กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] แค้นเสน่หา

แค้นเสน่หา.png
3-7-2013 15:00



แค้นเสน่หา



ออกอากาศ : ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
บทประพันธ์โดย : วราภา
บทโทรทัศน์โดย : ศัลยา       
กำกับการแสดงโดย : สำรวย รักชาติ
ผลิตโดย : บริษัท ฮูแอนด์ฮู จำกัด โดย ผู้จัด วรายุฑ มิลินทจินดา



รายชื่อนักแสดง

  ยุกต์ ส่งไพศาล   รับบท   ฉัตต์   
  ธัญชนก กู๊ด   รับบท   รุ้ง   
  ฐากูร การทิพย์   รับบท   ชายเดียว   
  มธิรา ตันติประสุต   รับบท   จริมา  
  ฉัตรชัย เปล่งพานิช   รับบท   ท่านชายรังสิโยภาส  
  จินตหรา สุขพัฒน์   รับบท   จันทร์ / บุหลัน  
  ลลิตา ศศิประภา   รับบท   ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส  
  ธัญญา โสภณ   รับบท   นางเฟือง  
  รอน บรรจงสร้าง   รับบท   พจน์  
  พิศมัย วิไลศักดิ์   รับบท   คุณหญิงเพ็ง   
  นฤมล พงษ์สุภาพ   รับบท   ราตรี
  สุธิตา เกตานนท์   รับบท   ท่านหญิงเล็ก  
  เธียยเกศ ไอสุรางฆ์   รับบท   พิสีนี  
  อมรเทพ ศุภพร   รับบท   เดช  
  จตุรงค์ โกลิมาศ   รับบท   แคล้ว   
  มยุรี อิศรเสนา   รับบท   สำเนียง
  ณัฐฐิรา จิวระโมไนย์กุล   รับบท   สำลี   
  นภาพร หงสกุล   รับบท   ละเมียด  
  อรัญญา ประทุมทอง   รับบท   สารภี   
  วุฒิ คงคาเขตต์   รับบท   แนบ  
  แพรชีวี คณะทอง   รับบท   อ่อน  
  รุ่งกานดา เบญภรณ์   รับบท   สาลี่   
  ศิรินุช เพ็ชรอุไร   รับบท   ผ่อง   
  อพิชญา ป้านทอง   รับบท   พิกุล  
  ธนา สินทรัพย์   รับบท   สน   



เรื่องย่อ ละครแค้นเสน่หา



       วันนั้นหม่อมบุหลัน ของหม่อมเจ้ารังสิโยภาสแห่งวังรังสิยา ยืนมองเรือประทับของท่านชายแล่นออกจากท่า มองเห็นแสงตะเกียงอ่อนลงจนลับหายไปในที่สุด ในโสตประสาทยังแว่วเสียงสั่งเสียของท่านชายว่า
      
       ถ้าบุหลันคลอดลูกก่อนท่านเสด็จกลับ ให้ตั้งชื่อลูกชายว่าหม่อมราชวงศ์ศักดินา ถ้าเป็นลูกหญิงให้ชื่อว่าหม่อมราชวงศ์หญิงวิมลโพยม พร้อมทั้งถอดสร้อยพระศอและเหรียญประทาน โดยท่านชายย้ำว่า ได้ฝากฝังบุหลันไว้กับหม่อมเจ้าหญิงแขไขเจิดจรัส พระชายาเรียบร้อยแล้ว
      
       นั่นแหละคือสิ่งที่บุหลันหวาดกลัว โดยเฉพาะนางเฟือง พระพี่เลี้ยงผู้จงรักภักดีของท่านหญิง นางเฟืองจึงแค้นแทนท่านหญิง ที่ท่านชายยกเด็กกำพร้าหลานสาวหัวหน้าห้องเครื่องวังรังสิยามาเป็นหม่อม บุหลันสังหรณ์ใจตลอดเวลาว่านางเฟืองผู้นี้แหละคือศัตรูตัวสำคัญ
      
       คืนวันหนึ่ง เสียงฝ่ามือนางเฟืองฟาดลงบนแก้มของบุหลัน พร้อมคำอาฆาตรุนแรงว่า ใครทรยศต่อท่านหญิงมันผู้นั้นต้องตาย บุหลันนัยน์ตาเหลือกลาน ขณะที่ถูกลากตัวมายังเรือนแพริมท้องน้ำที่ประตูเปิดกว้างรอคอย คำสั่งนางเฟืองให้ฆ่าบุหลัน แล้วพาไปทิ้งน้ำ บุหลันรู้สึกวาบหวิวขณะที่ปวดท้องอย่างรุนแรง เสียงฟ้าคำรามเปรี้ยง ฝนตกกระหน่ำกลบเสียงหวีดร้องของบุหลันยามใกล้คลอด เสียงหวีดสุดท้ายดังขึ้นพร้อมเสียงอุแว้ของทารกเกิดใหม่ดังกังวานไปทั่วคุ้งน้ำ
      
       เวลาดึกคืนวันนั้น นางเฟืองอุ้มทารกน้อยเพศชายคนหนึ่งมาถวายท่านหญิงพร้อมทูลว่าบุหลันคลอดลูกชายและยกถวายให้เป็นลูกชายท่านหญิง ท่านหญิงแปลกพระทัยแต่ก็หลงรักทารกตั้งแต่แรกเห็น หารู้ไม่ว่าขณะนั้นแม่ของเด็กชายนอนสลบอยู่ในเรือที่ไอ้ยอดบ่าวในเรือนพายมุ่งหน้าไปยังรอยตะเข็บแม่น้ำต่อกับทะเล เมื่อถึงที่หมายขณะที่ไอ้ยอดกำลังจะผลักร่างของบุหลันลงน้ำ มันก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อมันได้ยินเสียงร้องของทารกอีกคนหนึ่ง
      
       ไกลออกไปตามแม่น้ำสายเดียวกัน ที่บ้านปัณณธร คุณหญิงเพ็ง ปัณณธร พจน์ลูกชายคนเดียวและฉัตต์ลูกชายวัยห้าขวบของพจน์ กำลังเศร้าโศกอย่างยิ่ง เพราะราตรีภรรยาที่รักยิ่งของพจน์เพิ่งจะเสียชีวิตในวันนั้น วันเดียวกันละเมียดต้นห้องของคุณหญิงเพ็งวิ่งมาบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่ง มานอนสลบอยู่ที่ท่าน้ำ พร้อมด้วยชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นใบ้และทารกเพศหญิงอีกหนึ่งคน คุณหญิงเวทนาจึงรับทั้ง3ชีวิตให้อาศัยในบ้านปัณณธรต่อไป
      
       ผู้หญิงที่มากับสายน้ำให้ทุกคนเรียกว่า จันทร์ ตั้งชื่อลูกสาวว่า รุ้ง จันทร์เป็นที่รักของคนทั้งบ้านโดยเฉพาะคุณหญิงเพ็ง เพราะจันทร์ขยันขันแข็งช่วยงานทุกอย่างในบ้านโดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ฝีมือ เช่น ทำอาหาร ร้อยดอกไม้ แกะสลักผลไม้และเย็บเสื้อผ้า คุณหญิงพอใจในตัวจันทร์มากถึงขนาดอยากให้เป็นลูกสะใภ้ พจน์เองแม้จะอาลัยอาวรณ์ภรรยาที่ล่วงลับไปแล้วก็ยังใจอ่อนต่อความดีและความอ่อนหวานของจันทร์ นอกจากนี้จันทร์ยังเป็นแม่นมของจริมา ลูกสาววัยแค่เดือนเศษของพจน์ด้วย จันทร์รักและทะนุถนอมจริมาเช่นเดียวกับรุ้งลูกสาวของตนเอง
      
       คนเดียวทีไม่พอใจอย่างยิ่งคือฉัตต์ ลูกชายคนโตของพจน์ ฉัตต์ปักใจว่าเป็นเพราะคนพวกนั้นแม่ของตนถึงตาย ฉัตต์ลั่นวาจาว่าเกลียดที่สุด และความเกลียดชังนั้นไม่เคยจางหายจนกระทั่งเขาโตเป็นหนุ่ม
      
       ท่านชายรังสิโยภาสกลับมาถึงวังพบแต่ลูกชายของบุหลัน ส่วนตัวบุหลัน นางเฟืองทูลว่าหนีไปกับชู้คือไอ้ยอด ท่านชายไม่เชื่อว่าบุหลันจะเลวขนาดนั้นแต่ก็อดระแวงไม่ได้ มีผลทำให้ทรงไม่เอาใจใส่คุณชายศักดินา รวมทั้งท่าทีเฉยชาไม่สนใจท่านหญิง จนถึงวันที่ท่านชายลั่นวาจาว่าถ้ารู้ว่าใครเป็นตัวการเรื่องบุหลันจะทรงฆ่าด้วยองค์เอง โดยเฉพาะนางเฟืองที่ทรงรังเกียจอย่างยิ่ง ท่านชายรับสั่งจบ ทรงปิดประตูใส่พักตร์ท่านหญิง นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาสายใยความเป็นสามีภรรยาที่เกาะเกี่ยวอยู่เพียงบางเบาก็ขาดสะบั้น
      
       ท่านชายสงสัยนางเฟืองตลอดเวลาว่าต้องมีส่วนในเรื่องราวของบุหลัน ทรงไม่ต้องรอนานเรื่องราวของนางเฟืองก็จบลง ไอ้แคล้วหลานชายนางเฟือง ผู้สมรู้ร่วมคิดฆ่าบุหลันกลับมาขู่เข็นเอาเงิน นางเฟืองจึงฆ่าไอ้แคล้ว แต่มันยังมีชีวิตอยู่จนสารภาพทุกอย่างกับท่านชายก่อนสิ้นใจ ท่านชายเรียกนางเฟืองมาต่อหน้าพระพักตร์ต่อหน้าท่านหญิงด้วย ท่านชายเล่าถึงความโหดร้ายของนางเฟืองที่ทำต่อบุหลัน รับสั่งให้ขังนางเฟืองเพื่อจะส่งตำรวจในวันรุ่งขึ้น แต่คนใจเด็ดอย่างนางเฟืองหรือจะยอมให้ตัวเองถึงมือตำรวจ นางเฟืองเชือดคอตายต่อหน้าพระพักตร์ท่านชายเช่นกัน
      
       ท่านหญิงทรงเปิดจดหมายที่นางเฟืองทิ้งไว้ให้ จดหมายนั้นบอกว่าแม้ตายไปวิญญาณก็จะคอยปกป้องท่านหญิง นางเฟืองทำตามคำในจดหมายทุกอย่าง วิญญาณนางเฟืองอยู่กับท่านหญิงตลอดเวลา คอยปกป้องคุ้มครองภัยอันตรายตลอด แต่วิญญาณจงรักภักดีของนางเฟืองไม่ช่วยปัดเป่าความเศร้าหมองลึกซึ้งของท่านหญิงอันเกิดจากท่าทีหมางเมินไม่มีเยื่อใยของท่านชาย ท่านหญิงกลายเป็นคนซึมเศร้าหมดอาลัยตายอยากในชีวิต วิญญาณนางเฟืองทนไม่ได้ ดังนั้นเวลาโพล้เพล้ของวันหนึ่ง ท่านชายทรงประทับอยู่หัวบันได เนตรมองจ้องที่ร่างของท่านหญิงที่ถูกซ้อนทับด้วยร่างของนางเฟือง แววตาเยือกเย็นเหี้ยมโหด รอยยิ้มหยามหยันเหมือนนางเฟือง ที่จมกองเลือดตายในวันนั้น ท่านชายโบกพระหัตถ์ไล่อย่างหวาดกลัว ส่งเสียงร้องโหยหวนก้องวังในขณะที่ทรงเสียหลักกลิ้งหล่นมาตามขั้นบันได ท่านชายเป็นอัมพาตต้องทรงนอนนิ่งจากนั้นเป็นต้นมา
      
       จันทร์กับรุ้งอยู่เป็นสุขในความเมตตาของเจ้าของบ้านปัณณธร เว้นแต่ฉัตต์ผู้ที่ยังแค้นและเกลียดชัง รุ้งคือผู้รับบาป ฉัตต์เกลียดรุ้งและแสดงออกทั้งวาจาและกริยา วันหนึ่งถึงขนาดผลักรุ้งกระเด็น พจน์ลงโทษให้รุ้งเฆี่ยนฉัตต์ ไม่มีใครคิดว่ารุ้งจะยอมทำแต่รุ้งยอม ด้วยเหตุผลที่รุ้งรู้อยู่คนเดียวว่าถ้ารุ้งไม่เฆี่ยน พจน์ต้องเฆี่ยนเสียเอง และฉัตต์จะเจ็บมากกว่าเป็นเท่าตัว เหตุการณ์นี้ทำให้ฉัตต์เพิ่มความเกลียดชังรุ้งขึ้นอีก ทำให้ฉัตต์เป็นไม้เบื่อไม้เมากับจริมาน้องสาว ผู้ที่รักรุ้งเหมือนพี่น้องแท้ๆ จริมาคอยปกป้องรุ้งจากการกลั่นแกล้งของฉัตต์ตลอดเวลา
      
       คุณหญิงเพ็งพอใจจันทร์มากขึ้นเป็นลำดับ ถึงกับบอกกับพจน์ให้บอกกับจันทร์ว่าคุณหญิงจะขอจันทร์เป็นแม่จริงๆของจริมา พจน์พอใจจันทร์เป็นทุนอยู่แล้ว แต่คำตอบของจันทร์คือ เธอจะซื่อสัตย์ต่อสามีจนวันตาย พจน์ประทับใจมาก แต่คุณหญิงผิดหวังอย่างแรง พจน์ปลอบคุณหญิงว่า ถึงจะไม่ได้ลูกสะใภ้แต่คุณหญิงก็ได้ลูกสาวและหลานสาวคนใหม่ คุณหญิงทำใจยอมพร้อมทั้งจัดงานรับขวัญจันทร์และรุ้งอย่างยิ่งใหญ่ คนในวงสังคมจึงรับรู้ว่าจันทร์คือน้องสาวของพจน์ และรุ้งคือหลานสาวของคุณหญิง พร้อมทั้งให้ใช้นามสกุล ปัณณธรอีกด้วย
      
       วันหนึ่งที่บ้านปัณณธรปรากฏร่างของเด็กชายหน้าตาลออท่าทางภาคภูมินำผลไม้ต่างประเทศหลากหลายมาเยี่ยมคุณหญิง และเพื่อแจ้งข่าวการสิ้นพระชนม์ของท่านพ่อ ฉัตต์เรียกเพื่อนนักเรียนโรงเรียนเดียวกันนี้ว่าชายเดียว คุณหญิงเรียกจันทร์ให้ไปงานศพท่านชายรังสิโยภาสด้วย จันทร์รู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนและทุกอย่างนิ่งสนิท ความรักความอาลัยท่วมหัวใจ
      
       ที่งานศพ สายพระเนตรของท่านผู้หญิงแขไขเจิดจรัส รวมทั้งท่านหญิงอัปสราภาน้องสาว ต่างก็จ้องที่จันทร์เป็นตาเดียว ความสงสัยเต็มพระทัยแม้จะรับรู้ว่าผู้หญิงที่หน้าเหมือนบุหลันคนนี้ชื่อ จันทร์ ปัณณธร
      
       วันต่อมา จันทร์ขออนุญาตคุณหญิงว่าจะพารุ้งไปงานศพท่านชายด้วย คุณหญิงไม่อนุญาตเพราะไม่สมควรพาเด็กไปงานศพ จันทร์จำใจต้องเล่าความจริงให้พจน์ฟังว่าตนคือหม่อมบุหลัน และรุ้งคือหม่อมราชวงค์หญิงวิมลโพยมลูกสาวฝาแฝดของคุณชายศักดินา เพื่อให้พจน์ช่วยให้รุ้งได้ไปกราบศพท่านพ่อ พจน์กระซิบต่อหน้าโกศท่านชายว่า อย่าได้ทรงห่วงใยคุณหญิงวิมลโพยมเพราะเขาจะดูแลให้เท่าเทียมลูกในไส้ของเขาเอง
      
       เวลาของความตื้นตันใจอันใหญ่หลวงจันทร์ เมื่อพารุ้งไปกราบพระศพท่านพ่อและเพิ่มมากขึ้นเมื่อคุณชายศักดินา เข้ามาหมอบกราบพระศพท่านพ่อเคียงข้างรุ้ง ใบหน้าที่แหงนเงยอยู่เคียงคู่กันนั้น แม้จะต่างเพศกัน แต่เค้าเคราคล้ายคลึงกันยังสังเกตได้ จันทร์สะท้อนถอนใจอยู่คนเดียวในขณะที่ท่านหญิงผู้ซึ่งทอดพระเนตรเห็นเช่นกัน ต้องข่มความรู้สึกตื่นเต้นหวั่นไหว ลูกสาวนางจันทร์ ปัณณธร ไฉนนอกจะเหมือนบุหลันแล้วลูกยังเหมือนชายเดียวอีกด้วย
      
       พจน์บอกจันทร์ว่านางเฟืองตายแล้ว ถามจันทร์ว่าจะเปิดเผยความจริงหรือไม่จันทร์ปฏิเสธเพราะไม่ต้องการดึงคุณชายศักดินาผู้สูงด้วยเกียรติยศให้ต่ำต้อยลง ส่วนรุ้ง จันทร์จะให้รู้ความจริงเมื่ออายุ 21 ปี จะเลือกและตัดสินใจว่าจะเรียกร้องความเป็น ม.ร.ว.วิมลโพยม คืนหรือไม่
      
       สิบกว่าปีที่ผ่านไป เด็กทุกคนเติบโตขึ้น ฉัตต์ กำลังจะไปเรียนต่างประเทศ รุ้งและจริมาเรียนชั้นมัธยมปลายเช่นเดียวกับคุณชายเดียว ม.ร.วทอแสงรัศมีมีลูกสาวของท่านหญิงอัปสราภา น้องสาวของท่านหญิงแขไขเจิดจรัส เรียนชั้นเดียวโรงเรียนเดียวกับรุ้งและจริมา ก่อนฉัตต์ไปต่างประเทศ เขาซื้อแกรนด์เปียโนให้รุ้งเพราะรู้ว่ารุ้งชอบเล่นเปียโนมาก ทุกคนสงสัยว่าเหตุใดฉัตต์ยอมเสียเงินจำนวนมากให้รุ้งทั้งที่ใครๆ ก็รู้ว่าฉัตต์ไม่ชอบรุ้ง แต่สำหรับรุ้งทุกครั้งที่เห็นเปียโนเธอทั้งสุขทั้งเศร้าและคิดถึงฉัตต์อย่างรุนแรง
      
       ฉัตต์ไปแล้ว คุณชายเดียวยังมาที่บ้านปัณณธรเป็นระยะๆ จันทร์เป็นสุขใจเมื่อมีโอกาสได้พบลูกชายบ้าง คนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคุณชายเดียวก็คือจริมาทุกครั้งที่พบกันสองจะเหมือนน้ำกับไฟ ทั้งจิกทั้งกัดไม่มีใครยอมใคร คนที่คุณชายเดียวรู้สึกผูกพันด้วยโดยไม่รู้สาเหตุก็คือรุ้ง ส่วนคุณหญิงทอแสงรัศมีแสดงให้รู้อย่างเปิดเผยว่าตนชอบคุณชายศักดินา เมื่อถูกขัดขวางจากหม่อมแม่ หญิงทอแสงจึงบอกให้รู้ว่าตนรู้เรื่องชาติกำเนิดของชายเดียวแล้ว จึงไม่แปลกอะไรที่เธอจะชอบ คุณชายเดียวไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกัน แต่เธอไม่รู้หรือพยายามจะไม่รู้ว่า ชายเดียวไม่เคยมีความรู้สึกพิเศษๆ กับเธอ
      
       พจน์เตรียมการให้จริมาไปเรียนต่างประเทศ ส่วนรุ้งประกาศอย่างเด็ดขาดว่าจะเรียนพยาบาล เพื่อจะได้ดูแล3คนที่รุ้งรักบูชาสุดหัวใจ คือคุณย่า ลุงพจน์ และแม่ พจน์เจ็บเป็นโรคร้ายจึงอยู่ได้ไม่เกินปีเดียว แต่สั่งจันทร์ให้ปิดทุกคน จริมามารู้โดยบังเอิญ เธอเสียใจมากที่สุดถึงกับจะไม่ยอมไปเรียน จันทร์ต้องสัญญาว่าจะให้ จริมากลับมาดูใจพ่อ จริมาถึงยอมไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผิดอย่างยิ่งก็คือ ไม่มีใครบอกฉัตต์ฉัตต์ไม่รู้แม้แต่เรื่องพ่อเจ็บ เพราะพจน์เขียนจดหมายถึงฉัตต์เตรียมไว้ล่วงหน้าหลายฉบับ และส่งให้ฉัตต์เดือนละฉบับ พจน์มีชีวิตยืนยาวมากกว่าปี จนมัจจุราชไม่อาจผ่อนผันได้อีกต่อไป ตั๋วเครื่องบินถูกส่งไปให้จริมา เพื่อมาดูใจบิดาในวันสุดท้าย ฉัตต์คนเดียวเท่านั้นที่ไม่รู้ความจริง ส่วนคุณชายเดียวเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ เหตุผลเพราะท่านหญิงสุขภาพอ่อนแอ ประชวรบ่อยๆ คุณชายจึงไม่กล้าทิ้งท่านไปไกล
      
       สถานะทางการเงินในบ้านปัณณธรเริ่มเป็นปัญหาใหญ่ ทั้งฉัตต์และจริมาเรียนต่างประเทศต้องใช้เงินจำนวนมาก คุณหญิงอนุญาตตามคำแนะนำของจันทร์และรุ้งให้เปิดสวนอาหารริมน้ำ กิจการสวนอาหารเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว เพราะอาหารอร่อยสถานที่สวยงามเจริญตา รุ้งบริหารงานในทุกรายละเอียด เพื่อให้สวนอาหารโตเร็วที่สุด ฉัตต์ได้รับเงินสม่ำเสมอแม้แต่เงินซื้อรถแทนคันเก่าที่ใช้การไม่ดี
      
       ทอแสงรัศมีพยายามพาตัวมาใกล้ชิดคุณชายศักดินา แต่คุณชายไม่เคยมีไมตรีตอบ ใจคุณชายอยู่ที่รุ้ง นี่เองเป็นสาเหตุทีทำให้คุณชายมาที่ร้านอาหารบ่อยๆ บางครั้งมาสั่งอาหารไทยโบราณไปถวายท่านแม่ ท่านหญิงพอพระทัยที่ได้เสวยอาหารที่คุ้นเคย บางครั้งความทรงจำเดิมๆ ทำให้หวนคิดถึงฝีมือนางบุหลันที่เคยทำถวาย จนในที่สุดเมื่อทรงทราบว่า เป็นฝีมือของนางจันทร์ รับสั่งให้คุณชายไปพามาเข้าเฝ้า แม้ว่าจะทรงไม่สบายพระทัยเลยด้วยเกรงว่าสิ่งที่ทรงคิดจะเป็นจริง วันหนึ่งคุณชายพารุ้งมาเฝ้าท่านหญิง รุ้งไม่รู้ตัวเลยว่าสายพระเนตรของท่านหญิงที่มองรุ้งเปลี่ยนแปรเป็นความเกลียดชัง ความอาฆาตแค้น และความมุ่งร้ายหมายชีวิตอย่างรุนแรง มันคือสายตาของใครคนหนึ่งที่แฝงฝังวิญญาณชั่วร้ายอยู่ในวังวนริษยา รอคอยเวลาที่จะเผาผลาญทุกคนที่บังอาจทำร้ายท่านหญิงให้พินาศไป
      
       คนแรกที่โดนพิษความแค้นก็คือ นายหญิงอัปสราภาน้องสาวของท่านหญิงที่นางเฟืองรู้ว่ามีใจอิจฉาริษยาท่านหญิงเสมอมา วันหนึ่งท่านหญิงผู้เคราะห์ร้ายสินพระชนม์โดยไม่มีใครรู้สาเหตุ
      
       ท่านหญิงทุรนทุรายอยู่ในกองเพลิงแห่งความชิงชัง เพราะเฟืองคอยเสี้ยมสอนปลุกปั่น ยุแหย่ ใส่ไฟอยู่ทุกวี่วัน ท่านหญิงปราศจากความสุข วิญญาณนางเฟืองยิ่งร้อนเร่า แผ่รังสีอำมหิตไปทั่ววัง มีคนเคราะห์ร้ายตายเพราะพยายามจะไปหาหมอผีมาปราบวิญญาณ แต่ไม่มีใครทานทนวิญญาณที่กล้าแกร่งของนางเฟืองได้ ในทีสุด เมื่อท่านหญิงว้าวุ้นใจถึงขนาดล้มเจ็บ นางเฟืองทั้งขู่ทั้งปลอบทั้งยืนยันว่าบุหลันตายแล้ว จันทร์ไม่ใช่บุหลัน แต่ท่านหญิงไม่ยอมเชื่อ
      
       ชายเดียวนึกเป็นห่วงรุ้งอยู่ตลอดเวลา แต่เป็นความผูกพันที่เขาเองก็อธิบายไม่ได้ ชายเดียว คอยช่วยเหลือรุ้งอยู่ห่าง ๆ ในขณะที่จันทร์เองก็ทุกข์ใจ เพราะเกรงว่า เด็กทั้งสองจะรักกัน โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า ความรู้สึกของรุ้งและชายเดียว เป็นความห่วงใยฉันท์พี่น้องเท่านั้น อีกคนหนึ่งที่ทุกข์ไม่แพ้กันก็คือคุณหญิงทอแสงรัศมี ทำอย่างไรจึงจะไม่เสียชายให้รุ้ง เธอนึกถึงฉัตต์ เธอเคยเห็นสายตาของฉัตต์ที่มองรุ้ง เธอรู้ตัวว่าภายใต้ความเกลียดชังคือความห่วงหาอาทร ทำอย่างไรให้ฉัตต์กลับมาเป็นผู้ขัดขวางความสัมพันธ์ของรุ้งและชายเดียว ทอแสงมั่นใจว่าฉัตต์รักรุ้ง ฉัตต์ต้องเอารุ้งคืนไปได้ แผนการร้ายผุดขึ้นในหัวของทอแสง จึงเขียนจดหมายในนามผู้หวังดีบอกฉัตต์ว่าพ่อตายแล้ว ฉัตต์โกรธจัดกลับเมืองไทยทันที อย่างที่ทอแสงรัศมีต้องการ โดยเธอและคนที่ถูกพายุอารมณ์พัดอย่างรุนแรงคือรุ้ง ฉัตต์อาละวาดเอาเรื่องรุ้งอย่างหนัก เรื่องสำคัญคือ ปิดบังเรื่องคุณพจน์ตายเพราะต้องการเปิดร้านอาหารเพื่อหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าของรุ้งและแม่จันทร์ รุ้งเงียบสนิทไม่บอกเหตุผลว่าต้องหาเงินมากๆเพราะต้องส่งให้ฉัตต์กับจริมา
      
       ฉัตต์ไม่รู้ว่าอะไรพัดพาให้เหตุการณ์ของเขาและรุ้งวุ่นวายขนาดนี้ ในเมื่อเขาคิดถึงรุ้งเกือบตลอดเวลาที่อยู่ต่างประเทศ ภาพของรุ้งตั้งแต่เด็กทารกเป็นเด็กหญิง จนรุ่นสาว เขายังจำได้ทุกบททุกตอน ด้วยความแค้นเขาอาละวาดกับรุ้งไล่รุ้งออกจากบ้าน มากกว่านั้นเขายังหลุดปากขอแต่งงานกับพิสินี เพื่อนสาวที่เรียนมาด้วยกัน ผู้ซึ่งเขารู้ว่าหลงรักเขาอยู่ เขาผูกมัดตัวเองขนาดนี้ใครจะช่วยคลายปมเหล่านี้ให้
      
       จริมากลับจากต่างประเทศ เธอเรียนจบได้ปริญญาเรียบร้อย วันที่จริมากลับถึงบ้านคือวันที่ฉัตต์ไล่รุ้งออกจากบ้าน คุณชายเดียวพารุ้งไปพักที่วังรังสิยา และที่นั่น รุ้งต้องเผชิญกับแรงแค้นของนางเฟืองจนแทบเอาชีวิตไม่รอด นางเฟืองขอยืมมือทอแสงรัศมีเอายานอนหลับให้รุ้งกิน ดังนั้นเมื่อจันทร์ผู้ซึ่งแทบจะด่าวดิ้นสิ้นใจตาม ไปถึงไม่ปรากฏร่างของรุ้งอยู่ที่ใดเลยในวังรังสิมา ยอดตามจันทร์มาตามหารุ้งด้วย ทุกคนได้รู้ในวันนั้นว่ายอดไม่ได้เป็นใบ้
      
       คนทั้งหมดมารวมกันที่วังรังสิยา จันทร์ ยอด จริมา คุณชายเดียว ฉัตต์ ทุกคนพยายามตามหารุ้งแต่ก็ไม่พบ ในห้องบรรทมของท่านหญิง วิญญาณนางเฟืองและท่านหญิงกำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ท่านหญิงผู้เสมือนมีแรงฮึดสุดท้ายวอนขอนางเฟืองว่าอย่าทำบาปต่อไปอีกเลย ขอให้นางเฟืองไปเกิดในภพใหม่เถิด นางเฟืองคำรามอย่างโกรธแค้นว่าไฟแค้นกำลังจะหมดสิ้นด้วยความตายของรุ้ง และนังบุหลันก็ต้องอกแตกตายตามลูกสาวมันไป ท่านหญิงอ้อนวอนอย่างสิ้นหวังว่าไฟแค้นนั้นกำลังเผาผลาญตัวท่านหญิงต่างหาก ขอให้นางเฟืองดับไฟนั้นเถิด มีคนตายไปหลายคนแล้วอย่าให้มีอีกเลยคำอ้อนวอนของท่านหญิงเหมือนสายลมพัดผ่านเพียงแค่พริบตาเดียวผู้ซึ่งเฉลียวใจว่านางเฟืองคงพารุ้งไปที่เรือนข้าหลวงที่นางเฟืองเคยอยู่ยอดตามไปและนั่นคือจุดจบของยอด ยอดตายด้วยอาการสยดสยอง นัยน์ตาเหลือกราญเหมือนกับเห็นสิ่งทีน่ากลัวที่สุด
      
       ท่านหญิงไม่ใช่สื่อที่จะยอมนางเฟืองอีกต่อไป นางเฟืองจึงเข้าสิงทอแสงรัศมี ทุกคนมองร่างของทอแสงรัศมีที่เดินลงมาจากชั้นบน รู้ได้ทันทีว่านั่นไม่ใช่ตัวตนของทอแสงรัศมี นางเฟืองในร่างทอแสงรัศมีกล่าวคำอาฆาตแค้นกับจันทร์และบอกให้เตรียมตัวตาย จันทร์พนมมืออ้อนวอนนางเฟือง เสียงหัวเราะของทอแสงรัศมีดังก้องกังวานไปทั่ววังพร้อมกับแสยะปากบอกว่าเตรียมตัวพบศพของรุ้งได้ ฉัตต์ ชายเดียวพุ่งพรวดไปค้นหารุ้ง ทอแสงรัศมีหัวเราะเยาะหยันตามหลังว่าไม่มีวันพบก่อนที่รุ้งจะตาย จะพบต่อเมื่อรุ้งตายแล้วเท่านั้น
      
       รุ้งนอนสลบอยู่ในห้องเก่าของนางเฟือง ในความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่น รุ้งรู้สึกว่ามีมือของใครคนหนึ่งที่หลั่งความปราณีผ่านมาที่มือ มือนั้นลูบหัวของเธอ เสียงอ่อนโยนแทรกเข้ามาอย่างแผ่วเบาให้เธอแผ่เมตตา ข้างนอกห้อง ชายเดียวพบสายสร้อยของรุ้งตกอยู่หน้าเรือนนางเฟือง สองหนุ่มกระโจนเข้าไปในห้องนางเฟือง แต่ว่างเปล่ารุ้งไม่ได้อยู่ในนั้น
      
       บนตำหนัก ทอแสงรัศมีขู่เข็ญอาฆาตจันทร์ จันทร์กราบอ้อนวอนแต่นั่นทำให้นางเฟืองในร่างของทอแสงรัศมีเย้ยหยันยิ่งขึ้น ท่านหญิงลั่นวาจาให้นางเฟืองหยุด ท่านหญิงจะบวชอุทิศแผ่กุศลให้นางเฟืองทั้งหมด ขอให้ทุกคนอโหสิให้นางเฟืองด้วย กรรมใดที่นางเฟืองเคยก่อไว้กับใครท่านหญิงขอรับไว้เป็นกรรมของท่านหญิงเองเพื่อทดแทนความรักของนางเฟือง ทอแสงรัศมีนิ่งงันไปนาน ภาพลางเลือนของนางเฟืองที่ซ้อนอยู่ในร่างทอแสงรัศมี ค่อยๆ จางลงจนมองได้เห็นแล้ว ทอแสงรัศมีจึงอ่อนตัวจนซวนเซล้มลง
      
       ที่ห้องนางเฟืองซึ่งยังคงว่างเปล่าไม่มีแม้แต่เงาของรุ้ง ฉัตต์และชายเดียวที่กำลังยืนงุนงง เพราะที่ห้อง ร่างของนางเฟืองที่โปร่งใสค่อยๆชัดขึ้น สองหนุ่มเห็นแล้ว จันทร์และจริมาวิ่งพรวดเข้ามา ทุกคนหยุดชะงักเลือดในกายแทบจะแข็ง ร่างผอมเกร็งของนางเฟืองออกเดินไปช้าๆ จนลับตัวนางเฟือง สิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิด ทุกคนเห็นรุ้งที่นอนอยู่ที่พื้นที่สักครู่นี้ว่างเปล่า ร่างของรุ้งจากโปร่งใสค่อยๆ ชัดเจนเช่นกัน จันทร์ผวาเข้าไปหาลูกสาวร้องไห้เหมือนใจจะขาด เรียกคุณชายเดียวเข้ามาแล้วพูดเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในโสตประสาทของคุณชายว่า แม่ขอบใจคุณชายที่ช่วยชีวิตน้องสาวแท้ๆ ของคุณชายไว้ได้
      
       เรื่องราวทุกอย่างถูกเปิดเผย ท่านหญิงบวชตามที่สัญญา ไม่มีการรบกวนจากวิญญาณของเฟืองอีก จันทร์ยังคงยืนยันที่จะอยู่ที่บ้านปัณณธรต่อไป ฉัตต์พบบัญชีรายรับรายจ่ายที่รุ้งจดไว้ และเข้าใจแล้วว่าเงินที่เขาใช้สบายๆ อยู่ทางโน้นคือหยาดเหงื่อและแรงกายของคนทางนี้ ขณะเดียวกัน เขาก็ตระหนักว่าท่าทีที่รุนแรงรังเกียจรุ้งคือ หน้ากากที่เขาใช้ปิดบังความรักที่เขาพยายามซ่อนเร้นตลอดมา พิสินีรู้แท้แล้วว่าฉัตต์รักรุ้งหมดหัวใจ จึงยอมถอนหมั้นกลับไปเรียนต่อต่างประเทศ ฉัตต์สารภาพรักกับรุ้ง ทั้งคู่ไปจุดธูปบอกท่านพ่อของรุ้ง ฉัตต์ขออนุญาติแต่งงานกับรุ้งในที่สุด ส่วนความรักความผูกพันที่มีอยู่ในใจของชายเดียวเสมอมานั้น เมื่อเขารู้แล้วว่ารุ้งคือน้องสาวฝาแฝดของตน ชายเดียวก็ดีใจมาก สัญชาติญาณของความผูกพันในสายเลือดนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าสิ่งใด ชายเดียวไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ เขายังคงนึกถึงใบหน้าอ่อนหวาน นัยน์ตาขี้เล่นของจริมา ความรักของชายเดียวที่ก่อเกิดตั้งแต่ก่อนที่จริมาจะไปเรียนเมืองนอก จึงไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป ชายเดียวสารภาพรักต่อจริมา
      
       งานแต่งงานของ ฉัตต์ กับรุ้ง และ ชายเดียว กับ จริมา ถูกจัดขึ้นในเวลาต่อมา สร้างความดีใจให้แก่ทุกฝ่าย ความแค้นกลายเป็นความรักและการให้อภัย คนที่มีความสุขที่สุดขณะนี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่านหญิง และ จันทร์
      

---------- จบบริบูรณ์ ----------



      

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครแค้นเสน่หา

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       ค่ำคืนนั้น ทั่วทั้งวังรังสิยาเงียบสงัดเฉกเช่นทุกรัตติกาล ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส พระชายาของท่านชายรังสิโยภาส ยืนอยู่ที่หน้าต่างห้องบรรทม นัยน์ตาจดจ้องมองไปที่หลังคาเรือนหลังเล็กๆ ที่หม่อมบุหลันอยู่ ท่านหญิงหยุดนิ่งอึดใจหนึ่ง ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่มีแววเศร้าลึกๆ
      
       นางเฟือง พระพี่เลี้ยงมายืนค้อมตัวอยู่ด้านหลัง
       “ท่านหญิงมังคะ แต่งพระองค์เถิดมังคะ เดี๋ยวท่านชายก็เด็จมา”
       “ท่านอยู่กับมัน ที่เรือนมันโน่น จะเด็จมาทำไม…ฮึเฟือง” มันที่ท่านหญิงเรียกคือ...บุหลัน
       “ท่านมาทรงลา...” นางเฟืองยังไม่ทันพูดจบประโยค
       ท่านหญิง แขไขสวนทันควัน “เฟือง...ไปเลย..ไปทูลท่านว่าให้เด็จไปเลย ไม่ต้องมาลา ลาทำไมให้เสียเวลา ท่านเด็จอยู่หรือไม่อยู่ก็เหมือนกันเพราะห้องนี้หรือคนที่อยู่ในห้องนี้ไม่เคยอยู่ในสายพระเนตรท่านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะเด็จไปไหนก็ให้ไปเลย ไม่ต้องมาลาให้เสียเวลา”
       ท่านหญิงพูดเร็วเหมือนสายน้ำหลั่งไหล เสียงไม่ดังก็จริง แต่มีอารมณ์เคียดแค้นชิงชังอยู่ทุกถ้อยความ
       ขาดคำท่านหญิง ทุกอย่างเงียบกริบ มีแต่เสียงหอบ สะท้านของท่านหญิงดังออกมาจากทรวงอก
       นางเฟืองพลอยหน้าเคร่งเครียดไปด้วย
      
       เวลาเดียวกัน ท่านชายรังสิโยภาสวางมือบนหัวบุหลันซึ่งท้องแก่ 9 เดือน ที่นั่งหมอบอยู่หน้าเตียง พลางสั่งเสีย
       “ถ้าบังเอิญลูกเกิดก่อนฉันกลับมา เป็นลูกชายให้ชื่อ คุณชายศักดินา ถ้าเป็นลูกสาวให้ชื่อคุณหญิงวิมลโพยม จำไว้นะ”
       “มังคะ” บุหลันรับเสียงอุบอิบ สีหน้าแววตา ดูเหมือนหวาดหวั่นลึกๆ
       ท่านชายเชยคางขึ้น “กลัวอะไรหรือบุหลัน”
       “หม่อมฉันกลัวเฟืองมังคะ เฟืองเกลียดหม่อมฉัน เกลียดมากกว่าท่านหญิงเสียอีก”
       “มันรักท่านหญิงของมัน แต่มันรู้ทุกอย่างว่าฉันกับเจ้า เรารักกันมาก่อนที่ฉันจะแต่งกับท่านหญิง รักกันมานานนะบุหลันไม่ใช่เจ้ามาแย่งท่านหญิงเสียเมื่อไหร่”
       บุหลันทำกิริยาน่ารัก กอดขาท่านชาย ซบหน้าแนบขา
       “ตอนนี้เจ้าจะมีลูกให้ฉัน ฉันอยากมีลูกมาก แต่งงานกับท่านหญิงตั้ง 5 ปี ท่านหญิงเป็นหมันอย่างแน่นอน”
      
       ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส กำลังคร่ำครวญถ้อยความเดียวกันนี้อยู่กับพระพี่เลี้ยงที่ติดตามมาคอยรับใช้ในวังรังสิยา
       “หญิงอยากมีลูก ทำไมหญิงถึงไม่มีลูกเฟือง”
       “โธ่...ทูนหัว”
       “ทำไมมันถึงมีได้ มันอายุมากกว่าหญิงเสียอีก”
       “มันเจ้ามารยา” นางเฟืองพึมพำในลำคอ
       ท่านหญิงกลืนก้อนสะอื้นที่พุ่งขึ้นมา ไม่อยากร้องไห้ แต่ความเสียใจ ผิดหวังประดังขึ้นมาจนแน่นอก
       “หญิงจะท้องได้ไง ในเมื่อคนที่จะทำให้ท้อง ร้อยวันพันปีไม่เคยก้าวขึ้นไปนอนบนเตียงนั้นเลย”
      
       ส่วนที่ห้องบุหลันในเรือนหลังเล็ก ท่านชายรังสิโยภาสลูบผมบุหลันเบาๆ
       “แต่งแล้วถึง 5 ปี ฉันจึงรับเจ้าเป็นเมีย เพราะอะไรท่านหญิงทรงทราบดี นางเฟือง...มันจะรู้หรือเปล่าฉันไม่รู้ แต่ท่านหญิงท่านทรงทราบดีว่าทำไมฉันจึงต้องมีเจ้า...ท่านทราบ” ท่านชายเน้นเสียงตอนท้าย จดจำเรื่องราวได้แม่นยำ
       10 ปี ที่แล้ว บนเตียงนอน ช่วงเวลาแรกๆ ของการแต่งงาน ในคืนวันเพ็ญ สองคนอยู่ในห้องนอนด้วยกัน
       ท่านชายรังสิโยภาสกำลังโลมเล้าท่านหญิงแขไขเจิดจรัส ทว่าท่านหญิงถอยหนี หลบหน้า กิริยาขลาดอาย ปัดป้อง แม้จะรักแต่ไม่กล้า อาย และไม่ยอมคุ้นเคยกับบทรัก ท่านหญิงไม่ค่อยร่วมมือ จึงทำให้ท่านชายไม่มีความสุข
       “น้องหญิงคะ” ท่านชายรังสิโยภาสกระซิบ “ไม่ต้องอาย เราแต่งงานกันแล้วนะคะ... ขอพี่...” พลางเอื้อมมือจะปลดเสื้อ
       ท่านหญิงหลบเลี่ยง กิริยาหวาดหวั่น จนท่านชายเซ็งจัด
      
       ภายในห้องบรรทม ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสยังคงยืนพร่ำบ่น ระบายให้นางเฟืองฟัง
       “หญิงถูกสาปแช่งจากใครถึงไม่มีลูก ใครๆ ก็คิดว่าท่านชายเป็นหมัน แต่พอนังบุหลัน...มันก็ท้อง มันท้องได้ไง”
       “หม่อมฉันทูลแล้วว่ามันเจ้ามารยา คนที่วังนี้เล่าให้หม่อมฉันฟังว่า ตั้งแต่มันสาวๆ มันก็ทำมารยาให้ท่านชายทรงรัก ได้มันเป็นเมียแล้วมันคงยิ่งมารยาหนักขึ้น อีนังแม่ครัวป้ามันคงสั่งสอนไว้ก่อนตายให้ยั่วยวนท่านชาย เฮอะ ตั้งแต่มันเป็นเด็กรุ่นๆ มาจนเป็นสาว มาจนเป็นเมีย มันยั่วยวนท่านชายมาตลอด” นางเฟืองว่าด้วยสีหน้าแค้นเคือง
       “ท่านชายรักมันคนเดียวตั้งแต่ท่านเป็นหนุ่ม เขารักกันมา...ท่านไม่รักหญิง ทำไม หญิงสาวกว่ามันอีกนะเฟือง มันน่ะแก่แล้วด้วยซ้ำ”
      
       ขณะเดียวกันนั้น ท่านชายรังสิโยภาสกอดบุหลันแล้วจูบ สองมือบุหลันโอบรอบคอท่านชาย ตอบสนองอย่างนุ่มนวล อ่อนหวานและเต็มอารมณ์ ท่านชายทั้งกอด ทั้งจูบ ลูบไล้ไปทั่วไหล่ ทั่วหลัง แขนสองข้าง กอดรัดอย่างอาลัยอาวรณ์
       ท่านชายกระซิบเสียงแผ่วข้างหู “ไม่อยากไปเลย บุหลัน เจ้าทำให้ฉันรักเจ้ามากขึ้นทุกวันๆ อยากอยู่กับเจ้าอย่างนี้ทุกวัน”
       “ทรงรีบกลับมานะมังคะ มาก่อนหม่อมฉันคลอดนะมังคะ” สุ้มเสียงบุหลันแผ่วๆ น้ำคำอ้อนวอน
       “แน่นอน ถ้าหม่อมแม่ไม่เป็นอะไรมากฉันจะรีบกลับมาทันที” ท่านชายเคลียคลออยู่ที่ใบหน้าบุหลันไม่ห่าง “กลับมาหาเมีย หาแม่ของลูก ..นะ”
       พร้อมกันนี้ท่านชายรังสิโยภาสถอดสร้อยพร้อมเหรียญคล้องคอบุหลัน
      
       “ขอให้ลูกของเราอายุมั่นขวัญยืน”


  


       ตรงท่าน้ำ เวลาเช้ามืด ทุกคนเตรียมพร้อมกันอยู่ในบริเวณนั้น นายสน มหาดเล็กแขวนตะเกียงดวงสุดท้ายในจำนวน 4 ดวงที่แขวนสี่มุมของประทุนเรือ ซึ่งเป็นเรือยนต์เผาหัว มีหลังคา และมีม้านั่งสองข้าง คนขับเรือพร้อมในที่นั่งคนขับ
      
       ส่วนบนท่าน้ำ ท่านหญิงมายืนคอยส่งท่านชาย
       “พี่ไปนะคะน้องหญิง” ท่านชายรังสิโยภาสโอบไหล่ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสหลวมๆ
       “ค่ะ เจ้าพี่”
       ท่านชายมีสีหน้าเหมือนตัดสินใจก่อนพูด “พี่ฝากน้องหญิงดูแลทางนี้โดยเฉพาะบุหลัน เพราะท้องแก่เต็มที”
       ท่านหญิง แขไขเจิดจรัสหน้าเฉยขึ้นทันที เบี่ยงตัวจากมือท่านชาย “ทรงห่วงแค่นี้เอง มีอะไรอีกมั้ยคะ”
       ท่านชายหน้าขรึมลงนิดๆ สบตาท่านหญิงอยู่อึดใจ ท่านหญิงข่มใจอย่างหนัก พนมมือไหว้ แล้วหันหลังไปอย่างรวดเร็ว ท่านชายอึ้งไปครู่หนึ่ง หันหลังกลับลงเรือ สบตานางเฟือง สายตาท่านชายเข้มขึ้น นางเฟืองสบตาอยู่สักครู่ก็หลบตา ไหว้ แล้วเดินก้มตัวตามท่านหญิงไป
       ท่านชายรังสิโยภาส มีสีหน้าวิตก เมื่อเห็นสีหน้านางเฟือง มันบ่งบอกอะไรบางอย่างในนั้น
      
       ท่านชายยืนมองขึ้นไปที่ห้องบุหลัน เรือค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป สีหน้าท่านชาย มีแววกังวลลึกๆ
       ขณะเดียวกันบุหลันยืนมองเรือที่แล่นจากไป ใบหน้าหมองเศร้า สังหรณ์ใจลึกๆ
      
       ค่ำแล้วสองนายบ่าวอยู่ในห้องบรรทม นางเฟืองจัดเตียงที่มีร่องรอยนอนอยู่แล้วให้เรียบร้อย
       “บรรทมต่ออีกหน่อย เดี๋ยวจะทรงไม่สบาย ย่ำรุ่งหม่อมฉันจะปลุก”
       “ไม่ง่วง แล้วเฟือง”
       “บรรทมเถิดมังคะ” เสียงของพระพี่เลี้ยงสั่งกลายๆ
       ท่านหญิง แขไขเจิดจรัสถอนใจแล้วเดินไปขึ้นเตียง “ขอบใจ” นางเฟืองห่มผ้าให้
       “หม่อมฉันจะไปทำธุระ ไม่ต้องทรงเรียก เสร็จแล้วจะรีบกลับมา”
       “เฟืองจะไปไหน”
       “ทำงานมังคะ ทำงาน บรรทมให้หลับ ได้ยินอะไรไม่ต้องทรงลุกนะมังคะ หม่อมฉันจะได้ทำงานให้เสร็จ”
       “เฟือง จะไปทำงานอะไร” ท่านหญิงฉงน
       “งานสำคัญมังคะ งานนี้สำเร็จท่านหญิงจะไม่ต้องฝันร้ายอีกเลย” ประโยคต่อมานี้เหมือนนางเฟืองจะพูดกับตัวเอง “หม่อมฉันสัญญา”
       ท่านหญิงจ้องมองหน้านางเฟืองนิ่งนาน นางเฟืองสบตา ความเคียดแค้นระบายทั่วใบหน้าอย่างไม่ปิดบัง
       ท่านหญิงอุทาน “เฟือง”
       นางเฟืองหันหลังกลับ เดินออกไปช้าๆ เห็นสีหน้าแน่วนิ่งหมายมาดสุดๆ
      
       ฟ้าแลบแปลบปลาบ เสียงฟ้าร้องดังเปรี้ยงอย่างน่ากลัว พร้อมๆ กับที่ประตูห้องเปิดเปรี้ยงเข้ามาจนกระแทกฝาดังก้องกังวาน ประตูสะบัดตัวกระแทกฝาบ้านดังกึงๆ บุหลันมองตกใจ
       “ไอ้แคล้ว ไอ้ยอด เอาตัวอีนี่ออกไป”
       ไอ้ยอด ไอ้แคล้ว พรวดเข้ามา ล็อคแขนบุหลันสองข้าง พยายามจะลากไป ไอ้แคล้วหน้าโหด ส่วนไอ้ยอดเกร็งไม่ค่อยอยากทำ บุหลันตกใจแทบสิ้นสติ ขืนตัวเต็มแรง สองคนลาก บุหลันไม่ยอม สีหน้าเจ็บท้อง
       “ปล่อยฉันนะ แคล้ว ยอด ฉันไม่ไป พี่เฟืองบอกให้สองคนนี่ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
       “อีขี้ข้า มึงบังอาจมาออกคำสั่งกะกูเรอะ นี่แน่ะ” นางเฟืองฟาดเต็มแรง
       บุหลันหวีดร้อง ตัวคว่ำลง มองนางเฟืองอย่างตื่นตะลึง
       “ถ้ามึงขืนร้องอีก กูจะตบมึงให้เยินไปทั้งตัว อีบุหลันกูรอวันนี้มานานแล้ว วันที่กูจะได้แก้แค้นมึงแทนท่านหญิง”
       “พี่เฟือง ฉันไม่เคยคิดร้ายอะไรกับท่านหญิง เคารพท่านทุกวันทุกคืนด้วยซ้ำ”
       “เคารพ..เชอะ มึงเคารพแต่แย่งท่านชายไป มารยามึงมากนักอีบุหลัน ทำเป็นสงบเสงี่ยมที่แท้ก็…”
       “ฉันไม่เคยทำอะไรที่หลอกลวงใครเลยจริงๆ พี่”
       “ไม่ต้องมาเรียกกูพี่ กูไม่ใช่พี่มึง กูไม่นับญาติกะมึง สังขญาติมึงน่ะมีคนเดียว คือป้ามึงที่ตายโหงตายห่าไปแล้ว ชะ ยุแยงนังหลานให้แย่งท่านชายจนสำเร็จ ก็ชิงตายไปก่อนจะเห็นนังหลานสาวถูกกรรมตามสนอง”
       บุหลันตกใจ “ทำไม พี่จะทำไมชั้น”
       “คนอย่างมึงอีบุหลัน ตั้งแต่ท่านหญิงมาประทับวังนี้ท่านก็เมตตา กูเองก็เคยเมตตามึง เห็นว่ามังเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของวังนี้ แต่มึงมันเหมือนงูเห่าคอยแว้งกัดท่าน มึงคิดว่าท่านชายจะปกป้องมึงไปตลอดงั้นเรอะ” นางเฟืองจิ้มหน้าผากบุหลันเต็มแรงจนคว่ำไป “อย่าหวังเลยเว้ยเฮ้ย คราวนี้ล่ะทีใครทีมัน ใครคิดร้ายกับท่านหญิง กูปล่อยไว้ก็ไม่ใช่อีเฟือง ไอ้แคล้ว ไอ้ยอด มึงยืนเซ่ออยู่ทำไม ลากมันไปในเรือนแพ”
       บุหลันพูดสอดแทรก ขณะที่เฟืองพูดไม่หยุดเลยกลายเป็นต่างคนต่างพูด
       “อย่า อย่าทำฉัน สงสารฉันเถอะนะ เด็กตาดำๆ อยู่ในท้อง” บุหลันพูดพร่ำตลอดเวลาที่นางเฟืองพูด
       “เฮ้ย เอาไปสิวะ” นางเฟืองพูดไม่หยุด “ไอ้สองคนนี่ ลากมันไปที่เรือนแพอุดปากไว้มัดไว้ด้วยอย่าให้หนี”
       บุหลันอ้อนวอนขอร้อง “ไม่ นายแคล้ว นายยอด ปล่อยฉันไป ฉันจะทูลท่านชายให้...”
       นางเฟืองตบอีก 2 ฉาดซ้ายและขวา หมั่นไส้เหลือเกิน
       “ชะอีนังคางคกขึ้นวอ หนอย จะทูลท่านชาย นี่แน่ะ” บุหลันร้องหวีด หวีด
       เสียงฟ้าร้องคำรามเปรี้ยง....เปรี้ยง
       “เฮ้ยป้า ร้องใหญ่แล้ว” ไอ้แคล้วบอก
       นางเฟืองอุดปากบุหลันไว้ “อย่าร้องอีกนะมึง ร้องอีกทีกูตบให้ตายคามือเลย ไอ้แคล้ว ไอ้ยอด มัดไว้แล้วเอาไปขังไว้ที่เรือนแพ มันคลอดลูกวันไหนฆ่ามันให้ตายวันนั้น”
      
       บุหลันกลัวแทบขาดใจ อ้าปากจะร้อง ผ้าผืนเล็กๆ ถูกตวัดปิดปากรัดจนแน่นโดยฝีมือนางเฟือง!


  


       เวลาต่อมา ประตูเปิดกว้างออกอย่างแรง แลเห็นเป็นทางทอดยาวตรงไปยังท่าน้ำซึ่งมีเรือนแพอยู่ตรงหน้า ร่างบุหลันถูกลากถูลู่ถูกังไปตามทาง
      
       นางเฟืองเดินตามมาพลางพูดอย่างเจ็บแค้น “กูอยากให้มันเจ็บปวดที่สุด เหมือนที่ท่านหญิงทรงเจ็บ คิดดูยายบัวป้าของมัน เด็จให้มันเป็นถึงหัวหน้าห้องเครื่อง มันทำท่าเป็นคนดีที่แท้เลวทั้งป้าทั้งหลานร่วมมือกันทำร้ายท่านหญิงของกู มันจะมีชีวิตต่อไปอีกไม่ได้ อีคนทรยศ มึงต้องตายตามป้ามึงไป”
       บุหลันกลัวเหลือเกิน ร่างสั่นเทิ้มไปทั้งตัวตลอดเวลา นางเฟืองพูดขาดคำประโยคสุดท้าย บุหลันก็สิ้นสติ ถึงปากประตูเรือนแพ ยอดลากบุหลันเข้าไปในห้อง
       แคล้วเห็นอย่างร้องบอกตาโต “ป้าเฟือง”
       ทุกคนเห็นรอยน้ำเป็นทางยาวตามทางที่ลากบุหลันเข้าไป
       “เลือดใช่มั้ยป้า” ยอดถามเสียงสั่นสะท้าน
       เฟืองเพ่งมองรอยน้ำ หันไปมองบุหลันที่นอนคอพับคออ่อนอยู่ในห้อง
       “น้ำแตก ลูกมันจะออก”
       แคล้วกับยอดร้องลั่น “หา ลูกจะออก”
       สีหน้านางเฟืองเยือกเย็นและนิ่งสงบ “ตกใจทำไมเด็กถึงเวลามันจะออกมันก็ต้องออก เอ็งไปเอาน้ำร้อนมากะละมังนึง เอามีดคมๆ มาด้ามหนึ่งด้วย”
       แคล้วงวยงง “ป้าจะทำไม”
       “เอาลูกมันออกมาสิวะ” นางเฟืองบอกหน้านิ่ง
      
       ส่วนที่ห้องบรรทม ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสนอนไม่หลับ ยินเสียงบุหลันร้องดังแว่วๆ มา ท่านหญิงลุก เงี่ยหูฟัง ฟ้ายังร้องเสียงครืนครัน
      
       เสียงบุหลันร้องดังออกมาหน้าห้องที่เรือนแพ จนยอดสะดุ้ง
       “เสียงหม่อมร้องอีกแล้ว พี่แคล้ว เดี๋ยวก็มีคนได้ยินแน่เลย”
       “ไอ้ยอด อย่าปอดแหก เสียงฟ้าร้องดังอย่างนี้ใครจะได้ยิน” แคล้วว่า
       ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ บรรยากาศขมุกขมัวด้วยเมฆฝน แคล้วกับยอด นั่งจับเข่าอยู่หน้าห้องเรือนแพ
       “ฝนจะตกมั้ง ทำไงพี่แคล้ว”
       “ให้อีหม่อมออกลูก เก็บเด็กไว้ แล้วเฉดหัวมันไปกะชู้” แคล้วบอกแผน
       “หา หม่อมมีชู้ด้วยเหรอ” ยอดตกใจ
       “ไอ้ยอดเอ๊ย...” แคล้วมองปลงๆ “ชู้หม่อมก็เอ็งไงเล่า”
       “พี่แคล้วทำไมพี่พูดอย่างนั้นล่ะ” ยอดไม่เข้าใจ
       “ไอ้นี่ แกล้งโง่รึเปล่าไอ้ยอด”
       “พี่แคล้ว ก็พี่ซุบซิบกับป้าสองคนฉันไม่ได้ยินนี่”
       “ฟังให้ดีนะเอ็ง เอ็งต้องพานังหม่อมไปให้พ้นจากที่นี่ ไม่ให้มันกลับมาอีกได้ มันก็มีทางเดียวล่ะวะไอ้ยอด คนตายไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว”
       ยอดขัดขึ้น “พี่ ฉันถามเรื่องชู้”
       “ก็เนี่ย ข้าก็กำลังจะถึงแล้ว เอ็งต้องหายไปด้วยไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก”
       ยอดอ้าปากค้าง “ฉันก็เลยเป็นชู้เหรอพี่”
       แคล้วบอกท่าทีรำคาญ “เออ”
       ยอดเหมือนจะเป็นลม “พี่... พี่แคล้ว ทำไมไม่เป็นพี่ล่ะ”
       “ก็ป้าแกสั่งไว้อย่างนั้น” แคล้วว่า
      
       จังหวะนี้เสียงเด็กทารกร้อง สองคนทะลึ่งพรวด เข้าไปที่หน้าห้องทันที นางเฟืองเปิดประตูออกมาช้าๆ เสียงประตูดังเอี๊ยด อุ้มเด็กทารกห่อผ้ามิดชิด
       “ผู้ชาย เอ้า ไอ้แคล้ว นี่รกเด็ก ขุดหลุมฝังซะ ข้าจะเอาเด็กไปถวายท่านหญิง เอ็งบอกความไอ้ยอด แล้วนะ” นางเฟืองถาม
       “บอกแล้ว”
       นางเฟืองส่งห่อเงินให้ “เอ้า ไอ้ยอด เงิน ไปพามันไปเดี๋ยวนี้เลย ไอ้แคล้วกวาดล้างให้หมดจดนะมึง อย่าให้เหลือรอย”
       “ป้า” ยอดส่ายหน้า “ทำไมต้องเป็นฉันล่ะ พี่แคล้วบอกแค่มาทำงานให้ป้า ไม่ได้บอกว่าจะให้ฉัน...” ยอดอึกอัก
       “ไอ้ยอด มึงอย่าพิรี้พิไรกะกู ถ้ามึงไม่อยากไปจริงๆ ก็ได้ แต่กูเอาเลือดหัวมึงออกแน่ๆ มึงจะเอามั้ย เอามั้ยไอ้ยอด บอกกูมาเลย” สุ้มเสียงและหน้าตานางเฟืองยามนี้ดุจัด
       ยอดทั้งตกใจและหวาดหวั่น มองเหมือนจะร้องไห้อยู่แล้ว
       “แต่อย่างนี้มันบาปนี่ป้า...ฉันไม่อยากทำ”
       “มึงอยู่ในวังเหมือนคนเดนคนอยู่แล้ว จะอยู่ไปทำไม เอาเงินไปตั้งตัวไม่ดีกว่าเรอะ”
       นางเฟืองบอกยอด จังหวะนี้เสียงเด็กร้องจ้า “โอ๋...โอ๋ คุณชายของบ่าว บ่าวจะพาไปหาท่านแม่นะคะ”
       นางเฟืองเดินออกไปเลย
      
       ยอดมองจ้องไปที่บุหลันด้วยสีหน้าเหยเก บุหลันนอนสลบอยู่ สองคนอยู่กลางแม่น้ำแล้ว เห็นยอดพายเรือนแพไปช้าๆ เสียงแคล้วที่สั่งดังขึ้นในหู
       “เอาไปทิ้งปากน้ำสิไอ้ยอด ให้ศพมันลอยออกทะเลไปเลย”
       ยอดตัดสินใจหนักหน่วง
      
       ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส มองจ้องที่เด็กทารกเพศชายในห่อผ้าที่นางเฟืองอุ้มอยู่ สีพระพักตร์ฉงนฉงาย
       “หม่อมฉันทำคลอดให้มัน มันให้หม่อมฉันเอาลูกมาถวาย”
       “ไม่จริงหรอก หญิงไม่เชื่อ จะมีใครยกลูกให้ใครง่ายๆ เฟืองไปบังคับเอาลูกมันมาใช่หรือไม่”
       “นังบุหลันมันคงรู้ว่า ถ้าเป็นลูกมันจะเสื่อมศักดิ์ศรี เพราะคุณชายจะมีแม่เป็นไพร่ในเรือนได้ไงมังคะ มันห่วงลูกมันหรอกมังคะ ท่านหญิงทรงอุ้มเถอะมังคะ คุณชายตัวเบาเหมือนสำลี หน้าตามีเค้าท่านชายด้วย”
       “หญิง..หญิงเกลียดมัน แล้วเฟืองจะให้หญิงเลี้ยงลูกมันเหรอ”
       “เกลียดตัวกินไข่ได้มังคะ เพราะไข่ใบนี้จะเป็นของท่านหญิงองค์เดียว ต่อไปท่านหญิงจะมีลูกชายคนเดียว เป็นยอดขวัญเสริมบารมีแห่งวังรังสิยา เชื่อหม่อมฉันเถิดมังคะ คุณชายเกิดมาเพื่อเป็นลูกชายท่านหญิงเท่านั้น”
      
       นางเฟืองว่า


  


       ท่านหญิงลังเล นางเฟืองอุ้มทารกน้อยชูขึ้นส่งให้ ท่านหญิงค่อยๆ เอื้อมมือไปรับ เด็กร้องไห้จ้า เสียงดังมาก ท่านหญิงสะดุ้งถอยกลับ
      
       “ทรงอุ้มเถิดมังคะ คุณชายจะรู้สึกอบอุ่นเป็นครั้งแรก นังแม่มันยังไม่ได้แตะตัวลูกมันเลยมังคะ”
       ท่านหญิงที่กำลังเอื้อมมือมาชะงัก มองนางเฟืองอย่างไม่เชื่อ
       “มันยังไม่ได้อุ้มลูกมัน เฟืองแย่งมาจากแม่มันเหรอ”
       นางเฟืองมองมาสายตาเข้ม เสียงเข้ม “ท่านหญิงรับคุณชายไปเถิดมังคะ แล้วไม่ต้องรับสั่งอะไรอีก”
       ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสจ้องหน้าพระพี่เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์ แล้วอ้าแขนรับ ท่านหญิงโอบอุ้มคุณชายน้อยอย่างอ่อนโยน
       “คุณชายหยุดร้องแล้ว ดูสิมังคะ”
       ท่านหญิงอุ้มแล้วโยกตัวปลอบโยน พักตร์ยิ้มอ่อนหวาน จ้องที่ทารกคุณชาย
       นางเฟืองตื้นตันจนน้ำตาขึ้นมาคลอๆ “ทูนหัวของหม่อมฉัน ต่อไปนี้จะไม่ทรงเงียบเหงาแล้ว คุณชายจะอยู่กับท่านหญิง จะรักท่านหญิงคนเดียว ใครไม่รักไม่ห่วงก็ไม่เป็นไรแล้วมังคะ แค่นี้หม่อมฉันก็ตายตาหลับมังคะ”
       ท่านหญิงมองพระพี่เลี้ยงอย่างซาบซึ้ง ยื่นมือให้นางเฟืองรับมาทูนบนหัว
       “หม่อมฉันไม่มีวันผิดสัญญา ที่ถวายกับหม่อมแม่ของท่านหญิงว่าจะดูแลท่านหญิงจนลมหายใจสุดท้ายของหม่อมฉัน”
       ท่านหญิงน้ำตาคลอเต็มตา
      
       ไม่นานหลังจากนั้นนางเฟืองเดิมดุ่มๆ ไปตามทางในสวน ด้วยสีหน้าเข้มแต่สาสมใจ จนมาถึงตรงจุดที่แคล้วนอนหลับอยู่
       นางเฟืองตบหลังแคล้วเต็มแรง “ไอ้แคล้ว”
       แคล้วตกใจสะดุ้งตื่น “โอ๊ยป้าตกใจหมด ไปไหนมาฉันคอยตั้งนาน”
       “คอยทำไม”
       “อ้าว ป้าทำไมพูดอย่างนั้น ให้ฉันทำงานเสี่ยงอย่างนี้ ท่านชายรู้ ฉันก็ตายแน่นอนท่านชายไม่ได้โง่หลอกง่ายเหมือนท่านหญิงนะป้า”
       “พูดมาก เอ้า เงิน แล้วไสหัวไปให้พ้นวัง อย่ากลับมาอีก ข้าไม่อยากคอยระวัง กลัวเอ็งสำรอกเวลาเมา” นางเฟืองกำชับ
       “สุดหล้าฟ้าเขียวเลยที่ฉันจะไป ไม่ต้องกลัวหรอกป้า ฉันไม่อยู่ให้ตะรางถามหาหรอก” แคล้วบอก
       “ดี จำไว้นะ ใครทรยศกะข้าไม่มีวันตายดี แล้วทำอย่างที่สั่งรึเปล่า”
       “เจาะเรือไอ้ยอดเหรอ เจาะแล้ว ป่านนี้น้ำเต็มเรือแล้วมั้ง ฉันรู้น่าป้าว่าต้องปิดปากไอ้ยอดด้วย”
      
       ด้านยอดกำลังจะจับบุหลันโยนน้ำอยู่แล้ว แต่ต้องตกใจ เมื่อบุหลันรู้สึกตัวหันมามองยอด ครางเบาๆ
       “นายยอด”
       ยอดตกใจมาก ครางเบาๆเช่นกัน “หม่อมยังไม่ตายเหรอ”
       บุหลันจ้องมองยอด ด้วยสายตาอ้อนวอนแกมหวาดหวั่น
       “อย่าฆ่าฉัน”
       ยอดยังนิ่งงันอยู่
       บุหลันมีสีหน้าเจ็บปวด เพราะจะคลอดลูกอีกคน หายใจหอบสั่น จ้องหน้ายอดแน่วนิ่ง
       “อย่าฉันขอร้อง อย่าฆ่า”
       ยอดขยับตัว เข้ามาทำท่าจะผลักบุหลันลงน้ำอีกครั้ง
       บุหลันร้องขึ้น “ยอด...บาปนะ ฆ่าคน”
       ยอดชะงัก สีหน้าเหมือนดีชั่วต่อสู้กันอย่างรุนแรง บุหลันร้องคราง ปวดท้องจนตัวงอ
       “งั้นผมไปก่อน หม่อมอยู่ในเรือ แล้วก็มีคนมาช่วยเอง” ยอดทำท่าจะกระโดดแต่แล้วต้องชะงัก เมื่อรู้สึกว่าน้ำไหลเข้ามาในเรือ ฟ้าแลบ แล้วร้องเสียงดังครืนครัน
       “เรือรั่ว หรือว่า ไอ้แคล้ว” ยอดนึกออกทันที แค้นจัด “มันเจาะเรือ ไอ้แคล้ว ไอ้เลว มัน ไอ้ใจสัตว์”
       บุหลันร้องครวญคราง เจ็บปวดที่สุด
       “เรือจะจมแล้ว ยังไงเราก็ต้องว่ายน้ำไป หม่อม ว่ายไหวมั้ย”
       บุหลันไม่ตอบ เอาแต่ร้องเสียงดังมาก ครวญคราง งอตัวไปมา
       “หม่อม ผมไปนะ”
       “ยอด..อย่าไป...โอ๊ย” เสียงบุหลันร้องออกมาเพราะเจ็บท้องอย่างรุนแรง
       ยอดกระโดดตูม เป็นเวลาเดียวกับเสียงเด็กร้องจ้าขึ้น ยอดได้ยินพอดี โผล่พรวดขึ้นจากน้ำสีหน้าตกใจหันมา
       “หม่อม”
      
       ยอดพายเรือจ้ำเอา จ้ำเอาอย่างรวดเร็วสุดแรงเกิด เพื่อให้เข้าฝั่ง และใกล้เข้าไปทุกที ยอดฮึดสุดแรงเกิดจนได้ยินเสียงหอบแรงๆ พลางเหลือบมองน้ำในเรือ น้ำในเรือสูงขึ้นทุกที
       บุหลันนั่งตัวสั่น จวนจะหมดสติอยู่แล้ว อุ้มลูกไว้ในอ้อมแขน
       “หม่อม วิดน้ำออกสิ เรือจะล่มแล้ว เดี๋ยวตายกันหมดทั้งแม่ทั้งลูกหรอก”
       บุหลันเงยหน้ามองยอด นัยน์ตาพร่าพราย เห็นหน้ายอดเลือนรางไปมา เอื้อมมือจะวิดน้ำ พอมือตกถึงน้ำก็หมดสติไปอีกครั้ง
        
       แล้วทุกอย่างในหัวบุหลันก็มืดดำลงไปหมด

       ขณะเดียวกันที่บ้านปัณณธร ของพจน์ ซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำ เด็กชายฉัตต์วัย 5 ขวบ ลูกของพจน์และราตรี มีสีหน้าหวาดหวั่น เหยเก พยายามสอดตามองเข้าไปในห้องของแม่จากประตู เห็นบนเตียงราตรีกำลังจะคลอด หมอตำแยกำลังทำคลอดให้
        
       แต่พจน์ และคุณหญิงเพ็ง ยืนบังจึงเห็นไม่ชัดเจนนัก เสียงราตรีร้องดังมากอย่างเจ็บปวดยิ่ง เห็นแขนโบกไหวๆ ขาขยับไปมาอย่างเจ็บปวด ฉัตต์ชะเง้อ แต่มือของสารภีเอื้อมมาแตะแขน ฉัตต์สะบัดไม่ยอมไป สารภีดึงแขนไปจนได้
       “สารภี ไม่ไป จะดูคุณแม่ออกน้องไม่......ปาย”
      
       ค่อนรุ่ง ใกล้จะสว่างแล้ว แสงอาทิตย์แรกของวันนี้ ส่องแสงเรื่อๆ ฉัตต์นั่งจับเจ่าอยู่หน้าตึก หน้าหมองๆ ครุ่นคิด ท่าทางเกินอายุ สารภีนั่งขั้นบันไดต่ำไปหน่อย
       “น้องผู้หญิงหรือผู้ชาย สารภี”
       “ยังไม่คลอดนี่คะ คุณฉัตต์”
       “คุณแม่ร้องไห้ด้วยล่ะ”
       “ไม่ได้ร้องไห้ค่ะ ร้องจะออกน้อง” สารภีบอก
       “เจ็บเหรอ”
       “ไม่รู้ค่ะ...สารภีไม่เคยนี่คะ คุณฉัตต์”
       ฉัตต์ลุกขึ้นเดินเวียนวนไปมา มือสองข้างไขว้หลังเหมือนผู้ใหญ่ สีหน้าเคร่งขรึม
       “สารภี”
       “ขา คุณฉัตต์”
       ฉัตต์หยุดยืนตรงหน้าสารภี “ฉันได้ยินคุณพ่อพูดล่ะวันก่อน ‘ผมไม่น่าปล่อยให้ราตรีท้อง
       อีกเลย’ หมายความว่ายังไง”
       “โถ...คุณฉัตต์ขา ทำท่าถามยังกะผู้ใหญ่ ยังเป็นเด็กอย่ารู้เรื่องผู้ใหญ่เลยค่ะ”
       ยินเสียงเด็กทารกร้องดังแว่วๆ มา
       ฉัตต์กระโดดขึ้นบันได “น้องออกแล้ว… ใช่มั้ยสารภีเสียงน้อง...ไป... ไปดูน้องกัน”
      
       ภายในห้อง ราตรีนอนเงียบ หมอตำแยกำลังเช็ดตัวเด็ก คุณหญิงเพ็ง และสารภี รีบเข้าไปช่วย
       ฉัตต์โผล่หน้าเข้ามาดู แล้วเข้าไปหาแม่เร็วๆ คนอื่นๆ กำลังยุ่งเลยไม่สนใจฉัตต์
       เสียงคุณหญิงบอก “ลูกผู้หญิง“
       ฉัตต์เข้าไปดูแม่ ราตรีหลับตานิ่ง ฉัตต์แตะมือเบาๆ มือราตรีอ่อนแรงเต็มทน พยายามลืมตามองลูกชาย มือไขว่คว้าเปะปะ
       ฉัตต์หน้าตื่นตกใจ เหลียวมองพ่อ พจน์พยักหน้าให้ไปหาแม่ สีหน้าพจน์ยินดี ไม่รู้ว่าราตรีกำลังอาการไม่ดี ฉัตต์ให้แม่กอด ราตรีซบหน้านิ่งกับตัวฉัตต์
       “อย่าดื้อ” ราตรีกระซิบเสียงแผ่ว
       ฉัตต์รับคำ “ครับผม”
       “รักน้อง น้องเป็นผู้หญิง”
       “ครับ” ฉัตรมองหน้าพ่อด้วยสีหน้าฉงน ไม่เข้าใจว่าแม่สั่งทำไม
       ราตรีหลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย หมอตำแยถือกะละมังน้ำมาทำความสะอาดให้ราตรี
       จังหวะนี้มีสาวใช้หญิงมากระซิบบอกบางอย่างกับสารภี ท่าทางเร่งร้อน สารภีฟังแล้วโบกมือให้ไปได้ แล้วตัวเองไปบอกกับคุณหญิงเพ็ง คุณหญิงมีหน้าประหลาดใจ
       “ใครล่ะ รู้มั้ย”
      
       คุณหญิงเพ็งเดินไปกับสารภี พจน์ตามออกมาจากในห้อง
       “คุณแม่ครับ มีเรื่องอะไรหรือครับ”
       “มีผู้หญิงมานอนสลบอยู่ที่ท่าน้ำ สารภีกลับไปอยู่กับคุณราตรีแล้วกัน พจน์ไปดูกับแม่หน่อย”
       สารภีหันหลังกลับเข้าห้องไป ฉัตต์หันมามอง แล้วลุกตามย่ากับพ่อไป
      
       ฟ้าสว่างแล้ว สาวใช้หญิงเดินนำหน้าไปอย่างเร็วรี่ พจน์ คุณหญิงเพ็ง ทั้งหมดลับตัวไปทางท่าน้ำบ้านปัณณธร ฉัตต์ค่อยๆ ย่องแล้วเดินแกมวิ่งตามไป
      
       ฉัตต์แอบหลังเสาศาลาท่าน้ำ นัยน์ตาตื่นเล็กๆ แต่ครุ่นคิดและรับรู้เรื่องราวที่เกิดอยู่ตรงหน้า
       คุณหญิงเพ็งกับพจน์ก้าวเข้าไปช้าๆ จนถึงบุหลันที่นอนนิ่งอยู่ โดยมียอดนั่งพับเพียบอุ้มลูกบุหลันไว้ในอ้อมแขน แต่ยังไม่มีใครเห็นว่าเป็นเด็กทารก พจน์และคุณหญิงเพ็ง ยืนมองอย่างงงงวย
       “อะไรกันล่ะนี่ แม่คนนี้เป็นใครมาจากไหน”
       “ตาแนบเห็นก่อนไปบอกดิฉันค่ะคุณหญิง” ละเมียด ต้นห้องคุณหญิงเพ็งวัย 50 ปีรายงาน
       แนบคนขับรถพูดเสริม “ผมจะไปท่าน้ำ ก็เห็นนอนสลบอยู่ มีผู้ชายคนนี้นั่งเฝ้าอยู่ขอรับ”
       “เห็นที่ท่าน้ำ มีเรือมามั้ย” คุณหญิงซัก
       “ไม่เห็น ขอรับ” แนบบอก
       “ไม่มีเรือ ว่ายน้ำมาหรือไง..เอ้าถามเจ้าผู้ชายซิผัวเมียกันใช่ไหมไปยังไงมายังไง” คุณหญิงเพ็งมองมาทางยอด
       ยอดลุกยืน เดินเข้ามาหาคุณหญิง
       “แนบ” คุณหญิงสั่งเสียงดัง “กันมันไว้ก่อนอย่าให้เข้ามาใกล้ฉันนะ”
       ยอดทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า แล้วชูห่อผ้าในมือให้คุณหญิงเพ็งดู
       คุณหญิงถอยหลังไปก้าวหนึ่งขณะถาม “อะไร”
       ยอดทำท่าบุ้ยใบ้ว่า ขอให้ช่วยด้วย ไม่รู้จะไปไหน
       “แกเป็นใบ้เหรอ” คุณหญิงเพ็งถาม
       ยอดทำท่ารับคำ
       “ยังไงจะรู้เรื่องล่ะ” คุณหญิงบ่น
       เสียงเด็กทารกร้องไห้จ้าขึ้น เสียงดังมาก
       คุณหญิงตกใจแทบตาย ถอยกรูดไปปะทะพจน์ ฉัตต์อ้าปากค้าง
       คุณหญิงเพ็งมองตะลึงพรึงเพริด “นี่ฉันฝันไปหรือไง พ่อพจน์ แล้วนั่นดูซิ แม่เด็กใช่มั้ย ตายหรือยัง”
       พจน์ขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ
       “ยังครับ ยังไม่ตาย น่าจะเพิ่งคลอดเด็กคนนี้”
       “ตายแล้ว เพิ่งคลอดแล้วนอนเงียบอย่างนั้นเราจะทำยังไงล่ะ ยังเด็กอีก” คุณหญิงว้าวุ่นหนัก “แล้วเจ้าคนนี้ก็เป็นใบ้ จะรู้เรื่องได้ไง”
       “ผู้หญิงคนนี้ยังไม่ตาย เมื่อเขาฟื้นขึ้นเขาก็จะบอกเราเองครับว่าเกิดเรื่องอะไรกับเขา ตาแนบเอารถไปรับคุณหลวงแพทย์ให้มาดูผู้หญิงคนนี้ก่อน คุณแม่จะกรุณามั้ยครับ”
       “กรุณาอะไร หลวงแพทย์น่ะหรือ ได้สิลูก แม่ก็คิดอยู่ ลูกนกบาดเจ็บเรายังให้มันอาศัยชายคา นี่คนมีเลือดมีเนื้อไม่รู้ตุหรัดตุเหร่มาจากไหน ยังไงก็ต้องช่วยเอาบุญ”
       “ช่วยกันพาไปที่เรือนเล็กก่อน ละเมียดรับเด็กไว้ด้วย”
      
       พจน์สั่ง


  


       ราตรีนอนอย่างทุกข์ทรมาน คิ้วผูกกัน ส่ายหน้าน้อยๆ อาการไม่ไหวแล้ว สารภีคุยกับหมอตำแย เบาๆ เป็นทำนองว่าให้อาบน้ำเด็กทุกวันให้สะอาด ไม่ได้มองทางราตรี สีหน้าราตรีเจ็บปวดเต็มที่ พยายามจะบอกสารภี
      
       บุหลุนถูกนำตัวมาที่ห้องชั้นล่าง เรือนหลังเล็ก คุณหลวงแพทย์มาถึงแล้ว กำลังตรวจอาการบุหลันที่นอนนิ่งเงียบ มีละเมียดยืนอยู่ด้วย อุ้มเด็กที่ห่อตัวเรียบร้อย
       พจน์ชะโงกหน้าเข้ามาดู มองจ้องไปที่หน้าบุหลัน ที่นอนสลบไสล
       “เป็นไงบ้างคุณหลวง” คุณหญิงเพ็งถาม
       “ปลอดภัยแล้วครับ มีแค่อาการบอบช้ำกับฟกช้ำดำเขียวหลายแห่ง เหมือนถูกคนทุบตี”
       “ผัวมันซ้อมเหรอ ไม่น่าใช่นะ ท่าทางมันเรียบร้อย หน้าซื่อๆ หรือพจน์ว่าไงลูก”
       “ครับ ผมก็คิดเหมือนคุณแม่”
       “ผมให้ยาทากับยาบำรุงกับแม่ละเมียดไว้นะครับ” คุณหลวงแพทย์บอก
       “พจน์ แม่จะขึ้นเรือนล่ะ ทางนี้เรียบร้อยแล้ว แม่จะขึ้นไปดูแม่ราตรี”
       “ครับ ..ผมไปด้วย คุณหลวงครับเสร็จแล้วเชิญบนเรือนใหญ่”
       “ครับ” คุณหลวงแพทย์ยังไม่ทันจะพูดต่อ บุหลันส่งเสียงร้องไห้ออกมาดังๆ พร้อมกับยกมือปัดป้องพัลวัน ทุกคนตกใจหันไปดู
       บุหลันลืมตาขึ้น รู้สึกตัวแล้ว ลุกพรวดเหลียวไปดูรอบๆ
       ละเมียดรีบบอก “คุณหญิงเพ็ง ท่านให้ช่วยหล่อนไว้”
       บุหลันขยับตัว แล้วกราบลงด้วยกิริยาลนลาน
       “ขอบพระคุณมากค่ะ ขอประทานโทษลูกอิฉันอยู่ไหนเจ้าคะ”
       “นี่ไง.. ลูกเธอปลอดภัยแล้ว ละเมียดเอาลูกให้แม่เขา”
       บุหลันอ้าแขนรับลูกไว้แนบอก กิริยากอดลูกดูโศกศัลย์ น้ำตาไหลพราก พิศดูหน้าลูกแล้วร้องไห้เงียบ ๆ มีแต่เสียงสะอื้นแผ่วทุกคนหน้าเสียไปด้วย ฉัตต์แอบอยู่แถวนั้น จ้องมองไปที่ทารกหญิงในอ้อมแขนบุหลัน
       คุณหญิงเพ็งหันมาเห็นเข้า “ตายแล้วตาฉัตต์มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงลูก”
       “ฉัตต์มาตั้งแต่เมื่อไหร่” พจน์ถาม
       “ลงมาพร้อมคุณพ่อ พร้อมคุณย่าครับ” เด็กชายบอก
      
       พจน์ คุณหญิงเพ็ง ฉัตต์ และคุณหลวงแพทย์เดินมาตามทางเดินไปเรือนใหญ่
       คุณหญิงจูงมือฉัตต์ “ต่อไปอย่าทำอย่างนี้อีก เรื่องของผู้ใหญ่ไม่ใช่ของเด็ก น่าจะนอน หรือไม่ก็อยู่กับแม่เขา”
       “ครับ คุณย่า ขอโทษครับ”
       “เดี๋ยวไม่ต้องหาคุณแม่แล้วนะลูก” พจน์บอก
       “ทำไมละครับ” ฉัตต์เสียงดังมาก “ฉัตต์กลัวไม่ได้พบคุณแม่อีก”
       “ไฮ้ ตาฉัตต์พูดอะไรเป็นลาง”
       ขาดคำน้ำเสียงตกใจของสารภีดังมา “คุณราตรี คุณราตรี”
       ทุกคนสะดุ้ง พจน์พรวดเดียวหายไปเลย
       “แม่ราตรี คุณหลวง ไปเร็วๆ ฉัตต์พาย่าไปลูก” คุณหญิงเพ็งตกใจ
      
       ภายในห้องนอนราตรีเวลานั้น ราตรีสะอึกถี่ๆ มือไขว่คว้า สารภีจับมือไว้ หน้าตกใจมาก พจน์กลับเข้ามา เรียกชื่อ “ราตรี” แล้วกระโจนเข้าถึงตัว ช้อนตัวขึ้นมา
       “ราตรี...เป็นอะไรราตรี”
       ราตรีพยายามลืมตามองพจน์แต่วาระสุดท้ายมาถึงแล้ว นัยน์ตาฝ้าฟางมองไม่เห็นใคร มือไขว่คว้าตกลง เห็นถนัดว่ามือหงิกเกร็ง ซึ่งเป็นอาการของคนเป็นโรคหัวใจวาย พจน์ช้อนราตรีขึ้นมา หน้าแนบไหล่ ริมฝีปากอยู่ที่หูพจน์
       ราตรีรวบรวมเรี่ยวแรงเปล่งคำพูดสุดท้าย “ห่วง......ลูก....ฝาก....ฝาก ลูก” เท่านั้นก็คอตก ร่างกายอ่อนลู่ลง
       พจน์ตกใจ “ราตรี”
       คุณหญิงเพ็งตามเข้ามาเร็วๆ “แม่ราตรี.....พ่อพจน์แม่ราตรีเป็นอะไร”
       “ผมเข้ามาราตรีก็เงียบไปอย่างนี้คุณแม่ครับ...” พจน์เสียงแหบเครือ หน้าตาหวาดหวั่น
       “ไม่จริง คุณหลวงเร็ว...เข้าไปดู ไม่จริงแค่สลบใช่มั้ยพ่อพจน์ออกมาหาแม่ลูก”
       มือคุณหลวงแพทย์ตรวจจับชีพจรราตรี คุณหลวงเบิกนัยน์ตาราตรีเร็วๆ ส่องไฟดู ส่ายหน้าแล้วหันมา สีหน้าหมดหวัง
       คุณหญิงกระซิบเบาๆ “ไม่จริง แม่ราตรีไม่ได้เป็นอะไรนะคุณหลวง คลอดลูกแล้วก็หลับไป”
       “โรคหัวใจที่เธอเป็นอยู่ครับ คุณหญิง” คุณหลวงแพทย์บอกหน้าเศร้า
      
       ภายในห้องตอนนี้มีแค่พจน์กับราตรี คนอื่นไปหมดแล้ว พจน์กอดราตรีนั่งพิงอก เสียงคุณหลวงแพทย์ดังก้องในหูพจน์
       “โรคหัวใจที่เธอเป็นอยู่ครับ”
       พจน์ รู้สึกผิดอย่างรุนแรง
       “พี่ผิด..ราตรี พี่ผิดที่สุด ไม่ควรขอร้องให้เธอมีลูก เธอต้องตายเพราะเธอมีลูกให้พี่”
       เสียงฉัตต์ดังขึ้นเบาๆ “ไม่จริง”
       พจน์เหลียวไปทางเสียง “ฉัตต์”
       ฉัตต์ยืนอยู่ใกล้มาก เห็นความเคียดแค้นเต็มดวงหน้า
       “ฉัตต์...เป็นอะไรลูก”
       “คุณแม่ตายไม่ใช่เพราะมีน้อง...”
       “ฉัตต์ พูดอะไรหรือลูก”
       “เพราะพวกมัน พวกมันที่มันมาที่ท่าน้ำ แล้วคุณแม่ก็ตาย”
       พจน์รวบตัวฉัตต์มากอดไว้
       “ไม่จริงลูก...อย่างพูดอย่างนั้น”
       ฉัตต์พูดพร่ำอยู่ตลอดเวลาต่อเนื่องกัน ไม่ฟังเสียงพจน์ “พวกมันไม่ตาย มันให้คุณแม่ตาย แทน...คุณแม่ตายแทนมัน”
       “ฉัตต์ ใครมาบอกอะไรเนี่ย”
       “ผมคิดเอง... ไม่มีใครบอก ผมคิดเองครับคุณพ่อ”
       คุณหญิงเพ็งวิ่งเข้ามา มองตะลึง
       ฉัตต์พร่ำพูด...พูด จนพจน์เองเถียงไม่ออก ฉัตต์พูดไปร้องไห้ไป หน้าตาเหยเกไปหมด ตัวก็ดิ้นออกจากอ้อมแขนพจน์
       ฉัตต์ยืนมองจริมาน้องสาวที่เพิ่งคลอด ซึ่งนอนหลับสนิท สายตาเจ็บปวดลึกซึ้งราวกับผู้ใหญ่
       ส่วนสารภีหลับสนิทอยู่ที่มุมห้อง
       ฉัตต์คิดแค้นอยู่ในใจ
      
       “คุณแม่ตายเพราะพวกนั้น...คุณแม่ตายแทนมัน”


  


       วันหนึ่ง บุหลันอาศัยอยู่ที่เรือนเล็ก เพิ่งให้ลูกสาวกินนมเสร็จ และจัดเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว พอหันหลับมาสะดุ้งเล็กๆ
      
       “อุ๊ย”
       “ฉันชื่อสารภี” สารภีแนะนำตัว พร้อมกับวางตั้งผ้าตัดเสื้อสีเทา สีอ่อนๆ ลง “คุณหญิงให้เอามาให้ ผ้าตัดเสื้อกับผ้านุ่ง ถ้าเย็บเสื้อเป็นก็ดี แต่ถ้าไม่เป็นในตลาดมีคนรับตัดเสื้อ แต่ต้องไปวัดตัวนะ”
       “เย็บเป็น” บุหลันทอดเสียงอ่อนโยน
       “ดี คุณหญิงท่านว่าให้อยู่ไปก่อน เพราะตอนนี้ยังยุ่งเรื่องงานศพคุณราตรี ไปทานข้าวที่โรงครัวแล้วกัน บอกไอ้ใบ้คนใช้เธอด้วย”
      
       ตรงมุมหนึ่งในสวน ลับตาคน บุหลันนั่งนิ่งสนิทอยู่บริเวณนั้น ยอดพนมมือขอลุกะโทษ สายตาซื่อตรง สีหน้ารับผิด
       “เป็นอันว่าฉันยกโทษให้แก เพราะแกไม่ได้ฆ่าฉัน ถึงแม้ว่าแกอยากจะทำ” ยอดส่ายหน้าว่าไม่ใช่ “ในที่สุด แกก็ยังช่วยชีวิตฉันไว้”
       ยอดก้มหน้า “ที่ผมทำเป็นใบ้ เพราะตอนหม่อมยังสลบ คนถามผม ..ผมตอบไม่ได้”
       “ดีแล้ว ฉลาดดี”
       “หม่อมครับ หม่อมจะทำไงต่อไป จะไปอยู่ที่ไหน”
       “คุณหญิงกรุณาให้อยู่ที่นี่ไปก่อน ไม่รู้ว่าตรงนี้อยู่ห่างจากวังแค่ไหน”
       “คงไม่ไกลนักหรอกครับ แล้วหม่อมจะอยู่หรือครับ”
       “ถ้าไม่อยู่จะไปไหน ลูกอีกคน” บุหลันคิดอึดใจ “ฉันจะทำงานแลกข้าวเขาไปก่อน ส่วนแก…ถ้าแกมีทางไป ก็ไปได้ไม่ต้องห่วงฉัน”
       ยอดก้มหน้าอยู่อึดใจ “ผมก็ไม่รู้จะไปไหน ...ไม่มีหนทางไปเหมือนกันครับ”
       สีหน้าบุหลันเศร้าหมองเหลือเกิน
       ขณะที่ยอดพูดกับบุหลันมันก้มๆ หน้าลงให้เสียงออกจากปากเท่านั้น คือแม้คนเห็นแต่ไกลก็ไม่รู้
      
       ด้านพจน์นั่งซึม หน้าตาทรุดโทรม หนวดไม่โกน เสื้อผ้ายับเยิน ในมือที่ห้อยอยู่ข้างกาย ถือรูปตัวเอง ราตรีท้องอ่อนๆ และฉัตต์ เป็นรูปขาว-ดำ
      
       คืนนั้น บ้านปัณณธรทั้งหลัง จุดไฟสว่างไสว แลเห็นรถญาติๆ แล่นเข้ามาจอด แขกหญิงชาย-สูงอายุลงจากรถ เข้าไปไหว้คุณหญิงเพ็งที่ยืนต้อนรับอยู่หน้าตึก
       โลงบรรจุศพราตีตั้งอยู่กลางห้องโถงกลาง แจกันดอกซ่อนกลิ่น 3-4 แจกันวางอยู่หน้ารูปภาพ มีพวงมาลัยดอกมะลิพาดอยู่ มีการจัดดอกไม้หน้าศพเป็นมะลิเสียบกับก้านมะพร้าว มีแขกจุดธูปไหว้อยู่ 2- 3คน แขกส่วนใหญ่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ สนทนากัน
       ฉัตร นั่งนิ่งสงบ สีหน้าขรึมจัด เพ่งมองรูปภาพของแม่
      
       พร้อมกับที่ภาพจำเกี่ยวกับแม่ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของฉัตต์
       วันนั้น ราตรีนั่งร้อยดอกไม้อยู่กลางสนาม ฉัตต์วิ่งเล่นวนเวียนอยู่แถวนั้น พอเหนื่อยก็โผเข้าไปหาแม่ ราตรีกอดจูบลูกชาย กิริยาของราตรีดูออกว่าเป็นผู้หญิงอ่อนแอ ดูไม่แข็งแรง ฉัตต์กอดแม่ก่อนออกไปวิ่งเล่นต่อ
       อีกวันราตรีพาฉัตต์เดินดูดอกไม้ด้วยกันอย่างมีความสุข
       เวลาผ่านไปอีกวัน ราตรีนั่งเอนบนเก้าอี้นอน ท่าทางอ่อนเพลียมากขึ้น ท้องราว 7-8 เดือน แล้ว ฉัตต์ นั่งซบอยู่กับแม่ ลูกคลำท้องแม่ จูบแม่ ราตรีจับมือลูกชายมาจูบอย่างชื่นใจ
      
       ภายในห้องโถงกลางตั้งศพราตรีช่วงค่ำ พระกำลังสวดอภิธรรม ฉัตต์ฟังพระสวดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เศร้าหมองมากเห็นน้ำตาคลอๆ
       “พ่อพจน์คงเสียใจมาก” แขกผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานเอ่ยขึ้น
       เสียงคุณหญิงเพ็งบอกเบาๆ “ค่ะ เขารักของเขามาก”
       “น่าเห็นใจเหลือเกิน กำลังได้ดีมีวาสนา เป็นผู้พิพากษาใช่มั้ยคะ” แขกผู้หญิงว่า
       “ดูนั่นลูกชาย พ่อฉัตต์ใช่มั้ยขอรับ กำพร้าแม่ตั้งแต่ยังเล็ก น่าสงสารจริงพ่อคุณ”
       แม้เสียงแขกไม่ดัง กระซิบค่อยๆ แต่ฉัตต์ได้ยินทุกคำ กัดกรามแน่นในขณะที่น้ำตาไหลหยดทันที
       “ไม่เห็นคุณพจน์ ไปไหนเสียล่ะคะ” แขกผู้หญิงถามอีก
      
       คุณหญิงเพ็งเดินเข้ามาในห้อง มองพจน์ซึ่งสารรูปยังเหมือนเดิม
       “พจน์แม่เสียลูกสะใภ้ไปคนหนึ่งแล้ว อย่าให้แม่ต้องเสียลูกชายไป อีกคนหนึ่งเลย แม่ตอบคนที่เขาถามถึงไม่ได้ว่าลูกไปไหน งานศพเมียทำไมไม่ออกไป ลูกไม่ใช่เด็กแล้วนะ หน้าที่การงานก็ดี เป็นถึงผู้พิพากษาคนนับหน้าถือตา ทำไมต้องทำตัวน่าอเนจอนาถแบบนี้
       พจน์ก้มหน้านิ่งไม่มีอะไรจะตอบแม่ ฉัตต์เดินเข้าไปกอดพ่อ หลั่งความเห็นใจไปในอ้อมแขนเล็กๆ ซบหน้ากับตัวพ่อนิ่งๆ
       พจน์เงยหน้ามองคุณหญิงเพ็ง สายตารู้สึกผิด
      
       ภายในห้องเลี้ยงเด็ก วังรังสิยา ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส มองจ้องทารกคุณชายที่กำลังร้องไห้เสียงดัง ใจคิดวนเวียนจะรักหรือไม่รักดี ได้ยินแต่เสียงท่านชาย สีหน้าเปลี่ยนไปตามคำพูดท่านชาย
       “น้องหญิงคะ บุหลันท้อง พี่จะมีลูกชายแล้ว”
       “น้องหญิงคะ พี่ฝากบุหลันด้วยนะคะ เขาเคารพน้องหญิงมาก น้องจะได้เป็นที่พึ่งแก่มัน”
       “น้องหญิงคะพี่ไปเฝ้าหม่อมแม่ครั้งนี้จะรีบกลับ เพราะบุหลันจวนคลอดแล้ว พี่ฝากน้องหญิงช่วยดูแลด้วยนะคะ”
       ท่านหญิงหันหลังกลับทันที เดินห่างออกไปผ่านอะไรบางอย่าง ปัดอย่างแรงจนล้ม เสียงดังโครม
      
       ท่านหญิงกัดฟันแน่น


  


       นางเฟืองเคาะประตูแล้วเข้ามาอย่างรวดเร็ว ถือจดหมายมาฉบับหนึ่ง
        
       “ทรงเป็นอะไรมังคะ”
       ท่านหญิง ไม่ตอบ นั่งลงแรงๆ นางเฟืองถือขวดนมเข้ามาด้วย ตรงไปอุ้มคุณชาย
       “คุณชายร้อง ทำไมท่านหญิง ไม่ทรงอุ้มคะ คุณชายร้องหาท่านแม่” นางเฟืองเอาขวดนมให้คุณชายดูด
       “หยุด...หยุด..พอได้แล้วเฟือง เค้าไม่ใช่ลูกหญิง หญิงก็ไม่ใช่แม่ จะให้หลอกลวงตัวเองไปถึงไหน”
       นางเฟืองจ้องหน้าดุๆ ท่านหญิงก้มหน้า เมินไปทางอื่น
       “ทรงเหลวไหล หม่อมฉันคิดว่าทรงเข้าใจแล้ว”
       “แล้วเฟืองเข้าใจหรือเปล่าละว่า เด็กนี่เป็นลูกของคนที่หญิงเกลียด เกลียดที่สุดในชีวิต เพราะมันเป็นมารหัวใจ มารชีวิตของหญิง เฟืองจะให้หญิงรักเขาได้ไง”
       “รักได้มังคะ รักคุณชายแล้วคุณชายจะรักท่านหญิงองค์เดียว ถึงจะเป็นสายเลือดอยู่ในท้อง 9 เดือน หรือจะมาสู้อยู่ใกล้ชิดทั้งวันทั้งคืนเป็นเดือนเป็นปี ต่อให้นังบุหลันมันฟื้นขึ้นมาทวงลูกมันคืน คุณชายก็ไม่มีวันเหลียวแล”
       ท่านหญิงตกใจมากถามเสียงดัง “เฟือง...เฟือง พูดว่าอะไรนะ”
       “ไม่มีอะไรมังคะ จดหมายท่านชาย” พลางยื่นส่งให้ “ฝากคนมา...ทรงฝากให้ดูมันกระมัง ห่วงมันเหลือเกิน”
       “เฟือง... เฟืองบอกถ้าบุหลันฟื้น...เฟือง มันตายแล้วหรือ เฟืองฆ่ามันแล้วหรือ” ท่านหญิงติดใจอยู่แต่เรื่องนี้
       “ไม่ทราบได้ว่ามันตายหรือยัง”
       “ก็เฟืองพูดอยู่เดี๋ยวนี้” ท่านหญิงเสียงแหลม “ว่าถ้ามันฟื้น”
       “ถ้าอย่างนั้น หมายความว่า ถ้ามันตายแล้วมันฟื้นหรือถ้ามันไม่ตายแล้วมันกลับมา...ได้ทั้งนั้นมังคะ” นางเฟืองวางคุณชายลงนอน หลบตาท่านหญิง
       “เฟือง...บอกกับหญิงว่าเฟืองไม่ได้ฆ่ามัน ไม่อย่างนั้นหญิงจะไม่มีวันแตะต้องเด็กคนนี้ หญิงจะไม่มีวันเลี้ยงเขาโดยการฆ่าแม่เขาแล้วเอาลูกมาเลี้ยง...เฟือง” ท่านหญิงเขย่าตัวพระพี่เลี้ยงด้วยท่าทีร้อนรน
       “หม่อมฉันไม่ได้ฆ่ามัน”
       “ใครฆ่า...”
       “มันไม่ตาย หม่อมฉันไม่เห็นมันตายมังคะ ทรง¬¬อุ้มคุณชายเถิดมังคะ ร้องไห้ใหญ่ แล้ว”
       “เฟือง...หญิงรักเฟือง ไม่อยากให้เฟืองทำบาป ฆ่าคนมันบาปหนานะ จะตกนรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลย”
       นางเฟืองมีสีหน้านิ่งสนิท
       “เฟือง” ท่านหญิงเข้าไปกอดเฟือง ร้องไห้ทันที “หญิงถามจริงๆ เฟืองฆ่าบุหลันรึเปล่า”
       นางเฟืองมองสบตาเต็มๆ “เปล่ามังคะ หม่อมฉันยืนยันได้ว่านังบุหลันมันหนีไปกับไอ้ยอดชู้มัน”
       “ไม่จริง หญิงไม่เชื่อว่าเค้าจะเลวอย่างนั้น”
       “แต่หม่อมฉันเชื่อ เพราะไอ้ยอดหายไปพร้อมกัน ไอ้ยอดหน้าตาดี ยังหนุ่มแน่ กิริยามารยาทเรียบร้อย สุภาพพูดเพราะ มีหรือนังบุหลันจะไม่เอนเอียง ไอ้ยอดมันชอบนังบุหลันตั้งแต่ยังไม่เป็นหม่อม”
       ท่านหญิงจ้องหน้านางเฟืองเขม็ง
       นางเฟืองใจแข็งปานหิน สบตาไม่มีพิรุธเลยสักนิด
       “หม่อมฉันทำไม่ได้หรอกมังคะ ฆ่าคนน่ะ เพราะหม่อมฉันกลัวบาปถึงท่านหญิง”
       แววตานางเฟืองอ่อนลง ท่านหญิงหันไปมองคุณชาย นางเฟืองไปอุ้มส่งให้ พอถึงมือท่านหญิงคุณชายเงียบกริบ “เห็นมั้ยมังคะ คุณชายรู้ว่าใครจะเป็นคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตคุณชาย...นิ่งเลยมังคะ”
       ท่านหญิงมีสีหน้าอ่อนโยนลง โอบอุ้ม มองหน้า คุณชายตัวน้อย มองท่านหญิงตาแป๋ว
       “ลูกชายคนเดียวของแม่ ฉันจะเรียกเขาว่า ชายเดียว...นะเฟือง”
       นางเฟืองมองภาพตรงหน้าอย่างซาบซึ้ง
       ท่านหญิงกอดแนบอก ใบหน้าชายเดียวประทับอยู่กับทรวงอก
       “หญิงอยากมีนมให้ลูกดื่ม” ท่านหญิงหันมาทางพระพี่เลี้ยง บอกเสียงอ่อย “ไม่มีวันในชาตินี้”
       “หม่อมฉันนัดแม่ผ่องไว้จะให้มาเป็นแม่นมคุณชาย เขาเพิ่งคลอดลูกตาย นมกำลังคัด” นางเฟืองจัดแจงเสร็จสรรพ
      
       วันเดียวกัน คุณหญิงเพ็งเดินไปเร็วรี่ ท่าทีร้อนใจจัด จนสารภีเดินตามแทบไม่ทัน
       “คุณหนูไม่ชอบนมผงเธอบ้วนทิ้งหมด”
       “ตายจริง แล้วทำยังไงเนี่ย...”
       สารภีเดินมาถึงหน้าห้องพอดี ค่อยๆ เปิดประตู “ดิฉันจัดการไปแล้วค่ะ”
       คุณหญิงเพ็งเห็นบุหลันกำลังให้นมทารกหญิงจริมา ถึงกับเบิกตากว้าง ตกใจ ทำท่าจะเข้าไป
       “คุณหญิงๆ” สารภีปิดประตู “อย่าเพิ่งค่ะ เดี๋ยวคุณหนูไม่ยอมทานจะยุ่งอีก”
       “จะทำอะไรทำไมไม่ปรึกษา...ผู้หญิงคนนั้นหัวนอนปลายตีนก็ไม่รู้จักเอามาให้นมหลานฉันได้ไง” คุณหญิงเอ็ด
       “ก็...ดิฉันกับพี่เมียด มองแล้วว่าเค้าแข็งแรง แล้วก็ดูเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน น้ำนมก็แยะ คุณหญิงกำลังยุ่งก็เลยแก้ปัญหาไปก่อนค่ะ” สารภีบอก
       คุณหญิงเพ็งนิ่งคิดสักครู่ “เท่าที่ดูก็อย่างที่แกว่า เขาก็สะอาดสะอ้านดี...สารภีเรียกไปหาฉันด้วย”
      
       ไม่นานนัก บุหลันเดินเข้ามากับสารภีที่ห้องโถงกลางชั้นบนเรือนใหญ่ คุณหญิงเพ็งนั่งคอยอยู่แล้ว บุหลันเดินค้อมตัวเข้ามา แล้วทรุดตัวลง กราบอย่างนุ่มนวล
       “เป็นยังไงถึงมาสลบที่ท่าน้ำบ้านฉัน เรือ...เรอก็ไม่มี มายังไง” คุณหญิงถามไถ่
       “เรือจมเจ้าค่ะ” บุหลันก้มหน้าลง น้ำตาพาลจะหยดขึ้นมาอีก
       คุณหญิงเพ่งมอง “หนีร้อนมาใช่มั้ย”
       “เจ้าค่ะ”
       “ผู้ชาย...นั่น เป็นพ่อเด็กหรือ” คุณหญิงถาม
       “ไม่ใช่ เจ้าค่ะ” บุหลันตอบเร็ว
       “ฉันก็ไม่คิดว่าใช่ เอาล่ะ ถ้ายังไม่มีที่ไป ลูกเต้ายังแบเบาะก็อยู่ที่นี่ไปก่อน หวังว่าเธอคงไม่มีคดีติดตัวมา ถ้ามีก็พูดกันตรงนี้อย่าปิดบัง ลูกชายฉันเป็นผู้พิพากษาเขาถือกฎหมายเป็นที่ตั้ง”
       “ดิฉันไม่มีคดี ไม่เคยทำร้าย มีแต่ถูกทำร้ายมาเจ้าค่ะ”
       คุณหญิงเพ็งเพ่งมองบุหลันนิ่งๆ บุหลันมองตอบด้วยสายตาบริสุทธิ์
       “ฉันยังไม่คาดคั้นว่าเธอคือใคร ทั้งๆ ที่รู้ว่าเธอไม่ธรรมดา วันหลังสบายใจ ก็ค่อยบอกเล่ากัน แล้วก็...ขอบใจที่มาช่วยให้นมหลานฉัน เขาอาภัพมากแม่ตายวันที่เขาเกิดพอดี อ้อ..เธอจะให้เรียกเธอว่าอะไร”
       “จันทร์ค่ะ...เรียกดิฉันว่าจันทร์” บุหลันบอก
      
       บุหลันเดินลงบันไดมา ใบหน้าหมองเศร้าเสียงท่านชายรังสิโยภาสดังก้องในหู
       “บุหลันแปลว่าพระจันทร์เต็มดวง”
       ตามด้วยเสียงคุณหญิงเพ็งเมื่อครู่นี้ “หนีร้อนมาใช่มั้ย”
       บุหลันคิดทบทวนถึงวันที่ลูกสาวเกิด
      
       ภายในห้องเรือนแพที่ศาลาท่าน้ำ บุหลันร้องครวญคราง จะคลอดลูก ดิ้นไปมา จนสุดท้ายร้องอึดเต็มที่จนเสียงอุแว้ๆ ดังขึ้น บุหลันจวนเจียนจะเป็นลม นัยน์ตาฝ้าฟางเห็นนางเฟืองก้มลงมาตัดรก เห็นถนัดว่ามือถือมีดตัดลงไป แล้วเอาผ้าห่อเด็ก อุ้มออกไปเสียงเปิดประตูดังเอี๊ยด
       เสียงนางเฟืองบอกยอดกับแคล้ว “เด็กผู้ชาย ข้าจะเอาไปถวายท่านหญิง”
       นั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่บุหลันได้ยิน ก่อนที่จะรู้สึกว่า ยังมีอีกชีวิตหนึ่งอยู่ในท้อง และความเจ็บปวดรวดร้าวก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างอีกครั้งหนึ่ง
      
       บุหลันซวนเซลงนั่งตรงเชิงบันได ก้มหน้าซบเข่า ร้องไห้จนตัวโยน พจน์เดินเข้ามามองสีหน้าฉงนฉงาย
      

       บุหลัน ซึ่งบัดนี้ทุกคนในบ้านปัณณธร รู้จักเธอในชื่อ จันทร์ นั่งร้องไห้อยู่ตรงเชิงบันได กระทั่งพจน์มองมาด้วยสีหน้าฉงน ก่อนจะเดินเข้ามาหาอย่างช้าๆ
      
       “ขอโทษ”
       จันทร์เงยหน้าขึ้น ตกใจเล็กๆ
       “ไม่สบายหรือเปล่า” พจน์ทอดเสียงอ่อนโยนถาม
       จันทร์รีบลุกขึ้นยืนพูดเสียงอุบอิบ “เปล่าค่ะ ขอโทษค่ะ” ก้มตัวจะเดินไป
       “เดี๋ยวก่อน”
       พจน์เรียกไว้ จันทร์หยุด
       “ขอบใจที่... เป็นแม่นมให้ลูกสาวของฉัน”
       “ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ” จันทร์ตอบเสียงแผ่ว
       “จะมีผลเสียกับ.. เอ้อ ลูกของเธอหรือไม่”
       จันทร์ฉงน “ผลเสียยังไงหรือคะ”
       “เช่น...ลูกของเธออาจจะทานนมได้ไม่พอ”
       “อ๋อ ไม่... ไม่ค่ะ...พอ”
       พจน์เพ่งมองพิจารณาตลอดเวลา ใจคิดสงสัยที่มา แต่มีมารยาทจึงไม่ถาม “อยู่ให้สบายไม่ต้องเกรงใจ คนเรามีทุกข์ร้อนมาถ้าช่วยได้ก็ต้องช่วยกัน”
       จันทร์ไหว้
       “ขอบใจอีกครั้ง”
       “ค่ะ”
      
       ในที่สุดท่านชายรังสิโยภาสก็เดินทางกลับมาถึงวังรังสิยา และเวลานี้อยู่ในห้องโถงกลาง ตำหนักใหญ่ของวัง ซึ่งบ่าวไพร่ในวังทุกคนมารวมตัวอยู่ที่นี่ รวมทั้งท่านหญิงแขไขเจิดจรัส นางเฟือง และนายสน ทนายหน้าหอและคนขับรถ
       ท่านชายตวาดเสียงดัง “ใครจะบอกได้ว่าบุหลันไปไหน” พลางหันมามองผู้คนที่อยู่ในห้อง สีพระพักตร์เข้มจัดทุกคนหลบตาก้มหน้านิ่ง
       ท่านหญิงแขไขนั่งคอแข็งสีหน้าเรียบเฉย แต่พระทัยเต้นโครมคราม
       “น้องหญิง”
       “หญิงไม่ทราบค่ะ”
       “น้องหญิง พี่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบอย่างนี้เลย คนหายไปทั้งคนไม่รู้เรื่องได้ยังไง พี่ไม่อยู่หญิงเป็นเจ้าของวังดูแลคนทั้งหมด หญิงไม่รู้หรือว่าอะไรเกิดขึ้น”
       “ท่านหญิงไม่ทรงทราบจริงๆ มังคะ” นางเฟืองสอดขึ้น
       ท่านชายเอ็ด “อย่าสอดนังเฟืองข้าไม่ได้ถามเอ็ง”
       “เจ้าพี่ทรงฟังเฟืองเถิดค่ะ เพราะเฟืองเค้ารู้เรื่อง ถึงยังไงหญิงก็ให้คำตอบเจ้าพี่ไม่ได้”
       ท่านชายอัดอั้นหันไปทางนางเฟือง “เอ็งว่าไปนังเฟือง”
       “วันที่ท่านชายเด็จไป ท่านหญิงไม่ทรงสบาย บรรทมอยู่แต่ข้างบน บุหลัน...” นางเฟืองยังไม่ทันพูดต่อ ท่านชายก็ขัดขึ้นอย่างไม่พอพระทัย
       “นังเฟือง เอ็งเรียกให้ดี ไม่รู้จักธรรมเนียมรึไง หรือเอ็งจงใจไม่รับรู้ว่าเขาเป็นอะไรกับข้า”
       สีหน้าท่านหญิงเย็นเฉียบ
       “มังคะ หม่อมบุหลันเธอเจ็บท้องคลอดคุณชาย หม่อมฉันไปช่วยทำคลอด แล้วต่อจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นเธออีกมังคะ ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปไหน แต่มีคนหายไปพร้อมกันมังคะ” นางเฟืองเล่า
       “เอ็งหมายความว่ายังไง ใครหายไปพร้อมกัน”
       “ไอ้ยอด คนทำสวนมังคะ” นางเฟืองว่า
       “นังเฟืองเอ็งกำลังจะบอกว่าไอ้ยอดพาเมียข้าหนีไปงั้นเรอะ” สีพระพักตร์ท่านชายแดงก่ำเพราะกริ้วจัด “ฟังมันนะหญิง ฟังมันใส่ร้ายเมียพี่”
       ท่านหญิงเหลียวขวับมามองท่านชายเมื่อได้ยินคำว่าเมียพี่
       ท่านชาย พูดต่ออย่างเร็ว และแรง “มันหาว่าบุหลันคบชู้สู่ชาย นังเฟืองคนของหญิงคนนี้ไม่ชอบบุหลันมาตั้งนานแล้ว”
       นางเฟืองท้วง “หม่อมฉันไม่ได้เกลียดหม่อมบุหลันแล้วแต่งเรื่องหรอกมังคะ ถามคนในวังดูก็ได้จะให้คิดยังไงในเมื่อหม่อมหายไปวันเดียวกับคนสวน”
       “อีเฟือง” ท่านชายรังสิโยภาสชี้หน้าด่าแรงๆ ด้วยความกริ้วสุดขีด “เอ็งหยุดสาธยายเดี๋ยวนี้ บุหลันเป็นเมียข้า ทำไมข้าจะไม่รู้ว่าเขาไม่ใช่คนใฝ่ต่ำ บอกความจริงมานะมึง ว่ามึงทำอะไรเมียกู”
       นางเฟืองทั้งใจแข็ง ทั้งใจเย็น สีหน้านิ่งสงบอย่างมีสติ “ไม่มีใครทำอะไรหม่อมมังคะท่านชาย”
       ท่านชายเสียงดังเป็นเชิงถาม “หญิง...!”
       “เจ้าพี่จะทรงคาดคั้นว่าหญิงมีส่วนหรือคะ เจ้าพี่ไม่ให้เกียรติหญิงเลย หญิงจะทำอย่างนั้นทำไมเพราะทุกวันนี้เจ้าพี่ก็ไม่ได้เหลียวแลหญิงอยู่แล้ว ถ้าหญิงทำอะไรบุหลันหญิงจะได้ประโยชน์อะไร ในเมื่อหญิงรู้ว่าเจ้าพี่จะทรงเกลียดหญิงมากขึ้น คนหายไปสองคนเจ้าพี่โทษคนทั้งวังมันไม่ยุติธรรมเลย”
       “แต่หญิงดูแลคนทั้งวัง”
       “หญิงไม่เคยดูแลบุหลัน เพราะเจ้าพี่ทรงทำหน้าที่นั้นอยู่องค์เดียว ใครแตะไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าเจ้าพี่ต้องเอาผิดอย่างหนัก บุหลันหายไปไม่มีร่องรอยทุกคนก็ออกตามหาไม่ได้นิ่งนอนใจ หญิงให้ใส่กุญแจเรือนเขาไว้ เจ้าพี่เด็จไปทอดเนตรเผื่อจะได้ร่องรอยอะไรบ้าง”
      
       ครู่ต่อมาท่านชายเดินพรวดๆ ไปอย่างเร็ว มาถึงเรือนบุหลัน นางเฟืองเดินแกมวิ่งตาม
       “ท่านหญิงของเอ็งล่ะ”
       “ไม่เด็จมังคะ
       ท่านชายหน้าเครียดอยู่อึดใจ “เป็นอย่างเนี้ย...”
       นางเฟืองทำหน้าสะใจ
       ท่านชาย เห็นเข้า โทสะมาเป็นริ้วๆ “ไปเปิดห้องสิ”
       นางเฟืองเดินหลีกท่านชายไปเปิดกุญแจ แต่ไม่เปิดประตู
       “เปิดสิวะ นังนี่วอนจริง”
       นางเฟืองเปิดประตู แล้วเดินเข้าไปเปิดตู้เสื้อผ้า ท่านชายเดินตามเข้า
       “เสื้อผ้าหายไปเกือบหมดตู้มังคะ” น้ำเสียงสีหน้านางเฟืองไม่มีพิรุธเลยสักน้อย
       ท่านชายมองเข้าไปในตู้ นิ่งอึ้ง มีเสื้อผ้าพับอยู่ 2-3 ตัว ท่านชายสะบัดมือปิดประตูตู้ดังโครม
       “บุหลันไม่ทำอย่างนี้เขาไม่มีวันทิ้งฉันไป” แล้วออกไปเร็วรี่
       สีหน้านางเฟืองที่มองตามหลังท่านชาย สะใจเป็นที่สุด คิดถึงภาพเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้
      
       วันนั้นนางเฟืองเข้ามาในห้องบุหลัน เปิดตู้แลเห็นเสื้อผ้าเต็มตู้ นางเฟืองแสยะยิ้มอย่างสมใจ หยิบเสื้อผ้าเกือบทั้งหมดใส่ตะกร้า สีหน้าเย็นเฉียบ ไม่มีกลัว ไม่มีลังเล และไม่วอกแวกเหลียวซ้ายแลขวาแต่อย่างใด
       ไม่นานต่อมานางเฟืองอยู่ตรงริมน้ำ ขยุ้มๆ เสื้อผ้าบุหลันห่อมัดเข้าด้วยกัน เอาก้อนหินก้อนใหญ่หลายก้อนใส่เข้าไป แล้วเหวี่ยงอย่างแรงลงน้ำไป
       ภาพเหล่านั้นเลือนหายไปจากความคิด เฟืองยิ้มหยันหัวเราะออกมาเบาๆ ย่ามใจเป็นที่สุด
      
       ท่านชายเดินพรวด...พรวดกลับเข้ามาในห้องโถง ท่านหญิงกำลังจะลุกขึ้น เลยนั่งลงไปอีก
       “หญิงส่งคนไปหาบุหลันที่ไหนมั่ง”
       ท่านหญิงนิ่ง นึกถึงคำถามเดียวกันนี้ที่เคยถามนางเฟือง
       “เฟืองส่งคนไปหาบุหลันหรือยัง”
       “ส่งไปหาทั่วเลยมังคะ...ไม่พบเลย”
      
       แต่สีหน้านางเฟืองดูก็รู้ว่าพูดไม่จริง


  


       ท่านหญิงดึงตัวเองกลับมา ตอบออกไป
      
       “เฟืองส่งคนไปหาแล้วค่ะ แต่ไม่พบ”
       “แจ้งความรึเปล่า”
       “หญิงไม่กล้าเพราะกลัวเสียชื่อค่ะ”
       “กลัวเสียชื่อ หญิงคิดว่าบุหลันเป็นชู้กับไอ้ยอดจริงๆ หรือ”
       “ไม่มีใครรู้ความจริงนอกจากบุหลันกับยอด ตัวหญิงเองไม่กล้าคิดอะไร สาบานได้”
       “เจ้าตัวเขาไม่อยู่ ใครๆ ก็สาบานได้ทั้งนั้น” ท่านชายประชด
       “เจ้าพี่” ท่านหญิงแขไขครางเบาๆ ด้วยสีหน้าปวดร้าว
       นางเฟืองเงยหน้าขวับ สอดขึ้น “ท่านหญิงไม่เคยทำร้ายใคร ให้เจ็บพระทัยเสียพระทัยแทบตายก็ไม่ทรงทำร้ายใครแน่นอน”
       ท่านชายตวาด “หุบปากนังเฟืองอย่าสะเออะ วันนี้ข้าไม่รู้ความจริงก็แล้วไป แต่อย่าให้รู้เชียว ถ้ารู้ว่าใครทำอะไรกับบุหลัน ข้านี่แหละจะจัดการด้วยมือข้าเอง จำไว้นังเฟือง”
       ท่านชายเดินพรวดออกไป
       นางเฟืองมองตามด้วยสายตาดุดัน พึมพำในลำคอ “โง่...โง่ดักดาน”
       “เฟือง” ท่านหญิงน้ำตาไหลซึม
       “อย่ากรรแสงมังคะ... แพ้ไม่ได้นะมังคะ” นางเฟืองปลอบ
       “ไม่ได้ยินรับสั่งเหรอ ฉันไม่มีความหมายเลย บุหลันอยู่ฉันก็สู้เขาไม่ได้ บุหลันไม่อยู่ฉันก็ยิ่งพ่ายแพ้หนักขึ้น”
       “ทำไมทรงคิดอย่างนั้นมังคะ มันไปก็ดีแล้ว เพราะมันเหมือนหนามแหลมทิ่มแทงพระทัยตลอดเวลา ตอนนี้ปล่อยให้ท่ายชายอาละวาดไปก่อน อีกหน่อยก็ทรงลืม อย่าลืมนะมังคะเรายังมีคุณชาย”
       ท่านหญิงฉงน “ทำไมเหรอเฟือง... เฟืองจะให้คุณชายทำอะไร”
       “คุณชายคือเลือดเนื้อเชื้อไข ไม่ช้าท่านชายจะทรงรักทรงหลงคุณชายจนลืมอีบุหลันในที่สุด...เชื่อหม่อมฉันมังคะ”
       นางเฟืองคนใจชั่วบอกอย่างหมายมาด
      
       คืนนั้น ท่านชายรังสิโยภาสเข้ามาในห้องคุณชายเดียว หรือ ศักดินา ซึ่งอายุราว 7 วัน ยืนจ้องมองคุณชายที่กำลังตื่นอยู่ ท่านหญิงแอบมอง...ลุ้นๆ
       ท่านชายหันหลังกลับไม่แม้แต่จะแตะตัวคุณชายศักดินา เดินผ่านท่านหญิง มองสบตา สายพระเนตรท่านชายเย็นชา แล้วดำเนินผ่านท่านไป ท่านหญิงยืนอึ้ง
      
       ส่วนที่บ้านปัณณธร ในครัวตอนนี้กำลังยุ่งเอาการ อ่อนคนทำงานบ้านทั่วไปกำลังตักข้าวใส่โถ สำลีลูกสาวสำเนียงแม่ครัวใหญ่กำลังล้างผลไม้ เงาะเอย มังคุดเอย เห็นเป็นกองโตๆ เด็กในครัวเช็ดถ้วยเช็ดชาม อีกคนจัดแก้วน้ำใส่ถาด
       สำเนียงเร่งลูกสาว “นังลี เร็วๆ เข้า มัวพิรี้พิไรล้างอยู่นั่น ปอกเงาะเข้าเดี๋ยวข้าจะคว้าน เดี๋ยวไม่ทันพระฉัน ยังจะต้องจัดให้คนอีก”
       “ปอกแล้วนี่...เปิดตาดูซะมั่งแม่” สำลีย้อน
       “ฉันจะขึ้นไปดูคุณหญิงนะสำเนียง ฝากด้วย จัดให้เรียบร้อย อ้อ เงาะน่ะ สำเนียงคว้านคราวที่แล้ว เปิดหัวท้ายกว้างไป ดูไม่น่ากิน”
       ละเมียดกำชับแล้วจะเดินออกไป เห็นจันทร์เดินสวนเข้ามาพอดี
       “อ้อ แม่จันทร์”
       ทุกคนหันมามองจันทร์เป็นตาเดียว
       “ดิฉันมาช่วยทำงาน”
       จันทร์นั่งลง เลื่อนถาดเงาะเข้ามาใกล้ หยิบมีดคว้านที่อยู่ตรงนั้น ลงมือคว้านเงาะอย่างว่องไว เห็นเงาะที่จันทร์วางลง หัวท้ายปิด มองเป็นลูกเต็มๆ สวยงาม ทุกคนมองอย่างทึ่งเป็นตาเดียวกัน
       จันทร์ ก้มหน้าก้มตาทำ สีหน้าหมองลงได้ยินแต่เสียงท่านชายประโยคแล้วประโยคเล่า ดังก้องในหู
       “เห็นฝีมือคว้านเงาะก็รู้ว่าเป็นเจ้า..บุหลัน”
       “เจ้าคว้านระกำให้ฉันกินอย่างนี้ ฉันจะไม่ทำให้เจ้าระกำช้ำใจเลยนะบุหลันฉันสัญญา”
       “น้อยหน่านี่ เจ้าเอาเม็ดออกได้ยังไงบุหลัน ยังสวยงามเป็นลูกน้อยหน่าอยู่เลย”
       บุหลันน้ำตากบตา
      
       เวลาเดียวกันนี้ เสียงท่านชายตวาดอย่างดังออกมาจากข้างในห้องทรงงานที่วังรังสิยา
       “ข้าไม่กิน... บอกว่าไม่กิน”
       สนถือถาดอาหารยืนอยู่หน้าห้อง
       “ไป...ไม่ได้ยินรึไอ้สนว่าข้าไม่กิน...ไม่หิว”
       “เหวยหน่อยเถอะกระหม่อม ท่านหญิงให้กระหม่อมเอามาถวาย” สนว่า
       ประตูเปิดเปรี้ยงออกมาอย่างแรง
       “ถ้าเอ็งยังขืนวุ่นวายกะข้าอีก เอ็งไม่ต้องอยู่ ไปอยู่ที่อื่น”
       “แต่...”
       “ไอ้สน” ท่านชายเสียงดังก้อง
       จังหวะนี้คุณชายเดียวร้องจ้า ท่านหญิงอุ้มเดินเข้ามาหา ท่านชายมองนิ่งๆ
       “เจ้าพี่คะ”
       “สน เอ็งไม่ได้ทูลท่านหญิงหรือว่าข้าสั่งไม่ให้ใครกวน”
       “หญิงไม่ได้เจตนากวนเจ้าพี่ หญิงแค่พาลูกชายมาเฝ้า สนบอกว่าเจ้าพี่ไม่ยอมเหวยหญิงเป็นห่วง”
       “ไม่ต้องห่วง” ท่านชาย ชายตามองคุณชายเดียวเฉยๆ ไม่ยินดียินร้าย
       สีหน้าท่านหญิงสลดลง ส่งคุณชายให้ผ่องไป ผ่องพยักหน้ากับสนแล้วออกไปด้วยกัน
       “พี่สบายดี...มาก็ดีแล้ว พี่จะบอกเสียเลยว่าต่อไปนี้ไม่ต้องรอพี่ลงไปกินข้าว แล้วก้อไม่ต้องเอาขึ้นมาให้กินข้างบนด้วย ถ้าจะกินจะบอกเอง”
       “ทำไมคะ ทำไมต้องทรงทำอย่างนี้ เจ้าพี่โกรธหญิงเรื่องอะไร”
       “หญิงทำอะไรให้โกรธด้วยหรือ” น้ำเสียงท่านชายประชด “หญิงไม่เคยทำผิด ทุกอย่างถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง จนพี่ไม่กล้าสู้หน้าหญิง ขี้เกียจได้ยินคำพูดว่าไม่รู้...ไม่เห็น...ไม่มีอะไร ซ้ำๆ ซากๆ เบื่อ”
       “ไปๆ มาๆ ก็มาลงที่เรื่องบุหลัน ก็ในเมื่อหญิงไม่ทราบจริงๆ จะให้ทูลว่าอะไร ต่อให้เจ้าพี่บีบคอหญิงให้ตายตอนนี้หญิงก็ยังยืนยันคำเดิม บุหลันหายไปเมื่อไหร่หญิงไม่ทราบ หายไปกับยอดหรือเปล่าหญิงก็ไม่ทราบ แม้แต่วันนั้นบุหลันคลอดลูกชาย หญิงก็ไม่ทราบ เฟืองเป็นคนอุ้มลูกมาให้บอกว่าบุหลันให้พามาถวาย หญิงมัววุ่นกับลูก ถึงหญิงจะผิดก็ผิดเรื่องเดียวที่ไม่ได้ลงไปเยี่ยมเขาจนกระทั่ง...”
       “คนหายทั้งคน” ท่านชายส่ายหน้าไปมาอย่างจนพระทัย “ทำไมเธอถึงเป็นคน...” ท่านชายคิดหาคำภาษาไทย แต่คิดไม่ออก “อิ๊กนอแรนซ์อย่างนี้”
       “อิ๊กนอแรนซ์ ทำไมเจ้าพี่ว่าหญิงขนาดนี้ หญิงไม่ได้ถึงขนาดเพิกเฉยไม่สนใจอะไรเลย หญิงดูแลลูกของเจ้าพี่...”
       ท่านชายขัดอย่างเร็ว “ทำไมจะไม่ใช่ ทุกอย่างเธอปล่อยให้นังขี้ข้าบงการชีวิตเธอ ฉันไม่เคยไว้ใจอีผู้หญิงคนนี้ ฟังไว้นะฉันจะสืบเรื่องนี้ ถ้ารู้ว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องล่ะก็ฉันจะฆ่ามันด้วยมือฉันเอง”
       ท่านหญิงตะลึงงัน
       “เธอไปได้แล้ว แขไขเจิดจรัสไปบอกมันด้วยแล้วกันว่าฉันพูดอะไร”
      
       ท่านชายเข้าห้องปิดประตูใส่หน้าโดยแรง ท่านหญิงยืนนิ่งงัน


  


       ค่ำนั้นนางเฟืองรีบร้อนเข้ามาในห้องบรรทมท่านหญิงแขไขอย่างเร็วรี่
      
       “ให้หาหม่อมฉัน มีอะไรหรือมังคะ”
       “เฟือง หญิงถามจริงๆ อย่าพูดปดกับหญิงนะ”
       “มังคะ”
       “เฟืองทำอะไรบุหลันหรือเปล่า”
       “โถ...ทูลกระหม่อม หม่อมฉันไม่ได้ทำอะไรเลย เป็นความสัตย์จริงมังคะ คนมันสันดานชั่ว ขุนเท่าไหร่ก็ไม่ได้ดีหรอกมังคะ ท่านชายชันษาสูงแล้ว ไหนเลยจะสู้หนุ่มๆ ไอ้ยอดมันหน้าตาดีหยอกใคร”
       “ท่านรับสั่งว่าจะสืบด้วยองค์เอง” ท่านหญิงว่า
       สีหน้านางเฟืองเย็นเยือกขณะพูด “ต้องให้พลิกแผ่นดิน...แผ่นน้ำ” นางเฟืองย้ำคำขณะพูดประโยคต่อมา “ค้นหาอีบุหลัน ก็ไม่มีวันจะหาเจอ”
       ท่านหญิงตะลึง มองพระพี่เลี้ยงอย่างพิศวง
       นางเฟืองเห็นสายตาท่านหญิงรีบแก้ “สังหรณ์มังคะ แค่สังหรณ์”
      
       เวลาต่อมานางเฟืองเดินลงมาที่หน้าตำหนัก เห็นสนเช็ดรถอยู่
       “สน วันนี้เด็จไหน”
       “อ๋อ เห็นว่าจะเด็จไปหาหลวงวิเศษ”
       นางเฟืองฉงน “ใคร”
       “ไม่รู้เหมืนกัน ได้ยินว่าอย่างนั้น”
       “หลวงวิเศษ” นางเฟืองทวนคำ
      
       ไม่นานหลังจากนั้น ท่านชายประทับอยู่ที่บ้านหลวงวิเศษ ผู้เป็นอธิบดีกรมตำรวจ
       “ฉันไม่เชื่อว่าบุหลันจะหนีตามเด็กในบ้านไป สังหรณ์ว่าต้องมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นแน่นอน”
       “ถ้าใครทำอะไร ก็คงกลบเกลื่อนหลักฐานจนไม่เหลือแล้วกระหม่อม” หลวงวิเศษว่า
       “ไม่เหลือแล้ว ทุกอย่างดูเรียบร้อย ไม่มีอะไรผิดปกติ”
       “มีคนน่าสงสัยบ้างไหมกระหม่อม”
       “มี...คนหนึ่ง คือน้องหญิงแขไข เธอไม่โปรดบุหลันเอามากๆ อีกคนคือนังเฟือง พี่เลี้ยงหญิงแขไข คนนี้ฉันเกลียดมันที่สุด ไม่ถูกชะตากับมันเลย”
       “อย่ามีอคตินะกระหม่อม ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับหลักฐาน” คุณหลวงบอก
       “ฉันสังหรณ์ คุณหลวงเชื่อฉันเถอะ”
       “กระหม่อมเชื่อความจริง...เราต้องค้นหาความจริงถึงจะลงโทษคนผิดได้”
       ท่านชายนิ่งอึ้งไปสักครู่ สีพักตร์หมองลงอย่างกลัดกลุ้ม
       “ฉันเข้าใจคุณหลวง ในฐานะอธิบดีกรมตำรวจ คุณหลวงต้องหนักแน่นอย่างนั้น แต่ฉัน..ขอยืนยัน ฉันสังหรณ์”
       “ทรงรู้สึกอย่างไร ต่อคุณชายศักดินากระหม่อม”
       ท่านชายถอนใจยาว “ฉันอยากรักเขา อยากอุ้ม อยากกอด แต่...”
       “ทรงคิดว่าไม่ใช่ลูก...หรือกระหม่อม” คุณหลวงถามเสียงเบา
       “ใช่” ท่านชายเสียงเข้ม “ฉันไม่แน่ใจว่าเขาเป็นลูกเรารึเปล่า เพราะฉันไม่ไว้ใจอีนังเฟือง มันอาจจะเอาลูกใครมาหลอกฉันก็ได้”
       หลวงวิเศษมองอย่างเห็นใจสักครู่ จึงเอ่ยขึ้น
       “คนของกระหม่อม เข้าไปทำงานในวังแล้วนะกระหม่อม”
      
       บนถนนบรรยากาศร่มรื่น นายสนขับรถไป ชำเลืองมอง เห็นท่านชายหน้าเคร่งเครียดมาก
       “สน”
       สนสะดุ้งสุดตัว “กระหม่อม”
       “ไม่ต้องเล่าให้ใครฟังว่าข้ามาหาคุณหลวงวิเศษ”
       สนทำหน้าอึกอัก
       ท่านชายรู้ทันที “เล่าไปแล้วรึเอ็ง”
       “เอ้อ...”
       “ไอ้สน เอ็งบอกใครไป”
       “มะ...แม่เฟืองกระหม่อม เขาว่าเขาเป็นห่วง เขาถามแทนท่านหญิง”
       ท่านชายกริ้ว “อีสาระแน ไอ้สน มึงก็เหมือนกันปากสว่างนักนะ”
       “กระหม่อม...ผิดไปแล้วกระหม่อม”
       “จำไว้ ถ้าเอ็งอยากทำงานกับข้า หุบปากให้สนิท ต่อให้ใครมาตายตรงหน้าเอ็ง ก็อย่าเปิดปากเป็นอันขาด”
       “หม่อม”
       “หรือไม่ก็บอกมันไปเลยว่า ข้าไปเที่ยวหอนางโลมก็ได้ ดี...จะได้ดูอีเฟืองเต้นแทนหญิงแขไข”
      
       สนขับรถจอดหน้าตึกใหญ่ แล้วรีบลงจากรถจะเปิดประตูให้ท่านชาย แต่ท่านชายเปิดออกเสียก่อนสนชะงัก ท่านชายลงมา เหลือบแวบไป เห็นนางเฟืองแอบอยู่
       “บอกมันอย่างที่บอก” ท่านชายเสียงเบาสั่งสน “มันมาโน่น”
       ท่านชายเดินขึ้นตำหนัก
       นางเฟืองเดินเข้ามาเร็วไว “ได้ความว่าไงพ่อสน”
       “อ๋อ ออ...” ในใจสนคิดหาคำพูดว่าจะบอกยังไง
       “หลวงวิเศษเป็นใคร”
       สนทำทีอึกอัก “อ๋อ ออ.....ไม่ได้เด็จหาหลวงวิเศษหรอก”
       “อ้าว แล้วเด็จไหน”
       “เด็จ...หอ...เอ้อ...หอนางโลม”
       นางเฟืองเสียงดัง ตกใจมาก “เด็จไหนนะ”
       “หอนางโลม” เสียงสนเริ่มมั่นใจขึ้น
       “ไม่จริง”
       สนอ้าปากค้าง ทำไมรู้วะ
       “แกโกหกไอ้สน”
       “ทำไมว่าฉันยังงั้นล่ะ แม่เฟือง”
       “ถ้าท่านชายเด็จจริง ต้องรับสั่งให้ปิดความ แกอย่ามาหลอกฉัน”
       “เฮ้ย..จริงนะแม่เฟือง” สนกระซิบ “ท่านรับสั่งให้ปิดจริงๆ ด้วย”
       “เอ๊า แล้วแกบอกฉันทำไม”
       “เอ๊า” สนเลียนเสียง “ฉันเคยปิดอะไรแม่เฟืองเล้า บอกทุกอย่างเห็นมั้ย จะเด็จบ้านหลวงวิเศษ ฉันก็บอก”
       “หอนางโลมเหรอ ที่ไหน”
       “อ๊ะ บอกได้เลยฉันก็ไปบ่อย” สนยืดอกใหญ่
       “สะพานถ่านเหรอ”
      
       “เฮ๊ย นั่นมันชั้นต่ำไม่มีสกุล เด็จหอนางโลมชั้นสูงที่ผ่านฟ้า เด็ด... แม่เฟืองเอ๋ย”
      
       สนสาธยาย


  


       นางเฟืองรีบมารายงานท่านหญิงแขไข ในห้องบรรทมท่านหญิงทันที ท่านหญิง เสียใจ ฟังอย่างตกตะลึงงัน
      
       “ทำ...ทำไม เจ้าพี่ต้องลดองค์ไปถึงขนาดนั้น”
       “แต่หม่อมฉันคิดว่าอาจจะไม่จริงมังคะ”
       “ไม่... เรื่องจริง”
       “ไม่หรอกมังคะ”
       “จริง... จริง ต้องเป็นเรื่องจริง หญิงรู้... รู้ดีกว่าใครว่าท่านเด็จจริง” ท่านหญิงซบพักตร์ลงกับเตียง “ท่านเด็จจริงๆ”
       “โธ่ ท่านหญิงมังคะ”
       “อย่าปลอบหญิงเลย” ท่านหญิงสะอื้นขึ้นมาทันที “เห็นมั้ยไม่มีบุหลัน เจ้าพี่ก็ไม่เห็นหญิงในสายพระเนตร หญิงเหมือนดินเหมือนทราย เหมือนฝุ่นละอองที่ไม่อยากแม้แต่จะแตะต้องให้สกปรก”
       ท่านหญิงแขไขร้องไห้ออกมาอย่างเสียใจสุดแสน
       “ทูนหัวของเฟือง ท่านหญิงไม่ผิด สักวันท่านชายต้องทรงนึกได้ แล้วเห็นความดีมังคะ” นางเฟืองรีบเข้าไปประคอง
       “เฟือง...” ท่านหญิงซวนซบลงกับอ้อมแขนนางเฟือง “ความดีทำให้ท่านมีความสุขหรือ” พลางสะอื้นแรงๆ “หญิงขอบใจเฟืองมาก เฟืองเหมือนเพื่อนตายของหญิง”
       นางเฟืองตื้นตันร้องไห้ออกมาทันที เสียงดังด้วย ก้มหน้าต่ำ สะอึกสะอื้น
       “เฟือง”
       “ทรงเห็นเฟืองเป็นเพื่อนหรือมังคะ ไม่เสียงแรงที่หม่อมฉันจงรักภักดี” นางเฟืองสะอื้นเสียงขาดเป็นห้วงๆ “หม่อมฉันสาบานว่าจะปัดเป่าทุกข์ในพระทัยให้หมดสิ้น”
      
       นางเฟืองยังร้องไห้เช็ดน้ำตาป้อยๆ ขณะเดินลงจากตำหนัก จะกลับเรือนพัก เดช ตำรวจที่หลวงวิเศษส่งมาสืบเรื่องราว หน้าตาเรียบร้อย รูปร่างล่ำสัน อายุราว 30 ปี กำลังขุดดินอยู่ข้างทาง นางเฟืองเดินผ่าน เดชเหลือบตาขึ้นจ้อง นางเฟืองรู้สึกว่ามีใครมอง หันขวับ เดชหลบตาวูบ แล้วลุกขึ้นเดินไปอีกทาง
       นางเฟืองเรียกทันที “แก...หยุดก่อน”
       เดชหันมายืนมือประสานกัน
       “แกเป็นใคร”
       เดชยิ้มเจื่อนๆ ทำท่ากลัวๆ จะหลบไป
       “นี่ฉันพูดกะแก” นางเฟืองมองงานที่เดชทำ “ทำอะไร”
       “ทำสวนครับ”
       “ใครรับแกเข้ามา”
       “ท่านชายครับ”
       นางเฟืองไม่เชื่อ “ท่านชาย อย่ามาโกหก แกเจอท่านชายที่ไหน”
       “ผมมาสมัครงานกับลุงสน ลุงสนบอกท่านชายให้รับผมครับ”
       “แกรู้ได้ไงว่าที่นี่ไม่มีคนสวน”
       “เขาพูดกันทั้งตลาดครับ แม่สาลี่แม่ครัวบอกว่าคนสวนหนีไปหมด กำลังรับใหม่”
       นางเฟืองหน้าเครียดจัด มองกุหลาบหลายต้น รอปลูก “ใครสั่งให้แกลงกุหลาบมอญ”
       “หม่อมท่านชอบครับ” เดชบอก
       นางเฟืองแทบจะเต้น นัยน์ตาโต ตวาดแรงๆ “ที่นี่ไม่มีหม่อมท่าน มีแต่ท่านหญิงพระองค์เดียว จำใส่กะโหลกไว้ ต่อจากนี้อย่าสะเออะพูดถึงหม่อมท่านอีก แกจะไม่มีที่ซุกหัวนอน”
       เดชก้มหน้านิ่ง
       “อย่าให้ได้ยินอีก กุหลาบพวกนี้ไม่ต้องปลูก ขุดทิ้งให้หมด”
       เดชยืนเฉย
       “ไม่ได้ยินเรอะ ฉันสั่งให้ขุดทิ้ง” นางเฟืองฉุนขาด
       เดชฟังเฉย นางเฟืองเข้าไปฉวยกุหลาบดึงอย่างแรงจนถอนรากออกมาเขวี้ยงใส่หน้าเดชเต็มแรง
       “ฉันสั่ง...แกต้องทำ...ขุดทิ้งให้หมด”
       เดชก็ยังยืนเฉย
       นางเฟืองดูนิ้วตัวเอง เลือดออกเพราะหนามกุหลาบตำ มองเดชตวาดเสียงเข้ม
       “บังอาจลองดีกับฉันรึ”
      
       เช้าวันรุ่งขึ้น ท่านชายประทับที่โต๊ะเสวยแล้ว
       สนค้อมตัวพูดเบาๆ “สวดศพคุณราตรี ปัณณธร ลูกสะใภ้คุณหญิงเพ็ง ปัณณธร กระหม่อม”
       “เมื่อไหร่”
       “คืนนี้กระหม่อม”
       “คงต้องไป เจ้าคุณปัณณธรเคยมีบุญคุณต่อกัน”
       ท่านหญิงเดินเข้ามา แม่ผ่องอุ้มคุณชายเดียวตามเข้ามา
       “แม่ผ่อง พาคุณชายเฝ้าเด็จพ่อ”
       “ไม่ต้อง” ท่านชายสวนทันที
       ท่านหญิงคอแข็ง ผ่องละล้าละลัง
       “ชายเดียว มาหาแม่” ท่านหญิงมองหน้าคุณชาย หยิบผ้าอ้อมเช็ดน้ำลาย “ไม่ร้องไห้นะลูก” ชายเดียวหัวเราะเอิ๊กอ๊าก
       ท่านชายไม่สนเลย “คืนนี้งานศพลูกสะใภ้คุณหญิงเพ็ง ควรจะไปด้วยกัน”
       “หญิงขอโทษค่ะเจ้าพี่”
       “เจ้าคุณปัณณธรเคยมีบุญคุณบางประการกับเด็จพ่อของพี่ ดูเหมือนกับเด็จพ่อของเธอด้วย จะน่าเกลียดมากถ้าไม่ไป”
       “หญิงขอโทษ หญิงไม่ไป” ท่านหญิงย้ำ
       ท่านชายกริ้ว กระแทกช้อนส้อมแรงๆ “ใครแนะล่ะ นังเฟือง ดี เชื่อมันเข้าไป” แล้วลุกพรวดแรงๆ ออกไป
      
       ท่านหญิงนั่งคอแข็งอยู่อย่างนั้น

       งานสวดพระอภิธรรมและบรรจุศพของราตรี คืนวันนั้น บ้านปัณณธร เปิดไฟสว่างไสวทั้งหลัง หน้าโลงศพ รูปภาพราตรี ประดับอยู่ในกรอบไม้สีดำสนิท ไม่มีทองติดตรงไหน และมีคนกราบเคารพศพอยู่ 2-3 คน แขกนั่งกันอยู่เต็ม มีแขกที่เพิ่งมาเดินเข้าดูภูมิฐาน สูงอายุ ผู้คนในงานไหว้แขกใหม่ แขกใหม่ท่านนั้นทักคุณหญิงเพ็งที่นั่งเป็นประธาน ไหว้นอบน้อม
      
       ส่วนพจน์คอยรับแขกอยู่หน้าตึก จังหวะนี้รถคันงามแล่นมา แขกท่าทางภูมิฐานลงมากับภรรยา
       พจน์ไหว้ทักนอบน้อม “เชิญขอรับคุณพระ” แล้วหันไปไหว้เมีย “คุณนาย”
       รถอีกคันแล่นตามกันมา เป็นรถโบราณหรูหราเป็นมันวับ พจน์เข้าไปไหว้รับแขก เชื้อเชิญให้เข้าข้างใน
       คันสุดท้ายแล่นมาจอด สนวิ่งลงมาเปิดประตู ท่านชายรังสิโยภาสลงมา พจน์เข้าไปทักทาย ท่านหญิงแขไขตามลงมา แขกที่ยังไม่ได้เข้าไปมาทักด้วย โค้งต่ำ พวกผู้หญิงก็ไหว้อย่างนอบน้อม ท่านชายท่านหญิงโก้เก๋ที่สุด
       “เสียใจด้วยนะคุณพจน์”
       “ขอบพระทัยกระหม่อม” พจน์ไหว้ “เชิญเสด็จข้างใน ทูลเชิญกระหม่อม”
       “ขอบใจ คุณพจน์ ฉันอยากให้คิดว่าคุณราตรีเธอไปสบาย ถ้าเธออยู่ เธออาจจะไม่สบายกาย เพราะโรคภัยไข้เจ็บ คุณก็จะทุกข์ใจไปด้วย”
       พจน์นัยน์ตาแดงๆ ขึ้นมา “กระหม่อม..ขอบพระทัยกระหม่อม” พจน์ไหว้อีกที
       “ชีวิตของทุกคนถูกกำหนดไว้แล้วคุณพจน์”
       ท่านชายเหลียวมาสบตาท่านหญิง นิ่งอยู่สักครู่ ท่านหญิงพักตร์เฉยเมย เสด็จผ่าน..เข้าตึกไป
       คุณหญิงเพ็งไหว้ทักทายท่านชาย ค้อมตัวพูดด้วยกิริยาเฝ้าเจ้านาย คุณหญิงเพ็งเชิญท่านชาย
       เชิญท่านหญิงประทับที่ของประธานของงาน
      
       เวลาเดียวกันที่ในครัว จันทร์สลักผลไม้เสร็จเป็นชิ้นสุดท้าย ล้างเบาๆ ในอ่าง แล้ววางในจานใบใหญ่ที่มีผลไม้สลักเสร็จแล้ววางเต็มจาน
       จันทร์หยิบผลไม้สลักสวยงาม 3-4 อย่างใส่จานใบเล็ก มีชมพู่สลักสวย มะละกอ เงาะคว้าน
       ใส่สัก 3-4 จาน อ่อนหยิบจานที่จันทร์วางเสร็จใส่ถาดเตรียมเอาไปเสิร์ฟ
       “ถือดีๆ นะอ่อน” จันทร์พูดเสียงเบาๆ
       “ค่ะ”
       “แค่นี้พอกับแขกมั้ย” จันทร์ถาม
       “หนูว่าพอค่ะ”
      
       เสียงพระสวดอภิธรรมดังมาจากในห้องสวดศพ บนตึกใหญ่
       มือจันทร์หยิบผลไม้ชิ้นสุดท้าย เป็นสับปะรดที่เกลาเป็นลูกเล็กๆ แล้วหยิบลูกชุบที่สวยงามมาก วางเคียงกัน 4-5 ลูก
       จานที่จันทร์จัดวางผลไม้ ใบหนึ่งอยู่ในมือท่านชาย และอีกใบในมือท่านหญิง
       แขกคนหนึ่งอุทานเบาๆ “อุ้ย...ใครนะช่างสลักเสลาประดิษฐ์ประดอย สวยงามเหลือเกิน”
       แขกอีกคนว่า “จะทานลงหรือไม่ เสียดาย”
       พักตร์ท่านชายจ้องอยู่ที่ขนมในจานที่ทรงถืออยู่ ท่านชายนิ่งงัน ท่านหญิงเหมือนกัน เหลือบจ้องท่านชาย รู้ดีว่าท่านชายคิดถึงบุหลัน
       ท่านชายหน้าสลด ท่านหญิงไม่สบายใจเลย
      
       ฉาก 20 ครัว กลางวันวันรุ่งขึ้น
       ตัวละคร เฟือง สน เดช สาลี่ (แม่ครัว อายุพอเห็นว่าแก่กว่าเฟือง เคี้ยวหมากหยับๆ ทำกับข้าวเก่งมากจนท่านชายติดฝีมือ จึงกล้าหือกับนางเฟือง) พิกุล (เด็กอายุ16 ปี เป็นลูกมือในครัว)
       ตอนกลางวัน วันต่อมา นางเฟืองเดินฉับๆ มายังครัว ส่งเสียงมาแต่ไกล
       “สน...นายสน”
       “เอะอะอะไรแม่เฟือง” สาลี่ซึ่งสูงวัยกว่าถามเป็นเชิงตำหนิ
       “ฉันมาหานายสน แล้วก็พูดเสียงปกติไม่ได้เอะอะอะไรนี่” นางเฟืองว่า
       “แต่ฉันคิดว่าแม่เฟืองเอะอะเสียงดัง”
       “อย่าหาเรื่องแม่สาลี่ ฉันไม่ได้พูดด้วยอยู่แล้ว”
       “ไม่ได้พูดกะฉันก็ไปให้พ้นครัวฉัน” สาลี่ไล่
       “เอ๊ะ ไม่ใช่เรื่องมาไล่ ฉันจะไปตรงไหนก็ได้”
       นางเฟืองว่าพลางเดินจะเข้า สาลี่ฟาดปังตอลงเขียงอย่างแรง จนเขียงสะเทือน พิกุลเด็กสาวอายุ 16 ปี ลูกมือในครัว ที่กำลังถืออ่างใส่ผักออกมา สะดุ้งสุดตัว อ่างผักตก ผักกระจาย นางเฟืองชะงัก
       “นังพิกุล ขวัญอ่อนนักรึมึง เดี๋ยวกูไล่เปิดเปิง มันอาณาเขตกูนะเว๊ย” สาลี่ด่า
       พิกุลก้มหน้าก้มตาเก็บผัก
       นางเฟืองแค้นแสนแค้นแต่ทำอะไรไม่ได้ ตะโกนเรียก “สน...ไอ้สน ออกมานะเอ็ง ข้ารู้ว่าเอ็งอยู่”
       “เฮ้ย...พ่อสนออกมาเร็วๆ มีบัญชาเรียก แล้วจะพูดอะไรกันออกไปนอกอาณาเขตของข้า ขี้เกียจรกหูเว๊ย” สาลี่แดกดัน
       สนโผล่ออกมา
       “ทำอะไรอยู่เรียกไม่ได้ยินเรอะ”
       “ล้างชามอยู่ กินข้าวเพิ่งเสร็จ มีอะไรแม่เฟือง”
       “ออกมานี่ มาพูดกันข้างนอก” สนออกมา “มีหน้าที่รับคนทำงานรึเอ็ง”
       “ใคร อ๋อ พ่อเดช” สุ้มเสียงสนเหมือนยกย่อง
       นางเฟืองซัก “มันมาจากไหน ทำไมมันถึงรู้ว่าที่นี่รับคนสวน”
       “รู้จากไหนน่ะเหรอ”
       สาลี่สอดขึ้น “รู้จากข้า มีอะไรมั้ย”
       นางเฟืองด่า “สะเออะ...ท่านหญิงยังไม่รับสั่งเลยว่าให้รับคนสวนใหม่”
      
       “แต่ท่านชายรับสั่ง” สาลี่บอก


  


       นางเฟืองอึ้งไปอึดใจ สาลี่สับหมูสนั่นหวั่นไหว
      
       “ทำไมเอ็งต้องบอกมันว่า..ให้ปลูกกุหลาบมอญ” นางเฟืองถามสนต่อ
       “อ้าว..ก็หม่อมชอบ ปลูกออกเต็มวัง” สนว่า
       นางเฟืองฉุน “เอ็ง..ไอ้สน เอ็งไม่ถวายเกียรติท่านหญิงเลย”
       “ฉันก็ไม่เห็นท่านหญิงจะเสื่อมเสียพระเกียรติตรงไหน” สนแย้ง
       “คนไม่ได้อยู่วังนี้แล้วต้องสนใจทำไม ในวังนี้มีท่านหญิงองค์เดียว พวกเราเป็นไพร่ก็ต้องทำให้เจ้านายพอพระทัยดีกว่าไปวุ่นวายกับคนไม่มีตัวตนแล้ว” นางเฟืองว่า
       “พ่อสน พ่อก็ทูลเธอไปสิว่า พ่อถือรับสั่งท่านชาย” สาลี่แขวะ
       นางเฟืองหันไปด่า “เสือก”
       “วังของท่าน ท่านจะรับสั่งให้ปลูกอะไรก็เรื่องของท่าน เป็นไพร่ก็อยู่ส่วนไพร่ หรือคิดสงสารท่านซะมั่ง พักตร์ดำคร่ำเครียด หม่อมหายไปไม่รู้เป็นตายร้ายดี เขาห่วงกันทั้งวัง” สาลี่ว่า
       “คนดีก็น่าห่วงอยู่หรอก” นางเฟืองแขวะ
       สาลี่โมโหฟาดปังตออีกปัง “อ้าว...พูดอย่างนี้ก็สวยสิ” พร้อมกับเผ่นออกจากครัว “รู้ไงว่าหม่อมท่านไม่ดี ไม่งั้นท่านชายจะทรงรักแทบตายรึ”
       “หม่อมท่าน เชอะ...มาจากไหนก็รู้ๆ กันอยู่ ไม่ต้องถือหางหรอกนังสาลี่ ถึงยังไงเขาก็กลับมาขอบใจไม่ได้”
       สาลี่ สน และพิกุล ทุกคนมองแบบสงสัย
       “ป่านนี้ ...เชอะ...คงกำลัง....กะไอ้ยอด ข้าไปล่ะ ไม่อยากทะเลาะกะอีพวกหมาหมู่” นางเฟืองเดินสะบัดตูดกลับไป
       สาลี่ด่า “สันดานไม่เปลี่ยน หม่อมก็ไม่อยู่แล้วยังจองล้างจองผลาญ เรื่องหนีตามเจ้ายอดให้พระอินทร์ลงมาเขียวๆ ฉันก็ไม่เชื่อ หม่อมเคยพูดกะมันซักคำหรือเปล่าไม่รู้”
       “ป้าลี่” พิกุลสะกิด
       “อุ๊ย อะไรๆ สะกิดขอข้าวขอน้ำเหรอ นังพิกุล”
       “วันที่ท่านชายเด็จไปเยี่ยมหม่อมแม่ ...วันนั้นนะ มันฝนจะตกใช่มั้ย”
       สาลี่และสน เหล่พิกุล
       “เออ...มันพูดถึงทำไม พ่อสนพอจะรู้เหตุผลไหม...ว่าเกี่ยวกันตรงไหน” สาลี่งงๆ
       “แม่สาลี่ไม่รู้แล้วฉันจะรู้เรอะ”
       “วันนั้น ใกล้รุ่งแล้ว ฉันตื่นขึ้นมา ฝนก็จะตก ฉันกลัว ได้ยินเสียง ...” พิกุลเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะเล่าต่อ “ตึงตัง..ตุ้บตั้บ..ตุ้บตั้บ ...ตึงตัง”
       เดชแอบฟังอยู่
       “เสียงอะไรวะ” สาลี่ถามด้วยความสงสัย
       “เสียงเหมือนใครลากของหนักๆ ต้องเป็นคนแน่ๆ เพราะมีเสียงดิ้นแล้วผู้หญิงร้องด้วยล่ะป้า” พิกุลว่า
       “แล้วทำไมเอ็งไม่พูดก่อนหน้านี้”
       “ไม่กล้า...กลัวคนว่าโกหก” พิกุลบอก
       เดชได้ยินทุกอย่าง ยืนแอบๆ อยู่
      
       อยู่มาวันหนึ่ง เฟืองมองจากที่ไกลๆ เห็นเดชนั่งที่พื้นในศาลาท่าน้ำ กำลังเพ็ดทูลท่านชาย ท่าทีกิริยาคล้ายๆ กำลังวางแผนบางอย่าง
       ท่านชายฟัง พยักหน้าน้อยๆ ท่าทางครุ่นคิด
       นางเฟืองมองจ้องเพ่ง แล้วมีท่าทีประหลาดใจ เมื่อเห็นพิกุลเดินมา แล้วคลานเข้าไปหมอบ จากนั้นเดชถาม พิกุลตอบ แล้วเป็นท่านชายถาม พิกุลตอบ
       นางเฟืองสงสัยยิ่งนัก
      
       ตรงลานอาบน้ำของพวกบ่าวไพร่ในวัง เห็นตุ่มน้ำหลายๆใบ ตั้งเรียงกัน สาลี่กับพิกุลตักน้ำอาบคุยกันไป เบาๆ สาวๆ อีก 2 คน บ่าวในวัง ตักน้ำอาบเล่นสาดกัน หัวเราะกันเกรียวกราว
       “เอ็งก็ระวังตัวให้ดีๆ นังพิกุล สงบปากสงบคำไว้ ถ้าแม่เฟืองเขามาซักมาถามเอ็ง เอ็งก็ต้องปิดปากให้สนิท” สาลี่เตือน
       “ไม่ต้องกลัวป้าลี่ ฉันรู้หรอกน่า”
       “หนอย อวดเก่ง เขาน่ะไม่ใช่ขี้ไก่นะเว๊ย ลูกล่อลูกชนเอ็งน่ะปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ไม่ทันเขาหร็อก” สาลี่ว่า
       “ฉันก็ทูลท่านชายสิ้นเรื่อง ท่านชายบอกให้ทูลทุกอย่าง สงสัยอะไรก้อ” พิกุลอวดเก่ง
       “กว่าจะเปิดปากทูล เอ็งจะตายเสียก่อน” สาลี่บอก
       ผ่องลอบฟังอยู่หลังตุ่มอีกใบ
      
       พิกุลแยกกับสาลี่ เดินมาหน้าห้อง จู่ๆ มือนางเฟืองขยุ้มหัวลากร่างเซหลุนๆ ไป
       “โอ๊ย...โอ๊ย อะไรกันเนี้ย” มือนางเฟืองตะปบปากหมับทันที
       “อย่าร้องนะ ถ้าร้องกูเอามึงตาย”
       พิกุลส่ายหน้า อึกอักว่าไม่
       “ไม่ร้องแน่นะมึง”
       พิกุลพยักหน้าหงึกๆ
       พอนางเฟืองยอมปล่อย พิกุลก็แหกปากเสียงดังลั่น ลุกพรวด ผลักนางเฟืองก้นจ้ำเบ้า
       “ช่วยด้วย...ช่วยด้วย” เสียงพิกุลจางลงจนเงียบไป
       “อีนังพิกุล มึงไม่ตายก็ไม่ใช่กู”
       นางเฟืองลุกขึ้นเดินพรวดไปเผชิญหน้าผ่อง สองจ้องกันสักครู่ เหมือนจะมีเรื่องกัน
       “นังผ่อง ได้เรื่องมั้ย” ที่แท้นางเฟืองให้ผ่องไปสืบเรื่องให้
       “ได้สิพี่ ฉันจะบอกให้ นังพิกุลมันอวดดีกะพี่เพราะท่านชายทรงให้ท้ายมัน” ผ่องว่า
       “กูนึกแล้ว ท่านชายกับไอ้เดช นังพิกุล กำลังทำอะไรกัน”
      
       คุณหญิงเพ็งเดินนำมาในห้องอาหาร ละเมียดกับอ้อยเดินตาม
       “มีอะไรกินวันนี้” คุณหญิงถาม
       “ข้าวแช่ค่ะ” ละเมียดเปิดฝาชี เผยให้เห็นสำรับชุดข้าวแช่สวยงามมาก และน่ากินมาก
       “นี่น่ะหรือข้าวแช่ยายสำเนียง” คุณหญิงหยิบกระชายที่แกะเป็นดอกจำปีขึ้นมอง “ต่อให้ยายสำเนียงตายแล้วเกิดใหม่ก็ทำไม่ได้ ฉันยืนยัน...ใครทำละเมียด”
       “ผู้หญิงที่มาจากน้ำค่ะ...แม่จันทร์”
       คุณหญิงเพ็งตักลูกกะปิใส่ปาก
      
       “ข้าวแช่สำคัญที่ลูกกะปิ อืมม์...ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาละเมียดไม่ธรรมดาจริงๆ ฉันอยากรู้จริงว่าเป็นใครกันแน่”


  


       วันหนึ่ง ยอดก้มหน้าพูดอยู่กับจันทร์ ตรงบริเวณหลังบ้าน มุมลับตาคน
      
       “ผู้คนสงสัยกันเต็มทีแล้วครับว่าหม่อมเป็นใคร มาจากไหน”
       “ฉันรู้”
       “หม่อมจะทำยังไงต่อไปครับ”
       “ยอด ฉันไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเลยนะ ตัวคนเดียวในโลก เกิดมามีป้าบัวคนเดียว พอป้าตายฉันก็หมดหนทางไป”
       “หม่อมมีคุณหญิง”
       “ใช่ เธอเป็นลูกชาติลูกตระกูล ฉันจะมีปัญญาอะไรที่จะเลี้ยงเธอให้มีศักดิ์ศรีสมกับชาติกำเนิดของเธอ” จันทร์สะอื้นขึ้นมาเต็มอก น้ำตาไหลพรากๆ หันข้างให้ยอดพยายามซับน้ำตาให้แห้ง
       “หม่อมครับ อยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ จะได้มั้ยครับ”
       “ฉันไม่รู้นะยอด เขาไม่ได้เป็นอะไรกับเรา ต้องมาเลี้ยงดูเราตั้งสามชีวิต”
       “ผมดูท่าน...ทั้งคุณหญิงทั้งคุณพจน์ดูมีเมตตาอยู่” ยอดว่า
       “ท่านยังไม่ได้พูดอะไรทั้งคู่ งานศพเพิ่งเสร็จ เราคงต้องรอ”
       ยอดหน้าเสีย
       “ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่” จันทร์พึมพำ
       ยอดนิ่งคิดหาทางออก
      
       วันต่อมา ในสวน ช่วงตอนกลางวัน แดดร้อนเปรี้ยง เห็นยอดโหมขุดดินอย่างไม่รู้เหนื่อย จากนั้นก็ปลูกต้นไม้อย่างตั้งใจ ออกแรงมาก เสร็จแล้วจึงตักน้ำมารดต้นไม้อย่างขันแข็ง ส่วนอีกวันหนึ่ง ยอดตัดหญ้าด้วยกรรไกร เงยหน้าดูพระอาทิตย์ ร้อนปาดเหงื่อ
       ละเมียดอยู่ในตึกมองดูยอดโหมทำงานอยู่ทุกวันๆ
      
       2 - 3 วันต่อมา จันทร์ง่วนอยู่ในครัว สลักฟักเป็นลวดลายสวยงาม เสร็จแล้วจึงสลักแตงกวา และมะม่วงเป็นใบไม้
       จากนั้นจันทร์ร้อยมาลัยจนเสร็จชูขึ้น เห็นเป็นตัวกระแตเกาะกิ่งไม้สวยงาม
       อีกวันต่อมาจันทร์ คว้านลูกสละ วางในน้ำเชื่อม
       และสละลอยแก้วชามนั้นวางอยู่บนโต๊ะอาหารมื้อค่ำ ตรงหน้าคุณหญิงเพ็ง
       “สละลอยแก้ว...” คุณหญิงเพ็งมองละเมียด “แม่จันทร์ใช่มั้ยละเมียด”
       “ใช่ค่ะ คุณหญิง”
      
       เวลาเดียวกัน ช่วงค่ำๆ จันทร์แวะมาดูยอดที่นอนเจ็บเหมือนคนหมดแรงอยู่ในห้องพัก
       “ทำไมถึงโหมทำงานจนเจ็บ” จันทร์วางถ้วยยาหม้อลง “ฉันเพิ่งรู้”
       “ท่านจะได้ให้อยู่ ถ้าเราอยู่แบบไม่ให้ท่านเสียข้าวสุก เลี้ยงเราเปล่าๆ” ยอดว่า
       “ยอด...ยอดโหมงานหนักจนเจ็บเพราะเหตุนี้หรือ” จันทร์รู้สึกสงสาร
       “เราต้องอยู่ที่นี่ครับหม่อม หม่อมไม่รู้จะไปไหน ผมยิ่งแย่กว่าผมไม่มีทางไปไหนเลย หม่อมกลับวังก็ได้ถึงยังไงคุณหญิงก็เป็นลูกท่านแต่ผมกลับไปต้องติดตะรางแน่ๆ”
      
       พจน์ คุณหญิงเพ็ง และฉัตต์ ทานอาหารด้วยกัน มีละเมียดคอยดูแล
       “เจ้าใบ้ไม่สบายทำงานจนเจ็บ ขยันมากค่ะเท่าที่เห็น” ละเมียดรายงานเรื่องยอด
       “พ่อพจน์ว่าไงลูก ให้อยู่ก็ไม่เสียข้าวสุกนะลูก” คุณหญิงว่า
       “ผมไม่มีความเห็นครับคุณแม่ ให้อยู่ก็ได้ไม่ให้อยู่ก็ได้”
       ฉัตต์เหลือบมองพ่อแวบหนึ่ง ด้วยสายตาสงสาร พจน์หน้าเซียว ซูบซีด ไม่สบายใจ
       “พ่อพจน์” คุณหญิงเพ็งส่ายหน้า พยักหน้าให้มองฉัตต์
       ฉัตต์หน้าหมองเศร้า นั่งเขี่ยข้าวเล่น
       “เอาล่ะ ละเมียดพรุ่งนี้เรียกทั้งสองคนมาหาฉัน จะได้มอบหมายงานให้ทำ เป็นอันว่าให้อยู่ที่นี่ได้ทั้งสามคน”
       ฉัตต์ไม่พอใจ และแค้นใจ ลุกขึ้นดันเก้าอี้แรงๆ จนดันออก
       “ฉัตต์...กิริยาไม่ดีเลยลูก” ผู้เป็นย่าเอ็ด
       ฉัตต์หันมาหน้าเข้ม “มันทำแม่ของฉัตต์ตาย คุณย่ายังให้มันอยู่ คุณย่าไม่เกลียดแต่ผมเกลียด”
      
       คืนต่อมา จันทร์อยู่ในห้องที่เรือนเล็ก กอดลูกสาวแนบอก “คุณหญิงวิมลโพยมของแม่ แม่พาคุณหญิงกลับไปเฝ้าท่านพ่อไม่ได้ อันตรายคอยเราอยู่ เราสองคนไม่รอดตายแน่ๆ เราต้องอยู่ที่นี่นะลูก ถึงแม้ลูกจะอยู่ในฐานะลูกบ่าวในบ้านนี้ แต่แม่จะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีสมศักดิ์ศรีของหม่อมราชวงศ์หญิงแห่งสกุลรังสิยา” จันทร์หรือบุหลันมองหน้าลูก น้ำตาหยดเผาะ เสียงกระซิบแผ่ว
      
       “ต่อไปนี้ชีวิตของแม่เป็นของลูกนะ คุณหญิงลูกแม่”


  


       วันนั้นเดชนั่งอยู่ตรงหน้า โต๊ะทำงานตัวใหญ่ของท่านชาย รายงานเรื่องที่ไปสืบมา
      
       “คุณหลวงท่านส่งคนตามไปบ้านพ่อแม่ของทั้งสองคน แจ้งมาว่าทั้งสองคนไม่ได้กลับบ้าน”
       “แปลว่าเรารู้ตัวไอ้ผู้ร้ายแล้ว แต่เอาโทษอีคนบงการไม่ได้งั้นเหรอ”
       “พระทัยเย็นกระหม่อม ทุกอย่างต้องมีหลักฐาน ต่อให้พบทั้งสองคนและมันสองคนคายออกมาทุกอย่าง กรณีอย่างนี้เราก็เอาผิดนางเฟืองไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน”
       ท่านชายคำราม “อีเฟือง กฎหมายลงโทษมึงไม่ได้ แต่กูนี่แหละจะเป็นคนลงโทษมึงเอง”
       “คุณหลวงวิเศษ ส่งคนออกตามหาไอ้แคล้วกับไอ้ยอดจนจะพลิกแผ่นดิน” เดชว่า
       “ไอ้ยอดไม่รู้ แต่ไอ้แคล้วมีบ่อนที่ไหนก็มีมัน ตามมันที่บ่อน ต้องใช้เงินเท่าไหร่มาเอาไป”
      
       ที่บ่อนแห่งหนึ่ง ขาพนันกำลังแทงโปกันอย่างเฮฮา พอเจ้ามือเปิดถ้วยก็เฮลั่น แคล้วเป็นหนึ่งในนั้น แต่เสียตลอดเวลา เริ่มหงุดหงิด จนพาลคนยืนข้างๆ ผลักอกแรงๆ
       “มึงมองอะไร...หา วอนเสียแล้ว”
       แคล้วเดินมาหาชายคนหนึ่ง เจ้าของบ่อนและเจ้าหนี้ของมันนั่นเอง
       “ขออีกหน...อีกห้าสิบ” แคล้วต่อรอง
       “รวมเป็นสองร้อย ให้เวลาอาทิตย์เดียวนะ ถ้าภายในอาทิตย์หนึ่งไม่มีเงินวางสองร้อย แกเตรียมตัวตาย” เจ้าหนี้ขู่
       เดชยินได้ยินทุกอย่าง
      
       เดชนั่งรายงานต่อหลวงวิเศษ และท่านชายรังสิโยภาส อยู่ที่บ้านหลวงวิเศษ
       “หมดตัวไม่ช้า มันต้องกลับไปหานังเฟือง” หลวงวิเศษพอใจ
       “จับให้ได้คาหนังคาเขา หาไม่แล้วคนอย่างนังเฟืองไม่ยอมรับสารภาพหรอก มันเลวระยำอีนังคนนี้”
       “เดช...คอยดูนังเฟืองอย่าให้คลาดสายตา” หลวงวิเศษกำชับ
      
       เสียงคุณชายเดียวร้องจ้าดังมาจากในห้อง นางเฟืองเดินกระวีกระวาดเข้ามา ท่านหญิงออกมา ผ่องอุ้มชายเดียว เดินตามมา
       “เฟือง ชายเดียวร้องไม่หยุดเลย ตัวรุมๆ สงสัยจะเป็นไข้”
       “ให้หม่อมฉันตามหมอนะมังคะ”
       “หญิงจะพาไปหาเจ้าพี่”
       “โธ่เอ๋ย ไม่ทรงเข็ด” นางเฟืองบ่น
       ท่านหญิงเดินไป ผ่องตาม นางเฟืองตามไปด้วย เคาะประตู ท่านหญิงรับคุณชายมาจากผ่องเดินเข้าไปในห้องทำงานท่านชาย
       “ท่านชายไม่เคยดูดำดูดี..นี่ก็คง..เหมือนเดิม อุ้มซักหนยังไม่เคย” ผ่องว่า
       “พระทัยดำ เพราะมัวแต่คิดถึงอีนังตัวมาร” นางเฟืองกัดฟันพูด
       ขาดคำท่านชายเปิดประตูแล้วเบี่ยงตัวให้ท่านหญิงอุ้มคุณชายออกมา เห็นนางเฟืองจ้องสายตาเข้มจัดท่านหญิงหน้าอึดอัดมาก
       “ดูแลกันเอง จะไปหาหมอให้สนพาไป หรือจะตามหมอก็ให้สนไปตาม”
       ท่านหญิงไม่พูดเดินไปทันที ผ่องตาม นางเฟืองจะตาม แล้วชะงัก
       “นังเฟือง”
       นางเฟืองลงหมอบ ท่านหญิงหยุดเหลียวมามอง
       “กูขับมึงออกจากวังไม่ได้ เพราะมีคนคุ้มกะลาหัวมึงอยู่ อยู่ได้ แต่อย่าให้กูเห็นหน้า ตรงไหนเป็นที่ของกูมึงอย่ามาเหยียบ เพราะแม้แต่รอยตีนมึงกูก็รังเกียจ”
       นางเฟืองกัดฟันจ้องหน้าท่านชาย
       “อย่ามามองกูอย่างนี้นะ อีนังไพร่” ท่านชายคว้าอะไรตรงโน้นปาเต็มแรงเกิด “ไป”
       ของไม่ถึงกับหนักนัก เป็นแจกันไม้ใบเล็กๆ ที่วางไว้บนโต๊ะหน้าห้อง แต่ถูกหัวเฟืองอย่างจัง เลือดไหลที่ขมับเป็นทาง
       “เฟืองไม่ต้องขึ้นมาบนตำหนักอีก หญิงจะลงไปหาเฟืองเอง”
       “หม่อมฉันมีหน้าที่ดูแลท่านหญิง หม่อมฉันจะขึ้นมาเฝ้าอย่างที่เคย” พูดจบก็ลุกเดินไปทันที
       ท่านชายโกธรจนตัวสั่น “ระวังเถิดหญิงแขไข เธอเลี้ยงงูพิษไว้กับตัว วันหนึ่งมันจะแว้งกัดเธอ” ท่านชายตะโกนตาม “มึงลองขึ้นมาสิ เลือดหัวมึงจะออกมากกว่านี้”
      
       นางเฟืองเดินร้องไห้มือกุมหัวมาตามทางเดินที่มีต้นไม้หนาทึบหลังตำหนัก เสียงร้องไห้สั่นสะท้านบาดใจ ด้วยความแค้นแล้วชะงัก เมื่อเห็นเดชนั่งยองๆ อยู่ข้างทาง
       “นั่นใคร”
       “ฉันเอง” เดชลุกขึ้นเห็นหน้าชัดๆ
       “มานั่งทำไมมืดๆ ทำอะไรอยู่”
       เดชเปิดสวิทไฟฉายทันที ส่องเข้าตานางเฟืองเต็มๆ
       “ไอ้บ้า ส่องไฟเข้าตากูทำไม” นางเฟืองด่า
       “ฉันมาดักจับแมลง”
       นางเฟืองจ้องหน้าค้นหาความจริง เดชสู้ตา แล้วค่อยๆ ทำท่าหาตัวแมลงอย่างกวนประสาท
       “ไปให้พ้นจากตรงนี้... ไป๊”
       เดชทำท่ากลัว ทำตัวสั่นงกๆ เดินไป นางเฟืองออกเดินต่อ
       “ป้า” เสียงคุ้นหูดังมาจากทางหนึ่ง
       นางเฟืองสะดุ้งสุดตัว หันขวับไป
      
       “ไอ้แคล้ว!”
      

       จบตอนที่  1
ตอนที่ 2
      
       ขณะที่นางเฟืองตกใจอยู่นั้น แคล้วเดินเข้ามาทักทายหน้าเครียด
      
       “ใช่ ฉันเอง รอตั้งนาน ยุงจะหามอยู่แล้วป้า”
       “แล้วมึงมาทำไม กูบอกแล้วไม่ให้มึงกลับมาอีก”
       แคล้วสารภาพ “ฉันหมดตัวแล้วป้า ขอกลับมาทำงานใหม่ได้มั้ย”
       “ไม่ได้” นางเฟืองตอบทันควัน
       “อ้าวป้า มีเยื่อใยกันหน่อย นี่หลานนะ เวทนาฉันเถอะ”
       “งานของมึงมีคนทำแทนแล้ว” แคล้วมองเหล่ๆ เหมือนไม่เชื่อ “กูไม่ได้โกหก ท่านชายทรงรับไว้เอง”
       “งั้นฉันทำแทนไอ้ยอด” แคล้วว่า
       “หยุด...อย่าเอ่ยชื่อไอ้ยอด”
       “ทำไม” แคล้วงง
       “คนในวังตอนนี้รู้ว่าไอ้ยอดพาอีบุหลันหนี แคล้ว เอ็งไปหางานใหม่ดีกว่าเชื่อป้านะ” นางเฟืองพูดดีๆ ด้วย เป็นเชิงขอร้อง
       “หาแล้ว...ไม่มี”
       นางเฟืองชักของขึ้น “กูไม่เชื่อ ตอนกูให้เงิน มึงบอกจะกลับบ้านนอกไปทำงานตั้งตัว แล้วมึงกลับรึเปล่า ก็เปล่า เอาแต่กินเหล้าเข้าบ่อน เงินมันถึงหมดเร็วแบบนี้กูรู้นะ”
       “ขออีกครั้งเดียว แล้วคราวนี้จะหายหัวไปจริงๆ ไม่กลับมาแล้ว”
       “กูจะเอาที่ไหนให้ เฟื้องเดียวก็ไม่มี”
       แคล้วนิ่งอึ้งไป อารมณ์โมโหมาเป็นริ้วๆ
       “นี่ป้า ถ้าฉันไม่จนตรอกฉันไม่มาหรอก เสี่ยงแค่ไหน ถ้าเกิดมีคนเห็น มาถามฉันว่ามาทำไม เกิดฉันพูดผิดพูดถูกวกไปพูดเรื่องหม่อมกับไอ้ยอด ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่จะเข้าปิ้ง ป้าก็จะพลอยไปด้วย”
       “มึงขู่กูเหรอไอ้แคล้ว” นางเฟืองโกรธ
       “โธ่เอ๊ย ทำยังงั้นฉันก็เนรคุณป้าน่ะสิ แค่ให้ป้าช่วยหน่อย อีกหนเดียว แล้วฉันจะไปเหมือนตายจากกันยังไงยังงั้นเลย”
       “กูไม่มีเพราะให้มึงไปหมดแล้ว เอางี้ วันหลังมาใหม่ กูจะขอประทานจากท่านหญิงให้”
       “อย่าให้ฉันโมโหนะป้า วันหลังๆ น่ะ เมื่อไหร่กัน ฉันไม่ได้กินเหล้าเปรี้ยวปากจะลงแดงตายอยู่แล้ว มีเท่าไหร่เอามาก่อน เงินไม่มีเอาของมาก็ได้” นัยน์ตาแคล้วเป็นประกายวาบขณะมองมายังนางเฟือง ด้วยเห็นสายสร้อยคอทองคำเส้นเขื่อง แลบจากคอของนางเฟือง
       “สายสร้อยไงป้า...เข็มขัดนากป้าก็มีใช่มั้ย ให้ฉันยืมก่อน” แคล้วรุกหนัก จะเอาให้ได้
       “ไอ้เวรแคล้ว กูไม่ให้ สายสร้อยเส้นนี้ หม่อมแม่ท่านหญิงประทานให้กู กูไม่เคยถอดจากตัว”
       “แต่วันนี้ป้าต้องถอดให้ฉัน” แคล้วเข้ามาประชิดตัว
       นางเฟืองผลักแคล้วกระเด็นไป “ให้มึง กูก็ไม่มีวันได้คืน เอาเถอะ จะขอท่านหญิงไว้ให้มึงกลับมาอีกทีแล้วกัน”
       “ฉันรอไม่ได้” แคล้วฮึดฮัด “เจ้าหนี้มันรอฉันอยู่ ไม่ได้เงินมันเอาฉันตาย ถอดมาเถอะป้า”
       “อย่าเข้ามานะไอ้แคล้ว” นางเฟืองถอยกรูด
       “ป้า ขอดีๆ อย่าให้ต้องลงไม้ลงมือ ป้ามีบุญคุณกับฉัน อย่าให้ฉันเนรคุณเลย ฉันไม่อยากทำ คิดดู ถ้าท่านชายท่านหญิงทรงรู้ว่าที่จริงแล้ว ป้าเป็นตัวการใหญ่…”
       แคล้วพูดยังไม่ทันจบประโยค
       นางเฟืองสวนออกมาทันที “กูผิดมึงก็ผิด”
       “ฉันก็ยอมรับผิด อย่างมากติดคุกไม่เท่าไหร่ แต่ป้าสิไม่ประหารก็ตลอดชีวิต ป้าคิดเองลงมือเองทั้งนั้น”
       นางเฟืองถอยมาจนชนเรือนกล้วยไม้ ตรงนั้นมีเครื่องมือทำสวนวางเกลื่อนอยู่ ขณะถอยมานั้นเท้านางเฟือง สะดุดกับเสียมอันเขื่อง จนตัวคะมำจะล้ม
       แคล้วกระโดดเข้ามาจับตัวเฟืองสะบัด แคล้วจับ สองคนต่อสู้กันไปมา
       นางเฟืองเถียงกับแคล้ว อย่างระมัดระวังเสียงไม่ดังมาก พูดขู่ ด้วยเสียงต่ำๆ เข้มๆ กลัวคนอื่นมาได้ยิน
       “มึงจะทำอะไรกูไอ้แคล้ว”
       แคล้วกระซิบข้างหู “ให้สร้อยฉัน แล้วทูลท่านหญิงว่าทำหาย ท่านคงประทานเส้นใหม่อาจจะใหญ่กว่าเส้นนี้”
       “จริงของเอ็ง ก็ได้ เอ็งปล่อยข้าก่อน”
       “อย่าเล่นตลกอีกล่ะป้า” แคล้วไม่วางใจ
       “เออ...” นางเฟืองปลดสร้อย “เอาไปแต่สร้อยนะ”
       “โธ่ป้า ไหนๆ ให้แล้วก็ให้ให้หมดเลยดีกว่า ไหนป้าว่าท่านหญิงมีพระเก่าๆ เยอะ”
       “มึงมันเห็นแก่ได้ไอ้แคล้ว ชาตินี้อย่าให้กูได้เจอะเจอมึงอีกเลย เอ้า เอาไป”
       แคล้วยกมือไหว้ท่วมหัว รับสร้อยไป
       “ฉันสัญญาไปแล้วจะไปลับ แล้วฉันจะไม่ปากโป้งพูดความลับของป้าเป็นอันขาด” ปากบอกแต่นัยน์ตาแคล้ววาววาบ หน้าตาเจ้าเล่ห์
       นางเฟืองหรี่ตามองแคล้ว รู้ดีว่าคนอย่างมันไม่มีวันรักษาสัญญา
       “ป้า ไปนะป้า” แคล้วไหว้ลาแล้วเดินจากไป พร้อมกับหัวเราะเสียงบาดใจ
       นางเฟืองหายใจหอบสั่น จ้องตามหลัง แล้วเดินตามมันไป เท้าไปสะดุดจอบอันใหญ่อีกอันหนึ่ง
       แคล้วเดินโคลงเคลง หัวเราะกวนประสาท
       เสียงเฟืองเรียกดังขึ้น “ไอ้แคล้ว”
       แคล้วชะงัก หยุดเดิน หันกลับมา เห็นนางเฟืองยืนจังก้า มือถือจอบกระชับมั่น
       “เฮ้ย อย่านะป้า” แคล้วร้องเสียงดัง
       จังหวะนี้เดชเพิ่งจะได้ยินเสียง เดินพรวดมา
       “กูจะเอามึงไว้ทำไม” นางเฟืองเงื้อจอบ
       แคล้วหันหลังวิ่งหนี
       “มึงอย่าหนี”
       เดช พุ่งตรงเข้ามาใกล้อีก
       แคล้ววิ่งพลางหันหลังไปดู โดนจอบฟาดเข้าเต็มหน้า
       เดชโผล่พรวดเข้ามาเห็นพอดี แต่นางเฟืองไม่เห็นเดช
       นางเฟืองกระหน่ำฟาดซ้ำ..1...2..3 เหมือนคนบ้าคลั่ง ก่อนจะโยนจอบทิ้งไป
       “ช่วยด้วย ขโมย ช่วยด้วยจ้า...”
      
       เวลาต่อมาสนวิ่งพรวดเข้ามาในตำหนักใหญ่ แล้ววิ่งขึ้นบันไดไปถึงชั้นบน วิ่งข้ามโถงไปหน้าห้องท่านชายรังสิโยภาส
       เห็นท่านหญิงแขไขเจิดจรัสเดินออกมา มีผ่องอุ้มคุณชายศักดินาตามมา จากห้องๆ หนึ่ง
       สนเคาะประตู “ท่านชาย ท่านชายกระหม่อม เกิดเรื่องใหญ่แล้วกระหม่อม”
       ท่านชายเปิดประตูออกมา “อะไรกันสน”
       “ขโมยเข้าวังกระหม่อม ถูกตีอยู่ที่ทางไปเรือนบ่าว”
       “อะไรนะ ทำไมต้องตีมัน จับตัวไม่ได้เหรอ คนออกเต็มวัง” ท่านชายฉงน
       “มันกระชากสร้อยแม่เฟืองกระหม่อม” สนทูล
       ท่านหญิงตกใจ ผ่องก็ตกใจ
       ท่านชายหยุดเดินทันที “แล้วไง” ตรัสเสียงเย็นชา
       “แม่เฟืองสู้ เอาจอบฟาดหัว”
       ท่านหญิงปิดปาก ส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ
       ท่านชายรู้แล้วว่าแผนการณ์ได้ผล พึมพำในคอ “ในที่สุดมันก็มาจริงๆ”
       จากนั้นท่านชายเดินเร็วๆ ออกไป “นังคนนี้มันตัวเวรตัวกรรมแท้ๆ” เห็นท่านหญิงทำท่าจะตาม ท่านชายส่งเสียงเอ็ด “ไม่ต้องไป ไม่ใช่เรื่อง”
       “เฟืองเป็นยังไงบ้างสน”
       ท่านชายชำเลืองมองสีพระพักตร์ขุ่นมัว แล้วเดินเลยออกไป สนตามไปจนลับตัว
       ท่านหญิงหันพระพักตร์มาทางผ่อง “ผ่อง ฉันอยากรู้มีเรื่องอะไร ผ่องตามไปดู”
      
       ที่ข้างเรือนกล้วยไม้เวลานั้น เดชก้มหน้าอยู่กับร่างแคล้วที่นอนคว่ำหน้าอยู่ ตรวจดูไปทั่วๆ
       ท่านชายเดินมาเร็วๆ เรียก “เดช” ขณะผ่านคนในวังที่ออกันอยู่
       “กระหม่อม”
       ท่านชายมาจนใกล้ “ตายมั้ย”
       “น่าจะตายแล้วกระหม่อม
       “ถูกตีหรือ”
       “แม่เฟืองฟาดเข้าที่หน้าด้วยจอบอันนั้นกระหม่อม แล้วตีซ้ำอีก 2-3 ที กระหม่อมเข้ามาเห็นพอดี”
       “เห็นกำลังตีหรือ ตีแล้วมันทำยังไง”
       เดชเล่าว่า ตอนเข้ามาเห็นนางเฟืองก้มลงหยิบสายสร้อยจากมือแคล้วที่นอนคว่ำหน้าอยู่ แต่ก็ต้องโยนใส่มือแคล้วอย่างเสียดาย
       “มันเห็นแกรึเปล่า” ท่านชายถาม
       เดชเล่าว่าตนแอบเข้าบังเสา จังหวะที่นางเฟืองร้องเสียงดังว่า ขโมย...ขโมย แต่ท่าทางไม่มีพิรุธ ร้องจริง กลัวจริง แต่ไม่เห็นเดช
       “ไม่เห็นใช่มั้ย...ดีแล้ว มันไปไหนแล้วล่ะ”
       “แกร้องอยู่สักครู่กระหม่อม. . . แล้วแกก็...”
       เดชเล่าต่อว่านางเฟืองกระโจนไปทางออกเรือนกล้วยไม้ สนเข้ามานางเฟืองชนสนกระเด็นไปนั่งกันจ้ำเบ้า แล้วนางเฟืองก็วิ่งเตลิดไป
       ท่านชาย มองเดชอย่างรู้ทัน เดชมองด้วยสายตาเดียวกัน
       “มันมาอย่างที่คิดจริงๆ” เสียงท่านชายแผ่วเบา
       “ต้องทอดเนตรเอง กระหม่อมไม่รู้จักนายแคล้ว” เดชทูล
       เดชพลิกตัวแคล้วที่นอนคว่ำหน้าให้หงายขึ้น ท่านชายเพ่งมอง สีหน้านิ่งจนน่ากลัว
       เดชกระซิบถาม “ท่านชายกระหม่อม”
       ท่านชายตรัสเบาๆ “ใช่มัน..ไอ้แคล้ว...เดชดูซิมันตายมั้ย”
       ท่านชายทำเสียงผิดหวัง สีพระพักตร์เคร่งเครียดจัด
       “ทำยังไงดี มันผิดแผนไปหมด”
       “กระหม่อมดักอยู่ว่าจะเข้ามาจับ ตอนมันพูดกับแม่เฟือง แต่ไม่ทันจนได้” เดชทูล
       “ให้สนไปตามตำรวจมา”
       ท่านชายลุกขึ้นประกาศ
       “ขโมยตายแล้ว ทุกคนกลับไปห้องตัวเอง”
       คนในวังรีรอ ๆ มีผ่องรวมอยู่ด้วย
       “ขโมยที่ไหนก็ไม่รู้ อดโซเต็มที..ไปกลับไปห้อง เดี๋ยวตำรวจจะมารับศพไป”
      
       ท่านหญิงแขไขประทับอยู่ตำหนักชั้นบนขณะฟังผ่องรายงาน ตกพระทัยมาก
       “ตายเหรอ ผ่อง”
       “มังคะ พี่เฟืองตีมันจนตาย”
       “จริงหรือ ตายเชียวหรือ รู้มั้ยมันเป็นใคร”
       “ไม่ทราบมังคะ ท่านชายรับสั่งว่าขโมยอดโซมังคะ”
       “เฟืองอยู่ไหน เป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บมั้ย มันทำอะไรเฟืองรึเปล่า”
       “พี่เฟืองเสียใจมาก หลบอยู่ในห้องมังคะ”
       “ท่านชายล่ะ”
       “ท่านชายเสด็จโรงพยาบาลมังคะ”
       ท่านหญิงฉงน “เด็จโรงพยาบาล เด็จไปทำไม”
       “ไปกับศพ...”
       “เจ้าพี่น่ะหรือ ไปกับศพ” สีพระพักตร์ท่านหญิงฉงนหนัก
      
       ที่ห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาล ท่านชาย หลวงวิเศษ และเดช สามคนกำลังปรึกษากันเคร่งเครียด
       “มันไม่น่าตายเลย” ท่านชายตรัส
       “แกน่าจะได้ยินที่มันคุยกับนางเฟือง” หลวงวิเศษว่า
       “กระผมได้ยินเสียงแว่วๆ เข้าไปถึงนางเฟืองกำลังฟาดด้วยจอบหลายที”
       ร่างแคล้วนอนอยู่บนเตียง หมอกำลังชันสูตร เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลดูอยู่ด้วย ตำรวจสองคนยืนคอยอยู่
       หมอจับชีพจร ดูเปลือกตา แล้วหันขวับมาทางท่านชาย
       หลวงวิเศษแปลกใจ “มีอะไรเหรอหมอ”
       “เขายังไม่ตายครับ ชีพจรอ่อนมากแต่ยังไม่ตายครับ”
       มือแคล้วกระดิกนิดๆ
       “หมอครับ” เจ้าหน้าที่ชี้ให้ดู
       ทุกคนลุกมาดู มือแคล้วกระดิกมากขึ้น
      
       เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส พร้อมด้วยพิกุล อยู่หน้าห้องนางเฟือง มือท่านหญิงเคาะประตูห้อง เบาๆ
       “ไม่ตอบเลยมังคะ หม่อมฉันเรียกตั้งหลายหนแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืน” พิกุลกระซิบกระซาบ
       ท่านหญิงเคาะอีก ดังขึ้นนิด
       เสียงเฟืองแหวออกมา “นังพิกุล เดี๋ยวเถอะมึง กูบอกแล้วว่าอย่ามากวน”
       “ป้าเฟือง ท่านหญิงเด็จ”
       “เฟืองจ๋า หญิงเอง” ท่านหญิงยกมือห้ามพิกุล
       นางเฟืองเปิดประตูออกมา หน้าตาทรุดโทรม ผมเผ้ายุ่งเหยิง นัยน์ตาช้ำเพราะอดนอน
       “โถ เฟือง ได้นอนมั่งหรือยัง” ท่านหญิงเดินเข้าห้องมา แล้วนั่งบนพื้นห้อง
       “ท่านหญิงไม่น่าเสด็จลงมาเลยมังคะ” นางเฟืองหมอบกราบ “สกปรกมังคะ” จะหยิบผ้า แต่ถูกห้าม
       “ไม่ต้องอย่าวุ่นวาย เฟืองไม่เจ็บใช่มั้ย ขโมยมันทำอะไรเฟืองรึเปล่า”
       “มันโดนหม่อมฉันเล่นงานก่อนมังคะ เล่นกับใครไม่เล่นมากำแหงกับหม่อมฉัน” สีหน้านางเฟืองขณะพูดดูเหี้ยมโหดสะใจ
       “เฟือง” ท่านหญิงฉงนนิดหน่อยกับสีหน้านั้น “รู้มั้ยว่ามันตายแล้วนะ เขาเอาศพไปแล้ว”
       นางเฟืองนิ่งไปนิดหนึ่ง ใจหายนิดหน่อย แต่สีหน้ากลับปกติ
       “มันกระชากสร้อยพระหม่อมฉัน หม่อมฉันเลยใช้พลั่วตีมันมังคะ”
       “ไม่น่าห่วงของนอกกายเลย เฟืองเห็นหน้ามันรึเปล่า”
       “ไม่เห็นเพคะ มืด นัยน์ตาหม่อมฉันไม่ดี”
       “เฟืองไม่เป็นไร หญิงก็สบายใจ คนมันทำชั่วกรรมก็ตามสนอง” ท่านหญิงขยับตัว “วันนี้เฟือง ไม่ต้องขึ้นไปหาหญิงก็ได้ หญิงจะให้พิกุลยกข้าวมาให้”
       “โถ ทูนหัว ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันหายตกใจแล้ว”
       ท่านหญิงลุกขึ้นเดินออกไป พิกุลตามไปด้วย นางเฟืองลุกขึ้นเดินเหินกระปรี้กระเปร่า คิดในใจ
       “ไอ้แคล้ว มึงไม่มีวันชนะกู ต่อให้มึงเป็นผีกลับมากูก็จะจับมึงยัดใส่หม้อถ่วงน้ำ คอยดู ฮ่ะ...ฮ่ะ...ฮ่ะ”
      
       นางเฟืองอาบน้ำแต่งตัวใหม่ เดินลอยชายจะไปตำหนัก สบตากับเดช ที่นั่งขุดดินอยู่ ชะงักสายตาเดชที่มองมา
       “มึงมองอะไรกู ไอ้เดช”
       “เปล่า...” เดชหลบตา
       “มึงอย่ามาปากแข็ง จะว่าอะไรกูก็ว่ามา ไม่ต้องมามองกูแบบนั้น”
       เดชจะลุกขึ้น
       “ถือว่าท่านชายให้ท้ายรึมึง ให้ท้ายยังไงมึงก็อยู่ไม่ได้ วันหนึ่งก็ต้องระเห็จไปจากวัง มึงคอยดู”
       เดชยืนก้มหน้านิ่ง
       “มึงอยากอยู่ให้นานๆ มั้ยไอ้เดช”
       เดชทำหน้าเหมือนอยาก
       “ถ้าอยาก...มึงกราบตีนกู กูช่วยมึงได้”
       เดชยืนนิ่ง
       “กราบ...ถ้าไม่งั้นมึงอยู่ไม่ได้ อย่านึกว่าท่านชายทรงช่วยได้ ถึงท่านชายทรงรับมึง แต่ท่านหญิงทรงควบคุมคนงานทั้งหมด เอ้า..กราบ”
       เดชหันหลังเดินไป
       “ไอ้เดช กลับมานะ”
       เดชหันหลังมาช้าๆ รอยยิ้มหยันเต็มหน้า
       “ฉันจะทำงานที่วังนี้เป็นวันสุดท้าย เพราะภาระกิจของฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
       นางเฟืองอ้าปากค้าง จ้องมองเดชเขม็ง เดชจ้องลึกถึงนัยน์ตา แล้วสักครู่หันหลังกลับเดินไป นางเฟืองยังยืนงง
      
       ตอนสาย นางเฟืองยังดูงงๆ ขณะเดินขึ้นมาเฝ้าท่านหญิงบนตำหนัก ท่านหญิงนั่งที่โต๊ะอาหาร
       “ไม่เหวยหรือมังคะ”
       “หญิงคอยเจ้าพี่”
       “คอยทำไมมังคะ ไม่เสวยพร้อมท่านหญิงมานานแล้ว ท่านหญิงเหวยผิดเวลาไม่ดีนะมังคะ ท่านชายประทับอยู่ไหนมังคะ ให้ผ่องไปทูลตาม”
       “เจ้าพี่เด็จโรงพยาบาล”
       นางเฟืองเสียงดัง “เสด็จโรงพยาบาล”
       “เฟือง ตกใจทำไม หมอเขาต้องชันสูตรศพและยังต้องแจ้งความ”
       นางเฟืองก้มหน้านิ่ง นัยน์ตาร้อนรนกระวนกระวาย สีหน้าครุ่นคิดว่า มันตายแน่รึเปล่า
       หน้าเฟือง คิ้วขมวดมุ่น
       “เฟืองเป็นอะไร”
       “ท่านหญิงทรงทราบมั้ยเพคะว่ามันตายแน่หรือยัง”
       “ไอ้ขโมยนะหรือ ตายจริง ใช่มั้ยผ่อง”
       “มังคะ ท่านชายทรงประกาศเสียงดังมังคะ ว่ามันตายแล้ว” ผ่องบอก
       เฟืองมีสีหน้าตกใจ “ท่านชายทรงเห็นศพมันด้วยรึแม่ผ่อง เห็นตอนไหน”
       ผ่องขยับจะตอบ แต่เสียงท่านชายขัดขึ้นก่อน “ข้าเห็นสิ เห็นตั้งแต่เมื่อคืน”
       ทุกคนหันไป เห็นท่านชายเดินเข้ามา สบตาเฟืองจังๆ สู้ตากัน
       “และมันยังไม่ตาย”
       นางเฟืองหน้าถอดสี
       “มึงรู้ใช่มั้ยมันเป็นใคร ฮะ นังเฟือง มึงเจตนาฆ่ามันใช่มั้ย”
       นางเฟืองก้มหน้า
       “ฮะ นังเฟือง มึงตอบมา”
       “ไม่..ไม่ทราบมังคะ”
       “นังปากแข็ง มึงคุยอยู่กะมันเป็นวรรคเป็นเวร มึงไม่รู้ได้ไง”
       “หม่อมฉันไม่เห็น มันมืด ไม่ได้คุยกับมัน มันขู่หม่อมฉันจะเอาสร้อย”
       “มึงจำเสียงมันไม่ได้เลยรึ”
       นางเฟืองบอกด้วยเสียงเฉยชา “จำไม่ได้มังคะ”
       “มันจะขู่มึงทำไม ก็มันคือไอ้แคล้วหลานชายมึง แล้วมันจะขู่มึงทำไม”
       นางเฟืองนิ่งเงียบ ท่านหญิงตกใจ ทุกคนตกใจ
       “มึงรู้ว่ากูรู้แล้วว่ามันคือไอ้แคล้ว แล้วมึงยังยืนกระต่ายขาเดียวว่ามึงไม่รู้ว่ามันเป็นใคร นังผู้ร้ายปากแข็ง”
       “หม่อมฉันไม่ทราบจริงๆ มังคะ มันมืดมังคะ” นางเฟืองยืนกราน
       “หญิงไม่เข้าใจ ขโมยคือแคล้ว คนสวนเก่าของเราหรือคะ เขาจะมาขโมยสายสร้อยเฟืองทำไม”
       “หญิงไม่เคยเข้าใจอะไรสักอย่าง ตลอดเวลาหญิงปล่อยให้คนอย่างอีเฟืองมันจูงจมูก จะบอกให้นะหญิง คนที่อีเฟืองบอกว่าเป็นขโมยคือไอ้แคล้ว แต่มันไม่ได้เข้ามาเพื่อมาจี้นังเฟืองเอาสร้อย มันมาขู่เอาเงินจากอีเฟืองเป็นค่าปิดปากเรื่องชั่วร้ายที่อีเฟืองให้มันทำ อีเฟืองจึงต้องฆ่ามันก่อนที่มันจะโพนทะนาให้คนรู้กันทั่ว อีเฟืองมันสันดานกา ชาติไพร่ ทำแต่สิ่งที่ชั่วร้าย ดีแต่ว่า…”
       ท่านหญิงขัดทันที “เจ้าพี่จะลงโทษเฟืองไปถึงไหน เจ้าพี่กริ้วที่บุหลันหนีไป ลงใครไม่ได้ก็มาลงคนของหญิง ขโมยจะเป็นใครหญิงไม่สนใจ แต่มันกระตุกสร้อยเฟือง เฟืองเป็นฝ่ายเสียหาย มีสิทธิ์ป้องกันตัว”
       “เธอตาบอดมาตลอดหญิงแขไข” ท่านชายชี้หน้าท่านหญิง “ตั้งแต่เราแต่งงานกันพี่มีความรู้สึกว่าได้เมียสองคน คนหนึ่งเป็นท่านหญิง ผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว แต่อีกคนหยาบช้า กักขฬะ ต่ำ เพราะอะไรรู้มั้ย เพราะหญิงปล่อยให้นังคนนี้มันครอบงำทั้งความคิด ทั้งจิตใจของหญิง หญิงเชื่อฟังมันไปหมดทุกอย่าง มันเพ็ดทูลหญิงว่าถูกกระตุกสร้อย เส้นนี้ใช่มั้ย” ท่านชายขว้างสายสร้อยเต็มแรงตกตรงหน้าเฟือง “ไอ้แคล้วจะเอาเงิน อีเฟืองไม่มีเลยถอดสร้อยให้ไอ้แคล้วไป”
       ตลอดเวลา สีหน้าเฟืองแข็งปานหิน
       “คนที่ถูกกระตุกสร้อยเส้นใหญ่ขนาดนั้นต้องมีร่องรอยตามตัวมั่ง ดูมันซิ มันมีมั้ย..ไม่มี หญิงแขไขเธอต้องหัดเชื่อคนอื่นมั่ง ไอ้แคล้วตัวโตเป็นยักษ์ปักหลั่น อีเฟืองหรือจะสู้ได้ แต่ไอ้แคล้วมันไม่ระวังตัวเพราะเป็นอีเฟืองเป็นป้ามัน”
       “เจ้าพี่ เฟืองไม่โหดร้ายอย่างนั้น ไม่มีเหตุผลที่เฟืองต้องฆ่านายแคล้ว”
       “มีสิ...นังเฟืองมันต้องปิดปากไอ้แคล้ว เรื่องที่พวกมันสมคบกันฆ่าบุหลันกับไอ้ยอด”
       “เจ้าพี่” ท่านหญิงปิดปาก ตกใจ “ไม่จริงนะคะ”
       “พี่ก็อยากให้มันไม่จริง” ท่านชายเสียงเครือ “อีเฟืองมันให้ไอ้ยอดผลักบุหลันตกน้ำ ให้ไอ้แคล้วเจาะท้องเรือที่ให้ไอ้ยอดพาบุหลันไป น้ำเข้าเรือล่มไอ้ยอดจะได้ตายตกกันไป” ท่านชายนิ่งไปนิด ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสะท้าน “เมียพี่ไม่ได้หนีไปกับไอ้ยอด”
       ขาดคำท่านชาย ทั้งห้องเงียบ
       ท่านหญิงมองจ้องท่านชาย น้ำตาค่อยๆ เอ่อขึ้นมาทีละน้อยจนเต็มตา ถ้อยคำที่ว่า “เมียพี่” บาดใจเหลือแสน ในที่สุดก็เปล่งเสียงแหบแห้ง
       “หญิงไม่เชื่อ ยังไงหญิงก็ไม่เชื่อ เฟืองไม่โหดร้าย เขาช่วยทำคลอด.....เมียเจ้าพี่” ท่านหญิงย้ำคำ “พาลูกชายเดียวมาให้หญิง”
       “ก็เพราะมันฉลาดไง มันถึงได้เอาลูกบุหลันไว้ก่อน เอาไว้ล่อพี่ไง พี่จะได้ไม่เอาเรื่องเพราะรักลูก ถ้าไม่อย่างนั้นมันคงฆ่าทั้งแม่ทั้งลูกแล้วล่ะ”
       ท่านหญิงส่ายหน้าซับน้ำตา
       “คนใกล้ตายไม่โกหก...นังเฟือง ไอ้แคล้วสารภาพทุกอย่างก่อนตาย”
       “ทรงสงสัยหม่อมฉันตลอดมา” นางเฟืองยืดตัวนั่งตรง ไม่ได้หมอบอย่างเดิม สีหน้าแววตาแข็งกระด้าง
       “เฟือง...ไม่จริงใช่มั้ยเฟือง”
       “มึงทูลท่านหญิงสิอีเฟือง ว่าเรื่องที่กูพูดไม่จริง”
       นางเฟืองสบตาท่านหญิงเต็มๆ สายตาบอกอะไรหลายๆ อย่าง
       ท่านชายเสียงดังสุดๆ “พูดมาสิวะนังสันดาน” ท่านชายลุกพรวด โกรธจัดเดินเข้าห้องไปเร็วๆ
       “จริงมังคะ ท่านหญิง”
       “เฟื่อง...เฟือง” ท่านหญิงเสียงสะท้าน
       ท่านชายเดินออกมาเร็วๆ มีปืนอยู่ในมือ “มึงสารภาพแล้ว...สารภาพแล้วใช่มั้ยว่ามึงเจตนาฆ่าบุหลันฮะอีเฟือง”
       “หม่อมฉันอยากฆ่ามันวันละร้อยหน ดีที่เพิ่งมีโอกาสไม่งั้นอีบุหลันตายไปนานแล้ว”
       “อีเฟือง”
       ท่านหญิงลุกพรวด เข้าไปหาเฟือง “เฟือง...ทำไม ทำไมต้องทำอย่างนี้”
       “มันต้องตาย ท่านหญิงจะได้ไม่ต้องทรงทุกข์พระทัยอีก ท่านหญิงทรงดีเกินไป เจ็บพระทัยแค่ไหน ก็ไม่เคยรับสั่ง ท่านชายไม่ทรงเหลียวแล ไม่ทรงคิดสักนิดว่ามีเมียคนไหนทนได้ที่เห็นผัวไปพะเน้าพะนออยู่กับหญิงคนอื่น” นางเฟืองหันมาหาท่านหญิงที่น้ำตาอาบหน้าอยู่ตรงหน้า หมอบต่ำลงไปแตะมือท่านหญิงเบาๆ “หม่อมฉันทุกข์ไปกับท่านหญิง หม่อมฉันให้สัญญากับหม่อมแม่ของท่านหญิงว่าหม่อมฉันจะถวายการดูแลท่านหญิงจนกว่าหม่อมฉันจะตาย” แล้วหันมาทางท่านชาย “อีบุหลันตายคนเดียว ท่านหญิงของหม่อมฉันก็ไม่ทุกข์อีกต่อไป
       ท่านชายถลันเข้าหา “อีเฟือง” แล้วตบเปรี้ยงด้วยปืน นางเฟืองคว่ำไปทันทีเงยขึ้นมาเลือดกบปาก
       “เจ้าพี่ ตบเฟืองทำไม...พูดกันดีๆ ก็ได้”
       ท่านชายจิ้มปืนไปที่หลังเฟือง “มึงตายเสียเถอะ”
       “อย่านะ เจ้าพี่” ท่านหญิงหวีดร้อง กอดเฟืองไว้ “เจ้าพี่ฆ่าเฟืองไม่ได้ ถ้าจะยิงเฟืองยิงหญิงก่อน”
       “ถอยไป หญิงแขไข ไม่ได้ยินมันพูดจาอุบาทว์ชาติชั่วรึ”
       “ท่านหญิงถอยไปมังคะ” นางเฟืองน้ำตาร่วงพรู
       “ไม่ ..ถ้าเฟืองตาย หญิงตายก่อน”
       ผู้คนที่แอบฟังอยู่นอกห้องมีอาการต่างกันไป เดชหน้านิ่งสนิทสมเป็นตำรวจ ในแววตาเท่านั้นที่สะเทือนใจ ผ่องซับน้ำตา สาลี่มองนิ่งๆ เฉยๆ ไม่สงสาร พิกุลน้ำตาคลอๆ นายสน หน้าไม่ดีสงสารไปหมด มหาดเล็ก ข้าหลวง หน้าไม่ดีไปตามๆ กัน
       นางเฟืองกอดท่านหญิง “ชื่นใจของเฟือง ไม่เสียแรงที่หม่อมฉันรัก หม่อมฉันภักดี ถอยไปเถอะมังคะ หม่อมฉันผิดให้หม่อมฉันรับผิด ถ้าท่านชายจะฆ่าก็ให้หม่อมฉันตาย ท่านหญิงทรงจำไว้นะมังคะ ต่อให้หม่อมฉันเป็นผี หม่อมฉันก็จะปกป้องท่านหญิงตลอดไป” นางเฟืองพูดเสียงกระซิบแต่มั่นคง ชัดเจน มองหน้าท่านหญิงตลอดเวลา
       ท่านหญิงพูดกับนางเฟือง เสียงมั่นคงเหมือนกัน “เฟืองต้องไม่ตาย ถ้ามีข้อกล่าวหาอะไรต้องหาหลักฐานมาให้กฎหมายลงโทษ ใครจะตัดสินคดีตามอำเภอใจไม่ได้” ประโยคสุดท้ายหันไปมองหน้าท่านชาย
       “เธอไม่ถอยใช่มั้ย หญิงแขไข”
      
       ท่านหญิงมองท่านชาย นัยน์ตาแข็งขืน เสียงร้องคุณชายศักดินาดังจ้าขึ้น ท่านหญิงขยับตัวแล้วนิ่งไป
        
       คุณชายศักดินายังร้องเสียงดังอยู่อย่างนั้น จนท่านชายรังสิโยภาสฮึดฮัด
      
       “เฮ้ย..ไม่มีใครคิดจะไปทำให้นิ่งเลยรึ”
       ผ่องลุกขึ้น เดินยอบตัวไปเร็วๆ
      
       คุณชายศักดินาร้องเต็มเสียง ผ่องเข้าไปอุ้ม
       “คุณชายขา นิ่งนะคะ คุณชาย..โอ๋...โอ๋”
       เวลาเดียวกัน ที่ห้องจันทร์ในเรือนเล็กที่บ้านปัณณธร ลูกสาวจันทร์ร้องไห้เสียงดังเช่นกัน
       “โอ๋...อย่าร้องนะลูก นิ่งนะคะ” จันทร์ปลอบ
       ผ่องให้คุณชายเดียวกินนม จันทร์ก็ให้ลูกสาวกินนม
      
       ฟากท่านชายหันหลังให้ ยืนสงบสติอารมณ์ แล้วไม่ไหวหันมาที่นางเฟืองตะคอกแรงๆ กับท่านหญิง
       “ไม่ถอยใช่มั้ย” เสียงท่านชายดังขึ้นอีก
       “เฟือง” ท่านหญิงกระซิบถาม “ไม่จริงใช่มั้ยเฟือง”
       นางเฟืองพูดไม่ออก น้ำตาหลั่งไหล
       “ไอ้สน...เดช...มาเอาอีเฟืองไปขัง ใส่กุญแจประตูแล้วเอากุญแจมาให้ข้า หน้าต่างเอาไม้ตอกประกบ ถ้าคิดหนีก็ได้แต่วิญญาณเท่านั้น” ท่านชายเสียงดัง
       นางเฟืองสะบัดหน้าสบตาท่านชายเต็มแรง นัยน์ตาโตแข็งกร้าว ท่านชายสบตานางเฟือง แล้วเลือดขึ้นหน้า
       “ปล่อยมันหญิงแขไข มันเป็นฆาตกร เข้าใจมั้ย”
       “ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น อย่ามาโทษ ไหนล่ะหลักฐาน หญิงจะหาทนายให้เฟือง ไม่ต้องกลัว หญิงไม่ทิ้งเฟืองเด็ดขาด” ท่านหญิงประคองเฟือง หันพระพักตร์ไปทางเดชกับสน “พวกแกหยุดอยู่ตรงนั้น ฉันจะพาเฟืองไปที่ห้องเขาเองอย่ามาแตะต้องตัวเขาเป็นอันขาด เจ้าพี่ไม่ต้องกลัวว่าเฟืองจะหนี หญิงจะล็อคประตูด้วยมือของหญิงเอง และจะเอากุญแจมาถวาย”
       ท่านหญิงประคองนางเฟืองออกเดินไปช้าๆ จะออกประตูอยู่แล้ว
       ท่านชายพยายามที่ระงับอารมณ์แต่ทำไม่ได้ “ทำไมเธอต้องทำให้ยุ่งยากด้วยนะ ฉันรู้ว่าเธอเจ็บปวดหญิงแขไข แต่ฉันล่ะ บุหลันตายไปทั้งคนคิดว่าฉันไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ”
       ท่านหญิงชะงักกึก สีหน้าแววตาหม่นหมอง เจ็บปวดเหลือเกิน นางเฟืองพยายามดึงมือไว้
       ท่านหญิงหันกลับมา “หญิงดีใจที่เจ้าพี่รู้สึกเจ็บปวด เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าพี่ทรงมีแต่ความสุขจนไม่เห็นว่าคนอื่นโดยเฉพาะหญิงต้องทุกข์ทรมานแค่ไหน แต่หญิงไม่โทษเจ้าพี่หรอก คนผิดคือคนโง่อย่างหญิง”
       “หญิง” ท่านชายเสียงดัง
       “หม่อมแม่สิ้น หญิงไม่มีใครอีกเลย ความหวังอยู่ที่เจ้าพี่ แต่เมื่อเจ้าพี่ทำกับหญิงขนาดนี้ คนเดียวที่เป็นที่พึ่งของหญิงก็คือเฟือง เขาภักดีกับหญิงเหมือนทาส เหมือนพี่...เหมือนแม่”
       นางเฟืองตื้นตันสะอื้นฮักๆ “ท่านหญิง ทูลกระหม่อมของหม่อมฉัน”
       “เฟืองไม่ร่ำรวย ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ แต่เฟืองไม่เคยผิดคำสัญญากับหม่อมแม่ว่าจะดูแลหญิงจนถึงที่สุด คำพูดของเฟืองไม่มีน้ำหนักเหมือนใครๆ แต่เฟืองก็ไม่เคยผิดคำพูด..ไปด้วยกันเฟือง ไม่ต้องกลัวนะ หญิงจะจ้างทนายที่ดีที่สุดให้เฟืองพ้นโทษให้ได้ หญิงสัญญา”
       ท่านหญิงพานางเฟืองเดินไป
       “หญิงแขไข”
       “ไม่ทรงนึกว่าหญิงจะพูดเหมือนที่ทรงได้ยินใช่มั้ยคะ ประเทศนี้ผู้หญิงผู้ชายช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ผู้ชายถูกทุกอย่าง ทำได้ทุกอย่าง พูดได้ทุกอย่าง แต่ผู้หญิงผิดเสมอ พูดไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ต้องนิ่งอย่างเดียว ทนอย่างเดียว ผู้ชายจะเหยียบย่ำทำให้ช้ำใจยังไงก็ไม่มีวันผิด”
       ท่านหญิงสู้ตากับท่านชายอย่างดุเดือด ท่านชายจ้อง แล้วมองไปทางอื่น พูดไม่ออก
      
       เวลาเดียวกัน ที่ท่าน้ำบ้านปัณณธร จันทร์นั่งอยู่ตรงนั้ร มองไปตามสายน้ำ ภาพนางเฟือง อุ้มลูกชาย แวบเข้าในความคิด วันที่เกือบถูกฆ่า
       “คุณชาย” จันทร์คร่ำครวญอยู่ในใจ ขณะที่น้ำตาหยดหนึ่งหยดลงมาจากใบหน้าเศร้าโศกนั้น
       “หม่อมครับ” เสียงยอดเรียกมาจากด้านหลัง
       จันทร์รีบปาดน้ำตาหันมาถาม “ยอด มาทำอะไรแถวนี้”
       “ซ่อมหลังคาเรือนหลังนั้นครับ” ยอดชี้ไป
       “ยอดสบายดีหรือ”
       “ครับ”
       “ฉันดีใจด้วย ถึงเราไม่ค่อยพบกัน แต่ฉันก็เป็นห่วงเสมอ จนถึงวันนี้ก็ไม่ลืมบุญคุณ”
       “หม่อมอย่าคิดมากครับ ผมเองก็ผิดด้วยที่หลงเชื่อนางเฟือง ไม่คิดว่าแกจะใจบาปหยาบช้าขนาดนี้ ไม่รู้มันเพ็ดทูลท่านชายว่าไงบ้าง หม่อมจะกลับวังมั้ยครับ ผมจะเป็นพยานให้”
       “มีประโยชน์อะไร ถึงกลับไปได้เขาก็ต้องหาทางฆ่าฉันอีก คนคอยจ้องกับคนคอยหนีมันไม่ทันกันหรอก ฉันไม่อยากห่วงหน้าพะวงหลัง”
       ยอดเหลือบมองเห็นอะไรแวบๆ โดยยังไม่รู้ว่าที่แท้คือฉัตต์ แต่เขารีบก้มหน้าพูดอยู่ในลำคอ
       “หม่อมไม่คิดถึงคุณชายหรือครับ”
       จันทร์ฟังแล้วสะอื้นแผ่วๆ
       “ฉันคิดถึงเขาทุกลมหายใจ แต่คุณชายคงปลอดภัยเพราะเป็นผู้ชาย เขาต้องการลูกชายฉัน”
       “เสียดายท่านชายไม่ทรงทราบว่ามีพระธิดา”
       “ฉันไม่รู้ว่าทำถูกหรือเปล่าที่ไม่ยอมให้ลูกไปพบพ่อ แต่ฉันตัดสินใจแล้วนะยอด”
       “คุณฉัตต์มา...” ยอดพูดด้วยภาษามือทันที ก้มหน้าลง “คุณฉัตต์สงสัยเรามากนะครับหม่อม ผมเห็นคอยมาแอบดูอยู่เรื่อยๆ”
       “เธอยังเด็ก แล้วก็เสียแม่ไปกะทันหัน”
       ยอดใช้ภาษามือตลอด แต่พูดแบบไม่เปิดปาก “เธอคิดว่าพวกเรามาแม่ของเธอถึงได้ตาย ตายแทนพวกเรา”
       “คงไม่ใช่หรอกยอด อย่าใส่ความเธอ”
       ฉัตต์อยู่หลังพุ่มไม้ เพ่งมองสองคน เห็นยอดใช้ภาษามือโต้ตอบกับจันทร์ ฉัตต์เขม้นมอง จนสุดท้ายยอดส่งตั๊กแตนสานตัวใหญ่ให้จันทร์
      
       จันทร์กลับเข้าห้องจันทร์ ภายนอกฝนตกอยู่ มือจันทร์ผูกตั๊กแตนทางมะพร้าวไว้เหนือเปลลูกสาว วัยเกือบเดือนแล้วดิ้นแขนขาเปะปะอยู่ในเปล
       “ทูนหัวของแม่ แม่ไม่ขออะไรอีก นอกจากให้แม่แข็งแรงมีกำลังเลี้ยงหนูให้โตขึ้นเป็นคนดี แม่จะบอกหนูว่าหนูไม่ต้องร่ำรวย ไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติมากมาย ไม่ต้องอยู่บ้านใหญ่โต ขอเพียงให้หนูมีศีลมีธรรม ให้หนูแข็งแรงไม่เจ็บไม่ไข้ ให้หนูมีสติปัญญาเล่าเรียนให้สูงๆ”
       จันทร์พูดไปน้ำตาคลอ
       “แม่จะขอสิ่งเดียวกันให้พี่ชายของหนู เขาจะร่ำรวย อยู่วังใหญ่โต มีศักดินาสมชื่อ”
      
       ในเวลาต่อ ฝนขาดเม็ดแล้ว ยังมีหยดน้ำหยดทีละหยดจากชายคา หยดน้ำค้างอยู่บนใบไม้ ดอกไม้
       สายรุ้งหลังฝนพาดผ่านบนฟ้า จันทร์อุ้มลูกสาวออกมา มองรุ้งบนฟ้าพูดกับลูก
       “แต่หนูลูกแม่จะไม่มีอะไรเทียบเคียงพี่ชายของหนูได้ ที่สำคัญ หนูจะไม่มีศักดินาโดยกำเนิดของหนู” จันทร์ก้มมองลูก น้ำตาคลอๆ “แม่จะเรียกหนูว่า...”
       สายรุ้งบนท้องฟ้าเด่น ชัด สวยงาม
       จันทร์พูดกับลูกสาวต่อ “...รุ้ง นะลูก หนูจะเป็นแค่...เด็กหญิงรุ้ง จนกว่าวันหนึ่งข้างหน้า วันที่สิทธิ์ความเป็นคุณหญิงวิมลโพยมเป็นของหนูอย่างสมบูรณ์”
       รุ้งยิ้มหวาน ขณะที่สายรุ้งบนท้องฟ้าทอดตัวอย่างสวยงาม
      
       สองคนอยู่ในห้องนางเฟืองด้วยกัน ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสเอ่ยขึ้น
       “เราอยู่กันตามลำพัง หญิงอยากถามอะไรหน่อย เฟืองตอบหญิงตามตรงนะ”
       นางเฟืองก้มหน้ารับคำ
       “ตอบหญิงอีกครั้ง ทุกอย่างที่เฟืองทูลเจ้าพี่ เรื่องบุหลัน เป็นความจริงทั้งหมดหรือ”
       นางเฟืองตอบท่านหญิงด้วยสายตา
       “เฟือง ไม่น่าเลย หญิงเป็นต้นเหตุแท้ๆ”
       “อย่ารับสั่ง อย่างนั้นมังคะ ถ้าจะหาสาเหตุจริงๆ ก็ท่านชายนั่นแหละมังคะ ถ้าไม่ทรงมีนังบุหลัน ก็ไม่เกิดเรื่อง แต่หม่อมฉันไม่กลัว ในเมื่อหม่อมฉันผิด ก็ยอมรับผิด หม่อมฉันไม่หนี”
       “แต่...เฟืองต้องไม่ลืมว่าเจ้าพี่รักบุหลันมาก่อนหญิง...เขารักกันมาก่อนถูกบังคับให้แต่งกับหญิง เฟืองไม่น่าทำกับมัน”
       “เพราะนังบุหลันมันจงใจแย่งท่านหญิง”
       “เจ้าพี่รักเขาก่อน ข้อนี้เราต้องยอมรับ เจ้าพี่ผิดเฉพาะที่ผิดสัญญากับหญิง ตัวบุหลันถือว่าไม่ผิดเพราะเจ้าพี่ไปรับเขาเป็นเมีย เขาจะทำยังไง”
       นางเฟืองนิ่งอึ้ง
       “แต่ยังไงหญิงจะสู้ให้เฟืองให้ถึงที่สุด เฟืองทำเพื่อหญิงไม่ว่าผิดหรือถูก เฟืองก็ทำเพื่อหญิง ต่อไปนี้หญิงจะทำเพื่อเฟืองมั่ง หญิงจะหาทนาย เขาต้องสืบพยาน ต้องหาหลักฐาน จะเชื่อคำพูดของนายแคล้วคนเดียวได้ไง”
       “แต่หม่อมฉันสารภาพไปแล้ว”
       “เพราะเจ้าพี่เอาปืนมาขู่เฟือง ให้เขาหาศพบุหลันกับเจ้ายอดมาให้ได้ค่อยยอมแพ้ อย่าหมดหวังนะเฟือง”
       “จะเสื่อมเสียพระเกียรติมังคะ คนมันจะคิดว่าทรงสมรู้ร่วมคิดด้วย”
       “หญิงไม่กลัว ใครอยากคิดอะไรก็คิดไป หญิงไม่แคร์ใครทั้งนั้น หญิงบอกแล้วว่าเฟืองเหมือนญาติของหญิง หญิงมีเฟืองคนเดียว”
       “เป็นพระกรุณาหาที่สุดไม่ได้” นางเฟืองน้ำตาพรูพรายเป็นสายฝน กราบลง “หม่อมฉันตายไปเกิดอีกกี่ชาติขอสาบานว่าจะรับใช้ท่านหญิงทุกชาติ ถ้าแม้ไม่ได้เกิด วิญญาณหม่อมฉันจะอยู่ปกปักรักษาท่านหญิงตลอดไป ทรงจำไว้นะมังคะ”
       “ไม่ต้องสาบาน...หญิงเชื่อทุกอย่างที่เฟืองพูด”
       นางเฟืองก้มหน้ากอดพระบาท ร้องไห้สะอึกสะอื้น
      
       ท่านหญิงเดินมาตามทางเพื่อกลับตำหนัก พิกุลที่นั่งคอยอยู่ข้างทางลุกขึ้นเดินตาม เดชโผล่ออกมาพอดี ยืนตรงเข้าเฝ้า
       ท่านหญิงมองไม่รู้จะเรียกอะไร
       “กระหม่อม.. สิบตำรวจตรีเดช กระหม่อม” เดชแนะนำตัว
       “อ้อ...ที่เป็นคนจับคนของฉัน”
       “กระหม่อมขอประทานอภัย กระหม่อมทำตามหน้าที่”
       “ไม่มีใครว่าอะไร ทุกคนก็มีหน้าที่ทั้งนั้น บางครั้งอาจไม่ใช่หน้าที่การงาน แต่เป็นหน้าที่ต่อความรักความผูกพันกัน”
       เดชนิ่ง
       “คนไม่เคยรักผูกพันกับใครไม่รู้หรอก”
       เดชยืนก้มหน้านิ่ง ท่านหญิงเดินจากไป
      
       ท่านหญิงเดินมาหยุดที่หน้าห้องทำงานท่านชาย ส่งกุญแจให้
       “อะไร”
       “กุญแจ หญิงขังเฟืองไว้ในห้องด้วยมือหญิงเอง”
       “เข้ามาข้างในก่อน พี่มีเรื่องจะพูดด้วย”
       “แต่หญิงไม่มีอะไรจะพูดกับเจ้าพี่”
       “เธอยังถือโกรธเรื่องนังเฟืองอีกหรือ มันสารภาพแล้วว่ามันฆ่าบุหลัน”
       “ก็เพราะอย่างนั้น หญิงถึงไม่มีอะไรพูด เจ้าพี่ปักพระทัยทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นหลักฐาน”
       “ก็มันสารภาพ”
       “หญิงถามคำเดียว ถ้าลงโทษเฟือง แล้วต่อมาหม่อมบุหลันคนโปรดของเจ้าพี่ปรากฏตัวออกมาอาการครบสามสิบสอง เจ้าพี่จะทรงทำยังไง”
       ท่านชายนิ่งอึ้ง
       “เฟืองให้หญิงทูลเจ้าพี่ว่า พรุ่งนี้หลวงวิเศษมารับตัวเขา เขาจะรู้สึกเป็นเกียรติมาก ถ้าเจ้าพี่จะเปิดประตูห้องเขาด้วยพระองค์เอง เพื่อเอาตัวเขาส่งหลวงวิเศษ”
       “ทำไม ...มันต้องเรียกร้องอย่างนั้นทำไม”
       “หญิงไม่ทราบ แต่เขาย้ำกับหญิงถึงสองหน เจ้าพี่จะให้เขาได้หรือไม่”
       ท่านชายคิดอึดใจ “ก็ได้ พี่จะทำอย่างที่มันต้องการ”
       ท่านหญิงหันหลังกลับ เดินจากไปอย่างเย็นชา
      
       ไม่นานต่อมา รถท่านหญิงแขไขเจิดจรัสแล่นเข้ามาภายในเขตวังท่านหญิงเล็ก หรือหม่อมเจ้าอัปสราภา พระขนิษฐาต่างหม่อมมารดา จอดหน้าตึกอย่างสง่างาม นายสนลงมาเปิดประตูให้ ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสลงมา มีนางข้าหลวงคอยเฝ้ารออยู่ พิกุลตามลงมาถือชามโคม ห่อผ้าขาวเรียบร้อย
       “เชิญมังคะ ท่านหญิงเล็กทรงคอยที่ห้องในมังคะ”
       “พิกุล เอาไปห้องเครื่องให้เขาตั้งโต๊ะเสวยเย็น”
       “มังคะ” พิกุลน้อมรับสั่ง
       ท่านหญิงแขไขอยู่ในห้องโถงกับท่านหญิงเล็ก ท่านหญิงแขไขรับสั่งขึ้น
       “สาลี่เขาทำให้มาถวาย
       “อ๋อ สาลี่รู้ว่าหญิงชอบแกงคั่วสัปปะรดไข่แมงดา”
       “หญิงเล็ก หญิงทอแสงเป็นยังไงบ้าง”
       ท่านหญิงเล็กรับเบาะคุณหญิงทอแสงรัศมี พระธิดาอายุเท่ากับคุณชายศักดินาที่นอนหลับมาจาก เจียด แม่นมและพี่เลี้ยง
       “เจียด คุณหญิงทานยาหรือยัง”
       “หม่อมฉันให้แล้วมังคะ” เจียดบอก
       “ร้องมั้ย” ท่านหญิงเล็กถาม
       “ตอนให้ทานร้องมังคะ เพิ่งหลับ” เจียดว่า
       ท่านหญิงเล็กพยักหน้าให้เจียดอุ้มกลับไป
       “เป็นไข้หรือ”
       “มีท้องเสียนิดหน่อย เล็กเปลี่ยนยี่ห้อนมแล้วค่ะ”
       “ทำไมไม่ให้ทานนมของเธอเอง”
       “ยุ่งยาก ไม่สะดวกค่ะ พี่หญิงบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาอะไรคะ”
       “ท่านวรจักร ทรงสนิทกับทนายความ ผู้พิพากษาหลายคนใช่มั้ย”
       “ค่ะ พี่หญิงจะทำไมหรือคะ”
       “ทูลท่านด้วยว่าพี่อยากจ้างทนายความที่เก่งที่สุดว่าความคดีฆ่าคนตาย”
       “พี่หญิง...มีเรื่องอะไรหรือคะ ใครฆ่าคนตาย”
       ท่านหญิงนิ่งอยู่อึดใจ “เฟือง”
       ท่านหญิงแขไขเล่าเรื่องราว ท่านหญิงเล็กฟัง พยักหน้ารับรู้
      
       สนเปิดรถรอท่านหญิงอยู่หน้าตึก เจียดถือชามโคมวางบนผ้าที่พับไว้ไปส่งให้พิกุล
       พิกลุรับไปใส่รถ
       “เล็กจะรีบทูลเจ้าพี่วรจักร”
       “ขอบใจ”
       “ไม่น่ามีเรื่องเล๊ย พี่หญิงไม่เชื่อเล็ก เล็กเคยทูลแล้ว”
       ท่านหญิงหน้าเฉยยิ่งขึ้น
       “เล็กทูลจริง ๆ นะคะพี่หญิง พี่หญิงทรงคิดจะเปลี่ยนประเพณีที่เขาทำกันมาตั้งแต่มีประเทศไทยเหรอ อีกซักห้าร้อยปีข้างหน้าอาจทำได้ ตอนนี้ทำไม่ได้หรอกค่ะ”
       “เธอยังไม่เจอกับตัวเอง”
       “โอ๊ย..ใครจะรู้ เจ้าพี่วรจักรอาจจะมีขึ้นมาวันไหนหรืออาจจะมีแล้วก็ได้ แต่เล็กไม่แคร์หรอก ถ้าเล็กยังเป็นที่หนึ่งอยู่”
       ท่านหญิงยืนพระศอแข็ง
       “พี่หญิงคิดจะปฏิวัติเหระคะ...อย่าคิดเลยค่ะเชื่อเล็ก เหนื่อยเปล่า แล้วก็ยิ่งจะเสียใจเพราะเราโวยวายเขาก็ยิ่งแสดงว่าเขาไม่รักเรา เผลอ ๆ เขาจะแสดงว่าเขาเกลียดเราด้วยซ้ำ”
       ท่านหญิงเจ็บใจ แต่ยืนนิ่งไว้ “ขอบใจ” พลางขยับตัว
       “ทรงไม่เชื่อตามเคย...อยากจะเจ็บพระทัย เล็กก็ไม่รู้จะทูลยังไงแล้ว”
       พิกุลกับสน ยืนใกล้ ๆ กัน สองคนกระซิบกระซาบกัน
       “น้าสน เชื่อเลยท่านหญิงเล็ก” พิกุลกระซิบเบามาก
       “นั่นสิ...เด็จมาทีไรเจอลูกศอกท่านหญิงเล็กทุกที” สนบอก
       “ฉันล่ะ...เกลี๊ยดเกลียดท่านหญิงองค์นี้ ไม่เคยถนอมน้ำใจใคร” พิกุลว่า
       “โดนท่านชายวรจักรข่มจนหงอ ต้องมาทิ่มแทงคนอื่น” สนว่า
       ท่านหญิงเดินจากมาทันที สนเปิดประตูรถ พิกุลขึ้นข้างหน้า
       สีหน้าท่านหญิงเล็ก ที่มองตามมีรอยยิ้มนิด ๆ
      
       ท่านหญิงนั่งสงบนิ่งมาตลอดทาง พิกุลนั่งหน้าคู่นายสน ท่านหญิงหลับพระเนตร พิงพนักเก้าอี้ พิกุลเหลียวมาดู เรียกเสียงดัง
       “ท่านหญิง...ท่านหญิงมังคะ ลุงสนท่านหญิงทรงเป็นอะไร”
       “ฉันไม่ได้เป็นอะไร พิกุลเสียงดังเอะอะทำไม” ท่านหญิงเอ็ด
       “หม่อมฉันคิดว่า..”
       “ฉันไม่เป็นอะไรหรอก พิกุล สน แกสองคนไม่ชอบเฟืองใช่มั้ย”
       สองคนอึกอัก
       “คนทั้งวังรังสิยาไม่ชอบเฟือง ฉันรู้ตั้งแต่วันที่ฉันเข้ามาอยู่วังนี้กับเฟืองสองคน ทำไมเพราะแกสองคนคิดว่า คนที่น่าจะเป็นหม่อมเอกของท่านชายก็คือบุหลันใช่มั้ย”
       สองคนนิ่งอึ้ง ท่านหญิงรับสั่งต่อ
       “ตอนนี้ทุกคนคงดีใจที่เฟืองมีเคราะห์กรรมอย่างนี้ แต่ก็เป็นธรรมดา ไม่ชอบใครถ้าเขามีความทุกข์เราก็ไม่จำเป็นต้องทุกข์ไปกับเขา เฟืองทุกข์ที่ท่านชายรับบุหลันเป็นหม่อมอีกคนเพราะเขารักฉัน แต่พวกแกทั้งหมดมีความสุขที่ท่านชายมีเมียน้อย เพราะพวกแกรักท่านชาย”
       สองคนพูดไม่ออก
       “ไม่ต้องมีใครว่ากล่าวว่าใครทำผิดหรือทำถูก ผิดหรือถูกอยู่ที่ว่าใครเป็นคนตัดสิน”
      
       รถแล่นเข้าจอดหน้าตำหนัก พิกุลรีบลงมาจะเปิดประตูให้ท่านหญิง แต่ท่านหญิงไม่คอย เปิดประตูเองแล้วเดินเข้าตึก หน้านิ่งสนิท สนกับพิกุลสองคนมองตากันจ๋อยมาก
      
       ผ่องเคาะประตูเรียกเบาๆ “พี่เฟือง ...พี่เฟือง”
       นางเฟืองนั่งตัวตรง หน้านิ่ง ไหวตัวนิดหน่อย “ผ่อง ทำไมไม่อยู่กับคุณชาย”
       “คุณชายหลับ ให้ละมัยดูอยู่ ฉันห่วงว่าพี่จะหิว”
       “ไม่หิว ข้ามีลูกไม้กินแล้ว” มือนางเฟืองปอกมะปรางลูกโตกิน
       “ทำไมถึงต้องขังนะ ควรจะรู้ว่าพี่ไม่หนี เพราะพี่ไม่ทิ้งท่านหญิง”
       ใบหน้านางเฟืองเหยเก กัดปากแน่น จะร้องไห้
       “ท่านหญิงไปหาทนายให้พี่นะพี่เฟือง เด็จวังท่านหญิงเล็ก”
       นางเฟืองน้ำตารินทันที หยุดปอกนิ่งอยู่
       “ทรงห่วงพี่มาก ประทับตรงไหนก็ทรงคิดตลอดเวลา เมื่อคืนอาจจะไม่ได้บรรทมเลย” ผ่องบอก
       “ผ่อง ถ้าข้าไม่อยู่รับปากข้านะว่าจะคอยรับใช้ดูแลท่าน”
       “แน่นอนพี่ ท่านหญิงทรงดีกับฉันเหลือเกิน”
       “ถ้ารักท่านจริง ท่านไม่มีวันทอดทิ้งผ่อง เอ็งจำไว้”
       “จ้ะ พี่เฟือง”
       “ข้าจะฝากจดหมายให้ท่านหญิง เอ็งเก็บไว้ถวายท่านต่อเมื่อข้าพ้นวังนี้ไปแล้ว”
       มือนางเฟืองเอื้อมไปหยิบจดหมายที่เขียนไว้แล้ว
       “พี่จะไปไหน” ผ่องแปลกใจ
       “ก็...ตำรวจต้องเอาข้าไปสอบสวน ข้าไปแล้วค่อยถวายจดหมาย อย่าลืม”
       “ไหนล่ะ จดหมาย”
       กระดาษพับทบไปทบมาซ้อนกัน ถูกสอดออกมาตรงที่ว่างใต้ประตู
       “ผ่อง อย่าลืมสัญญา ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าเหมือนคนที่ตายแล้ว สัญญากับคนตายเอ็งอย่าละเลย” นางเฟืองสำทับ
      
       วันรุ่งขึ้น ภายในห้องคุณชายศักดินา ท่านหญิงมองคุณชายศักดินาที่นอนหลับอยู่
       “ชาย...ชายจะลูกใครไม่สำคัญ แต่ชายคือผ้าขาวบริสุทธิ์ และแม่จะรักษาผ้าขาวผืนนี้ให้บริสุทธิ์สะอาดตลอดไป” ท่านหญิงรับสั่งเบาๆ เหมือนกระซิบ
       ผ่องคลานเข่าเข้ามาทูล “หลวงวิเศษกับตำรวจมารับตัวพี่เฟืองแล้วมังคะ”
      
       ด้านนางเฟืองนั่งมองประตูอยู่ นัยน์ตาแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่หน้าตาตัดสินใจแน่นอนแล้ว ข้างๆ จานมะยงชิดที่ปอกแล้ว พูนจาน มีมีดวางอยู่ข้างๆ
      
       ทั้งหมดเดินมากันอย่างรวดเร็ว ตรงมายังหน้าห้อง นางเฟืองได้ยินเสียงแล้ว
       ทุกคนมาถึงหน้าห้องนางเฟือง ไขกุญแจ
       “ไขกุญแจ” หลวงวิเศษสั่งเดช
       “กุญแจอยู่นี่” ท่านชายส่งให้
       หลวงวิเศษรับกุญแจส่งให้เดช
       ส่วนด้านในนางเฟืองขยับตัวนัยน์ตากล้าแข็งยิ่งขึ้น
       เสียงกุญแจไขดังกรุ๊กกริ๊ก เดชไขกุญแจเปิดออก เอากุญแจออกจากสายยู ท่านชายหวนคิดถึงคำท่านหญิง
       “เขาจะรู้สึกเป็นเกียรติมากถ้าเจ้าพี่จะเปิดประตูห้องเขาด้วยพระองค์เอง”
       กุญแจหลุดจากสายยู
       “เปิดประตู” เสียงหลวงวิเศษสั่งเด็ดขาด
       สีหน้าเฟืองนิ่งมาก เหมือนหน้ากาก จ้องเป๋งที่ประตู
       มือตำรวจ เอื้อมไปจะเปิดประตู
       ท่านชายตะโกน “เดี๋ยว”
       ใบหน้าเฟืองกระตุกนิดเดียว ยิ้มลึกๆ ในสีหน้า แสยะหน่อยๆ
       “ฉันเปิดเอง”
       ท่านชายเอื้อมมือเปิดประตู อ้ากว้างทั้งสองบาน มองเข้ามา อุทานเบาๆ
       “นังเฟือง” ท่านชายสบตานังเฟืองอย่างจัง
       นางเฟืองสบตาท่านชาย สายตาทั้งเคียดทั้งแค้นทั้งเสียใจทั้งสะใจ แล้วทันทีทันใดมือที่วางอยู่ข้างตัวกำมีดยกขึ้นเสมอหน้า
       ท่านชายร้องเสียงดัง “อย่า...”
       เฟืองปาดคอตัวเอง นัยน์ตาค้าง สิ้นใจในทันที ร่างของเฟืองล้มฟาดลงพื้นเลือดแดงฉาน
       ท่านชายกริ้วสุดขีดแล้วหันหลังกลับ ในขณะที่หลวงวิเศษ เดช และตำรวจคนอื่นพรวดเข้ามา
       ท่านชายเสด็จผ่านคนเหล่านั้น ที่หลีกทางและก้มหัวให้ มายืนหน้าเครียด
       “ท่านชายกระหม่อม” สนทูลถาม
       “อีเฟืองตายแล้ว” ท่านชายตรัส
       สนตกใจ ทุกคนในวังก็ตกใจ
       “มันฆ่าตัวตาย อีนี่เหี้ยมมาก จะตายมันยังเลือกวิธีโหดที่สุด มันคงหวังว่าวิญญาณจะไม่ไปผุดไปเกิดเป็นผีตายโหงล่องลอยอยู่แถวนี้ มึงอย่าหวังอีเฟือง วังของกูไม่ให้มึงมาสิงสู่หรอก”
      
       สีพระพักตร์ท่านชายรังสิโยภาสเคร่งเข้ม
      
      ด้วยความโกรธถึงขีดสุด ท่านชายรังสิโยภาสเดินมาตามทางกลับตำหนักอย่างรวดเร็ว  สนเดินตามแทบไม่ทัน ฉับพลันนั้นท่านชายก็หยุดหันมา สนเบรคจนตัวโก่ง
      
       “แกกลับไปที่เรือนนังเฟือง คอยช่วยหลวงวิเศษว่าท่านต้องการอะไร แกก็จัดหาให้ เดี๋ยวเขาคงเอาศพนังเฟืองไป กำชับทุกคนอย่าเพิ่งทูลท่านหญิง”
       “กระหม่อม แต่คงปิดท่านหญิงไม่ได้นาน”
       “ท่านหญิงคงคิดว่ามันถูกเอาไปดำเนินคดี” สีหน้าท่านชายขรึมลง สายตาเต็มไปด้วยความกังวล “มันเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยง รู้ใจกันมา ที่สำคัญ มันรักภักดีเหลือเกิน ท่านหญิงคงทนไม่ได้ถ้ารู้ว่ามันตาย”
      
       ท่านชายก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นบันไดมา ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสยืนอยู่หัวบันไดด้านบน ผ่องเอาผ้าพันคอมาถวายให้พันคอ
       ท่านหญิงลงมา ก้มลงเล็กน้อย ทำท่าจะเดินลงไป
       “น้องหญิง จะไปไหนคะ”
       “ได้ข่าวว่าหลวงวิเศษมาแล้ว หญิงจะไปลาเฟือง”
       “ไม่จำเป็นเลยนะคะ ทำไมหญิงต้องลดตัวไปขนาดนั้น บ่าวไพร่มันจะคิดยังไง ถ้าเกิดเรื่องอย่างนี้กับคนอื่น มันคงสงสัยว่าหญิงจะกรุณามันเหมือนกันรึเปล่า”
       “ไม่เหมือนแน่ค่ะ เพราะคนอื่นไม่จงรักภักดีเท่าเฟือง ทรงหลีกทางให้หญิงด้วย”
       “หญิงแขไข พี่ขอร้องอย่าไปเลยค่ะ” ท่านชายย้ำ
       “เฟืองอาจไม่สำคัญสำหรับเจ้าพี่ แต่เขาสำคัญกับหญิง เพราะในขณะที่หญิงถูกทอดทิ้งเฟืองเป็นกำลังใจให้หญิงตลอดเวลา ขอประทานอภัยค่ะเจ้าพี่”
       “อย่าไปเลยแขไข” ท่านชายจับมือท่านหญิงไว้
       ท่านหญิงฉงน “ทำไมเพคะ เกิดอะไรขึ้น เฟืองไม่สบาย หรือทำไม เขาคงตกใจคิดไม่ถึงว่าไอ้ผู้ร้ายจะตาย”
       “มัน...”
       “เจ้าพี่” ท่านหญิงฉุกคิด รีบสะบัดมือออก “ปล่อยหญิงค่ะ”
       ท่านชายต้องบอกออกไปในที่สุด “หญิงแขไข....เฟือง...ตายแล้ว”
       ท่านหญิงชะงักกึก ตัวแข็ง ช็อกอย่างน่ากลัว
       “หญิง...หญิง...หญิงแขไข”
      
       ครู่ต่อมาท่านหญิงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าขาวเผือดนั้นแข็งปานหิน สักครู่เพิ่มฝีเท้าเป็นวิ่ง
       ท่านชายเดินตามยังแทบไม่ทัน
       “หญิง...หยุดก่อน อย่าวิ่งเดี๋ยวหกล้ม”
       ท่านหญิงหันขวับมา “หญิงไม่เชื่อว่าเฟืองตายแล้ว เมื่อวานยังพูดกันอยู่ ทำไมอยู่ๆ วันนี้ก็ตายไป ใครทำ..หรือว่าเจ้าพี่ให้คนฆ่าเฟือง ใช่แล้ว..เคยรับสั่งว่าจะฆ่าเฟืองด้วยพระหัตถ์.. ใช่มั้ยคะ เจ้าพี่ทัยร้ายมาก” พูดจบก็หันตัวกลับแล้วไปวิ่งเลย
       ท่านชายพยายามรั้งตัวหญิงไว้ แต่ท่านหญิงสะบัดอย่างรุนแรง “น้องหญิง พี่ไม่ได้ทำมัน มันฆ่าตัวตาย ได้ยินมั้ย มันฆ่าตัวตาย”
       “ไม่จริง” ท่านหญิงช็อกเป็นครั้งที่สอง
       “เชื่อพี่ อย่าไปเลย พี่ไม่อยากให้เห็นสภาพของมัน มันทุเรศเกินไป”
       “หญิงไม่เชื่อ เฟืองไม่ฆ่าตัวตาย เฟืองไม่ทิ้งหญิง เฟืองต้องอยู่เป็นเพื่อนหญิง” ท่านหญิงครวญขณะออกเดิน “เฟือง...” พร้อมลากตัวเองไปจากที่ท่านชายจับแขนอยู่ “เฟือง...ไม่ตายนะเฟือง”
       ท่านชายจำต้องปล่อย ท่านหญิงซวนเซเหมือนจะล้ม แต่แข็งใจวิ่งต่อไป
      
       คนในวังทั้งหลายแอบดูอยู่ห่างๆ ที่หน้าห้อง หลวงวิเศษยืนคุยอยู่กับตำรวจคนอื่นๆ ส่วนในห้อง เดชเอาผ้าคลุมหน้านางเฟืองเสร็จ ปิดประตูห้อง เดินมาสมทบ
       ท่านหญิงพรวดเข้ามาเร็วรี่ในจังหวะนี้
       หลวงวิเศษก้มลงโค้งอย่างสุภาพ “ท่านหญิงกระหม่อม”
       “ขอฉันเข้าไปข้างใน”
       หลวงวิเศษเหลียวไปมองสบตาท่านชายเป็นเชิงถาม ท่านชายสั่นหน้านิดๆ
       “ฉันจะไปหาเฟือง”
       “กระหม่อมว่าอย่าทรงเข้าไปเลยกระหม่อม” หลวงวิเศษยืนคำ
       “คุณหลวงเป็นใครถึงมาห้ามฉัน นี่บ้านของฉัน ฉันไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปรึ” ท่านหญิงเสียงขุ่น
       หลวงวิเศษอึ้ง แล้วก็ต้องยอมให้เข้าไปโดยดี พยักหน้ากับเดช เดชเปิดประตูให้
       ท่านหญิงสูดลมหายใจ รวบรวมกำลังใจ แล้วเดินเข้าห้องไป
      
       ท่านหญิงนั่งลงข้างๆ ศพนางเฟืองที่มีคลุมผ้าอยู่ นั่งนิ่งจ้องมอง สีหน้าเครียดเข้ม
       ส่วนที่หน้าประตู ท่านชาย หลวงวิเศษ เดช และตำรวจยืนออกันอยู่ จ้องดูท่านหญิง เปิดผ้าคลุมหน้านางเฟือง ทุกคนที่ประตู ตกใจ
       ผ้าคลุมหน้านางเฟืองเปิดออก ใบหน้าซีดจนเขียว
       ท่านหญิงกลั้นน้ำตาจนร้าวระบมไปทั้งหน้า จ้องมองหน้านางเฟือง สีหน้าจดจำ รำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ผุดผ่านเข้ามาในความคิดแว่บหนึ่ง
       เวลานั้นท่านหญิงลูบผมนางเฟืองเบาๆ จัดให้เรียบร้อย
       “เฟือง ไหนบอกว่ารักหญิง ห่วงหญิง แล้วทิ้งหญิงไปทำไม”
       “หญิงแขไข”
       ท่านหญิงเอาผ้าพันคอออกมา แล้วพันคอเฟืองไม่ให้เห็นรอยมีดปาด ผูกให้อย่างเรียบร้อย น้ำตาหยดหนึ่ง หยดลงบนผ้าเห็นเป็นรอย แล้วปิดผ้าคลุมศพอย่างแผ่วเบา
       ท่านชายเดินมาแตะไหล่ “ขึ้นตำหนักเถอะ”
       ท่านหญิงเบี่ยงไหล่หนี หันมา สายตาเข้มแต่ปวดร้าวจ้องมองท่านชายนิ่ง ท่านหญิงลุกขึ้น เดินผ่านทุกคนไปอย่างเงียบเชียบ
       “ท่านหญิงกริ้วมากกระหม่อม” คุณหลวงวิเศษบอก
       “เขาดูแลกันมาตั้งแต่หญิงแขไขยังเด็ก”
       “ไม่น่าเลย”
       “มันฆ่าบุหลัน มันชดใช้ด้วยชีวิตมันก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือคุณหลวง”
      
       เหตุการณ์ในอดีต ผุดขึ้นมาในความคิดของท่านหญิงแขไขไม่หยุดหย่อนราวกับสายน้ำไหล
       ภายในวังเก่าของท่านหญิง หม่อมแม่ นั่งเก้าอี้เอนๆ เหมือนเก้าอี้โยก ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส วัย 4-5 ขวบ ซบตักแม่
       “หม่อมแม่…หม่อมแม่เจ้าขา”
       “หญิงจ๋า ให้เฟืองพาไปเก็บดอกไม้นะคะ”
       ท่านหญิงหันมา อ้าแขนหาเฟือง “เฟือง”
       นางเฟืองเป็นสาวรุ่น อ้าแขนรับ
       ท่านหญิงวิ่งกระโดดหยอยๆ จับผีเสื้อ เรียกหา
       “เฟือง...เฟือง หญิงจะเอาผีเสื้อ”
       เฟืองคอยดูแล ระแวดระวังไม่ให้ล้ม
       เหตุการณ์ต่อมา ท่านหญิงเติบโตเป็นสาวรุ่น แต่งชุดนักเรียนคอนแวนต์ เดินพลางกระโดดพลาง มาขึ้นรถ นางเฟืองขึ้นนั่งข้างหน้า ถือกระเป๋าหนังสือมาด้วย
       ท่านหญิง อ่านหนังสือนวนิยาย ร้องไห้น้ำตาเต็มตา นางเฟืองส่งผ้าเช็ดหน้าให้ สีหน้าเอ็นดู
       ท่านหญิงวิ่ง หกล้ม กลิ้งหลุนๆ นางเฟืองกรี๊ด วิ่งเข้ามา ท่านหญิงชี้เจ็บข้อเท้า นางเฟืองนวดเบาๆ
       เฟืองรินยาใส่ถ้วย ท่านหญิงไอแค็กๆ นางเฟืองป้อนยา พันคอแล้วจับให้นอน ห่มผ้าให้ สักครู่หนึ่ง ท่านหญิงหลับด้วยฤทธิ์ไข้ นอนคว่ำมือทอดไปข้างเตียง เห็นเฟืองนั่งเฝ้า จับมือท่านหญิงไว้
       ท่านหญิงลืมตาครึ่งๆ เห็นหน้าเฟือง “เฟือง...หิวน้ำ”
       อีกเหตุการณ์เป็นตอนที่ เวลาผ่านไป 20 กว่าปีแล้ว
       “เฟือง” หม่อมแม่ท่านหญิงเรียกหาเสียงอ่อนระโหย
       “คะ...หม่อม”
       เฟืองหน้าเสียมาก เห็นท่านหญิง เป็นสาวเต็มตัวแอบๆ มอง
       “ฉันห่วงท่านหญิงเหลือเกิน สิ้นเด็จพ่อท่านยังมีแม่ สิ้นฉันจะมีใคร” หม่อมแม่
       “มีอิฉันไงคะ อิฉันสาบานจะดูแลท่านหญิงจนกว่าอิฉันจะตาย หม่อมอย่างห่วงเลยค่ะ”
      
       จวบจนวันใหม่ ท่านหญิงแขไจนั่งนิ่งสนิทอยู่ในห้องบรรทม ผ่องมาดู ท่านหญิงเห็นผ่องเปลี่ยนเป็นนั่งตัวตรงกิริยาเป็นเจ้า ผ่องมาดูอีก ท่านหญิงยังนั่งอยู่ กิริยาอ่อนระโหยเหมือนตอนแรก
       ท่านหญิงเปลี่ยนท่านั่ง ผ่องแวะมาดูเป็นระยะ เริ่มหน้าเสียเป็นลำดับ
       ค่ำแล้ว ผ่องชะโงกมาดู
       ท่านหญิงยังนั่งอยู่ แต่ในลักษณะที่อ่อนระโหย ทอดตัว พิงพนักเก้าอี้ สีหน้าทุกข์ทนนัยน์ตาช้ำไม่มีน้ำตา
       “ผ่องหรือนั่น” ท่านหญิง ขยับตัวนั่งตรง
       “มังคะ”
       “มีอะไร ลูกชายเป็นอย่างไรบ้าง”
       “คุณชายหลับแล้วมังคะ ท่านหญิงมีพระประสงค์อะไรไหมมังคะ”
       “สิ่งที่ฉันประสงค์มันเป็นไปได้หรือผ่อง”
       ผ่องร้องไห้ทันที ก้มหน้านิ่งเช็ดน้ำตา เสียงสะอื้นเฮือกๆ อย่างอดไม่ไหว
       “อย่าร้องไห้เลยผ่อง ไหนๆ เขาก็ไปแล้ว ไม่มีวันกลับมาได้อีก”
       “หม่อมฉันคิดถึงพี่เฟือง แกช่วยหม่อมฉันหลายเรื่อง อับจนทุกทีก็ได้แก ที่มาเลี้ยงคุณชายก็ด้วยมังคะ”
       “ขอบใจผ่อง เฟืองรู้คงดีใจ”
       “พี่เฟืองฝากจดหมายถวายท่านหญิงด้วยเพคะ”
       “เอ๊ะ ทำไมแกไม่บอกฉัน มาบอกทำไมป่านนี้”
       “พี่เฟืองสั่งเด็ดขาดให้ถวายจดหมาย ตอนพี่เฟืองไปแล้ว หม่อมฉันคิดว่าพี่เฟืองหมายถึงตอนตำรวจเอาตัวไป”
       “ไหนล่ะจดหมาย”
       ท่านหญิงเปิดจดหมายอ่านทันที
       จดหมายกระดาษยับๆ มีรอยน้ำตาเป็นดวงๆ และเป็นลายมือเขียนผิดๆ ถูกๆ เหมือนนางเฟืองมาอ่านให้ฟัง
       “อย่าทรงโสกเส้าเมื่อหม่อมฉันไปแล้ว หม่อมฉันจากไปแต่ร่าง หัวใจและวินยานยังคอยเฝ้าดูท่านหญิงสะเม๋อ” ตัวหนังสือโย้เย้
      
       ท่านหญิงเริ่มน้ำตาไหล สะอื้นแรงขึ้นๆ ด้วยความว้าเหว่และอาดูรยิ่ง เสียงสะอื้นดังสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งห้อง
      
       อีกวันถัดมา ภายในครัววังรังสิยา สาลี่ต้มข้าวต้มคนอยู่ไปมา โดยมีผ่องนั่งคอย คนอื่นๆ ทำงานไปตามหน้าที่เด็ดผัก ล้างจาน เช็ดจาน กันไป
       “แม่ผ่อง ท่านหญิงไม่เหวยเลยนะ ฉันทำเครื่องอะไรไปเท่าไหร่ก็กลับลงมาเท่านั้น แม่ไม่สังเกตบ้างเหรอแม่ผ่องศรี” สาลี่ปรารภ
       “ฉันทูลแล้วว่าต้องเหวย...ท่านไม่เหวยฉันจะทำยังไงล่ะพี่สาลี่ พี่เฟืองเขาก็ไม่อยู่แล้ว เขาเคยทูลแล้วท่านก็ยอมเหวย”
       สาลี่ฉุน “นี่ไม่ต้องพูดถึงชื่อนี้ได้มั้ย ไม่อยากฟัง”
       “เรื่องจริงนี่พี่สาลี่”
       “เรื่องจริงก็ไม่ต้องพูด แกจะตั้งตัวเป็นนังเฟืองเบอร์สองรึ”
       “ทำไมต้องหาเรื่อง ชั้นไม่เคยคิดอะไรอย่างนั้น”
       “เออ อย่าคิดแล้วกัน ลูกพี่ไม่อยู่อย่ามาทำเป็นเบ่ง อวดดี ประจบท่านหญิง ท่านไม่เหวยก็ตามทัยท่าน”
       “พี่สาลี่ ชั้นไม่ใช่คนอย่างนั้น พี่หาเรื่องฉันทำไม” ผ่องไม่พอใจ
       “เออ งั้นก็พยายามทูลท่านหญิงให้เหวย เดี๋ยวจะทรงไม่สบายไป”
       “ฉันสังเกตว่าตั้งแต่ฉันเอาจดหมายพี่เฟืองถวายนั่นแหละ ท่านก็ไม่เหวยอีกเลย”
       “อ๋อ ชะ..ชะ ตายโหงไปแล้วยังอาละวาดอีกรึนี่ นังเฟือง นังตัวร้ายกาจ มันตายไป ยังทิ้งซากร้ายกาจไว้อีกเหรอเนี่ย”
       สีหน้าผ่องสลดด้วยความสงสารนางเฟือง
       “เอ้า...เสร็จแล้ว ทูลท่านหญิงให้เหวยให้ได้นะ แม่ผ่อง”
       “รับสั่งไม่ให้ทูลท่านชาย แต่ยังไงนะฉันก็จะทูลล่ะ มันผิดปกติเหลือเกิน เดี๋ยวประชวรหนักไปฉันโดนกริ้วตาย” ผ่องว่า
      
       อีกวันหนึ่ง ท่านชายรังสิโยภาส เดินเข้ามาภายในห้องท่านหญิงแขไขเจิดจรัส พร้อมกับหมออรุณ วัยราว 50 ปี
       “หญิงแขไข พี่พาหมออรุณมาตรวจ ลุกไหวมั้ย”
       ท่านหญิงลืมตาอย่างลำบาก ตอนนี้อาการหนักมากกว่าเก่า
       “เป็นยังไงบ้าง” ท่านชายถาม
       “ไม่เป็นไร.....ยังไม่ตาย” ท่านหญิงตอบด้วยเสียงแหบแห้ง
       ท่านชายสะดุ้ง ฉุกใจ และแปลกใจ ทำไมเสียงห้วน ห้าว คล้ายเสียงนางเฟืองอย่างนี้
       “หมอ...” ท่านชายพยักหน้าให้หมออรุณลงมือตรวจ
       จากนั้นท่านชายเดินไปพิงหน้าต่าง จ้องมองที่หมอเข้าไปตรวจ แต่ท่านหญิงหันหน้ามาทางท่านชาย สบตากันนิ่ง สายตาท่านหญิงแข็งกร้าวน่ากลัว ผิดกับอากัปกิริยาที่ปวกเปียก ป่วยหนัก
       ท่านชายพระทัยเต้นแรง แปลกใจและสงสัย
       สักครู่ ท่านหญิงก็เปลี่ยนสายตาเป็นท่านหญิงแขไข ที่กิริยาอ่อนลง หันไปพยักหน้าให้หมออรุณตรวจ
       หมอตรวจ โดยหันหลังให้ท่านชาย
       “วันนี้เผาศพคนของฉัน หมอจัดยาให้ฉันมีแรงลุกไปวัดด้วย” ท่านหญิงเอ่ยขึ้น
       “กระหม่อม ถ้าอย่างนั้นฉีดยานะกระหม่อม”
      
       วันรุ่งขึ้น แลเห็นปล่องไฟของเมรุวัดแห่งหนึ่ง มีควันไฟลอยเป็นสาย น่าประหลาดที่ควันนั้นลอยไปที่หน้าวัง ซึ่งพระเดินท่าทีสงบมาบิณฑบาตรเป็นแถว สนเดินนำมา
       ท่านหญิงคอยใส่บาตร มีผ่องและสาลี่คอยช่วยอยู่ ท่านหญิงใส่บาตรทีละรูปๆ ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ความสะเทือนใจฝังลึกอยู่ในสีหน้า
       ท่านหญิงคิดอยู่ในใจ
       “เฟือง ไม่ต้องเป็นห่วงหญิง หญิงจะอยู่ให้ได้ เพราะหญิงรู้ว่าเฟืองอยากให้หญิงมีชีวิตอยู่”
       มือท่านหญิงหยิบของใส่ลงในบาตร
       “เดี๋ยวใส่บาตรเสร็จ หญิงจะไปเก็บกระดูกเฟือง เฟืองจะได้อยู่กับหญิงตลอดไป”
       ท่านหญิงคิดในใจ
      
       ท่านหญิงถือโกศใส่กระดูกนางเฟืองใบเล็กๆ ทำด้วยไม้ อยู่ในมือ เดินมาที่หน้าห้องพระของวัง
       “อยู่กับหญิงนะเฟือง”
       เสียงท่านชายดังขึ้น “หญิงแขไข”
       “จะเอากระดูกนังเฟืองไปไหน”
       สีหน้าท่านหญิงฉุกใจคิด
       “หญิงแขไขพี่ถาม”
       “ไว้ที่ห้องพระ” ท่านหญิงบอกเสียงอ่อน
       “คงไม่ได้”
       ท่านหญิงมีสีหน้าเป็นเชิงว่า...นึกแล้ว
       “หวังว่าคงเข้าใจ อัฐิของบรรพบุรุษเจ้านายราชสกุลรังสิยาหลายองค์จะอยู่ปะปนกับกระดูกของไพร่ในวังอย่างนังเฟืองได้ยังไง ถ้าพระญาติองค์ไหนเกิดทรงทราบ...”
       ท่านหญิงขัดทันที “หญิงจะหาที่อยู่ให้เฟืองเดี๋ยวนี้ ประทานอภัยด้วยที่หญิงไม่มีความคิด”
       “ไม่จำเป็นต้องพูดอย่างนั้น พี่รู้ว่าเธอเข้าใจ แต่ประชดประชันทำไม พี่อนุญาตให้จัดงานเผาศพมันอย่างที่เธอต้องการ สวด 7 วัน เกินฐานะคนใช้ พี่เตือนแค่นี้เธอยังไม่พอใจอีกหรือ”
       ท่านหญิงเดินออกไปเงียบๆ จนท่านชายหน้าตาขุ่นมัว อารมณ์โกรธกริ้วขึ้นมาทันที
       “อะไรดลใจเธอหญิงแขไข ถึงจะเอากระดูกของนังไพร่ร้ายกาจคนนี้มาปะปนกับพระอัฐิของเจ้านาย กระดูกของมันน่ะน่าเอาไปขุดหลุมฝังให้ลึกที่สุดไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเลย”
       ท่านหญิงหยุดฟังท่านชายพูดจนจบ แล้วเดินออกไปเงียบๆ
       ไฟจากเทียนที่จุดอยู่ในห้องพระดับวูบลงทันที พร้อมลมกรรโชกแรงเข้ามาในห้อง
       ท่านชายไม่มีสะดุ้งสะเทือน จุดไม้ขีดที่เทียนใหม่ แต่ก็ดับวูบลงอีก
       ท่านชายพึมพำ “มึงจะเฮี้ยนแค่ไหนกูก็ไม่กลัว มาสิวะ เก่งจริงมึงออกมาสิวะ นังปีศาจ”
       ทั่วทั้งห้องขณะท่านชายพึมพำ เหมือนมีลมพัดไปมาอยู่ในห้อง
      
       เวลาผ่านไปอีก
       วันนี้ท่านหญิงนั่งพับเพียบอยู่กลางเตียง ก่อนจะหันหน้าไปทางหัวเตียง ก้มหน้านิดๆ
       ผ่องอุ้มคุณชายศักดินา วัย 5-6 เดือนเข้ามา
       “ท่านหญิงจะให้คุณชายอยู่นานสักเท่าใดมังคะ”
       ท่านหญิงนิ่ง
       “ถ้าอยู่นานหม่อมฉันจะขอประทานอนุญาตไปที่ครัวสักชั่วครู่มังคะ”
       ท่านหญิงพยักหน้า ผ่องเอาคุณชายไปส่งให้ ท่านหญิงรับคุณชายไปวางตรงหน้า
       นัยน์ตาท่านหญิง จ้องที่คุณชายแล้วยิ้มออกมา แต่เป็นยิ้มที่ประหลาดล้ำ
       ไม่มีใครรู้ว่าวิญญาณนางเฟืองกำลังสิงร่างท่านหญิงอยู่ กิริยาท่าทางท่านหญิงดูแปลกไป แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น
      
       ผ่องออกมาปิดประตูลง พอจะเดินไป ชะงักกึก สีหน้าแปลกใจมาก
       ได้ยินเสียง คุณชายศักดินา หัวเราะเสียงดัง เหมือนกำลังเบิกบานใจสุดขีด
       ค่ำคืนหนึ่งฝนตกกระหน่ำ ตัวตึกวังรังสิยามีไฟเปิดไว้เป็นบางห้อง แต่ชั้นบนเปิดไฟไว้สว่างไสว ที่หน้าต่างห้องบรรทมท่านหญิง ผ้าม่านหน้าต่างปลิวไสว
       แลเห็นเงาของท่านหญิงเดินลับตัวไป แล้วเดินกลับมาลับตัวไปอีกข้าง จากนั้น เดินไปมาอีกเที่ยวหนึ่ง
       ส่วนที่ห้องทำงานท่านชายเวลานั้น ท่านชายกำลังทรงอักษรที่โต๊ะตัวใหญ่
       ส่วนคุณชายศักดินาหลับปุ๋ย ผ่องวางลงในเปล ตบก้นเบาๆ
       ด้านสาลี่กำลังปิดประตูครัว มีพิกุลยืนกางร่มรอ ละมัยกางร่มอีกคัน วิ่งมาคอยจะกลับเรือนพักด้วยกัน
       ระหว่างนั้นสนวิ่งฝ่าฝนมาจะเข้าตึก มองขึ้นไปแล้วชะงักกึก แหงนมองไปที่หน้าต่างห้องท่านหญิง เห็นท่านหญิงยืนพิงหน้าต่าง ทำท่าเหมือนกำลังคุยกับใคร สนเพ่งมอง แล้วขยับจะไปให้ใกล้กว่านั้น ตรงใต้หน้าต่าง
       ฉับพลัน จังหวะที่สนขยับตัวเข้าไปใต้หน้าต่าง เงยหน้าขึ้นมองไป เกิดฟ้าผ่าดังเปรี้ยงใหญ่ แสงวาบเป็นทางลงมาอย่างน่ากลัว
       สนล้มโครม สาลี่คะมำ ร่มในมือพิกุลปลิวหลุดจากมือ
       คุณชายศักดินาร้องจ้าเต็มเสียง ผ่องผวาเข้ามาหา
       ท่านชาย วางหนังสือ
       ทั่วทั้งวังรังสิยา ไฟดับมืดลงทั้งตึก เสียงร้องของชายเดียวดังก้องตึก
       สนตะเกียกตะกายลุกขึ้น สาลี่ ละมัย พิกุล ทรงตัวลุกขึ้น เซไปเซมา เพราะฝนยังกระหน่ำหนัก ผ่องปลอบโยนคุณชายศักดินา
       “เฮ้ย ใครอยู่ข้างนอก มาจุดตะเกียงให้ด้วย”
       สนพยายามลุกขึ้น
       เสียงท่านชายดังขึ้น “ไอ้สน ไอ้สนโว้ย อยู่ไหนวะ” แต่เป็นเสียงแว่ว ๆ พอได้ยิน
       “อยู่นี่กระหม่อม” สนลุกขึ้นได้ แต่ไม่วายแหงนไปดูหน้าต่างห้องท่านหญิงอีกรอบ
       เห็นเงาท่านหญิง เหลียวไปเหมือนได้ยินเสียงท่านชาย จากนั้นหันมาพูดกับนางเฟืองที่ยืนท่าทีอ่อนน้อมอยู่ข้างตัว คำพูดประมาณ ไปก่อนนะ แถมยกมือตบไหล่นางเฟืองด้วย แล้วเดินลับตัวไป
       สนยืนตัวแข็งทื่อ ขยี้ตาอยู่ไปมา ตกใจสุดขีด
       วันรุ่งขึ้น
       ตัวละคร สน สาลี่ พิกุล ละมัย ประนอม คนสวน(ไม่มีบท)
       คนสวนลากกิ่งไม้ เศษไม้ จับใบไม้ที่ร่วงหล่นมากองไว้ด้วยกัน พิกุลเก็บของ ถ้วยชามรามไห
       “ตาฝาด เจ้าสน ฉันว่าแกตาฝาด” สาลี่เคี้ยวหมากหยับๆ
       “นั่นสิ ฝนมันตกหนัก ฉันอาจจะตาฝาดไปก็ได้”
       ละมัยเดินมาจากตำหนัก
       “คุณชายเดียวไม่สบาย ป้าผ่องให้หนูมาต้มน้ำร้อนจะอาบน้ำ”
       “เรื่องอะไร้ จะอาบน้ำทำไม เด็กเป็นไข้ยังจะอาบน้ำ”
       “ท่านหญิงทรงเรียกหมอมาจากโรงพยาบาล หมอหนุ่มด้วยล่ะป้า เขาจะอาบน้ำหรือเช็ดตัวนี่แหละ” ละมัยบอก
       “หมอหนุ่มๆ จะเป็นประสาอะไรเดี๋ยวท่านหญิงก็ทรงเพ้ย เอาหรอก” เพ้ย...ที่สาลี่บอกตอนท้ายหมายถึงเอ็ดนั่นเอง
      
       หมอหนุ่มท่าทางสุภาพ แต่ดูมั่นอกมั่นใจ ดึงผ้าห่มออก ถอดเสื้อจนทารกคุณชายศักดินาเปลือยล่อนจ้อน ผ่องตาโต ยกมือทาบอกตกใจ
       “หมอ ทำไมทำอย่างนี้ ลูกฉันมิหนาวตายหรือเนี่ย ตายแล้ว ไม่เคยพบเคยเห็น คนเป็นไข้ถอดเสื้อเหลือตัวล่อนจ้อน” ท่านหญิงทักท้วง
       “ต้องลดอุณหภูมิร่างกายกระหม่อม คุณชายอาจจะชักได้ ถ้าไข้ขึ้นสูงไป” หมอบอก
       “ไข้สูงมีแต่ต้องห่มผ้าหนาๆ หมอรู้เรื่องรึเปล่า โบร่ำโบราณบอกไว้”
       “ได้โปรดทรงเชื่อกระหม่อมสักครั้งเถิด” หมอว่า
       ท่านหญิงมอง ขมวดคิ้ว “ฉันสงสารลูกชาย ดูสิ..เป็นไข้ต้องนอนแก้ผ้า”
       “เดี๋ยวทอดเนตรแล้วกันกระหม่อม”
       “แล้วไงปล่อยให้หนาวอย่างนี้หรือ” ท่านหญิงฉงน
      
       ครู่ต่อมาผ่องเช็ดตัวคุณชาย หมอไม่อยู่แล้ว
       “เช็ดเร็วๆ เถิดผ่อง ฉันเชื่อหมอ แต่ก็ไม่อยากเห็นชายเดียวนอนไม่ใส่อะไรเลยทั้งๆ ที่เป็นไข้”
       ผ่องเช็ดเสร็จ หยิบเสื้อผ้ามา ท่านหญิงหันหลังให้ ยืนที่หน้าต่าง มองออกไปไกลๆ เห็นเพียงด้านหลัง
       “เสร็จแล้วมังคะ ละมัย เอาเสื้อกับผ้านี่” ผ่องหมายถึงผ้าห่ม “ไปซักนะ ท่านหญิงมังคะ”
       จังหวะนี้ลมกรรโชกเข้ามาวูบหนึ่ง
       “ละมัย เดี๋ยว หยิบผ้าผวยมาเพิ่มอีกผืน ลมแรง” ท่านหญิงถามหา ผ้าผวย หรือผ้าห่มนั่นเอง
       “ค่ะ น้าผ่อง” ละมัยออกไป
       ผ่องเดินไปใกล้ “ท่านหญิงมังคะ”
       ท่านหญิงหันกลับมาช้าๆ หน้าตาแปลกไป
       ผ่องไม่ได้ดูหน้า “คุณชายตัวเย็นแล้วมังคะ”
       “ฉันจะพาไปเฝ้าเด็ดพ่อเธอ”
      
       ห้องบรรทมท่านชายในวันรุ่งขึ้น สนช่วยถอดฉลองพระองค์ท่านชาย กลับจากงานพระราชพิธี
       “ข้าต้องไปคนเดียว งานพระราชพิธีอย่างนี้ท่านหญิงไม่ยอมไปกับข้า ไอ้สน เอ็งรู้มั้ยว่าผู้คนเขามองข้ากันทั้งงาน”
       “หม่อมได้ยินท่านหญิงทูลว่าจะไม่เสด็จด้วยตั้งแต่เมื่อวาน”
       “เออ...เออ ก็ใช่น่ะสิ แล้วมันเป็นอะไร ฮึ...ไอ้สน ข้าว่าวังนี้อะไรๆ มันก็วิปริตไปหมด ตั้งแต่อีเฟืองมันตายโหงไปเนี่ย”
       สนทำท่าเหมือนจะเล่าบางอย่าง “เมื่อคืน...”
       ท่านชายฉงน “ทำไม”
       “เมื่อคืนพี่เฟืองเขามากระหม่อม”
       ท่านชายหยุดกึก สายตาเข้มขึ้น “มาที่ไหน”
       “มา...มาที่ห้องบรรทมท่านหญิง”
       “ตอนไหน ตอนพายุมาใช่มั้ยวะ”
       “หม่อม...”
       “เอ็งอย่าพูดอะไรเหลวไหลไอ้สน...เอ็งรู้ได้ไง”
       “หม่อมเห็น”
       มีสายลมพัดวูบมา...แรง ๆ สนผวาสะดุ้งสุดตัว “โอ๊ย...”
       “นังเฟือง...มึงเรอะ เออมึงมาเลย กูไม่กลัวมึงหรอก เก่งจริงออกมาให้กูเห็นตัวมึงสิอีนังไพร่ ตายแล้วไม่อยู่ส่วนตายเรอะมึง”
       เงียบ...แต่เหมือนมีเสียงถอนหายใจยาว แผ่วๆ ฟังแล้วเสียวสันหลัง
       “ท่านชายหม่อม...ท่านชาย เสียงอะไรหม่อม”
       “เสียงมันน่ะสินังปีศาจ มึงเก่งจริงอย่าแค่ส่งเสียงสิวะ ออกมาเลย ออกมาให้กูเห็นว่ามึงน่ะเฮี้ยนจริง”
       “ท่านชายหม่อม อย่าทรงท้าทายผีนะหม่อม”
       “เฮ้ย กูไม่กลัวเว้ย กูอยากให้มันมา ดูซิมันจะทำอะไรกูได้ มันมีชีวิตอยู่มันก็เป็นบ่าวกู ตายไปแล้วมันจะมีปัญญาทำอะไรกู ฮะ...” ท่านชายตรัสดังขึ้น “อีนังเฟือง ถ้ามึงขืนมารบกวนคนของกูอีก กูจะให้คนมาจับมึงถ่วงน้ำไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดเลยเว้ย”
       มีเสียงแสดงความโกรธของนางเฟืองดังแผ่วๆ สนเงยหน้า แล้วแทบจะช็อคตาย
       ผีนางเฟือง ยืนท่วมห้องถึงเพดาน อยู่ด้านหลังท่านชาย จนหลังชนเพดาน แล้วโน้มตัวแนบกับเพดานห้องก้มลงมาเกือบถึงท่านชายอยู่แล้ว สีหน้าโกรธเกรี้ยว
       สน ชาไปทั้งตัว ก้าวขาไม่ออก
       “ไอ้สน”
       สนค่อย ๆ ขาอ่อนพับลงไปนอนกับพื้น
       ท่านชายเหลียวไปมองด้านหลัง ทุกอย่างว่างเปล่า ไม่เห็นอะไร
       “ไอ้สน...ขวัญอ่อนจริงนะเอ็ง”
       แล้วท่านชายก็ก้าวข้ามขาของสนไป
      
       บริเวณบันไดทางลงชั้นสอง ท่านหญิงอุ้มคุณชายศักดินาเดินมาถึงบริเวณนั้น เดินมาช้าๆ ตัวแข็งๆ นิดๆ
       สีหน้าท่านหญิง นิ่ง....เย็น ยิ้มเหมือนหุ่น ก้มลงมองชายเดียว ท่านชายกำลังลงบันไดมา
       ท่านหญิงพูดกับศักดินา “คุณชายขา ท่านพ่ออยู่นั่น” สุ้มเสียงเหมือนนางเฟืองพูดไม่มีผิด
       ท่านชายก้าวลงมา
       “เจ้าพี่คะ”
       ท่านชายเหลียวมา มองเห็นท่านหญิงอุ้มคุณชายศักดินาจ้องตาเป๋งลงมา แววตาประหลาด แล้วเริ่มยิ้ม แต่เป็นยิ้มเยาะหยัน ท่านชายช็อก มองไป เห็นนางเฟืองซ้อนอยู่กับตัวท่านหญิง
       “นังเฟือง” ท่านชายกระพริบตาถี่ๆ
       นางเฟืองยังอยู่กับท่านหญิง ยิ้มหยามหยันไม่กลัวแม้ความตาย ท่านชายโบกมือไล่
       ท่านหญิงเดินเข้าหา แต่ท่านชายหนี ท่านหญิงเดินเข้า
       จนในที่สุด ท่านชายเสียหลัก กลิ้งหลุนๆ ลงบันได ร้องเสียงโหยหวน
       ท่านหญิงยืนจ้อง ร่างนังเฟืองค่อยๆ เลือนรางออกไป ท่านหญิงคืนสติร้องกรี๊ดสุดเสียง
       ผ่องวิ่งถลาออกมาจากห้องคุณชายศักดินา
       “ท่านหญิงมังคะ” แล้วไปรับคุณชายจากท่านหญิง
      
       ผ่องมองลงไป เห็นท่านชายนอนคว่ำหน้า แน่นิ่งอยู่เชิงบันได ไม่รู้เป็นหรือตาย ขณะที่ท่านหญิงช็อกสุดขีด
      
       จบตอนที่  2
ตอนที่ 3
      
       6 ปี ผ่านไป...
        
       ตอนบ่ายวันศุกร์ ที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ แลเด็กชาย 2 คน เดินออกมาจากตึกไล่ๆ กัน พูดคุยกันเบาๆ ท่าทีสุภาพเรียบร้อย มาหยุดยืนที่มุมหนึ่งของ ที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง
       ที่แท้เป็นคุณชายศักดินา ซึ่งเติบโตขึ้น อายุ 6 ขวบ ขณะที่ ฉัตต์ อายุ 10 ขวบแล้ว
       มีเด็กคนอื่นๆ เดินถือกระเป๋ากำลังจะกลับบ้าน เด็กเล็กบางคนมีผู้ปกครองคอยรับ หรือบางคนมีพี่เลี้ยงรอรับ ท่าทางพี่เลี้ยงนอบน้อมขณะรับกระเป๋า
       “รถคุณยังไม่มา” ฉัตต์มองไป
       “โน่น รถพี่ฉัตต์มาจอดรออยู่โน่น น้องหน้างอแล้ว” ศักดินาชี้ไป
       เห็นจริมาวัย 6 ขวบ เท่ากับศักดินาหน้ามุ่ยโผล่มามอง
       “วันไหนไม่หน้างอ ไมใช่เขา คอยอะไรไม่ได้เลยใจร้อน” ฉัตต์ว่า
       “พี่ฉัตต์ไปก่อนเถอะครับ เดี๋ยวนายสนก็มา” คุณชายเดียวบอกเสียงเบาๆ สุภาพมาก
       “มาโน่นแล้ว เสาร์อาทิตย์นี้ ทำอะไรบ้างชายเดียว”
       “อ่านหนังสือให้ท่านพ่อฟัง กับไปวัดกับท่านแม่ครับพี่ฉัตต์”
       ฉัตต์ตบไหล่เบาๆ อย่างสุภาพ “เด็กดี ไป เดินไปด้วยกัน”
       สองเด็กชายเดินไปด้วยกัน ผ่านรถฉัตต์ ศักดินาสบตากับจริมาจังๆ จริมาหน้ามุ่ย มองตาคว่ำ ศักดินาหน้าเฉยนิ่ง แท้จริงขี้อาย กลัวท่าทางเอาเรื่องของจริมาด้วย จึงทำหน้านิ่งไว้ก่อน และนี่คือสาเหตุที่จริมาไม่ถูกชะตากับศักดินาตั้งแต่เล็ก
       จริมาเมินหน้าไปทางอื่นอย่างน่าขำ ฉัตต์ขึ้นรถ ชายเดียวเดินผ่านไปขึ้นรถที่สนยืน-คอยอยู่
       “พี่ฉัตต์ ทุกทีเลยต้องให้น้องนั่งรอ”
       “ไม่นานนี่”
       “พี่ฉัตต์น่ะ คุยกับเค้าทุกทีเลย ริมาไม่ชอบขี้หน้าเล๊ย ทำเก๊กมองริมา อย่างเงี้ยะ...เงี้ยะ” พลางจริมาทำท่ามองด้วยหางตาของศักดินา
       รถแล่นออกไป
       เด็กๆ ทุกคนมีกระเป๋าใบเล็กๆ ใส่ของ เป็นกระเป๋าผ้าสีดำบ้าง สีน้ำเงินก็มี เพราะเป็นนักเรียนประจำกลับบ้านเสาร์-อาทิตย์
      
       รถแล่นตรงมาจะเข้าบ้านปัณณธร ในเวลาเดียวกับที่รถแล่นเข้ามาจอดหน้าตึกวังรังสิยา
       กระจกประตูเปิด ขณะรถแล่นเข้า จริมาแลเห็นรุ้งพอดี
       “รุ้ง...ตาแนบ จอด...จอดก่อน”
       จันทร์จูงรุ้งวัย 6 ขวบ ที่เรียนอยู่โรงเรียนอนุบาลแถวบ้านปัณณธร เดินมาตามถนน
       “ตัวเล็ก ...เร็ว มานี่”
      
       ส่วนที่วังรังสิยา รถแล่นเข้ามาจอดหน้าตำหนักวังรังสิยา สนลงมาเปิด คุณชายศักดินาก้าวลงมาเดินขึ้นบันไดวัง สนร้องเรียก
       “คุณชายเดียวครับ”
       ศักดินาเหลียวมายิ้มบางๆ ใบหน้านั้น สะสวย คมสัน แต่ดูนิ่ง และแห้งแล้งไม่สดชื่นเอาเลย
      
       เวลาเดียวกัน เด็กหญิงรุ้ง ซึ่งมีเค้าหน้าคล้ายกับคุณชายเดียวมาก แต่ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะ เพราะเป็นฝาแฝดไข่คนละใบ ยิ้มน้อยๆ เหมือนกัน ให้จริมา “ขึ้นรถ ตัวเล็ก” จริมาสั่ง
       ฉัตต์นั่งคอแข็ง
       “ไม่เป็นไรค่ะ คุณริมา ดิฉันกับรุ้งเดินไปเองดีกว่าค่ะ แค่นี้เอง” จันทร์บอก
       “ไม่ได้ ต้องขึ้นรถ ตัวเล็กฟังไม่รู้เรื่องเหรอ”
       รุ้งขยับจะขึ้น
       ฉัตต์สั่งเสียงขุ่น “ตาแนบ...ไปได้แล้ว ฉันจะรีบไปทำการบ้าน โอ้เอ้จริง”
       รุ้งชะงักถอยไปชนจันทร์
       “พี่ฉัตต์ อย่าใจร้ายนะ หนูจะฟ้องคุณย่า” จริยาโมโห
       “ริมา อย่ายุ่ง เดินไป 5 ก้าวก็ถึงแล้ว ตาแนบ ฉันสั่งให้ออกรถ”
       รถเคลื่อนออกไป จริมายังชูมือไหวๆ จันทร์สีหน้าสงสารลูก รุ้งยืนหน้าเสีย
       “รุ้ง...”
       รุ้งเงยหน้าเหยเกมองแม่
       “รุ้ง...” จันทร์เข้ากอดตามหลังปลอบโยนเบาๆ ด้วยกิริยานุ่มนวล รุ้งนิ่งกับอกแม่ สักครู่จันทร์เปลี่ยนเสียงเป็นปกติ “เดินไหวมั้ยลูก”
       “ไหวค่ะแม่ แต่มันไม่ใช่ห้าก้าวนี่จ๊ะ”
       “อ๋อ” จันทร์ยิ้มนิดๆ จูงรุ้งเดินไป “เป็นคำเปรียบเทียบ เดินจากนี่ไปโน่นน่ะไม่ไกล”
       “ไม่ไกลก็ต้องพูดว่าไม่ไกลสิ คุณฉัตต์บอกว่าห้าก้าว ลูกว่า..” รุ้งทำหรี่ตามอง “ตั้ง 20กว่าก้าวแน่ะ” จันทร์หัวเราะชอบใจ เพราะคิดว่ารุ้งเสียใจที่โดนฉัตต์รังแก พอรู้ว่าไม่ใช่ก็โล่งใจ
       “จริงจ้ะ ตั้งยี่สิบกว่าก้าว แค่นี้เอง แข่งกันมั้ยลูก”
       รุ้งพยักหน้า จันทร์ออกเดิน รุ้งหน้าขรึมลง เหลือบมองไปที่หน้าบ้าน
       นี่คือนิสัยของรุ้ง ทำไมจะไม่รู้ว่าฉัตต์ไม่ชอบตัวเอง แต่ไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจจึงหาทางกลบเกลื่อนเสมอ
       รุ้งเห็นคุณหญิงย่ายืนทักทายหลานสาวอยู่หน้าตึกใหญ่ ฉัตต์ยืนอยู่ด้วยมองมาที่รุ้งตาแข็ง รุ้งหน้าไม่สู้ดี ออกเดินตามแม่ไปถึงหน้าตึก คุณหญิงเพ็งยิ้มทักทายรุ้งและจันทร์ แต่ฉัตต์ยืนหน้าบึ้งมองมา
       “ตัวเล็กมานี่” จริมาเรียกไว้
       รุ้งเหลือบมองฉัตต์ สบตากัน สั่นหน้ากับจริมา
       จริมาวิ่งมาดึงข้อมือรุ้ง “มาน่ากลัวอะไร มาทานขนม พี่ฉัตต์...ไหน...ขนม”
       “อยู่นี่..ไปทานบนตึก” ฉัตต์บอก
       “น้องจะเอาไปทานที่เรือนจันทร์ จันทร์เค้าจะทำตุ๊กตาเปลือกส้มโอ จะแบ่งให้ตัวเล็กทานด้วย” จริมาว่า
       “ถ้าอย่างนั้นก็อย่ากงอย่ากินเลย” ฉัตต์หันหลังเดินไปทันทีถือถุงขนมไป
       จันทร์หน้านิ่งสงบ ซ่อนความไม่สบายใจไว้ลึกที่สุด รุ้งหน้าเสีย แต่นิ่ง เก็บอารมณ์เหมือนกัน
       จริมาหน้าคว่ำมองตามฉัตต์ คุณหญิงถอนใจเดินตามหลานชายเข้าตึกไป
       “ไปตัวเล็ก เขาไม่ให้ก็ไม่เอา” จริมาว่า
       “คุณริมา ขึ้นตึกเถอะค่ะ ทำตุ๊กตาเสร็จจะฝากสารภีไปให้ค่ะ” จันทร์ว่า
       “ไม่เอา จะไปดูจันทร์ทำ” จริมาเรียกจันทร์เฉยๆ ด้วยยุคสมัยนี้ไม่มีการนับญาติกับพวกบ่าว แม้เด็กๆก็ให้เรียกชื่อเฉยๆ
       “ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสมค่ะ เพิ่งกลับจากโรงเรียนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ” จันทร์ปัด
       “โธ่ จันทร์ให้ริมาไปดูเถอะ”
       สีหน้าจันทร์อ่อนโยน แต่สายตามั่นคงขณะบอก รุ้งก็เหมือนกัน จันทร์เดินไปทันที รุ้งเดินตาม
       จริมามีสีหน้าขัดเคือง หันกลับไปหน้าคว่ำ มองเข้าไปในตึก
      
       ฝ่ายคุณหญิงเพ็ง ต่อว่าฉัตต์อยู่ในห้องโถง
       “ฉัตต์...กิริยาไม่ดีเลยลูก”
       “ถ้าพวกเขาไม่มาวันนั้น แม่ราตรีก็ไม่ตาย พวกเขาสิต้องตายไม่ใช่แม่ราตรีของผม” ฉัตต์เสียงสั่น “ผมไม่มีวันดีด้วย” เด็กชายยืนประกาศอย่างมั่นคง
       คุณหญิงเพ็งนิ่งเงียบไป ยืนอึ้งพูดไม่ออก
       จริมาแอบฟังอยู่ อึ้งไปเหมือนกัน
      
       ทางด้านท่านหญิงแขไขเจิดจรัสเดินเร็วๆ ออกมาหน้าห้อง เรียกหาผ่อง
       “ผ่อง ทำไมคุณชายยังไม่กลับ สนยังไม่ไปรับรึ” ท่านหญิงเห็นคุณชายศักดินาเดินเข้ามา “มาแล้วหรือลูกทำไมกลับช้าจริงชาย” พลางอ้าแขนรับ
       ศักดินาเข้าหาท่านหญิง ให้จูบที่แก้ม ยิ้มหวานกับแม่ “ชายออกมาที่รถช้าไปหน่อยค่ะท่านแม่ มัวแต่คุยกับพี่คนหนึ่ง เค้าชื่อพี่ฉัตต์ค่ะ”
       “ทานขนมก่อนไปอ่านหนังสือถวายท่านพ่อนะลูก”
       “ค่ะ ท่านแม่ วันนี้ชายจะอ่านขุนช้างขุนแผนถวายค่ะ ท่านแม่”
       “ไหนลูกบอกแม่ว่าท่านพ่ออยากฟังนิราศลอนดอน” ท่านหญิงท้วง
      
       ภายในห้องบรรทม ท่านชายรังสิโยภาสนอนนิ่งอยู่ ลืมตามองเพดาน ท่านชายป่วยเป็นอัมพาตครึ่งตัว ตั้งแต่เอวลงไปขยับไม่ได้ แต่เหนือเอวขึ้นมายังปกติ และยังพูดได้ปกติ
       “นิราศลอนดอนกระหม่อม” ศักดินายกนิราศลอนดอนให้ดู “ชายยังอ่านไม่ค่อยออก...มันยาก ท่านพ่อทรงฟังขุนช้างขุนแผนได้มั้ยกระหม่อม ชายจะอ่านต่อจากวันก่อน”
       ท่านชายจ้องมองคุณชายเดียว สายตานิ่งๆ ไร้อารมณ์
       “ท่าน...พ่อกระหม่อม” ศักดินาเริ่มอึกอัก สีหน้าดูกลัวๆ
       ท่านชายพยักหน้า ศักดินาเปิดหนังสืออ่าน
      
       “ลำดวนเอ๋ยจะด่วนไปก่อนแล้ว
       เกดแก้วพิกุลยี่สุ่นสี
       จะโรยร้างห่างสิ้นกลิ่นมาลี
       จำปีเอ๋ยกี่ปีจะมาพบ
       ที่มีกลิ่นก็จะคลายหายหอม...”
       ขณะที่คุณชายเดียวอ่าน ท่านชายกลับคิดถึงบุหลัน
      
       ภาพเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในห้องนอนบนเรือนบุหลัน เวลานั้นบุหลันยังไม่ตั้งท้อง และยังเป็นสาวรุ่นมากๆ
       มือของบุหลันหยิบดอกจำปีร้อยเป็นดอกสุดท้าย เพื่อทำเป็นอุบะ แล้วผูกอุบะเป็นพวงมาลัยดอกพุด ทูลถวายท่านชายรับมา พลางดึงมือบุหลันเข้ามาอ้อมกอด
       “มาลัยดอกพุด มังคะ”
       ทว่า...ภาพเหล่านั้นดูเลือนๆ เหมือนกับว่าท่านชายนึกภาพบุหลันได้อย่างเลือนลางเต็มที
       ปลายตาท่านชาย น้ำตาหยดริน
       ศักดินายังอ่านอยู่
       “...ที่มีดอกก็จะวายระคายครบ
       จะเหี่ยวแห้งเซาซบสลบไป…”
       ภาพบุหลันในวันที่ท่านชายจะไปเยี่ยมแม่ ใบหน้าละห้อยหา น้ำตาเต็มตา ผุดขึ้นมาแว่บหนึ่ง
       ขณะที่ศักดินาพลิกหน้ากระดาษจะอ่านต่อ
       “พอ” ท่านชายบอกเสียงเบาหวิว
       ศักดินาเงยหน้ามองอย่างพิศวง ก้มลงจะอ่านต่อ
       “บอกให้พอ”
       ศักดินายังงงอยู่ “แต่...”
       ท่านชายตะเบ็งสุดเสียง “พอแล้ว...ออกไป”
      
       ศักดินาเปิดประตูพรวดออกมาหน้าห้อง ยินเสียงไล่ตะเพิดดังออกมา
       “ไป...ไปให้พ้น”
       คุณชายเดียวพุ่งตัวเข้าหาผ่องที่อ้าแขนวิ่งมา สะอื้นฮักๆ
       ท่านหญิงยืนมองอยู่ในมุมมืด จ้องนิ่ง นัยน์ตาอ่านไม่ออก ว่ารู้สึกอย่างไรแน่ สงสารหรือสะใจ สักครู่ท่านหญิงก็หันหลังกลับ แล้วชะงักเหมือนเผชิญหน้ากับใครคนหนึ่ง จ้องหน้าคนๆ นั้นนิ่ง
       ผ่องพาคุณชายศักดินาเดินไป ปลอบโยนไปพลาง
       ส่วนด้านหลัง ไม่มีใครเห็นว่านางเฟืองโอบท่านหญิงเดินไปอีกทาง
      
       บริเวณท่าน้ำวังรังสิยา ศักดินาเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าอยู่บ้าน ดูดีมาก กำลังยืนมองสายน้ำ สายตาครุ่นคิดกังวลว่าท่านพ่อไม่ชอบตัวเอง น้อยใจจนน้ำตาคลอๆ
       คุณชายศักดินา สะบัดหน้า ด้วยคิดว่าเป็นผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ จากนั้นจึงวิ่งลงจากท่าน้ำ โดยไม่รู้ว่าในคลอง มีเรือลำหนึ่งลอยอยู่ และมียอดถือเบ็ดเหมือนตกปลา แต่นัยน์ตาลอบมองดูคุณชายขึ้นมา
       ศักดินารีบร้อนจนสะดุด หน้าคะมำคว่ำลง แล้วลุกขึ้นเองอย่างรวดเร็ว เดินไปบนทางเดินที่ทอดยาว
      
       ส่วนที่บริเวณท่าน้ำ บ้านปัณณธร เวลาเดียวกัน รุ้งมองสายน้ำ ด้วยความรู้สึกเดียวกันกับศักดินาว่าฉัตต์ไม่ชอบตัว รุ้งน้ำตาคลอๆ
       สักครู่หนึ่งรุ้งวิ่งลงจากท่าน้ำ รีบร้อนจนสะดุด แล้วล้มคว่ำคะมำลงเหมือนกัน และรุ้งก็รีบลุกอย่างเร็วเหมือนกัน
       สองพี่น้องฝาแฝดต่างคนต่างเดินไปบนทางเดินที่ทอดยาว
      
       รุ้งเดินเร็วๆ มาตามทางเดิน จะไปเรือนเล็กของจันทร์ จริมาเห็นเรียกไว้
       “ตัวเล็ก...มานี่..เร็ว”
       “ทำไมหรือคะ”
       “ไปเล่นกัน” จริมาบอก
       นัยน์ตารุ้งวาววามขึ้น “เล่นอะไรคะคุณริมา”
       “เอ๊ะ ตัวเล็ก บอกให้เรียกพี่ริมา”
       “ไม่ได้ค่ะ แม่สั่งไว้ ไม่ให้เรียกอย่างนั้น”
       “แต่ฉันสั่งให้เรียก” จริมาบอก
       “เราอายุเท่ากันนะคะ”
       “ไม่เป็นไร ริมาอยากเป็นพี่ ตัวเล็กน่ะตัวกะจิ๊ดเดียว เป็นน้องน่ะดีแล้ว เรียกซิ..พี่ริมา”
       “แม่ไม่ให้เรียกค่ะ”
       “ต้องเรียก อย่าดื้อนะตัวเล็ก”
       “ไม่ได้ดื้อค่ะ”
       “ดื้อ”
       “ไม่ดื้อ แต่รุ้งเชื่อแม่ค่ะ”
       สองคนวิ่งมาแล้วชะงัก เมื่อเห็นฉัตต์ยืนขวาง วางหน้าเข้ม จริมาชวนรุ้งวิ่งหลีกไปทางหนึ่ง ฉัตต์คว้าหางเปีย จนรุ้งหน้าหงาย
       “พี่ฉัตต์รังแกตัวเล็กอีกแล้ว ไม่เป็นสุภาพบุรุษเลย”
       “ไม่เป็น ไม่อยากเป็นกับคนบางคน” ฉัตต์จ้องหน้า รุ้งหน้าม่อย
       “รู้มั้ย”
       “รู้ค่ะ” รุ้งไหว้แล้วเดินไป
       จริมาเดินตาม ฉัตต์หน้าบึ้ง
      
       ด้านจันทร์กับยอดนั่งคุยกันมุมลับตาในบ้าน
       “ไปไหนมาน่ะยอด”
       “ผมพายเรือทวนน้ำขึ้นไปครับ ไม่ไกลเท่าไหร่หรอกครับหม่อม ก็ถึงวัง” ยอดบอก
       จันทร์อดตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ “จริงหรือยอด...ฉันอยู่ใกล้ลูกชายแค่นี้เองหรือ”
       “ครับ” ยอดมองสายตาเหมือนจะรอให้จันทร์ถามถึงลูกชาย
       “ยอด...เห็น..ลูกชายบ้างไหม”
       “ผมเคยไปหลายครั้งแล้วครับหม่อม แต่ไม่เคยเห็นคุณชายเลยครับ” ยอดว่า
       จันทร์หน้าสลดลง “ฉันอยากรู้หรือเกินว่าลูกชายอยู่ยังไง ท่านพ่อ...” จันทร์เหมือนจะสะอึก ก้มหน้าข่มอารมณ์สักครู่ “ของคุณชายรักเธอหรือไม่ ท่านหญิงทรงเลี้ยงลูกชายฉันยังไง รัก…คงไม่รัก แต่เกลียดหรือเปล่า ท่านทรงเกลียดฉันมาก ท่านอาจจะไม่รักลูกชาย”
       “เพิ่งวันนี้ที่ผมเห็นคุณชาย”
       “จริงหรือยอด ยอดเห็นจริงหรือ เป็นยังไง ตัวแค่ไหน เหมือนรุ้งรึเปล่า” จันทร์ซักใหญ่
       “ผมไม่เห็นว่าเหมือนคุณหญิงรึเปล่า ผมอยู่ไกลครับ แต่พอเห็นว่าคุณชายดูน่าจะสบายครับ”
       “แต่งตัวยังไง”
       “แต่งตัวดีครับหม่อม เสื้อผ้าแพงเหมือนที่คุณฉัตต์ใส่”
       “ไกลแค่ไหนจากนี่ไปวัง”
       “พายเรือประมาณครึ่งชั่วโมงครับหม่อม”
       “วันหนึ่งฉันจะไปดูลูกชาย พาฉันไปนะยอด”
       จันทร์กับยอดแม้จะระวังแล้ว แต่ไม่รู้ว่าฉัตต์เดินมาเห็นและแอบดูสองคนคุยกัน
      
       ขณะเดียวกัน พจน์ คุยอยู่กับคุณหญิงเพ็งในโถงตึกใหญ่
       “พ่อพจน์ ต่อไปนี้พ่อพจน์ซื้อหนังสือพิมพ์สยามรัฐมาด้วยได้มั้ยลูก”
       “คุณแม่ จะอ่านเรื่องอะไรหรือครับ”
       “แม่จะอ่านเรื่องสี่แผ่นดิน คุณหญิงจรวยบอกแม่ว่าสนุกเหลือเกิน คุณชายคึกฤทธิ์เขียนลงสยามรัฐรายวันน่ะลูก”
       “เป็นเรื่องอะไรหรือครับ...”
       “นางเอกชื่อแม่พลอย เกิดสมัยรัชกาลที่ 5 ชื่อ สี่แผ่นดิน เธอก็คงเขียนถึงรัชกาล...” คุณหญิงนับนิ้ว “ถึงรัชกาลที่ 8 สิ้น ร.8 กระมัง”
       “คุณแม่ไม่ได้อ่านตั้งแต่ต้นจะอ่านรู้เรื่องหรือครับ”
       “รู้ คุณหญิงจรวยเขาเล่าไว้ ละเอียดละออ ว่าตอนนี้แม่พลอยออกจากบ้านเจ้าคุณพ่อมาอยู่วังหลวงแล้ว”
       “ผมจะพยายามหาฉบับย้อนหลังมาให้นะครับ เขาลงตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”
       “ลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปีนี้แหละ เห็นเขาว่าตั้งนานแล้วยังไม่พ้นแผ่นดินที่หนึ่ง ปีนี้ปีเก้าสี่ อาจจะไปถึงปีสองพันห้าร้อยกระมัง” คุณหญิงเพ็งหัวเราะมองไป “เอ๊ะ นั่นพ่อฉัตต์”
       ฉัตต์เดินผ่านห้องไปอย่างรวดเร็ว
       “พ่อฉัตต์...หยุดก่อน”
       ฉัตต์เดินย้อนกลับมา “ครับ คุณย่า”
       “รีบร้อนไปไหนลูก” คุณหญิงถาม
       ฉัตต์นิ่งยืนเม้มปากแน่น
       “ฉัตต์ เป็นอะไรหรือลูก” พจน์ถาม
       “กิริยาไม่ดีเลยฉัตต์” คุณหญิงตำหนิ
       ฉัตต์ยืนหน้าคว่ำ
       “ฉัตต์” พจน์ถาม น้ำเสียงปลอบประโลม “เป็นอะไรลูก”
       “ผมเห็นเค้าคุยกะไอ้ใบ้อีกแล้ว” ฉัตต์มองหน้าพ่อกับย่า “แต่..ช่างเถอะครับ ผมบอกกี่ครั้งก็ไม่มีใครเชื่อ ลืมไปก็ได้” ทำท่าจะเดินไป
       “เดี๋ยว กลับมานี่ ฉัตต์..ย่าบอกให้กลับมา..อย่าให้ย่าเห็นกิริยาที่ทำกับผู้ใหญ่อย่างนี้อีกเป็นอันขาด นี่พ่อ...นี่ย่า ถ้ากับพ่อกับย่ายังทำได้ คงจะทำกับคนทั้งโลกได้ แล้วจะมีใครคบหาสมาคมด้วย
       ฉัตต์นิ่ง
       “ฉัตต์”
       “ครับผม...จะไม่ทำอีก” ฉัตต์นิ่งไปอึดใจ “ถ้าพบมันคุยกันก็จะไม่พูดอะไรเลย” แล้วเดินไปทันที
      
       สองคนนั่งเล่นตุ๊กตาอยู่กลางห้องของจริมาบนตึก จริมาหัวเราะเสียงดัง โดยสมมุติตัวเองเป็นแม่ดุลูก ตุ๊กตาที่รุ้งถืออยู่
       ฉัตต์เดินผ่านหน้าห้อง ได้ยินเสียงหัวเราะ เหลียวเห็นประตูแง้มอยู่ เปิดประตูผางเข้าไป สองคนตกใจหันมา โดยเฉพาะรุ้ง
       รุ้งกำลังพูดเสียงแจ๋วว่า “หนูกลัวแล้วค่ะ คุณแม่ กลัวแล้ว”
       ฉัตต์ตวาด “เล่นอะไรกันหนวกหู” ตามองจ้องรุ้งเขม็ง
       รุ้งก้มหน้างุด
       “หนวกหูเหรอคะ งั้นปิดประตู” จริมาว่า
       “ยังกะเสียงค่อยนักนี่ มาเล่นบนตึกทำไม ข้างบนนี้มีแต่คุณย่า คุณพ่อ พี่และก็ริมาเท่านั้นที่จะอยู่ได้” ฉัตต์วางอำนาจ
       “ตัวเล็กก็อยู่ได้ คุณพ่อคุณย่าอนุญาตแล้ว”
       ฉัตต์สวนคำ “แต่พี่ไม่อนุญาต”
       “พี่ฉัตต์ใหญ่กว่าคุณย่ากับคุณพ่อเหรอ” จริมาย้อน
       “ใช่ ใหญ่กว่า พี่เป็นเจ้าของบ้าน พี่ออกคำสั่ง ต้องเชื่อ...” ฉัตรเสียงดังขึ้น “โยนยายโสโครกคนนี้ทิ้งไป”
       รุ้งน้ำตาหยดเผาะ ก้มหน้าดูพื้น
       “เฮ้อ...ตัวเล็กไม่ได้ชื่อโสโครกซักหน่อย” จริมาเสียงปลงๆ เหมือนผู้ใหญ่ ลุกขึ้นช้าๆ ดึงแขนรุ้ง “ไปเล่นข้างล่างดีกว่า”
       “ไม่ได้ เธออยู่นี่ ให้มันไปคนเดียว”
       จริมาเหล่ๆ พี่ชาย แล้วยืนจูงรุ้งเดินผ่านไป ฉัตต์ผลักรุ้ง จนกระเด็นไปกระแทกตู้ จริมาร้องหวีด สีหน้ารุ้งตื่นตกใจ แต่ไม่ร้อง ฉัตต์เองก็ตกใจ
       “เลือดออก...ตัวเล็กเลือดออก พี่ฉัตต์รังแกอีกแล้ว...ใจร้าย...แย่มาก”
       คุณหญิงเพ็ง สารภี ได้ยินเสียง วิ่งพรวดเข้ามา
       “คุณริมา..เป็นอะไร...ร้องทำไมคะ” สารภีถาม
       จริมาโผเข้าไปกอดคุณย่า “คุณย่าขา”
       “ริมาร้องทำไม ย่าตกใจหมด”
       “พี่ฉัตต์ผลักตัวเล็ก หัวแตกเลือดไหลด้วยค่ะ เมื่อกี้ก็ดึงผม ตอนนี้ผลัก...”
       คุณหญิงตกใจ “โอ๊ย ย่าวิ่งมาจะเป็นลมตาย...รุ้งไหนมาดูซิ เจ็บมั้ย”
       “ไม่เจ็บค่ะ” รุ้งบอก
       “ไม่เจ็บได้ไง ต้องเจ็บ ตัวเล็กรู้มั้ยเลือดออก” จริมาว่า
       “ใครทำ” คุณหญิงถาม
       “รุ้งหกล้มค่ะ” รุ้งบอก
       คุณหญิงผู้เป็นย่าอ่อนใจ รู้นิสัยรุ้ง “ทำไมถึงหกล้ม”
       รุ้งเงียบ
       “นี่ตัวเล็ก บอกไปเลยว่าพี่ฉัตต์ผลัก” จริมาว่า
       “ฉัตต์อยู่ไหน” คุณหญิงถาม
       ฉัตต์คอยแอบฟังอยู่หน้าห้อง
       “หนีไปแล้วค่ะ” จริมาตอบ
       “งั้น...ให้พ่อเขาตัดสินแล้วกัน เดี๋ยว สารภีเชิญคุณพจน์มาหรือจะลงไปเล่าให้เขาฟังก็ได้ อยู่ข้างล่างในห้องหนังสือ”
      
       ฉัตต์กลับเข้าห้องตัวเอง พูดระบายอยู่กับรูปราตรีผู้เป็นแม่
       “คุณแม่ครับ คุณแม่อยู่ไหน สบายดีมั้ย คุณแม่หิวไหม ฉัตต์คิดถึงคุณแม่ สงสารคุณแม่ บ้านนี้ไม่มีที่ให้คุณแม่อยู่ แต่พวกมันอยู่สบายใจ ใครๆ ก็ชอบมัน มันน่ะไว้ใจไม่ได้ มีเล่ห์เหลี่ยมเยอะ ไอ้คนหูหนวกเป็นใบ้ มันพูดได้นะครับคุณแม่ มันพูดอะไรไม่รู้แต่มันไม่ได้เป็นใบ้ มันหลอกเรา คุณพ่อก็เชื่อมันด้วย”
       เสียงสารภีเรียกดังเข้ามา “คุณฉัตต์...คุณพ่อให้หาค่ะ”
      
       ฉัตต์เดินมาที่ห้องหนังสือ
       “ฉัตต์ เข้ามาสิลูก”
       “ครับ”
       พจน์หยิบพจนานุกรมลงมาจากหิ้งอ่านชื่อตามปก “พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน”
       “ครับ”
       “ชื่อของลูกสะกดยังไง”
       “ฉ.ฉิ่ง ไม้หันอากาศ ต.เต่า สองตัว การันต์ครับ”
       “พ่อมาหาคำแปลชื่อฉัตต์...ลืมไปแล้วว่าความหมายอะไร ไหนบอกพ่อซิ”
       ฉัตต์ตอบน้ำเสียงมั่นคง สะกดกลั้นความรู้สึกน้อยใจว่าพ่อลืม “ชื่อฉัตต์ คุณแม่ตั้งให้ คุณแม่จะให้ชื่อฉัตร ที่แปลว่า ของสูง แต่เพราะวันเดือนปีเกิดของผมไม่ถูกกับ “ร” ก็เลยเปลี่ยนอักษรเป็น ต.เต่า แทน”
       “อืมม์ จริงสินะ พ่อแก่แล้ว เริ่มจะหลงลืมไปเหมือนกัน ทีนี้ฉัตต์ รู้ไหมว่าทำไมคุณแม่ถึงตั้งชื่อฉัตต์อย่างนั้น”
       “ทราบครับ เพราะว่า ฉัตร เหมือนร่ม ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เป็นของสูงครับ คุณพ่อจะให้ฉัตต์เหมือนร่มกางให้คนในบ้านร่มเย็นครับ”
       “ใช่แล้ว คุณแม่ตั้งชื่อลูก เพราะมีความหมายที่ดี แต่เวลานี้ลูกได้ทำในสิ่งที่คุณแม่ตั้งใจไว้หรือยัง พ่อหมายถึงให้ความร่มเย็นกับคนในบ้านว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน”
       พจน์พูดเนิบๆ เชื่องช้า แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
       “คุณพ่อ”
       “เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น เราก็ควรเมตตาเขาตามสมควร เขาก็ทำงานตอบแทนให้เรา หรือลูกคิดว่าไม่ใช่”
       “ผมไม่ชอบ” ฉัตต์บอกหน้าบูดบึ้ง
       “ไม่ชอบเพราะเขาบังเอิญมาในวันที่คุณแม่ตาย ลูกอยู่กับคุณย่าวันนั้น เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาเองก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอดอยู่แล้ว ใช่ไหม”
       ฉัตต์เม้มปากแน่น ไม่อยากตอบ
       “ถ้าฉัตต์ไม่พอใจ...พ่อก็คงต้องหาทางแก้ไข”
       “คุณพ่อจะทำอย่างไรครับ”
       “ให้เขาไป ให้เงินเขาสักก้อนหนึ่งไปตั้งตัว ลูกจะได้สบายใจ”
       พจน์กล่าวเรียบๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ ฉัตต์สะดุ้งในใจ ทั้งๆ ที่น่าจะยินดี
       “พวกเขาก็แข็งแรงดีแล้ว ยายรุ้งก็เติบโตรู้ภาษา ช่วยเหลือแม่เขาได้แล้ว”
       “เขาจะไปทำงานอะไร เป็นคนใช้บ้านไหน เผื่อเจ้าของบ้านไม่ดี” ฉัตต์ท้วง
       “ก็ไม่ใช่เรื่องของเรา”
       “แต่คุณพ่อชอบช่วยคน นักโทษคุณพ่อก็ยังช่วยให้เขามาทำงานบ้านเรา”
       “แต่ฉัตต์ไม่ชอบคนพวกนี้ พ่อต้องเลือกลูกของพ่อ”
       ฉัตต์ลุกขึ้นยืนทันที ความละอายใจแผ่ไปทั่วใบหน้า
       “คุณพ่อครับ ผมผิดเอง ผมผลักตัวเล็ก” ฉัตต์สารภาพออกมา
       พจน์มีสีหน้าสมใจ แต่พยายามซ่อนเร้นไม่ใช้ลูกชายเห็น “จะให้พ่อทำยังไง ฉัตต์ทำผิดแต่เป็นลูกพ่อ พ่อตัดสินลูกไม่ได้เพราะพ่อจะมีอคติอย่างแน่นอน”
       “คุณพ่อเป็นผู้พิพากษา คุณพ่อตัดสินเถอะครับ”
       “ผู้พิพากษาตัดสินได้ แต่ลงโทษไม่ได้ แต่ถ้าฉัตต์ยืนยันที่จะรับโทษ พ่อจะหาคนทำหน้าที่นั้นให้เอง”
       “ครับ คุณพ่อ”
       พจน์เดินผ่านลูกชายไปที่ประตูห้อง แล้วเรียกคนรับใช้
       “สารภี มานี่หน่อย”
       สารภีรีบเข้ามา “คะ คุณพจน์”
       “ไปบอกเจ้ายอดตัดไผ่แล้วเหลาให้เป็นไม้เรียว เสร็จแล้วเรียกจันทร์กับรุ้งขึ้นมานี่ ฉันจะให้รุ้งเฆี่ยนตาฉัตต์”
       สารภีสะดุ้งเฮือก หน้าซีดทวนคำว่า “เฆี่ยนคุณฉัตต์หรือคะ”
      
       จันทร์อยู่ในห้อง มีรุ้งและสารภีอยู่ด้วย ตกใจมากพอรู้เรื่อง
       “ให้รุ้งตีคุณฉัตต์ ทำไมเรื่องไปกันใหญ่อย่างนั้น นี่ได้ยินจากคนอื่นฉันไม่เชื่อหรอก”
       “เชื่อเถอะพี่จันทร์ อยู่ที่ห้องหนังสือนะ คุณฉัตต์อยู่ด้วย คุณฉัตต์เธอก็ผิดจริงๆ”
       จันทร์มองรุ้งที่นั่งพับเพียบแต้อยู่ที่นั่น
       “ไม่นอนล่ะลูก หนูยังตัวรุมๆ อยู่เลย”
       รุ้งสั่นศีรษะไอแค็กๆ
       “รุ้งไม่สบายหรือ หน้าซีดเชียว กินยาหรือยัง” ไม่รอคำตอบ สารภีรีบพูดต่อไป “ฉันจะไปล่ะ ต้องเรียนคุณหญิงอีก ไม่รู้ท่านจะว่ายังไงบ้าง พี่ก็รีบๆ เข้าล่ะ อย่าให้ท่านรอนาน”
       จันทร์นั่งลงอย่างอ่อนใจและจนปัญญา รุ้งคลานเข้ามาเกาะเข่ามารดาเอาไว้
       “เราต้องไปบนตึกใช่ไหมจ๊ะ”
       “ไม่รู้ว่าสารภีฟังผิดหรือเปล่า ทำไมถึงจะให้รุ้งตีคุณฉัตต์ ไม่น่าเป็นไปได้เลย”
       “ก็คุณฉัตต์รังแกลูก” รุ้งตอบชัดถ้อยชัดคำ แสงในดวงตาเปล่งประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง
       จันทร์จ้องลูกอย่างไม่เชื่อสายตา น้ำเสียงนั้นหนักแน่นจริงจังผิดไปกว่าทุกครั้ง
       “แล้วรุ้งกล้าตีคุณฉัตต์หรือลูก”
       เด็กหญิงรุ้งพยักหน้ารับทันที “กล้า...รุ้งกล้า”
      
       จันทร์ไม่เห็นด้วยกับลูกสาวตัวน้อย
       “ไม่ได้นะ ทำอย่างนั้นไม่ได้ ลูกไม่รู้หรือว่าท่านบนตึกทุกคนเป็นผู้มีพระคุณกับเรา แม่เคยเล่าให้ลูกฟังหลายครั้งแล้ว”
       “ท่านให้ลูกตี เดี๋ยวท่านจะให้คนอื่นตี เจ็บตายเลยแม่”
       จันทร์หันขวับมามองรุ้ง สายตาแจ่มแจ๋วมองแม่เป็นการย้ำคำพูด จันทร์สายตาอ่อนละมุนลง อ้าแขนโอบร่างของลูกเข้ามา คิดในใจด้วยความตื้นตัน
       “ลูกหญิงของแม่ ลูกช่างคิดเหลือเกิน แต่คุณฉัตต์ล่ะ จะยิ่งเกลียดลูกมากขึ้นอีกรู้มั้ย”
      
       สักครู่ต่อมา พจน์มองไปเห็นรุ้งยืนแอบๆ ประตู จึงเรียก
       “รุ้ง...เข้ามา”
       รุ้งเดินไปคุกเข่าข้างโต๊ะทำงานพจน์
       พจน์ทอดเสียงอย่างปรานี “ฉันจะไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณฉัตต์สารภาพผิดแล้ว ฉันจะให้รุ้งตีคุณฉัตต์ คิดว่าทำได้ไหม”
       “ได้ค่ะ”
       ทุกคนต่างแปลกใจที่ได้ยินเด็กหญิงตอบฉะฉาน
       “ดี ถ้าอย่างนั้นก็ลุกขึ้นยืน ตีให้เต็มที่ ไม่ต้องออมแรง คิดว่ากี่ทีถึงจะพอ”
       “สิบทีค่ะ” เด็กหญิงบอก
       “ว่ายังไงฉัตต์”
       ฉัตต์กอดอกหน้าบูดบึ้ง แต่ตอบอย่างไม่ยี่หระ “ยังไงก็ได้ครับคุณพ่อ”
       “สิบทีอย่างที่รุ้งบอก...จันทร์ยังไม่เอาไม้เรียวขึ้นมาอีกรึนี่”
      
       จันทร์ยังอยู่ที่ห้องในเรือนเล็ก รอยอดที่เหลาไม้เรียวอยู่
       ยอดยื่นไม้ไผ่ เกลาจนเกลี้ยงเรียบให้
       “ผมเหลาจนเล็กที่สุด แล้วครับหม่อม”
       “ยิ่งเล็กยิ่งตีเจ็บน่ะสิ”
       “อ้าว เหรอครับ งั้นผมไปทำใหม่” ยอดหันหลังตั้งท่าวิ่ง
       “ไม่เป็นไรยอด ฉันจัดการเอง”
       “โธ่เอ๊ย ไม่น่าให้คุณหญิงต้องตกที่นั่งลำบากเลย”
       “คุณหญิงตัดสินใจเอง เธอมีเหตุผล” จันทร์บอก
       “คุณฉัตต์ไม่ชอบเราสามคน ผมคิดว่าต่อไปเราอาจจะยุ่งยาก”
       “โดยเฉพาะ...” จันทร์มองหน้ายอด
       “ครับ ผมทราบ” ยอดก้มหน้าพูด “ผมต้องระวังตัวมากขึ้น”
       จันทร์เปิดหีบเครื่องเย็บ
       “หม่อมจะทำยังไงครับ” ยอดแปลกใจ
       เวลาอยู่กันในที่มิดชิด ดูแล้วว่าไม่มีใครเห็นแน่ๆ ยอดพูดกับจันทร์ด้วยท่าทีสบายๆ แบบปกติ แต่หากอยู่ในที่แจ้ง ยอดจะคอยระวังตัวมากเป็นพิเศษ
      
       มีเพียงฉัตต์ที่เห็นหลายครั้ง แต่พูดไปไม่มีใครเชื่อ ทำให้ฉัตต์ยิ่งไม่ชอบขี้หน้ายอด

       ภายในครัวบ้านปัณณธรเวลานั้น กำลังวิพากษ์เรื่องรุ้งเฆี่ยนฉัตรกันขรม สำเนียงนั้นถึงกับตบอก ดังปุ...ปุ
        
       “อุแม่จ้าวเอ๋ย อกอีปุกจะแตก ให้หนูรุ้งเฆี่ยนคุณฉัตต์”
       สำลีท้วง “อกอีเนียงแม่ ไม่ใช่อีปุก”
       “นังสำลี...กำเริบมั้ยล่ะ แม่ไม่สั่งสอน”
       “ถ้าจะจริง” สำลีย้อน
       “ก็จริงสิวะ ลืมสอนเอ็งไป ไม่กี่ปี ปากมันเสียซะ นังอ่อน เอามะนาวมา”
       อ่อนเอามะนาวมาส่งให้ แต่สำลีคว้ามาเสียก่อน อ่อนบ่นพึมพำ
       “หนอยรีบหยิบเชียวนะ”
       ละเมียด เอ่ยขึ้น “ฉันเห็นเจ้ายอดมันเหลาไม้เรียวแล้วจะเป็นลม”
       “เป็นไงคะ คุณเมียด” สำเนียงสนใจ
       “มันเหลาจนบางเฉียบ เฆี่ยนไม่เป็นเนื้อแตกได้นะนั่น”
       “ต๊าย...อกอีปุกแตกอีกหน”
       สำลีท้วงอีก “อีเนียง แม่…บอกว่าอีเนียง”
      
       ไม้เรียวที่จันทร์นำมาให้ถูกวางลงบนโต๊ะในห้องหนังสือ พจน์จ้องไม้เรียวเหมือนไม่เคยเห็น
       คุณหญิงเพ็งก็จ้องเขม็ง
       จริมาจ้องเหมือนกัน “อย่างเนี้ยจะเจ็บมั้ย”
       ทุกสายตาจ้องไปที่ไม้เรียวหน้าตาประหลาด เพราะถูกหุ้มด้วยผ้าสีเทา เย็บจนเนียน
       “ไม่เจ็บหรอก” จริมาว่า
       “ริมา...” คุณหญิงย่าส่ายหน้าปราม
       “รุ้ง...มานี่” พจน์หยิบส่งไม้เรียวให้ “ตีได้ ฉัตต์ยืนขึ้น”
       ฉัตต์ลุกยืน กอดอก หน้านิ่งเฉย แต่นัยน์ตามองรุ้งเข้มจัด
       “ริมาว่า...”
       “ริมา” พจน์เสียงดังปราม “จะขอโทษให้พี่เขาเหรอ ไม่ได้ พี่เขาทำผิด”
       “เปล่าค่ะ แต่ริมาอยากตีพี่ฉัตต์ด้วย ให้ริมาตี 5 ที ตัวเล็ก 5 ทีดีมั้ยคะ”
       “ไม่ใช่เรื่อง...ตัวไม่เกี่ยวนะริมา” ฉัตต์หันมาดุ
       “แหม แค่นี้ต้องดุ” จริมาเดินไปนั่งตักจันทร์ “ตีเจ็บๆ เลยนะตัวเล็ก พี่ฉัตต์ทำตัวเล็กเจ็บตั้งหลายหนแล้ว เอาคืนให้หมด”
       รุ้งกำไม้เรียวแน่น ไปยืนข้างฉัตต์ รวบรวมสติ ฉัตต์ยืนมั่นคง รุ้งสั่นไปทั้งตัว แต่ควบคุมไว้ไม่ไห้ใครเห็น
       “รุ้ง...ถ้ามัวโอ้เอ้ ฉันจะตีเอง”
       ขาดคำพจน์ รุ้งเงื้อไม้แล้วหวดทันที ที่ก้น
       “โธ่เอ้ย อย่างนี้ยิ่งไม่เจ็บใหญ่” จริมานับ บ่นพึมพำ “1...2...3...4..5”
       จู่ๆ ร่างรุ้งโงนเงน
       จริมาแปลกใจ “อ้าว ตัวเล็ก เป็นอะไร”
       รุ้ง เซแล้วล้มลง
       “รุ้ง...เป็นอะไร” จันทร์ถลาเข้าไปหาลูกอย่างตกใจ
       พจน์เข้าไปแตะจับบ่าจันทร์ให้ถอยไป
       จันทร์ไม่รู้สึกอะไรด้วยห่วงลูก “รุ้ง...เป็นอะไรลูก”
       “ฉันอุ้มเอง” พจน์แตะหน้าผาก “ตัวร้อนมาก สงสัยจะเป็นไข้ครับ” พลางหันมาถามจันทร์ “จันทร์ รุ้งไม่สบายอยู่หรือ”
       “ไอค่ะ ดิฉันให้ยาแล้ว”
       “ไม่สบายอยู่ก่อน แล้วคงกลัวว่าจะต้องตีตาฉัตต์ด้วย ไม่ทำก็คงกลัวพ่อพจน์ อิหลักอิเหลื่ออยู่นี่เลยเป็นลม” คุณหญิงดูออก
       รุ้งเริ่มขยับตัวเล็กน้อยลืมตาเห็นคนมุงดูเต็ม พร้อมทั้งจริมาที่ยิ้มฟันขาว
       “ตัวเล็ก เป็นไง”
       รุ้งไม่ได้ตอบ ขยับตัวได้ก็จริง แต่ศีรษะร้าวหนักยกไม่ได้ น้ำตาคลอ
       “แม่จ๋า”
       “ไม่เป็นไรแล้วลูก เดี๋ยวแม่อุ้มหนูกลับไปกินยา หนูลุกไม่ไหวใช่ไหม”
       รุ้งพยักหน้ายกแขนทั้งสองเพื่อจะกอดคอให้แม่อุ้ม
       “อุ้มไหวหรือ รุ้งตัวโตแล้ว มาเถอะฉันจะอุ้มไปส่งที่เรือนให้” พจน์อาสา
       โดยไม่ฟังคำตอบ พจน์ช้อนร่างที่เบาเหมือนสำลีของรุ้งขึ้นมามาอ้อมแขน ก้มหน้ามองยิ้มๆ
       “อย่าดื้อนะ เดี๋ยวตกไม่รู้ด้วย”
       พจน์อุ้มรุ้งเดินออก จันทร์เดินตาม ฉัตต์มีสีหน้ารู้สึกผิดเล็กๆ
      
       ละเมียดเปิดประตูห้องตัวเองที่อยู่ใกล้ห้องจันทร์ออกมาพอดี มองมาอย่างตกใจ
       “รุ้งเป็นอะไรคะนั่น”
       “เป็นลม...ละเมียดเปิดประตูด้วย”
       “ดิฉันเปิดเองค่ะ” จันทร์บอก
       พจน์เดินเข้า ทำหน้าถามว่าวางตรงไหน
       “วางพิงๆ ตรงนี้ก่อนค่ะ ดิฉันจะปูที่นอน”
       ที่นอนถูกพับเก็บไว้เรียบร้อย
       จันทร์เข้าไปรับตัวรุ้ง มือ แขน สองคนแตะกันอย่างเป็นธรรมชาติ จันทร์ไม่รู้สึกอะไร กุลีกุจอช่วยลูก แต่พจน์...มีสีหน้าประหลาดแว่บหนึ่ง
       จันทร์ไหว้ “กราบขอบพระคุณค่ะ”
       “หายาให้ลูกกินเถอะ ทำไมไม่บอกก่อนนะว่าเด็กไม่สบาย ละเมียดช่วยดูหยูกยาให้เขาด้วย ถ้าไข้ยังไม่ลดให้ขึ้นไปบอกจะได้ให้ไปรับหมอ”
       “ค่ะคุณพจน์”
       พจน์จ้องรุ้งอยู่สักครู่ เลื่อนสายตาออกมาที่หน้าจันทร์ จันทร์ลูบเนื้อลูบตัวลูก
       “ปูที่นอนสิจันทร์”
       “ค่ะ” จันทร์กุลีกุจอ
       พจน์จับตัวรุ้งคอยอยู่ จันทร์ปูเสร็จ พจน์อุ้มไปวางเรียบร้อย วางมือบนหัวรุ้งเบาๆ แล้วลุกเดินออกไป
       “รุ้ง....เป็นไงบ้าง..รุ้ง”
       ละเมียดมองตามพจน์ สังเกตเห็นว่าสายตาพจน์มีแววประหลาด
      
       พจน์เดินเข้าในห้องบนเรือน ฉัตต์ทำหน้าตากระวนกระวายถามทันที
       “ไม่พาไปหาหมอหรือครับคุณพ่อ”
       “ดูอาการไปก่อน ไม่ดีขึ้นก็คงต้องเชิญหลวงแพทย์ แต่หวังว่าคงไม่เป็นอะไร”
       “สงสารตัวเล็กจัง” จริมาบ่นแล้วหันไปค้อนพี่ชาย “เขาไม่สบายแล้วยังโดนแกล้งอีก”
       “พี่ไม่รู้ว่าเขาไม่สบาย” ฉัตต์แย้งเสียงเข้มจัด ดุจริมา
       “รู้หรือไม่ก็ไม่สมควรทั้งนั้น พ่อไม่อยากพูดซ้ำ คนเราควรมีให้ครบทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พวกเขาเสียอีกด้อยกว่าเราทุกทาง แต่เขาคิดถึงเราตลอด คิดดูซิ ไม้เรียวหุ้มผ้าตีจะได้ไม่เจ็บ แล้วเจ้าตัวเล็กของริมาเลือกตีก้นแทนน่อง พ่อหวังว่าฉัตต์คงจะเข้าใจ” พจน์อบรมลูกชาย
       ฉัตต์เม้มปาก สีหน้าไม่ได้เย่อหยิ่งอย่างเคย แต่มีแววละอายอย่างปิดไม่มิด ทำไมเขาจะไม่รู้ถึงความปรารถนาดีของรุ้ง แต่เพราะมีทิฐินั่นเอง
      
       คืนนั้นภายในห้องนอน คุณชายศักดินานอนเป็นไข้อยู่
       ในหูคุณชายวัย 6 ขวบ ได้ยินสียงท่านชายรังสิโยภาสดังก้อง “ไป......พอแล้ว ออกไป”
       ศักดินาสะอื้นเฮือก
      
       ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส บรรทมหลับสนิทอยู่บนเตียง มือนางเฟือง ยื่นมาแตะแขน วางไว้นิ่งๆ เป็นมือเหี่ยวแห้งกรังของคนตาย
       ท่านหญิงตื่น พลิกตัว มองหน้านางเฟือง สายตาเป็นคำถาม แล้วพยักหน้าเหมือนเข้าใจแล้ว
       ในวังรังสิยาไม่มีใครรู้ว่าท่านหญิงติดต่อกับนางเฟืองได้ มองเห็น พูด สื่อสารกับนางเฟือง โดยไม่ต้องเห็นเฟือง บางครั้งอาจเห็นตัวเฟือง
       ครู่หนึ่งท่านหญิงเปิดมุ้งก้าวออกมา ร่างของนางเฟือง เห็นลางๆ ในมุ้งข้างเตียง มองตามท่านหญิงไป
      
       ศักดินายังนอนกระสับกระส่าย ขณะที่ท่านหญิงยืนอยู่ข้างเตียง
       “ท่านพ่อ....ท่านพ่อกระหม่อม” ศักดินาเพ้อ
       เสียงท่านชายตะเพิดไล่ดังตลอดเวลา
       “ท่านแม่...ท่านแม่ขา”
       ท่านหญิงก้มลงโอบอุ้มคุณชายเข้ามาในอก ศักดินาเข้าซุกอกท่านหญิง กอดท่านหญิงแน่น
       “ท่านแม่”
       “ชายไม่สบาย กินยานะลูก”
       ขณะเดียวกันจันทร์ป้อนยาลูก รุ้งเป็นไข้กระสับกระส่าย
       “กินยาแล้ว พรุ่งนี้ก็หายนะลูก”
       ด้าน ฉัตต์ ปัณณธร ยืนเครียดอยู่ที่หน้าต่าง มองออกไปในความมืด สายตาจดจ้องอยู่ที่เรือนเล็กของจันทร์ เห็นมีแสงไฟวับแวม
      
       รุ่งเช้าจริมาหลับสนิทอยู่ในห้อง
       ฉัตต์เข้ามาปลุก “ริมา”
       จริมายังเงียบ
       “ตื่น...ริมา...ตื่นได้แล้ว”
       จริมาเสียงงัวเงีย “เรียกทำไม.....สารภี”
       “พี่เอง ตื่นเถอะ” ฉัตต์บอก
       “ไม่เอา ง่วงน่า”
       ฉัตต์เขย่าแขนแรงๆ “ริมา ยังไงก็ต้องตื่น”
       จริมาพลิกตัวหนีงอแง “ม่ายเอ๊า...ไม่ตื่น”
       “น้องไม่ห่วงตัวเล็กหรือ เขาไม่สบายอยู่นะ”
       ได้ผล จริมาทำตาขยุกขยิกแล้วลืมขึ้น
       “ตัวเล็กหรือ”
       “ใช่ จำได้ไหมเมื่อวานเขาไม่สบายเป็นลม คุณพ่อต้องอุ้มไปไงล่ะ”
       “จริงด้วย”
       “ไม่ไปดูเขาเหรอ ป่านนี้ตายแล้วมั้ง” ห่วงแสนห่วง แต่ไม่วายกระทบกระแทกทั้งที่ใจไม่ได้คิดเช่นนั้น หลุดปากแล้วยังนึกเสียใจ
       จริมาลุกขึ้นนั่งฉุนๆ “พี่ฉัตต์น่ะ..แช่ง แช่งเค้าไม่สงสารเค้าเหรอ ตัวเองนั่นแหละทำให้เค้าไม่สบาย”
       “สงสารก็รีบไปดูเขา”
       จริมาหย่อนตัวลงจากเตียงอย่างว่าง่าย
       “ไปด้วยกันนะ”
       “น้อยๆ หน่อย แค่มาบอกก็ดีแล้ว”
       ฉัตต์เดินออกจากห้องทันที แต่ยังเหลียวมาดู พอจริมาเข้าห้องน้ำ ฉัตต์ก็วางถุงท๊อฟฟี่สีสวยบนเตียงแล้วออกไป
      
       ส่วนพจน์เดินมุ่งหน้าไปที่เรือนจันทร์ เดินเร็วๆ มา แล้วฝีเท้าก็ผ่อนลงตามลำดับ จนหยุดนิ่ง ลังเล
       สีหน้าครุ่นคิด ต่อสู้กับความรู้สึกในใจ
      
       จันทร์เช็ดตัวให้รุ้งอย่างนุ่มนวล รุ้งมองแม่นัยน์ตาแจ๋ว จันทร์ก้มลงจูบแก้มสองข้าง รุ้งโอบรอบคอแม่ กอดแม่
       “วันนี้ก็หายนะลูก แต่หนูต้องอยู่ในห้อง ออกไปเล่นไม่ได้”
       “ค่ะแม่ ลูกจะไม่ออกไปไหน นอนทั้งวันนะคะ”
       “คนดีของแม่”
       รุ้งมองไปที่ประตู จันทร์เหลียวมองตาม ตะลึง
       “คุณพจน์” จันทร์คลายตัวรุ้ง ให้นอนอย่างเดิม
       พจน์แต่งตัวจะไปทำงานเรียบร้อย “ฉันมาถามอาการของรุ้ง ดีขึ้นไหมหรือจะให้รับหมอมาดู”
       “ไม่..ไม่ต้องค่ะ ขอบพระคุณ รุ้งดีขึ้นมากแล้วแต่ยังไออยู่บ้าง พรุ่งนี้ก็คงหาย”
       “ได้ยินอย่างนี้ก็โล่งใจ แล้วเธอล่ะ สบายดีหรือเปล่า หรือจะไม่สบายตามลูกไปด้วยอีกคน”
       หางเสียงเย้าแหย่รวมทั้งรอยยิ้มน้อยๆ ทำให้ใบหน้าซึ่งปกติเคร่งขรึมแลดูผ่อนคลายชวนมอง
       จริมาโผล่มาดูที่ประตู มองสักครู่แล้วถอยไป วางห่อขนมไว้ริมๆ ประตู
       จันทร์มองอย่างแปลกใจ..นี่เป็นครั้งแรกที่พจน์ยิ้มให้ “ดิฉันไม่เป็นไรค่ะ”
       “ฉันไม่เคยไต่ถามทุกข์สุขของเธอเลย ยังตำหนิตัวเองจนทุกวันนี้ที่ทำเป็นคนไม่มีน้ำใจทั้งๆ ที่เธอทำอะไรให้พวกเราสารพัด ยายริมาเติบโตแข็งแรงก็เพราะเธอช่วยเลี้ยงดู คุณแม่มีความสุขขึ้นเพราะเธอเอาใจใส่ดูแลเรื่องอาหารการกิน แต่ฉันเสียใจที่ลูกชายฉันทำตัวเป็นเด็กยุ่งยาก ฉันคงปล่อยปละละเลยเขาเกินไป”
       จันทร์นิ่งเงียบ ก้มหน้า พจน์จ้องจันทร์เงียบๆ สายตาลึกซึ้งมาก จันทร์เงยหน้า พจน์เปลี่ยนสายตาไปทางอื่นทันทีอย่างเร็ว
       จันทร์ไม่พูดอะไร พจน์เดินไปจากตรงนั้น สีหน้าปกติ
      
       ที่ห้องนอนคุณชายศักดินา ค่ำวันนั้น ท่านหญิงแขไขคอยดูแลไม่ห่าง
       “ตัวเย็นขึ้นแล้ว กินยาอีกช้อนนะชาย”
       “ค่ะท่านแม่ แต่ยาขมจังค่ะ”
       “หวานเป็นลม ขมเป็นยา ไม่งั้นก็ไม่ใช่ยาสิลูก” ท่านหญิงป้อนยา
       ศักดินาอ้าปากรับยา เบ้หน้า “ชายหายแล้วนะคะท่านแม่”
       “ชาย ท่านพ่อรับสั่งว่ากระไรหรือ”
       ชายเดียวนิ่งไปสักครู่ อ้าแขนเข้ากอดท่านหญิงซุกตัวเข้าไปเงียบๆ แล้วสะอื้นแรงๆ
       “ชาย” ท่านหญิง ครางเสียงแผ่ว รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น กอดปลอบใจ สงสารมาก “อย่าร้องไห้ลูก...นิ่งเสียนะ”
       “ท่านพ่อไล่ชายค่ะ”
       “ไล่หรือลูก”
       “ไล่ว่าไป๊...ไปให้พ้น” ศักดินาบอกด้วยสีหน้าน่าสงสารมาก จ้องท่านหญิง
      
       ไม่นานต่อมา ท่านชายรังสิโยภาสจ้องมองท่านหญิง ด้วยสายตาไม่พอใจลึกๆ
       “เจ้าพี่คิดว่าชายเดียวเป็นลูกใครหรือคะ ถึงได้จงเกลียดจงชังแบบนี้”
       ท่านชายมองด้วยสายตารำคาญ แล้วหันไปทางอื่น
       “อย่าทรงทำอะไรที่ทำลายจิตใจเด็กเลยค่ะ หญิงขอยืนยันว่า ชายเดียวเป็นลูกชายเจ้าพี่กับบุหลัน อย่าสงสัยว่าใครจะเอาลูกโจรที่ไหนมาย้อมแมวเป็นลูกเจ้าพี่เลยค่ะ เพราะถ้าเจ้าพี่คิดอย่างนั้นหญิงจะเสียใจมาก เสียใจที่ทุ่มเทเลี้ยงดูลูกชายของเจ้าพี่มา แต่พ่อจริงๆ ของชายเดียวกลับไม่ใยดี”
       “พี่ไม่ได้ว่าอะไรหญิง อย่าตีตนไปก่อนไข้เลย”
       “ตีตนก่อนไข้หรือคะ หญิงจะต้องทำทำไม ไม่ใช่เรื่องราวอะไรของหญิง เจ้าพี่ไม่รักชายเดียว หญิงก็ไม่แคร์ ตัวหญิงเองก็รักเขาได้แค่เป็นแม่เลี้ยง ถ้าพ่อจริงๆ ไม่ทรงรักไม่ทรงห่วงใย ชายเดียวก็คงเหมือนตัวคนเดียวในโลก”
       “จะให้พี่แน่ใจได้อย่างไรว่าคนอุบาทว์ชาติชั่วอย่างนังเฟืองจะไม่ทำอุบาทว์ ไปเอาลูกไอ้อีขี้ข้าพรรคพวกมันคนไหนมายัดเยียดให้เป็นหม่อมราชวงศ์”
       ท่านหญิงนิ่งอึ้งไปอึดใจ “ตามทัยเถอะค่ะ” แล้วเดินไปทันที
       ท่านชายหน้านิ่งขึง
      
       เวลานั้นในเงามืดตรงมุมห้อง ผีนางกาลีเฟืองที่ยืนหันหลังอยู่ ค่อยๆ เอี้ยวหน้ามา มองท่านชายสายตาอาฆาตจัด ท่าทีน่ากลัวมากๆ
      
       ปีศาจนางเฟืองเดินไปอย่างแรงสุดขีดด้วยความแค้น ร่างของมันชัดเจนขึ้นแว่บหนึ่ง แต่แล้วกลับ
       เลือนๆ ไป แล้วชัดขึ้น สลับกับเลือนๆ เหมือนกับว่ามันพยายามรวบรวมพลังงาน จึงเห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง แต่ท่าเดินของมันนั้นเป็นแบบมุ่งร้ายหมายขวัญ
       นางเฟืองเงยหน้ามองตรงไป เห็นสาลี่อยู่ที่เรือนพัก
      
       สาลี่ประแป้งตัวลาย นั่งอยู่ที่นอกชานหน้าบ้าน จู่ๆ กิ่งไม้ใบไม้โยกโยนเหมือนฝนจะตก เสียงลมพัดหวีดหวิว สาลี่มองฟ้าแล้วเก็บข้าวของมีเชี่ยนหมากและของอื่นๆ
       เหมือนมีสายตาคู่หนึ่ง พุ่งเข้าไปหาสาลี่ เข้าไปเรื่อยๆ มือสาลี่รีบเร่งยิ่งขึ้น
       จู่ๆ มือผ่องแตะไหล่สาลี่เบาๆ สาลี่สะดุ้งสุดตัว ร้องวี๊ดแล้วนั่งตัวแข็ง
       “เป็นอะไร พี่สาลี่”
       สาลี่หันขวับมา “แม่ผ่อง โอ๊ยแม่มหาจำเริญ ทีหลังอย่ามาเงียบๆ อย่างนี้นะยะ ขวัญหนีดีฝ่อหมด”
       “ทำไม กลัวอะไรเหรอพี่”
       “เฮ้อ...มันก็กลัวล่ะ มีคนตายโหงอยู่ในวัง ค่ำๆมืดๆอย่างนี้มันก็หวาดๆ อยู่”
       สองคนออกเดิน
       “อย่ากลัวเลยพี่ พี่เฟืองแกก็ตายแล้ว คงไม่มารังควาญคนอยู่หรอก” ผ่องว่า
       “โอ๊ย คนอย่างนังเฟือง แกไม่รู้หรอกว่ามันร้ายกาจขนาดไหน ทั้งปากร้าย ใจก็ร้าย ไม่เคยเห็นใครดี มีเรื่องกับคนเขาไปทั่ว ตายไปอย่างนี้ก็รู้ว่าตัวเองจะไปอยู่ที่ไหน”
       “พี่สาลี่ ฉันว่าอโหสิให้แกเถอะนะ”
       “เฮอะ อโหสิเรอะ” สาลี่ชะงัก
       ยินเสียงกรี๊ดๆ ร้องดัง ฟังน่ากลัวแว่วมาไกลๆ
       สาลี่หยุดกึก “เสียงอะไร”
       “เสียงอะไร ไม่ได้ยินเลย”
       “ฟังดีๆ แม่ผ่อง นั่นไง เสียงกรี๊ดๆ”
       “เออ ฉันไม่ได้ยินหรอกพี่”
       “เสียงออกดัง แกหูตึงรึไงแม่ผ่อง นั่น กรี๊ด...กรี๊ด ได้ยินมั้ย”
       ผ่องขมวดคิ้วมุ่น
       “เหมือนเสียงเปรต” สาลี่บอก
       “ฮ้า...” ผ่องร้อง
       “จริง เปรตมันมาขอส่วนบุญ เอากระด้งหมากไปเก็บในครัวให้ฉันหน่อยเถอะแม่คุณ.. ขอบใจล่ะ”
       “ได้...ได้...” ผ่องเดินไป
       “ลั่นดาลประตูให้แน่นๆ นะ”
       สาลี่กำชับ ยืนโดดเดี่ยวอยู่กลางลานเหลียวซ้ายแลขวาสักครู่เสียงกรี๊ดดังมาอีกแล้ว
       “ผ่อง...เร็วสิวะ”
       “มาแล้ว...มาแล้ว” ผ่องเดินกลับมาเร็วๆ แต่เห็นความผิดปกตินิดหน่อย ตัวตรงนิ่งแข็ง
       “ไปเร็วๆ ฝนจะลงเม็ดแล้ว” สาลี่เดินนำไป
       ผ่องเดินตาม
       สาลี่เดินจ้ำไป เห็นเป็นนางเฟืองเดินตามไปอย่างรวดเร็ว
      
       สาลี่จ้ำพรวดมาจนถึงหน้าห้อง หยิบกุญแจพวงใหญ่มา หาดอกจะไข
       “เออ ผ่อง ฝนจะตกแล้ว แกปิดหน้าต่างห้องแกรึเปล่า”
       พอหันมาไม่มีใคร ข่างหลังว่างเปล่า
       “ผ่อง...แม่ผ่อง ไปไหน เอ๊ะก็เดินมาด้วยกัน” สีหน้าสาลี่เริ่มกลัวๆ
       สาลี่เปิดประตูห้องตัวเอง ในห้องมืด พอมองเห็นทุกอย่างลางๆ
       นางเฟืองนั่งอยู่บนเตียง ค่อยๆหันมา หน้าตาคือภาพที่ทุกคนเห็นตอนตาย นัยน์ตาโหดเหี้ยม จ้องมาที่สาลี่เขม็ง สาลี่ ช็อก แข็งไปทั้งตัว
       ผ่องเดินขึ้นมาหา “พี่สาลี่....พี่ เป็นอะไรไป”
       สาลี่นัยน์ตาเบิกโพลง จ้องที่นางเฟืองที่นั่งอยู่ ผ่องมองไป ทุกอย่างว่างเปล่า ไม่มีอะไร
       “ไม่เห็นมีอะไรเลยพี่สาลี่ ตกใจอะไร”
       สาลี่พยายามชี้
       “อะไรพี่ ไหน”
       ผีนางเฟืองลุกขึ้น เดินเข้ามาหา สีหน้าถมึงทึงน่ากลัวสุดๆ
       สาลี่ร้องวี๊ด หันหลังกลับ โกยแน่บทันที
       นางเฟืองตามไป พร้อมเสียงขู่เรียกฟังน่าสยดสยอง ปีศาจนางเฟืองตัวเหมือนลอยได้ แล่นตามไป
       “อะไร...พี่สาลี่เป็นอะไร”
       พิกุลซึ่งนอนอยู่พรวดขึ้นมา “ป้าแกเป็นอะไรน้าผ่อง ร้องบ้านแทบแตก”
       “ไม่รู้ เหมือนเห็น...อะไรไม่รู้ ตามไปดูซิพิกุล”
      
       สาลี่วิ่งเตลิดมา ถึงต้นไม้ใหญ่ เข้าหลบ หันไปดูไม่มีอะไรตามมา สาลี่หายใจหอบเหนื่อย จวนจะหมดแรง
       นางเฟืองยืนอยู่ด้านหลัง สาลี่ยังไม่เห็น
       “ป้า...ป้าอยู่ไหน” เสียงพิกุลเรียกดังขึ้น
       สาลี่ดีใจ ร้องบอกไป “อยู่นี่ พิกุล ข้าอยู่นี่”
       “ป้าเห็นอะไรเหรอ”
       พิกุลเห็นว่าสาลี่ยืนอยู่คนเดียว แต่สาลี่ก้มลงปัดตัวอะไรที่มาเกาะขา แล้วชะงักกึก เห็นขานางเฟืองยืนอยู่ข้างๆ สาลี่จะช็อก! อีกหน ตัวแข็ง แล้วแข็งใจเงยหน้าขึ้น สบตากันเต็มๆ หน้าตาเฟืองน่ากลัวเหลือประมาณ คนกับปีศาจจ้องตากัน
       สาลี่ รวบรวมกำลัง หันหลังกลับ เรียกพิกุลเสียงโหยหวน
       “ป้า”
       สาลี่วิ่งเข้าหาพิกุล ซุกเข้าไปหาพิกุล ทว่าหน้าพิกุลกลายเป็นหน้านางกาลีเฟือง หัวเราะเสียงห้าวดุดันใส่หูสาลี่
       สาลี่เห็นหน้านางเฟืองจังๆ สลบเหมือดไปทันที
      
       อีกวันหนึ่ง ภายในห้องโถง วังรังสิยา ท่านหญิงแขไขนั่งอยู่ สาลี่ซึ่งตาลึกโหล โทรมไปทันตาก้มกราบ
       “ทูลลามังคะ”
       “สาลี่ จะไปทำอะไรกับใคร พ่อแม่ญาติพี่น้องไม่มี”
       สาลี่ก้มหน้านิ่ง ถอนใจ
       “คิดดูให้ดี”
       “หม่อมฉันขอไปตายดาบหน้า ถ้าอยู่ที่นี่ต้องถึงตายมังคะ แม่เฟืองไม่ไว้ชีวิตหม่อมฉันแน่ๆ เพราะว่า...”
       ท่านหญิงมองคอยฟัง
       “หม่อมฉัน เคยมีเรื่องกับแกไว้มาก”
       “สาลี่ ถ้าจะมีวิญญาณของเฟืองจริง ฉันคิดว่า เขาไม่ทำร้ายแกถึงตายหรอก อย่างดีก็มาสั่งสอนครั้งสองครั้งก็คงหยุดไปเอง แต่ถ้าแกออกไปจะไปอยู่กับใคร อย่างแกจะอยู่กับใครได้ฮึ นางสาลี่ แกเคยเป็นใหญ่ในครัวของแกจนแก่ป่านนี้ จะไปเป็นลูกน้องให้ใครเขาจิกหัวใช้ คนอย่างแกไม่ยอมหรอกฉันรู้”
       “แต่...หม่อมฉันกลัวเหลือเกินเจ้าประคุณเอ๋ย”
       “ตามใจ มีที่คุ้มหัวไปจนตายจะดิ้นรนไปหาความลำบากก็ตามใจแก ฉันไม่ขัดแกแล้ว” ท่านหญิงลุกไปทันที เดินขึ้นบันไดไป
      
       ท่านหญิงเปิดประตูห้องบรรทมเข้าไป แล้วชะงักนิดหนึ่ง เห็นนางเฟืองอยู่ในห้อง
       ท่านหญิงนั่งบนเตียง พูดกับนางเฟือง โดยไม่เห็นตัวนางเฟือง
       ท่านหญิงพูดเสียงเบาๆ แต่หนักแน่นทุกคำ “ไม่อยากให้ทำอย่างนั้นเลยนะ ตอนนี้มีทุกข์อยู่เต็มที่แล้วจะหาทุกข์มาเพิ่มทำไม...ทำคนอย่างนางสาลี่จะได้อะไร ปล่อยมันไปเถอะ” มองเหมือนฟัง “ก็รู้แล้วว่าไม่ชอบกันเป็นศัตรูกัน แต่เวลานี้มันกลัวเต็มที่แล้ว อีกอย่างขาดมันไปที่นี่ก็เดือดร้อน”
       ท่านหญิงมองที่เฟือง ประหนึ่งว่าเฟืองจะยอมแล้ว ท่านหญิงฉุกใจคิดนิดหนึ่ง
       “ไปทำมันขนาดนั้นทำไม...ฮึ หรือว่า ได้ยินใช่มั้ย ได้ยินท่านชายรับสั่งใช่มั้ย แล้วไปลงกับนางสาลี่มัน”
       เห็นผ้ามุ้งปลิวสะบัดไหว ม่านหน้าต่างโบกไปมา
      
       หน้าต่างกระแทกเข้ามาดังสนั่นอีกโครมใหญ่ เป็นสัญญาณว่าปีศาจ นางเฟืองกำลังโกรธจัด ท่านหญิงนั่งนิ่งบนเตียง ท่าทางวิตกกังวล
      
       วันหนึ่ง บนโต๊ะอาหารที่วังรังสิยา คุณชายศักดินาหายป่วยแล้ว ทานอาหาร่วมโต๊ะกับท่านหญิงแขไข มีผ่องกับพิกุล คอยรับใช้ดูแลอยู่
      
       “หม่อมแม่ขา” ศักดินาตักอาหารให้เอาใจ “เหวยค่ะ”
       “ขอบใจจ้ะ”
       “วันนี้วันเสาร์ ชายขออนุญาตเล่นน้ำในคลองนะคะ”
       “ชายยังเล็ก แม่ไม่อยากให้ว่ายน้ำเลยลูก”
       “แต่ว่า...”
       ท่านหญิงจับแขนบอก “เคี้ยวข้าวให้หมดก่อนค่อยพูด น้ำในแม่น้ำเชี่ยว เด็กๆ ว่ายไม่แข็ง อันตรายแม่เป็นห่วง”
       คุณชายศักดินากลืนข้าวจนหมด “ให้สนหัด ให้พิกุล ละมัย ผ่องไปอยู่กับชายทุกคนเลยนะคะหม่อมแม่” คุณชายสายตาละห้อย “พี่ฉัตต์เขาว่ายน้ำเป็นแล้ว เขายังจะหัดให้น้องเขาเลยค่ะ”
      
       ตอนกลางวัน ท่านหญิงแขไขอยู่ในห้องบนตำหนัก เพิ่งหวีผมเสร็จ กำลังหาของบางอย่างในลิ้นชัก พอเงยหน้าขึ้นใบหน้านางเฟืองอยู่เคียงกัน สีหน้าเป็นกังวล
       “มีอะไรหรือเฟือง”
       “อย่าให้คุณชายเล่นน้ำ”
       “อะไรนะ”
       “อย่าให้คุณชายเล่นน้ำ” ผีนางเฟืองย้ำ
      
       คุณชายศักดินาหัวเราะเริงร่า โผจากบันไดท่าน้ำไปหาสนที่คอยอยู่ห่างออกไปหน่อย
       ผ่อง ละมัย พิกุล นั่งอยู่บนท่าน้ำ พลอยหัวเราะไปด้วย
       ท่านหญิงลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว ดำเนินมาอย่างรวดเร็วตรงมาที่ท่าน้ำวังรังสิยา
       ศักดินายกมือสองข้างยื่นไปข้างหน้า กำลังจะโผ สนคอยอยู่ พอคุณชายโผมา สนสะดุ้งสุดตัวเพราะเหยียบเศษแก้วในน้ำตัวงอลง หน้านิ่วเพราะเจ็บคุณชายเดียวจึงเคว้งคว้าง คว้าลมวืด ตาเหลือก
      
       ด้านรุ้งเสียงดังตกใจมาก “คุณริมา จับแน่นๆ ค่ะ ช่วยด้วย”
       รุ้งนั่งหมิ่นๆ ที่ท่าน้ำ ยื่นมือให้จริมาจับ จริมาจะโผไปที่หลักไม้ ที่ปักอยู่ในน้ำ แต่น้ำพัดแรงมาก พัดจนตัวจริมาโยกโยน และรุ้งก็จะจับไม่อยู่อยู่แล้ว
       “น้ำมันแรง... รุ้งดึงสิ...ดึง” จริมาบอก
       ศักดินาหน้าคว่ำลงในน้ำ
       พิกุล ละมัย ผ่อง ตะโกนพร้อมๆ กัน “น้าสน” / “พ่อสน”
      
       ฟากรุ้งตะโกนลั่นท่าน้ำบ้านปัณณธร
       “ช่วยด้วย...คุณริมาตกน้ำ”
       ที่ท่าน้ำวังรังสิยา ท่านหญิงวิ่งมาถึงท่าน้ำใจหล่นวูบ
       “ชายเดียว” ตกใจมาก “ไอ้สน” ตะโกนเสียงดัง “จับคุณชาย...จับคุณชายก่อน.. ไอ้สน.....”
       สนพลิกตัวจับชายเดียวไว้ทัน
      
       เสียงร้อง “ช่วยด้วย” ดังไปทั่วท่าน้ำบ้านปัณณธร มือรุ้งอ่อนแรงเต็มทีแล้วน้ำไหลเชี่ยวเหลือเกิน ไหลโยกโยนจนจริมาตัวแกว่งไปมา
       รุ้งตะโกนสุดเสียง ตัวเองจะหมดแรงอยู่แล้ว “ช่วยด้วย... คุณริมาตกน้ำ”
       จันทร์วิ่งมากับสารภี พจน์กับฉัตต์วิ่งตามมาติดๆ จันทร์วิ่งลงน้ำแน่
       “จันทร์...พี่เอง” พจน์ตะโกน
       จันทร์ไม่ฟังเสียง จะถึงอยู่แล้ว แขนจันทร์ถูกจับเหวี่ยงไปด้วยฝีมือยอดซึ่งพุ่งหลาวลงน้ำ เป็นจังหวะเดียวกับจริมาหลุดจากมือรุ้งพอดี ลอยตามน้ำไปอย่างรวดเร็ว
       “คุณริมา” รุ้งหวีดร้อง
       ทุกๆ คนตกใจ วิ่งพรวดมาที่ท่าน้ำ ยอดรวบตัวจริมา พาว่ายเข้ามาถึงฝั่ง
      
       ส่วนที่ท่าน้ำวังรังสิยา คุณชายศักดินาปลอดภัยแล้ว อยู่ในอ้อมอกท่านหญิงแม่
       ท่านหญิงกริ้วจัด “ไอ้สน เอ็งดูลูกข้ายังไงปล่อยให้ตกน้ำ”
       สนฝ่าเท้าถูกแก้วบาดเป็นแผลลึก เลือดไหลนอง “กระหม่อม” สนพนมมือ “ขอประทานอภัยกระหม่อม แก้วบาด...ตกใจกระหม่อม”
       “ตกใจยังไงก็ต้องนึกถึงคุณชายก่อน เอ็งเจ็บแค่นี้แต่คุณชายจมน้ำตายเอ็งไม่นึกเลยรึ”
       สนก้มหน้ากลัวขาดใจ
       “นังพวกนี้ก็นั่งเป็นก้อนหิน นังผ่อง แทนที่จะไปอยู่ในน้ำคอยช่วยคุณชาย กลับนั่งลอยหน้ากันอยู่บนฝั่ง”
       ทุกคนก้มหน้านิ่ง
       “ถ้าคุณชายเป็นอะไรไป พวกเอ็งทุกคนต้องรับผิดหมด ไปหาที่อยู่ใหม่เลย ไม่ต้องมาเหยียบวังข้าอีก”
       บรรยากาศเงียบกริบ ทุกคนหวาดหวั่น
       “รู้ไว้ด้วยว่า เฟืองเขามาเตือนข้า” ท่านหญิงเสียงดัง
       ทุกคนเงยหน้าขวับ หน้าตาตระหนกบ้าง แปลกใจบ้าง
       “ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น คนตายแล้วยังเป็นห่วงคอยดูแล พวกเอ็งยังไม่ตายแต่ไม่มีใครจิตใจเป็นห่วงลูกข้า ไอ้สนไม่อดทน อีพวกนี้ก็ระริกระรื่นหน้าเป็นอยู่บนฝั่ง เพราะฉะนั้นต่อไปนี้อย่ามาร้องทุกข์ข้าเรื่องเฟืองอีก จำไว้ถ้าไม่ได้เฟืองลูกข้าตาย เพราะฉะนั้นใครกลัวเฟืองนักก็ออกไปจากวังข้าได้”
       ทุกคนเงียบกริบ ได้แต่ลอบมองตากัน
       ท่านหญิงก้มลงช้อนตัวคุณชายเดียว อุ้มขึ้น ผ่องเข้าไปช่วย
       “ไม่ต้อง ลูกข้าข้าอุ้มเอง เอ็งไม่ใยดีคุณชายไม่ต้องยุ่ง”
      
       ที่ท่าน้ำบ้านปัณณธร จริมาอยู่ในอ้อมแขนจันทร์ จันทร์จับพาดบ่าให้น้ำไหลออกจากปากให้หมด พจน์ ฉัตต์ คอยดูอยู่ ส่วนรุ้งตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขนสารภี
       สักครู่จริมาสำลักออกมา หันกลับมองหน้าพ่อ ฉัตต์ และมองจันทร์ ยิ้มแหยๆ
       “ไม่เป็นอะไรซักหน่อย”
       ทุกคนโล่งใจ
       “คุณริมา...เกิดอะไรขึ้น...รุ้ง”
       “อย่าโทษรุ้งนะ” จริมามองไปเห็นฉัตต์หน้างอมองรุ้ง “พี่ฉัตต์ อย่านะ อย่าว่ารุ้งนะ ริมาผิดเอง”
       “สารภี ฉันบอกให้สารภีคอยดูให้เด็กสองคนนั่งเล่นท่าน้ำเท่านั้น รอฉันกับฉัตต์กลับมา ทำไมปล่อยให้คุณริมาลงน้ำ สารภีไปไหน” พจน์ถาม
       สารภีตอบเร็ว “ไปเอาน้ำให้คุณริมาค่ะ คุณริมาหิวน้ำ”
       “คุณพ่อขา ริมาผิดเอง ริมาหลอกสารภีไปเอาน้ำให้ริมา แล้วริมาก็ลงน้ำคนเดียวค่ะ”
       “เราล่ะ” ฉัตต์หันมาถามรุ้ง “ทำไมปล่อยริมาลงน้ำ รู้อยู่ว่าว่ายน้ำไม่เป็น”
       “รุ้ง..ห้าม..ไม่ได้”
       “ทำไมจะห้ามไม่ได้ อย่ามาพูดดี ไม่ห้ามเอง อยากให้ริมาตายใช่มั้ยล่ะ” ฉัตต์พาลมาก
       “เปล่าค่ะ”
       “ไม่เชื่อ...ตัวดี”
       “คุณริมาดีกะรุ้ง จะให้ตายทำไมคะ”
       รุ้งเถียง เงยหน้าจ้องฉัตต์เขม็ง
       “จะพูดว่าอะไร”
       “พูดแล้วไงคะ”
       “เดี๋ยวเถอะ” ฉัตต์ขยับเข้าไป
       “ฉัตต์” พจน์เสียงดังมาก
       จันทร์หน้าเสีย รุ้งก็เสียใจ
       “ไม่มีเหตุผล ฟังแค่นี้ไม่รู้เหรอว่าใครผิด”
       ฉัตต์ฮึดฮัด “แล้วแกล่ะ แกเป็นใบ้หูต้องหนวก แกได้ยินได้ไง แกวิ่งมาจากไหน”
       ยอดชี้ไปทางหนึ่ง
       “ทำไมแกได้ยิน แกไม่หูหนวกรึไง”
       ยอดหน้าตาน่าสงสาร มองจันทร์
       “ยอดเขาได้ยินแว่วๆ ค่ะ ไม่ได้หนวกสนิท เพราะเขาไม่ได้หูหนวกแต่เกิดค่ะ”
       ยอดพยักหน้า
       “ไม่เชื่อ...โกหก” ฉัตต์ว่า
       “ฉัตต์” พจน์ปราม
       “คุณพ่อ...ไม่เชื่อลูกเหรอ มันหลอกลวง เห็นหลายหนแล้ว มันพูดกัน...ให้มันอยู่บ้านเราทำไม”
       ขาดคำฉัตต์ ทุกคนเงียบกันไปหมด สักครู่จริมาจึงขัดขึ้น
       “เขาช่วยริมา พี่ฉัตต์อย่าไล่เขาเลย”
       จันทร์ก้มหน้า น้ำตาหยด ได้แต่กอดริมาอย่างซึ้งใจ
       “คุณพ่อไม่เชื่อ คอยดูไปแล้วกัน” ฉัตต์หันมาทางยอด “หลอกลวง ฉันไม่เชื่อแกหรอก”
       ยอดจะทำท่าว่าไม่หลอก ก็อึกอักอยู่ เลยเป็นท่าน่าสงสัย ฉัตต์หันไปสบตากับจันทร์เขม็ง จันทร์สบตาสักครู่ก็หลบตา
       “ฉัตต์ อย่างที่ริมาพูด เขาช่วยชีวิตริมา จะยังไงก็ตามเขามีบุญคุณ เรื่องเขาหลอกหรือไม่หลอก เราไม่ต้องใส่ใจ”
       ฉัตต์หน้าบึ้ง กระแทกเท้าไปมา
       “เวลาหลายปีที่เขาอยู่ที่นี่ เขาทำความเดือดร้อนให้เรารึเปล่า เขาเป็นอันตรายกับเรารึเปล่า ตรงกันข้าม เขาทำประโยชน์ให้เราแลกกับข้าวกินไปแต่ละมื้อเท่านั้น ถ้าจะพูดไปเราน่ะเอาเปรียบเขา ใช้แรงงานเขาค่าตอบแทนอะไรก็ไม่เคยให้”
       ฉัตต์นิ่งเงียบ
       “อายุแค่นี้คิดแค่นี้ไม่เป็นไร ต่อไปโตกว่านี้ ถ้าไม่เปลี่ยนความคิด ใจตัวเองจะไม่มีความสุข พ่อจะบอกไว้”
       ฉัตต์มองจันทร์ มองรุ้ง และมองยอด
      
       เวลาวันต่อมา จันทร์กับยอด นั่งคุยกัน อยู่บริเวณมุมลับตาคน
       “วันที่คุณริมาตกน้ำ ยอดอยู่ที่ไหนนะ”
       “ผมอยู่แถวนั้น คอยดูอยู่ เป็นห่วงคุณหญิง”
       “ที่คุณฉัตต์พูดอะไรทุกอย่างอย่ากังวลเลยนะ คุณพจน์เธอรู้แล้วคนหนึ่ง..ไม่เป็นไรหรอก”
       ยอดนิ่งเป็นการรับคำ
       “คุณพจน์จะช่วยเรา..เชื่อฉัน เธอเป็นคนดี”
      
       พจน์นั่งเขียนคำพิพากษาอย่างคร่ำเคร่ง อยู่ในห้องทำงาน จริมาสวมชุดนอน หัวยุ่ง เดินโซเซเข้ามา
       “ริมา...” พจน์อ้าแขนรับ อุ้มมานั่งตัก “เป็นอะไรหรือลูก ทำไมยังไม่นอน”
       “คุณพ่อทำอะไรคะ”
       “พ่อเขียนคำพิพากษา”
       “ประหารชีวิตหรือคะ”
       พจน์หัวเราะเบาๆ “ใครน่าจะถูกประหารชีวิต ริมารู้มั้ยลูก”
       “ผู้ร้ายค่ะ”
       “ผู้ร้ายแบบไหน”
       “ผู้ร้ายที่ร้ายๆ ค่ะ”
       “ถ้าเขาร้ายเพราะเขาจำเป็นล่ะลูก”
       จริมามองพ่องงๆ
       “อย่างเช่นเขาโดนโกงหมดตัว เขาเลยไปทำร้ายคนโกงเขา”
       จริมาคิด ตรึกตรอง สมกับเป็นลูกผู้พิพากษา “ก็ไม่ถูกค่ะ เพราะคนโกงอาจจะมาทำร้ายเขาอีกที”
       “จบมั้ยลูก”
       “ไม่จบ...จบมั้ยคะ”
       “ไม่จบซิลูก ถึงต้องมีกฎหมายแล้วก็มีผู้รักษากฎหมาย พ่อเคยบอกแล้ว คือ...”
       “ตำรวจค่ะ”
       “แล้วก็มีคนตัดสิน คือ...”
       “ผู้พิพากษา...คุณพ่อไงคะ”
       “เอ๊ะ ริมา ตัวรุมๆ นะลูก มีไข้นิดๆ มั้งเนี่ยเพราะหนีไปเล่นน้ำ สารภีหายาให้ทานหรือยังลูก”
       “สารภีหลับแล้วค่ะ”
       “งั้นพ่อไปหยิบให้ เอ้า ลงก่อนนะ”
       สองแขนจริมาโอบรอบคอทันที “ไม่ลงค่ะ ให้พ่ออุ้ม”
      
       พจน์อุ้มจริมาเดินออกจากห้องทำงาน จริมาโอบรอบคอ ซุกหน้ากับไหล่พ่อ
       “ริมาอยากไปนอนกับตัวเล็ก”
       “รุ้งเป็นหวัด ริมาก็กำลังจะเป็นเห็นมั้ย พ่อพาไปนอนนะ”
       “ไม่เอาค่ะ คุณพ่อกล่อมไม่เป็น ต้องจันทร์ ร้องเพลงเพราะ เกาหลังให้ด้วย” จริมาอ้อน
       “พ่อก็ทำเป็น”
       “ทำอะไรเป๊น...” จริมาลากเสียงเหมือนผู้ใหญ่
       “ทั้งสองอย่าง”
       จริมาหัวเราะชอบใจ ใส่หูพ่อ “ฮะ...ฮะ ขำจัง”
       “ขำอะไร”
       “ตลกคุณพ่อสิคะ”
       พจน์เลยหัวเราะไปด้วย “เดี๋ยวคอยดู” แล้วพากันเดินไป
       “ตัวเล็กน่ะ เค้ามีแม่ ริมาอยากมีแม่มั่ง”
       พจน์นิ่งอึ้งไปทันที
      
       จริมาหลับสนิทแล้ว พจน์มองลูกสาว สารภีหลับอยู่ที่พื้นมุมห้อง
       “ตัวเล็กน่ะเค้ามีแม่ ริมาอยากมีแม่มั่ง” เสียงจริมาดังก้องในหู
      
       ที่สนามเล็กๆ ข้างบ้าน จันทร์เดินช้าๆ อยู่ตรงนั้น ท่าทางครุ่นคิด ส่วนที่หน้าต่างห้องจริมาชั้นบน พจน์ยืนมองจันทร์อยู่
       จันทร์เดินมานั่งที่ม้านั่ง สีหน้ายังครุ่นคิดตรึกตรอง สักครู่ลุกขึ้นจะกลับห้อง เห็นพจน์อยู่ตรงหน้า จันทร์ทำท่าจะเดินเลี่ยงไป
       “จันทร์”
       “คะ”
       พจน์อึกอักนิดหน่อย เพราะความจริงไม่มีเรื่องอะไร “ริมาไม่สบาย ตัวร้อน ไอนิดหน่อย”
       จันทร์รีบเดินไป
       “จะไปไหน”
       “งั้นดิฉันจะไปดูเธอค่ะ”
       “ไม่ต้องหรอก ฉันให้กินยาแล้ว...หลับแล้วด้วย”
       “ค่ะ” จันทร์หลบตา มองไปทางอื่น
       พจน์จดจ้องมองจันทร์อย่างเพลินตา มองเพ่ง สายตาไล่ไปตามใบหน้าที่ผุดผ่องอยู่ในแสงจันทร์ ผมยาวสลวย ริมฝีปากอิ่มเต็ม เลื่อนไปที่แก้ม แล้วเลื่อนมาที่ไหล่
       เป็นอารมณ์ผู้ชายที่มีเลือดเนื้อ และเหงา ว้าเหว่ อยู่หลายปี พอสายตาเลื่อนต่ำลงมาอีก พจน์ถอนสายตาอย่างฉับพลัน สีหน้าละอายนิดๆ ขยับตัว
       จันทร์ขยับตัวเหมือนกัน สีหน้าระทึกใจนิดๆ “เอ้อ...จะไปดูคุณริมา”
       “จันทร์”
       “คะ”
       “ยังคิดถึงเรื่องอดีตที่ทำให้เป็นทุกข์ใจอยู่มั้ย ...ลืมบ้างหรือยัง”
       จันทร์รู้สึกตื้นตันขึ้นมาในใจ ที่พจน์อุตส่าห์ถาม เหมือนจะร้องไห้
       “ฉันขอโทษถ้าถามเรื่องที่ไม่ควรถาม”
       “ไม่ค่ะ...ไม่ ดิฉันคิดอยู่เสมอว่า บุญยังคุ้มครองดิฉันที่ได้มาพบ...ที่นี่”
       “ไม่จริง ต้องเรียกว่าเรามีบุญมากกว่า เพราะอยู่ๆ เธอก็มา...มาทำให้พวกเราสบายกันทุกคน”
       จันทร์ส่ายหน้าน้อยๆ แต่ไม่พูดอะไร
       “ถ้าจะขอบใจใคร ก็คงจะเป็นสายน้ำกระมังที่พัดพาเธอให้หยุดตรงท่าน้ำบ้านนี้ ไม่พัดเธอไปที่บ้านอื่น ไม่อย่างนั้นฉันคงอิจฉาเขามากๆ” พจน์ทำเสียงสบายๆ เป็นกันเอง
       จันทร์ค่อยหายประหม่า
       “ค่ะ...ขอบพระคุณค่ะ”
       จันทร์ไหว้พจน์นิ่งไปอีก มองนิ่งๆ จันทร์รู้ตัวว่าถูกมอง
       “บางทีคงจะถึงเวลาแล้ว ที่เธอสองแม่ลูกจะสุขสบายขึ้น”
       จันทร์มองพิศวงมาก พจน์ยิ้มให้นิดๆ ก้าวเท้าเดินไป
       “ดึกแล้ว ไปนอนเถอะ ไม่ต้องห่วงริมา” พจน์เดินจากไป
       ยังไม่ทันที่จันทร์จะทำอะไร สารภีวิ่งกระเหือดกระหอบมา
       “คุณพจน์คะ...คุณริมาตัวร้อนจี๋เลยค่ะ”
      
       ครู่ต่อมาจันทร์โอบอุ้มจริมาที่กระสับกระส่ายเพราะไข้ขึ้นสูงขึ้นนั่ง พิงอกตัวเอง ป้อนยา จริมาสำลักนิดหน่อย
       จันทร์บอกเบาๆ เสียงปลอบโยน “ค่อยๆ นะคะ ค่อยๆ กลืน”
       แล้วจันทร์จึงประคองจริมาลงนอน รับผ้าจากสารภีมาเช็ดหน้า เช็ดแขน ห่มผ้าให้อย่างนุ่มนวล ทุกอย่างข้างต้นอยู่ในสายตาพจน์ที่ยืนมองอยู่ห่างออกไป
       “จันทร์...จันทร์จ๋า”
       “คะ”
       “อยู่กับริมานะ” จริมาอ้าแขนหาจันทร์
       จันทร์ก้มตัวลงไป จริมากอดคอจันทร์แน่น
       “ค่ะ..ค่ะ คืนนี้ดิฉันจะนอนกับคุณริมาค่ะ”
       จริมายิ้มออกได้ หลับตาลง จันทร์ห่มผ้าให้เรียบร้อย หันมาเห็นพจน์ยืนจ้อง สายตาประหลาดไป
       จันทร์ใจสั่นนิดๆ เดินก้มตัวผ่านไป “ดิฉันจะไปเอาหมอนกับผ้าห่มค่ะ”
       “จันทร์” จริมาพูดทั้งยังหลับตา “เอาตัวเล็กมานอนกับริมานะ”
      
       รุ้งนอนหลับสนิท หน้าตาสงบนิ่งน่าเอ็นดู ถุงขนมของฉัตต์วางอยู่ข้างๆ สองคนยืนจ้องมอง พจน์เหลือบมองจันทร์ ด้วยสีหน้าอ่อนละมุน เต็มไปด้วยความรัก
       “รุ้งเป็นเด็กดีมากนะจันทร์ เธอเลี้ยงลูกได้ดีมาก”
       “ขอบคุณค่ะ” จันทร์พนมมือไหว้
       “ฉันเชื่อว่าต่อไปรุ้งจะเป็นสุภาพสตรีที่ดีพร้อม ฉันจะคอยดูต่อไป”
      
       พจน์อุ้มรุ้งเดินไปจากห้องเรือนเล็กไปตึกใหญ่ จันทร์เดินตามไปด้วย สายตาจันทร์ที่มองพจน์ เต็มไปด้วยความประทับใจ
       ละเมียดยืนที่หน้าห้องตัวเอง มองตาม มีรอยยิ้มนิดๆในดวงตาแต่สีหน้าสงบนิ่ง
      
       วันหนึ่ง คุณชายศักดินายืนอยู่หน้าตำหนัก สีหน้าสงบเฉย ยืนตัวตรง มือสองข้างไขว้หลัง
       ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส เดินสง่างามออกมา เพ่งมองชายเดียวพินิจพิเคราะห์ สายตามีแววคล้ายลังเลนิดหน่อย พอศักดินาหันมา ท่านหญิงมีสายตานุ่มนวลรักใคร่อย่างเดิม
       “ชาย”
       ศักดินาหันไป ยิ้มน้อยๆ “ท่านแม่ งามจังค่ะเด็จไหนหรือคะ”
       “ไปวังน้าหญิงเล็ก ชายคอยใครอยู่หรือลูก”
       “ชายขอไปกับท่านแม่ค่ะ ท่านแม่กับน้าหญิงเล็กจะเด็จวัดอรุณผ่านบ้านพี่ฉัตต์ หลานของคุณหญิงปัณณธร ชายขอแวะ”
       “ชายต้องเร็วนะลูก เพราะแม่” ท่านหญิงดูนาฬิกา “ต้องไปให้ทันเพล” พลางจูงมือศักดินาลงบันได
       “พี่ฉัตต์บอกว่ามีขนมจะถวายท่านแม่ด้วยค่ะ ขนมฝีมือชาววังค่ะ”
      
       จันทร์อยู่ในครัวบ้านปัณณธร ทำขนมช่อม่วง จีบว่องไว สวยงาม ใส่รังถึง
       สำลีชะโงกดูจนใกล้มาก “เอาดอกอัญชัญอีกมั้ยพี่จันทร์”
       “พอแล้ว”
       “ใครตั้งชื่อช่อม่วงนะเนี่ย เพราะเนอะพี่จันทร์” สำลีว่า
       สำเนียงหมั่นไส้ “นังลี น้ำลายกระเด็นเป็นฝอยฝาแล้ว ถอยออกมาเลยเว๊ย”
       สำลีย้อน “น้ำลายแม่จะกระเด็นแทนเหรอ”
       สำเนียงเขกหัวป๊อกทันที แล้วลากออกไป สำลีร้องโอ๊ย..โอ๊ย
       “อ่อน เอ้าเอาไปตั้งเตา ไหวมั้ย” จันทร์ว่า
       “ไหวค่ะ เอาซึ้งอีกใบมั้ยคะ”
       “ได้ เอามาอีกใบ”
       ละเมียด เดินเข้ามาหา “คุณฉัตต์ถามว่าเสร็จหรือยัง เพื่อนเธอกำลังมา เธอจะให้เพื่อน”
       “เดี๋ยวเดียวค่ะคุณเมียด..ซึ้งโน้นเสร็จแล้วถ้ารีบก็ไม่ต้องรอ แต่น้อยไปหน่อยนะคะน้าเนียง” จันทร์ลุกขึ้นเดินไปล้างมือ “คุณเมียดเห็นรุ้งมั้ยคะ”
       “เห็นคุณฉัตต์ให้ไปพบ”
      
       “ทำไมคะ” จันทร์หน้าตื่น นึกแปลกใจ “คุณฉัตต์เรียกรุ้งทำไม”
      
       ที่ห้องฉัตต์บนตึกใหญ่เวลานั้น ฉัตต์มองรุ้งที่นั่งพับเพียบตรงหน้า นัยน์ตาแจ่มแจ๋วมองหน้าฉัตต์เป็นคำถาม ฉัตต์หน้าบูดบึ้งถามเสียงห้วน
      
       “หายรึยัง”
       “ไม่สบายหรือคะ ...หายแล้ว ขอบคุณขนมด้วยค่ะ” รุ้งบอก
       “เอาล่ะ” ฉัตต์นิ่งไปอึดใจ “ฉันถามดีๆ นะ แล้วตอบมาตรงๆ อย่าโกหกด้วยว่าวันนั้นทำไมถึงกล้าตีฉัน”
       รุ้งนิ่ง
       “ว่าไง... ตอบ”
       “คุณฉัตต์ผิด”
       ฉัตต์กัดฟันแน่น “กล้ามากนะ...กล้ามาก”
       “กล้าตรงไหนคะ”
       “ที่ตีฉัน” ฉัตต์เสียงห้วน
       “ก้อ...ท่านสั่ง”
       “นั่นแหละ กล้าทำฉัน”
       “ถ้ารุ้งไม่ตี คุณฉัตต์จะเจ็บกว่าเสียอีก”
       “รู้ได้ไง” ฉัตต์สวนคำ
       “ท่านเป็นผู้พิพากษา ท่านตัดสินแล้ว ไม่งั้นท่านก็ตีเอง”
       “ทำเป็นรู้ดี”
       “ท่านเป็นผู้ชาย ตีเจ็บ...แล้วท่านก็ต้องตี 10 ที”
       “อ้อ...แกล้งทำเป็นลมเหรอจะได้ตีไม่ครบ”
       “เปล่าค่ะ...เป็นจริงๆ”
       ฉัตต์เถียงอะไรก็ฟังไม่ขึ้นเลยพาล “ที่หลังไม่ต้องมาสงสาร ไม่ได้ขอร้อง...อย่ามายุ่ง จุ้นจ้าน”
       รุ้งก้มหน้างุด น้ำตาคลอ
       “ทีหลังจำไว้ ฉันอยากให้คุณพ่อตีเอง ตัวเองอย่ามายุ่ง ต่างคนต่างอยู่”
       รุ้งเงียบ น้ำตาหยดเผาะ
       “เข้าใจมั้ย”
       รุ้งยังนิ่ง
       “ถามว่าเข้าใจมั้ย”
       รุ้งเงยหน้า จ้องฉัตต์นิ่ง น้ำตาเต็มตา สะอื้นนิดๆ พยักหน้า
       “เสียมารยาท ผู้ใหญ่ถามพยักหน้า”
       “เข้าใจค่ะ” รุ้งรับแต่เสียงเบามาก
       “ไม่ได้ยิน”
       รุ้งทำท่าจะลุก ไม่อยากร้องไห้
       “บอกว่าไม่ได้ยิน”
       รุ้งหันหลังกลับ จะออก สะอื้นถี่ๆ
       “รุ้ง...”
       รุ้งชะงัก
       คุณชายศักดินาเดินตามสารภีเข้ามา ถือหนังสือ 2-3 เล่มอยู่ในมือ เผชิญหน้ากับรุ้ง
       สองคนพี่น้องจ้องมองหน้ากัน
       ศักดินามีสีหน้าพิศวง ขณะที่รุ้งก็ยังสะอื้น
       ศักดนาเดินไปใกล้ “เป็นอะไรครับ”
       เสียงจริมาดังขึ้น “จะทำอะไรรุ้ง”
       ทั้งหมดหันไป จริมาหน้าตาเอาเรื่องเดินเข้ามาจ้องหน้าชายเดียว
       “จะทำอะไร”
       “ริมา...เอ๊อ...เข้ามาเอะอะจริง นี่เพื่อนพี่...ชายเดียว ขอโทษเขาซะพูดจาไม่ดี”
       จริมาหันไปค้อน “ขอโทษ พี่ฉัตต์ให้เขาบอกด้วยว่าจะทำอะไรรุ้ง”
       “พอ...ชายเดียวเขาจะไปทำอะไร เขาไม่รู้จักซะหน่อยว่าเป็นใคร”
       “เขาเดินหยั่งกะจะไปตีรุ้งนี่” จริมาไม่ลดละ
       “หาเรื่อง...สุภาพบุรุษจะตีผู้หญิงได้ไง ชายเดียว นี่น้องสาวชื่อจริมา เรียกริมาก็ได้” ฉัตต์แนะนำเป็นทางการ
       ศักดินาก้มหัวทักทาย จริมามองค้อนๆ ฉัตต์ชวนไปนั่ง
       “พี่ฉัตต์ แล้วรุ้งล่ะ ไม่แนะนำเหรอ”
       ฉัตต์ไม่สนที่น้องถาม “ไหน เอาหนังสืออะไรมาให้มั่ง ชายเดียว”
       จริมาจ้องมองนัยน์ตาคว่ำ ฉัตต์พูดคุยกับชายเดียว
       “รุ้งไปเถอะอย่าอยู่ตรงนี้เลย เจ้าของบ้านไม่มีมารยาท”
       รุ้งมองไปที่ศักดินา
       ชายเดียวเองก็มองมา สบตากัน แล้วเลื่อนสายตามาที่จริมา
       จริมาดึงรุ้งไป ศักดินามองตาม
       “แขกก็ไม่มี...ไป”
       ศักดินาหน้าเหวอไปเลย
       “มาคนเดียวหรือชายเดียว”
       “มากับท่านแม่ครับ..ต้องรีบกลับด้วย ท่านแม่คอยอยู่”
      
       สนจอดรถหน้าตึกใหญ่ ที่บริเวณใต้ต้นไม้ ห่างจากหน้าตึกขนาดพอมองเห็นคน ท่านหญิงแขไขนั่งสงบ เหลือบสายตาต่ำอ่านหนังสือเล่มเล็ก ๆ
       จันทร์เดินมาตามทางจากหลังตึก จะมาขึ้นบนตึก ผ่านท่านหญิงไป ชนิดว่าถ้าเงยหน้าก็เห็นเต็มๆ
       นายสนยืนอยู่แถวนั้น มองฟ้ามองยอดไม้อยู่
       ท่านหญิงอ่านหนังสือ จันทร์เดินมา ใกล้ถึงมุมที่ต้องเลี้ยวมุมตึก
       สนมองผ่านๆ ไม่ตั้งใจ เห็นใบหน้าจันทร์ที่กำลังจะเลี้ยวพอดี
       “เอ๊ะ”
       ท่านหญิงเงยพักตร์ ด้วยได้ยินเสียงสน จันทร์เลี้ยวพอดี เดินขึ้นตึกไป เห็นด้านหลังอึดใจหนึ่ง
       ท่านหญิงคลับคล้ายคลับคลา เพ่งมอง พลางเรียก
       “สน”
       “กระหม่อม”
       “แกเห็นอะไรร้องเอ๊ะ”
       “เอ้อ...เปล่ากระหม่อม”
       ท่านหญิงพิงพนักเก้าอี้ สีหน้ายังครุ่นคิดอยู่
      
       สองคนอยู่ในห้องเดิม ฉัตต์ปิดหนังสือ
       “พี่อ่านเสร็จแล้วจะคืนนะชายเดียว”
       “ครับ พี่ฉัตต์”
       “เสียดายจังชายเดียวรีบกลับ ไม่อย่างนั้นจะให้ดูหนังสือของคุณพ่อ มีแผนที่ WORLD ATLAS ด้วย”
       “อยากคุยกับพี่ฉัตต์ แล้วจะขออนุญาตท่านแม่มาอีก มาทั้งวันได้มั้ยครับ”
       “ได้สิ มาเล่นทายความรู้รอบตัวกัน ให้อ่านก่อนคนละชั่วโมง แล้วถาม-ตอบ เอามั้ย”
       ศักดินายิ้มน้อยๆ ท่าทีสุภาพ “ครับพี่ฉัตต์ ผมกลับนะครับ”
       ฉัตต์พาลุกขึ้น เดินออก
       “น้องแท้ๆ หรือครับ เด็กผู้หญิงคนเมื่อกี้” ศักดินาถามถึงจริมา
       “อ๋อ..ริมา..ใช่น้องแท้ๆ ริมาเกิดคุณแม่ก็ตาย” หน้าตาฉัตต์ขัดเคืองแค้นใจขึ้นมารำไรๆ
       “แล้วเด็กอีกคนล่ะครับ” ศักดินาถาม
       ฉัตต์หน้าเคร่ง
       “ขอโทษครับพี่ฉัตต์ ถ้าผมถามอะไรไม่เหมาะสม”
       “ไม่เป็นไร..ไปเถอะ” ฉัตต์เดินนำออกไป
       ศักดินามีสีหน้าพิศวง ว่าทำไมฉัตต์ไม่ตอบ
       “ชายเดียว เร็ว”
       ชายเดียวเดินตาม
       จันทร์เข้ามาจังหวะนี้ ฉัตต์หน้าบึ้ง มองสบตาจันทร์แล้วสะบัดตัวเดินออกไป
       “สำลีเอาขนมไปที่รถแล้วนะคะ” จันทร์พูดเบาๆ ตามหลังฉัตต์ แล้วหันมา
       จันทร์เผชิญหน้ากับศักดินา มองด้วยสีหน้าอ่อนโยน รู้สึกนิดหน่อยว่ามีอะไรแปลกๆ
       สองแม่ลูกยืนมองกันอยู่อึดใจ
       ศักดินายิ้มนิดๆ มองจันทร์ด้วยแววตาอ่อนโยน
       “ชายเดียว...เร็ว” ฉัตต์เร่ง
       ศักดินายิ้มร่ำลา แล้วออกไป
       “ชายเดียว”
      
       จันทร์พึมพำ โดยยังไม่รู้ว่าเด็กชายหน้าสวยคนนี้เป็นลูกชายแฝดของตน!
      
       พจน์เพิ่งกลับมาจากทำงาน เดินมาที่บริเวณหนึ่งในตัวตึกปัณณธร จริมาตรงเข้ามาหาเพื่อฟ้องพ่อ ฉัตต์เข้ามาเห็นพอดี จึงแอบฟัง ได้ยินเสียงดังแว่วๆ เห็นเป็นภาพไกลๆ และเห็นพจน์ส่งเสื้อนอกที่ถอดให้แนบ เหลือแต่เสื้อตัวใน แนบเดินเข้าตึก
      
       “คุณพ่อถามตัวเล็กด้วยนะคะ ต่อหน้าพี่ฉัตต์เลยค่ะ” จริมาว่า
       “ต่อหน้าพี่เขา แล้วรุ้งจะพูดหรือลูก”
       “พูดค่ะ”
       พจน์จับหัวโยกเบาๆ “ รู้ได้ไงว่ารุ้งจะกล้าพูด”
       “ทีคุณพ่อให้ตี ตัวเล็กยังตี ตัวเล็กเขาไม่กลัวหรอกค่ะ พี่ฉัตต์น่ะเกเรจริงๆ เลย ชอบแกล้งตัวเล็ก เป็นอะไรไม่รู้...” จริมาลากเสียงยาวน่าขัน
       สีหน้าฉัตต์ หมายมั่นปั้นมือมาก
      
       ฉัตต์เดินดุ่มๆ มาอีกบริเวณหนึ่ง มองหารุ้ง เห็นแล้วว่ารุ้งเก็บดอกไม้จะไปร้อยมาลัย จึงเดินเข้าไปหา ดอกไม้บานสะพรั่ง มือรุ้งเอื้อมเข้าไปจะเด็ด ทว่ากิ่งไม้นั้นถูกดึงไปด้วยมือฉัตต์ ที่มองหน้ารุ้งนิ่งๆ
       รุ้งมองฉัตต์อยู่อึดใจ จะไปเด็ดอีกกิ่ง ไม้กิ่งนั้นถูกดึงไปอีก รุ้งจะไปเด็ดอีกกิ่ง กิ่งนั้นก็ถูกฉัตต์ดึงไป
       “จะเก็บไปร้อยมาลัยให้คุณย่าคุณฉัตต์ค่ะ”
       “ไม่ได้ว่าอะไรนี่” ฉัตต์บอกกวนๆ
       “ไม่ว่าหรือคะ” รุ้งถามเสียงซื่อ หน้าซื่อมาก
       “ถ้าคุณพ่อมาถามตัวว่าฉันแกล้งตัว ตัวจะตอบว่าไง”
       “ตอบเรื่องจริงค่ะ” รุ้งก้มหน้าตอบ เพราะกลัวอยู่เหมือนกัน
       ฉัตต์หน้าบึ้งฉับพลันทันที แล้วเดินพรวดไปกระแทกไหล่รุ้งเล็กๆ เบาๆ เพราะรู้เหมือนกันว่าไม่ดี
       “ดีฟ้องกันเข้าไป พวกช่างฟ้อง”
       แล้วเดินกระแทกไปเต็มแรง
       เสียงพจน์ดังขึ้น “ฉัตต์”
      
       ทั้ง 4 คน พจน์ ฉัตต์ รุ้ง และจริมาที่รู้เรื่องแล้วอยู่ในห้องบนตึกใหญ่ พจน์เอ่ยขึ้นกับฉัตต์
       “นั่งลง”
       “ผมยืนได้ครับคุณพ่อ”
       “อย่าเลยฉัตต์ เพราะพ่อจะพูดหลายอย่างเดี๋ยวจะเมื่อย”
       “ผมยืนได้ครับ เพราะถ้าคุณพ่อให้ใครตีผมจะได้ไม่เสียเวลา” ฉัตต์ลุกขึ้นยืน
       พจน์หน้าขรึมขณะมองดูฉัตต์ ฉัตต์สบตาพ่ออยู่อึดใจ จึงนั่งลง
       “เอาล่ะ รุ้งกับริมาออกไปได้แล้ว” พจน์บอกรุ้งกับจริมา แล้วหันมาทางฉัตต์ “ฉัตต์โตแล้วพ่อไม่ตีหรอก”
       “คุณพ่อ ยังไม่ถามตัวเล็กเลยค่ะ” จริมาทักท้วง
       ฉัตต์เหลียวขวับ “อย่ายุ่งได้มั้ย”
       รุ้งไหว้แล้วออกไปอย่างรวดเร็ว
       “ตัวเล็ก..อย่าเพิ่งไป..เดี๋ยว”
       พจน์ดุ “ริมา หนูฟังที่พ่อพูดไม่รู้เรื่องจริงหรือลูก”
       จริมานัยน์ตาตก “ค่ะ..คุณพ่อ”
       จริมาเดินออก สบตากับฉัตต์อีกแว่บหนึ่ง ฉัตต์ทำท่าจะเข้าไปหา จริมาทำท่าสู้
       “ริมา ไม่มีอะไรต้องพูดกับพี่เขาแล้ว”
       “ริมาเปล่าค่ะคุณพ่อ พี่ฉัตต์ต่างหากทำท่าจะตีริมา”
       “เชอะ...ใครอยากตีตัว” ฉัตต์เยาะ
       จริมาย้อน “หรือไม่ก็อยากตีตัวเล็ก”
       “ยิ่งไม่อยากใหญ่...ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากมองด้วยซ้ำ”
       “แหม...อย่างเชื่อนี่”
       พจน์ดุอีก “ริมา”
       คราวนี้จริมาออกไปอย่างรวดเร็ว
       “เมื่อไหร่จะเข้าใจเสียทีว่าที่แม่ของลูกตายไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับจันทร์หรือรุ้ง”
       ฉัตต์นิ่ง
       “โตแล้วนะลูก เรื่องนี้เข้าใจไม่ยาก หรือว่าจะต้องรอให้โตเป็นหนุ่มถึงจะยอมเข้าใจ”
       ฉัตต์กัดฟันพูด “มันมา...คุณแม่ก็ตาย คุณแม่ตายเพราะมันมา โตไม่โตฉัตต์ก็รู้แค่นี้”
       แล้วฉัตต์ก็วิ่งพรวดออกไปอย่างเร็ว
       พจน์ร้องเรียกตาม “ฉัตต์”
      
       ในเวลาต่อมา พจน์แวะมาหารือกับคุณหญิงเพ็งเรื่องความดื้อรั้นของฉัตต์
       “อย่าโกรธลูกนะ แม่ว่าเขารับรู้แล้วล่ะ แต่ทิฐิไงเลยไม่ยอมรับมากกว่า ลูกชายพ่อพจน์เป็นคนดื้อนะ ตอนแม่ตายเขาสะเทือนใจมากเพราะกะทันหันเหลือเกิน พอไม่รู้จะโทษใคร...พวกนี้โผล่เข้ามาเป็นแพะรับบาปพอดี ปากเสียงไม่มีอยู่แล้ว พ่อฉัตต์เลยสนุกใหญ่”
       “คุณแม่จะให้ตาฉัตต์เที่ยวหาเรื่องทั้งจันทร์ทั้งรุ้งอยู่อย่างนี้หรือครับ หาเรื่องกับรุ้งมาตั้งแต่เด็กจนโต” พจน์ปรารภ
       “นั่นสิ...ทั้งแม่ทั้งลูกก็ตัวลีบเต็มทนเวลาเจอะกับตาฉัตต์…แม่ก็กลุ้มนะ”
       “ผมสังเกตว่า ถ้ายิ่งเราชอบเขาจะยิ่งขวาง แต่ถ้าเราทำเฉยกับใครเขาถึงจะดีกับคนนั้น”
       “คนที่ทำเฉยไม่ได้คือลูกสาวพ่อพจน์นั่นแหละ เลือดผู้พิพากษาแรงผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก ไม่ผิดอย่ามาว่ากันเชียวเถียงหัวชนฝา หารู้ไม่ว่าปกป้องรุ้งยิ่งทำให้รุ้งโดนหนักขึ้น” คุณหญิงบ่น
      
       จริงดังที่คุณหญิงย่าว่า จริมา รุ้งและฉัตต์ อยู่ที่กลางสนามข้างตึกใหญ่ จริมาบ่นว่าและเอาเรื่องพี่ชายไม่ยอมเลิก
       “พี่ฉัตต์นั่นแหละผิด...หาเรื่อง ตัวเล็กเขาเก็บมะลิอยู่ดีๆ พี่ฉัตต์ก็ไปแกล้งเขาทำโทษก็ไม่โดน ลอยนวล..สบาย”
       “รู้ได้ไง”
       “ตัวเล็กบอก”
       ฉัตต์หันขวับมาทางรุ้ง ที่ยืนหน้าเป๋อเหลออยู่ รุ้งพุ่งตัวเขาแอบหลังจริมาโดยอัตโนมัติ เป็นภาพที่ตลกและน่าขำ จริมากางแขนปกป้องรุ้ง
       “ปากบอนนัก” ฉัตต์ชี้หน้า
       “พี่ฉัตต์ นิสัยไม่ดีนะคะ”
       “จริงนี่..แค่นี้ก็ฟ้องคนไปทั่ว”
       “ตัวเล็กไม่ได้ฟ้องนะ..แกล้งผู้หญิงแบบเนี้ยไม่เป็นสุภาพบุรุษเล้ย...” จริมาลากเสียงยาวอีก ราวกับผู้ใหญ่
       “คุณพ่อยังไม่ถามซะหน่อย”
       “คุณพ่อไม่ถามก็ฟ้องได้” จริมาหันไปทำเสียงใส่รุ้งที่พยายามดึงเสื้อ “ฮื้อ..อย่าน่า ถ้าเป็นพี่ฉัตต์น่ะเหรอ.. เฮ่อฟ้องทันที..ฮื้อ ตัวเล็กดึงทำไม” จริมาหันมามองหน้าตัวเล็กของเธอพลางบอก “ไม่ต้องกลัว ตัวเป็นคนถูกจะกลัวทำไม”
       รุ้งส่ายหน้าพยายามดึงจริมาไปที่อื่นกัน
       “ไม่ต้องมาทำเป็นคนดี เอาสิอยากฟ้องใครก็ไปฟ้องเลย ฟ้องเลย นั่นไง โห...มาเป็นพรวน...เอาเลย”
       สำเนียง สำลี และอ่อน เดินหน้าตื่นมาเป็นแถว
       “ไหน...ไหน คุณฉัตต์อาละวาดอยู่ทางไหน” สำเนียงนำร่อง
       “อยู่นี่ยายเนียง แกจะมารุมฉันใช่มั้ย มาเลย มา นังลี นังอ่อน คอยอะไร..เข้ามา” ฉัตต์ท้าใหญ่
       “พี่ฉัตต์ จิกหัวเรียกเขาอย่างนี้ ริมาจะฟ้องคุณย่า”
       “ทำไมจะเรียกไม่ได้ ยายเนียง ยังเรียกนังลีเลย แล้วนังลีก็เรียกนังอ่อน” ฉัตต์เถียง
       “เขาเรียกกันเองนี่” จริมาโต้
       “แล้วทำไมฉันเรียกแล้วเป็นไง”
       “คุณย่าไม่ให้จิกเรียกใคร คุณย่ายังไม่เคยเรียก เรียก เนียง ลี อ้อยเฉยๆ สารภีก็เรียกเฉยๆ” จริมาว่า
       ฉัตต์พาลไปใหญ่ “จะเรียก..นัง..นัง..นัง” พร้อมกับขี้หน้าไปทุกคนแต่ไม่ออกชื่อ สุดท้ายชี้ไป จันทร์กับละเมียดที่เดินลับพุ่มไม้มาพอดี ฉัตต์ชี้ค้าง เหลียวมาดูหน้าจริมาท่าทีน่าขำ
       “เอาสิ” จริมาท้า
       “คุณฉัตต์ขา ไม่เป็นไรค่ะ เรียกได้... เรียกได้ เนียงกะนังลี นังอ้อยเป็นบ่าวค่ะ เรียกยังไงก็ได้” สำเนียงบอก
       “เรียก “นัง” ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่คะ คุณริมา ใครๆ ก็เรียกลีว่านังลีทั้งนั้น” สำลีว่า
       “นังอ่อนด้วยค่ะ” อ่อนเสริม
       ละเมียดเอ่ยขึ้น “คุณฉัตต์คะ คุณย่าให้หาคุณฉัตต์ค่ะ”
       ฉัตต์หน้าบึ้งจัด มองจันทร์เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ จันทร์หลบตาเลี่ยงไปหารุ้ง
       “ถึงคุณย่าแล้วเหรอ ใครสาระแนล่ะคราวนี้” ฉัตต์จดสายตายังมองจันทร์ไม่วางตา
       รุ้งหลบหลังแม่ แต่มองหน้าแม่เป็นเชิงถามว่าแม่ฟ้องหรือเปล่า จันทร์ส่ายหน้าปฏิเสธ
       “คราวนี้ใครฟ้องล่ะ อย่ามาทำหน้าไม่รู้เรื่องหน่อยเลย ตั้งแต่เข้ามาอยู่มีแต่เรื่อง”
       ฉัตต์เดินหน้าเข้าไปหารุ้ง ยอดโผล่พรวดออกมา แบบฟังอยู่นานแล้ว มาถึงกางกั้นรุ้ง
       “ไอ้ใบ้ อ๋อ จะปกป้องเจ้านายแกรึ เอาสิวะ”
       “พี่ฉัตต์ อย่านะ”
       ละเมียด พูดพร้อมๆ กันกับจริมา “คุณฉัตต์ อย่าค่ะ”
       ใบ้ทำท่าเงอะงะ ส่ายมือว่าไม่ใช่ ในเวลาเดียวกัน ฉัตต์กระโดดแล้วถีบยอดอกยอดเต็มแรงจนตัวลอย ผู้คนร้องวี้ดว้ายกันใหญ่ ยอดเซไปแล้วล้มลง
       รุ้งหวีดร้อง แล้วเข้าไปประคองยอดให้ลุกขึ้น รุ้งหันมามองฉัตต์ เสียใจด้วย...เคืองด้วย
       ฉัตต์ก็มองรุ้ง ด้วยความตกใจ สีหน้ารู้สึกผิดบางๆ
      
       ไม่นานต่อมา ไม้เรียวในมือพจน์ซึ่งยืนอยู่กับคุณหญิงเพ็ง ฟาดขวับเข้าที่ขาฉัตต์ จนฉัตต์สะดุ้งสุดตัว
       จริมา รุ้ง และยอด อยู่ใกล้ๆ ในฐานะคู่กรณี ส่วนคนอื่นอยู่ไกลๆ
       พอไม้เรียวที่สองฟาดลง พวกอยู่ไกลๆ ก็เสียงฮือ
       “คุณเมียดคะ ฉันว่าเราไม่ควรอยู่ตรงนี้นะคะ” จันทร์เอ่ยขึ้น
       “ใช่” ละเมียดเห็นด้วย ทำท่าให้ทุกคนไป “สงสารคุณฉัตต์”
       คนอื่นๆ เดินไปแล้ว เหลือแต่จันทร์กับละเมียด หันไปมองฉัตต์ เจอฉัตต์มองมานัยน์ตาเข้ม จันทร์กับละเมียดชวนกันไป
       “ตาฉัตต์ มองเขาอย่างนั้นจะทำอะไรเขาหรือลูก” คุณหญิงดุ
       ฉัตต์พูดเสียงอุบอิบ “เปล่าครับคุณย่า”
       “ฉัตต์ ลูกจะทำยังไงกับยอด จะขอโทษเขามั้ย”
       “ไม่ครับ” ฉัตต์ตอบทันควัน
       พจน์ขยับปากจะพูดสวน คุณหญิงแตะแขนไว้ บอกด้วยกิริยาให้ค่อยๆพูด
       “แต่ลูกผิดนะ นอกจากยอดจะไม่ได้ทำอะไรลูกเลย เขายังเป็นคนพิการ รังแกคนพิการไม่ใช่ลูกผู้ชายเลย”
       “มันไม่ได้พิการ มันพูดได้ คุณพ่อน่ะถูกมันหลอก มันหลอกคุณย่า หลอกคุณพ่อหลอกเราทุกคน” ฉัตต์บอกเสียงดัง
       “จนกว่าลูกจะมีหลักฐานที่ชัดเจน พ่อถึงจะเชื่อ ตอนนี้พ่อต้องคิดว่ายอดเป็นใบ้จริงๆ เพราะฉะนั้นฉัตต์ผิดอย่างไม่น่าให้อภัย”
       สีหน้ายอดดูไม่สบายใจเลย ทำท่าไม่เป็นไร ไม่เอาเรื่อง แล้วกราบลงกับพื้น
       พจน์ไม่ยอม “ยอด..ไม่ได้หรอก ลูกชายฉัน ฉันจะไม่ยอมให้ประพฤติตัวไม่ดี ฉัตต์ต้องยอมรับโทษ” พจน์หันมาจ้องหน้าฉัตต์ “ถูกต้องมั้ยลูก”
       ฉัตต์สบตาพ่อ อย่างแรง แล้วเหลือบไปเห็นยอดกำลังทำกิริยาไม่เอาเรื่อง
       “เฮ้ย ไอ้ยอดแกไม่ต้องมายกโทษให้ฉัน เพราะฉันอยากให้แกเจ็บ สาสมกับที่มาตบตาพวกเรา ฉันถูกตีแค่นี้คุ้มโว๊ย..แล้วระวังตัวไว้” ฉัตต์ชี้หน้า คาดโทษ “ไม่ได้มีแค่นี้หรอก”
       พจน์และคุณหญิงเพ็งเสียงดังขึ้นพร้อมกัน “ฉัตต์”
       คุณหญิงพูดเสียงเบาๆ เหมือนเอือมเต็มทน “มากเกินไปแล้วลูก” สายตาคุณหญิงเพ็งจ้องดุฉัตต์แว่บหนึ่ง แล้วเดินออกไป ฉัตต์ หน้าขุ่นมัวมาก
       “พ่อก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน ฉัตต์”
       ฉัตต์ยังยืนหน้าตาขุ่นมัวอยู่อย่างนั้น
       “ทำกับเขาอย่างนั้นเพราะคิดว่าเขาต่ำกว่าเรางั้นรึ”
       ฉัตต์ยืนนิ่ง
       “หรือคิดว่าเขาไม่ใช่คนเหมือนเรา”
       ฉัตต์ยังนิ่ง
       “ไม่ตอบพ่อ แสดงว่าคิดเป็นอย่างอื่น คิดว่าเขาเป็นอะไร”
       ฉัตต์นิ่ง
       “เขาเป็นคนเหมือนเรารึเปล่า”
       คราวนี้ฉัตต์ตอบเบาๆ “ครับ”
       “แค่นั้นแหละ คิดแค่นั้นแหละก็ทำกับเขาอย่างที่ทำไม่ได้ จำคำพ่อไว้ เพราะฉะนั้นอย่าให้พ่อเห็นอีก” พจน์เดินหนีไป
       ฉัตต์จ้องยอดที่นั่งก้มหน้าด้วยสายตาเกลียดชัง ยอดก้มหน้าต่ำลงไปอีก
       “ไอ้ยอด”
       ยอดทำหน้าตอบรับ
       ฉัตต์เสียงเข้ม “ใช่ แกเป็นคน ฉันก็เป็นคน แต่ฉันไม่ใช่คนอย่างแกน่ะ โกหก หลอกลวง เจ้าเล่ห์”
       ยอดทำหน้าเสียใจมาก
       “แกเป็นตัวเวรตัวกรรม พวกแกทั้งสามคนนั่นแหละ” ฉัตต์เดินพรวดไปทันที
       ยอดนั่งนิ่ง รุ้งก็นิ่งงันไปสีหน้าน่าสงสารมาก หันมาทางยอด ยอดทำหน้าปลอบโยนอย่างน่าสงสารเช่นกัน พยายามพยักหน้าให้กำลังใจ
       ทั้งนี้รุ้งไม่รู้ว่ายอดไม่ได้เป็นใบ้
      
       เวลาต่อมารุ้งหลบผู้คนมานั่งซุกตัวอยู่ตรงศาลาท่าน้ำ สายตามองทอดไปในพื้นน้ำ หมองจัด ฉัตต์เดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนเกือบถึงตัวแล้ว ฉัตต์เดินขึ้นศาลาเต็มแรง
       รุ้งรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าฉัตต์มา นั่งนิ่งแต่เหลือบไปดูนิดหนึ่ง
        ฉัตต์เขม้นมองถามเสียงขุ่นเช่นทุกครั้ง “ทำไม”
       รุ้งนิ่ง
        “ทำเป็นไม่รู้ว่ามีคนมา...ฮะ” ฉัตต์เข้ามาใกล้ทำท่าขู่คุกคาม “เห็นรึเปล่า นี่คนนะไม่ใช่ลม”
        “รุ้งต่างหากที่เป็นลม”
        ฉัตต์ฉงน เหล่มากๆ “หมายความว่าไง”
        “คุณฉัตต์ไม่ต้องเห็นก็ได้ค่ะ”
        ฉัตต์นิ่งไปอึดใจ “จะว่าอะไรฉัน”
        “ไม่กล้าว่าหรอกค่ะ”
        “พูดทำไม”
        “พูดถึงรุ้งเอง”
        ฉัตต์ย้อน “ไม่จริง จะพูดว่าฉัน ฉันรู้หรอก”
       รุ้งเหลียวมามองหน้าฉัตต์นิ่ง
        “มองอะไร”
        “คุณฉัตต์รู้”
        “รู้...ทำไมจะไม่รู้”
        “แล้วถามรุ้งทำไมคะ” เด็กหญิงจ้องหน้าฉัตต์ สายตาเป็นคำถาม
       ต่างคนต่างจ้องกัน แล้วรุ้งก็จะเดินหลีกไป ฉัตต์ขวาง
        “ปากดีนัก...ไม่ให้ไป”
        “เกลียดก็ให้ไปพ้นๆ สิคะ”
        ฉัตต์อึ้ง ตอบไม่ถูกเลย มองหน้าคว่ำ “ใช่ เกลียด ไป...ไปเลย”
       รุ้งเดินก้มหน้าออกไป
       ฉัตต์ ยืนนิ่งอยู่อีกสักครู่ ก่อนจะหันไปมองดูสายน้ำ
        “คุณแม่...คิดถึงคุณแม่” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มสั่นสะท้าน
      
       รุ้งเดินก้มหน้าก้มตามา แล้วเงยหน้าเหลียวไปมอง เห็นฉัตต์ยืนอยู่ จ้องมองหน้าเข้ม ต่างคนต่างจ้องกัน รุ้งจะไป ฉัตต์ขวาง
        “ขอไปนะคะ”
        “ไอ้ยอดเป็นใบ้รึเปล่า”
        “เป็นค่ะ”
        “ไม่จริง...โกหก”
        “ไม่ได้โกหกค่ะ เป็นจริงๆ”
        ฉัตต์นิ่งอึ้งอยู่สักครู่ พยายามสงบใจรำพันเสียงหมอง “คุณแม่ฉันไม่ได้เป็นอะไรเยอะเลย...ทำไมถึงตาย”
       รุ้งมองอย่างเห็นใจ
        ฉัตต์คิดขึ้นมาอีก “วันที่พวกเธอมาพอดี”
       รุ้งมอง เห็นใจมาก
       ฉัตต์หน้าเศร้า พยายามไม่ร้องไห้ สบตารุ้ง แล้วอารมณ์เคียงขึ้งขึ้นมาอีก
        “อย่ามาเล่นละครเลย รู้ทันหรอก”
        “เล่นละคร...เรื่องอะไรหรือคะ”
        “ทำไมต้องทำหน้า...แบบ...เป็นคนดีตลอดเวลา ฮะ”
        “ไม่...รุ้งไม่ได้ทำ...ทำไมว่าแบบนั้นคะ”
        “ว่าแบบนี้แหละ...จริงมั้ยล่ะ”
        “ไม่จริง” รุ้งเริ่มเสียงแข็งเหมือนกัน ตอบทันที
        “อย่าเถียงนะ...”
        “เถียงค่ะ...เพราะไม่จริงนี่”
        “จริง”
        “ไม่จริง”
        “จริง...จริง...จริง”
       ฉัตต์ตะโกนเสียงดังแล้ววิ่งหนีไปทันที
      
       สองแม่ลูกอยู่ด้วยกันในห้อง จันทร์มองลูก สงสารลูกเหลือเกิน รุ้งนั่งหน้าเสียเหมือนกำลังจะร้องไห้ จันทร์อ้าแขนออก รุ้งเข้าหาอ้อมเขนแม่ จันทร์โอบรุ้งไว้แนบอก รุ้งสะอื้นเงียบๆ
       “รุ้ง..ฟังแม่นะลูก”
       ละเมียดอยู่หน้าห้องจันทร์ที่ประตูแง้มไว้นิดหน่อย มองเข้าไป ได้ยิน
       “คนเรา...จะทุกข์จะสุขอยู่ที่ไหน..แม่เคยบอกลูกหลายทีแล้ว”
       รุ้งพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น “อยู่ที่ใจเราจ้ะ”
       “ตอนนี้ใจของลูกทุกข์หรือสุข” จันทร์ถาม
       รุ้งร้องไห้มากขึ้น เสียงสะอื้นถี่ขึ้น..ถี่ขึ้น เป็นคำตอบ
       “แม่รู้แล้ว ลูกไม่ต้องตอบแม่หรอกลูก”
       รุ้งยิ่งร้องไห้มากขึ้น จันทร์กอดลูก โยกตัวเหมือนจะกล่อมให้นอน
       “คุณฉัตต์ว่าลูกอย่างนั้น ลูกร้องไห้เสียใจ แม่ไม่ว่าเลยแม่จะคอยเช็ดน้ำตาให้รุ้งด้วยซ้ำ”
       “ลูกคิดว่าแม่จะว่าลูกขี้แย”
       “ไม่ว่า เพราะคุณฉัตต์ว่าลูกจริงๆ รุ้งเสียใจก็ถูกแล้วนี่ลูก”
       รุ้งพยักหน้า
       “แต่แม่อยากให้ลูกคิดอะไรมากกว่านั้น” ขณะพูดจันทร์มองหน้าลูกตลอดเวลา
       รุ้งเองก็ฟังแม่อย่างตั้งใจตลอดเวลา
       “คุณฉัตต์เป็นลูกหลานคุณพจน์ กับคุณหญิง เป็นพี่ชายคุณริมา”
       สายตารู้คิดตาม
       “ทั้งคุณพจน์ ทั้งคุณหญิง ทั้งคุณริมา รักลูก ดีกับลูกที่สุด ทั้งๆ ที่เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกับท่านเลย เราแค่เป็นคนพเนจรมาพึ่งใบบุญท่าน...จริงมั้ย”
       “จริงจ้ะแม่”
       “แค่นี้ลูกคิดออกหรือยังว่าแม่จะพูดอะไรต่อ”
       “รู้จ้ะแม่ ..ลูกรู้แล้ว” นัยน์ตารุ้งบอกว่าเข้าใจแล้วจริงๆ
       จันทร์จูบแก้มลูกเบาๆ กิริยานุ่มนวลเหลือเกิน “บอกแม่ได้มั้ยจ๊ะลูกรัก”
       “ลูกจะไม่โกรธคุณฉัตต์ แต่คุณฉัตต์พูด...ลูกจะไม่ฟัง” รุ้งว่า
       “ถ้ารุ้งทำได้อย่างนั้น ลูกรู้มั้ยว่าใครจะมีความสุข” จันทร์บอก
       รุ้งจ้องแม่...จันทร์จ้องลูก
       รุ้งอ่านสายตาแม่ที่บอกโจ่งแจ้งว่าคือตัวแม่เอง สองมือประคองหน้าแม่
       “แม่”
       จันทร์น้ำตาคลอเต็มตา ยิ้มชื่นใจ “ขอบใจนะลูก...ขอบใจที่ฟังแม่”
       “ลูกรักแม่จันทร์...ลูกรักแม่จันทร์ที่สุด” รุ้งย้ำคำรัก
       ละเมียดมองจันทร์กับรุ้งด้วยสายตาซาบซึ้ง น้ำตาคลอๆ
      
       10 ปีผ่านไป...
       รุ่งเช้าของวันนี้พระอาทิตย์แรกขึ้นส่องแสงเรื่อเรืองสวยงาม ฝูงนกบินออกจากรัง
       ยินเสียงเพลงดังนำมาก่อนตัวเจ้าของเสียงจากสวนสวยบ้านปัณณธร จากแว่วๆ ไกลๆ จนดังขึ้นเต็มๆ เสียง น้ำเสียงใสๆ นั้นเป็นเสียงของ จริมา สาวน้อย วัย 16 ปี ที่ร้องเพลงเดินแกมวิ่งมาเลี้ยวลับพุ่มไม้ มุ่งตรงมาที่หน้าห้องจันทร์ ในเรือนเล็ก แล้วหยุดยืนร้องเรียก
        “ตัวเล็ก...ตัวเล็ก”
        ละเมียดที่ยืนมองอยู่เอ็ดเอา “คุณริมา เดี๋ยวเถอะค่ะ คุณย่าได้ยินหรอก”
        จริมาแกล้งเรียก “ตัวเล็ก...ตัวเล็ก” เรียกไม่มีเสียง ทำปากพะงาบๆ “หยั่งงี้เหรอ จะได้ยินมั้ยเนี่ยสงสัยต้องเรียกถึงเย็น”
        “แหม... คุณริมา ไม่งั้นก็ไม่ใช่คุณริมาสิเนี่ย” ละเมียดเย้าอย่างเอ็นดู
        “ไม่งั้นก็ไม่ใช่เมียด ตัวเล็ก” เสียงจริมาดังจนละเมียดสะดุ้ง
        “โอ๊ย” ละเมียดยกมืออุดหู
        “เรียกเค้าตัวเล็ก เค้าน่ะตัวโตกว่าคุณริมาแล้ว”
        “จะเรียก เมียดจะทำไม”
       สักครู่หนึ่งรุ้งเปิดประตู แล้วออกมา เห็นใบหน้างดงามอ่อนหวาน ยิ้มแอร่มแจ่มใสสวยสมวัยสาว 16
        “เสร็จแล้วค่ะ”
        “เร็วๆ เดี๋ยวคุณฉัตต์เธอจะหงุ่ยเอาอีก”
        รุ้งหน้าเหวอ “อะไรคะหงุ่ย”
        “ไม่รู้ คิดเอง แปลว่าหงุดหงิดงุ่นง่านงอแง” จริมาว่า
        รุ้งหัวเราะชอบใจ “ทำไมยาว”
        “นั่นแหละ คิดศัพท์ใหม่สั้นๆ ได้ใจความ หงุ่ย” จริมาหัวเราะชอบอกชอบใจ
       จันทร์แต่งตัวสวยงามสมวัย เดินตามออกมา
        “จันทร์... ริมาจะเอาตัวเล็กไปส่งโรงเรียน”
        “อุ้ย ไม่ต้องค่ะคุณริมา ให้รุ้งไปรถรางเอง”
        “ไม่...ริมาจะเอารุ้งไปใครอย่าขัดขวางนะ”
        “ถ้ารุ้งขวางเองล่ะคะ... รุ้งกลัวคุณหงุ่ย” รุ้งพูดเสียงพึมพำ แต่หน้าขำๆ
        “อะไรนะ อ๋อ ฮ่ะ..ฮ่ะ..ฮ่ะ” จริมาหัวเราะโลกแตก “ไม่ต้องกลัว.. ไป” แล้วคว้าตัวรุ้งวิ่งไป
       ทันที
       เสียงหัวเราะสดใสของสองสาวดังกังวานแว่วห่างไปตามลำดับ
        จันทร์ส่ายหน้าอ่อนใจ “เดี๋ยวเจอฤทธิ์คุณ...เอ๊ะ รุ้งเรียกคุณฉัตต์ว่าไงนะ พี่เมียดได้
       ยินมั้ย”
      
       ฉัตต์ ปัณณธร เติบโตเป็นหนุ่ม ยืนหันหลังอยู่มองดูตัวตึก มีเสียงหัวเราะแว่วๆ มา ฉัตต์หันหน้ามา ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งจ้องมองสองสาวที่เดินมากันแบบร่าเริงเต็มพิกัด พอเจอะ “คุณหงุ่ย” เข้า รุ้งจ๋อย จริมาจ๋อยบ้างแค่นิดเดียว สองคนทำท่าเดินหงอยจะไปขึ้นรถ
        ฉัตต์ร้องเรียกไว้ “เดี๋ยว”
       สองคนหยุด รุ้งนั้นรู้แกว ถอยไปมากกว่าจริมา 2 ก้าว
        “จะทำอะไรกัน” ฉัตต์ถาม
        “ไปส่งตัวเล็กที่โรงเรียนนะ พี่ฉัตต์นะ...นะคะ”
        ฉัตต์นิ่งไปอึดใจหนึ่งแล้วบอก “ไปเอง”
       รุ้งหน้าเฉยเมยไม่หวั่นไหว ด้วยว่าชินเสียแล้ว
        “โธ่ พี่ฉัตต์มันทางผ่านนี่คะ” จริมาอ้อน
        “ไม่ใช่ทางผ่าน”
        “ไม่ผ่านแต่เลี้ยวไปนิดเดียว”
        “ถ้าให้ไปส่ง...ไม่เลี้ยว ถึงหัวมุมก็ลง เดินไปเอง” ฉัตต์มีข้อแม้
        “โอ๊ยคุณหงุ...” จริมายั้งปากไว้ทัน
        “อะไร” ฉัตต์คาใจ
        “เปล่าค่ะ ตัวเล็กเดินไหวมั้ยจากหัวมุมไปโรงเรียน...กระติ๊ดเดียว” จริมาถาม
        รุ้งรับปากทันที “ไหวค่ะ”
        ฉัตต์หันขวับมามอง หน้าเขม็ง
        “แต่...เอ่อ รุ้งไปเองดีกว่าค่ะ” รุ้งหันหลังเดินไปตามทางออกประตูใหญ่
      
       รุ้งเดินดุ่มๆ มา รถแนบขับแล่นมาเลยรุ้งไปแล้วจอด ฉัตต์เปิดประตูคอย รุ้งเดินไปขึ้นรถ หน้าตาสงบเสงี่ยม สบตาฉัตต์แล้วหลบวูบ ใบหน้าฉัตต์นิ่งเฉย
        “ขอบคุณค่ะ” รุ้งไหว้ฉัตต์
       คุณหงุ่ยของรุ้งและจริมายิ่งเมินไป
       รุ้งอมยิ้มสบตาจริมาอย่างรู้กัน จริมาทำท่า “หงุ่ย” คือหน้าง้ำ ทำมือเป็นจวักคว่ำลง
       รถแล่นออกไป ประตูบ้านปัณณธรเปิดกว้าง รถแนบแล่นออกนอกประตูมาค่อนข้างเร็ว จังหวะนี้รถสนขับแล่นมาพอดี ต่างคนต่างเบรก
        ฉัตต์ร้องขึ้น “อ้าว... ชายเดียว” แล้วลงรถไป
        จริมามองเหล่ๆ “เจอกันอีกแล้ว”
        “ใครคะ อ๋อ...คุณชายเดียว” รุ้งร้องอ๋อ
        “เจอกันตรงเนี้ย ครั้งนี้สิบครั้งได้แล้วมั้ง” จริมาบ่น
        “ก็วังเค้าอยู่เลยบ้านเราไปทางนี้ เค้าจะไปโรงเรียนนี่คะ” รุ้งท้วง
        จริมาไม่ยอมอยู่ดี “นั่นแหละ...เจอบ่อย...เบื่อ”
      
       ประตูรถเปิดศักดินาก้าวลงมา ใบหน้าสะสวยยิ้มสุภาพมองไปที่รถผ่านกระจกใส จริมากับรุ้งมองมาเช่นกัน รุ้งยิ้มน้อยๆ ส่วนจริมาหน้าคว่ำมอง
        “พี่ฉัตต์ ผมขอโทษครับ...นายสนขับรถแถ อีกแล้ว” ศักดินาหมายถึงเฉไฉ
        “ไม่เป็นไรชายเดียวไปรถพี่เถอะ ให้นายสนกลับวังได้”
       ฉัตต์เปิดประตูให้ศักดินาขึ้นข้างหน้า ชายเดียวก้าวขึ้นมองหน้ารุ้งเต็มๆ รุ้งยิ้มให้นิดๆ สีหน้าเป็นมิตร ชายเดียวเลื่อนสายตาไปที่จริมา เจอจริมาจ้องเขม็งขณะถาม
       “คนขับรถเค้าขับมากี่ปีแล้วคุณชาย”
        ฉัตต์ก้าวขึ้นข้างหลัง พอดีนั่งใกล้รุ้ง รุ้งขยับไปเบียดริมา
       “ริมาหาเรื่องชายเดียวอีกแล้ว” ฉัตต์ว่า
        “ไม่หาเรื่องแต่เรื่องมันมี” จริมาบ่น
        “ผมขอโทษครับริมา ต่อไปจะบอกนายสนว่าขับรถมาถึงหน้าบ้านนี้ให้จอดรถ คอยให้รถที่ออกมาจากบ้านไปก่อน” ศักดินาบอกเสียงสุภาพ
       รุ้งหัวเราะเบาๆ หันไปดูฉัตต์ ฉัตต์ก็หัวเราะเหมือนกัน พอฉัตต์สบตารุ้ง แล้วรอยยิ้มก็เปลี่ยนเป็นเฉยสนิท รุ้งจ๋อย
        “คุณชายตอบหาเรื่องทำไม
        “ผมตอบจริงๆ ไม่ได้หาเรื่องเลย ถ้าผมหาเรื่องผมก็ต้องตอบว่า นายสนขับมากี่ปีแล้วริมาจะทำไม”
       ฉัตต์หัวเราะเสียงดัง
        “ตาแนบไปได้แล้วฟังเพลินเลยนะ” จริมาดุ
        “ครับ... ฟังเพลินดีครับคุณริมา” แนบรีบไป
        “ฮึ” จริมาหันมาเอ็ดรุ้ง “จะไม่พูดอะไรมั่งเลยหรือ”
       รุ้งสบตากับศักดินาแล้วยิ้มให้อย่างแจ่มใส ชายเดียวยิ้มละมุนตอบในท่าทีนุ่มนวล
      
       ฉัตต์เห็น และจริมาก็เห็น
      
       จบตอนที่  3
ตอนที่ 4
      
       อยู่มาวันหนึ่ง สองหนุ่มศักดินากับฉัตต์ยืนคุยกันอยู่ที่บริเวณมุมหนึ่งของโรงเรียน ท่าทางสองหนุ่มเพิ่งมาถึงทั้งคู่ ไม่ไกลจากบริเวณนั้น แลเห็นนักเรียนชายเดินกันไปมา กิริยาเรียบร้อย หลายคนอ่านหนังสือกันบ้าง คุยกันบ้าง
      
       “ริมาอยู่โรงเรียนเป็นหัวโจก เป็นมั้ยครับพี่ฉัตต์” ศักดินาพูดถึงคู่กัดตั้งแต่เล็กจนโต
       ฉัตต์หัวเราะเบาๆ “แน่นอน ยังสงสัยอะไรอีก”
       “ไม่สงสัยอะไรเลยครับ” ศักดินาหัวเราะด้วย
       ฉัตต์คิดถึงรุ้งขึ้นมา
       “ไม่เหมือนรุ้ง” ชายเดียวปรารภ
       ฉัตต์หน้าเปลี่ยนทันที “ทำไม”
       “รุ้งเรียบร้อยไงครับ น่ารัก” ศักดินาพูดด้วยเสียงเรียบเรื่อย
       ฉัตต์หันมาเพ่งมอง
       “นะครับพี่ฉัตต์ เหมือนผู้หญิงโบราณ” ศักดินาบอกอีก
       “เชอะ”
       “ทำไมพี่ฉัตต์ไม่ชอบรุ้ง...เป็นน้องเหมือนกันนี่ครับ”
       ฉัตต์นิ่งไปนิด เปลี่ยนเรื่อง “ปิดเทอมแล้ว ชายเดียวมีโปรแกรมทำอะไรมั่ง”
      
       เย็นวันนั้น สาลี่ทำกับข้าวบางอย่างอยู่ในครัววังรังสิยา
       ผ่องเดินมาเร็วรี่ “พี่สาลี่”
       “ไง ยายผ่อง รีบเดินขนาดนี้..ตามควายเรอะ โน่นเห็นมีคนสนตะพายไปโน้น”
       “พี่ลี่ล่ะก็พูดเล่นไปได้ ฉันมาสั่งอาหารให้คุณชาย คุณชายกลับจากโรงเรียนแล้วท่านหญิงทรงสั่งเองเชียวนะ” ผ่องบอก
       “คุณชายปิดเทอมแล้วใช่มั้ยเนี่ย ดีเลย ต่อไปนี้จะได้ทำอาหารอร่อยให้ท่านทุกวัน”
      
       ทางด้านชายเดียวอยู่ในชุดนักเรียนยืนทอดสายตาไปในน้ำ
       ท่านหญิงเดินเข้า “ชาย”
       ศักดินาหันกลับมาช้าๆ น้ำตายังกองอยู่บนแก้ม
       “ชายร้องไห้ทำไมหรือลูก” ท่านหญิงถามไม่ได้ตกใจ เป็นบุคลิก ที่เก็บความรู้สึก เก็บกิริยาเสมอ
       “ไม่ทราบค่ะท่านแม่ ชายรู้สึกเศร้า.. ทุกครั้งที่มายืนตรงนี้” ศักดินามองไปรอบๆ “ไม้รู้เพราะอะไร” เสียงที่พูดบอกกับตัวเองเบาหวิว
       “ชายคิดไปเอง... ขึ้นตำหนักเถิด แม่อยากให้ชายเช็ดองค์ให้ท่านพ่อ”
       “เช็ดองค์ท่านพ่อ... ชายไม่เคยทำนี่คะท่านแม่”
       “นายสนเค้าเช็ดอยู่ทุกวัน เขาก็ไม่เคยทำเหมือนกัน” ท่านหญิงมองหน้า
       ศักดินามองแม่ตอบ “ได้ค่ะ ชายจะพยายาม”
       ท่านหญิงส่งมือให้ชายเดียววางมือ จับและจูงกันไป
       “ชายคงต้องทำอะไรๆ ถวายท่านพ่ออีกหลายอย่าง” เสียงท่านหญิงบอก       
      
       สนอยู่ในห้องบรรทมท่านชายรังสิโยภาส และกำลังเช็ดตัวท่านชาย ซึ่งท่านชายยอมให้เช็ดโดยดี ศักดินาเปิดประตูเข้ามา ท่านชายเห็นมีสีหน้าขึงตึงขึ้นมาทันที
       “เช็ดองค์ท่านพ่อหรือสน”
       “พลิกองค์นะกระหม่อม คุณชายจะลองทำใช่มั้ยครับ”
       ศักดินาขยับเข้ามา
       “ยัง” ท่านชายมองหน้าชายเดียวเขม็ง ชายเดียวชะงัก
       “สองชั่วโมงแล้วกระหม่อม” สนท้วง
       “บอกว่ายังไม่พลิก”
       “ไม่ได้กระหม่อม หมอสั่งไว้ ให้พลิกองค์ทุกสองชั่วโมงจะได้ไม่เป็นแผลที่หลังกระหม่อม”
       ท่านชายเดือดดาลโวยลั่น “โว๊ย..ไอ้สน มึงจะขัดคำสั่งกูเรอะ กูบอกไม่ก็ไม่สิวะ ...ไป๊”
       ศักดินาก้าวพรวดออกนอกห้อง สนรีบตามไป
      
       สองคนออกมาหน้าห้องบรรทมอย่างเร็ว มีเสียงของถูกปาดังเปรี้ยง สนปิดประตูแทบไม่ทัน ศักดินายืนหน้าเหยเกมาก
       “คุณชายครับ”
       “สน...ทำไมท่านพ่อไม่รักฉันเลย” ชายเดียวเสียงเครือ
       “ไม่ใช่ครับคุณชายอย่าพูดอย่างนั้น ท่านชายประชวรนะครับ คนเจ็บเป็นอย่างนี้แทบทุกคน ยิ่งประชวรแบบลุกไปไหนไม่ได้ก็ยิ่งพระอารมณ์ไม่ดีนะครับ คุณชาย”
       “อย่าพูดเลยสน ฉันรู้ว่าท่านพ่อไม่รักฉัน บอกฉันสิ ทำไม”
       “เป็นพ่อรักลูกอยู่แล้วครับคุณชาย” สนว่า
       “สน...อย่าพูดปดกับฉัน ฉันโตแล้วนะ หลอกเหมือนฉันเป็นเด็กๆ”
       “จริงครับคุณชาย ผมพูดจริงๆ”
       ชายเดียวจ้องหน้าสนนิ่งๆ สายตานั้นเป็นผู้ใหญ่เกินวัย
       “จำไว้นะสน จำไว้ว่าฉันพูดไม่ผิด ท่านพ่อไม่ทรงรักฉันเลย ฉันไม่รู้ว่าทำไม”
       ท่านหญิงแอบฟังอยู่ สงสารคุณชายศักดินามาก
      
       ภายในห้องบรรทมท่านหญิง มือท่านหญิงทอดอยู่บนโต๊ะ นั่งหน้าเครียดจัด สักครู่ ก็ทุบมือข้างนั้นกับโต๊ะเบาๆ อย่างอัดอั้นเต็มที่ สีหน้าที่มีแต่ความทุกข์ทนแผ่ซ่านไปทั่ว แล้วทุบ..ทุบ..แรงขึ้นๆ
       ภาพท่านชาย ที่ไม่สนใจชายเดียว และที่ปิดประตูใส่หน้าท่านหญิง ผุดขึ้นในห้วงคิด
       ท่านหญิงเปล่งเสียงของความอัดอั้นออกมาเบาๆ
       “ท่านหญิงมังคะ” เสียงนางเฟืองดังขึ้น
       ท่านหญิงเหลียวไป แล้วจ้องไปตรงที่ที่นางเฟืองอยู่มุมห้อง ท่านหญิงทำหน้าเหมือนจะพูดว่า ให้ไปกับเฟืองหรือ?
      
       ที่มุมห้องปรากฏร่างของปีศาจนางเฟือง จากหันหลังให้ มันค่อยๆ หมุนด้วยกิริยาลอยๆ หันกลับมาทางท่านหญิง จ้องกันสักครู่แล้วก็พยักหน้าให้ตามไป
ประตูห้องบรรทมท่านชายเปิดเข้ามา ใบหน้าท่านหญิงโผล่เข้ามาช้าๆ แต่ไม่ลังเล ไม่ใช่แอบดู ท่านหญิงเดินเข้ามาเหมือนตัวลอยได้ เนื่องเพราะยามนี้ได้ถูกนางเฟืองเข้าสิงร่างแล้ว ส่วนท่านชายหลับสนิท และฝันไป
      
       เวลานั้นทั่วทั้งห้องบรรทมกำลังปั่นป่วนด้วยอิทธิฤทธิ์ของวิญญาณนางเฟือง ลมแรงพัดอื้ออึง มุ้งปลิวสะบัดไปมา ม่านหน้าต่างปลิวสะบัด เก้าอี้ โต๊ะ เลื่อนไปมา กระดาษ หนังสือปลิวว่อน
       ท่านชายตาโต...ตกใจ มองไปมุมห้อง เห็นวิญญาณนางเฟือง ยืนเห็นเป็นเงาลางๆ
       “อีเฟือง”
       ผีนางเฟืองก้าวออกมาช้าๆ สีหน้าเยาะหยัน แล้วค่อยๆ เปล่งเสียงหัวเราะทีละน้อย..ที่ละน้อยจนดังก้องห้อง
       “อีเฟือง กูไม่กลัวมึงหรอกโว๊ย อีผีตายโหง มึงจะเก่งสักแค่ไหน มึงก็แค่สัมภเวสีร่อนเร่ไปทางโน้นทีทางนี้ที”
       “ไม่กลัวใช่มั้ยมังคะ...ดีแล้ว ไม่กลัวก็ดีแล้ว”
       ลมแรงขึ้น สิ่งของปลิวมากขึ้น
       เสียงหัวเราะของนังเฟือง บาดแก้วหูท่านชาย ดังก้องไปก้องมา และจากมุมห้องผีนางเฟืองพรวดเดียวมาถึงร่างท่านชาย หน้าผีเข้ามาเกยอยู่ที่ไหล่ จงใจพูดใส่หูฟังแล้วน่ากลัวมาก
       “ทรงจำไว้ อย่าให้ท่านหญิงของหม่อมฉันเสียพระทัยเป็นอันขาด หม่อมฉันเตือนไว้ก่อน” นางเฟืองขู่
       “ไม่กลัว ไม่กลัวโว๊ย เข้ามาเลยนางเฟืองมึงเก่งจริงมึงเข้ามา”
       ท่านชายพยายามยกมือกวัดไกวไปมา สีหน้าท่านชาย เปล่งเสียงด่าอย่างโกรธจัด ตอนนี้ไม่ได้ยินเสียงแล้ว เห็นแต่ปากอ้า สายตาลุกวาว
       ใบหน้าผีนางเฟือง พรวดเดียวมาเกยองค์ข้างใบหน้าท่านชาย หัวเราะดังกระหึ่ม แล้วเปลี่ยนมาลอยอยู่เหนือร่างท่านชาย ชะโงกหน้าจนชิด หัวเราะดังกึกก้องก้อง
      
       ท่านชายลืมตาอย่างตกใจ เสียงดนตรี เสียงลม เสียงทุกอย่างเงียบสนิทไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างอยู่ในที่ของมันอย่างเรียบร้อย
       ท่านหญิงยืนอยู่หน้าเตียง
       ท่านชายสะดุ้งเล็กๆ “หญิงแขไข”
       “มีเรื่องเดียวที่หญิงอยากทูลเจ้าพี่”
       “ทำไม อีเฟืองมันบอกให้มาพูดรึ ฮะ มันตายไปแล้วเธอยังให้มันครอบงำเธออยู่ไม่เลิกเสียที จนเธอตายใช่มั้ยหญิงแขไข หรือว่าถึงแม้เธอจะตายไป เธอก็จะอยู่เป็นวิญญาณร่อนเร่อย่างนี้เป็นเพื่อนมัน”
       “มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่หญิงจะทูล”
       “ไม่ฟัง ไม่ต้องมาบอกอะไรฉัน เธอมันไม่ใช่ตัวเธอแล้ว เสียดายมีความรู้มากมาย แต่ต้องมายอมให้นังปีศาจมันครอบงำ ไม่มีสติปัญญาที่จะรู้ว่าอีเฟืองน่ะมันอุบาทว์ชาติชั่วตั้งแต่ยังเป็นๆ ตายไปแล้วแทนที่จะไปผุดไปเกิดมันกลับยิ่งอุบาทว์มากขึ้น เป็นเพราะอะไร เพราะเธอนั่นแหละ ยอมมัน..ไม่รู้เป็นบ้าอะไร ยอมตั้งแต่มันเป็นจนมันตาย”
       “เรื่องที่หญิงจะทูล...”
       ท่านชายสวนทันที “ไม่ฟัง บอกว่าไม่ฟัง ออกไปได้แล้ว”
       “ก็คือ...” ท่านหญิงพยายามจะบอก
       ท่านชายใช้สองมือปัดหมอน ปัดผ้าห่ม แต่ก็อ่อนแรงเต็มทน เสียงที่เปล่งออกมาโกรธจัด หายใจหอบแรง
       “กูไม่ฟัง ..ไม่ฟัง..ไม่ต้องบอก” ท่านชายแค้นใจจนน้ำตาคลอๆ “อีนังเฟือง...กูจะสาปแช่งมันขอให้มันตกนรกอย่าได้ผุดได้เกิด”
       ขณะที่ท่านชายกำลังอารมณ์ถึงขีดสุด หายใจหอบแรง เสียงขาดเป็นห้วงๆ นั้น ท่านหญิงเดินมาช้าๆ เยือกเย็น สีหน้าเหมือนหน้ากาก ไปจนถึงเตียงท่านชาย ยืนก้มลง...จ้อง
       ท่านชายที่กำลังอารมณ์แรงๆ เสียงเบาลง กิริยาอ่อนลง พอท่านหญิงถึงเตียงก็หยุดจ้องท่านหญิง สายตาเริ่มหวาดหวั่นแต่มือสองข้างยังพยายามโบก
       ท่านหญิงโน้มตัวลง จับมือท่านชายกดลงทั้งสองข้าง ทำให้ต้องก้มลงไปจนอยู่ในท่าเผชิญหน้ากัน
       ท่านชายอ้าปากค้าง ตัวเหมือนจะแข็งไปหมด
       “ชายเดียว...ศักดินา เป็นลูกชายของเจ้าพี่ เป็นลูกที่เกิดจากนังบุหลันคนที่เจ้าพี่รักยิ่งกว่าใครแม่ของชายเดียวจะตายหรืออยู่ไม่มีใครรู้ แต่ลูกชายของเขาอยู่ ถึงหญิงจะเสียใจในสิ่งที่เจ้าพี่ทรงทำแค่ไหน หญิงก็ไม่ไร้สติที่จะไปเอาเด็กที่ไม่มีเชื้อสายเจ้าพี่มายกย่องเป็นทายาทของราชสกุลรังสิยา หญิงไม่สิ้นคิดแก้แค้นถึงขนาดนั้น”
       ท่านหญิงพูดแต่ที่เปล่งออกมากลับเป็นเสียงนางเฟือง
       ท่านชายเสียงแหบแห้ง “อีเฟือง อีบ่าวชั่ว”
       “เฟืองตายไปแล้วอย่ารับสั่งใส่ร้ายเขา เพราะหญิงจะโกรธเจ้าพี่มากและถ้าหญิงโกรธ” สายตาท่านหญิงแขไขขณะพูดเยือกเย็นยิ่งขึ้น
       สองคนจ้องกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
       “เฟืองเขาจะโกรธยิ่งกว่าหญิง”
      
       พอท่านหญิงเปิดประตูออกมานอกห้อง ก็กลายเป็นท่านหญิงเอง กิริยาอ่อนระโหย พิงประตูสีหน้าอัดอั้นตันใจ
       เสียงท่านชายด่านางเฟืองดังลอดออกมา “มาเลยอีเฟือง อีขี้ข้า อีปีศาจ อีกเลวราด (กะ-เล-วะ-ราด) กูไม่กลัวมึงหรอก”
       ท่านหญิงมีสีหน้าเย็นเฉียบ ยืนตัวตรงขึ้น จากมองตรงๆ เหลียวไปนิดๆ เหมือนสบตากับนางเฟือง สีหน้าสะใจนิดหนึ่ง
       ท่านหญิงเดินไป กิริยาเหมือนเดินไปกับใครคนหนึ่ง
      
       ส่วนที่ครัวบ้านปัณณธรเช้าวันต่อมา จันทร์กำลังทำซุปให้พจน์ สำลีนั่งมองอย่างสนใจ
       “เขาเรียกว่าอะไรเหรอพี่จันทร์” สำลีถาม
       “ซุป”
       “ซุป เอ๋อ..ชื่อประหลาดดี ซุป...ซุปเหรอพี่ ภาษาไทยเรอะเปล่า”
       จันทร์พยักหน้า “คนเจ็บทานแล้วดี”
       “อ๋อ.. พี่จันทร์ทำให้คุณพจน์”
       สำเนียงแหวใส่ “นังลี...สาระแนล่ะเอ็ง”
       “ตรงไหนเหรอแม่” สำลีถาม
       “อะไรกงไหน”
       “ฉันสาระแนตรงไหนเหรอแม่”
       “รู้ได้ไงวะ ว่าทำให้คุณพจน์”
       “ก็คุณพจน์ไม่สบายจะบอกให้นะคุณสำเนียงเสียงหวาน”
       มะเขือ มะนาว และอะไรขนาดประมาณนั้น ปามาอย่างแม่นยำ ลงกลางกระหม่อมสำลีพอดี
       “ทะลึ่งนะมึงนังสำลี”
       “แม่” สำลีแผดเสียงเอาเรื่อง “ฉันเจ็บนะ”
       ละเมียดเดินเข้ามาหา
      
       “จันทร์ คุณหญิงสั่งให้ไปเช็ดตัวให้คุณพจน์”
ค่ำคืนนั้น โถซุปควันกรุ่นๆ อยู่ในถาดที่สำลีถือเข้ามา สำลีชำเลืองมองจันทร์กำลังเช็ดตัวให้พจน์ ที่เป็นไข้นอนซม หลับอยู่บนเตียง จันทร์ เช็ดตัวนุ่มนวล สีหน้าไม่วอกแวก ตั้งใจทำงาน ก้มหน้าก้มตา พจน์นอนนิ่งเหมือนจะหลับ สำลีย่องออกไป
      
       จันทร์เช็ดตัวเสร็จ เก็บของขยับตัวจะลุกขึ้น
       พจน์ลืมตา “จันทร์”
       “คะ” จันทร์ยิ้มบางๆ ไม่มีอะไรพิเศษ
       “อะไรหรือ”
       “ซุปมะเขือเทศค่ะ คุณพจน์รับประทานเลยนะคะ กำลังร้อนๆ”
       “ไว้ตรงนี้” พจน์มองไปที่โต๊ะหัวเตียง “เดี๋ยวฉันทานเอง”
       “ค่ะ” จันทร์เอาซุปมาวางลง
       “ขอบใจ”
       จันทร์เก็บของออกไปเงียบๆ พจน์ มองตาม สายตาพึงพอใจมาก
      
       ที่สนามหน้าตึก วันต่อมา พจน์เพิ่งฟื้นไข้นั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนั้น คุณหญิงเพ็งนั่งคุยกับละเมียดเบาๆ ละเมียดนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ เก้าอี้
       จริมากับรุ้งวิ่งเล่นกันอยู่ จริมานั้นโลดโผนมีการตีลังกา แต่รุ้งเล่นแบบหนีๆ หัวเราะชอบใจเล็กๆ
       เสียงจริมาคุยกับรุ้งดังแว่วๆ มา
       “อย่างนี้เค้าเรียกว่า ยิมนาสติก” จริมาบอก
       “ใครบอกคะ”
       “ครูโมทย์บอก ฝรั่งเค้าเก่ง”
       “ผู้หญิงทำได้เหรอคะ”
       “ผู้หญิง...ทำไม ผู้หญิงทำไม่ได้เหรอตัวเล็ก นี่ไงทำให้ดู”
       จันทร์ถือถาดใส่ของกินมาให้พจน์ หยิบวางนุ่มนวล
       “อะไรเนี่ย...ของว่างหรือ” คุณหญิงถาม
       “เกี๊ยวกุ้งน้ำค่ะ คุณพจน์ยังไม่หายดี ดิฉันทำอาหารอ่อนๆ ให้รับค่ะ” จันทร์ว่า
       “นั่นน้ำอะไร” คุณหญิงถามอย่างสนใจ
       “น้ำสัปปะรดคั้นค่ะ”
       “ขอบใจ... น่าทาน” พจน์ยิ้มน้อยๆ ให้จันทร์
       จันทร์เงยหน้ามอง ยิ้มตอบ สองคนสบตากันนิ่งๆ อยู่อึดใจหนึ่ง เหมือนเผลอตัวทั้งคู่
       คุณหญิงเพ็งลอบสบตากับละเมียด ส่วนฉัตต์ยืนมองพจน์กับจันทร์ หน้าบึ้งจัด
       “ชวนจันทร์ไปทำขนมดีกว่า ตัวเล็กไปเก็บใบตองมาเยอะๆ นะ ห่อขนม” จริมาเอ่ยขึ้น
       ฉัตต์ที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ได้ยิน
      
       ภายในครัวสำลีเหน็บแม่
       “สบายใช่มั้ยแม่”
       “สบายอะไร” สำเนียงสับหมูเบาๆ
       “ยังจะถาม...ไม่รู้ตัวเชียวเหรอใจคอ”
       “พูดออกมา...ไม่ถูกหูข้า” สำเนียงสับหมูเร็วขึ้น “ปังตอเนี่ยจะสับหน้าเอ็ง”
       “ไปล่ะ” สำลีจะเดินไป
       “เฮ้ย...ไปไม่ได้ พูดมาก่อนข้าสบายเรื่องอะไร”
       “ไม่ต้องทำอาหารให้คุณพจน์”
       “แน่นอน” สำเนียงรับรู้ท่าทีเฉยๆ
       สำลีงง “อ้าว...ว่าไม่เจ็บเลยเหรอเนี่ย”
       “เรื่องจริงจะเจ็บทำไม”
       “นี่...แม่ ฉันว่านะ คุณพจน์กับพี่จันทร์...”
       สำเนียงรีบจุ๊ปากเบาๆ ชำเลืองไปที่รุ้ง
       เห็นรุ้งนั่งก้มหน้าก้มตาตัดใบตองเป็นวงกลม โดยเอาถ้วยวาง มีดกรีด มีอ่อนช่วยทำอยู่ด้วย
       “ทำใบตองให้คุณริมาห่อขนม”
       สำเนียงกระซิบเบาๆ หันหลังไปหยิบของบางอย่าง เรียกสำลีไปช่วย
       จังหวะนี้ฉัตต์เดินลอยชายมาใกล้รุ้ง ชำเลืองมองสำเนียง แล้วเดินมาเฉียดรุ้ง มือผลักเบาๆ ตั้งใบตองที่ตัดแล้วกระจายเกลื่อน รุ้งนั่งอึ้ง อ่อนก็เห็น สำเนียงหันมาแต่ไม่ทันเห็น
       “ยายเนียง...หิว อยากกินเกี๊ยวกุ้ง” ฉัตต์เอ่ยขึ้น
       สำเนียงงง “เกี๊ยวกุ้ง ...ที่ไหนคุณฉัตต์”
       “อย่ามาถามที่ไหน คุณพ่อยังรับทานอยู่เลยเมื่อกี้” ฉัตต์ว่า
       “มีแค่นั้นล่ะคุณฉัตต์...ให้คุณพ่อทานคนเดียว” สำเนียงบอก
       “เอ่อ...” ฉัตต์กระแทกเสียง เตะอะไรตรงนั้นกระเด็นไป อย่าแรงมากจนดูน่าเกลียดเกินไป “อย่าหวังเลย” แล้วเดินพรวดๆ ไป
       สำเนียงอ้างปากค้าง งง หันมาทางรุ้งซึ่งกำลังเก็บใบตองที่กระจายอยู่
       “อ้าว...นั่น....เอาอีกแล้วคุณฉัตต์ เตะใบตองซะกระจาย”
       “คุณฉัตต์ทำใช่มั้ยนังอ่อน” สำลีถาม
       อ่อนมองหน้ารุ้ง รู้ว่าต้องตอบยังไง
       “ฉันไม่เห็น” อ่อนว่า
       “เฮ้ย ตาบอดรึแกเนี่ย กระจายซะขนาดนี้” สำลีบอก
       ฉัตต์หันมาดูอย่างสะใจ เดินออกไปอย่างสบายอารมณ์
      
       คืนนั้น จันทร์อยู่ในห้องกำลังเหน็บชายมุ้งเข้าใต้ที่นอน รุ้งนอนมองแม่
       “แม่...เกี๊ยวกุ้งอร่อย ทำไมทำให้คุณพจน์ทานคนเดียว ไม่ทำเยอะๆ ล่ะจ๊ะ”
      
       จันทร์อึ้งนิ่งงันไป
ที่วังรังสิยา ภายในห้องบรรทมท่านชายตอนค่ำวันเดียวกัน สนกำลังรินน้ำชาให้
      
       “สน”
       “กระหม่อม”
       “เอารถเข็นมา เอ็งหาคนมาช่วยกันพาข้าลงไปข้างล่าง”
       ไม่นานนักท่านชายรังสิโยภาสประทับเก้าอี้รถเข็นอยู่ในห้องโถง กวาดสายตามองไปจนทั่ว สน มหาดเล็ก คุกเข่าเฝ้าอยู่
       “สน”
       “กระหม่อม”
       “วังของข้า...มันแทบจะไม่ใช่วังของข้าอีกแล้ว”
       สนนิ่ง สายตาเห็นใจ
       สาลี่ พิกุล ละมัย ผ่อง เดินตุ้บตั้บมาเป็นพรวน มาถึงหมอบกราบ
       “ท่านชายมังคะ หม่อมฉันดีใจจริงๆ ท่านชายดำเนินได้แล้วหรือมังคะ”
       ท่านชายเอ็ด “นังสาลี่ พูดจาเพ้อเจ้อนะเอ็ง ข้าเป็นอัมพาตจะเดินได้ไงวะ”
       “อ้าว นังพิกุล” สาลี่หันไปต่อว่า รวมทั้งละมัย ผ่อง ด้วย รุมต่อว่าพิกุล “มันไปประกาศเสียงดังมังคะว่าท่านชายเด็จลงมาข้างล่างได้แล้ว หม่อมฉันอุตส่าห์ดีใจ”
       “เออ...ดีใจเก้อไปเถอะ ข้าน่ะเดินไม่ได้จนตายนั่นแหละ” ท่านชายประชดตัวเอง
       บรรยากาศเปลี่ยนเป็นเศร้าหมองทันที
       “ที่ข้าได้รับเคราะห์อย่างนี้มันมีคนทำ” ท่านชายเสียงเข้ม
       ทุกคนเงยหน้ามองท่านชาย
       ท่านชายรังสิโยภาสกวาดตามองมา “พวกเอ็งเตรียมตัวไว้ สน เอ็งไปหาหมอผีที่เก่งมากๆ มาคนหนึ่ง ข้าจะให้เขาทำพิธีปัดรังควาญไล่ผี”
       ทุกคนมีสีหน้าสมใจในหน้า ยกเว้นผ่อง
       “คนมันชั่ว ตายไปมันก็เป็นวิญญาณชั่ว ไม่เกรงกลัวบาปกรรม ต้องเอามันไม่ให้ผุดให้เกิด ให้เขาสะกดวิญญาณชั่วร้ายของมันไปอยู่ในอเวจี” เสียงท่านชายดังกังวานด้วยความแค้นแน่นหัวอก
       ผ่องตกใจ ท่านหญิงอยู่ที่หน้าต่าง มองลงมา
      
       ค่ำแล้วผ่องกำลังรายงาน เรื่องที่ได้ยินให้ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสซึ่งอยู่ในห้องบรรทมฟัง ได้ยินเสียงแว่วๆ ว่า
       “ท่านชายให้หาหมอผีมาขับไล่วิญญาณ ท่านว่า พี่เฟืองทำให้ท่าน...” เสียงผ่องแผ่วๆ จางไป
       ท่านหญิงและผ่อง อ้อมไปที่มุมห้อง
       วิญญาณนางเฟืองยืนจังก้า หน้าก้มนิดๆ แต่นัยน์ตากล้าแข็ง โกรธแค้นอย่างรุนแรง น่ากลัวมาก
      
       จันทร์เปิดประตูออกมา สีหน้ายังอึ้งคำพูดลูกสาว
       “จันทร์” ละเมียดทัก
       “คะ”
       “ฉันรอจะบอกข่าวดี ขึ้นม.7 คุณหญิงจะส่งรุ้งไปเรียนโรงเรียนเดียวกับคุณริมานะ”
       จันทร์ดีใจ “จริงหรือคะ” แต่แล้วสีหน้าสลดลง “แต่..ฉันคงรับไม่ได้ มันเกินฐานะของเรา”
       “ฉันแนะนำให้ยอมรับ คุณหญิงท่านเมตตา ท่านต้องมีเหตุผล อย่าขัดท่าน”
       “มันเกินฐานะ” จันทร์พึมพำเบาๆ
       “โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเจ้าโรงเรียนนาย ไม่อยากให้รุ้งเรียนเหรอ” ละเมียดว่าต่อ
       จันทร์ตกใจ “คุณเมียดหมายความว่ายังไง โรงเรียนเจ้านายทำไมฉันต้องอยากให้รุ้งเรียน”
       ละเมียด        หัวเราะเบาๆ “ตกใจทำไม ฉันหมายความแค่รุ้งเป็นลูกจันทร์ เป็นเด็กน่ารัก ถ้ามี
       ทางส่งเสริมลูกให้โตอย่างงดงามยิ่งขึ้น...” ละเมียดมองตาสีหน้ามีนัย “ทำไมไม่อยากทำ”
      
       จันทร์นั่งคิดถึงคำละเมียดอยู่ตรงม้านั่งยาวในสนามหลังบ้าน
       “โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเจ้าโรงเรียนนาย ไม่อยากให้รุ้งเรียนเหรอ”
       “คุณหญิงวิมลโพยมของแม่” จันทร์ครวญคร่ำอยู่ในใจ
       เสียงทักของพจน์ดังขึ้น “จันทร์”
       จันทร์สะดุ้ง “คุณพจน์”
       “นั่งเถอะ ไม่ต้องลุก ขอโทษนะ”
       พจน์นั่งลงบนม้ายาวตัวเดียวกัน ด้วยตรงนี้มีม้ายาวอยู่ตัวเดียว จันทร์ขยับนั่งหมิ่นๆ ทำท่านอบน้อม
       “จันทร์ ฉันก็ไม่สบายใจเรื่องฉัตต์” พจน์เอ่ยขึ้น
       “ดิฉันไม่เคยคิดโกรธคุณฉัตต์เลยค่ะ บุญคุณของท่านกับคุณพจน์มีต่อดิฉันมากมายเหลือเกิน ดิฉันกับลูกเหมือนตายแล้วค่ะ ถ้าไม่มีบ้านนี้เราจะไม่มีชีวิตอยู่ เราต้องตายไปแล้วในแม่น้ำนี้”
       เสียงจันทร์ที่เปล่งออกมาเครือๆ เจือสะอื้น พจน์มองอย่างประทับใจ
       พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นบนท้องฟ้า แสงจันทร์นวลอาบไล้ใบหน้าของจันทร์ ดูเศร้า ซึ้ง น้ำตาคลอเห็นเป็นเงาๆ พจน์เหลียวไปทางอื่นทันที ใจเต้นแรง
       “เป็นความสัตย์จริงค่ะ เธอเสียใจคุณแม่ของเธอ..ต้องสิ้นไป เราก็มาพอดี”
       “ฉันขอบอกว่าใจจริงของฉัตต์ เขาไม่ได้รุนแรงอย่างที่แสดงออก”
       “หลายปีมาแล้วที่คุณพจน์ให้รุ้งตีคุณฉัตต์ เธอฝากขนมให้รุ้ง เธอทราบว่ารุ้งไม่สบาย” จันทร์เสริม
       “นั่นแหละคือฉัตต์ อ่อนในแต่แข็งนอก วันหนึ่งรุ้งต้องชนะใจฉัตต์ ฉันเชื่อ ผู้ชายต้องแพ้ความอ่อนโยนของผู้หญิงเสมอ”
       จันทร์มีสีหน้าละมุนละไม เมื่อคิดถึงลูกสาวขึ้นมา พจน์มองเพลินตา
      
       บรรยากาศสงบใต้แสงจันทร์นวล หัวใจลูกผู้ชายอย่างพจน์ก็เริ่มอ่อนไหว จันทร์ขยับตัว สบตาพจน์ แล้วเลยนิ่งงันกันทั้งคู่ จันทร์รู้สึกตัวก่อน ลุกขึ้นอย่างเบาๆ นุ่มนวล ไม่ทำให้พจน์เสียหน้า
       “น้ำค้างแรง คุณพจน์จะไข้กลับ พรุ่งนี้ดิฉันจะทำอาหารเช้าเร็วกว่าปกตินะคะ คุณพจน์จะได้ทานก่อนไปกระทรวง”
       พจน์ลุกขึ้น “ขอบใจมาก”
       จันทร์เดินห่างไป พจน์ ยืนมองตามด้วยสายตาอ่อนโยน
      
       จันทร์เดินก้มหน้าก้มตา แล้วต้องตะลึง เมื่อฉัตต์ยืนขวางทาง จ้องมาด้วยสายตาเข้มจัด จันทร์ใจเต้นแรงเหมือนกัน ไม่รู้จะพูดอะไร
      
       ฉัตต์ยืนนิ่งจ้องอยู่อย่างนั้น จันทร์ก็จ้องแบบเกรงๆ

       จันทร์เข้าห้องนอนลืมตามองเพดานมุ้ง สายตาครุ่นคิดไม่ค่อยสบายใจ ที่เห็นสายตาพจน์ และสายตาฉัตต์ตอนค่ำ
      
       จันทร์ถอนใจยาว พลิกตัวนอนตะแคง มองดูรุ้งที่หลับสนิท แล้วคิดถึงท่านชายรังสิโยภาสในวันที่มาลาไปเยี่ยมหม่อมแม่
       คิดแล้วน้ำตาคลอเต็มตาจันทร์
       เสียงพูดท่านชายที่สั่งเสียก่อนไปว่าถ้าลูกเป็นผู้ชายให้ชื่อว่า คุณชายศักดินา ถ้าเป็นผู้หญิงชื่อคุณหญิงวิมลโพยม ดังก้องในหู       
       จังหวะนี้รุ้งนอนละเมอ ร้องไห้สะอื้นแรง
       “รุ้ง...เป็นอะไรลูก”
       รุ้งสะอื้น
       “ร้องไห้ทำไม ฝันเหรอลูก”
       “สงสาร ...ฮือ..ฮือ สงสารจัง”
       จันทร์กระซิบถาม “สงสารใครลูก รุ้งสงสารใคร”
      
       เวลาเดียวกันคุณชายศักดินานอนหลับอยู่ในห้องนอน ส่งเสียงร้องไห้..ฮือ..ฮือ แล้วสะดุ้ง ลุกขึ้นเต็มแรง
       “ท่านพ่อ”
      
       ที่แท้สองพี่น้องรับรู้ว่าในยามนั้นท่านพ่อ...ท่านชายรังสิโยภาสกำลังถูกปีศาจนางเฟืองคุกคามอย่างหนักอยู่ในห้องบรรทม โดยสองมือท่านชายไขว่คว้า ขับไล่ ป่ายปัดให้นางเฟืองถอยไป นัยน์ตาตระหนกอกสั่นขวัญแขวนมาก ผีนางเฟืองลอยล่องเข้าหาท่านชาย แรงๆ จวนถึง แล้วผละออกไปเหมือนหยอกล้อ ล่องลอยเวียนวนให้หวาดกลัว
       บางจังหวะยังสะบัดตัวเฉียดผ่านหน้า ทำให้ท่านชายต้องหลบวูบ สุดท้าย ท่านชายพยายามล้วงมือเข้าไปในอกเป็นเวลาเดียวกับที่นางเฟืองที่ถอยห่างท่านชายโดยหันหลังให้ เหลียวขวับกลับมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้านางเฟืองซึ่งทีแรกเป็นหน้าดำๆ ธรรมดากลายเป็น ใบหน้าที่น่ากลัวที่สุด ทั้งเน่าเฟะ ทั้งเละ ท่านชายอ้าปากค้าง กำลังช็อก นางเฟืองมุ่งตรงหาท่านชายอย่างเร็วและแรง ท่านชายร้องโหยหวนสุดเสียงคอพับไปทันที มือกำพระที่สายสร้อย
       ศักดินาเปิดประตูพรวดเข้ามา ตกใจร้องสุดเสียง
       “ท่านพ่อ” สีหน้าศักดินาตกใจสุดขีด
       บัดนี้หม่อมเจ้ารังสิโยภาสได้สิ้นชีพด้วยฝีมือการหลอกหลอนของนางปีศาจร้ายแล้ว
      
       วันต่อมา ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส สวยสง่าอยู่ในอาภรณ์สีดำไว้ทุกข์ ท่าทางโกรธสุดขีด
       “เคยบอกเฟืองแล้วใช่มั้ยว่าอย่าทำ มันบาปกรรม ทำไมไม่เชื่อ ทำไมถึงต้องทำตัวเองให้ถูกผูกถูกมัดด้วยบาปด้วยกรรมอย่างนี้” เสียงที่เปล่งออกมา กดดันมาก “รู้มั้ย ว่าหญิงเป็นทุกข์นะเฟือง หญิงเป็นทุกข์ที่เห็นเฟืองเป็นอย่างนี้ หญิงไม่อยากเห็น” ท่านหญิงลงนั่งกุมขมับ
      
       “ไม่อยากเลย เฟืองเข้าใจบ้างมั้ย”
จากโกรธจัดพูดเสียงดังอารมณ์ค่อยๆ ลดลง เมื่อเห็นนางเฟืองตอนนี้ อยู่ในสภาพเหมือนก่อนตาย หมอบฟุบอยู่หน้าท่านหญิงเหมือนเข้าเฝ้าตามปกติ มีแต่สีหน้าเท่านั้นที่เย็นชา นัยน์ตาแข็งไม่มีชีวิต
      
       “ครั้งนี้เฟืองทำเกินไป เกินไปจริงๆ ครั้งที่ทำท่านชายเป็นอัมพาตนั่นเฟืองก็ใจร้ายมาก คราวนี้ทำไมเฟืองต้องทำจนท่านสิ้น..ฮึ...ทำไม”
       “ท่านจะเอาหมอผีมาไล่หม่อมฉัน”
       “ใครจะไล่เฟืองได้ แม้แต่พระภูมิเจ้าที่ท่านยังไล่เฟืองไม่ได้ เพราะท่านเห็นว่าเฟืองอยู่ที่นี่มานาน หญิงก็จุดธูปบอกท่านแล้วว่าให้เฟืองอยู่ได้ เพราะหญิงคิดว่าเฟืองจะไม่ทำร้ายใคร เผื่อว่าวันข้างหน้าเฟืองจะได้ไปเกิดแล้วจะได้...”
       ผีนางเฟืองสวนคำ “หม่อมฉันไม่ไป...”
       “อย่าขืนโชคชะตาเลย เฟืองจะอยู่อย่างนี้ไปตลอดได้ยังไง หญิงเองวันหนึ่งก็ต้องไป ที่จริงตอนนี้เฟืองไม่ต้องดูแลหญิงแล้วก็ได้ ไม่มีอะไรแล้ว ชายเดียวโตแล้ว หญิงก็พ้นความรับผิดชอบ”
       เสียงนางผีร้ายสะท้านคล้ายเสียใจหนัก “ท่านหญิงทรงไล่หม่อมฉันหรือมังคะ ไม่ต้องการหม่อมฉันแล้วหรือมังคะ ถ้ามีใครมาทำร้ายท่านหญิงจะทรงสู้เขาได้หรือ ไม่ทรงรู้หรือว่าหม่อมฉันเป็นห่วง หม่อมฉันให้สัญญากับหม่อมแม่ของท่านไว้”
       “แต่เฟืองตายแล้ว...หญิงอยากให้วิญญาณของเฟืองไปเกิดในที่ที่ดี หญิงจะพยายามทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เฟือง...”
       นางเฟืองขัดอีก “ไม่...หม่อมฉันไม่ไปไหน หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่อยู่ตลอดไป” ท้ายประโยคนางผีร้ายเสียงแข็ง
       ท่านหญิงอัดอั้นตันใจ พูดไม่ออก ลุกเดินไปมากลัดกลุ้ม ถอนใจใหญ่
       “เรื่องท่านชาย ท่านหญิงไม่ต้องทรงคิดอะไรเลย ท่านสมควรสิ้นแล้ว”
       “ไม่...เฟืองอย่าพูดให้พ้นผิด” ท่านหญิงมีอารมณ์กริ้วอีกแล้ว
       “เห็นหม่อมฉันผิดหรือมังคะ”
       “เฟืองผิด ต้องยอมรับว่าเฟืองผิดที่ทำจนท่านสิ้น”
       “ทำไมเพคะ ท่านชายทรงทำให้ท่านหญิงของหม่อมฉันเจ็บช้ำพระทัย หม่อมฉันไม่เอาไว้หรอก”
       “แล้วไม่คิดหรือว่าชายเดียวไม่มีพ่อ”
       “ท่านชายเป็นพ่อไม่ได้ บรรทมแบ็บอย่างนั้น ท่านจะเป็นพ่อได้ยังไงมังคะ ท่านหญิงนั่นแหละมังคะ เป็นทั้งพ่อเป็นทั้งแม่ให้คุณชาย แล้วอีกอย่าง ท่านระแวงจนไม่ใยดีคุณชาย ดีแล้ว ท่านสิ้นไปทั้งที่ไม่ทรงรู้ว่าคุณชายเป็นรังสิยาที่แท้จริง วิญญาณไม่มีวันสงบสุขหรอก”
       ท่านหญิงย้อนเอา “แล้ววิญญาณเฟืองล่ะ สงบสุขซักแค่ไหน”
       ผีบ่าวและนายหญิงเถียงกันเร็วๆ เพราะมีอารมณ์ทั้งคู่
       นางเฟืองเงยหน้าขวับมองท่านหญิง สีหน้าใจร้าวรานสุดขีด สบตานิ่ง ท่านหญิงเองก็ใจหาย แม้สีหน้ากิริยาจะเป็นผี แต่แววตานั้นแสดงอย่างชัดเจน ว่าเสียใจ
       แล้วนางเฟืองก็หันหน้าไปทางอื่น สะกดกลั้นความเสียใจ นัยน์ตากลับไปกล้าแข็งอย่างเดิมต่อจากนั้น ร่างของผีร้ายก็ค่อยๆ จางลง...จางลง
       “เฟือง อย่าเพิ่งไป หญิงขอโทษ อย่าโกรธหญิงเลยนะ หญิงขอโทษ”
       ร่างของนางเฟืองจางจนหมดรอย ท่านหญิงเศร้าหมองหนัก
      
       ที่ห้องทำงานของพจน์ คืนนั้น ขณะพจน์กำลังนั่งเขียนหนังสือคำพิพากษาอยู่ เสียงผู้เป็นมารดาดังขึ้นที่ประตู
       “พ่อพจน์”
       พจน์วางปากกา “เชิญครับคุณแม่”
       “จะว่าแม่จุ้นจ้านก็ว่าเถอะนะลูก แต่ขอพูดฐานะเป็นแม่ ฐานะย่าที่ห่วงลูกห่วงหลาน”
       “ครับ คุณแม่”
       “แม่อยากให้ลูกหลานมีความสุข อยากให้บ้านมีแต่เสียงหัวเราะ ก็ดูเอาเถิด ยายริมาตั้งแต่เกิดจนบัดนี้แกเคยมีปมด้อยว่าแม่ตายกับใครที่ไหน ร่าเริงแจ่มใสน้ำใจดี จันทร์อบรมได้ดี น้ำนมที่เขาเสียสละไม่ได้เสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ เขาอยู่กับเรานานหลายปีจนไม่มีอะไรต้องพิสูจน์กันอีก หรือพ่อพจน์ว่ายังไง”
       “ผมกำลังฟังครับคุณแม่... คุณแม่จะพูดอะไรต่อครับ”
       “แม่อยากให้พ่อพจน์ “รับ” เหตุผลของแม่ด้วย แม่รู้ว่าพ่อพจน์ผูกพันกับแม่ราตรีมาก เขาตายไป พ่อพจน์ก็ไม่เคยเหลียวแลหญิงอื่น แม่นับถือน้ำใจพ่อพจน์ แต่แม่อยากให้พ่อพจน์มีความสุขสมบูรณ์” สายตาคุณหญิงบ่งบอกความหมายลึกซึ้ง “เข้าใจมั้ยลูก ความสุขสมบูรณ์ของผู้ชาย” หญิงชรานิ่งมองลูกชายที่หน้าสงบแต่นัยน์ตาหวั่นไหวนิดหน่อย “ยายริมาแกคงเต็มใจรับจันทร์เป็นแม่และรุ้งเป็นน้องจริงๆ”
       “ฉัตต์ล่ะครับคุณแม่” นั่นคือความกังวลที่สุดของพจน์
       “ฉัตต์ ต้องเห็นใจพ่อ แม่จะพูดกับฉัตต์เอง”
       พจน์นิ่ง สีหน้าตรึกตรองลึกซึ้ง
       “ตัวพ่อพจน์นั่นแหละจะว่าอย่างไร สำรวจใจตัวเองบ้างหรือไม่ ถ้าไม่มีเยื่อใยอะไรกับเขาเลยแม่จะไม่พูดเรื่องนี้อีกต่อไป”
       พจน์ตรึกตรองก่อนบอก “ผมจะถามเขา”
       คุณหญิงเพ็งได้ฟังก็มีสีหน้ายินดีเต็มที่
       “แม่เห็นเขานั่งอยู่ที่ท่าน้ำ” พลางแตะไหล่ลูกชายเบาๆ “แม่ใจร้อน”
      
       คุณหญิงเพ็งเดินออกไปเลย
ทางด้านจันทร์ยืนกอดอกมองสายน้ำอย่างเลื่อนลอย พจน์ยืนเพ่งมองอยู่สักครู่แล้ว นัยน์ตาประทับใจ จันทร์หันกลับมา ชะงัก แล้วยิ้มน้อยๆ ให้พจน์ที่ก้าวเข้ามาหา
      
       “ยังไม่นอนหรือจันทร์”
       “กำลังจะไปนอนเดี๋ยวนี้ค่ะ”
       “ฉันมีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย”
       “ค่ะ” จันทร์ถอยกลับไป ทำทีรอรับฟัง
       พจน์นิ่งไปครู่หนึ่ง ท่าทางลังเล
       “เรื่อง...เอ้อ คุณฉัตต์หรือคะ”
      
       ด้านฉัตต์อยู่ในห้องนอนเงยหน้ามองย่า นัยน์ตากล้าแข็ง
       “ถ้ามันมาเป็นแม่เลี้ยง ผมก็ไม่อยู่บ้านนี้อีกต่อไป”       
       “ฉัตต์” คุณหญิงเพ็งตกใจ
       “นึกอยู่แล้วเชียว เห็นมันน่ะคอยให้ท่าคุณพ่อ”
       คุณหญิงขึ้นเสียง “ฉัตต์ พูดอะไรอย่างนั้น ใครสั่งใครสอน”
       “ไม่ต้องมีใครสอนหรอก ผมรู้ว่ามันจะเกาะคุณพ่อ”
       “ตายแล้วตาฉัตต์ นี่ไปจำเรื่องอย่างนี้จากไหน ใครบอก”
       “ผมรู้เอง ไม่ต้องมีใครบอกหรอกครับไม่งั้นมันจะไปนั่งรอคุณพ่อตอนกลางคืนทุกคืนๆ เหรอ คุณย่าเห็นรึเปล่าครับ”
       “เกินไปแล้วตาฉัตต์”
       “เรื่องจริงนี่ครับคุณย่า ผมเห็นทุกคืน”
       “อย่าพูดอะไรเกินเลย เขาไม่ทำอย่างนั้นหรอก แกควรรู้จักดูคนให้เป็น คนอย่างจันทร์เขาไม่มีวันทำอย่างนั้น แล้วย่าจะบอกให้ถ้าเขาคิดจะทำ แกนึกเหรอว่าผู้พิพากษาพจน์ ปัณณธร พ่อของแกจะโง่ยอมให้ผู้หญิงเกาะ”
       ฉัตต์นิ่ง คุณหญิงเพ็งลุกขึ้นจะเดินออก แต่ต้องชะงัก
       “แล้วทำไมคุณพ่อถึงจะเอามันเป็นเมีย” เสียงฉัตต์เรียบ นิ่ง แต่ดังกังวานเพราะเจ็บใจ
       คุณหญิงมองฉัตต์ ถอนใจยาว “เพราะเขาเป็นคนดี เขาพิสูจน์ตัวเองแล้ว ที่สำคัญที่สุด เพราะย่าเห็นว่าพ่อของแกจำเป็นต้องมีเมีย”
       “ทำไม” ฉัตต์ถามเสียงเกือบสะอื้นแล้ว
       “แกโตกว่านี้ แล้วจะเข้าใจ” คุณหญิงย่าบอก
      
       สองคนยังอยู่ที่ท่าน้ำ
       “ฉันหวังว่าเธอคงเข้าใจเรื่องฉัตต์แล้วนะ เหตุผลสำคัญมากกว่าที่ฉันบอกเธอไปเมื่อกี้ก็คือฉัตต์เป็นคนจิตใจดีเป็นพื้นฐาน ถึงจะเข้าใจอะไรเกินเลยไป แต่รอเขาโตขึ้น”
       “ดิฉันเข้าใจค่ะ คุณพจน์อย่าห่วงเลยนะคะ”
       “คราวนี้มาถึงเรื่องสำคัญที่ฉันอยากพูดกับเธอ”
       “ค่ะ”
       ต่างคนต่างมองกัน พจน์ขยับมาใกล้อีกนิด จันทร์ใจเต้นแต่ก็ยืนนิ่ง
       “คุณแม่ท่านรักและเอ็นดูเธอกับลูกมาก..มากจนกระทั่ง...”
       จันทร์ตั้งใจฟัง
       “ท่านอยากให้ฉันแต่งงานกับเธอ”
       จันทร์ยังมองพจน์อยู่ แต่ใจเตรียมคำตอบไว้แล้ว
       “คุณแม่คิดว่ามันจะเป็นการดีหากเธอและลูกได้ขึ้นมาอยู่บนตึก เด็กสองคนจะได้ใกล้ชิดกัน ริมารักรุ้งมาก แกคงดีใจที่สุดถ้ารุ้งขึ้นมาอยู่ด้วยกันข้างบน คุณแม่เองก็รักเธออยากให้เธอมาอยู่ใกล้ๆ”
       จันทร์ยังคงจ้องมองพจน์
       “เธอคงอยากถามใช่มั้ยว่าฉันคิดยังไง”
       จันทร์ทำนัยน์ตาตอบรับ
       “สำหรับฉัน มันคงไม่ยุติธรรมกับเธอนัก หากฉันจะบอกว่า ฉันยังรักภรรยาฉัน และก็คงไม่มีวันที่จะเลิกรักเขาได้แม้ว่าจะแต่งงานใหม่ เธอคงไม่โกรธ
       สายตาจันทร์อ่อนโยนขึ้นมากๆ
       “เธอจะว่ายังไงหรือจันทร์ โกรธฉันรึเปล่า”
       “ได้ยินอย่างนี้ดิฉันมีแต่ความเคารพนับถือคุณพจน์ค่ะ เคยนับถือมากแค่ไหนก็นับถือมากขึ้นในวันนี้ ทั้งนับถือทั้งเคารพ และต้องขอบพระคุณอย่างมาก” จันทร์ไหว้ “ขอบพระคุณคุณหญิงด้วย”
       สีหน้าพจน์อ่อนโยน รับไหว้ครึ่งอก
       “ดิฉันทราบดีว่า ดิฉันจะมีความสุขถ้าได้แต่งานกับคุณพจน์ แต่ถึงแม้ไม่ได้แต่ง คุณพจน์กับคุณหญิงก็ยังคงเมตตาดิฉันเหมือนเดิม”
       พจน์มีสีหน้าพิศวงนิดๆ
       “ดิฉันผ่านการแต่งงานมาแล้ว ดิฉันก็คิดเสมอว่าตัวเองเป็นผู้หญิงของเขา ยิ่งมีลูกด้วยกันก็คิดว่าจะซื่อสัตย์ต่อเขาจนวันตาย จนวันนี้ดิฉันก็ยังคิดอย่างนั้น”
       พจน์นิ่งตะลึงเล็กๆ แต่แล้วรวบรวมความคิดจนเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
       “ฉันนับถือน้ำใจเธอ ไม่แต่เป็นคนสวย เป็นคนเก่ง เธอยังเป็นหญิงที่ประเสริฐ ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณแม่จึงชอบเธอนัก แต่เราจะทำอย่างไรดี คุณแม่จึงจะไม่ผิดหวัง และเราทุกคนอยู่กันด้วยความสุข”
      
       สองคนยังยืนประจันหน้ากันอยู่ เหมือนมีเรื่องพูดกันต่อ
จันทร์และพจน์คุยกันต่ออีก เหมือนจะมีข้อตกลงให้กันและกัน พจน์เป็นคนพูด จันทร์ฟัง และโต้ตอบบ้าง ซึ่งจันทร์เป็นคนชี้แจงโดยส่ายหน้า เหมือนจะบอกว่าไม่ต้องจัดงานใหญ่ จนในที่สุดจันทร์ไหว้พจน์นอบน้อม
      
       อีกวันหนึ่ง พจน์เดินเข้ามุมหนึ่งในบ้านปัณณธร ขณะคุณหญิงเพ็งเดินออกมาเร็วๆ ท่าทีร้อนใจ
       “ว่าไงลูก... เรียบร้อยมั้ย”
       “ผมกับจันทร์คุยกันอยู่นานแล้วก็ตกงกันได้ในที่สุด ผมบอกเขาตามตรงว่าผมยังรักราตรี ถึงแม้จะแต่งงานใหม่ผมก็รัก เขาเองก็ตอบผมว่า เขาก็ยังซื่อสัตย์ต่อสามีและหัวใจเขาก็มีแต่ลูกเท่านั้น”
       สีหน้าคุณหญิงเผือดลงทันที เพราะรูปการไม่เป็นดึงคิด ทำท่าราวกับจะเป็นลม “แล้วไงลูก”
       “แล้ว..ก็ไม่มีงานแต่งงานไงล่ะครับ”
       “ไม่มี..ไม่มีจริงๆ หรือ” สุ้มเสียงผิดหวังมาก
       “ผมทราบดีว่าจันทร์เขาอยากตอบแทนพระคุณ อยากรับใช้ปรนนิบัติ เพราะฉะนั้นถ้าคุณแม่ยังเมตตาก็รับจันทร์เป็นลูกบุญธรรม ให้ใช้นามสกุลเรา ให้เขาเป็นน้องสาวผม แล้วเราจัดงานต้อนรับเขาหน่อย อย่างนี้ดีไหมครับ...”
       ละเมียดซึ่งตามคุณหญิงมาด้วย ถามเร็วๆ “เขาไม่รับไมตรีคุณพจน์หรือคะ”
       “คุณแม่ดูคนไม่ผิด เขาเป็นผู้หญิงที่ดีจริงๆ        ซื่อสัตย์ ไม่ฉวยโอกาส เขาสมควรเป็นน้องสาวผู้พิพากษาพจน์ ปัณณธรครับคุณแม่”
      
       ครู่ต่อมาคุณหญิงเดินออกมาอย่างเร็ว สั่งละเมียดเสียงเครียด
       “ไปตามแม่จันทร์มาหาฉัน”
       “คะ”
       “ฉันจะลองเกลี้ยกล่อมเขาอีกที ของอย่างนี้ต้องลองให้ถึงที่สุด”
       “เกลี้ยกล่อม...ว่าไงหรือคะท่าน” ละเมียดงง
      
       สามคนอยู่ในสวน คุณหญิงเพ็งเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อน
       “เธอคิดจะกลับไปคืนดีกับคนเก่าหรือ”
       “ไม่เจ้าค่ะ” จันทร์เงยหน้าตอบทันที นัยน์ตาประสานกับคุณหญิง สายตาจริงใจ “ดิฉันไม่
       มีวันกลับไปอีกแล้วในชาตินี้”
       “โกรธกันมากขนาดนั้นเชียว”
       “ไม่เจ้าค่ะ แต่ดิฉันกลับไม่ได้ ลำพังตัวเองดิฉันไม่ห่วงค่ะ ห่วงแต่รุ้ง” จันทร์บอก
       คุณหญิงสงสัย “จันทร์ มีใครจะทำร้ายหรือ เธอถึงหนีมา”
       จันทร์ไหว้กราบ น้ำตาคลอ “วันหนึ่ง ดิฉันจะกราบเรียนคุณหญิงทุกอย่าง”
       คุณหญิงเพ็งพยักหน้าช้าๆ “ฉันผิดหวังมาก คิดอีกทีเถอะนะจันทร์ คิดให้ดีๆ”
       “ดิฉันกราบขอประทานโทษค่ะ”
       “เอาล่ะต่อไปนี้ มาเป็นลูกสาวฉัน น้องสาวของพ่อพจน์ รุ้งมาเป็นหลานฉัน เป็นน้องสาวของฉัตต์ เป็นเพื่อนริมา ขึ้นมาอยู่ด้วยกันบนตึก เมียดจัดห้องให้ด้วย”
       จันทร์กราบเท้า
       “หมดทุกข์หมดโศกนะ” คุณหญิงก้มลงลูบผม “ฉันเต็มใจอย่างที่สุดรู้ไว้ด้วย เมียด ทำพิธีรับขวัญปัดเป่าสิ่งอัปมงคลให้จันทร์กับรุ้ง” คุณหญิงลุกยืน
       จันทร์ลุกขึ้นยืนด้วยคุณหญิง
       “จำไว้นะจันทร์ต่อไปนี้ทำตัวให้สมเป็นลูกสาวและหลานสาวของฉัน”
      
       อีกหลายวันต่อมา เวลายามเช้าวันนี้ ประตูห้องถูกเปิดกว้างด้วยสองมือของจันทร์ ซึ่งแต่งตัวเรียบๆ ตามปกติ จูงรุ้งออกมา ละเมียดเห็นก็ตกใจ
       “ตายแล้ว แต่งตัวอะไรอย่างนี้ฮึจันทร์ เข้าห้องไปเลยแต่งใหม่” ละเมียดถือเสื้อจันทร์และรุ้ง
       มาด้วย “เอาเสื้อคุณท่านเตรียมไว้ให้”       
      
       ฝ่ายคุณหญิงเพ็งเดินลงมารอรับที่หน้าตึกใหญ่พร้อมพจน์กับจริมา ฉัตต์ยืนหน้างออยู่หน้าตึก แต่งชุดนอน
       “ฉัตต์ ทำไมยังใส่ชุดนอนอยู่ล่ะลูก” คุณหญิงถามเสียงเขียว
       “เพราะฉัตต์กำลังจะไปนอนต่อครับ ยังง่วงอยู่ วันนี้วันหยุดอยากนอนตื่นสายครับ”
       พจน์หน้าเฉย มองฉัตต์นัยน์ตาเข้ม
       “งั้นไปสิ...รออะไรอยู่ล่ะตาฉัตต์”
       “ขอบคุณครับคุณย่า” ฉัตต์จะเดินไป
       “ฉัตต์” พจน์เรียกน้ำเสียงกังวาน มีอำนาจ
       “ใส่บาตรกับพ่อ”
       “ผมง่วงนอนครับ”
       “คิดว่าพ่อจะสั่งอะไรโดยไม่มีเหตุผลงั้นรึ”
       ฉัตต์นิ่งเงียบ ก้มหน้า ปากเม้ม หน้าบึ้ง
       คุณหญิงวางมือบนบ่าฉัตต์ ปลอบด้วยกิริยา แต่ก็มีน้ำหนักเชิงห้ามปราม
       ผู้คนในครัว และคนในบ้านเดินมาเป็นพรวนครบครัน แนบ สำเนียง สำลี อ่อน และยอด ทุกคนแต่งตัวหล่อสวย หน้าตาสดชื่นแจ่มใส หัวเราะหัวใคร่กันมา--ฉัตต์ยิ่งโกรธ เดินแรงๆ หนีไปยืนอีกทาง หันหลังให้ คุณหญิงกดน้ำหนักมือให้มากขึ้นอีก
       ละเมียดเดินนำไวๆ มาก่อน เลี้ยวพุ่มไม้มา
       คุณหญิงทัก “เมียด”
       “มาแล้วเจ้าค่ะ”
       ผู้คนคอยดูเต็มที่ ชะเง้อ ชะโงก จ้องจับไปทางเดิน
       จันทร์เดินออกมามือจูงรุ้ง สองแม่ลูกสวยงาม อ่อนหวานในชุดหรูแปลกตา ผู้คนฮือฮา สีหน้าทุกคนมองจ้องอย่างชมเชย ละเมียดภูมิใจตัวเองสุดๆ จันทร์ ประหม่านิดๆ มือที่จับรุ้งบีบแน่นขึ้น
       พจน์ จ้องมอง สายตาบ่งบอกว่าตะลึง ฉัตต์ลอบมองหน้าพจน์ แล้วยิ่งยัวะขึ้น กิริยาฮึดฮัดขึ้น
       พอจันทร์เดินมาถึง ย่อตัวไหว้คุณหญิงเพ็ง ไหว้พจน์
       “เรียบร้อยครบถ้วนแล้วนะ ไป...ใส่บาตร”
       ทุกคนขยับตัว
       ฉัตต์บอกเสียงดัง “ผมไม่ไป”
       คนในครัว ร้องอ้าวเบาๆ
       พจน์พูดกับฉัตต์ แบบปากไม่เปิด “เหตุผล”
       “ไม่มีเหตุผลครับ... ผมไม่ไป”
       ทุกคนฮือฮา ซุบซิบกันใหญ่ จันทร์กับรุ้งก็ได้ยิน
       “พอแล้ว...ฉัตต์ พ่อไม่ยอมให้ลูกทำอะไรตามใจตัวเองอีกต่อไป” พจน์เสียงดังขึ้น
       พจน์กับฉัตต์จ้องหน้ากันนิ่ง ผู้คนกระสับกระส่ายไปตามๆกัน ฉัตต์หันหลังกลับจะเดินออก
       พจน์ขยับจะพูด คุณหญิงจับแขนไว้อย่างแรง ห้ามด้วยสายตา พจน์จำต้องนิ่ง
       “ฉัตต์” คุณหญิงย่าเรียก
       ฉัตต์ยืนนิ่ง
       “มาช่วยพยุงย่าไปใส่บาตรหน่อยลูก”
      
       ฉัตต์ยืนอึ้งสักครู่ แล้วเดินไปพยุงย่าทั้งที่หน้าบูดบึ้ง
        
       ไม่นานหลังจากนั้น จันทร์กำลังใส่บาตรพระ 4 รูป ทุกคนมองด้วยความชื่นชมยินดี พจน์เหมือนมีความเสียดายพุ่งเข้ามาในอก ยอดอยู่ห่างไป มองจันทร์แล้วยิ้มตื้นตัน ยอดเหลียวไปสบตากับฉัตต์ซึ่งจับจ้องเขม็งอยู่แล้ว จนยอดหลบตาวูบอย่างเร็ว
        
       ฉัตต์ยิ้มเยาะในสีหน้า แล้วเบนสายตามาที่รุ้ง วาดหน้าดุเข้มมองรุ้ง อยู่อย่างนั้น
       เวลาต่อมาในห้องโถงใหญ่ จันทร์ยกมาลัยดอกพุดที่ร้อยเตรียมมาให้คุณหญิงเพ็ง รุ้งมอบตาม 2 แม่ลูกกราบแทบเท้าประมุขบ้านปัณณธร คุณหญิงเทน้ำอบไทยลงบนหัวจันทร์และรุ้ง เป็นการรับขวัญ
       “ขอให้อายุมั่นขวัญยืนอยู่ด้วยกันไปนานๆ”
       จันทร์ กับรุ้งกราบอีกที แล้วหันไปไหว้พจน์ จริมาอ้าแขนกอดรุ้ง หัวเราะปากกว้าง ตื้นตันสุดๆ
       “เราเป็นพี่น้องกันแล้วนะตัวเล็ก นะจันทร์” จริมาเสียงระรื่น
       คุณหญิงย่าบอก “น้าจันทร์”
       จริมาเหลียวมาหน้าฉงน “คะ?”
       “เรียกน้าจันทร์อย่างที่ย่าบอก”
       จริมา หันมาทางจันทร์ สีหน้าเปล่งประกายความรัก
       “น้าจันทร์”
       จันทร์ สวมกอดจริมาแนบแน่น
       “ตัวเล็ก”
       “คุณริมา” รุ้งเรียกตอบ
       จริมาบอก “ริมาเฉยๆ”
       “คุณริมา”
       “เอ๊ะ บอกให้เรียกริมาเฉยๆ”
       “คุณริมา” รุ้งยืนยันในน้ำเสียง ด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
       “เฮ้อ...ยอมแพ้ คนอะไร ....ดื้อจริ๊ง” จริมายอมให้
       ทุกคนหัวเราะกันไปตามๆกัน
       ย่อมแน่ว่ามีเพียงฉัตต์ ยืนหน้าบึ้งจัดอยู่คนเดียว
       “แต่... ที่โรงเรียนต้องเรียกริมาเฉยๆ จำไว้..อย่าลืมเป็นอันขาด” จริมาบอกเสียงใส
      
       วันรุ่งขึ้น โรงเรียนเปิดเรียนวันแรก จันทร์พาจริมาและรุ้งเดินเข้าในโรงเรียน ผู้ปกครองคนอื่นๆ ล้วนเป็นคนชั้นสูง มาส่งลูกหลาน ส่งเสร็จล่ำลากันแล้วผู้ปกครองเดินกลับ
       รถอีกคันแล่นมาจอด คนขับรถมาเปิดประตู ทอแสงรัศมีซึ่งเติบโตเป็นสาวก้าวลงจากรถ ลา หม่อมเจ้าอัปสราภา หรือ ท่านหญิงเล็ก ที่ยังนั่งในรถ ท่าทางสง่างาม
       “หญิงทอแสง วันนี้จะกลับเย็นมั้ยลูก”
       “ท่านแม่ให้บันลือมาคอยหญิงตามเวลา หญิงอาจจะเร็วหรืออาจจะช้าก็ได้ค่ะ” ทอแสงรัศมีว่า
       “บอกเวลาตรงๆ ไม่ได้รึ บันลือเขาต้องไปรับท่านพ่อ...” ท่านหญิงเล็กถาม
       “หญิงทูลไม่ได้เพราะหญิงไม่ทราบ”
       “ก็ลองกะๆ เอาสิว่า...”
       “หญิงไม่ทราบจะกะยังไงค่ะ”
       ทอแสงรัศมีเดินไปอย่างสง่างาม ท่านหญิงปวดหัวมองตามอย่างปลดปลด จันทร์ซึ่งส่งสองสาวเรียบร้อยเดินก้มหน้าก้มตาออกมา
       ท่านหญิงเล็กขมวดคิ้วนิดหนึ่ง
       จันทร์เองก็ใจหายวาบ ด้วยเห็นเต็มๆ แต่ทำกิริยากลบเกลื่อนอย่างรวดเร็ว เดินไปอย่างปกติ
      
       วันนั้น ยอดพายเรือไปตามลำคลองเรื่อยๆ อดีตหม่อมบุหลันเอ่ยขึ้น
       “ท่านหญิงเล็ก กับคุณหญิงลูกท่าน อายุคงเท่าๆ กับรุ้ง เพราะตอนนั้นท่านท้องซักหกเจ็ดเดือนแล้ว ฉันตกใจมาก แต่ท่านอาจจะจำฉันไม่ได้”
       ยอดพายเรือมาถึงท่าน้ำ จันทร์นั่งชะเง้อมอง ทว่าบริเวณวังรังสิยาเงียบสงบ
       “ไม่เห็นใครเลย ยอด”
       “นั่น...มีคนเดินมาครับหม่อม”
       จันทร์หันข้างให้ แล้วชำเลืองมอง “พิกุลใช่มั้ยนั่น มาขัดท่าน้ำ… ยังทำเหมือนเดิมสิบกว่าปีแล้ว”
       “ผมเห็นคุณชายหลายครั้ง” ยอดบอก
       จันทร์หน้าหมองลง
       “แปลกนะ ฉันก็มาหลายครั้งแล้ว ไม่เคยเห็นลูกชายเลย”
       “หม่อมครับ” ยอดเอ่ยถามขึ้น ขณะเริ่มพายเรือกลับ “หม่อมจะ...เอ้อ กับคุณพจน์”
       “ไม่ใช่หรอกยอด คุณพจน์เธอยังรักคุณราตรี ท่านไม่ให้ใครไปแทนหรอก ตัวฉันชีวิตทุกข์ยากยังไง ฉันก็จะไม่ยอมได้ชื่อว่ามีสองผัว” อดีตหม่อมตกยากสบตายอดเต็มแรงขณะบอก “ฉันอายลูก”
       “หม่อมไปหาท่านชายสิครับ”
       จันทร์หัวเราะแค่นๆ “ยอดคิดว่าคนฆ่าฉันเขาจะปล่อยให้ฉันรอดตายเป็นครั้งที่สองเหรอ”
       เรือแล่นเรือยไปตามสายน้ำกลับบ้านปัณณธร
       “ฉันคิดถึงท่านเสมอ ทุกวันทุกคืน แต่ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้พบท่านอีกแล้ว สงสารแต่ลูกจะได้เห็นพักตร์ท่านพ่อมั้ยในชีวิตนี้”
       “ต้องเห็นสิครับ คุณหญิงโตขึ้นต้องพบกันสักวัน” ยอดปลอบใจ
       สีหน้าจันทร์เศร้านิ่งคิด แล้วสักครู่ก็พยักหน้ากับยอด
       “กลับเถอะยอด ฉันต้องจัดของว่างให้คุณหญิง”
      
       ไม่นานนัก จันทร์เดินเร็วๆ เข้ามา ถือถาดใส่เครื่องดื่มและขนมของคุณหญิง
       “คุณจันทร์คะ ไปไหนมา” ละเมียดทักถาม
       “พี่เมียด เรียกฉันว่าไงนะคะ”
       “คุณหญิงท่านสั่ง ฉันเองก็คิดไว้แล้ว”
       “แต่ฉันไม่ยอมหรอกค่ะ”
       “อย่าขัดเลยคุณจันทร์ ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไปหรอก ฉันรักคุณจันทร์ยังไงก็ยังงั้น คุณจันทร์รักฉันยังไงก็ยังงั้นเหมือนกันใช่มั้ย”
       จันทร์พยักหน้าช้าๆ ยกมือไหว้ละเมียด “ขอบคุณค่ะ”
       “คุณหญิงให้หาคุณจันทร์ว่าจะให้ไปงานสวดศพกับท่าน”
       “ศพใครหรือพี่เมียด” จันทร์แปลกใจ
      
       จันทร์กำลังจะวางถาดจัดของว่าง คุณหญิงเพ็งเอ่ยขึ้น
       “ท่านชายรังสิโยภาส ท่านสิ้นแล้ว”
       จันทร์ตะลึง มือสั่น จนถ้วยชาสั่นดังกริ๊กๆ
       คุณหญิงไม่ทันเห็นจันทร์ กำลังหยิบเครื่องเพชรจากกล่อง
       “ไปเป็นเพื่อนแม่หน่อยนะลูก”
      
       จันทร์กลับเข้าห้อง ร้องไห้แทบจะขาดใจ ร้องๆๆ แล้วซบหน้าลง ใบหน้ายังเศร้าหมองอยู่มาก มือจันทร์ถือสายสร้อยล็อกเก็ตของรุ้งที่ท่านชายให้ไว้ พึมพำเบาๆ
       “แม่จะเก็บชีวิตคุณหญิงวิมลโพยมไว้ในนี้นะลูก”
      
       จันทร์เอาสร้อยใส่หีบปิดลงอย่างแรง เหมือนจะเอาเสียงนั้นช่วยตัดสินใจ
ภายในห้องโถงใหญ่วังรังสิยา พระศพหม่อมเจ้ารังสิโยภาสถูกบรรจุในพระโกศ มี สาลี่ พิกุล และผ่อง กำลังช่วยกันเปลี่ยนดอกไม้ ซึ่งเป็นดอกซ่อนกลิ่นหน้าพระโกศนั้นอยู่
      
       ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสนั่งคุยกับท่านหญิงเล็กเสียงเบาๆ เหมือนปรารภกัน
       “หญิงทอแสงนี้เหมือนใครไม่ทราบทั้งดื้อ ทั้งรั้น เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุด”
       “อยู่ที่เลี้ยงนะหญิงเล็ก ท่านพ่อตามใจเหลือเกินนี่”
       “ไม่เหมือนชายเดียว คงเหมือนแม่นะ...หงิมๆ”
       ท่านหญิงแขไขเงยหน้าเหลียวขวับมา “เธอหมายถึงใคร” น้ำเสียงตวัด
       “หมายถึงแม่บุหลันนั่นแหละค่ะพี่หญิง แหม...หญิงจะหมายถึงพี่หญิงได้ยังไงล่ะคะ”
       “หญิงเล็ก... เธอหยุดพูดให้คนเสียใจซักวันได้มั้ย”
       ท่านหญิงเล็กไม่สะเทือน เพราะนิสัยเป็นอย่างนี้มานาน โดนว่ามาแล้วก็หลายหน หัวเราะขำๆ
       “แหม...หญิงพูดจริงมั้ยละคะ เออ พูดถึงอีนังหม่อมบุหลัน เมื่อเช้าหญิงเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง เมื้อน..เหมือนมัน” ท้ายประโยคเสียงเบาลงเป็นกระซิบ
       ท่านหญิงตาโต “จริงเหรอ เห็นที่ไหน”
       “แต่ไม่ใช่มันหรอกค่ะ พี่หญิง คนนี้เขาสวยกว่า ท่าทางเป็นผู้ดีกว่ามัน”
       “มันก็ท่าทางดี ท่านชายสอนไว้จนมันดูดีทีเดียว” ท่านหญิงแขไขพูดเรื่อยๆ ไม่มีอารมณ์ขึ้งโกรธแต่อย่างใด
       “ไม่ใช่หรอกค่ะ มันไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนมารถคันโก้เชียว มีคนขับแต่งเครื่องแบบเรียบร้อย”
      
       ฉาก 15        วังรังสิยา งานศพ กลางคืน หน้าวัง
       ตัวละคร        ท่านหญิงแขไข จันทร์ พจน์ คุณหญิงเพ็ง แนบ หญิงเล็ก ท่านชายวรจักร
       แขกเหรื่อทั้งหลาย หม่อมป้า
       ระหว่างนั้น รถยนต์หรูคันหนึ่งแล่นเข้ามา ท่านหญิงพรรณพิไล หรือ ท่านหญิงปั้น ก้าวลงมาทักทาย ท่านหญิงแขไขที่ยืนรอรับแขกกับท่านหญิงเล็กและท่านชายวรจักรสามีท่านหญิงเล็ก ท่านหญิงแขไข หญิงเล็ก ชายวรจักรบังคมนอบน้อม
       รถอีกคันแล่นเข้ามา แนบรีบลงมามาเปิดประตูด้านหลังพจน์เปิดลงมาด้านหน้า คุณหญิงเพ็งลงมาก่อนมีจันทร์ตามลงมา
       “หญิงแขไข เสียใจด้วยนะน้อง” ท่านหญิงปั้นเอ่ยขึ้น
       “ขอบทัยคะพี่หญิง”
       ท่านหญิงเล็กเรียกให้มองไป “พี่หญิงคะ”
       “อ๋อ...คุณหญิงปัณณธร คุณย่าพ่อฉัตต์ เพื่อนชายเดียว คุณพจน์ลูกชายเป็นผู้พิพากษา อีกคน” เสียงท่านหญิงสะดุดเล็กน้อย เพราะแสงไฟพรางสายตา “พี่ไม่แน่ใจ อาจเป็นภรรยาใหม่คุณพจน์กระมัง”
       ท่านหญิงพูดจบเดินเข้าไปหาคุณหญิงเพ็ง
       ท่านชายวรจักรฉงน “ภรรยาใหม่คุณพจน์หรือ ไม่เคยได้ยินข่าวว่าคุณพจน์แต่งงานใหม่นะ”
       “เอ... หญิงพบผู้หญิงคนนี้นะคะ...เมื่อเช้านี้ ขอไปดูใกล้ๆ หน่อย ไม่แน่ใจ”
       คุณหญิงเพ็งไหว้ทัก และท่านหญิงแขไขไหว้รับในเวลาเดียวกัน
       “รู้ข่าว ใจหายเพคะ ท่านหญิง”
       “ท่านชายประชวรอยู่นาน”
       “ค่ะ ดิฉันได้ยินอย่างนั้นเหมือนกัน ทรงคิดว่าถึงเวลาของท่านนะเพคะ”
       ขณะสองคนคุยกัน จันทร์ค่อยๆ แอบชำเลืองดู สายตาเศร้าหมองลึกๆ
       คุณหญิงเพ็งเหลียวมองหาจันทร์ “จันทร์ มาสิลูก”
       จันทร์เดินออกมาถือพานใส่มาลัยมาพวงหนึ่ง ร้อยด้วยดอกพุด สวยงามมาก ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสตกตะลึง จ้องเขม็ง
       “จันทร์...บังคมท่านหญิงสิลูก ท่านหญิงแขไข ท่านหญิงเล็ก นี่ด้วย ท่านหญิงปั้น พระนามท่าน ท่านหญิงพรรณพิไล นั่นท่านชายวรจักร ลูกสาวหม่อมฉัน ชื่อจันทร์เพคะ”
       ท่านหญิงแขไขกับท่านหญิงเล็กรับไหว้จันทร์ ครึ่งอก แบบผู้ใหญ่รับไหว้ผู้น้อย ทั้งสองจดสายตาจับผิด
       “มาลัยสวยเหลือเกิน อุ้ย..ดอกพุดด้วยค่ะพี่หญิง” ท่านหญิงเล็กทัก
       “ท่านชายโปรดดอกพุด..เหมือนรู้เลยนะคะคุณหญิง” ท่านหญิงแขไขว่า
       “เนี่ยค่ะลูกสาวเขาเป็นคนร้อย” คุณหญิงเพ็งบอก
       “ไม่ทราบว่าคุณหญิงมีลูกสาว คิดว่ามีคุณพจน์คนเดียว” ท่านหญิงแขไขพูดเป็นเชิงถาม
       ท่านหญิงเล็กรีบเสริม “ฉันก็ทราบว่าอย่างนั้น”
       รวมทั้งท่านหญิงปั้น “นั่นสิ ฉันรู้จักนะ เจ้าคุณปัณณธร ก็เคยได้ยิน แต่คุณพจน์เป็นลูกชายคนเดียว”
       พจน์สังเกตเห็นสายตาท่านหญิงแขไขผิดปกติไป “น้องสาวกระหม่อมออกเรือนไปนานแล้ว สามีเสียก็เลยพาลูกสาวมาอยู่กับกระหม่อมและคุณแม่”
       “อ๋อ มีลูกสาว” ท่านหญิงพูดกับจันทร์โดยตรง ทอดเสียงนุ่มนวล “โตแค่ไหนแล้ว”
       “สิบหกมังคะ”
      
       จันทร์เงยหน้ามองพระรูปท่านชายรังสิโยภาส ที่ราวกับกำลังทอดสายตามองอย่างเมตตา กลั้นน้ำตาจนปวดกระบอกตาไปหมด น้ำตาขึ้นมาคลอเต็มตา จันทร์ก้มลงกราบช้าๆ คิดถึงคำพูดท่านชาย ประโยคแล้วประโยคเล่า
       “บุหลันเจ้าช่างน่ารักเหลือเกิน”
       “บุหลัน จริงหรือ เจ้าจะมีลูกให้ฉันรึเนี่ย ฉันดีใจเหลือเกิน”
       “ลูกของเจ้า ถ้าเป็นผู้ชายให้ชื่อ คุณชายศักศินา ถ้าเป็นผู้หญิงให้ชื่อ คุณหญิงวิมลโพยม”
       “ไม่ต้องกลัวว่ามีลูกแล้วฉันจะไม่รักเจ้า ฉันรักเจ้าเสมอ..บุหลัน”
       จันทร์เงยหน้าขึ้น น้ำตาหยดพอดี จันทร์ปาดอย่างเร็ว กลัวคนเห็น เหลือบมองดูว่ามีใครมองรึเปล่า สบตากับพจน์เต็มแรง พจน์นึกสงสัยมองอยู่ จันทร์ก้มหน้า รีบหันไปประคองคุณหญิงเพ็งให้ลุกขึ้น
       ตรงที่นั่งของแขก ท่านหญิงแขไขนั่งกับหญิงเล็ก มีคนมาไหว้ 2-3 คน
       “คนนี้แหละที่หญิงเล่าให้พี่หญิงฟัง” ท่านหญิงเล็กกระซิบ
       “ใช่ เหมือนมาก” ท่านหญิงกระซิบตอบ
       “เหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ต้องเชื่อเพราะแม่..พี่ชายเห็นอยู่ทนโท่”
       “มีอะไรที่น่าสังเกตหลายอย่าง ชื่อเขาจันทร์ ความหมายเหมือนชื่อบุหลัน ข้อสอง เขาร้อยมาลัยดอกพุดที่ร้อยยากกว่าดอกมะลิ”
       “หญิงเห็นแล้ว ฝีมือชาววังเชียวนะคะ”
       “ใช่ นั่นมันฝีมือบุหลัน ข้อสาม เขาพูดกับเรา “มังคะ” ไม่ใช่ “เพคะ” แบบคนทั่วๆไปพูดกัน”
       “แบบพวกลิเกพูด”
       “ใช่ แต่เขาพูดแบบชาววังแท้ๆ คุณหญิงยังพูดเพคะเลยได้ยินไหม” ท่านหญิงแขไขจับผิดละเอียดยิบ
       “ค่ะ ได้ยิน พี่หญิงว่าใช่หรือคะ”
       “จะไม่ใช่ตรงที่เขามีลูกสาว” ท่านหญิงว่า
       “มันอาจจะแต่งงานใหม่”
       “ลูกเขาอายุ 17 ขวบเท่ากับชายเดียว”
       ท่านหญิงปั้นเอนตัวมากระซิบ “อย่าเพิ่งเถียงกัน พระมาถึงแล้ว”
      
       ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส มองจันทร์ด้วยสีหน้าคลางแคลงใจ
หลังสวดพระศพเสร็จแล้ว บรรดาผู้คนที่มางานพระศพ กำลังล่ำลาท่านหญิงแขไข ท่านหญิงเล็ก ท่านหญิงปั้น ท่านชายวรจักร อยู่ตรงหน้าตำหนักกันทั้งหมด หญิงทอแสงรัศมี และหญิงลักษณ์ก็อยู่ด้วย
      
       คุณหญิงเพ็งเดินนำออกมาก่อน พจน์ จันทร์ เดินตาม
       พจน์กระซิบถามจันทร์ เสียงเบาๆ “พี่เห็นน้องมองหาใครตลอดเวลา...ใครหรือ”
       “คุณพี่เห็นหรือคะ ดิฉันไม่น่าเสียมารยาท”
       “ไม่...น้องไม่ได้ทำชัดเจน แต่พี่อยู่ใกล้น้องจึงมองเห็น”
       “ขอโทษค่ะ” จันทร์นิ่งไปสีหน้าสะเทือนใจ
       “ไม่เป็นไร เราเข้าไปลาท่านหญิงเถิด”
       ตอนนั้นคุณหญิงเพ็งกำลังล่ำลาอยู่กับท่านหญิงแขไขแล้ว พจน์พาจันทร์เข้าไปหาท่านหญิงปั้นก่อน
       “ขอบใจนะคะ” ท่านหญิงปั้นหันไปพูดกับคนอื่น “สวดอีก 6 วัน แล้วบรรจุ เก็บ 100 วันถึงเผา”
       “กระหม่อม” แขกชายไหว้นอบน้อม “ทูลลา”
       “หม่อมฉันได้กล้วยไม้งามๆ จะส่งไปถวายที่วังนะคะ” ภรรยาแขกผู้ชายบอก
       “ขอบใจค่ะคุณหญิง”
       แขกคู่นั้นเดินไป ท่านหญิงปั้นหันมาทางพจน์ พจน์และจันทร์ ไหว้ลา
       “ขอบใจนะคุณพจน์ คุณจันทร์”
       สองคนไหว้อย่างงาม แล้วเดินไปที่ท่านหญิงแขไข
       “ท่านชายทรงสบายแล้ว” คุณหญิงเพ็งเอ่ยขึ้น
       “ฉันก็คิดอย่างนั้นค่ะคุณหญิง”
       “ทรงระวังพระสุขภาพด้วยนะเพคะ”
       “ขอบคุณค่ะ” ท่านหญิงแขไขหันไปเห็นพจน์กับจันทร์
       “ขอบใจคุณพจน์ คุณจันทร์”
       “กระหม่อมเห็นท่านหญิงทรงเข้มแข็ง...ทรงปลงได้...ดีกระหม่อม” พจน์ว่า
       “ขอบใจ” ท่านหญิงสีหน้าหมอง แต่เป็นเจ้าจะไม่พูดเรื่องตัวเองยาวไป “เสียดายลูกชายไม่อยู่คุณจันทร์คงอยากเห็น”
       จันทร์สะดุ้งนิดๆ แต่พยายามทำหน้าปกติ
       “มังคะ อยากเห็นมังคะ” จันทร์ยิ้มอ่อนโยน
       ท่านหญิงมองจันทร์ ที่ก้มหน้าพลางพูดต่อ “ลูกชายฉันอายุ 17 แล้ว น่ารักมาก” สายตาขณะพูดเพ่งมองจันทร์ตลอดเวลา “พ่อแม่ทุกคนอิจฉาฉันที่มีลูกชายดีแสนดี”
       จันทร์ปรับสีหน้าจนเป็นปกติ ยิ้มรับปกติ
       “พี่หญิงโชคดีมากที่มีลูกชายได้ดังใจทุกอย่างทั้งๆ ที่เป็นลูกชายคนเดียวแต่อยู่ในโอวาทและก็...รักท่านแม่เหลือเกิน” ท่านหญิงเล็กพูดจะเป็นปกติ เสียงธรรมดาๆ แต่ลอบมองหน้าจันทร์เช่นกัน
       “หม่อมฉันยินดีด้วยนะเพคะท่าน”
       จันทร์พูดจบทูลลาไหว้เสร็จออกมา สองคนเดินออกมา พจน์มองจันทร์อย่างเป็นห่วง จันทร์เห็นสายตาพจน์
       “ท่านหญิงรับสั่งแปลกๆ กับน้องคนเดียว มีอะไรหรือ”
       “ไม่ค่ะ ไม่มีอะไร”
      
       ส่วนท่านหญิงเดินมาตามทาง ผ่องคอยตาม
       “บอกสนหรือยังว่าพรุ่งนี้ไปรับชายเดียวที่โรงเรียน”
       “บอกแล้วมังคะ”
       “ไม่ต้องไปตั้งแต่เช้า ให้เขาเรียนหนังสืออีกวัน โรงเรียนเลิกค่อยไปรับ”
       “มังคะ...เหวยมั้ยมังคะ”
       “ชาสักแก้วก็ดี”
      
       ที่ตำหนักชั้นล่าง คืนนั้น ผ่องวางถ้วยน้ำชาถวายท่านหญิงแขไขที่สวมชุดเดิม นั่งเก้าอี้ สีหน้าครุ่นคิด
       “ชามังคะ”
       “ขอบใจ ผ่องไปนอนเถอะ เดี๋ยวฉันขึ้นข้างบนเอง”
       “มังคะ”
       ท่านหญิงนั่งหน้าเครียดจัด ครุ่นคิดตรึกตรอง เงาๆหนึ่งผ่านแวบไป ท่านหญิงชำเลืองมองแวบหนึ่ง
       “ถ้าใช่มัน มันก็โชคดี” เสียงนางเฟืองดังขึ้น
       ท่านหญิงเหลียวขวับมาดู นัยน์ตาเป็นคำถาม
       “ชีวิตเดียว...ได้ตายสองหน” เสียงนางเฟืองตอบ
       ท่านหญิงมองนิ่งๆ อยู่อึดใจหนึ่ง “ถ้าใช่เขาจริง อย่าทำอะไรเขาเป็นอันขาด เพราะเขายังไม่ตายก็เท่ากับเฟืองยังไม่ได้ทำบาป”
       เสียงเลื่อนอะไรบางอย่างแรงๆ หรืออะไรสักอย่างตกพื้น อย่างไม่พอใจ
       ท่านหญิงเหลียวไปทางอื่น พูดลอยๆ “ว่าแต่ยอมรับแล้วใช่มั้ยว่าเขาตายแล้ว...ยอมรับแล้ว
       ใช่มั้ยว่าฆ่าเขา” ท่านหญิงเสียงเข้ม “เขารู้กันทั่ววังแล้ว... ใครๆ ก็รู้จักว่าตัวเกลียดเขา อยากให้เขาตาย คนในวังนี้ไม่โง่นะ”
       ลมพัดผ่านวูบหนึ่งอย่างรุนแรง แล้วลอยออกนอกหน้าต่างไป
      
       ลมพัดวูบเข้าทางหน้าต่างห้องสาลี่ ก่อนจะพุ่งไปมุมห้อง หยุดกึกกลายเป็นร่างของผีนางเฟือง หันหลังให้ แล้วหันมาช้าๆ เป็นร่างปีศาจ น่ากลัว นั่งชันเข่าข้างหนึ่ง แขนพาดที่เข่า
       สาลี่ปัดที่นอนอยู่ ไม่รู้ว่านางฝีร้ายจ้องอยู่
       สาลี่ ปัด ปัด ไป แล้วสังหรณ์ หยุดปัด หันหน้ามา ร้องกรี๊ด....ยาว เสียงดังลั่นก้องกังวานทั่ววังรังสิยา สาลี่ช็อกตัวแข็งทื่อ
       ใบหน้านางเฟืองใหญ่ขึ้น อ้าปากกว้างเห็นเป็นโพรงดำมืดในปากพุ่งตรงเข้าหาสาลี่พร้อมเสียงขู่ดังกระหึ่ม สาลี่ตาเหลือกราญ
       “ไม่โง่รึ..ฉลาดนักรึมึง นังสาลี่”
       นางปีศาจร้ายพูดใส่หน้าสาลี่ จนสาลี่ล้มตึงทันที
      
       ขณะเดียวกันที่บ้านปัณณธร รุ้ง ฉัตต์ สารภี จริมา แนบ ทั้งหมดคอยคนไปงานศพ
       “เมื่อไหร่จะมา ไล่จับกันดีกว่า” จริมาฉุดรุ้งให้ลุก “สารภีจับให้ได้”
       สองสาววิ่งเล่นกันไปมาสักครู่
       ฉัตต์ลุกขึ้นจากที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ “หนวกหู” เดินเฉียดมาที่รุ้ง “เสียงดัง”
       จริมาจับรุ้งหลบ ฉัตต์กะจะกระแทกเลยทำไม่ได้ เสียงแตรรถดังกังวาน ทุกคนหันไป
       “คุณหญิงมาแล้วค่ะ”
       จริมาวิ่งนำ รุ้งวิ่งตามผ่านฉัตต์ ถูกฉัตต์จับผมกระตุกกึ้กจนหน้าหงาย
       รุ้งพนมไหว้ปลกๆ “ ปล่อยนะคะ คุณฉัตต์ ใจดี๊.. ดี คนดี๊..ดี ขอไปหาแม่นะคะ”
       ฉัตต์กระตุกไว้ “ไม่ให้ไป”
       รุ้งชักโกรธ “ทำ...ไม” เสียงแหลมขึ้น
       “ก็ไม่ให้...ไม่ทำไมหรอก”
       รุ้งมองหน้าคว่ำ แล้วตุ๊ยท้องเข้าไปทีหนึ่ง ฉัตต์ตัวงอ ต้องปล่อย รุ้งวิ่งไปเลย ฉัตต์ชูกำปั้นอยู่คนเดียว
       รุ้งวิ่งเข้าไปหาแม่ คุณย่ากับจริมาเดินเข้าตึกไปแล้ว
       “แม่ไปนานจัง”
       จันทร์ กลั้นไม่ไหว น้ำตาร่วงรินกอดลูกซ่อนหน้ากับผมลูก
      
       พจน์หันมาลอบมอง สงสัยท่าทีจันทร์มาก
คุณหญิงเพ็งเอนกายลงนอน จันทร์เหน็บมุ้งให้ ปิดไฟ
      
       “ปลุกแม่สายหน่อยแล้วกันนะ ใส่บาตรแทนด้วย”
       “ค่ะ คุณแม่”
       “เห็นว่าจะทำหันตราใช่มั้ย” คุณหญิงหลับตา เสียงง่วง
       “ค่ะ”
       จันทร์เดินออกนอกห้องปิดประตู หันกลับมา ชะงัก เห็นพจน์ยืนอยู่ นัยน์ตาคมจ้องนิ่ง
       “คุณพี่จะรับอะไรหรือคะ”
       นัยน์ตาพจน์ ยังบอกความในใจ อย่างเผลอไผลหน่อยๆ
       “อยากรับกาแฟหรือชาร้อนๆ สักถ้วยมั้ยคะ”
       “ไม่เป็นไร ไปคุยกันที่ระเบียง พี่มีเรื่องจะคุยกับน้อง”
       จันทร์นิ่งสักครู่ “ค่ะ”
       สองคนเดินไป
       ฉัตต์ แง้มประตูมองมา หน้าบึ้งตึง
      
       สองคนอยู่ตรงระเบียงสวยงาม แลเห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นบนนภา ยอดไม้ใหญ่เอนไหว ลมพัดเย็นสบาย สองคนยืนกันห่างๆ พจน์จ้องมองจันทร์อย่างเผลอไผล
       จันทร์มองออกไปไกลๆ “อากาศดีนะคะ” พอเหลียวกลับมา เจอะสายตาพจน์ สองคนสบตากันสักครู่
       จันทร์หลบตา
       พจน์รู้สึกตัว “หันตรา...เป็นชื่อของรับประทานหรือ”
       “ค่ะ เป็นถั่วกวนปั้นหุ้มไข่ฝอย คุณริมาชอบมากทำทีไร”
       “จันทร์” พจน์พูดขัด
       จันทร์หยุดชะงัก
       “สิ่งที่น้องทำทุกอย่างเกินกว่าชาวบ้านธรรมดาๆ จะทำได้ น้องคิดว่าสมควรแก่เวลาหรือยังที่พี่ควรจะรู้ความจริงว่าน้องเป็นใคร มาจากไหน”
       จันทร์นิ่ง       
       “ถ้าอดีตของน้องเป็นเรื่องที่มีอันตราย ให้พี่รู้ความจริง พี่อาจจะช่วยเหลือน้องกับรุ้งได้มากกว่านี้”
       จันทร์น้ำตาเต็มตา
       “มีอะไรเกี่ยวข้องกับท่านชายวังรังสิยาหรือไม่”
       จันทร์สะดุ้งสุดตัว
       “น้องเคยอยู่ที่วังนั้นหรือ ถ้าใช่ ท่านหญิงแขไขจรัสไม่ทรงชอบน้องหรอกนะ พี่เห็นสายพระเนตรท่าน”
       “บางทีเวลานั้นอาจมาถึงแล้ว ดิฉันเป็นอะไรไปรุ้งจะได้มีคนช่วยทวงสิทธิ์ของแกคืน”
       พจน์ฉงน “สิทธิ์ของรุ้ง”
       “ดิฉันจะเล่าทุกอย่างให้คุณพี่ฟังเดี๋ยวนี้ค่ะ”
      
       ขณะเดียวกันท่านหญิงเดินข้ามห้องโถงจะขึ้นบันได ถึงห้องท่านชายที่อยู่ชั้นล่างปิดประตูสนิท มีกุญแจดอกหนึ่งใส่อยู่ ท่านหญิงยืนจ้องมองประตูห้อง ได้ยินเสียงท่านชายดังก้องในหู
       “หญิงแขไข พี่ขออนุญาตให้บุหลันขึ้นมาอยู่บนตำหนักได้มั้ยคะ พี่เป็นห่วงเพราะเขาท้องได้ 2 เดือนแล้ว มีอะไรจะได้แก้ไขได้ทัน
       “จะทรงให้มันขึ้นไปอยู่บนห้องหญิงมั้ยคะ หญิงจะลงไปอยู่ที่เรือนของเขาเอง เพราะหญิงไม่ได้ท้องนี่คะ เจ้าพี่ไม่ต้องทรงเป็นห่วงหญิงเพราะหญิงไม่ท้อ”
       ท่านหญิงหันมา ทำหน้าว่าเห็นนางเฟือง สีหน้าเศร้าสร้อยลงทันที แล้วท่านหญิงก็ออกเดินตรงไปที่บันได เดินไปพูดไป
      
       “เฟือง เขาเหมือนบุหลันมากแต่คุณหญิงราชบัณณธรยืนยันว่าเป็นลูกสาว หญิงไม่อยากเชื่อแต่ก็คิดว่าพวกเขาคงไม่โกหก เฟือง...ได้ยินที่หญิงพูดหรือเปล่า รู้มั้ย เวลานี้หญิงเหงาเหลือเกิน.....ลองคิดดู เฟืองทิ้งหญิงไปแล้ว เจ้าพี่ยังเสด็จจากไปอีก หญิงไม่เหลือใครนอกจากชายเดียว แต่ลูกชายก็ต้องไปโรงเรียน..วังใหญ่โตมีหญิงครอบครองคนเดียว หญิงไม่ได้ต้องการเช่นนี้สักหน่อย เฟือง อย่าทิ้งหญิงนะ”
       ผ่องเดินออกมาจากทางเข้าตำหนัก เงยหน้าผ่านหน้าต่าง มองเข้าไปในตัวตำหนัก แล้วอ้าปากค้าง ช็อก เมื่อเห็นว่าท่านหญิงเดินขึ้นบันได โดยมีนางเฟืองทำท่าคล้ายๆ ประคองท่านหญิงเดินขึ้นไปด้วย
      
       แล้วผีนางเฟืองก็ค่อยๆ หันหน้ามานัย์ตาแข็งจัด มองตรงมาที่ผ่องเขม็ง ผ่องล้มตึงทันที
      
       วันต่อมา สาลี่นั่งอยู่ที่ครัว ในมือถือหมาก แต่ท่าทางกิริยาเหมือนไม่รู้ตัว นัยน์ตามองไปข้างหน้า
      
       “ป้าลี่” พิกุลเรียก
       สาลี่สะดุ้งสุดตัว หมากหล่น “อุ๊ย”
       “เป็นอะไรป้าลี่... เห็นผีเหรอ”
       สาลี่หยิบหมากปาเต็มแรงถูกหัวพิกุล “พูดทำไม.. พูดทำไมวะนังพิกุล”
       “เอ๊า จริงเหรอเนี่ยป้า”
       “นังตัวดี... ปาหัวแตกเลย” สาลี่เงื้อง่า
       “เหอะป้า อีกหน่อยก็คงเจอกันครบทั้งวังหรอก รู้มั้ยพี่ผ่องล้มโครมเลยเมื่อคืน ตอนนี้ไข้จับตัวร้อน”
       “ล้มโครม... โครมเชียวเหรอวะ.. น่ากลัว” สาลี่สยอง
      
       สาลี่มาเยี่ยมผ่องที่ห้องพัก
       “ผ่องเอ๊ย...เจอจังๆ เลยเอ็ง เอ็อ..เอ็งคนของเขานะ ทำไมยังทำกับเอ็งได้ ยังงี้ยังจะรักจะคิดถึงอีกเร้อ”
       ผ่องหน้าเหยเก “ไม่รู้... ฉัน... ฉัน”
       “ท่านหญิงเด็จ” พิกุลบอก
       ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส เข้ามายืนมองดูผ่อง ที่นอนคุดคู้ ไม่สบายมาก
       ผ่องกระสับกระส่าย พลิกตัวไปมา หน้าตาหวาดกลัว “อย่า...กลัวแล้ว”
       “ผ่อง” ท่านหญิงเรียกเสียงเข้ม แต่ไม่เข้าไปแตะตัว
       “ไป...ไม่เอา กลัว กลัวมังคะ” ผ่องร้องอยู่อย่างนั้น
       “ผ่อง” ท่านหญิงเสียงดังขึ้นอีกนิด “หยุดร้อง”
       ผ่องลืมตาแค่ครึ่งๆ ตา หายใจหอบแรง
       “ไม่สบาย เดี๋ยวกินข้าวต้ม แล้วกินยา หลับอีกตื่นแล้วจะหาย”
       ผ่องครางฮือ...ฮือ
       ท่านหญิงหันกลับ สบตากับสาลี่เต็มแรง รู้กันว่าผ่องเห็นอะไร
       “สาลี่ ผ่องมันไม่สบาย แกดูแลหายาข้าวหาให้กินด้วย ถ้ามันจะพูดจาอะไรก็เพราะฤทธิ์ไข้...เข้าใจมั้ย” สายตาท่านหญิงมองเขม็ง
       “เข้าใจมังคะ” สาลี่หลบตา
       ท่านหญิงเดินตัวตรงออกไป
       “ผ่อง...ผ่องเอ๊ย..รู้มั้ยท่านหญิงเด็จมาเยี่ยมเอ็ง”
       ผ่องยึดมือสาลี่แน่น นัยน์ตาบอกอะไรหลายอย่าง
       “แกฝัน...ฝันไป ไม่มีอะไรหรอกผ่องเอ๊ย”
       “ไม่...” ผ่องพยายามบอกอีก
       สาลี่รีบสวนทันที “ฝัน เชื่อฉัน สิ่งที่แกเห็นมันไม่มีจริง”
       “พี่ว่าฉันเห็นอะไร”
       “อะไรก็ตามมันไม่จริง แกไม่ต้องกลัว มันทำอะไรเราไม่ได้ เพราะอยู่กันคนละโลก...ถึงอยากทำ มันก็ทำไม่ได้” สาลี่นิ่งไปอึดใจ หน้าเข้มขึ้น “เมื่อคืนข้าก็ฝัน ฝันเหมือนแกนั่นแหละ ผ่องเอ๊ย แต่...มันแค่ฝัน...คิดสิวะ! มันแค่ฝัน”
      
       สาลี่กับพิกุลซึ่งถือถาดใส่ชามข้าวต้ม เดินมาด้วยกันทางหลังตึก
       “พิกุล..ข้าจะไปต้มข้าวต้ม เดี๋ยวเอ็ง...” สาลี่หยุดกึก
       มีเสียงหัวเราะกังวานเยาะหยันของนางเฟืองดังแผ่วๆ
       “ได้ยินเสียอะไรมั้ย นังพิกุล”
       “เสียงอะไรเหรอป้า”
       “ไม่ได้ยินเรอะ”
       พิกุลส่ายหน้า พึมพำ “ไม่เห็นได้ยินเสียงอะไร”
       สาลี่ รู้ดีว่าเสียงอะไร หน้าเข้ม มองไปทั่วๆ
       “เฮี้ยนได้เฮี้ยนไป กูไม่หวั่นแล้วเว้ย อยากมามาเลยให้มันรู้ว่าผีจะเก่งกว่าคน”
       เสียงหัวเราะดังขึ้นอีก สาลี่เร่งฝีเท้าไป
       พิกุลไม่ได้ยินอะไรยิ่งงงกับท่าทีแม่ครัวใหญ่
       “จะรีบไปไหนป้า”
      
       เช้าเดียวกัน แนบเช็ดรถรออยู่หน้าตึกบ้านปัณณธร พจน์เดินลงจะไปทำงาน ถือกระเป๋าเอกสาร จันทร์วิ่งตามออกมาจากในตึก
       “จันทร์”
       “คุณพี่คะ
       “มีอะไร”
       “วันนี้คุณพี่จะไปงานศพท่านชายมั้ยคะ”
       พจน์ จ้องมองจันทร์นิ่ง อ่านสายตาจันทร์ ที่บอกด้วยสายตา
       “ไป...จันทร์เตรียมตัวรุ้งไว้แล้วกัน”
       จันทร์ไหว้ สายตาซาบซึ้งมาก น้ำตากำลังจะออก
       “อย่าร้องไห้ไปเลย อยากให้ทำอะไรก็บอกพี่ ถ้าทำได้พี่ทำให้เสมอ” พจน์บอก
       คราวนี้จันทร์น้ำตาร่วงทันที “น้องขอให้รุ้งถวายมาลัยหน้าพระโกศท่านพ่อ”
       พจน์พยักหน้าน้อยๆ “น้องสอนรุ้งไว้แล้วกันว่า ต้องทำอย่างไร”
      
       เย็นจวนค่ำจันทร์สอนรุ้งซึ่งยังอยู่ในชุดนักเรียน ให้คลาน ถือพาน วางพาน และสอนวิธีกราบ
      
       “หนูกราบพระพุทธรูปก่อน แล้วกราบพระศพ ถวายพวงมาลัยแล้วอธิษฐานตามที่แม่สอนนะลูก
ที่หน้าโกศพระศพคืนวันนั้น เสียงท่านหญิงเอ่ยขึ้น “เด็กๆ ไปกราบพระศพ...ไปพร้อมๆ กัน”
      
       รุ้งถือพานใส่พวงมาลัยดอกพุด คลานเข้าไปหน้าพระโกศ จริมา ฉัตต์ ชายเดียว คลานไปด้วยกัน ทอแสงรัศมีตามไปด้วย เด็กทุกคนกราบพระพุทธก่อน แล้วย้ายไปกราบพระศพ
       รุ้งถวายพวงมาลัย แล้วพนมมืออธิฐานในใจ “หนูขอให้วิญญาณของท่านไปสู่สุคติ หนูจะตั้งใจเรียนและทำแต่ความดีตลอดชีวิตของหนูค่ะ” รุ้งก้มกราบ
       “ท่านพ่อกระหม่อม ขอให้ท่านพ่อเสด็จไปสู่สุคติ ไม่ต้องทรงห่วงชาย ชายจะดูแลหม่อมแม่ ดูแลตัวเอง จะตั้งใจเรียน จะทำแต่ความดีนะกระหม่อม” ศักดินาอธิษฐานในใจแล้วก้มกราบ
       ท่านหญิงแขไขมองมาแต่ไกล สีหน้าเพ่งเล็ง
       รุ้ง และชายเดียว เงยหน้าจากกราบพร้อมกัน หน้าอยู่เคียงกัน
       ท่านหญิงเพ่งมอง แปลกใจที่หน้าสองหน้าคล้ายกันอย่างผิดสังเกต ท่านหญิงไม่สบายใจเลย
       พจน์อธิษฐานในใจบอกท่านชาย “กระหม่อมได้ทำในสิ่งที่หม่อมบุหลันขอร้อง คือนำลูกอีกคนหนึ่งของฝ่าบาทมาเฝ้า หากทรงมีญาณพิเศษใดๆ ขอให้ทรงทราบว่าเวลานี้ หม่อมราชวงศ์หญิงวิมลโพยมได้มาพบท่านพ่อของเธอแล้ว และขออย่าได้ทรงห่วงเพราะ กระหม่อมสัญญาว่าจะดูแลทั้งแม่และลูกให้ดีที่สุด”
      
       ในห้องสวดพระศพท่านชาย พระสวดพระอภิธรรมอยู่ ทุกคนนั่งฟัง
       เด็กๆ นั่งฟังกันเรียบร้อย จริมายุกยิกนิดหน่อย พอเหลือบสบตากับพจน์ก็นั่งตัวตรง สักครู่หนึ่งพระสวดเสร็จแล้ว ลุกเดินออกจากห้อง
       “คนไหนลูกสาวคุณพจน์ คนไหนหลานสาว” ท่านหญิงเล็ก ทอดเสียงถาม
       “คนนี้จริมาลูกกระหม่อม คนนี้ลูกแม่จันทร์ ชื่อรุ้ง” พจน์แนะนำ
       ท่านหญิงแขไขพินิจดูรุ้ง อย่างเพ่งเล็ง รุ้งก้มลงกราบท่านหญิง พร้อมๆ กับจริมา
       “หน้าตาดีทั้งคู่ เรียนโรงเรียนเดียวกับหญิงทอแสง” ทอดเสียงเป็นคำถาม
       “เรียนชั้นเดียวกันเพคะ แต่คนละห้อง” จริมาตอบ
       ท่านหญิงเรียก “รุ้ง”
       รุ้งสะดุ้งนิดๆ “มังคะ”
       ท่านหญิงสะกิดใจนิดหนึ่งที่รุ้งพูดว่า “มังคะ”
       “รุ้งเป็นชื่อเล่นใช่มั้ย ชื่อจริงชื่ออะไร”
       “ชื่อจริงกระหม่อม รุ้ง ปัณณธร” พจน์ตอบ
       “คุณพจน์โชคดีมีทั้งลูกชาย ลูกสาว หลานสาว ฉันมีลูกชายเดียวคนเดียว อยู่โรงเรียนประจำบ้านช่องเงียบเชียบ ผู้คนเหงาหงอยไปตามๆ กัน” ท่านหญิงปรารภ
       ท่านหญิงเล็กเสริม “เมื่อก่อนพี่หญิงยังมีคนสนิทคอยดูแล วังก็ยังมีงานรื่นเริงบ้าง เพราะแม่เฟืองเขาเป็นแม่งาน นี่เขาตายไป ท่านชายก็ประชวรหลายปี วังเลยเงียบจริงๆ”
       พจน์อึ้งไปเต็มๆ ตอนท่านหญิงเล็กบอกว่า เฟืองตายแล้ว
      
       รถที่แนบขับแล่นเข้ามาจอดหน้าตึก จันทร์คอยอยู่ อ่อนคอยอยู่ด้วย เด็กๆ ลงจากรถ รุ้งไปกอดแม่
       “ทำตัวเรียบร้อยมั้ยคุณริมา”
       “เรียบร้อยที่สุดในชีวิต” จริมาทำตัวห่อประกอบ “อย่างนี้ตลอดเลย”
       “โธ่เอ๊ย...เห็นกราบก้นโด่ง” ฉัตต์ขัดขึ้น
       “พี่ฉัตต์ ตัวเองอยู่ข้างหน้าริมา เห็นได้ไงคะ”
       “เห็นแล้วกัน ไม่เหมือน” ฉัตต์มองดูรุ้งแล้วเดินผ่านไป
       “อ๋อ ไม่เหมือนรุ้ง...ก็เค้าเป็นกุลสตรี ริมาไม่ใช่นี่” เดินตามพี่ไปแล้วหันมาเรียก “ตัวเล็ก...ริมาอาบน้ำก่อนนะ”
       รุ้งเดินตามไป
       จันทร์ไหว้ “ขอบคุณคุณพี่ค่ะ เป็นพระคุณที่สุดที่พารุ้งไปเฝ้า...ถึงแม้จะเป็นพระศพ”
       “พี่เต็มใจทำ...คิดว่าต้องทำด้วย ขอบใจที่น้องเล่าเรื่องให้พี่รู้ จันทร์...แม่เฟืองตายแล้ว”
       จันทร์ ตกใจนิดหน่อยแล้วสงบลงได้
       “เป็นอะไรตายคะ”
       “พี่ไม่รู้ ไม่ได้ถาม กลัวจะมีคนสงสัยจันทร์”
       “ค่ะ”
       “น้องจะอโหสิกรรมให้เขาได้หรือไม่”
       จันทร์มีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
      
       ที่ห้องโถงวังรังสิยา วันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันเปิดพินัยกรรม ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส หลวงวิเศษ คุณชายศักศินา ท่านหญิงเล็ก ท่านชายวรจักร สามี และทนายความประจำตระกูลอายุประมาณ 60 ปี อยู่พร้อมหน้า
       ทนายเปิดพินัยกรรม “พร้อมแล้วนะกระหม่อม ท่านหญิงอัปสราภา ท่านชายวรจักร คุณหลวงวิเศษ พยานครบแล้ว 3 ท่าน ท่านหญิงแขไขจรัส คุณชายศักดินา ทายาทโดยตรง กระหม่อมจะอ่านพินัยกรรมเดี๋ยวนี้กระหม่อม” ทนายเปิดเริ่มอ่าน
       “ท่านชายทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ เมื่อข้าพเจ้าหาชีวิตไม่แล้ว ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของข้าพเจ้า ทั้งสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ตามรายการที่แนบท้ายพินัยกรรมนี้ ข้าพเจ้าขอยกให้หม่อมเจ้าหญิงแขไขจรัส ชายาของข้าพเจ้าและหม่อมราชวงศ์ชายศักดินาบุตรชายของข้าพเจ้ามีกรรมสิทธิ์ร่วมกันทุกอย่าง”
       ทั้งหมดมองไปที่ท่านหญิง และคุณชายศักดินาที่นั่งข้างท่านหญิง นั่งตัวตรงมีสง่า ท่านหญิงก้มหัวนิดหน่อย เป็นเชิงยอมรับ
       “มีเงื่อนไขท้ายพินัยกรรมที่ท่านชายทรงเขียนด้วยพระหัตถ์เช่นกัน” ทนายว่าแล้วอ่านต่อ
       “ข้อ 1. ให้แบ่งเงินสดแก่บริวารทุกคนในบ้านตามแต่ท่านหญิงจะทรงเห็นสมควรว่าเป็นจำนวนเท่าใด ข้อ 2. เมื่อคุณชายศักดินาเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ให้เดินทางไปศึกษาต่อในประเทศอังกฤษจนถึงชั้นสูงสุดที่คุณชายต้องการ ข้อ 3. ห้ามจำหน่าย หรือเปลี่ยนแปลงต่อเติมตัวตำหนักของวังรังสิยา ไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ นอกจากการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เท่านั้น”
       ท่านหญิงเล็ก สบตาท่านชายวรจักร ยักไหล่นิดๆ แบบเห็นแปลก
       ทนายอ่านต่อ “ข้อ 4. เมื่องานพระราชทานเพลิงข้าพเจ้าเสร็จสิ้นลง ให้รื้อเรือนข้าหลวงหลังที่ติดกับท่าน้ำหลังวังทิ้งไม่ให้เหลือซาก”
       ข้อความนั้นกระแทกเข้าตรงหน้าท่านหญิงจังๆ สีหน้าเย็นเฉียบ ล้ำลึกด้วยความรู้สึกภายใน หวนคิดถึงอดีต
      
       เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ตอนที่เฟืองตายไปใหม่ๆ และท่านชายยังไม่เป็นอัมพาต
       “พี่ออกคำสั่งไปแล้ว ให้รื้อเรือนนางเฟืองออกให้หมด เขากำลังจะลงมือพรุ่งนี้แล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งอีก”
       ท่านหญิงจ้องหน้าท่าทีอึดอัด
       “เรือนเก่า... รื้อแล้วจะสร้างให้ใหม่จะได้อยู่สบาย”
       “จะสร้างใหม่ก็สร้างไป แต่หญิงไม่ให้รื้อของเก่า เฟืองเขาเคยอยู่ที่นั่น”
       “คนมันก็ตายไปแล้ว ตายอย่างน่าเกลียดน่ากลัว ทำให้คนในวังขนหัวลุกไปตามๆกัน ใครมันจะกล้าอยู่ หญิงไม่เข้าใจบ้างเลยหรือ”
       “ไม่เข้าใจค่ะ” ท่านหญิงโต้ตอบอย่างไม่กลัวเกรง “มีคนตายก็ต้องรื้อเรือนที่อยู่ ถ้าเช่นนั้นหาเจ้าพี่สิ้น..หญิงตาย..คนที่อยู่ก็ต้องรื้อวังนี้ด้วยหรือคะ”
       “หญิงแขไข เธอเปลี่ยนไปมาก”
       “เจ้าพี่ทรงเปลี่ยนก่อนหญิง” มองหน้าท่านชายอย่างเสียใจ “ทรงเปลี่ยนมานานแล้ว และหญิงก็เสียใจมานานแล้ว จนหญิงรับความเสียใจเพิ่มอีกไม่ได้..เพิ่มอีกไม่ได้แม้แต่นิดเดียวทรงเข้าทัยมั้ยคะ” ราชนิกุลเสียงดังสั่นสะท้าน เจ็บปวดสุดๆ “ถ้าเจ้าพี่ไม่สั่งระงับ เจ้าพี่จะไม่ได้พบหญิงอีกเลย”
      
       สีหน้าท่านหญิงครุ่นคิดอยู่อย่างนั้น
       คนอื่นๆ กำลังถกเถียงกันเบาๆ
       ทนายส่งกระดาษพินัยกรรมให้ท่านชายวรจักร “เชิญพยานทอดเนตรเอกสารกระหม่อม
       “พี่หญิงคะ”
      
       ท่านหญิง ลุกเดินออกไปจากห้องทันที ทุกคนอึ้ง
ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสเดินออกมาจากห้องอย่างรวดเร็ว หยุดยืน แล้วเหลียวหานางเฟือง ซ้าย ขวา กลับมาซ้ายอีกทีเห็นแล้ว ร่างของนางเฟืองโปร่งใสบางเบา อยู่ในลักษณะของผู้ที่ทุกขเวทนา ตัวงอก้มหน้าต่ำ
      
       ท่านหญิงเดินไปพูดไปก้มหน้านิดๆ ไม่ให้ใครเห็นว่ากำลังพูด
       “ไม่ต้องกลัว หญิงจะไม่ปล่อยให้เรือนของเฟืองต้องถูกรื้อเป็นอันขาด เป็นยังไงก็เป็นกัน ผิดนักหญิงจะไปอยู่กับเฟืองให้รู้แล้วไป อยากรู้ว่าวิญญาณใครมั่งจะสมใจ”
       ร่างท่านหญิงเดินผ่านไป ร่างนางเฟืองที่ก้มต่ำ ยืดสูงขึ้น เปล่งเสียงหัวเราะแหบแห้งออกมาท่าทางหยิ่งผยองลำพองใจ
       เมื่อทุกคนเดินออกมาผ่านร่างเฟืองไป พูดคุยกันเบาๆ ไม่มีใครเห็นเฟือง แต่มีสีหน้าไม่สบายใจกันทั้งนั้น
      
       ตกตอนกลางคืน ในวันหนึ่ง รุ้งนอนหลับสนิท สายสร้อยห้อยเหรียญในมือจันทร์ ที่มีสีหน้าใคร่ครวญหนัก
       ไม่นานต่อมาจันทร์ออกจากห้อง เดินตรงไปที่ห้องพจน์ เคาะประตูเบาๆ โดยไม่รู้ว่าฉัตต์แง้มประตูห้อง มองอยู่ พจน์เปิดประตูออกมา
       “จันทร์”
       “ขอรบกวนเวลาคุณพี่สักครู่ ดิฉันมีเรื่องจะคุยที่เราพูดกันวันก่อน”
       “อ๋อ ที่พี่ถามว่าน้องจะอโหสิให้เขาได้หรือไม่ ใช่ น้องยังไม่ตอบพี่”
       “ค่ะ ดิฉันพร้อมจะตอบแล้วค่ะ”
       พจน์เดินไปกับจันทร์ ฉัตต์แอบดูอย่างขุ่นใจ
       สองคนเดินลงมาห้องมืดอยู่ จันทร์ไปเปิดไฟสว่างทั้งห้อง สองคนไปนั่ง พจน์จ้องหน้าจันทร์ คอยฟัง
       จันทร์รวบรวมความคิดว่าจะพูดยังไง
       “พี่รับฟังได้ทุกอย่าง พูดมาเถอะ”
       “ดิฉันควรทำอย่างที่คุณพี่แนะนำใช่ใหมคะ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร อโหสิให้เขาเสีย”
       “ใช่ พี่หวังว่า น้องจะคิดอย่างนั้น”
       “คุณพี่คงผิดหวังถ้าหากดิฉันจะบอกว่า ดิฉันคงจะอโหสิให้เขาได้แต่ไม่ใช่วันนี้ ดิฉันไม่ใช่แม่พระ แต่เป็นปุถุชนธรรมดา ดิฉันไม่เคยคิดร้ายกับใคร แต่สิ่งที่เขาทำกับดิฉันมันร้ายแรงมากจนอภัยไม่ได้ ถ้าหากเขาไล่ดิฉันกับลูกสองคนไปก็ยังพออโหสิกันบ้าง แต่ที่เขาพรากลูกไปจากดิฉัน แล้วยังฆ่าดิฉัน ความแค้นมันเป็นความทุกข์อยู่ในใจตลอดเวลา ดิฉันควรอโหสิให้เขาง่ายๆ งั้นหรือคะ”
       พจน์นิ่ง อึ้งในวาจาของจันทร์ จันทร์ก้มหน้า พยายามกล้ำกลืนความเสียใจ
       “กรรมตามสนองเขาแล้ว เท่ากับฟ้าดินลงโทษแล้วน่ะ”
       “ดิฉันเข้าใจค่ะ ก็อย่างที่ได้เรียนให้ทราบแล้วว่า คงมีสักวันที่ดิฉันจะอโหสิให้เขา”
       “พี่เข้าใจ เพราะความรู้สึกของคนเราใช่จะถ่ายถอนกันได้ง่ายๆ รักกับแค้นมันอยู่..ใกล้กันนิดเดียว”
       จันทร์ทวนคำ ครุ่นคิด “ใช่ค่ะ คุณพี่พูดถูก รักกับแค้นมันอยู่ใกล้กันนิดเดียว”
       “พี่หวังว่า วันหนึ่งน้องจะลืมความอาฆาตแค้นและอโหสิให้กับเขา”
       จันทร์มองพจน์อย่างใคร่ครวญ พจน์นั่งนิ่งไป
       “คุณพี่ผิดหวังกับคำตอบดิฉันใช่มั้ยคะ”
       “ต้องขอตอบตรงๆว่าใช่ แต่เหตุผลเป็นของน้องนะจันทร์ พี่ต้องเคารพ”
       “ขอบคุณค่ะ” จันทร์ไหว้
       “ขอถามอีกที นางเฟืองตายแล้วเท่ากับอันตรายไม่มี แล้วทีนี้น้องจะทำอย่างไรต่อไป เปิดเผยความจริง ทวงสิทธิ์ให้คุณชายรู้ว่าใครคือแม่ที่แท้จริง น้องสามารถทำได้เพราะน้องมีสิทธิ์”
       จันทร์นิ่งงัน
       “ที่สำคัญ...คือสิทธิ์ของรุ้ง สิทธิ์ของหม่อมราชวงศ์หญิงวิมลโพยม รังสิยา”
       จันทร์นิ่งอึ้ง
       “คนที่น้องกลัวเขาตายไปแล้ว ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้วนี่”
      
       ที่เรือนครัวของวังรังสิยาคืนนั้น ทุกคนต่างสะใจตามๆ กัน โดยเฉพาะสาลี่
       “แม้กูจะสะใจ๊...สะใจ”
       “เรื่องอะไรป้า” พิกุลงง
       “เอ๊า...นังพิกุล นังโง่ ไม่รู้เรื่องพินัยกรรมท่านชายรึ”
       “อ๋อ...เรื่องรื้อเรือนป้าเฟือง”
       “นั่นแหละ ทีนี้มันก็เป็นสัมภเวสีผีเร่ร่อนไม่มีที่จะสังกัด ฮะ..ฮะ.. สะใจ”
      
       ไม่นานนัก สาลี่เปิดประตูห้องนอนปีศาจนางเฟืองพรวดออกมาทันควัน เห็นเต็มหน้าพร้อมส่งเสียงคำรามน่ากลัวมาก สาลี่ล้มโครมล้มทันที
เช้าวันต่อมา สน ละมัย สาลี่ ผ่อง และพิกุล ทุกคนแต่งตัวเรียบร้อย ถูกเรียกขึ้นมาที่ห้องโถงบนตำหนักวังรังสิยา ท่านหญิงแขไขพูดขึ้นด้วยอารมณ์แรงแล้ว
      
       “ฉันไม่เข้าใจแกทั้งสองคน แกก็รู้ว่าที่นี่ไม่มีใคร ถ้าแกไปทั้งสองคนฉันจะอยู่กับใคร ใครจะทำงานให้ฉัน ใครจะดูแลคุณชาย”
       สาลี่ และ ผ่อง สองคนก้มหน้านิ่ง
       “ถ้ากลัวผีกันนักจะออกกันทั้งหมดก็ได้ ละมัย พิกุล นายสน ไปกันให้หมด ไม่ต้องคิดถึงข้าวแดงแกงร้อนกันแล้ว”
       ละมัย พิกุล และสน นั่งอยู่ห่างๆ
       “ขนาดแกอยู่มานานโดนแค่นี้แกก็จะทิ้งฉัน นับประสาหาอะไรกับคนใหม่ๆ ที่เขามาอยู่ถ้าเขาเจออย่างที่แกสองคนเจอ เขาคงจะรีบไปเพราะเขาไม่มีห่วงใยอะไรกับฉันกับคุณชาย หรือกับวังนี้ แล้วฉันก็ต้องเปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ” สายตาท่านหญิงมองกวาดไป “แกสองคนไม่ห่วงฉันเรื่องนั้นเลยใช่มั้ย”
       “แต่หม่อมฉันโดน...หลายหนแล้วนะมังคะ หม่อมฉันกลัวว่าจะตกใจตายเสียก่อน” สาลี่ว่า
       “หม่อมฉันกลัวมังคะ ท่านหญิง” ผ่องเสียงสั่น “กลัวขึ้นขะหมองแล้วมังคะ”
       “เอาล่ะ ฉันก็พูดอย่างที่ฉันพูดไปแล้ว” ท่านหญิงลุกขึ้นยืน “จะเก็บไปคิดแค่ไหนก็แล้วแต่ ถ้าจะออกจริงๆ ก็มาเอาเงินเดือน ฉันจะให้เป็นเงินก้อนไปบ้างเผื่อว่าหางานยังไม่ได้”
       จากนั้นท่านหญิงก็เดินออกไป
       ละมัย พิกุล สน เข้ามาหาสองคน
       “พี่สาลี่… พี่ว่ายังไง” ผ่องร้อนใจรีบถาม
       “ครั้งก่อนฉันก็เคยลาท่าน ท่านก็รับสั่งยังเงี้ยแหละฉันก็แพ้ท่านไปเลยหนนั้น คราวเนี้ย...” สาลี่มีสีหน้าครุ่นคิดหนัก
       “อย่าไปเลยว้าแม่สาลี่” สนบอก
       “พี่สาลี่ ไหนบอกให้คิดว่าฝันไปไง” ผ่องว่า
       “ก็จะคิดล่ะ แต่...เขาผูกเวรผูกกรรมกะฉันคนเดียวมั้ง..เมื่อคืนก็มาหาฉันอีก”
       ผ่องตกใจ “จริงเหรอ งั้นพี่ว่าไงฉันก็ว่าตามพี่ พี่อยู่ฉันอยู่ พี่ไปฉันไปด้วย”
       “คิดไม่ตก” สาลี่ว่า
       “ป้าไปใครทำกับข้าวให้ท่านเหวยล่ะ” พิกุลเอ่ยขึ้น
       “ป้าผ่องไปใครจะดูแลคุณชาย” ละมัยว่า
       “คุณชายก็โตแล้ว” ผ่องบอก
       “แต่เธอก็ยังต้องมีคนดูแลนะ” สนว่า
       สาลี่ กะผ่อง ทอดถอนใจใหญ่
       “เอาละวะ ผ่องเอ๊ย..เฮ้อ...เอาล่ะ” สาลี่เอ่ยขึ้น
       “โธ่เอ๋ย..แม่สาลี่ ท่านหญิงอุตส่าห์รับสั่งทักท้วง พวกเราก็ทักท้วงยังไม่ยอมฟัง หรือจะให้แม่เฟืองเขามาท้วงเองยะ” สนว่า
       “พี่สาลี่....พี่จะว่าไงเหรอ ไปหรือไม่ไป” ผ่องถามอีก
      
       ฉาก 2        หน้าเรือนข้าหลวง เวลาต่อเนื่อง
       ตัวละคร        ต่อเนื่องมากจากฉาก 1 ท่านหญิงแขไข (ที่หน้าต่างห้อง)
       ธูปควันกรุ่นๆ ที่บริเวณหน้าเรือนนางเฟือง สาลี่ ผ่อง ยกธูปจบเหนือหัว พึมพำขมุบขมิบ
       “แม่เฟือง ถึงแม่กะฉันจะเคยกระทบกระทั่งกัน แต่แม่เฟืองก็ตายไปแล้ว ฉันขอให้ไปสุคติเถอะนะแม่นะ”
       “ฉันเหมือนกันจ้ะพี่เฟือง ฉันรู้พี่ไม่ได้ตั้งใจหลอกฉัน แต่ฉันไม่ขอเห็นอีกนะ” ผ่องบอก
       สองคนปักธูปตรงหน้าเรือนของนางเฟือง
       ที่หน้าต่างตัวตำหนัก ท่านหญิงประทับมองลงมา
      
       ท่านหญิงมองลงไปอีกสักครู่ แล้วหันมาจากหน้าต่าง พูดลอยๆ
       “ฟังกันมั่งนะ ..ฟังกันมั่ง” สุ้มเสียงเข้ม หน้าก็เข้มขุ่นมัว “วุ่นวายกันไปทั้งวังแล้ว...เฮี้ยนไม่เข้าเรื่อง”
       ลมพัดวนไปมาอยู่ในห้องเหมือนว่านางเฟืองได้ยิน
       จังหวะนี้มีเสียงเคาะประตู เสียงลมหยุดเป็นปลิดทิ้ง
       “เข้ามาได้” ท่านหญิงเดินเข้ามาได้
       ศักดินาเปิดประตูแล้วเดินตัวตรงเข้ามา คุกเข่า กราบที่ตัก
       ท่านหญิงยิ้มออก “มาแล้วรึชายเดียว วันนี้กลับช้านะลูก” อ้าแขนกอด
       “ท่านแม่คอยลูกเหรอคะ” ศักดินาเข้าไปอิงแอบ
       “คอยสิลูก ชายไปโรงเรียนแม่ไม่มีเพื่อน ..อยู่คนเดียววังออกใหญ่โต..แม่เหงา”
       ชายเดียวกอดท่านแม่อ้อน “ชายออกจากโรงเรียนมาเป็นเพื่อนท่านแม่เอามั้ยคะ เรียนที่วังท่านแม่สอน”
       ท่านหญิงหัวเราะชอบใจ “พูดจริงหรือนี่ ใจดีจริงลูกชายฉัน แล้วไม่คิดถึงเพื่อนหรือจ๊ะ ไม่รักเพื่อนแล้วหรือ”
       “ชายรักท่านแม่มากกว่าค่ะ” ศักดินาบอก
       ท่านหญิงจูบ กอด อย่างชื่นใจ “ได้ยินแค่นี้แม่ก็ชื่นใจแล้ว”
       “คนเรามีพ่อมีแม่ รักพ่อรักแม่ แต่ท่านพ่อสิ้นไปแล้ว ชายก็ย้ายมารักท่านแม่คนเดียวเลยค่ะ”
       “ชาย” ท่านหญิง        ชายตื้นตันใจจนน้ำตาคลอ กอด ซบหน้าแนบหัวชายเดียว “ชายเดียวของแม่”
       ท่านหญิงมองไปมุมห้องเหมือนเห็นนางเฟือง คิดในใจ
       “เฟือง...ขอบใจเฟืองเหลือเกินที่พาลูกชายมาให้ฉัน ไม่อย่างนั้นชีวิตฉันคงไม่เหลืออะไรแล้ว”
       ท่านหญิงกอดคุณชายศักดินาอย่างสุขใจ
       เสียงนางเฟืองหัวเราะแผ่วเบา แต่กังวานรื่นรมย์ใจ
      
       ตกตอนค่ำ ท่านหญิงกับชายเดียวนั่งโต๊ะอาหารอยู่แล้ว พิกุลกำลังตักข้าวให้
       สาลี่เดินเข้า ถือถาดใส่โถแกงจืด “แกงจืดลูกรอกมังคะ”
       “สาลี่” ท่านหญิงเรียก
       “มังคะ”
       “ขอบใจแกมากนะ ผ่องด้วย” แลเห็นผ่องถืออาหารอีกจานเข้ามา
       “มังคะท่านหญิง หม่อมฉันยังไงๆ ก็ทิ้งคุณชายไปไม่ได้หรอกมังคะ”
       ท่านหญิงพยักหน้ายิ้มแย้ม ตักอาหารให้ชายเดียว
       “ต่อไปนี้ หม่อมฉันถวายสัญญามังคะไม่คิดลาออกอีกแล้ว” สาลี่หันไปมองหน้ากับผ่อง “ถึงกะว่าจะเจอ...อีกก็เหอะมังคะ”
       “เอาเถอะ ฉันคิดว่า...อาจจะ...ไม่มาอีกแล้ว”
       สองคนออกไป
       ท่านหญิงเหมือนรำพึงพูดกับนางเฟือง “ขอนะเฟือง..ฉันขอเฟือง..อย่ามาหลอกหลอนคนในบ้านอีกเลย”
      
       ขณะเดียวกันรุ้งกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อจะไปอาบน้ำ จริมานอนเซลงบนเตียง
       “อีตาคุณชายเดียว ตัวเล็กเห็นมั้ยพ่อตายเห็นเค้าเศร้ามั้ย”
       “เค้าก็ต้องเศร้าอยู่แล้วคุณริมาว่าเค้าทำไม”
       “เฮ้ย...ไม่ได้ว่านะ แค่ตั้งข้อสังเกตเท่านั้น”
       “ท่านพ่อของคุณชายเจ็บมาตั้งนานแล้วค่ะ พอสิ้นก็คงไม่เศร้ากันเท่าไหร่”
       “ทำไมตัวเล็กรู้ว่าท่านพ่อเค้าเจ็บ”
       “เอ๊ะ ก็เค้าเล่าให้ฟังคุณริมาอยู่วันนั้น”
       “ไม่รู้...จำไม่ได้”
       “ไม่จริงหรอก ริมาจำได้รุ้งรู้”
       “เอ๋อ...เรื่องอะไรมารู้...จำไม่ได้จริง...จริ๊ง”
       รุ้งมองเหล่ๆ
       จริมาไม่หวั่นไหวเลย ทำหน้าใสซื่อแบบแนบเนียนสุด ๆ
       “ริมา...ถึงยังไงก็ต้องเห็นใจเขานะ ถ้าเจอคุณชาย ริมาต้องพูดกับเขาดีๆ เข้าใจมั้ย”
       “เข้าใจว่าไงเหรอ”
       “ก็เข้าใจอย่างที่ควรเข้าใจนั่นแหละ ถ้าไม่รู้ว่าควรเข้าใจอะไรก็ตามใจ อยากเป็นคนใจร้ายก็ตามใจ”
       รุ้งออกไป
       จริมาพูดตามหลัง “อยากเป็นน่ะ...อยาก อยากใจร้าย”
      
       อีกวันต่อมาศักดินาแวะมาที่บ้านปัณณธร เวลานี้อยู่ในห้องรับแขกเผชิญหน้ากับจริมา ที่เหล่ๆ อยู่
       “ผมมาหาพี่ฉัตต์ครับ”
       “ถ้าไม่ได้มาหาพีฉัตต์แล้วจะมาหาใคร” จริมาย้อน
       ชายเดียวหน้าเหวอนิดหน่อย “ก็...หาพี่ฉัตต์”
       “ไม่เห็นต้องบอกเล๊ย”
       “ก็...ต้องบอกตามมารยาทไงครับ”
       “ไม่ต้อง มารยาทเยอะไปไม่เอา เพราะที่นี่เป็นบ้านไม่ใช่วัง”
       ศักดินายิ่งเหวอเข้าไปใหญ่ เอ๊ะ ทำไมยายคนนี้พูดจายวนจริง
       “ผม...หาพี่ฉัตต์”
       “บอกตั้งสามครั้ง ได้ยินแล้ว”
       “ก็ไหนล่ะครับพี่ฉัตต์ ผมไม่ได้เจอพี่ฉัตต์ก็คิดว่าไม่ได้ยินน่ะสิครับ”
       “อ้อ พูดยาวๆได้เหมือนกันเน้อ”
       ชายเดียวก้มหน้า จ๋อยไปเลย
       รุ้งเดินออกมา ศักดินาเห็น หน้าตาดีใจขึ้น ที่มีคนมาช่วย
       “ตัวเล็ก คุณชายศักดินามาหาพี่ฉัตต์ แต่ไปไม่ถูกพาไปหน่อย” จริมาบอก
       รุ้งมีสีหน้ากลัวๆ “ให้รุ้งพาไปเหรอคะ”
       “เอ๊า กลัวอะไรนะตัวเล็ก แค่พาเข้าไปไม่ได้ให้อุ้มไปซักหน่อย”
       ชายเดียวหน้าเหวอ กับคำพูดแก่นแก้วของจริมา ที่ทำหน้าล้อ ยิ้มอำๆ
       “ชาววังฟังไม่รู้เรื่อง...งงเลย”
       ศักดินาก้มหน้าอีก
       “คุณฉัตต์รออยู่ห้องนั้นค่ะ เข้าไปเองได้มั้ยคะ” รุ้งบอก
       “ได้ครับ ขอบคุณครับ”
       ศักดินาเดินจ๋องๆ ไป จริมาหัวเราะกิ๊กกั๊ก
       “คุณริมา แกล้งคุณชายเขาทำไม”
       “ชอบ.. สนุกดี”
       “สงสารเขา..ท่านพ่อเขาเพิ่งสิ้นนะคะ”
       “ไม่สงสารหรอก ไม่ได้ทำให้เขาเจ็บซักหน่อย อยากทำท่าเจี๋ยมเจี้ยมแบบชาววัง พูดก็ครับ...ครับ อยู่นั่นแหละ ริมาฟังแล้วมันจั๊กจี้หู นี่ดีนะเค้าเป็นแค่คุณชาย ถ้าเป็นท่านชายเราก็ต้องเพคะ..เพขา..หม่อมฉัน”
       คราวนี้รุ้งหัวเราะคิก
       “แล้วเราก็ไปเล่นลิเกกันได้เลย”
       “โธ่เอ๊ย.. ไปว่าเค้า”
       “ก็จริงนี่ ตั้งแต่ไหนแต่ไร ตาคุณชายมาที่นี่ทีไรริมานะหมั่นไซ้... หมั่นไส้ ทำท่าเป็นชาววังรังกะตุ๋ย” จริมาพูดคำโบราณ “เอี้ยมเฟี้ยม ไม่รู้เป็นกะเทยรึเปล่า”
       รุ้งตกใจ “ตายแล้วคุณริมา พูดค่อยๆ เดี๋ยวเค้าได้ยิน”
       จริมานิ่วหน้า “เอ๊ะ น้าจันทร์ยังไม่เอาขนมมาประเคนคุณชายชาววังอีกรึนี่”
      
       จันทร์เดินเข้าห้องนั่งเล่นที่สองหนุ่มอยู่ อ่อนยกถาดขนมตามเข้าไป ฉัตต์กำลังดูหนังสือกับคุณชายศักดินา ชายตามองนิดหนึ่ง ไม่สนใจ
       อ่อนวางถาด เอาของออก จันทร์ช่วย
       “ขอบคุณครับ”
       ศักดินาเอ่ยขึ้นพร้อมกับจะไหว้ ฉัตต์จับมือไว้ทันที ไม่ให้ไหว้ ชายเดียวหน้างงๆ
       “ไม่ต้องไหว้ดิฉันหรอกค่ะ ดิฉันเป็นแค่คนทำขนมเท่านั้น”
       “คุณทำขนมอร่อยมาก ร้อยมาลัยก็สวยมากครับ”
       “ขอบพระคุณคุณชายที่ชมค่ะ เอ๊ะ คุณชายเห็นมาลัยที่ดิฉันร้อยหรือคะ เคยเห็นที่ไหนคะ”
       “เห็นที่งานสวดพระศพท่านพ่อไงครับ”
       จันทร์หน้าซีด ตกใจมาก “งานสวด... ท่านพ่อของคุณชายหรือคะ”
       “ที่คุณร้อยไปวันหนึ่ง อีกวันเด็กผู้หญิงคนนั้น..ชื่อ..ตัวเล็ก..ใช่มั้ยพี่ฉัตต์” หันมาทางฉัตต์
       “เขาชื่อรุ้ง” ฉัตต์บอก
       “ครับที่รุ้งเอาไปถวายหน้าศพ ท่านแม่รับสั่งว่าคนร้อยมาลัยเก่งมาก แล้วยังเป็นดอกพุดที่ท่านพ่อโปรด”
      
       จันทร์รู้สึกเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ เนื้อตัวอดีตหม่อมบุหลันชาไปหมด จดสายตาเพ่งมองหน้าชายเดียวเขม็ง เห็นกันมาตั้งแต่เล็กไม่รู้สักนิดว่าศักดินาคือลูกชายของตน
      
       จบตอนที่  4
ตอนที่ 5
      
       ศักดินากับฉัตต์ไม่ได้สนใจมองจันทร์แล้วตอนนี้ สองหนุ่มหันไปคุยกันเองเบาๆ
      
       “พี่ไม่ค่อยเห็น ใครร้อยมาลัยดอกพุด บ้านนี้ร้อยด้วยดอกมะลิ” ฉัตต์ว่า
       “ท่านพ่อโปรดมาลัยดอกพุดครับ ท่านแม่รับสั่งว่า ช่วงหลังไม่ได้ถวายท่านพ่อเพราะไม่มีใครร้อยเป็น”
       ตลอดเวลาจันทร์หน้าซีดเผือด น้ำตาออกมาคลอเต็มตา ได้แต่จ้องจับอยู่ที่ชายเดียวไม่วางตา 17 ปี จึงได้รู้ว่าเขาคือลูกชาย
       “เดี๋ยวผมต้องรีบกลับแล้วนะครับ พี่ฉัตต์” ศักดินาเอ่ยขึ้น
       “ทำไมเล่า เพิ่งมาเอง” ฉัตต์แปลกใจ
       “กลับไปอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ครับ ผมสงสารท่าน ตั้งแต่ท่านพ่อสิ้น ท่านเงียบมาก ผมไม่เห็นท่านยิ้มเลย”
       “ชายเดียวก็ต้องทำให้ท่านยิ้มสิ เป็นลูกชายคนเดียวนี่”
       “ครับ... ผมทราบครับพี่ฉัตต์”
       “เราเหมือนกัน พี่ไม่มีแม่ ชายเดียวไม่มีพ่อ”
       ศักดินาหน้าเศร้าลง “ท่านพ่อเป็นอัมพาตตั้งหลายปีก่อนท่านสิ้น”
       จันทร์ตกใจมากกับสิ่งที่ได้รู้ รีบปิดปากแน่นกันเสียงร้องไห้ลอดออกมา
       “ผมคิดว่า ท่านสิ้นไปสบายกว่า” ชายเดียวว่า
       ฉัตต์ตบไหล่ชายเดียวเป็นเชิงปลอบโยน
       “ท่านแม่บอกผมว่า ท่านจะเป็นทั้งแม่เป็นทั้งพ่อให้ผม”
       อดีตหม่อมบุหลันลุกขึ้นเดินโผเผออกจากห้อง กัดฟันไม่ให้น้ำตาไหล สองคนไม่ได้สังเกตจันทร์ เสียงศักดินาดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหูของจันทร์
       “เห็นที่งานสวดพระศพท่านพ่อครับ...เห็นที่งานสวดพระศพท่านพ่อครับ...พระศพท่านพ่อครับ...ท่านพ่อครับ”
      
       จันทร์เดินลับตามาที่หน้าห้อง หยุดยืนพิงฝา เสียงชายเดียวดังขึ้นอีก
       “เห็นที่งานสวดพระศพท่านพ่อครับ”
       จันทร์น้ำตาไหลพรู เหลียวเข้าไปดูในห้อง เห็นฉัตต์และชายเดียวกำลังคุยกันอยู่
       จันทร์ จดสายตาจ้องไปที่ใบหน้าชายเดียว จ้องมองแล้วจ้องมองอีก น้ำตาก็ไหลพรากๆ สะเทือนใจสุดขีด
      
       เวลาต่อมาจันทร์มายืนคอยอยู่หน้าตึกใหญ่ กระวนกระวายเล็กๆ รถจอดคอยอยู่แต่ไม่มีสนและละมัย จนสักครู่หนึ่งฉัตต์ กับศักดินาเดินออกมา ชายเดียวเดินสง่าสมภาคภูมิมาก
       “คุณชาย” จันทร์ครางเบาๆ
       “ผมจะกลับแล้วครับคุณจันทร์ ขอบคุณนะครับ ขนมอร่อยมาก”
       “ถ้าคุณชายชอบก็มาบ่อยๆ นะคะ เอ่อ...ดิฉันจะทำไว้ให้ทานค่ะ”
       “ผมคงมาบ่อยไม่ได้ ต้องดูแลหม่อมแม่ครับ”
       “หม่อมแม่ของคุณชายสุขภาพเป็นอย่างไรบ้างคะ”
       “ท่านอ่อนแอ สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง”
       “เอ่อ... เพราะท่านพ่อคุณชายสิ้นหรือคะ” จันทร์อึกอักนิดหน่อย แล้วถามโพล่งขึ้น
       “ผมไม่คิดว่าใช่ ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่ค่อยพูด...เอ้อ พูดกันน้อยมาก แต่ท่านอาจจะกลุ้มทัยเรื่องท่านพ่อประชวร”
       ฉัตต์ยืนหน้าตาไม่ดีตั้งแต่แรก ดึงแขนชายเดียวนิดๆ “จะรีบกลับไม่ใช่หรือชายเดียว”
       “ครับ... ผมลาอีกทีครับ” ชายเดียวก้มหัวให้นิดๆ
       จันทร์ยื่นมือออกไปเหมือนจะแตะ แต่ฉัตต์ดึงแขนศักดินาไปก่อน จันทร์จึงได้แต่ยืนมองตาม
       ฉัตต์กับชายเดียวมาถึงรถ ชายเดียวพึมพำ “สนไปไหน”
       “ชายเดียว ทำไมคุยกับเขาตั้งนาน เขาถามอะไรก็เล่า..เล่าทำไม”
       “ผม...ไม่ทราบ” ศักดินาหันไปมองจันทร์
       สองแม่ลูกสบตากันอยู่อึดใจ
       “คุณน้าของพี่ฉัตต์ถาม...และผมก็อยากเล่าครับ”
       “โอ๊ย...น่าเบื่อ ใครๆ ก็ติดใจเขาทั้งนั้น ไม่รู้เหรอว่าเขาน่ะ...” ฉัตต์หยุดกึก
       “ทำไมครับพี่ฉัตต์”
       “ไม่อยากพูดหรอก ไปเถอะชายเดียวเดี๋ยวท่านแม่คอย”
       “ผมควรจะไปลาคุณย่ากับคุณพ่อพี่ฉัตต์”
       “ไม่อยู่ทั้งสองคน”
      
       จันทร์มองออกไป เห็นสนกับละมัยวิ่งมาเร็วรี่ รีบหลบวูบ กลัวสองคนเห็น



       สนขึ้นประจำที่คนขับ ละมัยนั่งหน้า ศักดินานั่งเป็นสง่าอยู่ด้านหลัง รถแล่นไปเรื่อยๆ ตามทางออกประตูบ้าน
      
       แต่แล้วต้องเบรคสุดแรงเกิด เมื่อรุ้งวิ่งออกมาตัดหน้ารถ โดยมีจริมาวิ่งไล่
       จันทร์ซึ่งเดินแกมวิ่งแอบๆ ขนานมากับรถที่วิ่งออกมา ตกใจอ้าปากจะร้อง ดีว่าปิดไว้ทัน
       รถเบรคเอี๊ยด รุ้งตกใจจนเสียหลักล้มลง แต่จริมาไม่ล้ม หันมามองศักดินานัยน์ตาเขียว
       “สนฉันบอกแล้วอย่าแล่นเร็ว” ศักดินาลงไปอย่างรีบร้อน “เป็นอะไรบ้างรึเปล่าครับ”
       “ล้มอย่างนี้ไม่น่าถาม ลองล้มมั่งเอามั้ย” จริมาเหน็บ
       “ถามอย่างนี้ก็ไม่น่าถามเหมือนกัน” ศักดินามองหน้าจริมาพูดหน้าตาเฉย
       จริมากำลังจะกรี๊ด ชายเดียวยื่นมือให้รุ้ง
       “ลุกขึ้นเถอะครับ จับมือผม”
       จันทร์จ้องมองสองพี่น้อง นัยน์ตาพร่าพรายไปหมด สะอื้นจนตัวโยน
       รุ้งยื่นมือให้จับ เงยหน้ามองศักดินา ที่คุกเข่ายื่นมือตรงหน้า จันทร์เพ่งมอง ปิดปากไว้ไม่ให้
       ร้องไห้เสียงดัง
       ฉัตต์จับมือชายเดียวออกไปทันที รุ้งมือค้างกลางอากาศ
       “พี่ฉัตต์”
       “ลุกเอง” ฉัตต์ดึงศักดินาให้เดินห่างออกไป
       ชายเดียวยังหันมามองอย่างสงสาร สบตารุ้ง
       จริมาที่ยืนอยู่ข้างรุ้งต่อว่าทันที “พี่ฉัตต์...คนใจร้าย อีตาชายเดียวทีหลังอย่ามาอีกนะ...มาทำคนเจ็บแล้วยังไมช่วยอีก”
       “ผมก็....จะช่วย” ชายเดียวเสียงอุบอิบ
       “เอ้า ลุกรึยัง”
       รุ้งหน้าเหยเก ขยับตัวจะลุก แต่เซไป
       “พี่ฉัตต์” จริมาเสียงแหลมใส่ “ช่วยตัวเล็กเดี๋ยวนี้นะ”
       ฉัตต์เสียไม่ได้ ยื่นมือให้ “เอ้า...ลุกลุกได้แล้ว”
       รุ้งจับมือฉัตต์ พยุงให้ยืนได้ รุ้งแข็งใจยืนทั้งๆ ที่ปวดข้อเท้า แล้วออกเดินโขยกๆ ไป ศักดินาทำท่าอยากขยับไปช่วย จันทร์จะขยับไปอีก แต่ชะงักเมื่อถูกยอดเรียกไว้
       “หม่อมครับ”
       “ยอด”
       “อย่าออกไปเลยครับ”
       “พี่..ฉัตต์” น้ำเสียงจริมาเป็นคำสั่ง “พาตัวเล็กขึ้นตึกเดี๋ยวนี้เป็นสุภาพบุรุษรึเปล่า”
       ฉัตต์เข้าไปประคอง รุ้งเบี่ยงตัวนิดๆ แต่ฉัตต์ยึดไว้แน่น
       จันทร์ก้มหน้าร้องไห้ “ยอด..รู้มั้ยว่านั่นคุณชาย...คุณชายลูกชายของฉัน”
       “ผมทราบครับ”
       “ฉันจะทำยังไงดี..จะทำยังไง ท่านชายสิ้นแล้ว ลูกหญิงอยู่ทาง ลูกชายอยู่ทาง”
       “หม่อมคิดจะให้คุณชายกับคุณหญิงมาอยู่ด้วยกันหรือครับ”
       “ฉันทำได้รึเปล่าล่ะยอด ทำได้ไหม”
       “จะอยู่ที่ไหนล่ะครับ”
       “ก็อยู่...รู้มั้ยแม่เฟืองตายแล้ว” จันทร์ว่า
       ยอดตกใจ “หรือครับ แต่คนอย่างแกก็สมควรตาย บาปหนาเหลือเกิน”
       “ถ้าฉันพาคุณหญิงกลับไปวัง”
       “ไม่มียายเฟืองก็ยังมีท่านหญิงนะครับหม่อม ถึงท่านหญิงคืนคุณชายให้หม่อม หม่อมก็คงอยู่วังรังสิยาลำบากพอดูหรอกครับ”
       จันทร์เป็นทุกข์เหลือเกิน
       “กลับได้แล้วคุณชายคอยอะไรอยู่” จริมาพูดเสียงดัง
       “ก็...คอย”
       “จะคอยดูอะไรก็เห็นแล้วว่าล้ม...เจ็บ...เดินโขยกเขยก...ขาหักรึเปล่าไม่รู้”
       ชายเดียวเหวอตลอด
       “แล้วจะคอยดูอะไรอีก”
       “ครับ”
       ศักดินาหน้าตาเหวอดูน่าขำมากไปขึ้นรถ ก่อนจะเห็นรถแล่นออกไป
       จันทร์ชะเง้อมองตาม
       ไม่นานต่อมาจันทร์ทายาที่ขารุ้ง นวดคลึงเบาๆ สีหน้าเศร้าสร้อยหม่นหมองมาก
      
       เช้าวันรุ่งขึ้น จันทร์มาคอยพจน์อยู่หน้าตึก พจน์ถือกระเป๋าเอกสารใบใหญ่ ส่วนแนบถือแฟ้ม และเสื้อครุยผู้พิพากษา เดินผ่านจันทร์ไปที่รถ
       “จันทร์... รุ้งหายหรือยัง”
       “ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ คุณพจน์คะดิฉันมีเรื่องจะปรึกษาคุณพจน์ค่ะ”
       “ได้สิ เดี๋ยวนี้หรือ”
       “เย็นนี้ค่ะ”
      
       “ได้... เลิกงานแล้วจะรีบกลับ” พจน์บอก



       เย็นวันนั้นสองคนนั่งอยู่ที่เก้าอี้ในสวนสวยหลังบ้านปัณณธร กลางบรรยากาศสงบ น่ารื่นรมย์ใจ ไม้ใบเขียวขจี ไม้ดอกเบ่งบานสวยงาม จันทร์สวมเสื้อสีขาวไว้ทุกข์ให้ท่านชายรังสิโยภาส ส่วนพจน์อยู่ในเสื้อผ้าลำลอง
      
       สองคนนั่งประจันหน้ากัน พจน์มองหน้าจันทร์ ที่ครุ่นคิดตรึกตรองอยู่ แต่ไม่มีกิริยาเร่งรัด รอคอยใจเย็นๆ
       “ดิฉันไม่ทราบจะเริ่มต้นยังไง”
       “เกี่ยวกับ...” พจน์ทอดเสียงเป็นเชิงถาม
       “เกี่ยวกับ” จันทร์เงยหน้ามองพจน์ สบตาตรงๆ เสียงพูดชัดเจน “คุณชายศักดินากับ..รุ้ง”
       “คุณหญิงวิมลโพยม” พจน์ว่า
       “ดิฉันเพิ่งทราบว่าคุณชายศักดินาก็คือคุณชายเดียวเมื่อวานนี้เอง เธอมาที่นี่ตั้งหลายครั้งไม่รู้เลยว่าเธอเป็น... ลูก” พูดถึงตรงนี้จันทร์สะอื้นอย่างแรง “เธอมาตั้งแต่เธอยังตัวเล็กๆ ดิฉันหาขนมหาน้ำให้เธอรับทาน มองเธอ..ยังนึกว่าเธอน่ารักเหลือเกิน ไม่ถือตัวพูดจาอ่อนโยนกับคนต่ำกว่า... ที่แท้...ที่แท้” จันทร์สะอื้นแรงขึ้น “ลูกชาย..ลูกชายดิฉันเอง”
       “พบแล้วพูดกันรึเปล่า”
       “ค่ะ นิดหน่อย”
       “พี่ดีใจ เธอคงมีความสุขที่ได้พบลูกชายบ้าง”
       “ดิฉันจะตอบคำถามคุณพี่ที่เคยถามดิฉันว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะเฟืองตายแล้ว”
       พจน์พยักหน้า
       “ตอนนี้ท่านแม่ของคุณชายเดียวคือ ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส ที่สูงส่งผู้คนเคารพนับถือ ถ้าความจริงปรากฏว่า ดิฉันคือแม่คุณชาย ท่านหญิงจะเอาพักตร์ไว้ที่ไหน”
       พจน์ตั้งใจฟัง
       “ตัวคุณชายเองก็จะสับสน ระหว่าง “ท่านแม่” กับ “แม่” ที่มาจากไหนไม่ทราบ ถ้าดิฉันแสดงตัว คุณพี่คิดว่าคุณชายจะยอมรับดิฉันได้โดยไม่เสียใจหรือคะ เธออาจจะเกลียดดิฉันไปเลย แล้วจะมีประโยชน์อะไร”
       “พี่ชื่นชมในการตัดสินใจของเธอ แต่รุ้งล่ะ น้องจะจัดการอย่างไรหรือจะให้เขาเป็นแค่ รุ้ง ปัณณธร ตลอดไป ไม่ยุติธรรมกับรุ้งนะน้อง”
       “ดิฉันคิดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน” จันทร์ถอนใจเบาๆ “แม้ว่าตอนนี้แกจะมีความสุขอยู่แล้ว เพราะความกรุณาของคุณแม่และคุณพี่ แต่รุ้งก็ควรมีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะใช้ชื่อที่ท่านพ่อประทานให้ เราไม่ได้แอบอ้าง หลักฐานที่ท่านชายประทานมาก็ยังอยู่ เวลานี้ดิฉันจดทุกอย่างที่เกิดขึ้น พอรุ้งอายุ 21 ปี จะมอบให้ลูก ให้รุ้งเลือกระหว่างเป็นรุ้งกับเป็นคุณหญิงวิมลโพยม รังสิยา คุณพี่มีความเห็นว่ากระไรคะ”
       “พี่เห็นด้วย ถึงเวลานั้นรุ้งจะเป็นผู้ใหญ่พอที่จะตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง พี่หวังว่าพี่คงมีชีวิตยืนยาวจนถึงวันนั้น” พจน์พูดเป็นเชิงปรารภ
       “คุณพี่จะต้องไม่เป็นอะไร ดิฉันกับลูกจะดูแลคุณพี่และคุณแม่ให้สมกับความเมตตาปรานีที่ได้รับ”
       ตกตอนกลางคืน จันทร์นั่งเขียนบันทึกเรื่องราวลงในสมุดบันทึก รุ้งนอนหลับ รุ้งนอนหลับสนิท
      
       เช้าวันต่อมา ตรงลานหน้าตึกเรียนที่โรงเรียนราชนารี แถวนักเรียนชั้น ม.8 ห้อง ก. เดินมาเป็นแถว จริมาอยู่ห้องนี้ แล้วแถวนักเรียนชั้น ม.8 ห้อง ข. เดินสวนมา รุ้ง กับเพื่อนชื่อ อรสา ทอแสงรัศมี และ วนิดาอยู่ห้องนี้ พวกเด็กๆ เดินเล่นบ้าง หยอกล้อคุยกันมา
       พอสองแถวสวนกัน จริมาทัก “รุ้ง”
       รุ้งหันมามองด้วยสีหน้าห่วงใยทักตอบ “ริมา”
       จริมา ยิ้มแหยๆ ขณะบอก
       “รุ้ง...กลัวจังเลย”
       “ทำได้...ยังไงๆ ก็ทำได้นะคะ”
       “จะทำได้ไง..ไม่เคยร้อยมาลัยได้สวยตั้งแต่เกิดมา สอบตกแน่นอน”
       พี่ตุ๊ หรือ สินีนาฏ ซึ่งคุมหัวแถวนักเรียน ม.8 ห้อง ข. ตะโกนมา
       “แถวตรงนั้นหยุดทำไมรีบเดิน...เร็ว ท่านพงศ์รอนาน เดี๋ยวฉันก็โดนดุไปด้วย..สอบนะยะ...สอบ มัวช้าได้ไง”
       รุ้งตอบเสียงดัง “แป๊บเดียวค่ะพี่ตุ๊” หันมากระซิบ “ริมา...อย่าตกใจนะ ตั้งใจร้อยเดี๋ยวสอบตก ต้องผ่านให้ได้วิชานี้ ไม่งั้นแม่เสียใจตาย”
       “ไม่ผ่านแน่ๆ เลย ทำไงดี”
       แถวของสองห้อง โดยเฉพาะสองคนเดินๆ หยุดๆ
       พี่เหน่ง หรือ บุปผนาฏ หัวหน้าห้อง ก. ตะโกนมา “เร็วๆ รีบเดิน ไปช้าชั้นโดนดุนะว่าหัวหน้าคุมไม่ดี ยายรุ้งเธอจะไปสอบการเรือนกับครูมาลีไม่ใช่เหรอ”
       “ริมา ร้อยทางด้านซ้ายสุด แล้วค่อยๆ หมุนตามเข็มนาฬิกา วัดกลีบกุหลาบให้เท่ากันเท่านั้นแหละสวยเอง”
       จริมาหันไปบอก “ไปเดี๋ยวนี้ค่ะพี่เหน่ง”
       สินีนาฏกะบุปผนาฏพูดขึ้นพร้อมกัน “เอ้า เดิน....ทุกคนเดิน”
      
       แถวนักเรียนสองแถวเดินสวนกันไป หยอกล้อกัน บางคนก็ผลักกันอีกด้วย



       สุดท้ายที่ปลายแถวของ ห้อง ข. ทอแสงรัศมีเดินหน้ามุ่ย ไม่พอใจ หันไปพูดกับสินีนาฏ
      
       “พี่ตุ๊ พี่เป็นหัวหน้าชั้นนะ ไม่ดูแลเลย อย่างนี้ไปช้าครูมาลีเอ็ดหมดทั้งห้องจะว่าไง”
       เพื่อนๆ หญิงทอแสง ซึ่งเป็นลูกคู่ พยักพเยิด
       “เอาเถอะฉันจะรับผิดเอง”
       “ครูก็ทำโทษหมดนั่นแหละ” ทอแสงรัศมีหน้าคว่ำ
       สินีนาฏไม่พอใจ “หญิงทอแสง บอกแล้วไงว่าฉันรับผิดชอบทั้งหมด”
       “ลำเอียง เป็นหัวหน้าชั้นแต่ลำเอียง รุ้งทำผิดกี่หนพี่ตุ๊ไม่เคยบอกครูเลย หัวหน้าอย่างนี้อย่าเป็นดีกว่า”
       ทอแสงรัศมีพูดจบเดินไปเลย พี่ตุ๊หรือสินีนาฏหน้ามุ่ย
      
       ในห้องสอบวิชาการเรือนเวลานั้น ครูมาลีกำลังเดินดูการสอบหุงข้าว ซึ่งแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มๆ ได้ 4 กลุ่ม
       “ทุกคนเตรียมตัวนะ จะเริ่มตั้งแต่ตักข้าว ซาวข้าว ตั้งเตา รอข้าวเดือด ห้ามคุยกันหรือถ้าคุยเรื่องสำคัญให้กระซิบเท่านั้น เอ้าลงมือ”
       เด็กๆ ทั้ง 4 กลุ่ม เริ่มตักข้าว ซาวข้าว คนๆ ทั้ง 4 หม้อ จากนั้น นำขึ้นตั้งข้าวบนเตาไฟ ซึ่งเป็นเตาถ่าน
       “อย่าลืมว่าต้องคอยคนข้าวนะตอนเริ่มเดือด เดี๋ยวข้าวติดก้นหม้อ” ครูมาลีกำชับ
       ตอนนี้ทุกคนกำลังรอข้าวเดือด ซุบซิบกัน คุยกันบ้าง ทอแสงซุบซิบๆ แล้วมองรุ้ง บางคนก้มลง เพ่ง จ้องที่หม้อข้าว
       “รุ้ง ริมาเขาเป็นอะไรนะ หน้าตาเหมือนคนปวดท้องถ่าย” อรสาเอ่ยขึ้น
       รุ้งคนข้าวอยู่ “ท่านพงศ์ทรงคาดโทษไว้ ถ้าวันนี้ริมาร้อยมาลัยเบี้ยวอีกจะต้องถูกทำโทษ”
       อรสาหัวร่อกิ๊ก “นึกแล้วเชียว ริมาออกเป็นคนเก่ง แต่เรื่องกล้วยๆ อย่างนี้ทำไม่ได้ รุ้งก็ออกเก่ง ทำไมไม่สอน”
       “ไม่เหมือนกันหรอกอรสา มันก็แล้วแต่ชอบ ไปว่าริมาไม่ได้หรอก รุ้งเรียนเกือบตกแต่ริมาเรียนเก่งจะตาย”
       “ก็ไม่เห็นต้องกลัว ท่านพงศ์ท่านดุไปยังงั้นแหละ” อรสาว่า
       “จริงนะ ท่านพระทัยดีออก อย่างดีท่านก็คงให้อยู่เย็นสักชั่วโมงช่วยท่านเก็บดอกไม้ อุ๊ย...ข้าวเดือดแล้ว”
       หม้อ 1- หม้อ 4 สอดไม้ดงข้าวเข้าไปในหูหม้อ
       นักเรียนดงข้าว ท่าทางเงอะงะกันบ้าง ดงผิดดงถูก หัวเราะต่อกระซิกกัน
       “โอ๊ย แม่พวกนี้ แต่งงานไปล่ะ ก้นหม้อข้าวไม่ทันดำ เลิกกันแน่ๆ ขืนหุงข้าวกันแบบนี้” ครูมาลีบ่น
       รุ้งนั้นทำคล่องแคล่ว
       หม้อ 1 - 4 วางลงเรียงกันเป็นแถว มือเด็กๆ เปิดหม้อ ควันกรุ่น
       ครูมาลีตรวจ “หม้อนี้แฉะ....หม้อนี้น่ากลัวดิบ...หม้อนี้ทั้งดิบทั้งแฉะ” ตีมือนักเรียน “เพราะไม่คนข้าวให้สุกทั่วกัน หม้อนี้...ใช้ได้ หุงข้าวเม็ดสวยงาม ใครหุงหม้อนี้”
       รุ้ง อรสา หน้าบาน ยกมือ
       “เก่ง ใครหุงหม้อดิบๆ แฉะๆ เนี่ย”
       ทอแสงรัศมีหน้ามุ่ย “บอกวนิดาว่าให้คนดีๆ”
       “ทำไมไม่คนเองหญิงทอแสง”
       “คนไม่เป็นค่ะ” ทอแสงรัศมีว่า
       “เอ๊ะ.. ครูไม่ได้สอนเหรอ” ครูมาลีประชด
       เด็กๆ หัวเราะ
       หญิงทอแสงมองหน้าทุกคนแบบหน้าคว่ำ มองมาที่รุ้ง รุ้งมีสีหน้าเห็นใจ แต่ทอแสงเมินไป
      
       สินีนาฏ หัวหน้าห้อง ข. เดินเรียกนักเรียนไปประชุม
       “ประชุมนะประชุม เอ้า นั่นจะไปไหน กลับมาประชุม” หันไปเห็นรุ้งกับอรสาอยู่มุมตึก
       “พี่ตุ๊ รุ้งมีธุระ ริมาก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน”
       “ทำไมไม่ได้” สินีนาฏเสียงแข็ง “ครูประชุมเรื่องงานแซยิดท่านอาจารย์ ทุกคนต้องอยู่ เพราะวันนี้จะคัดตัวคนเต้นระบำสเปญ"
       “เราอยู่ไม่ได้จริงๆ ไว้พรุ่งนี้เถอะนะ อยู่จนค่ำก็ได้” รุ้งต่อรอง
       “เอ๊ะ เธอนี่ ธุระอะไรหนักหนา”
       “วันนี้...ที่บ้านมีงานค่ะ คุณย่ากำชับว่าต้องกลับบ้านเร็ว รุ้งต้องไปช่วยแม่เตรียมของด้วยค่ะ”
       “แล้วแน่ใจหรือว่าริมาเขาจะไม่ถูกทำโทษให้อยู่เย็น ร้อยดอกไม้กี่ปีกี่ชาติก็ไม่เข้าท่า ท่านพงศ์เลยกริ้วเหมือนกับว่าท่านทรงสอนไม่ดี” สินีนาฏว่า
       “คนเราให้เก่งทุกอย่างได้ไง น่า..นะคะ พี่ตุ๊บอกครูโมทให้หน่อย”
       “เอาละๆ ฉันจะบอกครูโมทให้ แต่พรุ่งนี้ต้องอยู่นะ”
       “ขอบคุณค่ะ ไปดูริมากันเถอะอรสา”
      
       รุ้ง และอรสาวิ่งมาหยุดตรงหน้าประตูห้องสอบร้อยมาลัย มองซ้ายขวา สักครู่ท่านพงศ์เสด็จออกมา ครูประจำวิชา ซึ่งพระวรกายเล็กบาง ดวงพักตร์เคร่งขรึม แต่พระเนตรฉายแววปราณี
       “ยายรุ้ง มารอยายริมารึ”
       “มังคะ” รุ้งยอบตัว
       “จะออกมาแล้ว คอยดูฝีมือเขาแล้วกัน...ไม่น่าเชื่อ” ท่านพงศ์เสด็จไปเลย       
       รุ้งหน้าซีด สบตาอรสา
       “มาแล้ว”
       เสียงจริมาดังขึ้น ในมือถือมาลัยยื่นออกมา สวยงามประณีต
       “ริมา...โอ้ โฮ” รุ้งร้อง
       จริมาปรากฏตัว ยืดอกเต็มที่ “เคยเห็นมั้ยแบบนี้”
       “ไม่เคย” รุ้งและอรสาบอก
      
       จริมายิ้มแก้มแทบแตก ยืดสุดๆ ทอแสงรัศมีกับเพื่อนมองเหล่มากๆ ใครต่อใครต่างคาดไม่ถึง
      
       โรงเรียนเลิกแล้ว บรรดาเด็กนักเรียนหญิงต่างเดินออกมาที่หน้าโรงเรียน เพื่อจะกลับบ้าน บ้างหยอกล้อกัน บ้างวิ่งไล่กันมา บางกลุ่มเดินเรียบร้อยกันมาก และมีหลายกลุ่มที่คุยกันจุ๊กจิ๊กๆ สนุกสนาน
      
       ทอแสงรัศมีเดินหน้ามุ่ยมากับเพื่อนสองคน
       “หญิงทอ..เดินตามควายรึไง” เพื่อนคนแรกที่ชื่อประไพว่า
       “นี่ประไพ อย่ามาพูดเล่นแบบนี้กับชั้นนะ” ทอแสงรัศมีหน้ามุ่ยอย่างเก่า
       “เอ๊า...เมื่อวานหญิงทอยังถามชั้นหยั่งงี้แหละ ทำไมประไพเค้าจะถามไม่ได้” เพื่อนชื่อวนิดาบอก
       “ไม่ได้ ชั้นถามเธอได้แต่เธอถามชั้นแบบนี้ไม่ได้ แล้วฟังนะ ทั้งประไพทั้งวนิดา ชั้นชื่อหม่อมราชวงศ์หญิงทอแสงรัศมี อย่ามาเรียกชั้นหญิงทอ..หญิงทอ...ทอบ้าทอบออะไร”
       เพื่อนสองคนหน้าเหวอไปเลย
       ทอแสงรัศมีเดินพรวดๆ ไป
       ศศิลักษณาน้องสาวร้องเรียก “พี่หญิง รีบไปไหนคะ”
       “เสียอารมณ์ยายสองคนนั่น น่าเบื่อที่สุด” ทอแสงรัศมีบอก
       “สองคนไหนคะ อ๋อ อ้าวนั่นเพื่อนพี่หญิงนี่คะ” ศศิลักษณาแปลกใจ
       “นั่นแหละน่าเบื่อ”
       ด้านจริมา รุ้ง อรสา 2 รุ่นพี่...พี่ตุ๊ หรือ สินีนาฏ พี่เหน่ง หรือ บุปผนาฏ เดินเฮฮากันมา พร้อมเพื่อนๆ เป็นกลุ่ม
       “สุดฝีมือ..อรสา พี่เหน่ง พี่ตุ๊ รู้มั้ยว่าตอนริมาร้อยกลีบแรกนะ มือสั่นหยั่งเงี้ยะ” จริมาแกล้งทำมือสั่นๆ “แล้วริมาก็พยายามจับนะ เอามืออีกมือจับ...แบบเนี้ย”
       ทุกคนถามเป็นเสียงเดียว “แล้วเป็นไง”
       “มันก็เลยช่วยกันสั่นใหญ่เลย หยั่งเงี้ยะ” จริมาแกล้งทำสั่นมากขึ้น
               “โม้แล้ว..ไม่เชื่อหรอก จะบ้าเหรอสั่นอย่างนี้ท่านพงศ์ฟาดเผียะเลย” บุปผนาฏว่า
       สินีนาฏเห็นด้วย “ไอ้ริมา เด็กเลี้ยงแกะ วันก่อนก็หลอกเราทีหนึ่งแล้ว”
       “หลอกว่าไงเหรอพี่ตุ๊” อรสาถาม       
       “หลอกว่าเค้าทำคณิตศาสตร์ไม่ได้ ครูผอบให้ตกอยู่คนเดียวทั้งห้อง” สินีนาฏบอก
       “ตกคณิต ริมาเนี่ยนะ” อรสาแปลกใจ
       “นั่นสิ ไอ้เราตาเหลือกเลย” สินีนาฏว่า
       “ริมา เค้าเรียนเก่งจะตาย ยายตุ๊เธอเชื่อมันได้ไง๊” บุปผนาฏบอก
      
       “ถึงว่า...” สินีนาฏตบหัวตัวเอง
       ทั้งหมดเดินผ่านทอแสงรัศมี และศศิลักษณา ประไพ และวนิดา เห็นประไพและวนิดาหน้าไม่ดีเดินสวนไป
       จริมามองหน้าทอแสงขณะบอก “ประไพกับวนิดาคุณข้าหลวงของเจ้าหญิงทอแสง สงสัยโดนกริ้วเดินหน้าหุบไปโน้น”
       ทุกคนหัวเราะกิ๊ก รอยยิ้มยังอยู่เมื่อเผชิญหน้ากับทอแสงรัศมี
       “มองอะไร” หญิงทอแสงถามเสียงขุ่น
       จริมาเหลียวซ้ายแลขวา “ใครมองอะไร”
       “เธอนั่นแหละริมา เธอมองฉันแล้วหัวเราะเยาะ มันเรื่องอะไร”
       “ขอโทษ ฉันหัวเราะก่อนแล้วถึงมองเธอ” จริมายักไหล่ “มีอะไรรึเปล่า”
       “ไม่จริง”
       “ไม่จริงก็ได้ ฉันหัวเราะเยาะเธอก็ได้” แล้วจริมาก็หัวเราะใส่หน้าทอแสงรัศมี “แต่ขอโทษอีกทีไม่รู้ว่าหัวเราะเยาะเรื่องอะไร เธอทำอะไรให้ฉันหัวเราะเยาะเหรอคุณหญิงงง.....”
       2 รุ่นพี่ และ อรสา หน้าไม่ดี
       รุ้งฉุดจริมา “ไป..ไปริมา อย่าทะเลาะกันเลย คุณหญิงคะ”
       “อย่ายุ่ง เธอเป็นใครจะมาห้ามฉัน” ทอแสงกลับแหวใส่
       “อ้าว...ถามอย่างนี้เก๊าะมีเรื่องสิ นี่น้องฉันทำไมจะมีเรื่องกับเธอไม่ได้ล่ะคุณหญิง” จริมาไม่ยอม
       “ไม่ได้ อย่ามายุ่งกับฉัน ห้ามใครห้ามไปเลยแต่อย่าบังอาจมาห้ามฉัน”
       “ค่ะ...ค่ะ ขอโทษค่ะคุณหญิง” รุ้งขอโทษ ไม่อยากให้มีเรื่อง
       “ไม่ต้องตัวเล็ก คนอะไรพูดจาแย่มากถือว่าเป็นหม่อมราชวงศ์แล้วจะอยู่เหนือคนอื่นเหรอ โธ่เอ๊ย คนเหมือนกันนั่นแหละ”
       ทอแสงมองรุ้งด้วยหางตาเพื่อยั่วประสาทจริมา ซึ่งได้ผล
       “มองหาเรื่องนี่ทอแสงรัศมี จะเอายังไง”
       ทอแสงดึงแขนศศิลักษณาให้เดินไป ศศิลักษณาเดินตามไปแล้วสะบัดแขนวิ่งกลับมาหาจริมา
       “พี่ริมา พี่รุ้ง พี่สา พี่ตุ๊ พี่เหน่ง” ศศิลักษณากระซิบกระซาบ “อย่าไปกลัว พี่หญิงเค้าต้องเจอคนจริงอย่างพี่ริมาเนี่ยหนีเลยเห็นมั้ย”
       ทอแสงรัศมีเสียงดัง “หญิงลักษณ์ ไม่กลับใช่มั้ย”
       ศศิลักษณาบอก “ไปนะ” แล้ววิ่งไป
       ทุกคนมองตามอย่างเอ็นดู
       “พี่น้องกันจริงรึเปล่าเนี่ย” อรสาว่า
       “ริมา...เร็วค่ะเดี๋ยวไม่ทัน”
       รุ้งเร่ง จริมาปลิวตามมือรุ้งไป หันมาโบกมือให้ทุกคน
       “ไปนะ เดี๋ยวโดนแม่ดุ” จริมาหมายถึงรุ้ง “แม่คนเนี้ย...”
      
       รุ้งกับจริมาไป พวกที่อยู่หัวเราะชอบใจใหญ่



       รุ้งเดินเร็วๆ ออกมาหน้าโรงเรียน จริมาตามติด 2 สาวได้ยินทอแสงรัศมีร้องขึ้นมาอย่างดีใจ
      
       “พี่ชายเดียว”
       จริมากับรุ้ง หันไปดู ศักดินาลงจากรถที่สนกำลังจอดให้
       ทอแสงรัศมีวิ่งเข้าไปหา “พี่ชายเดียว มารับหญิงเหรอคะ”
       “ใช่ น้าหญิงเล็กยังทำธุระไม่เสร็จ ขอให้พี่มารับหญิงไปส่งที่วัง” ศักดินายิ้มหล่อ แล้วนัยน์ตาเลยไปสบตาจริมาและรุ้ง
       จริมาพึมพำด้วยความหมั่นไส้ “โธ่เอ๋ย ทำเป็นยิ้ม คิดว่าหล่อซะเต็มประดา”
       “ทำไมไปว่าเขาอย่างนั้นนะคุณริมา”
       “เอ๊ะ ตัวเล็ก เรียกคุณอีกแล้ว”
       “ก็รุ้งบอกแล้วว่าต่อหน้าคนเท่านั้นถึงจะเรียกริมาเฉยๆ เพราะคุณริมาบังคับรุ้ง”
       “ไม่ได้”
       “ทำหน้าดีๆ คุณชายเดียวเดินมาแล้ว”
       “งั้นเหรอ..งั้นสวย”
       “พี่ชายเดียว หญิงรีบนะคะไปเถอะค่ะ หญิงลักษณ์ไปขึ้นรถสิยะ” ทอแสงรัศมีเอ็ดน้องสาว
       “พี่ทักเพื่อนก่อน”
       “ฮึ...เพื่อน”
       ชายเดียวเดินถึงตัวรุ้งกับจริมา
       “รุ้งครับ สวัสดี”
       “ค่ะคุณชาย” รุ้งไหว้ชายเดียว
       ศักดินาหันมาอ้าปากทักจริมาได้ครึ่งคำ “ริมาครับ ส...”
       “ตาแนบมาแล้ว ตัวเล็ก...ไปเร็ว”
       จริมาลากแขนรุ้งผ่านชายเดียวไปทันที ผลักรุ้งขึ้นรถ ตัวเองตามขึ้นไป ปิดประตู หันมาสบตาชายเดียวจังๆ ทำหน้าพูดเป็นเชิงว่า “มีอะไรมั้ย” ศักดินายืนขำๆ ลึกๆ แต่สีหน้าภายนอกยังดูเคร่งขรึม
       “จริมา มารยาทเลวจริงๆ พี่ชายเดียวจะไปทักเค้าทำไม” หญิงทอแสงต่อว่า
       “ทั้งจริมาทั้งรุ้งเป็นน้องสาวของเพื่อนสนิทของพี่ เราพบกันบ้างเป็นบางครั้ง”
       “แหม...สนิทกันงั้นเชียว พบกันที่ไหนคะ”
       “ที่บ้านพี่ฉัตต์เพื่อนพี่” ศักดินาบอก
      
       ฉัตต์ในชุดนักเรียน) ริมา ละเมียด แนบ
       รถที่แนบขับแล่นเข้ามาจอดหน้าตึกใหญ่ ละเมียดยืนรออยู่ จริมากับรุ้งลงมา รุ้งรีบๆ ถามละเมียด
       “ป้าเมียดขา แม่ล่ะคะ”
               “ในครัวค่ะ หนูรุ้งไปเร็วๆ เถอะค่ะ เรียกหาใหญ่แล้ว”
       รุ้งเดินพรวดขึ้นตึก “รุ้งไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” แล้วชะงักกึก ฉัตต์ในชุดนักเรียนเดินออกมาพอดี
       รุ้งยอบตัวนิดๆ “ขอโทษค่ะ”
       “จะรีบไปไหน”
       “ไป...เอ้อ”
       ฉัตต์นัยน์ตาคมกริบ มองรุ้งสายตาเข้ม รุ้งยอบตัวเดินผ่านฉัตต์ ไม่ตอบ
       “ฉันถามยังไม่ตอบ”
       “ไปช่วยในครัวค่ะ”
       “พี่ฉัตต์ ให้ตัวเล็กไปเถอะน่า เขาจะไปทำอาหารที่พี่ฉัตต์ชอบนั่นแหละ โธ่เอ๋ย” จริมาลดเสียงลง “ไม่รู้อะไรเสียเลย”
       “รู้อะไรริมา”
       “ก็รู้ว่าทั้งน้าจันทร์ทั้งตัวเล็กน่ะ รุมกันเอาใจพี่ฉัตต์ขนาดไหน”
       ฉัตต์นิ่งไปอึดใจหนึ่ง สีหน้าเขินบางๆ แต่แล้วทำเคร่งขรึมตามเดิม “ไม่จำเป็น”
       “เหรอ?” จริมาทำหน้าล้อเลียนยื่นหน้ามาตรงหน้าพี่ชาย
       ฉัตต์จะยิ้มแต่ไม่ยอมยิ้ม
       “หือม์” จริมายิ้ม ล้อมากขึ้น
       ฉัตต์มือวางบนหัวจริมากดลง จริมาร้องโอ้ย เสียงเอะอะ ฉัตต์ทำหน้าเฉยๆ แต่กดลงไปอีก
       “คุณย่า...คุณย่า..คุณพ่อ น้าจันทร์ ตัวเล็ก ช่วยด้วย...พี่ฉัตต์จะฆ่าริมา ริมาคอจะหักอยู่แล้วค่า โอ๊ยเจ็บ เจ็บค่ะพี่ฉัตต์”
       จริมาย่อตัวลง หลุดจากมือของฉัตต์ แล้วพุ่งหัวเข้าชนพุงฉัตต์ ฉัตต์คว่ำคอจริมาเอามากอดไว้แน่นๆ กับตัว พาลากเข้าห้องไป
       “วันนี้คุณชายเดียวเขาไปที่โรงเรียนริมาด้วย”
       ฉัตต์หยุดเดิน “ไปหาใคร”
       “แหม! ทำเสียงอย่างนั้นคิดว่าเขาไปหาใครเป็นพิเศษเหรอคะ”
       ฉัตต์หน้านิ่วคิ้วขมวดยิ่งขึ้น “ไม่มี” แล้วเดินเข้าไปในบ้านทันที
       จริมาหัวเราะคิกคัก เดินตามส่งเสียงไปด้วย ล้อพี่ชายใหญ่
       “ไม่มีจริงเหรอ...พี่ฉัตต์..พี่ฉัตต์ จริงรึเปล่าค้า”
      
       ขณะเดียวกัน รถแล่นเข้าจอดหน้าตำหนัก วังรังสิยา ศักดินาลงจากรถ สนลงจากรถ เปิดด้านหลัง หยิบกระเป๋าหนังสือของชายเดียวลงมาส่งให้ผ่องที่เดินเร็วๆ ออกจากตัวตำหนักมารับไป
       “ท่านแม่ประทับไหน ผ่อง” ศักดินาถาม
       “อยู่ที่ท่าน้ำค่ะคุณชาย ให้คุณชายตามไปค่ะ”
       “ท่าน้ำ...เด็จทำไมท่าน้ำ”
      
       “ท่านหญิงเด็จไปทอดเนตรเรือค่ะ” ผ่องบอก



       เรือยนต์ลำกระทัดรัด เป็นเรือเร็วทาสีขาว เขียนชื่อเด่นหราว่า “ศักดินา” จอดอยู่ที่ท่าน้ำที่วังรังสิยา
       โดยท่านหญิงแขไขกำลังคุยอยู่กับคนส่งเรือที่ยืนประสานมือท่าทีนอบน้อม
      
       “ท่านแม่คะ”
       “ชาย มาแล้วเหรอลูก”
       ชายเดียวเข้าไปไหว้หา แล้วโอบกอดท่านหญิงเบาๆ แบบธรรมเนียมฝรั่ง
       “ดูเรือลำนี้”
       “ศักดินา..ชื่อชาย ท่านแม่ซื้อเหรอคะ”
       “ชอบมั้ยลูก แม่สั่งมาให้ชาย”
       “ท่านแม่...โอ ขอบทัยเหลือเกินค่ะ ท่านแม่ทัยดีที่สุดเลย” ศักดินาดีใจมาก
       “ชายพูดว่าอยากได้เรือเร็วมาตั้งแต่วันเกิดอายุ 12 ขวบ แม่ซื้อให้ยังช้าไปด้วยซ้ำ แต่เด็กอายุสิบสองจะขับเรือแม่ก็เห็นว่ายังเล็กไป”
       “ชายขับเลยได้มั้ยคะท่านแม่”
       ท่านหญิงส่งมือให้ชายเดียว
       “ท่านแม่จะเด็จด้วยหรือคะ”
      
       ครู่ต่อมาเครื่องยนต์เรือ ถูกสตาร์ทขึ้นทันที เรือแล่นปราดออกไปอย่างรวดเร็ว คนส่งเรือกำลังอธิบายวิธีขับให้คุณชายเดียว สน ผ่อง วิ่งมา พิกุล กับสาลี่ ยืนยิ้มแย้มมองอยู่บนฝั่ง
       “มาไม่ทัน ไปแล้วหรือ” ผ่องเพิ่งมาถึง
       “น่ารักเหลือเกิน ท่านแม่คุณลูกประคับประคองกันลงเรือ” สาลี่
       “จะไปถึงไหนนั่น”
      
       คนส่งเรือ ถอยมาจากพวงมาลัย ให้ศักดินาขับไป ท่านหญิงนั่งมองลูกชาย ชื่นใจ
       ชายเดียวหันมามอง ท่านหญิงทำท่าบอกอย่าขับเร็วนัก ศักดินาทำท่ารับคำ หน้าตาร่าเริงยิ้มแย้มน่ารัก
       เรือแล่นไปตามแม่น้ำ แล้วชายเดียวบังคับเรือแล่นโค้งกลับ เห็นท่านหญิงนั่งมองวิว สีหน้าสงบงาม
       สายตานิ่งเย็น มีความรื่นรมย์ในสายพระเนตร
       ชายเดียวเลื่อนเข้ามา จูบเบาๆ ที่แก้ม แล้วนั่งลงชิด กอดไว้อย่างนุ่มนวล คนเรือไปขับเรือแทน เรือลดความเร็วลง จนพูดกันได้
       “ชายรักท่านแม่ที่สุด”
       ท่านหญิงมองหน้าชายเดียว ยิ้มน้อยๆ
       “ท่านแม่เป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งแม่ให้ชายเหมือนที่รับสั่งตั้งแต่ท่านพ่อสิ้น”
       ท่านหญิงแตะแก้มชายเดียวเบาๆ
       “เพราะชายเป็นลูกชายที่น่ารักของแม่ตลอดมา”
      
       พวกบนท่าน้ำคอย ชะเง้อแลดู
       “มาแล้ว...มาแล้ว” ผ่องบอก
       เรือแล่นมาแต่ไกล ชายเดียวนั่งเบียดกอดท่านแม่ ท่านหญิงพิงตัวชายเดียว เป็นภาพที่น่ารักสวยงาม และอบอุ่น
       พวกบนท่าน้ำ ต่างชื่นชม ยิ้มแย้ม
      
       ท่านหญิงเดินมา ท่าทางสง่างาม ตัวตรง ชายเดียวเดินมาด้วย พวกบริวารตามมา จนผ่านมาถึงเรือนเฟือง
       ศักดินาหยุด “หม่อมแม่คะ”
       ท่านหญิงมองเป็นคำถาม
       “ท่านพ่อสั่งไว้ให้รื้อเรือนเนี่ย”
       ท่านหญิงหยุด หน้านิ่งขึ้น
       ศักดินามองไป สีหน้ายังระบายยิ้ม เห็นความรื่นรมย์ใจ “แถวนี้รกร้างเหมือนไม่ใช่อาณาเขต
       วังรังสิยา เราทำให้มันดีขึ้นได้นะคะ อย่างเช่น สนามเทนนิสหรือสระว่ายน้ำ”
       “เหลวไหล ใครจะเล่นเทนนิส ใครจะว่ายน้ำเสียเงินเปล่าๆ”
       “ต้องมีสิคะ อย่างน้อยก็ชายคนหนึ่งละ เรือนข้าหลวงเก่าปิดตายไว้เฉยๆ เราควรจะรื้อเสีย แล้วสร้างศาลาหรือสวนให้ดูสวยงามดีไหมคะท่านแม่”
       “ไม่ดี หยุดพูดได้แล้ว ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันไม่อนุญาต เข้าใจไหมชายเดียว”
       ท่านหญิงแขไขเสียงดัง จนทุกคนตกใจไปหมด
       ชายเดียวหยุดยืน ตกใจเหมือนกัน ท่านหญิงออกเดิน
       “แต่ท่านแม่คะ ท่านพ่อสั่งไว้ในพินัยกรรมนี่คะ”
       ท่านหญิงหยุด หันมามองสีหน้าเข้ม
       “เราควรจะทำตามพินัยกรรม แต่ก็...”
       ท่านหญิงขัดทันที “จำไว้นะศักดินา อย่าถือตัวว่าท่านพ่อประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้ เพราะตราบใดที่ฉันยังมีลมหายใจ ฉันจะไม่ยอมให้เธอทำตามอำเภอใจในวัง “รังสิยา” นี้ ฉันห้ามเป็นคำขาดไม่ให้มีการก่อสร้างเคลื่อนย้ายทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะเรือนข้าหลวงเก่า”
       ชายเดียวหน้าเสียมาก “ชายไม่เคยคิดจะทำอะไรตามอำเภอใจ ชายหวังดี”
       “พอ” ท่านหญิงโบกมือ “เก็บความหวังดีของเธอไว้ รับรู้แต่เพียงว่าฉันไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น ฉันหวังว่าเธอคงจะเข้าใจและทำตาม ถ้าหากเธอยังคิดว่าเป็นลูกชายฉันอยู่”
       ทุกอย่างเงียบกริบ
       ท่านหญิงหน้าเครียด มองไปที่ต้นไม้รกๆ เห็นผีนางเฟืองยืนอยู่ สีหน้าอมทุกข์ แต่เป็นเงาบางๆเลือนลางอยู่ในพุ่มไม้
       ท่านหญิงมีสีหน้าปลอบโยน ร่างของเฟืองค่อยๆ จางหายไป ท่านหญิงเดินไปอย่างรวดเร็ว
       ชายเดียวยืนหน้าอึดอัด
       ผ่องแตะแขนเบาๆ “คุณชายคะ”
       ชายเดียวเบี่ยงตัวหนี
       “ท่านหญิงกริ้วใหญ่แล้ว คุณชายรีบไปกราบขอประทานโทษเถอะค่ะ เร็วๆ เข้า”
       “ฉันไม่ผิด” ศักดินาเสียงแข็ง “ฉันแค่ออกความเห็น ไม่ทรงเห็นด้วยก็ไม่เป็นไร แต่ทำไมต้องกริ้วรุนแรงขนาดนั้น”
       พูดจบแล้ว เดินไปทันที อย่างเร็วรี่
       บริวารทั้งหมดเดินตามไป
      
       ศักดินาเดินอย่างรวดเร็วเข้ามาในตำหนัก ผ่องตามมา
       “คุณชายขา ไปเฝ้าท่านแม่เถิดนะคะ”
       “ฉันจะขึ้นข้างบน”
       “เดี๋ยวลงมารับทานข้าวนะคะ”
       “ไม่หิว ...ไม่กิน”
      
       ชายเดียวเดินขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สีหน้าเคร่งขรึมอย่างเก่า พอผ่านประตูห้องท่านหญิง มองไปแล้วชะงัก เห็นหลังของนางเฟือง แวบเดียวเท่านั้น ก่อนที่ประตูจะปิดลง
      
       ชายเดียวยืนหน้าพิศวงอยู่อย่างนั้น



       เวลาเดียวกัน ที่เรือนครัวบ้านปัณณธร ทุกคนกำลังยุ่ง ทำกับข้าว สำเนียงอยู่หน้าเตาไฟ คนแกง 2 หม้อ สำลี หยิบถ้วยชามสำหรับใส่กับข้าวมาวาง
      
       จันทร์กำลังจัดผลไม้ที่สลักเป็นดอกเป็นดวง ไม่ได้แกะลวดลายมากเกินไป
       “แม่จันทร์จ๋า ลูกปอกเงาะสำหรับคว้านเสร็จแล้ว ลูกคว้านให้นะคะ”
       “จ้ะ อย่าให้หัวท้ายกว้างเป็นรูอย่างคราวที่แล้วนะลูก”
       “ค่ะ ลูกทราบแล้ว หัวท้ายต้องปิดสนิท” รุ้งหน้าแจ่ม อ่อนเยาว์น่ารัก “ไม่มีช่องให้เงาะหายใจเลยนะจ๊ะ”
       จริมานั่งเอกเขนกอยู่ “มา คว้านเสร็จจะชิมให้ว่าเงาะหายใจไม่ออกอร่อยแค่ไหน”
       ทุกคนหัวเราะขัน
       “คุณริมา มาจัดเรียงสับปะรดนี่ใส่จานนะคะ”
       “โอ๊ย ไม่หรอก ริมาไม่ได้ชื่อตัวเล็กนี่ จะได้ทำเป็น”
       “ก็ไม่ถึงต้องคว้านเงาะเป็นหรอกค่ะ แต่เรียงสับปะรดเนี่ยทำไม่เป็นก็ไม่ต้องชื่อคุณริมาแล้วค่ะ”
       จริมากระโดดลุกขึ้นอย่างแรง จนใครๆ ตกใจหมด
       “โอ้โฮ คุณริมา เต้ย” สำลีพูดคำโบราณแปลว่า...สุดยอด “เลยค่ะ”
       “ทำไมยะนางสาวสำลี” จริมาถาม
       “จะเรียงสับปะรดใช่มั้ยคะ” สำลีเลื่อนชามแก้วใส่สับปะรดที่หั่นไว้สวยงามให้
       “เปล่า...จะกิน” จริมาจิ้มใส่ปากเคี้ยวหมับๆ
       ทุกคนหัวเราะกันเกรียว รุ้งหัวเราะสดใส สีหน้าแจ่มเจิด
       จริมาหัวเราะร่า เคี้ยวสับปะรด อีกมือจิ้มสับปะรดชูไว้ ท่าทีสองสาวน่ารักน่าเอ็นดูทั้งคู่
       จันทร์มองด้วยความชื่นชม คิดถึงภาพความหลังขึ้นมา
      
       เมื่อ 10 ปี ก่อน
       จริมาวิ่งเล่นกับรุ้ง ไล่จับกัน จันทร์ยืนคอยระวังอยู่ จริมาแก่นแก้ว กระโดดโลดเต้น ตีลังกาก็ได้ หัวเราะปากกว้างเสียงดัง รุ้งค่อยๆ วิ่ง ท่าทีเรียบร้อย หัวเราะนิดๆ ใบหน้าสองคน น่าเอ็นดู สุดท้ายวิ่งมาหาจันทร์
       ต่อมาจริมากับรุ้งหัดว่ายน้ำ บริวารเรียงรายกันเป็นแถวในน้ำใส่มะพร้าวสองลูก กระทุ่มน้ำกันสนุกสนาน จันทร์คอยนั่งสั่งงานอยู่
               สองคนขึ้นจากน้ำเข้ามาหาจันทร์ จันทร์เอาผ้าห่มเช็ดตัวห่อตัวให้ทั้งสองคน ทำให้จริมาก่อนแล้วถึงทำให้รุ้ง
               เวลาต่อมาจันทร์แต่งตัวให้เด็กสองคน แต่งตัวจริมา แต่งตัวรุ้ง แล้วจึงหวีผมให้
               จริมาโผเข้ากอดจันทร์อย่างรักใคร่ จันทร์กอดจูบชื่นใจ
               รุ้งนั่งยิ้มปากแดงอยู่ข้างๆ จันทร์ลูบหัวรุ้ง สีหน้าตื้นตัน ที่เห็นลูกสาวไม่มีอารมณ์อิจฉาสักน้อย       
       เด็กสองคนนั่งทำการบ้าน เถียงกันบ้าง ช่วยกันบ้าง
               จันทร์เตรียมขนมอยู่อีกมุมหนึ่ง มองทั้งสองคนด้วยสีหน้าชื่นใจ แล้วมองไปอีกทาง เห็นฉัตต์นั่งอ่านหนังสือท่าทางเคร่งขรึม
      
       เหตุการณ์ในอีกวันหนึ่ง จันทร์ให้เด็กหญิงสองคนลงนั่งทานขนม บอกรุ้งให้ไปเรียกฉัตต์ รุ้งลุกไป จันทร์มองตามตลอดเวลา รุ้งบอกฉัตต์ แต่ฉัตต์มองนิ่งๆ สายตาเฉยเมย รุ้งนัยน์ตาตกเดินกลับมา จันทร์มองหน้าสงสารรุ้ง กอดรุ้ง
       จริมากระโดดลุกขึ้น “โธ่เอ๊ย..พี่ฉัตต์” เดินไปยืนหน้าฉัตต์ “มัวแต่เก๊ก..อดขนมไม่รู้ด้วย”
       “ไม่อยากกิน”
       “โห...น้าจันทร์ขา ขนมอะไรคะเนี่ยสีสวยน่าทานจัง” จริมาถาม
       “ขนมเรไร ขนมน้ำดอกไม้ นี่...ขนมทองเอกค่ะ”
       “ขนมทองเอก คุณฉัตต์ชอบ” จันทร์หลุดปากพูดอย่างเร็ว
       ฉัตต์หันขวับมามองทันที จันทร์มองฉัตต์ แต่ฉัตต์ลุกเดินหนีไป
      
       อีกเหตุการณ์ เวลาผ่านไปทุกคนเติบโตขึ้น และเวลานั้นนั่งอยู่ในห้องรับแขกบ้านปัณณธร ขนมทั้งหลายวางอยู่ตรงหน้า
       “ขนมทองเอก..ขนมเรไร ใช่มั้ยครับ นี่ขนมน้ำดอกไม้”
       จันทร์จ้องด้วยนัยน์ตาลึกซึ้งขณะมองลูกชาย
       “ผมชอบขนมทุกอย่างที่คุณน้าทำครับ”
       จันทร์ตื้นตันใจ มองจ้องไม่วางตา จริมา รุ้ง และฉัตต์ อยู่ในห้องด้วย
       “ชอบก็รับทานเยอะๆ นะคะคุณชาย” จันทร์บอก
       “ครับ...ที่วังมีคนทำขนมเป็น ชื่อ สาลี่ แต่แกไม่ค่อยได้ทำครับ เพราะแกแก่มากแล้ว”
      
       สีหน้าอดีตหม่อมบุหลันหมองลง คิดถึงสาลี่และทุกคนที่วังรังสิยา
      
       จันทร์ซึ่งอยู่ที่ครัว ดึงตัวเองกลับมา น้ำตาซึมนิดๆ
      
       “แม่จันทร์จ๋า” / “น้าจันทร์” สองสาวรุ้งและจริมาเรียกขึ้นพร้อมกัน
       จันทร์สะดุ้งนิดๆ “คะ”
       สองคนเข้ามาขนาบข้าง จริมาและรุ้งอุทานพร้อมกันอีก
       “แม่ร้องไห้” / “น้าจันทร์ร้องไห้”
       ทุกคนในครัวหันมามอง จันทร์กำลังอึกอัก มองหน้าแจ่มแจ๋วสองสาวที่มองจ้องเป็นตาเดียว
       “พุทโธ หั่นหัวหอมรึนั่น ก็น้ำตาไหลนะสิ มาค่ะคุณจันทร์ ฉันหั่นเอง คุณจันทร์ไปแต่งตัวเถิดค่ะ เดี๋ยวแขกก็มากันแล้ว” สาลี่ว่า
       “ไม่หรอกจ้ะ ฉันไม่ขึ้นไปนั่งโต๊ะหรอก” จันทร์บอก
       “หรือคะ” สาลี่จ้องหน้า “เชื่อฉันมั้ย ทั้งคุณหญิง ทั้งคุณพจน์ ไม่มียอมหร๊อก”
      
       ตกตอนกลางคืน ภายในห้องอาหารบ้านปัณณธร เจ้าบ้านมี คุณหญิงเพ็ง พจน์ และ จันทร์ กับแขกผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิง 4 คน ทั้งหมดนั่งทานข้าวกัน พูดคุยกันเบาๆ ท่วงท่าสุภาพเรียบร้อย แขกพูดคุยกับจันทร์ด้วยท่าทางนุ่มนวลสุภาพ
       เสียงเปียโนดังแว่วมา เป็นท่วงทำนองเพลงไทยเดิม แขกคนแรห ซึ่งเป็นท่านเจ้าคุณ ชะงักฟัง
       “อ๋อ หนูรุ้งเล่นเปียโนแล้ว ฝีมือไม่ใช่เล่นเลยนะครับ”
       “เพลงลาวคำหอมเพราะจริงๆนะคะ ท่านเจ้าคุณ” แขกคนที่สองว่า
       “ใครเล่นนะครับ” แขกอีกคนถาม
       “หลานสาวค่ะ ลูกของลูกสาว” คุณหญิงเพ็งตอบ
       ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ “อ๋อ ลูกของคุณจันทร์หรือครับ”
      
       สองสาวอยู่ในห้องเปียโนบ้านปัณณธร ซึ่งมีเปียโนเก่าๆ เครื่องหนึ่ง รุ้งเล่นเพลงลาวคำหอม
       “โอ้ย ตัวเล็กนี่เล่นเพลงน้อย...นอยอยู่นั่นแหละ เอามันๆ หน่อย มันหน่อย” จริมาบ่น
       รุ้งมีสีหน้าฉงน “เพลงมันๆ เล่นไม่เป็น ทำนองเป็นยังไงเหรอคะ”
       “โอ๊ย จะตายคาที่เลยเนี้ย” จริมาล้มไปกับเก้าอี้ ทำท่าหมดแรง “ไม่ใช่ชื่อเพลงมันๆ ริมาหมายถึงเพลงน่ะ..ให้มันๆ หน่อย มันน่ะ รู้เรื่องมั้ย”
       “ไม่รู้ค่ะ”
       “จะเป็นลม” จริมาลงไปนองกองอย่างน่าขำ “เอางี้” กระเด้งตัวขึ้นมาอีกส่งเสียงเรียก “พี่ฉัตต์..พี่ฉัตต์”
       “ค่อยๆ หน่อยเดี๋ยวแขกได้ยิน” รุ้งปราม
       ฉัตต์เดินออกมา หน้าเคร่งจัด
       “โห...ใครเอาเชือกมาผูกหน้าพี่ฉัตต์ไว้เนี่ย” จริมาลดเสียงลง
       “ไม่ตลกเลย” ฉัตต์เดินไปนั่งอ่านหนังสือ ทำเต๊ะจุ๊ย
       “เก๊าะอย่าตลก ตัวเล็ก เอ้าเล่นเพลง สุขเถอะพวกเรา”       
       รุ้งเริ่มเล่น จริมาลุกขึ้นเต้นประกอบ ร้องไปด้วย เป็นภาพสนุกสนานน่าเอ็นดู
       ฉัตต์ชำเลืองดูรุ้ง หน้าขุ่นๆ รุ้งสบตาฉัตต์ มือไม้อ่อน หยุดเล่น
       “ตัวเล็ก”
       รุ้งเปลี่ยนเป็นเล่นเพลงฝรั่ง Autumn Leaves อย่างเพราะพริ้ง ซึ่งแสดงให้เห็นฝีมือเล่นเปียโนพราวแพรวมาก
       “Autumn Leaves …..oh..so lonely” จริมาครวญ
       ฉัตต์เหลือบดู ด้วยสายตาอ่อนโยน
       จริมาเชียร์รุ้ง “ร้องด้วยสิ..ตัวเล็ก...The falling leaves…”
       รุ้งร้องพึมพำเบาๆ “drift by my window”
       จริมาคอยร้องคลอไปด้วย “the autumn leaves of red and gold I see your lips the summer kisses.The sunburned hand I used to hold”
       พอคนหนึ่งหยุด อีกคนร้องต่อให้ เพราะมากๆ รุ้งร้องท่อนต่อมา
       “Since you went away the day grows long and soon
               I’ll hear old winter’s song.But I miss you most of all
               my darling when autumn leaves start to fall.”
       ฉัตต์ลุกพรวด หน้าบึ้ง ทั้งๆ ที่ตอนฟังยังทำท่าซาบซึ้งอยู่เลย
       “ไม่เกรงใจผู้ใหญ่ ร้องเพลงเสียงดัง”
       สองสาวหันมามองหน้าเหวอๆ ฉัตต์จ้องรุ้งนัยน์ตาดุๆ ทั้งๆ ที่ลึกๆ มีความสุขซึ้งซ่อนอยู่ รุ้งหน้าเสียจ้องตาฉัตต์แล้วหลบตา
       “ไม่มีความคิด อยู่ๆ ลุกขึ้นมาเล่นเปียโน รบกวนผู้ใหญ่กำลังรับประทานอาหาร”
       รุ้งเสียใจน้ำตาเริ่มคลอ แล้วลุกขึ้น เดินเบาๆ ก้มหน้าก้มตาออกไป
       ฉัตต์จับแขนถามทันที “ทำไม” จ้องมองตา
       รุ้งน้ำตาเต็มตา มองสบตาฉัตต์
       “พี่ฉัตต์” จริมาฉุน
       “ถามว่าทำไมต้องลุกหนี”
       มือฉัตต์จับแขนรุ้งบีบแน่นจนเจ็บ รุ้งไม่ตอบและยังจ้องนัยน์ตาฉัตต์ แล้วรุ้งก็ดึงแขนตัวเองออกจากมือฉัตต์ ก่อนจะเดินจากไป เสียงสะอื้นยังพอได้ยิน
       ฉัตต์ยืนงง หันมาทางจริมา ซึ่งหน้าเสียมองพี่ชายอย่างขุ่นมัว
       “มองอะไรริมา”
       “พี่ฉัตต์ ริมาจะบอกอะไรให้นะ ฟังแล้วไม่ต้องขอโทษริมาก็ได้ แต่พี่ฉัตต์ต้องขอโทษตัวเล็ก”
       “มันเรื่องอะไร จ้างให้ก็ไม่ขอโทษ ไม่ว่าใครทั้งนั้น” พูดจบก็เดินออกไป
       “คุณย่าเป็นคนบอกให้ตัวเล็กเล่นเปียโนเพลงอะไรก็ได้ สนุกก็ได้ แต่คุณปู่ท่านเจ้าคุณที่มาทานข้าวน่ะเป็นคนขอเพลง Autumn Leaves”
      
       ฉัตต์ชะงักกึก แล้วก็เดินไปเพราะไม่รู้จะพูดอะไร สีหน้าฉัตต์ ทั้งตกใจและเสียใจ



       ขณะเดียวกัน ที่วังรังสิยา ศักดินาเดินออกจากห้องตัวเอง ผ่านห้องบรรทมท่านหญิง มองไปสีหน้าครุ่นคิดว่าจะไปง้อดีหรือไม่
      
       แล้วตัดสินใจเดินไปยกมือจะเคาะ แต่ชะงักเมื่อได้ยินเสียงท่านหญิงพูดกับผู้หญิงคนหนึ่งแต่จับใจความไม่ได้
       ศักดินาเปลี่ยนใจ หันหลังกลับ
       เวลาต่อมาศักดินาลงมาทานอาหารที่ห้องอาหารเล็กชั้นล่าง ด้วยสีหน้าปกติ
       ผ่องรินน้ำเพิ่มให้ ใบหน้ายิ้มแย้ม ชายเดียวกินข้าวแล้ว
       “ยิ้มอะไรผ่อง”
       “ดีใจคุณชายมาทานข้าวค่ะ”
       “อดก็หิวตายสิ ท่านแม่เหวยหรือยัง”
       “ท่านหญิงไม่เหวยค่ะ รับสั่งว่าไม่หิว”
       “ใครมาเฝ้าผ่องรู้มั้ย
       ผ่องชะงักกึก “ใครคะคุณชาย”
       “ฉันได้ยินเสียงคุยในห้อง อ้อ ไม่ไช่ เห็นตัวด้วยตอนฉันขึ้นไปห้องฉัน ผู้หญิงแก่ๆ...นุ่งโจง เห็นตอนเดินเข้าห้องไปกับท่านแม่”       
       คำพูดนั้นกระแทกเข้าหน้าผ่องเต็มที่ ตกใจมาก
       “แต่ไม่เห็นหน้า ไม่รู้เป็นใคร” ศักดินาเอ่ยขึ้น       
      
               ผ่องนำเรื่องมาหารือกับสาลี่ และละมัยที่หลังบ้าน
       “จะมีใคร้...หรือแม่ผ่องคิดว่าเป็นใคร” สาลี่เอ่ยขึ้นพอฟังจบ
       “ฉันก็ไม่คิดว่าเป็นใครหรอกพี่...” เสียงผ่องสั่นๆ
       “ใครเหรอน้าผ่อง” ละมัยสงสัย
       “ก็มีอยู่คนเดียว” สาลี่บอก
       ละมัยงงๆ “ใครเหรอป้าสาลี่”
       “อยู่กับท่านหญิงในห้องบรรทม” ผ่องว่า
       “ใครเหรอน้าผ่อง” ละมัยสงสัยจัด
       “แสดงว่าท่านหญิงทรงรู้เห็นทุกอย่าง” สาลี่ว่า
       ละมัยถามอีก “ใครเหรอป้าสาลี่”
       สาลี่ กะผ่อง หันมาดูละมัย ซึ่งหน้าตาเหรอหราไม่รู้เรื่อง
       “ใคร.......เหรอ” พอเห็นหน้าสองคน ละมัยหดหัวทันที
       สองคนมองตากัน สีหน้าพิศวงทั้งคู่ สาลี่เอ่ยขึ้นในที่สุด
       “ท่านหญิง...นางเฟือง”
      
       ท่านหญิงยังอยู่ในห้องบรรทม จดหมายในมือ ที่นางเฟืองเขียนฝากไว้ก่อนฆ่าตัวตาย กระดาษเก่า ซีดจน.....เหลือง ค่อยๆ ถูกคลี่ออก เห็นลายมือเฟืองโย้เย้ตัวใหญ่เท่าหม้อแกง
       “อย่าทรงโสกเส้าเมื่อหม่อมฉันไปแล้ว หม่อมฉันจากไปแต่ร่าง หัวใจและวินยานยังคอยดูแลท่านหญิงสะเม๋อ”
       นางเฟืองสะกดผิดๆ ถูกๆ น้ำตาท่านหญิงหยดเผาะ
       ท่านหญิง กัดฟัน กลั้นน้ำตาอย่างยิ่งยวด
       “เฟือง.. หญิงรู้ว่าเฟืองยังอยู่ใกล้ๆ คอยดูแลหญิง....เฟือง”
      
       ประตูห้องนางเฟือง ซึ่งมีกุญแจดอกใหญ่ใส่อยู่ บริเวณรกร้าง ต้นไม้ขึ้นเต็ม เสียงท่านหญิงดังมาถึงถึงประตูห้อง
       “เฟือง”
               วิญญาณนางเฟืองหมอบอยู่กับพื้นในห้องเก่า ท่าทางเศร้าโศก
       เสียงท่านหญิงดังขึ้นอีก “เฟือง”
       นางเฟืองได้ยินแล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาช้าๆ น่ากลัวสุดๆ
      
       พริบตานั้นร่างของนางเฟืองค่อยๆ ปรากฎขึ้น ลางๆ
       “เฟือง หญิงจะไม่ยอมเป็นอันขาด ถ้าชายเดียวจะให้รื้อเรือนของเฟือง”
       ร่างนางเฟืองเลื่อน ลอย มาตรงหน้า ทรุดตัวลง หมอบกราบ
       “เฟือง”
       นางเฟือง เงยหน้า สบตาท่านหญิงเต็มแรง
       “เฟืองไม่ต้องกลัวนะ อะไรเป็นของเฟือง หญิงจะเก็บรักษาไว้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ถ้าหญิงยังมีชีวิตอยู่ หญิงให้สัญญา”
       นางเฟืองสบตาท่านหญิงแขไข นัยน์ตากล้าแข็ง เหมือนจะมีน้ำตาขึ้นมาเป็นเงาจางๆ เอื้อมมือมา แตะเท้าท่านหญิง
       ท่านหญิงก้มลงแตะบ่า แต่มือวูบไป ด้วยร่างของเฟืองตอนนี้ยังเลือนลาง
       “เฟือง”
       “มังคะ”
       นางเฟืองพยักหน้า ทำท่าหลับตาแล้วรวบรวมกำลัง ร่างของนางเฟืองที่ลางๆ ค่อยๆ ชัดขึ้น...ชัดขึ้น จนเป็นร่างเต็มตัว
       ท่านหญิงน้ำตาเต็มตา มองนางเฟืองอย่างตื้นตันใจ
       นายคนกะบ่าวผี ทั้งสอง...มองตากัน
       ท่านหญิง ยื่นมือหานางเฟือง ที่ยื่นมือหาท่านหญิงเช่นกัน
       มือต่อมือยื่นเข้ามาแตะกันแล้วจับกัน มืออีกมือของนางเฟืองจับมือท่านหญิงเอามือมาทูนไว้บนหัว
      
       ด้านศักดินานอนหลับสนิทในห้องที่มืดสลัว ชายเดียวพลิกตัว ลืมตา ยินเสียงประตูเปิดเบาๆ ชายเดียวตกใจ แต่ก็ยังนอนอยู่จ้องมองมา
               เป็นท่านหญิงเข้ามา มีนางเฟืองตามมา สองคนเข้ามายืนห่างจากเตียงพอประมาณ
               คุณชายนอนมอง หน้าตาเป็นปริศนา แต่ไม่กลัว
               ท่านหญิงเริ่มต้นคุยกับเฟือง กิริยาเป็นปกติเหมือนการคุยธรรมดา
       “ไม่ต้องห่วงว่าลูกชายจะหักหาญรื้อเรือนข้าหลวง ฉันบอกเขาแล้ว”
       “มังคะ”
       “เขาเป็นลูกที่ดี ไม่ดื้อกับฉันหรอก บอกอะไรก็เชื่อฟังดี”
       “มังคะ เชื่อหม่อมฉันหรือยังมังคะ”
       “เชื่อแล้ว ขอบใจนะ...ต่อไปฉันไม่เหงาแล้ว”
       “หม่อมฉันตายตาหลับแล้วมังคะ”
       “จะทิ้งหญิงไปหรือ! ไม่นะ เฟือง”
       “ไม่มังคะ หม่อมฉันไม่มีวันทิ้งท่านหญิง ไม่ไปไหน...” สีหน้าผีนางเฟือง สายตามั่นคง “สิ้นบุญท่านหญิงวันไหนหม่อมฉันถึงจะไป”
       ท่านหญิงยิ้ม อ่อนหวาน
      
       “ขอบใจ...ขอบใจมาก...ไปดูลูกชายกัน”



       ในแสงสลัว มีมุ้งกั้น ท่านหญิงเหลียวมาศักดินามองอยู่ ท่านหญิงมองจ้อง ต่างคนต่างไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมองอยู่ ท่านหญิงเดินมาหยุดยืนหน้าเตียง นางเฟืองตามมา ยืนอยู่ด้านหลัง
      
       “ลูกชายน่ารักเห็นมั้ย”
       “มังคะ น่ารักเหลือเกิน”
       “ตั้งแต่เขาเล็กๆ ฉันต้องมาดูเขาทุกวันว่าเขาหลับดีหรือเปล่า ผ้าห่มหลุดมั้ย แขนขามาชิดมุ้งรึเปล่าเพราะยุงจะกัดเขา”
       ในที่สุดชายเดียวสะดุ้งตื่น ยังงงๆว่าฝันไปหรือนี่
       “ชาย”
       ชายเดียวสะดุ้งสุดตัวหันไป เห็นท่านหญิงยืนอยู่ข้างเตียง
       “ท่านแม่”
       ท่านหญิงแหวกมุ้งขึ้น “ชายเดียว...ตื่นทำไมล่ะลูก นอนเถอะ แม่เข้ามาดูว่าชายนอนหรือยังเท่านั้น”
       “แต่ชายฝันค่ะท่านแม่....มันเหมือนจริงมาก”
       “ฝันว่าอะไร” ท่านหญิงแขไขนั่งบนเตียง โน้มตัวลงมาลูบผมด้วยสายตารักใคร่
       “ฝัน...ว่าท่านแม่เด็จมาดูชาย มากับผู้หญิงแก่ๆ”
       ท่านหญิงชะงักพริบตาเดียว “ใครจ๊ะ ท่านยายหรือ”
       “ไม่ใช่ค่ะ ชายจำท่านยายได้ไม่เหมือนในรูปหรอกค่ะ คนนี้ แก่ ไว้ผมมวย นุ่งโจง อ๋อ...ชายนึกออกแล้ว คนที่ตามเด็จท่านแม่เข้าไปในห้องเมื่อเย็นนี้”
       สีหน้าท่านหญิงปกติมาก “อ๋อ ชายเห็นหรือลูก”
       “เห็นคะ เขาเป็นใครคะ ข้าหลวงเก่าหรือคะท่านแม่”
       “ใช่..นอนเถิดลูก....แล้วไม่ต้องไปถามใครนะเรื่องข้าหลวงคนนี้ แม่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขามาหาแม่ สัญญาสิ”
       “ค่ะ ชายสัญญา”
       “แต่เมื่อกี้ ชายฝันไป เขาไม่ได้เข้ามาในห้องชายกับแม่หรอก แม่มาคนเดียว”
       “ค่ะ ท่านแม่” ชายเดียวยิ้มให้ แล้วหลับตาลง “ชายไม่รื้อเรือนข้าหลวงแล้วค่ะ”
       ท่านหญิงจ้องคุณชายศักดินา แล้วหันไปมองนางเฟืองที่หมอบอยู่ที่พื้น ยิ้มน้อยๆ
       นางเฟืองเงยหน้าสบตาท่านหญิง สีหน้าอ่อนโยนสมใจ
      
       เช้าวันรุ่งขึ้น ศักดินาหมุนโทรศัพท์รอสาย อยู่ตรงมุมห้องโถงตำหนักวังรังสิยา เสียงโทรศัพท์ดัง 1 ครั้ง 2 ครั้ง 3 ครั้ง ชายเดียวขมวดคิ้ว ไม่มีคนรับสาย
       ด้านจริมาอยู่ที่บ้านปัณณธรวิ่งพรวดมาในห้องโถง
               ชายเดียวพูดสาย “ฮัลโหล”
       “จะพูดกับใครคะโทร.มาแต่เช้า” คำหลังพูดลดเสียงนิดหน่อย “อุ้ย..ขอโทษค่ะ”
       ชายเดียวยิ้มนิดๆ รู้ว่าเป็นเสียงคู่ปรับ...จริมา
       “ว่าไง ไม่พูดอะไรฉันจะวางหูนะคะ” จริมานิ่งฟัง “ขอโทษ...ใครพูดไม่ทราบ”
       “ผมเอง”
       “ผมน่ะใคร”
       “ศักดินาครับ”
       “อ๋อ...ว่าแล้วเชียว มีธุระอะไรรึคุณชาย”
       “ต้องมีธุระด้วยหรือครับถึงจะโทร.ได้”
       “นี่คุณชาย ฉันรู้ว่าคนที่บ้านฉันน่ะ “ปลื้ม” คุณชายกันทุกคน แต่ขอโทษนะยกเว้นคนเดียว...ฉัน”
       “ครับ”
       “คุณอยากพูดอะไรก็พูดมา แต่พูดอย่างเมื่อกี้มันไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ฉันก็มีงานทำเหมือนกัน จะวางหูใส่คุณ ฉันก็ไม่ทำทั้งๆ ที่อยากจะทำ เพราะมันทำให้ฉันเป็นคนไม่มีมารยาท...คุณชาย”
       ศักดินานิ่งฟัง สีหน้าก็นิ่งแต่นัยน์ตายิ้ม
       “คุณชาย ยังอยู่รึเปล่า”
       “ผมจะไปไหนได้ล่ะครับ ยังฟังคุณพูดอยู่”
       “คุณชาย...ยวนเหรอ”
       ชายเดียวร้องเสียงหลง “เปล่าครับ”
       “ไม่จริง คุณจะเอายังไง จะพูดหรือไม่พูด”
       “ก็ได้ครับ คือผมจะมาที่บ้านคุณ”
       “มาทำไม.?...ไม่มีใครเชิญคุณซักหน่อย”
       “ผมเชิญตัวเองครับ”
       จริมาเริ่มอ่อนใจ “คุณจะมาทำไม”
       “ผมก็จะไปหา...”
       จริมาคอยฟัง
       ชายเดียวอึกอักไปไม่เป็น “เอ้อ...”
       “นี่ บอกก่อนนะว่าฉันไม่ต้อนรับคุณชาย เพราะคุณชายทำลับลมคมนัยจะพูดอะไรก็ไม่พูด ทำอึกๆอักๆลับๆล่อๆ”
       ชายเดียวยิ้มในสีหน้าสนุกมากกับการต่อล้อต่อเถียงกับจริมา “จริงหรือครับ ผมไม่รู้ตัวเลย”
       “เท่านี้นะคะ”
       “ครับ” ชายเดียว        ตอบทันที
       จริมาเหวอนิดๆ “อะไรนะ”
       “ก็เท่านี้ไงครับ อย่างที่คุณบอก”
       “โธ่เอ๊ย พูดซะยาวก็แค่วางหูโทรศัพท์ แบบเนี้ยะ”
       จริมาถอนใจแรงๆ วางหู จันทร์โผล่ออกมาเร็วๆ สีหน้าดีใจเมื่อเห็นจริมา
      
       “คุณริมาเห็นรุ้งมั้ยคะ”



       ขณะนั้นรุ้งนั่งเหม่ออยู่ที่ท่าน้ำหลังบ้าน มองไปในสายน้ำ ถือหนังสือในมือเล่มหนึ่ง คิดถึงถ้อยคำฉัตต์ ที่ถามดุเมื่อคืนว่า..ทำไมต้องลุกหนี
      
       รุ้งเสียใจ แล้วฝืนใจก้มลงอ่านหนังสือ แต่อ่านไม่รู้เรื่อง นั่งหลับตา
       จังหวะนี้เห็นฉัตต์เดินเข้าไปนั่งข้างๆ ด้วยกิริยาเดินค่อยๆ รุ้งยังหลับตา ฉัตต์นั่งมองไปข้างหน้า
       สักครู่รุ้งก็สะอื้นแผ่วๆ น้ำตาหยดทั้งๆ ที่หลับตาอยู่อย่างนั้น
       ฉัตต์ตะลึงหันมาจ้องนิ่ง รุ้ง ยกมือทั้งสองปิดหน้า แล้วสะอื้นแรง ฉัตต์ยิ่งว้าวุ่นใจ
       สักครู่รุ้ง ลดมือลง ลืมตา สะดุ้งสุดตัว ฉัตต์นั่งมองอยู่
       “คุณฉัตต์”
       “ร้องไห้ทำไม”
       รุ้งตอบไม่ถูก
       ฉัตต์ถามย้ำ “ถามว่าร้องไห้ทำไม”
       “เอ้อ...”
       “นี่ ทำไมเวลาฉันถามอะไรทำไมนิ่งเป็นเบื้อเป็นใบ้จะพูดอะไรก็พูดมา ร้องไห้ทำไม”
       “ไม่มีอะไรค่ะ แค่คิดอะไรนิดหน่อยเท่านั้น คุณฉัตต์อย่าสนใจเลยค่ะ”
       ฉัตต์ฟังแล้วเกิดโมโห “ใครว่าฉันสนใจ ฉันจะสนใจเธอไปทำไม เธอจะร้องไห้จนน้ำตาท่วมเมืองก็ไม่เกี่ยวกับฉัน”
       “งั้นที่รุ้งไม่ตอบคุณฉัตต์ก็ถูกแล้วนี่คะ” รุ้งย้อน
       ฉัตต์อึ้งไปเลย
       “รุ้งขอตัวนะคะ” รุ้งลุกเดินไป
       ฉัตต์เรียกไว้ “เดี๋ยว”
       รุ้งชะงัก
       “ถึงยังไงก็ต้องจำไว้ว่าฉันถามอะไรต้องตอบ...ทันทีด้วย ไม่ใช่ให้ถามสองครั้งสามครั้ง”       
       “ค่ะ” รู้งตอบเร็วรี่ “รุ้งจะจำไว้”
       ฉัตต์อึ้งอีก ตาคว่ำจ้องหน้ารุ้ง รุ้งจ้องตอบ นัยน์ตาแจ่มแจ๋วแม้มีน้ำตา
       “หยุดร้องไห้แล้วฟังฉัน”
       รุ้งป้ายน้ำตา
       “เมื่อวานที่ว่าเรื่องเล่นเปียโน...”
       รุ้งจ้องมองคอยฟัง
       “ขอโทษด้วย”
       รุ้งค่อยๆ ยิ้ม แล้วยิ้มเต็มหน้า สายตาดูโล่งใจมาก
       “เพราะฉันไม่รู้...”
       รุ้งไหว้ “ขอบคุณค่ะ” พร้อมกับป้ายน้ำตาอย่างแรง “ไม่ร้องไห้แล้วค่ะ”
       ฉัตต์งงอยู่อึดใจ แต่แล้วก็เข้าใจ ยิ้มนิดๆ ในสีหน้า
       สองค