กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 5] สุดสายป่าน

แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-7-2013 12:16 โดย TђiЭf_Läd¥



สุดสายป่าน



ออกอากาศ : ทุกคืนวันจันทร์ - อังคาร  20.10 - 21.40 น. ช่อง 5
บทประพันธ์โดย :  ชูวงศ์ ฉายะจินดา
บทละครโทรทัศน์ โดย : ณ. ภัทรพร
กำกับการแสดงโดย : จาริวัฒน์ อุปการไชยพัฒน์
ผลิตโดย : บริษัท เอ็กแซ็กท์-ซีเนริโอ จำกัด
อำนวยการผลิตโดย : ถกลเกียรติ วีรวรรณ , นิพนธ์ ผิวเณร

รายชื่อนักแสดง

ยุทธนา  เปื้องกลาง   รับบท   ม.ล.ฐิติ  สูรยกานต์   
วรรณรท  สนธิไชย   รับบท   กานดาวสี / กานดามณี   
ณัฏฐ์  เทพหัสดิน ณ อยุธยา   รับบท   วสันต์   
รัชชานนท์  สุขประกอบ   รับบท   วิทย์   
พิชญา  เชาวลิต   รับบท   มรว.หญิงไขนภา   
อลิชา  ไล่สัตรูไกล   รับบท   อุไร   
พลวัฒน์  มนูประเสริฐ   รับบท   วิเศษ   
รอน  บรรจงสร้าง   รับบท   วิสูตร  
ปวีณา  ชารีฟสกุล   รับบท   พุดตาล   
อัจฉราพรรณ  ไพบูลย์สุวรรณ   รับบท   คุณสาย   
รอง  เค้ามูลคดี   รับบท   คุณพระบรรณกิจ  
ศันสนีย์  วัฒนานุกูล   รับบท   ท่านหญิงลักษมี   
อิษฏอาณิก  อินทสูต   รับบท   นารีรัตน์   
ชมพูนุช  ปิยธรรมชัย   รับบท   วิไลวรรณ   
สิรินทร์  ก่อเกียรติ   รับบท   อิ่มใจ   
อุทัยศรี  ศรีณรงค์   รับบท   รำเพย   
เจษฎ์พิพัฒ  ติละพรพัฒน์   รับบท   ประพันธ์  


เรื่องย่อ ละครสุดสายป่าน



       คนหนึ่ง...เสียสละทุกสิ่ง คนหนึ่ง...แย่งชิงทุกอย่าง บนสายใยความรักที่เขามอบให้...พวกเธอ
        
       ในงานแห่งหนึ่ง ฐิติ นั่งซึมเศร้าไม่มีความสุขกับบรรยากาศภายในงาน จนเขต, อุดร, ทวิช เพื่อนๆ อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะฐิติยังคิดถึงคนรักที่ชื่อกานดาวสี ที่ห่างหายกันไปหลายปี ฐิติมองไปเห็นคู่เต้นรำคู่หนึ่ง หน้าตาเหมือนกานดาวสี ฐิติจึงเข้าไปหาทำความรู้จักเหมือนสนิทสนมกัน แต่กานดาวสีไม่รู้จัก ฐิติ คิดว่าฐิติจำคนผิด

       กานดาวสี (วรรณรท สนธิไชย) วิ่งหนีออกมา ฐิติ (ยุทธนา เปื้องกลาง) ยังตามออกมาแล้วทำรุ่มร่ามกับเธอ ฐิติพูดถึงเหตุการณ์ระหว่างเขากับเธอที่เกิดขึ้นที่ประจวบ แต่กานดาวสีงงและปฏิเสธว่าไม่รู้จัก ฐิติทนไม่ไหวจึงดึงตัวกานดาวสีมากอด รำเพย (อุทัยศรี ศรีณรงค์) เพื่อนของกานดาวสี กับปรีชาเข้ามาเห็น ปรีชาดึงตัวฐิติออก และต่อยทันที เขต (ภูหิรัณ์ หล่อเสถียรธารี), ทวิช (วาโย อัศวรุ่งเรือง), อุดร รีบเข้ามาห้าม รำเพยพาตัวกานดาวสีออกไป ฐิติยืนงง และยังยืนยันกับเพื่อนๆ ว่าเขาไม่ได้จำคนผิด ผู้หญิงคนนี้คือ กานดาวสี กิริเนศวร จริงๆ

       กานดาวสีกลับมาถึงบ้าน ฐิติตามมา และคงยืนยันว่าเธอคือกานดาวสี แต่กานดาวสีก็ยังจำเขาไม่ได้ จนในที่สุดฐิติดึงเธอเข้ามาจูบ แต่แล้วก็ถูกกานดาวสีตบหน้าและวิ่งหนีเข้าบ้านไป ปล่อยให้ฐิติยืนงงอยู่ กานดาวสีคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คิดถึงคำพูดของฐิติเกี่ยวกับเรื่องที่ประจวบ เธอมั่นใจแน่ว่าเธอไม่รู้จักผู้ชายคนนี้...

       กานดามณี (วรรณรท สนธิไชย) เต้นรำอยู่ที่ไนต์คลับแห่งหนึ่ง สุชาติ คนรักของเธอมาตามจนมีเรื่องทะเลาะกัน ในที่สุดกานดามณีก็ขู่สุชาติ จนเขาไม่กล้าทำอะไรเธอ และขอเลิกกับสุชาติทันที

       กานดามณีกลับมาที่บ้านวิไลวรรณ เธอยังกินเหล้าต่อเพื่อฉลองให้ความโสด วิไลวรรณ (ชุมพูนุช ปิยธรรมชัย) สงสัยว่าทำไมกานดามณีจึงใช้ชื่อหลอกกานดาวสีหลอกผู้ชายทุกคน แต่กานดามณียังไม่บอก ทุกๆ คนที่กานดามณีคบเป็นผู้ชายรวย แต่มีคนหนึ่งคือฐิติ เป็นคนจน เธอจึงหนีออกห่าง

       ฐิติเล่าเรื่องของกานดาวสีที่เจอในงานเมื่อคืนให้กับ พุดตาน (ปวีณา ชารีฟสกุล) ฟัง พุดตานผู้เป็นแม่เห็นใจฐิติ และแนะนำให้เลิกยุ่งกับผู้หญิงคนนี้ แต่ฐิติยังไม่อยากเลิก

       วิเศษ (พลวัฒน์ มนูประเสริฐ) ถาม นารีรัตน์ (อิษฏ์อาณิก อินทรสูต) เรื่องการกลับบ้าน นารีรัตน์อึกอักตอบไปว่าเมื่อคืนอ่านหนังสือดึก และรถเสีย วิเศษประชด อุไร (อลิชา หิรัญพฤกษ์) ทันทีว่าอุไรเหมือนดูหมอ ทายถูกทุกอย่างว่าลูกจะทำอะไรมั่ง อุไรค่อนขอดนารีรัตน์เพราะกลัวว่าวิเศษจะจับได้ว่าเธอไปไหนมา

       อุไรกระแนะกระแหนกานดาวสีว่ากลับดึก แต่วิเศษเข้าข้างลูก อุไรเลยไม่ชอบกานดาวสี และพูดดูถูกเธอเรื่องงาน จนวิเศษต้องบอกว่าเตรียมงานที่เหมาะสมไว้ให้กานดาวสีแล้ว อุไรจึงได้หยุดปาก

       ท่านชายวิสุทธิเทพ (มานพ อัศวเทพ) ป่วยหนัก เลยต้องการพบหน้าลูกชาย ถึงแม้ว่า ท่านหญิงลักษมี (ศันสนีย์ วัฒนานุกูล) จะปลอบอย่างไรก็ไม่สำเร็จ วิเศษเข้ามาช่วยจับมือพระองค์เพื่อให้หมอฉีดยาจนอาการทุเลาลง คุณพระบรรณกิจ (วุฒิ คงขาเขตร) ได้เข้ามาแจ้งข่าวว่าคุณชายฐิติเทพสิ้นแล้ว ทุกคนตกใจรวมถึงคุณชายวิสุทธิเทพก็มีอาการทรุดลง

       คุณพระบอกท่านหญิงว่าคุณชายฐิติเทพมีลูกชายกับพุดตาน แต่ตอนนี้ไม่รู้ไปอยู่ไหน คุณพระกับวิเศษเลยจะช่วยกันตามหาให้พบ นมสาย (อัจฉราวรรณ ไพบูลย์สุวรรณ) สงสารพุดตานที่ต้องเลี้ยงดูลูกคนเดียว เพราะพุดตานไม่มีความรู้อะไรนอกจากทำขนม

       ฐิติมาหากานดาวสีที่บ้านและเรียกชื่อกานดาวสี กิริเนศวร จนกานดาวสีตกใจที่ฐิติเรียกชื่อ-นามสกุลของเธอถูก ฐิติเล่าเหตุการณ์ที่ประจวบให้กานดาวสีฟังอีกครั้ง กานดาวสียืนยันว่าเธอไม่เคยไปประจวบ ฐิติถามว่าที่กานดาวสีหนีเขาไปเพราะเขาจนใช่ไหม กานดาวสีอึกอักแต่เห็นวิเศษอยู่ไกลๆ เลยตอบไปว่าใช่ ทำให้ฐิติเสียใจ วิเศษถามกานดาวสีว่าใครมาหา กานดาวสีโกหกว่าเป็นเพื่อนที่มาเยี่ยมเพราะรู้ว่าเธอเพิ่งเรียนจบกลับจากปีนัง ฐิติเดินเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากมาตามถนน รถของวิเศษขับผ่านมา ฐิติไม่ทันระวังจะข้ามถนนเลยโดนรถวิเศษชน วิเศษตกใจพาฐิติไปส่งบ้าน

       ฐิติบอกว่าบ้านเปิดร้านขนม เมื่อวิเศษไปถึงก็ต้องตกตลึงกับขนมที่วางขายอยู่ในตู้ เพราะฝีมือเหมือนชาววัง วิเศษเลยซื้อไป วิเศษนำขนมที่ซื้อมาจากร้านของพุดตานนำถวายท่านหญิง ครั้นพอท่านหญิงชิมก็รู้สึกเหมือนจำรสชาติได้ เลยให้นมสายชิมอีกคนเพื่อยืนยัน นมสายก็รู้สึกคุ้นๆ กับรสชาติของขนม ท่านหญิงให้วิเศษพาไปที่ร้านขายขนม และในที่สุดท่านหญิงก็ได้พบกับพุดตานและฐิติ พุดตานเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฐิติฟัง ซึ่งตอนนี้เขาได้กลายเป็นหม่อมทายาทของสูรยกานต์ไปแล้วเป็น ม.ล.ฐิติ สูรกานต์

       กานดามณีเมากลับมาถึงบ้านที่เปิดเป็นร้านเสริมสวยตามชื่อแม่ของเธอว่า กาญจนา (ปรารถนา สัชฌุกร) กานดามณีขึ้นไปบนห้อง และ วิสูตร (รอน บรรจงสร้าง) ก็ตามเข้าไป วิสูตรต่อว่ากานดามณีว่าทำไมทำตัวแบบนี้ คบผู้ชายไม่เลือกหน้า กานดามณีจึงยั่วเพราะรู้ว่าวิสูตรไม่ใช่พ่อ และคิดว่าวิสูตรอยากได้ตัวเธอ กานดามณีพยายามถอดเสื้อผ้าตัวเอง แต่วิสูตรดึงมือไว้ ทั้งคู่ล้มไปบนเตียง จนกาญจนาเข้ามาเห็นซึ่งขณะนั้นเธอป่วยอยู่ กาญจนาจึงล้มหัวฟาดพื้นเสียชีวิต

       กานดามณีไปหาวิไลวรรณ วิไลวรรณให้กานดามณีทำใจ กานดามณีเล่าให้ฟังว่าที่จริงวิสูตรไม่ใช่พ่อของเธอ เธอมีพี่ฝาแฝดชื่อกานดาวสี เป็นชื่อที่เธอให้หลอกผู้ชายว่าเป็นเธอ วิไลวรรณตกใจ

       ประพันธ์ (พงษ์สิริ บรรลือวงศ์) ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศขับรถมาส่ง นารีรัตน์ ที่หน้าบ้าน ทั้งคู่ร่ำรา บอกรักกัน จนอุไรกลับมาถึงหน้าบ้าน นารีรัตน์ตกใจก้มหลบลง บอกให้ประพันธ์ขับรถออกไปก่อน แต่ไม่ทันอุไรเดินมา ประพันธ์จึงลงไป อุไรถามว่ามาหากานดาวสีหรอ ประพันธ์ได้ทีเลยตอบไปว่าใช่ และกำลังจะกลับ ประพันธ์ขึ้นรถและขับออกไป อุไรคิดว่ากานดาวสีมีผู้ชายมาหาไม่ขาดสาย

       วิเศษพากานดาวสีไปกราบพระศพของท่านชาย ในงานกานดาวสีได้พบกับฐิติ กานดาวสีจึงรู้ว่าฐิติเป็นหม่อม แต่เธอก็ยังยืนยันว่าไม่รู้จักกับฐิติอยู่ดี

       หม่อมราชวงศ์ไขนภา (พิชญา เชาวลิต) เรียนจบกลับมาจากฝรั่งเศส ไขศรี (ดารัณ ฐิตะกวิน) ผู้เป็นแม่จึงพามาเข้าเฝ้าท่านหญิง เพราะไขศรีต้องการให้ไขนภาได้สนิทสนมกับฐิติ ทั้งๆ ที่ไขนภามีศักดิ์เป็นอาของฐิติ ไขศรีให้ไขนภามาเรียนการเรือนกับพุดตาน ซึ่งพุดตานก็เห็นไขนภาเป็นคนเรียบร้อย และเหมาะกับฐิติ ท่านหญิงต้องการให้ฐิติแต่งงานกับคนที่ตัวเองเลือกไว้คือ กานดาวสี ตอนแรกกานดาวสีไม่ยอมแต่งเพราะไม่ได้รัก และคิดว่าฐิติคงเข้าใจผิด แต่สุดท้ายกานดาวสีก็ต้องแต่ง

       กานดามณีได้พบกับ วสันต์ (ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ทั้งคู่ได้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน วสันต์จึงพากานดามณีเข้าไปแนะนำให้รู้จักกับ หม่อมหลวงวิทย์ (รัชชานนท์ สุประกอบ) ผู้กำกับภาพยนตร์ กานดามณีถูกใจวิทย์ และถูกวสันต์ขายให้กับวิทย์ และวสันต์ก็หายไปจากชีวิตของกานดามณี วสันต์เข้ามาทำงานที่สูรยกานต์ไหมไทย แล้วก็ได้พบกับ อิ่มใจ (สิรินทร์ ก่อเกียรติ) เลขาฯ ของคุณพระ อิ่มใจหลงรักวสันต์และยอมตกเป็นภรรยาของวสันต์

       ในงานแต่งของฐิติกับกานดาวสี เพื่อนมาร่วมงานกันมากมาย รวมทั้งญาติ ๆ ของแต่ละฝ่าย กานดามณีรู้จากวิเศษว่ากานดาวสีจะแต่งงานกับฐิติซึ่งเป็นหม่อม เธอก็จะไปขัดขวางแต่เธอพบกับวสันต์เสียก่อน กานดามณีจึงขับรถชนวสันต์ที่กำลังจะไปร่วมงานแต่งเหมือนกัน ฐิติกับกานดาวสีแต่งงานกัน แต่ทั้งคู่ดูเหมือนไม่ได้รักกัน ท่านหญิงจึงชวนไปหัวหิน เพื่อหวังว่าจะให้ทั้งคู่มีความรู้สึกดีๆ ให้ต่อกัน แต่แล้วกานดามณีก็ตามไปขัดขวาง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะฐิติกับกานดาวสีเริ่มมีใจให้แก่กันแล้ว

       วิเศษล้มป่วยเพราะรู้เรื่องที่อุไรแอบเอาทรัพย์สมบัติไปจำนำ และติดการพนัน เลยทะเลาะกับอุไรจนส้นเลือดในสมองแตก เข้าโรงพยาบาล นารีรัตน์กับอุไรพยายามติดต่อกานดาวสีแต่ติดต่อไม่ได้ สองแม่ลูกจึงยิ่งเกลียดกานดาวสีมากขึ้น เพราะคิดว่าได้ดีแล้วลืมครอบครัว

       วิทย์รู้ว่าฐิติผู้มีศักดิ์เป็นญาติแต่งงานกับกานดาวสี เลยมาแสดงความยินดี และพบกานดาวสี วิทย์ทำท่าจะรู้จักกานดาวสี แต่กานดาวสีไม่รู้จัก วิทย์เลยคิดว่ากานดาวสีกลัวคนอื่นจะรู้พฤติกรรมของเธอ

       วสันต์เข้าโรงพยาบาลโดยมีอิ่มใจเป็นคนคอยดูแล วสันต์แค้นกานดาวสีมากที่ทำร้ายเขา และรอวันแก้แค้น เมื่อวสันต์ออกจากโรงพยาบาลเขาจึงขู่คุณพระเรื่องที่เขาเคยมีความสัมพันธ์กับกานดาวสี ซึ่งคุณพระกลัวว่าคนภายนอกจะรู้ และทำให้สูรยกานต์เสื่อมเสียจึงต้องให้เงินวสันต์เป็นค่าปิดปาก แต่วสันต์ได้ทีเลยยกเรื่องนี้ขึ้นมาขู่คุณพระหลายครั้งเพื่อแลกกับเงิน

       กานดาวสีเครียดเพราะไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาเป็นค่าผ่าตัดของวิเศษ รำเพยแนะนำให้ไปขอเงินจากฐิติ แต่กานดาวสีไม่ต้องการให้ฐิติดูถูกได้ว่ามาแต่งงานเพราะเงิน กานดาวสีจึงไปปรึกษาคุณพระ เพราะคุณพระเป็นเพื่อนกับวิเศษ คุณพระรับปากว่าจะช่วย กานดาวสีจึงค่อยโล่งใจบ้าง

       เมื่อกานดามณีหายตัวไป วิสูตรจึงออกตามหาโดยมีไขนภาซึ่งตอนนี้มาสมัครเป็นครูที่โรงเรียนของวิสูตรช่วยตามหาอีกแรง และสุดท้ายวิสูตรก็ได้พบกับกานดามณี แต่วิสูตรไม่ยอมบอกว่าใครคือลูกของเขา เพราะกลัวว่าไขนภาจะไม่ชอบกานดามณีที่กำลังคิดแย่งฐิติออกจากกานดาวสี

       ในเมื่ออุไรหมดหนทางเธอจึงเข้าร่วมมือกับกานดามณีกำจัดกานดาวสีโดยมีนารีรัตน์เข้าร่วมด้วย เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ได้เงินเยอะ และอีกอย่างพวกเธอก็ไม่ชอบกานดาวสีอยู่แล้วด้วย อีกทั้งนารีรัตน์ก็คิดว่ากานดาวสีแย่งประพันธ์คนรักของเธอไป

       ในที่สุดกานดามณีก็ได้เข้าไปอยู่ที่วังสูรยกานต์ และกำจัดทุกคนรวมถึงท่านหญิง ที่ตะขิดตะขวงใจเรื่องเธอ และกานดามณีก็ทำให้กานดาวสีออกไปจากวังได้สำเร็จ กานดาวสีมาอยู่กับรำเพย และมีไขนภาซึ่งมาสนิทด้วย ทั้งหมดช่วยกันหาเงินรักษาวิเศษ และหาวิธีเปิดโปงกานดามณี รำเพยแนะนำให้ไปหาวสันต์ ซึ่งก่อนหน้านั้นวสันต์ร่วมมือกับกานดามณีคอยหักหลังกานดาวสีแล้วก็เลยเข้าทางของแผนที่วางไว้ จนทำให้ฐิติเข้าใจผิดกานดาวสีมากขึ้น

       วสันต์แอบคบกับกานดามณีแบบลับๆ เพราะกานดามณีต้องการใช้วสันต์ อิ่มใจรู้เรื่องเลยแค้น และคิดที่จะกำจัดวสันต์ แต่วสันต์รู้ทันอิ่มใจเลยรับเคราะห์นั้น แต่โชคดีที่กานดาวสีมาช่วยไว้ได้ทัน อิ่มใจจึงถือว่ากานดาวสีมีบุญคุณกับตน และในที่สุดวสันต์ก็ถูกกานดามณีฆ่าปิดปาก

       ด้วยความโลภของอุไรจึงได้รับจุดจบของชีวิตอย่างน่าสงสาร อุไรถูกกานดามณีหลอกมาฆ่า โดยกานดาวสีมาเห็นพอดี กานดามณีจึงจัดการให้กานดาวสีรับความผิดนี้ กานดาวสีถูกตำรวจจับ ซึ่งเธอไม่ได้ทำความผิดและถูกกานดามณีขู่ว่าถ้าไม่ยอมรับความจริง กานดามณีจะทำร้ายวิเศษ

       ในระหว่างนั้นฐิติแอบหาหลักฐานเพื่อเปิดโปงกานดามณี เพราะฐิติระแคะระคายเรื่องของกานดามณี ในที่สุดฐิติก็มีหลักฐานมายืนยันกับตำรวจว่ากานดามณีเป็นคนร้าย รวมถึงการให้ปากคำของนารีรัตน์ที่กลับใจเป็นคนดี จึงทำให้กานดามณีถูกตำรวจจับด้วยอีกคน ทั้งกานดามณีและกานดาวสีถูกนำตัวส่งไปเรือนจำ แต่กานดามณีขันขืนแย่งปืนกับตำรวจซึ่งไม่รู้ใครเป็นใคร เพราะหน้าเหมือนกัน ตำรวจเลยยิงผิดตัว กานดามณีจะหนีและถูกยิงอีกคน
      
       สุดท้าย...สายป่านแห่งรักระหว่าง ม.ล.ฐิติ สูรยกานต์ และ กานดาวสีจะดำเนินไปถึงจุดสิ้นสุดอย่างหวานชื่นได้อย่างไร? โปรดตามลุ้น และเอาใจช่วยได้ใน "สุดสายป่าน"


ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครสุดสายป่าน

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       ภายในคลับหรูหรา อันเป็นรมณียสถานแหล่งหย่อนใจชื่อดังกลางกรุง ที่มีดนตรีและลีลาศด้วย ยิ่งราตรีนี้บรรยากาศแสนคึกคัก ด้วยคลาคล่ำไปด้วยนักเที่ยวชายหญิง บ้างมาเป็นคู่ และเป็นหมู่คณะ วงดนตรีของร้านกำลังบรรเลงเพลงจังหวะสนุกสนานครึกครื้นเร่งเร้าอารมณ์
      
       บนฟลอร์เต้นรำด้านหน้าของวงดนตรี แลเห็นหนุ่มสาวหลายคู่กำลังเต้นรำอย่างสนุกสนาน นักเที่ยวตามโต๊ะต่างๆ มองมายังฟลอร์ รวมทั้งโต๊ะของกลุ่มชายหนุ่ม ที่ 3 ใน 4 นั่งมองสาวๆ ในฟลอร์ พร้อมพูดคุยอย่างคะนองปาก
       “ติ เป็นอะไรวะ มาเที่ยวทั้งทีนั่งหน้าเศร้าอยู่ได้ ครึกครื้นหน่อยเพื่อนฝูง” เขตเอ่ยขึ้นขณะหันมาทางฐิติ
       เป็นเขา ฐิติ สูรยกานต์ หนุ่มรูปงามที่นั่งเครียดเคร่งสีหน้าเบื่อโลกอยู่ตั้งแต่เข้ามาจนเวลาผ่านไปสักระยะแล้ว
       “นั่นสิ..เห็นมั้ยวะที่ฟลอร์น่ะ สาวๆสวยๆทั้งนั้น ถ้าฉันโสดๆซิงๆอย่างแกนะไอ้ติเอ๊ย...” อุดรบอกพลางถูมือตัวเองท่าทางมันเขี้ยว
       “เห็นด้วย..แกเลิกคิดถึงคุณกานอะไรของแกเสียทีเถอะวะไอ้ติ เป็นปีๆ แล้วที่เจ้าหล่อนลืมแกน่ะ” ทวิช เกลออีกคนในกลุ่มเสริม เขาพูดถึงหญิงสาวคนรักของเพื่อน
       ฐิติ สวนทันควัน น้ำเสียงแข็งแววตาวาววับ “คุณกานไม่ได้ลืมฉัน”
       “อ้าว แล้วที่หล่อนไม่ยอมติดต่อกลับมาหาแกเลย มันหมายความว่าอะไรล่ะวะ”
       คำพูดของเขต ทำให้ฐิติอึ้งไปอย่างจนคำตอบ ชายหนุ่มทอดถอนใจ หลบสายตาเพื่อนมองไปที่ฟลอร์อย่างไม่ตั้งใจ ฐิติเห็นคู่ลีลาศพลิ้วผ่านสายตาไปคู่แล้วคู่เล่า
       แต่แล้วฐิติกลับมีท่าทางตื่นเต้นตกใจที่เห็นชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งกำลังเต้นรำกันอย่างสวยงามผ่านไป ฐิติลุกพรวดขึ้นยืนจ้องอย่างตะลึง ก่อนจะพรวดพราดผละไปจากโต๊ะเร็วราวกับจรวด
       เขต ทวิช และอุดร มองตามอย่างคาดไม่ถึง 3 หนุ่มร้องพร้อมกัน ด้วยความตกใจ
       “เฮ้ยไอ้ติ..เดี๋ยว”
       “มันจะไปไหนของมันวะนั่น” เขตงงหนัก
      
       คู่เต้นรำที่ฐิติเห็นคือสาวสวย กานดาวสี กับปรีชา ที่เต้นรำจบลงพอดี ปรีชามองกานดาวสีอย่างทึ่งและชื่นชม
       “จะเต้นต่อหรือจะพักก่อนดีครับ
       “ขอพักเถอะค่ะ...รู้สึกคอแห้งจัง อยากดื่มน้ำสักหน่อย อีกอย่าง ป่านนี้รำเพยคงอยากเต้นรำกับว่าที่คู่หมั้นแล้วล่ะค่ะ”
      
       สองคนหัวเราะให้กัน
       ปรีชาผายมือเชิญให้กานดาวสีเดินออกจากฟลอร์ เวลาเดียวกับที่รำเพยเดินยิ้มแย้มออกมาจากฟลอร์กับชายหนุ่มคู่เต้นรำ รำเพยขอตัวเดินแยกมาหากานดาวสีและปรีชา
       “ไงจ๊ะกาน..แฟนฉันเหยียบเท้าเธอเข้าบ้างหรือเปล่า” รำเพยสัพยอก
       “อ้าวที่รักทำไมพูดแบบนี้ล่ะจ๊ะ.. คุณกานก็แค่อยากให้ฉันกลับไปเต้นรำกับว่าที่คู่หมั้นต่างหาก”
       กานดาวสีมองรำเพยและปรีชาแหย่กันอย่างรักใคร่ พลอยมีความสุขไปด้วย
       “แน่ะ เพลงใหม่ขึ้นแล้ว เธอสองคนออกไปเต้นรำกันเถอะ ฉันขอตัวไปนั่งพักก่อนล่ะ”
       กานดาวสีรุนหลังเพื่อนทั้งสองคน ให้เข้าไปในฟลอร์ก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา จะกลับไปที่โต๊ะ
       แต่จู่ๆ ฐิติก็พรวดพราดเข้ามาคว้าข้อมือกานดาวสี ละล่ำละลักถามอย่างตื่นเต้นดีใจมาก
       “คุณกาน..คุณกานจริงๆ คุณหายไปไหนมา รู้มั้ยผมตามหาคุณแทบพลิกแผ่นดิน”
       กานดาวสีตกใจมาก รีบดึงมือตัวเองกลับ หน้าซีดเผือดจ้องฐิติอย่างตกตะลึง
       “คุณไม่ดีใจเหรอที่เราได้พบกับอีก” ฐิติถามแปลกใจ
       กานดาวสีฉงนหนัก “คุณเป็นใคร..ดิฉันไม่เคยรู้จักคุณ”
       ฐิติงงมาก “อะไรนะ..คุณกาน นี่คุณพูดอะไรออกมา”
       “ดิฉันไม่เคยรู้จักคุณมาก่อนจริงๆ ขอโทษนะคะ..คุณคงจำคนผิดแล้วล่ะค่ะ”
       กานดาวสีรีบเดินหนี
       “คุณกาน”
       ฐิติอึ้ง ตะลึง นึกไม่ถึง แววเจ็บปวด ผิดหวังระบายทั่วใบหน้าหล่อเหลาของเขา
      
       กานดาวสีก้าวเร็วๆ เดินไปที่โต๊ะ อีกมุมหนึ่งของคลับ ฐิติคว้าตัวกานดาวสีให้หันไปเผชิญหน้า
       “คุณกาน..คุณโกรธอะไรผมถึงได้ทำหมางเมินกับผมขนาดนี้”
       กานดาวสีชักโกรธ “เอ๊ะ..ปล่อยฉันนะ ปล่อยสิ คุณจะหยาบคายเกินไปแล้วนะ ปล่อย”
       “หยาบคายเหรอ ถ้าแค่นี้หยาบคายแล้วเหตุการณ์ที่ประจวบมันหมายความว่าอะไร”
       ฐิติมองจ้องอย่างคาดคั้น ในขณะที่กานดาวสีทั้งโกรธทั้งตกใจ
       จังหวะนี้รำเพยกับปรีชาวิ่งเข้ามาหากานดาวสีอย่างตกใจ
       “มีเรื่องอะไรกันน่ะ กาน..เธอรู้จักกับผู้ชายคนนี้ด้วยเหรอ”
       “ไม่” เสียงของกานดาวสี หนักแน่นมาก
       “คุณกาน...”
       ฐิติครางครวญ มองมาอย่างเสียใจสุดๆ กานดาวสีผลักฐิติออกไปสุดแรง
       รำเพยรีบเข้าไปหากานดาวสีอย่างเป็นห่วง แต่ไม่ทันฐิติที่เข้าไปคว้ากานดาวสีมากอดไว้อย่างลืมตัว พรั่งพรูความในใจออกมา
       “คุณกานผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจ ทำไมคุณถึงทำกับผมได้ขนาดนี้...รู้มั้ยตลอดเวลาหนึ่งปีที่เราไม่ได้พบกันผมคิดถึงคุณแทบบ้า..ผม...”
       โดยไม่มีใครทันคาดคิด ปรีชากระชากฐิติชกเข้าเต็มๆ หน้า จนฐิติล้มไปแทบเท้าเขต อุดร และทวิชที่เข้ามาถึงพอดี
       ฐิติรีบลุกขึ้นตรงเข้าชกปรีชาเอาคืนบ้าง เพื่อนทั้งสามตกใจ ผู้คนในร้านตื่นตระหนก
       เขตถามเสียงดัง “อะไรกันวะ”
       อุดรไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น ดันตัวทวิชให้เข้าไปขวางปรีชาไว้ เขตรีบวิ่งเข้าไปคว้าตัวฐิติแยกออกจากปรีชา
       “เดี๋ยวๆ นี่มันเรื่องอะไรถึงกับต้องลงไม้ลงมือกันเนี่ย” เขตถามอีก
       “ถามเพื่อนพวกคุณดูเอาเองสิ...ถ้าเมาก็กลับบ้านไปเสีย..อย่ามาทำรุ่มร่ามแถวนี้” ปรีชาบอกอย่างมอารมณ์
       “แต่ผมรู้จักเพื่อนคุณจริงๆ คุณกานทำไมคุณไม่บอกทุกคนไปว่าเรารู้จักกัน เรารู้จักกันที่ประจวบ แล้วเราก็สัญญา...”
       ฐิติไม่ทันจะได้พูดจบคำกานดาวสีก็สวนออกมาเสียงแข็ง
       “พอทีเถอะค่ะ..ฉันไม่ทราบว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไร แต่ฉันขอยืนยันต่อหน้าทุกคนตรงนี้อีกครั้งว่า ฉันไม่เคยรู้จักคุณมาก่อน” สีหน้าแววตาของสาวสวยรูปโฉมสะคราญตา ดูจริงจังมาก
      
       ขณะที่สีหน้าฐิติเต็มไปด้วยอารมณ์แห่งความเจ็บปวดรวดร้าวสุดจะประมาณ


  


       ไม่นานจากนั้น กานดาวสี กับรำเพย เดินเร็วๆ ไปที่ลานจอดรถด้านหน้า กานดาวสีเหลียวมองหน้ามองหลังอย่างหวาดระแวง กลัวว่าฐิติจะตามมา
      
       “นี่ยัยกานฉันถามจริงๆ เถอะเธอไม่รู้จักผู้ชายคนนั้นแน่นะ”
       กานดาวสีถอนใจ “โธ่เอ๊ยรำเพย นี่เธอก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอ เธอก็เป็นเพื่อนฉันมานานฉันเคยโกหกอะไรเธอมั้ย”
       “ก็ไม่นะ แต่ฉันแปลกใจน่ะสิ จะว่าเขาจำคนผิด แต่ทำไมเขาเรียกชื่อเธอถูกล่ะ”
       “รำเพย อย่าลืมสิเขาเรียกฉันแค่คุณกาน มันอาจจะเป็นกานอย่างอื่นก็ได้ เช่น เอ่อ...กาญจนา กานดา หรือกานอะไรตั้งเยอะแยะ” กานดาวสีว่า
       “เออ...จริงด้วยเนอะ เขาไม่ได้เรียกเธอว่ากานดาวสีสักหน่อยนี่ แต่เขาก็ดูมั่นอกมั่นใจมากเลยนะ” รำเพยยังคาใจไม่หาย
       กานดาวสีเคียงขึ้งขึ้นมา “นั่นน่ะสิ คนอะไรก็ไม่รู้...บ้าจังเลย”
       ปรีชาขับรถเข้ามาจอดเทียบ 2 สาว รำเพยขึ้นนั่งด้านหน้าคู่คนขับ กานดาวสีนั่งด้านหลัง รถแล่นออกไป
       ฐิติเข้ามายืนตรงจุดที่สองสาวยืนเมื่อครู่ มองตามรถไปอย่างมั่นอกมั่นใจ
       ไวเท่าความคิดฐิติวิ่งพรวดเดียวมาถึงรถ กำลังจะเปิดประตูรถ อุดร เขต และทวิช วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาขวางไว้
       อุดรเหนื่อยใจ “เฮ้ย ติ ฉันว่าแกอาจจำคนผิดจริงๆ ก็ได้”
       “ไม่..ฉันไม่มีทางจำคนผิด ฉันจำคุณกานของฉันได้ดี ผู้หญิงคนนี้คือกานดาวสีกิริเนศวร ไม่ผิดตัวแน่นอน”
       “เอ้า ถ้าอย่างนั้นมีเหตุผลอะไร ที่เจ้าหล่อนถึงได้ทำเป็นไม่รู้จักแก” อุดรย้อน
       “ก็มีอยู่เหตุผลเดียวแหละว้า เจ้าหล่อนคงเลิกรักไอ้ติแล้วน่ะสิ” ทวิชว่า
       ฐิติอึ้งไปนิดหนึง ผลักเพื่อนออกไปให้พ้นทาง ก่อนจะขึ้นรถ ขับออกไปทันที
       เขตและอุดรหันมาจ้องทวิชพร้อมกันอย่างไม่พอใจ ที่โพล่งออกมาอย่างนั้น
       “มันน่าเอาตะกร้อครอบปากจริงๆ” อุดรบอก
      
       มองจากภายนอก บ้านกิริเนศวร แลเห็นสนามกว้าง ตัดแต่งดูแลอย่างสวยงาม มองไปเห็นตึกขนาดกะทัดรัดรูปทรงเลียนแบบสถาปัตยกรรมยุโรป ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่สุดขอบสนามด้านหนึ่ง
       รถปรีชามาจอดหน้าบ้าน กานดาวสีก้าวลงมาโบกมือให้รำเพยกับปรีชา ก่อนที่รถจะแล่นออกไป กานดาวสีเดินไปที่ประตูเล็ก เปิดกระเป๋าถือหยิบกุญแจดอกหนึ่งขึ้นมาไขประตูเสร็จ แต่ยังไม่ทันเปิด มือฐิติเข้ามาคว้าข้อมือไว้ก่อน กานดาวสีตกใจมากหันมามอง
       “คุณ”
       “ตอนนี้มีแค่เราสองคน คุณเลิกแสดงละครได้แล้ว”
       กานดาวสีพยายามสะบัดข้อมือแต่ไม่หลุด “ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูด ปล่อยฉันนะ”
       “ผมไม่ปล่อยจนกว่าคุณจะบอกเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องแกล้งทำเป็นจำผมไม่ได้”
       “ฉันไม่ได้แกล้ง โธ่นี่ทำไมคุณไม่เชื่อฉันบ้าง ฉันไม่รู้จักคุณเลย แล้วฉันจะแกล้งทำเป็นจำไม่ได้ไปทำไมกัน”
       “ก็ได้..ถ้าคุณจำอะไรระหว่างเราไม่ได้เลยจริงๆ ผมก็จะช่วยรื้อฟื้นความทรงจำให้คุณเอง”
       อย่างรวดเร็วฐิติตวัดร่างกานดาวสีเข้ามาจูบ กานดาวสีดิ้นรนเต็มที่จนหลุดตบหน้าฐิติฉาดใหญ่
       ฐิติยืนงงได้แต่มองตามร่างกานดาวสีที่วิ่งเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว
       “คุณกาน..นี่คุณเป็นอะไรไป ทำไม..ทำไมต้องทำกับผมแบบนี้ ทำไม” ฐิติงุนงงครวญคร่ำอย่างปวดร้าว
      
       กานดาวสีอยู่ในชุดนอนนั่งมองเงาตัวเองอย่างครุ่นคิด กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา
       ในตอนที่ฐิติเห็นกานดาวสีในฟลอร์ลีลาศแล้วเข้ามาทัก กานดาวสีมีสีหน้างุนงงไม่เข้าใจ
       และตอนที่ฐิติเข้ามาคว้าตัวกานดาวสีแล้วพูดถึงเหตุการณ์ที่ประจวบ
       กานดาวสีพึมพำ
       “เหตุการณ์ที่ประจวบ..เขาพูดถึงอะไร”
       กระทั่งตอนที่ฐิติคว้าตัวกานดาวสีมาจูบเพื่อต้องการให้กานดาวสีรื้อฟื้นความทรงจำ
       นึกแล้วกานดาวสีหน้าแดงระเรื่อ ลุกขึ้นจ้องเงาตัวเองในกระจกพูดแกมโมโห
       “ก็แค่ผู้ชายที่ชอบฉวยโอกาสคนหนึ่ง จะมีใครหน้าตาเหมือนเราได้อีก..ไร้สาระที่สุด”
       กานดาวสียกมือลูบหน้าตาตัวเอง สีหน้าแววตาบ่งบอกกับตัวเองว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้
      
       ที่ร้านขายขนม และบ้านพักของ พุดตาน แม่ของฐิติ เป็นห้องแถวเล็กๆ ประตูบานเฟี้ยมไม้ ที่เปิดเป็นร้านขายขนมด้วย มีป้ายชื่อร้านติด “บ้านขนมไทย”
       เวลานั้นพุดตานถืออ่างใบเล็กพร้อมผ้าขนหนูเข้ามาในห้องนอน ยืนมองฐิติที่นอนอยู่บนเตียงส่ายหน้า
       เอ็นดู
       ฐิติเพ้อ “คุณกาน..ผมดีใจเหลือเกินที่ได้พบคุณ คุณกาน..ทำไม..ทำไม”
       “คุณกาน..นี่หมายความว่าติเจอคนรักแล้วงั้นเหรอ”
       สีหน้าพุดตานตื่นเต้นยินดีไปด้วย มองที่ฐิติค่อยๆ เงียบเสียงหลับสนิทไปแล้ว
       “แม่ดีใจด้วยนะจ๊ะที่ติได้เจอคนที่ติรักเสียที ขอให้คุณกานเขารักลูกของแม่มากพอๆ กับที่ลูกรักและเฝ้ารอเขานะ ติจะได้มีความสุขเสียที”
       พุดตานปัดผมให้พ้นหน้าผากฐิติไปอย่างเบาๆ ด้วยท่าทีรักใคร่ลูกชายเหลือแสน
      
       บรรยากาศในไนต์คลับแห่งนั้นคึกคัก เสียงดนตรีกระหึ่ม ท่ามกลางแสงสี ผู้คนเต้นกันอยู่แน่นขนัด
       กานดามณีเต้นลีลายั่วยวน อยู่กับชายหนุ่มอย่างสนุกสนาน พร้อมทั้งส่งยิ้มให้วิไลวรรณที่เต้นอยู่ข้างๆ
       กัน จู่ๆ วิไลวรรณยิ้มค้างแทนสายตาเห็นสุชาติแหวกคนเข้ามากระชากแขนกานดามณีพาลากออกไป ทั้งๆที่กานดามณีพยายามสลัด
       ชายหนุ่มที่เต้นอยู่มองตามไปอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหันมาตะโกนถามวิไลวรรณ
       “ไอ้หมอมั่นมันใครกัน อย่าบอกนะว่าเป็นแฟนของคุณกาน ก็เมื่อกี้คุณกานบอกผมว่ายังไม่แฟนนี่นา”
       วิไลวรรณอึกอัก “เอ้อ..ก็เป็น..เป็นพี่ชายน่ะ อย่าเพิ่งถามอะไรเลย ฉันไปก่อนนะ”
      
       จากนั้นวิไลวรรณรีบวิ่งตามออกไปอย่างเป็นห่วง
      

       ที่บริเวณด้านหน้าไนท์คลับ กานดามณีสะบัดแขนออกจากการฉุดรั้งของสุชาติอย่างโมโห ตวาดเสียงดัง
      
       “ทำบ้าอะไรเนี่ย”
       “ใครกันแน่ที่บ้า..ไหนบอกฉันว่าเธอจะไปงานวันเกิดวิไลวรรณแล้วทำไมมาเต้นล่อผู้ชายอยู่นี่ ถ้าฉันมาช้ากว่านี้เขามันคงงอกขึ้นมาบนหัวฉันแน่ๆ” สุชาติโมโหมาก
       กานดามณีโกรธแล้วเปลี่ยนเป็นขำพูดเยาะๆ
       “ตายจริงเธอนี่ความรู้สึกช้าจัง”
       สุชาติโกรธ “หมายความว่ายังไง”
       กานดามณีมองที่หัวสุชาติ “ฉันว่าเขามันขึ้นบนหัวเธอมาตั้งนานแล้วน่ะสิ” พร้อมกับหัวเราะเย้ยๆ
       ขาดคำสุชาติตบเข้าเต็มๆที่หน้ากานดามณี กานดามณีล้มลงไป พร้อมๆกับที่วิไลวรรณวิ่งมาถึงชะงักอย่างตกใจสุชาติตรงเข้ากระชากกานดามณีขึ้นมาคำราม
       “รู้จักฉันน้อยไปแล้วนังตัวดี”
       สุชาติเงื้อมือสูงจะตบซ้ำเข้าอีก แต่กลับชะงักหน้าเสีย เพราะที่หน้าท้องสุชาติเห็นมือกานดามณีถือมีดสปริงจิ้มอยู่ กานดามณีเอาจริง
       “ลองตบฉันอีกทีสิ ไส้แกทะลักแน่”
       สุชาติค่อยๆ ลดมือลง
       กานดามณีสะบัดหลุดถอยออกมาถือแต่ยังชูมีดขู่ไว้ วิไลวรรณรีบวิ่งเข้ามาหา
       “ใจเย็นๆน่ากาน..เก็บมีดก่อนดีมั้ยจ๊ะที่รัก”
       “ใครเป็นที่รักของแก แกกับฉันเลิกกันนับแต่วินาทีนี้ ไสหัวแกไปให้พ้น จำไว้ด้วยถ้าแกยังไม่เลิกมาตอแยฉันอีกแกได้ไปเที่ยวนรกแน่”
       สีหน้าท่าทางกานดามณีเอาจริงจนดูน่ากลัวมาก
      
       กานดามณีอยู่ที่บ้านวิไลวรรณ กำลังวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะปัง! หลังกระดกเหล้าจนหมดแก้ว ท่าทางเริ่มเมา วิไลวรรณเดินเข้า
       “ยังกินต่ออีกเหรอ”
       กานดามณีหัวเราะ “ใช่สิ ฉันเป็นโสดอีกครั้งแล้ว แบบนี้มันก็ต้องฉลอง ไม่ใช่เหรอแก”
       “เอ้อ..จะมีผู้ชายคนไหนทำให้แกรู้สึกเสียดายเขาบ้างมั้ยนังณี ปีนี้แกฉลองความเป็นโสดครั้งที่สี่แล้วนะ”
       “ฮึ่อ ฉันไม่เคยเสียดายผู้ชายคนไหนสักคนเลยแก ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป หรือแกว่ามีคนไหนที่มันน่าเสียดายบ้างล่ะบัญชา ดิลก อาวุธ สุชาติ..ใครอีกน้าฉันชื่อจำไม่ได้”
       วิไลวรรณนิ่งคิด “ฉันเสียดายคนที่เราเจอที่ประจวบเมื่อปีก่อนนะ”
       “ใคร”
      
       “ก็ที่ชื่อฐิติไง..หล่อ สุภาพ นี่ถ้าไม่ติดว่าแกคั่วอยู่ฉันคงรีบเสนอตัวเหมือนกันแหละ แบบนั้นน่ะสเป็กฉันเลยละแก”
       กานดามณีนึกได้ขำมากขึ้น “โธ่นึกว่าใคร...จำได้ล่ะ ฮื่อที่จริงก็ไม่เลวหรอกนะ แต่เป็นไก่อ่อนไปหน่อย ขี้เกียจสอนให้ขัน เป็นสุภาพบุรุษจนน่ารำคาญ แถมดันจนนี่นะสิที่ฉันรับไม่ได้ โอ๊ยจะไปพูดถึงทำไม มาวิไลเรามาฉลองอิสรภาพกันดีกว่า เย้...”
      
       เย็นนั้นเกลียวคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง เสียงฐิติกับกานดามณีหัวเราะหยอกเย้าดังมาก่อนที่จะเห็นกานดามณีวิ่งเข้ามา มีฐิติไล่ตามจับมาติดๆ
       “เร็วเข้าเร้วติขา..ถ้าจับได้จะมีรางวัลให้นะคะ”
       ฐิติวิ่งตามมาคว้าเอวกานดามณีไว้ได้ กานดามณีหัวเราะกิ๊กกั๊ก
       “อุ๊ยจั๊กกะจี้ค่ะ..ปล่อยก่อนค่ะ”
       “ไม่ปล่อยครับจนกว่าคุณกานจะให้รางวัลผมเสียก่อน”
       กานดามณีหันกลับมาเผชิญหน้าโอบรอคอฐิติ มองฐิติด้วยดวงตาหวานฉ่ำ
       “ฉันรักคุณค่ะ ติ”
       ฐิติมองกานดามณีด้วยความรักสุดหัวใจ
       “ผมก็รักคุณ กานดาวสี”
       กานดามณีมองฐิติอย่างยั่วยวนเต็มที่ ก่อนจะโน้มฐิติลงมาช้าๆ
       ภาพเหล่านั้นเลือนหายไป ฐิติน้ำตาคลอ หน้าตาครุ่นคิด
       “คุณกาน...คุณลืมเรื่องระหว่างเราทั้งหมดจริงๆ เหรอ”
      
       เช้าวันต่อมา พุดตานกับฐิติกำลังช่วยกันทำขนม
       “แม่ว่าติอย่าเสียเวลากับผู้หญิงคนนั้นเลยลูก เหตุการณ์ที่ติเจอเมื่อคืน ก็น่าจะทำให้ติเห็นธาตุแท้ของผู้หญิงคนนี้แล้วว่าเธอเป็นคนแบบไหน”
       “ผมไม่อยากเชื่อ ไม่อยากเชื่อว่ากานดาวสีที่ผมรู้จักจะเห็นความรักเป็นแค่เกมเกมหนึ่งเท่านั้น” ฐิติลุกพรวดขึ้น “แม่ครับขอให้ผมได้พบเธออีกครั้ง ผมขอพิสูจน์อะไรบางอย่างถ้ามันเป็นอย่างที่ผมคิด ผมจะตัดใจจากผู้หญิงคนนี้ทันที”
       สีหน้าฐิติเด็ดขาด พุดตานได้แต่มองอย่างไม่เข้าใจ
      
       ทั่วอาณาบ้านกิริเนศวรยามเช้าแสนสดชื่น แจ่มใส วิเศษ นารีรัตน์ อุไร เดินคุยกันขณะที่จะเดินไปที่ห้องทานอาหาร
       วิเศษเสียงเข้มงวด “ยัยรัตน์เมื่อคืนกลับบ้านกี่ทุ่ม”
       นารีรัตน์สะดุ้งเงยหน้าสบตาอุไรที่จ้องเขม็งอยู่แล้วรีบตอบ
       “เกือบสามทุ่มค่ะ..เอ่อ คือรัตน์กับเพื่อนอ่านหนังกันเพลินจนลืมเวลาไปหน่อยแล้วตอนกลับมารถก็เสียค่ะคุณพ่อ”
       วิเศษมองอุไรพูดเรียบๆ “คุณนี่เก่งนะ..น่าจะไปเป็นหมอดู”
       “คุณหมายความว่าอะไรคะ”
       “อ้าว ก็ยัยรัตน์พูดเหมือนที่คุณพูดเมื่อวานไม่มีผิดเลย ทั้งเรื่องที่ไปอ่านหนังสือบ้านเพื่อนแล้วรถเสีย กลับถึงบ้านสามทุ่ม”
       อุไรกับนารีรัตน์ถึงกับชะงักกึก นารีรัตน์สบตาอุไรอย่างหวั่นๆ ประมาณว่าพ่อต้องไม่เชื่อแน่ๆ จะทำไงดี
       อุไรมองปรามนารีรัตน์ไม่ให้แสดงพิรุธอะไรออกมา กำลังจะอ้าปากแก้ตัว วิเศษไม่สนใจเดินเข้าไปในห้องอาหาร
       อุไรค้อนนารีรัตน์ดุเบาๆ “ทีหลังจะไปไหนก็รีบกลับให้มันเร็วๆหน่อย แม่จะได้ไม่ต้องมาคอยแก้แทนแกอีก”
       “แต่หนูไปอ่านหนังสือจริงๆ นะคะคุณแม่”
       “ก็นั่นแหละ เป็นลูกผู้หญิงคุณพ่อไม่ชอบให้ไปไหนมาไหนมืดๆ ค่ำๆ รัตน์ก็รู้นี่”
       อุไรค้อนนารีรัตน์อีกครั้ง ก่อนจะเดินตามวิเศษเข้าไป
      
       วิเศษคุยกับกานดาวสี ระหว่างที่ทุกคนกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้า
      
       “เมื่อคืนทานข้าวกับเพื่อนๆ เป็นไงล่ะบ้างลูก”
       “ก็ดีค่ะคุณพ่อ รำเพยกับปรีชาเค้าพาหนูไปเลี้ยงต้อนรับที่กลับมาจากปีนัง”
       อุไรหมั่นไส้ “มิน่า คงสนุกกันใหญ่ล่ะสิ ถึงได้กลับบ้านตั้งเกือบสองยาม...นี่ยังดีนะคะ ที่ยัยรัตน์ไม่ใช่คนชอบเที่ยว วันๆ ก็เอาแต่ท่องหนังสือ ไม่งั้นชาวบ้านคงนินทาว่าลูกสาวบ้านนี้เปิ๊ดสะก๊าด กลับบ้านเอาเกือบเช้าทุกวัน”
       กานดาวสีไม่อยากโต้ตอบ
       วิเศษไม่พอใจ “คุณก็พูดเกินไป ตั้งแต่กลับมา ยัยกานก็เพิ่งจะกลับดึกแค่เมื่อคืน”
       “ดิฉันก็แค่พูดให้ฟัง คุณก็รู้ว่าชาวบ้านน่ะเห็นหนึ่งก็บอกว่าสิบอย่างนี้ล่ะค่ะ”
       อุไรหันไปกระแนะกระแหนกานดาวสีต่อด้วยเสียงอ่อนหวาน
       “แล้วนี่หนูกานก็กลับมาได้ตั้งเดือนกว่าๆ แล้ว ยังหาการหางานอะไร ทำไม่ได้เหรอจ๊ะอุตส่าห์ไปร่ำเรียนมาถึงเมืองนอกเมืองนา นี่คงไม่ได้คิดจะอยู่เฉยๆ คอยเกาะคุณพ่อไปจนแก่ใช่มั้ย”
       กานดาวสีกำลังจะตอบอุไร วิเศษกระแทกช้อนในมือลงบนจานอย่างแรง พูดขัดขึ้น
       “ยัยกานน่ะ ไม่ได้คิดอย่างนั้นหรอกคุณอุไร ผมนี่ล่ะที่ไม่ยอมให้แกไปทำงานที่อื่นผมจะเป็นคนพาแกไปฝากงานกับบริษัทที่ผมไว้ใจได้เอง”
      
       อุไรยิ่งพาลหมั่นไส้กานดาวสี ประชดอีก “โธ่ ก็ดิฉันไม่รู้นี่คะว่าคุณคอยจัดแจงเตรียมหางานให้หนูกานเอาไว้แล้ว ดิฉันก็แค่ตักเตือนไปตามประสา” อุไรเน้นคำจ้องไปที่กานดาวสีขณะพูด “กลัวจะเป็นคนไม่เอาไหน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ก็เท่านั้นล่ะค่ะ”
       วิเศษมองอุไรอย่างไม่พอใจและรู้ทัน อุไรรีบเปลี่ยนเรื่องตัดบท
       “เที่ยงนี่คุณจะออกไปไหนหรือเปล่าคะ ถ้าไม่ไป ดิฉันจะทำหมี่กะทิของชอบให้ทาน”
       “ไม่ล่ะ ฉันจะรีบไปที่วัง”
       กานดาวสีถาม “เรื่องท่านชายใช่มั้ยคะ”
       “ใช่ลูก...จนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครตามหาตัวคุณชายฐิติเทพเจอเลย”
      
       วิเศษดูหนักใจมาก


  


       ขณะเดียวกันได้ยินเสียงของตก และเสียงท่านชายวิสุทธิเทพโวยวายมาจากห้องบรรทม
      
       “ชาย..ชายอยู่ไหน...กลับมาหาพ่อนะ”
       ท่านชายพยายามจะดิ้นรนลงจากเตียงให้ได้ ข้าวของที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียงตกกระจายอยู่ที่พื้น
       ท่านหญิง นมสาย พยายามจับตัวไว้
       หมอพยายามจะเข้าไปฉีดยา แต่ดูละล้าละลังเพราะท่านชายดิ้นจะลงจากเตียงให้ได้
       “หมอ จะถวายฉีดพระโอสถ ก็รีบเข้าสิคะ” นมสายบอก
       “คุณนมจับองค์ท่านชายไว้สิครับ”
       ท่านหญิงลักษมีปลอบ “ท่านพี่ ใจเย็นนะคะ คุณพระกำลังพยายามตามหาชายอยู่”
       ท่านชายไม่ฟัง “ปล่อยฉัน ฉันจะไปหาชาย...บอกให้ปล่อย”
       จังหวะนี้วิเศษเดินเร็วรี่เข้ามาด้วยท่าทางเป็นกังวลท่านหญิง หันไปเห็น
       “พ่อวิเศษมาพอดี เร็วเข้าเถอะ มาช่วยกันจับองค์ท่านชายหน่อย”
       “กระหม่อม”
       วิเศษรีบเข้ามารีบเข้าจับตัวท่านชาย ให้หมอรีบเข้ามาฉีดยากล่อมประสาทซึ่งออกฤทธิ์ทันที เพราะฉีดเข้าเส้น ท่านชายสงบลง แต่ยังคร่ำครวญ
       “ชายลูกพ่อ ลูกอยู่ที่ไหน พ่อคิดถึงชายเหลือเกิน”
       ท่านหญิงมองท่านชายอย่างเป็นกังวล น้ำตารื้น ฝืนปลอบทั้งๆ ที่ใจก็ปวดร้าวไม่แพ้กัน
       “ท่านพี่...ท่านพี่ต้องเข้มแข็งนะคะ อีกไม่นานเราต้องได้พบลูกชายแน่ๆ”
       ท่านชายได้แต่นอนน้ำตาไหล
       คุณพระบรรณกิจเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน คุกเข่าลงข้างเตียง
       “กระหม่อมได้ข่าวคุณชายฐิติเทพแล้วกระหม่อม”
      
       ท่านชายผวาลุกขึ้นอย่างดีใจ วิเศษกับคุณพระต้องช่วยกันประคองไว้
       ท่านชายดีใจน้ำตาคลอ “ลูกฉันอยู่ที่ไหน พาฉันไปพบลูกชายเดี๋ยวนี้”
       “คือ...คุณชายฐิติเทพสิ้นแล้วกระหม่อม”
       ท่านหญิงตกใจ “หา...ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้”
       ท่านชายช็อกหายใจหอบถี่ หมดเรี่ยวแรงทันที ทรุดลงไปที่เตียง ทุกคนตกใจ
       “ท่านพี่” ท่านหญิงลักษมีอุทานอย่างตกใจ
      
       ไม่นานนักวิเศษกับคุณพระบรรณกิจเดินคุยกันมา หลังจากออกมาจากห้องบรรทมท่านชายวิสุทธิเทพ
       “สงสารท่านชายกับท่านหญิงเหลือเกิน”
       “ใช่..ท่านทรงรอคอยอย่างมีความหวังมาตลอด พอมารู้ว่าคุณชายฐิติเทพสิ้นแล้วแบบนี้ จะไม่ให้เสียพระทัยได้อย่างไร ก็คงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะทำพระทัยได้”
       “หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ ไม่ว่าลูกจะจากเป็นหรือตาย ก็คงไม่มีวันทำใจได้หรอกครับคุณพระ” วิเศษว่า
       “เออแน่ะ คุณวิเศษพูดราวกับว่าตัวเองเคยพรากจากลูกอย่างนั้นแหละ”
       วิเศษอึ้งไป ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ รีบเปลี่ยนเรื่อง
       “จริงสิ เมื่อกี้คุณพระบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะทูลท่านหญิง มันเรื่องอะไรกันล่ะ”
      
       ท่านหญิงอยู่ในห้องรับแขกของวังกับคุณพระ และวิเศษ สีหน้าท่าทางท่านหญิงดีพระทัยมาก ตาเป็นประกายขึ้นด้วยความหวัง
       “ว่ายังไงนะ ชายมีลูกงั้นรึ” ถามอย่างร้อนใจ “แล้วตอนนี้หลานฉันอยู่ที่ไหน ทำไมคุณพระถึงไม่พาตัวมาด้วยเลย”
       “คุณพุดตานกับลูกชาย ย้ายออกไปจากบ้านที่กระผมไปพบตั้งแต่คุณชายฐิติเทพเสีย หลังจากนั้น ก็ไม่มีใครได้ข่าวเธออีกเลยกระหม่อม”
       “โธ่ หลานย่า...ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง ตกระกำลำบากอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้”
       “ชาวบ้านแถวนั้นบอกว่าลูกชายของคุณชายฐิติเทพเป็นเด็กดีกระหม่อม ขยันขันแข็ง ตั้งใจเรียนหนังสือ แล้วยังช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน” คุณพระบอก
       ท่านหญิงสะเทือนใจในชะตาชีวิตของลูกชายหลานชาย หันไปสั่งคุณพระเสียงเด็ดขาด
       “คุณพระจะทำยังไงก็ได้ แต่ต้องหาตัวหลานฉันให้พบ”
       “กระหม่อม”
       “นี่ถ้าท่านพี่ได้พบหน้าหลาน ท่านต้องดีพระทัยมาก และพระอาการอาจจะดีขึ้นก็ได้”
      
       ครู่ต่อมานมสาย เดินมาส่งคุณพระกับวิเศษที่หน้าตึกวัง
       “คุณพระจะไปตามหาหม่อมและลูกของคุณชายที่ไหน ในเมื่อคนที่บ้านเก่าก็ไม่มีใครรู้ว่าพากันย้ายไปอยู่ที่ไหน”
       คุณพระ หนักใจ “ก็คงต้องเริ่มต้นจากศูนย์กันใหม่อีกครั้งนั่นแหละคุณวิเศษ”
       นมสายถอนใจใหญ่อย่างกังวล
       “ฉันล่ะเป็นห่วงคุณพุดตานกับคุณหลานจริงๆ ไม่รู้ว่าพากันไปอยู่ที่ไหน คุณพุดตานก็ไม่ได้มีความรู้อะไรติดตัว..นอกจากทำขนม”
       วิเศษเครียด พยายามช่วยคิด ก่อนจะหันไปมองคุณพระอย่างตั้งใจจริง พร้อมจะร่วมแรงร่วมใจ
       “เอางี้...ตอนนี้ผมก็เกษียณแล้ว พอจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง ผมจะช่วยคุณพระตามหาอีกแรง”
       คุณพระยิ้มมองวิเศษอย่างชื่นชมในน้ำใจมาก พลางพยักหน้าให้ นมสายท่าทางมีความหวังขึ้น
       คุณพระบรรณกิจและวิเศษมีสีหน้าท่าทางมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ
      
       ที่โต๊ะสนามด้านข้างบ้าน ฐิติยืนข่มใจนิ่งอยู่ตรงนั้น กานดาวสีเดินเข้ามายืนเยื้องไปด้านหลังห่างพอควรถามอย่างแปลกใจ
        “ขอโทษค่ะเห็นเด็กรับใช้บอกว่าคุณต้องการพบดิฉัน”
       ฐิติหันกลับไปช้าๆ กานดาวสีตะลึง ได้สติรีบหันกลับเดินหนีเร็วๆ ฐิติรีบพูดขัดขึ้น
        “ได้โปรดเถอะครับคุณกานดาวสี กิริเนศวร”
       กานดาวสีชะงักหันกลับมามองอย่างแปลกใจมาก
        “นี่คุณรู้จักชื่อและนามสกุลฉันได้ยังไง”
        “คราวนี้คุณคงไม่ปฏิเสธอีกแล้วว่าเราไม่รู้จักกัน เพราะหากผมไม่รู้จักคุณก็คงไม่สามารถบอกทั้งชื่อและนามสกุลได้ถูกต้อง”
        “ฉันไม่เข้าใจว่าคุณไปสืบชื่อและนามสกุลของฉันจากใครเพื่อจุดประสงค์อะไร”
        ฐิติเค้นเสียงหัวเราะ “สืบ..ผมเนี่ยเหรอครับต้องสืบ คนที่บอกทั้งชื่อและนามสกุลก็คือตัวคุณเองลองคิดดูดีๆสิครับ”
       ฐิติจ้องหน้ากานดาวสีเขม็ง เรื่องราวในอดีตผุดขึ้นมาในห้วงคิด
       เช้านั้นฐิติวิ่งออกกำลังกายมาตามชายหาดทะเล จู่ๆได้ยินเสียงกานดามณีร้องเรียกให้ช่วย
        “ช่วยด้วยค่ะช่วยด้วย”
       ฐิติรีบมองหา เห็นกานดามณีกำลังจะจมน้ำ ฐิติรีบพุ่งลงไปช่วยอุ้มขึ้นมาวางที่ริมหาด
        “เป็นยังไงบ้างครับคุณ”
        “โอ๊ยขาฉันค่ะ..ขาฉันสงสัยจะเป็นตะคริว”
       ฐิติรีบนวดให้ กานดามณียิ้มมองฐิติอย่างพอใจ ฐิติเงยหน้าถาม
        “ดีขึ้นหรือยังครับ”
        “ค่ะ..ถ้าไม่ได้คุณ..เอ้อ…”
        “ผมฐิติครับ”
        “ค่ะถ้าไม่ได้คุณฐิติ ฉันคงแย่ ขอบคุณมากนะคะ ฉันกานดาวสี กิริเนศวรค่ะ”
      
       กานดามณียิ้มหวานแสดงความพอใจฐิติอย่างเปิดเผย ฐิติอึ้งตะลึงกับความงาม
      

       พอได้ฟังจบแล้ว กานดาวสีส่ายหน้า
      
       “คุณพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เคยไปประจวบเลยแล้วเราจะไปรู้จักกันที่นั่นได้ยังไง”
       “นี่คุณยังไม่ยอมรับอีกเหรอว่าคุณคือกานดาวสี กิริเนศวร”
       “ใช่ ฉันคือกานดาวสี กิริเนศวร แต่ฉันก็ยังยืนยันว่าฉันไม่เคยรู้จักคุณมาก่อน ตั้งแต่เกิดมา ฉันเพิ่งเจอคุณเมื่อคืน แล้วคุณก็มาทึกทักเล่าเรื่องอะไรที่มันไร้สาระมาก”
       ฐิติฟังแล้วเจ็บปวดมาก “ไร้สาระ..คุณว่าความรักของเราเป็นเรื่องไร้สาระอย่างนั้นเหรอคุณกานคุณพูดออกมาได้ยังไง คุณบอกว่าคุณรักผม คุณจะติดต่อกลับมาหาผมแต่แล้วคุณก็หายเงียบไป ผมคิดว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับคุณผมออกตามหาคุณด้วยความเป็นห่วงแต่เมื่อเราเจอกันคุณกลับบอกว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องไร้สาระ”
       กานดาวสีอึ้งเมื่อเห็นท่าทางเจ็บปวดจริงจังของฐิติ
       มีเสียงรถแล่นเข้ามา กานดาวสีมองไปในระยะไกลเห็นรถวิเศษแล่นเข้ามา
       วิเศษลงจากรถแล้วเดินเข้าบ้านไป กานดาวสีไม่สบายใจรีบพูดกับฐิติ
       “นี่ฉันจะพูดยังไงดีคุณถึงจะเข้าใจว่าฉันไม่ใช่คนที่คุณรู้จักอย่างแน่นอน คุณกลับไปเสียเถอะค่ะ”
       กานดาวสีจะเดินหนีฐิติคว้าข้อมือไว้
       “เดี๋ยว...” ฐิติมองตัวบ้านและรอบๆ “ผมเพิ่งรู้ว่าคุณร่ำรวยมาก เพราะเหตุนี้ใช่มั้ยคุณถึงรังเกียจผม จริงสิ ผมนึกได้แล้วคืนสุดท้ายที่เราพบกันคุณถามว่าที่บ้านผมทำอะไรผมตอบคุณว่าแม่ผมทำขนมขาย ผมเป็นแค่ลูกแม่ค้าขายขนมจนๆ แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นคุณก็หนีผมไปโดยไม่ล่ำลา”
       “คุณพูดอะไรของคุณ ฉันไม่เคยรู้เรื่องอะไรของคุณเลย”
       “บอกความจริงผมมากานดาวสี แล้วผมจะไป คุณรังเกียจที่ผมจนใช่มั้ยคุณถึงหนีผมไปไม่ติดต่อกลับมา ไม่ยอมรับว่ารู้จักกันใช่มั้ย..ใช่มั้ย” ฐิติเสียงดังขึ้น
       กานดาวสีเหลือบเห็นวิเศษออกมามองที่ระเบียงไกลๆ แล้วกลับเข้าบ้านไป หญิงสาวร้อนรนก่อนจะตัดสินใจโพล่งออกไป
       “ใช่ค่ะ..ใช่ ฉันตอบคุณแล้ว ที่นี้คุณจะกลับไปได้หรือยัง”
       ฐิติมืออ่อนหน้าซีดขาวปล่อยมือกานดาวสีมองอย่างผิดหวังที่สุดในชีวิต
       “ขอบคุณ..ขอบคุณที่พูดความจริงออกมา ผมจะไม่มารบกวนคุณอีกคุณกานดาวสี กิริเนศวร”
       ฐิติค่อยๆ ถอยหลังแล้วหันกลับเดินดุ่มๆ ออกไปอย่างไม่เหลียวหลัง ที่กานดาวสียืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกได้แต่มองตามด้านหลังฐิติจนลับไป
      
       กานดาวสีกำลังเดินขึ้นบันไดชะงักที่เห็นวิเศษแต่งตัวลงมาใหม่ วิเศษทัก
       “เพื่อนกลับไปแล้วหรือลูก”
       กานดาวสีอึกอัก “ค่ะ”
       “พ่อมองไม่ถนัด เพื่อนคนไหนล่ะทำไมไม่ชวนทานข้าวเย็นด้วย วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้านเลย เห็นเด็กว่าพากันออกไปบางลำพูกับคุณอาอุไรหมด”
       “คือ...เขาแค่แวะมาเยี่ยมเพราะรู้ว่าลูกกลับมาจากปีนังน่ะค่ะ ว่าแต่คุณพ่อก็เพิ่งกลับมา นี่จะออกไปอีกแล้วเหรอคะ มีเรื่องอะไรด่วนหรือเปล่าคะ”
       “จะว่าด่วนก็ด่วน เพราะพ่อต้องไปตามหาคนๆ หนึ่ง เอาไว้ว่างๆ พ่อจะเล่าให้ฟัง พ่อไปก่อนนะ”
       “ค่ะคุณพ่อ”
       กานดาวสีมองจนวิเศษลับไป ค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไปอย่างไม่ค่อยสบายใจ
      
       เวลาเดียวกันท่านหญิงลักษมีนำพวงมาลัยวางบนพานหน้ารูปคุณชายฐิติเทพ นมสายยื่นธูปที่จุดแล้วให้ท่านหญิงรับมาพูดต่อหน้ารูป
       “แม่ไม่เคยคิดเลยว่าชายจะจากแม่ไปเร็วขนาดนี้ ชายคงรู้แล้วว่าท่านพ่อและแม่ไม่เคยโกรธชายเลย ถ้าวิญญาณชายยังอยู่ก็ช่วยดลจิตดลใจให้แม่หาเมียและลูกของชายพบโดยเร็วด้วยเถอะ”
       ท่านหญิงปักธูปแล้ว ถอยมายืนมองรูป
       “ยิ่งพูดก็ยิ่งอยากเห็นอยากเจอเร็วๆ นะเพคะ ไม่รู้ว่าหน้าตาเหมือนคุณชายหรือคุณพุดตาน แต่ป่านนี้คงจะโตเป็นหนุ่ม ดีไม่ดีอาจจะแต่งงานแต่งการไปแล้วก็ได้” นมสาย ว่า
       ท่านหญิงถอนใจ “ถ้าเขาแต่งงานแล้วจริงๆ ก็ขอให้ได้ผู้หญิงดีๆ เป็นคู่ชีวิตเถอะนะ เพราะเขาจะต้องเป็นคนสืบทอดตระกูลและมรดกทั้งหมดของสูรยกานต์แต่เพียงผู้เดียว”
       สีหน้าท่าทางท่านหญิงออกจะเป็นกังวลไม่น้อย
      
       ขณะนั้นรถวิเศษวิ่งมาตามซอย ที่วิเศษนั่งสีหน้าครุ่นคิด ตัดไปที่คนขับๆไปสีหน้าแปลกใจพึมพำ
       “เดินยังไงของเขายังกับคนเมา”
       “บ่นอะไรหึ..ใครเมา”
       “อ๋อคือผู้ชายที่เดินอยู่ข้างหน้าน่ะครับกระผม เห็นเดินโซซัดโซเซชอบกลเหมือนคนเมาไม่มีผิด”
       วิเศษมองตาม เห็นฐิติเดินช้าๆ อยู่ริมฝั่งขวา
       “เฮ้อ คนหนุ่มสมัยนี้มันยังไง ตะวันยังไม่ทันตกดินเมาหัวราน้ำเสียแล้ว ขับให้ห่างๆ ไว้แล้วกัน”
       “ครับท่าน”
       ขาดคำฐิติก็ก้าวพรวดจะข้ามไปทางซ้ายโดยไม่หันมามองรถ คนขับร้องตกใจเบรกรถเต็มที่
       “เฮ้ย”
      
       วิเศษและคนขับมีสีหน้าตกใจทั้งคู่ วิเศษพูดกับคนขับ
       “ชนเข้าให้จนได้ เป็นอะไรมากหรือเปล่าก็ไม่รู้ ลงไปดูกันเร็ว”
       ทั้งวิเศษและคนขับรีบลงจากรถ ที่พื้นหน้ารถเห็นฐิติกุมขาท่าทางเจ็บแต่ไม่ร้อง
       “เป็นอะไรมากหรือเปล่าพ่อหนุ่ม”
       ฐิติค่อยๆ เขยกลุกขึ้น ยังมีท่าทางเจ็บอยู่
       “ไม่..ไม่เป็นไรครับ”
       “เป็นไงล่ะริกินเหล้าแต่หัววัน ถ้าเบรกไม่ทันฉันก็ซวยนะสิ” คนขับบอก
       ฐิติท้วง “ผมไม่ได้ดื่มเหล้านะครับ”
       วิเศษเข้ามาใกล้ “ฮึ่ม ไม่มีกลิ่นเหล้าเลยจริงๆ แล้วเธอเป็นอะไรไม่สบายหรือเปล่าฉันเห็นเธอเดินเซๆ”
       “ผม..ผมไม่ค่อยสบายนิดหน่อย เลยลืมมองไปว่าจะมีรถมาข้างหลัง ขอโทษด้วยครับที่ทำให้ต้องวุ่นวาย”
       ฐิติยกมือไหว้ก่อนจะค่อยๆ เดินเขยกๆจะไป วิเศษรีบเรียกไว้
       “เดี๋ยวก่อนพ่อหนุ่ม เอาอย่างนี้เถอะเดี๋ยวฉันจะไปส่งให้ที่บ้าน เธอไม่สบายแถมมาขาเจ็บเพราะฉันอีก”
      
       รถของวิเศษแล่นมาจอดหน้าบ้านฐิติ และกำลังมองป้ายร้านที่หน้าบ้าน
       “ร้านขนมไทย” วิเศษทวนชื่อ พลางหันมามองฐิติ “บ้านเธอขายขนมด้วยรึ”
       “ครับ แต่เดี๋ยวนี้ขายไม่ค่อยดีเท่าไร”
       “ใช่สิ..ตอนนี้คนส่วนมากหันไปนิยมพวกขนมเค้กของฝรั่งกันหมด แต่ฉันคนหนึ่งล่ะที่ชอบขนมไทยๆมากกว่า แต่พูดก็พูดเถอะนะว่าหาคนที่มีฝีมือทำขนมไทยอร่อยจริงๆน่ะ หายากเต็มที ที่ร้านเธอมีขนมอะไรบ้างล่ะ”
       “มีทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง กลีบลำดวน จ่ามงกุฎ ขนมนางเล็ด อะไรพวกนี้ล่ะครับ แม่ผมเป็นคนทำเอง” ฐิติบอก
       “ไม่เลว..เห็นทีฉันจะต้องขออุดหนุนเธอเสียหน่อยแล้ว ขนมพวกนี้เป็นของโปรดของท่านหญิงทั้งนั้น”
       “ท่านหญิง...” ฐิติฉงน
       “อ๋อ...ท่านเป็นคนที่ฉันเคารพน่ะ”
       “ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณลงไปเลือกเองดีมั้ยครับ”
      
       วิเศษพยักหน้าเห็นด้วย ฐิติเปิดประตูลงไปก่อน วิเศษตามลงไปติดๆ


  


       วิเศษกำลังมองขนมในถาดหลายใบที่วางไว้บนโต๊ะหน้าร้านอย่างชอบใจ ในถาดมีขนมหลายชนิดที่ประดิดประดอยอย่างคนมีฝีมือ ดูละลานตาไปหมด วิเศษทึ่งเอามากๆ
      
       “ถ้าเธอไม่บอกว่าแม่เธอเป็นคนทำ ฉันต้องนึกว่า เป็นฝีมือชาววังแน่ๆ”
       ฐิติยิ้ม ภูมิใจที่มีคนชมขนมฝีมือแม่
       “ขอบคุณครับ ถ้าแม่รู้ว่ามีคนชมขนาดนี้ คงจะดีใจมาก”
       วิเศษมองแล้วมองอีกอย่างทึ่งในฝีมือ แล้วจึงหันกลับไปมองฐิติด้วยท่าทางครุ่นคิด
      
       ส่วนสองสาวอยู่ในสวน รำเพยตกใจมากพอได้ฟังจบ
       “ตายแล้ว..นี่ถ้าคุณพ่อเธอรู้ว่า มีผู้ชายบุกเข้ามาจับมือถือแขน แถมยังทึกทักว่าเธอเป็นคู่รักที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งของเขาละก็ ตายแน่ๆ”
       “ก็เพราะอย่างนี้นะสิ ฉันถึงต้องตัดบทไปแบบนั้น”
       “ถ้าฉันเป็นเธอฉันก็คงต้องทำอย่างนั้นแหละ”
       “แต่ฉันไม่สบายใจเลย”
       “ทำไมล่ะ ดีเสียอีกเขาจะได้ไม่มาตอแยเธอไงล่ะ” รำเพยว่า
       “เธอไม่เห็นหน้าเขานี่รำเพย ขนาดฉันโกรธเขาอยู่ ฉันก็ยังอดสงสารเขาไม่ได้ เขาคงรักผู้หญิงคนที่คิดว่าเป็นฉันมากเหลือเกินนะ แล้วทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงไม่เห็นค่าความรักของเขาก็ไม่รู้ ฉันอยากรู้จังว่าทำไม”
       “โธ่เอ๊ยยัยกาน เรายังไม่รู้เลยว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เธออย่าเพิ่งไปใจอ่อนง่ายๆ นะ คนสมัยเนี่ยร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม เขาอาจจะกุเรื่องขึ้นมาเพราะเกิดชอบเธอก็ได้ ฉันยังนึกไม่ออกว่าจะมีคนหน้าตาเหมือนกันจนไม่รู้ว่าเป็นคนละคนเชียวเหรอ” รำเพยว่า
       กานดาวสีอึ้ง สีหน้าและแววตาค่อนข้างสับสน
      
       เช้าวันใหม่ ที่ร้านเสริมสวยกาญจนา มีป้ายชื่อร้าน “กาญจนา” ติดอยู่ด้วย เป็นตึกแถวเก่าๆ แต่ประตูบานเฟี้ยมเป็นกระจก ในร้านติดรูปดาราในทรงผมแบบต่างๆ
       ในร้านบุญช่วยกำลังจัดข้าวของเตรียมจะเปิดร้าน เห็นกานดามณีเดินเข้ามา
       “คุณณี...”
       กานดามณีกำลังจะเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจจะทักทายอะไร มากไปกว่าสั่งว่า
       “ชงกาแฟขึ้นไปให้ฉันด้วยนะ”
      
       กานดามณีเข้ามาในห้องท่าทางง่วงๆ โยนกระเป๋าไปทางหนึ่ง ถอดเสื้อคลุมขว้างไป
       อีกทาง ก่อนจะทิ้งตัวนอนหลับตา เสียงเคาะประตู กานดามณีตะโกนทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่
       “เข้ามาเลยบุญช่วย”
       เสียงประตูเปิดเข้ามา กานดามณีพูดต่อ
       “เอาวางไว้บนโต๊ะนั่นแหละเดี๋ยวฉันลุกไปกินเอง”
       กานดามณีพลิกไปมาอย่างขี้เกียจ ก่อนจะค่อยๆ ลืมตา เห็นเป็นหน้าวิสูตรชะโงกมองอยู่กานดามณีรีบลุกขึ้นนั่งอย่างไม่พอใจ
      
       ด้านกาญจนานอนอยู่ได้ยินเสียงกุกกัก ปรือตามอง จึงเห็นบุญช่วยกำลังวางชามข้าวต้มที่โต๊ะหัวเตียงมีแก้วกาแฟอยู่ในถาดด้วย
       “กาแฟนั่นของใคร คุณผู้ชายยังไม่ไปทำงานอีกเหรอ”
       “ของคุณณีค่ะ สั่งให้หนูเอาไปให้ที่ห้อง” บุญช่วยกระซิบ “สงสัยจะยังไม่สร่าง เลยต้องเอากาแฟดำไปถอนมั้งคะ”
       กาญจนาค่อยๆ ลุกขึ้น “พูดมากอีกแล้วนะแก นี่ยัยณีกลับมาแล้วเหรอ งั้นฉันเอาไปให้เอง”
       “คุณไม่ค่อยสบายจะไปทำไมคะ เดี๋ยวเป็นอะไรขึ้นมาอีก คุณผู้ชายก็จะมาดุว่าหนูไม่ดูแลคุณ”
       “ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกน่า เอามาเถอะฉันมีเรื่องจะคุยกับยัยณีหน่อย ยิ่งหาตัวไม่ค่อยเจออยู่ด้วย แกจะไปทำอะไรก็ไป ไป๊”
       บุญช่วยเบ้หน้าก่อนจะออกไป
       กาญจนาลุกขึ้นเดินไปหวีผมที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งลวกๆ ก่อนจะเดินออกไป
      
       ในเวลาต่อมา กานดามณีฉุนเฉียวเดินไปคว้าเสื้อคลุมมาสวมทับ
       “เข้ามาทำไม ณีง่วงอยากนอน”
       “เมื่อคืนแกไปไหนมาฮะ ทำไมไม่กลับบ้าน รู้มั้ยทุกวันนี้พ่อกับแม่แทบจะต้องเดินเอาปี๊บคลุมหัวอยู่แล้วเพราะความประพฤติของแก แกเป็นลูกผู้หญิงนะ มีแต่เสียกับเสีย” วิสูตรด่าใหญ่
       กานดามณีลอยหน้าลอยตาพูด “ณีไม่เห็นจะแคร์ ชีวิตเป็นของณี เนื้อตัวก็ของณี จะเสียสักกี่ครั้งกี่หนมันก็เรื่องของณี”
       “ยัยณี”
       วิสูตรโกรธจนลืมตัวตบหน้ากานดามณีอย่างแรง กานดามณีหันขวับกลับมาตาวาววับโกรธสุดๆ เสียงดัง
       กานดามณีโมโห “มีสิทธิ์อะไรมาตบหน้าฉัน”
       “สิทธิ์ของความเป็นพ่อไงและถ้าแกพูดจาต่ำๆ แบบนี้อีกพ่อก็จะตบแกอีก ให้แกรู้ไว้ว่าพ่อทำทุกอย่างก็เพราะหวังดีกับแก”
       “น่าสมเพช..หวังดีกับฉันเหรอนี่คงคิดว่าฉันโง่รู้ไม่เท่าทันว่าที่คุณโกรธทุกครั้งที่เห็นฉันกับผู้ชายคนอื่นก็เพราะคุณหึงหวงฉันใช่มั้ยล่ะ”
       วิสูตรงงมาก “แกพูดอะไรของแกยัยณี พ่อเป็นพ่อ พ่อจะคิดบ้าๆ แบบนั้นได้ยังไง”
       กานดามณีเค้นเสียงหัวเราะแค่นๆ “พ่อเหรอ..พ่อฉันชื่อวิเศษรับราชการเป็นใหญ่เป็นโตไม่ใช่ครูใหญ่กระจอกๆ แบบนี้”
       วิสูตรตะลึง “อะไรนะ..ใครบอกเรื่องนี้กับลูก”
       “ตกใจละสิที่ฉันรู้ความจริง แล้วก็รู้เท่าทันความคิดที่จะเคลมลูกเลี้ยงอย่างฉันด้วยทำเป็นรักทำเป็นห่วงที่แท้...”
       “หยุดก้าวร้าวพ่อนะยัยณี...ถึงพ่อไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของแก แต่พ่อไม่เคยคิดต่ำๆ แบบนั้นกับแกแม้นแต่ครั้งเดียว”
       “ไม่จริง...ฉันไม่เชื่อ”
       “ฟังพ่อให้ดีนะ พ่อเลี้ยงแกมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยอาบน้ำป้อนข้าวรักแกเหมือนลูกในไส้ ต่อให้แกแก้ผ้าอยู่ต่อหน้าพ่อ พ่อก็ไม่มีวันคิดเป็นอื่น”
       กานดามณีมีสีหน้าร้ายกาจ ยิ้มเจ้าเล่ห์
       “ก็ได้..งั้นเรามาพิสูจน์กัน”
       ขาดคำกานดามณีถอดเสื้อคลุมออก วิสูตรตกใจ กานดามณีทำท่าจะถอดกระโปรง วิสูตรถลาเข้าคว้าข้อมือ
       “นี่แกเสียสติไปแล้วรึยัยณีหยุดนะหยุดทำบ้าๆแบบนี้”
       “ไม่...ฉันไม่หยุด ปล่อยสิ”
       กานดามณีพยายามจะถอดเสื้อผ้า ขณะวิสูตรพยายามดึงมือไว้ สองคนยื้อยุดฉุดมือกันพัลวันจนพากันเซถลาล้มไปบนเตียง ในลักษณะที่วิสูตรคร่อมทับกานดามณีอยู่
       เสียงกาญจนาหวีดร้องเสียงโหยหวน สองคนตกใจหันไปมองพร้อมกัน
       วิสูตรและกานดามณี เห็นกาญจนายืนถือถ้วยกาแฟอยู่หน้าประตู ปล่อยถ้วยแตกกระจายก่อนจะ
       ล้มลงหัวฟาดพื้นหมดสติทันที สองคนร้องอย่างตกใจมาก ร้องออกมาพร้อมๆ กัน
      
       “กาญจนา” / “แม่”
      

       เย็นนั้นรถยนต์คันเก่าๆ แล่นมาจอดริมถนนเกือบถึงหน้ารั้วบ้าน ภายในรถนารีรัตน์ซึ่งอยู่ในชุดนักเรียนยิ้มหวานให้ประพันธ์ที่ขับรถมาส่ง
      
       “ไปก่อนนะคะ”
       ประพันธ์จับมือไว้ “เดี๋ยวครับ แล้วเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่”
       “ยังไม่ทราบเลยค่ะแค่วันนี้รัตน์ก็กลัวจะแย่อยู่แล้ว ถ้าคุณพ่อคุณแม่จับได้ว่ารัตน์โกหกเรื่องไปดูหนังสือบ้านเพื่อนล่ะก็ รัตน์แย่แน่ๆ”
       “นี่ถ้าคุณพ่อคุณแม่รัตน์รู้ว่าผมอายุมากกว่ารัตน์ตั้งหลายปี แล้วยังเป็นแค่ข้าราชการชั้นตรีจนๆ ท่านต้องยิ่งไม่ชอบใจมาก” ประพันธ์หน้าหมองลง
       นารีรัตน์ ปลอบ “อย่ากังวลเลยนะคะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น รัตน์ก็จะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ”
       พอนารีรัตน์จะลง ประพันธ์แตะแขนไว้อีก เด็กสาวชะงักหันมามอง
       “ผมรักรัตน์นะ”
       “รัตน์ก็รักคุณค่ะ”
       นารีรัตน์กำลังจะเปิดประตูลงรถ จู่ๆ มีแท๊กซี่คันหนึ่งปราดเข้ามาจอดหน้ารถประพันธ์ แลเห็นอุไรลงมาจากรถแท็กซี่คันนั้น มองมาที่รถประพันธ์อย่างสงสัย
       นารีรัตน์ชะงัก หน้าซีดเผือด รีบไถลตัวลงนั่งที่พื้นรถทันที ละล่ำละลักบอก
       “คุณประพันธ์ขับออกไปเลยได้มั้ยคะ นั่นคุณแม่รัตน์เอง”
       ประพันธ์ตกใจ แต่พยายามบังคับสีหน้าให้เป็นปกติ เพราะอุไรกำลังเดินตรงเข้ามาหา
       “ไม่ทันแล้วล่ะครับ คุณแม่คุณกำลังเดินมาที่นี่”
       นารีรีตน์ ยิ่งตกใจมากขึ้น “ตายแล้ว รัตน์จะทำไงดีล่ะคะ”
       ประพันธ์พยายามคิดแก้สถานการณ์ เห็นอุไรกำลังเดินฉับๆ ตรงเข้ามาอย่างสงสัย ประพันธ์ตัดสินใจลงจากรถ
      
       อุไรเดินตรงเข้ามาหาประพันธ์ ถามเสียงเข้ม
       “คุณมาจอดรถหน้าบ้านฉันทำไม หรือว่าจะมาหาใคร”
       ประพันธ์ละล้าละลัง ยังคิดไม่ออกว่าจะตอบอุไรว่ายังไง
       “สวัสดีครับ” ประพันธ์ทักทาย
       อุไรมองประพันธ์ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะมองพิจารณาที่รถ แล้วหันมาประพันธ์อีกครั้งอย่างไม่ชอบใจนัก ดูก็รู้ว่าประพันธ์ไม่ใช่คนรวย
       “หรือว่ามาหาแม่กานดาวสี” อุไรถามอีก
       ประพันธ์ถือโอกาสรับปากส่งๆเอาตัวรอดไปก่อน
       “เอ่อ...ครับ คือ ผมกำลังจะกลับ ผมลานะครับ”
       ประพันธ์ยกมือไหว้อุไรแล้วรีบเดินไปขึ้นรถ ขับออกไป อุไรมองตามอย่างไม่พอใจ
       “นี่คงไปหว่านเสน่ห์ไว้ทั่วล่ะสิ หูตาแพรวพราวซะขนาดนั้น ผู้ชายถึงได้ตามมาถึงบ้าน ระวังเถอะจะท้องไม่มีพ่อเข้าสักวัน”
       อุไรค้อนลมค้อนแล้งอย่างหมั่นไส้
      
       ครู่ต่อมานารีรัตน์เดินหน้าตาใสซื่อ ไม่รู้ไม่ชี้เข้ามาในบ้านอุไรรีบเข้ามาลูบหน้าลูบหลังอย่างเอาอกเอาใจ
       “กลับมาแล้วเหรอลูก เหนื่อยมั้ยจ๊ะ”
       “เหนื่อยสิคะ รัตน์ท่องหนังสือจนมึนไปหมดแล้ว”
       “โถ...ลูกแม่ ช่างขยันซะจริง งั้นขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าก่อนนะลูก จะได้หายเหนื่อย...แม่จะให้เด็กเอาน้ำส้มคั้นเย็นๆขึ้นไปให้”
       “ขอบคุณค่ะ งั้นรัตน์ขึ้นไปข้างบนก่อนนะคะ”
       นารีรัตน์ไม่รอคำตอบ รีบวิ่งขึ้นไปข้างบน อุไรมองตามอย่างภูมิใจ
       “เฮ้อ...มีลูกดี ตั้งอกตั้งใจเรียน นี่มันน่าชื่นใจจริงจริ๊ง”
      
       นารีรัตน์วิ่งเข้ามาในห้องนอน เหวี่ยงหนังสือเรียนกับกระเป๋าถือลงบนเตียงอย่างไม่ใส่ใจ ผวาไปที่หน้าต่าง เปิดม่านออก มองหาใครคนหนึ่ง จนเห็นว่าประพันธ์จอดรถแอบอยู่ริมรั้ว ยืนมองมาที่นารีรัตน์เช่นกัน
       นารีรัตน์ยิ้มหวานมองประพันธ์ด้วยสายตาเป็นประกายเจิดจ้า โบกมือให้ ประพันธ์โบกมือตอบ แล้วส่งจูบกลับมา นารีรัตน์ส่งจูบกลับไปอย่างอายๆ แล้วรีบปิดม่านหน้าต่าง วิ่งไปนั่งที่เตียง เอามือปิดหน้ากระทืบเท้าท่าทีเขินจัด ก่อนทิ้งตัวนอนลงบนเตียง เอาหมอนปิดหน้าแล้วกรี๊ดกร๊าดออกมา
       สักครู่จึงเอาหมอนออกจากหน้า นารีรัตน์หน้าตาเปล่งปลั่ง ดวงตาเป็นประกายเพ้อฝันอย่างคนที่กำลังมีความรัก
      
       รุ่งเช้าฐิติช่วยพุดตานเปิดร้าน ยกโต๊ะเสร็จ ก็ยกถาดขนมไปตั้งหน้าร้าน อย่างกระฉับกระเฉง ปากก็คุยกับแม่ไปด้วย พุดตานจัดถาดขนม อาทิ ขนมจ่ามงกุฎและกลีบลำดวนวางเรียงบนโต๊ะ
       “เมื่อวานติขายจ่ามงกุฎกับกลีบลำดวนให้แม่ซะหมดเกลี้ยงเลยนะลูก”
       “คนที่มาส่งผมน่ะครับ ท่าทางเค้าจะชอบฝีมือแม่มาก ชมแล้วชมอีกอยู่ตั้งหลายครั้ง”
       “ซื้อไปซะเยอะเลย สงสัยจะเอาไปขายต่อ”
       “ไม่ใช่หรอกครับ เห็นบอกว่าจะซื้อไปถวายท่านหญิง...”
       พุดตานสะกิดหู สีหน้าแปลกใจ “ท่านหญิง…”
      
       ไม่นานต่อมาฐิติยกถาดขนมซ้อนกันหลายถาดเข้ามาในร้านขนมที่สั่งเอาไว้ ท่าทางขยันขันแข็ง
       “มาส่งขนมครับ”
       เจ้าของร้านยิ้มแย้ม ทักทายอย่างมักคุ้น “วางไว้เลยพ่อติ เดี๋ยวป้าจัดเอง”
       เจ้าของร้านหยิบเงินยื่นให้ ฐิติรับมา ไหว้ขอบคุณ
       “ผมไปก่อนนะครับ”
       ฐิติหันกลับเดินเร็วรี่ออกจากร้าน ชนเปรี้ยงกับกานดาวสีที่เดินสวนมาโดยไม่ทันระวัง
       กานดาวสีตกใจ แต่ยังไม่ทันเห็นฐิติ
       “อุ๊ย...ขอโทษค่ะ”
       ฐิติเงยหน้าขึ้นมากำลังเอ่ยปากขอโทษเช่นกัน แต่เห็นหน้าเสียก่อนว่าเป็นใคร กานดาวสีตะลึงไป ฐิติเองชะงักอยู่ชั่วอึดใจเดียว ก่อนจะเดินผ่านกานดาวสีออกไปอย่างไม่สนใจ
      
       กานดาวสียืนตะลึง สีหน้ารู้สึกอับอายมากๆ


  


       ตรงริมถนนในซอยปลอดคน ฐิติเดินกลับไปที่รถซึ่งจอดอยู่บริเวณนั้น
      
       กานดาวสีเรียกไว้ “เดี๋ยวก่อน” พร้อมกับเดินไปดักหน้าฐิติ
       “ถึงคุณจะไม่พอใจฉันแค่ไหน แต่ก็ควรจะมีมารยาทบ้าง”
       ฐิติย้อน “ก็คุณเองไม่ใช่เหรอ ที่รังเกียจผมซะจนไม่อยากจะเห็นหน้า”
       กานดาวสีพูดดีๆ พยายามอดทนเต็มที่ “ทำไมคุณถึงไม่ยอมฟังฉันบ้างนะ”
       “เรื่องที่ผมจน ไม่คู่ควรกับลูกเศรษฐีอย่างคุณน่ะเหรอ”
       กานดาวสีถอนใจ หมดอารมณ์จะอธิบายต่อ พยายามสงบจิตสงบใจ
       “เอาล่ะ ถ้าคุณต้องการจะเข้าใจอย่างนั้นก็ตามใจ ถือซะว่าฉันไม่เคยพบเจอคนอย่างคุณมาก่อนละกัน”
       ฐิติคว้าข้อมือกานดาวสีไว้ ทั้งคับแค้น ทั้งน้อยใจ
       “ใช่สิ คนอย่างคุณมันลืมอะไรได้ง่ายๆ เห็นความรักเป็นของเล่น เป็นเรื่องสนุกไปวันๆ”
       กานดาวสีสะบัดมือ “ปล่อยนะ”
       ฐิติยิ่งบีบไว้แน่น
       “คงเสียใจมากล่ะสิ ที่เคยมายุ่งกับคนอย่างผม”
       กานดาวสีพยายามกระชากมือออกจากฐิติสุดแรง แต่ฐิติยึดไว้แน่น
       “ใช่...ฉันเสียใจมาก” น้ำเสียงของเธอประชด “พอใจหรือยัง”
       ฐิติกระชากกานดาวสีเข้ามาจูบอย่างกระแทกกระทั้น กานดาวสียิ่งดิ้น ฐิติก็ยิ่งกอดยิ่งจูบ
       กานดาวสีสู้แรงฐิติไม่ได้ ยืนนิ่ง สะเทือนใจหนักหน่วง
       ฐิติสะดุดใจ ถอนริมฝีปากออกจากใบหน้ากานดาวสี ที่ยืนนิ่ง น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ ฐิติอึ้งไป เสียใจ เป็นห่วงความรู้สึกกานดาวสี
       “คุณกาน! ผมขอโทษ”
       กานดาวสีตบหน้าฐิติฉาดใหญ่ก่อนจะวิ่งหนีไป
       “คุณกาน...”
       ฐิติได้แต่มองตามอย่างเสียใจ
      
       รุ่งเช้ากานดามณีนั่งหน้าซีดอยู่หน้าห้องผ่าตัด ในโรงพยาบาล
       วิสูตรเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องอย่างร้อนใจ กานดามณีลุกพรวดไปถามวิสูตร
       “นี่แม่อยู่ในห้องผ่าตัดตั้งหลายชั่วโมงแล้วนะ ทำไมป่านนี้ยังไม่ออกมาอีกล่ะ ฉันเป็นห่วงแม่”
       วิสูตรมองกานดามณีแบบไม่เชื่อ เหยียดยิ้มอย่างสมเพช
       “ห่วงเหรอ..ที่แม่เป็นอย่างนี้ก็เพราะการกระทำบ้าๆของแก แล้วแกยังมีหน้ามาพูดว่าห่วงอีกเหรอกานดามณี ถ้าแม่แกเป็นอะไรไป ฉันจะไม่มีวันให้อภัยแกเลย”
       กานดามณีขยับจะเถียง พอดีหมอเปิดประตูห้องผ่าตัดออกมา จึงเปลี่ยนไปถามหมออย่างร้อนใจ
       “หมอคะ แม่ฉันปลอดภัยแล้วใช่มั้ย”
       “เสียใจด้วยนะครับ หมอพยายามเต็มที่แล้ว”
       หมอเดินเลี่ยงไป วิสูตรส่ายหน้าไม่อยากเชื่อ รีบผลักประตูห้องฉุกเฉินเข้าไป ทิ้งให้กานดามณียืนตะลึงน้ำตาไหลพราก
       “ไม่จริง..แม่ต้องไม่ตาย..ไม่จริง” กานดามณีตะโกนสุดเสียง “ไม่จริง”
       จากนั้นก็วิ่งผลุนผลันออกไปจากโรงพยาบาล
      
       ที่บ้านวิไลวรรณไม่นานต่อมา วิไลวรรณปลอบกานดามณีที่ดูโทรมมาก นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง
       “อย่าคิดอะไรมากเลยนะณี ถึงแม่แกตาย แต่แกก็ยังมีพ่ออีกทั้งคน”
       “เขาไม่ใช่พ่อฉัน” กานดามณีบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
       วิไลวรรณตกใจ “อะไรนะ”
       กานดามณีย้ำ “เขาไม่ใช่พ่อฉัน”
       วิไลวรรณไม่อยากเชื่อ “แกพูดบ้าอะไรเนี่ยณี นี่แกเสียใจจนสติแตกหรือเปล่า”
       “ฉันพูดเรื่องจริง ฉันเองก็เพิ่งรู้ความจริงเมื่อไม่กี่ปีมานี่แหละ พ่อกับแม่ฉันแยกทางกันตั้งแต่ฉันเพิ่งเกิด พ่อแท้ๆของฉันเขาไม่ต้องการฉัน เขาเอาตัวพี่สาวฝาแฝดฉันไปคนเดียว”
       “แกว่าอะไรนะ นี่แกมีพี่สาวฝาแฝดด้วยเหรอ”
       กานดามณีพูดแค้นๆ “ใช่ หล่อนชื่อกานดาวสี กิริเนศวร”
       วิไลวรรณตาโต “ฮ้า..ชื่อที่แกชอบเอามาหลอกพวกผู้ชายที่มาจีบแกน่ะเหรอ นี่กานดาวสี กิริเนศวรมีตัวตนจริงๆ เหรอ ตายละ แล้วถ้าพวกหนุ่มๆ พวกนั้นไปเจอเค้า แล้วคิดว่าเป็นแกโอ๊ย...ตายแล้วยัยณี นี่แกเล่นบ้าอะไรเนี่ย”
       สีหน้ากานดามณีมีแต่ความสะใจ
      
       ขณะเดียวกันที่เรือนครัวภายในวังสูรยกานต์ ขนมไทยที่วิเศษนำมาฝาก ถูกจัดใส่จานสวยงาม เสียงนมสายแจ้วๆ
       “ใช่แล้วมันต้องจัดแบบนี้ ไม่ใช่สักแต่ว่าเทสุมๆ มาอย่างเมื่อตะกี้ รู้มั้ยจะกินจะอยู่มันต้องให้ได้ทั้งรสปากรสตา”
       “รสปากน่ะเข้าใจเจ้าค่ะ แต่รสตาเป็นยังไงคะคุณนม” สาวรับใช้งง
       “อ้าว..ก็มองแล้วมันน่าดูน่ากินน่ะสิยะ หึ..แต่ก็ใช่ว่ามองดูน่ากินแล้วมันจะอร่อยนะ เนี่ยถ้าไม่ติดว่าคุณวิเศษเธอซื้อมา ฉันก็จะไม่ให้เอาขึ้นโต๊ะแน่ๆ”
       “แต่หนูว่าหน้าตาขนมดูดีขนาดนี้ ต้องอร่อยแน่ๆ เลยค่ะคุณนม”
       “ถึงจะอร่อยยังไงก็สู้ฝีมือของฉันไม่ได้หรอก ท่านหญิงเองก็ไม่ทรงโปรดฝีมือใครนอกจากฉันกับ...” นามสายหยุดไปทันควัน
       “ใครเหรอคะคุณนม” สาวใช้ถาม
       นมสายเหมือนไม่อยากพูดชื่อ “ก็หม่อมของท่านชายฐิติเทพนะสิ เรื่องขนมไทยๆ ไม่มีใครสู้ได้ ฉันน่ะถ่ายทอดวิชาให้เองกับมือเชียวนะ”
       นมสายออกเดินนำ พวกเด็กรับใช้ตามกันไปเป็นขบวน
      
       วิเศษกุลีกุจอแบ่งขนมใส่จานเล็กส่งให้ท่านหญิงลักษมี มีคุณพระบรรณกิจ และนมสายอยู่ด้วยกันในห้องรับแขก
       “ซื้อมาจากร้านเล็กๆ แถวๆ บางลำพูกระหม่อม รสชาติดีมาก กระหม่อมคิดว่าท่านหญิงคงจะโปรด”
       ท่าทางวิเศษกระตือรือร้น สายตาเหมือนคาดหวังอะไรบางอย่างอยู่ ท่านหญิงมองขนมอย่างพอใจ
       “ฝีมือปราณีตขนาดนี้นี่ทำขึ้นโต๊ะเสวยได้เลยนะ จริงมั้ยนมสาย...ไหน ขอชิมดูหน่อยซิ ว่าจะอร่อยอย่างที่พ่อวิเศษบอกหรือเปล่า”
       ท่านหญิงทานขนม วิเศษมองอย่างตั้งใจ ท่าทางลุ้นมาก
       ท่านหญิงชิมขนม สีหน้ายิ้มๆ กลับชะงักไปฉับพลัน ตะลึง พูดไม่ออก หันมามองหน้าวิเศษอย่างคิดไม่ถึง วิเศษยิ้มอย่างดีใจ
       ด้วยแน่ใจว่าสิ่งที่ตนสงสัย คงจะเป็นจริงแน่ๆ
      
       ฝ่ายพุดตานกำลังยุ่งอยู่กับการขายขนมหน้าร้าน
       “ขอบใจนะจ๊ะ แหมมาอุดหนุนกันทุกวัน เอ้าวันนี้ฉันแถมให้กล่องหนึ่ง”
       “ก็ขนมเธออร่อยจริงๆ นี่นา ขอบใจนะ ฉันไปล่ะ” ลูกค้าเดินไป
       “จ้ะ...”
       พุดตานจัดเอาขนมใหม่ด้านหลังขึ้นมาวางเรียง
       วิเศษกับคุณพระบรรณกิจเดินเข้ามา มองหน้าพุดตานอย่างมาดหมายจริงจัง
       พุดตานยกกล่องขนมหันมาเห็นรีบทัก
       “รับขนมอะไรดีคะ”
       “คุณพุดตานใช่มั้ยครับ”
       พุดตานรับงงๆ “ใช่ค่ะ”
       จังหวะนี้ท่านหญิงลักษมี เดินเข้ามาเพ่งมองยิ้มอย่างปลื้มปิติ
       “พุดตาน...นี่หล่อนจริงๆ ด้วย”
       พุดตานหันไปเห็นท่านหญิงก็ชะงัก ตะลึงอึ้งไป มือไม้อ่อนปล่อยกล่องขนมตกร่วงลงพื้น สีหน้าตกใจมาก
       “ท่านหญิง”
      
       เวลาต่อมาวิเศษกับคุณพระนั่งดื่มน้ำชาไปพลาง คุยกันไปพลาง
       “นึกไม่ถึงเลยว่าโชคชะตาจะทำให้คุณวิเศษมาเจอคุณพุดตานเข้าจนได้” คุณพระทึ่งๆ
       วิเศษมองขนมที่จัดไว้อย่างสวยงามในจาน
       “เป็นเพราะท่านหญิงทรงจำรสมือของคุณพุดตานได้ต่างหากล่ะ”
       “นมสายเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านหญิงทรงโปรดคุณพุดตานมาก ท่านก็เลยโกรธมากตอนที่เธอหนีตามคุณชายฐิติเทพออกจากวัง” คุณพระว่าง
       “แต่ท่านหญิงคงจะให้อภัยและหายโกรธคุณชายกับคุณพุดตานไปนานแล้วล่ะ ถึงได้ให้พวกเราช่วยกันตามหา”
       ด้านพุดตานก้มกราบแทบพระบาทท่านหญิง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นน้ำตาไหลอาบแก้ม
       “ทรงให้อภัยให้ดิฉันและคุณชายด้วยเถอะเพคะ ที่เป็นต้นเหตุให้ท่านชายตรอมพระทัย”
       ท่านหญิงน้ำตาคลอ “ช่างมันเถอะ เรื่องมันก็แล้วไปแล้ว มานั่งคิดนั่งเสียใจเอาตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์...ตอนนั้นเธอสองคนก็อายุยังน้อย ก็เลยคิดแก้ปัญหากันไปตามประสาเด็ก นี่หากว่าลูกชายมาเอ่ยปากขอเธอเสียตั้งแต่แรก เรื่องก็คงจบด้วยดี”
       พุดตานไม่กล้าสู้หน้าท่านหญิงด้วยความรู้สึกผิด
       นมสายแก้แทน “คุณชายกับคุณพุดตานก็คงจะไม่กล้าน่ะเพคะ”
       “ไม่ต้องมาแก้แทนกันหรอกย่ะนมสาย ฉันก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองอะไรเค้าแล้ว...ว่าแต่...ฉันได้ยินว่าเธอกับชายมีลูกด้วยกันไม่ใช่รึ แล้วหลานชายฉันอยู่ที่ไหนล่ะ”
       ขาดคำฐิติก็โผล่เข้ามา
       “แม่ครับ..” ชายหนุ่มชะงักมองทุกคนตรงหน้าอย่างแปลกใจมาก
       ท่านหญิงลักษมีตะลึงมองฐิติ น้ำตารื้นอย่างปลาบปลื้มและชื่นชม
       “ติ.. เข้ามานี่สิลูก มากราบท่านหญิงลักษมี”
       ฐิติเดินเข้ามาก้มลงกราบท่านหญิงที่ตะลึงมองอย่างปลาบปลื้ม พอฐิติเงยขึ้นก็ทรงสวมกอดอย่างดีใจ
       “โอ..หลานย่า..หมดเคราะห์หมดโศกกันเสียทีนะ”
       นมสายตื้นตันกับภาพที่เห็นจนถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่
       ฐิติปล่อยให้ท่านหญิงกอด แต่ยังงงๆ กับท่าทางปลาบปลื้มยินดีอย่างมากมายของท่านหญิง หันไปสบตาพุดตานเป็นเชิงถาม
       “หม่อมเจ้าหญิงลักษมี สูรยกานต์ ท่านเป็นท่านย่าแท้ๆของลูกจ้ะ”
      
       ฐิติมีสีหน้าฉงนฉงาย และแปลกใจมาก ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
        

       จบตอนที่  1
ตอนที่ 2
      
       เวลาต่อมาพุดตานซึ่งสวยสง่าสมวัยในชุดดีที่สุดที่มีอยู่ เดินมาเปิดลิ้นชัก หยิบกล่องขนมปังเก่าๆ ที่ เก็บไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดเปิดออก พร้อมกับหยิบรูปถ่ายเก่าๆ ของ ม.ร.ว. ฐิติเทพ 2-3 ใบ ขึ้นมาส่งให้ลูกชาย
      
       ฐิติรับมาดูเห็นเป็นรูปคุณชายฐิติเทพ ท่านชายสุริยเทพ ท่านหญิงลักษมี ในชุดสากลเต็มยศ อีกใบเป็นรูปฐิติเทพในชุดผ้าม่วง เสื้อราชประแตน ยืนเป็นสง่าอยู่ และใบสุดท้ายเป็นรูปคู่ฐิติเทพกับพุดตาน
       “พ่อของลูก คือ หม่อมราชวงศ์ฐิติเทพ สูรยกานต์ โอรสของหม่อมเจ้าวิสุทธิเทพและหม่อมเจ้าหญิงลักษมี สูรยกานต์จ้ะ”
       พุดตานรำลึกถึงความหลังด้วยสีหน้าทั้งสุขทั้งเศร้า
       “แต่พ่อของลูกมารักกับแม่ ที่เป็นแค่ข้าหลวงของท่านย่า พ่อกลัวว่าท่านปู่ ท่านย่าขัดขวางความรักของเรา ก็เลยพาแม่หนีออกจากวังมาอยู่ด้วยกันอย่างคนธรรมดา เพราะไม่อยากให้คนในวังตามมาพบ”
       “อย่างนี้นี่เอง” ฐิติว่า
       พุดตานหน้าเศร้า “พวกเราทำเรื่องเลวร้ายไปโดยไม่รู้เลยว่าท่านปู่ของลูกส่งคนออกตามหาพวกเรามาโดยตลอด จนท่านต้องตรอมพระทัย ประชวรหนัก...พ่อกับแม่ทำผิดต่อท่านจริงๆ”
       ฐิติพยักหน้าเข้าใจก่อนจะนั่งเงียบเหมือนคิดอะไรสักอย่างอยู่ พุดตานมองฐิติอย่างประเมินความรู้สึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกมานั่งใกล้ๆ
       “แม่ว่าเราไปกันได้แล้วล่ะจ้ะ ป่านนี้ท่านปู่คงจะรอลูกอยู่แล้ว”
       ฐิติรับคำแต่ท่าทางเหมือนกับยังไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน
       “ครับแม่”
       “ติ...ไม่ว่าติจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม แต่ติไม่ใช่ลูกแม่ค้าขายขนมจนๆอีกต่อไปแล้วนะลูก”
      
       ครู่ต่อมาฐิติและพุดตานก้มลงกราบแทบพระบาทของท่านชายวิสุทธิเทพซึ่งนั่งพิงที่พนักเตียง ดวงหน้าอิดโรยอย่างคนป่วยหนัก แต่ดวงตาแจ่มใส น้ำตาไหลด้วยความปลื้มปีติ
       “ไหน...ขอปู่ดูหน้าหลานให้ชัดๆ ซิ”
       ฐิติลังเลนิดหนึ่ง
       พุดตานจับแขนฐิติเหมือนจะเตือนฐิติให้เข้าไปหาท่านชายใกล้ๆ ฐิติมองหน้าพุดตานก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ท่านชายวิสุทธิเทพ
       ท่านชายยกมือลูบหน้าลูบตาฐิติอย่างยินดี
       “หลานปู่...”
       ท่านชายพยายามเพ่งมองที่ใบหน้าของฐิติสีหน้าปลาบปลื้ม
       “เหมือน...ช่างเหมือนชายฐิติเทพเหลือเกิน ตั้งแต่นี้ปู่ก็คงจะนอนตายตาหลับ”
       “รับสั่งอะไรอย่างนี้คะ ได้พบหลานชายแล้ว ท่านพี่ก็มีแต่จะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ต่างหาก”
       ท่านชายไม่โต้ตอบท่านหญิง แต่หันไปพูดกับพุดตาน
       “แม่พุดตาน...ขอบใจมากนะ ที่เลี้ยงดูหลานฉันมาอย่างดี ถึงฉันจะเพิ่งพบเค้า แต่ฉันก็แน่ใจว่าเค้าเหมาะสมทุกอย่างที่จะสืบทอดราชสกุลสูรยกานต์”
       หม่อมเจ้าวิสุทธิเทพ มองฐิติด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและภาคภูมิใจ วางพระหัตถ์ไว้บนศีรษะของฐิติเหมือนจะถ่ายทอดเกียรติภูมิทุกอย่างของสูรยกานต์ ให้กับทายาทเพียงคนเดียวของราชสกุล บอกอย่างภาคภูมิ
       “หลานปู่...จำไว้ ตั้งแต่นี้เจ้าคือ หม่อมหลวงฐิติ สูรยกานต์ ทายาทเพียงคนเดียวของราชสกุลสูรยกานต์ ขอให้ความดีงามทั้งหลายจงปรากฎแก่เจ้า และขอให้เจ้าเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ธนสารสมบัติสืบต่อไป”
       ฐิติไหว้รับพรด้วยสีหน้าสงบ แต่นุ่มนวล
       ท่านชายวิสุทธิเทพ ท่านหญิงลักษมี รวมทั้งพุดตานมองฐิติด้วยความรักและภาคภูมิใจ
      
       ตอนบ่ายวันเดียวกัน สองพ่อลูกอยู่ที่โต๊ะนั่งเล่นในสนามบ้านกิริเนศวร กานดาวสียิ้มแย้มอย่างดีใจจริงๆ กับบิดา
       “พ่อได้พบกับลูกชายของคุณชายฐิติเทพแล้วเหรอคะ”
       “จ้ะลูก...ท่านหญิงทรงดีพระทัยมาก นี่ท่านก็พาหลานไปเฝ้าท่านชายแล้ว”
       “ท่านชายคงดีพระทัยมากเลยนะคะ”
       “แน่นอน ก็ท่านคอยอยู่ทุกลมหายใจอยู่แล้ว...อ้อ...แล้วลูกก็เตรียมตัวไว้ด้วยนะ”
       “เตรียมตัวเรื่องอะไรคะ”
       “พ่อจะพาลูกเข้าไปทำความรู้จักกับทายาทของท่าน ครอบครัวเราก็เข้านอกออกในที่นั่นอยู่บ่อยๆ ถือเป็นมารยาทน่ะลูก”
       กานดาวสีพยักหน้ารับรู้
       สองคนไม่รู้ว่าที่หลังต้นไม้ใกล้ๆ โต๊ะสนาม อุไรแอบฟังอยู่ด้วยความหมั่นไส้
      
       อุไรกระแทกตัวลงนั่งบนเตียงลูกสาวอย่างแรงนารีรัตน์งงๆ
       “คุณแม่โมโหใครมาเหรอคะ”
       “ก็แม่พี่สาวนอกไส้แกน่ะสิ..บอกตรงๆแม่ละไม่ถูกชะตากับมันเลย นี่คุณพ่อก็จะพาทำความรู้จักกับหลานท่านชายอะไรนั่น ทีแกทำไมไม่พาไปพบปะผู้คนชั้นสูงบ้าง คิดแต่จะส่งเสริมนังลูกติดอยู่คนเดียว”
       “โธ่เอ๊ยช่างเถอะค่ะ รัตน์เองก็ไม่อยากเข้าไปในวังนักหรอก ถ้าไปเที่ยวก็ว่าไปอย่าง ...แต่ตอนนี้รัตน์อยากจะอ่านหนังสือมากกว่าค่ะ คุณแม่ออกไปก่อนเถอะนะคะ รัตน์เสียสมาธิหมด”
       นารีรัตน์รีบลุกมาทั้งโอบทั้งดันให้อุไรออกไปจากห้อง อุไรยิ้มเอ็นดู
       “เอ้อ..ลูกนะลูก ไม่ได้อย่างใจแม่เล้ย เอาเถอะ แกตั้งอกตั้งใจเรียนก็ดีแล้วล่ะ จบเมื่อไรแม่จะให้คุณพ่อส่งแกไปนอกบ้าง จะได้ไม่น้อยหน้านังกานดาวสีมัน ลูกแม่ต้องเหนือกว่ามันให้ได้ รู้มั้ยลูก”
       “ค่าๆๆ งั้นคุณแม่ก็รีบๆออกไปสิคะ รัตน์จะได้อ่านหนังสือต่อ”
       นารีรัตน์ดันอุไรจนพ้นประตูรีบปิดประตู ถอนใจโล่งอก ก่อนจะวิ่งกลับมานั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ หยิบ
       กระดาษเขียนจดหมายสีสวยที่ซ่อนไว้ในหนังสือเรียนเล่มหนึ่ง ออกมาเขียนต่อด้วยสีหน้าเคลิ้มฝัน
      
       “รัตน์เองก็คิดถึงคุณประพันธ์เช่นกัน อดทนหน่อยนะคะ รัตน์จะพาคุณมากราบคุณพ่อคุณแม่ทันทีที่เรียนจบ รัตน์เชื่อว่าท่านจะต้องเข้าใจในความรักของเราค่ะ”
      
       ทั้ง 4 หนุ่มอยู่ที่โต๊ะในมุมหนึ่งของไนต์คลับแห่งนั้น ทวิช เขต และอุดรต่างทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อพอฟังฐิติเล่าจบ
       เขตครางออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ “Unbelievable! เป็นไปได้ไงวะเนี่ย”
       ฐิติอึ้งไป ไม่รู้จะตอบยังไง ทวิชมองฐิติอย่างแหยงๆ
       “นี่ฉันต้องใช้ราชาศัพท์กับแกแล้วสิวะ...พ่ะย่ะค่ะ พ่ะย่ะครับ พ่ะย่ะคะ พ่ะย่ะขา”
       อุดรผสมโรง “เอาล่ะสิ ยุ่งตายโหงเลยว่ะ”
       “ไอ้บ้า...ฉันเป็นแค่หม่อมหลวงนะโว้ย ก็พูดกันธรรมดา”
       จังหวะเดียวกับที่ฐิติมองเข้าไปในฟลอร์แล้วชะงักกึก ขยับเข้าไปใกล้เพื่อจะดูให้ชัดๆ เขาเห็นกานดามณีกำลังเต้นรำด้วยท่าทางเซ็กซี่ ยั่วยวนอยู่ในฟลอร์ ฐิติมองอย่างไม่เชื่อสายตา ด้วยท่าทางกิริยาผิดไปจากกานดาวสีตัวจริง
       ทวิช อุดร เขต เดินตามเข้ามา มองตามสายตาฐิติ
       “มองอะไรวะ” เขตถาม
       กานดามณีกำลังเต้นรำ ชะงักกึกอย่างตกใจสุดขีด ผวาจะวิ่งออกไปจากฟลอร์วิไลวรรณดึงแขนไว้อย่างตกใจ
       “ยัยณี จะไปไหน”
       “นายฐิติอยู่ที่นี่ ฉันไปก่อนล่ะ เดี๋ยวไปเจอกันข้างหลัง”
       กานดามณีหันไปดูอีกที ฐิติสบตาพอดี กานดามณีรีบวิ่งหนีออกไป
      
       ฐิติเรียกไว้ “คุณกาน”


  


       ฐิติวิ่งตามกานดามณีที่เข้าใจว่าเป็นกานดาวสีมา เพื่อจับผิดที่กานดามณีทำท่าตกใจและวิ่งหนีไป ไม่ได้วิ่งตามตื้อ
       ทวิช อุดร เขตวิ่งตามฐิติมาเป็นพรวน
      
       “ไอ้ติ จะไปไหนวะ”
       วิไลวรรณเห็นท่าไม่ดี รีบแก้สถานการณ์ แกล้งทำเป็นเต้นรำหมุนมาชนฐิติอย่างแรง จนล้มลงก้นกระแทกพื้น
       “โอ๊ย...”
       ฐิติประคองวิไลวรรณก้มลง
       “ขอโทษครับ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
       “โอ๊ย...เจ็บค่ะ อู๊ย...เจ็บมากเลย” วิไลวรรณใส่จริตใหญ่ว่าเจ็บหนัก
      
       ฐิติพยายามประคองวิไลวรรณให้ลุกขึ้น ก่อนจะมองหากานดามณีไปรอบๆ แต่ไม่เห็นแม้แต่เงากานดามณี
       “แกวิ่งตามใครวะไอ้ติ”
       “กานดาวสี” ฐิติบอก
       วิไลวรรณแอบทำหน้าเจื่อนๆ
      
       ฐิติวิ่งมาถึงด้านหลังไนต์คลับ ซึ่งอีกมุมหนึ่ง เห็นกานดามณีแอบอยู่หลังพุ่มไม้ เห็นฐิติมองซ้ายมองขวา อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งไปอีกทาง
       กานดามณีแอบมองจนฐิติลับสายตาไป ถอนใจอย่างโล่งอก รีบเดินแกมวิ่ง เหลียวหน้าเหลียวหลังออกไปอีกทาง ก่อนจะเดินผ่านสวนที่มีต้นไม้ประดับไฟไว้แพรวพราวไปชนกับวสันต์อย่างจัง
       “ว้าย...”
       กานดามณีเสียหลัก เกือบจะล้ม รู้สึกหงุดหงิดที่มีคนทำให้เสียเวลา กำลังจะหันไปต่อว่า แต่เห็นวสันต์รูปหล่อ ดูดี แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าดูมีราคา สีหน้ากานดามณีเปลี่ยนไป และทำเป็นขาอ่อนจะล้มลง
       วสันต์เข้าไปโอบเอวกานดามณีไว้
       กานดามณีทำหน้าสวย เงยหน้ามาสบตาวสันต์อย่างจัง วสันต์ตะลึงในความงามของกานดามณี ก่อนจะได้สติ ประคองกานดามณีให้ยืนเผชิญหน้ากัน แต่ยังไม่คลายอ้อมกอด
       กานดามณีแกล้งทำสะเทิ้น
       “ขอบคุณนะคะ คุณ...”
       “วสันต์ ประสบบุญครับ”
       กานดามณีแอบอ้างเป็น “กานดาวสี กิริเนศวรค่ะ” เช่นเคย
       วสันต์กระชับอ้อมกอดกานดามณีเข้ามาอีก กานดามณีทำเหมือนจะเบี่ยงตัวออกแต่กลายเป็นเบียดตัวเข้าหาวสันต์อย่างไม่ตั้งใจ วสันต์มองกานดามณีอย่างรู้ทัน
       กานดามณีเงยสบตาวสันต์อย่างท้าทายและยั่วยวน
       สักครู่หนึ่ง วิไลวรรณวิ่งกระโผลกกระเพลกออกมา มองไปรอบๆ ตัว แต่ไม่เห็นกานดามณี ปลงๆอย่างรู้กัน
       “นังณีนะนังณี เผลอแป๊บเดียว สงสัยจะดอดไปขึ้นสวรรค์กับไอ้หนุ่มที่ไหนอีกแล้วเนี่ย”
      
       รุ้งเช้าที่บ้านของวสันต์ ซึ่งเป็นบ้านหรูหรา รูปทรงทันสมัย แตกต่างจากบ้านผู้ดี ที่มีรูปทรงเลียนแบบสถาปัตยกรรมยุโรป
       ภายในห้องนอนวสันต์ กานดามณีกับวสันต์นอนเคียงกันอยู่บนเตียง
       สักครู่หนึ่งกานดามณีนอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มเริ่มขยับตัวตื่น มองไปรอบๆ ห้องอย่างพินิจพิจารณา วสันต์ไม่ได้อยู่บนเตียง กานดามณี เห็นห้องนอนที่โออ่า กว้างขวาง ตกแต่งอย่างทันสมัยด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ดูรู้ว่ามีราคา จึงค่อยๆ ลุกขึ้น รวบผ้าห่มขึ้นมาพันไว้รอบตัวก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงไปยืนที่หน้าต่าง
       กานดามณี มองออกไปเห็นบริเวณบ้านกว้างใหญ่ สนามหญ้าที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ที่โรงรถมีรถยุโรปจอดอยู่ กานดามณีมองอย่างตื่นตาตื่นใจ
       วสันต์ในชุดทำงานเดินตามมากอดข้างหลัง
       “ตื่นแล้วเหรอที่รัก”
       กานดามณีหันไปสบตาวสันต์อย่างเซ็กซี่ ยั่วยวน วสันต์มองกานดามณีอย่างหลงใหล ดึงกานดามณีเข้ามาจูบคลอเคลียอย่างอดใจไว้ไม่อยู่
       “คุณกานคุณสวยเหลือเกิน สวยจนผมไม่อยากจะออกไปไหนแล้ว”
       “ไม่อยากไป แล้วจะไปทำไมล่ะคะ”
       “ผมต้องไปทำงานน่ะสิ...ทำงานบริษัทฝรั่งก็น่าเบื่ออย่างงี้แหละ ยิ่งได้เงินเดือนเยอะ งานก็ยิ่งเยอะตามไปด้วย”
       “ฉันเข้าใจค่ะ งั้นคุณก็ไปทำงานเถอะ”
       กานดามณียิ้มยั่วยวน มือหนึ่งจับผ้าห่มที่พันรอบตัวไว้หลวม อีกมือลูบไล้ที่อกแกร่ง ทิ้งสายตาให้
       วสันต์ ก่อนเดินเยื้องกรายเลี่ยงออกมา และปล่อยมือที่จับผ้าห่มออก จนผ้าห่มค่อยๆ หลุดเลื่อนออกจาก
       ตัวกานดามณี
       วสันต์ยืนตะลึง สายตาที่มองมาราวกับจะกลืนกินกานดามณีเข้าไปทั้งตัว กานดามณีหันมามองวสันต์อย่างยั่วยวน
       วสันต์ได้สติ ผวาเข้าไปกระชากกานดามณีเข้ามาระดมจูบอย่างเร่าร้อน ก่อนจะล้มหายไปด้วยกันที่เตียง
       เห็นเสื้อกับเนคไทของวสันต์ถูกโยนมากองไว้ที่พื้น ตามด้วยเสียงกานดามณีหัวเราะระรื่นอย่างพอใจ
      
       ตอนสายวันเดียวกัน อุไรกำลังโวยวายกับวิเศษที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปข้างนอก กานดาวสี แต่งตัวสวยงาม ในชุดกลางวันที่ดูสวยสง่ากว่าปกติ กำลังจะออกไปข้างนอกกับบิดา
       “ไม่รู้ล่ะ ฉันไม่ยอมจริงๆ ยังไงคุณก็ต้องพาฉันกับยัยรัตน์ไปที่วังสูรยกานต์ด้วย”
       “เอ๊ะ คุณจะเอายังไงกันแน่ แต่ก่อนนี้เวลาผมชวนคุณให้ไปเฝ้าท่านชายท่านหญิงคุณก็บอกว่าไม่อยากไป เพราะไม่ถนัดเพคะเพขา แล้วคราวนี้ทำไมถึงเกิดจะอยากไปขึ้นมาล่ะ”
       “มันไม่เหมือนกันนี่คะ นี่มันโอกาสพิเศษ คุณควรจะพาดิฉันไปแนะนำตัวด้วยในฐานะภรรยา” อุไรค้อนกานดาวสี พูดประชด “หรือว่าตั้งแต่ลูกสาวคนโตกลับมา ดูคุณจะลืมไปเลยนะคะว่ายังมีดิฉันเป็นภรรยาอยู่ทั้งคน จะไปไหนก็เรียกหาแต่แม่กานดาวสี”
      
       วิเศษมองอุไรอย่างรำคาญ ขยับจะพูดตอบ โทรศัพท์ที่มุมห้องดังขัดจังหวะขึ้นมา สาวใช้รับโทรศัพท์แล้วรีบเดินมาหาวิเศษ
       “มีโทรศัพท์ด่วนถึงคุณผู้ชายค่ะ บอกว่าโทร.มาจากวังสูรยกานต์”
       วิเศษทำหน้าประหลาดใจ ก่อนจะเดินไปรับโทรศัพท์ อุไรรีบเดินตามไปติดๆ
       “ผมวิเศษครับ” วิเศษตกใจ “อะไรนะครับ...ครับๆ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
       วิเศษวางโทรศัพท์ หน้าขรึมเศร้า อุไรผวาเข้าไปถามอย่างสงสัย
       “ที่วังโทร.มาทำไม มีเรื่องอะไรเหรอคะ”
       วิเศษหันไปบอกกานดาวสี
      
       “ไปเปลี่ยนเป็นชุดดำซะลูก ท่านชายสิ้นแล้ว”

       ขณะเดียวกัน ที่วังสูรยกานต์ ฐิติเข้ามากราบแทบพระบาทท่านชายวิสุทธิเทพ พุดตานซับน้ำตาอยู่ใกล้ๆ นมสายสะอื้นเสียงดัง ท่านหญิงลักษมีไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย แต่หน้าเศร้ามากปิ่มว่าจะขาดใจ
      
       “ท่านบรรทมหลับไปเฉยๆ มหาดเล็กที่เฝ้าอยู่จะปลุกให้ท่านลุกขึ้นมาเสวยของเช้า ถึงได้เห็นว่าท่านสิ้นเสียแล้ว”
       นมสายสะอื้นไปด้วย “ท่านก็ทรงรอจนได้เจอพระนัดดานะเพคะ ถึงได้จากไปอย่างสงบ”
       ท่านชายนอนนิ่งเหมือนหลับสนิท ดวงหน้ายิ้มน้อยๆ อย่างมีความสุข ท่านหญิงหน้าหมอง ดูอ่อนแอผิดกับเมื่อวานมาก มองท่านชายด้วยความรักและอาลัยยิ่ง
       ฐิติมองท่านหญิงอย่างเป็นห่วง ก่อนจะเข้าไปประคองท่านหญิงอย่างสุภาพ
       “ท่านย่าไม่เป็นไรนะครับ ท่านปู่ไปสบายแล้ว”
       ท่านหญิงหันมากอดฐิติ ร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
      
       ไม่นานต่อมา ห้องโถงใหญ่ของวังสูรยกานต์อยู่ในบรรยากาศเตรียมจัดงานพระศพ ข้าวของเครื่องใช้ในวังถูกจัดไว้บนชั้นในห้องอย่างมีระเบียบ มุมหนึ่ง นมสายกำลังสั่งให้เด็กหยิบชุดกาแฟลงมาเสียงดัง พุดตานยืนจัดดอกไม้อยู่อีกด้าน
       “เอ้าระวังๆ หน่อยแม่คุ๊ณ พวกหล่อนนี่เป็นยังไงนะสอนเท่าไรไม่รู้จักจำ มือหนักเท้าหนักกันจริง เดินก็ลงส้นกันตึงๆ หยิบข้าวของก็เดี๋ยวโครมเดี๋ยวคราม เฮอะ ถ้าหล่นลงมาแตกหักเสียหายล่ะก็หมดกัน รู้มั้ยยะ ของพวกนี้สะสมมาตั้งแต่ท่านพ่อของท่านหญิงทีเดียว...”
       นมสายสั่งไปบ่นไปในขณะที่เดินกลับมาช่วยพุดตานจัดดอกไม้
       “ไม่ไหวค่ะแม่พวกนี้...มือหนักเท้าหนักกันเหลือเกิ๊น...ดิฉันพูดจนปากเปียกปากแฉะก็ไม่เห็นจะเข้าหัวกันซักคน...” นมสายนึกขึ้นได้ “เออ...แล้วนี่คุณติเธอไปไหนล่ะคะ”
      
       “เห็นบอกว่าจะรีบไปสะสางงาน เพราะคงต้องลาหยุดหลายวันค่ะ”
       นมสายยิ้มอย่างชื่นชมและชื่นใจ
       “พูดถึงคุณติ ดิฉันก็ต้องชมว่าคุณพุดตานเลี้ยงลูกได้ดีจริงๆ กริยามารยาทเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว” นมสายกระซิบกระซาบทั้งที่ไม่จำเป็น “ถามจริงๆเถอะค่ะ คุณติเธอมีใครหรือยังคะ”
       พุดตานอึกอัก รีบยิ้มกลบเกลื่อน
       “ก็ยังหรอกค่ะ”
       “ดีแล้วล่ะค่ะ..ตอนนี้คุณพุดตานจะปล่อยให้คุณติหาสะใภ้เองไม่ได้แล้วนะคะ ยังไงก็ต้องช่วยดูช่วยมอง ถ้าไปได้คนไม่ดีมาละก็ ท่านชาย ท่านหญิงคงเสียพระทัยแย่”
       “ดิฉันเข้าใจดี และเชื่อว่าฐิติคงรู้แล้วว่าผู้หญิงแบบไหนที่คู่ควรกับเค้าค่ะ”
      
       สองพ่อลูกอยู่ในห้องหนังสือบ้านกิริเนศวรด้วยกัน สร้อยเพชรจากกล่องกำมะหยี่อยู่ในมือของกานดาวสี ที่เงยหน้ามองพ่ออย่างตกใจ
       “คุณพ่อจะให้ลูกใส่สร้อยเส้นนี้ไปเหรอคะ”
       อุไรเดินผ่านมาได้ยิน ชะงัก!
       “ใช่แล้วลูก คืนนี้ทุกคนที่มาล้วนแต่เป็นพระญาติและเจ้านายชั้นสูง พ่อไม่อยากให้ลูกต้องน้อยหน้าใคร”
       กานดาวสีท้วง “คุณพ่อคะ...แต่ลูกว่า”
       “พ่อรู้ว่าลูกจะพูดอะไร เชื่อพ่อเถอะ เป็นลูกผู้หญิงเนื้อตัวเกลี้ยงเกลาเกินไปก็ไม่ใคร่เหมาะนัก มาพ่อจะใส่ให้ดีมั้ย มันเป็นตะขอแบบเก่าลูกคงจะใส่ไม่ถนัด”
       อุไรเดินเข้ามา ขัดขึ้น
       “สร้อยเส้นนี้มันต้องเป็นของนารีรัตน์นะคะ ฉันรับปากลูกไว้แล้ว”
      
       วิเศษเปิดประตูเข้ามาในห้องนอนด้วยท่าทางหงุดหงิด อุไรเดินตามมาอย่างกระชั้นชิด ดึงแขนวิเศษให้หันมาเผชิญหน้ากัน
       “เดี๋ยว คุณวิเศษ พูดกันให้รู้เรื่องก่อน”
       วิเศษหันมามองอุไรอย่างไม่พอใจ
       “จะพูดอะไรอีก ทีตอนที่คุณไปสัญญิงสัญญากับยัยรัตน์ ก็ไม่เห็นคุณจะมาพูดกับผมซักคำ”
       “ดิฉันขอโทษ...ตอนนั้นหนูกานดาอยู่เมืองนอก ดิฉันก็เลยลืมไป ใจคิดแต่ว่ายัยรัตน์เป็นลูกสาวคนโตของเรา ก็น่าจะเป็นคนได้รับสร้อยต้นตระกูลของคุณย่าแก...ก็เท่านั้น”
       วิเศษบอกเสียงเข้ม “แต่ผมยกให้ยัยกานไปแล้ว ส่วนเรื่องยัยรัตน์ ในเมื่อคุณเป็นคนผูกคุณก็ต้องแก้เอาเอง”
       วิเศษโมโห จะเดินกลับออกไปนอกห้อง อุไรตาเหลือก วิ่งตามมาคว้าแขนไว้ร้องเสียงหลง
       “อย่าเพิ่งไปนะคะ คุณยังไปไหนไม่ได้นะ”
       วิเศษไม่สนใจ เปิดประตูออก สองคนชะงักแทนสายตาเห็นกานดาวสียืนหน้าซีดอยู่หน้าประตู
       วิเศษตกใจ
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณพ่อ ถ้ายัยรัตน์อยากได้ ก็ให้น้องไปเถอะค่ะ” กานดาวสีบอก
      
       อุไรกับนารีรัตน์ที่ยืนแอบมายืนอยู่ที่หน้าต่างห้องนารีรัตน์ เห็นภาพรถวิเศษแล่นพ้นรั้วบ้านไป
       อุไรหันกลับมาถอนใจใหญ่ด้วยความโล่งใจ คว้าสร้อยจากมือนารีรัตน์ แต่นารีรัตน์กำสร้อยไว้แน่น ถามอย่างไม่เข้าใจ
       “ทำไมคุณแม่ต้องโกหกคุณพ่อด้วย รัตน์ไม่ได้อยากได้สร้อยเส้นนี้ซะหน่อย”
       อุไรหน้าเสีย อึ้งไป แต่ทำหงุดหงิดกลบเกลื่อน
       “แกไม่ต้องรู้หรอก เอาเป็นว่า ถ้าคุณพ่อถาม แกก็บอกไปว่าอยากได้ละกัน...เอาสร้อยมานี่”
       อุไรพยายามยื้อสร้อยจากมือนารีรัตน์ แต่สร้อยหลุดมือกระเด็นตกไปที่พื้น ชิ้นส่วนหนึ่งของสร้อยกระเด็นหลุดออกมา อุไรตกใจ ยืนตะลึง นารีรัตน์ก็ตกใจ
       “อุ๊ย ทำไมมันหลุดได้ล่ะคะ”
       อุไรได้สติ รีบผวาเข้าไปเก็บสร้อยและชิ้นส่วนที่หลุดขึ้นมา ตกใจปนโกรธ
       “ตกซะแรงขนาดนั้น มันก็ต้องหลุดน่ะสิ”
       อุไรรีบเดินออกไป ทิ้งให้นารีรัตน์มองตามอย่างงงๆ
      
       เย็นวันหนึ่งสร้อยเพชรอยู่ในมือราศี เจ้าของบ่อน ขณะที่อุไรเอ่ยขึ้น
       “ครั้งนี้ดิฉันขอแสนนึงละกันนะคะ ช่วงนี้มือไม่ขึ้นเลย จะได้เอาไปแก้มือซะหน่อย”
       ราศรีมองสร้อยในมือท่าทางพออกพอใจ โต้ตอบกับอุไรเสียงหวาน เอาอกเอาใจเต็มที่
       “อู๊ย...ไม่มีปัญหาค่ะ ระดับคุณอุไร กิริเนศวร ซะอย่าง สองแสนก็ยังได้นะคะ
       อุไรตาวาวดีใจ “ก็ดีค่ะ เล่นได้เมื่อไหร่ ดิฉันจะรีบมาไถ่คืนเลย” พูดแล้วสีหน้าเปลี่ยนเป็นกังวลขึ้นมานิดหนึ่ง “สร้อยเส้นนี้เป็นของเก่าแก่ทางตระกูลคุณวิเศษ ยังไงดิฉันก็ไม่ยอมปล่อยให้หลุดแน่ๆ”
       ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นเลือนหายไป อุไรดึงตัวเองกลับมา ครุ่นคิดอีกแล้วมองสร้อยปลอมอย่างเครียดๆ
       “โชคดีนะที่นังกานดาวสีมันยอมถอดคืนให้ง่ายๆ ถ้าเกิดมันใส่ไปที่งาน แล้วมีใครปากเปราะ ทักขึ้นมาว่าเป็นของปลอม คุณวิเศษต้องถามแน่ๆ ว่าของจริงอยู่ที่ไหน”
      
       อุไรพึมพำกับตัวเอง


  


       ตกตอนเย็นฐิติในคราบวิศวกร เนื้อตัวมอมแมม กำลังเร่งตรวจสอบระบบเครื่องจักรขนาดใหญ่ในโรงงานแห่งหนึ่ง สักพักก็ชำเลืองดูนาฬิกาที่ข้อมือ แล้วหันกลับไปทำงานแข่งกับเวลาอีก
      
       ทวิชเพื่อนซี้เนื้อตัวมอมแมมพอกัน เดินเข้ามาหา
       “ติ แกรีบกลับไปเหอะ ที่เหลือนี่ฉันจัดการเอง”
       ฐิติมองนาฬิกาอีกครั้ง ตัดใจละจากงาน “ขอบใจว่ะ งั้นฉันไปก่อนล่ะ...” ฐิติส่งม้วนกระดาษยาวๆ แบบแปลนงานก่อสร้างให้ทวิช “รายละเอียดอยู่ในนี้นะเว้ย”
       “เออ ไม่ต้องห่วง...ไปได้แล้ว...” ทวิชนึกขึ้นได้ “เฮ้ย พวกฉันไปงานท่านปู่แกพรุ่งนี้นะ”
       ฐิติพยักหน้าแล้วรีบเดินออกไป
      
       ขณะเดียวกัน รถวิเศษเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าวังสูรยกานต์ เพื่อมาเคารพพระศพหม่อมเจ้าวิสุทธิเทพ กานดาวสีก้าวลงมามองตัววังและผู้คนมากมายอย่างคาดไม่ถึง วิเศษเข้ามายืนข้างๆ
       “ลูกนึกไม่ถึงเลยว่าผู้คนจะมากันมากมายขนาดนี้”
       “นอกจากพระญาติและเพื่อนสนิทมิตรสหายแล้วก็ยังมีลูกน้องเก่าๆ แล้วก็เพื่อนของโอรสท่านอีก”
       คุณพระบรรณกิจเดินอย่างเร่งรีบเข้ามาหา เห็นวิเศษกับกานดาวสี
       “อ้าว..คุณวิเศษมาแล้วรึ”
       วิเศษรีบไหว้ กานดาวสีทำตาม คุณพระมองพอใจ
       “หนูกาน เป็นยังไงบ้าง ตั้งแต่กลับมาจากปีนัง เรายังไม่เจอกันเลยนะ”
       “สบายดีค่ะ”
       คุณพระบรรณกิจมีท่าทางเหนื่อยอ่อน “คุณวิเศษรีบพาหลานขึ้นไปกราบท่านหญิงเสียสิ...แขกเหรื่อมากมายจนผมดูแลไม่ทั่วถึงแล้ว”
       “ตอนนี้พระญาติคงทยอยกันมามากแล้ว ประเดี๋ยวค่อยขึ้นเฝ้าก็ได้ คุณพระมีอะไรให้ผมช่วยบ้างมั้ยล่ะครับ” วิเศษแสดงน้ำใจ
       “ดีเลย งั้นก็ไปช่วยผมต้อนรับแขกผู้ใหญ่ทางด้านโน้นหน่อยเถอะ”
       “ได้สิครับ” วิเศษหันมาทางกานดาวสี “เดี๋ยวพ่อมานะลูก”
      
       คุณพระกับวิเศษพากันเดินไปแล้ว กานดาวสีมองรอบๆ ตัววังอย่างทึ่งๆ แกมชื่นชม ค่อยๆเดินสำรวจไปข้างๆ สนามอย่างตื่นตาตื่นใจ
      
       ฐิติเดินเข้ามาตรงประตูใหญ่ของวังสูรยกานต์ เห็นแขกทยอยกันเข้ามาทุกคนแต่งตัวดีๆ ฐิติมองตัวเองที่เนื้อตัวมอมแมมอย่างรู้สึกผิดที่ผิดทาง พยายามหาทางเข้าทางอื่น
       “นอกจากประตูใหญ่นี่แล้วยังมีทางเข้าทางอื่นอีกมั้ย”
       “มีขอรับ ประตูเล็กด้านข้างวังขอรับกระผม”
       “ขอบใจนะ”
       ฐิติรีบเดินเร็วๆ ออกไป
      
       ส่วนกานดาวสีเดินมาหยุดชื่นชมความงามของต้นไม้นานาพรรณตรงบริเวณค่อนข้างร่มครึ้มได้ยินเสียงกุกกักชะงักหันไปมองตกใจ เห็นฐิติเดินเข้ามา กานดาวสีทำอะไรไม่ถูก จะหลบก็ไม่ทัน
       ฐิติเองก็ชะงักเมื่อเห็นกานดาวสีจ้องเขาอยู่ก่อน ความรู้สึกทั้งดีใจ ทั้งสะเทือนใจปนกันยุ่งไปหมด
       กานดาวสีมองฐิติ พยายามถอยหลังห่างออกไปอย่างระวัง
       “คุณมาที่นี่ทำไม”
       ฐิติมองกานดาวสี ยิ้มเยาะอยู่ในสีหน้า ทั้งรักทั้งโกรธ
       “ผมเป็นลูกแม่ค้า จะมาทำอะไรในวังใหญ่โตอย่างนี้ได้ นอกจากส่งขนม”
       กานดาวสีมองอย่างไม่เชื่อใจนัก
       “ไม่ต้องห่วง ผมไม่ได้ตามคุณมาแน่ๆ ไม่จำเป็นต้องหนีผมอย่างที่ไนต์คลับหรอก”
       กานดาวสีงง “ไนต์คลับอะไรของคุณ”
       ฐิติยิ่งรู้สึกเกลียดความปลิ้นปล้อน สับปลับของกานดาวสี
       “อย่าลำบากแก้ตัวเลย ผมไม่สนใจอยู่แล้ว แค่นึกไม่ถึงว่าผู้หญิงอย่างกานดาวสี กิริเนศวรนี่ช่างตีสองหน้าได้เก่งจริงๆ”
       กานดาวสีไม่เข้าใจที่ฐิติพูด แต่เหนื่อยที่จะอธิบายเพราะรู้ว่ายังไงฐิติก็ไม่ฟัง
       “ถ้าจะหาเรื่องกันทุกครั้งที่เจอแบบนี้ ก็อย่ามาพูดกันอีกเลย”
       กานดาวสีสะบัดหน้า รีบเดินออกไปอย่างรวดเร็วฐิติกระชากตัวกานดาวสีเข้ามากอดไว้
       กานดาวสีตกใจ พอได้สติก็ดิ้น
       “อย่านะ คุณจะทำอะไรน่ะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
       ฐิติเสียงเข้มจริงจัง สายตามองอะไรบางอย่างที่พื้นอย่างระแวดระวัง
       “อยู่นิ่งๆ ได้มั้ย อยากถูกงูกัดหรือไง”
       กานดาวสีเห็นงูเลื้อยอยู่ที่พื้นดินข้างหน้า ในระยะและจังหวะที่กานดาวสีอาจจะเหยียบได้ ถ้าฐิติไม่ดึงตัวไว้ กานดาวสีสะดุ้ง ตกใจผงะไป กลายเป็นเบียดเข้าหาฐิติโดยไม่ได้ตั้งใจ
       ฐิติกอดกานดาวสีแน่นขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว ตายังคอยระวัง มองไปที่งูตัวนั้น
       กานดาวสีรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใจ ลืมตัวเหมือนอยู่ในห้วงความฝันชั่วขณะ จนเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ มารู้ตัวอีกทีตอนที่ฐิติคลายอ้อมกอดและผลักกานดาวสีออกห่างจากตัว กานดาวสียืนอึ้ง ยังดึงอารมณ์กลับมาแทบไม่ทัน
       ฐิติเข้าใจว่ากานดาวสีนิ่งไปเพราะรังเกียจ
       “ผมขอโทษ”
       กานดาวสีสะดุ้ง อึ้งๆงงๆกับความรู้สึกตัวเอง
       “ไม่ต้องทำท่าขยะแขยงขนาดนั้นก็ได้”
       กานดาวสียังไม่เข้าใจว่าฐิติหมายความว่ายังไง เพราะตัวเองไม่ได้รู้สึกขยะแขยงฐิติสักนิด
       “ผมมันก็แค่คนหาเช้ากินค่ำธรรมดา...ถ้าชอบเศรษฐี คุณก็มาถูกที่แล้วล่ะ เพราะคนที่มางานนี้ก็มีแต่พวกผู้ดีมีเงินทั้งนั้น...คงจะถูกใจคุณล่ะสิ”
       กานดาวสีโกรธปนน้อยใจที่ฐิติมองตนในแง่ร้ายตลอดเวลา ประชดใส่
       “ใช่...ทีนี้คุณคงเข้าใจแล้วนะว่าทำไมฉันถึงไม่อยากรู้จักกับคุณ”
       กานดาวสีกับฐิติมองกัน ต่างคนต่างสะเทือนใจ แต่พยายามซ่อนความรู้สึก
       กานดาวสีรู้สึกตัว รีบเดินหนีไป ฐิติมีสีหน้าสะเทือนใจ
       “กานดาวสี ทำไมผมถึงลืมคุณไม่ได้ซะที”
      
       ทุกคนอยู่ในห้องโถง กานดาวสีกราบที่ตักท่านหญิงลักษมี ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ท่านหญิงเชยคางมองดูอย่างพอใจ
       “กิริยามารยาทเรียบร้อยดีจริง ไม่เห็นเหมือนพวกไปอยู่เมืองฝรั่งบางคน กลับมาลืมขนมธรรมเนียมประเพณีไทยๆ หมด ว่ามั้ยแม่พุดตาน”
       “เพคะ”
       กานดาวสีหันมาไหว้พุดตาน พุดตานรับไหว้ ยิ้มอย่างพอใจเช่นกัน
       “ชื่อเสียงเรียงนามอะไรล่ะพ่อวิเศษ” ท่านหญิงถาม
       “กานดาวสีครับท่าน” วิเศษตอบ
       “อ๋อ..กานดาวสี กิริเนศวร ชื่อเพราะสมตัว จริงมั้ยแม่พุดตาน”
       พุดตานนั่งอึ้งตะลึงคาดไม่ถึง ไม่ทันตอบ ท่านหญิงหันมามองแปลกใจ
       “เป็นอะไรไปพุดตาน ฉันถามไม่ได้ยินรึ”
       “ขอประทานอภัยเพคะ..ได้ยินเพคะ เอ่อ...คือชื่อเพราะมาก ดิฉันเพิ่งเคยได้ยิน”
       ท่านหญิงพอใจแล้วยิ้มมากขึ้นเมื่อมองไปทางประตูห้องโถง
       “อ้าว มาพอดีหลานชายฉัน ตาติ เข้ามาสิลูก...ย่าจะแนะนำให้รู้จักกับลูกสาวพ่อวิเศษเค้า”
       กานดาวสีค่อยๆ หันไปมอง แล้วถึงกับชะงักตะลึง
       ฐิติแต่งตัวหล่อเหลา เนี้ยบยืนเป็นสง่าอยู่หน้าประตู เสียงท่านหญิงดังเข้ามา
       “นี่หม่อมหลวงฐิติ สูรยกานต์ หลานชายคนเดียวของฉัน”
      
       ฐิติมองกานดาวสีอย่างเย็นชา ขณะที่กานดาวสีอึ้งตะลึงงัน คาดไม่ถึงอยู่อย่างนั้น
      

       ท่านหญิงลักษมีมองท่าทางชะงักงันของกานดาวสีอย่างแปลกใจ
      
       “มีอะไรหรือเปล่าแม่กานดาวสี หรือว่าเราสองคนเคยรู้จักกันมาก่อน”
       ท่านหญิงมองหน้าฐิติกับกานดาวสี รอคำตอบ
       กานดาวสีไม่กล้าตอบ วิเศษมีสีหน้าแปลกใจ ฐิติยิ้มเยือกเย็นขณะบอก
       “เปล่าครับหม่อมย่า ผมกับคุณกานดาวสีเพิ่งเคยรู้จักกัน” ฐิติเน้นคำมองหน้ากานดาวสีอย่างเย็นชา “ที่นี่...เป็นครั้งแรก”
       ท่านหญิงพยักหน้าเข้าใจ ส่วนกานดาวสีมองฐิติอย่างรู้ตัวว่าโดนแกล้งเข้าแล้ว มีอารมณ์สับสน น้อยใจ ไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองอยู่ลึกๆ
      
       ครู่ต่อมากานดาวสีเดินงอนๆ อยู่ในสวน ดึงใบไม้ใบหญ้าระบายอารมณ์ไปด้วยอย่างเจ็บใจ
       “คนบ้า”
       วิเศษเข้ามาจากข้างหลัง
       “หลบมานั่งอยู่นี่เอง”
       กานดาวสีดีใจ “คุณพ่อ..เราจะกลับกันแล้วใช่มั้ยคะ”
       “ยังลูก..พ่อจะมาบอกว่าท่านหญิงรับสั่งให้อยู่ทานอาหารกับท่านก่อน ก็มีแต่พระญาติสนิทและก็คนใกล้ชิดเท่านั้น พ่อคิดว่าถ้าปฏิเสธก็น่าเกลียด ก็เลยรับคำท่านไปแล้ว”
       “เอ่อ แต่ลูก..คือ ลูกขอตัวกลับก่อนได้มั้ยคะ ลูกรู้สึกปวดหัวน่ะค่ะ ครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะไม่สบาย”
       “เอ๊ะ แต่เมื่อตอนเย็นก็ยังดีๆ อยู่เลยนี่”
       “คงเพิ่งจะเป็นเมื่อครู่นี่ล่ะครับ”
       วิเศษกับกานดาวสีหันไปมอง ทั้งคู่เห็นฐิติเดินเข้ามามองกานดาวสีอย่างรู้ทัน
       “คุณกานดาวสีอาจจะเจอเรื่องอะไรที่คาดไม่ถึงก็เลยตกใจเกินไป”
       วิเศษหันไปมองกานดาวสีอย่างเป็นห่วง
       “มีอะไรเหรอลูก”
       กานดาวสีอึกอัก ฐิติตอบเสียงซื่อ
       “เห็นคุณกานดาวสีบอกว่าวันนี้แขกเยอะกว่าที่คิดน่ะครับ ในห้องโถงก็แออัดไปหน่อย อาจจะทำให้ปวดหัวก็ได้”
       วิเศษมีท่าทางเห็นด้วย มองกานดาวสีอย่างเป็นห่วง
       “ถ้าลูกไม่ไหว เราก็กลับกันเลยดีกว่า พ่อจะไปทูลท่านหญิงว่าลูกไม่สบาย”
       “อย่าเลยค่ะคุณพ่อ คุณพ่อรับปากท่านไปแล้ว เดี๋ยวลูกเรียกรถรับจ้างกลับเอง”
       “ถ้าคุณวิเศษไม่รังเกียจและไว้ใจผมมากพอ ผมไปส่งคุณกานดาวสีให้ก็ได้ครับ”
       วิเศษยิ้มอย่างขอบคุณ ตรงข้ามกับกานดาวสีที่สีหน้าอึดอัดใจได้แต่จ้องฐิติอย่างโกรธขึ้ง ฐิติยิ้มเยาะ
      
       ท่านหญิงเดินนำวิเศษกับพุดตานไปที่ห้องทานอาหารวังสูรยกานต์
       “นี่แม่กานดาวสีกับตาติเค้าไม่ได้รู้จักกันมาก่อนจริงๆ รึ พ่อวิเศษ”
       วิเศษตอบอย่างมั่นใจ “ไม่เคยรู้จักกันแน่นอน กระหม่อม”
       พุดตานค้อนวิเศษ อดประชดไม่ได้
       “ดูคุณวิเศษมั่นใจ ราวกับลูกสาวอยู่ในสายตาตลอดเวลา ถึงได้รู้ว่าวันๆ หนูกานดาวสีไปทำอะไร กับใคร ที่ไหนมาบ้าง”
       วิเศษกับท่านหญิงสะดุดใจในน้ำเสียงของพุดตาน หันมามองอย่างแปลกใจ
       “เธอกำลังจะบอกอะไร แม่พุดตาน”
       พุดตานรู้สึกตัวว่าไม่ควรแสดงอารมณ์ออกไป รีบยิ้มกลบเกลื่อน
       “ไม่มีอะไรเพคะ ดิฉันเห็นคุณวิเศษตอบเสียงหนักแน่นราวกับว่าเป็นตัวหนูกานดาวสีซะเอง ก็เลยพูดแหย่ไปเล่นๆ น่ะเพคะ”
       ท่านหญิงสังเกตเห็นท่าทางพุดตานมีพิรุธ แต่ก็เก็บความสงสัยไว้ ไม่พูดอะไร
      
       บนถนนสายนั้นค่อนข้างโล่ง มีรถวิ่งบางตา รถฐิติวิ่งมาช้าๆ ภายในรถ ฐิติขับรถหน้าเฉยเมย กานดาวสีมีท่าทางอึดอัด หันไปมองฐิติหลายครั้ง แต่ฐิติก็ไม่มีท่าทางจะสนใจ ทนไม่ไหวจึงถามขึ้น
       “ในเมื่อคุณไม่เต็มใจที่จะมาส่งฉัน แล้วรับอาสาคุณพ่อให้ลำบากใจทำไมคะ”
       “ใครบอกว่าผมลำบากใจ”
       “ก็ท่าทางคุณนั่นแหละที่บอก”
       “ผมว่าคนที่ลำบากใจน่าจะเป็นคุณมากกว่า เห็นสีหน้าตอนที่ผมรับอาสามาส่ง เหมือนคุณอยากจะกลั้นใจตายเสียให้ได้”
       “นี่คุณ..ที่คุณยังทำกับฉันแบบนี้ เพราะคุณยังไม่ยอมเชื่อใช่มั้ยคะว่าฉันไม่ใช่กานดาวสีที่คุณรู้จักที่ประจวบนั่น”
       สีหน้าฐิติเครียดขึ้นทันที หักรถเข้าจอดข้างทางอย่างรวดเร็ว ข่มอารมณ์ถาม
       “ถ้าไม่ใช่ แล้ววันนั้นคุณยอมรับทำไม ตกลงคุณจะเอายังไงกันแน่ เดี๋ยวใช่เดี๋ยวไม่ใช่ หรือพอรู้ว่าผมเป็นใคร ก็เลยเกิดลังเลขึ้นมา”
       กานดาวสีตบหน้าฐิติอย่างแรง
       “คุณดูถูกฉันมากเกินไปแล้ว คุณฐิติ”
       ฐิติลูบแก้ม “โกรธที่ผมรู้ใจคุณใช่มั้ย โชคดีจริงๆที่ผมได้รู้จักธาตุแท้ของคุณก่อนที่ผมจะเป็นหม่อมหลวงฐิติ สูรยกานต์”
       กานดาวสีเงื้อมือฟาดลงมาอีกแต่ฐิติจับไว้ทัน และรวบร่างกานดาวสีเข้ามากอดจูบอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว กานดาวสีตะลึงตกใจตัวสั่น จนฐิติต้องคลายอ้อมแขนออก กานดาวสีร้องไห้สะอื้น สีหน้าหวาดกลัวมาก ฐิติมองท่าทางของกานดาวสีอย่างแปลกใจ
       “คุณ..เป็นอะไรไปคุณกาน”
       กานดาวสีเมินหน้าออกนอกรถ พยายามระงับอารมณ์
       “ถ้าคุณยังมีความเป็นลูกผู้ชายอยู่บ้าง กรุณาไปส่งฉันที่บ้านตามที่รับปากคุณพ่อไว้ด้วยเถอะค่ะ”
       ฐิติหน้าตึง ถอยกลับไปแล้วตัดสินใจออกรถไปแต่โดยดี
      
       ด้านกานดาวสีนอนก่ายหน้าผาก ก่อนจะพลิกไปมาอย่างกระสับกระส่าย สุดท้ายก็ลุกขึ้นนั่ง
       เหตุการณ์ตอนที่กานดาวสีเงื้อมือฟาดลงมาอีกแต่ฐิติจับไว้ และรวบร่างกานดาวสีเข้ามา
       กอดจูบอย่างไม่ทันให้ตั้งตัวผุดขึ้นมาหลอกหลอน
       กานดาวสีร้องไห้ออกมาอีก
       “คนป่าเถื่อน..คอยดูนะฉันจะไม่ยอมเจอหน้าคุณอีกเลย”
      
       ส่วนฐิติขับรถกลับวัง หน้าตาครุ่นคิดถึงหลายเหตุการณ์ในเย็นวันนั้น ที่เขาเจอกานดามณี ตรงชายหาดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
       ฐิติกับกานดามณีเต้นรำด้วยกันอย่างดื่มด่ำที่ชายหาด ในบรรยากาศสวยๆ ก่อนพระอาทิตย์ตก บริเวณที่เต้นรำประดับด้วยดอกไม้ แลเห็นเปลวเทียนสะบัดไปมาวิบวับ สองคนมองตากันด้วยอารมณ์อ่อนหวานลึกซึ้ง ทั้งคู่เต้นรำอยู่บนชายหาด โดยมีวงดนตรีบรรเลงเพลงหวานซึ้ง และมีคู่เต้นรำอื่นๆ ด้วย
       อีกมุมหนึ่งของชายหาดที่สงบเงียบ แลเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังวิ่งไล่จับกันมา หนุ่มสาวคู่นั้นเป็นฐิติกับกานดามณีในอาภรณ์ชุดบางพลิ้ว สองคนไล่จับกันลงไปในบริเวณน้ำตื้นๆ ริมหาด ชุดบางเบาของกานดามณีเปียกน้ำแนบเนื้อยิ่งดูเซ็กซี่ ฐิติคว้าตัวกานดามณีเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ทั้งสองคนมองหน้ากัน กานดามณีโน้มศีรษะฐิติลงมาจนหน้าแนบหน้า
       อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ฟลอร์เต้นรำ ฐิติจูบกานดามณีนิ่งนาน ก่อนจะถอนริมฝีปากขึ้น มองหน้ากานดามณีอย่างแสนรัก กานดามณีสบตาฐิติอย่างยั่วยวน
       “ฉันรักคุณค่ะ ฐิติ”
       ฐิติมองกานดามณีอย่างหลงใหล
       “ผมก็รักคุณ กานดาวสี”
      
       ฐิติก้มลงจูบกานดามณีอย่างละมุนละไม


  


       ภาพเหล่านั้นเลือนหายไป ฐิติซึ่งยังอยู่ในรถ ยิ้มเยาะออกมา
      
       “ทำเป็นตกใจตัวเนื้อสั่นเหมือนไม่เคยถูกจูบ แบบนี้ล่ะมั้งที่เค้าว่ามารยาร้อยเล่มเกวียน...อย่าคิดว่าจะตบตาผมได้นะ กานดาวสี”
      
       กานดาวสีแวะมาหารำเพยที่บ้านแต่เช้า รำเพยได้ฟังถึงสำลักน้ำชาที่กำลังจิบอยู่
       “อะไรนะ..บอกสิยัยกาน ว่าเธอล้อฉันเล่น”
       “ฉันพูดเรื่องจริง”
       “เป็นไปได้ยังไงกันที่นายห่ามคนนั้นจะกลายเป็นทายาทของสูรยกานต์ขึ้นมาได้”
       “แต่มันก็เป็นไปแล้วล่ะ ฉันถึงกลุ้มใจอยู่นี่ไง”
       “กลุ้มทำไม..ดีเสียอีก”
       “ดียังไง”
       “เอ้าก็คุณฐิติเขาตามตื้อเธออยู่นี่นา วันก่อนเธอเองก็บอกว่าสงสารเขาไง งั้นก็ตกปากรับคำเค้าไปเลยสิ เธอจะได้พ้นจากแม่เลี้ยงใจร้ายเสียที” รำเพยว่า
       กานดาวสีตกใจ “พูดอะไรน่ะรำเพย เธอก็รู้นี่ว่าที่เขามาวุ่นวายกับฉันก็เพราะเข้าใจผิด” พูดขึ้นมาแล้วแอบน้อยใจ “เขาไม่ได้รักฉัน เขารักผู้หญิงคนที่หน้าตาเหมือนฉัน คนที่แอบอ้างเอาชื่อกับนามสกุลฉันไปใช้ต่างหาก”
      
       ตกกลางคืนรถวสันต์เข้าประตูมาจอดหน้าตัวบ้าน วสันต์รีบวิ่งลงมาเปิดประตูให้กานดามณีที่เมาหมดสภาพลงมา
       “ค่อยๆ นะคุณกาน มาผมช่วย คุณเมามากระวังจะล้ม”
       “คราย..ครายเมา..ไม่ต้องๆๆ ฉันเดินเองได้ ปล่อย”
       กานดามณีปัดมือวสันต์ออก เดินเซไปได้สองสามก้าวก็ล้มลงไปนอนหมดสภาพที่สนาม แต่กลับ
       หัวเราะกิ๊กกั๊ก
       “เห็นมั้ยล่ะ..ฉันเดินมาถึงเตียงเองก็ได้....บอกแล้วว่าไม่มาว”
       กานดามณีอ้อแอ้อีกนิดหน่อยก็เงียบเสียงไป
       วสันต์ส่ายหัวทำท่าจะเข้าไปอุ้ม เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น
       “พี่สันต์”
       วสันต์ชะงักปล่อยกานดามณีลง มองอย่างตกใจ
      
       วสันต์เดินเข้ามาในบ้าน มีหญิงสาวชื่อมนเดินหน้ามุ่ยตามมาติดๆ
       “พี่สันต์พาผู้หญิงคนอื่นเข้ามาแบบนี้ได้ยังไง”
       “เราตกลงกันแล้วนะมนว่าจะสนุกด้วยกันไม่ผูกมัดกัน ลืมแล้วเหรอ”
       “มนไม่ลืม แต่ทำไมพี่ไม่พามันไปโรงแรมม่านรูด พี่พามันมาที่นี่ทำไม ไหนพี่บอกว่าพี่ไม่ให้ใครมาที่บ้านนี่ไง นี่แสดงว่าพี่รักมันมากกว่ามน มนไม่ยอม”
       “ไร้สาระน่ามน..มนไปทำงานต่างจังหวัดตั้งหลายวัน พี่ก็เหงานะสิไม่ได้จริงจังอะไรหรอกน่า”
       “มนไม่เชื่อ”
       “จริงๆ นะ” วสันต์เข้ามาลูบไล้เนื้อตัวมน “ไม่มีใครสู้มนได้หรอกน่า รู้มั้ยที่พี่ต้องหาตัวแทนก็เพราะทนคิดถึงมนไม่ไหวนะ”
       วสันต์กอดจูบกับมน จนร่างมนอ่อนระทวยล้มลงไปที่โซฟา เพลงรักบรรเลงไปตามท่วงทำนองอย่างร้อนเร่า
       ในขณะที่กานดามณียังนอนหมดสภาพไม่รู้เรื่องอยู่ที่สนามหญ้า
      
       รุ่งเช้ากานดามณีค่อยๆ ลืมตาตื่น ด้วยรู้สึกคัน ก้มมองตามแขนตัวเองที่เป็นจุดแดงๆ หลายจุด
       จึงลุกขึ้นไปส่องกระจกเห็นรอยแดงเป็นจุดๆ เต็มตัวไปหมด
       วสันต์เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินออกมาจากห้องน้ำ
       “เอ...ทำไมตัวฉันมีรอยเหมือนกับโดนยุงกัดเยอะแยะไปหมดเลย”
       วสันต์สะดุ้ง “หรือว่าคุณกานจะโดนยุงในไนต์คลับมันกัดเอา”
       “ฉันเต้นไม่ได้หยุดอย่างนั้นมันจะมากัดเอาตอนไหนล่ะ เนี่ยคุณดูสิ เอ๊ะหรือว่าในห้องนี่จะมียุง”
       “ก็..อาจจะใช่”
       กานดามณีเหลือบไปเห็นกระเป๋าสตางค์วางอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งสีหน้าแปลกใจปนตกใจ
       “เอ๊ะ ทำไมกระเป๋าสตางค์ฉันมาอยู่ตรงนี้ได้”
       วสันต์ยิ้มๆ
       “ลองเปิดดูสิครับ”
       กานดามณีเปิดดูกระเป๋าสตางค์ เห็นเงินเป็นปึกอยู่ในกระเป๋าสตางค์ ตาลุกวาว
       “นี่อะไรกันคะคุณสันต์”
       “เงินโบนัสที่ผมเพิ่งได้มา ผมแบ่งให้คุณกานเอาไปเป็นค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ ครับ”
       กานดามณียิ้มอย่างพอใจ แต่เสแสร้ง “จะดีเหรอคะ กานรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”
       “เอาไปเถอะนะครับ อย่าทำร้ายน้ำใจผมแบบนี้สิครับ”
       กานดามณียิ้มเจ้าเล่ห์
       “งั้นก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
      
       ตอนสายวันเดียวกัน วิไลวรรณร้องถามกานดามณีอย่างตกใจ
       “อะไรนะ...แกรู้จักเค้าแค่คืนเดียว นี่คิดจะหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่กับเขาเลยเหรอ”
       “สำหรับฉันนะเวลาไม่สำคัญหรอก ขอแค่ถูกใจก็พอแล้ว”
       “แสดงว่านายคนนี้คง...นี่ถามจริงๆ เมื่อคืนเขาพาแกขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นไหนยะ”
       กานดามณีระริกระรื่นพอใจ “ชั้นเจ็ดเลยล่ะย่ะ”
       “มิน่า.. ปกติแกก็เล่นตัวใช่ย่อย ไม่เห็นจะถูกใจใครง่ายๆ อย่างนี้เลย”
       “นั่นก็แค่ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญ เค้ามีเงินน่ะสิ ถึงจะเป็นลูกจ้าง แต่ก็ลูกจ้างบริษัทฝรั่ง ท่าทางเงินเดือนจะแพงลิบเชียวล่ะ บ้านช่องก็หรูหรากว่าบ้านนายสุชาติซะอีก”
       “สรุปว่าแกตัดสินใจจะลงเอยกับผู้ชายคนนี้ใช่มั้ย”
       “ถ้าแกหมายถึงตอนนี้ล่ะก็ใช่ แต่ใครจะรู้ ถ้าในอนาคต ฉันเกิดไปเจอคนอื่นที่ดีกว่านี้ ก็ไม่เห็นจะแปลกที่ฉันจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่เหรอวรรณ”
      
       กานดามณียิ้มอย่างเย่อหยิ่งๆ ภาคภูมิใจในความสวยและเสน่ห์ของตน
      

      นารีรัตน์กึ่งลากกึ่งจูงอุไรเดินเร็วๆ ไปตามถนนหน้าศูนย์การค้า
      
       “เดินเร็วๆ หน่อยสิคะคุณแม่”
       “จะรีบไปไหนนะยัยรัตน์ ร้านหนังสือมันไม่วิ่งหนีไปไหนหรอกน่า”
       สองคนมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านหนังสือ นารีรัตน์แอบยิ้ม พยายามระงับความความตื่นเต้น
      
       นารีรัตน์เข้าไปในร้าน มองซ้ายมองขวาก่อนจะเห็นดวงเป็นประกายขึ้นมา เหมือนเจอบางอย่างที่ถูกใจ
       “รีบซื้อซะให้เสร็จๆ สิ แม่มีธุระที่อื่นอีก”
       อุไรหันไปดูหนังสืออยู่ที่มุมหนึ่งฆ่าเวลา
       “ค่ะ”
       นารีรัตน์เดินเข้าไประหว่างชั้นหนังสือ ตรงไปที่จุดหมาย นัยน์ตาเป็นประกายวิบวับ เมื่อเห็นประพันธ์กำลังเลือกหนังสืออยู่
       “คุณประพันธ์คะ”
       ประพันธ์เงยหน้าขึ้นเห็นเป็นนารีรัตน์ก็ดีใจ “คุณรั...”
       อุไรหันมาตามเสียง นารีรัตน์รีบปิดปากพร้อมดึงประพันธ์ไปที่มุมลับตาอีกด้าน อุไรไม่เห็นอะไรผิดสังเกต ก้มลงเลือกหนังสือต่อ
       นารีรัตน์ พูดเสียงเบา “จุ๊ๆๆ...คุณแม่มาด้วยค่ะ”
       ประพันธ์มีสีหน้าผิดหวัง “งั้นวันนี้เราก็คงไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันตามลำพังใช่มั้ยครับ”
       “ค่ะ”
       นารีรัตน์ชำเลืองมองอย่างระวังไปทางอุไรที่กำลังเดินไปดูหนังสือทางมุมอื่น
       “รัตน์คงอยู่ได้ไม่นาน เดี๋ยวคุณแม่จะสงสัยเอา”
       “ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน”
       นารีรัตน์ กระซิบ “รัตน์ก็คิดถึงคุณค่ะ”
       อุไรเดินใกล้เข้ามา ส่งเสียงมาก่อนตัว
       “รัตน์ เสร็จหรือยังลูก”
       นารีรัตน์กับประพันธ์รีบหันไปดูหนังสือกันคนละทาง อุไรเดินเข้ามาที่นารีรัตน์ ชำเลืองมองประพันธ์นิดหนึ่ง ตามประสาแม่ที่คอยระแวดระวังลูกสาว แต่ไม่ได้ผิดสังเกตอะไร หยิบหนังสือในมือนารีรัตน์มาดู
       “เลือกอยู่ตั้งนาน ได้แค่เล่มเดียวเนี่ยนะ”
       ประพันธ์ยืนตัวแข็ง
       “ค่ะ” นารีรัตน์รีบตัดบท “รัตน์เสร็จแล้ว เราไปกันเถอะค่ะแม่”
       นารีรัตน์รุนหลังอุไรให้เดินไปก่อน แล้วตัวเองจึงเดินตามไป แต่ก่อนจะเดินผ่านประพันธ์ นารีรัตน์หยิบจดหมายออกมาจากกระเป๋ากระโปรง ใส่ไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง แล้ววางไว้ที่ชั้นมองประพันธ์เหมือนจะให้รู้ความนัย แล้วรีบเดินออกไป
       ประพันธ์มองตามก่อนจะหยิบหนังสือขึ้นมา เปิดหน้าที่มีจดหมายสอดอยู่ หยิบซองจดหมายสีสวยขึ้นมามองอย่างซาบซึ้ง
      
       ตอนสายวันนั้น คุณนายราศีรับแหวนจากอุไรมาพลางสัพยอก
       “แหม คุณอุไรนี่สมบัติเยอะจังนะคะ หยิบมาได้ไม่ขาดมือเลย ไหนดูซิ...ฝีมือช่างโบราณซะด้วย น้ำก็งาม...คราวนี้ซัก 5 หมื่นเป็นไงคะ”
       อุไรหน้าไม่ดี “คือ ครั้งนี้ดิฉันร้อนเงินจริงๆ เอ่อ...ขอซัก 6 หมื่นได้มั้ยคะ”
       ราศรีหัวเราะร่วน ท่าทางเป็นมิตรเต็มที่ “คุณอุไรก็ถือว่าเป็นลูกค้าประจำ เอางี้ ดิฉันให้ 8 หมื่นเลยค่ะ คุณอุไรจะได้เอาไปต่อทุน"
       อุไรดีใจ “แหม...ขอบคุณนะคะคุณราศรี”
       “อู้ย...ไม่เป็นไรเลยค่ะ เราก็คนกันเอง ที่บ้านยังมีอะไรเหลือก็เอามาอีกนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ สำหรับคุณอุไรแล้ว...ดิฉันเต็มที่ค่ะ”
       อุไรยิ้มอย่างย่ามใจ
      
       ฐิติเพิ่งกลับจากทำงาน เดินคุยมากับพุดตาน
       “แม่ดีใจจ้ะที่ลูกตัดใจจากผู้หญิงคนนั้นได้...แล้วถ้าเธอคิดจะกลับมาคืนดีกับติ เพราะว่าติคือหม่อมหลวงฐิติ สูรยกานต์ล่ะ”
       “ไม่มีวันครับแม่ ผมจะไม่ยอมโง่อีกแล้ว”
       “บอกตรงๆ ว่าแม่ไม่ไว้ใจผู้หญิงคนนี้ ติเองเคยรักเค้ามากขนาดไหน แม่ก็รู้ก็เห็นอยู่”
       ฐิติอึ้งสีหน้าเจ็บปวด
       พุดตานมองฐิติอย่างอ่อนโยน แต่น้ำเสียงเด็ดขาดจริงจังมาก
       “ที่แม่ต้องพูด เพราะตอนนี้ติคือทายาทเพียงคนเดียวของราชสกุลสูรยกานต์แล้ว ติคงจะรู้นะลูกว่าผู้หญิงแบบไหน ที่จะคู่ควรกับตำแหน่งคุณผู้หญิงของที่นี่”
       ฐิตินิ่ง
       นมสายเข้ามาขัดจังหวะ สายตาที่มองฐิติรักใคร่ เทิดทูน
       “แม่ลูกอยู่ที่นี่เอง ท่านหญิงให้เชิญคุณติกับคุณพุดตานไปที่ห้องทรงพระสำราญแน่ะค่ะ”
      
       ไขศรี และ ไขนภากราบท่านหญิงในห้องนั่งเล่น
       “น้องต้องกราบขอประทานโทษพี่หญิงด้วยเพคะที่ไม่ได้มาร่วมงานพี่ชาย” ไขศรีว่า
       “ไม่เป็นไร ฉันได้ยินว่าเธอไปรับหญิงนภาที่ฝรั่งเศสไม่ใช่รึ”
       “เพคะ หญิงนภาเรียนจบแล้ว น้องก็ตัดเลยตัดสินใจบินไปรับ แล้วก็เลยถือโอกาสเที่ยวยุโรปกันต่อ เพิ่งจะกลับมาถึงเมื่อวานนี้เองเพคะ”
       ท่านหญิงหันไปที่ไขนภาอย่างรักและเอ็นดู
       “แล้วนี่หลานเรียนจบอะไรมาล่ะ”
       ไขนภาดูสวย สง่า กริยามารยาทอ่อนช้อยไม่มีที่ติ
       “จบอักษรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์เพคะท่านป้า”
       ท่านหญิงลักษมีมองหญิงไขนภาอย่างภูมิใจ ขณะส่งกล่องเครื่องเพชรให้
       “เอ้า...ป้าให้เป็นรางวัลที่เธอเรียนจบกลับมา”
       ไขนภาก้มกราบก่อนจะเงยหน้าขึ้นรับของ
       ท่านหญิงมองข้ามไขนภามาที่ประตู เห็นฐิติเข้ามาจึงรีบทัก
       “เอ้า...แม่พุดตาน ตาฐิติ เข้ามารู้จักหญิงไขนภาไว้สิลูก เอ...ถ้าจะนับตามศักดิ์ก็ต้องเรียกอาสินะ”
       ฐิติมองไขนภาที่ค่อยๆ หันหน้ากลับมา ยกมือขึ้นจะไหว้ แล้วชะงักค้างอย่างตะลึง
       เพราะไขนภายังดูสาวรุ่นราวคราวเดียวกับฐิติ และสวยหวาน ไขนภาทอดยิ้มให้ฐิติอย่างอ่อนโยน
      
       สองคนเดินคู่กันมา ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ตรงโต๊ะสนาม ไขนภาหัวเราะเบาๆ
       “นึกถึงหน้าคุณฐิติเมื่อครู่นี้แล้วหญิงอดขำไม่ได้”
       “ก็ผมนึกไม่ถึงนี่ครับว่าตัวเองจะมีคุณอาหญิงที่สาวขนาดนี้”
       ไขนภาตกใจ “ตายแล้วห้ามเรียกหญิงว่าอาอีกนะคะ หญิงโกรธจริงๆ ด้วย”
       “ก็ท่านย่าบอกว่าคุณหญิงมีศักดิ์เป็นอานี่ครับ”
       ไขนภางอนๆ นิดหนึ่ง “ไม่รู้ล่ะ ยังไงหญิงก็ไม่ยอมให้คุณฐิติมาเรียกหญิงว่าอาแน่ๆ”
       “ที่จริงผมก็ไม่อยากเรียกเหมือนกัน เพราะคุณหญิงยังสาวเกินกว่าที่ผมจะเรียกอาได้โดยไม่กระดากปาก”
       “ดีแล้วล่ะคะ ไม่เช่นนั้นคุณฐิติจะกลายเป็นหลานที่หน้าแก่ที่สุดของหญิงเลยล่ะ”
       สองคนพากันหัวเราะขำกันใหญ่ โดยไม่รู้ว่าที่หน้าต่างชั้นบนพุดตานยืนมองอยู่อย่างแปลกใจ
      
       ไม่นานต่อมา สองแม่ลูกยู่ในรถที่แล่นมาตามถนน ไขศรีเปิดดูกล่องเครื่องเพชร ยิ้มย่องด้วยสีหน้ายินดี
       “แม่นึกอยู่แล้วว่าท่านป้าของหญิงต้องมีของรับไหว้แน่ๆ ถึงให้หญิงรีบมากราบท่านไง”
       “คุณแม่คะ..ใครได้ยินเข้าน่าเกลียดแย่ ที่หญิงไปก็ไปเพราะความเคารพนะคะไม่ใช่คิดจะไปเอาของ”
       ไขศรีค้อนไขนภาอย่างเอ็นดูแกมหมั่นไส้
       “จ้า..แม่คนดี...อ้อ...แล้วกับตาฐิติเหมือนกัน พยายามสนิทสนมเข้าไว้ รู้มั้ยตอนนี้ทรัพย์สมบัติทั้งหมด ของท่านลุงตกเป็นของพ่อฐิติคนเดียวเท่านั้น”
      
       “คุณแม่หมายความว่าอะไรคะ”
       “อ้าว...ก็ถ้าตาฐิติชอบลูกหญิงขึ้นมา อะไรจะเกิดขึ้นล่ะลูก”
       “คุณแม่..หญิงไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นนะคะ อีกอย่างเราก็เป็นญาติกัน”
       “อุ๊ย...ก็ญาติห่างๆ ไม่เห็นจะน่าเกลียดอะไรเลย ท่านพ่อของลูกเป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องของท่านลุง”
       ไขนภามีท่าทางลำบากใจ ไขศรีมองลูกสาวอย่างหมายมาด
      
       “ไม่มีใครจะเหมาะสมกับตาฐิติเท่าลูกหญิงของแม่อีกแล้วล่ะ”


  


       ด้านกานดาวสีกับรำเพยเดินคุยกันอยู่หน้าร้านขนมเค้กริมถนน
      
       “แล้วเธอจะทำยังไงต่อไปล่ะ เรื่องหม่อมหลวงฐิติ สูรยกานต์”
       “ฉันก็ต้องหาหลักฐานมายืนยันให้ได้ว่า...ฉันกับผู้หญิงที่เขารักคนนั้น เป็นคนละคนกัน” ความน้อยใจเริ่มเอ่อขึ้นมาเป็นริ้วๆ “แต่จริงๆ ฉันอาจจะไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ เพราะเค้าคงไม่มายุ่งกับฉันแล้วล่ะ”
       “ก็นั่นน่ะสิ ไม่เห็นจะต้องทำอะไรเลย ก็สวมรอยเป็นผู้หญิงคนนั้นไปซะเลยก็สิ้นเรื่อง ราชนิกุลหนุ่มรูปหล่อขนาดนี้ หาไม่ได้ง่ายๆหรอกนะยัยกาน”
       “บ้า...รำเพยนี่ พูดอะไรบ้าๆ”
       กานดาวสีแอบรู้สึกหน่วงๆ ในใจ จนต้องเมินหน้าไปทางอื่นเพื่อซ่อนความรู้สึกจากรำเพย แต่แล้วก็ต้องชะงักกึกกับภาพที่เห็น
       “รำเพย เธอกลับไปก่อนเถอะ”
       “อ้าว...ไหนว่าจะไปหาอะไรทานกันก่อนไง”
       “พอดีฉันเพิ่งนึกได้ว่าฉัน...เอ่อ...ต้องไปรับยัยรัตน์แทนคุณพ่อน่ะ”
       รำเพยมองกานดาวสีอย่างงงๆ
      
       นารีรัตน์กำลังทานเค้กอยู่กับประพันธ์ที่โต๊ะมุมหนึ่ง อย่างสนิทสนมมาก
       “ยัยรัตน์”
       นารีรัตน์หันมาเห็นกานดาวสียืนอยู่ตรงหน้าก็ตกใจ
       “พี่กาน”
       “ถ้าคุณพ่อรู้ว่ารัตน์ไม่ได้ไปดูหนังสือ แต่มานั่งอยู่กับ...” กานดาวสีเน้นคำ “เพื่อนผู้ชาย...แบบนี้ พี่คิดว่าคุณพ่อคงไม่พอใจแน่ๆ ถ้าเธอไม่อยากให้เรื่องนี้ถึงหูคุณพ่อกับคุณอาอุไร ก็กลับบ้านกับพี่เดี๋ยวนี้”
       นารีรัตน์หน้าซีด ไม่ได้กลัวกานดาวสี แต่กลัววิเศษกับอุไร จำใจต้องขอร้องพี่สาวต่างมารดา
       “พี่กานอย่าบอกคุณพ่อคุณแม่ได้มั้ย รัตน์ขอร้อง”
       “งั้นก็กลับบ้านกับพี่...”
       นารีรัตน์ไม่พอใจกานดาวสี แต่ทำอะไรไม่ได้
       “ถึงพี่กานจะห้ามรัตน์ไม่ให้เจอกับคุณประพันธ์ได้ แต่พี่กานก็ห้ามรัตน์ไม่ให้รักเค้าไม่ได้” นารีรัตน์มองกานดาวสีอย่างจริงจัง เน้นเสียง “รัตน์รักคุณประพันธ์ ได้ยิน มั้ยคะ...และรัตน์ก็จะรักเค้าตลอดไป”
       “ยัยรัตน์!”
       นารีรัตน์หันไปมองประพันธ์อย่างอาลัย ก่อนจะตัดใจเดินออกไป
       กานดาวสีกำลังจะตามนารีรัตน์ออกไป ประพันธ์ละล่ำละลั่ก
       “คุณกานดาวสีครับ กรุณาฟังผมอธิบายก่อน”
       กานดาวสีหันมาเผชิญหน้ากับประพันธ์อย่างเยือกเย็น
      
       ฐิติ ทวิช อุดร เขต นั่งคุยเฮฮาอยู่ในร้านอาหารอีกฝั่ง เป็นร้านธรรมดา สื่อให้เห็นว่าฐิติไม่ได้เห่อเหิมในยศศักดิ์
       เขตหยิบขนมของพุดตานออกมาจากกล่องทีละ 2-3 ชิ้นใส่เข้าปากจนเต็มเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย แล้วกำลังจับเอื้อมหยิบอีกอย่างกลัวคนอื่นจะแย่งกิน
       ทวิชคว้ากล่องขนมขึ้นมาอย่างขัดใจ
       “นี่แกคิดจะกินคนเดียวให้หมดเลยหรือไงวะ”
       “แน่ละ ถ้าต่อไปแม่ไอ้ติเลิกทำขนมขาย ฉันจะไปหาขนมอร่อยๆอย่างนี้จากที่ไหนวะ” เขตว่า
       ฐิติขำๆ “เรื่องแค่นี้เนี้ยนะ ถึงจะไม่ได้ขาย แต่ถ้ารู้ว่าพวกแกอยากกิน แม่ฉันก็เต็มใจทำให้พวกแกกินอยู่ดีแหละ”
       “นั่นดิ จะโวยวายหาอะไรวะ จะขายหรือไม่ขาย ฉันก็ไม่เคยเห็นแกเคยซื้อขนมแม่ไอ้ติเลยซักบาท มีแต่รอให้มันหอบมาให้กินฟรีทุกที” อุดรว่า
       เขตหัวเราะอายๆ “เออ จริง”
       ฐิติมองเขตอย่างขำๆ แล้วก็ชะงัก สายตามองไปอีกฝั่งของถนน
      
       กานดาวสีจะเดินหนี ประพันธ์คว้ามือไว้
       “ผมรักคุณรัตน์จริงๆ นะครับ และไม่เคยคิดจะทำอะไรให้เธอเสื่อมเสียเลย ถ้าคุณจะตำหนิ ก็ตำหนิผมเถอะครับ แต่ได้โปรดอย่าให้คุณพ่อคุณแม่ท่านต้องโกรธคุณรัตน์เลยนะครับ”
       กานดาวสีสะบัดมือออก จ้องหน้าจริงจัง
       “คุณก็รู้สิ่งที่คุณทำอยู่มันผิด ยัยรัตน์ยังเด็ก สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับแกตอนนี้คือการเรียน ไม่ใช่มัวไปหมกมุ่นอยู่กับเรื่องอื่นแบบนี้”
       ประพันธ์บอกด้วยท่าทีร้อนรน “ผมรู้ครับ แต่ผมก็แค่อยากจะได้พบเธอบ้าง ผมสัญญาว่าจะไม่ให้มีอะไรเกินเลยแม้แต่น้อย”
       “ฉันจะมั่นใจได้ยังไง คุณเองก็อายุมากกว่ายัยรัตน์หลายปี มีงานมีการทำแล้ว มีโอกาสที่จะพบกับผู้หญิงคนอื่นอีกมากมาย”
       ประพันธ์หน้าสลดลงอย่างคนที่กำลังสิ้นหวังเรื่องความรัก
      
       ขณะเดียวกัน ทั้ง 4 เกลอ อุดร ทวิช เขต และฐิติ ยังอยู่ที่ร้านอาหารอีกฝั่งถนน จู่ๆ ฐิติผุดลุกขึ้น
       “จะไปไหนวะไอ้ติ” อุดรถาม
       “พอดีฉันเห็นคนรู้จัก” ฐิติผุดสีหน้าร้ายแบบจ้องจับผิด “พวกแกรออยู่นี่แหละ เดี๋ยวฉันมา”
      
       กานดาวสีเริ่มใจอ่อน มองประพันธ์อย่างเห็นใจ
       “แต่ถ้าคุณรักน้องสาวฉันจริง คุณก็ต้องรอ”
       “คุณหมายความว่ายังไงครับ” ประพันธ์ฉงน
       “คุณต้องรอจนกว่ายัยรัตน์จะเรียนจบ แล้วทำทุกอย่ารงให้มันถูกต้อง ไม่ใช่มาลักลอบพบกันให้เกิดความเสียหายอย่างนี้”
       ประพันธ์สีหน้าดีขึ้น เริ่มมีความหวัง
       “ครับ ผมเข้าใจและยินดีที่จะทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ความรักที่ผมมีต่อคุณรัตน์ ...ถ้าผมมีน้องสาว แล้วเกิดเรื่องแบบนี้กับน้องของผม ผมก็คงจะทำแบบเดียวกับคุณ”
      
       กานดาวสีมองเห็นถึงความจริงใจที่ประพันธ์มีให้นารีรัตน์
       “ฉันเข้าใจ...ถ้าคุณอยากจะเจอยัยรัตน์บ้าง แต่ฉันเห็นว่าคุณควรไปพบกันที่บ้าน ให้อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่” กานดาวสีมีท่าทีลังเลนิดหนึ่ง “ดิฉันจะเป็นคนช่วยคุณเองเรื่องคุณพ่อกับคุณอาอุไร”
       ประพันธ์มองกานดาวสีด้วยสายตาแห่งความดีใจ ขอบคุณและชื่นชม จับมือกานดาวสีไว้อย่างสำนึกในบุญคุณ
       “ขอบคุณมากนะครับคุณกานดาวสีที่เข้าใจเราและให้สติผม”
       “เชื่อดิฉันนะคะ ถ้าวันนี้เราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าผลของมันจะทำให้เราพอใจหรือไม่ก็ตาม แต่มันก็ไม่มีวันจะเป็นสิ่งที่ผิดไปได้”
       ประพันธ์กับกานดาวสียิ้มให้กันด้วยความเข้าใจ
       ฐิติซึ่งข้ามถนนมาที่ฝั่งเดียวกับกานดาวสีแล้ว มองภาพกานดาวสีกับประพันธ์ด้วยความเข้าใจผิดไปยกใหญ่
      
       สายตาของราชนิกุลรูปงามยามนี้มีทั้งรัก ทั้งเกลียด และผิดหวังในการกระทำของกานดาวสี นึกไม่ถึงว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นไปได้ขนาดนี้
      

       จบตอนที่  2
ตอนที่ 3
      
       อุไรเสียพนันมาตามเคย คราวนี้กำลังค้นตู้เซฟ หยิบกล่องใส่เครื่องประดับกล่องโน้นกล่องนี้ขึ้นมาเปิดดู แล้วปิดกระแทกๆ เมื่อไม่ได้อย่างใจ
      
       “มีอะไรเหลือบ้างเนี่ย อันนี้ก็ปลอม...อันนั้นก็ปลอม โอ๊ย...”
       สายตาอุไรไปสะดุดที่โฉนดที่ดินที่วางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ตาเป็นประกายวาบขึ้นมา เอื้อมมือไปหยิบมาดู
       “ทำอะไรน่ะคุณอุไร” เสียงวิเศษดังขึ้น
       อุไรสะดุ้ง หันไปตามเสียง เห็นวิเศษยืนอยู่ข้างหลัง อุไรลนลานยัดโฉนดที่ดินเข้าไปและรีบปิดตู้เซฟ
       “ปะ ปะ เปล่าค่ะ..ก็...เอ่อ..คือก็แค่เอาแหวนที่ใส่เมื่อวานมาเก็บน่ะค่ะ”
       วิเศษเดินมาเปิดตู้ พยายามหาของบางอย่างในเซฟแต่หาเท่าไรก็หาไม่เจอ อุไรลุ้น ตื่นเต้น คิดว่าวิเศษต้องหาอะไรบางอย่างที่ตนเอาไปขายแล้วแน่ๆ
       “นี่คุณเห็น...”
       อุไรตกใจ สันหลังหวะ รีบโพล่งขึ้นมา “มะ มะ ไม่เห็นค่ะ ไม่เห็นตั้งนานแล้ว”
       วิเศษงง “คุณรู้เหรอว่าผมหาอะไร”
       อุไรรู้ตัวว่าพลาด รีบหาทางออก
       “เอ่อ...นาฬิกา ใช่มั้ยคะ”
       วิเศษแปลกใจทำไมอุไรรู้
       อุไรแก้ตัว “เอ่อ...คือฉันเดาเอานะค่ะ ฉันเห็นมันหายไปซักพักแล้วว่าจะบอกคุณอยู่พอดี” เริ่มมั่นใจขึ้น “....ต้องเป็นนังสมใจแน่ๆ มันต้องเป็นคนขโมยไป มันขึ้นมาถูบ้านทุกวัน นี่มันคงรู้ว่าเราเก็บ...”
       วิเศษขัดขึ้น “ตู้เซฟเนี่ยล็อกตลอดเวลา สมใจมันมีกุญแจซะที่ไหน”
       อุไรร้อนรน “งั้นก็ต้องเป็นไอ้ผู้ชายคนนั้น ที่มาหาแม่กานดาวสีวันก่อน ดิฉันเห็นมันมาทำลับๆล่อๆอยู่หน้าบ้าน มันต้องขโมยไปแน่ๆ ค่ะ”
       “หยุดพูดเรื่อยเจื้อยซะทีคุณอุไร รอยงัดอะไรก็ไม่มี...คุณแน่ใจนะว่ามันหายไปจริงๆ” วิเศษจดสายตาจ้อง “ไม่ได้เอาไปไว้ที่อื่น”
       เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะขึ้น อุไรท่าทางดีใจ รีบลุกขึ้นจะไปเปิดประตู ส่งเสียงถามออกไปด้วยกันไม่ให้วิเศษถามต่อ
       “ใครน่ะ”
       สาวใช้เปิดประตูสวนเข้ามา
       “คุณฐิติ มาขอพบคุณผู้ชายค่ะ”
       อุไรถอนใจอย่างโล่งอก
      
       ฐิติรออยู่ในห้องรับแขก วางตะกร้าขนมลงบนโต๊ะด้านหน้าวิเศษ
       “ท่านย่าฝากมาขอบคุณคุณวิเศษ ที่ไปช่วยงานพระศพท่านปู่ทุกวันครับ”
       วิเศษมองตะกร้าใส่ขนมไทยๆบนโต๊ะ
       “ขนมน่าทานทั้งนั้น...คงจะเป็นฝีมือคุณพุดตาน” วิเศษเกรงใจ “แต่คุณฐิติไม่น่าต้องลำบาก”
       “ไม่ลำบากอะไรหรอกครับ ผมก็แค่ขับรถเอามาให้ตามพระประสงค์ของท่านย่า”
       “แหม...ขอบคุณมากเลยนะคะ ท่านหญิงทรงพระเมตตาจริงๆ” อุไรว่า
       ฐิติลังเลอยู่ชั่วขณะ อดใจไม่ได้ ถามถึงกานดาวสีขึ้นมา
      
       “ไม่ทราบคุณกานดาวสีอยู่มั้ยครับ”
      
       ฐิติเดินคู่มากับอุไรที่พยายามชวนคุยอย่างอยากรู้อยากเห็น
       “เอ...ไม่ทราบว่าคุณฐิติรู้จักสนิทสนมกับแม่เอ๊ยหนูกานดาวสีมานานแล้วหรือคะ”
       ฐิติอึ้งไม่แน่ใจว่าจะตอบยังไงดี อุไรรีบอธิบาย
       “ที่ดิฉันถามนะไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ คือเห็นหนูกานดาวสีแกมีเพื่อนผู้ชายเยอะแต่ดิฉันไม่เคยเห็นหน้าคุณฐิติเลย”
       ฐิติหน้าตึงตัดสินใจตอบ “ผมเพิ่งรู้จักเธอตอนที่งานพระศพท่านปู่ครับ”
       อุไรโล่งอก “อ๋อ...”
       ฐิติอยากรู้ข้อมูลอีก “คุณกานดาวสีคงมีเพื่อน...ผู้ชายมาหาที่บ้านบ่อยกระมังครับ”
       อุไรใส่ไฟทันที “โอ๊ย..นับไม่ถ้วนค่ะ...คือดิฉันหมายถึงว่าหนูกานดานะแกเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เพื่อนก็เลยเยอะน่ะค่ะ อู๊ย...ผิดกับลูกรัตน์ ขานั้นไม่มีเพื่อนผู้ชายเลยสักคน เพราะวันๆ เอาแต่ท่องหนังสือ”
       ระหว่างนั้นกานดาวสีพอดีเดินมาพอดี อุไรชักสีหน้าไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ ฝืนยิ้มเรียก “หนูกาน คุณฐิติมาหาจ้ะ” หันมาบอกฐิติ “ตามสบายนะคะ”
       อุไรมองค้อนกานดาวสีก่อนเดินกลับเข้าบ้านไป
       กานดาวสีรอจนอุไรเดินลับสายตาไป ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง
      
       ระหว่างทางเดินในสวนสวย ฐิติเดินตามมากระชากแขนไว้ กานดาวสีหันมามองอย่างตกใจ
       “คุณ ปล่อยนะ จะตามมาหาเรื่องอะไรฉันอีกล่ะ”
       “ก็ชอบไม่ใช่เหรอ ถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้ ถ้ารู้ จะได้ทำให้ถูกใจซะตั้งแต่แรก”
       ฐิตินึกถึงภาพที่กานดาวสียื้อยุดฉุดกระชากกับประพันธ์แล้วก็ยิ่งโกรธ กระชากกานดาวสีมากอดไว้
       “ปล่อยฉัน อย่ามาทำรุ่มร่ามที่นี่นะ”
       กานดาวสีมองไปรอบๆอย่างไม่สบายใจ
       “ทำไม ต้องลับตาคนอย่างที่ประจวบใช่มั้ย ถึงจะทำได้....เอ๊ะ แต่ก็ไม่ใช่นี่ ข้างถนนเมื่อกี้ก็ยังฉุดกระชากลากถูกกันได้อยู่เลย”
       กานดาวสีอึ้ง คิดว่าฐิติกำลังพูดถึงเรื่องอะไร แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ฐิติพูดถึงเรื่องประพันธ์
       “ไม่ใช่นะ คุณกำลังเข้าใจผิด...ฉันไม่ใช่”
       “เลิกพูดว่าผมเข้าใจผิดซะที ตอนนี้ผมเข้าใจคุณเป็นอย่างดีเลยล่ะ คนอย่างคุณน่ะชอบหว่านเสน่ห์ไว้เผื่อเลือก นี่คงจะมีเก็บไว้หลายคนล่ะสิ ถึงได้ลืมกันได้ง่ายๆ” ฐิติแดกดัน
       กานดาวสีพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมกอดของฐิติ
       “หยุดกล่าวหาฉันพล่อยๆซะที ฉันไม่เข้าใจว่าคุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่”
       “ก็ต้องการให้คุณรู้น่ะสิ ว่าผู้ชายไม่ได้โง่ทุกคนเหมือนที่คุณคิด เลิกตีสองหน้าได้แล้ว กานดาวสี และเวลาจะทำอะไรน่ะ คิดถึงหน้าพ่อคุณบ้าง”
       กานดาวสีตบหน้าฐิติฉาดใหญ่พูดเน้นเสียง
       “ฉันอยู่เฉยๆในบ้านของฉัน มีแต่คุณที่เข้ามาทำหยาบคายกับฉันถึงในบ้าน ถ้าเกลียดฉันนัก ก็น่าจะอยู่ห่างๆ แล้วก็เลิกตามราวีฉันซะที”
       ฐิติมองกานดาวสีอย่างรังเกียจ หันหลังเดินจากไป
       กานดาวสีมองตามอย่างเสียใจ แต่ก็ไม่ต้องการจะแก้ตัวหรืออธิบายอะไรให้ฐิติฟังอีก คิดว่าทุกอย่างควรจะจบลงตรงนี้
      
       คืนนั้นที่โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งย่านกลางพระนคร มีการจัดงานเปิดฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ ในบริเวณโถงด้านล่างของโรงภาพยนตร์ ผู้คนเดินกันขวักไขว่ เสียงพูดคุย แสงแฟลชจากกล้องนักข่าววูบวาบอยู่ในงาน
       แลเห็นหม่อมหลวงวิทย์ อัศวไกร ผู้กำกับหนุ่มอนาคตไกล ยืนเด่นอยู่ในงาน กำลังคุยกับแขกผู้ใหญ่สองสามคน ชายหนุ่ม-หญิงสาว พระเอก-นางเอกของเรื่อง ยืนประกบอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ยืนห้อมล้อม
       อีกมุมหนึ่ง กานดามณีสวยเฉิดฉายในชุดที่ดึงดูดความสนใจสุดๆ เดินควงวสันต์เข้ามาในงาน วางมาดนางพญา ผู้คนชี้ชวนกันดูกานดามณีว่าสวยเหลือเกิน
       “ดูผู้หญิงคนนั้นสิ สวยจังเลย”
       “ดาราหรือเปล่าเนี่ย”
       ตากล้องกรูกันเข้ามาถ่ายรูปกานดามณีพรึบพรับ วสันต์มองอย่างภูมิใจ กานดามณียิ้มแย้ม โพสต์ท่าเก๋ให้ถ่ายรูปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน วิทย์เดินออกมารับวสันต์ทักทายอย่างสนิทสนม ยังไม่เห็นกานดามณีที่วสันต์ยืนบังอยู่
       “สันต์...ขอบใจนะโว้ยที่มา”
       วสันต์จับมือแสดงความยินดีกับวิทย์
       วสันต์สัพยอก “ยินดีด้วยนะขอรับ หม่อมหลวงวิทย์ อัศวไกร ผู้กำกับหนุ่มอนาคตไกลที่สุดคนหนึ่งของใต้ฟ้าเมืองไทย”
       วิทย์หัวเราะอย่างพอใจ ตบไหล่วสันต์อย่างเป็นกันเอง
       “ขนาดนั้นเชียว”
       วิทย์เพิ่งเห็นกานดามณีที่ก้าวออกมายืนเกาะแขนวสันต์ เหมือนรอการแนะนำ วิทย์ถึงกับตกตะลึงในความสวยของกานดามณี
       “แล้วสุภาพสตรีผู้นี้คือ...”
       วสันต์โอบเอวกานดามณีไว้อย่างแสดงความเป็นเจ้าของแนะนำอย่างภูมิใจ
       “คุณกานดาวสี กิริเนศวร แฟนฉันเอง”
       กานดามณียื่นมือให้วิทย์
       “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณวิทย์”
       วิทย์จุมพิตหลังมือกานดามณีเบาๆ
       “เช่นกันครับ คุณกานดาวสี”
      
       กานดามณีกับวิทย์สบตากันอย่างพึงพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย


  


       ตรงมุมรับรองแขกพิเศษในบริเวณงาน กานดามณี วสันต์ และวิทย์ นั่งดื่มเครื่องดื่มอยู่ด้วยกันที่โต๊ะในมุมนั้น กานดามณีนั่งข้างวสันต์ตรงข้ามกับวิทย์ซึ่งมองกานดามณีตรงๆ เหมือนบริสุทธิ์ใจ แต่คำพูดมีความนัยแฝงอยู่
      
       “เสียดายที่เรารู้จักกันช้าไป ไม่งั้นนางเอกภาพยนตร์ของผมเรื่องนี้อาจจะชื่อกานดาวสี กิริเนศวรก็ได้”
       “ถึงจะช้า แต่ก็คงไม่ได้สายเกินไปใช่มั้ยคะ”
       กานดามณีทิ้งสายตาให้วิทย์อย่างมีความหมาย
       “ไม่มีคำว่าสายเกินไปแน่นอนครับ...ตอนนี้ผมกำลังเตรียมงานสำหรับหนังเรื่องใหม่อยู่พอดี...ถ้าคุณกานดาวสีพอมีเวลาจะแวะไปหาผมที่บริษัทอาทิตย์หน้า ผมอยากจะให้คุณลองแสดงตามบทให้ดูสักหน่อย”
       วสันต์เอ่ยขึ้น “อาทิตย์หน้าเชียวเหรอวะ”
       “เออ...อาทิตย์นี้ฉันยุ่งมาก ขนาดงานพระศพท่านลุงวิสุทธิเทพ ยังปลีกตัวไปได้แค่คืนเดียวเอง”
       “ท่านลุงที่แกเล่าให้ฟังว่าเพิ่งเจอทายาทน่ะเหรอ”
       “อือ...พอเจอหลานชาย ท่านลุงก็สิ้น มรดกทุกอย่างยกหลานชายหมด” วิทย์บอก
       ส่วนอีกมุมหนึ่ง แลเห็นชายหนุ่มกลุ่มใหญ่โบกมือทักทายวสันต์อย่างคุ้นเคย ในจังหวะที่วสันต์หันไปโบกมือให้ชายหนุ่มกลุ่มนั้น ใต้โต๊ะ แลเห็นกานดามณีเอาเท้าไล้ขาวิทย์อย่างจงใจ
       วิทย์รู้สึกตัว ชำเลืองมองที่ขาตัวเอง ก่อนจะแอบสบตากานดามณีอย่างมีความหมาย กานดามณีส่งสายตาให้วิทย์อย่างมีนัย
       “ถ้าคุณวิทย์ยุ่ง เป็นอาทิตย์หน้าก็ได้ค่ะ แล้วดิฉันจะแสดงให้ดูอย่างสุดฝีมือเลย”
      
       เช้าวันต่อมา วิไลวรรณกำลังซ้อมสเต็ปเต้นรำตามเพลงจากวิทยุอย่างเพลิดเพลิน
       เสียงกานดามณีทักขึ้น “อะแฮ่ม มีความสุขจริงนะ”
       วิไลวรรณหันมาตามเสียง เห็นกานดามณีเดินยิ้มสวยเข้ามา วางถุงหลายใบลงบนโต๊ะ
       วิไลวรรณวิ่งปรู๊ดมากอดกานดามณีไว้อย่างดีใจ กานดามณีก็กอดวิไลวรรณไว้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
       “โอ้ย...ยัยณี หายไปเลยนะ ฉันคิดว่าเธอจะมีความสุขจนลืมเพื่อนซะแล้ว”
       “จะลืมได้ไง ฉันก็มีเพื่อนอยู่คนเดียวนี่แหละ”
       วิไลวรรณจูงมือกานดามณีไปนั่งคุยกันที่โซฟา
       “แล้ววันนี้ทำไมถึงลงมาจากสวรรค์ชั้น 7 ของหล่อนได้ล่ะยะ”
       กานดามณียังวางท่าสวย เริด เชิด หยิ่งอยู่เหมือนเดิม
       “ก็คิดถึงเธอน่ะสิ...นั่นไง ฉันซื้อขนมที่เธอชอบมาฝากเยอะแยะเลย “ หน้าตากานดามณีดูมีเลศนัยนิดหนึ่ง “แล้วว่าจะชวนเธอไปเอาของที่บ้านเป็นเพื่อนหน่อย”
       วิไลวรรณรู้ทัน “นึกแล้วว่าจะต้องมีอะไรมากกว่าคิดถึงฉันแน่ๆ”
       “ใครว่าไม่มีล่ะ”
       กานดามณีดวงตาเป็นประกายวิบวับด้วยความสุขใจและตื่นเต้น
       วิไลวรรณตื่นเต้นไปด้วย “มีอะไรอีกเหรอยัยณี”
       “ฉันกำลังจะได้เป็นดาราน่ะสิ”
       “อะไรนะ ! กับใคร ที่ไหน ยังไงฮะ...” อุไรวรรณนึกได้ ตาโตขึ้นมา “เอ้ย...งั้นให้ฉันไปเล่นเป็นเพื่อนนางเอกด้วยนะ...”
       กานดามณีมั่นใจ “ได้สิ เพราะในอนาคตอันใกล้ ฉันอาจจะได้เป็นศรีภรรยาของหม่อมหลวงวิทย์ อัศวไกร ผู้กำกับหนุ่ม..รูปหล่อ..เชื้อพระวงศ์คนนี้ก็ได้”
       ดวงตากานดามณีมีแววฝันไปไกล
      
       วิไลวรรณเบรครถดังเอี๊ยด จนกานดามณีเกือบจะพุ่งไปชนกระจก
       “อะไรนะ แน่ใจเหรอยัยณี ว่าจะเอางั้นจริงๆ”
       “ก็ใช่น่ะสิ เป็นนางเอกทั้งทีมันก็ต้องมีเครื่องแต่งตัว จะให้ตัวเปล่าเล่าเปลือยอยู่ได้ยังไง...เอ้า ขับต่อไปสิ เดี๋ยวรถข้างหลังก็ชนตายหรอก...”
       กานดามณีบ่นไป จัดทรงผม เสื้อผ้าไปอย่างหงุดหงิด วิไลวรรณขับรถไปด้วย คิดตามคำพูดของกานดามณีไปด้วย
      
       “เออ ก็จริงนะ...ยิ่งนางเอกที่กำลังจะมีผั...เอ้ย...สวามีเป็นเจ้า แล้วยังเป็นผู้กำกับด้วย...อ๊าย...” อุไรวรรณหันขวับมามองกานดามณีอย่างออดอ้อน ประจบประแจง “เฮ้ยแก...แกต้องสัญญานะว่าจะไม่ลืมฉัน แกต้องเอาฉันไปเป็นเพื่อนนางเอกจริงๆ นะ”
       “ไม่ลืมหรอกน่า แกอยากจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ” กานดามณีพูดอย่างหมายมั่นปั้นมือ “คอยดูสิ ฉันจะทำให้คนอย่างหม่อมหลวงวิทย์ อัศวไกร หลงฉันจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้นเลยละ”
       วิไลวรรณกับกานดามณีมองหน้ากันร้องกรี๊ดออกมา แล้วหัวเราะกิ๊กกั๊กกันอย่างถูกอกถูกใจ
      
       รถวิไลวรรณปราดเข้าจอดเทียบหน้าประตูบ้านกานดามณี
       “ดูต้นทางด้วยนะ มีอะไรก็รีบวิ่งขึ้นไปบอกล่ะ”
       “ไม่ต้องห่วงเพคะ องค์หญิง”
       กานดามณีลงจากรถ รีบวิ่งเข้าไปในบ้าน วิไลวรรณพลิกซ้ายพลิกขวา หาท่านั่งสบายๆ ฝันหวาน
       “คอยดูสิ พอฉันได้เป็นดารานะ ฉันจะแต่งตัวสวยๆ ขับรถโก้ๆ ฉุยฉายไปให้ทั่วพระนครเลย”
       วิไลวรรณหัวเราะดี๊ด๊าสุดๆ โดยไม่เห็นมือวิสูตรที่ยื่นมาจับแขนวิไลวรรณที่พาดอยู่ที่ขอบหน้าต่าง
       “ยัยวรรณ...”
       วิไลวรรณสะดุ้งโหยง หันมามอง เห็นเป็นวิสูตรก็ยิ่งตกใจ
       “พ..พ..พ..พ่อ”
       “มาทำอะไรตรงนี้” วิสูตรมองซ้ายมองขวา “แล้วยัยณีล่ะ...หรือว่าหนูมารอยัยณี”
       วิไลวรรณยิ้มแหยๆ ไปต่อไม่ถูก
       “ค่ะ คือ...ยัยณี”
       วิสูตรดีใจ “หรือว่ายัยณีกลับมาบ้าน หนูวรรณ นี่ยัยณีอยู่ในบ้านใช่มั้ย”
       เสียงประตูปิดหรือของอะไรซักอย่างตก ดังออกมาจากบ้าน วิสูตรยิ้มดีใจ รีบเดินเข้าบ้าน
       วิไลวรรณรีบเปิดประตูลงมาร้องเรียก
       “เดี๋ยวค่ะพ่อ”
       วิสูตรไม่ฟัง เดินหายเข้าไปในบ้าน วิไลวรรณเกาหัวอย่างกลุ้มใจ ทำอะไรไม่ถูก
       “ซวยแล้วยัยณี ทำไงล่ะเนี่ย...” วิไลวรรณกระวนกระวายใจ “ไม่เอาแล้วโว้ย เผ่นก่อนดีกว่า
       เดี๋ยวจะถูกหมายหัวไปด้วย”
       วิไลวรรณรีบขึ้นรถ ขับปรู๊ดออกไป
      
       ด้านกานดามณีกำลังเปิดลิ้นชักตู้หัวเตียง เห็นเงิน ถุง และกล่องกำมะหยี่ใส่เครื่องประดับ สร้อยทองวางอยู่ กานดามณีเปิดดูให้แน่ใจ เห็นพวกสร้อยทอง เครื่องประดับที่เป็นพวกเพชรพลอยกระจุกกระจิก กานดามณีกำลังจะกวาดใส่กระเป๋า
       เสียงวิสูตรดังขึ้น “ยัยณี ทำอะไรน่ะ”
       กานดามณีตกใจ สะดุ้งหันมามอง
       “พ่อ”
       วิสูตรเดินเข้ามาใกล้ๆ เห็นกานดามณีจะหยิบเงินทองเครื่องประดับ
       “ลูกจะเอาของพวกนี้ไปไหน...นั่นมันของแม่แกนะ”
       กานดามณีไม่ฟัง กวาดของใส่กระเป๋า
       “ของแม่ก็เหมือนของฉันน่ะแหละ แม่ตายไปแล้ว ของพวกนี้ก็ต้องเป็นของฉันอยู่ดี”
       “แต่ฉันเป็นพ่อแก และฉันก็ยังไม่ตาย”
       กานดามณีลอยหน้าลอยตา กวนโมโห “หมายความว่าพ่อต้องตายก่อนใช่มั้ย ฉันถึงจะเอาไปได้”
       “ยัยณี!”
       กานดามณีมองท้าทายวิสูตร
       “ถ้างั้นฉันไม่เอาของพ่อฟรีๆก็ได้ ถือว่าเป็นค่าตัวฉันละกัน”
       กานดามณีกระชากเสื้อตัวเองออก
       “ยัยณี แกคิดจะทำอะไร”
       กานดามณีผวาเข้าไปกอดวิสูตรอย่างพร้อมจะขึ้นเตียงด้วยวิสูตรพยายามผลักกานดามณีออกจากตัว
       “ไม่ต้องอายหรอกน่า...เร็วๆ ด้วยนะ วันนี้ฉันรีบ”
       “ยัยณี หยุดนะ พ่อบอกให้หยุดเดี๋ยวนี้”
       วิสูตรพยายามผลักกานดามณีออกจากตัว แต่กานดามณีไม่ยอม สองคนยื้อกันไปมาจนวิเศษเสียหลักล้ม หัวกระแทกโต๊ะสลบคาที่ กานดามณีชะงัก มองอย่างตกใจกลัว ลนลานคว้าเสื้อมาใส่ หยิบกระเป๋า แล้วตัดสินใจรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
      
       ทิ้งร่างวิเศษให้นอนจมกองเลือดอยู่ โดยไม่รู้เป็นหรือตาย
      

       ที่ศาลานั่งเล่นในสวนสวยของวังสูรยกานต์ ตอนสายของวันใหม่ พุดตานกำลังสอนคุณหญิงไขนภาพับขนมชั้นเป็นกลีบกุหลาบอยู่ในบริเวณนั้น มีไขศรีนั่งอยู่ด้วย
      
       ไขนภาค่อยๆ ทำอย่างใจเย็น เวลาไขนภาทำผิด พุดตานจะจับมือสอน ท่าทางพุดตานดูออกว่าเอ็นดูไขนภามาก อย่างเห็นได้ชัด
       “ค่อยๆ ม้วนนะคะ อย่าใจร้อน...พอแล้วค่ะ แล้วก็พับให้เป็นกลีบ...นั่นล่ะค่ะ”
       พุดตานมองไขนภาพับขนมชั้นอย่างพึงพอใจ ไขนภาดูสวยงาม อ่อนหวาน เหลือเกิน ขณะค่อยๆ พับขนมชั้นเป็นดอกไม้อย่างนุ่มนวล พอคุณหญิงไขนภาทำเสร็จ ก็วางขนมลงบนจาน
       พุดตาน และไขศรี มองอย่างภูมิใจและชื่นชม
       “สวยมากเลยค่ะคุณหญิง นี่ขนาดเพิ่งจะหัดทำครั้งแรกนะคะ ยังสวยขนาดนี้”
       ไขศรีฉอเลาะ “ก็ต้องยกความดีให้คนสอนน่ะแหละค่ะ ปกติหญิงนภาก็มัวแต่เรียนหนังสือ การบ้านการเรือนยังไม่ค่อยจะได้เรื่องนัก คงต้องรบกวนคุณพุดตานช่วยสอนให้ด้วย”
       พุดตานพูดกับไขศรี “ไม่ต้องห่วงค่ะหม่อม” พลางเหลียวไปมองไขนภาอย่างเอ็นดู “รับรองว่าดิฉันจะถ่ายทอดให้อย่างสุดฝีมือเลยทีเดียว”
       ไขนภายิ้มบางๆ กับพุดตาน เป็นเชิงฝากเนื้อฝากตัว รู้สึกกระดากเล็กน้อย เพราะรู้ว่าไขศรีมีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝงอยู่
       ไขศรีบอกกับพุดตาน “ขอบคุณค่ะ ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ ถือซะว่าดิฉันยกหญิงนภาให้เป็นลูกสาวคุณพุดตานแล้ว จะดุจะว่าอะไรก็ตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจ”
       พุดตานกับไขศรีสบตา ยิ้มให้กันอย่างรู้ความนัยซึ่งกันและกัน
      
       ท่านหญิงลักษมีกับนมสายยืนสังเกตการณ์อยู่ในสวน นอกศาลานมสายค้อนลมค้อนแล้งตามประสา
       “ท่าทางหม่อมไขศรีเธอคงจะอยากได้คุณติไปเป็นเขยเต็มทีแล้วนะเพคะ...คุณพุดตานก็พลอยเออออห่อหมกไปด้วย”
       ท่านหญิงยิ้มขำ “แล้วหล่อนจะไปหมั่นไส้เค้าทำไม ฉันเองก็ยังอยากได้หญิงนภามาเป็นหลานสะใภ้เหมือนกัน...ผู้หญิงดีๆอย่างนี้น่ะ หาไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ”
       “คุณหญิงนภาเธอก็ดีอยู่หรอกเพคะ แต่หม่อมแม่ของเธอน่ะออกจะจุ้นจ้านอยู่ อะไร้ แทนที่จะปล่อยให้หนุ่มสาวเค้าทำความรู้จักกันก่อน...กลับทำราวกับจะจับผู้ชายให้ลูก”
       “ก็ไม่เห็นจะแปลก พ่อแม่ที่ไหนเค้าก็อยากให้ลูกตัวเองแต่งงานกับคนที่คู่ควรทั้งนั้น”
      
       นมสายท่าทางไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่อยากจะขัดคอ
      
       ไม่นานนัก ที่ระเบียงด้านหลังวังสูรยกานต์ ท่านหญิงพูดกับฐิติอย่างจริงจัง
       “ย่าอยากมีหลาน และสูรกานต์ก็ต้องมีผู้สืบสกุล ย่าอยากให้ติลองคิดดู หญิงนภาเองก็เป็นคนดี สมศักดิ์สมตระกูลกันทุกอย่าง...ที่สำคัญ แม่ของหลานก็ดูจะรักใคร่เอ็นดูเค้าอยู่ไม่น้อย”
       ท่านหญิงมองฐิติอย่างคาดคั้น
       “หรือหลานมีใครที่ถูกอกถูกใจอยู่แล้ว”
       ฐิติอึ้งไป นึกถึงกานดาวสี มองไปทางอื่นเพื่อปิดบังความรู้สึกจากท่านหญิง
       “ว่ายังไงล่ะ”
       ฐิติตัดใจตอบอย่างหนักแน่น แต่แววตาหวั่นไหว “ไม่มีครับ...ผมยังไม่มีใคร”
      
       ขณะเดียวกันในสวนข้างบ้านกิริเนศวร กานดาวสีตอบประพันธ์ที่แวะมาหานารีรัตน์ถึงบ้านด้วยท่าทางลำบากใจ
       “ยัยรัตน์กำลังท่องหนังสือสอบน่ะค่ะ...ถ้าแกรู้ว่าคุณกำลังจะไปต่างจังหวัด แกต้องไม่สบายใจแน่ๆ”
       ประพันธ์หน้าสลดลง “คุณกานดาวสีคิดว่าผมยังไม่ควรพบนารีรัตน์ใช่มั้ยครับ”
       “ค่ะ...ดิฉันไม่อยากให้แกเสียสมาธิ หวังว่าคุณประพันธ์คงเข้าใจนะคะ”
       ประพันธ์อึ้งไป เข้าใจแต่ก็เศร้า “ผมเข้าใจครับ”
       ประพันธ์ถอดแหวนจากนิ้วส่งให้กานดาวสี
       “งั้น...ผมขอฝากแหวนวงนี้ให้คุณรัตน์ด้วยนะครับ...เพื่อแทนความคิดถึงและหัวใจรักของผมที่มีต่อเธอ”
       กานดาวสีรับแหวนมา “ค่ะ ดิฉันจะให้แกทันทีที่แกสอบเสร็จ”
       ประพันธ์มองกานดาวสีอย่างขอบคุณ
       “ขอบคุณมากนะครับ ผมดีใจแทนคุณรัตน์จริงๆ ที่มีพี่สาวดีๆและรักเขามากอย่างคุณกานดาวสี”
       ประพันธ์เดินจากไป
       กานดาวสีก้มลงมองแหวนในมือ ก่อนจะหันกลับเดินไปในทางตรงกันข้ามกับประพันธ์ แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นนารีรัตน์ยืนมองมาอย่างเจ็บใจสุดๆ
       “ยัยรัตน์!”
       นารีรัตน์มองกานดาวสีอย่างโกรธแค้น ก่อนจะสะบัดหน้าวิ่งหนีไป
       “ยัยรัตน์ ฟังพี่ก่อน” กานดาวสีวิ่งตามไป
      
       นารีรัตน์วิ่งมาถึงหน้าตึก กานดาวสีวิ่งตามมาทัน คว้าตัวนารีรัตน์ไว้ ให้หันมาพูดกัน
       “ยัยรัตน์ เดี๋ยวก่อน เธอกำลังเข้าใจผิดนะ”
       นารีรัตน์มองหน้ากานดาวสีอย่างรู้ทัน กระชากแหวนมาจากมือกานดาวสี
       “เข้าใจผิดยังไง...ในเมื่อรัตน์เห็นกับตาว่าเค้าถอดแหวนวงนี้ให้พี่กาน”
       “คุณประพันธ์เค้าไม่ได้ให้พี่ เค้าตั้งใจจะฝากไว้ให้เธอ”
       “โกหก ทำไมจะต้องฝาก ในเมื่อรัตน์ก็อยู่บ้าน...”
       “ก็เธอกำลังอ่านหนังสือสอบอยู่”
       นารีรัตน์มองกานดาวสีอย่างผิดหวัง
       “ก็เลยใช้เป็นข้ออ้างกีดกันรัตน์กับคุณประพันธ์ใช่มั้ยล่ะ...พี่กานทำอย่างนี้ได้ยังไง ในเมื่อพี่ก็รู้ว่ารัตน์รักเค้า...อยากพบหน้าเค้าทุกลมหายใจ” เด็กสาวเริ่มระแวง “หรือว่าพี่อยากจะได้เค้าซะเอง”
       “หยุดนะยัยรัตน์ หยุดก้าวร้าวพี่ได้แล้ว”
       “ไม่หยุด คนอย่างพี่กานก็มีแต่ชอบแย่งของคนอื่น รัตน์ไม่มีวันเชื่อพี่อีกแล้ว นี่คงยอมเสียอะไรต่อมิอะไรให้เค้าไปล่ะซิ เค้าถึงได้ยอมเปลี่ยนใจจากรัตน์ไปหาพี่ง่ายๆ...เพียงเวลาแค่ไม่กี่วัน”
       กานดาวสีโกรธจัด ลืมตัวตบหน้านารีรัตน์อย่างแรง นารีรัตน์ทั้งโกรธทั้งเจ็บเอามือกุมแก้มไว้
       “รัตน์เกลียดพี่กาน ได้ยินมั้ย รัตน์เกลียดพี่”
       นารีรัตน์ยิ่งแค้น ขว้างแหวนลงไปที่พื้น วิ่งร้องไห้ออกไป กานดาวสีอึ้ง มองตามนารีรัตน์เสียใจที่ทำรุนแรงกับน้อง รีบหยิบแหวน แล้ววิ่งตามนารีรัตน์ไป
       “ยัยรัตน์”
       กานดาวสีวิ่งตามนารีรัตน์มาถึงหน้าบ้าน
       “ยัยรัตน์...พี่ขอโทษ”
       นารีรัตน์ไม่ฟัง วิ่งเตลิดออกจากบ้านไป กานดาวสีมองตามอย่างเสียใจ
       เสียงฐิติดังขึ้น “คุณนี่เหี้ยมกว่าที่ผมคิดนะ ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง ที่ต้องคอยตีสองหน้า ตลบตะแลงอยู่ทุกวัน”
       กานดาวสีสะดุ้ง หันไปตามเสียง เห็นฐิติยืนมองมาที่ตนอย่างเกลียดชัง
      
       ขณะเดียวกันนมสายแต่งตัวงดงามสมวัย ลงจากรถที่จอดอยู่หน้ารั้วบ้านกิริเนศวร มีเด็กถือตะกร้าขนมเดินตามลงมาด้วย
       “ถือดีๆล่ะนวล อย่าให้หกนะ เดี๋ยวก็ไม่ถึงคุณวิเศษกันพอดี คุณหญิงนภาเธออุตส่าห์นั่งหลังขดหลังแข็งทำอยู่ตั้งหลายชั่วโมง”
       “ค่ะ คุณนม”
      
       ส่วนในบริเวณริมรั้วบ้านกิริเนศวร กานดาวสีมองฐิติอย่างพยายามข่มอารมณ์
       “ถ้าคุณจะมาพูดเรื่องเดิมๆ ก็เชิญกลับไปเถอะค่ะ”
       “ผมก็ไม่ได้อยากยุ่งกับคุณหรอกนะ ที่มาวันนี้ ก็แค่จะบอกว่าผมกำลังจะแต่งงาน”
       กานดาวสีอึ้งไป สะเทือนใจวูบขึ้นมา แล้วรีบพูดกลบเกลื่อนความรู้สึก
       “แล้วมาบอกฉันทำไม ฉันไม่ได้อยากรู้ซะหน่อย”
       “ก็บอกเพื่อที่คุณจะได้สบายใจไงล่ะ ว่าต่อไปนี้ ผมจะไม่มายุ่งกับคุณอีก”
       ฐิติหันหลังเดินกลับออกไป
       กานดาวสีพึมพำ “คุณฐิติ” น้ำตารื้น มองตามฐิติเดินจากไป
       ฐิติตัดใจเดินจากไป แต่อดหันมามองอีกครั้งไม่ได้ เห็นกานดาวสีเศร้า
       ด้านกานดาวสีไม่คิดว่าฐิติจะหันกลับมาอีก เปลี่ยนสีหน้าไม่ทัน ฐิติแทบจะตัดใจเดินจากไปไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของกานดาวสี โกรธตัวเองที่ใจอ่อน เดินกลับไปหากานดาวสี เอาอารมณ์โกรธบังหน้า
       “เลิกทำท่าไร้เดียงสาซะทีเถอะกานดาวสี ผู้หญิงอย่างคุณ แย่งได้แม้กระทั่งคนรักของน้อง ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณถึงทำหน้าซื่อเล่นละครตบตาว่าไม่เคยรู้จักผมได้ เพราะคุณก็ทำแบบนี้กับทุกคน”
       กานดาวสียกมือจะตบใส่หน้าฐิติอย่างโกรธมาก ฐิติจับไว้ได้ทันดึงเข้ามองเข้าไปในตาของกานดาวสีอย่างน่ากลัว
       “เสียดายเหลือเกินที่ครั้งหนึ่งผมเคยรักคุณหมดหัวใจ กานดาวสี”
       ฐิติปล่อยมือจากกานดาวสีแรงๆ แล้วเดินออกไปทันที
       2คนไม่เห็นว่านมสายยืนตะลึงอยู่ที่ประตูเล็ก รีบถอยหลังกลับออกมาทันที ฐิติชะงัก เดินกลับไปหากานดาวสี
       “ยังมีอีกเรื่องนึง...ท่านย่ารับสั่งให้ผมมาเชิญคุณกับคุณวิเศษไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่วังพรุ่งนี้ หวังว่าคุณคงจะให้เกียรติไปร่วมงานด้วยนะครับ”
      
       คืนนั้น นมสายกำลังทูลท่านหญิงในห้องบรรทมอย่างตื่นเต้น
       ท่านหญิงตกใจ “อะไรนะ พ่อฐิติรักอยู่กับลูกสาวคุณวิเศษงั้นรึ”
       “ก็ใช่น่ะสิเพคะ อิฉันน่ะเห็นมากับตาเลยว่าคุณฐิติเธอไปหาหนูกานดาวสีถึงที่บ้าน”
       ท่านหญิงฟังอย่างโล่งใจ
       “โธ่เอ๊ยนม นึกว่าอะไร...ฉันเองน่ะแหละที่เป็นคนสั่งให้ตาติไปเชิญพ่อวิเศษกับหนูกานดาวสีมาดื่มน้ำชาด้วยกันพรุ่งนี้”
       “แต่ถ้าไปเชิญอย่างเดียว ทำไมจะต้องถึงกับฉุดไม้ฉุดมือกันขนาดนั้นด้วยล่ะเพคะ...อิฉันแน่ใจว่าคุณติกับหนูกานดาวสีจะต้องเคยมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันแน่ๆ”
       ท่านหญิงถึงกับตะลึงไป
       “ถึงขนาดฉุดไม้ฉุดมือเชียวรึ”
       นมสายยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น จินตนาการไปไกลใหญ่โต
       “ก็ใช่น่ะสิเพคะ...จากสายตาที่ร้าวราน จากคำตัดพ้อ และท่าทางอาลัยอาวรณ์ที่มีต่อกัน” นมสายเอามือปิดปากเหมือนไม่อยากจะพูดต่อ “โอ๊ย มันไม่ธรรมดาจริงๆนะเพคะ”
      
       ท่านหญิงลักษมีมีสีหน้าท่าทางคิดหนัก


  


       เย็นนั้นกองถ่ายทำภาพยนตร์ ปักหลักอยู่ที่วังอัศวไกร ซึ่งเป็น Studio ถ่ายภาพยนตร์ของวิทย์
      
       ลิซ่าดาราสาวสวย กำลังยั่วยวนพระเอกอยู่ในฉาก วิทย์อยู่ที่หลังกล้อง 35 ม.ม.ขนาดยักษ์ โดยมีผู้ช่วยกล้องคนหนึ่งประคองวิทย์ และผู้ช่วยอีกคนคุมกล้องอย่างตั้งใจ
       “ยิ้มอีก...ยั่วเข้าไป ดีมาก...คัท”
       วิทย์เดินออกมา สั่งเสียงดังอย่างมีอำนาจ
       “เตรียมเซ็ตฉากสุดท้ายได้แล้ว เร็วๆเข้า”
       ลิซ่าวิ่งมาเกาะแขนอย่างออดอ้อน
       “ลิซ่าเล่นเป็นไงบ้างคะ”
       “ก็เหมือนเดิม ไม่ทำให้ฉันผิดหวัง”
       ลิซ่าพูดแฝงความนัย “แต่ลิซ่าว่ามันยังไม่ดีพอนะคะ มีบางฉากที่ลิซ่ายังไม่เข้าใจ” ลิซ่าพูดยั่ว “ไม่รู้ว่าคืนนี้คุณวิทย์จะว่างต่อบทให้ลิซ่าหน่อยได้มั้ยคะ”
       วิทย์ยิ้มกรุ้มกริ่มรู้กัน “ได้สิจ๊ะ”
       ลิซ่าเบียดตัวเข้าแนบชิดวิทย์อย่างจงใจ
       เสียงวสันต์ดังขึ้น “ไม่ทราบมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับ ท่านผู้กำกับใหญ่”
       วิทย์หันกลับมาเห็นวสันต์กับกานดามณียืนยิ้มมองอยู่ จึงรีบสะบัดแขนลิซ่าให้ออกห่าง
       ลิซ่าหน้ามุ่ย เดินแยกตัวออกไปแบบไม่พอใจ
       “อ้าว.. ไอ้สันต์ มาได้ไงวะ”
       วิทย์หันไปยิ้มให้กานดามณี มองด้วยสายตาชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด
       “นี่ถ้ารู้คุณกานดาวสีจะมาด้วย ผมจะยกกองวันนี้เพื่อรอต้อนรับคุณคนเดียวเลยนะครับ”
       กานดามณีวางท่าเป็นผู้หญิงพราวเสน่ห์ ทำหัวเราะแบบมีจริต
       วสันต์พอใจแกล้งทำเป็นหึง “เฮ้ย ให้มันน้อยๆ หน่อยไอ้วิทย์ แฟนเพื่อนนะโว้ย”
       ระหว่างที่วสันต์กับวิทย์คุยกัน สายตาวิทย์ชำเลืองมองกานดามณีตลอดเวลา
      
       กานดามณีมองไปรอบๆ วังอัศวไกรของหม่อมหลวงวิทย์อย่างทึ่ง เห็นบริเวณบ้านกว้างสุดลูกหูลูกตา ตึกรูปทรงแบบยุโรปหลายตึกตั้งอยู่ห่างๆ กัน ดูก็รู้ว่าได้รับการออกแบบและวางผังไว้
       เป็นอย่างดี อีกด้านหนึ่งมองเห็นสระว่ายน้ำอยู่ไกลๆ
      
       วิทย์เดินนำกานดามณีกับวสันต์มาที่ห้องรับแขกที่ดูหรูหรา ตกแต่งด้วยของมี
       ราคาเหมือนกับวังสูรยกานต์ กานดามณีมองไปรอบๆอย่างพอใจมาก
       “วังคุณวิทย์นี่ใหญ่โตหรูหราจังเลยนะคะ”
       “นี่ขนาดแกเปิดบริษัทกับสตูดิโอในบ้าน ก็ยังเหลือที่อีกตั้งเยอะเลยนะโว้ย” วสันต์มองไปรอบๆ ราวกับจะประเมินค่า “นี่ถ้าเทียบกับวังสูรยกานต์ ที่ไหนจะใหญ่กว่ากันวะ”
       “ที่โน่นสิวะ ราชสกุลสูรยกานต์น่ะสืบเชื้อสายตรงจากวังหน้า แค่ที่ดินพระราชทานก็มากกว่าตั้งไม่รู้เท่าไหร่แล้ว”
       กานดามณีตื่นเต้น “ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าจะมีที่ไหนใหญ่กว่าวังอัศวไกรอีก”
       “ถ้าคุณกานดาวสีอยากเห็น ผมจะหาโอกาสพาคุณเข้าไปร่วมงานที่วังสูรยกานต์ในฐานะ...ดาราในสังกัดของผม”
       กานดามณีตาวาวด้วยความตื่นเต้น “จริงเหรอคะ”
       “แน่นอนสิครับ”
       คนรับใช้ถือผ้าเช็ดตัวใส่ถาดมายอบตัวให้วสันต์กับกานดามณี
      
       “เชิญคุณกานดาวสีตามสบายเลยครับ ขาดเหลืออะไรก็บอกเด็กได้เลย...ผมขอทำงานอีกครู่เดียว”
       กานดามณียิ้มหวานให้วิทย์ หว่านเสน่ห์เต็มที่
       “งั้นเดี๋ยวพบกันค่ะ”
       กานดาวสีคล้องแขนวสันต์เดินลับไป วิทย์มองตามบั้นท้ายกานดาวสีด้วยอารมณ์พิศสวาท
       ลิซ่าเดินเข้ามาคลอเคลียวิทย์ มองตามกานดามณีอย่างหมั่นไส้
       “มองตาไม่กระพริบเชียวนะคะ ลิซ่าหึงนะ”
       “อย่ายุ่งน่ะลิซ่า ไปเตรียมเข้าฉากสุดท้ายได้แล้ว”
       ลิซ่าโมโห สะบัดเดินไป วิทย์หันไปมองฉุนๆ
      
       ไม่นานต่อมากานดามณีใส่ชุดว่ายน้ำ ลงว่ายน้ำอยู่ในสระน้ำของวังอัศวไกร กวักมือเรียกวสันต์ แต่วสันต์ส่ายหน้าแกล้งไม่ลงไป
       กานดามณีวิ่งขึ้นมา ลากวสันต์ลงไป เล่นน้ำกันก่อนจะกอดจูบกับวสันต์อย่างไม่กลัวใครเห็น
       โดยเวลานั้นที่ระเบียงห้องนอนด้านบน วิทย์ยืนมองรำพึงด้วยความปรารถนา
       “ผู้หญิงอะไรมีเสน่ห์ไปทั้งเนื้อทั้งตัว”
      
       กานดามณีจูบกับวสันต์อยู่ในสระว่ายน้ำ แต่ก็ยังช้อนสายตาขึ้นมาสบตากับวิทย์ ที่ยืนมองอยู่ที่ระเบียงด้านบน แล้วยิ่งจูบวสันต์อย่างดูดดื่มเหมือนจะยั่วให้วิทย์เกิดความต้องการยิ่งขึ้น
       วสันต์มองด้วยหางตา เห็นวิทย์ยืนมองมาจากระเบียงชั้นบน วสันต์มองกานดามณีอย่างรู้ทันและมีเลศนัย
       “ผมหึงนะ” วสันต์ว่า
       กานดามณีหัวเราะระรื่น “อะไรกันคะ อยู่ดีๆ จะมาหึงฉันเรื่องอะไร”
       “ก็คุณทั้งสวย ทั้งมีเสน่ห์ขนาดนี้ ผู้ชายคนไหนก็อยากได้ทั้งนั้น...” วสันต์ชำเลืองมองไปที่วิทย์ “แม้กระทั่ง เพื่อนผม”
       กานดามณีแกล้งงอน “ที่ฉันมาที่นี่ก็เพราะฉันอยากเป็นนางเอก...ไม่ได้คิดจะมาหว่านเสน่ห์ให้ใครซะหน่อย”
       “จริงเหรอ”
       “ก็จริงน่ะสิคะ ทีหลังถ้าคุณพูดอย่างนี้อีก ฉันจะโกรธจริงๆด้วย”
       วสันต์ทำเป็นรู้ไม่ทัน “ไม่พูดก็ได้ อย่างอนสิจ๊ะที่รัก...ผมเชื่อคุณอยู่แล้ว”
       วสันต์ดึงตัวกานดามณีเข้ามาจูบ
      
       ส่วนที่ระเบียง วิทย์เห็นกานดามณีจูบตอบวสันต์แต่เบี่ยงตัวอย่างแนบเนียนเพื่อจะ
       สบตาวิทย์อย่างยั่วยวน
       วิทย์ร้อนผ่าวไปทั้งตัวด้วยแรงปรารถนา เสียงเปิดประตูห้อง ลิซ่าเดินเข้ามาท่าทางสงสัย
       “มองอะไรอยู่เหรอคะ”
       วิทย์หันกลับมา เดินตรงไปที่ลิซ่า เสียงกระเส่า
       “มาได้จังหวะพอดีเลยนะ ลิซ่า”
       วิทย์ดึงลิซ่าเข้ามาประชิดตัว ก้มลงจูบอย่างดูดดื่ม ก่อนจะล้มลงไปบนเตียงด้วยกัน
      
       งานเลี้ยงน้ำชาในสวนสวยวังสูรยกานต์ เป็นงานเลี้ยงเล็กๆ ในหมู่ญาติสนิท บรรยากาศสดใส เป็นกันเอง พุดตานที่กำลังเดินเข้ามาในงาน เห็นกานดาวสีกับวิเศษกำลังจะเดินเข้ามาอีกทาง หนึ่งพุดตานชะงัก ท่าทางไม่พอใจพึมพำกับตัวเอง
       “นั่นแม่กานดาวสีนี่”
       นมสายเดินถือถาดสวนออกมา
       “เอ๊ะ คุณนมคะ เห็นท่านหญิงรับสั่งว่างานนี้จะเชิญเฉพาะพระญาติสนิทไม่ใช่เหรอคะ แล้วทำไมถึงต้องเชิญคุณวิเศษกับลูกสาวมาด้วย”
       นมสายยิ้มอย่างอมภูมิ “ท่านก็คงจะนับว่าคุณวิเศษกับหนูกานดาวสีเป็นพระญาติสนิทด้วยน่ะสิคะ คุณพุดตาน”
       จากนั้นนมสายเดินยิ้มๆ ออกไป ทำท่าเป็นผู้กุมความลับ พุดตานถอนใจ ไม่สบายใจที่เห็นกานดาวสีมาร่วมงานด้วย วิเศษกับกานดาวสีเดินมาเจอพุดตานพอดี ต่างฝ่ายต่างไหว้กัน
       “สวัสดีครับคุณพุดตาน” วิเศษทักชวนคุยเป็นมารยาท “คุณฐิติล่ะครับ”
       พุดตานยิ้มไม่สนิทใจ “คงจะอยู่กับคุณหญิงไขนภาทางโน้นค่ะ”
       พุดตานมองกานดาวสีอย่างไม่ชอบนัก แต่ฝืนยิ้มให้
       “ตามสบายนะคะ หนูกานดาวสี งานนี้มีแต่คนกันเอง ไม่ได้มีพิธีรีตรองอะไร ท่านหญิงก็แค่อยากจะให้ตาติกับคุณหญิงไขนภาได้คุ้นเคยกันมากขึ้น” พุดตานพูดเน้นคำ “ก่อนจะแต่งงานกันเท่านั้นเองล่ะค่ะ” ก่อนจะหันมาทางวิเศษ “ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”
      
       งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นในบริเวณสวนสวยของวังสูรยกานต์ เป็นปาร์ตี้ยามบ่าย
       ฐิติกับไขนภากำลังตักอาหารด้วยกันอย่างสนิทสนม ไขนภาดูสดชื่นและมีความสุขมาก ตักปั้นสิบปลาสองสามชิ้นใส่ในจาน
       “อายจังค่ะ หญิงทานไปตั้งหลายชิ้นแล้ว” หญิงไขนภามองอย่างชื่นชม “ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าคุณฐิติจะทำอาหารเก่งขนาดนี้”
       ฐิติตอบอย่างอารมณ์ดี ไม่รู้สึกว่าเป็นปมด้อย
       “ไม่เก่งก็ต้องเก่งล่ะครับ เมื่อก่อนนี้ผมต้องช่วยแม่ทำกับข้าว แล้วก็ทำขนมขายด้วย...”
       ไขนภามองฐิติด้วยแววตาชื่นชมพูดอย่างจริงใจ “คุณพี่พุดตานเป็นผู้หญิงที่เก่งมากเลยนะคะ ที่เลี้ยงลูกมาด้วยตัวคนเดียว ได้ดีขนาดนี้...หญิงชื่นชมจริงๆ ทั้งคุณพี่พุดตาน แล้วก็คุณฐิติด้วย”
       ฐิติเขินๆ “เรื่องปกติ ไม่เห็นจะต้องชื่นชมเลยครับ”
       “ไม่ปกติหรอกค่ะ ผู้ชายน้อยคนนะคะ ที่จะยอมช่วยแม่ทำขนมขาย” ไขนภาพูดขำๆ “เค้าอาจจะอายสาวๆ ก็ได้”
       ฐิติชะงักนิดหนึ่ง เมื่อมองไปเห็นกานดาวสีกำลังจะเดินเข้ามาในงาน และกานดาวสีหันมาสบตาเขาพอดี
       ฐิติจดสายตามองที่กานดาวสีตลอดเวลา ขณะพูดเค้นคำ “ผู้หญิงบางคนก็อาจจะรังเกียจว่าเค้าเป็นแค่ลูกแม่ค้าจนๆก็ได้นี่ครับ” พลางแตะแขนไขนภาเบาๆ “ผมว่า เราไปทางโน้นกันดีกว่า”
       ฐิติกับไขนภาเดินมาด้วยกัน ท่าทีสนิทสนม ตรงไปหาวิเศษกับกานดาวสีในสวน ฐิติกับไขนภาไหว้ ขณะที่วิเศษรับไหว้
       “ขอบคุณนะครับที่มา ท่านย่าอยู่ทางโน้น เชิญครับ”
       “ขอบคุณครับ
       วิเศษเดินนำไป กานดาวสีกำลังจะเดินตาม ฐิติก้าวเข้ามาดักหน้าพูดกับกานดาวสี
       “ตามสบาย ดูแลตัวเองนะครับ...ต้องขอโทษด้วยที่วันนี้ผมคงไม่มีเวลาจะเอาใจใส่ใคร นอกจากคุณหญิงไขนภา”
       ไขนภาที่กำลังยิ้มอย่างมีไมตรีให้กานดาวสีชะงักนิดหนึ่ง ด้วยสะดุดใจ ปรายตาชำเลืองมองฐิติแวบเดียวก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติระหว่างสองหนุ่มสาว
       ไขนภาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ยิ้มให้อย่างเป็นปกติ กานดาวสียืนนิ่ง พยายามฝืนยิ้มตอบ สะกดความน้อยใจเอาไว้
       “ดิฉันทราบแล้วล่ะค่ะว่าคุณฐิติกับคุณหญิงไขนภาคงจะมีข่าวดีเร็วๆ นี้...ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลยนะคะ และถ้าในวันงานมีอะไรที่ดิฉันพอจะช่วยได้ ก็บอกมาได้เลยค่ะ ดิฉันจะยินดีและเต็มใจอย่างที่สุด”
       ฐิติอึ้ง หงุดหงิดและผิดหวังที่ไม่เห็นอาการเศร้าสะเทือนใจจากอีกฝ่ายดังคาด ไขนภาอมยิ้มรับคำแสดงความยินดีของกานดาวสี แต่ดวงตาเป็นประกายวิบวับด้วยความขบขัน
      
       ท่านหญิงอยู่อีกมุมหนึ่งในสวน มองไปเห็นฐิติกับไขนภาที่กำลังชี้ชวนกันดูของว่างหลายอย่างบนโต๊ะวางอาหารอย่างสนิทสนม ไขศรีมองตามสายตาท่านหญิง ยิ้มอย่างพอใจ
       ไขศรีเปิดทางเต็มที่ “เด็กสองคนนี่สมกันดีนะคะ น้องว่าดูจะสนิทกันเกินญาติด้วยซ้ำ ดูสายตาที่เค้ามองกันสิ...นะคะคุณวิเศษ”
       วิเศษมองตามยิ้มๆ ไม่ออกความเห็น คิดว่าตนเป็นคนนอก
       นมสายที่กำลังจัดแจงยกจานอาหารเข้ามา ได้ยินพอดี อดพูดกัดไม่ได้
       “อยู่ไกลขนาดนี้ ยังอุตส่าห์จะมองเห็นถึงสายตาเลยหรือคะหม่อม”
       ไขศรีค้อนขวับ “แหม...คุณนมก็...ดิฉันหมายถึงดูกริยาท่าทางประกอบกันไปด้วยน่ะค่ะ ใช่มั้ยคะ คุณพุดตาน”
       พุดตานยิ้มแย้มเต็มใจ “ใช่ค่ะ”
       กานดาวสีเผลอมองไปที่ฐิติ ที่กำลังยิ้มกับไขนภา แล้วรู้สึกน้อยใจขึ้นมา เพราะรู้สึกถึงท่าทางฐิติที่ดูให้เกียรติไขนภามาก ผิดกับที่แสดงกับตน น้ำตารื้นขึ้นมา
       ท่านหญิงกับนมสายมองกานดาวสีอย่างจับสังเกต พูดยิ้มๆ
       “ปั้นสิบปลาฝีมือพ่อตินี่อร่อยจริง แม่กานดาวสีช่วยไปตักให้ฉันอีกหน่อยซิ”
       นมสายมองกานดาวสีอย่างเป็นห่วง “ดิฉันไปเอาให้เองค่ะ”
       “ไม่ต้องหรอกนม...เธอช่วยขึ้นไปหยิบพัดมาให้ฉันดีกว่า”
       ท่านหญิงมองนมสายเป็นเชิงบังคับ นมสายรับรู้ เดินเลี่ยงไป
       กานดาวสีมองไปที่โต๊ะวางอาหารที่ฐิติกับไขนภายืนอยู่อย่างอึดอัด จำใจรับปาก
       “เพคะ”
       กานดาวสีเดินออกไป
      
       พุดตานเห็นกานดาวสีเดินเข้าไปใกล้ฐิติกับไขนภามากขึ้นเรื่อยๆ มองตามอย่างไม่สบายใจ ตัดสินใจหันมาพูดกับท่านหญิง
       “เห็นเด็กๆ เค้ารักกันอย่างนี้ ดิฉันว่าเราน่าจะไปดูฤกษ์ยามกันซะเลย นะเพคะท่านหญิง ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ขัดข้องอยู่แล้ว”
       ไขศรีตาโตด้วยความดีใจ รีบกิ๊กกั๊กสนับสนุน
       “นั่นสิคะพี่หญิง”
       ท่านหญิงพูดนิ่งๆ แต่หนักแน่น “มันก็อยู่ที่เจ้าตัวเค้า ถ้าเค้าไม่ได้รักกัน ฉันก็จะไม่บังคับหรอกนะ...” ท่านหญิงปรายตามองพุดตาน “แม่พุดตานเองก็น่าจะเข้าใจดีว่าเรื่องแบบเนี้ย ปลูกเรือนก็ต้องตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ก็ต้องตามใจผู้นอน”
      
       พุดตานหน้าม้าน ด้วยรู้ว่าท่านหญิงตั้งใจจะพูดตำหนิตน
        

       งานเลี้ยงในสวนสวนสวยของวังสูรยกานต์ดำเนินไป กานดาวสีเดินมาถึงโต๊ะวางอาหารที่ฐิติกับไขนภากำลังตักอาหารกันอยู่
      
       หญิงนภาเดินเข้ามาจูงมือกานดาวสีมาที่โต๊ะอาหารอย่างเป็นกันเอง
       “คุณกานดาวสีทานอะไรดีคะ หญิงยังไม่เห็นคุณกานดาวสีทานอะไรเลยตั้งแต่มาถึง”
       “ท่านหญิงให้ดิฉันมาตักปั้นสิบปลาให้น่ะค่ะ”
       “ตายจริง หญิงก็มัวแต่คุย เลยไม่ได้ดูแลท่านป้าเลย...ไม่เป็นไรค่ะเดี๋ยวหญิงเอาไปให้ท่านป้าเอง”
       “เอ่อ...ไม่เป็นไรค่ะ”
       ไขนภาไม่ฟังเสียงหยิบจานขึ้นมาตักขนม ของว่าง
       “คุณฐิติกับคุณกานดาวสีคุยกันไปก่อนนะคะ หญิงขอตัวเอาของว่างไปให้ท่านป้าก่อน”
       ไขนภาถือจานขนมไปหาท่านหญิง กานดาวสีเดินเลี่ยงไปอีกทาง ฐิติเดินตามเธอไป
       ไขนภาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เดินทิ้งระยะห่างออกไป แล้วหันกลับมามองฐิติกับกานดาวสีอย่างจับสังเก ยิ้มนิดๆ อย่างเข้าใจ
      
       กานดาวสีเดินเลี่ยงออกมาจากบริเวณที่จัดงาน หยุดอยู่ตรงมุมลับตาข้างตึก ฐิติเดินตามมา
       “ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าครั้งหนึ่งผมเคยโง่ที่คิดว่าจะหาผู้หญิงดีๆที่เพียบพร้อมอย่างกานดาวสี กิริเนศวรไม่ได้อีกแล้ว”
       กานดาวสียังเงียบเหมือนไม่ได้ยิน ฐิติเหลือบมองพูดต่อ
       “แต่พอผมได้รู้จักคุณหญิงไขนภา พลาวุธ ผมก็รู้ว่าผมมันโง่ไปถนัดใจ เพราะถ้าจะเปรียบกันแล้วก็เหมือนเพชรกับก้อนกรวดเลยทีเดียว”
       กานดาวสีข่มใจยังนิ่งเงียบ ฐิติชักฉุนถามห้วนๆ
       “นี่คุณไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ”
       “ทำไมฉันต้องรู้สึก ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ฉัน แต่ถ้าจะรู้สึกอะไรอยู่บ้าง ก็คงจะเป็นแค่ความสงสารที่คุณถูกผู้หญิงคนหนึ่งหลอกยังไม่พอ... แต่ยังมากล่าวหาผู้หญิงอีกคนที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย”
       ฐิติหันขวับมา กระชากข้อมือกานดาวสีเข้ามาอย่างลืมตัว พูดอย่างโกรธมาก
       “ถึงขนาดนี้ คุณยังคิดจะโกหกผมอีกเหรอ”
       กานดาวสีรีบดึงมือออกจากฐิติก่อนที่ใครจะเห็น
       “ฉันไม่ได้โกหก ฉันจะพิสูจน์ให้คุณรู้ว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น”
       “คุณไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้วกานดาวสี เพราะผมจะไม่มีวันเชื่อผู้หญิงอย่างคุณ อ้อ..แล้วก็ไม่ต้องห่วงด้วยว่าผมจะมาตอแยคุณอีก เพราะผมไม่อยากเกลือกกลั้วกับอาจม”
       กานดาวสีเจ็บใจจนน้ำตาแทบไหล แต่พยายามกลั้นไว้ เชิดหน้าอย่างทระนง พูดเสียงเรียบ
       “ขอบคุณมากค่ะ และฉันก็หวังว่าคุณคงจะทำได้อย่างที่พูด”
       กานดาวสีเดินเลี่ยงออกมา ฐิติมองตามอย่างตัดใจ
       ที่หน้าต่างชั้นบนที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่ฐิติกับกานดาวสีคุยกัน แลเห็นท่านหญิงยืนมองมาที่สองคนอย่างครุ่นคิด
      
       ตกตอนกลางคืน ห้องโถงวังอัศวไกร มีวงดนตรีสตริงคอมโบกำลังบรรเลงเพลง เพื่อนๆและทีมงานของวิทย์กิน ดื่ม เต้นรำ และพูดคุยเฮฮากันอย่างสนุกสนาน
       วิทย์เดินออกมาด้านหน้า เอาส้อมเคาะแก้วน้ำเพื่อดึงความสนใจของทุกคนในงาน
       เสียงดนตรีเงียบ ทุกคนหันมามองที่วิทย์เป็นตาเดียว
       “ก่อนอื่นผมต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่เชิญพวกเรามาร่วมงานในวันนี้อย่างค่อนข้างจะกะทันหันไปซักหน่อย”
       เพื่อนคนหนึ่งแซว “งานตอนกลางคืน แต่เพิ่งจะบอกเมื่อเย็นนี้เนี่ยนะ อย่างนี้ไม่ใช่ค่อนข้างหรอกไอ้หม่อม...เค้าเรียกว่ากะทันหันเลยทีเดียว”
       มีเสียงหัวเราะเฮฮาดังขรม วิทย์ยิ้มแย้มอารมณ์ดี
       “พอดีวันนี้ผมมีใครบางคนให้เกียรติมาเยี่ยมถึงวังอัศวไกร ก็เลยอยากจะถือโอกาสแนะนำให้พวกเราได้รู้จักกับเธอด้วย...”
       วิทย์เดินเข้าไปหากานดามณี ผายมือมาที่กานดามณี
       “สุภาพสตรีผู้นี้คือคุณกานดาวสีครับ...ผมกำลังทาบทามเธอให้มาเป็นนางเอกหนังเรื่องใหม่ของเรา”
       กานดามณีวางท่าสวย ยิ้มโปรยเสน่ห์ให้ทุกคน
       “นี่ก็ทีมงานของผมครับ คุณธนพ...คนเขียนบท คุณประสาน ช่างกล้อง...”
       วิทย์กำลังแนะนำกานดามณีให้ทีมงานทุกคนรู้จัก
       “ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนค่ะ ดิฉันต้องขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
       ทีมงานของวิทย์ต่างทึ่งในความสวยของกานดามณีไปตามๆกัน
       “มิน่าล่ะ ไอ้เราก็สงสัยว่าทำไมถึงได้จัดงานเลี้ยงกันกะทันหันแบบนี้ที่แท้ หม่อมก็จะฉลองให้ดาวดวงใหม่นี่เอง”
       “หม่อมไปเจอดาวดวงนี้จากที่ไหนไม่เห็นบอกกันบ้าง”
       วิทย์ยิ้มๆ ไม่ตอบ มองกานดามณีอย่างหมายมาด
      
       อีกมุมหนึ่งลิซ่ามองมาที่กานดามณีอย่างริษยา เสียงชื่นชม กระเซ้าเย้าแหย่กานดามณีดังแว่วออกมา
       กานดามณียืนเด่น สวยงามอยู่ในกลุ่มชายหนุ่มราวกับดาวล้อมเดือน
       “โธ่เอ๊ย...จะซักแค่ไหนเชียว ไม่รู้จะชื่นชมอะไรกันนักหนา”
       ลิซ่ากระฟัดกระเฟียดกระแทกโน่นนี่ใกล้มืออย่างหงุดหงิด
       “ผู้หญิงสวยก็เหมือนดอกไม้หอม ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ก็ย่อมจะมีหมู่ภุมรินบินมาชื่นชมดมดอม”
       ลิซ่าหันกลับมา เห็นวสันต์ยืนเท่ห์มองมาที่ตนอย่างมีความหมาย
       ลิซ่าค้อน พูดประชด “เหมือนกับคนรักของคุณวสันต์ใช่มั้ยคะ”
       วสันต์เข้าไปใกล้ๆ มองลิซ่าด้วยสายตาเจ้าชู้
       “เหมือนกับผู้หญิงคนที่อยู่ตรงหน้าผมมากกว่า”
       ลิซ่าสะเทิ้น รู้สึกวาบหวามกับสายตาวสันต์
       “อุ๊ยตาย นักธุรกิจอย่างคุณวสันต์น่ะเหรอคะ จะมาชื่นชมนักแสดง เต้นกินรำกินอย่างดิฉัน”
       วสันต์ยิ่งขยับเข้าไปจนชิด จดสายตาจ้องลิซ่าเหมือนงูสะกดเหยื่อ
       “ไม่ใช่แค่ชื่นชมอย่างเดียว แต่ผมอยากจะรู้จักคุณ...ให้มากยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก”
      
       ส่วนในห้องโถง ขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกินดื่มอยู่ในงาน วิทย์กำลังจะเดินเลี่ยงเข้าไปในห้องด้านหลัง แต่สายตาจับจ้องอยู่ที่กานดามณี ที่กำลังยืนคุยกับแขกคนอื่นๆ
       กานดามณีเหมือนมีรับรู้ หันไปสบตาวิทย์ที่มองมาด้วยสายตาท้าทาย และเชิญชวน
       กานดามณีค่อยๆ เดินเลี่ยงออกมาจากกลุ่มคน ไปทางเดียวกับวิทย์ที่เดินหายเข้าไปด้านในระหว่างทางก็ทักทายยิ้มแย้มกับคนโน้นคนนี้ไปด้วยอย่างมีเสน่ห์
      
       กานดามณีเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น หันซ้ายหันขวามองหาวิทย์ แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อรู้สึกว่ามีคนมายืนอยู่ข้างหลังในระยะประชิด กานดามณีหันขวับมาดู
       “คุณวิทย์นี่เอง นึกว่าใคร”
       วิทย์ยิ้มๆ “แล้วคุณกานดามณีมองหาใครอยู่เหรอครับ”
       “ไม่ได้มองหาใครซะหน่อย ก็แค่จะเข้ามาล้างมือน่ะค่ะ”
       วิทย์ยิ้มๆอย่างรู้ทัน แต่แกล้งทำเสียงผิดหวัง
       “โธ่ ผมก็นึกว่าคุณเดินตามผมเข้ามาซะอีก”
       “ทำไมต้องตามด้วยล่ะคะ ฉันไม่ได้มีธุระอะไรกับคุณวิทย์นี่คะ”
       วิทย์เอามือไล้แขนแก้มกานดามณีเบาๆ ไล่ลงมาเรื่อยๆ จนถึงเหนือทรวงอก
       “ก็ผมคิดว่าคุณอาจจะอยากอยู่กับผมตามลำพัง...เหมือนที่ผมอยากอยู่กับคุณนี่นา”
       กานดามณีจับที่สาบเสื้อของวิทย์ ดึงตัววิทย์ให้เข้ามาเบียดแนบชิด
       “ฉันไม่ได้อยาก” กานดามณีเน้นคำ “อยู่กับคุณค่ะ แต่ฉันอยาก...”
       กานดามณีพูดยังไม่ทันจบ วิทย์ก็ก้มลงจูบกานดามณี กอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างกระหาย เหมือนคนที่เฝ้ารอมานาน จนล้มลงไปที่โซฟาทั้งคู่
      
       ลิซ่าเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น วสันต์เดินตามมากอดลิซ่าจากข้างหลัง
       ลิซ่าทำสะบัดสะบิ้ง “อย่าค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
       “เค้าอยู่ข้างนอกกันหมด ใครจะมาเห็น”
       “ไม่เอาหรอกค่ะ ลิซ่าไม่ชอบทำอะไรประเจิดประเจ้อ”
       ลิซ่าเบี่ยงตัวออกจากวสันต์เดินออกไป แต่ทิ้งสายตาให้วสันต์รู้ว่าให้ตามไป
      
       วสันต์ยิ้มย่องอย่างรู้ทันกัน  เดินตามลิซ่าเข้าไป


  


       พอลิซ่าก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น แล้วก็ต้องชะงักอย่างตกใจกรี๊ดสุดเสียง
      
       “อ๊าย...ทำอะไรกันน่ะ หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
       กานดามณีกับวิทย์ผงะออกจากกันอย่างตกใจ รีบลุกขึ้นมาจากโซฟา
       วสันต์โผล่พรวดตามเข้ามาอย่างตกใจในเสียงกรี๊ดของลิซ่า ลิซ่าเข้ามากระชากกานดามณีออกมาจากวิทย์แล้วตบหน้ากานดามณีฉาดใหญ่
       “นังแพศยา...แกมายุ่งอะไรกับผัวฉัน”
       กานดามณีเอามือกุมแก้มไว้อย่างเจ็บปวด แต่ดวงตาวาวเป็นประกายอย่างสู้คน ถลาเข้าไปตบลิซ่าจนหน้าหัน
       “นี่แน่ะ คิดว่าแกตบเป็นคนเดียวหรือไง”
       ลิซ่ากำลังจะผวาเข้าไปเอาคืนกานดามณีวิทย์รู้สึกตัว รีบกระชากลิซ่าออกมา
       “หยุดทำอะไรบ้าๆ ได้แล้วลิซ่า”
       ลิซ่าไม่ฟัง ดิ้นรนอาละวาดจะเข้าไปเล่นงานกานดามณีให้ได้
       “อีกานดาวสี อีหน้าด้าน อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่าแกกำลังจะทำอะไร แกให้ท่าผัวฉัน นี่แกคิดจะเอาตัวเข้าแลก เพราะอยากจะเป็นดาราใช่มั้ย”
       “แกคงจะเคยทำล่ะสิ ถึงได้คิดว่าคนอื่นเค้าจะทำอย่าแก”
       “ใช่ ฉันเคยทำ แล้วฉันก็เคยตบคนที่คิดจะแย่งผัวฉันมาแล้วด้วย...อย่างนี้ไงล่ะ”
       ลิซ่าสะบัดตัวหลุดจากวิทย์ เข้าไปตบกานดามณีอีก กานดามณีไม่ยอมจิกหัวลิซ่าไว้
       “ไม่เห็นต้องแย่ง...ไม่มีใครเค้าเอาแกแล้ว ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ”
       สองสาวตบกันนัวเนีย ลิซ่าได้เปรียบขึ้นไปนั่งคร่อมอยู่บนตัวกานดามณี ตบไม่ยั้ง กานดามณีดิ้นสู้
       “คิดจะแรง จะร่าน กลับไปเรียนอนุบาลให้จบซะก่อนเถอะ อย่างแกน่ะอย่าหวังนะแทนที่ฉันได้...ไม่ว่าจะบนเตียง หรือบนจอ”
       วิทย์เข้ามากระชากลิซ่าออกจากตัวกานดามณี วสันต์เข้าไปประคองกานดามณีให้ลุกขึ้น
       “หยุดนะลิซ่า”
       “ไม่...ยังไงลิซ่าก็ไม่ยอมให้คุณวิทย์เอานังผู้หญิงร่านๆ คนนี้ขึ้นมาแทนที่ลิซ่า” ลิซ่าด่า
       วิทย์ตบลิซ่าอย่างแรงจนกระเด็นล้มลงไป และเดินเข้าไปหาอย่างเอาเรื่อง
       ลิซ่าร้อง “โอ๊ย”
       “จะหยุดได้หรือยัง”
       “นี่คุณวิทย์เข้าข้างมัน เห็นมันดีกว่าลิซ่าใช่มั้ย” ลิซ่าอึ้ง
       “ใช่...เธอมันก็แค่ดาวยั่ว...ที่กำลังจะตกลงจากฟ้าอยู่วันนี้พรุ่งนี้แล้ว คิดดูให้ดีว่าเธอมีอะไรไปเทียบคุณกานดาวสีเค้าได้”
       กานดามณียิ้มเยาะ มองลิซ่าอย่างสมน้ำหน้า
       “คุณวิทย์!” ลิซ่าอุทานสีหน้าตระหนก
       วิทย์ตวาด “ออกไปได้แล้ว ถ้ายังอยากจะเล่นหนังของฉัน ก็ไสหัวออกไปแล้วอย่ามาก่อความวุ่นวายอะไรที่นี่อีก”
       ตลอดเวลา วสันต์ยืนมองเงียบๆ แต่ดวงตาแสดงว่าเจ็บแค้นในใจ
      
       คืนนั้นวสันต์กับวิทย์เล่นไพ่กันอยู่ในห้องรับแขกวังอัศวไกร วสันต์ยิ้มในสีหน้า เห็นชัดถึงความฉลาดแกมโกง
       “ในห้องรับแขกเมื่อกี้ ฉันเห็นนะโว้ย”
       วิทย์ระแวง “แกเห็นอะไร ว่ามาซิ”
       “อย่าให้ฉันพูดเลย เรารู้จักกันมานานแค่ไหนแล้ว แค่มอง ฉันก็รู้แล้วว่าแกอยากได้อะไร”
       วิทย์มองหน้าวสันต์อย่างวัดใจ
       “แล้วแกล่ะ อยากได้อะไร”
       วสันต์เล่นไพ่ด้วยท่าทางสบายๆ อาการเป็นปกติ
       “ตอนนี้ฉันกำลังมีปัญหากับเจ้านายฝรั่ง...ท่าทางมันจะรู้ว่าฉันเอาเงินบริษัทไปหมุน”
       วิทย์สบตาอย่างรู้กัน “ห้าแสนตกลงมั้ย”
       วสันต์หัวเราะเหมือนวิทย์กำลังพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
       “น้อยไปหน่อยมั้ย สำหรับ...นางเอกคนใหม่ของผู้กำกับชื่อดัง”
       “...หกแสน” วิทย์บอก
       “ไม่...ล้านนึง ขาดตัว Take it or Leave it” วสันต์บอกพร้อมกับตบไพ่ 5 ใบลงที่โต๊ะอย่างแรง “State Flush!
      
       เช้าวันใหม่ ฐิติประคองท่านหญิงเดินออกมาจากตึก พุดตานเดินตามออกมาด้วย รถหรูประจำวังสูรยกานต์เคลื่อนเข้ามาจอดที่หน้าตึก คนขับรถลงจากรถมาเปิดประตูด้านหลังให้แล้วยืนรออย่างสำรวม
       “นี่เราจะไปไหนกันเหรอครับท่านย่า” ฐิติสงสัย
       ท่านหญิงหันมายิ้มให้ฐิติอย่างสดใสประกาศชัยชนะ
       “ก็กำลังจะไปสู่ขอเจ้าสาวให้ฐิติไงล่ะลูก”
       ท่านหญิงเข้าไปในรถ คนขับปิดประตูให้ท่านหญิงแล้วเดินไปเปิดประตูอีกด้านรอ ฐิติอึ้งหน้าเสีย เข้าใจว่าเจ้าสาวที่ท่านย่าหมายมั่นต้องเป็นคุณหญิงไขนภาแน่ๆ พุดตานดีใจจนออกนอกหน้า
       “ติ เชื่อแม่เถอะลูก ท่านย่าตัดสินใจไม่ผิดแน่ๆ คุณหญิงไขนภาเหมาะสมที่สุดแล้ว...ที่จะเป็นคุณผู้หญิงแห่งสูรยกานต์”
       ฐิติใจหายวับ เมื่อคิดว่าความสัมพันธ์ของตนกับกานดาวสีกำลังจะต้องจบลงจริงๆ
      
       อุไรเดินไปเดินเข้ามาในห้องนอน บ่นพึมพำอย่างกลัดกลุ้มคนเดียว
       “ทำไมดวงฉันถึงเป็นแบบนี้ กำลังได้อยู่แท้ๆ พอว่าจะเสียก็เสียจนหมดตัว โอ๊ยนี่ทั้งโฉนด ทั้งสร้อยเพชรฉันจะเอาเงินที่ไหนไปไถ่ออกมา”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น อุไรชะงักหันไปถามเสียงดัง
       “ใคร...ก็บอกแล้วไงว่าอย่าเพิ่งมากวน”
       “ผมเองคุณอุไร” เป็นเสียงวิเศษ
       อุไรสะดุ้งลนลานรีบวิ่งไปที่กระจกเงาดูหน้าตาตัวเองปรับให้ยิ้มแย้ม ทั้งๆ ที่เหยเกเต็มที่
       รีบวิ่งมาเปิดประตู ถามเสียงอ่อน
       “มีอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่าจะรับกาแฟ ดิฉันจะไปเอามาให้” อุไรรีบเดินจะเลี่ยงออกไป วิเศษจับแขนไว้
       “ไม่ต้องหรอก ผมมีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับคุณ”
       อุไรหน้าซีด สีหน้ามีพิรุธ อึกอัก
       “เรื่อง..เรื่องอะไรคะ”
      
       รถท่านหญิงมาจอดหน้าประตูบ้านกิริเนศวรของวิเศษ ฐิตินั่งเงียบมาตลอดทางไม่ทันมอง
       เสียงพุดตานถามขึ้น
       “ถึงแล้วหรือเพคะบ้านว่าที่เจ้าสาวของฐิติ”
       “ใช่...”
       เด็กรับใช้วิ่งมาเปิดประตู
       ฐิติได้สติมองแล้วสะดุ้งตกใจ หันไปมองท่านหญิง
       “เอ๊ะ...นี่มันบ้านของคุณวิเศษนี่ครับท่านย่า”
       พุดตานตกใจเช่นกัน “อะไรนะบ้านคุณวิเศษเหรอ หมายความว่าผู้หญิงที่ท่านหญิงจะมาขอก็คือ...”
       ท่านหญิงยิ้มอย่างมั่นใจว่าตนทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
       “ใช่..กานดาวสี กิริเนศวรไงจ๊ะ”
       ทั้งพุดตานและฐิติ อึ้ง ตะลึง พูดไม่ออกทั้งคู่ ท่านหญิงมองพุดตานอย่างตำหนิและจับผิด
       ท่านหญิงเสียงเข้ม “ทำไมต้องตกใจด้วยล่ะแม่พุดตาน หรือว่าหล่อนไม่รู้...ว่าลูกชายตัวน่ะรักแม่กานดาวสี ไม่ใช่หญิงไขนภา”
      
       สองคนยังอยู่ในห้องนอน อุไรตกใจมากพอฟังสามีเล่าจบ
       “อะไรนะ ท่านหญิงจะขอแม่กานดาวสีไปเป็นหลานสะใภ้เหรอคะ เป็นไปได้ยังไง เจอหน้ากันแค่ไม่กี่ครั้ง
       “ผมเองก็แปลกใจ ถึงจะรู้ว่าท่านเมตตาลูกกาน แต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงขนาดขอไปเป็นหลานสะใภ้”
       “แล้วคุณตอบท่านไปว่ายังไงคะ”
       “ผมจะบอกว่ายังไง ผมก็ต้องรอถามความสมัครใจของลูกก่อน ว่าจะตกลงหรือปฏิเสธ”
       “โอ๊ย ไม่ต้องถามก็รู้ใครปฏิเสธก็โง่แล้วล่ะคะ ราชรถมาเกยถึงที่ ไม่ขึ้นก็บ้าเต็มที่”
       เสียงกานดาวสีดังขัดขึ้น “นี่มันเรื่องอะไรกันคะคุณพ่อ”
       วิเศษกับอุไรตกใจ หันไปมอง เห็นกานดาวสียืนอยู่ที่ประตู วิเศษบอกลูกสาวเสียงอ่อนโยน
       “ท่านหญิงมีพระประสงค์จะสู่ขอลูกให้กับคุณฐิติ ลูกจะว่ายังไง”
      
       ไม่นานนัก ท่านหญิงลักษมี พร้อมพุดตานและฐิติอยู่ในห้องรับแขกบ้านกิริเนศวร ท่านหญิงถามวิเศษขึ้น
       “แม่กานดาวสีเค้าว่ายังไงบ้างล่ะ เรื่องที่ฉันคุยกับพ่อวิเศษไว้เมื่อคืน”
       วิเศษมีท่าทางอึดอัด ไม่สบายใจขณะบอก
       “เอ่อ...กระหม่อมได้บอกลูกไปแล้ว แต่เขา...ปฏิเสธกระหม่อม”
       ฐิติกึ่งโล่งใจ กึ่งผิดหวัง
       พุดตานแอบยิ้มพอใจ ท่านหญิงยิ้มน้อยๆ ไม่ได้ตกพระทัย
       “ฉันว่า...เราน่าจะให้ตาติกับหนูกานดาวสีเค้าได้คุยกันเป็นการส่วนตัวก่อน ดีมั้ยพ่อวิเศษ”
       “เอ่อ...ก็ดีกระหม่อม”
       พุดตานหน้าเสีย
       “ไปสิตาติ ไปคุยกับแม่กานดาวสีเค้า” ท่านหญิงหันมาทางวิเศษ “เอ้า พ่อวิเศษ...ไปตามตัวมาสิ ฉันยิ่งใจร้อนอยู่”
       “กระหม่อม”
      
       ฐิติยืนหันหลังนิ่งอยู่ในสวนสีหน้าเคร่งขรึม กานดาวสีเข้ามาด้านหลังไม่พูดไม่จา ฐิติหันกลับมาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย ในท่าทีหยามหยัน
       “คุณนี่เหนือชั้นกว่าที่ผมคิดจริงๆ
       “ดิฉันไม่เข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไร”
       “ก็ที่ทำให้ท่านย่าหลงกลคิดว่าคุณเป็นคนดีจนถึงกับขอมาเป็นหลานสะใภ้น่ะสิ แล้วยังแกล้งทำเป็นเล่นตัวเพื่อให้ตัวเองดูมีค่าขึ้นมายังไงล่ะ”
       “ฉันไม่จำเป็นต้องใช้แผนต่ำๆอย่างที่คุณพูด เพราะฉันไม่เคยคิดจะเกี่ยวดองกับคนอย่างคุณ คุณเองน่ะแหละ ทำไมไม่บอกท่านหญิงไปว่าไม่ต้องการจะแต่งงานกับดิฉัน ท่านจะได้ยกเลิกเรื่องทั้งหมด ดีกว่าที่คุณจะมาประชดประชันดิฉันแบบนี้”
       “เพราะผมรับปากท่านไปแล้วว่าจะแต่งงานกับผู้หญิงทุกคนที่ท่านเลือกให้ แต่ผมบอกตรงๆ พอรู้เป็นคุณผมก็ไม่สามารถจะทำตัวเป็นหลานกตัญญูได้ เพราะอะไรคุณก็คงรู้ดี”
       “ฉันรู้ดีค่ะ..และฉันจะไปทูลท่านหญิงเดี๋ยวนี้ว่า ดิฉันยืนยันที่จะปฏิเสธการแต่งงานกับคุณ คุณจะได้พอใจและเลิกกล่าวหาฉันซะที”
      
       กานดาวสีพูดจบก็เดินออกไปทันที
      

       ฐิติกับกานดาวสีเดินเข้ามาในห้องรับแขกของบ้านกิริเนศวรอย่างเฉยเมยด้วยกันทั้งคู่ ท่านหญิงลักษมีซึ่งคอยจับสังเกตอยู่แล้ว พอเห็นหน้าสองหนุ่มสาว ก็รู้ทันทีว่าผลลัพธ์ออกมาไม่ดีแน่จัดแจงรีบคว้ากระเป๋าลุกขึ้นตัดบททันที
      
       “คุยกันเสร็จแล้วใช่มั้ย...งั้นเราก็กลับกันเถอะ”
       “แล้วคำตอบ...” พุดตานงงๆ
       ท่านหญิงบอกกับกานดาวสี “ฉันมานึกดูอีกที ฉันคงจะใจร้อนไปหน่อย ที่มาเร่งรัดเอาคำตอบจากเธอ โดยที่ไม่ได้ให้เวลาเธอไตร่ตรองให้มากกว่านี้”
       กานดาวสีเอ่ยขึ้นจะบอกการตัดสินใจ “แต่ดิฉันตัดสินใจแล้วว่า...”
       ท่านหญิงขัดขึ้น มองกานดาวสีด้วยแววตาเปี่ยมเมตตา
       “ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอกน่ะแม่กานดาวสี ระหว่างนี้ฉันอยากให้เธอคิดให้ดีซะก่อน แล้วค่อยให้คำตอบฉัน”
       “ท่านย่าครับ...”
       ท่านหญิงตัดบทอีกครั้ง “ไป แม่พุดตาน ตาติ เรากลับกันได้แล้ว”
       ท่านหญิงเดินออกไปทันที ฐิติกับพุดตานจำใจลุกตามไป กานดาวสีกับวิเศษมองหน้ากันอย่างงุนงง ไม่เข้าใจ
      
       กานดาวสีเปิดประตูเข้ามาในห้องอย่างใจลอย แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวที่เห็นนารีรัตน์นั่งนิ่งอยู่
       “ยัยรัตน์...เธอเข้ามาในห้องพี่ทำไม”
       นารีรัตน์แขวะ “เนื้อหอมจริงนะ ไหนจะคุณประพันธ์ ไหนจะคุณฐิติ”
       “บอกแล้วไงว่าพี่ไม่ได้มีอะไรกับคุณประพันธ์”
       “แล้วทำไมพี่ถึงไม่แต่งงานกับคุณฐิติ เค้าทั้งหล่อ ทั้งรวยซะขนาดนั้น” นารีรัตน์คาใจ
       “มันเป็นเรื่องส่วนตัวของพี่”
      
       นารีรัตน์ อย่าให้รู้นะ ว่าที่พี่กานปฏิเสธก็เพราะคิดจะแย่งคุณประพันธ์ไปจากรัตน์...ไม่งั้นรัตน์จะทำให้พี่เสียใจอย่างที่สุดกับสิ่งที่พี่ทำลงไป
       นารีรัตน์วิ่งออกไป
       กานดาวสีตกใจแกมกังวล “ยัยรัตน์”
      
       ภายในวังสูรยกานต์ ท่านหญิงเดินคุยกับพุดตาน
       “ดิฉันไม่เข้าใจ ว่าทำไมถึงกลายมาเป็นแม่กานดาวสีไปได้ล่ะเพคะ ทั้งๆ ที่คุณหญิงไขนภาเธอก็งามพร้อม สมศักดิ์สมตระกูล คู่ควรกับสูรยกานต์ทุกอย่าง”
       “สมศักดิ์สมตระกูลไม่ได้หมายความว่าเค้าจะอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข...นี่แม่พุดตานยังไม่รู้จักลูกชายตัวเองอีกรึว่าเค้าต้องการอะไร”
       “แต่ตาติก็เต็มใจจะแต่งงานกับคุณหญิงไขนภานี่เพคะ”
       ท่านหญิงจ้องหน้าจ้องตาถาม “แล้วตาติเค้าบอกหล่อนรึว่าเค้าไม่เต็มใจจะแต่งงานกับแม่กานดาวสี”
       พุดตานอึ้งหน้าเสีย รู้ว่าท่านหญิงไม่พอใจตน
       ท่านหญิงเสียงแข็ง “ฉันมีหลานคนเดียว ถึงฉันจะไม่ได้เลี้ยงเค้ามา แต่ฉันก็รักเค้ามากที่สุด...และความสุขของหลานฉันก็สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เข้าใจมั้ย แม่พุดตาน”
      
       ด้านสองแม่ลูกอยู่ด้วยกันในรถที่ไขนภาเป็นคนขับ ไขศรีกระแทกเสียงหงุดหงิด
       “แม่ไม่เข้าใจเลยว่าท่านป้าของลูกคิดอะไรอยู่ ถึงได้ไปทาบทามแม่กานดาวสีให้กับตาติ”
       “ท่านป้าก็คงทราบน่ะสิคะแม่ ว่าคุณฐิติกับคุณกานดาวสีเค้ารักกัน”
       “จะรักกันได้ยังไง แม่ไม่เห็นว่าตาติจะมีทีท่าอะไรกับแม่กานดาวสี หญิงน่ะแหละมัวแต่ชักช้า มีแต่ความฉลาดแต่ไม่เฉลียวเอาซะเลย อุตส่าห์เรียนจบมาจากฝรั่งเศส แต่กลับมาเป็นครูต๊อกต๋อยเงินเดือนไม่กี่ร้อยกี่ชั่ง แทนที่จะแต่งงานเป็นคุณผู้หญิงของสูรยกานต์”
       ไขนภาขำท่าทีมารดา “โธ่ ก็เพราะหญิงอุตส่าห์เรียนจบมาไงคะ หญิงถึงอยากจะใช้ความรู้ที่เรียนมาให้เป็นประโยชน์มากกว่าจะนั่งเป็นคุณผู้หญิงหายใจทิ้งไปวันๆ อย่างที่แม่ต้องการ...”
       รถจอดเทียบที่ทางเท้า เห็นป้ายโรงเรียนคอนแวนต์ข้างหน้า
      
       ไขนภาไหว้วิสูตรที่อยู่ในห้องพักครูใหญ่อย่างสวยงาม
       “สวัสดีค่ะ ดิฉันหม่อมราชวงศ์ไขนภา ดำรงศักดิ์ ที่จะมาสอนภาษาฝรั่งเศสแทนมาดมัวแซลมิแชลล์ แวงซองค่ะ”
       วิสูตรหน้าตาซีดเซียวเหมือนคนป่วย หลังเหตุการณ์ที่ถูกลูกเลี้ยงผลักในครั้งนั้น พยายามฝืนยิ้ม
       “ยินดีต้อนรับคุณครูคนใหม่ครับคุณหญิง ผมวิสูตร เป็นครูใหญ่ของที่นี่...และนี่เป็นรายละเอียดของรายวิชาที่คุณหญิงจะต้องสอนในเทอมนี้”
       วิสูตรกำลังจะเอื้อมมือมาหยิบแฟ้มที่วางอยู่บนโต๊ะส่งให้ไขนภา แต่กรอบรูปที่ตั้งทับอยู่ตะแคงเกือบจะล้มลง
       ไขนภาจับไว้ได้ ตั้งใจจะเอาไปวางไว้ที่เดิม แต่สายตามองไปที่รูปโดยไม่ได้ตั้งใจ สายตาแลเห็น
       เป็นรูปกานดามณีตอนวัยรุ่น ไขนภาชะงัก มองรูปในมืออย่างพิจารณา
      
       “เอ๊ะ เด็กผู้หญิงคนนี้...ทำไมดิฉันรู้สึกคุ้นหน้า เหมือนว่าเคยเห็นที่ไหน”
       วิสูตรตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น ร้อนใจ
       “คุณหญิงเคยเจอลูกสาวผมที่ไหน เมื่อไหร่เหรอครับ”
       ไขนภาคิดทบทวน “ดิฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ” พลางมองวิเศษอย่างแปลกใจ “ครูใหญ่มีอะไรหรือเปล่าคะ”
       “กานดามณี ลูกสาวผมหนีออกไปจากบ้านครับ นี่ผมก็พยายามตามหาแกทุกที่ แต่ก็ไม่มีวี่แววอะไรเลย...โอ้ย”
       ขณะพูดวิสูตรเกิดอาการปวดเสียดบริเวณลิ้นปี่ด้านซ้ายใต้ราวนม งอตัวลงไปไขนภารีบเข้าไปประคองไว้อย่างตกใจ
       “ตายแล้ว...ครูใหญ่ไม่สบายนี่คะ มือเย็นเฉียบเลย”
       วิสูตรปวดจนเหงื่อแตกพลั่ก
       “ครูใหญ่ ครูใหญ่คะ”
       ไขนภารีบวิ่งไปที่ประตูห้อง
       “ใครก็ได้ช่วยด้วยค่ะ ครูใหญ่ไม่สบายมาก...”
       ในความเจ็บปวดเจียนตาย วิสูตรพะวงคร่ำครวญถึงแต่กานดามณี
       “ยัยณี...ลูกอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่จะกลับมาหาพ่อซะที”
      
       ที่ห้องนั่งเล่น วังอัศวไกรตอนสาย มือของวิทย์ค่อยๆ เอื้อมมาลูบไล้ที่ขากานดามณี สูงขึ้นเรื่อยๆเรื่อยๆ กานดามณีสยิว ลืมตาขึ้นมาเห็นสายตาวิทย์มองมาด้วยความปรารถนา กานดามณีตกใจ พรวดพราดลุกขึ้น
       “อุ๊ย...นี่อะไรกันคะ” พลางมองไปรอบๆห้อง “แล้วคุณวสันต์ล่ะ”
       “ไอ้สันต์มันไม่อยู่แล้ว”
       “คุณวสันต์ไม่อยู่..หมายความว่ายังไง เค้าไปไหนคะ แล้วทิ้งให้ฉันนอนอยู่ได้ยังไง”
       วิทย์มองกานดามณีด้วยสายตากรุ้มกริ่มเจ้าชู้
       “ใจเย็นๆ น่า...ผมบอกมันว่าวันนี้ผมจะให้คุณเทสต์หน้ากล้อง ไอ้สันต์มันก็เลยกลับไปก่อน”
       กานดามณีชะงัก มองวิทย์อย่างรู้ทัน ยิ้มพอใจ
       “งั้นเหรอคะ...แล้วเราจะเริ่มเทสต์หน้ากล้องกันเมื่อไหร่ล่ะ”
       วิทย์โน้มตัวเข้ามาหากานดามณี
       “แล้วคุณพร้อมหรือยังล่ะ”
       กานดามณีไม่ตอบ ยิ้มยั่วยวน โน้มคอวิทย์ให้ลงมาซบที่อก เห็นกานดามณีหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข
       วิทย์อุ้มกานดามณีไปที่เตียง และวางกานดามณีลงบนเตียงอย่างทะนุถนอมกานดามณีหลับตาพริ้ม จัดท่านอนตัวเองให้ดูยั่วยวนมากขึ้นอีก เผยอปากรอ คงจะมโนภาพว่าวิทย์กำลังถอดเสื้อผ้า
       จนกระทั่งมีเสียงกริ๊กของกุญแจมือดังขึ้น กานดามณีลืมตา เห็นข้อมือตัวเองข้างหนึ่งถูกล็อกไว้กับเสาเตียง กานดามณีตกใจ
       “นี่มันอะไรกันคะ”
       วิทย์มองกานดามณีอย่างออดอ้อน
       “น่า...นะ...นิดเดียว แล้วคุณจะติดใจ”
       กานดามณีหน้าเสีย
       “ไม่เอา...ฉันไม่เคย”
       “ลองดูน่า...อยากจะเป็นดารา ก็ต้องกล้าลองอะไรใหม่ๆ”
       กานดามณีอึ้งไปอย่างตัดสินใจ “หมายความว่า ถ้าฉันยอม ฉันจะได้เป็นดาราแน่ๆใช่มั้ย...แล้วจะได้เป็นนางเอกหรือเปล่า”
       “ได้สิ...คุณจะกลายเป็นนางเอกชื่อดัง แล้วผมก็จะพาคุณออกงานสังคมชั้นสูง และอีกหน่อย ทั่วฟ้าเมืองไทยก็จะไม่มีใครที่ไม่รู้จักกานดาวสี กิริเนศวร”
       กานดามณีตัดสินใจได้ทันที “งั้น...ก็ได้ค่ะ”
       กานดามณีพยายามยิ้มด้วยสายตายั่วยวน แต่ใจก็ยังกลัวอยู่ ยกแขนอีกข้างหนึ่งให้วิทย์ใส่กุญแจมือ วิทย์มองกานดามณีอย่างสมความปรารถนา ขึ้นคร่อมกานดามณี ใช้กุญแจล็อกแขนอีกข้างของกานดามณีไว้ที่เสาเตียงอีกข้าง
      
       เวลาผ่านไปจากสายจนล่วงเข้าสู่ตอนบ่าย กานดามณีรู้สึกตัว ยิ้มอย่างอิ่มเอมในความสุขแบบใหม่ที่เพิ่งเคยลองเป็นครั้งแรก เสียงดนตรีเพลง Classic ดังแผ่วๆ
       กานดามณีขยับจะพลิกตัวนอนให้สบาย จึงรู้ตัวว่ายังถูกใส่กุญแจมืออยู่ กานดามณีลืมตาขึ้น แล้วก็ยิ่งตกใจเมื่อเห็นว่าทั้งมือทั้งเท้าถูกล่ามโซ่ไว้
       “คุณวิทย์...อะไรกันเนี่ย นี่คุณยังไม่ปล่อยฉันอีกเหรอ”
       กานดามณีมองหา เห็นวิทย์กำลังจุดเทียนวางไว้ตามที่ต่างๆ วิทย์หันมายิ้ม
       “จะปล่อยได้ยังไง เรายังสนุกกันไม่เสร็จเลย”
       วิทย์เดินถือเทียนเข้ามาใกล้ ขึ้นไปนั่งคร่อมกานดามณี แล้วหยดน้ำตาเทียนลงไปบนตัวกานดามณี เสียงกานดามณีร้องกรี๊ดอย่างเจ็บปวด ปนไปกับเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของวิทย์
       กานดามณีร้องกรี๊ดดดๆๆ
      
       ด้านอุไรกับนารีรัตน์เดินมาด้วยกันถึงหัวมุมถนน ท่าทางอุไรเคร่งเครียดและดูร้อนรน
       “แกเข้าไปรอแม่ในร้านหนังสือก่อนนะ”
       “อ้าว แล้วคุณแม่จะไปไหนล่ะคะ”
       “แม่มีธุระ เสร็จแล้วจะกลับมารับแกที่นี่ละกัน”
       อุไรพูดจบก็รีบเดินไปด้วยท่าทางเป็นกังวล นารีรัตน์มองตามอุไรอย่างไม่เข้าใจ เดินตรงไปที่ร้านหนังสืออย่างเซ็งๆ
      
       สองคนอยู่ในห้องหนังสือที่บ้านราศรี
       “อะไรนะคะ นี่ดิฉันฟังผิดหรือเปล่า คุณอุไรจะมาขอนาฬิกาคืน...แล้วเงินต้นล่ะคะ”
       “คือ ดิฉันอยากได้นาฬิกา Patek Phillipe คืนไปก่อนน่ะค่ะ แต่จะให้ดอกคุณราศรีไปเรื่อยๆเหมือนเดิมจนกว่าจะหาเงินต้นมาคืนให้ครบ”
       ราศีหัวเราะ ราวกับได้ยินอุไรพูดเรื่องตลกๆ ออกมา
       “แหม...คุณอุไรนี่มุกเยอะจังเลยนะคะ มิน่าล่ะ ถึงไม่ค่อยเครียด...แต่เรื่องเนี้ย ดิฉันคงจะรับมุขไม่ทัน...มีที่ไหนคะ เงินยังไม่มา แต่จะมาเอาของที่จำนำไว้คืนไป”
       “แต่ดิฉันจำเป็นจริงๆ นะคะ”
       ราศรีเดินไปเปิดลิ้นชักที่โต๊ะทำงาน
       “เฮ้อ...ดิฉันนี่ก็เป็นอะไรไม่รู้ คุณอุไรเอ่ยปากทีไร ก็อดใจอ่อนไม่ได้ซะที”
       อุไรตาโต ดีใจ คิดว่าราศรีจะหยิบนาฬิกามาคืนให้
       “ขอบคุ...”
       ราศรีหยิบเงินส่งให้อุไรปึกหนึ่ง
       “เอาเป็นว่าดิฉันเพิ่มราคาจำนำให้อีกละกันนะคะ แต่จะเอาคืนไปก่อนน่ะ คงไม่ได้หรอกค่ะ มันเสียระบบ อีกหน่อยถ้าคนอื่นมาขอบ้าง ดิฉันก็แย่สิคะ”
       อุไรท้วง “แต่...”
       ราศรียิ้มหวาน
       “ปกติแล้วดิฉันจะไม่เชื่อถือคำพูดของนักพนันนะคะ แต่ที่มีข้อยกเว้นสำหรับคุณอุไร ก็เพราะเห็นว่าเป็น ภรรยาคุณวิเศษ กิริเนศวร หรอกค่ะ”
      
       ด้านนารีรัตน์เดินไปที่ชั้นหนังสือที่เคยเจอประพันธ์ คิดถึงอดีตอันหวานชื่นระหว่างประพันธ์และตน พอภาพเลือนหายไป นารีรัตน์ยืนน้ำตารื้นมองไปที่ๆประพันธ์เคยยืนอยู่ด้วยความคิดถึง
       “คุณประพันธ์ คุณอยู่ที่ไหนคะ รัตน์คิดถึงคุณค่ะ”
       นารีรัตน์ปาดน้ำตา หันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่อย่างตัดใจ แล้วก็ตาเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นเต้น
      
       นารีรัตน์พุ่งไปที่หน้าต่าง เพ่งมองออกไปให้แน่ใจอีกครั้ง


  


       เวลาขณะนั้นประพันธ์กำลังนั่งคุยงานอยู่กับแขกในร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง ที่โต๊ะมีเอกสารวางอยู่ 2-3 ปึก
      
       “คุณประพันธ์คะ” เสียงเรียกดังมาจากทางหนึ่ง
       ประพันธ์ชะงัก หันขวับไปตามเสียงเรียก เห็นนารีรัตน์ยืนอยู่ สีหน้าดีใจมาก
       “คุณรัตน์”
      
       สองคนมาคุยกันที่มุมตึกเงียบๆ ประพันธ์ยืนยันเรื่องแหวนที่ฝากกานดาวสีไว้ให้
       “ผมฝากแหวนคุณกานดาวสีไว้ให้คุณรัตน์จริงๆ ครับ ตอนนั้นผมกำลังจะไปต่างจังหวัด แล้วคุณรัตน์ก็กำลังสอบ ผมเลยไม่อยากให้คุณรัตน์เสียสมาธิ”
       “คุณประพันธ์กลับมาจากต่างจังหวัดเมื่อไหร่ ทำไมไม่รีบไปหารัตน์ล่ะคะ”
       “สองสามวันแล้วล่ะครับ แต่พอดีผมกำลังยุ่งๆอยู่...”
       ท่าทางประพันธ์รีบร้อน เหมือนไม่ได้จดจ่ออยู่ที่นารีรัตน์อย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน นารีรัตน์มองอย่างตัดพ้อ
       “ใช่สิ เดี๋ยวนี้รัตน์คงไม่ได้มีความสำคัญอะไรสำหรับคุณประพันธ์อีกแล้ว”
       “ไม่ใช่อย่างงั้นนะครับ แต่ผมเพิ่งได้รับมอบหมายงานใหม่ก็เลยยุ่ง...”
       นารีรัตน์พาล “แล้วเมื่อก่อนล่ะคะ ถึงจะยุ่งยังไงคุณประพันธ์ก็ยังมีเวลาให้รัตน์ กลับจากราชการต่างจังหวัดก็ต้องรีบมาหา...จะมีอะไรซะอีก นอกจากคุณประพันธ์จะหมดรักรัตน์แล้ว”
       ประพันธ์พะว้าพะวัง ห่วงทั้งนารีรัตน์ ทั้งงานที่กำลังคุยค้างอยู่
       “คุณรัตน์ เราอย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้กันตอนนี้เลยนะครับ ผมต้องรีบไปคุยงานต่อกับผู้ใหญ่ก่อน...”
       นารีรัตน์มองประพันธ์อย่างผิดหวัง
       “ถ้าคุณไม่พูดกับรัตน์ให้รู้เรื่องวันนี้ เราก็ไม่ควรจะต้องคุยกันอีกเลยค่ะ”
       นารีรัตน์วิ่งร้องไห้ออกไปทันที
      
       นารีรัตน์เปิดประตูผางเข้ามาในห้องกานดาวสี สภาพน้ำตานองหน้า สายตาที่มองกานดาวสีเต็มไปด้วยความเกลียดชัง กานดาวสีหันมามองอย่างตกใจ
       “ยัยรัตน์...”
       นารีรัตน์ พูดออกมาด้วยความเจ็บช้ำ “เป็นเพราะพี่กานคนเดียว คุณประพันธ์เค้าถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้”
       “เธอเป็นอะไรไปอีกล่ะ พี่บอกเธอแล้วไงว่าพี่ไม่ได้คิดจะแย่งคุณประพันธ์ไปจากเธอ”
       “รัตน์ไม่เชื่อ ถ้าพี่ไม่ได้คิดจะแย่งรัตน์จริงๆ พี่ก็ต้องยอมแต่งงานกับคุณฐิติ”
       “ยังไงพี่ก็จะไม่แต่งงานกับคุณฐิติ...เธอไม่มีสิทธิ์จะมาบังคับพี่”
       เสียงเลื่อนคัตเตอร์ดังแก๊ก กานดาวสีสะดุ้งหันกลับมาตกใจ เมื่อเห็นนารีรัตน์ถือคัตเตอร์ไว้ใน
       มือทำท่าจะกรีดข้อมือตัวเอง
       “รัตน์..นั่นเธอจะทำอะไร”
       “ทำให้พี่รู้น่ะสิ ว่ารัตน์รักคุณประพันธ์แค่ไหน ถ้ารัตน์ต้องเสียเขาให้พี่สาวตัวเอง รัตน์ตายเสียดีกว่า”
       กานดาวสีร้องห้าม “อย่านะรัตน์ จะทำอะไรคิดถึงคุณพ่อกับคุณอาอุไรบ้าง”
       “รัตน์ไม่คิดถึงใครทั้งนั้น ไม่มีกะจิตกะใจจะเรียนหรือจะทำอะไรทั้งนั้น ถ้ารัตน์ไม่มีคุณประพันธ์”
       นารีรัตน์กดใบมีดที่ข้อมือไปได้นิดนึง กานดาวสีตกใจสุดขีด รีบเข้าไปจับมือนารีรัตน์ไว้อย่างตกใจ
       “ยัยรัตน์! อย่านะ”
       กานดาวสีกับนารีรีตน์แย่งมีดกัน กานดาวสีแย่งมีดได้ ปามีดทิ้งออกไปไกลนารีรัตน์มองตามอย่างเจ็บใจ แล้วหันกลับมาจ้องหน้ากานดาวสีอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะวิ่งออกไป
       “ยัยรัตน์”
       นารีรัตน์วิ่งหนีไปที่ระเบียงชั้น3 ร้องไห้ฟูมฟายน้ำตานองหน้า เสียใจมาก กานดาวสีวิ่งตามมา
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะยัยรัตน์”
       “ไม่ต้องมาห้ามเลยนะ ในเมื่อพี่แย่งคุณประพันธ์ไปจากรัตน์ รัตน์ก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป”
       “แต่พี่ไม่เคยมีอะไรกับคุณประพันธ์จริงๆ นะ จะให้พี่ทำยังไงเธอถึงจะเชื่อ”
       “แต่งงานกับคุณฐิติสิ” นารีรัตน์บอก
       “พี่แต่งงานกับเค้าไม่ได้”
       นารีรัตน์พุ่งไปที่ระเบียง ทำท่าจะกระโจนลงไปจริงๆ กานดาวสีกรี๊ด ถลาเข้าไปคว้านารีรัตน์ไว้ได้
       “อ๊าย...อย่านะ อย่าทำอย่างนี้”
       นารีรัตน์มองกานดาวสีอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า
      
       เช้าวันต่อมา รถวิเศษแล่นเข้ามาในวังสูรยกานต์ ภายในรถวิเศษหันมาทางนารีรัตน์ที่ขอมาด้วย
       “ธุระของผู้ใหญ่ ไม่รู้ว่าแกจะตามมาทำไม ยัยรัตน์”
       นารีรัตน์ รัตน์ก็อยากได้ยินเหมือนกันนี่คะ ว่าพี่กานจะตอบว่ายังไง
       นารีรัตน์หันไปมองกานดาวสี ที่นั่งนิ่งสีหน้าดูเศร้าๆ
       “อย่าว่ายัยรัตน์เลยค่ะ กานเป็นคนชวนน้องมาเอง”
      
       ขณะนั้นท่านหญิงลักษมี พุดตาน ฐิติ และนมสายนั่งอยู่ที่ห้องโถงของวัง สักครู่หนึ่งวิเศษ กานดาวสี และนารีรัตน์ คลานเข่าเข้ามากราบท่านหญิง
       “ตัดสินใจได้แล้วรึ หนูกานดาวสี”
       “เพคะ”
       นารีรัตน์จดสายตาจ้องกานดาวสีแกมบังคับให้ตอบตกลง
       “ดิฉัน…”
       ทุกคนมองกานดาวสีลุ้นกับคำตอบเป็นสายตาเดียว
       “ดิฉันยอมแต่งงานกับคุณฐิติเพคะ”
       ท่านหญิง วิเศษ และนมสายยิ้มดีใจ ฐิติอึ้งกับคำตอบของกานดาวสีที่ตอบตกลง แต่ลึกๆ ก็ดีใจ พุตตานมองกานดาวสีด้วยสายตาไม่พอใจ
       นารีรัตน์ยิ้มดีใจกับการตอบตกลงของพี่สาว
       “ดีล่ะ...นมสาย เธอไปเอาของที่ฉันเตรียมไว้ให้แม่กานดาวสีมาให้ฉันทีซิ”
      
       ครู่ต่อมา ท่านหญิงส่งแหวนให้กานดาวสี
       “รับไปสิ..นี่ไม่ใช่ของหมั้นหรือของแต่งนะจ๊ะ ฉันให้ไว้ใส่เล่นๆ แค่นั้น”
       กานดาวสีอึกอัก
       “ไม่ต้องคิดมากอะไรหรอกน่ะ ฉันให้ในฐานะที่เป็นว่าที่หลานสะใภ้ของฉัน ...เอ้ารับไป”
       ท่านหญิงคะยั้นคะยอ กานดาวสีลังเล นมสายรีบเสริม
       “หนูกานดาวสี...ผู้ใหญ่ให้ของ ก็ต้องรับสิคะ”
       กานดาวสีกราบขอบคุณท่านหญิง จำใจต้องรับมาท่าทางอึดอัด ท่านหญิงเข้าใจพูดปลอบ
       “ไม่ต้องอึดอัดใจอะไรทั้งนั้น ตอนนี้เธอก็เป็นเสมือนหลานสาวของฉัน...เดือนหน้านี่ก็จะต้องมาอยู่ด้วยกันแล้ว”
       ฐิติและกานดาวสีตกใจ อุทานพร้อมๆกัน “อะไรนะครับ” / “อะไรนะเพคะ”
       สองคนหันมองหน้ากัน นมสายเย้า
       “แหมใจตรงกันเชียวนะคะ”
       “แบบนี้สิดี ฉันจะได้อุ้มเหลนไวๆ ไงนม ฟังให้ดีๆ นะทั้งสองคน ย่าจะให้เธอสองคนแต่งงานกันเดือนหน้านี้”
      
       ฐิติเดินเข้ามาในห้องนอน พุดตานเดินตามเข้ามาด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์
       “ลูกเห็นแล้วใช่มั้ย ว่าผู้หญิงที่ลูกรักแทบเป็นแทบตายน่ะ ร้ายกาจขนาดไหน”
       “ผมก็คิดไม่ถึงจริงๆ” ฐิติหลับตาข่มความรู้สึก “ทั้งๆ ที่เธอพูดเองด้วยซ้ำ ว่าเธอไม่ต้องการจะแต่งงานกับผม”
      
       “ใช่จ้ะ กานดาวสีไม่ได้ต้องการแต่งงานกับลูก แต่เธอต้องการแต่งงานกับสมบัติของลูก”
       ฐิติสะเทือนใจ แต่พุดตานมัวแต่โกรธไม่ทันมองพูดต่อ
       “ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวเหลือเกิน สูรยกานต์ต้องวุ่นวายแน่ๆ ถ้าเธอเข้ามาเป็นนายหญิง” พุดตาลกังวลมาก “แม่ล่ะเป็นห่วงแทนท่านย่าจริงๆ”
       “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับแม่ ในเมื่อเค้าเลือกแล้วว่าจะแต่งงานกับเงิน ผมก็จะทำให้เค้ารู้ให้ได้ว่าการแต่งงานโดยที่ไม่มีความรัก มันทรมานแค่ไหน”
      
        ขณะพูดกับมารดา นัยน์ตาราชนิกุลรูปงามวาวโรจน์
        

       จบตอนที่  3
ตอนที่ 4
      
       กลับถึงบ้านกิริเนศวร กานดาวสีขอตัวขึ้นห้องนอนทันที วิเศษผู้เป็นบิดาตามเข้ามา
      
       “พ่อดีใจเหลือเกินที่ลูกเปลี่ยนใจ พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากเห็นลูกเป็นฝั่งเป็นฝา ได้สามีที่ลูกจะฝากอนาคตไว้ได้ และพ่อเชื่อว่าคุณฐิติคือผู้ชายคนนั้น”
       กานดาวสีได้แต่เงยหน้ามองพ่อ กล้ำกลืนฝืนยิ้ม พร้อมกับโผเข้ากอดวิเศษอย่างอัดอั้นตันใจ แต่ไม่สามารถเล่าอะไรให้ฟังได้
       “พ่อจะไม่ถามอะไรทั้งนั้น แต่พ่อหวังว่าการที่ลูกตอบตกลงในครั้งนี้ มันจะเกิดขึ้นเพราะความรัก ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นๆ”
       สาวแสนดีกานดาวสีไม่ตอบ ได้แต่หลบตาซ่อนหน้าจากบิดา
      
       บ่ายวันเดียวกัน ไขศรีกับไขนภาเดินลงมาจากที่ว่าการอำเภอแห่งนั้น ไขนภามีซองสีน้ำตาลอยู่ในมือ ผู้เป็นมารดามีท่าทางหงุดหงิดอย่างชัดแจ้ง
       “หญิงก็มัวแต่สนใจเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างนี้ไงล่ะ แม่กานดาวสีถึงได้ชิงตัดหน้าแต่งงานกับตาติไปก่อน”
       “ก็ดีแล้วนี่คะ คุณแม่ไม่เห็นจะต้องหงุดหงิดอะไรเลย”
       ไขศรีค้อนขวับ “หญิงก็รู้ว่าแม่หมายตาตาติไว้ให้หญิง”
       “คนนะคะคุณแม่ ไม่ใช่สินค้าจะได้จับจองกันไว้ได้ การแต่งงานจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีความรัก หญิงยอมอยู่คนเดียวดีกว่าที่จะต้องแต่งงานกับคนที่เค้าไม่ได้รักเรา”
       “จ้า แม่คนมีอุดมคติ ถ้าคิดอย่างนี้หญิงก็เตรียมตัวอยู่คนเดียวไปล่ะกัน” ไขศรีประชด “แต่หญิงก็คงจะไม่เหงาอยู่แล้ว เพราะเธอน่ะชอบเอาธุระคนอื่นมาใส่ตัว...ดูซิอยู่ดีๆ ก็ไปกวนนายอำเภอให้ต้องมาค้นหาชื่อเด็กที่ไหนก็ไม่รู้”
      
       “ไม่ใช่เด็กที่ไหนนะคะ แต่เป็นลูกครูใหญ่ที่โรงเรียนหญิง...แล้วตอนนี้ท่านก็มาป่วยเป็นโรคหัวใจอีก อะไรที่พอจะช่วยท่านได้ หญิงก็อยากจะช่วย”
       ไขนภาเดินเลี่ยงออกไป ไม่อยากฟังไขศรีบ่น
      
       ไม่นานต่อมาไขนภาส่งซองสีน้ำตาลให้วิเศษ ตลอดเวลาวิเศษมีอาการของคนป่วยเป็นโรคหัวใจ หน้าซีด หายใจหอบถี่ เหนื่อยง่าย
       “รายชื่อผู้เสียชีวิตที่แจ้งมาที่อำเภอบ้านครูใหญ่ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาค่ะ”
       วิสูตรรับมาเปิดซองหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านเร็วๆ อย่างตื่นเต้น
       “ไม่มีชื่อกานดามณี” วิสูตรดีใจมาก “หมายความว่าลูกสาวผมยังไม่ตาย”
       “คุณกานดามณีอาจจะยังไม่ตายค่ะ แต่เราก็ไม่รู้ว่า...”
       วิสูตรขัดขึ้นน้ำเสียงเข้ม “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นครับคุณหญิง กานดามณีจะต้องปลอดภัย...ชีวิตผมก็เหลือแต่ลูกเพียงคนเดียว ถ้าแกเป็นอะไรไป ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม”
       ไขนภาเห็นใจและพยายามปลอบวิสูตร
       “ใจเย็นๆนะคะ ดิฉันเชื่อว่ายังไงครูใหญ่ก็จะต้องได้พบกับคุณกานดามณีค่ะ”
       “แต่ผมจะไปตามหาแกได้ที่ไหน”
       ไขนภามองวิสูตรอย่างให้กำลังใจ
       “ดิฉันจะช่วยค่ะ แต่มีข้อแม้ว่าครูใหญ่ต้องเข้มแข็ง และมีความหวังที่จะรักษาตัวให้หาย...แล้วดิฉันสัญญาว่าจะตามหาตัวคุณกานดามณีมาให้ได้”
      
       กานดามณีรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในตอนเย็นด้วยความเมื่อยล้า พบว่าตัวเองอยู่ในห้องนอนวิทย์ที่วังอัศวไกร แต่เพิ่งจะรู้ตัวว่ามือข้างหนึ่งถูกล็อกกุญแจมือไว้ ก็ตกใจมาก
       “อุ๊ย...อะไรกันเนี่ย”
       กานดามณีนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผวาลุกขึ้นมาด้วยความยากเย็น เห็นเสื้อผ้ากานดามณีขาดวิ่น กานดามณีสะดุ้งเมื่อเห็นภาพตัวเองที่กระจกหัวเตียง
       “ฮะ หน้าฉัน...”
       กานดามณีผวาเข้าไปชิดกระชก เห็นรอยฟกช้ำที่ใบหน้า ตามเนื้อตัว กานดามณีหันหลังดูกระจกเสื้อผ้ามีรอยฉีกขาด เห็นรอยช้ำ แดงที่หลัง บางแห่งมีเลือดออกซิบๆ
      
       กานดามณีเจ็บใจ “ไอ้วิทย์ ไอ้บ้า ไอ้จิตวิปริต...แกทำฉันถึงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
       เสียงประตูเปิดเข้ามา กานดามณีสะดุ้ง เห็นวิทย์เดินยิ้มอย่างอารมณ์ดีเข้ามา
       “ตื่นแล้วเหรอจ๊ะที่รัก...เมื่อคืนฉันมีความสุขมากรู้มั้ย นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะเยี่ยมถึงขนาดนี้”
       กานดามณีถดตัวถอยหนี ยังผวากับบทรักของวิทย์ไม่หาย
       “ออกไปนะ อย่าเข้ามาใกล้ฉัน...คอยดูสิ วสันต์กลับมาเมื่อไหร่ ฉันจะฟ้องให้หมดว่าแกทำอะไรฉัน”
       วิทย์พูดใส่หน้า “ไอ้สันต์น่ะเหรอจะกลับมาอีก ได้เงินค่าตัวเธอไปตั้งล้าน ป่านนี้มันคงหายเข้ากลีบ เมฆไปแล้วล่ะ”
       กานดามณีตะลึงแล้วกรี๊ดออกมา “อ๊าย... ฉันไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้ แกโกหกฉันใช่มั้ย”
       “จะโกหกทำไม...นี่ไงล่ะใบรับเงิน” วิทย์โยนใบรับเงินที่มีลายเซ็นวสันต์ใส่หน้ากานดาวสี “หนึ่งล้าน แลกกับที่เธอจะต้องเล่นหนัง แล้วก็เล่นไล่จับบนเตียงกับฉันด้วย” ผู้กำกับหนุ่มหัวเราะอย่างพอใจ
       กานดามณีทั้งเจ็บใจทั้งแค้นใจร้องกรี๊ด ๆ “ไอ้บ้า ไอ้ชั่ว แกสองคนทำอย่างนี้กับฉันได้ยังไง นี่แกยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า แอร๊ยย”
       “อย่าโวยวายน่า...ฉันยิ่งขี้รำคาญอยู่...เธอสงบสติอารมณ์ไปคนเดียวก่อนละกัน ฉันจะลงไปทำงานข้างล่าง...เสร็จแล้วจะมาเล่นด้วยนะจ๊ะ”
       วิทย์เดินหัวเราะร่าออกไป
       กานดามณีแค้นแทบคลั่ง เปิดลิ้นชักเพื่อหากุญแจ เท่าที่จะทำได้เพราะถูกล่ามอยู่มองซ้ายมองขวาหาทางเอาตัวรอด
       “ไอ้วิทย์ ฉันไม่มีวันยอมแพ้แกแน่ๆ”
      
       เสียงประตูเปิดเข้ามาอีกดังแอ้ด...กานดามณีสะดุ้ง เห็นเงาตะคุ่มๆของใครคนหนึ่งค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ จนเห็นชัดว่าเป็นลิซ่า ซึ่งถือมีดปลายแหลมเล่มยาวเข้ามาด้วย
      
       ลิซ่าถือมีดเดินเข้ามาใกล้กานมณีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสายตาอาฆาตแค้นสุดๆ กานดามณีถอยหลังไปจนสุด
       “อย่านะลิซ่า เธอจะทำอะไรฉัน”
       “แกมันเป็นมารชีวิต มารหัวใจของฉัน ถ้าไม่มีแกซะคน คุณวิทย์ก็ต้องรักฉัน หลงฉันคนเดียว”
      
       กานดามณีกลัวจับจิต แต่ก็พยายามตั้งสติคิดหาทางออก
       “ถ้าเป็นเพราะฉัน เธอก็ปล่อยฉันไปสิ คุณวิทย์เค้าก็จะได้กลับไปรักเธอเหมือนเดิม”
       ลิซ่าชะงักนิ่งคิดกานดามณีโน้มน้าวต่อ
       “ถ้าเธอฆ่าฉัน เธอก็ต้องหนี ไม่งั้นก็ติดคุก...แต่ถ้าเธอปล่อยฉันไป...เธอก็จะกลับไปเป็นราชินีหนึ่งเดียวในวังอัศวไกร และได้ทุกอย่างที่เธอต้องการ...คิดดูให้ดีๆนะลิซ่า ว่าเธอจะเลือกอะไร”
      
       ตกตอนกลางคืน ที่ทางเดินหน้าห้องชั้นบน เห็นลิซ่าเดินหน้าเหี้ยม ถือมีดออกมาจากห้องนอนวิทย์ ขณะที่วิทย์กำลังนั่งพิมพ์นิยายอยู่ที่โต๊ะในห้องทำงานด้วยเครื่องพิมพ์ดีด ตัวหนังสือที่วิทย์กำลังพิมพ์ขึ้นเรียงกันเป็นพรืดบนกระดาษสีขาว
       “ในความเงียบสงัดแห่งยามวิกาล หญิงสาวค่อยๆ ย่องมาตามทางเดินอย่างเงียบกริบ...”
       ที่ทางเดินหน้าห้อง กานดามณีในชุดที่บางเบาและขาดวิ่นกำลังย่องออกมา
       ตัดกลับไปในห้องทำงานวิทย์ ที่เครื่องพิมพ์ดีด
       วิทย์พิมพ์ข้อความในกระดาษต่อ
       ...ด้วยหัวใจที่เต้นแรงอย่างความหวังว่าเธอจะหนีออกไปจากปราสาทที่เต็มไปด้วยความน่ากลัวแห่งนี้ได้”
       กานดามณีอยู่ที่ห้องโถงฝั่งหลังตึก หันซ้ายหันขวาวิ่งลงบันไดมาอย่างรีบเร่งในความมืดมาชนกับโต๊ะกลมที่ตั้งอยู่กลางห้องอย่างแรง จนแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ตกแตกกระจายอยู่ที่พื้น กานดามณีตกใจ วิ่งหนีไม่คิดชีวิต
       วิทย์ได้ยินเสียงแจกันแตก ละมือจากเครื่องพิมพ์ดีด รีบออกจากห้องไป วิทย์วิ่งมาถึงห้องโถงด้านหลังตึก เห็นแจกันตกแตกอยู่ที่พื้น มองไปที่ประตู เห็นประตูเปิดกว้างอยู่ วิทย์ยิ้มโหดๆ แล้วเดินตามออกไปอย่างมั่นใจ
      
       กานดามณีวิ่งกระเซอะกระเซิงไปตามถนนดินแคบๆ เห็นแค่แสงจันทร์จางๆ ส่องผ่านใบไม้มาตามทางที่มืดสลัว และคอยหันไปมองด้านหลังเป็นระยะด้วยความหวาดกลัว เห็นแสงจากไฟฉายเป็นประกายวาบๆอยู่ไกลๆ ตามด้วยเสียงหลอนๆ ของวิทย์
       “กานดาวสี อย่าคิดว่าจะหนีฉันพ้นนะ”
       กานดามณียิ่งตกใจ เร่งฝีเท้า วิ่งผ่านต้นไม้ที่ขึ้นระเกะระกะไปอย่างไม่คิดชีวิต เนื้อตัวเสื้อผ้าถูกหนาม กิ่งไม้เกี่ยวจนขาดวิ่น
       กานดามณีวิ่งมาถึงประตูเหล็กโปร่งๆ ขนาดใหญ่ ด้านหลังวัง อาการกระหืดกระหอบพยายามจะเปิดประตู แต่ประตูถูกล็อกอยู่ด้วยโซ่และกุญแจขนาดใหญ่ กานดามณีละล้าละลัง แสงไฟจากไฟฉายใกล้เข้ามาทุกที จึงตัดสินใจปีนขึ้นไปบนประตู ขณะที่กานดามณีนั่งคร่อมคาอยู่ส่วนบนสุดของประตู วิทย์ก็ตามมาถึงพอดี
       “กานดาวสี”
       กานดามณีรีบเหวี่ยงขาอีกข้างผ่านประตู และตัดสินใจกระโดดลงจากประตูวิ่งหายไปในดงพุ่มไม้ วิทย์วิ่งไปที่ประตู ไขกุญแจประตูตามออกไป
       “นังกานดาวสี นังตัวแสบ ฉันยังใช้แกไม่คุ้มกับเงินล้านที่เสียไปเลย”
      
       วิทย์เดินตามเข้าไปในดงพุ่มไม้ มีเงาตะคุ่มๆ ของผู้หญิงนั่งอยู่โคนต้นไม้ มีควันลอยอยู่อบอวล วิทย์กระโจนเข้าไปตะครุบตัวไว้ แต่พอกระชากผ้าคลุมผมออก พบว่าเป็นลิซ่าที่หันมายิ้มเยาะให้ วิทย์ผลักเธอออกไปอย่างหงุดหงิด
       “ลิซ่า...เธอมาทำอะไรอยู่ที่นี่”
       “ฉันก็มาเดินเล่นน่ะสิ”
       วิทย์ไม่เชื่อ “ตอนนี้เนี่ยนะ”
       ลิซ่ายักไหล่ ไม่สนใจว่าวิทย์จะเชื่อหรือไม่
       วิทย์กระชากเสียงถาม “เห็นกานดาวสีหรือเปล่า”
       “วิ่งไปโน่นแน่ะ”
       “แล้วทำไมเธอไม่จับมันไว้”
       ลิซ่าไม่ตอบ ทำท่าทางไม่ยี่หระ วิทย์ฮึดฮัดด้วยความโมโหสุดขีด แทบจะปรี่เข้าไปตบลิซ่าด้วยความไม่ได้ดังใจ ลิซ่าเชิดหน้าให้ตบ วิทย์ฮึดฮัดไม่อยากเสียเวลา วิ่งออกไปตามทางที่ลิซ่าชี้บอก
       ลิซ่ามองตามจนแน่ใจว่าวิทย์ไปแล้วแน่ๆ ก่อนจะหันกลับมาจ้องเขม็งไปที่พุ่มไม้พุ่มหนึ่งแล้วเดินออกไป
       ที่พุ่มไม้ในความมืด กานดามณีเดินออกมา มองตามวิทย์ไปอย่างเคียดแค้นชิงชัง
      
       “ไอ้โรคจิต แกกับฉันอย่าได้พบได้เจอกันอีกเลย ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า


  


       เช้าวันต่อมา สองแม่ลูกรออยู่ในห้องอาหารบ้านกิริเนศวร อุไรที่รู้เรื่องการหมั้นหมาย ก็พูดแขวะด้วยความหมั่นไส้
      
       “ฮึ ปากก็บอกว่าไม่แต่ง แต่ก็พลิกลิ้นซะอย่างงั้น อย่างนี้เค้าเรียกกลืนน้ำลายตัวเอง”
       นารีรัตน์ยิ้มสะใจ
       “ให้พี่เค้าแต่งๆไปก็ดีแล้วนี่คะ”
       อุไรค้อนขวับ “จะไปดีได้ยังไง หล่อๆรวยๆอย่างคุณฐิติน่ะ ไม่ได้มีตกอยู่ตามถนนรนแคมนะยะ ไม่อยากได้หรือไง พี่แกคว้าไปกินอย่างเงี้ย แล้วมันจะมาถึงแกมั้ยล่ะ” นึกๆ ขึ้นมา แล้วสะดุ้ง “อุ๊ยตาย ฉันก็ลืมไปว่าแกยังเรียนอยู่”
       วิเศษเดินเข้ามา ได้ยนพอดีมองอุไรอย่างปลงๆ
       “เด็กเค้ารักกัน แล้วคุณจะไปยุ่งทำไม”
       อุไรประชด “รักกัน...ต๊าย ทำไมมันถึงได้รวดเร็วและเงียบเชียบขนาดนี้คะฉันยังไม่เคยเห็นสักนิดว่าสองคนนั่นเค้ารักกันเมื่อไหร่ ยังไง”
       “จะเห็นได้ยังไง ในเมื่อคุณไม่เคยอยู่บ้าน...พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็ดีแล้ว ที่ผมบอกให้คุณ...”
       อุไรสะดุ้งโหยง เรื่องชักจะวกเข้าตัวเอง รีบผุดลุกขึ้น
       “ตายแล้ว ฉันต้องลืมปิดแก๊สในครัวแน่ๆ”
       อุไรลุกขึ้นชนโต๊ะชนเก้าอี้โครมครามแล้วรีบวิ่งออกไป
       ครู่ต่อมา อุไรพรวดพราดเข้ามาในครัว วิเศษเดินตามเข้ามา นารีรัตน์ตามเข้ามาด้วย อุไรหันมาเจอสะดุ้ง
       “อุ๊ย...คุณวิเศษ จ..จะ เอาอะไรหรือเปล่าคะ”
       วิเศษถามเสียงเข้ม “นาฬิกาของผมที่หายไปจากตู้เซฟ...เจอหรือยัง”
       อุไรยิ่งตกใจ จนพูดไม่ออก
       วิเศษคาดคั้น “ว่าไง ผมถามว่านาฬิกาผมหายไปไหน”
       อุไรเลิ่กลั่ก แล้วแกล้งเป็นลม นารีรัตน์วิ่งเข้ามาประคองไว้ได้ทัน
       “คุณแม่ คุณแม่คะ”
       วิเศษรู้ทัน “คุณอุไร ผมรู้นะว่าคุณแกล้ง...ฟังนะ ภายในหนึ่งอาทิตย์ คุณต้องเอานาฬิกามาคืนผม ไม่งั้นก็อย่าหาว่าผมใจร้ายละกัน”
       วิเศษพูดจบก็เดินออกไปทันที อุไรลืมตาขึ้น หายใจหอบอย่างตกใจ
       นารีรัตน์ คิดไม่ถึง “คุณแม่...ทำไมคุณแม่ต้องแกล้งเป็นลมด้วยคะ”
       “ก็ฉันคิดไม่ออกนี่ว่าจะตอบพ่อแกว่ายังไง”
       “แล้วคุณแม่เอานาฬิกาคุณพ่อไปไว้ที่ไหนล่ะคะ”
       อุไรลืมตัว หลุดปาก “ฉันก็เอาไปจ...” แล้วนึกขึ้นได้รีบโวยกลบ “โอ๊ย...อย่ามาโทษฉันนะ ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะ”
       อุไรรีบลุกขึ้นเดินออกไปทันที นารีรัตน์มองตามอย่างสงสัย
      
       ขณะเดียวกันฐิติขับรถมาหน้าบึ้งมาก กานดาวสีอึดอัดก่อนจะพูดขึ้นอย่างเกรงใจ
       “ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้อยากพาฉันไปไหน แต่จำใจต้องทำเพราะเป็นคำสั่งของท่านหญิง”
       “ก็ดีแล้ว”
       “ถ้าเช่นนั้นจะกรุณาช่วยพาดิฉันไปส่งบ้านได้มั้ยคะ”
       “คุณกลัวว่าผมจะถามใช่มั้ย ว่าทำไมคุณถึงกลับคำกลืนน้ำลายตัวเองได้ขนาดนั้น ไม่ต้องกลัวหรอกกานดาวสี ผมจะไม่ถามอะไรจากคุณอีกแล้วในเมื่อคุณอยากได้สมบัติของผม คุณก็จะได้ แต่คุณจะไม่มีวันได้หัวใจของผมอีกต่อไป”
       ฐิติเร่งความเร็วของรถมากขึ้น กานดาวสีถามอย่างไม่สบายใจ
       “คุณจะพาฉันไปไหนคะ..นี่ไม่ใช่ทางไปบ้านฉันนี่คะ”
       “คุณจะรีบกลับไปไหนล่ะ ไม่อยากรู้ไม่อยากเห็นเหรอว่าสมบัติของสูรยกานต์มีอะไรอีกบ้าง”
       “คุณฐิติ...คุณเลิกพูดจาดูถูกถากถางฉันเสียทีได้มั้ย” กานดาวสีอ่อนใจ
       “ถ้าคุณอยากจะเป็นสูรยกานต์จนตัวสั่น ถึงขนาดกลับคำได้อย่างน่าตาเฉย คำพูดของผมแค่นี้มันคงไม่ทำให้คุณระคายหรอก กานดาวสี”
      
       ฐิติขับรถต่อไปโดยไม่สนใจ กานดาวสีได้แต่กล้ำกลืนความรู้สึกเจ็บช้ำไว้ลึกสุดในใจ
      

       ไม่นานนัก แลเห็นป้ายร้าน “สูรยกานต์ไหมไทย” ก่อนที่รถฐิติแล่นเข้ามาจอดด้านหน้าร้านแห่งนั้น ฐิติและกานดาวสีเดินลงมาจากรถ คุณพระบรรณกิจเดินมาต้อนรับ
      
       “คุณฐิติ หนูกานดาวสี เชิญด้านในก่อนนะครับ...เดี๋ยวผมขอตัวไปสัมภาษณ์สมุห์บัญชีคนใหม่สักครู่”
       “เชิญครับ”
       คุณพระเดินออกไปกานดาวสีมองหน้าฐิติด้วยความแปลกใจที่พาตนมาที่นี่
      
       คุณพระบรรณกิจเดินเข้าในห้องทำงานของตนในร้าน สูรยกานต์ไหมไทย เห็นชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยืนหันหลังรออยู่
       คุณพระเอ่ยทักทาย “สวัสดีครับ”
       ชายรูปร่างสูงโปร่งคนนั้นหันมา ที่แท้เป็นวสันต์ ชายที่ขายกานดามณีให้เพื่อนนั่นเอง
       วสันต์ยกมือไหว้ “สวัสดีครับ ผมวสันต์ ประสบบุญ มาสัมภาษณ์งานครับ”
       “คุณเคยทำงานที่ไหนมาบ้าง”
       “ก่อนหน้านี้ผมทำเป็นสมุห์บัญชีอยู่ที่บริษัทฝรั่งครับ”
       “ทำงานกับฝรั่งเงินก็ดีอยู่แล้ว ทำไมถึงลาออกละ”
       “เงินดีก็จริงอยู่หรอกครับ แต่ผมอยากทำงานให้กับคนไทยด้วยกันมากกว่าก็เลยตัดสินใจลาออก พวกฝรั่งมันจะได้รู้ว่าไม่ใช่คนไทยทุกคนที่จะยอมเป็นทาสรับใช้มัน”
       คุณพระมองวสันต์อย่างพอใจ
       “ดี ผมชอบคนมีอุดมการณ์ งั้นผมจะให้คุณทดลองงานดูก่อนสักระยะหนึ่ง…ถ้ามีอะไรก็ถามอิ่มใจ เลขาผมได้เลยนะ”
       ไม่ทันขาดคำ อิ่มใจ ก็เดินเอาเอกสารมาวางที่โต๊ะคุณพระ
       “ขออนุญาตนะคะ”
       คุณพระแนะนำกับวสันต์ “นี่อิ่มใจเลขาผม”
       วสันต์อึ้งมองอิ่มใจตาไม่กระพริบ อิ่มใจยิ้มตอบ
      
       สักครู่ต่อมาคุณพระบรรณกิจพาวสันต์เดินผ่านโถงกลางร้านเพื่อจะพาไปที่ห้องทำงานของวสันต์
       “ผมจะพาคุณไปดูห้องทำงาน และจะได้แนะนำให้รู้จักพนักงานในแผนกด้วย”
       “ขอบคุณครับ...เอ่อ...แต่ว่าช่วงนี้ผมอาจจะต้องขออนุญาตรบกวนคุณอิ่มใจมากสักหน่อย คือ ผมอยากจะเรียนรู้งานให้เร็วที่สุด”
       “ตามสบายเถอะคุณวสันต์ อิ่มใจเป็นคนเก่ง แข็งงาน เธอคงจะช่วยคุณได้เยอะเลยทีเดียว”
       วสันต์ตาวาวขึ้นมา
       คุณพระมองเข้าไปด้านใน เห็นกานดาวสีเดินชมผ้าไหมอยู่คนเดียว
       “เดี๋ยวผมขอตัวสักครู่นะ”
       “เชิญครับ”
       วสันต์มองตามคุณพระไป เห็นคุณพระเดินไปหากานดาวสีที่เห็นแต่ด้านข้าง และกำลังชมผ้าไหมอยู่ วสันต์มองผ่านกานดาวสีไปแล้วชะงัก ไม่สามารถละสายตาออกมาได้
       “ผู้หญิงคนที่คุณพระเดินไปหานี่เป็นใครเหรอครับ ผมรู้สึกคุ้นๆยังไงก็ไม่รู้”
       “อ๋อ...เธอเป็นว่าที่คู่หมั้นของหม่อมหลวงฐิติ สูรยกานต์ เจ้าของที่นี่น่ะค่ะ...คุณวสันต์รู้จักเธอเหรอคะ” อิ่มใจถาม
       “เปล่าหรอกครับ...ตอนนี้ผมคงจะจำใครไม่ได้แล้วล่ะครับ นอกจากผู้หญิงที่แสนสวยและแสนจะอ่อนหวานที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมคนนี้”
       อิ่มใจขวยเขิน
      
       คุณพระบรรณกิจเอ่ยถามกานดาวสี “หนูกาน...ทำไมมายืนอยู่คนเดียว คุณติไปไหนซะล่ะ”
       “คุณฐิติไปเซ็นเอกสารที่ห้องทำงานน่ะค่ะ ดิฉันก็เลยขอรออยู่ที่นี่”
       คุณพระพยักหน้ารับรู้
       “งั้นก็ตามสบายนะหลาน ถ้าชอบผืนไหนก็บอกเด็กไปได้เลย”
       “ขอบคุณค่ะ”
       กานดาวสีมองตามคุณพระที่เดินไปหาวสันต์ แลเห็นวสันต์ยืนคุยกับอิ่มใจ และก่อนที่คุณพระ อิ่มใจ และวสันต์จะเดินผ่านไปทางห้องทำงาน วสันต์หันมามองกานดาวสีอีกครั้ง ในจังหวะเดียวกับที่
       กานดาวสีหันหลังกลับไปดูผ้าไหมต่อพอดี
      
       สองคนอยู่ในรถ ฐิติเหลือบมองห่อผ้าบนตักกานดาวสี แล้วยิ้มเยาะพูดขึ้นลอยๆ
       “ดีนะที่สูรยกานต์ทำกิจการผ้าไหม ไม่ได้ทำเกี่ยวกับเพชรพลอย”
       กานดาวสีงง “ทำไมคะ”
       ฐิติไม่ตอบแต่มองที่ห่อผ้าให้รู้ว่ากำลังกระทบ กานดาวสีเข้าใจความหมายโกรธจนน้ำตาคลอถามเสียงดังอย่างเหลืออด
       “ในเมื่อดิฉันดูเลวมากในสายตาคุณ คุณจะมาทนแต่งงานกับฉันทำไม หรือว่าคุณมีความสุขที่จะคอยถากถาง ให้ฉันเจ็บปวด ไม่เคยมีสักครั้งที่คุณพบฉันแล้วจะพูดกับฉันดีๆ ทำไมคะ ทำไม”
       ฐิติจอดรถอย่างแรง เสียงดังกลับไม่แพ้กัน
       “ทำไมคุณไม่ถามตัวเองบ้างล่ะว่าทำไมคุณถึงปฏิเสธผม ทำไมคุณถึงเปลี่ยนใจ ทำไมคุณถึงรับไม่ได้ที่ผมจน แล้วในเมื่อคุณปฏิเสธผมแล้วทำไมไม่ปฏิเสธให้ตลอด ทำไม..ทำไม”
       ฐิติตะคอกใส่กานดาวสีอย่างโกรธจัด กานดาวสีอึ้งเพราะไม่สามารถบอกเหตุผลได้ รีบหันหน้าหนีออกไปนอกรถ น้ำตาไหลเงียบๆ ที่ฐิติเสียงกร้าว
       “เมื่อคุณเลือกจะแต่งงานกับผมเอง คุณก็ต้องทน ต้องทนให้ได้ นี่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้นกานดาวสี”
      
       ฐิติออกรถไปอย่างกระชากแรงๆ กานดาวสีหงายเงิบ


  


       ตกตอนค่ำหลังเลิกงาน วสันต์นัดอิ่มใจมาพบในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เอาเรื่องงานมาอ้าง ระหว่างนั้นอิ่มใจเก็บเอกสารที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะให้เรียบร้อย พูดกับวสันต์ไปด้วย
      
       “รายละเอียดของงานคร่าวๆ ก็มีประมาณนี้ค่ะ แต่ถ้าคุณวสันต์ทำๆ ไปแล้ว มีอะไรติดขัดก็บอกดิฉันได้นะคะ”
       วสันต์ยิ้ม หยอดคำหวาน “ขอบคุณมากครับ นี่ถ้าไม่ได้คุณอิ่มใจ ผมคงจะจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก”
       อิ่มใจขวยเขิน “แหม...คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ” พลางมองนาฬิกาข้อมือ “นี่ก็ดึกแล้ว ดิฉันว่าเราเรียกคิดเงินเลยดีมั้ยคะ”
       “เอาสิครับ แล้วเดี๋ยวผมจะไปส่งที่บ้าน”
       อิ่มใจส่งเอกสารทั้งปึกให้วสันต์ แต่วสันต์แกล้งทำหลุดมือ เอกสารตกกระจัดกระจายที่พื้น
       “อุ๊ย...ขอโทษค่ะ”
       อิ่มใจรีบก้มลงเก็บเอกสาร วสันต์ขยับตัวลุกขึ้นเหมือนจะช่วยเก็บด้วย แต่แอบใส่ยานอนหลับลงไปในแก้วน้ำส้มของอิ่มใจ แล้วยิ้มอย่างสมใจ
      
       ที่ร้านอาหารอีกแห่ง แก้วเหล้า 4 แก้วชนกัน ก่อนจะแยกออก แลเห็นฐิติกับเพื่อนๆ กำลังดื่มกินกัน เขต อุดร และทวิช กำลังเมาได้ที่ มีฐิติที่แค่ดื่มนิดหน่อย ทวิชลุกขึ้นชูแก้วเหล้าเสียงดังอ้อแอ้
       “แด่อิสรภาพที่กำลังจะหมดไปของไอ้ติ”
       เขตท้วง “เฮ้ยไอ้วิชพูดให้มันดีๆ หน่อย ทำยังกับไอ้ติมันกำลังจะติดคุกอย่างนั้นล่ะ”
       “มันก็ครือๆ กันแหละว้า ไม่เคยได้ยินหรือไง เดินเข้าประตูคุกยังมีวันออก แต่เดินเข้าประตูวิวาห์น่ะ สิ้นอิสรภาพตลอดชีวิตเลยนะเว้ย” ทวิชว่า
       “จริง ไอ้วิชมันก็พูดถูก ฉันเห็นด้วยว่ะ” อุดรบอก
       “แกนี่มันปากปีจอไม่เลิกจริงๆนะ เออว่าแต่ว่าเจ้าสาวที่ท่านย่าบรรจงเลือกให้แกนี่เป็นใครวะ”
       เขตถาม จังหวะที่อุดรกำลังจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม
       “กานดาวสี กิริเนศวร” ฐิติบอก
       เขตกับอุดรสำลักเหล้าพรวดใส่หน้าทวิชพร้อมกันโดยไม่ได้นัด สีหน้าสองหนุ่มตกใจแทบหายเมา หันมามองฐิติอย่างคาดไม่ถึง
      
       ด้านกานดาวสีแวะมาหารำเพยที่บ้าน รำเพยทั้งตื่นเต้นระคนตกใจพอได้ฟัง
       “อะไรนะ นายฐิตินั่นเป็นหม่อมหลวง นี่เธอกำลังจะแต่งงานกับทายาทคนเดียวของสูรยกานต์จริงๆเหรอเนี่ย...โชคดีเป็นบ้าเลยยัยกาน”
       กานดาวสีแอบน้อยใจ “โชคดีอะไรกัน เธอก็รู้ว่าเค้าไม่ได้รักฉัน...แล้วถ้ายัยรัตน์ไม่เข้าใจฉันผิด ฉันก็คงไม่ยอมแต่งงานกับเค้าหรอก”
       รำเพยฟังแล้วแปร่งหูพิกล จ้องหน้าจ้องตาอย่างจับพิรุธก่อนจะอมยิ้มอย่างเข้าใจ
       “รัก เอ๊ย ชอบเค้าเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ”
      
       “บ้า พูดบ้าๆ...ฉันจะไปรักเค้าได้ยังไง รู้ทั้งรู้ว่าเค้ารักผู้หญิงคนอื่นอยู่”
       “ผู้หญิงคนนั้นป่านนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ อาจจะแต่งงานแต่งการ...” รำเพยพูดพลางทำท่าแก่นเซี้ยว “หรือตายไปแล้วก็ได้ จะคิดอะไรให้เยอะแยะนะผู้ใหญ่ให้แต่งก็แต่งไปเถอะน่า...อยู่ๆ กันไปก็รักกันไปเองแหละ” พลางมองล้อๆ เพื่อนรัก “เชื่อเหอะ ว่าฉันน่ะมองขาด”
      
       คืนเดียวกัน ขณะที่วิไลวรรณกำลังนอนหลับสนิท ตกใจตื่นเพราะเสียงกริ่งหน้าประตูบ้านดังรัวไม่หยุดวิไลวรรณ อารมณ์เสีย
       “จะบ้าเหรอเนี่ย ใครมาดึกๆดื่นๆ กดกริ่งไม่มีความเกรงใจเลย”
       วิไลวรรณรีบลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมมาใส่ตะโกนไปด้วย
       “รู้แล้วๆๆๆ โอ๊ยหูจะแตกอยู่แล้ว”
      
       วิไลวรรณเปิดประตูแล้วชะงักตกใจมาก เห็นกานดามณีในสภาพบักโกรก ใบหน้ามีแผล
       และรอยช้ำเต็มไปหมด
       “นังณี...นี่แกหายหัวไปไหนมา”
       “เอาเงินมาจ่ายค่าแท็กซี่ให้ฉันก่อนเร็ว”
       กานดามณีออกคำสั่ง ตัวเองเดินผ่านเพื่อนเข้าไปในบ้าน วิไลวรรณมองตามงงๆพึมพำ
       “นี่มันไปตกนรกขุมไหนมาเนี่ย”
      
       กานดามณีกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ วิไลวรรณตะโกนคุยด้วย
       “ห๊ะ หมายความว่าอีตาวสันต์มันขายแกให้กับไอ้วิทย์นั่นน่ะ”
       “ก็ใช่น่ะสิ...เจ็บใจจริงๆ ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยหมดสภาพขนาดนี้กว่าจะหนีออกมาได้ ก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด”
       วิไลวรรณงง “ไม่น่าเชื่อว่ะ...ผู้ดีก็มีแบบนี้ด้วย”
       “ผู้ดีน่ะ แค่ฉากหน้า จริงๆมันซาดิสต์ น่ากลัวจะตาย ฉันซวยจริงๆที่ไปเจอไอ้คนจิตวิปริตนี่”
       “แล้วไอ้วสันต์มันหายไปไหนล่ะ”
       “มันก็หนีไปน่ะสิ ได้เงินไปแล้วนี่...คอยดูนะ ถ้าฉันเจอมัน ฉันจะเอาคืนให้มันให้เจ็บเลย”
       กานดามณีปล่อยให้สายน้ำจากฝักบัวราดรดชำระล้างร่างกายไป แต่แววตาคั่งแค้นและอาฆาต ทั้งวสันต์และวิทย์สุดๆ
      
       ขณะเดียวกันวสันต์ตัวแสบกำลังอุ้มอิ่มใจที่มึนหัวลงบนเตียงในห้องพักโรงแรม
       “รู้มั้ย คุณเป็นผู้หญิงที่สวยและมีเสน่ห์ที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา ผมชอบคุณตั้งแต่แรกเห็นจริงๆนะ”
       อิ่มใจพยายามลืมตาขึ้น เห็นหน้าวสันต์เบลอๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
       “คุณวสันต์!”
       วสันต์ก้มลงจูบอิ่มใจ และโน้มตัวอิ่มใจลงไปกับที่นอน บทรักดำเนินไปตามการขีดเขียนของวสันต์หนุ่มจอมเจ้าชู้
      
       รุ่งเช้า นมสายกับนวลยกการ์ดเชิญคนละตั้ง เข้ามาวางไว้ที่โต๊ะตรงหน้าท่านหญิงในห้องพักผ่อนวังสูรยกานต์ นมสายนั่งคุยต่อ นวลเดินออกไปแล้ว ฐิติกับกานดาวสีนั่งเคียงกัน
       “นี่บัตรเชิญที่ยังไม่ได้เอาไปให้แขกผู้ใหญ่ มันเหลือเยอะขนาดนี้เชียวรึ”
       ฐิติกับกานดาวสีมองหน้ากันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ตกใจในจำนวนการ์ดที่เหลือ
       “เพคะ...ก็ไหนจะพระญาติ พระสหาย แล้วยังแขกผู้ใหญ่ของบริษัทอีก”
       “ไม่ได้การละ วันงานก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว” ท่านหญิงคิดหนัก “เอาอย่างนี้เถอะ...พ่อติกับแม่กานดาวสีเอาไปให้เฉพาะญาติๆ ส่วนที่เหลือ ก็ให้คุณพระเอาไปช่วยแจกให้ก็ละกัน พ่อคนนี้เค้ารู้จักทุกคนอยู่แล้วละ”
       “ครับ ท่านย่า”
       ท่านหญิง หันมาทางกานดาวสี “แล้วแม่กานดาวสีล่ะ พวกเครื่องแต่งตัว ชุดเจ้าสาวน่ะเตรียมพร้อมรึยัง...ถ้าขาดเหลืออะไรก็มาบอกย่านะลูก ไม่ต้องเกรงใจ อย่าลืมนะว่าวันนั้น หนูจะต้องสวยที่สุดให้ตาติมันตะลึงไปเลย”
       นมสายพูดเสียงเล็กเสียงน้อยตามประสา “โอ้ย...แค่นี้คุณติเธอก็ไม่มีตาจะมองใครอีกแล้วล่ะเพคะ ถ้าสวยกว่านี้ คุณติของนมคงจะไม่เป็นอันทำอะไรเป็นแน่”
       กานดาวสีนิ่ง หน้าแดงด้วยความเขิน ฐิติเผลอตัวมองกานดาวสีด้วยสายตาอ่อนโยน เต็มไปด้วยความรัก
      
       ท่านหญิงกับนมสายต่างสังเกตเห็นปฏิกริยาของฐิติกับกานดาวสี แล้วลอบยิ้มให้กันอย่างสมใจ
      

      ในเวลาต่อมาคุณพระบรรณกิจนั่งอยู่ในห้องทำงานที่ร้านสูรยกานต์ไหมไทย มองบัตรเชิญตั้งสูงที่ฐิติวางลงบนโต๊ะอย่างอารมณ์ดี
      
       “ไม่ต้องห่วงครับ เรื่องแค่นี้เอง เดี๋ยวผมจัดการให้เรียบร้อย...ว่าแต่ว่าคุณฐิติกับหนูกานดาวสีคิดกันหรือยังว่าจะไปฮันนีมูนที่ไหน”
       “ผมคิดว่าคงไม่ไปหรอกครับ อาจจะพักสักวันแล้วผมจะรีบมาช่วยคุณพระทำงาน” ฐิติว่า
       “โอ๊ย..ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอกครับ แต่งงานทั้งที ก็ต้องมีอะไรให้จดให้จำ ช่วงที่ไปฮันนีมูนกันนี่แหละ จะเป็นช่วงแห่งความทรงจำที่ไม่รู้ลืมเลยทีเดียว”
       คุณพระมองฐิติกับกานดามณีอย่างล้อๆ ฐิติทำท่าไม่ใส่ใจ หันไปทางอื่นกลบเกลื่อนความเขิน
       กานดาวสีวางหน้าไม่ถูก รีบพูด
       “เอ่อ ดิฉันขอตัวไปห้องน้ำสักครู่นะคะ”
       “เชิญครับเชิญ”
       คุณพระมองกานดาวสีเดินออกไปจนลับตา
       “คุณฐิตินี่ตาแหลมจริงๆ หนูกานดาวสีเป็นเด็กน่ารักมาก ผมเห็นแกมาตั้งแต่ตัวเท่าเมี่ยง”
       ฐิติพูดทีเล่นทีจริง “โตขึ้นอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้นะครับ”
       “สำหรับรายนี้ผมกล้ารับประกันครับ หนูกานดาวสีเป็นเด็กเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น ลองได้เป็นถึงคู่หมั้นคู่หมายทายาทของสูรยกานต์อย่างนี้ล่ะก็คงจะอดแสดงตัวไม่ได้ แต่นี่ไม่มีเลย...ยังสงบเสงี่ยมเหมือนเดิม”
       คุณพระเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เปิดลิ้นชักหยิบใบเสร็จในลิ้นชักส่งให้ฐิติ พูดเหมือนบ่นๆ
       “พูดแล้วก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้...ฝากคุณฐิติเก็บไว้ให้หนูกานดาวสีหน่อยนะครับ เดี๋ยวผมจะลืมซะอีก ว่าจะให้เธอตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”
       ฐิติรับมาเปิดดูอย่างงงๆ
       “ใบเสร็จค่าผ้าไหม! นี่มันอะไรกันครับคุณพระ”
      
       สักครู่ต่อมาฐิติและคุณพระบรรณกิจยืนอยู่ในโชว์รูมของร้าน โดยพนักงานขายของร้าน รีบอธิบายแก้ตัวอย่างเกรงๆ
       “ดิฉันเรียนคุณกานดาวสีไปตามที่คุณพระสั่งแล้วค่ะว่าไม่ต้องจ่ายเงิน แต่เธอก็ยืนยันจะจ่ายให้ได้”
       ฐิติฟังแล้วอึ้ง นึกโกรธตัวเองที่ประชดประชันกานดาวสีเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เยอะ
       ฐิติคิดในใจ “แล้วก็ไม่รู้จักบอก...ปล่อยให้เราประชดประชันอยู่ได้ แปลกคนจริงๆ
       คุณพระพยักหน้าให้พนักงานขายออกไปได้
       ฐิติพาล “นี่น่ะเหรอครับ เด็กดีของคุณพระ ทำอะไรไม่รู้จักคิด”
       คุณพระอ้าปากค้าง งงว่าฐิติโกรธอะไร
       “รบกวนคุณพระช่วยบอกพนักงานในโชว์รูมด้วยนะครับว่าถ้าครั้งหน้ากานดาวสียังยืนยันที่จะจ่ายเงินอีก ก็ให้เค้ามาบอกผมได้ทันที...” ฐิติบ่น “อีกไม่กี่วันก็จะมาเป็นหลานสะใภ้ท่านย่าแล้ว ยังทำตัวราวกับเป็นคน
       อื่น...ท่านย่ารู้เข้าคงไม่โปรดแน่”
       คุณพระรับคำสั่งด้วยสีหน้าเอ็นดูและรู้ทัน
      
       ฟากกานดาวสีเดินเลี้ยวเข้ามา มองเห็นป้ายหน้าห้องน้ำ กานดาวสีเดินตรงมา วสันต์เดินออกมาจากมุมหนึ่งพอดี สองคนชนกันอย่างจัง วสันต์เงยหน้ามาเห็น ตะลึงไป
       “ขอโทษนะคะ” กานดาวสีเดินไปเลย
       ตอนแรกวสันต์ตกใจ แต่พอเห็นกานดาวสีเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจก็งง หลุดปากเรียกออกไป
       “คุณกานดาวสี”
       กานดาวสีชะงัก หันมามองวสันต์อย่างงงๆ
       “ดิฉันรู้จักคุณเหรอคะ”
       วสันต์อึ้งไปอย่างนึกไม่ถึง แล้วค่อยมาตระหนักว่ากานดาวสีคงจะโกรธเขามาก
       “คุณกานผมรู้ว่าคุณโกรธผมมาก แต่ฟังผมอธิบายก่อนได้มั้ย ผมไม่ได้ตั้งใจทิ้งคุณ ผมมีความจำเป็นจริงๆ”
       “คุณพูดเรื่องอะไร ดิฉันไม่รู้จักคุณนี่คะ”
       กานดาวสีจะเดินไป วสันต์เข้ามาจับแขนกานดาวสีไว้
       “เดี๋ยวก่อนคุณกาน”
       “ปล่อย..ฉันบอกให้ปล่อย” กานดาวสีเสียงแข็ง
       “อะไรนะคุณกาน นี่คุณโกรธผมมากขนาดแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเชียวเหรอ ผมบอกแล้วไงว่าจะอธิบายให้ฟัง”
       “แต่ฉันไม่รู้จักคุณ”
       กานดาวสีสะบัดจนหลุด รีบวิ่งหนีวสันต์ไป วสันต์งง
       “นี่เค้าจะมาไม้ไหนกันวะ”
       อีกมุมหนึ่ง เห็นอิ่มใจซึ่งตกเป็นของวสันต์ มองมาด้วยท่าทางไม่พอใจ
      
       กานดาวสีพรวดพราดเข้ามาในห้องน้ำอย่างตระหนกก่อนจะมองหน้าตัวเองในกระจกอย่าง
       แปลกใจรำพึงกับตัวเอง
       “หรือเค้าจะคิดว่าเราคือผู้หญิงคนนั้น...อยากรู้จริงๆว่าเธอเป็นใครกันแน่”
      
       ขณะเดียวกัน ภายในห้องทำงานวิทย์ เห็นลิซ่ากำลังนั่งคร่อมนัวเนียอยู่กับวิทย์ที่เก้าอี้ทำงาน เสียงโทรศัพท์ดัง ทั้งวิทย์และลิซ่าไม่มีใครสนใจ โทรศัพท์ยังดังไม่หยุด วิทย์ละตัวออกมาจากลิซ่า เอื้อมมือมารับโทรศัพท์ตัดรำคาญ
       “ฮัลโหล”
       วสันต์อยู่ที่ห้องทำงานในร้านผ้าไหม
       “ไอ้วิทย์ กานดาวสีล่ะ”
       วิทย์โวยลั่น “ก็หนีไปแล้วน่ะสิ ยังจะมีหน้ามาถามอีก”
       วสันต์อึ้ง “หนีออกมา จริงๆ เหรอวะ”
       “เออสิ แล้วแกจะว่ายังไง ล้านนึงที่ฉันจ่ายให้แกไปน่ะ ยังไม่คุ้มเลยนะเว้ย”
       “ช่วยไม่ได้ว่ะ ดีลเราจบไปตั้งแต่วันนั้นแล้วนี่หว่า...”
       เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะขึ้น คุณพระถือการ์ดเชิญงานแต่งงานของฐิติกับกานดาวสีเข้ามา แล้วชะงักนิดนึงเมื่อเห็นวสันต์ กำลังพูดโทรศัพท์อยู่
       วสันต์ตัดบท “เฮ้ย ฉันต้องวางก่อน...”
       คุณพระรีบพูดขัดขึ้น “ไม่เป็นไรคุณวสันต์ ผมแค่เอานี่มาให้...ในฐานะพนักงานของสูรยกานต์ไหมไทย ผมคิดว่าคุณควรจะไปร่วมงานด้วยนะ”
       คุณพระวางการ์ดเชิญไว้บนโต๊ะแล้วเดินออกไป วสันต์หนีบหูโทรศัพท์ไว้ รีบหยิบซองมาเปิดดูอย่างสงสัย แล้วอึ้งตะลึงไป อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
       “เฮ้ย!...เดี๋ยวนะโว้ย”
       วสันต์เห็นชื่อกานดาวสีอยู่ในการ์ดเชิญ ขณะอ่านข้อความ
       “หม่อมเจ้าหญิงลักษมี สูรยกานต์ มีความยินดีขอกราบทูล ทูล และเรียนเชิญ เพื่อเป็นเกียรติในงานเลี้ยงรับรอง เนื่องในพิธีมงคลสมรส ระหว่าง นางสาวกานดาวสี กิริเนศวร และ หม่อมหลวงฐิติ สูรยกานต์ ณ วังสูรยกานต์ วันที่ ๑๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๐๕ เวลา ๑๖.๐๐ น.”
       วสันต์ยิ้มอย่างมีเลศนัยขณะคุยสายกับสหายจอมซาดิสต์
       “ฉันมีข่าวดีว่ะ ยังไงแกก็ไม่สูญเงินล้านนั่นไปฟรีๆแน่ๆไอ้วิทย์...แล้วเรายังมีอะไรเล่นสนุกๆ กันต่อซะด้วยสิ”
      
       หนุ่มเจ้าชู้จอมกะล่อนยิ้มอย่างมีแผน


  


       ทางด้านฐิติขับรถมาเรื่อยๆ ตามทาง หันไปมองกานดาวสีที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดตัวเอง เรื่องถูกวสันต์ทัก เหมือนกับว่ารู้จักกันดี ฐิติถามขึ้นอย่างแปลกใจ
      
       “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
       กานดาวสีสะดุ้ง “ปละ..เปล่าค่ะ เอ่อ วันนี้เราไปพบผู้ใหญ่ครบหมดแล้วใช่มั้ยคะ”
       “ใช่”
       “ถ้าอย่างนั้น ดิฉันขอกลับบ้านเลยได้มั้ยคะ”
       “ก็ตามใจสิ ผมจะไปว่าอะไรคุณได้ แต่คุณคงลืมไปกระมังว่าคุณรับปากท่านย่าว่าจะไปทานข้าวกับท่าน”
       กานดาวสีอึ้ง “ถ้าจะกรุณา ช่วยทูลท่านว่าดิฉันไม่ค่อยสบายได้มั้ยคะ”
       “ผมไม่ถนัดที่จะพูดโกหกได้หน้าตาเฉยเหมือนคุณหรอกนะ” ฐิติไม่วายถากถาง
       “ฉันไม่ได้โกหกนะคะ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายจริงๆ”
       ฐิติเห็นใบหน้ากานดาวสีดูเซียวซีด ก็อดเป็นห่วงไม่ได้
       “เอาเถอะ ครั้งนี้ผมจะทูลท่านย่าให้ก็ได้...” ฐิติพูดเบาๆ กับตัวเอง “ถือว่าชดใช้ที่ผมเคยเข้าใจคุณผิดก็ละกัน”
       กานดาวสีได้ยินไม่ชัด มองหน้าฐิติเหมือนจะถาม แต่ฐิติทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ กานดาวสีก็เลยไม่อยากจะซักไซ้เพราะกำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเอง
      
       ตกตอนกลางคืน กานดาวสีตัดสินใจบอกบิดาเรื่องวสันต์
       “คุณพ่อคะ วันนี้มีคนมาทักลูกผิดอีกแล้วค่ะ”
       วิเศษ’งง “เป็นไปได้ยังไงนะ แล้วเค้าทักลูกว่ายังไง”
       “เค้าก็เรียกลูกว่ากานดาวสีค่ะ แต่ลูกไม่เคยรู้จักเค้าจริงๆ”
       “แปลก จะมีกานดาวสี กิริเนศวรถึงสองคนได้ยังไง”
       กานดาวสีมองหน้าวิเศษอย่างจับสังเกต
       “ก็นั่นสิคะ ลูกก็เลยอยากจะถามคุณพ่ออีกครั้งว่าลูกไม่มีฝาแฝด หรือญาติพี่น้องที่หน้าตาเหมือนลูกจริงๆใช่มั้ยคะ”
       วิเศษอ้ำอึ้งไปนิดหนึ่ง และกำลังพยายามหาคำตอบอุไรเดินเข้ามาพอดี มองกานดาวสีอย่างหมั่นไส้
       “เค้าคงจะตาฟาดล่ะมั้งจ๊ะ คนประเภทเห็นผิดเป็นชอบน่ะ มีเยอะแยะไป หรือไม่ก็เธอน่ะแหละ ที่คงจะไปหว่านเสน่ห์ไว้ทั่วไปหมด จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”
       วิเศษมองอุไรอย่างไม่ชอบใจ
       “คุณมาก็ดีแล้ว...อย่ามัวแต่หาเรื่องยัยกานอยู่เลย นาฬิกาผมน่ะว่ายังไงหาเจอหรือยัง”
       อุไรตกใจยังมีชนักติดหลังอยู่
       “ค..คือว่า...ฉัน ...ฉันยังไม่มีเวลาหาเลย...” ทำเสียงรำคาญกลบเกลื่อน เหมือนวิเศษทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ “ไม่ต้องห่วงนักหรอกค่ะ สสารไม่มีวันหายไปจากโลก ยังไงมันก็ต้องอยู่ที่ไหนซักแห่งน่ะแหละ”
       อุไรเดินเลี่ยงไปอย่างมีพิรุธ
       “อ้าว...แล้วนั่นจะไปไหนล่ะ” วิเศษประชด “ไม่อยู่ออกความเห็นต่อรึ”
       “ไม่ล่ะค่ะ ดิฉันขอตัวก่อน ง่วงเต็มทีแล้ว” อุไรบ่นเบา “ซวยจริงๆ รู้งี้ไม่เดินเข้ามาหรอก”
       วิเศษได้ยิน พูดไล่หลังไป
       “ถ้ามันซวยนัก ก็เข้าวัดไปรับศีลรับพรจากพระจากเจ้าซะบ้างนะคุณเผื่อว่าจิตใจอาจจะสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาบ้าง”
       วิเศษหันมาที่กานดาวสีเห็นหน้าหมองๆ ก็พยายามปลอบ ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่สบายใจเหมือนกัน
       “หนูก็เหมือนกัน ถ้าไม่สบายใจ ก็หาโอกาสไปทำบุญไหว้พระบ้าง...ส่วนเรื่องที่มีคนมาทักผิด พ่อว่าก็อย่าไปใส่ใจเลยลูก มันอาจจะมีอะไรเข้าใจผิดกันก็ได้...”
      
       เช้าวันต่อมา วิไลวรรณกำลังแต่งตัวเตรียมไปข้างนอก ขณะที่กานดามณีเพิ่งตื่น
       “ตื่นแล้วหรือแก…รีบๆ อาบน้ำไป”
       “แกแต่งตัวจะไปไหน”
       “ก็จะพาแกไปข้างนอกนะสิ ไปลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเร็วเข้า”
       “แกจะพาฉันไปไหน”
       “เอาเถอะน่าชีวิตแกจะได้ดีขึ้นบ้าง ลุกเร็ว”
       วิไลวรรณฉุดกานดามณีที่ค่อยๆลุกจากที่นอนอย่างไม่ค่อยเต็มใจ
      
       ภายในโบสถ์ของวัดแห่งนั้น มีผู้คนมาทำบุญมากมาย ควันธูปกระจายโดยรอบ โดยที่มุมหนึ่งกานดามณีปัดควันธูปอย่างรำคาญ กระซิบวิไลวรรณที่กำลังต่อคิวเข้ารับการวพรมน้ำมนต์จากพระ
       “แกจะพาฉันมารดน้ำมนต์เนี่ยนะนังวรรณ”
       วิไลวรรณ ก็เออนะสิ ชีวิตแกจะได้ดีขึ้นบ้างไง น้ำมนต์วัดนี้ศักดิ์สิทธิ์นะแก
       คนเบียดมาจากด้านหลังกานดามณีรำคาญหันไปแว้ดใส่
       “จะเบียดอะไรนักหนานะ เอ้าอยากแซงคิวนักก็เอาเลยฉันไม่รดไม่เริดแล้ว”
       กานดามณีจะออกจากแถว วิไลวรรณคว้าแขนไว้
       “เฮ้ยนังณีจะไปไหน”
       “ฉันไปรอข้างหน้าแล้วกัน”
       กานดามณีมองคนที่มองรอคิวอย่างเยาะๆ ท่าทางไม่เชื่อถือ เดินเร็วๆออกไป วิไลวรรณมอง
       ตามพึมพำ
       “นังนี่มันบาปหนาจริงๆ ขนาดพามาถึงวัดยังไม่ยอมรดน้ำมนต์อีก เฮ้อ...”
      
       บริเวณด้านหน้าพระประธานในโบสถ์ เห็นผู้คนมากมายนั่งจุดธูปไหว้พระ ที่ประตูทางเข้ากานดาวสีก้าวเข้ามาอย่างสำรวมพร้อมดอกไม้ธูปเทียนตรงไปคุกเข่าที่มุมหนึ่งจุดเทียนอย่างสงบ
       กานดามณีเดินหน้างอออกมาจากโบสถ์ กานดามณีหันหน้าไปทางอื่นจึงมองไม่เห็นกานดาวสี
       ที่ลุกขึ้นไปปักธูปที่กระถาง แล้วเดินไปวางดอกไม้ในพานใหญ่ ก่อนจะเดินไปที่ประตูโบสถ์ ชนกับวิไลวรรณที่
       ทะเล่อทะล่าออกมา กระเป๋ากานดาวสีหล่น กานดาวสีรีบก้มลงเก็บ วิไลวรรณรีบขอโทษ
       “อุ๊ยขอโทษค่ะ”
       กานดาวสียืนขึ้นยิ้มให้พูดอ่อนโยน
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       กานดาวสีเดินเข้าไปในโบสถ์ วิไลวรรณยืนตะลึงเหมือนโดนผีหลอกกลางวันแสกๆ
      
       ส่วนกานดามณียืนรอวิไลวรรณด้วยสีหน้าหงุดหงิด พลางดูนาฬิกา
       “นังวรรณมันรดหรืออาบน้ำมนต์กันเนี่ย ป่านนี้ทำไมยังไม่ออกมา ถ้ารู้ว่าจะชวนมาวัด ฉันไม่เสียเวลามาให้เมื่อยหรอก”
       ขาดคำวิไลวรรณวิ่งหน้าตื่นมาคว้าแขนกานดามณีลากเข้าไปทางโบสถ์
       “ไปเร็วนังณี”
       กานดามณีขืนตัวไว้ “โอ๊ยก็บอกว่าไม่รดฉันไม่ชอบรดน้ำมนต์”
       “ฉันไม่ได้พาแกไปรดน้ำมนต์”
       “แล้วแกจะพาฉันไปไหน”
       “เถอะน่าแกตามฉันมาก่อนเร็วเข้า”
       วิไลวรรณลากานดามณีไปจนได้
      
       กานดาวสีกำลังรับน้ำมนต์จากพระอย่างสงบ เสร็จแล้วก้มกราบ ก่อนจะค่อยๆคลานเลี่ยงไปอีกทาง ไปนั่งลงกราบพระพุทธรูปตั้งจิตอธิษฐาน
       “ขอให้ลูกผ่านเรื่องเลวร้ายต่างๆ ไปให้ได้ และมีแต่สิ่งดีๆ ในชีวิตด้วยเถอะค่ะ”
       ฟากวิไลวรรณลากกานดามณีมาถึงหน้าโบสถ์ กานดามณีสะบัดมือฉุนๆ
       “ก็ฉันบอกแกแล้วไงว่าฉันไม่รดน้ำมนต์ แกนี่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ เสียเวลาอยู่ได้ฉันหิวแล้วนะเนี่ย”
       กานดามณีหันกลับเดินไป วิไลวรรณวิ่งตามฉุดเอาไว้
       “รู้แล้วน่า ฉันไม่ได้พาแกมารดน้ำมนต์”
       “แล้วจะมาทำไม”
       “เออน่า แกเข้าไปกับฉันก่อนเดี๋ยวแกก็เห็นเอง”
       วิไลวรรรณลากกานดามณีเข้าไปในโบสถ์อย่างรวดเร็ว รีบมองหา เห็นผู้คนมากมายแต่ไม่มีกานดาวสีแล้ว วิไลวรรณร้อนใจพึมพำ
       “หายไปไหนแล้ว”
       “อะไรของแก กลับกันเถอะฉันหิวข้าวแล้ว”
       วิไลวรรณยังคงชะเง้อหากานดาวสีแต่ก็ไม่เห็น
       “ฉันบอกว่าฉันหิวแล้ว ไม่ได้ยินหรือไง”
       กานดามณีจึงลากแขนวิไลวรรณออกมาจากโบสถ์อย่างหงุดหงิด
       ขณะที่กานดาวมณีกับวิไลวรรณเดินออกมาจากโบสถ์กำลังเดินไปทางลานจอดรถ จังหวะนั้นกานดาวสีออกมาจากประตูโบสถ์อีกฝั่งหนึ่งพอดี
       กานดามณีกับวิไลวรรณเดินผ่านกานดาวสีไป กานดาวสีเห็นกานดามณีแล้วก็ตกใจที่เห็นคนหน้าเหมือนตัวเอง กำลังจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แต่ไม่ทัน
       กานดามณีกับวิไลวรรณเดินขึ้นรถ และขับออกไป
       กานดาวสียืนอึ้งไป ตกใจอย่างรุนแรง
      
       “หรือว่าจะเป็นผู้หญิงคนนั้น คนที่คุณฐิติหลงรัก”

       กานดามณีขับรถมาตามทาง วิไลวรรณพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น
      
       “แกรู้มั้ยเมื่อกี้ฉันเห็นใคร”
       “เห็นญาติผู้ใหญ่ของแกละมั้ง”
       “ญาติแกนะสินังณี”
       กานดามณีหันขวับ “แกหมายความว่ายังไง”
       “ฉันเจอพี่สาวฝาแฝดของแก”
       “อะไรนะ”
       “ฉันบอกว่าฉันเจอกานดาวสี กิริเนศวรตัวจริงๆไม่ใช่ตัวปลอมอย่างแก”
       กานดามณีตะลึงงัน
      
       สองสาวอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งแล้ว กานดามณีถามทันที
       “หน้าเค้าเหมือนฉันมากมั้ยแก”
       “ถ้าฉันไม่รู้มาก่อน ฉันก็ต้องทักผิดแน่ๆ แล้วแบบนี้แกคิดว่าเหมือนมั้ยล่ะ” วิไลวรรณพูดโดยไม่ตั้งใจ “แต่การแต่งตัว กิริยามารยาทเค้าดูดี๊ดูดี”
       การดามณีหันค้อนขวับ
       วิไลวรรณ รีบแก้ตัว “ก็ดีกว่าแกไม่มากหรอก รวมๆ แล้วแกดูดีกว่าเยอะ”
       “ไม่ต้องมาพูดดีเลย…มันแน่อยู่แล้วล่ะที่นังกานดาวสีมันต้องดีกว่าฉันทุกอย่าง เพราะมันน่ะ เสวยสุขอยู่บนวิมาน ส่วนฉันต้องมาตกนรกอยู่แบบนี้ไง…คอยดูนะ สักวันฉันต้องดีกว่ากว่ามันให้ได้”
       “ก็ไม่เห็นจะยากเลย แกก็ไปหาพ่อแท้ๆของแกสิ ไปทวงสิทธิความเป็นลูกบ้าง จะรอให้พี่แกเสวยสุขอยู่คนเดียวหรือไง”
       กานดามณีครุ่นคิด สีหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
      
       คืนเดียวกันนั้นวิเศษตกใจเมื่อรู้เรื่องจากลูกสาว
       “ลูกเจอคนที่หน้าเหมือนลูก” วิเศษตื่นเต้นขึ้นมา “ลูกไปเจอเค้าที่ไหน ยังไง แล้วเค้าเห็นลูกมั้ย”
       “เจอที่วัดน่ะค่ะ แต่เค้าไม่เห็นลูก”
       “แล้วเค้าไปไหน ลูกตามไปหรือเปล่า”
       “เปล่าค่ะ...”
       วิเศษร้อนใจ ระคนผิดหวัง “แล้วทำไมลูกไม่ตามไป”
       กานดาวสีสะดุดใจน้ำเสียงของผู้เป็นบิดา
       “ลูกก็ตั้งใจจะตามไปค่ะ แต่เค้าขับรถออกไปก่อน...คุณพ่อมีอะไรหรือเปล่าคะ”
       วิเศษชะงัก หลบตากานดาวสี
       “พ่อก็แค่อยากรู้ ว่าเค้าเป็นใคร แล้วทำไมต้องแอบอ้างเอาชื่อลูกไปใช้ด้วย...ก็เท่านั้นน่ะลูก”
      
       ในห้องนอนที่มืดสลัว แลเห็นว่าอุไรนอนหลับสนิท ส่วนวิเศษนอนก่ายหน้าผากลืมตาโพลงอยู่ในความมืด สีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพจำเมื่ออดีตพรั่งพรูเข้ามาในห้วงคิด
      
       ตอนนั้นที่บ้านเช่าหลังหนึ่ง กาญจนาซึ่งยังสาวและสวย วิ่งหนีเข้าบ้านพยายามจะปิดประตูแต่ติดวิเศษที่ยังหนุ่มแน่นแต่อายุมากกว่ากาญจนาเยอะ ตามมาขวางไว้
       “ใจเย็นๆน่ากาญจนาคุยกันด้วยเหตุด้วยผลได้มั้ย”
       วิเศษดันประตูเข้ามาจนได้ กาญจนาโกรธ
       “เราเลิกกันแล้วคุณจะมารังควานอะไรฉันอีก”
       “ผมไม่ได้มารังควานแต่ผมห่วงลูก”
       “ลูกเหรอ..คุณก็เอาลูกไปแล้วนี่”
       “แต่กานดามณียังอยู่กับคุณ ผมอยากเอาแกไปอยู่ด้วย พี่น้องควรจะอยู่ด้วยกัน และผมก็น่าจะเลี้ยงแกได้ดีกว่าคุณ”
       กาญจนาเชิดหน้า มองไปทางอื่นอย่างไม่สนใจ
       “ผมส่งจดหมายมาคุณก็ไม่ยอมตอบ...คุณจะโกรธจะเกลียดผมก็ไม่เป็นไร แต่ผมอยากให้คุณเห็นแก่ลูกบ้าง รายได้คุณก็ไม่มาก เงินที่ผมส่งให้คุณก็ไม่รับ แล้วลูกจะอยู่ได้ยังไง”
       กาญจนาไล่ทันที “ไปให้พ้น ไปพล่ามที่อื่น ที่นี่ไม่มีลูกคุณอีกแล้ว”
       วิเศษตกใจ “หมายความว่ายังไงกาญจนา”
       “กานดามณีตายแล้ว”
       “อะไรนะคุณพูดเรื่องบ้าอะไร”
       “ฉันพูดเรื่องจริง มันเป็นไข้ฉันไม่มีเงินรักษามันตายแล้ว ถ้าคุณไม่เชื่อก็ดูสิในบ้านเนี่ย มีมันมั้ยล่ะ”
       วิเศษวิ่งเข้าไปในบ้านดูทุกที่ ก่อนจะวิ่งออกมาจับตัวกาญจนาเขย่าอย่างแรง
       “กานดามณีไปไหน ลูกผมไปไหนบอกมาเดี๋ยวนี้นะ”
       “ก็ฉันบอกอยู่นี่ไงว่ามันตายแล้ว ตายแล้ว ได้ยินชัดมั้ย กลับไป จะไปตายที่ไหนก็ไป”
       วิเศษทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างช็อกๆ กาญจนามองอย่างสะใจ
       “อ้อ..แล้วก็ไม่ต้องบอกนังแฝดพี่มันหรอกว่ามันมีน้อง ไม่ต้องบอกด้วยว่ามันยังมีแม่ ในเมื่อคุณเอามันไปแล้วก็ให้ขาดกันไปเลย ไม่ต้องมาเจอะมาเจอกันอีกไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนๆ”
       กาญจนาเดินเข้าไปด้านในอย่างไม่ใยดี ขณะที่วิเศษนั่งร้องไห้อย่างเสียใจสุดๆ
       “โธ่กานดามณีลูกพ่อ…”
      
       วิเศษดึงตัวเองกลับมา ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมพึมพำอย่างกระวนกระวายใจ
      
       “หรือว่ากานดามณียังไม่ตาย!”
      
       ที่ในวังสูรยกานต์ เวลานั้นฐิติสวมชุดเจ้าบ่าว ยืนหันหลังอยู่ กานดาวสีอยู่ชุดเจ้าสาวเข้ามายืนอยู่ด้านหลัง ฐิติหันมายิ้มอย่างตะลึงพอใจมาก พึมพำมีความสุข
       “กานดาวสี...”
       ฐิติเดินช้าๆ เข้ามาหา กานดาวสียิ้มให้แต่แล้วต้องยิ้มค้าง เมื่อฐิติเดินเลยไปทางด้านหลัง
       กานดาวสีหันไปมองตาม สีหน้าตกใจมาก เห็นฐิติเดินเข้าไปหากานดามณีแต่งชุดเจ้าสาวเหมือนกันเปี๊ยบ และฐิติจับมือกานดามณีขึ้นมาจูบ
       “ในที่สุดผมก็ได้แต่งงานกับคุณกานดาวสี”
       กานดาวสีร้องลั่น “ไม่ใช่นะคะคุณฐิติ ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่กานดาวสี ฉันต่างหากกานดาวสี”
       ฐิติหันมามองกานดาวสีอย่างรังเกียจ กานดามณียิ้มเย้ย
       “น่าไม่อายจริงๆ เธอสวมรอยเป็นฉันแต่งงานกับคุณฐิติ ทั้งๆที่เธอก็รู้ว่าเขารักฉัน ไม่ได้รักเธอ จริงมั้ยคะติขา”
       “ใช่ครับ ผมรักคุณ ไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น ผมรักคุณคนเดียว” ฐิติบอก
       “ได้ยินมั้ย ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะมาเอาเขาคืน ไปให้พ้นจากชีวิตของเรา...ไปสิ...ไป”
      
       กานดาวสีอยู่ในห้องนอน สะดุ้งตื่นจากฝันร้ายสีหน้าตกใจ
       “หรือว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นคนรักของคุณฐิติ...นี่เค้ากำลังจะมาทวงคนรักของเค้าคืนไปใช่มั้ย”
       กานดาวสีกังวล ใจคอไม่ดีเอาเลย
      
       เช้าวันต่อมา ฐิติหน้าตาสดใสกำลังแต่งตัวเตรียมจะออกไปข้างนอก ผิวปากไปด้วยอย่างอารมณ์ดี เสียงเคาะประตูดังขึ้น พุดตานเปิดประตูเข้ามาในห้อง มองฐิติอย่างสงสัย
       “ติจะไปไหนเหรอจ๊ะ”
       “เมื่อวานนี้กานดาวสีเค้าไม่ค่อยสบายน่ะครับ ผมก็เลยจะแวะไปดูซะหน่อย”
       พุดตานชักสีหน้านิดนึง ฐิติรีบแก้ตัว
       “ผมเป็นห่วงน่ะครับแม่...พรุ่งนี้ก็จะถึงวันงานแล้ว แขกที่เชิญมาก็ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้น ถ้าเจ้าสาวเป็นอะไรไป เดี๋ยวจะยุ่งกันใหญ่”
       พุดตานมองฐิติอย่างรู้ทัน อารมณ์รักและเห็นใจของแม่ที่มีต่อลูกก็มีอยู่เต็มเปี่ยม แต่ก็อดไม่พอใจไม่ได้
       “แม่เลี้ยงติมา ทำไมแม่จะไม่รู้ว่าติรักผู้หญิงคนนั้นมากแค่ไหน...” พุดตานพยายามทำใจ “แม่อยากจะดีใจด้วย ที่ลูกกำลังแต่งงานกับคนที่ลูกรักแต่แม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะแม่รู้อยู่เต็มอกว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้มีค่าพอสำหรับหัวใจรักของลูก”
       ฐิติคราง “แม่!”
       “ตอนนี้ลูกก็มีทุกอย่างครบตามที่แม่คนนั้นต้องการแล้ว ทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ” พุดตานเน้นคำขณะบอก “และทรัพย์สมบัติ แม่ก็ได้แต่หวังว่าความรักของติ คงจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นหยุดลงที่ติได้...”
      
       ฐิติไม่ยอมตอบ แต่ดวงตาแสดงความมั่นใจอย่างมาก


  


       ไม่นานต่อมารถฐิติแล่นเข้ามาจอดหน้าตึกใหญ่บ้านกิริเนศวร ฐิติหยิบดอกไม้ที่วางไว้ที่เบาะขึ้นมามอง สีหน้ายิ้มแย้มพึมพำอย่างมีความสุข
      
       “กานดาวสี ผมไม่สนใจหรอกว่าคุณจะแต่งงานกับผมด้วยเหตุผลอะไร แต่สิ่งที่ผมต้องการก็คือให้ทุกวันที่เหลืออยู่ในชีวิต มีคุณอยู่เคียงข้างตลอดไป”
       ฐิติมองดอกไม้ในมือ ยิ้มอย่างมีความสุขและเขินๆ ในการกระทำของตน
      
       พอฐิติเดินเข้ามาหากานดาวสี ที่กำลังนั่งเหม่อ คิดถึงเรื่องผู้หญิงคนที่หน้าเหมือนตน ฐิติทักทาย
       “หายดีหรือยัง...”
       กานดาวสีสะดุ้ง หันไปตามเสียง เห็นฐิติถือดอกไม้ยืนอยู่ด้วยท่าทางเคร่งขรึม พยายามซ่อนความเก้อกระดากเอาไว้
       “คุณฐิติ...”
       ฐิติวางดอกไม้ไว้ข้างหน้ากานดาวสี กลบเกลื่อนอาการเก้อเขินด้วยท่าทางที่แกล้งทำเป็นไม่สนใจ
       “พอดีผมผ่านมาทางนี้ เห็นเด็กขายดอกไม้อยู่ข้างถนน ก็เลยซื้อมาฝาก เผื่อจะทำให้คุณสดชื่นขึ้น”
       กานดาวสีรับดอกไม้มาอย่างอึ้งๆ ด้วยนึกไม่ถึง ฐิติเขิน กลัวว่ากานดาวสีจะรู้ความในใจของตน รีบชิ่งหนี
       “ผมมาแค่นี้ล่ะ...แล้วคืนนี้ก็นอนเร็วๆ ด้วยนะ ผมไม่อยากให้เจ้าสาวของผมโทรม”
       ฐิติหันหลังจะเดินออกไป กานดาวสีตัดสินใจเรียกไว้
       “เดี๋ยวก่อนค่ะคุณฐิติ...ฉันอยากคุยกับคุณเรื่องงานแต่งงานของเรา”
      
       สองหนุ่มสาวอยู่ในสวนสวยกานดาวสีเอ่ยขึ้น
       “ถ้าฉันไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น...คนที่คุณรัก คุณยังจะแต่งงานกับฉันอยู่หรือเปล่าคะ”
       ฐิติเอาความโกรธขึ้นมากลบความผิดหวังและเสียใจย้อนถามเสียงเข้ม
       “คุณกำลังจะบอกว่าคุณไม่ใช่กานดาวสี คนที่ผมเคยรักอีกแล้วใช่มั้ย”
       “ค่ะ”
       ฐิติของขึ้น “นี่คุณจะเอายังไง คิดว่ากำลังเล่นขายของอยู่หรือไง ตอนแรกก็ทำเหมือนไม่อยากจะแต่ง แต่กลับไปบอกท่านย่าว่าจะแต่ง แล้วที่มาพูดอย่างนี้ ก็หมายความว่าจะไม่แต่งอีกใช่มั้ย”
       กานดาวสีอึ้ง หน้าซีด ฐิติโกรธจนระงับอารมณ์ไม่อยู่ ตรงเข้าไปลากตัวกานดาวสี
       “ไม่แต่งก็ได้ มาสิ...งั้นไปทูลท่านย่าด้วยกันเดี๋ยวนี้เลย”
       กานดาวสีปลิวไปตามแรงกระชากของฐิติ
       “เดี๋ยวก่อนค่ะ”
       ฐิติไม่ฟังเสียง ลากกานดาวสีออกไป
      
       ฐิติลากกานดาวสีมาถึงรถ
       “จะรออะไรอีก ไม่อยากแต่งก็ไม่ต้องแต่งจะได้ไปทูลท่านย่าให้มันจบๆ กันไปซะที”
       “โอ๊ย...ฉันเจ็บนะ”
       ฐิติไม่สนใจ เปิดประตูรถ ผลักกานดาวสีเข้าไปในรถ แล้วขับรถออกไปอย่างเร็วด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวสุดๆ
      
       รถแล่นมาระหว่างทางไปวังสูรยกานต์ จู่ๆ ฐิติเลี้ยวปราดเข้าจอดข้างทางอย่างเร็ว แล้วลงจากรถ เดินไปยืนหน้ามุ่ยสงบสติอารมณ์อยู่อีกทางหนึ่ง กานดาวสีลงจากรถเดินตามฐิติไป
       “จอดรถทำไมล่ะคะ ไหนว่าจะไปหาท่านหญิง”
       ฐิติหันมามองกานดาวสีอย่างกวนๆ เอาชนะ
       “ผมเปลี่ยนใจแล้ว ถ้าผมยอมทำอย่างที่คุณต้องการ...ผมก็กลัวคุณน่ะสิ”
       กานดาวสีอธิบาย “แต่ฉันมีเหตุผลนะ...”
       ฐิติไม่ฟัง สะเทือนใจจนต้องระเบิดอารมณ์ออกมา
       “ผมไม่ฟังอะไรทั้งนั้น อยากจะไปจากผมมากนักใช่มั้ย...ฝันไปเถอะ คนอย่างคุณต้องเจอผมสั่งสอน และไม่ว่าคุณจะพูดยังไง ผมก็ไม่มีวันจะยกเลิกการแต่งงาน ในเมื่อคุณทรมานนักที่จะต้องอยู่กับผม ผมก็จะทำให้คุณทรมานต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด”
       “คุณฐิติ ทำไมคุณถึงใจร้ายอย่างนี้”
       “ใจร้ายเหรอ แล้วคุณล่ะ คุณตอบแทนความรักของผมด้วยความปลิ้นปล้อน ตลบตแลง ยั่วผู้ชายคนนั้น ให้ท่าผู้ชายคนนี้ ทำไม ยังไม่เจอใครที่มีบทรักถึงใจคุณหรือยังไง...”
       กานดาวสีโกรธจัดที่ฐิติดูถูก ตบหน้าเขาดังฉาด ฐิติกระชากกานดาวสีเข้ามาแนบตัวไว้ในกิริยากระแทกกระทั้น กานดาวสีพยายามดิ้นรน
       “อย่านะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
       “ไม่ปล่อย จำไว้ ตั้งแต่นี้คุณต้องเป็นของผมคนเดียว ผมจะไม่มีวันยอมปล่อยคุณไปให้ใครอีก”
       ฐิติก้มลงจูบกานดาวสีอย่างกระแทกกระทั้นจนพอใจ ก่อนจะถอนริมฝีปากขึ้นมาอย่างอ้อยอิ่ง
       มองกานดาวสีอย่างสะใจกึ่งหวงแหน กระซิบบอกท่าทีร้อนรน
       “ยังหอม ยังหวานอยู่เหมือนเดิม...รู้มั้ย ผมทนเห็นใครมาทำท่าเป็นเจ้าข้าวเจ้าของคุณไม่ได้แน่ๆ แค่คิดก็ทนไม่ได้แล้ว...”
       กานดาวสีหายจากตะลึง ได้จังหวะผลักฐิติออกไปอย่างแรง แล้ววิ่งหนีไปที่รถ ฐิติมองตาม ดึงตัวเองกลับมาได้จากอารมณ์ฝันๆละเมอๆ ยิ้มในหน้าอย่างผู้ชนะ
       ฐิติพูดตามหลังกานดาวสีไป “ผมเตือนไว้ก่อนนะว่านี่แค่เริ่มต้น แต่งงานแล้ว ผมจะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่”
      
       ที่กระทรวงการต่างประเทศตอนบ่ายๆ ประพันธ์ถือเอกสารเต็มมือ เดินตามหลังท่านอธิบดี
       “สถานทูตที่ดีซีเค้าส่งรายชื่อคณะของวุฒิสมาชิกสหรัฐมาให้หรือยัง”
       “ส่งมาแล้วครับ”
       “งั้นถ้าคุณทำกำหนดการเสร็จก็เอามาให้ผมเลยนะ ผมจะได้นำไปเรียนท่านปลัดบ่ายนี้เลย”
       ประพันธ์รับคำ “ครับ”
       อธิบดีเดินออกไป
       ประพันธ์กำลังจะเดินไปอีกทาง ระหว่างนั้นหันไปเห็นนารีรัตน์เดินเข้ามา
       ประพันธ์ทักด้วยท่าทางลำบากใจ “คุณรัตน์!”
      
       สองคนอยู่ในอีกมุมหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศ
       “รัตน์อยากจะมาขอโทษคุณเรื่องวันนั้น”
       “ไม่เป็นไรหรอก ผมไม่ได้โกรธอะไรคุณ”
       นารีรัตน์น้อยใจ “ไม่โกรธ แต่ก็ไม่ได้คิดจะติดต่อกับรัตน์เลยเหรอคะ”
       “ช่วงนี้งานผมยุ่งจริงๆ...”
       นารีรัตน์มองประพันธ์อย่างผิดหวัง
       “ข้ออ้างมากกว่า...” สาวน้อยน้ำตาคลอๆ “รัตน์ทำอะไรผิดทำไมคุณถึงต้องใจร้ายกับรัตน์แบบนี้ด้วย”
       ประพันธ์มองมาด้วยท่าทางลำบากใจอย่างเก่า
       “คุณรัตน์ ผมอยากให้คุณเข้าใจผมบ้าง...ตอนนี้ผมต้องทุ่มเทให้กับงานเพื่อพิสูจน์ตัวเอง...”
       “แต่รัตน์ก็ไม่ได้ขออะไรมาก ก็แค่อยากให้คุณมีเวลาให้รัตน์เหมือนเดิม”
       ประพันธ์มองนารีรัตน์อย่างตัดสินใจ พยายามพูดเข้าเรื่องให้นุ่มนวลที่สุด
       “คุณรัตน์ครับ ผมคิดว่าเรามีเรื่องจะต้องคุยกัน”
      
       ภายในร้านน้ำชาเวลานี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด ประพันธ์ตัดสินใจพูด
       “รัตน์ก็รู้ว่าผมเพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่ หน้าที่ความรับผิดชอบก็เยอะขึ้น ส่วนคุณก็ต้องเรียนหนังสือ เราต่างคนต่างก็มีหน้าที่” ชายหนุ่มอึกอัก “ผมมาคิดดูแล้ว ผมว่าเราน่าจะห่างกันสักพัก”
       นารีรัตน์ตกใจ “ทำไมคุณถึงพูดแบบนี้ล่ะคะ”
       “ผมเคยไม่เห็นด้วยกับพี่สาวคุณที่บอกให้เราคิดถึงอนาคตก่อนเรื่องอื่นเพราะผมคิดว่าเราสามารถจะสร้างอนาคตไปพร้อมๆกับความรักได้...แต่ตอนนี้ คุณก็ยิ่งทำให้ผมแน่ใจแล้วว่าเราจะทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปไม่ได้”
       นารีรัตน์ตะลึง มองประพันธ์อย่างปวดร้าว ผิดหวัง ร้องไห้ไปพูดไป
       “คุณอยากจะบอกเลิกรัตน์ก็บอกมาตรงๆ ดีกว่า...”
       ประพันธ์หนักใจ “ฟังผมก่อนได้มั้ยรัตน์...มันไม่ใช่แบบนั้นนะ ผมแค่คิดว่าเราน่าจะรอจนกว่าเราจะพร้อม แล้วค่อยมาเริ่มต้นกันใหม่...”
       นารีรัตน์ไม่ฟัง “คนหลอกลวง รัตน์เสียใจจริงๆที่หลงรักคุณ หลงคิดว่าจะฝากชีวิตไว้กับคุณ...ถ้าคุณหมดรักรัตน์แล้ว บอกมาตรงๆ ก็ได้ ไม่ต้องมาอ้างโน่นอ้างนี่ให้เสียเวลา รัตน์จะฝ่ายไปจากคุณเอง”
       นารีรัตน์ลุกพรวดวิ่งร้องไห้เตลิดออกไป
      
       ด้านไขนภากับวิสูตรเดินอยู่บนทางเท้าหน้า ท่าทางวิสูตรอ่อนระโหย หมดหวัง
       “ผมว่าเรากลับกันเถอะครับคุณหญิง ผมคงหมดหวังที่จะได้เจอกานดามณีแล้ว”
       ไขนภาท่าทางมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้
       “อย่าพึ่งท้อแท้สิคะครูใหญ่...ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เราก็ต้องมีความหวังต่อไป”
       “แต่เราก็ตามไปทุกที่ที่กานดามณีน่าจะไปแล้ว...”
       วิสูตรมองไปรอบๆอย่างท้อใจ แล้วเห็นวิไลวรรณหอบข้าวหอบของกำลังจะขึ้นรถที่จอดอยู่ฝั่นตรงข้ามวิสูตรออกอาการตื่นเต้น
       “เอ๊ะ นั่นมันเพื่อนยัยณีนี่...”
       วิสูตรตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง ผวาจะข้ามถนนไปหาวิไลวรรณโดยไม่สนใจรถราที่กำลัง
       วิ่งกันขวักไขว่ รถเมล์คันใหญ่กำลังจะวิ่งผ่านไปพอดี ไขนภาดึงตัววิสูตรไว้ได้อย่างฉุกละหุก
       ไขนภใจหายวับ “ครูใหญ่...ระวังรถค่ะ”
       วิสูตรมองรถเมล์ที่กำลังวิ่งผ่านไปอย่างไม่ทันใจ ร้อนรนกระวนกระวายใจ
       “ยัยวรรณต้องรู้แน่ๆ ว่ากานดามณีอยู่ที่ไหน”
       รถเมล์วิ่งผ่านไป วิสูตรมองไปจุดที่รถวิไลวรรณจอดอยู่ริมถนนอีกฝั่งหนึ่ง แต่รถหายไปแล้ววิสูตรผิดหวัง
      
       ส่วนในบ้านวิไลวรรณกานดามณีกำลังหาเบอร์โทรศัพท์จากสมุดโทรศัพท์เล่มใหญ่ด้วยท่าทาง
       จริงจัง จนเจอชื่อที่ตนกำลังหาอยู่
       กานดามณีดีใจมาก “เจอแล้ว...”
       ขณะที่วิไลวรรณหอบถุงของกินเข้าห้องมาทัก
       “ทำอะไรง่วนอยู่เชียวแก วันนี้ไม่ร้องกินยอดข้าวเหรอ”
       กานดามณีทำมือให้เงียบๆ
       “เงียบๆ นะแก ห้ามส่งเสียงอะไรเด็ดขาด”
       กานดามณีคว้าโทรศัพท์หัวเตียงมาถือไว้ตามองเบอร์ในสมุดค่อยๆกดตัวเลข
       วิไลวรรณเข้ามานั่งดูใกล้ๆอย่างสนใจ
       “แกจะโทรหาใครเหรอ...”
       วิไลวรรณมองนิ้วที่กานดามณีชี้เบอร์อยู่ สีหน้าตกใจระคนตื่นเต้น
       “ห๊า..นี่แก…”
       กานดามณีรีบเอามือปิดปากวิไลวรรณ ถลึงตาให้เงียบ
      
       เสียงโทรศัพท์ในห้องรับแขกบ้านกิริเนศวรดังขึ้น วิเศษเดินเข้ามารับโทรศัพท์
       “สวัสดีครับ..” วิเศษรอฟังปลายสายอีกด้านพูดก่อน “ครับ ผมวิเศษกำลังพูด”
       อุไรเดินผ่านมาได้ยินวิเศษคุยโทรศัพท์
       วิเศษเสียงดัง “อะไรนะ! คุณเป็นใคร มาล้อเล่นแบบนี้ได้ยังไง”
       อุไรตกใจคิดว่าวิเศษรู้เรื่องที่เอาสมบัติจำนำไว้ได้แล้ว
       “ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้”
       อุไรสีหน้าไม่ดี ประมาณว่าซวยแล้ว!
       “คุณอยู่ที่ไหน ผมจะไปหาคุณเดี๋ยวนี้!”
       วิเศษหงุดหงิดวางหูโทรศัพท์ดังโครม อุไรตกใจ! รีบถลาเข้ามาหาถามอย่างร้อนตัว
       “คุณจะไปไหนคะ”
       “ผมมีธุระสำคัญ”
       “ธุระอะไรคะ”
       “คุณอย่าเพิ่งถามเซ้าซี้ตอนนี้ได้มั้ย ผมกำลังรีบ”
       “คุณวิเศษ...นี่ใครมาบอกอะไรคุณคะ คุณอย่าไปเชื่อนะ” อุไรลนลานละล่ำละลัก
       “ก็เพราะผมไม่เชื่อไง ผมเลยต้องออกไปด้วยตัวเอง”
       อุไรหน้าซีด รีบไปคว้าแขนวิเศษรั้งไว้
       “อย่าไปเลยนะคะ เชื่อฉัน”
       “คุณเป็นอะไรของคุณเนี่ย ปล่อยผม”
       วิเศษเอามืออุไรออก แล้วเดินหน้าหงุดหงิดออกไป
       “ซวยแล้วอุไรเอ๊ยย! คุณวิเศษต้องรู้ความจริงว่าฉันเอาของไปจำนำไว้แน่เลย นังราศีแกจำไว้เลยนะแกหักหลังฉัน!”
      
       อุไรตกใจมาก กลัวความลับแตก
      

       จบตอนที่  4
ตอนที่ 5
      
       วิเศษเดินเข้ามาในสวนสาธารณะอย่างรีบร้อน กวาดสายตาไปรอบๆ หาใครบางคน ครู่หนึ่งวิเศษเห็นกานดามณี ซึ่งแต่งตัวเรียบร้อย ยืนหันหลังมองเหม่อที่สายน้ำตรงหน้า จึงเดินเข้ามายืนด้านหลังเรียกอย่างตื่นเต้น
      
       “กานดามณี...”
       กานดามณีค่อยๆ หันกลับมา แล้วทรุดลงกราบที่เท้าวิเศษด้วยสีหน้าตื้นตัน วิเศษตะลึง ไม่ผิดแน่เพราะรูปร่างหน้าตาราวกับกานดาวสียังไงยังงั้น
       “คุณพ่อ...”
       วิเศษทรุดลงประคอง “ลูกพ่อ..ลูกกานดามณีจริงๆ โอลูกพ่อ”
       พร้อมกันนั้นวิเศษกอดกานดามณีอย่างดีใจที่สุดในชีวิต กานดามณีกอดตอบสีหน้าเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์มองไปสบตากับวิไลวรรณที่แอบดูอยู่มุมหนึ่ง วิไลวรรณยกนิ้วให้
       “พ่อไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าจะเจอลูกอีก ทำไมแม่เขาต้องหลอกพ่อด้วย เออ...แล้วนี่แม่ของลูกล่ะ”
       กานดามณีตีหน้าเศร้าสะอื้น
       “คุณแม่ป่วยหนักมากค่ะ..เพราะเหตุนี้ลูกถึงต้องบากหน้ามาหาคุณพ่อ”
       วิเศษตกใจมาก
       “กาญจนาป่วยหนักเหรอ”
       “ค่ะ คุณพ่อ...”
       วิไลวรรณกลั้นหัวเราะพึมพำ
       “นังณีนะนังณี อย่างแกเนี่ยไปเล่นหนังได้สบายๆเลย”
       วิไลวรรณมองตามวิเศษที่ประคองกานดามณีไปที่รถ ก่อนจะขับออกไป
      
       ที่บ้านวิไลวรรณคืนนั้น ในมือวิไลวรรณ มีเงินจำนวนไม่เยอะมากนัก ที่กานดามณีได้มาจากวิเศษ
       “พ่อแกรวยจะตาย ให้แกมาแค่เนี้ยนะ คุ้มมั้ยเนี่ยที่แกถึงกับลงทุนเปลี่ยนโฉมแล้วก็ก้มลงกราบเขาน่ะ”
       “ไม่ใช่แค่นี่หรอกน่า นี่มันแค่เริ่มต้น เขาไม่ได้เอาเงินมามากมายอะไร”
       “แล้วไง”
       “เขานัดให้ฉันไปหาอีกครั้งวันพรุ่งนี้ คราวนี้คงได้เยอะเพราะฉันบอกว่าจะเอาไปรักษาแม่”
       “แล้วเขาจะบอกพี่สาวแกมั้ยเรื่องที่เจอแก”
       “ไม่... ฉันเป็นคนขอร้องไม่ให้เขาบอกใครเอง ตอนนี้ฉันจะให้ใครรู้ไม่ได้โดยเฉพาะนังกานดาวสี เพราะฉันยังไม่รู้ว่ามันโดนผัวคนไหนของฉันเล่นงานมันไปแล้วมั่ง ถ้ายังไม่เจอใครเลยก็ดีไป แต่ถ้าเจอแล้วฉันก็ซวยนะสิ แผนที่จะปอกลอกไอ้แก่ก็ต้องล้มไม่เป็นท่า”
       “แกก็รอบคอบดี”
       “ถึงเวลาแล้ว ที่ฉันจะทวงทุกอย่างของฉันคืน”
      
       คืนเดียวกันอิ่มใจเปิดประตูเข้ามาในห้อง ท่าทางเหนื่อยๆ แต่ยังดูสดใส สายตาไปสะดุดกับชุด Black tie ที่แขวนเด่นอยู่ในห้อง อิ่มใจเดินไปดูใกล้ๆ ด้วยความสงสัย
       วสันต์นุ่งกางเกงนอนตัวเดียวเดินออกมาจากห้องน้ำ เห็นอิ่มใจ ก็ยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี
       “คุณอิ่มไปไหนมาเหรอครับ กลับมาซะดึก”
       “คุณพระให้อิ่มไปช่วยเตรียมงานที่วังสูรยกานต์น่ะค่ะ...แล้วนี่คุณวสันต์เตรียมชุดจะไปงานอะไรเหรอคะ”
       “ผมก็จะไปงานแต่งงานคุณฐิติไงครับ” วสันต์ยิ้มอย่างมีเลศนัย “เจ้านายจะมีงานมงคลทั้งที...ผมจะพลาดได้ยังไงW
       อิ่มใจมองหน้าวสันต์แล้วตัดสินใจพูดออกมา
       “คุณวสันต์รู้จักคุณกานดาวสีมาก่อนใช่มั้ยคะ อิ่มเคยเห็นคุณคุยกับเธอ”
       วสันต์หันมามองอิ่มใจอย่างนึกไม่ถึง ก่อนจะยิ้มๆ อย่างผู้ชนะ เหมือนพอใจที่อิ่มใจรู้เห็น แต่ทำเป็นยักไหล่เหมือนไม่สนใจ
       “ก็แค่คนที่เคย...คุ้นเคยกันเท่านั้น”
       อิ่มใจระแวง “แต่คุณคงไม่ไปรื้อฟื้นเรื่องนี้กับเธอใช่มั้ยคะ”
       วสันต์ยิ้มอย่างมีแผนการ
       “ผมก็แค่อยากไปทักทายเพื่อนเก่า...ก็เท่านั้นเอง”
      
       เช้านี้ ที่วังสูรยกานต์ ตั้งแต่สนามหน้าบ้าน และรอบๆ วัง ถูกแต่งด้วยดอกไม้อย่างสวยงาม
       มุมหนึ่งมีวงดนตรีไทยบรรเลงขับกล่อม พระญาติ และแขกผู้ใหญ่นั่งอยู่ที่เก้าอี้หมู่ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อนเจ้าบ่าว เจ้าสาวยืนคุยกันเป็นกลุ่มด้วยท่าทางสดชื่น มีความสุข ทุกสายตามองไปที่ฐิติกับกานดาวสีอย่างปลื้มปิติ
       ฐิติแตะแขนกานดาวสีเดินมาเตรียมตักบาตรที่โต๊ะยาว มีบาตรพระวางไว้ 9 ใบ
       งานตักบาตรตอนเช้าเจ้าบ่าวนุ่งผ้าม่วง เสื้อราชปะแตน กระดุม 5 เม็ด เจ้าสาวใส่ชุดไทย
       เรือนต้น ไทยจักรี ไทยบรมพิมานซึ่งจะดูเรียบร้อย
       รำเพยกับเพื่อนสาวของกานดาวสีคอยช่วยถือโถข้าวและถาดอาหารคาวหวานให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวตักบาตร
       ฐิติหน้าตาแจ่มใส จับทัพพีก่อน ค่อนไปทางปลายแล้วหันไปมองกานดาวสีแกมบังคักระซิบดุๆ
       “จับทัพพีสิคุณ”
       กานดาวสีมีสีหน้าบอกบุญไม่รับ วางมือทับลงบนมือฐิติทางด้านยอดทัพพีอย่างกระแทกกระทั้น ฐิติกับกานดาวสีช่วยกันตักบาตร ชำเลืองมองหน้ากานดาวสีขวางๆ เอียงหน้าเข้าไปถามใกล้ๆ
       “ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยได้มั้ย เดี๋ยวคนอื่นก็รู้หรอกว่าคุณไม่เต็มใจแต่งงานกับผม” ฐิติกวน “หรือว่า...ยังเจ็บปากไม่หาย”
       กานดาวสีงง ตามไม่ทัน “เจ็บปากเรื่องอะไร”
       “อ้าว...ก็ที่ผมจูบคุณเมื่อวานไงล่ะ”
       กานดาวสีทั้งโกรธทั้งอาย จิกเล็บลงบนหลังมือ ฐิติร้อง
       “โอ้ย...”
       รำเพยตกใจ “คุณฐิติ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
       “ไม่มีอะไรครับ สงสัยจะมดกัด ตัวแค่เนี้ย ฤทธิ์เยอะนัก” ฐิติก้มหน้าไปจนจมูกเฉียดแก้มกานดาวสี “ระวังเถอะ คืนนี้จะเอาคืน...”
       กานดาวสีผงะรีบเบี่ยงตัวออกห่าง ฐิติไม่ยอม โอบเอวกานดาวสีให้เข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นไปอีก
      
       กานดาวสีค้อนขวับ ฐิติมองยิ้มๆอย่างพอใจ


  


       อีกมุมหนึ่งบริเวณพิธี นมสายซึ่งจับตามองทุกอิริยาบถของบ่าวสาวด้วยความปลาบปลื้มหันมากิ๊กกั๊กกับพุดตาน คุณพระบรรณกิจ ไขนภา ซึ่งยืนอยู่บริเวณเดียวกน
      
       “อุ๊ยตายแล้ว คุณพุดตาน ดูคุณติสิคะ ท่าทางจะยอมแพ้หนูกานดาวสีตั้งแต่ในมุ้งซะแล้ว”
       พุดตานอึ้งๆ
       ไขนภาไม่เข้าใจ “ทำไมเหรอคะนม”
       นมสายมัวแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คุณพระตอบแทน
       “โบราณเค้าว่า ตอนตักบาตร ถ้าใครจับทัพพีเหนือกว่าก็จะมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายน่ะครับคุณหญิง”
       นมสายเสริม “แต่คุณติเธอรีบจับที่ปลายทัพพีซะก่อนอย่างนี้ ก็แปลว่ายอมกันเห็นๆ เลยล่ะค่ะ”
       ไขนภา คุณพระ และนมสายพากันหัวเราะชอบใจ มองฐิติอย่างเอ็นดู พุดตานมองไปที่ฐิติอย่างไม่สบายใจ เห็นฐิติกับกานดาวสีร่วมกันตักบาตร ดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก
      
       ไม่นานต่อมาไขนภา รำเพย เขต อุดร และทวิชยืนคุยกัน มองไปที่ฐิติกับกานดาวสีที่กำลังทักทาย ไหว้ญาติผู้ใหญ่
       “รู้สึกว่าวันนี้ไอ้ติของเรายิ้มไม่หุบเลยนะ” ทวิชบอก
       “อ้าวก็คนเขามีความสุข อิจฉาล่ะสิไอ้วิชที่ไม่มีใครให้แต่งด้วยน่ะ” อุดรว่า
       “พูดผิดพูดใหม่ได้นะไอ้ดร ฉันจะแต่งเมื่อไรก็เมื่อนั้น แต่ที่ยังไม่แต่งก็เพราะยังเลือกไม่ได้ต่างหาก” ทวิชบอก
       ฐิติกับกานดาวสีเดินเข้ามาหาเพื่อนๆ ไขนภาเข้าไปหาฐิติกับกานดาวสี
       “หญิงขอแสดงความยินดีด้วยความจริงใจอย่างที่สุดค่ะ” พลางยิ้มล้อๆ ปรายตามองฐิติอย่างรู้ทัน “เชื่อมั้ยคะว่าหญิงรู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบคุณกานดาวสีแล้วล่ะ ว่าหลานชายของหญิงจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้แน่ๆ”
       เขตแกล้งทำท่าเกทับ
       “แต่ของผม แค่ได้ยินไอ้ติมันเล่าว่าไปเจอคุณกานดาวสีที่ประจวบ ผมก็รู้แล้วว่ามันต้องเป็นบุพเพสันนิวาสแน่ๆ”
       ฐิติพูดทีเล่นทีจริง “มันอาจจะไม่ใช่บุพเพสันนิวาสก็ได้”
       “ฮึ้ย...อะไร เจอปุ๊บ รักปั๊บ...ถ้าไม่เรียกว่าบุพเพสันนิวาสแล้วจะเรียกว่าอะไรวะ” อุดรเย้า
       เพื่อนๆหัวเราะกันเฮฮา
       “จะอะไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่คุณฐิติต้องดูแลเพื่อนฉันให้ดีนะคะ ห้ามทิ้งขว้างเด็ดขาด”
       ฐิติมองกานดาวสีและพูดเน้นเสียงอย่างมีความหมาย
       “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ...ยังไงผมก็ไม่มีวันยอมให้คุณกานดาวสีไปจากชีวิตของผมแน่ๆ”
       เพื่อนๆ โดยเฉพาะเขต อุดร ทวิช พากันฮิ้วฮาในความหวานของฐิติ
       “ฮิ้วว...หวานว่ะ”
       กานดาวสีเมินหน้าไปทางอื่น เข้าใจความหมายที่แท้จริงของฐิติ ทวิชโวยวายขึ้น
       “เฮ้ยๆๆลืมไปเจ้าบ่าวยังไม่ได้หอมเจ้าสาวให้เพื่อนดูเลย”
       3 เกลอชียร์ใหญ่ “หอมเลย หอมเลย หอมเลย”
       ไขนภาช่วยเสริม
       “เร็วสิคะคุณหลาน ถ้าขืนชักช้าจะปรับเป็นหอมสองข้างเลยนะคะ ดีมั้ยคะพวกเรา”
       กานดาวสีหน้าแดง ออกอาการขวยเขิน
       ฐิติมองกานดาวสีอย่างถือไพ่เหนือกว่า ค่อยๆ หอมแก้มกานดาวสีอย่างทะนุถนอม กองเชียร์ตบมือเฮฮากันเสียงดังสนั่น
      
       ด้านท่านหญิงลักษมีซึ่งนั่งอยู่กับแขกบรรดาญาติสนิท ตรงอีกมุมวังสูรยกานต์ มองไปที่ฐิติกับกานดาวสีในหมู่เพื่อนๆ
       “แม่กานดาวสีนี่แต่งชุดไทยได้ขึ้นจริงๆ ทั้งสวย ทั้งสง่า หาที่ติไม่ได้เลยทีเดียว...นี่ถ้าลองแต่งตัวเปรี้ยวแบบสาวสมัยดูบ้างไม่รู้จะเป็นยังไง”
       ไขศรีพูดทีเล่นทีจริง “ก็คงเปิ๊ดซะก๊าดพิลึกล่ะค่ะคุณพี่ ดิฉันคนหนึ่งที่รับไม่ได้โชคดีที่หญิงนภาไม่ได้ติดเชื้อฝรั่งมังค่ากลับมา ไม่งั้นคงอกแตกกันบ้าง”
       แขกที่นั่งอยู่ด้วยกันพากันหัวเราะขำ
       อุไรเอ่ยขึ้น “แหม จะไปเปรียบเทียบกันได้ยังไงคะ คุณหญิงไขนภาเธอเรียบร้อยสมเป็นกุลสตรี...แต่หนูกานดาวสีน่ะ เค้าสาวเปรี้ยว เต้นรำเป็นไฟ คบเพื่อนผู้ชายมากหน้าหลายตา”
       “ก็เป็นธรรมดาของสาวๆสมัยนี้ แต่อันที่จริง ฉันก็ไม่เห็นว่าแม่กานดาวสีจะเปรี้ยวปรู๊ดปร๊าดอะไรเลย” ท่านหญิงว่า
       พุดตานท้วงขึ้นมา “แต่ฟังไว้บ้างก็ดีนะเพคะ คุณอุไรน่ะเป็นแม่เลี้ยง ถึงยังไงก็ใกล้ชิดกับหนูกานดาวสีมากกว่าเรา”
       ท่านหญิงพูดยิ้มๆ แต่ตาคมกริบอย่างรู้ทัน “ก็เพราะเป็นแม่เลี้ยงน่ะสิ ฉันถึงต้องฟังหูไว้หูยังไงล่ะ...” พร้อมกันนี้ท่านหญิงมองไปรอบๆ เปลี่ยนเรื่องเนียนๆ “เอ๊ะ นี่พ่อวิเศษหายไปไหนล่ะเนี่ย”
       “เห็นว่าจะออกไปทำธุระสักครู่น่ะเพคะ แต่ยังไงก็ต้องกลับมาทันตอนพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์แน่ๆ” อุไรบอก
      
       วิเศษนัดพบกานดามณีในสวนสาธารณะตอนสาย และยื่นเงินให้กานดามณีปึกใหญ่ กานดามณีตาวาววับ รีบเข้าไปกราบที่อกเหมือนซึ้งใจมาก
       “ลูกขอบพระคุณคุณพ่อมากค่ะ”
       “ถ้าไม่พอก็มาบอกพ่อนะ ที่จริงพ่ออยากไปเยี่ยมแม่เค้า...”
       กานดามณีรีบขัดขึ้น “โอ๊ะ โอ๊ย...อย่าเพิ่งเลยค่ะ คุณแม่ยังไม่หายโกรธคุณพ่อเดี๋ยวอาการจะพาลทรุดหนักลงไปอีก...”
       กานดามณีลนลานค้นหารูปแม่ในกระเป๋าส่งให้วิเศษ
       “นี่รูปคุณแม่ค่ะ คุณพ่อดูรูปไปก่อนละกันนะคะ”
       วิเศษเห็นรูปวิสูตร กาญจนา และกานดามณีถ่ายด้วยกัน วิเศษดูรูปอย่างพิจารณา ราวกับว่าจะเห็นทุกข์สุขของกาญจนาผ่านรูปได้
       กานดามณีพยายามเปลี่ยนเรื่อง พอดีสะดุดตาที่วิเศษที่อยู่ในชุดสากลเต็มยศ
       “คุณพ่อกำลังจะไปงานเหรอคะ ถึงได้แต่งตัวเต็มยศขนาดนี้”
       “วันนี้เป็นวันแต่งงานของพี่สาวลูก”
       “งานแต่งงานพี่กานดาวสีเหรอคะ”
       “ใช่ลูก ความจริงพี่เขาคงจะดีใจมากถ้าลูกไปในงาน แต่พ่อยังไม่ได้บอกหรอกนะว่าเค้ามีฝาแฝด เพราะลูกขอร้องไว้”
       “ค่ะ..ไม่ใช่ว่าลูกไม่อยากพบ แต่...”
       “พ่อเข้าใจ ยังไงเราก็คงต้องคุยเรื่องนี้กันอีกที”
       วิเศษเก็บรูปที่กานดามณีให้ไว้ในกระเป๋าด้านในของสูท พร้อมกับหยิบการ์ดแต่งงาออกมายื่นให้กานดามณี
       “ฝากไปให้แม่เขาด้วย บางทีถ้าเขาได้รับรู้ว่าลูกสาวอีกคนเป็นฝั่งเป็นฝาไปแล้ว อาจจะทำให้เขาใจอ่อนลงบ้างก็ได้...พ่อไปละ”
       วิเศษเดินจากไป กานดามณีเปิดดูโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่แล้วตาโตตกใจที่เห็นชื่อหม่อมหลวงฐิติ สูรยกานต์
       “ฐิติ สูรยกานต์..เป็นไปไม่ได้ ลูกแม่ค้าขนมจะเป็นหม่อมหลวงไปได้ยังไง”
      
       กานดามณีมือสั่น ดวงตาวาวโรจน์ ทั้งโกรธ ทั้งคาดไม่ถึง
        

       ล่วงเข้ายามบ่าย อิ่มใจแต่งตัวเสร็จแล้วอยู่ในชุดสวยงาม คว้ากระเป๋าไปงานขึ้นมาด้วยท่าทางรีบร้อน
      
       “อิ่มไปก่อนนะคะ ถ้าช้า คุณพระจะตำหนิเอา”
       วสันต์กำลังแต่งตัวอยู่เช่นกัน
       “ได้ครับ...แล้วผมจะรีบตามไป”
       อิ่มใจเดินออกจากห้องไป วสันต์หยิบการ์ดที่วางไว้ที่โต๊ะขึ้นมาดู ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ สีหน้ามีแผนการบางอย่าง
       “เธอคงไม่อยากให้ใครๆ รู้สินะ ว่าเคยเป็นเมียฉันมาก่อน...นี่ฉันควรจะเรียกค่าปิดปากจากเธอซักเท่าไหร่ดี กานดาวสี กิริเนศวร”
      
       ในห้องพิธี วังสูรยกานต์ พิธีรดน้ำสังข์จัดขึ้นตอนบ่าย ฐิติกับกานดาวสีหมอบเคียงคู่กันอยู่บนตั่ง รำเพยกับเพื่อนสาวของกานดาวสีอีกคน ยืนเป็นเพื่อนเจ้าสาวอยู่ด้านหลังกานดาวสี
       เขตกับทวิชยืนอยู่อยู่หลังฐิติ
       ท่านหญิงลักษมีเดินเข้ามาที่ตั่ง อุดรถือพานใส่แป้งเจิมและมงคลคู่เดินตามมาทางด้านหลังท่านหญิงเจิมและสวมมงคลให้คู่บ่าวสาว ก่อนจะรับสังข์จากไขนภามาหลั่งที่มือ
       “ย่าขอให้หลานทั้งสองอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า หนักนิดเบาหน่อยก็ต้องให้อภัยกันนะ หากในวันหน้ามีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกัน ก็ขอให้จดจำวันนี้คืนนี้ให้ดี ชีวิตครอบครัวความซื่อสัตย์เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นขอให้พูดความจริง เพราะความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย จำไว้นะหลาน”
       ฐิติกับกานดาวสีก้มหน้ารับพร
       ท่านหญิงวางสังข์ลงในพานที่ไขนภาถือไว้ ก่อนเดินออกไป อุดรเป็นคนเติมน้ำมนต์ในสังข์แขกอื่นๆนั่งรออยู่ที่เก้าอี้ที่จัดไว้ ทุกสายตาจับจ้องมาที่คู่บ่าวสาว
       วิเศษเดินเข้ามารดน้ำสังข์ต่อ รดให้ฐิติก่อน
       “ตอนนี้ลูกทั้งสองก็เป็นคนๆเดียวกันแล้ว รักกันมากๆนะลูก มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากัน อย่าให้ความแตกต่างมาทำให้ต้องแตกแยกกัน” วิเศษพูดกับกานดาวสี “ลูกโชคดีที่ได้เจอแต่สิ่งที่ดีๆในชีวิต...คุณฐิติเป็นคนดีมาก พ่อขอให้ลูกรักษาสิ่งที่มีค่านี้ไว้ตลอดไปนะลูก”
       พุดตานเดินเข้ามา
       “แม่หวังว่าการแต่งงานวันนี้จะทำให้อะไรดีขึ้น เรื่องอะไรที่ไม่ดีก็ขอให้มันผ่านไป ขอให้วันนี้เป็นวันเริ่มต้นที่ดีของลูกทั้งสองคน ขอให้ลูกทั้งสองมีความสุข ตลอดไป”
       ฐิติมองพุดตานอย่างตื้นตัน ก่อนจะก้มลงกราบพร้อมกานดาวสี
       จากนั้นแขกอื่นๆ รวมทั้งท่านอธิบดีนายของประพันธ์ด้วย ทยอยกันเข้ามาหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ นารีรัตน์แจกของชำร่วยให้แขกที่มารดน้ำ แต่สายตาก็คอยมองไปที่ฐิติและกานดาวสีอย่าง
       อิจฉา สาวน้อยไม่ได้ริษยาแต่อยากมีวันนี้บ้างกับคนที่ตนรัก ขณะที่กำลังทอดถอนใจ ก็ต้องยืนตัวชาเมื่อเห็นประพันธ์เดินตามมารอนายที่กำลังเข้ามารดน้ำสังข์ให้ฐิติและกานดาวสี ทั้งสองฝ่ายต่างมองกันอย่างอาวรณ์แต่ก็ต้องตัดใจ
      
       ฝ่ายกานดามณีแต่งตัวสวย แต่หน้าตาบึ้งตึง เดินเร็วๆ มาที่รถ เปิดประตูเข้าไปนั่งที่นั่งคนขับ วิไลวรรณยังแต่งตัวไม่เสร็จ ใส่ต่างหูได้ข้างเดียว ยังใส่รองเท้าแตะ ในมือหอบกระเป๋าถือ
       กระเป๋าเครื่องสำอาง รองเท้าส้นสูง กระหืดกระหอบตามมาด้วย
       “ใจเย็นๆ ก็ได้ ทำไมต้องรีบขนาดนี้ด้วยนะ”
       “ฉันก็จะไปที่วังสูรยกานต์น่ะสิ ยังไงฉันก็ไม่ยอมให้นังกานดาวสีมันแต่งงานกับคุณฐิติ”
      
       วิไลวรรณท้วง “แต่แกเป็นคนไม่เอาเค้าเองนี่นา”
       “ก็ใครจะรู้ล่ะว่านายนั่นจะกลายเป็นทายาทคนเดียวของสูรยกานต์” ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ “นี่คุณฐิติเค้าต้องคิดว่านังกานดาวสีเป็นฉันแน่ๆ แล้วนังนั่นมันก็เลยสวมรอย ใครจะโง่ไม่เอาในเมื่อคุณฐิติเค้าทั้งหล่อทั้งรวยขนาดนั้น”
       “แล้วแกจะทำอะไรได้ ในเมื่อเขาสองคนก็แต่งงานไปแล้ว”
       “ฉันจะไม่ยอมให้นังกานดาวสีมันแย่งอะไรไปจากชีวิตฉันอีกแล้ว ฉันจะไปพังงานแต่งงานมันซะเดี๋ยวนี้เลย”
      
       เสียงโทรศัพท์มุมห้องพิธีรดน้ำสังข์ดังขึ้น นมสายรีบเดินไปที่โทรศัพท์ บ่นไปด้วย
       “ใครนะ โทรมาตอนนี้ ช่างไม่รู้จักเวล่ำเวลาเอาซะเลย...” นมสายรับโทรศัพท์เสียงเข้ม “ที่นี่วังสูรยกานต์ ไม่ทราบว่าจะเรียนสายกับใครคะ”
       ที่วังอัศวไกร วิทย์ในชุด Black tie เต็มยศกำลังพูดโทรศัพท์ด้วยเสียงแจ่มใส ไม่ถือตัว
       “นั่นนมสายใช่มั้ยครับ...ผมวิทย์นะครับ”
       นมสายเปลี่ยนเสียงเป็นอ่อนหวาน “อู้ย คุณวิทย์น่ะเอง สวัสดีค่ะ”
       วิทย์ยิ้มร้ายแต่เสียงเป็นมิตร “นมสายช่วยทูลท่านย่าด้วยนะครับว่าผมกำลังจะไปร่วมงานที่วังสูรยกานต์...”
       “ได้สิคะ ท่านหญิงคงจะดีพระทัยมากที่คุณวิทย์จะได้พบกับคุณฐิติซะที”
       “ครับ...ผมจะได้ทำความรู้จักกับเจ้าสาวของคุณฐิติด้วย...ได้ข่าวว่าเธองามมาก”
       นมสายยิ้มปลื้ม “งั้นก็รีบมาดูให้เห็นกับตาเลยสิคะว่าจะงามจริงสมคำร่ำลือรึเปล่า”
       “แหม...งั้นผมต้องรีบไปแล้วล่ะครับ งานนี้ผมคงพลาดไม่ได้แน่ๆ”
      
       หม่อมหลวงผู้กำกับจอมซาดิสต์บอกยิ้มๆ


  


       ท่านหญิงลักษมีฟังความที่นมสายมาบอกอย่างดีใจ แต่ก็ไม่อยากเชื่อนัก
      
       “ตาวิทย์น่ะรึจะมา ไม่น่าเชื่อ”
       นมสายนั่งคุกเข่ากระซิบกระซาบอยู่ใกล้ๆท่านหญิงที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ประธานแถวหน้าสุด
       แขกคนอื่นๆ ยังทยอยกันเข้าไปหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ไม่ขาดสาย
       “จริงๆเพคะ เธอให้อิฉันมาทูลท่านหญิงว่ากำลังจะออกจากวังอัศวไกรเพคะ”
       “ดีจริง ร้อยวันพันปีไม่เห็นเคยมา เอะอะอะไรก็ติดถ่ายหนัง...” ท่านหญิงขำๆ “ถือว่าตาติกับแม่กานดาวสีโชคดีมากนะเนี่ย ที่ทำให้ตาวิทย์ออกมาจากโรงถ่ายได้”
       ท่านหญิงมองไปที่ฐิติกับกานดาวสี ซึ่งนั่งเคียงคู่กันที่ตั่งรดน้ำ ดูสวยงาม เหมาะสมกันมาก
      
       วิทย์วางโทรศัพท์ เดินไปหยุดที่หน้าต่าง มองทิวทัศน์นอกด้านนอกอย่างสบายใจด้วยท่าทางเท่ห์สุดๆ พร้อมกับยิ้มร้าย เสียงร้าย ผิดกับตอนที่พูดกับนมสายราวฟ้ากับเหว
       “กานดาวสี กิริเนศวร...อยากรู้นักว่าเธอจะทำหน้ายังไงตอนที่เห็นหน้าฉัน”
       เสียงรองเท้าส้นสูงผู้หญิงกระทบพื้นดังขึ้น วิทย์หันไปดู ชะงัก อ้าปากค้าง แทนสายตาวิทย์ เห็นลิซ่าในชุดราตรีหรู แบบเซ็กซี่ เดินลงบันไดมาด้วยท่าทางยั่วยวน มั่นใจในความงามเต็มที่
       วิทย์กลืนน้ำลาย
       “ไงคะ ลิซ่าสวยพอที่คุณวิทย์จะควงไปงานที่วังสูรยกานต์หรือยัง”
      
       เวลาล่วงเข้าสู่ตอนเย็น ในช่วงงานเลี้ยงฉลองสมรส ท่านหญิงมองไปทางฐิติ กานดาวสีในชุดราตรียาวสีขาว ที่กำลังยืนรับแขกเคียงคู่กันด้วยสายตา ปลื้มปิติ แล้วนึกขึ้นมาได้
       ท่านหญิงพูดกับคุณพระบรรณกิจ “อาทิตย์หน้าคุณพระอย่าลืมนัดหมายนายอำเภอเรื่องจดทะเบียนซะให้เรียบร้อยนะ เชิญให้เค้ามาที่นี่เลย”
       “กระหม่อม...ตามฤกษ์ก็ต้องรอให้ขึ้นเดือนใหม่ซะก่อนกระหม่อม”
       พุดตานเห็นทางที่จะกันกานดาวสีไม่ให้ผูกมัดกับสูรยกานต์ได้ รีบเสนอความเห็น
       “จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนก็ได้นี่เพคะ ยังไงทุกคนก็รับรู้”
       ท่านหญิงพูดขัดขึ้น “ไม่ได้หรอก แม่กานดาวสีเป็นภรรยาของหลานชายฉันต่อให้เค้าเป็นลูกเจ๊กลูกจีน ไม่ได้มีเชื้อมีแถว ฉันก็ยังต้องให้เกียรติ...” ท่านหญิงพูดเสียงเข้ม ตวัดตามองอย่างไม่พอใจ “...ดูแต่หล่อนซิ ลูกชายฉันเค้าก็ยังจดทะเบียนกับหล่อนไม่ใช่รึ แม่พุดตาน”
      
       ฉาก 16 บริเวณงานเลี้ยง วังสูรยกานต์ เย็น ต่อเนื่อง
       ตัวละคร ฐิติ/กานดาวสี/แขกคนอื่นๆ
       ฐิติกับกานดาวสียืนรับแขกอยู่หน้างาน กานดาวสีพยายามยิ้มให้แขก แต่ดูรู้ว่าฝืน ฐิติมองอย่างหมั่นไส้
       ฐิติพาลพาโล “ถ้ามันลำบากนัก ไม่ต้องฝืนยิ้มก็ได้นะ...ในใจคุณคงจะอยากให้งานมันล่มๆไปซะตอนนี้เลยล่ะมั้ง”
       กานดาวสีเชิดหน้าใส่ “ใช่...ฉันกำลังภาวนาให้มีใครซักคนทำให้งานนี้ล่มลงได้”
       สองคนมองหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
      
       ด้านวสันต์ขับรถมาตามทางมองหาจุดหมายไปด้วย ก่อนจะตัดสินใจจอดรถข้างทาง แล้วลงจากรถ มองเส้นทางที่ขับมาอย่างไม่ค่อยแน่ใจ ในที่สุดก็มองซ้ายมองขวา พยายามจะถามทางจากคนแถวนั้น แต่ไม่มีใครเดินผ่านมาเลย สายตาวสันต์ เห็นพ่อค้า แม่ค้าหาบเร่ เข็นรถ แผงลอยขายของอยู่ฝั่นตรงข้าม วสันต์รอจนถนนว่าง แล้วเดินข้ามถนนตรงไปที่แม่ค้าคนหนึ่ง
       “ขอโทษนะครับ วังสูรยกานต์ไปทางไหนครับ”
       แม่ค้าชี้มือไปฝั่งตรงข้าม “เข้าซอยนั้นไงพ่อหนุ่ม...ตรงเข้าไปก็เห็นเองล่ะ”
       วสันต์มองไปตามมือของแม่ค้า เห็นซุ้มประตู มีป้ายวังสูรยกานต์ขนาดใหญ่อยู่ที่
       หน้าปากซอย เลยเดินจากบริเวณที่ตนจอดรถไปทางด้านหน้านิดหน่อย
       วสันต์ยิ้มอย่างกระหยิ่มใจ
      
       ฟากวิไลวรรณครุ่นคิดมาตลอดทาง ก่อนจะมองกานดามณีที่กำลังขับรถอยู่อย่างไม่เห็นด้วย
       “ฉันว่าเรากลับกันเหอะ เรื่องนี้ แกน่าจะพูดกับคุณฐิติเค้าสองต่อสองก่อนนะ”
       “ไม่ ฉันต้องการให้ทุกคนรู้ว่าผู้หญิงที่คุณฐิติรักคือฉัน...”
       “แกก็ไม่ได้เจอเค้ามาเป็นปีแล้ว เค้าอาจจะรู้ความจริงแล้ว หรืออาจจะรักกานดาวสีตัวจริงไปแล้วก็ได้...เดี๋ยวก็หน้าแตกหรอกแก” วิไลวรรณบอก
       “ไม่ ฉันไม่เชื่อ แกก็รู้ว่าคุณฐิติเค้ารักเค้าหลงฉันขนาดไหน เค้าไม่มีทางไปรักคนอื่นได้หรอก และฉันก็ไม่มีวันยอมให้นังกานดาวสีมาสวมรอยแต่งงานกับคุณฐิติแน่ๆ”
       กานดามณีมองไปข้างหน้าด้วยสายตามุ่งมั่น
       ขณะเดียวกันวสันต์กำลังข้ามถนนกลับไปอีกฝั่งด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง
       กานดามณีเห็นวสันต์เข้า
       “นั่นมันไอ้วสันต์นี่!…ไอ้สารเลว!”
       กานดามณีหักพวงมาลัย เหยียบคันเร่งพุงไปทางวสันต์
       “วันนี้แกตายแน่!”
       วิไลวรรณกรี๊ดสุดเสียง “อ๊าย ยัยณี แกจะทำอะไรน่ะ”
       กานดามณีไม่ตอบ เหยียบคันเร่ง พุ่งตรงไปที่วสันต์
       วิไลวรรณตกใจสุดขีด “ยัยณี อย่านะ”
       วสันต์หันหน้ามาเห็นรถกำลังจะพุ่งชนก็ตกใจ!!!
       “เฮ้ย!”
      
       วสันต์แลเห็นแสงไฟจ้าพุ่งใกล้เข้ามาทุกทีๆ
      

       รถที่กานดามณีขับพุ่งชนวสันต์เต็มแรง กานดามณีเบรกรถ พร้อมกับยิ้มออกมาอย่างเหี้ยมโหด ท่าทีเลือดเย็น สะใจ ส่วนวิไลวรรณตาเหลือก พอรู้ตัวก็หันมาโวยใส่กานดามณี
      
       “ยัยนี แกทำบ้าอะไรฮะ ถ้ามันตายไปจะทำยังไง”
       “ช่างมัน! นี่ยังน้อยไปนะที่มันทำกับฉัน”
       กานดามณีหักพวงมาลัยจะเลี้ยวปราดเข้าไปในถนนส่วนบุคคลของวังสูรยกานต์ วิไลวรรณตาเหลือก
       “นี่แกจะไปไหน”
       “ก็จะไปที่วังสูรยกานต์น่ะสิ”
       วิไลวรรณโวย “จะบ้าเหรอ เมื่อกี้นี้แกชนมันตายหรือเปล่าก็ไม่รู้ หนีก่อนเหอะเร็วๆ เข้าสิ” วิไลวรรณขู่ “ถ้าตำรวจจับได้ แกก็ไปรอพบคุณฐิติของแกในคุกละกัน”
       กานดามณีเหยียบเบรคเอี๊ยด แทนสายตากานดามณี เห็นป้ายวังสูรยกานต์อยู่ด้านหน้า
      
       บรรยากาศอ่อนหวานในห้องหอบ่าวสาว ที่นอนที่ประดับด้วยดอกไม้ มาลัย อย่างวิจิตรสวยงาม
       บนเตียงมีกลีบกุหลาบโรยกระจายอยู่ทั่วไป ท่านหญิง วิเศษ และพุดตาน นั่งอยู่บนเตียง
       ฐิติกับกานดาวสีนั่งพับเพียบอยู่ที่พื้น
       “ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป หลานทั้งสองก็เสมือนเป็นคนๆเดียวกันแล้ว มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันนะ...ขอให้เย็นเหมือนฟัก หนักเหมือนแฟง ให้อยู่เรือนเหมือนก้อนเสา ให้เฝ้าเรือนเหมือนแมวคราวนะลูกนะ... แล้วก็รีบมีหลานให้ย่าอุ้มเร็วๆด้วย...เอ้า แม่พุดตาน อวยพรให้ลูกสิ”
       ฐิติกับกานดาวสีก้มลงกราบท่านหญิง พุดตานอวยพรไปตามหน้าที่ เพราะไม่อยากขัดใจท่านหญิง
       “ขอให้ความรักที่ลูกทั้งสองมีต่อกัน เป็นเหมือนแสงสว่างที่จะนำพาชีวิตคู่ไปได้โดยตลอดรอดฝั่งนะลูก...”
       บ่าวสาวก้มลงกราบพุดตาน
       “ลูกกาน...พ่อก็คงไม่มีอะไรจะพูดแล้ว นอกจากขอให้ลูกรักษาความดีของลูกไว้ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร ขอให้ใช้สติและความดีเป็นบรรทัดฐานในการแก้ปัญหา..” วิเศษมองด้วยสายตาของพ่อที่รู้จักลูกดี “เหมือนที่ลูกได้ทำมาตลอด และพ่อเชื่อว่าลูกจะก้าวผ่านปัญหาทุกอย่างไปได้”
       กานดาวสีน้ำตารื้น ตื้นตันใจที่พ่อเชื่อมั่นในตัวลูกเสมอ
       วิเศษหันมาทางฐิติ “ผมขอฝากลูกสาวไว้กับคุณฐิติด้วย ถ้าแกทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง ก็ขอให้คุณฐิติอภัยให้แก อย่าทิ้งอย่างขว้างกัน...”
       ฐิติตอบวิเศษทันทีอย่างหนักแน่น
       “ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่...จะไม่มีวันนั้นแน่นอนครับ”
       กานดาวสีก้มหน้า ความรู้สึกหลายอย่างประดังอยู่ในใจ ทั้งสุข ทั้งเศร้า ทั้งรู้สึกผิด
      
       ขณะนั้น โทรศัพท์ที่หัวเตียงวิทย์ดังหลายครั้ง วิทย์เอื้อมมือมารับโทรศัพท์ท่าทีหงุดหงิด
       “ฮัลโหล...”
       เสียงจากปลายสายอีกด้านทำให้วิทย์ลุกพรวดพราดขึ้นมานั่ง ตั้งสติพูด
       “นมสายเหรอครับ...”
       ที่วังสูรยกานต์ นมสายรับสายวิทย์อยู่
       “...นี่ก็ส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอไปเรียบร้อยแล้วค่ะ ท่านหญิงเห็นว่างานจะเลิกอยู่แล้ว คุณวิทย์ก็ยังไม่มา ก็เลยให้ดิฉันโทร.มาถาม”
       “ผมฝากกราบขอโทษท่านย่าด้วยนะครับ พอดี...”
       เห็นลิซ่าในเสื้อคลุมนอนหละหลวม ยั่วยวน ตามมานัวเนียวิทย์ต่อ วิทย์สะท้านไปกับการยั่วยวนของลิซ่า แต่ก็พยายามตั้งสมาธิพูดกับนมาสาย
       “ผม...ยังทำงานไม่เสร็จ...ต้องฝากขอโทษคุณฐิติด้วย...แล้วผมจะหาโอกาสไปอวยพรด้วยตัวเองอีกครั้ง...”
       วิทย์วางโทรศัพท์แล้วหันไปกอดจูบลิซ่าอย่างเมามัน
       “เพราะเธอคนเดียวลิซ่า ทำให้ฉันเสียคน คราวหน้าห้ามใส่ชุดนั้นอีก เข้าใจหรือเปล่า”
       ลิซ่ามองมาตาหวานเยิ้ม “เข้าใจค่ะ อยู่กับคุณวิทย์ ลิซ่าก็ไม่อยากใส่อะไรอยู่แล้ว”
       ลิซ่าดึงสายรัดเสื้อคลุมออก วิทย์ตะลึงมองก่อนจะผลักลิซ่าให้นอนลงบนเตียง
       วิทย์ครางเสียงกระเส่า “เรามาถ่ายหนังกันต่อดีกว่า...ถึงฉากไหนแล้วนะ”
       วิทย์กระชากผ้าห่มมาคลุมโปง เสียงลิซ่าหัวเราะกิ๊กกั๊ก
      
       ฟากฐิติกับกานดาวสียืนคว้างอยู่ในห้องหอ ทั้งเขิน ทั้งประหม่า ทำตัวไม่ถูก โดยเฉพาะกานดาวสีรีบดึงตัวเองจากอาการหวิวๆหวั่นๆ ด้วยกันตัดสินใจพูดสิ่งที่เป็นกังวลอยู่
       “คุณฐิติคะ เรายังมีเรื่องต้องพูดกัน...ฉันไม่อยากให้คุณเข้าใจผิด ฉันไม่ใช่...”
       ฐิติมองกานดาวสีอย่างเอาเรื่อง พูดขัดขึ้น
       “ถ้าคุณยังไม่หยุดพูดว่าคุณไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น ผมจะจูบคุณเดี๋ยวนี้”
       กานดาวสีใจหายวับ แต่ความกลัวว่าฐิติจะมีอะไรกับตนเพราะคิดว่าตนเป็นผู้หญิงที่เขารักมีมากกว่า
       “แต่ฉันไม่...”
       “ถ้าคุณยังไม่หยุด แสดงว่าคุณอยากให้ผมจูบคุณ...เฮ้อ ผู้หญิงเนี่ยน้าบอกกันตรงๆก็ได้ ไม่เห็นต้องใช้มุขเดิมๆ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าคราวนี้ผมคงไม่หยุดแค่จูบแน่”
       ฐิติเดินตรงเข้าไปหากานดาวสี ดวงตาหวานฉ่ำด้วยความรู้สึก กานดาวสีถอยหลังหนี
       กานดาวสีตกใจ “คุณจะทำอะไรน่ะ”
       “อ้าว...คืนวันแต่งงานน่ะ สามีเค้าต้องทำอะไรภรรยาล่ะ...ไม่เห็นต้องถาม”
       ฐิติเดินตรงเข้าไปหา กานดาวสีถอยหลังไปจนสุดทาง
       “จะหนีไปไหน...ยังไงคืนนี้คุณก็หนีผมไม่พ้นแน่ๆ”
       กานดาวสีพยายามบ่ายเบี่ยงหาทางออก “ฉัน...ฉันจะไปอาบน้ำ”
       “ไม่ต้องอาบหรอก แค่นี้ก็หอมแล้ว กลิ่นแก้มคุณยังติดจมูกผมอยู่เลย”
       ฐิติชะโงกหน้าเข้าไปจะจูบ กานดาวสีรีบวิ่งจู๊ดผ่านไปเข้าห้องน้ำ แล้วปิดประตูดังปัง
      
       ฐิติมองตาม หัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ


  


       ส่วนที่หน้าห้องหอ ท่านหญิง วิเศษ และพุดตาน กำลังจะเดินลงไปข้างล่าง คุณพระบรรณกิจ และนมสาย ยืนยิ้มรออยู่ อาการตื่นเต้น กิ๊วก๊าวใหญ่
      
       “เป็นยังไงบ้างแม่พุดตาน อยากได้หลานสาวหรือหลานชายล่ะ...ฉันน่ะผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ อยากอุ้มคุณหนูใจจะขาดอยู่แล้ว”
       พุดตานทำหน้าไม่ถูก
       “แหม คุณนม...คุณพุดตานเค้าจะไปรู้ได้ยังไงล่ะครับ แต่ผมว่าสองคนกำลังดี ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ว่ามั้ยพ่อวิเศษ” คุณพระว่า
       วิเศษยิ้มๆ
       ท่านหญิงดุ ใบหน้ายิ้มๆ “เอ๊ะ พวกนี้นี่คุยเรื่องอะไรกัน...แล้วดูซิ พากันมายืนเฝ้าหออย่างนี้ เดี๋ยวฉันก็ไม่ได้หลานกันพอดี ไป ลงไปข้างล่างกันได้แล้ว”
       ท่านหญิงเดินนำ ทุกคนเดินตาม ได้ยินเสียงนมสายเถียงแว่วๆแล้วค่อยแผ่วลงไปเรื่อยๆ
       “ไม่ได้เฝ้านะเพคะ อิฉันจะรอทูลท่านหญิงว่าคุณวิทย์เธอมาไม่ได้แล้ว”
      
       ฟากฐิติเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องน้ำ ในที่สุดก็ตัดสินใจเอาหูแนบประตูห้องน้ำ แต่ไม่ได้ยินเสียงอะไร ฐิติตัดสินใจเคาะประตู
       “กานดาวสี...ยังไม่เสร็จอีกเหรอ นี่คุณอาบน้ำนานเกินไปแล้วนะออกมาได้แล้ว ถ้าไม่ออก ผมจะเข้าไปช่วยอาบให้นะ”
       ข้างในเงียบ ฐิติมองอย่างจะเอาชนะ
       “คิดว่าจะหนีฉันพ้นเหรอ...”
      
       ฐิติเปิดลิ้นชัก หยิบกุญแจขึ้นมา แล้วค่อยๆ ไขประตูห้องน้ำ ไขไปด้วย ฟังเสียงด้านในไปด้วยแต่ในห้องน้ำยังเงียบ ฐิติลังเลอย่างสงสัย ทำไมไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบอะไรจากกานดาวสีเลย
       ฐิติตัดสินใจชะโงกหน้าเข้าไปดู แทนสายตาฐิติ เห็นกานดาวสีนั่งซบผนังหลับอยู่ ฐิติเข้าไปใกล้ๆกานดาวสี ทั้งขำ ทั้งสงสาร ทั้งรักสุดหัวใจ เรียกเบาๆ
       “กานดาวสี”
       ทว่ากานดาวสียังหลับสนิทเพราะความอ่อนเพลีย ฐิติตัดสินใจอุ้มกานดาวสีออกจากห้องน้ำ
      
       ครู่ต่อมาฐิติวางร่างกานดาวสีลงบนเตียง ห่มผ้าให้ แล้วนั่งลงมองกานดาวสีนอนหลับด้วยสายตาเปี่ยมรัก เห็นกานดาวสีที่นอนหลับสนิทเริ่มพลิกตัวอย่างกระวนกระวาย ฐิติมองอย่างเป็นห่วง
       “กานดาวสี คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
       กานดาวสียังหลับตาอยู่ พูดพึมพำ “คุณฐิติ...”
       ฐิติร้อนรุ่มใจ สีหน้าเป็นกังวล “ผมอยู่นี่ คุณไม่สบายหรือเปล่า”
       ฐิติเอามืออังหน้าผาก อังซอกคอ กานดาวสีพลิกตัวไปมาอย่างคนฝันร้าย แล้วเริ่มร้องไห้ออกมาพร้อมเพ้อๆ
       “คุณเกลียดฉันมากใช่มั้ย ทำไมคุณไม่ฟังฉันบ้าง ฉันไม่ได้โกหกคุณนะ...ฉันไม่ได้โกหกคุณ”
      
       ฐิติจับมือกานดาวสีขึ้นมาจูบอย่างละมุน เอานิ้วไล้แก้มกานดาวสีอย่างปลอบโยน
       “กานดาวสี ผมไม่เคยเกลียดคุณเลยนะแม้แต่วินาทีเดียว...มีแต่ยิ่งรัก และรักมากขึ้นทุกวัน”
      
       ฐิติค่อยๆเอนตัวลงข้างกานดาวสี กอดกานดาวสีไว้แนบอก แล้วก้มลงหอมแก้มกานดาวสีเบาๆ
       อย่างลืมตัว
      
       เช้าตรู่วันต่อมา อิ่มใจสีหน้าเป็นกังวล รีบร้อนเดินมาที่ห้องพักคนไข้ในโรงพยาบาล
      
       อิ่มใจเดินเข้ามาในห้องหนึ่ง เห็นสภาพวสันต์ที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผลเกือบทั้งตัว เข้าเฝือกทั้งแขนทั้งขา อิ่มใจผวาเข้าไปหาวสันต์ คร่ำครวญด้วยความเป็นห่วงและตกใจ
       “คุณวสันต์! โธ่...เจ็บมากมั้ยคะ ตอนที่พยาบาลโทรมาบอก มตกใจหมดเลย...เมื่อคืนก็ไม่ได้นอนเลย เป็นห่วงคุณจะแย่”
       “ผมเพิ่งรู้สึกตัวเมื่อเช้า ก็เลยให้พยาบาลเค้าโทร.หาคุณ”
       “แล้วนี่คุณจำรถที่มันชนคุณได้หรือเปล่าคะ เดี๋ยวอิ่มไปแจ้งความให้ คุณเป็นถึงขนาดนี้เขาต้องรับผิดชอบ”
       วสันต์ออกอาการหงุดหงิด “จะไปจำได้ยังไง ตอนที่หันไปเห็นรถคันนั้นมันพุ่งเข้ามาผมก็ตกใจจะแย่แล้ว...” วสันต์ฮึดฮัดไม่สบอารมณ์ใหญ่ “ซวยจริงๆ ผมเกือบจะไปถึงวังสูรยกานต์อยู่แล้วเชียว”
       อิ่มใจชะงักไปนิดนึงอย่างสะดุดใจในน้ำเสียงและท่าทางของวิทย์ แต่พยายามไม่ใส่ใจ
       “อย่าหงุดหงิดเลยนะคะ รักษาตัวก่อนดีกว่า หายดีแล้วค่อยเข้าไปอวยพรเจ้านายก็ได้ ยังไงทุกคนก็เข้าใจดีว่ามันเป็นอุบัติเหตุ”
       “แต่ผมต้องการจะออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด คุณช่วยไปถามพยาบาลหน่อยสิว่าเมื่อไหร่ผมถึงจะออกจากโรงพยาบาลได้”
       อิ่มใจมองวสันต์อย่างรู้ทัน
       “ที่รีบเนี่ย เพราะคุณจะไปพบคุณกานดาวสีใช่มั้ยคะ...”
      
       วสันต์ไม่ตอบยิ้มร้ายอย่างมีแผน
      

       หลังจากวิไลวรรณออกไปสืบข่าวเรื่องวสันต์ ก็กลับเข้าบ้านมาเล่าให้กานดามณีฟัง
      
       “นี่ดีนะที่ไอ้วสันต์มันไม่ตาย แล้วก็ไม่มีใครไปแจ้งความด้วย ไม่งั้นแกคงได้ไปนั่งรำลึกความหลังอยู่ในคุกแทน”
       “แกแน่ใจนะ ว่าไม่มีใครไปแจ้งความ”
       “แน่ใจสิ ก็ฉันไปสืบจากคนแถวนั้นมาแล้ว...ว่าแต่แกเถอะ จะทำยังไงต่อไป เรื่องคุณฐิติน่ะ”
       กานดามณียิ้มร้าย มีแผนในใจแล้ว หยิบชุดที่กองสุมๆ กันอยู่ขึ้นมาทาบกับตัว หมุนตัวอยู่หน้ากระจกแล้วมองเงาตัวเองอย่างพอใจ
       “ฉันก็ต้องแต่งตัวให้สวยที่สุด ก่อนที่จะไปรำลึกความหลังกับเค้าน่ะสิ”
       “ไม่งัดเอาไอ้ชุดโป๊ๆที่แกตั้งใจใส่ยั่วเค้าที่ประจวบมาใส่อีกล่ะ ทีเนี้ย ได้รำลึกความหลังกันชื่นมื่นเลยล่ะแก”
       กานดามณีพูดอย่างถือดี และหมายมั่นปั้นมือมาก
       “คราวนี้ฉันจะทำให้เค้าหลงฉันจนโงหัวไม่ขึ้นเลย... รับรองว่าหม่อมหลวงฐิติ สูรยกานต์ไปไหนไม่รอดแน่ๆ”
      
       กานดาวสีเริ่มรู้สึกตัวตื่น ขยับจะพลิกตัว แต่พลิกไม่ได้เพราะฐิติกอดเอาไว้ กานดาวสีลืมตาขึ้นอย่างงงๆ แล้วก็สะดุ้งเมื่อพบว่าตัวเองตกอยู่ในอ้อมกอดของฐิติ กานดาวสีพรวดพราดลุกขึ้น รีบมองสำรวจเสื้อผ้าตัวเอง ตกใจปนเขิน
       “คุณ...นี่...คุณไม่ได้ทำอะไรฉันใช่มั้ย
       ฐิติตื่นขึ้นพร้อมๆ กับตอนที่กานดาวสีตาลีตาเหลือกมุดออกไปจากอ้อมกอดของเขา ฐิติมองกานดาวสีอย่างขำๆ ความสุขที่ได้นอนกอดกานดาวสีทั้งคืนยังอิ่มเอมอยู่ในใจ
       “คุณน่ะแหละทำผม คุณฝันร้ายแล้วเข้ามากอดผมเอง แล้วยังมานอนทับแขนผมอีกต่างหาก เมื่อยจะตายอยู่แล้ว”
       “ฉันเนี่ยนะฝันร้าย...ไม่จริงหรอก”
       “ทำไมจะไม่จริง แล้วคุณก็เรียกหาผมด้วย ผมไม่รู้จะทำยังไงก็เลย...” ฐิติยักไหล่เหมือนไม่สนใจ “ต้องกอดคุณไว้แทนหมอนข้างทั้งคืน”
       “คุณจะบ้าเหรอ คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง”
       “ทำไมจะไม่ได้...คุณก็รู้ว่าผมมีสิทธิ์ทุกอย่าง...ยิ่งกว่ากอด ผมก็ทำได้กานดาวสีรีบก้มลงสำรวจตัวเองอีกครั้งว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ผิดที่ผิดทาง”
       “ไม่ต้องตกใจไปหรอกน่า ผมยังไม่ได้ทำอะไรคุณซะหน่อย...”
       ฐิติเดินยิ้มๆ เข้าไปหากานดาวสี บอกต่อ
       “เพราะผมไม่ชอบรังแกคนหลับ”
       กานดาวสีใจหายวับ ตามองเขม็งที่ฐิติที่กำลังเดินตรงเข้ามา ในใจนึกหาทางหนีทีไล่ ฐิติแกล้งเดินเข้าไปใกล้ๆอีก สายตาที่มองกานดาวสีหวานฉ่ำด้วยความรู้สึกรักมากมายล้นใจ กานดาวสีมองอย่างระแวดระวัง พอฐิติเข้ามาใกล้ก็รีบวิ่งหนี แต่ถูกฐิติคว้าตัวมากอดไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย
       “โอ๊ย...ฉันเจ็บนะ”
       “ก็อย่าดิ้นสิ ถ้าคุณอยู่เฉยๆมันก็ไม่เจ็บ”
       กานดาวสีนิ่งคิดหาทางหนีทีไล่ ฐิติถือโอกาสก้มลงจูบซอกคอกานดาวสีจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว กานดาวสีหยิกแขนฐิติอย่างแรง
       “โอ๊ย...”
       กานดาวสีอาศัยจังหวะนั้นผลักฐิติไปชนตู้ดังโครม แล้ววิ่งหนีเข้าห้องน้ำ
       ฐิติมองตาม หัวเราะเบาๆ เจ็บก็เจ็บ ขำก็ขำ
      
       นวลกับสาวใช้อีกคนถือถาดใส่เหยือก แก้วน้ำ มายืนเอาหูแนบประตูห้องหอ
       สาวใช้กระซิบถาม อาการกิ๊กกั๊กตื่นเต้น “พี่นวลได้ยินเหมือนฉันมั้ย
       “ทำไมจะไม่ได้ยิน...คุณฐิติเผด็จศึกแต่เช้าเลย...”
       ทั้งสองคนวี้ดวิ้วกิ๊วก๊าวกันใหญ่
       “อย่างงี้อีกไม่นาน รับรองว่าต้องมีคุณหนูตัวน้อยๆแน่ๆ แกว่ามั้ย” สาวใช้ว่า
       นมสายเดินเข้ามา ทันได้ยินพอดี
       “ฉันก็ว่ายังงั้นแหละ!”
       นวลกับสาวใช้สะดุ้งโหยง
       “คุณนม!”
       “ไอ้เรื่องเจ้านายเนี่ยถนัดกันจริงๆ นะยะ...งานการไม่มีทำกันหรือยังไง...หรือถ้าว่างมากนัก ฉันจะได้ไปทูลท่านหญิงขอประทานงานให้พวกหล่อนอีก”
       นวลกับสาวใช้รีบลนลานออกไป
       แต่พอนวลกับสาวใช้ลับตาไป นมสายก็หันซ้ายอันขวาจนแน่ใจว่าปลอดคน จากนั้นจึงค่อยๆ แนบหูกับประตูอย่างตั้งใจฟัง
      
       ในห้องฐิติแต่งตัวเรียบร้อย เปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ เห็นหลอดครีมทาแก้ฟกช้ำวางอยู่กานดาวสียืนห่างออกไปอย่างระวังตัว
       “ฉันเอายามาให้ ที่เมื่อกี้ฉันผลักคุณไปกระแทกกับตู้”
       “ขอบคุณนะ”
       “ฉันก็แค่ทำตามหน้าที่ เดี๋ยวท่านหญิงจะว่าได้ว่าฉันไม่ดูแลคุณ”
       ฐิติแอบขำ รู้สึกดีใจที่กานดาวสีห่วงตน เลยแกล้งทำเป็นเอื้อมมือจะทายาที่หลังอย่างไม่ถนัด
       “คุณทาให้หน่อยสิ ผมทาไม่ถนัด”
       กานดาวสีมองอย่างระแวงไม่เชื่อใจ เห็นฐิติพยายามทายาอย่างไม่ค่อยถนัดจริงๆ กานดาวสีจำใจเดินเข้าไปทายาให้อย่างระมัดระวัง ฐิติเลยได้โอกาสรวบตัวกานดาวสีเข้ามากอดไว้ และพลิกตัวทับ กานดาวสีให้นอนลงบนเตียง กานดาวสีนอนตัวแข็งอย่างตกใจ
       “คุณฐิติ อย่านะ...”
       ยังไม่ทันขาดคำ ฐิติก็ก้มลงจูบกานดาวสีอย่างดูดดื่มด้วยความรู้สึก ก่อนจะถอนริมฝีปากขึ้น กานดาวสีรู้สึกหวิวๆ เหมือนหัวใจจะหลุดออกจากร่าง และหวั่นไหวไปกับจูบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของฐิติ
       ฐิติใช้นิ้วมือไล้ที่แก้มกานดาวสีเบาๆ อย่างทะนุถนอม ก่อนจะหลุดคำพูดที่อยู่ในใจตลอดมา
       “กานดาวสี ผมรักคุณ”
       ก่อนที่ฐิติจะก้มลงไปจูบอีกครั้ง กานดาวสีก็พยายามต่อสู้กับความต้องการตัวเอง ผลัก
       ฐิติออกไปสุดแรง แล้วรีบวิ่งหนีออกจากห้องไปทันที
       ฐิติมองตามอย่างเอ็นดู ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ยิ้มกับตัวเองอย่างมีความสุข
      
       ท่านหญิง กับพุดตาน เดินตัดดอกไม้อยู่ในสวนดอกไม้ด้านหลังวังสูรยกานต์ มีนมสายถือตะกร้าเดินตามหลัง
       “นี่พ่อติกับแม่กานดาวสีเค้าตื่นกันหรือยังนะ...ไม่รู้ว่าเมื่อคืนนี้เป็นยังไงกันบ้าง”
       ท่านหญิงพูดยังไม่ทันขาดคำ ฐิติก็เดินเข้ามา
       “เจ้าตัวมาโน่นแล้วล่ะเพคะ” พุดตานบอก
       ฐิติเดินยิ้มเผล่เข้ามา “กำลังแอบนินทาอะไรผมอยู่เหรอครับ”
       “แล้วเรามีอะไรให้นินทาล่ะ…ยิ้มหน้าบานขนาดนี้ คงไม่ต้องถามแล้วกระมัง ว่าเมื่อคืนหลานย่ามีความสุขแค่ไหน”
       ฐิติยิ้มเขิน ดวงตาเป็นประกายวิบวับอย่างมีความสุข
       “กานดาวสีล่ะครับ”
       ท่านหญิงทักท้วง “อ้าว ยังไงล่ะนั่น อยู่ในห้องด้วยกันแท้ๆ แล้วจะไปถามคนอื่นได้ยังไง”
       “ก็...ผมไม่รู้ อยู่ดีๆเค้าก็วิ่งหนีออกไป...”
       พุดตานร้อนใจเป็นห่วงลูกชาย “มีเรื่องอะไรหรือเปล่าลูก หรือว่าทะเลาะอะไรกัน”
       “อู้ย...ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะคุณพุดตาน ถ้าทะเลาะกัน คุณติคงไม่หน้าระรื่นอย่างนี้หรอกค่ะ” นมสายค้อนฐิติ แกล้งต่อว่า “คุณติน่ะแหละไปแกล้งอะไรคุณกานดาวสีหรือเปล่าคะ เธอถึงได้วิ่งหนีออกมา”
       “คือเมื่อคืนนี้เรา...ผมก็แค่...” ฐิติหยุดพูด ยิ้มกริ่มอย่างมีพิรุธ
       นมสายหูผึ่ง
       “นมอยากให้ผมเล่าจริงๆ เหรอครับ...” ฐิติมองนมสายอย่างมีความหมาย
       นมสายเขิน ตีแขนฐิติเบาๆ
       “วุ้ย...คุณติเนี่ย...อะไรก็ไม่รู้ ไม่ต้องพูดแล้วล่ะค่ะ แค่นี้อิฉันก็รู้แล้ว”
       ท่านหญิงมองฐิติอย่างปลื้มใจที่เห็นหลานมีความสุขมากขนาดนี้
       “ย่าตัดสินใจไม่ผิดจริงๆที่ให้หลานแต่งงานกับแม่กานดาวสี เห็นหลานมีความสุขแบบนี้ ย่าก็พลอยมีความสุขไปด้วย”
       พุดตานยิ้มอย่างมีสุขใจ ที่เห็นฐิติดูมีความสุข นวลเดินเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าท่านหญิง
       “มีแขกมาขอพบเพคะท่านหญิง”
       “ใครกันล่ะ มาแต่เช้าเชียว”
       “ผมเองครับท่านย่า”
      
       ทุกคนหันไปเห็นวิทย์ยืนยิ้มเผล่อยู่


  


       หม่อมหลวงวิทย์ อัศวไกร เดินยิ้มตรงเข้ามาหาไหว้ ท่านหญิง พุดตาน ฐิติ และนมสายอยู่ด้วย
      
       “ผมต้องขอโทษนะครับที่เมื่อวานมาไม่ได้ พอดีที่กองถ่ายมีปัญหาจริงๆ”
       ท่านหญิง ลักษมีรู้ทัน “เอาเถอะ ย่าจะพยายามเชื่อ ถึงแม้จะรู้ว่าจริงๆ หลานอาจจะกำลังมีธุระติดพันอยู่กับนางเอกคนใดคนหนึ่งอยู่”
       วิทย์หัวเราะแจ่มใส เข้าไปกุมมือท่านหญิงไว้อย่างธรรมเนียมฝรั่ง พลางพูดอ้อน
       “ไม่ใช่นะครับ เมื่อวานผมยุ่งจริงๆ แหม...ผมจะเห็นคนอื่นสำคัญไปกว่าท่านย่าได้ยังไงล่ะครับ”
       ท่านหญิงหัวเราะขำๆ แกมเอ็นดู ทั้งๆ ที่แน่ใจว่าวิทย์กะล่อน หาข้อแก้ตัวไปเรื่อยๆ วิทย์ หันไปทางฐิติและพุดตาน ยิ้มแจ่มใสเป็นมิตรให้ฐิติ และไหว้พุดตานอย่างสุภาพ
       “นี่คงเป็นคุณอาพุดตานกับคุณฐิติใช่มั้ยครับ ผมดีใจจริงๆ ที่เราได้มาเป็นญาติกัน”
       วิทย์มองฐิติ นัยน์ตาพราวด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย
       “แล้วก็ต้องขอแสดงความยินดีกับคุณฐิติด้วยนะครับ..เสียดายที่เราเพิ่งรู้จักกัน ผมเห็นคุณครั้งแรกก็รู้เลยว่าเราคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้...สัญชาติญาณของผมบอกว่าเราน่าจะชอบอะไรเหมือนๆ กัน”
       วิทย์ขยิบตาให้ฐิติอย่างล้อเลียน ดูเจ้าเสน่ห์
       ฐิติสะดุดใจนิดหนึ่งแต่ตอบตามมารยาท “ยินดีที่ได้รู้จักคุณวิทย์เช่นกันครับ”
       “นี่ตาวิทย์จะรีบไปไหนหรือเปล่า ถ้าไม่มีธุระอะไรก็อยู่ทานของเช้ากับย่าก่อนสิ”
       นัยน์ตาหม่อมหลวงผู้กำกับเป็นประกายอย่างตื่นเต้นขณะตอบ
       “ด้วยความยินดีครับ”
      
       ทุกคนเดินเข้ามาในห้องโถง ท่านหญิงหันไปเห็นกานดาวสีเดินมาจากอีกทาง
       “แม่กานดาวสีมาพอดี” ท่านหญิงหันมาทางวิทย์แนะนำหลานสะใภ้ “นี่หนูกานดาวสี ภรรยาของตาติ”
       แล้วจึงแนะนำวิทย์กับกานดาวสี “นี่หม่อมหลวงวิทย์ อัศวไกร...นี่เค้าเป็นหลานชายของคุณปู่ใหญ่ พี่ชายของย่าเอง จะได้รู้จักกันไว้”
       วิทย์ก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อจะให้กานดาวสีเห็นหน้าชัดๆ ด้วยความหวังเต็มที่ว่ากานดาวสีคงจะตกใจ
       แทบช็อก แต่ก็ต้องผิดหวังที่กานดาวสียิ้มให้อย่างสุภาพ ด้วยท่าทางเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักกัน
       กานดาวสียกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ”
       วิทย์ก้าวเข้าไปโอบกานดาวสีไว้ และเอาแก้มชนแก้มตามธรรมเนียมฝรั่ง แบบ Cheek to Cheek
       Kiss พร้อมกับกระซิบเบาๆ กับกานดาวสี “ตีหน้าซื่อได้เก่งดีนี่” แล้วพูดเสียงดังปกติ “ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะครับคุณกานดาวสี”
       คราวนี้กานดาวสีตกใจ ด้วยผู้ชายคนนี้ทำท่าเหมือนเคยรู้จักตนมาก่อนอีกแล้ว
       ฐิติมองวิทย์อย่างไม่พอใจ ก่อนจะหันขวับมามองกานดาวสีเป็นเชิงถาม
       “นี่หนูกานดาวสีกับตาวิทย์รู้จักกันแล้วรึ”
       กานดาวสีขยับจะปฏิเสธแต่ไม่ทันวิทย์
       “ครับ...เราคุ้นเคยกันพอสมควรเลยทีเดียว” วิทย์จงใจพูดกับกานดาวสี “แต่คุณกานดาวสีไม่เคยบอกเลยนะครับว่ากำลังจะมาเป็นสะใภ้ของสูรยกานต์ ผมจะได้ทำความสนิทสนมกับคุณให้มากกว่านี้”
      
       วิทย์ยิ้มเจ้าเล่ห์ อย่างคนที่กุมความลับไว้ในมือ
       กานดาวสีมีสีหน้าอึดอัดใจอย่างมาก แต่ยังไม่อยู่ในจังหวะที่จะอธิบายอะไร รู้ทันทีว่าวิทย์หมายถึงผู้หญิงอีกคนที่หน้าเหมือนตน
       ฐิติมีสีหน้าไม่พอใจในท่าทีมีเลศนัยระหว่างวิทย์กับกานดาวสี
       “ที่คุณวิทย์บอกว่าคุ้นเคยกันพอสมควรน่ะ แค่ไหนเหรอครับ”
       ท่านหญิงขำๆ ที่ฐิติหึงกานดาวสี จึงพูดตัดบท
       “เอ้า แล้วจะมายืนคุยอะไรกันตรงนี้นะ เข้าไปคุยต่อกันที่ห้องทานอาหารเถอะ”
       “ดิฉันขอตัวไปสั่งให้เค้าจัดอาหารเพิ่มก่อนนะคะ”
       กานดาวสีเดินไปทางครัว วิทย์มองตามยิ้มๆ
      
       วิทย์เดินตามมาจนทันกานดาวสี
       “คุณนี่แสดงละครเก่งจริงๆ นะกานดาวสี ผัวเก่าตามมาถึงบ้านผัวใหม่ขนาดนี้ ยังไม่สะดุ้งสะเทือนซักนิด”
       กานดาวสีชะงัก หันขวับมาเผชิญหน้ากับวิทย์ ตอบเน้นเสียงอย่างข่มอารมณ์
       “ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ดิฉัน”
       วิทย์มองกานดาวสีอย่างนึกไม่ถึงว่ากานดาวสีจะไปน้ำขุ่นๆ ปฏิเสธได้หน้าตาเฉยขนาดนี้
       “ตลกล่ะ...คุณนี่โกหกได้หน้าตาเฉยจริงๆ ผมเข้าใจนะว่าคุณคงไม่อยากให้ญาติผมรู้ว่าคุณเคยเป็นเมียผม...เอาเป็นว่าผมไม่บอกก็ได้ เพราะผมก็ไม่อยากให้ท่านย่าตกใจจนเป็นอะไรไป ไว้รอให้นายฐิติมันเผลอๆ แล้วเราค่อยมาเจอกัน มันก็ตื่นเต้นดี”
       “แต่ฉันไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น ฉันไม่เคยรู้จักคุณ”
       วิทย์แทบไม่อยากเชื่อว่ากานดาวสีจะเล่นมุกนี้ กระชากแขนกานดาวสีเข้ามาอย่างหมด
       อารมณ์จะเล่นด้วย
       “ไม่เคยรู้จักเหรอ งั้นต้องให้ผมเตือนความจำมั้ยว่าเราเคยทำอะไรร่วมกันไว้บ้าง”
       ฐิติเดินเข้ามากระชากกานดาวสีออกจากวิทย์ อย่างไม่พอใจ
       “ทำอะไรกันน่ะ”
       วิทย์หันมามองฐิติอย่างหมิ่นๆขำๆ
       “ก็ไม่มีอะไรมากครับ...ผมแค่แปลกใจว่าทำไมคุณกานดาวสีถึงจำผมไม่ได้ ทั้งๆ ที่เราก็เพิ่ง...” วิทย์ทำเป็นยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ผมต้องขอชื่นชมคุณฐิตินะครับ แต่งงานกันแค่วันเดียว แต่คุณก็ทำให้ภรรยาลืมผู้ชาย
       คนอื่นได้อย่างหมดใจ...เก่งจริงๆ ครับ”
       วิทย์ปรบมือช้าๆ อย่างเยาะเย้ยก่อนจะเดินหนีไป
      
       ขณะที่วิทย์กำลังจะเปิดประตูขึ้นรถ ถูกพุดตานเรียกไว้
       “เดี๋ยวค่ะคุณวิทย์”
      
       วิทย์หันมาเห็นพุดตานเดินตามมาท่าทางเป็นกังวล
       “ที่คุณวิทย์บอกว่าเคยรู้จักหนูกานดาวสีมาก่อน บอกอาได้มั้ยคะว่า...” พุดตานอ้ำอึ้งนิดหน่อย “รู้จักกันขนาดไหน”
       วิทย์หัวเราะขำๆ อย่างคนถือไพ่เหนือกว่า
       “ผมก็เป็นคนชอบพูดตรงๆ ซะด้วย หวังว่าคุณอาคงจะไม่ตกใจจนเกินไปนะครับถ้าผมจะบอกว่า ผู้หญิงคนนี้เคยเป็นเมียผมและเพื่อนมาก่อน”
       พุดตานหน้าเสียไปถนัด วิทย์พูดปลอบใจอย่างอารมณ์ดี
       “แต่คุณอาไม่ต้องกังวลหรอกนะครับ ตามศักดิ์ คุณฐิติก็ถือว่าเป็นน้องผม ของที่พี่ไม่ใช้แล้ว ก็ต้องส่งต่อให้น้องเป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่ถืออยู่แล้ว”
      
       วิทย์ขึ้นรถ แล้วขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งพุดตานให้ยืนอึ้งอยู่ สงสารลูกชายสุดหัวใจ
      

       จบตอนที่  5
ตอนที่ 6
      
       ขณะเดียวกันนั้น ฐิติและกานดาวสีอยู่ด้วยกันในห้องนอน กานดาวสียืนกรานว่าไม่เคยรู้จักกับวิทย์
      
       “ฉันไม่เคยรู้จักคุณวิทย์มาก่อนเลยนะคะ”
       ฐิติมองกานดาวสีอย่างผิดหวัง
       “ผมไม่แปลกใจหรอกนะกานดาวสี ผมเข้าใจด้วยซ้ำ คุณจำเค้าไม่ได้เหมือนกับที่จำผมไม่ได้ไงล่ะ แต่ผมแค่อยากรู้ว่า ยังมีผู้ชายอีกกี่คนที่คุณแกล้งทำเป็นจำไม่ได้อีก”
       กานดาวสีตบหน้าฐิติ!
       “เลิกดูถูกฉันซะที…ฉันจะบอกคุณเป็นครั้งสุดท้ายว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงคนที่เค้ารู้จัก...แล้วก็ไม่ใช่ผู้หญิงคนที่หลอกให้คุณรักอย่างหัวปักหัวปำที่ประจวบ!”
       กานดาวสีวิ่งออกไปทันที ฐิติมองตามยังคงโมโหกรุ่นๆ อยู่
      
       เวลานั้นนมสายแนบหูฟังเหตุการณ์อยู่ที่ประตูห้อง พยายามฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ กานดาวสีเปิดประตูพรวด วิ่งออกมาจากห้อง นมสายผงะ รีบทำเป็นเนียนปัดกวาดเช็ดถูข้าวของที่วางอยู่แถวนั้น ปากทำเป็นบ่นบ้าไปเรื่อย
       “โอ๊ย...ขี้ฝุ่นมันมาจากไหนกันนักนะ เช็ดยังไงก็ไม่หมด...”
       กานดาวสีไม่ได้สนใจจะมองใครเลย มัวแต่ร้องไห้ เช็ดน้ำตาวิ่งหนีไป นมสายมองตามอย่างสงสาร
       “พ่อเจ้าประคุณรุนช่องเอ๊ย...คุณตินี่ก็ขี้หึงใช่เล่นเลยนะเนี่ย”
      
       ฐิติเดินหน้าหงิกถือกุญแจรถ กำลังจะเดินออกจากตึก พุดตานเดินตามออกมา
       “ติ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าลูก”
       ฐิติไม่ตอบ
       “เรื่องแม่กานดาวสีกับคุณวิทย์หรือเปล่า” พุดตานถามต่อ
       ฐิติไม่สามารถเก็บความเสียใจและผิดหวังไว้ในใจได้
       “กานดาวสีเค้าบอกว่าไม่เคยรู้จักคุณวิทย์มาก่อน...เหมือนกับที่บอกว่าไม่เคยรู้จักผมมาก่อน ผมไม่เข้าใจว่ากานดาวสีต้องการอะไร ทำไมเค้าต้องหลอก...”
       พุดตานน้ำท่วมปาก ไม่กล้าบอกฐิติเรื่องที่รู้จากวิทย์เพราะกลัวลูกชายเสียใจมากกว่านี้ แต่ก็อด
       ประชดไม่ได้
       “จะเพราะอะไร ลูกก็ต้องยอมรับให้ได้ เพราะลูกก็รู้อยู่แล้วว่าแม่กานดาวสีเป็นคนยังไงตั้งแต่ก่อนจะแต่งงานกัน”
       ฐิติอึ้งไป พุดตานอดสงสารลูกไม่ได้ เปลี่ยนเสียงเป็นปลอบ
       “ในเมื่อลูกตัดสินใจเลือกเค้าไปแล้ว ก็ควรให้โอกาสเค้าเริ่มต้นชีวิตใหม่กับลูก ลืมทุกอย่างซะ อดีตก็คืออดีต เราคงไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้” ประโยคหลังเหมือนกับจะปลอบตัวเองด้วย “นอกจากทำใจยอมรับมัน”
       ฐิติเครียด ความรู้สึกหลายอย่างต่อกานดาวสีปนเปกันไปหมด ทั้งรัก ทั้งระแวง
      
       ท่านหญิงกับนมสาย กำลังนั่งร้อยมาลัยไหว้พระอยู่ตรงระเบียงหลังวัง เห็นพุดตานเดินเข้ามา ท่าทางหมกมุ่น กลุ้มใจ
       “แม่พุดตาน เห็นนมสายบอกว่าตาติกับแม่กานดาวสีทะเลาะกันเรื่องตาวิทย์รึ”
       “เอ่อ...ไม่ทราบเพคะ”
       ท่านหญิงพูดอย่างขำๆ “ตาติคงจะหึงล่ะสิที่ตาวิทย์เคยรู้จักกับเมียตัวมาก่อน...จริงๆ มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ผู้หญิงสวย เพียบพร้อมอย่างแม่กานดาวสี ใครๆก็ย่อมหมายปอง”
       พุดตานกระอักกระอ่วน พูดไม่ออก
       “ฉันก็เลยมาคิดว่าเราน่าจะไปเที่ยวหัวหินกันสักสองสามวัน ผัวเมียเค้าจะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังให้เต็มที่ ไม่ต้องมีใครมายุ่งมาเยี่ยมอีก”
       “ดีเหมือนกันนะเพคะ ท่านหญิงเองก็ไม่ได้ไปหัวหินนานแล้ว ถือว่าเป็นการพักผ่อนไปในตัว” นมสายเห็นงามตาม
       “แหม…รีบรับลูกเชียวนะยะหล่อน”
       นมสายหน้าบาน เบิกบานใจเต็มที่ ขณะถาม
       “แล้วเราจะไปกันเมื่อไหร่ดีเพคะ”
      
       เช้าวันต่อมา อิ่มใจกำลังประคองวสันต์เดินเข้าบ้าน เสียงวิทย์ทักมาจากมุมหนึ่ง
       “หายแล้วเหรอวะเพื่อน!”
       วสันต์หันไปเห็นวิทย์ก็ ตกใจ!
       “ไอ้วิทย์” หันไปบอกอิ่มใจ “เข้าบ้านไปก่อนนะ เดี๋ยวผมตามไป”
       “ค่ะ”
       อิ่มใจรับงงๆ ด้วยท่าทีแปลกใจ แล้วเดินเข้าบ้านไป แต่ก็หยุดหันมามามองวสันต์กับวิทย์ด้วยความสงสัย
       “แกมาที่นี่ทำไม” วสันต์ถามอย่างแปลกใจ
       “เจ้าหนี้ก็ต้องมาทวงหนี้ลูกหนี้น่ะสิ!” วิทย์ว่า
       “อะไรวะ ก็ฉันบอกแกแล้วนี่ว่ากานดาวสีน่ะแต่งงานกับหม่อมหลวงฐิติ สูรยกานต์ไปแล้ว...ถ้าแกอยากจะได้ผู้หญิงคนนั้นคืน ทำไมไม่ไปตามที่วังสูรยกานต์ล่ะ”
       “ถ้าฉันจะต้องวิ่งไล่ตามจับผู้หญิงคนนั้นเอง แล้วทำไมฉันจะต้องยอมเสียเงินล้านนึงให้แกด้วยวะ” วิทย์บอกเสียงเหี้ยม “ฉันอยากได้เงินหนึ่งล้านนึงของฉันคืน...”
       “ได้ไงวะ ดีลนั้นมันจบไปตั้งแต่วันที่ฉันโอนกานดาวสีให้แกแล้ว แกปล่อยให้หลุดไปเอง ช่วยไม่ได้ว่ะ”
       วิทย์ข่มขู่ ด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์จริงจังแลดูน่ากลัว “แต่ถ้าแกไม่คืนเงินฉัน แล้วแกเป็นอะไรไป...ฉันก็ช่วยไม่ได้เหมือนกันนะ”
       สองหนุ่มไม่รู้ว่า เวลานั้นอิ่มใจแอบฟังอยู่!
      
       ส่วนที่บ้านกิริเนศวร อุไรกับนารีรัตน์แต่งตัวสวยทำผมทรงใหม่ ถือถุงพะรุงพะรังเข้ามาในบ้าน อุไรท่าทางสดชื่นมีความสุขตรงข้ามกับนารีรัตน์ที่เดินเซ็งๆเข้ามาในบ้าน
       “ตั้งแต่นี้เราก็จะสบาย มีลูกเขยเป็นทายาทคนเดียวของสูรยกานต์ทั้งทีเงินทองคงไม่ขาดมือแล้วล่ะ...แกรู้มั้ย สมบัติของสูรยกานต์น่ะใช้ไปอีกสิบชาติก็ไม่หมด ยังไงพี่แกก็ต้องถ่ายเทเอามาให้ที่บ้านบ้างละ”
       อุไรหันไปเห็นนารีรัตน์ท่าทางเซ็งๆลอยๆเหมือนไม่ได้ฟังที่ตนพูด จ้องหน้าจ้องตาถาม
       “ยัยรัตน์ แกเป็นอะไรฮะ เป็นผีดิบหรือไง...ดูหน้าสิ ทั้งโทรม ทั้งดำเหมือนคนอกหักไม่มีผิด”
       นารีรัตน์หลบตาวูบ “เปล่านี่คะ หนูแค่ปวดหัว”
       อุไรมองอย่างไม่อยากเชื่อ แต่ก็จับผิดอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่สะบัดหน้าเดินขึ้นไปข้างบน พูดๆบ่นๆ
       ไปตามเรื่อง
       “เอ้า...งั้นก็เอาของไปเก็บแล้วก็นอนพักซะบ้าง หนังสือหนังหา อ่านแต่พอสมควร รู้จักแต่งเนื้อแต่งตัวซะบ้าง ที่แม่ซื้อมาให้น่ะ แพงๆ ทั้งนั้น”
      
       ด้านวิเศษมองรูปกานดามณี ที่ถ่ายกับกาญจนาและวิสูตร ที่อยู่ในมือ
       “ฉันหวังว่าเธอคงจะหายเป็นปกติเร็วๆนี้นะ ถึงเราจะไม่ได้เป็นสามีภรรยากันแล้ว แต่ฉันก็ยังปรารถนาดีกับเธอเสมอ...กาญจนา”
       วิเศษเดินตรงไปที่ตู้เซฟ หยุดมองรูปอีกครั้ง ก่อนจะเปิดเซฟ ตั้งใจจะเอารูปเก็บไว้ในเซฟ แล้วก็ชะงัก เมื่อเห็นกล่องกำมะหยี่ขนาดต่างๆ วางซ้อนกันไว้อยู่ชั้นหนึ่ง แต่อีกชั้นหนึ่งว่างเปล่า พอได้สติก็รีบเปิดกล่องกำมะหยี่ดู แต่ทุกกล่องว่างเปล่า วิเศษใจหายวับ
       อุไรหอบของพะรุงพะรังเปิดประตูเข้ามา นารีรัตน์ยืนอยู่หน้าประตู ส่งถุงในมือทั้งหมดให้อุไร
       “นี่ค่ะ”
       “ของแก แกก็แยกไว้ซิ แล้วก็ช่วยเอาของแม่มาไว้ในห้องด้วย ตั้งเยอะตั้งแยะ จะให้ฉันคาบเข้าไปหรือไง”
       อุไรกับนารีรัตน์เข้ามาในห้อง เห็นวิเศษนั่งหน้าซีดอยู่ที่หน้าตู้เซฟ ดวงตาเป็นประกายด้วยความโกรธ
       อุไรตกใจมาก “คุณวิเศษ”
       “บอกผมมาซิ ทั้งของแต่งตัว ทั้งโฉนดในตู้เซฟมันหายไปไหนหมด”
       อุไรอึ้ง หน้าซีด ตัวสั่น หาทางออก
       “ฉัน...ฉันไม่รู้”
       วิเศษหยิบใบสัญญาเงินกู้ สัญญาจำนองบ้าน ที่ดินหลายฉบับโยนลงพื้นตรงหน้าอุไร เค้นเสียง ด้วยความโกรธจัด
       “ไม่รู้เหรอ...แล้วนี่อะไร”
       อุไรยังตีหน้าซื่อ ไม่ยอมก้มลงเก็บ นารีรัตน์อยากรู้ หยิบขึ้นมาอ่านคร่าวๆ อย่างรวดเร็ว เห็นเป็นสัญญาเงินกู้ สัญญาจำนองบ้าน ที่ดินหลายฉบับ มีชื่ออุไรเซ็นเป็นผู้กู้ ชื่อราศรีเป็นผู้ให้กู้
       นารีรีตน์ตกใจ “สัญญาเงินกู้ สัญญาจำนองบ้าน...คุณแม่ นี่หมายความว่ายังไงคะ”
       “คุณอุไร คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง ทั้งทรัพย์สมบัติที่ผมหาเอาไว้ให้ลูก ทั้งของเก่าแก่ของวงศ์ตระกูล คุณก็ผลาญมันจนหมด แล้วยังบ้านหลังนี้…บ้านที่ปู่ย่าผมสร้างมากับมือ คุณยังกล้าเอาไปจำนองอีก”
       อุไรเถียงข้างๆคูๆ “คุณจะให้ฉันทำยังไง ของในบ้านต้องซื้อต้องหา วันๆ มีแต่รายจ่าย เงินที่คุณให้ฉันมันพอซะที่ไหน”
       วิเศษบันดาลโทสะเข้าไปคว้าถุงช้อปปิ้งที่วางกองข้างๆ ตัวอุไร ขว้างทิ้งอย่างแรง พูดอย่างรู้ทัน
       “ผมไม่เชื่อหรอกนะ ว่าคุณถึงกับเอาบ้านไปจำนองเพราะไอ้ของบ้าๆพวกนี้ บอกมาดีกว่าว่าคุณเอาเงินตั้งมากมายไปทำอะไร”
       อุไรทั้งอึ้งทั้งตกใจ ไม่เคยเห็นวิเศษโกรธขนาดนี้ ทำอะไรไม่ได้นอกจากสู้แบบหลังชนฝา
       “ก็ได้ ฉันยอมรับก็ได้ว่าฉันเอาเงินไปเข้าบ่อน! พอใจหรือยังล่ะ”
       วิเศษโกรธจนตัวสั่น กระชากตัวอุไรเขย่าอย่างโกรธมาก
       “ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคุณกล้าทำเรื่องบัดซบแบบนี้ได้ยังไง”
       “ทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อคุณไม่เคยให้ความสุขฉันเลย ในหัวของคุณ มีแต่งาน มีแต่ลูก ฉันก็ต้องหาความสุขของฉันบ้าง ไม่มีชู้ก็ดีแค่ไหนแล้ว”
       วิเศษเครียดจัด เงื้อมือจะตบแต่ก็ทำไม่ได้ พยายามข่มอารมณ์สุดขีด ได้แต่ผลักอุไรกระเด็นออกไปอย่างไม่อยากเห็นหน้าอีก ก่อนจะไปกระแทกตัวนั่งกุมขมับอยู่บนเตียงอย่างปวดหัวจัด นารีรัตน์ผวาเข้าไปประคองอุไรไว้
       “คุณแม่”
       มีเสียงตึงตัง เหมือนคนลากของยกของจากชั้นล่าง แว่วดังขึ้นมา
       “ขนไปขึ้นรถให้หมด เร็วๆ”
       นารีรัตน์แปลกใจ “เสียงใครอยู่ข้างล่างน่ะ”
      
       ทุกคนชะงัก เงี่ยหูฟัง วิเศษผลุนผลันออกไปจากห้องลงบันไดไปทันที


  


       ขณะเดียวกัน มีนักเลง 3-4 คน กำลังช่วยกันยกของในห้องรับแขก หัวหน้านักเลงเอ่ยขึ้น
      
       “ของเยอะนี่หว่า สิบล้อคันเดียวคงไม่พอแล้วล่ะ”
       นักเลง 3-4 คนกำลังช่วยกันลำเลียงข้าวของ เฟอร์นิเจอร์ออกไปจากบ้าน วิเศษวิ่งลงบันไดลงมา ยืนตะลึง อุไรกับนารีรัตน์วิ่งตามมา
       “อะไรเนี่ย นี่พวกคุณกำลังทำอะไร”
       นักเลงลูกพี่ที่กำลังสั่งการ ควบคุมให้ลูกน้องขนของ หันมากำลังจะตอบวิเศษ แต่สายตาเหลือบไป
       เห็นอุไรที่วิ่งตามมาพอดี อุไรตกใจเหมือนเห็นผี กำลังจะหมุนตัวกลับวิ่งหนีขึ้นไปข้างบน
       “คุณไปถามคุณอุไรดีกว่า ว่าขาดดอกไปกี่เดือนแล้ว คุณราศีสั่งให้ผมมาขนของพวกนี้ออกไปให้หมด”
       อุไรแว้ดใส่ “หมายความว่ายังไง พวกแกจะเอาของฉันไปไหน”
       “อ้าว เจ้านายคงจะลืมบอกคุณอุไรว่าบ้านหลังนี้หลุดจำนองแล้ว และกำลังจะถูกขายทอดตลาด ท่านก็เลยให้มาเอาของพวกนี้ไปใช้ที่บ้าน” หัวหน้านักเลงบอก
       วิเศษตกใจสุดขีด “หลุดจำนอง”
       “และพวกคุณก็ต้องออกจากบ้านหลังนี้ภายใน 24 ชั่วโมงด้วย ไม่งั้นก็เตรียมตัวรับหมายศาลได้เลย”
       จากนั้นพวกนักเลงจัดแจงขนของกันต่อ วิเศษเข้าไปขวางคนโน้นทีคนนี้ทีไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องของในบ้าน
       “หยุดนะ! แกจะขนของออกไปไม่ได้ ฉันไม่ยอม...ใครก็ขนไปไม่ได้ วางลงเดี๋ยวนี้”
       พวกนักเลงไม่สนใจขนของกันต่อโดยไม่ฟังเสียงวิเศษ
       วิเศษชะงัก เอามือกุมขมับเหมือนปวดหัวจัด หน้ามืด เริ่มเซ ก่อนจะล้มฟาดลงไป อุไรกับนารีรัตน์ตกใจ ร้องลั่น!
       “ว้าย!!! คุณวิเศษ..คุณวิเศษ” / “คุณพ่อ คุณพ่อคะ”
      
       ไม่นานต่อมาวิเศษถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที เห็นบุรุษพยาบาลกำลังเข็นรถที่วิเศษนอนอยู่อย่างรีบร้อนไปตามทางเดินในโรงพยาบาล อุไร นารีรัตน์ วิ่งเกาะรถเข็นตามมาด้วยอย่างเป็นห่วง
       นารีรัตน์ร้องไห้ “คุณพ่อ คุณพ่ออย่าเป็นอะไรนะคะ คุณพ่อต้องอยู่กับลูกนะคะ”
       อุไรพูดไม่ออก หน้าเครียด ท่าทางเป็นกังวลมาก
      
       บุรุษพยาบาลกำลังจะเข็นรถเข้าไปในห้องฉุกเฉิน พยาบาลเข้ามาจับนารีรัตน์ที่ทำท่าวิ่งจะตามเข้าไปในห้องด้วย
       “ญาติกรุณารอข้างนอกนะคะ”
       ประตูห้องฉุกเฉินปิด นารีรัตน์ยืนเอามือปิดหน้า ร้องไห้ดังๆ อย่างคนเสียขวัญ อุไรยืนหมุนไปหมุนมาอย่างไม่รู้จะทำยังไงต่อก่อนจะหันมาดุนารีรัตน์
       “หยุดร้องซะทีได้มั้ย ไม่รู้จะร้องให้มันได้อะไรขึ้นมา”
       อุไรมองไปที่ห้องฉุกเฉินอย่างกังวลใจ
      
       เวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง อุไรสีหน้าเครียดขณะคุยกับหมอ
       “อะไรนะคะ ต้องผ่าตัดเลยเหรอคะ”
       “ครับ สามีคุณต้องได้รับการผ่าตัดด่วน ไม่งั้นอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิต”
       “ผ่าแล้วคุณพ่อจะหายใช่มั้ยคะ” นารีรัตน์ถาม
       “หมอยังรับปากไม่ได้นะครับ อยากให้ญาติทำใจไว้ก่อน”
       นารีรัตน์หน้าเศร้า เป็นห่วงพ่อ
       “แล้วค่าใช้จ่ายสูงหรือเปล่าคะหมอ” อุไรถาม
       “ประมาณหนึ่งแสนครับ”
       อุไรตกใจมาก อุทานลั่น “หนึ่งแสน”
      
       อุไรยืนคุยโทรศัพท์อยู่ตรงเค้าน์เตอร์ ปลายสายคือเด็กรับใช้ของวังสูรยกานต์
       “ฮัลโหล…ขอสายคุณกานดาวสีหน่อย บอกว่าฉันอุไรโทร.มา”
       “คุณกานดาวสีไม่อยู่ค่ะ” เด็กรับใช้บอก
       “ไปไหน”
       “ไปตากอากาศที่หัวหินค่ะ”
       “ฉันไม่เชื่อ! เค้าสั่งให้เธอมาโกหกฉันใช่มั้ย ฝากไปบอกเค้าด้วยนะ ว่าฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”
       “คุณกานดาวสีไม่อยู่จริงๆค่ะ” เด็กรับใช้ยืนกราน
       “ก็ได้ ถ้าไม่ยอมคุยกันดีๆ ฉันก็จะไปหาเค้าเดี๋ยวนี้เลย!!”
       อุไรโมโหวางโทรศัพท์โครม แล้วรีบเดินออกไป
      
       ด้านกานดามณีและ วิไลวรรณเดินลงมาจากรถที่หน้าประตูวังสูรยกานต์ กานดามณีตั้งใจแต่งตัวเรียบร้อยสุดขีด ดูคล้ายกานดาวสีมาก แต่ยังมีบางอย่างเช่นเครื่องประดับรองเท้า ที่มีสีสันฉูดฉาดให้รู้ว่าเป็นกานดามณี
       “วันนี้แหละ ฉันจะมาแย่งทุกสิ่งทุกอย่างจากแกนังกานดาวสี!”
       กานดามณี และวิไลวรรณเดินมาที่ประตูกำลังจะกดกริ่ง ทันใดนั้น เสียงอุไรก็แจ๋นขึ้นมา เข้าใจว่ากานดามณี เป็นกานดาวสี
       “นังตัวดี! ไหนบอกว่าไปหัวหินไงล่ะ”
       กานดามณีกับวิไลวรรณมองอุไรด้วยความงงๆ
       “คุณเป็นใคร” กานดามณีถาม
       “นี่ นังกานดาวสี แกแกล้งความจำเสื่อมหรือไง” อุไรแหวใส่
       กานดามณีได้ยินอุไรเรียกชื่อกานดาวสีก็ชะงัก
       “จะบอกให้นะ ตอนนี้พ่อแกอยู่ที่โรงพยาบาล กำลังรอผ่าตัดอยู่”
       กานดามณีตกใจจริงๆ “พ่อ! พ่อเข้าโรงพยาบาลเหรอ”
       “ก็ใช่น่ะสิ! และฉันต้องการเงินสองแสนไปรักษาพ่อแก”
       กานดามณีโวย “สองแสน...จะบ้าเหรอ ฉันจะเอาเงินที่ไหนมาเยอะขนาดนั้น”
       “แกนี่ตอแหลจริงๆ เมื่อกี้ก็ให้คนใช้มาบอกว่าไปหัวหิน แต่มายืนหัวโด่อยู่นี่ แล้วนี่ยังจะบอกว่าไม่มีเงินอีก แกไม่คิดจะรับผิดชอบพ่อแกเลยหรือไง นังอกตัญญู”
       วิไลวรรณจากงง เปลี่ยนเป็นโกรธ “เอ๊ะนังนี่…เป็นอะไรมากหรือเปล่า อยู่ดีๆก็มาแหกปากด่าอยู่ได้ เดี๋ยวตบคว่ำเลย”
       อุไรตกใจ
       “ว้าย! นังกานดาวสีเดี๋ยวนี้แกคบเพื่อนๆ ต่ำๆ แบบนี้ด้วยเหรอ”
       “ฉันทนไม่ไหวแล้วโว้ย!”
       วิไลวรรณถลาเข้าไปตบอุไร จนอุไรล้มไปกองที่พื้น
       “โอ๊ย”
       วิไลวรรณยังไม่สะใจ เข้าไปนั่งคร่อมอุไร ตบ ตบ ตบ ไม่เลี้ยง
       “นี่แน่ะ เอาเลือดล้างปากซะหน่อยเถอะ”
       กานดามณีรีบไปดึงตัววิไลวรรณออกมา แล้วลากไปที่รถ
       “พอได้แล้วนังวรรณ เรารีบไปกันเถอะ”
       กานดามณีผลักวิไลวรรณเข้าไปในรถก่อนจะวิ่งไปขึ้นรถ ขับออกไป อุไรพยายามพยุงตัวเองขึ้น สภาพสะบักสะบอม
       “อีพวกบ้า เก่งจริงกลับมาสิโว้ย...นี่นังกานดาวสีมันเปลี่ยนไปขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย! เดี๋ยวได้เจอกันแน่ อีคางคกขึ้นวอ!”
       อุไรโกรธจัด
      
       ด้านวิไลวรรณยังฟึดฟัดอยู่ในรถ
       “แกไม่น่าห้ามฉันเลย! นังนั่นมันด่าเราอยู่นะ!”
       กานดามณีหงุดหงิด “ช่างมันก่อนเถอะน่า เราไม่มีเวลาแล้ว”
       “เอ้า! แกจะรีบไปไหน ไม่เข้าไปหาพี่สาวแกแล้วหรือไง”
       “แล้วมันอยู่ซะที่ไหนล่ะ แกไม่ได้ยินหรือไงว่านังกานดาวสีมันไปหัวหิน!”
       วิไลวรรณ คิดๆ แล้วโวยลั่นรถ “ห๊ะ นี่แกจะตามไปเหรอ รถฉันเก่าจะตายอยู่แล้ว จะเอาไปต่างจังหวัดได้ยังไง เดี๋ยวก็ไปตายอยู่กลางทางหรอก”
       กานดามณีไม่ตอบ แต่เร่งความเร็วขึ้นอีก
      
       ขณะเดียวกัน ที่ชายทะเลหัวหิน เห็นรถขับเข้ามาจอดหน้าบ้านพักสองคัน ฐิติรีบลงจากรถไปประคองท่านย่าลงมา ท่านหญิงลักษมีมองรอบๆ อย่างพอใจ
       “เฮ้อ ไม่ได้มาซะนานทีเดียว”
       กานดาวสีเดินมาช่วยประคองอีกด้าน ท่านหญิงมองอย่างเอ็นดู
       “เป็นไงชอบที่นี่มั้ยล่ะแม่กานดาวสี”
       “ชอบเพคะ”
       พุดตานมองกานดาวสีอย่างหมั่นไส้ ขัดสายตา
       “ดี...มาฮันนีมูนทั้งที ย่าก็อยากให้มีความสุขมากๆ”
       “ไม่ใช่ฮันนีมูนหรอกครับ ผมอยากพาท่านย่ามาเที่ยวมากกว่า”
       ท่านหญิง ดุ แต่ไม่จริงจังนัก “ตาตินี่ พูดแบบนี้ได้ยังไง เดี๋ยวเมียก็เสียใจหรอก”
       “ดิฉันดีใจมากกว่าเพคะที่ท่านย่า คุณแม่แล้วก็คุณนมมาด้วยมาด้วย ถ้ามากันสองคน คงจะกร่อยมากทีเดียว”
       ฐิติคอแข็ง โกรธแต่พูดไม่ออก สีดากับบุญมา สามีภรรยาที่ดูแลบ้านวิ่งออกมาต้อนรับอย่างดีใจ
       “ท่านหญิงเสด็จมาถึงแล้วเหรอเพคะ อิฉันกับตาบุญแทบจะไม่เชื่อตอนที่เห็นโทรเลขว่าท่านหญิงจะเสด็จหัวหิน อิฉันดีใจเหลือเกินเพคะ” สีดาบอกอย่างนอบน้อม
      
       “ท่านหญิงไม่ได้มาหัวหินหลายปีแล้วกระหม่อม” บุญมถาม
       “ตั้งแต่นี้ก็ว่าจะมาบ่อยๆเหมือนกัน ยิ่งถ้าตาติกับแม่กานดาวสีเค้ามีลูกฉันก็คงต้องพาหลานๆมาจนตาบุญกับแม่สีดาเบื่อไปเลยล่ะ จริงมั้ยตาติ”
       ท่านหญิงมองไปที่ฐิติกับกานดาวสีอย่างมีความหวัง กานดาวสีทำหน้าไม่ถูก เขินที่ท่านหญิงพูดตรงๆ
      
       ฐิติชำเลืองมองกานดาวสีตาขวาง ทั้งรักทั้งชัง
        

      ทุกคนเดินเข้ามาในตำหนักพักร้อนของวังสูรยกานต์ ท่านหญิงแจกแจง
      
       “แม่พุดตานกับนมสายนอนในตำหนักใหญ่กับฉัน ส่วนสองคนผัวเมียนี่ให้เขาไปนอนที่ตำหนักรับลมโน่น...”
       พุดตานแย้งขึ้น “ตำหนักนี่ก็ใหญ่โตนะเพคะ หม่อมฉันว่าอยู่ด้วยกันหมดเลยก็ได้...สะดวกดีซะอีก”
       ท่านหญิงหมั่นไส้ “เอ๊ะ...หล่อนนี่ยังไงนะแม่พุดตาน ผัวเมียก็ให้เค้าอยู่ด้วยกันตามลำพังสิเราแก่ๆก็อยู่ส่วนแก่ ไม่เข้าใจหรือไงว่าฉันอยากอุ้มเหลนไวๆ”
       สีดากับบุญมาอมยิ้ม นมสายกระดี๊กระด๊าถูกใจ
       “นั่นน่ะสิเพคะ อิฉันน่ะ คันไม้คันมืออยากจะเลี้ยงคุณหนูเต็มทีแล้ว” นมสายหันมาทางสีดากับบุญมา “สองคนนี่ก็มายืนยิ้มอยู่นั่นละ ช่วยกันยกกระเป๋าคุณฐิติกับคุณกานดาวสีไปตำหนักโน้นเลยเชียว...เร็วๆ เข้า”
       กานดาวสีกับฐิติมองหน้ากัน กานดาวสีทำตัวไม่ถูก
      
       บุญมากับสีดาช่วยกันของฐิติกับกานดาวสียกกระเป๋าเข้ามาวางในห้องนอน ในตำหนักเล็ก
       “เรียบร้อยแล้วค่ะ” สีดาบอก
       “ขอบคุณครับ” ฐิติบอก
       บุญมากับสีดายิ้มๆ เดินเลี่ยงออกไป ฐิติหันหน้าไปดู เห็นกานดาวสีทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เลยนึกหมั่นไส้ บอกเสียงห้วน
       “คุณนอนบนเตียงละกัน ผมนอนที่พื้นเอง”
       “ค่ะ”
       ฐิติยิ่งโกรธที่กานดาวสีรับคำง่ายๆ เหมือนไม่สนใจตนก็ยิ่งพาล
       “ผมเปลี่ยนใจแล้ว ทำไมผมจะต้องเสียสละให้ผู้หญิงอย่างคุณด้วย”
       กานดาวสีหยุดกึก หันไปมองหน้าฐิติอย่างพยายามอดทนอย่างที่สุด
       “คุณน่ะแหละไปนอนโน่น...ผมจะนอนบนเตียง”
       ฐิติทิ้งตัวนอนบนเตียงด้วยท่าทางไม่แคร์ใคร
       “ได้ค่ะ ฉันนอนที่ไหนก็ได้อยู่แล้ว ที่ไม่มีคุณ”
       กานดาวสีพูดจบก็เดินออกจากห้องไปทันที ฐิติลุกพรวดพราดขึ้นมาอย่างจะเอาเรื่อง แต่ไม่ทัน กานดาวสีเดินออกจากห้องไปซะก่อน ทิ้งให้ฐิติฮึดฮัดอยู่ในห้องคนเดียว
      
       ฝ่ายนารีรัตน์ยังอยู่ในห้องผู้ป่วยที่โรงพยาบาล ไม่พอใจมากพอฟังที่แม่เล่า
       “ทำไมพี่กานถึงใจดำขนาดนี้ ไม่คิดเลยว่าได้ดีแล้วจะลืมพวกเรา”
       อุไรยิ่งแค้นหนัก “นั่นสิ นังกานดาวสีมันเปลี่ยนไปมาก อย่างกับคนละคน นังอกตัญญู!”
       วิเศษส่งเสียงประท้วงขึ้นมาอย่างไม่พอใจที่อุไรว่ากานดาวสี วิเศษพูดไม่ได้ ขยับตัวไม่ได้ แต่
       รู้เรื่องทุกอย่าง
       อุไรยังเจ็บใจไม่หายที่ถูกวิไลวรรณตบจนหน้าบวม หันไประบายอารมณ์เกรี้ยวกราดกับวิเศษที่
       นอนนิ่งอยู่
       “เห็นธาตุแท้ของแม่ลูกสาวคนโปรดหรือยังล่ะว่ามันเลวขนาดไหน พ่อป่วยทั้งคนมันก็ยังไม่ดูดำดูดี”
       “แล้วทีนี้เราจะทำยังไงกันดีคะแม่”
       อุไรเครียด หาทางออกไม่ได้
      
       ตอนบ่ายๆ วสันต์กำลังกดกริ่งอยู่หน้าวังสูรยกานต์ด้วยท่าทางหมายมั่นปั้นมือ ครู่หนึ่งสาวใช้วิ่งออกมาเปิดประตู
       “คุณกานดาวสีอยู่มั้ย”
       “ไม่อยู่ค่ะ เธอไปตากอากาศที่หัวหิน คุณจะฝากข้อความอะไรไว้มั้ยคะ”
       วสันต์ผิดหวัง “ไม่ล่ะ”
       วสันต์จะเดินกลับไปที่รถด้วยความหงุดหงิด
       “บ้าเอ๊ย จะไปเที่ยวอะไรกันตอนนี้วะ”
       อิ่มใจซึ่งตามมา ก้าวออกมาขวางไว้ สีหน้าระแวง
       “คุณมาหาคุณกานดาวสีทำไมอีกคะ” อิ่มใจพูดอย่างสะเทือนใจ “คุณยังตัดใจจากเค้าไม่ได้ คุณยังรักเค้าอยู่ใช่มั้ย”
       “จะบ้าไปกันใหญ่แล้วอิ่มใจ”
       วสันต์จะเดินหลีกไปขึ้นรถอย่างรำคาญ ยังเครียดเรื่องวิทย์อยู่อิ่มใจเข้าไปกอดแขนวิทย์ไว้
       “คุณวสันต์ เลิกยุ่งกับผู้หญิงคนนั้นเถอะค่ะ คุณก็มีอิ่มแล้วนี่คะ”
       วสันต์ชักรำคาญพยายามจะสะบัดแขนออก “แล้วมันเหมือนกันซะที่ไหนล่ะ อย่ามาหึงอะไรไร้สาระได้มั้ย”
       วสันต์ผลักอิ่มใจออกไปอย่างรำคาญ อิ่มใจไม่ยอมหยุด โวยวายลั่น พร้อมกับทุบตีวสันต์
       “แต่อิ่มเป็นเมียคุณ แล้วมันไม่เหมือนกันยังไง อิ่มไม่ยอมนะ อิ่มไม่ยอมจริงๆ ด้วย คุณต้องพูดมาให้รู้เรื่อง...”
       วสันต์บันดาลโทสะ ตบหน้าอิ่มใจกระเด็นไปฟุบอยู่ที่พื้นถนน ตวาดลั่น
       “ฮึ้ย...หยุดทำตัวน่ารำคาญซะที คนยิ่งกลุ้มๆ อยู่”
       วสันต์เดินไปขึ้นรถ ขับออกไปอย่างไม่สนใจอิ่มใจอีก อิ่มใจมองตามทั้งเสียใจ เจ็บใจและไปลงที่กานดาวสีอีกคน
      
       “นังกานดาวสี...”


  


       คืนนั้นกานดาวสีค่อยๆ เปิดประตูห้องเข้ามาอย่างแผ่วเบา ฐิติถามขึ้น
      
       “ไปไหนมา!”
       กานดาวสีสะดุ้ง
       “ดิฉันคุยกับคุณนมเพลินไปหน่อยน่ะค่ะ”
       ฐิติรู้ทัน “แต่ผมว่าไม่ใช่ คุณจงใจจะเข้ามาในห้องช้าๆ ผมจะได้หลับไปก่อนใช่มั้ยล่ะ”
       ฐิติเดินเข้าไปหากานดาวสี มองอย่างเสือที่กำลังจะตะปบเหยื่อ กานดาวสีถอยหลังหลบแต่ติดฝาผนัง
       ฐิติเดินเข้ามาประชิดตัว
       “อย่านะคะ คุณฐิติ”
       “จะมาสร้างภาพอะไรอีกล่ะ เราเป็นผัวเมียกันแล้ว เรื่องแบบนี้เป็นของธรรมดา ทีตอนที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่เห็นคุณจะหวงตัวขนาดนี้เลย”
       ฐิติโน้มหน้าเข้าไปใกล้ๆ กานดาวสีกลัวจนตัวสั่น
       “อย่านะคะคุณฐิติ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงคนที่คุณรักจริงๆ อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ”
       ฐิติโมโห “คุณไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น หรือผมไม่ใช่คนคนนั้นของคุณกันแน่...”
       กานดาวสียังไม่ทันตอบ ฐิติก็ปึงปังใส่อย่างโกรธปนน้อยใจ
       “พูดมาเลยดีกว่า ว่ายังทำใจยอมรับผมเป็นสามีไม่ได้ แล้วก็เลิกอ้างเหตุผลโง่ๆ นั่นซะที ผมไม่ชอบ!”
       ฐิติผละออกมาจากกานดาวสี คว้าหมอนผ้าห่มเดินปึงๆ ไปมุมห้องปูผ้าห่มลวกๆ ล้มตัวนอนตะแคงหันหลังให้อย่างไม่ใยดี
       กานดาวสีร้องไห้เงียบๆอย่างอัดอั้น
      
       เช้าวันนั้นกานดาวสีอยู่กับฐิติที่ริมหาด
       “คุณฐิติฉันอยากจะบอกคุณอีกครั้งว่าฉันไม่ใช่กานดาวสีที่คุณเคยรู้จัก ฉันกับผู้หญิงคนนั้นเป็นคนละคนกัน จริงๆนะคะ”
       “กานดาวสี นี่คุณจะพูดอะไรอีก”
       เสียงกานดามณีดังขึ้น “เธอก็พูดความจริงไงคะ ติ”
       สองคนตกใจหันไปมอง เห็นกานดามณีเดินเข้ามา ฐิติตกใจหันมองสองสาวไปมา
       “นี่มันอะไรกัน”
       “ติคะผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างคุณเขาสวมรอยเป็นฉัน เพราะเขาหวังทรัพย์สมบัติของคุณ” กานดามณีบอก
       ฐิติมองกานดาวสีอย่างเกลียดชัง “คุณไม่ใช่กานดาวสีจริงๆ แล้วทำไมคุณยังมาแต่งงานกับผม คุณก็รู้ว่าคนที่ผมรักไม่ใช่คุณ คุณรู้อยู่ตลอดเวลา”
       “ฟังฉันก่อนค่ะฐิติ ฉันแต่งงานกับคุณก็เพราะฉันรักคุณนะคะ” กานดาวสีบอก
       “รัก รักผมหรือรักสมบัติของผมกันแน่ ผมไม่เคยรักใครนอกจากกานดาวสีคนนี้เท่านั้น”
       ฐิติหันไปโอบกอดกานดาวมณี สองคนหันหลังเดินจากไป กานดาวสีร้องเรียกไปร้องไห้ไปด้วย
       “อย่าไปนะคะฐิติอย่าไป ฉันรักคุณ ..อย่าทิ้งฉันไป ฉันรักคุณ”
       กานดาวสีทรุดลงร้องไห้อย่างน่าสงสาร
      
       “ฐิติ ฐิติคะ อย่าไป” เสียงกานดาวสีดังขึ้นท่ามกลางความมืดสลัวในห้องนอน
       ฐิตินอนหลับอยู่ลืมตางงๆ ลุกขึ้นหันไปมองที่เตียง เห็นกานดาวสี พลิกไปมาสะอื้นเบาๆ เรียกชื่อเขาอยู่ ฐิติรีบลุกไปที่เตียงพบว่ากานดาวสีละเมอ ฐิติหันหลังกลับ
       “อย่าทิ้งฉันไปนะคะฐิติ...อย่าทิ้งฉัน”
       ฐิติชะงักมองกานดาวสีอย่างดีใจ สีหน้าอ่อนโยน ค่อยๆเขย่าตัวเรียกเบาๆ
       “กานดาวสี”
       กานดาวสีรู้สึกตัวค่อยๆลืมตางงๆลุกขึ้นนั่ง
       “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
       กานดาวสีลืมตัวโผเข้าซบอกฐิติ กอดฐิติไว้แน่นเหมือนกลัวฐิติจะเดินจากไปอย่างในฝัน
       “ฉันฝันร้ายค่ะ”
       ฐิติโอบกอดกานดาวสีไว้อย่างเป็นห่วง กำลังจะลืมความขุ่นข้องหมองใจที่เกิดขึ้น
       “ฝันว่าอะไร บอกผมสิ”
       กานดาวสีได้สติ รู้ตัวว่ากำลังกอดฐิติอยู่ก็รีบเบนตัวออกห่าง อึ้งไป ไม่กล้าเล่าความฝันให้ฐิติฟัง
       ฐิติน้อยใจ “ทำไมคุณถึงไม่ยอมเล่าให้ผมฟัง คุณมีอะไรปิดบังผมหรือเปล่า”
       กานดาวสีรีบปฏิเสธ “ไม่ใช่ค่ะ แต่ฉัน...ฉันจำไม่ได้ รู้แต่ว่ามันเป็นฝันร้าย” กานดาวสีตัดบท “ขอโทษนะคะที่ฉันทำให้คุณตื่น คุณกลับไปนอนเถอะค่ะ”
       ฐิติมองอย่างระแวง ไม่อยากเชื่อ
      
       รุ่งเช้าขบวนรถไฟกำลังเคลื่อนตัวมาเทียบชานชาลา สถานีรถไฟหัวหิน ผู้โดยสารทยอยลงจากรถไฟ ก่อนจะเห็น กานดามณีกับวิไลวรรณในชุดเดินทางสวยทันสมัยหิ้วกระเป๋าเดินทางลงมาจากขบวนรถ ลงมายืนมองซ้ายมองขวาอย่างตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำยังไงต่อ
       “แล้วจะเอายังไงล่ะทีนี้...บ้านช่องเค้าอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้”
       “ก็ถามสิยะ มันจะมีวังเจ้าซักกี่แห่งกันเชียวในหัวหินเนี่ย”
       “ยังไงก็หาที่พักก่อนเหอะ นี่ดีว่าพ่อแกเอาเงินมาให้ก่อนที่เค้าจะป่วยนะ ไม่งั้นคงได้นอนวัดกันก็คราวนี้ล่ะ”
      
       ที่ตำหนักริมทะเล ทุกคนกำลังนั่งทานอาหารเช้าอยู่ นมสายยืนคอยรับใช้ตามปกติ ฐิติกับกานดาวสีนั่งทานอาหารเช้าเงียบๆ ไม่พูดไม่จากัน ท่านหญิงมองอย่างไม่สบายใจ พยายามหาเรื่องคุย
       “เมื่อคืนนอนสบายหรือเปล่าแม่กานดาวสี”
       “ค่ะ”
       “แล้วตาติล่ะลูก”
       “ดูจากสีหน้าแล้ว คงไม่สบายเท่าไหร่” พุดตานว่า
       ฐิติพูดท่าทางพาลๆ “บรรยากาศที่นี่ดีนะครับ แต่ทำไมผมรู้สึกอึดก็ไม่รู้ สงสัยจะอยู่ใกล้กับคนที่มีแต่ความลับ ก็เลยรู้สึกอึดอัด”
       ท่านหญิงฉงน “ความลับอะไร ใครมีความลับ”
       “ผมอิ่มแล้ว ผมขอตัวนะครับ”
       ฐิติเดินออกไป
       กานดาวสีวางช้อน “หนูขอตัวนะคะ” แล้วเดินออกไปอีกทางหนึ่ง
      
       ท่านหญิง พุดตาน และนมสายมองหน้ากันอย่างหนักใจ
      

       ขณะที่กานดาวสีกำลังจะเดินลงไปที่ชายหาด ท่านหญิงลักษมีกับนมสายเดินตามออกมา ท่านหญิงร้องเรียกไว้
      
       “เดี๋ยวก่อนแม่กานดาวสี อะไรกันเนี่ย นี่งอนกันตั้งแต่กรุงเทพฯ ยังไม่เลิกอีกรึ”
       กานดาวสีพูดไม่ออก
       “ตัวก็น่าจะรู้ว่าผัวตัวน่ะขี้หึง แล้วยังจะเอามาเป็นอารมณ์อีก” ท่านหญิงตำหนิอยู่ในที
       กานดาวสีอึกอัก “เอ่อ...”
       “เราน่ะเป็นผู้หญิง ถูกผิดยังไงก็ต้องง้อสามี...” ท่านหญิงอบรม
       นมสายเห็นด้วย “นั่นสิคะ มัวแต่งอนกัน แล้วเมื่อไหร่จะมีคุณหนูเล็กๆ ซะทีล่ะคะ”
       “ไปลูก ไปง้อพ่อฐิติเขาหน่อย มีอะไรก็คุยกัน อย่าปล่อยให้มีปัญหาคาใจ...นะ เชื่อย่าเถอะ”
      
       ให้บังเอิญเหลือเกินว่าคุณหญิงไขนภาพาวิสูตรมาเช็ครายชื่อผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่วิเศษพักอยู่ แลฃะสองคนกำลังเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ ตรงโถงกลาง
       “รบกวนช่วยเช็คให้หน่อยนะครับ ว่ามีคนไข้ชื่อกานดามณี วัฒนากุลหรือเปล่า”
       “รอสักครู่นะคะ”
       พยาบาลหาข้อมูล
       “ไม่มีนะคะ”
       วิสูตรมีสีหน้าเศร้า ด้วยความผิดหวัง “เราตามไปตั้งหลายโรงพยาบาล แต่ก็ยังไม่เจอ”
       ไขนภาพยายามปลอบใจ “อย่าเพิ่งหมดหวังสิคะ จริงๆแล้วดิฉันว่าเราโชคดีมากกว่าที่ไม่เจอคุณกานดามณีที่นี่ อย่างน้อยเราก็คิดได้ว่าเธอยังปลอดภัยอยู่...”
       จังหวะนี้ไขนภาชะงัก เมื่อเห็นอุไรเดินหน้าเครียดถือถุงข้าวถุงน้ำเดินไปอีกทาง
       “เอ๊ะ...นั่นคุณอาอุไรนี่”
      
       ตรงทางเดินหน้าห้องผู้ป่วย ขณะอุไรกำลังจะเปิดประตูเข้าไปในห้องผู้ป่วยที่วิเศษพักฟื้นอยู่
       เสียงไขนภาดังขึ้น “คุณอาอุไรคะ”
       อุไรชะงัก หันไปตามเสียง เห็นไขนภากับวิสูตรกำลังเดินเข้ามาหา
       “อ้าว คุณหญิงไขนภา สวัสดีค่ะ”
       ไขนภาแนะนำวิสูตรให้อุไรรู้จัก
       “นี่คุณวิสูตร ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดิฉันสอนอยู่ค่ะ…คุณอามาทำอะไรที่นี่เหรอคะ”
       “ก็มาดูแลคุณวิเศษน่ะสิคะ คุณวิเศษไม่สบายมากค่ะ”
       ไขนภาตกใจ “คุณอาวิเศษเป็นอะไรคะ”
      
       วิเศษป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตก นอนเป็นอัมพฤกษ์อยู่บนเตียง พูดไม่ได้ อ้าปากไม่ได้ แต่ได้ยินและยังรับรู้ได้ทุกอย่าง
       ไขนภาจับมือวิเศษไว้อย่างเป็นห่วง
       “คุณอาวิเศษเส้นเลือดในสมองแตกได้ยังไงคะ”
       อุไรอึกอัก “เอ่อ…คนแก่น่ะค่ะ อะไรๆ มันก็เสื่อมไปตามกาลเวลา”
       “แล้วนี่คุณอาเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
       “เมื่อวานตอนบ่ายค่ะ”
       ไขนภาแปลกใจ “เอ๊ะ งั้นคุณกานดาวสีก็ยังไม่รู้สิคะ เพราะเธอไปหัวหินตั้งแต่เช้าแล้ว”
       “ทำไมจะไม่รู้คะ อาตามไปบอกถึงที่วัง แต่แม่นั่นก็ไม่ใส่ใจ แล้วยังทำเหมือนไม่รู้จักอา พอว่าเข้า มันก็ให้เพื่อนตบอาจนหน้าเขียวไปหมด”
       วิเศษขยับตัวไม่ได้ แต่สายตาบอกว่าหงุดหงิด ไม่เชื่อ ส่งเสียงร้องอื้ออ้าไม่พอใจออกมา อุไรหันไปมองตาขวาง ลืมตัวตวาดแว้ด อย่างไม่มีความเกรงใจวิเศษอีกต่อไป
       “ไม่ต้องมาโวยวายเลยนะคุณวิเศษ เป็นไงล่ะลูกรักของคุณ รู้ทั้งรู้ว่าพ่อป่วยก็ยังไม่มาดูแล อยากจะรู้นักว่าถ้าไม่มีฉันซะคนคุณจะทำยังไง...”
       อุไรหันไปเห็นไขนภามองมาอย่างตำหนิก็เลยหยุดกึก
       วิเศษยังอื้อฮ้า กระสับกระส่ายด้วยอย่างไม่พอใจ แต่ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้เพราะขยับตัวไม่ได้
       แล้วก็สะดุดกึกเมื่อมองไปเห็นวิสูตร
       ไขนภาไม่อยากเชื่อ “ไม่น่าจะเป็นไปได้”
       “แต่ก็เป็นไปแล้วล่ะค่ะ รัตน์เห็นกับตาว่าคุณแม่โดนตบจนหน้าตาบวมไปหมด”
       อุไรรีบสร้างภาพเรียกคะแนนคืน “โดนตบน่ะไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่อาเป็นห่วงคุณวิเศษ นี่คุณหมอก็บอกว่าอาจจะต้องผ่าตัดด้วย ค่าใช้จ่ายก็เป็นแสนๆ เงินทองก็อยู่ในเซฟที่คุณวิเศษเปิดได้อยู่คนเดียว ถ้าแม่กานดาวสีเค้าไม่ยอมรับผิดชอบ อาก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน”
       ไขนภายังไม่ยอมเชื่อ “ดิฉันว่าต้องมีเรื่องอะไรเข้าใจผิดกันแน่ๆ...ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันจะเป็นคนบอกคุณกานดาวสีให้เอง”
       “อู้ย ขอบคุณมากนะคะคุณหญิง...ว่าแต่คุณหญิงมาทำอะไรที่นี่คะ”
       ไขนภาลอบหันไปมองหน้าวิสูตรอย่างเกรงใจ อึ้งไปไม่กล้าตอบ วิสูตรเลยตอบแทน
       “ลูกสาวผมหนีออกไปจากบ้านน่ะครับ คุณหญิงก็เลยมาช่วยตามหา”
       “ตายจริง เสียใจด้วยนะคะ ดิฉันเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ค่ะว่าเป็นยังไง ดิฉันเอาใจช่วยขอให้หาลูกสาวเจอเร็วๆนะคะ”
       วิสูตรยิ้มขอบคุณอุไร และมองเลยไปถึงวิเศษที่มองจ้องมาอย่างพิจารณาเหมือนจะให้
       แน่ใจอะไรบางอย่าง
      
       รอยยิ้มของวิสูตรค่อยๆ จางลง เผลอขมวดคิ้วมองวิเศษอย่างสงสัย


  


       ตอนสายๆ วิไลวรรณกับกานดามณีซึ่งสวมแว่นตาโอเวอร์ไซส์ และใส่หมวกปีกใหญ่บังหน้าตาด้อมๆมองๆ อยู่หน้ารั้วตำหนัก แลเห็นคนขับรถกำลังล้างรถอยู่
      
       “ใช่ที่นี่หรือเปล่านังวรรณ”
       “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง เราก็มาตามที่แม่ค้าในตลาดบอกแล้วนี่”
       “แกก็ถามไอ้หมอนั่นสิ ฉันจะหลบอยู่ตรงนี้ก่อน”
       กานดามณีผลักเพื่อนออกไป วิไลวรรณจำใจเดินไปชะโงกที่หน้ารั้วด้วยท่าทางละล้าละลัง
       “คุณคะ นี่บ้านพักตากอากาศของคุณวิชัยใช่มั้ยคะ” วิไลวรรณแกล้งถาม
       “ไม่ใช่ครับ”
       “ตายจริง แล้วนี่บ้านใครล่ะคะ”
       นมสายเดินจำอ้าวออกมาจากด้านใน มองแล้วถามอย่างแปลกใจ “พูดกับใครน่ะปัญญา”
       “เขามาถามหาบ้านคุณวิชัยอะไรนี่ล่ะครับคุณนม” คนรถบอก
       “ไม่ใช่ที่นี่หรอกแม่คู๊ณ นี่เป็นตำหนักพักร้อนของท่านหญิงลักษมีวิลาศสูรยกานต์ ลองไปถามที่อื่นดูเถอะ”
       วิไลวรรณ ยิ้มพอใจออกมา “ค่ะๆๆ ขอบคุณมากค่ะ”
      
       กานดามณีจูงมือวิไลวรรณวิ่งมาถึงชายหาด
       “โอ๊ย แก จะวิ่งไปไหนเนี่ย ทำไมไม่เข้าไปถามหาคุณฐิติเค้าเลยล่ะ” วิไลวรรณโวยวาย
       “ได้ยังไง ฉันยังไม่ได้เตรียมตัวเลย”
       “แต่งมาซะเพียบขนาดนี้เนี่ยนะ ไม่ได้เตรียมตัว”
       “มันไม่ใช่แค่เรื่องแต่งตัวนะยะ เรื่องอย่างเงี้ย มันอยู่ที่ชั้นเชิงด้วยจะให้เดินโทงๆเข้าไปบอกได้ไง มันต้องสร้างบรรยากาศให้เหมือนกับต้องมนต์...”
       วิไลวรรณสวนขึ้นมา “เหมือนที่แกทำกับเค้าที่ประจวบใช่มั้ยล่ะ”
       “ฉันจะทำให้ยิ่งกว่านั้นอีกแก คอยดูสิ ฉันจะรื้อฟื้นความหลังให้ถึงใจเลยล่ะ”
      
       ท่านหญิงกับนมสายในเครื่องแต่งกายรัดกุม เดินลงมาจากตำหนักไปที่รถอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
       คนขับรถเปิดประตูรถรออยู่ พุดตานเดินตามมาอย่างไม่เต็มใจนัก
       “เร็วเข้าสิยะแม่พุดตาน ทำไมถึงได้อืดอาดเชื่องช้าอย่างนี้นะ”
       “ท่านหญิงจะไปเขาวังจริงๆเหรอเพคะ...มันไกลนะเพคะ กว่าจะไปกว่าจะกลับก็คงเย็น”
       นมสายค้อนพุดตานอย่างหมั่นไส้ที่เข้าใจอะไรยากเหลือเกิน
       “ก็เพราะไกลน่ะสิคะ ท่านหญิงถึงอยากไป แล้วท่านหญิงก็วางแผนไว้แล้วว่าจะไปเสวยมื้อค่ำที่ตำหนักเสด็จในกรม...”
       “อ้าว แล้วตาติ กับแม่กานดาวสีล่ะเพคะ”
       “ก็ปล่อยให้เค้าอยู่กันสองคนน่ะสิ”
       พุดตานทำหน้าจะค้านไม่เห็นด้วย
       “เลิกมีปัญหาได้แล้วแม่พุดตาน” ท่านหญิงนิ่วหน้าอย่างรำคาญ “นี่ถ้าฉันรู้ว่าหล่อนจะเข้าใจอะไรยากอย่างนี้ ฉันคงไม่เอาหล่อนมาที่นี่ด้วยให้มัน เกะกะแน่ๆ”
      
       ด้านฐิติเดินผ่านครัว สายตาเหลือบไปเห็นกานดาวสีทำอะไรวุ่นวายอยู่ในครัว ฐิติรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาอยากหาเรื่อง เดินเข้าไปในครัว ทำเป็นเปิดตู้เย็นปึงปังหาน้ำดื่ม แต่ตาชำเลืองมองที่กานดาวสีตลอด
       กานดาวสีตั้งใจปั้นขนมปั้นสิบอย่างไม่ถนัดมือ ไม่สนใจ ฐิติพยายามเรียกร้องความสนใจโดยการทำเป็นหาน้ำไม่เจอ สายตาฐิติมองที่กานดาวสีอย่างนั้น
       “ไม่มีน้ำกินเลยหรือไงแต่ขวดน้ำแช่อยู่ในตู้เย็นหลายขวด”
       กานดาวสียังไม่ยอมละสายตาจากการพยายามปั้นขนม ฐิติเห็นกานดาวสียังวางเฉยไม่สนใจตนสักนิด ก็ทำเป็นเดินเฉียดเข้าไปใกล้ๆ เห็นกานดาวสีพยายามปั้นขนมอยู่อย่างเก้ๆกังๆ จนฐิติรู้สึกขวางหูขวางตาเป็นกำลัง
       “ทำไม่เป็นแล้วยังอยากจะทำ ปั้นแบบนั้นน่ะ จนเย็นก็ไม่เสร็จ”
       กานดาวสีเหลือบมามอง ค้อนนิดหนึ่ง แล้วยิ่งมุ่งมั่น ทำหูทวนลม ตั้งอกตั้งใจปั้นต่ออย่างทุลักทุเล แต่ไส้แตกออกมา กานดาวสีโมโหตัวเอง ฐิติหัวเราะชอบใจ
       “นี่คุณนึกยังไง ถึงได้ลุกขึ้นมาทำขนมไทยฮะ นักเรียนนอกอย่างคุณคงจะทำเป็นแต่พวกเบเกอรีล่ะสิ”
       กานดาวสีนิ่งไปนิดนึง ตัดสินใจข่มความอายตอบไปตามความจริง
       “ท่านหญิงบอกคุณชอบทานปั้นสิบปลา”
       ฐิติชะงัก ดีใจที่เห็นกานดาวสีพยายามหัดทำเพื่อตน แอบอมยิ้มแล้วรีบปรับสีหน้าเป็นปรกติเดินไปล้างมือ แล้วเดินเข้ามาใช้ไหล่ดันกานดาวสีเพื่อตนจะได้เข้าไปยืนแทนที่
       “ขืนปล่อยคุณให้ทำคนเดียว ชาตินี้จะได้กินหรือเปล่าก็ไม่รู้...มานี่ ผมจะทำให้ดู”
       ฐิติลงมือทำให้ดูอย่างคล่องแคล่ว
       “ดูนี่”
       พลางเข้ามาหยิบขนมจากมือกานดาวสีแล้วเริ่มทำให้ดูอย่างคล่องแคล่ว
       “แป้งต้องไม่หนามาก ไม่งั้นมันจะไม่อร่อย แล้วค่อยทำเป็นเบ้า ตักไส้ปลาใส่ แล้วก็พับเป็นครึ่งวงกลม จับจีบเป็นขลิบ ทำเบาๆ แทบจะไม่ต้องใช้แรงเลย...เห็นมั้ย แค่นี้ก็เสร็จแล้ว”
       ฐิติโชว์ปั้นสิบที่ปั้นได้อย่างสวยงามประณีตให้ดู กานดาวสีมองอย่างทึ่ง เผลอเข้าไปดูขนมในมือฐิติ ไม่รู้ตัวว่าหน้าเกือบชนกัน ฐิติมองหน้ากานดาวสีที่ชะโงกมาอยู่ใกล้ๆ ยิ้มพอใจ กานดาวสีรู้สึกตัวรีบผละออก เงอะงะจนชนช้อนตกลงจากโต๊ะ
       “อุ๊ย ขอโทษค่ะ”
       ฐิติและกานดาวสีก้มลงเก็บพร้อมกัน มือแตะมืออีก ทั้งสองจ้องตากัน ฐิติถือโอกาสจับมือหล่อน ดึงเข้ามาใกล้ๆ มองซึ้งๆ อย่างแสนรัก
       “ผมดีใจที่คุณตั้งใจทำขนมนี่...เพื่อผม”
       กานดาวสีเหมือนต้องมนต์ แทบจะละลายไปกับสายตาคู่นั้น ฐิติก้มลงจะจูบ กานดาวสีรู้สึกตัวรีบสะบัดมือ ผละออกจากฐิติแล้วรีบลุกขึ้นกลบเกลื่อน
       “เอ่อ....ฉันคงไม่ถนัดเรื่องขนมไทยจริงๆ ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
      
       กานดาวสีรีบออกจากห้องไป ฐิติรู้สึกโกรธขึ้นมาอีกจนได้

       ฟากกานดามณีอยู่ในชุดชุดวาบหวิวและเซ็กซี่มากเดินเข้ามายังวิไลวรรณที่กำลังนั่งทานส้มตำด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยเงยหน้าขึ้นมามองกานดามณีอย่างตกตะลึง
      
       “หูย... นังณี...แกแต่งตัวแบบนี้จะรอดไปถึงคุณฐิติหรือเปล่าวะ”
       กานดามณีบอกด้วยสีหน้ามุ่งมั่น “ชุดนี้แหละที่ฉันได้เจอกับคุณฐิติ ถ้าเค้าเห็นเค้าจะจำฉันได้ทันที”
       “เพื่อนฉันสุดยอดเลยว่ะ เก็บทุกรายละเอียด ทำถึงขนาดนี้ไม่ได้คุณฐิติคืนมาไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว”
       “แกน่ะกินเสร็จหรือยัง…จะได้ไปกันซะที”
       “จะรีบไปถึงไหน กินส้มตำก่อนสิแก” วิไลวรรณทำตาเล็กตาน้อยอย่างมีเลศนัย “จะได้มีแรงเอาคุณฐิติคืนไง”
       กานดามณีชำเลืองมองจานส้มตำบนโต๊ะ ก่อนจะหันไปมองวิไลวรรณอย่างปลงๆ
       “กินส้มตำก่อนไปหาผู้ชายเนี่ยนะ แกใช้อะไรคิดฮะนังวรรณ”
       กานดามณีปราดเข้าไปลากตัววิไลวรรณให้ลุกจากเก้าอี้อย่างใจร้อน
       “แล้วแกก็พอได้แล้ว” กานดามณีบอกอย่างหมายมั่นปั้นมือ “ฉันจะได้รีบไปถีบนังกานดาวสีให้มันตกลงมาจากสวรรค์เร็วๆ”
      
       ขณะเดียวกันคุณพระบรรณกิจอยู่ที่สูรยกานต์ไหมไทยกำลังเดินตรวจงานอยู่ในโชว์รูม แต่สายตาวนเวียนพินิจพิเคราะห์อยู่ที่วสันต์ซึ่ง กำลังนั่งคุยกับแขกอยู่ที่โซฟาบริเวณมุมรับแขก
       “คุณพระคะ”
       คุณพระสะดุ้ง หันมาเห็นไขนภา เปลี่ยนสีหน้าครุ่นคิดเป็นยิ้มอย่างยินดี
       “สวัสดีครับ...คุณหญิงไขนภา มาถึงที่นี่มีอะไรจะให้...”
       ไขนภาขัดขึ้นอย่างคนใจร้อน “คุณพระต้องไปกับหญิงเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
       คุณพระอ้าปากค้าง
       “หญิงมีเรื่องสำคัญจะต้องคุยกับคุณพระ”
      
       ไม่นานต่อมาคุณพระบรรณกิจมองวิเศษอย่างเป็นห่วงมาก วิเศษท่าทางดีใจที่เห็นคุณพระมาเยี่ยม
       “หนูกานดาวสีจะต้องไม่รู้แน่ๆว่าพ่อวิเศษป่วยหนักขนาดนี้ ไม่งั้นแกจะไม่ยอมทิ้งพ่อไปไหนไกลๆอย่างเด็ดขาด”
       วิเศษตาเป็นประกายแจ่มใส ส่งเสียงอื้ออ้าอย่างพอใจ และพยายามจะแสดงออกว่าเห็นด้วย
       “หญิงก็คิดอย่างนั้นค่ะ แต่คุณอาอุไรยืนยันว่าเจอคุณกานดาวสีที่วังสูรยกานต์”
       “เป็นไปไม่ได้ครับ ท่านหญิงเสด็จหัวหินตั้งแต่เช้า ผมก็ยังไปส่งเสด็จด้วย...มันต้องมีการเข้าใจอะไรผิดซักอย่าง”
       คุณพระบีบมือวิเศษอย่างกำลังใจ พูดเสียงหนักแน่น แต่หน้าตามีความไม่แน่ใจปนอยู่
       “หนูกานดาวสีเป็นเด็กน่ารัก แกไม่มีวันทำอะไรแย่ๆอย่างที่คุณอุไรเล่าให้คุณหญิงฟังแน่ๆ”
      
       ส่วนที่บ้านกิริเนศวรอุไรกับนารีรัตน์เดินเข้าบ้านมาด้วยท่าทางเคร่งเครียด
       นารีรัตน์เครียดมาก “คุณพ่อก็ป่วย บ้านก็จะถูกยึด ทำไมเราถึงซวยอย่างนี้คะคุณแม่”
       เสียงราศีแกล้งพูดแขวะเสียงอ่อนเสียงหวาน “ที่ซวยก็เพราะคุณแม่ของหลานติดการพนันไงล่ะคะ”
       อุไรกับนารีรัตน์หันไปมองอย่างตกใจ เห็นราศรีนั่งวางสง่าอยู่ในบ้าน
       “...เคยได้ยินมั้ยคะที่เค้าบอกว่าโจรปล้นสิบครั้ง ไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว แต่ไฟไหม้สิบครั้ง ก็ยังวอดวายไม่เท่าคนติดการพนันแค่ครั้งเดียว”
       “แกมาที่นี่ทำไมอีก เพราะแกคนเดียวที่ทำให้คุณวิเศษต้องเป็นอย่างนี้ฉันบอกแล้วไงว่าฉันกำลังหาเงินมาใช้ให้ แต่แกก็ยังส่งนักเลงมา...”
       อุไรพูดยังไม่ทันจบก็ต้องตาเหลือกเมื่อเห็นนักเลง 2-3 คนช่วยกันหอบเสื้อผ้าของตนและลูกเดินออกไปนอกบ้าน อุไรได้สติ โวยวายวิ่งตามออกไป
       “อะไรกันเนี่ย หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกแกจะทำอะไรกัน”
       นักเลงขนข้าวของไปโยนไว้หน้าประตูบ้าน อุไรวิ่งตามมา
       “หยุดนะ แกไม่มีสิทธิ์จะมาทำลายข้าวของของฉัน”
       ราศีเสียงดังใส่ “ทำไมจะไม่มีสิทธิ์ ในเมื่อแกเป็นหนี้ฉันไม่รู้กี่ล้าน นี่ก็ถือว่าฉันปราณีแกที่สุดแล้ว ที่ไม่ได้ไล่แกออกไปตั้งแต่วันที่คุณวิเศษเข้าโรงพยาบาล”
       อุไรหน้าซีด นารีรัตน์รีบเข้ามาขวางระหว่างราศรีกับอุไร
       “เห็นใจเราบ้างเถอะค่ะ อย่าเพิ่งไล่เราออกจากบ้านเลยนะคะ ตอนนี้คุณพ่อก็ป่วยหนัก หนูขอเวลาอีกสักหน่อย หนูสัญญาว่าจะหาเงินมาใช้หนี้คุณราศรีให้ครบทุกบาททุกสตางค์”
       ราศีมองอย่างดูถูก “เด็กอย่างเราเนี่ยนะจะมีปัญญาหาเงินมาใช้ฉัน...”
       นารีรัตน์บอกอย่างหนักแน่น “ค่ะ หนูคิดว่ายังพอจะมีทาง”
      
       ส่วนที่ชายหาดหัวหิน กานดามณีกับวิไลวรรณเดินไปตามชายหาดอย่างรีบร้อน แต่อยู่ดีๆ วิไลวรรณก็ชะงัก หน้าเหยเก
       กานดามณีหงุดหงิด “นังวรรณ เดินเร็วๆหน่อยได้มั้ย ฉันยิ่งรีบๆอยู่”
       “ยัยณี ฉันปวดท้องอ่ะ สงสัยส้มตำเมื่อกี้จะทำพิษ ฉันกลับไปบังกะโลก่อนนะ”
       กานดามณียิ่งหงุดหงิดแต่ทำอะไรไม่ได้ “เออๆ...แล้วรีบตามมาเร็วๆล่ะ”
       วิไลวรรณวิ่งจู๊ดกลับไปที่บังกะโล กานดามณีเดินต่อไป
      
       ฝ่ายกานดาวสีรีบเดินออกมา เพื่อสงบอารมณ์ทั้งสับสนและหวั่นไหวของตนที่ชายหาด
       ภาพเหตุการณ์วาบหวามผุดขึ้นมาอีก ในตอนที่ฐิติและกานดาวสีก้มลงเก็บพร้อมกัน มือแตะมืออีก ทั้งสองจ้องตากัน ฐิติถือโอกาสจับมือกานดาวสี ดึงเข้ามาใกล้ๆ มองซึ้งๆ อย่างแสนรัก
       “ผมดีใจที่คุณตั้งใจทำขนมนี่...เพื่อผม”
       กานดาวสีเหมือนต้องมนต์ แทบจะละลายไปกับสายตาคู่นั้น ฐิติก้มลงจะจูบกานดาวสี
      
       กานดาวสีสะบัดหัวเหมือนต้องการจะให้ภาพในหัวหายไป
       “ท่องไว้เลยนะกานดาวสี ว่าเธอไม่ใช่...”
       ไม่ทันขาดคำ กานดาวสีถูกดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดฐิติ กานดาวสีพยายามขัดขืน แต่ฐิติยิ่งกอดแน่นขึ้น
       “ทำไมถึงชอบหนีผมนักนะ” ฐิติกอดรัดแน่นขึ้นอีก “ผมรู้นะว่าคุณรังเกียจผม...แต่ยังไงคุณก็หนีผมไม่รอดหรอก”
       กานดาวสีดิ้นรนขัดขืนอยู่อย่างนั้น “ปล่อยฉันเถอะค่ะ ฉันขอร้อง...นี่มันชายหาดนะคะ”
       “งั้นก็เข้าบ้าน”
       กานดาวสียิ่งตกใจ “ไม่ได้นะคะ”
       “ทำไมจะไม่ได้ ถ้าคุณขี้เกียจเดิน ผมอุ้มคุณเข้าไปก็ได้”
       ฐิติตั้งท่าจะอุ้ม กานดาวสีตกใจ ไม่รู้จะทำยังไงเลยกัดที่แขนฐิติ
       “โอ๊ย”
       ฐิติเจ็บ ยอมปล่อยกานดาวสี พร้อมกับก้มดูรอยกัดที่แขน
       “นี่คุณกัดผมเหรอ”
       “ก็คุณพูดไม่รู้เรื่อง”
       “ดี...คราวนี้ผมจะได้เอาจริงซะที”
      
       ฐิติตั้งท่าจะจับ แต่กานดาวสีวิ่งหนีไปตามชายหาด


  


       กานดามณีเดินเร็วๆ ไปตามชายหาด ผ่านกลุ่มชาวประมงที่กำลังเตรียมเรือ และข้าวของให้พร้อมก่อนจะออกทะเลตอนเย็น ชาวประมงมองกานดามณีตาเป็นประกาย ผิวปากแซว
      
       กานดามณีรำคาญ “ผิวปากเรียกแม่แกเหรอ”
       กลุ่มชาวประมงยิ่งเป่าปากแซวกันสนุกสนาน ชาวประมง 1 ในนั้น มองตามกานดามณีด้วยสายตาเป็นประกาย
       ชาวประมงคนหนึ่งบอก “ปากเก่งอย่างเงี้ย...กูชอบว่ะ”
       ชาวประมงคนนั้นลุกขึ้นเดินตามไปแซวกานดามณีต่อ
       “จะรีบไปไหน...เดินตามควายเหรอจ๊ะน้องสาว”
       “เปล่า...ควายมันเดินตามต่างหาก”
       พวกชาวประมงยิ่งเฮรับ กานดามณีรีบเดินให้เร็วๆ ผ่านไป
      
       ฝ่ายฐิติวิ่งไล่กานดาวสีไปตามชายหาด
       “หยุดนะ.. กานดาวสี”
       “ไม่”
       ฐิติจับกานดาวสีได้ล้มกลิ้งกันลงไปในทะเล ฐิติคว้ากานดาวสีมากอดไว้ เปียกปอนทั้งคู่
       “บอกแล้วว่าคุณหนีผมไม่พ้นหรอก”
       ฐิติ กานดาวสีมองกันและกันอย่างห้ามใจไม่ไหว ก้มลงจูบ กานดาวสีเผลอปล่อยใจไปตามความต้องการของตน
       สองคนไม่รู้ว่า อีกมุมหนึ่งของชายหาด แลเห็นกานดามณียืนตะลึงมองมาอย่างแค้นใจ
       กานดาวสีเคลิ้ม แต่พอรู้ตัวก็รีบผลักฐิติออก พยายามวิ่งกลับตำหนัก ฐิติวิ่งตาม กานดามณียืนมองอย่างขุ่นเคือง เห็นเหมือนว่าฐิติกับกานดาวสีกำลังหยอกล้อกัน
       ฐิติวิ่งตามกานดามณีทัน คว้าตัวกานดาวสีขึ้นมาอุ้มพากลับตำหนัก กานดาวสีโวยวายทุบที่อกฐิติ ดูน่าเอ็นดู
       กานดาวสีเขินอาย “ปล่อยฉันนะ..บอกให้ปล่อย”
       “ไม่ โป๊ขนาดเนี้ย อยากจะเดินยั่วให้ผู้ชายคนอื่นเห็นหรือไง”
       สีหน้าแววตากานดามณีเคียดแค้น และโกรธจัด เค้นเสียงอย่างกราดเกรี้ยว
       “นังกานดาวสี...นังหน้าด้าน ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะเอาของๆฉันคืน”
       กานดามณีกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปหาฐิติกับกานดาวสี แต่เห็นมือชาวประมงคนที่ตามมา ทุบที่ต้นคอกานดามณีอย่างแรงจนหล่อนสลบ ชาวประมงอุ้มกานดามณีไป
      
       ฐิติอุ้มกานดาวสีมาวางบนเตียง กานดาวสีได้โอกาสจะวิ่งหนีเข้าไปในห้องน้ำ ฐิติกระชากตัวกานดาวสีเข้ามากอด
       “อย่านะ...บอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่...”
       ฐิติพูดขัดขึ้น “คุณจะเป็นใครก็ไม่สำคัญ แต่ตอนนี้คุณเป็นเมียผม และผมจะไม่ยอมปล่อยคุณไปให้ใครทั้งนั้น...คุณต้องเป็นของผมคนเดียว”
       ฐิติจูบกานดาวสีอย่างกระแทกกระทั้น ก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นอ่อนหวาน นุ่มนวลเต็มไปด้วย
       ความรู้สึก กานดาวสีพยายามต่อสู้ในตอนแรก แต่ตอนหลังก็แพ้ใจตัวเอง ฐิติถอนริมฝีปากออกมา มองกานดาวสีอย่างทั้งรักทั้งหลง
       “เป็นของผมนะ กานดาวสี....ผมรักคุณ”
       กานดาวสีพูดไม่ออก อดไม่ได้ที่จะซาบซึ้งไปกับคำสารภาพรักของสามี ฐิติอุ้มกานดาวสีไปวางที่เตียง ค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อกานดาวสีทีละเม็ด กระซิบเสียงสั่นด้วยความรู้สึก
       “คุณเปียกไปหมดทั้งตัวแล้ว...ผมเปลี่ยนเสื้อให้นะ
       กานดาวสีได้สติ กำลังจะอ้าปากค้าน พยายามจะผุดลุกขึ้น แต่ฐิติโน้มตัวลงไปจูบกานดาวสี
       ภาพกว้างออกไปที่พื้น
       ชุดสวยของกานดาวสีถูกเหวี่ยงลงมากองไว้ที่พื้น นอกหน้าต่างเห็นคลื่นกระทบฝั่ง
      
       ที่อุโบสถวัดพระแก้วน้อย เขาวัง ท่านหญิงกำลังถวายพวงมาลัยที่พระประธานในโบสถ์ก่อนจะนั่งคุกเข่า รับธูปมาจากนมสายและอธิษฐาน พุดตาน นมสายไหว้พระตาม
       “เจ้าพระคุณ...ขอให้พ่อติกับหนูกานดาวสีมีเหลนให้ลูกอุ้มไวๆ เสียที ลูกจะได้หมดห่วง”
      
       “ถ้าคุณติกับคุณกานดาวสีมีเหลนให้ท่านหญิง ดิฉันจะถวายพวงมาลัยหมู เห็ด เป็ด ไก่ พร้อมด้วยผลไม้ อาหารคาว หวานไม่ให้ขาดเลยเจ้าค่ะ” นมสายอธิษฐานเสียงดังตามประสา
       ส่วนพุดตานพูดอธิษฐานอยู่ในใจ “ขอให้ติลูกของแม่ พบแต่ความสุขและสิ่งที่ดีๆในชีวิต และแคล้วคลาดจากความอัปมงคลทั้งหลายทั้งปวงด้วยเถิดเจ้าค่ะ
       นมสายรับธูปจากท่านหญิง และพุดตานไปปักที่กระถาง ทั้งหมดกราบพระ
      
       ฝ่ายกานดามณีอยู่ในสภาพเกือบเปลือยนอนอยู่บนแคร่ในกระท่อม สักครู่หนึ่งกานดามณีเริ่มจะรู้สึกตัว ขยับตัวเล็กน้อยอย่างไม่สบายตัวก่อนจะลืมตาขึ้นมา มองไปรอบๆกระท่อมอย่างงงๆ
       เสียงชาวประมงดังขึ้น “ตื่นแล้วเหรอจ๊ะน้องสาว แหม...กว่าจะตื่น พี่รอซะเหนื่อยเลย”
       กานดามณีนึกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ลุกพรวดขึ้นมานั่ง หันไปตามเสียง เห็นชาวประมงจอมหื่นกำลังเดินเข้ามาหา มองตาเป็นมัน กานดามณีถอยหลังไปจนสุดฝาผนังกระทุ่ม มองหาทางหนีทีไล่
       “นี่แกทำอะไรฉัน”
       “ยังไม่ได้ทำซะหน่อย แต่กำลังจะทำอยู่เดี๋ยวนี้ไงล่ะจ๊ะ”
       ชายจอมหื่นว่า พลางก้มลงหมายจะจูบกานดามณีฉากหลบ ชาวประมงจะจูบอีก กานดามณีได้จังหวะตบหน้ามันเต็มแรง แล้ววิ่งหนีออกประตูไป
       “โอ๊ย”
       ชาวประมงไวกว่า จิกผมกานดามณีไว้ได้แล้วต่อยที่ท้องซ้ำจนกานดามณีจุก ทรุดลงไปกองอยู่กับพื้น
       “ช...ช่วย...ด้วย!”
       ชาวประมงไม่สน ฉุดกานดามณีขึ้นมา กระชากเสื้อผ้าออกแล้วเหวี่ยงตัว กานดามณีไปที่แคร่อย่างแรง พร้อมกับย่างสามชุมเข้าไปหาอย่างหื่นกระหาย
       “กูจะได้เมียเป็นนางฟ้าก็คราวนี้ล่ะโว้ย”
       ทันใดนั้น มีไม้อันหนึ่งฟาดลงไปที่ท้ายทอยชายชาวประมง จนมันสลบไป เป็นฝีมือของวิไลวรรณที่ทิ้งไม้ แล้ววิ่งเข้าไปประคองกานดามณีอย่างเป็นห่วง
       วิไลวรรณ แกเป็นยังไงบ้าง
       กานดามณีระบมไปหมด ไม่ตอบ แต่แววตาเปล่งประกายด้วยความแค้น ค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้น เดิน
       กระโผลกกระเผลกไปหยิบไม้ที่วิไลวรรณทิ้งไว้ มากระหน่ำฟาดชาวประมงเต็มแรงอีกครั้งก่อนจะโยนไม้ทิ้งลงบนตัวมัน แล้วถีบซ้ำอีกทีอย่างแค้นใจ พูดออกมาด้วยท่าทีอ่อนแรง
       “ไปกันเถอะนังวรรณ”
      
       ไม่นานต่อมาที่บังกะโลบ้านพักกานดามณี วิไลวรรณถือถ้วยข้าวต้มเข้ามาในห้อง
       “กินอะไรซะหน่อยนะ”
       กานดามณีนอนซมอยู่บนเตียง
       “ฉันกินไม่ลงหรอก มันต่อยท้องฉันซะระบมไปหมด หายใจยังเจ็บเลยแก...นี่ดีนะที่แกมาช่วยไว้ทัน ถ้าไม่ได้แกฉันไม่รอดแน่...ขอบใจแกมากนะนังวรรณ”
       “เออ...ไม่เป็นไรหรอก”
       “นี่ถ้าไอ้ชั่วนั่นมันไม่มาขวางไว้นะ ป่านนี้ฉันกับคุณฐิติก็คงจะรู้เรื่องกันไปแล้ว”
       “เอาเหอะน่า แกรอดจากไอ้บ้านั่นมาได้ก็ดีแล้ว คุณฐิติเค้าคงยังไม่กลับกรุงเทพฯในวันสองวันนี้หรอก”
       “ฉันไม่ยอมแพ้หรอกแก ถึงวันนี้จะไม่สำเร็จ แต่พรุ่งนี้ฉันก็ต้องเอาคุณฐิติมาเป็นของฉันให้ได้”
      
       กานดามณีบอกออกมาอย่างมุ่งมั่น แววตาเด็ดเดี่ยว
      

       จบตอนที่  6
ตอนที่ 7
      
       คืนเดียวกันนั้น ฐิตินั่งมองกานดาวสีนอนหลับด้วยสายตาลึกซึ้ง ด้วยความรักล้นใจที่มีต่อกานดาวสี เอามือไล้แก้ม ปัดผมที่รุ่ยลงปรกหน้าให้ ฐิติก้มหน้าลงกระซิบที่ข้างหู
      
       “กานดาวสี...ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมพบคุณที่ประจวบ ผมก็รู้เลยว่าผมจะไม่มีวันรักใครได้อีก...นอกจากคุณคนเดียว”
       พูดจบฐิติก็ก้มลงจูบแก้มกานดาวสีเบาๆอย่างทะนุถนอม ก่อนจะล้มตัวลงนอนกอดกานดาวสีไว้ด้วยท่าทางอิ่มเอมใจมีความสุขสุดๆ
       กานดาวสีค่อยๆ ลืมตา แต่ยังนอนนิ่งอยู่ จนเมื่อแน่ใจว่าฐิติหลับแล้วถึงขยับตัวออก ก่อนจะเอาหมอนข้างวางไว้แทน ค่อยๆ จับแขนฐิติให้กอดหมอนข้างแทน มองฐิติอย่างเศร้าๆ ขณะพูดออกมา
       “คุณฐิติคะ ฉันคงมีความสุขมากที่สุด ถ้าคุณจะรักฉัน ทั้งๆ ที่รู้ว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น”
       รุ่งเช้า ท่านหญิงลักษมี พุดตาน และนมสาย เดินเล่นอยู่ที่ชายหาด สักพักใหญ่จึงบ่ายหน้าเดินกลับตำหนักใหญ่
       “พระพุทธรูปที่วัดพระแก้วน้อยนี่ท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆนะเพคะ ขออะไรก็ได้ทันตาเห็น”
       ท่านหญิงยิ้มปลื้ม แต่ก็อดขัดคอนมสายไม่ได้
       “ผ่านไปแค่วันเดียว ฉันจะได้เหลนทันตาเห็นได้ยังไง ไม่ได้ออกมาจากกระบอกไม้ไผ่นะยะ”
       นมสายพูดเสียงเล็กเสียงน้อย “แหม มันก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนล่ะเพคะ ก่อนจะมีเหลนน่ะ ผัวเมียเค้าก็ต้องอิ๊อ๊ะกันก่อน เนี่ยตาบุญกับแม่สีดาเค้าแอบมากระซิบอิฉันว่าตอนที่เราไม่อยู่ คุณฐิติกับคุณกานดาวสีก็อยู่แต่ในห้อง อาหารเย็นก็ยังไม่ยอมออกมาทานเลยเพคะ”
       ท่านหญิงท่าทางมีความสุขที่ทุกอย่างเป็นไปดังใจ
       “นั่นน่ะสิ ฉันตัดสินใจถูกจริงๆที่หาเรื่องออกไปจากตำหนักได้จนดึกจนดื่น...นี่ผัวเมียเค้าคงยังไม่ตื่นกันล่ะสิ”
       ท่านหญิงกับนมสายหันมายิ้มให้กันอย่างมีนัย หน้าตาปลื้มปริ่มด้วยกันทั้งคู่
       “ตาติอาจจะยังไม่ตื่น แต่แม่กานดาวสีน่ะ เดินมาโน่นแน่ะเพคะ” พุดตานบอก
       ทุกคนมองไปเห็นกานดาวสีเดินหน้าเศร้าใจลอยมาจากอีกทางหนึ่ง
       นมสายบ่นออกมาอย่างผิดหวัง “อ้าว แล้วคุณติล่ะคะ”
      
       ฐิตินอนหลับอยู่บนเตียงอย่างมีความสุข บนเตียงนอน หมอน มีร่องรอยว่ามีคนนอนฐิติค่อยๆพลิกตัวหันไปเหมือนจะกอดใครที่เคยนอนอยู่ข้างๆ
       ฐิติพึมพำเหมือนเรียกหา “กานดาวสี...”
       เงียบไม่มีเสียงตอบ ฐิติลืมตาขึ้นพบแต่ความว่างเปล่า ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงมองไปที่นอนข้างๆ เห็นร่องรอยว่าก่อนหน้านี้มีคนนอนอยู่ ฐิติมองแล้วยิ้มอย่างมีความสุข
      
       ด้านท่านหญิงจ้องหน้าจ้องตาถามกานดาวสี “ทำไมหล่อนถึงลงไปเดินเล่นอยู่คนเดียว แล้วพ่อติล่ะ”
       กานดาวสีหลบตาอย่างมีพิรุธ สีหน้าเหมือนมีเรื่องกังวลในใจ ยังไม่ทันตอบ
       “ผมอยู่นี่ครับ”
       ทุกคนหันไปตามเสียง ฐิติยิ้มกริ่มกำลังเดินเข้ามา หน้าตาแจ่มใส เป็นสุข ตาเป็นประกายวิบวับ กานดาวสีหันไปสบตาฐิติพอดี แล้วก็รีบหาเรื่องเลี่ยงออกไป
       “ดิฉันไปช่วยป้าสีดาเตรียมอาหารเช้าก่อนนะคะ”
       กานดาวสีเดินเลี่ยงไปทันที ฐิติมองตามอย่างเป็นห่วง
       “กานดาวสี...รอผมด้วย”
       ฐิติรีบเดินตามกานดาวสีไป ท่านหญิง พุดตาน นมสาย มองตามไปอย่างไม่เข้าใจ
       ท่านหญิงหันไปประชดนมสาย “ไงล่ะยะ ที่หล่อนว่าคู่นี้เค้าไม่ยอมออกมาจากห้องน่ะ ฉันว่าคงจะตีกันอยู่มากกว่าล่ะมั้ง”
       นมสายจ๋อย
      
       กานดาวสีรีบเดินหนีไปทางครัว ฐิติคว้าแขน ดึงกานดาวสีเข้ามาในอ้อมกอด
       “เดี๋ยวก่อนสิ คุณจะรีบไปไหน รู้มั้ย ผมตื่นขึ้นมาใจหายหมด นึกว่าเมียหนีไปซะแล้ว”
       “ปล่อยค่ะ ใครเห็นเข้าจะไม่ดี”
       “ไม่ดียังไง ในเมื่อเราสองคนเป็น...”
       กานดาวสีรีบร้องห้าม “อย่าพูดเลยค่ะ”
       ฐิติยิ้มๆ มองกานดาวสีอย่างเอ็นดู คิดว่าอีกฝ่ายเขิน
       “ผมจะพูด...ก็เราสองคนเป็นสามีภรรยากันแล้วนี่นา”
       กานดาวสีอึกอัก “เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน...คุณไม่จำเป็นต้องถือเป็นข้อผูกมัดระหว่างเราหรอกค่ะ”
       “คุณหมายความว่ายังไง”
       กานดาวสีเจ็บปวดเหลือเกินแต่ก็ต้องพูด “ก็หมายความว่า เมื่อไหร่ที่คุณยอมรับว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น คนที่คุณเจอที่ประจวบ...ฉันก็ยินดีที่จะไป...”
       กานดาวสีเจ็บปวดจนพูดต่อไม่ได้ ฐิติตะลึง มองหน้ากานดาวสีอย่างเจ็บปวด คิดไม่ถึงว่ากานดาวสีจะไม่มีเยื่อใยกับตนขนาดนี้
       “ใช่สิ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมันคงไม่มีอะไรน่าจดจำ เพราะคุณคงผ่านมาเยอะจนชิน เรื่องแค่นี้ถึงได้ไม่มีความหมายอะไรสำหรับคุณเลย”
       “หยาบคาย”
       “ก็สมแล้วกับผู้หญิงอย่างคุณไม่ใช่เหรอ”
      
       กานดาวสีตบหน้าฐิติฉาดใหญ่


  


       ฐิติกระชากกานดาวสีเข้ามาอย่างโกรธจัด แต่ยังไม่ทันจะทำอะไร บุญมาเดินถือโทรเลขเข้ามาส่งให้กานดาวสี
      
       “มีโทรเลขถึงคุณกานดาวสีครับ”
       ฐิติทำเป็นไม่สนใจ แต่ก็ยังไม่ยอมเดินไปไหน กานดาวสีรีบรับโทรเลขมาเปิดอ่าน แล้วหน้าเสีย มือสั่น ฐิติเห็นกานดามณีท่าทางผิดปกติมาก ก็หลุดปากถามอย่างเป็นห่วง
       “มีอะไรรึเปล่ากานดาวสี”
       กานดาวสีบอกด้วยเสียงเจือสะอื้น
       “คุณพระโทรเลขมาบอกว่าคุณพ่อไม่สบายมาก ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ”
        
      
       ยามบ่าย วิเศษนอนอยู่คนเดียวในห้องพัก ในห้องโล่งๆ ไม่มีดอกไม้หรือกระเช้าผลไม้ ที่แสดงว่ามีคนมาเยี่ยม หรือมาดูแลเลย เสียงเคาะประตูดังขึ้น วิเศษหันไปมองสายตาเป็นประกายด้วยความหวัง
       พอประตูห้องเปิดออก เห็นวิสูตรถือแจกันดอกไม้ เดินเข้ามาอย่างลังเลเล็กน้อย วิเศษทำท่าเหมือนผิดหวังแต่พอเห็นชัดว่าเป็นวิสูตร ตาก็เป็นประกายตื่นเต้นขึ้น วิสูตรวางแจกันที่โต๊ะหัวเตียง
       “ผมวิสูตร...คุณวิเศษจำผมได้มั้ยครับ”
       วิเศษพยายามยิ้ม ส่งเสียงอื้ออ้าบอกว่าจำได้ วิสูตรยิ้มอย่างเข้าใจ
       “ผมคิดว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อวานที่ผมมาเยี่ยมคุณ” วิสูตรลังเลนิดหนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูด “ผมรู้สึกเหมือนกับว่า...คุณมีอะไรจะพูดกับผมหรือเปล่าครับ”
       วิเศษพยักหน้า ส่งเสียงอื้ออ้าอีก
       วิสูตรพยายามตั้งใจฟัง แต่ยังไงก็ไม่รู้เรื่อง เลยหมดหวัง แต่ไม่ได้รำคาญหรือหงุดหงิดได้แต่พึมพำ
       “แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าคุณจะบอกอะไร”
       เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะขึ้นมา คุณพระถือกระเช้าดอกไม้เข้ามา แล้วชะงักเมื่อเห็นวิสูตร แต่ก็ยิ้มให้อย่างมีมารยาท
       “สวัสดีครับ ผม...คุณพระบรรณกิจ คุณคงจะเป็นเพื่อนคุณวิเศษ”
       วิสูตรไหว้คุณพระ “ผมวิสูตรครับ” พร้อมกับเอื้อมมือไปรับดอกไม้จากคุณพระไปวางไว้บนโต๊ะ คุณพระพูดกับวิเศษ
       “ผมโทรเลขไปบอกหนูกานที่หัวหินแล้วนะ หลานเพิ่งจะรู้ว่าพ่อวิเศษป่วยจริงๆ ด้วย พอแกได้รับโทรเลขก็รีบโทรศัพท์มาหาผมทันที อีกไม่นานหนูกานดาวสีก็คงจะมาถึงแล้วละ”
       วิสูตรพลอยดีใจไปด้วย บีบแขนวิเศษอย่างเป็นกำลังใจให้
       “คุณวิเศษต้องสู้นะครับ อย่างน้อย คุณก็ยังมีภรรยา มีลูกที่คอยเป็นกำลังใจให้” นึกถึงตัวเองแล้วเศร้า “ผมซะอีก...ตัวคนเดียวในโลกจริงๆ ภรรยาก็ตาย ลูกก็หายตัวไป...ชาตินี้ผมจะมีโอกาสได้เจอลูกอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้”
       วิเศษตาเหลือก ด้วยความตกใจตอนที่วิสูตรบอกว่าภรรยาตาย พอวิสูตรพูดจบ วิเศษก็ร้องอื้ออ้าขึ้นมาอีก เหมือนจะบอกอะไร คุณพระตกใจ รีบเข้ามาจับมือวิเศษ
       “พ่อวิเศษ มีอะไรหรือเปล่า”
       วิเศษยังส่งเสียงและมองไปทางวิสูตรอย่างพยายามจะบอกอะไรบางอย่าง คุณพระหันมามองหน้าวิสูตรก่อนจะหันไปถามวิเศษ
       “พ่อวิเศษมีอะไรจะบอกกับคุณวิสูตรงั้นรึ”
       วิเศษอื้ออ้าอย่างตื่นเต้น คุณพระกับวิสูตรมองหน้ากันอย่างแปลกใจ
      
       ครู่ต่อมาคุณพระบรรณกิจกับวิสูตรเดินคุยกันมาตามทางเดินในโรงพยาบาล
       “ผมก็สงสัยอยู่ครับว่า คุณวิเศษตั้งใจจะบอกอะไรกับผมในเมื่อเราสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน”
       “เอาอย่างนี้...เดี๋ยวถ้าหนูกานดาวสีมาถึง ผมจะลองถามดูว่าแกเคยได้ยินพ่อวิเศษพูดถึงคุณวิสูตรบ้างหรือเปล่า...”
       วิสูตรสะดุดใจนิดหนึ่ง “กานดาวสี...”
       “ลูกสาวพ่อวิเศษเค้าน่ะครับ” คุณพระนึกขึ้นมาได้ “หรือว่าคุณวิสูตรรู้จักแก...”
       “เปล่าครับ...ผมแค่คิดว่าชื่อเธอคล้ายกับลูกสาวผม”
       “ลูกสาวคุณวิสูตรชื่ออะไรเหรอครับ”
       น่าเสียดายนักที่พยาบาลเดินเข้ามาขัดจังหวะก่อน
       “คุณพระบรรณกิจคะ...คุณหมอปิ่นให้ดิฉันมาเชิญคุณพระไปพบที่ห้องทำงานเรื่องอาการของคุณวิเศษค่ะ”
      
       สองคนเดินตามพยาบาลไป
      

       ฟากกานดามณีในชุดสวยเซ็กซี่ เดินมากับวิไลวรรณ สองสาวด้อมๆ มองอยู่ที่หาดทรายด้านหน้าตำหนักเล็ก จนเห็นบุญมากับสีดาช่วยกันเก็บกวาด ปิดประตูหน้าต่างในตำหนักอยู่
      
       “แกเข้าไปถามให้หน่อยสิว่าคุณฐิติอยู่หรือเปล่า”
       “แล้วทำไมแกไม่เข้าไปถามเองล่ะ”
       “จะให้ฉันเข้าไปได้ยังไง ถ้าเกิดคุณฐิติไม่อยู่ แล้วคนอื่นมาเจอฉันล่ะ...ละครเรื่องเนี้ย ฉันต้องแสดงให้คุณฐิติเท่านั้นย่ะ”
       “แล้วถ้าเค้าอยู่ล่ะ”
       “แกก็บอกเค้าไปสิว่ากานดาวสี กิริเนศวรกำลังรอเค้าอยู่ที่ชายหาด...ถึงเค้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่เค้าก็ต้องออกมาดูให้เห็นกับตาแน่ๆ และหลังจากนั้น ฉันก็จะรื้อฟื้นความหลังให้เค้าเอง”
       “เออๆ ฉันไปถามให้ก็ได้” วิไลวรรณประชด “เป็นเมียเจ้าขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็อย่าลืมเพื่อนขี้ข้าคนนี้ก็ละกัน”
       วิไลวรรณเดินสะบัดเข้าไปหาบุญมากับสีดา
       “ป้าๆ คุณฐิติอยู่หรือเปล่า”
       “ไม่อยู่หรอก ท่านกลับกรุงเทพฯ ไปตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว”
       วิไลวรรณผิดหวัง “กลับกรุงเทพฯ เหรอ”
      
       ในห้องทำงานวสันต์ ที่สูรยกานต์ไหมไทย วสันต์หน้าตาหงุดหงิด เซ็นเอกสารในแฟ้มเสร็จก็ปิดแฟ้มดังโครม เสือกแฟ้มคืนอิ่มใจที่ยืนรออยู่ อิ่มใจมองวสันต์อย่างน้อยใจ
       อิ่มใจตัดพ้อ “ทำไมช่วงนี้ดูคุณวสันต์หงุดหงิดจังคะ หรือว่าทำงานหนักไป” แล้วพยายามเอาใจ “อิ่มว่าวันนี้เราไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกันหลังเลิกงานดีมั้ยคะ”
       “อย่าเพิ่งมาเซ้าซี้ได้มั้ย ผมยิ่งเครียดอยู่”
       “เครียดเรื่องอะไรคะ” อิ่มใจระแวง “หรือว่าหงุดหงิดที่คุณกานดาวสีเค้าไม่กลับมาซะที”
       วสันต์หันขวับมามองอิ่มใจอย่างหงุดหงิดเอาเรื่อง ขยับจะตวาด คุณพระถือแฟ้มเปิดประตูเข้ามา ท่าทางเคร่งขรึม เดินตรงเข้าไปหาวสันต์ วสันต์รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ลุกขึ้นยืนต้อนรับ ตามองเอกสารในมือคุณพระอย่างกระวนกระวาย
       “คุณพระ...เซ็นเอกสารเสร็จแล้วเหรอครับ จริงๆผมไปเอาที่ห้องเองก็ได้...”
       คุณพระไม่สนใจที่วสันต์พูด วางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้าวสันต์
       “ผมคงยังเซ็นให้ไม่ได้ คุณช่วยเอารายละเอียดทั้งหมดของรายการนี้มาให้ผมดูอีกครั้ง...ตัวเลขสูงขนาดนี้ มันต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ”
       วสันต์รับคำด้วยสีหน้าเป็นกังวล
      
       ไม่นานต่อมาวสันต์พาตัวเองมาอยู่ที่ประตูหน้าวังสูรยกานต์ และยื่นซองจดหมายให้นวล
       “ฉันฝากจดหมายฉบับนี้ให้คุณกานดาวสีด้วย”
       “แต่เธอยังไม่กลับจากหัวหินเลยค่ะ”
       วสันต์หงุดหงิด “เค้ากลับมาตอนไหนก็ให้เค้าตอนนั้นน่ะแหละ”
       นวลกำลังจะเอื้อมมือไปรับ วสันต์ดึงไว้ก่อน
       “แล้วก็ไม่ต้องให้ใครเห็นล่ะ” วสันต์กำชับ
       นวลชะงักไปนิดหนึ่ง วสันต์หยิบธนบัตรใบละ 1 บาท 5 ใบส่งให้นวลพร้อมจดหมาย
      
       ด้านวิเศษนอนหลับไปด้วยฤทธิ์ยาอยู่บนเตียง คุณพระนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงนั้น สักครู่หนึ่งกานดาวสีเปิดประตูห้อง วิ่งถลาเข้ามาหาวิเศษอย่างใจเสีย ฐิติตามเข้ามาด้วย
       “คุณลุงคะ ทำไมคุณพ่อถึงเป็นแบบนี้ล่ะคะ”
       “พ่อของหลานเส้นเลือดในสมองแตก”
       “แล้วมีทางจะรักษาให้หายมั้ยคะ”
       คุณพระมีท่าทีหนักใจ “หมอเพิ่งบอกลุงเมื่อกี้นี้เองว่าดูจากอาการแล้วก็คงจะไม่มีทางอื่น นอกจากผ่าตัด”
       กานดาวสีน้ำตาไหลพรากด้วยความเป็นห่วงพ่อ ฐิติกอดพลางปลอบ
       “อย่าร้องไห้เลยนะ กานดาวสี คุณพ่อของคุณต้องหายเป็นปกติ เชื่อผมเถอะ”
       กานดาวสีจับมือวิเศษ ร้องไห้คร่ำครวญ ด้วยความเสียใจ
       “คุณพ่อต้องหายนะคะ คุณพ่อต้องไม่เป็นอะไร คุณพ่อตื่นมาคุยกับลูกสิคะ ลูกมาแล้ว ลูกอยู่ตรงนี้แล้ว ลูกขอโทษที่ดูแลคุณพ่อไม่ดี ลูกขอโทษ...”
       กานดาวสีร้องไห้คร่ำครวญ ฐิติมองอย่างสงสาร
      
       ไม่นานต่อมา ฐิติ กานดาวสี และคุณพระบรรณกิจ ออกมาจากห้องวิเศษ กานดาวสีหันมาบอกกับฐิติ
       “ฝากกราบเรียนท่านหญิงด้วยนะคะว่าดิฉันขออนุญาตอยู่เฝ้าคุณพ่อที่โรงพยาบาล”
       คุณพระแอบเหลือบตามองกานดาวสีอย่างแคลงใจนิดหนึ่ง
       “แต่ผมว่าวันนี้คุณน่าจะกลับไปพักผ่อนก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาเยี่ยมคุณพ่อใหม่”
       “ฉันไม่ได้เหนื่อยอะไร ฉันอยากอยู่เฝ้าคุณพ่อมากกว่า”
       คุณพระเห็นความโศกเศร้าเสียใจและห่วงใยวิเศษของกานดาวสีแล้วก็อดปลอบไม่ได้
       “หนูกานดาวสีกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ลุงให้พยาบาลพิเศษเค้าคอยดูแลอยู่แล้ว แล้วนี่หมอเค้าก็เพิ่งให้ยานอนหลับไป พ่อวิเศษคงจะหลับอีกนาน”
       “ให้หนูอยู่ที่นี่เถอะค่ะ ถึงกลับไปหนูก็คงไม่สบายใจอยู่ดี แค่นี้หนูก็รู้สึกผิดมากพออยู่แล้ว ที่ไม่ได้อยู่ดูแลคุณพ่อตั้งแต่แรก”
       ฐิติปลอบ “อย่าโทษตัวเองเลยนะ ไม่มีใครรู้อนาคตได้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
       “ใช่ค่ะ เพราะถ้ารู้ ยังไงฉันก็ไม่ไปหัวหินแน่ๆ”
      
       ฐิติชะงัก อดคิดไม่ได้ว่ากานดาวสีอาจจะหมายถึงเรื่องที่มีความสัมพันธ์กับตน


  


       คืนนั้นท่านหญิงลักษมีเดินไปเดินมาด้วยความกังวลเรื่องวิเศษ พลางทอดถอนใจ
      
       “นี่พ่อวิเศษจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้...เมื่อไหร่แม่กานดาวสีเค้าจะกลับมาซะทีนะ”
       นมสายท่าทางไม่สบายใจเหมือนกัน แต่ก็พยายามปลอบท่านหญิง
       “คงจะไม่เป็นอะไรหรอกเพคะ ถ้าเป็นคุณกานดาวสีคงส่งข่าวมาแล้ว”
       “ยังไงก็ขออย่าให้เป็นอะไรหนักหนาเล้ย”
       พุดตานหันไปเห็นฐิติเดินหน้าขรึมเข้ามา จึงรีบเข้าไปหา ถามอย่างร้อนใจ
       “ตาติมาพอดี คุณวิเศษเป็นยังไงบ้างลูก”
       “เห็นหมอบอกว่าต้องผ่าตัด เพราะเส้นเลือดในสมองแตกครับ”
       ทุกคนตกใจ
       “โธ่...คุณวิเศษ เพิ่งจะเห็นหน้ากันอยู่หลัดๆ...” นมสายบอกพลางยกมือไหว้ท่วมหัว “เจ้าประคู๊ณ ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองคุณวิเศษด้วยเถอะเจ้าค่ะ”
       ท่านหญิงมัวแต่ตกใจ เพิ่งจะสังเกตว่ากานดาวสีไม่ได้กลับมาด้วย
       “เอ๊ะ แล้วแม่กานดาวสีล่ะ”
       “เธอฝากมากราบเรียนท่านย่าว่าจะขออยู่เฝ้าคุณวิเศษที่โรงพยาบาลครับ”
       ท่านหญิงพยักหน้ารับรู้ เห็นหน้าตาฐิติอิดโรยจึงเป็นห่วง
       “ย่าว่าติก็ดูเหนื่อยๆนะลูก ไปพักผ่อนก่อนดีกว่านะ แล้วพรุ่งนี้จะเอายังไงก็ค่อยว่ากัน”
       “ครับ งั้นผมขอตัวก่อน”
       ฐิติเดินไป นมสายอดพูดไม่ได้อย่างคนปากเปราะ
       “เฮ้อ...มีแต่เรื่องอย่างนี้ แล้วเมื่อไหร่ท่านหญิงจะมีเหลนล่ะเพคะ”
       ท่านหญิงอ่อนใจ
      
       ที่วังสูรยกานต์ตอนเช้า นวลถือจดหมายลับๆล่อๆอยู่หน้าห้องฐิติ ทำท่าด้อมๆมองๆ เหมือนจะเปิดประตูเข้าไปแต่ไม่กล้า ประตูห้องเปิดออกพอดี ฐิติออกมาจากห้อง นวลตกใจ กระโดดตัวลอย จดหมายตกลงบนพื้น
       “อุ๊ย ว๊ายหกหล่นป่นระยี่หมดแล้ว”
       “มาทำอะไรอยู่ตรงนี้...นวล”
       “เอ่อ...เอ่อ...”
       นวลเหลือบมองไปที่ซองจดหมายที่ตกอยู่แล้วรีบหลบตา ไม่อยากให้ฐิติสังเกตเห็น ทว่าฐิติหันไปเห็นเข้าพอดี
       “จดหมายอะไร”
       นวลผวาตัวจะรีบเข้าไปเก็บ แต่ฐิติไวกว่าหยิบขึ้นมาก่อน
       “ค...คือ เมื่อวานมีคนฝากจดหมายไว้ให้คุณกานดาวสีค่ะ แต่หนูลืม”
       “เอามานี่ ฉันจะเอาไปให้เค้าเอง”
       นวลส่งจดหมายให้ฐิติแล้วก้มหน้างุดๆ เดินเลี่ยงไป ฐิติดูที่หน้าซองจดหมาย เห็นเป็นชื่อ “กานดาวสี กิริเนศวร” เขาลังเลอยู่นิดหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเปิดออกอ่าน
      
       “ถ้าไม่อยากให้ใครรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเรา กลับจากหัวหินเมื่อไหร่ รีบติดต่อกลับผมด่วน เรามีเรื่องต้องคุยกัน
       ...วสันต์”
      
       ฐิติโกรธจัด ขยำจดหมายจนยับคามือ
      

       เช้าวันต่อมา กานดาวสีเดินคุยกับหมอปิ่น หมอเจ้าของไข้วิเศษมาตามทาง แล้วมาหยุดที่หน้าห้องวิเศษ
      
       “แล้วคุณพ่อจะต้องผ่าตัดเมื่อไหร่คะ”
       “เร็วที่สุดครับ ยิ่งช้า...โอกาสหายก็จะยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ”
       กานดาวสีบอกอย่างไม่ลังเล “ได้ค่ะ แล้วแต่คุณหมอจะเห็นสมควร ถ้ามีทางไหนที่จะทำให้คุณพ่อหายเป็นปกติ ดิฉันก็ยินดีจะทำทุกอย่าง”
       “ครับ ผมจะได้สั่งให้เตรียมห้องผ่าตัดเลย”
       คุณหมอปิ่นเดินไป
       กานดาวสีเครียด ยืนสงบอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้องวิเศษ
      
       กานดาวสีเปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วตาโตอย่างดีใจ เมื่อเห็นนารีรัตน์นั่งซบหน้าอยู่ที่ขอบเตียงวิเศษ
       “ยัยรัตน์”
       นารีรัตน์หันมามองกานดาวสีอย่างเกลียดชัง
       “มาได้แล้วเหรอ นึกว่าจะรอให้คุณพ่อตายซะก่อน”
       กานดาวสีนึกไม่ถึงว่านารีรัตน์จะพูดอย่างนี้ ตำหนิอย่างไม่พอใจ
       “ทำไมเธอพูดอย่างเงี้ย”
       “หรือไม่จริง คุณพ่อป่วยมาตั้งหลายวันแล้ว แต่พี่ก็เพิ่งจะโผล่มา”
       กานดาวสีไม่เข้าใจ “เธอพูดอะไร พอได้รับโทรเลขว่าคุณพ่อป่วย พี่ก็รีบกลับมาทันที”
       นารีรัตน์ด่าอีก “ไม่ต้องมาตีหน้าซื่อ รัตน์ไม่เคยคิดเลยว่าพี่กานจะเลวขนาดนี้...ทั้งๆ ที่รู้ว่าคุณพ่อป่วยหนัก แต่พี่ก็ยังไปเริงร่าอยู่ที่หัวหิน ไม่คิดจะช่วย ไม่แยแสทั้งๆ ที่บ้านกำลังจะถูกยึด”
       กานดาวสีตกตะลึง
       “อะไรนะ”
      
       เวลาต่อมานารีรัตน์เดินหนีมาที่สวนของโรงพยาบาล ด้วยไม่อยากจะพูด ไม่อยากเห็นหน้ากานดาวสีอีก แต่กานดาวสีวิ่งตามมาดึงแขนไว้
       “เดี๋ยวก่อนยัยรัตน์ พี่ไม่เคยรู้เรื่องนี่มาก่อนเลยนะ”
       นารีรัตน์ ย้อน “เหรอ แล้วที่พี่ให้เพื่อนตบคุณแม่จนหน้าบวม ตอนที่ท่านมาบอกพี่ที่วังสูรยกานต์ล่ะ หรือจะบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นอีก...”
       กานดาวสีอึ้งไป งงไปหมดว่าเกิดอะไรขึ้น นารีรัตน์ใส่ไม่ยั้ง
       “เสียแรงที่คุณพ่อรักพี่ที่สุด พี่ยังอกตัญญูได้ถึงขนาดนี้”
       “เธอกำลังเข้าใจผิด...”
       “รัตน์ไม่มีเวลามาฟังพี่แก้ตัวหรอกนะ ถึงรัตน์จะไม่ใช่ลูกรักของคุณพ่อ แต่รัตน์ก็จะไม่มีวันทิ้งท่าน รัตน์จะทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมารักษาคุณพ่อ...แล้วรัตน์ก็จะไม่ยอมให้บ้านถูกยึดไปต่อหน้าต่อตาด้วย”
       นารีรัตน์สะบัดแขนให้หลุดจากกานดาวสีแล้ววิ่งหนีไป กานดาวสีมองตาม ทั้งเครียด ทั้งงุนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
      
       ฐิติพูดโทรศัพท์หน้าเครียด มือกำจดหมายแน่น
       “อะไรนะครับ กานดาวสีไม่ได้กลับไปที่บ้าน...ไม่เป็นไรครับคุณอาอุไร ผมลืมไป เค้าคงจะเฝ้าคุณอาวิเศษอยู่ที่โรงพยาบาล ขอบคุณนะครับ”
       ฐิติวางหูโทรศัพท์แล้วเดินก้าวยาวๆ ผ่านห้องทานอาหารเช้า จะออกไปนอกตึก
       “พ่อติ จะรีบไปไหน ไม่ทานอาหารเช้าก่อนรึ” ท่านหญิงลักษมีเรียก
       “ไม่ครับท่านย่า ผมมีเรื่องต้องไปสะสางนิดหน่อย ขอตัวก่อนนะครับ”
       ฐิติเดินออกไป
       “ก็คงจะเรื่องคุณวิเศษน่ะแหละเพคะ เห็นว่าต้องผ่าตัดวันนี้”
       ท่านหญิงพยักหน้าเห็นด้วย “ก็จริง ฉันก็คิดว่าจะไปเยี่ยมพ่อวิเศษเค้าวันนี้เหมือนกัน”
       พุดตานไม่เห็นด้วยกับท่านหญิงและนมสาย มองตามฐิติไปด้วยท่าทางมีกังวล
      
       ด้านคุณพระบรรณกิจเดินเข้ามาให้ทำงานวสันต์วางเอกสารปึกใหญ่ลงตรงหน้าเขา มองวสันต์อย่างเคร่งขรึม
       “ผมจะพูดตรงๆเลยนะ ผมรู้แล้วว่าที่ยอดเงินมันคลาดเคลื่อน เป็นเพราะคุณทุจริต...”
       วสันต์แกล้งทำหน้าตกใจ รีบแก้ตัวเป็นพัลวัน
       “อะไรกันครับ ทำไมคุณพระถึงกล่าวหา...”
       คุณพระขัดขึ้น “พอเถอะคุณวสันต์ ผมได้ตรวจสอบหลักฐานอย่างละเอียดแล้ว...” มองอย่างรู้ทัน “เรื่องที่เกี่ยวกับสูรยกานต์ไหมไทย ไม่มีใครตบตาผมได้หรอก”
       วสันต์ละล่ำละลัก “แต่คุณพระครับ...ให้ผมได้อธิบาย”
       “ไม่ต้อง...ถ้าคุณไม่อยากให้เรื่องถึงตำรวจ สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือรีบเอาเงินมาคืนในบัญชี แล้วเขียนใบลาออกซะ ผมรับรองว่าจะไม่กระโตกกระตากเรื่องนี้ให้ใครรู้”
       วสันต์ตกใจ “คุณพระ”
       คุณพระเดินออกไป ทิ้งให้วสันต์งุ่นง่านอยู่คนเดียวในห้อง ทั้งโกรธ ทั้งตกใจ
       “โอ๊ย...แล้วกูจะทำยังไงดีวะ”
      
       คุณพระบรรณกิจเดินหน้าตาเคร่งเครียดกลับมาที่ห้องทำงาน อิ่มใจรีบลุกขึ้นรายงาน
       “คุณพระคะ มีแขกมาขอพบค่ะ”
       คุณพระฉงน “ใคร”
       เสียงกานดาวสีดังขึ้น “หนูเองค่ะ”
       คุณพระหันไปตามเสียง เห็นกานดาวสีลุกขึ้นจากโซฟาที่มุมห้องเดินเข้ามาหา
      
       คุณพระตกใจพอฟังกานดาวสีพูดจบ “หนึ่งแสนบาท”
       กานดาวสีละอายแต่จำเป็นต้องพูด “ค่ะ คือ หนูจะเอาไปเป็นค่าผ่าตัดของคุณพ่อ...แต่หนูจะรีบหางานทำ เอาเงินมาใช้คุณลุงให้เร็วที่สุด”
       “เรื่องนั้นน่ะไม่มีปัญหาหรอก หนูกานไม่ต้องกังวล แต่ลุงขอถามหน่อยเถอะว่าทำไมหนูกานจะต้องหางานทำด้วย ลุงแน่ใจว่าถ้าคุณฐิติรู้เรื่องนี้...”
       กานดาวสีพูดขัดขึ้น “หนูคงไม่พูดเรื่องนี้กับคุณฐิติหรอกค่ะ” พูดขึ้นมาแล้วสะเทือนใจ “เดี๋ยวเค้าจะว่าได้ว่าหนูแต่งงานเพราะเงิน”
       “ลุงว่าหนูคิดมากเกินไปแล้ว คุณฐิติไม่มีทางคิดอย่างนั้นแน่ๆ”
       “ยังไงหนูก็จะไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากเค้าเป็นอันขาดค่ะ หนูไม่อยากให้เป็นหนี้บุญคุณกัน ถ้าวันนึงมีเหตุให้ต้องเลิกรากันไป”
       คุณพระมีสีหน้าระแวง
      
       “แล้วทำไมถึงคิดว่าจะเลิกกัน หรือว่าหนูรักคนอื่น...ที่ไม่ใช่คุณฐิติ”


  


       ฟากวสันต์กำลังจะเดินออกจากบริษัท แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นกานดาวสียืนอยู่ที่หน้าบริษัท วสันต์ดวงตาวาววับ สีหน้าเหี้ยมเกรียม
      
       “นี่นังกานดาวสีมันกลับมาจากหัวหินแล้วเหรอเนี่ย”
       วสันต์กำลังจะเดินเข้าไปหากานดาวสี ไม่ทันสังเกตเห็นคุณพระซึ่งเดินตามออกมาพอดี
       คุณพระเห็นวสันต์กำลังจะเดินไปหากานดาวสี จึงเรียกขึ้น
       “คุณวสันต์จะไปไหนรึ”
       วสันต์ตกใจ “คือผม...”
       วสันต์ชำเลืองมองไปที่กานดาวสี เห็นกานดาวสีกำลังก้าวขึ้นรถรับจ้าง
       “เอ่อ...พอดีผมมีธุระต้องรีบไป ขอตัวก่อนนะครับ”
       วสันต์รีบวิ่งไปเรียกรถที่หน้าบริษัท คุณพระมองตามอย่างระแวง
      
       ด้านกานดามณีแต่งตัวสวยเฉียบเดินเข้ามาในโรงพยาบาลกับวิไลวรรณที่บ่นบ้าโวยวายตลอดทาง
       “นี่แกนึกยังไงฮะ ถึงมาเยี่ยมพ่อแกได้...จะว่ามาขอเงิน เค้าก็คงไม่มีปัญญาให้แกแล้ว หรือว่าเกิดจะพิศวาสอะไรขึ้นมา”
       “โวยวายไปได้ ฉันก็แค่จะแวะไปดูนิดนึง ยังไงเค้าก็เป็นพ่อ...”
       วิไลวรรณ (บ่น) แล้วแกจะลากฉันมาทำไมแต่เช้าฮะ คนจะนอน...กะอีแค่มาหาพ่อ จะหนีบฉันมาด้วยทำไมก็ไม่รู้
       กานดามณีหยุดเดิน หันมายิ้มกับวิไลวรรณอย่างหมายมั่นปั้นมือ พูดเน้นคำ
       “ก็เพราะแกจะต้องไปหาคุณฐิติที่วังสูรยกานต์กับฉันน่ะสิ ฉันตัดสินใจแล้ว ยังไงวันนี้ฉันก็ต้องพบเค้าให้ได้...”
       กานดามณีเดินลับมุมไป เห็นฐิติเดินหน้าหงิกเข้ามาจากอีกทาง ทำท่าจะเดินไปทางหนึ่ง แล้วเปลี่ยนใจเดินไปที่เคาน์เตอร์พยาบาล
       “ขอโทษนะครับ ห้อง 108 ไปทางนั้นหรือเปล่าครับ”
       “ใช่ค่ะ” พยาบาลบอก
       ฐิติพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินไป
      
       รถแท็กซี่แล่นมาจอดที่หน้าโรงพยาบาล กานดาวสีลงมา แล้วเดินก้มหน้าก้มตาเก็บธนบัตรในกระเป๋าถือ ทำให้ผ้าเช็ดหน้าตกลงที่พื้น กานดาวสีก้มลงเก็บใส่กระเป๋าก่อนจะเดินต่อไปแต่วสันต์เข้ามาขวางไว้ กานดาวสีมองหน้าวสันต์อย่างตกใจ
       “คุณ...”
       วสันต์ย่างสามขุมเข้ามาขยุ้มไหล่กานดาวสีไว้
       “เธอกล้าลองดีกับฉันเหรอ ฉันบอกไว้ในจดหมายแล้วไงว่ากลับมาจากหัวหินเมื่อไหร่ให้รีบติดต่อฉันทันที...”
       “จดหมายอะไรฉันจะไปรู้ได้ยังไง ก็ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่รู้จักคุณ”
       วสันต์ไม่เชื่อ “แหม...ตั้งแต่ได้เป็นถึงสะใภ้สูรยกานต์นี่ความจำเสื่อมขึ้นมาเลยนะ...ผิดกับฉันที่จำได้ทุกตารางนิ้วของเธอ”
       “คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
       กานดาวสีผลักวสันต์เต็มแรง แล้ววิ่งหนีออกไป
      
       วสันต์ตามมาคว้าแขนกานดาวสีลากเข้ามุมลับตา เอามือเค้นคอกานดาวสีให้มองที่ตน โน้มหน้าเข้าไปใกล้เหมือนจะเล้าโลม แววตาวาววับ พูดทีเล่นทีจริง
       “ถ้าอยากให้ฉันลืมล่ะก็...ง่าย จ่ายมาสิ ล้านนึง แล้วฉันจะปิดปากให้สนิทเลยทีเดียว คิดดูสิว่ามันคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มอีก เพราะถ้าเรื่องระหว่างเรารู้ไปถึงหูคุณฐิติ...เค้าต้องเขี่ยเธอออกไปจากชีวิตเค้าแน่ๆ”
       “คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะ เรื่องระหว่างเรามันจะเกิดขึ้นได้ยังไง ในเมื่อฉันไม่เคยรู้จักคุณ”
       วสันต์มองอย่างทึ่งแกมเย้ย
       “ฉันลืมไปว่าเธอคงจะผ่านมาเยอะ จนจำไม่ได้ล่ะสิว่าใครเป็นใคร...ต่อจากฉัน ก็ยังมีไอ้วิทย์ ไอ้ฐิติ นี่ยังไม่รวมก่อนหน้านี้อีกไม่รู้กี่คนเฮ้อ...เยอะขนาดนี้ สงสัยจะต้องทวนความจำให้ซะแล้ว”
       วสันต์ก้มลงจะจูบกานดาวสีดิ้นสู้
       “อย่านะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
       กานดาวสีดิ้นสุดตัว ก่อนจะชะงัก ตาโตด้วยความตกใจ วสันต์ก็ชะงักไปด้วย มองตามสายตากานดาวสี เห็นฐิติยืนมองอยู่ด้วยสีหน้าเย็นชาแต่แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
       “ขอบคุณนะที่บอกให้รู้ว่าก่อนจะมาถึงผมคุณผ่านใครมาแล้วบ้าง”
       กานดาวสีตกใจ “คุณฐิติ”
       ฐิติหยิบจดหมายที่ขยำเป็นก้อนกลมๆออกมา
       “ผมคิดไม่ผิดจริงๆ ที่อ่านจดหมาย มันยิ่งทำให้ผมแน่ใจในความสำส่อนของคุณ”
       “คุณฐิติ มันไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ ฟังฉันก่อน”
       “พอเถอะ แค่นี้ผมก็ได้ยินชัดเต็มสองหูแล้ว...บทรักของผมมันคงถึงใจไม่พอล่ะสิ ถึงกับต้องใช้พ่อตัวเองมาเป็นข้ออ้างแล่นกลับมาหาชู้เก่าแบบนี้”
       กานดาวสีทั้งเสียใจ ทั้งผิดหวัง “คุณดูถูกฉันเกินไปแล้วนะ”
       “เลิกเล่นละครได้แล้วกานดาวสี...หน้าอย่างคุณำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน คุณจำไว้นะ คุณจะไม่มีวันได้อะไรจากผมแม้แต่สตางค์แดงเดียว”
       ฐิติปาจดหมายทิ้งแล้วเดินออกไปทันที
       กานดาวสีพูดไม่ออก น้ำตาไหล เสียใจที่ฐิติไม่ยอมแม้แต่จะฟัง
       “เอาล่ะ...ไหนๆ ผัวเธอเค้าก็รู้เรื่องหมดแล้ว เราน่าจะมาช่วยกันคิดวิธีรีดเงินจากมันดีกว่า”
       กานดาวสีหมดความอดทน “หยุดพูดซะที ฉันขอบอกเป็นครั้งสุดท้ายว่า ฉันไม่เคยรู้จักคุณ...แต่ถ้าคุณอยากจะปั้นเรื่องอะไรไปบอกใครอีก ก็เชิญ ฉันไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไปแล้ว”
      
       กานดาวสีน้ำตาไหล เดินแกมวิ่งมาตามทางเดิน วสันต์เดินตามมาด้วย
       “กานดาวสี จะไปไหน มาพูดกันก่อน”
      
       กานดาวสีไม่สนใจ เปิดประตูเข้าไปในห้องวิเศษ วสันต์วิ่งมาถึงจะเปิดประตูเข้าไป แต่ติดล็อก
       “กานดาวสี เปิดประตูเดี๋ยวนี้ เราต้องพูดกันให้รู้เรื่อง เธอจะโง่เสียตัวให้มันฟรีได้ไง...กานดาวสี”
       วสันต์ทั้งเคาะ ทั้งเขย่าประตู
       ส่วนอีกด้านหนึ่ง กานดามณีกับวิไลลักษณ์กำลังดูเลขห้องวิเศษ
       “104 แล้ว พ่อแกอยู่ห้อง 108 ใช่มั้ย” วิไลวรรณถาม
       กานดามณีมองเรื่อยไปข้างหน้า แล้วก็ชะงัก ตาโตด้วยความตกใจ เมื่อเห็นวสันต์ยืนเคาะประตูอยู่หน้าห้องวิเศษ กานดามณีพูดไม่ออก รีบลากวิไลวรรณหันหลังกลับวิ่งออกไปทันที
       “ไปเร็วยัยวรรณ”
       วิไลวรรณดึงมือไว้
       “จะไปไหนอีกล่ะ จะถึงห้องพ่อแกแล้วไง หรือจะเปลี่ยนใจอีก”
       “เรื่องพ่อเอาไว้ก่อน ตอนนี้ไอ้วสันต์มันอยู่นั่นไง
       วิไลวรรณมองตามสายตากานดามณี แล้วตกใจร้องเสียงดัง
       “เฮ้ย...”
       วสันต์ได้ยินหันมาตามเสียง แล้วต้องตะลึงเมื่อเห็นกานดามณี
       “เฮ้ย กานดาวสี”
       กานดามณีกับวิไลวรรณจูงมือกันวิ่งหนี
       “เร็วๆ เข้าสิแก”
       วสันต์มองตามกานดามณี แล้วมองประตูห้องวิเศษที่เห็นกับตาว่ากานดาวสีวิ่งเข้าไป รู้สึกประหลาดใจมาก
       “อะไรกันวะ หรือว่ามีกานดาวสี 2 คน”
      
       วสันต์ไม่รอช้า รีบวิ่งตามกานดามณีกับวิไลวรรณไปทันที
      

      ด้านฐิติรีบเดินตรงไปขึ้นรถอย่างหงุดหงิด แล้วขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว อันเป็นจังหวะเดียวกับที่กานดามณีวิ่งพรวดพราดออกมาตัดหน้ารถ และหันไปเห็นรถฐิติกำลังพุ่งเข้ามาหา กานดามณีร้องกรี๊ดสุดเสียง
      
       “อ๊าย”
       วิไลวรรณที่วิ่งตามมาเห็นก็พลอยกรี๊ดไปด้วย ฐิติเหยียบเบรกดังเอี๊ยด กานดามณีล้มลงวิไลวรรณรีบวิ่งมาดู
       “ยัยณี เป็นยังไงบ้าง”
       ฐิติวิ่งลงมา เห็นวิไลวรรณกำลังพยายามประคองกานดามณีขึ้นมา
       “คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
       ฐิติเข้าไปช่วยวิไลวรรณประคองกานดามณีขึ้นมา กานดามณีกำลังตาลีตาเหลือกลุกขึ้นเพื่อจะวิ่งหนีวสันต์ต่อ หันขวับมาอย่างหงุดหงิดตั้งใจต่อว่า
       วินาทีนั้นทั้งฐิติ และกานดามณีสบตากัน กานดามณีตกใจที่เห็นเป็นฐิติ
       ฐิติตกใจ แต่ยังเข้าใจว่าเป็นกานดาวสี จึงมองมาอย่างประหลาดใจ
       “กานดาวสี!”
       กานดามณีเรียกสติกลับคืนมาได้ทันควัน เบิกตากว้างด้วยความยินดี ไม่นึกว่าสวรรค์จะเข้าข้างให้เจอฐิติได้ง่ายขนาดนี้
       “ฐิติ ฐิติจริงๆ ด้วย คุณจำฉันฉันได้มั้ยคะ ฉันคิดถึงคุณเหลือเกิน”
       ฐิติตะลึงรู้ว่าไม่ใช่กานดาวสีที่ตนแต่งงานด้วย แต่กานดามณีไม่ปล่อยให้ฐิติตั้งตัว โผเข้ากอดรัดแน่น พูดพร่ำรำพัน
       “รู้มั้ยคะว่าฉันตามหาคุณแทบพลิกแผ่นดิน จนคิดว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้พบคุณอีกแล้ว คุณอย่าทิ้งฉันไปอีกนะคะ ฉันรักคุณ รักคุณคนเดียว”
       ห่างออกไปวสันต์มองอยู่ไกลๆ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
      
       ขณะเดียวกันบุรุษพยาบาลเข็นรถวิเศษมาตามทางเดินเพื่อเข้าห้องผ่าตัด หมอปิ่น พยาบาล และกานดาวสีเดินตามมาด้วย
       “ดิฉันฝากคุณพ่อด้วยนะคะคุณหมอ”
       “ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะดูแลคุณวิเศษให้ดีที่สุด” หมอบอก
       บุรุษพยาบาลเข็นรถวิเศษเข้าไปในห้องผ่าตัด หมอ พยาบาล เดินเร็วรี่ตามเข้าไปในห้อง
       กานดาวสีมองตามเข้าไปอย่างเป็นกังวล ได้ยินเสียงท่านหญิงเรียกขัดจังหวะขึ้นมา
       “แม่กานดาวสี”
       กานดาวสีหันไปเห็นท่านหญิง นมสาย และพุดตานกำลังเดินตรงเข้ามา
       “พ่อวิเศษเป็นยังไงบ้าง เห็นว่าหมอนัดผ่าตัดวันนี้”
       “เพคะ เพิ่งเข้าไปเมื่อสักครู่นี้เอง”
      
       “หมอบอกหรือเปล่าคะว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ ผ่าตัดเสร็จแล้วจะหายเลยหรือเปล่า อิฉันล่ะเป็นห่วงจริงจริ๊ง นี่อุตส่าห์ตั้งใจจะมาส่งคุณวิเศษเข้าห้องผ่าตัด...แต่ก็ไม่ทันจนได้...งั้นเราก็อยู่รอกันจนกว่าจะผ่าตัดเสร็จดีมั้ยเพคะท่านหญิง” นมสายถาม
       ท่านหญิงมองไปรอบๆ แปลกใจที่ไม่เห็นฐิติ
       “แล้วนี่ตาติหายไปไหน เมื่อเช้าเห็นรีบร้อนออกมา เค้าไม่ได้มาที่นี่หรอกรึ”
      
       ฐิติกับกานดามณีเดินคุยกันอยู่ในสนามหญ้าหน้าบ้าน กานดามณีตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
       “หลังจากคืนสุดท้ายที่เราเจอกันที่ประจวบ ฉันต้องรีบกลับกรุงเทพฯ ด่วน เพราะคุณแม่เสียกระทันหัน ทิ้งภาระหนี้สินไว้มากมาย ฉันต้องระเหเร่ร่อนไปทำงานต่างจังหวัด หาเงินใช้หนี้ให้แม่...”
       กานดามณีจับมือฐิติแนบแก้ม มองมาด้วยสายตาน่าสงสาร ฐิติสงสารในชะตากรรมของกานดามณี แต่ก็อึดอัด
       “...ฉันไม่กล้ากลับไปหาคุณ เพราะกลัวว่าคุณจะรังเกียจ แต่ไม่นึกเลยว่าในที่สุดพระพรหมก็ดลบันดาลให้เราได้มาพบกันอีก...ติขา ฉันคิดถึงคุณมากเหลือเกิน คุณอย่าจากฉันไปไหนอีกนะคะ สัญญากับฉันนะ ว่าตั้งแต่นี้เราจะไม่พรากจากกัน”
       ฐิติไม่ตอบรับ มองกานดามณีอย่างต้องการค้นหาความจริง
       “คุณรู้หรือเปล่าว่ามีคนหน้าเหมือนคุณ แล้วก็ยังชื่อกานดาวสีเหมือนกันอีก”
       กานดามณีชะงัก หาทางเอาตัวรอด
       “รู้ค่ะ ผู้หญิงคนนั้นคือพี่สาวของฉันเอง”
      
       เย็นนั้นสองคนคุยกันอยู่อีกมุมหนึ่ง ในบ้านวิไลวรรณ ฐิติท่าทางว้าวุ่นใจ
       “พี่สาวคุณ! แล้วทำไมถึงชื่อเหมือนกัน”
       “ฉันชื่อกานดามณีค่ะ”
       กานดามณีตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จต่อ
       “ฉันขอโทษจริงๆ นะคะที่ฉันโกหกคุณ แต่ฉันเองก็เพิ่งจะมารู้เอาเมื่อตอนที่เรียนจบม.ปลาย ตอนนั้นแม่เริ่มจะไม่สบายแล้ว แม่เลยบอกให้ฉันรู้ว่าพ่อยังมีชีวิตอยู่ และฉันยังมีพี่สาวฝาแฝดอีกคน...”
       กานดามณีลอบสังเกตปฏิกิริยาของฐิติที่กำลังตั้งใจฟัง รู้สึกได้ว่าฐิติไม่ได้ดีใจที่ได้พบตน แต่หล่อนก็ไม่ยอมแพ้ เล่าต่อไปด้วยเสียงสะเทือนใจ
       “แต่นอกจากหน้าตาแล้ว พี่กานดาวสีแตกต่างกับฉันทุกอย่าง เค้าได้แต่งตัวสวยๆ อยู่ในวงสังคมชั้นสูง ได้ไปเรียนเมืองนอก ในขณะที่ฉัน แทบจะไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ ตั้งแต่วันนั้นฉันก็เลยอยากเป็นอย่าง เค้าบ้าง ฉันก็เลยบอกใครๆ ว่าฉันชื่อกานดาวสี”
       ฐิติเดินไปนั่งกุมขมับอย่างรู้สึกผิด และหวั่นใจอยู่ลึกๆ
       “ไม่น่าเลย ผมน่าจะเฉลียวใจตั้งแต่ตอนที่พี่สาวคุณปฏิเสธว่าเค้าไม่ใช่คุณแล้ว”
       กานดามณีแสร้งทำเป็นแปลกใจ “หมายความว่าคุณเคยเจอพี่กานดาวสีแล้วเหรอคะ”
       “ไม่ใช่แค่เจอ...แต่ผม...แต่งงานกับกานดาวสีแล้ว”
       คราวนี้กานดามณีแกล้งตะลึง “อะไรนะคะ” สำทับด้วยท่าทางเสียใจมาก “คุณแต่งงานแล้ว...ไม่...ไม่จริง”
       กานดามณีแสร้งทำเป็นสะเทือนใจสุดขีด น้ำตาไหลพราก มองหน้าฐิติอย่างผิดหวัง แล้ววิ่งเตลิดออกไปจากบ้านฐิติตกใจ วิ่งตาม
       “คุณกาน นั่นคุณจะไปไหน”
      
       กานดามณีวิ่งหนีมาตามทาง ฐิติวิ่งตามพร้อมร้องเรียกอยู่ด้านหลัง
       “คุณกาน รอผมด้วย”
       กานดามณีมองจากหางตาแล้วยิ้มสะใจออกมา แต่ยังวิ่งต่อมาถึงกลางสะพาน ทำท่าจะกระโดดน้ำตายฐิติวิ่งตามมาทันที่กลางสะพาน คว้าตัวกานดามณีไว้ได้
       “คุณกานอย่า...คุณกาน”
       กานดามณีดิ้นจนฐิติต้องกอดเอาไว้
       กานดามณีพยายามดิ้น “ปล่อยฉันค่ะฐิติ ฉันอยากตาย ปล่อยฉัน”
       “ไม่นะคุณกาน ผมขอร้อง คุณอย่าทำแบบนี้เลย”
       กานดามณีร้องไห้ครวญคร่ำ “ตั้งแต่ฉันได้พบคุณ ฉันก็รู้แล้วว่าชีวิตฉันจะขาดคุณไม่ได้ฉันไม่มีหัวใจเหลือไว้ให้ใครนอกจากคุณเพียงคนเดียวเท่านั้น...แต่ตอนนี้ชีวิตฉันไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ปล่อยให้ฉันตายเถอะค่ะ”
       ฐิติหนักใจ แต่พยายามปลอบ
       “คุณกาน ฟังผมนะ...ผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเกิดปัญหาแบบนี้ และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะแก้กันได้ง่ายๆ”
       กานดามณีฟังเสียงฐิติแล้วไม่แน่ใจว่าฐิติจะเลือกตน จึงยิ่งพยายามพูดให้ฐิติรู้สึกต้องรับผิดชอบ ยิ่งสะอื้นหนัก
       “ฉันรู้ค่ะ ฉันถึงยอมที่จะเป็นฝ่ายไปเพื่อจะให้พี่และผู้ชายที่ฉันรักมีความสุข...ลาก่อนนะคะ ลืมสัญญาระหว่างเราซะ ถ้าชาติหน้ามีจริง ฉันก็จะขอรักคุณคนเดียวตลอดไป”
       กานดามณีผลักไสฐิติ แล้วกระโดดตูมลงไปในน้ำ
       ฐิติตกใจมาก หลงกลนางมารร้ายเช่นเคย
       “คุณกาน”
      
       ฐิติไม่มีเวลาคิดอะไรทั้งนั้น รีบกระโดดตูมตามลงไปช่วยกานดามณี


  


       ครู่ต่อมาฐิติอุ้มกานดามณีขึ้นมาวางบนพื้นหญ้า
      
       “คุณกาน...คุณกาน อย่าเป็นอะไรนะ”
       กานดามณียังไม่ได้สติ ฐิติรีบก้มลงไปผายปอดให้จนกานดามณีสำลักน้ำออกมา
       ฐิติดีใจ “คุณกาน คุณไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”
       กานดามณีค่อยๆ ลืมตา มองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดที่หน้าฐิติ น้ำตาไหลออกมา ท่าทีน่าสงสาร
       “ฉันอยากตาย ฉันอยากตายจริงๆ คุณมาช่วยฉันไว้ทำไม”
       “ไม่ได้นะ คุณกาน...ผมจะยอมให้คุณเป็นอะไรไปไม่ได้”
       กานดามณีมองฐิติอย่างตัดพ้อ “แต่ฉันยอมตายดีกว่าที่จะอยู่อย่างคนไร้หัวใจ”
       “ผมขอร้อง ขอเวลาผมหน่อยได้มั้ย...ให้ผมมีเวลาได้คิด ผมสัญญาว่าจะพยายามหาทางออกสำหรับเรื่องนี้ให้ดีที่สุด”
       ฐิติเครียดหนัก
      
       คืนนั้นฐิติตัดสินใจบอกเรื่องกานดามณีต่อท่านหญิงย่าถึงในห้องบรรทม
       “กานดาวสีมีน้องสาวฝาแฝด”
       “ครับ”
       ท่านหญิงไม่เข้าใจ “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับย่าถึงขนาดจะต้องรีบมาบอก”
       ฐิติสีหน้าไม่ดี หันไปมองพุดตานที่นั่งนิ่ง สีหน้าเรียบสนิท
       “คือ...ที่จริงแล้วคนรักของผมคือกานดามณี น้องสาวของกานดาวสีครับ”
       ท่านหญิงตกใจ
       “คุณพระ! ติกำลังจะบอกย่าว่าติแต่งงานผิดคนอย่างงั้นเหรอ”
       “ครับ”
       “แล้วทีนี้จะทำยังไง”
       “ผมต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ครับ ผมเคยสัญญากับกานดามณีไว้ว่าจะ...แต่งงานกับเธอ...”
       ฐิติพูดยังไม่ทันจบ ท่านหญิงย่าก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่พอใจ
       “แต่ติแต่งงานกับแม่กานดาวสีไปแล้ว แล้วจะไปแต่งงานกับผู้หญิงอีกคนนึงได้ยังไง ย่าไม่มีวันยอมให้เกิดเรื่องบ้าๆอย่างนี้ขึ้นแน่ๆ”
       “ผมแค่เรียนให้ท่านย่าทราบ ว่าผมเคยสัญญากับกานดามณีไว้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะแต่งงานกับเธอ...”
       “แต่ติบอกว่าติจะต้องรับผิดชอบ...แล้วถ้าไม่ใช่การแต่งงาน ติจะรับผิดชอบเค้าด้วยวิธีไหนล่ะ บอกย่ามาสิ”
       ฐิติอึ้งไป เพราะตนยังหาคำตอบไม่ได้เช่นกัน ท่านหญิงส่ายศีรษะ โบกมือไล่
       “พวกเธอออกไปก่อนเถอะ”
       “แต่ท่านย่าครับ”
       “อย่าเพิ่งพูดอะไรอีกเลย ให้เวลาย่าคิดสักหน่อย ออกไปก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เราต้องคิดให้รอบคอบ...แล้วอีกอย่าง ย่าต้องการจะรอให้พ่อวิเศษหายดีซะก่อน แล้วค่อยมาพูดเรื่องนี้กันใหม่”
       ท่านหญิงลักษมีหันหลังให้ทุกคนเป็นการตัดบท ฐิติทำท่าจะพูดอีก พุดตานแตะแขนลูกเป็นการเตือน
       “ติ...ฟังท่านย่า”
       ฐิติหันไปมองพุดตาน สองคนแม่ลูกค่อยๆ ออกไป
       สีหน้าท่านหญิงยามนี้กำลังครุ่นคิดหนัก
      
       ฐิติเข้ามาในห้องอย่างอัดอั้นตันใจ พุดตานเดินตามเข้ามาด้วยสีหน้าครุ่นคิด
       “หมายความว่าผู้หญิงที่ลูกตามหามาตลอดก็คือกานดามณี...ไม่ใช่แม่กานดาวสี”
       ฐิติพยักหน้ายอมรับ พุดตานหน้าเสีย รู้สึกผิดที่รังเกียจกานดาวสีมาตลอด
       “คุณพระ...แม่ก็หลงไปโกรธแม่กานดาวสีอยู่ตั้งนาน”
       ฐิตินิ่งไปก่อนจะพูดอย่างตัดใจ
       “ผมตัดสินใจแล้วว่าจะแต่งงานกับกานดามณี ผมเคยสัญญากับเค้าไว้ยังไงผมก็จะต้องทำตามสัญญา”
       พุดตานเปรยๆ “แต่คนที่ทำให้ลูกเสียใจก็คือแม่กานดามณี”
       “แต่เธอก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนั้น มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ครับแม่” ฐิติหลงลม หลุดปากอย่างลืมตัว “กานดาวสีต่างหากที่ทำให้ผมเจ็บปวดยิ่งกว่า”
       พุดตานมองฐิติอย่างเข้าใจ
       “ติ เพื่อตัวลูกเอง แม่ขอร้อง คิดให้ดีนะลูกก่อนที่จะทำอะไรลงไปถามตัวเองซะก่อนว่าลูกรักใครกันแน่ แม่ไม่อยากให้ลูกใช้อารมณ์ชั่ววูบในการตัดสินใจ”
      
       รำเพยเพื่อนรักแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมวิเศษ แต่ต้องคอยปลอบกานดาวสี
       “อย่าคิดมากเลยนะกาน ผัวเมียมันก็ต้องมีเข้าใจผิดกันบ้างเป็นธรรมดา”
       “คุณฐิติไม่เชื่อใจฉัน...แล้วฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีใครมาอ้างว่าเคยมีอะไรกับฉันอีกหรือเปล่า”
       “ถึงวันนี้เค้าจะยังไม่เชื่อ แต่ความจริงมันก็ต้องเป็นความจริงวันยังค่ำ...ที่เค้าหลับหูหลับตาหึงเธอขนาดนี้ ก็เพราะเค้ารักเธอ” รำเพย
       “ไม่จริง...เธอก็รู้นี่รำเพย ว่าคุณฐิติไม่ได้รักฉัน ฉันเป็นแค่เงาของผู้หญิงที่เค้ารักเท่านั้น เมื่อไหร่ที่ผู้หญิงคนนั้นกลับมา ฉันก็จะไม่มีความสำคัญอะไรกับเค้าอีก...ฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันควรจะไป” กานดาวสีเจ็บปวดจนพูดไม่ออก “ก่อนที่เค้าจะบอกว่าเค้าไม่ต้องการฉันอีกแล้ว”
      
       เช้าวันต่อมาวสันต์เดินไปเดินมาอยู่ในบ้านอิ่มใจด้วยท่าทางคิดหนัก หลังฟังวสันต์เล่าว่าวิ่งตามกานดาวสีที่วิ่งเข้าไปในห้องวิเศษที่โรงพยาบาล แล้วหันไปเห็นกานดามณีกำลังวิ่งหนี
       “นี่มันเป็นไปได้จริงๆเหรอวะ”
       ชายโฉดวสันต์คิดๆแล้วหัวเราะขึ้นมาอย่างพอใจ
       “แต่ก็ดี เรากำลังต้องการเงินซะด้วยสิ ฟ้าก็ช่างเข้าข้างส่งพวกมันมาได้ทันเวลา ยังไงเราก็ต้องได้เงินจากพวกมันคนใดคนหนึ่งแน่ๆ”
       เสียงวิทย์ดังขัดขึ้น “งั้นก็หมายความว่า แกก็จะมีเงินใช้หนี้ฉันแล้วน่ะสิ”
       วสันต์ตกใจหันไปตามเสียง เห็นวิทย์ยิ้มเหี้ยม เดินเข้ามาอย่างเอาเรื่อง
       วสันต์รีบพูดด้วยท่าทางประนีประนอมเต็มที่ “เฮ้ย ฉันไม่ลืมหรอกน่า เงินล้านนั้นน่ะ แกไม่สูญแน่ๆ
       วสันต์มองวิทย์อย่างวัดใจ ก่อนจะตัดสินใจพูดกับวิทย์อย่างใจดีสู้เสือ
       “แต่ว่าตอนนี้ฉันกำลังลำบากว่ะ ฉัน...ขอยืมแกอีกล้านนึงก่อนได้มั้ยวะ”
       วิทย์มองวสันต์อย่างทึ่งในความหน้าด้าน พูดขำๆ
       “แกนี่หน้าด้านจริงๆว่ะ” แล้วเปลี่ยนอารมณ์เป็นเหี้ยม “เห็นเขาบนหัวฉันหรือไง ถึงคิดว่าฉันจะเชื่อแก”
       “ไม่ใช่นะโว้ย แต่ฉันมีทางหาเงินมาให้แกได้จริงๆ ขอเวลาฉันหน่อยรับรอง คราวนี้ไม่พลาดแน่ๆ”
       วิทย์มองเยาะๆ ไม่เชื่อถือ “อย่างแกจะมีปัญญาไปหาเงินจากไหน ถ้าไม่ไปโกงเค้ามา”
       วสันต์ยิ้มร้ายอย่างมีแผน “ก็เอามาจากนังกานดาวสีไง แล้วยิ่งตอนนี้มีกานดาวสีให้เลือกตั้ง 2 คน...ยังไงเราก็มีแต่ทางได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง”
      
       “มีกานดาวสี 2 คน นี่แกหมายความว่าไงวะ”
      
       หม่อมหลวงวิทย์ อัศวไกร ผู้กำกับเซ็กซ์จัดจอมซาดิสต์มองวสันต์อย่างงวยงง
      

       จบตอนที่  7
ตอนที่ 8
      
       การผ่านตัดเป็นไปได้ด้วยดี วิเศษถูกย้ายมาจากห้องผ่าตัดมาพักที่ห้องผู้ป่วยแล้ว แต่ยังนอนแน่นิ่งอยู่ กานดามณีนั่งอยู่ข้างๆ เตียง แสร้งแสดงความห่วงใยพ่อสุดชีวิต ฐิติยืนมองอยู่ข้างๆ
      
       “โธ่ คุณพ่อขา ลูกดีใจเหลือเกินที่มีโอกาสมาดูแลคุณพ่อ...” ช้อนสายตามองฐิติอย่างเศร้าและสำนึกในบุญคุณ “ขอบคุณนะคะติพาฉันมาหาท่าน จริงๆ ฉันตั้งใจจะมาหาท่านอยู่แล้วตั้งแต่วันที่ถูกรถชน”
       ฐิตินิ่งๆ เหมือนใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว กานดามณีนิ่งคิดนิดหนึ่ง แล้วเริ่มแสดงละครบทลูกสาวแสนดีต่อ จับมือวิเศษขึ้นมาแนบแก้ม แสดงความรักและห่วงใยต่างๆ นาๆ ต่อวิเศษ
       “ตั้งแต่นี้กานดามณีจะไม่ยอมจากคุณพ่อไปที่ไหนอีก คุณพ่อต้องหายเร็วๆ นะคะ ลูกอยากให้คุณพ่อรู้ว่าตอนนี้ชีวิตลูกมีความสุขแล้ว คุณพ่อจะได้หมดห่วง...ลูกได้พบคุณฐิติ ผู้ชายที่ลูกรักแล้ว และเรากำลังจะได้อยู่ด้วยกันเร็วๆนี้ค่ะ”
       ฐิติขัดขึ้น “คงจะยังไม่ใช่เร็วๆ นี้หรอกครับ”
       กานดามณีหันขวับมาอย่างลืมตัว
       “ทำไมล่ะคะ”
      
       “อะไรนะคะ ย่าของติจะรอให้คุณพ่อหายก่อน แล้วถึงจะจัดการเรื่องของเราเหรอคะ แล้วถ้าคุณพ่อไม่หาย ฉันก็คงไม่ได้เข้าไปอยู่กับคุณที่บ้านใช่มั้ยคะ”
       “แต่ยังไงคุณอาวิเศษก็ต้องหาย การผ่าตัดก็เรียบร้อยดี แค่รอเวลาฟื้นตัวเท่านั้น”
       “แล้วติคิดว่าครอบครัวของติจะยอมรับฉันได้เหรอคะ”
       ฐิติอึ้งไป ความรู้สึกเหมือนคนที่มีบาดแผลฉกรรจ์ ใครส่งยาอะไรมาให้ก็จำต้องเอามาทา
       แผลเพื่อบรรเทาไว้ก่อน
       “ถึงยังไงทางบ้านผมก็ต้องยอมรับคุณ เพราะคุณเป็นคนรักของผม”
       กานดามณีแอบยิ้มอย่างมีความสุข ก่อนจะแกล้งทำสีหน้าเป็นห่วง
       “แล้วถ้าพี่กานดาวสีไม่ยอมล่ะคะ”
       ฐิตินิ่ง ตอบไม่ได้
       กานดามณีพูดเสียงอ่อนโยน แต่ดวงตาวาววับอย่างเอาเรื่อง
       “ถ้าเค้าไม่ยอม ติอนุญาตให้ฉันเป็นคนขอร้องพี่กานดาวสีเองนะคะ...นะคะติ”
       ฐิติไม่ตอบ ท่าทางลำบากใจ
      
       กานดามณีเดินยิ้มมาตามทางเดินในโรงพยาบาลอย่างโล่ง สบายใจ ก้มหาของในกระเป๋าถือมาตามทางเดิน วิสูตรกับไขนภากำลังเดินมาจะไปเยี่ยมวิเศษ
       กานดามณียังก้มหาของอยู่ ไม่ทันระวังเดินไปชนกับใครคนหนึ่ง
       “ขอโทษครับ”
       กานดามณีเงยหน้าขึ้น ถึงกับตะลึง
       “กานดามณี”
       “พ่อ”
       กานดามณีรีบเดินหนี วิสูตรเดินตาม พร้อมด้วยไขนภา
       กานดามณีรีบเดินออกมา วิสูตรเดินตาม
       “กานดามณีหยุดก่อน รอพ่อก่อน”
       “นั่นคุณกานดาวสีนี่คะ” ไขนภาบอก
       วิสูตรงง
      
       “กานดาวสีไหนครับ นั่นกานดามณีลูกสาวที่ผมตามหาอยู่”
      
       คราวนี้คุณหญิงไขนภาเป็นฝ่ายงง


  


       วิสูตรวิ่งตามกานดามณีมาจนทัน จับมือลูกเลี้ยงตัวแสบให้หยุด
      
       “อย่าหนีพ่อไปไหนอีกเลยนะ”
       “ปล่อยฉัน ฉันมีพ่อแค่คนเดียวคือคุณวิเศษ”
       วิสูตรปล่อยมือกานดามณี
       “อะไรนะ ลูกเจอคุณวิเศษแล้วเหรอ”
       กานดามณีบอกทันที “ใช่”
       “แล้วคุณวิเศษว่ายังไงมั่ง ตอนนี้หายหรือยัง พ่อกำลังจะไปเยี่ยมอยู่พอดี เราเข้าไปพร้อมกันเถอะนะลูก”
       “ไม่ ฉันกำลังจะกลับ”
       กานดามณีทำท่าจะเดินออกไป วิสูตรเข้