กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15
      
       ภายในโถงกลางตำหนักใหญ่ของวังสูรยกานต์ ตอนเช้ามืดวันต่อมา กานดามณีหมุนเบอร์โทรศัพท์ลับๆ ล่อๆ อยู่แล้วรอสาย
      
       “สถานีตำรวจใช่มั้ยคะ”
      
       เวลาเดียวกันนั้น ฐิติ วิเศษ และนารีรัตน์ เดินมาตามทางในสถานีตำรวจ วิเศษมีท่าทีแน่วแน่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
       “ผมตัดสินใจแล้ว ผมคงจะทำตามที่ลูกกานขอร้องไม่ได้ ไม่ใช่ว่าผมรักลูกไม่เท่ากันนะครับ แต่ใครผิดใครถูกก็ต้องว่ากันไปตามนั้น”
       นารีรัตน์เห็นด้วย “ก็ดีแล้วล่ะค่ะคุณพ่อ พี่กานก็เป็นอย่างนี้ทุกที ห่วงแต่คนอื่น รักทุกคนยกเว้นตัวเอง”
       “รักทุกคน...แต่ไม่เคยคิดว่าคนที่รักเค้าจะรู้สึกยังไง จะเจ็บปวดแค่ไหนที่เห็นเค้าต้องอยู่กับความทุกข์แบบนี้”
       นารีรัตน์ชำเลืองมองฐิติ อดไม่ได้ที่จะพูดกระแนะกระแหน นิดหนึ่ง
       “แล้วที่พี่กานต้องเจ็บปวดอยู่ทุกวันนี้ล่ะคะ เป็นเพราะใคร...”
       ฐิติอึ้ง
       นารีรัตน์ใส่ต่อ “ถ้าคุณฐิติเชื่อมั่นในตัวพี่กาน ไม่ไขว้เขวไปตามที่กานดามณีพยายามจะชักนำ เรื่องทั้งหมดก็คงจะไม่เป็นแบบนี้”
      
       ฐิติ วิเศษ และนารีรัตน์ อยู่กับนายตำรวจเจ้าของคดีแล้ว
       “หมายความว่า คนที่มีความสัมพันธ์กับคุณวสันต์คือคุณกานดามณีเหรอครับ”
       “ใช่ครับ ผมยืนยันได้ว่าลูกกานไม่เคยมีอะไรเกี่ยวข้องกับนายวสันต์เลย” วิเศษยืนยัน
       “ส่วนเรื่องจดหมายกับเรื่องที่กานดาวสีโดนยาสลบ ผมว่าต้องเป็นการจัดฉากเพื่อป้ายความผิดให้กานดาวสี” ฐิติบอก
       “คนที่จะทำแบบนั้นได้ก็ต้องเป็นคนที่หน้าตาเหมือนกัน” ตำรวจว่า
       นารีรัตน์ เสริม “แค่แต่งตัวแต่งหน้าเลียนแบบพี่กาน ก็ไม่มีใครดูออกแล้วล่ะค่ะว่าใครเป็นใคร”
       “ผมแน่ใจครับว่ากานดาวสีก็รู้ว่าใครเป็นคนวางยาสลบเค้า แต่ที่ไม่ยอมพูดก็เพราะต้องการจะปกป้องน้อง”
       “แล้วตอนนี้คุณกานดาวสีอยู่ที่ไหนครับ ผมอยากจะขอสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง” ตำรวจถาม
      
       ด้านกานดาวสีนั่งหน้าเศร้าคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น สะเทือนใจที่กานดามณีทำกับตนได้ถึงขนาดนี้
       จู่ๆ กานดามณีก็โผล่มาผวาเข้ามากอดกานดาวสี บีบน้ำตาร้องไห้คร่ำครวญ กานดาวสีตกใจ
       “น้องณี ร้องไห้ทำไม เกิดอะไรขึ้น”
       “พี่กานดาวสี น้องขอโทษ น้องผิดไปแล้ว พี่กานยกโทษให้น้องนะคะ”
       กานดามณีก้มลงกราบที่ตักพี่สาว กานดาวสีอึ้งไปอย่างนึกไม่ถึง
       “น้องขอโทษที่คิดอิจฉาพี่ ทำลายพี่ แย่งทุกอย่างไปจากพี่ แต่สุดท้ายความดีของพี่ก็ชนะทุกอย่าง...ตอนนี้น้องไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ใครๆ ก็รังเกียจ แต่มันก็สมควรแล้วที่น้องจะโดนอย่างนี้”
       กานดามณีสบตากานดาวสี น้ำหูน้ำตาไหลอย่างเสียใจ
       “เกิดอะไรขึ้นน้องณี บอกพี่สิ ใครทำอะไรน้อง
      
       กานดามณีสะอื้น “ติ...ติขอเลิกกับฉัน เค้าไม่รักฉันแล้ว ฉันแพ้พี่จริงๆ แพ้ทุกอย่าง ถึงฉันจะทำให้พี่ดูเลวยังไง เค้าก็ยังรักพี่อยู่ดี”
       “เธอเข้าใจผิดแล้วล่ะ เค้าไม่ได้...”
       กานดามณีแย่งพูด “เลิกปลอบ เลิกปกป้องฉันซะทีถอะ ฉันมันเลว เลวเกินกว่าที่พี่จะต้องเสียสละทุกอย่างให้ให้ฉันขนาดนั้น”
       “แต่พี่ไม่เคยโกรธน้องณีเลยนะ แค่น้องเข้าใจพี่ พี่ก็ดีใจแล้ว”
       กานดามณีมองกานดาวสีด้วยสายตาซาบซึ้ง
       “ที่ฉันมาวันนี้ ฉันจะมาลาพี่...”
       “น้องจะไปไหน”
       “พี่อย่ารู้เลย...และฉันก็เอานี่มาคืนให้พี่ด้วย”
       กานดามณีหยิบสร้อยเพชรออกมาจากกระเป๋า กานดาวสีมองสร้อย ไม่แปลกใจที่สร้อยอยู่กับน้องสาว กานดามณีจับมือกานดาวสีให้รับสร้อยนั้นไว้
       “เรื่องความบาดหมางของเรามันควรจะจบลงซะที...ฉันขอให้พี่อโหสิกรรมให้ฉันด้วย ก่อนที่เราจะไม่ได้พบกันอีก”
      
       กานดามณีโผเข้ากอดกานดาวสี


  


       ในอ้อมกอดของกานดาวสี กานดามณีทำหน้าเหี้ยม หยิบมีดออกมาจากกระเป๋า แล้วคลายกอดออก กานดาวสีเห็นมีดในมือน้องสาวใจชั่วก็ตกใจ คิดว่ากานดามณีจะทำร้ายตัวเอง
      
       “น้องณี นั่นน้องจะทำอะไร”
       กานดามณีคร่ำครวญ
       “ฉันสมควรตายให้สาสมกับสิ่งเลวๆ ที่ฉันทำไว้”
       กานดาวสีตกใจ
       “น้องณีอย่าทำอะไรแบบนั้นนะ เรื่องทุกอย่างเราแก้ไขได้”
       “พี่อย่ามาห้ามฉัน ฉันคิดดีแล้ว ฉันอยากจบปัญหาด้วยตัวของฉันเอง”
       กานดามณีพูดจบก็ใช้มีดแทงเข้าที่ท้องตัวเอง แต่เอียงไปทางด้านข้าง กานดาวสีตะลึง กานดามณีดึงมีดออกมาถือไว้
       “น้องณี! เธอทำอะไรน่ะ ทิ้งมีดเดี๋ยวนี้ พี่จะพาเอไปหาหมอ”
       “ไม่!”
       กานดามณีวิ่งเจ็บปวดออกไป กานดาวสีรีบวิ่งตามไป
      
       กานดามณีวิ่งทุรนทุรายออกมา แล้วทำเป็นล้ม โดยรอจังหวะให้กานดาวสีตามมาทันมือยังถือมีดอยู่กานดาวสีวิ่งตามมา
       “หยุดก่อนน้องณี น้องจะไปไหน”
       กานดามณีชำเลืองมอง แล้วทำเป็นจะล้ม
       “ปล่อยน้องไปตามทางของน้องเถอะ น้องมันคนอาภัพ”
       กานดาวสีรีบวิ่งเข้ามา จะเข้าประคอง
       “พี่กานอย่าเข้ามานะ”
       กานดามณีเงื้อมีดขึ้นเพื่อขู่ว่าจะแทงตัวเองถ้ากานดาวสีเข้ามา กานดาวสีชะงัก
       “อย่านะน้องณี โธ่ ทำไมถึงทำอย่างนี้”
       “ฉันไม่อยากทนสู้หน้าพี่และอยู่ที่นี่ต่อไปได้อีก ลาก่อนนะคะพี่กานดาวสี”
       กานดามณีเงื้อมีดขึ้นสูง กำลังจะแทงตัวเองอีก
      
       ขณะเดียวกัน รถตำรวจวิ่งปราดเข้ามาจอดหน้าบ้านกิริเนศวร ตำรวจสองนายลงมาจากรถ เดินตรงไปที่ประตูบ้าน เป็นเวลาเดียวกันกับที่รถของฐิติและตำรวจอีกคันที่ขับตามกันมา แล่นมาจอดที่หน้าบ้านพอดี
       วิเศษเห็นตำรวจมาที่บ้านก็ตกใจ รีบเข้าไปถาม
       “คุณตำรวจมาที่บ้านผมทำไมเหรอครับ มีอะไรหรือเปล่า”
       “มีพลเมืองดีโทร.แจ้งว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นที่นี่ครับ”
      
       ฟากกานดาวสีกำลังแย่งมีดในมือกานดามณีมา แต่กานดามณีไม่ยอมปล่อยมือ
       “ขอมีดให้พี่ อย่าทำร้ายตัวเองเลย”
       กานดามณีพยายามจะเบี่ยงตัวหนี สองคนยื้อยุดแย่งมีดกันไปมา กานดามณีพยายามเข้าไปชนโต๊ะ ชั้นวางของฯลฯ เพื่อให้ข้าวของที่วางอยู่ตกกระจาย
      
       ตำรวจได้ยินเสียงของตกแตกกระจายก็รีบวิ่งไปตามเสียง ทุกคนตามไป
      
       ส่วนกานดามณีเหลือบไปเห็นวิเศษ ฐิติ นารีรัตน์และตำรวจกำลังเดินเข้ามา กานดามณีจึงยอมปล่อยให้กานดาวสีแย่งมีดไปได้
       ทุกคนที่เข้ามามองเห็นภาพตอนที่กานดาวสีกำลังดึงมีดออกพอดี กานดามณีรีบร้องเสียงดัง
       “ช่วยด้วยค่ะ...พี่กานพยายามจะฆ่าฉัน”
       กานดาวสียืนอึ้งตะลึง มือถือมีดค้างอยู่ หันมามองกานดามณีอย่างไม่เชื่อสายตา
       วิเศษ ฐิติ นารีรัตน์เห็นทั้งสองคนอยู่ในสภาพนั้นก็ตกใจ
       ตำรวจกรูกันเข้าไปดึงกานดาวสีออกมา
       “วางอาวุธเดี๋ยวนี้”
       กานดาวสีหน้าเสีย มองไปที่กานดามณีที่กำลังครวญคราง รู้ทันทีว่าตนตกเป็นเหยื่อในแผนชั่วของน้องสาวอีกแล้ว
      
       ในเวลาต่อมา ภายห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาล กานดามณีกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง บีบน้ำตาไปด้วยตอนให้การกับตำรวจ
       “ฉันขอร้องให้พี่กานรับสารภาพกับตำรวจที่ฆ่านายวสันต์ค่ะ”
       “คุณรู้ได้ยังไงว่าคุณกานดาวสีฆ่าคุณวสันต์”
       กานดามณีซับน้ำตา
       “จริงๆแล้วฉันไปหาพี่กานเรื่องคุณฐิติ คุณตำรวจคงไม่รู้ว่าเราสามคนกำลังมีปัญหาเรื่องความรักกันอยู่ ดิฉันตั้งใจจะไปบอกพี่วสีว่าดิฉันยอมแพ้ แล้วดิฉันก็จะไป...”
       ตำรวจมองวิเศษไปด้วยเพื่อจะดูปฏิกิริยาว่าเรื่องที่กานดามณีพูดจริงหรือเปล่า
       วิเศษไม่ปฏิเสธ เพราะเป็นเรื่องจริง แต่วิเศษสงสัยว่ากานดามณีพูดเรื่องนี้ทำไม
       “แล้วมันเกี่ยวอะไรกันล่ะครับ” ตำรวจถาม
       “คุณฐิติเป็นคนรักของฉัน แต่พอพี่กานดาวสีได้รู้จักเค้า พี่กานก็หลงรักคุณฐิติทั้งๆที่ตัวเองมีคนรักอยู่แล้วคือนายวสันต์ พี่กานต้องการโยนความผิดทุกอย่างให้ฉันและกำจัดนายวสันต์ไปด้วย พี่กานจะได้อยู่กับคุณฐิติ”
       วิเศษโต้ทันที “ไม่จริง กานดาวสีไม่ได้เป็นอะไรกับคุณวสันต์”
       กานดามณีมองไปที่วิเศษอย่างเจ็บช้ำและน้อยใจ
       “ยังมีอีกหลายเรื่องของพี่กานที่คุณพ่อยังไม่รู้ค่ะ อีกอย่างคุณพ่อจะปฏิเสธเหรอคะว่าพี่วสีไม่ได้แย่งคุณฐิติจากลูกไป”
       “ลูกก็รู้ว่าพี่เค้าไม่ได้ตั้งใจจะแย่งคุณฐิติไปจากลูก และที่สำคัญพ่อรู้ว่าลูกกานไม่ได้ฆ่านายวสันต์ แกไม่เคยรู้จักนายวสันต์มาก่อนด้วยซ้ำ”
       “ถ้าคุณพ่อพูดอย่างนั้นก็หมายความว่าลูกเป็นคนทำใช่มั้ยคะ”
       วิเศษท่าทางหนักใจ กำลังจะตอบ
       กานดามณีรีบชิงพูดขึ้นกับตำรวจอย่างน้อยใจ น้ำตาคลอ
       “ทุกคนรักพี่กาน...ดิฉันถึงได้ยอมที่จะเป็นฝ่ายไป” แล้วหันกลับมาทางวิเศษ “คุณพ่อก็เหมือนกัน ยังไงคุณพ่อก็ต้องปกป้องพี่กานเพราะคุณพ่อไม่เคยรักลูกถึงได้ทิ้งลูกไปตั้งแต่เด็ก”
       วิเศษพูดไม่ออก กานดามณีแกล้งร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างกับว่าสะเทือนใจเหลือแสน
       “แล้วคุณมีหลักฐานอะไรถึงได้กล้ายืนยันว่า พี่คุณเป็นคนฆ่าคุณวสันต์”
       “สร้อยเพชรเส้นนั้นค่ะ”
      
       นายตำรวจนึกไปที่ตอนเจอสร้อยในที่เกิดเหตุ


       กานดาวสียังคงตอแหล ตีหน้าเศร้าเล่าเรื่องเท็จต่ออย่างน่าสงสาร
      
       “ฉันบังเอิญไปเจอสร้อยในห้องพี่กานดาวสี สร้อยที่ทุกคนคิดว่าคนร้ายเป็นคนเอาไป...พี่กานยอมรับกับฉันว่าเป็นคนจัดฉากฆ่านายวสันต์ แต่ขอร้องไม่ให้ฉันบอกใครเพื่อเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง แต่ฉันไม่ยอม”
       นารีรัตน์ โกรธสุดขีดด่าทันที “อีตอแหล! โกหกเป็นตุเป็นตะ พี่กานไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นเด็ดขาด”
       กานดามณีปรี๊ดขึ้นมา “แล้วสิ่งที่ทุกคนเห็นล่ะมันคืออะไร ทำไมพี่กานต้องพยายามจะฆ่าฉัน”
       ทุกคนอึ้ง ตอบไม่ได้
       “หวังว่าคงไม่มีใครคิดหรอกนะว่าฉันพยายามจะฆ่าตัวเอง”
       ตำรวจไม่มีข้อโต้แย้ง คล้อยตามไปกับคำพูดของแฝดใจชั่ว
       กานดามณีมีแววตาสะใจอย่างผู้ชนะ
      
       ฐิติอยู่ในห้องทำงานที่โชว์รูมสูรยกาน์ไหมไทย ทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดหวัง เครียดหนัก คุณพระขรึมอย่างใช้ความคิด
       “ผมไม่เชื่อเด็ดขาดว่ากานดาวสีจะทำร้ายกานดามณี”
       “ถึงไม่เชื่อแต่หลักฐานก็มัดตัวหนูกานดาวสีแน่น คราวนี้คงยากแล้วล่ะครับที่จะช่วยอะไรได้”
       “ถึงจะยากแค่ไหนผมก็ไม่มีวันยอมแพ้หรอกครับ ผมจะทำทุกอย่างให้กานดาวสีพ้นจากที่ถูกปรักปรำให้ได้”
       ฐิติพยายามใช้ความคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น
       “เรื่องนี้กานดามณีต้องวางแผนล่วงหน้าไว้แล้วทุกอย่างแน่ๆ ตั้งแต่ตั้งใจไปหากานดาวสีที่บ้านกิริเนรศวร ทิ้งหลักฐานเรื่องสร้อย รวมทั้ง...”
       “เรื่องที่แกทำร้ายตัวเอง” คุณพระต่อคำให้
       ฐิติพยักหน้ารับ คุณพระคิดแล้วสยองตาม
       “เธอคงรักและต้องการจะเป็นภรรยาคุณฐิติมากจริงๆ เลยนะครับ”
       ฐิติจ้องหน้าคุณพระเหมือนนึกอะไรออกแล้วนิ่งใช้ความคิดหนัก คุณพระแปลกใจ
       “มีอะไรหรือเปล่าครับคุณฐิติ”
       “ผมคิดว่าผมพอมีวิธีแล้วล่ะครับ”
       คุณพระสีหน้าดีขึ้น “ยังไงครับ”
       “แต่เราต้องขอความร่วมมือจากคนๆหนึ่ง และต้องคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบที่สุด เพระถ้ากานดามณีทำอย่างที่ผมคิดจริงๆ เราจะพลาดไม่ได้เลย”
      
       วิไลวรรณนึกไม่ถึงมองกานดามณีอย่างอัศจรรย์ใจ
       “นี่แก... กล้าแทงตัวเองเลยเหรอ”
       “มากกว่านี้ฉันก็จะทำ จำไว้นะนังวรรณ ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาขวางทางฉันเด็ดขาด” กานดามณีเสียงเหี้ยม “ไม่ว่าฉันจะต้องฆ่าใครอีกฉันก็จะทำ”
       วิไลวรรณอึ้ง เริ่มกลัวกานดามณี
       “นังณี แกมันบ้าไปแล้ว”
       “แกรู้ไว้ก็ดี และก็จำไว้นะ ยังไงแกต้องช่วยฉันห้ามคิดหักหลังฉันเด็ดขาด”
       กานดามณีตวัดสายตามาจ้องวิไลวรรณอย่างจับผิด วิไลวรรณพยายามปั้นยิ้ม
       “แหม ฉันไม่เคยคิดอยู่แล้วล่ะ ยังไงแกก็เป็นเพื่อนฉันนะนังณี”
       ฐิติเปิดประตูเข้ามาเดินตรงเข้าไปหากานดามณีที่เตียงอย่างเป็นห่วง กานดามณีปรับสีหน้าเป็นน่าสงสารทันที
       “เป็นยังไงบ้างครับ เจ็บมากหรือเปล่า”
       กานดามณีทำตัวอ่อนแอ น่าสงสาร
       “ก็ยังเจ็บแผลอยู่นิดหน่อยค่ะ”
       ฐิติเข้าไปจับมือกานดามณี มองกานดามณีอย่างเป็นห่วงและขอโทษ
       “ผมต้องขอโทษนะครับที่ผมเคยเข้าใจคุณผิด ผมนึกไม่ถึงเลยว่าพี่แท้ๆ ของคุณจะทำได้ถึงขนาดนี้”
       กานดามณีสะอึกสะอื้น ทำเป็นสะเทือนใจ
       “อย่าโทษพี่กานเลยค่ะ จริงๆ ฉันเองก็ผิดที่ไปคาดคั้นให้พี่วสียอมรับสารภาพเพื่อสู้คดี พี่กานคงโกรธถึงได้พยายามจะฆ่าฉัน”
       ฐิติพูดจริงจัง “ผมสัญญาครับ ต่อไปผมจะไม่มีวันให้เรื่องอะไรร้ายๆ แบบนี้เกิดขึ้นอีกแน่นอน”
       กานดามณียิ้มกระหยิ่ม นึกเข้าข้างตัวเอง
      
       วิไลวรรณแคลงใจ แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง


  


       2-3 วันต่อมา ฐิติเปิดประตูรถประคองกานดามณีลงจากรถอย่างทะนุถนอม กานดามณีออดอ้อน ทำตัวอ่อนปวกเปียก
      
       “ค่อยๆ เดินนะครับ”
       กานดามณีทำเป็นไม่มีแรง ทิ้งตัวใส่ฐิติ ฐิติกำลังประคองกานดามณีเดินเข้าไปในวัง
       ท่านหญิง พุดตาน นมสายยืนอยู่รออยู่ที่หน้าประตูอยู่แล้ว
       “หายดีแล้วรึแม่กานดามณี” ท่านหญิงถามไถ่
       “ดีขึ้นแล้วเพคะท่านย่า”
       ท่านหญิงทำหน้าเหมือนห่วงใยเต็มที่
       “แต่ดูหล่อนเหมือนจะยังไม่มีแรงนะ ตาติถึงต้องคอยประคองอยู่อย่างนั้น เอาอย่างนี้ละกัน...” ท่านหญิงหันมาทางนมสาย “นมสาย หล่อนไปตามทองดีให้มาอุ้มแม่กานดามณีขึ้นไปบนห้องหน่อย”
       นมสายรับลูกยิ้มสมใจ “เพคะ ท่านหญิง”
       ขณะนมสายเตรียมขยับฐิติก็พูดออกมา
       “ไม่ต้องหรอกครับ ผมจะเป็นคนอุ้มเธอไปเอง”
       สามคนอึ้งตะลึงงัน
       ท่านหญิงขึ้นเสียงอย่างเกรี้ยวกราด “ตาติ!
       ฐิติอุ้มกานดามณีขึ้นมา
       “ตั้งแต่นี้ไปผมจะดูแลกานดามณีเอง เพื่อชดเชยเวลาที่เคยเสียไปให้กับเธอ...ผมขอตัวนะครับ”
       ฐิติอุ้มกานดามณี เดินเข้าไปในวัง
       จากข้างหลังฐิติกานดามณีหันมายิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ
       “ไม่อยากจะเชื่อเลยเพคะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นตาติถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้” พุดตานทั้งโกรธ โมโห และงวยงง
       ทุกคนยืนอึ้ง มองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมฐิติถึงเปลี่ยนไป
      
       ตำรวจพาตัวกานดาวสีมาที่ห้องเยี่ยม คุณพระบรรณกิจนั่งรออยู่แล้ว
       คุณพระถามขึ้นอย่างเป็นห่วง “หนูกานเป็นยังบ้าง...อดทนอีกนิดนะลูก ทุกคนกำลังหาทางช่วยหนูอยู่นะ”
       “หนูขอบคุณมากนะคะ แต่คราวนี้หนูรู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้”
       “อย่าเพิ่งหมดหวังสิหนู...”
       คุณพระชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจบอกกานดาวสีเป็นนัยๆ
       “ตอนนี้คุณฐิติกำลังพยายามจะทำอะไรบางอย่าง เพื่อช่วยหนูออกมาให้ได้”
       กานดาวสีฉงน “อะไรเหรอคะ”
       “ลุงคงยังบอกอะไรตอนนี้ไม่ได้ แต่ขอให้หนูเชื่อและมั่นใจว่าคุณฐิติจะไม่มีวันยอมแพ้จนกว่าจะช่วยหนูได้”
       กานดาวสีน้ำตารื้น ตื้นตันและซาบซึ้งใจที่รู้ว่าฐิติทำเพื่อตัวเองได้มากขนาดนี้
      
       เวลาเดียวกันในห้องนั่งเล่น วังสูรยกานต์ ท่านหญิง กับพุดตานคุยอยู่กับฐิติอย่างเคร่งเครียด
       “นี่ติเป็นอะไรไป ทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้เกิดจะพิศวาสแม่กานดามณีขึ้นมาอีก”
       “แม่ก็ไม่เห็นด้วยที่ลูกจะไปคืนดีกับแม่นั่น”
       “เราควรจะให้โอกาสกานดามณีบ้างนะครับ เธออาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้” ฐิติบอก
       “ติไปหลงเชื่อแม่งูพิษนั่นได้ยังไง คนอย่างนั้นทำได้ทุกอย่างน่ะแหละ...แม้กระทั่งแทงตัวเองเพื่อป้ายความผิดให้แม่กานดาวสี”
       ฐิติโต้อย่างฉุนเฉียว “ท่านย่าอย่าพูดถึงผู้หญิงคนนี้อีกเลยครับ ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่าคนดีของท่านย่าจะดีจริงหรือเปล่า...ในเมื่อผมเห็นกับตาว่าเค้าเป็นคนแทงกานดามณี”
       ท่านหญิงชะงัก นิ่งไป พุดตานมองฐิติอย่างผิดหวัง
       “นี่แม่กานดามณีเป่าหูอะไรลูกมาอีก ลูกถึงเป็นไปได้ขนาดนี้”
       “ไม่มีใครเป่าหูใครทั้งนั้นล่ะครับ ผมมีตา มีสมอง ผมคิดเองได้ แล้วผมก็ตัดสินใจแล้วว่าผมจะขอมอบชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ให้กับกานดามณี”
       พุดตานทั้งตกใจ และไม่พอใจ “ลูกหมายความว่ายังไงตาติ
       “ผมจะจดทะเบียนกับกานดามณีในวันพรุ่งนี้ครับ”
       ท่านหญิงและพุดตานถึงกับอึ้ง
      
       อีกมุมหนึ่ง เห็นกานดามณียิ้มอย่างสมใจ
      

       วิไลวรรณเครียดจัดและหวาดกลัวกานดามณีมาก จนต้องพาตัวเองมาไหว้พระให้ใจสงบที่วัดแห่งหนึ่ง เวลานี้อยู่หน้าพระประธานองค์ใหญ่ในโบสถ์ของวัด
      
       “เจ้าประคู๊ณ ขอให้คุณพระคุณเจ้าช่วยคุ้มครองลูกด้วย ให้ลูกแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง อย่าให้เพื่อนลูกคิดร้ายกับลูก...ลูกไม่ไว้ใจจริงๆ ค่ะหลวงพ่อ ถ้ามันถึงขนาดกล้าแทงตัวเองเพื่อจะป้ายความผิดให้คนอื่น มันก็คงฆ่าลูกได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องคิดเลยใช่มั้ยคะ หลวงพ่อต้องคุ้มครองลูกด้วยนะคะ สาธุ”
       วิไลวรรณกราบพระ 3 ครั้ง แล้วหันมาเสี่ยงเซียมซี
       “ขอให้ได้ใบดีๆ นะคะหลวงพ่อ”
       วิไลวรรณเขย่าเซียมซีก่อนจะเดินไปหยิบคำทำนายมาอ่านอย่างลุ้นๆ
       “ใบที่เจ็ดว่าไว้ในตอนนี้ ดวงชะตาราศีน่าใจหาย...”
       วิไลวรรณถึงกับเหงื่อแตก
       “โอ๊ย แค่ขึ้นต้นก็ไม่อยากจะอ่านต่อแล้ว”
       วิไลวรรณถอนใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะก้มลงอ่านต่อ ยิ่งอ่านเสียงยิ่งสั่นด้วยความหวาดกลัว
       “ทั้งทุกข์โศกโรคภัยอันตราย ทั้งเคราะห์ร้ายเจ็บตัวน่ากลัวจริง แต่ยังดีที่พอมีทางแก้ ถึงจะแย่แต่ก็พอจะผ่อนผันรีบทำบุญปล่อยสัตว์สารพัน เคราะห์ร้ายนั้นจะเบาบางจางลงเอย”
       วิไลวรรณหน้าเหวอ ใจเสียสุดๆ
      
       เวลาต่อมาวิไลวรรณมาปล่อยปลา ปล่อยเต่า ที่บริเวณท่าน้ำของวัด บ่นบ้าไปตามเรื่อง
       “ฉันปล่อยแกให้เป็นอิสระแล้วนะ ขอให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วอย่าถูกจับมาอีกล่ะ และไหนๆจะไปแล้วแกก็ช่วยเอาสิ่งไม่ดี เคราะห์ร้ายของฉันไปกับแกด้วยนะ ฉันยังไม่มีผัว ฉันยังไม่อยากตายแกรู้มั้ย”
      
       ต่อมาวิไลวรรณถวายสังฆทาน กรวดน้ำจนเสร็จ
       “หลวงพ่อคะ เมื่อกี้ที่หลวงพ่อเพิ่งสวดเสร็จไป มีประโยคไหนอวยพรให้หนูปลอดภัยบ้างมั้ยคะ”
       “มีแล้วล่ะโยม”
       วิไลวรรณโล่งใจ “งั้นก็แล้วไป”
       “ไม่ต้องกังวลไปหรอก หมั่นทำบุญทำกุศลไว้ ในที่สุดความดีก็จะคุ้มครองเองน่ะแหละ”
       วิไลวรรณชะงัก อึ้งไปนิดหนึ่งเหมือนกำลังคิดอะไร ก่อนจะก้มลงกราบพระ
      
       ภายในห้องพักครูที่โรงเรียน ไขนภานั่งตรวจการบ้านเด็กอยู่ สักครู่แม่บ้านเดินเข้ามาหาท่าทีนอบน้อม
       “คุณหญิงคะ มีคนมาขอพบค่ะ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       ไขนภาสงสัยว่าใครมาขอพบ
      
       เป็นวิไลวรรณที่นั่งรออยู่ด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ ออกอาการผุดลุกผุดนั่ง บีบไม้บีบมือตัวเองเป็นระยะ เหมือนไม่แน่ใจในการตัดสินใจของตน
       “เอาให้แน่ๆ นังวรรณ แกจะเป็นคนดีหรือแกจะทรยศเพื่อน”
       วิไลวรรณสับสนยังคิดไม่ตก
      
       คุณหญิงไขนภาเดินมาตามทางเดินในโรงเรียน พอเข้ามาในห้องรับแขก แต่กลับไม่เห็นใคร ไขนภายืนงง แม่บ้านเดินเข้ามา
       “เมื่อกี้ที่ไปตามดิฉันบอกว่ามีแขกมาพบ แต่ไม่เห็นมีใครซักคนเลยนี่คะ”
       แม่บ้านมองซ้ายมองขวา
       “มีค่ะ เมื่อกี้ดิฉันยังเห็นนั่งรอยู่เลย”
       แม่บ้านมองไปมา ก่อนจะชี้มือไปที่ทางเดินจะออกจากโรงเรียน
       “นั่นไงคะ แปลก อยู่ดีๆก็กลับไปซะงั้น”
       ไขนภาเห็นวิไลวรรณเดินแกมวิ่งมุ่งหน้าจะออกจากโรงเรียน
      
       วิไลวรรณกำลังจะเดินพ้นโรงเรียนอยู่แล้ว ไขนภาตามมาทันดึงแขนไว้ วิไลวรรณสะดุ้ง หน้าเสีย
       “คุณวิไลวรรณมีธุระอะไรกับดิฉันเหรอคะ ยังไม่ทันได้คุยกันทำไมจะรีบกลับซะล่ะคะ”
       วิไลวรรณอึกอัก คิดหาข้อแก้ตัว
       “ปละ เปล่าค่ะ คือ ตอนแรกคิดว่าจะมา เอ่อ มา...อ๋อ ติดต่อขอเช่าที่ขายอาหาร แต่เปลี่ยนใจแล้ว ดิฉันกลับก่อนนะคะ”
       วิไลวรรณพยายามจะดึงแขนออกจากมือไขนภา แต่ไขนภาไม่ยอมปล่อย จ้องหน้าวิไลวรรณอย่างจับผิด
       “เดี๋ยวค่ะ แน่ใจเหรอคะว่าคุณวิไลวรรณไม่ได้มาหาดิฉันเรื่องคุณกานดามณี”
      
       วิไลวรรณรีบปฏิเสธปากคอสั่น “ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่...”
       ไขนภาจ้องหน้า “มีใครเคยบอกคุณมั้ยคะว่าคุณโกหกไม่เก่ง”
       วิไลวรรณลืมตัว “ก็มีเหมือนกันค่ะ...เอ๊ย ไม่ใช่นะคะ ฉันไม่ได้โกหก”
       “ฉันขอเตือนอะไรคุณอย่างนะคะ คนอย่างคุณตามคุณกานดามณีไม่ทันหรอกค่ะ ทั้งความฉลาดเอาตัวรอด” ไขนภาจงใจเน้นเสียงขู่กลาย “และความอำมหิต”
       วิไลวรรณมีท่าทางหวาดหวั่น
       “คุณก็รู้เหมือนที่ดิฉันรู้ว่า คุณกานดาวสีไม่มีทางทำร้ายคุณกานดามณีแน่ๆ...”
       ไขนภายิ่งพูดให้วิไลวรรณกลัวมากขึ้น
       “คุณไม่กลัวเหรอคะ คนที่เหี้ยมพอที่จะทำร้ายตัวเองได้เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง เค้าจะลุกขึ้นมาทำร้ายใครเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเค้าคิดว่าคนๆ นั้นเป็นอันตรายต่อเค้า...คุณวิไลวรรณเองก็รู้เรื่องคุณกานดามณีเยอะขนาดนี้ คุณไม่กลัวบ้างเหรอคะว่าจะถูกฆ่าปิดปาก”
       วิไลวรรณยิ่งประสาทเสียเพราะไขนภาพูดแทงใจดำในเรื่องที่ตนกังวลอยู่ ละล่ำละลักปฏิเสธ
       “คุณพูดอะไร ยัยณีเค้าไม่ได้ทำอะไรซะหน่อย และฉันก็ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น...”
       วิไลวรรณสะบัดแขนสุดแรงจนหลุดจากมือไขนภาแล้ววิ่งหนีไปต่อหน้าต่อตา
       สักครู่วิไลวรรณวิ่งมายืนหอบอยู่บนทางเท้าไกลจากโรงเรียนพอสมควร
      
       “ยัยณี ฉันหักหลังแกไม่ได้จริงๆ ว่ะ”


  


       ส่วนทางด้านนารีรัตน์ประคองวิเศษที่ถลาเข้าไปหากานดาวสีตรงหน้าห้องขัง รำเพยตามมาด้วย
      
       “ยัยกาน เป็นยังไงบ้างลูก...พ่อเป็นห่วงลูกเหลือเกิน”
       กานดาวสีเห็นพ่อก็น้ำตารื้น ผวาเข้ามาจับมือวิเศษ รู้ว่าวิเศษคงเป็นทุกข์มาก
       “คุณพ่อ!”
       “ไม่ต้องกลัวนะลูก ลูกไม่ได้ทำอะไรผิด ยังไงพ่อก็ต้องช่วยลูกออกมาให้ได้”
       กานดาวสีปลอบใจวิเศษ “คุณพ่อไม่ต้องห่วงค่ะ ลูกก็แน่ใจว่าทุกอย่างจะต้องคลี่คลาย”
       รำเพยพูดขัดขึ้น ทั้งเป็นห่วง ทั้งหงุดหงิดกานดาวสี
       “จะคลี่คลายได้ยังไงถ้าเธอไม่ยอมบอกตำรวจว่าใครเป็นคนจัดฉากเพื่อป้ายความผิดว่าเธอฆ่านายวสันต์”
       นารีรัตน์ โมโหขึ้นมาอีก “จะมีใครซะอีกนอกจากนังกานดามณี มันใส่ร้ายพี่กานใช่มั้ยคะ แค่นี้ทำไมตำรวจไม่รู้ รัตน์โง่ๆ รัตน์ยังรู้เลย ทำไมพี่กานไม่บอกความจริงตำรวจไป ไม่งั้นเค้าจะเชื่อได้ยังไงว่ามันแทงตัวมันเอง”
       กานดาวสีแสนดีพูดไม่ออก
       “ยัยรัตน์พูดถูก คิดดูดีๆ นะยัยกานว่ามันคุ้มเหรอที่จะเสียสละตัวเองให้คนที่คิดแต่จะทำลายเธอ และไม่เคยสำนึกถึงความดีของเธอเลยซักนิด”
      
       วิเศษ นารีรัตน์ และรำเพยเดินคุยกันออกมาหลังจากเยี่ยมกานดาวสีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
       “คุณพ่อ...เราจะทำยังไงกันดีคะ รัตน์ยังไม่เห็นทางเลยว่าพี่กานจะพ้นผิดได้ยังไงในเมื่อหลักฐานมันคาตาขนาดนั้น” นารีรัตน์ว่า
       วิเศษกำลังคิดหาทางว่าจะทำยังไง ก็เห็นคุณพระบรรณกิจหอบเอกสารเกี่ยวกับคดีเดินสวนเข้ามาพอดี สามคนไหว้คุณพระ
       “พ่อวิเศษ หนูกานดาวสีเป็นยังไงบ้าง นี่ผมก็นัดตำรวจไว้เรื่องคดี...”
       “เจอคุณพระก็ดีแล้วครับ ผมมีเรื่องอยากจะปรึกษาพอดี” วิเศษบอก
      
       ทุกคนอยู่ตรงมุมหนึ่งในโรงพัก วิเศษเอ่ยขึ้นกับคุณพระบรรณกิจ
       “ผมอยากพบคุณฐิติ...”
       “ท่านหญิงคงจะบอกพ่อวิเศษแล้วใช่มั้ยเรื่องที่คุณฐิติจะจดทะเบียนกับหนูกานดามณี”
       “ครับ...แต่ก่อนนี้ผมไม่เคยคิดจะกีดกันเรื่องคุณฐิติกับลูกณีเลยถึงแม้ผมจะไม่เห็นด้วย แต่ครั้งนี้ ผมคงต้องพูดอะไรบ้าง...”
       วิเศษตัดสินใจเด็ดขาด
       “ลูกณีเป็นผมลูกผมก็จริง ผมแน่ใจว่าผมรักลูกเท่ากัน แต่ผมยอมไม่ได้ที่จะเห็นแกเหยียบพี่สาวแท้ๆที่รักแกมากจนจมดินซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้ได้ในสิ่งที่แกต้องการ...มันไม่ยุติธรรมสำหรับลูกกาน”
       คุณพระอึดอัดใจ อยากจะเล่าแผนการของฐิติให้วิเศษฟัง แต่ก็กลัวจะเสียแผน ได้แต่พูดกำกวมอยู่ไปมา
       “ถึงจะพบคุณฐิติก็ไม่มีประโยชน์หรอกพ่อวิเศษ...ท่านคิดของท่านไว้แล้ว ยังไงก็คงจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้วล่ะ”
       รำเพยเปรยขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “โลกนี้ช่างยุติธรรมเหลือเกิน คนทำดีแทบตายแต่กลับต้องสูญเสียทุกอย่างให้คนเลว”
       “ใจเย็นๆ เถอะหนูรำเพย ลุงก็พูดอะไรไม่ได้มาก แต่เรื่องมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิดก็ได้”
       วิเศษ นารีรัตน์ และรำเพยงวยงง ไม่เข้าใจว่าคุณพระต้องการจะบอกอะไร
      
       บ่ายนั้นที่โต๊ะน้ำชา ในสวนสวยวังสูรยกานต์ ท่านหญิง พุดตาน และไขนภาคุยกันอย่างเคร่งเครียด
       ท่านหญิงแปลกใจพอฟังที่ไขนภาเล่าจบ “แม่วิไลวรรณไปหาหลานที่โรงเรียน!”
       “ค่ะ หญิงคิดว่าคุณวิไลวรรณอยากจะบอกความจริงกับหญิง แต่อาจจะไม่กล้า”
       “แล้วเราจะทำยังไงถึงจะง้างปากแม่นั่นได้”
       ท่านหญิงตื่นเต้น พุดตานทักท้วง “จะได้เหรอคะ ท่าทางสนิทกันขนาดนั้น ยังไงแม่นั่นก็คงไม่ยอมมาช่วยเราหรอกค่ะ ไม่งั้นเค้าก็คงจะยอมบอกคุณหญิงไปแล้ว”
       “แล้วถ้าเราเสนอเงินก้อนใหญ่ให้ล่ะ” ท่านหญิงถาม
       นมสายที่คอยรับใช้อยู่ขัดขึ้น “เค้าก็เคยปฏิเสธมาครั้งนึงแล้วนี่คะ เงินก้อนหรือจะสู้เงินที่กินไปนานๆ ได้ ถ้าคุณกานดามณีแต่งงานกับคุณติเมื่อไหร่ แม่นั่นก็คงจะพลอยสบายไปด้วยตลอดชีวิต”
       “แต่ถ้าเราโน้มน้าวดีๆ หญิงก็คิดว่าน่าจะพอมีทางนะคะ ท่าทางคุณวิไลวรรณเหมือนจะลังเลอยู่เหมือนกัน ไม่งั้นเธอคงไม่มาหาหญิงที่โรงเรียนหรอกค่ะ”
       “ถ้าอย่างนั้นหลานก็รีบไปเจรจากับแม่นั่นได้เลย และถ้าเค้าต้องการเงินเท่าไหร่ก็บอกมาบอกป้า”
      
       ทั้งสี่คนไม่รู้ว่าที่อีกมุมหนึ่ง กานดามณีแอบฟังอยู่ ได้ยินทุกอย่าง
      

       ค่ำนั้นวิไลวรรณจอดรถในบ้านเสร็จแล้วเดินย้อนมาปิดประตูรั้ว จังหวะนี้วิไลวรรณรู้สึกเหมือนมีใครคนเคลื่อนเข้าไปด้านหลัง จึงหันขวับไปดู แต่ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจสุดขีด ที่เห็นชายคนหนึ่งถือมีดเดินย่างสามขุมเข้ามาหา
      
       “อย่า...อย่าทำฉันนะ” วิไลวรรณรีบส่งกระเป๋าถือให้ “แกอยากได้อะไรก็เอาไปเลย แต่อย่าฆ่าฉันเลยนะ”
       “กูอยากได้ชีวิตมึงไงล่ะ”
       ชายคนนั้นเข้ามาประชิดตัววิไลวรรณอย่างรวดเร็ว วิไลวรรณสะดุ้งเฮือก ตาเหลือกลาน
       ขณะที่ชายคนนั้นดึงมีดออกมา ร่างวิไลวรรณทรุดฮวบลง แต่พยายามจะกระเสือกกระสนหนี
       “ฉันขอร้อง...อย่า”
       ชายคนนั้นไม่ฟังเสียง เดินเข้าไปแทงซ้ำอีกที วิไลวรรณตาเหลือก ล้มคว่ำลงแน่นิ่งลงไปชายอีกคนขับรถเข้ามาเทียบ
       “เร็วสิวะ จะได้เอาไปฝังๆ ซะให้เสร็จ”
       ชายที่ขับรถรีบลงรถ เปิดท้ายรถ ตรงเข้ามาจะช่วยกันหามร่างวิไลวรรณไปขึ้นรถ
       “เฮ้ย เดี๋ยวก่อน หาอะไรซักอย่างเอาไปเป็นหลักฐานให้คุณณีดูด้วยว่าอีนี่มันตายแล้ว”
       ชายคนที่ 2 กระชากสร้อยคอ แล้วช่วยกันยกวิไลวรรณขึ้นรถ แล่นหายไป
       วิไลวรรณตาเหลือกค้างอยู่ น้ำตาไหลออกมาจากหางตาเงียบๆ ก่อนจะหลับตาลง
      
       เย็นเดียวกันนั้น กานดาวสีเห็นขาใครคนหนึ่งเดินมาหยุดที่หน้าห้องขัง กานดาวสีมองไล่ขึ้นไป เห็นเป็นกานดามณีมองยิ้มๆ มาอย่างสมเพชแกมสะใจ ก่อนจะพูดกับกานดาวสีด้วยเสียงอ่อนโยน
       “พี่กานดาวสีเป็นยังไงบ้างคะ น้องเป็นห่วง ออกจากโรงพยาบาลแล้วก็เลยมาเยี่ยม”
       กานดาวสีมองกานดามณีอย่างเสียใจ
       “ทำไมน้องณีถึงทำกับพี่อย่างนี้”
       กานดามณีแกล้งทำหน้าเศร้า
       “น้องทำอะไรผิดคะ...ถ้าน้องไม่เห็นสร้อยเส้นนั้น น้องก็คงนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าพี่จะฆ่าคนได้เพราะสร้อยเส้นเดียว”
       “เธอก็รู้อยู่แก่ใจว่าเธอเป็นคนฆ่าเค้า” กานดาวสีว่า
       “พี่เกลียดอะไรน้องนักหนาคะ ถึงได้คอยใส่ความน้องอยู่ตลอดเวลา น้องหวังดีนะคะถึงอยากให้พี่รับสารภาพแล้วมาสู้คดี นายวสันต์นั่นก็ไม่ใช่คนดี ยังไงเราก็น่าจะมีทางรอด แต่พี่กลับแทงน้องอีก ใจคอของพี่ทำด้วยอะไรคะ ถึงได้โหดร้ายอย่างนี้”
       กานดาวสีฟังอย่างเจ็บปวด “พี่ไม่คิดเลยว่าน้องณีจะเกลียดพี่ขนาดนี้”
       “ใครบอกคะ ถึงพี่จะไม่รักน้องแต่น้องก็รักและหวังดีกับพี่เสมอ...ที่น้องมาวันนี้ก็เพราะอยากจะได้คำอวยพรจากพี่...พรใดจะประเสริฐมากไปกว่าพรจากพี่สาวแท้ๆ...จริงมั้ยคะ”
       กานดาวสีงง กานดามณียิ้มอย่างผู้ชนะ
       “ตอนแรกน้องก็คิดว่าคุณฐิติเค้าคงจะกลับไปหาพี่ ถ้าเป็นอย่างนั้นน้องก็คงยินดีด้วย แต่ในที่สุดเค้าก็ทนความอำมหิตของพี่ไม่ไหว ก็เลยตัดสินใจจะจดทะเบียนสมรสกับน้องพรุ่งนี้ค่ะ”
      
       เช้าวันรุ่งขึ้นที่ห้องโถงวังสูรยกานต์ กานดามณีกำลังเซ็นชื่อในใบคำร้องขอจดทะเบียนสมรสต่อหน้านายทะเบียนที่มารับจดถึงวัง ก่อนจะส่งต่อให้ฐิติ ขณะฐิติกำลังจะเซ็นชื่อ ท่านหญิง พุดตาน และนมสายเดินเข้ามา
       “หยุดเดี๋ยวนี้ตาติ...ย่าขอสั่งห้ามไม่ให้หลานจดทะเบียนกับแม่กานดามณี ย่าไม่ต้องการให้แม่คนนี้มาเป็นสะใภ้ของสูรยกานต์”
       ฐิติชะงัก
       “แต่ผมตัดสินใจแล้วครับท่านย่า...”
       กานดามณียิ้มปลื้มปริ่ม ท่านหญิงโกรธจัด
       “หมายความว่าหลานไม่เชื่อย่าใช่มั้ย”
       “ท่านย่าได้โปรดเห็นใจผมเถอะนะครับ ผมต้องการแต่งงานกับกานดามณีจริงๆ เธอไม่ได้มีอะไรเสียหาย ท่านย่าก็เห็นแล้วว่าเธอเป็นผู้บริสุทธิ์”
       ท่านหญิงสุดทน “ไม่มีใครเค้าโง่เชื่ออย่างนั้นหรอก นอกจากเธอคนเดียวตาติ”
       ฐิติพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง
      
       “ผมเชื่อมั่นในตัวผู้หญิงที่ผมรักครับ แล้วผมก็จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอ”


  


       แท้จริงฐิติกำลังบอกว่าเขาทำทุกอญ่างเพื่อกานดาวสี ทว่าท่านหญิงเข้าใจว่าฐิติหมายถึงกานดามณีก็ยิ่งโกรธจัด
      
       “งั้นก็ตามใจเธอ ในเมื่อเธอไม่เชื่อฉัน ไม่เชื่อแม่ของเธอ เราก็ไม่มีอะไรจะต้องพูดกันอีก”
       ท่านหญิงเสียใจ และตัดสินใจประกาศออกไปอย่างหนักแน่น
       “นับตั้งแต่นี้ ฉันจะคิดว่าฉันไม่เคยมีหลานที่ชื่อหม่อมหลวงฐิติ สูรยกานต์อีก” ท่านหญิงหันไปหาคุณพระ “คุณพระไปร่างพินัยกรรมมาใหม่ ฉันจะยกสมบัติทั้งหมดให้เป็นสาธารณะกุศล แล้วเอามาให้ฉันดูโดยเร็วที่สุด”
       คุณพระน้อมรับ “กระหม่อม”
       กานดามณีตกใจ ห่วงสมบัติขึ้นมาทันที
       นมสายเองก็ตกใจมาก “ท่านหญิงเพคะ จะต้องทำกันถึงขนาดนี้เลยเหรอเพคะ”
       ท่านหญิงเชิดหน้าเมินไปทางอื่น ไม่สนใจ
       ฐิติเสียใจ “ผมขอโทษครับท่านย่าที่ทำให้ท่านย่าผิดหวัง และผมขอยอมรับในสิ่งที่ท่านย่าตัดสินใจทุกอย่าง...”
       ฐิติเซ็นชื่อลงในใบคำร้องอย่างตัดสินใจแล้ว
       “ในเมื่อท่านย่าไม่ได้คิดว่าผมเป็นหลานอีกแล้ว ผมกับกานดามณีก็จะออกไปจากวังสูรยกานต์วันนี้ครับ”
       พุดตานแทบช็อก “ตาติ! ใจเย็นๆ ก่อนดีมั้ยลูก...”
       ท่านหญิงยิ่งโกรธ “ถ้าติเห็นว่าผู้หญิงคนนี้สำคัญกว่าย่า กว่าแม่ของตัว ก็เชิญเลย”
       “ผมกราบลาครับ แล้วผมจะรีบไปทำเรื่องขอลาออกจากที่บริษัทให้เรียบร้อย”
       ฐิติประคองกานดามณีจะเดินออกไป กานดามณีขืนตัวไว้ หน้าตาบึ้งตึงหมดความสุข
       “เราจะไปไหนคะ”
       “ไปอยู่ในที่ที่จะมีแค่เราสองคน...ชีวิตผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้วไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือสมบัติพัสถานอะไร ผมยินดีแลกทุกอย่างเพื่อคุณคนเดียว”
       ฐิติกำลังพากานดามณีออกไป ท่านหญิงโกรธจัดจนหน้ามืด เป็นลมล้มลงไป พุดตาน คุณพระ และนมสายตื่นตกใจ
       “ท่านหญิง” พุดตานอุทานอย่างตกใจ
       นมสายรีบเข้าไปประคองทันที
      
       ไม่นานต่อมา ภายในห้องบรรทม หมอตรวจชีพจร วัดความดันให้ท่านหญิงที่นอนอยู่บนเตียง นมสาย พุดตาน คุณพระบรรณกิจมองอย่างเป็นห่วง
       “ท่านหญิงทรงเครียดมากเกินไป เลยมีอาการหน้ามืดแบบนี้”
       หมอบอก พุดตานออกอาการเป็นห่วงมาก
       “แล้วท่านหญิงจะเป็นอะไรมากมั้ยคะคุณหมอ”
       หมอยืนยัน
       “ไม่ต้องกังวลไปครับ หมอจัดโอสถบำรุงและคลายความเครียดให้แล้วเดี๋ยวนอนพักสักครู่ก็หาย แต่ที่สำคัญอย่าให้ท่านต้องมีเรื่องไม่สบายพระทัยอีก มิเช่นนั้นอาการอาจจะทรุดหนักไปมากกว่านี้”
       นมสายเปรยๆ
       “แล้วจะให้ท่านหญิงไม่คิดมากได้อย่างไร คุณฐิติทำอะไรไม่คิดถึงท่านหญิงบ้างเลย”
       ทุกคนมองท่านหญิงอย่างเป็นห่วง
      
       ฐิติเป็นห่วงท่านย่ามาก เดินกระวนกระวายอยู่หน้าห้องแต่ไม่กล้าเข้าไป กานดามณีอยู่ด้วย ลุ้นสุดขีดว่าท่านหญิงจะเป็นอะไรมากมั้ย และในใจแช่งชักให้เป็นอะไรไปได้ยิ่งดี เพราะสมบัติก็จะตกเป็นของฐิติคนเดียว
       สักครู่ เห็นพุดตานเปิดประตูห้องบรรทมออกมา ฐิติรีบถามทันที
       “คุณแม่ครับท่านย่าเป็นอย่างไรบ้าง”
       “ทำไมติไม่เข้าไปหาท่านย่าเองล่ะ” พุดตานบอก
       “ผมก็อยากเข้าไปนะครับ แต่กลัวท่านย่าเห็นหน้าผมและจะอาการหนักไปมากกว่านี้
       พุดตานมองจ้องกานดามณีแต่พูดกับลูกชาย
       “ติเป็นห่วงท่านย่าแต่ทำไมต้องขัดใจท่าน ที่ท่านเป็นแบบนี้ก็เพราะตินะ”
       ฐิติรู้สึกผิด
       “ผมมีเหตุผลของผมครับ แล้วสักวันนึงผมจะบอกกับแม่เอง”
       พุดตานเห็นใจฐิติ
       “ไม่ว่าติจะมีเหตุผลอะไรของติ แต่แม่ขอให้คิดลองคิดทบทวนดูให้ดีๆ อีกครั้งว่า จะเลือกท่านย่าหรือเลือกแม่ผู้หญิงคนนี้”
      
       กานดามณีแค้นสุดๆ ที่ถูกด่า ลอบมองพุดตานตาวาววับอย่างเจ็บใจ
      

       จบตอนที่  15
ตอนที่ 16
      
       เวลาผ่านไปอีกสักระยะ พุดตาน นมสาย และคุณพระบรรณกิจหารือกันอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง คุณพระถูกนมสายค้อนขวับ
      
       “คุณพระคิดอย่างไรถึงไปเห็นดีเห็นงามกับคุณติ ถึงกับไปช่วยจัดการเรื่องจดทะบงทะเบียนให้เค้า”
       คุณพระกลืนน้ำลาย เหลือบมองอย่างลำบากใจ
       “เอิ่ม...คือ ผมก็ทำไปตามหน้าที่...”
       พุดตาน ถามเสียงแข็ง “หน้าที่อะไรคะ”
       “ก็...หน้าที่...ผมเชื่อมั่นในการตัดสินใจของคุณฐิติ”
       คุณพระลังเลนิดหนึ่งก่อนจะอ้อมแอ้มพูดต่อ แบบอยากจะเล่าแต่เล่าไม่ได้
       “คุณฐิติอาจจะคิดอะไรอยู่ก็ได้”
       “จะคิดอะไรคะ นอกจากหลงผู้หญิง...ดิฉันกลุ้มใจเหลือเกินที่ตาติเลือกผู้หญิงคนนั้นมาเป็นเมีย”
       “นั่นน่ะสิคะ มีเพชรอยู่ในมือแท้ๆ ปล่อยให้หลุดมือไปคว้าพลอยหุงมาได้ยังไง้” นมสายค่อนแคะ
       คุณพระกระแอมเล็กน้อย “บางทีคนเราก็อาจจะมีวิธีการรักษาเพชรที่แตกต่างกันก็ได้นี่ขอรับคุณนม”
      
       ฐิติพากานดามณีมาถึงที่บ้านเก่าที่เป็นร้านขายขนม มีกระเป๋าเสื้อผ้ามาด้วย ฐิติไขกุญแจเปิดประตู กานดามณีมองสภาพในบ้านอย่างรังเกียจ แต่แกล้งทำเป็นยิ้มสู้
       “นี่เหรอคะบ้านติ”
       ฐิติมองกานดามณีด้วยสายตาเปลี่ยมสุข
       “ใช่ครับ เราจะอยู่ด้วยกันที่นี่ สร้างอนาคตของเรา ผมจะดูแลคุณเองกานดามณี”
       กานดามณีเซ็ง แต่ทำเป็นยิ้ม
       “แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรคะ ไม่มีอะไรซักอย่าง บ้านก็เล็กอย่างกับรังหนูแถมรกรุงรังอีกต่างหาก”
       ฐิติยิ้มๆ
       “เดี๋ยวเราช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูอีกซักหน่อย ก็สะอาดแล้วล่ะครับ”
       กานดามณีเซ็งสุดขีด
      
       ภายในบ้านร้านขายขนมเก่า เห็นมีถังน้ำ ผ้าถูพื้น ไม้กวาด ไม้ปัดฝุ่นวางอยู่ที่พื้น กานดามณีปัดกวาดเช็ดถูห้องหับในบ้านส่งๆ ทำไปได้นิดเดียวก็เหนื่อย โยนไม้กวาดทิ้ง นั่งพัก บ่นบ้าอย่างหงุดหงิด
       “ทำไมชีวิตฉันต้องมาตกต่ำอะไรอย่างงี้ อุตส่าห์ได้เป็นคุณนายสูรยกานต์แล้วยังต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย”
       กานดามณียิ่งหงุดหงิด มองขึ้นไปข้างบน ห้องนอนที่ฐิติอยู่
       “นี่ฉันคิดถูกหรือคิดผิดเนี่ยที่เลือกคุณ”
       ฐิติเดินถือถังน้ำลงมา
       “ผมเก็บกวาดห้องนอนเสร็จแล้วนะครับ”
       ฐิติมองไปรอบๆ บ้าน เห็นยังไม่เรียบร้อย
       “คุณยังทำไม่เสร็จอีกเหรอครับ”
       กานดามณีแกล้งสำออย เข้ามาออเซาะฐิติ
       “ฉันทำไม่ไหวค่ะติยังเจ็บแผลไม่หายเลย แต่ฉันอยากทำจริงๆ นะคะ แต่ทำไปได้นิดเดียวก็เจ็บ ไม่รู้ว่าแผลอักเสบหรือเปล่า”
       ฐิตินึกได้ว่ากานดามณียังเจ็บอยู่
       “ผมลืมไปซะสนิทเลย งั้นคุณนั่งพักก่อนก็แล้วกันเดี๋ยวผมทำเอง เสร็จแล้วเราจะได้ไปตลาดซื้อของเข้าบ้านด้วยกัน”
      
       กานดามณีเริ่มเบื่อไม่มีความสุขอย่างที่หวัง


  


       มองออกไปเห็นชาวบ้านกำลังจับจ่ายซื้อของกันอยู่ในร้านขายของชำ ฐิติกับกานดามณีกำลังเดินเลือกซื้อของ ฐิติหยิบโน่นหยิบนี่อย่างมีความสุข
      
       กานดามณีเดินตามมองข้าวของอย่างซังกะตาย
       “ผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน อาหารแห้ง ครบแล้วล่ะครับ”
       กานดามณีทำหน้าเจื่อนๆ
       “เราจะใช้ของพวกนี้กันจริงๆ เหรอคะ ดูแล้วไม่น่าใช้เลย สะอาดหรือเปล่าก็ไม่รู้”
       “ทำไมล่ะครับ ตอนนี้เราต้องประหยัด อะไรที่พอใช้ได้ก็ใช้ไปก่อน เดี๋ยวผมหางานทำได้เมื่อไหร่เราค่อยขยับขยายกันอีกที”
       กานดามณีเซ็งมาก
       “เสร็จจากนี้เราไปซื้อข้าวสารกับของสดกันต่อเลยนะครับ เดี๋ยวจะได้กลับไปทำกับข้าวกัน”
       กานดามณีตกใจ
       “อะไรนะคะ ฉันต้องเข้าครัวทำกับข้าวด้วยเหรอคะ”
       “ก็ใช่น่ะสิครับ หน้าที่ของคุณก็มีแค่ทำอาหารกับดูแลบ้านเท่านี้ล่ะครับ”
       กานดามณีเข่นเขี้ยวนึกแค้นอยู่ในใจ ฉันจะทำได้มั้ย
      
       ด้านรำเพยกำลังกดกระดิ่งหน้าบ้านวิไลวรรณ คุณหญิงไขนภาอยู่ด้วย ตีรอนานแล้วทุกอย่างเงียบไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ รำเพยแปลกใจชะเง้อมองเข้าไปในบ้าน
       “ไม่เห็นมีใครออกมาเปิดประตูเลยค่ะ”
       ไขนภาพยายามมองเข้าไปในบ้าน แต่สายตาเหลือบไปเห็นประตูบ้านเปิดแง้มอยู่
       “ประตูบ้านไม่ได้ปิด คุณวิไลวรรณน่าจะอยู่นะคะ”
       “แล้วทำไมเค้าไม่ออกมา...หรือว่าเค้าหลบหน้าเรา” รำเพยแปลกใจ
       ไขนภาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจ
       “งั้นเราก็เข้าไปเลยดีกว่าค่ะ”
       ไขนภากับรำเพยเปิดประตูรั้วเดินเข้าไป แต่รำเพยมองไปเห็นคราบเลือดอยู่ที่พื้น ตรงที่เกิดเหตุ เลยชะงัก
       “เอ๊ะ นั่น...รอยเลือดหรือเปล่าคะ”
       ไขนภามองตามที่รำเพยบอก
       สองสาวใจคอไม่ดีมองหน้ากัน
      
       คืนนั้น ขณะกานดามณีกำลังหวีผมอยู่หน้ากระจก ในใจคิดอยากกลับไปอยู่ที่วังสูรยกานต์ ฐิติเดินออกมาจากห้องน้ำ สวมชุดนอนเรียบร้อยแล้ว
       “ติคะ ติไม่คิดจะกลับไปที่วังบ้างเหรอคะ”
       ฐิติเดินมาโอบไหล่กานดามณี
       “ท่านย่าตัดขาดผมแบบนั้นแล้ว ผมจะมีหน้ากลับไปที่วังได้อย่างไรอีกล่ะครับ”
       “แต่ติเป็นหลานชายคนเดียวของท่านนะคะ อย่างไรท่านย่าก็ตัดไม่ขาดหรอก”
       ฐิติเดินไปนั่งที่เตียง
       “ท่านย่าเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น คุณก็ได้ยินไม่ใช่เหรอว่าท่านย่าพูดจริงจังขนาดไหน”
       กานดามณีหว่านล้อม “แต่ซักวันท่านย่าก็ต้องใจอ่อน ท่านย่ารักติจะตาย แล้วถ้าติไม่กลับไปใครจะดูแลท่าน ไหนจะบริษัทอีก ท่านย่าไม่เหลือใครแล้วนะคะนอกจากติ”
       ฐิติพูดอย่างปลงๆ
       “ถึงไม่มีผม านย่าก็ยังมีคุณพระที่ช่วยบริหารงานต่อไป แล้วอีกอย่างที่ทำให้ผมไม่อยากกลับไป ผมไม่อยากให้คุณไม่สบายใจ เพราะผมรู้ว่าท่านย่าไม่ชอบคุณ”
       กานดามณีเดินเข้ามาหาฐิติ
       “เรื่องฉันติไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ ฉันทนได้ แต่ทรัพย์สมบัติของติทั้งหมดล่ะคะ ติไม่เสียดายเหรอ”
       ฐิติพูดเรียบๆ
       “ผมมีคุณอยู่แล้วอย่างอื่นผมไม่ต้องการหรอกครับ สมบัติทั้งหมดท่านย่าก็รับสั่งแล้วว่าจะยกให้เป็นการกุศล”
       กานดามณีอึ้ง
       “รีบนอนเถอะครับเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมต้องตื่นแต่เช้า”
      
       ฐิติล้มตัวลงนอนทันที ปล่อยให้กานดามณียืนหงุดหงิดงุ่นง่านที่ไม่ได้ดั่งใจอยู่อย่างนั้น


       เช้าวันต่อมากานดามณีกำลังจุดไฟเตาถ่านทำกับข้าว แบบทุลักทุเล
      
       “โอ๊ย...ตั้งแต่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ฉันก็ไม่เคยทำ ตินะติมัวแต่ทำอะไรไม่มาช่วยกัน แล้ววันนี้จะได้กินมั้ย”
       กานดามณีถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ฐิติเดินเข้ามาแต่งตัวชุดสูททำงาน กานดามณีเห็นก็แปลกใจนึกสงสัย
       “ติจะออกไปไหนแต่เช้าคะ”
       “ผมจะไปคุยเรื่องงานกับเพื่อนที่ต่างจังหวัดน่ะครับ”
       กานดามณีตกใจ
       “แล้วฉันจะอยู่อย่างไรคนเดียว ติให้ฉันไปด้วยนะคะ”
       “ไม่ได้หรอกครับ บริษัทที่จะไปมันไม่ได้สะดวกสบายเลยครับ ผมไปแค่อาทิตย์เดียวผมก็กลับมาแล้ว”
       กานดามณียิ่งตกใจใหญ่
       “หนึ่งอาทิตย์! แล้วฉันจะนอนกับใคร ฉันยังไม่คุ้นกับที่นี่ฉันกลัวค่ะ”
       ฐิติเสนอทางออก
       “ถ้าคุณกลัวคุณก็ให้คุณวิไลวรรณมาอยู่เป็นเพื่อนสิครับ”
       กานดามณีชะงัก ด้วยคิดได้ว่าวิไลวรรณตายแล้ว รู้สึกกลัวขึ้นมา รีบบอก
       “ไม่ต้องหรอกค่ะ ไม่ต้องให้ยัยวรรณมา...เออ...ยัยวรรณไม่อยู่ ไป...ไปเที่ยวกับคนรักของเค้าน่ะค่ะ”
       “ถ้าอย่างงั้นคุณก็ไม่ต้องกลัว ผมทำธุระเสร็จแล้วจะรีบกลับมาหาคุณทันทีเลย”
       กานดามณีครุ่นคิด
      
       กานดามณีพาตัวเองมาอยู่ที่วังสูรยกานต์ กำลังบีบน้ำตานั่งพับเพียบอยู่ตรงหน้าท่านหญิง แล้วก้มลงกราบ ท่านหญิงเชิดมองด้วยหางตา
       พุดตานมองอย่างนิ่งๆ พูดอะไรไม่ออก รู้อยู่เต็มอกว่าฐิติเลือกกานดามณี ส่วนนมสายมองแบบเหยียดๆ สมน้ำหน้า
       “ท่านย่าเพคะ ตอนนี้ติเสียใจมากที่ท่านย่าโกรธ วันๆ ก็ได้แต่ซึมเศร้าไม่เป็นอันกินอันนอน”
       “ก็สมควรแล้วนี่ที่ฉันจะโกรธ หลานไม่รักดีพันธุ์นั้นจะเก็บไว้ทำไม”
       กานดามณีก้มหน้าน้ำตาหยด
       “แต่ติรักท่านย่ามากนะเพคะ ติอยากกลับมาหาท่านย่าแต่ติรู้ว่าอย่างไรท่านย่าก็ไม่ยกโทษให้...”
       นมสายเบือนหน้าหนี รู้ว่ากานดามณีแกล้งทำ
       “ท่านย่ายกโทษให้ติและให้ติกลับมาอยู่ที่วังตามเดิมเถอะนะเพคะ”
       ท่านหญิงพูดชัดเจน
       “ไม่มีทาง จนกว่าพ่อติจะหย่ากับหล่อน”
       กานดามณีอึ้ง
       “หนูยอมทำทุกอย่างเพคะ ขอแค่ให้ท่านย่ายอมให้ติกลับมาอยู่ที่วัง และอย่าตัดติออกจากกองมรดกเลยนะเพคะ”
       ท่านหญิงกริ้ว
       “อ๋อ...ที่หล่อนพล่ามมาทั้งหมดก็เพราะห่วงสมบัติของฉันเหรอ นี่พ่อติคงจะใช้ให้หล่อนมาพูดล่ะสินะ
       “ไม่ใช่นะเพคะ หนูเห็นติเป็นแบบนั้นแล้วหนูสงสาร หนูควรที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่หนูทำลงไป”
       “หล่อนเห็นฉันเป็นเด็กอมมือหรือไง ที่มาบีบน้ำตาแล้วฉันจะเชื่อ ออกไปจากวังของฉันเดี๋ยวนี้เลยแล้วอย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีก”
       กานดามณีอิดอออด “แต่ท่านย่า...”
       ท่านหญิงเชิดหน้าไปทางอื่น
       กานดามณีก้มกราบท่านหญิงอีกครั้ง แล้วลุกออกไป ท่านหญิงเรียกไว้
       “เดี๋ยวก่อน ฉันฝากไปบอกพ่อติด้วย วันพรุ่งนี้เช้าคุณพระจะเอาพินัยกรรมฉบับใหม่มาให้ฉันเซ็นแล้วสมบัติทั้งหมดก็จะตกเป็นของการกุศลทันที”
       กานดามณีเดินออกไปอย่างแค้นใจ
      
       ด้านพุดตานเดินเข้ามาในบ้านเก่า มองหาฐิติ เห็นสภาพบ้านจัดเรียบร้อย คิดว่าฐิติต้องทำคนเดียว กานดามณีเดินออกมา แกล้งตีหน้ายิ้มหวานเป็นมิตร
       “อุ๊ย...คุณแม่ นั่งก่อนสิคะ มาหาติเหรอคะ”
       พุดตานถามเรียบๆ
       “ตาติอยู่มั้ย”
       “ไม่อยู่ค่ะ ไปคุยเรื่องงานที่ต่างจังหวัด คุณแม่มีอะไรหรือเปล่าคะ”
       พุดตานอดรู้สึกสงสารฐิติไม่ได้
       “ฉันจะรอพูดกับลูกฉันคนเดียวเท่านั้น ส่วนเรื่องของเธอที่ทำให้ตาติต้องผิดใจกับท่านหญิง เธอต้องการแบบนี้เหรอกานดามณี ที่เธอทำอยู่นี่เธอมีความสุขแล้วใช่มั้ย เธอไม่รักตาติเลยใช่มั้ยถึงปล่อยให้เค้ามีชีวิตอยู่แบบนี้”
       “หนูรักติจริงๆนะคะคุณแม่”
       “ถ้าเธอรักตาติก็ออกไปจากชีวิตเค้าซะ”
       พุดตานกำลังจะเดินออกจากบ้านไป
       กานดามณีเรียกไว้
       “เดี๋ยวก่อนสิคะคุณแม่”
       พุดตานหยุด
       “หนูรักติค่ะ หนูอยากให้ติมีความสุข แต่คุณแม่ล่ะคะ เห็นใจเราบ้างหรือเปล่า ถ้าคุณแม่รักติช่วยไปพูดกับท่านย่าให้ยกโทษให้ติด้วย คุณแม่ไม่สงสารติเหรอคะที่ต้องระหกระเหเร่ร่อนไปหางานที่ต่างจังหวัด หนูสงสารติเหลือเกิน อยากจะช่วยแต่ก็ช่วยได้เท่านี้ คุณแม่ทำได้มากกว่าหนูหรือว่า...คุณแม่ไม่อยากเห็นติมีความสุขคะ”
       พุดตานครุ่นคิดแล้วเดินออกไป
      
       กานดามณีมองตามอย่างเจ็บใจระคนสะใจ


  


       ไม่นานต่อมาพุดตานประคองท่านหญิงเดินมานั่งบนเตียงในห้องบรรทม นมสายถือถาดถ้วยชาไว้
      
       “รับชาอุ่นๆ สักหน่อยนะเพคะ จะได้รู้สึกผ่อนคลาย”
       นมสายส่งถ้วยชาให้ท่านหญิง ท่านหญิงจิบๆแล้วส่งคืน
       “ขอบใจเธอทั้งสองคนมากนะ ที่อยู่เคียงข้างฉันมาตลอด ยิ่งฉันเจ็บออดๆแอดๆแบบนี้ก็มีแต่พวกเธอเท่านั้นที่เป็นห่วงเป็นใยฉัน ฉันคงจะอยู่เป็นภาระของพวกเธอต่อไปอีกไม่นานหรอก”
       พุดตานแปลกใจ
       “ทำไมท่านหญิงรับสั่งแบบนี้ล่ะเพคะ”
       ท่านหญิงพูดปลงๆ
       “แม่พุดตาน ฉันก็แก่มากแล้วนะจะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้”
       นมสายขัดขึ้น
       “อุ๊ยท่านหญิง รับสั่งเรื่องเป็นเรื่องตายทำไมเพคะ โบราณเค้าถือ”
       “ฉันน่ะไม่ถือหรอก เพราะคนเราเกิดมาก็ต้องตาย ไม่มีใครฝืนได้ แล้วยิ่งจิตใจฉันตอนนี้ไม่มีความสุขเอาเสียเลย พ่อติจะรู้มั้ยว่า ย่ารักเค้ามากแค่ไหนถึงไม่อยากให้เค้าไปพัวพันกับผู้หญิงอย่างแม่กานดามณี”
       พุดตาน และนมสายเห็นใจท่านหญิง
       “อีกไม่นานหรอกเพคะ เดี๋ยวคุณฐิติก็ตาสว่าง ผู้หญิงแบบนั้นซ่อนลายไว้ได้ไม่นานหรอกเพคะ”
       “ออกไปกันเถอะ ฉันจะนอนแล้ว”
       “ให้ดิฉันนอนเป็นเพื่อนมั้ยเพคะ”
       “ไม่ต้อง ฉันอยากนอนคิดอะไรเงียบๆ คนเดียว”
       ท่านหญิงล้มตัวนอน พุดตานประคอง
       นมสายกับพุดตานยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหมุนตัวจะออกไป นมสายชะงักหันมามองเห็นท่านหญิงไม่ได้ห่มผ้า เดินกลับมาคลี่ผ้าห่มให้ ท่านหญิงยิ้มแต่ไม่ลืมตา พลางพึมพำ
       “ขอบใจ” ท่านหญิงพูดติดตลก “แล้วไม่ต้องล็อกประตูนะ เผื่อฉันเป็นอะไรขึ้นมาจะช่วยกันไม่ทัน”
       นมสายยิ้มค่อยๆ เดินออกไปจากห้องกับพุดตาน
      
       พุดตานกับนมสายเดินออกมาจากห้องท่านหญิง
       “ท่านหญิงอาการก็ยังไม่ค่อยดี ฉันล่ะอยากอยู่เฝ้าจริงๆเลยคุณสาย”
       “ท่านหญิงคงไม่อยากให้เราเป็นห่วงน่ะค่ะ ท่านหญิงคงทราบว่าถ้าท่านทำตัวอ่อนแอ พวกเราคงเป็นทุกข์ไปด้วย”
      
       นมสายเห็นนวลเดินปิดหน้าต่างปิดไฟไล่มา เลยตรวจตราความเรียบร้อยห้องชั้นบน ดูกลอนห้องต่างๆ ว่าล็อกหรือยัง ทุกห้องล็อกเป็นปกติ ตลอดเวลาเหมือนมีสายตาใครคอยมองอยู่
       นมสายบ่นบ้าตามประสา
       “วังตั้งใหญ่โต แต่ชั้นบนก็มีแค่ห้องบรรทมของท่านหญิงห้องเดียวเท่า นั้นที่ยังเปิดใช้อยู่ ส่วนคนที่เคยอยู่ห้องอื่นๆ ก็กระจัดกระจายกันไปหมด แล้ว”
       พุดตานกลุ้มใจที่ฐิติไม่ได้อยู่ที่วังแล้ว
       นมสายตรวจมาจนถึงห้องว่างข้างๆ ห้องนอนฐิติที่กานดามณีเคยอยู่ นมสายลองบิดประตูดู ประตูล็อกเหมือนห้องอื่นๆ แต่นมสายเหมือนชะงักนิดเดียว ก่อนจะปิดไฟชั้นบน แล้วเดินลงไปข้างล่างพร้อมกับพุดตาน
      
       ในห้องว่างข้างๆ ห้องนอนฐิติเดิม กานดามณีกำลังเทยาสลบใส่ผ้าด้วยสีหน้าเหี้ยมโหด และเก็บยาสลบใส่กระเป๋ากระโปรง
       “นับตั้งแต่นี้ต่อไปแกจะไม่มีวันได้อยู่ขัดขวางความสุขของฉันอีก”
       กานดามณีค่อยๆ เดินไปเปิดประตูห้อง
       สักครู่ กานดามณีโผล่หน้าออกมาดูมองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร ก้าวออกมาจากห้อง เดินช้าๆ เบาๆ ตรงไปที่ห้องบรรทมท่านหญิง มองประตูห้องอย่างอำมหิต ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป
      
       กานดามณีย่องไปที่เตียง เห็นคนนอนคลุมโปงอยู่ จึงเดินเข้าไปจนใกล้แล้วเอื้อมมือไปโปะยาสลบร่างบนเตียงดิ้นเบาๆ
       “อีแก่แกตายซะเถอะ อยู่ไปก็เป็นมารความสุขของฉันเปล่าๆ”
       ร่างบนเตียงสะบัดอย่างแรงลุกขึ้นมาจับกานดามณีคว่ำลงกับเตียง กานดามณีหันมามองแล้วตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นว่าคนที่อยู่บนเตียงคือฐิติ ไม่ใช่ท่านหญิง
       “ติ!”
      
       ฐิติตาวาววับ มองหน้ากานดามณีอย่างเอาเรื่อง
        

       กานดามณีตกตะลึงพรึงเพริดที่เห็นฐิติ แทนที่จะเป็นท่านหญิงลักษมี
      
       “ติ! มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไง”
       ฐิติมองกานดามณีอย่างเอาเป็นเอาตาย
       “คุณคิดล่ะสิว่าผมไปต่างจังหวัดจริงๆ แต่ความจริงแล้วผมมาอยู่ที่นี่เพื่อคอยจับคุณ”
       กานดามณีอึ้ง พยายามคิดหาคำจะแก้ตัว
       “ฉัน...ฉัน...”
       ฐิติคาดคั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
       “คุณคิดจะฆ่าท่านย่าใช่มั้ย”
       กานดามณีละล่ำละลัก
       “ไม่...ไม่ใช่นะคะติ”
       ฐิติโมโหสุดขีด
       “ไม่ต้องมาโกหก คุณจะฆ่าท่านย่า เพราะท่านขวางทางที่จะเป็นสะใภ้ สูรยกานต์ของคุณ คุณต้องการเงิน ต้องการสมบัติของสูรยกานต์ใช่มั้ย”
       ฐิติพูดแทงใจดำ กานดามณีไปไม่เป็น
       “ไม่จริงนะคะ...ไม่จริง”
       กานดามณีสะบัดตัวสุดแรง รีบลนลานวิ่งออกจากห้องไปทันที
      
       พอกานดามณีเปิดประตูห้องออกมา เจอท่านหญิงยืนจ้องเขม็ง มองอย่างเจ็บแค้นที่ถูกหลอกมาตลอด ในใจคิดเธอหนีไม่รอดแน่ กานดามณีตกใจกลัวสุดขีด หน้าซีด แทบช็อก
       ทั้งคู่มองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกานดามณีจะได้สติคืน รีบวิ่งหนีลงบันไดไป
      
       กานดามณีลนลานหนีมาถึงห้องโถง กลับเห็นคุณพระบรรณเดินนำเจ้าหน้าตำรวจเข้ามา กานดามณีตกใจจะวิ่งไปทางอื่น
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะคุณกานดามณี” คุณพระตะโกนก้อง
       กานดามณีไม่ยอมหยุด วิ่งหนีไปอีกทางจนเกือบชนพุดตานกับนมสายที่เดินสวนออกมา นมสาย กับพุดตานตกใจปนงง
       “ว๊าย...แม่กานดามณี”
       กานดามณีไม่สนใจรีบวิ่งหนีต่อ ตำรวจวิ่งตามกานดามณีผ่านนมสายกับพุดตานไป สองคนแปลกใจ
       “เกิดอะไรขึ้นคะคุณพระ...แล้วตำรวจมาทำไม” นมสายงวยงง
       ฐิติประคองท่านหญิงเดินเข้ามา
       “กานดามณีพยายามจะฆ่าท่านย่าครับ”
       พุดตาน นมสายตกใจใหญ่
       “คุณพระ” นมสายตกใจ
      
       กานดามณีวิ่งไม่คิดชีวิต แต่ไม่ทันเพราะตำรวจวิ่งเข้ามาล้อมกานดามณีไว้ได้ และยกปืนขู่ กานดามณียืนอึ้ง หน้าซีดหมดทางหนี
       ท่านหญิง ฐิติ คุณพระบรรณกิจ พุดตาน และนมสายเดินตามเข้ามา
       กานดามณีมองหน้าทุกคน อ้อนวอนขอความเห็นใจ ทุกคนหน้านิ่ง ไม่แยแส
       “จบเรื่องกันซักทีนะแม่กานดามณี”
       กานดามณีมองทุกคนอย่างเจ็บใจที่ถูกหลอกจนถูกตำรวจจับ ฐิติพูดเสียงเรียบๆ ท่าทีแค้นนิดๆ
       “ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องได้รับโทษในสิ่งที่คุณทำไว้”
       แม้ฐิติไม่อยากทำแบบนี้ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้
      
       ตำรวจคุมตัวกานดามณีไปยังโรงพักแล้ว ทุกคนรวมตัวกันอยู่ห้องนั่งเล่นวังสูรยกานต์
       “ใจหายใจคว่ำหมดเลยนะคะ คนชั่วอย่างไงก็ต้องเผยธาตุแท้ออกมา ดีนะที่จับได้ซะก่อน ไม่อย่างงั้นท่านหญิงเป็นอันตรายแน่ๆ” นมสายปรารภ
       พุดตานแปลกใจ
       “แล้วพ่อติทำไมไม่บอกใครเลย ทำแบบนี้มันเสี่ยงรู้มั้ย”
       ฐิติรีบอธิบายให้ทุกคนฟัง
       “ผมต้องการให้เรื่องนี้เป็นความลับมากที่สุดครับ เพราะเราต้องจับกานดามณีให้ได้คาหนังคาเขา เธอถึงจะดิ้นไม่หลุด”
       พุดตานดุฐิติ
       “แล้วถ้าพลาดและท่านหญิงเป็นอะไรไปขึ้นมาจะทำอย่างไง ทำอะไรไม่คิดให้ดีก่อนเลยนะพ่อติ”
       ท่านหญิงพูดเสียงเรียบ ท่าทีนิ่งๆ
       “ฉันเป็นคนบอกพ่อติเองว่าให้ทำแบบนี้”
       ท่านหญิงมองหน้าฐิติ ยิ้มๆให้กัน
       พุดตานกะนมสายอึ้งๆ นมสายนึกสงสัย
       “แล้วคุณฐิติทราบได้อย่างไรคะว่า คุณกานดามณีจะจัดการกับท่านหญิงคืนนี้”
       ฐิติตอบอย่างมั่นใจ
       “กานดามณีต้องลงมือในคืนนี้ ก่อนที่ท่านย่าจะเซ็นพินัยกรรมฉบับใหม่ในวันพรุ่งนี้เช้าอย่างไงล่ะครับ...”
       ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ
       “ก่อนหน้านี้ผมจึงให้คุณพระเอาทะเบียนสมรสปลอมมาหลอกเพื่อให้เธอตายใจ และคอยจับพิรุธเธอครับ”
       คุณพระได้โอกาสเสริมเสริม
       “แล้วตอนนี้ทะเบียนสมรสก็ถือเป็นโมฆะแล้วครับ”
       ทุกคนยิ้มดีใจที่สามารถกำจัดกานดามณีออกไปได้
      
       วันต่อมา ที่สถานีตำรวจเวลาตอนเช้า วิเศษ นารีรัตน์ และฐิติ ร้อนรนเดินเข้าไปในโรงพัก วิเศษเครียดหนักพอรู้เรื่อง จากฐิติ
       “ลูกณีไม่น่าทำแบบนี้เลย”
       “ผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อครับ จนผมต้องจับเธอให้ได้ด้วยตัวของผมเอง”
       ลึกๆ วิเศษยังรู้สึกสงสารกานดามณี
       “แล้วลูกณีจะเป็นอย่างไงบ้างครับ”
       “ทั้งพยานและหลักฐานครบขนาดนั้นคงจะดิ้นไม่หลุดครับ”
       วิเศษอึ้ง นิ่งงันไป ส่วนนารีรัตน์รู้สึกดีใจมาก
       “ถ้าพี่ณีถูกตำรวจจับแล้วพี่กานก็จะน่าพ้นผิดแล้วใช่มั้ยคะ”
       ฐิติคิดๆ
      
       “คงต้องรอทางตำรวจครับว่าจะทำอย่างไง”


  


       ที่โต๊ะทำงานนายตำรวจเจ้าของคดี ฐิติวางซองเอกสารสีน้ำตาลต่อหน้าตำรวจ โดยข้างในมีเงินประกันตัวกานดาวสี
      
       “ผมขอประกันตัวกานดาวสีครับ”
       ตำรวจมองซองกระดาษ แล้วปฏิเสธ
       “ผมยังให้ประกันตัวไม่ได้ครับ”
       วิเศษแปลกใจ
       “ทำไมล่ะครับ ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่ากานดาวสีเป็นผู้บริสุทธิ์ กานดามณีต่างหากที่เป็นคนผิด”
       ตำรวจอธิบาย
       “คดีของกานดาวสีคือพยายามฆ่ากานดามณี ส่วนคดีของกานดามณีคือพยายามฆ่าท่านหญิงลักษมีครับ ซึ่งเป็นคนละคดีกัน และทั้งสองคดีเป็นคดีที่อุกฉกรรจ์ครับ”
       วิเศษ ฐิติ นารีรัตน์ฟังแล้วยังมีข้อโต้แย้งในใจ
       “แต่ตอนนี้กานดามณีก็ถูกจับแล้วนี่ครับ”
       “ถึงกานดามณีจะถูกจับ ตำรวจก็ต้องหาพยานและหลักฐานเพื่อมายืนยันความบริสุทธิ์ของกานดาวสี เพราะจะให้ผู้ต้องสงสัยพ้นผิดทางตำรวจต้องมีข้อพิสูจน์ทั้งสองอย่างนี้ให้แน่ชัดครับ”
       ฐิติแย้ง
       “คดีกานดาวสีแทงกานดามณีเนี่ยนะครับ มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เธออาจจะทำร้ายตัวเองก็ได้”
       “นั่นแหละครับ ถึงอย่างไรทางตำรวจก็ต้องหาทางพิสูจน์เรื่องนี้ก่อน”
       ทั้งหมดอึ้งกันไป ไม่รู้จะช่วยกานดาวสีอย่างไง
      
       คุณหญิงไขนภาอยู่ที่ห้องรับรองในวังของเธอ มีวิไลวรรณนอนไม่ได้สติอยู่ที่เตียง มีสายน้ำเกลือและผ้าพันแผลบริเวณที่ถูกแทง พยาบาลคอยดูแลอยู่
       รำเพยคุยกับไขนภา
       “คุณหญิงทราบหรือยังคะว่ากานดามณีถูกจับข้าหาพยายามฆ่าท่านหญิงค่ะ”
       ไขนภาตกใจ
      
       “เป็นไปได้อย่างไงคะ แล้วคุณกานดาวสีล่ะทางตำรวจเค้าว่าอย่างไงมั่ง”
       รำเพยเศร้า
       “ตำรวจยังไม่ให้ประกันตัวยัยกานค่ะ”
       ไขนภามองวิไลวรรณอย่างมีความหวัง เดินเข้าไปใกล้ๆเตียง
       ไขนภาพูดกับวิไลวรรณ “ฟื้นขึ้นมาซักทีสิคะคุณวิไลวรรณ คุณจะได้พูดในสิ่งที่คุณควรพูด”
       วิไลวรรณนอนนิ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว
      
       ส่วนฐิติกำลังจับมือกานดาวสีไว้มองตาให้กำลังใจ
       “คุณอดทนไว้ก่อนนะ อีกไม่นานคุณจะต้องได้ออกไปจากที่นี่ ถ้าตำรวจหาพยานและหลักฐานได้”
       กานดาวสีพูดเศร้าๆ
       “แล้วใครล่ะคะที่จะมาเป็นพยานให้ฉัน”
       ฐิตินิ่ง ครุ่นคิด
       “ต้องมีใครสักคนล่ะครับที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”
       กานดาวสีฝืนยิ้ม พูดให้ฐิติสบายใจ
       “ขอบคุณนะคะที่ทำทุกอย่างเพื่อฉัน ฉันจะไม่ยอมแพ้ค่ะ” กานดาวสีคิดขึ้นมาได้ “แล้วน้องณีล่ะเป็นอย่างไงมั่ง”
      
       กานดามณีกำลังถูกทำประวัติผู้ต้องหา หน้าตาซีดเซียว อมทุกข์ พิมพ์ลายนิ้วมือถ่ายรูป ทำประวัติเสร็จตำรวจก็ใส่กุญแจมือกานดามณี
      
       ครู่ต่อมาตำรวจกำลังพากานดามณีไปห้องขัง ฐิติเดินมาพอดี ชะงักเมื่อเห็นสภาพ กานดามณีมองฐิติอย่างชิงชังตัดพ้อฐิติ
       “ติพอใจมากแล้วใช่มั้ยค่ะที่เห็นฉันอยู่ในสภาพแบบนี้ ฉันไม่นึกเลยว่าติจะทำกับฉันได้ขนาดนี้ เสียแรงที่ฉันรักและซื่อสัตย์กับติมาตลอด”
       ฐิตินิ่งพูดไม่ออก รู้สึกผิดในใจ
       กานดามณีพูดเยาะหยันอย่างแค้นๆ “ถ้าฉันต้องติดคุกจริงๆ นังกานดาวสีก็ต้องติดด้วย อย่าหวังเลยว่ามันจะรอดออกไปมีความสุขกับติได้”
      
       ฐิติมองกานดามณีอย่างเจ็บใจไม่น่าไว้ใจเธอเลย
      

       กานดาวสีนั่งซึมกอดเข่าเจ่าจุกอยู่ในห้องขัง ตำรวจพากานดามณีมาแล้วถอดกุญแจมือออก กานดาวสีเห็นกานดามณีต้องตกอยู่ในสภาพแบบเดียวกับตน ก็ยิ่งสงสาร
      
       กานดามณีเข้าห้องขังเดียวกับพี่สาว มองกานดาวสีอย่างจงเกลียดจงชัง
       “ตอนนี้เราก็เป็นไอ้ขี้คุกเหมือนกันแล้ว ฉันอยากจะรู้นักว่าระหว่างพี่กับฉันใครจะรอดออกไปได้ก่อนกัน”
       กานดาวสีมองกานดามณีอย่างเห็นใจ
       “ถ้าพี่ออกไปได้ พี่จะหาทางช่วยน้อง น้องไม่ต้องกลัวนะ อย่างไงพี่ก็ไม่ทิ้งน้องเด็ดขาด”
       กานดามณีเชิด แล้วนึกสงสัย
       “แกแน่ใจได้อย่างไงว่าแกจะได้ออกไป”
       กานดาวสีนิ่ง ก่อนจะตอบเรียบๆ
       “น้องก็รู้อยู่แก่ใจว่าพี่ไม่ได้ฆ่านายวสันต์และพี่ไม่ได้ทำร้ายน้อง ทุกอย่างน้องทำของน้องเองคนเดียวทั้งนั้น”
       กานดามณีทนฟังไม่ได้และบันดาลโทสะเข้าไปบีบคอกานดาวสีไม่ให้พูด
       “หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ ถ้าแกยังไม่อยากตายตอนนี้”
       กานดาวสีดิ้นรนร้องขอความช่วยเหลือ
       “ช่วยด้วย!...น้องณีปล่อยพี่เถอะ ช่วยด้วย...”
       ตำรวจรีบวิ่งมาที่ห้องขัง ตวาดอย่างไม่พอใจ
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะ จะทะเลาะอะไรกันนักหนา”
       กานดามณีชะงักเอามือออกจากคอกานดาวสี
       “จ่า จับสองคนนี้แยกขัง เอาไว้ห้องเดียวกันเดี๋ยวได้ฆ่ากันตาย”
       ตำรวจไขกุญแจห้องขัง เข้ามาพากานดามณีออกไปขังห้องข้างๆ
      
       ในห้องพระบ้านกิริเนศวรวิเศษกำลังจุดธูปไหว้ต่อหน้ารูปกาญจนา มองรูปอย่างรู้สึกผิด
       “กาญจนา...ผมรู้ว่าผมมีส่วนผิดที่ทิ้งลูกณีไป จนทำให้ลูกณีต้องลำบากและกลับมาทำร้ายลูกกานจนเดือดร้อน ผมไม่รู้ว่าจะช่วยลูกของเราอย่างไง...ผมขอให้มีอะไรซักอย่างช่วยดลบันดาลให้เรื่องวุ่นวายนี้มันจบลงอย่างเรียบร้อยด้วยเถอะ”
       วิเศษปักธูปที่กระถาง มองรูปอย่างมีความหวัง และเสียใจ
      
       ภายในห้องรับรองในวังคุณหญิงไขนภา
       วิไลวรรณฟื้นแล้ว ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เห็นสภาพห้องที่แปลกตาและไม่คุ้นเคย
       ไขนภาเห็น ก็ดีใจมาก “คุณวิไลวรรณ...คุณวิไลววณ”
       ไขนภาหันไปหารำเพย
       “คุณรำเพย คุณวิไลวรรรฟื้นแล้วค่ะ”
       รำเพยรีบเข้าไปใกล้ๆ เตียง
       “คุณวิไลวรรณฟื้นแล้วจริงๆด้วย เกิดอะไรขึ้นกับคุณคะ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ คุณจำได้หรือเปล่า”
       วิไลวรรณอึ้ง งงๆ คิดๆ นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่ตนกระเสือกกระสนมาจนถึงวังไขนภา
      
       เวลาผ่านไป ไขนภา รำเพย พาวิไลวรรณมาที่สถานีตำรวจ นั่งอยู่ต่อหน้านายตำรวจเจ้าของคดี วิไลวรรณพูดเรียบๆ
       “ฉันมาให้ปากคำคดีฆาตกรรมของนายวสันต์ค่ะ”
       วิไลวรรณเริ่มให้ปากคำกับนายตำรวจ
       “ฉันขอยืนยันค่ะว่ากานดามณีเป็นคนฆ่านายวสันต์จริงๆ”
       ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ
       “แล้วทำไมคุณถึงยอมกลับคำให้การที่เคยให้ไว้ล่ะครับ”
       วิไลวรรณมองหน้าไขนภาและรำเพย
       “เพราะกานดามณีสั่งเก็บฉันด้วยอีกคนอย่างไงล่ะคะ ขนาดฉันเป็นเพื่อนเค้า เค้ายังทำกับฉันแบบนี้ ดีนะที่ฉันรอดมาได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่นที่ขัดผลประโยชน์ของเค้า”
       ตำรวจครุ่นคิด วิไลวรรณเสริม
       “ไม่ใช่แค่นายวสันต์นะคะที่กานดามณีฆ่า ยังมีคุณอุไรแม่เลี้ยงของเค้าเองด้วยอีกคนค่ะ”
       “แล้วผมจะตรวจสอบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดครับ”
       วิไลวรรณยิ้ม ขณะบอก
       “แล้วอีกอย่าง คุณกานดาวสีไม่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมใดๆทั้งนั้นค่ะ”
       ไขนภา รำเพยยิ้มให้กำลังใจวิไลวรรณว่าทำถูกต้องแล้ว
      
       กานดาวสียังอยู่ในห้องขัง กานดามณีอยู่ในห้องขังข้างๆมองมาอย่างเจ็บใจ ครุ่นคิดตลอดเวลาว่าจะทำอย่างไงดี ตำรวจเดินเข้ามา
       “คุณกานดาวสีพ้นข้อกล่าวหาทุกคดีแล้วครับ เพราะคุณวิไลวรรณมายืนยันว่าฆาตกรตัวจริงคือคุณกานดามณี”
       กานดามณีตะลึง อึ้ง ที่รู้ว่าวิไลวรรณยังไม่ตาย ตำรวจเปิดประตูให้กานดาวสีออกมา ไขนภา รำเพยดีใจมาก รำเพยรีบเข้าไปกอดกานดาวสี น้ำตาซึม
       “ยัยกาน ในที่สุดเธอก็ได้ออกจากที่นี่ ฉันดีใจกับเธอจริงๆ”
       กานดาวสีดีใจแต่เก็บอาการได้แต่ยิ้มๆเพราะเป็นห่วงความรู้สึกกานดามณี ฐิติยืนนิ่งๆแต่ดีใจ ไขนภามองไปยังกานดามณีพูดเปรยกับกานดาวสี
       “ดีนะคะที่คุณวิไลวรรณยอมมายืนยันความบริสุทธิ์ให้คุณกานดาวสี ไม่อย่างงั้นคุณกานดาวสีก็จะกลายเป็นแพะรับบาปไปอย่างงี้ ถึงเวลาแล้วล่ะค่ะที่คนทำผิดจริงๆจะต้องได้รับโทษ”
       กานดามณีชะงักแค้น ครุ่นคิด ตำรวจเดินไปเปิดประตูที่ห้องกานดามณี
       “ออกมาได้แล้วถึงเวลาแล้วที่ต้องไปศาล”
       ทั้งหมดมองกานดามณีอย่างเห็นใจ กานดาวสีสงสารกานดามณีจับใจ แต่กานดามณีหน้านิ่ง ก้าวออกมาจากห้องขัง ในจังหวะนั้นเองโดยไม่มีใครคาดคิด กานดามณีกระชากปืนของตำรวจขึ้นมาขู่ทุกคนตกใจกานดามณีใช้จังหวะที่คนอื่นตกใจเข้าไปล็อคตัวพี่สาวไว้ กานดาวสีตกใจ อึ้ง
       ตำรวจคนอื่นวิ่งเข้ามายกปืนขึ้นเล็งมายังกานดามณี
       “ฉันไม่มีวันยอมติดคุกคนเดียวหรอก”
       “วางปืนลงซะ” ตำรวจตะโกนก้อง
       กานดามณีมองซ้ายมองขวา
       “อย่าตามมานะ...ถ้าไม่อยากให้นังนี่ตาย”
       กานดามณีล็อคคอกานดาวสีใช้ปืนจี้พยายามลากกานดาวสีออกไป ตำรวจค่อยๆตามไป
      
       ฐิติ ไขนภา และรำเพย วิ่งตามไปอย่างร้อนรน


  


       กานดามณีลากกานดาวสีมาหน้าสถานีตำรวจ ใช้ปืนเล็งไปทางตำรวจ
      
       “ฉันบอกว่าอย่าตามมาไง”
       กานดาวสีพยายามพูดโน้มน้าวกานดามณี
       “น้องณีอย่าทำแบบนี้เลย ยอมแพ้ซะเถอะ เรื่องมันจะได้จบ”
       ฐิติ ไขนภา รำเพยวิ่งตามมา อยากเข้าไปช่วยแต่ตำรวจกันไว้ ตำรวจพูดเกลี้ยกล่อม
       “ใจเย็นๆ ก่อนครับ แล้ววางปืนลง ผมรับรองว่าจะไม่มีใครทำอะไรคุณ”
       กานดามณีถอนหลังไปเรื่อยๆพยายามหนีให้ห่างตำรวจมากที่สุด กานดาวสีพยายามขัดขืน ตื่นกลัว
       “น้องณี...อย่าให้เรื่องมันใหญ่โตไปมากกว่านี้เลย ยอมมอบตัวกับตำรวจเถอะ แล้วพี่จะหาทางสู้คดีให้น้อง”
       กานดามณีโมโห
       “หุบปากไปเลย แกเนี่ยนะจะช่วยฉัน จำใส่หัวไว้เลยนะที่ฉันติดคุกก็เพราะแก แกแย่งทุกอย่างไปจากฉัน แกบังคับฉันจนฉันต้องทำแบบนี้”
       ฐิติเป็นห่วงกานดาวสี ตะโกนออกไป
       “กานดามณีปล่อยกานดาวสีเถอะ คุณอยากได้อะไรผมจะให้ทุกอย่าง”
       กานดามณีเจ็บแค้นใจที่ฐิติเป็นห่วงกานดาวสี
       “เป็นห่วงมันมากหรือไงคะติ รักมันมากใช่มั้ย คุณไม่มีวันได้อยู่กับมันหรอก ถ้าฉันตายมันก็ต้องตายด้วย”
       ตำรวจอาศัยจังหวะนั้น เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้มากขึ้น
       “อย่าเข้ามานะ”
       กานดามณีลากกานดาวสีถอยหลังไปเรื่อย
       ฐิติเห็นรถคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็ว ร้องตะโกนบอก “ระวัง!”
       กานดาวสีและกานดามณีหันไปมอง รถคันนั้นชนเปรี้ยงที่กานดามณีและกานดาวสี ทั้งคู่ล้มลง ศีรษะของทั้งคู่กระแทกพื้น ทุกคนตกใจรีบวิ่งเข้าไปดู
       บุรุษพยาบาลเข็นเตียงของกานดาวสีและกานดามณีมาด้วยความเร็ว ตรงเข้าไปในห้องไอซียู
       ฐิติ ไขนภา รำเพย วิ่งตามมาด้วยความเป็นห่วง
       ในห้องปลอดเชื้อก่อนเข้าห้องไอซียู พยาบาลกำลังช่วยกันเปลี่ยนเสื้อผ้าของกานดาวสีกับกานดามณีให้ใส่ชุดของโรงพยาบาล
      
       ท่านหญิงลักษมี ฐิติ วิเศษ พุดตาน นมสาย นารีรัตน์ ไขนภา และรำเพยอยู่หน้าห้อง ทุกคนเป็นห่วงกานดาวสี
       “ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ แม่กานดาวสีจะเป็นอย่างไงมั่งเนี่ย” ท่านหญิงร้อนใจมาก
       ทุกคนนิ่งๆ
       ฐิติมองผ่านประตูกระจกเข้าไปในห้อง เห็นกานดาวสีกับกานดามณีนอนอยู่ที่เตียงห้องข้างๆ กันมีเพียงกระจกกลั้นกลาง หมอกับพยาบาลกำลังช่วยชีวิต
       สักครู่หมอเดินออกมา วิเศษรีบเข้าไปหาหมอ
       “ลูกของผมเป็นอย่างไงบ้างครับ”
       หมอท่าทางอ่อนล้า
       “ทั้งคู่พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ยังไม่ได้สติ เพราะทั้งคู่ศีรษะกระแทกพื้นแล้วมีคนใดคนหนึ่งได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองอาจทำให้มีผลข้างเคียง แต่หมอขอตรวจให้ละเอียดอีกทีครับ”
       ทุกคนดีใจปนตกใจ
       พุดตานนึกสงสัย “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไงล่ะคะคุณหมอว่ากานดาวสีหรือกานดามณีที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง”
       หมอตอบนิ่งๆ
       “หมอยังตอบไม่ได้ครับ ต้องรอจนกว่าทั้งคู่จะฟื้น”
       ฐิติเครียดจัด ทุกคนเริ่มเป็นกังวลขึ้นมาอีก
      
       เวลาผ่านไปจนเย็นย่ำ เปลือกตากานดามณีค่อยๆ ขยับ กานดามณีกลอกตามองไปมาในห้อง เห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในห้อง มีตำรวจยืนเฝ้าอยู่มุมหนึ่ง กานดามณีตกใจ ตั้งสติว่าจะทำอย่างไงดี
       กานดามณีมองมาทางห้องกานดาวสี ที่มีกระจกกั้น เห็นความวุ่นวายในห้องของกานดาวสี หมอกับพยาบาลกำลังรุมล้อมช่วยชีวิตกานดาวสีด้วยวิธีทางการแพทย์
       กานดามณีเห็นกานดาวสียังไม่ฟื้น ดูรู้ว่ากานดาวสีอาการหนักมากคิดว่าไม่รอดแน่ๆ กานดามณีคิดๆจะจบเรื่องนี้อย่างไงดี หมออีกคนเข้ามาในห้องกานดามณี
       “รู้สึกตัวแล้วเหรอครับคุณกานดา...”
       หมอชะงัก ลังเลไม่รู้ว่าจะเรียกชื่ออะไร กานดามณีรีบออกตัวโดยแกล้งเป็นกานดาวสี รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกานดาวสีจริงๆ
       “ฉันกานดาวสีค่ะ...กานดาวสี กิริเนศวร”
      
       กานดามณียิ้มอ่อนๆ เหมือนคนไม่มีแรง
      

       จบตอนที่  16
ตอนที่ 17 อวสาน
      
       ที่บริเวณหน้าห้องไอซียูทุกคนรออยู่กันพร้อมหน้า ต่างเป็นห่วงกานดาวสี และลุ้นๆ อยากได้รับข่าวดี ฐิติยืนเครียดจัด อยากให้กานดาวสีฟื้น หมอเดินออกมาจากห้องไอซียู ทั้งหมดหันไปสนใจหมอ
      
       “คุณกานดาวสีรู้สึกตัวแล้วครับเมื่อซักครู่นี้”
       ทุกคนดีใจ
       “แล้วตอนนี้เธออยู่ไหนครับ” ฐิติถาม
       “กำลังย้ายไปที่ห้องพักฟื้นครับ”
       ทุกคนโล่งอก สีหน้าฐิติคลายความเครียดลง ยิ้มออกมาได้
      
       ยามเย็นกานดามณีถูกย้ายมาที่ห้องพักฟื้น เวลานี้กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง ท่านหญิง พุดตาน นมสาย ฐิติ วิเศษ นารีรัตน์ ไขนภา และรำเพยมาเยี่ยม ทุกคนคิดว่าเป็นกานดาวสีจริงๆ และต่างดีใจที่เห็นเธอปลอดภัย
       “หมดเคราะห์หมดโศกกันเสียทีนะแม่กานดาวสี”
       กานดามณียิ้มยกมือไหว้ท่านหญิง
       “ขอบพระคุณเพคะท่านย่า”
       วิเศษลูบศีรษะกานดามณีอย่างอ่อนโยน
       “พ่อดีใจที่ลูกผ่านเรื่องร้ายๆ มาได้ ต่อไปชีวิตลูกก็คงพบเจอแต่เรื่องดีๆ แล้วล่ะ”
       กานดามณีซาบซึ้ง น้ำตาไหล
       “ขอบคุณค่ะคุณพ่อ แต่ไม่รู้ว่าน้องณีจะเป็นอย่างไรบ้างนะคะ ลูกเป็นห่วงน้องเหลือเกินค่ะ”
       ไขนภา รำเพย เข้าไปยินดีกับกานดามณี ทุกคนเชื่อสนิทว่าหล่อนคือกานดาวสี
       รำเพยจับมือกานดามณี “ยัยกานฉันเป็นห่วงเธอมาก กลัวเธอจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้ โชคดีที่เธอปลอดภัย ฉันดีใจกับเธอจริงๆ”
       กานดามณียิ้มอย่างเป็นมิตร
      
       ท่านหญิงกับพุดตานนั่งอยู่ที่เก้าอี้ ลุ้นๆ อาการของกานดาวสีที่ต่างคิดว่าเป็นกานดามณีว่าจะฟื้นมั้ย นมสายยืนดูผ่านประตูกระจก ปากก็แช่งชักหักกระดูกไปด้วย
       “คุณกานดาวสีรอดปลอดภัยมาได้คนเดียวก็ดีแล้ว ไม่รู้ว่าหมอจะไปช่วยเค้าทำไม คนเลวๆแบบนั้นปล่อยให้ตายไปซะได้ก็ดี”
       ฐิติแย้งขึ้นด้วยในใจลึกๆ ก็เป็นห่วงกานดามณี
       “ไม่ได้หรอกครับคุณนมสาย หมอเค้าก็ต้องทำหน้าที่ของเค้า เดี๋ยวรอให้กานดามณีฟื้นขึ้นมาแล้วเราค่อยใช้กฎหมายจัดการกับเค้าดีกว่า”
       กานดามณีนั่งอยู่บนรถเข็น ชะงัก แต่ทำเป็นห่วงมาก หมอเดินออกมา
       “คุณหมอคะ น้องณีจะปลอดภัยมั้ยคะ”
       “หมอก็ยังตอบไม่ได้ครับ ตอนนี้อาการห้าสิบห้าสิบเป็นตายเท่ากันครับ”
       “โธ่...น้องณี”
       กานดามณีครวญ ตีหน้าเศร้าเหมือนเป็นห่วงมาก ทั้งทีในใจคิดว่าถ้าไม่รอดได้ก็ดี
      
       ที่วังสูรยกานต์ เวลากลางคืน รถของฐิติแล่นเข้ามาจอดที่หน้าวัง ตามมาด้วยรถของท่านหญิง พุดตาน นมสาย วิเศษและนารีรัตน์ ฐิติประคองกานดามณีลงจากรถ
       คุณพระคอยต้อนรับอยู่กับเด็กรับใช้ด้วยความปีติยินดี
       คุณพระเข้าไปยินดีกับกานดามณี
       คุณพระ ผ่านเรื่องร้ายๆไปได้แล้วนะหนูกานดาวสี ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองหนูอย่าให้ต้องเจอเรื่องร้ายๆอีกเลยนะ
       กานดามณียิ้มขอบคุณอย่างอ่อนโยน ท่านหญิงเดินเข้ามาใกล้ๆ ฐิติกับกานดามณี
       “พาแม่กานดาวสีขึ้นไปพักข้างบนเถอะ”
       ฐิติประคองกานดามณีเข้าวัง ทุกคนมีความสุข เดินตามกันเข้าไปในวัง
      
       เช้าวันต่อมาในห้องพักฟื้น กานดาวสีนอนหลับโดยมีกุญแจมือล็อกไว้กับเตียง ตำรวจคอยเฝ้าอยู่ห่างๆ
       วิไลวรรณมาเยี่ยมกานดาวสี เพราะคิดว่าเป็นกานดามณี มองด้วยสายตาทั้งโกรธทั้งแค้น ตั้งใจมาด่ากานดามณีที่สั่งฆ่าตน กานดาวสีค่อยๆ รู้สึกตัวลืมตาขึ้น ท่าทางอิดโรย อ่อนแรง มองไปรอบๆ ห้อง แปลกใจว่าที่นี่ที่ไหน พอขยับมือก็พบว่าถูกล็อกไว้ วิไลวรรณพูดเรียบๆ
       “ฟื้นแล้วเหรอยัยณี”
       กานดาวสีมองวิไลวรรณงงๆ
       “คุณเป็นใครคะ”
       วิไลวรรณมองอย่างแค้นๆ
       “ยัยณี นี่แกแกล้งจำฉันไม่ได้หรือไง ดูฉันให้ดีๆ สิ...”
       วิไลวรรณยื่นหน้าไปใกล้หน้ากานดาวสีพูดคุกคามเบาๆ
       “คนที่แกสั่งฆ่าไง แต่โชคดีที่ฉันยังไม่ตาย แกคงคิดว่าฉันตายไปแล้วล่ะสิ”
       กานดาวสีไม่รู้เรื่อง
       “คุณพูดเรื่องอะไรคะ ใครสั่งฆ่าคุณ”
       วิไลวรรณอารมณ์ขึ้น
       “อย่ามาตอแหล...แกนอนหมดสภาพอยู่แบบนี้อย่าคิดนะว่าฉันจะให้อภัยแก รอให้แกหายดีก่อนเถอะแกได้รับกรรมที่แกทำไว้แน่”
       กานดาวสีไม่เข้าใจที่วิไลวรรณพูด หมอเปิดประตูเข้ามา
       “คนไข้รู้สึกตัวแล้วเหรอครับ แต่เธอยังคงจำเรื่องของตัวเองไม่ได้หรอกนะครับ เพราะเธอได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองจนทำให้ความจำเสื่อมชั่วคราวครับ”
       วิไลวรรณอึ้งรู้สึกทั้งสงสารและสมน้ำหน้า
       “ความจำเสื่อม...”
       “ครับ” หมอมองกานดาวสี “คงต้องใช้เวลาอีกซัก 7-12 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แต่กรณีนี้ดูจากการบวมของเส้นเลือดในสมองอาจจะประมาณ 3 วันกว่าจะกลับมาเป็นปกติครับ”
      
       วิไลวรรณมองกานดาวสี คิดว่าเป็นกานดามณี ด้วยความรู้สึกสงสาร และปลงๆ ว่าคงเป็นกรรมที่ทำไว้


  


       คุณพระบรรณกิจเข้ามารายงานอาการของกานดามณี ซึ่งที่แท้เป็นกานดาวสีให้ทุกคนทราบ
      
       “ผลการตรวจของคุณกานดามณีปรากฏว่าเธอความจำเสื่อมกระหม่อม”
       ทุกคนตกใจ กานดามณียิ้มในสีหน้า สาสมใจในชะตาของกานดาวสี ส่วนท่านหญิงถอนหายใจ
       “คงเป็นเวรกรรมของหล่อนจริงๆ ทำอะไรไว้ผลกรรมก็ต้องย้อนกลับมาหาตัว”
       นมสายสะใจ
       “สมน้ำหน้านะเพคะ บาปกรรมมีจริงๆกรรมตามทันตาเห็นเลยนะเพคะ”
       กานดามณี ทำเป็นสงสาร
       “น้องณี ไม่น่ามาเป็นแบบนี้เลยนะเพคะ เป็นเพราะดิฉันเองแท้ๆ ที่ทำให้เรื่องทุกอย่างมันแย่ลงแบบนี้”
       ฐิติโอบไหล่ปลอบกานดามณี
       “เลิกโทษตัวเองซักทีเถอะครับ กานดามณีทำผิดเอาไว้มาก สมควรแล้วที่เค้าจะได้รับผลตอบแทนแบบนั้น”
       กานดามณีมองหน้าฐิติ ดีใจที่ทุกอย่างลงล็อก
      
       ในห้องพักฟื้น กานดาวสีนอนอยู่ที่เตียงที่มือยังถูกล็อกไว้อยู่ ตำรวจมาสอบปากคำกานดาวสีเพิ่ม
       “คุณลองนึกดูอีกทีสิครับว่าคุณจำอะไรได้มั่งหรือเปล่า”
       กานดาวสีพยายามนึกแต่นึกไม่ออก
       “ฉันจำอะไรไม่ได้เลยค่ะ ฉันรู้สึกตัวอีกทีก็มานอนอยู่ที่ห้องนี้แล้ว”
       ตำรวจมองกานดาวสีจะเชื่อดีมั้ย
       “คุณจำได้มั้ยว่าคุณจับพี่สาวเป็นตัวประกันและถูกรถชน”
       กานดาวสีนึก นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ใช้มือข้างที่ไม่ถูกล็อกกุมศีรษะ ร้องโอ๊ย เพราะปวดหัว หมอเข้ามาพอดี
       “ทำใจให้ดีๆ ครับ ไม่ต้องคิดมาก ถ้าคุณนึกไม่ออกก็ไม่ต้องนึก”
       หมอหันไปพูดกับตำรวจ
       “รอให้ความจำของคนไข้กลับมาเป็นปกติก่อนดีกว่าครับ แล้วคุณตำรวจค่อยมาสอบปากคำใหม่” หมอบอก
       ตำรวจมองกานดาวสีที่มีอาการปวดหัว แต่ยังไม่ปักใจเชื่อ
      
       เย็นนั้นท่านหญิงเรียกทุกคนมาพบ กานดามณีใจเต้นลุ้นว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นกับตนหรือเปล่า
       ท่านหญิงยิ้มแย้มใบหน้าเปี่ยมสุข
       “ฉันมีข่าวดีจะบอกทุกคน ในเมื่อเรื่องร้ายๆ ก็ผ่านไปแล้ว พ่อติกับแม่กานดาวสีก็เข้าใจกันดีแล้ว...ฉันจะให้ทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกันใหม่อีกครั้งและมีงานฉลองเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการรับขวัญแม่กานดาวสี”
       ทุกคนดีใจ พุดตานเป็นปลื้ม
       “เป็นข่าวดีมากๆ เพคะ ทีนี้วังสูรยกานต์จะได้มีแต่ความสุขความสงบอีกครั้ง”
       ท่านหญิงมองฐิติ แกล้งเย้าเล่นๆ
       “ว่าอย่างไงล่ะพ่อติ ครั้งนี้ย่าไม่บังคับเรานะ เราอยากแต่งหรือเปล่า”
       ฐิติรีบพูดขึ้นทันที
       “แต่งครับท่านย่า”
       ทุกคนหัวเราะชอบใจ
       “แล้วแม่กานดาวสีล่ะ”
       กานดามณีเริ่มเขินอาย รับคำหน้าแดงไม่กล้าสบตาใคร
       “เพคะ”
       ท่านหญิงยิ้มพอใจ
       “ถ้าไม่มีใครขัดก็เตรียมตัวกันได้เลย เพราะฉันให้คุณพระหาฤกษ์ไว้ให้แล้ว พ่อติกับแม่กานดาวสีจะจดทะเบียนกันในอีก 3 วันข้างหน้า”
       ทั้งหมดมีความสุข กานดามณียิ้มแย้มคิดในใจ ตนจะได้เป็นกานดาวสีอย่างสมบูรณ์แล้ว
      
       ภายในห้องนอน กานดามณีกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ที่เตียง คิดเรื่องแต่งงาน แล้วยิ้มอย่างมีความสุข ฐิติออกมาจากห้องน้ำใส่ชุดนอน เข้ามากอดกานดามณีอย่างรักใคร่ กานดามณีพยายามเบี่ยงตัวหนีแต่ไม่พ้นอ้อมกอดของฐิติ
       “คุณยิ้มอะไรกานดาวสี”
       กานดามณียิ้มหวาน
       “ไม่ได้ยิ้มซะหน่อย”
       ฐิติมองกานดามณีตาหวานเยิ้ม
       “ก็เห็นอยู่ว่ายิ้ม รู้มั้ยคนโกหกต้องถูกลงโทษ”
       ฐิติขโมยหอมแก้มฟอดใหญ่ กานดามณีเขินจนหน้าแดง พยายามเบี่ยงตัวจากอ้อมกอดฐิติ
       ฐิติมองตากานดาวสี กระซิบบอกความในใจ
       “กานดาวสีผมรักคุณ”
       พูดจบฐิติก็หอมแก้มกานดามณีอีกครั้ง กานดามณีเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ฐิติก้มลงจูบ แล้วค่อยๆ ให้กานดามณีเอนตัวลงนอน ทั้งคู่มองตากันหวานซึ้ง ฐิติกำลังจะจูบอีก กานดามณีชะงัก
       “เดี๋ยวก่อนค่ะติ เรายังไม่ได้แต่งงานกันเลยนะคะ”
       “แต่เราเคยแต่งกันครั้งนึงแล้วนี่ครับ คุณจำไม่ได้เหรอ”
       กานดามณีสะบัดตัวลุกขึ้น
       “แต่ฉันว่ารอให้เราแต่งกันอีกครั้งก่อนดีกว่านะคะ ไหนๆเราก็จะแต่งงานกันใหม่แล้วทำให้มันถูกต้องดีกว่าค่ะ”
       กานดามณีลุกรีบหลบไปอีกมุม ฐิติคว้าตัวมากอดได้
       “จะหนีไปไหน ยังไงคืนนี้คุณก็หนีผมไม่พ้น”
       กานดามณีเขิน เบี่ยงตัวออกรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ
       “กานดาวสี...”
       ฐิติมองตามอย่างขำๆ แต่คิดว่ากานดาวสีเขินอาย
      
       กานดามณีเข้ามาในห้องน้ำ ล็อคประตูทันที ยืนมองตัวเองที่หน้ากระจก แล้วค่อยๆ เปิดเสื้อดูรอยแผลที่แทงตัวเอง
        
       ก่อนเปลี่ยนสีหน้าเป็นกานดามณีมองรอยแผลอย่างเจ็บใจ
        


  


       เช้านี้ กานดาวสีกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ในห้องพักฟื้น  มือยังถูกล็อคไว้อยู่ ตำรวจคอยดูอยู่อีกมุมขณะหมอพยายามฟื้นความจำให้กานดาวสี
      
       “คุณจำได้มั้ยครับว่าคุณชื่ออะไร”
       กานดาวสีพยายามคิด แล้วส่ายศีรษะ
       “แล้วก่อนหน้านี้คุณกำลังทำอะไรอยู่ถึงมาอยู่ที่นี่ครับ”
       กานดาวสีส่ายศีรษะ
       “ฉันไม่ทราบค่ะ”
       หมอส่งรูปคู่ของวิสูตรกับกาญจนาให้ดู
       “คุณรู้จักสองคนนี้หรือเปล่าครับ
       กานดาวสีมองแต่ไม่คุ้นหน้า
       “ไม่รู้จักค่ะ”
       หมอพูดอย่างใจเย็น
       “คุณลองนึกไปเรื่อยๆนะครับเผื่อความจำของคุณจะกลับมาได้เร็วขึ้น เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยฟื้นความจำของคุณ”
       กานดาวสีหน้านิ่ง หมอถอนหายใจ จะช่วยฟื้นความจำได้มั้ย
      
       ภายในห้องพักฟื้นของกานดาวสี เวลาผ่านไปอีกสักระยะ วิเศษ นารีรัตน์มาเยี่ยม คิดว่าเป็นกานดามณี
       “ลูกณี พ่อสงสารลูกเหลือเกิน พ่อขอให้ลูกรู้ไว้ว่าถึงลูกจะเป็นแบบนี้แต่พ่อก็ยังรักและเป็นห่วงลูกมากนะ”
       กานดาวสีได้แต่มองและยิ้มไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่จิตใต้สำนึกรู้สึกผูกพันน้ำตาไหล
       นารีรัตน์ตกใจ “พี่ณีร้องไห้ค่ะคุณพ่อ พี่ณีจำคุณพ่อได้แน่ๆ”
       หมออธิบาย
       “อาการแบบนี้ถึงคนไข้จะจำอะไรไม่ได้แต่จิตสำนึกในใจทำให้เค้ารับรู้สิ่งที่คุณพูด กรณีนี้คนไข้อาจจะกำลังรู้สึกผิดต่อคุณอยู่ก็ได้ครับ”
       วิเศษน้ำตาไหล
       “อย่างไงพ่อก็ให้อภัยลูก ถ้าลูกสำนึกผิดได้จริงๆศาลก็น่าจะให้อภัยด้วยเช่นกัน ลูกไม่ต้องกลัวนะพ่อจะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ”
       หมอมองกานดาวสี
       “ถ้าคนไข้อาการดีขึ้นตามลำดับแบบนี้ หมอเชื่อว่าความจำต้องกลับมาภายในสองถึงสามวันนี้แน่นอนครับ”
       วิเศษยิ้มดีใจทั้งน้ำตา กานดาวสีมองหน้าวิเศษ น้ำตาไหลริน วิเศษค่อยๆ ซับน้ำตาให้กานดาวสี
      
       วิเศษกับนารีรัตน์กำลังจะกลับ สองพ่อลูกเดินมาด้วยกัน วิเศษรู้สึกแปลกใจที่กานดามณีเปลี่ยนไป
       “ยัยรัตน์เห็นพี่เค้ามั้ย พ่อรู้สึกว่ายัยณีเปลี่ยนไป ดูอ่อนโยนและอ่อนไหวขึ้น”
       นารีรัตน์ไม่เชื่อ
       “ไม่รู้ว่าพี่ณีจะเล่นละครหลอกพวกเราอีกหรือเปล่านะคะ คุณพ่ออย่าไปเชื่อเลยค่ะ คนอย่างพี่ณีเล่นละครแค่นี้ง่ายจะตายยากกว่านี้ก็ทำมาแล้ว”
       วิเศษหันไปดุนารีรัตน์
       “ยัยรัตน์เลิกตั้งแง่กับพี่เค้าได้แล้ว ลูกก็เห็นอยู่ว่าพี่เค้าความจำเสื่อมจริงๆ ของแบบนี้ไม่มีใครเค้าเอามาล้อเล่นกันหรอก”
       นารีรัตน์ประชด งอนๆ
       “ค่ะคุณพ่อ...ก็พี่ณีกลายเป็นลูกรักของคุณพ่อไปอีกคนนึงแล้วน่ะสิคะ”
       วิเศษไม่เข้าใจที่นารีรัตน์ทำไมไม่มองกานดามณีในแง่ดีบ้าง
      
       ส่วนที่วังสูรยกานต์ดูคึกคัก เพราะกำลังเตรียมงานจดทะเบียนสมรสและงานเลี้ยงฉลองให้ฐิติกับกานดาวสี ดอกไม้ถูกนำมาประดับตกแต่งอย่างงดงาม โต๊ะเก้าอี้รับแขก ถูกนำปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาด
       ท่านหญิง พุดตาน นมสาย ฐิติ กานดามณี และคุณพระบรรณกิจ อยู่ในห้องรับแขก
       วิเศษกับนารีรัตน์เข้ามาสมทบ
       “งานครั้งนี้ดูทุกคนจะตื่นเต้นมากเลยนะกระหม่อม”
       ท่านหญิงยิ้มหน้าบาน
       “แน่นอนซิพ่อวิเศษ จะเลี้ยงรับขวัญหลานสะใภ้สูรยกานต์ใหม่ทั้งที ทุกคนก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา”
       วิเศษมองกานดามณียิ้มมีความสุข
       “ยังมีเรื่องน่ายินดีอีกเรื่องนะกระหม่อม...คุณหมอคาดการณ์ว่ากานดามณีจะฟื้นภายในสองถึงสามวันนี้กระหม่อม”
       ทุกคนหน้านิ่ง ยินดีด้วยแต่ไม่เต็มใจ
       กานดามณีเครียดกลัวกานดาวสีฟื้นขึ้นมาบอกความจริง
       “กระหม่อมขอให้ท่านหญิงและทุกคนเห็นใจยัยณีด้วย ถ้ายัยณีฟื้นขึ้นมาแล้วขอให้ทุกคนอภัยให้เธอ ผมเชื่อว่ายัยณีสำนึกผิดได้แล้ว”
       ท่านหญิงพูดเรียบๆ
       “ฉันเห็นแก่พ่อวิเศษหรอกนะ ฉันจะไม่ติดใจอะไร แต่ขออย่ามายุ่งวุ่นวายอะไรกันอีกเลย”
       กานดามณีรีบสวนขึ้น
       “ลูกเองก็ยกโทษให้น้องณีแล้วค่ะคุณพ่อ เพราะถึงอย่างไงเราก็เป็นพี่น้องกัน”
       นมสายไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเยินยอกานดามณี
       “ดูสิคะ คุณกานดาวสีช่างเป็นคนดีจริงๆ แบบนี้ล่ะค่ะถึงเรียกว่าคนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้นะคะ”
       ทุกคนต่างหลงชื่นชมในความดีงามของกานดาวสีตัวปลอม
       กานดามณีเครียด คิดไม่ตกจะทำอย่างไรดี ครุ่นคิด และรำพึง หาทางออก
       “ถ้ามันเกิดฟื้นขึ้นมาฉันจะทำยังไง”
      
       3 สาวอยู่ด้วยกันในห้องโถงที่วังคุณหญิงไขนภา
       “ก็เพราะยัยกานเป็นคนดีน่ะสิคะ ดิฉันถึงอยากให้กานดามณีจำอะไรไม่ได้ไปตลอดชีวิต จะได้ไม่ต้องมีสติปัญญามาทำร้ายเพื่อนดิฉันอีก” รำเพยว่า
       “แต่ถ้ายังจำไม่ได้ ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกันนะคะ แล้วเมื่อไหร่เค้าจะถูกลงโทษซะที” ไขนภาเสริม
       “กานดามณีร้ายกว่าที่เราคิดนะคะ ดิฉันกลัวว่าเค้าทำอะไรให้เรื่องมันกลับตาลปัตรไปอีก” รำเพยบอก
       “ยัยณีคงจะไม่มีปัญญาไปทำร้ายใครได้อีกแล้วล่ะค่ะ ในเมื่อหลักฐานทุกอย่างก็มัดตัวแน่นขนาดนั้น...” วิไลวรรณคิดขึ้นมาแล้วทำท่าสยอง หวาดผวานิดๆ “แต่ถ้ามันเกิดมีปัญญาขึ้นมาจริงๆ คนแรกที่มันจะไปจัดการก็คือดิฉันนี่ล่ะค่ะ”
       ไขนภามองวิไลวรรณอย่างประเมิน
       “ดิฉันหวังว่าคุณวิไลวรรณคงจะไม่กลัวจนเปลี่ยนใจไปช่วยกานดามณีนะคะ”
       วิไลวรรณทั้งสั่นหัวทั้งโบกไม้โบกมือปฏิเสธอย่างหนักแน่น
      
       “ไม่มีทางค่ะคุณหญิง ถึงดิฉันจะโง่แต่ก็ไม่บ้าพอที่จะช่วยเพื่อนที่สั่งฆ่าดิฉันได้หรอกค่ะ”
      

       ตกตอนเย็น กานดามณีในคราบกานดาวสีแต่งตัวสวยถือกระเป๋าเตรียมไปข้างนอก เข้ามาหาท่านหญิงกับพุดตานที่อยู่ในห้องนั่งเล่น พร้อมนมสาย
      
       ท่านหญิงร้องทัก “อ้าว แม่กานดาวสี นั่นจะไปไหนล่ะ”
       “ดิฉันจะขออนุญาตไปเยี่ยมน้องณีที่โรงพยาบาลเพคะ”
       พุดตานมองกานดามณีอย่างขวางๆ แกมเอ็นดู
       “มัวแต่ห่วงคนนู้นคนนี้แล้วตัวเองน่ะหายดีแล้วเหรอ”
       กานดามณีทำเป็นซาบซึ้ง “ดีขึ้นมากแล้วล่ะค่ะ แต่ดิฉันอยากไปดูน้องณี ไม่รู้ว่าป่านนี้แกจะเป็นยังไงบ้าง”
       “จะไปก็ไปเถอะจะได้รีบกลับ ให้ทองดีขับรถไปแล้วกัน ย่าไม่อยากให้หล่อนนั่งรถรับจ้าง”
       “กราบขอบพระคุณท่านย่าเพคะ...” กานดามณีไหว้ขอบคุณ
       ฐิติเดินเข้ามา ทันได้ยินพอดี
       “ผมพาไปเองครับ
       กานดามณีรีบปฏิเสธ “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไปกับทองดีก็ได้ คุณฐิติเพิ่งกลับจากทำงานเหนื่อยๆจะได้พักบ้าง”
       ฐิติมองกานดามณีอย่างลึกซึ้ง จับมือบีบเบาๆ ถ่ายทอดความรู้สึกจากหัวใจ
       “ไม่ล่ะ ผมเป็นห่วงคุณ รู้มั้ยผมไม่อยากให้คุณคลาดสายตาไปแม้แต่วินาทีเดียว”
       กานดามณีอึดอัดใจ แต่แกล้งทำเป็นเขินอาย ฐิติโอบกานดามณีออกไป
       ท่านหญิง และพุดตานมองตามอย่างเป็นสุข ส่วนนมสายมองตามกานดามณีในคราบกานดาวสีอย่างชื่นชม
       “โถ แม่คู้น...โดนเค้าทำขนาดนี้ก็ยังอุตส่าห์เป็นห่วงเป็นใยเค้า เฮ้อ...นี่ คุณกานดาวสีเธอต้องเป็นนางฟ้าจำแลงลงมาแน่ๆ เลยเพคะท่านหญิง”
      
       ด้านกานดาวสียังนอนอยู่บนเตียง ที่ข้อมือถูกล่ามไว้กับเตียง ในห้องมีตำรวจเฝ้าอยู่ด้วย 1 นาย
       หมอกับพยาบาลอยู่ข้างเตียงกำลังพยายามจะฟื้นความทรงจำให้กานดาวสี
       “คุณกานดามณีลองพยายามนึกดูนะครับว่าคุณจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองได้บ้าง”
       กานดาวสีพยายามนึก และเริ่มเห็นภาพแวบๆ เร็วๆ ในหัว เป็นเหตุการณ์ตอนที่ถูกกานดามณีจี้ตัว
       ท่าทางกานดาวสีหวาดกลัว มีอาการเกร็ง หลับหูหลับตา ส่ายหน้าไม่อยากเห็น ไม่อยากรับรู้
       หมอปลอบ “ไม่ต้องกลัวครับ เหตุการณ์ทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว...” หมอถามอย่างจริงจังตั้งใจ “คุณกานดามณีจำอะไรได้บ้างครับ”
       กานดาวสีมีอาการหวาดหวั่น “ฉันถูก...”
       เหตุการณ์ช่วงที่กานดาวสีถูกกานดามณีเอาปืนจ่อเป็นตัวประกัน และเห็นหน้ากานดามณีชัดเจนผุดขึ้นในห้วงคิดอีก
       กานดาวสีจับหน้าตัวเอง
       “ฉันกับผู้หญิงคนนั้น หน้าเหมือน...”
       จู่เสียงประตูห้องเปิดเข้ามา เห็นกานดามณีกับฐิติเดินเข้ามา
       กานดาวสีหันไปเห็นกานดามณี ยิ่งตกใจ เบิกตากว้าง
       ภาพกานดามณีแวบเข้ามาในหัวอีก กานดาวสีหลุดปากออกมาจากจิตใต้สำนึก
       “น้องณี!”
       ฐิติชะงัก มองหน้ากานดาวสีอย่างแปลกใจ กานดามณีปราดเข้าไปโอบกานดาวสีด้วยท่าทางเป็นห่วงมาก แต่จริงๆ ต้องการขัดจังหวะความคิดของกานดาวสี กลัวกานดาวสีจำความได้
       “น้องณี...คุณหมอคะ น้องฉันเป็นอะไรคะ”
       “เรากำลังพยายามช่วยคุณกานดามณีรื้อฟื้นความทรงจำครับ...” หมอบอก
       กานดาวสีกลัว “น้องณี...อย่า...อย่าทำ”
       กานดามณีตวัดสายตามองกานดาวสีด้วยสายตาเหี้ยมเกรียมอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีใครเห็นนอกจากกานดาวสี
       “โธ่ น้องณีคงจะสับสนไปหมดแล้ว”
       กานดามณีเข้าไปกอดกานดาวสีไว้เหมือนเป็นห่วง แต่แอบบีบแขนปรามไม่ให้กานดาวสีพูดอะไรออกมาอีก มองหน้าหมออย่างขอร้อง
       “พอก่อนเถอะค่ะ น้องณีผ่านอะไรมาเยอะมาก อย่าเพิ่งคาดคั้นให้แกคิดถึงเรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมาเลยนะคะ”
       กานดาวสีในอ้อมกอดของกานดามณี ตัวแข็งเกร็งจนสั่นด้วยความหวาดกลัว
       ฐิติมองกานดาวสีอย่างแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่กานดาวสีจะช้อนสายตาขึ้นมาสบตาเขาพอดี
        
       วินาทีนั้นฐิติตะลึงงัน รู้สึกหวั่นไหวกับสายตาคู่นั้นเหมือนกับทุกครั้งเวลาที่กานดาวสีมองเขาด้วยสายตาแบบนี้
        


  


       ครู่ต่อมา กานดามณีเดินคุยกับหมอมาตามทาง ฐิติเดินตามมาด้วยท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิดกับเรื่องบางอย่างอยู่
      
       “ภาวะความจำเสื่อมชั่วขณะของคุณคุณกานดามณีเกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนความจำบวมเพราะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรง ทำให้เส้นเลือดบริเวณนั้นตีบชั่วคราว”
       “คุณหมอเคยบอกว่าความจำของน้องณีจะกลับมาเป็นปกติภายใน 3 วันใช่มั้ยคะ”
       “ไม่ต่ำกว่า 3 วันครับ แต่บางรายก็เป็นเดือนเหมือนกัน...ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของคนใกล้ชิดด้วยว่าจะช่วยกันฟื้นฟูความทรงจำของผู้ป่วยได้แค่ไหน”
       กานดามณีท่าทางคิดหนัก ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดออกมา
       “กรณีของน้องณี ถ้าดิฉันจะขอร้องคุณหมออย่าเพิ่งเร่งรัดเรื่องการฟื้นความจำของแกจะได้มั้ยคะ”
       ฐิติหันมามองกานดามณีอย่างแปลกใจ และไม่เข้าใจ
       “ทำไมล่ะ คุณไม่อยากให้กานดามณีจำอะไรได้เหรอ”
       กานดามณียิ้มบางๆ มองฐิติอย่างขอความเห็นใจแต่ตอบเสียงหนักแน่น
       “ค่ะ...”
       ฐิติกับหมออึ้งไป นึกไม่ออกว่าทำไมกานดาวสีถึงคิดแบบนี้
       “สิ่งที่น้องณีทำลงไปมันเลวร้ายมากเหลือเกิน ถ้าคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเมื่อไหร่ น้องณีคงจะได้รับโทษหนัก” กานดามณีท่าทางหวั่นใจ “อาจจะถึงประหารชีวิตก็ได้ แต่ถ้าแกยังจำอะไรไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังยืดเวลาการพิจารณาคดีออกไปได้บ้าง...”
       กานดามณีมองฐิติอย่างขอร้อง น้ำตารื้น
       “ฉันสงสารคุณพ่อค่ะ อยากท่านมีเวลาทำใจก่อนที่น้องณีจะได้รับโทษ”
      
       ที่วังสูรยกานต์ คืนนั้น ฐิติยืนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ท่าทางมีอะไรกังวลลึกๆ อยู่ในใจ กานดามณีเดินเข้ามาหามองฐิติอย่างแปลกใจ
       “คุณฐิติมีเรื่องอะไรกังวลหรือเปล่าคะ”
       ฐิติพยายามสลัดความรู้สึกหวั่นไหวอย่างประหลาดในหัวใจออกไป ยิ้มให้กานดามณีอย่างอ่อนโยน ดึงตัวกานดามณีเข้ามากอดคลอเคลีย
       “ไม่มีอะไรนี่ครับ...ผมรอคุณอยู่น่ะสิ หายไปไหนตั้งนาน”
       “ฉันไปอ่านหนังสือให้ท่านย่าฟังน่ะค่ะ”
       กานดามณีพยายามเบี่ยงตัวออกจากฐิติ
       “คิดจะเลี่ยงผมเหมือนที่หัวหินหรือเปล่า...ผมให้เวลาอีก 2 วันเท่านั้นนะ หลังแต่งงานผมจะไม่ยอมให้คุณหนีไปไหนแน่ๆ”
       กานดามณีสะดุ้งไปนิดหนึ่ง ยิ้มใสซื่อกลบเกลื่อน ช้อนสายตาขึ้นสบตาฐิติ สายตาของฐิติที่มองกานดามณีเปลี่ยนไปแว้บเดียวแล้วก็กลับเป็นปกติ
       “ฉันไม่ได้หนีซะหน่อย...แต่ฉันง่วงแล้ว ขอฉันไปนอนก่อนนะคะ”
       ฐิติไม่ตอบ อุ้มกานดามณีไปวางบนเตียงอย่างนุ่มนวล กอดกานดามณีไว้ไม่ได้คิดจะทำอะไรมากไปกว่านั้น
       “ขอผมกอดคุณไว้อย่างนี้นะ”
       กานดามณีไม่ตอบ ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของฐิติ หลับตาอย่างมีความสุข ฐิติกอดกานดามณีไว้ แต่สายตาที่มองกานดามณีดูหวั่นไหวและไม่แน่ใจ
      
       เช้าวันต่อมา ฐิติมาทำงานที่สูรยกานต์ไหมไทย เล่าความคาใจให้คุณพระบรรณกิจฟัง
       คุณพระแปลกใจปนตกใจ พอฟังจบ “หมายความว่าคุณฐิติไม่แน่ใจว่าคนที่อยู่กับคุณฐิติคือหนูกานดาวสี”
       ฐิติรู้สึกผิดและอัดอั้นตันใจ
       “ไม่ใช่นะครับ...” ฐิติว้าวุ่นยุ่งยากใจ พยายามจะอธิบาย “แต่มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกกับเค้าไม่เหมือนเดิม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น”
       คุณพระปลอบฐิติอย่างเข้าใจ
       “ไม่แปลกหรอกครับ คุณฐิติกับหนูกานดาวสีอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกันมานาน ความรู้สึกบางอย่างมันก็อาจจะไม่ต่อเนื่อง”
       ฐิติยังสับสนอยู่ “ความรู้สึกของผมที่มีต่อกานดาวสีไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แต่ทำไมคราวนี้ ผมถึงรู้สึกว่ากานดาวสีไม่ใช่กานดาวสี”
       คุณพระพยายามช่วยคิด
       “หรือว่า...จิตใต้สำนักของคุณฐิติอาจจะยังกังวลเรื่องที่หนูกานดามณีเคยพยายามจะสวมรอยเป็นหนูกานดาวสี ก็เลยทำให้คุณฐิติเกิดความระแวงขึ้นมาอีก...”
       ฐิติคิดหนัก ท่าทางไม่แน่ใจ
      
       เวลาเดียวกันกานดาวสีนอนหลับอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้นสภาพเหมือนเดิม สีหน้าซีดขาว ขนาดนอนหลับตาก็ยังดูกระสับกระส่าย ไม่มีความสุข วิไลวรรณเปิดประตูห้องเข้ามา
       ตำรวจที่นั่งเฝ้าอยู่ในห้องชำเลืองมองวิไลวรรณแวบหนึ่ง
       “ขอฉันเข้าไปเยี่ยมเพื่อนหน่อยนะคะ”
       วิไลวรรณเดินเข้าไปใกล้ๆเตียง มองกานดาวสีอย่างสมน้ำหน้า สะใจ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นสมเพช
       “ตอนแรกฉันกะจะมาสมน้ำหน้าแกซะหน่อย แต่พอเห็นสภาพแกแล้วฉันก็อดสมเพชไม่ได้ ในที่สุดแกก็ได้รับกรรมที่แกก่อไว้ เอาเป็นว่าฉันอโหสิให้ก็แล้วกัน แต่เกิดชาติหน้าฉันใดก็อย่าได้มาเจอะมาเจอกันอีกเลย...”
       ฐิติเปิดประตูเข้ามา พอเห็นวิไลวรรณก็ชะงัก ไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะ
       “แกฆ่าทุกคนที่ขวางทางแกได้จริงๆ แม้แต่เพื่อนรักอย่างฉัน” วิไลวรรณคิดแล้วได้แต่ปลง “แต่อย่างว่าล่ะ แทงตัวเองแกยังกล้าทำเลย แล้วนับประสาอะไรกับการฆ่าเพื่อนโง่ๆ ที่แกสนตะพายไว้ใช้ มันง่ายกว่าทำร้ายตัวเองตั้งเยอะ”
       ฐิติกำลังจะหันหลังกลับ แต่ได้ยินที่วิไลวรรณพูดเรื่องกานดามณีแทงตัวเอง
        
       ฐิติรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างวาบขึ้นในใจ
        


  


       ฐิติรีบมาพบหมอเจ้าของไข้ในห้องพักหมอทันที
      
       “ผมมีเรื่องจะขอความช่วยเหลือจากคุณหมอเป็นการส่วนตัวครับ”
       หมอแปลกใจ “เรื่องอะไรเหรอครับ”
       “เรื่องคุณกานดามณีครับ...คือ...ผมอยากรู้เกี่ยวกับอาการของเธอ”
       หมอมองมาอย่างสงสัย ฐิติมองสบตาหมอด้วยท่าทางแน่วนิ่ง
      
       ครู่หนึ่ง ฐิติเปิดประตูออกมาจากห้องหมอ ถือเอกสารฉบับหนึ่งออกมาด้วย ฐิติมองรายละเอียดในเอกสารฉบับนั้นอย่างพิจารณา เป็นเอกสารบันทึกผู้ป่วย
      
       ไม่นานนักฐิติเปิดประตูเข้าไปในห้องพักกานดาวสี ตำรวจวางหนังสือพิมพ์ รีบลุกขึ้นมาขวางไว้
       “ขอโทษนะครับ สารวัตรมีคำสั่งห้ามคุณฐิติกับภรรยาเข้าใกล้ผู้ต้องหารายนี้ครับ”
       “ทำไมล่ะครับ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” ฐิติตกใจ
       “เมื่อวานนี้หลังจากที่คุณกับคุณกานดาวสีกลับไป เธอก็มีอาการหวาดกลัว...อาการเกี่ยวกับความจำก็เหมือนจะแย่ลงด้วย...”
       ฐิติอึ้งแปลกใจมาก “แต่เราไม่ได้ทำอะไร...”
       “เธออาจจะเกิดความรู้สึกผิดต่อคุณกับคุณกานดาวสีจนไม่อยากจะจำอะไรได้อีก แต่ทางตำรวจต้องการให้ความจำเธอกลับมาโดยเร็วที่สุด...ยังไงผมขอความร่วมมือด้วยนะครับ”
       ฐิติพยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะเดินออกไป ตำรวจลงนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ
       เวลาผ่านไปสักระยะ มีเสียงสัญญาณฉุกเฉินดังลั่นขึ้น ตำรวจที่นั่งเฝ้าอยู่ในห้องกานดาวสีตกใจที่ได้ยินเสียงสัญญาณ รีบเปิดประตูชะโงกหน้าออกดู หน้าห้องเห็นพยาบาลเดินกันวุ่นวาย
       “มีอะไรหรือเปล่าครับ” ตำรวจถาม
       “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ สัญญาณฉุกเฉินดัง ไม่รู้ว่ามีไฟไหม้ที่ไหนหรือเปล่า” พยาบาลบอก
       ตำรวจหันมามองกานดาวสี เห็นเธอนอนหลับอยู่บนเตียง จึงตัดสินใจวิ่งออกไปดู
       ฐิติฉวยโอกาส รีบเปิดประตูเข้ามาในห้อง เดินตรงไปที่เตียงกานดาวสี เลื่อนผ้าห่มลงให้พ้นเอว กำลังจะเลิกเสื้อกานดาวสีขึ้นพ้นเอว
       จู่ๆ มีมือมาจับหมับที่ข้อมือฐิติรั้งไว้ ฐิติหันไปเห็นตำรวจยืนมองอยู่อย่างไม่พอใจ
       “คุณจะทำอะไร”
       ฐิติขอร้อง “ผมจะขอดูอะไรแค่นิดเดียว”
       “ไม่ได้ครับ...ผู้ต้องหาอยู่ในความดูแลของตำรวจ คุณจะทำอะไรไม่ได้ จนกว่าจะมีคำสั่งอนุมัติจากสารวัตรเจ้าของคดี”
      
       ทางด้านกานดามณีกำลังเปิดเสื้อทายาที่แผล พอแผลถูกยาก็แสบ
       “อู๊ย...”
       กานดามณีมองดูแผลอย่างกังวล
       “คืนวันแต่งงาน ติต้องเห็นแผลแน่ๆ จะทำยังไงดีนะ”
       มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น กานดามณีสะดุ้ง รีบจัดเสื้อให้เรียบร้อย เก็บยาทาเข้าตู้ ปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วรีบไปเปิดประตู
       ฐิติเดินเข้ามากอดกานดามณี จูบคลอเคลีย
       “ทำไมต้องล็อกประตูด้วยล่ะครับ...หรือว่ากลัวผมเข้ามาทำอะไร”
       “ไม่ใช่ซะหน่อย ฉันคงเผลอไปกดล็อกน่ะค่ะ”
       ฐิติไม่ยอมหยุดกอดจูบกานดามณี มือก็พยายามจะแกะกระดุมเสื้อกานดามณี กานดามณีบ่ายเบี่ยง
       “อื้อ...ไหนคุณสัญญาแล้วว่าจะรอจนกว่าเราจะจดทะเบียนกันไงคะ”
       “ผมทนไม่ไหว ผมไม่อยากห้ามใจตัวเองอีกต่อไปแล้ว...นะครับ...กานดาวสี”
       ฐิติไม่ฟังเสียง ทั้งกอดทั้งจูบกานดามณีอย่างรุกเร้า เมื่อกานดามณีบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้แกะกระดุมเสื้อ ฐิติก็ค่อยๆ เลื่อนมือไปที่สีข้างด้านซ้ายของกานดามณีบีบเค้นเน้นอย่างหนักหน่วง
       กานดามณีเจ็บแปล๊บที่แผลจนหน้าเสีย ผลักฐิติออกไป แต่ฝืนความเจ็บยิ้มอายๆ
       “ไม่ได้นะคะคุณฐิติ”
       ฐิติแสร้งทำเป็นน้อยใจ “ทำไมล่ะ คุณเป็นเมียผมแล้วนะ หรือว่าคุณไม่รักผมแล้ว”
       กานดามณีละล่ำละลักปฏิเสธ ในหัวก็คิดหาทางเอาตัวรอด
       “ไม่ใช่นะคะ แต่ว่าวันนี้ เอ่อ...คือว่า...วันนี้ฉันมี เอ่อ มี...ที่ผู้หญิงเค้ามีกันทุกเดือนน่ะค่ะ”
       ฐิติอึ้งไปนิดหนึ่ง
       “งั้นก็ไม่เป็นไรครับ เราไปนอนกันเถอะ”
       ฐิติกอดกานดามณีอย่างทะนุถนอมและพรมจูบที่แก้มนวลอย่างเบาๆ แล้วประคองกานดามณีไปนอน
      
       กานดามณีโล่งใจที่เอาตัวรอดไปได้อีกวันหนึ่ง
      

       ตกกลางดึก ฐิติลืมตาขณะนอนกอดกานดามณีอยู่ เมื่อเห็นกานดามณีนอนหลับสนิท ฐิติจึงค่อยๆ คลายอ้อมกอดกานดามณีแล้วลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างมองออกไปข้างนอกอย่างคิดไม่ตก
      
       ทันทีที่ฐิติลุกขึ้นจากเตียง กานดามณีก็ลืมตาขึ้นมองฐิติอย่างระแวงกลัวว่าฐิติจะสงสัยว่าตนไม่ใช่กานดาวสี
      
       เช้าวันนี้แลเห็นความวุ่นวายโกลาหล ตระเตรียมงานทั่ววังสูรยกานต์ ด้านนอกตำหนักมีการตกแต่งสถานที่ จัดโต๊ะ เก้าอี้ จัดดอกไม้ประดับประดาอย่างสวยงาม
       มีนมสาย เดินดูแลความเรียบร้อยทั่วบริเวณ
       นมสายพูดกับคนงานในวัง “โต๊ะวางอาหารน่ะ อย่าตั้งใต้ต้นไม้สิยะ เดี๋ยวใบไม้ก็ร่วงลงมาในอาหารหรอก...ช่วยกันยกออกมาอีกหน่อย...เก้าอี้อย่าให้มันชิดกันนัก”
       วิเศษ นารีรัตน์ และไขนภาเดินยิ้มอย่างมีความสุขเข้ามา นมสายหันมาเห็นพอดีรีบเดินไปต้อนรับ
       “พ่อวิเศษ หนูนารีรัตน์ มากันแต่เช้าเชียวนะคะ”
       “ไม่ได้สิครับ วันสำคัญของลูกทั้งที...”
       นารีรัตน์ นมสายมีอะไรให้รัตน์ช่วยมั้ยคะ
       “อู้ย...ไม่ต้องช่วยหรอกค่ะ ไม่อยากจะนินทา ท่านหญิงน่ะตื่นเต้นซะยิ่งกว่าบ่าวสาวอีกค่ะ สั่งเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้วตั้งแต่วันแรกที่ได้ฤกษ์แล้วล่ะค่ะ”
      
       จริงดังว่า ที่ห้องนอนฐิติกานดามณี สาวใช้กำลังช่วยกันปูที่นอน จัดดอกไม้ จัดมุ้งหมอน โดยมีท่านหญิง พุดตาน คอยสั่งการดูความเรียบร้อยอยู่
       พุดตานบอกกับสาวใช้ “ผ้าปูที่นอนน่ะดึงให้ตึง...ดอกไม้จัดทุกมุมเลย”
       ท่านหญิงกับพุดตานมองยิ้มอย่างสุขใจ กานดามณีเดินยิ้มหวานเข้ามาหาสองคน
       ท่านหญิงดุอย่างเอ็นดู “แม่กานดาวสี...เข้ามาทำไม นี่มันห้องหอหล่อนนะออกไปก่อน คืนนี้ค่อยเข้ามาพร้อมกับตาติ”
       กานดามณีเขินอาย “ดิฉันเข้ามาดูเผื่อท่านย่ากับคุณแม่จะมีอะไรให้ดิฉันช่วยน่ะเพคะ”
       “ไม่ต้องหรอกจ้ะ ทางนี้คนช่วยกันเยอะอยู่แล้ว หนูไปเตรียมตัวเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันฤกษ์จดทะเบียน”
       “ค่ะคุณแม่...”
       กานดามณีกำลังจะเดินไปแล้วนึกขึ้นมาได้ จึงถามพุดตาน
       “แล้วคุณฐิติล่ะคะ”
       ท่านหญิงนึกขึ้นมาได้ “นั่นน่ะสิ ฉันก็ยังไม่เห็นหน้าตาติตั้งแต่เช้าแล้ว...” พลางหันไปถามพุดตานอย่างอารมณ์ดี “ว่าไงแม่พุดตาน ลูกชายหล่อนหายตัวไปไหนซะล่ะ”
       “ออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าแล้วล่ะเพคะ...เห็นบอกว่ามีธุระสำคัญ ถามว่าธุระอะไรก็ไม่ยอมบอก”
       ท่านหญิงบ่นๆ อย่างกังวลนิดๆ “ตาตินี่ยังไง เกิดจะมามีธุระสำคัญอะไรวันนี้นะ”
       กานดามณีอึ้ง หน้าเสีย เริ่มระแวงตามประสาวัวสันหลังหวะ
      
       ฐิติยืนมองผ่านช่องกระจกที่ประตูเข้าไปในห้องพักฟื้น เห็นกานดาวสีกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง แต่มีตำรวจโผล่มาที่ช่องกระจกแทนกานดาวสี ก่อนจะเปิดประตูออกมา
       “นี่คุณคิดจะทำอะไร ผมเห็นคุณยืนมองผู้ต้องหาผมอยู่นานแล้วนะ”
       “ผมก็แค่อยากจะดูเธออยู่ตรงนี้...“
       ตำรวจมองฐิติอย่างไม่เข้าใจ คุณพระบรรณกิจเดินเร็วๆ เข้ามาถึงพอดี
       “ขอโทษครับคุณฐิติ รอนานหน่อย แต่ก็ได้มาแล้วครับ”
       คุณพระส่งเอกสารแผ่นหนึ่งให้ฐิติ ฐิติรับมาดูก่อนจะส่งให้ตำรวจ
       “นี่ครับ ใบอนุญาตจากเจ้านายคุณให้ผมเข้าไปพบกานดามณีได้...”
      
       ฝ่ายกานดามณีอยู่ในชุดแต่งงานสวยงาม แต่หน้าตาท่าทางดูวุ่นวายใจมาก
       “ติไปไหน...หรือว่าเค้าสงสัยอะไร”
       กานดามณีพยายามคิดปลอบตัวเอง
       “ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่นา คิดมากไปแล้วมั้ง กานดามณี”
       กานดามณีตัดใจ เดินไปที่เตียงมีกล่องเครื่องประดับวางอยู่ หยิบสร้อย แหวน ต่างหูขึ้นมาใส่ แต่ตอนที่กำลังใส่ต่างหู กานดามณีทำตัวล็อกต่างหูหลุดจากมือ จึงเหลียวมองหาบนเตียงแต่ไม่เจอ
       “หายไปไหนนะ”
       กานดามณีก้มลงมองหาที่พื้น แทนสายตาเห็นที่ล็อกต่างหูตกอยู่ที่พื้นข้างเตียง กานดามณีทรุดตัวลงนั่งเก็บขึ้นมาใส่ แต่สายตาสะดุดที่ซองเอกสารโผล่ออกมาจากใต้ที่นอนนิดนึง กานดามณี หยิบมาเปิดดูอย่างสงสัย
       “บันทึกผู้ป่วย...นางสาวกานดามณี วัฒนากูล”
       ในมมือกานดามณี เป็นบันทึกผู้ป่วยของโรงพยาบาลที่เขียนภาพประกอบด้วย เป็น diagram ระบุบาดแผลจากการถูกแทงที่สีข้างซ้ายขนาด 4 ซม.
       กานดามณีอ่านข้อความกำกับรูปนั้น
      
       “แผลจากการถูกแทงที่สีข้างด้านซ้าย!”


  


       ขณะเดียวกันฐิติ คุณพระ และนายตำรวจเดินตรงไปที่เตียงกานดาวสี ฐิติเลื่อนผ้าห่มให้ต่ำกว่าเอวกานดาวสี มือฐิติค่อยๆเปิดเสื้อกานดาวสีขึ้น
      
       กานดามณีงงๆ ก่อนจะเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อนึกขึ้นมาได้
       “หมายความว่าติรู้ว่าเราไม่ใช่...”
       กานดามณีเครียดหนัก
       นึกถึงตอนที่ฐิติพยายามจะมีอะไรกับตัวเองเมื่อคืนนี้ กานดามณีหน้าเสีย
       “หรือที่เค้าพยายามเมื่อคืนเพราะเค้าอยากเห็นแผล”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น กานดามณีสะดุ้งสุดตัว มองซ้ายมองขวาหาทางหนีทีไล่ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีก ตามด้วยเสียงเรียกของนมสาย
       “คุณกานดาวสี เสร็จหรือยังคะ”
       กานดามณีตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า รีบเก็บเอกสารไว้ที่เดิม ก่อนจะเปิดประตูให้นมสายเข้ามา นมสายมองกานดามณีอย่างชื่นชม
       “ท่านหญิงให้อิฉันมาตามคุณกานดาวสีลงไปข้างล่างค่ะ ใกล้จะถึงฤกษ์จดทะเบียนแล้ว”
       กานดามณีถามอย่างหวั่นใจ “แล้วคุณฐิติล่ะคะ”
       “คุณติโทร.มาบอกว่าทำธุระเสร็จแล้ว กำลังจะกลับมาค่ะ”
       กานดามณีมองนมสายอย่างประเมิน คิดว่าถ้าความจริงเปิดเผย นมสายคงต้องแสดงพิรุธหรือเหน็บแนมอะไรออกมาแน่ๆ แต่นมสายก็ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นปกติ
       กานดามณียิ้มออก ท่าทางโล่งใจขึ้น
      
       เวลานั้นวิไลวรรณอยู่ในบ้าน กำลังบรรจงทาเล็บมือ คุณหญิงไขนภาเดินแกมวิ่งเข้ามาอย่างร้อนใจ
       “คุณวิไลวรรณคะ...”
       วิไลวรรณหันมาหา “คุณหญิง มีธุระอะไรกับ...”
       วิไลวรรณยังพูดไม่ทันจบ ไขนภาแทบจะลากวิไลวรรณออกจากบ้าน
       ไขนภาร้อนรน “เร็วเข้าเถอะค่ะ รีบไปกับดิฉันเดี๋ยวนี้เลย”
       วิไลวรรณคว้ากระเป๋าได้ก็เดินแกมวิ่งตามแรงฉุดของไขนภาไปอย่างว่าง่ายทั้งที่ยังงงอยู่
       “ไปค่ะ ไป ว่าแต่เราจะไปไหนกันเหรอคะ”
       “ไปโรงพยาบาลค่ะ”
      
       ส่วนกานดาวสีค่อยๆ ขยับนิ้วมือ วิไลวรรณที่ยืนอยู่ข้างเตียงด้านเดียวกับมือของกานดาวสีที่ขยับ
       วิไลวรรณตื่นเต้น “คุณฐิติคะ”
       ฐิติกับไขนภาหันไปมองวิไลวรรณ วิไลวรรณชี้ไปที่มือของกานดาวสี ฐิติกับไขนภามองตามมือของวิไลวรรณ เห็นมือของกานดาวสีขยับ
       ฐิติหลุดปากเรียกชื่อ “กานดาวสี” ออกมาเบาๆ
       กานดาวสีค่อยๆ ลืมตาขึ้นเห็นหน้าฐิติกำลังก้มมองลงมาอย่างเป็นห่วง กานดาวสีงงๆ
       “จำผมได้มั้ยครับ”
       กานดาวสีงงๆ ยังไม่ตอบอะไร ฐิติพยายามถามอีก
       “คุณจำได้มั้ยว่าคุณเป็นใคร”
       สายตาฐิติมองกานดาวสีอย่างมีความหวัง กานดาวสีมองหน้าฐิติรู้สึกเหมือนจำได้
      
       ภายในห้องโถงวังสูรยกานต์ จัดแต่งอย่างสวยงาม มีโต๊ะสำหรับให้บ่าวสาวนั่งจดทะเบียนสมรสท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ
       ท่านหญิงลักษมี พุดตาน วิเศษ นารีรัตน์ และแขกอื่นๆ จับกลุ่มนั่งบ้างยืนบ้างคุยกันอยู่สักครู่หนึ่ง กานดามณีเดินลงบันไดมา ท่าทางยังมีความกังวลและระแวงอยู่
       ทุกสายตามองไปที่กานดามณีด้วยความชื่นชม ท่านหญิงมองอย่างกานดามณีอย่างภูมิใจ
       กานดามณีที่ยังกังวลอยู่บ้าง พอเห็นท่านหญิงยิ้มแย้ม มองด้วยสายตารักใคร่ก็โล่งใจ รู้สึกตัวพองด้วยความอิ่มเอมใจ
       “แม่กานดาวสีลงมาแล้ว ตาติหายไปไหนอีกล่ะ ไม่รู้จักมารอรับเจ้าสาว”
       “ผมอยู่นี่ครับ...ต้องขอโทษทุกคนด้วยที่มาช้า พอดีผมติดธุระสำคัญอยู่”
       ทุกคน เห็นฐิติเดินหล่อเหลาเข้ามาอีกทาง ตรงเข้ามาหาท่านหญิง กุมมือท่านหญิงไว้ด้วยความเคารพรัก
       “กราบขอบคุณนะครับที่ท่านย่าทำทุกอย่างเพื่อผม จนทำให้ทำให้ผมกับกานดาวสีมีวันนี้”
       ฐิติมองไปที่แขกทุกคน
       “และผมต้องขอขอบคุณแขกทุกท่านที่มาแสดงความยินดีกับเราอีกครั้ง...กว่าที่เราสองคนจะมาถึงวันนี้ได้” ฐิติหันไปมองกานดามณี “เราต้องผ่านอะไรมามากมายเหลือเกิน...”
       กานดามณียิ้มปลื้ม เข้าใจว่าเป็นตัวเอง
      
       “แต่ในที่สุด ผมก็ได้ผู้หญิงที่ผมรักกลับคืนมา และผมสัญญาว่าจะดูแลเธอให้ดีที่สุด และจะไม่ยอมให้มีอะไรมาพรากเราให้จากกันอีก”


  


       ฐิติกราบท่านหญิงอีก ท่านหญิงกอดฐิติไว้อย่างปลาบปลื้ม
      
       “ย่าก็ดีใจที่ติจะได้มีความสุขซะที ตั้งแต่นี้ย่าคงจะนอนตายตาหลับที่เห็นติได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ดีพร้อมอย่างแม่กานดาวสี...”
       พุดตานยิ้มอย่างมีความสุข หันไปพูดกับนายทะเบียนจากอำเภอ
       “บ่าวสาวมากันพร้อมแล้วก็เชิญนายอำเภอเลยค่ะ...ตาติ พาเจ้าสาวไปจดทะเบียนได้แล้ว เดี๋ยวจะไม่ทันฤกษ์...”
       กานดามณียิ้มหวานก่อนจะเดินมาหาฐิติ
       “เดี๋ยวก่อนครับ ผมมีแขกคนสำคัญที่สุดที่จะขาดไปไม่ได้เลยสำหรับงานวันนี้...”
       กานดามณีชะงัก ฐิติหันไปมองที่ทางเข้าห้องโถง
       “เชิญครับคุณพระ...”
       ทุกคน เห็นคุณพระเดินนำเข้ามาก่อน รำเพยประคองกานดาวสีเดินตามเข้ามาท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน
       ฐิติยิ้มก่อนจะเดินไปตรงไปทางทิศที่กานดามณียืนอยู่
       กานดามณียิ้มปลื้มราวกับโลกทั้งใบเป็นของตน กำลังจะเดินไปหาฐิติ
       แต่แล้วฐิติกลับเดินผ่านหน้ากานดามณีไป
       แขกทุกคนเงียบกริบมองตามฐิติไปอย่างไม่เข้าใจว่าฐิติจะทำอะไร สักครู่ทุกคนเห็นรำเพยประคองกานดาวสีที่ยังดูงงๆ อยู่เดินเข้ามา
       ท่านหญิงชักไม่พอใจเข้าใจว่าเป็นกานดามณี “คุณพระช่วย...นี่มันงานมงคลของแม่กานดาวสี พ่อติพาแม่กานดามณีเข้ามาทำไม”
       กานดามณีตกใจแล้วรีบกลบเกลื่อน
       “คุณฐิติ!”
       ฐิติเดินเข้าไปประคองกานดาวสีมาหาท่านหญิง กานดาวสีตะลึง จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าสถานการณ์ตอนนี้คืออะไร ไม่รู้มาก่อนว่าฐิติจะพาตนเข้ามาท่ามกลางผู้คนมากมาย
       “ตาติ นี่มันอะไรกัน”
       นมสายตกใจ “นั่นสิคะคุณติ”
       “ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่กานดามณีครับ เธอคือกานดาวสีตัวจริง”
       กานดามณีตะลึงพรึงเพริดด้วยความตกใจ แต่ยังแสดงเป็นกานดาวสีต่ออยู่
       “คุณฐิติ ทำไมคุณพูดอย่างนี้”
       “พอได้แล้วกานดามณี หยุดโกหกหลอกลวงทุกคนซะที คุณไม่ใช่กานดาวสี คุณคือกานดามณีต่างหาก”
       กานดามณีหน้าเสียแต่ยังไม่ยอมแพ้ “ไม่จริงนะคะ คุณฐิติ...คุณกำลังถูกหลอกฉันคือกานดาวสีตัวจริง”
       แขกทุกคนตะลึงก่อนจะมีเสียงอื้ออึงเบาๆ ฐิติเดินเข้ามาหากานดามณี
       “งั้นคุณจะพิสูจน์ได้มั้ยล่ะว่าคุณไม่ใช่กานดามณี ผู้หญิงใจร้ายที่วางแผนฆ่าทุกคนที่เข้ามาขวางทางคุณ รวมทั้งท่านย่าของผมได้อย่างเลือดเย็น คุณทำร้ายได้แม้กระทั่งพี่สาวแท้ๆ ของตัวเอง ที่เค้าทั้งรักทั้งหวังดีกับคุณ”
       กานดามณีชะงักนิดนึงแล้วรีบปรับท่าทีให้เป็นกานดาวสีเหมือนเดิม บีบน้ำตาไหลพราก
       “คุณฐิติ ฉันคือกานดาวสีจริงๆ นะคะ ฉันไปทำอะไรให้คุณ คุณถึงต้องทำลายฉันแบบนี้”
      
       “ถ้าคุณคือกานดาวสี คุณจะต้องไม่มีแผลที่ท้อง” ฐิติเอ่ยขึ้น เสียงเข้ม
       กานดามณีหน้าเสีย ฐิติเดินไปหากานดามณี มองหน้าอย่างคาดคั้น
       “แต่ถ้าเป็นกานดามณีจะต้องมีแผลที่เธออ้างว่าถูกพี่สาวเธอแทง หรือคุณจะปฏิเสธว่าคุณไม่มีแผลนั้น” ฐิติใช้มือกดที่แผลที่สีข้างด้านซ้ายของกานดามณีทันที
       กานดามณีเผลอตัวร้องออกมา “โอ๊ย”
       แขกทุกคนยืนอึ้ง หันไปมองกานดามณีอย่างรอฟังคำตอบ วิไลวรรณกับไขนภาเดินเข้ามา
       “ยอมรับความจริงเถอะยัยณี เลิกโกหกได้แล้ว”
       วิไลวรรณหันไปทางทุกคน
       “ทุกท่านคะ ดิฉันยืนยันได้ค่ะว่ากานดามณีเป็นคนแทงตัวเองแล้วป้ายความผิดไปให้คุณกานดาวสี” วิไลวรรณเน้นคำต่อมา “เพราะเค้าเป็นคนบอกดิฉันเอง”
       กานดามณีพูดอะไรไม่ออก รู้ตัวว่าแพ้แน่ๆ อย่างไม่มีทางสู้ น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวดใจ กานดามณีหันหลังกลับวิ่งหนีขึ้นไปข้างบน โดยไม่ต้องการให้ใครเห็นน้ำตา
      
       กานดามณีโซซัดโซเซเข้ามาในห้อง ทรุดลงข้างๆ เตียงอย่างอ่อนแรงเหมือนคนหมดหนทางสู้ ในที่สุดก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ แล้วฟุบหน้าลงกับเตียงสะอึกสะอื้น มือขยำผ้าปูที่นอนสุดแรงอย่างเจ็บใจตัวเอง
      
       ตระหนักแล้วว่าความฝันที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมมือถึงนั้น บัดนี้มันพังทลายลงไปแล้วไม่เป็นชิ้นดี


       คุณพระบรรณกิจ และคุณหญิงไขนภา ช่วยกันยืนส่งแขกอยู่หน้าตำหนักใหญ่
      
       คุณพระ บอกกับแขกผู้ใหญ่คนหนึ่ง “กระผมต้องขอประทานโทษด้วยนะขอรับที่วันนี้เกิดเรื่องยุ่งๆขึ้น”
       ไขนภาประคับประคองผู้ใหญ่อีกท่านลงบันได
       แขกผู้ใหญ่ท่านนี้สับสน “เรื่องราวมันเป็นยังไงกันนะหญิง ที่ตาติแต่งงานผิดฝาผิดตัวน่ะ อาพอจะรู้อยู่บ้าง แล้วยังจะมีสลับตัวอะไรกันอีก”
       ไขนภามีท่าทีลำบากใจ “เรื่องมันยาวเพคะ...แต่พอทุกอย่างเรียบร้อยคุณฐิติกับคุณกานดาวสีคงจะไปกราบท่านอาที่วัง และอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังได้”
      
       อีกมุมหนึ่งใกล้ๆ กันนมสายร้องลั่น ตกอกตกใจ
       “ต๊าย...แล้วทำไมคุณติไม่ปริปากบอกใครเลยล่ะคะที่สงสัยว่าคุณกานดาวสีอาจจะเป็นตัวปลอม”
       นารีรัตน์ อธิบายแทน “คุณฐิติคงตั้งใจจะจับกานดามณีให้ได้คาหนังคาเขา ก็เลยต้องรอให้แน่ใจก่อนมั้งคะ”
       “ต๊าย ทำไมถึงได้ชะล่าใจขนาดนั้น แล้วถ้าจับไม่ได้ขึ้นมา วันดีคืนดีแม่กานดามณีจะไม่ลุกขึ้นมาฆ่าพวกเราหมดบ้านก่อนรึคะ...โธ่ คุณตินะคุณติ”
       “ก็ยังดีนะคะ ที่คุณฐิติฉุกคิดขึ้นมาว่าได้กานดามณีต้องมีรอยแผลที่ถูกแทง...หลักฐานชัดเจนขนาดนี้ยังไงกานดามณีต้องดิ้นไม่หลุดแน่”
       “ยัยณีเองก็คงจะระแวงเรื่องนี้อยู่เหมือนกันล่ะค่ะ ถึงได้คอยระวังตัวแจ”
       “แล้วก็โชคดีด้วยล่ะค่ะที่ความทรงจำของยัยกานกลับคืนมาได้ทันเวลาพอดี” รำเพยว่า
      
       เวลาต่อมาท่านหญิงเชยคางมองหน้ากานดาวสีที่คุกเข่าอยู่ที่พื้นตรงหน้า ลูบหน้าลูบผมกานดาวสีด้วยความรักและเมตตา
       “ขวัญเอ๋ยขวัญมานะแม่กานดาวสี เรื่องร้ายทุกอย่างมันก็ผ่านไปแล้วตั้งแต่นี้หลานของย่าจงมีแต่ความสุข และมีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตตลอดไปนะลูก...”
       ท่านหญิงมองหน้ากานดาวสีอย่างให้ความมั่นใจ
       “และจำไว้นะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ย่าไม่เคยคลางแคลงใจในตัวหล่อนเลย”
       “ดิฉันกราบขอบพระคุณเพคะท่านย่า”
       ท่านหญิงดึงตัวกานดาวสีเข้ามากอด วิเศษ พุดตาน และฐิติมองภาพด้วยความตื้นตันใจ
       “หมดเคราะห์หมดโศกกันซะทีนะลูก”
       นมสายเดินนำตำรวจเข้ามา
       “ท่านหญิงเพคะ ตำรวจมาขอพบคุณกานดามณีเพคะ”
       “ผมขออนุญาตนำตัวคุณกานดามณีไปที่สถานีตำรวจครับ”
       “นมสาย หล่อนไปตามแม่กานดามณีลงมาสิ”
       “คุณติกำลังขึ้นไปตามอยู่ค่ะ”
      
       ฐิติเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนที่เตรียมไว้เป็นเรือนหอ กานดามณีนั่งอยู่ที่เตียง ร้องไห้ ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ ฐิติเข้ามา รู้สึกผิดที่ทำร้ายกานดามณี
       “กานดามณี”
       กานดามณีนิ่งไม่หันไปหาฐิติ ฐิติเดินเข้ามาใกล้
       “ที่ผมทำไปทั้งหมด ผมอยากให้คุณเข้าใจว่าผมไม่ได้ต้องการจะทำร้ายคุณ”
       กานดามณีพูดทั้งน้ำตา
       “ติไม่ต้องมาขอโทษฉันหรอกค่ะ ฉันทำตัวของฉันเองและฉันก็ยอมรับในสิ่งที่ฉันทำ”
       “ผมขอโทษที่เรื่องมันต้องลงเอยแบบนี้ แต่ผมอยากให้คุณลงไปมอบตัว...ทุกคนพร้อมจะช่วยคุณ”
       กานดามณีนิ่งไปสักครู่ ก่อนพูดเรียบๆ
       “ขอเวลาฉันทำใจหน่อยได้มั้ยคะ...ฉันเคยฝันว่าจะมีชีวิตที่สวยงาม แต่ฉันคงต้องปล่อยให้มันลอยหายไป ในเมื่อสุดสายป่านของชีวิตฉันมันก็มาถึงได้แค่นี้”
       “ให้ผมอยู่เป็นเพื่อนนะ”
       “ขอฉันอยู่คนเดียวซักพักเถอะนะคะ แล้วฉันจะลงไป ติไม่ต้องกลัวหรอกว่าฉันจะหนีไปไหน ฉันเหนื่อยเต็มทนแล้ว ถึงจะดันทุรังเดินต่อไปก็คงจะเจอแต่ทางตัน ถึงยังไงฉันก็หนีไปไหนไม่รอดอยู่ดี”
       ฐิติมองกานดามณีอย่างเห็นใจ
      
       ฐิติเดินลงบันไดมา ด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
       ตำรวจถาม “คุณกานดามณีล่ะครับ”
       “ขอเวลาให้เธออีกซักครู่นะครับ เธอกำลังเตรียมตัวอยู่”
      
       ภายในห้องนอนที่จัดไว้อย่างงดงามที่สุด สมกับจะเป็นห้องหอของฐิติกับกานดาวสี มีกลีบกุหลาบสีแดงโรยอยู่บนเตียง ทุกอย่างจัดไว้เรียบร้อยสำหรับคู่บ่าวสาว
       กานดามณี มองดูรอบๆ ห้อง เดินดูข้าวของทุกสิ่งทุกอย่างในห้องอย่างมีความสุข หยิบรูปที่ตนเคยถ่ายกับฐิติที่ประจวบซึ่งตนแอบไว้ก้นลิ้นชักขึ้นมาดู น้ำตาไหลและเดินไปที่โต๊ะแต่งตัว มองหน้าตัวเองที่ฟูมฟายน้ำตาอยู่สักครู่ก่อนจะยิ้มกับตัวเองอย่างตัดใจ หยิบกระดาษมาซับน้ำตาและเริ่มแต่งหน้าใหม่ให้สวยที่สุด
      
       เวลาผ่านไป ที่กระจกแลเห็นกานดามณีแต่งหน้าแต่งตัวใหม่เป็นกานดามณีคนเดิมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
        
       พร้อมกับหยิบกรอบรูปมาดูแล้วตัดสินใจฟาดกรอบรูปลงกับโต๊ะ กระจกกรอบรูปแตกกระจาย


  


        
       ส่วนข้างล่างหมวดหัวหน้าทีมตำรวจเริ่มหงุดหงิด ที่รอกานดามณีนานแล้วก็ยังไม่เห็นหล่อนลงมา
      
       “นี่ผมก็ให้เวลาคุณกานดามณีมานานพอสมควรแล้ว ผมคงต้องขอรับตัวเธอไปดำเนินคดีแล้วล่ะครับ”
       วิเศษกับกานดาวสีหน้าเสีย กานดาวสีจับมือวิเศษปลอบใจ นมสายเกิดวิตกจริต เอามือทาบอกอย่างตกใจ หลุดปากออกมาตามประสาคนปากไว
       “ตายแล้ว...หวังว่าคุณกานดามณีคงไม่เล่นกายกรรมปีนหน้าต่างหนีออกไปเหมือนเมื่อตอนที่ออกไปฆ่านายวสันต์หรอกนะคะ”
       วิเศษกับกานดาวสียิ่งหน้าซีดลงไปอีก
       ท่านหญิงดุ “นมสาย...หุบปาก”
       นมสายสะดุ้ง เอามือตะครุบปากตัวเองไว้โดยอัตโนมัติ
       “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ยังไงคุณกานดามณีก็หนีไปไหนไม่พ้น เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ล้อมบริเวณวังสูรยกานต์ไว้หมดแล้ว”
      
       เวลานั้น ฐิติเปิดประตูเข้าไปในห้อง เห็นกรอบรูปที่มีรูปตนกับกานดามณีตกแตกอยู่ที่พื้น มองตามสายตาฐิติไปเรื่อยๆ เห็นเลือดหยดอยู่ที่พื้นข้างเตียงกองใหญ่
       กานดามณีนอนอยู่บนเตียง มือห้อยตกอยู่ที่ขอบเตียง เลือดไหลไม่หยุด ฐิติหายจากตกตะลึง พุ่งไปหากานดามณี
       “กานดามณี...คุณทำอะไรลงไปน่ะ”
       กานดามณีพูดขึ้นด้วยเสียอ่อนแรง
       “ฉันดีใจจังเลยค่ะที่คุณเป็นคนขึ้นมาตามฉัน...ฉันจะได้เห็นหน้าคุณและมีเวลาอยู่กับคุณอีกครั้ง”
       “ผมจะพาคุณไปหาหมอเดี๋ยวนี้...”
       ฐิติกำลังจะอุ้มกานดามณี กานดามณีส่ายหน้า พูดขัดขึ้นด้วยเสียงอ่อนแรง
       “ไม่ค่ะ ฉันรู้ตัวดีว่าเหลือเวลาอีกไม่มาก...ฉันขอร้อง...อย่าเอาฉันไปที่อื่นเลยนะคะ ขอฉันอยู่กับคุณตามลำพัง”
       ฐิติพูดขัดขึ้น “ผมทำไม่ได้...ผมปล่อยคุณไว้อย่างนี้ไม่ได้”
       กานดามณีอ่อนแรงลงทุกที แต่ก็พยายามยกมือขึ้นเพื่อสัมผัสใบหน้าของฐิติอย่างรักใคร่
       “ถือว่าเป็นคำขอครั้งสุดท้าย ขอให้ฉันมีความสุขจริงๆ สักครั้งก่อนตาย...ในชีวิตฉันไม่เคยรักใคร แต่ฉันเพิ่งมารู้ตัวว่าฉันรักคุณ ให้ฉันได้ตายในอ้อมกอดของคนที่ฉันรัก...นะคะ”
       ฐิติพูดไม่ออก ได้แต่ประคองกานดามณีไว้แนบอก
       “ฉันเพิ่งรู้เมื่อตอนที่เข้ามาอยู่ที่นี่ในฐานะกานดาวสี ว่าฉันมีความสุขมากแค่ไหนเวลาที่ฉันได้รับความรักจากทุกคน ฉันเพิ่งรู้ว่าสิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่เงินทอง...แต่เป็นความรัก...ความรักบริสุทธิ์ที่ฉันไม่เคยได้จากใครเลยนอกจากคุณคนเดียว...แต่กว่าจะรู้ตัว ทุกอย่างมันก็สายเกินไป”
       มือของกานดามณีที่ลูบไล้ที่ใบหน้าของฐิติค่อยๆ ตกลงอย่างอ่อนแรง กานดามณีพยายามลืมตา จดสายตาจ้องไม่ให้คลาดไปจากใบหน้าหล่อเหลาของฐิติ
       “ฉันรู้ว่าติคงไม่เชื่อคำพูดของฉันอีกแล้ว แต่ขอให้เชื่อเถอะนะคะว่าคุณคือความรักครั้งแรกและครั้งเดียว...คุณคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของฉัน”
       “ผมเชื่อ คุณไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ทำใจให้สบาย ผมจะอยู่กับคุณตรงนี้ ไม่ไปไหน”
       กานดามณีหน้าซีดเซียวลงทุกที เลือดที่หยดที่พื้นเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตาของกานดามณีปรือลงทุกที
       “กอดฉันอีกสักครั้งได้มั้ยคะ เหมือนที่คุณเคยกอดกานดามณีคนนั้นที่ประจวบ”
       ฐิติไม่พูดอะไร กอดกานดามณีตามคำขอร้อง กานดามณีกอดฐิติยิ้มอย่างมีความสุข ส่วนด้านหลังฐิติ เห็นแขนกานดามณีที่กอดฐิติร่วงผล็อยลงที่พื้น
      
       เวลาผ่านไป 100 วันแล้ว ที่บริเวณเจดีย์เก็บอัฐิของกานดามณีในวัดแห่งหนึ่ง
       กานดาวสีบรรจงวางแจกันดอกไม้ที่จัดอย่างสวยงามไว้ที่ฐานเจดีย์ มองรูปของกานดามณีที่ฐานเจดีย์อย่างเสียใจและอาลัย
       “พี่ไม่เคยโกรธเธอเลยนะน้องณี พี่เข้าใจความรู้สึกของน้องดี พี่อโหสิให้เธอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอทำกับพี่...ถึงยังไงเธอก็ยังเป็นน้องที่พี่รักเสมอ”
       วิเศษเอามือลูบที่รูปกานดามณีด้วยความอาลัย
       “ลูกณียกโทษให้พ่อด้วย เรื่องทุกอย่างมันเริ่มต้นจากพ่อ ถ้าพ่อไม่ทิ้งลูกไป ลูกก็คงจะไม่เข้าใจอะไรผิดๆขนาดนี้ แต่ขอให้ลูกเชื่อว่าตั้งแต่เราจากกันพ่อก็ไม่เคยลืมลูกเลยแม้แต่วินาทีเดียว...พ่อรักลูกเสมอนะ”
       ท่านหญิงมองภาพกานดาวสีที่มองภาพกานดามณีอย่างอาลัยรักแล้วก็อดสะเทือนใจไม่ได้
       “ทุกอย่างในโลกนี้ ถ้าเริ่มมาจากความดี ความถูกต้อง มันก็จะพาเราไปพบสิ่งที่ดี แต่ถ้าเริ่มผิด เริ่มมาจากความคิดร้าย แก่งแย่งชิงดีอยากจะเอาชนะ มันก็จะพาเราไปสู่จุดจบแบบแม่กานดามณีนี่ล่ะ”
       ท่านหญิงหันไปพูดกับรูปกานดามณีที่หน้าเจดีย์
       “แต่ไม่ว่ายังไง มันก็จบไปแล้ว ฉันขออโหสิกรรมให้หล่อนทุกอย่าง ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้หล่อนเกิดมาเป็นคนดี ทำในสิ่งทีดี จะได้ไม่ต้องมีจุดจบแบบนี้อีก”
      
       มีสายลมพัดกลีบดอกไม้โปรยปรายลงมาอย่างสวยงาม ต้องใบหน้ากานดามณีในรูปที่ยิ้มแย้ม เหมือนจะรับรู้ในสิ่งที่วิเศษพูดกับตน


  


       คืนหนึ่ง ที่วังสูรยกานต์ ฐิติกำลังอออดอ้อนท่านหญิงลักษมี มีพุดตานและนมสายอยู่ด้วย
      
       “ท่านย่าครับผมขอความกรุณาให้ท่านย่าไปสู่ขอกานดาวสีให้ผมอีกครั้งได้มั้ยครับ”
       “ย่าไปสู่ขอให้น่ะได้ แต่ติต้องไปพูดจากับแม่กานดาวสีให้รู้เรื่องซะก่อนเดี๋ยวเค้าจะคิดไปว่าย่าบังคับให้ติแต่งงานกับเค้าเหมือนเมื่อคราวที่แล้วอีก”
       “แต่ที่ผมยอมแต่งงานกับกานดาวสีก็เพราะผมรักเธอนะครับ ถ้าผมไม่รัก ยังไงผมก็ไม่ยอมแต่งแน่ๆ”
       พุดตานแทรกขึ้น “ที่บอกว่ารักเค้า แล้วเคยบอกเจ้าตัวเค้าหรือยัง”
       “เค้าก็น่าจะรู้”
       นมสายอดประชดไม่ได้
       “ใครเค้าจะไปรู้ล่ะคะ ในเมื่อคุณติก็คอยบอกอยู่ตลอดเวลาว่ารักคุณ กานดามณี”
       “ก็นั่นน่ะสิ ถ้าพ่อติรักแม่กานดาวสีเค้าจริงๆ ก็น่าจะรีบไปบอกเค้าให้รู้เรื่องก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
      
       ฐิติพาตัวเองมาอยู่ที่สวนบ้านกิริเนศวรแต่เช้า วิเศษบอกว่ากานดาวสีไม่อยู่
       ฐิติแปลกใจ “กานดาวสีไม่อยู่เหรอครับ แล้วเค้าไปไหน”
       “ยัยกานไปทำงานที่ต่างจังหวัดครับ”
       ฐิติตกใจ “ไปทำงานต่างจังหวัด...แล้วทำไมเค้าไม่บอกผมซักคำ คุณอาทราบมั้ยครับว่าเค้าไปที่ไหน”
       วิเศษยิ้มๆ “ยัยกานเค้าไม่ให้บอกใครครับ”
       ฐิติขอร้อง “ได้โปรดเถอะครับ ผมอยากรู้จริงๆว่าเค้าไปไหน”
       “ไม่มีประโยชน์หรอกครับคุณฐิติ ยัยกานตัดสินใจไปแล้ว ยังไงเค้าก็คงไม่เปลี่ยนใจแล้วล่ะ”
      
       ฐิติเครียดจัด กลับมาวังสูรยกานต์หน้าเศร้า ท่านหญิงซักไซ้
       “ว่ายังไงล่ะตาติ ไปหาแม่กานดาวสีมาแล้วใช่มั้ย แล้วเค้าว่ายังไงบ้าง”
       “กานดาวสีเค้าไปทำงานที่ต่างจังหวัดแล้วล่ะครับ”
       “แม่กานดาวสีเค้าคงจะตัดใจจากพ่อติแล้วน่ะสิ” พุดตานว่า
       ฐิติพูดไม่ออก
       “แต่ติเป็นทายาทคนเดียวของสูรยกานต์ ยังไงติก็ต้องแต่งงาน และมีทายาทสืบสกุลของเรา ย่าก็เลยอยากจะแนะนำผู้หญิงดีๆ ให้ติรู้จักเอาไว้” ท่านหญิงบอก
       ฐิติพูดสวนขึ้นทันที “ผมไม่ยอมแต่งงานกับใครทั้งนั้นถ้าไม่ใช่กานดาวสี”
       ท่านหญิงเสียงเข้ม “แต่ย่านัดเค้ามาที่นี่แล้ว ยังไงติก็ต้องลงไปทำความรู้จักกับเค้า”
      
       วันหนึ่งต่อมา ท่านหญิง ฐิติ พุดตาน เข้ามานั่งที่เก้าอี้ในห้องโถง นมสายยืนรออยู่ด้วยท่าทางตื่นเต้น ฐิติสีหน้าไม่ยินดียินร้าย
       ท่านหญิงบอกกับนมสาย “แขกที่ฉันนัดไว้ยังมาไม่ถึงอีกรึ”
       “มาแล้วกระหม่อม”
       คุณพระเดินยิ้มนำเข้ามา เป็นวิเศษกับกานดาวสีเดินตามเข้ามา ฐิติไม่สนใจไม่มอง
       “ตาติ นี่หลานไม่คิดจะทำความรู้จักกับคนที่ย่าหมายมั่นปั้นมือไว้ให้พ่อติบ้างหรอกรึ”
       “ก็ผมเรียนท่านย่าไปแล้วไงครับว่า ผมจะไม่ยอมแต่งงานกับใครทั้งนั้น”
       “แน่ใจนะครับคุณฐิติว่าจะไม่ยอมแต่งงานกับลูกสาวของผม” วิเศษว่า
       ฐิติได้ยินเสียงวิเศษแล้วชะงัก หันไปมองอย่างตกตะลึง เห็นกานดาวสียืนเคียงอยู่กับวิเศษ
       “กานดาวสี”
      
       เวลาต่อมา ตรงริมน้ำในสวนสวยวังสูรยกานต์ ฐิติจับมือกานดาวสีมองอย่างคาดคั้น
       “กานดาวสี เราไปจดทะเบียนกันพรุ่งนี้เลยนะ”
       กานดาวสีตกใจ “อะไรนะคะ ทำไมต้องรีบขนาดนั้นด้วย”
       ฐิติหยุดเดินหันมาพูดกับกานดาวสีอย่างจริงจัง
       “ผมไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่อยากเสี่ยงอีกแล้ว ผมเสียเวลาที่มีค่าไปมากเพราะความหวาดระแวงไม่เข้าท่าของผม แต่ผมทนไม่ได้ที่จะสูญเสียคุณไปอีก...”
       ฐิติมองกานดาวสีด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักลึกซึ้ง ก่อนจะตัดสินใจบอกอะไรบางอย่างกับกานดาวสี
       “ผมมีเรื่องอยากจะบอกคุณ ผมไม่อยากให้คุณเข้าใจอะไรผิดๆ”
       “เรื่องอะไรคะ”
       “ผมรู้มาตั้งนานแล้วว่าคุณไม่ใช่กานดาวสีคนที่ผมเจอที่ประจวบ”
       กานดาวสีตกตะลึง คำถามมากมายวิ่งวนอยู่ในหัว
       “คุณรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
       สายตาของฐิติที่มองกานดาวสีเป็นประกายเจิดจ้าอย่างมีความสุข
       “คืนนั้น...ที่หัวหิน”
       กานดาวสีเขิน หลบตาฐิติ
       “แล้วทำไมคุณไม่บอก...”
       “ก็เพราะผมกลัวที่จะสูญเสียคุณไป ตอนนั้นผมไม่อยากรู้อีกแล้วว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร...ผมรู้แต่ว่าผู้หญิงคนที่อยู่กับผมคืนนั้นที่หัวหิน คือคนที่ผมรัก...ไม่มีกานดาวสีคนโน้นหรือคนนี้อีก...มีแต่คุณคนเดียวเท่านั้น”
       ฐิติดึงกานดาวสีเข้ามาใกล้ จับคางกานดาวสีให้หันหน้ามาทางตน ก้มลงถามเบาๆ
       “แล้วคุณล่ะ รักผมบ้างหรือเปล่า”
       กานดาวสีส่ายหน้าปฏิเสธ แต่นัยน์ตาเป็นประกายวิบวับ ฐิติมองท่าทีของกานดาวสีอย่างหวานซึ้ง
       “ไม่เชื่อ ผมรู้ว่าคุณก็รักผม
       “ใครบอกคุณ”
       “คุณบอกผมเอง...ด้วยดวงตาของคุณ”
       กานดาวสีสะเทิ้น ใจเต้นโครมคราม พยายามจะเบือนหน้าหนี แต่ฐิติไม่ยอมปล่อยมือจากคางของเธอ กานดาวสีหลับตาพริ้ม ไม่ยอมให้ฐิติเห็นดวงตาของตน
       ฐิติกระซิบเสียงนุ่มนวล “ผู้หญิงหลับตาแปลว่าอนุญาตให้จูบได้”
       กานดาวสีขยับจะลืมตา แต่ฐิติประทับริมฝีปากของตนที่แก้มนวลของกานดาวสีก่อนจะละเลื่อนลงมาที่ริมฝีปาก กานดาวสีอ่อนไปทั้งตัว จนกระทั่งฐิติถอนริมฝีปากออก
       กานดาวสีใจยังหวิวๆ อยู่ “ฉันไม่ได้...” นึกไม่ออกว่าจะพูดว่าอะไร
       ฐิติยิ้มขำ “อนุญาต”
       กานดาวสีพยักหน้ารับ
       “ผมรู้”
      
       ฐิติก้มลงจูบกานดาวสีอีกครั้งอย่างดูดื่มนุ่มนวลหวานซึ้ง สองคนปลอดปล่อยตัวเองให้เริงแล่นไปตามแรงปรารถนา และเสียงเรียกร้องต้องการของหัวใจ
      
       จบบริบูรณ์
กลับไปยังรายบอร์ด