กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] ดาวเรือง

ดาวเรือง.jpg
13-7-2013 20:31



ดาวเรือง



ออกอากาศ : ทุกวันศุกร์ เวลา 20.25 น. และวันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
บทประพันธ์โดย : ทมยันตี
บทโทรทัศน์โดย : ปารดา กันตพัฒนกุล
กำกับการแสดงโดย : กฤษณ์ ศุกระมงคล
ผลิตโดย :  บริษัท ฟีลกู๊ด เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
ควบคุมการผลิตโดย : ธิติมา สังขพิทักษ์

รายชื่อนักแสดง

ทฤษฎี สหวงษ์   รับบท   ปลัดจินตวัฒน์   
อุรัสยา เสปอร์บันต์   รับบท   ดาวเรือง   
สรวิชญ์ สุบุญ   รับบท   สุวรรณ  
มณีรัตน์ คำอ้วน   รับบท   เสมอใจ   
พิตต้า ณ พัทลุง   รับบท   สุดาวดี  
สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล   รับบท   พฤกษ์   
จินตหรา สุขพัฒน์   รับบท   บานชื่น   
สันติสุข พรหมศิริ   รับบท   ผู้ใหญ่ผัน   
ผอูน จัทรศิริ   รับบท   เวียง  
จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์   รับบท   เสี่ยกำพล  
เพ็ญพักตร์ ศิริกุล   รับบท   จันทรา  
อนันต์ บุญนาค   รับบท   หลวงตาคง   
ดารณีนุช โพธิปิติ   รับบท   ไสว   
จาตุรงค์ มกจ๊ก   รับบท   จ่าแม่น  
จอย ชวนชื่น   รับบท   บุญปลีก   
ปาจรีย์ ณ ระนอง   รับบท   บุญปลอด   
ณัชภัชร์ พิพัฒน์ไชยศิริ   รับบท   จุลมณี   
ชมพู่ ก่อนบ่ายฯ   รับบท   น้ำหวาน  
วิวัฒน์ ประสมทรัพย์   รับบท   นายอำเภอไพศาล  
อุทุมพร ศิลาพันธ์   รับบท   คุณนายฤดี  
ศานติ สันติเวชกุล   รับบท   ผู้กำกับสันติสุข   
กล้วย เชิญยิ้ม   รับบท   พระครูจ้อย
วิชัย จงประสิทธิพร   รับบท   กำจร  
ไกรลาศ เกรียงไกร   รับบท   กำนันทิ้ม   
แจ็ค แฟนฉัน   รับบท   แหลม   
ปราโมทช์ เทียนชัยเกิดศิลป์   รับบท   กรอด   
ด.ช.ยูโร ก้องภพฐิตารีย์   รับบท   เพี้ยน   


เรื่องย่อ ละครดาวเรือง



       จินตวัฒน์ หรือ จิ๋น ปลัดหนุ่มใหม่ไฟแรง ลูกชายของจันทรา และเป็นพี่ชายของจุลมณี หรือโจ๋ง ถูกส่งตัวไปเป็นปลัดที่ต่างจังหวัด ด้วยความที่เรียนจบใหม่ จึงไฟแรง บอกกับจันทราว่าตนหมายมั่นปั้นมือจะไปพัฒนาหมู่บ้าน ด้วยกำลังและวิชาที่ได้ร่ำเรียนมา โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่จะเจอภายหน้านั้น ไม่ว่าจะพลิกตำราจากสถาบันไหน ก็หาได้แก้ไขเรื่องราวอันวุ่นวายของหมู่บ้านนี้ได้
      
       นายกำจร เป็นขับรถคนเก่งอาสาพาปลัดหนุ่มหน้าละอ่อน ไปเยี่ยมชมหมู่บ้านจนทั่ว ไม่ว่าจะเป็นบ้านกำนัน หรือบ้านผู้ใหญ่ผัน ที่วัน ๆ นอกจากจะตีไก่แล้ว ยังต้องดูแลเมีย ณ ตอนนี้ ที่มีอยู่ถึงเก้าคน เป็นอันว่าทุกข์ร้อนของชาวบ้านไม่ต้องสนใจ แค่เรื่องในมุ้งก็ยุ่งพอทน ผู้ใหญ่มีลูกชายอยู่หนึ่งคนชื่อว่านายสุวรรณมาลี หรือนาย วรรณ ออกจากกองปราบ(ศรัตรูพืช) มาเป็นนายร้อย(กองควาย) รับจ้างตามหาควายหาย หรือไม่ก็โขมยควายเสียเอง เรื่องราวแปลก ๆ ของหมู่บ้านนี้ยังไม่มีเท่านั้น นายกำจรยังบอกอีกว่า หากจินตวัฒน์ต้องการจะพัฒนาหมู่บ้านนี้ ทางที่ดี ต้องพัฒนาบ้านไอ้เรืองก่อน
      
       ดาวเรืองหรือไอ้เรืองหากินสารพัดเพื่อเลี้ยงดู บานชื่นผู้เป็นแม่ และส่งเสียพี่ชายคนเดียวคือพฤกษ์ ที่ร่ำเรียนจนใกล้จบผู้พิพากษาในเร็ววันนี้ เมื่อนายกำจรพาจินตวัฒน์มาที่ร้านกาแฟและได้พบหน้าตาของไอ้เรืองก็ถึงกับงง กิติศัพที่ว่า มันชอบต้มเหล้าเถื่อน จนถูกจ่าแม่น เก่งหมุด ไล่ตามจับเสียหลายครั้ง จนไอ้เรืองเรียกว่าจ่าแม่น เก่งมุดนั้น ซึ่งมันก็หนีรอดไปได้ทุกที ไหนจะเรื่องการพนัน ทั้งไพ่ ไฮโลว์ ถั่ว โป สารพัด รวมอยู่ในตัวของเด็กสาวตัวเล็ก ๆ คนนี้น่ะหรือ จินตวัฒน์ระวังท่าทีอยู่เสมอในการพบกันครั้งแรกกับไอ้เรือง เพราะไม่แน่ใจในคำโพนทะนาของนายกำจร ว่าจะจริงเท็จอย่างไร จนทำให้ไอ้เรืองนึกขันในใจว่าผู้ชายคนนี้น่ะหรือที่จะมาเป็นปลัดหน้าใหม่ไอ้เรืองเลยตกลงปลงใจเรียกปลัดหน้าใหม่จอมแหยคนนี้ว่า ปลัดหน้าขี้ไก่
      
       อิทธิพลของไอ้เรืองแผ่ไปทั่วหมู่บ้าน เพราะนอกจากมันจะเก่งกล้า ฉลาด มีไหวพริบสารพัด ที่สำคัญมันยังเป็นขวัญใจของไอ้วรรณ ลูกผู้ใหญ่ผัน ถึงขนาดไอ้วรรณประกาศ ห้ามใครแตะต้องไอ้เรืองเด็ดขาด เพราะมันหลงรักไอ้เรืองตั้งแต่เรียนประถม แต่จนบัดนี้ขาอ่อนไอ้เรืองสักนิดไอ้วรรณก็ไม่เคยได้เห็น ซ้ำร้ายไอ้เรืองกับไอ้วรรณ ยังเป็นคู่แข่งเรื่องขายเหล้าเถื่อนกันอีกต่างหาก จินตวัฒน์หาทางจับไอ้เรืองเรื่องต้มเหล้าเถื่อนให้ได้ แต่สุดท้าย นอกจากจินตวัฒน์ จะถูกไอ้เรืองตีหัวจนแตกแล้ว ไอ้เรืองยังแบกไหเหล้าหนีหายไปกับไอ้เพี้ยน สมุนมือหนึ่งของไอ้เรือง ต่อหน้าจินตวัฒน์อีกด้วย
      
       จินตวัฒน์ เริ่มกิจกรรมพัฒนาหมู่บ้านด้วยการจัดงานวัด โดยให้ชาวบ้านช่วยกันสร้างสะพาน และขนดินเข้ามาสร้างถนนเข้าวัด ซึ่งการละเล่นต่าง ๆ ภายในงานก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องพนันขันต่อเหมือนเดิม ไอ้เรืองกับไอ้วรรณ พนันกันเรื่องแข่งขี่ม้า หากไอ้เรืองชนะนอกจะได้เงินหนึ่งพันบาทแล้ว ไอ้วรรณยังต้องให้ไอ้เรืองขี่คอแห่ทั่วหมู่บ้านอีกต่างหาก แต่หากไอ้เรืองแพ้ ต้องให้ไอ้วรรณหอมหนึ่งที การแข่งขันขี่ม้าของไอ้วรรณกับไอ้เรือง มีชาวบ้านแห่มาดูกันแน่นวัด โดยมีแม่บานชื่น ตั้งตัวเป็นเจ้ามือคอยรับแทงพนันกันอย่างเปิดเผย ผลสุดท้ายไอ้เรืองเป็นผู้กำชัยชนะ แรกทีเดียวไอ้วรรณก็ทั้งเสียใจ เสียเงิน และเสียหน้า แต่พอนึกได้ว่าจะได้มีโอกาสใกล้ชิดโดยให้ไอ้เรืองขี่คอรอบหมู่บ้านมันก็ถึงกับหายเศร้า เพราะงานนี้แหละมันจะได้เห็นขาอ่อนไอ้เรืองสักที จินตวัฒน์ไม่ชอบใจนักที่ไอ้เรืองจะเสียเปรียบไอ้วรรณในข้อนี้ สุดท้ายไอ้เรืองจึงให้แม่บานชื่นขี่คอไอ้วรรณแทน สร้างความผิดหวังให้กับไอ้วรรณเป็นอย่างมาก
      
       ไอ้วรรณคิดแก้แค้นไอ้เรือง ด้วยการไปหาฤกษ์กับอดีตหลวงตาคง พี่ชายแท้ ๆ ของผู้ใหญ่ ผัน ที่ศึกออกมาจากผ้าเหลืองแล้วตั้งตนเป็นพ่อหมอประจำหมู่บ้าน เพื่อฉุดไอ้เรือง เรื่องจึงถึงหูไอ้เรืองจนได้ สุดท้ายคนที่ไอ้วรรณจับใส่กระสอบ หวังจะได้เข้าห้องหอด้วย ก็เลยเป็นแม่ไหว หมอตำแยประจำหมู่บ้านที่อายุรุ่นราวคราวแม่ไอ้วรรณนั่นเองตามแผนของไอ้เรือง ไอ้วรรณคิดไม่ตกเรื่องแม่ไหว สุดท้ายจึงหลอกผู้ใหญ่ผันมาเข้าห้องหอแทน เป็นอันว่าสมญานามผู้ใหญ่ผันเมียสิบ ก็มาได้ด้วยเหตุอันนี้เอง
      
       ไอ้เรืองยังหาทางแก้แค้นไอ้วรรณไม่เลิก เรื่องที่วางแผนจะฉุดตน จึงชวนจินตวัฒน์ไปเผาไร่กัญญาของไอ้วรรณ ขากลับนอกจากต้องวิ่งหนีลูกปืนของลูกน้องไอ้วรรณแล้ว ไอ้เรืองยังไปแหย่เอารูงูองจางเข้า จนไอ้เรืองกับจินตวัฒน์ต้องโกยกันแทบไม่ทัน จินตวัฒน์รู้สึกสนุกไม่น้อยที่ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้าน รวมทั้งแง่คิดของไอ้เรืองมากขึ้น เขาเริ่มเอ็นดูไอ้เรืองทีละนิด ทั้งยังอดคิดไม่ได้ว่า หากน้องสาวของเขาได้มาพบกับไอ้เรือง ต้องมาสมัครเป็นลูกน้องต้มเหล้าเถื่อนขายด้วยกันเป็นแน่แท้
      
       มีการเลือกตั้งกำนันขึ้นมาใหม่ ไอ้วรรณเดินเครื่องสนับสนุนผู้เป็นพ่ออย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้เป็นกำนัน ส่วนไอ้เรืองก็ถือหางอดีตหลวงตาคง พี่ชายร่วมสายเลือดเดียวกับผู้ใหญ่ผัน ขึ้นเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้ง ไอ้วรรณต้องใช้เงินจำนวนมากในการจัดงานทั้งฉายหนัง มีดนตรี เพื่อหาเสียงให้พ่อ ส่วนไอ้เรืองก็ใช้กลยุทธ์การเป็นนักเทศน์เก่าของหลวงตาคง หาเสียงแบบเงียบ ๆ เรียกคะแนนสงสารได้ไม่น้อย ไอ้เรืองให้เหตุผลกับจินตวัฒน์ในการส่งหลวงตาคงเป็นคู่แข่ง ว่าถึงแม้จะแพ้คะแนนผู้ใหญ่ผัน แต่ก็อยากให้มีคนมาทัดทานอำนาจของผู้ใหญ่ผันเอาไว้บ้าง เพราะหากผู้ใหญ่ผันได้เป็นกำนันแล้วเอื้อประโยชน์ให้กับบรรดาญาติ ๆ ของเมียทั้งสิบคน มีหรือความสุขสบายจะตกถึงมือลูกบ้าน ไอ้เรืองจึงออกอุบายเรื่องทรงเจ้าเข้าผี ให้ผู้ใหญ่ผันสาบานว่าหากได้เป็นกำนัน จะไม่โกงกิน มิเช่นนั้นจะต้องมีอันเป็นไป ในสามวันเจ็ดวัน จินตวัฒน์ทึ่งไม่น้อยในความคิดความอ่านของไอ้เรือง ว่าความเฉลียวฉลาดนั้นไม่มีใครเกิน ซึ่งสุดท้ายผู้ใหญ่ผันก็ได้เลื่อนขั้นเป็นกำนันผัน ดังความฝันของไอ้วรรณ ลูกกำนันผันเมียสิบ
      
       ไอ้เรืองเริ่มแวะเวียนมาหาปลัดบ่อยขึ้น ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน เสมือนปลัดเป็นเพื่อนเล่นคนหนึ่ง ถึงแม้ไอ้เรืองจะเริ่มจับสังเกตุได้ว่า แววตาที่จินตวัฒน์มองมานั้น มีความในอะไรอยู่ลึก ๆ แต่ไอ้เรืองก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ซ้ำยังกระซิบบอกปลัดอีกว่า พวกของเสี่ยกำพล ตัดไม้ทำลายป่า กำลังเลื่อยไม้อยู่ในป่าทั้งวันทั้งคืน แต่ตนไม่สามารถเป็นกำลังให้ปลัดได้ในงานนี้ เหตุเพราะว่าไอ้เรืองรู้จักดีอยู่กับพวกคนขับรถลากซุง จึงแนะให้ปลัดไปขอความช่วยเหลือจากไอ้วรรณ เพราะมันมีลูกน้องแยะ และชำนาญทางในป่าเป็นอย่างดี
      
       ด้วยเหตุนี้เองอีกไม่กี่วันต่อมา จินตวัฒน์ ไอ้วรรณพร้อมด้วยลูกสมุน จ่าแม่น นายอำเภอ ผู้กำกับ พร้อมด้วยตำรวจอีกมาก จึงเดินทางเข้าป่าตามคำแนะนำของไอ้เรือง เพื่อไปจับพวกค้าไม้ ไอ้เรืองนั้นนั่งแทบไม่ติด เพราะงานนี้ตัวเองไม่ได้เป็นแกนนำเหมือนดั่งเคย แม่บานชื่นไม่เข้าใจว่าที่ไอ้เรืองกระวนกระวายนั้น ห่วงที่ไอ้วรรณจะพลาดพลั้งถูกยิง เพราะตัวนั้นแนะนำให้ไอ้วรรณนำทีมทุกคนไป หรือว่าห่วงปลัดหน้าขี้ไก่ของไอ้เรืองกันแน่
      
       ผลสุดท้ายก็คือมีการปะทะกันในป่าอย่างดุเดือด จนข่าวหนังสือพิมพ์ลงกันให้ครึกโครม พวกคนร้ายถูกยิงไปบ้าง แต่ยังจับเสี่ยกำพลไม่ได้ จินตวัฒน์ถูกยิงแค่เฉียดไป แต่ถึงกระนั้น ไอ้เรืองก็รู้สึกผิดไม่น้อย เพราะครั้งที่แล้วก็ตีหัวจินตวัฒน์แตก มาครั้งนี้ยังส่งตัวปลัดไปเสี่ยงอีก ส่วนไอ้วรรณก็เช่นกัน ต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มเสียที่โรงพยาบาลหลายวัน แต่พอไอ้เรืองลงทุนไปเยี่ยมไอ้วรรณที่โรงพยาบาลเท่านั้น ก็ทำเอาไอ้วรรณปลื้มเสียจนลืมตาย คุยฟุ้งไปทั้งโรงพยาบาลว่าไอ้เรืองเป็นแฟนมาเยี่ยม
      
       ระหว่างที่พฤกษ์เรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ได้พบรักกับนางแบบสาวสวยอย่างโรส โดยที่ไม่รู้เลยว่าโรสเป็นคู่หมั้นของจินตวัฒน์ ความใกล้ชิดที่พฤกษ์ทำงานเป็นผู้จัดการส่วนตัวของโรส ทำให้คนทั้งคู่รักกันแบบไม่รู้ตัว พฤกษ์เองเจียมตัวดีว่าตนนั้นต่ำต้อย ส่วนโรสก็รู้สึกผิดที่ตนมีคู่หมั้นแล้ว ยังปล่อยใจไปรักคนอื่น ทั้งสองต้องจากกันแบบค้างคาใจ
      
       พฤกษ์เรียนจบกลับมาบ้าน บานชื่นกับไอ้เรืองดีใจไม่น้อย แต่พฤกษ์เองกลับเสียใจที่ปล่อยให้ไอ้เรืองต้องกลายเป็นนักเลงหัวไม้ ทำเรื่องผิดกฎหมายอยู่หลายประเภท เพื่อหาเงินส่งเสียเขาจนเรียนจบ พฤกษ์จึงขอร้องให้ไอ้เรือง เลิกทำตัวแบบนี้แล้วไปเรียนต่อสักที แถมพฤกษ์นั้นก็รู้จักกับจินตวัฒน์ เหตุที่พฤกษ์เป็นนักเรียนรุ่นน้องของจินตวัฒน์นั่นเอง
      
       พวกคนงานในป่าไม้ที่หลุดรอดไป มาด้อม ๆ มอง ๆ ที่บ้านปลัดอยู่หลายวัน จนไอ้เรืองเริ่มสังเกตุได้ว่าจินตวัฒน์จะมีภัย จึงไปเตือนจินตวัฒน์ถึงที่บ้านพัก พร้อมทั้งชวนไอ้วรรณหนีออกมาจากโรงพยาบาลเพื่อคุ้มกันปลัด แล้วคืนนั้นคนร้ายก็ลงมือจริง ๆ ไอ้เรืองกับไอ้วรรณช่วยจินตวัฒน์ยิงคนร้ายเสียหมอบ แถมยังซัดทอดไปถึงหัวหน้าแก๊งค์รวบจับได้ทั้งทีม โดยความดีความชอบครั้งนี้ไอ้เรืองยกให้ไอ้วรรณรับไปเต็ม ๆ เพราะตนเองนั้นไม่อยากเปิดเผยตัว สุดท้ายนายอำเภอกับผู้กำกับ จึงบอกความลับให้จินตวัฒน์ได้รู้ว่า ดาวเรืองนั้นเป็นสายของตำรวจ เหตุที่จ่าแม่น เก่งมุด แกล้งทำเป็นจับไอ้เรืองขึ้นโรงพักนั้น ก็เพื่อต้องการนำตัวไอ้เรืองมาที่โรงพัก แล้วคุยกันเรื่องงานสายลับต่างหาก จินตวัฒน์รู้สึกว่าตัวเองนั้นรู้ไม่เท่าทันดาวเรืองสักที งานนี้ก็เช่นกัน ไอ้เรืองหวังจะให้จินตวัฒน์เข้าไปจับผู้ร้ายในป่าเพื่อให้เขาได้ความดีความชอบในการทำงานนั่นเอง
      
       เสี่ยกำพลยังหลุดรอดไปได้ ส่งคนไปยิงปลัดถึงบ้าน โชคร้ายที่โรสกลับมาหาปลัดพอดี แล้วพฤกษ์ก็ไปส่งปิ่นโตที่บ้านปลัดแทนดาวเรือง พฤกษ์ได้พบโรสที่นั่น ทั้งสองช็อคอึ้งไป แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้พูดคุยกัน คนร้ายก็กระหน่ำยิงมาเสียก่อน พฤกษ์กับโรสต้องหนีเอาชีวิตรอดอย่างหัวซุกหัวซุน พฤกษ์ถูกยิง ทั้งสองรู้ใจกันในที่สุด ว่าได้รักกันจริง ๆ เข้าแล้วแต่โรสกลุ้มใจ ไม่รู้จะบอกกับปลัดและทุกคนว่าอย่างไร
      
       ส่วนวรรณ ไอ้เรือง ปลัด ก็เข้าป่าอีกครั้งเพื่อจับเสี่ยกำพล วรรณพลาดท่าถูกยิงเสียก่อน เรืองจึงส่งตัวเข้าไปรักษา แล้วเข้าป่าต่อกับปลัด เกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด สุดท้าย เสี่ยกำพลก็ถูกปลัดจับจนได้แต่ปลัดก็ถูกยิงบาดเจ็บ ทั้งพฤกษ์และปลัด นอนอยู่ที่โรงพยาบาล โรสดูแลปลัดอย่างใกล้ชิด ส่วนดาวเรืองก็ดูแลพฤกษ์เช่นเดียวกัน แต่เมื่อเผลอผู้คนทีไร ดาวเรืองก็แอบไปเยี่ยมปลัด ส่วนโรสก็แอบไปเยี่ยมพฤกษ์เช่นเดียวกัน แต่ทั้งหมดก็ไม่หลุดรอดสายตาของเสมอใจไปได้ เสมอใจเริ่มสงสัยว่าจะมีการรักกันแบบผิดฝาผิดขั้ว ซึ่งพฤกษ์ก็จับได้ในวันหนึ่ง ที่เห็นปลัดมาสารภาพรักกับดาวเรือง พฤกษ์จึงไปบอกโรสให้ปล่อยปลัดไป แม่ของปลัดเดินทางมาเยี่ยมปลัด โรสจึงตัดสินใจเล่าความจริงเรื่องที่ตนเองผิดต่อปลัดไปรักกับพฤกษ์ ปลัดเข้าใจและดีใจเป็นที่สุด
      
       บานชื่นกับผู้ใหญ่ผัน ร่วมกันวางแผนจัดการประกวดเทพีประจำหมู่บ้าน โดยบานชื่นส่งดาวเรืองขึ้นประกวด แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าปลัดวางแผนขอดาวเรืองแต่งงานที่งานนั้นเอง ดาวเรืองเสียรู้ปลัดอย่างหมดรูป เธอวิ่งหนีไปที่ทุ่งดาวเรือง แต่สุดท้ายทั้งสองก็ต้องยอมรับในสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง
        
       ไอ้เรืองวันนี้ กลายเป็นดาวเรือง ดอกไม้ที่สวยที่สุดในใจของปลัด ทั้งสองวางอนาคตร่วมกันหลังจากที่ดาวเรืองเรียนจบ ปลัดรอคอยให้ถึงวันนั้นอย่างหัวใจจดจ่อ

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครดาวเรือง

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       ณ บริเวณใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่เต็มไปด้วยความศิวิไลซ์ รถยนต์ป้ายทะเบียน ดล.208 กรุงเทพมหานคร จินตวัฒน์ หรือ จิ๋น นั่งขับรถคันนั้นมาท่ามกลางบรรยากาศเมืองหลวงซึ่งเต็มไปด้วยรถราและผู้คนขวักไขว่ แล่นฝ่าการจราจรหนาแน่นมุ่งหน้าออกไปนอกเมือง
      
       จุดหมายปลายทางคือ “บ้านดอนล้อมแรด”
       จินตวัฒน์ เป็นปลัดหนุ่มใหม่ไฟแรง ลูกชายคนโตของคุณจันทรา และเป็นพี่ชายของ จุลมณี หรือ โจ๋ง วันนี้เขาถูกส่งตัวไปเป็นปลัดที่ต่างจังหวัด ด้วยความที่เรียนจบใหม่ จึงไฟแรง จินตวัฒน์บอกกับจันทราผู้เป็นมารดาอย่างหมายมั่นปั้นมือว่า จะไปพัฒนาหมู่บ้าน ด้วยกำลังและวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา       
       เสียงเพลงจากวิทยุในรถของจินตวัฒน์ดังขึ้น รถแล่นไปบนถนนลาดยางอย่างดีผ่านสองข้างทางที่มีทั้งทุ่งนา ไร่อ้อย สันเขื่อน และความงดงามของชนบท และแล้วเสียงมือถือของเขาก็ดังขึ้น จินตวัฒน์หรี่เสียงเพลงในรถให้เบาลงแล้วขยับบลูทูธให้กระชับรูหู เขายิ้มก่อนจะทักทายกับปลายสาย
       “คิดว่าใกล้ถึงแล้วครับแม่ ถ้าไม่หลงเข้าตะเข็บชายแดนทะลุเขมรไปซะก่อน”
       จันทรา แม่ของจินตวัฒน์ ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการจัดดอกไม้ให้ลูกค้าชะงักกึก ก่อนจะเอ็ดลูกชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
       “พูดเป็นเล่นไป...อย่าลืมที่แม่บอกนะลูก”
       มือข้างหนึ่งของจินวัฒน์จับพวงมาลัย ส่วนอีกข้างถือแผนที่ที่ทางอำเภอแฟกซ์มาให้
       จินตวัฒน์เลียนเสียงแม่ “ถึงแล้วให้รีบไปหานายอำเภอกับคุณนายฤดีทันที ห้ามเถลไถลไปไหนเป็นอันขาด แล้วถ้าไม่จำเป็นก็อย่าออกไปไหนมาไหนคนเดียวด้วย”
       จันทรายื่นช่อดอกไม้ที่จัดเสร็จแล้วพร้อมที่อยู่ลูกค้าให้พนักงานจัดส่งก่อนจะหันมาปรามลูกชายด้วยเสียงเข้ม “จินตวัฒน์ !”
       จินตวัฒน์หัวเราะเสียงใส เขาคือปลัดหนุ่มบุคลิกทันสมัย หน้าตาสะอาดสะอ้าน
       “ผมล้อเล่น...อย่าโกรธสิครับแม่ เดี๋ยวแก่เร็วไม่รู้ด้วยนะ”
       จินตวัฒน์เหลือบมองแผนที่ในมือก่อนจะหันไปเห็นป้ายบอกทางเก่าๆ ที่อยู่ข้างหน้าไม่ไกลนัก
      
       ป้ายบอกทางเก่าๆ ข้างทางเขียนเอาไว้ว่า “บ้านดอนล้อมแรด”
       “ผมเจอทางเข้าแล้วครับแม่ คิดว่าไม่เกินยี่สิบนาทีก็น่าจะถึงแล้ว แม่ไม่ต้องห่วงนะรับรองผมถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพแน่นอนครับ”
       จินตวัฒน์เลี้ยวรถเข้าไปบนถนนลูกรัง แรงสะเทือนของรถทำให้ป้ายข้างทางตกดั่งมีลางร้าย
      
       เด็กผู้หญิงท่าทางทะมัดทะแมงแต่งตัวมิดชิด สวมหมวกกันน็อกขี่มอเตอร์ไซค์มาอย่างเร็ว จนฝุ่นตลบ มีเด็กผู้ชายหอบตะกร้าใบใหญ่ใส่ดอกดาวเรืองนั่งซ้อนท้ายมาด้วย มอเตอร์ไซค์อีกสองคันขับไล่มาติดๆ คันแรกคนขับรูปร่างอ้วนแต่งกายมิดชิดสวมหมวกกันน็อก ส่วนคันที่สองคนขับร่างท้วมแต่งกายมิดชิดสวมหมวกกันน็อกเช่นกัน แต่มีชายชุดดำโพกผ้าปิดหน้าปิดตามิดชิดท่าทางเหมือนพวกมือปืนซ้อนท้ายนั่งมาด้วย
       รถมอเตอร์ไซค์ทั้งสามคันเลี้ยวขึ้นมาจากถนนดงอ้อย ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ถนนสายหลักของหมู่บ้านด้วยความเร็วสูง ตามหลังรถจินตวัฒน์ที่แล่นฝุ่นตลบอยู่เบื้องหน้า
      
       ด้านจันทรามองดูรูปถ่ายครอบครัวบนเคาน์เตอร์ที่ร้านดอกไม้ มันเป็นรูปจินตวัฒน์วัยหกขวบที่ยืนอยู่กับภิวัฒน์ผู้เป็นพ่อที่แต่งชุดนายอำเภอเต็มยศ ส่วนจันทราผู้เป็นแม่นั่งบนเก้าอี้โดยอุ้ม จุลมณี ที่ยังแบเบาะอยู่ในอ้อมกอด
       “ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง” จันทราถาม
       “เจริญครับ” จินตวัฒน์ตอบ “ถนนหนทาง…เอ่อ..สะดวกมากครับแม่”
       รถของจินตวัฒน์แล่นบนถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ แรงสะเทือนทำให้จินตวัฒน์ที่นั่งอยู่ในรถถึงกับหัวโยกหัวคลอน จินตวัฒน์เหลือบมองที่กระจกมองหลังก็เห็นฝุ่นพวยพุ่งตลบอบอวลตามหลังมา
      
       มอเตอร์ไซค์สองคันหลัง ยังคงไล่บี้มอเตอร์ไซค์คันหน้ามาติดๆ จนมอเตอร์ไซค์คันข้างหน้าเกือบจะชนท้ายรถของจินตวัฒน์ เด็กผู้หญิงที่ขับมอเตอร์ไซต์คันหน้า ตัดสินใจหักหลบไปทางขวาของรถจินตวัฒน์ ทำให้มอเตอร์ไซต์คันที่มีชายท่าทางเหมือนมือปืนต้องหักหลบไปทางซ้ายของรถจินตวัฒน์เพราะต้องการแซงไปดักหน้ามอเตอร์ไซค์ของเด็กผู้หญิง
      
       จินตวัฒน์หันมามองมอเตอร์ไซค์คันที่แล่นขนาบข้างขวา พอเห็นเด็กผู้ชายที่นั่งซ้อนท้ายแลบลิ้นใส่เขาเขาก็โบกมือทักทายและยิ้มให้
       จินตวัฒน์หัวเราะด้วยความเอ็นดู “แล้วคนที่นี่ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เห็นน่ากลัวเหมือนที่แม่เคยเล่าเลยครับ”
       ทันใดนั้นชายท่าทางเหมือนมือปืนที่อยู่ด้านซ้ายรถจินตวัฒน์ก็ชักปืนขึ้นมาทำท่าจะยิงเข้าไปในรถจินตวัฒน์ จินตวัฒน์หันไปเห็นพอดีทำให้จากที่กำลังยิ้มแย้มอยู่ก็เปลี่ยนเป็นตกใจร้องเสียงหลงทันที
       “เฮ้ย !”
       จินตวัฒน์หักพวงมาลัยหลบไปทางขวาด้วยสัญชาตญาณเป็นจังหวะเดียวกับมอเตอร์ไซค์ของเด็กผู้หญิงที่เร่งเครื่องแซงรถจินตวัฒน์ขึ้นไปพอดีทำให้รอดจากการเฉี่ยวชนกับรถจินตวัฒน์ไปได้อย่างหวุดหวิด
       จันทราตกใจ “เป็นอะไรลูก !! จิ๋น...จิ๋น”
       ชายท่าทางเหมือนมือปืนเห็นมอเตอร์ไซค์ของเด็กผู้หญิงเร่งเครื่องหนีจึงสั่งให้คนขับมอเตอร์ไซค์ทั้งสอง
       คันเร่งเครื่องตามไปทันที
       จินตวัฒน์เห็นมอเตอร์ไซค์สองคันหลังพยายามไล่บี้จะยิงเด็กผู้หญิงคันข้างหน้า เขาจึงตัดสินใจเร่ง
       เครื่องตามไปโดยไม่ทันตอบคำถามแม่
      
       มอเตอร์ไซค์สองคันหลังไล่บี้ขึ้นมาจนประกบมอเตอร์คันหน้าได้ มอเตอร์ไซต์คันที่มีชายท่าทางเหมือนมือปืนนั่งซ้อนท้ายเร่งแซงขึ้นไปดักหน้าคันของเด็กผู้หญิง
       เมื่อมีระยะห่างที่เหมาะสม ชายท่าทางเหมือนมือปืนก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันตัวกลับมาเล็งปืนใส่เด็กผู้หญิง จินตวัฒน์ตกใจจึงบีบแตรใส่ชายท่าทางเหมือนมือปืนเสียงดังสนั่น จันทราได้ยินเสียงดังเข้ามาในโทรศัพท์ก็ตกใจ
       ชายท่าทางเหมือนมือปืนกำลังจะเหนี่ยวไก เด็กผู้หญิงจ้องมองชายท่าทางเหมือนมือปืนอย่างไม่เกรงกลัว ปลายปากกระบอกปืนมีน้ำพุ่งออกมาใส่หน้าเด็กผู้หญิง ทำให้เด็กผู้หญิงต้องหักมอเตอร์ไซค์หลบไปเกี่ยวมอเตอร์ไซค์อีกคันจนเสียหลักล้มลง
      
       ตะกร้าดอกดาวเรืองในมือเด็กผู้ชายที่นั่งซ้อนท้ายเด็กผู้หญิงกระเด็นลอยขึ้นฟ้า



       จินตวัฒน์เหยียบเบรกไม่ทันทำให้ทั้งตะกร้าทั้งดอกดาวเรืองและขวดน้ำหลายใบที่ซ่อนอยู่ในตะกร้าลอยมาตกลงที่หน้ารถเต็มๆ
      
       จินตวัฒน์ร้องเสียงหลง “เฮ้ย!!” รีบหักพวงมาลัยหลบอย่างรวดเร็ว
       จันทราได้ยินเสียงก็ใจคอไม่ดี “เป็นอะไรลูก!! จิ๋น...จิ๋น ตอบแม่สิ!! จิ๋น...จิ๋น”
       แรงเหวี่ยงของรถทำให้บลูทูธที่หูจินตวัฒน์ และมือถือที่อยู่บนคอนโซลตกลงพร้อมๆ กับรถของจินตวัฒน์ที่ตกถนน พุ่งไปชนต้นไม้ใหญ่ข้างทาง
      
       ทันทีที่สัญญาณโทรศัพท์ขาดหาย จันทราก็รีบกดโทร.ไปหาจินตวัฒน์ แต่ลูกชายไม่รับ จันทรารู้สึกใจคอไม่ดี
       “เกิดอะไรขึ้น!!”
      
       จินตวัฒน์ซึ่งฟุบหน้าอยู่ที่พวงมาลัยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาช้าๆ พอเห็นชายท่าทางเหมือนมือปืนวกรถกลับมาจอด และถือปืนเดินเข้าไปหาเด็กผู้หญิงที่ล้มกลิ้งอยู่ จินตวัฒน์ก็รีบหยิบปืนในคอนโซลลงจากรถ หลังจากปิดประตูรถไป แล้วเสียงมือถือในรถก็ดังขึ้นมาอีก
      
       สุวรรณ หรือ ไอ้วรรณ ชายท่าทางเหมือนมือปืนถอดผ้าโพกหัวโพกหน้าออกก่อนจะเดินเข้าไปถามเด็กผู้หญิงด้วยความเป็นห่วง
       “เป็นอะไรหรือเปล่า...ไอ้เรือง”
       เด็กผู้หญิงที่ชื่อดาวเรืองลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนจะถอดหมวกกันน็อกปาใส่สุวรรณอย่างแรงด้วยความไม่พอใจ
       “อยากตายรึไง..หา..ไอ้วรรณ! เอาน้ำอะไรมาฉีดใส่ข้า”
       กรอดที่ล้มกลิ้งอยู่ข้างๆ ลุกขึ้นมาตอบแทนด้วยความซื่อ
       “ก็น้ำมันพรายไงจ้ะน้องเรือง”
       แหลมเบิ้ดกะโหลกกรอดทันที “ไปบอกมันทำไมวะไอ้กรอด”
       ดาวเรืองหันมาถาม “จริงเหรอวะไอ้วรรณ”
       ดาวเรืองเข้าไปกระชากคอเสื้อสุวรรณด้วยความไม่พอใจ สุวรรณร้องเสียงหลงด้วยความกลัว
       “ข้าขอโทษ...ข้าไม่ได้ตั้งใจ” สุวรรณตะโกนเรียกลูกน้อง “ไอ้แหลม ไอ้กรอด ช่วยข้าด้วย”
       แหลมกับกรอดจะเข้าไปช่วยลูกพี่ แต่เพี้ยนไวกว่าจึงลุกขึ้นมาผลักแหลม แล้วเตะตูดกรอด
       “หนอย...ไอ้เพี้ยนเอ็ง” แหลมเจ็บใจ
       “แน่จริงก็จับให้ได้สิโว้ย” เพี้ยนว่า
       แหลมกับกรอดช่วยกันจับตัวเพี้ยน แต่เพี้ยนไวกว่าวิ่งล้อมหน้าล้อมหลังแล้วมุดหว่างขา เตะตูดแหลมกับกรอดจนชุลมุนวุ่นวายไปหมด
       จินตวัฒน์งุนงงเมื่อเดินมาเห็นสถานการณ์เปลี่ยนไป เขาจึงเหน็บปืนเก็บไว้ก่อนจะเข้าไปห้ามดาวเรืองกับสุวรรณ
       “นี่มันเรื่องอะไรกัน หยุดเดี๋ยวนี้...ฉันบอกให้หยุด”
       จินตวัฒน์เข้าไปแยกตัวดาวเรืองออกมา ดาวเรืองไม่พอใจจึงผลักจินตวัฒน์ล้มจนปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวของจินตวัฒน์กระเด็นหลุดออกมา สุวรรณเห็นก็ตกใจเพราะเข้าใจผิดคิดว่าจินตวัฒน์เป็นตำรวจ
       “ตำรวจ !”
       สุวรรณรีบวิ่งไปที่รถก่อนเป็นคนแรก แหลมกับกรอดวิ่งตามมา แล้วทั้งหมดก็พากันขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปทันที ดาวเรืองกับเพี้ยนวิ่งตาม
       “ไอ้วรรณ...เอ็งจะไปไหน มาให้ข้ากระทืบซะดีๆ...ไอ้วรรณ !!”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนวิ่งตามแต่ไม่ทัน
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนรีบวิ่งกลับมาช่วยกันยกรถมอเตอร์ไซค์ขึ้น ดาวเรืองจะสตาร์ทรถแต่ถูกจินตวัฒน์คว้ากุญแจรถซึ่งมีพวงกุญแจรูปกระโหลกไขว้ไป
       “จะหนีไปไหน” จินตวัฒน์ถาม
       “หลีกไป...ไม่ใช่เรื่องของนาย” ดาวเรืองว่า
       “ทำไมจะไม่ใช่”
       ดาวเรืองรีบลงจากรถเพื่อมาแย่งกุญแจคืน
       จินตวัฒน์เอากุญแจรถหลบไปไว้ข้างหลัง “ในเมื่อเราทำฉันเกือบรถคว่ำตาย”
       “ก็แค่เกือบ แต่ถ้านายไม่คืนกุญแจรถให้เรา นายได้ตายจริงแน่”
       “เป็นเด็กเป็นเล็กกล้าขู่ผู้ใหญ่เหรอ ได้!...งั้นเราไปคุยกันที่โรงพัก” จินตวัฒน์ดึงมือดาวเรืองไว้
       ดาวเรืองสะบัดมือหลุดแล้วดึงกุญแจมาจากมือจินตวัฒน์
       “ไม่มีเวลาไปเว้ย”
       ดาวเรืองเดินหนีมาที่มอเตอร์ไซด์
       จินตัวัฒน์เดินตามมาคว้าแขนเธอไว้อีก “ไปโรงพัก”
       ดาวเรืองดิ้นและสะบัดมือ จินตวัฒน์ไม่ยอม เขายื้อแขนเธอไว้ ดาวเรืองยั๊วะจึงถีบจินตวัฒน์จนหงายหลังตกลงไปในปลักควาย เพี้ยนหัวเราะก๊าก
       ดาวเรืองยักคิ้วเย้ย “ว่างเมื่อไหร่ แล้วจะไป” ดาวเรืองหันไปพูดกับเพี้ยน “ไปเหอะ”
       ดาวเรืองสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ เพี้ยนขึ้นซ้อนท้าย แล้วดาวเรืองก็บิดจนฝุ่นตลบออกไป
       จินตวัฒน์ลุกขึ้นมาจะตามแต่ก็ไม่ทัน “เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อน”
       เพี้ยนหันมาแลบลิ้นใส่ จินตวัฒน์เจ็บใจ ดาวเรืองอมยิ้มอย่างสะใจ
       “เด็กอะไร...ทำไมแสบนักวะ”
      
       จินตวัฒน์เดินกลับมาที่รถ เขาเอื้อมมือจะเปิดประตูรถแต่ก็เปิดไม่ได้ เพราะติดเครื่องค้างไว้ประตูรถเลยล็อกอัตโนมัติ
       จินตวัฒน์เซ็งมาก “ให้มันได้อย่างนี้สิ”
       จินตวัฒน์ได้ยินเสียงมือถือในรถดังแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาได้แต่ยืนมองสภาพรถและสภาพของตัวเองที่เปื้อนโคลนเต็มไปหมดอย่างเซ็งๆ
       “แล้วจะทำยังไงวะเนี่ย”
      
       จินตวัฒน์ยืนเคว้งคว้าง เขามองไปทางไหนก็มีแต่ความแห้งแล้งไม่มีแม้แต่บ้านเรือนหรือผู้คน



       ที่ศาลาเอนกประสงค์ของวัดบ้านดอน มีป้ายผ้าติดไว้ว่า ชาวบ้านดอนล้อมแรด "ยินดีต้อนรับปลัดใหม่ “จินตวัฒน์ วิโสภา”
      
       ชาวบ้านทุกคนกลับทำหน้าเซ็ง บางคนนั่ง บางคนนอนเพราะถูกเกณฑ์ให้มาต้อนรับปลัดตั้งแต่เช้ามืด นายอำเภอไพศาลยืนคุยมือถือหน้าเครียด
       “อะไรนะครับ...ปลัดจินตวัฒน์หายตัวไป!!”
       ฤดี กำนันเทิ้ม พระครูจ้อยซึ่งยืนอยู่ข้างๆไพศาลรวมทั้งพวกชาวบ้านที่ยืน เดิน นั่ง นอนอยู่ไกลออกไป ต่างพากันหันมามองไพศาลเป็นตาเดียว
       “ค่ะนายอำเภอ...คุยกันอยู่ดีๆ จู่ๆสายก็ตัดไป...ดิฉันสังหรณ์ใจยังไงก็ไม่รู้” จันทราที่คุยมือถืออยู่ที่ร้านดอกไม้ตอบ
       ไพศาลปลอบใจ “คุณจันทราใจเย็นๆก่อนนะครับ บางทีอาจจะอยู่ในจุดที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ก็ได้ อาจจะแค่สายหลุด คงไม่มีอะไร ผมเจอตัวปลัดแล้วจะติดต่อกลับไปนะครับ”
       ไพศาลวางสายจากจันทรา ฤดีรีบถามด้วยความเป็นห่วงทันที
       “ให้ใครไปตามมั้ยนายอำเภอ”
       “ผมจัดการเองครับ” ผู้กำกับพูดแล้วเดินไป
      
       รถของจินตวัฒน์จอดสงบนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เศษซากดอกดาวเรืองและขวดแก้วแตกกระจัดกระจาย
       เต็มไปหมด จ่าแม่นในชุดตำรวจมาดเท่ยืนรายงานให้นายอำเภอไพศาลฟัง
       “ครับ...ทะเบียน ดล 208 กรุงเทพมหานครไม่ผิดแน่ครับท่าน ตอนนี้รถประสบอุบัติเหตุชนต้นไม้ใหญ่ครับผม” จ่าแม่นตะเบ๊ะ
       “รถชนต้นไม้!”
       ทุกคนฮือฮาเข้ามาล้อมไพศาล
       “แล้วปลัดล่ะ” ไพศาลถาม
       จ่าแม่นอ้าปากตอบ “ไม่....”
       “ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
       ทุกคนโล่งใจ
       จ่าแม่นพูดต่อ “ไม่เจอครับ ผมหาจนทั่วแล้วไม่เจอตัวปลัดคนใหม่เลยครับ”
       จ่าแม่นเหลือบเห็นขวดที่มีน้ำใสๆ วางอยู่ที่พื้น
       “เจอแต่...” จ่าแม่นทำจมูกฟุดฟุดเหมือนได้กลิ่นอะไรฉุนเตะจมูก เขาจึงก้มลงไปใช้นิ้วแตะชิม
       “เจอแต่อะไร” ไพศาลถาม
       ทุกคนรอฟัง
       “เจอแต่เหล้าขาวครับผม” จ่าแม่นลุกขึ้นตะเบ๊ะ “ผมว่าผมรู้แล้วครับ...ว่าใครจับตัวปลัดไป”
      
       สุวรรณ แหลม และกรอดบึ่งรถมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดหน้าบ้านผู้ใหญ่ผันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทั้งสามจะวิ่งหน้าตั้งหลบไปหลังบ้าน ดาวเรืองกับเพี้ยนบึ่งมอเตอร์ไซค์หัวฟูตามมาติดๆ พอเห็นกลุ่มของสุวรรณวิ่งหลังไวๆหายเข้าไปหลังบ้านก็ตะโกนด่าตามหลังไปด้วยความแค้น
       “จะหนีไปไหนไอ้หน้าตัวเมีย ไอ้วรรณ...เอ็งมาให้ข้ากระทืบซะดีๆ”
       ดาวเรืองตามเข้าไปเอาเรื่องด้วยความโกรธเกรี้ยว เพี้ยนรีบเดินตามลูกพี่เข้าไป
      
       สุวรรณ แหลม และกรอดหนีมาจนมุมที่คอกหมู พอเห็นดาวเรืองกับเพี้ยนเดินเข้ามา แหลมกับกรอดก็ส่งสัญญาณให้หนีเอาตัวรอด ทิ้งให้สุวรรณหน้าซีดเหงื่อแตกอยู่ประจันหน้ากับดาวเรืองอยู่คนเดียว
       สุวรรณทำเป็นไม่กลัวทั้งที่แขนขาสั่น “ไอ้เรือง” สุวรรณเตรียมจะซอยเท้าหนี
       “ยังคิดจะหนีอีกเหรอไอ้วรรณ”
       “ข้าไม่หนีก็ได้ ยังไงร่างกายของข้ามันก็เป็นของเอ็งอยู่แล้วไอ้เรือง เอ็งจะเหยียบจะย่ำยังไงก็เชิญ เชิญเลย...เหยียบมาที่นี่” สุวรรณฉีกเสื้อตรงบริเวณอกซ้าย “ที่หัวใจข้า เอ็งจะได้เจ็บเหมือนที่ข้าเจ็บ”
       “แล้วทำไมพี่เรืองต้องเจ็บไปกับเอ็งด้วยหา...ไอ้พี่วรรณ” เพี้ยนถาม
       สุวรรณพูดเสียงเข้ม “เพราะในหัวใจข้ามีไอ้เรืองอยู่ยังไงล่ะ”
       แหลมกับกรอดยื่นหน้าโผล่ออกมาจากหลังดงกล้วยแถวๆนั้น “ฮิ้วว”
       “พ่อเป็นหมาหรือไงวะ...ถึงได้โผล่ออกมาหอน” ดาวเรืองว่า
       แหลมกับกรอดเอามือปิดปากก่อนจะพากันมุดหัวหลบไปหลังดงกล้วย
       ดาวเรืองหันมาเล่นงานสุวรรณต่อ “ในเมื่อเอ็งกล้าเล่นสกปรกกับข้าก่อน”
       ดาวเรืองคว้ามีดพร้าที่ปักอยู่กับหยวกกล้วยขึ้นมา
       “ข้าก็จะสับ...สับๆๆ” ดาวเรืองตวัดมีดไปมา “ของของเอ็งให้เหลือแต่ตอ จะได้ไม่ต้องมีไว้ทำพันธุ์อีกต่อไป”
       สุวรรณตกใจกลัวรีบเอามือกุมเป้า ดาวเรืองเงื้อมีดขึ้นทำท่าจะฟัน สุวรรณกลัวจึงหลับตาปี๋ถอยหลังร้องเสียงหลงจนลื่นตกเข้าไปในคอกหมู ดาวเรืองกับเพี้ยนตามเข้าไป สุวรรณกลัวลนลานจนวิ่งชนกับหมูในคอก
       “สับให้หมูกินดีเลยไหมพี่เรือง” เพี้ยนถาม
       “อย่า!! น้องเรืองจ๋า...พี่วรรณกลัวแล้วจ้า อย่าสับของพี่เลยนะ”
       ดาวเรืองไม่สนใจ เธอเดินตรงเข้าไปหาสุวรรณ สุวรรณวิ่งหนีออกมาจนล้มกลิ้งล้มหงายที่หน้าคอกหมู
       แหลมกับกรอดส่งสัญญาณให้กันก่อนจะเข้ามาล็อกตัวดาวเรืองไว้
       ดาวเรืองดิ้นสู้ “เอ็งสองคนคิดจะลองดีกับข้าใช่มั้ย ไอ้แหลม ไอ้กรอด”
       สุวรรณหันมาเห็นแหลมกับกรอดกำลังล็อกดาวเรืองไว้ก็รีบเด้งตัวลุกขึ้นมาด่าแหลมกับกรอดทันที
       สุวรรณเสียงเข้ม “ปล่อยไอ้เรืองเดี๋ยวนี้ พวกเอ็งไม่มีสิทธิ์แตะต้องตัวไอ้เรืองของข้า...ปล่อย!!”
       แหลมกับกรอดทั้งตกใจทั้งงง แต่ก็ต้องปล่อยตัวดาวเรืองไป ดาวเรืองชูมีดขึ้นแล้วหันขวับมาทางสุวรรณ สุวรรณตกใจร้องเสียงหลง
       “ช่วยด้วย”
       สุวรรณวิ่งหนีไม่คิดชีวิตเข้าไปที่ใต้ถุนบ้าน
      
       ดาวเรืองลุยตามเข้ามากับเพี้ยน กรอดมัวแต่ยืนงงจนแหลมต้องเบิ้ดกะโหลกเรียกสติแล้วพากันตามเข้าไปช่วยสุวรรณ



       สุวรรณวิ่งหน้าตั้งเข้ามาก่อนจะสะดุดโดนเล้าไก่ชนของผู้ใหญ่ผันล้มลง ไก่ตกใจร้องลั่น ดาวเรืองถือมีดย่างสามขุมเข้าหาสุวรรณ
      
       สุวรรณยกมือไหว้ดาวเรือง “น้องเรืองอย่า...อย่า!!”
       “คราวนี้เอ็งได้สูญพันธุ์แน่ไอ้วรรณ”
       ดาวเรืองเงื้อมีดพร้าทำท่าจะฟันสุวรรณ ทันใดนั้นทั้งหมดก็เสียงพ่อผู้ใหญ่ผันกับแม่เวียงดังมาจากด้านหลัง
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้เรือง”
       “นี่มันเรื่องอะไรกัน”
       ดาวเรืองหันไปเห็นผู้ใหญ่ผัน แม่เวียง บุญปลีก และบุญปลอดเดินตรงรี่เข้ามา ผันเห็นสุวรรณนอนกลิ้งอยู่ในเล้าไก่ก็ตกใจจึงร้องเสียงหลงขึ้นมาทันที
       “ลูกพ่อ !”
       “พ่อจ๋า...ช่วยหนูด้วย”
       สุวรรณโผเข้ากอดผัน แต่ผันกลับโผเข้ากอดไก่ สุวรรณจึงวืดไป
       “เป็นยังไงบ้างไอ้โต้งลูกพ่อ” ผันหันขวับมาด่าดาวเรืองโดยไม่สนใจสุวรรณ “ทำอย่างนี้มันชักจะเกินไปแล้วนะไอ้เรือง ถ้าไก่ของข้าหัวใจวายขึ้นมาเอ็งจะว่าไง”
       ดาวเรืองตอบกวนๆ “ก็เอาไปหมกไฟจิ้มแจ่วกินสิผู้ใหญ่”
       “ไก่ของข้าไม่ได้เลี้ยงไว้ให้ใครหมกไฟกินนะโว้ย”
       “ถ้างั้นก็ส่งตัวไอ้วรรณมา ไม่งั้นโดนหมกไฟทั้งไก่ทั้งคน” ดาวเรืองบอก
       ผันกอดไก่ไว้แน่น ดาวเรืองจะเข้าไปเอาเรื่องสุวรรณ เวียงกับบุญปลีกรีบเข้าไปขวางไว้
       “หยุดทำตัวเป็นอันธพาลเดี๋ยวนี้นะไอ้เรือง” บุญปลีกว่า
       “แล้วเรื่องอะไรถึงเอามีดมาขู่ลูกข้าแบบนี้” เวียงถาม
       สุวรรณรีบมาหลบหลังแม่ “แม่จ๋า”
       “ก็ไอ้พี่วรรณน่ะสิป้า มันเอาน้ำมันพรายมาฉีดใส่พี่เรืองก่อน” เพี้ยนบอก
       บุญปลีกใส่อารมณ์ “ไม่จริง...หนูวรรณหล่อยังกะเคนธีรเดช ไม่จำเป็นต้องใช้ไสยศาสตร์ช่วยหรอกโว้ย”
       บุญปลอดพูดเนิบๆ “โกรธคือโง่...โมโหคือบ้านะพี่บุญปลีก มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันก็ได้”
       “จะไปพูดดีกับมันทำไม” ผันพูดกับดาวเรือง “ถ้าเอ็งยังไม่เลิกทำตัวเป็นอันธพาลเกะกะระรานชาวบ้านอีกละก็...ข้าฟ้องแม่เอ็ง”
       ดาวเรืองสะดุ้งเฮือกเพราะกลัวผันจะไปฟ้องแม่ เพี้ยนรีบดึงแขนดาวเรืองมากระซิบ
       “ถอยก่อนเถอะพี่...ถ้าป้าบานชื่นรู้เราสองคนตายแน่”
       ดาวเรืองกลัวแต่ทำเป็นไม่กลัว “ก็ได้...คราวนี้ข้าจะเห็นแก่หน้าเหี่ยวๆของพ่อแม่เอ็ง”
       ผัน เวียง บุญปลีก และบุญปลอดพูดพร้อมกัน “ใครเหี่ยว!”
       ผัน เวียง บุญปลีก และบุญปลอดทำตาโตฉีกมุมปาก
       “ไม่รู้...ใครเหี่ยวก็รับไป” ดาวเรืองพูดกับสุวรรณ “ถ้าคราวหน้าเอ็งยังคิดชั่วทำชั่วกับข้าอย่างนี้อีกล่ะก้อ...เอ็งไม่ตายดีแน่ไอ้วรรณ”
       ดาวเรืองปามีดพร้าลงตรงหน้าทุกคนก่อนจะเดินหัวเสียออกไปกับเพี้ยน ทุกคนกระโดดหลบเหยง เวียง บุญปลอด และบุญปลีกต่างพากันหันมาปลอบสุวรรณ ส่วนผันก็หันมาปลอบไก่
       เวียง บุญปลอด และบุญปลีกปลอบสุวรรณ “ขวัญเอ็ยขวัญมา...ลูกแม่”
       “ขวัญเอ๊ยขวัญมา...ลูกพ่อ” ผันปลอบไก่
       แหลมกับกรอดมองดูอย่างเซ็งๆ สุวรรณหน้าจ๋อย
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนเดินมาขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่หน้าบ้านผู้ใหญ่ ทั้งสองก้มดูแขนขาของตัวเองที่ถลอก
       “เจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ คอยดูนะ...ข้าต้องเอาคืนให้ได้” ดาวเรืองว่า
       “เพราะไอ้น้ำมันพรายบ้านั่นแหล่ะ เพี้ยนเลยซวยไปด้วยเลย ไม่รู้มันไปเอามาจากไหน”
       ดาวเรืองนึกขึ้นได้ทันที “ข้ารู้แล้ว”
       ดาวเรืองทั้งโกรธทั้งแค้นจนลมออกหู
      
       ลูกศิษย์หลวงตาคง 6 คน จับกลุ่มกันกลุ่มละ 2 คนถือไม้ง่ามที่ตัดจากต้นมะขามวิ่งเข้าไปในกลุ่มชาวบ้าน เมื่อลูกศิษย์วิ่งเอาไปไม้ง่ามไปแตะที่ใคร ชาวบ้านคนนั้นก็จะนั่งตัวสั่นเหมือนผีเข้า ชาวบ้านพากันฮือฮา
       ชาวบ้านคนที่หนึ่งยกมือไหว้ท่วมหัว “หลวงตาคงนี่ขลังจริงๆว่ะ”
       ชาวบ้านคนที่สองพูด “ไม้เซียงข้องของหลวงตาโคตรศักดิ์สิทธิ์ เอ็งดูสิ..แม้แต่ปอบยังกลัวจนตัวสั่น”
       ชาวบ้านคนที่สามตะโกนบอกลูกศิษย์ “พาไปให้หลวงตาจัดการเลย ไม่งั้นไอ้พวกนี้ได้โดนกินตับไตไส้พุงหมดแน่”
       ลูกศิษย์ทั้ง 6 คนประคองร่างชาวบ้านที่ถูกปอบสิงทั้งสามวิ่งเข้ามาหาหลวงตาคงที่นั่งบริกรรมคาถาอยู่บนแคร่หน้าเครื่องเซ่นซึ่งประกอบไปด้วยทะลายมะพร้าว หมากพลูและเทียน ข้างแคร่มีกระบอกไม้ไผ่และผ้ายันต์สีขาวที่ลงอักขระเขมรพร้อมด้วยสายสิญจน์วางอยู่
       หลวงตาคงเบิกตาโพลงแล้วเอื้อมมือมาจับหัวชาวบ้านทั้ง 3 ปากก็บริกรรมคาถาภาษาเขมร ชาวบ้านนั่งพนมมือไหว้ด้วยความศรัทธาจนน้ำตาจะไหล สักครู่ร่างชาวบ้านที่ถูกปอบสิงทั้ง 3 ก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน
       หลวงตาคงส่งเสียงดังกำราบแบบทรงอำนาจ “ผีปอบ ผีห่า ผีเร่ร่อน จงหลีกไป อย่ามาสร้างความเดือดร้อนให้คนที่นี่ ไม่อย่างนั้นเจ้ากับข้าจะได้เห็นดีกัน!!”
       ชาวบ้านทั้ง 3 เปลี่ยนมาเป็นร้องไห้สะอึกสะอื้นตัวสั่นเทิ้มแล้วเอาสองมือประสานกัน
       หลวงตาคงบริกรรมคาถาพร้อมกับเอากระบอกไม้ไผ่ที่ลงอักขระขอมมารองใต้มือทั้งสามทีละคน คนละกระบอก แล้วจึงเอาผ้ายันต์สีขาวปิดปากกระบอกก่อนจะมัดปากกระบอกด้วยสายสิญจน์อย่างชำนาญ
       ระหว่างที่หลวงตาคงทำพิธี ชาวบ้านก็พากันฮือฮาสรรเสริญไม่หยุดหย่อน
       “ดูซี้ ผีปอบมันกลัวหลวงตาจนร้องไห้ร้องห่ม”
       “ดีแล้วมันจะได้ไปผุดไปเกิดสักที วัวควายชาวบ้านจะได้ไม่พากันล้มตายอีก”
       “หลวงตาคงนี่ขลังจริงๆว่ะ ไม่มีใครในดอนล้อมแรดที่จะแน่ไปกว่าหลวงตาอีกแล้ว”
       สิ้นเสียงชาวบ้านทั้งสาม ดาวเรืองก็เข้ามายันโอ่งน้ำมนต์ที่อยู่ข้างๆแคร่จนล้มคว่ำ น้ำมนต์สาดโครมลงบนตัวหลวงตาคงเต็มๆ จนชาวบ้านอ้าปากหวอ
       หลวงตาคงตกใจ “ไอ้เรือง!”
      
       “คุยกันหน่อยสิ..หลวงตา”

       หลวงตาคงกำลังเอาผ้าขนหนูเช็ดหัวและเนื้อตัวที่เปียกปอน ดาวเรืองแจ้นเข้ามาฉะหลวงตาทันที
      
       “หลงตาเอาน้ำมันพรายให้ไอ้วรรณใช่มั้ย”
       หลวงตาตกใจแต่ก็ต้องหาทางกลบเกลื่อน “เฮ้ยๆ...น้ำมันพรายอะไรข้าไม่รู้เรื่อง แล้วก็ช่วยมีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่หน่อยไอ้เรือง ข้าหลวงตาคงนะเว้ย...ไม่ใช่หลงตา”
       “แล้วที่หลงอวิชชาจนกู่ไม่กลับ จนต้องสึกออกมาตั้งสำนักทรงเจ้าเข้าผีจับผีหลอกชาวบ้านอย่างนี้ ถ้าไม่เรียกว่าหลง...แล้วจะให้เรียกว่าอะไร”
       “ชะช้า...นี่เอ็งบังอาจมาสอนข้าเหรอวะไอ้เรือง”
       “หลงตาเป็นคนให้น้ำมันพรายไอ้พี่วรรณไปใช่มั้ยล่ะ”
       หลวงตาคงกลบเกลื่อนด้วยการโวยวาย “ก็ข้าบอกแล้วไงวะ ว่าข้าไม่ได้ให้”
       “ไม่ได้ให้ แต่ขายให้...ใช่มั้ย”
       “เดรัจฉานวิชชาแบบนี้ข้าไม่ยุ่งให้ศีลเสื่อมหรอกโว้ย เอ็งสองคนจะไปวิ่งเล่นที่ไหนก็ไป ข้าต้องกลับไปทำพิธีต่อ” หลวงตาคงจะเดินหนี
       “ตกลงไม่ยอมรับและไม่รับผิดชอบ”
       “ก็ข้าไม่ได้ให้ แล้วข้าจะต้องรับผิดรับชอบอะไรล่ะเว้ย!”
       หลวงตาคงเดินหนีออกมา เพี้ยนเดินตาม
       ดาวเรืองดึงคอเสื้อเพี้ยนไว้ “ไม่ต้องตามไอ้เพี้ยน แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ถอนรากถอนโคนให้สิ้นซากไปเลย”
       “ยังไงเหรอพี่เรือง” เพี้ยนถาม
       “เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะ”
       ดาวเรืองตาเป็นประกายเพราะมีแผนอะไรบางอย่าง
      
       จ่าแม่นสอบสวนบานชื่นเรื่องดาวเรืองที่โต๊ะกลางศาลา ไพศาล ผู้กำกับ ฤดี กำนันเทิ้ม พระครูจ้อย และชาวบ้านล้อมวงจ้องบานชื่นอยู่ จ่าแม่นยื่นหน้าไปชิดจนเกือบติดจมูกบานชื่น บานชื่นมองทุกคนแล้วหันกลับมามองจ่าแม่น
       “ไอ้เรืองจับปลัดคนใหม่ไป” บานชื่นปฏิเสธเสียงสูง “ไม่จริงมั้งง พ่อจ่าแม่น เก่งมุด”
       “เก่งหมุด!! ไอ้เรืองมันเปลี่ยนนามสกุลฉันจนคนทั้งบางเรียกติดปากไปหมดแล้ว” จ่าแม่นหันไปประกาศให้ชาวบ้านรู้ “จะบอกให้นะ... จ่าแม่น เก่งมุด เอ้ย เก่งหมุดคนนี้ เจอเหล้าเถื่อนไอ้เรืองหกอยู่ใกล้ๆรถปลัด ถ้าไม่ใช่ฝีมือมันแล้วจะเป็นฝีมือใคร๊!”
       ชาวบ้านฮือฮา
       จ่าแม่นพูดเสียงหวาน “น้องบานชื่นจ๊ะ...ถึงแม้ว่าพี่จะยังรักน้องบานชื่นแค่ไหน” จ่าแม่นตะโกนเสียงดัง “แต่ยอมรับเถอะ ว่าไอ้เรืองมันต้มเหล้าเถื่อน!”
       “หนอยยย... ทำอย่างกับว่าหมู่บ้านนี้ไอ้เรืองมันต้มเหล้าเป็นอยู่คนเดียว มันก็ต้มกันทั้งนั้นแหละ” บานชื่นชี้นิ้วกราดชาวบ้านแต่นิ้วดันไปหยุดที่พระครูจ้อย “อุ้ย!”
       พระครูจ้อยสะดุ้งตามแต่ตอบเสียงเรียบ “อาตมาไม่ได้ต้ม”
       บานชื่นยกมือไหว้ “ขอโทษเจ้าค่ะพระครูจ้อย” บานชื่นหันไปขึ้นเสียงกับจ่าแม่นต่อ “แล้วจ่าแม่นจะมากล่าวหาว่าเป็นฝีมือไอ้เรืองได้ไง!”
       “ไอ้เรืองแน่นอน! ฉันจำกลิ่นเหล้าที่ไอ้เรืองต้มได้!”
       “จ่าจำได้ยังไง” ฤดีถาม
       จ่าแม่นตอบทันที “ฉันกินบ่อย”
       ทุกคนชะงัก “อ้าว!!”
       จ่าแม่นชะงัก “กินเพื่อให้จำได้ จำได้แล้วจะได้ไปจับ”
       “เอะอะก็จับแต่ไอ้เรือง เกิดเรื่องอะไรก็โทษไอ้เรืองตลอด” บานชื่นโมโห “นี่หลักฐานก็ไม่ชัดเจนถ้าอยากจับนัก ก็จับแม่ไอ้เรืองมันไปก่อน!”
       “พี่จับไม่ลง พี่รักแม่” จ่าแม่นแยกเขี้ยว “แต่แค้นลูก!”
       “เบาๆหน่อยจ่าแม่น ตะโกนดังพระตกใจ” พระครูจ้อยปราม
       ผู้กำกับพูดกับบานชื่น “ถ้าไอ้เรืองไม่ได้ทำ แล้วไอ้เรืองอยู่ไหนล่ะ”
       จ่าแม่นพูดกับบานชื่น “ใช่!!! มันอยู่ไหนน”
       “ไอ้เรืองอยู่ไหนไม่สำคัญ สำคัญที่...” ไพศาลพูดเสียงดัง “ปลัดคนใหม่มันไปอยู่ที่ไหน”
      
       จินตวัฒน์ในสภาพเนื้อตัวมอมแมมเปื้อนโคลนเกรอะกรังกำลังนั่งรถอีแต๊กของลุงชาวบ้านเข้ามาที่หน้าวัด
       จินตวัฒน์กระโดดลงจากรถแล้วเดินไปไหว้คนขับ “ขอบคุณมากนะครับลุง”
       ลุงชาวบ้านยิ้มจนเห็นฟันหลอทั้งปากก่อนจะขับรถอีแต๊กออกไป
       จินตวัฒน์โบกมือให้ลุงก่อนจะหันมาเห็นกำจรกับพวกชาวบ้านกำลังคุยกันอยู่
       “ตกลงไม่มีใครหาปลัดใหม่เจอเลยรึไง” กำจรถามชาวบ้าน
       “จะไปหาเจอได้ไง...หน้าตาก็ไม่เคยเห็น ถึงเห็นก็จะรู้มั้ยว่าเขาเป็นปลัด” ชาวบ้านบอก       
       “พวกเอ็งนี่โง่จริงๆ ก็หาไอ้เรืองให้เจอสิวะ หรือไม่ก็หาคนที่หน้าตาท่าทางทันสมัยเหมือนเพิ่งมาจากกรุงเทพก็ได้ ไปๆ...ไปช่วยกันตามหาให้เจอ”
       ชาวบ้านแยกย้ายกันไปตามหาปลัด จินตวัฒน์เดินเข้ามาทักกำจร
       “ขอโทษครับ”
       กำจรหันมาเห็นเนื้อตัวที่สกปรกของจินตวัฒน์ก็รีบถอยห่างอย่างถือตัว
       “เฮ้ยๆ...ใครว่ะเนี่ย ไปตกปลักควายที่ไหนมา อย่าเข้ามาใกล้นะโว้ย เดี๋ยวเสื้อข้าเปื้อนหมด”
       “คือเมื่อกี้ผมได้ยินทุกคนพูดถึงปลัดใหม่กัน”
       “ก็เออน่ะสิ จะเรื่องอะไรซะอีกล่ะ ก็ไอ้เรืองน่ะสิ...มันลักพาตัวปลัดใหม่ไป ตอนนี้วุ่นวายกันไปทั้งอำเภอแล้ว” กำจรบอก
       “ลักพาตัวปลัดใหม่? ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันมากกว่านะครับ”
       “หน้าตาท่าทางอย่างเอ็งอย่ามาทำเป็นอวดรู้หน่อยเลย”
       “ผมไม่ได้อวดรู้ เพราะผมนี่แหละครับ...ปลัดใหม่ของที่นี่”
       “อ้าว” กำจรทำท่าจะยกมือไหว้ “สวัสดีครับคุณปลัด”
       จินตวัฒน์จะรับไหว้ “สวัส...”
       กำจรขัดขึ้นมาก่อน “ถุยยย ถ้าอย่างเอ็งปลัดใหม่ ข้าก็นายอำเภอแล้ว”
       กำจรรำคาญจึงเดินหนี จินตวัฒน์ตามไปอธิบาย
       “ผมเป็นปลัดใหม่ของที่นี่จริงๆ”
       “โอ๊ยย ปลัดใหม่เขาเป็นคนกรุงเทพฯ เขาต้องดูดีมีชาติตระกูล ไม่ใช่หน้าเลอะขี้ควายอย่างเอ็ง ไป..พวกเราแยกกันหา พวกนึงหาไอ้เรือง อีกพวกไปตามหาปลัด”
       “ก็ผมนี่ไง.....ปะ”
       ทันใดนั้นลูกศิษย์หลวงตาคงก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
       “ช่วยด้วยๆ”
       “ใครหายอีกล่ะ ปลัดใหม่หายข้ายังหาไม่เจอเลยนะเว้ย” กำจรว่า
       “ไม่มีใครหาย ไฟไหม้”
       ทุกคนตกใจร้องประสานเสียง “ไฟไหม้!”
      
       “ที่ไหน!!” กำจรถาม



       ฟากหลวงตาคงและลูกศิษย์หอบเครื่องประกอบพิธีจับปอบบางส่วนมาแล้วก็ต้องตาเหลือกที่เห็นสำนักของตัวเองมีควันโขมง
      
       ทั้งหมดวิ่งเข้ามาหาพระครูจ้อย นายอำเภอไพศาล ผู้กำกับ ฤดีและบานชื่นที่วิ่งเข้ามาจากอีกทาง
       “ควันอะไรวะ” หลวงตาคงถาม
       “ไฟไหม้สำนักเอ็งน่ะสิถามได้ เผลอจุดธูปเทียนทิ้งไว้รึเปล่าก็ไม่รู้” พระครูจ้อยว่า
       “อย่าเพิ่งเข้าไปครับ อันตราย” ผู้กำกับหันมาสั่งจ่าแม่น “ไปเกณฑ์คนมาช่วยกันดับไฟเร็วจ่า”
       จ่าแม่นตะเบ๊ะ “ครับท่าน”
       จินตวัฒน์วิ่งมากับกำจร พอเห็นควันโขมงเขาก็ตัดสินใจเลี่ยงไปสำรวจต้นเพลิงด้านหลัง
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนหัวเราะคิกคักขณะกำลังช่วยกันโกยกาบมะพร้าวและใบไม้แห้งสุมไฟให้เกิดควันอยู่ด้านหลัง
       “จั๊งซี่มันต้องถอน...จั๊งซี่มันต้องถอน ถอนรากถอนโคนให้หมด”
       “พอเถอะเพี้ยน ไปกันเหอะ...ใครมาเห็นเข้าเราจะซวย”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนหันหลังขวับก็เจอจินตวัฒน์ยืนอยู่ตรงหน้า
       “ที่แท้ก็ฝีมือเรานี่เอง”
       “หลีกไป...ไม่ใช่เรื่องของนาย” ดาวเรืองว่า
       ดาวเรืองดึงแขนเพี้ยนและเดินกระแทกไหล่จินตวัฒน์ออกไป จินตวัฒน์รีบเดินเข้ามาขวางไว้
       “ยังไปไหนไม่ได้...เรามีเรื่องต้องคิดบัญชีกัน”
       ดาวเรืองพูดกวนๆ “ตกเลข...คิดไม่เป็น มีปัญหาอะไรมั้ย”
       “มีสิ...ริจะเป็นอันธพาลตั้งแต่เด็กก็ต้องเจออย่างนี้” จินตวัฒน์ฉุดแขนดาวเรือง
       “ปล่อยนะ...บอกให้ปล่อย...ปล่อย!” ดาวเรืองโวยวาย
       ดาวเรืองออกแรงสะบัดจนหลุดแล้วต่อยหน้าจินตวัฒน์อย่างแรง พอจะต่อยอีกครั้งจินตวัฒน์ก็จับมือไว้แล้วบิดก่อนจะพลิกตัวดาวเรืองมาล็อกไว้
       “อย่าคิดว่าเป็นเด็กแล้วจะทำตัวเกเรยังไงก็ได้นะ...ไปกับฉันเดี๋ยวนี้”
       จินตวัฒน์จะลากตัวดาวเรืองไป เพี้ยนกระโดดขึ้นเกาะหลังจินตวัฒน์ทันที
       “อย่าทำอะไรพี่หนูนะ ปล่อยพี่หนูเดี๋ยวนี้” เพี้ยนกัดหูจินตวัฒน์
       จินตวัฒน์ร้องลั่น “โอ้ย !”
       จินตวัฒน์เจ็บหูจึงสะบัดตัวซ้ายขวาคล้ายช้างพังพาให้ทั้งสามล้มกลิ้งเกลือกไปกับพื้นด้วยกัน เพี้ยนลุกขึ้นวิ่งหนีไปได้ก่อน ดาวเรืองจะวิ่งตามแต่ถูกจินตวัฒน์ตะครุบตัวไว้ ดาวเรืองทั้งถีบทั้งยันจินตวัฒน์จนกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ที่เอวหล่นลงพื้น ดาวเรืองรีบคลานไปคว้าแต่จินตวัฒน์คว้ากุญแจได้ก่อน
       จินตวัฒน์ยิ้มสะใจ “ไม่รอดแน่”
       ดาวเรืองหยิบเถ้าถ่านแถวนั้นขึ้นมาป้ายหน้าป้ายตาจินตวัฒน์จนดำปี๊ดปี๋ด้วยความโมโหแล้วก็ออกแรงดึงกุญแจรถจากจินตวัฒน์จนกุญแจกับพวงหัวกะโหลกไขว้ขาดออกจากกัน ดาวเรืองถีบจินตวัฒน์กระเด็น จินตวัฒน์จุกแต่ก็ยังฮึดสู้       
       “จะหนีไปไหน”
       ดาวเรืองทิ้งทวนกระบวนสุดท้ายด้วยการหยิบกาบมะพร้าวยัดปากจินตวัฒน์ จินตวัฒน์ลุกขึ้นดึงกาบมะพร้าวออกจากปากมาถือในมือเป็นจังหวะเดียวกับที่ทุกคนแห่เข้ามาพอดี
       “หยุดนะ...ยกมือแล้วค่อยๆหันมา” จ่าแม่นร้องบอก
       จินตวัฒน์ยกมือที่กำพวงหัวกะโหลกไขว้กับกาบมะพร้าวขึ้นแล้วหันหน้ามาช้าๆ ทุกคนตกใจเมื่อเห็นหน้าตาที่ดำปี๊ดปี๋ของจินตวัฒน์ “เฮ้ย!!”
       “จับมันเลย ไอ้นี่มันเผาสำนักข้า” หลวงตาคงบอก
       จินตวัฒน์ตกใจ “ห๊า! คือ เปล่าครับ”
      
       จินตวัฒน์ที่เลอะทั้งโคลนทั้งขี้เถ้าถูกจับโยนลงพื้น
       จินตวัฒน์เซ็ง “บ้านเมืองมีขื่อมีแปร มีกฎหมายบังคับใช้ พูดกันดีๆก็ได้นี่ครับ”
       “บอกมาเดี๋ยวนี้นะว่าใครเป็นคนส่งเอ็งมา” ผู้กำกับคาดคั้น
       “ไอ้เรืองใช่มั้ย มันเพิ่งมีเรื่องกับข้าเมื่อกี้นี่เอง” หลวงตาคงว่า
       “อ้าว!! พูดอย่างนี้ก็สวยสิ” บานชื่นไม่พอใจ
       หลวงตาคงเสียงเบาลง “แม่บานชื่นน่ะสวยจ้ะ แต่ไอ้เรืองน่ะแสบ”
       “จีบใครก็ให้เกรงใจกันบ้าง” จ่าแม่นพุ่งไปที่จินตวัฒน์ “ตกลงแกเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่”
       “ผมมาทำงาน” จินตวัฒน์ตอบ
       “งานอะไร” ผู้กำกับถาม
       “กระทรวงส่งผมมาเป็นปลัดใหม่ของที่นี่”
       ทุกคนร้องพร้อมกัน “ปลัดใหม่!!”
       “ต้องให้ถุยซ้ำ อย่างเอ็งถ้าเป็นปลัดใหม่ ข้าก็นายอำเภอล่ะเว้ย”
       “อย่ามาอ้างมั่วๆนะ ฉันรู้จักกับแม่ของปลัดใหม่ และฉันก็มีรูปเขาด้วย” ฤดีบอก
       ฤดีหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋า
      
       ประตูห้องน้ำของวัดเปิดออก จินตวัฒน์ซึ่งล้างหน้าแล้วเดินออกมา ฤดียกมือถือที่มีรูปถ่ายจินตวัฒน์ในชุดราชการขึ้นมาเทียบ
       ฤดีดีใจ “ตาจิ๋น!! ใช่ตาจิ๋นจริงด้วย นี่น้าฤดีเอง...จำได้ไหมจ๊ะ”
       จินตวัฒน์ดีใจ “จำได้ครับ...สวัสดีครับน้าฤดี สวัสดีครับทุกคน”
       “ถ้างั้นก็หมายความว่าคุณคือ” ไพศาลเปรย
       “ผม จินตวัฒน์ วิโสภา ปลัดคนใหม่ของที่นี่ครับ”
       ทุกคนพากันอึ้ง กำจรกลืนน้ำลายเอื๊อก กำนันเทิ้มได้ยินนามสกุลก็หันมามองแล้วก็จำได้ขึ้นใจ
       “สวัสดีครับผม นายกำจร กลิ่นกำจาย เป็นผู้ช่วยของคุณปลัดครับ แหม..ผมปลัดคนใหม่นี่สลวยสวยเก๋ ปลัดเก่าสู้ไม่ได้เลย รายนั้นหัวล้านกบาลเหน่งมาก”
       “ผม จ่าแม่น เก่งหมุด ยินดีรับใช้คุณปลัดครับผ๊ม!!”
       “แหม..ชอบคนหมู่บ้านนี้จริงๆ แล้วทำไมถึงมีสภาพแบบนี้ได้ล่ะโยม...เกิดอะไรขึ้น” พระครูจ้อยถา        จินตวัฒน์ชูพวงหัวกะโหลกไขว้ที่ทำมาจากโลหะขึ้นมาตรงหน้าทุกคน “ก็เจ้าของกุญแจรถที่ห้อยอันนี้ล่ะครับ ที่เป็นคนก่อเรื่องทั้งหมด”
       บานชื่นตาเหลือก ทุกคนหันไปมองบานชื่น เพราะรู้จักเจ้าของสัญลักษณ์กะโหลกไขว้เป็นอย่างดี
      
       บานชื่นมองทุกคนจ๋อยๆ ก่อนจะรีบจ้ำออกไป



       ครู่ต่อมาจินตวัฒน์เช็ดเนื้อเช็ดตัวจนสะอาดเรียบร้อย แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง
      
       “รู้อย่างนี้ผมจัดชุดไปคุ้มครองคุณซะตั้งแต่แรกก็ดี” ผู้กำกับบอก       
       “เอาเถอะค่ะ ยังไงก็ถือว่าโชคดีแล้วที่ไม่ถึงขั้นเลือดตกยางออกเหมือนปลัดคนก่อนๆ” ฤดีว่า
       จินตวัฒน์ไม่อยากจะเชื่อ “เด็กคนนั้นร้ายกาจขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
       กำนันเทิ้มที่นั่งห่างๆ อยู่อีกมุมพูดโพล่งขึ้นมา
       “มาวันแรกก็แทบเอาตัวไม่รอด แล้วจะอยู่รอดถึงเดือนไหม ดอนล้อมแรด...ไม่ได้มีแต่แรด แต่มีทั้งเสือสิงห์กระทิงอีกเป็นฝูง ท่าทาง ไก่อ่อนอย่างคุณจะเอาอะไรไปสู้กับมัน”
       “เอาน่ากำนัน คุณปลัดเพิ่งจะมาถึงวันแรก ควรให้โอกาสเขาทำงานก่อน” ผู้กำกับบอก
       “ก่อนมาที่นี่ผมทำใจไว้แล้วครับ ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนผมก็ไม่กลัว”
       “ขอให้จริงเหอะ อย่าเก็บข้าวของหนีหัวซุกหัวซุน หรือไหลตามน้ำเหมือนพวกหัวหงอกหัวดำที่อยู่ที่นี่ซะก่อนล่ะ”
       กำนันเทิ้มพูดจบก็เดินออกไป
       ฤดีปลอบใจจินตวัฒน์ “กำนันเทิ้มก็เป็นอย่างนี้แหละ อย่าไปถือสาแกเลยนะจิ๋น”
       จินตวัฒน์ยิ้มให้ฤดีแต่ก็รู้สึกตื้อๆ เพราะการเดินทางมาทำงานวันแรกมีแต่เรื่องประดังประเดเข้ามาจนตั้งตัวไม่ติด
       “จิ๋นไปอาบน้ำอาบท่าที่บ้านพักก่อนดีกว่า จะได้สบายตัวนะ” ฤดีแนะนำ
      
       บานชื่นถือไม้เรียวไล่ตีดาวเรืองกับเพี้ยน ดาวเรืองวิ่งหนีรอบเสา ส่วนเพี้ยนมุดหนีลงไปใต้โต๊ะ
       ดาวเรืองร้องโวยวาย “โอ๊ย ! อย่าแม่ มาตีฉันทำไม...ฉันเจ็บนะ”
       “ยังจะมีหน้ามาถามอีก ก็ที่เอ็งไปอาละวาดบ้านผู้ใหญ่ผัน เผากุฏิหลวงตาคง ทำร้ายปลัดใหม่ เอ็งทำอย่างนี้ทำไมไอ้เรือง”
       “ก็ไอ้วรรณกับหลงตาคงมาหาเรื่องฉันก่อน ส่วนเรื่องปลัดใหม่ฉันไม่รู้เรื่องจริง ๆ หน้าตาก็ไม่เคยเห็น ชื่อก็ไม่เคยได้ยิน แล้วฉันจะไปทำร้ายเค้าทำไม”
       “ใช่จ้ะป้าบาน...เรื่องนี้หนูเป็นพยานได้” เพี้ยนเสริม
       “เอ็งไม่ต้องมาแก้ตัว เอ็งเคยคิดมั้ยไอ้เรือง ถ้าพวกนั้นเขาเอาจริงขึ้นมา จับเอ็งเข้าคุกเข้าตาราง แม่จะอยู่ยังไง พี่พฤกษ์จะเสียใจมั้ย เรามีกันอยู่แค่นี้ พ่อเอ็งก็ไปสวรรค์ตั้งนานแล้ว”
       ดาวเรืองได้ยินแม่พูดถึงพ่อกับพี่ชายก็ชะงักแล้วพูดจริงจัง
       “ฉันไม่มีวันยอมติดคุกหรอกแม่ ตราบใดที่พี่พฤกษ์ยังเรียนไม่จบ ที่นายังไม่ได้ไถ่ถอน แล้วแม่ยังต้องลำบากอยู่อย่างนี้ ฉันไม่ยอมให้ใครลากเข้าคุกง่ายๆหรอก”
       บานชื่นอึ้งแล้วชะงักนิ่งไป ดาวเรืองฉวยโอกาสแย่งไม้เรียวจากมือแม่แล้ววิ่งไปฉุดมือเพี้ยน
       “ไปต้มเหล้าก่อนนะแม่” ดาวเรืองลากเพี้ยนวิ่งหนีไป
       “ไอ้เรือง!!!!!ไอ้ลูกคนนี้ มันร้ายเหมือนใครวะ”
       บานชื่นหันไปเห็นเงาสะท้อนตัวเองในกระจกแล้วก็ตกใจเอง
      
       กำจรขับรถอีเฉื่อยพาจินตวัฒน์เข้ามาที่บ้านพัก
       กำจรยื่นกุญแจให้ “นี่ครับกุญแจบ้าน แล้วนี่ก็เสื้อผ้าผม คุณปลัดเอาไปใช้ก่อนนะครับส่วนเรื่องรถคุณปลัดไม่ต้องห่วงนะครับ ผมโทรตามช่างให้แล้ว”
       “อืม”
       “แต่กว่าช่างจะว่างมาก็คงอาทิตย์หน้าน่ะครับ”
       “อืม เออนี่กำจร ฉันถามอะไรหน่อยสิ วันนี้ทั้งวันได้ยินแต่คนพูดถึงแต่ไอ้เรือง...ไอ้เรืองเป็นใครเหรอ”
       “ก็ขาใหญ่ที่นี่ล่ะครับ หรือจะเรียกว่าผู้ทรงอิทธิพลก็ได้ครับ ตำรวจกลัวมันหัวหด คุณปลัดเองก็เห็นฤทธิ์เดชมันแล้วนี่ครับ”
       “เหรอ...แต่ที่ฉันเจอยังเด็กอยู่นะ”
       “อ๋อ...คงเป็นลูกสมุนมัน ชื่อไอ้เพี้ยน”
       จินตวัฒน์เข้าใจผิดคิดว่ากำจรหมายถึงดาวเรือง
       “ชื่อเพี้ยนเหรอ”
       “ครับ...ไอ้นี่ก็ประมาทมันไม่ได้เหมือนกัน เห็นเด็กอย่างนั้นแสบไม่ใช่เล่น ว่าแต่คุณปลัดมีอะไรขาดเหลือก็บอกผมได้...ไม่ต้องเกรงใจนะครับ เพราะยังไงผมก็ต้องเป็นผู้ช่วยคุณปลัดตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่อยู่แล้ว”
       “อือ...งั้นฉันอยากโทรศัพท์ ช่วยหาให้หน่อยได้ไหม” จินตวัฒน์ตบไหล่กำจรอย่างแรง
       กำจรสำลักน้ำลาย “ได้ครับ”
      
       จินตวัฒน์เดินเข้ามาในห้องนอน เขาเอาเสื้อผ้าของกำจรวางบนเตียงแล้วเก็บปืนใส่ลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำ
      
       ส่วนดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์โดยมีเพี้ยนซ้อนท้ายเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน
       “เอาของไปเก็บก่อน แล้วรีบไปนอนเอาแรงจะได้รีบตื่นมาต้มเหล้า”
       ดาวเรืองขยับมอเตอร์ไซด์ออกมา
       “แล้วพี่จะไปไหน” เพี้ยนถาม
       “ไปโทรหาพี่พฤกษ์ ไม่ต้องบอกแม่ล่ะ”
      
       กำจรค่อยๆขับรถกระบะคันเก่าที่เดี๋ยวดับเดี๋ยวติด ท่อไอเสียเสียงดังปังๆ พาจินตวัฒน์ที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้ามาในตัวอำเภอ จินตวัฒน์นั่งลุ้นตัวเกร็งมาตลอดทางว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางหรือไม่
      
        ดาวเรืองขับมอเตอร์ไซค์อย่างรวดเร็วมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอ



       กำจรขับรถกระบะคันเก่าพาจินตวัฒน์ไปถึงจุดหมายปลายทางไม่ได้เพราะอยู่ๆรถกระบะก็เกิดดับเฉยๆ
      
       “เอายังไงดีล่ะครับคุณปลัด”       
       “ตู้โทรศัพท์อยู่ไกลไหม เดี๋ยวฉันเดินไปเอง”
       “ไม่ไกลครับ...เดินเลี้ยวขวาตรงนั้นก็ถึงแล้ว”
       จินตวัฒน์ลงจากรถแล้วเดินออกไป
       กำจรหัวเสียกับรถกระบะ “ให้มันได้อย่างนี้สิวะ”
      
       ดาวเรืองขับรถมอเตอร์ไซค์มาถึงวงเวียนหอนาฬิกา ยังไม่ทันที่จะเลี้ยวรถเข้าตลาด จู่ๆก็มีรถมอเตอร์ไซค์สองคันของชายฉกรรจ์ชุดดำขับปาดหน้าจนดาวเรืองเบรกเกือบไม่ทัน
       ดาวเรืองตะโกนด่าตามหลัง “รีบไปหาเมียกันหรือไง”
       ดาวเรืองหัวเสียแต่ก็บึ่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในตลาด
      
       จินตวัฒน์เดินมองหาตู้โทรศัพท์ เขาเห็นตู้โทรศัพท์ตั้งอยู่ไม่ไกล ขณะที่กำลังเดินไปที่ตู้โทรศัพท์ จู่ๆมอเตอร์ไซค์ของดาวเรืองก็ซิ่งเบียดขึ้นมา
       จินตวัฒน์เซเล็กน้อย “จะรีบไปไหนเนี่ย”
       รถมอเตอร์ไซค์ดาวเรืองวิ่งเข้ามาจอด ดาวเรืองถอดหมวกกันน็อกแล้วลงจากรถมอเตอร์ไซค์ก่อนจะวิ่งไปที่ตู้โทรศัพท์ทันที
      
       ขณะที่จินตวัฒน์ก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในตู้โทรศัพท์ จู่ๆ ดาวเรืองก็ก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปเหมือนกัน
       ทั้งสองหันมามองหน้ากันแล้วก็จำได้ “เฮ้ย!!”
       “เพี้ยน” จินตวัฒน์เรียก
       ดาวเรืองงง “ใครเพี้ยน”
       “เรานั่นแหละ”
       ดาวเรืองถลกแขนเสื้อจะเอาเรื่อง “กล้าดียังไงมาว่าเราเพี้ยน”
       “นี่...ฉันเหนื่อยกับเรามาทั้งวันแล้วนะเพี้ยน ขอเวลาส่วนตัวสักแป๊บนะ แล้วจะเอายังไงค่อยว่ากัน...กรุณาหลบสักนิด”
       “ไม่”
       “ฉันมีธุระสำคัญต้องโทรเข้ากรุงเทพฯ” จินตวัฒน์บอก
       “เราก็มีธุระสำคัญต้องโทรเข้ากรุงเทพฯเหมือนกัน”
       “แต่ฉันมาก่อน เรามาทีหลังก็ต้องต่อคิว”
       “แต่เราคว้าโทรศัพท์ได้ก่อน” ดาวเรืองคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา “ต้องได้โทรก่อน” ดาวเรืองลอยหน้าลอยตากวนๆ “มีไรป่าว”
       จินตวัฒน์เบื่อเต็มทนที่ต้องมาเจอท่าทางยียวนกวนปราสาทของดาวเรืองจึงปราบพยศด้วยการขยับมายืนบังเครื่องซึ่งรวมถึงแป้นโทรศัพท์ด้วย
       “อยากโทรหาใคร ก็ส่งกระแสจิตไปก็แล้วกัน” จินตวัฒน์บอก
       ดาวเรืองปี๊ดแตก “ถอยไป”
       “ไม่”
       “ตู้โทรศัพท์หลังตลาดก็มี...ไปโทรสิ”
       “เรามาที่หลัง ก็ไปเองสิ”
       ดาวเรืองแยกเขี้ยว “ไม่ไปใช่มั้ย...นี่แน่ะ” ดางเรืองกระทืบเท้าจินตวัฒน์อย่างแรง
       “โอ้ย!!!...ยายเพี้ยน”
       ดาวเรืองเข้าใจว่าจินตวัฒน์ด่าจึงโมโห เธอเข้ามาทั้งดึงทั้งเหวี่ยงจินตวัฒน์ออกไปนอกตู้แต่แล้วทั้งคู่ก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้น พร้อมกับกระสุนที่แล่นทะลุผ่านตู้โทรศัพท์เข้ามา ทั้งคู่เหล่ดูตามองก็พบว่ารูกระสุนดังกล่าวห่างจากหัวของทั้งคู่ไม่ถึงสองนิ้ว
      
       กำจรที่กำลังก้มๆเงยๆ อยู่ที่กระโปรงรถได้ยิงเสียงปืนดังลั่นก็สะดุ้งตกใจ
       “คุณปลัด...!!”
       กำจรเห็นชายขี้เมากำลังเดินไปฉี่และจอดรถมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้       
      
       เสียงปืนยังคงดังสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่อง กำนันเทิ้มวิ่งจับต้นแขนที่มีเลือดไหลเป็นทางผ่านตู้โทรศัพท์ไป พร้อมกับลูกปืนที่ยิงไล่หลังมาเป็นระยะ
       จินตวัฒน์กับดาวเรืองตกใจ “กำนันเทิ้ม!”
       ในขณะที่ดาวเรืองกำลังจะวิ่งตามกำนันเทิ้มไป จู่ๆชายฉกรรจ์คนหนึ่งก็ขี่มอเตอร์ไซค์ยิงลูกปืนแหวกอากาศตรงมาทางดาวเรือง โชคดีที่จินตวัฒน์ยังมีสติจึงดึงดาวเรืองหลบทัน
       “อย่าเพิ่งออกไป เกือบโดนลูกหลงแล้วเห็นไหม”
       “กลัวขี้ขึ้นสมอง..ตุ๊ดป่าวเนี่ย” ดาวเรืองว่า
       จินตวัฒน์ฉุน “งั้นไปเลย...ถ้าไม่กลัวตายก็ออกไปเลย”
       รถมอเตอร์ไซค์ของชายฉกรรจ์คนนั้นแล่นผ่านหน้าตู้โทรศัพท์ไปอย่างรวดเร็ว ดาวเรืองเห็นรถมอเตอร์ไซค์ของชายฉกรรจ์อีกคนกำลังวิ่งตามมาติดๆ
       “ซุกหัวในกระดองให้ดีก็แล้วกัน” ดาวเรืองบอก
       ดาวเรืองวิ่งออกไปโดยตั้งใจจะไปช่วยกำนันเทิ้ม แต่เห็นรถเข็นผักอยู่ข้างทางเลยตัดสินใจชะลอมอเตอร์ไซค์อีกคันด้วยการเตะรถเข็นผักให้ไถลไปตัดหน้า ชายฉกรรจ์หักมอเตอร์ไซค์หลบจนเสียหลักล้มกลิ้งไปโดนแผงขายของข้างทางและโดนร่มแม่ค้าล้มฟาดก่อนจะปิดท้ายด้วยการโดนหมาในตลาดไล่กัดจนต้องเผ่นแน่บ
       จินตวัฒน์อึ้งเพราะคิดไม่ถึงว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ จะกล้าบ้าปิ่นขนาดนี้ กำจรขี่มอเตอร์ไซค์หน้าตื่นเข้ามา
       “ผมมาช่วยแล้วครับคุณปลัด ปลอดภัยดีนะครับ”
       จินตวัฒน์ไม่ตอบเพราะเอาแต่มองดาวเรืองว่าจะทำอย่างไรต่อไป พอเห็นดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปทางที่กำนันเทิ้มและชายฉกรรจ์วิ่งตามกันไป
       จินตวัฒน์จึงดันกำจรให้ถอยไปนั่งท้ายมอเตอร์ไซค์ก่อนจะขึ้นขี่ตามไปอย่างรวดเร็ว
      
       ด้านกำนันเทิ้มที่บาดเจ็บวิ่งหลบเข้ามาในซอย สักพักชายฉกรรจ์ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ตามมายิงใส่ กำนันเทิ้มวิ่งหาที่กำบังและยิงสวนกลับไปจนลูกปืนหมด ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์ตามมาจอดแล้วลงจากมอเตอร์ไซค์ก่อนจะรีบวิ่งไปหากำนันเทิ้มทันที
      
       “กำนันเทิ้ม...เป็นยังไงบ้าง”
       มอเตอร์ไซค์ของชายฉกรรจ์แล่นผ่านทั้งคู่ไปก่อนจะเลี้ยวประกายไฟแล่บกลับมาทางกำนันเทิ้มและดาวเรือง
       ดาวเรืองประคองกำนันเทิ้มลุกขึ้น แต่กำนันเทิ้มเสียเลือดมากจนไม่มีแรง
       “เอ็งรีบหนีไปเถอะไอ้เรือง”
       “ไม่ทันแล้วกำนัน” ดาวเรืองบอก
       ชายฉกรรจ์เร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์ขี่มาทางดาวเรืองกับกำนันเทิ้ม ดาวเรืองตัดสินใจลุกขึ้นยืนกางขาอย่างเท่ก่อนจะหยิบหนังสติ๊กที่เสียบอยู่ในกระเป๋าหลังขึ้นมาพร้อมลูกหิน
       ดาวเรืองเหนี่ยวลูกหินเล็งไปทางมอเตอร์ไซค์ของชายฉกรรจ์ที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง ในขณะที่ชายฉกรรจ์เหนี่ยวไกปืน จินตวัฒน์กับกำจรขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามา
       ดาวเรืองกลัวเหมือนกัน “พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยลูกด้วย!!”
       ดาวเรืองหลับตาปี๋ในขณะที่ยิงหนังสติ๊กออกไปเต็มแรง ลูกหินพุ่งไปโดนมือข้างที่ถือปืนของชายฉกรรจ์ในจังหวะสับไกพอดีทำให้ปืนเปลี่ยนทิศยิงไปโดนไม้ค้ำราวตากผ้าที่ระเบียงชั้นสองของตึกแถวจนผ้าที่ตากอยู่บนระเบียงหล่นลงมาคลุมหัวชายฉกรรจ์ทำให้เขากระเด็นตกรถ รถมอเตอร์ไซต์ล้มไถลและพุ่งมาที่ดาวเรือง
       กำจรตะโกนลั่น “ระวัง..ไอ้เรือง!!”
       จังหวะที่กำจรร้องตะโกนเรียกดาวเรืองคือจังหวะเดียวกับที่จินตวัฒน์วิ่งพุ่งตัวเข้ามารวบดาวเรืองซึ่งยืนหลับตาปี๋ออกไปให้พ้นมอเตอร์ไซด์ ทั้งคู่ล้มไปกองกับพื้น จินตวัฒน์ได้ยินกำจรเรียกชื่อดาวเรืองเต็มสองรูหู
       จินตวัฒน์มองดาวเรืองอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “ไอ้เรือง”
       ยังไม่ทันจะพูดอะไรกันต่อ ทั้งคู่ก็ต้องเบิกตาโตเมื่อเห็นมอเตอร์ไซด์หมุนเคว้งแฉลบมาสงบนิ่ง แต่ล้อยังหมุนติ้วอยู่ที่หน้าทั้งคู่โดยห่างแค่กระเบียดนิ้ว
       สักพักดาวเรืองก็รู้ตัวว่าอยู่ในอ้อมกอดของจินตวัฒน์ พอได้สติดาวเรืองก็รีบผละออกจากจินตวัฒน์แล้วลุกขึ้นทันที ดาวเรืองทำท่าจะวิ่งออกไป
       จินตวัฒน์คว้าแขน “นี่เรา..เอ๊ย..เธอ..เธอคือไอ้เรืองเหรอเนี่ย”
       ดาวเรืองหันขวับมามองจินตวัฒน์
       “เออ...ปล่อย!”
       “ฉันคิดว่าไอ้เรืองเป็นผู้ชาย”
       “ผู้หญิงเว้ย...ปล่อย”
       ดาวเรืองหันไปมองก็เห็นชายฉกรรจ์ลุกขึ้นจากกองผ้าแล้ววิ่งหนีไป
       “มาจับกันไว้ทำไมวะ เห็นมั้ย...ไอ้ผู้ร้ายมันหนีไปแล้ว นายนี่มันเฮงซวยจริงๆ แทนที่จะจับผู้ร้ายได้กลับปล่อยให้มันหนีไป อยากให้กำนันเทิ้มเจ็บตัวฟรีรึไง ไอ้..ไอ้ผู้ชายขี้ไก่ ไอ้เต่าในกระดอง ไอ้อ่อนเอ๊ย เป็นใครมาจากไหนก็กลับไปทางนั้นเลยไป๊”
       “เป็นใคร มาจากไหน ไม่รู้...รู้แต่ว่า ตอนนี้คุณจินตวัฒน์กลับไปทางไหนไม่ได้ เพราะเพิ่งย้ายมาเป็นปลัดใหม่ของที่นี่” กำจรบอก
       ดาวเรืองอึ้งเพราะนึกไม่ถึง “ปลัด”
      
       จินตวัฒน์และดาวเรืองยืนมองหน้ากัน ต่างคนต่างอึ้งกับสถานภาพใหม่ ที่เพิ่งรับรู้
      
       ดาวเรืองตั้งสติได้ก่อนก็พูดเสียงแข็งใส่จินตวัฒน์เหมือนเดิม
      
       “จ้องทำไม เป็นปลัดก็ไปดูคนเจ็บสิ หมดหน้าที่พลเมืองดีอย่างเราแล้ว”
       ดาวเรืองเดินเชิดออกไป
       จินตวัฒน์ยังอึ้งไม่หาย แต่เพียงครู่เดียวเขาก็รีบวิ่งไปหากำนันเทิ้ม โดยมีกำจรวิ่งตามไป
      
       กำนันเทิ้มค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมานั่ง จินตวัฒน์กับกำจรวิ่งเข้ามาดูอาการ
       จินตวัฒน์รีบเข้าไปช่วยพยุง “กำนันเทิ้ม เป็นยังไงบ้างครับ”
       กำนันเทิ้มสะบัดตัวออกมา “ไม่ต้องมายุ่ง”
       “ผมว่าไปโรงพยาบาลก่อนดีมั้ย หมอทำแผลเสร็จแล้วจะได้ไปแจ้งความเลย”
       “ไม่ต้องมายุ่ง”
       กำนันเทิ้มเดินออกมา จินตวัฒน์รีบจ้ำไปดักหน้า
       “เลือดไหลไม่หยุดอย่างนี้อันตรายนะครับ” จินตวัฒน์พูดกับกำจร “กำจรช่วยขับรถมารับกำนันหน่อย ไป” จินตวัฒน์พูดกับกำนันเทิ้ม “เดี๋ยวผมจะพาไปโรงพยาบาลเอง”
       กำนันเทิ้มตวาดเสียงเข้ม “บอกว่าไม่ต้องมายุ่ง !!!”
       ตวาดกำนันก็เอามือปิดแผลแล้วเดินกะเผลกออกมา จินตวัฒน์หันมามองกำจรอย่างงงๆ
      
       จินตวัฒน์เดินคุยกับกำจรมาตามทาง
       กำจรยิ้มชิวๆ “นี่ล่ะครับกำนันเทิ้มตัวจริงเสียงจริง คุณปลัดอย่าซีเรียสไปเลยครับ แกโดนอย่างนี้หลายครั้งแล้ว”
       “โดนไล่ยิงเนี่ยนะ”
       “ไล่ยิงนี่หนที่สองครับ” กำจรทำท่านับนิ้ว “นอกนั้นก็โดนไล่กระทืบอีกสี่ ไล่ตีอีกห้า ดียังไม่มีปาระเบิด”
       “กำนันแกไปมีเรื่องกับใคร”
       “ให้บอกว่าแกไม่มีเรื่องกับใครง่ายกว่าครับ ก็แกเล่นขวานผ่าซาก ชอบพูดจาประชดแดกดัน ใครมันจะไปชอบ”
       “แค่ไม่ชอบนี่ถึงกับยิงกันเลยเหรอ”
       “นี่แหละครับเอกลักษณ์ของดอนล้อมแรด! คุณปลัดอยู่ไปเดี๋ยวก็ ช.ป.อ”
       จินตวัฒน์ทวนคำ “ช.ป.อ?”
       “ชินไปเอง” กำจรบอก
       จินตวัฒน์อึ้งกับความคิดของกำจร ผู้คนและบรรยากาศของหมู่บ้านนี้
       “มัวแต่วิ่งหลบลูกปืน คุณปลัดได้โทรศัพท์หรือยังครับ” กำจรแซว “แน๊ๆๆ โทรหาช้าเดี๋ยวแฟนงอนนะ” พูดจบกำจรก็เดินออกไป
       กำจรเดินผิวปากออกไป จินตวัฒน์มองตามแล้วส่ายหน้า
      
       ดาวเรืองยกหูโทรศัพท์แล้วทยอยหยอดเหรียญที่กำอยู่เต็มมือลงไปที่เครื่อง
      
       รถกระบะคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดที่ถนนบริเวณปากคลองตลาด พฤกษ์ก้าวลงมาจากรถอย่างคล่องแคล่ว สักครู่เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น พฤกษ์ล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เก่าๆ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นที่ถูกที่สุดขึ้นมาก่อนจะกดรับสายด้วยสีหน้าแช่มชื่น
       “ว่าไง ขาใหญ่ดอนล้อมแรด”
       “พี่พฤกษ์ เป็นยังไงบ้าง สบายดีใช่มั้ย” ดาวเรืองถาม
       “อยู่แล้ว แล้วเรากับแม่ล่ะ เป็นไงบ้าง”
       “สบายมาก แต่..มัน..มีเรื่อง..นิดหน่อย”
       พฤกษ์เป็นห่วงขึ้นมาทันที “เรื่องอะไร มีใครมารังแกเรางั้นเหรอ”
       “โอ๊ย..ใครจะกล้า ลองแหยมสิ แม่ได้จับหักหัวจิ้มน้ำพริก”
       “ถ้างั้น เรื่องอะไร”
       “คือ..เงินที่ขอยืมพี่พฤกษ์เดือนที่แล้ว ขอเลื่อนไปใช้กลางเดือนนะ คือ..”
       “พี่บอกแล้วไงว่าพี่ให้ ไม่ใช่ให้ยืม”
       “ไม่เอาอะ เอาเงินค่าเรียนพี่มาใช้ฟรีๆ บาป”
       พฤกษ์พูดจริงจัง “แล้วที่เรายอมหยุดเรียนเพื่อให้พี่เรียนก่อน พี่ไม่บาปมากกว่าเหรอ พี่สัญญานะ จบเมื่อไหร่ พี่จะรีบกลับไปช่วยเรืองกับแม่ จะดูแลไม่ให้เรืองกับแม่ต้องลำบากเลย”
       ดาวเรืองซึ้งจนน้ำตาคลอแต่แกล้งทำเป็นพูดเล่นใส่พี่ชาย “ซึ้งอะ”
       พฤกษ์หัวเราะ “รีบกลับบ้านได้แล้ว เดี๋ยวแม่เป็นห่วง ฝากบอกแม่ด้วยว่า...”
       ดาวเรืองโปรยเสียงอ้อน “พี่รักแม่”
       พฤกษ์ยิ้ม “ทำเสียงแบบนี้เลยนะ” พฤกษ์พูดต่อ “ไม่ต้องรีบหรอก พี่ยังพอมีใช้ พี่รักแม่กับเรืองนะ”
       พฤกษ์กดปิดโทรศัพท์แล้วเดินไปที่แผงขายดอกไม้
      
       พฤกษ์หอบเข่งดอกไม้เข้ามาวางในร้านดอกไม้จันทรา เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น จันทราที่กำลังเช็คดอกไม้ในตู้หันมารับโทรศัพท์ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่พฤกษ์ส่งบิลค่าดอกไม้ให้แล้วขยับไปยืนรอห่างๆอย่างสำรวม
       จันทรารับบิลมาแล้วกดรับสาย “สวัสดีค่ะ” จันทราร้องเสียงหลง “ตาจิ๋น..หายไปไหนทั้งวัน รู้มั้ยว่าแม่เป็นห่วงเราขนาดไหน”
      
       จินตวัฒน์รู้ว่าแม่ต้องมาอารมณ์นี้เลยพยายามตั้งรับอย่างมีสติ
       “รู้สิครับ ผมถึงต้องรีบออกมาโทรหาคุณแม่นี่ไง คือยังงี้ครับ ตอนที่ผมคุยกับคุณแม่น่ะ” จินตวัฒน์เล่าโดยพยายามโกหกให้น้อยที่สุด “จู่ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์ ๒ คันขับแซงกันมา แล้วก็เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย ผมรีบลงไปดูว่ามีใครเจ็บรึเปล่า พอกลับมาที่รถอีกที ประตูมันก็ล็อคอัตโนมัติไปแล้ว โทรศัพท์มือถือผมอยู่ในรถ เลยติดต่อคุณแม่ไม่ได้น่ะครับ”       
       จันทราพูดโทรศัพท์ไป เขียนเช็คไป
      
       “พูดยังกับท่องมา แล้วทำไมไม่ขอยืมโทรศัพท์นายอำเภอโทร.หาแม่ก่อน”



       จินตวัฒน์รีบตอบผู้เป็นมารดา
      
       “ว่าจะทำอย่างนั้นเหมือนกันครับ แต่นายอำเภอท่านจัดงานต้อนรับผมที่วัด แล้วคนก็มากันเยอะ กว่าจะหาเวลาว่างได้ก็ค่ำพอดี เลยเกรงใจท่าน”
       จันทราส่งเช็คให้พฤกษ์ พฤกษ์รับมาแล้วยกมือไหว้ลาก่อนจะเดินออกไป
       “แน่ใจนะว่าเรื่องมีแค่นี้” จันทราถาม
       “ครับ คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ คนที่นี่น่ารักแล้วก็ใจดีกันทั้งนั้น”
       จินตวัฒน์มองรูกระสุนที่ทะลุเป็นรูโบ๋บริเวณตู้โทรศัพท์ตรงหน้าแล้วยังเสียวสันหลังไม่หาย
       “ถ้าเป็นอย่างนั้น แม่ก็สบายใจ” จันทราบอก
       “คุณแม่พักผ่อนมากๆนะครับ แล้วยังไงผมจะโทรหาทุกเช้า กลางวัน เย็น หลังอาหาร”
       “ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกจ้ะ แม่ขี้เกียจรับโทรศัพท์เพราะตอนนี้ก็มีคนที่โทรหาแม่ทุกครึ่งชั่วโมงอยู่แล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ใช่มั้ยว่าใคร”
       “ความจริงผมคุยเรื่องนี้กับเขาหลายหนแล้ว”
       “โทรไปเคลียร์กับเขาหน่อยดีมั้ย ไม่เข้าใจกันข้ามวันข้ามคืนแบบนี้ไม่ดีนะจ๊ะ”
       “ครับคุณแม่” จินตวัฒน์คิด “ถ้างั้นผมรบกวนอะไรคุณแม่สักอย่างได้มั้ยครับ”
       จันทราแปลกใจแต่ก็รับคำ “ว่ามา”
       จันทราฟังสิ่งที่ลูกอยากให้ทำแล้วก็อมยิ้ม
      
       จินตวัฒน์ยิ้มแช่มชื่น
       “เท่านี้ล่ะครับ น่ารักที่สุด ขอบคุณมากนะครับคุณแม่ บอกยายโจ๋งด้วยนะครับว่าผมคิดถึง แล้วผมจะโทรหาบ่อยๆนะครับ”
       จินตวัฒน์วางโทรศัพท์แล้วก้าวข้ามถนนด้วยสีหน้าแช่มชื่น
      
       กำจรขับรถกระบะกระตุกไปกระตุกมาก่อนจะมาจอดสงบที่หน้าบ้านพักปลัด จินตวัฒน์ลงจากรถแล้วเดินไปที่บ้าน ก่อนที่จะก้าวขึ้นบันไดเสียงกำจรก็ดังแหวกอากาศขึ้นมา
       “อย่าครับบ!!! คุณปลัด!!”
       จินตวัฒน์ชะงักขาค้างกลางอากาศแล้วหันมามองกำจร
       “สอง ห้า หก อย่ายกเท้าเหยียบ” กำจรบอก
       “อะไรหะ”
       “ก็บันไดนี่สิครับ ขั้นที่๒ ๕ ๖ มันหักอยู่ ผมวางพาดเอาไว้เฉยๆ ยังไม่ได้ซ่อม ขืนคุณปลัดเหยียบไปล่ะก็..มีหวังล้มสะโพกครากแน่”       
       “ตอนเข้าบ้าน ฉันก็เดินขึ้นลงบันไดนี้ ทำไมนายจรไม่ห้าม”
       “ก็คุณปลัดเหยียบขั้นที่หนึ่ง สาม สี่ เจ็ด เลยรอดตัวไปไงครับ”
       “มาคอยตะโกนบอกอย่างนี้มันยากกว่ามั้ย ทำไมไม่ซ่อม”
       “ก็ปลัดที่ย้ายมา..อยู่ไม่ทนสักราย เลยไม่รู้จะซ่อมไปทำไม หลังๆก็เลยบอกให้ท่องกันครับ เดี๋ยวก็ชินไปเอง”
       “เวรกรรม”
       จินตวัฒน์ถอนใจเฮือกก่อนจะจำใจเดินนับสอง ห้า หก อย่ายกเท้าเหยียบพลางขึ้นบ้านไป
      
       เช้าวันใหม่ จันทราส่งช่อดอกไม้สุดอลังการให้พฤกษ์
       “ไปส่งที่บ้านคุณหญิงวิยะดานะจ๊ะ”
       พฤกษ์รับคำ “ครับ”
       “วันนี้สอบทั้งวันรึเปล่า”
       “ผมสอบเสร็จบ่ายสามครับ หลังจากนั้นก็ว่าง จะมีนัดคุยเรื่องคดีพิเศษกับอาจารย์อีกทีก็ตอนค่ำๆครับ”
       “ถ้างั้นสอบเสร็จแล้วช่วยแวะมาที่นี่ ไปทำธุระให้ตาจิ๋นหน่อยนะจ๊ะ”       
       “ครับ”
       จันทรายิ้มให้พฤกษ์ พฤกษ์ยิ้มให้จันทราอย่างสุภาพก่อนจะถือช่อดอกไม้เดินออกจากร้านไป
      
       จินตวัฒน์เอาค้อนตอกตะปูที่บันไดขั้นที่ห้าของบ้านพัก กำจรเดินเข้าไปหาจินตวัฒน์
       “ลงทุนซ่อมเองเลยเหรอครับคุณปลัด เดินขึ้นๆลงๆสักวันสองวัน เดี๋ยวก็ชิน ไม่น่าต้องเสียเหงื่อเลยครับ”
       “ก่อนจะพัฒนาหมู่บ้าน เราควรจะเริ่มพัฒนาบ้านตัวเองซะก่อน บันไดพังแค่นี้ถ้าไม่รู้จักซ่อม แล้วจะไปดูแลช่วยเหลือคนอื่นได้ยังไง”
       กำจรยิ้มเจื่อนๆ “จริงครับ” กำจรรีบประจบ “นี่ครับโทรศัพท์ ผมไปตามช่างมาเปิดรถคุณปลัดได้แล้วแต่รถมันสตาร์ทไม่ติด ผมเลยให้ช่างลากไปที่อู่ จะได้เช็คให้ละเอียดไปเลยว่าเสียตรงไหนบ้าง ระหว่างนี้ก็ใช้ไอ้เฉื่อยรถผมไปก่อนก็แล้วกัน”
       “ขอบใจมากนะ”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมเอาโทรศัพท์ไปชาร์ทแบตฯให้นะครับ” กำจรเผลอท่อง “สอง..ห้า”
       จินตวัฒน์พูดแทรก “เดี๋ยวฉันจะเข้าไปที่หมู่บ้าน อยากทำความรู้จักกับชาวบ้านน่ะ นายจรไปด้วยกันนะ”
       “แหม..ใช้งานถูกคน เดี๋ยวกำจรจะพาไปรู้จักผู้ทรงอิทธิพลด้านต่างๆเองครับ” กำจรเดินขึ้นบันไดแล้วเผลอท่องอีก “สอง..ห้า..หก อย่ายกเท้า” กำจรนึกได้ “จะท่องทำไม....ก็คุณปลัดซ่อมแล้ว”
       พูดจบกำจรก็เหยียบขึ้นบันไดขั้นที่หก จังหวะเดียวกับที่จินตวัฒน์ตะโกนสวนขึ้นมา
       “เฮ้ย! อย่า!”
       กำจรเหยียบบันไดขั้นที่๖ เต็มสองเท้าแล้วหันมาหาจินตวัฒน์ “อย่าอะไรครับ”
       “อย่าเหยียบขั้นที่หก ยังไม่ได้ซ่อม”
       ขาดคำจินตวัฒน์ บันไดขั้นที่๖ ก็หักครืนลงมาทำให้กำจรเสียหลักก้นกระแทกถัดบันไดลงมากองที่พื้น
       กำจรเอามือคลำตูดร้องโอดโอย “อู๊ยยย..น่าจะเตือนกันเร็วอีกนิดนะครับคุณปลัด”
      
       ขณะที่จินตวัฒน์ยิ้มขำก่อนจะส่งมือให้กำจรจับเพื่อลุกขึ้นมาจากพื้น



       ส่วนสุวรรณนั่งหน้านิ่วอยู่ตรงกลางเถียงนา โดยมีสมุนคู่ใจทั้งแหลมและกรอดประกบซ้ายขวา ทั้งคู่ประคบลูกประคบที่รอยช้ำม่วงตามแขนขาให้สุวรรณ
      
       “ช้ำชอกไม่น้อยเลยนะพี่วรรณ นี่พี่ยังจะรักไอ้เรืองมันลงอีกเหรอ” กรอดถาม
       “ขนาดยังไม่ได้เป็นเมีย มันยังไล่ทุบพี่ยังกะกระท้อน ถ้าพี่ตกเป็นของมันเมื่อไหร่ มันจะไม่แล่เนื้อเอาเกลือทาเหรอ พี่จะทนไหวเหรอ” แหลมถามด้วย
       สุวรรณตอบเสียงเข้ม “ ไม่!ข้าจะไม่ทนอีกต่อไป!”
       กรอดทั้งดีใจทั้งแปลกใจ “พี่จะไม่ทนไอ้เรือง”
       “ข้าจะไม่ทนฟังเอ็งสองคนใส่ร้ายป้ายสีน้องเรืองของข้าต่างหากล่ะ..นี่แหนะ!”
       สุวรรณยันซ้ายถีบขวาจนแหลมกับกรอดหงายหลังไปกระแทกพื้นจนกระดูกสันหลังแทบเดาะ
       “ทีหลังอย่ามาปรักปรำใส่ความน้องเรืองของข้าอีก น้องเรืองแค่แหย่ข้าเล่นแค่นั้น”
       “แหย่ด้วยพร้าเนี่ยนะพี่วรรณ ไม่ใช่ไม้จิ้มฟันนะพี่ จะได้ทิ่มแล้วไม่ตายอะ” แหลมว่า
       สุวรรณนิ่งคิด “มันก็จริงของเอ็ง นี่แสดงว่าน้ำมันพรายของหลวงตาคงใช้ไม่ได้ผล”
       “แต่หลวงตารับประกัน ไม่ได้ผลในสองวันยินดีคืนเงิน แถมกุมารทองให้อีกต่างหาก” กรอดบอก
       “ใจเย็นสิพี่ นี่เพิ่งเข้าวันที่ ๒ มันอาจหลงเสน่ห์พี่แต่ยังอายอยู่ก็ได้”
       แหลมพูดจบก้อนหินขนาดเขื่องก็ลอยมากระแทกโดนหัวสุวรรณอย่างแรง
       สุวรรณเอามือกุมหัว “โอ๊ย..ช่วยข้าด้วยย ไอ้เรืองมันเอาปืนมายิงข้า ช่วยด้วย!!”
       “ไม่ใช่ลูกกระสุนพี่ ลูกหิน” กรอดบอก
       สุวรรณรี่ตาขึ้นมามองแล้วโล่งอก
       “มีจดหมายผูกมาด้วย” แหลมแกะเชือกผูกจดหมายออก “มา..ฉันอ่านให้ฟัง”
       สุวรรณแย่งมาแล้วขึ้นเสียง “ไม่ต้อง ข้าอ่านเอง!!” สุวรรณอ่าน..แล้วเปลี่ยนเป็นเสียงอ่อนเสียงหวานทันที “จดหมายน้องเรืองจริงๆด้วย หว๊านหวาน”
       แหลมกับกรอดมองสุวรรณที่อ่านจดหมายแล้วทำหน้าคิกขุตาลอยอย่างแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
      
       ดาวเรืองสะพายย่ามก้าวเข้าพูดเสียงห้าวกลางร้านของตัวเอง
       “มาทำตาส่อนอะไรแถวนี้หา..ไอ้วรรณ”
       สุวรรณนั่งเท้าคางทำตาเชื่อมที่โต๊ะโดยมีแหลมกับกรอดนั่งประกบ
       กรอดกระซิบข้างหูสุวรรณ “มันคงยังอายอยู่น่ะพี่”
       “ไม่ต้องอายนะจ๊ะน้องเรือง” สุวรรณบอก
       เพี้ยนถือสมุดโพยเข้ามายืนข้างดาวเรืองแล้วถาม
       “อาย..เรื่องอะไรวะ ไอ้พี่วรรณ”
       สุวรรณเอากระดาษจดหมายซึ่งพับเป็นแผ่นเล็กๆ โบกไปมาใส่หน้าดาวเรือง
       “ก็จดหมายนี่ไง เขียนมาหวานซ้า”
       บานชื่นขยับเข้ามาดึงจดหมายในมือสุวรรณแล้วอ่านหน้าซองจดหมาย
       “หวานแค่ไหน ดูหน่อยซิ” บานชื่นอ่าน “ยิ้มก่อนอ่าน...ตาหวานก่อนเปิด ยิ้มเสียเถิดก่อนเปิดจดหมาย” บานชื่นเปรยกับดาวเรือง “โบร๊าณโบราณ”
       ดาวเรืองเห็นด้วย “นั่นสิแม่”
       บานชื่นเปิดอ่าน “...เธอคือลมหายใจ เธอคือไอ..อุ่นยามเช้า เธอคือเดือนและดาว โปรยแสงพราวยามราตรี เธอคือหัวใจฉัน ที่ยึดมั่นในทุกที่ จะทิวาหรือราตรี ใจดวงนี้มีแต่เธอ...จาก “หนึ่งมิตรชิดใกล้”
       ทุกคนอ้วกพร้อมกันยกเว้นสุวรรณ
       “โอ๊ย!!อ้วก”
       “นี่เอ็งคิดว่าไอ้เรืองมันด้นกลอนรักหาเอ็งงั้นเหรอไอ้วรรณ” บานชื่นขำกลิ้ง
       “กลอนรักด้นไม่เป็น เป็นแต่กลอนด่า”ดาวเรืองชี้หน้าด่าสุวรรณเป็นกลอน “...ไอ้วรรณไอ้ชายโฉด ไอ้จอมโหดรังแกหมา รังแกแม้ไก่กา ใจหยาบช้า...ไอ้บ้าวรรณ”
       ทุกคนหัวเราะลั่น ไม่เว้นแม้แต่แหลมกับกรอด
       “ให้ข้าไปนั่งแคะพยาธิออกจากตูดหมา ยังจะมีประโยชน์กว่าเขียนจดหมายหาเอ็ง” ดาวเรืองบอก “อย่าโผล่มาให้ข้าอารมณ์เสียอีกนะ..ไปเว้ยเพี้ยน เสียเวลาทำมาหากิน”
       ดาวเรืองเดินกอดคอเพี้ยนออกไป ในขณะที่บานชื่นยังขำไม่หาย
       บานชื่นเอามือแตะไหล่สุวรรณ “ขอบใจนะไอ้วรรณ แหม..แวะมาทำให้ขำแต่เช้า”
       บานชื่นเดินหัวเราะร่วนกลับเข้าไปหลังร้าน
       “เนี่ย..ถ้าพี่ให้ฉันอ่านตั้งแต่แรกก็คงไม่หน้าแตกแบบนี้ เขียนซะเลี่ยนขนาดนั้น ยังงั๊ยก็ไม่ใช่ไอ้เรือง” กรอดบอก       
       “แล้วจะทำยังไงดีวะ เมื่อวานมันยังโกรธข้าไม่หาย วันนี้ยังมาทำให้มันโกรธเพิ่มขึ้นอีก”
       “ก็ต้องง้อสิพี่ ซื้อของง้อดีมั้ย ผู้หญิงชอบของฝากของกำนัล”       
       สุวรรณยิ้มร่า “ดี..แต่” สุวรรณห่อเหี่ยวลง “ข้าไม่มีเงิน”
       “ไม่มีก็ขโมยสิพี่ จะยากอะไร” แหลมแนะ
       สุวรรณชอบใจ “เออ..เอ็งนี่หัวแหลมสมชื่อ หมดปัญหาไปเรื่องและ เหลืออีกเรื่อง”
       “เรื่องอะไรอีกล่ะพี่”
       “ถ้าน้องเรืองไม่ได้เขียนจดหมายหาข้า แล้วเอ็งรู้มั้ย...ใครเขียน”
      
       แหลมกับกรอดส่ายหน้า



       เสมอใจ สาวน้อยนัยน์ตาโศกนั่งพูดด้วยสีหน้าเศร้าที่ข้างกำแพงวัด
      
       “แม่อย่าโกรธเหมอนะจ๊ะ..ที่เหมอไปสารภาพรักผู้ชายก่อน ถ้าใครรู้เขาคงหาว่าเหมอแรด แต่เหมอทนเก็บความรู้สึกไว้ในใจไม่ไหวแล้วจริงๆจ้ะแม่...เอาเป็นว่าเหมอจะแรดแบบเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้ จะได้ไม่มีใครว่าแม่ได้นะจ๊ะ”
       เสมอใจนั่งปรับทุกข์อยู่กับโกศเก็บกระดูกแม่ที่ฝังอยู่ในกำแพงวัด มีรูปและตัวหนังสือเขียนว่า
       “สมร สุขสำราญ ชาตะ ๒๕๑๑ มรณะ ๒๕๓๖”
       เสมอใจวางดอกไม้ในมือที่หน้ารูปของแม่ก่อนจะกราบแล้วลุกขึ้นยืน หางตาของหญิงสาวเห็นเงาตะคุ่มๆของชายสามคนในชุดดำสวมหมวกไอ้โม่งวิ่งผ่านหลังแนวโกศไป
       เสมอใจเหลือบมอง “ใคร...”
       เสมอใจรีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามชายสามคนนั้นไปทันที
      
       พระครูจ้อยพรมน้ำมนต์ให้จินตวัฒน์ที่มากราบนมัสการที่วัด
       “ขอให้โยมอยู่รอดปลอดภัย มีขันติ อดทนต่ออุปสรรคต่างๆ ขอให้โยมเป็นที่พึ่งของชาวบ้านและอยู่ที่นี่นานเกินสามวันเจ็ดวันนะโยมนะ”
       “ตกลงให้พร หรือว่าบ่นอะไรครับพระครู” กำจรถาม
       “ให้กำลังใจเว้ย” พระครูจ้อยพูดกับจินตวัฒน์ “ไม่มีใครอยู่ที่นี่ทนหรอก มีแต่พวกทนอยู่ทั้งนั้น
       ขอบใจนะที่นึกถึงวัด นึกถึงพระถึงเจ้าก่อนลงมือทำงาน”
       “ในเมื่อวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ผมก็ต้องมาเริ่มทำความรู้จักกับผู้คนที่นี่” จินตวัฒน์บอก
       “ใช่ วัดเป็นแหล่งรวมของผู้คน เมื่อก่อนคนมาวัดก็เพื่อทำบุญ บวชเรียนเขียนอ่าน ฟังเทศน์ฟังธรรม แต่เดี๋ยวนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป โยมมาที่นี่ก็จะได้เจอผู้คนเหมือนเดิมแต่จิตใจไม่เหมือนเดิม”
       “ยังไงครับท่าน”
       “เดี๋ยวนี้..คนมาวัดไม่ได้มาเพราะต้องการชำระล้างจิตใจ แต่มาหาที่พึ่งทางใจซึ่งไม่ใช่พระธรรมคำสั่งสอน ไม่ใช่พระพุทธรูปที่เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์ แต่เป็นอย่างอื่น”
       “อะไรหรือครับพระคุณเจ้า”
       พระครูจ้อยมองไปทางสำนักหลวงตาคง จินตวัฒน์กับกำจรมองตาม
      
       หลวงตาคงประกาศออกไมโครโฟนปาวๆ โดยมีพวกชาวบ้านที่ศรัทธาถือดอกไม้ธูปเทียนพนมมือไหว้อยู่ตรงหน้า
       “บูชาเจ้าแม่แบบบุฟเฟ่ต์ครั้งละ ๓๙ บาท จะเลขเต็งเลขโต๊ด...หวยบนดินใต้ดิน จะถูกี่รอบจะขอกี่เบอร์ก็แค่ ๓๙ บาท”
       พระครูจ้อยเดินนำจินตวัฒน์กับกำจรเข้ามา
       พระครูจ้อยพูดอย่างปลงๆ “ที่พึ่งทางใจของชาวบ้าน”
       ชาวบ้านรีบเอาเงินใส่พานที่หลวงตาคงเตรียมไว้ก่อนจะกรูกันเข้าไปถูต้นไม้ใหญ่รอบๆสำนักอย่างตั้งใจ ดาวเรืองกับเพี้ยนยืนตะโกนโหวกเหวกเชิญชวนชาวบ้านให้มาซื้อหวยอยู่อีกมุม
       “เอ้า...เร่เข้ามาเร่เข้ามา ใครจะซื้อเลขเด็ดเลขดี..เร่เข้ามา” เพี้ยนตะโกน
       ดาวเรืองตะโกนต่อ “มาก่อนซื้อก่อน ใครอยากเป็นเศรษฐีบ่ายนี้ก็เร่เข้ามา”
       หลวงตาคงยังโกรธทั้งคู่ที่บุกมาเผาสำนักเมื่อวานจึงตะโกนไล่ทั้งคู่ออกไมโครโฟน
       “อ้าว....เฮ้ย! ไอ้เรืองไอ้เพี้ยน...แอบมาเผาสำนักข้าเมื่อวาน แล้วยังมีหน้ามาหากินที่นี่อีกหรือวะ”
       “ทำไมจะมาไม่ได้...นี่มันที่สาธารณะ” ดาวเรืองว่า
       เพี้ยนรีบเสริม “ถูก”
       “แต่ที่นี่มันตำหนักเจ้าแม่ถึดทือของข้า...ข้าไม่อนุญาตโว้ย”
       “ฉันขออนุญาตเจ้าแม่แล้ว...เจ้าแม่บอกว่าขายได้” ดาวเรืองบอก
       “แล้วแม่เอ็งล่ะ ขอรึยัง ถ้าแม่เอ็งรู้ว่าลูกมาขายหวยในวัด...เอ็งหลังลายแน่”
       ดาวเรืองนึกถึงหน้าแม่แล้วก็สยองแต่ก็ทำเป็นกลบเกลื่อนว่าไม่กลัว
       “ก็ได้...วันนี้ฉันจะเห็นแก่เจ้าแม่ถึดทือซักวัน” ดาวเรืองพูดกับชาวบ้าน “แต่จำไว้เลยนะ...ไม่ว่าจะงวดนี้งวดหน้าหรืองวดไหน ใครได้เลขจากสำนักนี้มาแทง...ฉันไม่รับ!”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนเดินออกไปอย่างไม่พอใจ ชาวบ้านต่างมองกันเลิ่กลั่กและเริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่ “อ้าว...ถ้าแทงหวยไม่ได้ แล้วเราจะเสียเงินขอหวยไปทำไมวะ” ชาวบ้านพูดกับหลวงตาคง “ถ้างั้น ฉันขอเงินคืนนะหลวงตา”
       ชาวบ้านขานรับกันเป็นทอดๆ “ฉันขอคืนด้วย..ฉันด้วย..ฉันด้วย..ฉันก็ด้วย”
       ชาวบ้านพากันเข้าไปหยิบเงินที่ใส่พานไปแล้ว แต่หลวงตาคงคว้าพานไว้ได้ก่อน
       หลวงตาคงโวยวาย “เฮ้ย...ทำอย่างนี้ได้ไง ข้าถวายเงินเจ้าแม่ไปแล้วนะโว้ย”
       “หลวงตาก็ไม่น่าไปหาเรื่องไอ้เรืองมันนี่นา เอาไว้งวดหน้า ฉันจะมาอุดหนุนเจ้าแม่ใหม่นะ งวดนี้ขอคืนก่อน”
       “ไม่ได้เว้ย”
       “ต้องได้ พวกเรายังไม่ทันได้เห็นเลขเด็ดเจ้าแม่เลย ถือว่าเจ้าแม่ยังไม่รู้ว่าพวกเราถวายเงินท่านแล้ว เพราะฉะนั้น..เอาคืนมา”
       หลวงตาคงยื้อพานกับชาวบ้าน แต่แล้วก็สู้แรงชาวบ้านที่เหลือซึ่งช่วยกันรวบตัวหลวงตาไว้ไม่ไหว
       ทำให้ในที่สุดหลวงตาคงก็ล้มก้นจ้ำเบ้า ในขณะที่ชาวบ้านแย่งพานใส่เงินไปได้
       “ไปเว้ย..พวกเรา เดี๋ยวไม่ทันไอ้เรืองมัน”
       ชาวบ้านพากันวิ่งตามดาวเรืองกับเพี้ยนไป
       “ทำผิดกฎหมายกันเห็นๆ อย่างนี้ปล่อยไว้ไม่ได้” จินตวัฒน์ที่ยืนดูอยู่บอก
       จินตวัฒน์เดินตัวปลิวตามชาวบ้านไป โดยมีพระครูจ้อยกับกำจรเดินตาม
       หลวงตาคงเจ็บใจ “หนอยยยย...ไอ้เรือง !!”
       หลวงตาคงลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว แต่แล้วก็ล้มลงไปอีกเพราะไขข้อที่เสื่อมไปตามสภาพ
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนเดินหันไปมองทางด้านหลังแบบรีๆรอๆ เพราะรู้ว่ายังไงพวกชาวบ้านก็ต้องตามมา สักครู่ดาวเรืองรีบหันกลับมาเดินทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เมื่อได้ยินเสียงชาวบ้านตะโกนเรียก
       “เดี๋ยวก่อนเว้ย..ไอ้เรือง..รอข้าด้วย”
       ดาวเรืองทำเป็นหันไปเหล่มองชาวบ้านที่วิ่งกรูตามกันเข้ามา
       “อะไรอีกล่ะ” ดาวเรืองทำเป็นถาม
       “แทงหวยหน่อยสิ รับรองไม่ใช่เลขหลวงตาคง”
       ดาวเรืองกระหยิ่ม “เอ้า..ถ้าไม่ใช่เลขเด็ดหลงตาก็รับเว้ย ใครแทงเท่าไหร่..ว่ามา”
       ชาวบ้านแย่งกันแทงหวยบนและล่าง ทั้ง ๒ ตัว ๓ ตัวกันเซ็งแซ่
       จินตวัฒน์ กำจรและพระครูจ้อยจ้ำเข้ามา
       จินตวัฒน์พูดกับดาวเรืองอย่างทนไม่ได้ “นี่..ไม่มีอะไรทำแล้วเหรอ...ถึงต้องมาหากินแบบนี้”
       ดาวเรืองรีบยัดเงินใส่ย่ามแล้วพูดกวนๆ
      
       “แล้วมันเรื่องอะไรของคุณปลัดไม่ทราบ”
      
       ดาวเรืองปิดสมุดโพยแล้วคว้าแขนเพี้ยนจะเดินหนีไป แต่จินตวัฒน์ตามมาขวางไว้
      
       “ทำไมจะไม่ใช่เรื่องของฉัน ในเมื่อฉันเป็นปลัดของที่นี่ หน้าที่ของฉันก็คือดูแลทุกข์สุขของทุกคน ถ้าเราทำผิดกฎหมาย...ฉันก็ต้องจัดการ”
       “ไหน....ใครทำผิดกฎหมาย ฉันไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย”
       “แล้วที่ถืออยู่ในมือเรียกว่าอะไร”
       ดาวเรืองแก้ตัวน้ำขุ่นๆ “สมุดทด...ฉันเอาไว้สอนไอ้เพี้ยนคูณเลข”
       เพี้ยนส่งเสียงรับแข็งขัน “ใช่...หนูเอาไว้คูณเลข สองหนึ่งสอง สองสองสี่ สองสามหก”
       หลวงตาคงเดินเขยกเข้ามาโวยวายผ่านไมค์
       “อย่าไปเชื่อมัน...นั่นโพยหวย จับมันเลยคุณปลัด....มันขายหวยเถื่อน”
       “ไม่ได้ขาย...ถ้าจะจับก็จับหลงตาคงโน่น ข้อหาหลอกลวงประชาชน...ใบ้หวยมอมเมาชาวบ้าน” ดาวเรืองว่า
       “แค่ใบ้ไม่ผิด แต่เอ็งขาย...เอ็งต้องติดคุก จับมันเลยคุณปลัด...มันนี่แหละขาใหญ่ ผูกขาดขายหวยคนเดียวทั้งบ้านดอน”
       “ถ้าเราบริสุทธิ์ใจ...ก็ส่งสมุดนั่นมาให้ฉัน” จินตวัฒน์บอก
       “ไม่ให้” ดาวเรืองพูดกวน “มีปัญญาก็มาเอาเองสิ”
       ดาวเรืองคว้าแขนเพี้ยนเดินหนีไปอย่างไม่เกรงกลัว
       “เฮ้ย!!” หลวงตาคงพูดออกไมโครโฟน “ช่วยกันจับมัน...อย่าให้มันหนีไปได้ ถ้ามันทำลายหลักฐาน...เงินที่พวกเอ็งแทงกันเมื่อกี้ก็สูญนะโว้ย”
       ดาวเรืองส่งสัญญาณให้เพี้ยน ก่อนทั้งคู่จะวิ่งหนีแยกกันไปคนละทาง พวกชาวบ้านกลัวจะสูญเงินจึงพากันวิ่งไล่จับดาวเรือง แต่ดาวเรืองลื่นยิ่งกว่าปลาไหลจึงไม่มีใครจับได้
       ดาวเรืองโยนโพยหวยให้เพี้ยน กำจรจะเข้าไปจับเพี้ยน แต่เพี้ยนมุดหว่างขากำจรไปแล้วโยนโพยคืนให้ดาวเรือง
       จินตวัฒน์จะเข้าไปจับดาวเรือง ดาวเรืองวิ่งหนีวนหน้าวนหลังพระครูจ้อยทำให้จินตวัฒน์ทำอะไรไม่ถนัด
       “เฮ้ยๆ...ไปวิ่งไกลๆข้า..ไอ้เรือง เดี๋ยวได้ศีลขาด อาบัติกันพอดี” พระครูจ้อยว่า
       เพี้ยนวิ่งหนีกำจร ระหว่างที่วิ่งก็หันไปมองกำจรจนตัวเองวิ่งไปชนเสาหงายหลังไปชนกำจรที่วิ่งตามมา กำจรหงายหลังไปชนชาวบ้าน๑ ชาวบ้าน๑ หงายหลังไปชนชาวบ้าน๒ ชาวบ้าน๒ หงายหลังไปชนชาวบ้านอื่นล้มระเนระนาดเป็นโดมิโน่
       จินตวัฒน์วิ่งจี้ตามดาวเรืองจนเกือบจะรวบตัวดาวเรืองได้อยู่แล้ว แต่ดาวเรืองก้มหลบวืด แล้วหยิบกระถางต้นไม้ที่ตั้งอยู่แถวนั้นเขวี้ยงใส่จินตวัฒน์ จินตวัฒน์รับกระถางต้นไม้ไว้ได้แล้วยักคิ้วใส่ดาวเรือง
       หลวงตาคงประกาศผ่านไมโครโฟนอย่างสะใจ “คราวนี้เอ็งไม่รอดแน่ไอ้...”
       หลวงตาคงจะพูดคำว่าเรือง แต่จู่ๆไมค์ก็เกิดเสียงหวีดแหลมปรี๊ด ก่อนจะขาดหายไปกลางอากาศ
       พร้อมกับเสียงเสมอใจที่แหกปากร้องช่วยด้วย ขโมยดังขึ้นมาแทนที่
       “ช่วยด้วยๆ ขโมย”
       จินตวัฒน์ชะงักแล้วหันไปมอง “ขโมย”
       จินตวัฒน์ลืมตัวอุ้มกระถางต้นไม้วิ่งออกไปทางที่มาของเสียงพร้อมกับทุกคน ดาวเรืองกอดโพยไว้แน่นก่อนจะกลับไปฉุดกระชากลากถูเพี้ยนวิ่งหนีออกมาอีกทาง
      
       เสมอใจแหกปากลั่นตรงหน้าขโมย ๓ คน ซึ่ง ๒ ใน ๓ กำลังหามเครื่องปั่นไฟออกมา ทั้งหมดสวมหมวกไอ้โม่งและหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่กราวกับขโมยฝึกหัด
       “ช่วยด้วยจ้า..ขโมย..ช่วยด้วย”
       “ยืนบื่ออยู่ทำไมวะ รีบแบกออกไปเร็วเข้า เดี๋ยวข้าจัดการนังนี่เอง” สุวรรณซึ่งเป็นหนึ่งในหัวขโมยสั่ง
       สุวรรณรีบวิ่งมาปิดปากเสมอใจ ในขณะที่แหลมกับกรอดรีบแบกเครื่องปั่นไฟออกไปอย่างลนลาน
       เสมอใจกลัวจัดจนตาเหลือก เธอเบือนหน้าและดิ้นหนีเพราะกลัวถูกฆ่าปาดคอ
       “หยุดแหกปากหยุดดิ้นได้แล้วนังเหมอ นี่ข้าเอง” สุวรรณบอก
       เสมอใจเอะใจเพราะคุ้นกับเสียงหัวขโมย เธอหันมาจ้องหน้าสุวรรณในขณะที่สุวรรณถอดหมวกไอ้โม่งออกทำให้หน้าของทั้งคู่ป๊ะกันพอดี
       เสมอใจเอามือแตะแก้มตัวเองที่บังเอิญไปโดนหน้าสุวรรณ “ไอ้วรรณ”
       สุวรรณร้อนรนจึงไม่สนใจว่าหน้าตัวเองไปโดนแก้มเสมอใจ
       “เออ..ข้าเอง เอ็งอย่าปากโป้งไปบอกใครนะว่าข้ามาทำอะไรที่นี่ ไม่งั้นชาตินี้เอ็งกับข้าไม่ต้องมาพูด ไม่ต้องมาเห็นหน้ากันอีก เข้าใจมั้ย”
       เสียงคนวิ่งเฮโลกันมาพร้อมเสียง “ไหนวะ ขโมย” สุวรรณรีบวิ่งหนีไป
       พระครูจ้อยกับหลวงตาคงวิ่งนำจินตวัฒน์ซึ่งยังอุ้มกระถางใบเดิมมาด้วย กำจรและชาวบ้านวิ่งตามมา
       “นั่นไง.. เครื่องปั่นไฟ โดนขโมยไปจริงๆด้วย” หลวงตาคงชี้ไป
       “เอ็งใช่มั้ยที่ร้องให้คนช่วย เอ็งเห็นไอ้พวกหัวขโมยนั่นใช่มั้ย มันเป็นใคร” พระครูจ้อยถาม
       เสมอใจเลิ่กลั่ก “เหมอ..คือเหมอไม่เห็นว่ามันเป็นใครเจ้าค่ะ มัน..คลุมหมวกไอ้โม่งกันมาทั้ง ๓ คนเลยเจ้าค่ะ”
       หลวงตาคงทวนคำ “๓ คน”
       เสมอใจตกใจที่เผลอพูดออกไป “ไม่..ไม่ใช่จ้ะหลวงตา ๒ คน เอ..หรือจะคนเดียว เหมอ..เหมอตกใจน่ะจ้ะ เลยนับผิดนับถูก”
       “คนนะ..ไม่ใช่มด จะได้นับไม่ถูก” กำจรว่า
       หลวงตาคงคิดใคร่ครวญ “ข้าว่ามันมากัน ๓” หลวงตาคงเหล่มองพระครูจ้อย “เหมือนพระครูเองก็
       จะรู้แล้วใช่มั้ยว่าไอ้ ๓ คนนั่นมันเป็นใคร”
       พระครูจ้อยถอนหายใจเฮือกเพราะทุกคนหันมามอง
       จินตวัฒน์ก้มมองกระถางแล้วนึกขึ้นได้จึงหันไปไล่มองชาวบ้านทุกคน “เรืองล่ะ”
       “มันคงอยู่ให้ปลัดจับล่ะครับ ไอ้นี่มันไวยิ่งกว่าปรอท ป่านนี้เอาโพยไปส่งเจ้ามือถึงไหนต่อไหนแล้ว” กำจรบอก
      
       จินตวัฒน์เสียดายที่หันไปสนใจขโมยจนปล่อยให้ดาวเรืองหลุดรอดไปได้



       ดาวเรืองเดินหัวเราะร่วนมากับเพี้ยนตามทางเดินฟุตบาทในเมือง
      
       “พี่เรืองนี่สุดยอดจริงๆ ทำเอาเจ้าอาวาส ฆราวาสกระเจิงกันทั้งวัด นึกว่าจะเอาโพยมาส่งเจ๊จุกไม่ทันซะแล้ว ที่ไหนได้..ทันถมถืด” เพี้ยนชม
       ดาวเรืองยักคิ้ว ยักไหล่ “เชื่อหัวไอ้เรืองเห๊อะ”
       “แต่คิดดูอีกที ถ้าไม่มีไอ้ขโมยพวกนั้นมาช่วยไว้ทันเวลา เราจะรอดรึเปล่า ดูท่าไอ้ปลัดนั่นมันจะไม่ใช่ไก่กาเหมือนคนก่อนๆนะ”
       “แรกๆก็ไฟแรงยังงี้ล่ะเว้ย รออีกวันสองวันสิ ถ้ามันรู้ว่าที่นี่มีปัญหาตั้งแต่สากเบือยันเรือรบ ขี้คร้านมันจะเปิดตูดกลับบ้านแทบไม่ทัน เชื่อข้าสิ”
       ดาวเรืองพูดจบก็หันมาเห็นโทรศัพท์มือถือใส่หน้ากากพลาสติกเป็นรูปมินนี่เม้าส์สีชมพูแปร๋นอยู่ตรงหน้า เธอชายตาขึ้นมอง พอเห็นว่าใครเป็นคนยื่นให้ก็ถอนใจเฮือก
       “เมื่อไหร่เอ็งจะไปผุดไปเกิดสักทีหา..ไอ้วรรณ” ดาวเรืองว่า
       สุวรรณยื่นมือถือให้ดาวเรือง โดยมีแหลมกับกรอดยืนประกบซ้ายขวาเช่นเคย
       “ให้พรข้าทุกครั้งที่เจอเลยนะ ข้าไม่ได้มากวนเอ็ง ข้าเอามือถือมาให้ เป็นการไถ่โทษที่ข้าทำให้เอ็งโกรธเมื่อวาน”
       “ข้าไม่ยกโทษ ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แล้วก็ไม่อยากได้อะไรที่เป็นของเอ็งด้วย”
       “แต่นี่เป็นมือถือรุ่นคู่แล้วไม่แคล้วกัน ใหม่ล่าสุดรับวาเลนไทน์ปีนี้เลยนะ ของเอ็งลายมินนี่เม้าส์สีชมพู ของข้าแมกกี้เม้าส์สีฟ้า แถมเบอร์ก็ติดกัน แล้วซิมก็เป็นแพ็กเก็ด” สุวรรณชูให้อ่านแพ็กเกจ “ข้าวใหม่ปลามัน โทรหากันชั่วโมงละบาทเอง”
       “ต่อให้โทรฟรีทั้งปี ข้าก็ไม่คิดจะโทรหาคนอย่างเอ็ง ไม่รู้ไปขโมยใครเขามา”       
       กรอดเถียงเสียงแข็ง “พี่วรรณไม่ได้ขโมยมือถือ แต่ขะ..”
       ยังไม่ทันที่กรอดจะหลุดพูดอะไร แหลมก็เขกหัวกรอดให้หยุดพูดซะก่อน
       “พี่วรรณไม่ได้ขโมยเว้ย พี่วรรณถูกหวย” แหลมบอก
       “ไม่ต้องสาระแนเลยไอ้แหลม หวยยังไม่ออก เอ็งสารภาพมาซะดีๆไอ้วรรณ เอ็งไปขโมยใครเขามา” ดาวเรืองคาดคั้น
       “ข้าไม่ได้ขโมย เอ็งไม่ต้องรู้หรอกว่าข้าหามาได้ยังไง ข้าซื้อมาแล้ว เอ็งรับไปก็แล้วกัน”
       สุวรรณยัดโทรศัพท์ใส่มือดาวเรืองก่อนจะเดินออกไปกับแหลมกับกรอด โดยมีเสมอใจแอบมองจากทางด้านหลัง
       “ไอ้วรรณ เดี๋ยว..เอาโทรศัพท์เอ็งคืนไป ไอ้วรรณ!! ปั่ดโธ่เว้ย!”
       ดาวเรืองหันรีหันขวางก่อนจะหันไปเห็นเข่งขยะจึงโยนโทรศัพท์ลงเข่งอย่างไม่ไยดี
       “เอางั้นเลยเหรอพี่เรือง ของใหม่แกะกล่องเลยนะนั่นน่ะ เสียดาย” เพี้ยนบอก
       “เสียดายทำไมวะ มันไม่ใช่ของเรา เอ็งอย่าเก็บมานะไอ้เพี้ยน ไม่งั้นโดนข้อหารับของโจร ข้าไม่รู้ด้วยนะ”
       ดาวเรืองเดินไป เพี้ยนก้มลงมองโทรศัพท์ในเข่งขยะอย่างเสียดาย แต่ก็ตัดใจเดินตามลูกพี่ไป เสมอใจขยับเข้ามาหยิบมือถือในเข่งขึ้นมา
      
       ดาวเรืองเดินกลับเข้าบ้านมาพร้อมกับเพี้ยน บานชื่นเดินเข้ามาดักหน้า
       “ไปก่อเรื่องอะไรมา” บานชื่นถาม
       “อ้าว..แม่ ฉันอุตส่าห์ออกไปทำมาหากิน แทนที่จะให้ศิลให้พร กลับมาด่ากันซะนี่”
       “ใครมันมาใส่ไฟพี่เรืองอีกล่ะป้า” เพี้ยนถาม
       บานชื่นหันไปมองในร้าน ดาวเรืองกับเพี้ยนมองตามแล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นพระครูจ้อยนั่งอยู่ที่โต๊ะ ดาวเรืองกับเพี้ยนรีบเดินขาบิดเข้ามานั่งยองๆข้างพระครูจ้อย
       ดาวเรืองกระซิบเสียงเบา “โห..หลวงตา ขายหวยแค่เนี้ยต้องตามมาฟ้องแม่ด้วย”
       “กระซิบกระซาบอะไร..ไอ้เรือง นี่เอ็งสองคนไปทำให้ท่านพระครูเดือดเนื้อร้อนใจมาใช่มั้ย ท่านถึงได้แล่นมาถึงนี่” บานชื่นถามพระครูจ้อย “ใช่มั้ยเจ้าคะ”
       พระครูจ้อยตอบ “อาตมามีเรื่องร้อนใจจริงๆ”
       บานชื่นหันขวับมาหาดาวเรือง “เอ็งไปทำอะไรท่าน รังแกพระรังแกเจ้า ไม่กลัวนรกจะกินหัวรึไง”
       บานชื่นจะฟาดดาวเรือง แต่พระครูจ้อยร้องห้ามไว้
       “เดี๋ยวก่อนโยม ไม่ใช่เจ้า๒คนนี้หรอกที่ทำให้อาตมาร้อนใจ แต่เป็นไอ้ ๓ คนนั่น”
       บานชื่นงง “ไอ้ ๓ คนไหนเจ้าคะ”
       “เครื่องปั่นไฟที่วัดมันหายไป อาตมาสงสัยว่าคนที่มาขโมยน่าจะเป็นไอ้วรรณกับเพื่อนๆมัน”
       “มิน่าล่ะ ถึงได้มีเงินซื้อมือถือใหม่ตั้ง ๒ เครื่อง” ดาวเรืองว่า
       “อาตมาไม่อยากให้เรื่องถึงโรงถึงศาล ยังไงมันก็ได้ชื่อว่าเป็นหลานในไส้”
       “รู้งี้น่าจะเอาขี้เถ้ายัดปากมันตั้งแต่เกิดให้รู้แล้วรู้รอดไป จริงมั้ยจ๊ะหลวงตา” ดาวเรืองบอก
       พระครูจ้อยเผลอตอบ “อื้อ..เอ๊ย..เอ็งก็ชวนชักใบให้เรือเสียอยู่เรื่อย อาตมาเห็นว่าเอ็งพอจะเตือนสติมันได้ เพราะดูมันจะเกรงใจเอ็งไม่น้อย”
       “ไม่ใช่เกรง เข้าขั้นกลัวขี้หดตดหายเลยจ้ะหลวงตา” เพี้ยนบอก
       “ช่วยพูดให้มันเอาเครื่องปั่นไฟมาคืนได้มั้ย..นึกว่าเอาบุญ” พระครูจ้อยขอ
       “ได้จ้ะหลวงตา ที่รับปากไม่ใช่เพราะเห็นแก่มันหรอกนะ แต่ฉันถือว่าสมบัติของวัดได้มาจากเงินทำบุญของพวกเราทุกคน มันจึงเป็นของส่วนรวมที่ไม่ว่าใครหน้าไหนก็เอาไปเป็นสมบัติส่วนตัวไม่ได้”
      
       พระครูจ้อยใจเริ่มฝ่อกับท่าทางและน้ำเสียงอันแข็งกร้าวของไอ้เรือง!



       ผู้ใหญ่ผันและกลุ่มชาวบ้านยืนล้อมวงเชียร์ไก่ชนกันสนั่น จนกระทั่งกะลาที่ใช้บอกยกจมดิ่งลงน้ำ ระฆังหมดยกจึงดังขึ้น ผู้ใหญ่ผันเดินยิ้มร่าอารมณ์ดีออกมาจากวงไก่ชน ตรงมาหาจินตวัฒน์กับกำจรซึ่งยืนรออยู่มุมหนึ่ง
      
       “แหม..ขอโทษนะครับที่ให้รอ บังเอิญนัดนี้เป็นนัดล้างตา แล้วเขาก็ให้ผมเป็นประธานจัดงานด้วย”
       กำจรพูดกัด “ก็เห็นเป็นประธานทุกอาทิตย์”
       “ไม่ทราบว่าคุณปลัดมีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ” ผันถาม
       ผันเดินโอบไหล่จินตวัฒน์พาออกมาด้านนอกและพูดคุยอย่างสนิมสนม
       “คุณปลัดเขาอยากจะรู้ว่าพวกเรามีความเป็นอยู่กันยังไง มีปัญหาอะไรบ้างรึเปล่า” กำจรบอก        “โอ๊ย..เราอยู่กันสุขสบายดีครับ ใครมีที่มีแรงก็ทำไร่ทำนา ใครมีที่แต่ไม่มีแรงก็ขายให้คนที่มีเงินมีแรงเขาทำกันไป แล้วค่อยไปซื้อเขากินทีหลัง จะได้ไม่เป็นภาระ ลูกหลานส่วนใหญ่ก็ทำงานในกรุงเทพฯ ไอ้ที่ยังเล็กอยู่ก็เรียนหนังสือ เรียนฟีครับที่นี่ เห็นเขาว่าจะมีกระดานที่รัฐบาลแจกมาให้เรียนกันด้วย เด็กมันก็สบายสิครับ ไม่ต้องคัดไม่ต้องเขียน แค่เอานิ้วจิ้มๆลากๆกระดานแค่นั้น”
       “เป็นไปได้เหรอครับ ที่..ที่นี่ไม่มีปัญหาอะไรเลย”
       ผันหัวเราะร่วน “ไม่มีครับ ไม่มีจริงๆ”
       เสียงดาวเรืองดังห้าวเข้ามาพร้อมกับตัวที่เดินมากับเพี้ยน
       “ทำไมจะไม่มี อย่างน้อยก็ปัญหาขโมยชุมยิ่งกว่ายุง แม้แต่ข้าวของในวัดมันก็ยังขโมย” ดาวเรืองพูดกับผัน “ฉันมาแจ้งความนะผู้ใหญ่”
       เสียงระฆังยกใหม่ดังขึ้น ผันใจเตลิดเข้าไปอยู่ข้างในวงไก่ชน
       “เอาไว้พรุ่งนี้ก็แล้วกัน ข้ากำลังยุ่ง” ผันเดินกลับเข้าไปด้านใน
       “ยุ่งนักก็ปิดบ่อนมันเดี๋ยวนี้เลยมั้ย..พี่เรือง” เพี้ยนเสนอ
       ผันชะงักแล้วหันกลับมา “ไม่ได้นะเว้ย..ลูกข้ากำลังเป็นต่อ”
       “ถ้างั้นก็รับแจ้งความ แล้วก็ตามจับขโมยมาให้ได้” ดาวเรืองบอก
       “ทำไมเอ็งไม่ไปแจ้งกับไอ้จ่าแม่นมันวะ” ผันถาม
       “อ้าว แล้วหมู่บ้านนี้มีผู้ใหญ่ไว้ทำอะไรล่ะ ชนไก่กับหาเมียให้ครบสิบคนงั้นเหรอ” ดาวเรืองแขวะ
       ผันเสียหน้า “ไอ้เรือง!!!! เอ้า..เอ็งจะแจ้งอะไรก็ว่ามา แล้วก็รีบไปให้พ้นหน้าข้าสักที”
       “ฉันขอแจ้งจับไอ้วรรณ ข้อหาที่มันไปขโมยเครื่องปั่นไฟในวัด”
       “ชะช้า..มันจะมากไปแล้ว ไอ้วรรณมันไปซื้อวิตามินให้ไก่ข้าที่จังหวัดตั้งแต่เช้า มันจะไปขโมยเครื่องปั่นไฟได้ยังไง เอ็งมีหลักฐานอะไรถึงมาใส่ความลูกข้า”
       “ตกลงจะรับแจ้งแล้วไปพูดให้ลูกบังเกิดเกล้า เอาของกลางมาคืนดีๆมั้ย”
       ผันเสียงแข็งใส่ “ไม่!!!! ข้าไม่เชื่อว่าลูกข้าจะทำอะไรชั่วๆอย่างนั้นได้”
       “ทำไมมันจะทำอะไรชั่วๆอย่างนั้นไม่ได้ ในเมื่อมันมีพ่อให้ท้ายแบบนี้”
       ผันโกรธจัด “ไอ้เรือง!!”
       “ถ้าไม่มีหลักฐาน เธอจะแจ้งจับใครไม่ได้นะ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย” จินตวัฒน์บอก
       “เอาวะ..ในเมื่อกฎหมายยังเล่นงานคนผิดไม่ได้ ก็ต้องใช้กฎแห่งกรรมแก้ขัดไปก่อน นี่..จะบอกอะไรให้นะผู้ใหญ่..คนขโมยของวัดน่ะ มันจะอยู่ไม่สุข มันจะยืนเต้นแร้งเต้นกาประจานตัวเองไปตลอดล่ะ จำคำไอ้เรืองไว้ให้ดี”
       ดาวเรืองเดินยิ้มกริ่มลอยหน้าลอยตาออกมา เพี้ยนเดินท่าเดียวกับลูกพี่
       ผันยิ้มเจื่อน “อย่าไปสนใจมันเลยครับคุณปลัด มันก็พูดไปเรื่อย..ใครมันจะยืนเต้นแร้งเต้นกาประจานตัวเองอยู่ได้ จริงมั้ยครับ”
       จินตวัฒน์ยิ้มให้ผันแล้วประมวลความคิดว่าหมู่บ้านนี้มันเป็นยังไงกันแน่
      
       จินตวัฒน์เดินคุยกับกำจรมาตามทาง
       “นอกจากเดินโพยหวยแล้วยังเปิดบ่อนไก่ อื้ม..จะแก่นไปไหนเนี่ย” จินตวัฒน์ว่า
       “เรื่องบ่อนไก่นี่ ไอ้เรืองมันไม่ได้เจตนาจะเปิดหรอกครับ พอดีมันชนะพนันผู้ใหญ่ผัน ผู้ใหญ่ผันเลยต้องยกตั๋วบ่อนไก่ให้มันไป มันก็คอยเก็บค่าต๋งอยู่ข้างนอก ไม่ได้เข้าไปเล่นกะเขาหรอกครับ มันว่ามันสงสารไก่” กำจรเล่า
       “ดีนะ ที่ยังมีความเมตตาอยู่บ้าง”
       ดาวเรืองเดินถือถุงก๊อปแก๊ปสีทึบมุดดงหญ้าข้างทางออกมากับเพี้ยน
       ดาวเรืองแกล้งจามเสียงดัง “ฮั่ดเช้ย..ใครนินทาข้าวะ ไอ้เพี้ยน”
       “เพี้ยนเปล่า” เพี้ยนรีบบอก
       ดาวเรืองแกล้งหันมาหากำจร “น้าจร”
       “ข้าเปล่า” กำจรตอบ
       จินตวัฒน์รีบบอก “การพูดว่าใครมีความเมตตา ไม่ถือเป็นการนินทา ถือเป็นคำชม”
       “แล้วไป ยิ่งขี้เกลียดมีเรื่องกับคนแปลกหน้าอยู่ด้วย” ดาวเรืองว่า
       “ต่อไปฉันก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับที่นี่”
       “เพราะนายต้องเปิดตูดกลับกรุงเทพฯไปภายในไม่เกินเจ็ดวัน พนันกันมั้ยล่ะ”
       “แทงร้อยให้สองร้อย” เพี้ยนบอก
       กำจรเอากับเขาด้วย “แทงสองร้อย ได้เท่าไหร่วะ”
       จินตวัฒน์เอ็ดกำจร “นายจร!!” จินตวัฒน์หันไปพูดกับดาวเรือง “ฉันอยู่นานเกินนั้นแน่ รับรอง”
       “จะคอยดู แต่อย่ามาจุ้นกับเราเด็ดขาด ไม่งั้นไม่รับรองความปลอดภัย”
       “ฉันไม่ชอบจุ้นเรื่องผู้หญิง นอกเสียจากว่าผู้หญิงคนนั้นจะทำผิดกฎหมายจนฉันต้องเข้าไปจุ้น ถ้าเธอไม่อยากให้ฉันไปวุ่นวายกับเธอ เธอต้องไม่ทำผิดกฎหมาย”
       “คิดดูก่อนนะว่าทำได้เปล่า”
       พูดจบดาวเรืองก็ยิ้มกวนแล้วยักคิ้วใส่จินตวัฒน์ก่อนจะเดินส่ายไหล่เป็นนักเลงออกมากับเพี้ยน จินตวัฒน์มองตามแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า
      
       ดาวเรืองชะเง้อมองไปที่หัวถนน สักครู่เพี้ยนก็ขี่มอไซค์หน้าตั้งเข้ามา
       “มันมากันแล้วพี่เรือง”
       ดาวเรืองพยักหน้าแล้วตบตูดควายหนึ่งที สุวรรณ แหลม กรอดขี่มอไซค์มาตามทาง สุวรรณพยายามโทรหาดาวเรืองแต่ไม่ติด กรอดกับแหลมร้องเพลงล้อว่า ฮาโหล ทำไมไม่รับสาย ฮาโหล
       ทันใดนั้นควายก็เดินข้ามถนน
       ทั้งสามหันไปมองเห็นควายเดินตัดหน้าก็ตกใจหักมอไซค์หลบข้างทาง
       “ควาย” แหลมร้องลั่น
      
       ทั้ง 3 คนตกลงไปนอนในปลักควายจนเละไปทั้งตัว แต่สุวรรณยังคงรักษามือถือไว้ได้อย่างสวยงาม



       เวียงเดินหน้ากระดานเรียงหนึ่ง นำบุญปลีก บุญปลอดยักย้ายส่ายสะโพกซ้ายขวาออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน ผันนุ่งผ้าขาวม้าถือขันถือสบู่ตามหลังมา
      
       “จะไปไหนจ๊ะแม่เวียง” ผันถาม
       “ไปธุระ” เวียงตอบ
       “ไปกันหมดทั้งสามคนเลยเหรอ ไม่มีใครอยู่ถูสบู่ให้พี่สักคนเลยเหรอจ๊ะ”
       “ก็เรียกแม่เบอร์ สี่-ห้า-หก มาถูให้สิพี่ผัน” บุญปลีกว่า
       “สี่-ห้า-หก มันหนีตามผู้ชายไปแล้ว” ผันบอก
       บุญปลอดยกมือพนม “กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณีสิกขาประทัง สมาธิยามิ งั้นก็เบอร์เจ็ด-แปด-เก้า”
       “ไม่อยู่ ฉันใช้ให้มันไปซื้อกับข้าวมาทำรอพวกเราไง” เวียงบอก
       “เห็นมั้ย..เมียไม่พอ สงสัยต้องหาเบอร์สิบมาไวไวแล้วล่ะแม่เวียง” ผันต่อรอง
       เวียงพูดแบบนักเลงๆ “ฉันรับปากจะให้พี่มีเมียสิบคน ฉันก็ต้องทำตามนั้น แต่ฉันต้องเป็นคนหาให้เอง จะได้ไม่มีใครแตกแถว อย่าลืม”
       “จ้ะแม่”
       พูดจบเวียงก็เดินบิดตูดซ้ายขวา นำบุญปลีกกับบุญปลอดออกมา
       สักครู่ สุวรรณ แหลม และกรอดก็เดินมาในสภาพตัวเขรอะไปด้วยโคลน
       “โอ๊ยย..เหม็นชิปเป๋ง อาบน้ำด้วยคนนะพ่อ”สุวรรณถอดเสื้อกับกางเกงจนเหลือแต่บ็อกเซอร์
       “ฉันอาบด้วย” แหลมกับกรอดถอดเสื้อ ถอดกางเกง
       “นี่พวกเอ็งไปนอนแช่โคลนที่ไหนมา”
       “อาบก่อนตอบทีหลัง เหม็นตัวเองจนรากจะแตกอยู่แล้ว” สุวรรณบอก
       สุวรรณ แหลม และกรอดพร้อมใจกันตักน้ำในตุ่มอาบโครมๆ พร้อมผู้ใหญ่ผัน ทุกคนตักน้ำราดผม ล้างหน้า ราดตัว ราดขา ราดโดนอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย แล้วสักครู่ก็เริ่มรู้สึกคันหัว คันหน้า คันแขน ขา ลำตัว ลำแข้ง ลำขา จักกะแร้ ข้อพับ รวมไปจนถึงง่ามต่างๆในร่างกาย
       “ทำไมคันหัววะ” ผันสงสัย
       “คันหน้าด้วยพ่อ แขนก็คัน ขาก็คัน” สุวรรณเสริม
       “จักกะแร้ก็คัน เฮ้ยยย..คันอะไรนักหนาวะเนี่ย” แหลมบอก
       ทุกคนยืนเกาไปทั่วสรรพางค์จนเป็นที่น่าเวทนา
       กรอดหยิบเศษหมามุ่ยที่ลอยอยู่ในน้ำขึ้นมา “หรือจะเป็นเพราะขนไอ้นี่จ๊ะพ่อผู้ใหญ่”
       “ขนอะไร” ผันถาม
       ผัน สุวรรณ และแหลมก้มหน้าเข้ามามองใกล้ๆมือกรอด แล้วก็ตาเหลือกแหกปากลั่นพร้อมกัน
       “หมามุ่ย!!”
       คำพูดดาวเรืองผุดขึ้นมาในหัวผู้ใหญ่ผัน
       ผันคำรามลั่น “ไอ้เรือง!!”
       สุวรรณพูดแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ “แฟนหนูเองจ้ะพ่อ”
       ผันเขกมะเหงกใส่หัวสุวรรณ “นี่แหนะแฟน!!!”
       ผัน สุวรรณ แหลม และกรอดเกาพร้อมกับเต้นยึกยักไปมายิ่งกว่าเลดี้ กาก้ากับชากีร่ารวมกัน
       ดาวเรืองกับเพี้ยนที่แอบดูอยู่เอามือปิดปากหัวเราะงอหายจนแทบจะตกจากต้นไม้ที่ขึ้นไปซ่อนตัวอยู่
      
       จ่าแม่นโม้น้ำลายแตกฟองอยู่ที่สถานีตำรวจ
       “คุณปลัดคิดถูกแล้วครับ ถ้าอยากรู้จักไอ้เรืองต้องมาถามผม เพราะทั้งดอนล้อมแรดก็มีผมนี่แหละครับที่รู้จักมันดีที่สุด”
       จินตวัฒน์ถามต่อ “ผมอยากรู้ว่าเด็กผู้หญิงตัวแค่นี้ทำไมถึงกล้าทำตัวเป็นนักเลงขนาดนั้น จ่าช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยได้มั้ยครับ”
       จ่าแม่นลุกขึ้นตบเท้าทำความเคารพอย่างเข้มแข็ง ก่อนจะเล่าประวัติดาวเรืองให้จินตวัฒน์ฟัง
       “ครับผม !! ไอ้เรืองมันมีชื่อเต็มๆว่า ดาวเรือง มีพ่อชื่อพนา แม่ชื่อบานชื่น พี่ชายชื่อพฤกษ์ ปู่ชื่อจำปา ตาชื่อจำปี ย่าชื่อยี่โถ ยายชื่อชงโค ลุงป้าน้าอาทางฝั่งแม่ชื่อ บานบุรี ยี่สุ่น พุดซ้อน หงอนไก่ ญาติทางฝั่งพ่อชื่อ กุหลาบ มะลิ มาลัย ใบ...”
       “พอๆจ่า...เอาเป็นว่ามันดอก(ไม้) ทั้งตระกูล แล้วไงต่อ” กำจรถาม
       “ไอ้เรืองกับแม่เปิดร้ายขายอาหารเล็ก ๆ อยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ถึงผมจะชอบแม่มัน เอ็นดูมันเหมือนลูกเหมือนหลาน แต่ถ้ามันทำผิดผมก็ต้องจับมันเข้าคุก เพราะผมคือ” จ่าแม่นยืดอกจนแทบติดเพดาน “จ่าแม่น เก่งหมุด ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แห่งดอนพัฒนา” จ่นแม่นชูกำปั้นเหนือหัวเหมือนจะประกาศชัยชนะ
       จินตวัฒน์กับกำจร มองจ่าแม่นอึ้งๆ
       จ่าแม่นแก้เขินด้วยการหันไปหยิบแฟ้มประวัติจากในตู้ “นี่ครับแฟ้มประวัติมัน ถ้าคุณปลัดอยากรู้ว่ามันร้ายยังไงก็ลองเอาไปอ่านดูครับ”
       จินตวัฒน์จะรับแฟ้มมาแต่เสียงเรียกเข้าจากมือถือจ่าแม่นซึ่งเป็นเพลง “มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ หรือ เพลงเกียรติตำรวจของไทย” ดังขึ้นเสียก่อน จ่าแม่นจึงชักมือที่ส่งแฟ้มกลับ จินตวัฒน์เลยวืดไป
       จ่าแม่นรับสาย “สน.ดอนพัฒนา กระผมจ่าแม่น เก่งหมุด ยินดีรับใช้..ครับผ๊ม”
       จ่าแม่นรับสายด้วยเสียงขึงขังก่อนจะยื่นแฟ้มประวัติดาวเรืองให้จินตวัฒน์ จินตวัฒน์ยื่นมือไปรับอีกครั้ง แต่แล้วจ่าแม่นก็ชักมือกลับพร้อมกับร้องเสียงดัง
       “ว่าไงนะครับ...ได้ครับ...เดี๋ยวผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
       จ่าแม่นตบเท้าเสียงดังพร้อมกับทำความเคารพเหมือนมีผู้บังคับบัญชายืนอยู่ตรงหน้า แล้วกดวางสายก่อนจะหันมาพูดกับจินตวัฒน์ขึงขังเช่นเคย
       “คุณปลัดไม่ต้องอ่านแล้วครับ ไปดูให้เห็นกับตาดีกว่าว่าไอ้เรืองมันร้ายขนาดไหน”
       “ดาวเรืองไปก่อเรื่องอะไรอีกเหรอครับ” จินตวัฒน์ถาม
       “มันลอบทำร้ายครอบครัวผู้ใหญ่ผัน แล้วยังฝ่าฝืนทำผิดกฎหมายกลางวันแสกๆ”
       จ่าแม่นเดินหน้าเข้มอย่างเอาเรื่องก่อนจะตบเท้าเดินออกไป
       “มะ..มัน..ไอ้เรืองมันต้องเอาปืนอาก้ามายิงถล่มบ้านผู้ใหญ่ผันแน่เลย”
       กำจรบอกแล้วเดินตามจ่าแม่นออกไปด้วยสีหน้าท่าทาง และแววตาที่บ่งบอกว่าสุดสยอง
      
       ส่วนจินตวัฒน์นึกไม่ถึงว่าดาวเรืองจะร้ายกาจขนาดนี้เชียวหรือ?
      
       จบตอนที่  1
ตอนที่ 2  
      
       บ้านดาวเรืองอยู่หลังร้านตั้งตระหง่าน โดดเด่นแต่เงียบสงัด เวียงดึงไพ่ที่บานชื่นเพิ่งแจกเสร็จขึ้นมาดูแล้วเปรยๆ ออกมา
      
       “มีสาวๆที่ไหนเหลือบ้างมั้ยแม่ชื่น เอาไอ้ที่มันเลยสามสิบไปแล้วนะ”
       “ปูนนั้นเขาไม่เรียกสาวแล้วมั้ง แม่เวียงจะหาไปทำไม” บานชื่นถาม
       “หาไปให้พี่ผันน่ะสิ ครบสิบเมื่อไหร่จะได้หมดภาระฉันสักที”
       “เออ..นี่ก็ใจกว้างยังกะมหาสมุทร มีแต่เขาไม่อยากให้ผัวมีเมียน้อย นี่กลับให้มีตั้งสิบ แล้วทำไมไม่เลือกไอ้ที่ยังสาว หน่วยก้านดีๆจะใช้สอยอะไรก็วิ่งไวปุ๊บปั๊บล่ะ”
       “เรื่องอะไรจะเอาเด็กหน้าใสๆผิวตึงๆมาแข่งแขกับเรา ยังไงฉันก็ต้องเป็นที่หนึ่ง”
       “ไม่เหลือแล้วล่ะจ้ะ รุ่นสุดท้ายพี่เวียงก็เพิ่งกวาดไป” บุญปลีกบอก
       บุญปลอดที่ไม่ได้เล่นแต่มานั่งดูสาธยายเพิ่มเติม “แม่เบอร์ ๗-๘-๙ ไงจ้ะ”
       ผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้น “หาดีๆก็ยังพอมีอยู่นะ”
       ทุกคนหันไปมองที่มาของเสียง ผู้หญิงคนนั้นเอาไพ่ที่ปิดหน้าลง ทำให้เห็นว่าคือ ไสว ที่กำลังยิ้มพยักพเยิดเหมือนจะเสนอตัวเองยังไงยังงั้น
       เวียงเหล่ “แนะนำ หรือ เสนอตัวหา..นังไหว”
       “ไอ้ประเภทสี่สิบต้นๆ แต่หน้าไปห้าสิบปลายๆก็ไม่ไหวนะพี่เวียง” บุญปลีกแขวะ
       ไสวยิ้มระรื่นใส่ “แหม..แนะนำแค่เนี้ย ไฟรนขึ้นมาเชียว เรื่องอะไรข้าจะยอมเป็นน้อยใครให้เมียใหญ่ข่มเหง ในเมื่อข้าก็มีดีพอจะเป็นเบอร์๑กะเขาเหมือนกัน อุ๊ย..ดูสิมัวคุยเพลิน อย่างหาว่างั้นงี้เลยนะ ป๊อกอีกแล้วจ้ะ”
       ไสวหงายไพ่ลงกับพื้นห้องที่ปูผ้าไว้สำหรับเล่นไพ่
       บานชื่น เวียง และบุญปลีกวางไพ่ในมือตัวเองลงอย่างเซ็งๆ
      
       จ่าแม่นวิ่งเหยาะๆ นำจินตวัฒน์กับกำจรเข้ามาหลบข้างพุ่มไม้หน้าบ้าน
       จินตวัฒน์เอ่ยถาม “บ้านผู้ใหญ่ผันหรือครับ”
       จ่าแม่นหันมาจุ๊ปาก “ชู่ว์..อย่าเอ็ดไปครับ บ้านไอ้เรืองมัน”
       จินตวัฒน์เบาเสียงลง “ก่อเหตุแล้วกลับมากบดานที่นี่เหรอ”
       “ไม่ใช่กบดานครับ แต่มันมาก่อเหตุเพิ่มที่นี่อีก” จ่าแม่นบอก
       จินตวัฒน์อึ้ง “วันละสามคดีเลยเหรอ”
       “นี่ยังน้อย บางวันมันก่อคดีทุกชั่วโมงเลยครับ คุณปลัดตามหลังผมไว้ให้ดีนะครับ ไม่งั้นเจอมันสวนกลับแน่ ไปครับ” จ่าแม่นบอก
       จ่าแม่นชักปืนขึ้นกราดซ้ายขวาราวกับหน่วยอรินทราชเข้าจู่โจมเหล่าร้ายโดยท่าระวังภัยแสนเว่อร์ของจ่าแม่นทำเอาจินตวัฒน์อ้าปากหวอว่าต้องขนาดนี้เชียวเหรอ
       กำจรรีบบอก “มันเว่อร์ยังงี้ตั้งแต่เป็นพลตำรวจแล้ว เอากับมันหน่อยครับ เดี๋ยวมันขาดความมั่นใจ”
       กำจรประกบมือทำเป็นปืนพร้อมกับปั้นหน้าขึงขังทำท่าเลียนแบบจ่าแม่นก่อนจะวิ่งเหยาะๆนำจินตวัฒน์ไป
      
       จินตวัฒน์ได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะวิ่งตาม



       ไสวจั่วไพ่ขึ้นมาก่อนจะหงายไพ่แล้วเฮลั่น
      
       ไสวหัวเราะเสียงห้าว “ป๊อกจ้า..ป๊อก 5 5 5 5 5”
       บานชื่น เวียง และบุญปลีกทิ้งไพ่ในมือลงอย่างฉุนๆ โดยมีบุญปลอดนั่งมองตาปริบๆ
       เวียงยัวะ “ซ่อนไพ่หรือเปล่าวะนังไหว ข้าจั่วจนแขนยานแล้วยังไม่ได้กินสักตา”
       ไสวเยาะเล็กๆ “คนดวงดีขายขี้ก็รวย คนดวงซวยซื้อหวยก็ไม่โดน เคยได้ยินมั้ยแม่เวียงที่เขาว่า คนเราแข่งอะไรก็แข่งได้ แต่แข่งดวงพนันน่ะแข่งไม่ได้ 5 5 5”
       “เย้ยกันอย่างนี้ มีตบ”
       พูดจบบุญปลีกก็ง้างมือจะตบไสว       
       บุญปลอดคว้ามือบุญปลีกแล้วเตือน “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้านะพี่ปลีก”
       “จะเลิกเล่นก็ได้นะ ข้าจะได้หอบเงินกลับบ้าน 5 5 5” ไสวเย้ย
       “เอ้าน่า..แม่เวียง ของยังงี้มีได้มีเสีย ลองเปลี่ยนที่ดูมั้ยล่ะ เผื่อจะนั่งทับเจ้าที่” บานชื่นเสนอ
       “เออ..นั่นสิ” เวียงหันไปหาบุญปลีกกับบุญปลอด “เอ้า..เอ็งสองคนลุก..ลุก สลับที่กัน”
       บานชื่น เวียง บุญปลีก และบุญปลอดเดินวนซ้ายเวียนขวาสลับที่กันไปมาหลายรอบ สุดท้ายก็ลงนั่งในตำแหน่งเดิมกันทุกคน
       “สบายใจแล้วใช่มั้ย” ไสวถาม
       “เทียวนี้มีเฮ” บานชื่นบอก
       บานชื่นสับไพ่อย่างกระฉับกระเฉง แต่ครู่เดียวเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
       บานชื่นตะโกนไปที่ประตู “ว่าไงไอ้เพี้ยน คนกำลังมือขึ้นมาเรียกขัดลาภทำไมวะ”
       เสียงเคาะประตูยังดังต่อเนื่อง
       “ไปเปิดประตูให้มันทีไป๊..นังปลอด” เวียงสั่ง
       บุญปลอดเดินไปเปิดประตู ทันทีที่ประตูเปิดออกเธอก็ถึงกับหน้าซีดเผือดเพราะเห็นจ่าแม่นยืนยิ้มแฉ่งตามติดด้วยกำจรและจินตวัฒน์ บุญปลอดจะแหกปากร้องแต่จ่าแม่นจุ๊ปากให้เงียบ บุญปลอดพยักหน้าหงึกๆ แล้วรีบเอามือปิดปาก จ่าแม่นย่องเข้ามานั่งข้างบุญปลีก
       “ไอ้เพี้ยนมันมาเรียกทำไม” บุญปลีกถาม
       บุญปลีกหันมาเห็นจ่าแม่นก็ช็อกแล้วรีบคลานตัวลีบออกมา จ่าแม่นเอามือสะกิดเวียงที่นั่งข้างๆ
       เวียงรำคาญ “อะไรวะนังปลีก สะกิดอยู่ได้” เวียงมองไพ่ในมือ “เฮ้ยย..ป๊อกเว้ยยย ปอ...”
       เวียงหันมาเจอจ่าแม่นก็ถึงกับช็อกจนตาค้างทำให้คำว่า “ป๊อก” ที่จะพูดหลุดผ่านกระเดือกหายเข้าไปในคอ
       “แหม..ทำเป็นช็อก ไม่เคยป๊อกก็ยังงี้แหละ 5 5 5 5” ไสวหัวเราะ
       เวียงส่ายหน้าปรายตาไปที่จ่าแม่น ไสวมองตามแล้วเสียงหัวเราะก็ขาดกลางอากาศจนถึงขั้นใบ้รับประทานขึ้นมาทันที บานชื่นดันแบ็งค์๒๐ แบงค์๕๐และเหรียญ๑๐บาทอีก ๒-๓ เหรียญไปให้เวียง แล้วสับไพ่ต่ออย่างเมามัน
       “เอ้า..ทีนี้ตาฉันบ้างล่ะ ไม่ป๊อกไม่เลิกเว้ยวันนี้” บานชื่นบอก
       จ่าแม่นถาม “ทำอะไร”
       “สับไพ่” บานชื่นตอบ
       “ทำไมมาเล่นตรงนี้” จ่าแม่นถามต่อ
       บานชื่นตอบทันที “แอบตำรวจ”
       แล้วบานชื่นก็ชะงักกึกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเห็นจ่าแม่นส่งยิ้มชวนสยิวให้
       ขาไพ่ทุกคนพร้อมใจกันแหกปาก “ตำรวจ”
       อารามตกใจบานชื่นจึงยกเท้าถีบจ่าแม่นจนกระเด็นก่อนจะโยนไพ่กระจาย แล้ววิ่งหนีออกไปพร้อมทุกคน
       จ่าแม่นตะโกนไล่หลัง “จะหนีไปไหน”
       จ่าแม่นวิ่งตามแก็งค์พนันออกไป โดยมีจินตวัฒน์กับกำจรวิ่งตาม
      
       เวียง บุญปลีก บุญปลอด และบานชื่นวิ่งนำออกมา โดยมีจ่าแม่น จินตวัฒน์ กำจร วิ่งไล่ตามหลัง กลุ่มนักพนันกับเจ้าหน้าที่วิ่งไล่จับกันชุลมุนจากซ้ายไปขวา จากหน้าไปหลัง วิ่งทะแยงมุม วิ่งซิกแซกสลับฟันปลา วิ่งมาชนกันเอง พยุงกันลุกขึ้น แล้วก็วิ่งจับกันอีก ฯลฯ ในที่สุดผู้ถูกล่าและผู้ไล่ล่าก็วิ่งหนีกระเจิงไปกันละทิศละทาง
      
       ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซด์โดยมีเพี้ยนซ้อนท้าย
       “ฮ่าๆๆ สะใจไอ้เรืองจริงเว้ย หมามุ๋ยกำเดียว คันกันยกบ้าน” ดาวเรืองหัวเราะ
       “ป่านนี้เกากันก้นแดงแล้วมั้งพี่เรือ”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนหัวเราะออกมาด้วยกัน
       ทันใดนั้นเสมอใจก็ขี่มอเตอร์ไซด์สวนมาพอดี
       เสมอใจตะโกนทั้งๆที่ขี่มอเตอร์ไซด์ “ไอ้เรือง! เกิดเรื่องแล้ว!!”
       ดาวเรืองจอดมอเตอร์ไซด์อย่างงงๆ เสมอใจจอดมอเตอร์ไซค์เทียบด้วยหน้าตาตื่น
       “เรื่องอะไรพี่เหมอ?”
      
       ดาวเรืองถาม



       บนโต๊ะที่มีผ้าปูสีขาว มีไพ่ของกลางเรียงเป็นตัวหนังสือสวยงามว่า “ไพ่” เลียนแบบการแถลงข่าวจับกุมยาบ้าตามข่าวในทีวี
      
       บานชื่น เวียง บุญปลีก บุญปลอด และไสวยืนเรียงหน้ากระดานโดยปั้นหน้าโศกไปด้วย
       เวียงโอดครวญ “ฉันเคยมีเรื่องกับใครที่ไหน ใครมันกลั่นแกล้งแจ้งจับฉันหา..จ่าแม่น บอกมาเดี๋ยวนี้เลย ฉันไม่ไปเอาเรื่องมันหรอก แค่อยากรู้แค่นั้นว่ามันเป็น..ใคร!!”
       “รู้จักคนชื่อผู้ใหญ่ผันมั้ยน้าเวียง คนนั้นล่ะที่แจ้งจ่าแม่นให้มาจับ” กำจรบอก
       ผัน สุวรรณ แหลม และกรอดที่ปะแป้งตรางูลายพร้อยทั้งตัวเดินเข้ามายืนประกาศลั่นกลางห้อง
       ผันกระหยิ่ม “ไหน..ขอดูหน้าเจ้าของบ่อนที่วันๆไม่ทำอะไร นอกจากทำผิดกฎหมาย บั่นทอนศีลธรรม มอมเมาชาวบ้านให้มาเล่นไพ่ แล้วไอ้พวกที่มาเล่นก็ช่างไม่มีอะไรทำ ไม่รู้ไม่มีลูกผัวให้ดูแลกันรึไง”
       ไสวซึ่งเสื้อผ้ายังชื้น ผมยังลีบลู่เสียทรง ขยับเข้ามายืนเท้าเอวอยู่ด้านหลังผู้ใหญ่ผัน
       “เออ..ฉันมันไม่มีลูกไม่มีผัว แต่ไอ้ที่มีลูกมีผัวก็มี ผู้ใหญ่แหกตาดูบ้างสิ”
       ผัน สุวรรณ แหลม และกรอดพลิกตัวหันหน้ามา เวียงซึ่งอยู่ด้านในสุดเดินเบียดทุกคนออกมายืนหน้าผัน
       ผันงง “เอ้า..แม่เวียงมาทำไมที่นี่”
       “ก็โดนจับมาสิวะ นี่..มันเรื่องอะไรของแกหาพี่ผัน คนจะพักผ่อนเฮฮากับเพื่อนฝูงนิดๆหน่อยๆ ดันไปเรียกตำรวจมาจับ ทีแกขนเงินไปตีไก่อยู่ในบ่อนเป็นวันๆ ฉันเคยบ่นอะไรมั้ย” เวียงว่า
       ผันเสียงอ่อย “ก็..พี่จะรู้ได้ยังไงว่าแม่เวียงแวะไปจั่ว ก็แม่เวียงบอกไปธุระ ที่พี่แจ้งจับไอ้เรือง ก็เพราะมันเอาหมามุ่ยมาใส่โอ่งน้ำให้พี่กับไอ้พวกนี้อาบ เห็นมั้ยผื่นขึ้นเต็มตัวเหลือแต่ลูกตา”
       พูดจบ ผัน สุวรรณ แหลม และกรอดก็เกาเป็นลิงเพราะแป้งที่ทาไว้หมดฤทธิ์ที่ทำให้เย็นสบายตัวพอดี
       “ใส่ความลูกฉันอีกแล้ว รู้ได้ยังไงว่าไอ้เรืองมันเป็นคนทำ” บานชื่นถาม
       “โอ๊ยย..แล้วจะทำยังไง ลูกผัวฉันก็ยังไม่มี ฉันไม่อยากติดคุก” ไสวบ่น
       “ลูกสาวตัวดีหายหัวไปไหนล่ะพี่บาน ไหนคุยว่าจั่วจนเหนี่ยงยานก็ไม่ถูกจับไง มันหายไปไหนหา ไอ้เรืองน่ะ” บุญปลีกถาม
       ดาวเรืองเดินเข้ามาพร้อมเสมอใจและเพี้ยน “ฉันอยู่นี่”
       สุวรรณเสียงอ่อย “ไอ้เรือง”
       บานชื่นโผเข้ามากอดลูก “เรือง..ลูกแม่”
       ดาวเรืองพูดเสียงกร้าว “ใครหน้าไหน มันกล้ามาจับแม่ข้า”
       สุวรรณ แหลม และกรอด ชี้มาที่ผู้ใหญ่ผันแล้วพูดพร้อมกัน “พ่อ / พ่อผู้ใหญ่”
       ผันแก้ตัวน้ำขุ่นๆ “ข้าแจ้ง แต่ไม่ได้จับ”
       “จ่าแม่น” ดาวเรืองหันไปหา
       “ข้ารับแจ้ง แต่ไม่ได้เป็นคนจับ” จ่าแม่นบอก
       ดาวเรืองหันไปอีก “น้าจร”
       กำจรรีบแก้ตัว “ข้าจับน้าไหว ไม่ได้จับน้าบาน”
       ดาวเรืองเสียงเข้ม “ถ้างั้นใครจับแม่บานของข้า”
       จินตวัฒน์ขยับเข้ามาเผชิญหน้า “ฉันเอง”
       ดาวเรืองโกรธจนหน้ากระดิก “ไหน หลักฐาน”
       “อยู่ที่โต๊ะโน่นไง” จินตวัฒน์ชี้ไปที่ห้องทางด้านหลัง “ไปดูให้เห็นกับตา”
       “กลัวตายล่ะ”
       ดาวเรืองขยับตัวเดินไปที่ห้องเพราะรับคำท้าจินตวัฒน์ แต่แล้วจู่ๆเสมอใจก็เป็นลมล้มตึงแล้วเอามือขยุ้มที่ท้อง
       เสมอใจครวญคราง “โอ๊ยย..ปวด..ช่วยด้วย ปวดท้อง ปวดด”
       เสียงร้องของเสมอใจเบนความสนใจของทุกคนให้พุ่งมาที่เธอไม่เว้นแม้แต่จินตวัฒน์ ทุกคนเฮมาดูเสมอใจ ดาวเรืองขยิบตาให้เพี้ยน เพี้ยนรีบวิ่งเข้าไปในห้องของกลาง
      
       เพี้ยนวิ่งหน้าตั้งเข้ามากวาดไพ่ใส่ถุงพลาสติกที่พับมาอย่างดีในกระเป๋า
      
       ดาวเรืองเรียกความสนใจของทุกคนมาที่เสมอใจหนักขึ้นด้วยการทำน้ำเสียงตื่นเต้นร้อนรน
       “ไส้ติ่งอักเสบ เครียดลงกระเพาะ ม้ามแลบ ไตวาย หรือ..” ดาวเรืองคิด
       “หรือว่าท้อง เอ็งปวดท้องคลอดลูกรึเปล่านังเหมอ!!” สุวรรณถาม
       “โธ่..ไอ้วรรณ!!! ไม่หล่อแล้วยังโง่อีก เหมอมันเคยมีผัวซะที่ไหน..หา” ดาวเรืองว่า
       “เวรกรรม ป้าถูกจับหลานล้มป่วย จะมีใครซวยกว่านี้มั้ยเนี่ย” ไสวเปรย
       ระหว่างที่ทุกคนกำลังมะรุมมะตุ้มเสมอใจ หางตาของจินตวัฒน์ก็เห็นอะไรแวบๆ ไวๆ ในห้อง เขาจึงหันไปมองก็เห็นเพี้ยนถือถุงพลาสติกกระโดดข้ามหน้าต่างห้องแสดงของกลางลงไปที่ระเบียงด้านนอกแล้ววิ่งหายไป
       จินตวัฒน์เหล่มองดาวเรือง ดาวเรืองแอบหันไปมองเพี้ยน พอเห็นเพี้ยนหายไปจากห้องแล้วเธอก็หันมาหาเสมอใจ จินตวัฒน์รีบสลายตัวออกไปทางด้านหน้าสน.
       ดาวเรืองส่งสัญญาณให้เสมอใจ “จะมัวมุงกันอยู่ทำไม รีบพานังเหมอไปส่งโรงพยาบาลสิวะ”
       พอได้ยินสัญญาณลับที่ดาวเรืองส่งให้ เสมอใจก็ดีดตัวขึ้นนั่ง อาการเจ็บปวดทุรนทุรายเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง
       เสมอใจยิ้มแฉ่ง “หายแล้วจ้ะ”
       สุวรรณพูดไปเกาไป “อะไรของเอ็งวะนังเหมอ เมื่อกี้ยังดีดดิ้นจะเป็นจะตาย”
       “มันไม่เจ็บไม่ตายก็ดีแล้ว เอ็งจะงงทำไมหา..ไอ้ลิงกัง!!” ดาวเรืองว่า
       สุวรรณทำท่าขึงขัง “พูดอย่างงี้เดี๋ยวมี..จูบ”
       ดาวเรืองยกขาขึ้นพร้อมตอกกลับ “ตาตุ่มแล้วกัน กำลังคันอยู่พอดี”
       จ่าแม่นเข้ามายืนคั่นกลางแล้วพูดเย้ยปนกระหยิ่มยิ้มย่อง
       “ก่อนจูบ รบกวนไปดูของกลางกันสักนิด จะได้จูบผ่านลูกกรงกันซึ้งๆ”
       “ก็ไปสิ” ดาวเรืองบอก
       จ่าแม่นเดินนำทุกคนกลับไปที่ห้องของกลางด้วยท่าทางอกผ่ายไหล่ผึ่งราวกับจอมพลนำทัพเข้าสู่สนามรบ แต่แล้วจอมพลก็หน้าหดกลายเป็นพลทหาร เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
       “ไหน..ของกลาง” ดาวเรืองเอ่ยถาม
       จ่าแม่นและทุกคนยืนมองโต๊ะที่เคยจัดเรียงไพ่ไว้อย่างสวยงามซึ่งบัดนี้กลายเป็นโต๊ะที่ว่างเปล่า ไม่มีไพ่สักใบเหลือทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า
       โจทย์ ทั้งจำเลย รวมทั้งคนแจ้งและพยานพากันยืนอ้าปากหวอ จ่าแม่นหันขวับมามองดาวเรือง
      
       ดาวเรืองส่งยิ้มหวานหยดก่อนจะยักคิ้วให้จ่าแม่น



       เพี้ยนกระโดดจากระเบียงลงมา กลิ้งหลุนๆเป็นลูกขนุนไปกับพื้น ทำให้ถุงไพ่กระเด็นหลุดจากมือ
      
       เพี้ยนร้องโอดโอย “โอ๊ย..อู๊ย”
       เพี้ยนเอามือถูเนื้อตัวลดอาการเจ็บ สักครู่เขาจึงค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่งแล้วมองหาถุงพลาสติกใส่ไพ่
       จินตวัฒน์ขยับเข้าถาม “หาอะไรเหรอเพี้ยน”
       เพี้ยนเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นถุงที่ตัวเองหาอยู่ในมือจินตวัฒน์เรียบร้อยแล้ว
      
       จินตวัฒน์ ดาวเรือง ผู้ใหญ่ผัน บานชื่น สุวรรณ เวียง บุญปลีก บุญปลอด ไสว และเพี้ยนลงมาจากสน. โดยมีจ่าแม่นและกำจรเดินตามมาด้วยหน้าตาจืดจ๋อย
       ผันไม่อยากจะเชื่อ “เรื่องมันเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไงวะ”
       บานชื่นโวยใส่ “ทีหลังจะจับใครก็หาหลักฐานมามัดแน่นๆ ทั้งคนแจ้ง คนจับ มันเสียเวลาจั่ว..เอ๊ย..ทำมาหากินรู้รึเปล่า”
       เวียงรีบพลิกลิ้น “ใช่ ฉันนั่งคุยกันอยู่ดีๆก็มาจับ ฉันจะฟ้องกลับแกจ่าแม่น”       
       บุญปลอดท่อง “มุสาวาทา เวรมณี”
       กำจรพูดต่อ “สิกขาปะทังสมาทิยามิ สาธุ”
       “ไม่ต้องทำเป็นมือถือสากปากถือศีลเลยไอ้จร ฉันจะฟ้องแกด้วย แกโอบกอดลวนลามฉัน รัดฉันแน่นยังกะงูหลามตอนที่พาฉันมาที่นี่” ไสวว่า
       แหลมกับกรอดดูสารรูปไสวแล้วอุทานพร้อมกัน “จริงอะ!!”
       “แหม..สาวใหญ่บ้านดอนล้อมแรด พลิกลิ้นกันเห็นๆเลยนะ ได้..ถ้างั้นฉันก็จะฟ้องกลับว่าผู้ใหญ่ผันแจ้งความเท็จ” จ่าแม่นว่า
       “อ้าว..ทำไมมาลงที่ข้า” ผันถาม
       “หนูห้ามแล้วใช่มั้ยว่าอย่าจับแฟนหนู พ่อก็ไม่เชื่อ เห็นมั้ยฟ้องกลับกันอีรุงตุงนัง” สุวรรณบอก
       “ที่แท้..ผู้ใหญ่นี่เองที่เป็นตัวการ ไหนคุยออกลั่นทุ่งว่าถ้าไม่มีหลักฐานก็แจ้งจับใครไม่ได้ไง แล้วไหนล่ะ..หลักฐาน” ดาวเรืองเย้ย
       จินตวัฒน์เดินเข้ามาพร้อมถุงไพ่ในมือ โดยมีเพี้ยนยืนยิ้มแหะๆอยู่ข้างๆ
       จินตวัฒน์พูด “นี่ไง..ไพ่ ๒ สำรับ ครบเซ็ท”
       ทุกคนหันมามองจินตวัฒน์เป็นตาเดียว
      
       ดาวเรืองกัดฟันกรอดพร้อมกับจ้องหน้าจินตวัฒน์เขม็ง ขณะที่ยื่นเงินค่าปรับให้จ่าแม่น
       จ่าแม่นยิ้มเย้ย “ข้าบอกเอ็งแล้วใช่มั้ยว่า ให้จ่ายค่าปรับมาซะดีๆ”
       เวียงกลายเป็นลมเพลมพัด “ใช่ จ่ายไปซะตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องเดินขึ้นๆลงๆ ให้ปวดข้อปวดเข่าอย่างนี้”
       บุญปลอดท่องออกมา “สรรพสิ่งย่อมเสื่อมไปตามเวลา”
       “จะมาโปรดสัตว์อะไรตอนนี้หา..นังปลอด” บุญปลีกไม่พอใจ
       “เอาน่า..แค่เสียหน้ากับเข่าเสื่อมนิดหน่อย จ่ายค่าปรับแล้วก็แล้วกัน” กำจรบอก
       ดาวเรืองจ้องหน้าจินตวัฒน์ “วันพระไม่ได้มีหนเดียว”
       “ใช่ ไว้วันพระคราวหน้าค่อยมาจั่วกันใหม่” บานชื่นบอก
       สุวรรณยังคันคะเยอ “จะโกรธพ่อข้าก็โกรธไปนะไอ้เรือง แต่อย่าโกรธข้านะ ข้าทำใจไม่ได้”
       “เอ็งก็เอาเครื่องปั่นไฟไปคืนวัดสิ” ดาวเรืองบอก
       สุวรรณรับคำ “ก็ได้”
       แหลมรีบสวนเสียงดัง “พี่วรรณไม่ได้ขโมย เอ็งจะให้เอาที่ไหนไปคืน”
       “ก็เอ็งเอาไปตึ้งไว้ที่ไหน ก็ไปเอาคืนที่นั่นล่ะ” เพี้ยนว่า
       “ข้าขอประกาศไว้ตรงนี้เลยนะว่า ถ้าไอ้พวกโจรห้าร้อยยังไม่เอาของกลางไปคืนวัดข้าจะทำให้พวกมันร้อนรนทุรนทุรายยิ่งกว่าเจอหมามุ่ยร้อยเท่าพันเท่า” ดาวเรืองบอก
       ผันพูดหน้าตาย “ใครเจอหมามุ่ย ใครคัน”
       จินตวัฒน์งง “อ้าว..ยังไงกันครับ ก็เมื่อกี้ผู้ใหญ่บอกเองว่าโดนหมามุ่ยมา”
       ผัน สุวรรณ แหลมและกรอดพูดเสียงสูงพร้อมกัน “เปล๊า”
       แต่ทั้งสี่ก็เก็บอาการคันไว้ไม่มิด ทั้งที่พยายามแต่ก็ยังเต้นหยุกหยิกไปมาไม่อยู่สุข
       “อยากลองดีก็เอา คราวนี้จะเอาให้หนังพองน้ำเหลืองกระจายเลยคอยดู” ดาวเรืองขู่
       “มันจะมากไปแล้วนะเว้ย แม่ชื่นทำไมไม่รู้จักสั่งสอนลูกตัวเองมั่ง” ผันว่า
       “ทำไมจะไม่สอน ฉันสอนให้มันรู้ดีรู้ชั่วอยู่ทุกวัน ใครทำดีก็ยกย่อง ใครทำชั่วก็ต้องประจาน ผู้ใหญ่ไม่ได้ทำชั่วแล้วจะเดือดร้อนทำไม”
       เวียงเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ไอ้พวกขโมยของวัดนั่นต่างหากที่มันชั่วววว ถ้าพ่อแม่มันไม่สั่งสอนก็ให้ไอ้เรืองมันสั่งสอน ก็ถูกแล้วไง”
       สุวรรณ แหลม และกรอดสะดุ้ง
       “แต่เธอจะไปลงโทษใครโดยไม่มีหลักฐานไม่ได้นะ..ดาวเรือง” จินตวัฒน์บอก
       “ฉันรู้แล้ว ถ้าไม่มีหลักฐานแล้วนายจะทำให้ฉันหมดตัวได้อย่างวันนี้เหรอ” ดาวเรืองถาม
      
       ดาวเรืองส่งสายตาแข็งกร้าว แบบไม่เป็นมิตรให้จินตวัฒน์อย่างเปิดเผย
      
       เสมอใจนั่งหน้าละเหี่ยที่บ้านดาวเรือง
      
       “ขอโทษนะเรือง เหมอคิดว่าจะรอด แต่ก็ต้องมาจนมุมปลัดใหม่จนได้”
       ไสวลงนั่งข้างเสมอใจ ในขณะที่บานชื่นชงโอเลี้ยง โดยมีดาวเรืองและเพี้ยนรับมาเสิร์ฟให้ทั้งคู่
       “ข้าว่าแล้ว เอ็งถึกยังกะแรด เคยป่วยกะใครซะที่ไหน ไหงถึงลงไปชักดิ้นชักหงอยังงั้นได้” ไสวว่า
       “ก็เรืองบอกว่าถ้าเหมอทำ คนจะเชื่อแล้วก็เบนความสนใจมาที่เหมอ” เสมอใจเล่า
       “เออ...ฉลาดเป็นกรดเลยนะไอ้เรือง แต่ยังไงก็แพ้ปลัดใหม่อยู่ดี 5 5 5” ไสวหัวเราะร่า
       “นั่นสิป้า หนูว่าหนูไวแล้วนะ แต่ไอ้ปลัดนั่น มันโผล่มาจากไหนไม่รู้ จู่ๆมายึดถุงไพ่ไปเฉยเลย” เพี้ยนบอก
       “เที่ยวนี้ก็คงได้ปิดบ่อนไปนาน...เฮ้อ” บานชื่นเซ็ง
       “แล้วปลัดใหม่นี่มันเป็นใคร ทำไมถึงมาช่วยไอ้จ่าแม่นจับเราล่ะ คนไม่เคยมีเรื่องกันมาก่อน ไม่ได้อกหักรักคุดเพราะแม่เอ็งอย่างจ่าแม่นสักหน่อย” ไสวบอก
       “ฉันจะไปรู้มันเหรอ ฉันไม่ชอบหาเรื่องใครก่อนอยู่แล้ว แต่ถ้าใครมาหาเรื่องฉันก่อน ฉันก็จะกัดให้จมเขี้ยวเลย เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะ”
       ดาวเรืองย้ำประโยคสุดท้ายด้วยความเจ็บใจไม่ใช่กระหยิ่มยิ้มย่องเหมือนทุกครั้ง
      
       จ่าแม่นหัวเราะลั่นจนเห็นลิ้นไก่กระพือไปมา
       “ฮ่าๆๆ”
       “ได้เงินค่าปรับไอ้เรืองแค่เนี่ย มีความสุขยังกะถูกหวย” กำจรแขวะ
       “แหงล่ะ..กว่าจะจับมันได้ข้าต้องเหงื่อไหลไคลย้อยมากี่ปี จับทีไรมันหนีรอดไปได้ทุกที”
       “ครั้งนี้ก็เกือบไป ถ้าคุณปลัดไม่โกยหลักฐานกลับมายันได้ ข้าว่าช๊วน” กำจรบอก
       จ่าแม่นไม่พอใจ “แต่ถ้าข้าไม่เริ่มไปจับมันก่อน คุณปลัดก็ไม่มีหลักฐานมาเล่นงานมัน”
       “แหม..ปัญหากำปั้นทุบดินยังกะไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ก็ถ้าผู้ใหญ่ไม่แจ้งจ่าจับ แล้วจ่าจะไปจับมันเหรอ”
       “ทำไมต้องขัดขวางความสุขของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ด้วยวะ” จ่าแม่นว่า
       “เอาเป็นว่า เราสองคนช่วยกันทำงานดีกว่าจ่า” จินตวัฒน์สรุป
       “พูดอย่างนี้ค่อยดูให้เกียรติกันหน่อย เราจะร่วมมือกัน จับไอ้เรืองกันต่อไปนะครับ” จ่าแม่นบอก
       “ถ้าเขาทำผิดนะครับ และก็ไม่ใช่แค่ดาวเรืองคนเดียว ผมจะช่วยจ่าจับทุกคนที่ทำผิดกฎหมายครับ”
       พูดจบจินตวัฒน์ก็มีสีหน้ามุ่งมั่น จ่าแม่นกับกำจรแอบเหล่แล้วคิดในใจว่าอุดมการณ์แรงกล้าแต่จะอยู่ได้สักกี่น้ำ
      
       ณ ทุ่งดอกหญ้าล้อที่มีลมสะบัดไหว จินตวัฒน์กับกำจรเดินคุยกันมาตามทาง
       “ตอนที่แก็งค์ผู้สูงอายุยังรุ่นๆ ผู้ใหญ่ผัน หลวงตาคง จ่าแม่น เคยแข่งกันจีบน้าบานชื่น แม่ของไอ้เรืองมันครับ แต่สุดท้ายก็แห้วรับประทานกันทุกคน เลยเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาจนทุกวันนี้” กำจรเล่า
       “จะว่าไปถ้าผู้ใหญ่ทุกคนทำตัวให้น่าเคารพ เด็กอย่างดาวเรืองก็คงไม่กล้าก้าวร้าว” จินตวัฒน์บอก
       “มันก็มีส่วนครับ ผู้ใหญ่ผันแกก็เป็นอย่างที่เห็น เรื่อยๆเฉื่อยๆ ว่าไงว่าตามกัน ไม่ทำอะไรจริงจังสักอย่างนอกจากเลี้ยงไก่ หลวงตาคงหลังจากอกหักก็หันมาทำให้คนหลงใหลศรัทธาด้วยการเป็นร่างทรง ส่วนจ่าแม่นนั่นสุดโต่งเลย พ่ายรักแล้วตามล้างตามเช็ดลูกเดียว”
       “ถ้างั้นเรื่องที่ผู้ใหญ่ผันบอกว่าดาวเรืองเอาหมามุ่ยไปใส่ในตุ่มน้ำ ก็น่าจะไม่ใช่เรื่องจริง”
       “โอ๊ยย..ผมว่าจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อกี้เราเจอมันแหวกดงหญ้าออกมาแถวๆนี้ จำได้มั้ยครับ”
       จินตวัฒน์พยักหน้า
       “นั่นล่ะครับ ลึกเข้าไปด้านในมันคือดงหมามุ่ย คุณปลัดคิดว่ามันเข้าไปปลูกหรือเข้าไปเก็บมาแกล้งคนล่ะครับ ไอ้เรืองมันแสบจะตาย”
       “แต่ยังไง เขาก็ยังเด็ก”
       กำจรแค่นหัวเราะ “ไอ้เรืองมันยังเด็ก..หึ..หึ..หึ”
      
       ที่สตูดิโอถ่ายทำโฆษณาแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทีมงานกำลังมะรุมมะตุ้มนางแบบคนหนึ่ง ทั้งผู้กำกับแสงที่เข้ามาวัดแสง ทั้งช่างแต่งหน้าช่างทำผมที่มาดูแล ทั้งเซ็ตผมปัดแก้ม ทั้งทีมงานเสื้อผ้าที่เข้ามาดูแลความเรียบร้อย ทุกคนล้อมหน้าล้อมหลังนางแบบคนนั้นอยู่พักใหญ่
       ผู้ช่วยผู้กำกับตะโกนบอก “เอ้า!!! เคลียร์เฟรมจะถ่ายแล้ว”
       ทุกคนค่อยๆสลายตัวออกมา ในขณะที่นางแบบบิดตัวหันหลังให้กล้องพอดี
       ผู้ช่วยผู้กำกับตะโกนบอก “Sound !”
       แผนกเสียงขานรับ “Sound Rolling !”
       “Camera !!”
       แผนกกล้องขานรับ “Set”
       คนตี Slate พูดเสียงดัง “Shot 8 Take 2”
       ผู้ช่วยผู้กำกับสั่ง “Action”
       สุดาวดี นางแบบที่รวบผมหลวมๆ ในลักษณะเซ็กซี่เหมือนเพิ่งขึ้นจากอ่างอาบน้ำหันหน้ามาพูดกับกล้องพร้อมทั้งจิกตาโปรยเสน่ห์ใส่กล้องสุดฤทธิ์
       “มาอาบความชุ่มชื่นให้กับชีวิตกับโรสสิคะ”
      
       ผู้กำกับสั่ง “คัท!!! โอเค..อยู่”



       สุดาวดีฉีกยิ้มหวานเดินมาหาผู้กำกับฯ ในขณะที่เธออยู่ในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาว
      
       “เดี๋ยวถ่ายช้อตในอ่างอาบน้ำ พักได้เป็นชั่วโมงเลยโรส” ผู้กำกับบอก
       “ค่ะ” สุดาวดีมองหาแล้วตะโกนเรียกเสียงหวาน “พี่น้ำหวานคะ”
       น้ำหวานเดินอย่างคล่องแคล่วเข้ามา
       สุดาวดีกระซิบถาม “โทรมารึยัง”
       น้ำหวานตอบ “ยัง”
       สุดาวดีชักสีหน้าเหมือนผิดหวังอย่างรุนแรงก่อนจะหันมาพูดห้วนๆ ใส่น้ำหวาน
       “เป็นไปได้ยังไง!! พี่น้ำหวานเปิดเครื่องรึเปล่า”
       “อู๊ยยย..พี่ก็เปิดมันทั้งวันทั้งคืน เคยปิดซะที่ไหน น้องโรสถือไว้เองมั้ยล่ะ”
       “ถ้าโรสต้องถือเอง โรสจะจ้างพี่น้ำหวานทำไม อย่าลืมตามหมอนวดไปที่ห้องด้วยล่ะ”
       พูดจบสุดาวดีก็สะบัดหน้าพรึ่ดเดินออกไปอย่างหงุดหงิด
       น้ำหวานบ่นตามหลัง “เหวี่ยงอยู่ได้ แค่ผู้ชายไม่โทรหาแค่เนี้ย”
       สักครู่เสียงไอโฟนของสุดาวดีก็ดังขึ้น น้ำหวานหยิบขึ้นมาดูแล้วไฟหน้าจอก็ดับวูบ
       “อ้าว แบตหมดซะงั้น” น้ำหวานหย่อนไอโฟนใส่กระเป๋า
       โทรศัพท์อีกเครื่องของน้ำหวานดังขึ้น น้ำหวานคุยโทรศัพท์เจ๊าะแจ๊ะโดยลืมโทรศัพท์อีกเครื่องไปเลย
      
       จินตวัฒน์ซึ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินเช็ดผมที่เพิ่งสระมาหมาดๆไป รอให้ปลายสายรับโทรศัพท์ไป
       “อาหารเย็นมาแล้วคร้าบบบ คุณปลัด” กำจรบอก
       “ขอบใจ” จินตวัฒน์กดวางสายแล้วแอบถอนใจเล็กๆ
       “โทรหาแฟนหรือครับ”
       “รู้ได้ไง”
       “ก็ตั้งแต่กลับมา ผมเห็นคุณปลัดตั้งหน้าตั้งตารอว่าเมื่อไหร่จะห้าโมง พอห้าโมงปุ๊บ ผมก็เห็นคุณปลัดหยิบโทรศัพท์ปั๊บ แล้วก็โทรๆๆๆๆ แบบนี้..ถ้าไม่ใช่แฟน ก็แม่ล่ะครับ”
       จินตวัฒน์ชม “ฉลาด”
       กำจรยิ้มหน้าบาน “ขอบคุณครับ”
       “แต่ถ้าขยันด้วย บ้านเมืองจะเจริญกว่านี้”
       กำจรหุบยิ้มเหงือกแห้งติดฟัน จินตวัฒน์แอบขำก่อนจะยกกาแฟขึ้นจิบแล้วเปลี่ยนเป็นไม่สบายใจ ที่สุดาวดีไม่รับสาย
      
       พฤกษ์เดินถือช่อบูเกต์ซึ่งเป็นดอกกุหลาบอัดแน่นมีป้ายเล็กๆ เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “ SORRY “ แนบมาด้วย พฤกษ์เดินมาทางหน้าห้องแต่งตัวแล้วมองซ้ายมองขวาเหมือนหาอะไรสักอย่าง สักครู่เขาก็มาหยุดยืนที่หน้าห้องซึ่งมีป้ายติดว่า “ คุณโรส ”
       พฤกษ์เคาะประตู สักครู่ก็มีจากด้านในดังลอดออกมา “เข้ามา”
       พฤกษ์เปิดประตูเข้าไป เขามองสำรวจห้องที่มีเตียงนอน เก้าอี้พักผ่อน โต๊ะทำงานเล็กๆ โต๊ะกินข้าวเล็กๆ ทุกอย่างตกแต่งอย่างดีราวกับห้องในโรงแรมหรู
       สุดาวดีเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วถอดเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวโยนลงบนเก้าอี้ ก่อนจะเดินไปนอนคว่ำหน้าที่เตียง พฤกษ์ยืนตะลึงตาโตเมื่อเห็นหญิงสาวอยู่ในชุดเสื้อกล้ามรัดรูปโชว์สะดือตัวจิ๋วกับกางเกงขาสั้นที่คว้านโคนขาจนแทบจะเป็นกางเกงใน
       สุดาวดีไม่ได้หันมามองอะไรแต่พูด “น้ำมันอยู่บนโต๊ะ หยิบมาเลย”
       พฤกษ์ยืนเอ๋อ
       สุดาวดีย้ำ “ไม่เห็นรึไง”
       พฤกษ์หันไปเห็นน้ำมันอะโรม่ากลิ่น Country Rose วางอยู่ที่โต๊ะจึงวางช่อดอกไม้ แล้วหยิบขวดน้ำมันเดินมายื่นให้หญิงสาว
       สุดาวดีปรายตามาเห็นมือที่ถือขวดน้ำมัน “นวดต้นคอก่อน เมื่อยจะตายอยู่แล้ว”
       พฤกษ์พูด “ผม..นวดไม่เป็น”
       สุดาวดีผงกหัวขึ้นมาเพราะงงว่าทำไมคนนวดแทนตัวเองว่า “ผม” เธอหันมามองคนที่ถือขวดน้ำมันในมือแล้วกรี๊ดลั่น
       “กรี๊ดด” สุดาวดีวิ่งไปหยิบเสื้อมาคลุมตัว “แก..นาย..นายเข้ามาทำไม เข้ามาได้ยังไง”
       “ผม..คือ..ผมมาจากร้านบะ..”
       สุดาวดีสวนขึ้นมาทันที “ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันต้องการนวดกับหมอนวดผู้หญิง”
       “ผมไม่ใช่หมอนวดครับ คือ..คุณจะ..”
       “ไม่ใช่หมอนวดแล้วแกเข้ามาทำไม แกเป็นใคร คิดจะลวนลามแล้วถ่ายคลิปแบคเมลฉันเหรอ รู้จักฉันน้อยไปซะแล้ว”
       “เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผมแค่จะเอาดอก..”
       สุดาวดีไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น “เห็นว่าฉันเป็นดาราดัง แล้วคิดจะขู่เรียกเงินฉันใช่มั้ย”
       พฤกษ์อึ้ง “คุณเป็นดาราดัง”
       “ไอ้บ้า! แกไม่เคยได้ยินชื่อสุดาวดีเลยรึไง!”
       พฤกษ์ช็อก “สุดาวดี! เอ่อ..ผมขอโทษ ผมเข้าห้องผิด ขอโทษนะครับที่มารบกวน”
       พฤกษรีบวิ่งไปหยิบช่อบูเกต์บนโต๊ะก่อนจะวิ่งออกไป
       สุดาวดีตวาดแว้ดตามหลังไป “ฉันออกจะดัง ไม่รู้จักฉันได้ยังไงห๊า..ไอ้บ้า!”
      
       สุดาวดีโกรธที่พฤกษ์ไม่รู้จักเธอ มากกว่าการที่ชายหนุ่มบุกเข้ามาในห้องเสียอีก



       พฤกษ์วิ่งหอบดอกไม้หน้าตื่น ออกมาจากห้องจนมาถึงโถงด้านหน้า เขาถอนใจเฮือกก่อนจะหันไปเห็นครีเอทีฟ ๒-๓ คนนั่งคุยงานกันอยู่
      
       พฤกษ์เดินเข้าไปหา “เอ่อ..ขอโทษนะครับ ผม..ไม่เจอคุณโรสน่ะครับ”
       “อ้าว..ไม่ได้อยู่ในห้องเหรอ” ครีเอทีฟเหลือบเห็นน้ำหวานเดินมา “อ่ะ..นั่นไงมานั่นล่ะ..ไปหาคนนั้นเลยไป”       
       พฤกษ์หันไปมองน้ำหวาน “ขอบคุณมากครับ” แล้วเดินเข้าไปหา
       น้ำหวานเห็นรูปร่างหน้าตาพฤกษ์อินเทรนด์เตะตาเลยส่งยิ้มแสดงความเป็นมิตรอย่างเหลือเฟือ
       “ผม..เอาดอกไม้จากคุณจิ๋นมาให้คุณโรสครับ”
       “อ้อ.. ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ไม่ทราบน้องทำงานอะไรอยู่ที่ไหน หรือว่ายังเรียนหนังสืออยู่คะ สนใจจะเข้าวงการเป็นนายแบบ ถ่ายโฆษณา เล่นหนังเล่นละครมั้ยคะ ถ้าสนใจ โทรหาพี่ได้ทุกเวลานะคะ”
       น้ำหวานหยิบนามบัตรในกระเป๋ายื่นให้
       “ผม..เอ่อ..ผมไม่มีความสามารถด้านนี้ครับ”
       “มาลองเทสต์หน้ากล้องดูก่อนก็ได้”
       “ไม่ดีกว่าครับ เดี๋ยวคุณโรสจะเสียเวลาเปล่า ขอบคุณมากนะครับที่ชวน ผมขอตัวก่อนนะครับคุณโรส” พฤกษ์เดินออกไปอย่างสุภาพ
       น้ำหวานยิ้มตัวพอง “คุณโรส แหม..หล่ออินเทรนด์แล้วยังตาแหลมอีกต่างหาก”
       น้ำหวานดีใจคิกคักที่ความใฝ่ฝันอยากจะสวยเซ็กอย่างสุดาวดีเพิ่งมีคนค้นพบวันนี้เอง
      
       เวียงถลาเข้ามาพร้อมกับตีหน้ายักษ์แหกปากลั่น
       “ไอ้หนูวรรณ!”
       สุวรรณพุ่งเข้าไปกอดขาเวียง “จ้าแม่ อย่าตีหนูนะ หนูกลัวแล้วจ้า”
       บุญปลอดท่อง “อทินนาทานาเวรมณี สิกขาประทัง สมาทิยามิ การลักทรัพย์ทำให้มือแสบมือพอง
       คล้ายโดนถลกเนื้อเอาเกลือทา”
       ผัน สุวรรณ แหลม และกรอดมองดูมือตัวเองที่แสบพองแล้วแหกปากร้องลั่น “อะ..จ๊ากกกก”
       “ใครใช้ให้พวกเอ็งทำเรื่องโง่ๆอย่างนี้ห๊า !!” เวียงว่า
       “อย่าทำอะไรหนูวรรณเลยนะพี่เวียง หนูวรรณยังเด็ก ยังไม่รู้ประสา” บุญปลีกร้องขอ
       “เอ็งไปแบกออกจากวัดมาได้ยังไงทั้งใหญ่ทั้งหนักปานนั้น ทำไมไม่ขโมยไอ้ที่เบาๆกว่านั้นล่ะเว้ย” เวียงบอก
       ทุกคนร้องพร้อมกัน “อ้าว”
       ไสวเดินหิ้วตะกร้าใส่กล่องเทียนขี้ผึ้งขึ้นบ้านมาหลายกล่อง
       บุญปลีกหันไปถาม “มาทำไมยะ”
       “แวะเอาเทียนมาทำทานคนแถวนี้” ไสวบอก
       “จะไปจุดธูปเทียนไหว้พระที่ไหนก็ไปก่อนเถอะไป๊ คนกำลังมีเรื่องวุ่นวาย ยังไม่มีอารมณ์ทำบุญเว้ย” เวียงไล่
       “วุ่นวายก็เพราะโดนหมามุ่ยกันทั้งบ้านใช่มั้ยล่ะ” ไสวรู้ทัน
       บุญปลอดพาซื่อ “ทำไมรู้ล่ะ”
       “ข้าเป็นหมอสมุนไพรนะนังปลอด แค่ใช้หางตามองผาดๆแวบเดียวข้าก็รู้แล้วว่าไอ้ที่คันคะเยอ บวมพองกันอยู่นี่มันเป็นเพราะฤทธิ์จากขนหมามุ่ย ข้าถึงได้เอาเทียนขี้ผึ้งมาถอนพิษถอนขนมันให้นี่ไง เดี๋ยวจะหาว่าคนบ้านเดียวกันไม่มีน้ำใจ”
       เวียงพูดจาลมเพลมพัดเหมือนเคย “แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรก ถ้างั้น..เชิญๆๆ”
       “แล้วข้าต้องทำยังไงวะนังไหว” ผันถาม
       “ก็นอน แล้วเอาขี้ผึ้งรนไฟอ่อนๆกลิ้งไปมาตามตัว ขนหมามุ่ยมันก็จะหลุดตามขี้ผึ้งออกมา”
       “เอ้า!!!งั้นก็รีบมานอนเรียงๆกันเข้า” เวียงบอก
       ไสวสั่ง “ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด”
       ทุกคนตกใจ “ห๊า!!”
       “ก็คันกันทั้งตัวไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่ถอนรากถอนโคนมันจนหมด ก็อย่างหวังว่าจะหายคัน เอ้า!!!แม่เวียง จัดการ”
       “จะให้ข้านอนฝันร้ายทั้งคืนรึไง นังปลีก จัดการ” เวียงสั่ง
       “ถึงฉันจะแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าแค่ไหน ฉันก็ไม่ก๋ากั่นถึงขั้นทนเห็นผู้ชาย ๔ คนแก้ผ้าพร้อมๆกันได้นะ นังปลอดแล้วกัน” บุญปลีกปัด
      
       “ฉันตั้งจิตอธิษฐานไว้แล้วว่า ชาตินี้จะไม่ยอมให้ชายใดแตะเนื้อต้องตัว นอกจากพี่ผันคนเดียวเท่านั้น” บุญปลอดบอก
       “แล้วที่เหลือใครจะทาวะ!” เวียงถาม
       “เดือดร้อนสาวโสดอย่างข้าอีกแล้ว มานี่..ไม่มีใครทำ ข้าทำเอง เอ้า..ถอดเสื้อ” ไสวสั่ง
       ผัน วรรณ แหลม กรอด รีบถอดเสื้ออย่างว่าง่ายเพราะคันจนไม่คิดจะอายฟ้าดินอีกต่อไปแล้ว
       เวียง บุญปลีก บุญปลอดร้องออกมา “อุดจาด / อุบาทว์ / คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วย”
       ทั้ง ๓ เอามือปิดตาวิ่งป่าราบเข้าห้องไป
       ไสวทำเมินแต่พอ ๓ หนุ่ม ๑ แก่เผลอก็แอบฮิฮะในใจ เพราะโอกาสทองที่จะได้เห็นผู้ชายแก้ผ้าพร้อมกัน ๔ คนไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ
      
       ถึงจะตึงบ้าง อ้วนบ้าง ฝ่อบ้าง เหี่ยวบ้างก็ช่างเถอะ ไสวคิดในใจ



       เสียงโอดโอยดังลั่นออกมานอกหน้าต่าง เป็นเสียงผัน
        
       “โอ๊ยย..เบามือหน่อยสิวะนังไหว เห็นข้าเป็นหม้อน้ำมนต์รึไง ถึงได้หยดเทียนใส่ข้าอยู่ได้”
       “โอ๊ยยยย..ร้อนเว้ยร้อนนน น้าไหวว..ฉันจะเป็นปลาลวกจิ้มแจ่วอยู่แล้ววนะเว้ย” สุวรรณร้องตาม
       แหลมร้องบ้าง “อู๊ยย..มันเปลวข้า..โอ๊ยย..ละลายหมดตัวแล้ววว ไอ้กรอดช่วยข้าด้วยย”
       “ข้ารู้แล้วว่าตกนรกกระทะทองแดงมันเป็นยังไง ไอ้แหลม” กรอดคร่ำครวญ
       “เอ็งรีบเลยนะไอ้วรรณ เอาอะไรของใครมาทางไหน รีบเอาไปคืนทางนั้นเลยนะ..ไปมันคืนนี้เลย โอ๊ยยยย..เอ็งจะเผาข้าเหรอนังไหว หนังจะไหม้อยู่แล้วนะเว้ยย” ผันว่า
       ระหว่างที่เสียงโอดครวญดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย ดาวเรืองกับเพี้ยนกอดเสาหัวเราะกันจะเป็นจะตายอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน
       “ถึงขนาดจะเอาของไปคืนวัด มันคงเข็ดไปนานเลยนะพี่เรือง” เพี้ยนบอก
       “แค่นี้ยังไม่พอเว้ย”
       “ห๊า..ส่งป้าไหวไปรนไฟลวกพวกมันขนาดนั้นแล้วยังไม่พออีกเหรอ”
       “เออ..เข็ดอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้มันหลาบจำกันด้วย”
       ดาวเรืองยิ้มเจ้าเล่ห์ ในขณะที่เสียงร้องครวญครางดังขึ้นเรื่อยๆ และดังต่อเนื่องไม่หยุดไม่หย่อน
      
       แหลมกับกรอดช่วยกันหาบเครื่องปั่นไฟเข้ามาในวัด โดยมีสุวรรณเดินถือตะเกียงส่องนำทางอยู่ข้างๆ       
       “ที่ซวยซ้ำซวยซากอยู่เนี่ยก็เพราะไอ้น้ำมันพรายเฮงซวยของไอ้หลงตานี่คนเดียว” สุวรรณบ่น
       “ยังไงพี่” กรอดถาม
       “ก็เอ็งไม่เห็นเหรอว่ามันไม่ได้ผล มันทำให้ไอ้เรืองโกรธข้า”
       “แล้วไงพี่” กรอดถามต่อ
       “มันทำให้ข้าต้องขโมยเครื่องปั่นมาซื้อโทรศัพท์ง้อไอ้เรือง”
       “แล้วไงพี่” กรอดถามอีก
       “พวกเราก็โดนหมามุ่ยน่ะสิวะ..ไอ้โง่!! เอ็งจะมาถามหาสวรรค์วิมานอะไรตอนนี้ ห๊า..ไอ้กรอด กระดูกไหล่ข้าจะหักเป็นท่อนๆอยู่แล้ว”
       “ฝากไว้ก่อนเถอะหลงตา กลับออกมาจากวัดเมื่อไหร่ เจอดีแน่..เอ้า..รีบไปสิวะ” สุวรรณเร่ง
       สุวรรณ แหลม และกรอดเดินแบกเครื่องปั่นไฟผ่านเจดีย์ หลวงตาคงเดินออกมาจากเงามืดของเจดีย์แล้วยิ้ม
       “หนอยไอ้วรรณ กล้ามาลบหลู่หลวงตาคง! หึๆๆ”
      
       แหลมกับกรอดหาบเครื่องปั่นมาวางที่เดิมแล้วปาดเหงื่อ
       “เรียบร้อย ไปพี่ ไปจัดการหลงตาคงกัน เอาให้มัน...”
       แหลมยังพูดไม่ทันจบก็มีเสียงผู้ชายสวนขึ้น “...รู้สำนึกซะบ้าง”
       แหลมพูดกับกรอด “เออ..พูดอย่างนี้ ค่อยดูฉลาดทันกันหน่อย”
       “อะไร ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย” กรอดหันไปพูดกับสุวรรณ “ไปเล่นงานมันเลยพี่ มันจะได้รู้ว่าพี่ใหญ่แค่ไหน”
       ทันใดนั้นมือซีดเผือดแถมมีเลือดสดๆไหลตามง่ามมือก็เข้ามาสะกิดสุวรรณ
       เสียงเด็กชายดังขึ้น “ใหญ่เท่าพ่อหนูมั้ย”
       สุวรรณกระหยิ่มยิ้มแล้วหยอกกลับ “พ่อหนูใหญ่แค่ไหนล่ะ”
       สุวรรณเหลียวมาเห็นมือที่เปื้อนเลือด “เลือด”
       สุวรรณ แหลม กรอดหันมามองเจ้าของมือที่เปื้อนเลือดพร้อมกัน ก็เห็นเป็นเด็กผีหน้าขาวจั๊วะ ตาแดงก่ำเป็นนกกระปูดกำลังแสยะยิ้มที่เห็นฟันแหลมเป็นฟันปลาฉลามซึ่งโชกไปด้วยเลือด ผีเด็กตนนั้นกำลังชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้าเหมือนต้องการให้ทุกคนมองอะไรสักอย่าง
       สุวรรณ แหลม และกรอดค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองตามมือเด็กผีจนคอตั้งบ่า แล้วทุกคนก็ตาเหลือกค้างเมื่อเห็นผีเปรตตัวสูงกว่า ๕ เมตรกำลังก้มหน้าที่มีตาถลน หัวเป็นหนังติดกะโหลกเต็มไปด้วยแผลเน่าเปื่อยพุพอง เนื้อตัวคลุมด้วยผ้าสีหม่นเหมือนผ้าห่อศพปล่อยชายทิ้งยาวลงมากรอมพื้น สักครู่ตาที่เหลือกถลนนั้นก็หล่นลงมาห้อยโตงเตง ๑ ข้างชนิดที่เกือบถึงหน้าทั้งสาม
       สุวรรณ แหลม และกรอดแหกปากกรี๊ดลั่นแต๋วแตก
       “ผะ..ผะ..ผีเปรต”
       แล้วผมของทุกคนก็พร้อมใจกันตั้งเด่โดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนที่ทั้งหมดจะวิ่งเปิดตูดหนีไปโดยไม่คิดชีวิต เมื่อทุกคนวิ่งกระเจิงออกไปหมดแล้ว ผี ๒ ตนก็หัวเราะลั่น ผีเปรตตัวพ่อรวบชายผ้าที่กรอมพื้นขึ้น เผยให้เห็นว่าด้านในผ้ามีบันไดสูงถึง ๓ เมตรซ่อนอยู่ ผีเปรตไต่ลงบันไดมาแล้วถอดหนังหัวกะโหลกที่ใช้คลุมหน้าออกเผยให้เห็นว่าภายใต้หนังอันหน้าสะพรึงกลัวนั้นคือหน้าของ ดาวเรืองที่กำลังขำแก็งค์ของสุวรรณจนท้องคัดท้องแข็ง
       เพี้ยนในมาดของผีเด็กขำ “โกยแน่บ 5 5 5 5 ขำเว้ยยยย ไป..เสร็จภารกิจเราแล้วพี่เรือง”
       ดาวเรืองพูด “ยัง”
       “ห๊า”
       “หัวตั้งไม่พอ ต้องล่อให้โกร๋น..สมกับความผิดที่มันทำกับวัดกับวา โอบหลังแล้วตามตลบหน้า ลุย”
      
       พูดจบดาวเรืองชูกำปั้นกร้าวนำทัพแข็งขัน
      
       ฟากจินตวัฒน์เดินถือตะเกียงมาตามทางกับกำจร กำจรมองไปข้างหน้าแล้วหันมาขอร้องจินตวัฒน์ ด้วยหน้าตาหวาดๆ อะไรสักอย่าง
      
               “ไปเยี่ยมกำนันเทิ้มพรุ่งนี้ดีกว่าครับ มันดึกแล้ว แกอาจจะเข้านอนแล้วก็ได้”
               “ดึกอะไร ยังไม่สองทุ่มเลย ไปวันนี้ล่ะ ทิ้งไว้หลายวัน แกจะว่าเราไม่มีน้ำใจอีกอย่างฉันก็อยากจะรู้ด้วยว่าใครยิงแก” จินตวัฒน์บอก
               “แต่...”
               “แต่อะไร เอาแบบไม่ต้องอ้อมนะ ขี้เกียจถามหลายที”
       “คือ..ทางไปบ้านกำนัน มันต้องผ่านป่าช้าน่ะครับ มันเปล่าเปลี่ยววิเวกวิเหวโหว”
               จินตวัฒน์แอบขำ “ที่แท้ก็เรื่องนี้เอง ถ้างั้นนายกลับไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันเดินไปเรื่อยๆก็ถึงเองล่ะ” จินตวัฒน์เดินนำไปก่อน
               “นั่นไง..คิดว่าเราโง่ จะหลอกให้ไอ้จรโดนผีหลอกคนเดียวล่ะสิ ไม่มีวันซะล่ะ”
               กำจรรีบสาวเท้าตามจินตวัฒน์ ในขณะที่จินตวัฒน์เหล่ตามองไปข้างหลังแล้วยิ้มขำกำจร
              
      
               สุวรรณวิ่งผมตั้งนำทุกคนมาตามทางเดินข้างป่าช้า
       แหลมตะโกนไล่หลัง “พี่วรรณรอด้วย”
               สุวรรณเบรกเอี๊ยดเมื่อเห็นอะไรอยู่ตรงหน้า เขารีบหันกลับไปหาแหลมกับกรอด
               กรอดวิ่งหอบตามมา “ในที่สุดพี่ก็ไม่ทิ้งพวกเรา”
       “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราหลอนนะพี่” แหลมบอก
       สุวรรณขยับออกมายืนข้างแหลมเผยให้เห็นผี ๒ ตนที่เขายืนบังอยู่ทางด้านหลัง
       “หนูพาแม่มารู้จักน้าๆจ้ะ” เพี้ยนที่แต่งเป็นผีพูด
               ดาวเรืองสวมหน้ากากยางเป็นผีผู้หญิงผมยาวตัวขาวหน้าขาวจั๊วแต่ตาดำโบ๋เพิ่มความสยองพองขนด้วยแสงจากตะเกียงที่เธอยกขึ้นจ่อที่หน้าในขณะที่ยืนเคียงข้างผีไอ้เพี้ยน
       สุวรรณ กรอด และแหลมร้องพร้อมกัน “อ๊าก !!”
               ทั้งหมดสติแตกจะวิ่งหนีกันไปคนละทางแต่แล้วก็ชนกันจนล้มกลิ้ง ผีผู้หญิงดาวเรืองกับผีเด็กเพี้ยนเดินเข้ามายืนกังจ้าใกล้ๆ
               สุวรรณ กรอด และแหลมร้องพร้อมกัน “อ๊าก !!”
               กรอดกับแหลมจะวิ่ง แต่สุวรรณลุกขึ้นวิ่งไม่ไหว สุวรรณฉุดขาของแหลมกับกรอดไว้ ทำให้แหลมกับกรอดล้มหัวทิ่ม
               “ขาฉันชา ! อุ้มฉันไปด้วย” สุวรรณสั่ง
               แหลมรีบหิ้วแขนสุวรรณ ส่วนกรอดรีบหิ้วขา แหลมวิ่งไปทางซ้าย กรอดวิ่งไปทางขวา แหลมกับกรอดจึงดึงตัววรรณไปคนละทาง
               “โว้ย !!! ไปทางเดียวกันสิ” สุวรรณโวยวาย
               แหลมกับกรอดมองหน้าแล้วแหลมเลือกไปทางขวา กรอดไปทางซ้าย แหลมกับกรอดจึงดึงร่างสุวรรณไปคนละทางอีก
               “โว้ย !!! ไปทางขวา” สุวรรณสั่ง
               แหลมกับกรอดต่างวิ่งไปทางขวาของตัวเอง ทำให้แหลมกับกรอดดึงสุวรรณไปคนละทางอีก
               “โว้ยยยย !! ปล่อย ! กูไปเอง”
               แหลมกับกรอดปล่อยสุวรรณ สุวรรณมองผีอีกทีแล้ววิ่งหางจุกตูด แหลมกับกรอดรีบวิ่งตามสุวรรณ ผีดาวเรืองกับผีเพี้ยนมองพวกสุวรรณวิ่งหางจุกตูดแล้วหัวเราะสะใจ
               ดาวเรืองเอาตะเกียงที่จ่อหน้าลงแล้วดึงหน้ากากยางออกพร้อมกับเพี้ยน แล้วทั้งสองก็หัวเราะลั่น
               “เอายังไงต่อดีพี่” เพี้ยนถาม
               “คนบาปอย่างพวกมัน โดนแค่นี้มันไม่สาสม ต้องเอาให้หัวโกร๋น” ดาวเรืองบอก
               ดาวเรืองขำแล้วสวมหน้ากากยางก่อนจะพาเพี้ยนวิ่งตามไป
              
      
               สุวรรณ แหลม และกรอดวิ่งป่าราบผมตั้งเด่มาทางหลังป่าช้า
       แหลมชะลอฝีเท้าอย่างเหนื่อยหอบ “หยุดก่อนพี่ ฉันวิ่งไม่ไหวแล้ว”
               สุวรรณกับกรอดหันไปมองทางด้านหลังว่าผีแม่ลูกจะตามมารึเปล่าพอไม่เห็น สุวรรณกับกรอดก็หยุดหายใจเหนื่อยหอบ
               เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้น “เหนื่อยเหรอ ?”
       “เหนื่อยสิ! ถามโง่ๆไอ้กรอด” สุวรรณว่า
       กรอดงง “ฉันยังไม่ได้ถามอะไรเลย” กรอดหันไปหาแหลม “แกถามเหรอวะ”
               แหลมเหนื่อยหอบ “ถามอะไร แค่จะหายใจ ยังไม่ทันเลย”
               “ถ้าพวกเอ็งไม่ได้ถาม..แล้วใครถามวะ” สุวรรณสงสัย
               ทั้งสามหันมาดู แล้วก็ต้องตะลึงตัวชาวาบเมื่อเห็นผีหัวขาดยืนจังก้า
       สุวรรณ กรอด และแหลมร้องพร้อมกัน “อ๊าก !!”
       สุวรรณกระโดดขี่คอแหลม กรอดกระโดดขี่ทางด้านหน้าแหลม แหลมวิ่งแบกทั้งสุวรรณและกรอดอย่างไม่รู้สึกหนักออกไป ผีหัวขาดมองตามพวกสุวรรณที่วิ่งเปิดตูดไป
               ผีดาวเรืองกับผีเพี้ยนวิ่งตามมาเห็นพวกสุวรรณวิ่งหนีไปอีกทางแล้วก็งงว่าวิ่งหนีอะไร
       “มันวิ่งหนีอะไรกันวะ”
       เพี้ยนหันไปมองทางผีหัวกะโหลกขาวตาลึกโบ๋ที่คลุมหัวและตัวด้วยผ้าดำ มือของผีขาวซีดและเต็มไปด้วยแผลเหวอะกำลังถือเคียวเปื้อนเลือด เพี้ยนชะงักแล้วทำหน้าจะร้องไห้ ผีหัวกะโหลกหันมาทางดาวเรืองและเพี้ยนแล้วก็นิ่งชะงักเพราะตกใจสุดขีดนึกว่าเห็นผีเหมือนกัน
               “พะ..พะ..พี่เรือง” เพี้ยนกลัว
               “เป็นอะไรของเอ็งวะ” ดาวเรืองถาม
               เพี้ยนชี้ไปทางผีหัวกะโหลก
               ดาวเรืองมองไปทางผีหัวกะโหลกแล้วก็ตกใจสุดขีด
       ผีทั้งสามร้องพร้อมกัน “อ๊าก!!”
      
               ทั้ง ๓ วิ่งกระเจิงออกไปสองทาง ดาวเรืองกับเพี้ยนไปด้วยกัน ส่วนผีกระโหลกวิ่งแยกไปอีกทาง



       จินตวัฒน์กับกำจรที่กำลังเดินอยู่ชะงักกึกเมื่อได้ยินเสียงคนร้องตะโกนดังแว่วมา
      
       จินตวัฒน์ชะงัก “นั่นเสียงอะไรน่ะ ?”
       กำจรชะงักแล้วกระโดดกอดแขนจินตวัฒน์ “สะ..สะ..เสียงผีมาขอส่วนบุญ”
       จินตวัฒน์พยายามฟังเสียง “ไม่ใช่ ! มันเสียงคนร้อง ..ไปดูกันดีกว่า”
       จินตวัฒน์จูงกำจรเดินเข้าไปในป่าช้า แต่กำจรขืนตัวไม่ยอมไปด้วย
               “มะ..มะ..ไม่เอา ! ผมกลัวผี”
               “ผีที่ไหน ! ไม่มีหรอก”
               ทันใดนั้น สุวรรณ แหลม และกรอดก็วิ่งแหกปากหน้าตาตื่นสวนออกมาจากป่าช้าแล้วเตลิดไปอีกทาง “ผีหลอกก !”
               จินตวัฒน์กับกำจรมองตามพวกสุวรรณด้วยความตกใจและงง
               กำจรกระโดดกอดแขนจินตวัฒน์ “คะ..คะ..คุณปลัดได้ยินไหม ไอ้วรรณมันบอกว่า..”
               จินตวัฒน์กับกำจรหันกลับมาก็ชนเข้ากับดาวเรืองและเพี้ยน จินตวัฒน์ชนกับดาวเรืองโดยเขาเอื้อมมือไปดึงหน้ากากผีของดาวเรืองติดมือในขณะที่ล้มไป ส่วนเพี้ยนล้มทับกำจร กำจรเห็นเพี้ยนที่แต่งเป็นผีแล้วก็ช็อค
       “ผะ..ผะ..ผะ..ผะ..ผะ..” ยังไม่ทันพูดคำว่าผี กำจรก็เป็นลมล้มตึงไปทันที
               จินตวัฒน์มองหน้ากากผีในมือตัวเอง
       ดาวเรืองอึ้ง “บรรลัยแล้ว”
       ดาวเรืองรีบเอาผมลงมาปิดหน้าไว้ แล้วพุ่งไปแย่งหน้ากากผีจากมือจินตวัฒน์ ก่อนจะจูงเพี้ยนวิ่งหนี จินตวัฒน์ได้สติและรู้ว่านั่นไม่ใช่ผีจึงรีบพุ่งไปคว้าขาดาวเรืองไว้
       “เดี๋ยวก่อน”
               ดาวเรืองยื้อขากลับแต่จินตวัฒน์ก็ไม่ยอมปล่อย สุดท้ายดาวเรืองจึงตัดสินใจถีบชายหนุ่มจนกระเด็นแล้ววิ่งมาดึงแขนเพี้ยนออกไป
               จินตวัฒน์ลุกขึ้นยืนก็พบว่าผีสาวกับผีเด็กหายตัวไปแล้ว เหลือไว้แต่รองเท้าผ้าใบข้างหนึ่งที่ติดอยู่ในมือของเขา
               จินตวัฒน์เจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจที่จับตัวผีปลอมไม่ได้ “ใครวะ !”
      
               ผีหัวกะโหลกวิ่งกระหืดกระหอบมานั่งที่บันไดกุฏิหลวงตาคงแล้วถอดเสื้อที่สวมคลุมหัวออกทำให้เห็นว่าเป็นหลวงตาคงเอง
               “จะจัดการไอ้วรรณสักหน่อย ดันโดนหลอกซะเอง..กู”
      
               เช้าวันใหม่ เวียง บุญปลีก บุญปลอดถือถาดใส่เครื่องคาวหวานเตรียมลงไปใส่บาตร แล้วทั้ง ๓ ก็ต้องกรี๊ดลั่นเมื่อเห็นสุวรรณ แหลม และกรอดนอนตาลอย รอบตาบวมคล้ำ หัวตั้งเด่เรียงอยู่ที่ระเบียง
       “กรี๊ดด”
       บุญปลอดเอามือทาบอก “คุณพระคุณเจ้าช่วย เพิ่งเห็นกันอยู่หลัดๆแท้ๆ”
       เวียง บุญปลีก บุญปลอดวิ่งเข้าไปดูสุวรรณ
       “หนูวรรณ!!!เป็นอะไรลูก ใครทำลูกข้าเป็นแบบนี้ พี่ผัน..พี่ผัน มานี่เร้ว” เวียงเรียก
       ผันเดินงัวเงียออกมาจากห้อง
       “มีอะไรแม่เวียง”
       “หนูวรรณ..หนูวรรณ” บุญปลีกปล่อยโฮ
       ผันจ้ำมาดูลูกแล้วก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง “ไอ้วรรณ” ผันพูดกับบุญปลอด “นังปลอด..ไปตามคนมาหามไอ้ ๓ คนนี่ไปวัด..เร็วเข้า”
       บุญปลอดยกมือขึ้นไหว้ “อนิจจัง วัฏสังขารา”
               เวียงแว้ดใส่ “ลูกข้ายังไม่ตายนะนังปลอด” เวียงเสียงอ่อยลง “แค่ใกล้ตายแค่นั้น” เวียงหันไปพูดกับผัน “พี่จะให้หามขึ้นเมรุเลยเหรอ”
       “เปล่า พี่จะให้หลวงพี่จ้อยกับไอ้คงช่วยดูว่าพวกมันไปโดนอะไรมา นังปลีกไปตามนังไหวมาที เพื่อต้องเจียดยาอะไร” ผันสั่ง
               บุญปลีกกับบุญปลอดหันไปมอง ๓ หนุ่มที่นอนตาค้างไม่วางตา
               ผันโวยใส่ “เอ้า..รีบๆไปสิเว้ย เดี๋ยวก็ได้หามขึ้นเมรุจริงๆหรอก”
               บุญปลีกกับบุญปลอดตกใจจนวิ่งมาชนกันเองทำให้ล้มก้นจ้ำเบ้าก่อนจะลนลานออกไป ผันกับเวียงมองลูกชายด้วยความเป็นห่วง ขณะที่สุวรรณ แหลม และกรอดยังนอนตาลอยไม่หาย
              
      
               บานชื่นเอาไม้เสียบพริกพันด้วยสำลีจุ่มลงไปในทิงเจอร์ไอโอดินจนชุ่มแล้วทาลงที่ฝ่าเท้าดาวเรือง ทำให้ดาวเรืองร้องลั่นนน
       “จ๊าก...แสบบบ..แม่เบา..เบา..อู๊ยยย..โอ๊ย”
       “นี่ล่ะ..พระท่านว่ากรรมตามสนอง”บานชื่นว่า
       “ฉันอุตส่าห์ไปอบรมสั่งสอนคนผิดให้มันกลับใจนะแม่”
       “สอนเยอะไปมั้ยพี่เรือง หลอกไปหลอกมาเลยโดนหลอกซะเอง วิ่งกันป่าราบ” เพี้ยนบอก
       “ก็แค่ฝึกจิตให้แข็งกับได้วิ่งออกกำลังกายนิดหน่อยแค่นั้น เกี่ยวกับเวรกรรมที่ไหน”
       “แล้วไอ้เลือดที่ไหลซิปๆอยู่นี่ล่ะ” บานชื่นถาม
               “ก็เพราะไอ้ปลัดนั่น ถ้ามันไม่มาดึงขาฉันไว้ รองเท้าฉันก็ไม่หลุด ตะ..เอ๊ย บาทาก็ไม่แตกแบบนี้ คู่เก่งด้วย วิ่งหนีไอ้จ่าแม่นรอดมาได้ทุกครั้งก็เพราะไอ้คู่นี้ ไม่รู้หลุดไปตอนไหน เพราะไอ้ปลัดขี้ไก่นั่นคนเดียว” ดาวเรืองว่า
               บานชื่นเอาผ้าก็อชพันเท้าให้ “ข้าว่าเขาไม่ขี้ไก่นะ ดูฉลาดแล้วก็จริงจังกับงานหมือนกัน”
               “แย่งไพ่ไอ้เพี้ยนได้ เขาไม่เรียกฉลาดนะแม่ เขาเรียกรังแกเด็ก ไปเว้ย”
               “จะพากันไปไหนอีก” บานชื่นถาม
               “ไปดูลาดเลา ตอนบ่ายต้องเอาเหล้าไปส่งเจ๊กฮวด”
               “ระวังตัวให้ดีล่ะ” บานชื่นเตือน
               “เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะน่า”
      
               ดาวเรืองทำท่าไม่ยี่หระใส่แม่ก่อนจะหยิบรองเท้าผ้าใบเน่าๆอีกข้างมาสวมเข้ากับคู่เดินแล้วเดินออกไปกับเพี้ยน



       จินตวัฒน์นั่งที่โซฟาในบ้านพัก เขาหยิบรองเท้าผ้าใบของดาวเรืองขึ้นมาดู
      
       “เล็กขนาดนี้ รองเท้าผู้หญิงแหง”
               กำจรก้าวเข้ามายืนตรงหน้าจินตวัฒน์แล้วเอ่ยทัก
       “สวัสดีครับคุณปลัด”
       จินตวัฒน์เงยหน้าขึ้นมามอง “ตื่นแล้วเหรอ”
               กำจรยืนหัวตั้งเด่เอามือแคะขี้ตาอย่างเมามัน
       “ครับ ขอโทษด้วยนะครับที่ต้องนอนที่นี่ แถมยัง..” กำจรยิ้มแหยๆ “ตื่นสาย”
       “เมื่อคืนนายนอนละเมอทั้งคืน หลับไม่สนิทก็ต้องตื่นสายเป็นธรรมดา”
       “เลยเป็นภาระคุณปลัดเลย”
       “นายไปเจออะไร ถึงได้สลบเหมือดอย่างนั้น”
               กำจรทรุดตัวลงนั่งแล้วเบะปากจะร้องไห้ “หัวตั้งขนาดนี้ ผมจะเจออะไร นอกจากผีอี๋อี๋” กำจรคร่ำครวญ “ผมบอกคุณปลัดแล้วว่าอย่าไปๆ คุณปลัดก็ไม่เชื่อ เห็นมั้ยล่ะ เจอจนได้ ฮือ..ฮือ..ฮือ” กำจรเหลือบเห็นรองเท้าที่พื้น “อ้าว..รองเท้าไอ้เรืองมาอยู่นี่ได้ไง”
       “ของดาวเรืองเหรอ นายแน่ใจนะ”
               “แน่ใจสิครับ ใครมันจะอุตริเอาปากกาวาดรูปกระดูกไขว้กะโหลกไว้ที่รองเท้าอย่างมันล่ะ มันบอกทำสัญลักษณ์ไว้ ใครขโมยไปจะได้ตามไปตั๊นหน้าถูกคน”
       “งั้นเหรอ”
               จินตวัฒน์ยิ้มกริ่ม
              
      
               ดาวเรืองเดินออกมาจากหลังร้านพร้อมเพี้ยน ในขณะที่บานชื่นเดินมากระซิบถามลูกขณะเหล่มองจินตวัฒน์ที่นั่งอยู่กับกำจร
               บานชื่นกระซิบดาวเรือง “ปลัดเขาจะมาเอาเรื่องเอ็งรึเปล่าวะ ?”
               “ฉันหลอกผีไอ้วรรณ ! แต่ปลัดเสล่อโผล่มาเอง ฉันไม่ผิด ! จะมาเอาเรื่องฉันได้ยังไง” ดาวเรืองบอก
               ดาวเรืองเดินไปหยิบกระบวยเคาะหม้อน้ำร้อนเสียงดังปัง จินตวัฒน์และกำจรสะดุ้ง
               “เอ้า!!!ใครจะเอาอะไรก็ว่ามา บอกไว้ก่อนนะว่าที่นี่ขายเงินสด ไม่ว่าจะชาวนา..ชาวสวน..แม่ค้า..ครู..หรือข้าราชการระดับสูง..ก็ต้องจ่ายสดงดเชื่อเบื่อทวง!!”
       “กาแฟร้อน ๒” กำจรสั่ง
               ดาวเรืองยื่นแก้วกาแฟร้อนให้เพี้ยน
       “ไอ้เพี้ยน..เสิร์ฟแล้วเก็บตังค์มาเลย งดเชื่อเบื่อทวง!”
               เพี้ยนรับพวงหิ้วกาแฟมาเสิร์ฟให้จินตวัฒน์กับกำจร
               จินตวัฒน์ถาม “เท่าไหร่”
               บานชื่น เพี้ยน และลูกค้าอื่นๆตอบอย่างเป็นมิตรพร้อมกันโดยบังเอิญ “๒๐ บาทจ้ะ”
       ดาวเรืองสวนขึ้นมา “๔๐”
       “จะ ๔๐ ได้ไงไอ้เรือง กาแฟร้านเอ็ง แก้วละ๑๐ สองแก้วก็ ๒๐ สิ” กำจรบอก
       “ขึ้นราคาแล้ว เป็นแก้วละ ๒๐”
       “อะไรของเอ็งนี่ไอ้เรือง คุณปลัดเขาอุตส่ามาเยี่ยมบ้าน เอ็งควรให้กินฟรีด้วยซ้ำ” บานชื่นบอก
       “ปลัดก็คนธรรมดาอย่างเราแหละแม่ ไม่มีอภิสิทธิ์เหนือชาวบ้านคนอื่น” ดาวเรืองบอก
       “แล้วทำไมขายแพงกว่าคนอื่น” จินตวัฒน์ถาม
       “ก็บอกแล้วว่าขึ้นราคา” ดาวเรืองพูด
       กำจรถามต่อ “ขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่”
       “ก็ตั้งแต่ปลัดก้าวเท้าเข้ามานี่แหละ” ดาวเรืองบอก
       “ขึ้นราคาแบบนี้ค้ากำไรเกินควร ผิดกฎหมาย” จินตวัฒน์บอก
               “อ้อ..อยากกินแบบแก้วละ ๑๐ บาท..ก็ได้”
               ดาวเรืองหยิบกาแฟของจินตวัฒน์และกำจรออกมาเทลงพื้นไปครึ่งนึง แล้วส่งกลับให้ ทุกคนหันมามองจินตวัฒน์เป็นตาเดียว จินตวัฒน์พยายามควบคุมอารมณ์ก่อนจะพูดขึ้น
               “ปริมาณน้อยกว่ามาตรฐาน ถือว่าเอาเปรียบผู้บริโภค”
               ดาวเรืองไม่หวั่น “ไม่ยาก”
               ดาวเรืองเดินกลับไปเอากระบวยตักน้ำร้อนมาเติมใส่แก้วกาแฟให้ทั้งคู่จนแทบจะล้นแก้ว
               “ได้ปริมาณตามมาตรฐานรึยัง”
               เพี้ยนและลูกค้าทุกคนขำก๊าก ในขณะที่บานชื่นยิ้มเจื่อนๆให้จินตวัฒน์
               “กาแฟ นม น้ำตาล ขึ้นราคา แล้วจะไม่ให้แม่ค้าขึ้นราคาได้ไง จะกินไม่กิน..ไม่กินจะได้เทให้หมากิน” ดาวเรืองว่า
               บานชื่นปราม “ให้มันน้อยๆหน่อยไอ้เรือง พูดจาอะไรให้มันหอมหูหน่อย”
       “ผมบอกแล้ว ว่าที่นี่มันเสื่อม ผมชงให้กินที่อำเภอก็ได้ มานั่งกินนี่ให้มันด่าทำไม๊” กำจรบอก
               บุญปลีกขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านมาที่หน้าร้าน
       บานชื่นตะโกนถาม “จะไปไหนกัน ไม่แวะจั่ว” บานชื่นเหล่จินตวัฒน์ “เอ๊ย..กินน้ำกินท่าก่อน”
               บานชื่นเดินไป ดาวเรืองมองตาม
              
      
               บุญปลีกชะลอรถที่หน้าร้าน บานชื่นเดินออกมา
       “แวะไม่ได้แล้ว ฉันต้องรีบไปดูก่อนว่าหลวงตาคงอยู่ที่สำนักหรือเปล่า พอดีมีเรื่อง” บุญปลีกบอก
               ดาวเรืองกับเพี้ยนหูผึ่งแล้วก็ตามออกมายืนฟัง
       “อ้าว เป็นอะไรกันล่ะ” บานชื่นถาม
      
               ดาวเรืองหันมายักคิ้วใส่เพี้ยน ในขณะที่จินตวัฒน์แอบมองทั้งคู่อยู่ทางด้านหลัง



       หลวงตาคงซึ่งนุ่งขาวห่มขาวพันหัวด้วยผ้าขาวทัดดอกดาวเรืองที่ข้างหูกำลังนั่งสวดพึมพำตัวสั่น เพราะร่างทรงเจ้าแม่ถึดทือกำลังเข้าประทับ สุวรรณ แหลม และกรอดนั่งตาลอยอยู่ตรงหน้า
      
       โดยมีเวียง ผัน บุญปลีก บุญปลอด ไสว และเสมอใจนั่งล้อมวงดูอยู่
               พระครูจ้อยเดินเข้ามาพร้อมกับดาวเรืองและเพี้ยน ทั้ง ๓ ยืนดูอยู่ไม่ไกล จินตวัฒน์กับกำจรก็ตามเข้ามายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับดาวเรือง
               สักครู่ หลวงตาคงก็พึมพำและนั่งตัวสั่นหนักขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่หลวงตาคงจะเบิกตาขมึงทึงขึ้นมาแล้วทำหน้าดุดันแถมน้ำเสียงยังน่าเกรงขาม
               “มัน ๓ คน โดนสิ่งเร้นลับลงโทษ !!”
       เวียงยกมือไหว้ปลกๆ “สิ่งเร้นลับอะไรเจ้าคะเจ้าแม่”
       “วิญญาณเจ้าที่”
       ผันไม่เชื่อเพราะไม่ถูกกับหลวงตาคง “เจ้าที่อะไรวะไอ้คง เอ๊ย เจ้าที่ที่ไหนครับเจ้าแม่”
       “เจ้าปู่ทรงเคียว”
       สุวรรณ แหลม และกรอดหันมามองหน้าแล้วพูดพร้อมกันอย่างแทบไม่เชื่อหูตัวเอง “ฮ้าา”
       หลวงตาคงพูดต่อ “เจ้าแม่จูออน”
       “เฮ้ยย”
       “กุมารอ้วนพี”
       “เป๊ะเลย มีไอ้ผีเด็กอ้วนนั่นด้วย”
       ทั้งสามกอดกันกลม “กลัวแล้วจ้า อย่ามาหลอกมาหลอนลูกเลย”
               ดาวเรืองก้าวเข้าไปหาสุวรรณ
       “ไอ้เรือง เอ็งมาดูใจข้าเหรอ เอ็งเป็นห่วงข้าใช่มั้ย” สุวรรณถาม
               “เปล่า ข้าแวะมาดู เผื่อเอ็งตายจะได้อโหสิกรรมให้ แต่เอ็งต้องสารภาพกับเจ้าแม่ก่อนว่าเอ็งทำผิดอะไร” ดาวเรืองบอก
       “อย่าให้ถึงขั้นนั้นเลยนะเรือง ไอ้วรรณโดนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เล่นงานหนักขนาดนี้คงไม่กล้าทำอะไรไม่ดีอีกแล้วล่ะ” เสมอใจว่า
               “การได้สติรู้สำนึก มีค่ามากกว่าคำพูดที่เปล่งออกมาโดยขาดสำนึกนะไอ้เรือง” พระครูจ้อยเตือนสติ
               “ละ..แล้ว เจ้าแม่รู้มั้ยเจ้าคะว่าผี ๓ ตนนั่นมาจากไหน ละ..แล้วต้องการอะไร” ไสวถาม
               หลวงตาคงพูดต่อ “เจ้าปู่ทรงเคียว ท่านจะมาตอนมีของหาย ท่านจะคอยเอาเคียวเกี่ยวมือไอ้พวกที่มันชอบขโมยของวัด”
               กรอดหลุดปาก “แม่นยังกะตาเห็น”
               สุวรรณกับแหลมรีบเอามือตบหัวกรอดพร้อมกัน
               “ส่วนเจ้าแม่จูออนกะกุมารอ้วนพีนั่นเป็นแม่ลูกกัน สองตนนั้นเกลียดพวกขโมยของวัดที่สุด”
               “ข้าว่าแล้ว มันถึงได้มาเป็นคู่ แล้วไอ้ผีเปรตนั่นล่ะหลงตา” สุวรรณถามต่อ
               หลวงตาคงงงว่ายังมีผีอะไรอีกเลยเผลอหลุดคาแรคเตอร์เจ้าแม่ถืดทือกลายเป็นหลวงตาคงคนเดิม
               “ผีเปรตที่ไหนอีกวะ”
               ดาวเรืองจับไต๋ได้ “เจ้าแม่ออกจากร่างแล้วเหรอหลงตา”
       หลวงตาคงนึกขึ้นได้แล้วก็ไม่รู้จะทำยังไงเลยเลยตามเลย “เออ สงสัยท่านจะเหนื่อย”
       “นึกว่าตอบคำถามไม่ได้เลยหนีไปดื้อๆ” ดาวเรืองแขวะ
               หลวงตาคงกระทืบเท้าชี้หน้าทำโกรธจัดกลบเกลื่อนเรื่องที่ตัวเองเผลอ
       “ไอ้เรือง!!! เอ็งอย่าลบลู่เจ้าแม่นะเว้ยยยยย ท่านเห็นใครเดือดร้อนมาหาท่าน ท่านก็ลงมาช่วยเหลือมาตักเตือน ท่านมาสอนให้คนคิดดีทำดี ไอ้ ๓ คนนี้มันคิดดีทำดีได้เองเหรอ คนดีๆที่ไหนมันจะโดนผีหลอก จะมีก็แต่คนเลวๆทั้งนั้นล่ะที่โดนหลอกจนหัวตั้งเด่แบบเนี้ย”
               ระหว่างที่ตะโกน หลวงตาคงออกลีลาจัดจนผ้าที่โพกหัวไว้หลุดผ่านหน้าลงมา เผยให้เห็นผมที่ตั้งเด่ของหลวงตาชี้เป็นสง่าแทนที่ ทุกคนเห็นผมหลวงตาคงแล้วถึงกับอ้าปากหวอ หลวงตาคงหน้าซีดไปแวบหนึ่งก่อนจะก้มลงเก็บผ้าที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาแล้วแก้เก้อด้วยการเอามือลูบผม
               “ข้าไม่ได้โดนหลอกเว้ย ไม่ต้องมอง แค่เอ็นหัวมันยึดแค่นั้น”
               หลวงตาคงไล่มองทุกคนที่มองมาที่ตนเอง เพราะยิ่งบอกไม่ให้มองทุกคนยิ่งพากันมอง
               “ที่นี่มีทุกอย่างยันผี” จินตวัฒน์มองดาวเรืองแล้วส่ายหัว “แสบจริงๆ”
      
               ดาวเรืองเดินหัวเราะท้องคัดท้องแข็งมากับเพี้ยน
       “โอ๊ย..ขำเว้ย คราวนี้หลงตาคงคงต้องไปให้หมอสะกิดรากผม แล้วก็เย็บหน้าที่แตกเพล้งให้เข้าที่แล้วว่ะ สมน้ำหน้าชอบงมงายชาวบ้านดีนัก”
               “แสดงว่าไอ้ผีเจ้าปู่ทรงเคียวก็หลงตาคงสินะ ทำไมพี่เรืองไม่แฉมันกลางวงเลยล่ะ” เพี้ยนถาม
               “ขืนแฉ พวกนั้นก็รู้สิว่าข้าคือเจ้าแม่จูออน ส่วนเอ็งไอ้กุมารอ้วนพี 5 5 5”
               ทั้งคู่หัวเราะงอหายกันอีกครั้ง สักครู่เสียงหัวเราะก็หายไปเมื่อทั้งคู่เห็นจินตวัฒน์กับกำจรนั่งอยู่บนรถที่เปิดกระจกจอดอยู่ตรงหน้า
       “สวยดีนะรองเท้า เทรนด์ใหม่เหรอ” จินตวัฒน์ถาม
       “คนมันสวยใส่อะไรก็สวยช่วยไม่ได้ ไม่หนักกบาลใครด้วย หรือกบาลใครหนัก” ดาวเรืองย้อน
               จินตวัฒน์ข่มใจไม่ให้โกรธ “ไม่หนักกบาลใครหรอก ฉันแค่คิดว่าเธออาจจะสวยกว่านี้ก็ได้ถ้าได้ใส่รองเท้าที่เข้าคู่กันกับ..สายคล้องกุญแจนี่”
               จินตวัฒน์หยิบรองเท้าและสายคล้องกุญแจรูปหัวกะโหลกไขว้ขึ้นมาโชว์ ก่อนจะเปิดประตูลงมายื่นให้ ดาวเรืองกับเพี้ยนหันมามองหน้ากันเพราะงงว่ามันมาอยู่กับปลัดได้ยังไง ก่อนจะยื่นมือไปรับของคืนมา แต่จินตวัฒน์ชักมือกลับ
               “ผู้ใหญ่คืนของให้ต้องทำยังไงก่อน”
               ดาวเรืองข่มใจยกมือไหว้แพล็บเป็นลิงหลอกเจ้า
               กำจรนึกสนุกจึงตามลงมา “เฮ้ยยย..ไหว้ล่กๆเป็นลิงอย่างนี้เสียถึงแม่เอ็งนะเว้ย น้าบานเป็นถึงอดีตเทพีวัดดอน ไหว้รับสายสะพายทีย่อจนเข่างี้ติดพื้น”
               “คนอย่างไอ้เรืองมีศักดิ์ศรีเว้ย จะยกมือไหว้ใครก็เพราะใจอยากไหว้ ไม่ใช่โดนใครบังคับ” ดาวเรืองบอก
               ดาวเรืองเดินหนีไปทันที เพี้ยนเดินตาม แล้วหญิงสาวก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงจินตวัฒน์ไล่ตามหลัง
               “เธอไม่แน่จริง!”
               ดาวเรืองหันขวับกลับมาหาจินตวัฒน์
               จินตวัฒน์พูดต่อ “การไหว้เป็นมารยาทเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามของคนไทย ไม่ใช่สัญลักษณ์ที่จะเอามาประกาศศักดิ์ศรีว่าใครแน่กว่าใคร ฉันเก็บของเธอได้ ฉันแสดงน้ำใจด้วยการเอามาคืน เธอก็ควรจะแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนมีวัฒนธรรมมีมารยาทไม่ใช่เหรอ”
               ดาวเรืองยกมือไหว้งามกว่าเดิมแต่ก็ยังคงล่กๆ อยู่ จินตวัฒน์ส่งรองเท้ากับที่คล้องกุญแจให้
               ดาวเรืองคว้าหมับ “อย่าคิดว่าเป็นบุญคุณอะไรนะ”
               “คุณปลัดเขาเอาของมาคืน ก็เพราะต้องการจะรักษาหน้าเอ็งนะเว้ยไอ้เรือง” กำจรบอก
       “หน้าพี่เรืองใสยังกะตูดเด็ก ไม่ได้เป็นสิวฝ้ากลากเกลื้อนนี่หว่า จะรักษาทำไมวะ” เพี้ยนท้วง
       “อ้าว..ไอ้นี่ ก็เอ็ง๒คนไม่ใช่เหรอ ที่แต่งผีไปหลอกพวกไอ้วรรณมัน” กำจรว่า
               “ทำไมคิดว่าเป็นฉัน ทำไมไม่คิดว่าเป็นไอ้คนที่มาขโมยรองเท้าฉันไป แล้วไปก่อเรื่อง” ดาวเรืองถาม
               “ผีตัวนั้นมันใส่รองเท้าเหมือนกัน ๒ ข้าง เธออย่าแถนะว่าขโมยมันเอารองเท้าเธอไป ๒ ข้าง แล้ววิ่งเอากลับมาคืนข้างหนึ่งน่ะ”
       ดาวเรืองจนด้วยเหตุผลแต่ก็ยังแถ “สำรวจสำมโนรองเท้าเนี่ย หน้าที่ปลัดเหรอ”
       “ฉันต้องการเป็นเพื่อนกับเธอนะ” จินตวัฒน์บอก
               “ไม่ต้องการเป็นเพื่อนกับข้าราชการเว้ย ไม่ชอบพวกหน้าไหว้หลังหลอก ปากบอกไม่กินน้ำร้อนน้ำชา แต่แอบซดไวน์โฮกๆใต้โต๊ะขวดละเป็นแสน” ดาวเรืองว่า
       “ข้าราชการดีๆก็มีเยอะ ทำไมไม่มองบ้าง” จินตวัฒน์ถาม
               “จะบอกว่ายืนอยู่ตรงนี้คนหนึ่งงั้นสิ” ดาวเรืองเหยียด “อยู่นี่ให้ถึง ๒ อาทิตย์ก่อนเถอะ แล้วค่อยมาโม้”
      
               ดาวเรืองยิ้มเย้ยใส่จินตวัฒน์ก่อนจะเดินออกไปกับเพี้ยน กำจรส่ายหน้า ในขณะที่จินตวัฒน์ถอนใจเฮือก
      
       ไสวเจียดยาพร้อมอธิบายสรรพคุณให้สุวรรณ แหลม กรอด เวียง ผัน บุญปลีก และบุญปลอดฟัง
      
       “ใบบัวบก ต้มคั่นน้ำกินแก้อ่อนเพลียเมื่อยล้า บำรุงธาตุ เป็นยาเย็น ช่วยฟื้นฟูสภาพ บำรุงเสียง”
               เสมอใจพูดต่อ “ใบขี้เหล็กนี่ให้เลือกแต่ใบอ่อน แช่ใส่เหล้าขาวพอท่วมยา แช่ไว้ 7 วัน จะได้ยาดองเหล้าขี้เหล็ก กินครั้งละ1-2 ช้อนชาก่อนนอน จะช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ”
       “แล้วอาการของหนูวรรณกับไอ้สองตัวนี่ จะหายเป็นปลิดทิ้งรึเปล่า” เวียงถาม
               “ไอ้อาการตาโหล อ่อนเพลียน่ะหายแน่ แต่สันดานที่เสียมาก่อนหน้านี้ ข้าว่ากินยาอะไรก็ไม่หาย นอกจากพ่อแม่ต้องจับมันยัดเข้าไปในท้องแล้วเบ่งออกมาอบรมกันใหม่ 5 5 5” ไสวหัวเราะลั่น
       “นังไหว ปากกรรไกรอย่างนี้ถึงได้ไม่มีผัว” ผันว่า
               “ก็ผู้ชายบ้านดอนมันตาต่ำ เลยไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงที่มีครบตั้งกะสากกะเบือยันเรือรบอย่างฉัน มันเด็ดสะระตี่แค่ไหน อย่างลองเป็นคนแรกมั้ยล่ะผู้ใหญ่”
       บุญปลีกฉุน “โอ๊ย..ทนไม่ไหวแล้ว”
               บุญปลีกปราดเข้าไปจะตบไสว เสมอใจกับบุญปลอดเข้ามาห้าม
               “อย่าจ้ะน้าปลีก”
               บูญปลีกขึ้นเสียง “ถอยไป!!”
               บุญปลีกเหวี่ยงเสมอใจจนกระเด็นไปนั่งตักสุวรรณ แล้วผลักบุญปลอดลงไปนั่งตรงกลางระหว่างตักแหลมกับกรอดก่อนจะเข้าไปยื้อตบกับไสว
               ผันตวาดลั่น “เฮ้ย..หยุด!!”
               ทั้งสองยังคงแยกเขี้ยวยื้อแขนกันไปมา
               เวียงเดินเข้าไปขวางกลางแล้วพูดเสียงเข้ม “หยุด..นังปลีก”
               บุญปลีกมีอาการเหมือนถูกป้อนโปรแกรมหยุดได้ทันใด
               “ไปหาเรื่องแม่ไหวทำไม เดี๋ยวแม่ไหวหงุดหงิดไม่มาต้มยาให้หนูวรรณ แล้วใครจะทำ เอ็งงั้นเหรอ” เวียงพูดกับไสว “เอาเป็นว่าเลิกแล้วต่อกันนะนัง..เอ๊ย แม่ไหว”
               ไสวค้อนควัก “ก็ได้ นี่เห็นแก่แม่เวียงหรอกนะ”
      
               กระจกห้องคอนโดเห็นวิวยอดตึกหรูของกรุงเทพฯ สุดาวดีนอนหลับนิ่งอยู่บนเตียง สักครู่เธอก็ทำหน้ามุ่ยเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง สุดาวดีเอามือควานหาโทรศัพท์ที่โต๊ะข้างเตียงแล้วรับสายอย่างงัวเงีย
       สุดาวดีพูดทั้งที่ตายังหลับอยู่ “ฮัลโหล มีอะไรพี่น้ำหวาน..รู้แล้ว กี่โมงนะ แล้วนี่กี่โมงแล้วล่ะ”
               สุดาวดีเบิกตาโตแล้วเด้งขึ้นมานั่งทันที
               “๑๑ โมง แล้วทำไมเพิ่งโทรปลุก งานมีบ่ายสอง มาโทรปลุกตอนนี้แล้วโรสจะอาบน้ำแต่งตัวทันได้ยังไง แล้วพี่น้ำหวานจะมารับโรสกี่โมง ห๊า..ไปเจอกันที่งาน..ทำไมล่ะ”
              
      
               น้ำหวานกินมะม่วงจิ้มน้ำปลาหวานคาชุดนอนแล้วหยีตาเพราะความเปรี้ยวซี้ดดก่อนจะพูดโทรศัพท์
               “พี่ปวดท้องน่ะ เลยจะรีบแวะไปหาหมอก่อน ขากลับจะได้มีแรงขับรถไปส่งน้องโรส ถ้าไม่ไปก็กลัวว่าจะปวดจนไปดูแลน้องโรสไม่ได้” น้ำหวานกัดไปอีกคำแล้วเปรี้ยวปากจนต้องหลุดซี้ดออกมา “ซู้ด ซี๊ด”
               สุดาวดีได้ยินเสียงซี๊ดแล้วคิดว่าน้ำหวานปวดท้องหนัก “จะปวดซี๊ดอะไรขนาดนี้อะ..ก็ได้ จะรีบไปตรวจอะไรที่ไหนก็รีบๆเข้า เจอกันที่งานแล้วกัน”
               สุดาวดีกดวางสายแล้วเห็นมิสคอลล์ขึ้นที่หน้าจอ พอกดดูเห็นเป็นเบอร์จินตวัฒน์โทรเข้ามา ๑๒ สาย สุดาวดีดีใจหน้าบานแต่แล้วความเจ็บใจก็เบียดแซงขึ้นมา เธอกดไปหาน้ำหวานอีกครั้งทันที
      
               น้ำหวานกำลังเอามะม่วงช้อนกุ้งแห้งเข้าปากแล้วก็ขัดใจที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “ใครวะ” พอเห็นเบอร์น้ำหวานก็เปลี่ยนเป็นรับสายเสียงหวานทันที “ขา..น้องโรส”
               “เมื่อวานจิ๋นโทรหาโรสเป็นสิบๆเที่ยว ทำไมพี่น้ำหวานไม่บอก”
               น้ำหวานกุ้งแห้งแทบติดคอ “เอ่อ..คือ..พี่เห็นน้องโรสกำลังมีสมาธิกับงาน อีกอย่างผู้กำกับก็เร่งถ่าย ตอนเลิกกองพี่ก็ว่าจะบอก แต่น้องโรสขึ้นรถแล้วหลับนิ่งไปเลย พี่เห็นเพลียขนาดนั้น พี่ก็ไม่กล้าปลุกน่ะสิ อย่างอนเลยนะเดี๋ยวเจอกัน โอเคน้า”
               น้ำหวานกดปิดโทรศัพท์แล้วเบะปาก
      
               สุดาวดีกดโทรศัพท์หาจินตวัฒน์แล้วยิ้มหน้าบานรอสาย สักครู่ก็มีเสียงตอบกลับว่า “ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก”
       สุดาวีบ่น “กันดารอะไรนักหนาเนี่ย สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี เฮ้อออ!”
               สุดาวดีปิดโทรศัพท์แล้วหันมามองนาฬิกาที่ข้างฝาซึ่งบอกเวลาใกล้เที่ยง
               “ว้าย จะเที่ยงแล้ว”
               สุดาวดีรีบวิ่งเข้าห้องน้ำแทบไม่ทัน
              
      
               นายอำเภอไพศาลแนะนำจินตวัฒน์ให้รู้จักกับปลัดคนอื่นๆ
       “นี่คุณเนวิน อยู่ฝ่ายความมั่นคง”
               เนวินที่ดูมีอายุและสุขภาพทรุดโทรมไอค็อกแค็ก เขาดูไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าที่จะไปดูแลความมั่นคงส่วนใดได้
       ไพศาลแนะนำต่อ “คุณชูวิทย์ ฝ่ายการปกครอง”
               ชูวิทย์เป็นผู้ชายตัวเล็กๆ ที่ดูไม่น่าจะปกครองใครได้เลย
       “แล้วนี่คุณจิรศักดิ์ ฝ่ายสำนักงาน”
               จิรศักดิ์ดูขี้เกียจ ง่วงนอนและตาปรือตลอดเวลา
               “คุณสมศรี ฝ่ายงานทะเบียนและบัตร”
               สมศรีที่เซ็ตกระบัง แต่งหน้าเป๊ะส่งยิ้มให้จินตวัฒน์
               “นี่ปลัดจินตวัฒน์ วิโสภา หัวหน้าฝ่ายบริหารงานปกครองที่เพิ่งย้ายมาประจำที่นี่”
               จินตวัฒน์ยกมือไหว้ทุกคนด้วยท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส “สวัสดีครับ”
      
               ผู้อาวุโสทั้ง ๔ ยกมือรับไหว้จินตวัฒน์



       ปลัดสายงานต่างๆ เดินออกจากห้องนายอำเภอ ปิดท้ายด้วยไพศาลและจินตวัฒน์
      
               “ก็อย่างที่รู้ว่าเรามันอำเภอเล็กๆ เลยไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่มากนัก รวมๆกันแล้วไม่กี่สิบคน” ไพศาลบอก
               “เจ้าหน้าที่น้อยอย่างนี้ ก็ทำงานหนักกันแย่สิครับ” จินตวัฒน์เป็นห่วง
               ไพศาลอึกอัก “ก็...”
               ไพศาลหันไปมองลูกน้องแผนกต่างๆ ทำให้จินตวัฒน์มองตามไปเห็นเจ้าหน้าที่ผู้หญิงทาเล็บ แต่งหน้ากำลังเม้าท์มอยกัน เจ้าหน้าที่ผู้ชายนั่งหลับบ้าง อ่านหนังสือพิมพ์บ้าง คุยป้อหัวล้อต่อกระซิกกับเจ้าหน้าที่ผู้หญิงบ้าง แทบไม่มีใครทำงานกันจริงๆจังๆ
               จินตวัฒน์มองที่นั่งรอของประชาชนที่จะมาติดต่อราชการก็ไม่มีใครมาใช้บริการเลย
               “ก็...อย่างว่านะ เราก็อยากทำงาน แต่...มันไม่ค่อยมีงานให้เราทำ” ไพศาลบอก
      
               จินตวัฒน์กับกำจรเดินออกมาที่ที่จอดรถว่าการอำเภอ
               จินตวัฒน์แปลกใจ “แล้วคนไปไหนกันหมด ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าคนทั้งอำเภอ จะไม่มีใครมีเรื่องเดือดร้อน หรือเรื่องที่ต้องทำเอกสารราชการน่ะ”
       “เรื่องเดือดร้อนน่ะมันมีกันทุกคนแหละครับ แต่มันขึ้นกับว่าเขาจะมาหาเรา หรือไปหาคนอื่น” กำจรบอก
               จินตวัฒน์งง “คนอื่น...ใคร”
               รถกระบะคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดข้างๆจินตวัฒน์ ชายฉกรรจ์สองคนถือกระเช้าผลไม้ลงมา
               “เสี่ยให้ผมเอามาให้ครับ”
               จินตวัฒน์มองกระเช้าผลไม้อย่างงงๆ “เสี่ย...ใครครับ”
               ชายอีกคนล้วงซองจดหมายจากในกระเป๋าเสื้อยื่นให้จินตวัฒน์ จินตวัฒน์รับซองมาเปิดก็เห็นการ์ดเล็กๆอยู่ในซอง ข้อความในการ์ดเขียนว่า “ยินดีต้อนรับสู่อำเภอดอนพัฒนา หวังว่าคุณปลัดจะถูกใจกับของขวัญนี่นะครับ... กำพล”
               จินตวัฒน์เปิดซองดู กำจรแอบมองก็เห็นเช็คสอดอยู่ในซองมูลค่า ๑ แสนบาท จินตวัฒน์เก็บการ์ดไว้แล้วเอาเช็คเก็บใส่ซองเหมือนเดิมก่อนจะคืนให้ชายคนนั้น
       “ผมขอรับแต่กระเช้าผลไม้แล้วกันนะครับ ส่วนอย่างอื่นรบกวนเอากลับไปคืนเสี่ยด้วยนะครับ”
               ชายคนที่หนึ่งมองหน้าชายคนที่สองอย่างงงๆ แต่ก็รับซองจากจินตวัฒน์แล้วขึ้นรถออกไป
               จินตวัฒน์ถามกำจร “กำพลนี่ใครน่ะ”
      
               ลูกน้องเสี่ยกำพลวางซองเช็คเงินสดที่กำพลมอบให้จินตวัฒน์ลงบนโต๊ะ กำพลที่ยืนหันหลังพูดอย่างไม่พอใจ
               “จองหอง!”
               “เสี่ยจะให้ผมทำยังไงต่อไปครับ”
               กำพลหันหน้ามา
               “ยังไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ! ปล่อยให้มันโชว์พาวเวอร์ไปก่อน เชื่อเถอะ ไม่นานมันก็ต้องวิ่งมาเรา”
               “แต่ผมว่าไอ้นี่..ท่าทางมันจะเอาเรื่องนะเสี่ย”
               กำพลยิ้มเยาะ “ก็ถ้ามันอยากโดนเหมือนไอ้เทิ้มก็เอา”
               กำพลแสยะยิ้มเหี้ยมเกรี้ยม
      
               เทิ้มใส่เสื้อกล้ามที่ต้นแขนของเขามีผ้าก็อชพันอยู่เอ่ยถาม
       “มาทำไม”
               จินตวัฒน์กับกำจรนั่งอึ้งอยู่ฝั่งตรงข้าม
       “ผม..มาเยี่ยมครับ กำนันเป็นยังไงบ้างครับ” จินตวัฒน์ถาม
       “ก็เห็นอยู่ว่ายังไม่ตาย”
       กำจรกระซิบถามจินตวัฒน์ “มาให้ถูกด่าทำไมเนี่ย”
       “กำนันไปแจ้งความรึยังครับ”
       กำจรเปรยใส่จินตวัฒน์ “นี่ก็อยากเจออีกดอกซะจริง”
       “แจ้งทำไม แจ้งไปก็ไม่มีใครจับมัน” เทิ้มว่า
       “แสดงว่ากำนันรู้ตัวคนร้าย มันเป็นใครครับ”
               “พูดไปใครเขาได้หาว่าข้าบ้า หาหลักฐานมัดตัวมันได้เมื่อไหร่ค่อยพูด พูดให้ดังทีเดียว ดีกว่าแหกปากตะโกนเป็นร้อยที แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” เทิ้มไล่จินตวัฒน์ “มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลย ข้าไม่ตายง่ายๆหรอก”
               จินตวัฒน์สบตากำจรก่อนจะยกมือไหว้กำนันเทิ้มแล้วพากันเดินออกมา
       เทิ้มตะโกนตามหลัง “จะเข้าเมืองกันรึเปล่า”
       “ครับ ผมจะเข้าไปรายงานตัวที่อำเภอ แล้วจะทำงานเลย” จินตวัฒน์บอก
               “งั้นข้าขอติดรถไปด้วย หมอให้เข้าไปล้างแผลทุกวัน มอเตอร์ไซด์ก็เป็นอะไรไม่รู้ สตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ติด”
               จินตวัฒน์ยิ้ม “ยินดีครับกำนัน”
               “รอเดี๋ยวนะ” เทิ้มกลับเข้าไปแต่งตัวในห้อง
       “ยอมไปไหนด้วยอย่างนี้ แสดงว่าไม่เกลียดแต่เล่นตัวครับคุณปลัด” กำจรว่า
               จินตวัฒน์ยิ้มพลางคิดในใจว่าบ้านนี้ช่างมีแต่คนแปลกๆ ทุกวัยตั้งแต่เด็กยันแก่
      
                กำจรขับรถ คนที่นั่งข้างๆ กำจรคือจินตวัฒน์ ส่วนด้านหลังคือเทิ้ม กำจรขับรถมาด้วยความเร็วพอสมควร
               จินตวัฒน์หันไปหาเทิ้ม “เปลี่ยนมานั่งข้างหน้ามั้ยครับ แผลจะได้ไม่กระเทือนมาก”
               “นั่งเงียบๆ แล้วน้ำลายมันจะบูดรึไง” เทิ้มสวน       
               จินตวัฒน์หน้าเจื่อนก่อนจะหันกลับมา
               กำจรกระซิบ “คนแบบนี้ แม้แต่เราหายใจยังผิดเลยครับ”
               จินตวัฒน์เบิกตาโพลงแล้วร้องเตือนกำจรลั่นเมื่อเห็นรถคันหนึ่งพุ่งออกมาจากทางแยกด้วยความเร็วสูง
               “นายจร..ระวัง!!”
               กำจรเห็นรถที่พุ่งออกมาจากถนนด้านซ้ายจึงรีบหักขวา แต่รถคันที่มาทางซ้ายก็พุ่งตามมาแล้วเบรกเอี๊ยด
      
       รถคันที่โผล่มาทางซ้ายเกือบจะพุ่งเข้าชนด้านที่จินตวัฒน์นั่งโดยห่างกันแค่ไม่ถึงกระเบียดนิ้ว



       กำจรเปิดประตูรถแล้วพุ่งลงมาด้วยความโกรธ
      
       “ขับรถประสาอะไรวะ!!”
               จ่าแม่นรีบเปิดประตูรถลงมาจากรถ พร้อมๆกับจินตวัฒน์และเทิ้มที่ลงจากรถด้วย
       “อ้าว..จ่าแม่นจะรีบไปไหน” กำจรถาม
       “โทษทีว่ะ ข้าต้องรีบไปจับคนร้าย เดี๋ยวค่อยมาเจรจาค่าเสียหายนะ” จ่าแม่นบอก
       “จะไปจับอะไรที่ไหน” กำจรถาม
       “เหล้าเถื่อน เที่ยวนี้ล็อตใหญ่ด้วย”
       กำจรพูดกับจินตวัฒน์ “ถ้าจะใหญ่จริงนะครับ ไม่งั้นคงไม่เอากระบะมาด้วย”
               “มันเป็นผู้ผลิตรายใหญ่จะเรียกว่าใหญ่ที่สุดในประเทศเลยก็ได้ เที่ยวนี้ยังไงก็หลายร้อยขวด เลยต้องเอารถมาขนของกลางกันหน่อย” จ่าแม่นบอก
       “แล้วจะจับจะขนยังไง จ่าไม่ได้เอาลูกน้องมาช่วยเลยเหรอ” จินตวัฒน์ถาม
       “ไม่จำเป็นครับ”
       “นายจรไปส่งกำนันล้างแผลก่อน ฉันจะไปช่วยจ่าแม่นจับคนร้ายเอง” จินตวัฒน์บอก
               “แผลแค่นี้ไกลหัวใจ ข้าเป็นกำนันนะเว้ย จะไปจับคนผิดมาลงโทษทั้งที ถ้าไม่ไปก็เสียชื่อกำนันเทิ้มสิวะ” เทิ้มว่า
       จินตวัฒน์สรุป “ถ้างั้นผมไปกับจ่าแม่น กำนันไปกับนายจร”
               ทั้ง ๒ ฝ่ายจะแยกย้ายกันขึ้นรถ แต่แล้วเสียงโทรศัพท์จินตวัฒน์ก็ดังขึ้น จินตวัฒน์เห็นเบอร์ที่หน้าจอแล้วจำต้องกดรับสาย
       “ฮัลโหล”
              
      
       สุดาวดีในชุดสวยยั่วน้ำลายกำลังนั่งไขว่ห้างใส่รองเท้าส้นแหลมเปี๊ยบพลางพูดโทรศัพท์ไป โดยมีช่อบูเกต์ดอกกุหลาบของจินตวัฒน์วางอยู่บนตัก
       สุดาวดีพูดเสียงหวาน “ดอกไม้น่ารักมากค่ะจิ๋น นี่ถ้าไม่ส่งมาง้อ โรสไม่พูดด้วยเด็ดขาด”
       “เมื่อวานผมโทรหาโรสหลายครั้ง แต่โรสไม่รับสาย” จินตวัฒน์บอก
       “งานยุ่งทั้งวันค่ะ เลิกเกือบตี๑ แล้วก็เพิ่งมาเห็นดอกไม้กับมิสคอลล์จิ๋นเมื่อกี้นี้เอง ตกลงจิ๋นไปอยู่ที่ไหนกันแน่ ที่หมู่บ้านดอนๆแรดๆอะไรนั่นจริงเหรอ”
       “ครับ”
               จินตวัฒน์แอบเหล่มองด้านหลังก็เห็นจ่าแม่น กำจร และเทิ้มยืนทำหน้าเพลียล้อมหลังเขาอยู่
       เทิ้มว่าแดก “มัวแต่คุยกับแฟน เดี๋ยวผู้ร้ายมันได้ไหวตัวขนของกลางหนีหมดหรอก”
       “โรส คือ..ผมมีงานด่วนต้องรีบไปจัดการ” จินตวัฒน์บอก
               สุดาวดีวีนแตก “อะไรกัน จิ๋นไปทำงานโดยไม่บอกไม่ลาโรสสักคำ ไปถึงโน่นแล้วก็ไม่รีบโทรหาโรส แล้วนี่ยังจะมาวางสายอีก ไม่ได้นะ โรสไม่ยอม!”
               จินตวัฒน์อึดอัด “ทำงานเสร็จแล้วผมจะรีบโทรหานะครับ”
               “จิ๋น..จิ๋น..จิ๋นน”
               สุดาวดีกดปิดโทรศัพท์อย่างขัดใจก่อนจะเหวี่ยงช่อบูเก้ต์ลงพื้น เธอสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะลุกเดินออกมา แต่สุดท้ายก็ต้องก้มลงไปเก็บช่อดอกไม้ขึ้นมาถือไว้ในมือเมื่อนึกถึงหน้าคนให้
      
               พฤกษ์ขนดอกไม้สดเข้ามาในร้านบ้านดอกไม้ จันทราซึ่งกำลังจัดดอกไม้ในแจกันให้ลูกค้าหันมาทัก
       “อ้าว..นึกว่าไปเรียนแล้ว”
               “อาจารย์งดคลาสครับ แต่ผมนัดเพื่อนๆติวตอนบ่ายสาม” พฤกษ์บอก
               เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น จันทรากดรับสาย
       “ตาจิ๋น เป็นยังไงบ้างลูก อ้าว..จะรีบไปไหน..อ๋อ..ได้จ้ะ เดี๋ยวแม่จัดการให้นะ” จันทราหันไปหาพฤกษ์ “พฤกษ์ เดี๋ยวช่วยเอาดอกไม้ไปส่งให้ทีนะ”
       “ครับ...ได้ครับ”
              
      
               ดาวเรืองเอาเสียมคุ้ยดินที่ขุดลงไปลึกจนเห็นลังไม้ที่ซ่อนอยู่ก้นหลุมซึ่งมีฝากระดานปิดทับ
       ดาวเรืองยกแขนปาดเหงื่อ “เปิดดูซิไอ้เพี้ยน เหลือกี่ขวดวะ”
       เพี้ยนออกแรงยกฝากระดานขึ้นแล้วนับ “๑๒ ขวดพี่เรือง”
       “ไม่พอว่ะ ไม่เป็นไร คืนนี้ค่อยมาต้มใหม่ ที่เหลือนี่เอาไปส่งเจ๊กฮวดก่อน”
               ทั้งคู่ช่วยกันลำเลียงขวดเหล้าขาวขึ้นมา สักครู่ดาวเรืองก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม
               “รถอะไรวะ เอ็งไปดูซิ”
               เพี้ยนรีบวิ่งออกไป ดาวเรืองมองตามไปแล้วขมวดคิ้ว
              
      
               รถตำรวจของจ่าแม่นแล่นนำเข้ามาจอด ตามติดด้วยรถของกำจรที่ตามเข้ามาแต่กว่าจะจอดได้ก็ส่งเสียงครางกระหึ่มจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ชิ้นส่วนต่างๆของรถแทบจะหลุดเป็นชิ้นๆ
               จ่าแม่นลงจากรถตำรวจพร้อมจินตวัฒน์ กำจรลงมาจากรถพร้อมกำนันเทิ้ม เพี้ยนแหวกต้นมันสำปะหลังโผล่หน้าออกมาดูแล้วก็ตกใจแทบร้องจ๊าก
       จ่าแม่นชักปืนออกมาทำท่าขึงขัง “อาวุธ..พร้อม!!”
       จินตวัฒน์ เทิ้มหยิบปืนที่ติดออกมาขึ้นกระชับในมือแน่น
       “ข้าไม่มีปืน จะไม่โดนไอ้โจรห้าร้อยนั่นจ่อยิงหัวเอาเหรอวะ” กำจรถาม
       “เอ็งก็อยู่รั้งท้ายสิวะ ไอ้โจรกลุ่มนี้กองกำลังมันไม่มากก็จริง แต่มันไวยิ่งกว่าปรอท” จ่าแม่นขึงขัง “ลุย!”
      
               ทั้งหมดต่อแถวตอนแล้วย่อตัวดาหน้าเข้าหา เพี้ยนเบิกตาโพลงก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในไร่



       เพี้ยนวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาดาวเรืองที่เดิมแต่ดาวเรืองไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว เพราะกำลังไปยืนเอาเสียมขุดดินอยู่อีกหลุม
      
       “พี่เรือง!!เร็วเข้า!!”
       ดาวเรืองงง “อะไรวะไอ้เพี้ยน”
       เพี้ยนทั้งหอบ ทั้งเหนื่อย ทั้งกลัว “มะ..มะ..มัน..”
               จ่าแม่นวิ่งถือปืนนำทุกคนดาหน้าเข้ามาหาดาวเรือง
               “มันจะบอกว่า..ตำรวจมาไง” จ่มแม่นพูด
               ดาวเรืองซึ่งยังถือเสียมในมือยืนหน้าซีดเผือด
               “โธ่..ไอ้จ่าแม่น ข้าก็เกร็งจนขี้แข็งไปหมด นึกว่าจะเจอกองกำลังติดอาวุธครบมือที่แท้ก็ไอ้เรืองกับเสียมอันหนึ่งเนี่ยนะ” กำจรว่า
       “ไหนเอ็งว่าเป็นขบวนการขนเหล้าเถื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไง” เทิ้มถาม
       “ก็มันนี่ล่ะกำนัน ส่งวันละยี่สิบสามสิบขวดทุกวัน ปีหนึ่งมันไม่เป็นหมื่นๆขวดเหรอ จับได้คาหนังคาเขาเลยนะทีนี้”
       ดาวเรืองไม่ยอมจนมุม “จับอะไร”
       “ก็เอ็งขุดอะไรล่ะ”
       “หาของเก่าบรรพบุรุษ” ดาวเรืองแถ
       “ใช้ศัพท์สูงซะด้วย”
               จ่าแม่นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์
               “หมู่จ้อยเหรอ เอ็งเข้าไปเรียนผู้กำกับเลยนะว่า ข้า..จ่าแม่น เก่งหมุด เจอคนร้ายแล้วและกำลังจะตรวจค้นของกลาง เอ็งโทรตามนสพ. วิทยุ ทีวี ตามไก่ ภาษิตหรือไม่ก็สรยุทธ ให้สรยุทธชวนน้องไบร์ทมาด้วย ข้าอยากเจอตัวจริงมานานแล้ว จะได้ถ่ายรูปคู่ซะเลย แค่นี้นะ เดี๋ยวเจอกัน” จ่าแม่นวางสาย
               ทุกคนทำหน้าเอือมระอาใส่จ่าแม่น
       จ่าแม่นพูดกับดาวเรือง “เอาเสียมมา”
       เพี้ยนเข้ามายืนกั้น “จะเอาไปทำไม”
       “ก็ขุดหาของเก่าบรรพบุรุษไอ้เรืองมันไง”
       “นี่มันที่ดินของประชาชนนะเว้ย บุกรุกรังแกประชาชนอย่างนี้ได้ไงวะ” ดาวเรืองว่า
       “เขาเรียกพิสูจน์หลักฐานเว้ย อย่าขัดขืนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เอาเสียมมา”
       ดาวเรืองยื้อเสียมไม่ยอมให้จ่าแม่น โดยมีเพี้ยนช่วยยื้ออีกแรง
       “คนที่เขาบริสุทธิ์ใจจริง เขาไม่ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่หรอกนะ” จินตวัฒน์บอก
               ดาวเรืองแค้นใจ เธอกัดฟันกรอดก่อนจะยอมโยนเสียมลงกับพื้น
               “แล้วอย่าสะเออะยัดข้อหาให้ประชาชนล่ะ” ดาวเรืองว่า
       “เอ็งถอยไป ข้าจะขุดตรงที่เอ็งยืน” จ่าแม่นบอก
       เพี้ยนหน้าซีดและร้อนรน “พี่เรือง”
       ดาวเรืองเอ่ยถาม “ที่อื่นมีตั้งแยะทำไมไม่ไปขุดวะ มาจำเพาะเจาะจงอะไรตรงนี้”
       “พิรุธเพียบ ตรงนี้มันสำคัญก็เพราะเอ็งปักหลักเฝ้าไม่ยอมห่างน่ะสิเว้ย ถอยไป!!”
       ดาวเรืองจำยอม “ขุดแล้วกลบเก็บให้ดีนะเว้ย ไม่กลบไม่เก็บมีชก”
               จ่าแม่นยิ้มเย้ยดาวเรืองก่อนลงมือขุด
       จินตวัฒน์เข้ามาถาม “ผมช่วยมั้ยจ่า”
               “ไม่ต้องหรอกครับ รบกวนแค่ถ่ายรูปเป็นหลักฐานให้ผมแค่นั้นพอ โทรศัพท์ปลัดถ่ายรูปได้ใช่มั้ยครับ”
               จินตวัฒน์พยักหน้า จ่าแม่นออกแรงขุดจนเสียมไปกระทบกับฝาไม้กระดาน
       “นั่นไง เอ็งเอาเหล้าเก็บไว้ในนี้แล้วใช้กระดานปิดปากหลุมไว้ใช่มั้ย”
               ทุกคนหันมามองดาวเรือง ดาวเรืองกับเพี้ยนพร้อมใจกันหน้าถอดสี
       “คิดจะตบตาคนอย่างจ่าแม่นรึวะ ทุกคนถอยไป คุณปลัดถ่ายเลยครับ”
               จ่าแม่นออกแรงงัดเต็มแรงแต่ก็ยังอุตส่าห์หันมายิ้มให้กล้อง ในที่สุดฝากระดานเก่าคร่ำคร่าก็กระเด็นออกมา จ่าแม่นเสียศูนย์และเซล้มลงจนหน้าจิ้มเข้าไปในหลุมที่ฝากระเด็นออกมาแล้ว ดาวเรืองซึ่งยืนอยู่ด้านหลังจินตวัฒน์กระซิบจินตวัฒน์
       “ถ่ายใกล้ๆสิ อย่างนี้จะเห็นอะไร”
               ว่าแล้วเธอก็ผลักจินตวัฒน์จนหน้าทิ่มไปจ่อที่ปากบ่อเหมือนจ่าแม่น จินตวัฒน์กับจ่าแม่นเบิกตาโพลงเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
       จ่าแม่นตะโกนลั่น “ขะขะขะ..ขี้..อี้อี้”
               เสี้ยววินาทีต่อมา จ่าแม่นก็คลานออกมาอ้วกแตกอ้วกแตน ในขณะที่จินตวัฒน์หันขวับมามองดาวเรืองก่อนจะลุกขึ้นมาแบบทั้งโกรธทั้งอายที่เสียรู้ดาวเรือง
               เทิ้มกับกำจรเอามืออุดจมูกแทบไม่ทัน ในขณะที่ดาวเรืองกับเพี้ยนหัวเราะเอวคดเอวงอ
       “บอกแล้วว่าเป็นที่เก็บของเก่าบรรพบุรุษก็ไม่เชื่อ เป็นไง..ของเก่าแม่บาน กลิ่นมะนาวหอมเย็นชื่นใจดีมั้ยค้าคุณปลัด คุณจ่า” ดาวเรืองกวน
               แล้วดาวเรืองกับเพี้ยนก็พากันเต้นยักย้ายส่ายสะโพก แถมกระพือปีกเป็นนกร่อนใส่หน้าจินตวัฒน์กับจ่าแม่น
       “โกรงๆๆ.. นกกิ้งโครงมาเกาะหลังคา จับแมวไปแจวเรือจับเสือไปไถนา ตำรวจมาไล่จับของ เอ้าว่า ตำรวจมาไล่จับของ เลยได้แต่ทองมีกลิ่นเหม็นมา เอ้า..โกรงๆๆ”
               เทิ้มกับกำจรอดขำไม่ได้ เมื่อเห็นท่าเต้นประกอบเพลงของทั้งคู่ที่จงใจจะยั่วจ่าแม่นจนเส้นเลือดปูดตาโปน ดาวเรืองขยับปีกร่อนโฉบมาทางจินตวัฒน์แล้วยักคิ้วใส่อย่างก๋ากั่น
      
       จินตวัฒน์มองตามดาวเรืองที่เต้นเป็นลิงทโมนแล้วเหนื่อยใจ ว่าจะแสบไปไหน ฮึยัยทอมบอย!!
              
       จบตอนที่  2
ตอนที่ 3
       จ่าแม่นนอนหายใจระรวยอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ที่จมูกของเขาติดท่อ Cannula ให้อ๊อกซิเจน จินตวัฒน์ กำจร และเทิ้มยืนด้วยกัน โดยมีผู้กำกับสันติสุขกับนายอำเภอไพศาลยืนมองอยู่อีกฝั่ง
       “ดีนะที่ผมไม่บ้าจี้เชิญนักข่าวมา ไม่งั้นคงได้เอาหน้ามุดส้วมกันหมดทั้งโรงพัก” สันติสุขว่า
       “แล้วนี่คุณหมอว่ายังไงบ้างล่ะปลัด” ไพศาลถาม
       “ไม่เป็นอะไรมากครับ แค่หน้ามืด หายใจไม่ออก หมอเลยต้องให้อ๊อกซิเจนช่วย ได้นอนพักสักหน่อย อาการก็จะดีขึ้นครับ” จินตวัฒน์บอก
       “ไอ้เรืองนี่มันแสบจริงๆ” กำจรว่า
       “ตกลงไม่พบของกลางอะไร” สันติสุขถาม
       เทิ้มโพล่งขึ้น “ก็ไอ้จ่าแม่นมันเหม็นขี้จนลมชัก เราก็เลยรีบพามาหาหมอ” เทิ้มประชด “ไม่ทันได้มองหรอกครับว่าไอ้เรืองมันทัดเหล้าไว้ที่หู หรือซ่อนไว้ที่ไหน”
       “ตกลงดาวเรืองต้มเหล้าขายจริงๆหรือครับ ถ้าจริงทำไมจับไม่ได้สักทีล่ะครับ” จินตวัฒน์สงสัย
       ทุกคนอึ้งกับคำถามตรงไปตรงมาของจินตวัฒน์
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนช่วยกันยกลังเหล้าขึ้นท้ายรถกระบะเก่าๆ คนรับของโกยฟางลงมาปิดทับลังที่เรียงเป็นตับเพื่อพรางตาตำรวจ
       “เฮียบอกให้ไปเอาเงินที่ตลาดนะ จะจ่ายงวดต้นเดือนให้ด้วย” คนรับของบอก
       ดาวเรืองยิ้มและพยักหน้ารับรู้ คนรับของขับรถกระบะที่ดูเหมือนบรรทุกฟางอย่างเดียวออกไป
       “คิดแล้วยังขาสั่นไม่หาย ตอนที่ไอ้จ่าแม่นมันจะขุดหลุมน่ะพี่เรือง ดีนะที่มันคิดว่าหลุมที่พี่ยืนอยู่เป็นหลุมฝังเหล้า” เพี้ยนว่า
       “เราอยากให้มันขุดตรงไหน เราก็ยืนตรงนั้นแล้วก็ทำให้มันมีพิรุธเยอะๆเข้าไว้” ดาวเรืองสอน
       “มันเลยหลงกลพี่เรือง ทั้งๆที่หลุมฝังเหล้ามันก็อยู่ตรงที่พวกมันยืนกันนั่นแหละ” เพี้ยนหัวเราะ “จะจับเหล้า ดันมาเจอปุ๋ยหมักของป้าบาน จ่าแม่นมันคงเลิกตามพี่ไปนานล่ะทีนี้”
       ดาวเรืองหัวเราะ “รวมทั้งไอ้ปลัดนั่นด้วย”
       ทั้งสองเฮฮา
      
       จินตวัฒน์ สันติสุข ไพศาล เทิ้ม และกำจร เดินคุยกันมาตามทาง
       “ไอ้ที่จับมันไม่ได้ก็เพราะมันไม่อยู่ให้เราจับน่ะสิปลัด บางทีตัวอยู่ของกลางไม่อยู่ บางทีของกลางอยู่แต่ตัวมันไม่อยู่” สันติสุขเล่า
       “มันเปลี่ยนที่ต้มเหล้าตลอด เดี๋ยวในป่า เดี๋ยวบนเขา ขนาดในน้ำ มั๊นก็ยังอุตส่าห์ลงไปต้ม” ไพศาลเสริม
       จินตวัฒน์งง “ยังไงครับ”
       “มันก็ขนของไปต้มในแพแล้วก็ล่องแม่น้ำไปเรื่อยๆน่ะสิ” สันติสุขบอก
       “แสบจริงๆ แต่ยังไงกฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย เราจะยอมให้ใครทำผิดไม่ได้ ถึงดาวเรืองจะเป็นผู้หญิงยังไม่บรรลุนิติภาวะก็เถอะ” จินตวัฒน์มุ่งมั่น
       “ที่ปลัดพูดก็ถูก แต่กฎบางอย่างเรามีความจำเป็นต้องเอามาปรับใช้ให้เหมาะสม เถรตรงมากไปเราก็อยู่กับคนในชุมชนไม่ได้” สันติสุขบอก
       “เลยต้องอยู่กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ใครทำผิดใครคอรัปชั่นถ้ามันแบ่งปันลูกน้องถือว่าเป็นคนดีมีน้ำใจ คดโกงประเทศชาติแต่บริหารจัดการดี เรียกว่ามีวิสัยทัศน์” เทิ้มแขวะ
       “นั่นก็เกินไป ผมแค่ต้องการให้ปลัดดูว่าคนในชุมชนมีนิสัยมีความเป็นอยู่ยังไง ถ้าเขาทำอะไรผิดแต่มันเป็นวิถีชีวิตของเขา เราจะเข้าไปช่วยยังไงให้มันถูก ยุคนี้เป็นยุคของสงครามแย่งประชาชน เราต้องเข้าถึงและดึงประชาชนมาเป็นแนวร่วมกับเราให้ได้ ไม่ใช่ด้วยเงินแต่ต้องด้วยใจ” สันติสุขบอก
       “ดึงใจไอ้เรืองก่อนดีมั้ยครับ ดึงใจมันได้ก็ดึงใจคนทั้งอำเภอได้” กำจรเสนอ
       เทิ้มเปรย “สนใจแต่เรื่องเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ไอ้คนที่มันใหญ่คับฟ้าจริงๆ ไม่พากันมอง”
       เทิ้มโยนปริศนาทิ้งท้ายไว้โครมเบ้อเริ่มก่อนจะเดินออกไป
      
       สุดาวดีดูนาฬิกาข้อมือแล้วก็บ่น
       “โอ๊ย..ตายแล้ว ทันมั้ยเนี่ย”
       สุดาวดีรีบเหยียบคันเร่งทำให้รถออกตัวแรงและเร็วมาก
      
       มอเตอร์ไซด์สีชมพูแปร๋นคันหนึ่งแล่นออกมาจากซอย พฤกษ์สวมหมวกกันน็อคสีดำขี่มา ด้านหลังรถมีกล่องโฟมเก็บความเย็นวางอยู่บนชั้นวางท้ายเบาะ พฤกษ์ทะยานมอเตอร์ไซด์ออกมาอย่างรีบเร่ง



       สุดาวดีขับรถมาเจอสภาพถนนที่เต็มไปด้วยรถติดแหงก เธอมองนาฬิกาอีกครั้งแล้วตัดสินใจถอยรถกลับไปที่หน้าซอยย่อยซึ่งเพิ่งขับผ่านมาเพราะกะจะเลี้ยวลัดตัดเข้าซอย จังหวะที่สุดาวดีจะเลี้ยวซ้ายเข้าซอย มอเตอร์ไซด์สีชมพูของพฤกษ์ก็แล่นมาทางซ้ายเพราะจะเลี้ยวซ้ายเข้าซอยเหมือนกัน ทั้งคู่ตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าซอยพร้อมกันด้วยความเร็วพอกันทำให้รถทั้งคู่เบียดและจูบกัน
       ทั้งคู่ร้อง “เฮ้ย”
       “โอ๊ย..ยิ่งรีบๆอยู่ ซวยอะไรอย่างนี้!” สุดาวดีบ่น
       พฤกษ์จอดรถแล้วรีบลงมาดูความเสียหาย สุดาวดีที่ใส่แว่นกันแดด Chole ปิดไปครึ่งหน้าเปิดประตูลงมาจากรถแล้ววีนใส่
       “แซงเข้ามาได้ยังไง คนจะเลี้ยวเข้าซอยมองไม่เห็นเหรอ”
       พฤกษ์ซึ่งยืนดูสภาพรถโดยหันหลังให้สุดาวดีถอดหมวกกันน็อคออกแล้วพูดอย่างสุภาพ
       “คือ ผมไม่ทราบจริงๆว่า...”
       พฤกษ์หันมาหาสุดาวดี เขาชะงักยืนมองสุดาวดีอย่างพินิจพิจารณาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
       สุดาวดีเองก็ชะงักแล้วถอดแว่นออกมาจ้องหน้าพฤกษ์เพราะรู้สึกว่าหน้าคุ้นๆ ก่อนจะนึกออกพร้อมกัน
       “คุณ / นาย!!”
       “เวรกรรมอะไรของฉันถึงได้มาเจอนายอีกเนี่ย เจอทีไรหาเรื่องมาให้หงุดหงิดทุกที” สุดาวดีว่า พฤกษ์พูดอย่างสุภาพ “ผมก็ไม่ได้อยากทำให้คุณหงุดหงิดนะครับ         แต่คุณไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว ผมเลยไม่ทราบจริงๆว่าคุณจะเลี้ยวเข้าซอย”
       สุดาวดีอึ้งเพราะลืมเปิดไฟเลี้ยวจริงๆ แต่ก็ยังแถ “ก็ทำไมไม่ใช้เซ้นส์บ้างล่ะ เรื่องบางเรื่องมันใช้
       เซ้นส์ได้นะ ถ้ามีคอมม่อนเซ้นส์”
       “คุณจะให้ใช้คอมม่อนเซ้นส์ขับรถในกรุงเทพฯเนี่ยนะ ผมว่าถ้ารถไม่ชนกัน คนขับก็คงฆ่ากันตาย ขนาดมีกฎหมายบังคับใช้อย่างนี้ ยังชนกันยิงกันไม่เว้นแต่ละวัน”
       “ไม่ต้องมาทำหัวหมอกับฉันเลย ฉันต้องรีบไปทำงาน นายจะจ่ายค่าเสียหายฉันยังไงก็ว่ามา”
       พฤกษ์มองสุดาวดีทั่วตัวทั้งซ้าย ขวา หน้า และหลัง “คุณเจ็บตรงไหนเหรอครับ”
       “ฉันหมายถึงรถ..ไอ้บ้า!!”
       “เอาเป็นว่าคุณถ่ายรูปไว้แล้วไปแจ้งความก่อนนะครับ ถ้าผมผิดผมยินดีชดใช้ค่าเสียหายให้ รีบถ่ายเลยครับ ผมต้องรีบไปส่งของเหมือนกัน”
       สุดาวดีโวย “จะให้ฉันเสียเวลาไปหาตำรวจเพราะรอยแมวข่วนแค่นี้เนี่ยนะ นายรู้มั้ยว่าฉันทำงานได้นาทีละเท่าไหร่”
       “นั่นสิครับ ดาราดังอย่างคุณคงไม่อยากขึ้นหน้า๑ เพราะรอยเท่าแมวข่วนแค่นี้”
       สุดาวดีเสียหน้า แต่ก็ยังแถอีก “ฉันไม่อยากเอาเรื่องแมสเซ็นเจอร์อย่างนายต่างหาก กว่าจะได้เงินแต่ละเดือน บิดจนหน้าบาน เชอะ!” สุดาวดีเดินไปที่รถ
       พฤกษ์สรุป “เป็นอันว่าเลิกแล้วต่อกัน”
       สุดาวดีหมั่นไส้ “เออ”
       สุดาวดีเดินสะบัดตูดขึ้นรถ ในขณะที่พฤกษ์ยิ้มแล้วส่ายหน้าก่อนจะกลับไปขยับมอเตอร์ไซด์ออก
      
       สุดาวดีนั่งในรถ เธอกำลังจะขยับเลี้ยวซ้าย แต่หางตาหันไปเห็นไฟน้ำมันกระพริบเตือนว่าน้ำมันใกล้หมด
       “อย่าบอกว่ามาหมดเอาตอนนี้นะ” สุดาวดีมองนาฬิกา “โอ๊ย..ทำไงดี”
       สุดาวดีเลี้ยวรถเข้ามาจอดในซอย เธอคว้ากระเป๋าแล้วล็อคประตูก่อนจะมองซ้ายมองขวาหามอเตอร์ไซด์รับจ้าง พฤกษ์ขี่มอเตอร์ไซด์เลี้ยวเข้ามา สุดาวดีหันมาเห็นก็วิ่งมาโบกรถให้จอด
       “จอด..นายแมสเซนเจอร์!!!หยุด”
       พฤกษ์จอดรถ “เปลี่ยนใจจะเอาเรื่องเหรอครับ”
       “เปล่า แต่นายทำฉันเดือดร้อน”
       พฤกษ์งง
       “พาฉันไปส่งที่สยามเดี๋ยวนี้เลย ฉันมีงานที่นั่น มัวแต่ทะเลาะกับนาย ฉันไปไม่ทันแล้วเห็นมั้ย นายต้องรับผิดชอบ”
       สุดาวดีกระโดดขึ้นมาซ้อนมอเตอร์ไซด์พฤกษ์ พฤกษ์งง
      
       จินตวัฒน์เดินคุยมากับไพศาล โดยมีกำจรเดินตามติด
       “ผมคิดว่าการพัฒนาท้องถิ่นควรจะเริ่มที่คนก่อน ผมพุ่งเป้าไปที่กลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน เพราะเป็นวัยที่น่าจะพูดให้คนรุ่นเก่าเข้าใจและช่วยปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ได้”
       “ก็ดีนะ แล้วปลัดวางแผนรึยังว่าเราจะเดินหน้ายังไง” ไพศาลถาม
       “ผมจะคิดโครงงานแล้วเปิดอบรมอาสาสมัครเป็นรุ่นๆ เป็นเรื่องๆไป คิดว่าจะเริ่มที่บ้านดอนล้อมแรดก่อนครับ”
       “ทำไมเลือกที่นั่นล่ะ ยากสุดเลยนะ” ไพศาลถาม
       “ผมอยากเริ่มจากที่ที่คิดว่ายากที่สุดก่อน ถ้าสำเร็จ..ที่อื่นก็ไม่น่ามีปัญหา”
       “ก็ลองดูนะ แล้วจะเริ่มที่เรื่องอะไรก่อนล่ะ”
       “เท่าที่ดู ผมคิดว่าชาวบ้านยังดูแลเรื่องดินไม่ถูกต้อง ก็เลยอยากทำเรื่องปุ๋ยชีวภาพแก้ปัญหาดินเสื่อม แล้วก็ลดต้นทุนเรื่องปุ๋ยเคมีราคาแพงกับสารตกค้างน่ะครับ”
       “เรื่องนั้นเลิกคิดไปเลย เขาทำกันหลายครั้งแล้ว ทั้งสาธิตทั้งแจกฟรี ยังไม่มีใครสนใจ ชาวบ้านเขาเชื่อกันแล้วว่าปุ๋ยเคมีดีกว่า”
       “แต่มันไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องนะครับ”
       “เรื่องความเชื่อ มันเปลี่ยนกันยาก มันก็เหมือนที่เชื่อว่ามีผีปอบ แต่ปลัดไม่เชื่อนั่นแหละ ไปพูด..ไปบอกยังไง เขาฟังนะ..แต่ไม่ทำ”
       “แต่ผมอยากลองครับ ผมคิดว่าผมสามารถให้ความรู้จนชาวบ้านเปลี่ยนความคิดได้ ผมจะไปคุยกับผู้ใหญ่ผัน ผมเชื่อว่าผู้ใหญ่คงชอบที่จะได้พัฒนาความเป็นอยู่ของลูกบ้านให้ดีขึ้น”
       “แหม..ไฟแรงจริงพ่อคุณ” ไพศาลว่า
       จินตวัฒน์ยิ้มเพราะรู้สึกอยากทำงานชิ้นแรกเต็มแก่



       เสมอใจยกถาดใส่น้ำใบบัวบก ๓ แก้วเดินมายื่นให้สุวรรณ แหลม และกรอดที่นั่งและนอนเอกเขนกอยู่ ในมือของสุวรรณมีโทรศัพท์มือถือ
       “น้ำใบบัวบกจ้ะ” เสมอใจบอก
       “เอ็งจะให้ข้ากินวันละกี่แก้ววะ ขี้เยี่ยวจะเป็นสีเขียวอยู่แล้วนะเว้ย” สุวรรณว่า
       “ก็เอ็งอยากฟื้นตัวไปหาเรืองมันเร็วๆมั้ยล่ะ ถ้าอยากไปเอ็งก็ต้องกิน”
       “เอ็งไม่ใช่ไอ้เรือง ไม่ต้องมาสั่งข้า” สุวรรณตอกกลับ
       เสมอใจหน้าหดเหลือ ๒ นิ้วเพราะสุวรรณไม่สนใจทั้งเธอและน้ำใบบัวบกที่อุตส่าห์ยกมาให้
       สุวรรณหันมาหาแหลมกับกรอด “ทำไมไอ้เรืองมันไม่รับสายข้าสักทีวะ”
       “สงสัยมันยังงอน” กรอดสรุป
       “หรือไม่ก็เล่นตัว อยากให้พี่โทรง้อเรื่อยๆ” แหลมแสดงความคิดเห็น
       “หรือไม่ก็ทิ้ง” สุวรรณสะดุ้งโหยง “หรือมันทิ้งโทรศัพท์ข้าไปแล้ววะ เฮ้ย!! ข้าตกทุกข์ได้ยากเพราะไอ้โทรศัพท์นั่นมาตั้งเท่าไหร่ มันจะมาทิ้งขว้างง่ายๆไม่ได้นะเว้ย ข้าไม่ยอมๆ”
       สุวรรณลงไปนอนดีดดิ้นโวยวายเป็นเด็กน้อย โดยมีแหลมกับกรอดคอยลูบหัวและตบตูดปลอบใจ เสมอใจมองสุวรรณอย่างเห็นใจก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป
      
       เสมอใจเดินมาหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าที่แอบซ่อนไว้มุมหนึ่งขึ้นมาดูก็เห็นว่าสุวรรณโทรเข้ามาเป็น Miss Call 80 กว่าสาย เสมอใจถอนใจเฮือกก่อนจะตัดสินใจกดโทรศัพท์
      
       เสียงข้อความเข้าที่โทรศัพท์ดังขึ้นเป็นระยะ สุวรรณซึ่งยังนอนชักดิ้นชักงออยู่กับแหลมกับกรอดชะงัก
       “ใครส่งข้อความมาวะ” สุวรรณสงสัย
       “หรือจะเป็นไอ้เรือง” กรอดว่า
       สุวรรณเขกหัวกรอด “ไอ้โง่เอ๊ยย จะเป็นมันได้ไงวะ สองตามันเคยแลข้าเหรอ คงมีใครส่งข้อความผิดๆมาให้ข้า เอ็งดูซิ”
       กรอดเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มาดูเบอร์แล้วพยายามอ่านสุดฤทธิ์
       “ออ..ไอ..ไอ..ไม้เอก..ไอ่..ไม้โท..ไอ้ / รอ..เอือ..งอ..เรือง..ไอ้เรือง”
       สุวรรณกับแหลม        หันมาหากรอดพร้อมกัน “ไอ้เรือง”
       “ไหน” สุวรรณคว้าโทรศัพท์มาดู “เฮ้ยยย ไอ้เรืองมันส่งข้อความถึงข้าจริงๆเว้ย” สุวรรณอ่านข้อความ “คิดถึงแสนคิดถึง เฝ้ารำพึงคะนึงหา คิดถึงทุกเวลา แต่ไม่กล้าเปิดเผยตัว” ถ้ารักข้าจริง ขอให้เอ็งเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แม้แต่หมา ๒ ตัวที่อยู่ข้างๆก็ห้ามบอก”
       กรอดถาม “มันว่าใครเป็นหมาวะ”
       “ก็เอ็งกับข้าน่ะสิไอ้โง่!!!! ที่แท้พวกผู้หญิงก็เป็นอย่างนี้เอง กัดกันตั้งแต่เด็กพอคิดอยากจะเป็นผัวเมียกันก็ดันอาย” แหลมว่า
       “น่ารักน่าเอ็นดูจริงเว้ยไอ้เรือง เอาวะ คุยกันเงียบๆอย่างนี้ก็ได้ ดูลึกลับซับซ้อนดี” สุวรรณดีใจ
       เสมอใจโผล่ออกมายิ้มปลื้มที่เห็นรอยยิ้มของสุวรรณ สักครู่เสียงสัญญาณตี๊ดๆๆๆๆ ก็ดังขึ้นอีกระลอก
       “เฮ้ยยยย..มาอีกแล้วเว้ย” สุวรรณอ่าน “ไม่ต้องรักเท่าฟ้า แต่ขอให้รักเท่าเดิม..โอ๊ะ..โอ๊ย”
       สุวรรณทำท่าเหมือนถูกศรรักปักอกลงไปนอนกองอยู่กับพื้น
       แหลมกับกรอดประสานเสียง “ไม่ต้องมีเพิ่มเติม แต่รักไม่น้อยลงไป”
       สุวรรณแหกปากร้องตามแหลมกับกรอด
       “ไม่ต้องรักจนชั่วนิรันดร์ ตราบที่ฉันนั้นยังหายจายยยยยย ขอให้เหมือนเดิม ขอให้เหมือนเดิม โอ๊ยยย..ไม่ไหวแล้ววว ไปเว้ย..ไปหาไอ้เรือง”
       สุวรรณ แหลม และกรอดประสานเสียงร้องวนท่อนเดิมอีกรอบก่อนจะเดินออกไป เสมอใจยิ้มหดเมื่อคิดได้ว่าตัวเองเป็นแค่เงาของดาวเรืองเท่านั้น
      
       ผันยืนทำหน้าเซ็งกับจินตวัฒน์และกำจร
       “ปลัดจะให้ผมบอกชาวบ้านให้ไปฟังคุณปลัดสอนทำปุ๋ยคอกเหรอ ?” ผันถามย้ำ
       จินตวัฒน์พูด “ปุ๋ยชีวภาพครับ”
       “มันก็เหมือนๆกันนั่นแหละ ก่อนไปบอกชาวบ้านน่ะ คุณปลัดประชุมกับกรรมการหมู่บ้านรึยัง” ผันถาม
       “ผมนัดประชุมพรุ่งนี้ครับ แต่คิดว่าคงไม่น่ามีปัญหา เลยอยากมาขอให้ผู้ใหญ่ประกาศบอกชาวบ้านไว้ก่อน ว่าผมจะเปิดอบรมทำปุ๋ยฟรี” จินตวัฒน์บอก
       “อูย เชื่อผมเถอะว่าชาวบ้านไม่สนใจหรอก เขาทำกันมาเยอะแล้ว เอาขี้วัวขี้ควายมาหมักๆกับขยะ มันเสียเวลา วันๆชาวบ้านต้องทำมาหากินนะคุณปลัด”
       “เช่น ตีไก่อย่างผู้ใหญ่ เป็นต้น” กำจรแขวะ
       ผันมองดุกำจร กำจรยิ้มแหย
       “มันไม่เสียเวลาอะไรเลยครับ ถ้าทำได้ ชาวบ้านจะประหยัดเงินค่าปุ๋ยไปเยอะมาก”
       ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังมาจากในบ่อน ผันหันไปสนใจที่บ่อนไก่มากกว่า
       “เอาอย่างนี้..เดี๋ยวผมจะไปบอกชาวบ้านให้ ไปล่ะ”
       ผันรีบวิ่งเข้าบ่อนไก่แล้วหันมามองจินตวัฒน์ก่อนจะพึมพำ
       “ฉันคงช่วยหรอก ลำพังขายปุ๋ยเแข่งกับไอ้เรือง ก็สู้กันจะแย่ ขืนชาวบ้านรู้ว่ามีปุ๋ยทำฟรีได้ ฉันก็เสียรายได้สิ เหอะ” ผันเดินเข้าบ่อนไป
       “ผมว่ามันจะไม่ได้เรื่องมั้งคุณปลัด ขนาดผู้นำยังไม่ใส่ใจ แล้วลูกบ้านจะสนใจเหรอ” กำจรว่า
       จินตวัฒน์เชื่อมั่น “สนใจสิ ! มันต้องมีคนเห็นด้วยกับฉันสักคนสิน่า”



       จินตวัฒน์กับกำจรนั่งคุยกับพระครูจ้อยบนศาลาการเปรียญ
       “คุณปลัดจะใช้วัดเป็นศูนย์กลางอบรมชาวบ้านเหรอ ? เอาเลย.. อาตมายินดี”
       จินตวัฒน์หันไปยิ้มให้กำจร “เห็นไหม ? ฉันบอกแล้วว่าต้องมีสักคนที่เห็นด้วยกับฉัน”
       “แต่อาตมาว่าปลัดคิดดีๆอีกทีไหม” พระครูจ้อยท้วง
       จินตวัฒน์งง “อ้าว..”
       กำจรขำ
       “อาตมาเห็นจะทำกันมาเยอะแล้ว พอได้งบประมาณก็หยุดกันไป เสียเวลาเปล่าๆ”
       “ไม่ต้องห่วงครับ คราวนี้ผมจะทำโครงการให้สำเร็จ ขอแค่หลวงพ่อช่วยบอกต่อชาวบ้านให้มาร่วมอบรมเยอะๆ” จินตวัฒน์บอก
       “อาตมาบอกให้ได้ แต่ชาวบ้านจะเชื่อรึเปล่า อาตมาไม่รับปากนะ”
       “แต่ผมเชื่อว่าชาวบ้านเชื่อและเคารพหลวงพ่ออยู่แล้ว”
       “คุณปลัดเข้าใจผิดแล้ว ชาวบ้านไม่ได้เชื่ออาตมาหรอก ที่ชาวบ้านมีต่ออาตมาคือความศรัทธา แต่ถ้าอยากให้ชาวบ้านเชื่อ.. คุณปลัดต้องไปหาอีกคนนึง”
       จิตนวัฒน์ถาม “ใครครับ”
       พระครูจ้อยหันไปมองทางกุฏิหลวงตาคง จินตวัฒน์กับกำจรมองตาม
      
       จินตวัฒน์กับกำจรยืนคุยกับหลวงตาคงหน้ากุฏิ
       “อูย ถ้าคุณปลัดอยากให้ฉันช่วยบอกชาวบ้านน่ะได้ เพราะฉันเองก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการหมู่บ้าน แต่จะให้ชาวบ้านเชื่อเลย ฉันทำไม่ได้หรอก ฉันไม่เคยทำให้ชาวบ้านเชื่อฉันได้” หลวงตาคงบอก
       ทันใดนั้นเวียง บุญปลีก และบุญปลอดก็เดินเถียงกันเสียงดังเข้ามา
       “หลวงตาคงช่วยฉันด้วย ! เมื่อคืนฉันฝันไม่ดี ฝันว่าโดนตุ๊กแกกินตับ มันแปลว่าอะไร ถามเจ้าแม่ถืดทือให้ฉันที” เวียงว่า
       “เชื่อฉันสิแม่ ฝันอย่างนั้นต้องมีเรื่องร้าย” บุญปลีกสรุป
       “แต่ฉันว่าไม่มีอะไรหรอก แค่ตอนแม่นอนแล้วคิดฟุ้งซ่าน เลยฝันเพ้อเจ้อ” บุญปลอดบอก
       “นี่แกว่าแม่เพ้อเจ้อเหรอนังปลอด ! แม่แค่กินเยอะ ! พูดมาก ! สอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านตลอด ! ไปด่าชาวบ้านไม่เว้นวัน ! เลยกลัวเค้ามาแหกอกจนเก็บมาฝันต่างหากเว้ย”
       “ใช่ !” เวียงชะงักแล้วคิด “เฮ้ย ! แกหลอกด่าฉันเหรอนังปลีก”
       “พูดโต้งๆอย่างนี้ ไม่เรียกว่าหลอกด่าจ้ะแม่ เรียกว่าด่าซึ่งๆหน้า” บุญปลอดบอก
       “ฉันไม่ได้ด่าแม่นะเว้ยนังปลอด ! ถ้าด่าต้องพูดว่า..นังแก่เหนียงยาน”
       “การด่านั้น ไม่จำเป็นต้องพูดคำรุนแรง แค่พูดว่า..แม่เวียงไร้เสน่ห์จนผัวไม่เอา..ก็ ถือว่าด่าจ้ะ”
       “หยุด ! ฉันสรุปให้” เวียงจับหัวของบุญปลีกกับบุญปลอดมาชนกัน “แกด่าฉันทั้งคู่” เวียงหันไปพูดกับหลวงตาคง “ตกลงฝันฉันแปลว่าอะไร ?”
       หลวงตาคงหลับตานิ่ง “แย่แล้ว ! แม่เวียงท่าทางจะมีเรื่อง ต้องให้เจ้าแม่บอกว่าต้องสะเดาะเคราะห์ยังไงบ้าง”
       หลวงตาคงรีบเดินขึ้นกุฏิ เวียง บุญปลีก และบุญปลอดรีบเดินตาม
       “แหม บอกว่าไม่มีใครเชื่อ แล้วที่วิ่งดุ๊บๆตามนี่ เรียกว่าอะไร” กำจรถามจินตวัฒน์ “คุณปลัดจะเอายังไงต่อครับ”
       “บอกผู้ใหญ่หมดแล้ว ที นี้ก็เหลือเด็กที่ไม่ใช่เด็ก” จินตวัฒน์บอก
       กำจรงง “เด็กที่ไม่ใช่เด็ก” กำจรคิด “นี่คุณปลัดอย่าบอกนะครับว่าจะไปขอให้ไอ้เรืองช่วย !..ผมว่าลุ้นหมาให้ออกลูกเป็นแมวยังง่ายกว่านะครับ”
       จินตวัฒน์ยิ้มอย่างมุ่งมาดว่าตัวเองต้องทำได้
      
       พฤกษ์ขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านหน้าศูนย์การค้าดัง โดยมีสุดาวดีนั่งซ้อนท้ายเข้าไปในที่จอดรถ พฤกษ์ขับรถเข้ามาจอด สุดาวดีรีบลงจากรถแล้วถอดหมวกยื่นให้พฤกษ์ เสร็จแล้วเธอก็ก้มหัวลงก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นมาแล้วเอาสองมือสยายผม พร้อมทั้งก้มลงส่องที่กระจกข้างรถพฤกษ์เพื่อดูหน้าตาและทรงผมในเหลี่ยมมุมต่างๆ
       พฤกษ์ยืนมองเอ๋อๆ เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนมาขยับก้ม เงย หมุนซ้าย หมุนขวาให้เขาเห็นมาก่อน
       “ผมฉันดูดีรึยัง ยิ้มเป็นไง” สุดาวดีถาม
       สุดาวดีจิกยิ้มเหมือนกำลังถ่ายรูปลงนิตยสารให้พฤกษ์ดู
       “มีอะไรติดฟันรึเปล่า มีเหงื่อมั้ย ต้องตบแป้งเพิ่มตรงไหนบ้าง”
       พฤกษ์ยิ้ม “คุณดูดีแล้วครับ”
       สุดาวดีอารมณ์ดี เธอควานหากระเป๋าเงินในกระเป๋าสะพายก่อนจะหยิบเงินยื่นให้พฤกษ์หนึ่งพัน
       “ฉันให้นายหมดนี่ อุตส่าห์ซิ่งจนทันเวลา”
       “ผมไม่รับครับ”
       “ทำไม หรือว่า น้อยไป”
       “ผมต้องมาที่นี่อยู่แล้ว ไม่ใช่ต้องออกนอกเส้นทางไปส่งคุณที่ไหน ถ้าคุณจะให้อะไร ขอแค่คำขอบคุณก็พอ”
       “ขอบคุณเลยเหรอ ขอบใจแล้วกัน หวังว่าเราคงไม่ต้องมาเจอกันอีกนะ”
       สุดาวดีหยิบแว่น CHOLE ขึ้นมาใส่แล้วเก็กยิ้มให้พฤกษ์เล็กน้อย ก่อนจะหันไปชนรถที่จอดอยู่ข้างๆ จนเซ พฤกษ์แอบขำ สุดาวดีบังคับตัวเองให้เดินอย่างหงส์เหินออกไปอย่างมึนๆ โดยไม่หันกลับมามองพฤกษ์อีก พฤกษ์หยิบช่อดอกไม้ที่อยู่ในกล่องกันลมท้ายรถออกมา
        
       น้ำหวานยืนรอโรสอย่างกระวนกระวาย
       “หายไปไหนเนี่ย ? โทรไปก็ไม่รับ ! โชว์ใกล้จะเริ่มแล้วด้วย โอ้ยยยย หงุดหงิดแล้วนะ เว้ย ! ถ้าเจอนะ แม่จะด่าให้สักที”
       สุดาวดีเดินเข้ามา
       “ด่าใคร”
       น้ำหวานสะดุ้งแล้วรีบแถ
       “ด่าไอ้เจ้าของงานน่ะสิคะ ไม่รู้จะรีบอะไรนักหนา ไม่รู้รึไงว่ากรุงเทพรถมันติด น้องโรสเลยมาช้าใช่ไหมคะ ?”
       “ไม่ใช่เพราะรถติดหรอก แต่มันมีเรื่องมากกว่านั้น ช่างเถอะ ไว้ค่อยคุย”
       สุดาวดีเดินนำน้ำหวานไปที่ลิฟท์ พฤกษ์วิ่งเข้ามาพร้อมตะโกนเรียกชื่อ “โรส”
       “คุณโรสครับ”
       สุดาวดีชะงักแล้วหันไปมองพฤกษ์ที่เดินถือช่อดอกไม้เข้ามา ในขณะที่น้ำหวานยืนด้านหลังโรส
       น้ำหวานยิ้มให้พฤกษ์ “อุ้ย ! น้องนั่นเอง”
       “มีคนส่งดอกไม้ให้คุณน่ะครับ” พฤกษ์บอก
       สุดาวดีมองดอกไม้แล้วยิ้ม พร้อมทำมือยื่นไปเตรียมรับช่อดอกไม้ พฤกษ์เดินถือช่อดอกไม้แล้วเดินผ่านสุดาวดีไปหาน้ำหวาน
       “นี่ครับ”
       น้ำหวานชะงักมองสุดาวดีที่ทำหน้าเตรียมพ่นไฟ “เอ่อ..อ่า..อุ้ย”
       สุดาวดีโวยวาย “ฉันต่างหากที่ชื่อโรส”
       พฤกษ์มองสุดาวดีงงๆ “อ้าว..” พฤกษ์หันมองน้ำหวาน “ตกลงใครชื่อคุณโรสกันแน่ครับ”
       น้ำหวานชี้ไปทางสุดาวดี “คนโน้น”
       “อ้าว ..ขอโทษครับ ผมรู้แต่ว่า คุณชื่อ สุดาวดี”
       “ไปอยู่ไหนมาห๊า สุดาวดี กับ โรส คือคนคนเดียวกัน !ดังขนาดนี้ไม่รู้จักได้ไง” สุดาวดีว่า
       “อาจจะเพราะคุณดังไม่จริงก็ได้นะครับ คุณโรส สุดาวดี” พฤกษ์บอก
       พฤกษ์เดินออกไปทันที
       สุดาวดีโมโห “นี่นายหาว่าฉันไม่ดังเหรอ ! กลับมาคุยให้รู้เรื่องก่อนนะ” สุดาวดีจะเดินตามพฤกษ์
       น้ำหวานจับตัวสุดาวดีไว้ “รีบไปทำงานก่อนเถอะค่ะคุณน้อง แล้วค่อยตามผู้ชายทีหลัง”
       สุดาวดีจ้องน้ำหวานอย่างโกรธๆ “ใครตามผู้ชาย ! คนอย่างโรส ! มีแต่ผู้ชายตามย่ะ”
       สุดาวดีหันไปมองพฤกษ์อย่างหงุดหงิดแล้วเดินไปที่ลิฟท์ น้ำหวานทำปากงุบงิบนินทาสุดาวดีแล้วรีบวิ่งตามไปขึ้นลิฟท์
      
       กำจรขับรถมาจอดหน้าร้านดาวเรือง จินตวัฒน์ลงจากรถแล้วจะเดินเข้าร้าน แต่กำจรรีบวิ่งมาขวาง
       “คุณปลัดจะให้ผมสตาร์ทรถรอเลยไหมครับ เผื่อไอ้เรืองไล่ตะเพิด เราจะได้บึ่งรถหนีทัน”
       “เรามาดี ทำดีกับชุมชน ทำไมดาวเรืองต้องตะเพิดเราด้วย” จินตวัฒน์ถาม
       “ก็คุณปลัดเพิ่งจะไปตามจับไอ้เรืองมันแหม็บๆ คนอย่างไอ้เรือง ถ้าประกาศว่าอยู่คนละข้างกับมัน มันไม่เอาไว้นะครับ”
       “เชื่อฉันเถอะว่าดาวเรืองก็แค่เด็กธรรมดา เพียงแต่ห้าวแล้วก็กล้าพูดกล้าทำกว่าคนอื่น ที่สำคัญดาวเรืองฉลาด ถ้ารู้จักใช้ ดาวเรืองจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนมาก”
       “ผมยอมท้ากินขี้หมาเลย ไอ้เรืองไม่มีวันยอมให้ปลัดใช้มันหรอก”
       จินตวัฒน์ยิ้มๆก่อนจะเดินเข้าร้านไป แต่ไม่เห็นดาวเรืองมีแต่เพียงบานชื่นที่อยู่ร้าน บานชื่นเห็นจินตวัฒน์เดินเข้ามาก็รีบกุลีกุจอไปต้อนรับ
       “เชิญค่ะคุณปลัด จะกินอะไรดีคะ สั่งได้เลยนะคะ”
       “ผมไม่ได้มากินข้าวหรอกครับ แต่ผมอยากมาคุยกับคุณน้าเรื่องดาวเรือง” จินตวัฒน์บอก
       “นี่ไอ้เรืองไปก่อเรื่องอะไรอีกเหรอคะ ?”
       “เปล่าๆครับ คือผมอยากเปิดอบรมชาวบ้านเรื่องการทำปุ๋ยชีวภาพ แต่ผมยังไม่รู้จักชาวบ้านที่นี่มากพอ เลยต้องมาพึ่งบารมีคุณน้าให้ช่วยไปประชุมกรรมการหมู่บ้านและชักชวนชาวบ้านให้มาร่วมอบรมกันเยอะๆน่ะครับ”
       บานชื่นยิ้มหน้าบาน “พึ่งบารมีเลยเหรอ!”
       “ครับ ผมมาอยู่นี่แค่ไม่กี่วันก็รู้แล้วว่าทุกคนที่นี่เกรงใจคุณน้ากันทั้งนั้น อย่างนี้ไม่เรียกว่ามีบารมีได้ยังไงล่ะครับ”
       บานชื่น        หน้าบาน “เหรอจ้ะ แหม..น้าก็เพิ่งรู้ตัวนะเนี่ย ไปจ้ะ พรุ่งนี้น้าไปแน่”
       “ผมอยากจะให้เด็กที่เป็นเยาวชนมีส่วนร่วมในโครงงานนี้ด้วย ก็เลยอยากจะให้คุณน้าชวนดาวเรืองไปด้วยกัน ไม่รู้ว่าเขาจะยอมไปมั้ย ยังไงคงต้องพึ่งบารมีคุณน้าด้วยนะครับ”
       บานชื่นหน้าบานขึ้นไปอีก “พึ่งถูกคนแล้วล่ะค่า”
       “โห..เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือไอ้เรืองยังมีน้าบานชื่น เหนือน้าบานชื่นยังมีคุณปลัด” กำจรชื่นชม



       ตกกลางคืน สุดาวดีใส่ชุดคลุมหลังจากเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เธอเดินไปหยิบรีโมททีวีแล้วเหลือบมองช่อดอกไม้ สุดาวดีวางรีโมทแล้วไปหยิบมือถือมาโทรหาจินตวัฒน์
       “ฮัลโหล” สุดาวดีประชด “ว่างคุยกับประชาชนตัวเล็กไหมคะคุณปลัด ? ..โรสจะบอกว่าดอกไม้น่ารักดี แต่ถ้าเปลี่ยนดอกไม้เป็นจิ๋น โรสจะรู้สึกดีกว่านี้”
       จินตวัฒน์ยืนอยู่ที่ระเบียงบ้านพักขณะพูดโทรศัพท์
       “เรื่องวันนี้ผมขอโทษจริงๆนะโรส โรสอย่าโกรธผมเลยนะ ผมติดงานด่วนจริงๆ”
       “ไม่โกรธแต่งอน” สุดาวดีบอก
       “แล้วทำยังไงถึงจะหายงอน”
       “ก็กลับมาอยู่ใกล้ๆโรส”
       “ผมเพิ่งมาอยู่นี่นะโรส ผมอยากพัฒนาที่นี่ อยากเห็นคนที่นี่อยู่ดีกินดีก่อน”
       สุดาวดีเริ่มไม่พอใจ “แล้วโรสล่ะ ทำไมจิ๋นถึงเห็นตาสีตาสาพวกนั้นดีกว่าโรส”
       “ผมเป็นข้าราชการนะโรส ผมกินเงินเดือนที่ได้จากภาษีของประชาชน ผมต้องทำงานตอบแทนประชาชน”
       สุดาวดีพูดหน้านิ่ง “ก็ได้โรสจะตามใจจิ๋น”
       จินตวัฒน์ดีใจ “ขอบคุณมากนะโรสที่เข้าใจ”
       “โรสจะให้เวลาจิ๋น สามเดือน ให้จิ๋นได้ทำงานที่ตัวเองรัก หลังจากนั้นโรสต้องการคำตอบ ระหว่างโรสกับงาน จิ๋นเลือกที่จะอยู่ข้างไหนมากกว่ากัน”
       พูดจบสุดาวดีก็กดวางสายโทรศัพท์ทันที
       “โรส..โรส..โรส!!” จินตวัฒน์ต่อโทรศัพท์หาสุดาวดีอีกที
       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหลายครั้ง แต่สุดาวดีกดปิดเครื่อง จินตวัฒน์ยืนถอนใจเซ็งสุดขีดเมื่อได้ยินเสียง “ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก” สุดาวดียิ้มอย่างรู้สึกเป็นต่อเพราะมั่นใจว่าสุดท้ายจินตวัฒน์ก็ต้องกลับมา
      
       วันต่อมา ดาวเรืองยื่นแผ่นกระดาษที่จดรายการยาวเหยียดให้เสมอใจ
       “ตามนี้เลย”
       เสมอใจก้มดูโพยพอเห็นรายชื่อสมุนไพรต่างๆก็รู้ว่าดาวเรืองจะเอาไปต้มเหล้า
       “จะต้มอีกเหรอ ได้ยินพวกชาวบ้านเล่าว่า เมื่อวานตำรวจตามไล่จับถึงที่เลยไม่ใช่เหรอ”
       “แล้วมันเล่ารึเปล่าล่ะว่า สุดท้ายใครหน้าแหก” ดาวเรืองว่า
       สุวรรณ แหลม และกรอดพกหวีเสยผมอันโตขยับเข้ามาร้องและเต้นเลียนแบบติ๊กชีโร่ แหลม กรอดเป็นแดนเซอร์แบคอัพข้างหลัง
       “ฟ้ายังมีหม่น ฝนยังมีวันแล้ง สลากยังมีกินแบ่ง หากจะแบ่งใจนี้ไม่มีทาง”
       “หมาขี้เรื้อนที่ไหนมาหอนแถวนี้วะ” ดาวเรืองว่า
       “ก็หอนใส่กันทั้งคืน ขอโทษด้วยนะที่ข้าหลับคาโทรศัพท์ไปก่อนน่ะ โทรศัพท์ที่ข้าให้ล่ะไอ้เรือง”
       เสมอใจร้อนรนและเริ่มยืนไม่ติดเพราะกลัวความลับแตก
       “เดี๋ยวลองไปคุ้ยขยะดูก่อนนะ” เพี้ยนบอก
       “ป่านนี้ย่อยเป็นปุ๋ยหมดแล้วมั้งไอ้เพี้ยน..ไป..อย่าตามมานะเว้ย ถ้าตาม แม่จะเตะผ่าหมากให้ช่วงล่างใช้การไม่ได้เลย” ดาวเรืองว่า
       ดาวเรืองเดินออกไปกับเพี้ยน
       กรอดมองตามอึ้งๆ “ทำไมมันไม่สนพี่วรรณเลยว่ะ”
       “นั่นสิ ไม่จี๋จ๋าเหมือนตอนส่งข้อความมาเลยอะ” แหลมบอก
       เสมอใจกลัวความแตกจึงรีบพูดสกัด “มันคงไม่อยากให้คนอื่นรู้มั้ง”
       สุวรรณโลกสดใสขึ้นมาทันที “เออว่ะ..มันสั่งไม่ให้ข้าบอกความลับเอ็ง ๒ คน” สุวรรณหยุดคิดไปสักพักแล้วหันมาถามเสมอใจ “แล้วเอ็งรู้ความลับข้ากับไอ้เรืองได้ไง มันบอกเอ็งเหรอ”
       “ปะ..เปล่า เดาเอา เรืองมันก็ผู้หญิง ทำไมข้าจะเดาใจผู้หญิงด้วยกันไม่ออกล่ะ” เสมอใจแก้ตัว
       สุวรรณพยักหน้าหงึกๆ โดยไม่ได้สงสัยอะไรอีก ในขณะที่เสมอใจถอนใจโล่งอกที่รอดไปได้หวุดหวิด
      
       ผันแต่งตัวเตรียมไปฟังจินตวัฒน์พูดเรื่องปุ๋ยด้วยความหงุดหงิด เวียงแต่งตัวเสร็จแล้วเดินมาตรวจความเรียบร้อยให้ผัน
       “ทำไมทำหน้าเป็นหมาเหม็นขี้อย่างนั้นล่ะพี่ผัน”
       “เบื่อไอ้ปลัดน่ะสิ ! นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเสี่ยกำพลจะไปร่วมฟังประชุมด้วย พี่ไม่มีวันจากไอ้โต้งไปแน่ วันนี้มีไฟท์สำคัญซะด้วย”
       “อ้าว นี่เสี่ยกำพลไปด้วยเหรอ ?”
       “ใช่ ! เมื่อวานพี่โทรไปบอกเสี่ยว่าไอ้ปลัดมันจะทำปุ๋ยชีวภาพแข่งกับปุ๋ยของเสี่ยแทนที่เสี่ยจะรำคาญ เสี่ยกลับเห็นเป็นเรื่องดี แถมยังจะมาฟังไอ้ปลัดวันนี้ด้วย”
       เวียงคิด “เสี่ยมีแผนอะไรรึเปล่า ?”
       “แม่เวียงอย่าว่าเสี่ยกำพลอย่างนั้นนะ เสี่ยเป็นคนดี ไม่มีแผนอะไรกับใคร อย่าลืมสิว่าที่บ้านเรามีกินมีใช้ก็เพราะเสี่ยช่วยเหลือทั้งนั้น” ผันบอก
       “ฉันก็แค่สงสัย ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”



       ดาวเรืองกลับเข้าบ้านมาเห็นบานชื่นกำลังออกจากบ้านจะไปประชุม
       “ไอ้เรือง มาเร็ว รีบไปประชุม จวนได้เวลาแล้ว”
       ดาวเรืองงง “ประชุมอะไร”
       “อ้าว..ที่ข้าบอกเอ็งเมื่อคืนไง เรื่องที่เขาอุตส่าห์มาเชิญเราไปประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านน่ะ เอ็งไม่ได้ยินเหรอ”
       “ได้ยิน แต่ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาออกไปแล้ว แม่ก็ไปเชื่อมันทำไม๊ มันอ้างงานบังหน้าเพื่อมาดูลาดเลาที่บ้าน หรือไม่ก็มาสืบน่ะสิว่า ฉันไปทำอะไรที่ไหนบ้าง”
       “ไม่มั้ง”
       “แม่ล่ะก็..ซื่ออออ ให้มันหลอกใช้”
       บานชื่นเท้าเอวชี้หน้าด่าเพราะของขึ้น “อ้าว..ไอ้ลูกเวร เอาขี้เถายัดปากตอนนี้ทันมั้ย”
       “แต่ก็น่าสงสัยอย่างที่พี่เรืองว่านะป้าบาน ตั้งแต่ไอ้ปลัดมันมาอยู่นี่ พี่เรืองงานเข้าตลอด” เพี้ยนบอก
       “ก็ลองไปฟังเขาก่อน ถ้าเขาไม่ตั้งใจจริง เขาจะเทียวมาชวนทำไมวะตั้งสองสามหน เมื่อกี้ก็แวะมา”
       “แส่ดีนัก เตือนดีๆแล้วไม่ฟัง เดี๋ยวจัดให้” ดาวเรืองว่า
      
       คณะกรรมการหมู่บ้านทุกคนมานั่งร่วมโต๊ะกันยกเว้นกำพลและผัน
       “พี่ผันไปไหนเนี่ย ?” เวียงถาม
       ดาวเรืองแทรกขึ้น “ไปหาเมียใหม่รึเปล่า”
       “นั่นสิ เห็นบ่นว่าได้เบอร์สิบ ไม่รู้ผู้ชายมันไม่รู้จักพอ หรือไอ้ที่มีอยู่มันเสื่อมจนไม่อยากไซร้ก็ไม่รู้เนอะ ฮ่าๆๆ” บานชื่นบอก ไสวหัวเราะเสียงดังสะใจ
       “หัวเราะเสียงดังไปรึเปล่านังไหว” เวียงฉุน
       “ก็แม่บานพูดถูกใจฉันมาก ฉันก็เลยหัวเราะเสียงดังมาก”
       เสมอใจปราม “ไม่เอาน่าป้าไหว”
       “แล้วตกลงผู้ใหญ่ผันไปไหน ถ้าช้านัก อาตมาจะให้คุณปลัดเปิดการประชุมก่อนนะ” พระครูจ้อยบอก
       ทันใดนั้นเสียงผันก็ดังขึ้น
       “เชิญครับเสี่ย..เชิญทางนี้เลยครับ”
       ทุกคนหันไปมองเห็นผันเดินนำกำพลเข้ามา
       กำพลยกมือไหว้ทุกคน “สวัสดีครับทุกคน ขอโทษทีที่ผมมาสายไปหน่อย สวัสดีครับคุณปลัด ได้ยินชื่ออยู่ เพิ่งจะเจอตัววันนี้เอง ยังหนุ่มอยู่เลยนะ”
       “ผมขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับกระเช้าผลไม้นั้น ส่วนอย่างอื่น ลูกน้องเสี่ยคงบอกแล้วว่าผมไม่รับ”
       กำพลมองจินตวัฒน์ที่จงใจประกาศจุดยืนของตัวเองต่อหน้าทุกคน “ครับ และผมก็ดีใจที่ผมลองใจคนไม่ผิด”
       “ลองใจ ?” จินตวัฒน์ยิ้ม “ผมดีใจนะครับว่านั่นเป็นแค่ของลองใจ ไม่ใช่ของจริง”
       บานชื่นกระซิบถามดาวเรือง “เขาคุยกันเรื่องอะไรวะ”
       “แม่อยากรู้.. ฉันถามให้เอาไหม” ดาวเรืองจะอ้าปากถาม แต่บานชื่นปิดปากเอาไว้ทัน
       กำพลมองกำนันเทิ้ม “อ้าว..กำนันก็มาด้วยเหรอ ? ได้ข่าวว่าเจ็บอยู่ นึกว่าจะนอนรักษาตัวอยู่บ้าน”
       “แผลแค่นั้นสิวๆ ไอ้พวกที่ทำมันกระจอก ! ไร้ฝีมือ ! จะเก็บคนทั้งที ทำได้แค่ยิงเฉียดๆ” เทิ้มคุยทับ
       หลวงตาคงถอนใจด้วยความเอือมระอา “ปากดีจริงๆ อย่างนี้ไงถึงโดนยิงเป็นประเพณี”
       “เอ้า ! ยังไงล่ะคุณปลัด ! นัดมาประชุม แล้วจะพูดอะไรก็ว่ามาสิ” ดาวเรืองเร่ง
       “ใจเย็นๆสิไอ้เรือง ให้เวลาคุณปลัดเตรียมตัวหน่อย คนเพิ่งทำงาน คงตื่นเต้นอยู่” กำพลว่า
       ทุกคนในห้องประชุมหัวเราะ จินตวัฒน์ลุกขึ้นแล้วเปิดแฟ้มอ่าน
       “ก่อนอื่นผมขอขอบคุณทุกคนที่เสียสละเวลามาประชุม เรื่องที่ผมจะคุยวันนี้ ผมวางแผนไว้ว่าจะใช้ลานวัดเป็นที่ทำการสาธิตและอบรมการทำปุ๋ยชีวภาพกับชาวบ้าน”
       ผันพูดแทรก “เชื่อผมเถอะว่าไม่มีใครสนใจหรอก”
       “ก็ไม่แน่นะพี่ผัน ฉันยังสนใจเลย” เวียงบอก
       ผันทำหน้าเซ็ง บานชื่นหัวเราะ
       “มาจากบ้านเดียวกันรึเปล่าเนี่ย ผัวเมียคู่นี้” บานชื่นแขวะ
       “ผมทำแผนงบประมาณมาให้ทุกคนแล้ว มันไม่เยอะเลย เพราะวัตถุดิบที่ใช้ เป็นของเหลือใช้ทั้งนั้น” จินตวัฒน์บอก
       “ถึงคุณปลัดจะบอกว่าใช้งบไม่มาก มันก็ถือว่าเป็นเงินอยู่ดีนะ อย่าหาว่าผมจุกจิกเลยนะ แต่ผมเป็นตัวแทนดูแลเงินแทนลูกบ้าน จะใช้จ่ายอะไรก็ต้องตรวจสอบรอบคอบหน่อย” ผันบอก
       “แล้วที่เอาเงินไปซื้อเมล็ดพืชแล้วได้ของเน่าหมด นั่นตรวจสอบรอบคอบมากเลยเนอะ” บานชื่นว่า
       “ฮ่าๆๆๆ สะใจเว้ย เห็นไอ้เรืองร้าย เจอแม่ไอ้เรืองร้ายกว่าโว้ย” ดาวเรืองข่ม
       “เอ่อ นั่นไม่ใช่ความผิดฉันนะจ้ะแม่บานชื่น หลวงตาคงมันหาที่เก็บไม่ดีเอง” ผันโบ้ย
       “เฮ้ย ! โยนความผิดกันซึ่งๆหน้าเลยเหรอ ?! เมล็ดนั่นมันเน่าก่อนจะมาถึงมือฉันอีก พูดไม่เข้าหู เดี๋ยวเสกหนังหมูติดคอเสียนี่” หลวงตาคงขู่
       จินตวัฒน์พยายามจะห้าม “เอ่อ..”
       “ไม่กลัวเว้ย ! เห็นขู่มาหลายครั้ง เคยทำได้สักครั้งไหม ! ไอ้หมอผีเก๊” ผันด่า
       จินตวัฒน์พยายามจะห้าม “เอ่อ..ทุกคน หยุดก่อนครับ”
       กำพลตบโต๊ะ “หยุด !”



       ทุกคนเงียบกริบแล้วมองไปที่กำพล กำพลทำหน้านิ่งแล้วหันมายิ้มให้ทุกคนก่อนพูด
       “ใครจะสนับสนุนโครงการของคุณปลัดหรือไม่ ฉันไม่สน แต่ฉันสนับสนุน”
       ผันพูดแทรก “แต่เสี่ยครับ..”
       “ฉันก็สนับสนุน” บานชื่นรีบบอก
       พระครูจ้อยพูด “อาตมาด้วย”
       “ฉันด้วย” ไสวยกมือ
       หลวงตาคงทำท่าพยักหน้าเหมือนได้ยินใครกระซิบข้างหู “เจ้าแม่บอกว่าเห็นด้วย”
       เวียง บุญปลีกและบุญปลอดมองหลวงตาคงแล้วสุมหัวกระซิบกันแล้วหันมาพูดกับผัน
       “เราเห็นด้วยกับเจ้าแม่”
       ผันมองทุกคนอย่างเซ็งๆ แล้วมองดาวเรือง
       “ไอ้เรืองว่ายังไง ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ”
       ผันเชื่อว่าดาวเรืองต้องบอกไม่เห็นด้วยแน่ๆ จึงพูดเช่นนั้น จินตวัฒน์มองดาวเรืองว่าจะว่ายังไง
       “ฉันเห็นด้วย” ดาวเรืองพูด
       ผันงง “อ้าว !!”
       ดาวเรืองพูดโอเว่อร์ “เรื่องดีๆอย่างนี้ ไอ้เรืองสนับสนุนอยู่แล้ว คุณปลัดบอกมาจะให้ไอ้เรืองทำอะไร ไอ้เรืองช่วยเต็มที่”
       จินตวัฒน์ดีใจ “ขอบใจมากนะ”
       ดาวเรืองยิ้มเป็นมิตรแบบโอเว่อร์ กำพลมองดาวเรืองแล้วก็รู้ว่าดาวเรืองกำลังคิดวางแผนป่วนแน่นอน
      
       กำพลเดินมาขึ้นรถโดยมีผันเดินตามมาด้วย
       “ทำไมเสี่ยยอมไอ้ปลัดนั่นล่ะครับ ถ้าเกิดชาวบ้านติดใจขึ้นมา ปุ๋ยเคมีเราก็ขายไม่ออกนะครับ”
       “ผู้ใหญ่พูดเหมือนไม่รู้จักลูกบ้านตัวเอง ชาวบ้านรักความสบายกันจะตาย ไม่มีใครลุกขึ้นมาบ้าไปกับปลัดนั่นหรอก”
       “แต่ถ้าไอ้ปลัดนั่นยุชาวบ้านได้ล่ะครับ”
       “เชื่อเถอะว่าไม่มีวันนั้น เราอยู่ในฐานะพระเอก เราต้องรู้จักวางตัวในที่ที่เหมาะสม ปล่อยให้ตัวร้ายมันจัดการทำลายทุกอย่างไป”
       ผันงง “เสี่ยหมายถึงใครครับ ?”
       กำพลหัวเราะ “ผู้ใหญ่นี่ไม่รู้จักลูกบ้านตัวเองจริงๆ”
       กำพลเดินขึ้นรถไป
       ผันคิด “ใครจะขัดขวางงานไอ้ปลัดวะ”
      
       ผันเดินกลับเข้าบ้านมากับเวียง บุญปลีก และบุญปลอด สุวรรณนั่งกดดูข้อความในโทรศัพท์ด้วยท่าทางฝันหวานอยู่ที่มุมหนึ่ง
       ผันบ่น “ไอ้ปลัดนี่มาไม่ทันไร ทำเป็นไฟแรง เดือดร้อนพวกเราหนักเลยที่นี่”
       “ก็ดีแล้วนี่ จะได้ทำงานซะบ้าง แถวนี้มีแต่พวกงานกลางแดดไม่ยุ่ง มุ่งกางมุ้งอย่างเดียว” เวียงหันมาเห็นสุวรรณก็เลยเอ็ด “ไอ้นี่ก็อีกคน กิน นอน ขี้ เยี่ยวแล้วก็โทรศัพท์ ออกไปทำประโยชน์เหมือนลูกคนอื่นบ้างได้มั้ย”
       “แม่จะให้หนูไปทำอะไร หนูออกไปแม่ก็ด่าว่าไปทำชาวบ้านเดือดร้อน” สุวรรณบอก
       “ก็เอ็งเที่ยวไปเตะหมา ถีบแมว ขโมยไก่เขาไม่เว้นแต่ละวันนี่เว้ย พรุ่งนี้เอ็งเอารถไปป่าวประกาศให้ทุกรู้เลยนะว่า วันมะรืนจะมีอบรมทำปุ๋ยที่วัด”
       “ไม่เอา ขี้เกียจ”
       “ไปหน่อยเถอะว่ะ เห็นแก่หน้าข้าบ้าง” ผันขอ
       สุวรรณยืนกราน “ไม่ๆๆๆๆ”
       “งั้นก็เห็นแก่หน้าแม่” เวียงขอ
       “ไม่ๆๆๆๆ”
       บุญปลีกพูด “แต่ไอ้เรืองมันไปด้วยนะ”
       “ไม่ๆๆๆๆ” สุวรรณรู้สึกตัว “ไม่..ไม่ไปไม่ได้แล้ว”
       “เห็นผู้หญิงอื่นดีกว่าแม่ในไส้ นิสัยเหมือนพ่อมันไม่มีผิด” เวียงว่า
       สุวรรณเข้ามากอดอ้อน “อย่างอน งอนแล้วหน้าเหี่ยวนมยาน”
       เวียงยิ้มยืดอกตึงทำตาแป๋วแหววขึ้นมาทันที
      
       เช้าวันใหม่ รถกระบะคันหนึ่งติดเครื่องขยายเสียงแล่นมาตามถนนผ่ากลางหมู่บ้าน ชาวบ้านเดินออกมายืนฟังหน้าบ้านบ้าง เกาะรั้วฟังบ้าง นั่งและนอนฟังบ้าง
       แหลมเป็นคนขับรถคันนั้นโดยมีกรอดนั่งข้างๆ ดาวเรืองป่าวประกาศออกไมโครโฟนปาวๆ ด้วยท่าทางจริงจังราวกับส.สกำลังหาเสียงอยู่ที่ท้ายกระบะ โดยมีสุวรรณ เสมอใจและเพี้ยนยืนเชียร์อยู่ข้างๆ
       “กราบสวัสดี พ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอาที่รักและเคารพทั้งหลาย ฉัน..ไอ้เรืองลูกแม่บานขอประกาศเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมอบรมการทำปุ๋ยชีวภาพ และอาหารเป็ดไก่สูตรประหยัดเข้ายุคเศรษฐกิจพอเพียงของปลัดจินตวัฒน์แห่งอำเภอดอนพัฒนา ปลัดท่านกรุณายกให้บ้านดอนล้อมแรดของเราเป็นหมู่บ้านต้นแบบ เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องผนึกกำลัง ร่วมแรงร่วมใจออกมาพัฒนาหมู่บ้านของเรา พรุ่งนี้แปดโมงเช้า เชิญทุกคนมาร่วมเปิดงานและชมการสาธิตที่ลานวัดดอนล้อมแรดโดยพร้อมเพรียงกัน”
       ระหว่างที่รถเคลื่อนผ่านมาตามถนน ดาวเรืองก็พูดมาเรื่อยๆ พระครูจ้อย หลวงตาคง บานชื่น ไสว ผัน และเวียงชะเง้อมองไปที่รถที่กำลังเคลื่อนเข้ามา
       หลวงตาคงเอ่ยชม “ไอ้เรืองนี่มันคิดดีทำดีกับเขาก็เป็นนะ”
       บานชื่นรีบบอก “ก็แม่มันสอนมาดี”
       “แต่เที่ยวนี้มัน..ดีไปมั้ย” ผันว่า
       พระครูจ้อยแอบด่าน้องชาย “ก็พอกับลูกโยมล่ะนะ”
       รถเคลื่อนเข้ามาใกล้กลุ่มนี้ ในจังหวะที่ดาวเรืองพูดจบพอดี
       ดาวเรืองสั่ง “เอ้า..มิวสิค!!”
       ดาวเรืองส่งไมโครโฟนให้สุวรรณแล้วเปิดเพลง สุวรรณทั้งร้องทั้งดิ้นแบบจัดเต็ม โดยมีดาวเรือง กับเพี้ยนดิ้นประกบเป็นไส้เดือนคลุกขี้เถ้าอยู่ข้างๆ ในขณะที่เสมอใจได้แต่ยืนมองเพราะอาย
       “ไอ้หนูวรรณนี่มันหล่อเหมือนพ่อ จิ้มลิ้มเหมือนแม่จริงจริ๊ง” เวียงชมลูกตัวเอง
       “นังเหมอก็หว๊านหวาน กิริยางามเหมือนป้ามันไม่มีผิด” ไสวชมหลานตัวเอง
       พระครูจ้อย หลวงตาคง และผันหันมามองสองสาวที่เห่อลูกหลานอย่างเซ็งๆ
      
       จินตวัฒน์ยืนสุมหัวแจงงานให้กำจร และเจ้าหน้าที่ในอำเภอ ๒-๓ คน
       “พวกมูลสัตว์ ขยะสดที่เป็นเศษอาหาร เศษผักผลไม้ เศษกิ่งไม้ใบไม้แห้ง สมนึกรับไปจัดการแล้วกันนะ”
       สมนึกรีบอย่างขอไปที “ครับ”
       “บรรจง ไปหาแกลบเผา รำละเอียด แล้วก็หยวกกล้วยให้ผม ส่วนนายจรไปที่กรมพัฒนาที่ดินที่จังหวัด บอกเขาว่ามารับ “ไบโอนิค เอฟ 60”
       กำจรหูหนาตาเล่อ “ห๊า..อะไรนะครับ”
       จินตวัฒน์พูดอีกครั้ง “ไบโอนิค เอฟ 60”
       “ไบ..โอ..นิค..เอ..เอ่อ..ของ่ายๆได้มั้ย” กำจรบอก
       จินตวัฒน์แอบขำ “ท่อง A ถึง Z ได้”
       กำจรตอบเสียงหนักแน่น “เป๊ะ”
       “งั้นบอกเขาว่ามารับ อีเอ็ม”
       “โธ่..มีชื่อเล่นก็ไม่บอกตั้งแต่แรก”
       กำจรเดินท่องอีเอ็ม..อีเอ็ม..อีเอ็ม.. ในขณะที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขากดรับสายก่อนจะเดินไป
       จินตวัฒน์หันกลับมาที่กลุ่มเจ้าหน้าที่และกำลังจะคุยงานต่อ แต่แล้วกำจรก็วิ่งตาเหลือกเข้ามา
       “แย่แล้วคร้าบ”
       จินตวัฒน์คิดว่ากำจรลืม “อีเอ็ม สองคำ จำไม่ได้รึไง”
       “ไม่ใช่เรื่อง อีเอ็ม แต่เป็น ไอ้เรือง ครับ เพื่อนผมโทรมาบอกว่ามันยกขบวนมาที่ตลาด ตอนนี้คุณปลัดดังไปทั้งอำเภอแล้วครับ”
       จินตวัฒน์งง “ดัง..เรื่องอะไรอีก”
      
       กำจรเดินนำจินตวัฒน์และไพศาลแหวกผู้คนที่ยืนออออกมาที่ฟุตบาท ทุกคนมุงดูรถกระบะผู้ใหญ่ผันที่เปิดเครื่องเสียงกระหึ่มขับผ่าเข้ามากลางตลาด สุวรรณซึ่งยืนอยู่ท้ายกระบะกับดาวเรือง เสมอใจและเพี้ยนกำลังร้องเพลงและเต้นอย่างเมามัน ดาวเรืองหันมาเห็นจินตวัฒน์ก็รีบดึงไมโครโฟนจากมือสุวรรณมาประกาศกับทุกคนเสียงดังฟังชัด
       “ชาวดอนล้อมแรดขอเชิญชวนพี่น้องที่ดอนพัฒนา ให้มารวมตัวทำกิจกรรมร่วมกันที่ลานวัดดอนล้อมแรดในวันพรุ่งนี้ แปดโมงตรง หลงตาคงแจกเหรียญมหามงคลรุ่นปลุกเสกแล้วปลุกเสกอีกให้ทุกคนที่ไปร่วมงาน” ดาวเรืองสบตาจินตวัฒน์ “ใครไม่ไปดูผลงานปลัดใหม่แล้วจะไสเจีย..เสียใจ”
       ดาวเรืองยักคิ้วให้จินตวัฒน์อีกครั้งก่อนที่รถจะเคลื่อนห่างออกไป
       “มันจะดีไปไหน น่าสงสัยนะเนี่ย” กำจรว่า
       “น้าบานชื่นคงจะกล่อมจนยอมมาถึงนี่” จินตวัฒน์บอก
       จินตวัฒน์มองตามดาวเรืองไปอย่างไม่แน่ใจว่าดาวเรืองมาช่วยเพราะโดนแม่บังคับหรือเพราะอะไรกันแน่
      
       กำจรถือถ้วยกาแฟลงมาจากบ้านแล้วเดินมายื่นให้จินตวัฒน์ซึ่งกำลังนอนอ่านเอกสารเรื่องปุ๋ยและอาหารเป็ด ไก่อยู่ที่เปลญวนที่ผูกไว้กับต้นไม้สำหรับนั่งรับลมริมน้ำ
       “กาแฟร้อนหลังมื้อเย็นครับคุณปลัด”
       “ขอบใจนะ” จินตวัฒน์รับกาแฟมาจิบแล้วก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารในมือต่อ
       กำจรแซว “เตรียมเอ็นฯเหรอครับ”
       “ทบทวนความจำ จะได้ไม่พลาด”
       กำจรพยักหน้าหงึกๆ แล้วเหลือบเห็นเด็กหญิงหน้าตาน่าเอ็นดูคนหนึ่งเดินถือขนมครกใส่จานใบตองเข้ามา
       “อ้าว มะเฟืองมาทำไมจ้ะ” กำจรทัก
       มะเฟืองพูดเสียงอ่อนหวาน “แม่ให้เอาขนมครกมาให้คุณปลัดชิมค่ะ แม่เห็นคุณปลัดที่ตลาดแล้วแม่ศรัทธาค่ะ”
       จินตวัฒน์ยิ้มแก้มปริก่อนจะรับขนมครกมา “ขอบใจมากนะ” จินตวัฒน์หยิบขนมครกขึ้นชิม “อื้ม..อร่อย”
       “ถ้าอร่อยต้องกินให้หมดเลยนะคะ แม่หนูจะได้ดีใจ หนูกลับก่อนนะคะ”
       มะเฟืองยกมือไหว้งามหยดก่อนจะวิ่งออกไป
       “มายังไม่ทันถึงอาทิตย์ ได้เป็นขวัญใจคนดอนพัฒนาแล้วนะครับเนี่ย” กำจรบอก
       จินตวัฒน์ยื่นขนมครกให้กำจร “กินด้วยกันสิ”
       “ไม่ล่ะครับ ผมว่าจะแวะไปหาเหล้า เอ๊ย ของหวานในตลาดกระแทกปากสักหน่อย แล้วจะกลับมาค้างที่นี่ คุณปลัดจะเอาอะไรมั้ยครับ เดี๋ยวผมซื้อมาฝาก”
       “ไม่ล่ะ รีบไปรีบกลับก็แล้วกัน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”
       กำจรตอบอย่างแข็งขัน “ครับ”
       กำจรเดินทำท่าเปรี้ยวปากออกไป จินตวัฒน์นั่งกินขนมครกไปอ่านเอกสารที่อยู่ในมือไป
      
       มะเฟืองยิ้มอ่อนหวานยืนพูดประโยคเดียว กิริยาเดียวกับที่พูดกับจินตวัฒน์เมื่อครู่นี้อยู่ที่สนามเด็กเล่น
       “แม่ให้เอาขนมครกมาให้คุณปลัดชิมค่ะ แม่เห็นคุณปลัดที่ตลาดแล้วแม่ศรัทธาค่ะ”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนที่นั่งฟังอยู่ขำก๊าก
       “เอ็งพูดคะขา มืออ่อนตีนอ่อนได้ขนาดนี้เลยเหรอนังมะเฟือง” ดาวเรืองถาม
       มะเฟืองกลายร่างจากแม่พลอยสี่แผ่นดินในวัยเด็กกลายเป็นดาวเรืองขนาดมินิในบัดดล
       “โห่..ทำไมจะไม่ได้ล่ะพี่เรือง ไม่งั้นไอ้ปลัดมันจะเชื่อแล้วกินเอาๆเหรอ”
       “โม้เปล่าวะ กินหมดเปล่า” เพี้ยนถาม
       “ทำไมจะไม่หมด ข้าแอบดูอยู่ ถ้ากินใบตองได้ก็คงกินเข้าไปด้วยแล้ว”
       ดาวเรืองขำก๊ากแล้วล้วงเงินในกระเป๋าส่งให้มะเฟือง ๒๐ บาท “ดีมาก เอ้า..ค่าจ้าง”
       มะเฟืองยื่นมือออกมาคว้าหมับ แต่ดาวเรืองชักมือกลับ
       “ผู้ใหญ่ให้ของต้องทำยังไงก่อน” ดาวเรืองถาม
       “ประโยคนี้คุ้นๆว่าพี่เรืองเคยโดนปลัดสอนมานะ” เพี้ยนว่า
       ดาวเรืองฉุกคิดขึ้นมาได้เลยเสยกะโหลกเพี้ยนแก้หน้าแตก
       มะเฟืองยกมือไหว้แบบลวกๆ “เอ้า..ไหว้แล้วไง” ดาวเรืองยื่นเงินให้ “มีอะไรเรียกใช้ได้อีกนะพี่”
       มะเฟืองมองเงินในมือแล้วยิ้มร่าก่อนจะวิ่งเป็นลิงออกไป
       “หลับเป็นตายแน่..คุณปลัด” เพี้ยนว่า
       “จะเหลือเร้อ”
       ดาวเรืองยิ้มกริ่มเจ้าเล่ห์



       จินตวัฒน์กดตั้งนาฬิกาปลุกที่โทรศัพท์ตอนตี ๕.๔๕ แล้วก็หาวหวอดก่อนจะล้มตึงลงบนที่นอนแล้วหลับเป็นตาย
      
               กำจรเดินมึนๆเซๆเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์มาตามทาง ดาวเรืองกับเพี้ยนก้าวเข้ามา
       กำจรหรี่ตามอง แล้วขยี้ตา “เอ็ง ๒ คนมาทำอะไรแถวนี้”
       “กำลังหาคนลองชิมสูตรใหม่” ดาวเรืองบอก
       กำจรมองแล้วชะงักทันที
       “เพิ่งต้มมาใหม่ แร๊งงงแบบจุดไฟติดพรึบๆเลย เอ..หรือจะเป็นน้าจรดีพี่เรือง” เพี้ยนทำเป็นถาม
               กำจรกลืนน้ำลาย
       ดาวเรืองแกล้งยั่ว “โอ๊ย น้าจรเขากินไม่ได้หรอก พรุ่งนี้เค้ามีอบรมปุ๋ยกับคุณปลัดแต่เช้า”
       กำจรตอบทันที “กิน!”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนตอบพร้อมกัน “ฮื่อ”
       ดาวเรืองพูดต่อ “ถึงกินก็กินแค่แก้วสองแก้ว”
       กำจรตอบทันที “ทั้งขวด”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนตอบพร้อมกัน “ฮื่อ”
       “ตกใจทำไม พวกเอ็งก็รู้ว่าข้าเป็นคนมีความรับผิดชอบ กินเยอะขนาดไหน ข้าก็ตื่นไหว”
               กำจรมองขวดเหล้าในมือดาวเรือง ดาวเรืองกับเพี้ยนสบตากันแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์
      
               ดาวเรืองกับเพี้ยนเดินสะบัดแขนขาเหมือนจะล้าแต่กลับมีหน้าระรื่นในขณะกลับเข้าบ้าน
               “มันคงหลับเป็นตายนะพี่ ขนาดตอกโป๊กๆตั้งหลายโป๊ก มันยังไม่รู้ตัวเลย”
       “เออ..ไอ้น้าจรก็ตัวหนักชิปเป๋ง อ้วกแตกอีกต่างหาก” ดาวเรืองว่า
               เพี้ยนนึกขึ้นได้ “เฮ้ย..แล้วเรื่องนาฬิกาปลุก”
               “มันตั้งปลุกที่โทรศัพท์ ข้าจัดการแล้ว”
               เพี้ยนชม “รอบคอบ”
               “พรุ่งนี้ค่อยไปแอบดูมัน มันส์แน่!”
               ทั้งลูกพี่ลูกน้องหัวเราะฉลองชัยล่วงหน้า
               บานชื่นยื่นหน้าเข้ามา
               “หัวเราะอะไรกัน” บานชื่นมองอย่างจับผิด “หรือไปก่อเรื่องอะไรกันอีก”
               “โห แม่...แม่ไปสนิทกับอีตาปลัดมากไปหรือเปล่าเนี่ย ติดนิสัยจับผิดมาด้วยแล้วนะ ฉันก็ทำอะไรดีๆเป็นนะแม่ เมื่อกี้ฉันแค่หัวเราะดีใจที่ได้ไปช่วยประกาศให้ชาวบ้านมาทำปุ๋ยวันพรุ่งนี้”
       บานชื่นมองอย่างจับผิด “เหรอ...แน่นะ”
               ดาวเรืองกับเพี้ยนพยักหน้า
       “เออ คิดได้อย่างนั้นก็ดี คุณปลัดเขาคิดดีทำดี เอ็งช่วยเขาก็พลอยได้ดีไปด้วย”
               บานชื่นเดินเข้าบ้านไป ดาวเรืองกับเพี้ยนโล่งอก
               “เกือบโดนจับได้แล้วไหมล่ะพี่เรือง ไม่งั้นโดนป้าบานด่าเละแน่”
               “ไม่ใช่เราสองคนหรอกที่จะโดนด่า ไอ้ปลัดต่างหากที่จะโดนด่า...พรุ่งนี้” ดาวเรืองมั่นใจ
               ดาวเรืองกับเพี้ยนหัวเราะกันคิกคัก
              
      
               เช้าวันใหม่ ป้ายผ้าขึงกางหราขนาดใหญ่ยักษ์เขียนว่า “ งานอบรมปุ๋ยหมักชีวภาพและอาหารสัตว์ครั้งที่ ๑ “ จัดโดยอำเภอดอนพัฒนา นายอำเภอไพศาลและภรรยาเป็นประธานเปิดงาน
               เทิ้มเดินเข้าไปหาพระครูจ้อยที่เดินตรวจความเรียบร้อยบริเวณงาน โดยมีชาวบ้าน ๕ คน
       ช่วยกันลำเลียงส่วนผสมปุ๋ยและอาหารสัตว์ขึ้นวางบนโต๊ะ กลางลานมีกระบะขนาดใหญ่สำหรับคลุกส่วนผสมต่างๆวางพร้อมอยู่แล้ว
               เทิ้มยกมือไหว้ “นมัสการครับหลวงพ่อ มีอะไรให้ผมช่วยมั้ยครับ”
               “ไม่มีหรอก เมื่อวานก็ช่วยกันเตรียมหมดแล้วนี่นะ เหลือแต่พวกส่วนผสมที่พวกโยมทยอยขนมานี่ล่ะ คุณปลัดกับนายอำเภอจะมากี่โมง กำนันรู้มั้ย” พระครูจ้อยถาม
               “คงมาตอนอีก ๕ นาทีเปิดงานน่ะครับ ตัดริ้บบิ้นฉับพูดเปิดงานเสร็จก็กลับ ปล่อยให้เจ้าปลัดไก่อ่อนสอนชาวบ้านไป” เทิ้มบอก
               พระครูจ้อยถอนใจอย่างปลงๆ กับทัศนคติของกำนันเทิ้ม
       “วันนี้ฤกษ์งามยามดี อย่าปล่อยให้อคติมาครอบใจให้ขุ่นมัวแต่เช้าเลยนะ”
               เทศนาเสร็จพระครูจ้อยก็เดินไปคุยกับชาวบ้าน ทิ้งให้เทิ้มยืนหน้าม้านอยู่คนเดียว
      
               จินตวัฒน์ขยับตัวงัวเงียตื่น โทรศัพท์ยังหล่นอยู่ข้างตัว เขาค่อยๆลุกขึ้นเห็นห้องสว่างแล้วก็แปลกใจ จินตวัฒน์คว้าโทรศัพท์ที่ตั้งปลุกขึ้นมาดูแล้วก็แปลกใจหนักเมื่อเห็นหน้าจอดำมืด
               “แบตหมด เมื่อคืนชาร์ทเต็มแล้วนี่”
               จินตวัฒน์กดเปิดเครื่อง สักครู่ไฟหน้าจอก็ทำงาน แบตเต็มแต่ที่มุมบนของจอโทรศัพท์บอกเวลา ๗.๓๐ น.
               “เจ็ดโมงครึ่ง เฮ้ย!!”
               จินตวัฒน์กระเด้งขึ้นมาจากเตียงแล้ววิ่งไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่ตากอยู่มุมห้องวิ่งเข้าห้องน้ำไป



       หลวงตาคงเดินมุ่งหน้ามาที่ลานวัดจนมาเจอแก็งค์ผันกับเมียทั้ง๖ กลางทาง
       “แม่เจ้าโว้ย จะตั้งทีมฟุตบอลกันรึไงวะ” หลวงตาคงแซว
       ผันไม่พอใจ “อิจฉาล่ะสิ”
       “ข้าไม่ได้มักมากเหมือนเอ็งนี่”
       ผันพูดเสียงดัง “พูดอย่างงี้ อยากมีเรื่องรึไงวะ!”
       เวียงห้ามปราม “หยุดดด..อย่าทะเลาะกันเพื่อแย่งฉันอีกเลยนะ ขอร้อง”เวียงพูดกับคง “ถึงฉันจะเคยเป็นแฟนคลับหลวงพี่ แต่ตอนนี้ฉันมีลูกผัวแล้ว พี่ผันก็เหมือนกัน ลูกโตจนหมาเลียตูดไม่ถึง แล้วยังจะมาหึงเมียอยู่ได้”
       ผันปฏิเสธเสียงดัง “ใครหึง พี่ไม่ได้หึง หรือเอ็งหึง”
       หลวงตาคงรีบปฏิเสธ “ข้าไม่ได้เป็นผัวเมียเอ็งนี่ ข้าจะไปหึงให้ศีลเสื่อมทำไม”
       บุญปลอดสรุป “ตกลงไม่มีใครหึง”
       ทุกคนยกเว้นเวียง พร้อมใจกันประสานเสียง “ถูก!”
       เวียงหน้าแตก “จะมาแหกปากหาสวรรค์วิมานอะไรตรงนี้ อยากขึ้นสวรรค์ก็ไปช่วยงานเขาตรงโน้น”
       เวียงเดินสะบัดตูดนำทุกคนมุ่งไปหาพระครูจ้อยและเทิ้มที่ยืนคุยอยู่กับชาวบ้านไกลๆ
      
       จินตวัฒน์นุ่งผ้าเช็ดตัววิ่งหอบชุดนอนในสภาพตัวเปียกหัวเปียกออกมาจากห้องน้ำ แล้ววิ่งมาเปิดตู้ หยิบเสื้อผ้าออกจากตู้ก่อนจะวางลงบนเตียง ดาวเรืองเอาตาแนบรอยแตกที่เป็นร่องเล็กๆที่ผนังห้องแอบดู
       เพี้ยนสะกิดแล้วกระซิบถาม “เป็นไงพี่”
       ดาวเรืองหันมาตอบพร้อมหัวเราะคิกคัก “ลนลานยิ่งกว่าหนูถีบจักรอีกว่ะ”
       จินตวัฒน์ดึงผ้าเช็ดตัวที่นุ่งอยู่ขึ้นมาเช็ดตัวแล้วโยนผ้าลงบนเตียง ดาวเรืองเอาหน้ามาแนบดูที่รูโหว่อีกครั้ง ลูกตาดาวเรืองกำลังโฟกัสอะไรบางอย่าง ครู่เดียวตาของดาวเรืองก็เบิกโพลงยิ่งกว่าใส่บิ๊กอาย เมื่อเห็นร่างจินตวัฒน์เปลือยเปล่า จินตวัฒน์กำลังยงโย้ยงหยกใส่กางเกงโดยหันหน้าไปทางดาวเรือง
       ดาวเรืองพลิกตัวกลับมาทำท่าจะแหกปากด่าดีที่เอามือปิดปากตัวเองไว้ทัน
       “เป็นอะไรพี่เรือง โมโหอะไร ทำไมหน้าแดงปากสั่น” เพี้ยนถาม
       ดาวเรืองสบถ “ซวยแต่เช้า!”
       “ไหน ดูบ้าง”
       ดาวเรืองบีบเสียง “ไม่ต้อง ประตูน่ะล็อกแน่น แต่เอ็งแน่ใจนะว่าหน้าต่างไม่มีปัญหา”
       “อิโธ่..ไปดูให้เห็นกับตาเลยไป”
       เพี้ยนดึงมือดาวเรืองออกมา หน้าประตูบ้านมีแม่กุญแจคล้องและล็อกปิดไว้แน่นหนา
      
       จินตวัฒน์ซึ่งสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ววิ่งมาหวีผมก่อนจะวิ่งไปที่ประตูแล้วปลดกลอน เขาขยับจะเปิดประตูออกแต่ก็เปิดไม่ได้ จินตวัฒน์ชะงักแล้วหันไปมองรอบๆ ห้อง เขาเพิ่งสังเกตว่าหน้าต่างปิดงับเข้ามาหมดทุกบาน ชายหนุ่มไปไล่เปิดดูก็พบว่ามันเปิดออกไม่ได้เพราะถูกล็อกจากด้านนอก
       “เกิดอะไรขึ้นวะ” จินตวัฒน์ตะโกนพร้อมเขย่าหน้าต่าง “นายจร..นายจร !”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนยืนกอดอกดูหน้าต่างทุกบานที่ถูกปิดตายด้วยไม้ที่ตรึงด้วยตะปูพาดตามแนวขวาง แม้จะเขยื้อนเพราะแรงทุบจากคนที่อยู่ข้างใน แต่ก็ไม่อาจทำให้ไม้ที่ตอกปิดตายกระเด็นหลุดออกมาได้
       “เป็นไงพี่” เพี้ยนถาม
       “เจ๋ง” ดาวเรืองตะโกนบอกคนข้างใน “อยู่เป็นนกน้อยในกรงทองสักวันนะค้าคุณปลัด”
       จินตวัฒน์อึ้งที่ได้ยินเสียงดาวเรือง วินาทีต่อมาเขาก็พอจะเดาออกว่าอะไรเป็นอะไร
       “เดี๋ยวคงมีใครมาเชิญให้กลับกรุงเทพฯแล้ว บ๊ายบาย”
       ดาวเรืองส่งจูบผ่านหน้าต่างไปให้จินตวัฒน์ ก่อนจะเดินผิวปากออกมา
       “ดาวเรือง!!! ไปเปิดประตูเดี๋ยวนี้เลยนะ ได้ยินมั้ย ดาวเรือง!” จินตวัฒน์ตะโกน
      
       ผัน เวียง หลวงตาคง บุญปลีก บุญปลอด พระครูจ้อย กำนันเทิ้ม เมียเบอร์ ๖-๘ ของผู้ใหญ่ผันยืนจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน ชาวบ้านทยอยเข้างานจนหนาตา ขบวนแตรวงเป่านำทีมไพศาล ฤดี ไสว เสมอใจ เดินเข้ามาในงาน ชาวบ้านพากันยกมือไหว้
       “นั่นไงแม่เวียง นายอำเภอกับคุณนายมาแล้ว” ผันบอก
       ผันจูงเวียงขยับเดินหน้าออกมารับขบวนของไพศาล เทิ้มดูนาฬิกาแล้วกระซิบพระครูจ้อย
       “มันอย่างที่ผมว่ามั้ยล่ะ ๕ นาทีก่อนเปิดงาน..เป๊ะ”
       กลุ่มของไพศาลเดินรับไหว้ชาวบ้านมาตลอดทาง ทำให้ไสว เสมอใจพลอยรับไหว้ทุกคนไปด้วย ผันกับเวียงยกมือไหว้ทั้งกลุ่ม
       “สวัสดีครับ / ค่ะ”
       “วันนี้คุณนายดูสวยสง่าจริงๆนะคะ” เวียงชม
       ฤดีหน้าบาน “ขอบใจจ้ะ ฝีมือไสวเขาน่ะ ทั้งหน้าทั้งผม”
       ไสวยืดอกใส่เวียง “วันหลังแต่งให้มั้ยแม่เวียง จะได้สวยสง่าน้องๆคุณนาย”
       เวียงเชิดใส่ไสวเล็กๆ
       ไพศาลเดินไปไหว้พระครูจ้อยแล้วมองหาจินตวัฒน์ในกลุ่มพระครูจ้อย จังหวะเดียวกันกับที่พระครูจ้อย เทิ้ม คง บุญปลีก บุญปลอดก็มองหาจินตวัฒน์ในกลุ่มไพศาล
       แล้วทั้ง ๒ กลุ่มก็พูดขึ้นพร้อมกัน
       “ปลัดล่ะครับ / คะ”
       ทั้งกลุ่มที่อยู่ที่วัดและกลุ่มที่เพิ่งมาถึงต่างมองหน้ากันไปมาพร้อมกับคำถามที่ผุดขึ้นในใจว่าปลัดอยู่ไหน



       จินตวัฒน์กระโดดถีบประตูซ้ำแล้วซ้ำอีก บานพับประตูมีสนิมขึ้นเขรอะก็มีน็อตบางตัวหลุดออกมา
       จินตวัฒน์กัดฟันแน่น “ยายเด็กแสบเอ๊ย”
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนเดินคุยกันหน้าระรื่น
       “งานนี้โดนเด้งไปที่อื่นแหง” ดาวเรืองมั่นใจ
       เพี้ยนชะงักกึก “แต่..ถ้ามันพังประตูออกมาได้ล่ะพี่เรือง”
       “พังออกมาได้ แต่มันมาถึงงานไม่ได้หรอก เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะ”
       ดาวเรืองเดินพูดไปส่ายไหล่เป็นนักเลงโตไปอย่างมั่นใจสุดๆ
      
       จินตวัฒน์วิ่งมาถีบประตูสุดแรงเกิด บานพับประตูพัง น็อตหลุดกระเด็น พร้อมประตูที่ฟาดลงกับพื้น จินตวัฒน์ก้าวออกมายืนเก๊กเป็นซุปเปอร์แมนที่หน้าประตู สักครู่เขาก็วิ่งไปที่บันได
       จินตวัฒน์วิ่งลงบันไดมาขั้น ๑ - ๒ พอก้าวลงมาถึงขั้นที่ ๓ ที่บันไดถูกเลื่อยแล้ววางไว้หมิ่นๆ ก็พังครืนลงมา พร้อมกับจินตวัฒน์ที่เสียหลักล้มก้นกระแทกพื้นถัดบันไดขั้นที่ ๓-๔-๕-๖ ลงมาจนถึงขั้นสุดท้าย
       จินตวัฒน์กัดฟันกรอด “ดาวเรือง”
      
       ไพศาล ฤดี เวียง พระครูจ้อย หลวงตาคง บุญปลีก บุญปลอด ไสว และเสมอใจพากันยืนไม่ติดเพราะชาวบ้านที่มาเข้ารับการอบรมหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ ผันยืนรอโทรศัพท์หน้าเครียด
       ไพศาลดูนาฬิกาข้อมือ “นี่มันแปดโมงกว่าแล้ว ทำไมปลัดยังไม่โผล่หัวมาอีก ผู้ใหญ่ว่าไง ติดมั้ย”
       “ติดแต่ไม่มีใครรับสายครับ ส่วนไอ้จรติดต่อไม่ได้เลยครับ” ผันบอก
       ฤดีเครียด “แล้วจะทำยังไงล่ะเนี่ย”
       ทุกคนหันไปมองชาวบ้านที่พากันชะเง้อคอมองว่าเมื่อไหร่จะเปิดงานสักทีแล้วก็ยิ่งฝ่อ สักครู่ก็มีเสียงดังโหวกเหวกลั่นมาจากทางด้านหลังแถวของชาวบ้านที่ยืนออ
       “เอ้า!!!หลีก..หลีก..ขอทางหน่อย”
       สุวรรณ แหลม และกรอดเดินแหวกผู้คนเพื่อเปิดทางให้ใครบางคนที่ตามมาทางด้านหลัง
       “ไอ้หนูวรรณ เอ็งพาปลัดมาเหรอลูก”
       ทุกคนยิ้มโล่งอก แตรวงเริ่มบรรเลง
       “เปล่า หนูมากับแฟน” สุวรรณตอบ
       แตรวงหยุดเล่นทันที
       “เจอไอ้เรืองที่หน้าวัดพอดี บุพเพฯมั้ยล่ะแม่” สุวรรณถาม
       ดาวเรืองกับเพี้ยนเดินเข้ามา ดาวเรืองยิ้มหวานแล้วกวาดตามองก่อนจะทำเสียงแปลกใจดังสุดฤทธิ์
       “อ้าว..ยังไม่เริ่มอีกเหรอ สายแล้วนะ แล้วปลัดล่ะ หายไปไหน”
       ชาวบ้านได้ยินเสียงดาวเรืองถนัดถนี่ก็เริ่มอึ้งแล้วหันมามองกันเลิ่กลั่ก ดาวเรืองทำหน้าแอ๊บแบ๊วเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้นก่อนจะแอบหันมายิ้มสะใจกับเพี้ยน
      
       จินตวัฒน์พยายามเดินโขยกเขยกมาที่รถกำจรที่จอดอยู่
       จินตวัฒน์มองหากำจรแล้วตะโกนเรียก “นายจร!!! นายจร!!”
       เสียงกำจรพูดอย่างอ่อนระโหยโรยแรง “อยู่..นี่”
       จินตวัฒน์มองหาแล้วพบว่ากำจรนอนสลบอยู่ที่ท้ายกระบะรถตัวเอง
       “ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้นายจร ฉันต้องรีบไป”
       กำจรพูดเสียงอ้อแอ้ “ไปหนาย ขออีกสักกรึ่บสองกรึ่บได้มั้ยยยย ไอ้เรือง”
       “ดาวเรือง” กลิ่นเหล้าที่หึ่งมาปะทะจมูกทำให้จินตวัฒน์ลำดับเหตุการณ์ได้ทันทีว่าดาวเรืองตั้งใจมอมเหล้ากำจร “เอากุญแจรถมานายจร ฉันขับเอง”
       “ได้ๆๆ”
       กำจรลุกขึ้นนั่งทำท่าจะหยิบกุญแจรถในกระเป๋ากางเกง แต่แล้วก็หงายหลังล้มตึงลงไป จินตวัฒน์ไม่รอช้าเอามือตบกระเป๋ากางเกงกำจรแล้วล้วงกุญแจรถออกมา
       จินตวัฒน์เริ่มใจชื้น เขารีบเอากุญแจไขประตูรถระหว่างที่กำลังจะก้าวขึ้นไปนั่ง หางตาของเขาก็เหลือบเห็นล้อทั้ง ๒ ถูกเจาะลมออกจนยางฟีบแบน
       จินตวัฒน์วิ่งอ้อมไปดูอีกฝั่งก็พบว่าล้อทั้งสองที่อยู่อีกด้านก็ถูกเจาะจนแบนติดพื้นเช่นกัน
       จินตวัฒน์คำรามลั่น “ดาวเรือง!”
      
       จินตวัฒน์วิ่งกระเผลกออกมาที่หน้าบ้านแล้วมองซ้ายมองขวาจนเห็นลุงคนหนึ่งยืนฉี่อยู่ข้างพงหญ้ารกๆ ข้างๆลุงมีมอเตอร์ไซด์รุ่นเก่ามากจอดอยู่
       จินตวัฒน์รีบวิ่งไปหาแล้วถามอย่างร้อนรน “เสร็จรึยังครับลุง”
       ลุงหันมาทำให้จินตวัฒน์เห็นว่าเป็นคนเดียวกับที่เคยขี่รถมาส่งเขา
       ลุงยิ้มดีใจ “เสร็จแล้วๆ เออ..มาพอดี”
       จินตวัฒน์ไม่ทันสะดุดกับคำพูดของลุง
       “จำลุงได้มั้ย ลุงเคยไปส่งคุณปลัดที่วัดวันที่คุณปลัดมาถึงวันแรกไง” ลุงบอก
       “ครับ วันนี้ผมก็ต้องรบกวนลุงให้ไปส่งที่วัดอีกแล้วครับ” จินตวัฒน์ควักเงินจากกระเป๋ายื่นให้ ๓๐๐ “รบกวนด้วยนะครับ”
       ลุงหน้าเด้งเหมือนเพิ่งไปฉีดโบท๊อกซ์มา ๓ เข็มทันที

       กลุ่มชาวบ้านยืนออกันอย่างกระสับกระส่ายเพราะเริ่มไม่พอใจอย่างแรง
       ผันปิดโทรศัพท์ “เกษตรอำเภอไปประชุมที่อรัญฯกันหมด ไม่มีใครมาได้เลยครับ”
       ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา “เอ้า!!!จะเอายังไงนายอำเภอ เรียกให้พวกเรามายืนเฉยๆเหรอ จะทำอะไร ทำไมไม่ทำสักที!!”
       กลุ่มผู้จัดงานยืนกันไม่ติด ผันยืนคุยโทรศัพท์
       ไพศาลเหงื่อแตกเหงื่อแตน “ทำยังไงดีวะเนี่ย!”
       “คบเด็กสร้างบ้านก็อย่างนี้ล่ะ” เทิ้มว่า
       ดาวเรืองพูดอย่างเจ้าเล่ห์ “ตัดริ้บบิ้นเปิดงาน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน”
       ไสวยืนซับเหงื่อที่แตกพลั่กให้ฤดี ฤดีหันมาพูดอย่างร้อนใจ
       “ตัดเสร็จแล้ว ถ้าตาจิ๋นยังไม่มาล่ะ ไม่ต้องเต้นกำรำเคียวให้ชาวบ้านดูเหรอ”
       “มันมีทางเลือกอื่นมั้ยล่ะ หรือนายอำเภอจะออกไปประกาศให้ทุกคนกลับบ้าน” ดาวเรืองถาม
       “ไอ้ปลัดนี่มันดีแต่พูดจริงๆ” สุวรรณว่า
       “ถ้างั้นคงต้องทำอย่างไอ้เรืองว่า ขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน” หลวงตาคงบอก
       “ถ้าตัดริ้บบิ้นแล้วยังไม่มา นายอำเภอก็พูดเปิดงานถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็มาเองแหละ ที่สำคัญเราต้องเชื่อมั่นว่า ปลัดจะมา ตกลงมั้ย” ดาวเรืองพูด
       “ถึงขั้นนี้แล้ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะวะ” ผันบอก
       ดาวเรืองยิ้มแล้วเดินออกไปยืนพูดที่ไมโครโฟน
       “สวัสดีจ้าพ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอาที่เคารพรักทุกท่าน ก่อนอื่นทางคณะผู้จัดงานต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ทุกท่านต้องรอนาน ทั้งนี้เป็นเพราะหลงตา เอ๊ย หลวงตาคงได้ยืนจับยามสามตาดูแล้ว พบว่าเวลาแปดนาฬิกาสี่สิบเก้านาทีสิบหกวินาที เป็นเวลาอภิมหามงคล ที่เทวดาจากทั่วสารทิศจะมาสถิตอยู่ ณ บ้านดอนล้อมแรดแห่งนี้ ดังนั้นเพื่อความเป็นสิริมงคลเราจึงจำเป็นต้องรอ จน ณ บัดนี้ก็ถึงเวลานั้นแล้ว ขอเชิญนายอำเภอและภริยาตัดริ้บบิ้นและกล่าวเปิดงานเลยจ้ะ”
       แตรวงบรรเลง ชาวบ้านพากันปรบมือ ไพศาลและฤดีเดินยิ้มแป้นออกไปตัดริ้บบิ้น ทุกคนปรบมือกรูเกรียวอีกครั้ง ดาวเรืองหัวเราะหึ หึ
      
       ลุงขี่มอเตอร์ไซต์โบราณมาอย่างเนือยๆ โดยมีจินตวัฒน์นั่งซ้อนท้าย
       ลุงมองหา ๒ ข้างทาง “เห็นต้นไม้ที่มันมีลูกศรสีแดงๆป้ายมั้ย คุณปลัด”
       จินตวัฒน์ไม่เข้าใจว่าลุงถามทำไม แต่ก็ช่วยมองหาให้อย่างงงๆ
       “นั่นไงครับ” จินตวัฒน์ยกมือชี้ “ซ้ายมือข้างหน้านั่นไง ต้นไม้ที่มีสีแดงป้าย”
       ลุงยิ้มดีใจที่เจอสักที “เออ..เจอสักที ขอบใจนะ”
       ว่าแล้วลุงก็บิดพุ่งตรงไปที่ต้นไม้ต้นนั้น จินตวัฒน์แหกปากตะโกน
       “ลุง!!ต้นไม้!!!ลุง!!”
       จินตวัฒน์กับลุงร้องออกมา “เฮ้ย!”
       มอเตอร์ไซด์ล้มอยู่ที่พื้น ส่วนคนทั้งสองกลิ้งหัวคะมำตกลงไปที่นาซึ่งมีปลักขี้โคลนข้างทาง
       จินตวัฒน์เจ็บไม่มากแต่กางเกงกับเสื้อเปื้อนโคลนไปหมด “ลุง..คุณลุง เป็นยังไงบ้าง”
       จินตวัฒน์เข้าไปประคองลุงที่ค่อยๆลุกขึ้นนั่งเอง
       “โอ๊ย..กระดูกกระเดี้ยวข้าหักมั้ยเนี้ย ไม่คุ้มค่าจ้าง๓๐๐ ที่เอ็งให้มาเล๊ย”
       จินตวัฒน์หงอยเพราะนึกว่าลุงบ่นตัวเขา
       ลุงบ่นต่อ “ไอ้เรืองนะไอ้เรือง”
       จินตวัฒน์ชะงักกึกเมื่อรู้ว่าดาวเรืองวางแผนทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อทำลายชื่อเสียงและเกียรติภูมิของเขา
       จินตวัฒน์กัดฟันกรอด “ดาวเรือง!”
      
       ไพศาลพูดไปเอาผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อไปไม่ต่างจากฤดีที่เหงื่อกาฬแตกพลั่ก
       “โครงการของเราจะเริ่มจากการทำปุ๋ยชีวภาพ ต่อด้วยอาหารเป็ดไก่แบบที่ทำเองได้ง่ายๆ แล้วหลังจากนั้นระ..”
       ชาวบ้านพากันโห่เพราะไม่พอใจ
       ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้น “พูดวนไปมาแบบนี้ ๕ เที่ยวแล้วนะนายอำเภอ พอแล้ว รู้แล้ว ให้ปลัดมาลงมือเลยดีกว่า ปลัดอยู่ไหน ทำไมยังไม่โผล่หัวมา”
       ไพศาลกับฤดีหันมามองหน้ากัน เหงื่อของทั้งสองแตกกระสานซ่านเซ็น
       ดาวเรืองขยับเข้ามากระซิบไพศาล “ไอ้เรืองเอง” ดาวเรืองพูดใส่ไมโครโฟน “ยังไม่มา แต่มาแน่”
       ชาวบ้านคนหนึ่งถาม “เอ็งรู้ได้ยังไง”
       ดาวเรืองรีบใส่ไฟ “อ้าว..ลงทุนเป็นตัวตั้งตัวตีจัดงาน แถมเชิญคนมาทั้งอำเภอขนาดนี้ ถ้าไม่โผล่หัวมาก็ไม่ต้องนับถือกันอีกต่อไปแล้ว จริงปะ นายอำเภอกำนัน ผู้ใหญ่ เมียผู้ใหญ่ ลูกชายผู้ใหญ่ ป้าไหว พี่เหมอ ขอเสียงหน่อยว่า จริงป๊ะ”
       ทุกคนที่ถูกเอ่ยนามพยักหน้าเอ๋อๆ และยิ้มเจื่อนๆใส่กัน
       ดาวเรืองพูดต่อ “เห็นมั้ย ผู้หลักผู้ใหญ่ยืนยันกันระงม เพราะฉะนั้น..ปลัดมาแน่ แค่รอฤกษ์หลงตาคงแค่นั้น”
       หลวงตาคงพึมพำ “กูนึกว่ากูรอดแล้ว ไอ้เรืองนะไอ้เรือง”
       เพี้ยนเปรย “โจทย์เก่าโจทย์ใหม่ โดนกันหมดเลยวุ้ย”
       ดาวเรืองยิ้มและมีแววตาเป็นประกาย



       จินตวัฒน์เดินกัดฟันดุ่ยๆมาตามทางทั้งเจ็บตัว เจ็บตูดและเลอะโคลนแต่ยังไงก็ต้องไปถึงจุดหมายปลายทางให้ได้
       “คิดว่าฉันจะยอมแพ้เด็กเจ้าเล่ห์อย่างเธอเหรอ..ไม่มีทาง!”
       บานชื่นขี่มอเตอร์ไซด์ซาเล้งมาโดยมีหม้อที่ถ่ายเอาแกงและกับข้าวออกไปแล้ววางอยู่บนซาเล้ง ๓-๔ ใบ
       “อ้าว..ปลัด มาทำอะไรอยู่นี่ ยังไม่ไปงานอีกเหรอ” บานชื่นทัก
       จินตวัฒน์ถอนใจเฮือกเพราะอยากจะสาธยายสรรพคุณดาวเรืองให้ฟังแต่ก็ป่วยการ
       “เรื่องมันยาวครับ”
       “รถลงไปปลักขี้เลนข้างทางล่ะสิ เนื้อตัวถึงได้เลอะโคลนอย่างนี้” บานชื่นเดา
       จินตวัฒน์ชะงักว่าทำไมบานชื่นเดาถูกหรือว่าดาวเรืองส่งแม่มาเป็นด่านสกัดปิดท้าย
       บานชื่นอาสา “เอ้า..ขึ้นมาเลย น้าจะไปช่วยงานที่วัด ไม่ได้ไปแต่เช้าเพราะมีคนมาสั่งกับข้าวไปเลี้ยงพระ”
       จินตวัฒน์เช็คพิรุธ “ไม่ต้องให้ผมช่วยดูต้นไม้ข้างทาง”
       บานชื่นงง “ดูทำไม เห็นอยู่ทุกวัน”
       “รถอยู่ในสภาพดี อะไหล่ครบ ยางล้อไม่แบน เบรคไม่ขาด น๊อตไม่หลุดนะครับ”
       บานชื่นงง “ขับมาก็ไม่เห็นเป็นไรนี่”
       “ถ้างั้นเพื่อความปลอดภัย ผมขออนุญาตขับเองได้มั้ยครับ”
       “ดี น้าจะได้นั่งสบาย”
       จินตวัฒน์ยิ้มโล่งอก       
      
       ดาวเรืองยังพูดไฮปาร์คอยู่เหมือนเดิม โดยมีไพศาล ฤดี ผัน และเทิ้มเข้าไปยืนเรียงแถวอยู่ถัดไปด้วย
       “ถ้าทุกคนชอบโครงการแบบนี้ กำนันกับผู้ใหญ่เขาก็จะจับมือกัน จัดโครงการดีๆแบบนี้มาอบรมกันอีก”
       ผันกับเทิ้มยิ้มแหยๆให้ชาวบ้าน
       “อ้าว คราวนี้..ถึงคิวหลงตาคง” ดาวเรืองโยน
       หลวงตาคงสะดุ้งโหยง “ให้ข้าทำอะไรอีก”
       “อ้าว..ก็ขึ้นมาทำพิธีเรียกตัวปลัดมานี่น่ะสิ ถ้าจอมขมังเวทย์ร่ายมนต์เรียกแล้วยังไม่มา ก็แสดงว่าปลัดคนนี้มันโหลยโท่ย เหลาะแหละ ไม่น่าเชื่อถือ จริงมั้ยพวกเรา”
       ชาวบ้านพากันตะโกน “จริง!”
       หลวงตาคงเดินเช็ดเหงื่อมายืนที่หน้าไมโครโฟน ก่อนจะหันไปมุบมิบด่าดาวเรือง
       “ไอ้เรือง ไอ้เวร!!”
       ดาวเรืองขำ แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้พูดใส่ไมโครโฟน “ เอ้า..บริกรรมคาถาได้แล้ว หลงตา”
       หลวงตาคงพนมมือหลับตาพึมพำเหมือนสวดคาถา แต่จริงๆงึมงำด่าดาวเรือง
       หลวงตาคงบ่น “บรรลัยแน่กู งานนี้”
       “ถ้าหลงตาศักดิ์สิทธิ์จริง ปลัดต้องมา ถ้าไม่มาแสดงว่าหลงตามนต์เสื่อม และไอ้ปลัดที่ไม่มีความรับผิดชอบอย่างนั้นก็ไม่สมควรจะอยู่ที่นี่เพื่อดูแลพวกเรา จริงมั้ย”
       ชาวบ้านเฮตาม “จริงงงง!”
       ดาวเรืองพูดต่อ “เอ้า..งั้นช่วยกันนับหน่อย หนึ่ง..สอง..สาม”
       ชาวบ้านพากันตะโกนนับตามดาวเรือง โดยมีสุวรรณ แหลม และกรอดช่วยเป็นต้นเสียง
       ดาวเรืองตะโกนลั่น “มา..ไม่มา..มา..ไม่มา..มา..ไม่มา”
       ชาวบ้านประสานเสียงแทรกขึ้นมา “มา!”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนชะงักกึกเมื่อเห็นกลุ่มชาวบ้านหันไปมองทางด้านหลังแล้วเปิดทางให้จินตวัฒน์ขี่
       ซาเล้งหน้าตั้งเข้ามาจอดตรงหน้าดาวเรือง แตรวงบรรเลงเพลงต้อนรับครึกครื้นนน แต่อะไรก็ไม่ขัดใจดาวเรืองเท่ากับการเห็นแม่ตัวเองนั่งเป็นแม่ย่านางบนซาเล้งคู่มากับจินตวัฒน์ด้วย
       จินตวัฒน์มองดาวเรืองขมึงก่อนจะยกมือไหว้ไพศาล ฤดี ผัน เทิ้ม หลวงตาคงที่ยืนโล่งอกทางด้านหลังแล้วหันมายกมือไหว้ชาวบ้านทุกคนพร้อมกับพูดที่ไมโครโฟน
       “สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องทุกท่าน ก่อนอื่นผมต้องขอโทษทุกท่านด้วยนะครับที่ทำให้ต้องรอนาน บังเอิญมีเหตุขัดข้องบางอย่างที่ทำให้ผมต้องเสียเวลาจัดการ แต่ผมอยากจะบอกทุกท่านว่า ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรหรือมีอุปสรรคมากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้ผมถอดใจจากงานนี้ได้ ผมเลือกมาอยู่ที่นี่เพราะต้องการพัฒนาที่นี่ นี่คืองานแรกของผม ความตั้งใจแรกของผม ยังไงผมก็ต้องมา”
       ชาวบ้านชอบใจปรบมือกันกรูเกรียว
       “เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราจะเริ่มการอบรมเดี๋ยวนี้เลยครับ”
       ชาวบ้านปรบมือให้ระลอกใหญ่ แตรวงบรรเลงเพลงเปิดงานอีกครั้ง จินตวัฒน์ชายตามองดาวเรือง ดาวเรืองเชิดหน้าทำไม่รู้ไม่ชี้แต่แอบกัดฟันกรอด
      
       จินตวัฒน์นำทุกคนเดินเข้ามาที่ลานเอนกประสงค์ซึ่งใช้วางส่วนผสมต่างๆ ที่กลางลานมีผืนผ้าใบขนาดใหญ่ซึ่งใช้เป็นที่ผสมวัสดุปูอยู่
       “การกำจัดขยะด้วยการนำมาทำปุ๋ยชีวภาพเป็นการกำจัดที่ตรงจุดและได้ประโยชน์ อย่างมาก ก่อนที่เราจะลงมือทำไปพร้อมๆกัน ผมขออนุญาตแนะนำผู้ช่วยของผมก่อนนะครับ ขอเสียงปรบมือต้อนรับ ดาวเรือง”
       ดาวเรืองซึ่งยืนทำท่าเซ็งอยู่กับเพี้ยนชะงักกึก
       แหลมหันไปถามสุวรรณ “เขาไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่อะพี่”
       กรอดงง “นั่นดิ”
       สุวรรณมองปลัดเพราะไม่พอใจที่มาวุ่นวายกับดาวเรือง ดาวเรืองอยากกระโดดเตะก้านคอปลัดให้หักคาที่
      
       เวลาต่อมา ดาวเรืองอาบน้ำอยู่คนละห้องกับเพี้ยน
       “ขัดให้เกลี้ยงเลยนะไอ้เพี้ยน ถ้ากลิ่นขี้ยังติดตัวเอ็งอยู่ล่ะก็ ข้าจะไล่ให้ไปนอนกับควาย”
       เพี้ยนส่งเสียงถาม “ไหนพี่เรืองว่าไอ้ปลัดมันจะไม่มาไง”
       “ก็ป้าบานของเอ็งน่ะสิไปรับมันมาได้ พูดแล้วยังเจ็บใจไม่หาย ไอ้ปลัดขี้เป็ด จะเอาคืนให้เข็ดเลย คอยดู”
       “ยังเหม็นกันไม่พออีกเหรอพี่ ห่างๆมันบ้างก็ดีนะ”
       ดาวเรืองตอบเสียงกร้าว “ไม่!!”
       จินตวัฒน์ขยับเข้ามาที่หน้าห้องน้ำ “ก็ดี อย่างน้อยวันนี้ฉันก็ไม่ยอมให้เธอห่างไปไหนแน่”
       ดาวเรืองตะโกนด่ากลับ “โรคจิตเหรอ มาแอบดูผู้หญิงอาบน้ำ”
       จินตวัฒน์สวน “ทอมบอยอย่างเธอมีอะไรให้ฉันดู”
       ดาวเรืองสะอึก
       “ฉันแค่แวะมาบอกว่าเรื่องเธอกับฉันมันยังไม่จบ เธอต้องไปจัดการเรื่องที่เธอก่อไว้”
       ดาวเรืองทำไม่รู้ไม่ชี้ “อะไร”
       “ไปงัดไม้ที่หน้าต่างออก แล้วซ่อมประตูกับบันไดให้เสร็จภายในคืนนี้” จินตวัฒน์สั่ง
       “ประตูหน้าต่างบ้านตัวเองจะมาใช้คนอื่นได้ไง ไม่ไปเว้ย!!” ดาวเรืองบอก
       “ถ้าฉันพูดแล้วเธอไม่เข้าใจ ฉันคงต้องพึ่งน้าบานชื่น แม่เธอคงอยากรู้ว่าเธอก่อวีรกรรมอะไรไว้บ้าง”
       ดาวเรืองเงียบไป
       “จะไปไม่ไป” จินตวัฒน์เห็นดาวเรืองไม่ตอบเลยถามย้ำถาม “ว่าไง”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนโผล่ขึ้นมาจากช่องเหนือประตูห้องน้ำ แล้วยกถังน้ำที่หิ้วติดมือมาเทโครมใส่จินตวัฒน์
       ดาวเรืองสะบัดผมทำท่าสะดิ้งเหมือนกระเทย “ว่าไงว่ากันสิค่า..คุณปาหลัด”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนขำกลิ้ง ในขณะที่จินตวัฒน์เปียกโชกไปทั้งตัว



       สุวรรณ เสมอใจ ผัน เวียง บุญปลีก บุญปลอด แหลม และกรอดอาบน้ำเสร็จก็ปะแป้งลายพร้อย กรอดนวดแขนขาให้สุวรรณอยู่ที่มุมหนึ่ง เสมอใจเข้ามายกมือไหว้ผันและบรรดาเมียๆทุกคน
       “อะไรน่ะนังเหมอ” ผันถาม
       “เหมอเอาน้ำมันนวดคลายกล้ามเนื้อมาให้ ใช้ดีนะจ๊ะ เหมอทำเอง”
       “เออ..นังเหมอนี่เก่งนะ ทำยาก็ได้ ทำขนมก็ได้ ทำกับข้าวก็ได้” ผันชม       
       เวียงเสียงเข้ม “แต่ทำเมีย ไม่ได้”
       “โอ๊ย แม่เวียงก็..คิดอะไรอย่างนั้น พี่แค่พูดให้ไอ้วรรณมันฟัง ผู้หญิงทั้งดีทั้งเก่งอย่างนี้ มันน่าจะมองมั่ง อีกอย่างพี่ก็ไม่เอาลูกหลานมาทำเมียหรอก”
       เสมอใจยิ้มทำตาแป๋วแหววใส่สุวรรณ
       “เหรอออ...แล้วนังเมียเบอร์เจ็ดหลานใคร” เวียงถาม
       บุญปลีกตอบ “หลานตาเริญ”
       เวียงถามต่อ “เบอร์แปด”
       บุญปลอดตอบ “หลานยายจุก”
       เวียงถามอีก “เบอร์เก้า”
       บุญปลีกตอบ “หลานตานง”
       ผันยิ้มแหยๆ
       “นี่พ่อ ไอ้เรื่องทำยา ทำขนม ทำกับข้าวผู้หญิงที่ไหนก็ทำได้ แต่จะมีใครเล่นไฮโลว์ ถั่ว โป ไพ่ แถมต้มเหล้าเก่งอย่างไอ้เรืองมั่ง” สุวรรณถาม
       “นี่ข้อดีของคนที่จะมาเป็นเมียหนูวรรณเหรอ” บุญปลอดถาม
       “ถูก หนูแอบมองมันตั้งแต่ป.1” สุวรรณบอก
       “ปิ๊งมันตอน ป.2” กรอดพูดต่อ
       “แอบเปิดกระโปรงมันตอน ป.3” แหลมเล่า
       “อยากจูบมันตอน ป.4” สุวรรณบอก
       กรอดพูดต่อ “ถูกมันถีบประจำตอน ป.5”
       “อยากได้มันเป็นเมียตอน ป.6” แหลมเล่า
       “มันคือผู้หญิงที่หนูใฝ่ฝันจะเอามาเป็นเมียทุกลมหายใจ” สุวรรณประกาศกร้าว “หนูจะไม่ยอมเสียตัวให้ใครนอกจากไอ้เรืองคนเดียว!”
       บรรดาพ่อแม่และสมุนต่างพากันถอนใจ เสมอใจน้ำตาคลอเพราะรู้สึกช้ำชอกหัวใจเหลือเกิน
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนช่วยกันเอาค้อนถอนตะปูที่ตรึงอยู่กับไม้ซึ่งใช้ปิดหน้าต่างบ้านพักปลัดออก
       “ถ้ารู้ว่าต้องมางัดออกเองแบบนี้ ตอกไว้หลวมๆก็ดี” เพี้ยนว่า
       “อย่าบ่นเลยวะ เก็บแรงไว้เอาคืนดีกว่า” ดาวเรืองบอก
      
       จินตวัฒน์สรุปงานอบรมปุ๋ยชีวภาพที่เพิ่งเสร็จไป โดยที่กำจรผลุบๆโผล่ๆที่หน้าห้อง
       จินตวัฒน์หันมาเห็น “สร่างแล้วเหรอนายจร”
       กำจรยิ้มแหะๆ แล้วเดินเข้ามายกมือไหว้ท่วมหัว “ผม..เอ่อ..ขอโทษครับคุณปลัด ผมผิดไปแล้ว เพราะไอ้เรืองครับ ไอ้เรืองมันล่อลวงผม”
       “แต่ถ้านายจรใจแข็งพอไม่หลงไปกับคำล่อลวง มันก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก” จินตวัฒน์บอก กำจรจ๋อย “ฉันจะทำทัณฑ์บนนาย ฐานละเลยต่อหน้าที่”
       กำจรยอมจำนน “จะเอายังไงก็ได้ครับ แต่อย่าถึงขั้นทำเรื่องไล่ผมออกเลยนะครับ”
       จินตวัฒน์ถอนใจ
       กำจรประจบ “เออ..ผมเอารถคุณปลัดออกมาจากอู่แล้วนะครับ”
       จินตวัฒน์ยิ้มขึ้นมาได้เมื่อรู้จะมีรถใช้สักที
      
       กำจรเดินคุยมากับจินตวัฒน์ โดยมีดาวเรืองกับเพี้ยนเดินตามมาห่างๆ รถจินตวัฒน์จอดนิ่งอยู่ด้านหลัง
       “อ้าว..ถ้ายังไม่ได้ซ่อมแล้วเอากลับมาทำไม” จินตวัฒน์ถาม
       “อะไหล่มันยังไม่มา แล้วงานที่อู่มันเยอะ รถไม่มีที่จอด เจ้าของอู่มันเลยให้ผมลากรถคุณปลัดมาจอดที่นี่ก่อน” กำจรเล่า
       จินตวัฒน์พยักหน้ารับรู้ “ขอบใจนะ”
       กำจรยิ้มดีใจแล้ววิ่งตรงไปที่บ้านพัก
       จินตวัฒน์หันมาถาม “จะไปไหน”
       “ชงกาแฟมาให้ปลัดครับ”
       ดาวเรืองหมั่นไส้ “เลียกันเข้าไป”
       จินตวัฒน์มองรถตัวเองแล้วถอนใจ “แทนที่จะได้ใช้งาน จอดทิ้งไว้เฉยๆอย่างนี้ มันจะมี ประโยชน์อะไร”
       สักครู่จินตวัฒน์ก็ชะงักเมื่อหันไปมองกำจรที่กำลังวิ่งขึ้นบันได
       “นายจร ระวัง!”
       สิ้นเสียงจินตวัฒน์ กำจรก็ก้าวขึ้นไปยืนบนบันไดขั้นที่ ๓ ที่วางพาดไว้หมิ่นๆ แล้วล้มก้นกระแทกถัดบันไดขั้นอื่นๆลงมานั่งกองอยู่กับพื้นเป็นครั้งที่ ๒ กำจรร้องโอดโอย ดาวเรืองกับเพี้ยนขำก๊าก
       จินตวัฒน์ดุ “ยังจะมาหัวเราะกันอีก รีบไปซ่อมให้เหมือนเดิมเลยนะ”
       จินตวัฒน์รีบวิ่งไปดูกำจร
       ดาวเรืองชักสีหน้าไม่พอใจแล้วตะโกนด่าตามหลัง “ไอ้ปลัดบ้าอำนาจ!”



       ไสวกำลังเอาสมุนไพรสาวสองพันปีทาหน้า โดยมีเสมอใจนั่งถอนใจอยู่อีกมุม
       “ป้าไหว เคยมีความรักบ้างมั้ย” เสมอใจถาม
       ไสวเหล่มองหลาน “แก่ เอ๊ย..อยู่มาจนป่านนี้แล้ว ไม่เคยมีได้ไงวะ”
       เสมอใจขยับมานั่งใกล้ๆ อย่างสนใจ “ป้าเล่าให้เหมอฟังบ้างสิ ความรักของป้าเป็นยังไง”
       “เฮ้ออ เอาแบบสั้นๆนะ รักครั้งแรกของข้าเกิดตอนอายุ๑๗ ข้าแอบไปรักเขาข้างเดียว พออายุ ๑๘ พ่อนังจุกมาชอบข้า แต่ข้าเล่นตัวมันก็เลยไปได้กับนังเจียด อายุ๑๙ พี่เชิดยกขันหมากมาขอข้า แต่รถก็คว่ำตายซะก่อน พอข้าอายุ ๒๐ ก็คบกับไอ้ไม้ ๒๑ ไอ้เมือง ๒๒ พี่แม้น ๒๓ พี่มั่น ๒๔ พี่หมาย ๒๕ น้ามิ่ง.. น้ามิ่งนี่เป็นพ่อไอ้ไม้ ไอ้เมือง พี่แม้น พี่มั่น พี่หมาย อีกที”
       “ห๊า..ป้าไหวเป็นนางพญาเทครัวเหรอ”
       ไสวกระหยิ่ม “ไม่ใช่แค่ครัวตัว “มอ” นะเว้ย ครัวตัว “ยอ” ก็ยกโขยงมาจีบข้าด้วย ไอ้ยอด พี่ยศ พี่แย้ม พี่ยิ่ง น้าเยื้อน ตาหยด ตาหยาด ตาหยอด ตาหยิบ ตา...”
       เสมอใจตาเหลือก “โอ๊ยย..พอ..พอแล้วป้า โผล่มาเกือบ ๒ โหล แล้วทำไมป้าเลือกใครทำผัวไม่ได้สักคน”
       “ก็มันไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมนี่หว่า เดี๋ยวคนนี้ปากเหม็น คนนั้นตดเน่า คนนู้นนอนกรน อีกคนจั๊กกะแร้หืน คนที่สมบูรณ์พร้อมเขาก็ไม่รักข้า”
       “คนที่เป็นรักครั้งแรกของป้าใช่มั้ย”
       “เออ..เขาชอบเพื่อนข้าแล้วก็แต่งงานกันไป โอ๊ย..ตอนนั้นข้าจะตายให้ได้ ไม่มีความเจ็บปวดอะไรเท่ากับการไปแอบรักใครข้างเดียวหรอก เอ็งจำไว้เลย”
       เสมอใจกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ
      
       ตกกลางดึก เสมอใจยืนพิงกรอบหน้าต่างอยู่ลำพัง
       “ถึงเจ็บก็ยอม ขอแค่ความสุขเล็กๆน้อยๆวันนี้ พรุ่งนี้จะเป็นยังไงก็ช่าง”
       เสมอใจกดพิมพ์ข้อความที่โทรศัพท์ส่งไปหาใครบางคนที่อยู่ไกลออกไป       
      
       สุวรรณนั่งที่กรอบหน้าต่างห้องนอนโดยอ่านข้อความในโทรศัพท์อย่างมีความสุข
       “ฝากลมเย็นบอกเธอว่าคิดถึง ฝากฟ้าที่หวานซึ้งบอกเธอว่าห่วงหา ฝากหมอนกล่อมเธอนอนยามนิทรา ฝากดวงดาราให้เธอหลับฝันดี” สุวรรณเขิน “โอ๊ยยๆๆ” สุวรรณเพ้อทันที “รักกันเงียบๆเบาๆแค่นี้ ข้าก็โคตรจะสุขแล้วว่ะ ข้ารักเอ็งนะ..ไอ้เรือง”
       สุวรรณกดส่งข้อความไปหาอย่างอินสุดๆ
      
       ดาวเรืองแหกปากตะโกนลั่น
       “ข้าเกลียดมัน!”
       เพี้ยนซึ่งกำลังล้มตัวลงนอนสะดุ้งโหยงมาลุกขึ้นนั่ง บานชื่นเปิดประตูห้องนอนออกมาได้ยินพอดี
       “ใครวะ” บานชื่นถาม
       “ก็ไอ้ปลัดจอมบงการนั่นสิแม่”
       “ระวัง เกลียดอะไรจะได้อย่างนั้น” บานชื่นบอก
       “ไม่มั้งป้าบาน อย่างไอ้พี่วรรณ พี่เรืองเขาก็เกลียดมันมาเป็นปีเป็นชาติ ยังไม่เห็นโอกาสว่าจะมาได้กันตอนไหน” เพี้ยนบอก
       “นั่นเขาไม่เรียกเกลียด แค่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมากกว่า แม่เคยเจอกับตัวเองแล้ว เกลียดเขาดีนัก สุดท้ายก็เจอเลย”
       “ใครอ่ะแม่?”
       “พ่อเอ็งไง”
       ดาวเรืองชะงัก
       “ตอนแม่เป็นเทพี ผู้ใหญ่ผัน หลวงตาคง จ่าแม่นรุมจีบแม่กันทั้งนั้น จู่ๆอีตาพนาก็มาจากไหนก็ไม่รู้ ท่าทางยียวนกวนประสาท พูดอะไรก็ไม่ถูกหูแม่ แล้วเป็นไง...กลายเป็นผัว มีลูกยืนหัวโด่อยู่เนี่ย”
       “โอ๊ย ประวัติศาสตร์ไม่มีวันซ้ำรอยหรอกแม่...พ่อน่ะเป็นผู้ชายที่ใจดีที่สุดในโลก ไอ้คนขี้เก๊ก แก่วิชาการอย่างปลัดนั่น ฉันไม่เอามาทำผะ..เอ๊ย พันธุ์หรอก ชิ๊!” ดาวเรืองว่า
       บานชื่นพึมพำตามหลัง “สมัยหนุ่มๆ พ่อเอ็งก็ขี้เก๊กแก่วิชาการอย่างนี้แหละ”
       บานชื่นส่ายหน้าแล้วเดินออกไป ดาวเรืองส่ายหน้าอย่างมั่นใจว่าเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
      
       จบตอนที่  3
ตอนที่ 4

       เช้าวันใหม่ จินตวัฒน์นอนหลับอยู่บนเตียงอย่างมีความสุข สักครู่เขาก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงเหมือนใครเคาะหม้อเคาะกระทะดังลั่น จินตวัฒน์รีบลุกจากเตียงวิ่งไปทางหน้าบ้าน
      
       จินตวัฒน์วิ่งหัวฟูออกมาที่ระเบียง เขาแหกปากลั่นเมื่อเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า
       “เฮ้ย!!”
       จินตวัฒน์เห็นดาวเรืองกับเพี้ยนกำลังเอาทัพพีเคาะหม้อ เอาตะหลิวเคาะกระทะอยู่บนกระบะท้ายรถจินตวัฒน์ ขณะที่บนหลังคารถมีกระถางดินเผาปลูกอะไรสักอย่างวางอยู่เต็มพรืด โดยมีชาวบ้าน 6-7 คนยืนดูอยู่
       ดาวเรืองเคาะกระทะตะโกนลั่น “เอ้า...เป็ดน้อย เป็ดใหญ่ ตื่นมากินข้าวกันเร้ว”
       “ดาวเรือง!!” จินตวัฒน์วิ่งหูตาเหลือกไปหา
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนเอาทัพพีตักอาหารเป็ดโปรยบนกระบะที่มีเป็ดนับสิบตัวอ้าปากรอพร้อมแล้ว ทั้งคู่ตักอาหารไปร้องเพลงไป
       “ก้าบๆๆ เป็ดอาบน้ำในคลอง ตาก็จ้องแลมองเพราะในคลองมีหอย ปู ปลา”
       จินตวัฒน์วิ่งเข้ามาเห็นหลังคารถเต็มไปด้วยกระถางสะระแหน่และกระบะที่เต็มไปด้วยเป็ดและ
       อาหารเป็ดก็ถึงกับชะงัก
       “เธอทำอะไรของเธอห๊า...ดาวเรือง”
       “อ้าว...ก็เป็นตัวแทนเยาวชนดีเด่นอย่างที่ปลัดต้องการไง ชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่ได้เข้าอบรมเมื่อวาน เขาอยากรู้ว่าอาหารเร่งไข่เป็ดทำยังไง ฉันก็สอนให้” ดาวเรืองพูดกับชาวบ้าน “ง่ายม๊าก หาข้าวสวยตากแห้ง 3 ก.ก. / ผักต่างๆ 3 ก.ก. / หยวกกล้วย 3 ก.ก. / มันสำปะหลังสับตากแห้ง 3 ก.ก. / รำหยาบ 2 ชาม แล้วก็น้ำหมักผลไม้”
       เพี้ยนพูดต่อ “ได้ส่วนผสมทุกอย่างครบแล้วก็เอามาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เสร็จแล้วเอาไปต้มให้สุก ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วเอามาผสมกับรำหยาบ ใส่น้ำหมักลงไป”
       “เสร็จแล้วก็เอาให้เป็ดกินวันละมื้อ รับรองสุขภาพดี ผิวพรรณผ่องใสไร้สิวฝ้า ไข่ดก ไข่ใหญ่ และแดงชัวร์ คุณปลัดเอาหัวเป็นประกัน จริงป๊ะ”
       ชาวบ้านหันมามองจินตวัฒน์ จินตวัฒน์ยิ้มเจื่อน
       “ครับ แต่...สถานที่เลี้ยงก็ต้องจัดให้เหมาะสมด้วย จะมาเลี้ยงแบบนี้ไม่ได้” จินตวัฒน์บอก
       “อ๊ะ...ก็ปลัดบอกเองว่าให้ทำเป็นคอกปิด แล้วก็ให้ลองเอาของที่มีอยู่ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็นี่ไง รถจอดเฉยๆ ได้ประโยชน์อะไร เอามาปลูกสะระแหน่ เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไม่ได้ประโยชน์กว่าเหรอ”
       “คอกปิด แต่พื้นที่ต้องเปิดให้เป็ดเดินออกกำลังได้ ไม่ใช่อัดอยู่ในคอกแบบนี้แบบนี้วิธีการมันผิด”
       ดาวเรืองย้อน “แล้วที่ถูกทำไง คุณปลัดคนเก่งทำเป็นเปล่า หรือว่า...ดีแต่ปาก”
       ดาวเรืองยักคิ้วหลิ่วตาท้าทายจินตวัฒน์ จินตวัฒน์ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจแล้วท่องไม่โกรธๆ ในใจ
      
       จินตวัฒน์ที่นุ่งกางเกงยีนส์คลุมเข่าปล่อยชายลุ่ยๆ กับเสื้อยืดคอกลมและกำจรกำลังช่วยกันเอาไม้ไผ่ผ่าซีกล้อมเป็นแนวรั้วแล้วเอาสแลนขึงล้อมรั้วไม้ไผ่อีกทีอยู่ข้างบ้านดาวเรือง ที่มุมด้านหนึ่งมีเพิงซึ่งมีหลังคามุงด้วยไม้ไผ่ขัดสานสำหรับใช้บังแดดบังฝนให้เป็ด
       ดาวเรืองกับเพี้ยนยืนกอดอกมองอยู่ไม่ไกล
       กำจรโวย “นี่....เอ็งสองคนไม่คิดจะช่วยกันเลยรึไงวะ”
       “แน่ใจนะว่าจะให้ช่วย ช่วยแล้ววายป่วงไม่รู้ด้วยนะ มาเว้ยไอ้เพี้ยน เขาให้เราช่วย”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนขยับเข้าไปจะช่วยขึงสแลน
       จินตวัฒน์รีบร้องห้าม “หยุด...เราสองคนยืนดูเฉยๆ ถือเป็นการช่วยแล้ว อย่าขยับให้ต้องหนักใจเลยนะ ขอร้อง”
       บานชื่นถือโอเลี้ยงเข้ามา 2 แก้ว
       “อ้าว...ไอ้เรือง ไอ้เพี้ยน มายืนทำอะไรตรงนี้ ทำไมไม่ไปช่วยคุณปลัด”
       “โอ๊ยยย...เราสองคนนี่เนื้อหอมจังเว้ยไอ้เพี้ยน เดี๋ยวคนนั้นคนนี้เรียกให้ช่วย เอ้า...ช่วยก็ช่วย” ดาวเรืองบอก
       จินตวัฒน์ทำหน้าเข้มใส่ดาวเรือง “ไม่ต้อง” จินตวัฒน์พูดกับบานชื่น “ไม่เป็นไรครับคุณน้า ขึงสแลนเสร็จก็เรียบร้อยแล้วครับ”
       “ขอบใจมากนะ อุตส่าห์มาทำเล้าเป็ดให้ นี่จ้ะ...โอเลี้ยงเย็นๆ จะได้ชื่นใจ” บานชื่นบอก
       ดาวเรืองทำเจ้าเล่ห์ “ทำเล้าแต่ไม่มีเป็ดก็เหมือนสร้างบ้านให้ปลวกอยู่ เปล่าประโยชน์”
       เพี้ยนรีบรับลูก “พี่เรืองพูดเหมือนอยากให้คุณปลัดหาเป็ดมาให้เลี้ยง”
       “โอ๊ย...โอเลี้ยง 2 แก้วที่ดูดไปน่ะจ่ายมาก่อนเฮอะ อย่าไปฝันถึงเป็ดถึงไก่เล้ย” ดาวเรืองว่า
       “พูดจาให้มันหอมหูมั่งได้มั้ยวะ คุณปลัดอย่าไปถือสามันเลยนะคะ ปากมันไวแต่ ใจมันไม่ได้คิดอะไรหรอกค่ะ” บานชื่นบอก
       “ใครบอกไม่คิด คิดในใจตลอดว่า 2 แก้ว 30 จ่ายมา”
       ดาวเรืองยื่นมือออกไปกระดิกรับเงินจากจินตวัฒน์ บานชื่นยืนส่ายหน้าด้วยความระอา
      
       สุดาวดีที่เพิ่งเสร็จงานกำลังถูกนักข่าว 7-8 คนรุมสัมภาษณ์อยู่ ขณะที่น้ำหวานก็ยืนอยู่ใกล้ๆ
       “แล้วตอนนี้เรื่องหัวใจเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ก็เหมือนเดิมค่ะ ไม่ได้มีอะไรใหม่” สุดาวดีตอบ
       “แล้วที่มีข่าวว่าหนุ่มคนสนิทนอกวงการต้องไปประจำที่ต่างจังหวัดล่ะคะ”
       สุดาวดียิ้ม “ต่างคนต่างทำงานนะคะ ช่วงนี้งานก็ยุ่งมากค่ะ” สุดาวดีเริ่มไม่พอใจนักข่าว
       “อยู่ไกลกันอย่างนี้ ความรักไม่มีปัญหาเหรอคะ”
       “ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่คะ” สุดาวดีตอบ
       “กับมาร์คก็เพื่อนเหมือนกันหรือเปล่า”
       “เพื่อนหมดล่ะค่ะ ตอนนี้โรสอยากโฟกัสเรื่องงานมากกว่า”
       สุดาวดีหันไปส่งซิกให้น้ำหวานว่าขี้เกียจให้สัมภาษณ์แล้ว
       น้ำหวานพูดกับนักข่าว “พอเท่านี้ก่อนดีไหมคะ เดี๋ยวน้องโรสต้องรีบไปงานต่อค่ะ”
       “ขอตัวก่อนนะคะ ขอบคุณค่ะ”
       สุดาวดียกมือไหว้นักข่าวแล้วเดินออกไปกับน้ำหวาน



       สุดาวดีและน้ำหวานเดินคู่กันมาที่ล็อบบี้โรงแรม
       “พี่น้ำหวานส่งโรสแค่นี้ก็พอ” สุดาวดีบอก
       “อ้าว ทำไมล่ะ”
       สุดาวดีนิ่งไม่พูดอะไร
       น้ำหวานรู้ทัน “มีหนุ่มมารับล่ะสิ”
       “ก็นิดนึง...”
       “คนไหนล่ะ ระวังเจอนักข่าวนะ”
       “ระดับนี้แล้ว ถ้าเจอก็บอกเป็นเพื่อนกัน เพื่อนมารับเพื่อนมันแปลกตรงไหน”
       “จ้ะ แต่พี่ว่าบางทีเพื่อนผู้ชายของน้องโรสก็เยอะไปนะคะ ลองนับดูเล่นๆ น่าจะตั้งเป็นทีมฟุตบอลได้แล้ว” น้ำหวานว่า สุดาวดีมองดุ “พี่ส่งแค่นี้นะ ไปก่อนค่ะ”
       น้ำหวานเดินออกไปทันที ทันใดนั้นมือถือของสุดาวดีก็ดัง เธอมองมือถือยิ้มๆ ก่อนกดรับ
       “ฮัลโหล มาร์ค...”
      
       สุดาวดีเดินมาหยุดคุยโทรศัพท์แถวล็อบบี้
       “โอเคค่ะ ตกลงโรสรอที่ล็อบบี้นะ รีบๆ ล่ะ โรสหิวจะแย่”
       สุดาวดีกดวางโทรศัพท์ยิ้มๆ ก่อนจะหันไปมองหาที่นั่งแถวๆ นั้นแต่สายตาเหลือบไปเห็นพฤกษ์ที่นั่งอยู่กับผู้ชายวัยเลยห้าสิบคนหนึ่ง
       สุดาวดีชะงักมองพฤกษ์กับชายวัยห้าสิบไม่วางตา เธอเห็นชายวัยห้าสิบคนนั้นยื่นเช็คให้พฤกษ์
       “ขอบคุณมากครับอาจารย์” พฤกษ์ยกมือไหว้
       “แล้วเจอกันที่ออฟฟิศ” ชายคนนั้นพูดแล้วแตะบ่าพฤกษ์ก่อนจะเดินออกไป พฤกษ์ก้มมองเช็คในมือแล้วยิ้มอย่างเห็นคุณค่า สุดาวดีมองด้วยความสงสัย
      
       พฤกษ์เดินเก็บเช็คลงกระเป๋าด้วยความดีใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเห็นสุดาวดียืนกอดอกมองอย่างจับผิด
       สุดาวดียิ้มกัดๆ “ถึงตอนนี้ฉันไม่สงสัยแล้ว ว่าทำไมนายถึงไม่รู้จักฉัน”
       พฤกษ์งง “ทำไมล่ะครับ”
       “ก็ท่าทางนายไม่สนใจผู้หญิงเท่าไหร่”
       พฤกษ์รู้ทันทีว่าสุดาวดีคิดอะไร
       พฤกษ์ตอบ “ก็คงงั้นมั้งครับ”
       “มีคุณลุงคุณป๋าคอยช่วยอย่างนี้ ไม่เห็นต้องไปเป็นเมสเซนเจอร์ให้เหนื่อย”
       พฤกษ์ขี้เกียจแก้ตัว “ผมชอบใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์”
       มาร์คเดินเข้ามามองหาสุดาวดี “โรส...”
       สุดาวดีหันไปมองเห็นมาร์คที่เดินมาหยุดใกล้ๆ ตัวเองก็รีบจี๋จ๋าทันที “มาร์ค”
       “ไปร้านไหนดีครับ” มาร์คถาม
       สุดาวดียิ้มให้มาร์ค มาร์คมองพฤกษ์เหมือนจะถามสุดาวดีว่าใคร
       พฤกษ์ยิ้มๆ และกัดกลับ “ผมขอตัวก่อนนะครับ เพราะดูเหมือนคุณเองก็ชอบใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เหมือนกัน”
       พฤกษ์เดินออกไป
       สุดาวดีฟึดฟัดเพราะรู้ว่าพฤกษ์ตอกกลับ แต่แล้วก็ทำไม่สนใจหันไปจิ๊จ๊ะกับมาร์คต่อ
       “ไปกันเถอะ โรสหิวแล้ว”
       สุดาวดีเดินออกไปกับมาร์ค
      
       สุวรรณกำลังพยายามพิมพ์ข้อความหาดาวเรืองอยู่
       “คิดถึงเธอจน...ละเมอ” สุวรรณชะงัก “เฮ้ยๆ...ละเมอเขียนยังไงวะ”
       “ฉันรู้พี่...ร.เรือ สระอะ” กรอดบอก
       สุวรรณจะพิมพ์
       แหลมพูดแทรก “ล.ลิงหรือเปล่า”
       สุวรรณชะงัก       
       “ร.เรือ ข้ามั่นใจ” กรอดบอก
       สุวรรณจะพิมพ์       
       “แต่ฉันว่า ล.ลิงนะ” แหลมว่า
       สุวรรณโมโห “เว้ยยย! เถียงอยู่ได้ เดี๋ยวก็เจอ ต.ตีนหรอก” สุวรรณง้างเท้า
       แหลมกับกรอดสะดุ้งหลบทันที       
       “ตกลงตัวอะไร” สุวรรณถาม
       แหลมกับกรอดพูดพร้อมกัน “ล.ลิง / ร.เรือ”
       “โว้ว” สุวรรณฉุน
       “เดี๋ยวนะพี่! รึว่าจะเป็น ฬ.จุฬา” กรอดว่า
       “โว้ย” สุวรรณเซ็ง “พิมพ์ข้อความแต่ละที ทำไมมันยากเย็นอย่างนี้วะ! พูดกันโต้งๆ ง่ายกว่าอีก”
       “ก็แล้วพี่ไม่พูดล่ะ?” แหลมถาม
       “พี่วรรณเจอไอ้เรืองทีไร ก็พูดทุกทีนะ” กรอดบอก
       “ไม่ใช่พูดอย่างนั้นไอ้โง่! เดี๋ยวนี้จะทำอะไร มันต้องประกาศออกสื่อ ให้คนเค้ารับรู้” แหลมเสนอ
       “แต่ไอ้เรืองมันส่งข้อความย้ำแล้วย้ำอีก ไม่ให้ข้าบอกใคร มันอาย” สุวรรณบอก
       “โธ่พี่ ผู้หญิงน่ะปากกับใจไม่ตรงกัน เชื่อดิ” แหลมยุ
       สุวรรณคิดตาม “บางทีไอ้เรืองอาจจะเป็นคนคิดอย่างทำอีกอย่าง” สุวรรณเพ้อ “มิน่า...อยู่ใกล้ข้าล่ะชอบไล่เตะ ลับหลังล่ะเขียนข้อความมาจีบใหญ่เลย” สุวรรณอาย “บ้าๆๆ”
       แหลมมองอาการสุวรรณงงๆ “เยอะไปนะนั่น”
       จู่ๆ โทรศัพท์มือถือในมือสุวรรณก็ส่งเสียงแจ้งเตือนข้อความเข้า สุวรรณตื่นเต้นจนมือไม้สั่น
       “เฮ้ย ส่งมาอีกแล้วๆ” สุวรรณกดอ่าน “เห็นเธอแล้วอยากยอมแพ้...แพ้รักทบ” สุวรรณงง “ไอ้เรืองมันหมายความว่าไงวะ...แพ้รักทบ?”
       กรอดก็ไม่เข้าใจ “นั่นสิ แพ้รักทบ?”
       “ก็ พบ-รัก-แท้ ไงวะ ฮิ้วว” แหลมบอก
       สุวรรณดีใจเนื้อเต้นเร่าๆ ตามองมือถือหวานเยิ้มเหมือนเป็นหน้าดาวเรืองก่อนจะระดมจูบมือถือเป็นการใหญ่
       “ไม่ได้การแล้วพี่วรรณ ไอ้เรืองมันเปิดตัวขนาดนี้ ฉันว่าพี่ต้องรีบแล้วล่ะ ไม่งั้นโดนมือดีปาดหน้าเค้กไปไม่รู้ด้วย” แหลมว่า
       สุวรรณอารมณ์สะดุด “มือดี? เอ็งหมายความถึงใครวะไอ้แหลม”



       จินตวัฒน์เดินคุยกับกำจรมาที่รถที่จอดอยู่
       “คุณปลัดชวนผมไปตลาดทำไมครับ” กำจรสงสัย
       “เถอะน่า”
       “อย่าบอกนะครับ ว่าที่ชวนผมไป ก็เพราะจะไปซื้อเป็ดให้ไอ้เรือง”
       จินตวัฒน์ตัดรำคาญ “เอาน่า”
      
       สุวรรณประกาศลั่นด้วยสีหน้าเครียด
       “นั่นไง ข้าว่าแล้วว่าพวกเอ็งต้องรู้สึกเหมือนกับข้า ว่าไอ้ปลัดนั่นมันชักจะทำตัวหนิดหนมกลมกลืนไอ้เรืองมากไปแล้ว”
       “ถูก แล้วดูน้าบานชื่นจะเห็นดีเห็นงามซะด้วยสิ ฉันว่าไอ้ปลัดนี่แหละคู่แข่งสำคัญของพี่เลยนา” แหลมบอก
       สุวรรณหมั่นไส้ “ฮิโธ่ ก็แค่เรียนมากกว่านิดหน่อย แล้วก็มีงานทำก็แค่นั้น อย่างมันจะมีอะไรเหนือกว่าข้า”
       กรอดกับแหลมพูดพร้อมกัน “ทุกอย่าง”
       สุวรรณถลึงตาชี้หน้าลูกน้องเขม็ง ทั้งสองคนรีบเอาใจ
       กรอดพลิกลิ้นประจบ “ที่บอกว่าทุกอย่างน่ะ ฉันหมายถึงทุกอย่างไม่มีอะไรเทียบพี่วรรณได้เลย”
       “ใช่ๆ ที่พี่วรรณไม่เรียนต่อก็เพราะระบบการศึกษามันไม่ดี เรียนไป จบมาก็เป็นลูกจ้างเขา แล้วที่พี่วรรณไม่ทำงานก็เพราะมันไม่จำเป็นไง ก็บ้านรวยน่ะ อันนี้ใครก็เข้าใจ” แหลมว่า
       สุวรรณฟังแล้วก็พยักหน้าพึงพอใจ
       “แต่เรื่องไอ้ปลัดมันตีซี้ทางน้าบานนี่ยังไงข้าก็ปล่อยไว้ไม่ได้ว่ะ ถึงไอ้เรืองมันจะมีใจให้ข้าก็เหอะ แต่ถ้าเกิดถูกแม่จับแต่งขึ้นมา ลูกกตัญญูอย่างมันคงขัดไม่ได้ ถึงตอนนั้นข้าไม่อยากเหนื่อยล่มงานวิวาห์พาเจ้าสาวหนีว่ะ”
       “เพราะฉะนั้นพี่วรรณต้องตัดไฟแต่ต้นลม” แหลมบอก
       สุวรรณหรี่ตามองแหลม “ว่ามา”
       “ก็ที่ฉันเสนอไง...ประกาศออกสื่อให้โลกรู้ว่าไอ้เรืองมันเป็นของพี่”
       “ประกาศขอแต่งงานกับมันเลยดีมั้ย” กรอดเสนอ
       สุวรรณตบเข่าฉาด “บ๊ะ ความคิดพวกเอ็งนี่ฉับไวโดนใจวัยมันอย่างข้าจริงๆ ดี! ชาวบ้านร้านตลาด รวมถึงไอ้ปลัดหน้าจืดนั่นจะได้รู้กันไปเลยว่าไอ้เรืองเป็นของไอ้วรรณ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งดอนล้อมแรด วะฮ่าๆๆ”
      
       รถกระบะผู้ใหญ่ผันที่ติดฟิล์มดำมืดแล่นมาตามทาง หน้ากระโปรงรถมีดอกไม้ผ้าสีชมพูคาดแบบรถแต่งงานค่อยๆ แล่นเอื่อยๆ ตรงมายังร้านของดาวเรือง เสียงเพลงจากลำโพงดังอึกทึกจนหนวกหู ลูกค้าในร้านทยอยออกมายืนออดูที่หน้าร้าน
       “เฮ้ย นั่นมันรถผู้ใหญ่ผันนี่”
       “แกแต่งเมียคนที่ 10 เข้าบ้านหรือวะ”
       ทุกคนเห็นท้ายกระบะตกแต่งฟูฟ่าด้วยดอกไม้และลูกโป่งอย่างกับงานวาเลนไทน์เคลื่อนที่ สุวรรณแต่งตัวปกติแต่ตรงคอผูกหูกระต่ายสีชมพูแปร๋นอันใหญ่พอๆ กับดอกไม้หน้ากระโปรงรถกำลังยืนถือไมค์อยู่ กรอดยกป้ายไฟ “เรือง & วรรณ” ส่วนแหลมคอยคุมเครื่องเสียง หรี่เพลงเร่งเพลงสลับกับที่สุวรรณพูด
       รถจอดหน้าร้าน สุวรรณให้สัญญาณแหลมหรี่เพลงแล้วเริ่มพูด
       สุวรรณใช้ลีลาเหมือนเจ้าบ่าวในงานแต่ง “สวัสดีท่านแขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย...ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานให้ความรักของกระผม นายสุวรรณ ขยันสอย กับนางสาวดาวเรือง ดอนสำราญ ในวันนี้...”
       พอสุวรรณหยุดพูดเพื่อเรียกร้องความสนใจ แหลมก็เร่งเพลงทันที ชาวบ้านหันไปซุบซิบและฮือฮากัน สุวรรณยกมือให้สัญญาณแหลมหรี่เสียงเพลงลงแล้วพูดต่อ
       “ทุกชีวิตในดอนล้อมแรด แม้แต่หมู หมา กา ไก่ คงไม่มีใครที่ไม่ทราบว่ากระผมและดาวเรืองผูกสมัครรักใคร่กันมานานแล้ว ตอนนี้ความรักของเราสองคนสุกงอมเต็มที่ กระผมจึงอยากประกาศให้ทุกคนทราบโดยทั่วกัน” สุวรรณนึกได้ก็หันไปหากรอด “เฮ้ย ไอ้กรอด แจกเครื่องดื่ม”
       กรอดวางป้ายไฟแล้วกระโดดลงจากรถพร้อมขวดเหล้าที่ห่อกระดาษไว้พร้อมแก้วกรวยกระดาษ กรอดแจกแก้วให้ชาวบ้านบริเวณนั้นคนละใบ ชาวบ้านรับไปอย่างงงๆ
       กรอดบอกชาวบ้าน “เดี๋ยวมาดื่มอวยพรให้พี่วรรณกัน”
       “อันดับต่อไป ขอเชิญน้องเรือง...” สุวรรณประกาศ
       ลูกค้าหน้าร้านแหวกออก บานชื่นโผล่มายืนเท้าสะเอวจังก้าหน้าร้านแทนที่จะเป็นดาวเรือง
       “น้าบานเรียกน้องเรืองออกมาหน่อยสิจ๊ะ ใจเราตรงกันแล้ว ไม่ต้องเขินหรอก” สุวรรณบอก
       “ไอ้เรืองไม่อยู่ เอ็งจะประกาศอะไรก็ประกาศมา ข้าจะได้ด่าให้ถูกเรื่อง” บานชื่นว่า
       “อ้าว! น้องเรืองไม่อยู่ แล้วไปไหนจ๊ะ”
       “มันไปซื้อเป็ดที่ตลาด”
       สุวรรณหน้าเสีย เขาหันไปมองลูกน้องเลิ่กลั่กอย่างถามความเห็น
       แหลมพูดกับสุวรรณและกรอด “งั้นเราก็ตามไปที่ตลาดสิพี่ ที่นั่นสักขีพยานเยอะดี”
       สุวรรณยิ้มเห็นด้วย “งั้นไปเว้ย ภารกิจเดิม เปลี่ยนสถานที่!”
       กรอดรีบเก็บแก้วกรวยคืนจากชาวบ้านที่ยังถือค้างไว้ ชาวบ้านงงอีกรอบ
       “อยากกิน ตามไปกินที่ตลาดละกัน” กรอดบอก
       กรอดกระโดดขึ้นท้ายรถ รถแล่นออกไปโดยมีชาวบ้านและบานชื่นยืนมองตามอย่างงงๆ



       ดาวเรืองกับเพี้ยนเดินออกมาจากตลาด ดาวเรืองมีท่าทางเซ็งๆ
       “กี่ร้านก็หมด มีแต่ไข่แต่ไม่มีตัว จู่ๆ เป็ดมันจะมาขายดิบขายดีอะไรกันตอนนี้วะ” ดาวเรืองบ่น
       “ก็คงเพราะปลัดอบรมวันนั้นนั่นแหละพี่เรือง แสดงว่าชาวบ้านต้องเห็นดีเห็นงามกับปลัดแล้วแหงๆ ถ้าต่อไปคนเกิดศรัทธาปลัดมากขึ้น เราก็แย่น่ะสิ”
       ดาวเรืองเซ็ง แหลมยืนแอบมองทั้งคู่อยู่ที่มุมหนึ่ง
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนเดินผ่านมาเห็นพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านกำลังมุงดูอะไรบางอย่างกันเป็นกลุ่ม มีเสียงเพลงดังสนั่นหวั่นไหว แหลมวิ่งมาที่รถกระบะแล้วกระซิบบอกสุวรรณ
       “มันมาแล้วพี่ มันมาแล้ว!”
       สุวรรณหูผึ่งแล้วลุกขึ้นยืนเบ่งบนท้ายรถกระบะ กรอดชูป้ายไฟอีกครั้ง
       “เฮ้ย พี่เรือง ป้ายไฟนั่น...”
       ดาวเรืองเงยหน้ามองแล้วก็ตาเบิกกว้าง
       ดาวเรืองฉุน “ไอ้วรรณ! วอนซะแล้ว”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนฝ่าผู้คนมายืนดูอยู่ห่างๆ
       จินตวัฒน์กับกำจรเดินมาจากอีกทางและกำลังจะผ่านสามแยกนั้นพอดี สุวรรณยกไมโครโฟนขึ้น กรอดหรี่เพลงลง
       “ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ในที่นี้คงไม่มีใครไม่รู้จักกระผม นายสุวรรณ ลูกผู้ใหญ่ผัน แห่งดอนล้อมแรด หลานผู้ใหญ่วงศ์ แห่งดอนล้อมควาย ญาติห่างๆ ผู้ใหญ่ไฝแห่งดอนล้อมหมี...”
       ดาวเรืองกับเพี้ยน และจินตวัฒน์กับกำจรมีท่าทางสนใจจึงเดินเข้ามาฟังจากคนละด้าน แต่ทั้งสองกลุ่มต่างไม่เห็นกัน
       สุวรรณพูด “ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่ากระผมคบหาดูใจกับดาวเรืองมาหลายปีแล้ว”
       ดาวเรืองได้ยินก็ช็อก
       “เฮ้ย! หยุด! ใครคบหาดูใจกับเอ็งวะไอ้วรรณ” ดาวเรืองดิ่งเข้าไปหาสุวรรณ
       สุวรรณเห็นดาวเรืองกระโดดขึ้นมายืนก็ยิ่งดีใจ
       “ขอเสียงปรบมือให้กับว่าที่เจ้าสาวของกระผมด้วยครับ”
       แหลมกับกรอดเป็นหน้าม้าตบมือเกรียวกราวให้ พวกชาวบ้านยิ่งสนใจรอดูอะไรดีๆ จินตวัฒน์ส่ายหน้าให้กับความไร้สาระของสุวรรณ
       “ไปเถอะกำจร” จินตวัฒน์ชวน
       “คุณปลัดไม่อยากดูอะไรสนุกๆ เหรอครับ” กำจรถาม
       “ไม่ล่ะ มีอะไรน่าทำมากกว่ามายืนดูคนวางมวยกัน ไอ้ร้านที่ว่ามันอยู่ตรงไหน”
       “ทางโน้นครับ”
       จินตวัฒน์เดินนำกำจรไป
       “ข้ารู้ว่าเอ็งอาย แต่ยอมรับหัวใจตัวเองเหอะว่าเอ็งรักข้า” สุวรรณบอก
       ดาวเรืองโกรธจึงรีบแย่งไมโครโฟนมาจากสุวรรณ “ทุกคนฟังให้ดี ฉันขอประกาศตรงนี้เลยว่า สิ่งที่ไอ้วรรณพูดมาทั้งหมดมันไม่จริง ฉันไม่เคยคบหาดูใจอะไรกับมัน และไม่เคยคิดจะแต่งงานกับมันด้วย”
       “ไอ้เรือง เอ็งนี่มันปากกับใจไม่ตรงกันจริงๆ แนะๆๆ แน้...เอ็งกลัวเสียฟอร์มใช่มั้ยที่ต้องยอมรับต่อหน้าทุกคนว่ารักข้า”
       “เฮ้อ! สีซอให้ควายฟัง มันก็ฟังไม่รู้เรื่องยังงี้แหละ”
       ดาวเรืองมองสุวรรณอย่างสมเพชก่อนจะยัดไมโครโฟนใส่มือสุวรรณแล้วกระโดดลงจากรถ
       สุวรรณตะโกนตามหลัง “ไอ้เรือง เอ็งจะแต่งกับข้าหรือไม่แต่ง”
       ดาวเรืองตะโกนโดยไม่เหลียวกลับไปมอง “ฝันไปเหอะ”
       สุวรรณพูดอย่างเหี้ยมเกรียม “ไม่แต่งข้าฉุด!”
       ดาวเรืองชะงักกึกแล้วหันไปมองอย่างท้าทาย “ข้าท้าให้เอ็งมาฉุด ไม่มาเป็นหมา!”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนเดินจากไป สุวรรณโกรธจัดจึงกระโดดลงจากรถ แหลมกับกรอดรีบตาม โดยมีชาวบ้านบางส่วนเดินตามไปด้วยเพราะอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนเดินมาตามทาง
       “ร้านเจ๊กิมจะมีรึเปล่าพี่ เหลือร้านเดียวแล้ว” เพี้ยนว่า
       ดาวเรืองเซ็ง “ถึงขั้นต้องซื้อไข่ไปฟักเป็ดกันรึเปล่าวะเนี่ย”
       สุวรรณกับพวกเดินตามมา
       “ไอ้เรือง อย่าปากแข็งน่า”
       ดาวเรืองเซ็งสุดๆ “ไม่ได้แข็งแค่ปากอย่างเดียวนะเว้ย หน้าแข้งกับบาทาก็แข็งเหมือนกัน อยากลองมั้ยล่ะ”
       สุวรรณเดินมายืดอกขวางหน้าดาวเรือง
       “เอาซี้... เอ็งจะส่งหน้าแข้งหรือหน้าผากมา ข้าก็จะจูบให้คนทั้งตลาดรู้ว่าข้ารักเอ็งแค่ไหน แต่งงานกับข้านะไอ้เรือง”
       ดาวเรืองถอนใจเฮือกเพราะขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืด
       “ไม่ว่าง ไม่แต่ง ถอยไป”
       ดาวเรืองผลักสุวรรณอย่างแรงแล้วเดินหนี
       สุวรรณตะโกนไล่หลัง “เอ็งรักข้าแล้วไม่แต่งกับข้า เอ็งจะไปแต่งกับใครวะ”
       ดาวเรืองรำคาญ “กับใครก็ได้เว้ยที่เอาเป็ดมาให้ข้าตอนนี้”
       กำจรเดินเข้ามาโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พอเห็นดาวเรืองเขาก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊กวักมือพร้อมตะโกนเรียก
       “อ้าว ไอ้เรือง พอดีเลย” กำจรชี้ไปด้านหลัง
       จินตวัฒน์อุ้มกล่องกระดาษใบโตที่เปิดฝาด้านบนเดินเข้ามา
       กำจรพยักพเยิดกับดาวเรือง “นี่ไง เป็ด”       
       จินตวัฒน์ยื่นกล่องที่มีเป็ดไปตรงหน้าดาวเรือง “ที่เธออยากได้”
       สุวรรณ แหลมและกรอดตกใจ “เป็ด!”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนเดินมาชะโงกดูเป็ดอย่างตื่นเต้น ลูกเป็ด 20 ตัวในกล่องส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว
       ดาวเรืองยิ้มดีใจแล้วหยิบเป็ดขึ้นมาชื่นชม แต่สุวรรณกับลูกน้องทั้งสองถึงกับผงะ
       “ไอ้เรืองมันบอกจะแต่งกับคนที่เอาเป็ดมาให้มัน ที่แท้ก็ไอ้ปลัดนี่เอง” แหลมบอก
       “แบบนี้มันหยามกันชัดๆ พี่วรรณอย่าไปยอม” กรอดว่า
       “ใช่พี่ ทำแบบนี้มันดูถูกความเป็นชาย เหยียบย่ำศักดิ์ศรียิ่งกว่าขากเสลดใส่หน้ากันนะพี่” แหลมเสริม
       สุวรรณเคี้ยวฟัน ยิ่งเห็นดาวเรืองชื่นชมเป็ดของจินตวัฒน์ก็ยิ่งร้อนปานน้ำเดือด
       “มันจะมากเกินไปแล้วนะไอ้ปลัด”
      
       กรอดยิ่งใส่อีก “ทำงี้...ด่ากันว่าไอ้หมาขี้เรื้อนยังจะดีซะกว่า”
       “ข้าทนไม่ไหวแล้ว!” สุวรรณโกรธจัด
       สุวรรณกระโจนเข้าใส่จินตวัฒน์แล้วพุ่งหมัดใส่หน้าทันที ท่ามกลางความแตกตื่นของทุกคน
       “เฮ้ย! อะไรวะ” กำจรรีบเข้าไปคว้าตัวสุวรรณไว้
       “เอ็งเป็นบ้าอะไรวะไอ้วรรณ” ดาวเรืองว่า
       “ก็ใครใช้ให้มันมายุ่งกับเอ็งล่ะ” สุวรรณประกาศกับจินตวัฒน์ “ไอ้เรืองเป็นผู้หญิงของข้า เอ็งมาทีหลัง จะมาปาดหน้าเค้กกันง่ายๆ ยังงี้ได้ไง แล้วมันหน้าที่ของปลัดเหรอ ที่มาเดินตามผู้หญิงคนเดียวต้อยๆ แบบนี้”
       จินตวัฒน์ขยับมาเผชิญหน้ากับสุวรรณแล้วจ้องสุวรรณเขม็ง
       “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาเดินตามใคร หรือทำอะไรเพื่อใครคนเดียว หน้าที่ของฉันคือดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นดาวเรือง นายวรรณ หรือว่าใครก็ตาม ถ้านายวรรณเข้าใจอะไรผิดก็เข้าใจซะใหม่นะ ฉันเป็นข้าราชการ และข้าราชการมีหน้าที่รับใช้ประชาชนทุกคน”
       จินตวัฒน์พูดจบ ทุกคนก็ยืนอึ้งไป 2 วินาทีก่อนที่ใครคนหนึ่งจะปรบมือ แล้วจากนั้นทุกคนก็ปรบมือตาม จินตวัฒน์ยกมือไหว้ขอบคุณชาวบ้าน กำจรก็พลอยปรบมือไปกับชาวบ้านด้วย
       สุวรรณ แหลม และกรอดมองซ้ายมองขวาเพราะงงกับปฏิกิริยาของชาวบ้าน
       แหลมกระซิบบอกสุวรรณ “เอ่อ...แบบนี้แถวบ้านฉันเรียกว่าโดนขโมยซีนนะพี่”
       ดาวเรืองขมึงตาใส่สุวรรณอย่างไม่สบอารมณ์ สุวรรณยิ่งจ๋อยสนิท
      
       เสมอใจหิ้วถุงนมเย็นเดินดูดออกมาจากร้านผ่านท้ายรถสองแถวส่งของ แล้วเธอก็ต้องเบรกเอี๊ยด ถอยกลับมาดูสติ๊กเกอร์ที่มีข้อความแปะอยู่ที่ท้ายรถ “ถ้าขนมปังต้องฟาร์มเฮ้าส์ แต่ระหว่างเราต้องฟามรัก”
       เสมอใจหัวเราะและยิ้มร่าถูกใจก่อนจะรีบล้วงมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วพิมพ์ข้อความ
      
       สุวรรณเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงมาตามทาง แหลมกับกรอดเดินตาม เสียงมือถือของสุวรรณดัง สุวรรณล้วงขึ้นมาดูก็เห็นข้อความ “ถ้าขนมปังต้องฟาร์มเฮ้าส์ แต่ระหว่างเราต้องฟามรัก”
       “ไอ้เรือง? มันจะเอายังไงกับข้ากันแน่วะ เมื่อกี้ไล่เหมือนหมู มองเหมือนหมา พอคล้อยหลังมา กลับส่งข้อความแบบนี้?”
       แหลมกับกรอดอยากรู้อยากเห็นสุดๆ “ส่งมาว่าไงพี่”
       สุวรรณไม่ยอมให้ดู เขาเก็บมือถือแล้วเดินครุ่นคิดด้วยความสับสน
       เสมอใจเดินลั้นลาพ้นหัวมุมมา โดยนัยตาจ้องมือถือ อารมณ์ยังค้างเพราะชื่นชมข้อความที่ส่งไป โดยไม่ได้ใส่ใจคนรอบข้างทำให้ชนเข้ากับสุวรรณเต็มๆ จนมือถือลอยหลุดจากมือ
       “ว้าย”
       สุวรรณพาล “เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ” พอเห็นเป็นเสมอใจสุวรรณก็โกรธ “นังเหมอ”
       โทรศัพท์มือถือของเสมอใจตกอยู่ในมือกรอด
       “แหม...ใช้มือถือมินนี่เมาส์ รุ่นเดียวกับไอ้เรืองเลยนะ” กรอดว่า
       เสมอใจตกใจจนลนลาน “เอาคืนมานะ”
       “อุตส่าห์เก็บให้ ขอดูแค่นี้ทำหวง” กรอดบอก
       แหลมแย่งมาดูบ้าง “ไหนดูหน่อยดิ มีรูปแฟนรึไง ถึงได้หวงขนาดนี้” แหลมอ่าน “ถ้าขนมปังต้องฟาร์มเฮ้าส์ แต่ระหว่างเราต้องฟามรัก”
       แหลมกับกรอดแซว “ฮิ้วว”
       สุวรรณได้ยินปุ๊บก็ชะงัก เขาหันกลับมาพร้อมกับกระชากมือถือไปจากแหลมแล้วเพ่งดู
       สุวรรณโกรธสุดๆ เขายื่นมือถือไปจนแทบจะทิ่มหน้าเสมอใจ “นี่มันมือถือของข้าที่ซื้อให้ไอ้เรืองนี่ มาอยู่ที่เอ็งได้ไงนังเหมอ”
       เสมอใจใช้ความไวปานสายฟ้าแลบแย่งมือถือจากสุวรรณไปซ่อนไว้ข้างหลัง
       สุวรรณถามอย่างดุดัน “เอ็งขโมยไอ้เรืองมาใช่ไหม!”
       “ข้าเปล่าขโมยนะ ของมันทิ้งแล้ว” เสมอใจบอก
       “อย่ามาโกหก ของดีๆ อย่างนี้ใครมันจะทิ้ง” กรอดว่า
       “ก็ไอ้เรืองไง ไอ้เรืองไม่เอาแล้วจริงๆ”
       “แสดงว่าข้อความทั้งหมดที่ส่งมา ฝีมือเอ็งทั้งนั้นสิ?” สุวรรณถาม
       “เอ่อ...อ่า...ใช่ ข้า...ข้า...คือข้าอยากให้เอ็งมีความสุข” เสมอใจแก้ตัว
       “เอ็งนี่มันหน้าไม่อายจริงๆ เอาคืนมาเดี๋ยวนี้”
       เสมอใจถอยไปสี่ห้าก้าว “ไม่!”
       “เอ็งจะไม่คืนก็ได้! แต่ข้าจะเปลี่ยนซิมเครื่องของข้า แล้วเราก็ไม่ต้องคุย ไม่ต้องมองหน้ากันอีก อยากจะนอนกอดโทรศัพท์เปล่าๆ ก็ตามใจ”
       สุวรรณกับพวกเดินหนีอย่างอารมณ์เสียสุดๆ เสมอใจจ๋อยสนิท สักครูเธอจึงวิ่งตามสุวรรณ
       เสมอใจเรียกเสียงอ่อย “ไอ้วรรณ...”
       สุวรรณหันมา เสมอใจก้มหน้าก้มตายื่นโทรศัพท์มือถือคืนให้ สุวรรณกระชากไปอย่างไม่ไยดี แล้วทั้งสามก็เดินจากไป เสมอใจค่อยๆ เงยหน้าขึ้นโดยทำหน้าเบ้เหมือนคนจะร้องไห้ แล้วน้ำตาก็เริ่มคลอเบ้าตาของเธอ



       ดาวเรืองค่อยๆ ปล่อยเป็ดน้อย 20 ตัวในกล่องลงไปวิ่งแข่งกันในเล้าที่จินตวัฒน์ทำให้ ดาวเรืองยิ้มเบิกบานอย่างมีความสุข จินตวัฒน์แอบมองหน้าดาวเรือง เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของเธอ เพียงครู่เดียว ใบหน้าและแววตาที่อ่อนโยนนั้นก็กลับแข็งกระด้าง พูดจากระโชกโฮกฮากขึ้นมาอีก
       “เท่าไหร่”
       “ฉันให้” จินตวัฒน์บอก
       ดาวเรืองงง “อยู่ดีๆ มาให้ทำไม”
       “อ้าว ก็เธอพูดเองไม่ใช่เหรอ ทำเล้าแต่ไม่มีเป็ดก็เหมือนสร้างบ้านให้ปลวกอยู่ เปล่าประโยชน์”
       “อย่ามาดีเวอร์ ของถูกไม่เคยดี ของฟรีไม่มีในโลก คนเราทำอะไรก็หวังผลตอบแทนทั้งนั้นแหละ”
       “ฉันไม่ได้ให้เธอฟรีๆ”
       “นั่นไง”
       “ฉันให้เธอเลี้ยงไว้เปิดอบรมให้คนจากหมู่บ้านอื่นมาดูงาน ใครอยากรู้วิธีเลี้ยง วิธีเร่งไข่เป็ด เธอต้องเป็นคนสอน”
       ดาวเรืองถามต่อ “เลี้ยงให้แล้วได้อะไร”
       “เธอก็เก็บไข่ไปขาย รายได้ส่วนนี้เป็นของเธอ ถ้าเลี้ยงดี ฉันจะซื้อมาให้เลี้ยงเพิ่ม แต่เธอต้องทำบัญชีรับจ่ายอย่างละเอียดให้ฉันดูทุกอาทิตย์”
       ดาวเรืองโวย “โอ๊ยย!! เรื่องเยอะ วุ่นวาย เสียเวลา เอาไปให้คนอื่นเลี้ยงเถอะไป๊” ดาวเรืองเดินหนี
       จินตวัฒน์ตะโกนตามหลัง “นึกแล้ว ว่าเรื่องดีๆ แบบนี้เธอคงทำไม่เป็น เป็นแค่เล่นไพ่ ต้มเหล้า ขายหวย แค่นั้น”
       ดาวเรืองหันมาถลึงตาใส่จินตวัฒน์เพราะโกรธที่เขามาดูถูก
      
       จินตวัฒน์กับกำจรช่วยกันทำความสะอาดรถหลังจากที่ดาวเรืองมาให้อาหารเป็ดบนหลังรถ
       กำจรทำไปบ่นไป “ไอ้เรืองนะไอ้เรือง หาเรื่องให้เหนื่อยไม่เว้นแต่ละวัน คุณปลัดไม่น่าไปให้เป็ดมันเล้ยยย! อย่างไอ้เรืองน่ะเหรอจะยอมเสียเวลาเลี้ยง ป่านนี้กำลังต้มเหล้าอยู่ละสิไม่ว่า”
       จินตวัฒน์นิ่งคิดแต่ไม่พูดอะไร       
      
       ดาวเรืองกำลังกรอกเหล้าใส่ขวดอยู่กับเพี้ยน บานชื่นเดินเข้ามาแอบมองดาวเรืองกับเพี้ยนที่ต้มเหล้ากันอยู่
       “เอ็งไม่กลัวจ่าแม่นมันจะดมกลิ่นเจอเหรอ เล่นมาต้มในบ้านแบบนี้” บานชื่นถาม
       “พี่เรืองบอกว่า จุดที่อันตรายที่สุดคือจุดที่ปลอดภัยที่สุด” เพี้ยนบอก
       “แน่เหรอวะ ต้มๆ อยู่ไอ้จ่าแม่นโผล่มากลางบ้านทำไง”
       “ไม่ต้องกลัวหรอกน่ะแม่ เชื่อหัวไอ้เรืองเถอะ”
      
       จินตวัฒน์ยืนส่งกำจรที่ตีนบันได โดยรถของจินตวัฒน์ที่จอดอยู่สะอาดเอี่ยมอ่อง
       “ขอบใจมากนะกำจร”
       “ด้วยความยินดีครับ ยังไงคุณปลัดก็อย่าไปปัดแข้งปัดขาไอ้เรืองมันนักเลยครับ เราจะได้ไม่ต้องมาเหนื่อยแบบนี้ เรื่องเป็ดก็เหมือนกัน...อย่าตั้งความหวังกับคนอย่างมันเลย”
       จินตวัฒน์ยืนนิ่ง กำจรเดินไปที่รถ
       “ทางที่ดีไปเอาคืน แล้วให้พวกเกษตรอำเภอเอาไปแจกชาวบ้านที่เขาต้องการจริงๆ ดีกว่าครับ อยู่กับไอ้เรือง เป็ดมันจะตายซะเปล่าๆ ป่านนี้ถ้าไม่ต้มเหล้าก็นอนอ่านการ์ตูนเพลินไปแล้ว” กำจรว่า
      
       ดาวเรืองนอนคว่ำอ่านหนังสืออย่างใจจดใจจ่อ สักพักเธอก็พลิกตัวนอนหงายเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ ดาวเรืองยกหนังสือที่อยู่ในมือขึ้นที่หน้าปกหนังสือมีรูปลูกเป็ดและชื่อหนังสือว่า “ไม่ยากถ้าอยากเลี้ยงเป็ด”
       สักพักดาวเรืองก็ลุกขึ้นนั่ง เธอคว้าไฟฉายบนหลังตู้ก่อนจะวิ่งออกไป บานชื่นซึ่งกำลังเอาดอกดาวเรืองถวายพระมองตามลูกสาวไปด้วยความสงสัย
      
       ดาวเรืองเดินลิ่วมาที่เล้าเป็ดแล้วเอาไฟฉายส่องดูเป็ดทีละตัว
       “หลับปุ๋ยเชียวนะ ยุงกัดรึเปล่าว้า... ถ้าคืนนี้ฝนตกจะอยู่กันยังไง จะหนาวรึเปล่าวะ”
       ดาวเรืองวิตกกังวลไปเรื่อย บานชื่นมายืนมองลูกสาวแล้วยิ้มเอ็นดู
      
       เช้าวันใหม่ ดาวเรืองซุกลังที่ใส่เหล้าพร้อมส่งวางเรียงไว้ที่มุมหนึ่งก่อนจะเอาถุงถ่านวางซ้อนทับอีกที จินตวัฒน์ในชุดจ๊อกกิ้งเข้ามาในร้าน เขาเห็นดาวเรืองก้มๆ เงยๆ กลบหลักฐานเลยเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
       “ทำอะไรน่ะ”
       ดาวเรืองสะดุ้งเฮือกแล้วสงบลงอย่างรวดเร็ว
       “เก็บถ่าน ไม่เห็นรึไง ปลัดจะจับผิดอะไรมิทราบ”
       “ก็ถ้าแค่เก็บถ่าน ฉันจะต้องสงสัยอะไร”
       “ไม่ต้องสงสัย แล้วมาทำไม หรือแค่แวะมาป่วนชาวบ้าน งานการไม่ทำรึไง”
       “ขอบใจนะที่เตือน”
       จินตวัฒน์เดินไปทางเล้าเป็ด ดาวเรืองชะเง้อมองตามแล้วเดาได้ว่าจะไปไหนเธอก็รู้สึกรำคาญขึ้นมา
      
       จินตวัฒน์เดินมาที่เล้าเป็ด ดาวเรืองเดินตาม
       ดาวเรืองบ่นตามหลัง “งานอะไรของมันวะ”
       จินตวัฒน์ถาม “ให้อาหารรึยัง”
       ดาวเรืองตอบกวนๆ “ยัง”
       “น้ำล่ะ”
       “ยัง”
       จินตวัฒน์เดินไปเปิดเล้าแล้วเรียกเป็ดออกมา ลูกเป็ดพากันเดินพาเหรดออกมาแต่ดาวเรืองตาเหลือก
       “เฮ้ย!! จะทำอะไร”
       “ทำงาน ในเมื่อเธอขี้เกียจเลี้ยง ฉันก็จะเอาไปให้คนอื่นเลี้ยง มันจะได้เป็นความรู้ เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น”
       “ไม่ต้อง!! ฉันเลี้ยงเอง”
       จินตวัฒน์ถามทันที “ไม่ขี้เกียจ?”
       “เออ”
       “ตกลงให้ข้าวให้น้ำรึยัง”
       “ข้าว น้ำ อึ ฉี่ ทำให้ / พาไปเรียบร้อยแล้วโว้ย ขืนรอนาย เป็ดก็ตายหมดสิวะ เอ้า! กลับเข้าเล้าไปลูก อย่าออกมาเพ่นพ่าน เดี๋ยวหมามันงาบเอานะลูกนะ เอ้า...ก๊าบ...ก๊าบ...กิ๊บ...กิ๊บ...ตามแม่มา”
       ดาวเรืองต้อนเป็ดกลับเล้าอย่างหวงแหน จินตวัฒน์ยิ้มพอใจ



       บานชื่นหอบผักและของสดที่ซื้อจากตลาดลงจากซาเล้ง ดาวเรืองเดินจ้ำมาจากทางเล้าเป็ดพอเห็นแม่ก็ปรี่มาช่วยถือของ
       “ไปดูเป็ดมาอีกล่ะสิ จะดูให้มันไข่วันนี้พรุ่งนี้เลยรึไงห๊าไอ้เรือง”
       จินตวัฒน์เดินเข้ามาจากทางเล้าเป็ด
       “อ้าว คุณปลัด วันนี้มาแต่เช้าเลย มาดูเป็ดเหรอคะ โอ๊ยไม่ต้องห่วงค่ะ ไอ้เรืองมันเทียวไปดูทุก 10 นาที”
       ดาวเรืองปราม “แม่...” ดาวเรืองพูดกับจินตวัฒน์ “พอใจแล้วก็กลับไปสิ จะโอ้เอ้อยู่ทำไม มิน่าชาวบ้านเขาถึงว่าข้าราชการเช้าชามเย็นชาม”
       “ไอ้เรือง นี่มันเพิ่งจะเจ็ดโมงกว่าเองนะ” บานชื่นพูดกับจินตวัฒน์ “อยู่รับประทานอาหารเช้าที่นี่ก่อนสิคะคุณปลัด เบรกฟาสต์พวกไข่ดาว ขนมปังปิ้ง น้าก็ทำเป็นนะคะ”
       “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณคุณน้ามาก ผมกลับไปอาบน้ำไปทำงานเลยดีกว่า วันนี้ว่าจะไปเยี่ยมบ้านดอนล้อมเก้งซะหน่อย ลาล่ะครับ” จินตวัฒน์ยกมือไหว้บานชื่น
       ดาวเรืองโบกมือไล่ชิ่วๆ ใส่จินตวัฒน์ที่เดินออกไป บานชื่นขึงตาดุลูกสาว เพี้ยนวิ่งเข้ามาจากทางหลังบ้าน
       เพี้ยนซุบซิบ “พี่เรือง ช่วงบ่าย ทางสะดวก”
       ดาวเรืองยิ้มกริ่ม
      
       กำจรขับรถออกมาจากหมู่บ้าน โดยมีจินตวัฒน์นั่งข้างๆ ทั้งคู่เพ่งมองไปที่ทางข้างหน้าก็เห็นจ่าแม่นกำลังสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์เหยงๆ
       กำจรจอดถาม “รถเป็นอะไรจ่าแม่น”
       “ไม่รู้สิ ขับมาดีๆ จู่ๆ เครื่องก็มาดับซะนี่ ยิ่งรีบอยู่ด้วย”
       จินตวัฒน์ถาม “จะไปไหนล่ะจ่า”
       “สายผมรายงานว่าไอ้เรืองมันจะขนเหล้าคืนนี้ ผมก็เลยมาสะกดรอยตามมัน ตอนนี้ทุกคนพร้อมแล้วที่โรงพัก รอผมส่งสัญญาณแค่นั้น”
       “เมื่อกี้ผมก็เจอ ไม่มีทีท่าลุกลี้ลุกลนจะทำอะไรเลยนี่” จินตวัฒน์บอก
       “ไอ้เรืองมันทำจนเคยชิน มันไม่ลุกลี้ลุกลนหรอกครับ คนที่ลุกลี้ลุกลนแถมยังไม่ชินสักทีคือ...ไอ้จ่าแม่นนี่ต่างหาก” กำจรว่า
       “ตกลงที่จอดนี่ มาแวะประณามหรือให้ความช่วยเหลือ” จ่าแม่นถาม
       “ตอนแรกผมก็ว่าจะกลับบ้าน แต่ได้ยินอย่างนี้ก็กลับไม่ลงเหมือนกัน ขึ้นมาเลยครับจ่า” จินตวัฒน์ชวน
       จ่าแม่นตะเบ๊ะพร้อมตบเท้าแข็งขัน “ขอบคุณ ครับพ้ม”
       จ่าแม่นล็อคเกียร์มอเตอร์ไซค์แล้วกระโดดขึ้นมาบนรถกำจร
      
       ดาวเรืองขี่ซาเล้งออกมาจากซอยย่อยแล่นมาตามถนนลูกรังที่ยาวสุดสายตา โดยมีเพี้ยนนั่งที่ซาเล้งข้างๆ ในมือของเพี้ยนถือขวดสีชาคล้ายขวดเหล้าขาว ที่ปากขวดมีจุกก๊อกปิดอยู่
       “เชื่อหัวไอ้เพี้ยนรึยัง ที่จริงไม่ต้องเตี๊ยมแผน 2 แผน 3 ก็ได้ เห็นปะ ไม่มีแม้เงาหมาสักตัว”
       ดาวเรืองหัวเราะขำเพี้ยนแล้วหันไปมองทางข้างหน้า รอยยิ้มของดาวเรืองเลือนหายไปก่อนจะเบรกรถ
       “ไม่มีเงาหมา แต่มีเงาคน” ดาวเรืองบอก
       รถของกำจรแล่นมาจากถนนย่อยอีกด้านตรงดิ่งมาที่รถซาเล้งของดาวเรือง ดาวเรืองตัดสินใจเลี้ยวรถลงซอยย่อยข้างทางที่ใกล้ที่สุด
       จ่าแม่นอ้าปากกว้างแหกปากลั่น “ตามมันเลย ตาม...ไอ้จร!!”
       กำจรเอามือปิดจมูกหมับ “ข้ารู้แล้ว ตะโกนมาได้ ฮือ...จะอ้วก”
       กำจรเลี้ยวรถตามรถซาเล้งของดาวเรืองไป
      
       ดาวเรืองเร่งเครื่องบิดหนีเต็มที่ ตาก็คอยหันไปมองรถกำจรที่แล่นตามอย่างไม่ลดละ
       “เครื่องเราสู้มันไม่ไหวว่ะ เตรียมแผน 2 แผน 3 เลย เอ็งไปไร่ยายแม้น จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”
       “เราจะรอดมั้ยพี่” เพี้ยนถาม
       ดาวเรืองมุ่งมั่น “เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะน่า”
       ดาวเรืองชะลอแล้วหยุดรถเมื่อถึงสามแยก ทั้งคู่กระโดดลงจากรถ
       “อะพี่” เพี้ยนโยนขวดสีชาให้ดาวเรือง
       ดาวเรืองคว้าขวดแล้วชูอวดคนที่อยู่ในรถกำจรก่อนจะวิ่งแยกไปทางซ้าย ในขณะที่เพี้ยนวิ่งออกไปทางขวา กำจรจอดรถต่อท้ายรถซาเล้งดาวเรืองแล้วทุกคนก็กระโดดลงจากรถ
       จ่าแม่นกับกำจรวิ่งไปทางดาวเรือง ในขณะที่จินตวัฒน์จะวิ่งฉีกไปทางเพี้ยน
       “อย่าหลงกลมันครับคุณปลัด ที่ฝังเหล้ามันอยู่ทางนี้ครับ ไอ้เรืองมันไม่ปล่อยให้ไอ้เพี้ยนขนเหล้าออกมาคนเดียวหรอกครับ” จ่าแม่นบอก
       “ถูก มันก็เหมือนกับขี้ที่มันบอกว่าขี้แล้วเราไม่เชื่อนั่นล่ะครับ แต่คราวนี้เปลี่ยนเป็นเหล้า ผมเชื่อว่าที่มันถือในมือคือเหล้าจริงๆ” กำจรสนับสนุน
       จินตวัฒน์ลังเล “แต่...”
       “เราต้องฉลาด อย่าเป็นเหยื่อมันครับ มันต้องการล่อให้พวกเราคิดเยอะๆ ทั้งที่มันไม่ได้วางแผนอะไรซับซ้อนเลย รีบไปกันเถอะครับ จะได้ช่วยกันขนของกลางออกมา” จ่าแม่นบอก
       จ่าแม่นกระชับปืนในมือด้วยลีลาเกินร้อยก่อนจะวิ่งนำกำจรกับจินตวัฒน์ตามดาวเรืองไป



       ดาวเรืองที่หอบขวดวิ่งเต็มเหยียดลัดเลาะมาตามป่าพยุง จ่าแม่น จินตวัฒน์ และกำจรวิ่งตาม
      
       ดาวเรืองวิ่งใส่เกียร์ห้ามาเรื่อยๆ จ่าแม่นวิ่งนำจินตวัฒน์กับกำจรตามมา
       จ่าแม่นวิ่งไปตะโกนไป “หยุดนะไอ้เรือง ข้าบอกให้หยุด”
       ดาวเรืองไม่สนเสียงนกเสียงกา เธอโกยแน่บต่อไป จ่าแม่นกับพวกยังคงวิ่งตาม
      
       ดาวเรืองวิ่งปาดเหงื่อกอดขวดหน้าตั้ง โดยมีจ่าแม่นวิ่งหืดขึ้นคอ ตามมากับจินตวัฒน์และกำจร สักครู่จ่าแม่นก็มาหยุดหอบแฮก ทำให้จินตวัฒน์และกำจรที่วิ่งตามมาหยุดหอบตามไปด้วย
       จ่าแม่นพูดกับกำจร “เอ็งวิ่ง...โอบไปทางไร่ไอ้...ไอ้ผิน ข้าจะลัดไปทาง...ไร่ยายสาย ส่วนคุณปลัดจี้...คอยจี้ตามหลังมัน...อย่า...ให้คลาดสายตานะครับ” จ่าแม่นเหนื่อยสุดๆ
       จินตวัฒน์พยักหน้า จ่าแม่นสูดหายใจลึกรับอ๊อกซิเจนเข้าไปสุดปอดแล้ววิ่งออกไปทางขวา ส่วนกำจรออกไปทางซ้าย จินตวัฒน์วิ่งตรงตามดาวเรืองไป
      
       ดาวเรืองวิ่งนำโด่งแต่แล้วก็เบรกหน้าทิ่มเมื่อเห็นกำจรและจ่าแม่นวิ่งโอบมาดักหน้าจากทางซ้ายและขวา ดาวเรืองจะหันหลังกลับก็เจอจินตวัฒน์วิ่งตามมาปิดทางหนีเข้าให้อีก
       ดาวเรืองหอบเหนื่อย “วิ่งไล่ทำไมวะไอ้จ่าแม่น”
       จ่าแม่นลิ้นห้อยเข่าทรุด “แล้วเอ็งหนีทำไม”
       “กลัวโดนสาดโคลน” ดาวเรืองตอบ
       “กลัวข้าลากเข้าคุกน่ะสิไม่ว่า ไหน...ขวดที่เอ็งถือมันอะไร เอามาดูซิ”
       “เยี่ยวแม่บาน” ดาวเรืองตอบ
       กำจรเหนื่อยรากแทบแตก “ไอ้เรือง อย่าโกหกให้มันมากความได้มั้ยวะ”
       “ไม่ได้โกหกเว้ย เยี่ยวแม่บานจะเอาไปตรวจเบาหวาน”
       “ข้าไม่เชื่อ ถ้าเป็นเยี่ยวจริง เอ็งจะหนีข้าทำไม ส่งมา” จ่าแม่นสั่ง
       “เกิดจ่ายัดเหล้าเถื่อน หรือสอดยาบ้าให้ฉัน ฉันก็ซวยดิ”
       “เอ็งจะกลัวอะไร พยานมีตั้ง 2 คน ส่งมาให้ข้าพิสูจน์หลักฐานเดี๋ยวนี้”
       ดาวเรืองพูดกับจินตวัฒน์และกำจร “เป็นพยานให้ด้วยนะเว้ย” ดาวเรืองยกมือไหว้ท่วมหัว “ใครกลับคำ ใครป้ายความผิดให้ฉัน ขอให้ตรงนั้นมันหัก งอ บิด กุด พิการใช้งานไม่ได้ สาธุ”
       กำจรเซ็ง “ถึงกับแช่งไม่ให้เหลือทำพันธุ์กันเลยทีเดียว”
       “เหล้าเถื่อนกลิ่นมันแรง ดมทีเดียวก็รู้ เอามา” จ่าแม่นบอก
       ดาวเรืองทำเป็นยื่นขวดเหล้าส่งให้จ่าแม่นด้วยท่าทีแข็งขืน
       จินตวัฒน์รู้ทันดาวเรือง “ผมว่าอย่าดีกว่าครับ”
       ดาวเรืองตีหน้าตาย “ตามใจ” ดาวเรืองดึงขวดกลับมา
       จ่าแม่นดึงคืน “เอามานี่ เดี๋ยวเถอะ ข้าจะตามไปขุดให้เจอต้นตอเลย”
       จ่าแม่นดึงจุกที่ปากขวดออก
       จินตวัฒน์ร้องห้าม “เดี๋ยว จ่า!”
       จ่าแม่นยกขวดต้องสงสัยขึ้นสูดเข้าไปเต็มปอดแล้วก็ชะงักไปแวบนึง
       “ไม่ใช่เหล้าแต่มัน...อะไรวะคุ้นๆ” จ่าแม่นต่อว่าดาวเรือง “ทำไมเอ็งไม่กรอกมาให้เต็ม”
       “ไม่เต็มก็ตะแคงเอาสิ แบบนี้ไง”
       ดาวเรืองดันก้นขวดที่จ่าแม่นยกขึ้นมาพิสูจน์กลิ่นอีกครั้งขึ้นมาตั้งฉากส่งผลให้น้ำสีเหลืองจัดที่อยู่ในขวดทะลักออกมาราดหน้าและตัวจ่าแม่นกลิ่นฉุนขจรขจายไปทั่วป่า
       จ่าแม่นขยับจมูกสูดกลิ่นฟึดฟัด “ รู้แล้วกลิ่นอะไร เยี่ยว”
       พูดจบจ่าแม่นก็เป็นลมหน้ามืดขาอ่อนคอพับลงไปกองกับพื้นทันที กำจรวิ่งเข้าไปดู
       ดาวเรืองหัวเราะร่วน “ชื่นใจมั้ยจ่า เที่ยวที่แล้วดมกาก เที่ยวนี้ดมเยี่ยว”
       จินตวัฒน์ต่อว่า “หยุดหัวเราะเยาะคนอื่นได้แล้วนะดาวเรือง ทำอย่างนี้มันเกินไปนะ”
       “เกินยังไง ก็ตะโกนบอกปาวๆ ว่าเยี่ยว...เยี่ยว ยังจะเปิดดม”
       “เธอล่อให้พวกเราตามมาที่นี่ เพื่อจะให้เพี้ยนไปขนเหล้าที่เก็บไว้ฝั่งโน้นใช่มั้ย” จินตวัฒน์รู้ทัน
       “ฝั่งโน้นไม่รู้ รู้แต่ฝั่งนี้มีแค่ขวดกับเยี่ยว เยี่ยวใส่ขวดผิดกฎหมายรึเปล่าล่ะ”
       กำจรพะอืดพะอมจะเป็นลมตามจ่าแม่น “เยี่ยวใส่ขวดไม่ผิดกฎหมาย แต่ถ้ากลิ่นมันเป็นอันตราย ทำให้คนวิงเวียนเจียนตาย เอ็งเข้าปิ้งแน่ไอ้เรือง โอ๊ย...กูจะอ้วก”
       กำจรเบือนหน้าหนีเมื่อจ่าแม่นพลิกหน้ามาซบอกตนเอง ดาวเรืองหัวเราะลั่นในขณะที่จินตวัฒน์ถอนใจเฮือก
      
       กำจรและจินตวัฒน์ช่วยกันแบกจ่าแม่นซึ่งยังคงหน้ามืดวิงเวียนขึ้นมานอนท้ายรถ เพี้ยนโผล่ออกมาจากแนวต้นไม้แล้วจับตาดูทุกคน
       กำจรเอาหลังพิงรถแล้วหอบแฮก “โอ๊ยย...เหนื่อยแทบขาดใจ หวังว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะถูกไอ้เรืองมันหลอกนะครับ”
       จินตวัฒน์ยืนหน้ามืดอยู่อีกฝั่ง “รีบพาจ่าแม่นไปหาหมอก่อนเถอะ”
       กำจรพยักหน้าแล้วเดินขึ้นรถ ในขณะที่เพี้ยนวิ่งหลบไป จินตวัฒน์ก้าวขึ้นรถแต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อนึกได้ว่าดาวเรืองจอดซาเล้งไว้ตรงนี้แต่ตอนนี้มันหายไปแล้ว
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนช่วยกันดึงขวดเหล้าขึ้นมาจากก้นหลุม
       “ฉันขนใส่ซาเล้งออกไปรอบแล้ว นี่เหลืออยู่ไม่ถึงยี่สิบขวดมั้งพี่” เพี้ยนบอก
       ดาวเรืองชม “เจ๋ง”
       “ดีนะที่พี่ให้ฉันเยี่ยวใส่ขวดนั่นไว้ก่อน ไม่งั้นคงถ่วงเวลาพวกมันไม่ได้นานขนาดนี้”
       “ตอนไอ้จ่าแม่นมันโดนเยี่ยวเอ็งรดหน้านะไอ้เพี้ยน หน้ามันเหมือนตอนตกลงไปในถังขี้ ข้าขำจนเยี่ยวจะเล็ด ฮ่าๆ ๆ ว่าแต่...เอ็งแน่ใจนะว่าเห็นไอ้ปลัดกับน้าจรแบกจ่าแม่นขึ้นรถไปแล้วจริงๆ”
       “ชัวร์ป๊าบ ไอ้จ่าแม่นสลบคารถ ส่วนน้าจรกับไอ้คุณปลัดก็เผ่นไปแล้ว รับรองไม่ต้องใช้แผน 3” เพี้ยนหยิบลำไม้ไผ่ขนาดเหมาะมือขึ้นมาแล้วโยนลงพื้น
       “เที่ยวนี้มันคงเลิกยุ่งกับข้าไปนาน ฮ่าๆ ๆ”
       จินตวัฒน์ขยับเข้ามา
       จินตวัฒน์พูดหน้าตาย “เลิกยุ่งนานๆ ไม่ได้หรอก คิดถึง”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนเงยหน้าขึ้นมามองจินตวัฒน์แล้วก็อ้าปากหวอ
       “เหล้าใช่มั้ย” จินตวัฒน์ถาม
       ดาวเรืองแถ “ไม่ใช่ น้ำปลา”
       “น้ำปลาอะไรเอามาฝังดิน”
       ดาวเรืองกวนใส่ “อ้าว เอาน้ำปลาฝังดินมันผิดกฎหมายเหรอ”
       “ไม่ผิด ถ้ามันเป็นน้ำปลาจริงๆ ไหน...เปิดดูซิ”
       “บอกว่าน้ำปลาก็น้ำปลาสิ”
       “ฉันไม่ใช่จ่าแม่นนะ จะได้มาหลอกกันง่ายๆ จะน้ำปลาหรือเหล้า ก็ต้องเปิดดู”
       “อยากเปิดก็เปิดเองสิ อยากอาบน้ำปลาก็เอา”
       จินตวัฒน์เดินไปที่ขวดเหล้าแล้วนั่งยองๆ เตรียมจะเปิดปากขวดที่มีจุกก๊อกปิดอยู่
       จินตวัฒน์หันมามองดาวเรือง “เดี๋ยวก็รู้”
       จินตวัฒน์เปิดจุกไม้ก๊อก ดาวเรืองกับเพี้ยนหันมาสบตากันแล้วเหลือบมองลำไผ่ที่เตรียมไว้เป็นแผน 3 ที่ตกอยู่ที่พื้น จินตวัฒน์ยกขวดเหล้าขึ้นมาดม
       จินตวัฒน์หันมามองดาวเรืองยิ้มร่า “นี่ไง”
       แล้วจินตวัฒน์ก็ต้องสลบเหมือดหงายหลังไป เมื่อเจอลำไผ่ที่ดาวเรืองฟาดใส่ที่เหนือคิ้วอย่างเต็มแรง
       เพี้ยนตกใจ “พี่เรือง!”
       ดาวเรืองเองก็ตกใจจนยืนมือสั่นเพราะไม่คิดจะทำร้ายใคร แต่เธอก็ยอมให้ใครมาจับเข้าคุกไม่ได้ เพราะถ้าติดคุกแม่กับพี่ชายจะทำยังไง
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนเดินหน้าซีดปากสั่นเข้ามาหาบานชื่น
       “ไปทำอะไรมา อย่างกับไปฆ่าใครตายมางั้นแหละ” บานชื่นว่า
       ดาวเรืองหน้าซีดเผือด เพี้ยนตกใจจนอุทานลั่น
       “ก็ฆ่าปลัดตายน่ะสิ”
       บานชื่นตกใจ “ห๊า!”
       “ยังไม่ตาย แค่...เกือบตายจ้ะแม่”
       ดาวเรืองยิ้มแหย ๆ
      
       บานชื่นขยับไปดึงใบตองที่คลุมปิดร่างจินตวัฒน์บนซาเล้งออกดูแล้วก็ตกใจจนหน้าซีดปากสั่นยิ่งกว่าดาวเรืองกับเพี้ยน
       “โอ๊ย ไอ้เรือง!!! เอ็งไปตีหัวคุณปลัดอีท่าไหน ทำไมคุณปลัดถึงได้สลบเหมือดเป็นห่อหมกใบตองแบบนี้ เอ็งรีบเลยนะ เอาคุณปลัดไปส่งโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย”
       เพี้ยนจะร้องไห้ “แล้วพี่เรืองจะติดคุกรึเปล่า...ถ้า...ถ้าเราเอาไปทิ้งข้างทาง เราก็รอดนะพี่ ไม่มีใครเห็นว่าพี่ตีหัวปลัด นอกจากฉัน”
       ดาวเรืองกับบานชื่นเงียบไป
       ดาวเรืองพูดขึ้น “เรารอด แต่เขาอาจตาย”
       “แต่ถ้าเขาไม่ตาย พี่เรืองก็ติดคุก” เพี้ยนบอก
       “ไม่ติด เพราะข้าจะบอกจ่าแม่นว่าข้าเป็นคนทำ ข้าติดเอง” บานชื่นว่า
       “ป้าบานแก่แล้ว อยู่กินหมากข้างนอกเถอะ ให้หนูไปเองดีกว่า หนูเป็นเด็ก อย่างเก่งก็แค่ส่ง ร ร. ดัดสันดาน” เพี้ยนบอก
       บานชื่นรีบบอก “ข้าเองโว้ย อีกไม่กี่ปีข้าก็ตายแล้ว”
       เพี้ยนอึกอัก “แต่...”
       “ไม่...ฉันเป็นคนทำ ฉันจัดการเอง ไอ้เพี้ยน! ไปหยิบขวดน้ำปลามา” ดาวเรืองสั่ง
       บานชื่นกับเพี้ยนงงว่าดาวเรืองจะเอาขวดน้ำปลามาทำอะไร ดาวเรืองมีแววตามั่นใจ
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนช่วยบุรุษพยาบาลวางร่างจินตวัฒน์ที่กลิ่นหึ่งไปด้วยน้ำปลาลงบนรถเข็น
       ทุกคนพากันอุดจมูกเพราะแทบทนไม่ไหว
       “ฝากด้วยนะพี่ชาย” ดาวเรืองกำชับ
       กำจรเดินกดโทรศัพท์ตั้งท่าเท่ๆเหมือนเจ้านายจะโทรสั่งงานลูกน้อง
       กำจรบ่น “หายไปไหนนะคุณปลัด ไม่มีกำจรอยู่ข้างๆ เดี๋ยวก็ยุ่งอีกร็อก”
       กำจรเห็นเตียงเข็นผ่านหน้าตัวเองไป
       “หน้าคุ้นๆนะ” กำจรตาเหลือก “ปา----ลัด !!”
       กำจรตัวสั่นเพราะทำอะไรไม่ถูก เขาหันไปเห็นดาวเรืองกับเพี้ยนเดินตามรถเข็นมา
       “ตายชัวร์ เหม็นหึ่งขนาดนี้” ชาวบ้านคนหนึ่งว่า
       ชาวบ้านอีกคนเห็นด้วย “คงตายมาหลายชั่วโมงแล้ว”
       กำจรทรุดลงนั่งกองกับพื้นแล้วคร่ำครวญฟูมฟาย
       “ปลัดตายแล้ว!!! โธ่ ไม่น่าเลย!!! มาทำงานไม่ทันครบร้อยวันก็ถูกเผาซะแล้ว ยังหนุ่มยังแน่นแท้ ๆ”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนอาศัยช่วงที่กำจรฟูมฟายวิ่งตามรถเข็นออกไป จ่าแม่นเดินเข้ามาพร้อมถุงยา
       “อ้าวไอ้จร เป็นอะไรวะ ร้องไห้ยังกะมีใครตาย”
       “ก็ปลัดน่ะสิ ถูกหามเข้าห้องฉุกเฉินเมื่อกี้ สงสัยจะตาย” กำจรบอก
       จ่าแม่นหน้าเหวอ “เฮ้ย! เอ็งล้อข้าเล่นรึเปล่า อยู่ดีๆปลัดจะตายได้ยังไง เมื่อกี้ยังอยู่ด้วยกัน”
       “ข้าก็ไม่รู้ แต่ที่รู้คือไอ้เรืองมันเป็นคนทำปลัด ไอ้เรือง” กำจรชี้ไปที่ทางเดิมที่ไอ้เรืองเคยยืนอยู่ “มันเป็นคนพาปลัดมา ไปจับมันเลยจ่า”
       จ่าแม่นหันไปตามนิ้วชี้ของกำจรแต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของดาวเรือง
       “ไหนวะ มันอยู่ไหน”
       กำจรลุกขึ้นยืน “มันอยู่นั่น...ชะอ้าว!...มันหนีไปแล้ว ไอ้เรืองหนีไปแล้ว”
       จ่าแม่นคำรามลั่น “ฮึ่ม...เอ็งคิดว่าจะหนีข้าพ้นรึ คราวนี้ ข้าจะเป็นคนสวมกุญแจมือเอ็ง ด้วยตัวของข้าเอง ไอ้เรือง”
       จ่าแม่นเดินไปด้วยท่วงท่าถมึงทึง



       ดาวเรืองกับเพี้ยนกำลังฉุดกระชากลากถูกันอยู่ โดยเพี้ยนพยายามดึงดาวเรือง
       “ไปกันเถอะพี่เรือง เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะยุ่ง”
       “ไม่ ข้ายังไม่ไปไหนทั้งนั้น ตราบใดที่ข้ายังไม่รู้ว่าไอ้ปลัดมันรอดหรือร่วง” ดาวเรืองบอก
       “แล้วถ้าเกิดมันร่วง...แบบว่า...ตายขึ้นมาจริงๆล่ะ”
       ดาวเรืองอึ้ง “ก็เผาสิวะ”
       “แล้วถ้าเกิดไม่ตายแต่พิการ”
       ดาวเรืองกลุ้มใจสุดๆ “ก็คง...เอาวะไอ้เพี้ยน ไปดูให้เห็นกับตาก่อน ว่าหมอนั่นปลอดภัย แล้วเราค่อยกลับบ้านไปตั้งหลักกัน”
       เพี้ยนเซ็ง “วู้! พี่เรืองจะห่วงปลัดทำไม ห่วงตัวเองดีกว่า”
       ดาวเรืองเขกหัวเพี้ยน เพี้ยนร้อง ‘โอ๊ย!’
       ดาวเรืองเฉไฉ “ข้าไม่ได้ห่วงเว้ย แค่อยากรู้อาการ แม่ถามจะได้ตอบถูกไงวะ เดี๋ยวเหอะไอ้เพี้ยน เดี๋ยวโดนตื๊บ”
       ดาวเรืองมีสีหน้าแววตากลัดกลุ้มไม่สบายใจ แล้วทั้งคู่ก็เดินไป
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนปีนขึ้นทางหน้าต่างห้องฉุกเฉินแล้วแอบมองที่หน้าต่าง ดาวเรืองเห็นจินตวัฒน์นอนอยู่บนเตียง โดยมีหมอและพยาบาลคอยดูแล ส่วนกำจรยืนดูอยู่ข้างๆ ด้วยความเป็นห่วง
       “คุณปลัดครับ ได้ยินหมอไหมครับ ถ้าได้ยินให้พยักหน้านะ” หมอถาม
       ดาวเรืองลุ้นสุดๆ “พยักหน้า พยักหน้าสิวะ”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนลุ้นแทบขาดใจ แต่จินตวัฒน์ก็นิ่งสนิท
       หมอพูดกับกำจร “เท่าที่ตรวจดู ไม่มีบาดแผล”
       “พี่เรืองตีเบาไปหรือปลัดหัวแข็งวะ” เพี้ยนสงสัย
       ดาวเรืองหันมาถาม “เอ็งอยากลองไหมไอ้เพี้ยน”
       “ไม่จ้ะ เพี้ยนขอบาย”
       ดาวเรืองเป่าลมออกปากฟู่ๆ “ฟื้นซะทีสิวะ”
       จินตวัฒน์ส่งเสียงร้องเจ็บเบาๆ “โอ๊ย!!!” แต่ตายังปิดอยู่
       พยาบาลอุทาน “คุณปลัดรู้สึกตัวแล้วค่ะคุณหมอ”
       ดาวเรืองโล่งใจถอนหายใจพรึ่ด!
       เพี้ยนพูดทันที “รอด!”
       ดาวเรืองบอกลูกน้อง “ไป!”
       ดาวเรืองกับเพี้ยนผลุบหายไปจากหน้าต่าง
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนขี่ซาเล้งกลับมาที่ร้าน ดาวเรืองกระโดดลงจากรถอย่างเริงร่าเข้ามาหาบานชื่นที่ยืนอมทุกข์คอยชะเง้อมองดาวเรืองที่หน้าร้าน
       “แม่...มันรอดแล้วแม่”
       บานชื่นทำหน้าเหมือนปวดท้องขี้และพยายามส่ายหน้าไม่ให้ดาวเรืองพูด แต่ดาวเรืองมัวแต่โล่งอกดีใจคิดว่าแม่ไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดถึงใครเลยพูดย้ำอีก
       “ก็ไอ้ปลัดนั่นไงแม่ มันรอดแล้ว”
       จ่าแม่นโผล่ออกมาจากหลังร้านแล้วแสยะยิ้ม
       “ปลัดรอด แต่เอ็งไม่รอด ไปโรงพักกับข้าเดี๋ยวนี้”
       “ไปทำไม ไม่ได้มีธุระอะไรกับตำรวจ” ดาวเรืองว่า
       “แต่ตำรวจมีธุระกะเอ็งโว๊ย หยุดยียวน แล้วไปกะข้าดีๆ”
       “ข่มขู่ตลอด เห็นว่ามีอำนาจก็ใช้เอาๆ ชอบนักรังแกประชาชนตาดำๆเนี่ย”
       “แค่เป็นผู้ต้องสงสัยทำร้ายปลัดยังไม่พอใช่ไหม เดี๋ยวก็โดนอีกกระทงหรอก”
       เพี้ยนเขย่าแขนดาวเรือง แต่ดาวเรืองยังทำใจเย็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว
       บานชื่นอกสั่นขวัญแขวน
       “ไป ไปให้ปากคำที่โรงพัก”
       บานชื่นพูดขึ้น “ไอ้แม่น ถ้าเอ็งจะจับไอ้เรือง จับข้าไปแทน”
       “จับหนูไปด้วย เพราะหนู...” เพี้ยนพูดบ้าง
       ดาวเรืองขัดขึ้น “ไม่ต้อง จ่าแม่นอุตส่าห์มาเชิญไอ้เรืองถึงหน้าบ้านแบบนี้ ไอ้เรืองจะขัดได้ไง ไปสักหน่อยเผื่อแกจะได้เลื่อนขั้น เอ็งกับแม่รออยู่นี่แหละ เดี๋ยวมา”
       ดาวเรืองเดินไปท่ามกลางความห่วงใยของบานชื่นและเพี้ยน
       “เข้าใจพี่จ่าด้วยนะแม่บานชื่น” จ่าแม่นบอก
       จ่าแม่นเดินตามดาวเรืองไป
       บานชื่นพยายามตั้งสติ “ไอ้เพี้ยน เอ็งอยู่เฝ้าร้าน ข้าจะไปช่วยไอ้เรือง”
       “ช่วยยังไง ตามไปฆ่าจ่าแม่นเหรอ” เพี้ยนถาม
       “ไม่ใช่ ข้ามีวิธีก็แล้วกัน”
       บานชื่นมีสีหน้ากังวลใจ
      
       บานชื่นขี่ซาเล้งออกมาจากร้านสวนกับรถมอเตอร์ไซค์ของสุวรรณและสมุนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ตามมาอย่างเชื่องช้าผ่านหน้าร้านดาวเรือง
       “พี่ จะผ่านร้านไอ้เรืองแล้วนะ” แหลมบอก       
       สุวรรณยังงอนอยู่ “เอ็งสองตัว ห้ามพูดชื่อไอ้เรืองให้ข้าได้ยินเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ข้าจะเอาเอ็งสองตัวไปปล่อยวัด”
       กรอดย้ำ “จะผ่านจริง ๆ แล้วน้า”
       สุวรรณสั่ง “จอดๆๆ”
       “จอดทำไม” กรอดงง
       “ข้าจะลงไปบอกมันว่า ต่อไปนี้ ข้าจะไม่มองไม่พูดไม่คุยกับมันอีกต่อไป”
       สุวรรณเดินอย่างมุ่งมั่นเข้าไปในร้าน
       “ตัดไม่ขาดแล้วยังจะทำปากแข็ง” แหลมว่า
       เพี้ยนวิ่งหน้าเริ่ดมาจับไม้จับมือสุวรรณ
       “พี่วรรณ พี่วรรณจ๋า! กำลังคิดถึงอยู่พอดีเลย พี่วรรณชอบพี่เรืองใช่มั๊ย”
       กรอดกับแหลมหัวเราะลั่น สุวรรณทำหน้าเหี้ยม
       “เอ็งอย่าเอาอดีตมาพูด เพราะปัจจุบันนี้ วินาทีนี้ ไอ้วรรณคนนี้มันตาสว่างแล้วโว้ย”
       “อ้าว ถ้างั้นพี่วรรณคงไม่อยากรู้เรื่องพี่เรือง” เพี้ยนบอก
       “ไม่!!! ข้าไม่อยากรู้เรื่องอะไรของมันทั้งนั้น”
       “แม้แต่เรื่องที่พี่เรืองถูกจ่าแม่นจับไปแล้ว”
       สุวรรณตกใจสุดๆ “ข้อหาอะไรวะ!”
       กรอดกับแหลมเซ็ง “อ้าว!”



       สุวรรณอยากรู้มาก “ข้าไม่อยากรู้โว้ย ไม่ต้องบอก”
       เพี้ยนแกล้งจ๋อย “สงสัยพี่เรืองติดคุกหัวโตแหงๆ”
       “ขนาดนั้นเลยหรือวะ!” สุวรรณตกใจจนตาเหลือก “โวะ! แล้วเอ็งมาบอกข้าทำไมวะไอ้เพี้ยน”
       เพี้ยนทำตาปริบๆ “ก็เพราะพี่วรรณเป็นคนที่รวยที่สุด เจ๋งที่สุด เท่ที่สุด แมนที่สุด พระเอกสุดๆ ในดอนล้อมแรดนี่ ไม่มีใครดีกว่าพี่วรรณอีกแล้ว”
       สุวรรณเคลิ้มกับคำชมแต่ยังทำเป็นไม่สนใจ “ขนาดข้าดีเลิศประเสริฐศรี ไม่มีที่ติ ไอ้เรืองยังไม่ยอมสนใจข้า แล้วทำไมคนอย่างข้าจะต้องลดตัวลงไปสนใจมันด้วยล่ะ”
       กรอดกับแหลมชื่นชม “เฮ้ย!!! เจ๋งว่ะ!!”
       เพี้ยนหงอย สุวรรณเชิดหน้ามั่นใจ ลูกน้องสองคนของเขาภูมิใจในตัวลูกพี่
      
       บานชื่นมาคุยกับผันที่หน้าบันไดบ้านของผัน
       “พี่กำลังจะไปบ่อนไก่ นัดนี้ล้างตาซะด้วย” ผันว่า
       “ขอเวลาเดี๋ยวเถอะผู้ใหญ่ มันเป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ” บานชื่นบอก
       “สำคัญยังไง”
       “เกี่ยวกับความเป็นความตายของฉัน”
       ผันอึ้ง เขาดึงมือบานชื่นไปทางเล้าไก่
       บุญปลีกโผล่หน้ามาทางหน้าต่างเห็นทั้งคู่เดินไปด้วยกันก็มีสีหน้าแค้นเคือง เธอคิดว่างานนี้ไม่ปล่อยไว้แน่ๆ
      
       ผันกับบานชื่นยืนเจรจาต่อรองกันชนิดหนึ่งมิตรชิดใกล้
       “ฉันขอร้อง นะผู้ใหญ่ ช่วยหน่อยเถอะ ถือว่าคนบ้านเดียวกัน กับไอ้เรืองก็เห็นมันมาแต่เด็กๆ”
       “พี่ไม่อยากยุ่งเลย เพราะเด็กอย่างไอ้เรืองนี่แหละที่ทำให้ผู้ใหญ่โดนถอนหงอกจนแทบจะหัวล้านกันทั้งหมู่บ้านแล้ว” ผันว่า
       “ไอ้เรืองมันยังเด็ก ที่ทำไปก็เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์”
       “นี่ขนาดไม่รู้นะ ถ้ามันรู้จะขนาดไหน”
       “โธ่ผู้ใหญ่ จะเอาอะไรกะเด็กมันนักหนา ลืมๆไปบ้างเถอะ ถ้าไม่คิดว่าช่วยไอ้เรือง ก็คิดว่าช่วยฉันก็แล้วกัน นะ ผู้ใหญ่ช่วยเอาตำแหน่งไปประกันตัวไอ้เรืองหน่อยสิ”
      
       บุญปลีกพ่นฉอดๆ ต่อหน้าเวียง บุญปลอดและบรรดาเมียๆ ของผัน
       “จริงๆนะ ฉันเห็นกับตาเลย พี่ผู้ใหญ่กับนังบานชื่นจู๋จี๋อี๋อ๋อกันสุดๆทั้งจูบทั้งหอมทั้งดมทั้งดันทั้งคลำทั้งคลึง แล้วก็พากันเดินหายไปทางใต้ถุนบ้าน ป่านนี้...คงจะจุดๆๆ”
       “พูดจริงหรือวะนังปลีก” เวียงถาม
       “ฉันเคยโกหกพี่เวียงเหรอ”
       “การพูดเกินจริงก็เป็นบาปนะพี่ปลีก” บุญปลอดว่า
       “ถ้าไม่เชื่อ ก็ไปดูให้เห็นกับตาเดี๋ยวนี้เลย ไปเลยสิ” บุญปลีกท้าทาย
       เวียงลมออกหูแล้วนำทัพลงจากบ้าน บุญปลีกมีสีหน้าสะใจสุดๆ
      
       บานชื่นร้องไห้กระซิก ๆ
       “ถ้าผู้ใหญ่ไม่ช่วย ไอ้เรืองมันคงติดคุกหัวโต แล้วฉันจะอยู่กับใคร”
       ผันเห็นใจจึงเอามือโอบบานชื่นเพื่อปลอบใจ
       ผันใจอ่อนยวบ “ใจเย็นๆแม่บาน ไม่ต้องร้องไห้ไปนะ เอาเป็นว่าฉัน...”
       เวียงและบรรดาเมีย ๆตามมาเป็นขบวน
       เวียงแหกปากลั่น “มันหยามกันเกินไปแล้ว”
       ทุกคนเห็นผันกับบานชื่นในมุมที่เหมือนกำลังกอดกันพอดี เวียงและบรรดาเมียๆก็พากันกรี๊ด
       “ไอ้ผัน!!”
       ผันตกใจ “แม่เวียง!”
       บานชื่นเห็นอาการเวียงและบรรดาเมียๆแล้วก็น้ำตาหดอย่างหมดหวัง
       เวียงต่อว่า “แกสองคนกล้ามาเล่นจ้ำจี้ถึงในบ้านฉันได้ยังไง แม่บานนะแม่บาน อยู่เป็นม่ายมาเป็นสิบปี แล้วนึกยังไงถึงได้อยากเป็นเมียเบอร์ 10 ของไอ้ผันมันหา”
       บานชื่นของขึ้น “อ้าว...พูดยังงี้มันหมิ่นประมาทกันนี่หว่า ตอนที่ผัวเอ็งมาขอข้าเป็นเมียเบอร์ 1 ข้ายังไม่สน แล้วข้าจะสนอะไรกับไอ้ตำแหน่งเมียเบอร์ 10 นะห๊า...กะโหลกกะลาจริงๆเลย”
       “มันว่าเราแก่กะโหลกกะลาอ่ะพี่เวียง” บุญปลีกว่า
       “ได้ยินแค่กะโหลกกะลาอย่างเดียว ไม่มี แก่ นะ” บุญปลอดขัด
       เวียงของขึ้น “แกจะว่ายังไงห๊าแม่บาน จะแก้ตัวยังไง”
       “ไม่มีอะไรจะแก้เว้ย ไม่ได้ผิดผัวผิดเมียใคร จะแก้ตัวไปหาพระแสงอะไร จะคาดคั้นอะไรก็ไปทำกับผัวตัวเองโน่น” บานชื่นบอก
       พอโวยเสร็จ บานชื่นก็สะบัดใส่ทุกคนก่อนจะเดินเร็วๆ จากไป
       “เดี๋ยวสิแม่บานชื่น อย่าทิ้งข้าไว้ยังงี้” ผันเรียก
       ผันจะย่องออกไปบ้างแต่เวียงและบรรดาเมียๆเข้าตะครุบแล้วรุมตีไม่หยุดมือ
       “ไอ้ผัน ไอ้ผัวชั่ว ไอ้ผัวเฮงซวย พาแฟนเก่ามามั่วถึงบ้าน!” เวียงว่า
       “ไม่จริงจ้ะ พี่ไม่ได้ทำ แม่เวียงเข้าใจผิดแล้ว”
       บรรดาเมียตะลุมบอนผันจนไก่แตกกระเจิงขนฟุ้งกระจาย
       ผันร้องตะโกน “ช่วยด้วย!!”
       บุญปลอดยืนแผ่เมตตาอยู่นอกวง ‘สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย’ ผันลอดออกมาจากใต้หว่างขาเมียๆ อย่างทุลักทุเล



       เมีย 7 8 9 ช่วยทำแผลช้ำและเขียวให้ผัน เวียงยืนเท้าสะเอวมอง
       ผันร้องโอดโอย “โอ๊ย อูย”
       “ผัวอย่างงี้ แค่ตอนอย่างเดียวไม่พอ ต้องตัดให้เหลือแต่ตอ”
       “อุ๊ย!” ผันจับช้างน้อยของตัวเอง “แม่เวียง ของมันยังดีอยู่จะไปตัดทำไมจ๊ะ”
       “ดีแต่หาเรื่องน่ะสิ ต่อไปนี้ห้ามไปวอแวกับนังบานเด็ดขาดนะ ไม่งั้นตาย”
       สุวรรณเดินนำ กรอด และแหลมขึ้นมาบนเรือน
       “ไม่วอแวน้าบาน แต่กับลูกน้าบาน วอแวได้ใช่มั๊ยจ๊ะ” สุวรรณทรุดตัวลงกอดขาแม่
       “นี่ก็อีกคน หาเรื่องมาให้แม่ได้ทุกวัน คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะ” เวียงถาม
       สุวรรณพนมมือไหว้ “ไม่ต้องเกริ่นให้เสียเวลานะแม่ แม่ช่วยไปประกันตัวไอ้เรืองให้หน่อยสิ”
       เวียงงง “ว่าไงนะ”
       สุวรรณพยักหน้าหงึกๆ “หนูคงอยู่ไม่ได้แน่ถ้าดอนล้อมแรดไม่มีไอ้เรือง ไอ้จ่าแม่นมันจับไอ้เรืองของหนูไปจ้ะ”
       เวียงละเหี่ยใจ “เอ็งจะไปยุ่งไปสนใจมันทำไมห๊า มันเคยชายตาแลเอ็งซะที่ไหน ผู้หญิงในอำเภอนี้ถมถืดที่สวยๆดีๆก็ถมเถ เลิกคิดเอาลูกนังบานมาทำสะใภ้ข้าได้แล้ว”
       “ไม่เอาคนอื่น หนูจะเอาไอ้เรืองคนเดียว”
       บุญปลีกถามขึ้น “แล้วมันเอาหนูวรรณรึเปล่า”
       แหลมกับกรอดตอบทันที “เปล่า!!”
       สุวรรณดีดดิ้น “ไม่รู้ล่ะ ถ้าแม่ไม่ช่วยหนู หนูจะ...จะ..” สุวรรณคิดไม้เด็ด “จะตัดแม่ตัดลูกกับแม่ไปเลย เลือดก้อนเดียวหนูตัดทิ้งก็ได้”
       เมียทุกคนของผันตกใจ “หนูวรรณ!!”
       “ไอ้หนูวรรณ เอ็งนี่มันเหมือนพ่อไม่มีผิด รักหลงมันขนาดนั้นก็ไปอยู่กับมันเลยไป” เวียงว่า
       “แม่ใจร้าย ช่วยแค่นี้ก็ไม่ได้ คอยดู หนูจะผูกคอตาย”
       “ไปหาเชือกมาเดี๋ยวนี้เลยนังปลีก” เวียงบอก
       “อ้าว “สุวรรณ แหลม และกรอดจ๋อยสนิท
      
       จ่าแม่นเอามือกุมกบาลโดยมีหน้าตายับยู่ยี่ระหว่างพิมพ์คำให้การของดาวเรืองจนกระดาษกองพะเนิน
       “โอ๊ย!!! อะไรของเอ็งวะไอ้เรือง พูดจาวกวนไปมาอยู่ได้ นี่เอ็งจะพาข้าหลงไปเขมรแล้วนะ”
       “วกวนที่ไหน พูดตรงสุดๆแล้วเนี่ย” ดาวเรืองว่า
       “ข้าบอกให้เอ็งเล่าตอนที่เอ็งตีหัวปลัด”
       ดาวเรืองตอบทันที “ไม่ได้ตี”
       “แต่เอ็งเอาปลัดมาส่งที่โรงพยาบาล”
       “เอาไปส่ง แต่ไม่ได้ตี”
       “เอ็งไปเจอคุณปลัดที่ไหน”
       “โวะ!! เอาไว้ให้ปลัดฟื้นก็ไปถามกันเอาเองสิ อยากรู้เรื่องปลัด มาถามไอ้เรือง แล้วมันจะได้เรื่องเรอะ คนทำมาหากินนะจ่า ไม่มีเวลาว่างมากหรอกนะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ขอลา”
       “ชะช้า เอ็งอย่ามาตีรวน เอ็งก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ คิดว่าข้าจะปล่อยเอ็งง่ายๆเรอะ”
       “ไหนล่ะหลักฐาน จะจับก็เอาหลักฐานมาดูหน่อยสิ มีไหม ไม่มี เจ้าทุกข์ก็ไม่มี นี่ถ้าอีตาปลัดมันฟื้นขึ้นมาแล้วบอกว่าเอาหัวไปใส่ขวดน้ำปลาเอง ฉันจะฟ้องกลับทั้งโรงพัก”
       “หน็อยแน่ เลิกหัวหมอได้แล้วไอ้เรือง เอ็งจะฟ้องข้อหาอะไรมิทราบ”
       “ก็ข้อหาที่ทำให้ฉันเสียเวลาทำมาหากินไงล่ะ จ่าจะโดนเป็นคนแรกเลยคอยดู” ดาวเรืองเลิกคิ้วกวนๆ
       จ่าแม่นชักจะเริ่มหวั่นๆเหมือนกันจึงเริ่มกลืนน้ำลายไม่ลงคอ
      
       จินตวัฒน์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เขามองเห็นทุกอย่างพร่าเลือน กำจรชะโงกหน้ามายิ้มร่า
       “คุณปลัดฟื้นแล้ว!!”
       จินตวัฒน์นิ่วหน้าเพราะรู้สึกเจ็บ “นี่ฉัน...” จินตวัฒน์กวาดตามองไปทั่ว “อยู่ที่ไหน”
       “โรงพยาบาลครับ คุณปลัดถูกตีหัวมา โชคดีนะที่คุณปลัดหัวแข็ง”
       จินตวัฒน์จับแผลอย่างมึน ๆ “อืม ใช่สินะ ฉันถูกตีหัว”
       “ถูกตีหัว แถมอาบน้ำปลามาชุ่มตัวเลยครับ นี่ถ้าเหยาะผงชูรสหน่อย แล้วเอาคุณปลัดไปทอดนะ อร่อยเหาะ” กำจรหัวเราะชอบใจ
       จินตวัฒน์งง “น้ำปลาอะไร”
       “อ้าว! ก็น้ำปลา..” กำจรตกใจ “นี่คุณปลัดจำอะไรไม่ได้เลยเหรอครับ! อย่าบอกนะว่า..” กำจรอ้าปากค้าง
       กำจรจ้องหน้าจินตวัฒน์ใกล้ ๆ จินตวัฒน์มองตอบด้วยสายตาว่างเปล่า
       กำจรผงะออกมาแล้วฟูมฟาย “คุณปลัดความจำเสื่อมซะแล้ว โธ่...คุณปลัด ไม่น่าเอาอนาคตมาทิ้งไว้ที่ดอนล้อมแรดนี่เลย ฮื่อๆ”
       จินตวัฒน์ส่ายหน้าด้วยความระอา “พอได้แล้วกำจร จริงจังบ้างได้ไหม ฉันจำทุกอย่างได้ เว้นแต่เรื่องน้ำปลา น้ำปลาอะไร”
       กำจรหยุดคร่ำครวญ “อ้าว คุณปลัดถามผม แล้วผมจะถามใครล่ะครับ สงสัยต้องไปถามไอ้ตัวก่อเหตุ ว่าแต่ ไปไงมาไงถึงเอาหัวไปให้ไอ้เรืองมันตีได้ล่ะครับ”
       จินตวัฒน์ครุ่นคิดทบทวนเหตุการณ์แต่ไม่ตอบเรื่องที่กำจรถาม
       จินตวัฒน์ถามขึ้น “ใครพาฉันมาส่งโรงพยาบาล?”
       “ก็ไอ้ตัวดีนั่นแหละครับ”
       จินตวัฒน์นึกถึงดาวเรืองแล้วถอนหายใจอย่างระอาว่าเขาจะทำยังไงกับเด็กคนนี้ดี บานชื่นเคาะประตูแล้วเดินเข้ามาพร้อมขนมและน้ำ
       “อ้าวน้าบาน มาผิดที่รึเปล่า ไอ้เรืองอยู่โรงพักโน่น” กำจรบอก
       “ข้ามาเยี่ยมคุณปลัดโว้ย สวัสดีค่ะคุณปลัด”
       กำจรกระซิบ “ระวังนะครับปลัด แม่ลูกคู่นี้แสบพอกัน อาจจะมาฆ่าปิดปากก็ได้”
       “ขอบคุณที่เตือน นายจรออกไปก่อนเถอะ” จินตวัฒน์บอก
       กำจรสะบัดหน้างอนๆ แล้วลุกขึ้นเดินออกไป บานชื่นส่งยิ้มแหยๆให้จินตวัฒน์ที่ยิ้มตอบอย่างเหนื่อยอ่อน
      
       สุวรรณและสมุนทั้งสองรวมหัวกันที่ท่าน้ำหลังบ้าน
       สุวรรณฟึดฟัด “ข้าจะช่วยน้องเรืองยังไงดีวะ ไม่น่าใจร้อนตัดแม่ตัดลูกกับแม่เวียงเลย คราวนี้จะเอาเงินที่ไหนไปประกันตัวไอ้เรืองออกจากคุกวะ”
       “ไปขโมยเงินป้าเวียงหรือไม่ก็ขโมยไอ้โต้งไปขายดีไหมพี่” กรอดเสนอ
       “ย๊ากส...ป้าเวียงเหน็บเงินติดตัวตลอดเวลา ส่วนผู้ใหญ่ก็รักไอ้โต้งมากกว่าพี่วรรณ ขืนขโมยไปขาย พี่วรรณได้โดนมีดฟันหัวแบะ ไหนๆเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว พี่วรรณน่าจะเข้าคุกตามไอ้เรืองไปเลยจะดีกว่า” แหลมบอก
       “ให้ข้าเข้าคุกตามไอ้เรืองไปเนี่ยนะ” สุวรรณถาม
       “คิดอะไรโง่ๆ พี่วรรณเป็นคนดี จะติดคุกได้ไง เนอะพี่วรรณเนอะ” กรอดว่า
       แหลมพูดขึ้นมา “เพื่อพิสูจน์รักแท้ไงพี่”
       “รักแท้” สุวรรณพูดตาม
       แหลมพูดจริงจังสุดๆ “ไอ้เรืองมันจะต้องซาบซึ้งใจที่ผู้ชายคนนี้” แหลมชี้ที่สุวรรณ “ไม่เคยทิ้งมันไปไหน ไอ้เรืองมันจะต้องเห็นความดีของพี่”
       สุวรรณเห็นด้วย “จริงด้วย”
       แหลมบิ้วต่อ “สองปีที่ติดคุกก็จะได้ใกล้ชิดกัน ได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ได้ตบยุง ปัดแมลงหวี่แมลงวันให้กัน น๊ารักอ๊ะ!”
       สุวรรณตาวาว “จริงสิ ทำไมข้าคิดเรื่องนี้ไม่ออกวะ ขอบใจเอ็งมากไอ้แหลม ที่ชี้หนทางสว่างให้ข้า ไปโว้ย ไปสร้างตำนานรักในคุกกันเว้ย!”
       สุวรรณเดินนำหน้าลูกน้องไป
       “รักแท้ในคุกอันแสนหวาน...โรแมนติกสุดๆ...อู๊ย...พูดแล้วขนลุก” กรอดว่า
      
       จินตวัฒน์นอนบนเตียงคนไข้ ส่วนบานชื่นนั่งจัดขนมใส่จานอยู่ข้างๆเตียง
       “คุณปลัดเป็นไงบ้างคะ ยังเจ็บตรงไหนรึเปล่า” บานชื่นถาม
       “ไม่เป็นไรแล้วครับ หมอบอกพักสักสองสามวันก็หายเป็นปกติ” จินตวัฒน์บอก
       “ได้ยินอย่างนี้ น้าค่อยโล่งใจหน่อย นี่ค่ะ น้าซื้อขนมอร่อยๆมาฝาก”
       จินตวัฒน์มองหน้าบานชื่นอย่างรู้ทัน “น้าบานชื่นมีอะไรก็ว่ามาเถอะ”
       บานชื่นชะงักแล้วหันมามองจินตวัฒน์ด้วยสายตาเศร้าสลด
       “คุณปลัดคะ น้าต้องขอโทษคุณปลัดแทนลูกด้วยนะคะ”
       บานชื่นยกมือจะไหว้แต่จินตวัฒน์จับมือห้ามเอาไว้
       “อย่าทำอย่างนี้สิครับ น้าบานชื่นไม่ได้ทำอะไรผิด”
       “แต่ความผิดของลูกก็คือความผิดของแม่ค่ะ”
       จินตวัฒน์อึ้งไป บานชื่นเริ่มน้ำตาคลอ
       บานชื่นจับมือจินตวัฒน์ไว้แน่น “คุณปลัดอย่าเอาไอ้เรืองเข้าคุกเลยนะคะ มันยังเด็ก ยังไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร เรื่องที่มันทำร้ายคุณปลัด มันไม่ได้ตั้งใจหรอกนะคะ”
       จินตวัฒน์ยิ้มเจื่อนๆ “แต่เขาตีหัวผมจริงๆ”
       “ที่มันทำไปทุกอย่าง ก็เพราะไม่มีทางเลือก มันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของบ้าน อยากเรียนต่อก็ไม่ได้เรียน ต้องออกมาทำงานงก ๆ คุณปลัดเห็นใจมันเถอะนะคะ ให้อภัยมันสักครั้ง”
       จินตวัฒน์หยุดเล็กน้อย “ได้ครับ ผมให้อภัย แต่ยังไง คนทำผิด ก็ต้องถูกลงโทษ ถ้าเราปล่อยไว้ ดาวเรืองอาจจะเสียคนได้นะครับ”
       บานชื่นมีสีหน้าสลด ไหล่ตก เพราะหมดหนทางจะพูดต่อ จินตวัฒน์มีสีหน้ามุ่งมั่นเพราะเขามีวิธีลงโทษดาวเรืองแล้วแต่เป็นการลงโทษในแบบของเขาเอง
      
       หลวงตาคงนั่งหลับตา สักครู่จึงลืมตาขึ้นมา
       “ไม่ติดหรอก ดวงมันไม่ติด ฉันเช็คแล้ว รอดชัวร์” หลวงตาคงพูด
       “แล้วถ้าไม่รอดล่ะ” บานชื่นถามต่อ
       “รอดสิ ก็ถ้ามันจะติด มันติดตั้งแต่เผาสำนักฉันแล้ว”
       “เด็กมันหยอกเอาฮา ไม่ได้เผาจริงสักหน่อย จะเก็บมาแค้นเคืองทำไม”
       “เออๆ ฮาจนน้ำตาเล็ด”
       “นะหลวงตา ไม่เห็นแก่ไอ้เรือง ก็ขอให้เห็นแก่ความรักครั้งเก่าของสองเราเถอะ นึกว่าช่วยลูกนกลูกกา นะ...นะ”
       “ไอ้เรื่องรักครั้งเก่าของเราสอง ฉันไม่ลืมหรอก แต่เรื่องช่วยไอ้เรือง มันผิดศีลข้อ4...มุสาวาทา เวรมณีสิกขาปาทังสมาทิยามิ...ผู้รักษาศีลจะมาทำผิดซะเอง มันจะดีเหร๊อ!”



       จ่าแม่น หมู่จ้อย บานชื่น ตำรวจ 2-3 นาย และชาวบ้าน 4-5 คนสุมหัวกันจ้องหลวงตาคงเขม็ง หลวงตาคงนั่งบนพื้นกลางห้องโถงของโรงพัก ดาวเรืองเหล่มองอยู่ห่างๆ
       หลวงตาคงกรี๊ดแล้วสั่นเป็นเจ้าเข้าก่อนจะลุกขึ้นร่ายรำ “อ้ายอีทั้งหลาย” หลวงตาคงเรียกความสนใจสุดฤทธิ์
       “เจ้าแม่ประทับทรงแล้ว” บานชื่นบอก
       ทุกคนพากันมองด้วยความสนใจและทึ่งในปาฏิหาริย์จึงพนมมือไหว้กันทุกคน
       “ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ” บานชื่นบิ้ว
       “ที่ข้าลงมาจากสวรรค์ ณ บัดเดี๋ยวนี้ ก็เพราะข้ามีธุระสำมะคัญจะแจ้งให้ทราบ” หลวงตาคงพูด
       “เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ” บานชื่นถาม
       “ก็ที่อ้ายปลัดถูกตีหัว”
       บานชื่นรับลูก “ยังไงเจ้าคะ”
       “มันลบหลู่พื้นที่ตรงนั้น เลยถูกสวรรค์ลงโทษ เจ้าป่าเจ้าเขาท่านเล่าให้ข้าฟังละเอียดยิบ ว่าท่านนั้นยืมร่างไอ้เรืองสั่งสอนมัน”
       บานชื่นทำเป็นตกใจ “ตายจริง”
       หลวงตาคงแอบส่งซิกให้ดาวเรืองรู้ว่ามาช่วย “นั่นไงล่ะ ท่านตามมาสมทบแล้ว ท่านคงมีเรื่องอยากจะบอกมนุษย์หน้าโง่ทั้งหลาย ว่าไงล่ะท่าน”
       ดาวเรืองรับลูกเออออห่อหมกด้วยการลุกขึ้นมาทำท่าบ้าๆบอๆ เหมือนถูกผีเข้าสิง
       “เอ็ง...ไอ้จ่าแม่น...เอ็งจับคนดีเข้าคุก ระวังโรงพักจะไฟลุก จนวอดวายมลายสิ้นทั้งอินทรีย์”
       จ่าแม่นตกใจจนคล้อยตามเหมือนตกอยู่ในภวังค์ แต่แล้วอยู่ๆเสียงเพลงจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเป็นเพลง ‘เกียรติตำรวจของไทย’ จ่าแม่นจึงฟื้นคืนสติ
       “ข้าไม่เชื่อโว้ย หยุดทำการแสดงได้แล้วไอ้คง ไอ้เรือง” จ่าแม่นว่า
       หลวงตาคงกรี๊ดแล้วชี้หน้า “สามหาว ลบหลู่เจ้าแม่เยี่ยงนี้ เอ็งได้เห็นดีแน่”
       “เดี๊ยะ เจ้าแม่จะโดนข้อหาต้มตุ๋น”
       ผู้กำกับสันติสุขเดินเข้ามากอดอกมองยิ้มๆ อย่างรู้ทัน
       “ปล่อยเจ้าแม่ไป แต่จับพวกคนทรงนี่แหละ ฐานหลอกลวงประชาชน”
       หลวงตาคงตกใจจนเจ้าแม่ออกทันควัน
       “เอ๊ะ มาอยู่ที่นี่ได้ไง ไปดีกว่า” หลวงตาคงลุกออกไปอย่างรวดเร็ว
       “จะไปไหนหลวงตา” บานชื่นหันไปหาสันติสุข “อย่าจับไอ้เรืองเลยนะคะท่าน ปล่อยมันไปเถอะค่ะ”
       “โธ่แม่ กลับบ้านไปก่อนเหอะน่า” ดาวเรืองบอก
       “ข้าไม่กลับ นอกจากเอ็งจะกลับไปกับข้าด้วย นะคะท่าน”
       “ใจเย็นๆ แม่บานชื่น ฉันขอคุยกับดาวเรืองเป็นการส่วนตัวก่อน เรื่องจะปล่อยหรือจะขัง เอาไว้คุยกันทีหลังนะ”
       ดาวเรืองพยักหน้าให้บานชื่นแล้วเดินตามสันติสุขไป บานชื่นมองตามด้วยสายตาเศร้า
      
       กำจรเอาชุดใหม่มาให้จินตวัฒน์เปลี่ยน
       “คุณปลัดน่าจะพักต่ออีกสักหน่อยนะครับ อยู่ใกล้หมออุ่นใจกว่า”
       “ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากนี่กำจร ให้คุณหมอดูแลคนไข้ที่หนักกว่าฉันดีกว่า”
       “คุณปลัดนี่ก็ จะพระเอกไปไหน มาครับ เดี๋ยวผมไปส่ง”
       “ฉันยังไม่กลับบ้านตอนนี้”
       “อ้าว แล้วจะไปไหนครับ”
       “ไปโรงพัก”
       กำจรดีใจ “หา หมายความว่า คุณปลัดจะไปแจ้งความจับไอ้เรืองมันใช่ไหมครับ”
       “อืม...ฉันคิดว่าต้องจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ทิ้งไว้นานเดี๋ยวจะเสียรูปคดี”
       “ดีเลยครับ คราวนี้ ดอนล้อมแรดจะได้สงบสุข...สักปีสองปีก็ยังดี”
       จินตวัฒน์ยิ้มนิดๆ แต่ไม่ยอมพูดอะไรแก้ความเข้าใจผิดของกำจร
       “มาครับ กำจรบริการเต็มที่ครับ”
       กำจรแทบจะประคองจินตวัฒน์เดินออกไป
      
       ดาวเรืองกับผู้กำกับสันติสุขยืนกันอยู่คนละมุม
       “ทีหน้าทีหลังทำอะไรให้ระวังๆหน่อยสิ” สันติสุขบอก
       “ไอ้ปลัดนั่นต่างหากที่ไม่ระวัง แส่ไม่เข้าเรื่อง ไม่รู้โกรธเกลียดอะไรนักหนา ถึงได้ตามล่าไม่ปล่อยแบบนี้” ดาวเรืองว่า
       “เขาก็ทำหน้าที่ของเขา”
       “ไม่ใช่ตำรวจซะหน่อย แค่จ่าแม่นคนเดียวก็แทบจะกระดิกตัวไม่ได้แล้ว ทำไมไม่นั่งโต๊ะอยู่ในห้องแอร์ไปวะ”
       “ถ้าเขาอยากนั่งห้องแอร์ เขาคงไม่ขอมาอยู่ที่นี่หรอก จินตวัฒน์เขาเป็นคนดีนะไอ้เรือง”
       “ดีตายล่ะ อยากสร้างผลงานละไม่ว่า”
       “เขาตั้งใจทำงาน เอ็งก็ไปว่าเขา”
       “ผู้กำกับเป็นทนายให้ปลัดตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”
       “ฉันเป็นทนายให้เราต่างหาก เรื่องนี้ฉันเป็นห่วงเราที่สุดนะ”
       ดาวเรืองกระแนะกระแหน “กลัวไม่มีคนทำงานเสี่ยงๆให้ล่ะสิ ปีนี้ได้กลิ่นไม้เถื่อนมาเป็นระลอก ถ้าจับได้ผู้กำกับได้เลื่อนขั้นเป็นอธิบดีแหงๆ แล้วอย่าลืมรางวัลนำจับนะ”
       “เอาเป็นว่า ตอนนี้จะทำยังไงให้ปลัดไม่เอาเรื่องเราก่อนเถอะ พ้นคุกพ้นตะรางแล้วค่อยฝันถึงรางวัล”
       ดาวเรืองมีสีหน้ากังวลใจนิดๆ
      
       จ่าแม่นที่แต่งตัวเต็มยศกับหมู่จ้อยที่ถือแฟ้มเอกสารเดินลงจากโรงพัก
       “เอกสารพร้อม” จ่าแม่นถาม
       หมู่จ้อยตอบ “ครับ”
       “ปากกา”
       “นี่ครับ”
       “ดีมาก ทันทีที่คุณปลัดลงบันทึกแจ้งความ ข้าจะจับไอ้เรืองเข้าคุกทันที”
       เสียงบานชื่นดังขึ้น “ไอ้จ่าแม่น !”
       บานชื่นเดินหน้าถมึงทึงตามลงมา
       “แกนี่มันเห็นแก่ยศศักดิ์จนกู่ไม่กลับจริงๆ วันๆ คิดแต่จะจับไอ้เรือง มันเคยไปทำอะไรให้เอ็งเจ็บช้ำน้ำใจนักหนาฮะ” บานชื่นว่าเป็นชุด
       “อย่าให้นับเลยจ้ะ แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความแค้นส่วนตัวนะ พี่จ่าแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น”
       “หน้าที่ๆๆ สักวันแกจะตายในหน้าที่”
       “ไม่มีทางจ้ะแม่บาน หลวงตาคงมันจับยามสามตาให้พี่จ่าแล้ว พี่จ่าไม่มีดวงตายในหน้าที่ อย่างเก่งก็แค่สลบในหน้าที่เท่านั้น”
       สุวรรณเดินเข้ามาพร้อมลูกสมุนทั้งสอง ในขณะที่กำจรขับรถเข้ามาจอด
       “อ้าว ไอ้วรรณ” จ่าแม่นทัก
       สุวรรณไม่พูดไม่จาเอาไม้หน้าสามที่ถือมาตีหัวจ่าแม่นเต็มแรง จ่าแม่นยืนช็อก จินตวัฒน์ กับกำจรเห็นเหตุการณ์พอดีก็ตกตะลึง ทุกคนตกใจจนตะลึงงัน บานชื่นอ้าปากค้าง จ่าแม่นตาเหลือกล้มหงาย จินตวัฒน์เข้ามารับไว้ได้ทัน
       สุวรรณสะแหยะยิ้ม “ในที่สุด ข้าก็จะได้อยู่กับน้องเรืองแล้ว”
       “นายวรรณ ทำบ้าอะไรน่ะ” จินตวัฒน์ว่า “จ่าแม่น ๆ”
       สุวรรณตะโกนลั่น “ตำรวจ ข้าตีหัวจ่าแม่นนนนโว้ย มาจับข้าเข้าคุกเร๊ว”
       ลูกน้องทั้งสองของสุวรรณช่วยกันตะโกนลั่น กำจรวิ่งมาสมทบ
       “ช่วงนี้ทำไมมีแต่คนถูกตีหัววะ ลำบากไอ้จรอีกแล้ว” กำจรบ่น



       สุวรรณร่าเริงสุดๆ “อ้าวหมูจ้อย ยืนบื้ออยู่ทำไม ทำไมไม่รีบมาจับข้าละเว้ย ชักช้าไม่ได้เรื่อง ไปโว้ย ขึ้นโรงพัก ไปแจ้งความกันพวกเรา”
       หมู่จ้อยเกาหัวแกรกๆ “จะแจ้งความจับตัวเอง บ้ารึเปล่า”
       สุวรรณพร้อมลูกสมุนวิ่งกรูขึ้นโรงพัก ท่ามกลางความงงงันของทุกคนว่ามันเป็นบ้าอะไร
               “นายจร รีบพาจ่าแม่นไปโรงพยาบาลเถอะ” จินตวัฒน์บอก
       “ครับคุณปลัด นี่ครับกุญแจรถ” กำจรยื่นกุญแจรถอีเฉื่อยให้จินตวัฒน์ “ไปไอ้หมู่จ้อย”
               กำจรกับหมู่จ้อยช่วยกันแบกจ่าแม่นไปขึ้นรถตำรวจ
               บานชื่นยิ้มแหย “คุณปลัดมาโรงพักทำไมคะ น่าจะกลับบ้านไปนอนพักผ่อน”
               จินตวัฒน์แค่นยิ้มให้บานชื่น
      
               สุวรรณยืนอย่างสง่างามต่อหน้าทุกคนบนโรงพัก
               “ข้า...ไอ้วรรณ...ลูกผู้ใหญ่ผันแห่งดอนล้อมแรด ได้กระทำการอุกอาจ ด้วยการตีหัวจ่าแม่น เก่งหมุด ณ บัดนี้ ข้าจึงขอเข้าคุก เพื่อชดใช้ความผิด..ประตูคุกจงเปิดออก ณ บัดนี้!”
               สุวรรณเดินอย่างสง่าผ่าเผยเข้าไปในคุก ทุกคนพากันงง กรอดกับแหลมปรบมือ
               “เย้ๆ ในที่สุด พี่วรรณก็ทำสำเร็จ”
               “อย่างงี้ต้องฉลอง”
               สันติสุขกับดาวเรืองเดินออกมาจากห้องทำงานพอดี สุวรรณหันมาเห็นดาวเรือง ขณะร้อยเวรกำลังล็อกกุญแจห้องขัง สุวรรณเอะอะโวยวาย
       “ทำไมน้องเรืองอยู่ข้างนอกล่ะ ทำไมไม่อยู่ในคุก”
       “แล้วเอ็งไปอยู่ในคุกได้ไง คุกเขาเอาไว้ขังคนนะเว้ย ไม่ใช่ขังหมา ฮ่าๆ” ดาวเรืองว่า
       “เฮ้ย เปิดกรง เฮ้ย เปิดประตูให้ที ข้าจะออกไปหาน้องเรือง” สุวรรณโวย
       “คุกนะไม่ใช่โรงแรม จะได้เข้าออกกันง่ายๆ” สันติสุขบอก
       “ไอ้เรืองตีหัวปลัด พี่วรรณตีหัวจ่าแม่น แล้วทำไมไอ้เรืองไม่ติดคุกล่ะ” แหลมถาม
               “ก็ไอ้เรืองมันแค่ผู้ต้องสงสัย ยังไม่มีเจ้าทุกข์มาแจ้งความ ส่วนไอ้วรรณแจ้งความเอง สารภาพเอง เดินเข้าคุกเองเสร็จสรรพ” จ่าแม่นอธิบาย
               กรอดกับแหลมพากันเกาะลูกกรงร้องไห้
               “โธ่พี่วรรณ ไม่น่าเลย!”
               จินตวัฒน์เดินขึ้นโรงพักมาพร้อมกับบานชื่น ดาวเรืองหัวเราะชอบใจแต่เมื่อหันไปเห็นจินตวัฒน์ก็หุบปาก
       “อ้าวคุณปลัด เป็นยังไง หายแล้วเหรอ” สันติสุขถาม
       “ผมไม่เป็นไรแล้วครับ สติสตังค์ยังอยู่ครบ ความจำก็ยังดีอยู่เหมือนเดิม” จินตวัฒน์บอก
       สันติสุขโล่งใจ “ค่อยยังชั่ว”
       “ถ้าไม่มีไรแล้ว เรากลับกันเถอะแม่” ดาวเรืองหันไปหาบานชื่นที่พยักหน้าบอกว่าไปๆ
       จินตวัฒน์เรียก “เดี๋ยว ไปคุยกันก่อน”
       “คุยไร ไม่มีไรจะคุย” ดาวเรืองบอก
       “แต่ฉันมี...ขอตัวสักครู่นะครับ”
               จินตวัฒน์กับดาวเรืองมองหน้ากันอย่างเอาเรื่อง
      
               จินตวัฒน์คุยกับดาวเรืองอย่างเคร่งเครียด
       “ของที่เธอเตรียมจะขนคือเหล้าเถื่อน” จินตวัฒน์บอก
       ดาวเรืองตอบทันที “น้ำปลา”
       “เหล้าเถื่อน”
       “น้ำปลา ๆๆ”
               “ถ้าอย่างนั้น เธอต้องไปคุยกับแม่เธอใหม่แล้วล่ะ เพราะแม่เธอสารภาพกับฉันหมดแล้วว่าเธอเป็นคนตีหัวฉัน เพราะฉันจะจับเหล้าเถื่อนของเธอ”
               ดาวเรืองอึ้งกิมกี่ด้วยความงงว่าไหงแม่เป็นอย่างนี้
               “ตกลงจะให้ฉันจับเธอโทษฐานทำร้ายร่างกายและขายของผิดกฎหมายหรือว่าจะให้จับแม่เธอในข้อหาให้การเท็จกับเจ้าหน้าที่ จะติดคุกเองหรือให้แม่ติดคุก”
               ดาวเรืองโมโห “หือ..ไอ้..ไอ้.. ไอ้คุณปลัด!!!! เออ..ฉันเองที่เป็นคนตีหัวนาย ฉันเองที่เป็นคนส่งเหล้าเถื่อน ถ้าจะจับก็มาจับฉัน แม่ฉันไม่เกี่ยว”
       จินตวัฒน์ยิ้มกริ่ม “ขอบใจมากนะดาวเรืองที่กล้ายอมรับผิด”
       “จะจับเข้าคุกก็มาจับ” ดาวเรืองท้า
       “ไม่จับ” จินตวัฒน์บอก
       “ดี ถ้าไม่เอาเรื่องก็ขอบใจ” ดาวเรืองจะเดินหนี
       “ไม่เอาเรื่อง ไม่จับ แต่มีข้อแม้”
       ดาวเรืองชะงักแล้วหันกลับมา “ อะไรวะ”
       “เธอต้องมาเป็นผู้ช่วยฉัน พาฉันไปตามที่ต่างๆที่ฉันยังสำรวจไปไม่ถึง”
               “แลกกับการที่ไม่ต้องติดคุกงั้นเหรอ 5 5 5 ฝันไปเหอะว่าไอ้เรืองจะยอมไอ้ที่พูดไปเมื่อกี้กลืนลงคอเป็นน้ำลายไปหมดแล้ว ถ้าจะจับเข้าคุกคงต้องไปหาหลักฐานมาใหม่นะ”
               จินตวัฒน์หยิบโทรศัพท์ที่อัดเสียงดาวเรืองไว้ออกมาโชว์ “คิดว่าโทรศัพท์ที่อัดเสียงเธอไว้พอจะเป็นหลักฐานที่มัดตัวเธอได้มั้ย จะยอมติดคุกหรือจะยอมเป็นผู้ช่วยฉัน เลือกเอา”
               จินตวัฒน์เปิดคลิปเสียงโชว์เพื่อยืนยันว่าอัดไว้จริงๆ ดาวเรืองครางฮึ่มๆอยู่ในใจ เธออยากจะกระโดดกัดหูปลัดเจ้าเล่ห์ให้ขาดกันไปข้าง



       สุวรรณเกาะลูกกรงร้องไห้โวยวาย สันติสุขยืนมองอย่างเวทนา บานชื่นยืนอยู่ข้างๆ ด้วย
       “หนูไม่ยอม ๆ ไปเอาไอ้เรืองกลับมาขังเดี๋ยวนี้”
       “จะขังได้ยังไง ดาวเรืองเป็นแค่ผู้ต้องสงสัย แล้วตอนนี้คู่กรณีก็ไกล่เกลี่ยกันอยู่” ผันบก
       “งั้นก็ปล่อยหนู หนูจะไปหาน้องเรือง” สุวรรณคร่ำครวญ
       “เวรกรรม ตีหัวคนเพื่อจะเข้าคุกไปอยู่กับอีกคน เอ็งคิดได้ไงห๊า...ไอ้วรรณ” บานชื่นว่า
       “โธ่พี่วรรณ เห็นกันอยู่นอกคุกหลัดๆ” กรอดกับแหลมร้องไหฮือๆ “ไม่น่าเลย”
       สุวรรณดีดดิ้นและเขย่าลูกกรงเหมือนลิงอุรังอุตัง
       “ไปบอกไอ้ปลัดมาชี้ตัวไอ้เรืองสิ ไอ้เรืองมันตีหัวปลัดชัวร์” สุวรรณบอก
       บานชื่นของขึ้น “อ้าว พูดอย่างงี้ก็สวยสิวะ มาปรักปรำลูกข้า”
       “ใจเย็นๆ จะจับใครปล่อยใคร ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ กฎหมายมีข้อบังคับใช้อยู่แล้ว” สันติสุขบอก
       “แต่หนูเข้ามาในนี้เพื่อจะได้อยู่กับน้องเรือง ถ้าไม่มีน้องเรืองแล้วจะมีความหมายอะไร”
       “วรรณเอ๊ย ถึงไอ้เรืองมันถูกจับก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันอยู่ดี เพราะคุกเขาขังหญิงชายแยกกัน” สันติสุขบอก
       “ไอ้แหลม!!!! โห เวรกรรมอะไรของกูวะเนี่ย มีลูกน้องโง่ๆอย่างพวกมึงเนี่ย” สุวรรณด่า
       แหลมกับกรอดหลบหลังสันติสุขด้วยความกลัว
       “แล้วหนูจะทำยังไงดี หนูไม่อยากอยู่ในนี้แล้ว ใครก็ได้ช่วยไอ้วรรณด้วย พ่อจ๋าแม่จ๋า ช่วยหนูด้วย!!!”
       สุวรรณฟูมฟายคร่ำครวญจนเป็นที่น่าเวทนา
      
       บานชื่นนั่งดูดโอเลี้ยงอย่างสบายอกสบายใจอยู่ที่ร้าน ดาวเรืองกับเพี้ยนนั่งกันคนละมุม
       “ข้านึกแล้วว่าข้ามองคนไม่ผิด คุณปลัดทั้งหล่อทั้งดี แถมยังมีเมตตา ไม่ถือสาเด็กแสบสก๊อยอย่างเอ็ง” บานชื่นว่า
       “ไม่ถือสาอะไรล่ะ ไอ้หมอนั่นน่ะแสบสก๊อยยิ่งกว่าฉันอีก” ดาวเรืองบอก
       “เขาไม่เอาเรื่องก็บุญแล้ว”
       “แม่เคยพูดเองไม่ใช่เหรอ ว่าไม่มีใครให้อะไรโดยไม่หวังผลตอบแทน”
       “แล้วคุณปลัดเขาหวังผลอะไรกับเอ็ง”
       “นั่นสิพี่เรือง เอ...หรือว่า...คุณปลัดเขาจะชอบพี่เรือง เขาขอจีบพี่เรืองชิมิ” เพี้ยนเดา
       ดาวเรืองกับบานชื่นฉุน “ไอ้เพี้ยน!!”
       บานชื่นตาโต “จีบจริงก็ดีสิ”
       ดาวเรืองหน้าหงิก “แม่!”
       “ข้าพูดเล่น คุณปลัดเขาคงไม่มองเอ็งเป็นผู้หญิงร็อก...ว่าแต่ เขาหวังผลอะไรวะ”
       “ก็มันบังคับขู่เข็ญให้ฉันไปช่วยงานมันฟรีๆ ไง นี่ถ้ามันไม่อ้างว่าแม่สารภาพว่าฉันเป็นคนตีหัวมันซะก่อน ฉันไม่มีวันยอมเป็นผู้ช่วยมันเด็ดขาด” ดาวเรืองเล่า
       “สารภาพอะไร ข้าไม่รู้เรื่อง” บานชื่นงง
       “อ้าว พี่เรืองโดนปลัดเล่นซะแล้ว 5 5 5” เพี้ยนหัวเราะ
       ดาวเรืองอึ้ง “ตกลงแม่ไม่ได้สารภาพอะไรกับมัน”
       “เออ!...ฮู๊ยย...ข้าล่ะอยากจะหัวเราะให้ฟันโยก อยากเจ้าเล่ห์ดีนัก เจอคนเจ้าเล่ห์กว่าล่ะเป็นไง” บานชื่นว่า
       “ยังงี้เขาเรียกเหนือฟ้ายังมีฟ้า 555” เพี้ยนหัวเราะ
       ดาวเรืองกัดฟันกรอด “ไอ้ปลัดขี้หมา!”
      
       สันติสุขเดินมาส่งจินตวัฒน์ที่รถ
       “ทำไมคุณปลัดถึงไม่เอาเรื่องไอ้เรืองมันล่ะ” สันติสุขถาม
       “ติดคุกไป ถ้าเขาคิดไม่ได้ ออกมาเขาก็ทำผิดอีก มันก็เปล่าประโยชน์ ครับ ผมเลยคิดว่าผมน่าจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสมากกว่า” จินตวัฒน์อธิบาย
       “ยังไงครับ”
       “ผมจะให้เขาช่วยทำงาน อย่างน้อยเขาก็จะได้ไม่เอาเวลาไปทำแต่เรื่องที่ผิดกฎหมาย”
       “มันยากนะครับ”
       “ครับ ผมทราบ ถ้าง่ายก็ไม่ใช่ดาวเรือง”
      
       ดาวเรืองกระแทกจานข้าวผัดลงบนโต๊ะตรงหน้าจินตวัฒน์
       จินตวัฒน์ยิ้มกวนๆ “พรุ่งนี้บ่ายสามโมง ฉันจะแวะมารับไปทำงานนะ”
       ดาวเรืองโกรธสุดๆ “ไอ้ปลัดเจ้าเล่ห์ มาทางไหนไปทางนั้นเลยไป”
       “ไอ้เรือง! เอ็งมาไล่ลูกค้าข้าได้ยังไงวะ เดี๊ยะ!” บานชื่นพูดกับจินตวัฒน์ “อย่าไปถือสามันเลยนะคะ มันก็บ้าๆบอๆยังงี้ล่ะค่ะ เชิญรับประทานให้อร่อยนะคะ”
       “ไปพูดดีกับเขาทำไมแม่ แม่ก็รู้นี่ว่าไอ้หมอนี่มันทำอะไรกับฉันไว้บ้าง” ดาวเรืองว่า
       “แล้วเธอล่ะ จำได้ไหมว่าทำอะไรกับฉันไว้บ้าง” จินตวัฒน์ถามกลับ
       ดาวเรืองถึงกับพูดไม่ออกเพราะแค้นใจสุดๆ จินตวัฒน์ยิ้มอย่างเป็นต่อ
       “ข่มขู่ประชาชน!!” ดาวเรืองว่า
       จินตวัฒน์ใจเย็น “ไม่ได้ข่มขู่ แค่เตือนความจำ ถ้าจำไม่ได้ ก็พอมีวิธีเตือนความจำให้นะ”
       จินตวัฒน์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำท่าจะเปิดเสียงที่อัดไว้ยั่วดาวเรือง
       ดาวเรืองแค้นจนพูดไม่ออก “ไอ้...ไอ้...ไอ้”
       “ไอ้เรือง!!! เอ็งลั่นวาจาอะไรไว้ก็ต้องทำตามนั้นสิวะ คุณปลัดแค่ให้ช่วยนำทาง ไม่ได้ให้ไปว่าราชการแทนซะหน่อย” บานชื่นบอก
       ดาวเรืองประกาศลั่น “ไม่ทำโว้ย!”
       เพี้ยนที่กำลังยกโอเลี้ยงมาเสิร์ฟจินตวัฒน์แกล้งไอออกมาเสียงดัง “คุกๆๆๆๆ”
       “ปลัดเขามีคลิปเสียง ถ้าเขาแฉ เอ็งกับข้าได้ดังไปทั้งอำเภอแน่” บานชื่นบอก
       “ที่สำคัญ ท่องไว้” เพี้ยนแกล้งไออีกชุด “คุกๆๆๆๆ”
       ดาวเรืองกำหมัดแล้วครางฮึ่มเหมือนจะชกจินตวัฒน์ แต่แล้วก็ตัดใจหันหลังเดินออกมา
       จินตวัฒน์พูดลอยๆตามหลัง “พรุ่งนี้ บ่ายสามโมง ตรงเวลาด้วย อย่าลืม”
       ดาวเรืองโกรธจนตัวสั่น เธอหันมาขู่จินตวัฒน์ฟอดๆ ก่อนจะเดินฟึดฟัดเข้าบ้านไป จินตวัฒน์ยิ้มเอ็นดูดาวเรือง
      
       จบตอนที่  4
ตอนที่ 5
      
       สุวรรณกับเวียงจับมือกันผ่านลูกกรง ทั้งสองต่างคร่ำครวญโหยไห้ ผันที่ยืนอยู่ด้านหลังเวียงถอนใจออกมาเฮือกใหญ่
       “พ่อจ๋าแม่จ๋า เอาหนูออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้” สุวรรณคร่ำครวญ
       “โถ ไอ้หนูวรรณ เวรกรรมอะไรของเอ็ง” เวียงร้องไห้
       “ก็เวรกรรมที่มันก่อขึ้นไง” ผันบอก
       “หนูไม่ได้ตั้งใจนะแม่ ไปบอกไอ้จ่าแม่นให้หนูที ว่าแดดมันจ้า เห็นตัวสีน้ำตาล นึกว่าหมา เลยฟาดไปทีนึง” สุวรรณร้องไห้ฮือ ๆ
       กรอดกับแหลมวิ่งขึ้นโรงพักมาพร้อมกับโอเลี้ยงและข้าวหนึ่งห่อ
       “พี่วรรณจ๋า! / ได้เวลาดินเนอร์แล้วจ้ะ”
       “พวกเอ็งหุบปากไปเลยนะ ข้าไม่กินอะไรทั้งนั้น ตราบใดที่แม่กับพ่อยังไม่เอาข้าออกจากคุก ข้าจะอดตายอยู่ในนี้” สุวรรณประกาศ
       เวียงกับผันมองลูกตัวเองด้วยความเวทนาแล้วคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างก่อนชักชวนกันเดินไปสุวรรณมีสายตามุ่งมั่นแน่วแน่ว่าจะประท้วงแม่กับพ่อด้วยการ ‘อดอาหาร’
      
       ดาวเรืองกับเพี้ยนช่วยกันเก็บร้าน บานชื่นวุ่นอยู่ที่โต๊ะทำอาหาร
       “โกรธคุณปลัดมากล่ะสิ ถึงได้หน้าหงิกแบบนี้” เพี้ยนถาม
       ดาวเรืองตอบทันที “เออ!!”
       “งั้นพี่เรืองก็ไม่ต้องไปทำงานกับเขาสิ”
       บานชื่นพูดทันที “คนเราพูดอะไรไว้ แล้วไม่ทำ ไม่ใช่คน”
       “งั้นคนที่ไม่ใช่คนก็เยอะแยะเกลื่อนเมืองสิแม่” ดาวเรืองว่า
       บานชื่นจะขว้างตะหลิว “เดี๋ยะเหอะ!!”
       “อ๊ะ ๆ ตะหลิวนั่นอันสุดท้ายแล้วนะแม่ ถ้าเขวี้ยงมาคงต้องเอาสากผัดข้าวกันบ้างล่ะ”
       “ก็เอ็งรับปากเขาแล้วไม่ทำตามสัญญา เขาจะได้ด่ามาถึงข้าน่ะสิว่าลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน”
       ดาวเรืองมีสายตามุ่งมั่น “แล้วใครบอกว่าฉันจะไม่ทำล่ะ...ดีเหมือนกัน ไปกับไอ้ปลัด ฉันจะได้ไปทำงานของฉันด้วย”
       บานชื่นกับเพี้ยนงงว่าดาวเรืองจะทำงานอะไรอีก
       “งานอะไรเหรอพี่เรือง” เพี้ยนถาม
       ดาวเรืองยิ้มกริ่ม “เชื่อหัวไอ้เรืองเฮอะ!!”
      
       สุวรรณยัดข้าวจนเต็มปากเพราะหิวจัด กรอดกับแหลมนั่งเกาะลูกกรงมองพลางกลืนน้ำลาย
       “อดซะอิ่มเลยนะพี่” แหลมว่า
       สุวรรณเรอเสียงดัง “ดีกว่าโยนให้หมากิน”
       เสมอใจถือถุงก๊อบแก๊บเดินขึ้นโรงพักมาด้วยความร้อนใจแล้วปรี่มานั่งคุกเข่าลงหน้าลูกกรง
       เสมอใจสีหน้าห่วงใย “ไอ้วรรณ...เอ็งเป็นไงบ้าง”
       สุวรรณเซ็ง “คนที่อยากให้มาดันไม่มา แต่คนที่เหม็นขี้หน้า ดันโผล่มาตลอดเลยวุ๊ย”
       “นั่นถุงอะไร กินได้รึเปล่า” กรอดถาม
       กรอดพยายามจะดึงถุงในมือเสมอใจ เสมอใจยื้อกลับมายื่นให้สุวรรณ
       “ข้าเอาตะไคร้หอมมาให้เอ็ง เอาไว้ไล่ยุง” เสมอใจบอก
       “แล้วถ้าจะไล่เอ็งต้องใช้อะไรวะ!” สุวรรณย้อน
       กรอดกับแหลมช่วยกันไล่ “ชิ่วๆ”
       เสมอใจผิดหวังและเสียใจ “ข้าไปแน่ แต่เอ็งต้องรับของนี่ไปก่อน”
       “ไม่จำเป็นโว้ย ยุงหน้าไหนมันจะกล้ามากัดข้า ข้าหนังหน้ายิ่งกว่าควาย ไม่จำเป็นต้องพึ่งของๆเอ็ง”
       แหลมกับกรอดประสานเสียง “ถูก!”
       เสมอใจเสียงดัง “หยุด...อย่าขยับ!”
       ทั้งสามหนุ่มชะงักกึกแล้วนิ่งเป็นหุ่น
       เสมอใจค่อยๆ สอดมือผ่านลูกกรงเข้ามาช้าๆ ทุกคนมองเสมอใจอย่างงงๆ แล้วเสมอใจก็ตบยุงที่เกาะแก้มซ้ายและขวาของสุวรรณให้อย่างแรง
       “นังเหมอ!!” สุวรรณเอามือจับแก้มที่เห็นเลือดยุงติดหน้าซึ่งชาจนขึ้นริ้ว
       “เห็นมั้ยว่ายุงมันชุมแค่ไหน” เสมอใจหยิบตะไคร้หอมมาวางตรงหน้าสุวรรณ “ข้าเอามาให้ เอ็งจะใช้หรือไม่ใช้ก็เรื่องของเอ็ง หรือจะทนนอนให้ยุงกัดทั้งคืนก็ตามใจ”
       พูดจบเสมอใจก็เดินออกไป แล้วสามหนุ่มก็พากันตบยุงที่บินเข้ามากัดอย่างต่อเนื่อง
       “พี่ไม่ใช้ใช่มั้ย งั้นฉันใช้เอง” แหลมบอก
       สุวรรณรีบคว้าขวดตะไคร้หอมมาเทแล้วทาที่ตัว
       “ของข้า ข้าต้องใช้ก่อนโว้ย”
       สุวรรณทาตะไคร้หอมทั่วตัวในขณะที่แหลมกับกรอดนั่งตบยุงกันจ้าละหวั่น
      
       ที่โรงพยาบาลดอนพัฒนา จ่าแม่นที่นอนบนเตียงพิเศษทำหน้าหมางเมิน
       “หนูวรรณมันไม่ได้ตั้งใจ มันฝากมาขอโทษ ฝากมาขอขมา” เวียงบอก
       “คนอย่างไอ้วรรณนะเรอะรู้จักผิดชอบชั่วดี” จ่าแม่นว่า
       “เห็นแก่อนาคตเด็กมันเถอะจ่าแม่น ต่อไปไอ้วรรณมันจะทำคุณประโยชน์ให้ประเทศได้อีกเยอะ อย่าเอาเรื่องมันเลยนะ” ผันขอร้อง
       “ใครผิดก็ว่ากันตามผิดโว้ย ข้าจะไม่อ่อนข้อให้เด็ดขาด ไม่มีการทำขวัญ ไม่มีการรับหมากพลู ไม่รับเงิน ไม่คอรัปชั่นใดๆทั้งสิ้น”
       “ให้โอกาสคนกลับใจ ให้อภัยคนสำนึกผิด ถือว่าได้บุญใหญ่เลยนะจ๊ะ” บุญปลอดช่วยหล่านล้อม
       บุญปลีกพูด “เห็นแก่เพื่อนเก่าเพื่อนแก่สักครั้งนะจ่านะ”
       “ไม่!” จ่าแม่นยืนกราน “ต่อให้มี 10 ผัน 10 เวียง 10 ปลีก 10 ปลอด ข้าก็ไม่ใจอ่อน ไม่ๆๆๆ”
       “ถ้าไม่เห็นแก่พวกข้า ก็ขอให้เห็นแก่แม่บานก็แล้วกัน”
       จ่าแม่นได้ยินชื่อบานชื่นก็หูผึ่งแต่แกล้งทำไม่สนใจ
       “แม่บานเกี่ยวอะไรด้วย” จ่าแม่นถาม
       “ก็หนูวรรณทำเพื่อลูกสาวแม่บาน บาปมันก็ตกแก่ไอ้เรืองกับแม่บานด้วย” เวียงอธิบาย
       จ่าแม่นเข้าใจได้ทันที “อืมม...จริง...ฟังขึ้น มีเหตุผล ถ้างั้นก็ได้โว้ย ข้าจะเห็นแก่แม่บาน” ทุกคนเฮดีใจ “แต่ข้ามีข้อแม้”
       ทุกคนถามขึ้นมาทันที “อะไร”
       “ข้ากับแม่บานจะต้องได้ดินเนอร์หรูๆกันคืนนี้ แล้วเป็นอันจบกัน!” จ่าแม่นบอก
       ผันกับเวียงมองหน้ากันเพราะรู้สึกว่าเจองานใหญ่เข้าแล้ว


  


       บานชื่นกอดอกเชิดหน้าใส่เวียงกับผัน
       “ทำไมข้าจะต้องช่วย จำได้ไหม ตอนลูกข้าเกือบจะติดคุก ไม่มีหมาตัวไหนจะช่วยสักตัว” บานชื่นว่า
       “นึกว่าสงสารหนูวรรณเถอะนะ แม่บานก็รู้ ที่หนูวรรณทำไปก็เพราะมันรักไอ้เรือง” เวียงว่า
       “กลั้นใจกินข้าวกับไอ้แม่นแค่มื้อเดียวเอง” ผันบอก
       ดาวเรืองกับเพี้ยนที่อยู่ในชุดนักเรียนนั่งฟังอยู่ ดาวเรืองเห็นช่องทางที่จะแกล้งจ่าแม่นจึงตาลุก
       “กลั้นใจนิดเถอะแม่ เรื่องจิ๊บ ๆ แค่นี้ คิดซะว่าช่วยหมาช่วยแมว” ดาวเรืองบอก
       ผันสะอึก แต่ก็ดีใจ “เห็นมั้ยแม่บาน ไอ้เรืองมันเห็นดีด้วย”
       บานชื่นคิดหนัก “เอางั้นเรอะไอ้เรือง”
       ดาวเรืองลุกขึ้นยืน “เอางั้นแหละ แต่มีข้อแม้นะ ว่าการช่วยเหลือครั้งนี้ให้ถือเป็นบุญคุณ!”
       เวียงกับผันมองหน้ากันแล้วพยักหน้า
       ดาวเรืองยิ้มกริ่ม “แม่...เอาขึ้นกระดานไว้เลยว่าบ้านผู้ใหญ่ผันติดหนี้เราอยู่ 1 ครั้ง”
       “เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องขึ้นกระดาน ข้าจำได้ ไม่เบี้ยวหรอก”
       “ถึงจำได้ก็ต้องขึ้น จะได้มีพยานรู้เห็นเยอะๆ” ดาวเรืองยืนยัน
       “ตามสบาย ๆ แต่พูดแล้วว่าจะช่วยก็ต้องช่วยนะ ห้ามคืนคำ” เวียงว่า
       “คนอย่างไอ้เรืองไม่พูดพล่อยๆ...แต่...บ้านผู้ใหญ่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเก้าอี้ ค่าเสียเวลา ช่างหน้าช่างผมก็ต้องป้าไสวกับเสมอใจเท่านั้น จะมาใช้ไก่กาอย่างป้าเวียง น้าปลีก น้าปลอดไม่ได้....ว่าไง” ดาวเรืองถาม
       เวียงกัดฟันกรอด “จะว่าไงได้อีกล่ะไอ้เรือง ก็ถ้าเอ็งจะคิดค่าอากาศหายใจ ข้าก็ต้องยอม”
       ดาวเรืองยิ้มกับเพี้ยนเพราะงานนี้ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งความสะใจ
      
       ดาวเรืองพาเพี้ยนที่อยู่ในชุดนักเรียนเดินมาที่รถซาเล้ง
       “เปิดเทอมแล้วเซ็งอ่ะ” เพี้ยนว่า
       “เซ็งอะไรวะ ได้มาเรียนแบบนี้ ดีกว่าตะลอนๆไปกับข้า” ดาวเรืองบอก
       “ไปกับพี่ดีกว่า ได้เงิน มาเรียนแบบนี้ ไม่รู้จะได้อะไร”
       “ก็ได้ความรู้สิวะ มีความรู้จะได้ไม่ถูกใครเอาเปรียบ”
       “ทีพี่เรืองไม่เรียน ไม่มีใครกล้าแหยมสักคน”
       “แล้วเอ็งจะเอาอย่างข้าเหรอ ต้องวิ่งเฉียดตะรางไปมาแบบนี้ เขาให้เรียนฟรีๆก็ต้องตั้งใจให้มันเต็มที่...เอ็งอยากจะโง่เหมือนพวกไอ้วรรณรึไง”
       เพี้ยนส่ายหน้าดิก ดาวเรืองยิ้มก่อนจะขี่ซาเล้งออกไป
      
       จินตวัฒน์เห็นดาวเรืองกับเพี้ยนขี่ซาเล้งเข้ามาจอดที่หน้าร้าน
       “ดาวเรืองมาแล้วครับน้าบานชื่น” จินตวัฒน์บอก
       บานชื่นชะเง้อมองตาม จินตวัฒน์ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางกระตือรือร้นว่าจะไปออกพื้นที่เดี๋ยวนี้ ดาวเรืองหมั่นไส้จินตวัฒน์ เธอเดินเข้ามาในร้านแล้วแกล้งทำฟึดฟัด
       “ไปกันเถอะเรือง” จินตวัฒน์ชวน
       ดาวเรืองหันไปทางเพี้ยน “เฮ้ย ไอ้เพี้ยน กี่โมงแล้ววะ”
       “สิบสี่นาฬิกา สี่สิบเจ็ดนาที”
       “อีก 13 นาที ยังพอมีเวลากินน้ำแข็งใสสักถ้วย” ดาวเรืองบอก
       “ไอ้เรือง เอ็งจะเฉไฉทำไม คุณปลัดมารอเอ็งนานแล้วนะ” บานชื่นว่า
       “อะไรอะแม่ ก็มันยังไม่ถึงเวลานัด ทำงานกับคนตรงเวลาน่ะ เข้าใจกันหน่อย”
       ดาวเรืองหันมาเลิกคิ้วกวนๆใส่จินตวัฒน์แล้วเดินไปนั่งกระดิกเท้าที่โต๊ะตัวหนึ่งอย่างสบายใจ
       บานชื่นเกรงใจมาก “ระหว่างรอ น้ำแข็งใสสักถ้วยมั้ยคะปลัด”
       ดาวเรืองหัวเราะชอบใจ จินตวัฒน์ได้แต่ส่ายหน้าให้กับความกวนของดาวเรือง
      
       ดาวเรืองขึ้นไปนั่งในรถอีเฉื่อย จินตวัฒน์ติดเครื่องเตรียมออกตัว
       “บอกทางด้วยนะ” จินตวัฒน์บอก
       “ได้ เดี๋ยวชี้ทางสว่างให้”
       อีเฉื่อยแล่นไปตามถนนลาดยาง ถนนลูกรังซึ่งเป็นเส้นทางในหมู่บ้าน
       อีเฉื่อยแล่นมาจอดหน้า ”โรงสีเอื้ออาทรหมู่บ้านดอนล้อมหมี โดยกำพล ชอบอุปถัมภ์” จินตวัฒน์ กับดาวเรืองลงมายืนดู
       จินตวัฒน์กับดาวเรืองเดินดูแปลงพืชผักปลอดสารพิษเอื้ออาทร บ้านดอนล้อมหมู โดย กำพล ชอบอุปถัมภ์
       ดาวเรืองยื่นน้ำในแก้วให้จินตวัฒน์ดื่มที่บริเวณโรงผลิตน้ำดื่มซึ่งติดป้ายโรงผลิตน้ำดื่มเอื้ออาทร บ้านดอนล้อมวัว โดยกำพล ชอบอุปถัมภ์
       ดาวเรืองพาจินตวัฒน์เดินลุยน้ำแล้วชี้โบ๊ชี้เบ๊ให้จินตวัฒน์ดูป้าย “ฝายกั้นน้ำเพื่อความสุขที่ยั่งยืนของคนดอนล้อมเก้ง โดยกำพล ชอบอุปถัมภ์”
      
       จินตวัฒน์ขับรถมาโดยมีดาวเรืองนั่งข้างๆ
       “ดูเหมือนชีวิตคนดอนพัฒนาจะถูกอุปถัมภ์โดยเสี่ยกำพลทั้งหมด ตั้งแต่ในตัวอำเภอ ยันหมู่บ้านที่กันดารสุดๆ”
       “ก็งี้แหละ คนมันชอบช่วยเหลือ ชอบเอื้ออาทร” ดาวเรืองบอก
       จินตวัฒน์เบรกรถเอี๊ยด เมื่อเจอฝูงควายพากันเดินข้ามถนน เขาเห็นป้ายบ้านดอนล้อมควายอยู่ตรงหน้า
       “นั่นก็ควายเอื้ออาทร เพื่อหมู่บ้านดอนล้อมควายของเสี่ยกำพล ชอบอุปถัมภ์” ดาวเรืองบอก
       “เอื้ออาทรขนาดนี้แล้วเขาอยู่ได้ยังไง ธุรกิจจริงๆของเสี่ยกำพลล่ะ มีมั้ย” จินตวัฒน์ถาม
       “อยากรู้จริงป๊ะ”
       จินตวัฒน์แสดงสีหน้าสนใจเต็มที่


  


       รถอีเฉื่อยวิ่งผ่านทางแยกเข้าป่า
       เสียงดาวเรืองตะโกนลั่น “เฮ้ย เลี้ยวขวาๆ!!”
       จินตวัฒน์ถอยรถกลับและกำลังจะเลี้ยวเข้าถนนทางเข้าป่าปลูก
       “ทางเข้าป่านี่ ในนี้มีหมู่บ้านอีกเหรอ” จินตวัฒน์ถาม
       “ไม่มี แต่ที่ไหนมีป่า ที่นั่นมีเสี่ยกำพล นายอยากรู้ไม่ใช่เหรอว่าเสี่ยกำพลทำอะไรรับประทาน”
       รถของกำพลแล่นสวนมาจอด จินตวัฒน์จอดรถ กำพลลดกระจกรถลงแล้วเอ่ยถาม
       “สวัสดีครับคุณปลัด มาทำอะไรแถวนี้ครับ”
       “ผมมาออกพื้นที่เยี่ยมชาวบ้านน่ะครับ”
       “แหม บ้านเราโชคดีจริงๆที่ได้ปลัดไฟแรงมาประจำที่นี่ อยากให้ผมช่วยงานอะไรก็บอกนะครับ ผมยินดี”
       ดาวเรืองพูดแค่ให้จินตวัฒน์ได้ยิน “เอื้ออาทรตั้งแต่ชาวบ้านยันข้าราชการ”
       “ขอบคุณครับเสี่ย”
       “น่าเสียดาย ที่วันนี้พาชมปางไม้ไม่ได้ พอดีมีธุระน่ะครับ ถ้าอยากจะชมก็ให้ดาวเรืองพาไปนะครับ” กำพลบอก
       “ครับ ขอบคุณครับ”
       กำพลโบกมือลาด้วยท่าทางเป็นมิตรสุดๆ ก่อนจะขับรถกระบะโฟร์วิลล์ออกไป
       “นี่แหละ พ่อพระของคนดอนพัฒนาตัวจริงเสียงจริง” ดาวเรืองว่า
       จินตวัฒน์รู้สึกได้ว่าดาวเรืองประชดประชันมากกว่าจะชื่นชมจริงๆ
      
       ดาวเรืองเดินนำหน้าจินตวัฒน์เข้าไปในป่าปลูกของกำพลที่มีทั้งร่องรอยถูกตัดไปแล้วและยังยืนต้นเรียงเป็นแถวเป็นแนว
       “ใหญ่เหมือนกันนะ” จินตวัฒน์บอก
       “ไม่ใหญ่ ก็ไม่ใช่เสี่ยกำพล ปลูกเอง ตัดเอง ขนเอง รวยเอง” ดาวเรืองว่า
       “ถูกต้องตามกฎหมายใช่ไหม”
       “ถูกสิ ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายฉบับเสี่ยกำพล”
       “หมายความว่าไง กฎหมายฉบับเสี่ยกำพล” จินตวฒน์งง
       “อ้าว ก็เป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อการทำความดีของเสี่ยกำพลไง”
       จินตวัฒน์ไม่เข้าใจ แต่ไม่ทันจะพูดอะไร ดาวเรืองก็เดินฉีกไปอีกทางจินตวัฒน์มองตามไปก็เห็นดาวเรืองเดินเข้าไปหารถขนซุงที่กำลังขนไม้กันอยู่
      
       ดาวเรืองคุยกับคนงานตัดไม้ที่อยู่ที่รถขนซุง 4-5 คน
       “ว่าไงน้าเสริม หายหน้าหายตาไปเลยนะ ไม่เห็นไปกินข้าวที่ร้านบ้าง” ดาวเรืองทัก
       เสริมพูด “ไม่มีเวลาว่ะ ต้องรีบตัดไม้ จะได้ทันขนพร้อมกับ...ของหวาน!”
       ดาวเรืองตาโตแล้วกระซิบถาม “เที่ยวนี้มีของหวานด้วยเหรอ”
       จินตวัฒน์ขยับตัวมายืนใกล้ๆดาวเรืองเพราะสงสัยเรื่องของหวาน
       “เออ ข้ามเขามาแล้ว” เสริมบอก
       ดาวเรืองตาลุก “มีเหลือให้ฉันแบ่งไปขายที่ร้านบ้างมั้ยล่ะ”
       “ของไม่พอ จะแบ่งให้เอ็งได้ไง” เสริมเห็นจินตวัฒน์เขม้นมองด้วยความสงสัย “ข้าไปทำงานก่อนล่ะ ว่างๆจะแวะไปกินข้าวที่ร้าน” เสริมเดินออกไป
       จินตวัฒน์ถาม “ของหวานอะไร”
       “น้ำตาลทราย...ผิดกฎหมายป๊ะ”
       ดาวเรืองหัวเราะแล้วเดินไป จินตวัฒน์มองดาวเรืองด้วยความสงสัยก่อนเดินตามไป
      
       ผันอุ้มไก่ยืนต่อหน้ากำพล คนกำลังเชียร์ไก่ชนกันอย่างเมามันอยู่ด้านหลัง
       ผันพูดอย่างนอบน้อม “มีอะไรให้ผมรับใช้ครับเสี่ย”
       “อย่าพูดว่ารับใช้เลยผู้ใหญ่ เรียกว่าร่วมงานกันดีกว่า ฉันอยากให้เลื่อนจัดงานวัดให้เร็วขึ้นหน่อย สักอาทิตย์หน้านี้เลย คันไม้คันมือ อยากทำบุญน่ะ” กำพลบอก
       “แหมเสี่ย หายใจเข้าก็ทำทาน หายใจออกก็ทำบุญ บุญบารมีล้นจนใช้ไปอีกสิบชาติก็ไม่หมด”
       “ผู้ใหญ่ผันก็ได้ด้วย เพราะสนับสนุนคนทำดี ได้เหมือนทุกครั้งนั่นแหละ”
       ผันรู้ว่ากำพลหมายถึงอะไร
       “เรื่องงานวัด ผมจะจัดการให้เร็วที่สุด” ผันกระซิบกระซาบ “ส่วนเรื่องจัดซื้อตู้น้ำหยอดเหรียญกับยาฆ่าหญ้าแจกชาวบ้านของ อบต. ตอนนี้งบผ่านแล้วครับ เสี่ยเข้าไปเสนอราคาได้เลย รับรองผ่านฉลุย”
       กำพลตาโต “แล้วเจ้าอื่นล่ะ”
       “มี 2-3 เจ้า แต่ไม่น่ากลัว พวกไก่กา สู้มืออาชีพอย่างเสี่ยไม่ได้” ผันว่า
       “ถ้าได้ ฉันจะตัดเปอร์เซ็นต์ให้ผู้ใหญ่เหมือนเดิมไม่ต้องห่วง”
       ผันยิ้มหวานเพราะรู้ว่าลาภก้อนใหญ่กำลังจะบินเข้ากระเป๋าอีกแล้ว กำพลยิ้มกริ่มและมีสายตาเจ้าเล่ห์
      
       กำพลเปิดประตูขึ้นนั่งในรถอย่างสบายอกสบายใจ
       “เป็นไงครับเสี่ย สำเร็จมั้ยครับ” ลูกน้องถาม
       “จะเหลือเหรอ ไอ้ผันมันทั้งโง่ ทั้งเห็นแก่เงิน โยนเศษเงินให้มันนิดๆหน่อยๆมันก็กระโดดอ้าปากรับแล้ว...เอ็งโทรไปบอกทางโน้นให้ขนยาข้ามมาเลย เราจะส่งเข้ากรุงเทพฯตอนมันจัดงานวัดกันนี่แหละ” กำพลบอก
       กำพลยิ้มเหี้ยมก่อนจะหัวเราะอย่างมีความสุข
      
       สุวรรณร้องไห้โวยวาย
       “ปล่อยกู ๆ ๆ น้องเรืองอยู่ไหน มาช่วยพี่วรรณด้วย”
       “ถามหาแม่เวียงจะมีประโยชน์กว่านะพี่ ตอนนี้พวกแม่ๆกำลังดำเนินการช่วยพี่วรรณอยู่จ้ะ” แหลมบอก
       “รับรอง พี่วรรณได้ออกจากคุก ไม่เกินวันนี้แน่นอนจ้ะ” กรอดเสริม
       “แล้ววันนี้มันเหลืออีกกี่ชั่วโมงวะ...ไอ้วรรณอยากตาย ๆๆๆ”
       กรอดกับแหลมเห็นสุวรรณร้องไห้โฮและดิ้นทุรนทุรายก็แอบสบตากันเพราะคิดว่าโอเวอร์มากไปแล้ว
      
       บุญปลีก บุญปลอด และเมียทุกเบอร์ของผันช่วยกันทำอาหารกันจ้าละหวั่น บางคนขูดมะพร้าว บางคนหั่นผัก บางคนตำน้ำพริก บางคนคนหม้อแกงจนควันฟุ้งไปทั้งครัว โดยเวียงยืนเท้าสะเอวสั่งงาน
       เวียงตักชิม “ถุยๆๆๆ ยังกะน้ำล้างคาวปลา รสชาติชาววังน่ะทำเป็นกันมั้ยวะ”
       “นี่ก็สุดฝีมือชาววังแล้วนะจ๊ะ” บุญปลีกบอก
       “วังดอนล้อมหมีบ้านเอ็งนะสิ พิถีพิถันกันหน่อยโว้ย เกิดไอ้แม่นมันไม่พอใจจะว่ายังไง” เวียงว่า
       “หนูวรรณก็ติดคุกหัวโตน่ะสิจ๊ะ” บุญปลอดพูด
       “เดี๋ยวปั๊ดตบให้ผมร่วงหมดหัว จะได้บวชชีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยนี่...เอ้า...นังปลีก คนอยู่นั่นล่ะ เดี่ยวก็เละหมดหรอก นังเบอร์ 7 8 9 หั่นผักเข้าไวๆ กระชงกระชายน่ะตำใส่ไปอีกนังปลอด ใส่ลงไปให้เยอะๆ อะไรแกะสลักได้ก็แกะ” เวียงสั่ง


  


       นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสี่โมงเย็นเป๊ะ จ่าแม่นเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง เขาก้าวลงจากเตียงแล้วเก็บของเร็วๆ เหมือนถูกไล่ที่ กำจรเปิดประตูเข้ามาเห็นก็ตกใจ
       “อ้าวจ่า จะไปไหน”
       “ธุระสำคัญโว้ย หลีกไป ๆ” จ่าแม่นว่า
       “หายปวดหัวแล้วเหรอ หรือจะรีบไปจับใคร” กำจรถามต่อ
       “ไม่ได้ไปจับ แต่ไปจีบ ไอ้จร อย่าขวางทางรัก ถอยไปโว้ย”
       กำจรหลีกแทบไม่ทัน จ่าแม่นแทบจะวิ่งทะลุประตูออกไป
       กำจรเกาหัวแกรกๆ “ปูนนี้แล้วยังมีทางรักอีกเหรอ”
      
       บานชื่นนั่งหน้ากระจก ไสวกับเสมอใจกำลังช่วยกันทำผมให้เธอ
       “ทรงนี้เหมาะกับหน้าฉันเหรอ” บานชื่นถาม
       “เปลี่ยนมาสิบทรงแล้ว ไม่มีทรงที่สิบเอ็ดแล้วนะโว้ย” ไสวว่า
       “แค่ถาม ไม่ได้จะเปลี่ยน”
       “น้าบานสวยขนาดนี้ ทำทรงไหนก็เหมาะจ้ะ โดยเฉพาะทรงนี้ หน้าเด็กลงตั้งสิบปี มองแวบๆนึกว่าไอ้เรือง” เสมอใจชม
       “เหรอ” บานชื่นชมโฉมตัวเองอย่างภูมิอกภูมิใจ “จะเถียงก็เถียงไม่ออก”
       “เนื้อเต้นยิบๆขนาดนี้ อย่าบอกนะ ว่าคืนนี้จะยอมไอ้จ่าแม่นมันจริงๆ” ไสวถาม
       “บ้า...ฉันก็แค่...รักษาภาพลักษณ์อดีตนางงามสองสมัยไม่ให้ใครดูถูกได้ก็เท่านั้น ถ้าคิดจะปลงใจกับไอ้จ่าแม่น คงไม่รอจนเหนียงยานอย่างนี้หรอก” บานชื่นบอก
       เสมอใจยิ้ม ไสวหมั่นไส้เล็กๆ
      
       รถอีเฉื่อยแล่นเข้ามาจอด ดาวเรืองกระโดดลงจากรถ จินตวัฒน์ลดกระจกรถลงแล้วพูด
       “ขอบใจมากนะเรือง”
       “เปลี่ยนจากขอบใจ เป็นยกเลิกสัญญาก็น่าจะดี” ดาวเรืองบอก
       เพี้ยนกำลังจัดหนังสือลงกระเป๋านักเรียนกับย่ามแบบเด็กวัด เขาเงยหน้าขวับแล้ววิ่งปรู๊ดมารับดาวเรือง
       “ไปไหนด้วยกันอย่างงี๊ สักวันคนได้คิดว่าปลัดพาคุณนายไปตรวจงานด้วย” เพี้ยนแซว
       “ทะลึ่ง เดี๊ยะโดนหนังสติ๊กมัดปาก” ดาวเรืองว่า
       “ทำเดือดร้อนนะพี่เรือง ทีคุณปลัดยังไม่เห็นว่าอะไร”
       จินตวัฒน์พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ดาวเรืองหันมาฮึ่มใส่เพี้ยน แล้วจินตวัฒน์ก็ขับรถออกไปทันที ดาวเรืองไล่เตะเพี้ยน รถกระบะจากบ้านผู้ใหญ่ผันขับสวนรถอีเฉื่อยเข้ามาจอดที่หน้าร้าน
       บุญปลีกทำท่าเหมือนแม่เวียง “เร็ว ๆ เข้าช่วยกันคนละไม้ คนละมือ”
       บรรดาเมีย ๆ ของผันช่วยกันยกหม้ออาหารลงจากรถ
       “จัดโต๊ะจัดสถานที่ให้เรียบร้อยนะ อยากได้อะไรเพิ่มก็บอก” ดาวเรืองบอก
       “เยอะแยะเลยไอ้เรือง จานชาม ช้อน แก้วน้ำ และก็...” บุญปลีกไล่
       ดาวเรืองพูดต่อ “เชิงเทียน ดอกไม้ ผ้าคลุมโต๊ะ ได้หมด”
       “ดีจริงๆ มีอุปกรณ์พร้อมขนาดนี้ เราก็ไม่ต้องไปหาซื้อที่ตลาดให้ยุ่งยาก” บุญปลอดว่า
       “ไอ้เพี้ยน ไปขนของที่น้าๆต้องการมาเดี๋ยวนี้” ดาวเรืองสั่ง
       เพี้ยนวิ่งปรู๊ดไปจัดการตามที่ดาวเรืองสั่ง
       ทุกคนช่วยกันจัดโต๊ะจนเสร็จเรียบร้อย
       บุญปลอดพูดกับดาวเรือง “ขอบใจมากนะไอ้เรือง ช่างมีน้ำใจจริงๆ”
       ดาวเรืองแบมือ “จ๊ะ คิดแบบมีน้ำใจ ทั้งหมดก็ 3500 บาท ข้าวของทุกวันนี้มันแพง ไหนจะค่าแฟ้บ ค่าน้ำยาล้างจานอีก”
       “ทำไมมันแพงนักวะ” บุญปลีกถาม
       “ไม่จ่ายก็ได้นะ...ไอ้เพี้ยน...รื้อ!!”
       เพี้ยนกับดาวเรืองทำท่าจะดึงผ้าปูโต๊ะที่มีของทุกอย่างวางพร้อมบนโต๊ะออก เมียทุกคนเข้ามาห้าม
       “อย่า!”
       บุญปลีกยัดเงินใส่มือดาวเรืองอย่างฉุนๆ ดาวเรืองนับเงินและหัวเราะอย่างสุขใจสุด ๆ
       “หมดธุระแล้วก็เชิญกลับกันไปได้ ที่เหลือไอ้เรืองจัดการเอง”
       ยังไม่ทันจะยกโขยงออกไป โทรศัพท์จากผันก็โทรเข้ามาที่เครื่องบุญปลอดเสียก่อน
       บุญปลอดรับโทรศัพท์ “จ๊ะพี่ผู้ใหญ่”
      
       เวียง จ่าแม่น หมู่จ้อย กรอด และแหลมยืนอยู่หน้าห้องขัง สุวรรณเกาะลูกกรงลุ้น ในขณะที่ผันกำลังโทรศัพท์คุยกับบุญปลอด
       “เรียบร้อยแล้วใช่มั้ย ดีมาก” ผันหันมาบอกจ่าแม่น “โอเคแล้วไอ้จ่าแม่น เอ็งไปได้เลย”
       จ่าแม่นหรี่ตามองแบบไม่เชื่อ
       “จริงหรือวะ”
       ผันชี้โทรศัพท์ “นี่นังบุญปลอดนะ มันโกหกไม่เป็น มันถือศีล 5มาตั้งแต่เกิด”
       “ถ้าจ่าไม่เชื่อก็คุยกะมันเลยสิ้นเรื่อง” เวียงว่า
       “ไม่ต้อง เรียกไอ้เรืองมาคุยกับข้าดีกว่า” จ่าแม่นบอก
       ผันคุยโทรศัพท์ “เฮ้ย เอาไอ้เรืองมาคุยหน่อยสิ”
       ผันยื่นโทรศัพท์ให้จ่าแม่น สุวรรณเนื้อเต้น
       “น้องเรืองจ๋า พี่วรรณอยู่นี่จ้ะ น้องเรือง ไอ เลิฟ ยู”
       จ่าแม่นคุยโทรศัพท์ “ว่าไงไอ้เรือง”
       ดาวเรืองประดิษฐ์เสียงหวาน และทำท่าทางกวนๆ
       “จะรออะไรอีกล่ะคุณจ่า รีบมาสิจ๊ะ เดี๋ยวอาหารเย็นชืดหมดไม่รู้ด้วยนะ”
       จ่าแม่นตาลุกวาว “แล้วแม่บานล่ะ”
       “อุ๊ย!!! ไม่ต้องห่วง สวยยังกับนางฟ้าเหาะลงมาจากสวรรค์”
       จ่าแม่นยื่นโทรศัพท์ให้ผัน สุวรรณยังตะโกนรักดาวเรืองปาวๆ
       “ไงไอ้แม่น คราวนี้เชื่อรึยังล่ะ” ผันถาม
       จ่าแม่นพยักหน้าแล้วยอมเปิดประตูคุกให้สุวรรณ สุวรรณหลุดออกมาก็โผเข้ากอดเวียงแน่น
       “แม่จ๋า”
       “หนูวรรณ ไม่เป็นไรนะลูก หมดทุกข์หมดโศกซะที”
       “ต่อไปนี้หนูจะไม่ตัดแม่ตัดลูกกับแม่แล้วนะจ๊ะ แม่ไม่ต้องกลัวนะ” สุวรรณบอก
       ผันโล่งใจที่ช่วยลูกได้สำเร็จ
       “หมดธุระข้าแล้ว ขอตัวก่อนล่ะ จะรีบไปเปลี่ยนชุด”
       “นี่ยังแต่งไม่เสร็จอีกเหรอ” หมู่จ้อยถาม
       “สำหรับแม่บาน หล่อแค่นี้ไม่พอเว้ย”
       จ่าแม่นเดินไป ผันมองตามหลังด้วยความหมั่นไส้
      
        นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสี่โมงเย็นเป๊ะ จ่าแม่นเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง เขาก้าวลงจากเตียงแล้วเก็บของเร็วๆ เหมือนถูกไล่ที่ กำจรเปิดประตูเข้ามาเห็นก็ตกใจ
       “อ้าวจ่า จะไปไหน”
       “ธุระสำคัญโว้ย หลีกไป ๆ” จ่าแม่นว่า
       “หายปวดหัวแล้วเหรอ หรือจะรีบไปจับใคร” กำจรถามต่อ
       “ไม่ได้ไปจับ แต่ไปจีบ ไอ้จร อย่าขวางทางรัก ถอยไปโว้ย”
       กำจรหลีกแทบไม่ทัน จ่าแม่นแทบจะวิ่งทะลุประตูออกไป
       กำจรเกาหัวแกรกๆ “ปูนนี้แล้วยังมีทางรักอีกเหรอ”
      
       บานชื่นนั่งหน้ากระจก ไสวกับเสมอใจกำลังช่วยกันทำผมให้เธอ
       “ทรงนี้เหมาะกับหน้าฉันเหรอ” บานชื่นถาม
       “เปลี่ยนมาสิบทรงแล้ว ไม่มีทรงที่สิบเอ็ดแล้วนะโว้ย” ไสวว่า
       “แค่ถาม ไม่ได้จะเปลี่ยน”
       “น้าบานสวยขนาดนี้ ทำทรงไหนก็เหมาะจ้ะ โดยเฉพาะทรงนี้ หน้าเด็กลงตั้งสิบปี มองแวบๆนึกว่าไอ้เรือง” เสมอใจชม
       “เหรอ” บานชื่นชมโฉมตัวเองอย่างภูมิอกภูมิใจ “จะเถียงก็เถียงไม่ออก”
       “เนื้อเต้นยิบๆขนาดนี้ อย่าบอกนะ ว่าคืนนี้จะยอมไอ้จ่าแม่นมันจริงๆ” ไสวถาม
       “บ้า...ฉันก็แค่...รักษาภาพลักษณ์อดีตนางงามสองสมัยไม่ให้ใครดูถูกได้ก็เท่านั้น ถ้าคิดจะปลงใจกับไอ้จ่าแม่น คงไม่รอจนเหนียงยานอย่างนี้หรอก” บานชื่นบอก
       เสมอใจยิ้ม ไสวหมั่นไส้เล็กๆ
      
       รถอีเฉื่อยแล่นเข้ามาจอด ดาวเรืองกระโดดลงจากรถ จินตวัฒน์ลดกระจกรถลงแล้วพูด
       “ขอบใจมากนะเรือง”
       “เปลี่ยนจากขอบใจ เป็นยกเลิกสัญญาก็น่าจะดี” ดาวเรืองบอก
       เพี้ยนกำลังจัดหนังสือลงกระเป๋านักเรียนกับย่ามแบบเด็กวัด เขาเงยหน้าขวับแล้ววิ่งปรู๊ดมารับดาวเรือง
       “ไปไหนด้วยกันอย่างงี๊ สักวันคนได้คิดว่าปลัดพาคุณนายไปตรวจงานด้วย” เพี้ยนแซว
       “ทะลึ่ง เดี๊ยะโดนหนังสติ๊กมัดปาก” ดาวเรืองว่า
       “ทำเดือดร้อนนะพี่เรือง ทีคุณปลัดยังไม่เห็นว่าอะไร”
       จินตวัฒน์พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ดาวเรืองหันมาฮึ่มใส่เพี้ยน แล้วจินตวัฒน์ก็ขับรถออกไปทันที ดาวเรืองไล่เตะเพี้ยน รถกระบะจากบ้านผู้ใหญ่ผันขับสวนรถอีเฉื่อยเข้ามาจอดที่หน้าร้าน
       บุญปลีกทำท่าเหมือนแม่เวียง “เร็ว ๆ เข้าช่วยกันคนละไม้ คนละมือ”
       บรรดาเมีย ๆ ของผันช่วยกันยกหม้ออาหารลงจากรถ
       “จัดโต๊ะจัดสถานที่ให้เรียบร้อยนะ อยากได้อะไรเพิ่มก็บอก” ดาวเรืองบอก
       “เยอะแยะเลยไอ้เรือง จานชาม ช้อน แก้วน้ำ และก็...” บุญปลีกไล่
       ดาวเรืองพูดต่อ “เชิงเทียน ดอกไม้ ผ้าคลุมโต๊ะ ได้หมด”
       “ดีจริงๆ มีอุปกรณ์พร้อมขนาดนี้ เราก็ไม่ต้องไปหาซื้อที่ตลาดให้ยุ่งยาก” บุญปลอดว่า
       “ไอ้เพี้ยน ไปขนของที่น้าๆต้องการมาเดี๋ยวนี้” ดาวเรืองสั่ง
       เพี้ยนวิ่งปรู๊ดไปจัดการตามที่ดาวเรืองสั่ง
       ทุกคนช่วยกันจัดโต๊ะจนเสร็จเรียบร้อย
       บุญปลอดพูดกับดาวเรือง “ขอบใจมากนะไอ้เรือง ช่างมีน้ำใจจริงๆ”
       ดาวเรืองแบมือ “จ๊ะ คิดแบบมีน้ำใจ ทั้งหมดก็ 3500 บาท ข้าวของทุกวันนี้มันแพง ไหนจะค่าแฟ้บ ค่าน้ำยาล้างจานอีก”
       “ทำไมมันแพงนักวะ” บุญปลีกถาม
       “ไม่จ่ายก็ได้นะ...ไอ้เพี้ยน...รื้อ!!”
       เพี้ยนกับดาวเรืองทำท่าจะดึงผ้าปูโต๊ะที่มีของทุกอย่างวางพร้อมบนโต๊ะออก เมียทุกคนเข้ามาห้าม
       “อย่า!”
       บุญปลีกยัดเงินใส่มือดาวเรืองอย่างฉุนๆ ดาวเรืองนับเงินและหัวเราะอย่างสุขใจสุด ๆ
       “หมดธุระแล้วก็เชิญกลับกันไปได้ ที่เหลือไอ้เรืองจัดการเอง”
       ยังไม่ทันจะยกโขยงออกไป โทรศัพท์จากผันก็โทรเข้ามาที่เครื่องบุญปลอดเสียก่อน
       บุญปลอดรับโทรศัพท์ “จ๊ะพี่ผู้ใหญ่”


  


       เวียง จ่าแม่น หมู่จ้อย กรอด และแหลมยืนอยู่หน้าห้องขัง สุวรรณเกาะลูกกรงลุ้น ในขณะที่ผันกำลังโทรศัพท์คุยกับบุญปลอด
       “เรียบร้อยแล้วใช่มั้ย ดีมาก” ผันหันมาบอกจ่าแม่น “โอเคแล้วไอ้จ่าแม่น เอ็งไปได้เลย”
       จ่าแม่นหรี่ตามองแบบไม่เชื่อ
       “จริงหรือวะ”
       ผันชี้โทรศัพท์ “นี่นังบุญปลอดนะ มันโกหกไม่เป็น มันถือศีล 5มาตั้งแต่เกิด”
       “ถ้าจ่าไม่เชื่อก็คุยกะมันเลยสิ้นเรื่อง” เวียงว่า
       “ไม่ต้อง เรียกไอ้เรืองมาคุยกับข้าดีกว่า” จ่าแม่นบอก
       ผันคุยโทรศัพท์ “เฮ้ย เอาไอ้เรืองมาคุยหน่อยสิ”
       ผันยื่นโทรศัพท์ให้จ่าแม่น สุวรรณเนื้อเต้น
       “น้องเรืองจ๋า พี่วรรณอยู่นี่จ้ะ น้องเรือง ไอ เลิฟ ยู”
       จ่าแม่นคุยโทรศัพท์ “ว่าไงไอ้เรือง”
       ดาวเรืองประดิษฐ์เสียงหวาน และทำท่าทางกวนๆ
       “จะรออะไรอีกล่ะคุณจ่า รีบมาสิจ๊ะ เดี๋ยวอาหารเย็นชืดหมดไม่รู้ด้วยนะ”
       จ่าแม่นตาลุกวาว “แล้วแม่บานล่ะ”
       “อุ๊ย!!! ไม่ต้องห่วง สวยยังกับนางฟ้าเหาะลงมาจากสวรรค์”
       จ่าแม่นยื่นโทรศัพท์ให้ผัน สุวรรณยังตะโกนรักดาวเรืองปาวๆ
       “ไงไอ้แม่น คราวนี้เชื่อรึยังล่ะ” ผันถาม
       จ่าแม่นพยักหน้าแล้วยอมเปิดประตูคุกให้สุวรรณ สุวรรณหลุดออกมาก็โผเข้ากอดเวียงแน่น
       “แม่จ๋า”
       “หนูวรรณ ไม่เป็นไรนะลูก หมดทุกข์หมดโศกซะที”
       “ต่อไปนี้หนูจะไม่ตัดแม่ตัดลูกกับแม่แล้วนะจ๊ะ แม่ไม่ต้องกลัวนะ” สุวรรณบอก
       ผันโล่งใจที่ช่วยลูกได้สำเร็จ
       “หมดธุระข้าแล้ว ขอตัวก่อนล่ะ จะรีบไปเปลี่ยนชุด”
       “นี่ยังแต่งไม่เสร็จอีกเหรอ” หมู่จ้อยถาม
       “สำหรับแม่บาน หล่อแค่นี้ไม่พอเว้ย”
       จ่าแม่นเดินไป ผันมองตามหลังด้วยความหมั่นไส้
      
       ‘จ่าแม่น’ ที่แต่งชุดสูทเหมือนเจ้าบ่าวเดินเข้ามาอย่างสง่างามเพราะคิดว่าตัวเองหล่อสุดๆ ดาวเรืองกับเพี้ยนหันไปมองตาค้างและอ้าปากหวอเพราะจ่าแม่นใส่สูทได้อุบาศก์ที่สุด
       “แม่บานจ๋า พี่จ่ามาแล้วจ้ะ”
       ‘บานชื่น’ ที่สวยสะดุดตาในชุดไทยจิตรลดาเดินออกมาจากหลังร้าน จ่าแม่นมองอย่างตะลึง บานชื่นเห็นจ่าแม่นในชุดเจ้าบ่าวก็อึ้ง
       “เห็นแม่บานใส่ชุดนี้แล้ว นึกถึงตอนได้นางงามใหม่ๆ ตอนนั้นกับตอนนี้ไม่ต่างกันเลย” จ่าแม่นชม
       บานชื่นเชิด “นี่แต่งเบาๆนะ ยังไม่จัดเต็ม ไม่เหมือนแกหรอกจ่าแม่น มากินข้าวแค่นี้ แต่งซะยังกับเป็นเจ้าบ่าว”
       จ่าแม่นหน้าม้าน ดาวเรืองรีบเอาใจ
       “เชิญนั่งจ๊ะ เชิญนั่ง”
       เพี้ยนเลื่อนเก้าอี้ให้จ่าแม่นและบานชื่นนั่ง
       “อาหารพร้อม คนพร้อม ยังขาดอะไรมั้ยน๊า” ดาวเรืองว่า
       “น้ำไงพี่เรือง ทุกอย่างพร้อม แต่ลืมน้ำไปได้ยังไง” เพี้ยนบอก
       จ่าแม่นจ้องบานชื่นตาเป็นมัน บานชื่นเชิดใส่แต่แอบภูมิใจในความสวย
       “ใช่ๆ โอกาสพิเศษแบบนี้ ต้องน้ำส้มแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้น รอแป๊บนะจ๊ะ” ดาวเรืองบอก
       ดาวเรืองกับเพี้ยนวิ่งปรู๊ดจากไป จ่าแม่นทำตัวไม่ถูกเพราะตื่นเต้นไปทั้งตัว
       “มองอะไรนักหนาไอ้จ่า ยังกะไม่เคยเห็นหน้าข้า” บานชื่นว่า
       “มองนางฟ้า มองยังไงก็ไม่เบื่อ” จ่าแม่นยิ้มหวานเยิ้ม
      
       ดาวเรืองใส่สลอดลงในแก้วน้ำส้ม เพี้ยนจับตามองที่โต๊ะหน้าร้าน
       “ได้ยังพี่เรือง” เพี้ยนถาม
       “เรียบร้อย เอ็งไปล็อคห้องน้ำ เดี๋ยวข้าจะเอาไปเสิร์ฟเอง”
       ดาวเรืองยกแก้วน้ำขึ้นดมกลิ่นด้วยสายตาเจ้าเล่ห์สุดๆ
      
       จ่าแม่นยิ้มหวาน ดวงตาของเขาฝันหวานไปไกลลิบ
       “กี่ปีแล้วนะ ที่แม่บานต้องทนเหงาคนเดียว”
       “เหงาอะไร ข้าไม่เคยเหงา มีลูก 2 คน ยุ่งจะตายชัก” บานชื่นบอก
       “แหมแม่บานก็ พี่จ่าหมายถึงเหงาหัวใจนะจ้ะ” จ่าแม่นขยิบตาให้
       บานชื่นทำหน้ารังเกียจ ดาวเรืองยกถาดพร้อมกระปุกเกลือมาเสิร์ฟน้ำส้ม 2 ที่
       “มาแล้วจ้ะ น้ำส้มคั้นเองกับมือ”
       ดาวเรืองอมยิ้มแล้ววางแก้วที่ใส่สลอดลงตรงหน้าจ่าแม่น บานชื่นมองลูกสาวอย่างสงสัย
       “จ่าลองชิมดูสิ ว่าอร่อยกำลังดีรึยัง” ดาวเรืองว่า
       จ่าแม่นมองแต่บานชื่น “เชื่อมือน่า ไปเถอะ”
       ดาวเรืองคะยั้นคะยอ “ไม่ได้ เดี๋ยวเสียชื่อ ชิมหน่อยเถอะ ฉันจะได้สบายใจ”
       จ่าแม่นตัดความรำคาญจึงยกขึ้นจิบ
       จ่าแม่นตอบส่งๆ “ใช้ได้แล้ว”
       “ไม่อ่อนเกลือแน่นะ...ฉันว่าเติมเหลืออีกนิดดีกว่า”
       ดาวเรืองเหยาะเกลือลงไปในแก้วน้ำส้มอีกนิด
       “ลองชิมใหม่สิจ่า สักสองสามอึก” ดาวเรืองบอก
       “เอ็งนี่ กังวลอะไรไม่เข้าเรื่อง”
       จ่าแม่นยกขึ้นชิมอีกสองสามอึก ดาวเรืองยิ้มร่า บานชื่นจ้องลูกสาวไม่วางตา
       “กลมกล่อมยัง...เพิ่มเกลืออีกนิดมั้ย” ดาวเรืองถาม
       “อร่อยแล้วเว้ย รสชาติกำลังดีเลย มากกว่านี้เค็ม”
       “โอเค สบายใจละ ไปล่ะนะ กินให้อร่อยนะจ่า”
       ดาวเรืองหันหลังแล้วหัวเราะแบบไม่มีเสียงพร้อมกับเดินไป จ่าแม่นเริ่มตักอาหารให้บานชื่น


  


       ดาวเรืองเดินมาเจอกับเพี้ยนแถวๆหน้าห้องน้ำ
       “ล็อคห้องน้ำรึยัง” ดาวเรืองถาม
       เพี้ยนทำมือเป็นสัญลักษณ์โอเค
       “แล้วพี่ล่ะ” เพี้ยนถามกลับ
       ดาวเรืองยกมือบอกว่าโอเคเช่นกัน
      
       จ่าแม่นทำท่าดื่มน้ำส้มยังกะจิบไวน์
       “พี่จ่ามีความสุขที่สุดเลยจ้ะ”
       “เอ็งแน่ใจนะ” บานชื่นถาม
       “พี่จ่าไม่เคยแน่ใจอะไรเท่านี้มาก่อนจ้ะ...อยากหยุดเวลาไว้แค่นี้จัง”
       จ่าแม่นเลื่อนมือมาจะจับมือบานชื่น แต่บานชื่นเลื่อนมือหนี
       “ถ้าแม่บานไม่รังเกียจหนุ่มในเครื่องแบบล่ะก็...” เสียงปู๊ดดังยาว
       บานชื่นเอ่ยถาม “เสียงอะไรวะ”
       “สงสัยจะเป็นเสียงเต้นของหัวใจพี่จ่า” จ่าแม่นตอบ
       จ่าแม่นเริ่มรู้สึกปั่นป่วนมวนท้อง หน้าตาเริ่มของเขาบิดเบี้ยวและดึงมือกลับมาจับก้นตัวเอง
       จ่าแม่นกลั้นใจพูดต่อ “แม่บานจ้ะ จะยอมรับ...ระ...” เสียงปู๊ดดังอีก
       “ตด!!! ไอ้แม่น เอ็งตดเหรอวะ โอ๊ยยยยย....เหม็นจะอ้วก”
       บานชื่นปิดจมูกแล้วปัดไล่ลมใต้จมูก จ่าแม่นลุกขึ้นยืนแล้วเอามือหนีบก้นไว้
       “เรื่องรักเอาไว้ก่อน ตอนนี้ข้าศึกบุก ไม่ ไหว แล้ว”
       จ่าแม่นวิ่งจากโต๊ะผ่านหน้าดาวเรืองกับเพี้ยนที่แอบขำด้วยความสะใจ
       ดาวเรืองโบกมือหยอยๆ “ขี้ให้สบายตูดนะจ่า ฮ่าๆ”
       “เล่นกะใครไม่เล่น” เพี้ยนว่า
       บานชื่นเดินมาหยุดยืนเท้าสะเอวและทำหน้าดุ
       “นึกแล้วเชียวว่าต้องมีอะไร ไม่งั้นเอ็งไม่ญาติดีกับไอ้จ่าแม่นหรอก”
       ดาวเรืองเลิกคิ้วกวนๆ “ช่วยไม่ได้ ไอ้จ่าแม่นอยากมีเรื่องกะไอ้เรืองก่อน สั่งสอนแค่นี้มันยังน้อยไป”
       บานชื่นทำหน้าดุก่อนจะหัวเราะท้องคดท้องแข็งยิ่งกว่าดาวเรืองและเพี้ยนเมื่อมองตามจ่าแม่นที่วิ่งห่อตูดอยู่หน้าห้องน้ำ
      
       จ่าแม่นวิ่งไปที่ห้องน้ำแต่เข้าไม่ได้ เขาพยายามดึงประตูสุดฤทธิ์ แล้วจ่าแม่นก็วิ่งมาที่เล้าเป็ดก่อนจะวิ่งพล่านไปทั่วบ้าน โดยมีดาวเรือง บานชื่น และเพี้ยนยืนดู จ่าแม่นวิ่งเข้าไปในพงหญ้าแล้วนั่งลงโผล่แต่หน้า เขาเบ่งจนเส้นเอ็นผุดก่อนจะหลับตาพริ้มอย่างอิ่มสุข จ่าแม่นสะบัดตูดเหมือนขี้เสร็จแต่พอลุกขึ้นก็ต้องนั่งลงอีกเพราะขี้ยังทยอยเล็ดออกมาไม่หยุด ดาวเรือง บานชื่น และเพี้ยนขำกันท้องคัดท้องแข็ง
      
       ผันยืนชี้แจงต่อหน้าคณะกรรมการหมู่บ้าน โดยมีบานชื่น เวียง บุญปลอด บุญปลีก ไสว และคณะกรรมการผู้ชายอีกประมาณ 5 คนนั่งฟัง
       “ที่ฉันเรียกประชุมวันนี้ ก็เพราะจะปรึกษา ว่าถ้าจะเลื่อนจัดงานวัดให้เร็วขึ้นกว่าปีก่อน ๆ เป็นสักอาทิตย์หน้านี้ ใครจะว่ายังไงบ้าง”
       คณะกรรมการทุกคนพากันแปลกใจ
       “จะปรึกษาหรือแจ้งให้รู้” บานชื่นถาม “ที่จะเลื่อนน่ะ มีเหตุผลมั้ยล่ะผู้ใหญ่ เพราะอีกแค่เดือนเดียวก็จะถึงแล้ว ช่วงนี้หลายบ้านกำลังเก็บเกี่ยว ยุ่งจะตายชัก”
       “แล้วเก็บได้เยอะมั้ยล่ะ...ก็รู้ๆกันอยู่ ปีนี้หมู่บ้านเรามีแต่เรื่องไม่ดี ฤดูฝนก็ไม่มีฝน ผลผลิตก็ตกต่ำเจอเพลี๊ยะเจอแมลง เสียหายย่อยยับ ฉันก็เลยคิดว่าเราน่าจะทำบุญสะเดาเคราะห์หมู่บ้านซะหน่อย ถึงอยากให้เลื่อนงานวัดขึ้นมา เผื่ออะไรๆจะดีขึ้น” ผันบอก
       “ก็ดีนะ จะได้รีบไปตัดชุดมาทำบุญซะเลย ปีนี้ว่าจะมาออกร้านกับเขาด้วย” เวียงว่า
       “แล้วมันจะเตรียมงานกันทันเหรอ แค่อาทิตย์เดียวนะ” ไสวบอก
       “นั่นสิผู้ใหญ่ ต้องของบ อบต. ด้วยไม่ใช่เหรอ” บานชื่นพูด
       “ไม่ต้อง ปีนี้เราไม่ต้องเตรียมอะไรให้วุ่นวาย ไม่ต้องรองบ อบต. เพราะเสี่ยกำพลจะเป็นสปอนเซอร์จัดงานให้เราทั้งหมด” ผันบอก
       คณะกรรมการคุยกันอื้ออึงว่า ‘จริงเหรอ ๆ’บุญปลีกเอ่ยชม “แหม เสี่ยกำพลนี่เจ้าบุญทุ่มไม่เคยเปลี่ยน”
       บุญปลอดยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว “สาธุ ขอให้เสี่ยเจริญยิ่งๆขึ้นไปเถอะ”
       ผันยิ้มกริ่ม “คนรวยที่เป็นคนดีแบบนี้ กราบไปก็ไม่เสียมือ...ว่ายังไง จะคัดค้านกันมั้ย” ผันมั่นใจสุดๆว่าไม่มี
       ไสวยกมือขึ้นจะเกาหัว
       ผันรีบพูดดัก “บ๊ะนังไหว เอ็งนี่มันยังไงวะ คนเขาคิดดีทำดี จะมาค้านหาพระแสงอะไร”
       “เปล่าค้าน...แค่จะยกมือเกาหัว...ผิดเหรอ” ไสวถามกลับ
       ผันหน้าหงาย “อ้าว แล้วไปสิวะ” ผันพูดกับทุกคน “เป็นอันว่าทุกคนเห็นด้วยนะ”
       ทุกคนยกมือสนับสนุนหมดซึ่งเป็นที่พอใจของผัน
      
       จินตวัฒน์เดินคุยกับไพศาลที่โถงที่ว่าการอำเภอ
       “งานวัดจัดเร็วขึ้นแบบนี้ ผมว่าก็ดีเหมือนกันนะครับ แผนงานพัฒนาที่จะทำเดือนหน้า ก็จะได้ยกมาเริ่มทำเดือนนี้เลย โอกาสที่ชาวบ้านมารวมตัวกันเยอะๆแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ”
       “ไม่บ่อยก็จริง แต่จะทำยังไงปลัด งานวัดของชาวบ้าน คือความสนุกสนานรื่นเริง ไม่ใช่งานที่จะมาออกแรง แค่ขนทรายเข้าวัด ก็ส่ายหน้ากันเป็นแถว” ไพศาลบอก
       “แต่ถ้าออกแรงแล้วได้ประโยชน์แก่วัดแก่ชุมชนล่ะครับ” จินตวัฒน์ถามกลับ
       “ประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัว ปลัดจะไปพูดยังไงให้พวกเขาร่วมมือ”
       “ถ้าอย่างนั้น ให้มีการแข่งขันระหว่างคนในชุมชน แล้วเพิ่มถ้วยรางวัลเข้าไปด้วยดีมั้ยครับ ชาวบ้านจะได้มีกำลังใจ พอจบงาน พวกเขาก็จะได้ทั้งสาธารณูปโภคไว้ใช้และได้ภูมิใจร่วมกัน”
       “ถ้าชาวบ้านเข้าใจเจตนาของปลัดก็ดีสิ เอาเถอะ ลองดูสักตั้ง...ผมยกให้ปลัดดูแลเรื่องนี้เลยแล้วกัน ถ้าวันเปิดงาน เสี่ยกำพลเขาไม่ว่าง ก็บอกมา ผมจะไปเปิดงานให้”
       จินตวัฒน์มีสีหน้ามุ่งมั่นว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จให้ได้


  


       พระครูจ้อยอ่านรายงานการประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านที่ถืออยู่ในมือ
       “ถ้าเลื่อนขึ้นมาแล้วชาวบ้านไม่เดือดร้อน ก็ไม่มีปัญหา จะเริ่มงานเมื่อไหร่ล่ะ”
       “ขั้นตอนเตรียมงานเริ่มตั้งแต่วันนี้ ส่วนงานวัดจะมีอาทิตย์หน้าครับหลวงพี่” ผันบอก
       “เหลืออีกไม่กี่วันเอง แล้วจะเตรียมงานทันมั้ยล่ะ”
       “ทันสิครับหลวงพี่...ถ้าหาคนมาช่วยงานแทนตาแช่มที่เข้าโรงพยาบาล พวกเราก็ไม่ต้องเหนื่อยกันมาก”
       “อยากให้ใครเป็นก็เสนอมาสิวะ” เทิ้มบอก
       “ไม่ต้องเสนอให้เปลืองน้ำลาย ญาติของไอ้ผันที่เหลือๆ ว่างๆ น่ะ ยัดมาสักคนสิวะ กินตำแหน่งกรรมการวัด สบายบื๋อ ที่บ้านขาดเหลืออะไรก็มาเอาของวัดไปใช้ได้” หลวงตาคงว่า
       ผันฉุน “อุวะไอ้คง!!! เอ็งตั้งใจจะมีเรื่องกับข้าไปจนเข้าโลงกันเลยใช่มั้ย”
       ผันกับหลวงตาคงมองหน้าและสู้ตากันชนิดกัดไม่ปล่อย พระครูจ้อยถอนใจอย่างระอา
       “แค่เริ่มต้นก็จะตีกันซะแล้ว เวรกรรม”
      
       จินตวัฒน์ ดาวเรือง และกำจรเดินมาด้วยกัน สุวรรณ กรอด และแหลมบึ่งมอเตอร์ไซค์เข้ามาขวางหน้าด้วยท่าทางกวนตีนสุด ๆ
       “ที่ไม่มีเวลาไปดูใจพี่วรรณที่โรงพัก ก็เพราะมัวแต่มาเดินตามไอ้ปลัดอยู่นี่เอง” สุวรรณว่า
       ดาวเรืองบ่นอย่างขัดใจ “ดมกลิ่นเจอได้ไงวะ”
       สุวรรณทำหน้าเหี้ยม “มากันสองต่อสองแบบนี้ได้ยังไง ทำไมไม่คิดถึงใจข้าบ้าง”
       กำจรงง “อ้าว แล้วข้าล่ะ ไม่ใช่คนเหรอ”
       “ปลัดทำแบบนี้ ไม่โปร่งใส” แหลมบอก
       กรอดเสริม “มีนอกมีในชัวร์”
       สุวรรณโกรธจนลมออกหู เขาชี้หน้าจินตวัฒน์อย่างไม่เกรงกลัว
       “ไอ้ปลัด ถ้าเอ็งคิดจะแย่งไอ้เรืองของข้า เอ็งเตรียมจองศาลาวัดไว้ได้เลย”
       “หยุดระรานคนอื่นได้แล้วนายวรรณ” จินตวัฒน์ว่า “คนอื่นเขามีงานทำ ไม่ได้ว่างจะมาทะเลาะด้วยทุกครั้งที่เจอกัน ไปเรือง นายจร ได้เวลาประชุมแล้ว”
       “อย่าไปกับมันนะไอ้เรือง อย่าไปๆๆๆๆ” สุวรรณร้องห้าม
       “ทำไมจะไปไม่ได้วะ ก็ในเมื่อข้าเป็นผู้ช่วยปลัด” ดาวเรืองบอก
       กรอดกับแหลมประสานเสียง “ผู้ช่วย!!”
       “มันไปสอบตอนไหนวะ” กรอดถาม
       “ข้าติดคุกแค่คืนเดียว เอ็งได้เป็นผู้ช่วยปลัดเลยเหรอ” สุวรรณงง
       “เออ แล้วเอ็งล่ะ มีตำแหน่งอะไรกับเขาบ้าง นอกจากตำแหน่งไอ้โจรห้าร้อย” ดาวเรืองว่า
       “ด่ากันขนาดนี้ ถีบหน้ากันยังจะดีซะกว่า” แหลมว่า
       สุวรรณกัดฟันกรอด “ใครว่าข้าไม่มีตำแหน่ง ตำแหน่งที่ข้าจะลงมันใหญ่จนพวกเอ็งต้องยกมือไหว้”
       “ตำแหน่งอะไรห๊าไอ้วรรณ หรือว่าเอ็งจะบวช จะได้เป็นท่านสมภาร” กำจรบอก
       “เป็นสมภารมีเมียไม่ได้ จะเป็นให้โง่ทำไม ข้าจะเป็นมักคนายก!” สุวรรณสวน
       ดาวเรืองขำกลิ้ง “มักคนายก!!!! เอ็งไปหัดท่องนะโมให้ครบ 3 จบก่อนเถอะไป๊” สุวรรณหัวเราะเสียงดัง
       “งั้นข้าจะเป็นกรรมการวัด!” สุวรรณบอก
       “อย่างเอ็ง เป็นได้แค่กรรมเกิน ฟันธง!” ดาวเรืองหัวเราะเสียงดังกว่าเก่า
       จินตวัฒน์ส่ายหน้าระอากับสองคนนี้จึงเดินนำออกไป ดาวเรืองกับกำจรเดินตามทิ้งให้สุวรรณเจ็บปวดใจ
       “พี่วรรณต้องมีตำแหน่งให้ได้” แหลมบอก
       “ตำแหน่งอะไรวะ เรียนก็ไม่จบ แถมคะแนนตอน ม.3 ก็ทุเรศสุดๆ” กรอดว่า
       สุวรรณเบิ๊ดกะโหลกกรอดไปหนึ่งที แหลมซ้ำอีกครั้งจนกรอดหงอย
       “ไอ้วรรณลูกผู้ใหญ่ผัน จะต้องกูศักดิ์ศรีคืนมาให้ได้ !!” สุวรรณมุ่งมั่น
      
       จินตวัฒน์ยืนพูดอยู่ต่อหน้าทุกคนบนศาลาวัด
       “นอกจากทำบุญ ปิดทองพระ ทำพิธีปลุกเสก ออกร้านค้า และมีการแสดงในตอนกลางคืนแล้ว ผมคิดว่าควรจะมีกิจกรรรมในตอนกลางวันด้วย”
       พระครูจ้อยเอ่ยถาม “กิจกรรมอะไรล่ะโยม หรือจะให้ชาวบ้านช่วยกันขนทรายเข้าวัด”
       จินตวัฒน์พูดต่อ “ช่วงสาย เราช่วยกันซ่อมถนน ส่วนช่วงบ่ายเราจะจัดการแข่งขันทำที่อาบน้ำสงฆ์เป็นไงครับ ของเดิมที่มีอยู่มันก็เก่า ใกล้จะพังแล้ว เราจะได้ทั้งบุญ ได้ทั้งความสนุกด้วย ดีมั้ยครับ”
       “ใครมันจะสนุกด้วย” เทิ้มว่า
       “คนดอนพัฒนาที่รักบ้านเกิดไงครับ อย่างเช่นกำนัน”
       “มาวัดกันสักตั้ง ระหว่างดอนล้อมแรดเหนือกับดอนล้อมแรดใต้ เป็นไง” ดาวเรืองท้าทาย
       “ไม่ต้องเดาว่าฝ่ายไหนจะชนะ คนดอนล้อมแรดเหนือของข้าแน่นอน” ผันคุย
       “แต่เมื่อตะกี้ ลูกกุมารทองมากระซิบบอกข้าว่าคนดอนล้อมแรดใต้จะชนะ” หลวงตาคงบอก
       “หรือจะเปิดศึกระหว่างผู้ใหญ่เก่ากับผู้ใหญ่แก่กันสักยกก่อน เพื่อเรียกน้ำย่อย” ดาวเรืองว่า
       “อย่าเพิ่งเรียกน้ำย่อยเลย กลัวเลือดจะสาด เดี๋ยวอาสนะอาตมาจะเปื้อน ถ้าอยากจะสู้กันนัก ก็ไปสู้ตอนแข่งกันโน่น”
       ผันกับหลวงตาคงขู่ฟ่อๆ ใส่กัน สุวรรณ กรอด และแหลมเดินกร่างเข้ามา
       สุวรรณพูดเสียงกร้าว “หยุดประชุมกันก่อนทุกคน...ฉันมีเรื่องด่วนจะประกาศให้ทราบกันถ้วนหน้า” สุวรรณพูดเสียงดังฟังชัดยิ่งขึ้นไปอีก “ฉันจะเป็นกรรมการวัดแทนลุงแช่ม”
       “อะไรของเอ็งวะไอ้วรรณ...อายเขา” ผันว่า
       สุวรรณกับพระครูจ้อย “ว่ายังไงหลวงลุง จะยอมให้หลานได้พิสูจน์ตัวเองมั้ย”
       “คนขี้เกียจเป็นกรรมการวัดไม่ได้” พระครูจ้อยว่า
       “ตำแหน่งกรรมการวัดไม่เหมาะ ตำแหน่งหมาวัดน่าจะเหมาะนะพระครู เอาไว้เห่าไอ้พวกโจรใจหมาที่ชอบเข้ามาขโมยของวัด” ดาวเรืองว่า
       ทั้งผัน ทั้งพระครูจ้อยสะดุ้งเฮือก สุวรรณโกรธจนปากสั่นกึกๆ
       ดาวเรืองพูดต่อ “ประชุมครบถ้วนกระบวนความแล้วใช่มั้ยปลัด จะได้แยกย้ายกันไปทำมาหากินสักที”
       ดาวเรืองพูดจบก็ลุกออกไป ทุกคนก็แยกย้ายกันไปคนละทิศ จินตวัฒน์หันไปมองหน้าสุวรรณที่โกรธจนหน้าแดงก่ำ
      

       จินตวัฒน์ ดาวเรือง และกำจรเดินออกจากที่ประชุม สุวรรณ กรอด และแหลมเดินตามหลังออกมาด้วยท่าทางฉุนจัด
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้เรือง!” สุวรรณเสียงกร้าว
       “เจ้ากรรมนายเวรตามมาเล่นเอ็งอีกแล้วไอ้เรือง” กำจรบอก
       “ไม่จบใช่มั้ยไอ้วรรณ” ดาวเรืองถาม
       “พี่วรรณไม่จบกับเอ็งง่ายๆหรอกไอ้เรือง” แหลมบอก
       “แต่ความรักมันถูกเปลี่ยนเป็นความแค้นไปแล้ว” กรอดว่า
       “ต่อไปนี้ พี่วรรณจะตบจูบๆลูกเดียว” แหลมบอก
       สุวรรณยิ้มอำมหิต เขาย่างสามขุมเข้ามาหาดาวเรือง กรอดกับแหลมเดินขนาบข้าง จินตวัฒน์เข้ามาขวางหน้าสุวรรณไว้
       “คิดจะทำอะไรนายวรรณ จะรังแกผู้หญิงกลางวัดเลยเหรอ”
       “เอ็งไม่เกี่ยวไอ้ปลัด ถอยไป นี่มันเรื่องระหว่างข้ากับนังแฟนไม่รักดี” สุวรรณบอก
       “คุณปลัดครับ เพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาใช่มั้ยครับ” กำจรขัด
       “ฉันมีหน้าที่ดูแลประชาชน ถ้าประชาชนได้รับความเดือดร้อน ฉันต้องเข้าไปดูแล” จินตวัฒน์บอก
       “อย่ามาอ้างเลยวะ คิดจะงุ๊บงิ๊บไอ้เรืองก็บอกมาเฮอะ!” สุวรรณว่า
       ดาวเรืองโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เธอขยับตัวขึ้นมาเผชิญหน้ากับสุวรรณ
       “จะเอายังไงวะไอ้ขี้แพ้” ดาวเรืองว่า
       “ใครขี้แพ้วะไอ้เรือง” สุวรรณถาม
       “ก็เอ็งนั่นแหละ เอ็งเคยแข่งอะไรแล้วชนะข้าบ้าง” ดาวเรืองถามกลับ
       กรอดกับแหลมเห็นด้วย “เออจริง!!”
       สุวรรณเบิ๊ดกะโหลกลูกน้องไปคนละที
       “ป 1 ท้าแข่งเป่ากบก็แพ้ ป 2 แข่งกระโดดยางก็แพ้ ป 3 แข่งขี่จักรยานก็แพ้” ดาวเรืองร่ายยาว
       สุวรรณแก้ตัว “ที่ข้าแพ้ เพราะข้าออมแรงให้หรอกโว้ย”
       “ออมหรืออ่อน” ดาวเรืองว่า
       “พูดยังงี้ มาลองกันอีกสักตั้งมั้ยล่ะ คราวนี้ข้าจะไม่ไว้หน้าเอ็งเลย”
       “ว่ามา”
       “ชกมวยมั้ยล่ะ ยุติธรรมดี” สุวรรณบอก
       “ไม่ได้นะ ผู้หญิงกับผู้ชายจะแข่งชกมวยกันได้ยังไง” จินตวัฒน์ค้าน
       “กลัวดิไอ้เรือง” สุวรรณท้าทาย
       “ไม่มีปัญหา” ดาวเรืองบอก
       จินตวัฒน์มองหน้าดาวเรืองอึ้งๆ
       “ในงานวัด เอ็งกับข้ามาชกกันให้รู้ดำรู้แดง” สุวรรณบอก
       “เตรียมตัวแพ้ได้เลยไอ้วรรณ” ดาวเรืองว่า
       “เป็นไปไม่ได้แน่ การแข่งขันแบบนี้ไม่ยุติธรรม” จินตวัฒน์ค้าน
       “นั่นสิไอ้วรรณ เอ็งจะชกผู้หญิงเหรอวะ” กำจรถาม
       “ไม่เป็นไร เอาเป็นว่าไอ้เรืองรับคำท้า แต่ขอวางกติกาหนึ่งข้อ เอ็งชกมวยไทย ข้าชกมวยสากล” ดาวเรืองบอก
       “ได้ งั้นฟังกติกาของข้าบ้างเว้ย ถ้าข้าชนะ ข้าต้องได้จูบเอ็ง” สุวรรณพูด
       ทุกคนตกใจ “เฮ้ย!!”
       ดาวเรืองหยุดคิดนิดหนึ่ง จินตวัฒน์หันมาส่งสายตาว่า ‘อย่า’ ดาวเรืองตอบอย่างมั่นใจ
       “ได้”
       ทุกคนตกใจ “ห๊า!!”
       ดาวเรืองถามกลับ “แล้วถ้าเอ็งแพ้”
       “ข้าจะยอมให้ฝ่ายชนะขี่คอรอบตลาดเลยเอ้า” สุวรรณบอก
       “เอางั้นเลยเหรอพี่วรรณ” แหลมถาม
       จินตวัฒน์เอ่ยออกมา “ฉันว่ากติกาทั้งสองข้อ ไม่ได้ทำให้ความยุติธรรมมันเพิ่มขึ้นเลย”
       “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความยุติธรรม แต่เกี่ยวกับศักดิ์ศรี” ดาวเรืองบอก
       “เตรียมแก้มนุ่มๆฟอกสบู่หอมๆไว้ให้พี่วรรณจูบไว้เลยนะน้องเรือง...ไปเว้ย ไปซ้อมกันดีกว่า”
       สุวรรณ กรอด และแหลมหัวเราะกันอย่างมีความสุขเหมือนกับว่าตัวเองชนะแล้วในขณะที่เดินจากไป จินตวัฒน์จะหันกลับมาจะเทศนาดาวเรืองแต่ดาวเรืองรู้ทันรีบเดินหนีไปอีกทาง
       “ผมให้ไอ้เรืองเป็นต่อ 2 : 1 คุณปลัดล่ะ” กำจรถาม
       จินตวัฒน์ไม่ตอบ เขาเดินตามดาวเรืองไปที่จอดรถ โดยมีกำจรเดินรั้งท้าย
      
       ดาวเรืองเดินจ้ำมาที่รถ จินตวัฒน์กับกำจรเดินตามหลังมา
       “ฉันขอเตือนเธอในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่งนะดาวเรือง...ยกเลิกการแข่งขันซะ ถึงเธอจะเก่งแค่ไหน แต่เธอก็เป็นผู้หญิง ยังไงผู้หญิงก็สู้แรงผู้ชายไม่ได้” จินตวัฒน์บอก
       “ฉันจะทำให้นายเห็นว่าผู้หญิงก็สามารถชกมวยชนะผู้ชายได้เหมือนกัน” ดาวเรืองว่า
       “ลองกำหมัดตัวเองดูสิ หมัดแค่นี้ จะล้มคู่ต่อสู้ได้ยังไง”
       กำจรมองซ้ายที ขวาทีดูทั้งคู่ทะเลาะกันข้ามหัวตัวเองไปมา
       “ล้มไม่ได้ แต่ทำให้สลบได้ จะลองดูมั้ยล่ะ” ดาวเรืองถาม
       “หัดฟังเหตุผลบ้างสิ ไม่ใช่สักแต่เถียงข้างๆคูๆ !!!”
       “เอ่อ...ขอโทษนะครับ...คือยังเห็นใช่มั้ยครับ ว่าผมยังอยู่” กำจรถาม
       จินตวัฒน์กับดาวเรืองชะงัก
       “ถ้างั้น ขออนุญาตออกความเห็นหน่อยนะครับ ว่าคนที่คุณปลัดควรจะห่วง ไม่ใช่ไอ้เรืองหรอกครับ แต่เป็นไอ้วรรณต่างหาก” กำจรบอก
       จินตวัฒน์มองหน้าดาวเรืองที่เลิกคิ้วกวนๆ ใส่


  


       บานชื่นตกใจสุดขีด
       “ไอ้เรือง!!! เอ็งยังสติดีอยู่รึเปล่า ไปรับคำท้าไอ้วรรณแบบนั้นได้ยังไง”
       “ไม่ต้องห่วงหรอกแม่ คนอย่างไอ้เรือง ไม่เคยแพ้ไอ้วรรณอยู่แล้ว” ดาวเรืองคุยโว
       “แต่นี่มันแข่งชกมวย เอ็งไม่มีทางชนะ”
       “เว้นแต่ไอ้พี่วรรณมันจะไม่มีแขน มีขา” เพี้ยนเสริม
       “ถึงมันจะมีสิบมือ สิบขา สิบแขน ข้าก็ไม่กลัวโว้ย...ฉันว่านะแม่ แทนที่แม่จะมานั่งตกใจให้เสียเวลา แม่ไปเปิดโต๊ะพนันมวยเลยดีกว่า”
       บานชื่นว่า “ยังจะมาพูดเล่นอีก”
       “พูดจริง งานนี้ เราเตรียมกระสอบใส่เงินได้เลย” ดาวเรืองบอก
       เพี้ยนขัด “การพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย”
       “แหมไอ้เพี้ยน เปิดเทอมแค่วันเดียว กลับมาดีทันตาเห็นเลยนะ”
       “ก็ครูสอน พระครูจ้อยก็สอน” เพี้ยนบอก
       “ก็ถ้าข้าไม่ทำอย่างนี้ แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาส่งเอ็งเรียนวะ”
       เพี้ยนกลอกตาไปมา “งั้นให้ถือว่าทำผิดโดยไม่ตั้งใจ”
       บานชื่นยังถอนใจไม่เลิก ดาวเรืองรู้ว่าแม่กลุ้ม
       “เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะแม่...ไอ้เรืองเคยทำให้แม่ผิดหวังมั้ย...ไม่เค๊ย!”
       บานชื่นสูดยาดม ดาวเรืองฝันถึงชัยชนะและเงินที่กำลังจะไหลมา
      
       ผันนั่งโต๊ะที่เหมือนโต๊ะไม้นักเรียนโดยกำลังรับแทงพนันมวย
       ผันจดลงในสมุดโพย “ของเอ็งเท่าไหร่ไอ้ย้อย ร้อย สองร้อย สามร้อย ลงมาเลย ลงเยอะได้เยอะ ลงน้อยได้น้อย”
       บรรยากาศเต็มไปด้วยความชุลมุน คนโน้นแทงสองร้อย คนนั้นแทงสามร้อย คนนี้แทงห้าร้อย ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ‘ลงข้างไอ้วรรณ’
       “ไอ้วรรณลูกข้านี่มันตัวเงินตัวทองแท้ๆ รู้จักสรรหากีฬามาแข่ง ยุติธรรมจริงๆ” ผันว่า
       ชาวบ้านยังตะโกนแทงข้างสุวรรณกันระงมไปหมด
      
       เช้าวันใหม่ น้ำหวานโยนหนังสือพิมพ์ใส่หน้าสุดาวดีที่นั่งอยู่หน้ากระจกในห้องแต่งตัว
       น้ำหวานฉุนจัด “ทำอย่างนี้หมายความว่าไง”
       ช่างทำผมเดินออกไปอย่างรู้หน้าที่ สุดาวดีหยิบหนังสือพิมพ์มาดูหัวข้อข่าว
       “โรส สุดาวดี” นางแบบสาวสุดฮอต น็อคคู่แข่งคว้าตำแหน่งแบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนล่าสุดของ Spark, Spake ไวน์คูลเลอร์ชื่อดัง”
       “หมายความว่าไง ไม่น่าถาม โรสก็ทำงานสิคะ”
       “แล้วทำไมพี่ไม่รู้” น้ำหวานถาม
       “ก็พี่มัวแต่เทคแคร์พวกนายแบบผู้ชาย หายไปถ่ายละครที่เมืองนอกทีเป็นอาทิตย์ งานมันเข้ามาตอนที่พี่ไม่อยู่ โรสเลยเซ็นสัญญารับงานเอง ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่”
       “แต่ในสัญญาของเราระบุชัดว่าพี่ต้องเป็นคนรับงานแทนโรสทุกอย่าง”
       “ก็พี่น้ำหวานไม่อยู่ แล้วจะให้โรสทำยังไง”
       “โทรศัพท์ก็มี ทำไมไม่โทรหาพี่”
       “แล้วมันเรื่องอะไรที่โรสจะต้องมาเสียเงินค่าโทรทางไกลเพิ่มอีก ไอ้ที่ต้องจ่ายเปอร์เซ็นต์ให้พี่ก็มากพออยู่แล้ว”
       “คิดจะแหกสัญญาใช่มั้ย” น้ำหวานฉุน
       “ก็ถ้าพี่ไม่อยากดูแลโรส ก็ไม่เป็นไร โรสจ้างคนอื่นก็ได้”
       “ฉันสร้างเธอได้ ฉันก็ทำลายเธอได้เหมือนกัน เตรียมหาทนายไว้ให้ดี ฉันฟ้องเธอแน่!”
       สุดาวดีตาลุกวาวเพราะคาดไม่ถึงว่าเรื่องจะลงเอยแบบนี้
      
       บรรยากาศงานวัดดอนล้อมแรดมีเสียงเชียร์ดังกระหึ่ม เสียงแตรวงดังไปทั่ว
       หลวงตาคงถือโทรโข่งพูด “พ่อแม่พี่น้องชาวดอนล้อมแรดใต้ มาร่วมมือร่วมใจผนึกกำลังเอาชนะการแข่งขันให้ได้”
       ผันถือโทรโข่งพูดต่อ “อย่าไปออมแรงให้พวกบ้านใต้ เราต้องไว้ลายชาวดอนล้อมแรดเหนือ”
       การแข่งขันก่อปูนทำที่อาบน้ำสงฆ์ระหว่างทีมดอนล้อมแรดเหนือกับทีมดอนล้อมแรดใต้ท่ามกลางแตรวงบรรเลงเพลงครึกครื้นดำเนินต่อไป ชาวบ้านมาเชียร์เพียบ จินตวัฒน์กับพระครูจ้อยนั่งเป็นกรรมการอยู่ในเต็นท์
       “ท่าทางจะไปได้ดีนะครับ” จินตวัฒน์บอก
       “อาตมาไม่ขออะไร ขอให้งานเสร็จแล้วไม่ตีกันตายก็พอ”
       ผู้ชายทั้งสองทีมช่วยกันก่ออิฐโบกปูนกันอย่างแข็งขัน
       “งานของเราจะได้ทั้งความเนี๊ยบและความเร็ว เพราะไอ้แผนมันเป็นช่างที่สืบทอดมาจากตระกูลช่างตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม” ผันบอก
       หลวงตาคงพูดต่อ “เอื้อมแล้วเอื้อมอีกก็เอื้อมไม่ถึง ก็แค่กรุงรัตนโกสินทร์ล่ะพี่น้อง สู้ทีมดอนล้อมแรดใต้ของเราไม่ได้ มีนายช่างใหญ่ที่สืบทอดช่างสกุลราชสำนัก ตกทอดมาจากกรุงศรีอยุธยา”
       “ของเราเก่ากว่าเพราะสาวขึ้นไปถึงกรุงสุโขทัย” ผันแทรก
       หลวงตาคงพูดต่อ “ฟากทางเรามาจากอาณาจักรล้านนา หริภุญชัย ศรีวิชัย”
       “ของข้าตามกันมาตั้งแต่สมัยละโว้นู่นเว้ย” ผันบอก
       “น้อยไป เพราะฝั่ง ข้าสืบไปสืบมา...โอ๊ย...มาจากยุคทวารวดี ฟูนันโน่นแหนะ” หลวงตาคงเกทับ
       พระครูจ้อยงง
       “มันเชิญวิญญาณบรรพบุรุษมาแข่งกันเลยหรือนี่”
       จินตวัฒน์หัวเราะขำ โทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของเขามีสัญญาณโทรเข้าแต่เขาไม่ได้ยิน


  


       สุดาวดีหันหลังให้น้ำหวาน เธอเดินไปเดินมาพร้อมกดโทรศัพท์หลายรอบแต่ก็ไม่มีคนรับสาย น้ำหวานกำลังเก็บแฟ้มงาน portfolio ใส่กระเป๋า
        สุดาวดีขัดใจสุดๆ “จิ๋นนะจิ๋น มัวทำอะไรอยู่ ทำไมไม่รับสาย”
        สุดาวดีหันไปหาน้ำหวานแล้วจิกใช้อย่างลืมตัว
        “พี่น้ำหวาน! โทรหาทนายให้หน่อยสิ”
        น้ำหวานแขวะกลับ “สะบัดบ๊อบใส่กัน แล้วยังจะมีหน้ามาใช้อีกเหรอ มีมือก็ทำเองสิยะ...หาทนายเจ๋งๆมาล่ะ เพราะฉันจะหาทนายที่เก่งที่สุดมาฟ้องเธอ!”
        น้ำหวานสะบัดบ๊อบใส่แล้วเดินออกไป
        สุดาวดีทำอะไรไม่ถูก แต่ก็คิดขึ้นมาได้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใครจึงรีบกดโทรออกทันที
        “มาร์ก...ช่วยหาทนายให้หน่อยสิ...ด่วนมาก...ติดต่อได้เมื่อไหร่ โทรบอกโรสทันทีเลยนะ...ขอบคุณมาก”
        สุดาวดีกดปิดโทรศัพท์ด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี
      
        ดาวเรืองรับจานอาหารจากบานชื่นมาใส่ถาดแล้วเดินมาเสิร์ฟที่โต๊ะของคนงานขนซุง
        “วันนี้มากินข้าวที่นี่ได้นะ”
        “ตัดไม้เสร็จแล้ว เตรียมขนอย่างเดียว” คนขนซุงคนหนึ่งบอก
        “นึกแล้วยังเสียดายไม่หาย น่าจะมีของหวานเหลือๆมาขายที่นี่บ้าง...แล้วจะขนไม้กันวันไหนวะ” ดาวเรืองถาม
        “ก็ใกล้ๆนี่แหละ รอเจ้านายยืนยันอีกที”
        ดาวเรืองพยักหน้าแล้วหันไปมองเทิ้มที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะริมสุด เทิ้มเลื่อนหนังสือพิมพ์ลงให้เห็นแต่ดวงตา เขาสบกับดาวเรืองอย่างรู้กัน
        เทิ้มวางหนังสือพิมพ์แล้วเดินออกจากร้านไป ดาวเรืองเดินหายไปทางหลังร้านอย่างเนียนๆ เหลือแต่บานชื่นที่ผัดอาหารในกระทะอยู่
      
        เทิ้มมีท่าทางเครียดขณะเดินเข้ามายืนตรงหน้าดาวเรือง
        “มันต้องขนกันตอนงานวัดแน่” เทิ้มว่า
        “พวกเวรเอ๊ย มันจะใช้งานบุญ ทำบาป ไอ้คนพวกนี้เมื่อไหร่นรกจะสูบไปให้หมดแผ่นดินสักที” ดาวเรืองบอก
        “ข้าจะเช็คข่าวให้แน่ใจอีกที คราวนี้ล่ะ จะถอนรากถอนโคนมันทั้งยวง”
        “ระวังตัวนะกำนัน มีอะไรให้ช่วยก็บอก”
        เทิ้มพยักหน้า ดาวเรืองยังโกรธแค้นพวกหนักแผ่นดินไม่หาย
      
        ดาวเรืองกับเพี้ยนเดินเข้ามาในบริเวณลานวัดที่มีการแข่งขันทำที่อาบน้ำสงฆ์ ดาวเรืองกับเพี้ยนแหวกฝูงชนเข้าไปดูก็เห็นงานก่ออิฐใกล้เสร็จแล้ว ผันกับหลวงตาคงยังคงแหกปากตะโกนใส่โทรโข่งเหมือนเดิม
       “เอาเลยเว้ย อย่าให้เสียชื่อ อีกนิดเดียว ฮุย เล ฮุย ๆๆ”
        “เหวยๆ ถ้าคนดอนล้อมแรดใต้ชนะ ข้าจะแจกนางกวัก ใครอยากได้เอาไปกวักเงินกวักทอ