กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15 อวสาน
      
       ที่ห้องโถงบ้านปัณณธรเวลานั้น ทุกคนรับฟังที่จันทร์เล่าไปหมดแล้วว่า รุ้งกับชายเดียวตัดสินใจจะทำยังไงต่อไปกับชีวิต
      
       “คุณแม่คิดว่าอย่างไรคะ ที่คุณชายกับรุ้งตัดสินใจอย่างนี้” จันทร์ถามความเห็นคุณหญิงเพ็ง
       “ทั้งคุณชายเดียวทั้งรุ้ง ช่างสมเป็นลูกชาติลูกตระกูล สองคนตัดสินใจเหมือนกัน เห็นมั้ยลูก ริมา...คนเราจะตัดสินใจทำอะไร บางทีไม่ใช่เพื่อตัวเองเท่านั้น” ประมุขบ้านปัณณธรว่า
       จริมาฟัง ฉัตต์ก็ฟัง
       “คุณชายก็ควรจะอยากให้แม่อยากให้น้องไปอยู่ด้วยกัน รุ้งก็น่าจะอยากเป็นหม่อมราชวงศ์หญิงวิมลโพยม อยู่วังรังสิยา แต่ถ้าทั้งสองคนทำอย่างที่ตัวเองอยากทำก็จะมีผลกับคนอีกหลายคน เขาเลยตัดสินใจให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม”
       “คุณย่าขา ริมาน่ะดีใจแทบตายอยู่แล้วที่ตัวเล็กจะกลับมาอยู่บ้านนี้” จริมาว่า
       “ย่าเห็นแล้วว่ายิ้มปากจะถึงใบหูอยู่แล้ว” คุณย่าเย้าเอา
       “แต่...คนบางคนถึงจะดีใจยิ่งกว่าริมา แต่ทำเก๊กหน้าเฉยเมย ที่แท้หัวใจเต้นตึกตัก...ตึกตัก” จริมามองพี่ชาย ฉัตต์มองตอบน้อง สายตาเครียดๆ จริมาสบตาแล้วเห็นอาการพี่ชายก็เลยหน้าจ๋อย
       อ่อนเดินมาหา บอกจันทร์เบาๆ
       “โทรศัพท์ถึงคุณจันทร์ค่ะ”
      
       ท่านหญิงแขไขเดินออกมาจากในตำหนัก
       ผ่องบอก “รถพร้อมแล้วมังคะ”
       ท่านหญิงเล็กก้าวออกมาจากมุมตรงนั้น “พี่หญิงเด็จไหนคะ”
       ท่านหญิงแขไขมองนิ่ง สายตาเป็นคำตอบ
       “พี่หญิง....ไม่จำเป็นเลยนี่คะทำไมต้องทำให้มันถึงขนาดนี้”
       “ยังน้อยไปนะหญิงเล็ก...นี่ยังน้อยไป...”
       ท่านหญิงแขไขจับมือน้องสาวตบเบาๆ อย่างอ่อนโยน แล้วบอกต่อ
       “ที่พี่จะทำให้เฟือง”
      
       ขณะเดียวกันในสถานที่อันแสนมืดมิดแห่งหนึ่ง มีแสงเรืองๆ ส่องมาที่ตัวนางเฟือง ซึ่งได้ยินรับสั่งนั้น และซาบซึ้ง จนน้ำตาเต็มตา
      
       จันทร์เดินกลับเข้ามา หน้าตาฉงนๆ
       “ใครโทร.มาเรื่องอะไร”
       “ท่านหญิงค่ะ ถามว่าวัดที่คุณแม่ไปถือศีลอยู่ที่ไหน ท่านจะไปบวชที่นั่น” จริมาบอก
       คุณหญิงเพ็งขยับตัว “จะไปเมื่อไหร่”
       “ยังไม่รับสั่งบอกค่ะ แต่เด็จไปแน่ คงไม่เปลี่ยนพระทัย”
       “เฮ้อ...ทุกชีวิตถูกกำหนดมาแล้ว ท่านตัดสินพระทัยแน่วแน่เราไม่ควรไปขัดขวางท่าน”
       “คุณฉัตต์คะ” จันทร์หันมาหาฉัตต์
       “ครับ” ฉัตต์รับคำเร็วมาก
       จริมาเห็นแล้วขำกิ๊ก หัวเราะเบาๆ
       “น้าจันทร์มีอะไร”
       “น้าคิดว่า เราน่าจะเปิดร้านอาหารอีกเพราะว่า...”
       ฉัตต์บอกทันที “ไม่ได้ครับ...ผมไม่อนุญาตให้เปิด”
       “แต่ว่า...” จันทร์พยายามท้วง
       ฉัตต์ลุกขึ้น ทำท่าจะไป
       “ริมาอนุญาต ที่ตรงนั้นก็เป็นของริมาเหมือนกัน”
       ฉัตต์หันมามองจริมา สายตาเข้ม
       จริมาสบตา แต่ก็แหยงๆเหมือนกัน “น้าจันทร์อุตส่าห์มาขอเอง”
       “ผมจะไม่อยู่บ้านนี้ ถ้าเปิดบ้านเป็นร้านอาหาร” ฉัตต์บอก
       “พ่อฉัตต์”
       “ขอโทษนะครับคุณย่า” ฉัตต์ไหว้ แล้วออกไปเลย
       ทุกคนอึ้งไปหมด
       “น้าจันทร์ ทำไมไม่บอกพี่ฉัตต์ตามจริง ริมาจะบอกล่ะว่าถ้าไม่เปิดร้านอาหาร ริมาจะเอาเงินที่ไหนไปเรียน อีกเทอมเดียวริมาก็จะจบแล้ว”
      
       จริมาบ่นอุบ


  


       อีกมุมหนึ่งในวังรังสิยา สองคนพี่น้องนั่งอยู่ สีหน้าสุข..สงบอยู่ตรงนั้น แต่ครุ่นคิดทั้งคู่ สักครู่หนึ่ง รุ้งหันมาหา
      
       “คุณชาย”
       “หือม์”
       “ท่านแม่ของคุณชาย...ที่จะบวช คุณชายไม่ทัดทานหรือคะ”
       “ท่านแม่ตัดสินพระทัยแล้ว ผมไม่ควรขัดขวาง”
       “ท่านจะเด็จเมื่อไหร่ ทางบ้านโน้มคงจะไปหมดทุกคนค่ะ”
       ผ่องเดินเข้ามาหาเร็วรี่ “คุณชายคะ ท่านหญิงเสด็จไปวัดแล้วค่ะ”
       “ไปเมื่อไหร่” ชายเดียวกระโดดขึ้น พุ่งออกไปทันที
      
       ชายเดียว กับรุ้งวิ่งจนสุดฝีเท้า ผ่องตามหลัง เหนื่อยกว่าเมื่อกี้ รถกำลังจะออกประตู สนมองกระจกรถ
       “คุณชายกระหม่อม วิ่งตามมา” สนทูลท่านหญิง
       รถจอดรอ ชายเดียว เปิดประตูอย่างเร็ว แม่ลูกจ้องมองกัน แล้วชายเดียวก็ขึ้นรถ โถมตัวเข้าไปในอ้อมกอดท่านหญิงเต็มรัก ท่านหญิงหน้านิ่ง สะเทือนใจ
       ชายเดียวร้องไห้สะอึกสะอื้น “ท่านแม่...ทำไมเด็จหนีชาย”
       ท่านหญิงลูบหลังลูบไหล่
       “จะเด็จทำไมไม่บอกคะ” ชายเดียวกระชับวงกอดเข้าไปอีกแน่นๆ ร้องไห้เหมือนเด็ก
       ท่านหญิงกอดชายเดียว ซบหน้ากับผมชายเดียว ตอบไม่ถูก
      
       บริเวณใกล้ๆ กับที่รถจอด ท่านหญิงประทับเก้าอี้ม้าหิน ชายเดียวนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า รุ้งคุกเข่าถัดออกมา ผ่องถัดออกมาอีกหน่อย ชายเดียวยังสะอื้น
       “ร้องไห้เป็นเด็กๆ ชายเดียว โตแล้วนะ” ท่านหญิงเสดุ ทั้งๆ ที่พระทัยหาย
       “ให้ชายไปกับท่านแม่นะคะ”
       ท่านหญิงนิ่งไปนิด แล้วรีบสั่งนุ่มนวลที่สุด “แม่อยากไปคนเดียว ชายตามไปทีหลังเมื่อแม่บวชเสร็จแล้ว”
       “ทำไมล่ะคะ ชายอยากไปร่วมพิธีกับท่านแม่”
       “ชาย...ฟังแม่นะลูก” ท่านหญิงแตะหน้าชายเดียวเบาๆ มองตา “แม่จะไปบวชให้คนที่รักแม่ที่สุด ชายไม่รู้จักเขา ชายไม่ต้องไปกับแม่หรอกนะ”
       ชายเดียวมีหน้าอึดอั้น “ชาย...” แล้วถอนสะอื้นออกมา “ชายก็รักท่านแม่ที่สุด ทำไมท่านแม่ไม่ให้ชายไป”
       “เพราะที่แม่จะไปบวชเกี่ยวข้องกับแม่และเขาเท่านั้น”
       ชายเดียวสะอื้นจากในอก สีหน้าเหยเกน่าสงสาร
       “ชีวิตแม่เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ แม่ตายเพราะตัวแม่เอง....ตายคนเดียวและแม่ก็จะเกิดคนเดียว”
       ชายเดียวยิ่งสะอื้น ผ่องก็ร้องไห้ก้มหน้าเช็ดน้ำตา รุ้งน้ำตาคลอๆ
       “แม่เกิดใหม่แล้ว แม่จะมาหาชายมาเป็นแม่ของชายเหมือนเดิม”
       ชายเดียวผวาเข้ากอดท่านหญิง ซบหน้ากับตัก ร้องไห้เงียบๆ
      
       จังหวะนี้ เห็นผ่องลุกขึ้นวิ่งกลับไปทางตำหนัก


  


       ท่านหญิงกับชายเดียวยืนอยู่ข้างรถ รุ้งยืนอยู่ห่างออกมาหน่อย
      
       “ถึงแม้จะเพิ่งรู้ว่าเป็นพี่น้องกัน แต่ก็พบกันผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก ขอให้รักกันดูแลกันตลอดไป”
       รุ้งก้มลงหมอบกราบ
       “ผ่องไปไหน”
       ผ่องวิ่งมาอย่างเร็ว
       “ไปไหนมาผ่อง”
       “หม่อมฉันไปเอายามังคะ จัดไว้ถวายเกือบลืม”
       ท่านหญิงรับยามาใส่ถุงผ้า มองจ้องผ่อง ตื้นตันใจจนน้ำตาคลอ ผ่องก็น้ำตาคลอๆ
       “ขอบใจ ดูแลบ้านให้ดีๆ”
       “รักษาองค์นะมังคะ”
       ท่านหญิงพยักหน้า ก่อนที่น้ำตาจะไหล หันไปกอดชายเดียว แล้วขึ้นรถไป
       “กระหม่อมจะอยู่ที่วัดคอยถวายงานฝ่าบาทกระหม่อม จัดของมาแล้ว” สนบอก
       “ไม่ต้องสน ส่งฉันเสร็จแล้วแกกลับได้ วันไหนจะให้ไปรับฉันจะติดต่อมา”
       “กระหม่อม”
       รถแล่นออกไป ชายเดียวยืนมองตาม ใจหาย หน้าเสียมาก
       รุ้งมายืนใกล้ สายตาส่งอารมณ์ร่วมเต็มเปี่ยม ชายเดียวโอบไหล่รุ้งเบาๆ เอนตัวเข้ามาชิดกัน
       ผ่องตื้นตันใจมาก สองพี่น้อง มองรถที่แล่นออกนอกประตูไป
      
       ครู่ต่อมาจันทร์วางหูโทรศัพท์ หันมาบอกทุกคนในบ้านปัณณธร
       “รุ้งบอกว่าท่านหญิงเสด็จไปวัดที่จะบวชแล้ว ไปองค์เดียวไม่ให้ใครไปด้วย”
      
       ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส เดินทางมาถึงวัดที่จันทร์กับคุณหญิงเพ็งเคยมาจำวัด และกำลังก้าวเข้ามาหน้าโบสถ์ในท่าทีเงียบงาม มองนิ่งไปที่โบสถ์เบื้องหน้า สนยืนอยู่ด้านหลัง
       ท่านหญิงยืนพูดกับแม่ชีอาวุโส โดยมีแม่ชีสาวยืนอยู่ด้านหลัง แม่ชีสาวส่งเสื้อผ้าชุดธรรมดาๆ แบบชาวบ้านใช้ให้แม่ชีอาวุโส แม่ชีอาวุโสส่งให้ท่านหญิงแขไขไปเปลี่ยน ท่านหญิงนิ่งอยู่อึดใจ ด้วยเป็นเจ้าไม่เคยไหว้ใครง่ายๆ ในที่สุดก็ไหว้ แล้วรับเอามา
       แม่ชีอาวุโสถาม “คุณชื่ออะไรคะ”
       “ชื่อ....แขไขค่ะ” ท่านหญิงบอกออกไป
       “อิฉันจะปลงผมให้คุณก่อนนะคะคุณแขไข แล้วให้หลวงพ่อท่านทำพิธีให้”
       “แม่ชีไม่ได้เป็นคนทำพิธีหรือ” ท่านหญิงทอดเสียงถามนุ่มนวล
       “ต้องให้พระสงฆ์ค่ะ”
      
       แม่ชีอาวุโสบอก


  


       ไม่นานต่อมาแม่ชีอาวุโส กำลังขริบผมให้ท่านหญิง มีแม่ชีสาวยืนช่วยอยู่ด้านหลัง สีหน้าท่านหญิงยามนี้สงบนิ่ง ท่านหญิงเปลี่ยนมาใส่เสื้อชุดชาวบ้านที่แม่ชีให้
      
       ท่านหญิงปลงผมเรียบร้อยแล้ว นั่งอยู่ตรงหน้าพระภิกษุอาวุโส วางเครื่องสักกาะ แล้วกราบ 3 ครั้ง แล้วกล่าวคำขอบวชชี ตามที่จดไว้ในกระดาษแผ่นเล็กๆ
       “เอสาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพฺตัมปิ..ตัง ภะคะวันตัง สะระนังคัจฉามิ ธัมมัญจะ ภิกขุ สังฆัญจะ ปัพพัชชัง มัง ภันเต สังโฆ ธาเรตุ อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง สะระนัง คะตัง”
       พร้อมกับกล่าวคำแปลตามมาด้วย “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เสด็จดับขันธ์ ปรินิพพานนานแล้ว กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าว่าเป็นผู้บวชใน พระธรรมวินัย ผู้ถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”
       ท่านหญิงแขไขกราบ 3 ครั้ง
      
       จากนั้นไม่นานนัก แม่ชีกำลังช่วยแต่งตัวให้แม่ชีท่านหญิง ตรงบริเวณที่ที่ปลงผมนั่นเอง ครู่ต่อมา ท่านหญิงในชุดแม่ชี กลับเข้ามาในโบสถ์ กราบ 3 ครั้ง และอาราธนาศีล 8
       “อะหัง ภันเต ติสะระเณนะสะหะ อัฎฐะ สีลานิยาจามิ” จนครบ 3 ครั้ง
       พระสงฆ์อาวุโสเอ่ยขึ้น “รับศีล 8 นะ ศีล 3 ข้อที่เพิ่มจากศีล 5 ก็คือ ไม่บริโภคอาหารในเวลาวิกาล ไม่ดู ไม่ฟัง การขับร้องดนตรีต่างๆ ไม่แต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับ ไม่นั่งนอนที่นอนนุ่มหรือสำลี”
       ท่านหญิงรับคำ “เจ้าค่ะ”
       พระท่านให้ศีล 8 ได้ยินเสียงแว่วๆ มาที่ ด้านหลังท่านหญิง ผ่านหลังพระภิกษุอาวุโส ที่ด้านนอกโบสถ์ ตรงบริเวณมืดสลัวในวัด ใต้ต้นไม้ใบหนา ๆ ร่างของนางเฟืองพนมมือหมอบคุดคู้ประหนึ่งจะแทรกตัวเข้าไปในผนัง เงยหน้าสบตาพระ ซึ่งกำลังให้ศีล 8 แต่นัยน์ตาเสมือนมองสบนัยน์ตานางเฟือง
       สีหน้านางเฟืองยามนี้ เหมือนปลด ปลง และปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างไปจนสิ้น ใบหน้าที่แสนดุดัน และดูแจ่มใส วิญญาณนางข้าหลวงผู้ภักดีก้มลงกราบ แล้วร่างก็เลือนหายไป
       พระบอกท่านหญิง “เขาไปแล้ว”
      
       สีหน้าท่านหญิงแขไข ยิ้มน้อยๆ แต่สว่างไสว

       ขณะเดียวกันภายในห้องพระรูปในวังรังสิยา ชายเดียว จันทร์ และรุ้ง นั่งมองพระรูปท่านหญิงแขไขเจิดจรัสในรูปใส่กรอบเล็กๆ
      
       ซึ่งเป็นภาพในอิริยาบถที่แต่งองค์สวยงาม สง่า มีเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครบครัน พระพักตร์ดูเหมือน กำลังทรงคิดอะไรบางอย่าง
       ในที่สุดทั้งสามคนก้มลงกราบ พระรูปท่านหญิง อนุโมทนาบุญไปพร้อมๆ กัน
      
       ในเวลาต่อมา สองสาวยืนเผชิญหน้ากันอยู่ หน้าตำหนักใหญ่
       “ริมามารับตัวเล็ก” จริมาบอกเป้าประสงค์
       “รุ้งพร้อมแล้วที่จะกลับไปบ้านเรา” รุ้งตอบ
       “เป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม”
       “ใช่เป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม”
       “แต่ตัวเล็กเป็นคุณหญิง ริมาเป็นแค่นางสาวจริมา”
       รุ้งยิ้มขำ รู้ว่าถูกจริมาอำ “แล้วไง”
       “จะเป็นพี่น้องกันได้ไง”
       “ช่วยไม่ได้ เป็นไปแล้วนี่”
       จริมาอ้าปากหัวเราะเสียงดังมาก โยกตัวไปมาท่าทางน่าขำที่สุด
       ชายเดียวซึ่งนั่งคอยอยู่แถวนั้น หันมา “นี่ ขอร้องนะ วันแต่งงานของเราคุณอย่าหัวเราะแบบนี้”
       จริมาหันมามองอย่างช้าๆ อ้าปากตาโต
       “บอกให้คอยอยู่หน้าวัง ตามเข้ามาทำไม” จริมาเสียงเขียว
       “ไม่ได้ตาม เดินเล่นมาเรื่อยๆ”
       “เอ๊ะ...เมื่อกี้ว่าอะไรนะคุณชาย” จริมาถาม
       “รุ้งมีของต้องเก็บอีกนิดหน่อย ไปก่อนนะ” รุ้งตัดบท แล้วไปอย่างรวดเร็ว
       “เฮ้ย...เดี๋ยว” จริมาจะตาม
       ชายเดียวคว้าแขน จนตัวจริมาเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด
       “คุณชาย อย่าล้อเล่นอย่างนี้ไม่ดี”
       “ดีออก” ชายเดียวก้มลงมา
       จริมายันหน้าอกไว้ ส่ายหน้า ชายเดียวมองหน้าแอร่มตรงหน้า จริมามองสบตา เขินนิดๆ
       “เฮ้ย อย่าจ้องแบบนี้”
       “คุณไม่ใช่คนสวย”
       “เอ๊ะ...ได้ไง ถึงไม่สวยก็ไม่ขี้เหร่นะ” สาวเจ้าชักฉุน
       “แต่คุณน่ารักที่สุดเลย น่ารักที่สุดในโลก”
       จริมาไม่ซึ้ง ไม่เขินอีกด้วย “คุณชาย มากไปรึเปล่าเอาแค่ข้ามฟากไปฝั่งโน้นก็พอ แหมยังกะเห็นผู้หญิงมาทั้งโลก แค่เพื่อนนักเรียนหมอด้วยกันเท่านั้น ตะละคนแว่นตาหนาเตอะจะสวย แค่ไหนเชียว”
       “จริมา” ชายเดียวเสียงเข้ม
       “หือม์”
       “คุณช่วยเขินหรืออายหน่อยได้มั้ยเวลาผมพูดอะไรแบบนี้”
       “ทำไมเหรอ”
       “ผมจะได้พูดต่อได้ไง ถ้าคุณไม่เขินมั่งเลย...ผมเตรียมไว้แล้วนะ”
       “เอ้า...แล้วเมื่อกี้ที่พูดเรื่องแต่งงานล่ะ ทำไมพูดได้”
       “อ้าว....ได้ยินเหรอตกลง”
       “ฮื่อ...ตกลงได้ยิน”
       ชายเดียวทำท่าเซ็งจัด “ไปดีกว่า”
       “เดี๋ยวสิคุณชาย อุ๊ย ทำเป็นน้อยใจไปได้ เอ้าไหนพูดซิ พูดให้ฉันเขินนะ”
       “แล้วผมจะได้อะไร”
       “เอ๊ะ ก็ไหนคุณว่าถ้าฉันเขินแล้วคุณจะพูดต่อไง”
       “โอเค...เอานะ” ศักดินาตั้งท่าพูด
       จริมาหัวเราะกิ๊ก ชายเดียวหน้าคว่ำ
       “ไม่หัวเราะก็ได้”
       “ริมา คุณรู้มั้ยว่าผมรักคุณเมื่อไหร่ ผมรักตั้งแต่วันที่คุณผลักผมตกท้องร่อง” ชายเดียวบอก
       “ยังไม่เขิน” จริมาทำเสียงอุบอิบ
       “ผู้รู้ด้วยว่าคุณรักผมตั้งแต่วันนั้นเหมือนกัน เพราะถ้าคุณไม่รัก แต่เกลียดผมอย่างที่คุณพยายามให้ผมเข้าใจอย่างนั้น คุณจะไม่มีวัน” ชายเดียวจับมือสาวจอมแก่นชูขึ้น “มาถูกตัวผมให้เสียมือคุณหรอก”
      
       คราวนี้จริมาหน้าแดง อึ้งไป


  


       ชายเดียวจูบมือด้วยวิธีสอดประสานนิ้วทั้งห้ากับนิ้วจริมา แล้วยกมาจรดริมฝีปาก นิ่งนาน จริมาใจสั่นสะท้าน
      
       ชายเดียวดึงตัวจนหน้าต่อหน้าเข้ามาชิดกัน นัยน์ตามองกัน
       “เขินหรือยัง” ชายเดียวกระซิบเบาที่สุด
       จริมาพยักหน้านิดๆ
       “แน่นะ”
       จริมายิ้มขำ แต่ก็พยักหน้าอีก
       “เอาล่ะ ที่นี้ฟังให้ดี”
       จริมาพยักหน้าอีก สีหน้าลุ้นระทึกมาก
       “แม่จันทร์ทำกับข้าวเลี้ยง....ผมหิวแล้ว”
       จริมางงไปอึดใจ แล้วฟาดชายเดียวเต็มแรง
       “คุณชาย...บ้า”
       ชายเดียวหัวเราะลั่น วิ่งหนี จริมาวิ่งตาม
       สองคนวิ่งตามกันอย่างเร็ว ฉับพลันชายเดียวหันขวับมายืนจริมาชนเต็มแรงยั้งไม่ทัน ชายเดียวรวบตัวไว้ในอ้อมกอด ยืนอย่างมั่นคง
       “โห...คิดว่าจะล้มเสียอีก”
       “ไม่ล้ม...ล้มแล้วเจ็บ ไม่มีอารมณ์ทำอะไรหรอก ต้องอย่างนี้ดีกว่า”
       ชายเดียวจับแผ่วๆ ที่มุมปาก จริมาหลับตา
       “ผมให้แม่จันทร์ไปขอกับคุณย่านะ..พรุ่งนี้ แล้วแต่งเลย”
       “ฉันต้องไปเรียนอีกเทอมหนึ่ง”
       “จริงเหรอ...ผมต้องคอยตายเลยเหรอเนี่ย” ชายเดี่ยวหน้าม่อย
       “ปัญหาคือฉันยังไม่มีเงิน พี่ฉัตต์ไม่ยอมให้เปิดร้านอาหาร” จริมาเล่าด้วยท่าทีเฉยๆ สบายๆ
       “ไม่เป็นไร...เอาเงินผม”
       จริมาหยุดกึก มองชายเดียวอย่างขุ่นๆ
       “คุณชาย...คิดว่าฉันบอกเพราะจะเอาเงินคุณชายเหรอ”
       “เปล่า...แต่”
       “อย่าพูดอย่างนี้กับฉันอีก...อย่าดูถูกกัน”
       จริมาเดินไปอย่างรวดเร็ว
       “ริมา.....ริมา....ผมไม่ใช่....ผมเปล่า”
       จริมาเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ชายเดียววิ่งตาม
      
       จริมาวิ่งมาที่บริเวณหน้าตำหนักใหญ่วังรังสิยา เจอจันทร์บอก
       “น้าให้ลุงแนบกลับไปแล้วค่ะ เดี๋ยวสนจะไปส่ง ไปทานข้าวกันก่อน”
       “ค่ะ..น้าจันทร์ ตัวเล็ก”
       “คะ”
       “พี่ฉัตต์ไม่ยอมให้เปิดร้านอาหารนะ รู้แล้วใช่มั้ย”
       “รู้แล้ว แม่บอก”
       “จะทำยังไงดีถึงจะได้เงินค่าเทอมริมา”
       ชายเดียวยืนฟังแต่ไม่กล้าพูด
       “รุ้งหาได้ รุ้งหาเอง”
       “ไม่...จะเอาเงินของคุณหญิงวิมลโพยมมาให้ริมา ริมาไม่เอาเด็ดขาด”
       จริมาพูดจบหันไปมองชายเดียว ชายเดียวหน้าตาน่าสงสารมองง้องอน
       “มีทางเดียว เราต้องเปิดร้านอาหารให้ได้” จริมาว่า
       “ไม่...รุ้งจะเฝ้าไข้พิเศษ”
       “เฝ้าไข้ ริมาก็ไม่เอา รุ้งต้องดูแลคุณย่ากับน้าจันทร์ ไปเฝ้าไข้ใครจะทำ มีทางเดียว รุ้งต้องพูดกับพี่ฉัตต์ให้เขายอม”
       “ไม่ค่ะ...รุ้งกลัว”
      
       “กลัวก็ต้องทำ” จริมาบอก


  


       ที่ท่าน้ำบ้านปัณณธร ฉัตต์ยืนหันหลังให้ รุ้งจรดปลายเท้าเข้าไปจนใกล้
      
       “อย่ามาพูดให้ยากเลย” ฉัตต์บอก ทั้งๆ ที่ยังหันหลัง “ยังไงฉันก็ไม่ยอมให้เปิด”
       “ทำไมคะในเมื่อมันเป็นรายได้”
       “ไม่จำเป็น เราไม่ได้ต้องการเงิน เรามีพอ ไม่จำเป็นต้องเหนื่อย”
       “เงินที่มีอาจจะหมด”
       “ฉันจะทำงาน เงินที่มีอาจจะเอาไปลงทุนอย่างอื่น ทำร้านอาหารเหนื่อยเกินไป”
       “ทุกคนทำอยู่ตัวแล้ว ไม่เหนื่อยค่ะ ร้านติดตลาดขายดี ลูกค้าเยอะ”
       ฉัตต์พาลเลยทีนี้ “ทำไม อยากให้ลูกค้าคนไหนมากินเป็นพิเศษ”
       “ไม่...ไม่มีนี่คะ”
       ฉัตต์หันมาอย่างเร็ว จับสองบ่าของรุ้ง เขย่าแรงๆ
       “ไม่มีแน่เหรอ...คิดเหรอว่าแม่ค้าสวยๆอย่างเธอออกมาพูดคุยเสนอ อาหารโน่นอาหารนี่จะไม่มีใครมาคอยเฝ้า มาคอย...”
       “คุณฉัตต์หมายถึงอะไร...”
       ฉัตต์รวบตัวรุ้งมากอดเต็มแรง ก้มลงจูบข้างแก้ม เส้นผม ซบหน้ากับผมของรุ้ง
       “ฉันหวงเธอ...ไม่อยากให้ใครมามอง” ฉัตต์กระซิบข้างหู
       รุ้งปล่อยอารมณ์ตามสัมผัสนั้นไปชั่วครู่
       “ฉันหวงเธอ...รักเธอ..จะเก็บเธอไว้” ฉัตต์เริ่มจะรุกราน
       “อย่าค่ะคุณฉัตต์ ....อย่า....รุ้งบอกว่าอย่า คุณฉัตต์กำลังจะแต่งงานนะคะ
       เหมือนปิดสวิชต์ฉับ ฉัตต์หยุดกึก รุ้งถอยออกมา
       “รุ้ง” ฉัตต์หน้าเสีย
       “อย่าลืมสิคะ”
       ฉัตต์ยืนอึ้งไป ทำอะไรไม่ถูก
       รุ้งเข้ามาแตะแขนเบาๆ “อนุญาตให้เปิดร้านอาหารนะคะ คนของเรามีเยอะ..เป็นแรงงานได้”
       ฉัตต์เหลียวมามองรุ้ง...นิ่ง...สักครู่ “ทำไมอยากเปิดนัก มันกำไรมากมายนักเหรอขายอาหารเนี่ย”
       “ก็มากค่ะ พอที่จะทำอะไรที่อยากทำได้”
       ฉัตต์หน้าสงสัย
       “ให้เปิดนะคะ” รุ้งเสียงอ่อนลง
       “ไม่...ฉันไม่ให้เปิด”
       ฉัตต์เดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
      
       อีกวันต่อมา รุ้ง จันทร์ คุณหญิงเพ็ง และจริมา หารือกันอยู่ในห้องโถงบ้านปัณณธร
       “จะทำยังไงต่อไป เงินสดไม่พอจะขายที่สักแปลงก็ไม่ใช่จะขายได้เร็ว” คุณหญิงว่า
       “ริมาคือปัญหา กลุ้มใจจัง งั้นริมาจะดร็อปไว้ก่อนแล้วทำงานเก็บเงิน”
       “รุ้ง...จะเฝ้าไข้ไงคะ”
       “ไม่...ตัวเล็กอย่าเสียสละขนาดนั้น ตกลงริมาดร็อป...เทอมหนึ่ง พรุ่งนี้ออกหางานต้องใช้วุฒิ ม.8 เมืองไทย จะทำอะไรได้เนี่ย”
       “บอกความจริงคุณฉัตต์เถอะรุ้ง” จันทร์บอก
       “ไม่ได้ค่ะ...คุณฉัตต์จะเสียความมั่นใจหมด รุ้งสงสาร”
       ทุกคนนิ่งอึ้งตามกัน


  


       ไม่นานต่อมา ขณะที่รุ้งเปิดประตูห้องนอนเข้า ฉัตต์หันขวับ ในมือถือสมุดบัญชีร้านอาหาร และสมุดบัญชีค่าใช้จ่ายของบ้าน
      
       “นี่อะไร...อะไร ส่งค่าเทอมคุณฉัตต์ ค่าเทอมริมา ค่าหนังสือคุณฉัตต์ ค่ารถใหม่ของคุณฉัตต์ ค่า....ค่า....ของฉันทั้งนั้น มันคืออะไร”
       “อย่างที่คุณฉัตต์เห็น”
       “เธอเขียนสรุปไว้ท้ายบัญชีรายรับร้านอาหาร แปลว่าเงินที่ส่งให้ฉันเรียนหนังสือ เงินขายอาหาร ไม่ใช่เงินของคุณพ่อหรือ”
       “ค่ะ”
       “ทำไม....” ฉัตต์เสียงดังขึ้น “ฉันถามว่าทำไม”
       “คะ”
       “ทำไมไม่ใช่เงินคุณพ่อ มาเอาเงินนี่ทำไม”
       รุ้งนิ่ง
       ฉัตต์ตบโต๊ะอย่างแรงจนรุ้งสะดุ้งเฮือก “ตอบมาเดี๋ยวนี้ ทำไมต้องเอาเงินที่เธอขายอาหาร เงินคุณพ่อฉันมีทำไมไม่ส่งให้ฉัน”
       รุ้งยังตอบไม่ได้
       “คุณหญิงวิมลโพยม คุณต้องตอบผมมาเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อยากให้ผมอาละวาดไปถึงคนอื่น”
       สีหน้าฉัตต์ตอนนี้เริ่มหวั่นไหว กำลังเดาว่าเพราะพจน์ไม่มีเงิน รุ้งส่ายหน้าไปมา
       “ทำไม...” ฉัตต์กลั้นใจนิด ก่อนถาม “เงินคุณพ่อไม่มีเหรอ…”
       รุ้งก้มหน้า
       “ตอบ...คุณพ่อไม่มีเงิน เธอเลยต้อง...”
       “ค่ะ คุณลุงกันเงินไว้พอค่าเรียนของคุณฉัตต์กับริมา แต่ค่ารักษาตัวของคุณลุงเกินกว่า...ที่คุณลุงคิด”
       ฉัตต์ฟังแล้วนิ่งอึ้งไป ความรู้สึกทั้งอายทั้งโกรธทั้งเสียใจประดังขึ้นมาจนแน่นอก ดันน้ำตาให้ไหลท้นขึ้นมาในดวงตา จนนัยน์ตาแดงก่ำ
       “คุณฉัตต์” รุ้งเข้าไปเพื่อจะประคอง
       ฉัตต์ ยกมือห้าม หันไปทางอื่น กัดกรามแน่นไม่อยากร้องไห้ แต่แล้วทนไม่ได้ น้ำตาหยดเผาะ
       “คุณฉัตต์...ฟังรุ้งก่อนนะคะ”
       “ตลอดเวลาที่ฉันหาเรื่อง ที่ฉันอาละวาด ที่ฉันพูดจาไม่ดีกับเธอ เธอคงนึกยิ้มเยาะอยู่ในใจว่าที่แท้เธอเป็นคนหาเงินให้ฉัน เป็นคนจุนเจือฉัน ฉันนี่โง่เง่าจริงๆ”
       ฉัตต์ลงนั่งอย่างแรง ก้มหน้าจนมือทั้งสองกุมอยู่ที่หัว
       “ไม่...คุณฉัตต์ รุ้งไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยค่ะ”
       ฉัตต์ลุกขึ้นอย่างแรง “ทำไมไม่คิดล่ะ คิดสิ คิดได้นี่” แล้วฉัตต์ก็ก้าวยาวจะออกจากห้อง
       รุ้งผวาเข้ากอดด้านหลัง กอดแน่น ซบหน้าแนบหลัง ดึงตัวฉัตต์ไว้ ฉัตต์หยุดชะงัก
       “ไม่รู้จักรุ้งหรือคะถึงพูดว่ารุ้งอย่างนี้”
       ฉัตต์นิ่ง
       “ถ้ารุ้งเป็นอย่างที่คุณฉัตต์ว่า คุณฉัตต์รักรุ้งได้ยังไง ถ้ารุ้งเป็น...รุ้งก็ไม่รักคุณฉัตต์หรอกค่ะ”
       ฉัตต์ตัวแข็ง ในใจเหมือนมีผีเสื้อบินเป็นร้อยๆ ตัว โบยบินในนั้น
       “เราจะไม่รักกันถ้ารุ้งเป็นคนแบบนั้น”
       ฉัตต์หันมาอย่างแรง ผวาเข้ากอดรุ้งไว้ทั้งตัว รุ้งกอดตอบฉัตต์
       ฉัตต์กอด จูบเบาๆ มือลูบไปทั่วแผ่นหลังของรุ้ง
       สองคนพันพัวกันอย่างซาบซึ้ง เป็นความรู้สึกสวยงาม ไม่มีนัยอย่างอื่นแอบแฝง
       วินาทีนั้นโลกหยุดหมุน ทุกอย่างนิ่งสนิท มีแต่หัวใจรักที่เต้นแรงสองดวง
      
       จริมาอยู่ที่ประตูที่แง้มไว้นิดๆ เห็นแล้วอยากร้องไชโยดังๆ ด้วยดีใจมาก สักครู่นึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วหน้าสลดลงอีก


       จริมาวิ่งมาเร็วรี่ ขณะที่ชายเดียวลุกขึ้นยืนต้อนรับ
      
       “ดีใจจัง ฉันกำลังกลุ้มใจมากเลยคุณชายมาพอดี”
       “รับฟัง”
       “ไม่พูดเรื่องเงินอีกนะ”
       “โอ๊ย...ใครจะกล้าแค่คิดก็กลัวแล้ว”
       “พี่ฉัตต์กับตัวเล็ก เขารักกันแล้ว”
       “อ้าว...มีอะไรให้กลุ้ม”
       “ถามได้ มียายบัวพิสินีนี่ไง”
       “รู้ได้ไงว่าเขารักกันแล้ว”
       “เห็นสิ” จริมาบอก
       ชายเดียวเย้า “อ๋อ...แอบดูเขา”
       “ฮื่อ...เอ๊ย...ไม่ใช่ เดินไปเห็นพอดี”
       “งั้นก็....น่ากลุ้มจริงๆด้วยแฮะ”
       “จะช่วย....หรือว่าจะแค่กลุ้มใจไปด้วยกันคุณชาย”
       “ช่วย...อยากช่วย แต่ไม่รู้จะช่วยยังไงนี่ริมา”
       “มันต้องมีทางสิ....ต้องมี เออ...คุณชาย” จริมาเรียกซะเสียงดัง
       ชายเดียวหัวเราะชอบใจ “อย่างเนี้ย....ถึงรัก”
       จริมาเหล่ใหญ่
       “ตื่นเต้นทุกนาที”
       จริมาหัวเราะไปด้วย “ฉันดร็อปเรียนจะหางานทำ มีงานให้ทำมั้ย”
      
       ไม่นานต่อมาฉัตต์ลงบันไดมากับรุ้ง
       “ริมาจะดร็อปเรียน รุ้งว่าริมาคงอยากเรียนให้จบ”
       ฉัตต์หยุดเดิน “มีทางเดียวใช่ไหม ไม่มีทางเลือกอื่นเลยเหรอ”
       “คุณฉัตต์คะ นอกจากเรา 5 คน เราต้องเลี้ยงคนอีก 6 คน”
       ฉัตต์นิ่งอึ้งทันที
       รุ้งกอดแขนฉัตต์ประจบด้วยกิริยาน่ารัก
       “เปิดร้านอาหารนะคะ....”
      
       หลังจากเตรียมการเปิดร้าน ในที่สุดร้านอาหารสวนราตรี ก็เปิดให้บริการอีก ในวันนี้
       ภายในครัวสำเนียงง่วนทำกับข้าว จันทร์ก็ทำกับข้าว สำลีหน้าเศร้าหมองเตรียมเครื่องให้ ส่วนในร้าน แขกเหรื่อกินกันเต็มทุกโต๊ะ คนเสิร์ฟเดินกันเป็นระวิง อ่อน สารภี ชบา รจนา สวน เข้าออกขาขวิด
       ส่วนในร้านฉัตต์ ชายเดียว และจริมา นั่งโต๊ะเดียวกัน
       “พี่ฉัตต์ ที่นี่ช่อม่วงอร่อยมากครับ”
       “ไม่รู้จัก ชื่อยังกะไม่ใช่อาหาร”
       “ไปสั่งให้นะ” จริมาลุกขึ้น
      
       จันทร์ปั้นช่อม่วงอย่างรวดเร็ว
       “น้าจันทร์ขา มีคนสั่งช่อม่วง 1 จานค่ะ เอาแบบทานแล้วติดใจต้องมาทุกวันนะคะตัวเล็ก...มานี่” จริมาเรียกรุ้งที่หั่นผักอยู่
       สักครู่รุ้งถือจานช่อม่วงเดินมา ชะงัก เมื่อเห็นพิสินีกับปยุตยืนเคียงกัน สองคนเพิ่งมาถึง
       “คุณรุ้ง...ยินดีด้วยนะครับ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       “ดีใจแทนหลายๆ คนได้มีอาหารอร่อยๆ แทน รวมทั้งตัวผมด้วย” ปยุตบอก
      
       ฉัตต์มองเขม็ง เห็นปยุตแสดงกิริยาสุภาพ แจ่มใส อยู่ใกล้รุ้ง ฉัตต์หน้าตาขุ่นมัวมาก


  


       ส่วนด้านในครัวจันทร์ตัดสินใจถามเรื่องพิสินี
      
       “เขาเป็นคนยังไงคุณริมา”
       “น่ากลัว เขาไม่ปล่อยพี่ฉัตต์แน่” จริมาพูดไปช่วยทำไป “คุณบัวคนนี้ อยู่ ๆ ก็มา ไม่เคยรู้เลยว่าคุณฉัตต์มีคู่รัก”
       “ถ้าอย่างนั้นคุณริมาอย่าให้รุ้งต่อสู้กับเขาเลยค่ะ รุ้งทำไม่ได้หรอก”
       “ต้องสู้ พี่ฉัตต์รักตัวเล็กไม่ได้รักยายคนนี้ เรื่องอะไรจะให้เขาได้พี่ชายเราไป ตัวเล็กก็รักพี่ฉัตต์นะน้าจันทร์”
       “เขาพิมพ์การ์ดแต่งงานแล้วนะคุณริมา อย่าเลย รุ้งจะได้ชื่อว่าแย่งของของเขา”
       จริมาหน้าจ๋อยลง แต่ฮึดสู้ “จนกว่าจะมีงานนั่นแหละ ริมาถึงจะยอมแพ้”
       จันทร์มองจริมาอย่างเอ็นดู ถึงแม้ใจจะวิตกและห่วงใยรุ้ง
      
       อีกวัน จริมากับชายเดียวอยู่ด้วยกัน คิดไม่ตกเรื่องฉัตต์
       “ยากนะริมา พี่ชายริมาเป็นสุภาพบุรุษเขาทำไม่ได้หรอก”
       “คุณชายพูดหน่อยสิ”
       “ผมรู้คำตอบอยู่แล้ว จะพูดให้เหนื่อยทำไม”
       “โธ่เอ๊ย....แค่นี้ทำไม่ได้” จริมาค้อนขวับ
       ชายเดียวบีบจมูกโยกเบาๆ อย่างเอ็นดู “พี่ฉัตต์ต้องปฎิเสธ ผมเสียความรู้สึกเปล่าๆ ถ้าจะให้เขาทำอะไรสักอย่างต้องไม่ใช่เพราะใครไปบอก”
       “ริมาบอกเอง”
      
       รุ้งขึ้นบันไดมา แล้วหยุด เมื่อได้ยินฉัตต์กับจริมาพูดกัน เสียงเบาๆ จนต้องเงี่ยหูฟัง
       “ใช่ พี่รักรุ้งมาก แต่พี่เป็นผู้ชายนะริมา พี่ทำอย่างนั้นกับผู้หญิงไม่ได้”
       “รักตัวเล็กไม่มากพอน่ะสิ”
       “พี่รักรุ้งที่สุดของหัวใจของพี่ ชาตินี้จะไม่รักใครอีกแล้ว พี่สาบาน” ฉัตต์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังมาก จ้องหน้าน้องสาว
       รุ้งสีหน้าตื้นตัน สะท้อนใจ
       จริมาบอกเสียงจริงจังเหมือนกัน “รักคนหนึ่ง แต่แต่งกับอีกคนหนึ่ง ใครก็ไม่เชื่อพี่ฉัตต์ เขาเป็นเมียพี่ฉัตต์แล้วใช่มั้ยล่ะ อยู่ด้วยกันที่เมืองนอกน่ะ”
       “ริมา...ทำไมคิดว่าพี่เป็นผู้ชายเอาเปรียบผู้หญิงแบบนั้น” ฉัตต์ฉุน
       “แล้วทำไมล่ะ พี่ฉัตต์ล้มการแต่งงานเถอะ ถ้าไม่เชื่อริมาจะเสียใจไปตลอดชีวิตไม่ใช่ตัวคนเดียวนะ ยังมีผู้หญิงอีกคนที่จะเหมือนตายทั้งเป็นจะบอกให้”
       รุ้งทนฟังไม่ได้แล้ว หันหลังกลับวิ่งลงบันไดไปอย่างเร็ว
       จริมาได้ยินเสียงหันมาดู “ตัวเล็กแน่นอน ตามไปพี่ฉัตต์”
       “ไปไหนล่ะ”
      
       “ไปหาสิ เวลาตัวเองหายไป ตัวเล็กเค้ายังรู้ว่าตัวไปไหนเลย”


  


       เวลาต่อมา รุ้งอยู่ตรงท้องร่องบ้านสวนหนูตุ่น ก้มหน้าซุกอยู่ที่เข่า เศร้าหมองใจ ฉัตต์ยืนมองนิ่งๆ สายตาร้าวราน
      
       รุ้งนัยน์ตาแห้งผากมองไปที่สายน้ำ เท้าฉัตต์เหยียบใบไม้ รุ้งสะดุ้งลุกขึ้นยืนโดยเร็ว หันมาจนตัวเซ ฉัตต์ฉวยแขนไว้อย่างแรง จนรุ้งทรงตัวได้
       “ระวัง”
       “ขอบคุณค่ะ”
       ใบหน้าสองหน้าใกล้ชิดกันเหลือเกิน สายตาบอกความในใจหมด
       “รุ้ง”
       “คะ”
       ฉัตต์ประคองหน้ารุ้งทั้งสองมือ “รุ้ง...”
       “คะ คุณฉัตต์”
       “ฉันจะพูดยังไงดี จะทำโทษตัวเองยังไงดี”
       “เรื่องอะไรคะ”
       “ทำไมฉันไม่บอกเธอว่าฉัน...รักเธอเหลือเกิน รักเธอตลอดเวลา ตั้งแต่วันที่เธอตีฉันเพราะกลัวว่าถ้าคุณพ่อตีฉันจะเจ็บมากกว่า”
       “คุณฉัตต์เพิ่งอายุนิดเดียว...รักแล้วหรือคะ”
       “มันอาจไม่ใช่ความรัก อาจเป็นแค่ความรู้สึก...จับใจ เข้าใจมั้ย จับใจกับน้ำใจน่ารักของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ส่งผ่านไม้เรียวอันนั้นมาให้ฉัน แต่เพราะ...เพราะ..ฉันเป็นคนโง่ เป็นคนทิฐิเป็นคนบ้า...เป็น...”
       รุ้งแตะนิ้วปิดปากฉัตต์
       ฉัตต์จับมือ จูบที่ปลายนิ้ว รุ้งสะท้อนถอนใจ วาบหวิว น้ำตาซึม ฉัตต์มองเห็น...ใจหายวับ
       น้ำตารุ้งค่อยๆ หยดหยาดรินอาบแก้มนวล
       ฉัตต์บรรจงจูบซับน้ำตาจนแห้งเหือด
       “ฉันเสียใจเหลือเกิน ฉันไม่ดีกับเธอมากมายหลายอย่าง แต่เธอกลับทำทุกอย่างเพื่อฉัน เธอเขียนจดหมายถึงฉัน ปลอบโยนฉัน ฉันมีกำลังใจทุกครั้งที่อ่านจดหมายของริมาทั้งๆ ที่น่าจะรู้ว่าริมาไม่ใช่คนละเอียดอ่อนอย่างนั้น แต่เป็นรุ้งคนนี้ต่างหาก”
       ฉัตต์เชยคางรุ้ง มองลึกเข้าไปในแววตา
       “เธอหาทางช่วยฉัน ยอมเป็นแม่ค้าขายอาหารหาเงินให้ฉันเรียนหนังสือจนจบ แต่ฉันกลับโกรธเธอว่าเธอรุนแรงที่สุด ฉันนี้มัน....เลว....เลวจริงๆ”
       รุ้งเข้าไปกอดฉัตต์อย่างนุ่มนวล แสดงด้วยกิริยว่ารุ้งไม่ได้คิดอย่างนั้น รุ้งทำทุกอย่างด้วยความเต็มใจและด้วยความรักอย่างแท้จริง
       รุ้งแสดงอารมณ์รักเต็มๆ เป็นความรักที่กลั่นออกมาจากหัวใจ บรรยากาศรอบข้างสวยงาม นุ่มนวล เงาสวยๆ ของกิ่งไม้ลอดลงมาเป็นแสงพร่าพราย
       ฉัตต์ประคองหน้ารุ้ง “หม่อมราชวงศ์หญิงวิมลโพยม รังสิยา สูงส่งกว่าฉันมากทั้งฐานันดรทั้งจิตใจ”
       “รุ้งเป็นแค่รุ้ง...รุ้งของคุณฉัตต์”
       ฉัตต์กอดรุ้งแนบอก
      
       ขณะเดียวกัน ที่บ้านปัณณธร พิสินีประจันหน้าอยู่กับจริมา
       “พี่ฉัตต์ไม่อยู่”
       “ไปไหนคะ...” พิสินีมองหน้า “ขอโทษ”
       “คุณบัวไม่รู้อีกแล้ว แหม พี่ฉัตต์นี่แย่จริง”
       “คุณริมานี่เก่งพูดนอกเรื่องนะคะ”
       “ค่ะ” จริมารับคำเสียงหนักแน่น
       พิสินีควบคุมอารมณ์ตัวเองขณะถาม “ตกลงไปไหนคะ”
       “ไม่ทราบจริงๆ ค่ะ ถ้าทราบต้องบอกเลย”
       “บัวคอย”
       “นานนะคะ”
       “ไหนว่าไม่ทราบว่าไปไหนไงคะ”
       “ไม่ทราบว่าไปไหนแต่ทราบว่าไปนานค่ะ”
       “ขอบคุณ ช่วยสั่งเด็กให้หาน้ำให้บัวด้วยนะคะ...หิวน้ำค่ะ”
       จริมาอึ้งเจอคนจริง คราวนี้ไม่รู้จะโต้ยังไง เลยหันหลังเดินกลับไป เสียงเรียก “อ่อน” เบาๆ
      
       พิสินียิ้มเยาะสะใจ


  


       ฟากสองคนยังดื่มด่ำกับความสุขตรงหน้าที่บ้านสวนของหนูตุ่น รุ้งนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ตรงหน้าฉัตต์ ก้มหน้า ฉัตต์นั่งขัดสมาธิ มองจ้องหน้า รุ้งเงยหน้ามองฉัตต์ เขินเล็กๆ
      
       “คุณฉัตต์”
       “ฮึ”
       “มีอะไรจะพูดหรือคะ”
       “พูดไปจนตายก็ไม่หมด”
       รุ้งหัวเราะกิ๊ก “พูดอย่างนี้ก็เป็นด้วย”
       “เสียดาย”
       “อะไรคะ”
       “ความสุขวันนี้เต็มจนล้น” ฉัตต์ดึงมือรุ้งเบาๆ รุ้งเอนเข้ามาใกล้ในอ้อมกอด “เสียดายว่าฉันเพิ่งพบไม่อย่างนั้นฉันจะเป็นผู้ชายที่มีความสุขที่สุดมานานหลายปี...”
       “ตั้งแต่เด็ก” รุ้งเสริมให้
       “ใช่ ฉันผูกพันกับเด็กหญิงตัวน้อยๆ ที่มากับสายน้ำ รู้สึกว่าเธอเป็นของฉัน ยิ่งเธอนิ่งไม่โต้ตอบไม่เถียงเวลาฉันอาละวาด ฉันยิ่งรู้สึกว่าฉันเป็นเจ้าของเธอ ทั้งหมดมันคือความรัก”
       “รู้มั้ยคะว่าเด็กหญิงคนนั้นก็ผูกพันกับคุณฉัตต์ จนเป็นความรักเหมือนกัน”
       “ควรจะรู้...แต่โง่ไง” ฉัตต์ประชดตัวเอง
       รุ้งนิ่ง ยิ้มน้อยๆ สายตาหวานละมุน จ้องหน้าฉัตต์นิ่ง
       ฉัตต์แตะแก้มรุ้งเบาๆ นุ่มนวล “รุ้ง...รุ้ง”
       “คุณฉัตต์จะแต่งงานกับคุณบัวเมื่อไหร่คะ” น้ำเสียงรุ้งที่ถาม เรียบร้อยมาก สีหน้าก็เรียบร้อย
       เหมือนฟ้าผ่ากลางกบาล ฉัตต์ชะงักกึกทันที
       “รุ้งจะช่วยเต็มที่ ต้องเป็นงานที่สวยงามสมบูรณ์แบบที่สุด”
       ฉัตต์นิ่งงัน จ้องหน้ารุ้ง สายตาหม่นมัวลง..เสียใจลึกซึ้ง
       “คุณฉัตต์” รุ้งครางเบาๆ
       “รุ้ง” ฉัตต์สะอึก
       รุ้งโอบตัวฉัตต์เข้ามาในอ้อมกอด โยกเบาๆ อย่างปลอบโยน
       ฉัตต์น้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งใจ
       “รุ้งรู้ว่าคุณฉัตต์รักรุ้ง..แค่นี้ก็ที่สุดของชีวิตรุ้งแล้ว...พอแล้วค่ะ”
       “รุ้ง...ฉันทำผิดกับรุ้งมากมายจริงๆ แม้กระทั่งงานแต่งงานก็มีให้รุ้งไม่ได้”
       เสียงฉัตต์สั่นสะท้าน สะเทือนใจมาก
       “ถ้าคุณฉัตต์ไปบอกเลิกงานแต่งกับคุณบัวเพื่อจะมาแต่งกับรุ้ง...จะไม่มีงานแต่งงานเกิดขึ้นเป็นอันขาด” รุ้งบอก
       “รุ้ง...ฉันไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินอย่างนี้ เพราะนี่คือรุ้ง คนที่คิดถึงคนอื่นตลอดเวลา”
       “ใช่ค่ะ...รุ้งคิดว่าถ้ารุ้งเป็นคุณบัว รุ้งคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเลย ถ้าถูกยกเลิกงานแต่งงาน”
       “ฉันไม่ทำ...ฉันทำไม่ได้” ฉัตต์ยืนยัน
       “รุ้งก็รู้ว่าคุณฉัตต์ไม่ทำ รุ้งขอบคุณที่คุณฉัตต์ไม่ทำ ไม่ได้พูดให้ตัวรุ้งดูดี ดูเสียสละนะคะ แต่ถ้าคุณฉัตต์ทำอย่างนั้น รุ้งรักคุณฉัตต์ไม่ได้ นับถือก็ไม่ได้”
      
       ฉัตต์กอดรุ้งแนบแน่น สีหน้าทั้งตื้นตันทั้งซาบซึ้งสุดจะประมาณ

       ที่ร้านอาหารสวนราตรี อีกวันหนึ่ง รุ้งปิดสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายของร้าน พลางบอกจริมาที่ยื่นหน้าเข้ามาดูด้วย
      
       “ถ้ากำไรอย่างนี้อีกอาทิตย์เดียว มีเงินค่าเทอมให้ริมาแล้วล่ะ”
       จริมาจูบแก้ม “Thanks…sister-in-law - ขอบคุณมากพี่สะใภ้”
       รุ้งทำนัยน์ตาต่อว่า
       “sure…I swear” จริมาขอสาบาน “ว่ารุ้งต้องเป็นพี่สะใภ้ริมา นะ ไปก่อนนะ ลูกค้าเยอะ ริมาจะไปเสิร์ฟอาหาร เผื่อได้ทิป”
       จริมาไปทันที ปยุตเข้ามายืนใกล้ ยิ้มทักทาย
       “สวัสดีครับ”
       สักครู่ปยุตมานั่งที่โต๊ะทานอาหาร รุ้งเดินนำอ่อนมาเสิร์ฟ
       “นั่งโต๊ะนี่สักครู่ได้มั้ยครับ” ปยุตบอกเสียงนุ่ม
       “มีกฎห้ามพนักงานนั่งกับแขกค่ะ” รุ้งยิ้ม นุ่มนวล
       “นี่ในฐานะที่ปรึกษา ไม่ใช่พนักงาน” ปยุตว่า
       รุ้งมองนัยน์ตาเป็นคำถาม
       “ผมมีเรื่องจะปรึกษา”
       จริมาเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าโต๊ะหนึ่ง ยิ้มแย้มน่ารัก ฉัตต์เดินเข้า สายตาพุ่งตรงไป
       เห็นรุ้งคุยกับปยุต โดยปยุตนั่งโน้มตัวเหมือนพูดอะไรที่สำคัญ สายตาจ้องรุ้ง ฉัตต์หน้าขุ่นมัวทันที จริมาถือถาดอาหารจะไปเสิร์ฟอีกโต๊ะ หันมาเห็น รุ้งเหลือบมาสบตากับฉัตต์ด้วย
      
       ทันทีทันใด ฉัตต์สับหมู อยู่ในครัว สับแรงและดังสนั่น หวั่นไหว
       จริมาเดินเข้ามา “น้าจันทร์...อะไรคะนั่น”
       “มาขอช่วย ว่ามีอะไรสับมั้ย....อยากสับ” จันทร์บอก
       “อา...” จริมาดีใจ ยิ้มสมใจ “ริมาเห็นมีหนุ่มมาหาตัวเล็ก ถึงได้พยักหน้ากับฉัตต์”
       รุ้งนั่งคุยกับปยุตอยู่ที่โต๊ะ
       “วันแต่งงานคุณฉัตต์กับบัว....ก็ต้องปิดร้านใช่มั้ยครับ”
       “ค่ะ....ปิดร้าน ไปทุกคนค่ะ”
       “ผม...” ปยุตตรึกตรองนิดแล้วถึงพูด “ไม่คิดว่าทุกคนจะยินดีกันหมด”
       “ทุกคนค่ะ” รุ้งย้ำคำหนักแน่น “คุณฉัตต์จะแต่งงานทั้งที ทุกคนในบ้านดีใจ เราต้องไปค่ะไปช่วยงาน”
       “ทุกคนดีใจ รวมทั้งคุณ” ปยุตถาม
       “ค่ะ รุ้งก็ดีใจ” น้ำเสียง สีหน้า ไม่มีผิดปกติเลย “ต้องเตรียมจัดบ้านอีกหน่อยต้องเตรียมเลี้ยงหลาน”
       ปยุตมองอย่างอัศจรรย์ใจ รุ้งสบตาเต็มๆ แววตาซื่อตรง
       “งั้นต่อไปผมขออนุญาตมาทานอาหารที่ร้านนี้บ่อยๆได้มั้ยครับ” สายตานายร้อยตำรวจจ้องนิ่ง บอกความนัยด้วยสายตา
      
       รุ้งสบตานิ่งเหมือนกัน ฉัตต์แอบดูจากในครัว นัยน์ตาวาวเพราะเห็นเต็มๆ ตา ว่าสองคนจ้องมองกันนิ่งๆ
      
       “มาได้ค่ะ แต่คุณปยุตอย่ามาบ่อยเลยนะคะนานๆมาทีดีกว่า เดี๋ยวจะเบื่อไม่ อยากทาน”
       ปยุตหน้าสลดลง รู้เป็นนัยๆ ของคำพูดรุ้ง
       “ถ้าผมจะบอกว่าผมไม่มีวันเบื่อล่ะครับ”
       “เชื่อรุ้งเถอะค่ะ อาหารที่นี่เราไม่เปลี่ยนเมนูเลย เราใจแข็งค่ะ เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น” น้ำเสียงรุ้งหนักแน่นมาก
       ปยุตหน้าเสีย รู้ดีว่าคำปฏิเสธนุ่มนวลที่สุด
      
       ในครัว ฉัตต์สับหมูดังกว่าเมื่อกี้อีก จันทร์ จริมามองขำๆ
       สำเนียง อ่อน สารภี และคนอื่นๆ มองขำๆ เหมือนกัน สำลียังหน้าหมองๆ เด็ดผักอยู่
       “ดูคุณฉัตต์สับหมูสิลูก...เขียงจะแตก” สำเนียงว่า
       มือฉัตต์ สับ...สับ...สับ...สุดท้ายสับโครม มีดปักอยู่กับเขียง ทุกคนหัวเราะครืน มือรุ้งเอื้อมมาจับมีด และสับเบาๆ เป็นจังหวะ ฉัตต์หันไปมอง นัยน์ตาขุ่น
       “หมูไม่ได้ทำผิด”
       “ฮึ...”
       “ไม่มีใครทำอะไรผิดเลย”
       ฉัตต์จับมีด แล้วสับคาเขียงอีกที แล้วเดินไปเลย
       รุ้งนัยน์ตาเปลี่ยนเป็นหมองเศร้า คนอื่นๆมองเห็นใจ
       แนบเดินเข้ามา พลางบอกข่าวที่ทุกคนรอคอย
      
       “ท่านหญิงทรงให้คนส่งข่าวว่าให้ไปเยี่ยมท่านได้”


  


       วันต่อมา ที่บริเวณลาดวัด สถานที่อันร่มรื่น จันทร์ คุณหญิงเพ็ง รุ้ง ฉัตต์ ชายเดียว สน จริมา นั่งอยู่บนม้านั่งหิน ส่วน สาลี่ พิกุล ละมัย แนบ และผ่อง นั่งกันที่พื้นข้างๆ ทุกคนที่มาต่างเฝ้าคอยแม่ชีท่านหญิงแขไขเจิดจรัส ใจจดจ่อ
      
       แม่ชีสาวท่านหนึ่งเข้ามาบอก “แม่ชีแขไขกำลังมา” แล้วเดินจากไปอย่างสงบ
       ทุกคนมองหน้ากันกับคำว่า “แม่ชีแขไข”
       “ท่านทรงทำถูกแล้ว ที่นี่ไม่มีเจ้าไม่มีข้า มีแต่คนที่มาหาที่เย็น อยู่ที่นี่ร่างกายเย็นจิตใจยิ่งเย็นกว่า” คุณหญิงเพ็งบอก
       แม่ชีท่านหญิงเดินออกมา ทุกคนกราบ
       “งามจริง” คุณหญิงบอกเสียงเบาๆ เหมือนกระซิบ
       แม่ชีท่านหญิงมองไป “มากันหมดวังสิ ผ่อง สาลี่ พิกุล ละมัย สน”
       ทุกคนก้มกราบ
       “ดีใจกันเหลือเกินมังคะ ทรงงดงามเหลือ” สาลี่ปลื้ม
       “หม่อมฉันปลื้มใจเหลือเกินมังคะ” พิกุลด้วยคน
       “กระหม่อม...กระหม่อม” สนเหมือนจะร้องไห้ก้มลงกราบ “ตื้นตันกระหม่อม”
       แม่ชีท่านหญิงเอ่ยแซว “ผ่อง....ตอนนี้เป็นเจ้าของวังล่ะสิแก”
       “มังคะ อยู่คนเดียวบนตำหนักมังคะ คอยท่านหญิงมังคะ”
       แม่ชีท่านหญิงลงนั่ง ทุกคนเฝ้า ไม่ต้องพนมมือเวลาพูดกับแม่ชี
       แม่ชีท่านหญิงถาม ชายเดียวตอบ คุณย่าตอบ จันทร์ตอบ ริมาตอบ
       ขอเป็นภาพไกลเท่านั้นเพื่อเป็นข้อมูลที่ในคัต3
       สีพระพักตร์แม่ชี มองทุกคนอย่างเมตตา
       “ได้ยินว่าเด็กๆ จะเป็นฝั่งเป็นฝากันหมด แล้วก็ดีใจด้วย จริมาไปเรียนหนังสือต่อถึงจะกลับมาแต่งงาน”
       “เพคะ ถ้าคุณชายคอยหม่อมฉัน”
       แม่ชีท่านหญิงหันมาทางลูกชาย “คอยมั้ยจ๊ะชาย”
       “คอยค่ะ ชายจะคอยแต่ริมาคนเดียวค่ะ”
       แม่ชีท่านหญิงหันมาทางฉัตต์ “ฉัตต์ก็จะแต่งงาน”
       “กระหม่อม”
       “เจ้าสาว...เป็นใคร”
       “เป็นลูกสาวของคุณลุงหลวงวิเศษกระหม่อม”
       แม่ชีท่านหญิงขมวดคิ้วนิดหน่อยขณะมองไปที่รุ้ง ที่หน้านิ่งสนิทสายตาว้าเหว่ ใจนึกสงสัย
       “รุ้ง” แม่ชีท่านหญิงเรียก
       “มังคะ”
       “ต่อไปทำอะไร”
       “รุ้งทำงานพยาบาล กับช่วยแม่ทำร้านมังคะ ดูแลคุณย่า”
       “ทำหลายอย่าง...ไม่มีเวลาแต่งงานเหมือนกับเขากระมัง”
       ทุกคนหัวเราะกันเบาๆ
       เว้นแต่ฉัตต์....หน้าหมองลงชัดเจน
       ท่านหญิงดำเนินนำไป ตรงบริเวณที่สวยงามร่มรื่น
       “ฉันคงไม่กลับไปอีกแล้ว”
       ทุกคนฟัง สีหน้าคนในครัวเศร้า
       แม่ชีท่านหญิงมองหน้าคนในครัว “จะเสียใจทำไม สาลี่ พิกุล ละมัย ขอให้พวกเจ้าอยู่กันเหมือนว่าฉันยังอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนเป็นหม่อมบุหลัน ขอให้ดีกับหม่อมบุหลันแทนฉัน เพราะฉันไม่ดีกับเขามานาน”
       บริวารก้มหน้านิ่ง
       “บุหลัน เธอกับลูกต้องทนทุกข์ทรมานมานานเป็นสิบปี”
       ทุกคนตื้นตันใจมาก
       “มันเป็นเรื่องความรักกับความแค้น รักมากแค้นมาก เพราะความรักกับความแค้นอยู่ใกล้กันนิดเดียว”
       อดีตบุหลันน้ำตาคลอ
       “ฉันขอโทษ ทั้งเฟืองและตัวฉันเอง อโหสิให้เฟืองนะ”
       “มังคะ หม่อมฉันอโหสิมานานแล้วมังคะ”
       แม่ชีท่านหญิงมองชายเดียว จริมา แล้วหยุดมองที่ฉัตต์
       “จะแต่งงานขอให้ด้วยความรักที่แท้จริงถึงจะมีความสุข ถ้ารักไม่แท้จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะจะมีแต่ความทุกข์ ถ้าความทุกข์เปลี่ยนเป็นความแค้น ไม่ใช่อยู่แค่สองคน ผลกระทบจะส่งไปถึงคนอีกหลายคน”
       ทุกคำพูดกระแทกเข้าหน้าฉัตต์เต็มๆ
      
       ที่บ้านปัณณธร อีกวันหนึ่ง ฉัตต์กับพิสินี สองคนนั่งประจันหน้ากัน
       “เรื่องสำคัญหรือคะฉัตต์”
       “ครับ” ฉัตต์มีสีหน้าเป็นกังวลมาก
       “ยังมีเรื่องสำคัญของฉัตต์ที่เกี่ยวข้องกับบัวอีกหรือ คิดว่าลืมว่ามีผู้หญิงที่ชื่อพิสินีไปแล้วด้วยซ้ำ”
       ฉัตต์เคาะการ์ดแต่งงานบนโต๊ “ชื่อพิสินีอยู่เคียงกับชื่อผมในการ์ดใบนี้ ผมจะลืมได้ไง แต่…”
       “ตกลงกับคุณหญิงวิมลโพยมได้แล้วใช่มั้ย”
       ฉัตต์สีหน้าเข้มขึ้น “ไม่มีอะไรต้องตกลง ทุกคนรู้ดีว่าควรจะทำอะไร”
       “รักคุณหญิงวิมลโพยมมากมั้ย”
       ฉัตต์นิ่งอึ้ง
       “ฉัตต์รักเธอใช่มั้ย” พิสินีคาดคั้นจะเอาคำตอบ
       “ผมไม่ปฏิเสธว่าผมรักรุ้ง” น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนลง “แต่ผมจะแต่งงานกับบัวด้วยความเต็มใจของผมกับของรุ้ง เราสองคนคิดเหมือนกัน”
       คำพูดจองฉัตต์กระแทกเข้าใบหน้าสวยเฉี่ยวของพิสินีเต็มแรง สาวมั่นยิ้มลึกในหน้า
      
       “มันอยู่ที่ว่าบัวคิดเหมือนคุณทั้งสองคนรึเปล่า”


  


       ที่บ้านหลวงวิเศษ วันแล้ววันเล่าที่พิสินีนั่งครุ่นคิด กับสถานการณ์ในชีวิตยามนี้ ที่รู้ชัดว่าฉัตต์รักรุ้ง แต่จะแต่งงานกับตนตามสัญญา
      
       “บัว” คุณนายผู้เป็นแม่เดินเข้ามาหา
       “คุณแม่”
       “ให้แม่ถามได้หรือยัง แม่เห็นหน้าลูกเป็นอย่างนี้มาหลายวันแล้วนะ”
       พิสินียิ้มฝืนๆ กับแม่ “บัวทราบว่าบัวก็คงต้องตอบคุณแม่สักวัน...พี่ยุตกับคุณพ่อด้วย”
       “ตอบแม่ก่อนได้มั้ยลูก แม่อยากรู้เดี๋ยวนี้”
       พิสินีนิ่งไป หน้าอึดมาก แม่เข้ามาใกล้ โอบลูกเข้ามาในอ้อมกอด เพราะรู้คำตอบของลูกแล้ว พิสินีนิ่งกับอกแม่ น้ำตารื่นขึ้นมาจนเต็มนัยน์ตา สะอื้นนิดๆ
       แม่ลูบไหล่ลูกเบาๆ “ลูกแม่เข้มแข็งแม่รู้” แตะคางลูกให้เงยขึ้นไล้มือเช็ดน้ำตาเบาๆ “ถึงแม้ว่าลูกต้องเสียน้ำตาจากการตัดสินใจครั้งนี้ แต่น้ำตาก็ต้องแห้งวันหนึ่ง”
       พิสินีมองแม่ คอยฟังแม่ต่อ
       “วันนั้นนะบัว วันที่ลูกไม่มีน้ำตาแล้ว ลูกจะมีแต่รอยยิ้ม”
       “ค่ะคุณแม่ บัวหวังว่าบัวจะยิ้มออกไม่นานนี้”
       แม่กอดลูกสาว โยกร่างไปมาอย่างปลอบโยน
       “ฉัตต์เขาจะแต่งงานกับบัวตามสัญญา” พิสินีนิ่งไปครู่หนึ่ง
       คุณนายปล่อยให้ลูกสาวเล่นความรู้สึกอยู่อย่างนั้น “แต่...”
       สองคนนิ่งอึ้ง แม่รู้ยิ่งกว่ารู้ กอดลูกสาวแน่น สงสารจับใจ
       “บัวต้องตัดสินใจอีกทีใช่มั้ยลูก” เสียงผู้เป็นแม่ดังก้อง
      
       วันต่อมา เวลานั้นร้านอาหาร สวนราตรี ยังไม่เปิด พวกในครัวเดินกันยุ่ง เตรียมโน่นนี่ วุ่นวายกับข้าวของบนโต๊ะ ชายชายเดียว จริมา ช่วยทำอยู่
       ฉัตต์จัดโต๊ะ รุ้งในชุดพยาบาลเอาอะไรบางอย่างมาวาง ฉัตต์เงยหน้ายิ้มด้วย
       “ทานข้าวก่อนค่ะ”
       “ไม่หิว” ฉัตต์บอก
       “สายแล้ว เดี๋ยวร้านเปิดยุ่งนะคะ”
       “จะไปส่งที่โรงพยาบาล”
       “ไม่ต้องค่ะรุ้งไปเอง คุณฉัตต์ไปทานข้าวเดี๋ยววันงานผอมตาย ใส่เสื้อไม่ได้นะคะ ไม่หล่อด้วย”
       “คนหล่อใส่อะไรก็หล่อ” ฉัตต์ยวน
       สองคนหัวเราะกันสดใส
       พิสินีก้าวเข้ามามองจ้องภาพหวานนั้น สะท้อนใจเหลือเกิน สองคนหันไปมอง ไม่มีพิรุธ เพราะทำใจได้หมดแล้ว
       “บัว...” ฉัตต์เข้าไปจูงมือ “มาดีแล้ว ผมกำลังจะทานข้าว ทานด้วยกันนะ”
       “เชิญค่ะคุณพิสินี เดี๋ยวรุ้งไปจัดอาหาร” รุ้งยิ้มให้
       “ไม่รบกวนค่ะคุณรุ้ง บัวมีของให้คุณริมา...เอามาให้แล้วกลับค่ะ”
       “ริมาอยู่นี่...ของอะไรคะ การ์ดแต่งงานให้แล้วนี่”
       “ฝากไว้ที่บ้านไม่ทราบว่าอยู่กันที่นี่”
       “การ์ดแต่งงงานหรือคะ..บอกแล้วไงคะว่าได้แล้ว” จริมาจ้องหน้าแบบเอาเรื่อง
       ชายเดียวดึงแขนจริมาออกมา “ริมา...ไปช่วยผมปูผ้าปูโต๊ะนั่นหน่อย”
       “คุณริมาไปดูเอง...หน้าตาของนั้นก็เหมือนๆ การ์ดแต่งงานล่ะค่ะ” พิสินีบอก
       จริมานิ่งไป
       พิสินีเข้าไปหาและยื่นมือให้ฉัตต์ จับมือฉัตต์เขย่านิดหน่อย มองหน้า เสียงสั่นน้อยๆ
       “ลาก่อนค่ะฉัตต์” แล้วสาวมั่นก็เดินไปทันที
       “เดี๋ยวบัว ลาไปไหน” ฉัตต์เดินตามงงๆ แต่ถามเสียงเบา
      
       ที่บ้านหลวงวิเศษ ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า คุณหลวงมองหน้าสูกสาว
       “กลับไปทำปริญญาโทหรือ”
       “ค่ะ” สีหน้าแววตาของพิสีนีเป็นปกติ ด้วยตัดสินใจแล้ว
       “ฉันรู้เป็นคนสุดท้ายรึเปล่าเนี่ย” หลวงวิเศษมองคุณนายและปยุต
       สองคนนิ่ง
       “ดีมากนะ พ่อเฝ้าคอยว่าแกจะพูดกับฉันเมื่อไหร่ แต่พี่ชายกับแม่รู้แล้วแปลว่าให้ฉันแค่รับรู้ใช่มั้ย เห็นพ่อเป็นยังไง ไม่ต้องปรึกษาหารือ ไม่ต้องการความเห็น มีแต่แม่กับพี่ชายเท่านั้นเหรอไง”
       พิสินีถอนใจยาว
       ปยุตเอ่ยขึ้น “คุณพ่อครับ ผมว่าบัวปรึกษาคุณแม่ก็เหมือนกันปรึกษาคุณพ่อนั่นแหละครับ”
       “แกพูดอย่างนี้ให้ฉันคิดยังไงเนี่ย” หลวงวิเศษว่า
       “คุณพ่อไม่ทราบหรือครับว่าคุณแม่คิดเหมือนคุณพ่อในทุกเรื่อง” ปยุตท้วง
       “ฉันไม่รู้ ไม่เห็นเป็นงั้นนี่”
       “เป็นครับ...ใช่มั้ยคุณแม่”
       “ก็คุณพ่อพูดกับแม่ตอนไปขอแม่ว่า จะเป็นเหมือนพี่เหมือนพ่อของแม่ เพราะคุณตาคุณยายของลูกเสียหมดแล้วไง แม่ก็เลยเหมือนลูกของคุณพ่อมาตลอดเวลาที่แต่งงานกัน”
       “แปลว่าฉันดีหรือไม่ดีเนี่ย” คุณหลวงย้อนถาม
       “คุณหลวงรักดิฉัน สั่งสอนดิฉันเหมือนลูกก็ต้องดีสิคะ เสียอย่างเดียว คุณหลวงไม่ค่อยรักดิฉันแบบเมียเท่าไหร่ มัวแต่ไปรักคนอื่นซะหมด”
       หลวงวิเศษหน้าเก้อ เขินนิดๆ หันกลับมาที่พิสินี แม่ กับปยุต หัวเราะเล็กๆ
       ผู้เป็นพ่อหันมาเหล่สองคน สองคนหยุดหัวเราะ มองไปทางอื่น
       “บัว”
       “บัวตัดสินใจแล้วค่ะ ไม่มีอะไรยาก บัวคิดไปตามเหตุผลของบัว เพราะ...มันเป็นชีวิตของบัว”
       “แกไม่ต้องออกตัวแรง ฉันไม่ขัดขวางแกอยู่แล้ว”
       “คุณพ่อไม่ขัดขวางแน่ เพราะบัวตัดสินใจตามที่คุณพ่ออยากให้เป็น”
       แม่กับพี่ชายฟัง มองพิสินีอย่างเข้าใจ และเห็นใจ
       “ฉัตต์เขาบอกว่าเขาจะรักษาสัญญาค่ะ เขาจะแต่งงานกับบัว”
       “อ้าว ไหนแกบอกตัดสินใจอย่างที่ฉันต้องการ”
       พิสินีส่งจดหมายให้พ่อ “คำตอบอยู่ในจดหมายนี้ค่ะ”
       หลวงวิเศษรับมา จะเปิดอ่าน แล้วเปลี่ยนใจ “แกอ่านเถอะ อ่านให้ทุกคนฟัง เอ๊ะ หรือแกช่วยกันเขียน”
       แม่ ปยุต บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “เปล่า” / “เปล่าครับ”
       “ก่อนที่บัวจะอ่าน พ่อมาคิดถึงตอนที่พ่อบอกคุณปู่ว่า ผมอยากเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ แทนที่จะเข้าจุฬาอย่างที่คุณปู่ให้เรียน ผมก็พูดดำเนี่ย...มันเป็นชีวิตของผม”
       ทุกคนยิ้มนิดๆ
       “เฮ้ย แต่ฉันพูดเรียบร้อยนะ ไม่เหมือนแกหรอกยายบัว”
       “ค่ะ...บัวขอโทษ”
       “เอ้า อ่าน” คุณหลวงบอก
       พิสินีอ่านจดหมาย
       “คุณจริมา ฉันตัดสินใจจะกลับไปอเมริกาและจะไม่กลับมาอีกนาน พี่ชายคุณบอกว่าจะแต่งงานกับฉันตามสัญญา แต่เขารักผู้หญิงอีกคนหนึ่งคนที่คุณก็รู้ว่าใคร พี่ชายคุณเป็นสุภาพบุรุษ รักษาสัญญา แต่นิสัยฉันถ้าได้ต้องได้ทั้งตัวทั้งหัวใจ ฉันคงเป็นตัวสำรองให้ใครไม่ได้ ช่วยบอกพี่ชายคุณว่าฉันยกเลิกสัญญา” ถึงตรงนี้หลวงวิเศษเดินมาหัวลูกสาวเบาๆ พยักหน้าอย่างพอใจ พิสินีอ่านต่อ
      
       “เขาเป็นอิสระ หวังว่าเขาคงมีความสุขกับผู้หญิงที่เขารัก ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงขียนถึงคุณ ทั้งๆ ฉันไม่ชอบคุณ แต่ได้ใช้ให้คุณทำ อะไรให้ฉันสักอย่าง มันทำให้ฉันภูมิใจไม่น้อยเลย...พิสินี”
      
       ทุกคนมองพิสินีอย่างชื่นชม ในการตัดสินใจครั้งนี้


  


       ทุกคนอันมี จริมา ฉัตต์ จันทร์ รุ้ง คุณหญิงเพ็ง และชายเดียว อยู่ด้วยกันในห้องโถงบ้านปัณณธร
      
       จริมายืนอ่านจดหมายของพิสินี มาถึงตอนส่วนท้ายๆ ทุกคนนั่งฟังจนจบ
       “จบ...เด็ดแฮะคุณพิสินี เฮ้ย ริมาชอบผู้หญิงแบบนี้”
       ฉัตต์มองรุ้งนิ่ง
       “แต่รุ้งไม่ชอบ ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย รุ้งสงสาร…”
       จริมาพูดแทบจะพร้อมกัน “รุ้งสงสาร เฮ้อ...นึกแล้ว แต่ถ้าเป็นงั้นไม่สงสารตัวเองเหรอ”
       รุ้งเหลียวมามองฉัตต์
       “พี่ก็สงสารบัว แต่พี่คิดว่านี่คือการตัดสินใจที่ถูกที่สุดของบัว เขาจะรู้ถ้าเวลาผ่านไป”
      
       ที่บ้านหลวงวิเศษ อีกวันหนึ่ง เห็นกระแต ยกกระเป๋าเดินทาง หลายใบมาวางเตรียม พิสินี แต่งตัวสวยในชุดเดินทางไกล โดยปยุตจะไปส่งน้องที่ดอนเมือง
       พิสินีหันมาลาพ่อ ลาแม่ “หนูลาตรงนี้เลย ถ้าไปดอนเมืองหนูกลัวร้องไห้ไม่หยุด”
       หลวงวิเศษตบหัวลูกสาว “คนอย่างแกเหรอจะร้องไห้ยายบัว ถ้าแกเหมือนฉัน ฉันไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นเลย”
       บัวนิ่งกับอกพ่อ คุณหลวงตื้นตันใจ น้ำตาคลอนิดเดียว แม่ ปยุตมองเห็น ยิ้มๆนิดๆ ทุกคนหัวเราะกันเบาๆ
      
       อีกวันหนึ่ง ในห้องพระรูปที่วังรังสิยา ฉัตต์ กับรุ้ง สองคนกราบหน้าพระรูปท่านชายรังสิโยภาส
       “ต่อพระพักตร์ท่านพ่อของรุ้ง กระหม่อมขอถวายสัตย์ว่าจะรักจะปกป้องดูแลคุณหญิงวิมลโพยม รังสิยา ไปจนวันตาย”
       รุ้งกราบที่อก ฉัตต์กอด...ภาพสวยงาม ซาบซึ้ง
      
       หลายวันต่อมา แม่ชีท่านหญิงแขไขเจิดจรัสเสด็จนำมาตามทางในวัดอันร่มรื่น จันทร์ตามเสด็จอย่างสงบเสงี่ยม แม่ชีถามขณะเดินไป
       “จะแต่งพร้อมกันสองคู่”
       “มังคะ คุณริมาเรียนจบแล้ว กำลังจะกลับ”
       “ดี...จัดงานพร้อมกัน”
       “ทุกคนหวังให้ท่านหญิงเสด็จไปเป็นประธานงานแต่ง”
       “ฉันต้องไปแน่นอน งานแต่งงานลูกชายทั้งที อ้อ ยังลูกสาวอีกคนจะไม่ไปได้อย่างไร”
       “จะทรงสึกหรือไม่มังคะ”
       “คิดว่าไม่” แม่ชีบอก
       จันทร์หน้าเสีย
       “เวลานี้ฉันมีความสุขไม่ยึดติดกับอะไรอีกเลย อนุโมทนาให้ฉันเถอะบุหลัน”
       จันทร์ก้มลงกราบ
       แม่ชีท่านหญิงแขไขแตะไหล่จันทร์ “อนุโมทนาให้ฉัน...ยินดีกับฉันที่หลุดพ้นจากกิเลสมาได้ บุญที่จะทำต่อไปไม่ลบล้างบาปที่ฉันเคยทำไว้ แต่อย่างน้อยเมื่อฉันชดใช้บาปของฉันหมดแล้ว ฉันคงได้รับบุญส่วนนี้บ้าง”
       จันทร์พนมมือเงยหน้าขึ้นมอง
       แม่ชีแขไขบอกอีก “เธอเป็นคนดีบุหลัน คนทำกรรมดีสมควรได้รับผลดี ขอให้เธอเป็นสุขกับลูกกับหลานต่อไปอีกนานๆ”
       “กราบขอบพระทัยมังคะ”
       “จำไว้...อย่ารักมากจนเมื่อหมดรักกลายเป็นความแค้น”
       “มังคะ”
       “เพราะความรักกับความแค้นอยู่ใกล้กันนิดเดียว”
       ความคั่งแค้นอันเกิดแต่เสน่หาในใจของแม่ชีท่านหญิงแขไขเจิดจรัส บัดนี้ดับมอดไปจนแล้ว ทั้งยังทรงปล่อยวาง หมดความไยดีและยึดติดกับอะไรทั้งมวล เป็นห้วงเวลาแห่งความสุขในชีวิต ที่ไม่ได้เคยสัมผัสมาก่อน เฉกเช่นเดียวกับจันทร์!
      
       เวลาผ่านไป จริมาเรียนสำเร็จกลับมาท่ามกลางความดีใจของทุกคน โดยเฉพาะชายเดียว และไม่นานนัก ทุกคนทั้งที่วังรังสิยา และ บ้านปัณณธร ต่างร่วมเตรียมงานแต่งของ 2 คู่ อย่างยินดี ทว่างานแต่งงานระหว่างฉัตต์กับคุณหญิงวิมลโพยม และ คุณชายศักดินา กับ จริมา ถูกเตรียม ไม่ได้จัดที่ “วังรังสิยา” แต่ถูกจัดขึ้นที่ “วังจุฑาเทพ”
       โดยมี หลวงวิเศษ คุณหญิงเพ็ง และ จันทร์ ได้เดินทางไปกราบขอประทานอนุญาตจาก เสด็จพระองค์หญิง เจ้าของวัง สามคนถูกเสด็จแซวเอาว่า
       “มาขอวังฉันแต่งงานทำไมเหรอ หญิงแขไขเขาปิดวังเลยเหรอที่ไปบวชเนี่ย”
      
       ถึงวันงานทุกคนมาร่วมยินดีกันพร้อมหน้า เสด็จพระองค์หญิง ประทับเป็นองค์ประธานตั้งแต่พิธีหมั้นตอนเช้า กระทั่งรดน้ำสังข์ ของ 4 บ่าวสาว
       คุณหลวงวิเศษ ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับคุณพจน์ เพื่อนรัก โดยสมบูรณ์แล้ว และยังเป็นคนเจิมขวัญให้บ่าวสาวทั้งสองคู่ มี ปยุตมาร่วมยินดีด้วย
       ครอบครัวท่านหญิงเล็ก ท่านชายวรจักร มาพร้อมกับ ท่านหญิงปั้น อดีตหม่อมบุหลัน กับคุณหญิงเพ็ง ยิ้มปลื้มในวันชื่นคืนสุขของ 4 หนุ่มสาว
       หลังพิธีรดน้ำสังข์ มีงานเลี้ยงฉลอสมรสที่วังจุฑาเทพ นั่นเอง บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น และจบลงอย่างสวยงาม และตราตรึง
       แน่นอนจันทร์ไม่ลืมนำคำสอนสุดท้ายของแม่ชีท่านหญิงแขไขเจริดจรัสมาสอนสั่ง ฉัตต์ รุ้ง จริมา และชายเดียว ในตอนเข้าหอ
      
       “จำไว้...อย่ารักมากจนเมื่อหมดรักกลายเป็นความแค้น...เพราะความรักกับความแค้นอยู่ใกล้กันนิดเดียว”
      
       จบบริบูรณ์
กลับไปยังรายบอร์ด