กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 7] นักสู้มหากาฬ

NucksooCh7.jpg
18-6-2013 11:36



นักสู้มหากาฬ



ออกอากาศ : ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.25 น. ทางช่อง 7 สี
บทประพันธ์โดย : ณพุทธ สุศรีฯ
บทโทรทัศน์โดย : ณพุทธ สุศรีฯ
กำกับการแสดงโดย : ธีระศักดิ์ พรหมเงิน
ผลิตโดย : บริษัท มุมใหม่ จำกัด

รายชื่อนักแสดง

ศุกลวัฒน์ คณารศ   รับบท   ฤทธิ์ ราวี (มิสเตอร์โธมัส)  
ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์   รับบท   ณัฐชา
รฐกร  สถิรบุตร   รับบท   ไอริณ  
น้ำฝน กุลณัฐ   รับบท   มาดามหลิว
ณธิดา  ภัทรชาญชัย   รับบท   โซเฟีย  
พาทิศ พิสิฐกุล   รับบท   กรณ์
ชัชฎาภรณ์ ธนันทา   รับบท   เอมี่   
กรกต ธนะพัชร   รับบท   มาวิน  
ชูศรี เชิญยิ้ม   รับบท   ไมตรี   
เหลือเฟือ มกจ๊ก   รับบท   ปรีดา  
ชาลี กรรณสูตร   รับบท   ยักษ์   
วรพจน์ ชะเอม   รับบท   โจ   
นิติพงศ์ ภู่แก้วเกษม   รับบท   วัฒน์   

เรื่องย่อ ละครนักสู้มหากาฬ



           ฤทธิ์ ราวี นายทหารผู้ชำนาญการต่อสู้ทุกรูปแบบ ได้วางมือจากการเข่นฆ่า เพื่อมาใช้ชีวิตกับคนรักที่บ้านเกิดในชลบุรี เขาเปิดโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ขึ้น เพื่อปกป้องคนไทยจากการข่มเหงของพวกอันธพาลต่างชาติที่แผ่ขยายอำนาจเข้ามาในพัทยา แม้ว่าจะต้องมีปัญหากับแก๊งมาเฟียต่าง ๆ แต่ด้วยฝีมือที่กาจฉกรรจ์จึงทำให้ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งเขาได้

           ต่อมาฤทธิ์ก็ได้รับการติดต่อจาก กรณ์ เพื่อนทหารเก่า ที่ต้องการให้เขาร่วมปฏิบัติภารกิจลับ ในการบุกทลายโรงงานของขบวนการค้ายาเสพติด ที่ตั้งอยู่นอกเขตชายแดนไทย ฤทธิ์ยอมรับงานนี้เพราะอยากรับใช้ชาติ และคิดว่าจะนำเงินค่าจ้างมาพัฒนาสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าซึ่ง ใจทิพย์ แฟนสาวของเขาดูแลอยู่

          แต่ภารกิจลับของกรณ์กลับมีเงื่อนงำแอบแฝง เมื่อฤทธิ์พบว่าโรงงานที่เขากับพวกบุกจู่โจมนั้น แท้จริงกลับเป็นห้องทดลองที่ค้นคว้าเกี่ยวกับอาวุธชีวภาพ หนำซ้ำผู้ว่าจ้างของกรณ์ก็ไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐบาลไทยอย่างที่อ้างไว้ หากแต่เป็นผู้องค์กรโฉดที่มีสมญาว่า "พรายพิฆาต" ซึ่งมีเป้าหมายจะปล้น "น้ำตามัจจุราช" มหาอาวุธชีวภาพไปจากห้องทดลอง

          ฤทธิ์พยายามขัดขวางกรณ์กับพวกนักรบรับจ้างจนถูกรุมทำร้ายบาดเจ็บสาหัส และถูกกรณ์ใช้ดาบปลายปืนสองเล่มปักตรึงร่างไว้เพื่อให้ตายอย่างทรมาน แต่ขณะที่กรณ์มัวหลงลำพองว่าสามารถโค่นเพื่อนรักได้สำเร็จนั้น ฤทธิ์ที่อยู่ในสภาพปางตายก็ตัดสินใจกดสวิทช์ระเบิดที่ซ่อนอยู่ เพื่อทำลายคลังเก็บสารเคมีทั้งหมดก่อนที่เขาจะสิ้นลม พวกของกรณ์จึงต้องหนีตายโดยมีเพียงสารตั้งต้นในการผลิต "น้ำตามัจจุราช" ติดมือไปเท่านั้น

          ไม่มีใครคาดคิดว่าน้ำตามัจจุราชที่ระเหยจากคลัง จะซึมเข้าสู่ร่างกายของฤทธิ์ผ่านทางบาดแผล มันทำให้ฤทธิ์คืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับพลังอำนาจในการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วรุนแรงยิ่งกว่ามนุษย์ทั่วไป ฤทธิ์รีบเดินทางกลับพัทยาด้วยความเป็นห่วงคนรัก แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป เมื่อกรณ์ได้จ้างพวกมาเฟียคู่ปรับเก่าของฤทธิ์ให้ปล้นฆ่าใจทิพย์แฟนสาวของเขา เพื่ออำพรางคดี

          ด้วยความแค้น ฤทธิ์จึงตามไปฆ่าพวกมาเฟียถึงรัง ก่อนจะสืบพบความจริงว่ากรณ์และองค์กรพรายพิฆาต คือผู้อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น ฤทธิ์จึงย้อนไปที่กรุงเทพฯ อีกครั้งเพื่อล้างแค้น โดยแฝงตัวเข้าไปในสังเวียนนักสู้เถื่อน เพื่อหาตัวลูกทีมคนหนึ่งของกรณ์ ซึ่งทุกคนรู้ดีว่ามีงานอดิเรกเป็นนักค้ากำปั้น

          ระหว่างนั้น มาดามหลิว มหาเศรษฐีนีพันล้านผู้ร่ำรวยจากการเป็นหุ้นส่วนในบริษัทขุดเจาะน้ำมัน ก็ได้ส่งคนมาช่วยฤทธิ์เอาไว้ในยามคับขัน เนื่องจากเธอเองก็มีความแค้นต่อองค์กรพรายพิฆาต ที่ได้สังหารครอบครัวของเธอ และทำให้เธอกลายเป็นคนพิการต้องนั่งรถเข็นตลอดชีวิต เพียงเพราะไม่ยอมร่วมมือกับพวกมัน

          ที่ผ่านมามาดามหลิวได้ตระเตรียมแผนการณ์ที่จะล้างแค้นมาโดยตลอด เมื่อเห็นว่าฤทธิ์มีคุณสมบัติมากพอที่จะปฏิบัติภารกิจนี้ จึงมอบหมายให้ โซเฟีย ผู้ช่วยสาวคนสนิทปลอมแปลงประวัติเขาเสียใหม่ ก่อนจะเปิดตัวในงานเลี้ยงว่าเขาคือ มิสเตอร์โทมัส หลานชายบุญธรรมของเธอ

          ในตอนกลางวันฤทธิ์จะสวมบทหนุ่มเพลย์บอย เพื่อสืบหาข่าวขององค์กรพรายพิฆาต ซึ่งมีสมาชิกมากมายอยู่ในสังคมชั้นสูง แต่พอตกกลางคืนเขาก็สวมหน้ากากดำออกขัดขวางแผนการณ์ของพวกมันทุกรูปแบบ รวมถึงสังหารสมาชิกระดับแกนนำทุกคน โดยใช้สมญาในการปฏิบัติงานว่า "พยัคฆ์มหากาฬ" ตามชื่อหน่วยรบสมิงดำที่เขาเคยสังกัด และยังมีดาบปลายปืนสองเล่ม แบบเดียวกับที่กรณ์เคยทำร้ายเขาเป็นอาวุธคู่มืออีกด้วย

          การมาของ มิสเตอร์โทมัส กับการปรากฏตัวของพยัคฆ์มหากาฬถูกเผยแพร่เป็นข่าวหน้าหนึ่งไม่เว้นแต่ละวัน ไอริณ ดารานักบู๊ชื่อดังเป็นบุตรสาวของ ท่านนำชัย นักการเมืองใหญ่ รู้สึกสนใจในตัวฤทธิ์หรือมิสเตอร์โทมัสเป็นพิเศษ จนมีโอกาสได้เจอกันในงานเลี้ยงการกุศล แต่แล้ว มาวิน มาเฟียหนุ่มที่หลงใหลเธอก็ได้เข้ามาข่มขู่เพื่อให้เธอเซ็นสัญญากับบริษัทผลิตภาพยนตร์ของมัน แต่ไอริณก็ปฏิเสธไปเพราะเธอสืบทราบว่าบริษัทของมาวิน แท้จริงมีไว้เพื่อฟอกเงินจากธุรกิจนอกกฎหมาย

           หลังเลิกงานมาวินได้ส่งลูกสมุนมาอุ้มตัวไอริณที่ลานจอดรถ แต่โชคดีที่ฤทธิ์ได้ปกป้องเธอเอาไว้ ทำให้เขากลายเป็นเพื่อนสนิทของไอริณและมีโอกาสเข้าถึงตัวท่านนำชัย บุคคลที่มาดามหลิวสงสัยว่าเป็นสมาชิกระดับแกนนำขององค์กรพรายพิฆาต ทว่ายังไม่ทันที่ฤทธิ์จะได้สืบความลับ เขาก็ถูก ร้อยตำรวจเอกหญิงณัฐชา มือปราบหญิงปืนดุ ซึ่งเป็นเพื่อนและครูสอนคิวบู๊ให้กับไอริณพบพิรุธเข้าเสียก่อน ณัฐชาสงสัยว่าการที่ฤทธิ์เข้ามาตีสนิทกับครอบครัวของไอริณจะมีเบื้องหลัง เธอจึงคอยขัดขวางไม่ให้ฤทธิ์กับไอริณได้ใกล้ชิดกัน จนฤทธิ์กับเธอต้องปะทะคารมกันหลายครั้ง

          ณัฐชาตัดสินใจยุติปัญหาด้วยการท้าแข่งกับฤทธิ์ ทั้งในด้านการต่อสู้ การขับรถ ไปจนถึงกีฬาต่าง ๆ ตามแต่ที่เธอถนัด โดยมีเงื่อนไขว่าผู้แพ้จะต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับไอริณ ซึ่งฤทธิ์ก็สามารถเอาชนะณัฐชาได้สำเร็จ หนำซ้ำยังช่วยชีวิตเธอจากอุบัติเหตุในการแข่งครั้งที่สามอีกด้วย แต่แทนที่ณัฐชาจะยอมรับความพ่ายแพ้ เธอกลับมอบหมายให้ จ่าไมตรี กับ หมู่ปรีดา สองคนสนิทคอยตามสืบพฤติกรรมของฤทธิ์แทนเธอ แต่ทั้งคู่ก็ถูก นายชาญ คนขับรถหนุ่มมาดทะเล้นของฤทธิ์ หลอกล่อจนไม่สามารถตามติดได้เลยสักครั้ง ทั้งนี้เพราะนายชาญไม่ใช่คนขับรถธรรมดา แต่เขาเป็นมือปืนระดับพระกาฬที่มาดามหลิวจ้างมาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของฤทธิ์นั่นเเอง

           ความห้าวหาญแกมดื้อรั้นของณัฐชาทำให้ฤทธิ์เริ่มรู้สึกสนใจ เขาสืบประวัติของเธอจนรู้ว่าในอดีตครอบครัวของเธอถูกฆ่าตาย ทำให้เธอมุ่งมั่นที่จะเป็นตำรวจเพื่อปราบปรามเหล่าร้าย เพราะความที่เติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้า และต้องดูแลตัวเองมาตั้งแต่เล็ก ณัฐชาจึงไม่มีเพื่อนมากนักนอกเสียจากไอริณที่เรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ด้วยความประทับใจนี้เองฤทธิ์จึงไม่เคยเล่นงานณัฐชาขั้นเด็ดขาด อีกทั้งยังมีความสุขเสียด้วยซ้ำที่เห็นเธอมาคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ๆ เขา เพราะเธอมีนิสัยบางอย่างคล้ายกับใจทิพย์คนรักของเขาที่จากไป แต่มาดามหลิวไม่อยากให้ณัฐชามาป่วนภารกิจของตน เธอจึงรายงานพฤติกรรมของณัฐชาให้ สารวัตรราเมศ นายตำรวจหนุ่มซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาได้รับทราบ สารวัตรราเมศจึงได้เข้ามาไกล่เกลี่ยเรื่องที่เกิดขึ้น

          ฤทธิ์รู้สึกเลื่อมใสในตัวสารวัตรราเมศ เพราะนอกจากจะเป็นตำรวจตงฉินแล้ว ก็ยังมีฝีไม้ลายมือทัดเทียมกับเขาอีกด้วย เช่นเดียวกับผู้กองณัฐชาที่หลังจากใกล้ชิดกับฤทธิ์มากขึ้น เธอก็พบว่าเขาไม่ได้เป็นเพลย์บอยอย่างที่เคยเข้าใจ หากแต่เป็นสุภาพบุรุษที่เชื่อมั่นในรักแท้เสมอมา ฤทธิ์กับผู้กองณัฐชาเริ่มมีใจให้กัน แต่ทั้งสองก็ไม่กล้าแสดงออกเพราะติดที่ไอริณชอบฤทธิ์และสารวัตรราเมศก็ตามจีบณัฐชาอยู่ ไอริณชวนทั้งหมดไปเที่ยวที่บ้านพักตากอากาศของตน เพื่อตอบแทนที่ทุกคนคอยดูแลความปลอดภัยให้เธอในระหว่างถ่ายหนัง แต่คาดไม่ถึงว่ามาวินที่ต้องการล้างแค้น จะโผล่มาเล่นงานไอริณจนเป็นเหตุให้ณัฐชาที่ปกป้องเธอได้รับบาดเจ็บ

          ขณะที่ฤทธิ์ตั้งใจจะสวมบทพยัคฆ์มหากาฬเพื่อเล่นงานมาวินนั้นเอง องค์กรพรายพิฆาตก็ได้ส่งคนมาตัดหน้าเขาเสียก่อน มาวินถูกไล่ล่าจนถึงขั้นต้องยอมมอบตัวกับสารวัตรราเมศเพื่อหนีตาย แต่องค์กรพรายพิฆาตก็ยังส่งคนตามไปทำร้ายถึงในเซฟเฮ้าส์ ทำให้มาวินต้องกลายเป็นเจ้าชายนิทราไปตลอดชีวิต เรื่องราวของมาวินทำให้มาดามหลิวยิ่งมั่นใจว่า ท่านนำชัยจะต้องเกี่ยวพันกับองค์กรพรายพิฆาต พวกมันถึงได้ออกโรงมาเล่นงานมาวิน จึงออกคำสั่งให้ฤทธิ์ในคราบพยัคฆ์มหากาฬไปสังหารท่านนำชัยถึงบ้าน แต่เพราะไอริณกับณัฐชาขัดขวางไว้ แผนการของฤทธิ์เลยต้องพลาดไป

          เวลานั้นเองที่กรณ์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นในฐานะหัวหน้าองครักษ์คนใหม่ของท่านนำชัย ฤทธิ์แทบจะฆ่ามันทันทีที่เห็นหน้า แต่เพราะมาดามหลิวเตือนสติไว้ เขาจึงต้องแสร้งสวมบทเป็นนายโทมัสต่อไปเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายไหวตัว ส่วนกรณ์ก็แกล้งตีหน้าเซ่อทำเป็นไม่รู้จักฤทธิ์เช่นกัน เพราะมันมีภารกิจใหญ่ต้องรีบสะสาง เนื่องจากก่อนหน้านี้หัวหน้าสาขาของพรายพิฆาตในเมืองไทยได้แจ้งว่า สามารถสะกัด "น้ำตามัจจุราชเทียม" จากสารตั้งต้นที่กรณ์ขโมยมาได้สำเร็จ และมีอานุภาพเหมือนน้ำตามัจจุราชของแท้เกือบทุกประการ จุดด้อยก็คือคนที่ได้รับสารนี้เข้าไปจะมีอาการเสพติดขั้นรุนแรง และจะตายทันทีหากขาดสารนี้เกิน 24 ชม.

          ความจริงแล้วน้ำตามัจจุราชก็คือสารเคมีที่สกัดขึ้นจากยาเสพติดบางชนิด มันมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเซลล์กับระบบประสาทอย่างรุนแรง คนที่ได้รับสารนี้เข้าไปไม่เพียงจะมีพลังเหนือมนุษย์ธรรมดา แต่ยังมีความสามารถในการสมานบาดแผลเร็วกว่าปกติหลายพันเท่า มันถูกค้นพบโดยหน่วยงานทหารต่างชาติหน่วยงานหนึ่ง และถูกพัฒนาเพื่อใช้สร้างกองทัพอมตะที่มีพลังเหนือมนุษย์ ก่อนจะถูกกรณ์และพวกพรายพิฆาตปล้นชิงไป

           ต่อมากรณ์ได้นำน้ำตามัจจุราชเทียมไปทดลองใช้กับมาวินที่นอนเป็นอัมพาตอยู่ในโรงพยาบาล ทำให้มาวินที่ฟื้นขึ้นมาต้องกลายเป็นทาสของมัน เนื่องจากเสพติดน้ำตามัจจุราชอย่างรุนแรง กรณ์ส่งมาวินไปตามฆ่าผู้คนมากมายที่เป็นศัตรูกับองค์กรพรายพิฆาต รวมถึงเล่นงานฤทธิ์ที่มันเชื่อว่าคือพยัคฆ์มหากาฬอีกด้วย งานนี้ฤทธิ์แทบจะเอาตัวไม่รอด เพราะคาดไม่ถึงว่ามาวินที่เคยเป็นอัมพาต จะลุกขึ้นมาอาละวาดด้วยเรี่ยวแรงปานช้างสารขนาดนี้ ถ้าไม่ได้ชาญเข้าช่วยเอาไว้พยัคฆ์มหากาฬคงต้องปิดฉากในคืนนั้น ฝ่ายกรณ์ก็สะใจกับผลงานของมันได้ไม่นานนัก เพราะมันลืมไปว่าอดีตหัวหน้ามาเฟียอย่างมาวินไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ต่อมามาวินจึงได้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ในห้องแล็ป แล้วปล้นน้ำตามัจจุราชในคลังเก็บไปจนหมดโดยไม่มีใครขัดขวางได้

           พลังที่เหนือมนุษย์ของมาวินบวกกับฤทธิ์ยาทำให้มันคึกคะนองอย่างบ้าคลั่ง เที่ยวก่อเหตุปล้นฆ่าไม่เว้นวัน หนำซ้ำยังฉุดตัวไอริณที่มันลุ่มหลงไปกักขังอีกด้วย ร้อนถึงสารวัตรราเมศกับผู้กองณัฐชาที่ต้องตามล่ามันแทบพลิกแผ่นดิน ทางด้านฤทธิ์เองก็ร้อนใจมากด้วยความเป็นห่วงไอริณ แต่มาดามหลิวมั่นใจว่าหากท่านนำชัยเกี่ยวข้องกับองค์กรพรายพิฆาตแล้ว พวกมันจะต้องช่วยเหลือไอริณอีกแน่

           ทุกอย่างเป็นไปตามคำพูดของมาดามหลิว เมื่อพรายพิฆาตได้ส่งคนมาช่วยไอริณที่ถูกกังขังอยู่ในรังของมาวิน แต่พวกมันก็ถูกมาวินที่มีพลังดุจอมนุษย์สังหารจนหมดเกลี้ยง ฤทธิ์ในคราบของพยัคฆ์มหากาฬที่สะกดรอยตามมา จึงได้ปรากฏตัวขึ้นต่อสู้กับมาวินอย่างดุเดือด โดยมีแผนจะล่อมันจากที่กบดาน เพื่อเปิดทางให้สารวัตรราเมศเข้าไปช่วยไอริณ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน…เมื่อฤทธิ์สามารถฆ่ามาวินได้สำเร็จ แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือสารวัตรราเมศจะสมคบกับกรณ์และพวกพรายพิฆาตจับตัวเขาเอาไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกเปิดเผยว่าแท้จริงหัวหน้าสาขาขององค์กรพรายพิฆาตในประเทศไทยก็คือสารวัตรราเมศนั่นเอง ส่วนท่านนำชัยกลับเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ถูกพวกมันบังคับให้ทำงานเท่านั้น

          ฤทธิ์ถูกส่งตัวไปยังห้องทดลองของพรายพิฆาต เพื่อค้นคว้าวิธีผลิตน้ำตามัจจุราชของแท้ และอานุภาพในส่วนที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ ทำให้ฤทธิ์ได้รับความทรมานอย่างแสนสาหัส ไอริณต้องการช่วยฤทธิ์เธอจึงได้ทรยศพ่อด้วยการส่งข่าวให้มาดามหลิว มาดามหลิวจึงได้ส่งโซเฟียกับชาญไปช่วยฤทธิ์ออกมา แต่คาดไม่ถึงว่ากรณ์จะวางกับดักเอาไว้ทำให้มือปืนระดับพระกาฬอย่างชาญต้องจบชีวิตลง เพื่อเปิดทางให้โซเฟียพาฤทธิ์หลบหนีไป

          ต่อมาผู้กองณัฐชาเริ่มระแคะระคายเรื่องที่เกิดขึ้นจากไอริณ จึงพยายามเข้ามาสืบแต่กรณ์ก็แกล้งฉีดยากล่อมประสาทให้ไอริณจนดูเหมือนคนเสียสติ ก่อนจะโกหกกับผู้กองณัฐชาว่าไอริณติดยาจนเป็นบ้า โดยที่ท่านนำชัยก็ไม่กล้าขัดขวางเพราะถูกพวกพรายพิฆาตขู่เข็ญด้วยเรื่องการคอรัปชั่นที่ท่านเคยหมกเม็ดเอาไว้สมัยเป็นรัฐบาล แต่สุดท้ายท่านนำชัยก็ทนสงสารลูกสาวไม่ได้ จึงแจ้งข่าวให้ผู้กองณัฐชามาช่วยพาไอริณไปกบดาน ส่วนตนก็พลีชีพหวังแลกตายกับราเมศและกรณ์ แต่ก็พลาดท่าถูกฆ่าตายเสียก่อน

          ผู้กองณัฐชาพาไอริณไปที่กองปราบหวังจะแฉเบื้องหลังของราเมศ ซึ่งแท้จริงเป็นสมาชิกของพรายพิฆาตที่แฝงตัวมาเป็นตำรวจเมื่อหลายสิบปีก่อน ทว่าสารวัตรราเมศก็ใส่ร้ายว่าผู้กองณัฐชาเป็นคนลักพาตัวไอริณไปเพื่อเรียกค่าไถ่ แต่เมื่อถูกจับได้ก็เลยฆ่าท่านนำชัยปิดปาก ทำให้ผู้กองณัฐชากับไอริณต้องถูกตำรวจตามล่าจนหัวซุกหัวซุน และต้องไปซ่อนตัวที่คฤหาสน์ของมาดามหลิว จนได้พบกับฤทธิ์ที่กบดานอยู่ที่นั่น โชคร้ายที่กรณ์กับพวกเกิดพบเบาะแสเข้า มันจึงยกพลถล่มคฤหาสน์ของมาดามหลิวทันที แม้ว่าในตัวอาคารจะมีกลไกรักษาความปลอดภัยและมีเวรยามที่แน่นหนา ก็ไม่อาจต้านทานพวกของกรณ์ได้ เพราะสมุนของมันทุกคนล้วนเป็นอมตะด้วยพลังของน้ำตามัจจุราช มาดามหลิว โซเฟีย ณัฐชา และไอริณพยายามต่อสู้กับพวกของกรณ์ไว้อย่างสุดความสามารถ เพื่อปกป้องฤทธิ์ที่ยังอยู่ในอาการบาดเจ็บ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานกำลังของอีกฝ่ายได้ มาดามหลิวจึงให้สามสาวพาฤทธิ์หนีไป ขณะที่ตัวเธอต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า

          ณัฐชา ไอริณ และโซเฟียพาฤทธิ์ไปซ่อนตัวที่เกาะแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลผู้คน ไม่นานนักพลังของน้ำตามัจจุราชก็ช่วยให้ฤทธิ์หายเป็นปกติ ในช่วงนั้นเองก็มีข่าวว่ากรณ์ได้สร้างกองทัพขนาดย่อมของตนเองขึ้น โดยให้นักรบทุกคนเสพสารน้ำตามัจจุราชจนมีพลังเป็นอมตะ ก่อนจะทดลองขีดความสามารถด้วยการส่งนักรบเหล่านี้ ไปปฏิบัติการณ์ปล้นฆ่าตามสถานที่ต่าง ๆ โดยมีสารวัตรราเมศร่วมรู้เห็นอย่างลับ ๆ ทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพวุ่นวาย

          ฤทธิ์กับสามสาวจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพฯ เพื่อหยุดยั้งกรณ์ และเปิดโปงเบื้องหลังของสารวัตรราเมศ โดยอาศัยความช่วยเหลือจากจ่าไมตรีกับหมู่ปรีดา ฤทธิ์สามารถจับตัวสารวัตรราเมศและบังคับให้มันพาพวกเขาบุกเข้าไปในฐานทัพของพวกพรายพิฆาต จนเกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือดกับกรณ์และลูกสมุน ระหว่างนั้นณัฐชา ไอริณ และโซเฟียก็ช่วยกันปิดทางเข้าออกและวางระเบิดคลังแสงของพวกมัน จนทำให้สารวัตรราเมศกับสมาชิกของพรายพิฆาตแทบทั้งหมดต้องจบชีวิตลงในกองเพลิง

          ขณะที่ระเบิดลูกสุดท้ายจะทำงานนั้นเอง กรณ์ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับฤทธิ์ ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ในสภาพของอสูรกายที่เสพน้ำตามัจจุราชเข้าไปจนเกินพิกัด มันฆ่าโซเฟียทิ้งอย่างโหดเหี้ยม และพยายามจะฆ่าณัฐชากับไอริณเป็นรายต่อมา แต่ฤทธิ์ก็โผล่มาขัดขวางไว้เสียก่อน เขาให้สองสาวรีบหนีออกไป ก่อนจะกดชนวนระเบิดถล่มฐานทัพของพวกพรายพิฆาตจนสิ้นซาก กรณ์จบชีวิตลงเพราะแรงระเบิด ในขณะที่ฤทธิ์สามารถรอดตายมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ เขาเชื่อว่าคงเป็นเพราะผลกรรมดีที่ปกป้องเขาเอาไว้ นับจากนั้นก็ไม่มีใครได้ยินชื่อองค์กรพรายพิฆาตอีกเลย ส่วนพยัคฆ์มหากาฬก็หายสาสูญไปเช่นกัน

          แต่อีกไม่นาน…เมื่อใดที่ภัยร้ายเข้ารุกรานแผ่นดิน… ฤทธิ์ ราวี จะต้องกลับมาอีกครั้ง

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครนักสู้มหากาฬ

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       บริเวณสนามหญ้าหน้าคฤหาสน์มาดามหลิว มีปาร์ตี้เล็กๆ ในหมู่ญาติมิตร ทุกคนมาเพื่อฉลองวันเกิดให้กับเหมย ลูกสาววัย 4 ขวบของมาดามหลิว ขณะนั้นเหมยกำลังอวดหน้ากากแฟนซี ซึ่งเป็นของขวัญวันเกิดให้ปีเตอร์ พ่อของเธอได้ชม
      
       คนรับใช้หลายคนยกถาดอาหารเดินเสิร์ฟแขกที่มาร่วมงาน มาดามหลิวเดินออกมาจากบ้านและมองสามี ลูก ญาติๆ ด้วยความอิ่มเอมใจ เหมยพอเห็นแม่ก็ผละลุกวิ่งไปหา
       “แม่คะ หนูมีหน้ากากด้วย”
       เวลานั้นเองที่เหมยชนกล่องของขวัญกล่องหนึ่งร่วงจากโต๊ะ การ์ดที่ผูกมากับกล่องมีเครื่องหมายโลโก้ของพรายพิฆาต มาดามหลิวเอะใจตะโกนลั่น
       “ระวัง”
       กล่องนั้นมีแสงเรืองขึ้น ราวกับมีลูกไฟซ่อนอยู่ข้างใน วินาทีมรณะมาเยือน เมื่อระเบิดที่ซ่อนอยู่ในกล่องของขวัญทำงาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบรัศมีถูกทำลายไม่เป็นชิ้นดี รวมทั้งชีวิตของมาดามหลิวกับครอบครัว เมื่อควันระเบิดจางลง ร่างของมาดามหลิวนอนจมกองเลือด หน้ากากของลูกสาวลอยละลิ่วอยู่ในอากาศโดยมีเปลวเพลิงติดอยู่
      
       เมืองพัทยายามค่ำคืน...ในห้องเช่าโรงแรมจิ้งหรีดสภาพซอมซ่อ คับแคบ สกปรก เกลื่อนไปด้วยขวดเหล้า กล่องอาหาร และเศษขยะ...ทีวีถูกเปิดทิ้งไว้ ขณะที่ฤทธิ์ กำลังนอนตะแคงไม่เป็นสภาพอยู่บนเตียง ภาพที่จอทีวี นักข่าวกำลังรายงานข่าว
       “ช่วงที่ผ่านมาได้เกิดเหตุลอบสังหารนักธุรกิจ นักการเมือง รวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายท่านในบ้านเรา โดยมีเบาะแสว่า บุคคลเหล่านั้นกำลังมีปัญหากับองค์กรลึกลับที่ชื่อพรายพิฆาต”
       ร้อยตำรวจเอก ราเมศ แสงธรรม กำลังให้สัมภาษณ์ในรายการ
       “เท่าที่เราสืบทราบ ตอนนี้ชื่อพรายพิฆาตได้ปรากฏอยู่ทั่วทุกมุมโลก โดยไม่มีใครรู้ว่านายใหญ่ขององค์กรเป็นใครและมีสมาชิกจำนวนเท่าไหร่...เหยื่อที่รอดตายบางคนให้การว่า เป้าหมายของ พวกมันก็คือ สร้างโลกใหม่ที่เป็นเอกภาพ โดยการทำลายล้าง”
       “หมายถึงอะไรบ้างคะ” ผู้สื่อข่าวถาม
       “ระบบ...ความเชื่อ…โครงสร้างเดิมของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง เชื้อชาติ หรือศาสนา ทำลายทุกอย่างเพื่อสร้างโลกใหม่ที่ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่มีความแตกต่างอีกต่อไป”
       ฤทธิ์ลืมตาขึ้น…แววตาเหม่อมองไปอย่างว่างเปล่า เขาเริ่มครุ่นคิดว่าตัวเองเป็นใคร แล้วมาทำอะไรอยู่ที่นี่...ฤทธิ์เปิดตู้เย็นแล้วควานหาเหล้าดื่ม แต่กลับเจอกระป๋องเบียร์เปล่าๆ กับเหล้าที่เหลือติดก้นขวดเท่านั้น
      
       พัทยาเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายสัญชาติ ฤทธิ์เดินกอดอกมาหนาวๆ ไม่ได้หนาวเพราะอากาศ แต่หนาวเพราะความอยากสุรา หน้าของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า และว่างเปล่า เหมือนชีวิตถูกสาปไว้กับความหลัง ระหว่างทางฤทธิ์เดินสวนกับชายสวมเสื้อแจ็คเก็ตแบบมีฮู้ดคลุมศีรษะคนหนึ่ง ในความมืดฤทธิ์ไม่อาจเห็นหน้าชายคนนั้น หมอนั่นเดินผ่านเขาไปก่อนจะเหลียวมามองแวบหนึ่ง
       ฤทธิ์เข้ามาในมินิมาร์ท...เขายืนอยู่ที่ตู้แช่เครื่องดื่มคว้าทุกอย่างที่ทำให้เมาได้ใส่ลงในตะกร้า แต่แล้วทันใดนั้นเองใจทิพย์ก็จูงเด็กเร่ร่อนคนนึงวิ่งแจ้นหนีเข้ามาข้างใน นั่นเป็นวินาทีแรกที่ฤทธิ์เห็นใจทิพย์ หญิงสาวอยู่ในอารามตื่นกลัว เธอชะงักสบตากับเขาเสี้ยววินาทีหนึ่ง ก่อนจะรีบคว้าโทรศัพท์มือถือมาโทรหาตำรวจแต่โทรไม่ติด เธอกลัวจนมือไม้สั่น ใจทิพย์หันไปบอกกับพนักงาน
       “คุณคะ ช่วยโทรเรียกตำรวจให้ที มีคนตามฉันมา”
       “อะไรคุณ อย่ามีเรื่องในนี้นะ ออกไปที่อื่น”
       ใจทิพย์มองไปด้านนอก
       “พวกมันมาแล้ว”
       แหลม คนไทยซึ่งทำงานให้แก๊งมาเฟียข้ามชาติ เดินนำพวกนักเลงนานาชาติประมาณ 3-4 คนตามเข้ามาในร้าน
       “ส่งเด็กมา” แหลมตะคอก
       “ไม่...ฉันจะพาเด็กกลับบ้าน”
       “อย่าจุ้นดีกว่ามั้ง เราจ่ายเงินให้พ่อแม่เด็กไปแล้ว มันต้องไปหาลูกค้ากับเรา”
       แหลมเดินเข้ามา ใจทิพย์ถอยกรูด ดึงเด็กไปหลบข้างหลัง ฤทธิ์มองเด็กคนนั้นและมันทำให้เขาได้สติ
       “ถอยไปนะ...ตำรวจกำลังมา ฉันโทรตามแล้ว” ใจทิพย์ขู่
       แหลมมองไปที่พนักงานเป็นเชิงถาม พนักงาน รีบส่ายหน้าด้วยความกลัว
       “นางตัวแสบ”
       แหลมยื่นมือไปคว้าคอเสื้อใจทิพย์ แต่แล้วไม่ทันถึงที่หมาย มือของฤทธิ์ก็คว้าข้อมือมันไว้เสียก่อน
       “เอ็งเป็นใครวะ”
       “ออกไป” ฤทธิ์ตวาดไล่เสียงแข็ง
       แหลมมองหน้าฤทธิ์อย่างคาดคะเน หน้าแดงก่ำ ท่าทางเมาแบบนี้ไม่น่าจะเท่าไหร่ ดังนั้นมันจึงเหวี่ยงหมัดอีกข้างใส่ทันที วินาทีนั้นฤทธิ์กลับหลบหมัดของแหลมได้อย่างว่องไว เขาตอบโต้ด้วยการบิดแขนอีกข้างของแหลมซึ่งเขากุมไว้ตอนแรกจนดังกร๊อบ ทั้งใจทิพย์และทุกคนพากันตกตะลึงขณะที่แหลมแผดร้องเสียงหลง ทรุดล้มไปกุมแขนกับพื้น
       “อ๊าก...แขน...แขนกู...แขนกู” แหลมหันไปตวาดสมุน “มัวยืนทำซากอะไรอยู่วะ กระทืบมันสิโว้ย”
       พวกสมุนพากันกรูเข้าหาฤทธิ์...สมุนของแหลมคนหนึ่งถูกถีบทะลุลอยออกไปกลิ้งที่ฟุตบาทหน้าร้าน ในร้านฤทธิ์เปิดฉากชกกับสมุนของแหลมแบบสองต่อหนึ่งด้วยความว่องไวที่ได้รับการฝึกฝนมา ขณะที่ปัดป้องการจู่โจมของคู่ต่อสู้รายหนึ่ง เขาก็สามารถเล่นงานคู่ต่อสู้อีกรายไปพร้อมๆกัน สมุนคนหนึ่งโดนถีบคว่ำไปกับพื้น ขณะที่อีกรายถลาชนชั้นวางของจนล้ม ฤทธิ์ตั้งการ์ดมวย ด้วยท่วงท่าที่บ่งบอกชัดเจนว่า ไม่ใช่นักสู้ข้างถนนธรรมดา แหลมฉวยโอกาสนั้นชักปืนออกมาจะยิงฤทธิ์ด้านหลัง มันใช้สันปืนไถกับต้นขาเพื่อกระชากลูกเลื่อน หูของฤทธิ์ได้ยินเสียงปืนชัดเจน เขาหันมาเตะปืนหลุดจากมือของแหลม ก่อนจะซัดมันจนกระเด็นข้ามไปหลังเคาน์เตอร์ที่พนักงานยืนลนลานอยู่ ฤทธิ์สั่งเสียเข้ม
       “เรียกตำรวจ”
       พนักงานรีบพยักหน้าแล้วคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาทันที ขณะที่ใจทิพย์ยังกอดเด็กอยู่ด้วยความตกตะลึง ระหว่างนั้นสมุนคนที่ถูกถีบทะลุกระจกไปนอกร้าน กลับเข้ามาสมทบกับพวกมันอีกสามคน ทั้งหมดมองหน้ากัน ก่อนที่คนหนึ่งจะบุ้ยหน้าไปที่ชั้น นักเลงร่างบึกทั้งสามช่วยกันผลักชั้นโชว์สินค้าอัดเข้าใส่ทำเอาฤทธิ์ถอยกรูด แต่เมื่อเห็นใจทิพย์กับเด็กยังนิ่งทื่ออยู่ จึงร้องเตือน
       “หลบไป”
       ใจทิพย์พาเด็กฉากออกไป ขณะที่ฤทธิ์โดนพวกนักเลงอัดก๊อปปี้ด้วยชั้นวางของจนร่างถูกเบียดไว้กับตู้แช่เครื่องดื่ม แหลมโผล่หัวมาเห็นเข้าพอดี
       “เสร็จละมึง”
       แหลมคว้ามีดหั่นของที่เคาน์เตอร์ขึ้นมา ก่อนจะกระโจนไปสมทบกับลูกน้อง
       “มึงตาย”
      
       แหลมกุมมีดสองมือเงื้อทิ่มลงไปสุดแรง


  


       ฤทธิ์ละมือข้างหนึ่งคว้าข้อมือมันไว้แต่ก็ต้านไม่อยู่ ปลายมีดปักที่บ่าตรงเกือบจะต้นคอด้วยซ้ำ จังหวะนั้นฤทธิ์จึงกัดฟันคำรามผลักชั้นโชว์ออกจากตัว พวกของแหลมล้มกลิ้งไม่เป็นท่า
      
       สมุนทั้งสามคนของแหลมทำท่าจะลุยกับฤทธิ์ต่อ ถ้าใจทิพย์ไม่หยิบปืนของแหลมที่หล่นอยู่ขึ้นมาง้างนกเสียก่อน อารามลนลานเธอกลับเผลอกดไกปืนลั่นปังๆ แหลมกับสมุนโกยอ้าวออกไปนอกร้านด้วยความตกใจ หมดสภาพนักเลงโต พนักงานมินิมาร์ท เด็กจรจัด พากันตื่นตระหนก ขณะที่ฤทธิ์กุมแผลทรุดลงนั่ง...กล้องวงจรปิดในร้านบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ทั้งหมด
       เสียงไซเรนส์รถตำรวจใกล้เข้ามา ใจทิพย์เข้ามาดู
       “คุณ อย่าเป็นอะไรนะ...คุณ”
       ฤทธิ์ค่อยๆหมดสติไป
       “คุณ ฟื้นสิ คุณ”
      
       สามเดือนต่อมา...ตำรวจหญิงสาว สวย ณัฐชาซ้อมยิงปืนอย่างดุดันอยู่ในสนามยิงปืนในร่ม กระสุนเข้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ โทรศัพท์มือถือมีสายเข้า ณัฐชารีบรับสาย
       “ณัฐชาพูดค่ะ...ที่ไหนนะ”
      
       ราเมศเดินมาตามระเบียงทางเดินของอาคารที่เกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่ทำงานกันขวักไขว่และมีกลุ่มไทยมุงสามสี่คนจับกลุ่มสนทนากันอยู่อีกมุมหนึ่ง
       ในห้องรับแขกแฟลตนักวิทยาศาสตร์ ศพนักวิทยาศาสตร์ถูกมัดมือไพล่หลังอยู่กับเก้าอี้หน้าโต๊ะกินข้าว ซึ่งยังมีสำรับอาหารวางอยู่ แต่เน่าจนแมลงวันตอมหึ่ง ศีรษะของผู้ตายมีถุงผ้าคลุมไว้ มีรอยสำลักเลือดเปื้อนอยู่ที่ถุงและ พื้นโดยรอบมีคราบเลือดเจิ่งนอง เจ้าหน้าที่กำลังเก็บหลักฐานอยู่ ณัฐชาตำรวจหญิงยืนกอดอกมองศพอย่างใช้ความคิด ก่อนที่ราเมศจะเข้ามาสมทบ เจ้าหน้าที่จะยืนเคารพ
       “ผู้กอง”
       ราเมศห้าม
       “ทำงานต่อเถอะ”
       ณัฐชาเข้ามา
       “ผู้กองคะ”
       “ได้ข้อมูลรึยัง”
       “ผู้ตายเป็นนักเคมีค่ะ เคยทำงานให้บริษัทยาแห่งหนึ่ง แต่ถูกเลิกจ้างเพราะปัญหาเรื่องเงิน
       ตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว เราพบว่าเอกสารกับข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของเขาถูกโจรกรรม”
       “แล้วทรัพย์สินอย่างอื่นล่ะ”
       “เงินสด นาฬิกายังอยู่ค่ะ ก็เลยคิดว่าคนร้ายไม่ได้แตะสนใจของมีค่า”
       ราเมศกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆก่อนจะชะงักที่โต๊ะกินข้าว เขาเลื่อนแก้วที่บังตาออกไป และเห็นโลโก้ของพรายพิฆาตถูกเขียนไว้ด้วยเลือด
       “พวกมันไม่ใช่คนร้ายธรรมดา”
       ณัฐชาชะงัก
       “เครื่องหมายนี่มัน…”
       ราเมศพยักหน้า
       “พรายพิฆาต”
      
       ชายฉกรรจ์ในชุดสูทกลุ่มหนึ่ง ถือดาบซามูไรเดินเรียงแถวมาอย่างเร่งรีบ ตรงมาที่สระน้ำ ไอริณเดินขึ้นจากสระแล้วมาหยิบผ้าเช็ดตัว จังหวะนั้นเองพวกชายฉกรรจ์ก็มาถึงบริเวณสระ พวกมันกระจายกำลังไปโดยรอบบริเวณนั้น ขณะที่ไอริณเพิ่งสวมเสื้อคลุมและหยิบแก้วเครื่องดื่มมาจิบอย่างใจเย็น แล้วหันมาท้าทายกับหัวหน้าของพวกมัน
       “ไม่ต้องรอ ลงมือได้เลย”
       หัวหน้าซามูไรชักดาบออก พลางแผดร้องคำราม เท่านั้นเองบรรดาซามูไรก็กรูกันเข้าเล่นงาน ไอริณตีลังกาเข้าต่อสู้กับคนร้ายก่อนจะแย่งดาบมาเล่มหนึ่งแล้วจัดการสังหารพวกคนร้ายอย่างไม่หวาดหวั่น หัวหน้าซามูไรเห็นลูกน้องล้มตายมากมายก็สุดทน มันแผดร้องอีกครั้งก่อนจะบุกเข้าจู่โจมเธอทางด้านหลัง ไอริณหันกลับมาฟันฉับใส่มัน เสียงผู้กำกับดังลั่น
       “คัท...โอเคเยี่ยมมากครับคุณไอริณ”
       ทีมงานปรบมือด้วยความพอใจ ไอริณยิ้มปลื้มก่อนจะเหลือบไปเห็นณัฐชาที่กอดอกยืนมองอยู่ ก็พยักหน้าทักทาย ณัฐชาอดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา
      
       สนามหญ้าบ้านเด็กกำพร้าแสงอรุณ...เด็กหญิงวัย 11-12 ปี สามคนกำลังเล่นน้ำอยู่ด้วยกัน ทั้งสามยื้อแย่งสายยางฉีดน้ำใส่กันอย่างสนุกสนาน เสียงครูดังมา
       “ใจทิพย์ ณัฐชา ไอริณ”
      
       นำชัยหัวหน้าพรรคเทิดธรรม กับสุชาติและคณะ เดินออกมาจากที่ทำการพรรค กำลังจะเดินไปขึ้นรถหลังเสร็จงาน นำชัยคุยโทรศัพท์กับไอริณไปด้วย
       “คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะลูก หนูจะไปไหนมาไหนกับเพื่อนพ่อไม่ว่า แต่ไม่ควรไล่บอดี้การ์ด
       ให้กลับมาก่อนแบบนี้”
       “โธ่พ่อขา ไม่มีอะไรหรอกค่า ริณอยู่กับณัฐชา รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง”
       “ดื้อนักนะเรา คอยดูเถอะ จะโดนทำโทษเข้าสักวัน”
       “ค่าท่านหัวหน้าพรรค ท่านนักการเมืองใหญ่ เอาไว้ตอนเย็นจะรีบไปกราบขอขมานะเจ้าคะ บ๊ายบาย”
       ไอริณวางสายแล้วหันมาทานอาหารต่อ แต่แล้วก็ณัฐชาที่กำลังนั่งเท้าคางเอาส้อมจิ้มอาหารเล่นอยู่ก็รำพึงออกมา
       “เฮ้ออิจฉาจริงๆ คนอะไรทั้งสวยทั้งรวย แถมพ่อยังเอาใจอีกต่างหาก”
       “ทำบุญมาดีย่ะ”
      
       “ใช่...ในกลุ่มพวกเราสามคน เธอโชคดีที่สุดไอริณ”


  


       เรื่องราวในอดีตผุดขึ้นในห้วงคิด เวลานั้นใจทิพย์ ณัฐชา และไอริณ ต่างหยุดชะงักจากการเล่น เมื่อครูแม่บ้านพานำชัยกับสุดา เข้ามาหาพวกเธอ
      
       “นี่ไงคะ สามใบเถาที่ฉันเล่าให้ฟัง รักกันมากจนใครๆ ก็นึกว่าเป็นพี่น้องกัน”
       สุดายิ้มเอ็นดู
       “น่ารักทั้งนั้นเลย...เราเลี้ยงไว้ทั้งสามคนได้รึเปล่าคะ”
       “อย่าเลยคุณ ถ้าเราจะมีลูก เราก็ควรให้ความรักเขาอย่างเต็มที่ เพื่อให้เขารู้สึกรักเราเหมือนเป็นพ่อแม่แท้ๆ”
       สุดาอึ้งไปก่อนจะมองมาที่เด็กทั้งสาม แล้วสะดุดตากับเด็กคนที่สวยคมที่สุด
       “หนูชื่ออะไรจ๊ะ”
       “หนูชื่อไอริณค่ะ”
       ณัฐชาหันไปมอง ใจทิพย์อย่างเศร้าๆ
      
       ใจทิพย์ซึ่งทำงานอยู่ในมูลนิธิแสงอรุณ ที่ช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน เตรียมกลับบ้านหลังจากที่เสร็จงาน เพื่อนๆสองคนตามมา
       “ใจทิพย์รอก่อน”
       ใจทิพย์ชะงัก
       “มีอะไรเหรอ”
       “ยัยอ้อยเขาบอกว่าเธอ ลงหุ้นเปิดร้านกับหมอนั่นเหรอ”
       “อ๋อ ฤทธิ์...เขาจะเปิดโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้น่ะ”
       เพื่อนอีกคนเข้ามาถาม
       “นี่เธอจะคบหมอนั่นเป็นแฟนจริงๆเหรอใจทิพย์”
       “พวกเราเป็นห่วงเธอนะ คนไม่มีหัวนอนปลายเท้าแบบนั้น แต่ก่อนเขาทำงานอะไร ขนาดเธอยังไม่รู้เลย”
       “เขาอาจจะเป็นคนร้าย เป็นฆาตกรโรคจิตก็ได้”
       ใจทิพย์นิ่งไป…ไม่ปริปากโต้แย้ง เธอนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นในมินิมาร์ท...พนักงานมินิมาร์ท เด็กจรจัด พากันตื่นตระหนก ขณะที่ฤทธิ์กุมแผลทรุดลงนั่งเสียงไซเรนส์รถตำรวจใกล้เข้ามา ใจทิพย์เข้ามาดูฤทธิ์
       “คุณ อย่าเป็นอะไรนะ...คุณ”
       ฤทธิ์ค่อยๆหมดสติไป
       “คุณ ฟื้นสิ...คุณ”
      
       ฤทธิ์นอนอยู่ที่เตียงในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล เขาฝันถึงเรื่องราวในอดีต...ขณะที่ยกกำลังเข้าจู่โจมบ้านพ่อค้ายาเสพติด ทุกอย่างสับสนอลหม่าน มีการยิงต่อสู้ ผ.บ.หมู่สั่งเสียงเข้ม
       “ทหาร นี่ไม่ใช่การฝึก หน้าที่ของคุณคือสังหารเป้าหมายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
       ฤทธิ์มองเห็นลูกสาวพ่อค้ายากระหน่ำยิงปืนใส่ เสียงปืนดังน่ากลัวเหมือนเสียงเครื่องจักร ฤทธิ์ผวาตื่น กวาดตามองไปรอบตัวก่อนจะเห็นใจทิพย์
       “คุณ...เป็นยังไงบ้างคะ”
       “ผมอยู่ที่ไหน”
       “โรงพยาบาลค่ะ”
       “แล้วผมฆ่าใครรึเปล่า”
       คำถามสุดท้ายทำเอาใจทิพย์อึ้งไปก่อนจะส่ายหน้า ฤทธิ์มองเธอด้วยแววตาว่างเปล่า
       “นี่ผมฝันหรือว่าตื่นอยู่กันแน่”
       ใจทิพย์สังเกตเห็นมือฤทธิ์กำแน่นจนสั่นระริก เหมือนคนตกอยู่ในความตึงเครียดอย่างรุนแรง ด้วยความสงสงสารเธอตัดสินใจเอื้อมไปกุมมือเขาเอาไว้
       “ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนคุณ…ไม่ต้องกลัวนะ”
       ในสายตาฤทธิ์ เขาเห็นใจทิพย์ช่างมีเมตตา…มีรอยยิ้มให้กับเขา รอยยิ้มของแม่พระที่พร้อมจะชำระบาปให้อสูรร้าย
      
       รถสองแถววิ่งมาตามถนนเลียบชายหาด ใจทิพย์นั่งครุ่นคิดอยู่บนรถสองแถวคันนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเองก็สงสัยว่าฤทธิ์เป็นใครกันแน่ แต่ความสงสารเขาและความซาบซึ้งในบุญคุณมันบดบังให้เธอมองข้ามเรื่องนี้ไป...
       รถของกรณ์แล่นแซงรถสองแถวไป เขาขับรถอย่างใจเย็น แม้ว่าจะใช้ความเร็วอยู่พอสมควรก็ตาม ที่เบาะข้างๆเขา มีหนังสือพิมพ์เก่าๆ วางอยู่ฉบับหนึ่ง พร้อมด้วยภาพข่าวจากกล้องวงจรปิดเป็นรูปฤทธิ์ซึ่งต่อสู้กับพวกของแหลมในมินิมาร์ท “ยอดนักสู้ปะทะแก๊งทรชน หนึ่งต่อสี่” รถของกรณ์แล่นหายลับไปตามโค้งถนน
      
       ในห้องโถงอาคารเช่าของฤทธิ์ที่ทำเป็นโรงเรียนสอนการต่อสู้ ที่ผนังห้องมีภาพถ่ายของใจทิพย์ในวัยเด็กที่ถ่ายกับณัฐชาและไอริณ กับที่ถ่ายล่าสุดตอนเป็นสาว แต่ไม่มีภาพถ่ายของฤทธิ์เลยสักรูปเดียว...ฤทธิ์กำลังควบคุมการฝึกซ้อมของเด็กนักเรียน
       “ทุกคนจำไว้ ศิลปะการต่อสู้มีไว้เพื่อปกป้อง ไม่ใช่เพื่อคุกคาม”
       ฤทธิ์ยืนอบรมนักเรียนที่ยืนเรียงแถวก่อนเลิกเรียน
       “นั่นคือข้อแตกต่างระหว่างนักสู้กับอันธพาล วันนี้ขอให้ทุกคนกลับไปทบทวนบทเรียน แล้วอย่าลืมฝึกซ้อมด้วย”
      
       ฤทธิ์มาส่งนักเรียนที่หน้าทางเข้า มีผู้ปกครองมารอรับกลับบ้าน เขาร่ำลาเด็กๆ ทักทายผู้ปกครอง ระหว่างนั้นก็เหลือบเห็นใจทิพย์ที่มายืนรออยู่ หญิงสาวโบกมือทักทายยิ้มๆ
      
       “ใจทิพย์” ฤทธิ์ดีใจ


  


       ฤทธิ์ขับมอเตอร์ไซด์โดยมีใจทิพย์ ซ้อนท้ายมาด้วยกัน ไปตามเส้นทางของชายหาด ใจทิพย์โอบเอวเขาไว้และซบหน้าลงกับแผ่นหลังของเขาอย่างมีความสุข ฤทธิ์ก็เช่นกัน ชีวิตเขาเปลี่ยนไปเมื่อมีเธอ
      
       ฤทธิ์กับใจทิพย์เดินคุยกันบนชายหาด
       “ฉันอยากรู้เรื่องของคุณ อยากรู้ว่าคุณเป็นใครกันแน่ เมื่อไหร่คุณจะบอกฉันสักที”
       “คุณเคยสัญญากับผมแล้วนะใจทิพย์ ว่าคุณจะไม่ถามเรื่องนี้”
       “อดีตของคุณมันเลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ ขนาดที่คุณต้องเก็บไว้เป็นความลับ”
       “ผมแค่อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยไม่ต้องคิดถึงมัน ให้โอกาสผมเถอะนะใจทิพย์”
       ใจทิพย์มองฤทธิ์อย่างลังเล แต่แล้วในเวลานั้นเองฤทธิ์ก็เหลือบไปเห็นผู้ชายสูงวัยคนหนึ่งท่าทางมอซอเหมือนนักดนตรีเพื่อชีวิตไว้หนวดสกปรก ยืนอยู่ที่แผงขายของชำ ชายคนนั้นคือลุงโจกำลังจิบเหล้าจากกระติกพกพลางจ้องมาที่เขา ขณะที่วัฒน์ชายหนุ่มอีกคนนั่งอยู่บนรถจี๊ปซึ่งเปิดประตูทิ้งไว้ และจ้องฤทธิ์ผ่านทางกระจกข้างโดยไม่สนว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ อีกด้านหนึ่งยักษ์ชายร่างใหญ่ กำลังเล่นอยู่กับหมาแมวจรจัดแถวนั้น และชำเลืองมองมาที่ฤทธิ์อย่างเอาเรื่อง ฤทธิ์พบว่าเขากับใจทิพย์กำลังถูกล้อมโดยชายสามคนนี้ ใจทิพย์เห็นสีหน้าขอเขาแล้วสงสัย
       “มีอะไรเหรอ”
       “เราไปกันเถอะ”
       ฤทธิ์รีบจูงมือใจทิพย์ไปจากที่นั่น
      
       ฤทธิ์จูงมือใจทิพย์หนีมาในทางเดินแคบๆ ข้างอาคารเพื่อหวังจะหลบหนีการติดตาม
       “ฤทธิ์นี่มันเกิดอะไรขึ้น คุณจะพาฉันไปไหน”
       ฤทธิ์หยุดชะงัก ไม่ใช่เพราะคำพูดของใจทิพย์ แต่เป็นเพราะหญิงสาวท่าทางเย้ายวนคนหนึ่งยืนขวางทางอยู่ข้างหน้า เอมี่ยิ้มให้ฤทธิ์ด้วยแววตาที่มีเสน่ห์ แต่ฤทธิ์รู้สึกว่ามีความเหี้ยมโหดแฝงเร้นอยู่ ที่นี่อาจมีกับดัก เขาทำท่าจะจูงใจทิพย์กลับออกไป แต่วัฒน์ก็เดินนำลุงโจ กับยักษ์ตามเข้ามาเสียก่อน ฤทธิ์จ้องหน้าพวกมัน
       “พวกแกต้องการอะไร”
       “ผู้หมวดฤทธิ์ ราวี…ใช่นายรึเปล่า” วัฒน์ถาม
       ใจทิพย์อึ้ง
       “ผู้หมวด”
       “มันเป็นอดีตไปแล้ว อย่ายุ่งกับฉัน”
       วัฒน์ส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ ขณะเดียวกันเอมี่ก็เดินใกล้เข้ามาทางด้านหลังมากขึ้นเรื่อยๆ เธอยิ้มให้ใจทิพย์อย่างเหี้ยมๆ
       “ฤทธิ์” ใจทิพย์ชักกลัว
       เอมี่หยุดเดินเมื่อได้ตำแหน่งที่เหมาะสม ทันใดนั้นเองวัฒน์ และยักษ์ก็พร้อมใจกันเข้าไปเล่นงาน ฤทธิ์รีบผลักใจทิพย์ไปทางอื่น
       “ใจทิพย์หลบ”
       ใจทิพย์เซไปพิงกำแพง เฝ้ามองดูฤทธิ์ที่ต่อสู้กับยักษ์และวัฒน์ ก่อนจะมองไปลุงโจ ซึ่งยืนกอดอกดื่มเหล้าจากกระติกพกอยู่หน้าตาเฉย พอเห็นเธอมองอยู่ก็ยังชูกระติกเชื้อเชิญอีก เอมี่มองหน้าใจทิพย์อย่างเย้ยหยัน ก่อนจะมองไปที่วงต่อสู้ตามเดิม วัฒน์สู้ฤทธิ์ไม่ได้ จึงชักมีดออกมาทุ่นแรง ฤทธิ์ไม่ทันระวังเลยถูกมีดเฉี่ยวเข้าที่แขน ใจทิพย์ตกใจ
       “ฤทธิ์”
       ฤทธิ์ถีบวัฒน์จนเซไป ก่อนจะหันไปคว้ามือใจทิพย์เพื่อวิ่งหนี แต่เอมี่ชักปืนออกมาขู่เสียก่อน ทันใดนั้นเสียงกรณ์ดังขึ้น
       “พอได้แล้วเอมี่”
       กรณ์ปรากฏตัวขึ้นทางด้านหลังของเอมี่ แล้วเดินเข้ามาสมทบกับทุกคน ฤทธิ์ชะงัก
       “กรณ์”
       “ไม่เจอกันซะนานเลยนะเพื่อน”
       กรณ์ว่าแล้วก็หันไปชกวัฒน์จนเซ มีดร่วงหลุดมือ
       “หัวหน้า” วัฒน์อึ้ง
       กรณ์ไม่พอใจ
       “ฉันสั่งแล้วไง ว่าอย่าให้เขาบาดเจ็บ”
       ใจทิพย์ได้แต่งุนงงว่ากรณ์กับพวกเป็นใคร ที่จริง...เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วด้วยว่าฤทธิ์เป็นใคร
      
       กรณ์ขับรถมาจอดหน้าอาคารเช่า ฤทธิ์นั่งอยู่เบาะหลังกับใจทิพย์แขนฤทธิ์มีผ้าเช็ดหน้าพันแผลไว้
       “นี่ถ้าไม่มีข่าวของแกลงหนังสือพิมพ์ ฉันก็คงไม่รู้หรอกว่าแกกบดานอยู่นี่”
       “ฉันวางมือแล้ว”
       “แต่ฉันเป็นหัวหน้าของแก คนที่อนุมัติให้แกอยู่หรือไป ก็คือฉัน” กรณ์ส่งซองเอกสารให้ “พรุ่งนี้รีบไปรายงานตัวแต่เช้า ไม่อย่างนั้นฉันจะถือว่าแก ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”
       ใจทิพย์ได้แต่งุนงง ในขณะที่ฤทธิ์ยังนั่งนิ่ง
      
       ค่ำนั้น ฤทธิ์กำลังอาบน้ำ เขาเอื้อมมือไปลูบแผลที่ยังมีเลือดไหลไม่หยุด และเลือดที่ติดมือมาถูกน้ำชะไหลจนแดงฉานไปทั่วพื้น...ใจทิพย์กำลังนั่งสับสนลึกๆ ในใจ เธอเริ่มสงสัยที่มาของฤทธิ์จนอดใจไม่อยู่
      
       ฤทธิ์อยู่ในห้องนอนเพิ่งเย็บแผลเสร็จ เขาใช้ผ้าก๊อซพันไว้บางๆแต่ระหว่างนั้นก็เหลือบเห็นใจทิพย์มายืนเงียบๆอยู่ที่หน้าประตูห้องซึ่งเปิดทิ้งไว้
       “อย่าเพิ่งถาม ผมยังไม่พร้อม”
       “แต่ฉันต้องรู้ให้ได้ คุณทำอะไรผิด ทำไมถึงไม่ยอมพูดเรื่องอดีตกับฉัน หรือว่าคุณไม่เชื่อใจฉัน...”
       ฤทธิ์นิ่งไปนาน ใจทิพย์หมดความอดทนทำท่าจะเดินหนี แต่แล้วฤทธิ์ก็หลุดปากออกมา
       “ผมฆ่าคน”
       ใจทิพย์ชะงักหันมองกลับมา
       “ผมเคยอยู่หน่วยล่าสังหาร ภารกิจของผมคือตามฆ่าพวกศัตรู”
       เขาปวดร้าวใจ เมื่อระลึกถึงความหลัง หันมามองใจทิพย์
      
       “เป้าหมายคนสุดท้ายของผม เป็นพ่อค้ายาเสพติดรายหนึ่ง”
      

      ฤทธิ์เล่าเรื่องในอดีตให้ใจทิพย์ฟัง...ในเวลานั้น ฤทธิ์ในชุดทหารบุกเข้ามาในบ้านของเป้าหมายพร้อมกับเพื่อนทหารอีกสองนาย และกราดยิงสมุนทุกคนที่ขวางทาง
      
       พ่อค้ายาซึ่งเป็นเป้าหมายของฤทธิ์โผล่มาจากห้องนอนพร้อมอาวุธ และจะยิงใส่แต่ถูกฤทธิ์กราดยิงจนทรุดไปต่อหน้า
       “ทีมของผมช่วยกันยิงเปิดทาง เพื่อให้ผมกับเพื่อนเข้าไปจัดการกับเป้าหมาย แต่ว่า...”
       ทันใดนั้นเองเพื่อนทหารของฤทธิ์ ถูกยิงเข้าทางด้านหลังจนล้มไป เขารีบหันปืนไปเพื่อยิงตอบโต้ใส่คนร้าย…แต่แล้วก็ต้องชะงักไปเมื่อพบว่าคนที่ยิงเป็นเด็กสาวอายุแค่ 14-15 ปี แววตาดุดันของเธอเจิ่งนองไปด้วยน้ำตา เธอเหนี่ยวไกยิงใส่เขาอีกหลายนัด แต่ด้วยความไม่คุ้นมือกระสุนจึงพลาดเป้าหมาย ฤทธิ์ไม่มีทางเลือก เขายกปืนขึ้น และเหนี่ยวไกยิง
       ฤทธิ์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใจทิพย์ฟังด้วยความหดหู่ใจ เขาน้ำตาคลอด้วยความโกรธตัวเอง
       “ลูกสาวของพ่อค้ายาคนนั้น ยังมีชีวิตหลอกหลอนอยู่ในหัวใจของผม ไม่มีคืนไหนที่ผมนอนหลับ โดยไม่เห็นหน้าเธอ”
       “แต่คุณทำไปเพราะหน้าที่ คุณทำเพื่อประเทศชาติอยู่นะ”
       “ผมพยายามจะคิดแบบนั้น แต่ก็ทำไม่ได้ ทุกวันนี้ผมไม่กล้าจับปืนอีกเลย ผมต้องทิ้งทุกอย่างมาที่นี่ ก็เพราะอยากลืมเรื่องนี้”
       มือฤทธิ์มีอาการสั่นขึ้นมาอีกครั้งเหมือนที่ใจทิพย์เคยเห็น เธอรีบรวบมือเขามากุมเอาไว้พูดอย่างอ่อนโยน
       “คุณทำดีที่สุดแล้ว คุณเป็นคนมีเมตตานะฤทธิ์ เพราะแบบนี้…ฉันถึงได้รักคุณ”
       ฤทธิ์มองใจทิพย์…
       “ไม่มีใครทำถูกไปหมดทุกอย่าง แม้แต่ฉันหรือว่าคนอื่น คุณต้องให้อภัยตัวเอง…ต้องยกโทษให้ตัวเองบ้าง”
       ฤทธิ์กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เขากอดใจทิพย์แล้วร้องไห้ออกมา ใจทิพย์ลูบหลังปลอบเขาราวกับเด็กไร้เดียงสาคนหนึ่ง
      
       ชินโดบาร์เป็นบาร์สไตล์เกาหลีของนายปาร์ก มีพนักงานสาวเต้นโชว์บนเวทีหน้าตาบ๊องแบ๊วเหมือนหลุดมาจาก MV ท่ามกลางลูกค้ามากมายหลายเชื้อชาติ แหลมซึ่งเพิ่งออกจากคุกเดินเข้ามาในร้าน ก่อนจะผ่านพนักงานการ์ดขึ้นบันไดไปยังชั้นบน
       ในออฟฟิศชินโดบาร์ชั้นบน ปาร์กเช็ดปืนไปพลาง บ่นกับแหลมไปพลาง
       “ติดคุกซะเพลินเลยนะไอ้แหลม อยู่ดีไม่ว่าดี ดันรับจ๊อบหาเด็กส่งให้ไอ้พวกค้ามนุษย์...สมน้ำหน้า”
       แหลมยิ้มแหยๆ
       “ งานนี้ผมโดนทั้งขึ้นทั้งล่องครับคุณปาร์ก รับรองว่าคงเข็ดไปอีกนาน”
       ปาร์กมองขำๆ
       “แล้วไอ้คนที่เล่นงานแก รู้รึยังว่ามันเป็นใคร”
       “กำลังสืบอยู่ครับ ถ้าเจอเมื่อไหร่ ผมต้องแก้แค้นมันแน่”
       “ยังไม่ใช่ตอนนี้ ตำรวจกำลังจับตาแกอยู่ แล้วอีกอย่าง…ฉันมีงานอื่นจะให้ช่วย”
      
       เช้าวันต่อมา กรณ์เดินมาส่งลูกทีมที่นั่งโดยสารกันอยู่บนรถจี๊ปของยักษ์
       “พวกนายกลับไปรอที่จุดนัด ได้ตัวฤทธิ์แล้วฉันจะรีบตามไป”
       เอมี่ไม่มั่นใจ
       “แน่ใจเหรอว่าเขาจะรับงาน”
       “เดี๋ยวก็รู้”กรณ์บอกยิ้มๆ
      
       ฤทธิ์นอนอยู่บนเตียง เขาฝันเห็นภาพเด็กสาวลูกพ่อค้ายายังคงถือปืนยิงใส่ฤทธิ์ แต่ภาพของเธอเหมือนกับค่อยๆเลือนหายไปในที่สุด ฤทธิ์ลืมตาตื่นขึ้น และหันมาดูใจทิพย์ที่นอนอยู่ข้างกาย แต่เธอไม่ได้อยู่ที่นั่น
      
       ใจทิพย์ชื่นชมบรรยากาศยามเช้าอยู่ที่ระเบียง ฤทธิ์ตามมากอดเธอ
       “ใจทิพย์”
       “คะ”
       “แต่งงานกับผมนะ”
       ใจทิพย์หันมาอึ้ง
       “หือ”
       “ผมพูดจริงๆ”
       “แต่เราเพิ่งรู้จักกันแค่…”
       ฤทธิ์ยิ้ม
       “ไม่ เราเคยเจอกันมาก่อน ผมรู้สึกอย่างนั้น”
       ใจทิพย์นิ่งงันไปเพราะคำพูดนั้น…ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อซึมออกมา
       “ฉันก็เหมือนกัน ฉันรู้สึกแบบเดียวกับคุณ รู้สึกตั้งแต่วันแรก ที่เห็นคุณมาช่วยฉัน”
       ใจทิพย์สวมกอดฤทธิ์เอาไว้
      
       ฤทธิ์มาบอกคำตอบกับกรณ์ที่จุดนัดที่ชายหาด เขาส่งซองเอกสารคืนให้กรณ์
       “ฉันมีเงื่อนไข”
       “ว่ามาเลยเพื่อน”
       “งานสุดท้าย...ฉันต้องการอยู่อย่างสันติ”
       “ไม่เหมาะกับแกหรอกมั้ง”
       “ฉันกำลังมีครอบครัว ขอร้องเถอะเพื่อน ให้จบสิ้นกันแค่นี้”
      
       กรณ์นิ่งคิด


  


       ภายในห้องโถงอาคารเช่า...ใจทิพย์วางโทรศัพท์มือถือที่ตั้งระบบถ่ายรูปอัตโนมัติเอาไว้ก่อนจะวิ่งมาหน้ากล้องเพื่อยืนเคียงข้างกับฤทธิ์ สักพักระบบก็ทำงาน
      
       “ในที่สุดคุณก็ยอมถ่ายรูปซะที”
      
       รูปถ่ายถูกปริ้นท์และนำมาใส่กรอบ ฤทธิ์แขวนรูปของเขากับใจทิพย์ไว้ใกล้ๆ รูปที่ใจทิพย์ถ่ายกับไอริณ และณัฐชา ทั้งตอนเด็กและตอนโต
       “ไม่รู้เมื่อไหร่ผมจะได้เจอเพื่อนๆของคุณ”
       “พี่น้องของฉันต่างหาก ไอริณกับณัฐชา พวกเขาต้องดีใจแน่ ถ้ารู้ว่าฉันจะแต่งงาน”
       “แล้วคุณจะให้ใครเป็นเพื่อนเจ้าสาว”
       ใจทิพย์ยิ้ม
       “อันนี้ต้องขอคิดดูก่อน”
       ฤทธิ์ยิ้มรับเศร้าๆ...อดไม่ได้ที่จะใจหายเมื่อต้องเดินทาง ใจทิพย์ก็เช่นกัน
      
       บ่ายวันนั้น ใจทิพย์มาส่งฤทธิ์เพื่อขึ้นรถของกรณ์ที่จอดรอยู่หน้าอาคารเช่า
       “แล้วผมจะรีบกลับ”
       “ฉันจะรอค่ะ”
       ฤทธิ์ดึงตัวใจทิพย์มาจูบที่หน้าผากเบาๆ ก่อนจะหิ้วสัมภาระไปที่รถของกรณ์ซึ่งยืนรออยู่
       “ไม่ต้องห่วง ผมจะดูแลเขาเอง”
       ใจทิพย์พยักหน้าให้กรณ์อย่างวางใจ รถของกรณ์แล่นจากไป ใจทิพย์มองตามฤทธิ์จนลับตา
      
       ในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเอมี่ มาเปิดประตูให้ฤทธิ์กับกรณ์ ด้วยชุดที่ค่อนข้างยั่วยวนตามสไตล์ดอกไม้มรณะ ใครเชยชมเมื่อไหร่ตายเมื่อนั้น
       “เอาล่ะ ได้เวลาแนะนำตัวอย่างเป็นทางการซะทีนะ...นี่เอมี่ ลูกศิษย์ฉันเอง ตอนนี้เธอเป็นผู้ช่วยของฉัน”กรณ์บอกทุกคน
       เอมี่ยิ้ม
       “ในที่สุด พ่อรูปหล่อของเราก็มาจนได้”
       กรณ์ปราม
       “เลิกหื่นได้แล้วเอมี่ เพื่อนฉัน เขาจะแต่งงานแล้ว”
       กรณ์เดินนำฤทธิ์เข้ามาในห้องซึ่งยักษ์ ลุงโจ และวัฒน์กำลังรออยู่ วัฒน์กำลังนั่งใช้มีดพกเฉือนผลไม้ทานแก้เซ็ง กรณ์แนะนำ
       “นั่นวัฒน์คนที่เชือดนายคราวก่อน เขาเป็นหน่วยกล้าตาย”
       กรณ์ชี้ไปที่ลุงโจที่นังดวดเหล้าแต่หัววัน
       “ส่วนลุงโจเป็นคนจัดการเรื่องระเบิด และนำทาง”
       กรณ์บุ้ยหน้าไปที่ชายร่างใหญ่ที่กำลังนั่งเล็มหนวดตัวเองอยู่
       “แล้วก็ยักษ์ เป็นหน่วยกล้าตายหมายเลขสอง คอยดูแลเรื่องพาหนะ...นี่ฤทธิ์เพื่อนเก่าของฉันเอง ใครมีอะไรจะถามมั้ย”
       วัฒน์มองหน้าฤทธิ์
       “เขาบอกว่านายใช้มีดเก่งกว่าปืน จริงรึเปล่า”
       “ฉันไม่ถูกโรคกับปืน”
       “ว่างๆขอลองวิชาหน่อยนะ พอดีฉันเองก็ชอบมีดเหมือนกัน”
       ฤทธิ์มองแผลที่แขนตัวเอง
       “ฉันจำได้”
       กรณ์มองหาลูกน้องคนอื่นๆ
       “คนอื่นล่ะ”
       เอมี่มองอย่างเสียดาย
       “คุณจะแต่งงานแล้วจริงๆเหรอ”
       ฤทธิ์พยักหน้า
       “เร็วๆนี้”
       “แหม เสียดายจัง”
       ลุงโจกับยักษ์หลิ่วตากันขำๆ ขณะที่วัฒน์มองเอมี่กับฤทธิ์อย่างไม่พอใจ
       “เอาล่ะ ทีนี้ก็เริ่มประชุมกันซะที” กรณ์ชี้ “ลุงโจ หยุดดื่มได้แล้ว”
       ลุงโจกระดกเหล้าที่เหลือ แล้วคว่ำแก้วเซ็งๆ
      
       กรณ์กางแผนที่ลงบนเตียงซึ่งใช้แทนโต๊ะประชุม สมาชิกทั้งหมดมายืนรุมล้อมกัน
       “เราจะเดินทางด้วยเรือไปถึงบริเวณนี้ จากนั้นค่อยเดินเท้าข้ามภูเขาลูกนี้ไป โรงงานของมันจะตั้งอยู่ในหุบเขา มีกำลังคนดูแลอยู่ไม่ต่ำกว่าสามสิบคน นอกนั้นเป็นเจ้าหน้าที่กับคนงาน...งานนี้พวกเราต้องปิดบังฐานะ ห้ามพกเอกสารบัตรอุปกรณ์สื่อสาร หรือสัมภาระใดๆ ที่ไม่ใช่อาวุธติดตัวไปเด็ดขาด ถ้าเกิดอะไรผิดพลาด ทางหน่วยงานของเราจะดูแลครอบครัวของพวกคุณเป็นอย่างดี ภารกิจเริ่มตอนรุ่งสางวันพรุ่งนี้...รับทราบ”
       ทุกคนตอบพร้อมกัน
       “รับทราบ”
       กรณ์พยักหน้าอย่างพอใจ
      
       ในห้องวีไอพีภัตตาคารดอกบัวขาว...มาวิน นักธุรกิจหนุ่ม กับแหลมนั่งดื่มกินกันอยู่ ก่อนที่ลูกน้องจะหิ้วกระเป๋าเอกสารมาวางแล้วกระซิบบอก
       “เงินโอนเข้าบัญชีแล้วครับเจ้านาย”
       มาวินยิ้มพอใจก่อนจะส่งกระเป๋าเอกสารให้แหลมที่รีบเปิดเช็คดูสินค้าข้างใน
       “ฝากขอบใจคุณปาร์กเจ้านายแกด้วยนะไอ้แหลม ในฐานะที่เป็นลูกค้าขาประจำ”
       แหลมยิ้มรับ
       “ไม่เป็นไรหรอกครับคุณมาวิน น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่าครับ เออ ว่าแต่ทำไมดูเหมือนสินค้าของคุณจะน้อยลงละครับ”
       มาวินหนักใจ
       “มีคนตัดหน้าฉัน ใครก็ไม่รู้มันกว้านซื้อทั้งยาทั้งสารตั้งต้นในการผลิต ไปจนเกือบหมดตลาด”
       “สงสัยมันคงอยากลองดีมั้งครับคุณมาวิน ไม่ต้องห่วงครับ เจอตัวเมื่อไหร่ มันเละแน่”
       “เออพูดดี ถ้างั้นคืนนี้เราฉลองกันให้เต็มที่ ฉันเลี้ยงแกเอง”
      
       มาวินหัวเราะชอบใจ


  


       บรรยากาศยามค่ำคืนภายในเธคแห่งหนึ่ง มีนักเที่ยวมาเที่ยวกันหนาตา ไอริณกับณัฐชาเพิ่งมาถึง นักเที่ยวมองไอริณซึ่งเป็นดาราด้วยความสนใจ ณัฐชามองสถานที่อึ้งๆ
      
       “โอ้โห เนี่ยนะรีแล็กซ์แบบของเธอ”
       “ก็ใช่สิ เห็นเธอเครียดเรื่องงานหรอกนะ ถึงพามาเที่ยวนี่ยังจะบ่นอีกเหรอ”
       “แต่ฉันทำคดีอยู่นะแม่คุณ ถ้าเกิดสารวัตรราเมศมาเห็นเข้า”
       “โอ้ยหายห่วง ขานั้นน่ะ ฉันโทรตามให้แล้ว”
       ณัฐชาหน้าตื่น
       “เย้ย...เธอชวนสารวัตรมาเที่ยวกับฉันเนี่ยนะ”
       ไอริณยักไหล่ยิ้มๆ เหมือนไม่เห็นจะยากเย็นตรงไหน
      
       เหล่านักเที่ยวสนุกกับการเต้นรำ ไอริณจูงณัฐชาเข้ามาในเธค พวกของมาวินกับแหลมเห็นเข้าพอดี
       “เอ...นั่นมันดารานี่ครับคุณมาวิน”
       “ไหนวะ”
       “คนนั้นไงครับ ดูเหมือนจะชื่อไอริณ”
       มาวินมองไอริณแล้วรู้สึกประทับใจ
       “สวยว่ะ หุ่นน่าฟัดเป็นบ้า”
       มาวินกับพวกเดินเข้าไปทักทายไอริณกับณัฐชา มาวินยื่นมือ
       “สวัสดีครับคุณไอริณ ผมมาวิน เป็นหุ้นส่วนของที่นี่”
       “ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก”
       ไอริณจับมือมาวินตามมารยาท แต่อีกฝ่ายกลับคว้าหมับไม่ยอมปล่อย
       “ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากครับที่มีโอกาสได้ต้อนรับคุณ ถ้าไงขออนุญาตเลี้ยงเครื่องดื่มสักแก้วนะครับ”
       ณัฐชาขัดขึ้น
       “ฉันว่าอย่าเลยค่ะ คุณไอริณต้องรีบกลับ”
       “นี่คุณ ผมถามคุณไอริณอยู่นะ ไม่ใช่คุณ” มาวินเอานิ้วจิ้มบ่า “ถ้าไม่อยากเจอดีก็ถอยไปซะ”
       “พวกคุณต่างหากที่ควรถอยไป” ณัฐชาดึงไอริณ “ไอริณ เรากลับกันเถอะ”
       ณัฐชาคว้าแขนไอริณจะกลับออกไปแต่ก็ถูกสมุนของมาวินขยับมาขวางทางเอาไว้ มาวินจ้องหน้าณัฐชา
       “เธอไปได้ แต่คุณไอริณต้องอยู่ที่นี่”
       ณัฐชาดันไอริณหลบไปแล้วเปิดฉากบู๊กับสมุนของมาวินอย่างดุเดือด พวกนักเที่ยวต่างพากันแตกตื่น บ้างหนีออกไปข้างนอก ในขณะที่ไอริณทำอะไรไม่ถูกเพราะเธอก็ได้แค่ต่อสู้แต่ในการแสดงเท่านั้น...มาวินเห็นสมุนของตนโดนณัฐชาเล่นงานก็เริ่มนึกสนุก
       “ก็ได้ ถ้างั้นผมขอยืดเส้นยืดสายบ้างก็แล้วกัน”
       มาวินถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วตรงเข้าต่อสู้กับณัฐชา ด้วยชั้นเชิงที่เหนือกว่ามาวินสามารถจับณัฐชากดล็อกไว้กับผนัง ไอริณตกใจ
       “ณัฐชา”
       “เสร็จฉันล่ะนังม้าพยศ”
       ราเมศโผล่มาจ่อปืน
       “ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะไม่ทำแบบนั้น”
       มาวินชะงัก
       “แก…แกเป็นใครวะ”
       “ผมผู้กองราเมศ เป็นผู้บังคับบัญชาของหมวดณัฐชา”
       มาวินมองณัฐชา
       “อ้อที่แท้ก็เป็นตำรวจ ไม่ยักรู้”
       “ยังมีอีกเรื่อง ที่ผมสงสัยว่าคุณคงจะไม่รู้ คุณไอริณ เธอเป็นลูกสาวของท่านนำชัย หัวหน้าพรรคเทิดธรรม งานนี้ผมว่าคุณเจอปัญหาใหญ่แน่” ราเมศพูดด้วยน้ำเสียงกวนๆ
      
       ราเมศเดินออกมาส่งไอริณกับณัฐชาที่หน้ากองปราบหลังจากเสร็จธุระเรื่องคดี
       “งานนี้นายมาวินนั่นคงโดนขังยาวแน่” ไอริณสะใจ
       “แต่ผมว่าคงไม่หรอกครับ หมอนั่นเขามีเส้นสายอยู่พอตัว อย่างเก่งก็คงไม่เกินสามวัน” ราเมศบอกเซ็งๆ
       ณัฐชาแปลกใจ
       “แค่นั้นเองเหรอคะผู้กอง ทั้งๆที่มันลวนลามผู้หญิงในที่สาธารณะ”
       “กฎหมายมันมีช่องโหว่น่ะผู้หมวด ทำไงได้”
       ณัฐชาได้แต่หงุดหงิดใจ ระหว่างนั้นก็เห็นสุชาติพาบอดี้การ์ดเดินตรงเข้ามา ไอริณหันไปถาม
       “คุณสุชาติ แล้วพ่อล่ะ”
       “ท่านนำชัยให้ผมมารับคุณกลับบ้านครับ”
       ไอริณมองหน้าณัฐชาอย่างเซ็งๆ
       “เที่ยวสนุกมากเลยนะคืนนี้”
       ณัฐชายิ้มขำ
       “นั่นสิ รีแล็กซ์จริงๆ”
      
       นำชัยเช็คข้อมูลผ่านทางคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คอยู่ในห้องทำงาน ขณะเดียวกันนั้นโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เขาดูหมายเลขแล้วกดรับสาย
       “ฮัลโหล ว่าไงสุชาติ ไอริณปลอดภัยรึเปล่า”
       “ปลอดภัยครับท่าน ตอนนี้กำลังเดินทางกลับครับ”
       “แล้วเรื่องคดีล่ะเป็นยังไงบ้าง...ฮัลโหล...ฮัลโหล”
       โทรศัพท์เหมือนมีคลื่นแทรก เสียงของสุชาติขาดหายไป ก่อนจะมีสายของบอสซ้อนเข้ามาเป็นเสียงสังเคราะห์
       “สบายดีเหรอท่านนำชัย”
       “นั่นใคร”
       “อะไรกัน ไม่ทันไรก็ลืมผู้มีพระคุณแล้วเหรอ ฮึๆๆ อย่าลืมสิว่าเพราะมีพรายพิฆาต คุณถึงได้มีวันนี้”
       “พรายพิฆาต แกต้องการอะไร”
      
       นำชัยถามเครียดๆ


  


       ภายในห้องพักเวลานั้น...กรณ์เอาถุงอาวุธทั้งสั้นยาวและมีดดาบ มาวางกองตรงหน้าฤทธิ์
      
       “นี่สำหรับแก”
       ฤทธิ์มองปืนอย่างหนักใจ กรณ์ถาม
       “ไม่เช็คดูหน่อยเหรอ”
       ฤทธิ์เอื้อมมือมาแตะที่ปืน แล้วทอดถอนใจเพราะรู้สึกเหมือนไม่ถูกโรคกับมัน
       “ท่าทางแกคงมีปัญหากับปืนจริงๆว่ะเพื่อน” กรณ์คว้าปืนขึ้นมา “ปืนมันก็เป็นแค่โลหะ เป็นแค่สิ่งของอย่างหนึ่งที่คนเราประดิษฐ์ขึ้น แต่สิ่งที่ฆ่าคนได้จริงๆ ก็คือใจคนต่างหาก”
       ทันใดนั้นกรณ์ก็จัดแจงถอดแยกชิ้นส่วนปืนออกเป็นชิ้นๆ วางเรียงลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว เมื่อกรณ์วางชิ้นส่วนสุดท้ายเสร็จ เขาก็ชักปืนพกของตัวเองออกมาเล็งใส่ฤทธิ์ทันที
       “นี่แกทำบ้าอะไรของแก”
       “รักษาอาการปอดแหกให้แกไงเพื่อน แกมีหน้าที่เช็คปืน ส่วนฉันมีหน้าที่ต้องเช็คแก ถ้าแกไม่พร้อม ภารกิจนี้จะต้องถูกยกเลิก”
       “แกไม่ยิงฉันหรอก”
       “ก็ลองดูสิ” กรณ์ดูนาฬิกาข้อมือ “สิบวินาที ถ้าไม่ทัน ฉันระเบิดหัวแกทิ้ง เริ่ม”
       ฤทธิ์อึ้งไปอึดใจหนึ่ง แต่เมื่อเห็นแววตาของกรณ์ที่เอาแน่ เขาก็จึงมองมาที่ชิ้นส่วนปืนและเริ่มคว้ามันขึ้นมาต่อประกอบอย่างรวดเร็ว
       “5 4 3 2 1”
       ฤทธิ์ตบซองกระสุนเข้าที่ ก่อนจะตวัดปากกระบอกปืนเล็งใส่กรณ์บ้าง
       “โอเค แกผ่าน” กรณ์ยิ้มพอใจ
       ฤทธิ์ยังเล็งปืน มาดเข้ม
       “อย่าเล่นบ้าๆแบบนี้อีก ฉันไม่ชอบ”
       กรณ์ยิ้ม ก่อนจะลดปืนของตัวเองลง
      
       โทรศัพท์มือถือมีสายเข้าขณะที่ใจทิพย์กำลังนอนหลับอยู่ เธอกดรับสายทั้งๆที่ตายังหลับ
       “นี่ผมเอง คุณเป็นยังไงบ้าง”
       “คนใจร้าย วันนี้ฉันโทรหาคุณทั้งวันเลยรู้มั้ย”
       “ผมต้องปิดเครื่องน่ะ มันเป็นกฎ”
       “แล้วตอนนี้เค้าอนุญาตให้เปิดเครื่องได้แล้วเหรอ”
       “เปล่า ผมแหกกฎน่ะ ทนคิดถึงคุณไม่ไหว”
       “ฉันก็คิดถึงคุณ คิดถึงทั้งวันเลย”
       “ผมก็เหมือนกัน”
       ใจทิพย์เหลือบไปดูนาฬิกา
       “แต่ว่าตอนนี้มันตีสองแล้วนะ พรุ่งนี้ฉันต้องทำงานแต่เช้า เอาไว้คิดถึงต่อทีหลังได้รึเปล่า”
       ฤทธิ์ยิ้ม
       “ไม่เป็นไร คุณนอนเถอะ แต่อย่าวางสายนะ ถือไว้ใกล้ๆที่หน้าอกคุณ”
       “ทะลึ่งรึเปล่าเนี่ย”
       “เปล่าหรอก ผมแค่อยากได้ยินเสียงหัวใจคุณเต้น”
       ใจทิพย์ยิ้มรับในความอ่อนโยนของฤทธิ์
       “ฉันรักคุณ”
       “ผมก็รักคุณ”
       ใจทิพย์กุมโทรศัพท์ไว้แนบอกจนหลับไป ฤทธิ์เฝ้าฟังเสียงหัวใจของคนรัก ก่อนจะเหลือบมองไปที่ขอบฟ้าเห็นแสงทองของอรุณรุ่งรำไร
      
       เรือเร็วแล่นมาตามลำน้ำ ผ่านเทือกเขากลางป่าแห่งหนึ่ง โดยมียักษ์ทำหน้าที่เป็นพลขับ ฤทธิ์นั่งเหม่อมองสายน้ำโดยมีเอมี่เฝ้าจับตามองเขาอยู่ ส่วนวัฒน์ควงมีดแก้เซ็ง ขณะที่กรณ์กำลังหลับงีบโดยมีหมวกปิดหน้าอยู่ ระหว่างนั้นลุงโจก็แอบล้วงกระติกเหล้าออกมาจิบ กรณ์พูดโดยไม่ต้องลืมตา
       “ลุงโจ”
       ลุงโจรีบซ่อนกระติกเหล้า
       “ว่าไงครับหัวหน้า”
       “บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าพกมา”
       ลุงโจทำซื่อๆ
       “พกอะไรที่ไหน”
       “วิสกี้ อยู่ใต้ลมแบบนี้ ฉันได้กลิ่นนะลุง”
       ลุงโจยิ้มสู้
       “หึๆๆ โทษทีหัวหน้า แต่ของมันขาดไม่ได้”
       กรณ์เลิกหมวกขึ้นมองหน้าลุงโจเซ็งๆ แล้วแบมือขอกระติกจากลุงโจไปปาทิ้งลงน้ำ ลุงโจได้แต่มองตามด้วยความเสียดาย ฤทธิ์ขยับไปถามยักษ์
       “ยังอีกไกลรึเปล่า”
       “ไม่เกินสิบนาที เดี๋ยวได้บู๊กันมันหยดติ๋งแน่”
       ยักษ์หัวเราะชอบใจ ด้วยความกระหายที่จะเข่นฆ่า วัฒน์เห็นเอมี่จ้องฤทธิ์ไม่วางตา
       “เธอชอบเขามากหรือไง เห็นจ้องอยู่ได้”
       เอมี่หันมายั่ว
       “หึงเหรอไงจ๊ะ หนุ่มน้อย”
       “ฉันไม่ใช่หนุ่มน้อย ฉันติดยศเดียวกับเธอ”
       “งั้นเหรอ มาพนันกันมั้ย ว่าฝีมือใครจะเหนือกว่า”
       วัฒน์มองเอมี่อย่างไม่พอใจ
      
       ลุงโจนำทางทุกคนไปตามเส้นทางข้ามป่าเขา แต่แล้วกรณ์ก็เหลือบเห็นอะไรบางอย่างเขาส่งสัญญาณมือให้ทุกคนหยุดเดิน ก่อนจะแยกกันหลบหาที่ซ่อน หน่วยลาดตระเวนของทหารป่ากลุ่มหนึ่งเดินผ่านไป พวกกรณ์ต่างกุมอาวุธของตัวเองกันแน่นในสภาพพร้อมใช้งาน ส่วนใหญ่เป็นอาวุธสำหรับเก็บเงียบประเภทมีดพก มียักษ์เท่านั้นที่ใช้ดาบสปาต้า ส่วนเอมี่ใช้ปืนติดที่เก็บเสียง พอได้จังหวะทุกคนก็ลงมือเก็บเงียบทันที เป้าหมายถูกสังหารในเวลาไม่กี่วินาที กรณ์หันมาบอกกับทุกคน
       “จวนถึงที่หมายแล้ว ทุกคนระวังด้วย”
      
       พวกของกรณ์เดินทางมาถึงเนินเขา ซึ่งจากจุดนี้เมื่อมองลงไปจะเห็นทุกสิ่งที่อยู่ด้านล่างชัดเจน กรณ์ใช้กล้องส่องทางไกลจับตาดูฐานที่มั่นของพวกศัตรู
       “ระวังหน่อยมียามที่พื้นดินสองคนเฝ้าปากทางเข้า อีก 4 - 5 คนอยู่บนเนินเขาตรงข้ามกับเรา”
       ฤทธิ์รับกล้องจากกรณ์มาส่องดูบ้าง แล้วก็รู้สึกผิดสังเกต เมื่อพบว่าฐานที่มั่นของศัตรูกลับตั้งอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ด้านหน้ามีเต็นท์กองบัญชาการ และมีทหารกระจัดกระจาย
       “แน่ใจนะว่าข่าวกรองไม่ผิดพลาด”
       ลุงโจแปลกใจ
       “ทำไม”
       “สภาพไม่เหมือนโรงงานยาเสพติด มันเหมือนเหมืองแร่ซะมากกว่า”
       “ใครจะรู้ มันอาจใช้ถ้ำเพื่อหลบเลี่ยงดาวเทียมของทางการก็ได้” กรณ์สั่งการ “เอมี่เธอหาฐานยิงแล้วจัดการกับพวกยามบนหอคอย ที่เหลือพยายามรุกคืบเข้าไปให้ใกล้ที่สุด รอเอมี่เปิดฉากแล้วค่อยบุกเข้าไป”
       เอมี่ยกนาฬิกาข้อมือดู
       “เจ็ดโมงสี่สิบสามนาที ทุกคนเทียบเวลา”
       ทุกคนยกนาฬิกาข้อมือของตนขึ้นเช็คเวลา
      
       เอมี่ปีนขึ้นบนโขดหินใหญ่อย่างคล่องแคล่ว และจัดการประกอบปืนเข้ากับกล้องเล็ง ขณะที่กรณ์ ฤทธิ์ ลุงโจ วัฒน์ ยักษ์ ต่างคืบคลานเข้าไปใกล้หน้าฐาน กรณ์ส่งสัญญาณมือเพื่อแบ่งกำลังให้กระจายกันไปจัดการพวกยาม ฝ่ายเอมี่ก็หยิบผ้าจากเป้มาปูที่โขดหินอย่างอารมณ์ดี เอมี่ผิวปากวี้ดวิ้วให้กับความละเมียดของตัวเอง ก่อนจะนอนหมอบลงตั้งปืนในสภาพพร้อมยิง
      
       กรณ์ ฤทธิ์ ลุงโจ วัฒน์ และยักษ์ ต่างมองที่นาฬิกาข้อมือของตน เพื่อรอเวลา
      

       เอมี่ตั้งปืนเล็งหาเป้าหมายคือพวกยามที่อยู่ตามที่สูงทั้งหลาย นาฬิกาข้อมือของเธอเริ่มกะพริบเพราะจวนถึงเวลาปลุกที่ตั้งไว้ และแล้วเสียงปลุกเป็นเพลงจิงเกิ้ลเบลก็ดังขึ้น
      
       เอมี่เหนี่ยวไกยิงยามคนแรกทันที จากนั้นพวกกรณ์ ฤทธิ์ ลุงโจ วัฒน์ ยักษ์ ก็ลงมือเก็บพวกทหารป่า ซึ่งพวกมันแทบไม่มีโอกาสตั้งตัว เนื่องจากถูกโจมตีจากทุกทิศทาง เอมี่เมื่อเก็บยามบนหอคอยจนหมดก็เริ่มทำหน้าที่คอยยิงคุ้มกันให้พวกเพื่อน ส่วนลุงโจก็งัดระเบิด pipe bomb ที่ประกอบขึ้นเองออกมา
       “แบบนี้มันต้องเจอเครื่องทุ่นแรง”
       pipe bomb ของลุงโจไม่มีห่วงเชือกสำหรับดึงสลัก แต่ใช้วิธีบิดตรงหัวเกลียวครั้งหนึ่ง ก่อนจะขว้างออกไป ระเบิดกลิ้งไปที่ข้าศึกก่อนจะทำงาน ส่งผลให้ข้าศึกมากมายต้องสังเวยชีวิต ลุงโจภูมิใจในผลงานขอตน
       “เจ๋งเป้ง pipe bomb ยี่ห้อลุงโจผลิตเองโว้ย ฮ่าๆ”
       ทหารป่าคนหนึ่งเห็นเงาสะท้อนจากเลนส์กล้องปืนของเอมี่ มันจึงโดดไปที่ฐานปืนแล้วใช้ปืนกลหนักกราดยิงใส่เอมี่จนต้องพลิกตัวกลิ้งหลบไป วัฒน์ตกใจ
       “เอมี่”
       วัฒน์ปามีดใส่ทหารป่าจนตายคาปืนกล ยักษ์ทิ้งปืนของตัวเองแล้วโดดไปที่ปืนกลหนัก ก่อนจะกราดยิงพวกทหารป่าอย่างเมามัน
       “เข้ามาสิโว้ย ไอ้พวกนักรบปลายแถว มาเจอมืออาชีพหน่อยโว้ย ข้าจะสอนงานให้เอง ฮ่าๆ”
       ผู้คนล้มตายเป็นผักปลา เลือดสาดและชิ้นเนื้อสาดกระจุยไปทั่วบริเวณ จนฤทธิ์สุดทนเมื่อเห็นยักษ์กราดยิงใส่แม้แต่พวกทหารที่กำลังหลบหนีก็ตาม ฤทธิ์ตะโกนห้าม
       “พอได้แล้ว พวกมันหนีไปแล้ว”
       ยักษ์ยังคงแผดร้องและกระหน่ำยิงอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่ทันสังเกตว่ามีทหารป่าคนหนึ่งยังไม่ตายสนิท มันลุกขึ้นโงนเงนก่อนจะเล็งปืนยิงใส่ด้านหลังของยักษ์เข้าเต็มๆจนทรุดไป ลุงโจตกใจ
       “ไอ้ยักษ์”
       ลุงโจหันปากกระบอกปืนไปเล่นงานทหารป่ารายนั้นทันที มันล้มลงขาดใจ ฤทธิ์อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสังเวชใจกับพิษภัยของสงคราม แต่เขาก็มีเวลาเพียงแค่ชั่วอึดใจเท่านั้น เมื่อเหลือบเห็นรถบรรทุกคันหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาพร้อมกำลังเสริม วัฒน์ตะโกนบอก
       “กำลังเสริมของพวกมัน”
       กรณ์หงุดหงิด
       “บ้าเอ๊ย”
       เอมี่รีบจัดการยิงพลขับของรถบรรทุกคันนั้นนัดเดียวฟุบคาพวงมาลัย บรรดาทหารที่โดยสารมารีบตั้งแนวรบอย่างรวดเร็ว พวกมันใช้เครื่องยิงจรวด RPG เล่นงานพวกของกรณ์ชุดใหญ่ ทุกคนต่างหลบตายกันจ้าละหวั่น กรณ์เห็นเป้าหมายต่อไปของจรวดคือเอมี่ก็รีบร้องเตือน ขณะที่จรวดกำลังพุ่งหาเป้าหมาย
       “เอมี่ หลบไป”
       เอมี่รีบหอบปืนหนีไปจากฐานยิงของเธอ โดยคล้องตะขอกับกิ่งไม้แล้วโรยตัวลงเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนที่บริเวณดังกล่าวจะถูกระเบิดเป็นจุณ แรงระเบิดทำให้ต้นไม้หักครืน เอมี่หลุดจากเชือกร่วงลงไปกระแทกกับพื้นกลิ้งหลุนๆ ยักษ์กุมแผลกระเสือกกระสนหาที่กำบัง
       “ไอ้เลว แน่จริงอย่าเล่นของหนักสิโว้ย”
       ฤทธิ์พยายามยิงตอบโต้พวกกำลังเสริม แต่ก็ถูกพวกมันยิงจรวดซ้ำมาอีกจนไม่เป็นกระบวน เมื่อควันระเบิดจางลง ฤทธิ์ตัดสินใจโดดเข้าบังคับปืนกลแทนยักษ์และกราดยิงใส่แนวรบของพวกกำลังเสริมอย่างดุเดือด พวกทหารนับสิบยิงตอบโต้สวนมา แต่ถูกฤทธิ์กราดยิงใส่ไม่ยั้ง พลยิงระเบิดฝ่ายตรงข้ามตัดสินใจยิงจรวดถล่มฐานปืนกลหนักของฤทธิ์จนแหลกเป็นจุณ เคราะห์ดีที่ยักษ์เหลือบเห็นเข้าเสียก่อนจึงรวบตัวฤทธิ์หลบไป
       “หมอบ”
       แรงระเบิดทำให้ลุงโจล้มลงไปกับพื้น ระเบิด pipe bomb ของลุงโจกลิ้งออกมาจากเป้หลายแท่ง...วัฒน์กับกรณ์พยายามยิงสกัดพวกทหารป่า จนวัฒน์ถูกยิงล้มไป
       “วัฒน์” กรณ์ตะลึง
       “หัวหน้า พวกมันมีมากกว่า รีบถอนกำลังเหอะ”
       กรณ์ขบกรามด้วยความแค้น ขณะที่ฤทธิ์มองลุงโจเก็บลูกระเบิดแล้วรีบบอก
       “เอาระเบิดมาให้ผม ผมจัดการเอง”
       “ไกลขนาดนี้ แกโยนไม่ถึงหรอก”
       “ผมจะบุกเข้าไป”
       ยักษ์ขัดขึ้น
       “พวกมันมีเป็นฝูง อย่างต่ำต้องใช้ pipe bomb หกแท่ง แกจะจุดชนวนพร้อมกันยังไง”
       ฤทธิ์มอง pipe bomb
       “มันตั้งเวลาได้ใช่มั้ย”
       “แค่หนึ่งนาที”
       ฤทธิ์เป่าปากเรียกกรณ์ ก่อนจะส่งสัญญาณมือให้กรณ์รู้ว่า จะบุกเข้าให้ช่วยยิงคุ้มกัน ระหว่างนั้นเอมี่กับวัฒน์ก็เข้ามาสมทบที่แนวกำบังเดียวกับกรณ์
       “เขาจะทำอะไร” เอมี่ถามอย่างสงสัย
       “เราต้องยิงคุ้มกันให้เขา”
       เอมี่ชะงัก
       “จะฝ่าเข้าไปงั้นเหรอ”
       วัฒน์ส่ายหน้า
       “ฆ่าตัวตายชัดๆ”
      
       กรณ์นิ่งเงียบเพราะเชื่อว่าฤทธิ์ทำได้


  


       ลุงโจ ยักษ์ และฤทธิ์ช่วยกันกดปุ่มตั้งเวลาpipe bomb ก่อนจะยัดทั้งหมดกลับลงเป้ ลุงโจกำชับฤทธิ์
      
       “หนี่งนาที วิ่งเต็มที่นะไอ้หนุ่ม”
       ยักษ์เป็นห่วง
       “อย่าระเบิดกลางทางซะก่อนล่ะ”
       ฤทธิ์รับเป้ระเบิดมาสะพาย ก่อนจะหันไปชูสัญญาณฝ่ามือเป็นสัญญาณ ทุกคนมองฝ่ามือของฤทธิ์ ทันทีที่เขากำมือหมับ กรณ์ วัฒน์ ลุงโจ เอมี่ ยักษ์ เปิดฉากยิงใส่พวกศัตรูทันที จังหวะนั้นฤทธิ์ก็แบกเป้ระเบิดของลุงโจวิ่งไปที่แนวรบของพวกศัตรู พวกทหารป่าพยายามยิงใส่ แต่ฤทธิ์ก็อาศัยความว่องไวหลบเลี่ยงวิถีกระสุนไปได้ กระสุนปืนเจาะพื้นจนฝุ่นตลบ แต่นั่นก็ทำให้ฤทธิ์เสียเวลาซึ่งกำลังเดินหน้าไปเรื่อยๆ ยักษ์ดูนาฬิกา
       “ไม่ทันแน่ จวนหมดเวลาแล้ว”
       ลุงโจได้แต่ขบกรามด้วยความลุ้นระทึก พลยิงจรวดเมื่อเห็นฤทธิ์ใกล้เข้ามาก็ตัดสินใจยิงระเบิดเข้าใส่ ระเบิดตกตรงหน้าฤทธิ์พอดี กรณ์ตะลึง
       “ไอ้ฤทธิ์”
       ลุงโจหน้าสลด
       “ไปสู่ที่ชอบที่ชอบเหอะวะไอ้หนุ่ม”
       เอมี่เหลือบเห็น
       “เขาอยู่โน่น”
       เมื่อควันระเบิดจางลงกลับเห็นฤทธิ์โหนเถาวัลย์มาจากต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนจะสะบัดเป้ระเบิดออก ใส่แนวรบของพวกข้าศึก pipe bomb ที่อยู่ในเป้หลุดกระจายออกมากลางอากาศ ก่อนระเบิด pipe bomb ร่วงถึงพื้น โหมดตั้งเวลาก็ทำงาน ส่งผลให้เกิดการระเบิดตูมๆไปทั่วบริเวณ พวกข้าศึกจบชีวิตลงในพริบตา ขณะที่ฤทธิ์โหนเถาวัลย์ไปดูเหตุการณ์อยู่บนต้นไม้อีกต้น
      
       ห้องโถงของบริษัทบลูฟินิกซ์ฟาร์ม่าของมาดามหลิว ถูกตกแต่งอย่างล้ำสมัย มีพนักงานและผู้คนมาติดต่อหลายคน โซเฟีย ซึ่งเป็นผู้ช่วยเดินตามทางเข้าไปในห้องสมุดของบริษัทเดินมาหามาดามหลิวที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนรถเข็น
       “โรงงานเป้าหมายที่เราตามสืบ ถูกจู่โจมแล้วค่ะมาดาม คนลงมือเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่าย”
       “บางทีศัตรูของเราอาจอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ให้ชาญไปสืบข่าว ฉันอยากรู้ว่าคนพวกนั้นเป็นใคร”
       “ค่ะมาดาม”
       โซเฟียกลับออกไป มาดามหลิวในปัจจุบันทอดสายตามองไปนอกหน้าต่างอย่างเคร่งขรึม เธอรำพึงในใจ
       “พรายพิฆาต พวกแกหนีฉันไม่พ้นหรอก”
       มาดามหลิว มองรูปของของตนเอง ที่ถ่ายกับสามีและลูกสาวอย่างเศร้าๆ
      
       ผนังถ้ำมีเศษดินร่วงลงมาเพราะแรงระเบิด ภายในห้องทดลองนั้น เป็นห้องโถงขนาดกลางที่ซ่อนอยู่ภายในถ้ำ บรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังจับกลุ่มกันอยู่ด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีใครสนใจทำงานค้นคว้าอีกต่อไป สักครู่ก็มีทหารระดับผู้บังคับบัญชา เดินเข้ามาพร้อมกับพลทหารสองนาย
       “ทุกท่าน ผมได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้ปกปิดทุกอย่างภายในห้องแล็บนี้เป็นความลับ ต้องขออภัยด้วย”
       หัวหน้านักวิทยาศาสตร์เอะใจ
       “เดี๋ยว ผู้กอง”
       สายเกินไป พลทหารที่ติดตามมาก็ยกปืนกลกราดยิงพวกนักวิทยาศาสตร์ทันที พวกนักวิทยาศาสตร์ตายทั้งหมด ผู้กองสั่งเสียงเข้ม
       “วางระเบิด แล้วเอาตัวจุดชนวนมาให้ผม”
       “ครับท่าน”
       ไม่มีใครรู้เลยว่านักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งยังอยู่ที่หน้าห้องทดลอง และเห็นเหตุการณ์ภายในห้องผ่านทางช่องกระจกเขารีบทิ้งแฟ้มในมือ แล้วโกยแน่บไปทันที
      
       ทหารป่าซึ่งปักหลักสู้คนสุดท้ายถูกพวกของกรณ์ยิงตาย ขณะที่คนอื่นๆก็หนีตายไปตามป่าตามเขา กรณ์มองดูสักพัก
       “เคลียร์”
       พวกกรณ์ออกจากที่กำบัง มาสมทบกันที่หน้าถ้ำ
       “ลุงโจ ยักษ์ วัฒน์ เข้าไปข้างในกับฉัน ส่วนฤทธิ์...นายกับเอมี่คอยเฝ้าปากถ้ำเอาไว้ ถ้ามีอะไรผิดปกติรีบวิทยุรายงาน” กรณ์สั่งการ
       ฤทธิ์พยักหน้ารับทราบ
      
       ขณะที่วัฒน์มองไปมาระหว่างฤทธิ์และเอมี่ด้วยความไม่พอใจ


  


       ผู้กองและเหล่าทหารป่ากลุ่มสุดท้าย ตั้งแนวรบเตรียมรับมือกับพวกกรณ์ ผู้กองของพวกทหารป่ามองตัวจุดชนวนระเบิดในมือก่อนจะกล่าวขึ้น
      
       “พวกเราจะต้านข้าศึกจนวินาทีสุดท้าย ถ้าตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อไหร่ ผมจะระเบิดที่นี่ แล้วส่งพวกศัตรูไปนรกพร้อมเรา”
       ในความเงียบนั้น ได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกกรณ์ใกล้เข้ามา
       “เห็นเป้าหมายเมื่อไหร่ให้ยิงได้ทันที ไม่ต้องรอคำสั่ง”
       แต่แล้วเสียงฝีเท้าก็หยุดเงียบไป ทำให้พวกทหารป่าพากันประหลาดใจ สักครู่ก็ได้ยินเสียงบางอย่างกลิ้งมาแทนที่ สิ่งที่เห็นก็คือ…ระเบิดpipe bomb ของลุงโจที่กลิ้งมาตรงหน้า ผู้กองตะโกนลั่น
       “ระวัง”
       ระเบิดทำงาน พวกทหารป่าต่างบาดเจ็บล้มตายเพราะแรงระเบิด ก่อนที่กรณ์จะนำ ลุงโจ วัฒน์ และยักษ์กราดยิงพวกที่เหลือจนดับดิ้น ตัวจุดชนวนหล่นอยู่ที่พื้น ผู้กองของพวกทหารป่าพยายามคลานไปคว้าขึ้นมาแต่แล้วกรณ์ก็โผล่มาเหยียบข้อมือของมันเอาไว้ แล้วชิงตัวจุดชนวนระเบิดไปต่อหน้า กรณ์เหลือบดูยศที่บ่าของฝ่ายตรงข้าม
       “เสียใจด้วยผู้กอง แต่คุณเป็นฝ่ายแพ้”
       กรณ์ว่าก่อนจะยิงศัตรูคนสุดท้ายตายคาที่
      
       ฤทธิ์กับเอมี่อยู่โยงเฝ้าปากถ้ำ เอมี่บรรจุกระสุนชุดใหม่พลางมองฤทธิ์ด้วยแววตายั่วเย้า ฤทธิ์เพียงแค่ยิ้มรับและกวาดตามองไปรอบๆ เขารู้สึกว่ามีอะไรผิดที่ผิดทางบางอย่างในบริเวณนั้น จึงเริ่มออกเดินสำรวจไปรอบๆ เอมี่มองตามฤทธิ์ที่เดินพ้นไปสีหน้าหยาดเยิ้มเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมทันที
      
       ประตูห้องทดลองเปิดออกเห็นซากศพนักวิทยาศาสตร์นอนตายเกลื่อน ทหารป่าที่ยืนยามอยู่สองนายทำท่าจะยิงต่อสู้เมื่อเห็นพวกกรณ์โผล่มา แต่ก็ถูกวัฒน์ยิงทิ้งเสียก่อน กรณ์กวาดตามองแล้วสั่งการ
       “วัฒน์แบ็คอัพข้อมูลทุกอย่างในคอมพิวเตอร์ ลุงโจตรวจดูระเบิดของพวกมัน ถ้าเดาไม่ผิดมันคงตั้งเวลาเอาไว้ ยักษ์ นายเช็คสารเคมีในคลัง ดูว่ามีของที่เราต้องการรึเปล่า...”
       ทุกคนแยกย้ายกันทำงาน วัฒน์เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาก็พบว่าคอมพิวเตอร์ลงพาสเวิร์ดเอาไว้ ป้องกันคนนอกใช้งาน วัฒน์หักข้อนิ้วกร๊อบๆ เปิดฉากลุย
       “ได้เลย มาดวลกันสักตั้ง เดี๋ยวก็รู้ว่าใครหมู่ใครจ่า”
       ลุงโจตรวจค้นไปไปรอบๆห้องแล็ปจนเจอระเบิดที่ตั้งเวลาเอาไว้เหลือเวลาแค่ไม่กี่นาที ลุงโจดูนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะหยิบซองเครื่องมือออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วนั่งลงจัดการกับมัน ระหว่างนั้นก็ผิวปากเป็นเพลงอย่างใจเย็น ยักษ์รื้อตู้แช่ค้นดูสารเคมีต่างๆ แต่ไม่พบสารที่ต้องการ ยักษ์โยนสารเคมีที่ไม่ต้องการทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
       กรณ์รื้อตู้เอกสารและค้นดูบันทึกการทดลองต่างๆ เห็นบางแฟ้มมีรูปภาพของเหยื่อที่ได้รับพิษจากสารเคมีประเภทเดียวกับฝนเหลือง ทำให้เกิดการกลายพันธุ์และพิกลพิการต่างๆนานา กรณ์นำกระเป๋านิรภัยกันน้ำกันกระแทกที่เตรียมมาออกจากเป้ แล้วเลือกเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทดลองจริงๆ ใส่ลงไป
      
       ฤทธิ์เดินมาดูซากรถคันหนึ่ง เห็นของที่บรรทุกมาเป็นสารเคมีหลายชนิดด้วยกัน เอมี่เข้ามาสมทบ
       “มีอะไรเหรอ”
       “สารเคมีพวกนี้ ใช้ทำยาเสพติดไม่ได้”
       “ไม่รู้สิ อาจเป็นสูตรใหม่ก็ได้มั้ง”
       ฤทธิ์มองเอมี่อย่างคลางแคลง ฉับพลันนั้นเขาก็เห็นนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายเล็ดรอดหนีออกมาจากถ้ำ
       “นั่นใคร”
       เอมี่ยกปืนเล็ง
       “ฉันจัดการเอง”
       ฤทธิ์คว้าปากกระบอกปืนผลักออก
       “เราฆ่ามาพอแล้ว ผู้ชายคนนั้นไม่มีอาวุธ”
       เอมี่ได้แต่นิ่งเฉย ปล่อยให้ฤทธิ์รีบวิ่งตามนักวิทยาศาสตร์รายนั้นไป
      
       นักวิทยาศาสตร์กำลังวิ่งหนีมาอย่างลนลาน ก่อนจะถูกฤทธิ์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้โผล่ออกมาเล่นงานจนล้มไปกับพื้น นักวิทยาศาสตร์กลัวรนราน
       “อย่า...อย่าฆ่าผม ผมเป็นพลเรือน”
       “พวกนายทำงานให้ใคร ผลิตยาเสพติดแบบไหนกันแน่”
       “ยาเสพติด นี่คุณพูดเรื่องอะไร ผมทำงานให้กองทัพนะ งานทดลองของพวกเราคืออาวุธเคมีต่างหาก”
       ฤทธิ์ชะงัก
       “อะไรนะ”
       “น้ำตามัจจุราช คุณไม่รู้หรือไง…”
       “น้ำตามัจจุราช มันคืออะไร”
       กระสุนจากปืนของเอมี่ถูกยิงจากระยะไกล พุ่งเข้าเจาะศีรษะของนักวิทยาศาสตร์นัดเดียวล้มตึงไปกับพื้นทันที ฤทธิ์อึ้งไปก่อนจะเห็นเอมี่ถือปืนเดินมาอย่างใจเย็น
       “เธอยิงเขาทำไม”
       “สงสัยมันคงกลัวจนเป็นบ้า ถึงได้พูดเพ้อเจ้อ”
       ฤทธิ์นิ่งอยู่สักพักเขาอ่านแววตาของเอมี่และรู้ดีว่าอีกฝ่ายโกหก เขารีบปลีกตัวกลับไปที่ถ้ำทันที เอมี่คุยวิทยุ
       “หัวหน้า เรามีปัญหาแล้ว”
       กรณ์คุยวิทยุกับเอมี่
       “ว่าไงเอมี่”
       “ท่าทางฤทธิ์ไม่เอาด้วยกับพวกเรา จะให้ฉันทำยังไง”
       “ถ่วงเวลาเขาเอาไว้ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
       เอมี่ลดวิทยุลง
       “ถ่วงเวลา...ฮึ...ฉันว่าฉันทำได้ดีกว่านั้นนะหัวหน้า”
       ฤทธิ์กำลังเดินมุ่งหน้ากลับไปยังถ้ำ แต่แล้ว…กระสุนจากปืนของเอมี่นัดนึงก็เฉี่ยว เส้นผมของเขาไป ฤทธิ์รีบหลบหลังต้นไม้
       “เอมี่”
       “ถ้าไม่อยากตาย ก็วางอาวุธซะ”
      
       สายตาเอมี่มองผ่านกล้องเล็งของปืน เห็นฤทธิ์ได้ชัดเจน


  


       ด้านวัฒน์เจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ได้สำเร็จ แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าเขาผลักคอมพ์ทิ้ง
      
       “ไอ้เลว มันจะลงพาสเวิร์ดหาหอกอะไรวะ”
       กรณ์กระชากคอ
       “นี่แกทำบ้าอะไรของแก”
       “มันถ่วงเวลาพวกเรา ในคอมไม่มีข้อมูลอะไรสักอย่าง มันลบทิ้งไปหมดแล้ว”
       กรณ์อึ้งไป ลุงโจพยายามหยุดเวลาระเบิดซึ่งใกล้ทำงานเต็มที เขาตัดสายไฟไปเส้นหนึ่งมันก็ยังทำงานต่อ…เวลายังคงเดินหน้าและเหลืออีกไม่กี่นาที
       “อ้าว...เฮ้ย อะไรของมันวะ” ลุงโจหน้าเหวอ
      
       ฤทธิ์วิ่งหลบหาที่กำบัง แต่ไม่ว่าเขาจะไปหลบหลังต้นไม้ต้นไหน เอมี่ก็ตามยิงได้อย่างแม่นยำ อานุภาพปืนของเอมี่มีแรงทะลวงสูง เกินกว่าฤทธิ์จะหลบอยู่นิ่งๆ
       “พอได้แล้วเอมี่ ผมไม่อยากทำร้ายคุณ”
       “ใครทำร้ายใครกันแน่ ฉันต่างหากที่ถือไพ่เหนือกว่า”
       เอมี่ปรับปืนเป็นยิงชุดแล้วกระหน่ำใส่ต้นไม้ที่ฤทธิ์หลบอยู่ แต่แล้วฤทธิ์หายไป เอมี่สอดสายตามองหาผ่านกล้องเล็ง
       “คุณหนีฉันไม่พ้นหรอก ฉันจับตาคุณอยู่นะ”
       ฤทธิ์โผล่มาด้านหลังเอมี่
       “ผมต่างหากที่จับตาคุณ”
       เอมี่ใจหายวาบรีบหันปากกระบอกปืนไปด้านหลัง แต่ก็ถูกฤทธิ์เล่นงานปลดอาวุธไป เอมี่ยังไม่ยอมแพ้ชักมีดออกมาเล่นงานอีกทั้งคู่ต่อสู้กันอึดใจหนึ่ง เอมี่ก็ถูกฤทธิ์จับล็อคไว้ ทำให้ทั้งคู่ประชิดตัวกันจนแทบจะหายใจรดหน้า
       “อยากเจ็บตัวหรือไง”
       “แน่นอน แล้วคุณล่ะ อยากทำให้ฉันเจ็บรึเปล่า”
       เอมี่พยายามยั่วยวนเพื่อฉวยโอกาสเล่นงานภายหลัง ฤทธิ์ไม่ตกหลุมพราง เขาคว้าต้นคอเอมี่แล้วกดหัวแม่มือลงไปที่เส้นประสาทต้นคออย่างแรง ทำให้เธอหมดสติไป
      
       ลุงโจตัดสายไฟอีกเส้น ระเบิดเวลาจึงหยุดทำงาน ลุงโจถอนหายใจก่อนจะหันไปบอก
       “เรียบร้อยหัวหน้า ถ้าไม่มีเครื่องจุดชนวนระเบิดจะไม่ทำงานเด็ดขาด”
       กรณ์มองไปที่ตัวจุดชนวนซึ่งวางอยู่แล้วพยักหน้า แต่แล้วทุกคนก็ได้ยินเสียงโครมครามดังขึ้นเห็นยักษ์ผลักตู้แช่สารเคมีจนล้มไป
       “เจอแล้ว หัวหน้า”
       ทุกคนไปสมทบกับยักษ์ และพบว่าหลังตู้แช่สารเคมี มีตู้เซฟซ่อนอยู่ และมีช่องสำหรับสแกนรหัสเปิด ลุงโจเอามือทาบ ลองเคาะดู
       “ไม่น่าจะมีระเบิด ลองเปิดดูเถอะ”
       กรณ์หันไปถามวัฒน์
       “คิดว่าเปิดได้มั้ย”
       วัฒน์ชี้
       “ช่องกระจกเล็กๆนั่นมีไว้สแกนม่านตา ต้องเป็นระดับหัวหน้า ถึงจะเปิดได้”
       กรณ์มองไปที่กองศพของนักวิทยาศาสตร์จนมาสะดุดตากับศพของหัวหน้าที่ดูแก่สุดในกลุ่ม จึงบุ้ยหน้าให้ยักษ์
       “ลากศพไอ้แก่นั่นมาตรงนี้”
       ยักษ์เดินไป ศพของหัวหน้านักวิทยาศาสตร์โดนยักษ์หิ้วด้วยมือเพียงข้างเดียว วัฒน์จับแหกตามาจ่อกับช่องแสกน พอล็อคเปิดยักษ์ก็ผลักศพทิ้งไปอย่างไม่ใยดี กรณ์ลงมือเปิดตู้นิรภัยและพบกระบอกอลูมิเนียมที่แช่เย็นอยู่ ภายในกระบอกมีหลอดแก้วบรรจุน้ำตามัจจุราชสีฟ้าเรืองแสงเอาไว้
       “ใช่มันรึเปล่า” ลุงโจถาม
       กรณ์มั่นใจ
       “ใช่...นี่แหละ น้ำตามัจจุราช”
       ทันใดนั้นเสียงฤทธิ์ดังขึ้น
       “อะไรคือน้ำตามัจจุราช”
       กรณ์ ลุงโจ วัฒน์ ยักษ์หันไปและเห็นฤทธิ์ยืนอยู่พร้อมปืน วัฒน์เอื้อมมือไปแตะที่ปืนของตน ฤทธิ์รีบยิงขู่ทันที
       “ถ้าขยับอีกนิดเดียว แกตายแน่”
       กรณ์รีบบอก
       “ไม่เอาน่าฤทธิ์ เราพวกเดียวกันนะ”
       “ใครส่งพวกเรามาที่นี่”
       “รัฐบาล”
       “รัฐบาลของเราไม่ยุ่งเรื่องอาวุธเคมี...บอกมา...มันเป็นใคร ไม่งั้นฉันเด็ดหัวแกทิ้ง”
       ทุกคนเงียบกริบ ฤทธิ์ง้างนกปืนอย่างเอาจริง กรณ์มองลูกทีมคนอื่นอย่างชั่งใจก่อนจะบอกฤทธิ์
       “พรายพิฆาต”
       ฤทธิ์อึ้งไป ลุงโจเสริม
       “องค์กรแห่งภราดรภาพ ซึ่งจะทำให้ประชาคมในโลกนี้เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ หรือศาสนาอีกต่อไป”
       ยักษ์ตะโกนขึ้น
       “พรายพิฆาตจงเจริญ”
       วัฒน์ร้องตาม
       “พรายพิฆาตจงเจริญ”
       ฤทธิ์อึ้ง
       “พวกแกมันบ้า พวกแกถูกล้างสมอง” ฤทธิ์ยื่นมือไป “ส่งมันมานี่”
       “อย่าเพื่อน แกไม่รู้หรอกว่าน้ำตามัจจุราชมีอานุภาพแค่ไหน”
       “ส่งมา”
       กรณ์มองฤทธิ์อย่างเหี้ยมเกรียม ก่อนจะเก็บหลอดแก้วบรรจุน้ำตามัจจุราชลงในกระบอกอลูมิเนี่ยมตามเดิม
       “แกจะต้องเสียใจที่ทำแบบนี้”
       กรณ์โยนน้ำตามัจจุราชให้ฤทธิ์ จังหวะนั้นเองวัฒน์ก็ชักปืนออกมากระหน่ำยิงทันที ฤทธิ์รีบหลบหาที่กำบัง
      
       ทำให้กระบอกอลูมิเนียมหล่นไปกับพื้น แล้วกลิ้งไปทางหนึ่ง
      

       ชาญยืนรออยู่ที่ ล็อบบี้โรงแรม พนักงานจะนำรูปจากกล้องวงจรปิดที่ปริ๊นซ์มาส่งให้ ปรากฏว่าเป็นรูปของกรณ์ เอมี่ วัฒน์ ยักษ์ ลุงโจ และฤทธิ์เดินทางออกจากโรงแรม
      
       “ทั้งหมดมีแค่หกคนครับ ผู้ชายคนตัวสูงๆหล่อๆเพิ่งมาถึงทีหลัง”
       “เช็คเอาท์ไปนานรึยัง”
       “เมื่อเช้านี้เองครับ เห็นหอบเครื่องไม้เครื่องมือออกไปด้วย” พนักงานมองซ้ายมองขวา “แต่ท่าทางเหมือนจะเป็นอาวุธนะครับ”
       ชาญมองดูคนในรูปอย่างใช้ความคิด
      
       ภาพถ่ายของพวกกรณ์ถูกส่งเข้าคอมพิวเตอร์ของโซเฟีย เธอรีบรายงานมาดามหลิว
       “ชาญส่งรูปของพวกมันมาแล้วค่ะมาดาม ตอนนี้โปรแกรมกำลังสแกนใบหน้า”
       โปรแกรมสุ่มใบหน้าของแต่ละคนและค้นหาจนได้ประวัติ โซเฟียอ่าน
       “คนพวกนี้เคยอยู่หน่วยรบพิเศษ เชี่ยวชาญด้านการล่าสังหาร แต่จู่ๆก็พร้อมใจกันลาออกจากราชการเมื่อหลายเดือนก่อน”
       มาดามหลิวหันไปคุยกับชาญ ผ่านจอคอมพิวเตอร์
       “ชาญ เธอแน่ใจรึเปล่าว่าเป็นพวกมัน”
       ภาพของพวกกรณ์บนจอคอมพิวเตอร์หายไป ปรากฏเป็นภาพของชาญที่คุยกับมาดามหลิวด้วยระบบ face time
       “ครับมาดาม ผมแกะรอยพวกมันตั้งแต่กรุงเทพจนมาถึงนี่”
       “แล้วพวกมันแวะที่ชลบุรีทำไม”
       “รับผู้ชายคนที่อยู่ริมซ้ายสุดของรูปถ่ายครับ”
       โซเฟียคลิ๊กดูประวัติ
       “เขาชื่อฤทธิ์ ราวี ถูกให้ออกจากราชการไปเมื่อหลายปีก่อน ชื่อของเขาอยู่ในกลุ่มหายสาบสูญ”
       มาดามหลิวสงสัย
       “แล้วทำไมเพิ่งมาโผล่ตอนนี้”
       ชาญออกความเห็น
       “ท่าทางเขาอาจเพิ่งเป็น หรือยังไม่ได้เป็นพวกเดียวกับพรายพิฆาตนะครับมาดาม”
       มาดามหลิวมองรูปของฤทธิ์อย่างสนใจ
      
       กรณ์ ลุงโจ วัฒน์ ยักษ์ดวลปืนกับฤทธิ์อย่างดุเดือด โดยมีกระบอกใส่น้ำตามัจจุราชเป็นเดิมพัน
       “ยักษ์ ฉันกับคนอื่นจะยิงคุ้มกัน นายรีบไปเอาของมา” กรณ์สั่งการ
       กรณ์ วัฒน์และลุงโจ กระหน่ำยิงใส่ฤทธิ์เพื่อเปิดทางให้ยักษ์วิ่งไปเอาน้ำตามัจจุราช ฤทธิ์เห็นยักษ์คว้ากระบอกอลูมิเนียมได้ก็ยิงใส่น่องจนล้ม กระบอกอลูมิเนียมหลุดมือ ลอยคว้างในอากาศ วัฒน์กับกรณ์พยายามยิงใส่แต่ฤทธิ์พลิกตัวหลบไปแล้วหันไปยิงกระหน่ำใส่กระบอกอลูมิเนียมที่กำลังจะร่วงลงมา กระสุนทุกนัดเฉี่ยวกระบอกนั้นจนหมุนติ้วๆหลายครั้งโดยไม่ร่วง จนไปค้างอยู่บนรางแขวนหลอดไฟ กรณ์ตกใจตะโกนลั่น
       “ไอ้ฤทธิ์ บอกแล้วไงว่าในนั้นเป็นสารเคมี ถ้ามันแตกขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ”
       “ฉันไม่สน ฉันไม่ยอมให้พวกแกเอามันไปเด็ดขาด”
       ลุงโจตะโกนขอสงบศึก
       “นี่ไอ้หนุ่ม มาเจรจากันหน่อยดีมั้ย”
       “ไม่”
       "ฟังความเห็นผู้เฒ่าหน่อยก็ไม่เสียหายหรอกมั้ง แกคนเดียวจะสู้กับพวกเราสี่คนได้ยังไง ที่สำคัญปืนของแก มีกระสุนเหลือกี่นัดกันวะ”
       ฤทธิ์ชะงักมองปืนอย่างนึกขึ้นได้ ลุงโจยิ้มอย่างเหนือกว่า
       “กรณ์ให้ฉันเป็นคนจัดกระสุนให้แก ตอนรบอยู่ข้างนอกก็ยิงไปมากโขอยู่นา ฉันว่าตอนนี้คงเหลือไม่ถึงครึ่งแม๊กด้วยซ้ำ”
       วัฒน์ตะโกนขึ้นบ้าง
       “แต่ของฉันตุนมาเพียบ”
       กรณ์บอกบ้าง
       “ฉันก็เหมือนกัน”
       ยักษ์กุมแผลแค้นๆ
       “มันยิงขาฉัน ใครก็ได้ช่วยเอาคืนให้ทีโว้ย”
       ฤทธิ์เงียบเพื่อใช้ความคิด ทุกคนพาลเงียบไปด้วย ต่างคนต่างมองกระบอกอลูมิเนียมที่ค้างเติ่งอยู่บนที่สูงนั้นเหมือนรอจังหวะที่จะเข้าไปช่วงชิง เวลานั้นเองที่ฤทธิ์เหลือบเห็นถังออกซิเจนในห้องที่ใช้สำหรับการทดลองหลายถัง
       พวกกรณ์พากันแปลกใจเมื่อได้ยินเสียงแก๊สถูกปล่อยออกจากถัง เมื่อชะเง้อมองออกไปก็เห็นถังอ๊อกซิเจนหลายถังถูกถีบกลิ้งออกมา กรณ์ โมโห
       “บ้าเอ๊ย อย่ายิง เดี๋ยวระเบิด”
       วัฒน์ขบกรามด้วยความเจ็บใจเมื่อรู้ว่าฤทธิ์มีแผนอะไร มันเหวี่ยงปืนทิ้งแล้วโผล่จากที่กำบังทันที ก่อนจะเจอกับฤทธิ์ที่ยืนจังก้าอยู่
       “หมดปัญหาเรื่องกระสุน”
       วัฒน์โกรธมาก
       “แกมันบ้า”
       ยักษ์วางปืนยืนขึ้น
       “ยังไงก็สี่ต่อหนึ่งอยู่ดี มันสู้พวกเราไม่ได้หรอก”
       ลุงโจมองไปทางกรณ์อย่างขอความเห็น
       “อย่าประมาท เกมนี้มันชำนาญกว่าพวกเรา”
       กรณ์พูดไม่ทันขาดคำฤทธิ์ก็วิ่งพุ่งขึ้นไปบนโต๊ะแล้วกระโจนคว้ากระบอกอลูมิเนียม วัฒน์พุ่งเข้าสะกัดจึงเกิดการต่อสู้กับฤทธิ์ ลุงโจฉวยโอกาสนั้นจะปีนขึ้นไปคว้ากระบอกอลูมิเนียม ฤทธิ์ที่ต่อสู้ติดพันกับวัฒน์อยู่เหลือบเห็นเข้า จึงชักมีดปาออกไปสกัดเอาไว้ มีดปักผนังตรงหน้าลุงโจพอดี ทำให้ลุงโจที่กำลังปีนอยู่ตกใจร่วงลงไปกับพื้น ฤทธิ์เล่นงานวัฒน์จนคว่ำไป ก่อนที่ยักษ์โผเข้ามาพยายามใช้กำลังคว้าตัว แต่ฤทธิ์ก็ใช้เชิงมวยต่อยเข้าที่คอหอยของยักษ์ ซึ่งต่อให้แข็งแรงแค่ไหนก็เปราะบางในส่วนนั้น ลุงโจคว้าของแข็งจะมาฟาดฤทธิ์ด้านหลังแต่ก็ถูกฤทธิ์หันมาเตะจนหัก ก่อนจะชกลุงโจคว่ำไป ในเวลานั้นกรณ์ยังยืนดูเชิงอยู่อย่างใจเย็น ฤทธิ์มองหน้า
       “แกก็รู้ ไม่มีใครขวางฉันได้”
       ฤทธิ์ว่าพลางถอดเสื้อออกห่อกระบอกอลูมิเนียม แล้วมัดไว้กับหลัง กรณ์แสยะยิ้ม
       “ไม่แน่”
       กรณ์ว่าพลางชักมีดพกของตนออกมา ทำให้วัฒน์ทำตามบ้าง ยักษ์ถอยไปที่สัมภาระของตนแล้วดึงดาบเดินป่าออกมาเช่นกัน ลุงโจใช้เสือซ่อนเล็บเป็นอาวุธ ฤทธิ์ควานหามีดของตนก่อนจะนึกได้ว่าตนซัดมีดไปปักอยู่ที่ฝาก่อนหน้านี้ กรณ์ตะโกนลั่น
       “ฆ่ามัน”
      
       สิ้นเสียงคำสั่งของกรณ์ รอบกายของฤทธิ์ก็ถูกรุมล้อมด้วยคมอาวุธทันที


  


       ฤทธิ์พยายามพลิกตัวหลบไปรอบๆห้องทดลองนั้น แต่ก็พลาดถูกคมมีดของวัฒน์เฉือนเข้าจนล้มไป
      
       จังหวะนั้นเองที่เห็นฤทธิ์เห็นศพของทหารป่าที่นอนกองอยู่คาปืน จึงปลดดาบปลายทั้งสองเล่มของมันออกมา ฤทธิ์ควงดาบปลายปืนทั้งสองเล่มอย่างคล่องแคล่วด้วยความชำนาญ ทำเอาพวกของกรณ์ต่างพากันเหงื่อตก เพราะเมื่อฤทธิ์ได้อาวุธคู่กายก็ไม่ต่างอะไรกับพยัคฆ์ร้ายติดปีก การต่อสู้พลิกผันไป ฤทธิ์เป็นฝ่ายเปิดศึกกับทุกทิศทางรอบด้าน ใครที่ขยับเข้าใกล้ต่างโดนคมดาบของฤทธิ์แทงเข้าไปคนละแผลสองแผลเป็นอย่างน้อย แม้แต่กรณ์เองก็ถูกกรีดหน้าจนเป็นรอย กรณ์แค้นมาก
       “ไอ้ฤทธิ์”
       “ถ้าใครตามมาอีกล่ะก็ ฉันไม่ยั้งมือแน่”
       ฤทธิ์รีบหนีออกไปจากห้องทดลอง วัฒน์ ลุงโจกับยักษ์มองหน้ากันไม่มีใครกล้ารีบตามไปเพราะยังขยาดกับฝีมือของฤทธิ์และยังเจ็บแผลที่เพิ่งได้มา กรณ์ได้แต่ขบกราม ลูบแผลที่หน้าด้วยความแค้น
      
       ฤทธิ์ถือดาบปลายปืนวิ่งมุ่งหน้าไปยังปากถ้ำ อิสรภาพอยู่ใกล้แค่เอื้อมอีกเพียงไม่กี่อึดใจทุกอย่างก็จะจบสิ้นลง แต่แล้วเอมี่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ปากทางอย่างรวดเร็ว เอมี่ประทับปืนและเหนี่ยวไกยิง กระสุนจากปืนของเอมี่เจาะทะลุอกของฤทธิ์อย่างแม่นยำ และทะลวงไปถูกกระบอกใส่น้ำตามัจจุราชที่ฤทธิ์สะพายไว้ด้านหลังจนเป็นรูโหว่ ฤทธิ์ทรุดเข่าลงตาค้าง…กระสุนไม่ได้ตัดขั้วหัวใจ แต่อานุภาพของมันร้ายแรงพอจะส่งเขาไปยมโลกในไม่ช้า เวลานั้นเองที่พวกของกรณ์ ลุงโจ วัฒน์ และยักษ์เพิ่งตามมา เอมี่ยิ้มสมใจ
       “เสร็จฉันจนได้”
       กรณ์รีบปลดกระบอกใส่น้ำตามัจจุราชออกจากหลังของฤทธิ์ แต่พอเห็นกระบอกถูกยิงจนรั่ว ก็หันไปตบหน้าเอมี่อย่างแรง
       “หัวหน้า”
       “น้ำตามัจจุราชมีอยู่แค่ยูนิตเดียว แต่เธอยิงมันเละไปหมดแล้ว”
       “ไม่เป็นไรหัวหน้า แค่นี้ก็พอถมถื่น”
       ลุงโจหยิบเครื่องมือมาเก็บตัวอย่างน้ำยาไปจากกระบอก
       “อีกไม่ช้านักวิทยาศาสตร์ของเรา จะแยกส่วนประกอบของมัน และสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่”
       ระหว่างนั้นฤทธิ์ก็กระอักเลือดออกมา ยักษ์เห็น
       “มันยังไม่ตาย”
       “ฉันจัดการเอง”
       วัฒน์ทำท่าจะปาดคอฤทธิ์แต่กรณ์คว้าข้อมือไว้
       “อย่า มันเป็นเพื่อนฉัน ฉันจัดการเอง...ประคองมันขึ้นมา”
       ยักษ์กับวัฒน์ประคองร่างของฤทธิ์ไปพิงผนัง กรณ์หยิบดาบปลายปืนสองเล่มของฤทธิ์ที่หล่นอยู่ขึ้นมา และใช้ปลายดาบเขี่ยปากแผล ฤทธิ์กัดฟันด้วยความเจ็บปวด
       “กระสุนห่างหัวใจไปแค่ไม่กี่นิ้ว แกนี่มันดวงแข็งจริงๆ”
       ฤทธิ์อ่อนแรง
       “ทำไม…ทำไมต้องเป็นฉัน”
       “บอส…หัวหน้าสาขาของพรายพิฆาต เขาบอกว่ารู้จักแก”
       ฤทธิ์อึ้งไป
       “เขาเฝ้าดูแกมานานมาก และทนไม่ได้ที่ต้องเห็นนักสู้ฝีมือดีอย่างแกต้องวางมือ เขาขอร้องให้ฉันพาแกเข้าทีม และปลุกสัญชาติญาณนักฆ่าของแกขึ้นมาอีกครั้ง”
       “ฉันไม่มีทางเป็นพวกเดียวกับแก”
       “ฉันรู้ แต่บอสยืนยันว่ามีวิธี เขาสั่งให้ฉันพาแกไปพบหลังเสร็จภารกิจ แต่ดูท่า…มันคงสายไปแล้ว”
       กรณ์ควงดาบข้างนึงแล้วแทงใส่บ่าของฤทธิ์จนทะลุไปถึงกำแพง ฤทธิ์คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด กรณ์มองฤทธิ์ทุรนทุรายอย่างใจเย็น
       “ฉันเป็นนักรบ เป็นนักสู้ ไม่ใช่ฆาตกรเหมือนพวกแก”
       กรณ์เหยียดยิ้ม
       “ฉันรู้ว่าแกมันดื้อด้าน แต่บอสไม่ยอมเชื่อฉัน เขาบอกว่านักสู้ที่ดีต้องยืนหยัดบนความศรัทธาของตัวเองจนวินาทีสุดท้าย...และฉันจะให้แกเป็นแบบนั้น ยืนจนวินาทีสุดท้าย”
       กรณ์ปักดาบอีกเล่มใส่บ่าอีกข้างของฤทธิ์ คมดาบทะลุไปถึงผนังถ้ำ คราวนี้ฤทธิ์แผดร้องเสียงหลง กรณ์ผายมือ...ให้ยักษ์กับวัฒน์ปล่อยแขน ร่างของฤทธิ์โดนตรึงในท่ายืนอยู่กับผนัง กรณ์มองอย่างเหี้ยมเกรียม
       “คิดว่าแกจะตายอย่างภาคภูมิใจงั้นเหรอไม่เลย ฉันจะทำให้แกตายตาไม่หลับ” กรณ์เข้าไปพูดกรอกหู “ฟังนะ ทันทีที่ฉันกลับไป ฉันจะส่งคนไปบดขยี้แฟนสาวของแก ฉันจะทำให้หล่อนทรมานยิ่งกว่าแกเป็นร้อยๆเท่า ทรมานจนต้องร้องขอความตายจากฉัน” กรณ์ยื่นหน้ามาใกล้ “โอเค ทีนี้ มีอะไรจะสั่งเสียอีกมั้ย”
       ฤทธิ์แค้นสุดๆ
       “ฉ…ฉันจะกลับมาจากขุมนรก ฉันจะกลับมาเด็ดหัวแก”
       “ฮ่าๆๆ”กรณ์หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
      
       ส่วนภายในถ้ำ ระเบิดทำงาน ทุกอย่างในห้องทดลองระเบิด...ฤทธิ์ยังถูกตรึงอยู่กับผนังถ้ำ แรงระเบิดทำให้เพดานถ้ำเริ่มถล่มลงมา ฤทธิ์มองไปเห็นเปลวไฟจากระเบิดพุ่งอัดมาตามทางเดินในถ้ำ และมุ่งหน้ามาทางเขา
       “ใจทิพย์…ผมขอโทษ…ผมเสียใจ”
       ฤทธิ์หลับตาลงขณะที่เปลวไฟพุ่งมาถึงตรงหน้า
      
       ค่ำคืนนั้นฝนตกกระหน่ำ ใจทิพย์สะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกบนที่นอน เมื่อได้ยินเสียงแก้วแตก เธอย่องลงมาดูที่ห้องโถงเห็นกรอบรูปบานนึงหลุดลงมาแตก จะว่าเพราะแรงลมก็ไม่น่าจะใช่ ใจทิพย์ตกใจ
       “ตายจริง”
       ใจทิพย์รีบหยิบกรอบรูปขึ้นมาและพบว่ามันคือรูปถ่ายของฤทธิ์ที่ถ่ายก่อนไป
       “ฤทธิ์…”
      
       ฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นประกาย ใจทิพย์ไม่มีทางรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายคนรัก


  


       วันต่อมา...นำชัยให้สัมภาษณ์บรรดานักข่าวอยู่ที่หน้าที่ทำการพรรคเทิดธรรม โดยมีสุชาติคอยยืนเคียงข้าง
      
       “เรื่องการบุกจู่โจมโรงงานผลิตอาวุธเคมี ผมยังไม่ได้รับรายงานแต่เชื่อว่าคงเป็นข่าวโคมลอยซะมากกว่า”
       “แล้วที่ลือกันว่าพรายพิฆาตมีเอี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ทราบว่าท่านมีความเห็นยังไงบ้างคะ”
       “เรื่องเหลวไหลทั้งเพ องค์กรลึกลับปัญญาอ่อนแบบนั้นไม่มีอยู่จริงหรอกครับ ผมยืนยันได้”
       นักข่าวระดมคำถามเรื่องอาวุธเคมีกับพรายพิฆาตอีกเซ็งแซ่ สุชาติเห็นนำชัยเริ่มหงุดหงิด รีบตัดบท
       “เอ่อ...ถ้ายังไงคงต้องยุติการสัมภาษณ์แค่นี้ก่อนนะครับ พอดีท่านนำชัยติดประชุม ถ้ามีความคืบหน้ายังไงแล้วเราจะแถลงข่าวภายหลัง”
      
       นำชัยนั่งอยู่บนรถ ขณะที่เดินทางกลับ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
       “ไอ้พวกบ้า ผมอยากรู้จริงๆว่าใครเป็นคนให้ข่าว วุ่นวายไม่เข้าเรื่อง”
       “แหล่งข่าวคงมาจากประเทศเพื่อนบ้านของเราครับท่าน บางทีโรงงานอาวุธเคมีนั่นกับเรื่องพรายพิฆาตอาจจะเกี่ยวพันกันจริงๆก็ได้”
       นำชัยคิดสักพัก
       “นายพอจะรู้รึเปล่าว่า ใครรับผิดชอบคดีพรายพิฆาต”
       “รู้สึกจะเป็นผู้กองราเมศ เจ้านายของหมวดณัฐชาครับท่าน”
       นำชัยครุ่นคิดแผนการบางอย่างขึ้นเงียบๆ
      
       ราเมศพาณัฐชาเข้ามาในห้องประชุมของกองปราบ พบจ่าไมตรี กับหมู่ปรีดานั่งรออยู่
       “อรุณสวัสดิ์ครับผู้หมวด อรุณสวัสดิ์ครับผู้กอง” ไมตรีทำความเคารพ
       ปรีดาทำความเคารพแล้วยิ้มแหยๆ
       “ผู้หมวด ผู้กองสบายดีเหรอครับ”
       ณัฐชาแปลกใจ
       “จ่าไมตรี หมู่ปรีดา พวกคุณมาที่นี่ทำไม”
       “อ๋อ...คือทางเบื้องบนส่งพวกผมมาช่วยงานผู้กองราเมศกับผู้หมวดครับ” ไมตรีตอบฉะฉาน
       ณัฐชาหันไปถามราเมศ
       “จริงเหรอคะผู้กอง”
       ราเมศถอนใจ
       “ทางผู้ใหญ่เขาสั่งมาแบบนั้น ทำไงได้”
       ปรีดามองสองคน
       “ท่าทางผู้กองกับผู้หมวด ดูเหมือนจะไม่ดีใจเลยนะครับ”
       ณัฐชาประชด
       “ดีใจสิหมู่ ได้คนมีความสามารถอย่างหมู่กับจ่ามาร่วมงาน น้ำตาจะไหลเลยล่ะ”
       ณัฐชาปลีกตัวไปหาที่นั่ง ไมตรีกับปรีดามองหน้ากันเจื่อนๆ ขณะที่ราเมศแอบยิ้มขำ
      
       การประชุมเริ่มต้นขึ้น มีการฉายภาพด้วยเครื่องโปรเจ็คเตอร์ประกอบการประชุม ณัฐชาอธิบาย
       “เท่าทีสืบทราบมา นักวิทยาศาสตร์ที่ถูกฆ่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรงงานอาวุธเคมีที่ถูกจู่โจมเมื่อคืนก่อน เพราะแหล่งข่าวยืนยันว่าหลายเดือนที่ผ่านมา ผู้ตายเดินทางไปที่ชายแดนทุกเดือน และจะพักอยู่ที่นั่นสองถึงสามสัปดาห์เป็นอย่างต่ำ”
       “แน่ใจเหรอผู้หมวด” ราเมศถาม
       ณัฐชาพยักหน้า
       “แหล่งข่าวยืนยันมาแบบนั้นค่ะ”
       “ไม่ทราบว่าแหล่งข่าวของผู้หมวดเป็นใครเหรอครับ” ไมตรีถามบ้าง
       ณัฐชาอึกอัก
       “เอ่อ...เนื่องจากผู้ตายไม่มีครอบครัว คนที่สนิทกับเขามาก ที่สุดก็คือ…”
      
       ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง ณัฐชามาที่ร้านนวดแผนโบราณโทรมๆแห่งหนึ่ง เธอสอบปากคำหมอนวดรายหนึ่ง หมอนวดดูรูปถ่ายของนักวิทยาศาสตร์ที่ตายแล้วส่งรูปคืน
       “ใช่ค่ะ คนที่ตายเป็นขาประจำของฉันเอง เขาบอกว่าเป็นคนจัดหาสารเคมีให้กับห้องทดลองที่ต่างประเทศ”
       “แล้วรู้รึเปล่าว่าทดลองเกี่ยวกับอะไร”
       หมอนวดคิดอยู่นาน
       “เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาดื่มจนเมาแล้วก็หลุดปากออกมาว่าเขาไม่สบายใจ ที่คนพวกนั้นทดลองกับมนุษย์ มันทำให้เขานอนไม่หลับ”
       ณัฐชาแปลกใจ
       “ทดลองกับมนุษย์งั้นเหรอ”
      
       ราเมศ ไมตรี ปรีดาต่างแปลกใจเมื่อได้ยินเรื่องที่ณัฐชาเล่า ราเมศมองณัฐชา
       “คุณแน่ใจนะว่าเขาไม่ได้พูดเล่น”
       “ค่ะ แถมผู้ตายยังพูดถึงสารเคมีที่ชื่อน้ำตามัจจุราชอีกด้วย”
       ราเมศสงสัย
       “มันคืออะไร”
       “ตอนแรกฉันเองก็ไม่ทราบค่ะ ก็เลยค้นในอินเตอร์เน็ตจนได้ข้อมูลพวกนี้”
       ณัฐชาฉายภาพที่โปรเจ็คเตอร์ เป็นรูปคนที่ได้รับผลกระทบจากอาวุธเคมีประเภทฝนเหลืองในสงครามจนต้องเจ็บป่วยพิการ
       “น้ำตามัจจุราช เป็นอาวุธเคมีชนิดหนึ่ง มันคล้ายๆ กับฝนเหลืองที่เคยใช้ในสงครามเวียดนาม แต่ถูกยกเลิกไปเพราะมีผลข้างเคียงบางอย่าง”
       ราเมศอึ้ง
       “ผลข้างเคียงประเภทไหน”
       “มันทำให้ร่างกายของมนุษย์เกิดการกลายพันธุ์” ณัฐชาบอกเครียดๆ
      
       ที่บริเวณถ้ำ ฝนตกลงมาอย่างหนัก ซากศพมากมายกองเกะกะอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำ คราบเลือดถูกฝนชะมาไหลรวมกันเป็นทาง ศพของฤทธิ์นอนฟุบหน้าอยู่ในซอกหิน น้ำฝนที่ซึมผ่านผนังถ้ำหยดลงมาที่ตัวเขา บาดแผลของฤทธิ์ด้านหลัง นอกจากรอยเลือดแล้วยังมีรอยคราบเรืองแสงของน้ำตามัจจุราชที่แปดเปื้อนอยู่บริเวณปากแผล มันถูกน้ำฝนเจือจางและค่อยๆไหลซึมลงไปในแผลของเขา น้ำตามัจจุราชเข้าไปในร่างกายของฤทธิ์และทำปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงเซลส์ในร่างกายอย่างรวดเร็ว
       เสียงหัวใจของฤทธิ์ค่อยๆดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะแรงขึ้นเรื่อยๆ มือของเขาเริ่มขยับกระตุกขึ้น
       พายุฝนโหมซัดบริเวณปากถ้ำ ฤทธิ์เดินโซซัดโซเซออกมาในสภาพที่เนื้อตัวยังมีบาดแผล ใบหน้าขาวซีดเหมือนผีดิบ แต่แววตากลับมีประกายเรืองแสง ผิวหนังของเขาร้อนฉ่า มีไอระเหิดขึ้นยามสัมผัสถูกน้ำฝน ฤทธิ์มองดูรอยโหว่จากการถูกยิงบนหน้าอกของตัวเอง เขาควรจะตาย แต่กลับยังมีชีวิตอยู่
      
       ฤทธิ์ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ เขาแผดร้องคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด


  


       ภายในร้านนวดแผนโบราณมีลูกค้าประปราย คนเชียร์แขกกำลังยืนเชียร์แขกอยู่ ขณะที่หมอนวดคู่ขานักวิทยาศาสตร์นั่งปั้นหน้าอ่อยลูกค้าอยู่ในตู้ ไมตรีกับหมู่ปรีดานั่งกระสับกระส่ายอยู่ที่โต๊ะใกล้ๆ
      
       “เฮ้อ ทำไมต้องมาเฝ้าพยานในนี้ด้วยวะ แอร์ก็เย๊นเย็น แต่รู้สึกข้างในมันรุ่มร้อนนะเนี่ย” ไมตรีบ่น
       “เหมือนกันเลยจ่า ตอนมายังดีๆอยู่เลย แต่ตอนนี้รู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวอย่างบอกไม่ถูก”
       “แบบนี้มันต้องเอาทางพระเข้าข่มไว้ อย่าวอกแว่กเด็ดขาด”
       ปรีดาหันไปมองตู้ ไมตรีจิกหัวให้หันกลับมา
       “ก็อย่าไปมองสิหมู่ เดี๋ยววอกแวก”
       ระหว่างที่ไมตรีปรีดามัวเถียงกันอยู่นั้น ลูกค้าก็เลือกหมอนวดรายอื่นไปขึ้นห้อง ทำให้หมอนวดคู่ขาของนักวิทยาศาสตร์ปั้นหน้าเซ็งๆ ก่อนจะลุกไปเข้าห้องน้ำ
      
       หมอนวดกำลังแต่งหน้าอยู่ในห้องน้ำพนักงานในนวด
       “ทำไมช่วงนี้ถึงได้มีแต่เรื่องวะ เงินก็ไม่มี แถมขาประจำยัง dead ซะอีก สงสัยต้องไปรดน้ำมนต์ล้างซวยหน่อยแล้วมั้ง”
       หลอดนีออนที่ชำรุด ดับวูบลง
       “อะไรอีกวะเนี่ย”
       หลอดนีออนสว่างขึ้นกระพริบๆก่อนจะติดๆดับๆ ซ้ำไปมา หมอนวดแหงนคอมองมันอย่างหวั่นๆ ก่อนจะมองไปที่กระจกอีกครั้ง และต้องตกใจเมื่อเห็นบอสที่สวมแจ็คเก็ตแบบมีฮู้ดคลุมศีรษะยืนอยู่ในมุมมืด
       “นี่แก…”
       บอสตะปบที่ข้อมือของตน เสียงปุ่มกลไกทำงานดังแกร๊ก ดาบซึ่งซ่อนไว้แขนเสื้อดีดสปริงออกมาเสียงกังวาน
      
       กรณ์อยู่ในอาคารร้างแห่งหนึ่ง กำลังสนทนากับบอสที่ยืนอยู่บนตำแหน่งที่สูงเหนือศีรษะของเขา เสียงของบอสถูกแปลงด้วยเครื่องแปลงเสียงที่ติดตั้งอยู่ ทำให้ดูคล้ายเสียงพูดของเครื่องจักรมากกว่าที่จะเป็นมนุษย์
       “ตอนนี้น้ำตามัจจุราชมาถึงห้องแล็บของเราแล้ว เจ้าหน้าที่ของเรากำลังทำการวิเคราะห์กันอยู่แต่ในระหว่างนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่นายต้องจัดการ”
       “ว่ามาเลยบอส”
       “ตำรวจกำลังตามสืบเบาะแสของพวกเรา เราต้องรีบเก็บกวาดก่อนที่พวกมันจะรู้”
       “ถ้าหมายถึงแฟนสาวของไอ้ฤทธิ์ล่ะก็ ผมส่งเอมี่กับวัฒน์ไปจัดการแล้ว”
      
       แหลมเข้าไปที่ออฟฟิศชินโดบาร์ เคาะประตูแล้วโผล่เข้ามาในห้อง เห็นปาร์กนั่งคุยอยู่กับวัฒน์ และเอมี่
       “เจ้านายครับ”
       ปาร์กบุ้ยหน้ากับวัฒน์
       “นั่นไง คนที่พวกคุณหาอยู่”
       แหลมยิ่งงุนงง เอมี่บุ้ยหน้าให้วัฒน์วางกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะแล้วเปิดให้ปาร์กเห็นเงินที่อัดแน่นเต็มกระเป๋า
       “เราได้ข่าวมาว่า คุณเคยมีปัญหากับครูสอนศิลปะการต่อสู้ที่ชื่อฤทธิ์ ราวี”
       แหลมระแวง
       “เผอิญมันเป็นศัตรูกับเจ้านายฉัน”
       แหลมเข้าใจทันที
       “อ้อ ก็เลยจะให้ผมจัดการกับมันสิท่า”
       เอมี่ส่ายหน้า
       “เปล่า แฟนสาวของมันต่างหาก ผู้หญิงที่ชื่อใจทิพย์”
       ปาร์กเห็นแหลมลังเล
       “เอ็งไม่ต้องคิดมากไอ้แหลม งานนี้เงินถึงเว้ย ข้าให้ผ่าน”
       แหลมอึ้ง ไม่กล้าตัดสินใจ ขณะที่เอมี่อมยิ้มออกมา
      
       รถบรรทุกคันหนึ่งมุ่งหน้ากลับมาจากชายแดน ของบนรถถูกส่งไปหมดแล้ว ท้ายรถฤทธิ์โดยสารมาด้วย คนขับชะเง้อมองฤทธิ์ผ่านทางกระจกหน้าด้วยความเป็นห่วง เพราะกลัวฤทธิ์จะมาตายบนรถของตน
      
       ฤทธิ์นั่งหลับสนิทด้วยความอ่อนล้า ระหว่างนั้นบาดแผลของเขาก็ค่อยๆ สมานตัวมากขึ้น ด้วยอานุภาพของน้ำตามัจจุราช
        

       จบตอนที่  1
ตอนที่ 2
      
       ในเวลานั้น ผู้สื่อข่าวกำลังรายงานข่าวที่หน้าร้านนวด ด้านหลังเห็นศพของหมอนวดถูกลำเลียงออกไป
      
       “เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นที่ร้านนวดแผนโบราณแห่งหนึ่งในซอยศูนย์วิจัย ผู้ตายคือนางสาวฉวีวรรณ ไม่ทราบนามสกุลเป็นหมอนวดในร้าน สภาพศพถูกแทงด้วยของมีคมจนเสียชีวิต ในที่เกิดเหตุพบรอยเลือดถูกวาดทิ้งไว้คล้ายกับสัญลักษณ์ขององค์กรพรายพิฆาต เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าอาจเป็นเรื่องชู้สาว ส่วนรอยเลือดอาจเป็นการเบี่ยงเบนรูปคดีค่ะ”
      
       ในห้องประชุมกองปราบ...ณัฐชาโวยไมตรีกับปรีดา ต่อหน้าราเมศ
       “พวกคุณทำงานภาษาอะไร ฉันสั่งให้เฝ้าพยานเอาไว้ แค่นี้ พวกคุณยังทำไม่ได้ แถมตำรวจท้องที่ยังรู้ก่อนพวกคุณอีกว่าพยานถูกฆ่า”
       ปรีดาเถียง
       “แหม ผู้หมวดเรื่องมันเกิดขึ้นปุบปับแบบนี้ ใครจะไปรู้ล่วงหน้าได้ละครับ”
       ไมตรีเสริม
       “นั่นสิครับผู้หมวด ผมเองยังคิดไม่ถึงเลยว่าคนร้ายมันลงมืออุกอาจแบบนี้”
       ราเมศตัดบท
       “จะไปโทษจ่าไมตรีกับหมู่ปรีดาก็ไม่ถูกหรอกนะผู้หมวด ขนาดผมเองก็ยังคิดไม่ถึงเหมือนกัน”
       ณัฐชาครุ่นคิด
       “พรายพิฆาต พวกมันต้องการอะไรกันแน่”
       โทรศัพท์มือถือของราเมศดังขึ้น เขาดูหมายเลขที่โชว์อยู่
       “ท่านนำชัย”
      
       นำชัยกับราเมศสนทนากันตามลำพัง ในห้องรับแขก
       “ผมเห็นข่าวฆาตกรรมหมอนวดเมื่อตอนบ่าย เขาบอกว่าเกี่ยวพันกับพวกพรายพิฆาต เรื่องนี้เป็นความจริงรึเปล่าผู้กอง”
       “ยังสรุปไม่ได้ครับท่าน ว่าแต่ท่านเชื่อเรื่องพรายพิฆาตด้วยเหรอครับ”
       “อายุผมไม่ใช่น้อยๆแล้วนะผู้กอง มีเหรอว่าจะแยกแยะจริงเท็จไม่ได้ แต่ที่ผมปฏิเสธเรื่องนี้กับพวกนักข่าวมาโดยตลอด ก็เพราะไม่ต้องการให้ชาวบ้านแตกตื่น”
       “แล้วท่านมีแผนยังไงบ้างครับ”
       “ผมได้ยินว่าคุณกำลังติดตามคดีนี้ ก็เลยอยากร่วมมือ ผมยินดีจะให้ความสนับสนุนทีมงานของคุณอย่างเต็มที่ในการติดตามคดี แต่มีเงื่อนไขว่า ถ้าคุณรู้เบาะแสอะไร คุณต้องบอกผม”
       ราเมศหนักใจ
       “แต่ว่าทำแบบนั้นมันผิดระเบียบนะครับ”
       “ผมรู้ แต่จะสู้กับองค์กรใต้ดินพวกนี้ เราต้องหัดคิดนอกกรอบกันบ้าง”
      
       นำชัยเดินออกมาส่งราเมศ
       “เอ่อท่านครับ แล้วเรื่องนักเลงที่มีปัญหากับคุณไอริณ ท่านจะให้ผมจัดการยังไงบ้างครับ”
       “นายมาวินน่ะเหรอ ก็แค่พวกมาเฟียค้ายา ขยะสังคมอย่างมัน ผมไม่อยากตอแยด้วยหรอก เสียชื่อเปล่าๆ”
       ราเมศจะอ้าปากจะโต้แย้งแต่ไอริณก็มาขัดจังหวะเสียก่อน
       “คุณพ่อคะ”
       “อ้าวไอริณ วันนี้ทำงานเหรอลูก”
       “เปล่าค่ะ วันนี้รินมีธุระ” ไอริณหันไปหาราเมศ “สวัสดีค่ะผู้กอง”
       ราเมศมองไอริณด้วยแววตาตื่นเต้นชมชอบ
      
       ราเมศขับรถพาไอริณไปส่งยังจุดหมาย พลางชวนคุยอย่างเขินๆ
       “คุณไอริณนี่ ตัวจริงสวยกว่าในทีวีอีกนะครับ”
       ไอริณขำ
       “อะไรกันคะผู้กอง รู้จักกันมาตั้งนาน ทำไมจู่ๆถึงพูดแบบนี้” ไอริณจับผิด “เขินริณหรือไงคะ”
       “เอ่อก็ไม่เชิงครับ ผมกลัวว่านั่งเงียบๆเดี๋ยวคุณไอริณจะเบื่อ”
       “อ้าว แบบนี้แสดงว่าแกล้งชม”
       “ไม่นะครับ ผมพูดความจริง คุณไอริณสวยจริงๆครับ”
       ไอริณขำ
       “ค่ะ...ขอบคุณค่ะผู้กอง ริณถามจริงๆเถอะ เวลาอยู่กับณัฐชา ผู้กองขี้อายแบบนี้รึเปล่าคะ”
       ราเมศยิ้มเขิน
       “ไม่หรอกครับ ขานั้นเขาลุยเก่งเหมือนผู้ชาย ไม่มีความอ่อนหวานเลยสักนิด”
       “ต้องมีสิคะ แต่ผู้กองไม่เคยเห็นต่างหาก ถ้ามีโอกาสริณจะช่วยเป็นแม่สื่อให้ ดีรึเปล่าคะ”
       “อย่าเลยครับ ผมกับเธอเหมาะจะเป็นเพื่อนร่วมงานกันมากกว่า”
       ราเมศว่าพลางแอบมองไอริณเป็นระยะ เพราะสนใจเธอมากกว่าณัฐชา
      
       หน้าอาคารเช่าของฤทธิ์มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาค่อนข้างบางตา ฤทธิ์รอจนปลอดคนแล้วจึงรีบมาหยิบกุญแจสำรองที่ซ่อนไว้เพื่อไขประตูเข้าไปข้างใน
       ใจทิพย์อยู่ที่ออฟฟิศเล็กๆของเธอกำลังนั่งพิมพ์ประวัติของเด็กเร่ร่อนอยู่ โดยเจ้าตัวกำลังนั่งรออยู่ที่โต๊ะก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้น ใจทิพย์บอกกับเด็ก
       “แป๊บนึงนะจ๊ะ” เธอรับสาย “ฮัลโหล ใจทิพย์พูดค่ะ”
       “ใจทิพย์นี่ผมเอง”
       ฤทธิ์กำลังโทรศัพท์อยู่ในห้องโถง
       “ฤทธิ์ คุณ...คุณกลับมาเมื่อไหร่”
       “อย่าเอ็ดไปใจทิพย์ ฟังผมให้ดีนะ เรากำลังถูกตามล่า ผมอยากให้คุณหนีไปกับผม”
       ใจทิพย์ปลีกตัวลุกจากโต๊ะเพื่อหลบหามุมคุยเงียบๆ
       “เมื่อไหร่คะ”
       “เดี๋ยวนี้เลย ออกทางด้านหลัง แล้วไปเจอกับผมที่ร้านหนังสือ”
       ใจทิพย์อึ้งไป สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิด
      
       ใจทิพย์ผลักประตูด้านหลังออฟฟิศออกมา ดูลาดเลาก่อนจะตัดสินใจใช้เป็นเส้นทางกลับบ้าน ตลอดเส้นทางไม่มีอะไร จนกระทั่งเห็นชายคนหนึ่งแบกถุงปุ๋ยเดินเข้ามา ใจทิพย์ชะงัก ชายคนนั้นตรงไปที่ถังขยะแล้วรื้อค้นเก็บขวดและเศษขยะเพื่อนำไปขาย ใจทิพย์ค่อยๆเดินผ่านชายคนนั้นไป ชายคนนั้นมองใจทิพย์ด้วยหางตาก่อนจะหันไปสนใจงานของตนเองต่อ ใจทิพย์รีบเดินหนีไปทันที
      
       รถตู้แล่นมาจอดรอรับหน้าชินโดบาร์ แหลมและสมุนเดินมาขึ้นรถแต่พอเปิดประตูก็ต้องตกใจเมื่อเจอลังไม้วางอยู่บนรถ เมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นลังอาวุธสงคราม แหลมร้องลั่น
       “เฮ้ย นี่มันสินค้าของเฮียปาร์กนี่หว่า ทำไมยังอยู่บนนี้วะ”
       คนขับเข้ามาบอก
       “อ้าว ก็พี่ไม่ได้บอกให้ผมเอาลง”
       “โธ่ไอ้สันขวาน แล้วเอ็งจะหิ้วไปด้วยทำไม หิ้วไปฝากป้าเอ็งเหรอ”
       คนขับปั้นหน้าเซ็งทำท่าจะลงจากรถเพื่อมายกของ แหลมตัดบท
       “ไม่ต้องแล้วโว้ย ไม่มีเวลาแล้ว รีบเดินทาง”
       แหลมบอกแล้วพาสมุนคนอื่นขึ้นรถ
      
       ฤทธิ์เพิ่งอาบน้ำเสร็จ รีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า จัดการเตรียมกระเป๋าสัมภาระ และคว้าปืนพกที่ซ่อนอยู่ออกมาบรรจุกระสุน และพกซองกระสุนสำรองไว้ที่เอว จังหวะนั้นเองที่เขาก็ชะงักเมื่อเห็นบาดแผลของตัวเองที่กระจก บัดนี้ไม่เหลือร่องรอยอะไรอีกแล้ว ฤทธิ์อึ้งไปสักพัก
       “น้ำตามัจจุราช”
       ฤทธิ์สะพายกระเป๋า ตรงไปที่รถ สตาร์ทเครื่องรถมอเตอร์ไซด์และออกรถไปตามถนนอย่างรวดเร็ว
      
       ใจทิพย์เดินออกมานอกมินิมาร์ทได้สักพัก ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซด์แว่วมา เมื่อหันมองไปก็เห็นฤทธิ์กำลังขี่มอเตอร์ไซด์มาหาเธอ บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลง ใจทิพย์วิ่งออกไปนอกฟุตบาท
       “ฤทธิ์ ฤทธิ์”
       “ใจทิพย์ระวัง”
       ใจทิพย์อึ้งก่อนจะหันมองไปด้านหลัง เห็นรถตู้ของแหลมพุ่งพรวดเข้ามาจอด ทันทีที่ประตูรถเปิดออกแหลมก็ทิ่มเครื่องช็อตไฟฟ้าเข้าที่ต้นคอของใจทิพย์ทันที ทำให้ร่างของเธอทรุดฮวบไป พวกสมุนของแหลมช่วยกันลากตัวใจทิพย์ขึ้นไปบนรถตู้
       “ออกรถ”
       รถตู้เลี้ยวไปยังถนนเปลี่ยวอีกเส้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่รถมอเตอร์ไซด์ของฤทธิ์เพิ่งตามมาถึง
       “ใจทิพย์”
      
       ปาร์กแค้นใจเมื่อได้รับโทรศัพท์จากแหลม
       “อะไรวะ ก็ไหนคนจ้างบอกว่ามันตายไปแล้วไง เอ็งไม่ต้องสนอะไรทั้งนั้นไอ้แหลม ฆ่ามัน
       อย่าให้มันรอดไปหาตำรวจเด็ดขาด”
      
       รถตู้ของแหลมแล่นหนี โดยมีมอเตอร์ไซด์ของฤทธิ์ไล่ตามมา แหลมกับสมุนโผล่หน้าไปทางกระจกหน้าต่างเพื่อยิงฤทธิ์
       “ไอ้เลวเอ๊ย วันนี้แหละข้าจะคิดบัญชีกับเอ็ง”
       ฤทธิ์มองเห็นกระสุนที่กำลังพุ่งมา เขาโยกรถหลบหลีกกระสุนได้ทุกนัด แหลมงง
       “อะไรวะ หลบได้หลบดี นี่มันมองเห็นกระสุนหรือไง”
       จังหวะนั้นเองฤทธิ์ก็ชักปืนออกมาเล็งบ้าง
       “เฮ้ย มันมีปืน”
       แหลมรีบหลบ ฤทธิ์ยิงใส่สมุนของแหลมจนตกรถตาย ฤทธิ์ยิงจนกระสุนหมด เขาปลดซองกระสุนสลัดทิ้งไปด้วยมือเดียว ก่อนจะบรรจุซองใหม่ที่เหน็บเอวเตรียมไว้ ฤทธิ์ยิงใส่ล้อรถตู้ของแหลมจนเสียหลัก รถเป๋ไปมา แหลมเสียหลักล้มนั่งและเหลือบเห็นใจทิพย์เริ่มได้สติงัวเงีย แหลมนึกอุบายขึ้นได้ มันกระชากตัวเธอขึ้นมา
       “ได้เสียละมึง งานนี้”
       ประตูรถตู้เปิดออกเห็นแหลมโผล่หน้ามาตะโกนบอกฤทธิ์
       “เฮ้ย ไอ้ซุปเปอร์แมน เอ็งอยากได้แฟนเอ็งคืนใช่มั้ย เอาไปเลย”
       แหลมพูดจบก็เหวี่ยงใจทิพย์ออกมาจากรถทันที ฤทธิ์ตกใจ
       “ใจทิพย์”
       ร่างของใจทิพย์กระแทกพื้นถนนแล้วกลิ้งไปหลายตลบ ฤทธิ์รีบจอดรถเข้าไปดูอาการของเธอซึ่งมีเลือดไหลกบหู กบปาก
       “ใจทิพย์...ใจทิพย์ คุณเป็นยังไงบ้าง ใจทิพย์”
       “ฤทธิ์…”
       ใจทิพย์พูดได้แค่นั้นก็หมดสติไป ขณะที่รถตู้แล่นไปตีโค้งเพื่อเลี้ยวกลับมาอีกครั้ง ฤทธิ์รีบอุ้มร่างคนรักวางนั่งขวางด้านหน้าเขา ก่อนจะออกรถมอเตอร์ไซด์ขับหนีไป แหลมเปิดลังอาวุธสงครามแล้วหยิบเอาเครื่องยิงจรวดออกมาบรรจุลูก
       “เอ็งคิดเหรอว่าจะหนีพ้น”
       แหลมโดดลงมาจากรถพร้อมเครื่องยิงจรวด
       “ล็อคเป้าหมายด้วยระบบจับคลื่นความร้อน หลบได้ก็ให้มันรู้ไป”
       แหลมเล็งจรวดไปที่ฤทธิ์แล้วยิงลูกแรกออกไป ฤทธิ์เห็นจรวดพุ่งตามมาก็บิดคันเร่งซิ่งมอเตอร์ไซด์หนี จรวดตามมาใกล้ ฤทธิ์เลี้ยวแฉลบไปหลังต้นไม้ทำให้จรวดลูกแรกพลาดเป้าหมายไป แต่ตอนนั้นแหลมบรรจุลูกที่สองพร้อมแล้ว
       “มีก๊อกสองโว้ย”
       แหลมเหนี่ยวไกยิงจรวดอีกลูก…คราวนี้ฤทธิ์ไม่สามารถหลบได้ทัน ระเบิดทำงานตูมร่างของฤทธิ์และใจทิพย์กระเด็นคว้างไปกลางอากาศด้วยกัน กลางอากาศนั้นใจทิพย์พยายามยื่นมือไขว่คว้าหาฤทธิ์เช่นเดียวกับที่อีกฝ่ายพยายามจะรั้งตัวเธอเอาไว้ แต่ก็ไม่เป็นผล
       “ใจทิพย์”
      
       ภาพความหลังขอฤทธิ์แว่บเข้ามา ชีวิตที่มีแต่บาดแผลของฤทธิ์ ได้มีความสุขอีกครั้งก็เพราะใจทิพย์ ชีวิตที่เคยเงียบเหงาของฤทธิ์ได้เป็นผู้เป็นคนอีกครั้งก็เพราะเธอ
       ใจทิพย์อยู่ที่ระเบียงและชื่นชมบรรยากาศยามเช้า ฤทธิ์ตามมากอดเธอ
       “ใจทิพย์”
       “คะ”
       “แต่งงานกับผมนะ”
       ใจทิพย์หันมาอึ้ง
       “หือ”
       “ผมพูดจริงๆ”
       “แต่เราเพิ่งรู้จักกันแค่…”
       ฤทธิ์ยิ้ม
       “ไม่ เราเคยเจอกันมาก่อน ผมรู้สึกอย่างนั้น”
       ใจทิพย์นิ่งงันไปเพราะคำพูดนั้น…ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อซึมออกมา
       “ฉันก็เหมือนกัน ฉันรู้สึกแบบเดียวกับคุณ รู้สึกตั้งแต่วันแรก ที่เห็นคุณมาช่วยฉัน”
       ใจทิพย์สวมกอดฤทธิ์เอาไว้
      
       ปัจจุบัน...ฤทธิ์คว้าตัวใจทิพย์เอาไว้ ก่อนจะร่วงลงทะเลไปพร้อมกับเธอ ใต้ท้องทะเลท่ามกลางพรายฟองที่ลอยผุดขึ้นนั้น ใจทิพย์อยู่ในอ้อมกอดของฤทธิ์ เขาลองเขย่าเบาๆเพื่อเรียกสติ ใจทิพย์ลืมตาขึ้น และยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้ายอย่างอ่อนแรง ก่อนที่เธอจะค่อยๆหลับไป…ฤทธิ์ตกตะลึง เขาจับชีพจรที่ต้นคอของเธอเมื่อเห็นว่ามันหยุดนิ่งก็แผดร้องคำรามด้วยความแค้น ก่อนจะดึงร่างของใจทิพย์เข้ามากอดไว้แนบแน่น
      
       ชาญมองผ่านกล้องส่องทางไกล เห็นแหลมชะเง้อมองจากหน้าผาลงไปในทะเลจนแน่ใจแล้วจึงบุ้ยหน้าให้สมุนถอนกำลังกลับ ชาญลดกล้องลงก่อนจะขับเรือเร็วมาจอดบริเวณที่ฤทธิ์กับใจทิพย์จมหายไป สักครู่เขาก็คว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาเจ้านาย
       “นี่ชาญพูด ขอสายมาดามหลิว”
      
       ราเมศกับณัฐชาพูดคุยกันระหว่างชงกาแฟ ที่กองปราบ
       “ท่านนำชัยน่ะเหรอคะ จะหนุนหลังพวกเรา”
       ราเมศพยักหน้า
       “ใช่...ต่อไปนี้คดีที่เกี่ยวกับพรายพิฆาตทั้งหมด จะอยู่ในความดูแลของผมกับท่านนำชัย”
       ณัฐชาสงสัย
       “เอ...แต่มันก็แปลกนะคะ ทำไมจู่ๆท่านถึงใจดีกับผู้กอง”
       “ไม่รู้สิ สงสัยคงอยากตอบแทนที่ผมช่วยคุณไอริณคราวก่อนล่ะมั้ง”
       ราเมศว่าแล้วยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดี ขณะที่ณัฐชาอดน้อยใจไม่ได้ที่ราเมศดูมีความสุขทุกครั้งที่พูดถึงไอริณ
      
       ณัฐชายืนจิบกาแฟ แล้วมองไปนอกหน้าต่างเห็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่มีรูปไอริณยืนโพสต์ท่าอยู่อย่างเซ็กซี่มีเสน่ห์ เธอถอนใจปลงๆ
       “เฮ้อ ใช่สิ ห่านป่าจะไปสู้อะไรกับหงส์ฟ้า”
       ณัฐชาจิบกาแฟต่อไปด้วยความเซ็งชีวิต ระหว่างนั้นโทรศัพท์ดังขึ้น เธอกดรับสาย
       “ฮัลโหลหมวดณัฐชาพูดสายค่ะ” ณัฐชาตกใจ “อะไรนะ แล้วใจทิพย์เป็นอะไรรึเปล่า”
      
       ค่ำนั้น...สุชาตินำเอกสารมาให้นำชัยเซ็นที่บ้าน ระหว่างรอรับเอกสารคืนสุชาติก็เอ่ยขึ้น
       “ท่านครับ ผมได้ยินว่าท่านจะหนุนหลังผู้กองราเมศ ให้ติดตามคดีพรายพิฆาต”
       นำชัยยังง่วนกับเอกสาร
       “ใช่ นายมีความเห็นว่ายังไงบ้างสุชาติ”
       “เรื่องนี้ความจริงไม่เกี่ยวกับเรา ผมว่าท่านไม่ควรเสี่ยงนะครับ”
       นำชัยเงยหน้า
       “แต่โดยตำแหน่งหน้าที่แล้ว ฉันต้องรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยของประชาชนในบ้านเมืองไม่ใช่เหรอ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการกวาดล้างอาชญากรทุกประเภท”
       “พรายพิฆาตไม่ได้เป็นแค่อาชญากรนะครับท่าน มันเป็นลัทธิเป็นความเชื่อในเรื่องที่เหนือธรรมชาติ เราไม่ควรเข้าไปยุ่งกับพวกมัน”
       “เหลวไหลน่าสุชาติ นายเป็นเลขาของฉัน ถ้ามีใครรู้ว่านายเชื่อเรื่องพวกนี้ แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
       “แต่ว่า...”
       นำชัยแทรกทันที
       “หมดเรื่องแล้ว นายกลับไปพักเถอะ”
      
       สุชาติหอบแฟ้มเอกสารมาตามทางเดิน ก่อนจะหยุดเหลียวมองกลับไปที่ห้องทำงานของนำชัยด้วยความรู้สึกแปลกใจ เขาเริ่มนึกสงสัยว่าทำไมนำชัย ถึงได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของพรายพิฆาต
       นำชัยกำลังจมอยู่กับความรู้สึกหนักใจเช่นกัน ขณะที่กำลังนั่งใช้ความคิดอยู่นั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
       “ฮัลโหล”
       เสียงบอสดังมาจากปลายสาย
       “ใกล้ค่ำแล้ว มาดินเนอร์กันหน่อยดีมั้ย ท่านนำชัย”
       นำชัยไม่ได้ตกใจใดๆทั้งสิ้น มีแค่ความรู้สึกสลดที่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของพวกคนชั่ว
      
       พระอาทิตย์อัศดง...อาคารร้างหลังหนึ่ง บรรยากาศน่ากลัว รถของนำชัยแล่นผ่านมาเมื่อเห็นสัญลักษณ์ของพรายพิฆาตที่ถูกพ่นด้วยสีสเปรย์ปรากฏอยู่หน้าอาคารจึงจอดรถ นำชัยแต่งตัวเรียบๆเหมือนชาวบ้านทั่วไปก้าวลงมาจากรถ ก่อนที่ กรณ์ ลุงโจ และยักษ์จะเดินออกมาต้อนรับ
       “ท่านนำชัย บอสกำลังรออยู่ เชิญครับ”
       นำชัยรวบรวมความกล้าเดินตรงเข้าไป
      
       กรณ์ ลุงโจ ยักษ์ นำตัวนำชัยมาพบกับบอสหัวหน้าสาขาของพรายพิฆาตซึ่งกำลังยืนรออยู่ในอาคารร้างแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งที่สูงเด่นเป็นสง่า นำชัยเงยหน้ามองไป เห็นบอสเป็นชายในชุดเสื้อแจ็คเก็ต มีฮูทคลุมหน้าจนมิดชิดในเงามืด มันหัวเราะในคอเบาๆ เมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือน
       “บอส”
       “ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่มั้ย ท่านนำชัย”
       “ผมทำตามคำสั่งแล้ว ต่อไปนี้คดีพรายพิฆาตจะอยู่ในความดูแลของผม”
       “ดีมาก”
       “ผมรู้ว่าพวกคุณต้องการให้ผมช่วยปกปิดความผิดต่างๆที่เกิดขึ้น แต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้ามันหนักหนาเกินไป ผมก็ช่วยไม่ได้”
       บอสฉุน
       “ทำไม พูดแบบนี้คิดจะแปรพักตร์เหรอ”
       “เปล่า แต่อำนาจของผมมีจำกัด”
       “ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่คุณยังภักดีต่อพวกเรา อำนาจของคุณจะเพิ่มพูนจนล้นฟ้า แต่ถ้าเมื่อใดที่คุณหักหลัง คุณจะสูญเสียทุกอย่าง แม้แต่…คนที่คุณรัก”
       นำชัยมองบอสอย่างไม่พอใจ
      
       ค่ำนั้น ณัฐชากวาดตามองสำรวจไปรอบๆ ห้องโถงอาคารเช่า ขณะที่ไอริณกำลังคุยกับเพื่อนร่วมงานของใจทิพย์
       “มีคนบอกว่าเห็นใจทิพย์ถูกอุ้มตัวไปพร้อมกับเพื่อนชาย จนป่านนี้ยังไม่ได้ข่าวเลยค่ะ”
       “พวกเราเคยเตือนแล้วเตือนอีกว่าอย่าไปคบกับหมอนี่ แต่ใจทิพย์ก็ไม่ยอมเชื่อ”
       ณัฐชาหยิบกรอบรูปถ่ายของฤทธิ์ที่หล่นแตกและวางอยู่ที่โต๊ะขึ้นมาดู
       “แปลกจริงๆ”
       ไอริณเข้ามาถาม
       “อะไรเหรอ”
       “ในบ้านนี้ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับหมอนี่เลย ขนาดรูปถ่ายยังมีแค่รูปเดียว หลบๆซ่อนๆแบบนี้ต้องไม่ใช่คนดีแน่”
       ไอริณเหลือบดูรูปถ่ายของฤทธิ์อย่างกังวล
      
       ไอริณกับณัฐชาเดินออกมาขึ้นรถด้วยกัน
       “ณัฐชา…เธอเป็นตำรวจ เธอเดารูปคดีออกใช่มั้ย เธอว่าใจทิพย์จะปลอดภัยรึเปล่า”
       “ถ้าไม่มีโทรศัพท์เรียกค่าไถ่ ก็แปลว่า…”
       ณัฐชาไม่พูดอะไรอีก ไอริณร้องไห้ออกมาเมื่อนึกได้ว่าใจทิพย์คงไม่รอด
       “ใจทิพย์เป็นคนดี ใจทิพย์ต้องไม่ตาย ใจทิพย์ต้องไม่ตาย”
       ณัฐชากอดไอริณไว้ เธอเองก็ร้องไห้ออกมาเช่นกัน
      
       ในห้องทดลองบริษัทมาดามหลิว...ฤทธิ์ถูกรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในห้องทดลอง โดยมีทีมแพทย์คอยดูแล และมีโซเฟียคอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ ระหว่างนั้นชาญก็เข็นรถพามาดามหลิวเข้ามา โซเฟียรายงาน
       “แค่สามชั่วโมงบาดแผลในร่างกายของเขาก็หายจนเกือบหมด เหลือแค่อาการบอบช้ำอย่างเดียวเท่านั้น”
       ชาญแปลกใจ
       “เขาทำได้ยังไง”
       “เปล่าหรอกชาญ เขาไม่ได้ทำ น้ำตามัจจุราชต่างหาก…ที่ช่วยเขาเอาไว้”
       มาดามหลิวพูดเรียบนิ่ง
      
       วันต่อมาในออฟฟิศชินโดบาร์...วัฒน์ยืนถือกระเป๋าเอกสารอยู่ต่อหน้าปาร์ก โดยมีแหลมและสมุนรายล้อมอย่างประสงค์ร้าย
       “เสียใจด้วยว่ะไอ้น้องชาย แกจ้างฉันให้เล่นงานผู้หญิงแค่คนเดียวแต่แฟนของหล่อนดันโผล่มาแจมด้วย ดังนั้นฉันต้องคิดเงินเพิ่ม”
       วัฒน์แปลกใจ
       “แฟน...คุณหมายถึงฤทธิ์ ราวีใช่รึเปล่า”
       “ไม่รู้โว้ย มันจะชื่ออะไรก็ช่าง แต่มันทำคนของฉันบาดเจ็บ”
       “ฤทธิ์ ราวี มันตายไปแล้ว คุณหลอกผม”
       ปาร์กโมโห
       “นี่แกไม่จ่ายใช่มั้ย”
       วัฒน์ท้าทาย
       “ก็ควรจะเป็นแบบนั้น”
       ปาร์กสั่งสมุน
       “เฮ้ยจัดการ”
       สมุนของปาร์กสองสามคนกรูเข้าหาวัฒน์ทันที วัฒน์มองไปนอกหน้าต่างอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยชื่อๆหนึ่งขึ้นมา
       “เอมี่”
       กระจกหน้าต่างแตกกระจายด้วยกระสุนที่ถูกยิงจากระยะไกล กระสุนเหล่านั้นสังหารสมุนของปาร์กที่เข้าใกล้วัฒน์อย่างแม่นยำ แหลมตาเหลือก
       “เย้ย...จ...จ...เจ้านายครับ น...น...นอกหน้าต่าง”
       ปาร์กหน้าซีดมองไปนอกหน้าต่างเห็นไกลออกไปมีอาคารสูงอยู่แห่งหนึ่ง เอมี่แต่งตัวเปรี้ยวนุ่งกางเกงขาสั้นเคี้ยวหมากฝรั่ง กำลังประทับปืนเล็งมายังออฟฟิศของพวกมัน
       “นี่แก...”
       “อย่าว่าแต่จ่ายเพิ่มเลยคุณปาร์ก อันที่จริง…ส่วนที่เหลือเราก็ไม่อยากจ่ายให้คุณอยู่แล้ว หรือว่าง่ายๆ ก็คือ…” วัฒน์ยิ้ม “ชักดาบ”
       ขาดคำเอมี่ก็กราดยิงเข้ามาในห้อง ห่ากระสุนทะลวงร่างของปาร์กและสมุนจนพรุน แหลมถูกยิงที่บ่าจนล้มไปขณะที่วัฒน์ยืนนิ่งอยู่อย่างใจเย็น เห็นคมกระสุนฉีกร่างคนรอบข้างจนเลือดกระเซ็นฟู่ๆ เป็นละออง แถมยังเปื้อนหน้าวัฒน์อีกด้วย เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดอย่างเฉยเมย รอสักครู่หลังจากกระสุนหมด เอมี่ก็โทรเข้ามา
       “เช็กด้วย มีใครยังไม่ได้กระสุนบ้าง”
       วัฒน์กวาดตาดูนิดนึง
       “ได้ครบ อีกสองนาทีไปเจอกันที่รถ”
      
       วัฒน์เพิ่งสตาร์ทเครื่องรถได้ไม่นาน เอมี่ก็เดินแบกกระเป๋าปืนมาขึ้นรถก่อนจะขับหายไปโลโก้พรายพิฆาตถูกวาดทิ้งไว้จากบริเวณที่เอมี่เดินออกมา
      
       ในออฟฟิศซึ่งกลาดเกลื่อนไปด้วยซากศพ ทันทีที่ได้ยินเสียงรถแล่นจากไป แหลมซึ่งแกล้งตายก็รีบลุกขึ้นนั่งแล้วคลานไปดูปาร์ก
       “เจ้านาย เจ้านายครับ”
       แหลมพลิกศพปาร์กและพบว่าตายสนิท เมื่อมองไปยังศพอื่นๆ ก็ยิ่งผวาเพราะแต่ละคนโดนยิงจนเลือดท่วมน่าสยดสยอง
       “ฮือ ตายหมดเลยเหรอวะเนี่ย อยู่ไม่ได้แล้วไอ้แหลม เผ่นโลด”
       แหลมจะคลานหนี แต่พอเหลือบเห็นกระเป๋าเงินของวัฒน์ก็ชะงักรีบลนลานเปิดดู ทว่ามันต้องตกใจเมื่อพบว่าสิ่งที่อยู่ในกระเป๋ากลับเป็นระเบิดเวลาลูกหนึ่ง ที่กำลังทำงานในอีกห้าวินาที
       “เย้ย ระเบิด”
       แหลมกระโจนหนีออกมาทางหน้าต่าง ก่อนที่ระเบิดจะทำงานเพียงเสี้ยววินาที
      
       ฤทธิ์ยังนอนไม่รู้สึกตัวอยู่ในห้อพักในบริษัทมาดามหลิว เขาฝันเห็นภาพใจทิพย์ตกจากหน้าผาก่อนที่เขาจะโดดตาม ฤทธิ์ตกใจตื่น
       “ใจทิพย์”
       ฤทธิ์พบว่าทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน พอได้สติเขาก็รีบสำรวจร่างกายตนเองและพบว่าท่อนบนเขาไม่ได้สวมเสื้อ แถมมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ติดอยู่รุงรังเต็มไปหมด แต่ว่าบาดแผลที่ถูกยิงนั้นหายไปจนหมดแล้ว ฤทธิ์มองไปรอบๆ จึงพบว่าตนเองอยู่ในห้องพักหรูหราห้องหนึ่ง ซึ่งมีกล้องวงจรปิดติดตั้งเอาไว้
      
       ในห้องสมุดบริษัทมาดามหลิว...คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ครับสัญญาณภาพจากกล้องวงจรปิด ชาญที่นั่งดูอยู่หันบอกมาดามหลิวที่กำลังนั่งอ่านหนังสือ
       “เขาฟื้นแล้วครับมาดาม”
       มาดามหลิวลดหนังสือในมือลง ขณะที่โซเฟียที่กำลังรินเครื่องดื่มให้ เหลือบมองไปที่จอคอมพิวเตอร์อย่างสนใจ
      
       ฤทธิ์เดินดุ่มๆมาตามทางเดินในบริษัทอย่างร้อนรน แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นหัวหน้ายามรูปร่างสูงใหญ่เดินนำลูกทีมมาขวางทางเขา
       “ขอโทษครับ ทางนี้ห้ามผ่าน”
       “ใจทิพย์อยู่ที่ไหน”
       “ที่นี่เป็นเขตหวงห้าม กรุณากลับไปรอที่ห้องด้วยครับ”
       ฤทธิ์ฉุน
       “ผมจะไป…จากที่นี่”
       ฤทธิ์เดินรี่เข้าใส่ หัวหน้ายามชักกระบองไฟฟ้าออกมากดสวิทซ์ทำงาน พวกลูกทีมรีบทำตาม ก่อนที่ทั้งหมดจนตรงเข้าเล่นงานฤทธิ์ทันที
      
       ชาญดูภาพผ่านทางจอคอมพิวเตอร์อย่างลุ้นระทึก ก่อนโซเฟียจะเข็นรถเข็นพามาดามหลิวเข้ามาสมทบ
       “ต้องรีบหยุดเขา ก่อนจะมีคนถูกฆ่า” ชาญบอกอย่างร้อนใจ
       มาดามหันมาหาโซเฟีย
       “โซเฟีย”
       “ค่ะมาดาม” โซเฟียรับคำทันที
      
       ยามหลายนายพยายามเล่นงานฤทธิ์ด้วยกระบองไฟฟ้า ฤทธิ์มองเห็นการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้เหมือนเห็นภาพสไลว์ เพราะเขาเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่ามนุษย์ทั่วไป เขาปัดป้องเล่นงานพวกยามที่บุกจู่โจมเข้ามาทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง จนกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง ระหว่างนั้นเองโซเฟียวิ่งมาถึงที่เกิดเหตุ และเห็นกระบองไฟฟ้าอันหนึ่งกลิ้งมาตรงหน้าพอดี เท้าของเธอเดาะกระบองไฟฟ้ามาถือไว้ นิ้วของเธอผลักสวิทซ์เร่งกำลังไฟแรงสุด แล้วควงกระบองไฟฟ้าตรงเข้าเล่นงานฤทธิ์อย่างไม่หวาดหวั่น ประสาทสัมผัสส่วนหูของฤทธิ์ทำงานอย่างรวดเร็ว เขาหันมาปัดป้องกระบองไฟฟ้าของโซเฟีย แล้วพยายามล็อคแขนเธอไว้เพราะเห็นเป็นผู้หญิง
       “ผู้หญิงไม่เกี่ยว”
       โซเฟียเอาเรื่อง
       “ชิ”
       โซเฟียปัดแขนฤทธิ์ออกแล้วพยายามจู่โจมติดต่อกันอย่างรวดเร็ว ฤทธิ์ปัดป้องด้วยความไวเกินมนุษย์ทั่วไป แต่ยังไม่ทันรู้ผลแพ้ชนะ ชาญก็เข็นรถพามาดามหลิวมาถึงเสียก่อน
       “โซเฟีย พอได้แล้ว” มาดามหลิวห้าม
       โซเฟียหยุดมือ ฤทธิ์เหลือบมองมาที่มาดามหลิวอย่างสงสัยว่าเป็นใคร
      
       โซเฟียรินน้ำดื่มให้ฤทธิ์ ที่กำลังนั่งสนทนาอยู่กับมาดามหลิว เธอมองเขาด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเท่าไหร่นัก แต่ในเวลานั้นฤทธิ์ไม่มีอารมณ์จะสนใจ
       “โซเฟียเกิดมาจากการโคลนนิ่งในห้องทดลอง DNA ของเธอถูกออกแบบให้มีแต่คำว่าเข้มแข็ง
       คุณอย่าถือเลยนะ”
       มาดามหลิวบอก ฤทธิ์ตัดบทเข้าเรื่อง
       “ผมอยากรู้เรื่องวันนั้น ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น”
       “ทีมกู้ภัยของเราช่วยคุณขึ้นมาได้ แต่กระแสน้ำพัดแรงมาก พวกเขาไม่เจอศพของใจทิพย์”
       คำว่าศพทำให้ฤทธิ์ชะงักไป ชาญซึ่งนั่งอยู่นอกวงหาข้อมูลบางอย่างจากแท็บเล็ตจนเจอ เขาเดินไปส่งแท็บเล็ตให้ฤทธิ์
       “บางทีข่าวนี้อาจจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น”
       ฤทธิ์อ่านเว็บข่าวในแท็บเล็ต…เห็นข่าวของแก๊งเฮียปาร์กที่ถูกสังหารหมู่ “ถล่มมาเฟียข้ามชาติ สังหารโหดยกก๊วน”
       “พวกมาเฟียที่ทำร้ายคุณ โดนฆ่าตัดตอนยกแก๊ง”
       มาดามหลิวพูดขึ้น
       “แต่คนที่บงการยังลอยนวลอยู่ พวกเพื่อนคุณ กับพรายพิฆาต”
       ได้ยินชื่อพรายพิฆาต ฤทธิ์ก็บันดาลโทสะผุดลุกจะออกไปจากห้อง
       “ผมจะฆ่าพวกมัน”
       “ผู้หมวด ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณ แต่คุณต้องวางแผน” มาดามหลิวเตือน
       ฤทธิ์หันมาตะโกน
       “ไม่...คุณไม่เข้าใจ คุณไม่มีทางรู้สึกแบบผม ในเมื่อคุณไม่เคยสูญเสีย”
       โซเฟียกับชาญอึ้งไปเพราะคำพูดนั้นจี้ใจดำมาดามหลิวอย่างแรง มาดามหลิวแค้นสะเทือนใจ
       “ขาฉัน ญาติพี่น้อง สามี และลูกสาวของฉัน แค่นั้นยังสูญเสียไม่พออีกเหรอ...ผู้หมวด…พวกเราในที่นี้ทุกคน มีศัตรูร่วมกัน”
       ฤทธิ์ชะงักไป ชาญพยักหน้ายืนยันตามนั้น
       “ถ้าจะล้างแค้น เราต้องเล่นเป็นทีมผู้หมวด เล่นแบบเดียวกับพวกมัน”
      
       ฤทธิ์ ชาญ โซเฟีย และมาดามหลิวยืนหยัดร่วมเป้าหมายและชะตากรรมเดียวกัน
      
       ภายในห้องทดลองที่บริษัทมาดามหลิว เจ้าหน้าที่เทคนิคหลายนายกำลังวุ่นวายกับการตระเตรียมโลงศพโลหะขนาดใหญ่ ซึ่งมีสายไฟและสายไฮโดรลิคระโยงระยาง
      
       “ร่างกายคนเรามียีนอยู่ตัวหนึ่งชื่อว่า P21 มันทำหน้าที่ป้องกันการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติ เพื่อยับยั้งโรคร้าย แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้อวัยวะของคนเราไม่สามารถงอกใหม่ได้เหมือนสัตว์เลื้อยคลานบางประเภท” มาดามหลิวอธิบาย
       “น้ำตามัจจุราชจะทำให้P21 หายไป แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือการกลายพันธุ์” ชาญเสริม
       โซเฟียอธิบายต่อ
       “และนั่นคือสิ่งที่พรายพิฆาตต้องการ นักรบที่ไม่รู้จักความตาย กองทัพที่เป็นอมตะ”
       ฤทธิ์อยู่ในชุดเปลือยท่อนบนกำลังนอนอยู่ในโลง ตามร่างกายถูกติดเครื่องมือสำหรับเช็คระบบการทำงานต่างๆ มาดามหลิว โซเฟีย และชาญยืนให้กำลังใจ
       “การจำศีลในน้ำยาเคมีจะช่วยให้เซลส์ในร่างกายของคุณปรับสภาพอย่างเต็มที่ นั่นหมายถึงน้ำตามัจจุราชจะพัฒนาร่างกายคุณไปจนถึงขีดสุด” มาดามหลิวให้ข้อมูล
       โซเฟียอธิบายต่อ
       “ผลข้างเคียงก็คือ กล้ามเนื้อทุกส่วนของคุณจะเกิดการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งกล้ามเนื้อสมอง ซึ่งมันจะทำให้คุณอาจสูญเสียความทรงจำไปบางส่วน บุคลิก และวิธีการคิดของคุณก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วย”
       “ไม่มีอะไรเปลี่ยนผมได้ ผมจะไม่ลืมความแค้นของผมเด็ดขาด”
       ชาญเห็นฤทธิ์มุ่งมั่นเช่นนั้น ก็หันไปพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่
      
       สารเคมีถูกฉีดลงเจือจางกับน้ำในกล่อง…ฝาโลงโลหะถูกปิด ฤทธิ์ถูกขังอยู่ในกล่องใบนั้น มองไปเบื้องหน้าด้วยแววตาอาฆาตแค้น
      
       2 สัปดาห์ต่อมา ค่ำนั้น...รถของราเมศเร่งเครื่องเสียงกระหึ่ม เขาขับรถมาอย่างรวดเร็ว แซงซ้ายแซงขวาอย่างน่าหวาดเสียว ระหว่างนั้นก็มีโทรศัพท์เข้ามา เห็นเป็นเบอร์ณัฐชาจึงกดรับสายผ่านบลูทูธ
       “ผู้กอง จวนถึงรึยังคะ ตอนนี้พวกมันคลั่งใหญ่แล้ว”
      
       หน้าโรงงาน คนร้ายสองคนกระหน่ำปืนกลยิงใส่เจ้าหน้าที่ ที่รายล้อมอยู่ด้านนอกอย่างดุเดือด พลางตะโกนลั่น
       “ไอ้พวกหมาหมู่ แน่จริงก็เข้ามาสิโว้ย มาดวลกับกู”
       คนร้ายอีกคนตะโกนเสริม
       “มีคนเท่าไหร่ แห่มาให้หมดเลย ไอ้ตำรวจหน้าโง่”
       ตำรวจยิงตอบโต้ถูกเข้าที่บ่าของคนร้าย มันผงะมองแผลด้วยความโกรธก่อนจะยิงใส่ตำรวจด้วยความแค้นยิ่งกว่าเดิม
       “พวกมึงต้องตาย”
      
       ในโรงงาน ท่ามกลางเสียงปืน บนโต๊ะตัวใหญ่มีอาวุธสงครามและเครื่องกระสุนเพียบเหมือนขนมาเพื่อเปิดศึกโดยเฉพาะ...บนดาดฟ้าของโรงงานปืนของคนร้ายวางพิงผนังอยู่ ขณะที่มันหลบมุมใช้มอร์ฟีนสำเร็จรูปฉีดให้กับตัวเอง พอได้รับมอร์ฟีนก็เกิดอาการเคลิบเคลิ้มขึ้นมาทันที
       “หึๆ ฮ่าๆ ฮ่าๆ วู้ว”
       คนร้ายคว้าอาวุธปืนแล้วผุดขึ้นหันไปยิงใส่ตำรวจอย่างบ้าคลั่ง
      
       หน้าโรงงานร้าง คนร้ายยังคงกราดยิงใส่ตำรวจอย่างบ้าคลั่ง ณัฐชา ไมตรี และปรีดาและบรรดาตำรวจต่างแยกย้ายกันหลบอยู่ตามที่กำบังในมุมต่างๆ
       “ไอ้พวกบ้า มันจะยิงไปถึงไหนกันวะ” ณัฐชาบ่นอุบ
       ไมตรีเหลือบเห็น
       “ผู้หมวด ผู้กองมาแล้วครับ”
       ณัฐชาเห็นรถราเมศแล่นมาจอด ก่อนที่เขาจะเข้ามาสมทบกับทุกคน
       “ผู้กอง”
       “สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง”
       “คนร้ายสามคน ใช้อาวุธสงครามกราดยิงชาวบ้านโดยไม่ทราบสาเหตุค่ะ สันนิษฐานเบื้องต้นว่าคงเป็นเพราะยาเสพติด”
       “ใช่ครับ พวกมันไม่ยอมเจรจาอะไรเลย เอาแต่ยิงกับยิงลูกเดียว” ไมตรีเสริม
       “ตอนนี้มีชาวบ้านเสียชีวิตไปสามคน บาดเจ็บอีกห้าคนครับ” ปรีดารายงาน
       “หน่วยจู่โจมใกล้จะมาถึงรึยัง” ราเมศถาม
       “อีกไม่เกินสิบนาทีค่ะ”
       ราเมศนิ่วหน้าคิด ก่อนจะดึงกล้องส่องทางไกลจากปรีดามาใช้ ราเมศเห็นโลโก้ของพรายพิฆาตถูกติดอยู่บริเวณเสาหน้าโรงงาน
      
       หน้าโรงงาน คนร้ายทั้งสองยังกราดยิงใส่เจ้าหน้าที่อย่างดุเดือด
       “ไอ้พวกกระจอก บุกเข้ามาซะทีสิโว้ย มัวรออะไรอยู่”
       “ไอ้ตำรวจตาขาว พวกมึงต้องตาย”
       เสียงใครชนข้าวของในโรงงานหล่นดังก๊องๆ เสียงกังวาน คนร้ายคนหนึ่งชะงัก
       “เสียงอะไรวะ”
       คนร้ายอีกคนกวาดตามองไปแต่ไม่เห็นใคร
      
       คนร้ายที่อยู่บนดาดฟ้า เล็งปืนแล้วยิงใส่ตำรวจอย่างใจเย็น ก่อนที่มันจะรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังตรงมาทางด้านหลังของมันจนเกือบถึงตัว มันหันปากกระบอกปืนมาด้านหลัง แต่กลับไม่เห็นใคร
       “ใครวะ นั่นใคร”
       ไม่มีเสียงตอบ แต่เห็นเงาคนเคลื่อนหลบไปไวๆที่หลังแท้งค์น้ำ
       “ใครซ่อนอยู่ตรงนั้น โผล่หัวออกมา”
       คนร้ายตัดสินใจถือปืนไปหาเงาคนที่ซ่อนอยู่ พอได้จังหวะก็โผล่พรวดไปเหนี่ยวไกยิงทันที กระสุนพุ่งเข้าหาเป้าหมายแต่กลับถูกดาบเล่มหนึ่งปัดออกไปอย่างรวดเร็ว เศษหัวกระสุนกระเด็นไปฝังอยู่ที่ผนัง
       “เอ็งเป็นใครวะ”
       ฤทธิ์ในคราบของนักสู้มหากาฬ ยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์
      
       ราเมศ ณัฐชา ไมตรี ปรีดาและตำรวจที่อยู่หน้าโรงงานร้าง ต่างพากันประหลาดใจ เสียงคนร้ายแผดร้องโหยหวนดังขึ้น ตามด้วยเสียงปืนรัวชุดใหญ่ ณัฐชาแปลกใจ
       “เกิดอะไรขึ้น”
       ราเมศมองไปด้านใน
       “ไม่ได้ยิงมาทางพวกเรา เสียงเหมือนยิงกันอยู่ข้างใน”
       ไมตรีสงสัย
       “หรือว่าพวกมันจะฆ่ากันเองครับผู้กอง”
       ราเมศนิ่วหน้าอย่างใช้ความคิด
      
       คนร้ายบนดาดฟ้ากระหน่ำยิงอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่ฤทธิ์กวัดแกว่งดาบตรงดิ่งเข้าหามัน กระสุนโดนคมดาบปัดทิ้งไปจนหมด ก่อนที่ฤทธิ์เข้าประชิดตัวแล้วฟันใส่คนร้ายฉับๆ แล้วแทงปิดเกมอย่างรวดเร็ว
      
       คนร้ายสองคนที่อยู่หน้าโรงงานกำลังบรรจุกระสุนเพิ่ม พวกมันรู้ดีว่ามีบางอย่าง ที่ผิดปกติเกิดขึ้นบนดาดฟ้า ทันใดนั้นศพของคนร้ายบนดาดฟ้าก็ร่วงโครมลงมาบนโต๊ะ คนร้ายเงยหน้ามอง
       “มันอยู่ข้างบน”
       คนร้ายอีกคนมองขึ้นไปแล้วกราดยิงใส่ฤทธิ์ ที่กระโจนหลบไปมาตามโครงเหล็กหลังคา
       “หายไปแล้ว มันไปทางไหนวะ”
       ฤทธิ์โดดลงมาที่พื้น แล้วกดปุ่มสปริงที่ด้ามดาบคมดาบถูกยิงออกไปโดยมีเส้นใยสังเคราะห์ผูกโยงไว้ เขาสะบัดคมดาบซัดโคมไฟจนแตกไปหลายดวงทำให้ทุกอย่างตกอยู่ในความมืด คนร้ายยิงใส่ ฤทธิ์มองเห็นกระสุนที่พุ่งเข้ามาในยามไร้แสง และสามารถตีลังกาหลบไปได้อย่างว่องไว ก่อนจะเหวี่ยงคมดาบแทงเข้าใส่คนร้ายทันที คนร้ายอีกคน กราดยิงอย่างคลุ้มคลั่ง ฤทธิ์ควงดาบปัดป้องกระสุนก่อนจะตีลังกาหลบ ระหว่างกระชากคมดาบจากอกคนร้ายคนแรก ออกมาแล้วเหวี่ยงไปแทงใส่คนร้ายคนที่สองอย่างรวดเร็ว มันตาค้าง
       “พรายพิฆาตจงเจริญ”
       ขาดคำคนร้ายคนนั้นทรุดฮวบขาดใจไปกับพื้น ขณะที่ฤทธิ์ยืนมองมันอย่างใจเย็น...ฤทธิ์ใช้อุปกรณ์สำเร็จรูปบางอย่าง เจาะที่ต้นคอคนร้ายเพื่อเก็บตัวอย่างเลือด
      
       เวลาผ่านไป หน่วยจู่โจมบุกเข้ามาในโรงงานและลงมือตรวจค้นตามจุดๆต่าง บางส่วนเข้าตรวจสอบศพของคนร้าย ก่อนที่ราเมศ ณัฐชา ไมตรี ปรีดา และสารวัตรธนาจะตามเข้ามา หน่วยจู่โจมคนหนึ่งลงบันไดมาจากดาดฟ้าแล้วส่งสัญญาณมือว่าไม่พบสิ่งผิดปกติ
       “เคลียร์”
       หัวหน้าหน่วยจู่โจมเข้ามารายงานราเมศ
       “คนร้ายสามคนเสียชีวิตหมดครับผู้กอง”
       “พวกมันฆ่ากันเองเหรอคะ” ณัฐชาถามอย่าแปลใจ
        “ดูจากตำแหน่งของศพแล้ว ไม่น่าจะใช่ครับ” หัวหน้าหน่วยบอก
       ราเมศครุ่นคิด
       “แปลว่ามีคนอื่นบุกเข้ามาในนี้เหรอ”
       ไมตรีกับปรีดามองหน้ากันอย่างงุนงง ขณะที่ณัฐชามองไปบนดาดฟ้าอย่างสังหรณ์ใจ
      
       ณัฐชาถือปืนขึ้นมาบนดาดฟ้าอย่างระแวดระวัง ฤทธิ์ที่ซ่อนตัวอยู่รอจนได้จังหวะก็รีบวิ่งหนีไปแต่ณัฐชาหันมาเห็นเข้า จึงเล็งปืนใส่
       “หยุดนะ”
       ฤทธิ์ไม่ยอมหยุด ณัฐชาตัดสินใจวิ่งตามไป ฤทธิ์กระโจนข้ามจากหลังคาโรงงานไปยังอีกอาคารหนึ่ง ณัฐชาตัดสินใจกระโจนตามบ้างแต่เกิดพลาดไปไม่ถึงอีกฝั่ง ฤทธิ์ตกใจหันมองมา เขาเห็นหน้าของณัฐชาที่กำลังร่วงไป ฤทธิ์นึกถึงตอนที่เขากับใจทิพย์กำลังช่วยกันแขวนรูป ทั้งคู่สนทนากันถึงรูปที่ใจทิพย์ถ่ายกับ ไอริณ และณัฐชา
       “ไม่รู้เมื่อไหร่ผมจะได้เจอเพื่อนๆของคุณ”
       “พี่น้องของฉันต่างหาก ไอริณกับณัฐชา พวกเขาต้องดีใจแน่ ถ้ารู้ว่าฉันจะแต่งงาน”
       ฤทธิ์คว้าข้อมือณัฐชาไว้ก่อนจะร่วง
       “ณัฐชา”
       ณัฐชาชะงักกึก เมื่อฤทธิ์กระชากตัวเธอขึ้นมา ณัฐชาก็รีบชักปืนเล็งใส่เขา
       “แก...แกเป็นใครกันแน่ รู้ชื่อฉันได้ยังไง”
       “ศัตรูของพรายพิฆาต ผมเป็นพวกเดียวกับคุณ”
       เสียงราเมศตะโกนแว่วมา
       “ผู้หมวดคุณอยู่ไหน...ณัฐชา”
       ณัฐชาหันไป
       “ผู้กอง ฉันอยู่ทางนี้”
       ราเมศโผล่มาอีกฟาก
       “ผู้หมวด คุณไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไง”
       ณัฐชาหันกลับมา
       “ฉันกำลัง…”
       ณัฐชานิ่งงันเมื่อพบว่าฤทธิ์หายไปแล้ว…
      
       ฤทธิ์ควบรถมอเตอร์ไซด์มาตามถนนสายเปลี่ยว เขาเห็นรถบรรทุกสินค้าของบริษัทมาดามหลิวจอดอยู่ ชาญซึ่งสวมชุดพนักงานส่งของ นั่งอ่านหนังสือพิมพ์รออยู่บนรถ จำเสียงรถมอเตอร์ไซด์ได้เป็นอย่างดีเขากดปุ่มเปิดประตูไฮโดรลิกท้ายรถโดยไม่ต้องเหลือบตาดู ก่อนที่มอเตอร์ไซด์ของฤทธิ์จะแล่นขึ้นไปจอดบนท้ายรถ...รถบรรทุกแล่นหายไปตามท้องถนนยามราตรี
      
       วันใหม่...ในโทรทัศน์ ผู้สื่อข่าวกำลังรายงานข่าว
       “มีข่าวลือว่าบริษัทบลู ฟินิกซ์ ฟาร์ม่าผู้ผลิตเวชภัณฑ์รายใหญ่ของเอเชีย จะมีการปรับโครงสร้างการบริหารโดยเพิ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้าไปในรายชื่อบอร์ดกรรมการ”
       ภาพข่าวในทีวีเป็นภาพข่าวของฤทธิ์ในมาดเพลย์บอยใจเย็น ที่ใช้ชีวิตอยู่กับสาวงาม และกิจกรรมต่างๆทั้งตีกอล์ฟ ล่องเรือเปิดแชมเปญในงานเลี้ยง เต้นรำ ถ่ายรูป ให้สัมภาษณ์นักข่าว
       ผู้สื่อข่าวหญิงกำลังรายงานข่าวอยู่ที่หน้ารั้วบริษัทบลู ฟินิกซ์ ฟาร์ม่า
       “ซึ่งแหล่งข่าวยืนยันว่าคนๆนั้นก็คือ มิสเตอร์ โทมัส หลิว หลานชายบุญธรรมของมาดามหลิว ผู้มักตกเป็นกระแสข่าวกับสาวน้อยสาวใหญ่อยู่บ่อยครั้ง จนได้รับสมญาว่าเป็นคาสโนว่าสลาตัน เพราะภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์ เขาเปลี่ยนคู่ควงได้ไม่ซ้ำหน้า จนสื่อมวลชนที่ทำข่าว ถึงกับลำดับไม่ทันว่าสาวๆในสต๊อกของเขาคนไหนมาก่อนมาหลังกันแน่ แต่เท่าที่รู้ดูเหมือนจะไม่มีเพื่อนหญิงคนไหนกล้าอ้างตัวว่าเป็นเจ้าของหัวใจของเขาเลยสักราย และนั่นเองที่ทำให้เกิดข่าวซุบซิบว่า บางทีโทมัส หลิวอาจมีรสนิยมทางเพศที่เบี่ยงเบน หรือไม่เขากับมาดามหลิว เศรษฐีนีหม้ายสาว ก็อาจมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน จึงต้องปั่นกระแสข่าวเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนข้อเท็จจริง”
      
       ฤทธิ์มาทำงานในบริษัท โดยมีชาญหิ้วกระเป๋าเอกสารให้ในฐานะคนขับรถและผู้ติดตาม พนักงานสาวๆในบริษัทพาออกอาการปลื้ม เมื่อได้เห็นเจ้าชายในฝัน บ้างขวยเขิน บ้างระริกระรี้ตื่นเต้น บ้างแอบซุบซิบกันด้วยความชื่นชม ฤทธิ์ยิ้มโปรยปรายเสน่ห์ให้ทุกคนจนกระทั่งเข้าลิฟต์ไปกับชาญ
      
       โซเฟียยืนรออยู่อย่างสุขุม เธอรู้จากกล้องวงจรปิดว่าฤทธิ์กับชาญมาถึงแล้ว สักครู่สองหนุ่มก็ออกมาจากลิฟต์
       “ต้องขอโทษด้วยที่ให้เข้ามาทางด้านหน้าบริษัท แต่มาดามบอกว่าพนักงานไม่เห็นคุณมาหลายวันแล้ว ก็เลยกลัวว่าจะมีคนสงสัย” โซเฟียอธิบาย
       ฤทธิ์ล้วงกระเป๋าหยิบหลอดบรรจุเลือดออกมาสามหลอดให้โซเฟีย
       “ตัวอย่างเลือดของคนร้าย”
       โซเฟียรับมา
       “มาดามหลิวกำลังรอคุณอยู่”
      
       ในห้องสมุดในบริษัท...มาดามหลิววางนิตยสารก๊อสซิปเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะ หน้าปกเป็นรูปของมิสเตอร์โทมัสกำลังถ่ายรูปกับสาวเซ็กซี่นางหนึ่ง พาดหัวข่าวว่า “มนต์รักคาสโนว่า ไฮโซหนุ่มควงนางแบบออกงาน” มาดามหลิวมองหน้าฤทธิ์
       “ฉันรู้ว่านายต้องสร้างภาพตามที่เราเคยตกลงกันไว้ แต่ว่าอีกไม่กี่วันจะมีงานเลี้ยงครบรอบสิบห้าปีของบริษัท ฉันตั้งใจว่าจะแนะนำนายอย่างเป็นทางการกับพวกนักข่าว”
       “แล้ว…”
       “แล้วก็ช่วยลดการสร้างภาพ เปลี่ยนเป็นมารักษาภาพแทนดีกว่านะ”
       “ทุกวันนี้ผมยังไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมต้องให้ผมรับบทเป็นญาติของคุณ”
       “มันจะช่วยให้เธอแทรกซึมและเข้าถึงศัตรูได้ง่ายขึ้น เชื่อฉันเถอะ”
       ฤทธิ์พยักหน้ายิ้มๆขอไปที โซเฟียรู้สึกแปลกใจ
      
       โซเฟียกำลังเข็นรถพามาดามหลิวกลับห้องพัก โซเฟียยังติดใจสงสัย
       “ผู้หมวดฤทธิ์ ราวีเขาดูเปลี่ยนไปมาก มาดามคิดว่าเป็นผลข้างเคียงของน้ำตามัจจุราชรึเปล่าคะ”
       “เธอรู้ได้ยังไงโซเฟีย ว่าเขาเปลี่ยน”
       “เดี๋ยวนี้เขายิ้มเก่งขึ้น แล้วก็ไม่ปั้นหน้าเศร้าเหมือนเมื่อก่อน บางทีเขาอาจจะลืมใจทิพย์ไปแล้วก็ได้”
       “เธอยังไม่รู้จักผู้ชายมากพอโซเฟีย เชื่อฉันเถอะ ยิ้มของฤทธิ์ ราวี มีความหมายมากกว่านั้น”
      
       ชาญใช้คอมพิวเตอร์ค้นหาประวัติของณัฐชาให้ฤทธิ์ ขณะที่อยู่ด้วยกันในห้องนอนของฤทธิ์ในบริษัท ส่วนใหญ่จะเป็นภาพข่าวของเธอติดตามราเมศทำคดีพรายพิฆาต
       “ตำรวจที่ทำคดีพรายพิฆาตมีตั้งหลายคน ทำไมคุณถึงสนใจตำรวจหญิงคนนี้แค่คนเดียว”
       “แล้วผมจะเล่าให้ฟังทีหลัง ตอนนี้ผมอยากได้ข้อมูลของเธอแล้วก็เพื่อนที่ชื่อไอริณ”
       “ไอริณ ใช่ดาราที่เป็นลูกสาวนักการเมืองรึเปล่า”
       ฤทธิ์ยักไหล่ไม่แน่ใจ ชาญค้นต่อจนเจอข่าวของไอริณเป็นเพื่อนกับณัฐชา และสกรุ๊ปข่าวของไอริณ
       “ชีวิตเหมือนฝัน จากอดีตเด็กกำพร้า กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์”
       ฤทธิ์มองข่าวของทั้งคู่อย่างสนใจ ยิ่งเมื่อคลิ๊กไปเจอภาพในอดีตที่ ณัฐชา ไอริณ และใจทิพย์ถ่ายไว้ด้วยกัน
      
       ราเมศกลับมาที่ดาดฟ้าขอโรงงานร้าง เขาใช้คีมของมีดพับเอนกประสงค์คีบเศษหัวกระสุนที่ฝังอยู่บนผนังออก หัวกระสุนของคนร้าย โดนคมดาบของฤทธิ์ตัดจนขาด ราเมศนำเศษหัวกระสุนนั้นใส่ซองพลาสติกแล้วบอกกับณัฐชา
       “ดูเหมือนว่าชายสวมหน้ากากที่คุณเจอเมื่อคืน จะใช้ของมีคมเป็นอาวุธแถมฝีมือขั้นเทพซะด้วย”
       ณัฐชาแปลกใจ
       “จริงเหรอคะผู้กอง”
       “ก็เล่นผ่าหัวกระสุนขาดแบบนี้ จะให้ผมว่ายังไงอีก” ราเมศมองเศษหัวกระสุน “อาวุธที่เขาใช้คงทำจากวัสดุพิเศษ อาจเป็นพวกทังสเตนคาร์ไบด์ หรืออะไรก็ตามที่ตัดเหล็กได้”
       ราเมศเดินลงมาสำรวจที่ด้านล่าง ณัฐชาตามลงมาถาม
       “นี่ผู้กองเชื่อเหรอคะว่าผู้ชายคนนี้ เขาปัดกระสุนได้จริงๆ”
       “โดยทางวิทยาศาสตร์อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นผู้หมวด แต่ที่แน่ๆ…” ราเมศชะงัก คีบหัวกระสุนที่หล่นอยู่ที่พื้นใส่ซอง “เขามีพลาดถูกยิงเหมือนกัน แต่เสื้อเกราะช่วยเขาเอาไว้”
       “แต่ที่ฉันเห็นเสื้อเขา เป็นหนังธรรมดานะคะผู้กอง”
       “ด้านนอกน่ะใช่ แต่ด้านในคงบุเคฟล่าชนิดพิเศษ คิดดูสิ จากตำแหน่งของรอยเท้านั่น เขาถูกยิงในระยะที่ประชิดมาก ถ้าเป็นเสื้อเกราะทั่วไป ป่านนี้คงซี่โครงหักไปแล้ว ไม่มีทางได้วิ่งหนีคุณแน่”
      
       ราเมศกับณัฐชาเดินกลับมาขึ้นรถ
       “เดี๋ยวคุณเอาหลักฐานกลับไปที่กองปราบนะ แล้วลองเทียบข้อมูลกับแผนกอื่นดูว่ามีใครเคยเห็นหมอนี่มาก่อนบ้าง”
       “แล้วผู้กองล่ะคะ”
       “ผมจะไปรับผลชันสูตรศพคนร้ายที่นิติเวช”
       ราเมศกำลังจะขึ้นรถแต่แล้วเสียง sms ดังขึ้น ณัฐชารีบคว้าโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดูสักพักก็หน้าเจื่อน
       “มีอะไรเหรอ” ราเมศถาม
       “จ่าไมตรีส่งข้อความมาบอกว่า ไอ้มาวินพ้นโทษแล้วค่ะ”
      
       ในห้องวีไอพีภัตตาคารดอกบัวขาว...สี่ผู้เฒ่าแห่งแก๊งมาเฟียจีน ผู้กุมอำนาจเหนือมาวิน ทั้งหมดกำลังนั่งเล่นไพ่นกกระจอกกันอย่างเงียบๆเหมือนคนแก่ทั่วไป โต๊ะข้างๆมีสำรับของว่างเตรียมไว้แต่ยังไม่มีใครสนใจทาน ในห้องนั้นมีองครักษ์ยืนคุ้มกันตามมุมต่างๆหลายนาย มาวินเดินกร่างเข้ามายืนก้มหน้าอย่างเซ็งๆ เหมือนนักเรียนโดนเรียกพบฝ่ายปกครอง เต่าดำเอ่ยถามขึ้นเป็นคนแรก
       “ได้ข่าวว่าไปนอนเล่นในคุกมาไม่ใช่เหรออาตี๋”
       เสือขาวคลี่ไพ่ดูแล้วพูดลอยๆ
       “เข้าคุกไม่ว่า แต่ดันมีเรื่องกับลูกสาวนักการเมืองนี่สิ น่าเป็นห่วง”
       หงส์มองหน้ามาวิน
       “อาตี๋ หน้าที่ของลื้อคือหาเงินให้องค์กร ไม่ใช่ก่อเรื่อง”
       มังกรไม่ยอมปริปาก มันจั่วไพ่ไปเงียบๆ มาวินพยายามข่มโทสะและอธิบาย
       “ผมรู้ว่าผมมันแย่ นิสัยไม่ดี” มาวินหันไปหามังกร “แต่ที่ผ่านมา ผมก็จงภักดีกับองค์กรเสมอ หาเงินให้องค์กรเป็นร้อยๆล้าน ทุกคนก็เห็น”
       เต่าดำแย้ง
       “พวกอั้วหาเงินจากค่าคุ้มครอง จากบ่อนพนัน แต่เงินของลื้อมาจากยาเสพติด”
       มังกรพูดโดยไม่มองหน้า
       “ที่อั้วยอมให้ลื้อมีอำนาจทุกวันนี้ ก็เพราะลื้อเป็นคนเก่งมาวิน ถ้าลื้อมีเรื่องกับคนอื่น พวกอั้วจะไม่ยุ่ง แต่ท่านนำชัยเป็นนักการเมืองใหญ่ ลื้อไม่ควรตอแยกับอี”
       เสือขาวส่ายหน้า
       “มีกินมีใช้ก็ดีอยู่แล้ว อย่าสร้างปัญหานักเลย อาตี๋”
      
       มาวินกลับมาที่เธค พอลงจากรถก็บ่นด้วยความเจ็บแค้น
       “ฮึย กะอีแค่ลูกสาวนักการเมือง มันจะใหญ่อะไรกันนักหนาวะ...คอยดูเหอะ จะจับทำเมียซะให้เข็ด”
       สมุนเข้ามาหา
       “เฮียครับ ลูกน้องของคุณปาร์กมาขอพบครับ”
       “ไอ้ปาร์ก มันตายไปแล้วนี่หว่า”
       มาวินหันไป แหลมยืนกระลิ้มกระเหลี่ยอยู่
       “แหะๆ ใช่ครับคุณมาวิน ก็เพราะแบบนี้ไงครับผมถึงต้องมาสมัครงานถึงนี่”
       มาวินนึกอะไรขึ้นได้
       “อยากได้งาน ต้องผ่านโปรก่อนนะโว้ย”
       แหลมชะงัก
       “ผ่านโปร...อ๋อ ได้เลยครับ จะทดลองงานก่อนก็ได้ครับคุณมาวิน มืออาชีพอย่างผมพร้อมเสมอครับ”
       ท่าทางประจบประแจงของแหลม ทำให้มาวินแค่นยิ้มออกมาอย่างพอใจ
      
       โซเฟียส่งแฟ้มรายงานผลการตรวจเลือดของคนร้ายให้มาดามหลิว รับไปอ่าน
       “พบสารคล้ายน้ำตามัจจุราชในตัวอย่างเลือดของคนร้ายแถมยังมี Mephedrone กับMethylone ในปริมาณสูงมากอีกด้วย”
       “สองตัวที่ว่ามันคืออะไร” ชาญสงสัย
       “เป็นสารเคมีที่ใช้ผลิตยาเสพติด ออกฤทธิ์กระตุ้นและหลอนประสาท” มาดามหลิวอธิบาย
       “ที่เคยเป็นข่าวก็คือ bath salt คนเสพถึงขนาดคลุ้มคลั่งกัดกินเนื้อมนุษย์ด้วยกัน บางคนถึงได้เรียกมันว่ายาซอมบี้” โซเฟียเสริม
       มาดามหลิวครุ่นคิด
       “ถ้าเดาไม่ผิดเหตุกราดยิงที่โรงงานร้างนั่น คงเป็นการทดลองอย่างหนึ่งของพวกมันในการสร้างนักรบอมตะ”
       ชาญอึ้งไป
       “แปลว่าคนร้ายสามคนนั่นถูกส่งมาเพื่อทดลองต่อสู้ แล้วก็ทดลองตายเหรอครับมาดาม”
       “แถมมีความหวังเล็กๆอีกด้วย ว่าอาจจะเป็นการทดลองฟื้น” โซเฟียเสริม
      
       โซเฟียส่งมาดามหลิวกลับห้อง มาดามหลิวสั่งงานกับชาญ
       “เดี๋ยวเธอเอารายงานนี่ไปให้ผู้หมวดฤทธิ์เขาด้วยนะ แล้วเตือนเขาเรื่องงานเลี้ยงครบรอบสิบห้าปีของบริษัทวันพรุ่งนี้ด้วย ฉันตั้งใจจะเปิดตัวเขาต่อหน้าสื่อมวลชน”
       “เอ่อคือ…” ชาญอึกอัก
       มาดามหลิวเอะใจ
       “เขาอยู่รึเปล่า”
       ขณะเดียวกัน ฤทธิ์สตาร์ทรถเสียงดังกระหึ่ม ก่อนจะขับออกไปจากบริษัทอย่างรวดเร็วจนใครๆพากันมองตาม
      
       ไอริณหิ้วกระเป๋าเดินคุยโทรศัพท์เข้ามาในฟิตเนส
       “ยัยณัฐชา เธอมาสายอีกแล้วนะ ไหนบอกว่าจะซ้อมมวยให้ฉัน ไม่รู้ล่ะ ถ้าวันนี้เธอเบี้ยวอีกล่ะก็ ฉันเอาเรื่องจริงๆด้วย”
      
       ณัฐชาขับรถไปที่ฟิตเนส บนถนนที่ค่อนข้างโล่งเธอคุยโทรศัพท์ไปด้วย
       “เออรู้แล้ว กำลังไปเดี๋ยวนี้แหละ แค่นี้ทำเป็นบ่นไปได้ ยัยบ๊อง”
       ณัฐชาวางสายลงแล้วขับรถต่อ สักพักเธอก็เห็นรถคันหนึ่งขับตามมา ฤทธิ์สวมหมวกแก๊ป เป็นคนขับรถคันนั้นตามณัฐชาห่างๆ
       “ถนนก็โล่ง ทำไมมันไม่แซงวะ หรือว่า…”
       ณัฐชาสังหรณ์ใจ เธอลองลดความเร็วลงอีก เพื่อบังคับรถของฤทธิ์ต้องแซงไปข้างหน้า ฤทธิ์เลยจำต้องขับแซงไปเพื่อไม่ให้มีพิรุธ
       “ตกลงมันขับตามเรารึเปล่าวะ หรือว่าจะเป็นพวกโรคจิต”
      
       ไอริณซ้อมชกต่อยกระสอบทรายโดยมีณัฐชาคอยเทรนอยู่ ในห้องซ้อมมวยของฟิตเนส...
       “นี่ ออกแรงมากกว่านี้ไม่ได้หรือไง ราชินีหนังบู๊มีน้ำยาแค่นี้เองเหรอ”
       ไอริณเหนื่อย
       “โอ้ย คุณตำรวจขา ชีวิตจริงกับในภาพยนตร์มันต่างกันนะคะ ถ้าจะให้เก่งเหมือนในจอ ฉันขอบายดีกว่า”
       “เธอกำลังตกอยู่ในอันตรายนะไอริณ ดังนั้นเธอต้องรีบฝึกหลักสูตรเร่งรัด”
       “ขอเปลี่ยนเป็นฝึกวิ่งแทนได้มั้ย ฉันหมดแรงแล้ว”
       “โธ่เอ้ย ไม่เอาไหนเลยเธอเนี่ย”
       ฤทธิ์จับตามองณัฐชาและไอริณจากมุมหนึ่งด้วยความสนใจ ณัฐชารู้สึกผิดสังเกตจึงหันมองไป เห็นฤทธิ์ซึ่งสวมหมวกแก๊ปกำลังยืนจ้องอยู่ก็เริ่มไม่พอใจ
       “นี่นายคนที่สวมหมวกน่ะ จ้องผู้หญิงอยู่ได้ จินตนาการอะไรอยู่หรือไง”
       “ผมก็แค่อยากดูมวย”
       ฤทธิ์จะเดินหนี แต่ณัฐชารู้สึกผิดสังเกต
       “เดี๋ยวก่อน”
       ณัฐชารีบไปขวาง
       “นายใช่รึเปล่า ที่ขับรถตามฉัน”
       “ผมมาฟิตเนสเดียวกับคุณ ใช้เส้นทางเดียวกันมันแปลกตรงไหน”
       ไอริณเข้ามาสมทบ
       “มีอะไรเหรอ”
       “มันยืนจ้องเธออยู่ตั้งนานแล้ว สงสัยเป็นพวกโรคจิต”
       ไอริณปรามเพื่อน
       “ไม่เอาน่าณัฐชา เขาอาจจะเป็นแฟนคลับของฉันก็ได้” ไอริณหันไปบอกกับฤทธิ์ “ขอโทษด้วยนะคะ เพื่อนฉันใจร้อนไปหน่อย”
       ฤทธิ์ยื่นมือ
       “ผมชื่อโทมัสครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”
       “ไอริณค่ะ”
       ไอริณจะจับมือแต่ณัฐชารั้งไว้
       “อันที่จริงผมไม่ได้ตั้งใจจะจ้องคุณแบบนั้นหรอกครับ แต่เห็นว่าคุณชกไม่ถูกจังหวะก็เลยอยากจะแนะนำ”
       ณัฐชาเบ้หน้า
       “เธ่อ ตัวเองชกเก่งตายล่ะ”
       “ณัฐชา”
       “ก็จริงนี่ ท่าทางเจ้าสำอางอย่างหมอนี่ ถ้าชกมวยเป็นล่ะก็ ฉันยอมไหว้เลยก็ได้” ณัฐชามอหน้าฤทธิ์ “ใช้กีฬาบังหน้า หาเรื่องเหล่หญิงมากกว่ามั้ง”
       ฤทธิ์ยิ้มใจเย็น
       “ผมว่าคุณต่างหากที่ชกมวยไม่เป็น ดีแต่ทำกร่างอวดเพื่อน”
       ณัฐชาตาลุกวาวด้วยความโกรธ ไอริณใจหายวาบ
      
       เสียงระฆังดังขึ้น ฤทธิ์กับณัฐชาประจัญหน้ากันบนเวทีมวย ฤทธิ์ยิ้มใจเย็น ขณะที่ณัฐชาท่าทางจริงจังกะจะเล่นงานเขาให้ได้ บรรดาเพื่อนสมาชิกในฟิตเนสต่างมารุมดูด้วยความสนใจ ฤทธิ์ยิ้มขำ
       “แค่ซ้อมเล่นๆ ไม่ต้องจริงจังก็ได้ คุณณัฐชา”
       “ณัฐชา นี่เธอเอาจริงเหรอ” ไอริณถาม
       “งานนี้ต้องมีคนตาย เชื่อฉันสิ”
       ณัฐชาว่าแล้วก็ผละไปหาทันที ฤทธิ์ยังสวมหมวกแก๊ปอยู่ เธอแดกดันเขา
       “นี่ เป็นรังแคเหรอ หมวกน่ะถอดก่อนก็ได้”
       “แค่ซ้อมเล่นๆน่ะคุณ เดี๋ยวผมก็ไปแล้ว”
       ณัฐชาได้จังหวะก็เหวี่ยงหมัดใส่ทันที ฤทธิ์หลบได้อย่างว่องไว
       “หนอยแก คราวนี้ฉันไม่พลาดแน่”
       ณัฐชาออกหมัดต่อเนื่องกัน แต่ฤทธิ์หลบได้ทุกหมัด แล้วถือโอกาสตอนฉากหลบเขกหัวณัฐชาเบาๆ เธอโวยวายใส่เขา
       “นี่ เขาให้มาชกมวยนะ ไม่ใช่มาล้อเล่น”
       “โทษที แต่ผมไม่ชกผู้หญิง”
       “แก”
       ณัฐชาไล่ชก แต่ไม่โดนเลยสักหมัด แถมโดนฤทธิ์เคาะหัวจนเฮดการ์ดเลื่อนมาบังตา ไอริณกับคนอื่นหัวเราะกันใหญ่ ณัฐชาหงุดหงิด
       “โว้ย ไม่ใช่ลูกนะ เขกหัวอยู่ได้”
       “ผมว่าเราพอแค่นี้เถอะคุณ”
       “ไม่”
       ณัฐชาพุ่งหมัดใส่สุดแรง ฤทธิ์รีบฉากหลบอีก ส่งผลให้ณัฐชาชกโดนเสาเวทีเข้าอย่างจัง
       “โอ้ย”
       ไอริณตกใจ
       “ณัฐชา”
      
       ในห้องอาบน้ำฟิตเนส...ไอริณเพิ่งแต่งตัวเสร็จก็หันมาดูณัฐชาที่กำลังกุมมือครวญครางด้วยความเจ็บปวด
       “อูย มือฉัน...มือฉัน...”
       “สมน้ำหน้า คนเขามาดีแท้ๆ ดันไปหาเรื่องเขา”
       “ไม่มีทางหรอก หมอนั่นต้องไม่ใช่คนดีแน่ ฉันว่าหน้ามันคุ้นๆนะไอริณ บางทีเขาอาจจะเป็นคนร้ายที่ฉันเคยเห็นในแฟ้มคดีไหนสักคดีก็ได้”
       “เอา...เอาเข้าไป เรื่องเว่อร์นี่ไม่แพ้ใครเลยเพื่อนฉัน” ขณะเดียวกันนั้นโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ไอริณกดรับสาย “ฮัลโหล ไอริณพูดค่ะ"
       มาวินซึ่งนั่งเอนหลังสบายๆอยู่บนรถตู้คันหนึ่งคุยโทรศัพท์
       “สวัสดีครับคุณไอริณ”
       “นั่นใคร”
       “แหม แค่นี้ก็จำไม่ได้ ผมมาวินแฟนคลับของคุณไงครับ”
       “ไอ้บ้า นี่แกอีกแล้วเหรอ แกรู้เบอร์ฉันได้ยังไง”
       “โธ่...อย่าพูดจาตัดรอนแบบนั้นสิครับ ผมอุตส่าห์โทรมาหาคุณ ก็เพราะอยากร่วมงานด้วย เผอิญผมตั้งใจว่าเดือนหน้าจะเปิด บริษัททำหนังอยู่พอดี ไม่ทราบว่าคุณไอริณสนใจจะเป็นนางเอก
       ของผมรึเปล่า”
       “บริษัททำหนังเหรอ บริษัทฟอกเงินค้ายาสิไม่ว่า แกฝันไปเถอะ ฉันไม่มีทางลดตัวไปคบกับมาเฟียอย่างแกหรอก ไอ้โรคจิต ไอ้บ้า”
       ไอริณรีบกดปุ่มวางสาย ขณะที่มาวินมองโทรศัพท์ของตน
       “โอกาสสุดท้ายที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คุณปฏิเสธมันเองนะคนสวย”
       มาวินว่าแล้วก็มองไปที่แหลม ซึ่งนั่งอยู่บนรถพร้อมด้วยสมุนจำนวนหนึ่ง
       “พร้อมจะลงสนามสอบรึยังไอ้แหลม”
      
       ณัฐชาลากไอริณ มาซุ่มดูลาดเลาที่ประตูทางออกอย่างนึกระแวง
       “นี่ณัฐชา รถเราไม่ได้จอดที่ฉันนี้ซะหน่อย”
       “ฉันรู้น่า ว่าแต่เธอแน่ใจนะว่าคนที่โทรมาคือมาวิน”
       “ฉันไม่ได้ประสาทหลอนนะเธอ เสียงมันทำไมฉันจะจำไม่ได้ แต่ฉันว่าคงไม่มีอะไรหรอก เราไปกันซะทีเถอะ เมื่อยแล้ว”
       “รถจอดอยู่ข้างบน ไปทางบันไดนะ”
       ไอริณพยักหน้าเซ็งๆ มองเพื่อนสาวว่าหวาดระแวงเกินเหตุ แต่พอจะเดินไปณัฐชาก็คว้าแขนไว้อีก
       “เดี๋ยว”
       ณัฐชาว่าก่อนจะย่อตัวลงดึงปืนพกจากซองที่ข้อเท้าส่งให้ไอริณ
       “พกติดตัวไว้”
       “เฮ้ย...เอาแบบนี้เลยเหรอ”
       ณัฐชาพยักหน้าเอาจริง ขณะที่ไอริณมองปืนอย่างกล้าๆกลัวๆ
      
       ณัฐชาเดินนำไอริณไปที่บันไดอย่างรีบเร่ง
       “ณัฐชา เดินช้าๆก็ได้ ฉันบอกแล้วไงว่าไม่มีอะไรหรอก”
       “เธอยังไม่รู้จักไอ้มาวิน ต่อให้มันเป็นหมาก็ไม่เหมือนหมาตัวอื่น ถ้าเห่าเสร็จเมื่อไหร่ มันกัดเมื่อนั้น”
       “แต่ฉันว่า…”
       ไอริณชะงักไปเมื่อเหลือบเห็นอะไรบางอย่าง ณัฐชามองตามไปจึงเห็นชายฉกรรจ์ที่สวมไอ้โม่งคลุมหน้าโผล่มาจากที่ซ่อนตามจุดต่างๆ จนล้อมกรอบทั่วทิศทาง พวกมันถือมีดไม้ครบมือ ณัฐชารีบบอก
       “ไปที่รถไอริณ...ไป วิ่ง”
       ไอริณเลิกลั่กอยู่ชั่วขณะก็รีบทำตามคำสั่ง ณัฐชาชักปืนออกมา
       “พวกแกถอยไปนะ ไม่งั้นฉันยิงแน่”
      
       ไอริณวิ่งขึ้นบันไดมายังฉันบนและเห็นรถที่จอดอยู่ เธอรีบควานหากุญแจในกระเป๋าสะพายมากดรีโมท แต่ทันใดนั้นแหลมและสมุนอีกชุดซึ่งสวมหมวกไอ้โม่งก็โผล่ออกมาแล้วตรงรี่เข้าหาเธอทันที
       “อยู่นั่นโว้ย จัดการ”
       ไอริณตกใจ
       “ณัฐชา”
      
       ณัฐชาเผลอตกใจหันไปตามเสียงของไอริณ
       “ไอริณ”
       จังหวะนั้นเองสมุนของแหลมคนหนึ่ง ปาท่อนเหล็กในมือไปถูกข้อมือณัฐชาจนปืนร่วงหลุดไป ณัฐชาตกใจมองตามปืน แต่ไม่ทันคว้าพวกสมุนของแหลมก็กรูเข้ามาถึงตัวแล้ว ณัฐชารีบต่อสู้อย่างสุดความสามารถ
      
       ไอริณกรี๊ดลั่นก่อนจะชักปืนยิงสมุนของแหลมคนหนึ่งจนหงายล้มไป แหลมและสมุนคนอื่นพากันชะงัก
       “เฮ้ย มันมีปืนโว้ยระวัง”
       ด้วยความตกใจไอริณกราดยิงเปะปะไปทั่ว พวกแหลมหลบกันจ้าละหวั่น ไอริณยิงจนกระสุนหมดปืนดังแชะๆ แหลมยิ้มย่อง
       “กระสุนหมดแล้วโว้ย จัดการ”
       พวกแหลมกรูกันออกมาจากที่กำบังตรงเข้าหาไอริณ เธอรีบวิ่งหนีไปที่รถแล้วคว้ากุญแจมากดรีโมทปลดล็อค ไอริณเข้าไปนั่งในรถและกดล็อคหนีพวกแหลมได้อย่างฉิวเฉียด
      
       ณัฐชาสู้เหมือนหมาจนตรอก เธอล็อคสมุนของแหลมคนหนึ่งเอาไว้แล้วใช้อาวุธในมือของมันมาชี้ขู่สมุนคนอื่น
       “ไอ้พวกโจรห้าร้อย ฉันเป็นตำรวจนะ ถ้าขืนแกทำอะไรเพื่อนฉันละก็ พวกแกตายแน่”
       พวกสมุนของแหลมดูท่าจะไม่กลัวเท่าไหร่ มันพยายามล้อมกรอบณัฐชาเอาไว้เพื่อจัดการปิดเกม
      
       ไอริณกรี๊ดลั่นเมื่อคนของแหลมใช้ท่อนเหล็กทุบกระจกรถอย่างแรง แต่กระจกแค่ร้าวไม่ยอมแตกง่ายๆ แหลมอึ้งไป
       “กระจกกันกระสุนนี่หว่า...แค่นี้ขวางพวกผมไม่ได้หรอกคุณหนู ลงมาจากรถดีๆเถอะ อย่าหาเรื่องเจ็บตัวดีกว่า”
       ไอริณหน้าถอดสี ยิ่งเมื่อสมุนของแหลมช่วยกันเข็นรถอีกคันมาขวางหน้าเพื่อไม่ให้รถเธอแล่นหนีได้ จากนั้นพวกมันก็มารุมออรอบรถเต็มไปหมดจนไอริณทำอะไรไม่ถูก แต่แล้วฤทธิ์ก็โผล่มา เขาลงมือเล่นงานพวกของแหลมทีละคนอย่างรวดเร็ว กว่าแหลมจะรู้สึกผิดสังเกตและหันมองไปสมุนของมันก็โดนซัดร่วงไปสามรายแล้ว จังหวะที่ต่อสู้อยู่นั้นหมวกแก๊ปของเขาก็หลุดไป
       “เฮ้ย เอ็งเป็นใครกันวะ” แหลมพอมองเห็นหน้าฤทธิ์ถนัดก็ตกใจ “เย้ย นี่เอ็ง เอ็งตายไปแล้วนี่หว่า”
       ฤทธิ์เดินเข้าหา แหลมตาเหลือก
       “ผีหลอก ผีหลอก”
       แหลมวิ่งโกยอ้าวไปก่อนเพื่อน ฤทธิ์มองตามอย่างแปลกใจ แต่ไม่รู้ว่าแหลมเป็นใครเนื่องจากสวมไอ้โม่งอยู่
      
       ณัฐชาหลังจากต่อกรกับพวกคนร้ายได้สักพัก ก็กลิ้งไปคว้าปืนของเธอที่หล่นอยู่ขึ้นมายิงใส่พวกมัน พวกคนร้ายพอเห็นปืนก็วิ่งหนีกันไปอย่างไม่เป็นขบวน
       “ไอ้พวกหมาหมู่ แน่จริงก็กลับมาสิ” เธอนึกขึ้นได้ “ไอริณ”
       ณัฐชารีบวิ่งขึ้นไปดูไอริณ
      
       แหลมกับพวกเพิ่งวิ่งหนีกันไปไม่นานนัก ณัฐชาถือปืนวิ่งขึ้นมายังอาคารจอดรถชั้นบน เธอเห็นฤทธิ์กำลังยืนเกาะรถคุยกับไอริณอยู่ก็รีบเอาปืนจ่อโดยไม่สนว่าใครเป็นใคร
       “ยกมือขึ้น แกถูกจับแล้วไอ้พวกมาเฟีย”
       ฤทธิ์ชูมือขึ้นอย่างใจเย็น ไอริณรีบอธิบาย
       “เดี๋ยวก่อนณัฐชา นี่คุณโทมัสที่เราเจอในฟิตเนส เขาช่วยฉันเอาไว้”
       ณัฐชาอึ้งไป
       “อะไรนะ”
       ฤทธิ์หันมามองหน้าณัฐชาๆจำได้ทันที
       “นี่แก แกเองเหรอ”
       ฤทธิ์ทำไม่รู้ไม่ชี้
       “คุณพูดถึงอะไร”
       “ฉันจำแกได้แล้ว แกคือแฟนของใจทิพย์”
       ทั้งฤทธิ์และไอริณต่างนิ่งอึ้งตะลึงงัน
      
       สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ...ไมตรีกับปรีดากำลังหารือกันอย่างเคร่งเครียด ขณะที่ราเมศเพิ่งมาถึง
       “ว่าไงหมู่จ่า ได้ผลการชันสูตรแล้วรึยัง”
       ไมตรีเข้ามาหา
       “เอ่อ ผู้กองทำใจดีๆไว้นะครับ คือพวกเรามีข่าวร้ายจะบอก”
       ราเมศมองหน้า
       “ผิดคิวสิท่า หรือหมอยังไม่ว่างผ่า”
       ปรีดาเข้ามาบอกอีกคน
       “ไม่ใช่อย่างนั้นครับผู้กอง หมอว่างแต่ผ่าไม่ได้ครับ เพราะศพหาย”
       ราเมศชะงักอึ้ง
       “อะไรนะ หายไปได้ยังไง”
      
       ประตูลิฟต์เปิดออก ราเมศรีบก้าวเข้าไปก่อนจะหันมาสั่งไมตรีกับปรีดา
       “ผมจะไปเช็กภาพจากกล้องวงจรปิด ระหว่างนี้หมู่กับจ่ารีบตามหาศพโดยด่วน”
       ไมตรีหน้าเหวอ
       “ตามหาศพ...จะให้ไปตามที่ไหนล่ะครับผู้กอง”
       “กลางวันแสกๆ ไม่มีใครขนศพตั้งสามศพออกนอกโรงบาลได้หรอกจ่า มันต้องอยู่แถวนี้แน่”
       ไมตรีกับปรีดามองหน้ากันอึ้งๆ
      
       ศพมากมายถูกเก็บอยู่ในห้องดับจิต ระหว่างนั้นไมตรีก็ลากปรีดาเข้ามาในห้อง
       “อะไรล่ะหมู่ คนร้ายมันตายไปแล้ว คนตายมันขยับไม่ได้ หมู่จะกลัวทำไม”
       “ผ...ผ...ผมไม่ได้กลัวศพครับจ่า แต่ผมกลัวผี”
       “เราเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นะหมู่ หมู่ช่วยรักษาภาพลักษณ์หน่อยได้มั้ย โดยเฉพาะปอดน่ะ อย่าแหกให้มันมากนัก...เอ้ารีบไปหาศพเร็ว”
       ปรีดาหวาดๆ
       “หาที่ไหนล่ะจ่า”
       “ก็ดูๆไปเถอะ เผื่อจะหล่นอยู่ใต้เตียง”
       ปรีดาดูแบบแวบๆ
       “ไม่มี”
       “เออดี งั้นเราไปกันเถอะ”
       ปรีดาเห็นไมตรีโกยแน่บก็รีบตาม
       “อ้าวเฮ้ยจ่า รอผมด้วย”
      
       ในศูนย์รักษาความปลอดภัยสถาบันนิติเวช...ราเมศนั่งดูเทปอย่างใจจดใจจ่อ โดยมีหัวหน้า ร.ป.ภ.นั่งอยู่ข้างๆ
       “เป็นไปไม่ได้หรอกครับผู้กอง บริเวณนั้นมีคนของผมคอยเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ถ้ามีคนร้ายบุกเข้าไปขโมยศพจริงๆก็ต้องมีคนเห็นสิครับ”
       ราเมศไม่สนใจ กรอเทปดูไปเรื่อยๆจนสะดุดตาเข้ากับ
       “นั่นใคร”
       “ไหนครับผู้กอง” หัวหน้า ร.ป.ภ มองแล้วอึ้งไปสักพัก “เฮ้ย”
       ภาพที่จอมอนิเตอร์ เห็นคนร้ายทั้งสามที่ถูกฤทธิ์ฆ่าตาย ทยอยกันเดินโงนเงนโซเซออกจากห้องดับจิต ศพแรกเดินนำออกไปก่อน อีกสองศพเดินตามมาเหมือนตามจ่าฝูง
      
       ไมตรีกับปรีดากำลังจะเดินออกจากแผนกห้องเก็บศพของนิติเวชด้วยความงุนงง ทั้งคู่หยุดคุยกันตรงเคาน์เตอร์ยาม
       “แปล๊กแปลก” ไมตรีบ่น
       “อะไรอีกอ่ะจ่า”
       “ก็ศพคนร้ายน่ะสิมันจะหายไปได้ยังไง แล้วทำไมถึงหาย แล้วหายไปตั้งสามศพโดยไม่มีใครเห็น”
       “โอ้โห ถามเยอะถามแยะ จ่าถามผมแล้วผมจะไปถามใครล่ะครับ”
       “นั่นสิ” ไมตรีมองไปที่เคาน์เตอร์ “อ้าวแล้วยามหายไปไหนวะเนี่ย ว่าจะถามอะไรซะหน่อย”
       “สงสัยออกไปกินข้าวมั้งจ่า”
       ปรีดาเผอิญชะเง้อข้ามเคาน์เตอร์ไปแล้วตาค้าง เมื่อเห็นคนร้ายทั้งสามที่ตายไปแล้วกำลังรุมกินเนื้อจากศพยาม ปรีดาตาเหลือกแทบหยุดหายใจ
       “หืด...”
       ไมตรีรีบถาม
       “อะไรหมู่ มีอะไร”
       ปรีดาค่อยๆถอยออกมา
       “ศพ…ศพ…”
       “เออ ก็ใช่สิ เรากำลังหาศพอยู่ หรือหมู่คิดว่าหาอย่างอื่น”
       ไมตรีพูดไปเรื่อย โดยไม่รู้เลยว่าคนร้ายทั้งสามคนซึ่งกลายเป็นผีดิบกำลังยืนขึ้นมาด้านหลัง ปรีดาตื่นกลัวตัวสั่น
       “ย...ยืน...ยืนแล้ว”
       ไมตรียังไม่รู้
       “ฮือ...ก็ยืนตั้งนานแล้ว ใครบอกว่าผมนั่งล่ะ”
       ปรีดาพูดติดอ่างเพราะกลัวมาก
       “ส.”.สาม…ศพ ครบเลย”
       ไมตรีจ้องหน้า
       “สามศพ...ศพคนร้ายเหรอหมู่ อยู่ที่ไหน”
       ปรีดาชี้ไปข้างหลัง ไมตรีหันไปเห็นผีดิบของคนร้ายก็ตกใจอ้าปากค้าง ผีดิบทั้งสามอ้าปากแยกเขี้ยวที่เกรอะกรังไปด้วยเลือด
      
       ราเมศวิ่งมาดูที่ทางเดินเพราะเสียงของไมตรีกับปรีดาและเห็นลูกน้องทั้งสองวิ่งพ้นหัวมุมมาในสภาพลนลาน ปรีดาล้มลุกคลุกคลานแทบจะตะกายพื้นหนี ขณะที่ไมตรีก้าวขาไม่ออก ราเมศตกใจ
       “หมู่...จ่า”
       ไมตรีละล่ำละลักบอก
       “ผ…ผีครับผู้กอง ผีหลอก”
       ปรีดาตื่นกลัวรนราน
       “คนร้ายมันฟื้นขึ้นมาแล้วครับผู้กอง มันเป็นผีดิบทั้งสามตัวเลยครับ”
       ราเมศมองไปอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นศพคนร้ายทั้งสามเดินโงนเงนมา ไมตรีกลัวตัวสั่น
       “อร้ายมาแล้วครับผู้กอง พยานปากสำคัญ เดินมาแล้ว”
       ปรีดารีบบอก
       “ผู้กองทำอะไรเข้าสักอย่างสิครับ ช่วยพวกผมด้วย”
       ราเมศได้สติ
       “หมอบลง”
       ราเมศตัดสินใจควักปืนออกมาเล็งยิงใส่ศพของคนร้ายรายหนึ่งหลายนัดเห็นมันผงะเซไปเล็กน้อยก่อนจะเดินหน้าต่อได้อีก ไมตรีตะลึง
       “ผู้กอง มันยังไม่ตายครับ มันยังไม่ตาย อร้าย กรี๊ด”
       ปรีดามองหน้าไมตรี
       “โอ้โหแล้วบอกให้ลูกน้องรักษาภาพลักษณ์ ตัวเองกรี๊ดซะแต๋วแตก”
       “กูกลัวโว้ย กูควบคุมตัวเองไม่ได้”
       ราเมศเมื่อเห็นว่าผีดิบทั้งสามเดินใกล้เข้ามาทุกที ก็เปลี่ยนเป้าหมายมาเล็งที่ศีรษะและเหนี่ยวไกยิงสามนัดซ้อน ผีดิบทั้งสามตัวถูกยิงจนร่วงไป
      
       ในออฟฟิศกองปราบ...ณัฐชาเพิ่งสั่งงานตำรวจในเครื่องแบบ และกำลังจะกลับไปที่ห้องสอบสวน แต่แล้วไอริณที่นั่งรออยู่ก็รีบเข้ามาสอบถาม
       “นี่เธอจะทำอะไรกันแน่ณัฐชา ผู้ชายคนนั้นเขาช่วยฉันเอาไว้นะ”
       “ฉันรู้ แต่ฉันจำไม่ผิดแน่ เขาคือคนรักของใจทิพย์ คนที่ทำให้ใจทิพย์หายสาบสูญไป”
       “แล้วเธอจะทำอะไรกับเขา”
       “ฉันจะเค้นความจริงจากเขา ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับใจทิพย์”ณัฐชาบอกอย่างมุ่งมั่น
      
       ฤทธิ์นั่งรออยู่ในห้องสอบสวนอย่างสงบนิ่ง ก่อนที่ณัฐชาจะถือแก้วน้ำมาเสิร์ฟให้
       “ทานน้ำก่อนสิคะผู้หมวดฤทธิ์ ราวี...นั่นชื่อคุณใช่มั้ย”
       ฤทธิ์ขัดขึ้นเสียงนิ่ง
       “ผมชื่อโทมัส เป็นหลานชายของมาดามหลิว”
       “ให้การเท็จมีโทษหนักนะผู้หมวด ไม่ว่าคุณจะโกหกยังไงแต่ลายนิ้วมือคุณ มันไม่มีทางโกหกเหมือนคุณแน่”
       ฤทธิ์พยักหน้ารับทราบ เขาเอื้อมมือไปจะหยิบแก้วน้ำแต่ณัฐชาก็ชิงคว้าข้อมือไว้เสียก่อน
       “บอกฉันหน่อยว่าใจทิพย์หายไปไหน”
       ฤทธิ์มองมือณัฐชา
       “นี่อะไร เครื่องจับเท็จเหรอ”
       “ชีพจรคนเราส่วนใหญ่เต้นถี่ขึ้นเสมอ เวลาพูดโกหก”
       “คุณตำรวจ ผมไม่รู้ว่าคุณพูดถึงใคร แต่ที่แน่ๆ ผมไม่ใช่ฤทธิ์ ราวี”
       ณัฐชามองฤทธิ์อย่างจับพิรุธ
      
       ราเมศ ไมตรี ปรีดากลับมาที่กองปราบด้วยสีหน้าตึงเครียดจากเหตุการณ์ระทึกขวัญก่อนหน้านี้ ราเมศกำชับกับลูกน้องทั้งสอง
       “อย่าบอกใครเรื่องศพเดินได้เด็ดขาด ไม่งั้นเขาต้องหาว่าเราเพี้ยนแน่ๆ”
       ไมตรีหนักใจ
       “เรื่องใหญ่ขนาดนี้จะปิดเป็นความลับเหรอครับผู้กอง”
       ปรีดาเห็นด้วยกับไมตรี
       “นั่นสิครับ เรื่องนี้มันเรื่องระดับชาติเลยนะครับผู้กอง”
       “ผมรู้ แต่นักข่าวจะทำให้ชาวบ้านแตกตื่นทั้งเมือง เพราะข่าวผีดิบซอมบี้”
       ทันใดนั้นเสียงโซเฟียดังขึ้น
       “ผู้กองราเมศคะ”
       ราเมศหันมองไปเห็นโซเฟียอยู่ในชุดสาวออฟฟิศดูแปลกตา เธอยืนอยู่โดยมีชาญเป็นผู้ติดตาม
       “ฉันโซเฟียค่ะ เป็นทนายและคนสนิทของมาดามหลิว”
      
       ณัฐชากระชากคอฤทธิ์ขึ้นมาอย่างเหลืออด
       “ฟังนะไอ้ตัวแสบ อีกเดี๋ยวคนของฉันจะโทรเข้ามาในห้องนี้ ทันทีที่เขารู้ผลการพิสูจน์ลายนิ้วมือว่านายเป็นใครกันแน่ ถึงตอนนั้นแกเตรียมตัวเจอข้อหาฆาตกรรมได้เลย”
       “ต่อให้ผมเป็นฤทธิ์ ราวี คุณก็ไม่มีสิทธิ์ดำเนินคดีกับผม ในเมื่อคุณยังไม่มีหลักฐานด้วยซ้ำว่าใจทิพย์ตายจริงรึเปล่า”
       “ไม่จริง”
       “คุณโกหก”
       “แกรู้ได้ยังไง”
       ฤทธิ์มองมือณัฐชาที่จับคอเสื้อเขาอยู่
       “ชีพจรคุณตอนนี้เต้นแรง กว่าผมซะอีก”
       ณัฐชาเข่นเขี้ยวก่อนที่โทรศัพท์ภายในจะดังขึ้น เธอรับสาย
       “ว่าไง”
       “ผู้หมวด ผู้ชายคนที่คุณจับมาคือมิสเตอร์โทมัส หลิว หลานชายของมาดามหลิวเจ้าของบริษัทผลิตย บลูฟินิกซ์ฟาร์ม่า”
       “แน่ใจนะ”
       “เข้าถึงข้อมูลของเขาได้ยากหน่อย ตามประสาพวกไฮโซจบนอก แต่ยืนยันได้ล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นเขา”
       ณัฐชาหน้าเจื่อน จังหวะเดียวกับที่ราเมศเคาะประตูแล้วผลักเข้ามาอย่างรีบร้อน
       “ผู้กอง” ฌัฐชาชะงัก
       ราเมศสั่งเสียงเข้ม
       “คุณออกไปรอผมข้างนอก” ราเมศหันมาหาฤทธิ์ “คุณโทมัส ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณเดือดร้อน”
       ฤทธิ์ยิ้มรับ ก่อนจะมองไปที่ณัฐชาอย่างกวนๆ
      
       ไอริณจับมือกับฤทธิ์ ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับไปพร้อมชาญและโซเฟีย
       “ขอบคุณมากค่ะคุณโทมัส หวังว่าฉันคงมีโอกาสได้ตอบแทนคุณบ้างนะคะ”
       “ผมรับรองว่าเราต้องได้เจอกันอีกแน่ครับคุณไอริณ ในฐานะที่ผมเป็นแฟนคลับของคุณ”
       ไอริณมองฤทธิ์อย่างรู้สึกดี
      
       ราเมศโวยใส่ณัฐชา ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่หน้าห้องทำงาน
       “นี่คุณสติดีรึเปล่าผู้หมวด ผู้ชายคนนั้นเขาช่วยคุณไอริณเอาไว้ แต่คุณดันไปปรักปรำว่าเขาเป็นคนร้าย”
       “ก็เจาหน้าเหมือนคนร้ายจริงๆนี่คะผู้กอง”
       “ผู้หมวดฤทธิ์ ราวีผมเคยเห็นรูปเขาแล้ว หมอนั่นมีแผลเป็นที่หน้า”
       ณัฐชายังเถียง
       “นายโทมัสอาจจะทำศัลยกรรมมาก็ได้นี่คะ”
       “แต่เราไม่มีข้อมูลเรื่องนั้น ที่สำคัญผลการพิสูจน์ลายนิ้วมือก็ออกมาแล้วว่าเขาเป็นใคร...มาดามหลิวเขารวยมากนะ ทีมทนายของเขาน่ะใหญ่กว่าทีมฟุตบอลซะอีก”
       “แล้วผู้กองจะให้ฉันทำยังไงคะ”
       “ผมอยากให้คุณไปขอขมาเขา”
       ณัฐชาตีหน้าเบ้ทันที
      
       ค่ำนั้น โซเฟียกับชาญพาฤทธิ์มาที่ห้องทานข้าวซึ่งมาดามหลิวกำลังทานอาหารอยู่ก่อน
       “นั่งสิ” มาดามหลิวเชื้อเชิญ
       ฤทธิ์นั่งตั้งหลักสักครู่
       “เรื่องวันนี้…”
       มาดามหลิวแทรกขึ้น
       “ณัฐชากับไอริณเป็นเพื่อนรักของใจทิพย์ ชาญบอกฉันหมดแล้ว”
       ฤทธิ์มองไปที่ชาญเห็นเขายักไหล่ประมาณว่าต้องทำตามหน้าที่ ช่วยไม่ได้
       “ความผูกพันจะทำให้เธอยุ่งยากนะโทมัส เชื่อฉันเถอะ”
       “สองคนนั่นไม่เกี่ยวกับภารกิจของเรา ผมก็แค่อยากรู้เรื่องของใจทิพย์จากพวกเขา”
       “แล้วถ้าฉันบอกว่าเกี่ยวล่ะ”
       ชาญเห็นฤทธิ์อึ้งไปก็พูดขึ้น
       “มาดามได้เบาะแสมาว่าบางทีท่านนำชัยอาจเป็น สมาชิกของพรายพิฆาต”
       ฤทธิ์อึ้งไป โซเฟียได้แต่มองเขาอย่างนึกเห็นใจอยู่ลึกๆ
      
       นำชัยมาพบกับบอสที่อาคารร้างแห่งเดิมตามลำพัง
       “ไหนคุณบอกว่าพรายพิฆาตจะปกป้องสมาชิกขององค์กรเหมือนพี่น้องไอ้มาเฟียนั่นมันรังแกลูกสาวผม ทำไมคุณไม่จัดการกับมัน”
       “ใจเย็นๆ คุณนำชัย ตำรวจกำลังจัดการเรื่องนี้ ถ้าเราเข้าไปยุ่งคนอื่นอาจสงสัยเบื้องหลังของคุณก็ได้ แล้วที่สำคัญเรากำลังเจอปัญหาใหญ่ ทั้งเรื่องการทดลองคืนชีพที่ล้มเหลว และเรื่องมือสังหารที่ใช้ดาบคู่เป็นอาวุธ”
       นำชัยแปลกใจ
       “มือสังหาร ตกลงมันมีจริงเหรอ”
       “มันอยู่ใกล้เรามากกว่าที่คิด คุณนำชัย แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะให้คนของผมติดตามคุณ เชื่อว่าเขาจะต้องรับมือกับมันได้”
       ทันใดนั้น เงาของชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทางด้านหลัง นำชัยหันมองไป
       “นี่คุณเองเหรอ”
      
       ภัตตาคารดอกบัวขาว บรรยากาศสงบ เหล่าไฮโซนั่งทานติ่มซำกันเพลินอารมณ์ จู่ๆณัฐชาก็พาตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเป็นโขยงบุกเข้ามาในร้าน ผู้จัดการพึมพำ
       “เวรแล้ว อะไรกันวะ”
       ณัฐชาสั่ง
       “ค้นให้ทั่วทุกซอกทุกมุม ลูกค้าคนไหนมีพิรุธให้พาไปตรวจปัสสาวะให้หมด”
       ผู้จัดการเข้ามา
       “เอ่อคุณตำรวจครับ นี่มันเรื่องอะไรกันครับเนี่ย”
       ณัฐชาชูหมายค้น
       “ขอโทษ เราสงสัยว่าที่นี่เป็นแหล่งจำหน่ายยาเสพย์ติด”
       “ที่นี่เป็นภัตตาคารนะครับไม่ใช่บาร์เหล้า ไม่มียาแบบนั้นหรอกครับ”
       “นายมาวินเป็นหุ้นส่วนที่นี่ใช่รึเปล่า”
       “ครับ”
       “นั่นแหละที่ทำเราสงสัย...ค้นให้ทั่ว”
      
       ณัฐชาถีบประตูเข้ามาในห้อง พบมาวินที่นั่งดวดเหล้าอยู่กับแหลม
       “เฮ้ย...เข้ามาได้ยังไงวะ” แหลมโวยวาย
       ณัฐชาถีบแหลมหงายไปทั้งเก้าอี้ ก่อนจะชักปืนมาฟาดหัวมาวินจนคว่ำ มาวินตกใจโกรธ
       “คุณตำรวจ”
       “ถึงไม่มีหลักฐานแต่ฉันก็รู้ว่าเป็นแกไอ้มาวิน ฟังให้ดีนะ ถ้าแกยุ่งกับไอริณอีกล่ะก็ ฉันเอาแกตายแน่”
       “รักเพื่อนเหลือเกินคุณตำรวจ แต่ข่มขู่กันแบบนี้มันผิดกฎหมายนะ”
       “ฉันรู้ แต่เดนมนุษย์อย่างแก มันต้องพูดกันด้วยวิธีนี้”
       ณัฐชาเอาจริง มาวินมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความแค้น
      
       ใกล้ค่ำของวันต่อมา ราเมศมาหานำชัยที่บ้านนั่งคุยกันอยู่ในห้องรับแขก ทั้งคู่อยู่ในชุดสูทสำหรับใส่ไปงานเลี้ยง
       “งานเลี้ยงครบรอบสิบห้าปีของบริษัทบลูฟินิกซ์ฟาร์ม่า อันที่จริงผมก็ไม่คิดว่าจะไปร่วมงานหรอกนะ แต่เพราะหลานชายของมาดามหลิวเป็นคนช่วยไอริณเอาไว้ ผมก็เลยตั้งใจว่าจะไปขอบคุณเขาซะหน่อย”
       “เช่นกันครับท่าน ผมเองก็ตั้งใจว่าจะให้หมวดณัฐชาไปขอโทษคุณโทมัสอยู่เหมือนกัน”
       นำชัยดูนาฬิกา
       “แล้วนี่สองสาวมัวทำอะไรอยู่นะ ทำไมถึงยังไม่ลงมาอีก”
      
       ณัฐชายืนเซ็งอยู่หน้ากระจกในห้องนอนไอริณ คอยรับชุดที่ไอริณส่งออกมาจากตู้เสื้อผ้า
       “เอ้านี่ ชุดนี้ เลิศสุด”
       “ฮึย...จะให้ฉันแต่งตัวแบบนี้จริงๆเหรอ ฉันเป็นตำรวจนะ”
       “เป็นตำรวจแล้วห้ามสวยหรือไง เชื่อฉันเหอะน่า รับรองผู้กองราเมศต้องตะลึงตาค้างแน่”
       ณัฐชายิ้มขำ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้
       “เออนี่ไอริณ เรื่องคุณโทมัสน่ะ ฉันว่า…”
       ไอริณตัดบท
       “ขอทีเถอะณัฐชา เขาช่วยฉันเอาไว้นะ ฉันว่าเขาไม่ใช่คนร้ายหรอก”
       “แต่เขาอาจเป็นแฟนของใจทิพย์ก็ได้นะ”
       “เธอพิสูจน์ได้มั้ยล่ะ ถ้าพิสูจน์ได้ ฉันจะเลิกคบกับเขา”
       ณัฐชามองไอริณอย่างหนักใจ
      
       ไอริณกระวีกระวาดลงบันไดมาหาราเมศ กับนำชัยที่กำลังนั่งรออยู่
       “อะแฮ่ม พร้อมแล้วค่ะ แต่ชมอย่างเดียวนะคะ ห้ามติเด็ดขาด”
       นำชัยดูนาฬิกาข้อมือ
       “จะเอายังไงก็เอาเถอะลูก นี่จวนถึงเวลาเดินทางแล้ว”
       ไอริณหันไปเรียก
       “ณัฐชา ลงมาได้แล้ว”
       ณัฐชาซึ่งสวมชุดราตรีก็เดินลงมาเขินๆ แต่เธอดูสวยผิดหูผิดตาไปจากเดิมมาก นำชัยชื่นชม
       “โอ้โหณัฐชา นี่ถ้าไอริณไม่ยืนยันผมคงไม่เชื่อ ไม่ยักรู้ว่าลูกน้องของผู้กองราเมศจะสวยขนาดนี้”
       ราเมศอึ้ง
       “ณัฐชา”
       ณัฐชายิ้มให้ราเมศเขินๆ ก่อนจะยิ้มให้กับไอริณในฐานะคนที่เป็นแม่สื่อ
      
       ค่ำนั้น แหลมเดินเข้ามาในภัตตาคารบัวขาวและเผอิญเหลือบไปเห็นทีวีที่กำลังถ่ายทอดข่าวของฤทธิ์ แหลมจึงเห็นหน้าของฤทธิ์ถนัดตา
       “โทมัส หลิว อ้าวเฮ้ย...มันไม่ใช่ผีนี่หว่า”
      
       มาวินงง กับคำบอกเล่าของแหลม
       “อะไรของเอ็งวะไอ้แหลม ตกลงมันเป็นผีหรือเป็นเศรษฐีกันแน่”
       “คือผมเคยเข้าใจว่ามันเป็นผีครับคุณมาวิน แต่ว่าตอนนี้มันเศรษฐีครับ”
       “เอ็งแน่ใจเหรอวะ ว่าเป็นคนเดียวกัน”
       “แน่สิครับ ผมสู้กับมันมาตั้งหลายครั้ง มันนี่แหละครับที่เป็นศัตรูกับพรายพิฆาต และเป็นต้นเหตุที่ให้คุณปาร์กต้องโดนสั่งเก็บไปด้วย”
       มาวินครุ่นคิด
       “พรายพิฆาต ศัตรูของพรายพิฆาต” มาวินยิ้มออกมา “ฮืม งั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นกับมันในงานเลี้ยง ก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นฝีมือของพรายพิฆาตใช่มั้ย”
       แหลมนิ่วหน้าไม่เข้าใจว่ามาวินมีแผนอะไรอีก
      
       ฤทธิ์แต่งตัวและมองเงาของตัวเองในกระจกอย่างใช้ความคิด คำพูดที่มาดามหลิวพยายามย้ำเตือนเขาแว่บเข้ามาในหัว
       “จำได้มั้ยที่เธอเคยบอกกับฉัน เธอพูดว่าจะฆ่าพวกพรายพิฆาตทุกคน จนกว่ามันจะหมดไปจากโลกนี้ ฉันถามหน่อยเถอะ ถ้าคุณไอริณ กับผู้หมวดณัฐชาเป็นพรายพิฆาต เธอจะฆ่าผู้หญิงสองคนนั่นได้รึเปล่า”
       ฤทธิ์รำพึงออกมา
       “ขออย่าให้เป็นแบบนั้นเลยใจทิพย์ ผมไม่อยากทำร้ายเพื่อนของคุณ”
      
       นำชัยกับทุกคนกำลังขึ้นรถเพื่อเดินทางไปงานเลี้ยง แต่แล้วณัฐชาก็สะดุดตากับชายท่าทางไม่คุ้นหน้าคนหนึ่งที่กำลังเปิดประตูรถให้เธอ
       “เอ่อ คุณคนนี้”
       นำชัยยิ้ม
       “อ้อลืมแนะนำไป นี่คือบอดี้การ์ดคนใหม่ของลูกไอริณ อดีตนายทหารจากหน่วยรบพิเศษ เขาชื่อว่าคุณกรณ์”
      
       กรณ์หันมายิ้มให้ไอริณกับณัฐชา พรายพิฆาตส่งเขามา เพื่อรับมือกับนักสู้มหากาฬโดยเฉพาะ!
      
       จบตอนที่  2
ตอนที่ 3
      
       ค่ำนั้น มาดามหลิวอยู่ในห้องนอน โซเฟียกำลังช่วยแต่งตัวติดเครื่องประดับอย่างเอาอกเอาใจ
      
       “สวยที่สุดเลยค่ะมาดาม”
       “ปากหวานนะเรา เดี๋ยวนี้รู้จักโกหกด้วยเหรอ”
       “เปล่านี่คะ ฉันพูดความจริงต่างหาก”
       มาดามหลิวยิ้มให้โซเฟีย ก่อนที่เสียงเคาะประตูจะดังขึ้น
       “เข้ามา”
       ชาญเข้ามา
       “ทุกอย่างพร้อมแล้วครับมาดาม”
       “แล้วโทมัสล่ะ” มาดามหลิวถามทันที
      
       โซเฟียกับชาญ เข็นรถพามาดามหลิวไปยังห้องจัดเลี้ยง พบฤทธิ์ที่ยืนรออยู่ตรงทางเดินในชุดสูทหล่อเต็มยศ มาดามหลิวพอใจ
       “พร้อมรึยังคุณโทมัส”
       “ครับมาดาม”
       “ดี...ถ้างั้นก็ลงมือตามแผน”
      
       แขกเหรื่อทยอยเข้าไปในงานผ่านทางห้องโถงของบริษัท โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยใช้เครื่องแสกนอาวุธอย่างคุมเข้ม ไมตรี ปรีดารีบเข้ามาทักทายเมื่อเห็นนำชัย ไอริณ กรณ์ ราเมศ และณัฐชาเพิ่งผ่านด่านตรวจเข้ามาในงาน
       “สวัสดีครับท่านนำชัย สวัสดีครับไอริณ” ไมตรียืนตรงทำความเคารพ
       ปรีดาทำความเคารพตาม
       “พวกผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ ที่ได้อารักขาท่านในวันนี้”
       นำชัยยิ้มรับ
       “ขอบใจมากคุณตำรวจ ตามสบาย”
       ไมตรีหันมาเห็นณัฐชาถนัดๆ
       “อุ้ย ตะลึงตึ่งโป๊ะ ผู้หมวดเหรอครับ เนี่ย ตอนแรกผมนึกว่าเป็นเพื่อนดาราของคุณไอริณซะอีก”
       ปรีดาตาโต
       “โอ้โหจริงด้วยครับผู้หมวด สวยจนจำแทบไม่ได้ น่าจะแต่งแบบนี้ไปทำงานทุกวันนะครับ”
       ณัฐชาดุแก้เขิน
       “พูดมากน่าหมู่จ่า แล้วในงานเป็นยังไงบ้าง”
       ไมตรียิ้มแย้มรายงาน
       “เรียบร้อยครับ เวรยามแน่นหนา”
       ปรีดาเสริม
       “ที่สำคัญไม่มีวี่แววของไอ้มาวินครับ”
       “อย่าประมาทนะคุณตำรวจ หมาบ้าอย่างไอ้มาวิน เวลามันอยากฟัดใครขึ้นมา มันไม่คิดเรื่องเวลาหรือสถานที่หรอก” กรณ์เตือน
       ราเมศมองหน้ากรณ์ ไม่พอใจนักที่เขามาวุ่นวายกับลูกน้อง กรณ์ยิ้มอย่างรู้ทัน
       “ขอโทษทีผู้กอง ผมก็แค่อยากออกความเห็น”
       “ขอบคุณ แต่ลูกน้องผม ผมแนะนำเองได้” ราเมศบอกกับนำชัย “ผมว่าเราเข้าไปงานกันดีกว่าครับท่าน”
       นำชัยและคณะพากันเดินทางไปยังห้องจัดเลี้ยง ระหว่างทางณัฐชาแอบถามไอริณ
       “นี่...ถามจริงๆเถอะไอริณ คุณอาไปได้บอดี้การ์ดคนนี้มาจากไหน”
       “ไม่รู้สิ อยู่ๆก็โผล่มา ขนาดฉันยังไม่รู้มาก่อนเลยนะว่าพ่อจะมีหัวหน้าองครักษ์คนใหม่...แต่บอกตามตรงนะ ฉันไม่ชอบหมอนี่เลย ท่าทางเจ้าเล่ห์ยังไงชอบกล”
       กรณ์ซึ่งเดินนำหน้าสองสาวอยู่เหลือบมองมาอย่างได้ยินเสียงคนทั้งคู่ แต่ก็ยิ้มๆไม่ว่าอะไร ไอริณกับณัฐชายิ่งรู้สึกไม่ดี
      
       แขกที่มาร่วมงาน ปรบมือด้วยความตื่นตากับภาพจำลองของมาดามหลิวที่ถูกเนรมิตขึ้นด้วยการฉายแสงเลเซ่อร์ ในภาพนั้นเธอกำลังยืนเหมือนคนปกติทุกอย่าง
       “ขอต้อนรับเข้าสู่อาณาจักรของบลูฟินิกซ์ฟาร์ม่า บริษัทผลิตยาชั้นนำที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นและคำนึงถึงคุณค่าแห่งชีวิต บริษัทของเราจึงได้คิดค้น และพัฒนาสูตรยาต่างๆด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค จนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตยาภายในประเทศให้ได้มาตรฐานสากล”
       ราเมศซึ่งยืนรวมกลุ่มกับท่านนำชัย หันไปถามณัฐชาที่อยู่ใกล้ๆ
       “คุณจำเธอได้รึเปล่า”
       ณัฐชานิ่งคิด แล้วตอบ...
       “เหยื่อของพรายพิฆาต”
       ราเมศพยักหน้า
       “ฆ่าล้างตระกูล”
       ณัฐชาอดสลดใจไม่ได้เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น
       “นี่แปลว่าพรายพิฆาตไว้ชีวิตเธองั้นเหรอคะ”
       “พวกมันไม่เคยให้บทลงโทษใครซ้ำสอง โดยเฉพาะกับเหยื่อที่เป็นผู้หญิง”
       กรณ์ ยืนมองมาดามหลิวพลางจิบเครื่องดื่มในมืออย่างเฉยชา...มาดามหลิวกล่าวสรุปของการเปิดงาน
       “ท่านผู้มีเกียรติคะ ดิฉันขอสัญญาว่า บลูฟินิกซ์ ฟาร์ม่าและดิฉันจะอยู่รับใช้สังคมนี้ด้วยความซื่อสัตย์ไปอีกนานเท่านาน หรือจนกว่า โลกใบนี้จะไม่รู้จักกับการป่วยไข้และความตายอีกต่อไป”
       ภาพจำลองของมาดามหลิวยิ้มให้กับแขกเหรื่อในงาน เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่ภาพจำลองของมาดามหลิวจะหายไป มาดามหลิวตัวจริงปรากฏขึ้นโดยมีฤทธิ์ทำหน้าที่เข็นรถเข็นให้เธอ มาดามหลิวพูดกับไมโครโฟน
       “และเนื่องในโอกาสที่บริษัทครบรอบ 30 ปี ดิฉัน จึงมีความยินดีที่จะแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับรองประธานกรรมการบริหารคนใหม่ของเรา หลานชายบุญธรรมของดิฉัน มิสเตอร์โทมัสหลิวค่ะ”
       เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง ฤทธิ์ก้มศีรษะคำนับและยิ้มให้กับทุกคนท่ามกลางแสงแฟลชวูบวาบจากกล้องถ่ายรูปของนักข่าว กรณ์อดไม่ได้ที่มองฤทธิ์อย่างตื่นตะลึง เขารู้มาก่อนว่ามีคนหน้าเหมือนฤทธิ์ แต่ไม่คิดว่าเหมือนขนาดนี้
       “คนนี้ไงคะพ่อที่ช่วยไอริณกับณัฐชาเอาไว้” ไอริณบอกกับนำชัย
       “หน้าตาไม่เลว แต่แปลกนะพ่อไม่รู้มาก่อนเลยว่า มาดามหลิวมีหลานชาย”
      
       รถมอเตอร์ไซด์สี่คัน แล่นมาอย่างรวดเร็วบนท้องถนน ใกล้ๆบริษัทมาดามหลิว คนขับใส่หน้ากากยางเป็นตัวตลกต่างๆ ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความคึกคะนอง ทุกคนมุ่งหน้าไปยังอาคารบริษัทของมาดามหลิว
      
       โซเฟียเข็นรถเข็นพามาดามหลิวทักทายแขกในงาน โดยมาดามหลิวคอยแนะนำฤทธิ์ในฐานะของนายโทมัส มาตลอดทาง นำชัยยิ้มแย้มทักทาย
       “ขอแสดงความยินดีด้วยครับมาดาม ได้ยินว่าบริษัทของคุณตอนนี้ใหญ่ติดอันดับหนึ่งในห้าของเอเชีย น่าภูมิใจจริงๆ”
       “ดิฉันก็อยากให้คนไทยทุกคนรู้สึกเช่นนั้นค่ะท่าน เอ่อแล้วนี่...”
       มาดามหลิวกำลังจะแนะนำฤทธิ์ แต่นำชัยก็ชิงดักคอซะก่อน
       “โทมัส หลิว” นำชัยยื่นมือไปให้ฤทธิ์ “ทายาทคนเก่งของบลูฟินิกซ์ฟาร์ม่า แถมเป็นฮีโร่
       ที่ช่วยลูกสาวของผมไว้อีกด้วย”
       ฤทธิ์จับมือ
       “ด้วยความยินดีครับท่าน รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เจอครับ”
       “ผมต่างหากที่ต้องพูดประโยคนั้น ไอริณชื่นชมคุณมาก”
       ฤทธิ์ยิ้มรับก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงของกรณ์
       “ผมก็เช่นกันครับคุณโทมัส”
       ฤทธิ์ตะลึงเพราะไม่คิดว่าจะเจอกับกรณ์ที่นี่ กรณ์ก้มศีรษะพอเป็นพิธี
       “มาดาม...คุณโทมัส”
       ไอริณเห็นฤทธิ์มองกรณ์ จึงแนะนำ
       “นี่คุณกรณ์ องครักษ์คนใหม่ของคุณพ่อค่ะ เพิ่งมารับหน้าที่สดๆร้อนๆหลังจากเกิดเรื่อง”กรณ์มองหน้าฤทธิ์
       “เรื่องของคุณผมฟังแล้วรู้สึกทึ่งมาก คุณคนเดียว สู้กับคนร้ายตั้งเกือบสิบคนได้ยังไง”
       ฤทธิ์แสร้งยิ้ม
       “ผมโชคดี ไม่อย่างนั้นผมคงตายไปแล้ว”
       “เก่งขนาดนี้ ตอนแรกผมนึกว่าคุณเป็นพวกหน่วยรบพิเศษซะอีก”
       “เปล่า แต่ผมเคยเรียนการต่อสู้มานิดหน่อยตอนอยู่เมืองนอก”
       กรณ์มองฤทธิ์อย่างจับผิด ขณะที่ฤทธิ์ยิ้มรับอย่างใจเย็น ส่วนมาดามหลิวก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของฤทธิ์
       อีกมุมหนึ่ง ราเมศบอกกับณัฐชายืนอยู่ด้วยกัน ณัฐชาที่กำลังหิว สนุกสนานกับการเลือกจิ้มอาหารเข้าปาก
       “เตรียมตัวให้พร้อมนะผู้หมวด”
       ณัฐชาเคี้ยวตุ้ยๆ
       “มีอะไรเหรอคะผู้กอง”
       “เดี๋ยวพอคุณโทมัสทักทายแขกเสร็จเมื่อไหร่ คุณต้องไปขอโทษเขาเรื่องคราวก่อน”
       ณัฐชาติดคอ
       “เอาจริงเหรอคะผู้กอง”
       “อุตส่าห์ถ่อมาถึงนี่ คุณคิดว่าผมล้อเล่นหรือไง”
       ณัฐชาหน้าสลด กลืนอาหารลงคออย่างยากเย็น
      
       รถส่งสินค้าคันหนึ่งแล่นมาจอดที่ป้อมยาม คนขับบอกกับยาม
       “ส่งห้องจัดเลี้ยงครับ”
       ยามย่นหน้าเมื่อเห็นว่าทั้งคนขับรถและเด็กส่งของ แต่งชุดคอสเพลย์เหมือนตัวตลก
       “ฮึย แต่งอะไรกันเนี่ย”
       “มันเป็นนโยบายของทางบริษัทครับพี่ ร.ป.ภ.”
       เด็กส่งของเสริม
       “ความสุขของท่านคือบริการของเรา”
       ยามส่ายหน้าเซ็งๆ ก่อนจะลงมือตรวจท้ายรถและพบว่ามีกล่องหลายใบ คนขับรถกับเด็กส่งของมองหน้ากันอย่างมีพิรุธ ยามตรวจเช็กของในกล่องเมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นของกิน จึงเคาะรถเบาๆ แล้วโบกมือให้คนขับนำรถเข้าไป
      
       ฤทธิ์ปลีกตัวออกมายืนพักสติตามลำพัง บริเวณระเบียงชมวิวของห้องจัดเลี้ยง การเผชิญหน้ากับกรณ์ทำให้จิตใจของเขาปั่นป่วนไปด้วยความแค้น ทั้งเรื่องที่เขาถูกหักหลัง และเรื่องที่ใจทิพย์ถูกฆ่า สิ่งที่เขาได้คุยกับมาดามหลิวก่อนหน้านี้แว่บเข้ามา
       “ฟังฉันให้ดีนะโทมัส แขกที่ฉันเชิญมาวันนี้ มีหลายคนที่ฉันสงสัยว่าเป็นพรายพิฆาต ดังนั้นเธออาจจะได้เจอกับศัตรูเก่าบางคน แต่งานนี้สิ่งที่เราต้องการก็คือสอดแนม ไม่ใช่ล้างแค้น”
       “แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”
       “อดทน เธอต้องอดทนเข้าไว้”
       ทันใดนั้นใครบางคนเอาแก้วเครื่องดื่มมาชนกับแก้วที่ฤทธิ์ถืออยู่ในมือ จนทำให้เขาได้สติก่อนจะพบว่าคนๆนั้นคือไอริณ
       “ไอริณ”
       “เห็นคุณยืนคิดอะไรอยู่ตั้งนาน มีเรื่องไม่สบายใจเหรอคะ”
       “ครับ ผมกำลังเสียดายที่งานนี้ไม่มีฟลอร์ให้เต้นรำไม่งั้นคงต้องขอโอกาสจากคุณสักเพลง”
       “คุณชอบเต้นรำเหรอ”
       ฤทธิ์ยิ้ม
       “ผมก็แค่อยากอยู่ใกล้ๆคุณ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง”
       ไอริณยิ้มก่อนจะขยับมาท่ายืนมาใกล้ฤทธิ์มากขึ้น ท่าทางดูยั่วเย้าสมกับที่เป็นดาราชื่อดัง
       “ฉันให้โอกาสคนดีๆเสมอค่ะคุณโทมัส โดยเฉพาะคนที่ช่วยชีวิตฉันเอาไว้”
       “ขอเตือนไว้ก่อนนะ ผมช่วยคุณก็จริง แต่ผมอาจไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่”
       “งั้นเหรอคะ”
       “คนดี ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน แต่นี่ผม…” ฤทธิ์มองริมฝีปากไอริณ “ผมต้องการ”
       ฤทธิ์สบตากับไอริณอย่างมีความหมาย บรรยากาศชวนให้ไอริณเตรียมมอบจุมพิตเป็นรางวัลแก่ชายหนุ่ม ก่อนที่เสียงกระแอมของณัฐชาจะดังขึ้นแบบจงใจขัดจังหวะ
       “อะแฮ่ม”
       ไอริณชะงัก
       “ณัฐชา”
       “ผู้กองให้ฉันมาคุยธุระกับคุณโทมัส”
       ไอริณยิ้มขำเพราะรู้ว่าเรื่องอะไร
       “อ้อ...ถ้างั้น ฉันขอตัวสักครู่นะคะ ณัฐชาจะได้ไม่เขิน ตอนคุยธุระสำคัญ”
       ไอริณปลีกตัวไปขำๆ ทิ้งให้ฤทธิ์อยู่กับณัฐชาตามลำพัง
       “เรื่องที่ฉันเข้าใจคุณผิด ฉันขอโทษ”
       ฤทธิ์ชะเง้อ
       “นี่มีใครเอาปืนจ่อหลังคุณอยู่รึเปล่า”
       “ทำไมล่ะ”
       “ก็หน้าตาคุณ ดูเต็มใจมากเลยนะ”
       ณัฐชาจะไป
       “เอาเหอะน่า สรุปว่าฉันขอโทษแล้วละกัน”
       “แต่คุณไม่เชื่อ ว่าผมผู้บริสุทธิ์"
       ณัฐชาหันมา
       “ใช่ ฉันไม่เชื่อคุณ ฉันมั่นใจว่าคุณต้องรู้จักกับใจทิพย์และคุณก็ไม่ใช่คนดี”
       “คุณมีหลักฐานอะไร นอกจากหน้าผมที่เหมือนกับคนชื่อฤทธิ์”
       “ฉันเป็นตำรวจ สัญชาติญาณมันบอกฉัน” เธอเข้ามาใกล้เขา “ขอเตือนคุณไว้ก่อน อยู่ห่างๆไอริณเข้าไว้ ฉันเสียใจทิพย์ไปคนนึงแล้ว และฉันจะไม่ยอมเสียไอริณไปอีกคนแน่”
       ท่าทางเอาจริงของณัฐชา ทำให้ฤทธิ์รู้สึกประทับใจว่าหญิงสาวคนนี้แกร่งกล้ากว่าที่คิด เขายิ้มชูแก้วเครื่องดื่มในมือ และดื่มให้กับความห้าวของเธอ มาดของเขากวนประสาทณัฐชาเป็นอย่างยิ่ง
      
       รถส่งสินค้ามาจอดที่อาคารจอดรถ เด็กส่งของรีบปีนขึ้นไปหยิบกล่องสินค้าที่อยู่ท้ายรถมาสองกล่อง โดยเลือกกล่องที่หลบมุมอยู่ด้านใน คนขับรถกับเด็กส่งของถือกล่องเข้าไปในอาคารมุ่งหน้าไปยังห้องจัดเลี้ยง
      
       ยามตรงป้อมถึงกับแตกตื่นเมื่อเห็นแก๊งรถมอเตอร์ไซด์สวมหน้ากากบุกเข้ามาในบริษัท และขับรถวนเวียนอยู่ที่ลานหน้าอาคารด้วยความคึกคะนอง ยามวิ่งออกมา
       “เฮ้ยอะไรกันวะ”
       มอเตอร์ไซด์คันที่รั้งท้ายขบวนแล่นโฉบมาคว้าหมวกของยามไป ยามเริ่มเห็นท่าไม่ดีก็คว้าวิทยุมาแจ้งเหตุ
       “ฉุกเฉิน ขอกำลังเสริมที่ทางเข้าหมายเลขหนึ่งขอย้ำ เกิดเหตุฉุกเฉิน”
      
       ชาญนำทีม ร.ป.ภ.ลงลิฟต์ไปยังชั้นล่างเพื่อระงับเหตุร้าย คล้อยหลังได้ไม่นาน คนขับรถส่งของกับเด็กส่งของก็หอบลังสินค้าโผล่มาทางลิฟต์อีกตัว และมุ่งหน้าไปยังห้องจัดเลี้ยง
      
       มาดามหลิวรู้สึกผิดสังเกตจึงหันมาถามโซเฟีย
       “มีเรื่องอะไรกันรึเปล่าโซเฟีย”
       “พวกป่วนเมืองค่ะ ชาญลงไปจัดการแล้ว คงไม่มีปัญหาอะไร”
       โซเฟียพูดไม่ทันขาดคำ คนขับรถส่งของกับเด็กส่งของก็หอบลังมาถึง ทั้งสองหยิบปืนกลเล็กออกจากลัง
       “พรายพิฆาตจงเจริญ”
       ทั้งคู่กราดยิงปืนกลเข้าในงานเลี้ยง ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นความโกลาหลไปทันที ราเมศ รีบชักปืนแล้วหันไปสั่งไมตรี กับปรีดา
       “คุ้มกันท่านนำชัยกับคุณไอริณ”
       ไมตรีกับปรีดาพาไอริณกับนำชัยหลบเข้าที่กำบัง ขณะที่กรณ์ปักหลักช่วยราเมศยิงคุ้มกัน ไอริณหันไปถามนำชัย
       “พรายพิฆาต พวกมันทำแบบนี้ทำไมคะพ่อ”
       กรณ์พูดขึ้น
       “พวกมันไม่ใช่พรายพิฆาต มันเป็นตัวปลอม”
       ราเมศสงสัย
       “คุณรู้ได้ยังไง”
       “พวกมันกราดยิงเปะปะ แสดงว่าต้องการแค่ก่อกวน คุณคิดว่าพรายพิฆาตจะเสียเวลามาทำเรื่องแบบนี้เหรอ”
       ราเมศชะงักอย่างเอะใจตามคำพูดกรณ์ เห็นคนร้ายมีเจตนากราดยิงแบบไม่หวังชีวิตใคร ฤทธิ์และณัฐชาเพิ่งกลับเข้ามาในงานและเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยขณะนั้นราเมศ ไมตรี ปรีดากำลังยิงตอบโต้กับคนร้าย ราเมศตะโกนบอก
       “ณัฐชา ระวัง”
       ณัฐชาหน้าตื่น
       “อะไรกันเนี่ย”
       “พรายพิฆาตจงเจริญ”
       เด็กส่งของกราดยิงใส่ฤทธิ์กับณัฐชาเพราะคิดว่าจะโดนจู่โจม
       “ผู้หมวดหลบ”
       ฤทธิ์รวบตัวณัฐชาหลบทางกระสุนไปฉิวเฉียด ณัฐชาควักปืนพกออกมายิงถูกเด็กส่งของจนบาดเจ็บ คนขับรถส่งของเห็นเข้าก็กราดยิงไปรอบๆ ก่อนจะสั่งการ
       “ถอย”
       คนขับรถหิ้วปีกเด็กส่งของ แล้วช่วยกันกราดยิงไปรอบๆเพื่อข่มขู่และเปิดทางหลบหนี ราเมศฉวยโอกาสนั้นยิงใส่เด็กส่งของจนตาย คนขับรถจึงต้องวิ่งหนีไปตามลำพัง มันกราดยิงขึ้นฟ้าเป็นระยะขณะหลบหนี ณัฐชาโกรธจัด
       “ไอ้พวกสารเลว”
      
       พวกคนร้ายขี่มอเตอร์ไซด์วนเวียนอยู่ที่ลานหน้าบริษัท โดยไม่ได้ทำอันตรายใคร คล้ายพวกวัยรุ่นอยากโชว์ลีลายกล้อ อวดกำลังเครื่องยนต์ให้ชาวบ้านเห็น ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มกลบเสียงอื่นจนหมด ชาญ ยาม และทีม ร.ป.ภ. ได้แต่ยืนพร้อมรอรับมือ
       “นี่พวกมันจะเอายังไงกันแน่ กวนประสาทอยู่ได้”
       เสียงปืนกลดังขึ้น ชาญกับทุกคนผงะหาที่กำบัง คนขับรถวิ่งออกมาจากอาคาร ชาญได้สติรีบชักปืนยิงใส่คนขับรถเข้าที่ขา มันหันมายิงตอบโต้ก่อนจะโดดซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งหนีไปทันที
       “ไป...ไป”
       แก๊งมอเตอร์ไซด์หนีจากไป ณัฐชาตามออกมาที่หน้าอาคารแล้วยกปืนเล็งไล่หลัง ทว่าก็หาจังหวะยิงไม่ได้
       “โธ่เว้ย”
       ณัฐชาเหลือบไปเห็นรถกระบะเก่าๆคันนึง ติดป้ายมูลนิธิเพื่อคนยากไร้ รับบริจาคเสื้อผ้า อาหาร และยารักษาโรค คนขับรถเป็นคนแก่กำลังนั่งตะลึงอยู่ ณัฐชาชูบัตร
       “ลุง ฉันเป็นตำรวจ ขอยืมรถหน่อย”
       ราเมศเพิ่งตามออกมาและเห็นณัฐชากำลังขับรถส่งสินค้าตามคนร้ายไป
       “ณัฐชา...ณัฐชา”
      
       ฤทธิ์มาส่งโซเฟีย ชาญ และมาดามหลิวที่หน้าลิฟต์
       “พามาดามหลิวไปข้างบน”
       ชาญหันมาถาม
       “แล้วคุณจะไปไหน”
       “ผมต้องจัดการพวกมัน”
       โซเฟียขัดขึ้น
       “พวกมันไม่ใช่พรายพิฆาต ให้ตำรวจจัดการเถอะ”
       ฤทธิ์สบตากับมาดามหลิว อีกฝ่ายเหมือนจะพยักหน้านิดนึงอย่างจำยอม ฤทธิ์รีบผละไปทันที ประตูลิฟต์ปิดลง แต่แล้วเขาก็เจอกับกรณ์ที่จับตาดูอยู่ ฤทธิ์ปลีกตัว กรณ์มองตาม
      
       ณัฐชาขับรถไล่ตามขบวนรถมอเตอร์ไซด์เข้าไปใกล้มากขึ้นทุกขณะ
       “เดี๋ยวก็รู้ว่าพรายพิฆาตของจริงหรือว่าของเก๊”
       ขณะเดียวกันพวกคนร้ายก็เริ่มรู้ตัวว่ามีคนขับรถตามมา สักพักก็เห็นรถของณัฐชาแล่นมาตีขนาบ ณัฐชาเล็งปืนใส่พวกมัน
       “นี่ตำรวจ จอดรถ”
       มอเตอร์ไซด์คันที่อยู่ใกล้ณัฐชาเหวี่ยงไม้เบสบอลใส่กระจกหน้ารถเธอจนร้าว อารามตกใจรถของณัฐชาแล่นเป๋ไป เธอรีบคว้าพวงมาลัยจนปืนหลุดจากมือ
       “ฮึย ให้มันได้แบบนี้สิ”
       พวกคนร้ายเริ่มกระจายกำลังกันล้อมรถของณัฐชาเอาไว้ ก่อนจะระดมหวดไม้เบสบอลใส่รถเป็นการใหญ่ กระจกซ้ายขวาหน้าหลังกระจกหูช้างพังยับ ณัฐชาโกรธมาก
       “ไอ้พวกหมาหมู่ อย่าอยู่เลย”
       ณัฐชาเหวี่ยงพวงมาลัยพยายามเบียดรถใส่รถคนร้าย มันโดนกระแทกเสียจังหวะนิดหนึ่งก่อนจะฉากหนีไปราวกับแมลง ฝูงรถมอเตอร์ไซด์ของคนร้ายแล่นฉวัดเฉวียนมากขึ้นเพื่อให้ณัฐชายิ่งลำบากในการรับมือ พวกมันบางคนฟาดไม้เบสบอลใส่รถของณัฐชาโครมๆ ขณะที่บางคนก็แทงไม้เข้ามาในรถจนเกือบถูกณัฐชา
       “ไอ้พวกบ้า”
       ณัฐชาพยายามปาดรถซ้ายขวาไปมา แต่ก็ทำอะไรพวกมันไม่ได้ สักครู่มอเตอร์โซด์คันจ่าฝูงก็โบกมือให้สมุนแล่นแซงณัฐชาไป
       “กลับมาก่อนสิวะ อย่าเพิ่งหนี”
       คนขับรถที่นั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์อยู่เหลียวมามองรถณัฐชา ก่อนจะหันมากราดยิงปืนกลเล็กเข้าใส่อย่างจัง ณัฐชากรีดร้องด้วยความตกใจรถของเธอเสียจังหวะแล่นไปชนกับต้นไม้ข้างทางกลุ่มคนร้ายพากันจอดรถมอเตอร์ไซด์ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างแน่นิ่งก็ย่ามใจ
       “นังตำรวจนี่ฆ่าพวกเราไปคนนึง”
       สมุนแค้นมาก
       “ถ้างั้นต้องเอาคืนโว้ย”
       กลุ่มคนร้ายออกรถย้อนกลับมาหาณัฐชาที่กำลังสะลึมสะลือใกล้หมดสติ เธอควานหาปืนที่หล่นอยู่ก่อนจะกระเสือกกระสนลงจากรถอย่างยากเย็น มอเตอร์ไซด์คันนึงแล่นนำหน้าเพื่อน ก่อนจะเงื้อไม้เบสบอลขึ้นหมายฟาด ณัฐชานั่งพิงรถพยายามเล็งปืนใส่มัน แต่แรงกระแทกทำให้ตาเธอพร่าเลือน เลือดจากแผลที่หน้าผากไหลเปื้อนบังสายตา จนไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายได้ถนัด
       ทันใดนั้นเองเสียงมอเตอร์ไซด์อีกคันก็แว่วมา เสียงดังกระหึ่มราวกับเสียงคำรามของมัจจุราช มันกระโจนข้ามหัวณัฐชาไป มุ่งหน้าไปปะทะกับเหล่าร้าย ดาบถูกชักจากซองพก ปุ่มสปริงถูกกดเพื่อยิงใบดาบออกจากด้าม ใบดาบพุ่งไปทะลวงอกคนร้ายที่กำลังเงื้อไม้เบสบอลอย่างรวดเร็ว ณัฐชาตะลึง
       “มือสังหารชุดดำ”
       นักสู้มหากาฬกระชากข้อมือ ร่างคนร้ายที่ถูกดาบทะลวงอกโดนเหวี่ยงไปชนกับรถของเพื่อนในกลุ่มจนล้มไปด้วยกัน แก๊งค์มอเตอร์ไซด์หันมาถามคนขับรถ
       “มันเป็นใครวะ”
       คนขับรถหวาดๆ
       “มันตรงมาแล้ว”
       “มันไม่กล้าชนหรอก ไม่มีทาง”
       หัวโจกของกลุ่มพูดเสร็จก็เร่งเครื่องพุ่งเข้าหาอีกฝ่าย ขณะที่นักสู้มหากาฬก็เร่งเครื่องไม่คิดหลบเช่นกัน คนขับรถกราดยิงปืนใส่นักสู้มหากาฬอย่างบ้าคลั่ง นักสู้มหากาฬ เห็นลูกไฟจากกระสุนที่พุ่งเข้ามาและสามารถโยกหลบไปได้อย่างรวดเร็ว รถของคนร้ายกับนักสู้มหากาฬแล่นสวนกัน ฤทธิ์ในคาบนักสู้มหาการตวัดดาบปาดใส่คนร้ายคันที่สามอย่างรวดเร็ว เลือดกระเซ็นสาดจึงเหลือเพียงรถคันสุดท้ายที่มีคนขับรถซ้อนท้ายอยู่ คนขับรถหน้าตื่น
       “อยู่ไม่ได้แล้วโว้ย เผ่นเร็ว”
       รถมอเตอร์ไซด์แล่นจากไปอย่างรวดเร็ว นักสู้มหากาฬเก็บดาบก่อนจะคว้าปืนพกออกมาเล็งตามหลัง รถมอเตอร์ไซด์คนร้ายเร่งเครื่องหนีสุดชีวิต ขณะที่นักสู้มหากาฬเล็งปืนอย่างใจเย็น ระยะห่างร่วมๆ เกือบร้อยเมตร นักสู้มหากาฬเหนี่ยวไกยิงไปสองนัด ก่อนจะควงปืนเก็บเข้าซองโดยไม่สนใจอะไรอีก สักครู่ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังตูมจากทิศทางที่คนร้ายหนีไป
       นักสู้มหากาฬขับรถมาจอด แล้วเดินมาตรงหน้าณัฐชาที่เล็งปืนส่ายไปมาด้วยความอ่อนแรง
       “นาย…นาย…”
       ฤทธิ์คว้าปืนของณัฐชา
       “พักผ่อนซะผู้หมวด แล้วผมจะพาคุณไปส่ง”
       ณัฐชาอ่อนแรงเต็มที เธอค่อยๆหมดสติไป
      
       ภัตตาคารจีนยามดึกปราศจากลูกค้า มาวินหัวเราะสะใจเมื่อทราบรายงานข่าวจากแหลม
       “ฮ่าๆ สุดยอดโว้ยไอ้แหลม เอ็งนี่มันแน่จริงๆ สั่งอะไรได้ตามนั้นทุกอย่าง งานนี้พวกเราลอยชายส่วนพรายพิฆาตกลายเป็นแพะรับบาป”
       “แหะๆ ระดับผมไม่เคยพลาดอยู่แล้วครับคุณมาวิน เอ่อ...แต่ว่ามันจะดีเหรอครับ ที่พวกเราสวมรอยเป็นพรายพิฆาตแบบนี้ ถ้าเกิดพวกมันเอาเรื่องขึ้นมา...”
       แหลมยังพูดไม่จบ มาวินแทรกขึ้น
       “เฮ้ย เหลวไหล พรายพิฆาตมีจริงที่ไหนกันวะ มันก็แค่นิทานหลอกเด็กเท่านั้นเอง เอ็งอย่าปอดแหกไปหน่อยเลย”
       มาวินพูดไม่ทันขาดคำระบบไฟในภัตตาคารก็ดับวูบลง ก่อนที่ไฟฉุกเฉินจะทำงานพร้อมกับเสียงหัวเราะของบอส
       “ฮ่าๆ นิทานหลอกเด็กส่วนใหญ่ ก็มีเขาโครงมาจากเรื่องจริง ไม่เคยรู้หรือไง คุณมาวิน”
       มาวินหน้าตื่น
       “ใครวะ นั่นใคร”
       “พรายพิฆาต...ฮ่าๆ”
       เสียงหัวเราะของบอสสั่นสะเทือนราวกับภูตผี แหลมตื่นกลัว
       “คุณมาวิน พวกเราซวยแว้ว”
       “ฮึย...จะกลัวทำไมวะ มันเป็นคน ไม่ใช่ผี”
       มาวินตะโกน
       “แน่จริงก็โผล่หัวออกมาสิโว้ย ไอ้พรายพิฆาต”
       เสียงหัวเราะยังคงกึกก้องต่อไป มาวินมองไปทางไหนก็ไม่เจอตัวมันซักที จนมันเริ่มหวาดหวั่น
       “ไอ้แหลม”
       “ครับคุณมาวิน”
       “เอ็งกับสมุนคอยเฝ้าข้างล่าง ข้าจะไปตั้งหลักที่ออฟฟิศ”
       “อ้าว...แล้วไหนบอกไม่กลัว”
       “ไม่กลัว แต่ไม่เสี่ยงโว้ย”
       มาวินผลุนผลันเข้ามาในออฟฟิศแล้วรีบล็อกประตูอย่างแน่นหนา ก่อนจะคว้าปืนลูกซองที่ซ่อนไว้ขึ้นมาบรรจุกระสุนจนเต็มพิกัด
       “ไอ้พรายพิฆาต แน่จริงก็บุกเข้ามาสิวะ เข้ามาเลย”
       มาวินเล็งปืนไปที่ประตูอย่างลุ้นรอ บอสตะปบกลไกที่ข้อมือ ดาบซึ่งซ่อนอยู่ดีดผึงออกมา
       มาวินสะดุ้งจะหันไปทางด้านหลัง แต่แล้วมือของบอสข้างนึงก็คว้าปืนมันเอาไว้ ส่วนอีกข้างก็จ่อดาบเข้าที่คอ บอสยื่นหน้ามาข้างๆหู มาวินตะลึง
       “พ...พ…พรายพิฆาต”
       “ไม่เคยมีใครกล้าลองดีกับพรายพิฆาตแบบนี้มาก่อน แกบังอาจมาก ไอ้มาวิน”
       มาวินกลัวรนราน
       “ช...ฉันผิดไปแล้ว ยกโทษให้ฉันด้วย”
       “พรายพิฆาต ไม่เคยไว้ชีวิตใครนอกจากสาวก กับสหาย”
       “ได้ๆ ฉันเป็น…เป็นได้ทุกอย่างเป็นเพื่อน เป็นสาวก เป็นทาสของพวกแกก็ได้ แต่อย่าฆ่าฉันเลย”
       “ฉันมีข้อเสนอที่ดีกว่านั้น ถ้าแกยอมรับ แกจะได้ทุกอย่าง แม้แต่ความเป็นนายใหญ่ในองค์กรของแก”
       มาวินกลอกตามองบอสอย่างสนใจ ภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตที่มีฮู้ดคลุมศีรษะนั้น ดวงตาของบอสเรืองแสงวาววับอยู่ในความมืดราวกับปีศาจ ที่จริงแล้วบอสสวมหน้ากาก แสงที่เห็นเกิดจากระบบอินฟาเรดที่สามารถมองเห็นในที่มืด
      
       ถนนซึ่งนักสู้มหากาฬปะทะกับแก๊งมอเตอร์ไซด์ มีซากชิ้นส่วนมอเตอร์ไซด์บางคันยังมีไฟลุกอยู่ ราเมศยืนกวาดตามองที่เกิดเหตุอย่างเคร่งเครียด ก่อนที่ไมตรีจะเข้ามารายงาน
       “พวกคนร้ายตายเกลี้ยงครับผู้กอง แต่ไม่พบเบาะแสของผู้หมวดณัฐชา”
       ปรีดาเข้ามารายงานอีกคน
       “โทรศัพท์มือถือก็เช็กตำแหน่งไม่ได้ครับ ดูเหมือนจะว่าจะปิดเครื่อง”
       ราเมศกังวล
       “ณัฐชา”
      
       ในห้องนอนที่คอนโดของณัฐชา กรอบรูปถ่ายที่ณัฐชาถ่ายกับไอริณและใจทิพย์แขวนอยู่ที่ผนังห้อง ณัฐชานอนหลับอยู่บนเตียงเริ่มรู้สึกตัว เธอปรือตาขึ้นมองเห็นโทรศัพท์มือถือของเธอถูกถอดซิมการ์ดออก มันวางอยู่ข้างๆปืนของเธอบนโต๊ะ และเมื่อมองไล่ถัดมาก็เห็นนักสู้มหากาฬนั่งเฝ้าอาการเธออยู่ ณัฐชาตกใจรีบพุ่งไปคว้าปืน แต่ทว่ากลับคว้าไม่ถึงเพราะข้อมืออีกข้างของเธอถูกกุญแจมือล่ามไว้กับเตียง
       “โธ่เว้ย”
       “คุณก็รู้ว่าปืนทำอะไรผมไม่ได้”
       “ฉันเป็นตำรวจ หน้าที่ของฉันคือการจับคนร้าย”
       “ผมช่วยชีวิตคุณ พรายพิฆาตต่างหากที่เป็นคนร้าย”
       ณัฐชาจ้องหน้าเขา
       “นายต้องการอะไรกันแน่”
       ฤทธิ์หันมา
       “แนวร่วม ใครสักคนที่มีความสามารถ ใครสักคนที่ผมไว้ใจ คนที่ยอมช่วยผมกวาดล้างพวกมัน”
       “แล้วนายรู้ได้ยังไง ว่าฉันไว้ใจได้”
       “ผมรู้จักคุณ ผมเคยได้ยินเรื่องของคุณมาก่อน”
       “จากไหน”
       “คุณไม่จำเป็นต้องรู้”
       นักสู้มหากาฬเดินมาหยิบซิมใส่เข้าโทรศัพท์ของณัฐชาตามเดิม ก่อนจะกดปุ่มเปิดเครื่องแล้วส่งคืนให้
       “ผมเมมเบอร์ไว้ในเครื่องของคุณ ติดต่อผมทันทีที่พร้อมแต่จำไว้ ห้ามบอกตำรวจคนอื่นเด็ดขาด”
       “ทำไม”
       “พรายพิฆาตมีอยู่ทุกที่ ยิ่งรู้น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งปลอดภัย”
       ณัฐชาครุ่นคิด วินาทีนั้นนักสู้มหากาฬก็ผละจากไป
       “เดี๋ยวก่อน...เดี๋ยว”
       นักสู้มหากาฬออกไปจากห้อง ณัฐชายื้อยุดกับกุญแจมืออึดใจหนึ่ง ก็นึกอะไรขึ้นได้ เธอควานมือลงไปที่ใต้เตียงแล้วชักปืนสำรองที่ซ่อนไว้ออกมายิงใส่กุญแจมือจนขาด
      
       ณัฐชาถือปืนวิ่งตามนักสู้มหากาฬมาถึงหน้าลิฟต์ แต่พอมาถึงก็เห็นประตูลิฟต์เพิ่งปิดไปไว เธอเจ็บใจ
       “ฮึย”
       ณัฐชามองไปที่บันไดหนีไฟ
      
       ณัฐชาทั้งวิ่ง ทั้งโดดลงจากบันไดทั้งๆที่ไม่ได้สวมรองเท้า เธอเสียหลักหน้าเบ้ไปในจังหวะหนึ่งด้วยความระบม
       “อูย...ขาฉัน โอ้ย”
       ณัฐชากัดฟันวิ่งกะโผลกกะเผลกต่อไป
      
       ณัฐชาถือปืนวิ่งออกมาหน้าอาคาร เมื่อมองลงไปก็เห็นนักสู้มหากาฬขับรถมอเตอร์ไซด์แล่นไปจากคอนโดแล้ว เธอถอนใจเซ็ง
       “ไม่ทันจนได้”
       ณัฐชาได้แต่หายใจหอบด้วยความเหนื่อยอ่อน
      
       กรณ์ยืนจิบเครื่องดื่มอยู่อย่างใช้ความคิดที่สระว่ายน้ำบ้านนำชัย ก่อนที่ท่านนำชัยจะตามออกมาต่อว่า
       “ทำไมถึงไม่บอกผมก่อนว่าพรายพิฆาตจะลงมือ ทำแบบนี้ผมกับลูกต้องเสี่ยงแค่ไหน คุณรู้รึเปล่า”
       “ใจเย็นๆ ท่านนำชัย พวกมันไม่ใช่พรายพิฆาต”
       “แล้วพวกมันเป็นใคร”
       “ผมไม่สน เพราะบอสบอกว่าพวกมันตายหมดแล้วแต่ปัญหาก็คือคนที่ฆ่ามัน เป็นศัตรูของเรา”
       นำชัยพึมพำ
       “มือสังหาร”
       กรณ์พยักหน้า
       “อีกไม่นาน มันต้องมาที่นี่ เราต้องเตรียมรับมือ”
       นำชัยใจหายเมื่อรู้ว่าตนอาจเป็นเหยื่อรายต่อไป ในเวลานั้นเองไอริณก็แอบฟังอยู่จากในบ้าน เธอรู้สึกว่านายกรณ์คนนี้ กับพ่อของเธอมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
      
       ราเมศแปลกใจ เมื่อทราบเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนจากณัฐชา
       “นี่คุณจะบอกผมว่า มือสังหารชุดดำช่วยคุณเอาไว้ แถมยังพาไปส่งที่คอนโดงั้นเหรอ”
       “ค่ะผู้กอง”
       “เขาบอกเหตุผลรึเปล่า”
       “แหม สาวสวยนี่คะ ชายโสดที่ไหนก็อยากเทคแคร์”
       ราเมศกอดอกปั้นหน้าดุ
       “เอ่อ ไม่ได้บอกค่ะ”
       “แล้วเขาคุยอะไรกับคุณบ้าง”
       “เขาต้องการ...”
       ณัฐชาเกือบหลุดปากเล่าเรื่องเงื่อนไขของนักสู้มหากาฬ แต่แล้วก็ชะงักหยุดนิ่งนึกถึงคำพูดของฤทธิ์
       “พรายพิฆาตมีอยู่ทุกที่ ยิ่งรู้น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งปลอดภัย”
       ราเมศเห็นณัฐชานิ่งไปก็ขัดใจ
       “ว่าไงล่ะผู้หมวด เขาต้องการอะไร”
       “อ๋อ...เปล่าค่ะ พอดีฉันเบลอไปหน่อยก็เลยสับสน”
       ราเมศส่ายหน้าระอา ไมตรีกับปรีดาเดินมาถึง
       “ผู้กอง รถพร้อมแล้วครับ” ไมตรีรายงาน
       ณัฐชาหันมาหาราเมศ
       “เราจะไปไหนกันเหรอคะ”
       “วันนี้เราจะแยกเป็นสองทีม ผมจะไปที่รังของไอ้มาวิน คุยกับพวกหัวหน้าของมันเรื่องป่วนงานเลี้ยงเมื่อวาน ดูซิว่ามันอยู่เบื้องหลังรึเปล่า”
       “แล้วฉันล่ะคะ”
       “คุณไปสอบปากคำมาดามหลิว ผมอยากรู้ว่านอกจากพรายพิฆาตแล้ว เธอยังมีศัตรูที่ไหนอีกบ้าง”
       “เอ่อ ไปกับหมู่กับจ่าเนี่ยเหรอคะ”
       “อย่าทำหน้าเซ็งสิครับผู้หมวด ไปทำงานกับพวกผมมันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกครับ” ไมตรีบอก
       “ใช่แล้วครับผู้หมวด พวกผมสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี จะเชื่อฟังคำสั่งผู้หมวดทุกอย่างเลยครับ” ปรีดาบอกอย่างจริงจัง
       ไมตรีหน้าตามุ่งมั่นมาก
       “รับรองคราวนี้ไม่มีผิดพลาด”
       “คราวก่อนก็พูดแบบนี้”
       ณัฐชาเซ็งๆ
      
       มาดามหลิวให้ปากคำแก่ณัฐชาอยู่ในห้องสมุด โดยมีโซเฟีย ไมตรี ปรีดาร่วมวงอยู่ด้วย
       “ตกลงพวกคนร้ายเมื่อคืน ไม่ใช่พรายพิฆาตเหรอคะคุณตำรวจ”
       “ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วคิดว่าคงไม่ใช่ค่ะ เพราะถ้าเป็นพรายพิฆาตจริงพวกมันจะต้องทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ และก็คงไม่เลือกใช้วิธีบุ่มบ่ามแบบนี้”
       ปรีดาแทรกขึ้น
       “น่าเสียดายครับที่พวกมันถูกฆ่าตายหมด พวกผมก็เลยไม่รู้จะสอบปากคำกับใคร”
       “เอ่อ...แล้วไม่ทราบว่ามาดามมีศัตรูที่ไหน หรือสงสัยใครบ้างรึเปล่าครับ พวกผมจะได้ช่วยตรวจสอบ” ไมตรีถาม
       “ไม่มีหรอกค่ะ เพราะตัวฉันเองก็อยู่แต่ในนี้ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ส่วนเรื่องธุรกิจก็ไม่ได้แข่งขันกับใครเป็นพิเศษ” มาดามหลิวบอกหน้านิ่ง
       “แล้วคุณโทมัสล่ะคะ มีศัตรูบ้างรึเปล่า” ณัฐชาถามขึ้น
       “คุณโทมัสเพิ่งกลับมาจากเมืองนอกได้ไม่นาน คงไม่มีเรื่องบาดหมางกับใครขนาดนี้หรอกค่ะ” โซเฟียตอบแทน
       “ก็ไม่แน่หรอกค่ะ เห็นออกข่าวทีวีว่าควงสาวไม่ซ้ำหน้า ไม่แน่อาจจะเผลอไปควงแฟนใครก็ได้นะคะ”
       มาดามหลิวกับโซเฟียมองหน้ากันอย่างดูออกว่า ณัฐชาไม่ชอบโทมัสเท่าไหร่นัก
      
       ในห้องควบคุมความปลอดภัยบริษัทมาดามหลิว...มอนิเตอร์ฉายภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพในคืนวันเกิดเหตุจนถึงตอนที่ทีมคนร้ายขับมอเตอร์ไซด์หนีไป
       “มีภาพแค่นี้เหรอคะ” ณัฐชาถาม
       " ครับ...พวกมันอาละวาดอยู่แค่หกนาที เสร็จแล้วก็เผ่นแนบ” ชาญบอก
       ณัฐชามองชาญ
       “คุณสงสัยใครบ้างรึเปล่า”
       “ปกติพวกเราไม่เคยมีปัญหากับใคร ยกเว้นแต่เมื่อเร็วๆนี้ที่คุณโทมัสเข้าไปช่วยคุณไอริณ”
       “คุณหมายถึงนายมาวินงั้นเหรอ”
       “ก็มีแต่มาเฟียอย่างหมอนั่น ที่กล้าคิดแผนการณ์บ้าระห่ำ แบบนี้”
       ณัฐชาครุ่นคิด
       “ก็อาจเป็นไปได้...ถ้าไงฉันขอสำเนาภาพด้วยนะคะแล้วก็...ถ้าไม่รังเกียจฉันอยากจะชมสถานที่ของคุณสักนิดนึง”
       ชาญชะงัก
       “เกี่ยวกับคดีรึเปล่าครับ”
       “ค่ะ เผื่อจะมีเบาะแสเพิ่มเติม”
       ชาญมองณัฐชาอย่างลังเล
      
       ในล็อบบี้บริษัทมาดามหลิว พนักงานเดินกันขวั่กไขว่ ณัฐชา ไมตรี ปรีดายืนรอกันอยู่อย่างกระวนกระวาย ไมตรีดูนาฬิกาข้อมือ
       “โอ้โห ผ่านไปสิบห้านาที นี่ตกลงเขาไปขออนุญาตหรือไปทำเรื่องเข้าที่ประชุมกันแน่ครับผู้หมวด”
       ปรีดาสงสัย
       “นั่นสิครับ หรือว่าข้างในเขาจะรกมาก ก็เลยต้องเก็บกวาดก่อนพาเราเข้าไป”
       ณัฐชานิ่งคิด
       “หรือไม่ก็อาจมีอะไรที่ผิดกฎหมายซ่อนอยู่ ฉันต้องหาทางเข้าไปดูให้ได้”
       “ถ้างั้น….”
       ไมตรีพูดได้แค่นั้น ณัฐชาตัดสินใจพูดแทรกทันที
       “บอกว่าฉันไปห้องน้ำ เดี๋ยวฉันมา”
       ณัฐชาปลีกตัวไป ปรีดามองตามงงๆ
       “ผู้หมวดเขาจะทำอะไรเหรอจ่า”
       ไมตรีเอานิ้วแตะริมฝีปาก
       “ชู่ว”
       ปรีดายังไม่เข้าใจ
       “ไปฉี่เหรอ”
       ไมตรีเอานิ้วแตะริมฝีปากเน้นๆ
       “ชูว”
       “เอ้า ก็อยากรู้อ่ะ”
       ไมตรีเน้นอีก
       “ชูว”
       “พวกเดียวกัน มีความลับด้วยเหรอจ่า”
       “โอ้ย...ไปสอดแนมโว้ย ไปสอดแนม สมองน่ะคิดเองบ้างสิวะต้องให้พูดเดี๋ยวคนเขาก็รู้หมด”
       “จะรู้ก็ตอนจ่าเสียงดังนี่แหละ”
       ไมตรีตะครุบปากตัวเอง แล้วมองซ้ายมองขวาอย่างนึกขึ้นได้
      
       ในห้องควบคุมความปลอดภัยบริษัทมาดามหลิว...ณัฐชาแอบแง้มประตูมองเข้ามาเห็นชาญกำลังคุยโทรศัพท์ภายใน
       “ครับมาดาม ตำรวจคนนั้นกับพวกยังรออยู่ครับ ผมกะว่าเดี๋ยวจะพาไปดูที่โรงงานสักหน่อยแล้วค่อยเชิญกลับ...ครับ ได้ครับ”
       ณัฐชาฉวยโอกาสนั้นแอบฉกเครื่องแบบ ร.ป.ภ.จากราวแขวนไปชุดหนึ่ง
      
       ณัฐชาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุด ร.ป.ภ. สวมหมวกอำพรางโฉม แล้วเดินผ่านกลับมาที่ล็อบบี้อีกครั้งเพื่อขึ้นลิฟต์ เมื่อไมตรีกับปรีดาหันมาเห็นเข้าเธอก็ยักคิ้วให้กวนๆ ปรีดาชูมือทัก
       “อ้าว ผู้…”
       ปรีดายังพูดไม่ทันจบประโยค ไมตรีตะครุบปากดุเบาๆ
       “อย่าทัก หมวดเขาปลอมตัวอยู่”
       ปรีดาโดนอุดปากแต่ยังพูดอู้อี้
       “ปลอมทำไม ทำไมต้องปลอมด้วย อ่ะจ่า”
       “โฮ่ย...คิดเองบ้างก็ได้นะหมู่ ใจคอจะเอาแต่ถามลูกเดียวเลยเหรอ”
       ปรีดาโดนอุดปากแต่ยังพูดอู้อี้
       “ก็คิดไม่ออกไงถึงได้ถาม”
       ชาญมาถึงพอดี
       “พร้อมจะเดินชมบริษัทของเรารึยังครับคุณตำรวจ”
       ไมตรีหันไปยิ้มแหยๆ
       “อ๋อ...พร้อมครับพร้อม เชิญพาไปได้เลยครับ”
       “แล้วนี่ผู้หมวดณัฐชา หายไปไหนเหรอครับ”
       “ผู้หมวดท้องเสียกะทันหันครับ เลยขอตัวเข้าห้องน้ำ เธอบอกให้พวกเราไปชมกันได้เลย ใช่มั้ยหมู่”
       ปรีดารีบรับคำ
       “ครับ ใช่ครับ”
       ชาญรู้สึกผิดสังเกต
      
       มาวินกับแหลมเดินจ้ำๆ มาถึงหน้าภัตตาคาร ผู้จัดการรีบออกมารายงาน
       “คุณมาวิน พวกเถ้าแก่กำลังรออยู่ข้างใน ท่าทางหัวเสียมากเลยครับ”
       “เออ...รู้แล้ว เดี๋ยวฉันจัดการเอง” มาวินจะเดินเข้าไปแล้วชะงักหันมาอีกครั้ง “อ้อ ถ้าได้ยินเสียงอะไรบอกทุกคนให้อยู่เฉยๆ ห้ามเข้าไปเด็ดขาด”
       มาวินเดินนำแหลมเข้าไปข้างใน ทิ้งให้ผู้จัดการยืนงง
      
       สี่ผู้เฒ่ากำลังจับกลุ่มกินน้ำชากันอยู่ โดยมีสมุนอารักขามากกว่าปกติ เมื่อเห็นมาวินเดินนำแหลมเข้ามา ทั้งหมดก็เปิดฉากพิพากษาทันที เสือขาวเริ่มต้นเป็นคนแรก
       “ไอ้มาวิน ไอ้หมาวัด เรื่องเมื่อวานเป็นฝีมือของลื้อใช่มั้ย”
       หงส์ต่อทันที
       “รู้รึเปล่าว่าผู้กองราเมศกำลังจะมาที่นี่ อีสงสัยว่าลื้อเป็นคนจ้างแก๊งมอเตอร์ไซด์พวกนั้น”
       มาวินไม่สน
       “แล้วไงอาแปะ”
       เต่าดำไม่พอใจ
       “แล้วไง...นี่ลื้อชักจะกำแหงใหญ่แล้ว กล้าพูดกับพวกอั้วแบบนี้เหรอ”
       หงส์โกรธมาก
       “วันนี้ ถึงคราวต้องคิดบัญชีกันซะที อั้วขอเสนอให้ปลดมันจากตำแหน่ง”
       เสือขาวพยักหน้า
       “อั้วเห็นด้วย”
       มังกรขัดขึ้น
       “แต่อั้วขอค้าน” มังกรมองมาวิน “ที่เกิดเรื่องทั้งหมด ก็เพราะไอ้หัวดื้อตัวนี้ มันยอม
       แพ้ไม่เป็น ถ้าเราไล่มันออกเฉยๆ ก็เท่ากับปล่อยเสือเข้าป่า”
       หงส์คิดตาม
       “ถ้าอย่างนั้น…”
       มังกรประกาศก้อง
       “ฆ่ามันซะ”
       บรรดาสมุนพากันชักปืนเล็งใส่มาวิน
       “เดี๋ยวก่อนอาเจ๊ก อาแปะทุกท่าน ก่อนที่อั้วจะตาย อั้วอยากแนะนำให้พวกลื้อ รู้จักกับเพื่อนใหม่คนนึงของอั้ว”
       “ใครวะ” เต่าดำถามเสียเข้ม
       มาวินมองมาที่แหลม...ทำให้สี่ผู้เฒ่าแปลกใจเพราะรู้จักแหลมดีอยู่แล้ว แต่ทว่าจู่ๆสิ่งไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น เมื่อแหลมกลายร่างเป็นบอสไปต่อหน้าต่อตาทุกคน ไม่ใช่แค่ร่างกายเท่านั้นที่เปลี่ยนเป็นบอส แม้แต่เสื้อผ้าก็กลายเป็นบอสเช่นกัน บอสตะปบปุ่มกลไกที่ข้อมือ ส่งให้มีดดาบที่ซ่อนอยู่ดีดผึงออกมา วินาทีนั้นร่างกายของมันสลายกลายเป็นธุลี จากที่หนึ่งไปปรากฏอีกที่หนึ่งอย่างรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน สมุนของสี่ผู้เฒ่าถูกบอสฆ่าฟันราวกับไม้ใบร่วง พวกมันพยายามยิงใส่บอสแต่กระสุนก็ผ่านร่างบอสไปราวกับอากาศธาตุ หนำซ้ำยังพาลไปถูกพวกเดียวกันเองอีกด้วย หงส์หน้าตื่น
       “ผี...ผีหลอก”
       หงส์เป็นคนแรกที่วิ่งหนีและถูกบอสฆ่า ตามด้วยเต่าดำที่ยังนั่งตะลึงอยู่ที่ต้องจบชีวิตคาเก้าอี้ เสือขาวคว้ากระถางต้นไม้จะทุ่มใส่บอสแต่บอสหายตัวไปโผล่ข้างหลังแล้วแทงใส่เสือขาวจนตาย มีเพียงมังกรคนสุดท้ายที่ยังนั่งตะลึงมองหน้ามาวินที่ยักไหล่ให้ยิ้มๆอย่างกวนประสาท ชั่วอึดใจต่อมาสมุนและพวกพ้องของมังกรก็โดนฆ่าตายจนหมด มาวินยิ้มกวน
       “ตกใจเหรออาแปะ ฉี่จะราดรึเปล่า อั้วไปซื้อผ้าอ้อมให้ดีมั้ย”
       มังกรจ้องหน้าอย่าแค้นจัด
       “มาวิน ลื้อมันเนรคุณ”
       “แล้วลื้อล่ะอาแปะ ได้ดีแล้วถีบหัวเรือส่ง ลื้อต่างอะไรจากอั้ว ลื้อต่างจากอั้วตรงไหน ไอ้คนเห็นแก่ตัว”
       “ไอ้ลูกหมา เอ็งตาย”
       มังกรชักปืนออกมายิงใส่แต่มาวินชักปืนออกมายิงสวนแสกหน้าเสียก่อนจนมังกรล้มลงขาดใจต่อหน้าบอส มาวินตามมายิงศพซ้ำด้วยความแค้นที่สะสมมานาน
       “ใครเป็นลูกหมาวะไอ้แก่ ใครเป็นหมาของเอ็ง ใครเป็นหมาของเอ็ง”
       บอสรอจนมาวินยิงหมดแม็ก
       “พอใจรึยัง”
       “ขอบใจมากสหาย ต่อไปนี้ธุระของแกก็คือธุระของฉัน เราคือพันธมิตรกัน”
       “เราคือพรายพิฆาต”
       “ฮ่าๆ ถูกต้องพรายพิฆาต ฮ่าๆ”
       มาวินหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง หัวเราะใส่ศพของมังกรด้วยความสะใจ
      
       ณัฐชาซึ่งปลอมตัวเป็นยาม ขึ้นมาสอดแนมยังชั้นบน
       “เอ ก็ปกติดีนี่หว่า ไม่เห็นมีอะไรผิดกฎหมาย แล้วทำไมต้องทำให้มันลึกลับซับซ้อนด้วยวะ เก็บตัวกันโอเว่อร์จริงๆ”
       ณัฐชาเหลือบไปเห็นฤทธิ์เดินเข้าไปในห้องพัก ก็รีบหลบซุ่มดู
       “แจ็คพอต”
      
       ฤทธิ์เข้ามาในห้องนอนเขาตรงไปเข้าห้องน้ำ และเปิดน้ำร้อนในอ่างอาบน้ำ ณัฐชาแอบแง้มประตูห้องนอนของเขา พอเห็นว่าเจ้าของอยู่ในห้องน้ำ ก็เลยย่องเข้ามา เธอตื่นตาตื่นใจ
       “ว้าว ใหญ่โตรโหฐานสมกับเป็นห้องนอนเศรษฐีเพลย์บอย สงสัยที่นี่แหงๆ ที่หลอกพวกสาวๆมาปรนเปรอสวาท” เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา “ต้องหาหลักฐานไปอวดไอริณ”
       ณัฐชาใช้โทรศัพท์แทนกล้องวีดีโอ เพื่อบันทึกภาพขณะรื้อตู้เสื้อผ้าของฤทธิ์
       “อะไรกันเนี่ย มีแต่เสื้อผ้า นึกว่าจะเก็บพวกโซ่แส้กุญแจ อุปกรณ์อย่างว่าไว้ในนี้ซะอีก”
       ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น ณัฐชาตกใจรีบโดดไปซ่อนหลังโซฟา ขณะที่ฤทธิ์สวมเสื้อคลุมออกจากห้องน้ำมาเปิดประตู คนที่มาคือชาญกับ ร.ป.ภ.นายหนึ่ง
       “มีอะไรเหรอชาญ”
       “ตำรวจหญิงที่มาสอบปากคำมาดามหลิวหายตัวไปครับ เราสงสัยว่าเธออาจจะเดินหลงขึ้นมาบนนี้”
       ฤทธิ์แปลกใจ
       “ตำรวจหญิงคนไหน”
       “เอ่อ...ผมจำชื่อไม่ได้ครับ ที่ตัวเล็กๆขาวๆ”
       “อ๋อ...ตัวเล็กที่ไหน เตี้ยต่างหาก ที่หน้าซีดๆจืดๆเหมือนผีญี่ปุ่นใช่มั้ย”
       ณัฐชาได้ยินแล้วหูผึ่ง หันไปขมุบขมิบปากด่าด้วยความหงุดหงิด
       “ครับๆ คนนั้นละครับ”
       “ผู้หมวดณัฐชา เขาไม่อยู่ในนี้หรอก”
       “ผมทราบครับ แต่มาดามหลิวสั่งให้ผมค้นให้ทั่ว ถ้าคุณไม่ว่าอะไร”
       ณัฐชาตกใจเธอรีบกลิ้งแล้วย้ายที่ซ่อนไปหลบในห้องน้ำ
       “เอาสิตามสบาย ฉันขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ”
       ชาญกับยามลงมือตรวจค้นในห้องฤทธิ์ ขณะที่เขาปลีกตัวเข้าห้องน้ำไปปิดประตูก่อนทำท่าจะถอดเสื้อคลุมออก แต่พอหันมาก็ต้องตกใจเมื่อณัฐชายืนอยู่ ณัฐชาเห็นอะไรเข้าเต็มๆ ก็ยกมืออุดปากตัวเอง ขณะที่ฤทธิ์รีบรวบชายเสื้อคลุมตามเดิม
       “เฮ้ย”
       ชาญตกใจ
       “คุณโทมัส ข้างในมีอะไรรึเปล่าครับ คุณโทมัส”
       ณัฐชาผลักฤทธิ์ จะหนีออกไปข้างนอก
       ฤทธิ์กระซิบเบาๆ
       “อย่าออกไป”
       ฤทธิ์คว้าตัวเธอ ณัฐชานึกว่าเขาจะจับเธอเลยต่อสู้สุดความสามารถ ชาญเห็นท่าไม่ดีก็ชักปืน
       “คุณโทมัส คุณโอเคมั้ย”
       ฤทธิ์รวบตัวเธอมากอดไว้เพื่อยุติการต่อสู้ ณัฐชาสะบัดออกแต่ก็ถูกดึงมากอดอีก ณัฐชาด่าเบาๆ
       “คนผีทะเล แกจะทำอะไรฉัน”
       “ผมไม่อยากมีเมียเป็นตำรวจหรอกคุณ อยู่เฉยๆเถอะ”
       ไม่มีเสียงตอบ ชาญกับ ร.ป.ภ.รีบผลักประตูห้องน้ำเข้าไปแล้วเจอฤทธิ์แช่ตัวอยู่ในอ่างน้ำ ทั้งๆที่สวมเสื้อคลุม ชาญงง
       “คุณโทมัส นี่คุณ…”
       “โทษที ตะกี๊ฉันลื่นล้มน่ะ แต่ตอนนี้โอเคแล้ว”
       “แล้วไป ถ้างั้นผมไม่รบกวนนะครับ”
       “ช่วยปิดประตูให้ด้วยนะ”
       ชาญกับ ร.ป.ภ.กลับออกไปจากห้องน้ำ ฤทธิ์หันมามองที่ในอ่างแล้วเอามือล้วงไปคว้าคอณัฐชาที่ดำน้ำอยู่ขึ้นมา ณัฐชาสำลักหายใจพ่นน้ำใส่หน้าฤทธิ์เต็มๆ
       “หืด...แค่กๆ”
       ฤทธิ์ลูบหน้า
       “นี่ถ้าชาญเจอเข้า เขาคงไม่ใจดีแบบผมแน่...เพราะมาดามหลิวเด็ดขาดกับผู้บุกรุกเสมอ”
       “ฉันไม่ได้บุกรุก ฉันหลงทางต่างหาก”
       “ใส่ชุดยามเนี่ยนะ จงใจหลงมากกว่ามั้ง”
       “รู้แล้วถามทำไมล่ะ ก็ฉันเป็นตำรวจนี่ เจออะไรน่าสงสัยก็ต้องสืบสิ”
       “แล้วในห้องผมมีอะไรน่าสงสัย”
       “ฉันไม่จำเป็นต้องบอกนาย”
       ณัฐชาจะลุกไปจากอ่าง แต่ก็ถูกฤทธิ์กระชากกลับมาในอ้อมกอด แววตาของเขาคมเข้มมีอำนาจ ณัฐชาเริ่มรู้สึกหนาวสะท้านเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนกำลังอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนหนึ่งตามลำพัง
       “ปล่อย” เธอเห็นเขายังนิ่ง “ฉันบอกให้ปล่อยฉัน”
       ฤทธ์ยื่นหน้ามาใกล้ซอกหู ซอกคอณัฐชาอย่างจงใจแกล้ง
       “คุณกลัวเป็นด้วยเหรอคุณตำรวจ บอกหน่อยได้มั้ยว่าคุณกลัวอะไรในตัวผม”
       ณัฐชาไม่กล้าตอบเธอพยายามดิ้นหนี
       “คุณ…ไม่เคยเจอแบบนี้ใช่มั้ย”
       ณัฐชาโดนใจดำฮึดสู้
       “ชิ”
       ณัฐชาสะบัดลุกหนีไปจากอ่าง ฤทธิ์มองตามขำๆ
      
       ไมตรีกับปรีดามาชะเง้อรอณัฐชาด้วยกันอยู่ที่ทางออกฉุกเฉินบริษัท ปรีดากังวล
       “ทำไมจนป่านนี้ผู้หมวดยังไม่ออกมาอีก หรือว่าจะเกิดเรื่อง”
       “ไม่หรอกมั้ง ผู้หมวดแกเก่งจะตาย ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้หรอก”
       ประตูเปิดออกณัฐชาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วถูกฤทธิ์หิ้วปีกออกมาในสภาพหัวเปียกโชก ปรีดามองงงๆ
       “อุ้ย สงสัยจะตกน้ำมาจริงๆ”
       ฤทธิ์บอกกับณัฐชา
       “คราวหลังถ้าอยากค้นบ้านใคร ก็ไปเอาหมายค้นมาก่อน ขืนบุ่มบ่ามแบบนี้ มีหวังคงได้ดวงกุดเข้าสักวัน”
       ณัฐชาพยักหน้าขอไปที
       “ฮือ”
       “จะไม่ขอบใจผมสักคำเหรอที่ช่วยคุณเอาไว้”
       ณัฐชามองหน้าพูดขอไปที
       “ขอบใจ”
       ฤทธิ์เซ็ง หันไปบอกหมู่กับจ่า
       “ช่วยดูแลเจ้านายด้วยนะ ไม่งั้น คราวหน้าตำรวจคงได้ติดคุกซะเอง”
       ไมตรีกับปรีดายิ้มรับกร่อยๆ ก่อนที่ฤทธิ์จะกลับเข้าอาคารไป ณัฐชาเบ้หน้าหมั่นไส้
       “ชิ...ฝากไว้ก่อนเหอะ วันพระไม่ได้มีหนเดียวหรอก นายโทมัส” เธอหันไปโม้กับไมตรีปรีดา “ฉันไม่ได้แพ้เขานะ ฉันแกล้งอ่อยให้เขายอมปล่อยฉันต่างหาก”
       ไมตรีกับปรีดาพยักหน้าแบบ เชื่อก็ได้
      
       ตำรวจและเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ช่วยกันลำเลียงศพผู้ตายออกจากภัตตาคาร ผู้จัดการภัตตาคารให้ปากคำตำรวจท้องที่อยู่ที่มุมหนึ่ง รอบๆบริเวณมีไทยมุงอยู่ประปราย ราเมศเพิ่งมาถึง เขารีบตรงดิ่งไปคว้าคอเสื้อของมาวินที่ยืนเต๊ะจุ๊ยดูเหตุการณ์อยู่อย่างใจเย็น
       “ฝีมือแกใช่มั้ยมาวิน แกฆ่าพวกเขา”
       “ผมเปล่านะผู้กอง ผู้กองก็รู้ว่าคนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเด็กของพวกเถ้าแก่ทั้งนั้น ผมคนเดียวจะไปทำอะไรได้”
       “ถ้างั้นนายก็ต้องรู้ว่าเป็นฝีมือของใคร”
       “ฆาตกรน่ะเหรอ รู้สิ...ผมเห็นมันด้วยนะ มันสวมหน้ากากสีดำใส่เสื้อสีดำ อ้อ แล้วก็…มันใช้ดาบคู่เป็นอาวุธ”
       “ดาบคู่ เหมือนดาบปลายปืนรึเปล่า”
       “ใช่เลย ถูกต้อง ดาบปลายปืน เหมือนดาบปลายปืนเป๊ะเลย”
       ราเมศรำพึง
       “ไอ้มือสังหาร”
       ระหว่างนั้นเองมาวินก็มองไปที่บอสที่ยืนปะปนกับไทยมุงแล้วพยักหน้าให้เป็นสัญญาณว่าตนได้พูดตามแผนแล้ว บอสปลีกตัวไปเงียบๆ
      
       ยามค่ำคืนของถนนในย่านเริงรมย์แห่งนึ่ง ผู้คนเริ่มหนาตาตั้งแต่หัวค่ำ กรณ์สวมแว่นดำแต่งตัวสบายๆ เดินเตร็ดเตร่มาตามถนน
       บาร์อโกโก้ยังไม่เปิดบริการ กรณ์เดินมาดูที่หน้าเวที ซึ่งเอมี่กำลังซ้อมเต้นก่อนเปิดร้าน แต่ดูเผินๆเหมือนเดินเกาะเสาไปมาเรื่อยเปื่อยมากกว่าจะซ้อมเต้นจริงๆ
       “มาทำงานแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ สนุกเหรอ”
       “แก้เบื่อน่ะหัวหน้า อยู่ว่างๆไม่มีคนให้ฆ่า เซ็งจะตายชัก”
       “ตอนนี้มีแล้วคนนึง”
       “แค่คนเดียวเองเหรอ”
       “ไม่ใช่คนธรรมดา มันเป็นมือสังหารเหมือนกับเรา”
       เอมี่ตาวาว ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความตื่นเต้น
      
       เอมี่ขี่มอเตอร์ไซด์คันใหญ่โดยมีกรณ์ซ้อนท้ายมาจอดที่แถวเวทีมวย เอมี่บุ้ยหน้า
       “ไอ้ยักษ์อยู่โน่น”
       กรณ์มองไปบนเวที เห็นยักษ์กำลังชกมวยกับฝรั่ง ทั้งคู่แลกหมัดกันอย่างดุเดือด ยักษ์ยิ่งโดนชกก็ยิ่งโกรธ พอได้ทีมันก็อัดฝรั่งจนยับ จับหัวโขกกับเสาเวที แถมยังผลักกรรมการออกไปอย่างไม่สนใจ คนดูพากันโห่ร้องด้วยความไม่พอใจ แต่ยักษ์ไม่สน…มันกระทืบฝรั่งซ้ำจนกระอั่กเลือด เอมี่ขำ
       “มันเขาล่ะ”
       กรณ์ส่ายหน้า
       “ไอ้บ้านี่ ซาดิสม์ไม่เลิกจริงๆ”
      
       กรณ์ ยักษ์ เอมี่กินเบียร์กันอยู่เงียบๆที่บาร์เบียร์แถวเวทีมวย ยักษ์หน้าปูดมีผ้าก๊อซแปะแผล
       “แน่ใจรึเปล่าว่าเป็นมัน” เอมี่ถามอย่างสงสัย
       กรณ์เองก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่
       “ยังไม่แน่...คนที่ชื่อโทมัสหน้าตาเหมือนไอ้ฤทธิ์มาก แต่ว่าไม่มีแผลเป็น ส่วนไอ้มือสังหารก็มีวิธีการลงมือคล้ายๆไอ้ฤทธิ์ แต่ว่ามันเก่งกว่าไอ้ฤทธิ์สักสิบเท่าเห็นจะได้”
       “มันอาจเป็นคนเดียวกัน” ยักษ์พูดลอยๆ
       เอมี่คิดๆ
       “หรืออาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญ”
       กรณ์มอหน้าทั้งสอง
       “ที่ฉันมาหาพวกแกก็เพราะอยากพิสูจน์เรื่องนี้ ว่าแต่พวกแกพร้อมรึเปล่า”
       เอมี่ยิ้ม
       “ถ้าเงินถึงเหมือนคราวก่อนก็พร้อมเสมอ”
       ยักษ์หน้าตาจริงจังมาก
       “ถ้าเป็นบัญชาของพรายพิฆาต เราไม่เคยเกี่ยงอยู่แล้ว”
       “งั้นก็...” กรณ์ชูขวด “พรายพิฆาตจงเจริญ”
       เอมี่ กรณ์ ยักษ์ชนขวดกัน
      
       ไอริณว่ายน้ำอยู่ในสระที่บ้านอย่างเอาเป็นเอาตาย เธอนึกถึงเมื่อในอดีตหลายปีก่อน...ค่ำนั้นไอริณเดินมาหยุดที่หัวบันได เธอได้ยินเสียงนำชัยกับสุดากำลังมีปากเสียงกันจากข้างล่าง
       “คุณเป็นบ้าไปแล้วเหรอนำชัย...คุณเคยเป็นนักการเมืองที่ดี เป็นคนใจซื่อมือสะอาด แล้วทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้”
       “คุณไม่มีวันเข้าใจผมหรอก พวกเสือสิงห์กระทิงแรดไอ้พวกคดโกงพวกนั้น มันใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาเปรียบผมสารพัด ผมต้องมีคนหนุนหลัง”
       “แต่คนที่หนุนหลังคุณมันเป็นพวกนอกรีต มันเป็นพวกวิปริต ถ้านักข่าวเกิดรู้เรื่องนี้ขึ้นมาคุณจะว่ายังไง”
       “ไม่...เรื่องนี้ต้องเป็นความลับ”
       ไอริณยังคงว่ายน้ำอยู่ในสระ หูก็ได้ยินแต่เสียงนำชัยก้องอยู่ซ้ำๆไปมาแถมภาพที่กรณ์ลับๆล่อๆคุยกับนำชัยแว่บเข้ามา...ไอริณพยายามว่ายอย่างจะหนีความทรงจำเหล่านั้น จนกระทั่งเสียงปืนดังขึ้น ไอริณผวาไปเกาะขอบสระและสำลักน้ำจนเกือบอ้วก เมื่อครู่เธอว่ายจนลืมไปเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องหายใจ ไอริณซบหน้าร้องไห้กับฝ่ามือ เรื่องราวบางเรื่องในอดีตยังคงตามหลอกหลอนเธอ
       ในอดีต...ไอริณผลักประตูเข้ามาเห็นแม่ของเธอกำลังถือปืนนอนจมกองเลือดอยู่ โดยที่มีนำชัยยืนช็อกอยู่ใกล้ๆ ในสภาพมือเปื้อนเลือด ไอริณผวากอด
       “แม่...แม่ ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลให้ที”
       นำชัยสติแตก
       “มันสายไปแล้วไอริณ มันสายไปแล้ว”
       ไอริณร้องไห้
       “พ่อคะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมแม่ถึงทำแบบนี้”
       นำชัยไม่ยอมตอบ
       “พ่อ”
       นำชัยยืนนิ่งไม่ยอมตอบคำถาม ไอริณมองมือที่เปื้อนเลือดของนำชัยอย่างสังหรณ์ใจ
      
       วันต่อมา...มาดามหลิวนั่งเล่นหมากรุก กับฤทธิ์ในห้องสมุด
       “เธอต้องระวังตำรวจหญิงคนนั้นให้มากนะโทมัส ท่าทางเขากำลังจับผิดเธออยู่”
       “ไม่มีปัญหาหรอกครับมาดาม ณัฐชาเป็นคนซื่อ เธอไม่มีพิษสงอะไร”
       “เพราะเขาเป็นเพื่อนรักของใจทิพย์งั้นเหรอ เธอถึงได้เชื่อแบบนั้น ระวังให้ดีนะโทมัส เธอไม่วันรู้หรอกว่าใครเป็นศัตรูตัวฉกาจ จนกว่าเธอพลาดท่าให้มัน”
       ฤทธิ์ไม่ทันตอบ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขาดูเบอร์ที่โชว์อยู่หน้าจอก่อนจะบอกมาดามหลิว
       “คุณไอริณ”
      
       ไมตรีกับราเมศดูรูปถ่ายสภาพที่เกิดเหตุในภัตตาคารจีนจากคอมพิวเตอร์ โดยมีณัฐชาร่วมวงอยู่ด้านหลัง ก่อนที่ปรีดาจะเอาแฟ้มรายงานมาส่งให้
       “ได้ผลการชัณสูตรแล้วครับผู้กอง หมอยืนยันว่าทุกศพในภัตตาคารเสียชีวิตด้วยของมีคม แต่ว่าเป็นคนละชนิดกับที่มือสังหารเคยใช้ครับ”
       “แน่ใจเหรอหมู่” ไมตรีถาม
       “ครับ...รูปทรงมันไม่เหมือนดาบปลายปืน ใบมีดค่อนข้างจะใหญ่กว่า บาดแผลก็เลยใหญ่ตามไปด้วยครับ”
       ไมตรีแย้ง
       “แต่รูปแบบการฆ่าเหมือนกันนี่ครับผู้กอง”
       ราเมศเห็นด้วย
       “นั่นสิ คนเราจะเปลี่ยนอาวุธคู่มือกันบ้างก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน ขนาดตำรวจยังมีปืนพกสำรองเลยนี่”
       ณัฐชามองหน้าราเมศ
       “ตกลงสารวัตรมั่นใจว่า เป็นมือสังหารคนเดียวกันเหรอคะ”
       ราเมศพยักหน้า
       “เสียดายที่ไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิด ไม่อย่างนั้นคงมั่นใจมากกว่านี้”
      
       ณัฐชาปลีกตัวจากออฟฟิศ แล้วหลบมุมคว้าโทรศัพท์ออกมาดู เธอนึกถึงนักสู้มหากาฬที่ส่งโทรศัพท์คืนให้เธอ
       “ผมเมมเบอร์ไว้ในเครื่องของคุณ ติดต่อผมทันทีที่พร้อมแต่จำไว้ ห้ามบอกตำรวจคนอื่นเด็ดขาด”
       ณัฐชารีบกดปุ่มค้นหาเบอร์ใหม่ในเครื่องและเจอเบอร์โทรที่ลงชื่อว่า “fighter” ณัฐชาครุ่นคิด
       “fighter นักสู้…นักสู้หรือนักฆ่ากันแน่”
       ณัฐชาตัดสินใจลองกดดู
      
       ฤทธิ์ซึ่งกำลังขับรถอยู่ปรากฏว่าโทรศัพท์เครื่องพิเศษ ที่ณัฐชาโทรเข้ามาก็คือกำไลสีดำเล็กที่เขาสวมอยู่กับนาฬิกา เขาออกคำสั่ง
       “รับสาย...ฮัลโหล”
       เสียงของฤทธิ์ที่พูดผ่านกำไลโทรศัพท์นั้น ถูกแปลงจนจำเสียงเดิมแทบไม่ได้
       “ฮัลโหล นี่ฉันเองหมวดณัฐชา
       “รีบถาม รีบคุย ผมไม่อยากถูกเช็กตำแหน่ง”
       “ฉันไม่มีแผนแบบนั้นหรอกน่า แค่จะโทรมาถามว่าตกลงใช่นายรึเปล่าที่ฆ่าพวกมาเฟียเมื่อวาน”
       “เปล่า แต่พวกพรายพิฆาตมันต้องการกดดันผม”
       “จริงเหรอ”
       “ตอนนี้ตำรวจกับนักข่าวสนใจเรื่องของผมมากกว่าพวกมันซะอีก ไม่แน่มันอาจจะยืมมือตำรวจมาเล่นงานผมก็ได้ และถ้าเดาไม่ผิดอีกไม่นาน มันจะต้องวางกับดักเพื่อล่อให้ผมออกไปเผชิญหน้ากับพวกมัน”
       “นายรู้ได้ยังไง”
       “มันเป็นเทคนิคในการรบ คุณไม่เข้าใจหรอก”
       “แปลว่านายเคยรบ นายเคยเป็นทหาร เพราะแบบนี้ใช่มั้ย นายถึงได้เมมชื่อในมือถือฉันว่า นักสู้”
       “ผมตอบคำถามคุณได้แค่นี้ ขอตัวก่อน แล้วจะติดต่อไปทีหลัง” ฤทธิ์สั่งกำไลข้อมือ “วางสาย”
       ณัฐชาครุ่นคิดอย่างมีความหวัง
       “นักสู้...ชุดดำ…ฉันต้องรู้ให้ได้ว่านายเป็นใคร”
      
       ราเมศเดินถือถ้วยกาแฟมาดูที่โต๊ะทำงานของณัฐชาอย่างประหลาดใจ เห็นเธอวาดรูปนักสู้มหากาฬไว้บกระดาษ A4 รูปนั้นวาดคร่าวๆ แบบไม่ได้สัดส่วนเท่าไหร่นัก ใต้ภาพเขียนว่า “นักสู้ชุดดำ” สักครู่ไมตรีกับปรีดาก็ถือแก้วกาแฟเข้ามาสมทบ ไมตรีมองยิ้มๆ
       “คดีนี้ท่าทางหมวดณัฐชาจะสนใจมากนะครับ ดูเหมือนจะสนใจมากกว่าคดีพรายพิฆาตซะอีก”
       ปรีดากระเซ้า
       “เขาถึงว่าไงครับผู้กอง ผู้หญิงอ่ะชอบผู้ชายสวมเครื่องแบบ”
       “เอาจริงดิ งั้นตั้งแต่พรุ่งนี้ผมสวมเครื่องแบบมาทำงานทุกวันเลยนะหมู่” ไมตรีพูดขำๆ
       “ในวงเล็บ หล่อ รวย และต้องเป็นคนดีด้วยนะโว้ย”
       “อื้อหือ ผู้ชายคนนี้ตอบได้ทุกข้อ”
       “ผิดตั้งแต่ข้อแรกยันข้อสุดท้าย”
       “เดี๋ยวปั๊ดศอกให้เลยหมู่”
       ไมตรีกับปรีดาหยอกล้อกันไป ขณะที่ราเมศมองรูปอย่างนึกสนุก เขาหยิบปากกามาแก้ชื่อ“นักสู้ชุดดำ” เป็น “นักสู้มหากาฬ”
       “เอาให้มันเก๋หน่อย นักข่าวจะได้สนใจ”
       ปรีดาหันมาถาม
       “เอ่อ มีผลต่อคดีของเราด้วยเหรอครับผู้กอง”
       “มี…มีแน่…ทีนี้ชาวบ้านจะได้รู้กันซะที ว่าพวกเราเป็นบ้า คดีเรามีทั้งลัทธิปริศนา ซอมบี้คืนชีพ แถมนี่ยังมีซุปเปอร์ฮีโร่สวมหน้ากากโผล่มาแจมอีก...เฮ้อ”
       ราเมศถอนใจเครียดๆก่อนจะจิบกาแฟ ไมตรีกับปรีดาได้แต่มองหน้ากัน
      
       ณัฐชาขับรถมาจอดหน้าบ้านนำชัย เธอลงมาจากรถอย่างอารมณ์ดีและเจอกับสุชาติกำลังหอบแฟ้มเตรียมกลับบ้าน
       “อ้าวคุณสุชาติ จะกลับแล้วเหรอคะ”
       “ครับผม เอ๊ะนี่ผู้หมวดมาหาท่านนำชัยหรือมาหาคุณไอริณครับเนี่ย”
       “หาไอริณค่ะ”
       “แหมคุณน่าจะโทรนัดเธอก่อน”
       ณัฐชาแปลกใจ
       “อ้าว ไอริณไม่อยู่เหรอคะ แล้วบอกรึเปล่าคะว่าไปไหน”
      
       ฤทธิ์เดินเข้ามาในร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง มองหาและพบไอริณที่นั่งรออยู่ ท่าทางของเธอดูเศร้า ฤทธิ์ยิ้มทักทายเข้ามานั่งร่วมโต๊ะ
       “ถ้าเดาไม่ผิดวันนี้คุณคงอยากเลี้ยง ตอบแทนที่ผมช่วยคุณไว้คราวก่อน”
       “อันที่จริงอยากมีเพื่อนคุยมากกว่าค่ะ แต่ตอนโทรไปที่กองปราบเขาบอกว่าณัฐชากำลังประชุมอยู่”
       “ไม่เป็นไรครับ ถึงเป็นตัวสำรองผมก็ไม่เกี่ยง”
       “ก็แปลกดีนะคะ เพื่อนฉันในวงการก็มีตั้งหลายคน แต่ฉันกลับคิดถึงคุณ” ไอริณนึกขึ้นได้ “หมายถึงในฐานะเพื่อนนะคะ ไม่ใช่อย่างอื่น”
       “ก็แสดงว่าคุณเชื่อใจผม ผมดูน่าไว้ใจ”
       “ค่ะ ฉันรู้สึกแบบนั้น”
       ฤทธิ์กับไอริณยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร
      
       เอมี่ กรณ์ ยักษ์กำลังซุ่มอยู่บนรถคันหนึ่งเพื่อส่องกล้องดูฤทธิ์ เอมี่ส่งกล้องให้ยักษ์
       “เหมือน...เหมือนมาก ถ้าไม่มีใครบอก ฉันต้องคิดว่าเป็นฤทธิ์ ราวีแน่ๆ”
       ยักษ์ส่อดูแล้วชะงัก
       “ถ้าเห็นตอนกลางคืนคงนึกว่าผีหลอก”
       กรณ์บอกทั้งสองคน
       “ตำรวจเคยเช็กประวัติกับลายนิ้วมือของมันแล้ว แต่ไม่ตรงกับไอ้ฤทธิ์”
       เอมี่แย้ง
       “ฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์อาจถูกแฮ็คก็ได้”
       กรณ์คิดๆ
       “ถ้างั้นเราก็ต้องใช้วิธีอื่น เพื่อทดสอบว่ามันเป็นใครกันแน่”
      
       เอมี่ กรณ์ และยักษ์มองไปที่ฤทธิ์อย่างประสงค์ร้าย
      
       ในร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง...บริกรเก็บจานของคาวไปเรียบร้อย ไอริณกับฤทธิ์กำลังทานของหวานขณะสนทนากันไปด้วย
      
       “สมัยอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้า ฉันกับณัฐชาแล้วก็ใจทิพย์จะสนิทกันมากค่ะจนใครๆนึกว่าเราเป็นพี่น้องกัน ยิ่งณัฐชากับใจทิพย์คู่นี้จะมีอะไรที่เหมือนกันหลายอย่าง”
       ฤทธิ์ชะงักแปลกใจ
       “เหมือนกัน...ตำรวจจอมบู๊ กับคุณครูใจดี มีอะไรเหมือนกันเหรอครับ”
       “ถึงนิสัยจะต่าง แต่คู่นี้เขาชอบคิดอะไรเหมือนกันค่ะ” ไอริณ นึกถึงความหลังอย่างมีความสุข “รักความยุติธรรมเหมือนกันชอบปกป้องคนอื่นเหมือนกัน แต่อีกคนชอบใช้สมอง ส่วนอีกคนชอบใช้กำลัง”
       “ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครที่ชอบใช้กำลัง”
       “คุณต้องรู้จักณัฐชาให้มากกว่านี้ค่ะ คนที่เคยรู้จักใจทิพย์ส่วนใหญ่จะชอบพูดว่า ณัฐชาคืออีกด้านของใจทิพย์”
       ฤทธิ์ฝืนยิ้มทำทีเป็นไม่สนใจแต่คำพูดของไอริณทำให้เขารู้สึกคิดถึงใจทิพย์ขึ้นมา
      
       ฤทธิ์เดินมาเปิดประตูรถให้ไอริณ ที่จอดอยู่ถนนหน้าร้านอาหาร
       “น่าเสียดายนะคะที่คุณต้องรีบกลับ ไม่อย่างนั้นเราคงได้คุยกันมากกว่านี้”
       “ที่ผมพาคุณออกมา ไม่ได้แปลว่าผมจะรีบกลับนะครับ”
       “อ้าวแล้ว...”
       “คุณไม่สบายใจแบบนี้ ผมว่าเราน่าจะไปยืดเส้นยืดสายซะหน่อย” ฤทิ์บอกยิ้มๆ
      
       ฤทธิ์งขับเจ๊ตสกีฉวัดเฉวียนอยู่ที่บึงแห่งหนึ่ง โดยมีไอริณซ้อนหลังอย่างสนิทสนม ไอริณรู้สึกสดชื่นขึ้นเพราะความตื่นเต้น ฤทธิ์โชว์ลีลาเล่นเจ๊ตสกีผาดโผน ไอริณหวีดร้องออกมาอย่างสนุกสนาน...เวลาผ่านไปเจ๊ตสกีจอดเทียบริมบึง ฤทธิ์ประคองไอริณขึ้นมาบนฝั่ง
       “ระวังนะครับ”
       ไอริณเสียหลักลื่นๆ ตอนลงจากเจ๊ตสกี และเซไปกอดเขาเข้าเต็มๆ
       “ขอโทษค่ะ”
       ฤทธิ์ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ประคองให้เธอยืนจนตั้งหลักได้
       “รู้สึกดีขึ้นรึยังครับ”
       “ค่ะ มิน่าคุณถึงได้ชอบกีฬา”
       “มีคนเคยบอกว่า เวลาที่เราใช้สมาธิกับกีฬา เราจะลืมเรื่องที่ไม่สบายใจ แถมหลังจากนั้นเราจะรู้สึกผ่อนคลายกับมันอีกด้วย”
       “ริณเห็นด้วยค่ะ ตอนนี้ริณรู้สึกแบบนั้น แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสนุก หรือเพราะได้อยู่ใกล้คุณกันแน่”
       ฤทธิ์กับไอริณสบตากัน มือยังกุมกันอยู่ ก่อนจะถูกขัดจังหวะด้วยเสียงตะโกนเรียกของณัฐชา
       “ไอริณ”
       ไอริณรีบปล่อยมือฤทธิ์ หันไปถามณัฐชาที่เดินเข้ามา
       “มาได้ยังไงเนี่ย”
       “ฉันเป็นตำรวจนะเธอ แค่เพื่อนคนเดียวทำไมจะหาไม่พบ”
       ฤทธิ์ตะเบ๊ะเท่ๆกวนๆ
       “สวัสดีครับผู้หมวด”
       ณัฐชามองฤทธิ์อย่างไม่กินเส้น
      
       ในร้านขายเครื่องดื่มในบึงเช่าเจ๊ตสกี...ไอริณรับเครื่องดื่มและเงินทอนจากพนักงานขาย
       “ขอบคุณค่ะ”
       เธอหันไปด้านนอกแล้วชะงักนิด เมื่อเห็นฤทธิ์กับณัฐชากำลังพูดจากันอยู่อย่างเคร่งเครียดที่ด้านนอก ไอริณถอนใจรำพึง
       “เฮ้อ...ยัยณัฐชา จะวุ่นวายไปถึงไหนกันเนี่ย น่าเบื่อจริงๆ”
      
       ณัฐชากำลังเจรจากับฤทธิ์
       “ถ้าจำไม่ผิดฉันเคยเตือนคุณไปแล้วนะ ว่าห้ามยุ่งกับไอริณ”
       “แต่ผมจำไม่ได้นะ ว่าเคยรับปากคุณตอนไหน”
       ณัฐชาจ้องหน้าอย่างคุกคามขยับเข้าใกล้
       “คุณกำลังกดดันฉันอยู่นะคุณโทมัส อยากเจอมาตรการขั้นเด็ดขาดหรือไง”
       “ก็ได้ ถ้าคุณอยากรวบรัดตัดความละก็ ผมมีวิธีอื่น” ฤทธิ์มองอย่างท้าทาย
      
       ไอริณตกใจเมื่อเห็นณัฐชาเตรียมแข่งเจ๊ตสกีกับฤทธิ์ เธอส่งเสื้อชูชีพให้อย่างกังวล
       “ณัฐชา นี่เธอเอาจริงเหรอ”
       ณัฐชาดันเสื้อชูชีพกลับไป ไม่ยอมใส่
       “ไม่ต้องห่วงเพื่อนรัก แค่นี้ฉันเอาอยู่”
       “แต่ว่าเธอไม่เคยขับเจ๊ตสกีนะ”
       “มันก็เหมือนมอเตอร์ไซด์นั่นแหละ แค่ไม่มีล้อเท่านั้นเอง” เธอหันไปมองฤทธิ์ “และที่สำคัญ คุณโทมัสเขาต่อให้ฉันก่อนครึ่งรอบ งานนี้ฉันชนะขาด”
       ฤทธิ์ยิ้มเย้ย
       “ให้ชนะก่อนแล้วค่อยโม้ก็ได้ครับผู้หมวด”
       ณัฐชายื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆพูดเบาๆ
       “อย่าลืมนะ ถ้านายแพ้ นายต้องเลิกยุ่งกับเพื่อนฉัน”
       “แล้วถ้าคุณแพ้ คุณก็ต้องเลิกวุ่นวายกับผมเหมือนกัน”
       ณัฐชาเชิดหน้าปลีกตัวไปที่เจ๊ตสกี แต่ปีนไม่ขึ้น เก้ๆ กังๆ เพราะมันลอยอยู่ในน้ำที่สูงกว่าเอวเธอ ฤทธิ์กับไอริณต้องมองกันปลงๆอยู่สักพัก
       “ให้ผมช่วยมั้ยคุณตำรวจ”
       “ไม่ต้อง”
       “แต่เราแข่งกันวันนี้นะ ผมไม่อยากเสียเวลากับเรื่องส่วนสูงของคุณ”
       ไอริณแอบกลั้นหัวเราะ ณัฐชาหันมามองตาขวาง เธอกัดฟัน
       “ช่วยหน่อยก็ดี”
       ฤทธิ์ส่ายหน้าเอือมๆ ก่อนจะช่วยประคองเธอขึ้นเจ๊ตสกี แล้วผละไปที่เจ๊ตสกีของตน
       “ชิ...ทำเก๊กไปเหอะ เดี๋ยวได้สลดใจแน่ นายโทมัส” ณัฐชารำพึง
       เครื่องเจ๊ตสกีพ่นน้ำออกมาด้วยกำลังแรงสุดของมัน ณัฐชาขี่เจ๊ตสกีนำหน้าฤทธิ์ไปไกลลิบ ไอริณหันมาถามฤทธิ์อย่างหนักใจ
       “ต่อขนาดนี้จะไหวเหรอคะ”
       ฤทธิ์ยิ้ม
       “เดี๋ยวก็รู้ครับ”
       ฤทธิ์รอจนณัฐชาแล่นนำไประยะนึง ก็ออกเครื่องเจ๊ตสกีตามหลังไป...การแข่งขันดำเนินไปอย่างดุเดือด ณัฐชาพยายามขี่เจ๊ตสกีดักทางไม่ให้ฤทธิ์ขึ้นแซงหน้า ขณะที่ไอริณเฝ้ามองการแข่งขันด้วยความลุ้นระทึก ในระหว่างนั้นไม่มีใครสังเกตเลยว่ากรณ์ได้เดินนำยักษ์กับเอมี่เข้ามาซุ่มดูห่างๆ เอมี่มองณัฐชาแล้วถาม
       “ผู้หญิงอีกคนเป็นใคร”
       “ตำรวจ” กรณ์ตอบเรียบๆ
       ยักษ์กับเอมี่มองหน้ากัน เริ่มรู้สึกว่างานนี้ออกจะยากขึ้นมาอีกเล็กน้อย...ณัฐชากับฤทธิ์ยังคงแข่งขันกันอย่างดุเดือด ณัฐชายังคงใช้วิธีสลับฟันปลาเพื่อไม่เปิดทางให้ฤทธิ์แซงขึ้นมาได้
       “รอบสุดท้าย นายเสร็จแน่ นายโทมัส”
       “ใครเสร็จใครกันแน่”
       ว่าแล้วฤทธิ์ก็เร่งเครื่องสุดกำลังแล้วใช้เทคนิคพุ่งเจ๊ตสกีดำหายลงไปในน้ำ ณัฐชาหันมาแล้วชะงักด้วยความแปลกใจ
       “อ้าว...หายไปไหนเนี่ย”
       ฤทธิ์พุ่งเจ๊ตสกีขึ้นมาเหนือน้ำตรงเบื้องหน้า ณัฐชาตะลึงงัน
       “นายโทมัส”
       ฤทธิ์หันมาตะเบ๊ะให้ไอริณ ก่อนจะเร่งเครื่องแซงนำโด่งไปเห็น ๆ ณัฐชากัดฟันด้วยความแค้นแล้วเร่งตาม
       “ฉันไม่ยอมแพ้แค่นี้หรอก นายเบื๊อก”
       ณัฐชามัวห่วงแต่การเร่งเครื่องไล่ตามฤทธิ์จนลืมสังเกตทุ่นที่ที่กีดขวาง ทำให้เครื่องเกิดการกระโจนไปในอากาศ เจ๊ตสกีพุ่งลอยละลิ่วไปในขณะที่ร่างของณัฐชาร่วงจมหายไปในน้ำ ไอริณ ที่ยืนมองการแข่ขันอยู่ตกใจมาก
       “ณัฐชา”
       ฤทธิ์ตกใจหันมองกลับไปแล้วไม่พบวี่แววของณัฐชา ไอริณตะโกนลั่น
       “คุณโทมัส ณัฐชาจมน้ำ”
       ฤทธิ์รีบเร่งเครื่องกลับไปใกล้จุดเกิดเหตุ ก่อนจะดับเครื่องแล้วถอดเสื้อชูชีพของตนออก เขารีบดำน้ำลงไปหาเธอ ไอริณมองด้วยความลุ้นระทึก เพราะฤทธิ์ดำหายไปนานพอสมควรแต่แล้วเขาก็โผล่ขึ้นมาเกาะเครื่องเจ๊ตสกีเอาไว้ พร้อมด้วยร่างที่หมดสติของณัฐชา ไอริณตะโกนถาม
       “ณัฐชาเป็นยังไงบ้างคะ”
       ฤทธิ์เขย่าตัว
       “ณัฐชา คุณตำรวจ คุณตำรวจ”
      
       ร่างของณัฐชาถูกวางลงที่ริมฝั่ง โดยมีไอริณและไทยมุงจำนวนหนึ่งคอยดูด้วยความเป็นห่วง ฤทธิ์จัดการผายปอดให้เธออย่างจริงจังเคร่งเครียด ไอริณลุ้นระทึก ขณะที่พวกไทยมุงเริ่มพูดคุยกัน
       “จมไปตั้งนาน สงสัยคงไม่รอด”
       “รถพยาบาลยังมาไม่ถึงอีกเหรอ”
       ไทยมุงคนหนึ่งเข้ามาบอกไอริณ
       “คุณ...พาไปหาหมอเถอะ ช่วยเองไม่ไหวหรอก”
       ไอริณหน้าเสียเป็นห่วงเพื่อน
       “คุณโทมัสคะ”
       ฤทธิ์ไม่สนใจยังคงมุ่งมั่นจะช่วยณัฐชา ภาพของใจทิพย์จมน้ำโดยที่เขาไม่สามารถช่วยได้แว่บเข้ามา ฤทธิ์รำพึงเบาๆ
       “ใจทิพย์ ฟื้นสิ ฟื้น”
       ไอริณได้ยินไม่ถนัดว่าฤทธิ์พูดอะไร แต่สังเกตเห็นว่าแววตาของเขาค่อนข้างหวาดวิตกกับอาการของณัฐชา ภาพของณัฐชาที่หมดสติ กับภาพของใจทิพย์ที่กำลังขาดใจสลับกันแว่บเข้ามา ใจทิพย์สิ้นใจ ขณะที่ณัฐชาแน่นิ่ง ฤทธิ์ตัดสินใจก้มลงประกบปากผายปอดให้เธออีกครั้ง จังหวะนั้นเองที่ณัฐชาก็ฟื้นขึ้นมาเห็นเข้าพอดี เธอดันเขาออก
       “เฮ้ย...ไอ้ลามก”
       “เดี๋ยวก่อน ผมแค่…”
       ณัฐชาชกฤทธิ์จนหน้าหัน ไอริณตกใจรีบเข้ามาอธิบาย
       “ณัฐชา...เธอทำอะไรของเธอ คุณโทมัสช่วยเธอเอาไว้นะ”
       ณัฐชาชะงักเหมือนเพิ่งได้สติ พอมองไปก็เห็นไทยมุงจ้องอยู่เต็มไปหมด ถึงนึกได้ว่าตัวเองจมน้ำ ด้วยความเสียหน้าและทำอะไรไม่ถูกเธอจึงได้ปลีกตัวหนีไป ไอริณหน้าเหวอ
       “อ้าวณัฐชา เธอจะไปไหน ณัฐชา”
       กรณ์ซึ่งยังซุ่มอยู่กับเอมี่และยักษ์ พอเห็นสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้ไอเดีย กรณ์สั่งการ
       “ยักษ์ แกจัดการเป้าหมาย เอมี่เธอล่อยัยตำรวจนั่นไปที่อื่น ส่วนฉันจะคอยกันคุณไอริณ”
      
       ณัฐชาเข้ามาในห้องห้องล็อกเกอร์หญิง เปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างฉุนเฉียว ขณะที่ไอริณตามเข้ามาเตือนสติ
       “ณัฐชา”
       “เธอควรอยู่ห่างๆหมอนั่นไอริณ ฉันดูออก หมอนั่นต้องมีปัญหาแน่”
       “แต่ฉันว่าเธอต่างหากที่มีปัญหา คุณโทมัสเขาช่วยเธอเอาไว้นะ เธอต้องไปขอโทษเขา”
       ณัฐชาอึกอัก เสียฟอร์ม
       “ไม่จำเป็น เขาเป็นคนร้าย”
       “มีเหตุผลหน่อยได้มั้ย เขาคือโทมัส ไม่ใช่ฤทธิ์ ราวี”
       ณัฐชาจ้องหน้า
       “แปลว่าเธอไม่เชื่อฉัน”
       ไอริณ พยักหน้า
       “ใช่...จนกว่าเธอจะสำนึกผิด”
       ไอริณปลีกตัวออกมา ทิ้งให้ณัฐชามองตามด้วยความสับสน
      
       ไอริณเดินหงุดหงิดจะกลับไปที่บึง แต่แล้วกรณ์ที่ซุ่มอยู่ก็โผล่มาคว้าแขนเธอเอาไว้
       “คุณไอริณ”
       ไอริณตกใจ
       “นี่นาย...”
       “มีเหตุฉุกเฉิน คุณต้องไปกับผม”
       ไอริณงุนงงกับท่าทีของกรณ์
      
       ฤทธิ์อยู่ในห้องล็อกเกอร์ชาย เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วกำลังมองหน้าตัวเองในกระจก
       “ยัยตำรวจตัวแสบ อุตส่าห์ช่วยไว้แท้ๆ รู้งี้ปล่อยให้ขึ้นอืดซะก็ดี”
       ระหว่างนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงประตู…ใครคนหนึ่งเข้ามาในห้องล็อกเกอร์ ก่อนจะกดล็อกประตูเอาไว้ ฤทธิ์หันไปและพบว่าคนๆนั้นคือ ยักษ์
       “สบายดีเหรอผู้หมวด ไม่เจอกันซะนาน”
       ฤทธิ์อึ้งไป ขณะที่ยักษ์หักข้อนิ้วตัวเองกร๊อบๆ เตรียมตัวใช้กำลัง
      
       กรณ์ฉุดกระชากลากตัวไอริณมาที่ลานจอดรถ
       “นี่นาย...นายจะพาฉันไปไหน นายไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้นะ”
       “ก็ผมบอกแล้วไงว่านี่เป็นเหตุฉุกเฉิน คุณต้องขึ้นรถแล้วไปกับผมเดี๋ยวนี้”
       ไอริณรวบรวมความกล้าอึดใจหนึ่ง
       “ฉันไม่ไป”
       ไอริณเดินหนี กรณ์ตัดสินใจใช้ฝ่ามือฟันก้านคอเธอจนสลบ แล้วรีบรับร่างเธอไว้ก่อนจะล้มไป
      
       ณัฐชาเดินเซ็งออกมาจากห้องล็อกเกอร์และเตรียมตัวจะกลับบ้าน โดยเธอไม่รู้ตัวเลยว่าขณะนั้นเอมี่กำลังติดที่เก็บเสียงใส่ปากกระบอกปืนอย่างใจเย็น เอมี่ตั้งหลักเล็งปืนใส่ณัฐชา แต่เท้าดันเหยียบถูกกิ่งไม้แห้งเข้าจนหัก ณัฐชาชะงัก
       “ไอริณ นั่นเธอรึเปล่า”
       เอมี่ยิงปืนใส่เพื่อเป็นการข่มขู่ ณัฐชารีบหลบหาที่กำบังพอหันมาก็เห็นแค่หลังเอมี่ที่กำลังวิ่งหนีไปไวๆ
       “นั่นใครน่ะ หยุดนะ”
       เอมี่ไม่หยุด ณัฐชารีบชักปืนและวิ่งตามไป
      
       ฤทธิ์ถูกยักษ์อัดจนกระเด็นมาที่มุมหนึ่ง สีหน้าของฤทธิ์ไม่ได้อ่อนล้าจริงจัง เขาคอยชำเลืองมองยักษ์รอจังหวะ
       “อย่าฟอร์มน่าผู้หมวด คุณก็รู้ว่าผมเป็นใคร” ยักษ์เดินตามมากระชากคอ
       “ฉันไม่รู้จักแก แกต้องการอะไร”
       “ปากแข็งสิท่า...ก็ได้ ดูซิว่าคุณจะอึดซักแค่ไหน”
       ยักษ์ลงมือซ้อมอย่างหนัก ฤทธิ์พยายามแค่ปัดป้องไม่ได้ตอบโต้แต่ประการใดเลยถูกยักษ์ซ้อมอย่างหนักหน่วง ข้าวของในห้องน้ำพังพินาศหลายรายการ ฤทธิ์ทรุดไปกับพื้น เขามองแสงไฟนีออนบนเพดานพร่าเลือน ขณะที่ยักษ์เดินมาค้ำหัว
       “อย่าเพิ่งสลบ นี่เพิ่งยกแรก”
       ฤทธิ์อยู่ในอาการเบลอเพราะพิษบาดแผล แต่มีอย่างหนึ่งที่เขายังจำได้…
      
       ก่อนหน้านี้ คืนงานเลี้ยง ก่อนที่ฤทธิ์จะลงมาที่งานเลี้ยง มาดามหลิวได้กล่าวเตือน
       “แขกที่ฉันเชิญมาวันนี้ มีหลายคนที่ฉันสงสัยว่าเป็นพรายพิฆาต ดังนั้นเธออาจจะได้เจอกับศัตรูเก่าบางคน แต่งานนี้สิ่งที่เราต้องการก็คือสอดแนม ไม่ใช่ล้างแค้น”
       “แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”
       “อดทน เธอต้องอดทนเข้าไว้”
      
       ฤทธิ์โดนชกจนล้มอีกครั้ง เขาตะเกียกตะกายไปกอดกระถางที่มุมห้องเพื่อประคองตัวให้ลุกขึ้นนั่ง ยักษ์ตามมาอย่างชะล่าใจ
       “เปล่าประโยชน์น่าผู้หมวด จะตายอยู่แล้วยังคิดหนีอีกเหรอ ถ้าแน่จริงก็แสดงฝีมือออกมาเลย ไม่งั้นคุณเสร็จผมแน่…”
       ยักษ์มัวฝอยไม่ทันจบ ฤทธิ์ก็ลุกขึ้นคว้ากระถางหวดฟาดใส่จนแตกกระจาย ยักษ์ต่อให้แกร่งแค่ไหน พอเจอฟาดเข้าไปเต็มๆแบบนั้นก็สลบไปในชั่วพริบตา ฤทธิ์ทิ้งเศษกระเบื้องที่แตกคามือไป ก่อนจะเดินโงนเงนไปมองยักษ์
       “ฆ่าแก มันไม่ยากหรอกเพื่อน แต่เป้าหมายของฉันตอนนี้คือคนที่อยู่เบื้องหลังของแกต่างหาก”
       ฤทธิ์หยิบเครื่องส่งสัญญาณ GPS ขนาดเล็กออกมา แล้วใส่ไปในกระเป๋ากางเกงของยักษ์ เสียงปืนดังขึ้น ฤทธิ์หันมองไปอย่างเอะใจ
       “ณัฐชา...ไอริณ”
      
       ในป่าละแวกบึงเช่าเจ๊ตสกี...ณัฐชาวิ่งไล่ตามเอมี่มาอย่างไม่ลดละ
       “หยุด นี่ตำรวจ ฉันบอกให้หยุดเดี๋ยวนี้”
       ณัฐชายิงปืนขู่ เอมี่รีบหลบเข้าที่กำบัง
       “นังตำรวจบ้า...อย่าอยู่เลย”
       เอมี่โผล่ออกมายิงใส่หลายนัด จนณัฐชาต้องรีบโผหลบ พอตั้งหลักได้ก็ไม่เห็นเอมี่เสียแล้ว เธอรีบมุ่งหน้าเข้าไปดูขณะที่ณัฐชากำลังมุ่งหน้าไปยังจุดที่เอมี่เคยหลบอยู่ เอมี่ก็แอบย่องมาด้านข้าง หมายจะลอบยิง แต่แล้วฤทธิ์ก็ตามมาเห็นเข้าเสียก่อน
       “ผู้หมวดระวัง”
       ฤทธิ์กระโดดรวบตัวณัฐชาให้พ้นทางปืน
       “คุณ”
       “ตามผมมา”
       “ไม่...ฉันจะจัดการกับมัน”
       “คุณสู้เธอไม่ได้หรอก หนีเถอะ”
       ฤทธิ์กระชากณัฐชาหนีไปกับตน เอมี่ยิงตามหลายนัด
      
       ฤทธิ์จูงณัฐชาวิ่งหนีมา เอมี่ตามมาไล่ยิงด้วยความแค้น ณัฐชาสะบัดมือจากฤทธิ์แล้วหันไปยิงตอบโต้ ฤทธิ์ต้องตามไปลากมาอีก
       “พอได้แล้ว เผ่นซะทีเถอะ”
      
       ฤทธิ์พาณัฐชากลับมาที่ลานจอดรถ ตรงไปที่รถของณัฐชา
       “ขึ้นรถ แล้วหนีไปซะ”
       ณัฐชาชะงักนึกได้
       “เดี๋ยวก่อน แล้วไอริณล่ะ”
       “ไอริณปลอดภัย พวกมันไม่ทำร้ายเธอหรอก”
       “คุณรู้ได้ยังไง อ้อ...นี่คิดจะหนีลูกเดียวสิท่า”
       “ผมชักจะเหลืออดแล้วนะคุณตำรวจ คุณจะระแวงผมไปถึงไหนกัน เชื่อผมสักเรื่องไม่ได้หรือไง”
       “ไม่มีทาง ก็นายมัน…”
       ณัฐชาพูดไม่ทันขาดคำ เอมี่ที่อยู่ในระยะไกลก็โผล่มายิงที่ยอดอกของฤทธิ์จนเซ ณัฐชารีบประคอง
       “นายโทมัส”
       ฤทธิ์กัดฟัน
       “หนีไป”
       “แข็งใจไว้ก่อนนะ ฉันจะรีบพาคุณไปหาหมอ”
       ณัฐชาหันไปยิงสกัดเอมี่ ก่อนจะพาฤทธิ์ขึ้นไปนอนที่เบาะหลัง แล้วขึ้นขับรถออกไปอย่างเร็วล้อรถหมุนพรืดฝุ่นตลบ เอมี่เจ็บใจ
       “ฮึย ไอ้หมอนั่นมันหลุดมาได้ยังไง...” เอมี่เอะใจ “หรือว่านายยักษ์”
      
       เอมี่ผลักประตูห้องน้ำเข้ามา แล้วตรงไปเขย่าตัวยักษ์ที่นอนหมดสติอยู่
       “ยักษ์...ยักษ์”
       ยักษ์ฟื้น
       “เอมี่”
       “อย่าบอกนะว่านายถูกหมอนั่นเล่นงาน มันคือฤทธิ์ ราวีใช่รึเปล่า”
       “ใช่ที่ไหน ฉันซัดมันซะหมอบ...แต่ดันเผลอไปหน่อยก็เลย…”
       เอมี่เจ็บใจ
       “ชิ...ไม่ได้เรื่อง”
       เอมี่ผละไป ทิ้งให้ยักษ์มองตามอย่างเสียหน้า
      
       ณัฐชาขับรถหนีโดยมีฤทธิ์นอนบาดเจ็บอยู่ที่เบาะหลัง ระหว่างนั้นณัฐชารีบคว้าโทรศัพท์มือถือมาต่อสายหาไอริณแต่ติดต่อไม่ได้ ณัฐชากังวลเป็นห่วงเพื่อน เธอฝากข้อความ
       “ไอริณ ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน ถ้าได้ข้อความแล้วโทรหาฉันด่วนจี๋เลยนะ นายโทมัสของเธอเขาถูกยิง” ณัฐชาวางสาย คุยกับฤทธิ์ผ่านกระจกหน้า “นี่คุณ อย่าเพิ่งตายนะ จวนจะถึงโรงบาลแล้ว อดทนอีกนิดเดียว”
       บาดแผลของฤทธิ์สมานตัวอย่างรวดเร็วด้วยพลังของน้ำตามัจจุราช ฤทธิ์ลืมตาขึ้นอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นนั่ง
       “ไม่เป็นไร ผมหายแล้ว”
       ณัฐชาตกใจ
       “เย้ย”
       ณัฐชาเหยียบเบรก จอดรถพรืดแล้วหันมาดูฤทธิ์อย่างไม่เชื่อสายตา เธอตกใจจนพูดไม่ออก ได้แต่ชี้ๆๆ
       “นี่คุณ…คุณ…คุณ…คุณ…”
       “อะไร”
       “ก็คุณถูกยิงนี่ แล้วลุกขึ้นมาได้ยังไง แล้วนั่นแผลคุณ...ทำไมเลือดคุณถึงเป็นสีฟ้าล่ะ”
       ณัฐชามองรอยเลือดของฤทธิ์ที่เป็นสีฟ้า
       “เลือดที่ไหน กระสุนเพ้นท์บอลต่างหาก”
       “อะไรนะ ไอ้ที่ยิงกันโป้งป้างตะกี๊ กระสุนปลอมเหรอ”
       ฤทธิ์ยักไหล่เหมือนไม่แน่ใจ ณัฐชาได้แต่อึ้งไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น
      
       นำชัยดูอาการของไอริณที่นอนหมดสติอยู่ที่โซฟาในห้องรับแขก ก่อนจะหันไปต่อว่ากรณ์ที่ยืนจิบเครื่องดื่มอยู่อย่างใจเย็น
       “นายมีสิทธิ์อะไรถึงมาทำกับลูกสาวฉันแบบนี้ ตกลงนายจะเป็นเจ้านายหรือเป็นลูกน้องฉันกันแน่”
       “อย่าเพิ่งโมโหสิครับ ที่ผมต้องทำแบบนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของคุณไอริณ”
       “จากอะไร”
       “มิสเตอร์โทมัส หลิว ผมสงสัยว่าเขาจะเป็นศัตรูของพรายพิฆาตและที่มาตีสนิทกับคุณไอริณ ก็เพื่อล้วงความลับจากท่าน”
       “ไม่จริง นายอย่าลืมสิว่าหมอนั่นช่วยไอริณเอาไว้”
       “แค่นั้นยังไม่พอหรอกครับสำหรับความไว้ใจ ก็ขนาดภรรยาของท่านยังเคยหักหลังท่านมาแล้ว จนท่านต้อง…”
       นำชัยถลึงตามองกรณ์ด้วยความโกรธ กรณ์ทำตกใจ รีบเอามือปิดปากล้อเลียนขำๆ
       “อุ๊บ...ลืมไป เรื่องนี้ต้องปิดเป็นความลับ”
       ไอริณซึ่งนอนอยู่บนโซฟา ขณะนั้นเธอตื่นอยู่ก่อนแล้วและได้ยินการสนทนาเกือบทั้งหมด
      
       เธอเริ่มสงสัยจุดเชื่อมโยงระหว่างพ่อของเธอ กรณ์ พรายพิฆาต และการตายของแม่
      
       จบตอนที่  3
ตอนที่ 4
      
       ภายในห้องทดลองบริษัทมาดามหลิว เห็นโซเฟียยืนลุ้นรอ ขณะที่เจ้าหน้าที่ในห้องแล็บกำลังวิเคราะห์ผลการตรวจเลือดของคนร้าย ในเหตุการณ์กราดยิงตำรวจและต่อสู้กับนักสู้มหากาฬ
      
       ห้องสมุดบริษัทมาดามหลิว...โซเฟียรายงานมาดามหลิวที่กำลังนั่งอ่านเอกสารจากห้องแล็บมีรูปถ่ายศพของคนร้ายสามคน
       “ทางห้องแล็บยืนยันว่าตัวอย่างเลือดของคนร้าย มีน้ำตามัจจุราชกับสารเสพติดเจือปนอยู่”
       ชาญขัดขึ้น
       “ไม่เห็นแปลกตรงไหน พวกคนร้ายคงย้อมใจก่อนลงมือ”
       “แต่เราวิเคราะห์ดูแล้วยาเสพติดกับน้ำตามัจจุราชถูกผสมเข้าด้วยกันซึ่งเชื่อว่านี่เป็นส่วนนึงในแผนการทดลอง”
       “มันจะทำไปเพื่ออะไร”
       มาดามหลิวเดา
       “ลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตของเหยื่อทดลอง คนที่ติดยาจะรับสารตัวนี้ทีละน้อยโดยสมัครใจ และค่อยๆกลายพันธุ์ในที่สุด”
       โซเฟียเห็นด้วย
       “ถูกต้องค่ะมาดาม เราต้องรีบหยุดการแพร่กระจายของยาเสพติดตัวนี้ ก่อนที่จะสายเกินแก้”
      
       ในออฟฟิศภัตตาคารจีน...บอสส่งยาเสพติดชนิดใหม่ให้ มาวินรับไปมันเป็นหลอดพลาสติกใสขนาดเท่าหลอดกาว เมื่อเปิดฝาออกก็จะเห็นเข็มสำเร็จรูปแบบพร้อมใช้งาน
       “นี่เป็นยาเสพติดชนิดใหม่ของเรา มันมีชื่อว่า น้ำตาสวรรค์”
       “ไม่ไหวมั้งหุ้นส่วน สมัยนี้เขาฮิตยาบ้ายาไอซ์กัน นายเอาของแบบนี้มาขาย ลูกค้าเขาไม่สนหรอก”
       “มันต้องสนแน่ ถ้ารู้ว่าสินค้าตัวนี้ ราคาถูกกว่า แถมออกฤทธิ์แรงกว่า”
       “ห๊ะ...เมากว่า แต่ถูกกว่า นี่ขายไม่เอากำไรหรือไง”
       “ฮึๆๆๆ สิ่งที่พรายพิฆาตต้องการไม่ใช่เงิน แต่เป็นอำนาจต่างหาก”
       มาวินมองบอส และมองยาเสพติดชนิดใหม่นั้นด้วยความกังขา
      
       ณัฐชาขับรถมาส่งฤทธิ์ที่หน้าบริษัทมาดามหลิว
       “อย่าลืมที่ตกลงกันไว้ คุณแพ้พนันผม ต่อไปห้ามยุ่งเรื่องระหว่างผมกับไอริณ”
       ก่อนที่ฤทธิ์จะเดินไปณัฐชารียกไว้
       “เดี๋ยว”
       ฤทธิ์หันมา
       “ว่าแล้ว”
       “ฉันมีเรื่องจะพูดแค่สองเรื่อง เรื่องแรกฉันขอบใจมากที่ช่วยชีวิตฉันเอาไว้”
       “แล้วเรื่องที่สอง”
       “กระสุนเพ้นท์บอล ฉันไม่หลงกลนายหรอกนะ”
       ฤทธิ์ชะงัก
       “อะไรนะ”
       “ฉันรู้น่า ทั้งหมดเป็นแผนของนาย นายสร้างสถานการณ์ขึ้นเพื่อขู่ฉัน หรือไม่ก็เพื่อให้ไอริณประทับใจ”
       ฤทธิ์อึ้ง
       “เฮ้ย”
       “ไม่รู้ล่ะ ในเมื่อนายใช้วิธีสกปรกกับฉัน เรื่องที่เราตกลงกันก็ถือเป็นอันโมฆะ”
       “สรุปจะเบี้ยวว่างั้นเถอะ”
       “ก็แล้วแต่นายจะคิด อย่าให้ฉันจับได้ละกันว่านายสร้างสถานการณ์...นายเจ็บแน่”
       ณัฐชาเหยียบคันเร่งออกรถไปราวกับพายุ ฤทธิ์ยืนอึ้ง
       “อุตส่าห์ช่วยไว้แท้ๆ คนแบบนี้ก็มีด้วย”
      
       ฤทธิ์ต้องชะงักเมื่อออกมาจากลิฟต์ แล้วพบมาดามหลิวกับโซเฟียดักรออยู่ที่ทางเดิน
       “เจอศึกหนักมาสิท่า คุณโทมัส”
       ฤทธิ์พยักหน้า
       “เพื่อนเก่าของผมพยายามทดสอบว่าผมใช่ฤทธิ์ ราวีรึเปล่า”
       “แล้วพวกมันทำสำเร็จมั้ย” โซเฟียถามอย่างร้อนใจ
       “พวกมันคว้าน้ำเหลว แต่ผมทำสำเร็จ”
       ฤทธิ์ชูโทรศัพท์มือถือของเขาขึ้นแล้วกดปุ่ม หน้าจอเป็นโปรแกรมแจ้งตำแหน่งที่ได้รับจากเครื่องส่งสัญญาณ GPS
       “ผมแอบติด GPS ไว้บนตัวของพวกมัน”
      
       ณัฐชาขับรถด้วยสีหน้าหงุดหงิด
       “กระสุนเพ้นท์บอล คนร้ายที่ไหนมันจะใช้กระสุนแบบนั้น คอยดูนะนายโทมัส ฉันต้องหาทางกระชากหน้ากากของนายให้ได้”
       ขณะเดียวกันนั้นมีโทรศัพท์เข้ามา ณัฐชาเห็นเบอร์ที่โทรอยู่ก็อุทานทันที
       “ไอริณ”
      
       ค่ำนั้น สุชาติพาณัฐชามาส่งบริเวณสระน้ำที่ไอริณกำลังรออยู่
       “เชิญครับ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       ไอริณรอจนสุชาติปลีกตัวไป ก็รีบมากอดณัฐชา
       “ไอริณนี่มันเกิดอะไรขึ้น ตอนเกิดเรื่องเธอหายไปไหนมา”
       “ณัฐชา ฉันมีเรื่องอยากจะให้เธอช่วย”
       ไอริณมองซ้ายขวา แล้วดึงณัฐชาหลบมุมมาคุยกัน
       “คดีของแม่ฉันที่ฆ่าตัวตาย ฉันอยากได้ข้อมูล”
       ณัฐชาอึ้ง
       “ไอริณ คดีมันปิดไปตั้งนานแล้วนะ จิตแพทย์ของแม่เธอก็ยืนยัน ว่าแม่เธอมีอาการประสาทหลอน”
       “ฉันรู้ ฉันอยากเจอจิตแพทย์คนนั้น เธอช่วยฉันหน่อยได้มั้ย”
       “ไอริณ เธอต้องบอกเหตุผลฉันมาก่อน”
       “แล้วฉันจะเล่าให้ฟังทีหลัง ถ้าเธอเห็นฉันเป็นเพื่อน เธอต้องช่วยฉัน”
       เจอไม้นี้…ณัฐชาก็ได้แต่อึ้งไป
      
       ในห้องครัวภัตตาคารจีน...พ่อครัวและพนักงานเร่งทำอาหาร คนส่งของสองคนแบกกล่องกระดาษเข้ามาทางหลังร้าน แต่กลับเลยออกไปแทนที่จะเก็บไว้ในห้องเก็บของในครัว
      
       กล่องกระดาษหลายใบถูกขนมาวางในห้องมาวิน แหลมเปิดกล่องใบหนึ่งให้มาวินดูยาเสพติดที่ซ่อนอยู่จำนวนมาก มาวินอึดอัด
       “เอ่อหุ้นส่วน สินค้าล๊อตแรก จะปล่อยเยอะขนาดนี้เลยเหรอ คือไม่ใช่อะไรหรอกนะ กลัวขายไม่หมดว่ะ ฮ่าๆๆ”
       บอสคำรามในคอ และมองไปที่มาวินอย่างไม่พอใจ มาวินหุบยิ้ม
       “เออ ๆ ไม่ต้องขู่ก็ได้ เดี๋ยวฉันจะสั่งพวกเด็กๆให้รีบระบายสินค้า พอใจรึยัง”
       “ยังมีอีกเรื่องนึง” บอสรอจนมาวินตั้งใจฟัง “ต่อไปนี้ ห้ามแกไปยุ่งกับลูกสาวของท่านนำชัยเด็ดขาด”
       มาวินชะงัก
       “อะไรวะ อย่าบอกนะว่าแกจะขวางทางรักของฉัน ไม่มีเหตุผลเลยนี่หว่า”
       บอสเสียงเข้ม
       “ท่านนำชัยเป็นพวกเดียวกับเรา...ทีนี้มีเหตุผลรึยัง”
       มาวินกับแหลมอึ้งไป
      
       กรณ์ขับรถมารับบอสไปจากภัตตาคารจีน...แหลมกับมาวินแอบซุ่มมองแล้วหารือกัน
       “ขนาดท่านนำชัยยังต้องร่วมมือกับพวกมัน ท่าทางคงไม่ธรรมดาแล้วครับคุณมาวิน แบบนี้เท่ากับเราขี่หลังเสือชัดๆ”
       “จะเสือหรือสางข้าไม่สนหรอก อย่ามาลองดีกับข้าก็แล้วกัน ไม่อย่างงั้นได้เปิดศึกกันแน่” มาวินบอกเครียดๆ
      
       โซเฟียใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ค้นหาตำแหน่ง GPS ของยักษ์ ในห้องสมุดบริษัทมาดามหลิว...
       “เป้าหมายของโทมัส มีการเคลื่อนไหวแล้วค่ะมาดาม”
       “มุ่งหน้าไปที่ไหน” มาดามหลิวถามเสียงเข้ม
      
       เอมี่กับยักษ์รายงานผลให้ บอสและกรณ์รับฟังอยู่ในอาคารร้าง
       “ผมว่าไอ้โทมัสอะไรนั่น มันไม่ใช่ฤทธิ์ ราวีหรอกบอส วันนี้ผมเกือบจะฆ่ามันไปแล้ว” ยักษ์ยืนยัน
       “ใช่...ถ้าไม่เสียท่าซะก่อน” เอมี่แขวะ
       ยักษ์มองเอมี่อย่างไม่พอใจ
       “อย่าเพิ่งด่วนสรุป เรื่องนี้เราต้องตรวจสอบให้แน่ชัด” บอสหันมาสั่งกรณ์ “กรณ์ ในระหว่างนี้แกต้องดูแลความปลอดภัยของท่านนำชัยกับนายมาวินเป็นพิเศษ”
       “ทำไมเหรอครับบอส” กรณ์ถามอย่างไม่เข้าใจ
       “เราต้องใช้เส้นสายของท่านนำชัย กับเครือข่ายของนายมาวินในการค้ายาเสพติดของพวกเรา ซึ่งฉันเชื่อว่าอีกไม่นานมือสังหารชุดดำจะต้องรู้เรื่องนี้”
       “บอสคิดว่าท่านนำชัย กับนายมาวินกำลังจะถูกฆ่าเหรอคะ”
       ในระหว่างนั้นฤทธิ์ในคราบของนักสู้มหากาฬ โผล่หน้ามาลอบฟังการสนทนาของพวกมัน บอสรู้สึกได้
       “นั่นใคร”
       กรณ์รีบชักปืนหันไปยิงใส่ นักสู้มหากาฬรีบหลบไปอย่างรวดเร็ว
      
       กรณ์ เอมี่ ยักษ์ตามออกมาหน้าอาคารร้าง เอมี่เห็นนักสู้มหากาฬกำลังหนีไปทางหนึ่ง
       “มันอยู่ทางนั้น”
       เอมี่ กรณ์ ยักษ์ กระหน่ำยิงใส่นักสู้มหากาฬ ทำให้นักสู้มหากาฬต้องชักดาบออกมาปัดป้องกระสุน ก่อนจะกดปุ่มสปริงยิงใบดาบขึ้นไปเจาะเข้าเสาบนยอดอาคารร้าง นักสู้มหากาฬกดปุ่มอีกครั้งเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปยังด้านบน
       นักสู้มหากาฬกระโจนขึ้นมาดาดฟ้า เขาคิดว่าตัวเองคงหนีศัตรูพ้นแล้ว แต่ผิดถนัด เมื่อบอสที่ยืนดักรออยู่ด้านหลังของเขาได้ตะปบที่ข้อมือตัวเอง ทำให้ดาบกลที่ซ่อนอยู่ดีดผึงออกมา นักสู้มหากาฬรีบชักดาบคู่ของตนแล้วหันไปรับมือกับบอสอย่างรวดเร็ว แรงกระทบของอาวุธก่อให้เกิดเสียงดังกึกก้องและประกายไฟแปลบปลาบน่ากลัว ทั้งคู่เบียดอาวุธใส่กันด้วยพละกำลังที่เหนือมนุษย์ทั่วไป
       “พรายพิฆาต”
       “แกทายผิดแล้วมือสังหาร ฉันเป็นแค่หัวหน้าสาขาคนนึงเท่านั้น พรายพิฆาตตัวจริงยิ่งใหญ่เกินกว่าที่แกจะเอ่ยถึง”
       “ใหญ่แค่ไหนก็เป็นแค่อาชญากร”
       บอสคำรามด้วยความโกรธ และอาศัยกำลังที่เหนือกว่ายันนักสู้มหากาฬจนถอยไปชิดผนัง แต่นักสู้มหากาฬก็อาศัยชั้นเชิงของเพลงดาบที่คล่องแคล่วกว่าเล่นงานบอสจนเซไป คมดาบของบอสเฉี่ยวแขนนักสู้มหากาฬจนเป็นแผลเล็กๆ แต่มันก็สมานตัวอย่างรวดเร็ว บอสชะงักไปนิด
       “น้ำตามัจจุราช...ฮ่าๆวิเศษ มีมนุษย์ไม่กี่คนหรอกที่ได้รับน้ำตามัจจุราชเข้าไปแล้ว ยังมีสภาพเหมือนคนปกติ เหมือนแกกับฉัน ฮ่าๆ”
       คำพูดของบอส ทำให้นักสู้มหากาฬอึ้งไปนิด ก่อนที่บอสจะแสดงพลังพิเศษของตนออกมาด้วยการหายตัวไปอย่างรวดเร็ว เสียงบอสดังก้อง
       “น้ำตามัจจุราช มีอำนาจมากกว่าที่แกคิด”
       บอสเคลื่อนย้ายมวลสารของตนอย่างรวดเร็ว ปรากฏที่ซ้ายขวาหน้าหลังของนักสู้มหากาฬและจ้วงแทงใส่จนนักสู้มหากาฬตั้งรับไม่ทัน รวดเดียว เขาโดนแทงและฟันโดนส่วนต่างๆหลายแห่ง และมีแผลหนึ่งที่แทงทะลุเกราะเขาอีกด้วย
       “แกสู้ฉันไม่ได้หรอก ไอ้มือสังหาร”
       บอสเตรียมแทงใส่อีก นักสู้มหากาฬตัดสินใจใช้วิธีกดปุ่มสปริงยิงดาบใส่ แต่บอสก็หายตัวหลบไปได้ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่นักสู้มหากาฬอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้ว่านั่นเป็นกลอุบาย นักสู้มหากาฬกระตุกด้ามดาบ ทำให้ใบดาบที่ถูกยิงออกไปพุ่งกลับเข้ามา แล้วปักใส่กลางหลังของบอสเข้าเต็มเหนี่ยว บอสคำรามด้วยเสียงที่เหมือนอสูรร้าย มันใช้มือจับคอนักสู้มหากาฬเหวี่ยงออกไปนอกอาคาร
       นักสู้มหากาฬกดปุ่มสปริงยิงใบดาบอีกเล่มไปเจาะผนัง เพื่อใช้เส้นเอ็นที่ยึดดาบเป็นตัวผ่อนแรงในการหล่นสู่พื้น ดาบที่ตรึงผนังถูกน้ำหนักของนักสู้มหากาฬกระชากจนหลุด ร่างของนักสู้มหากาฬร่วงกระแทกฟื้นอย่างแรงพอสมควรในเวลานั้นเองที่กรณ์ ยักษ์ เอมี่ ตามมาถึง ยักษ์ชี้ไป
       “มันอยู่นั่น”
       “ฉันจัดการเอง”
       เอมี่ถือปืนวิ่งแซงคนอื่นเข้าไปหานักสู้มหากาฬ ที่ยังตั้งหลักไม่ได้เพราะอาการบาดเจ็บแต่แล้วโซเฟียก็ขับมอเตอร์ไซด์สวนเข้ามาอีกทาง โดยมีหมวกกันน็อกอำพรางโฉมหน้าเธอควักปืนยิงใส่เอมี่โดยไม่ต้องจอดรถ ยักษ์ชะงัก
       “ใครวะ”
       กรณ์ตะโกนลั่น
       “เอมี่ ระวัง”
       เอมี่แผดร้องด้วยความแค้น เธอวิ่งตรงไปและยิงใส่โซเฟียอย่างไม่ยอมถอยเช่นกัน สองสาวสาดกระสุนเข้าหากันอย่างดุเดือด โซเฟียถูกยิงที่ไหล่ เอมี่ก็ถูกยิงที่บ่าเช่นกัน กรณ์เห็นท่าไม่ดีก็กระชากตัวเอมี่หลบเข้าที่กำบัง
       “เอมี่หลบไปก่อน”
       โซเฟียจอดรถข้างๆนักสู้มหากาฬแล้วบอกเขา
       “ขึ้นรถ”
       ทันทีที่นักสู้มหากาฬขึ้นซ้อนท้าย โซเฟียก็ขับรถหนีจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้พวกกรณ์ เอมี่ และยักษ์มองตามอย่างเจ็บแค้น
      
       รถบรรทุกคันหนึ่งจอดอยู่ที่ริมถนนเปลี่ยว ชาญอยู่ในชุดพนักงานของบริษัทมาดามหลิว กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รอฤทธิ์เช่นเคย ก่อนจะพบสิ่งผิดสังเกตเมื่อได้ยินเสียงมอเตอร์ไซด์แล่นมา แต่เมื่อมองไปที่กระจกกลับเห็นคนขับคือโซเฟีย
       “โซเฟีย”
       รถมอเตอร์ไซด์จอดบนตู้คอนเทรนเนอร์ท้ายรถเรียบร้อย นักสู้มหากาฬร่วงลงมากับพื้นในสภาพบาดเจ็บสาหัส ส่วนโซเฟียกุมแผลเซไปพิงผนังอย่างอ่อนล้าเช่นกัน ชาญขึ้นมาดูด้วยความเป็นห่วง
       “คุณโทมัส โซเฟีย”
       “รีบพาเขากลับไปที่ห้องแล็บ ไม่งั้นคราวนี้เขาตายจริงๆแน่”
       ชาญตกใจ เพราะนักสู้มหากาฬไม่เคยตกอยู่ในสภาพแบบนี้มาก่อน
      
       กรณ์ เอมี่ ยักษ์กลับเข้ามาในอาคารร้างอีกครั้ง เอมี่กุมแผลที่ถูกยิง ขณะนั้นบอสกำลังนั่งคอตกอยู่ ย่างเหนื่อยล้าพอสมควร แผลที่หลังของบอสมีเลือดสีเดียวกับของนักสู้มหากาฬ เลือดนั้นเรืองแสงได้ในที่มืด กรณ์เข้ามาบอก
       “บอส มันหนีไปได้ มีคนมาช่วยมัน”
       “พวกมันตามมาได้ยังไง”
       กรณ์เอะใจคว้าโทรศัพท์มือถือออกมา และใช้โปรแกรมเช็คสัญญาณ GPS ก่อนจะหันมาที่ยักษ์
       “แกมีโทรศัพท์กี่เครื่อง”
       “เครื่องเดียว อยู่นี่ไง”
       ยักษ์ล้วงกระเป๋าซ้ายขวาหาโทรศัพท์ก่อนจะชะงักไปค่อยๆชักสองมือออกมา มือข้างนึงถือโทรศัพท์ แต่อีกข้างถือเครื่องส่งสัญญาณ GPS ยักษ์งงๆ
       “มาได้ยังไงวะ”
       กรณ์รี่เข้าชกยักษ์เปรี้ยงจนคว่ำไปกับพื้น
       “ไอ้โง่ ถ้าคราวหน้าแกทำพลาดแบบนี้อีก ฉันจะฆ่าแก”
       เอมี่มองยักษ์อย่างสุดเซ็ง ขณะที่บอสคำรามออกมาเบาๆ
       “มือสังหารชุดดำ มันเป็นใครกันแน่”
      
       ในห้องทดลองบริษัทมาดามหลิว...ฤทธิ์รู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งและพบว่าเขากำลังแช่ตัวอยู่ในกล่องกรรแสง โดยมีมาดามหลิวคอยเฝ้าอาการ และมีเจ้าหน้าที่เทคนิคคนนึงคอยดูแลอุปกรณ์อยู่ห่างๆ ฤทธิ์พูดขึ้นเบาๆ
       “มาดาม”
       “โซเฟียบอกฉันว่า เธอเกือบตาย”
       “ผมเจอกับมัน หัวหน้าสาขาของพรายพิฆาต”
       “บอสน่ะเหรอ ฉันเคยเจอกับมันมาแล้วครั้งนึง ก่อนที่ครอบครัวของฉันจะถูกสังหารหมู่”
       “คุณทายถูกเรื่องยาเสพติด กับเรื่องท่านนำชัย เขาเป็นสมาชิกของพรายพิฆาต”
       มาดามหลิวพยักหน้า
      
       ชาญบรรจงเย็บแผลให้โซเฟียอย่างระมัดระวัง โซเฟียนั่งนิ่งไม่ได้แสดงความรู้สึกเจ็บปวด
       “ไม่เจ็บบ้างหรือไง”
       “มาดามเคยบอกว่าคนเราถ้าควบคุมสติได้ ก็จะควบคุมความรู้สึกได้ทั้งหมด ฉันไม่เจ็บ”
       ชาญยิ้มขำ
       “ทฤษฎีบางอย่างมันก็สวยหรูแค่ในตำรา เธอไม่จำเป็นต้องเชื่อไปหมดทุกอย่างหรอกนะโซเฟีย”
       “ฉันเชื่อมาดาม”
       ชาญมองโซเฟียอย่างอึ้งๆ แกมเอ็นดูเด็กดื้อจริงๆ
      
       วันต่อมา บรรดาตำรวจตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ราเมศยืนดูสัญลักษณ์ของพรายพิฆาตบนกำแพงอย่างใช้ความคิด ณัฐชาเดินเข้ามาสมทบ
       “ใช่พวกมันรึเปล่าคะ”
       ราเมศพยักหน้า
       “พรายพิฆาต ปะทะกับเพื่อนเก่าของเรา”
       ราเมศส่งซองพลาสติกบรรจุหลักฐานให้ณัฐชารับไปดู เห็นเศษหัวกระสุนที่ถูกตัดด้วยคมดาบ
       “หัวกระสุนถูกตัดด้วยของมีคม”
       “มือสังหารชุดดำเหรอคะ”
       “ดูเหมือนว่าเขาจะสืบเจอพรายพิฆาต เร็วกว่าเราซะอีก”
       ปรีดาโผล่มา
       “ผู้กอง...ผู้หมวดครับ จ่าขอเชิญทางนี้หน่อยครับ”
      
       หลังอาคารร้าง...ปรีดาพาราเมศกับณัฐชามาหาไมตรีที่กำลังยืนดูคราบของเหลวบางอย่างซึ่งเป็นสีฟ้า ราเมศถามอย่างสงสัย
       “อะไรจ่า สารเคมีเหรอ”
       “ตอนแรกผมก็คิดแบบนั้นครับสารวัตร แต่มันมีกลิ่นคาวเลือด”
       ณัฐชาส่ายหน้า
       “พูดเป็นเล่น เลือดที่ไหนจะสีแบบนี้”
       ปรีดาหันมาบอก
       “ถ้าผู้หมวดไม่เชื่อก็ลองพิสูจน์ดูสิครับ”
       “ผมเอง”
       ราเมศลองเอานิ้วแตะคราบสีฟ้านั้นมายีๆและดมดูก่อนจะหันไปบอกณัฐชา
       “เลือดคน”
       ณัฐชาถึงกับอึ้งไป เมื่อนึกอะไรขึ้นได้บางอย่าง...ตอนที่ฤทธิ์โดนยิงนอนเจ็บอยู่เบาะหลังเธอเลือดเขามีสีฟ้า เธอเหยียบเบรก จอดรถพรืดแล้วหันมาดูฤทธิ์อย่างไม่เชื่อสายตาตกใจจนพูดไม่ออก ได้แต่ชี้ๆๆ
       “นี่คุณ…คุณ…คุณ…คุณ…”
       “อะไร”
       “ก็คุณถูกยิงนี่ แล้วลุกขึ้นมาได้ยังไง แล้วนั่นแผลคุณ...ทำไมเลือดคุณถึงเป็นสีฟ้าล่ะ”
      
       ฤทธิ์ลุกขึ้นจากกล่องกรรแสง ชาญหาเสื้อคลุมให้เขาสวมและเตรียมพากลับที่พัก แต่แล้วโซเฟียก็เข้ามาพอดี
       “ตำรวจหญิงคนนั้นต้องการพบคุณ ท่าทางมีเรื่องสำคัญมาก”
       ชาญขัดขึ้น
       “แต่อาการบาดเจ็บของโทมัสยังไม่หายดีเลยนะ”
       โซเฟียมองหน้าฤทธิ์
       “ขืนชักช้า ฉันว่าเธอต้องบุกขึ้นมาแน่”
       “ไม่เป็นไร บอกให้เธอรอสักครู่ เดี๋ยวผมจะออกไป” ฤทธิ์ตัดสินใจ
      
       ในห้องสมุดบนบริษัทมาดามหลิว...ณัฐชาเหลือบดูโลโก้ของบลูฟินิกซ์ที่ปรากฏอยู่บนเฟอร์นิเจอร์บางอย่าง แล้วจึงหันไปถามมาดามหลิวที่นั่งอยู่เป็นเพื่อน
       “บลูฟินิกซ์ฟาร์ม่า บริษัทของมาดามชื่อเพราะดีนะคะ ไม่ทราบว่ามีความหมายอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า”
       “สีน้ำเงินเป็นสีโปรดของสามีฉันเองค่ะ ส่วนนกฟินิกซ์ใครๆก็รู้ว่ามันคือสัญลักษณ์ของการเป็นอมตะ”
       “นกฟินิกซ์คืนชีพจากความตาย…ให้ความรู้สึกดีเหมือนกันนะคะ สำหรับบริษัทยา”
       มาดามหลิวยิ้มรับก่อนที่โซเฟียจะพาฤทธิ์เข้ามา
       “มาดามคะ คุณโทมัสมาถึงแล้วค่ะ”
       มาดามหลิวกับณัฐชามองไปเห็นฤทธิ์อยู่ในสภาพปกติ ไม่มีวี่แววของการเจ็บป่วย มาดามหลิวหันไปบอกณัฐชา
       “ถ้ายังไงฉันขอตัวก่อนนะคะ พวกคุณจะได้สนทนากันตามลำพัง”
       โซเฟียพามาดามหลิวออกไป ณัฐชานั่งคุยกับฤทธิ์อย่างจับพิรุธเรื่องคนร้ายเมื่อวาน
       “ผมว่าเป้าหมายของมันคือคุณมากกว่านะ ไม่น่ามาสอบถามอะไรผมเลย”
       “ตกลงเมื่อวานคุณบาดเจ็บรึเปล่า”
       ฤทธิ์ยักไหล่
       “ผมบอกคุณแล้วไง มันก็แค่กระสุนเพ้นท์บอล”
       “ฉันขอดูแผลคุณหน่อยได้มั้ย”
       ฤทธิ์ชะงัก
       “ผมไม่มีแผล กระสุนเพ้นท์บอลทำได้อย่างมากก็แค่รอยช้ำ”
       “แต่ฉันสงสัยว่าคุณอาจจะบาดเจ็บมากกว่านั้น จากเหตุการณ์อื่น”
       บรรยากาศเริ่มตึงเครียด ฤทธิ์พยายามเลี่ยงการตรวจสอบ เขาพูดจริงจัง
       “ตามกฎหมาย คุณไม่มีสิทธิ์บังคับผม”
       “ฉันรู้...แต่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ คุณก็น่าจะพิสูจน์ตัวเองบ้าง”
       ฤทธิ์ยืนขึ้น
       “ก็ได้…เชิญ”
       ณัฐชาชะงัก
       “หือ”
       “ถ้าคุณอยากดูก็เข้ามาถอดเองสิ ผมอนุญาต”
       “อ้าว...คุณก็ถอดสิ”
       “ไม่ใช่หน้าที่ของผม ถ้าคุณไม่กล้า ธุระของเราก็จบแค่นี้”
       ฤทธิ์ทำท่าจะเดินหนี ณัฐชารีบยืนขึ้น
       “เดี๋ยว ใครบอกว่าฉันไม่กล้า”
       ณัฐชาเดินมาตรงหน้าฤทธิ์แล้วบ่นพึมพำกับตัวเอง
       “ทำไมเราต้องทำแบบนี้ด้วยวะ”
       ฤทธิ์ยิ้มขำ ขณะที่ณัฐชาปลดกระดุมเสื้อเขาออกเขินๆ ฤทธิ์ชักรำคาญก็เลยถอดให้
       “เอาดูซะ ว่าผมบาดเจ็บรึเปล่า”
       ณัฐชากวาดสายตามองจนทั่ว แถมเดินอ้อมไปดูด้านหลังก็ไม่เจอแผลเลยสักแผล แต่มีรอยคล้ายๆรอยช้ำหลายแห่ง
       “มีแต่รอยช้ำจริงๆด้วย แล้วรอยอื่นมันมาจากไหน”
       “ผมชอบเล่นกีฬา คุณก็รู้นี่”
       “กีฬาในร่มผ้าน่ะสิ” ณัฐชาประชดแล้วบุ้ยหน้า ”ใส่เสื้อได้แล้ว...อุจาด”
       ณัฐชาขยับจะเดินหนี ฤทธิ์ขวาง
       “เดี๋ยวผู้หมวด ถอดแล้ว กรุณาใส่คืนให้ด้วย”
       “เฮ้ย...มันจะมากไปแล้วนะ เห็นฉันเป็นเมียคุณหรือไง เดี๋ยวให้ถอดเดี๋ยวให้ใส่”
       “คุณเป็นคนขอร้องผมเองนะ อย่าลืมสิ”
       “ไม่รู้ ไม่สน ฉันจะไปแล้ว ใส่เองก็แล้วกัน”
       ณัฐชาเตรียมเผ่น พอเห็นฤทธิ์ขยับจะขวางอีก เธอก็ชักปืนออกจากซองทันที แต่ฤทธิ์ก็รีบกดมันกลับเข้าที่เดิมก่อนจะล็อกตัวเธอเอาไว้ในอ้อมกอด ณัฐชาตกใจ
       “อย่าทำอะไรบ้าๆนะคุณโทมัส ฉันเอาเรื่องคุณจริงๆด้วย”
       “บอกผมมาก่อนผู้หมวด ว่าคุณตามหาอะไรอยู่กันแน่”
       “มันเรื่องของฉัน งานของฉัน คุณไม่ต้องมายุ่ง”
       “หรือว่า…ความจริงคุณชอบผม ก็เลยใช้ไอริณกับเรื่องงานมาบังหน้า”
       “พูดดีๆนะคุณโทมัส กล่าวหากันแบบนี้ฉันถือว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงานนะจะบอกให้”
       “ก็ทีคุณยังดูหมิ่นผมได้เลยนี่ กล่าวหาผมสารพัด แถมยังบังคับให้ผมถอดเสื้อผ้าอีก แบบนี้คุณว่านักข่าวจะสงสัยใครมากกว่ากัน ระหว่างตำรวจหญิงใจร้าย กับเศรษฐีหนุ่มรูปงาม”
       ณัฐชาทำท่าอ้วก
       “แหวะ...หลงตัวเอง”
       ฤทธิ์ยิ้มขำ ณัฐชาฉวยโอกาสนั้นกระทืบเท้าจนเขาเผลอปล่อยมือ
       “อู้ย...เอาจริงเหรอคุณตำรวจ แบบนี้มันทำร้ายประชาชนนะคุณ”
       “ฝากไว้ก่อนเถอะนายโทมัส งานนี้ฉันต้องเอาคืนแน่”
      
       ณัฐชาเดินออกมาที่ล็อบบี้บริษัทมาดามหลิว เธอเกาหัวมาอย่างงุนงง ขณะที่ไมตรีปรีดายืนรออยู่
       “ฮึย...เป็นไปได้ยังไง ปกติเซ้นส์เราทำงานไม่เคยพลาดนี่หว่า”
       ไมตรีเข้ามาถาม
       “ผู้หมวด...ว่ายังไงครับ ได้เรื่องรึเปล่า”
       “ตกลงผู้หมวดสงสัยว่าคุณโทมัสจะเป็นนักฆ่าชุดดำเหรอครับ” ปรีดาถามอย่างสงสัย
       ณัฐชาหน้าตามุ่งมั่น
       “ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐาน แต่อีกหน่อยต้องมีแน่”
       ไมตรีไม่เข้าใจ
       “ยังไงเหรอครับ”
       “สองวันนี้ จ่ากับหมู่คอยจับตาดูหมอนี่เอาไว้ ถ้ามีความเคลื่อนไหวอะไรให้รายงานฉัน”
       ฤทธิ์กำลังแอบจับตาณัฐชาอยู่มุมหนึ่งเงียบๆ ก่อนที่โซเฟียจะพามาดามหลิวมาสมทบ
       “ตำรวจหญิงคนนี้ สงสัยคงกัดเธอไม่ปล่อยแน่โทมัส”
       โซเฟียมองณัฐชาอย่างไม่ไว้ใจ
       “ฉันว่าเราควรจัดการกับเธอซะ ก่อนที่จะเกิดเรื่อง”
       ฤทธิ์ขัดขึ้น
       “แต่ผมมีวิธีอื่น...ผมจะทำให้ณัฐชากลายเป็นพวกเดียวกับเรา”
       มาดามหลิวกับโซเฟียต่างสงสัยว่าฤทธิ์จะทำแบบนั้นได้อย่างไร
      
       อาคารจอดรถกองปราบบรรยากาศวังเวง ณัฐชาเพิ่งลงจากรถและโทรศัพท์หาไอริณ
       “ฮัลโหลไอริณ ที่อยู่ของจิตแพทย์คนนั้นฉันส่งไปทางอีเมลแล้วนะ แต่วันนี้คงไปกับเธอไม่ได้...ฮืม มีงานต้องเคลียร์น่ะ เอางี้สิ วันนี้ผู้กองราเมศเขาลาหยุด เธอลองโทรไปชวนเขาดูสิ...จ้ะ แล้วได้ผลยังไง โทรรบอกฉันด้วยนะ”
       ณัฐชาเพิ่งวางสายแต่แล้วก็เห็นเงาคนพุ่งผ่านไปแวบๆ
       “นั่นใครน่ะ”
       ไม่มีเสียงตอบณัฐชารีบชักปืนเล็งไปทันที เงาคนนั้นพุ่งผ่านไปทางซ้ายทีขวาทีอย่างรวดเร็วจนเธอต้องเล็งปืนตามด้วยความสับสนครั้งแล้วครั้งเล่า...ณัฐชาเล็งปืนตามเงาดำนั้นก่อนที่นักสู้มหากาฬจะโผล่มาตะปบปืนไปจากมือเธออย่างรวดเร็ว
       “ใจเย็นๆผู้หมวด นี่ผมเอง”
       “นาย...นายกล้าดียังไงถึงบุกมาที่กองปราบ”
       “ผมแค่มาทวงคำตอบจากคุณ เรื่องข้อเสนอ”
       “ฉันจะรู้ได้ยังไง ว่านายเชื่อใจได้”
       “ผมมีข่าวสำคัญจะบอกคุณ และถ้าข่าวของผมเป็นความจริงมันจะเป็นเครื่องยืนยันตัวผม”
       “ข่าวอะไร”
       “ท่านนำชัย เป็นสมาชิกของพรายพิฆาต”
       ณัฐชาถึงกับตะลึงเมื่อได้ยินข่าวนี้
      
       ไอริณจะออกไปข้างนอก แต่ไม่ทันถึงประตูกรณ์ก็โผล่มาทัก
       “จะไปไหนเหรอครับคุณไอริณ”
       ไอริณหันมาเซ็งๆ
       “จะไปไหนมันก็เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับนาย”
       “ผมก็แค่ถามไปตามหน้าที่ของบอดี้การ์ด”
       “บอดี้การ์ดหรือผู้คุมกันแน่ บอกไว้ก่อนนะ ถ้านายแตะต้องฉันอีกละก็ ฉันเอาเรื่องนายแน่”
       กรณ์เข้ามาใกล้ เหมือนคุกคาม
       “คุณคิดว่าคุณจะทำอะไรผมได้งั้นเหรอ”
       ทันใดนั้นเสียงราเมศดังขึ้น
       “อะแฮ่ม คุณไอริณครับ”
       กรณ์ชะงักมองไปและเจอราเมศยืนอยู่ ไอริณรีบผละหนีจากกรณ์ไปหาเขา
       “ผู้กองมาพอดีเลย เราไปกันเถอะค่ะ”
       ราเมศมองหน้ากรณ์อย่างเอาเรื่อง กรณ์ยิ้มไม่รู้ไม่ชี้
      
       ราเมศขับรถมาส่งไอริณที่หน้าคลีนิคนายแพทย์ประชา สภาพคลีนิคค่อนข้างเก่าและปิดกิจการไปแล้ว ทว่าเมื่อก่อนคงเคยรุ่งเรืองประมาณหนึ่ง ราเมศหันมาถามอย่างสงสัย
       “คลีนิคนายแพทย์ประชา เรามาที่นี่ทำไมเหรอครับคุณไอริณ”
       “เอ่อ...คุณหมอท่านเป็นเพื่อนเก่าของคุณแม่ค่ะ ฉันตั้งใจว่าจะแวะมาเยี่ยม”
       “ถ้างั้นผมเข้าไปเป็นเพื่อนนะครับ”
       “อุ้ย ไม่ต้องหรอกค่ะผู้กอง รอตรงนี้ดีกว่า ฉันเข้าไปไม่นานหรอกค่ะ”
       ราเมศดูออกว่าไอริณมีเรื่องปิดบังตน เขาได้แต่ฝืนยิ้มไม่ว่าอะไร
      
       ไอริณกดกริ่งหลายครั้ง คลีนิคของนายแพทย์ประชาว่างเปล่ามีเพียงขวดเหล้าที่ดื่มพร่องไปมากแล้วกับแก้วเหล้าวางอยู่ สักครู่เงาคนเดินลงมา...หมอประชาเปิดประตูออกมาดู เขาเป็นชายสูงวัยท่าทางเก็บตัว
       “ต้องการอะไร”
       “ฉันเป็นลูกสาวบุญธรรมของคุณสุดาค่ะ ฉันมีเรื่องสงสัยบางอย่าง อยากจะให้หมอช่วย”
       หมอประชามองไอริณอย่างลังเล
      
       ไอริณกำลังนั่งอยู่ในคลีนิคอย่างแหยงๆ ลึกๆเพราะว่าค่อนข้างอับและสกปรกพอสมควร หมอประชาเอาน้ำมาให้ก่อนที่จะสนทนากับเธอ
       “คุณสุดาเธอเป็นคนไข้ของผมก็จริง แต่เธอไม่ได้มีอาการจิตหลอน เธอมาที่นี่ก็เพราะมีอาการเครียด เครียดจนนอนไม่หลับ”
       “เกี่ยวกับอะไรเหรอคะ”
       หมอประชาลังเล
       “ท่านนำชัยขอร้องให้ผมบอกตำรวจไปว่า ภรรยาของท่านมีอาการทางประสาท เรื่องนี้มัน…มันค่อนข้างอันตราย”
       “คุณหมอคะ ฉันสัญญาค่ะว่าจะปิดความลับ ฉันแค่อยากรู้เท่านั้นเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณแม่”
       “ผมมีบันทึกประวัติของเธอ กับเทปตอนที่เธอให้ข้อมูล บางทีคุณน่าจะฟังด้วยตัวเอง”
       หมอประชาปลีกตัวจะเข้าไปด้านหลัง เขาชะงักหันมาถามไอริณ
       “คุณไอริณ คุณรู้จักพ่อคุณดีแค่ไหน แล้วรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับพรายพิฆาต”
       ไอริณตอบไม่ถูกเพราะเธอไม่รู้เลย หมอประชายิ้มสลด
       “ฮึ...ถ้างั้นก็เตรียมช็อกได้เลย ช็อกเหมือนกับที่ผมเคยเจอมาก่อนหน้านี้”
       หมอประชาเดินหายไป
      
       ราเมศนั่งรออยู่บนรถอย่างเซ็งๆ จนแล้วจนรอดไอริณก็ไม่ออกมาซะที เขาตัดสินใจเปิดประตูลงจากรถเพื่อเข้าไปตามเธอ
       ไอริณเดินสำรวจดูสภาพของคลีนิคระหว่างรอหมอประชาทำให้เธออดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา แต่แล้วในระหว่างนั้นเองเธอก็เห็นรอยสีไหลหรือหยดมาเอื่อยๆ เมื่อมองขึ้นไปจึงเห็นโลโก้ของพรายพิฆาตถูกวาดทิ้งเอาไว้
       “คุณหมอ...คุณหมอคะ”
       ไอริณวิ่งเข้ามาในห้องทำงานหมอประชาซึ่งเปิดประตูแง้มไว้ และมีแสงสว่างอยู่
       “คุณหมอคะ ตะกี๊ฉันเห็น…”
       ไอริณชะงักเมื่อเห็นหมอประชานั่งคอตก หันหน้าเข้าหาตู้เก็บเอกสาร เธอจึงค่อยๆดึงให้หันกลับมาและพบว่าเขาถูกฆ่าตายเสียแล้ว ไอริณตกใจแต่ยังคุมสติได้ เธอค่อยๆก้าวถอยออกมาจากห้อง
       แต่ที่ทางเดินหน้าห้องนั่นเอง บอสตะปบที่ข้อมือตนเองดาบที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อพุ่งออกมา ไอริณหันไปเห็นบอสยืนอยู่ในเงามืดก็ตกใจยิ่งกว่าเห็นผี คราวนี้เธอร้องกรี๊ดดังลั้น ขณะที่บอสเดินตรงดิ่งมาหาเธอ ด้วยทางที่บังคับทำให้ไอริณหนีออกด้านหน้าไม่ได้เลยต้องหนีขึ้นบันไดไปข้างบนแทน บอสเดินตามมาติดๆ ขณะที่ไอริณล้มลุกคลุกคลานแข้งขาอ่อนด้วยความกลัวสุดขีด บอสเอื้อมมือมากระชากขาเธอไว้ ไอริณหันมาถีบใส่บ่าของบอสจนหงาย ก่อนที่จะหนีต่อไป
       ไอริณหนีเข้ามาในห้องๆหนึ่ง แล้วรีบล็อกประตูก่อนจะดึงเก้าอี้มากีดขวางเอาไว้ เมื่อบอสตามมาถึงมันก็พยายามพังประตูเข้ามา ขณะที่ไอริณพยายามหนีออกไปทางหน้าต่าง แต่ติดตรงที่มีแม่กุญแจเล็กๆล็อกอยู่
       “มีใครอยู่มั้ย ช่วยฉันด้วย ผู้กอง คุณได้ยินฉันรึเปล่า ผู้กอง”
       บอสเริ่มพังประตูเข้ามาแล้ว ไอริณคว้าของแข็งที่หาได้แถวนั้นมาทุบแม่กุญแจอย่างเร่งรีบ
       “พังซะทีไอ้กุญแจบ้า พังซะที”
       บอสถีบประตูจนเปิดออก ขณะที่ไอริณพังกุญแจได้สำเร็จและปีนออกไปนอกหน้าต่าง มือบอสกระชากผมของไอริณจนหงายหลังกลับเข้ามาในห้อง ก่อนที่มันจะชูดาบขู่ตรงหน้าเธอ
       “นี่เป็นคำเตือนสุดท้าย เลิกยุ่งกับเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่ปรานีเธอเด็ดขาด”
       ไอริณกลัวจนแทบจะลืมหายใจ
      
       ราเมศเพิ่งแง้มประตูเข้ามามองหาไอริณ
       “คุณไอริณ คุณยังอยู่ในนี้รึเปล่า คุณไอริณ”
       ไอริณนั่งกอดเข่าอยู่ที่บันไดด้วยอาการหวาดผวาจนช็อก ราเมศเห็นอาการของเธอก็รีบเข้าไปดู
       “ไอริณ นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
       “ฉันเห็น…ฉันเห็นมัน…”
       “อะไรนะ”
       ไอริณร้องไห้
       “มันบอกว่าจะฆ่าฉัน”
       ไอริณกอดราเมศแล้วร้องไห้โฮ จังหวะนั้นเองที่ราเมศเหลือบไปเห็นสัญลักษณ์ของพรายพิฆาต จึงเริ่มเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น
      
       นำชัยคุยโทรศัพท์กับราเมศอยู่ในห้องทำงาน
       “ใช่ จิตแพทย์คนนั้นเคยเป็นแพทย์ประจำตัวของเมียผม แล้วไอริณปลอดภัยรึเปล่า รีบพาเธอกลับมาบ้านเดี๋ยวนี้ ผู้กอง ผมจะรอ”
       นำชัยวางสายก่อนจะมองไปที่กรณ์ซึ่งนั่งเต๊ะจุ๊ยจิบเหล้าอยู่
       “ถ้าเกิดความแตกขึ้นมาจริงๆ ท่านจะทำยังไง หมายถึงถ้าไอริณรู้เรื่องของพรายพิฆาต”
       “ลูกสาวฉัน ฉันจัดการเองได้”
       “เชิญตามสบายครับท่าน ภาวนาอย่าให้ผมต้องลงมือก็แล้วกัน เพราะถ้าเป็นแบบนั้น คงจบไม่สวยแน่”
       นำชัยมองกรณ์ด้วยความไม่พอใจ
      
       ค่ำนั้น ที่ออฟฟิศกองปราบ...เจ้าหน้าที่ทยอยกันกลับบ้าน เหลือแต่ไฟบริเวณห้อทำงานของณัฐชาเท่านั้นที่ยังเปิดอยู่ ณัฐชานั่งครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด เพราะคำบอกเล่าของนักสู้มหากาฬก่อนหน้านี้
       “นายโกหก คุณอานำชัยไม่มีทางเป็นพรายพิฆาต”
       “คอยดูก็แล้วกัน อีกไม่นานพรายพิฆาตจะให้ไอ้มาวินค้ายาเสพติด ซึ่งเจือปนสารพิษของพวกมัน โดยมีท่านนำชัยคอยอำนวยความสะดวกอยู่เบื้องหลัง”
       “สารพิษแบบไหน”
       “น้ำตามัจจุราช”
       ณัฐชาอึ้ง…
       “อย่ารายงานความเคลื่อนไหวของพวกคุณกับท่านนำชัย เพราะทุกข่าวจะรั่วไหลไปถึงศัตรูในไม่ช้า”
       ณัฐชาคิดมาถึงตรงนี้ก็หนักใจ
       “ถ้าคุณอานำชัยเป็นพรายพิฆาต...แล้วไอริณล่ะ จะรู้เห็นด้วยรึเปล่า”
      
       ไอริณนั่งจับเจ่าอยู่ในห้องมืดๆ ได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆดังขึ้น เธอไม่สนใจจะขานตอบ นำชัยเปิดประตูเข้ามา
       “เห็นเด็กรับใช้ บอกว่าลูกไม่ยอมทานข้าว ยังไม่หายตกใจอีกเหรอลูก”
       ไอริณทำใจสักพัก
       “พ่อจะไม่ถามไอริณเหรอคะ ว่าไอริณไปที่คลินิกทำไม”
       “ไม่จำเป็นต้องถามตอนนี้หรอก”
       “มันจำเป็นค่ะพ่อ ไอริณไปเพราะอยากรู้ว่าแม่ตายยังไง”
       นำชัยหน้าถอดสี
       “หมอบอกว่าแม่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคประสาทหลอน แต่พ่อเป็นคนสั่งให้หมอบอกตำรวจแบบนั้น”
       “พอเถอะไอริณ”
       “แม่ทำอะไรผิดคะพ่อ ทำไมพ่อต้องทำร้ายแม่ ทำไมคะ”
       นำชัยหน้าสลดลง
       “ไอริณ ลูกยังไม่เข้าใจ ที่พ่อทำลงไป พ่อจำเป็นต้องปกป้องตัวเอง เรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้น…มันเป็นเพราะแม่กำลังทรยศพ่อ”
      
       ในอดีต...หลายปีก่อน สุดาทะเลาะกับนำชัยอย่างหนัก
       “คุณเป็นบ้าไปแล้วเหรอนำชัย คุณเคยเป็นนักการเมืองที่ดี เป็นคนใจซื่อมือสะอาด แล้วทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้”
       “คุณไม่มีวันเข้าใจผมหรอก พวกเสือสิงห์กระทิงแรดไอ้พวกคดโกงพวกนั้น มันใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาเปรียบผมสารพัด ผมต้องมีคนหนุนหลัง”
       “แต่คนที่หนุนหลังคุณมันเป็นพวกนอกรีต มันเป็นพวกวิปริต ถ้านักข่าวเกิดรู้เรื่องนี้ขึ้นมาคุณจะว่ายังไง”
       “ไม่...เรื่องนี้ต้องเป็นความลับ”
       นำชัยเดินไปหาสุดา
       “ถ้าคุณเอาเรื่องนี้ไปบอกใครล่ะก็ คุณเจอดีแน่...”
       สุดายกปืนขึ้น
       “ถอยไป”
       นำชัยตกใจ
       “สุดานี่คุณ”
       “ฉันไม่รู้จักคุณ ฉันไม่เชื่อใจคุณอีกแล้วนำชัย คุณเป็นพวกพรายพิฆาต”
       นำชัยพยายามห้าม
       “อย่าทำบ้าๆนะสุดา เอาปืนลง”
       “คุณเป็นพวกเดียวกับมัน”
       นำชัยยื่นมือไป
       “สุดา ส่งปืนมาให้ผม”
       “ฉันจะฟ้องนักข่าว ฉันจะแฉให้หมด”
       “เอาปืนมานี่”
       นำชัยตรงเข้ายื้อแย่งปืนกับสุดาจนปืนเกิดลั่น เลือดของสุดาเปื้อนมือและเสื้อผ้าของนำชัย
      
       ไอริณตะลึงไปเมื่อทราบความจริงที่เกิดขึ้น นำชัยหันมาสารภาพ
       “พ่อเสียใจที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น แต่ถ้าพวกมันรู้ว่าเราหักหลังล่ะก็ เราจะต้องตายกันหมด” นำชัยจับมือไอริณ “เชื่อพ่อนะไอริณ ปิดทุกอย่างไว้เป็นความลับต่อไปอย่าให้ใครรู้เรื่องนี้”
       ไอริณมองนำชัยอย่างสับสน และตกตะลึง
      
       วันใหม่...ฤทธิ์หลีกทางให้ชาญมาดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เห็นไมตรีปรีดาจอดรถดักรออยู่ที่หน้าบริษัท
       “วันนี้มาดามให้ผมออกไปสืบความเคลื่อนไหวของท่านนำชัย แต่ว่าตำรวจสองคนนี่ดูเหมือนจะคอยจับตาผมอยู่”
       ชาญหันมาถาม
       “จะให้จัดการแบบไหน”
       “ขั้นเด็ดขาด”
       ชาญพยักหน้ายิ้มๆ เขารู้ว่าจะแก้สถานการณ์นี้ได้ยังไง
      
       ปรีดานั่งงีบอยู่ในรถ ไมตรีนั่งกินขนมเมื่อยๆ เซ็งๆสักพักก็ทนไม่ไหวลงไปจากรถ ปรีดาตื่น
       “อ้าว...จะไปไหนละจ่า”
       “เดินยืดเส้นยืดสายหน่อย เมื่อย”
       “โธ่จ่า อย่าทำแบบนี้สิ ตอนนี้ถึงคิวผมงีบนะ ถ้าจ่าไม่อยู่ แล้วเป้าหมายเคลื่อนไหวขึ้นมา จ่าจะรายงานผู้หมวดว่ายังไง”
       “โฮ่ย หมู่อย่าซีเรียสน่า ผมว่ามันยังไม่ไปไหนตอนนี้หรอก”
       เสียงแตรรถดังขึ้น ชาญขับรถพาฤทธิ์ออกไปข้างนอก สองหนุ่มชูมือทักทายสองตำรวจก่อนจะจากไป ปรีดาหน้าตื่น
       “นั่นไงไปแล้ว”
       “เออใช่ ตอนแรกนึกว่าไม่ไปซะอีก...ยังจะคุยทำไมล่ะหมู่สตาร์ทรถเร็ว รีบตาม”
       ชาญขับรถ ฤทธิ์มองเห็นรถของไมตรีปรีดาแล่นตามมาบุ้ยหน้าบอก
       “มาแล้ว”
       “ไม่ต้องห่วง มือมันคนละชั้น”
       ชาญเร่งเครื่องหนีรถของสองตำรวจ...ปรีดาเข่นเขี้ยวอย่างเอาเรื่อง
       “เฮอะ คิดเหรอว่าจะหนีพ้น รู้จักหมู่ปรีดาน้อยไปแล้ว”
       ปรีดาเหยียบคันเร่งเร่งความเร็ว ไมตรีหวาดๆ
       “เอ่อ...เฮ้ยๆ ใจเย็นๆหมู่ ตายในหน้าที่ก็จริง แต่ตายตอนซิ่งมันไม่เท่นะหมู่ คิดยาวๆเข้าไว้ อย่าคิดสั้น”
       “ไม่ต้องห่วงครับจ่า ผมมืออาชีพอยู่แล้ว จ่าอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร”
       “แน่นะ”
       “แค่สวดมนต์ นึกถึงพ่อถึงแม่เข้าไว้”
       ไมตรีพนมมือกลัวๆ
       “ตกลง” ไมตรีนึกขึ้นได้ “เง้อ จะไปเกิดใหม่กันเลยเหรอหมู่”
      
       ชาญเห็นซอยทางด้านซ้ายมือก็บอกกับฤทธิ์
       “จับแน่นๆนะครับคุณโทมัส”
       ฤทธิ์ขยับสายเข็มขัดนิรภัยอย่างเตรียมพร้อม ชาญเลี้ยวพวงมาลัยเลี้ยวรถกะทันหันก่อนจะพุ่งเข้าไปในซอย ขณะที่รถของสองตำรวจที่แล่นตามมาก็พุ่งเลยไปอย่างตั้งตัวไม่ทัน ไมตรีชี้
       “อ้าวเฮ้ย มันเลี้ยวไปแล้วหมู่ เลี้ยวตามเร็ว”
       ไมตรีแย่งพวงมาลัยปรีดาตกใจ
       “เฮ้ยจ่า อย่าเลี้ยวตรงนี้...อย่า”
       ไมตรีเลี้ยวยูเทิร์นกะทันหัน รถที่ตามมาแล่นเข้าชนเต็มๆ ไมตรีกับปรีดาร้องลั่น
      
       ชาญจอดรถในซอยก่อนจะหันมาบอกฤทธิ์
       “โอเค ที่เหลือคุณจัดการเองนะ”
       “ขอบใจมากนะชาญ”
       “ด้วยความยินดีครับเจ้านาย”
       ชาญลงจากรถไป ฤทธิ์ขยับไปนั่งที่คนขับ
      
       ราเมศเพิ่งลงจากรถ เห็นณัฐชาที่ตามลงมารีบหยิบช่อดอกไม้ให้ราเมศ
       “ผู้กองอย่าลืมนี่ด้วยค่ะ”
       “มันจะดีเหรอผู้หมวด เวลาแบบนี้คุณจะให้ผมจีบคุณไอริณ เนี่ยนะ”
       “เขาเรียกว่าพบรักกันในยามยากไงคะผู้กอง ใช้โอกาสที่ทำคดีนี่แหละเผด็จศึกหัวใจซะเลย”
       “ถามจริงๆเหอะ ทำไมคุณถึงรีบร้อนจะให้ผมจีบไอริณขึ้นมา”
       “แหม ก็ผู้กองกับไอริณเหมาะสมกันดีนี่คะ ให้ไอริณเป็นแฟนกับผู้กอง ยังดีกว่าไปยุ่งกับคนไม่ดี อย่างเช่น…”
       ณัฐชาชะงักเมื่อมองไปเห็นรถของโทมัสแล่นเข้ามาในบ้าน เธอรำพึง
       “นายโทมัส”
      
       ฤทธิ์ถือช่อดอกไม้ลงมาจากรถ และมองราเมศอย่างแปลกใจ ทั้งคู่ถือช่อดอกไม้ที่เหมือนกันเป๊ะ
      
       ฤทธิ์ทักทายณัฐชา กับราเมศ
      
       “สวัสดีครับผู้กองราเมศ...ผู้หมวดณัฐชา มาเยี่ยมคุณไอริณเหมือนกันเหรอครับ”
       “ใช่ครับ บังเอิญจริงๆ”
       “ค่ะ คนโบราณเขาถึงว่าไงคะผู้กอง เกลียดอะไรก็เจอแบบนั้น” ณัฐชาแดกดัน
       ราเมศเตือนเบาๆ
       “ณัฐชา”
       ฤทธิ์มองหน้าณัฐชา
       “ไม่อ้อมค้อมเลยนะครับคุณตำรวจ”
       “อ๋อ...พอดีฉันเป็นคนจริงใจค่ะ ก็เลยตีสองหน้าไม่เป็น”
       ณัฐชาลอยหน้าลอยตาท้าทาย ขณะที่ราเมศเริ่มหนักใจกับสถานการณ์ระหว่างคนทั้งคู่ที่ชักจะหนักขึ้นทุกที
      
       ไอริณมองออกมาทางหน้าต่างและเห็นฤทธิ์ ณัฐชา ราเมศที่กำลังคุยกัน ไอริณนิ่วหน้าอย่างใช้ความคิด เธอนึกถึงคำพูดของนำชัยที่บอกกับเธอ
       “เชื่อพ่อนะไอริณ ปิดทุกอย่างไว้เป็นความลับต่อไปอย่าให้ใครรู้เรื่องนี้”
      
       นำชัยให้การต้อนรับราเมศ ณัฐชา และฤทธิ์ก่อนจะกล่าวกับทุกคน
       “ต้องขอบใจทุกคนมากนะที่อุตส่าห์มาเยี่ยมไอริณ แต่เสียดายที่ไอริณยังไม่พร้อมจะเจอกับใครตอนนี้”
       ณัฐชาเป็นห่วงเพื่อน
       “ไอริณไม่สบายมากเหรอคะคุณอา”
       “เปล่าหรอก ไอริณก็แค่อยากพักผ่อน”
       “แต่เรามีคดีสำคัญที่ต้องการข้อมูลด่วนจากคุณไอริณ” ราเมศเน้น “ถ้าท่านไม่ขัดข้อง”
       นำชัยมองราเมศอย่างอึดอัดใจ จนแม้แต่ฤทธิ์ก็ดูออก
      
       นำชัยพาณัฐชามาส่งที่ห้องไอริณ
       “ไอริณ ลูกดูสิว่าใครมาเยี่ยม”
       ไอริณดีใจ
       “ณัฐชา”
       ณัฐชายิ้มรับ นำชัยถือโอกาสออกตัวกับเธอ
       “ถ้ายังไงอาขอตัวก่อนนะ หนูกับไอริณจะได้คุยกันตามสบาย”
       “ขอบคุณค่ะคุณอา”
       นำชัยลูบบ่าไอริณ
       “อย่าเพิ่งพูดอะไรเยอะนะไอริณ หมอสั่งว่าหนูต้องพักผ่อนมากๆ”
       นำชัยลูบบ่าไอริณและจงใจบีบเบาๆเพื่อเป็นการเตือนสติ ซึ่งไอริณก็รับรู้เป็นอย่างดี
      
       ณัฐชาพอเห็นนำชัยออกไปจากห้องก็เริ่มสอบถาม
       “ทีนี้เธอบอกฉันได้รึยังไอริณ ว่าเรื่องมันเป็นมายังไงกันแน่”
       “เธอหมายถึงเรื่องไหนเหรอณัฐชา”
       “ก็เรื่องที่จู่ๆ เธออยากพบจิตแพทย์ของแม่เธอ แถมเขายังถูกฆ่าในวันเดียวกันอีก เธออย่าบอกนะว่ามันเป็นบังเอิญ”
       “แต่ไม่ฉันไม่รู้จริงๆนะ ฉันไม่รู้ว่าพรายพิฆาตมันโผล่มาตอนนั้นทำไม ที่ฉันแค่ไปหาจิตแพทย์คนนั้นก็เพราะฉันคิดถึงแม่ มันก็แค่นั้นเอง”
       ณัฐชาจับผิด
       “เราเป็นเพื่อนกันนะไอริณ เธอแน่ใจนะว่าไม่ได้ปิดบังอะไรฉัน”
       ไอริณอึ้งไปด้วยความลังเล ณัฐชายิ่งรู้สึกผิดสังเกต...นำชัยยังคงแอบฟังการสนทนาที่หน้าห้องด้วยความหวาดวิตกว่าไอริณจะแพร่งพรายความลับ
      
       ไมตรีกับปรีดา เดินเซ็งมาด้วยกันในซอย
       “ซวยเลยเห็นมั้ยจ่า บอกว่าอย่าเพิ่งเลี้ยวๆ จ่าก็ไม่ฟังผมดูซิ แล้วทีนี้จะรายงานผู้หมวดว่ายังไง แล้วใครจะจ่ายค่าซ่อมรถ” ปรีดาบ่นอุบ
       “เอาเหอะน่าหมู่ อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้ทุกเวลา กลับไปถึงกองปราบแล้วค่อยว่ากัน”
       ระหว่างนั้นเอง ไมตรีก็เหลือบเห็นชาญเดินอยู่ที่ถนนฝั่งตรงข้าม
       “หมู่ นั่นใช่คนขับรถของมาดามหลิวรึเปล่า”
       “ใช่เลยจ่า นายชาญ หมอนี่แหละที่ซิ่งหนีพวกเราจนเกิดเรื่อง”
       “อ้าว เจ๋งดิ เจอตัวแบบนี้ มันต้องคิดบัญชีกันหน่อย”
       ไมตรีรีบเดินข้ามถนนไปหาชาญอย่างเจ็บแค้น แล้วจงใจเดินเบียดกระแทกแรงๆจนชาญหันมา
       “ไงคุณสารถี ท่าทางคงสะใจมากสิท่า ที่เล่นงานพวกผม”
       ชาญยิ้ม
       “คุณตำรวจ คุณพูดเรื่องอะไร”
       ปรีดาเข้ามา
       “ฮั่นแน่ รู้ทั้งรู้อย่ามาทำไก๋หน่อยเลยครับคุณชาญ ซิ่งรถหนีตำรวจแบบนั้นมันมีพิรุธนะครับ”
       ไมตรีเสริม
       “ใช่ แสดงว่าต้องทำเรื่องผิดกฎหมายมาแน่ๆ”
       “ก็ผมไม่รู้นี่ว่าเป็นพวกคุณ ไม่เห็นรถคุณติดเครื่องหมายของตำรวจซะหน่อย”
       “นั่น ต่อล้อต่อเถียงเจ้าพนักงาน ดื้อแบบนี้อย่าเสียเวลาเลยหมู่เราอุ้ม…เอ้ย...เชิญตัวคุณชาญไปสอบสวนที่กองปราบกันดีกว่า”
       ปรีดาชักกุญแจมือออกมาจะสับใส่ข้อมือชาญ แต่ชาญกลับจับข้อมือปรีดาใส่กุญแจมือซะเอง แล้วล็อกปลายอีกข้างไว้กับราวเหล็กแถวนั้น ไมตรีตกใจรีบชักปืนออกมาขู่
       “เฮ้ย จะลองดีหรือไงวะ”
       ชาญตะปบปืนจากไมตรีมา แล้วถอดเป็นชิ้นๆอย่างรวดเร็วๆ ปรีดามองชิ้นส่วนปืนที่ถูกชาญโปรยลงพื้น
       “โอ้โห ไวสุดยอด”
       ชาญบอกกับไมตรีอย่างขู่ๆ
       “ขอโทษนะคุณตำรวจ ถ้าคุณจะเชิญตัวผมไปสอบปากคำ ก็ควรพูดจาให้นุ่มนวลกว่านี้ แต่ถ้าจะใช้กำลัง แค่นี้คุณเอาผมไม่อยู่หรอก”
       ไมตรีได้แต่อึ้งไป เมื่อพบว่าชาญไม่ได้เป็นแค่คนขับรถธรรมดา
      
       ฤทธิ์กำลังจิบเครื่องดื่มเงียบๆระหว่างรอคนอื่น แต่เขาพบว่ากำลังถูกจับตามองโดยราเมศ
       “สงสัยอะไรผมอยู่เหรอครับผู้กอง”
       ราเมศยิ้ม
       “ก็ไม่เชิง ผมแค่กำลังนึกว่าทำไมณัฐชา ถึงชอบมองคุณว่าเป็นคนร้าย”
       “แล้วผมเหมือนคนร้ายรึเปล่า”
       “ไม่เหมือน แต่ก็แปลกนะ พอคุณโผล่ไปที่ไหนเมื่อไหร่เรื่องร้ายๆต้องเกิดขึ้นทุกที นี่ถ้าผมหัวโบราณกว่านี้ซะหน่อย คงคิดว่าคุณเป็นตัวนำโชค”
       ฤทธิ์ถอนใจ
       “สงสัยหมวดณัฐชากับคุณไอริณ คงมีเรื่องต้องคุยกันอีกนาน ถ้าไงผมขอตัวสักครู่นะครับ”
       ฤทธิ์ปลีกตัวไปจากวงสนทนา สุชาติรีบช่วยนำทางให้ ราเมศมองตามไปอย่างจับผิด
      
       สุชาติเดินมาส่งฤทธิ์ที่บริเวณหนึ่ง
       “ห้องน้ำอยู่ตรงทางเดินด้านขวามือ เชิญตามสบายนะครับ”
       “ขอบคุณครับ”
       ฤทธิ์รอจนสุชาติปลีกตัวไป เขาลงมือเปิดประตูห้องต่างๆ เพื่อหาห้องทำงานของนำชัยทันที
      
       ฤทธิ์เปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานนำชัย ก่อนจะติดตั้งกล้องสอดแนมไว้ที่เฟอร์นิเจอร์บางอย่างในห้อง ฤทธิ์เดินไปดูที่โต๊ะทำงานแล้วเริ่มรื้อค้นหาสิ่งที่ผิดสังเกต จนกระทั่งเจอสมุดเก็บนามบัตร เขารีบพลิกดูผ่านๆก็ไม่พบอะไรผิดสังเกต แต่แล้วก็พลิกกลับมา…มีนามบัตรของ the devil เมมเบอร์คลับ ฤทธิ์รู้สึกเอะใจจึงหยิบโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปนามบัตรนั้นเก็บไว้ ทันใดนั้นเสียงราเมศดังขึ้น
       “หาอะไรอยู่เหรอครับ คุณโทมัส”
       ฤทธิ์ชะงักค่อยๆเก็บโทรศัพท์มือถือแล้วหันไป
       “ผู้กอง ผมเดินหลงทาง ว่าจะกลับออกไปอยู่พอดี”
       ฤทธิ์เดินหนีไปดื้อๆ แต่ราเมศขวางไว้
       “เดี๋ยวก่อน คุณถ่ายรูปอะไรเอาไว้ ขอผมดูหน่อยได้มั้ย”
       “อย่าระแวงสิครับผู้กอง ผมเป็นพลเมืองดีนะครับ”
       ฤทธิ์ทำท่าจะเดินหนีออกไปข้างนอก ราเมศฉวยโอกาสกระชากตัวฤทธิ์เอาไว้เพื่อแย่งโทรศัพท์แต่ก็ถูกฤทธิ์ปัดป้องแล้วล็อกตัวราเมศเอาไว้
       “คุณไม่มีสิทธิ์มาค้นตัวผม”
       “ผมเป็นตำรวจ แล้วคุณไอริณก็เป็นเพื่อนของผม”
       “แสดงว่าคุณหึงไอริณ ก็เลยใช้หน้าที่บังหน้า”
       ราเมศบันดาลโทสะ พยายามจะเล่นงานแต่ฤทธิ์ก็จัดการล็อกราเมศไว้ได้อีก ณัฐชามาเห็นพอดี
       “ผู้กอง มีเรื่องอะไรกันรึเปล่าคะ”
       ราเมศกับฤทธิ์มองหน้ากัน ฤทธิ์เลิกคิ้วให้กวนๆ ราเมศสะบัดหนีไป
       “ไม่มีอะไรครับผู้หมวด พอดีผู้กองเกิดซุ่มซ่ามหกล้ม ผมก็เลยช่วยประคอง”
       ณัฐชามองอย่างไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก
      
       ราเมศและณัฐชา เดินกลับมาที่รถด้วยกัน
       “จริงอย่างที่คุณบอก นายโทมัสคนนี้ไม่ธรรมดาแน่”
       “แล้วเราจะทำยังไงดีคะ”
       ราเมศไม่ทันตอบ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเสียก่อน
       “ฮัลโหล ราเมศพูด...แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน”
      
       รถของราเมศแล่นมาจอดลานจอดรถกองปราบ พอลงจากรถราเมศก็หันมาบ่นกับณัฐชาทันที
       “ไม่น่าเลยผู้หมวด คุณน่าจะบอกผมก่อนว่าจะส่งหมู่จ่าไปทำเรื่องแบบนี้”
       “ก็ฉันไม่รู้นี่คะผู้กอง ว่าสองคนนั่นจะก่อเรื่อง”
       ระหว่างนั้นเองที่รถของฤทธิ์ตามมา เขาลงมาจากรถอย่างอารมณ์ดี
       “คราวนี้ เราโดนยำเละแน่”
       ราเมศว่าแล้วเดินเข้ากองปราบไป ณัฐชามองฤทธิ์อย่างไม่พอใจก่อนจะเดินหนีไปอีกคน
      
       ราเมศเดินจ้ำๆนำณัฐชาเข้ามาในออฟฟิศ ก็เจอมาดามหลิวที่รออยู่ก่อนกับโซเฟีย
       “หลานชายของฉันเป็นพลเมืองดี แต่กลับถูกสะกดรอยตามจนเกิดอุบัติเหตุ แถมคนขับรถของเขายังถูกจับมาแบบนี้ ผู้กองพอมีคำอธิบายรึเปล่าคะ”
       “มาดาม เชิญที่ห้องประชุมดีกว่าครับ”
       “ฉันไม่มีอะไรต้องปิดเป็นความลับค่ะผู้กอง ฉันต้องการคุยที่นี่ เดี๋ยวนี้”
       ราเมศกวาดตามองเจ้าหน้าที่คนอื่น ซึ่งทุกคนก็ค่อยๆสะกิดกันออกไปที่อื่นอย่างรู้งาน และสวนทางกับฤทธิ์เพิ่งตามขึ้นมาถึง โซเฟียหยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดรูปถ่ายจากกล้องวงจรปิดและเห็นภาพไมตรีกับปรีดาที่กำลังดักซุ่มอยู่บนรถที่จอดหน้าบริษัทมาดามหลิว
       “คนของคุณมาดักเฝ้าคุณโทมัสโดยไม่มีสาเหตุ แบบนี้ถือเป็นการคุกคามนะคะผู้กอง”
       ราเมศหน้าเสีย
       “ผมเสียใจด้วยครับ”
       “เป็นความผิดของดิฉันเองค่ะมาดามหลิว ดิฉันเป็นคนสั่งให้จ่าไมตรีกับหมู่ปรีดาสะกดรอยตามคุณโทมัส” ณัฐชายอมรับตรงๆ
       มาดามหลิวมองหน้าณัฐชา
       “ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบคะผู้หมวด”
       “เอ่อ...คือว่าหมู่นี้เกิดเรื่องกับคุณโทมัสบ่อยครั้ง ฉันเกรงว่าเขาจะถูกปองร้ายค่ะ”
       ฤทธิ์ปั้นหน้าล้อใส่ ณัฐชาทำเป็นเมินไม่เห็นว่าเขากำลังยั่วประสาทเธอ ราเมศหันมาหามาดามหลิว
       “ไม่ต้องห่วงครับมาดาม ในเมื่อลูกน้องของผมเป็นฝ่ายผิด พวกเขาก็สมควรถูกลงโทษ”
       ฤทธิ์ขัดขึ้น
       “แต่ผมว่าอย่าให้ถึงขนาดนั้นเลยครับผู้กอง ในเมื่อผู้หมวดณัฐชาทำไปเพราะเป็นห่วงผม ถ้าไงผมว่า…เรามาตกลงกันดีกว่า”
       ราเมศมองหน้า
       “ตกลงยังไง”
       “ก็ในเมื่อผู้หมวดณัฐชาต้องการดูแลผม ผมก็จะเปิดโอกาสให้เขาทำงานอย่างเต็มที่…ด้วยการมาเป็นบอดี้การ์ดให้ผมสักหนึ่งสัปดาห์”
       ณัฐชาหน้าเหวอ
       “ให้ฉันไปอยู่กับนายเหรอ ฝันไปเถอะ”
       ราเมศปราม
       “ณัฐชา”
       “ผู้กองคะ แต่ว่า...”
       ราเมศตัดบท
       “ตกลงตามนี้ครับคุณโทมัส ถ้าข้อเรียกร้องของคุณจะทำให้ปัญหานี้ยุติ”
       ณัฐชามองมาที่ราเมศด้วยสีหน้าไม่เห็นด้วย ขณะที่มาดามหลิวกับโซเฟียมองฤทธิ์อย่างไม่เข้าใจ
      
       โซเฟียจอดรถรออยู่ ชาญเดินอารมณ์ดีมาที่รถโดยมีไมตรีกับปรีดาตามมาส่ง
       “ขอบคุณที่มาส่งครับคุณตำรวจ แล้วเจอกันใหม่”
       ไมตรีกัดฟัน
       “ครับ ได้เจอกันอีกแน่”
       ปรีดาแค้นๆ
       “ทีใครทีมันครับคุณชาญ วันพระไม่ได้มีหนเดียวครับ”
       ชาญยิ้มรับก่อนจะขึ้นรถจากไป ไมตรีกับปรีดามองตามอย่างไม่พอใจ
       “ผมบอกจ่าแล้วว่าอย่าไปมีเรื่องกับมัน เส้นมันใหญ่”
       “บอกตอนไหนวะหมู่ ไม่เห็นได้ยิน”
       “บอกด้วยสายตาไงจ่า จ่าไม่สังเกตเอง เนี่ยผมมองตาจ่าแบบเนี้ย...แต่จ่าไม่สน”
       ไมตรีหน้าเหวอ
       “โอ้โห แล้วผมจะรู้มั้ยหมู่ ว่าหมู่บอกอะไรผม อย่างผมมองอยู่”
       “เนี่ย...หมู่รู้รึเปล่าว่าผมคิดอะไร”
       ปรีดามองสักครู่
       “รู้...จ่ากำลังอยากเตะผม”
       “เออถูก”
       ไมตรีเงื้อแข้ง ปรีดารีบฉากหลบไปอย่างรวดเร็ว
       “หนอย…เตือนด้วยสายตา เดี๋ยวก็สะกิดด้วยบาทาซะนี่...นั่น ยังจะส่งสายตาด่าอีก เดี๊ยะๆ”
      
       ราเมศกำลังเดินจากห้องประชุมกลับไปที่ห้องทำงานตัวเอง โดยมีณัฐชาเซ้าซี้ตามหลัง
       “ผู้กองคะ ไล่ฉันออกเถอะค่ะ ฉันยอมตายดีกว่าไปเป็นขี้ข้าให้หมอนั่น”
       “ขี้ข้าที่ไหนกันผู้หมวด บอดี้การ์ดต่างหาก”
       “จะอะไรก็ช่างเถอะค่ะ แต่ฉันไม่ยอมอยู่ใกล้นายโทมัสเด็ดขาด คิดดูสิคะเจอกันทีไรต้องมีเรื่องทุกที ถ้าให้อยู่ด้วยกัน มีหวังต้องฆ่ากันตายแน่”
       ราเมศทำใจ
       “ณัฐชา เกมนี้คุณต้องเล่นตามน้ำ ไม่งั้นถ้าเขาเกิดเอาเรื่องขึ้นมา คุณอาจถูกพักงานก็ได้”
       “แต่ว่า…”
       “พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสหน่อยสิ ไหนๆคุณก็อยากสืบเบื้องหลังของนายโทมัสอยู่แล้วนี่”
       ณัฐชาอึ้งไปอย่างนึกขึ้นได้
      
       ในห้องสมุดบริษัทมาดามหลิว...มาดามหลิวต่อว่าฤทธิ์ด้วยความไม่พอใจเมื่อกลับมาถึงบริษัท
       “ฉันไม่เข้าใจเลยโทมัส รู้ทั้งรู้ว่าตำรวจหญิงคนนั้นกำลังจับผิดเธอแล้วทำไมเธอถึงยอมให้เขามาอยู่ใกล้ๆ”
       “เธอสงสัยเรื่องอดีตของผม แถมยังสงสัยว่าผมเป็นมือสังหาร ผมต้องหาทางเคลียร์เรื่องนี้”
       “แน่ใจนะว่าไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่น”
       ฤทธิ์เหลือบมองมาดามหลิวอย่างไม่เข้าใจ
       “ระวังนะโทมัส ฉันรู้ว่าเธอผูกพันกับณัฐชาเพราะเขาเป็นเพื่อนของใจทิพย์ แต่เขาไม่ใช่ใจทิพย์ และเธอก็มีชีวิตอยู่เพื่อล้างแค้น ไม่ใช่ผูกพันกับใครอีก”
       มาดามหลิวมองฤทธิ์อย่างไม่พอใจ ขณะที่ชาญกับโซเฟียก็กลับมาเห็นเข้าพอดี
      
       ค่ำนั้น ไอริณยืนกอดอกเหม่อเหงาๆอยู่ที่ริมสระน้ำ นำชัยเข้ามาถาม
       “วันนี้ลูกไม่ได้บอกอะไรกับณัฐชาใช่มั้ย”
       “แค่นั้นเหรอคะที่พ่อเป็นห่วง”
       “ความปลอดภัยของพวกเรา ขึ้นอยู่กับเรื่องนี้นะลูก”
       “แล้วไงคะ เราต้องปิดบังไปถึงเมื่อไหร่ หรือว่าพ่อต้องหลบๆซ่อนๆเพื่อคอยรับใช้พวกคนร้ายไปตลอดชีวิต”
       “ไอริณ ลูกฟังพ่ออธิบายก่อน...ความจริงพ่อคิดไม่ถึงเลย ว่าเรื่องราวมันจะบานปลาย
       ขนาดนี้ สมัยนั้นพ่อยังเป็นแค่นักการเมืองหน้าใหม่ ที่ถูกคู่แข่งเล่นงานจนหมดอำนาจ”
       นำชัยเล่าเรื่องราวในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน ค่ำนั้นรถนำชัยเข้ามาจอดที่หน้าอาคารเมมเบอร์คลับ กรณ์ที่เป็นคนขับรถขณะนั้นยังอยู่ในวัยหนุ่มน้อย เขาลงจากรถมาเปิดประตูให้นำชัย
       “เชิญครับ ท่านนำชัย”
       กรณ์ยื่นหน้ากากอันหนึ่งให้ มันเป็นหน้ากากแบบที่นิยมใส่ตามงานเลี้ยงแฟนซี นำชัยรับหน้ากากนั้นมาอย่างลังเลก่อนจะลงมือสวม
      
       กรณ์เดินพานำชัยเข้ามาในเมมเบอร์คลับ ลูกค้าทั้งหมดล้วนสวมหน้ากาก ทุกคนล้วนหาความสำราญจากอบายมุขสารพัดรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า ยา ผู้หญิง หรือแม้แต่การพนัน ท่ามกลางบรรยากาศของสถานที่ที่หรูหราราวกับฮาเร็มในตำนาน
       นำชัยเล่าต่อ
       “พ่อได้รับคำเชิญจากพรายพิฆาต ที่สัญญาว่าจะสร้างความสำเร็จให้กับพ่อ ภายในไม่กี่สัปดาห์ และด้วยความคับแค้นใจพ่อถึงได้รับปากที่จะเจอกับหัวหน้าสาขาของพวกมัน”
      
       กรณ์และนำชัยยืนอยู่เบื้องหน้าของบอส บนดาดฟ้าของเมมเบอร์คลับพรายพิฆาต
       “แกจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่แกอยากได้ ถ้าแกยอมสาบานว่าจะภักดีต่อพรายพิฆาตไปชั่วชีวิต”
       กรณ์มองมาที่นำชัย เห็นนำชัยลังเลชั่วขณะก่อนจะยอมคุกเข่าลงช้าๆ ด้วยความแค้น
       “ฉันขอสาบานว่าจะรับใช้พรายพิฆาตไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
       “ดี ดีมาก ฮ่าๆ”
       นำชัยรู้สึกละอายแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
      
       นำชัยบอกเล่าเรื่องราวในอดีตให้ไอริณฟัง แล้วถอนใจ
       “นับจากนั้นเป็นต้นมา คู่แข่งทางการเมืองของพ่อก็ถูกกำจัดไปทีละคน ในขณะที่พ่อก็ถูกผลักดันให้ขึ้นมามีอำนาจ พ่อรู้ว่าพ่อเลือกทางผิด สักวันนึงพ่อจะถอนตัวจากพวกมัน”
       “พ่อแน่ใจเหรอคะ ว่าพ่อจะทำได้”
       “พ่อมีแผนอยู่แล้ว พ่อคิดว่า…”
       นำชัยชะงักไป เมื่อเหลือบไปเห็นกรณ์ซึ่งยืนจ้องมาจากมุมหนึ่ง ท่าทางกระด้างกระเดื่องของกรณ์ที่มีต่อนำชัยทำให้ไอริณเริ่มเดาออกว่ากรณ์คือพรายพิฆาต
      
       ฤทธิ์อยู่ในห้องออกกำลังกายบนบริษัท ซ้อมควงมีดอย่างคล่องแคล่ว และแทงเป้าหมายที่ตั้งอยู่รอบตัว ฤทธิ์ค่อนข้างหนักมือเป็นพิเศษเพราะต้องการระบายอารมณ์โกรธ ที่มีปากเสียงกับมาดามหลิว เขาแทงมีดครั้งสุดท้ายและปล่อยให้มันปักอยู่คาเป้าหมาย เขาทำท่าจะผละออกไปแต่แล้วก็มีคนโยนไม้พลองให้ ฤทธิ์มองไป
       “โซเฟีย”
       โซเฟียคว้าไม้พลองของตัวเองขึ้นมาควง
       “ไม่ซ้อมต่ออีกหน่อยเหรอคุณโทมัส หรือว่ามีน้ำยาแค่นี้”
       “ผมไม่มีอารมณ์”
       ฤทธิ์จะเดินหนีแต่โซเฟียก็หวดพลองขวางไว้
       “ฉันจะเป็นคู่ซ้อมให้เอง”
       ขาดคำโซเฟียก็ฟาดพลองใส่อย่างดุเดือด ฤทธิ์ยกไม้พลองในมือปัดป้องอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ฤทธิ์แปลกใจ
       “โซเฟีย”
       “จำไว้ ว่ามาดามหลิวเป็นเจ้าชีวิตของทุกคนที่นี่ คุณไม่มีสิทธ์โต้เถียงกับเธอ”
       โซเฟียควงพลองเข้าจู่โจม ฤทธิ์ปัดป้อง
       “พอได้แล้ว”
       “ถ้ามาดามหลิวไม่ช่วยคุณเอาไว้ นึกเหรอว่าคุณจะมีวันนี้”
       โซเฟียควงพลองเข้าจู่โจม ฤทธิ์ปัดป้องอีก
       “ความอดทนของผมมีจำกัด”
       “ถ้าไม่มีน้ำตามัจจุราช ป่านนี้คุณตายไปแล้ว ตายเหมือนกับใจทิพย์คนรักของคุณ”
       โซเฟียควงพลองเข้าจู่โจมอีก และซัดไม้พลองของฤทธิ์กระเด็นไป ฤทธิ์บันดาลโทสะชกใส่ไม้พลองของโซเฟียจนหักกระจาย โซเฟียถึงกับตะลึงงัน
       “มาดามหลิวกับผมมีเป้าหมายเดียวกันคือล้างแค้น แต่เธอไม่ใช่เจ้านายของผม เพราะฉะนั้น…เลิกวุ่นวายกับผมซะที”
       ฤทธิ์เดินหนี โซเฟียทำท่าจะไม่ยอมเลิก
       “เดี๋ยวก่อน”
       เสียงชาญดังขัดขึ้น
       “พอได้แล้วโซเฟีย”
       โซเฟียมองไปเห็นชาญเดินมาบอกกับเธอ
       “คุณโทมัสพูดถูกแล้ว เขามีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้น”
       “ฉันไม่ยอม”
       “ถ้างั้น เธอก็ต้องสู้กับฉัน เพราะฉันก็ไม่ยอมเหมือนกัน”
       โซเฟียมองชาญและฤทธิ์ด้วยความโกรธ ก่อนจะเดินหนีไป
       “ผมจะพูดกับเธอเอง”
       ชาญตามโซเฟียไปอีกคน ฤทธิ์ได้แต่หนักใจ
      
       โซเฟียเดินหนีมาอย่างฉุนเฉียว ก่อนที่ชาญจะคว้าตัวเอาไว้
       “รอก่อน”
       “คุณปกป้องเขาทำไม”
       “ฉันปกป้องเธอต่างหาก ไม่เอาน่าโซเฟีย มาดามหลิวต้องโกรธแน่ ถ้าเธอมีเรื่องกับคุณโทมัส” ชาญจับบ่า “อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลยนะ”
       การสัมผัสจากชาญทำให้โซเฟียรู้สึกคลายความโกรธลงอย่างรวดเร็ว เธอทำใจอีกนิดหนึ่งก็ยอมพยักหน้าให้เขา ชาญยิ้มให้เธอด้วยความเอ็นดู
      
       แหลมกับสมุนพามาวินมาที่ห้องเก็บของในภัตตาคารจีน
       “มีสมุนของเราคนนึงมันเสพยาตัวใหม่จนเกินขนาดครับคุณมาวิน ผมเห็นท่าทางมันคงไม่รอด ก็เลยเอาตัวมาซ่อนไว้ในห้องเก็บของ”
       “ไอ้เลวเอ๊ย อยู่ดีไม่ว่าดี ไหนวะ ไปลากตัวมันออกมา”
       สมุนคนนึงปลีกตัวไปเปิดประตูห้องเก็บของที่ล็อกไว้
       “เฮ้ยไอ้เจิด เป็นยังไงบ้างวะ ตายรึยัง”
       ทันทีที่เปิดสวิทซ์ไฟไอ้เจิดก็โผล่พรวดออกมาในสภาพที่มีเลือดเปื้อนกบหน้า มันคำรามก่อนจะโผเข้ากัดกินสมุนคนนั้นอย่างไม่ปรานี ทำเอามาวิน แหลมกับสมุนพากันตกตะลึง
       “นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมาวะ” มาวินถามอย่างตกใจ
       แหลมหน้าตื่น
       “คุณมาวินครับ ไอ้เจิดมันกลายเป็นผีดิบไปแล้ว”
       ไอ้เจิดคำรามก่อนจะวิ่งพุ่งเข้ามาหาพวกมาวินอย่างรวดเร็วน่ากลัว มาวินชักปืนยิงใส่หลายนัดแต่มันไม่ยอมตายโดยง่าย เขาต้องยิงซ้ำอีกจนมันล้มไปกับพื้น มาวินเดินมาดูไอ้เจิดที่นอนจมกองเลือดอยู่ เห็นบาดแผลของมันบางส่วนเริ่มสมานตัวอย่างช้าๆ ขณะที่เจ้าของร่างยังอ้าปากค้างหันไปหันมาเหมือนจ้องหาอะไรกินไม่สิ้นสุด
       “เนี่ยเหรอวะน้ำตาสวรรค์ ยานรกชัดๆ”
       แหลมและพวกสมุนมองดูสภาพครึ่งผีครึ่งคนของไอ้เจิดอย่างหวาดผวา ขณะที่มาวินตัดสินใจยิงไอ้เจิดทิ้งเพื่อหยุดความทรมานของมัน
      
       ค่ำคืนนั้น บนดาดฟ้าเมมเบอร์คลับ ท้องฟ้ามีประกายแลบแปลบปลาบฝนใกล้ตกเต็มที กรณ์เดินตรงมาหาบอส
       “น้ำตามัจจุราชสูตรใหม่ให้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ คนที่เสพยาของเราเข้าไปจะมีสภาพเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ สามารถทนทานต่ออาการบาดเจ็บได้เหนือกว่าคนปกติ”
       “แต่มันยังมีปัญหาอยู่นะบอส เพราะคนที่เสพยาจนเกินขนาดจะกลายสภาพเป็นผีดิบ”
       “เรื่องนั้นเรามีทางแก้ ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะประกาศแสนยานุภาพตามแผนที่วางไว้”
       “เร็วๆ นี้ท่านนำชัยจะจัดงานแถลงข่าวเรื่องยาเสพติดของเรา ผมคิดว่าโอกาสนั้นเหมาะที่จะลงมือมากที่สุด”
      
       วันต่อมา...สุชาติเคาะประตูแล้วเข้ามาเตือนนำชัยที่กำลังจัดกระเป๋าเอกสารอยู่
       “ท่านครับ...วันนี้ท่านมีประชุมแกนนำพรรคตอนสิบโมงเช้าแล้วช่วงบ่ายก็มีนัดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนที่หน้าที่ทำการพรรค” สุชาติยื่นเอกสารให้ “นี่ครับรายละเอียด”
       นำชัยพลิกดูข้อมูลคร่าวๆ
       “ยาเสพติดตัวใหม่…”
       “น้ำตาสวรรค์ครับท่าน ตอนนี้กำลังฮือฮามากเลยครับ ว่าคนที่เสพเข้าไปแล้วจะกลายเป็นผีดิบ แล้วที่สำคัญวันนี้มีแขกพิเศษจะมาร่วมรับฟังด้วยนะครับ”
       นำชัยชะงักแปลกใจ
       “แขกพิเศษ ทำไมผมไม่ทราบมาก่อน”
       “รายละเอียดอยู่ในเอกสารครับท่าน”
       นำชัยพลิกดูเอกสารหน้าต่อไปและเห็นรูปชายชาวญี่ปุ่นท่าทางภูมิฐานท่านหนึ่ง...กล้องสอดแนมที่ฤทธิ์แอบติดตั้งไว้เมื่อวานกำลังเริ่มทำงาน
      
       ในห้องสมุดบริษัทมาดามหลิว...โซเฟียดูแลการทำงานของกล้องสอดแนมผ่านทางคอมพิวเตอร์ โดยมีฤทธิ์กับชาญร่วมวง
       “สัญญาณภาพชัดเจนมาก ไม่มีคลื่นรบกวนอีกไม่นานเราคงได้รู้ไต๋ของพวกมัน”
       ฤทธิ์หันมาบอกกับชาญ
       “งานแถลงข่าวของท่านนำชัย นายคิดว่าจะมีปัญหาอะไรรึเปล่า”
       “ในเมื่อท่านนำชัยเป็นพวกเดียวกับพรายพิฆาต ผมว่าคงไม่” ชาญบอกอย่างมั่นใจ
      
       ฤทธิ์จะออกไปข้างนอก ชาญมาส่งเขาที่หน้าลิฟต์
       “เดี๋ยววันนี้ฉันจะออกไปข้างนอก ทางนี้ฝากนายกับโซเฟียด้วยนะ”
       “เอ่อ...คุณโทมัส ผมมีเรื่องสำคัญต้องพูดกับคุณ”
       ฤทธิ์ชะงัก
       “ว่ามาสิ”
       “ที่มาดามหลิวไม่สบายใจเรื่องคุณกับผู้หมวดณัฐชา เพราะเธอเกรงว่าคุณจะสนใจเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องงาน คุณก็รู้ว่าชีวิตของมาดาม ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว นอกจากการแก้แค้น”
       “ผมก็เหมือนกัน คุณวางใจเถอะชาญ ผมจะไม่ทำให้มาดามผิดหวัง”
       ชาญพยักหน้าอย่างเบาใจ ฤทธิ์เริ่มสังเกตอะไรบางอย่าง
       “ท่าทางคุณเป็นห่วงมาดามมากเลยนะ”
       “ผมติดตามรับใช้ครอบครัวของมาดามหลิวมานาน จะว่าไป แล้วนอกจากผม เธอก็ไม่เหลือใครอีก”
       “เอาล่ะ ถ้างั้นผมจะรีบจัดการตามแผน แต่ว่ามีเรื่องนึงที่คุณต้องช่วยผม”
       ชาญสงสัยว่าฤทธิ์จะให้เขาทำอะไร
      
       ทีวีเครื่องเล็กๆ ในป้อมยามบริษัทมาดามหลิวกำลังรายงานข่าว
       “มีรายงานว่าเกิดการแพร่ระบาดของยาเสพติดชนิดใหม่ไปทั่วกรุงเทพ และปริมณฑลในขณะนี้ โดยยาดังกล่าวมีชื่อเรียกกันในหมู่นักเสพว่า น้ำตาสวรรค์ ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ที่เสพยาจนเกิดขนาด เกิดอาการคลุ้มคลั่งและทำร้ายผู้คนโดยไม่มีสาเหตุ ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบหาต้นตอของแหล่งผลิตอยู่ค่ะ”
       ณัฐชาโผล่มาเคาะกระจก เรียกยามที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่
       “ติดต่อใครครับ”
       ณัฐชาชูบัตร
       “ฉันนัดคุณโทมัสเอาไว้ค่ะ”
       “อ๋อ ผู้หมวดณัฐชา รอสักครู่นะครับ คุณโทมัสกำลังลงมาพอดี”
       พูดไม่ทันขาดคำเสียงแตรรถก็ดังขึ้น ณัฐชาหันไปเห็นฤทธิ์ขับรถมาจอดเทียบ
       “เชิญครับคุณตำรวจ”
       “นี่เราจะไปไหน”
       “ถามแบบนี้แสดงว่าคุณกลัวผมสิท่า”
       “ฉันก็แค่อยากรู้ ใครบอกว่าฉันกลัว”
       ณัฐชาขึ้นไปนั่งบนรถด้วยมาดห้าวสุดๆ ฤทธิ์ยิ้มขำก่อนจะออกรถ
      
       กรณ์เดินหนีบนิตยสารฉบับหนึ่งมายังแฟลตลุงโจ ที่มีสภาพคล้ายๆแหล่งเสื่อมโทรม มีพวกวัยรุ่นขี้ยาจับกลุ่มสุมหัวซ่อมรถมอเตอร์ไซด์กัน ท่าทางไม่เป็นมิตร กรณ์เดินผ่านพวกนั้นแล้วขึ้นบันไดไปอย่างใจเย็น
       กรณ์เคาะประตูห้อง เห็นสาวขายบริการท่าทางโชกโชนรายหนึ่งเปิดประตูออกมา
       “ลุงโจอยู่มั้ย”
       สาวบริการมองกรณ์หัวจรดเท้าก่อนหันไปเรียก
       “ป๋า เพื่อนมาเยี่ยม”
       กรณ์มองเข้าไปในห้องที่รกและเกลื่อนไปด้วยผลงานการผลิต บวกกับความสกปรกของลุงโจ ลุงโจที่เพิ่งสร่างเมาเดินงัวเงียออกมาดู
       “หัวหน้า”
      
       สาวขายบริการเดินนวยนาดลงบันไดแล้วผ่านพวกวัยรุ่นไป พวกวัยรุ่นผิวปากนินทาตามหลังอย่างคึกคะนอง
       กรณ์พลิกนิตยสารหาหน้าที่ต้องการก่อนจะส่งให้ลุงโจรับไปดู ลุงโจยื่นศีรษะออกห่างจากหนังสือเล็กน้อย สายตาเริ่มมีปัญหา
       “สายตายาวเหรอลุง”
       ลุงโจตายังมองหนังสือ
       “ผมมันใกล้วัยทองแล้วหัวหน้า ทำไงได้”
       ลุงโจเอียงคอดูรูปในนิตยสารปรากฏว่าเป็นภาพข่าวของโทมัส หลิว
       “เหมือน เหมือนมาก แต่ไม่น่าจะใช่”
       “ทำไม”
       “ท่าทางมันผิดกัน แล้วคนที่แฟนเพิ่งถูกฆ่าตายอย่างผู้หมวดฤทธิ์ ราวี มีเหรอจะมายืนยิ้มแฉ่งแบบนี้”
       “มันอาจเล่นละครตบตาเราอยู่ก็ได้”
       “เคยตรวจสอบมันรึยัง”
       “เอมี่กับไอ้ยักษ์ลองเช็คดูแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจ บอสก็เลยสั่งให้ตัดบทเก็บมันซะเลย”
       “นั่นงานของผมสิท่า”
       “ใช่ แต่มีอีกงานนึงที่ต้องมาก่อน”
       ลุงโจเหลียวมองอย่างแปลกใจ
      
       ฤทธ์ขับรถอย่างอารมณ์ดี ณัฐชาสังเกตป้ายบอกทางกำลังจะไป ชลบุรี
       “ชลบุรี...นี่คุณจะพาฉันออกต่างจังหวัดเหรอ”
       “ครับ”
       “ไปทำไม อย่าบอกนะว่าจะค้างคืน ฉันไม่เอาด้วยนะ”
       “ใจเย็นๆก็ได้คุณตำรวจ ผมไม่ได้วางแผนจะปล้ำคุณซะหน่อย แค่อยากจะให้พบกับใครคนนึง”
       “ใคร” ณัฐชาแปลกใจ
      
       เพื่อนของใจทิพย์เข้ามาในร้านอาหารแห่งหนึ่ง มองหาจนเห็นฤทธิ์ที่นั่งกับณัฐชาอยู่ก่อน จึงรีบเข้ามาร่วมโต๊ะ เพื่อนยกมือไหว้
       “สวัสดีค่ะคุณโทมัส สวัสดีค่ะคุณตำรวจ”
       ณัฐชารับไหว้
       “เอ๊ะ พี่...พี่ที่เป็นเพื่อนร่วมงานของใจทิพย์นี่คะ”
       “ค่ะใช่”
       “พี่รู้จักกับหมอนี่ เอ้ย คุณโทมัสด้วยเหรอคะ”
       “ค่ะ แหมก็ต้องรู้จักสิคะ ในเมื่อคุณโทมัสเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของมูลนิธิแสงอรุณ”
       ณัฐชามองฤทธิ์อย่างไม่เชื่อสายตา
       “ผู้บริจาค อย่างคุณเนี่ยนะทำบุญ”
       ฤทธิ์ยักไหล่ยิ้มๆ ณัฐชาเบ้หน้าแบบไม่อยากเชื่อ
       “พอดีเลยค่ะคุณโทมัส คุณมาก็ดีแล้ว ดิฉันว่าจะส่งใบประกาศเกียรติคุณไปให้ที่กรุงเทพอยู่เชียว ถ้าไงถือโอกาสนี้ ส่งให้ถึงมือเลยนะคะ”
       เพื่อนของใจทิพย์มอบซองเอกสารให้ฤทธิ์รับไป
       “ขอบคุณครับ แต่อันที่จริงไม่ต้องลำบากก็ได้ เพราะที่ผมช่วยเหลือพวกเด็กๆ ผมทำโดยไม่หวังผลตอบแทน”
       ณัฐชาแอบบ่น
       “สร้างภาพสุดๆ”
       ฤทธิ์หันมามองณัฐชาได้ยินนะ
       “ค่ะดิฉันทราบ แต่ยังไงก็ถือว่าเป็นที่ระลึกละกันค่ะ”
       เพื่อนของใจทิพย์ยิ้มให้ฤทธิ์อย่างประจบประแจง ณัฐชามองอย่างไม่เชื่อสายตา
      
       เพื่อนของใจทิพย์กำลังเดินทางกลับ แต่ณัฐชารีบตามมาสะกิด
       “เดี๋ยวก่อนค่ะคุณพี่ ฉันมีเรื่องจะถามหน่อย”
       “เรื่องอะไรเหรอคะ”
       “คือว่าคุณพี่ไม่รู้สึกคุ้นหน้าหมอนั่นบ้างเลยเหรอคะ”
       “หมอนั่น...คุณโทมัสน่ะเหรอคะ”
       “ค่ะ...หน้าเขาเหมือนกับแฟนของใจทิพย์”
       “โอ้ยเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะคุณตำรวจ แฟนของน้องใจทิพย์น่ะหน้าดำคร่ำเคร่ง ไม่มีสง่าราศีเลยสักนิด แต่คุณโทมัสน่ะอารมณ์ดีแถมเป็นสุภาพบุรุษอีกต่างหาก ไม่ใช่คนเดียวกันหรอกค่ะ”
       “แต่คล้ายกันมากนะคะ”
       “เอ ก็ไม่เห็นแปลกนี่คะ คนหน้าเหมือนดารายังออกทีวีกันโครมๆไม่ได้แปลว่าต้องเป็นคนเดียวกันซะหน่อย” เพื่อนใจทิพย์เห็นณัฐชาจะถามอีกเลยรีบตัดบท “เอ่อ ถ้าไงฉันขอตัวก่อนนะคะ จะรีบเอาเช็คไปเข้าแบงก์”
       เพื่อนของใจทิพย์จากไป ทิ้งให้ณัฐชายืนอึ้งก่อนที่ฤทธิ์จะเดินตามออกมา
       “ขอโทษด้วยนะที่ทำให้คุณต้องผิดหวัง ดูเหมือนตอนนี้เหลือคุณแค่คนเดียวที่คิดว่าผมคือนายฤทธิ์ ราวี”
       “นายจงใจสร้างสถานการณ์ คิดเหรอว่าฉันจะเชื่อ”
       “ไม่เอาน่าคุณตำรวจ หัดยอมรับความจริงซะบ้างสิ ขี้แพ้ชวนตี ทำเป็นเด็กๆไปได้”
       ฤทธิ์ตบบ่าปลอบใจณัฐชาก่อนจะเดินหนี
       “เด็กบ้านนายสิ ฉันเป็นตำรวจนะ”
       ฤทธิ์เดินลิ่วไม่สนใจ
       “นี่ แล้วนายจะเดินไปไหน รถจอดอยู่ทางโน้น...ฮึย อะไรของเขาอีกวะ”
      
       ฤทธิ์เดินมาที่ชายหาดซึ่งเขากับใจทิพย์เคยเดินเล่นด้วยกัน ณัฐชาตามมาอย่างจับผิด
       “แค่นี้ตบตาฉันไม่สำเร็จหรอกนะคุณโทมัส คิดจะสร้างสถานการณ์ให้ฉันเลิกสงสัยคุณงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ”
       “ผมสร้างสถานการณ์ตรงไหน”
       “ก็คุณเล่นบริจาคเงินซะเยอะแยะขนาดนั้น ใครหน้าไหนจะกล้าพูดล่ะว่าคุณเหมือนคนร้าย ต่อให้คุณผายลม เขายังบอกว่าหอมเลย”
       “ก็แล้วแต่คุณเถอะ ผมเองก็ไม่รู้จะพิสูจน์ยังไงแล้ว...ผมไม่รู้หรอกนะว่านายฤทธิ์ ราวีที่คุณพูดถึงเป็นคนยังไง แต่ไอริณเคยเล่าให้ผมฟังว่าใจทิพย์เป็นผู้หญิงที่ดีมาก”
       “แล้วไง”
       “เธอเป็นคนมีเหตุผล แล้วในเมื่อเธอเลือกที่คบกับฤทธิ์ ราวี ทำไมคุณถึงต้องคิดว่าเธอเลือกผิด ทำไมคุณไม่คิดบ้างว่าหมอนั่นอาจจะเป็นคนดี”
       “คนดีประเภทไหนที่ทำให้เพื่อนของฉันต้องตาย คนดีประเภทไหนเหรอ คุณโทมัส ที่หนีไปโดยไม่รับผิดชอบอะไรสักอย่าง”
       “ตอนนี้เขาอาจจะเสียใจอยู่ก็ได้”
       “คุณจะรู้ได้ยังไงในเมื่อคุณไม่ใช่เขา”
       “แล้วคุณล่ะ คุณรู้ได้ยังไง ว่าเขาจะไม่เสียใจ”
       ณัฐชากับฤทธิ์เถียงกันจนของขึ้นทั้งคู่ โทรศัพท์ของณัฐชาก็ดังขึ้น ชาญเป็นคนที่โทรมาโดยใช้อุปกรณ์ปลอมแปลงเสียงให้เหมือนกับนักสู้มหากาฬ ณัฐชากดรับสาย
       “ฮัลโหล”
       “ผู้หมวด นี่ผมเอง”
       “มือสังหารชุดดำ”
       ณัฐชารีบปลีกตัวออกมา ฤทธิ์มองตามเหมือนอยากรู้ว่าณัฐชาจะหลงกลหรือไม่
       “ผมมีธุระสำคัญต้องการพบคุณ”
       “ไม่ได้หรอก ตอนนี้ฉันอยู่ต่างจังหวัด”
       “ผมรู้ แต่ผมอยู่ใกล้ๆคุณ”
       “อะไรนะ คุณอยู่แถวนี้เหรอ”
       ณัฐชามองไปที่ฤทธิ์ อย่างงุนงง เพราะเธอเคยสงสัยว่าฤทธิ์คือนักสู้มหากาฬ
      
       ลุงโจพรางตัวเป็นศิลปินซอมซ่อ สวมหมวกปีกกว้าง หิ้วกล่องกีตาร์กับข้าวของพะรุงพะรังมาแถวหน้าร้านอาหาร แกจัดแจงตั้งเก้าอี้แล้วเปิดกล่องหยิบกีตาร์ออกมา ลุงโจเลียนิ้วตัวเองแล้วถูๆเพิ่มความหล่อลื่น ก่อนจะลงมือแกะโน้ตแบบวอร์มเครื่อง
      
       ณัฐชาคุยโทรศัพท์เสร็จแล้ว หันมาบอกฤทธิ์
       “คุณรอฉันแถวนี้ก่อนนะเดี๋ยวฉันไปหาเพื่อน”
       “เพื่อนที่ไหนเหรอคุณ คุณนัดเขาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
       “เอาเหอะน่า อย่าถามซ่อกถามแซ่กนักเลย เดี๋ยวฉันมา”
       ฤทธิ์ทำเป็นแปลกใจ แต่พอเห็นณัฐชาเดินไปแล้วจึงแค่นยิ้มออกมา
      
       ณัฐชาเดินเข้ามายังจุดนัดซึ่งเป็นอู่เรือเล็กๆค่อนข้างอับทืบและขาดแสงสว่าง ก่อนจะเห็นนักสู้มหากาฬยืนอยู่ที่มุมหนึ่ง เธอไม่สังเกตเลยว่าเขาติดตั้งอุปกรณ์แปลงเสียงไว้ที่คอ ชาญที่ใส่ชุดนักสู้มหากาฬพูดขึ้น
       “ผมอยู่ทางนี้”
       “คุณเรียกฉันออกมาทำไม”
       “ผมมีข่าวจะบอกคุณเรื่องยาของพรายพิฆาต ตอนนี้ผมกำลังสืบหาแหล่งผลิตของมันอยู่”
       “คุณแน่ใจเหรอว่าทำได้”
       “เรื่องนั้นไม่มีปัญหา แต่ผมอยากขอความร่วมมือจากตำรวจในการบุกถล่มรังพวกมัน” “ “ฉันตัดสินใจเองไม่ได้ เรื่องนี้ฉันต้องขออนุญาตจากผู้กองราเมศ”
       “ก็ได้...ถ้างั้นคุณบอกเขา แต่ห้ามบอกคนอื่นอีกเด็ดขาด”
      
       ฤทธิ์เดินกลับมารอณัฐชาที่รถและเห็นลุงโจที่กำลังเล่นกีตาร์อยู่แม้จะสวมหมวกอำพรางโฉมหน้าแต่ฤทธิ์ก็ยังจำได้ เขาเดินไปดูลุงโจที่ก้มหน้าก้มตาดีดกีตาร์ร้องเพลงอย่างใจเย็น โดยทิ้งระยะห่างพอสมควรเพื่อความปลอดภัย
       “ขอเพลงได้นะหลานชาย เพลงไทยเพลงฝรั่งลุงเล่นได้หมด”
       “ช่วยเงยหน้าหน่อยได้มั้ย”
       ลุงโจหยุดเล่นกีตาร์แล้วเงยหน้าสบตากับฤทธิ์
       “คุ้นๆสิท่า”
       ฤทธิ์ไม่ทันตอบ ลุงโจก็สวิทซ์จุดชนวนระเบิดที่ซ่อนอยู่ด้านหลังกีตาร์ แต่ขณะนั้นเองณัฐชาก็เดินกลับออกมาและเห็นไฟที่กระพริบอยู่เข้าพอดี
       “คุณโทมัสระวัง”
       ลุงโจเหวี่ยงกีตาร์ใส่ฤทธิ์ ก่อนที่ระเบิดจะทำงานตูมเกิดเปลวควันม่านฝุ่นตลบไปทั่วบริเวณ ณัฐชารีบชักปืนออกมา แต่ลุงโจไวกว่ามันคว้าระเบิด pipe bomb คู่ชีพออกมาจากกระเป๋าทีเดียวสองลูก แล้วโยนกลิ้งไปตรงหน้าณัฐชา
       “เฮ้ย”
       ณัฐชากระโจนหลบ ขณะที่ระเบิดทำงานตูม ลุงโจฉวยโอกาสนั้นชักปืนออกมายิงใส่ณัฐชาเพื่อเปิดทางก่อนจะหนีไปอย่างรวดเร็ว ณัฐชาพยายามยิงตามหลังแต่ก็ไม่ทันการ
       “โธ่เว้ย” เธอนึกขึ้นได้ “คุณโทมัส คุณเป็นยังไงบ้าง”
       ไม่มีเสียงตอบ ณัฐชารีบลุยฝ่าฝุ่นควันไปหาฤทธิ์
       “คุณโทมัส คุณยังอยู่รึเปล่า คุณโทมัส”
       ณัฐชาพบกับความว่างเปล่า รอยเลือดสักหยดก็ไม่เห็น
       “อ้าว” เธอแหงนมองหา “กระเด็นไปไหนแล้ววะ”
      
       ลุงโจวิ่งหนีกระหืดกระหอบมาตามทางแคบๆ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นฤทธิ์ยืนขวางทางอยู่
       “แก”
       ลุงโจยิงใส่ ฤทธิ์หลบทางกระสุนด้วยพลังพิเศษ ก่อนจะซัดลุงโจจนปืนหลุดมือแล้วจับล็อกไว้ ระหว่างนั้นชาญก็เพิ่งถือปืนตามมาถึง
       “คุณโทมัส คุณปลอดภัยรึเปล่า”
       “ผมได้ตัวมันแล้ว”
       “โทมัส หึๆ อย่าอำน่าผู้หมวด ผมจำคุณได้”
       ฤทธิ์จ้องหน้า
       “ฉันไม่ใช่ผู้หมวดอะไรของแก”
       “ฮะๆ หลอกคนอื่นมันง่ายผู้หมวด แต่คุณหลอกคนแก่อย่างผมไม่ได้หรอก อย่าว่าแต่บุคลิกคุณเปลี่ยนเลย ต่อให้คุณทำศัลยกรรม ผมก็จำคุณได้อยู่ดี”
       “โกหก”
       “รังสีอำมหิต มันฉาบที่แววตาของคุณ ชาตินี้ทั้งชาติผมไม่มีวันลืมแน่”
       ชาญเข้ามาสมทบ
       “ใครส่งแกมา”
       “รู้ทั้งรู้ ไม่ต้องเสียเวลาถามหรอก ถามเรื่องที่พวกแกไม่รู้ดีกว่ามั้ง”
       “เรื่องอะไร”
       “วันนี้ฤกษ์ดี พรายพิฆาตจะใช้เป็นวันดีเดย์ ประกาศสถานะให้คนทั้งประเทศได้รับรู้ มันเตรียมแผนเอาไว้สองแผนด้วยกัน แผนแรกคือฆ่าแก ส่วนแผนสอง…ฉันไม่บอก จนกว่าแกจะยอมปล่อยฉัน ฮ่าๆ”
       ฤทธิ์กับชาญมองหน้ากัน ชาญตัดสินใจซัดลุงโจด้วยด้ามปืนจนสลบ
      
       ณัฐชาเข้ามาสอบถามเด็กในร้านที่ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มไทยมุง
       “ตำรวจท้องที่ยังไม่มาอีกเหรอน้อง”
       “เพิ่งโทรไปแค่ห้านาทีเองพี่ เดี๋ยวมามั้ง”
       ณัฐชาหันมาบ่น
       “เวรๆ มาอารักขาให้วันแรกก็ตายเลยเหรอเนี่ย นายโทมัส”
       ขณะเดียวกันนั้นโทรศัพท์ดังขึ้นเธอรับสาย
       “ฮัลโหล”
       ฤทธิ์พูดด้วยเสียงนักสู้มหากาฬ
       “โทมัสปลอดภัย แต่คุณต้องรีบไปจากที่นี่”
       “มือสังหารนั่นคุณอีกแล้วเหรอ”
       “เชื่อผม รีบไปที่ทำการพรรคเทิดธรรมเดี๋ยวนี้”
       ณัฐชาสงสัย
       “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
       “พรายพิฆาตมีแผนร้าย ไปถึงก็รู้เอง”
      
       ฤทธิ์กดวางสาย ชาญที่กำลังประคองร่างอันไร้สติของลุงโจอยู่หันมาถาม
       “ทำไมถึงให้ผู้หมวดณัฐชาไปที่พรรคเทิดธรรม”
       “ที่ลุงโจพูดว่าวันนี้เป็นวันประกาศสถานะของพรายพิฆาต แต่ดันบังเอิญ ตรงกับวันที่ท่านนำชัยแถลงข่าว ผมว่ามันต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันแน่”
       “แต่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีแผนอะไร”
       ฤทธิ์มองที่ลุงโจ
       “เดี๋ยวก็รู้”
       ฤทธิ์ว่าพลางกดโทรศัพท์มือถืออีกครั้ง
      
       ณัฐชายืนงงอยู่แถวๆรถของฤทธิ์
       “นายโทมัส ตกลงหายไปไหนของเขาเนี่ย คนยิ่งรีบๆอยู่มีข้อความ sms ถูกส่งเข้ามา ณัฐชารีบเปิดดู
       “มีเรื่องต้องเคลียร์ คุณกลับไปก่อนได้เลย โทมัส” ณัฐชาเซ็งๆ
       “ชิ แล้วจะกลับยังไง กุญแจรถไม่ได้อยู่ที่ฉันซะหน่อย”
       ทันใดนั้น ระบบกลไกของรถเริ่มสตาร์ทโดยโทรศัพท์มือถือของฤทธิ์ ประตูปลดล็อกโดยอัตโนมัติ ณัฐชาหันมาเมื่อได้ยินเสียงสตาร์ท
       “ฮึ่ย อะไรเนี่ย”
       ณัฐชาเปิดประตูรถและพบว่าที่แผงควบคุม มีข้อความแจ้งว่าระบบออนไลน์ทำงาน
       “ว้าว เจ๋งเป้ง”
      
       ณัชชาดีใจมาก
      
       จบตอนที่  4
ตอนที่ 5
      
       ขณะเดียวกันภายในที่ทำการพรรคเทิดธรรม งานแถลงข่าวของนำชัยกำลังถูกตระเตรียมสถานที่ ราเมศสั่งการกับไมตรีและปรีดา
      
       “สั่งคนตรวจตราให้ทั่วนะ การแถลงข่าวจะเริ่มในอีกสามสิบนาที”
       สุชาติผ่านมาเห็นพอดี
       “อ้าวผู้กอง วันนี้ผู้หมวดณัฐชาไม่มาด้วยเหรอครับ”
       ราเมศหันมา
       “คุณสุชาติ ณัฐชาติดธุระนิดหน่อยครับ เอ่อ...แล้วนี่ท่านนำชัย…”
       “ท่านกำลังเตรียมตัวอยู่ครับ ดูเหมือนวันนี้นักข่าวจะมากันเยอะมาก”
       ราเมศพยักหน้าแล้วมองไปอย่างหนักใจ เจ้าหน้าที่บริเวณหน้าประตูกำลังตรวจตรานักข่าวที่เริ่มทยอยกันเข้ามา
      
       นำชัยลากกรณ์หลบมุม มาสอบถามอย่างไม่พอใจ
       “คุณหายไปไหนมา รู้มั้ยว่าอีกเดี๋ยวผมต้องแถลงข่าวเรื่องยาเสพติดบ้าๆของเจ้านายคุณ”
       “อย่าลนลานสิครับท่าน วางตัวให้สมกับเป็นผู้นำซะหน่อย เดี๋ยวชาวบ้านเขาจะหมดศรัทธาเอาได้”
       "ตอนนี้ก็ใกล้หมดเต็มทีแล้ว มีอย่างที่ไหนยาเสพติดแพร่ระบาดไปทั่ว แต่หน่วยงานของผมกลับไม่มีผลงานอะไรสักอย่าง แบบนี้ผมมีหวังโดนนักข่าวจวกเละแน่ะ”
       “เรื่องนั้นเราจะจัดการให้ แต่ตอนนี้เชิญออกไปเล่นละครได้แล้ว”
       นำชัยได้แต่หนักใจกับสภาพเหยียบเรือสองแคมของตนเอง
      
       ราเมศรับโทรศัพท์จากณัฐชา
       “ผู้กอง ตอนนี้ผู้กองอยู่ที่ไหนคะ”
       “พรรคเทิดธรรม มีอะไรเหรอผู้หมวด”
       “ข่าวด่วนค่ะ ฉันได้ยินว่าพวกพรายพิฆาตจะส่งคนไปก่อกวนที่นั่น”
       “คุณได้ข่าวมาจากไหน”
       “เอ่อ คือเรื่องมันอธิบายยากค่ะ แต่มีคนบอกฉัน”
       “ใคร เชื่อถือได้รึเปล่า”
       “ก็ไม่เชิงค่ะ แต่ว่า…พอฟังได้”
       “งานจะเริ่มแล้ว ผมไม่มีเวลาสนใจกับข่าวโคมลอยนะผู้หมวด มีอะไรค่อยว่ากันทีหลัง”
       ราเมศวางสาย ณัฐชาได้แต่บ่นอุบ
       “โธ่เอ๊ย แล้วจะให้บอกยังไงเนี่ย พูดความจริงก็ไม่ได้”
      
       รถบรรทุกสินค้าของบริษัทมาดามหลิว คันหนึ่งแล่นเข้ามาหน้าบริษัท...ไม่นานนัก ในห้องทดลองของบริษัท ลุงโจถูกสวมเสื้อรัดแขนเหมือนคนบ้า ถูกผลักให้นอนลงบนเตียง
       “ที่นี่มันที่ไหนกันวะ”
       ชาญตะคอก
       “แกไม่จำเป็นต้องรู้”
       โซเฟียเข้ามาถาม
       “มันเป็นใคร”
       “สมาชิกของพรายพิฆาต อดีตเพื่อนร่วมงานของผู้หมวดฤทธิ์ ราวี”
       โซเฟียมองไปที่ฤทธิ์ที่กำลังยืนดูลุงโจห่างๆด้วยสีหน้าถมึงทึง ลุงโจโวยวาย
       “ปล่อยโว้ย คอยดูนะถ้าพวกแกทำอะไรฉัน พรายพิฆาตจะต้องมาล้างแค้นพวกแก ได้ยินมั้ย ฉันไม่บอกอะไรทั้งนั้น”
       “เดี๋ยวก็รู้”
       ขาดคำโซเฟียก็หยิบยาหลอดนึงฉีดที่ต้นคอลุงโจ
       “นี่เธอ...เธอฉีดอะไรให้ฉัน”
       “อีกไม่เกินห้านาทีแกจะบอกทุกอย่างที่แกรู้จนหมด”
       ลุงโจหน้าเสีย ขณะที่ฤทธิ์รออยู่อย่างอดทน เขาเหลือบดูนาฬิกาข้อมือ…ตอนนี้ต้องแข่งกับเวลา
      
       ฤทธิ์ขับรถมาอย่างรวดเร็วขณะที่ณัฐชากำลังครุ่นคิดอย่างสับสน
       “มันจะเป็นไปได้ยังไง ถ้าท่านนำชัยเป็นพวกเดียวกับพรายพิฆาตแล้วมันจะส่งคนไปป่วนที่งานแถลงข่าวเพื่ออะไร หรือว่าเป้าหมายของมันเป็นคนอื่น”
      
       การแถลงข่าวเริ่มต้นขึ้น นำชัยเปิดการแถลง
       “ผมขอยืนยันว่าพรรคเทิดธรรม และตัวผมมีเจตนาอันมุ่งมั่นที่จะต่อต้านอาชญากรรมในทุกรูปแบบ ซึ่งพี่น้องประชาชนจะเห็นได้จากการปราบปรามแก๊งค้ายาเสพติดต่างๆในช่วงที่ผ่านมา...”
       ราเมศเชื้อเชิญมิสเตอร์โทคุดะเข้ามาในงาน โดยมีบอดี้การ์ตติดตามมาเพียงแค่สองนาย
       “มิสเตอร์โทคุดะ ยินดีต้อนรับ”
       “ไม่ต้องมากพิธีนักหรอกผู้กอง ผมแค่มาสังเกตการณ์เงียบๆ”
       “เอ๊ะ นี่คุณ…”
       “ผมเคยทำงานให้กับสถานทูตมาก่อน พอจะรู้อะไรๆอยู่บ้างคุณไม่ต้องเป็นห่วง”
       “แต่นักข่าวอาจจะจำท่านได้นะครับ”
       “ผู้ติดตามผมมีแค่นี้ อย่าว่าแต่นักข่าวเลยต่อให้พรายพิฆาตก็คงคิดไม่ถึงแน่ว่าผมเป็นใคร”
       ราเมศมองโทคุดะ และมองไปรอบๆอย่างนึกสังหรณ์ใจ
      
       ณัฐชามายืนรอที่รั้วทางเข้าพรรคเทิดธรรม ซึ่งมีไทยมุงๆอยู่ประปรายและมีเจ้าหน้าที่คอยรักษาความปลอดภัย สักครู่ก็เห็นไมตรี ปรีดาออกมาหา ณัฐชาเข้าไปถาม
       “หมู่จ่า เป็นยังไงบ้าง”
       ไมตรีรายงาน
       “ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับผู้หมวด ไม่มีอะไรผิดปกติ”
       ปรีดาเสริม
       “ตอนนี้ผู้กองราเมศกำลังคุมเข้มอยู่ข้างในครับ รับรองว่าไม่มีคนร้ายเด็ดขาด”
       คำพูดของปรีดาทำให้ณัฐชากวาดมองไปรอบๆตัวเห็นไทยมุงมากมาย ไม่รู้ว่าจะมีใครเป็นคนร้ายหรือไม่
      
       ในห้องทดลองบริษัทมาดามหลิว...ลุงโจดิ้นรนทุรนทุรายอยู่บนเตียง โดยมีชาญกับโซเฟียที่กำลังสอบปากคำ
       “ไอ้พวกบ้าเอ็งฉีดยาอะไรให้ข้า ไอ้พวกสารเลว ข้าจะฆ่าเอ็ง”
       โซเฟียมองหน้า
       “ฉันจะให้ยาแก้ แต่นายต้องบอกฉันมาก่อนว่าพรายพิฆาตมีแผนอะไร”
       สายตาลุงโจถูกหลอนด้วยฤทธิ์ยา จนเห็นหน้าโซเฟียกับชาญบิดเบี้ยวสีสันฉูดฉาดเหมือนปีศาจร้าย ชาญตะคอก
       “บอกมา”
       “ก็บอกไปแล้วไง พรายพิฆาตต้องการแสดงแสนยานุภาพ เพื่อให้สังคมรับรู้ว่ามีตัวตนอยู่จริง”
       “ไม่ใช่แค่นั้น บอกมาให้หมด พวกมันจะใช้วิธีไหน” โซเฟียคาดคั้น
       “โทคุดะ” ลุงโจพึมพำ
       ชาญได้ยินไม่ถนัด
       “อะไรนะ”
       “หนึ่งในคณะกรรมมาธิการของCTC หน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายของสหประชาชาติ มิสเตอร์ชิเกโอะ โทคุดะ มันจะมาสังเกตการณ์ที่งานแถลงข่าว พรายพิฆาตหลอกให้มันมาตายที่นี่”
       ชาญหันไปสบตากับฤทธิ์อย่างตกตะลึง
      
       นำชัยยังคงแถลงข่าวต่อเนื่อง โทคุดะฟังอย่างตั้งใจ
       “อย่างไรก็ดี เราได้รับรายงานว่ายาเสพติดตัวใหม่ ยังแพร่ระบาดอยู่แค่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตำรวจ ที่สามารถควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้”
       นักข่าวคนหนึ่งถามขึ้น
       “ท่านคะ แล้วที่ลือกันว่าพรายพิฆาตอยู่เบื้องหลังยาเสพติดตัวนี้ ท่านมีความคิดเห็นว่ายังไงบ้างคะ”
       “พรายพิฆาตมีจริงรึเปล่าก็ยังไม่รู้ เรื่องนี้ผมไม่ขอออกความเห็น”
       นักข่าวอีกคนถามบ้า
       “แล้วที่มีข่าวลือว่า ที่ท่านไม่สนใจจะกวาดล้างพรายพิฆาต เพราะพรรคการเมืองของท่านได้รับการสนับสนุนจากพวกมัน ท่านจะว่ายังไงครับ”
       นำชัยสวนทันที
       “เหลวไหล พรรคเทิดธรรมของผม เป็นพรรคน้ำดี ไม่มีทางแปดเปื้อนกับพวกนอกกฎหมายเด็ดขาด”
       ระหว่างนั้นณัฐชากับไมตรีปรีดาเพิ่งเบียดผ่านผู้คนเข้ามาในงานและเห็นราเมศที่ยืนอยู่กับมิสเตอร์โทคุดะกับบอดี้การ์ด ณัฐชาหันมาถามไมตรี
       “ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร”
       “เอ...ไม่ทราบเหมือนกันครับ ดูเหมือนว่าจะเพิ่งบินมาจากต่างประเทศ”
       ปรีดาเข้ามาบอก
       “คนญี่ปุ่นครับผู้หมวด แต่ผมถามยังไงผู้กองราเมศก็ไม่ยอมบอกว่าหมอนี่เป็นใคร”
       ณัฐชาเริ่มเอะใจ คิดอยู่สักพักก็เริ่มคุ้นหน้า
       “ฉันเคยเห็นหมอนี่ในข่าว เขาทำงานให้ CTC”
      
       ระหว่างที่ตำรวจกำลังคอยอารักขาทางเข้าออกอยู่นั้น ชายคนหนึ่งถือช่อดอกไม้ตรงมาที่ประตูรั้ว ตำรวจกันไว้
       “เดี๋ยว คุณจะไปไหน”
       “ผมมีของขวัญมาส่งครับ”
       “จากไหน คุณมีเอกสารรึเปล่า”
       แทนคำตอบ สาวกทิ้งช่อดอกไม้ลงเผยให้เห็นระเบิดที่ถูกมัดไว้กับหน้าอกพร้อมที่จุดชนวน ตำรวจตกใจ
       “เฮ้ย ระเบิด”
       สาวกตะโกนลั่น
       “พรายพิฆาตจงเจริญ”
       นิ้วของสาวกดปุ่มที่จุดชนวน
      
       เสียงระเบิดดังสนั่น นำชัยหยุดชะงักการแถลงข่าวด้วยความตกตะลึงก่อนจะหันไปที่กรณ์ซึ่งยืนยิ้มกริ่มอยู่อย่างใจเย็น ราเมศบอกกรณ์
       “รีบพาท่านนำชัยเข้าไปข้างใน...มิสเตอร์โทคุดะ ตามผมมาครับ”
       ระหว่างที่ผู้คนกำลังสับสนอลหม่าน ณัฐชาก็ตามไมตรีปรีดาเข้ามาถึงในงาน
       “ผู้กอง”
       ราเมศหันมา
       “ณัฐชา คุณมาได้ยังไง”
       “อย่าเพิ่งถามเลยค่ะ รีบคุ้มกันท่านนำชัยเข้าไปก่อน ทางนี้ฉันจัดการ เอง”
       ราเมศออกคำสั่ง
       “หมู่จ่า ช่วยผู้หมวดคุ้มกันทางเข้าออก”
       ไมตรีกับปรีดารับคำ
       “ครับผู้กอง”
       “รับทราบครับ”
       กรณ์กับสมุนคุ้มกันนำชัย สุชาติเข้าไปในที่ทำการพรรคขณะที่ราเมศพาโทคุดะและบอดี้การ์ดหลบตามมาทีหลัง ส่วนณัฐชา ไมตรี ปรีดา ประจำที่ทางเข้าอาคาร ทันใดนั้นก็เห็นรถจี๊ปคันหนึ่งแล่นเข้ามาในบริเวณที่ทำการพรรค คนบนรถสี่คนแต่งตัวคล้ายหน่วยคอมมานโดแต่มีสีสันลวดลายที่เตะตากว่า ทั้งหมดลงมาจากรถพร้อมอาวุธครบมือ
       “พรายพิฆาตจงเจริญ”
       นักรบทั้งสี่กระจายกำลังกราดยิงไปรอบทิศทาง กระสุนฉีกร่างทั้งเจ้าหน้าที่ และนักข่าวจนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
      
       กรณ์พานำชัย สุชาติเข้ามาด้านใน ขณะที่สุชาติมัวตะลึงมองด้านนอกอยู่ นำชัยก็ถือโอกาสถามกรณ์
       “ทำไมคุณถึงทำอย่างนี้ ทำไมคุณไม่บอกผม”
       “ขืนบอกท่านก็เล่นไม่สมบทบาทน่ะสิ ใจเย็นครับท่าน เป้าหมายของงานนี้ไม่ใช่ท่าน แต่เป็นเขา”
       กรณ์บุ้ยหน้าไปที่มิสเตอร์โทคุดะ ซึ่งกำลังมองสภาพเหตุการณ์ข้างนอกด้วยความหวาดหวั่น
      
       นักรบพรายพิฆาตยังคงกราดยิงผู้คนเป็นว่าเล่น เจ้าหน้าที่พยายามยิงตอบโต้ใส่มันแต่พวกมันก็ไม่ยอมตายโดยง่าย ณัฐชาพยายามยิงต่อสู้กับพวกนักรบพรายพิฆาต ก่อนจะถูกมันยิงเข้าใส่จนต้องก้มหลบ
       “ไอ้พวกบ้า นี่มันคนหรือเป็นผีกันแน่”
       ไมตรีกับปรีดาคลานมาสมทบกับณัฐชา
       “ไม่ไหวแล้วครับผู้กอง มันใส่ชุดเกราะยี่ห้ออะไรไม่รู้ยิงไม่ตายซะที”
       “ชุดเกราะที่ไหนจ่า เลือดท่วมขนาดนั้น ผมว่ามันมีของแหงๆ”
       “ถ้ามีของก็คงไม่พรุนแบบนี้หรอกหมู่ เรารีบหาทางหยุดมันเถอะ ถ้าขืนมันบุกเข้ามาได้เมื่อไหร่ คนที่อยู่ข้างในตายหมดแน่”
      
       คนที่อยู่ด้านในพากันเคร่งเครียดเพราะเสียงการต่อสู้จากด้านนอก โทคุดะรำพึงออกมาเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
       “นี่มันเป็นกับดักชัดๆ ผมถูกพวกมันหลอก”
       ราเมศชะงัก
       “ทำไมเหรอครับ”
       “มีคนส่งจดหมายลับไปหาผม เรื่องท่านนำชัยเป็นสาวกของพรายพิฆาต ผมถึงได้บินด่วนมาสังเกตการณ์ที่นี่...รนหาที่ตายชัดๆ”
       เสียงปืนดังใกล้เข้ามา ณัฐชา ไมตรี ปรีดา หลบเข้ามาข้างใน
       “ผู้กอง ข้างนอกต้านไม่อยู่แล้ว”
       ไมตรีหน้าเสีย
       “กำลังเสริมยังไม่มาเลยครับผู้กอง”
       ปรีดาหวาดหวั่น
       “ท่าทางมันกำลังจะบุกเข้ามาในนี้ด้วยครับ”
       ราเมศมองหน้ากันกับกรณ์อย่างขอความเห็น
       “ข้างบนมีห้องนิรภัย ผมจะพาท่านนำชัยไปหลบที่นั่น”
       ราเมศขัดขึ้น
       “ห้องนิรภัยต้านพวกมันไม่อยู่แน่ ผมพาจะมิสเตอร์โทคุดะหนีออกทางด้านหลัง”
      
       รถบรรทุกของบริษัทมาดามหลิว แล่นมาจอดถนนตรอกเปลี่ยวละแวกที่ทำการพรรคเทิดธรรม ในรถ ชาญผละจากตำแหน่งคนขับมาดูที่ตู้ท้ายรถ ซึ่งฤทธิ์เพิ่งสวมชุดนักสู้มหากาฬแล้วเสร็จ โดยมีโซเฟียคอยเป็นผู้ช่วย
       “เรามาช้าเกินไป ตอนนี้เกิดเหตุขึ้นในงานแล้ว”
       “ถ้าโทคุดะยังไม่ตาย ก็แปลว่าเรายังมีหวัง”
       ท้ายรถเปิดออก นักสู้มหากาฬขี่มอเตอร์ไซด์ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยชาญกับโซเฟียมองตามไปอย่างเอาใจช่วย
      
       เสียงระเบิดและกระสุนปืนใกล้เข้ามาทุกขณะ บ่งชัดว่าพวกคนร้ายกำลังผ่านมาถึงด้านใน กรณ์หันมาหาราเมศ
       “พวกมันมาแล้ว โชคดีนะผู้กอง” กรณ์บอกนำชัย “เชิญข้างบนครับท่าน”
       กรณ์และทีมพานำชัยไปยังชั้นบนของที่ทำการพรรค ราเมศสั่งการ
       “พวกเราคุ้มกันมิสเตอร์โทคุดะ ออกทางด้านหลัง”
       ราเมศว่าแล้วก็นำทุกคนไป ณัฐชาที่รั้งท้ายมองไปทางด้านนอกที่คนร้ายกำลังอาละวาดเหมือนมีแผนการอะไรบางอย่าง
      
       นักรบของพรายพิฆาตกราดยิงใส่ทุกคนที่พยายามขัดขวางมัน เจ้าหน้าที่คนแล้วคนเล่าถูกยิงล้มตาย ขณะที่พวกพรายพิฆาตยังคงปักหลักสู้ต่อไปแม้จะอยู่ในสภาพบาดเจ็บ
      
       ราเมศกับไมตรี คุ้มกันโทคุดะกับบอดี้การ์ดมาซุ่มที่จุดใดจุดหนึ่งและเห็นรถขนของเก่าๆคันนึงจอดอยู่
       “หมู่ ต่อสายตรงเป็นรึเปล่า”
       “เป็นครับผู้กอง”
       ราเมศบุ้ยหน้าให้ปรีดาไปจัดการสตาร์ทรถ ขณะที่ไมตรีเริ่มสังเกตอะไรบางอย่าง
       “เอ...ผู้กอง ผู้หมวดไม่ได้มาด้วยนี่ครับ”
       ราเมศตกใจมองกลับไป
       “ณัฐชา”
      
       เสียงปืนด้านนอกค่อยๆซาลง เข้าใจว่าพวกเจ้าหน้าที่คงตายหรือไม่ก็หนีกันไปหมด ณัฐชาปลดถังดับเพลิงที่แขวนอยู่ข้างฝาออกมาถือไว้
       “อึดนักใช่มั้ยไอ้พวกผีดิบ เดี๋ยวก็รู้ว่าจะทนได้สักแค่ไหน”
       นักรบของพรายพิฆาตเดินเข้ามาข้างใน สภาพแต่ละคนมีเลือดท่วมตัว แต่ไม่มีใครเจ็บปวดหรือสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ณัฐชาซุ่มรอจนได้จังหวะก็โผล่ออกไปเหวี่ยงถังดับเพลิงใส่พวกมัน นักรบของพรายพิฆาตคนนึงยิงใส่ณัฐชาเข้าที่บ่าจนหงาย จังหวะที่กำลังจะล้มนั้นณัฐชาก็เหนี่ยวไกยิงใส่ถังดับเพลิงจนระเบิดตูม ส่งผลให้นักรบที่ยืนอยู่ด้านหน้าตายไปหนึ่งคน ขณะที่เหลืออีกสามคนก็กระเด็นไปคนละทาง ณัฐชาปักหลักลุกขึ้นได้ก็กระหน่ำยิงใส่พวกมันก่อนจะลุกขึ้นมา แต่ทว่ากระสุนก็ดันหมดเสียก่อน
       “เวรกรรม”
       นักรบพรายพิฆาตตนนึงโผเข้ามาเล่นงานณัฐชาด้วยมือเปล่าทันทีด้วยความแค้น ในขณะที่อีกสองคนคว้าปืนบุกตามโทคุดะไปทางด้านหลัง ณัฐชาโดนตบจนกระเด็น นักรบพรายพิฆาตตัวที่ยังอยู่ตรงเข้ามาบีบคอเธอ
       “พรายพิฆาตจงเจริญ”
       นักสู้มหากาฬทะลวงผ่านกระจกทางด้านหนึ่งเข้ามา ก่อนจะชักปืนพกกระหน่ำยิงใส่หลังนักรบพรายพิฆาตหลายนัด มันหันมาคำรามก่อนจะวิ่งโผเข้าใส่นักสู้มหากาฬทันที นักสู้มหากาฬควงปืนเก็บก่อนจะชักดาบคู่ออกมาแทงใส่มันหลายแผล แต่มันกลับคว้าข้อมือของเขาไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะปลดดาบทิ้งไปทิ้ง นักรบพรายพิฆาตกับนักสู้มหากาฬต่อสู้กันด้วยเพลงหมัดอย่างดุเดือด ท่ามกลางความลุ้นระทึกของณัฐชา นักรบพรายพิฆาตอัดนักสู้มหากาฬจนกระเด็นก่อนจะตามเข้าไปซ้ำ มันคว้าของหนักใกล้มือมาเงื้อขึ้นหมายจะทุบนักสู้มหากาฬให้ตาย นักสู้มหากาฬพลิกหลบ และฉวยโอกาสคว้าเศษกระจกแทงใส่ท้ายทอยมันอย่างรวดเร็ว นักรบพรายพิฆาตล้มตึงลงกับพื้น นักรบมหากาฬหันไปถามณัฐชา
       “มิสเตอร์โทคุดะอยู่ที่ไหน”
      
       ปรีดาต่อสายตรงสตาร์ทรถได้ก็หันมาตะโกนบอกราเมศ
       “ผู้กอง รถสตาร์ทติดแล้วครับ”
       ราเมศสั่ง
       “ไป”
       ราเมศ ไมตรีและบอดี้การ์ดคุ้มกันโทคุดะไปที่รถแต่ขณะที่กำลังจะขึ้นรถนั่นเอง ไมตรีก็เหลือบเห็นนักรบพรายพิฆาตตามมาถึง
       “ผู้กอง”
       ราเมศรีบผลักไมตรี
       “หลบไป”
       นักรบพรายพิฆาตยิงใส่ขาราเมศจนล้มลง ขณะที่อีกคนกราดยิงใส่บอดี้การ์ดจนตายคาที่ ขณะที่มิสเตอร์โทคุดะก็ถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บเช่นกัน ส่วนหมู่ปรีดารีบคลานลงจากรถอีกฟากเพื่อหลบห่ากระสุน ราเมศตกใจ
       “มิสเตอร์โทคุดะ”
       นักรบพรายพิฆาตคนหนึ่งกำลังตรงเข้าไปซ้ำมิสเตอร์โทคุดะ ขณะที่อีกคนหันมายิงใส่ราเมศจนต้องกลิ้งตัวหลบ ไมตรีกับหมู่ปรีดาถือโอกาสช่วยกันลากตัวหลบเข้าที่กำบัง ระหว่างนั้นเองที่นักสู้มหากาฬโผล่ออกมาเล่นงานนักรบพรายพิฆาตที่กำลังกราดยิงใส่พวกของราเมศ แล้วจับปืนมันหันไปยิงแสกหน้าพวกเดียวกันจนตาย ราเมศตะลึง
       “มือสังหารชุดดำ”
       นักสู้มหากาฬปัดปากกระบอกปืนในมือของนักรบพรายพิฆาต จ่อยิงแสกหน้าตัวของมันเองจนล้มไปขาดใจ มิสเตอร์โทคุดะมองนักสู้มหากาฬอย่างตื่นตะลึง ขณะที่ณัฐชาเพิ่งตามมาถึงที่เกิดเหตุ กล้องวงจรปิดบันทึกภาพของนักสู้มหากาฬเอาไว้ได้
      
       วันต่อมา...ภาพที่ทีวีในออฟฟิศกองปราบกำลังฉายรายการข่าว เป็นภาพผู้ประกาศสลับกับภาพเหตุการณ์วุ่นวายในการลอบสังหารมิสเตอร์โทคุดะ
       “หลังจากที่ตกเป็นข่าวลืออยู่นาน เมื่อวานนี้องค์กรพรายพิฆาตก็ได้ประกาศตัวอย่างเป็นทางการ โดยบุกสังหารท่านนำชัยหัวหน้าพรรคเทิดธรรม ขณะแถลงข่าวเรื่องการปราบปรามยาเสพติดถึงหน้าที่ทำการพรรคและต่อหน้ากองทัพนักข่าว ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าจากวิธีการลงมือดังกล่าวจะทำให้ชื่อของพรายพิฆาตถูกยกระดับจากแก๊งอาชญากร เป็นองค์กรก่อการร้ายโดยสมบูรณ์ในไม่ช้า แต่ในขณะเดียวกันอีกข่าวลือที่เป็นความจริงก็คือ ข่าวของมือสังหารชุดดำที่ออกกวาดล้างพรายพิฆาต ซึ่งหลายๆฝ่ายลงความเห็นว่าเขาอาจทำงานให้กับทางตำรวจ”
       ผู้กำกับเมธากับนายตำรวจผู้ติดตามเดินเข้ามาในออฟฟิศ ไมตรีรีบสะกิดให้ปรีดาปิดทีวี ก่อนที่ทั้งหมดจะพากันยืนขึ้นทำความเคารพ ผู้กำกับเมธาเดินลิ่วๆไปที่ห้องประชุมโดยไม่สนใจทักทายผู้ใดปรีดากระซิบ
       “ท่าทางงานนี้ผู้กองกับผู้หมวดต้องโดนเล่นแหงๆ”
      
       ในห้องประชุมกองปราบ...ผู้กำกับเมธากับผู้ช่วยกำลังสอบปากคำราเมศ และณัฐชาที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บได้ไม่นาน
       “CTC ไม่กล่าวโทษเรา เพราะมิสเตอร์โทคุดะเดินทางมาเองโดยพลการ แถมไม่ได้แจ้งก่อนล่วงหน้า เขาคิดไม่ถึงว่าสถานการณ์มันจะเลวร้ายขนาดนี้”
       “ครับท่าน”
       “ผู้กอง ผมรู้ว่าคุณพยายามเต็มที่แล้ว แต่คดีนี้คุณทำมาเป็นปียังไม่มีความคืบหน้า สมาชิกของพรายพิฆาตสักคนคุณก็จับไม่ได้ แถมนี่ยังปล่อยให้พวกมันค้ายาเสพติดกันโครมๆ นี่ถ้าผมไม่ติดว่าท่านนำชัยหนุนหลังคุณ ผมคงถอดคุณออกจากคดีนี้ไปนานแล้ว”
       “ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะขอโอกาสแก้มือครับ”
       “ผมให้โอกาสคุณได้ แต่ไม่ใช่ในฐานะหัวหน้าทีม คดีนี้ผมจะให้คนอื่นมารับผิดชอบแทน”
       ณัฐชาพยายามแย้ง
       “ผู้กำกับคะ แต่ว่า...”
       เมธาชูมือห้ามณัฐชา แล้วบอกกับราเมศ
       “เชิญออกไปได้แล้วผู้กอง”
       ราเมศยืนทำความเคารพเศร้าๆก่อนจะออกไปจากห้องประชุม ณัฐชามองตามด้วยความสงสาร
       “ทีนี้ก็ถึงตาคุณแล้วผู้หมวด”
      
       ราเมศเดินหน้าหมองออกมาจากห้องประชุม ไมตรีกับปรีดามองตามอย่างเป็นห่วง ปรีดากระซิบไมตรี
       “ครึ่งแรกผ่านไปแล้ว หนึ่งศูนย์”
       “คาดว่าลูกที่สองจะตามมาเร็วๆนี้”
      
       ผู้กำกับเมธายัคงสอบถามณัฐชาอยู่
       “ในรายงานของคุณบอกว่าคุณได้รับการแจ้งเตือน จากใครบางคนว่าจะเกิดเรื่องขึ้นในงานแถลงข่าว”
       “ค่ะ”
       “ถึงเวลาต้องเฉลยแล้วผู้หมวด...ใคร”
       “มือสังหารชุดดำค่ะท่าน”
       “คุณสนิทกับเขางั้นเหรอ”
       “เปล่าค่ะ แต่เขาติดต่อกับฉัน เพราะต้องการแนวร่วม”
       “เพื่อกวาดล้างพรายพิฆาต”
       “ค่ะท่าน เขาอยากให้ตำรวจอยู่ข้างเขา”
      
       ราเมศที่กำลังนั่งกลุ้มอยู่ในห้องทำงาน สักครู่ณัฐชาก็ตามมา
       “ผู้กองคะ”
       “ออกไปก่อน” ราเมศพูดห้วนๆ
       “อย่าคิดมากสิคะผู้กอง มันไม่ใช่ความผิดของผู้กองซะหน่อย”
       “ไม่ผิดเหรอ ผมห่วยขนาดโดนปลดจากตำแหน่งหัวหน้า คุณยังคิดว่าผมไม่ผิดอีกงั้นเหรอ”
       “ผู้กองอย่าพูดแบบนี้สิคะ ถึงยังไงผู้กองก็ยังได้ทำคดีอยู่ ฉันจะช่วยผู้กองแก้มือเองค่ะ”
       “ขอบใจมากนะณัฐชา ไหนจะช่วยผมจีบไอริณ ไหนจะเรื่องงาน คุณดีกับผมมาก แต่พอได้แล้ว ผมไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ ออกไปให้พ้น”
       ณัฐชานิ่งอึ้ง ก่อนจะเดินหนีไปเงียบๆ
      
       ไมตรี ปรีดา และตำรวจคนอื่นๆ พากันยืนชะเง้อเพราะได้ยินเสียงเอ็ดตะโรก่อนหน้านี้ ก่อนจะเห็นณัฐชาเดินกลับออกมาด้วยท่าทีเศร้าซึม ปรีดาทำท่าจะเอ่ยถาม แต่ไมตรีรีบสะกิดไว้แล้วส่ายหน้าไม่ให้ไปคุยอะไรด้วยตอนนี้
      
       ณัฐชาหลบมาตั้งสติในลิฟต์ เธอพยายามกลั้นน้ำตาแต่ก็อดซึมออกไม่ได้ด้วยความน้อยใจ
      
       ในห้องสมุดบริษัทมาดามหลิว...ฤทธิ์เปิดภาพในโทรศัพท์มือถือแล้วส่งให้ชาญ
       “ตอนค้นห้องทำงานของท่านนำชัย ผมเจอนามบัตรของเมมเบอร์คลับแห่งหนึ่ง ชื่อว่า the devil”
       “ผู้ชายกับที่เที่ยวกลางคืน ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน”
       “สมุดเก็บนามบัตรทั้งเล่ม แต่มีนามบัตรของสถานบันเทิงอยู่แค่ใบเดียว แล้วที่สำคัญนักการเมืองอย่างท่านนำชัย ไม่ใช่นักเที่ยว”
       “เข้าใจแล้ว ผมจะลองสืบเรื่องนี้”
       โซเฟียเข้ามา
       “คุณโทมัส เพื่อนคุณมารออยู่ข้างล่าง”
       ฤทธิ์คิดนิดหนึ่งก็รู้ว่าใคร
      
       ณัฐชานั่งกอดอกเหงาๆอยู่ที่ห้องโถงบริษัทมาดามหลิว เหมือนเด็กหนีออกจากบ้าน ฤทธิ์เดินมาดูเธอก่อนจะถือวิสาสะนั่งกอดอกเลียนแบบข้างๆ
       “เครียดอยู่เหรอครับคุณตำรวจ”
       “มีเรื่องต้องคิดนิดหน่อย”
       “ถ้างั้นผมไม่กวนประสาทคุณละกัน”
       “กวนเถอะ เวลาคุณกวนประสาทฉันทีไรฉันเบลอทุกทีจะได้ไม่ต้องคิดมาก”
       ฤทธิ์ยิ้มให้ ณัฐชาหันมาสบตาเขา
       “วันนี้คุณจะพาฉันไปไหนอีก”
      
       บริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำ...สามล้อขายกาแฟคันหนึ่งกำลังขายกาแฟให้คนที่มาเดินเล่นแถวนั้น ฤทธิ์ถือกาแฟสองแก้วมาให้ณัฐชาแก้วหนึ่ง ทั้งคู่นั่งด้วยกันที่ขั้นบันไดท่าน้ำ ณัฐชาหน้าเหวอ
       “นี่คุณขับรถเป็นล้าน มากินกาแฟข้างทางเนี่ยนะ สร้างภาพรึเปล่า ถามจริง”
       “อ้าว...พอไปนั่งร้านหรูๆ คุณก็หาว่าผมไฮโซ แล้วมาข้างทางคุณก็หาว่าผมสร้างภาพ ตกลงคุณจะเอายังไงกันแน่”
       “ก็แค่ตั้งข้อสงสัย ฉันเป็นตำรวจนี่”
       “ถ้างั้น คุณจะไม่สอบปากคำผมหน่อยเหรอ เรื่องที่ถูกลอบฆ่าเมื่อวาน ณัฐชา”
       “โอ้ย ไม่จำเป็น ผู้ชายเพลย์บอยอย่างคุณ ผู้หญิงที่ไหนก็อยากฆ่า เผลอๆคนร้ายเมื่อวานอาจเป็นสามีของเหยื่อรายไหนสักรายละมั้ง”
       ฤทธิ์พยักหน้า
       “ฮืม...พูดเอง เออเองเลยนะ”
       “ก็จริงมั้ยล่ะ หรือต่อให้ฉันถามคุณ แล้วคุณจะบอกความจริงเหรอ อย่างเก่งคุณก็บอกว่า...” เธอล้อเสียงเขา “เอ่อผมไม่รู้ครับ คุณเป็นตำรวจก็ไปสืบเองสิ มาถามผมทำไม....ชิ ไม่อยากให้ความร่วมมือเอง ตายซะได้ก็ดี”
       ฤทธิ์หน้าเหวอ
       “อ้าว...ผมยังไม่ตายนะคุณ จะรีบแช่งไปไหน”
       ท่าทางของฤทธิ์ทำให้ณัฐชายิ้มออกมานิดหนึ่ง ทั้งคู่นั่งเงียบๆจิบกาแฟชมวิวด้วยกันสักพัก ณัฐชาเห็นบรรยากาศแถวนั้นก็รำพึงออกมา
       “รู้มั้ย ตอนเด็กๆ ฉันก็เคยมีบ้านอยู่ริมน้ำ พ่อกับแม่ฉันน่ะใจดีที่สุดในโลกเลย”
       ณัฐชาเงียบไป ฤทธิ์มองเธออย่างสนใจฟัง ณัฐชาจึงยอมเล่าต่อ
       “ฉันเคยมีทุกอย่างเหมือนเด็กคนอื่น จนกระทั่งพ่อกับแม่ของฉันถูกพวกมาเฟียฆ่าตาย ฉันก็เลยต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า”
       “เพราะแบบนี้รึเปล่า คุณถึงมาเป็นตำรวจ”
       “ฉันต้องการความยุติธรรม ไม่ใช่ล้างแค้น เพราะถึงจะแก้แค้นยังไง ชีวิตฉันก็ไม่มีทางเหมือนเดิม...พูดไปคุณก็ไม่เข้าใจหรอก ในเมื่อคุณไม่เคยเห็นคนที่ตัวเองรักถูกฆ่าตายต่อหน้า”
       ฤทธิ์ยิ้มเครียดเมื่อนึกถึงภาพใจทิพย์ถูกจับโยนลงหน้าผา
       “ทุกคนต้องเคยผ่านการสูญเสียมาแล้วทั้งนั้น คุณตำรวจชีวิตคนเราหนีเรื่องพวกนี้ไม่พ้น”
       แววตาของฤทธิ์มีความเศร้าแฝงอยู่จนณัฐชารู้สึกได้ ทันใดนั้นสายฝนเริ่มโปรยสาย
       “ฝนตกแล้ว หาที่หลบเถอะ”
       ณัฐชาคว้าแก้วกาแฟให้ฤทธิ์ ขณะที่ฤทธิ์ถอดเสื้อตัวนอกออกบังฝนให้เธอ ทั้งคู่รีบไปหลบที่ใต้สะพานเช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่นๆ...ฝนตกกระหน่ำ ณัฐชากับฤทธิ์ถูกเบียดจนติดกันตัวเปียกๆ แต่อุ่นดี ณัฐชาลูบเนื้อลูบตัวไล่ความเย็นของน้ำฝน ฤทธิ์เห็นเข้าก็เลยสะบัดเสื้อที่ถืออยู่แล้วคลุมกันหนาวให้เธอ ณัฐชาหันมามองหน้าฤทธิ์ที่ยืนใกล้ๆตน เมื่อสบตากับเขาก็อดไม่ได้ที่จะไหวหวั่น ฤทธิ์อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพูดของไอริณ
       “คุณต้องรู้จักณัฐชาให้มากกว่านี้ค่ะ คนที่เคยรู้จักใจทิพย์ส่วนใหญ่จะชอบพูดว่า ณัฐชาคืออีกด้านของใจทิพย์”
      
       ฤทธิ์เริ่มรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ เขาเห็นใจทิพย์ยืนอยู่กับเขา ก่อนจะกลายเป็นณัฐชา
      
      ไมตรีนั่งเล่นเกมโทรศัพท์อยู่ที่โต๊ะทำงาน ปรีดาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา
      
       “จ่า ผู้กองราเมศ กับหมวดณัฐชาอยู่มั้ย”
       “ออกเวรแล้วทั้งสองคน มีอะไรเหรอหมู่”
       “ก็พวกนักข่าวน่ะสิจ่า เขามาขอสัมภาษณ์”
       “ก็ไล่ไปก่อนสิ”
       ปรีดาไม่รู้จะอธิบายยังไง ทันใดนั้นนักข่าว 2- 3 คนกรูกันเข้ามาถ่ายรูปไมตรีกับปรีดาแล้วยื่นเทปบันทึกเสียงใส่หน้า
       “เย้ย...บุกเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ไม่ดีนะครับคุณนักข่าว สถานที่ราชการนะครับ” ไมตรีโวย
       นักข่าวประชิด
       “ตอนนี้ประชาชนกำลังสนใจเรื่องมือสังหารชุดดำ รบกวนให้คำตอบด้วยค่ะคุณตำรวจ”
       นักข่าวอีกคนเข้ามายิงคำถาม
       “จริงรึเปล่าครับที่เขาว่า ชายชุดดำหรือมือสังหารชุดดำเป็นคนของทางการ”
       นักข่าวคนที่ 3 เข้าประชิดตัวทั้งสอง
       “ตำรวจจงใจตั้งศาลเตี้ยกับพวกคนร้ายรึเปล่าคะ”
       ไมตรีกับปรีดา โดนล้อมกรอบจนหมดทางหนี
       “เอ่อ คือ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ผู้รักษากฎหมายอย่างพวกเราไม่มีทางทำผิดกฎหมายแน่นอน” ไมตรีหันไปหาปรีดา “จริงป่ะ”
       ปรีดาตอบซื่อๆ
       “มั้ง”
       ไมตรีศอกสะกิดกัดฟันเอ็ดเบาๆ
       “อยู่ต่อหน้าสื่อ มั่นใจหน่อย”
       ปรีดานึกขึ้นได้
       “อ๋อๆ ใช่ครับ ตำรวจอย่างเรา ไม่ทำผิดกฎหมายแน่นอน”
       นักข่าวถามต่อ
       “ถ้างั้นตำรวจมีแผนจะจัดการยังไงกับมือสังหารคะ ในเมื่อเขาช่วยเหลือประชาชนกับตำรวจเอาไว้จากพรายพิฆาต”
       ปรีดาเห็นไมตรีบุ้ยหน้าให้ตอบแทน
       “อ่า…อ้า…อ้า...คือ...ผมว่าเรื่องนี้ไว้รอถามผู้กองราเมศ กับผู้หมวดณัฐชาจะดีกว่าครับ พวกผมไม่สามารถให้คำตอบได้จริงๆ”
       นักข่าวอีกคนถามบ้าง
       “มีคำสั่งไม่ให้พูดเรื่องนี้เหรอครับ”
       “เปล่าครับ คือว่าพวกผมไม่รู้อะไรเลย”
       “คือ...ไม่มีอะไรจะพูดครับ บอกตรงๆ”
       นักข่าวมองหน้ากันอย่างผิดหวัง ขณะที่คนหนึ่งเหลือบไปเห็นรูปภาพสเก็ตซ์ของนักสู้มหากาฬที่โต๊ะของณัฐชาและเห็นชื่อที่ราเมศเขียนไว้ว่า นักสู้มหากาฬ ก็เอะใจคิดอะไรได้รีบยกกล้องขึ้นถ่ายรูปทันที
      
       โซเฟียแต่งชุดนางพยาบาล เดินนวยนาดถือแฟ้มมาจนถึงบริเวณจุดตรวจของสถาบันนิติเวช เธอส่งยิ้มหวานให้เจ้าหน้าที่จนอีกฝ่ายเคลิบเคลิ้ม
       “มาใหม่เหรอจ๊ะน้อง”
       “ค่ะ รูปหล่อ”
       “ขอดูบัตรด้วยจ้ะ”
       โซเฟียส่งบัตรให้เจ้าหน้าที่รับไป
       “แหม...น่าจะมีเบอร์โทรด้วยเนอะ”
       โซเฟียยิ้มหวาน เจ้าหน้าที่เลื่อนสมุดให้เธอเซ็นชื่อ
      
       โซเฟียเข้ามาในห้องเก็บศพ ลงมือลากศพของนักรบพรายพิฆาตออกมาจากลิ้นชักก่อนจะเอาไฟฉายส่องตรวจสอบม่านตา กับชีพจรเพื่อให้แน่ใจว่าตายแล้วจริงๆ ก่อนจะลงมือเก็บตัวอย่าง DNA จากช่องปาก และตัวอย่างเลือดไปตรวจสอบ
      
       รูปถ่ายนักสู้มหากาฬจากภาพสเก็ตซ์ ถูกตีพิมพ์คู่ภาพถ่ายที่ได้จากกล้องวงจรปิดของที่ทำการพรรคเทิดธรรม พาดหัวข่าว
       “นักสู้มหากาฬ วีรบุรุษหรือฆาตกร”
       มาดามหลิวดูข่าวนั้นผ่านทางแท็บเล็ต ชาญที่เข็นรถให้มาดามหลิวเอ่ยถามอย่างสนใจ
       “ข่าวเพิ่งออกมาเมื่อช่วงบ่ายนี้เองครับมาดาม”
       “ช่างเถอะ ตอนนี้ประชาชนกำลังเสียขวัญ บางทีเรื่องของนักสู้มหากาฬอาจจะทำให้พวกเขาอุ่นใจขึ้น”
      
       ในห้องทดลองบริษัทมาดามหลิว...โซเฟียยื่นใบรายงานให้มาดามหลิวกับชาญก่อนจะกล่าวสรุป
       “ห้องแล็ป ยืนยันว่า DNAของคนร้ายมีการกลายพันธุ์เพราะน้ำตามัจจุราชค่ะ แต่ที่พวกมันไม่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา คงเป็นเพราะบาดแผลที่ศีรษะ”
       นักรบพรายพิฆาตทุกคนตายเพราะถูกทำร้ายที่ศีรษะ โดนณัฐชาใช้ระเบิดฆ่าไปหนึ่ง โดนนักสู้มหากาฬแทงเข้าทีท้ายทอยอีกหนึ่ง และยิงศีรษะอีกสอง ชาญเข้าใจ
       “จุดอ่อนของพวกมันสิท่า”
       โซเฟียพยักหน้า
       “ถ้าสมองเสียหายเกิน 60% กลไกของการคืนชีพจะหยุดชะงัก แต่ถ้าน้อยกว่านั้นพวกมันถึงจะฟื้นขึ้นมาในสภาพของผีดิบ”
       “แล้วมันกินคนได้ยังไง” มาดามหลิวถามอย่างสงสัย
       “สัญชาตญาณค่ะมาดาม พวกมันยังต้องการสารเคมีต่างๆ เพื่อยังชีพ ซึ่งร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้เหมือนคนปกติ” โซเฟียอธิบาย
       “ก็เลยต้องหาจากเลือดเนื้อของคนอื่น” ชาญพูดเป็นเชิงถาม
       โซเฟียพยักหน้า มาดามหลิวอดไม่ได้ที่จะพรั่นพรึงต่อข่าวนั้น
      
       ใต้สะพานข้ามแม่น้ำ...ฤทธิ์กับณัฐชาเข้ามาในรถด้วยกันหลังจากฝนซา
       “เสียเวลาตั้งนาน ตกบ้าตกบออะไรอยู่ได้ ที่อื่นไม่เห็นตกซะหน่อย” ณัฐชามองฤทธิ์ “นี่คุณแกล้งฉันรึเปล่า จงใจสร้างบรรยากาศใช่มั้ย”
       “นี่คุณ…ผมรวยเฉยๆนะ ไม่ได้บ้า ทำไมผมต้องสร้างบรรยากาศเพื่อคุณด้วย ขนาดต้องทำฝนเทียมเนี่ยนะ”
       “อ้าว...ก็ฝนตกฟ้าคะนอง ถ้าเกิดรถสตาร์ทไม่ติดขึ้นมา แล้วมีกระท่อมปลายนาแถวนี้ ฉันก็ซวยสิ”
       “อ่านนิยายเยอะไปแล้วคุณตำรวจ” ฤทธิ์สตาร์ทรถ “สตาร์ทไม่ติด”
       “เฮ้ย”
       “รถเสีย” ฤทธิ์มองหา “แถวนี้มีกระท่อมรึเปล่า”
       ณัฐชาเงื้อหมัดขู่
       “อย่าบ้านะ เดี๋ยวอัดหน้ายุบเลย”
       “ล้อเล่นครับคุณตำรวจ แหม แค่นี้ทำเป็นจริงจังไปได้” ฤทธิ์ขำ
       ณัฐชามองค้อนๆ ฤทธิ์ยิ้มขำแล้วสตาร์ทรถขับออกไป
      
       ฤทธิ์ขับรถมาส่งณัฐชาหน้าคอนโด
       “เพิ่งเจอกันแค่แป๊บเดียว นี่จะแยกวงซะแล้ว ทำแบบนี้มันอู้งานนะคุณ”
       “อ้าว ก็คุณไม่มีธุระอะไรนี่ ไม่มีก็กลับไปสิ”
       “ไม่กลับ ผมจะไปต่อ และคุณก็ต้องตามไปคุ้มกันผม”
       ณัฐชาเซ็ง
       “โอย...คุณจะไปไหนอีกไม่ทราบคะ คุณโทมัสขา”
       ฤทธิ์คิด
       “ห้องคุณ…”
       ณัฐชานิ่วหน้า
       “มีอะไรทานมั้ย”
      
       ณัฐชาเปิดตู้เก็บของที่มุมทำครัว ก่อนจะหันไปบอกฤทธิ์ที่มุมทำครัว
       “ของกินเพียบเลย...บะหมี่ซอง กับปลากระป๋อง” ณัฐชาเขินๆ
       “ในตู้เย็นก็เหมือนกัน ผมเจอไข่...ตั้งสองฟองแน่ะ”
       “ฉันลวกหมี่ให้คุณละกัน”
       “ผมทำเองดีกว่า ผมโปรกว่าคุณแน่เรื่องนี้”
       ฤทธิ์จะเดินคว้าบะหมี่ซอง แต่ณัฐชาคว้าข้อมือก่อน
       “เดี๋ยว บะหมี่ไฮโซอร่อยสู้บะหมี่จับกังไม่ได้หรอกคุณโทมัส”
       “พนันมั้ย ของผมอร่อยกว่าที่คุณคิด”
       ณัฐชาแค่นยิ้มแบบเย้ยเยาะสุดๆ ฤทธิ์รู้สึกว่าโดนท้าทาย...ณัฐชากับฤทธิ์ยึดพื้นที่ทำครัวคนละมุม คนหนึ่งยืนหน้าเตาแก๊ส อีกคนยืนหน้าไมโครเวฟ ต่างตระเตรียมบะหมี่แบบของตน เป็นบะหมี่ทรงเครื่อง มีปลากระป๋อง โรยต้นหอมนิดหน่อย ณัฐชาบอกเสียงเข้ม
       “ห้ามลอกการบ้านนะขอบอก”
       “สูตรใครสูตรมันอยู่แล้ว”
       ณัฐชาเริ่มต้มบะหมี่ ฤทธิ์ยัดชามเข้าไมโครเวฟ
       “ไม่ได้โม้นะคุณ อาหารทุกอย่างน่ะ ปรุงร้อนๆ จากเตา อร่อยกว่ากันเยอะ”
       ฤทธิ์มองหน้า
       “เหรอ แล้วคุณจะซื้อไมโครเวฟมาทำไม”
       “ไว้อุ่น”
       “ก็ไปอุ่นกับเตาสิคุณ นี่ผมก็ไม่ได้โม้นะ จะทำอาหารด้วยไมโครเวฟน่ะมันต้องใช้เทคนิค พวกตาสีตาสายายมายายมีอย่างคุณน่ะ ไม่เข้าใจหรอกครับ”
       ณัฐชาพยักหน้าเหี้ยมๆเออ เดี๋ยวก็รู้ว่าใครจะอร่อยกว่ากัน
      
       ในห้องรับแขก...ฤทธิ์กับณัฐชาวางชามบะหมี่แบบมีฝาปิดของตนไว้บนโต๊ะ ก่อนจะผลักแลกกันให้อีกฝ่ายชิมของตน ทั้งคู่ต่างคนต่างเปิดฝาชามแล้วอึ้งไป เพราะบะหมี่ทั้งสองชามนั้นออกมาเหมือนกันเป๊ะๆ แม้แต่การตกแต่งของโรยหน้า ณัฐชะชัก
       “บังเอิญจัง สูตรนี้ใจทิพย์เป็นคนสอนฉัน ตอนแรกนึกว่ามีฉันรู้แค่คนเดียวซะอีก”
       “สงสัยเพื่อนคุณคงจำมาจากอินเตอร์เน็ต”
       ณัฐชาพยักหน้าไม่ว่าอะไร แต่สายตามองฤทธิ์อย่างจับผิด ฤทธิ์พยายามกลบเกลื่อนด้วยการชิมบะหมี่ในชาม ณัฐชาจึงชิมบะหมี่ของฤทธิ์บ้าง
       “ขนาดรสชาติยังเหมือนกันอีก”
       ฤทธิ์ไม่สนใจ
       “บะหมี่ซองนะคุณ ยี่ห้อเดียวกัน ก็ต้องเหมือนกันสิ”
       “เอาเถอะ ไล่ให้ตายคุณก็ไม่มีวันจนมุมอยู่แล้วนี่ แต่ถ้าใจทิพย์ยังอยู่ ใจทิพย์ต้องบอกได้แน่ ว่าอะไรคือความจริง”
       ฤทธิ์ทานบะหมี่ต่อไปเงียบๆ ไม่ยอมพูดเรื่องใจทิพย์อีกเลย แต่ในใจนึกถึงเธอตลอดเวลา ขณะเดียวกันณัฐชาก็ลอบสังเกตอิริยาบถของเขาเงียบๆในใจ
      
       ฤทธิ์ล้างจาน โดยมีณัฐชาคอยยืนเช็ดให้แห้งระหว่างนั้นเขาส่งจานให้ เธอรับไปแต่เผลอคว้าถูกมือเขาเต็มๆ ฤทธิ์กับณัฐชามองมือแล้วมองหน้ากัน ก่อนที่ต่างฝ่ายจะต่างปล่อยมือ จานหล่นแตก
       “ถือดีๆสิคุณ” ฤทธิ์ดุ
       “แล้วคุณปล่อยมือทำไม” ณัฐชาเถียง
       “อ้าว ก็ผมนึกว่าคุณจะถือนี่”
       ฤทธิ์กับณัฐชาย่อตัวลงเก็บจานพร้อมกันอีกหน้าหวิดชนกัน ทั้งคู่สบตากันสักพักอย่างตกอยู่ในภวังค์
       “คบกันมาตั้งนาน ผมเพิ่งเห็นตาคุณชัดๆ ก็วันนี้”
       “ตาฉันทำไม” เธอรีบเช็ด “มีขี้ตาเหรอ”
       ฤทธิ์ยิ้ม
       “คุณไม่ได้ก้าวร้าวอย่างที่ผมคิด ไอริณพูดถูก…มีบางอย่างเกี่ยวกับใจทิพย์ในตัวคุณ บางอย่างที่…”
       ฤทธิ์ระงับอารมณ์ที่จะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้
       “แล้วคุณจะรู้ได้ยังไง ถ้าคุณไม่เคยรู้จักใจทิพย์”
       ฤทธิ์ยิ้มแล้วเก็บเศษจานไปเงียบๆ ณัฐชามองเขาสักพักนึงเหมือนคิดอะไรได้บางอย่าง แล้วเอ่ยลอยๆออกมา
       “เคยได้ยินนิทานเรื่องหนึ่งมั้ย ที่เจ้าชายผู้เหี้ยมโหดต้องคำสาปให้กลายเป็นอสูรร้าย ต้องถูกขังอยู่ในปราสาทตามลำพัง รอจนมีหญิงงามมาปลดปล่อยเขาด้วยความรัก”
       “คุณพูดถึงโฉมงามกับเจ้าชายอสูรรึเปล่า นิทานไร้สาระ”
       ณัฐชามองฤทธิ์
       “แต่ดูๆไปก็เหมือนชีวิตคุณนะ”
       ฤทธิ์ชะงักมอง เธอปลีกตัวไปทิ้งให้เขาถูกสะกดอยู่ความรู้สึกที่บาดใจ
      
       ฤทธิ์ขับรถไปจากคอนโดณัฐชา โดยมีเจ้าตัวมายืนส่ง…เธอมองตามฤทธิ์ไปด้วยความรู้สึกค้างคา ณัฐชารำพึง
       “นายโทมัส” ณัฐชาครุ่นคิด “ฤทธิ์ ราวี…ถ้านายเป็นคนเลวก็ว่าไป แต่ถ้านาย มีรักแท้กับใจทิพย์ นายก็คือคนที่น่าสงสาร เพราะนายต้องรออีกนานแสนนาน กว่าจะได้เจอคนรักของนายอีกครั้ง”
      
       ฤทธิ์ขับรถฝ่าความมืดของรัตติกาลไปตามลำพัง ภาพอดีตของใจทิพย์ค่อยๆผุดขึ้นมาในสมอง เขาพยายามตัดใจเพื่อลืมความรู้สึกเหล่านั้น...วินาทีนั้นเองที่จู่ๆ ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถของเขาอย่างรวดเร็ว ฤทธิ์รีบเบรกกะทันหันขณะที่ผู้หญิงคนนั้นเสียหลักผงะล้มไป...ฤทธิ์ลงมาดูเหตุการณ์
       “คุณ เป็นอะไรรึเปล่า”
       “พี่...พี่ช่วยหนูด้วย พวกมันมาแล้ว”
       ฤทธิ์มองไปเห็นชายสามคนวิ่งตามมา และพบว่าคนทั้งสามตกอยู่ในสภาพของผีดิบ พวกมันหยุดชะงักมองไปมาระหว่างฤทธิ์และหญิงสาว พวกผีดิบตัดสินใจกรูเข้าหาผู้หญิงที่เหมาะจะเป็นเหยื่อของมัน หญิงสาวกรีดร้องลั่น ขณะที่ฤทธิ์ต้องต่อสู้ขัดขวางพวกผีดิบด้วยมือเปล่าในตอนแรก ก่อนจะใช้ตัวช่วย…ชักมีดสนับออกมาจากหัวเข็มขัดแล้วแทงใส่พวกผีดิบหลายแผล แต่พวกมันก็ไม่ยอมตาย แถมบางตัวทำท่าจะเข้าไปกระชากเสื้อหญิงสาวจนฉีก ฤทธิ์ไม่มีทางเลือกอื่น เขาตัดสินใจใช้มีดสนับเล่นงานที่ศีรษะของพวกมันอย่างรวดเร็ว...ผีดิบตัวสุดท้ายถูกฆ่าก่อนจะถึงตัวเหยื่อสาว มันล้มลงโดยมีหลอดบรรจุน้ำตาสวรรค์กลิ้งออกมาจากกระเป๋า ฤทธิ์หยิบมาดู
       “น้ำตาสวรรค์” ฤทธิ์แค้นๆ “พรายพิฆาต”
      
       หน้าอาคารเมมเบอร์คลับพรายพิฆาตยามค่ำคืน...มาวินและแหลมเพิ่งมาถึงเมมเบอร์คลับ เอมี่พาพนักงานหญิงถือถาดออกมาต้อนรับ มาวินพอเห็นสาวๆก็หันมาหลิ่วตากับแหลมอย่างพอใจ
       “คุณมาวิน เชิญค่ะ”
       เอมี่ผายมือไปที่ของในถาดที่พนักงานต้อนรับถืออยู่เป็นหน้ากากสองอัน มาวินหยิบมาดู
       “ชักจะสนุกขึ้นทุกที เอ็งว่ามั้ยไอ้แหลม”
       “แหะๆ แต่ผมว่ามันชักจะน่ากลัวแล้วนะครับคุณมาวิน ท่าทางแปลกๆ”
       มาวินดุ
       “เป็นนักเลงภาษาอะไรวะ แค่นี้ทำปอดแหกไปได้”
       มาวินว่าก่อนจะสวมหน้ากาก แหลมสวมตามอย่างลนๆ
      
       เอมี่เดินนำทางมาวินกับแหลมซึ่งสวมหน้ากากอยู่เข้ามาในห้องโถง มีสมาชิกหลายคนซึ่งต่างก็สวมหน้ากาก theme เดียวกันกำลังหาความสำราญจากอบายมุขสารพัดรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า ยา ผู้หญิง หรือแม้แต่การพนัน มาวินหันมาถาม
       “ทำไมทุกคนต้องสวมหน้ากาก”
       “เพราะคนพวกนี้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงค่ะคุณมาวิน พวกเขาไม่ต้องการให้ใครจำได้ เพราะเกรงว่าจะเสียชื่อ” เอมี่อธิบาย
       แหลมพยักหน้าใจ
       “อ้อ ถ้างั้นก็แปลว่าคุณมาวินมีชื่อเสียงน่ะสิครับ”
       มาวินหัวเราะ
       “ฮ่าๆ แน่นอน หน้าข่าวอาชญากรรม ใครๆก็รู้จักข้า” มาวินบอกกับเอมี่ “แต่ผมไม่กลัวเสียชื่อหรอกนะคุณ ผมไม่แคร์อยู่แล้ว”
       เอมี่ยิ้ม
       “แต่เราแคร์ค่ะ”
       เอมี่เดินนำไป ทิ้งให้มาวินกับแหลมยืนอึ้ง แหลมเปรยๆ
       “สรุปคือ เขากลัวว่าสถานที่ของเขาจะเสียชื่อเพราะคุณมาวินครับ”
       มาวินหันมา
       “รู้โว้ย ไม่ต้องแปล”
       แหลมหน้าจ๋อย มาวินเดินตามเอมี่ไปฉุนๆ แหลมรีบตามไปอีกคน
      
       มาวิน แหลม เอมี่ สนทนากับบอสอยู่บนดาดฟ้าเมมเบอร์คลับ
       “สินค้าล็อตใหม่พร้อมแล้ว ที่เราต้องการก็คือวางจำหน่ายไปทั่วประเทศ”
       มาวินชะงัก
       “ฮึย...เอาอย่างงั้นเลยเหรอหุ้นส่วน”
       บอสเสียเข้ม
       “แกมีปัญหาหรือไง”
       “ก็แหงล่ะ พื้นที่ของฉันมันจำกัดนี่หว่า จะตีตลาดทั่วประเทศน่ะ แกต้องอาศัยพวกเจ้าถิ่น”
       “นัดพวกมันมาหาฉัน แล้วฉันจะต่อรองเอง”
       มาวินนิ่วหน้า ไม่รู้ว่าบอสจะทำแบบนั้นได้ยังไง
      
       นำชัยอยู่ในห้องทำงาน ต่อว่ากรณ์อย่างดุเดือด ขณะที่อีกฝ่ายนั่งจิบเหล้าอย่างใจเย็น
       “นี่น่ะเหรอ...ที่คุณบอกว่าพรายพิฆาตจะช่วยจัดการให้ทุกอย่าง ชื่อเสียงผมป่นปี้ไปหมดแล้ว คุณเห็นรึเปล่า”
       นำชัยปาหนังสือพิมพ์ใส่กรณ์แต่ไม่โดน กรณ์ยิ้ม
       “ไม่เห็นต้องเครียดเลยนี่ครับท่าน เพราะตอนนี้ใครๆ ก็เชื่อสนิทว่าท่านไม่ได้เกี่ยวพันกับพรายพิฆาต แถมการประกาศศักดาของพรายพิฆาตก็ลุล่วงไปด้วยดี ท่านน่าจะดีใจซะด้วยซ้ำ”
       “ดีใจ ที่มีคนตายเป็นเบืองั้นเหรอ นี่เหรอคือความสำเร็จของพวกคุณ”
       “เป้าหมายของพรายพิฆาต คือการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ ซึ่งมัน…ต้องแลกกับการสูญเสียบางอย่าง”
       “แต่มันมากเกินไปสำหรับผม ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ผมมีหวังจบเห่แน่...คุณช่วยเจรจากับบอสให้ทีได้มั้ย ว่าผมอยากถอนตัว ถ้าสำเร็จล่ะก็ ผมจะจ่ายให้คุณ…”
       นำชัยพูดไม่ทันจบ กรณ์ก็เอาเหล้าสาดหน้าก่อนจะปราดมากระชากคอ
       “ใครต้องการเงินของแก ไอ้หมูสกปรก นักการเมืองอย่างแก ไม่รู้จักคำว่าอุดมการณ์หรอก...อย่าพูดคำว่าถอนตัวอีกเด็ดขาด ไม่งั้น แกตายแน่”
       “ฉันขอโทษ ฉันเข้าใจแล้ว”
       “พรายพิฆาตจะกระจายยาเสพติดล็อตใหม่เร็วๆนี้ หน้าที่ของแกคือ อำนวยความสะดวกให้พวกเรา อย่าให้ตำรวจเข้ามายุ่งเด็ดขาด”
       นำชัยพยักหน้าลนลาน กล้องสอดแนมซึ่งฤทธิ์ซ่อนไว้ทำงานอยู่
      
       ในห้องสมุดบริษัทมาดามหลิว ชาญเปิดไฟล์ภาพจากคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้ทุกคนได้ชมเสียงกรณ์ดังออกมาจากคอม
       “พรายพิฆาตจะกระจายยาเสพติดล็อตใหม่เร็วๆนี้ หน้าที่ของแกคือ อำนวยความสะดวกให้พวกเรา อย่าให้ตำรวจเข้ามายุ่งเด็ดขาด”
       มาดามหลิวมั่นใจ
       “ถ้าพรายพิฆาตมีคำสั่งแบบนี้ ก็แปลว่าท่านนำชัยต้องรู้เห็นเรื่องยาเสพติด”
       ชาญเสริม
       “และอาจรู้ด้วยว่าโรงงานตั้งอยู่ที่ไหน”
       โซเฟียหนักใจ
       “เขาไม่มีทางบอกเราแน่ ถ้าไม่ถูกสอบปากคำ”
       ฤทธิ์คิดอะไรบางอย่างได้
       “แต่ผมมีวิธีอื่น”
      
       ชาญเดินมาส่งฤทธิ์ที่หน้าลิฟต์ ระหว่างนั้นเขาก็ส่งทัมป์ไดรฟ์ ให้กับฤทธิ์
       “ผมก๊อบปี้ไฟล์ให้แล้ว”
       ฤทธิ์รับไป ชาญถามอย่างสงสัย
       “บอกผมหน่อยได้มั้ยว่าคุณมีแผนอะไร”
       “ผมจะหาทางให้ท่านนำชัยยอมสารภาพเรื่องนี้”
       “แล้วถ้าไม่สำเร็จขึ้นมา”
       “ใช้แผนสอง คุณกับโซเฟียหาทางเค้นข้อมูลจากลุงโจให้ได้”
      
       ใต้สะพานข้ามแม่น้ำ...ฤทธิ์กับณัฐชาเข้ามาหลบฝนในรถด้วยกัน
       “นี่ฝนตกอีกแล้วเหรอเนี่ย เมื่อวานก็ตกไปทีแล้วนะ”
       “คุณจะบอกว่าผมสร้างสถานการณ์อีกสิท่า”
       “เปล่าซะหน่อย ทำเป็นร้อนตัวไปได้”
       ฤทธิ์มอง
       “ตัวคุณเปียก ผมเช็ดให้นะ”
       ณัฐชาไม่ทันตอบ ฤทธิ์หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดตัวให้เธออย่างนุ่มนวล
       “ทำไมคุณต้องกลัวผมด้วย ผมไม่ใช่คนร้ายซะหน่อย”
       “ฉันเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง ฉันเป็นตำรวจ”
       “คุณไม่ยอมเปิดใจต่างหาก คุณเชื่อข้อมูล กับสิ่งที่คุณเห็นมากเกินไป”
       “ไม่จริง”
       “ก็ลองพิสูจน์ดูสิ แค่คุณหลับตา แล้วมองผมด้วยหัวใจของคุณ คุณจะรู้ว่าผมไม่ได้เป็นคนร้าย”
       ณัฐชามองฤทธิ์อย่างลังเล เห็นอีกฝ่ายพยักหน้ายืนยันอย่างจริงจัง เธอจึงค่อยๆหลับตาลง
       ฤทธิ์มองหน้าเธอสักครู่ และตัดสินใจรวบตัวเข้ามาจูบ
       “อือ...คุณจะทำอะไร ปล่อยฉันนะ”
       “ก็อยากว่าผมเป็นคนร้ายทำไม ผมจะพิสูจน์ให้ดูว่าคนร้ายจริงๆ เขาต้องทำแบบนี้”
       ฤทธิ์ปล้ำณัฐชา ๆพยายามขัดขืนแต่ไม่สำเร็จ ครั้นจะร้องโวยวายก็โดนฤทธิ์จูบปิดปากเอาไว้
       “อย่านะ อย่า...อย่า...อืม”
      
       ณัฐชาดิ้นทุรนทุรายเพราะความฝันโดยมีตุ๊กตา หมอน ผ้าห่มโปะหน้าอยู่
       “อย่า...อย่าทำแบบนี้ อย่า...”
       มือนักสู้มหากาฬเอื้อมมาสะกิด
       “ตื่นได้แล้วคุณตำรวจ จะฝันหวานไปถึงไหนกัน คุณตำรวจ”
       ณัฐชาชะงัก นิ่งไปพักใหญ่ ก็ดึงของที่ปิดหน้าออก
       “เฮ้ย...มือสังหาร”
       ณัฐชากลิ้งตกเตียงแล้วรีบควานหาปืนที่หัวเตียง
       “ปืน...ปืนฉันหายไปไหน”
       ฤทธิ์ชูให้ดูแล้ววางข้างๆ
       “ผมหยิบมาแล้ว”
       ณัฐชาก้มไปดูใต้เตียง
       “ปืนสำรอง แล้วปืนสำรองล่ะ”
       ฤทธิ์ชูให้ดูแล้ววางข้างๆ
       “ผมก็หยิบมาแล้วเหมือนกัน”
       ณัฐชาสุดทน
       “โว้ย ให้โอกาสคนอื่นเขาขัดขืนบ้างสิ อะไรจะรู้ทันไปหมด”
       “ผมมาดีนะคุณตำรวจ แค่จะมาบอกข่าวคุณ ไม่คิดว่าจะนอนตื่นสาย”
       ณัฐชามองสภาพตัวเองอย่างนึกขึ้นได้ ดึงผ้าห่มมาปิด
       “ออกไปก่อน เดี๋ยวฉันตามไป”
      
       ณัฐชาแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็ออกมาจากห้องนอน เห็นนักสู้มหากาฬชงกาแฟ
       “ยังไม่ใส่น้ำตาล ผมไม่รู้ว่าคุณทานหวานรึเปล่า”
       “ขอบใจ แต่คราวหลังไม่ต้อง ฉันชงเองได้” ณัฐชารับกาแฟมาใส่น้ำตาล “แล้วจำไว้ด้วยนะ นี่มันคอนโดของฉันถ้าคุณจะมา คุณต้องแจ้งก่อนล่วงหน้า”
       “ขืนบอก คุณก็วางกับดักผมน่ะสิ”
       “แล้วคุณมีข่าวอะไร”
       “ผมเพิ่งโอนไฟล์เข้ามือถือคุณเมื่อเช้า ลองเปิดดูสิ”
       ณัฐชาหยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดดูไฟล์วิดีโอที่ถูกส่งมา
       “ส่งมาตอนไหนเนี่ย”
       “นอนขี้เซาขนาดนั้น ยังจะถามอีก”
       ณัฐชาถลึงตาใส่ดุๆ ก่อนจะดูคลิปวิดีโอต่อไปจนจบ และเห็นภาพที่นำชัยโต้เถียงกับกรณ์
       “นี่คุณอาเป็นพรายพิฆาตจริงๆเหรอ”
       “ผมอยากให้คุณเอาคลิปวิดีโอนี่ไปต่อรองกับท่านนำชัย ถ้าเขายอมช่วยเรา ก็ค่อยกันเขาเป็นพยานทีหลัง”
       ณัฐชานึกขึ้นได้
       “ไอริณต้องรู้เรื่องนี้แน่ๆ มิน่าเธอถึงได้หนีหน้าฉัน”
      
       ณัฐชากับไอริณหลบมุมโต้เถียงกันอยู่ ทีมงานกองถ่ายกำลังทำงาน
       “ถ้าเธอเห็นฉันเป็นเพื่อน เธอก็ไม่ควรยุ่งกับเรื่องนี้ณัฐชา เธอต้องลืมมันไปซะ”
       “แต่ฉันเป็นตำรวจนะ ฉันทำแบบนั้นไม่ได้”
       ไอริณเสียใจ
       “แต่เขาเป็นพ่อฉันนะ เขาเลี้ยงฉันมา”
       ณัฐชาสงสาร
       “ยังไม่สายหรอกไอริณ ถ้าเธอพูดกล่อมคุณอาให้ยอมช่วยฉัน ฉันจะหาทางกันคุณอาไว้เป็นพยาน”
       ไอริณเริ่มคล้อยตามในสิ่งที่ณัฐชาพูด
      
       นำชัยเดินเข้ามาในห้องทำงานอย่างร้อนรนโดยมีไอริณตามมาด้วย นำชัยมองหาสักครู่และปลดกล้องสอดแนมที่ซ่อนอยู่ออก
       “นี่มันบ้าชัดๆ ใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ มันคือศัตรูของพ่อ”
       “พ่อคะ พอเถอะค่ะ ถ้าขืนพ่อยังดื้อต่อไป เรื่องมันอาจเลวร้ายกว่านี้ก็ได้”
       “เลวร้ายงั้นเหรอ ลูกไม่เข้าใจความหมายของมันหรอกไอริณ การหักหลังพรายพิฆาตต่างหากคือสิ่งที่เลวร้าย”
       “แต่พ่อเคยสัญญานี่คะว่าจะแปรพักตร์จากพวกมัน”
       “ไอริณ อำนาจของพรายพิฆาตมีมากเกินกว่าที่ลูกจะคาดถึง งานนี้แม้แต่ณัฐชาเพื่อนของลูกก็คงช่วยพ่อไม่ได้”
       ไอริณน้ำตาคลอ
       “แล้วเราสองคนจะเป็นแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่คะ หรือต้องรอให้หนูเป็นเหมือนแม่ซะก่อน พ่อถึงจะกล้าตัดสินใจ”
       นำชัยเห็นไอริณเสียใจแล้วรู้สึกจุกที่อก พูดไม่ออก ไอริณน้ำตาไหล
       “ทุกอย่างต้องมีจุดจบค่ะพ่อ แต่สิ่งที่ริณต้องการก็คือเรา…เราได้ตัดสินใจเลือกทางของตัวเอง ไม่ใช่อยู่ใต้ความหวาดกลัวไปตลอดชีวิต”
       นำชัยอึ้งไป
      
       กองปราบยามเย็น...ไมตรีกับปรีดาจะออกเวรไปด้วยกัน ณัฐชาเดินสวนเข้ามาอย่างร้อนรน
       “อ้าวผู้หมวด มาทำไมอีกครับเนี่ย นี่มันเย็นแล้วนะครับ” ไมตรีทักทาย
       ปรีดามองๆ
       “อย่าบอกนะครับว่าผู้หมวดเข้ากะดึก”
       ไมตรีตบกบาลปรีดา
       “อื้อหือ กะดึก ตำรวจนะหมู่ ไม่ใช่สาวโรงงาน”
       ณัฐชาอึกอัก
       “คือ...ฉันติดต่อผู้กองราเมศไม่ได้ พวกนายพอรู้รึเปล่า ว่าผู้กองอยู่ที่ไหน”
       ไมตรีกับปรีดามองหน้ากัน
      
       ราเมศนั่งเมาอยู่ที่บาร์อย่างหมดสภาพเสียงอ้อแอ้
       “น้อง ขออีกแก้ว”
       บาร์เทนเดอร์ลังเล
       “จะไหวเหรอครับผู้กอง คืนนี้จัดหนักตั้งแต่หัวค่ำแล้วนะครับ”
       ราเมศมอง
       “งั้นเอามาสามแก้วเลย”
       บาร์เทนเดอร์ยิ้มเหนื่อยหน่ายเต็มทีก่อนจะปลีกตัวไป ระหว่างนั้นณัฐชาก็เปิดประตูเข้ามาในร้าน มองหาราเมศ เห็นเขากำลังจะดื่มเหล้าชุดใหม่ที่เพิ่งมาเสิร์ฟ แต่ณัฐชาก็ตรงมาคว้าข้อมือไว้เสียก่อน
       “ผู้กองคะ”
       “ณัฐชา คุณมาได้จังหวะพอดี มาดื่มด้วยกันสิ”
       “เรามีงานต้องทำนะคะผู้กอง เดี๋ยวนี้”
       “งานเหรอ ก็ไปบอกหัวหน้าทีมคนใหม่สิ คุณมาบอกผมทำไม”
       ราเมศดึงข้อมือออกจากณัฐชา เขาคว้าเหล้าดื่มก่อนจะเดินหนีไป
      
       ราเมศเดินมากดรีโมทเปิดประตูรถ แต่กดยังไงก็ไม่มีเสียงตอบรับ
       “เออ...อะไรของมันวะ ก็จอดรถไว้ตรงนี้นี่หว่า แล้วนี่มันแอบหนีไปตอนไหนวะ”
       ราเมศกดรีโมทมั่ว แต่แล้วก็มีชายฉกรรจ์ขับมอเตอร์ไซค์ผ่านมาเห็นเข้า สภาพเมาแอ๋ของราเมศชวนให้พวกมันตัดสินใจจอดรถแล้วเดินเข้ามาหา
       “หารถอยู่เหรอพี่ชาย เดี๋ยวผมช่วยเอง”
       ชายคนหนึ่งแย่งกุญแจรถไปจากมือราเมศ ขณะที่อีกคนล้วงค้นปลดทรัพย์สินไปจากตัวเขา
       “เมาๆแบบนี้ต้องระวังหน่อย เดี๋ยวข้าวของจะตกหล่นสูญหาย ผมเก็บให้นะพี่”
       ราเมศคว้าข้อมือมัน
       “เฮ้ย...แค่เมานะโว้ย ไม่ได้โง่”
       พวกคนร้ายมองหน้ากันก่อนจะลงมือชกต่อย ราเมศเมาจนป้องกันตัวเองไม่ไหว เขาถูกต่อยล้มลง ปืนกระเด็นออกจากซองพก ชายคนหนึ่งตกใจ
       “เฮ้ย...ปืนนี่หว่า”
       อีกคนดูบัตรในกระเป๋าเงิน
       “ซวยแล้ว ตำรวจ”
       ราเมศพยุงตัวจะยืนแต่ไม่สำเร็จ
       “ก็เออสิโว้ย คอยดูนะ ถ้าฉันสร่างเมื่อไหร่ ฉันจะตามล่าพวกแก”
       “พูดแบบนี้อย่าอยู่เลยมึง”
       ชายคนหนึ่งคว้าปืนจะยิงราเมศ แต่ณัฐชาตามมาถึงเสียก่อน เธอลงมือเตะปืนทิ้งไปก่อนจะเล่นงานคนร้ายทั้งสองทันที แล้วชี้หน้าขู่
       “จะฆ่าตำรวจงั้นเหรอ ไอ้โจรปลายแถว แกรู้มั้ยว่าโทษหนักแค่ไหน”
       สองโจรไม่ยอมสิ้นฤทธิ์ ตัดสินใจบุกเข้าเล่นงานณัฐชาอีก แต่ก็ถูกณัฐชาซัดจนเดี้ยงไปกองรวมกัน พวกโจรขณะกำลังมึนอยู่นั้นก็เห็นแสงแฟลชสว่างวาบ พอมองไปก็เห็นณัฐชาใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปพวกมันเอาไว้
       “ภาพชัดแจ๋ว เดี๋ยวขอส่งรูปไปที่ฝ่ายทะเบียนก่อนนะ”
       สองโจรนั่งงง
       “เอาล่ะ ระหว่างนี้ถ้าคิดว่าหนีพ้นก็เชิญตามสบาย แต่เชื่อเถอะ อย่างเก่ง…ไม่เกินสิบชั่วโมง แกโดนจับแน่”
       พวกโจรมองหน้ากันแล้วเผ่นหนีไปทันที ณัฐชาส่ายหน้าตามปลงๆ ก่อนจะหันมาเห็นราเมศที่นอนสลบอยู่ที่พื้นเพราะความเมา
       “อ้าว...ผู้กอง”
      
       ราเมศนอนอยู่บนรถที่เปิดประตูทิ้งไว้ ณัฐชาใช้ผ้าเย็นเช็ดหน้าให้
       “ผู้หมวด”
       ณัฐชาหยิบขวดเครื่องดื่มที่พกไว้
       “ดื่มอะไรแก้เมาหน่อยสิคะผู้กอง เดี๋ยวฉันเปิดให้นะ”
       ณัฐชาทำท่าจะเปิดขวด ราเมศรีบรั้งมือเธอไว้
       “ผมไม่มีอะไรจะพูดกับคุณ คุณไปซะ ผมไม่เหลืออะไรอีกแล้ว”
       “ฉันรู้ค่ะว่าผู้กองเสียใจ แต่ถ้าผู้กองยอมแพ้ ความรู้สึกนี้มันก็จะติดตัวผู้กองไปตลอดชีวิต”
       “แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง คุณบอกมาสิณัฐชา ผมมีทางเลือกอื่นอีกเหรอ นอกจากยอมแพ้”
       “ยังมีโอกาสค่ะผู้กอง ถ้าเรารู้ว่าแหล่งผลิตยาของพรายพิฆาตมันอยู่ที่ไหน”
       ราเมศได้ยินณัฐชาแล้วถึงกับชะงักไป
      
       ในห้องทดลองบริษัทมาดามหลิว...ลุงโจนอนอยู่บนเตียงในสภาพถูกพันธนาการ โซเฟียใช้สลิงสองเล่มดูดยาขึ้นมาจากขวด
       “เอาเลยอีหนู อยากฉีดอะไรก็ใส่เข้ามา ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงซัดให้เต็มที่ วันนี้ฉันไม่มีทางบอกความลับเด็ดขาด”
       ชาญเข้ามา
       “ดื้อแบบนี้ไม่กลัวตายหรือไงลุง”
       “ถึงฉันจะเป็นแค่ไอ้ขี้เมา แต่ก็มีอุดมการณ์ที่สูงส่ง พรายพิฆาตยอมพลีทุกอย่างเพื่อมวลชน”โซเฟียจ้องหน้า
       “โดยการฆ่าคนที่ไม่เห็นด้วยงั้นเหรอ”
       ลุงโจประชด ตะโกนใส่หน้าชาญ
       “พรายพิฆาตจงเจริญโว้ย”
       โซเฟียหมั่นไส้เลยปักเข็มใส่คอลุงโจสองเล่มซ้อน ชาญตกใจ
       “โซเฟีย”
       “ไม่ตายหรอก แค่เมาหนักกว่าเดิมนิดหน่อยหรือถ้าตาย...ฉันจะทำ Cpr ปลุกเขาขึ้นมาทรมานต่อ”
       ยาเริ่มออกฤทธิ์
       “เฮ่อ...พรายพิฆาต...พรายพิฆาตจง...เจริญ”
       “ไอ้แก่ โรงงานผลิตยาอยู่ที่ไหน”
       ลุงโจยิ้ม
       “รอหน่อยสิวะนังหนู ยังเมาไม่เต็มที่เว้ย ฮ่าๆ”
       “ไอ้แก่บ้า นี่แกดื้อยาหรือไง”
       “เห็นคุณโทมัสบอกว่าหมอนี่ดื่มเหล้าจัด สงสัยตับของเขาคงมีภูมิต้านทานเป็นพิเศษละมั้ง”
       “ฮี่ๆ สงสัยคงใช่ พูดแล้วเปรี้ยวปากว่ะ มีสักก๊งมั้ยไอ้หนุ่ม”
       โซเฟียเริ่มเดือดดาลเธอปลีกตัวไปเลือกคว้าสลิงอันใหญ่ที่สุดมาดูดยาอีกหลอด ชาญรีบเตือน
       ”โซเฟีย ขืนฉีดให้เขาอีกเข็ม มีหวังเขาตายแน่”
       “เดี๋ยวก็รู้”
       โซเฟียดูดยาเสร็จก็ถือมาหาลุงโจ ๆเห็นขนาดของสลิงก็ตาเหลือก
       “เฮ้ยๆ อย่านะเว้ยนังหนู ไม่ต้องฉีด ฉันยอมแล้ว ฉันบอกแล้ว”
       “โรงงานอยู่ที่ไหน”
       “ฉันไม่รู้ แต่ฉันเคยเห็น แก้มัดให้ฉันก่อน เดี๋ยวฉันจะเขียนแผนที่ให้เอง โซเฟียชะงักแล้วมองไปที่ชาญ เห็นชาญครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้า เพราะคิดว่าเขาคงจัดการลุงโจได้ไม่ยาก
      
       ชาญแก้มัดให้ลุงโจเสร็จก็ประคองลงจากเตียง ขณะที่โซเฟียเอาสมุดโน้ตกับปากกามาส่งให้
       “อ่ะ รีบจัดการซะ”
       “ใจเย็นๆก็ได้นังหนู ลุงยังไม่หายมึนเลย...โอย”
       ลุงโจกุมขมับเซไป ชาญขยับเข้าประคองไว้
       “นี่ลุง ยืนดีๆหน่อย”
       จังหวะนั้นเองลุงโจก็ฉกเอาปืนจากซองพกของชาญไปก่อนจะเหนี่ยวไกยิงใส่เขาในระยะเผาขน โซเฟียตกใจ
       “ชาญ”
       ลุงโจหันมายิงใส่โซเฟียแต่เธอหลบได้ ลุงโจรีบหนีออกไปจากห้องโซเฟียเป็นห่วงชาญ
       “คุณเป็นยังไงบ้าง”
       “ตามไป ไม่ต้องห่วงผม”
       โซเฟียตัดสินใจวิ่งตามลุงโจออกไป ขณะที่ชาญเลิกดูเสื้อเกราะกันกระสุนที่ใส่อยู่ด้านในซึ่งถูกลุงโจยิงเข้าเต็มๆ ก่อนจะแข็งใจหยิบปืนพกสำรองจากซองที่ข้อเท้าออกมา
      
       ลุงโจวิ่งหนีพอรู้สึกว่าโซเฟียวิ่งตามมาก็หันไปยิงสวน แต่โซเฟียชิงหลบไปเสียก่อน ระหว่างนั้นเองมันก็เห็นมาดามหลิวกับร.ป.ภ. ระดับหัวหน้านายหนึ่งสวนทางมา
       “นี่แก…” มาดามหลิวตกใจ
       “มาดามหลิว” ลุงโจตกใจเช่นกัน
       ร.ป.ภ.ทำท่าจะชักปืน แต่ถูกลุงโจยิงล้มไปเสียก่อน โซเฟียเพิ่งตามมาเห็นลุงโจยิงซ้ำใส่ ร.ป.ภ.อีกหลายนัด
       “มาดาม”
       มาดามหลิวไม่ทันได้ขานตอบ ลุงโจก็รีบกระชากเธอมาเป็นตัวประกัน
       “อย่าเข้ามานะโว้ย ถอยไป”
       โซเฟียชะงักขณะที่ลุงโจควานหาโทรศัพท์มือถือของ ร.ป.ภ.มากดปุ่มต่อสาย
       “แกเสร็จฉันแน่นังง่อย ฉันจะบอกให้ทุกคนรู้ว่าแกกับพวกคือศัตรูของพรายพิฆาต แกอยู่เบื้องหลังนักฆ่าชุดดำ”
       หน้าจอโทรศัพท์ปลายสายมีคนรับแล้ว แต่ลุงโจไม่ทันคุยมาดามหลิวก็ชิงกระแทกโทรศัพท์จนกระเด็นไปเสียก่อน ลุงโจกระชากคอจ่อปืน
       “นังง่อย แกอยากตายใช่มั้ย”
       โซเฟียร้องลั่น
       “อย่า”
       ชาญเพิ่งมาถึงเขารีบเล็งปืนใส่ลุงโจ
       “ทิ้งปืน แล้วปล่อยตัวมาดามเดี๋ยวนี้”
       “ฮึ...เอ็งต่างหากที่ต้องฟังคำสั่งของข้า” ลุงโจง้างนกปืน “ทิ้งปืน”
       ชาญยังนิ่งอยู่
       “ทิ้ง…ปืน…”
       โซเฟียมองชาญอย่างกังวล…ดวงตาของชาญฉายแววดุดดัน คาดไม่ถึงว่าชาญจะเหนี่ยวไกยิงใส่ลุงโจจนปืนกระเด็นล้มไป เลือดกระเซ็นเปื้อนหน้ามาดามหลิว
       “มาดาม...มาดาม”
       โซเฟียเข้าไปดูแล้วหันไปดุชาญ
       “คุณจะบ้าหรือไงชาญ ถ้าเกิดโดนมาดามขึ้นมาจะว่ายังไง”
       มาดามหลิวมองหน้าชาญ เธอนิ่งจนดูไม่ออกว่าเธอโกรธชาญหรือไม่ ลุงโจนอนกุมแผลหน้าตาเหยเกด้วยความเจ็บปวด โทรศัพท์ที่ต่อสายไว้เมื่อครู่ยังมีสัญญาณค้างอยู่ ได้ยินเสียงกรณ์แว่วมา
       “ฮัลโหลลุงโจ ตอนนี้อยู่ที่ไหน ลุงโจ”
      
       ดาดฟ้าเมมเบอร์คลับ...เอมี่กับยักษ์ทราบข่าวเรื่องลุงโจจากกรณ์ ยักษ์คิดๆ
       “ถ้างั้นก็แปลว่าลุงโจยังมีชีวิตอยู่”
       “คิดว่าคงใช่”
       “แล้วค้นหาตำแหน่งได้รึยัง” เอมี่ถาม
       “นั่นล่ะคือปัญหา ฉันลองเช็กสัญญาณดูแล้ว เบอร์นั้นมันโทรมาจากอาคารของบลูฟินิกซ์ เอมี่โพล่งออกมา
       “บริษัทของมาดามหลิว”
       กรณ์แค้น
       “นังนั่นคือศัตรูของพวกเรา”
      
       ฤทธิ์มาเยี่ยมอาการของมาดามหลิว
       “เป็นความผิดของผมเอง ผมน่าจะอยู่ด้วยตอนที่สอบสวนลุงโจ”
       “ไม่หรอก ลุงโจคนนี้รอบจัดมาก เป็นใครก็คงคิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่อง”
       “แต่ท่าทางชาญคงไม่รู้สึกแบบนั้น”
       “ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”
      
       ในห้องสมุดบริษัทมาดามหลิว...ชาญนั่งดื่มอยู่เงียบๆนึกถึงตอนที่เขาเหนี่ยวไกยิงใส่ลุงโจจนปืนกระเด็นล้มไป เลือดกระเซ็นเปื้อนหน้ามาดามหลิว
       “มาดาม...มาดาม”
       โซเฟียเข้าไปดูแล้วหันไปดุชาญ
       “คุณจะบ้าหรือไงชาญ ถ้าเกิดโดนมาดามขึ้นมาจะว่ายังไง”
       ชาญจิบเหล้าด้วยความรู้สึกเสียใจที่ทำให้มาดามหลิวเกือบต้องบาดเจ็บ สักครู่ฤทธิ์ก็เข้ามาตบบ่าเขา
       “มาดามมีเรื่องจะพูดกับคุณ”
       ชาญนิ่งงัน...ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย
      
       ในห้องนอน มาดามหลิวเอ่ยกับชาญที่นั่งอยู่เบื้องหน้า
       “โทมัสบอกฉันว่าเธอไม่สบายใจเรื่องที่เกิดขึ้น”
       “มาดามต้องเดือดร้อนเพราะผม มันไม่ควรเป็นแบบนั้น”
       “ชาญ…เรารู้จักกันมานานแค่ไหน”
       “เกือบสิบปีเห็นจะได้”
       “แล้วเธอคิดว่าฉันเป็นคนไร้เหตุผลรึเปล่า”
       ชาญส่ายหน้า มาดามหลิวเอื้อมมือมากุมมือเขา
       “เธอเป็นคนเด็ดเดี่ยวเสมอ ชาญและฉันก็เชื่อใจเธอ ไม่ใช่ด้วยฐานะเจ้านาย แต่ในฐานะเพื่อน ฉันเชื่อเสมอว่าเธอจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องฉัน”
       ชาญสบตามาดามหลิวและยิ้มจางๆอย่างโล่งใจ ไม่มีใครรู้เลยว่าในขณะนั้นโซเฟียแอบมองชาญและมาดามหลิวอย่างไม่สบายใจ ภาพที่คนทั้งคู่เกาะกุมมือกันอยู่ ทำให้โซเฟียรู้สึกเดียวดาย...
      
       บนถนนเปลี่ยวยามค่ำคืน...ชายคนหนึ่งปลอมตัว สวมหมวกมิดชิดขับรถมาจอดที่ริมถนน ณัฐชาซึ่งซุ่มอยู่บนรถของเธอปลีกตัวมานั่งบนรถของชายคนนั้นเป็นนำชัยนั่นเอง
       “เธอต้อนอาซะอยู่หมัดเลยนะณัฐชา”
       “เรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่นะคะคุณอา เชื่อหนูเถอะค่ะ”
       “แต่อาสาบานได้ อาไม่รู้หรอกว่าโรงงานผลิตยาของพรายพิฆาตมันอยู่ที่ไหน อารู้แค่ว่านายมาวินเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับพวกมันและมีแผนจะขยายตลาดเร็วๆนี้”
       “แล้วอาพอมีวิธีสืบเรื่องนี้รึเปล่าคะ”
       นำชัยครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักใจ
       “เตรียมคนของเธอให้พร้อม ในอาทิตย์นี้อาจะส่งข่าวถึงเธอโดยตรง”
      
       ภัตตาคารดอกบัวขาวยามค่ำคืน...มาเฟียระดับหัวหน้าแก๊งหลายคนมาประชุมกันพร้อมหน้า โดยมีมาวินยืนเท้าแขนเป็นประธานอยู่ที่หัวโต๊ะ แหลมเอาตัวอย่างน้ำตาสวรรค์วางให้มาวินสาธิต
       “สหายที่รักทุกท่าน วันนี้ฉันมีสินค้าใหม่มานำเสนอ นั่นก็คือ น้ำตาสวรรค์ ที่กำลังโด่งดังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้”
       มาวินเดินไป กรอกคารมใส่หูพวกหัวหน้าแก๊งไปทีละคน
       “ต้นทุนต่ำ ระดับความเมาขั้นเทพ เสพทีเดียวติด ขายดีตีตลาดทั่วกรุงเทพและปริมณฑล”
       หัวหน้าคนหนึ่งขัดขึ้น
       “เฮอะ เห็นมีข่าวว่าเมาแล้วกลายเป็นผีดิบนี่หว่า”
       “ฮึย ข่าวลือ ผีดิบมีที่ไหน กะอีแค่คนเมายาเดินโซเซ ไอ้พวกตำรวจมันแกล้งปล่อยข่าว เพราะมันกลัวว่ายาจะขายดีต่างหาก”
       หัวหน้าอีกคนพูดขึ้น
       “เอ็งอย่าหลอกพวกข้าเลยวะไอ้มาวิน เด็กของข้ามันเคยเห็นโว้ยเมาแล้วคลั่ง ไล่กัดคนอย่างกับหมา ต้องโดนยิงแสกหน้าโน่นถึงจะหยุดมันได้”
       มาวินชักไม่พอใจ
       “เออ แล้วไงวะ เสพยาเกินขนาด มันก็เพี้ยนแบบนี้แหละ ทีคนเมายาบ้าจับตัวประกัน ไม่เห็นมีใครบอกว่าเป็นผีกระหังเลยนี่หว่า”
       “แต่ยาตัวนี้เป็นของพรายพิฆาต มันเป็นพวกก่อการร้าย ข้าไม่เอาด้วยโว้ย”
       หัวหน้าคนที่ 3 พูดเสร็จก็เดินไปที่ประตู ทันใดนั้นมือบอสตะปบข้อมือ กดสปริงดีดใบดาบคมกริบออกมาเสียงดังกังวาน หัวหน้าคนที่ 3 ตาเหลือก พร้อมกับเสียงมีดที่แทงทะลุท้องกรีดซี่โครงดังขึ้นแคร่ก หัวหน้าแก๊งคนอื่นพากันตะลึงอ้าปากค้าง ขณะที่มาวินปรบมือให้ แหลมปรบตามอย่างเอาใจ
       “โว้วเจ๋งมากหุ้นส่วน ฆ่าคนในร้านกูอีกแล้ว...พรมใหม่เพิ่งเปลี่ยนไปหยกๆ เลือดมันล้างออกยากนะโว้ย”
       บอสเก็บดาบ ศพหัวหน้าคนนั้นร่วงโครมไปกับพื้น
       “ต้องขออภัย แต่ใครก็ตามที่ปฏิเสธพรายพิฆาต มันต้องตายสถานเดียว”
       พวกหัวหน้าแก๊งพากันชักปืนเล็งไปที่บอส มาวินรีบห้าม
       “อย่ายิง เชื่อเหอะ เปลืองกระสุนเปล่าๆ”
       พวกหัวหน้าไม่ฟังเสียงกระหน่ำยิงใส่บอส แต่กระสุนทะลวงผ่านไปเหมือนยิงใส่เงา ทุกคนพากันตะลึงตาค้าง บอสหัวเราะสะใจ
      
       สุชาตินำทางนำชัยเข้ามาในห้องรับแขก โทคุดะนั่งรออยู่บาดแผลที่บาดเจ็บคราวก่อนยังมีร่องรอยทำแผลอยู่ โดยมีบอดี้การ์ตสองนายคอยคุ้มกัน สุชาติหันมาบอก
       “มิสเตอร์โทคุดะจะเดินทางกลับวันพรุ่งนี้ ก่อนไปเขาอยากกล่าวลาท่านด้วยตัวเองครับ”
       นำชัยจับมือ
       “โทคุดะซัง”
       โทคุดะยืนจับมือ
       “ผมจะไม่ถามอะไรคุณเรื่องพรายพิฆาต แต่ผมอยากบอกว่ามีนักการเมืองอีกมากที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับคุณ คุณนำชัย พวกเขามีทางเลือกสองทาง นั่นคืออยู่ต่อไปอย่างอัปยศ หรือตายอย่างมีศักดิ์ศรี”
       นำชัยอึกอัก
       “คุณพูดเรื่องอะไร ผมไม่เข้าใจ”
       โทคุดะจริงจังพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น
       “พรายพิฆาตยิ่งใหญ่ก็จริง แต่สิ่งที่มันบงการไม่ได้ก็คือความดีงามในหัวใจของมนุษย์ นั่นคือสิ่งที่อยู่เหนือกว่าอำนาจและวิทยาการทั้งปวง”
       สุชาติแปล
       “โทคุดะซังเชื่อมั่นว่า ความดีของคนเรา ยิ่งใหญ่กว่าอำนาจของพรายพิฆาตครับท่าน”
       นำชัยรู้สึกละอายในความผิดของตน เขาพยักหน้าให้โทคุดะซังอย่างยอมรับ
      
       หลังจากนำชัยส่งโทคุดะเดินทางกลับ ระหว่างนั้นเองกรณ์ก็เดินมาจากทางหนึ่งแล้วบอกข่าวนำชัยเบาๆ
       “บอสต้องการให้ท่านไปเยี่ยมชมโรงงานของเราวันศุกร์นี้ ท่านกับนายมาวินจะได้หารือกันเรื่องการขนส่งสินค้า”
       “ได้...ผมจะไปที่นั่น”
       สุชาติเหลียวมาดูนำชัยกับกรณ์ด้วยความสงสัยว่า ทั้งคู่ดูเหมือนจะมีความลับบางอย่างที่ตนไม่รู้
      
       วันต่อมา...หน่วยสวาทเตรียมกำลังอาวุธก่อนจะมาเข้าแถวในสภาพพร้อมเคลื่อนพล หัวหน้าหน่วยเข้ามารายงาน ราเมศที่ยืนอยู่กับไมตรีและปรีดา
       “หน่วยจู่โจมพร้อมครับ”
       ราเมศพยักหน้า ก่อนที่ไมตรีจะแอบสะกิด
       “ผู้กอง...ผู้กำกับมาครับ”
       ปรีดาเสริม
       “ท่าทางอารมณ์บ่จอยด้วยครับผู้กอง”
       ราเมศมองไป เห็นเมธาเดินมาหา
       “ถ้าจำไม่ผิด ผมปลดคุณจากตำแหน่งหัวหน้าทีมแล้วไม่ใช่เหรอผู้กอง”
       “ครับท่าน แต่นี่เป็นเหตุฉุกเฉิน ขอความกรุณาด้วยเถอะครับ”
       “ไม่เกี่ยวกับผม ตอนนี้คนที่รักษาการณ์แทนคือณัฐชา”
       ไมตรีพูดขึ้น
       “เอ่อ...แผนทั้งหมดผู้หมวดณัฐชาก็เห็นดีเห็นงามด้วยครับผู้กำกับ”
       ปรีดาเสริมอีก
       “หรือว่าง่ายๆ ปฏิบัติการนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้กอง กับผู้หมวดครับ”
       “แล้วตอนนี้ณัฐชาอยู่ที่ไหน” เมธาถามเสียเข้ม
      
       ณัฐชาปลีกตัวมาหามุมสงบโทรคุยกับนักสู้มหากาฬ ที่โดยสารอยู่ในรถบรรทุกสินค้าของบริษัทมาดามหลิว
       “ทุกอย่างพร้อมแล้ว ตอนนี้กำลังรอสัญญาณจากท่านนำชัย”
       “อย่าให้ใครรู้เด็ดขาดว่าท่านนำชัยเป็นคนบอกข่าว”
       “ฉันรู้น่า ท่านนำชัยเป็นพ่อของไอริณนะ ฉันไม่ให้ร้ายเพื่อนตัวเองหรอก ว่าแต่คุณเถอะ จะไปถึงที่หมายทันรึเปล่า”
       “ผมอยู่ใกล้กว่าที่คุณคิด คุณตำรวจ เอาเป็นว่าถ้าคุณเริ่มเดินทางเมื่อไหร่ ผมจะตามไปติดๆ”
       “โอเค คุณมือสังหาร อ้อ...ต้องเรียกชื่อใหม่สินะ นักสู้มหากาฬ”
       ณัฐชาวางสายแล้วหันมาเจอราเมศพอดี
       “ผู้กอง”
       “ผู้กำกับอยากคุยกับคุณ ท่านอยากทราบรายละเอียดของแผนการวันนี้”
       “ได้ค่ะ”
       ราเมศคว้าแขน
       “เดี๋ยว ขอบคุณนะที่ช่วยเตือนสติผม แล้วก็ขอโทษด้วยที่วันนั้นผมพูดไม่ดีกับคุณ”
       “ไม่เป็นไรค่ะผู้กอง ฉันเข้าใจ”
       ราเมศยิ้มให้ณัฐชา มือของราเมศกุมต้นแขนของณัฐชาอย่างมีความหมาย
      
       กรณ์เปิดประตูรถเมื่อเห็นนำชัยเดินออกมาจากบ้าน
       “เชิญครับท่าน”
       สุชาติรีบตามออกมา
       “ท่านครับ ไม่ทราบว่าวันนี้ท่านจะไปไหนเหรอครับ ผมเช็กดูในตารางนัดแล้ว ไม่เห็น…”
       นำชัยตัดบท
       “ไม่มีอะไรหรอกสุชาติ ผมมีธุระส่วนตัวนิดหน่อย คุณกลับไปพักเถอะ”
       สุชาติแปลกใจ มองหน้ากรณ์อย่างกังขาด้านหลังสุชาติ ไอริณมองออกมาจากในบ้านด้วยความเป็นห่วง
      
       มาวินโดยสารมาบนรถที่มีแหลมเป็นผู้ขับ
       “มาถูกทางแน่นะไอ้แหลม”
       “ครับคุณมาวิน หุ้นส่วนของคุณเขาให้แผนที่ GPS มาแบบนี้รับรองไม่มีพลาดครับ”
       “เฮ้อ...โรงงานผลิตยา อยู่ห่างจากเมืองหลวงไม่กี่สิบโลนี่ถ้าไม่มีเส้นของไอ้นำชัย ทุกอย่างก็คงไม่ง่ายแบบนี้ร้อก”
      
       กรณ์ขับรถ โดยมีนำชัยโดยสารอยู่ที่เบาะหลัง นำชัยพรางตัวมาในชุดประชาชนธรรมดา นำชัยแอบหยิบโทรศัพท์ออกมาดูแล้วแอบมองกรณ์อย่างระแวดระวัง
      
       รถของราเมศแล่นนำรถของหน่วยสวาทมาตามถนน ณัฐชาที่นั่งอยู่ข้างราเมศดูคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของตนที่ติดตามสัญญาณโทรศัพท์ของนำชัย
       “สัญญาณชัดเจนมากค่ะผู้กอง อีกไม่นานสายของเราคงถึงที่หมาย”
       ราเมศพยักหน้า ท่าทางเป็นกังวลอยู่ลึกๆ
      
       คนงานซึ่งอยู่ในเครื่องแบบเหมือนชุดช่าง จัดเรียงสินค้าเพื่อเตรียมการสำหรับขนส่ง มาวินกับแหลมเดินเข้ามาในโรงงาน แหลมแปลกใจ
       “เอ นี่มันโรงงานธรรมดานี่ครับคุณมาวิน หรือว่าเราจะมาผิดที่”
       มาวินไม่ทันตอบ เพราะจู่ๆเสียงอึกทึกรอบตัวก็เงียบกริบลง พวกคนงานพากันหยุดมือมองมาที่เขากับแหลมด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
       “ข้าว่าเรามาถูกว่ะไอ้แหลม หน้าตาแบบนี้ไม่ใช่คนงานธรรมดาแน่”
       “แล้วทำไมพวกมันจ้องเราแบบนั้นล่ะครับคุณมาวิน ผ...ผมกลัวครับ”
       แหลมหลบไปหลังนาย มาวินนิ่งเงียบ แอบล้วงมือช้าๆไปแตะที่ด้ามปืนอย่างเตรียมพร้อม แต่แล้วเอมี่ก็เดินนำยักษ์ออกมาเสียก่อน
       “ใจเย็นๆ ก็ได้ค่ะคุณมาวิน ที่นี่ปลอดภัยสำหรับคุณ รับรองได้”
       มาวินคุ้นหน้า
       “นี่คุณ…”
       “ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการค่ะ ฉันเอมี่ เป็นผู้ช่วยของบอสแล้วนี่ยักษ์ เป็นลูกน้องของฉันเอง”
       ยักษ์มองเอมี่เคืองๆ ใครเป็นลูกน้องหล่อน เอมี่ยิ้มกวน
       “แล้วท่านนำชัยล่ะ มาถึงรึยัง”
      
       ประตูรั้วเปิดออก กรณ์ขับรถพานำชัยเข้ามาเขตโรงงาน ก่อนที่ประตูรั้วจะปิดลงอัตโนมัติ
      
       คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของณัฐชาเห็นสัญญาณโทรศัพท์ของนำชัยหยุดการเคลื่อนไหว
       “สายของเราถึงที่หมายแล้วค่ะผู้กอง”
       “ลองเช็กตำแหน่งซิ ว่าเป็นที่ไหน”
       ณัฐชาใช้โปรแกรมเช็กตำแหน่งสัญญาณโทรศัพท์ จนได้ภาพถ่ายทางอากาศของโรงงาน
      
       กรณ์พานำชัยเข้ามาในโรงงาน มาวินรีบทักทาย
       “ฮัลโหลป๊ะป๋า ไม่เจอกันซะนานเลยนะ”
       แหลมไม่เข้าใจ
       “ป๊ะป๋า”
       “ก็ว่าที่พ่อตาข้าไง”
       “อ๋อใช่ คุณไอริณสบายดีเหรอครับ ท่านป๊ะป๋า”
       นำชัยระงับโทสะ หันมาบอกกรณ์
       “เรารีบคุยธุระกันเถอะ จะได้รีบไปจากที่นี่”
      
       รถของราเมศจอดชิดข้างถนนชานเมืองก่อนถึงโรงงาน ราเมศลงจากรถแล้วโบกมือให้รถของหน่วยจู่โจมที่แล่นตามมาหยุดจอดเช่นกัน ราเมศ ณัฐา ไมตรี ปรีดาและหัวหน้าทีมหน่วยจู่โจมยึดพื้นที่บนฝากระโปรงรถเป็นโต๊ะประชุมชั่วคราว ณัฐชาถอดหน้าจอของโน้ตบุ๊กออกก่อนจะขยายภาพให้ดูทำเลที่ตั้งของโรงงาน
       “ที่ตั้งของโรงงานอยู่ห่างจากชุมชน โดยรอบไม่มีที่พักอาศัยหรือสิ่งปลูกสร้างอื่น แต่ทางออกด้านหลังมีถนนเชื่อมไปถึงแม่น้ำ ฉันคิดว่า พวกมันอาจใช้เป็นเส้นทางหลบหนี”
       หัวหน้าหน่วยหนักใจ
       “โรงงานมันใหญ่กว่าที่เราคิดไว้นะผู้กอง กำลังคนของผมอาจมีไม่พอ”
       ราเมศออกคำสั่ง
       “แบ่งกำลังส่วนหนึ่งไปดักทางด้านหลัง ส่วนพวกผมจะบุกเข้าไปพร้อมคุณ”
       ไมตรีขัดขึ้น
       “แต่มันเสี่ยงนะครับผู้กอง”
       ราเมศมองหน้า
       “ถ้าจ่าไม่สะดวกก็เชิญ ผมเข้าใจ”
       ปรีดาหันมาบอก
       “ผมสะดวกครับผู้กอง ผู้กองกับผู้หมวดลุยไหน ผมลุยโลด”
       “โอ้โหหมู่พูดได้ใจแบบนี้ ผมลุยด้วยครับผู้กอง งานนี้ผมยอมตายครับ” ไมตรีน้ำเสียงจริงจังมาก
       ปรีดามองหน้าแล้วถาม
       “เพื่อหน้าที่”
       “เพื่อสองขั้น”
       ราเมศหันมาหาณัฐชา
       “ส่งสัญญาณบอกสายของเราได้แล้วผู้หมวด อีกสิบนาทีเราจะบุกเข้าไป”
      
       ในห้องโถงโรงงานผลิตยา...กรณ์อธิบายแผนงานกับมาวินและนำชัย
       “สินค้าของเราจะถูกแพ็กอยู่ในรูปของอาหารกระป๋อง เราจะเป็นคนดูแลเรื่องการขนส่ง คุณมาวินมีหน้าที่ประสานงานกับลูกค้า ส่วนท่านนำชัย ท่านต้องใช้เส้นสายของท่านเคลียร์เส้นทางให้กับพวกเรา”
       ระหว่างนั้นเองก็มี sms ส่งเข้ามาที่โทรศัพท์ของนำชัย เอมี่หันมาถาม
       “ใครส่งข้อความมาเหรอคะท่าน”
       “อ๋อ ไอริณน่ะ สงสัยคงมีเรื่องสำคัญ ขอตัวสักครู่นะ”
       นำชัยปลีกตัวไปด้านนอก กรณ์มองตามอย่างสงสัยแต่แล้วโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นเช่นกัน กรณ์รับสาย
       “ฮัลโหลบอสว่าไงครับ ครับผม” กรณ์ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ใช่ครับ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน”
      
       นำชัยปลีกตัวออกมานอกโรงงานแล้วรีบกดดู sms เห็นข้อความบอกว่า “ไปซ่อนบนรถ อีกสิบนาทีจะบุกเข้าไป ณัฐชา” นำชัยมองไปที่รถของตน แล้วเดินตรงไปทันทีแต่แล้วมือของยักษ์ก็ตะปบเข้าที่บ่าของเขา นำชัยหันไปมองอย่างหวาดผวา เมื่อเห็นยักษ์ยิ้มอยู่อย่างเหี้ยมเกรียม
      
       หน้าอาคารโรงงานเงียบเชียบเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น คนงานที่รับหน้าที่ยามเฝ้าประตู ฟังเพลงจากโทรศัพท์มือถืออยู่ผ่านหูฟัง แต่แล้วก็มีบ่วงเชือกห้อยลงมารัดคอมันแล้วกระชากตัวขึ้นไป ประตูเหล็กถูกเปิดออก หน่วยจู่โจมบุกเข้ามาในโรงงาน โดยมีราเมศ ณัฐชา ไมตรี ปรีดา รั้งท้ายขบวน คนงานคนหนึ่งเพิ่งออกมาจากด้านในโรงงาน แต่แล้วก็โดนหน่วยจู่โจมบุกเข้าชาร์จอย่างรวดเร็ว ภายในชั่วพริบตามันโดนเทปกาวปิดปาก และถูกสวมกุญแจมือไพล่หลังเอาไว้ ขณะเดียวกันณัฐชาก็ปลีกตัวมาเปิดประตูรถก่อนจะชะงักเมื่อพบกับความว่างเปล่า มีเพียงโทรศัพท์ของนำชัยที่วางอยู่บนเบาะหลัง ณัฐชาใจเสีย
       “คุณอา”
       หัวหน้าหน่วย หันมาส่งสัญญาณมือให้ลูกทีมเพื่อเตรียมบุกเข้าไปด้านใน ก่อนจะมองมาที่ราเมศ เห็นราเมศพยักหน้าอย่างเตรียมพร้อม ก่อนที่ณัฐชาจะเข้ามาสมทบ
       “สายข่าวของเราหายไปค่ะ ฉันคิดว่าข้างในอาจมีปัญหา”
       หัวหน้าหน่วย ชะงักมองราเมศอย่างขอความเห็น ราเมศหน้าตาจริงจัง
       “เรามาถึงนี่แล้ว จะคว้าน้ำเหลวไม่ได้”
       ณัฐชาพยายามแย้ง
       “แต่ว่า…”
       ราเมศตัดบท
       “ลงมือตามแผน”
       ณัฐชาหวั่นใจ ขณะที่ไมตรีกับปรีดามองหน้ากันอย่างเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี
      
       หน่วยจู่โจมบุกเข้ามาในโรงงานโดยมีทีมของราเมศรั้งท้าย แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ที่ทำให้ทุกคนต่างอึ้งไปตามๆกัน หัวหน้าสงสัย
       “พวกมันหายไปไหน”
       ราเมศเอะใจ
       “ระวังกับดัก”
       ราเมศพูดไม่ทันขาดคำก็เห็นพวกคนงานในโรงงานที่ซ่อนอยู่ด้านบน โผล่ออกมาพร้อมอาวุธครบมือ พวกมันกราดยิงใส่หน่วยจู่โจมอย่างเมามัน หน่วยจู่โจมหลายนายถูกยิงล้มลง ขณะที่อีกหลายนายก็พยายามปักหลักยิงต่อสู้ แต่คนงานเหล่านั้นแม้ถูกยิงก็ไม่แสดงอาการสะทกสะท้าน ณัฐชาตะลึง
       “น้ำตามัจจุราช”
       ไมตรี กับปรีดาพากันตื่นตะลึง คนงานบางคนยังคงแผดร้องและกระหน่ำยิงใส่หน่วยจู่โจม ทั้งๆที่ตัวเองก็ถูกยิงเข้าไปหลายนัด
      
       หน่วยจู่โจมจำนวนหนึ่ง จับตาดูความเคลื่อนไหวที่ลานจอดรถด้านหลัง แต่แล้วทั้งหมดถูกกราดยิงจนพรุนโดยไม่มีโอกาสตั้งตัว ด้วยฝีมือของกรณ์กับมาวิน
       กรณ์ลดปืนลงเมื่อเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวปลอดภัย ขณะที่มาวินฉุนเฉียว
       “บ้าเอ๊ย นี่มันเกิดอะไรขึ้น พวกตำรวจมาที่นี่ได้ยังไง”
       “เรื่องนั้นผมไม่รู้ แต่บอสสั่งให้คุณหนีไปซะ ทางนี้เราจะจัดการเอง”
       แหลมหันมาถาม
       “แล้วท่านนำชัยละครับ”
      
       ยักษ์กับเอมี่ช่วยกันลากตัวนำชัยที่ถูกมัดมือไว้ด้านหน้าและถูกอุดปากออกมา
       “ฮ่าๆ ไอ้งูสองหัว บอสคิดอยู่แล้วว่าแกต้องมาไม้นี้ คราวนี้แกเสร็จเราแน่”
       นำชัยหน้าถอดสีไม่คิดว่าแผนทรยศของตนจะปิดฉากลงเช่นนี้ ขณะที่เอมี่ได้ยินเสียงปืนจากการต่อสู้ระหว่างตำรวจกับนักรบพรายพิฆาตแล้วก็คิดอะไรขึ้นได้บางอย่าง
       “ยักษ์ นายพาท่านนำชัยหลบไปก่อน”
       “แล้วเธอล่ะ”
       “ฉันมีนัดกับเพื่อนเก่า”
       ยักษ์นิ่วหน้าไม่เข้าใจว่าเอมี่หมายถึงใคร
      
       ฤทธิ์ในคราบของนักสู้มหากาฬ ขี่มอเตอร์ไซค์มุ่งหน้าไปยังโรงงานอย่าง
      
       ยักษ์ลากตัวนำชัยมาสมทบกับกรณ์ มาวินและแหลมที่ลานจอดรถด้านหลังโรงงานผลิตยา กรณ์ถามอย่างสงสัย
       “แล้วเอมี่อยู่ที่ไหน”
       “เห็นบ่นว่าจะเข้าไปแจมข้างใน”
       “บ้าจริง เวลาแบบนี้ยังมีอารมณ์เล่นอยู่ได้ ทำไมแกไม่ห้ามเขา”
       “เคยห้ามอยู่ที่ไหนล่ะหัวหน้า”
       “ตกลงจะเอายังไง จะหนีหรือจะสู้”
       กรณ์คิดๆ
       “ยักษ์ แกพามาวิน กับท่านนำชัยหนีไปก่อน ทางนี้ฉันจัดการเอง”
      
       การยิงปะทะภายในยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด หน่วยจู่โจมมีฝีมือที่แม่นฉมังกว่า สามารถยิงพวกนักรบพรายพิฆาตได้อย่างจัง แต่นักรบเหล่านั้นกลับแผดร้องและยิงสวนตอบราวกับไม่รู้จักเจ็บจักตาย ทำให้หน่วยจู่โจมเริ่มเสียชีวิตมากขึ้น หัวหน้าหน่วย เข้ามาสมทบกับราเมศ ณัฐชา ไมตรี ปรีดา
       “อยู่ไม่ได้แล้วผู้กอง พวกเราต้องถอย”
       ราเมศไม่ยอม
       “ไม่ พวกเราต้องสู้ต่อไป”
       “สู้กับอะไรล่ะผู้กอง พวกนี้มันผีนรกชัดๆ สู้ไปก็มีแต่ตายลูกเดียว”
       หน่วยจู่โจมสองนาย คอยระวังอยู่ที่ทางเข้าด้านนอก ไม่ทันสังเกตเลยว่าคนงานที่ถูกจับหักข้อนิ้วโป้งของตัวเองอย่างเลือดเย็น เพื่อปลดกุญแจมือออกจากข้อมือข้างหนึ่งก่อนจะดึงเทปกาวที่ปิดปากออก หน่วยจู่โจมคนหนึ่งเหลือบเห็น
       “เฮ้ย”
       คนงานเข้าชาร์จถึงตัว มันยื้อแย่งปืนในมือของหน่วยจู่โจม แล้วเอาหัวโขกจนหงายไป หน่วยจู่โจมอีกคนรีบประทับปืนยิงใส่มันจนพรุน คนงานเซไป ก่อนจะเหวี่ยงปืนที่แย่งมาฟาดใส่หน่วยจู่โจมคนนั้นจนกระอักเลือด
      
       การยิงปะทะดำเนินต่อไป หน่วยจู่โจมได้รับบาดเจ็บล้มตายมากขึ้น ขณะที่นักรบพรายพิฆาตบางคนที่เจ็บหนักจนตายไปก่อนหน้านี้…เริ่มมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก ดวงตาที่เคยหลับไปก่อนหน้านี้ เบิกโพลงขึ้นกลอกไปมา…ในสภาพของผีดิบ หัวหน้าหน่วย ยิงพวกนักรบพรายพิฆาต ก่อนจะหันมาบอกกับพวกณัฐชา
       “พวกคุณหนีไปก่อน ผมจะคุ้มกันให้เอง”
       ณัฐชาเหลือบเห็นข้างหลัง
       “ผู้หมวดระวัง”
       ผีดิบตัวหนึ่งโผเข้าใส่หัวหน้าหน่วย และลงมือกัดเข้าที่คออย่างดุเดือด ปรีดาตาเหลือก
       “เฮ้ย ผีดิบ”
       ไมตรีหน้าตื่น
       “เง้อ...เจ้าเก่ามาอีกแล้ว”
       ราเมศสั่งการ
       “รีบช่วยเขา ลากตัวมันออกไป”
       ณัฐชาได้สติตรงเข้าไปกระชากคอผีดิบให้เงยหน้าขึ้น มันคำรามใส่ในสภาพเลือดเปรอะปากเกรอะกรัง ณัฐชาจ่อยิงแสกหน้ามันทันที ผีดิบล้มคว่ำไป ขณะที่หัวหน้าหน่วย เนื้อตัวสั่นระริก ลมหายใจขาดห้วงตายตามไปเช่นกัน ณัฐชาอึ้ง
       “เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว”
       ไมตรีเข้ามาบอก
       “ผู้กอง...ถอนกำลังเถอะครับ”
       ราเมศนิ่ง ปรีดาหวาดๆ
       “ผู้กองครับ ผู้กองได้ยินรึเปล่า พวกเราต้องหนี”
       ราเมศมองศพของ หัวหน้าหน่วย ด้วยอาการของคนที่กำลังช็อก
      
       คนงานขับรถยกของพุ่งเข้าชนประตูโรงงานเพื่อปิดทางเข้าออก
       “พรายพิฆาตจงเจริญ”
       รถชนประตูจนระเบิดไหม้ทั้งคัน นักสู้มหากาฬเพิ่งมาถึงพอดี เขามองสภาพที่เกิดเหตุแล้วมองหาทางเข้าไปในโรงงานทางอื่น
      
       นักรบพรายพิฆาตรายหนึ่งถูกยิงจนพรุน เกินกว่าที่น้ำตามัจจุราชจะรักษาชีวิตไว้ได้จึงล้มลงขาดใจ แต่ขณะเดียวกันเพื่อนของมันที่ถูกยิงคว่ำไปก่อนหน้านี้ก็ลุกโงนเงนขึ้นมาในสภาพผีดิบ ในเวลานั้นณัฐชากับพวกและหน่วยจู่โจมที่เหลือแค่ 3-4 นาย ปักหลักสู้กับคนร้ายอย่างหมาจนตรอก ปรีดายิงจนกระสุนหมด ก็ควานหาซองกระสุนสำรองในกระเป๋าแต่ไม่เจอ
       “จ่า กระสุนผมหมดแล้ว”
       “ของผมก็เหมือนกัน”
       ณัฐชาคว้าของตัวเองโยนให้
       “แม็กสุดท้ายแล้วนะหมู่”
       “ขอบคุณครับผู้หมวด”
       ราเมศซึ่งอยู่ในอาการช็อกจิตตก หันมามองหน้าณัฐชา
       “เพราะคุณคนเดียว พวกเราถึงต้องเป็นแบบนี้”
       ณัฐชาอึ้ง
       “ผู้กอง”
       ไมตรีชะงัก
       “อ้าวผู้กอง ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะครับ”
       หรือว่าไม่จริง ถ้าคุณไม่ทำตามแผนของไอ้มือสังหารชุดดำพวกเราก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้ แล้วคุณดูสิว่ามันรับผิดชอบอะไรบ้าง เวลาแบบนี้ มันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน”
       ณัฐชาอ้าปากจะเถียง แต่แล้วก็ได้ยินเสียงปืนหลายนัดดังขึ้น เห็นนักรบของพรายพิฆาตหลายนายถูกยิงเข้าที่ศีรษะจนล้มไป ก่อนที่นักสู้มหากาฬจะปรากฏตัวขึ้นบนที่สูงมุมหนึ่งของโรงงาน
       “เล็งที่หัวของพวกมัน จุดอ่อนอยู่ตรงนั้น”
       ณัฐชาตะลึง
       “นักสู้มหากาฬ”
       ไมตรี กับปรีดากับหน่วยจู่โจมที่เหลือรีบยิงใส่นักรบพรายพิฆาต โดยเล็งที่ศีรษะตามคำแนะนำของนักสู้มหากาฬ ขณะที่ราเมศยังตะลึงมองนักสู้มหากาฬอยู่ เห็นนักสู้มหากาฬยิงใบมีดของเขาไปพันกับโครงเหล็กของหลังคาโรงงานก่อนจะโหนตัวไปหาพวกนักรบพรายพิฆาต แล้วลงมือฆ่าฟันพวกมันอย่างรวดเร็ว แต่แล้วในระหว่างนั้นเองเอมี่ก็ปรากฏตัวขึ้นและเล็งปืนไรเฟิ่ลของเธอใส่นักสู้มหากาฬทางด้านหลัง ก่อนจะรัวยิงกระหน่ำเข้าใส่หลายนัด นักสู้มหากาฬได้ยินเสียงปืนก็หันไปหลบและฟันหัวกระสุนจนขาด แต่ก็ถูกกระสุนนัดหนึ่งยิงเข้าจนได้ เลือดสีฟ้าของเขาสาดกระเซ็นไปทั่ว ร่างของเขาร่วงลงมาที่พื้น ณัฐชาตกใจ
       “ระวัง”
       ณัฐชายิงใส่เอมี่เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายยิงซ้ำใส่นักสู้มหากาฬ ขณะเดียวกันนักสู้มหากาฬก็ต้องต่อสู้กับนักรบของพรายพิฆาตที่รุมล้อมเข้ามาจากทุกทิศทาง เอมี่ขณะยิงสู้กับณัฐชา พวกผีดิบหลายตัวกรูเข้ามาหาเธอพร้อมส่งเสียงคำราม เอมี่เหวี่ยงพานท้ายปืนจัดการกับพวกมัน แต่ก็ถูกยื้อแย่งจนปืนหลุดมือ เอมี่ตัดสินใจชักปืนพกลูกโม่ออกมากระหน่ำยิงผีดิบเหล่านั้นจนกระสุนหมด ก่อนจะรีบปีนลงไปเก็บปืนไรเฟิ่ลของเธอ ณัฐชากะฉวยโอกาสนั้นยิงใส่เอมี่ แต่กระสุนดันหมดเสียก่อน เธอจึงตัดสินใจวิ่งไปหาเอมี่ทันที ปรีดาตกใจ
       “ผู้หมวด อย่าออกไปครับ”
       ราเมศพยายามเรียก
       “ณัฐชา กลับมานี่ ณัฐชา”
       เอมี่จะคว้าปืนไรเฟิ่ลที่หล่นอยู่ แต่แล้วณัฐชาก็โผเข้าเล่นงานอย่างดุเดือด สองสาวเปิดฉากดวลเพลงหมัดกันด้วยฝีมืออันสูสี ถึงฉันเชิงของอดีตทหารหน่วยรบพิเศษอย่างเอมี่จะเหนือกว่า แต่ณัฐชาจอมบ้าพลังก็ดุดันเกินกว่าที่จะพิชิตได้โดยง่าย เอมี่พยายามจะคว้าปืนแต่ณัฐชาก็แย่งไว้ เอมี่จึงชักมีดออกมาแทงใส่ จังหวะหลบมีดพัลวันนั้นเองนิ้วของณัฐชาก็สอดเข้าไปถูกไกปืนจนลั่นเฉี่ยวขาของเอมี่ เธอกรีดร้องก่อนจะทรุดไป ขณะที่กรณ์ก็โผล่มาเห็นเข้าพอดีจึงยิงสกัดณัฐชาจนต้องถอยไปหาทีกำบัง
       “เอมี่ มาทางนี้”
       เอมี่รีบวิ่งไปหากรณ์แล้วหนีเข้าไปด้านในโรงงานด้วยกัน นักสู้มหากาฬเหลือบเห็นเข้าก็รีบตามไป ณัฐชารีบตามไปด้วย
      
       กรณ์ประคองเอมี่หนีมาตามทางเดิน ก่อนที่นักสู้มหากาฬจะตามมาตะโกนลั่น
       “ไอ้กรณ์”
       เสียงนั้นสะท้อนก้องยาวนานด้วยอารมณ์แค้น กรณ์กับเอมี่ชะงักกึก เพราะเสียงนั้นเป็นการประกาศชัดว่าคนที่ตามมาคือใคร
       “นั่นแกใช่มั้ยเพื่อน…” กรณ์หันมา “ฤทธิ์ ราวี”
       ณัฐชาเพิ่งตามมาถึงพอดี พอได้ยินคำพูดของกรณ์ก็ชะงักกึก
       “ฉันไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกแล้ว เพราะวันนี้คือวันตายของแก”
       เอมี่ยิ้มหยัน
       “แกคิดว่าแกชนะงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ”
       “ไม่มีโรงงาน ไม่มีน้ำตามัจจุราช แผนการของพวกแกล้มเหลว”
       กรณ์หัวเราะลั่น
       “ฮ่าๆ ใช้หัวคิดหน่อยสิเพื่อน คนของแกตายเป็นเบือ แล้วเราเสียอะไรบ้าง ไอ้นำชัยหนอนบ่อน
       ไส้ถูกจับได้ แถมเรายังได้ทดสอบกำลังพลของเราอีกด้วย นักรบพรายพิฆาตที่เราจะสร้างขึ้นมาใหม่ อีกกี่ร้อยกี่พันคนก็ได้”
       เอมี่เสริม
       “และที่สำคัญ…ที่นี่ไม่ใช่โรงงานผลิตยา แกหลงกลแล้ว”
       “อะไรนะ”
       ฤทธิ์ขยับเข้าหากรณ์ จังหวะนั้นเองกรณ์รีบทุบปุ่มกลไกที่ผนังทำให้พื้นของทางเปิดออก ร่างของฤทธิ์ร่วงลงไปในโพรงเบื้องล่างทันที ณัฐชาตกใจ
       “ระวัง”
       ณัฐชารีบตะครุบข้อมือเขาเอาไว้แต่กลับถูกลากลงไปด้วย ฝาของโพรงปิดกลับตามเดิม
      
       แหลมขับรถ พามาวินหนีมาโดยมี ยักษ์ถือปืนคุมตัวนำชัยอยู่ที่เบาะหลัง
       “แสบมากนะท่านนำชัย อยู่ดีไม่ว่าดี ดันอยากจะเป็นฮีโร่อยากรู้นักว่าบอสจะลงโทษท่านยังไง”
       มาวินยิ้มเย้ย
       “ช่วยไม่ได้นะป๊ะป๋า เกือบจะเป็นทองแผนเดียวกันอยู่แล้วไม่น่าเล้ย”
       นำชัยฮึดฮัดเหมือนมีอะไรจะพูด ยักษ์ตัดสินใจดึงเทปที่ปิดปากเขาออก
       “มีอะไรก็ว่ามา”
       “แกคิดว่าฉันจะเสียใจงั้นเหรอกับสิ่งที่ทำลงไป ฉันจะบอกให้ ตอนนี้ฉันโล่งใจ ฉันภูมิใจ ที่ไม่ต้องเป็นทาสของพวกแกอีกแล้ว ไอ้พรายพิฆาต”
       “พูดแบบนี้อยากตายใช่มั้ย”
       ยักษ์เงื้อปืนขู่ นำชัยมองอย่างดุดันก่อนจะโผเข้าแย่งปืนจนลั่นปัง แหลมตกใจ
       “เย้ย อย่าหันปืนมาทางนี้”
       “ถ้าจะตาย ก็ตายด้วยกัน”
       มาวินหลบจ้าระหวั่น
       “เฮ้ยระวัง”
       ยักษ์แย่งปืนกับนำชัย มันพยายามชกใส่เขาหลายหมัดเพื่อให้ปล่อยปืน แต่นำชัยก็ฮึดสู้พยายามเหนี่ยวไกยิงแบบเลือดเข้าตา
       “พวกแกต้องตายให้หมด”
       มาวินเห็นปืนเล็งมาที่ตน
       “อย่า”
       มาวินพยายามจะกดปากกระบอกปืนให้ชี้ลง แต่ไม่ทันการ กระสุนนัดนึงลั่นทะลุเข้าที่ลิ้นปี่มันอย่างจัง มาวินถึงกับตาเหลือกค้าง แหลมตะลึง
       “คุณมาวิน”
       นำชัยเบี่ยงปากกระบอกปืนมาที่แหลม
       “เย้ย ไม่เอาแล้วโว้ย”
       แหลมโดดหนีลงจากรถที่กำลังแล่น ยักษ์ร้องห้าม
       “เฮ้ย...อย่าไป”
       รถไม่มีคนขับแล่นเป๋เข้าหาต้นไม้ข้างทาง ยักษ์ถึงกับร้องเสียงหลง
      
       เมธากับผู้ติดตามรีบรุดมาที่กองปราบและเจอไมตรีกับปรีดาที่ยืนรอรับหน้าอยู่ในสภาพอิดโรย
       “มีอะไรคืบหน้าบ้าง”
       ไมตรีรายงานเสียอ่อย
       “ผู้หมวดณัฐชาหายสาบสูญไปครับ แล้วใกล้ๆกับที่เกิดเหตุ เราเจอไอ้มาวินในสภาพบาดเจ็บสาหัส”
       ปรีดาเสริม
       “ดูเหมือนว่ามันจะถูกยิงครับ แล้วรถที่โดยสารมาก็ประสบอุบัติเหตุ”
       เมธาถามเสียงเข้ม
       “แล้วของกลางล่ะ เจอยาเสพติดบ้างรึยัง”
       ไมตรีกับปรีดาส่ายหน้าคอตก เมธาไม่พอใจ
       “ฮึ...คว้าน้ำเหลวตามเคย...แล้วตอนนี้ผู้กองราเมศอยู่ที่ไหน”
      
       ในห้องประชุมกองปราบ...ราเมศอยู่ในอาการตึงเครียดอย่างหนัก มือไม้ออกอาการสั่นจนต้องกุมไว้ ขณะนั้นเขาให้การกับเมธาตามลำพัง
       “ไม่ใช่ความผิดของผม ณัฐชาต่างหากที่เป็นคนต้นคิด ผมว่าเธอต้องถูกไอ้นักสู้มหากาฬมันหลอกใช้แน่ๆ”
       “ดูเหมือนตอนขาไป คุณจะไม่ได้พูดแบบนี้นะผู้กอง”
       “ผมขอโทษครับ ผม…ผมสับสนไปหน่อย”
       เมธานิ่งมอง..เริ่มดูออกว่าราเมศเครียดจัด
       “เอาล่ะ คุณเหนื่อยมาพอแล้วเรื่องอื่นไว้ค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้คุณไปพักผ่อนเถอะ”
       “แล้วเรื่องคดีล่ะครับ”
       “หัวหน้าทีมคนใหม่มาถึงแล้ว ผมจะให้เขาจัดการเรื่องนี้ต่อจากคุณ”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น เมธาบอก
       “เชิญ”
       ตำรวจผู้ติดตามเข้ามาในห้องแล้วกระซิบบอกบางอย่างกับเมธาๆพยักหน้าอนุญาต
       “ให้เขาเข้ามา”
       ราเมศมองไปด้วยความสงสัยว่าคนที่มาใหม่เป็นใคร สารวัตรสิงหาก้าวเข้ามาในห้อง
       “กระผมร้อยตำรวจเอก สิงหา ประกาศิต ขอรายงานตัวครับ”
       ราเมศรีบยืนขึ้นตามธรรมเนียม เมธาแนะนำ
       “สารวัตรนี่ผู้กองราเมศ ผู้กองนี่สารวัตรสิงหา ต่อไปนี้เขาคือผู้บังคับบัญชาของคุณ”
       สิงหามองมาที่ราเมศด้วยสายตาเย่อหยิ่งในตัวเองและเย้ยหยันต่อคนอื่น ราเมศหดหู่ใจเมื่อพบว่า ขาลงของตนเองมาถึงแล้ว
      
       สุชาติเพิ่งกลับเข้ามาในบ้าน ไอริณรีบเข้าไปถาม
       “คุณสุชาติ ได้ข่าวคุณพ่อรึยังคะ”
       “ทางตำรวจยังไม่มีเบาะแสเลยครับ แถมดูเหมือนว่าผู้หมวด ณัฐชาก็หายตัวไปเหมือนกัน”
       ไอริณอึ้ง
       “ณัฐชา คุณพ่อ” ไอริณทรุดนั่ง “ไม่จริงนะ ทุกคนจะต้องปลอดภัย ฉันจะไม่ยอมให้ใครทำอะไรพวกเขาเด็ดขาด”
      
       นักสู้มหากาฬใช้ด้ามดาบของเขาเคาะผนังห้องลับ และพบว่ามันถูกก่อสร้างขึ้นอย่างแข็งแรง ณัฐชารีบถาม
       “พังออกไปได้มั้ย”
       “แน่น