กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 8] นางมาร

Nangman.jpg
12-6-2013 11:53



นางมาร


      

ออกอากาศ : ทุกวันจันทร์-วันพุธ เวลา 08.00 น. / 11.30 น. / 17.30 น. / 20.00 น. ทางช่อง 8 ทุกจานรับสัญญาณดาวเทียม และทางทรูวิชั่นส์ ช่อง 65 (กล่องธรรมดา) และช่อง 88 (กล่อง HD)
บทประพันธ์โดย : วาทินีย์ โอฬาร์กร
บทโทรทัศน์โดย : ฐา-นวดี สถิตยุทธการ
กำกับการแสดงโดย : ปกาสิต กิ่งศักดิ์
ผลิตโดย : บริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด โดย เมย์ เฟื่องอารมณ์, กรรชัย กำเนิดพลอย

รายชื่อนักแสดง

รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ รับบท ชุน / เชตะวัน
ณัฐฐาวีรนุช ทองมี รับบท นวล / เนตรอัปสร
กุลณัฐ ปรียะวัฒน์ รับบท เฟื่อง / ผีเฟื่อง
ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ รับบท พัน / พายัพ
พิชญ์ กาไชย รับบท หมอก้อง
มาติกา อรรถกรศิริโพธิ์ รับบท ปารมี
ชัชฎาภรณ์ ธนันทา รับบท สร้อย / แซลลี่
จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์ รับบท พระยาอารักษ์ / อาทิตย์
รัชนี ศิระเลิศ รับบท คุณหญิงศรีเรือน / คุณสรวง
แฮ็ค ชวนชื่น รับบทเป็น เพียร / พงษ์
ธัญวิชญ์ เจนอักษร รับบทเป็น สิงห์ / สิทธิ์
บุ๋มบิ๋ม สามโทน รับบทเป็น นายเบี้ย / บวร
ลาล่า อาร์สยาม รับบทเป็น ทับทิม / ทิพย์
ลูลู่ อาร์สยาม รับบทเป็น อุ่น / อนงค์
นริสา พรหมสุภา รับบทเป็น ด้วง / เลขาพัน
รอง เค้ามูลคดี รับบทเป็น พรานมี
ยอดชาย เมฆสุวรรณ รับบท หลวงปู่
ภัคจิรา วิศววิสุทธิ์ รับบท เดือน

เรื่องย่อ ละครนางมาร



       อดีต ‘ภพ...พราก’
      
       ในอดีต ‘มเหจักรา’ ถือเป็นตระกูลข้าหลวงใหญ่ที่มั่งคั่งไปด้วยยศถาและทรัพย์สินเงินทอง แต่สิ่งที่ผู้คนกล่าวขานถึงมากที่สุดเห็นจะเป็น ‘เฟื่อง’ ลูกสาวเพียงคนเดียวของ “พระยาอารักษ์” และ “คุณหญิงศรีเรือน” ความงดงามของนางร่ำลือกันไปทั่วทุกสารทิศ หาใครเปรียบไม่ได้ ทั้งความงามทั้งฐานะและบรรดาศักดิ์ เธอคือหญิงสาวผู้เพรียบพร้อมด้วยทุกสิ่งที่หญิงอื่นต้องการ นางถูกหมายมั่นไว้ให้เป็นคู่กับ‘พัน’บุตรชายของคณบดีใหญ่ผู้มีฐานะและหน้าตาทัดเทียมกัน สมกันราวกับฟ้าสร้างมา การแต่งงานกำลังจะเกิดขึ้น .....แต่มีความลับหนึ่งซุกซ่อนอยู่โดยที่ไม่มีใครรู้....
      
       เฟื่อง รักกับ ‘ชุน’ ชายเชื้อสายจีนผู้เป็นเพียงลูกจ้างในขายผ้า ความรักของทั้งคู่ถูกปิดบังไว้มาตลอด มีเพียง “อุ่น” กับ “ทับทิม” พี่เลี้ยงของเฟื่องเท่านั้นที่รู้และคอยเป็นสายให้ยามทั้งสองลักลอบพบกัน จึงเป็นเหตุให้พันไม่พอใจจึงลอบเข้ามาวางเพลิงร้านขายผ้าของชุนแต่โชคดีที่ นวล กับ พรานมีมาเห็นเหตุการณ์และเข้าช่วยเหลือชุนให้รอดพ้นจากความตาย นวลดูแลชุนจนหายดี ชุนกลับไปหาเฟื่องอีกครั้งสร้างความไม่พอใจให้กับ พระยาอารักษ์อย่างที่สุดจึงบังคับให้เฟื่องแต่งงานกับพัน

       ยิ่งฤกษ์แต่งใกล้เข้ามาก็ยิ่งทำให้เฟื่องกับชุนกังวลใจ และในการลักลอบพบหากันในคืนหนึ่งเฟื่องก็ถูกพระยาอารักษ์ผู้เป็นพ่อจับได้ พระยาโกรธเกรี้ยวลูกสาวที่ใฝ่ต่ำลดตัวลงไปรักกับทาส หลังจากนั้เฟื่องก็ถูกตีตรวนล่ามไว้กับเสาเรือนในห้องนอนเพื่อป้องกันการลักลอบออกไปพบกับชุน

       ในขณะเดียวกันก็มีคำสั่งให้ นายเบี้ย หัวหน้าทาสนำตัวชุนไปฆ่าทิ้ง แต่นายเบี้ยเห็นใจที่ชุนเป็นคนดีจึงไม่ลงมือ แอบปล่อยให้ชุนหนีไป

       แต่การณ์ไม่เป็นดังคิด....ชุนที่รอดไปได้ ฉวยโอกาสนี้ย้อนกลับไปที่เรือนของพระยาอารักษ์อีกครั้งเพื่อพาเฟื่องหนี งเฟื่องยินยอมทิ้งทุกอย่างเพราะความรักที่มีต่อชุน

       กลางดึกของคืนก่อนหน้างานแต่ง การหลบหนีเกิดขึ้นโดยมีนางอุ่นและทับทิมคอยเป็นสาย ช่วยตัดตรวนและดูต้นทางให้ ชุนพาเฟื่องหนีออกจากเรือนทั้งๆ ที่สายตรวนยังคาข้อเท้าอยู่

       หลังการจากไปของทั้งคู่ อุ่นก็เก็บข้าวของออกจากเรือนไปทันทีเพื่อหนีโทษที่จะเกิดขึ้นตามมา แต่การหลบหนีของอุ่นดันไปปะทะเข้ากับคนของพันเข้า ด้วยความตกใจและลนลานทำให้ยิ่งมีพิรุธ และเมื่อดาบจ่อคอหอย อุ่นก็จำยอมต้องเผยความลับให้คนของพันรู้ เมื่อความล่วงรู้ถึง

      หูพัน การตามล่าจึงเกิดขึ้นทันที!

       เมื่อชุนกับเฟื่องรู้ตัวว่าถูกตามล่าก็ยิ่งเร่งหนีแต่ในที่สุดก็ถูกพบตัวเข้าจนได้ ชุนต่อสู้เพื่อปกป้องชีวิตตัวเองและนางอย่างเต็มความสามารถแต่ก็ไม่อาจสู้กำลังคนที่มากกว่าได้ ในการต่อสู้ชุนถูกดาบแทงบาดเจ็บสาหัส กระเสือกกระสนหนีเข้าไปในป่าทึบทำให้พลัดหลงกับพวกของพันที่ติดตามมา

       ในป่าทึบนั้น ชุนกับเฟื่องไปเจอเข้ากับวัดร้างแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมผา อาการบาดเจ็บของชุนเพิ่มมากขึ้นทุกที เห็นทีว่าเขาจำต้องคืนเฟื่องให้กับพันเป็นแน่แท้ แต่เฟื่องไม่ยอม

      หากจะตายก็ขอตายด้วยกัน!

       ชุนเอ่ยปากขอให้เฟื่องร่วมสาบานต่อหน้าพระประธานในวัดร้างแห่งนั้นว่า

       หากชาตินี้ไม่อาจอยู่เป็นคู่กันได้.....ก็จะขอติดตามรักกันทุกชาติทุกภพตลอดไป! สิ้นคำสาบานชุนเอาตรวนอีกข้างมัดเข้ากับข้อเท้าของตัวเองและกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายไปพร้อมๆกับเฟื่อง แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเฟื่องจบชีวิตลงแต่ชุนกลับไม่ตาย!! ดวงชะตาของเขายังไม่ถึงฆาตตรวนขาดลงในขณะที่พุ่มไม้หนาทึบรับร่างของชุนเอาไว้ ชุนหมดสติไปจนนวลและพรานมีที่กำลังหาของป่ามาพบเข้าและช่วยเหลือไว้ ส่วนร่างของเฟื่องตกลงเบื้องล่างที่เป็นเหวลึกมีลำธารไหลผ่าน

       เฟื่องเข้าสู่ภพแห่งความตายตามลำพัง ไร้เงาของชายคนรัก ยิ่งเมื่อเห็นร่างของเขาถูกแยกจากไป ด้วยความอาลัยรัก วิญญาณของเฟื่องจึงติดตามชุนไป

       ที่เรือนของพรานมี นวลลูกสาวของพรานมีได้ช่วยพ่อทำการรักษาชีวิตของชุน ในช่วงเวลาที่ยังไม่พ้นขีดอันตรายนั้น วิญญาณของชุนได้พบกับวิญญาณเฟื่อง เฟื่องร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัวที่ต้องตกอยู่ในภพแห่งความตายตามลำพัง จะกลับเข้าร่างก็ไม่ได้เพราะร่างนั้นได้ถูกพระยาอารักษืเอากลับไปทำพิธีเผาเสียแล้ว ชุนให้สัญญากับเฟื่องว่าเขาจะยึดมั่นในคำสาบาน อีกไม่นานเขาจะตามเฟื่องเข้าสู่ภพแห่งความตาย ขอให้เฟื่องไปรอตนที่ผาแห่งนั้น …. ผาแห่งความตาย!

       ความพยายามตายของชุนทำให้การรักษาของนวลยากขึ้นไปอีก ไม่ว่ายาสมุนไพรใดๆ ก็ดูเหมือนจะรักษาเขาไว้ไม่ได้ เธอตั้งหน้าตั้งตาปรุงยาตัวแล้วตัวเล่าเพื่อช่วยชีวิตเขาเอาไว้ให้ได้

       ในช่วงเวลาเวลาเดียวกันนั้น วิญญาณของเฟื่องพร่ำร้องไห้คร่ำครวญรอชุนอยู่ที่หน้าผา อย่างเดียวดาย คืนแล้ว....คืนเล่า เฝ้ารอคอยการมาถึงของชุน

       หลายคืนผ่านไป ชุนฟื้นได้สติขึ้นขึ้นมาอีกครั้งที่บ้านของพรานมีและได้พบกับนวลผู้ช่วยรักษาชีวิตเขาไว้ แต่เพราะรู้ว่าวิญญาณของเฟื่องคอยเขาอยู่ ชุนต้องรักษาคำสาบานที่ให้ไว้กับเฟื่อง เขาจะต้องตาย! ชุนพยายามจะฆ่าตัวตายอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะถูกนวลขัดขวางและช่วยเอาไว้ได้ทุกครั้งไป ในการกระทำของชุน นวลไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเขาจึงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

       การพยายามยื้อชีวิตของนวลทำให้วิญญาณของเฟื่องโกรธแค้น นวลคือมารแห่งความรัก มารที่คอยขัดขวางระหว่างเธอกับชุน วิญญาณเศร้ากลายเป็นวิญญาณแค้นจ้องทำร้ายเอาชีวิตนวล ในการไปเก็บสมุนไพรครั้งหนึ่ง นวลเกือบโดนงูพิษกัดแต่ก็รอดมาได้ หลังจากนั้นนวลก็เริ่มได้ยินเสียงแปลกๆ คล้ายเสียงโซ่ตรวนลากไปตามพื้น แท้จริงแล้วมันก็คือเสียงตรวนที่ข้อเท้าของเฟื่องที่วนเวียนจ้องเอาชีวิตนวลนั่นเอง

       เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พรานมีไม่วางใจ พรานมีพอจะมีวิชาติดตัวอยู่บ้างจึงลงอาคมปกป้องลูกสาวไว้ อาคมนั่นทำให้วิญญาณของเฟื่องทำอะไรนวลไม่ได้ เฟื่องทำได้แค่เพียงเฝ้ารอเวลาที่ชุนจะเข้าสู่ภพแห่งความตาย .... รอเพื่อที่จะได้อยู่ร่วมเป็นคู่รักกันอีกครั้ง

       จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่ชุนหลบหนีออกมาได้และคิดจะไปกระโดดหน้าผาตายอีกครั้ง ระหว่างทางเขาได้พบกับพระธุดงค์เข้าเสียก่อน พระธุดงค์เข้าสมาธิและหยั่งรู้ถึงความคิดของชุนจึงสั่งสอนจนชุนได้สติ ไม่คิดถึงความตายอีก

       การฆ่าตัวตายถือเป็นกรรมหนัก!

       กรรมได้พัดพาวิญญาณของเฟื่องสู่หลืบลึกของภพแห่งความตาย

       สิ่งเดียวที่จะดึงเฟื่องขึ้นมาได้คือบุญ!

       ชุนต้องมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อบวชอุทิศส่วนกุศลให้กับเฟื่อง ให้ดวงวิญญาณบาปของเฟื่องได้ไปผุดไปเกิด ชุนนหารู้ไม่ว่า ในภพแห่งความตายนั้น วิญญาณของเฟื่องเฝ้าเคียดแค้นทุกผู้ทุกคนที่ช่วยชีวิตชุนไว้

       สำหรับเฟื่องแล้วมันคือการพรากคนรักไปจากเธอ!

       วิญญาณแค้นจองเวรทุกคนที่มีส่วนร่วมรู้เห็น!

       ไม่ยอมรับส่วนบุญส่วนกุศล!

       ได้แต่รอวันที่ความตายจะพาชายผู้เป็นที่รักมาสู่นาง...อีกครั้ง

       เพราะกุศลผลบุญจากการบวชทำให้ชุนยิ่งห่างจากเฟื่อง แม้เมื่อเขาหมดอายุขัยลงในชาตินี้ วิญญาณของเขาก็ไม่ได้พบกับเฟื่องเพราะอานิสงฆ์ผลบุญส่งเขาไปสู่ภพภูมิที่สูงกว่า มีแต่เฟื่องเท่านั้นที่ยังเฝ้ารอคอยเขาอยู่ที่ผาแห่งเดิม...เฝ้ารอตลอดมา
      
       ปัจจุบัน - ปี พ.ศ. 2556 ‘คู่แท้....สู่....เจ้ากรรมนายเวร’
      
       เชตะวัน คือชุนที่กลับชาติมาเกิด พร้อมด้วย สิทธิ์ หรือสิงห์เมื่ออดีต เพื่อนคู่หูพากันมาเที่ยวป่ากับบรรดาเพื่อนๆเกิดหลงป่าจนไปพบวัดร้างแห่งหนึ่ง (ที่ชุนกับเฟื่องสาบานรักกันก่อนตาย) ทำให้ไปรบกวนวิญญาณของเฟื่อง วิญญาณที่ยังคงวนเวียนอยู่ที่วัดแห่งนี้เพราะไม่รู้จะไปไหนที่และได้แต่เฝ้ารอชุนมาตั้งแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน เมื่อเฟื่องได้พบเชตะวันนางจึงติดตามเชตะวันที่ประสบอุบัติเหตุเข้ามาที่เมืองหลวงด้วยความดีใจอย่างที่สุดเมื่อตามหาชุนคนรักของนางเจอ

       เนตรอัปสร หรือ นวล เมื่อชาติที่แล้ว ต้องผิดหวังกับโชคชะตาเมื่อไม่สามารถบรรจุเป็นพยาบาลพร้อมเพื่อนรักทั้งสองอย่างปารมี (ตัวละครใหม่) และ ทิพย์ คือทับทิมชาติที่แล้ว ได้ ปารมีหมดหวัง หมอก้อง (ตัวละครใหม่)ให้กำลังใจและแนะนำงานพยาบาลพิเศษให้กับเนตรซึ่งคนไข้เป็นเสรษฐีหนุ่มที่ต้องการพยาบาลดูแลตลอด24 ชั่วโมง เนตรตัดสินใจรับงานเป็นพยาบาลส่วนตัวของเศรษฐีคนหนึ่ง ที่เป็นโรคประหลาด คือโรคหัวใจหยุดเต้นเมื่ออยู่ในสภาวะหลับ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเวลานอนตลอดเวลา แต่เศรษฐีคนนี้เป็นเพลย์บอย พยาบาลส่วนตัวมักถูกลวนลามจนทนไม่ไหว ลาออกหลายรายแล้ว แต่เขาก็ไม่แคร์เพราะถือว่ามีเงินเสียอย่าง จ้างพยาบาลใหม่ได้เสมอ แม้ปารมี หมอก้อง และทิพย์จะท้วงเนตรว่าอย่าไปทำเลย แต่เนตรกำลังถังแตก จึงต้องรับงานนี้อย่างจำยอม

       เมื่อเฟื่องตามเชตะวันกลับมาที่บ้านเฟื่องจึงได้พบว่าชุนที่รักของนาง เป็นลูกชายคนโตของอาทิตย์ หรือพระยาอารักษ์ พ่อในอดีตชาติของเธอเอง และพี่ชายสุดเกเร ชื่อ พายัพ หรือ พัน ซึ่งมี พงษ์ หรือเพียร เป็นลูกน้องคู่ใจที่ช่วยทำเรื่องร้ายกาจตามคำสั่งนายเหมือนในอดีตชาติไม่มีผิด

       นอกจากนี้แล้วเฟื่องยังพบว่าสร้อย บ่าวอีกคนหนึ่งในเรือนของเธอ กลับมาเกิดเป็น แซลลี่ เมียลับๆของพัน มีบวร หรือนายเบี้ยในอดีตชาติ เป็นพ่อบ้านที่นี่ แต่กลับเป็นใบ้ พูดไม่ได้ และมีหลานสาวซึ่งเป็นคนใช้คนหนึ่งในบ้านนี้ด้วย คืออนงค์ หรืออุ่นในอดีตชาตินั่นเอง

       การได้กลับมาพบกับคนที่เธอเคยรู้จักในอดีตชาติทั้งหลาย ไม่เท่ากับที่เธอได้พบกับชุน หรือเชตะวัน เฟื่องดีใจมาก พยายามจะสื่อสารกับเชตะวันว่าในที่สุดเราก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารได้ หนำซ้ำเธอยังพบว่าเชตะวันในชาตินี้ ไม่เหมือนกับชุนในอดีตชาติเลย เพราะเขากลายเป็นเพลย์บอย ที่ไม่เคยรักผู้หญิงคนไหนจริง อันเป็นผลจากการตั้งจิตอธิษฐานก่อนตายของเขาในชาติที่แล้วนั่นเอง

       นอกจากนี้เชตะวันยังมีปากเสียงกับพ่อ และน้องชายอย่างหนัก จะต้องแยกบ้านกันอยู่คนละหลัง แม้จะอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันก็ตาม เพราะแม้เชตะวันจะเป็นเพลย์บอย ชอบเล่นสนุกกับผู้หญิงมากหน้าหลายตา แต่เขาก็ไม่เคยเห็นด้วยกับกิจการค้ายา และเรื่องผิดกฎหมายอื่นๆ ของพ่อกับน้องชายเลยแม้แต่น้อย

       เมื่อเนตรเข้ามาเป็นพยาบาลให้กับเชตะวัน ความอาฆาตทั้งหมดทั้งมวลที่นวลมีอยู่จึงบังเกิดขึ้นทันที ความชิงชังที่เฟื่องมีต่อนวลเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง !

       เฟื่องแกล้งเนตรจนเนตรถูกให้ออกจากงาน เนตรลำบากมาก จึงด้วยความเห็นใจในโรคร้ายที่เขาเป็นอยู่จึงทำให้เนตรหลงรักเชตะวัน แต่ก็ต้องหักห้ามใจไว้เพราะรู้นิสัยเพลย์บอยของเขาดี แต่ความช่ำชองผู้หญิงของเชตะวันทำให้เขารู้ได้ว่าเนตรมีใจให้กับเขา

       ฝ่ายพายัพเมื่อได้พบกับเนตร พยาบาลคนใหม่ของเชตะวัน ก็หลงรัก จึงทำให้เกิดเรื่องชกต่อยกับเชตะวัน แซลลี่จึงเกลียดเนตรมาก เพราะกลัวว่าพายัพจะเขี่ยเธอทิ้งแล้วไปคว้าเนตรมาแทนที่ แซลลี่จึงพยายามหาทางกลั่นแกล้งเนตรเพื่อให้อยู่ที่นี่ไม่ได้ แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะถูกบวรกับอนงค์ขัดขวางได้ทุกครั้ง จนบางครั้งแซลลี่ถึงขั้นตบตีกับอนงค์เลยด้วยซ้ำ

       และแล้วค่ำคืนหนึ่งของการฉลอง เชตะวันดื่มหนักและเมามายกลับมา ในความขาดสตินั้นเขาจึงปลุกปล้ำเนตร หญิงสาวต่อสู้ไม่ยินยอม หนำซ้ำเธอยังตัดสินใจลาออกจากงานและไปจากชีวิตของเชตะวันอีกด้วย

       การกระทำของเนตรทำให้เขาฉุกคิด เธอทำให้เขารู้จักคุณค่าของผู้หญิงขึ้นมาเป็นครั้งแรก เชตะวันพยายามหาทางติดต่อเนตรไปทางหมอก้อง ปารมี และทิพย์ เพื่อขอโทษ หนำซ้ำเขายังเลิกนิสัยคาสโนว่าอีกด้วย การเปลี่ยนแปลงไปของเชตะวันสร้างความประหลาดใจให้ทุกคนรอบข้างเป็นอย่างมาก ยิ่งเมื่อรู้ว่าผู้ที่เปลี่ยนเชตะวันได้คือเนตร หญิงสาวแสนธรรมดาคนหนึ่ง ทุกคนก็ยิ่งแปลกใจ

       แต่เชตะวันไม่รู้เลยว่าความพยายามของเขาทำให้เนตรต้องเผชิญหน้ากับอันตรายครั้งใหญ่ เพราะเฟื่องไม่มีวันยอมปล่อยเชตะวันหรือชุนที่เธอรักให้กับหญิงหน้าไหนทั้งนั้น โดยเฉพาะเนตร ซึ่งเคยเป็นมารหัวใจของเธอมาตั้งแต่อดีตชาติ ยิ่งเชตะวันพยายามทำดีกับเนตรมากเท่าไหร่ เฟื่องก็ยิ่งพยายามทำร้ายเนตรมากขึ้นเท่านั้น

       จนกระทั่งวันหนึ่ง เฟื่องได้ทำให้รถคันหนึ่งพุ่งเจ้าชนเนตร แต่ในเสี้ยววินาทีอันตรายนั้นเชตะวันใช้ร่างของเขาปกป้องชีวิตของเนตรไว้ ทำให้เชตะวันบาดเจ็บสาหัส กลายเป็นเจ้าชายนิทรา เนตรซาบซึ้งกับสิ่งที่เชตะวันทำเพื่อเธอมาก จึงตัดสินใจเปิดใจเพื่อรักเชตะวันและยินดีจะทำทุกอย่างเพื่อให้เขาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

       เมื่อปารมี หมอก้อง และทิพย์ รู้ว่าเนตรเพื่อนรักกำลังมีปัญหา จึงชวนให้มาปฏิบัติธรรมเพื่อต่อชะตาให้กับเชตะวันเป็นเวลา 7 วันที่สถานปฏิบัติธรรมของ คุณสรวง หรือ คุณหญิงศรีเรือน ในอดีตชาติ เนตรตอบตกลง และนั่นทำให้เธอปลอดภัยจากวิญญาณอาฆาตไปได้อีก 7 วันนับจากนี้

       ในขณะเดียวกัน เชตะวันที่อยู่ในสภาวะหลับใหล ก็ได้ยินเสียงโซ่ตรวนดังอยู่รอบตัวตลอดเวลา แล้วเฟื่องก็ปรากฏร่างขึ้นเพื่อหวังให้เขาจำเธอได้ แต่เชตะวันก็จำไม่ได้ เฟื่องจึงพาดวงจิตของเชตะวันย้อนกลับไปสู่อดีต ไปสู่ภพชาติที่ทั้งคู่เคยเป็นคนรักกัน และไปสู่คำสาบานที่ทั้งคู่มีต่อกัน..

       เมื่อเชตะวันรู้เรื่องทั้งหมดก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และจะเกิดอะไรขึ้นกับเนตรหากเธอรักเขา เชตะวันอยากจะบอกเรื่องนี้กับเนตรแต่ก็เป็นไปไม่ได้เพราะในความเป็นจริงแล้วเขายังเป็นเจ้าชายนิทรา เขาจึงไม่สามารถปกป้องเนตรได้เลย !

       ในขณะที่เนตรได้พบกับคุณสรวง เจ้าของสถานปฏิบัติธรรมผู้เชี่ยวชาญในสมาธิฌาน

       ในฌานนั้นคุณสรวงมองเห็นวิญญาณของเฟื่องที่จ้องทำร้ายเนตร เธอขอร้องให้เฟื่องละเลิกต่อเชตะวันและเนตรเสีย เพื่อจะได้ไปผุดไปเกิดเสียที แต่เฟื่องก็ไม่เชื่อแม่ในอดีตชาติของเธอเลย คุณสรวงจึงพยายามทำบุญแผ่อุทิศส่วนกุศลให้กับเฟื่อง หวังให้เฟื่องไปดี แต่ด้วยความแค้นเฟื่องจึงไม่ยอมรับผลบุญใดๆ ทั้งสิ้น

       คุณสรวงจึงพยายามจะไปบอกเนตรให้เป็นฝ่ายทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่เฟื่องเสีย จะได้หมดเวรหมดกรรมต่อกัน แต่สีดาต้องการให้วิญญาณร้ายของเฟื่องทำร้ายเนตร เพื่อสีดาจะได้กำจัดมารหัวใจออกไปจากชีวิตเธอและพายัพ สีดาจึงเผาเรือนคุณสรวง หวังว่าคุณสรวงไม่มีเรือนอยู่ ชีวิตก็คงจะวุ่นวายจนไม่ได้ไปเตือนเนตร และเวลานั้นวิญญาณเฟื่องก็คงจะฆ่าเนตรสำเร็จไปแล้ว แต่เหตุการณ์เกิดลุกลามจนคุณสรวงถูกไฟคลอกตายไปกับเรือน ทำให้ไม่สามารถนำความมาบอกแก่เนตรได้ สิ่งสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้คือคำว่า ‘ตัดสาบาน’ คำพูดสุดท้ายของคุณสรวงทำให้เนตรต้องครุ่นคิดหนัก

       ปารมี หมอก้อง และทิพย์ จึงพาเนตรไปหาหลวงปู่ หรือพรานมีในอดีตชาติ ซึ่งเป็นปู่แท้ๆ ของปารมี ที่วัดแห่งหนึ่งทางเหนือ หลวงปู่จึงให้เนตรอาศัยอยู่แต่ในวัดซึ่งเป็นเขตอภัยทาน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่วิญญาณอาฆาตไม่อาจก้าวล้ำเข้ามาได้

       แล้วหลวงปู่ก็นั่งสมาธิบอกกับวิญญาณอาฆาตว่าให้ยุติการสร้างบาปเพิ่มเสีย เพราะหากยังเฝ้าจองเวรสร้างบาปอยู่อย่างนี้ ก็จะยิ่งไม่มีวันได้เกิดมาเป็นคู่กันกับชุนได้อีกอย่างแน่นอน วิญญาณอาฆาตแค้นจนไม่ฟังคำเตือนของหลวงปู่ เฟื่องยังคงยึดมั่นในคำสาบานและเชื่อว่าสาบานจะต้องเป็นจริง หากไม่มีใครผู้ใดเข้ามาขัดขวาง !

       ระหว่างนั้น พายัพ พงษ์ และสิทธิ์ ก็พยายามตามหาเนตรทำให้สีดาหึงและทะเลาะกับพายัพอย่างหนักจนทั้งคู่ฆ่ากันเองตายอย่างอนาถ ส่วนพงษ์ สิทธิ์ และอาทิตย์ ก็ถูกตำรวจจับเรื่องค้ายา พงษ์กับสิทธิ์สู้ตำรวจจนโดนวิสามัญ ส่วนอาทิตย์ถูกตำรวจยิงบาดเจ็บ อาทิตย์จึงบังคับให้บวรช่วยขับรถพาเขาหนี รถไปเกิดอุบัติเหตุ ชนท้ายกับรถบรรทุกกระจกเข้า ทำให้กระจกจากรถบรรทุกคันหน้าทะลุเข้ามาในรถอาทิตย์ ผ่านร่างของบวรที่เป็นคนขับไปอย่างฉิวเฉียด แต่ไปตัดคออาทิตย์ขาดกระเด็น !

       ขณะเดียวกันนั้นเอง เนตรก็กำลังนั่งสวดมนต์แผ่กุศลให้เฟื่องและเชตะวัน เฟื่องกลับไม่ยอมรับส่วนบุญจากเนตร แต่เชตะวันกลับยอมรับ และมันทำให้เขาสามารถฟื้นคืนสติขึ้นมาได้อีกครั้ง แล้วปารมี หมอก้อง และทิพย์ ก็เล่าเหตุการณ์ที่เนตรกำลังเผชิญอยู่ให้

       เชตะวันฟัง เมื่อเชตะวันรู้เรื่องเข้า เขาก็รีบออกเดินทางไปยังวัดหลวงปู่ทันทีด้วยความเป็นห่วงเนตร

       วิญญาณของเฟื่องได้พบกับเชตะวันอีกครั้ง เธอพยายามพาเขากลับไปที่จุดที่ทั้งคู่เคยกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายร่วมกัน เพื่อหวังให้เขาฆ่าตัวตายอีกครั้ง จะได้ไปอยู่กับเธอ

       เมื่อเนตรรู้เข้า จึงตัดสินใจฝืนคำสั่งหลวงปู่ ออกจากวัดเพื่อไปหยุดเชตะวันและได้เผชิญหน้ากับวิญญาณอาฆาตอีกครั้ง ก่อนที่วิญญาณร้ายจะเล่นงานเนตร หลวงปู่ก็มาถึงและห้ามเฟื่อง แต่เฟื่องไม่ฟัง หลวงปู่จึงต้องสำแดงอิทธิฤทธิ์กำหราบเฟื่อง เฟื่องสู้หลวงปู่ไม่ได้ แต่ก็ยังไม่ยอมไปผุดไปเกิด เอาแต่ร่ำไห้อย่างพ่ายแพ้อยู่ที่ริมผาแห่งนั้น แม้เชตะวันจะตัดสินใจบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับเฟื่อง แต่หากเฟื่องไม่ยอมเปิดใจรับบุญ บุญนั้นก็ไม่มีทางไปถึง

       ด้วยความสงสารและรู้ตัวว่าตนคือผู้ก่อกรรมนี้ขึ้นมา เขาจึงต้องเป็นคนยุติเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพื่อชดใช้ให้กับวิญญาณของเฟื่องที่รอเขามากว่า 200 ปีอย่างทุกข์ทรมาน เชตะวันจึงตัดสินใจจะโดดหน้าผาตายตามที่เขาเคยทำเมื่อชาติภพที่แล้วมาเพื่อจะได้ไปอยู่กับเฟื่องตามที่เฟื่องต้องการ

       การตัดสินใจของเชตะวันทำให้วิญญาณของเฟื่องเริ่มได้สติ ถึงแม้จะอยากให้ครองคู่กับ เชตะวันแต่ก็ไม่อาจะยอมเป็นเหตุให้เชตะวันฆ่าตัวตายได้ เพราะนั่นจะเปลี่ยน ‘คู่แท้’ ให้กลายเป็น ‘เจ้ากรรมนายเวร’ เปลี่ยนรักให้กลายเป็นแค้น เปลี่ยนการตามรักให้กลายเป็นการตามจองเวร ! และเพื่อรักษาการเป็นคู่แท้ต่อกันไว้ เฟื่องจึงจำต้องยอมหยุดตัวเองและจากไป เพื่อให้เชตะวันได้มีชีวิตอยู่ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย วิญญาณของเฟื่องจึงลาจากไปเพื่อชดใช้กรรม และรอวันที่จะได้เกิดมาเป็นคู่กันกับเชตะวันอีกครั้ง

       หลังการจากไปของเฟื่อง เชตะวันตัดสินใจบวชเพื่ออุทิศส่วนบุญให้กับวิญญาณบาป เพื่อที่ว่าชาติใดชาติหนึ่งพวกเขาจะได้เกิดมาเป็นคู่รักกันอีกครั้ง..สมดั่งที่เคยสาบานกันไว้
      

--------จบบริบูรณ์--------



ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครนางมาร

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       ค่ำคืนหนึ่ง พระจันทร์ฉายแสงเพียงเสี้ยว...บ้านเรือนไทยหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ใต้แสงสลัว ภายในห้องนอนของเรือนไทยหลังนั้น เฟื่องนอนหลับอยู่ ทันใดนั้นเธอลืมตาขึ้น รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างร้องเรียกให้เธอออกไป เฟื่องค่อยๆลุกเริ่มหยิบตะเกียง เดินข้ามอุ่นกับทับทิมที่นอนหลับอยู่
      
       เฟื่องเดินออกไปจากห้องมองตามทางด้วยบรรยากาศมืดสลัว วังเวง อากาศหนาวเย็นเธอรู้สึกถึงความหนาวเย็นได้ค่อยๆเดินลงบันไดบ้านไป เดินออกไปบริเวณพงหญ้าข้างบ้าน แล้วจู่ๆเหมือนมีอะไรบางอย่างมาข้างหลัง เฟื่องหันไปเห็นหญิงผู้หนึ่งในชุดนางทาสกำลังนั่งร้องไห้ใต้ต้นไม้ หันหลังให้อยู่ เฟื่องขยับตะเกียงในมือเข้าไปใกล้เพื่อมองให้ชัดๆ สีหน้าระแวดระวัง
       “ใครน่ะ”
       หญิงนั้นยังคงนั่งหันหลังร้องไห้อยู่ เฟื่องจ้องมองแล้วหญิงสาวที่นั่งอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมาคือเดือน นางทาสที่เป็นเพื่อนเล่นกับเธอมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง เดือนใบหน้าซีดเซียว ขอบตาแดงก่ำ รอบคอมีรอยเขียวช้ำ เฟื่องตกใจมากเมื่อเห็นสภาพของเดือน
       “เดือน...ใครทำอะไรเจ้า”
       เดือนไม่ตอบ แต่มองเฟื่องแววตาเศร้าสร้อยร้องไห้น้ำตาออกมาเป็นเลือด แล้วทันใดนั้นคอของเดือนจากรอยเขียวช้ำก็ค่อยๆเน่าเฟะกินคอของเดือนจนหมุนเกือบหัก แล้วห้อยพับลงไปข้างหลังอย่างกะทันหัน เฟื่องตกใจสุดขีดกรีดร้องออกมาทันที
      
       เฟื่องตกใจตื่นลุกพรวดพราดขึ้นนั่งทั้งที่ยังกรีดร้องอยู่ อุ่นกับทับทิมที่นอนเฝ้าอยู่หน้าเตียงลุกพรวด ผวาเข้ามาหาเฟื่องตกใจไม่แพ้กัน
       “คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ ใครทำอะไรคุณหนู” อุ่นถามอย่างตกใจ
       เฟื่องไม่ตอบ แต่คว้าผ้าผืนหนึ่งมาคลุมไหล่แล้วเปิดประตูห้องเดินออกไปเลย ทับทิมตกใจ
       “คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ...ฟ้ายังไม่สางเลย...”
       “รอด้วยเจ้าค่ะคุณหนู...”
       ทั้งสองรีบตามเฟื่องไป
      
       เฟื่องเดินพรวดพราดมาที่เรือนทาส อุ่นกับทับทิมวิ่งตามมาติดๆ
       “คุณหนูมาที่เรือนทาสทำไมเจ้าคะ” อุ่นถามอย่างสงสัย
       เฟื่องไม่ตอบ แล้วพอมาใกล้เรือนทาสก็เห็นนายเบี้ย และทาสคนอื่นๆกำลังจุดคบไฟหาอะไรบางอย่างกันอยู่
       “เอ๊ะ...พวกนั้นหาอะไรกัน”
       พวกทาสหันมาเห็นเฟื่อง ต่างก็รีบคุกเข่าลง
       “คุณหนู...”
       “หาอะไรกัน” เฟื่องถามอย่างสงสัย
       “นังเดือนขอรับ มันหายไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครรู้ขอรับ” นายเบี้ยบอกอย่างกังวลใจ
       เฟื่องหน้าไม่ดี ชักสังหรณ์ว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับเดือนอย่างที่เห็นในฝันเสียแล้ว
       “เช้านี้บ่าวเห็นมันไม่ลุกไปทำงานที่ครัวอย่างเคย บ่าวก็เลยไปตามมันที่เรือน แต่มันก็ไม่อยู่ขอรับ”
       ขาดคำของนายเบี้ย ทันใดนั้นเม่นทาสชายก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
       “เจอนังเดือนแล้ว เจอนังเดือนแล้ว”
       ทุกคนหันไปมองเม่นทันที นายเบี้ยเข้าไปถาม
       “เจอที่ไหน”
      
       ทาสชาย 2 คนช่วยกันลากร่างเดือนออกมาจากพงหญ้ามาวางที่พื้นราบอย่างทุลักทุเล ทั้งหมดวิ่งมาถึง อุ่นกับทับทิมพอเห็นเดือนก็ร้องลั่น
       “นังเดือน”
       ทุกคนกรูกันเข้าไปดู นายเบี้ยจับตัวเดือนอยู่สักครู่ก็หันมาบอกเฟื่องหน้าเศร้า
       “มันตายเสียแล้วขอรับ”
       อุ่นกับทับทิมร้องไห้โฮออกมาทันที เฟื่องกลั้นน้ำตาไว้
       “ตาย...เดือนมันตายได้อย่างไรกัน”
       นายเบี้ยจับที่หัวนังเดือนเบาๆเห็นคอพับไปข้างหนึ่ง
       “คอหักตายขอรับ”
       เฟื่องตกใจ
      
       เช้าวันใหม่...ทุกคนมาประชุมอยู่พร้อมหน้ากันที่หน้าเรือนเฟื่อง อิ่มกับทับทิมนั่งร้องไห้กระซิกๆสงสารเดือนที่ตายไป...พระยาอารักษ์หน้าเครียด สั่งนายเบี้ย
       “นายเบี้ย เอ็งไปแจ้งหลวงให้เรียบร้อย” พระยาอารักษ์ประกาศลั่น “ใครที่มันทำกับนังเดือนอย่างนี้ มันต้องได้รับโทษ”
       “ขอรับ”
       นายเบี้ยออกไป ศรีเรือนหันมาหาเฟื่อง
       “นังเดือนมันเป็นเพื่อนเล่นกับลูกเฟื่องมาตั้งแต่เด็ก เจ้าคงเสียใจมากสินะ”
       เฟื่องพยักหน้า น้ำตาร่วงพรู ศรีเรือนรีบโอบประคองปลอบใจลูก สร้อยรีบตามเข้ามาพูดประจบเฟื่องทันที
       “นังเดือนไปดีแล้วเจ้าค่ะคุณหนู...”
       เฟื่องหน้าเศร้าหมอง
       “ใครกันนะ...ที่ใจร้ายฆ่าแกงเดือนได้ลงคออย่างนี้...”
      
       พันถีบสิงห์กับเพียรสุดแรงตามแรงโกรธ
       “กูบอกให้พวกมึงแอบไปลักตัวนังเดือนมันมาให้กู ไม่ใช่ให้พวกมึงไปฆ่ามัน”
       สิงห์กับเพียรรีบคลานเข้ามากราบพันอย่างเกรงกลัว
       “ก็นังเดือนมันร้องเสียงดังนี่ขอรับ กระผมก็เกรงว่าบ่าวคนอื่นมันจะได้ยิน กระผมก็เลยต้องปิดปากมัน” สิงห์บอกเสียงอ่อย
      
       คืนเกิดเหตุ...สิงห์กับเพียรพยายามจะจับตัวเดือนไว้ แต่เดือนร้องเสียงดัง “ช่วยด้วย...ใครก็ได้ช่วยด้วย”
       สิงห์กับเพียรตกใจ สิงห์รีบปิดปากเดือนไว้แน่น แต่เดือนก็ไม่ยอม เดือนพยายามดิ้นสู้กับสิงห์และเพียรสุดแรง แล้วทันใดนั้นก็มีเสียง “กร๊อบ” ดังขึ้น สิงห์กับเพียรชะงักค้างไปทันที แล้วยิ่งพอเห็นว่าเดือนหยุดดิ้นไปอย่างกะทันหันก็ตกใจ แล้วพอปล่อยตัวเดือน ร่างของเดือนก็ร่วงลงไปกองกับพื้นทันที สิงห์กับเพียรหันมามองหน้ากันอย่างตกใจ แล้วสิงห์ก็เข้าไปเขี่ยร่างเดือนสำรวจ เห็นว่าคอหักพับไปทางหนึ่งอย่างน่ากลัว นัยน์ตาเบิกโพลงค้างเสมือนจ้องมองสิงห์และเพียรอย่างอาฆาต
       “เฮ้ย”
       สิงห์โดดหนี เพียรจึงเป็นคนเดินเข้าไปปิดเปลือกตาให้เดือนเสียเอง แต่พอขยับเดินออกมา เปลือกตาเดือนก็กลับเปิดขึ้นเบิกโพลงจ้องสิงห์กับเพียรเหมือนอย่างเดิม สิงห์ชี้ให้เพียรดู
       “ไอ้...ไอ้เพียร...ดู”
       เพียรเห็นเดือนตาเบิกโพลงอย่างเก่าก็ตกใจ
       “ท่าจะไม่ดีแล้วไอ้สิงห์” เพียรเหลียวซ้ายแลขวา “ข้าว่าเรารีบเผ่นออกจากที่นี่เถอะ”
       “แล้วจะทิ้งอีเดือนเอาไว้อย่างนี้รึ”
       เพียรนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วตรงเข้าไปจับหัวเดือนยกขึ้น
       “ไอ้สิงห์ ช่วยข้าเร็ว”
       สิงห์เข้าใจทันทีว่าเพียรจะให้ช่วยอะไร รีบตรงเข้าไปจับข้อเท้าสองข้างของเดือน แล้วทั้งสองก็ช่วยกันลากร่างของเดือนเอาไปโยนไว้ในพงหญ้ารกๆ หากิ่งไม้มาโยนปิดทับไว้ไม่ให้ใครเห็นได้ง่ายๆ ก่อนที่ทั้งสองจะพากันวิ่งหนีหายไปในความมืด ศพเดือนยังลืมตาโพลงแข็งค้างอยู่อย่างนั้น
      
       พันถีบสิงห์กับเพียรอีกครั้งอย่างโมโห
       “เออๆ มันตายแล้วก็แล้วไป คนตายปากโป้งไม่ได้ แต่พวกมึงสองคนก็ต้องปิดปากกันไว้ให้ดีเชียว อย่าให้เรื่องนี้ไปถึงหูแม่เฟื่องของกูได้ เข้าใจมั๊ย”
       สิงห์กับเพียรรับคำพร้อมกัน
       “ขอรับ”
       พันเซ็งจัด
       “โฮ้ย...กูเลยอดได้เล่นสนุกกับนังเดือนเลย พวกมึงสองคนนี่ไม่ได้ดั่งใจกูเลยโว๊ย”
      
       เย็นนั้น...สิงห์กับเพียรแอบซุ่มมองจากด้านนอกวัด เห็นเฟื่องกับบ่าวช่วยกันเตรียมจัดงานเผาศพให้เดือนกันอยู่ สิงห์หันมาบอกเพียร
       “ถ้าเผาศพอีเดือนวันนี้แล้ว...ก็คงจะไม่มีอะไรแล้วละมังไอ้เพียร กะอีแค่บ่าวคนเดียวตาย หลวงคงไม่เสียเวลามาไล่ตามจับเรากันหรอก”
       “ข้าก็หวังว่าอย่างนั้นแหละไอ้สิงห์”
       สองคนยังแอบซุ่มดูพวกเฟื่องเตรียมงานเผาศพต่อไปเงียบๆ ด้านหลังสิงห์กับเพียร ผีเดือนยืนอยู่มองสองสมุนอย่างอาฆาตเคียดแค้น แล้วผีเดือนก็พุ่งเข้ามาหาสองหนุ่มอย่างรวดเร็วอย่างประสงค์ร้าย จับบ่าสองหนุ่มหมับ
       “พวกมึงฆ่ากู”
       สองหนุ่มหันมาเห็นผีเดือนก็ร้องลั่น
       “อีเดือน”
       ทั้งสองร้องเสียงหลง สะบัดตัวอย่างแรง แล้ววิ่งหนีกระเจิดกระเจิงกันไปคนละทางทันที
      
       ค่ำนั้น...สิงห์กับเพียรนั่งซุกตัวอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน ที่คอมีสร้อยพระคล้องอยู่เต็มคอเลยทั้งสองคน พันตะคอกใส่อย่างอารมณ์เสีย
       “พวกมึงตาฝาดกันไปเองน่ะสิ คนตายแล้ว จะมาทำอะไรเราได้”
       สิงห์ท่าทางหวาดๆ
       “ตะ...แต่...เราเห็นผีอีเดือนจริงๆนะขอรับ”
       เพียรเสริม
       “มันทำท่าจะบีบคอเราด้วย”
       “มันคงกะจะหักคอเรา”
       “ให้เราตายเหมือนอย่างมัน”
       พันหงุดหงิด
       “โฮ้ย...กูไม่เชื่อโว๊ย กูว่าพวกมึงน่ะกำลังประสาทเสียแล้วพวกมึงก็ไปอยู่แถววัด บรรยากาศมันคงพาไปโว๊ย พวกมึงก็เลยตาฝาดเห็นผี”
       สิงห์กับเพียรเริ่มนิ่งคิดตาม พันตัดบท
       “แล้วกูให้พวกมึงไปตามดูแม่เฟื่อง ได้เรื่องว่าไง”
       “แม่เฟื่องกับพวกบ่าวเตรียมจะเผาศพอีเดือนกันค่ำนี้แล้วละขอรับ”
       พันคิดๆ
       “แสดงว่า...เผาศพเสร็จ แม่เฟื่องกับพวกบ่าวก็จะต้องพายเรือกันกลับเรือนใช่มั๊ยวะ”
       “ขอรับ”
       พันคิดแผนชั่วอะไรบางอย่าง แล้วยิ้มร้าย
      
       งานเผาศพเดือนจัดอย่างเรียบง่าย เฟื่องยืนมองดูควันไฟที่ม้วนตัวขึ้นสู่ฟ้าอย่างเศร้าสร้อย สงสารเดือนมาก
       “ขอให้เดือนไปสู่สุขคตินะจ๊ะ...”
       ด้านข้างเฟื่อง วิญญาณเดือนคุกเข่าอยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินที่เฟื่องพูด เดือนน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งใจในความมีเมตตาของเฟื่องที่มีต่อตน เดือนก้มลงกราบเฟื่อง แต่เฟื่องไม่ได้รู้เลย
      
       มุมมืดริมคลอง พัน สิงห์ เพียร มาซุ่มรอเรือของเฟื่องกับบ่าวให้ผ่านมา พันไม่สนใจอะไรนอกจากชะเง้อรอเรือของเฟื่องอย่างเดียว ในขณะที่สิงห์กับเพียรเหลียวมองรอบๆตัวอย่างหวาดระแวง กลัวเดือน มือกำพระที่คล้องอยู่เต็มคออย่างหวังเอาเป็นที่พึ่ง ทันใดนั้นพันก็ตาโตอย่างตื่นเต้นเมื่อมองไปเห็น เฟื่อง อุ่น ทับทิม และเม่น อยู่ในเรือลำเดียวกัน บ่าวอื่นๆอยู่เรืออีกลำ พันไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไรแล้ว เอาผ้าที่โพกหัวพันปิดหน้าปิดตาแล้วค่อยๆหย่อนตัวลงในคลอง ว่ายตรงไปยังจุดที่เรือของเฟื่องจะแล่นผ่านอย่างเงียบเชียบ สิงห์กับเพียรก็ทำเช่นเดียวกัน
       เรือของบ่าวลำแรกพายผ่านไป สักครู่เรือของเฟื่อง ที่มีเม่นเป็นคนพายก็แล่นตามมา ทันใดนั้นก็เห็นมือโผล่ขึ้นมาจากในน้ำ เกาะหมับเข้าที่กาบเรือของเฟื่อง แล้วเริ่มโยกเรือของเฟื่องไปมาอย่างแรง เฟื่องกับเม่นตกใจมาก ส่วนอุ่นกับทับทิมร้องวี๊ดว๊ายด้วยความตกใจกันใหญ่ เฟื่องเกาะกาบเรือแน่น แล้วในที่สุดเรือก็พลิกคว่ำลง เฟื่องหวีดร้อง เรือลำแรกของบ่าวเหลียวมาเห็นว่าเรือเฟื่องล่มก็ร้องลั่น
       “ว๊าย...เรือคุณหนูล่ม”
       “กลับเรือเร็ว”
       บ่าวในเรือพยายามจะกลับลำเรือเพื่อกลับไปช่วยเฟื่อง อุ่น และทับทิม แต่ก็ทำไม่ได้ง่ายเพราะถูกกระแสน้ำพาไป
       ในน้ำ พันเข้าไปกอดรัดและตะโบมจับโน่นนี่เฟื่องอย่างคึกคะนองและย่ามใจสุดๆ สิงห์กับเพียรก็ทำเช่นเดียวกันกับอุ่นและทับทิม สามสาวร้องอย่างตกใจ บ่าวที่อยู่เรือลำอื่นวกกลับมาช่วยเฟื่องและอุ่นกับทับทิม พันเห็นเรือบ่าววกกลับมาช่วยเฟื่องจึงปล่อยตัวเฟื่องแล้วดำน้ำกลับเข้าฝั่งไปอย่างเงียบเชียบ สิงห์กับเพียรรีบดำน้ำตามนายไปทันที
      
       บ่าวจากเรือลำแรก ช่วยดึงตัวเม่น อุ่นและทับทิม ขึ้นจากน้ำอย่างทุลักทุเล ทับทิมพอตั้งตัวได้ก็เหลียวหาเฟื่อง
       “คุณหนูล่ะ”
       อุ่นกับเม่นเหลียวหาบ้าง ไม่เห็นเฟื่องก็ยิ่งตกใจมาก กรีดร้องลั่น
       “คุณหนู”
       อุ่น ทับทิม เม่น และบ่าวคนอื่นๆ เหลียวหาและตะโกนเรียกเฟื่องกันยกใหญ่ เม่นตัดสินใจดำลงน้ำไปใหม่เพื่อหาเฟื่อง แต่ก็ไม่เจอ
      
       ชุนลากตัวเฟื่องที่ไม่ได้สติขึ้นมาบนตลิ่งอีกฝั่งหนึ่งอย่างทุลักทุเล พอขึ้นมาได้ เขาก็สำรวจอาการของหญิงสาวเห็นเธอไม่รู้สึกตัว ชุนพยายามตบหน้าเฟื่องเบาเพื่อเรียกสติ
       “แม่หญิงขอรับ...แม่หญิง...”
       สักครู่เฟื่องก็สำลักน้ำออกมาและเริ่มปรือตาขึ้นมอง สายตาของเฟื่องจากเบลอๆก็ค่อยๆชัดขึ้นๆเห็นหน้าชุนที่ก้มลงมามองเธอด้วยแววตาเป็นห่วงเป็นใยอย่างจริงใจ ชุนเห็นเฟื่องได้สติแล้วก็ยิ้มดีใจ
       “แม่หญิงรู้สึกตัวแล้ว...”
       เฟื่องขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างงงๆ แว่วเสียงเหล่าบ่าวตะโกนเรียกหา
       “คุณหนู...คุณหนู...”
       เฟื่องขยับตัวมองไปที่อุ่นกับทับทิม ชุนเหลียวมองตามอย่างไม่สบายใจ
      
       เฟื่องเห็นเหล่าบ่าวตะโกนเรียกหา เม่นก็โดดกลับลงไปดำหาร่างของเฟื่องในคลอง ตรงจุดที่เรือล่มอีกครั้ง เฟื่องตัดสินใจโบกมือเรียกอุ่นกับทับทิม
       “อุ่น...ทับทิม...”
       ชุนไม่สบายใจ แล้วเลยตัดสินใจลุกขึ้นแล้ววิ่งหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว เฟื่องตกใจ
       “อ้าว...เจ้า...จะไปไหนล่ะ...”
       ชุนหายไปแล้ว เฟื่องชะเง้อมองตาม จังหวะนั้นอุ่น ทับทิม เม่น และบ่าวอื่นๆ ก็วิ่งเข้ามาหาเฟื่อง อุ่นกับทับทิมร้องไห้และโผเข้ากอดเฟื่องไว้อย่างโล่งใจ
       “ทูนหัวของบ่าว...”
       อุ่นร้องไห้
       “บ่าวนึกว่าคุณหนูจมน้ำตายเสียแล้ว...ฮือๆ...”
       เฟื่องไม่พูดอะไร แต่เหลียวไปมองทางที่ชุนวิ่งหนีหายไป
      
       พระยาอารักษ์กำลังเฆี่ยนเม่นอยู่อย่างสุดแรง ทุกครั้งที่หวดลงไป เม่นจะสะดุ้งสุดตัว พวกผู้หญิงเจ็บปวดไปด้วย หลังเม่น แตกยับเลือดโทรมหลัง เฟื่องทนไม่ได้
       “พอเถอะเจ้าค่ะ...เจ้าคุณพ่อ”
       สร้อยรีบพูดประจบ
       “แค่นี้ยังไม่พอหรอกเจ้าค่ะคุณหนู มันยังไม่สาสมกับที่มันทำคุณหนูเกือบจมน้ำตาย”
       “แต่นายเม่นเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เรือล่มสักหน่อย เขายังอุตส่าห์โดดลงไปงมหาข้าอยู่ตั้งเป็นนานสองนาน”
       พระยาอารักษ์เฆี่ยนไม่หยุดมือ
       “จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่มันทำลูกพ่อเกือบตาย มันสมควรโดน”
       พูดจบพระยาอารักษ์ก็เฆี่ยนอีก แม้เม่นมันจะแน่นิ่งไปแล้ว พระยาอารักษ์ก็ยังไม่รามือ เฟื่องทนไม่ไหว เข้าไปขวางไว้ระหว่างกลางทำให้พระยาอารักษ์เฆี่ยนต่อไม่ได้ เฟื่องรีบโบกมือให้สัญญาณนายเบี้ยกับบ่าวอื่นๆเข้ามาดูเม่น
       “ไอ้เม่นมันสิ้นใจเสียแล้วขอรับ”
       เฟื่องตกใจ
       “โธ่...”
       พระยาอารักษ์ยังโมโหไม่หาย
       “ดี...สมน้ำหน้ามัน”
       เบี้ยกับบ่าวอื่นๆช่วยกันห้ามร่างเม่นออกไป พระยาอารักษ์ยังไม่หายโกรธเลยหันไปตบหน้าอุ่นกับทับทิมอย่างโมโหสุดขีดเต็มแรง สองสาวล้มกลิ้งกันไปตามแรงตบทันที
       “ความจริงเอ็งสองคนก็สมควรจะโดนหวายไม่ต่างไปจาก ไอ้เม่นมันเหมือนกัน ก็รู้กันอยู่ว่าลูกเฟื่องของข้า ว่ายน้ำไม่แข็ง ทำไมไม่ดูแลกันให้ดี”
       อุ่นกับทับทิมน้ำตาไหลด้วยความเจ็บและกลัว มุมปากแตกมีเลือดซึมออกมา พระยาอารักษ์ตะคอกถาม
       “บอกมา...เรือคว่ำได้ยังไง”
       “ก็...ไอ้เม่นมันพายเรืออยู่ดีๆ แล้วจู่เรือมันก็โยกไปโยกมา แล้วก็คว่ำเลยเจ้าค่ะ” อุ่นบอกทับทิมนึกอย่างหวาดๆ
       “บ่าวว่าต้องเป็นฝีมือผีพรายแน่ๆเลยเจ้าค่ะ”
       “พวกเอ็งจะบ้าเรอะ...ผีพงผีพรายที่ไหนมี”
       พระยาอารักษ์เงื้อจะตบอุ่นกับทับทิมอีก แต่ศรีเรือนรีบคว้ามือไว้ พูดเสียงอ่อน
       “พอเถอะเจ้าค่ะคุณพี่...”
       พระยาอารักษ์จึงไม่ตบอุ่นกับทับทิม แต่ก็อารมณ์เสียอยู่มาก ทับทิมกระซิบเล่าให้ศรีเรือนฟัง
       “จริงๆนะเจ้าคะคุณหญิง บ่าวว่าต้องเป็นผีพรายแน่ๆที่มาโยกเรือพวกบ่าวจนคว่ำน่ะเจ้าค่ะ เพราะพอเรือคว่ำ พวกบ่าวตกลงไปในน้ำแล้ว พวกผีพรายมันยังมากอดมารัดเล่นเอาอีกด้วย”
       ศรีเรือนตาโตอย่างตกใจ
       “เอ๊ะ...หรือว่านังเดือนมันจะมาล่มเรือลูกเฟื่อง หวังจะเอาตัวลูกเฟื่องไปอยู่กับมันด้วยคะคุณพี่...เพราะนังเดือนนี่มันก็รักใคร่แม่เฟื่องมากอยู่”
       บ่าวอื่นๆเริ่มหน้าตื่นตามศรีเรือนไปด้วย
       “ไม่ได้แล้ว พรุ่งนี้อิฉันต้องพาลูกเฟื่องไปรดน้ำมนต์ดีกว่า” ศรีเรือนกอดเฟื่อง “ขวัญเอ๊ย...ขวัญมานะลูกนะ”
       เฟื่องไม่พูดอะไร ไม่ติดใจเรื่องที่เกิดขึ้นในน้ำ แต่ติดใจว่าใครกันที่เป็นคนช่วยชีวิตเธอขึ้นจากน้ำมากกว่า เธอนึกถึงเหตุการณ์ที่เริ่มปรือตาขึ้นมองแล้วเห็นหน้าชุนที่ก้มลงมามองเธอด้วยแววตาเป็นห่วงเป็นใยอย่างจริงใจ และเมื่อบ่าวทั้งหลายตะโกนเรียก เขาก็วิ่งหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว เธออยากรู้ว่า “เขา” คือใคร
      
       ค่ำนั้น เฟื่องช่วยทายาที่แผลที่มุมปากให้อุ่นกับทับทิมที่โดนพระยาอารักษ์ตบมา สองบ่าวร้องอูย...กับสะดุ้งเมื่อถูกยาเป็นระยะๆ
       “อุ่นกับทับทิมคงเจ็บมาก...”
       “เจ็บสิเจ้าคะ” อุ่นคลำแผลสีหน้าเหยเก “ก็ท่านเจ้าคุณเล่นตบบ่าวไม่ยั้งมือเลย...บ่าวสองคนคงกินน้ำพริกไปไม่ได้อีกหลายวันเทียว”
       “แต่ก็ยังดีกว่าพี่เม่นละ”
       สาวหญิงหน้าสลดลงทันที เฟื่องไม่ชอบใจ
       “เจ้าคุณพ่อก็ทำเกินไป เห็นชีวิตคนเป็นผักปลาน่าเวทนานายเม่นนัก...” เธอยกมือขึ้นไหว้ “ขอให้นายเม่นไปสู่สุขคติด้วยเถิด สาธุ”
       อุ่นกับทับทิมพลอยสาธุตามเฟื่องไปด้วย อุ่นหันมาหาเฟื่อง
       “แต่นี่ยังดีนะเจ้าคะที่คุณหนูยังอุตส่าห์ว่ายน้ำไปขึ้นอีกฝั่งได้ ไม่อย่างนั้น...บ่าวสองคนคงถูกท่านเจ้าคุณตบจนตายตามพี่เม่นไปแน่ๆเลย”
       อุ่นกับทับทิมสีหน้าหวาดกลัวพระยาอารักษ์กันมาก เฟื่องนิ่งไป คิดถึงชุน ทับทิมแปลกใจ
       “คุณหนูเป็นอะไรไปรึเจ้าคะ ทำไมเงียบไป หรือว่า...จะเป็นไข้”
       เฟื่องตัดสินใจบอก
       “อุ่น ทับทิม ความจริงข้าไม่ไม่ได้ว่ายน้ำไปขึ้นฝั่งเองหรอก แต่มีชายผู้หนึ่งช่วยข้าไว้”
       อุ่นกับทับทิมตกใจร้องออกมา
       “ผู้ชาย”
       เฟื่องรีบจุ๊ปากทันที
       “อย่าเสียงดังไปสิอุ่น ทับทิม ถ้าเจ้าคุณพ่อรู้ว่ามีผู้ชายมาแตะเนื้อต้องตัวข้า เห็นทีจะเป็นเรื่องใหญ่”
       สองบ่าวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
       “แล้วเขาเป็นใครหรือเจ้าคะคุณหนู” อุ่นถาม
       “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่ทันจะได้ถามไถ่ชื่อ แม้กระทั่งจะเอ่ยปากขอบคุณเขา เขาก็วิ่งหนีหายไปในความมืดเสียก่อน นี่ถ้าไม่ได้เขาช่วยไว้ พวกเอ็งก็คงจะได้เผาศพข้าในวันพรุ่งไปเหมือนกัน ข้าเป็นหนี้บุญคุณชีวิตเขาจริงๆ ถ้าได้เจอเขาอีกสักครั้ง ข้าจะต้องขอบคุณเขาเป็นการใหญ่ทีเดียว”
       เฟื่องครุ่นคิด
      
       วันใหม่...ในโบสถ์ ทั้งหมดกำลังก้มกราบพระกันอย่างพร้อมเพรียง พระรดน้ำมนต์ให้อย่างทั่วถึง อุ่นกับทับทิมรับน้ำมนต์แล้วทำท่าชื่นใจ สร้อยทำหน้าหมั่นไส้รับน้ำมนต์เสร็จศรีเรือนก็หันมาโอบกอดเฟื่อง
       “ขวัญเอ๊ย...ขวัญมา...นะลูกนะ”
      
       กลุ่มเฟื่องเดินมาตามทาง พัน สิงห์ และเพียรเดินมาจากอีกทางหนึ่ง กำลังจะเดินเข้าไปหาเฟื่อง แต่ยังไม่ทันจะเข้าไปหา ศรีเรือนก็พูดขึ้นมาเสียก่อน พันกับสมุนจึงหยุดยืนฟัง
       “คิดอะไรอยู่รึลูก”
       “ลูกสงสารนายเม่นค่ะ ต้องมาตายเพราะความผิดที่ตนไม่ได้ก่อแท้ๆ แล้วลูกก็สงสารนังเดือนด้วย เดือนคงเจ็บแล้วก็กลัวมากก่อนตาย ใครที่ทำกับเดือนอย่างนี้ มันต้องไม่ตายดี”
       สิงห์กับเพียรหน้าซีดตกใจ พันหันไปเห็นก็ตบกบาลมันสองคนเต็มแรง
       “พวกมึงอย่าเสือกทำท่ามีพิรุธสิโว๊ย ถ้าพวกมึงไม่ปากโป้งเสียอย่าง ไม่มีทางที่ใครจะรู้หรอกว่าพวกมึงเป็นคนฆ่าอีเดือนน่ะ”
       สองบ่าวรีบก้มหน้าเก็บอาการทันที พันปรับสีหน้าให้สดชื่นขึ้นแล้วเดินตรงเข้าไปหาคณะของเฟื่อง พันยกมือไหว้ศรีเรือนอย่างอ่อนน้อม เฟื่องไหว้พัน
       “กระผมไปหาคุณอา กับแม่เฟื่องที่เรือน บ่าวที่เรือนบอกว่ามาไหว้พระที่วัดกัน”
       “เมื่อคืนแม่เฟื่องไปเผาศพนังเดือนที่วัด ขากลับเรือล่มเกือบจมน้ำตายตามนังเดือนมันไปแล้วสิ”
       พันหันมาหาเฟื่อง
       “โธ่...แล้วแม่เฟื่องเป็นอะไรมากหรือเปล่าจ๊ะ”
       เฟื่องส่ายหน้า ศรีเรือนเลยตอบแทน
       “ลูกเฟื่องไม่เป็นอะไรมากหรอกจ้ะพ่อพัน แค่ตกใจมากหน่อยน่ะ แล้วนังเดือนมันก็เพิ่งถูกคนใจบาปฆ่าตายไปไม่กี่วันเอง”
       “ฮู้ย...ลงนังเดือนมันตายโหงอย่างนี้ละก็ ผีมันคงเฮี้ยนหนักละเจ้าค่ะ” อุ่นพูดขึ้น
       ทับทิมยกมือไหว้ท่วมหัว
       “สา...ธุ...ขอให้ผีนังเดือนมันกลับมาหักคอคนที่ฆ่ามันด้วยเถิ๊ด”
       สิงห์กับเพียรรีบก้มหน้างุด ไม่สบตาใครทันที พันมองเฟื่องอย่างรักใคร่
       “ถ้าเช่นนั้น...พี่พาเจ้าไปเดินเล่น หาเลือกซื้อข้าวของที่ท้ายตลาดให้คลายทุกข์ใจดีมั๊ย พี่ได้ข่าวว่ามีพ่อค้าจากเมืองจีนเอาแพรพรรณสวยแปลกตามาขายอยู่ที่นั่นหลายเจ้า เจ้าสนใจอยากจะไปดูหรือไม่จ๊ะแม่เฟื่อง”
       เฟื่องไม่ตอบ ไม่ชอบหน้าพัน ศรีเรือนเห็นดีกับพัน
       “ดีเหมือนกัน บางที...ได้ไปซื้อข้าวของบ้าง ลูกเฟื่องจะได้อารมณ์ดีขึ้นบ้าง ถ้าเช่นนั้น...อาฝากพ่อพันดูแลน้องด้วยนะจ๊ะ”
       เฟื่องหันมามองแม่อย่างไม่อยากไปกับพัน แต่ศรีเรือนจิกตาใส่เป็นเชิงบังคับ ทำให้เฟื่องจำใจต้องไป อุ่นกับทับทิมตามไปด้วย ทิ้งให้ศรีเรือนกับสร้อยและบ่าวผู้หญิงอีกจำนวนหนึ่งอยู่ที่เดิม ศรีเรือนมองตามอย่างปลื้มใจ สร้อยอยากไปเที่ยวตลาดด้วย
       “บ่าวตามไปรับใช้คุณหนูที่ตลาดด้วยดีมั๊ยเจ้าคะ”
       ศรีเรือนรู้ทัน
       “ไม่ต้อง เอ็งกลับเรือนกับข้า”
       สร้อยหน้าจ๋อย เดินตามศรีเรือนกลับเรือนอย่างเซ็งๆ
      
       บรรยากาศตลาดผู้คนเดินจับจ่ายซื้อของ เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากท้ายตลาด โจรวิ่งราววิ่งฝ่าผู้คนออกมาในมือถือห่อผ้าใส่สตางค์ที่เพิ่งฉกออกมาจากร้านขายสมุนไพร เสียงตะโกนไล่ตามหลัง
       “หยุดนะ...ฉันบอกให้หยุด”
       โจรวิ่งราวยังคงวิ่งหนี นวลแทรกตัวออกมาจากฝูงชน
       “ฉันบอกให้หยุด...”
       นวลมองหาอุปกรณ์ใกล้มือ เห็นฟักลูกใหญ่ที่ชาวบ้านวางขายอยู่ที่พื้นคิดได้
       “ป้า...ฉันขอยืมหน่อยนะ”
       ป้าที่นั่งขายยังไม่ทันที่จะตอบอะไร นวลก็คว้าเอาฟักลูกขนาดพอมือขว้างไปที่โจรวิ่งราวที่กำลังวิ่งหนีโดนเข้าที่กลางหลังอย่างจังจนล้มฟุบลงไป นวลรีบวิ่งตามไปจนถึงตัวโจรคว้าคอเสื้อโจรที่ยังคว่ำหน้าอยู่ที่พื้นขึ้นมา ชาวบ้านเริ่มมุงดูกัน
       “เอาเบี้ยฉันคืนมาเดี๋ยวนี้ ไอ้ขี้ขโมย”
       โจรลุกขึ้นมาได้ทำทีจะส่งถุงเบี้ยคืนให้ นวลกำลังจะคว้าถุงเบี้ยคืนแต่แล้วโจรก็เปลี่ยนใจผลักนวลเซล้มไปแล้วลุกขึ้น
       “คืนให้ก็โง่สิวะ...ฮ่าๆ แน่จริงก็ตามให้ทันสิวะ ฮ่าๆ”
       โจรสมน้ำหน้านวลที่ล้มลงไปชาวบ้านช่วยกันพยุงนวลขึ้นมา โจรหัวเราะเยาะแล้ววิ่งหนีไป นวลโมโหฮึดขึ้นตามไป
       “หนอย...ไอ้ขี้ขโมย รู้จักอีนวลน้อยไปซะแล้ว”
       นวลวิ่งเลาะไปดักอีกทางขวางหน้า โจรชงักผงะถอยหลังจะวิ่งหนีวิ่งไปชนเข้ากับผ้าม้วนโตที่ชุนแบกมาจะตั้งที่ร้าน โจรโดนม้วนผ้าฟาดเข้าอย่างจังจนล้มหงายหลังลงไป ชุนยกม้วนผ้าลงงงๆว่าเกิดอะไรขึ้น นวลมองเห็นว่าเป็นชุนที่ช่วยจับโจร นวลยิ้มให้
       “ขอบใจนะ”
       ชุนมองนวลงงๆ
       “เอ่อ...”
       โจรลุกขึ้นได้จะหนีนวลกระโดดถีบเข้าที่กลางหลัง โจรถลาลงไปอีก นวลรีบเข้าไปเหยียบที่ข้อมือโจรที่ถือถุงเบี้ยอยู่ แล้วแย่งเอาถุงเบี้ยคืนมา
       “มือเอ็งคงทำมาหากินไม่ได้ใช่ไหม ถึงต้องใช้มันลักข้าวของของชาวบ้านเค้าเยี่ยงนี้น่ะ”
       นวลเหยียบบี้เท้าลงที่มือโจร
       “โอย...ข้ายอมแล้ว ข้าคืนเงินเจ้าแล้วปล่อยข้าไปเถ่อะ”
       “ปล่อยให้ไปขโมยของคนอื่นอีกน่ะเหรอ”
       ชุนมองดูนวลอึ้งๆที่เห็นเธอเก่งเกินหญิงทั่วไป ชาวบ้านมารุมดู นวลจัดการเอาเชือกมัดมือมือโจรไพ่หลังทั้งที่ยังนอนอยู่ที่พื้น
       “ปล่อยข้าเถ่อะนะ ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว ข้าสาบาน”
       นวลกระชากมัดจนแน่น
       “เอ็งไปสาบานกับหลวงแล้วกัน ไอ้ขี้ขโมย...”
       นวลลากโจรวิ่งราวเดินฝ่าฝูงคนออกไป ชุนมองตามยิ้มๆ นวลหันมาเจอกับสายตาชุนเขินๆแล้วรีบเดินออกไป ชุนรีบแบกเอาม้วนผ้าไปจัดร้านต่อ
      
       เฟื่องกับพัน และเหล่าบ่าวเดินมาที่ตลาดด้วยกัน ทับทิมแอบกระซิบกับอุ่น
       “ได้มีโอกาสมาเที่ยวตลาดแล้ว ข้าจะซื้อของให้สบายใจไปเล้ย”
       อุ่นกระซิบดักคอ
       “แล้วเอ็งมีอัฐรึ”
       ทับทิมส่ายหน้าแล้วยิ้มแห้งๆ อุ่นส่ายหน้าระอาใจในความคึกของทับทิม...พันพยายามเอาใจเฟื่องอย่างเต็มที่
       “แม่เฟื่องอยากได้สิ่งใดบอกพี่ พี่จะซื้อให้เจ้าทุกสิ่งเลย”
       “เวลานี้ข้าไม่อยากได้สิ่งใดหรอก นอกจากอยากได้ชีวิตของนังเดือนกับนายเม่นกลับมา”
       สิงห์กับเพียรรีบก้มหน้าทันที พันขัดขึ้น
       “ฮื้อ...คนมันก็ตายไปแล้ว เจ้าจะพูดถึงอีกทำไมเล่าแม่เฟื่อง พูดไปก็จะทำให้จิตใจหดหู่เสียเปล่าๆ มาๆ มาดูสินค้าของพวกคนจีนกันให้เพลินตาเพลินใจดีกว่าจ้ะ”
       พันจะลากข้อมือเฟื่องเดินไป แต่เธอบิดข้อมือหนีอย่างรังเกียจ พันอึ้งไปแต่ก็พยายามระงับอารมณ์ เฟื่องเดินนำเข้าตลาดไป พันเดินตามติด
      
       ชุนสะบัดผ้าแพรจีนผืนหนึ่งให้กางออก ผ้าแพรโรยตัวลง ลูกค้าหญิงท่าทางฐานะดี 2 คนมองอย่างชื่นชม
       “แหม...ผ้าแพรจีนนี่สีสันงามจริง”
       ลูกค้าหญิงอีกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย...ลูกค้าทั้งสองเลือกซื้อผ้าแพรของชุนแล้วเดินออกไป ชุนจัดเก็บผ้าที่เหลือให้เข้าที่เข้าทาง ผ้าแพรผืนเล็กผืนหนึ่งปลิวลอยลมออกมานอกร้าน ผ้าแพรผืนนั้นปลิวมาตรงหน้าเฟื่องพอดิบพอดี เธอคว้าไว้ ชุนวิ่งตามมาเก็บพอดี แล้วหยุดตะลึงมองเฟื่อง ทั้งคู่มองหน้ากัน จำกันได้ในทันที
       “เจ้า...”
       พันเข้ามาขวางทันที
       “เฮ้ย”
       เฟื่องกับชุนรู้สึกตัว
       “ข้า...เอ่อ...ขอผ้านั่นคืนได้มั๊ย”
       ชุนชี้ไปที่ผ้าแพรที่ยังอยู่ในมือเฟื่อง เธอก้มลงมองผ้าแพรจีนในมือแล้วยื่นจะส่งให้ชุน แต่พันรีบฉวยผ้านั้นไว้ก่อน แล้วเป็นคนส่งผ้าแพรผืนนั้นให้ชุนเอง
       “เอ็งเป็นพ่อค้าจีนใช่มั๊ย” พันถามเสียเข้ม
       ชุนยิ้มรับ
       “ขอรับ ข้าขายผ้าแพรจีนอยู่ทางโน้น แต่ข้าหาใช่เจ้าของร้านไม่ เป็นเพียงแค่ลูกจ้างเขาเท่านั้น”
       เฟื่องมองชุนไม่วางตา
       “ขอข้าดูผ้าของเจ้าหน่อยได้มั๊ย”
       ชุนยิ้ม
       “ยินดีขอรับ”
       ชุนทำท่าเชื้อเชิญ เฟื่องเดินนำทุกคนตรงไปที่ร้าน ชุนรีบเดินตาม อุ่นกับทับทิมรีบตามไปด้วย พันมองตามไม่พอใจ แล้วสะกดใจเดินตามเฟื่องไปที่ร้านของชุน
      
       เฟื่องเดินเข้ามาในร้าน ไม่ได้ตั้งใจจะดูผ้า แต่อยากจะพูดอะไรกับชุนมากกว่า พอเขาตามเข้ามา เธอทำท่าจะพูดอะไรกับเขา แต่อุ่นกับทับทิมตามเข้ามาเลือกผ้าดู แล้วเอาผ้ามาทาบตัวเฟื่อง ให้ดูว่าเข้ากับสีผิวมั๊ยกันอย่างสนุกสนานเสียก่อน เฟื่องเลยไม่มีโอกาสจะพูดอะไรกับชุนเสียที
       “ผ้าแพรจีนของเรา เนื้อดีมากนะขอรับแม่หญิง ไม่ยับไม่ย่น สีไม่ตก เพราะไม่ใช่ผ้าย้อมสี แต่เป็นผ้าทอนะขอรับ” ชุนแนะนำ
       เฟื่องหยิบผ้ามาดู
       “ลายสวยจริง...”
       เธอเอามาทาบกับตัว ชุนมองแล้วยิ้มชื่นชม
       “งามจริงขอรับ”
       พันที่เดินตามมาฟังพอดีก็โกรธ เข้ามาขวางแล้วดึงผ้าออกจากมือเฟื่อง
       “ไปดูที่ร้านอื่นดีกว่า”
       พันคว้าแขนจะดึงไป เฟื่องดึงแขนออกอย่างสุภาพ แต่ให้เห็นว่าไม่เชื่อฟังพันเลย
       “แต่ข้าอยากดูร้านนี้นี่”
       พันเม้มปากข่มความโกรธ จ้องชุนอย่างชิงชัง เฟื่องเลือกผ้าแพรได้ชิ้นหนึ่ง
       “ข้าเอาผืนนี้...”
       เฟื่องจะจ่ายเงินแต่พันรีบแย่งจ่ายก่อน ด้วยการเอาเงินปาใส่หน้าชุน เฟื่องหันมามองพันสีหน้าไม่ชอบใจ แต่พันไม่สนใจ รีบพาเฟื่องออกจากร้านไปเลย อุ่นทับทิมรีบตามไป สิงห์กับเพียรเดินวนๆรอบตัวชุนมองกวนๆ เพียรก้มลงเก็บเงินที่พื้น
       “อัฐเนี่ยของนายข้า” เพียรทำหน้ากวนๆ “ข้าขอนะ”
       ชุนมองหน้าไม่พอใจ สิงห์เข้ามามองจ้องหน้ากระชากคอเสื้อชุนมาพูดใส่หน้า
       “ถ้ายังอยากจะขายผ้าอยู่ที่นี่ล่ะก็ ขอเตือนว่าอย่าริยุ่มย่ามกับแม่หญิงของนายข้าไม่เช่นนั้นจะหาว่าข้าไม่เตือน”
       ชุนปัดมือของสิงห์ออก สิงห์กับเพียรมองหน้ากันจะเข้ามาหาเรื่อง ชุนถอยหลังนิดๆเพราะไม่ต้องการมีเรื่อง สิงห์กับเพียรเลยปัดผ้าที่วางขายลงพื้นแล้วเดินย่ำก่อนจะเดินออกไปสวนกับนวลที่เดินถือตระกร้าสมุนไพรผ่านมา นวลหันมาเห็นชุนที่กำลังเก็บผ้าที่เกลื่อนกราดอยู่ที่พื้นเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น นวลยืนมองสักพักกำลังจะเข้าไปช่วยชุน เสียงเรียกของพรานมีก็ดังขึ้น
       “นังนวล...มัวชักช้าอยู่นั่นเดี๋ยวก็ไม่ทันขายหรอก”
       “จ้าๆ...ไปเดี๋ยวนี้แหล่ะพ่อ”
       นวลมองดูชุนก่อนที่จะเดินออกไป ชุนหยิบผ้าขึ้นมองด้วยความเจ็บใจ
      
       เฟื่องเหลียวกลับมามองชุน พยายามจะพูดอะไรด้วย แต่คนอยู่ด้วยเยอะ เลยไม่พูดอะไร ได้แต่มองตาชุนอยู่อย่างนั้น พันหันมาเห็นเฟื่องมองชุนก็ยิ่งไม่พอใจเข้าไปใหญ่...เฟื่องอดไม่ไหว ต่อว่าพัน
       “พี่พันไม่ควรทำกิริยาเช่นนั้นกับพ่อค้าขายผ้า”
       “ทำไมพี่จะทำไม่ได้ มันเป็นแค่ลูกเจ๊กลูกจีนขายผ้า เผยอทำตัวสนิทสนมกับเจ้า พี่ไม่ตบสั่งสอนมันก็นับว่าเป็นบุญหัวของมันแล้ว”
       สิงห์กับเพียรเดินเข้ามาสมทบ สิงห์รายงาน
       “เรียบร้อยครับนายท่าน”
       พันพยักหน้ายิ้มๆ
       “ดีมาก...ป่านนี้มันคงจะหอบร้านหนีแทบไม่ทัน...ฮึๆ” พันหัวเราะในลำคอ
       เฟื่องจ้องหน้าพันอย่างแค้นเคือง แต่ไม่อยากต่อปากต่อคำมากไปกว่านี้ เลยสะบัดหน้าเดินจ้ำออกไป พันมองตาม
      
       เฟื่องเดินกลับมาที่ร้านชุนมองเห็นผ้าที่หล่นเกลื่อนอยู่ที่พื้น ชุนก้มลงเก็บผ้าเอามาปัดฝุ่นดินออกแล้วจัดเรียงตามเดิม เฟื่องเข้าไปหยิบผ้าผืนเดียวกับที่เขากำลังหยิบ ชุนเงยหน้าขึ้นมองเห็นเป็นเฟื่องก็ชะงักนิดๆ
       “แม่หญิง...”
       “ข้าต้องขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องเดือดร้อน ชุนลุกขึ้นเฟื่องลุกตาม
       “มิใช่ความผิดของท่านดอก”
       ชุนเก็บผ้ามาปัดๆ
       “ข้าวของเจ้าเสียหายมากมาย เป็นเพราะข้าทีเดียว งั้นข้าขอซื้อผ้าแพรพวกนี้เอง”
       เฟื่องรีบหยิบผ้าที่หล่นอยู่ที่พื้นขึ้นมาหอบไว้ในมือ แล้วล้วงหาอัฐแต่ก็มิได้ติดตัวมาเพราะอัฐอยู่กับอุ่นที่ถือกระเป๋าอยู่ เฟื่องมองดูกำไลที่ข้อมือตัวเองแล้วถอดออกมา 1 อัน
       “ข้ามิได้พกอัฐมา ข้าขอจ่ายเจ้าเป็นกำไลนี่แทนจะได้ไหม”
       “เอ่อ...คงไม่ดีกระมังเพราะว่ากำไลของท่าน ดูจะมีราคามากกว่าผ้าแพรของข้าเสียด้วยซ้ำ ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก”
       ชุนไม่รับกำไลที่เฟื่องยื่นให้
       “โปรดรับไว้เถิด” เฟื่องมองจ้องหน้าชุน “เจ้าจำข้าได้ใช่ไหม...เจ้าเป็นคนช่วยข้า...ในวันนั้น...”
       เสียงของพันตะโกนเรียกเฟื่องดังมาแต่ไกล
       “แม่เฟื่อง...”
       ทับทิมรีบวิ่งเข้ามาหาเฟื่อง
       “คุณหนูรีบไปเถอะเจ้าค่ะ ก่อนที่พ่อพันจะมาถึง ไปเจ้าค่ะ”
       เฟื่องรีบดึงมือชุนออกมาแล้วยัดกำไลลงในมือของชุนก่อนที่ทับทิมจะดึงตัวเฟื่องออกไป”
       “เก็บมันไว้นะ...ข้าขอร้อง”
       ทับทิมดึงเฟื่องออกจากร้านไป
       “คุณหนูมาแล้วค่ะ...ไปกันเถอะค่ะ...”
       เฟื่องหันมองมาที่ชุน ชุนมองตามเฟื่องไปแล้วก้มมองกำไลในมือยิ้มๆ
      
       ศรีเรือนหยิบผ้าแพรที่เฟื่องซื้อมาจากชุนขึ้นมาดูอย่างชอบใจ สร้อยกล่าวชมเอาใจ
       “แหม...สีสันผ้าแพรจีนนี่มันช่างงามจริงนะเจ้าคะคุณหญิง”
       พระยาอารักษ์หันไปหาพัน
       “ขอบใจพ่อพันมากนะที่อุตส่าห์ซื้อให้น้อง”
       พันยิ้มประจบ
       “ไม่เป็นไรมิได้ขอรับ”
       เฟื่องไม่มองหน้าพัน
       “ลูกขออนุญาตไปล้างเนื้อล้างตัวสักหน่อยนะเจ้าคะ...เจ้าคุณพ่อ”
       เฟื่องลุกเดินไปเลยโดยไม่หันมองพันเลยสักนิด อุ่นกับทับทิมรีบตามไป ทิ้งให้พันอยู่กับศรีเรือน พระยาอารักษ์และสร้อย พันมองตามเฟื่องแล้วตัดสินใจพูดกับพระยาอารักษ์
       “คุณอาขอรับ ถ้าคุณอาไม่ขัดข้องอะไร กระผมอยากจะพาผู้ใหญ่มาสู่ขอแม่เฟื่องขอรับ”
       พระยาอารักษ์นิ่งไปสักครู่ แล้วก็หัวเราะชอบใจออกมาเสียงก้อง
      
       ค่ำนั้น...เฟื่องตกใจกับสิ่งที่พ่อบอก
       “แต่ลูกไม่อยากแต่งงานกับพี่พันนี่เจ้าคะ...เจ้าคุณพ่อ ลูกไม่ได้รักพี่พัน”
       “แต่เจ้าต้องแต่ง พ่อสั่งให้แต่ง เจ้าก็ต้องแต่ง”
       เฟื่องนิ่งไปทันที
       “เพราะพ่อเห็นแล้วว่าพ่อพันเป็นถึงลูกโทนของท่านเจ้าคุณไพศาลอีกด้วย เรือกสวนไร่นาอัครสมบัติของท่านเจ้าคุณไพศาลมีเท่าไหร่ อีกต่อไปก็จะต้องตกเป็นของพ่อพันทั้งสิ้น เจ้าตกแต่งไปเป็นแม่ศรีเรือนของพ่อพัน เห็นทีจะอยู่สุขสบายไปทั้งชาตินั่นแหละเพราะฉะนั้น...เจ้าต้องแต่ง พ่อสั่ง”
       เฟื่องกลุ้มใจหันไปหาศรีเรือน พยายามจะเอาแม่เป็นพวก ศรีเรือนเสียงอ่อยๆ
       “แม่ก็เห็นด้วยกับพ่อจ้ะ”
       เฟื่องจึงได้แต่ฮึดฮึดอัดอั้นตันใจอยู่คนเดียว
      
       ชุนนอนไม่หลับ คิดถึงเฟื่องถอนใจยาว ยิ้มมีความสุขเมื่อนึกถึงเฟื่องก่อนจะหลับตาลงแล้วหลับไป
       เฟื่องนอนไม่หลับ ต่างจากชุนอย่างสิ้นเชิง เพราะกลุ้มใจที่จะต้องแต่งงานกับพัน เฟื่องถอนใจเครียด
      
       วันใหม่...อุ่นกับทับทิมเดินถือสำรับอาหารออกมาจากห้องเฟื่อง ศรีเรือนมาดูสีหน้ากังวล
       “ลูกเฟื่องของข้าไม่ยอมกินอะไรอีกแล้วรึ”
       อุ่นกับทับทิมตอบพร้อมกัน
       “เจ้าค่ะ”
       ศรีเรือนหันมาสบตากับพระยาอารักษ์ด้วยความกลุ้มใจ พระยาอารักษ์โมโหปัดถาดสำรับอาหารที่อุ่นกับทับทิมถือมาตกแตกกระจายอย่างคนเจ้าอารมณ์
       “ไม่กินก็อย่ากิน เป็นลูก จะมาหืออือกับพ่อแม่ได้ยังไง...ถ้าไม่อยากกินยอมอดตาย ก็ให้อดตายไปเลย แต่แม่เฟื่องจะต้องแต่งงานกับพ่อพันตามที่ข้าสั่ง”
       ศรีเรือนใช้น้ำเย็นเข้าปลอบพระยาอารักษ์
       “คุณพี่เจ้าขา...ลูกเฟื่องน่ะ ต้องแต่งงานกับพ่อพันตามที่คุณพี่สั่งอยู่แล้วล่ะเจ้าค่ะ แต่ลูกคงทำตัวไม่ถูกมากกว่าที่จู่ๆก็จะต้องออกเรือน ก็เลยไม่สบายใจ อิฉันคิดว่า...”
       พระยาอารักษ์หันมามองศรีเรือนอย่างสงสัย ว่าศรีเรือนจะบอกอะไร
      
       เฟื่องเดินนำหน้าอุ่นกับทับทิมตรงไปที่ตลาด อุ่นกับทับทิมแอบคุยกันเบาๆ
       “โชคดีจริงที่คุณหญิงเห็นคุณหนูอารมณ์ไม่ใคร่จะดี เลยขออนุญาตท่านเจ้าคุณ ยอมให้คุณหนูออกมาเที่ยวให้สบายใจจนได้ เราก็เลยพลอยได้เที่ยวไปด้วยเลยเนอะ”
       อุ่นหัวเราะชอบใจ ทับทิมพลอยหัวเราะไปด้วย เฟื่องเดินดุ่มไปที่ร้านขายผ้าของชุนโดยไม่สนใจจะดูร้านอื่นเลย อุ่นกับทับทิมงงว่าเฟื่องจะไปที่ไหน
       “คุณหนู...รอบ่าวสองคนด้วยเจ้าค่ะ”
       แต่เฟื่องไม่สน ยังคงเดินดุ่มไปที่ร้านชุนอย่างร้อนใจ สองบ่าวรีบวิ่งตามไป สิงห์กับเพียรมาตลาดเหมือนกัน สองหนุ่มมองตามกลุ่มเฟื่องไปอย่างสงสัย แล้วตัดสินใจเดินตามไป
      
       ชุนจัดผ้าอยู่ เฟื่องเดินตรงเข้ามา ชุนหันมาเห็นก็ยิ้มดีใจ
       “แม่หญิง...”
       เฟื่องยิ้มให้ดีใจที่ได้เจอชุนเสียทีแล้วนึกขึ้นได้ หันไปสั่งอุ่นกับทับทิม
       “เจ้าสองคนจะไปเดินเล่นที่ไหนก็ไปเถิด ไม่ต้องตามข้าเข้าไปในร้านผ้าหรอก”
       “อ้าว...แต่...”
       เฟื่องล้วงหยิบอัฐจำนวนมากยัดใส่มืออุ่นกับทับทิบ
       “เอ็งสองคนจะไปซื้อของที่ไหนก็ไปเถอะไป๊...”
       อุ่นกับทับทิมมองอัฐในมือแล้วยิ้มร่า รีบเดินออกไปทันที เฟื่องมองดูจนอุ่นกับทับทิมเดินลับไปจึงค่อยเดินเข้าร้านชุนไป สิงห์กับเพียรที่ตามมาแอบดูโดยที่เฟื่องกับชุนไม่รู้ตัวเลย
      
       เฟื่องเดินเข้ามาในร้านชุน
       “วันนี้แม่หญิงต้องการผ้าแบบไหนหรือขอรับ”
       “ข้าไม่ได้มาซื้อผ้าหรอก”
       “อ้าว...”
       เฟื่องมองตาชุนอย่างจะคาดคั้น
       “เจ้าใช่มั๊ยที่เป็นคนช่วยข้าขึ้นจากน้ำ...คืนที่เรือล่มคืนนั้น”
       ชุนนิ่งไปนิดหนึ่ง เฟื่องคาดคั้น
       “ใช่มั๊ย”
       “ขอรับ...” ชุนยอมรับเสียงเบาแผ่ว
       “แล้วทำไมต้องวิ่งหนี”
       “ก็ข้าเป็นแค่ลูกจีนต่ำต้อย หาเช้ากินค่ำไปวันๆ รับจ้างเขาขายผ้า ค้าขายทั่วไป หาใช่ขุนน้ำขุนนางที่ไหนไม่ ถ้าใครรู้ว่าข้าบังอาจแตะเนื้อต้องตัวแม่หญิงเข้า ข้าอาจโดนหวายหลังลายแน่ๆ”
       “แต่เจ้าช่วยชีวิตข้านะ”
       “แต่ก็ไม่มีใครรับรองได้นี่ขอรับว่าข้าจะไม่โดนหวาย”
       เฟื่องถอนใจ
       “อืม...จริง...แต่ถึงอย่างไร ข้าก็ต้องขอบใจเจ้ามากที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้”
       เฟื่องเอาอะไรบางอย่างยัดใส่มือเขาอย่างรวดเร็ว ชุนมองสิ่งที่ถูกยัดใส่มือมาเห็นเป็นถุงใส่อัฐจำนวนมาก ชุนไม่สบายใจแล้วเอาถุงอัฐนั้นยัดใส่มือเฟื่องคืนไป สีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง
       “ข้าช่วยชีวิตแม่หญิง ไม่ได้หวังเงินทองตอบแทนแต่อย่างใด ข้าช่วย...ก็เพราะว่าเห็นว่าแม่หญิงกำลังเป็นอันตราย”
       เฟื่องซาบซึ้งใจมาก
       “ขอบใจ...ขอบใจเจ้าจริงๆ”
       เฟื่องลงนั่งในร้าน เอนหลังพิงผนัง
       “เจ้าชื่ออะไรรึ”
       “ข้าชื่อชุน”
       “ข้าชื่อเฟื่อง...”
       “ข้ารู้แล้ว”
       เฟื่องทำหน้างงว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าเธอชื่ออะไร ชุนขำ
       “ก็บ่าวของแม่หญิงเรียกชื่อแม่หญิงตลอดเวลา”
       เฟื่องหัวเราะออกมา ชุนเลยพลอยหัวเราะตามไปด้วย
      
       ขณะที่เฟื่องกับชุนหัวเราะให้แก่กันนั้น สิงห์กับเพียรแอบดูอยู่ที่ด้านนอกของร้าน ทั้งสองหันมามองหน้ากันแล้วก็พากันวิ่งออกไปอย่างเงียบเชียบโดยที่เฟื่องกับชุนไม่ได้รู้ตัวเลยว่าถูกแอบดู
      
       เฟื่องกับชุนยังหัวเราะให้แก่กันอยู่ แล้วจู่ๆชุนก็หยุดหัวเราะไปอย่างฉับพลัน หยิบอะไรบางอย่างขึ้นมากระชับในมือมันคือมีดปลายแหลมคมกริบ ชุนจ้องเฟื่องสีหน้าถมึงทึง เฟื่องมองดูสีหน้าของเขาและมีดในมืออย่างตื่นตะลึง ใจคอไม่ดี แต่ยังไม่ทันจะทำอะไรเขาก็จ้วงมีดเข้าใส่ที่ข้างซอกคอเธออย่างรวดเร็วและรุนแรง เฟื่องหวีดร้องเบาๆพลางหลับตาปี๋ แต่พอรู้ตัวว่าไม่ได้ถูกแทงก็ค่อยๆลืมตาขึ้น เห็นเขายังกำมีดแน่นและมีดนั้นก็ปักอยู่ข้างซอกคอเธอ เฟื่องค่อยๆขยับตัวจากที่เดิม เหลียวไปดูว่าชุนปักมีดไปซอกคอเธอเพราะอะไรเห็นมีดปลายแหลมในมืดเขาปักอยู่กลางตัวแมงป่องขนาดเขื่องตัวหนึ่ง แมลงป่องตัวนั้นแน่นิ่งตายแล้ว
       “ข้าขอโทษที่ทำให้แม่หญิงตกใจ”
       เฟื่องมองชุนอย่างซาบซึ้งใจ
       “เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้อีกครั้งหนึ่งแล้ว”
       เฟื่องมองหน้าชุน ประทับใจในตัวเขามากไปกว่าเดิม
      
       พันผุดลุกขึ้นสีหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด
       “ไอ้ลูกจีนชั้นต่ำนั่นมันวอนซะแล้ว มันเป็นใคร ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย มันไม่รู้เสียแล้วว่ามันจะไม่มีโอกาสกลับไปเหยียบแผ่นดินบ้านเกิดของมันอีกแล้ว”
      
       ค่ำนั้น ชุนกำลังนอนหลับสนิทอยู่ภายในร้านของตัวเองอยู่แล้วก็ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงคนพูด
       “ไอ้ลูกจีนไม่เจียมตัว”
       ชุนลืมตาโพลงเมื่อเห็นพันถือคบไฟอยู่ในมือ ชุนเดาได้ทันทีว่าพันจะทำอะไร เขาโดดพรวดเข้ายื้อยุดคบไฟจากมือพัน แต่พันไม่ยอมง่ายๆ ผลักชุนออกไป ชุนไม่ยอมแพ้พุ่งเข้าไปหาอีก มือชุนตะกุยไปที่คอพัน ทำให้สร้อยที่พันใส่ติดคอตลอดเวลาหลุดร่วงลงพื้นทันที พันโมโห ถีบชุนออกไป แล้วฉวยจังหวะที่ชุนล้มลงอยู่นั้นโยนคบไฟในมือลงกลางกองผ้าของชุน ไฟลุกพรึ่บติดผ้าแล้วลามไปทั่วอย่างรวดเร็ว สักครู่ควันเริ่มตลบอบอวล ทำให้ชุนเริ่มรู้สึกตัวขึ้น พันหายไปแล้วและพอชุนเห็นว่าไฟไหม้กองผ้า เขาก็ลนลานวิ่งไปหาน้ำเอามาดับแต่น้ำก็มีน้อยและไฟเริ่มโหมแรงขึ้นทุกทีด้วยผ้าเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ชุนเริ่มสำลักควันไฟและคิดจะหนีออกจากร้านไป แต่แล้วกองผ้าที่ติดไฟก็หล่นลงใส่ชุนโครม ชุนล้มลงไฟลุกติดเสื้อผ้าของเขาทันที ชุนดิ้นทุรนทุราย
       พันวิ่งออกมานอกร้านเข้ามาสมทบกับสิงห์และเพียรยืนรออยู่ แล้วหันไปมองที่ร้านเห็นร้านเริ่มไฟโหมแรงขึ้น มีเสียงชุนร้องโวยวายดังแว่วมา พันยิ้มเยาะสีหน้าร้ายกาจ
       “ใครที่บังอาจมายุ่งกับแม่เฟื่องของกู มันต้องเจออย่างนี้”
       พันหัวเราะ แล้วรีบวิ่งหนีหายไปในความมืดก่อนที่ใครจะมาเห็น สิงห์กับเพียรรีบวิ่งตามนายไปด้วย
      
       ชุนพยายามจะกลิ้งตัวไปตามพื้นเพื่อดับไฟที่ติดตัวอยู่ แต่ไม่ค่อยบังเกิดผลนัก ทันใดนั้นก็มีคนสองคนช่วยกันเอาผ้าผืนใหญ่ที่ยังไม่ติดไฟมาช่วยตะปบตามตัวเขาจนไฟดับ ชุนนอนแผ่อย่างหมดแรง แต่คนสองคนนั้นก็ไม่ยอมให้ชุนหมดสติไปง่ายๆ กระชากตัวเขาให้ลุกขึ้นมา เพราะไฟเริ่มลามไปทั่วบริเวณมากขึ้นทุกทีแล้ว นวลเขย่าตัวชุน
       “อย่าเพิ่งตายนะ”
       ชุนลืมตาขึ้นอย่างยากเย็น เห็นหน้าของนวลท่ามกลางควันไฟอบอวล
       “กัดฟันอดทนอีกหน่อย เราต้องออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ไฟจะโหมจนออกไปไม่ได้”
       “ไป...ไอ้หนุ่ม”
      
       นวลกับพรานมีก็กระชากแขนชุนให้ออกวิ่ง ชุนออกวิ่งตามแรงกระชากนั้นไปแต่โดยดีไม่ขัดขืน
      
       จบตอนที่ 1
ตอนที่ 2
      
       นวลกับพรานมีลากชุนมาจนถึงกระท่อมแล้วจับเขานอนบนที่นอน ชุนล้มตัวลงนอนแผ่อย่างหมดเรี่ยวแรงและเจ็บตามแผลที่ถูกไฟไหม้ ลืมตาแทบไม่ขึ้น พรานมีรีบออกไปหายาจะเอามาใส่แผลให้ ในขณะที่นวลคอยเฝ้าไว้
      
       นวลสำรวจตามแผลที่ตัวของเขา ชุนส่ายหน้าไปมาพยายามจะปรือตาขึ้นมองดูว่าใครเป็นคนที่ช่วยเขาออกมาจากไฟ สายตาของชุนเห็นเป็นหน้าเฟื่องมองมาที่เขาด้วยแววตาห่วงใย ชุนยิ้มดีใจ
       “แม่หญิงเฟื่อง”
       แต่แล้วใบหน้าของเฟื่อง เปลี่ยนเป็นหน้าของนวลแทนที่
       “ข้าไม่ใช่แม่หญิงเฟื่องอะไรนั่นของเจ้าหรอก ข้าชื่อนวล”
       ชุนงง กระพริบตาถี่ๆ ถึงได้เห็นหน้าของนวลชัดเจนขึ้น
       “เจ้าเจ็บแย่เลย”
       ชุนพยายามจะพูดตอบ แต่พูดอะไรไม่ออกหมดสติไปเสียก่อน นวลเป็นห่วงชุนมาก
      
       วันใหม่...อุ่นช่วยเฟื่องแต่งตัวอยู่ในห้อง ทับทิมวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
       “คุณหนู...คุณหนู”
       อุ่นหันไปเอ็ด
       “เอะอะอะไรแต่เช้ายะ...นังทับทิม”
       “ก็ข้ามีข่าวร้อนจะต้องรีบมาบอกคุณหนูน่ะสิ คุณหนูเจ้าขา...คุณหนูรู้ข่าวรึยังเจ้าคะว่าร้านขายผ้าของคนจีนที่ตลาด ที่คุณหนูไปเมื่อวานนี้น่ะค่ะ ไฟไหม้หมดแล้ว”
       เฟื่องตกใจ
       “อะไรนะ”
      
       หน้าร้านขายผ้าที่ตอนนี้กลายเป็นเถ้าถ่านทั้งหมด มีชาวบ้านมายืนมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ก่อนแล้ว เฟื่อง อุ่น ทับทิม พากันวิ่งเข้ามา พอเห็นสภาพร้านกับตาก็ตกใจยืนตะลึง เฟื่องหันไปถามชาวบ้าน
       “ไฟไหม้ได้ยังไง”
       “ข้าไม่รู้หรอก คนที่อยู่ใกล้ๆบอกว่าออกมาก็เห็นไหม้เกือบหมดร้านแล้ว”
       “แล้วคนที่อยู่ในร้านล่ะ”
       “เถ้าแก่น่ะเหรอ แกไปหาซื้อของที่เมืองจีนพอดี มีก็แต่อาชุนเฝ้าร้านคนเดียว”
       “แล้วชุนอยู่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง” เฟื่องถามอย่างร้อนใจ
       “คิดว่ามันคงตายอยู่ในร้านนั่นแหละ เพราะร้านมันไหม้จนไม่เหลือซากเลยนี่ ก็ถ้ามันรอดมาได้ ก็ต้องมีคนเห็นแล้ว”
       เฟื่องพอได้ยินก็ใจเสีย จะวิ่งเข้าไปแต่อุ่นกับทับทิมช่วยกันดึงเอาไว้
       “คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ” อุ่นถามอย่างสงสัย
       “ข้าจะเข้าไปดูข้างใน ปล่อยสิ”
       ทับทิมดึงไว้
       “อย่าเจ้าค่ะคุณหนู มันอันตราย”
       เฟื่องไม่ฟัง เข้าไปในซากร้านผ้าจนได้ อุ่นกับทับทิมจึงจำใจต้องตามเข้าไปด้วย สิงห์กับเพียรยืนแอบดูเหตุการณ์อยู่ แล้วพยักหน้าให้กันพร้อมกับรีบวิ่งกลับไปทันที
      
       เฟื่องเดินเข้ามาในร้าน มีอุ่นกับทับทิมตามเข้ามาด้วยสีหน้าหวาดกลัวร้านจะพังใส่ ทับทิมพยายามห้าม
       “คุณหนูเจ้าขา จะเข้ามาทำไมเจ้าคะ บ่าวกลัวร้านมันพังลงมาอีกนะเจ้าคะ”
       “ข้าจะหาร่างของชุน”
       อุ่นตกใจ
       “จะหาไปทำไมเจ้าคะ”
       “ข้าจะนำร่างเขาไปทำศพ”
       อุ่นกับทับทิมยิ่งเข้ามากอดกันแน่น เฟื่องมองหาค้นไปทั่วๆ แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับสิ่งของอย่างหนึ่งที่พื้น เฟื่องก้มลงเก็บมันขึ้นมามันเป็นสร้อยคอของพัน อุ่นกับทับทิมเห็นก็จำได้เหมือนกัน
       “เอ๊ะ...นี่มันสร้อยของคุณพันนี่เจ้าคะคุณหนู” อุ่นบอกอย่างจำได้
       ทับทิมตาโต
       “หรือว่าคุณพัน....”
       เฟื่องไม่พูดอะไร แต่ครุ่นคิดสงสัย
      
       พันหัวเราะมีความสุข
       “ร้านของมันยังไม่เหลือแม้แต่ซาก แล้วคนจะเหลือหรือขอรับนาย...” สิงห์บอกอย่าเอาใจ
       พันหัวเราะสะใจ
       “ฮ่าๆๆ ช่างเป็นข่าวที่ทำให้ข้ามีความสุขนัก สมน้ำหน้ามัน ใครที่มายุ่งกับแม่เฟื่องของข้า มันต้องตาย”
       พันหัวเราะชอบใจเสียงดัง สิงห์กับเพียรก็หัวเราะเอาใจเจ้านายไปด้วย
      
       นวลทำอาหารอยู่ในกระท่อมกลางป่า พรานมีกลับจากป่าเดินถือสมุนไพรมาหา
       “มันเป็นยังไงบ้างวะนวล”
       “ยังไม่ฟื้นเลยจ้ะพ่อ”
       “เอ้า...สมุนไพรที่พ่อเอามานี่คงพอช่วยมันได้บ้าง”
       ทันใดนั้นก็มีเสียงโครมครามจากในกระท่อม พรานมีกับนวลรีบวิ่งเข้าไปในกระท่อมทันที
      
       ชุนที่เจ็บหนักพยามกระเสือกกระสนจะลุกขึ้นแต่ก็ล้มลงอีก นวลกับพรานมีรีบวิ่งเข้ามาแล้วประคองไว้ ชุนพอเห็นสองพ่อลูกก็เพ่งมองทั้งคู่
       “ช่วยพาข้ากลับตลาดที”
       นวลแย้ง
       “พักรักษาตัวก่อนเถอะ เอ็งบาดเจ็บไม่ใช่น้อย แล้วจะไปไหนได้ยังไง”
       “แต่ร้านข้าไฟไหม้ ข้าต้องกลับไปดู นายข้าอุตส่าห์ไว้ใจให้ข้าดูแลร้านแทนตอนที่นายไม่อยู่”
       พรานมีมองอย่างเห็นใจ
       “ไอ้หนุ่มเอ๊ย...ถึงเอ็งกลับไป เอ็งก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ตอนนี้เอาชีวิตเอ็งให้รอดก่อนเถอะ”
       “ร้านเจ้าไหม้เป็นเถ้าไปหมดแล้ว เจ้าจะไปดูให้ได้อะไรขึ้นมา” นวลบอกความจริง
       ชุนเสียใจ
       “แค่ร้านผ้าร้านเดียวข้ายังดูแลให้นายข้าไม่ได้เลย ข้ามันไม่เอาไหนจริงๆเลย นายจะเสียใจแค่ไหนถ้ารู้ว่าร้านผ้าถูกไฟไหม้เยี่ยงนี้”
       ชุนทำท่าจะลุกขึ้น นวลพูดขึ้นลอยๆ
       “ที่ข้ากับพ่อเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเจ้าก็เพราะอยากให้เจ้ามีชีวิตรอด แต่ถ้าเจ้าจะกลับไปรนหาที่ตายอีกครั้งก็ตามใจ”
       ชุนนิ่งไป นวลมองหน้า
       “ถ้าเจ้าแข็งแรงดีข้ากับพ่อจะไม่ขัดเจ้าเลย ก่อนที่เจ้าจะห่วงคนอื่น เจ้าควรจะห่วงตัวเองก่อนนะ”
       ชุนฟังแล้วต้องตัดใจก้มหน้าด้วยความเศร้าเสียใจ พรานมีกับนวลช่วยกันประคองให้ลงนอน ชุนค่อยๆลงนอน นวลยืนมองอยู่ รู้สึกประทับใจชายหนุ่มที่เป็นห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเอง
      
       โถงกลางเรือนพระยาอารักษ์...เฟื่องนั่งร้อยมาลัยหน้าเศร้าสร้อยอยู่กับศรีเรือน อุ่น ทับทิม สร้อยคอยช่วยอยู่ใกล้ๆ พระยาอารักษ์เดินมานั่งด้วย พอเห็นมาลัยส่วนที่ร้อยเสร็จก็ยิ้มออกมาทันที
       “นี่น่ะรึมาลัยที่จะให้ข้าไหว้พระพรุ่งนี้”
       “เจ้าค่ะคุณพี่ แต่ส่วนใหญ่เป็นฝีมือร้อยมาลัยของแม่เฟื่องแทบทั้งนั้นนะเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์ยิ้มพอใจ
       “ดีมาก อีกหน่อยออกเรือนไป ฝ่ายพ่อพันเขาจะไม่หมิ่นเอาได้ว่าลูกพ่อไม่เป็นกุลสตรี”
       เฟื่องร้อยมาลัยอันสุดท้ายเสร็จพอดีก็วางในถาด
       “เสร็จแล้วค่ะแม่ ลูกขอไปนอนก่อนนะคะ”
       เฟื่องไม่รอคำอนุญาตแต่ลุกเดินไปเลย พระยาอารักษ์มองตามไม่ค่อยพอใจ
       “ลูกเป็นอะไร”
       “อิฉันจะไปดูให้นะคะคุณพี่”
       ศรีเรือนรีบลุกตามไป พระยาอารักษ์มองตามศรีเรือนไป
      
       ศรีเรือนมองจากนอกห้อง เห็นเฟื่องนั่งสวดมนต์ท่าทางเคร่งขรึมอยู่ภายในห้องพระตามลำพัง ศรีเรือนที่ยืนดูอยู่ อุ่นกับทับทิมนั่งอยู่ใกล้ๆศรีเรือน
       “นังอุ่น นังทับทิม ลูกข้าเป็นอะไร”
       “ร้านผ้าที่เพิ่งเปิดใหม่ที่ตลาดเกิดไฟไหม้เมื่อวานนี้เจ้าค่ะ” อุ่นบอก
       “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับลูกข้า”
       “ก็คุณหนูเธอโปรดร้านนี้เจ้าค่ะ” ทับทิมบอก
       “โธ่เอ๊ย...แม่คุณ เรื่องแค่นี้เอง ถ้างั้นเอ็งสองคนต้องดูแลลูกข้าให้ดี อย่าขัดใจอะไร เข้าใจมั๊ย”
       อุ่นกับทับทิมรับปากแล้วศรีเรือนก็เดินออกไป
      
       เฟื่องนั่งพนมมือตามองที่พระพุทธรูป
       “คุณพระคุณเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าคะ ถ้าชุนตายจริง ลูกก็ขอให้เขาไปสู่ภพชาติใหม่ที่ดีนะเจ้าคะ ส่วนลูกก็ขออย่าให้ต้องแต่งงานกับคนเลวเลย คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วยนะเจ้าคะ”
      
       ศรีเรือนกับพระยาอารักษ์นั่งคุยกัน โดยมีสร้อยทำเป็นเก็บของอยู่ใกล้ๆอย่างเรียบร้อย
       “อะไร...กะอีแค่ร้านขายผ้าไฟไหม้มันจะเศร้าอะไรนักหนา”
       “แหม...คุณพี่เจ้าขา เรื่องใหญ่ของผู้หญิงก็คือเรื่องความสวยความงามนะเจ้าคะ คุณพี่อย่าไปโกรธลูกเลยนะเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์พยักหน้าไปงั้นๆ แต่ตาแอบมองที่สร้อยที่แอบเหลือบมองแล้วแกล้งจะยกถาดลุกขึ้น
       “แล้วนี่ร้อยมาลัยเสร็จกันหมดแล้วหรือนั่น”
       “เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” ศรีเรือนบอกกับสร้อย “พรุ่งนี้อย่าลืมเอามาเตรียมรอท่านเจ้าคุณกับข้าล่ะนังสร้อย”
       “เจ้าค่ะ”
       สร้อยเดินไป พระยาอารักษ์แอบมองตาม
       “เข้าห้องกันทีดีมั๊ยเจ้าคะคุณพี่ คุณพี่จะได้พักผ่อนเสียที” ศรีเรือนชวน
       พระยาอารักษ์พยักหน้าแล้วลุกขึ้นเดินไป ศรีเรือนรีบตามไป แต่ไม่ได้เห็นว่าพระยาอารักษ์แอบเหลียวกลับไปมองทางที่สร้อยเดินไป พอพระยาอารักษ์กับศรีเรือนเดินเข้าห้องไป สร้อยที่หลบอยู่ที่มุมเรือน ก็โผล่หน้าออกมายิ้มเจ้าเล่ห์
      
       พรานมีเอาสมุนไพรค่อยๆโปะลงตามแผลไฟไหม้ตามตัวชุนอย่างพยายามให้เบามือที่สุด ชุนสะดุ้งเพราะความเจ็บปวดเป็นระยะๆ แต่กัดฟันแน่นไม่ยอมร้องออกมาแม้แต่นิดเดียว นวลมองดูเขาตลอดเวลา ชุนกัดฟันข่มความเจ็บจนสันกรามขึ้น นวลแอบยิ้มอย่างชื่นชมในความอดทนของเขา
       “สมุนไพรนี่แสบหน่อยนะ แต่ก็จะช่วยสมานแผลไฟไหม้ได้อย่างดี เอ้อ...เอ็งชื่อไรล่ะ”
       “ข้าชื่อชุน เป็นลูกจีนกำพร้า เป็นลูกจ้างเขาขายผ้าอยู่ในตลาดน่ะ”
       “ข้าชื่อ มี นั่นลูกสาวคนเดียวของข้า ชื่อ นวล”
       ชุนมอง นวลหน้าเก้อๆ แต่ชุนไม่ได้คิดอะไร
       “เราสองคนพ่อลูก ช่วยกันเก็บของป่า ยาสมุนไพร พอรวบรวมได้จำนวนหนึ่งแล้วก็จะเอาเข้าไปขายในเมืองเสียทีหนึ่งน่ะ เอ้า...เสร็จแล้ว”
       พรานมีทำแผลเสร็จ ชุนใส่เสื้อแล้วหันกลับมา หาสองพ่อลูก นวลสงสัย
       “ข้าถามหน่อยเถอะ ทำไมพวกนั้นจึงต้องเผาร้านเจ้าด้วย ร้านผ้า ไม่เห็นน่าจะเป็นศัตรูกับใคร”
       ชุนนิ่งคิดไปชั่วครู่ เขานึกถึงตอนที่เฟื่องเข้าไปดูผ้าที่ร้าน เธอหยิบผ้ามาดู
       “ลายสวยจริง”
       เฟื่องเอามาทาบกับตัว ชุนมองแล้วยิ้มชื่นชม
       “งามจริงขอรับ”
       พันเดินตามมาฟังพอดี ก็โกรธเข้ามาขวางแล้วดึงผ้าออกจากมือเฟื่อง
       “ไปดูที่ร้านอื่นดีกว่า”
       พันคว้าแขนเฟื่องจะดึงไป
      
       ชุนกำลังหลับอยู่ในร้านขายผ้า แล้วตื่นขึ้นมาพบพันกำลังจะเผาร้านอยู่พอดี
       “ไอ้ลูกจีนไม่เจียมตัว”
       ชุนลืมตาโพลงเมื่อเห็นพันถือคบไฟอยู่ในมือ เขาเดาได้ทันทีว่าพันจะทำอะไร ชุนกระโดดพรวดเข้ายื้อยุดคบไฟจากมือพัน แต่พันไม่ยอมง่าย ทั้งคู่สู้กัน
      
       ชุนรู้เต็มอกว่าใครทำ แต่ตัดสินใจไม่พูด
       “ข้าไม่รู้...”
       “เอาอย่างนี้ไหม เดี๋ยวข้าจะพาไปแจ้งหลวง” นวลแนะ
       “ข้าไม่กล้าหรอก ข้าเป็นแค่ลูกจีนเร่ร่อนรับจ้างไปวันๆ มีแต่คนรังเกียจ หลวงคงไม่สนใจ”
       พูดจบชุนก็ก้มหน้าเศร้า พรานมีกับนวลมองด้วยความสงสาร แล้วนวลก็หันไปเอาจานข้าวมาวางให้ชุน
       “กินข้าวเสียจ้ะ คงหิว”
       ชุนจะลงมือกินข้าวด้วยความหิว แต่ไม่ถนัดเพราะมือเป็นแผล นวลเลยต้องขยับเข้าใกล้ไปช่วยป้อนให้ ต่างฝ่ายต่างเก้ๆ กังๆอยู่สักพัก เพราะนวลก็ไม่ค่อยต้องป้อนข้าวใคร ชุนก็ไม่เคยมีใครปรนนิบัติอย่างนี้
       “ท่านสองคนพ่อลูก...เมตตาข้าเหลือเกิน”
       พรานมีหันมาถาม
       “แล้วนี่เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป”
       “ค่อยยังชั่วแล้ว ข้าก็คงต้องกลับไปหางานรับจ้างในตลาด รอจนกว่านายข้าจะกลับจากเมืองจีน”
       “พักรักษาตัวให้หายดีก่อนเถอะ แล้วค่อยคิดอ่านว่าจะทำอย่างไรต่อไป”
       “แต่ถ้าค่อยยังชั่วแล้ว ข้าก็อยากจะกลับไปทำงาน คนเราเกิดมาไม่ได้พิกลพิการอะไร ก็ต้องขยันขันแข็งทำมาหากิน ไม่ควรงอมืองอเท้า...มิใช่รึ”
       ชุนพูดจบก็กินข้าวต่อ นวลกับพรานมีหันมามองหน้ากัน รู้สึกชอบใจในตัวชุนพอๆกัน
      
       วันใหม่...เฟื่องนั่งอยู่ที่เตียงหน้าบึ้งตึง อุ่นกับทับทิมนั่งตื๊ออยู่ที่พื้น
        “แต่บ่าวว่าคุณหนูน่าจะออกไปนะเจ้าคะ” อุ่นพยายามกล่อม
       “ก็ข้าไม่อยากเจอพี่พัน”
       “ถ้าคุณหนูไม่ออกไป มีหวังท่านเจ้าคุณได้โบยอีทับทิมกับอีอุ่นนี่...หลังลายแน่ๆเลยเจ้าค่ะ”
       “ตกลงเอ็งสองคนจะไม่ช่วยข้าให้พ้นคนพาลเหรอ”
       อุ่นกับทับทิมหันมามองหน้ากันแล้วถอนใจ
      
       โถงกลางเรือน พระยาอารักษ์ตบโต๊ะเปรี้ยงด้วยความโมโห บ่าวไพร่หัวหดด้วยความกลัวก้มหน้างุดไปตามๆกัน
       “ป่วยงั้นเหรอ อีอุ่นไปบอกลูกข้าเลยนะว่าข้าสั่งให้มา ถึงจะตายก็ต้องมา”
       ศรีเรือนนั่งข้างๆมีพันนั่งอยู่ด้วย สิงห์กับเพียรนั่งที่พื้นข้างๆพัน อุ่นกับทับทิมหมอบกราบที่พื้นด้วยความกลัวในความโกรธของพระยาอารักษ์ อุ่นอึกอัก
       “เอ่อ...”
       “แต่คุณหนู”
       พระยาอารักษ์หงุดหงิดตวาดลั่น
       “อีอุ่น...อีทับทิม”
       อุ่นกับทับทิมสะดุ้งรีบรับคำ
       “เจ้าค่ะ...เจ้าค่ะ”
       ทับทิมหวาดๆ
       “บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
       อุ่นกับทับทิมกลัวลนลานจะรีบไปแต่พันคิดอะไรออกรีบเรียกไว้
       “ไม่ต้องหรอกนังอุ่น นังทับทิม”
       อุ่นกับทับทิมชะงักทันทีและรู้สึกแปลกใจกับน้ำเสียงนุ่มนวล พันหันไปบอกกับพระยาอารักษ์
       “ถ้าแม่เฟื่องไม่สบาย กระผมก็อยากให้หล่อนพักผ่อนไปเถิดขอรับ เพราะหากแม่เฟื่องเป็นอะไรไป กระผมคงรู้สึกเสียใจมาก”
       พันหันไปพยักหน้าให้สิงห์กับเพียร ทั้งสองช่วยกันยกของกำนัลหลายห่อมาวางตรงหน้าพระยาอารักษ์กับศรีเรือน
       “วันนี้กระผมมีของฝากจากเรือสำเภาจีนมาให้คุณอาทั้งสองด้วยขอรับ”
       พระยาอารักษ์มองของกำนัลที่พันยกมาให้มากมายประดามีแล้วก็หัวเราะชอบใจ ศรีเรือนพลอยหัวเราะไปด้วย อุ่นกับทับทิมสบตากัน ไม่ขำด้วยเพราะสงสารนาย แล้วหันไปมองที่มุมหนึ่งของเรือน อุ่นกับทับทิม เห็นเฟื่องแอบดูเหตุการณ์อยู่ด้วยสีหน้าเครียดเพราะความกลุ้มใจ
      
       นวลประคองชุนเดินออกมารับลมที่นอกกระท่อมบ้าง ชุนมีอาการเศร้าซึม
       “ขอบใจเจ้ามากนะ”
       นวลยิ้มๆ
       “วันวันนึงเจ้าขอบใจข้าไม่รู้กี่หนต่อกี่หน ถ้าเปลี่ยนเป็นเบี้ยข้าคงได้โขทีเดียวล่ะ”
       ชุนยิ้มเศร้า
       “ข้ามันคนจนจะมีก็แต่คำพูดนี่แหล่ะ ไว้ข้ามีเมื่อไหร่ข้าจะมาตอบแทนให้เจ้ากับพ่อนะ”
       นวลรีบอธิบาย
       “ข้าแค่หยอกเจ้าเล่นเฉยๆ”
       “แต่ข้าตั้งใจจะทำอย่างนั้นจริงๆ คนไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างข้าไม่เคยมีค่าในสายตาใครๆ ถ้าไม่ได้เจ้ากับพ่อช่วยข้าไว้ป่านนี้ข้าคงตายไปพร้อมกับร้านผ้าที่ถูกไฟเผาแล้ว”
       “ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าตายหรอก”
       นวลเผลอพูดออกไป ชุนหันมอง นวลอึกอักรีบกลบเกลื่อน
       “เอ่อ...เจ้าอยากไปเดินเล่นไหม วันนี้ข้าทำงานเสร็จแล้วข้าจะพาเจ้าไป”
       ชุนยิ้มให้นวล...ทั้งหมดอยู่ในสายตาของพรานมีตลอดเวลา แต่ชุนกับนวลไม่รู้ตัวเลย
      
       พระยาอารักษ์ เดินลงมาจากเรือนเพื่อมาส่ง พัน โดยมีสิงห์กับเพียรเดินตามมาด้วย
       “นี่พ่อพัน เรื่องที่พ่อพันจะให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอแม่เฟื่องน่ะ อย่าให้อาต้องรอนานนะ”
       “ไม่ต้องห่วงขอรับคุณอา กระผมจะให้แม่ด้วงของกระผมพาผู้ใหญ่มาสู่ขอแม่เฟื่องอาทิตย์หน้านี้อย่างสมเกียรติเลยขอรับ”
       พระยาอารักษ์หัวเราะ
       “แหม...ดีๆๆๆ”
       พระยาอารักษ์ชอบใจ ตบไหล่พันอย่างเอ็นดู ทับทิมยืนแอบดูอยู่มุมหนึ่งอย่างตื่นเต้นกับข่าวใหม่
       “อาทิตย์หน้า”
       อีกมุมสร้อยที่เดินถือของมา เห็นทับทิมกำลังยืนลับๆล่อๆอยู่ ก็มองตามสายตาทับทิมไปเห็นพระยาอารักษ์ยืนส่งพัน สิงห์ เพียรที่เดินออกไป สร้อยมองกลับมาที่ทับทิมก็ฉุนทันที เข้าใจผิดคิดว่าทับทิมมาแอบดูพระยาอารักษ์
       “หนอย อีทับทิม คิดจะมาแย่งตำแหน่งคุณหญิงที่ 2 กับกูเหรอ”
       สร้อยเหลียวมองพระยาอารักษ์อีกครั้ง เห็นพระยาอารักษ์เดินกลับขึ้นเรือนไปแล้ว และทับทิมก็เดินแยกไปอีกทาง สร้อยกำมือแน่นด้วยความเจ็บใจ แล้วรีบเดินตามทับทิมไป
      
       ทับทิมเดินอยู่ใต้ถุนเรือน จะไปขึ้นบันไดหลังเรือน แล้วจู่ๆสร้อยก็มากระชากไหล่
       “โอ๊ย...อะไรวะนังสร้อย”
       “ข้าสิต้องถามว่าเอ็งคิดจะทำอะไร”
       ทับทิมงง
       “ข้าจะทำอะไร ข้าก็กำลังขึ้นเรือนไปรับใช้คุณหนูน่ะสิ”
       “โกหก เอ็งอย่าคิดว่าข้ารู้ไม่ทันนะ เอ็งอยากจะเป็นคุณหญิงที่ 2 ของท่านเจ้าคุณใช่ไหม”
       “ข้านี่นะรึ”
       “เอ็งยังจะมาหน้าด้านปดข้าอีก งั้นข้าต้องสั่งสอนเอ็งซะแล้ว”
       สร้อยตบทับทิมผั๊วะ จนทับทิมล้มลง ทับทิมโมโหลุกขึ้นคว้ามือสร้อยที่จะตบอีกทีแล้วสวนกลับ
       “เอ็งบ้านักใช่ไหมอีสร้อย มา...ข้าจะตบให้หายบ้าเลย”
       ทับทิมจะตบสร้อย แต่สร้อยคว้าข้อมือบิดจนทับทิมเสียหลัก กลายเป็นสร้อยขึ้นคร่อมแล้วตบกันกระจาย
      
       ศรีเรือนนั่งคุยกับเฟื่องอยู่บนเตียง อุ่นนั่งที่พื้นใกล้ๆกัน
       “ลูกขอโทษแม่ด้วยค่ะ แต่ลูกไม่มีอารมณ์จะออกไปเจอพี่พัน” เฟื่องไหว้
       “เฟื่อง แม่รู้ว่าลูกเสียใจเรื่องร้านผ้าในตลาด ร้านโปรดของเจ้าที่โดนไฟไหม้ แต่มันไม่เกี่ยวอะไรกับเรา นี่ถ้าพ่อพันรู้เข้า เขาจะเสียน้ำใจที่ลูกเห็นความสำคัญของร้านผ้ามากกว่าเขา”
       “คนอย่างพี่พันไม่รู้จักการเสียน้ำใจหรอกค่ะ”
       ศรีเรือนตกใจ
       “ตายแล้ว เฟื่องไปว่าพี่เขาได้อย่างไร เราเป็นหญิงอย่าปากคอจัดจ้านนักเลยลูก พ่อพันเขาออกจะดีกับเรามากมายนัก ของอะไรที่ว่าดี ที่ว่างาม พ่อพันเขาก็สรรหาเอามาให้ พ่อพันออกจะเป็นคนดีมีน้ำใจออกจะตายไปนะลูกนะ”
       เฟื่องถอนใจเซ็งไม่รู้จะอธิบายให้แม่ฟังยังไง ระหว่างนั้นบ่าวอีกคนก็มาทำลับๆล่อๆจะเรียกอุ่น แต่อุ่นก็ไม่กล้าไป ศรีเรือนเห็นก็รู้สึกขัดใจ
       “มีอะไรรึอีตาบ ทำไมมาทำท่าลับๆล่อๆ เป็นผีเป็นสางอย่างนั้น”
      
       “เอ่อ...นังสร้อยกับนังทับทิมมันตบกันเจ้าค่ะคุณหญิง”
      
       ทับทิมกับสร้อยยังตบกันนัวเนีย โดยมีเหล่าทาสชายหญิงยืนเชียร์กันสนุกสนาน ตาบวิ่งนำเฟื่องกับศรีเรือนและอุ่นมา แต่เข้าไม่ได้เพราะคนมุงกันแน่น อุ่นตะโกนลั่น
      
       “เฮ้ย...คุณหญิงมา”
       เหล่าทาสพอได้ยินอุ่นประกาศก็แตกฮือ แหวกทางลงนั่งให้ศรีเรือนกับเฟื่องเดินผ่านวงเข้าไป แต่ทับทิมกับสร้อยก็ยังไม่หยุดตบกัน ศรีเรือนวาด
       “เอ็งสองคนหยุดเดี๋ยวนี้นะ”
       สร้อยกับทับทิมหยุดแต่มือของแต่ละฝ่ายยังจิกหัวกันอยู่ไม่มีใครยอมปล่อย ศรีเรือนชักโมโห
       “ยังไม่หยุดอีกรึ”
       “ก็อีทับทิมสิเจ้าคะ มันไม่ยอมปล่อยบ่าว”
       “เอ็งก็ปล่อยข้าก่อนสิ”
       “เอ็งปล่อยก่อนสิ”
       ศรีเรือนรำคราญ
       “ปล่อยทั้งสองคนนั่นแหละ หรือจะให้ข้าลงหวายก่อนถึงจะปล่อยกันได้น่ะ”
       ทั้งสองคนได้ยินคำว่า หวาย ก็ยอมปล่อยมือออกจากกันทันที ศรีเรือนจ้อมองทั้งสอง
       “มีอะไรกันถึงต้องกัดกันอย่างกับหมู กับหมา”
       “อีสร้อยมันเริ่มก่อนเจ้าค่ะ มันหาว่า...”
       ทับทิมยังพูดไม่จบ สร้อยสวนทันที
       “ก็บ่าวเห็นนังทับทิมมันจะเดินขึ้นบันไดที่หน้าเรือนน่ะเจ้าค่ะ ใครๆก็รู้ว่าบันไดหน้าเรือน บ่าวไพร่ไม่มีสิทธิใช้ แต่พอบ่าวไปเตือนมันดีๆ มันก็มีน้ำโห มันก็หันมาตบบ่าวก่อนเลย บ่าวก็เลยต้องป้องกันตัวเองน่ะสิเจ้าคะ”
       ทับทิมอึ้ง
       “อีสร้อย...แต่เมื่อกี้เอ็งไม่ได้พูดอย่างนี้นี่หว่า”
       สร้อยกระซิบเอ็ด
       “เราจะหยุดทะเลาะกันแค่นี้ หรือเอ็งจะพูดให้เรื่องมันใหญ่โตจนโดน เฆี่ยนจนตายกันไปข้างหนึ่งฮึ...อีทับทิม”
       ทับทิมพอได้ยินคำขู่ก็นิ่งเงียบ เฟื่องมองแล้วสงสัย ศรีเรือนมองหน้าสร้อย
       “สร้อย เอ็งพูดจาอะไรกำกวมนัก ตกลงพวกเอ็งสองคนทะเลาะกันเรื่องอะไร”
       “ก็อย่างที่เรียนเจ้าค่ะ บ่าวไม่ชอบให้อีทับทิมมันเดินไปทั่ว กฎของเรือนจะไม่เป็นกฎ”
       เฟื่องหันมามองทับทิมอย่างสงสัย ทับทิมที่แม้จะเจ็บใจสร้อยแต่ก็ต้องตามน้ำ
       “เจ้าค่ะ บ่าวผิดเอง”
       เฟื่องมองทับทิมกับสร้อยไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่พูด
      
       อุ่นทายาที่หน้า ทับทิมร้องโอดโอย เฟื่องส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
       “ตอนนี้ทำมาร้องเมื่อกี้เห็นเก่งนัก ตบตีกันไม่มีใครยอมรามือเลย ตกลงมีเรื่องอะไรกัน”
       ทับทิมถอนใจพรื่ด
       “ที่ตบกันน่ะ มันไม่ใช่เรื่องว่าบ่าวจะเดินขึ้นเรือนด้วยบันไดหน้าเรือน หรือบันไดหลังเรือนหรอกเจ้าค่ะ แต่เป็นเพราะว่าอีสร้อยมันเห็นบ่าวแอบฟังท่านเจ้าคุณ กับคุณพันคุยกัน”
       เฟื่องงง
       “อ้าว...แล้วเอ็งไปแอบฟังเจ้าคุณพ่อกับพี่พันคุยกันทำไมล่ะ”
       “ความจริงบ่าวก็ไม่ได้อยากจะแอบฟังให้เสียมารยาทหรอกเจ้าค่ะ ถ้าบังเอิญเรื่องที่ท่านเจ้าคุณกับคุณพันคุยกันจะไม่ใช่เรื่องของคุณหนู”
       อุ่นสนใจมากขึ้นมาทันที
       “เรื่องอะไรรึนังทับทิม”
       “ก็เรื่องที่ว่า...คุณพันจะพาผู้ใหญ่มาสู่ขอคุณหนูอาทิตย์หน้านี้แล้วน่ะเจ้าคะ”
       เฟื่องพอได้ยินเรื่องจากทับทิมก็ตกใจ
      
       พัน สิงห์ เพียร เดินมาตามทาง สิงห์กับเพียรที่เดินตามหลังพัน อยู่ๆก็รู้สึกมีลมเย็นๆมาปะทะร่าง ทั้งสองรู้สึกแปลกๆ หันมองไปรอบๆ ก็เห็นใบไม้ต้นไม้เหมือนมีลมพัด จึงรีบเดินมาใกล้พัน
       “เฮ้ย...เป็นอะไรของพวกมึงวะ ถึงต้องมาใกล้กูขนาดนี้”
       สิงห์ท่าทางหวาดๆ
       “มันรู้สึกแปลกๆนะขอรับ”
       “แปลกอะไร”
       “ก็ทำไมจู่มันจึงมีลมเย็นแถวๆนี้ขอรับ”
       พันมองไปรอบๆ
       “ลมเย็นอะไร ร้อนจะตาย ไม่เห็นรึใบไม้ไม่กระดิกสักใบ”
       สิงห์กับเพียรมองไปรอบๆก็เห็นใบไม้นิ่งทุกต้นอย่างพันว่า พันเริ่มรำคาญจึงเร่งฝีเท้าเดินหนี สิงห์กับเพียรรีบเดินตาม ทั้งสามกำลังเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งใหญ่อยู่ สิงห์รู้สึกมีคนจ้องจึงเงยหน้ามองขึ้นไปเห็นวิญญาณเดือนนั่งอยู่บนต้นไม้และจ้องหน้าสิงห์อยู่อย่างประสงค์ร้าย สิงห์ยืนตัวแข็งตาค้างมือชี้ไปบนต้นไม้
       “อีเดือน”
       เพียรก็กลัวไปด้วยแต่ไม่กล้ามองขึ้นไปบนต้นไม้ตามที่สิงห์ชี้ พันถอยกลับมายืนดู
       “อีเดือนที่ไหน มีแต่กิ่งไม้ ไอ้โง่”
       ทั้งสิงห์กับเพียรมองดูอีกทีก็เห็นแต่กิ่งไม้ พันเดินนำต่อไป สิงห์กับเพียรมองไปรอบๆก็ไม่มีอะไรทุกอย่างปกติ
       “ไอ้สิงห์ มึงอย่าเล่นแบบนี้อีกนะเว้ย”
       เพียรรีบเดินตามพันไป สิงห์เองก็เร่งเดินตามไป โดยไม่รู้ว่าวิญญาณเดือนเกาะหลังสิงห์ไปด้วย
      
       อุ่นกับทับทิมกำลังกินข้าวอยู่กับเหล่าพวกทาส อุ่นสังเกตว่าสร้อยคอยจ้องหน้าทับทิม อุ่นสะกิดให้ทับทิมดู พอทับทิมเห็นก็แยกเขี้ยวใส่ สร้อยก็จ้องไม่วางตา อุ่นสงสัย
       “อะไรกันนักกันหนาวะ มันทำหน้าโกรธแค้นอย่างกับเอ็งจะไปแย่งผัวมันอย่างนั้นแหละ”
       ทับทิมดึงมากระซิบ
       “ก็ใช่น่ะสิ”
       อุ่นตกใจ
       “ฮ้า...อีสร้อยมันไปมีผัวตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมข้าไม่รู้”
       “มันยังไม่มี แต่มันคิดจะมี”
       “แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องที่เอ็งกับมันตบกันยังไงวะ ข้าไม่เข้าใจ”
       “ฟังนะอีอุ่น อีสร้อยมันเห็นข้าแอบฟังท่านเจ้าคุณกับคุณพันคุยกัน มันเลยทึกทักเอาว่าข้าแอบรักท่านเจ้าคุณ และอยากจะเป็นคุณหญิงรองของท่านเจ้าคุณน่ะสิ”
       อุ่นโกรธ
       “เหม่...อีนี่อัปรีย์นัก คิดอย่างนี้เหาจะกินกบาล ว่าแต่เอ็งไม่ได้คิดอย่างอีสร้อยมันสงสัยนะ”
       “อุวะ...อีนี่ ข้าไม่คิดหรอก แต่คนคิดน่ะ...อีสร้อย”
       “แล้วทำไมเอ็งไม่บอกคุณหญิงตอนท่านถามไปเสียเลยล่ะ อีสร้อยมันจะได้ไม่กำแหงหาญ”
       “อีสร้อยมันฉลาด ถึงได้ปรามข้าไม่ให้พูด เพราะถ้าเกิดคุณหญิงโกรธ และคิดว่าข้ากับมันแข่งกันเป็นคุณหญิงรอง ก็คงโดนเฆี่ยนจนตายทั้งคู่”
       อุ่นเจ็บใจ
       “ฮึ่ย...อีสร้อยนี่มันร้ายนัก ถ้าเกิดวันไหนมันได้เป็นคุณหญิงรองขึ้นมาจริงๆ บ้านนี้เรือนนี้คงร้อนเป็นไฟกันละ”
       อุ่นกับทับทิมคิดแล้วขนลุกขนพองขึ้นมาทันที
      
       นางด้วงมีสีหน้ายิ้มแย้มพอใจ เมื่อพันพูดให้ฟังเรื่องที่จะแต่งงานกับเฟือง
       “แม่จะว่ากระไร ก็ต้องตามใจลูกชายสุดที่รักสิ”
       พันนั่งประจบอยู่ข้างๆนางด้วง มีสิงห์กับเพียรนั่งที่พื้น
       “ลูกกราบขอบพระคุณแม่มากขอรับ แต่แม่จะเตรียมตัวทันหรือขอรับ ลูกแจ้งฝ่ายโน้นไปแล้วว่าเราจะไปสู่ขอแม่เฟื่องอย่างสมเกียรติทีเดียว” พันไหว้ที่อกแม่
       “ทำไมจะไม่ทัน เงินทองเรามีออกเยอะแยะ เรียกบริวารมารับใช้จัดการให้ ประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จงาน”
       “ลูกรักแม่ที่สุดเลยขอรับ”
       “แม่ก็รักลูกมากนะ ยิ่งเห็นลูกต้องตาแม่หญิงเฟื่องบ้านโน้น แม่ก็ยินดียิ่ง เขาก็รวย เราก็รวย หากเรือล่มในหนอง...แล้วทองมันจะไปไหนได้เล่า แม่จะช้าได้อย่างไร ถ้าแต่งวันนี้พรุ่งนี้ได้ แม่คงทำให้ลูกแล้ว”
       พันกับด้วงยิ้มให้แก่กันอย่างมีความสุข วิญญาณเดือนยืนอยู่ไม่ไกล
      
       พรานมีดึงใบสมุนไพรที่แปะที่หลังและแขนของชุนออกอย่างเบามือที่สุด ชุนรู้สึกเจ็บแต่ก็ทน
       “แผลดีขึ้นมาก แห้งขึ้นมากแล้ว อีกไม่นานก็คงหายเป็นปกติดีละ”
       นวลเอาถาดใส่ใบสมุนไพรกับยามาวางไว้ พรานมีลุกขึ้น
       “วันนี้เอ็งทำแผลให้มันหน่อยแล้วกัน พ่อจะไปเตรียมของป่าเอาไปขายที่ตลาด”
       พรานมีก็เดินออกไป นวลมองหน้าชุนแล้วสงสาร ตักยาทาบนใบสมุนไพรแล้วจะแปะบนตัวชุน
       “ร้อนหน่อยนะ ข้าเพิ่งต้มยาเสร็จ”
       นวลเอายาสมุนไพรแปะไปที่แผล ชุนเจ็บแต่ทน
       “เจ้านี่เก่งนะ ข้าเคยเห็นพ่อรักษาแผลไฟไหม้แบบนี้ให้เพื่อนพรานป่าด้วยกัน ยังร้องลั่นป่าเลย”
       “เตี่ยข้าเคยสอนว่าเกิดเป็นคนต้องรู้จักอดทน ถ้าไม่อดทนก็ไม่สมควรเป็นคน”
       นวลแปะยาไปพูดไป
       “บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องอดทนไปซะทุกเรื่องหรอกนะ”
       ชุนแปลกใจ
       “ทำไมเจ้าถึงคิดเยี่ยงนี้”
       นวลวางยาในมือลง
       “ข้าถามจริงๆ เจ้าจะไม่เอาเรื่องไอ้พวกที่ทำร้ายและก็เผาร้านเจ้าจริงๆเหรอ...เจ้าน่าจะรู้นะว่าเป็นฝีมือใคร”
       ชุนหลบหน้าไม่อยากตอบ นวลมองจ้องหน้าคาดคั้นอยากรู้ความ
       “เป็นเพราะแม่หญิงเฟื่องใช่ไหม”
       ชุนอึ้งแปลกใจที่นวลรู้
       “นี่เจ้า...รู้จักแม่หญิงด้วยงั้นรึ”
       ชุนหันมองจ้องนวลสายตาเข้มดุ นวลทำเฉไฉ
       “ก็ข้าได้ยินเจ้าเพ้อถึงนางอยู่บ่อยๆตอนที่เจ้าซมไข้น่ะ...นางเป็นใครรึ”
       ชุนนิ่งไปหันหน้าหนีไม่ตอบ นวลรู้สึกน้อยใจนิดๆ
       “ไม่ตอบก็ไม่เป็นไร...ข้าก็ไม่ได้อยากรู้เรื่องแม่หญิงนั่นนักหรอก ข้าแค่อยากให้ไอ้คนที่มันทำเจ้าได้รับโทษก็แค่นั้น”
       “ช่างเถอะ ข้าไม่ตายก็นับว่าเป็นบุญของข้าแล้ว ข้าไม่อยากผูกใจเจ็บกับใครให้ต้องมาแค้นเคืองกัน ข้าอยากหายเร็วๆเพื่อเริ่มทำมาหากินอีกครั้ง”
       นวลเซ็งที่ชุนไม่เห็นด้วย
       “ก็ตามใจเจ้าแล้วกัน”
       นวลหยิบสมุนไพรมาปะคบที่แผลให้อีกครั้ง
       “เดี๋ยวพอสมุนไพรที่พอกไว้แห้งแล้ว ข้าจะมาทำแผลให้ใหม่แล้วกัน”
       ชุนพยักหน้ารับ แล้วนั่งเหม่อคิดถึงเรื่องที่นวลพูด นวลเก็บของแล้วแอบมองชุนถอนหายใจที่ชุนเป็นคนดีเกินนวลมองด้วยความชื่นชม
      
        ค่ำนั้น...พัน สิงห์ เพียร นั่งกินเหล้าด้วยกันอย่างสนุกสนาน ห่างออกมาวิญญาณเดือนยืนจ้องไปที่สิงห์กับเพียรด้วยแววตาแค้นเคือง
       “ลงแม่ข้ารับปากอย่างนี้แล้ว อีกไม่นานข้าก็จะได้ชื่นชมแม่เฟื่องสมใจข้าละ...” พันซดหล้าอีก “เฮ้ย...เดี๋ยวมึงสองคนไปที่เรือนทาส แล้วหาที่มันสวยๆมาให้กูสักคนสิ กูจะไปรอที่ห้อง ไปเร็ว”
       สิงห์กับเพียรหยิบคบเพลิงแล้วรีบวิ่งไป วิญญาณเดือนเดินตามสิงห์กับเพียร ส่วนพันยกไหดื่มเหล้ารวดเดียวหมดแล้วเดินเซขึ้นเรือน
      
       สิงห์กับเพียรลากทาสสาวมาตามทาง แต่ทาสสาวดิ้นต่อสู้สุดชีวิต วิญญาณเดือนปรากฎขึ้นใกล้ๆ
       “ปล่อยกูนะ...ปล่อยกู” ทาสสาวร้องลั่นดิ้นไปมา
       สิงห์เข้าล็อคคอ
       “เก่งนักนะมึง”
       สิงห์เริ่มรัดคอแน่นขึ้น เพียรเห็นท่าไม่ดี
       “เฮ้ย...ไอ้สิงห์พอเถอะวะ หนักมือไปเดี๋ยวก็เป็นแบบอีเดือนหรอก”
       วิญญาณเดือน แค้นใจสุดๆ สิงห์มองหน้าเพื่อน
       “แล้วมึงจะให้กูทำไงไอ้เพียร เมื่อนายสั่งมา เราก็ต้องทำตามที่นายสั่ง ถ้าอีนี่หลุดไปได้ มึงกับกูก็ตาย”
       “แต่ถ้าอีนี่ตายอีกคน มันก็ต้องกลับมาเป็นผีมาหลอกเราอีกสิวะ มึงไม่กลัวเหรอ”
       “เออ...ถ้ากูตาย กูจะกลับมาฆ่าพวกมึง”
       ทาสสาวดิ้นๆต่อสู้จนสิงห์ตัดสินใจชกท้องจนสลบ
       “หมดฤทธิ์ซะทีนะมึง ไอ้เพียรช่วยกันอุ้มหน่อย”
       สิงห์กับเพียรจะเข้าอุ้มร่างของทาสสาวแต่ทันใดนั้นตาของทาสสาวก็ลืมตาโพลงขึ้นมา สิงห์กับเพียรตกใจ
       “เฮ้ย...อีนี่มันอึดกว่าอีเดือนอีก ก็ดี จะได้เดินไปกันดีๆไม่ต้องอุ้มให้เหนื่อย แต่ถ้ามึงสู้อีก กูจะเอาให้เจ็บกว่าเดิม”
       สิงห์กับเพียรจับแขนทาสจะพาเดินไปแต่ทาสสาวไม่เดิน
       “อะไรของมึงอีก วอนเจ็บตัวใช่ไหม”
       เพียรเงื้อมือแต่ยังไม่ทันทำอะไร ทาสสาวก็เหวี่ยงทั้งคู่ล้มลง
       “อ้าวๆ สู้เหรอมึง”
       สิงห์วิ่งเข้าไปแต่ทาสสาวจับคอของสิงห์ไว้แล้วจ้องหน้า หน้าทาสสาวกลายเป็นหน้าของเดือน สิงห์ตกใจ
       “อีเดือน”
       เพียรเห็นท่าไม่ดีวิ่งหนีไปเลย สิงห์สะบัดตัวหลุดได้ก็วิ่งตามเพียรไปติดๆ วิญญาณเดือนมองตามทั้งสองไป แล้ววิญญาณเดือนก็เดินออกมาจากร่างทาสสาว ร่างของทาสสาวล้มลงสลบไปทันที
      
       สิงห์กับเพียรวิ่งเตลิดเปิดเปิงกลับมายังเรือนใหญ่ วิ่งขึ้นเรือนไปหา พันที่นั่งอยู่บนเตียง สิงห์เสียงเหนื่อยหอบ
       “นาย...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย”
       “อะไรของพวกมึงวะ”
       เพียรละล่ำละลักบอก
       “อีเดือนนาย ผีอีเดือนมันอาละวาด”
       “พวกมึงจะบ้าหรือไง เสือกพูดเรื่องอีเดือนเสียเสียงดัง เดี๋ยวความแตกก็ถูกทางการจับกันหมดหรอก”
       “ผีอีนังนั่นมันต้องมาเอาคืนพวกเราแน่ๆ” เพียรเสียหวาดกลัวสุดๆ
       ทันใดนั้นจู่ๆก็มีลมพัดกรรโชกขึ้นมาวูบหนึ่ง ตะเกียงดับหมด พันสะดุ้งตกใจ สิงห์กับเพียรมองหน้ากัน ทำหน้าเหยเกตัวสั่นลนลาน พอสิงห์กับเพียรหันกลับมา ก็พบวิญญาณเดือนยืนอยู่บนเตียงแล้ว ผมพลิ้วสยายน่ากลัวมาก สิงห์กับเพียรค่อยๆยกมือที่สั่น ชี้นิ้วไปด้านหลังของพัน พันค่อยๆหันไปมอง เห็นวิญญาณเดือนเต็มๆ น่ากลัวมาก
       “พวกมึงฆ่ากู”
       สิงห์กับเพียรร้องสุดเสียง จะวิ่งออกจากห้อง แต่วิญญาณเดือนดลบันดาลให้ประตูทางออกปิดกระแทกหน้าสิงห์กับเพียรจนล้มหงายหลังตึงไปเลย แต่พอเพียรกับสิงห์ลุกขึ้นได้ ก็ลนลานไปหน้าต่าง ทั้งคู่ชะโงกมองลงไปข้างล่าง สายตาของทั้งคู่ เห็นพื้นดินอยู่ลิบๆ เพียรอึ้งๆ
       “จะโดดจริงเหรอ สูงนะมึง”
       “ไม่โดดให้แขนขาหัก ก็ให้ผีหักคอมันตรงนี้ล่ะ”
       สิงห์หลับหูหลับตากระโดดลงไปอย่างไม่สนใจใคร เพียรตัดสินใจกระโดดตาม พันวิ่งตามมาดู เห็นสิงห์กับเพียรไม่เป็นอะไร วิ่งหนีรอดทั้งคู่ พันจึงตัดสินใจจะโดดตาม วิญญาณเดือนจับที่ขาของพันอย่างรวดเร็ว พันเสียหลัก เลยตกจากหน้าต่างไปที่พื้นอย่างไม่เป็นท่า พันร่วงจากหน้าต่างเรือนลงไปนอนแน่นิ่งอยู่ที่ลานดิน สิงห์กับเพียรวิ่งกลับมาดู แล้วเงยหน้ากลับขึ้นไปมองที่หน้าต่างบนเรือน วิญญาณเดือนยืนหัวเราะด้วยความสะใจ
      
       วันใหม่...พระยาอารักษ์นั่งอยู่ กำลังอ่านจดหมายจากแม่ด้วง พออ่านจบก็ถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม ศรีเรือนหันไปถาม
       “พ่อพันเขียนจดหมายมา มีเนื้อความว่ากระไรหรือเจ้าคะคุณพี่”
       “พ่อพันตกกระได เลยต้องขอเลื่อนการสู่ขอแม่เฟื่องไปก่อนจนกว่าจะหายดี เฮ้อ...ทำไมไม่ระวังตัวเลยนะ กำลังจะมีเรื่องมงคลอยู่เชียว เฮ้อ”
       พระยาอารักษ์กับศรีเรือนหน้าเซ็งๆ ที่มุมเรือนเฟื่องมายืนแอบฟังอยู่อมยิ้มดีใจเป็นอย่างมากที่ยังไม่ต้องแต่งงานกับพัน
      
       ด้วงดูแลพันนอนที่นอนระบมไปทั้งตัว เป็นไข้อักเสบอยู่ที่เตียง สิงห์กับเพียรเดินขึ้นเรือนมา
       “เป็นไง จดหมายถึงมือท่านเจ้าคุณเรียบร้อยมั๊ย”
       สิงห์กับเพียรตอบพร้อมเพียง
       “เรียบร้อยขอรับ”
       “แล้วเจ้าไปทำอีท่าไหนฮึ ถึงได้ตกหน้าต่างเรือนจนแทบจะแข้งขาหักแบบนี้เล่าลูก”
       “ก็โดดหนีผีน่ะสิแม่”
       ด้วงตกใจ
       “ผี...ผีอะไร บ้านเรามีผีด้วยรึนี่”
       พันถอนใจหน้าเครียด
       “มีขอรับ”
       “ตายๆ อยู่มาเป็นนมเป็นนาน ขนาดเจ้าคุณพ่อของพ่อพันเสีย ยังไม่มาเป็นผีให้เห็นเลย แล้วนี่มีผีอะไรในบ้านเรา ตายๆ”
       ทุกคนสีหน้าเดือดเนื้อร้อนใจมาก
      
       ชุนสำรวจบาดแผลไฟไหม้ตามตัวที่เริ่มจะหายแล้ว เขาช่วยพรานมีกับนวลรวบรวมของป่าไปขายในเมือง พรานมียิ้มแย้มให้
       “มีชุนมาช่วยเราอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันนะนวลนะ พ่อเองก็แก่ลงมากปีนี้ ขอบใจนะชุน”
       “ไม่ต้องขอบใจข้าหรอก ท่านช่วยชีวิตข้า บุญคุณนี้...ข้าไม่มีวันลืม”
       นวลมองชุนอย่างประทับใจในความกตัญญูจนเผลอทำของตก ชุนเก็บให้ นวลจะรับคืนแต่ชุนส่ายหน้า
       “ข้าถือให้เอง”
       ชุนเดินไป นวลมองตาม ยิ่งประทับใจในตัวชุนมากขึ้น
       “เจ้านี่มันขยันขันแข็งดีจริงๆ ถ้าเป็นลูกข้าก็ดีน่ะสิ”
       “อ้าวพ่อ...แล้วฉันไม่ดีตรงไหนจ๊ะพ่อ” นวลงอน “งานทุกอย่างที่ผู้ชายทำได้ฉันก็ทำได้ งานบ้านงานเรือนฉันก็ทำเป็น”
       พรานมีขำๆ
       “ข้าไม่ได้ว่าเอ็งไม่ดี ข้าแค่อยากมีลูกชายที่เป็นผู้ชายจริงๆ ไม่ใช่ทโมนแบบเอ็งต่างหากเล่า”
       พรานมีหัวเราะขำออกไป นวลงอนที่พ่อว่าเป็นทโมน เดินตามต่อว่าพ่อไป
       “พ่อ...นี่พ่อว่าฉันงั้นรึ...”
       นวลเดินตามพ่อไป
      
       เฟื่อง อุ่นและทับทิมกราบพระที่วัด สวดมนต์ ถวายสังฆทานและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล พระสวดบทกรวดน้ำ เฟื่องกรวดน้ำ อุ่นกับทับทิมเกาะหลังเฟื่อง แต่ตาแอบมองทาสชายบ้านอื่นที่ติดตามนายมาทำบุญด้วย เฟื่องอธิษฐาน
       “ข้าพเจ้า...ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้ทำในวันนี้ให้แก่ ชุน นังเดือน แล้วนายเม่น ขอให้ทั้งสามไปสู่สุขคติ ไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่าเดิม และหากข้าพเจ้ากับชุนเคยมีบุญวาสนาต่อกันมา ก็ขอให้ชาติหน้า...ข้าพเจ้าได้พบกับเขาอีก”
      
       ชุนมีผ้าโพกปิดหน้า เดินเข้ามาหยุดยืนมองซากร้านผ้า เมื่อมาถึงเขาเปิดหน้าออก มองเศษเถ้าถ่านที่เห็นตรงหน้าเสียใจกับภาพที่เห็น เขาเดินเข้ามาในร้านที่ถูกเผาจับเศษผ้าที่ถูกเผาไหม้จนไม่เหลือสภาพขึ้นมาด้วยความปวดใจ เขากำมือแน่นโกรธแต่ไม่สามารถที่จะตอบโต้อะไรกับพวกพันได้
       “ทำไมต้องทำกับข้าถึงเพียงนี้...”
       ชุนคิดแล้วนึกถึงภาพพันที่เฟื่องขึ้นมา ชุนนึกขึ้นได้
       “กำไล...แม่หญิง”
       ชุนนึกขึ้นได้เดินลุยเข้าไปข้างในค้นหาบางสิ่งภายใต้ซากเศษเถ้าถ่านอย่างจริงจัง เขารื้อใต้ซากไม้เห็นกล่องที่เก็บของสภาพไฟไหม้ก็ดีใจรีบหยิบขึ้นมาเปิดออกดูเห็นกำไล ข้อมือ วางอยู่ในกล่อง เขาหยิบขึ้นมามองลูบคลำด้วยรอยยิ้มนึกถึงตอนที่ เฟื่องยัดกำไลใส่มือเขา ชุนอมยิ้มมีความสุข เสียงเรียกของนวลดังขึ้น
       “เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
       ชุนตกใจ นวลก้าวเข้ามายืนด้านหลัง ชุนรีบเอากำไลลงแล้วหันมาเอากำไลแอบไว้ด้านหลัง ดูชุนลุกลี้ลุกลน นวลมองสงสัย
       “จำเสียงข้าไม่ได้รึไง ทำไมต้องทำท่าตกใจขนาดนี้ด้วย”
       “ก็...ก็เจ้าโผล่มาเงียบๆ”
       “เจ้ายังไม่ตอบข้าเลยว่ามาทำอะไร”
       ชุนตอบเลี่ยงๆขอไปที
       “ก็มาดูให้เห็นกับตาว่าร้านข้าไม่เหลืออะไรแล้วน่ะสิ”
       นวลมองดูรอบๆแล้วบอกกับชุน
       “ถ้าเห็นกับตาแล้วนี่...จะไปช่วยข้าขายของได้รึยัง”
       “อ้อ...ไปสิ”
       ชุนเดินผ่านหน้านวลไปแล้วเปลี่ยนมือที่กำกำไลเอามาไว้ข้างหน้าเสียงนวลดังขึ้น
       “เดี๋ยว”
       ชุนชะงักกึก รีบเอามือกุมกำไลจนมิดค่อยๆเคลื่อนมือจะเอากำไลหลบในชายพกตรงเอว นวลวิ่งมาดักตรงหน้าแล้วจ้องหน้า ชุนอึ้งมองหน้านวลกลัวๆ
       “เอ่อ...คือ...”
       นวลเอื้อมมือจับชายผ้าตรงหน้าชุนขึ้นมาแล้วพูด
       “เจ้าจะเปิดหน้าไปแบบนี้น่ะเหรอ”
       ชุนอึ้งสักพักค่อยโล่งใจที่แท้นวลก็ทักเรื่องปิดหน้า
       “จริงของเจ้า...”
       ชุนหน้าเก้อๆ นวลยิ้มเยาะๆก่อนที่จะเดินออกไป ชุนรีบเอาชายผ้าตวัดปิดหน้าก่อนจะเดินตามนวลไป นวลรู้สึกว่าชุนมีพิรุธ
      
       ชุนที่เอาผ้าโพกปิดหน้าปิดตา พรานมี นวล ช่วยกันขายของป่าและยาสมุนไพรอยู่ที่ตลาด ชุนขายเก่ง ขายอย่างชำนาญ ลูกค้ารุมซื้อของ พรานมีกับนวลมองดูชุนอย่างชื่นชม
       “ดูสิพ่อ มาวางขายได้ไม่ทันไร ของจะหมดแล้ว”
       พรานมียิ้ม แล้วทันใดนั้นผ้าที่ปิดหน้าอยู่เปิดออกอย่างกะทันหัน เผยหน้าเต็มๆของชุนออกมา ชุนรีบตวัดปิดอย่างลนลาน แล้วเหลียวมองซ้ายขวา สีหน้าหวาดกลัว นวลสงสารจับมือเขาปลอบใจ
       “อย่ากลัวเลย...ไม่มีใครจำได้เอ็งได้หรอก และพวกที่เคยทำร้ายและเผาร้านเอ็ง มันก็คงไม่มาประจวบเหมาะเจอกับเอ็งวันนี้หรอกน่า อย่ากังวลไปเลย”
       ชุนยังกังวลอยู่ดี
      
       เฟื่อง อุ่น ทับทิม เดินออกจากโบสถ์ด้วยกัน อุ่นเอ่ยชวน
       “คุณหนูเจ้าขา...แวะไปซื้อของที่ตลาดกันสักหน่อยก่อนกลับเรือนนะเจ้าคะ”
       เฟื่องพยักหน้า อุ่นกับทับทิมยิ้มร่าดีใจ
      
       ชุนขายของป่าชิ้นสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้ว นวลกับพรานมีหันมามองแล้วยิ้มชอบใจ พรานมีหยิบอัฐขึ้นมานับแล้วแบ่งอัฐจำนวนหนึ่งส่งให้นวล กับชุน
       “เอ้า...อยากได้อะไรก็รีบไปหาซื้อเสีย”
       นวลกับชุนยกมือขอบคุณ
       “พ่อจะไปเดินซื้อของทางโน้นหน่อย เสร็จแล้วกลับมาเจอกันที่หน้าตลาดก่อนพลบนะ”
       นวลพยักหน้ารับแล้วเดินออกไปกับชุน นวลดูมีความสุข พรานมองตามลูกสาว ดูออกว่าคิดอย่างไร
      
       นวลกับชุนเดินอยู่ในตลาด มองข้าวของสองข้างทางอย่างตื่นตาตื่นใจ ไม่ค่อยได้เข้าเมืองบ่อยนัก เพราะเป็นคนบ้านป่า เฟื่อง อุ่น ทับทิม เดินออกมาจากวัดอยู่ไกลออกไป เฟื่อง อุ่น และทับทิมเดินมาดูของในตลาดเมืองกันซื้อขนมไทยอยู่ที่ร้านผลไม้ ชุนกับนวลเดินเข้ามาแล้วหยุดยืนซื้อกำไลที่ร้านข้างหลัง ชุนเลือกแบบ แล้วส่งให้นวลลองใส่ นวลเลือกอยู่สองสามแบบก็ตกลงเอาอันหนึ่ง ทันใดนั้นลมก็พัดมาแรงจนผ้าโพกหัวของชุนเปิดออก เฟื่องหันไปมองทางทิศที่ลมพัดมาเห็นชุนอยู่ไกลๆ เฟื่องตะลึง
       “ชุน...”
       เฟื่องจะเดินไปหาชุน แต่มีกลุ่มชาวบ้าน และมีวัวเทียมเกวียนของพ่อค้าเดินมาขวางทางซะก่อน พอหันไปมองอีกทีก็ไม่เห็นชุนแล้ว
      
       เฟื่องหน้าเศร้า คิดว่าตัวเองตาฝาดไป
      
  
       จบตอนที่ 2
ตอนที่ 3
      
       ชุน นวล และพรานมี กลับมาถึงกระท่อม ชุนกุลีกุจอช่วยขนของที่เหลือเข้าบ้านอย่างแข็งขัน นวลเดินไปเปิดโอ่งจะตักน้ำล้างมือล้างหน้า แล้วพบว่าน้ำในโอ่งเหลือน้อยแล้ว
      
       “ตาย...น้ำจะหมด”
       นวลถือหาบจะไปตักน้ำที่บ่อหลังบ้าน ชุนรีบเข้ามาแย่งหาบไป
       “ข้าไปตักให้เอง วันนี้เอ็งเหนื่อยมากแล้ว”
       นวลยิ้ม
       “ข้าเหนื่อยที่ไหน วันนี้เอ็งช่วยข้าทำงานแทบจะทุกอย่างข้าแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย”
       “ขอให้ข้าได้ตอบแทนเจ้ากับพ่อบ้างเถอะนะ ให้ข้ามานั่งมานอนอยู่เฉยๆข้าทำไม่ได้หรอก”
       พรานมียิ้มๆ ตบบ่าชุนอย่างเอ็นดู
       “เออ...ขอบใจนะพ่อ”
       “เจ้าทำแบบนี้พ่อข้าจะเคยตัวรู้ไหม แล้วอีกอย่าง ดูไปดูมาพ่อข้าจะรักเจ้ามากกว่าข้าเสียแล้วกระมัง” นวลยิ้ม
       ชุนยิ้มๆ
       “ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่าก็ดีน่ะสิ”
       ชุนหิ้วหาบเดินออกไปตักน้ำ เขาตั้งใจจะใช้แรงกายช่วยงานพรานมีกับนวลให้มากที่สุดเพื่อทดแทนบุญคุณที่สองพ่อลูกช่วยชีวิตเขาไว้ นวลงอนๆ
       “ดูชุนสิพ่อ...”
       นวลมองอย่างปลื้มใจในตัวชุน พรานมียืนดูอยู่ยิ้มๆ แล้วแอบครุ่นคิดหวั่นใจเกรงว่าลูกสาวจะมีใจให้ชุน
      
       เฟื่องเดินขึ้นเรือนมา ตามมาด้วยอุ่นกับทับทิม เฟื่องเดินมาหยุด ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง อุ่นมองๆแล้วถามอย่างสงสัย
       “เป็นอะไรไปรึเปล่าเจ้าคะคุณหนู ดูสีหน้าไม่ค่อยดีตั้งแต่ที่ตลาดแล้วนะเจ้าคะ”
       ทับทิมนิ่งคิด
       “เอ๊ะ...หรือว่าจะไม่สบาย”
       “ข้าปกติดี แต่กำลังสงสัยว่าข้ากำลังตาฝาดไป”
       อุ่นชะงัก
       “ตาฝาด...ตาฝาดอะไรเจ้าคะ”
       “พวกเอ็งจำคนขายผ้าได้มั๊ย คนที่เขาว่าตายตอนร้านขายผ้าถูกไฟไหม้น่ะ”
       “จำได้สิเจ้าคะ น่ากลัวมากเลย ตายอย่างนั้น...ตายทรมานจริง” อุ่นบอกอย่างสลด
       “วันนี้ข้าเห็นเขา” เฟื่องบอกอย่างมั่นใจ
       อุ่นกับทับทิมตกใจ กระโดดเข้าหากัน
       “คุณหนูเห็นผี” อุ่นเสียงสั่น
       “ผีอะไรจะโผล่มากลางวันแสกๆ”
       ทับทิมแย้งอย่างหวาดๆ
       “แต่เขาตายไปแล้ว จริงๆด้วยเจ้าคะคุณหนูต้องตาฝาดแน่ๆเลยเจ้าค่ะ”
       เฟื่องรับฟังที่ทุกคนยืนยัน แล้วหันมาคิดบ่นทบทวนเรื่องราวกับตัวเอง
       “งั้นข้าก็คงตาฝาดจริงๆ”
       เฟื่องหน้าเครียดเมื่อคิดว่าชุนตายไปแล้ว แต่เธอกลับตาฝาดมองเห็นเขาอยู่
      
       ค่ำนั้น...ชุนล้วงหยิบกำไลข้อมือออกมาจากใต้หมอนขึ้นมาดู เขามองกำไลด้วยรอยยิ้มมีความสุขคิดถึงเฟื่อง
       “ข้าอยากเจอเจ้าเหลือเกิน...แม่หญิงของข้า...”
       ชุนมองกำไลอมยิ้มอยู่คนเดียวแล้วเอนตัวพิงข้างฝาหลับตาพริ้มคิดถึงเฟื่อง นวลเดินถือผ้าผ่านมาเห็นชุนที่หลับตาพริ้ม นวลหยุดมอง ชุนเพ้อๆ
       “ถึงจะเจอกันไม่นานแต่ข้าก็หลงรักเจ้าเหลือเกิน...”
       นวลตกใจที่ได้ยินชุนพูดคิดว่าเป็นตัวเอง แอบเขินหน้าแดงอยู่ตรงมุมหนึ่ง พรานมีแอบมองดูลูกสาวที่แอบยืนยิ้มเขินๆอยู่คนเดียว พรานมีชะโงกมองตามที่ลูกสาวมองเห็นชุนนั่งอยู่ พรานมีพอจะเข้าใจอาการของลูกสาวดีแอบถอนใจเป็นห่วงแกล้งกระแอมเบาๆ
       นวลหันมาเห็นพ่อที่กำลังไออยู่ รีบเดินหลบเข้าบ้านไปด้วยอาการเก้ๆกังๆ พรานมีมองตามลูกสาวแล้วเดินเลี่ยงไป ชุนลืมตามองดูกำไลในมืออีกครั้ง พร้อมกับรำพึง
       “เจ้าจะคิดถึงข้าเหมือนที่ข้าคิดถึงเจ้าไหมนะ”
      
       เฟื่องนอนหลับอยู่ในห้อนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง เธอฝันไปว่าตัวเองกำลังอยู่ในที่แปลกตา ดูไม่คุ้นตา มืดและหนาว เฟื่องมองทางโน้นทางนี้ไปรอบๆ อย่างตกใจ พอหันกลับมาที่เดิมก็เห็นผู้ชายยืนหันหลังอยู่ เธอเดินอ้อมไปข้างหน้าจึงพบว่าเป็นชุนจริงๆก็ดีใจ
       “ชุน...ชุนจริงด้วย เจ้าหายไปไหนมา”
       ชุนไม่ตอบ มองเฟื่องหน้าเศร้าแล้วค่อยๆเลื่อนตัวไกลออกไป เฟื่องพยายามจะวิ่งตาม แต่ตามไม่ทัน เธอวิ่งตามจนสะดุดหกล้ม
       “ชุน...อย่าเพิ่งไป...”
       เฟื่องตกใจตื่น...เริ่มเชื่อแล้วว่าชุนตายไปแล้วจริงๆ เธอเริ่มน้ำตาซึม...
      
       ชุนเดินออกมานอกบ้านเห็นพรานมีนั่งอยู่ที่แคร่
       “ยังไม่นอนอีกรึลุง”
       พรานมีหันมาทางชุนยิ้มๆ
       “ข้านอนไม่หลับน่ะ นั่งสิชุน ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเอ็งอยู่เหมือนกัน”
       ชุนหน้าตาสงสัย ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆพรานมี
       “มีอะไรเหรอลุง”
       พรานมีมองหน้าชุนแล้วตัดสินใจพูด
       “เอ็งรู้สึกอย่างไรกับนวล”
       “ข้าก็...รู้สึกดีกับนวลนะ นวลดูแลข้าดีมาก ในชีวิตนี้...ไม่เคยมีใครดูแลข้าอย่างนี้มาก่อนเลย”
       “แล้วเอ็งรู้สึกดีกับนวล มากพอที่จะดูแลมันไปตลอดชีวิตมั๊ยชุน”
       ชุนสบตาพรานมีนิ่ง เข้าใจ
       “นวลอายุยังน้อย ยังมีโอกาสได้เจอผู้คนดีๆอีกมากนัก คนอย่างข้ามันแค่เจ๊กขายผ้าตกยาก ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีอะไรเลยนอกจากชีวิต ข้าไม่คู่ควรกับนวลหรอกลุง”
       พรานมีไม่โกรธ
       “ถ้าอย่างนั้น เอ็งจงไปจากที่นี่เสียไปเสียก่อนที่เอ็งจะทำให้ แก้วตาดวงใจของข้า มันต้องเสียใจไปมากกว่านี้...”
       ชายสองวัยมองหน้ากันอย่างวัดใจกัน
      
       วันใหม่...เฟื่องเดินมาพบว่าศรีเรือนกับเหล่าบ่าว เตรียมของกินในถ้วยชามกันอย่างโกลาหล ก็แปลกใจ
       “นั่นแม่จะเอาสำรับคาวหวานไปเรือนไหนหรือจ๊ะ”
       พระยาอารักษ์หันมาบอกลูกสาว
       “จะเรือนไหนได้เล่าลูกเฟื่อง ก็เรือนพ่อพันน่ะสิ พ่อพันเขาตกบันได แข้งขาเกือบหัก นอนเจ็บอยู่ที่เรือน ไปไหนไม่ได้ เจ้าเป็นคู่หมายกับเขา ก็สมควรจะไปเยี่ยมเยียนให้เขาเห็นน้ำใจกันบ้าง”
       เฟื่องนิ่งไปทันที อุ่นกับทับทิมที่ช่วยศรีเรือนกับสร้อยจัดของอยู่ แอบเหลือบมามองอย่างเห็นใจนายมาก เพราะรู้ว่าเฟื่องไม่ชอบพัน ศรีเรือนหันมาบอกเฟื่อง
       “แม่เฟื่องไปแต่งตัวให้สวยๆงามๆเถอะลูก ประเดี๋ยวแม่จัดของเสร็จแล้ว เราจะได้ไปกัน นังอุ่น นังทับทิม ไปดูช่วยลูกข้าแต่งตัวไป”
       อุ่นกับทับทิมรับคำ
       “เจ้าค่ะ”
       เฟื่องจำใจเดินกลับไปที่ห้อง อุ่นกับทับทิมตามไปด้วย ศรีเรือนมองตามเฟื่องไป จังหวะนั้นพระยาอารักษ์กับสร้อยหันมาสบตากัน สร้อยเสก้มหลบตาลงต่ำอย่างเอียงอาย แต่ศรีเรือนไม่รู้เรื่องเลย
       “นังสร้อย...ประเดี๋ยวเอ็งไปกะเกณฑ์บ่าวไพร่ข้างล่างมาช่วยกันยกของ”
       พระยาอารักษ์หันมาถาม
       “จะเอานังสร้อยไปด้วยรึ”
       ศรีเรือนชะงัก
       “ก็แน่ละสิเจ้าคะคุณพี่ คุณพี่มีอะไรรึเจ้าคะ”
       “ข้าเห็นมันไม่ค่อยสบาย แม่ศรีเรือนเอาบ่าวไพร่คนอื่นตามไปรับใช้แทนไม่ดีกว่ารึ”
       ศรีเรือนมองสร้อย
       “อ้าว..นังสร้อย เอ็งไม่สบายรึ ทำไมข้าไม่รู้”
       สร้อยอ้อมแอ้มตอบ
       “ก็บ่าว...ไม่กล้าบอกคุณหญิง...”
       “เออๆ งั้นเอ็งก็ไม่ต้องไป ให้คนอื่นมันไปแทน ส่วนเอ็งก็นอนพักให้หายป่วยก่อน”
       สร้อยยกมือไหว้ศรีเรือน
       “ขอบพระคุณเจ้าค่ะคุณหญิง”
       ศรีเรือนหันมาบอกกับพระยาอารักษ์
       “อิฉันไปแต่งตัวก่อนนะเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์พยักหน้ารับแล้วหันไปมองสร้อยที่เสก้มหน้าทำเอียงอาย แต่แอบยิ้มชอบใจ
      
       ชุนก้มกราบพรานมีอยู่อย่างสำนึกในบุญคุณ พรานมียืนมองดูชุนด้วยสายตาเศร้าๆแต่พยายามข่มอารมณ์นิ่งไว้ ชุนพนมมือ
       “บุญคุณที่ลุงกับนวลช่วยชีวิตข้าออกมาจากกองไฟ ข้าจะไม่มีวันลืมเลย และวันใดหากข้ามีโอกาสจะทดแทนบุญคุณนี้ได้ ข้าจะไม่รีรอเลย”
       “เออๆ ขอบใจๆ ข้าก็ขอให้เอ็งโชคดี อย่ามีภัยอันตรายอะไรอีกเลยนะ และข้าก็เชื่อว่าคนกตัญญูอย่างเอ็ง สักวันจะต้องได้ดี ข้าเชื่ออย่างนั้น”
       ชุนไหว้พรานมีอีกที
       “ข้าไปละนะ”
       พรานมีพยักหน้ารับ ชุนลุกขึ้นแล้วเดินออกไปเงียบๆ พรานมีมองตามจนชุนที่เดินออกไปจนลับตา
      
       เฟื่องนั่งหน้าตาเซ็งอยู่ในห้อง บ่นให้อุ่นกับทับทิมฟัง
       “ข้าไม่อยากไปเรือนพี่พัน”
       อุ่นเข้าใจ
       “บ่าวรู้เจ้าค่ะ”
       ทับทิมถอนใจ
       “แต่จะทำอย่างไรได้เล่าเจ้าคะ ในเมื่อเป็นคำสั่งของท่านเจ้าคุณ”
       เฟื่องหรี่เสียงลง
       “แต่เอ็งสองคนก็รู้...พี่พันไม่ใช่คนดี และข้าก็สงสัย ว่าที่ร้านผ้าของชุนไฟไหม้...และทำให้ชุนต้องตาย เป็นฝีมือพี่พัน”
       อุ่นขัดขึ้น
       “อาจจะไม่ใช่ก็ได้นะเจ้าคะคุณหนู”
       ทับทิมเสริม
       “นั่นสิเจ้าคะ สร้อยของคุณพันที่คุณหนูพบที่ซากร้านผ้า บางทีคุณพัน อาจจะทำตก ตั้งแต่วันที่คุณพันไปที่นั่นกับคุณหนูก็ได้นี่เจ้าคะ”
       เฟื่องค้อน
       “เอ็งสองคนอย่ามาทำพูดปลอบใจข้าไปหน่อยเลย ข้ารู้เอ็งสองคนก็สงสัยพี่พันไม่ต่างไปจากข้าหรอก จริงมั๊ย”
       อุ่นกับทับทิมพยักหน้าหงึก
       “จริงเจ้าค่ะ”
      
       เฟื่องถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม
        


  


       นวลยกสำรับอาหารออกมาวางที่แคร่หน้าบ้านใบหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี พรานมีเดินกลับเข้ามาจากหาของป่าใบหน้าเศร้าๆนิ่งๆ นวลหันไปเห็น
      
       “อ้าวพ่อ...ทำไมกลับมาเร็วจัง...ข้ายังจัดสำรับไม่เสร็จเลย”
       พรานมีมองที่อาหารในสำรับ
       “นี่ก็เสร็จแล้วไม่ใช่รึ”
       นวลยิ้มเขินๆ
       “ยังจ้ะพ่อ ยังมีอีกเผื่อชุนจะไม่ถูกปาก”
       พรานมีมองนวลอึ้งไป นวลหันมองหาชุนตามที่พ่อเดินมาแต่ไม่เห็นเขาออกมาสักที
       “แล้วชุนล่ะพ่อ”
       พรานมีจำใจตอบ
       “มันไปแล้ว”
       นวลอึ้งๆงงๆ
       “ชุนไปไหนรึ”
       พรานมีหน้าจริงจัง
       “มันไปจากที่นี่แล้ว”
       นวลตกใจแทบช้อค
       “ไม่จริง...พ่อหลอกข้าใช่ไหม...ชุน...ชุน เจ้าอยู่ไหน...ออกมาเถอะ...ชุน”
       นวลเดินมองหารอบๆบ้านด้วยความร้อนใจ พรานมีเข้ามาจับตัวลูกสาวไว้
       “พอเถอะนังนวลเอ๋ย...ต่อให้เจ้าร้องเรียกเท่าใดมันก็ไม่กลับมาหรอก...ปล่อยให้มันไปตามทางของมันเถอะนวล”
       นวลเจ็บแปลบที่ใจยืนนิ่งตัวชาไป
       “ถ้าชุนจะไป ทำไมชุนไปบอกข้าสักคำ ทำไม...”
       นวลหันมามองพ่อ พอเห็นหน้าพ่อนิ่งสงบ เธอก็รู้ทันทีว่าพ่อกับชุนคงคุยกันเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวน้ำตาไหลเงียบๆ
       “ถ้าเอ็งกับมันมีบุญวาสนาต่อกัน สักวันก็ต้องได้กลับมาเจอกันอีก แต่ถ้าเอ็งกับมันไม่ใช่เนื้อคู่กัน จะวันนี้หรือวันไหน ก็ย่อมต้องแคล้วคลาดจากกันอยู่ดี...”
       นวลอึ้งเงียบไปแล้วน้ำตาซึมออกมา
      
       เฟื่อง ศรีเรือนและเหล่าบ่าว พร้อมจะออกไปเรือนพันแล้ว พระยาอารักษ์ยืนส่ง
       “อิฉันไปนะเจ้าคะคุณพี่...”
       พระยาอารักษ์พยักหน้ารับ ศรีเรือน เฟื่องและเหล่าบ่าว เริ่มเคลื่อนขบวนไปเรือนพัน พระยาอารักษ์ยืนส่งจนไปไกล แล้วจึงหันมามองสร้อย
       “นังสร้อย ประเดี๋ยวเอ็งตามไปบีบนวดหลังให้ข้าในห้องที ข้าเมื่อยหลังจริง”
       สร้อยเสก้มหน้าตอบอ้อมแอ้ม แต่รู้อยู่แล้วว่าพระยาอารักษ์มีวัตถุประสงค์อะไร
       “เจ้าค่ะ...”
       พระยาอารักษ์เดินนำไป สร้อยตาม
      
       พระยาอารักษ์เดินนำสร้อยมาที่ห้องแล้วให้สร้อยเข้าห้องไปก่อน พอสร้อยเข้าห้องไปแล้ว พระยาอารักษ์ก็เหลียวซ้ายแลขวาดูว่ามีใครเห็นหรือไม่ว่าเขาพาสร้อยเข้าห้องแต่เมื่อไม่เห็นใคร พระยาอารักษ์ก็เข้าห้องแล้วปิดประตูไป
      
       ขบวนของเฟื่องเดินนำโดยศรีเรือน ตรงไปที่เรือนพัน อีกด้านชุนเดินเข้าเมืองมา แต่แล้วคณะของเฟื่องก็เดินเลี้ยวมุมไปแล้วชุนจึงเดินมาถึง ชุนกับเฟื่องจึงมิได้เห็นกัน ชุนเดินไปอีกทาง ส่วนนวลเพิ่งวิ่งตามมาถึง หอบหยุดดูก็ไม่เห็นชุนแล้ว นวลเศร้าไม่รู้จะเจอชุนอีกรึเปล่า
      
       ชุนมาที่ท่าเรือเห็นที่ท่าผู้คนเดินกันขวักไขว่มีคนแบกกระสอบ แบกข้าวของหนักขึ้น - ลงเรือสินค้ากันมากมาย ชุน มองดูผู้คนที่ทำงานหนักเหล่านั้นอย่างครุ่นคิด
      
       เฟื่องกับคณะ เดินมาถึงทางเข้าอาณาบริเวณเรือนพันทันใดนั้นก็มีลมพัดอู้ขึ้นมา อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คณะของเฟื่องทั้งหมดถูกลมพัดจนทุกคนต้องก้มหน้าหลบลมกันชั่วขณะ ทันใดนั้นวิญญาณเดือน ก็พุ่งเข้ามาหาเฟื่องโดยที่ไม่มีใครทันสังเกต
       “คุณหนู”
       เฟื่องเอามือบังลม พยายามลืมตาขึ้น แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นหน้าเดือนลอยอยู่ตรงหน้า
       “เดือน”
       เดือนพูดอย่างรวดเร็ว
       “อย่ายอมแต่งงานกับคุณพันมันนะเจ้าคะคุณหนู มันเป็นคนเลว มันเป็นต้นเหตุที่ทำให้บ่าวต้องตาย”
       พูดจบเดือนก็วูบหายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับลมที่พัดอู้อยู่ก็สงบลงอย่างฉับพลัน จนทุกคนในขบวน พากันแปลกใจไปตามๆกัน ศรีเรือนหันไปมองเฟื่องอย่างเป็นห่วงลูก สายตาของศรีเรือน เห็นเฟื่องสีหน้าผิดปกติไป
       “ลูกเฟื่อง...เป็นอะไรรึเปล่าลูก”
       “เปล่าจ้ะแม่ ลูกไม่ได้เป็นอะไร แค่ฝุ่นเข้าตานิดหน่อยเท่านั้นเอง”
       “เอ้า...งั้นรีบขึ้นเรือนพ่อพันเถอะ ประเดี๋ยวกับข้าวกับปลาที่เตรียมมา จะชืดเสียหมด”
       ศรีเรือนเดินนำไป เฟื่องยังมองเหลียวหน้าเหลียวหลัง สายตาของเฟื่องเห็นเดือนยืนอยู่ใต้ร่มไม้ไกลๆ ยิ้มเศร้าๆให้แล้วจางหายไป เฟื่องชะงักเดิน อุ่นกับทับทิมรีบเข้ามาหา พลางเหลียวไปมองตามสายตาของเฟื่องบ้าง อุ่นกับทับทิมไม่เห็นเดือน เห็นแต่ต้นไม้เป็นปกติดีทุกประการ
       “มีอะไรรึเจ้าคะคุณหนู” อุ่นถามอย่างสงสัย
       เฟื่องกระซิบตอบ
       “ข้าเห็นเดือน...”
       ทับทิมหน้าตาตื่นขึ้นมาทันที
       “นังเดือนน่ะรึเจ้าคะ”
       เฟื่องจุ๊ปากทันที
       “ชู่...เบาๆสิ ข้าไม่อยากให้คนอื่นตกใจ”
       ทับทิมเหลียวมองรอบตัว หน้าตาเลิ่กลั่กกลัวๆ
       “แล้วตอนนี้นังเดือนมันอยู่ตรงไหนรึเจ้าคะ”
       “ไม่อยู่แล้ว”
       “แล้วมันมาหาคุณหนูทำไมเจ้าคะ แล้วทำไมมันมาหาคุณหนูถึงที่นี่” อุ่นถามอย่างไม่เข้าใจ
       เฟื่องตัดบท
       “อย่าเพิ่งถามมากความเลยอุ่น กลับถึงเรือนเรา ข้าค่อยเล่าให้ฟัง”
       พูดจบเฟื่องก็รีบเดินตามศรีเรือนเข้าเขตเรือนของพันไปทันที อุ่นกับทับทิมเหลียวมองไปรอบๆอย่างหวาดกลัวว่าเดือนจะปรากฏร่างให้เห็น สองนางรีบเขยิบมาเดินตัวติดกันแล้ววิ่งเร็วจี๋ตามขบวนเข้าเขตเรือนพันไป
      
       พันกำลังหัวเราะร่าอย่างมีความสุข
       “กระผมต้องขอขอบคุณ...คุณอา กับแม่เฟื่องมากที่อุตส่าห์มาเยี่ยม คนป่วยถึงเรือนเห็นทีกระผมคงหายป่วยเร็วกว่าที่คาดแน่นอนขอรับ”
       “แล้วนี่พ่อพันไปทำอีท่าไหนรึ ถึงได้ตกบันไดขาแข้งแทบจะหักอย่างนี้น่ะ”
       พันนิ่งไปนิด
       “อ๋อ...วันนั้นพวกบ่าวมันขัดบันไดเรือนนะขอรับคุณอา กระผมก็ไม่ทันระวัง เลยลื่นพลัดตกบันไดไป”
       “ต่อไปพ่อพันก็ต้องระวังตัวให้มากหน่อยนะจ๊ะ รู้มั๊ยว่าแม่เฟื่องเขาเป็นห่วงพ่อพันมาก รบเร้าให้อาพามาเยี่ยม”
       พันยิ้มให้เฟื่อง
       “ดีใจจริงที่แม่เฟื่องเป็นห่วงพี่...”
       พันมองเฟื่อง ตาหยาดเยิ้ม เฟื่องทนมองหน้าพันไม่ไหวเมินหน้าหนี ด้วงกลับตีความเป็นอย่างอื่น
       “แน่ะ พ่อพันเอ๊ย...พูดอะไรให้น้องอาย จนต้องเมินหน้าแก้เก้ออย่างนั้นเลย”
       พันหัวเราะชอบใจศรีเรือนกับด้วงพลอยหัวเราะตาม เฟื่องจึงก้มหน้าสะกดอารมณ์เกลียดชังพันอย่างเต็มที่ อุ่นกับทับทิมแอบมองอย่างเข้าใจอารมณ์นายหญิงของตน ศรีเรือนบอกเฟื่อง
       “ลูกเฟื่องดูแลสำรับให้พ่อพันเขาสิ กินเสียแต่ยังร้อน จะได้ไม่ชืด ให้เสียรสชาติอาหาร”
       เฟื่องจำใจจัดสำรับปรนนิบัติให้พันกิน พันกินอย่างสำราญมาก ศรีเรือนกับด้วงมองอย่างชอบใจ
      
       ชุนสมัครทำงานที่ท่าเรือ เขาแบกกระสอบอยู่ด้วยความอดทน นายจ้างยืนมองดูชุนที่หนักเอาเบาสู้อยู่อย่างพอใจ
      
       นวลกลับมาที่กระท่อมเดินเข้าไปช่วยพ่อตากเนื้อสัตว์อยู่อย่างใจเลื่อนลอย พรานมีมองดูอาการของลูกสาวแล้วก็ลอบถอนใจ กลุ้มใจ แต่ก็ยังเชื่อว่าตัดไฟเสียแต่ต้นลมดีกว่า
      
       พันกินเสร็จก็หันไปพูดกับศรีเรือน
       “รสมือคนเรือนท่านเจ้าคุณอารักษ์นี่ยอดเยี่ยมมากเลยขอรับคุณอา”
       ศรีเรือนยิ้มชอบใจ
       “นี่อายังเสียดายนะที่ลูกเฟื่องไม่ได้ลงครัวเอง ไม่เช่นนั้นพ่อพันคงเจริญอาหารยิ่งกว่านี้แน่”
       ด้วงแปลกใจ
       “อ้าว...ทำไมหลานเฟื่องถึงไม่ลงครัวเองล่ะแม่ศรีเรือน”
       “คือว่าลูกเฟื่องยังอยู่ในอาการเศร้าเสียใจน่ะค่ะคุณพี่ บ่าวที่เคยเล่นกันมาแต่เล็กแต่น้อยเพิ่งถูกคนร้ายฆ่าตายไป จนป่านนี้ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้เลยนะสิคะ”
       ด้วงตกใจ
       “ตายจริง...มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นด้วยรึ อย่างนี้ก็ต้องถือว่าบ่าวคนนั้นมันตายโหงน่ะสิแม่ศรีเรือน ว๊าย...ผีตายโหงน่ะน่ากลัวจะตายไป”
       เฟื่องจงใจพูดแดกดันใส่พัน
       “คุณป้าไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ” เฟื่องมองพันนิ่งๆ “คนที่ควรจะกลัวน่าจะเป็นคนที่ทำให้ นังเดือนมันตายมากกว่าค่ะ”
      
       เฟื่องมองพันนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น พันไม่สบายใจขึ้นมาทันที
        

       ขบวนของเฟื่องเดินลงจากเรือนไป โดยมีด้วงเดินตามไปส่ง พันมองตามหลังเฟื่องไปอย่างสงสัย เพียรกับสิงห์มองหน้านายแล้วก็อดสงสัยไม่ได้
      
       “มีอะไรหรือขอรับนาย” เพียรถาม
       “เอ็งไม่ได้ยินที่แม่เฟื่องพูดกับข้ารึ”
       “เรื่องนังเดือนน่ะรึขอรับ” สิงห์ถามขึ้นบ้าง
       “ก็ใช่น่ะสิ ทำไมแม่เฟื่องถึงพูดจาแปลกๆเหมือนจะรู้เรื่องนังเดือน มันตายเพราะอะไร”
       เพียรแย้ง
       “แต่แม่หญิงเฟื่องไม่น่าจะรู้นะขอรับ คงเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า”
       “ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ ไม่อย่างนั้น แม่เฟื่องคงไม่ยอมแต่งงานกับข้าแน่”
       พันถอนใจกังวล
      
       สร้อยนอนอยู่บนเตียง พระยาอารักษ์ยังลูบไล้เนื้อตัวสร้อยเล่นอย่างชอบใจ สร้อยเริ่มอ้อน
       “บ่าวเป็นเมียท่านเจ้าคุณเช่นนี้แล้ว บ่าวก็หวังว่าท่านเจ้าคุณจะเมตตาบ่าวตลอดไปนะเจ้าคะ”
       “แน่นอนสิ เอ็งเป็นเมียข้า ข้าก็ต้องเลี้ยงดูเอ็งให้สมกับที่เอ็งเป็นเมีย”
       สร้อยยิ้มร่า
       “จริงนะเจ้าคะ”
       “จริงสิ”
       พระยาอารักษ์ซุกไซ้ซอกคออีก สร้อยก็ยินยอมแต่โดยดีแล้วจู่ๆพระยาอารักษ์ก็ชะงักไป
       “เสียงแม่ศรีเรือนกลับมาแล้ว เอ็งกลับเรือนเอ็งไปก่อนไป๊นังสร้อย”
       “ก็ไหนท่านเจ้าคุณว่าจะเลี้ยงดูบ่าวให้สมกับเป็นเมียไงเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์ไม่สนใจ ตวาดไล่
       “ไป”
       สร้อยกลัว ไม่กล้าหือพระยาอารักษ์ รีบแต่งตัวแล้วลนลานลงจากเตียง พระยาอารักษ์ก็ลุกขึ้นแต่งตัวเช่นกัน
      
       ศรีเรือนเดินคุยกับเฟื่องขึ้นเรือนมา
       “แม่ละสงสัยจริง...ทำไมลูกเฟื่องถึงได้พูดจาอะไรแปลกๆกับพ่อพันเขาอย่างนั้น พูดอย่างกับว่าพ่อพันเขารู้เห็นเป็นใจกับการตายของนังเดือนยังงั้นแหละ”
       “ก็ถ้าเขารู้ แม่ยังอยากจะให้ลูกแต่งงานกับเขาอยู่มั๊ยละคะ”
       ศรีเรือนเสียงไม่พอใจ
       “ฮื้อ...คนอย่างพ่อพัน จะไปรู้เรื่องใครฆ่าใครตายได้ยังไง ลูกเฟื่องก็มองพี่เขาในแง่ร้ายเกินไป”
       เฟื่องกับศรีเรือน เดินขึ้นมาบนเรือนพอดี ศรีเรือนมองไปที่ห้องพระยาอารักษ์อย่างไม่ทันคิดอะไร
       เห็นสร้อยผลุบออกจากห้องพระยาอารักษ์แล้ววิ่งลงหลังเรือนไปอย่างเงียบเชียบ และรวดเร็วแต่เห็นไม่ถนัดนัก ศรีเรือนขมวดคิ้วทันที เฟื่องเห็นสีหน้าแม่ก็สงสัย
       “มีอะไรรึคะแม่”
       ศรีเรือนไม่ตอบ ยังคงมองไปที่ห้องพระยาอารักษ์อยู่ เฟื่องมองตามเห็นพระยาอารักษ์แต่งตัวเรียบร้อยเดินออกมาจากห้อง และตรงเข้ามาหาสองแม่ลูกทันที
       “ไปเยี่ยมพ่อพันกันมา เป็นยังไงบ้าง”
       “คุณพี่นอนกลางวันรึคะนั่น อิฉันเห็นคุณพี่เพิ่งออกมาจากในห้อง”
       “ใช่ ข้านอนกลางวัน” พระยาอารักษ์เปลี่ยนเรื่องอย่างไม่สนใจ “แล้วเรื่องพ่อพันว่าอย่างไรเล่า ข้าถาม ไม่ยักตอบ”
       “คุณพี่ด้วงบอกว่า ขาพ่อพัน...เดือนหน้าก็น่าจะหายดีเจ้าค่ะ เมื่อหายดีแล้ว คุณพี่ด้วงก็จะยกขันหมากมาสู่ขอแม่เฟื่องเลย ไม่เสียเวลาทาบทามละ”
       เฟื่องตะลึง
      
       ค่ำคืนนั้น เฟื่องนอนตะแคงหันหลังให้อุ่นกับทับทิมที่นอนเฝ้าอยู่หน้าเตียง แต่มีเสียงถอนใจดังมาจากเฟื่อง เป็นระยะๆ สองบ่าวนอนมองตากันปริบๆ แล้วก็เกี่ยงกันว่า...ใครจะเป็นคนไปถามเฟื่องดี ในที่สุดก็เป็นอุ่น...อุ่นค่อยๆชะโงกหน้าไปมองดูเฟื่องเห็นนอนลืมตามองออกไปนอกหน้าต่างสีหน้าเป็นทุกข์อย่างยิ่ง น้ำตาไหลลงหมอนเป็นทาง อุ่นถามเบาๆ
       “คุณหนูไม่อยากแต่งงานกับคุณพันใช่มั๊ยเจ้าคะ”
       ทับทิมตามเข้ามาฟังด้วย
       “พวกเอ็งก็รู้ พี่พันไม่ใช่คนดี มีข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับตัวเขามาเข้าหูข้ามากมาย ข้าก็ยังพอจะทำใจว่ามันอาจจะเป็นเรื่องของคนที่พูดกันมากความไป แต่ตอนที่ข้าพบสร้อยของเขาที่ร้านผ้าของชุน” เฟื่องหน้าสลดลงเมื่อคิดว่าชุนคงตายแล้วจริงๆ “ข้าก็เริ่มคิดแล้วว่าเรื่องไฟไหม้ที่ร้านนั่น อาจจะเป็นฝีมือของพี่พัน แล้วยิ่งวันนี้เดือนมาเตือนข้าอีก...”
       ขาดคำเฟื่อง อุ่นกับทับทิมก็โดดเข้ากอดกันด้วยความกลัวผีเดือนจับใจ อุ่นพูดเสียงสั่น
       “ตกลง...นังเดือน...มัน...มันมาหาคุณหนูจริงๆเหรอเจ้าคะ”
       เฟื่องพยักหน้า
       “ที่หน้าเรือนพี่พันนั่นแหละ”
       ทับทิมหวาดกลัว
       “แล้วมันมาบอกอะไรคุณหนูเจ้าคะ”
       “มันมาบอกข้าว่าพี่พันเป็นต้นเหตุที่ทำให้มันต้องตาย”
       อุ่นกับทับทิมร้องอ๊าย พร้อมกันเมื่อฟังจบหน้าตาหวาดกลัวผีเดือน เฟื่องหน้าตาจริงจังขึ้น
       “ข้าเชื่อว่า...คนตายย่อมไม่โกหก และคนอย่างพี่พัน.ก็ไม่เคยพูดความจริง ข้าถึงไม่อยากแต่งงานกับเขา”
       อุ่นเซ็ง
       “แต่จะทำยังไงได้เล่าเจ้าคะคุณหนู ในเมื่อคุณหนูเกิดเป็นลูกผู้หญิง พ่อแม่บอกให้ทำอะไร ก็ต้องทำ” ทับทิมเสริม
       “บอกให้แต่งกับคุณพัน คุณหนูก็ต้องแต่ง หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”
       เฟื่องถอนใจกลัดกลุ้ม หาทางออกในเรื่องพันไม่เจอเอาเสียเลย
      
       นวลนอนถอนใจ นอนไม่หลับ เสียใจเรื่องชุนจากไปไม่ล่ำลา ทางด้านชุนล้มตัวลงนอนบนที่นอน อย่างอ่อนล้ามากเพราะทำงานหนักมาทั้งวัน เพื่อนคนงานที่นอนอยู่ด้วยกันหันมามองแล้วชวนคุย
       “เอ็งชื่อชุนใช่มั๊ย”
       ชุนพยักหน้า
       “เป็นคนบ้านไหนรึ”
       “ข้าตามนายมาจากเมืองจีน มาค้าขายผ้าอยู่ที่ตลาดโน่น แต่ตอนนี้ร้านข้าถูกไฟไหม้ ข้าก็เลยต้องมารับจ้างแบกหามเช่นนี้เลี้ยงตัวแทน”
       “อ้อ...ข้าได้ยินมาเหมือนกันว่าเมื่อหลายวันก่อน ไฟไหม้ร้านขายผ้า ที่ท้ายตลาดโน่นเห็นเขาว่า...มีคนตายด้วยไม่ใช่รึ ใครตายล่ะ”
       ชุนนิ่งไม่ตอบเพราะไม่อยากพูดมากไป กลัวมีภัย เพื่อนเลยเข้าใจผิด
       “นายเอ็งตายรึ โธ่เอ๊ย...อุตส่าห์ลำบากมาจากเมืองจีน มาถึงนี่ แต่กลับต้องมาตายพลัดถิ่น น่าเวทนาแท้ แล้วนี่เอ็งเหลือใครมั๊ยเล่า”
       ชุนไม่ตอบอีกสีหน้าเหม่อคิดไปไกล คิดถึงเฟื่อง
      
       วันใหม่...เฟื่องนั่งเหม่อ เซ็งชีวิตที่ถูกพ่อแม่ขีดเส้นให้เดิน อุ่นกับทับทิมนั่งเช็ดเครื่องเงินอยู่ใกล้ๆ ศรีเรือนเดินเข้ามามองหาสร้อยแต่ไม่เห็น
       “นังอุ่น นังทับทิม พวกเอ็งเห็นนังสร้อยกันบ้างรึเปล่า”
       อุ่นกับทับทิมตอบพร้อมกัน
       “ไม่เห็นเจ้าค่ะ”
       “ใครสักคนไปตามหาตัวมันมาให้ทีสิ”
       อุ่นกับทับทิมมองตากันแล้วทับทิมก็เกี่ยงให้อุ่นเป็นคนไป กระซิบบอกอุ่น
       “ข้ากับมันเพิ่งตบกันมาหยกๆ ปากข้ายังกินน้ำพริกไม่ได้อยู่เลย ข้าไม่อยากเห็นหน้ามัน เอ็งไปสิ”
       อุ่นจำใจ
       “ก็ได้”
       อุ่นออกไป เฟื่องยังนั่งเหม่ออยู่ ไม่สนใจว่าใครจะพูดหรือทำอะไรกัน ศรีเรือนมองอย่างกลุ้มๆ
      
       สร้อยนั่งกินอย่างสำราญใจอยู่ในโรงครัว อุ่นเดินเข้ามา
       “มาอยู่นี่เองนังสร้อย คุณหญิงให้หาแน่ะ”
       สร้อยไม่สนใจ
       “ข้าไม่ไป”
       อุ่นหน้าเหวอไปเลย
       “อ้าว ไงล่ะเนี่ย”
       นายเบี้ยเอ็ดเสียงดัง
       “นังสร้อย...เอ็งเป็นบ่าวเขานะโว๊ย นายเรียกหา เอ็งจะไม่ไปได้ไง”
       สร้อยเชิด
       “ใครว่าข้าเป็นบ่าวกันล่ะนายเบี้ย ตอนนี้ข้าไม่ใช่บ่าวแล้ว”
       นายเบี้ยประชดโดยไม่ทันคิดอะไร
       “ไม่ใช่บ่าวแล้วเอ็งจะเป็นอะไร เป็นคุณหญิงงั้นเรอะ”
       สร้อยยังคงนั่งกินอะไรต่อไปทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ทุกคนในที่นั้นเริ่มชะงัก นายเบี้ยเริ่มเดาอะไรได้
       “อย่าบอกนะว่าเอ็ง...”
       สร้อยหันมายิ้มเย้ยนายเบี้ย ทุกคนในที่นั้นหน้าเหวอไปเลย โดยเฉพาะอุ่น
      
       อุ่นคลานกลับเข้ามา ศรีเรือนถามทันที
       “เจอตัวนังสร้อยมั๊ย มันอยู่ที่ไหน ทำไมไม่ขึ้นมารับใช้ข้า”
       อุ่นอึกอัก
       “เอ่อ...อ่า...นังสร้อยมันป่วยเจ้าค่ะ” อุ่นรีบเปลี่ยนเรื่อง “คุณหญิงมีอะไรจะใช้ มันรึเจ้าคะ ใช้บ่าวแทนก็ได้เจ้าค่ะ”
       “ท่านเจ้าคุณสั่งให้ข้าเข้าวัง ให้ไปช่วยหม่อมเยื้อนทำพระประทีปถวาย”
       “งั้นบ่าวไปแทนนังสร้อยมันเองเจ้าค่ะ”
       “ไม่ต้อง...อยู่ดูแลลูกสาวข้าไปเถอะ ข้าไปกับคนอื่นก็ได้”
       ศรีเรือนออกไป ทับทิมรีบคว้าตัวอุ่นมาถามทันที
       “นังสร้อยมันไม่ได้ไม่สบายหรอก...ใช่มั๊ยนังอุ่น”
       อุ่นเม้มปากแน่น ไม่ยอมตอบ ทับทิมขู่เข็ญ
       “บอกข้ามาซะดีๆนังอุ่น ไม่งั้นข้าจะไปจุดธูปเรียกผีนังเดือน ผีไอ้เม่น ให้มันมาหลอกเอ็ง”
       อุ่นหันไปมองเฟื่อง ไม่อยากให้เฟื่องรู้ เลยดึงตัวทับทิมออกไปยืนคุยกันที่มุมบ้าน
       “เออ...บอกก็ได้ นังสร้อยมันไม่ได้ป่วยหรอก แต่มันกำลังกำแหงหาญ ไม่ขึ้นมารับใช้คุณหญิง เพราะมันกับท่านเจ้าคุณ....”
       อุ่นป้องปากกระซิบที่ข้างหูทับทิมแทน ทับทิมร้อง ฮ้า อุ่นรีบเอามือปิดปากทับทิมทันทีแล้วชะโงกหน้าไปดูเฟื่องกลัวว่าจะได้ยิน แต่เมื่อเห็นว่าเฟื่องยังนั่งเหม่อซึมอยู่ก็ค่อยสบายใจ ศรีเรือน ยืนหลบมุมฟังอยู่ที่มุมหนึ่งของเรือนโดยที่อุ่นกับทับทิมไม่รู้เรื่อง ศรีเรือนรีบเอามือปิดปากไม่ให้เสียงร้องไห้เล็ดลอดออกมาแล้วทันใดนั้นพระยาอารักษ์ก็เดินเข้ามาจากอีกทางหนึ่ง ในที่นั้นไม่มีใครเห็นศรีเรือน เฟื่องหันมารับพ่อ
       “ลูกเฟื่อง...คืนนี้เป็นคืนลอยประทีป เจ้าไม่คิดจะออกไปลอยประทีปกับเขาบ้างรึ”
       เฟื่องซึมๆ
       “ไม่เจ้าค่ะ”
       พระยาอารักษ์คะยั้นคะยอ
       “ไปเถอะ พ่ออยากให้เจ้าได้ออกไปเที่ยวเล่นหาความสำราญบ้าง อยู่แต่เหย้าเฝ้าแต่เรือนมาหลายวันแล้วนี่”
       เฟื่องรับคำอย่างจำใจ
       “เจ้าค่ะ”
       พระยาอารักษ์ยิ้ม ศรีเรือนที่ยืนแอบฟังอยู่ตลอด
       “คุณพี่นะคุณพี่ ไล่ลูกเมียให้ออกจากเรือนไปหมด คงคิดจะเรียกอีสร้อย มันขึ้นมารับใช้คืนนี้ล่ะสิ อีสร้อย เอ็งกินบนเรือน ขี้รดบนหลังคาแท้ๆเทียว”
      
       ศรีเรือนเจ็บใจมาก


  


       พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นบนท้องว่า ยืนยันว่าเป็นคืนเดือนเพ็ญ...บรรยากาศริมแม่น้ำ ผู้คนเดินกันขวักไขว่ เฟื่องเดินถือกระทงมาหน้าตาซึมเศร้า อุ่นกับทับทิมเดินตามหลัง ต่างมีกระทงในมือคนละใบ ทั้งสองกระซิบคุยกัน
      
       “พนันกับข้าไหมล่ะนังทับทิม ว่าที่จู่ๆท่านเจ้าคุณใจดี อนุญาตให้พวกเรา กับคุณหนูออกมาเที่ยวงานลอยประทีป แล้วยังให้อัฐมาด้วยอย่างนี้ ข้าว่าท่านเจ้าคุณมีแผน เพราะคืนนี้คุณหญิงก็เข้าไปค้างในวังด้วย”
       ทับทิมโพล่งออกมา
       “นังสร้อย”
       อุ่นพยักหน้าหงึก ทับทิมส่ายหน้าเบ้ปาก
       “เอามันลงได้ไง้ นังสร้อยมันมีอะไรดีวะ”
      
       ผู้คนต่างทยอยเดินถือกระทงเข้ามาที่ริมตลิ่ง นวลเดินถือกระทงแทรกผู้คนเข้ามาในงานมองหาชุนด้วยความหวังว่าจะได้เจอเขาในงานคืนนี้ นวลเดินถือกระทงมองหาชุนอยู่นานแต่ไม่มีวี่แวว มองกระทงในมืออย่างเศร้าใจ
      
       สร้อยอยู่ในเรือนทาส...หยิบตลับยาบางอย่างขึ้นมาจบมือพนมแล้วท่องคาถาพึมพำอยู่สักครู่
       ก็เปิดตลับยานั้นป้ายเอาขี้ผึ้งออกมาแล้วเอามือล้วงลงไปในผ้านุ่งแล้วหลับตาท่องคาถาพึมพำต่อ
       “ขอให้ท่านเจ้าคุณรัก ท่านเจ้าคุณหลง...” สร้อยลืมตาขึ้น “กูจะต้องได้เป็นคุณหญิง”
      
       เฟื่องและสองบ่าวเดินมาที่ริมแม่น้ำ แล้วลอยกระทงออกไป กระทงของเฟื่องลอยไปตามแม่น้ำอย่างอ้อยอิ่ง เฟื่องมองตามกระทงไปอย่างเหม่อๆ แล้วไม่มองตามไปอีก...ริมตลิ่งฝั่งเดียวกันชุนกับเพื่อนคนงานนั่งลอยกระทงอยู่ด้วยกัน ชุนลอยกระทงอย่างเก้ๆกังๆเพื่อนอธิบายให้ฟัง
       “การลอยประทีปนี่เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทย เป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่เราใช้น้ำดื่ม กิน และชำระล้างสิ่งสกปรกมาตลอดทั้งปี เราถือว่าพระแม่คงคาเป็นผู้มีบุญคุณกับเรา”
       ชุนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
       “คนจีนเราก็สั่งสอนกันมาว่าเราต้องสำนึกในบุญคุณ ของผู้มีพระคุณกับเราเสมอ และมีโอกาสเมื่อใดก็ต้องตอบแทน”
       ชุนกับเพื่อนลอยกระทงไป ชุนมองตามกระทงไป...กระทงของชุนลอยไปติดกับกระทงของเฟื่องแล้วลอยไปคู่กัน เพื่อนแซว
       “กระทงเอ็งลอยไปติดกระทงสาวที่ไหนเข้าแล้วสิ รึว่าเอ็งจะพบเนื้อคู่ห๊าชุน”
       นวลเดินถือกระทงมาใกล้กับที่กลุ่มของชุนที่นั่งอยู่ได้ยินเสียงกลุ่มเพื่อนเรียกชือชุน รีบหันมอง นวลยิ้มดีใจที่เห็นเขาอีกครั้ง
       “เจ้ามางานลอยประทีปจริงๆด้วย”
       นวลมองกระทงในมือแล้วอมยิ้มก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้กว่าเดิม เพื่อนชุนชะเง้อมองหาเจ้าของกระทง ชุนมองตามบ้าง ชุนเห็นคู่หญิงชายกำลังลอยกระทงอยู่แล้วคู่นั้นก็ลุกขึ้นจึงเผยให้เห็นเฟื่องกำลังมองดูกระทงตัวเองที่ลอยไปเกี่ยวกับกระทงอีกอันด้วยแววตาเศร้าสร้อย ชุนตะลึงนิ่งงันไปชั่วขณะ
       “แม่หญิงเฟื่อง...”
       เฟื่องหันหน้ามองที่มาของเสียง เธอหน้าตาตะลึงเช่นเดียวกันและดีใจที่เห็นว่าชุนยังมีชีวิตอยู่ นวลเดินเข้ามาใกล้สีหน้านวลเศร้าลงทันทีกับภาพที่เห็นตรงหน้า เฟื่องวิ่งเข้ามาจับมือชุนเขย่าอย่างดีใจสุดขีดด้วยความลืมตัว น้ำตาเต็มตา
       “ชุน...ชุนจริงๆด้วย เจ้ายังไม่ตาย”
       เฟื่องกับชุนมองตากัน หน้าทั้งสองดีใจอย่างสุดจะบรรยาย นวลยืนตะลึงมองทั้งคู่นิ่งมือที่ถือกระทงอยู่อ่อนแรงลงทันทีกระทงในมือล่วงลงพื้น น้ำตาเธอไหลลงมาด้วยความเสียใจอย่างที่สุด
      
       เฟื่องกับชุนนั่งคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้ริมแม่น้ำ ต่างฝ่ายต่างมีสีหน้าดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง
       “ข้าคิดว่าเจ้าตายไปแล้วเมื่อครั้งที่ไฟไหม้ร้านผ้าของเจ้า”
       “ข้าก็เกือบจะตายไปแล้วจริง หากไม่มีพ่อลูกคู่หนึ่งมาช่วยข้าออกจากกองเพลิงและพาไปรักษาตัวที่บ้านของเขาจนข้าหายดี”
       เฟื่องเห็นแผลชุนที่มือ
       “เจ้าบาดเจ็บ”
       ชุนเอามือหลบ
       “ขอข้าดูแผลหน่อย”
       ชุนตัดสินใจโชว์แผลที่ถูกไฟไหม้ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ตามเนื้อตัวให้ดู เฟื่องหน้าเครียด
       “แล้ว..ไฟไหม้ร้านผ้าของเจ้าได้ยังไง”
       ชุนอึกอัก เฟื่องเข้าใจได้ทันทีเขารู้
      
       อุ่นกับทับทิมที่ยืนคอยดูต้นทางให้เฟื่องกับชุนได้คุยกันตามลำพังอยู่อย่างกระวนกระวาย สองนางชะเง้อมอง อุ่นกับทับทิมเห็นเฟื่องกับชุนกำลังคุยกันอยู่อย่างสนิทสนม อยู่ไกลๆ สองนางสีหน้ากังวล อุ่นไม่สบายใจ
       “นี่ถ้าใครรู้ว่าเราปล่อยให้คุณหนูคุยกับผู้ชายพายเรือตามลำพังสองต่อสองละก็ มีหวังเอ็งกับข้าได้ถูกท่านเจ้าคุณตอกเล็บ บีบขมับ ไม่ก็ถูกเฆี่ยนหลังขาดแน่ๆเลย”
       “เอ็งอย่าพูดสิ ข้ายิ่งใจคอไม่ดีอยู่ด้วย”
       สองนางสีหน้าไม่ดี แล้วทับทิมก็ชะงักเมื่อมองเห็นอะไรบางอย่าง
       “นังอุ่น นังอุ่น นั่นไอ้สิงห์ กับไอ้เพียร บ่าวคุณพันใช่มั๊ยน่ะ”
       อุ่นมองตามทับทิมชี้ไปเห็นเพียรกับสิงห์กำลังเดินไปแถวที่เฟื่องกับชุนกำลังนั่งคุยกันอยู่ อุ่นตาโต
       “ว๊าย...ใช่จริงๆด้วยละเอ็ง แล้วนี่ถ้าไอ้สองคนนั่นมันเห็นคุณหนูกับนายชุนนั่งคุยกันละก็ เอ็งกับข้า...”
       อุ่นไม่พูดต่อ หันมาจ้องตากับทับทิม สองนางสีหน้าตื่นกลัวพอๆกัน
      
       เฟื่องกับชุนยังคงนั่งคุยกันอยู่
       “พี่พันใช่มั๊ยที่เป็นคนเผาร้านผ้าของเจ้า”
       ชุนตกใจที่เธอรู้แต่ไม่อยากพูด
       “เออ...”
       “บอกข้ามาเถอะ ข้าเจอสร้อยคอของพี่พันตกอยู่ที่ซากร้านของเจ้า”
       “แม่หญิงอย่าบอกเรื่องที่เจอข้ากับนายท่านนะ”
       “ข้าไม่บอกหรอก ข้าไม่อยากให้พี่พันรู้ด้วยซ้ำว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เพราะข้าไม่อยากให้เจ้ามีอันตรายอีก เจ้ารอดตายมาได้ก็ดีแล้ว แล้วเวลานี้เจ้าอยู่ที่ไหน”
       “ข้ารับจ้างทั่วไปแถวท่าเรือ ก็เลยพักอาศัยเรือนคนงานแถวนั้นแม่หญิง รอเวลาจนกว่าเถ้าแก่...นายของข้า จะกลับมาจากไปขนสินค้าจากเมืองจีน เอาเข้ามาขายที่นี่”
       “เจ้าต้องเจ็บตัวเกือบตายและต้องมาลำบาก ทั้งหมดเพราะข้าเป็นต้นเหตุ”
       “อย่างคิดเยี่ยงนี้แม่หญิง ข้ารอดตายและได้เจอแม่หญิงอีกครั้ง...ข้าก็ดีใจแล้ว”
       เฟื่องดีใจที่ชุนพูดแบบนี้เพราะเธอก็ดีใจที่ได้เจอชุนอีก
      
       สิงห์กับเพียรเดินคุยกันอีกด้านหนึ่ง
       “เอ็งเห็นอกตูมๆของอีบัวมั๊ย แหม๊”
       สิงห์ทำมือขนาดอกผู้หญิงแล้วหัวเราะชอบใจ เพียรพลอยหัวเราะไปด้วย แล้วชะงักเมื่อมองไปที่ใต้ต้นไม้
       “เฮ้ย...ไอ้สิงห์ มึงดูโน่นสิ นั่นแม่หญิงเฟื่องใช่มั๊ย”
       สิงห์มองไป
       “เออ...ใช่...ใช่แม่หญิงเฟื่องจริงๆด้วย กำลังนั่งคุยอยู่กับผู้ชายที่ไหนวะ หน้าคุ้นๆ...หน้าเหมือน…”
       แล้วเพียรกับสิงห์ก็หันมามองหน้ากัน
       “ไอ้เจ๊กขายผ้า”
       สองหนุ่มตาตื่นขึ้นมาทันที เพียรแปลกใจ
       “ก็...ก็มันตายไปแล้วนี่”
       “ถ้ามันตาย มันจะมานั่งคุยกับแม่หญิงเฟื่องได้หรือ”
       สองหนุ่มหันไปเขม้นตามองเฟื่องกับชุนอีกครั้ง เพียรครุ่นคิด
       “หรือว่า...มันจะไม่ตาย”
       สองหนุ่มหันมามองหน้ากันสงสัยจัด แล้วพากันเดินพรวดตรงไปที่เฟื่องกับชุนทันที
      
       เฟื่องกับชุนยังคงนั่งคุยกัน
       “เจ้ารู้ไหม ข้ารอวันรอคืนขอให้ได้พบเจ้าอีกสักครั้ง ขออย่าให้เจ้าตายและวันนี้มันก็เป็นจริง”
       “ข้าเป็นเพียงคนขายแรงงานต่ำต้อย ไม่นึกว่าแม่หญิงจะเป็นห่วง”
       “ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าต่ำต้อย เจ้าช่วยชีวิตข้ามาสองครั้งสองครา แล้วยังช่วยชีวิตเด็กนั่นอีก เจ้าสูงค่ากว่าคนชั้นสูงบางคนอีก เจ้าคือผู้มีพระคุณของข้า”
       ชุนตกใจ
       “แม่หญิง”
       “ต่อไปเจ้าห้ามเรียกข้าแม่หญิง ต้องเรียกชื่อข้าด้วย ลองพูดเรียกข้าใหม่สิ”
       ชุนเขินๆ
       “งั้นเรียก คุณหนูเฟื่อง นะขอรับ”
       เฟื่องยิ้มพอใจแต่ก็เริ่มได้ยินเสียงคนเข้ามา น่าจะเป็นอุ่น ทับทิมเลยรีบถาม
       “เราสองคนจะได้พบกันอีกเมื่อใด ข้ากลัวว่าถ้าต้องแยกจากวันนี้จะไม่ได้พบเจ้าอีก”
       ยังไม่ทันที่เฟื่องและชุนจะพูดอะไรต่อ อุ่นก็พรวดพราดเข้ามา แล้วดึงมือเฟื่องให้ออกวิ่งทันที
       “ไปเร็วๆเจ้าค่ะคุณหนู ไอ้สิงห์กับไอ้เพียรมันกำลังมาทางนี้”
       เฟื่องกับชุนสีหน้าตกใจ อุ่นดึงมือเฟื่องวิ่งไปเลย เฟื่องรีบหันมาตะโกนบอกชุน
       “พรุ่งนี้เที่ยง เจ้ามาพบข้าที่นี่นะ”
       อีกมุมสิงห์กับเพียรวิ่งเข้ามาใกล้ถึงแต่ยังไม่ทันถึง ทับทิมก็วิ่งเข้าชนสิงห์กับเพียรเสียก่อน ทั้งสามระเนระนาดกันไป
       “โอ๊ย”
       สิงห์โมโห
       “อะไรของเอ็งวะอีทับทิม เอ็งมาวิ่งชนพวกข้าทำไม”
       “ข้าตั้งใจจะวิ่งชนพวกเอ็งที่ไหนกันล่ะ ข้ากำลังวิ่งเล่นซ่อนแอบกับนังอุ่นต่างหาก”
       สิงห์กับเพียรทำหน้าฮึดฮัดโมโหแล้วเลิกสนใจทับทิม รีบวิ่งตรงไปยังจุดที่เฟื่องกับชุนเคยนั่งคุยกันอยู่ แต่ก็ไม่พบใครแล้ว สิงห์กับเพียรอารมณ์เสีย ที่วิ่งมาไม่ทัน เลยไม่เจอใคร ทั้งสองหันกลับ ไปมองที่ทับทิม ปรากฏว่าทับทิมก็หายไปแล้วเช่นกัน สิงห์กับเพียรมองหน้ากันอย่างสงสัยจัด เพียรเจ็บใจ
       “ฮึ่ย”
       สิงห์คิดๆ
       “สงสัยจะเป็นไอ้เจ๊กขายผ้าจริงๆ มันรอดตายได้ยังไงเนี่ย”
       “รีบกลับไปบอกนายดีกว่า”
       สิงห์กับเพียรรีบวิ่งออกไป ที่พุ่มไม้ในมุมมืดไม่ห่างนัก
      
       ชุนแอบซุ่มอยู่และมองตามสิงห์กับเพียรไปอย่างเงียบกริบ เขากังวลใจมาก
      

       จบตอนที่  3
ตอนที่ 4
      
       พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่น แต่มีหมู่เมฆบัง พันผุดลุกพรวดขึ้น เอ็ดตะโรลั่นด้วยความเจ็บใจ
      
       “ไอ้เจ๊กนั่นมันยังไม่ตาย...เป็นไปได้ยังไงวะ”
       เพียรกับสิงห์รีบชู่ว...ปากเตือนให้พันหรี่เสียงลงทันที เพียรหวาดๆ
       “เบาหน่อยขอรับนาย ประเดี๋ยวใครมาได้ยินเข้า เราสามคนมีหวังได้เข้าไปกินข้าวแดงในคุกกันแน่ๆ”
       “เอ็งแน่ใจนะว่าเอ็งสองคนตาไม่ฝาดน่ะ”
       สิงห์ไม่มั่นใจ
       “เอ่อ...กระผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่หรอกขอรับ เพราะตรงนั้นมันก็มืดๆอยู่มาก”
       เพียรกังวล
       “แต่ถ้าไอ้เจ๊กนั่นมันไม่ตาย และมันได้คุยกับแม่หญิงเฟื่องจริงๆ มันก็อาจจะบอกเรื่องที่ว่า...ร้านมันไฟไหม้ได้ยังไงนะขอรับ”
       พันหน้านิ่งขึงไปทันที
       “ถ้าเช่นนั้น...ข้าจะไปดักรอแม่เฟื่องที่เรือน ข้าร้อนใจอยากรู้ความเต็มทีแล้ว”
       พันจะลุกไป สิงห์รีบห้าม
       “เดี๋ยวก่อนขอรับ เพลานี้เห็นที่จะไม่เหมาะนะขอรับ แล้วอีกอย่าง...” สิงห์มองซ้ายมองขวาหวาดๆ “ที่เรือนนั้น...เอ่อ...เอ่อ...มี...ผ...ผ”
       พันตวาดใส่
       “มีอะไรของเอ็งวะ”
       เพียรตอบแทนแบบกลัวๆ
       “ก็...มี...ผี...นังเดือนน่ะสิขอรับ กระผมว่ารุ่งสางเราค่อยไปถามความจากแม่หญิงเฟื่องก็ได้นะขอรับ”
       สิงห์รีบพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยกับที่เพียรพูด พันมองจ้องทั้งสองคนทั้งสองคนก้มหน้าหลบตา
       ครุ่นคิดเจ็บใจ
       “อีผีนั่นมันจะตามจองล้างจองผลาญกูจนตายเลยรึไง ผีก็อยู่ส่วนผีสิวะ”
       พันโมโหปัดของตรงโต๊ะล่วงลงที่พื้น แคร้ง สิงห์กับเพียรมองของที่หล่นที่พื้นแล้วเหลือบมองมาที่พัน
       แต่ทั้งสิงห์และเพียรกับต้องตกใจจนตาเหลือกเมื่อเห็นผีนังเดือนหน้าเน่าเฟะยืนหน้าถมึงอยู่หลังพัน ทั้งสองคนหงายหลังด้วยความกลัว ช้อคจนพูดไม่เป็นภาษา
       “...ผ...ผ...ผ...อี...”
       พันงงว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นสองคนตะเกียดตะกายจะวิ่งหนีแต่ลุกก้าวไม่ออกได้แต่นั่งถัดๆถอยล่นหนี พันขยับเข้าใกล้ เดือนก็เลื่อนตามมา
       “พวกมึงเกิดบ้าอะไรกันขึ้นมา ห๊ะ...ไอ้สิงห์ ไอ้เพียร”
       เพียรพยายามบอกพัน
       “ข้าง...ข้าง...หลังนายย...มี...ผี”
       ทันทีที่เพียรพูดจบ พันหันขวับมองด้านหลังแต่ไม่เห็นเดือนแล้ว พันมองหาไม่เห็นมีอะไรแต่พอหันกลับมาเจอหน้าเดือนอยู่ตรงหน้าเข้าอย่างจัง พันตาเบิกโพลงผงะถอยหลัง
       “อีเดือน...ไอ้สิงห์ไอ้เพียรช่วยกูด้วย...ไอ้...”
       สิงห์กับเพียรนอนช้อคหมดสติอยู่กับพื้น พันลนลานกลัวตายหน้าตาของเดือนอาฆาตมาดร้าย
       “มึง...ตาย”
       เดือนคำรามลั่น พุ่งมือตรงเข้าที่คอของพัน เขาช้อคไปทันที แต่ทันทีที่มือของเดือนถึงตัวพันแสงวาบจากสร้อยพระที่พันใส่อยู่ ก็พุ่งเข้าใส่ร่างของเดือน
       “อ๊าย” ผีเดือนกรีดร้อง
       ผีเดือนถูกพลังจากแสงของสร้อยพระผลักออกไปจากพันอย่างแรง ด้วยความเจ็บปวด
       พันตกใจล้มลงกับพื้นรีบจับที่พระตัวสั่นสวดมนต์ผิดๆถูกๆด้วยความกลัว
      
       ด้วยแรงพระพุทธคุณ เดือนถูกเหวี่ยงลงมาที่พื้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด เดือนเงยหน้าขึ้นมาแววตาอาฆาต
       “ไอ้คนชั่ว...”
       เดือนเจ็บใจสีหน้าแฝงไปด้วยแรงแค้นเมื่อมองไปยังบ้านพัน
       “กูจะฆ่ามึง”
       ลมพัดต้นไม้ใบไม้ปลิวว่อนท่านกลางเสียงกังวานของเดือน
      
       นวลนั่งเสียใจน้ำตาไหลอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน กระทงที่ดูพังๆวางอยู่ข้างๆ พรานมีเดินออกมาจากบ้านเห็นว่านวลกลับมาแล้ว
       “กลับมาแล้วทำไมไม่เข้าบ้านล่ะวะนังนวล”
       นวลนิ่งไม่ตอบ พรานมีเดินเข้ามาหา แปลกใจที่เห็นกระทงวางอยู่
       “อ้าว...ไหนเอ็งว่าไปงานลอยประทีปไงแล้วนี่มันอะไรล่ะ” พรานมีจับกระทงขึ้นมาดูเห็นพังๆ “เอ็งไม่ได้ไปลอยหรอกรึ”
       นวลนั่งน้ำตาไหลมองเหม่อไม่ตอบอะไรพ่อ พรานมีแปลกใจเป็นห่วงลงนั่งข้างๆลูกสาว
       “เกิดอะไรขึ้นกับเอ็งรึนังนวล เล่าให้ข้าฟังสิ ใครรังแกเจ้าทำไมถึงมานั่งน้ำตาตกอยู่ตรงนี้”
       นวลค่อยๆปาดน้ำตา
       “พ่อ...ฉันเจอชุน...ที่งานลอยประทีป...ชุนอยู่กับ...”
       พรานมีสงสัย
       “อยู่กับใครรึ”
       นวลเสียใจ
       “แม่หญิงจ้ะพ่อ...”
       นวลร้องไห้อีกครั้งเมื่อนึกถึงภาพที่เห็น พรานมีปลอบลูกสาว
       “ข้ารู้ว่าเอ็งเสียใจ...ที่เห็นเจ้าชุนมันอยู่กับแม่หญิงอื่น แต่ถ้าเอ็งเห็นว่าชุนมันมีความสุขเอ็งก็ควรจะยินดีกับมันไม่ใช่รึ ตัดใจซะเถอะ”
       พรานมีลูบหัวนวลเบาๆก่อนที่จะลุกออกไป นวลคิดคำที่พ่อพูดด้วยดวงตาที่ยังคลอด้วยน้ำตา นวลพยายามห้ามใจตามที่พ่อบอก
      
       สร้อยเดินขึ้นมาบนเรือน เหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นใคร ก็เดินตรงไปเคาะประตูหน้าห้องพระยาอารักษ์เบาๆ สร้อยเคาะเพียงนิดเดียว ประตูห้องเปิดออกทันทีเพราะพระยาอารักษ์รออยู่แล้ว แล้วก็ชะโงกหน้ามองสำรวจด้านนอก เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้น ก็รีบให้สร้อยเข้าห้องแล้วรีบปิดประตูทันที พระยาอารักษ์ปิดประตูไปได้ไม่นาน เฟื่องก็วิ่งขึ้นเรือนมา อุ่นกับทับทิมวิ่งตามหลังมาติดๆทั้งสามตรงไปที่ห้องเฟื่องทันที
      
       เฟื่องเข้าห้องมาก็พุ่งไปนั่งที่เตียง อุ่นกับทับทิมเข้าห้องตามมาก็รีบปิดประตูห้องอย่างรวดเร็ว
       “เกือบไปแล้วมั๊ยละเจ้าคะคุณหนู นี่ถ้าไอ้เพียรกับไอ้สิงห์มันเห็นคุณหนูอยู่กับนายชุนเข้าละก็ เกิดเรื่องใหญ่แน่ๆเจ้าค่ะ” อุ่นยังร้อนใจไม่หาย
       เฟื่องไม่สนใจ
       “แต่มันสองคนก็ไม่ได้เห็นนี่” เฟื่องเปลี่ยนเรื่องทันที น้ำเสียงตื่นเต้น “อุ่น ทับทิม ข้าดีใจจริงๆ...ชุนยังไม่ตาย”
       ทับทิมรับคำ
       “เจ้าค่ะๆ”
       “พรุ่งนี้ข้าจะออกไปพบเขาตามนัด”
       ทับทิมขัดขึ้น
       “จะดีรึเจ้าคะคุณหนู”
       “ดีสิ ทำไมถึงจะไม่ดีเล่า คนไม่ตาย พวกเอ็งไม่ดีใจหรอกรึ”
       เฟื่องไม่สนใจรอฟังคำตอบของอุ่นกับทับทิมแต่อย่างใด เพราะมัวแต่ดีใจที่ชุนยังไม่ตาย อุ่นกับทับทิมแอบมองหน้ากันอย่างกังวล ขณะที่เฟื่องมีความสุขเป็นที่สุด
      
       นวลเดินเข้ามาในมุมที่เคยเป็นที่พักของชุนลงนั่งตรงหมอนที่ชุนเคยหนุนนอน เธอเอามือลูบหมอนประหนึ่งว่าได้สัมผัสใบหน้าของเขา หญิงสาวน้ำตาคลอถึงคราวที่ต้องตัดใจ
       “ข้าควรจะยินดีกับเจ้าอย่างที่พ่อข้าบอกสินะ”
       นวลนิ่งไปสักพักก่อนที่จะสูดลมหายใจเพื่อเรียกความเข้มแข็งกลับมา เธอเก็บผ้าและของใช้ที่ชุนเคยใช้พับๆเก็บแล้วดึงหมอนขึ้นมาเพื่อเอาไปเก็บ กำไลหล่นจากหมอนลงพื้น นวลหันมองตามเสียงเห็นเป็นกำไลก็ประหลาดใจ เธอค่อยๆนั่งลงหยิบกำไลขึ้นมาดู
       “กำไล...”
       นวลนิ่งคิด นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาตอนที่เธอเห็นชุนนั่งมองกำไลอมยิ้มมีความสุข นวลเรียกเขา
       “เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
       ชุนตกใจ นวลก้าวเข้ามายืนด้านหลัง ชุนรีบเอากำไลลงแล้วหันมาเอากำไลแอบไว้ด้านหลังอย่างลุกลี้ลุกลน นวลมองสงสัย
       “จำเสียงข้าไม่ได้รึไง ทำไมต้องทำท่าตกใจขนาดนี้ด้วย”
       นวลนึกถึงตอนที่เห็นชุนมองกำไลอมยิ้มอยู่คนเดียวแล้วเอนตัวพิงข้างฝาหลับตาพริ้มคิดถึงแม่หญิงเฟื่อง นวลเดินถือผ้าผ่านมาเห็นเขาที่หลับตาพริ้ม เธอหยุดมอง ชุนเพ้อๆออกมา
       “ถึงจะเจอกันไม่นานแต่ข้าก็หลงรักเจ้าเหลือเกิน”
       นวลหลุดจากสิ่งที่คิดอึ้งๆรำพึงกับตัวเอง
       “เจ้าคงหมายถึงแม่หญิงผู้นั้นสินะ”
       นวลกำกำไลในมือด้วยความเสียใจ
      
       เช้าวันใหม่...สร้อยยังคงนอนหลับสบายอยู่บนเตียงพระยาอารักษ์เขย่าตัวปลุก
       “นังสร้อย...นังสร้อย”
       สร้อยรู้สึกตัวตื่นขึ้น
       “อืม...เช้าแล้วรึเจ้าคะ”
       “เอ็งกลับไปที่เรือนเอ็งได้แล้ว”
       สร้อยน้อยใจ
       “แหม...ท่านเจ้าคุณเจ้าขา...เวลาจะเรียกใช้จะสอยบ่าว ก็เร่งเร๊งเร่งให้บ่าวมา พอเลิกใช้ ก็ไล่บ่าวกลับอย่างกับหมูกับหมา ทำเหมือนบ่าวไม่ใช่เมียอย่างนั้นแหละเจ้าค่ะ”
       “เอ็งนอนอยู่กับข้าที่นี่แท้ๆ แล้วเอ็งจะไม่ใช่เมียข้าได้อย่างไร”
       สร้อยแกล้งอ้อน
       “บ่าวเป็นเมียท่านเจ้าคุณแล้ว แต่บ่าวก็ยังมีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ต่างอะไรไปจากทาสคนอื่นๆเลยนะเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์รู้ทัน ขยับตัวหันไปหยิบแหวนทับทิมวงเล็กๆวงหนึ่งเอามาใส่ให้ สร้อยตื่นเต้นดีใจ แต่เมื่อเห็นเครื่องประดับชิ้นนั้นถนัดตาก็หน้าม่อย
       “แค่นี้น่ะรึเจ้าคะกับความสาวของบ่าว”
       พยาอารักษ์ชักฉุน
       “เอ็งอย่าเพิ่งโลภมากไปหน่อยเลยน่านังสร้อย ถ้าเอ็งรับใช้ถูกใจข้า ข้าก็จะให้เอ็งอีก แต่เอ็งอย่าโลภ เข้าใจมั๊ย”
       สร้อยเห็นพระยาอารักษ์โมโหก็ชักกลัว
       “เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ”
       “เอ็งกลับเรือนเอ็งไปได้แล้ว ประเดี๋ยวแม่ศรีเรือนก็คงจะกลับมาแล้ว”
       “เจ้าค่ะ”
       สร้อยรีบลุกขึ้นแต่งตัวแล้วลงจากที่นอนไป หน้าตาสุดเซ็งที่พระยาอารักษ์ไม่ได้ปรนเปรอมากมายอย่างที่คาดหวัง สร้อยเม้มปากเจ็บใจ
      
       ศรีเรือนเดินกลับขึ้นเรือนมาแล้วชะงักเมื่อเห็นพระยาอารักษ์เดินออกมาจากห้องด้วยท่าทางอารมณ์ดีผิดปกติ
       “ทำไมเช้านี้...ดูคุณพี่อารมณ์ดีนักเจ้าคะ”
       “ที่ข้าอารมณ์ดี ก็เพราะแม่ศรีเรือนกลับมาเรือนเช้าวันนี้ไงเล่า”
       ศรีเรือนไม่เชื่อแต่ยิ้ม ไม่แสดงอาการออกแล้วหันไปสั่งบ่าวที่อยู่แถวนั้น แต่สายตาเหลือบมองที่พระยาอารักษ์เพื่อจับพิรุธ
       “เอ็งไปดูทีสิว่านังสร้อยมันหายป่วยรึยัง ถ้ามันหายแล้ว ก็เรียกมันขึ้นมาหาข้าที”
       บ่าวรับคำ
       “เจ้าค่ะ”
       บ่าวออกไป ศรีเรือนหันกลับมามองพระยาอารักษ์ที่ทำหน้าปกติมาก แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรกันต่อ บ่าวอีกคนก็เข้ามา
       “คุณพันมาขอพบเจ้าค่ะ”
       พระยาอารักษ์และศรีเรือนยิ้มร่าออกมาทันที
       “ไปตามลูกเฟื่องของข้าออกมาที”
      
       พระยาอารักษ์หันไปสั่งบ่าว


  


       เฟื่องไหว้พันอย่างเรียบร้อยแต่ไม่มองหน้า แต่พันยิ้มร่าเมื่อเห็นหน้าเฟื่องแล้วหันไปพูดกับพระยาอารักษ์และศรีเรือน
      
       “ที่กระผมมาหาคุณอาทั้งสองในวันนี้ ก็เพราะแม่ด้วงของกระผมไปได้ของดีมาจากพ่อค้าจีนขอรับ”
       พันแอบปรายตาจับสังเกตอาการของเฟื่องเมื่อพูดถึงพ่อค้าจีน เฟื่องมีอาการกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
       “ของดีที่ว่านั้นคืออะไรรึพ่อพัน” ศรีเรือนตื่นเต้น
       พันหันไปพยักหน้าให้สัญญาณเพียรกับสิงห์ ระหว่างนั้นสร้อยก็คลานเข้ามานั่งข้างๆศรีเรือนพอดี จึงทันเห็นว่าสิ่งที่สิงห์และเพียร เอามาเปิดห่อแผ่ออกตรงหน้าพระยาอารักษ์ และศรีเรือนนั้นคือเครื่องประดับทองคำหลากหลายรูปแบบ สร้อยตาโตด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้ศรีเรือน แต่ออกอาการมากกว่า ส่วนเฟื่องนั้นไม่สนใจเลย
       “ทอง”
       ศรีเรือนหันขวับไปมองสร้อย เห็นสร้อยจ้องของในห่อผ้าที่พันเอามาไม่วางตา ศรีเรือนมองอย่างไม่ชอบใจ
       “แม่ด้วงของกระผมเลือกซื้อหาเอาไว้หลายชิ้นนัก จึงเห็นว่าน่าจะแบ่งมาให้คุณอาศรีเรือนกับแม่เฟื่องบ้าง” พันยิ้มแย้มบอก
       ศรีเรือนเป็นปลื้ม
       “โอ๊ย...ต้องขอบใจพ่อพันกับพี่ด้วงจริงๆ ลูกเฟื่อง ไหว้ขอบคุณพี่เขาเสียสิลูก อย่าให้พี่เขาเสียน้ำใจ”
       เฟื่องก้มลงไหว้พันอีกครั้ง แต่ตลอดเวลาเฟื่องไม่มองหน้าพันเลย
       “พี่รู้มาว่าเมื่อคืนแม่เฟื่องออกไปลอยประทีปที่แม่น้ำรึ”
       เฟื่องพยักหน้า เพิ่งจะสบตากับพันเป็นครั้งแรกก็ตอนนี้เอง เฟื่องเริ่มสงสัยว่าเพียรกับสิงห์จะเห็นเธออยู่กับชุนเมื่อคืนแล้วเอาไปฟ้องพันรึเปล่า
       “แม่เฟื่องสนุกรึไม่”
       เฟื่องพยักหน้าอีก ชักใจคอไม่ดี
       พระยาอารักษ์ชักสงสัยเหมือนกัน
       “พ่อพันถามทำไมรึ”
       “มีคนมาเล่าให้กระผมฟังว่า เมื่อคืน หลังจากแม่เฟื่องลอยประทีปเสร็จก็เห็นแม่เฟื่องไปคุยอยู่กับหนุ่มที่ริมน้ำ”
       พระยาอารักษ์หันขวับมาถามเฟื่องทันที
       “จริงรึแม่เฟื่อง”
       เฟื่องตกใจจนพูดอะไรไม่ออก อุ่นกับทับทิมก็นั่งแทบไม่ติดเหมือนกัน พระยาอารักษ์ตะคอก
       “ว่าไง”
       เฟื่องตัดสินใจโกหก
       “ไม่จริงหรอกเจ้าค่ะเจ้าคุณพ่อ เมื่อคืนนี้พอลูกลอยประทีปเสร็จก็กลับเรือนเลย ไม่ได้พบเจอหรือพูดจากับใครเลยเจ้าค่ะ”
       “ถ้าเช่นนั้นไอ้คนที่มาบอกพี่มันคงเข้าใจผิดไปน่ะขอรับ คุณอา”
       ศรีเรือนตัดบท
       “ถ้าเป็นเรื่องเข้าใจผิดไปก็ช่างมันเถอะนะ พ่อพัน แต่ไหนๆพ่อก็มาเยี่ยมถึงเรือนชานนี่แล้ว ก็กินข้าวด้วยกันสักมื้อเถอะนะพ่อนะ”
       “ด้วยความยินดีขอรับคุณอา”
       พันยิ้มให้ศรีเรือนแล้วหันกลับมาจ้องตาเฟื่องอย่างจับพิรุธ เฟื่องก็จ้องตอบไม่หลบตาแต่สีหน้าไม่สบายใจเลย
      
       ชุนเอากระสอบใบสุดท้ายแบกมาวางไว้ แล้วถอนใจเฮือกด้วยความเหนื่อยอ่อน ยกมือขึ้นปาดเหงื่อแล้วแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าเพื่อกะเวลา เพื่อนเดินเข้ามาหา
       “เลิกงานแล้ว ไปกินข้าวกันเสียทีดีมั๊ยชุน”
       “วันนี้ไม่ละ ข้ามีธุระ”
       เพื่อนหัวเราะ
       “คนหาเช้ากินค่ำ ตัวคนเดียวอย่างเอ็ง มีธุระปะปังอะไรกับใครเขาด้วยรึวะ”
       ชุนไม่ตอบแต่เดินออกไปเลย เพื่อนมองตามแล้วส่ายหน้าไม่เข้าใจ
      
       ศรีเรือนเดินเอาห่อของกำนัลที่พันเอามาให้ ตรงมาที่กำปั่นเก็บของในห้อง
       “นังสร้อย เอ็งช่วยเปิดกำปั่นให้ข้าทีสิ”
       “เจ้าค่ะ”
       สร้อยจัดแจงเปิดกำปั่น ศรีเรือนเปิดห่อของกำนัลของพันออกดูอีกครั้ง สร้อยชะโงกหน้ามาร่วมดูด้วยสีหน้าตื่นเต้น ศรีเรือนหมั่นไส้รีบจัดแจงเอาห่อของกำนัลนั้นใส่เก็บลงในกำปั่น แล้วลั่นดาล หันมามองหน้าสร้อย เห็นยังมองกำปั่นสีหน้าตื่นเต้นค้างอยู่ พอสร้อยเห็นศรีเรือนมองมาก็รีบทำหน้าสงบเสงี่ยมขึ้นมาทันใด
      
       เฟื่องครุ่นคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอกพ่อ
       “ลูกว่า...ลูกไปช่วยนังอุ่นกับนังทับทิม จัดสำรับกับข้าวด้วยอีกแรงดีกว่าเจ้าค่ะ”
       เฟื่องขยับจะลุกตามอุ่นกับทับทิมไป พระยาอารักษ์ขัดขึ้น
       “ไม่ต้องหรอกลูกเฟื่อง อยู่คุยกับพี่เขาดีกว่า”
       “ประเดี๋ยวค่อยกลับมาคุยก็ได้เจ้าค่ะ แต่ลูกไปช่วยนังสองคนนั่นก่อนดีกว่า พี่พันจะได้ไม่ต้องรอสำรับนาน ประเดี๋ยวจะหิว”
       เฟื่องก็ลุกออกไปทางหลังเรือนเลย พันมองตาม ยังสงสัยเรื่องเฟื่องกับชุนไม่หายแล้วเรียกสิงห์มากระซิบสั่งความ
       “ไอ้สิงห์ เอ็งออกไปดักที่หน้าเรือนนี้ที”
       “ไปทำไมรึขอรับ”
       “ข้าสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง เอ็งไปดักดูที่หน้าเรือน ถ้าเอ็งเห็นบ่าวคนสนิทของแม่เฟื่องคนใดคนหนึ่งแล่นออกจากเรือนนี้ไป เอ็งจงตามมันไปอย่าให้คลาดกันได้เลยทีเดียว แล้วได้ความยังไงกลับไปบอกข้าที่เรือนเรา”
       “ขอรับ”
       สิงห์ออกไปทางหน้าเรือน
      
       อุ่นกับทับทิมเดินคุยกันมาตามทาง ด้วยความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง
       “นังทับทิมเอ๊ย คุณหนูเรานี่ใจกล้าแท้ กล้าโกหกท่านเจ้าคุณหน้าตาเฉยเลย นี่ถ้าท่านเจ้าคุณจับได้ว่าคุณหนูโกหกละก็ ลูกก็ลูกเถ๊อะ...มีหวังโดนเฆี่ยนหลังลายเหมือนกันแหละว๊า”
       “ใช่แต่คุณหนูจะโดนเฆี่ยนนะนังอุ่น เอ็งกับข้าก็มีหวังไม่รอดจากหวายเหมือนกัน โทษฐานที่รู้เห็นเป็นใจกับคุณหนูน่ะ” ทับทิมยกมือไหว้ท่วมหัว “ขออย่าให้ท่านเจ้าคุณจับได้เล้ย ซ้าธุ”
       เฟื่องพรวดพราดเข้ามาพูดแทรกกลางระหว่างสองบ่าวอย่างกะทันหัน สีหน้ากังวลอยู่เหมือนกัน “ก็ถ้าเอ็งสองคนไม่พูดออกไป เจ้าคุณพ่อก็ไม่มีทางรู้หรอก เพราะฉะนั้นถ้าเอ็งสองคนไม่อยากโดนหวายก็จงปิดปากเสียให้สนิท เข้าใจมั๊ย”
       อุ่นกับทับทิมละล่ำละลัก
       “เจ้าค่ะๆคุณหนู”
       “ทับทิม...”
       “เจ้าคะ”
       “เอ็งไม่ต้องไปจัดสำรับหรอก ประเดี๋ยวข้ากับนังอุ่นจะจัดเอง ส่วนเอ็ง รีบวิ่งไปตรงจุดที่ข้านัดพบกับนายชุนที บอกเขาว่าวันนี้ข้าคงจะไปพบเขาตามนัดไม่ได้เสียแล้วแต่วันพรุ่ง...ข้าจะไปตามเวลานัดเดิม”
       ทับทิมสีหน้ากล้าๆกลัวๆ เฟื่องจึงต้องสำทับ
       “ไปสิ”
       “เจ้าค่ะๆ”
       ทับทิมออกไป เฟื่องมองตามหน้าเครียด
      
       ทับทิมรีบเดินไปที่เฟื่องกับชุนนัดกันไว้อย่างรีบร้อน สิงห์ซึ่งมายืนดักรออยู่ พอเห็นทับทิมก็ตาโต
       “แหม๊...นายเรานี่สังหรณ์แม่นจริงๆ”
       สิงห์รีบเดินตามทับทิมไปอย่างเงียบๆ โดยที่ทับทิมไม่รู้ตัวเลย สิงห์ตามไปได้สักครู่และแล้วพอทับทิมเดินผ่านต้นมะม่วง ผลมะม่วงสุกก็หล่นลงบนไหล่ทับทิมดังตุ้บ
       “โอ๊ย”
       ทับทิมก้มลงมอง สิงห์รีบหลบเข้ามุมแล้วชะโงกหน้ามามอง ทับทิมเห็นผลมะม่วงสุกงอม มีร่องรอยกระรอกแทะแหว่งไปครึ่งลูกหล่นอยู่ที่พื้นก็บ่นโวยวาย
       “ดีนะเนี่ย ไม่ตกใส่หู ใส่หัวข้าน่ะ ไม่งั้นมีหวังได้หัวร้างข้างแตกกันบ้างหรอก”
       ทับทิมปัดรอยเปื้อนที่หัวไหล่ตน แล้วก็เลยเหลือบไปเห็นว่าสิงห์แอบสะกดรอยตามมา ทับทิมตาเหลือก
       “ไอ้สิงห์”
       ทับทิมคิดหาทางหนีจากสิงห์ แล้วพอดีหันไปเห็นชาวบ้าน 2 คนกำลังเดินมาทางนี้ ทับทิมตัดสินใจวิ่งเข้าไปหาชาวบ้าน 2 คนนั้นทันที สิงห์ชะเง้อมองตามสงสัยว่าทับทิมวิ่งไปหาชาวบ้านหน้าตาตื่นอย่างนั้นทำไม...ทับทิมวิ่งเข้าไปหาชาวบ้าน
       “ช่วยข้าด้วย...ช่วยข้าด้วย”
       ชาวบ้านตกใจ
       “มีอะไรรึ”
       “มีโจรตามมาจะปล้นข้า” ทับทิมหันไปชี้ไปทางสิงห์ “มันแอบอยู่ตรงโน่นแน่ะจ้ะ”
       สิงห์ได้ยินทับทิมบอกกับชาวบ้านอย่างนั้นก็ตกใจ ชาวบ้าน 2 คนนั้นเห็นสิงห์แว๊บๆซุ่มซ่อนอยู่ก็โมโห
       “หนอย...รอจะดักปล้นชาวบ้านเรอะ อย่างนี้มันต้องจับตัวไปส่งหลวง ให้หลวงเฆี่ยนเสียให้หลาบจำทีเดียวจะได้เลิกปล้นคนเสียที”
       สิงห์ได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจกลัว รีบวิ่งหนีไปชาวบ้าน 2 คนนั้นวิ่งไล่ตามไป ทับทิม มองตามแล้วยิ้มสะใจ แล้วรีบเดินต่อไปยังจุดนัดพบทันที
      
       ทับทิมวิ่งเข้ามาที่จุดนัดพบ แล้วเหลียวมองไปรอบๆ ไม่เห็นชุนทับทิมหน้าเหวอ
       “อ้าว...ไงล่ะเนี่ย”
       ทับทิมเหลียวหาชุนอีกรอบ แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อชุนมายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ทับทิมหลับตาปี๋ร้องวี๊ดว๊ายด้วยความตกใจ ชุนต้องจับตัวทับทิมเขย่าเรียกสติ
       “เจ้า...เจ้า”
       ทับทิมค่อยหรี่ตาขึ้นมามองชุน
       “เอ็งเองเรอะ”
       “ก็ข้าน่ะสิ ไม่เช่นนั้นจะเป็นใคร”
       “ก็ผีน่ะสิ ใครจะไปนึกเล่าว่าเจ้าจะโผล่เข้ามาข้างหลัง ไม่ให้สุ้มให้เสียงเช่นนี้”
       “ก็ข้ากลัวจะมีคนตามแม่หญิงเฟื่องมาน่ะสิ คนที่ข้าเคยพบเขาที่ร้านขายผ้าของข้า ก่อนที่จะไฟไหม้น่ะ”
       ทับทิมค่อยสงบลง
       “คุณพัน...”
       “คนนั้นแหละ ข้าจึงต้องซ่อนตัวเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีใครตามแม่หญิงเฟื่องมา...แล้วนี่แม่หญิงเฟื่องอยู่ที่ใดกันเล่า”
       ทับทิมทำหน้าเซ็ง
       “ไม่มา”
       ชุนผิดหวังอย่างแรง
       “อ้าว...ทำไมล่ะ”
       ทับทิมไม่ตอบ สีหน้าเซ็งสุดขีด
      
       พันกินข้าวเสร็จแล้ว จึงขอตัวลากลับ
       “กระผมเห็นทีจะต้องขอลากลับเรือนก่อนละขอรับ มารบกวนเวลาของคุณอาทั้งสอง และของแม่เฟื่องนานเกินไปแล้ว”
       พระยาอารักษ์ยิ้มแย้มบอก
       “โอ๊ย...รบกงรบกวนอะไรกัน เรามันคนกันเองกันแท้ๆ อีกไม่กี่วันก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกันอยู่แล้ว เรือนนี้ก็เหมือนเป็นเรือนของพ่อพันนั่นแหละ”
       พันยิ้มร่าชอบใจที่ว่าที่พ่อตาว่าที่แม่ยายต้อนรับดี หันไปมองเฟื่อง เฟื่องรีบไหว้ลาพันก่อนเลย พันหน้าเหวอ ต้องรีบรับไหว้แล้วหันมาไหว้ลาพระยาอารักษ์กับศรีเรือน
       “กระผมลาละขอรับ”
       พระยาอารักษ์กับศรีเรือนรับไหว้ พันลุกลงจากเรือนไป เพียรตาม เฟื่องลอบถอนหายใจโล่งอก แล้วชะเง้อไปมองทางหลังเรือนว่าทับทิมจะกลับมารึยัง อุ่นมองนายอย่างเข้าใจความคิด แต่พอพระยาอารักษ์หันมามองอย่างสงสัย
      
       เฟื่องก็รีบสำรวมอาการทันที

       พันถีบสิงห์เปรี้ยงกระเด็นไปติดฝาเรือน จุกเจ็บจนพูดไม่ออก พันเอ็ดตะโรใหญ่
      
       “กะอีแค่ให้ตามผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียว มึงยังทำไม่สำเร็จ แล้วมึงจะไปทำการใหญ่กว่านี้ได้ยังไง...หา ไอ้สิงห์”
       สิงห์ยังจุกพูดแทบไม่ออก
       “ก็กระผมไม่รู้นี่ขอรับว่านังทับทิมมันจะเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก กระผมก็กลัวชาวบ้านจะจับตัวได้ เลยต้องรีบวิ่งหนีมาก่อน”
       พันนิ่งคิดไป
       “การที่นังทับทิมมันทำอย่างนั้น ก็แสดงว่า มันไม่ต้องการให้มึงติดตามมัน มันไม่อยากให้มึงไปรู้ไปเห็นว่ามันจะไปทำอะไร หรือไปพบ ใคร”
       เพียรบอกอย่างมั่นใจ
       “และใครคนนั้น มันต้องเป็นไอ้เจ๊กขายผ้าแน่ๆเลย ขอรับนาย”
       “เออ...กูก็ว่าอย่างนั้นแหละ ไม่น่าเชื่อเลยว่า ไอ้เจ๊กขายผ้านั่นมันยังไม่ตาย และยังริมายุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงของกูอีก มันทำอย่างนี้ เท่ากับว่ามันหยามน้ำหน้ากู เพราะฉะนั้น ถึงมันจะรอดตายจากไฟไปได้ครั้งหนึ่ง แต่กูจะไม่ยอมให้มันรอดตายได้เป็นครั้งที่สองหรอกโว๊ย”
       พันชิงชังชุนเป็นอย่างยิ่ง
      
       เฟื่องเดินว้าวุ่นใจอยู่ในห้องด้วยความร้อนใจ อยากรู้เรื่องจากทับทิมว่าได้พบชุนหรือไม่ อุ่นได้แต่มองตามนายหญิงที่เดินกลับไปกลับมาจนเวียนหัว หน้าจะมืด สักครู่ก็มีเสียงเคาะประตูห้อง อุ่นขยับจะไปเปิด แต่เฟื่องเดินพรวดเดียวไปถึงประตูก่อนอุ่นเสียอีก เฟื่องเปิดประตูแล้วกลับพบว่าคนที่มาเคาะประตูเป็นสร้อย เฟื่องรีบสำรวมอาการทันที
       “มีอะไรรึนังสร้อย”
       “คุณหญิงให้บ่าวนำสิ่งนี้มาให้คุณหนูเจ้าค่ะ”
       สร้อยเอาของออกจากถุง พลางมองอย่างชื่นชม เป็นกำไลทองผสมหยก สวยแปลกตา
       “ของกำนัลที่คุณพันเอามาให้เมื่อกลางวันไงล่ะเจ้าคะ”
       เฟื่องไม่แม้แต่จะมองของในมือสร้อยเลยเพราะรังเกียจคนให้มา
       “เอ็งเอากลับไปคืนแม่ข้าทีเถอะไป๊ บอกว่าข้าไม่อยากได้ ถ้าแม่ชอบ ก็ให้แม่เก็บไว้ทั้งหมดนั่นแหละ”
       สร้อยหน้าเซ็งไปเลยที่เห็นเฟื่องไม่สนใจของที่พันให้มาเอาเสียเลย สร้อยค่อยๆเก็บของนั้นกลับใส่ในถุงผ้าอย่างบรรจง แล้วออกไป เฟื่องรีบปิดประตูแล้วถอนใจเบื่อๆ พูดกับอุ่น
       “อย่าว่าแต่กำไลทองผสมหยกอันนั้นเลย ต่อให้เป็นของมีค่ามากกว่านั้นร้อยเท่า พันเท่า ข้าก็ไม่อยากได้ เพราะมันเป็นของของคนเลว โอ๊ย...นังอุ่น นี่ข้าจะทำอย่างไรดี ถ้าข้าจะต้องแต่งงานกับพี่พันจริงๆ ชีวิตของข้า คงเหมือนตกนรกทั้งเป็นแน่ๆ”
       อุ่นส่ายหน้าเป็นทำนองว่าไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไงดี มีเสียงเคาะประตูอีกครั้ง เฟื่องรีบไปเปิดประตู พอเห็นว่าเป็นทับทิมก็ดึงตัวให้เข้ามาในห้องแล้วรีบปิดประตู ซักเอาความจากทับทิมทันที
       “พบนายชุนมั๊ย”
       ทับทิมพยักหน้า เฟื่องยิ้มร่าออกมาทันที หน้าตาเปลี่ยนไปจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง อุ่นกับทับทิมหันมามองหน้ากันหนักใจ รู้สึกว่าเรื่องมันจะยุ่งยากวุ่นวายมากขึ้นทุกทีๆแล้ว เฟื่องยิ้มฝันอย่างมีความสุขที่จะได้พบชุนอีกครั้งในวันพรุ่งนี้...
      
       พรานมีกำลังเตรียมอาวุธสำหรับล่าสัตว์อยู่อย่างวุ่นวาย นวลเดินทำงานอยู่ในบ้าน แล้วเดินมาดูพ่อ
       “แน่ใจนะว่าพ่อจะไม่ให้ข้าไปด้วยน่ะ”
       พรานมีส่ายหน้าแล้วพูดยิ้มๆ
       “พ่อยังไม่แก่ขนาดจะต้องให้ ลูกสาวไปช่วยล่าสัตว์หรอก”
       “แหม...ข้าก็ไม่ได้ว่าพ่อแก่สักหน่อย ข้าแค่เป็นห่วงพ่อเท่านั้นน่ะ...ก็เรามีกันแค่สองคนเท่านั้นนี่”
       นวลคิดถึงชุน พรานมีเข้าใจอารมณ์ลูก ลูบหัวอย่างรักใคร่
       “แต่พ่อเชื่อว่า เอ็งจะต้องได้พบคนที่เคยตักบาตรร่วมขันกับเอ็งมาในชาติที่แล้วเข้าสักวัน”
       นวลทำเข้มแข็งให้พ่อเห็น
       “ข้าไม่คิดอะไรแล้วล่ะจ้ะพ่อ”
       “ดีแล้วล่ะ...ลืมๆมันไปซะจะได้ไม่เป็นทุกข์”
       นวลพยักหน้ารับอย่างเซื่องซึม
       “จ้ะพ่อ”
       พรานมียิ้มให้กำลังใจแล้วบอกนวล
       “พ่อไปนะ อีก 2-3 วันถึงจะกลับ เอ็งอยู่บ้าน ก็ดูแลบ้านให้ดีๆล่ะ”
       “จ้ะ พ่อไม่ต้องห่วง”
       พรานมียิ้มให้นวลอีกครั้งก่อนจะหยิบอาวุธสำหรับล่าสัตว์แล้วเดินไปในป่า นวลมองตามจนลับตา
      
       นวลเข้ามาในบ้านหยิบห่อผ้าที่ซ่อนอยู่ที่หัวนอนตัวเองออกมาเปิดผ้าออกเห็นกำไลของชุน นวลถอนใจ
       “มันไม่มีค่าอะไรกับข้า...แต่มันคงมีค่าสำหรับเจ้าสินะ”
       นวลมองกำไลอีกครั้งแล้วห่อผ้ากลับดังเดิม นวลหันไปคว้าย่ามเอาห่อกำไลใส่ในย่ามพร้อมกับเสื้อผ้าเผื่อต้องค้างแรมในเมือง เธอสะพายย่ามแล้ว หยิบอัฐติดตัวไปนิดหน่อย แล้ววิ่งไปยังทิศทางเข้าเมือง ซึ่งตรงข้ามกับทิศที่พ่อเพิ่งเดินไปทันที
      
       ทางเดินในเมืองยามโพล้เพล้...นวลเดินมาตามทาง สอดส่ายสายตามองหาชุนอย่างไม่ย่อท้อ บางทีก็หยุดแวะถามเอากับชาวบ้านที่เดินสวนมา แต่ทุกคนก็ส่ายหน้าประมาณว่าไม่รู้จักชุน นวลหน้าตาห่อเหี่ยวแต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังคงมุ่งมั่นตามหาชุนต่อไป...อีกด้าน พัน เพียร สิงห์เดินมา
       “เมื่อเช้าข้าได้เห็นหน้าแม่เฟื่องแล้ว...ชื่นใจจริงเพราะฉะนั้นวันนี้ข้าจะต้องโชคดี ชนะพนันที่บ่อนไก่แน่”
       พันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นนวลในระยะไกลๆ พันเขม้นตามองอย่างสนใจ
       “นั่นใครกันวะไอ้สิงห์ ไอ้เพียร ท่าทางจะสวย”
       พันหน้าตาหื่นขึ้นมาทันที แล้วเร่งฝีเท้าจะตามไปดูหน้านวลให้ชัดๆแต่ติดว่าขายังไม่หายดี จึงเดินตามนวลไม่ทัน นวลเดินลับเหลี่ยมกำแพงวัดหายไปแล้ว พอพันตามมาทัน ก็ไม่เห็นนวลแล้ว พันเสียดาย
       “ว๊า...หายไปไหนแล้ววะ เดินเร็วจริง” พันหงุดหงิดตัวเอง “ไอ้ขาบ้านี่ก็ดันมาเจ็บเสียอีก ไม่เช่นนั้นข้าคงได้เห็นหน้านังนั่นแล้ว ฮึ่ย...นึกแล้วเจ็บใจผีอีเดือนจริงๆ นี่ถ้ามันโผล่หน้าเข้ามาอีก ข้าจะให้หมอผีจับยัดลงหม้อถ่วงน้ำ ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียว”
       พูดจบพันก็เดินไปทางไปบ่อนไก่ต่อไป สิงห์กับเพียรตามไป ทั้งสามเดินผ่านหน้าผีเดือนไปโดยไม่รู้ตัว เดือนได้แต่มองตามอย่างเจ็บใจ ยังทำอะไรสามคนนี้ไม่ได้ ได้แต่รอเวลาต่อไป
      
       เพื่อนพาชุนเดินมาที่หน้าบ่อน
       “นี่คือบ่อนไก่ที่ใหญ่ที่สุดที่นี่”
       ชุนหน้าเครียดขึ้นมาทันที
       “เอ็งพาข้ามาทำไม ข้าไม่เล่นการพนัน ลำพังแค่จะหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องวันๆยังลำบากเลย ขืนเข้าบ่อน ติดการพนันอีก เห็นจะตกนรกทั้งเป็นแน่”
       “แค่เข้าไปดู ไม่ต้องเล่น จะเป็นไรไปเล่า”
       ว่าแล้วเพื่อนก็ดึงแขนชุนให้เข้าไปในบ่อน ชุนจะไปแต่แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นพันเดินมาพร้อมเพียรและสิงห์ ชุนกลัวพันมาก สะบัดมือหลุดจากเพื่อนแล้ววิ่งหนีไปเลย
       “อ้าว...เฮ้ย นั่นเอ็งจะไปไหน”
       ชุนหายไปในความมืด
      
       ค่ำนั้น นวลเดินตามหาชุนทั้งวันก็ไม่เจอ จึงเดินเข้ามาถึงในวัดเพื่อหาที่พักค้างแรม นวลลงนั่งที่หน้าโบสถ์ ล้วงหยิบเอาเสบียงกรังที่ติดตัวมาด้วยเอาขึ้นมากินประทังความหิวแล้วเหม่อมองพระจันทร์ข้างแรมอย่างเศร้าสร้อย พึมพำกับตัวเอง
       “ชุน...หรือว่าเราจะไม่มีวาสนาต่อกันจริงๆ”
       นวลน้ำตาไหล กินอะไรต่อไปไม่ลงแล้วคอตก น้ำตาหยดลงหลังมือ แล้วเธอก็ชะงักกึกเงี่ยหูฟังได้ยินเสียงฝีเท้าคนวิ่งใกล้เข้ามา นวลรีบหลบหลังต้นไม้โดยไม่ทันคว้าย่ามไปด้วย ชุนวิ่งมาหยุบหอบเหนื่อยตรงต้นไม้ ระหว่างนั้นชุนเหลือบเห็นย่ามที่โคนต้นไม้ เขาเดินเข้าไปใกล้ นวลเหลือบมองเห็นแต่ด้านหลังไม่รู้ว่าเป็นใคร นวลกลัวว่าจะโดนขโมยของในย่ามจึงกระโดดออกไปพร้อมกับดึงมีดพกที่เหน็บข้างตัวออกไปจ่อด้านหลังเขา
       “อย่าเตะต้องของของข้า...ไม่งั้นเอ็งตายแน่”
      
       ชุนจำเสียงนวลได้หันมา นวลเห็นว่าเป็นชุนก็ตะลึงงัน


  


       นวลลงนั่งใต้ต้นไม้ข้างๆ ชุนที่ยังเหนื่อยๆ อยู่ถามขึ้น
      
       “เจ้ามาทำอะไรแถวนี้นวล ค่ำคืนเช่นนี้เจ้าไม่อยู่กับพ่อเจ้ารึ”
       นวลไม่กล้าตอบว่ามาตามหาเขาเลยเปลี่ยนเรื่อง
       “ข้าสิ ต้องถามเจ้าว่าทำไมเจ้าต้องวิ่งมาขนาดนั้น เหมือนหนีอะไรมา”
       “ข้า...เจอคนที่เผาร้านผ้าของข้านะสิ”
       “เจ้าก็เลยหนี แล้วต่อไปเจ้าต้องหนีไปตลอดรึ”
       ชุนอึ้ง นวลเป็นห่วงรีบพูด
       “ที่เจ้ามีเรื่องกับพวกนั้นก็เพราะแม่หญิงคนงามนั้นใช่หรือไม่”
       ชุนก้มหน้าไม่ตอบ นวลเป็นห่วงถามย้ำเขาอีกครั้ง
       “เจ้าก็น่าจะรู้ว่าเจ้าไม่เหมาะกับคนชั้นนั้นหรอก โดยเฉพาะกับแม่หญิงผู้สูงศักดิ์คนนั้น เจ้าอาจจะโดนพวกชนชั้นสูงนั้นมันฆ่าตายสักวันก็เป็นได้”
       “ข้ารู้ว่าข้าไม่เหมาะสมคนชั้นต่ำใช้แรงงานอย่างข้ามันไม่คู่ควรอยู่แล้ว แต่ถ้าข้าจะรักข้างเดียวมันก็ไม่ผิดมิใช่รึ”
       นวลอึ้งเข้าใจความรู้สึกของเขาโดนตัวเอง ทั้งน้อยใจตัวเองและทั้งสงสารชุน
       “เจ้าคงไม่เข้าใจความรักหรอก ว่าการรักใครสักคนมันทำได้ทุกอย่างเพื่อคนที่เรารัก”
       นวลเจ็บแปล๊บที่กลางใจ เธอเสียหน้ารีบพูดสวนก่อนที่เขาจะพูดแทงใจดำมากกว่านี้
       “ข้าเข้าใจสิ...ว่าการรักใครสักคนมันเป็นอย่างไร ข้าจึงตามหาเจ้าเพื่อที่จะเอาของของเจ้ามาคืน”
       นวลล้วงเอาห่อผ้าที่ห่อกำไลออกมาขว้างคืนให้เขาที่อก ห่อผ้าล่วงลงพื้นเห็นว่าเป็นกำไล ชุนเห็นดีใจหยิบขึ้นมาชื่มชม
       “เจ้าคงจะรักจะหลงเจ้าของกำไลนี้มาก ถึงขนาดยัดไว้ในหมอนหนุนถ้ารักถ้าหวงถึงเพียงนี้ ทำไมไม่ผูกคอไว้ซะเลยล่ะจะได้ไม่ต้องร้อนถึงคนอื่นต้องตามเอามาคืนให้ คนใจดำ”
       นวลโกรธหันจะเดินออกไป ชุนคว้าแขนไว้
       “นวลขอบใจเจ้ามากนะ” เขานึกขึ้นได้ “เจ้าจะไปไหนต่อ มืดค่ำแบบนี้มันอันตรายเจ้าจะกลับไปได้อย่างไร ไปพักกับข้าก่อนเถอะ”
       “เรื่องของข้า ข้ามีที่ไปไม่รบกวนเจ้าหรอก”
       นวลมองชุน มองกำไลแล้วฟึดฟัดเดินออกไปอย่างเร็ว ชุนมองตามเป็นห่วง
      
       เฟื่องปรนนิบัติยกสำรับให้พ่อหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสกว่าปกติ พระยาอารักษ์สงสัย
       “วันนี้พ่อพันมาเยี่ยมเข้าหน่อยเดียว ลูกสาวพ่อถึงกับยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิงทีเดียว”
       เฟื่องพูดไม่ทันคิด
       “ใครว่าลูกยิ้มเพราะพี่พันกันเล่าเจ้าคะ เจ้าคุณพ่อ ลูกยิ้มเพราะคนอื่นต่างหาก”
       พระยาอารักษ์ชะงัก เปลี่ยนไปเป็นเครียดทันที ถามเสียงดังและห้วนจนศรีเรือน สร้อย อุ่น และทับทิม เกิดอาการตัวเกร็งเพราะกลัวอารมณ์ร้ายของพระยาอารักษ์กันทุกคน
       “เจ้าพูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง หา...แม่เฟื่อง เจ้าพูดเหมือนกับว่า...เจ้ามีใครอื่นชอบพออยู่กระนั้นละ”
       เฟื่องตัดสินใจถาม
       “ก็ถ้าลูกมีใครอื่นชอบพออยู่ เจ้าคุณพ่อว่าอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์อารมณ์เสีย ใช้มือปัดสำรับอาหารที่เฟื่องกำลังยกปรนนิบัติอยู่ตกแตกกระจาย เสียงดังเปรื่องปร่างน่ากลัว พระยาอารักษ์ตะโกนถามเสียงเกรี้ยวกราด
       “มันเป็นใคร”
       เฟื่องไม่กล้าตอบ ศรีเรือนรีบเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ให้ลูก
       “ลูกเฟื่องจะมีใครได้เล่าเจ้าคะ...นอกจากพ่อพัน ลูกเฟื่องรักพ่อพันออกจะตายไป จริงมั๊ยจ๊ะลูกเฟื่อง”
       เฟื่องตัดสินใจพูด
       “ไม่จริงจ้ะแม่ ข้าเกลียดพี่พัน...ข้าจะไม่แต่งงานกับพี่พันเป็นอันขาด เพราะพี่พันเป็นคนเลว”
       ขาดคำเฟื่องพระยาอารักษ์ก็ตบหน้าเฟื่องผั๊วะ จนกระเด็นล้มไป ศรีเรือนและเหล่าบ่าวร้องวี๊ดด้วยความตกใจด้วยไม่เคยเหตุการณ์เช่นนี้ในเรือนมาก่อน ศรีเรือนรีบเข้าไปประคองลูก เฟื่องมีเลือดไหลซึมออกมาที่มุมปากเพราะถูกพ่อตบ พระยาอารักษ์ชี้หน้าสั่ง
       “นังเฟื่อง...ผู้ชายในชีวิตเอ็งนอกจากพ่อแล้ว ก็มีได้อีกเพียงคนเดียวคือพ่อพันเท่านั้น ถ้าเอ็งไม่เชื่อข้า เป็นได้เห็นดีกัน”
       พูดจบพระยาอารักษ์ก็ลุกขึ้นจากที่กินข้าวจะเดินเข้าห้องนอน แล้วหันมาเรียกสร้อยให้เข้าห้องด้วยโดยไม่เกรงใจศรีเรือนเลย เพราะกำลังของขึ้น
       “อีสร้อย ตามกูไปที่ห้อง”
       ศรีเรือนตกใจมาก
       “คุณพี่”
       พระยาอารักษ์หันมามองศรีเรือนอย่างไม่แคร์
       “คืนนี้แม่ศรีเรือนไปนอนห้องอื่น ข้าจะนอนกับอีสร้อย”
       พูดจบพระยาอารักษ์ก็เดินปังๆไปที่ห้อง สร้อยรีบเดินตามไปแล้วแอบหันมายิ้มเยาะใส่ศรีเรือน ที่ในที่สุดพระยาอารักษ์ก็ยอมให้คนอื่นรู้กันอย่างชัดเจนไปเลยว่า มันเป็นเมียคนหนึ่งของท่านเจ้าคุณเหมือนกัน ศรีเรือนมองตามอย่างแค้นใจสุดขีดแล้วกอดเฟื่องร้องไห้ โดยมีอุ่นกับทับทิมร้องไห้ตาม...
      
       นวลเดินเศร้าๆมาหยุดอยู่หน้าโบสถ์เก่าแห่งหนึ่ง นวลมองรอบๆตัวเงียบสงัดไม่มีแสงไฟใดๆเลยอากาศเย็นๆ เธอมองรอบๆแล้วตัดสินใจเข้าไปในโบสถ์
       “เอาวะ...เช้าแล้วค่อยว่ากัน”
       นวลเดินเข้ามาที่โบสถ์ร้างเพื่อขออาศัยนอนเธอกราบพระแล้วเห็นมุมหนึ่งมีเสื่อปูอยู่ก็ตรงไป ขณะที่กำลังจะล้มตัวลงนอน ชุนโผล่เข้ามาพร้อมเสียง
       “หยุดนะ”
       นวลหันขวับตกใจหันมาเห็นว่าเป็นชุนหน้างอใส่
       “นี่เจ้าตามข้ามารึ”
       “ใครว่า...ข้าอาศัยหลับนอนอยู่ที่นี่และตรงนั้นนั่นมันเป็นที่นอนของข้า”
       นวลกระถดตัวออกนิดๆเก้อๆ ชุนแอบยิ้มขำๆ
       “ไหนเจ้าว่ามีที่ไป แล้วไงถึงมาค้างแรมที่นี่ได้”
       นวลจ๋อยๆเก้อๆไป
       “ข้าชวนเจ้าดีๆกลับไม่มาด้วยกัน”
       “เจ้าพูดพอรึยัง ถ้าจะซักความต่อข้าจะไปหาที่ค้างแรมอื่นก็ได้”
       นวลทำท่าจะลุก
       “ถ้านอกจากวัดร้างนี่ เห็นทีจะเหลือแต่ป้าช้าที่เค้าล่ำลือกันว่าผีดุแล้วล่ะ เจ้าจะไปรึ”
       นวลหยุดการเคลื่อนไหว ลงนั่งตรงที่เดิม ชุนแอบขำ
       “ข้าอยากงีบแล้ว”
       “งั้นเจ้านอนตรงนี้แล้วกัน”
       นวลยิ้มๆ
       “อืม...ยังมีน้ำใจ”
       นวลปัดที่ปัดทาง วางย่ามลงต่างหมอนตรงด้านในเสื่อระหว่างนั้นนวลก็ยกมือพนมไห้พระก่อนนอนอีกครั้งเมื่อเธอลืมตาขึ้นมาก็เห็นว่าชุนนอนตะแคงอยู่ที่เสื่ออีกข้าง นวลตกใจ
       “เฮ้ย...เจ้าจะทำอะไรน่ะ”
       “เอ้า...ถามได้...ไม่เห็นรึว่าข้าก็กำลังนอนเหมือนเจ้านั่นแหล่ะ”
       “ไม่ได้นะ...เจ้าจะมานอนเสื่อเดียวกับข้าไม่ได้...มัน...”
       “มันอะไร”
       นวลหลบตาเขินๆ
       “มันไม่งามน่ะสิ”
       “เสื่อมีเพียงผืนเดียวและเจ้านอนมุมนั้น ตรงนี้ก็มีที่เหลือ เจ้าจะให้ข้าไปนอนกับพื้นดินอย่างนั้นรึ”
       นวลหลบตาอ้ำอึ้งไม่ตอบ
       “นอนตรงนี้แหละ...นี่มันในโบสถ์ข้าไม่ทำอะไรเจ้าดอกเจ้าทะโมนไพร”
       นวลหน้าง้ำใส่ ชุนล้มตัวลงนอน นวลมองเขาหมั่นไส้แต่ก็แอบยิ้มที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดถึงเพียงนี้ นวลค่อยๆลงนอนหลังชนกัน
      
       ชุนหลับไปแล้วแต่นวลยังคงนอนเหลือบมองอยู่ตลอดเวลาแล้วแอบยิ้มๆ
      

       จบตอนที่  4
ตอนที่ 5
      
       ทางด้านเฟื่องยังคงนอนลืมตาโพลงในความมืด มีคราบน้ำตาอยู่บนร่องแก้ม ศรีเรือนกับเฟื่องนอนอยู่บนเตียงเดียวกัน และนอนตาลืมตาโพลงในความมืดอย่างนอนไม่หลับเหมือนเฟื่องเช่นกัน ศรีเรือนได้ยินเสียงเฟื่องถอนใจใหญ่ก็เลยถาม
      
       “เจ็บมากเหรอลูก”
       “เจ็บกายไม่มากมายเท่าเจ็บใจหรอกจ้ะแม่ แม่จ๋า ทำไมเจ้าคุณพ่อจึงอยากให้ลูกแต่งงานกับพี่พันนักเล่า”
       ศรีเรือนถอนใจ
       “ก็เพราะนอกจากสมบัติพัสถานของพ่อพันจะมีมากมายอึดตะปือแล้ว คุณพี่ด้วง...แม่พ่อพัน ยังมี สัมพันธ์ใกล้ชิดกับในวัง ที่จะเกื้อหนุนให้เจ้าคุณพ่อของลูกก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้อีกมาก หากบ้านเราดองกับบ้านพ่อพันแล้ว...มันมีแต่ทางได้กับได้น่ะลูก”
       “โดยไม่สนใจว่าลูกจะรักหรือไม่รักพี่พัน...อย่างนั้นหรือจ๊ะ”
       “แต่งกันไป...ก็รักกันไปเองแหละลูก”
       เฟื่องส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
       “ลูกไม่มีวันรักพี่พัน ลูกเกลียดพี่พัน”
       “พูดไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกลูก ลูกสาวเป็นสมบัติของพ่อแม่ เมียเป็นสมบัติของผัว เมื่อผู้ชายบอกให้เราเดินไปทางไหน เราก็ต้องเดินไปทางนั้น ขัดขืนไม่ได้หรอก”
       เฟื่องส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย แล้วนอนร้องไห้น้ำตาไหลพราก ศรีเรือนได้แต่นอนมองลูกอย่างทำอะไรไม่ได้
      
       เช้าวันใหม่...เฟื่องเพิ่งจะตื่น หันไปมองที่นอนข้างๆ ศรีเรือนไม่อยู่แล้ว เฟื่องลุกขึ้น อุ่นกับทับทิมปราดเข้ามารับใช้ทันที
       “แม่ล่ะ”
       “กลับไปที่ห้องโน่นแล้วเจ้าค่ะ” อุ่นบอก
       เฟื่องงง
       “แล้วนังสร้อย”
       “กลับเรือนทาสไปแล้วเจ้าค่ะ เพราะท่านเจ้าคุณออกไปราชการตั้งเช้ามืด คุณหญิงเลยกลับไปที่ห้องได้เจ้าค่ะ”
       เฟื่องนิ่งคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงบอกอุ่น
       “เอ็งออกไปเรียนแม่ทีว่าข้าจะออกไปไหว้พระที่วัด”
       อุ่นรู้ทัน
       “คุณหนูจะไปพบนายชุนตามนัด”
       เฟื่องพยักหน้า อุ่นกับทับทิมหน้าเสีย
      
       ศรีเรือนยืนดูที่นอนที่ผัวที่นอนกับสร้อยเมื่อคืนนี้ ด้วยความแค้นใจสุดขีด
       “อีสร้อย...อีคนเนรคุณ มึงคิดจะลองดีกับกูใช่มั๊ย”
       ศรีเรือนนิ่งคิดอะไรอยู่สักครู่ แล้วเดินไปเปิดกำปั่น
      
       นวลค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นว่ามีผ้าของชุน คลุมตัวอยู่ นวลแอบยิ้มเขินๆคิดว่าชุนยังนอนอยู่
       “เจ้าตื่นรึยัง...ขอบใจที่ห่มผ้าให้ข้านะ”
       นวลรอฟังคำตอบแต่นิ่งสงัดไม่มีเสียงใดๆเธอเริ่มแปลกใจค่อยๆหันไปด้านข้างแต่ไม่เห็นเขาแล้ว นวลตกใจลุกพรวดขึ้นมา
       “ชุน...”
       นวลมองหาแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะอยู่
       “ชุน...เจ้ายังอยู่ไหม...ชุน”
       นวลวิตกเป็นห่วงชุน
      
       พัน สิงห์ เพียร เพิ่งออกมาจากบ่อนไก่ พันอารมณ์เสีย
       “ทำไมกูโชคร้ายอย่างนี้วะ เล่นตัวไหน ตัวนั้นก็พากูวอดฉิบหายจนหมดตัวเลย ถึงขั้นต้องถอดสร้อยให้มัน ฮึ่ย...เจ็บใจจริงๆ”
       สิงห์ขัดขึ้น
       “ก็ถ้านายเลิกเสียตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง นายก็คงไม่วอดหมดตัวเช่นนี้หรอกขอรับ”
       พันโมโหหันไปถีบสิงห์เปรี้ยงระบายอารมณ์ สิงห์ล้มหงายไปเลย เพียรต้องตามเข้าไปช่วยเพื่อนให้ลุกขึ้นมาใหม่ แล้วให้สัญญาณว่าไม่ให้สิงห์พูดอะไรอีก เพราะรู้ว่าเวลานี้พันกำลังอารมณ์เสียเพราะเสียในบ่อนจนหมดตัว สองบ่าวจึงเดินตามหลังพันไปอย่างเงียบๆ แล้วพันก็ชะงักหยุดเดินกะทันหัน สองบ่าวจึงต้องหยุดเดินไปอย่างกะทันหันไปด้วย
       “เฮ้ย...นั่นมันแม่เฟื่องของกูไม่ใช่รึ”
      
       เฟื่องเดินตรงไปยังจุดนัดพบกับชุน โดยมีสองบ่าวหญิงเดินตามหลังไปติดๆ สองบ่าวสีหน้าไม่สู้ดีเลย เพียรกับสิงห์เขม้นตามองตาม เพียรหันมาบอก
       “ใช่ขอรับ”
       “แล้วนั่นแม่เฟื่องกำลังจะไปไหน เดินเลยประตูทางเข้าวัดไปแล้วนี่”
       พันขมวดคิ้วฉับ นึกสงสัยอะไรขึ้นมาทันที เดินตามเฟื่องกับบ่าวหญิงสองคนไปอย่างเงียบๆโดยที่เฟื่องกับบ่าวหญิงสองคนไม่มีใครรู้ตัว
      
       ชุนมานั่งรอที่จุดนัดพบเรียบร้อยแล้ว เหลียวหน้าเหลียวหน้าอย่างหวาดระแวง
       เฟื่องเดินตรงไปยังจุดนัดพบ อุ่นกับทับทิมเดินตามมาหน้าตากลัดกลุ้มเป็นอย่างยิ่ง ทับทิม
       “บ่าวว่าวันนี้คุณหนูอย่าเพิ่งไปพบนายชุนเลยนะเจ้าคะ นี่ขนาดท่านเจ้าคุณไม่รู้เรื่องนายชุน คุณหนูยังโดนตบเสียเลือดกบปากขนาดนี้ แล้วถ้าท่านรู้ขึ้นมาละก็” ทับทิมทำหน้าสยอง “ไม่อยากจะคิดเล้ย...ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
       เฟื่องไม่สนใจยังคงมุ่งมั่นเดินต่อไป อุ่นกับทับทิมทำหน้าเสียวสยอง รู้สึกสังหรณ์ว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงกว่านี้ในอนาคตแต่แล้วทันใดนั้นเฟื่องก็หยุดเดินอย่างกะทันหัน อุ่นกับทับทิมต้องเบรกตัวโก่ง เฟื่องเบิกตามองอะไรบางอย่างอย่างตกใจเมื่อเห็นผีเดือนพุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
       “คุณหนู...อันตราย ไอ้พันมันตามคุณหนูมา”
       แล้วผีเดือนก็วูบหายไป อุ่นกับทับทิมเห็นอาการของเฟื่องก็หน้าตื่น อุ่นรีบถาม
       “คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ”
       ทับทิมเข้ามาถามอีกคน
       “คุณหนูมองอะไรเจ้าคะ”
       เฟื่องได้สติ ไม่ตอบอุ่นกับทับทิม แต่ปรายตามองไปข้างหลังอย่างหวาดระแวง พันกับสองบ่าว รีบหลบ เฟื่องครุ่นคิด แล้วก็เดินเลี้ยวออกไปอีกทาง อุ่นกับทับทิมงง
       “อ้าว...คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ”
       อุ่นกับทับทิมรีบตามเฟื่องไป พันกับสองบ่าวพุ่งตัวออกมาจากที่ซ่อน เดินมาตรงทางเข้าจุดนัดพบ แล้วมองไปทางที่เฟื่องเดินไปอย่างงงๆ เพียรแปลกใจ
       “ทำไมจู่ๆแม่หญิงเฟื่องก็เลี้ยวกลับไปอย่างนั้นเล่าขอรับ”
       “หรือว่าแม่หญิงเฟื่องจะรู้ตัวว่าถูกเราตาม พอรู้ตัวก็เลยเดินเลี้ยวกลับไป” สิงห์ออกความเห็น
       พันนิ่งคิดหาเหตุผล
       “แสดงว่า...แม่เฟื่องต้องไม่อยากให้ข้ารู้ว่าแม่เฟื่องมาที่นี่ทำไม”
       พันสงสัยจัด เหลียวไปมองทางไปจุดนัดพบแล้วตัดสินใจเดินดุ่มเข้าไปยังที่จุดนัดพบแทน ไม่ตามเฟื่องแล้ว เพียรกับสิงห์สงสัยรีบตามนายไปติดๆ
      
       พัน เพียร และสิงห์เดินมาถึงจุดที่ชุนนั่งรออยู่
       “นั่นมันไอ้เจ๊กขายผ้านี่ขอรับ” เพียรจำได้
       สิงห์หน้าตื่น
       “มันยังไม่ตายจริงๆด้วย”
       “แต่มันจะต้องตายวันนี้แหละ”
       พูดจบพันก็พุ่งเข้าไปหาชุนทันที เพียรกับสิงห์ตามติด ชุนหันมาเห็นทั้งสามก็ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจขยับจะหนี แต่ไม่ทันเสียแล้ว ถูกพันกับสองบ่าวจับตัวไว้แล้วรุมกระทืบอย่างไม่ยั้ง
      
       นวลออกเดินตามหาชุนอีกครั้ง แล้วชะงักเมื่อเห็นพัน กับสองบ่าว กำลังรุมยำชุนกันอยู่อย่างไม่ปราณีปราศรัย นวลตกใจมาก
       “ชุน”
       นวลวิ่งไป...ชุนกระอักเลือดออกมานอนแผ่อย่างหมดทางสู้ พันกำลังจะกระทืบซ้ำที่กลางยอดอก แต่ทันใดนั้นก็มีก้อนหินก้อนหนึ่งปามาโดนเข้าที่หัวพันเปรี้ยงพันร้องโอ๊ยเอามือกุมหัวเลือดไหลออกจากแผลที่โดนหินปาทันที พันหันขวับไปมองที่มาของหินก้อนนั้น
       “ใครวะ...ปาหัวกู”
       พัน เห็นว่านวลเป็นคนปาหินใส่ นวลพอเห็นว่าพันมองมาเห็นหน้าตนก็ตกใจกลัวรีบวิ่งหนีไป พันไม่ยอมแพ้ ออกวิ่งไล่ตามนวลไป เพียรกับสิงห์เลยวิ่งตามนายไปด้วย ทิ้งให้ชุนนอนแผ่สลบอยู่ที่พื้นตามลำพัง
      
       นวลวิ่งมาแล้วเหลียวหลังไปมองเห็นพัน กับสองบ่าวไล่ตามหลังมาอย่างโกรธแค้น นวลมองหาที่ซ่อน ทั้งสามวิ่งตามมาถึงตรงจุดที่เห็นนวลเป็นครั้งสุดท้าย แต่พอมาถึงแล้วกลับหานวลไม่เจอ พันงงๆ
       “มันหายไปไหนเร็วจริงวะ ผู้หญิงตัวนิดเดียว หนอย บังอาจเอาหินมาขว้างกูจนหัวร้างข้างแตก คอยดูนะ ถ้ากูจับตัวมันได้เมื่อไหร่ละก็ กูจะเอามันเป็นเมียให้ปี้ป่นไปเลย”
       พันเช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากแผลสีหน้าเจ็บใจ แล้วสั่งสองบ่าว
       “เฮ้ย...กลับไปดูไอ้เจ๊กขายผ้านั่นก่อน วันนี้กูต้องได้เห็นกับตากูเองว่ามันกลายเป็นผีไม่มีญาติไปแล้ว”
       พัน กับสองบ่าว เดินกลับไปที่จุดนัดพบ นวลปีนขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้กังวลว่าชุนยังไม่ปลอดภัย
       “โธ่...ชุน”
       นวลตัดสินใจโดดลงจากต้นไม้ แล้วตามพันไปอีก
      
       เฟื่องเมื่อเดินเลี้ยวห่างออกมาจากจุดนัดพบแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ นึกเป็นห่วงชุนขึ้นมาอย่างกะทันหัน จึงตัดสินใจเลี้ยวกลับไปทางเดิม อุ่นกับทับทิมหน้าเหวอ ที่เฟื่องเดินกลับไปทางเก่าอีกแล้ว แต่ก็ตามเฟื่องไป...เฟื่องเดินนำทับทิม กับอุ่น เข้ามาแล้วชะงักเมื่อเห็นชุนนอนแผ่สลบไสลไม่ได้สติ ถูกยำเละไปทั้งตัว
       “ชุน”
       เฟื่องวิ่งถลาเข้าไปหาชุนทันที อุ่นกับทับทิมตาม เฟื่องเข้ามาประคองชุนพยายามเรียกให้ได้สติ
       “ชุน...ชุน...”
       แต่ชุนก็ยังไม่ได้สติ เฟื่องร้อนใจมาก
       “โธ่...ทำไมถึงเป็นอย่างนี้นะ ชุน...ชุน...”
      
       ชุนในอ้อมกอดของเฟื่อง ไม่ได้สติเลย เฟื่องร้อนใจอย่างที่สุด


  


       พันเดินนำสิงห์ กับเพียร ไปที่จุดนัดพบ โดยไม่รู้ว่านวลแอบตามหลังมาด้วย นวลพอรู้ว่าพันกำลังจะเดินกลับไปที่ไหนก็ตาโตด้วยความตกใจเป็นห่วงชุน
      
       “ชุน”
       “เฟื่องยังดูอาการชุนอยู่ด้วยความเป็นห่วงสุดชีวิต”
       “ชุน...ชุน”
       ทันใดนั้น ผีเดือนก็ยื่นหน้าเข้าไปหาเฟื่องอย่างรวดเร็ว
       “คุณหนู ไอ้พันมา”
       ผีเดือนก็วูบหายไป เฟื่องเหลียวขวับไปมองทางเข้าหน้าตื่น อุ่นกับทับทิมพลอยหน้าตื่นไปด้วย
       “มีอะไรหรือเจ้าคะคุณหนู” ทับทิมถาม
       “พี่พันมา”
       “คุณหนูรู้ได้ยังไงเจ้าคะ” ทับทิมเดาได้ ก็หน้าหวาดกลัวขึ้นมา “รู้แล้วๆเจ้าค่ะว่าคุณหนูรู้ได้ยังไง แล้วเราจะเอายังไงกันดีเจ้าคะ ถ้าคุณพันมาพบคุณหนูอยู่กับนายชุนอย่างนี้ เรื่องใหญ่แน่เจ้าค่ะ”
       “แต่ข้าทิ้งชุนไม่ได้ ยิ่งเขาเจ็บอย่างนี้ จะให้ข้าทิ้งเขาไปได้อย่างไรกัน”
       อุ่นร้อนใจ
       “แล้วเราจะเอายังไงกันดีเล่าเจ้าคะ”
       เฟื่องนิ่งคิดไปนิดหนึ่ง
       “ช่วยข้าหามชุนหน่อย”
       อุ่นกับทับทิมทำหน้าเหรอหราแต่พอเห็นเฟื่องขยับจะหามชุนจริงดังปากว่าด้วยตัวเอง สองบ่าวก็รีบเข้าช่วยอย่างทุลักทุเล อุ่นบ่นงึมงำๆ หน้าตาเหมือนจะร้องไห้
       “หามกันไปอย่างนี้ ไม่มีทางหนีคุณพันทันแน่ๆ ฮือ...ฮือ...”
       แต่เฟื่องไม่สนใจ กัดฟันหามชุนอย่างทุลักทุเล
      
       พวกพันเดินเข้ามาถึงที่จุดนัดพบเขม้นตามองไม่เห็นชุนแล้ว พันพยายามมองหา สิงห์ เพียรก็มองไม่เห็น พันงงๆ
       “เฮ้ย...ไอ้เจ๊กนั่นมันหายไปไหนแล้ววะ”
       สิงห์งงไปด้วย
       “นั่นสิขอรับนาย เมื่อกี้มันยังนอนกระอักเลือดอยู่เลย ไม่น่าลุกไปไหนไหว”
       พวกพันวิ่งไปตรงจุดที่ชุนเคยนอน ที่พื้นเห็นมีหยดเลือดของชุนยังเลอะอยู่ที่พื้น พันเหลียวมองไปรอบๆก็ไม่เห็นใคร พันงง...ผีเดือน ยืนมองด้วยความสะใจที่สามารถช่วยคุณหนูได้
      
       นวลซึ่งแอบซุ่มอยู่ที่ปากทางเข้า แต่ทิ้งระยะห่างจากกลุ่มของพันพอสมควร เพื่อไม่ให้กลุ่มของพันรู้ตัวว่าเธอสะกดรอย แต่นวลเห็นเฟื่อง กับสองบ่าวช่วยกันหามชุน นวลจึงตัดสินใจตามพวกเฟื่องไป
      
       พวกเฟื่องช่วยกันหามชุนมาทางเข้าอาณาเขตบ้านเฟื่อง อุ่นหันมาถามคุณหนู
       “จะเอานายชุนเข้าบ้านรึเจ้าคะ”
       “งั้นสิ”
       ทับทิมแย้ง
       “แล้วจะเอาเขาไปอยู่ที่ไหนเจ้าคะ พาขึ้นเรือนไม่ได้แน่ๆ”
       เฟื่องนิ่งคิด นวลแอบซุ่มดูเห็นเฟื่องตอบอะไรบางอย่างกับทับทิม แต่ไม่ได้ยิน แล้วก็เห็นพวกเฟื่องหามชุนเข้าไปในเขตบ้านลับตาไป นวล แอบตามไปอีก
      
       พวกเฟื่องเอาชุนลงนอนในกระท่อม
       “เรือนทาสหลังนี้อยู่ไกลจากเรือนทาสหลังอื่น และไม่มีใครอยู่ เพราะฉะนั้น ชุนอยู่ที่นี่น่าจะปลอดภัยที่สุด อุ่นกับทับทิมต้องช่วยข้าเอาอาหารและยามาให้ชุนเขานะ ข้าจะดูแลรักษาชุนจนหายให้ได้”
       อุ่นหวาดๆ
       “แต่บ่าวกลัวว่า ถ้าท่านเจ้าคุณรู้...”
       “เอ็งสองคนก็อย่าทำให้พ่อข้ารู้สิ เรื่องนี้...ใครก็รู้ไม่ได้ รู้กันเฉพาะแค่เราสามคนเท่านั้น เข้าใจมั๊ย”
       อุ่นกับทับทิมพยักหน้ารับอย่างอ่อยๆ ไม่ค่อยมั่นใจเลย แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งเฟื่อง นวลแอบดูและฟังอยู่ไกลๆ ไม่กล้าเข้ามาใกล้มากแต่พวกเฟื่องไม่รู้เรื่องเลย
      
       พันกลับมาถึงบ้านด้วยความโมโหเตะกระโถนกระจาย เพื่อระบายอารมณ์โกรธที่ชุนรอดไปได้อีกครั้ง
       “กูว่า...ไอ้เจ๊กนั่นมันต้องมีคนช่วยให้หนีไปได้ พวกเรารุมกระทืบมันเสียขนาดนั้น ถ้ามันหนีเอง มันก็หนีไปไหนไม่ได้ไกลหรอกวะ แต่นี่...พวกเราตามหามันเท่าไหร่ๆก็ไม่เจอ มันต้องมีคนช่วย”
       “ใครล่ะขอรับนาย”
       พันถีบเพียรที่ถามโง่ๆเปรี้ยง เพียรกระเด็นออกไป
       “แล้วกูจะรู้มั๊ยล่ะ ไอ้นี่ ถามอะไรโง่ๆ ก็ถ้ากูรู้ กูจะปล่อยให้มันช่วยกันไปเฉยๆอย่างนั้นได้รึ ไอ้โง่”
       เพียรหัวหดด้วยความกลัว สิงห์ค่อยๆเสนอหน้าถามเสียงแผ่ว
       “เป็นไปได้ไหมขอรับว่าคนที่ช่วยไอ้เจ๊กนั่น คือแม่หญิงเฟื่อง”
       พันชะงักไปทันที
      
       เฟื่องเอายาใส่แผลให้ชุนอย่างเบามือที่สุด ชุนรู้สึกตัวขึ้นมาเพราะแสบคว้ามือเฟื่องไว้
       “ชุน..” เฟื่องตกใจ
       ชุนปรือตาขึ้นมองจากที่เห็นหน้าเฟื่องแบบเบลอๆแล้วเริ่มชัดขึ้น
       “คุณหนูเฟื่อง”
       เฟื่องยิ้มดีใจ
       “ชุนฟื้นแล้ว”
       อุ่นกับทับทิมที่คอยช่วยส่งยา และผ้าชุบน้ำ ให้เฟื่องทำแผลชุนพลอยยิ้มดีใจไปด้วย และค่อยๆสะกิดกันให้ตามกันออกไปเงียบๆ เปิดโอกาสให้ชุนกับเฟื่องได้อยู่กันตามลำพัง ส่วนนวลที่ซุ่มแอบดูอยู่ พอเห็นสองสาวจะออกมารอข้างนอก จึงต้องแอบหลบออกไปทางอื่นก่อน จึงทำให้เฟื่องกับชุนคุยกันสองต่อสองได้
       “คุณหนู...ที่นี่ที่ไหนรึ”
       “เรือนทาส ในเขตบ้านข้า แต่ไม่มีใครอยู่”
       “ข้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
       “ข้าไปตามที่นัดพบกับเจ้า แต่กลับพบเจ้าถูกทำร้ายปางตาย ข้าก็เลยพาเจ้ากลับมารักษาตัวที่นี่ เจ้าอยู่ที่นี่...น่าจะปลอดภัยที่สุด”
       “คุณหนูพาข้ามารักษาตัวที่นี่ อาจทำให้คุณหนูต้องพลอยลำบากไปด้วย ข้าไม่รบกวนคุณหนูดีกว่าขอรับ”
       ชุนพยายามลุกตัวขึ้นและจะไป เพราะคิดว่าตัวเองฐานะต่ำกว่า แต่เฟื่องรีบคว้าชุนไว้
       “เจ้าเคยช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้งสองครา ข้าสิ...เป็นหนี้บุญคุณชีวิตเจ้า และในเมื่อเจ้าถูกทำร้ายปางตายถึงขนาดนี้ ข้าจะละเลยได้อย่างไร ข้ายอมให้เจ้าตายไม่ได้”
       “แต่ข้าเป็นคนต่ำต้อย เป็นแค่คนต่างบ้านต่างเมืองที่ทำงานขายแรงงาน หาเช้ากินค่ำ ไม่มีค่าอะไร”
       “ไม่...ชีวิตเจ้ามีค่า และมีความหมายสำหรับข้ามาก...ถ้าเจ้าเป็นอะไรไปข้าจะอยู่เยี่ยงไรชุน”
       ชุนอึ้งไป
       “คุณหนู”
       “อย่าทำให้ข้าต้องเป็นห่วงเจ้ามากไปกว่านี้อีกเลย อยู่รักษาตัวที่นี่ไปก่อนนะชุน”
       ชุนปลื้มปิติ
       “คุณหนู...ถ้าข้าเป็นอะไรไป คุณหนูจะอยู่ไม่ได้จริงๆหรือขอรับ”
       เฟื่องอึ้งลืมตัวตอนพูดออกไป รู้สึกเขินและไม่กล้าตอบ เลยหยิบยาขึ้นมาจะพอกให้เขาต่อแก้เขิน
       “พอกยาเสียอีกหน่อยเถอะ แผลจะได้สมานไวๆ”
       เฟื่องพอกยาให้ ชุนเจ็บแผลเลยเอามือไปจับที่แผลเลยโดนมือเฟื่อง ทั้งสองมือประสานกันแล้วมองหน้ากัน เฟื่องเขิน ชุนคว้ามืออีกข้างของเธอมาจับอีก เฟื่องมองตา ชุนรวบตัวเฟื่องมากอด เฟื่องก็กอดตอบทั้งสองกอดกันมีความสุขล้นหัวใจ
      
       พระยาอารักษ์เพิ่งเดินกลับมาบนบ้าน สั่งบ่าวลั่น
       “ไปหาน้ำมาให้ข้ากินหน่อย”
       บ่าวจะออกไป แต่ยังไม่ทันจะออก ทุกคนในที่นั้นก็ต้องตกใจเมื่อศรีเรือนวิ่งออกมาจากห้องนอน พุ่งเข้าไปหาพระยาอารักษ์สีหน้าร้อนใจ
       “คุณพี่กลับมาก็ดีแล้วเจ้าค่ะ คุณพี่จะทำอะไร ทำไมไม่ถามไถ่น้องบ้าง”
       พระยาอารักษ์งง
       “ข้าทำอะไร”
       “ก็เอาของที่พ่อพันเอามากำนัลเรา ให้ใครไป”
       พระยาอารักษ์งงหนักขึ้นไปอีก
       “ข้าไม่ได้เอาอะไรให้ใครไปเลยนะ แม่ศรีเรือน เจ้าเข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า”
       “น้องไม่ได้เข้าใจอะไรผิดไปแน่ ก็สายสร้อยทองที่พ่อพันเอามาให้เรา มันหายไป ก็ถ้าคุณพี่ไม่ได้เอาให้ใคร แล้วสายสร้อยทองมันจะหายไปได้อย่างไรกันเล่าเจ้าคะ”
       “ฮื้อ...ข้าบอกว่าไม่ได้เอาอะไรให้ใคร ก็ไม่ได้ให้สิ แล้วในห้องนั้นมันก็ไม่ได้มีใครเข้าไป นอกจากแม่ศรีเรือน ข้า แล้วก็นังสร้อย”
       พระยาอารักษ์พูดจบก็ชะงักไปทันทีมองตาศรีเรือน แล้วเหมือนคิดอะไรได้ หันไปถามบ่าวที่อยู่แถวนั้น
       “นังสร้อยอยู่ไหน”
       “อยู่ที่เรือนของมันเจ้าค่ะ จะให้บ่าวไปตามมันมาพบท่านเจ้าคุณมั๊ยเจ้าคะ”
       “ไม่ต้อง”
       พระยาอารักษ์ก็ลุกพรวดพราดแล้วเดินลงจากเรือนไปเลย ศรีเรือนรีบตามไป
      
       สร้อยนอนเขลงอยู่อย่างสบายอารมณ์แล้วก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่ออยู่ๆพระยาอารักษ์ก็ถีบประตูเรือนผ่างเข้ามา แล้วจ้องหน้าสร้อยอย่างจะเอาเรื่อง ศรีเรือน และนายเบี้ยตามเข้ามาด้วย บ่าวอื่นๆ ไม่กล้าตามเข้ามา แต่ชะเง้อมองดูเหตุการณ์อยู่ด้านนอกเรือนกันอย่างอยากรู้อยากเห็น
       “ท่านเจ้าคุณ ท่านเจ้าคุณมาที่นี่ทำไมรึเจ้าคะ จะเรียกใช้สอยบ่าว ก็ให้คนมาตามก็ได้นี่เจ้าคะ”
       “ข้าไม่ได้จะใช้สอยเอ็ง แต่ข้ามีเรื่องจะต้องถามเอ็ง”
       “เรื่องอะไรเจ้าคะ”
       “เอ็งเอาสายสร้อยทองที่พ่อพันเอามากำนัลเมีย และลูกสาวข้าไปรึเปล่าอีสร้อย”
       สร้อยทั้งเหวอ ทั้งตกใจ
       “เปล่านี่เจ้าคะ บ่าวไม่ได้เอาไป”
       พระยาอารักษ์มองสร้อยอย่างจะจับพิรุธ
       “อย่ามาโกหกข้านะ”
       “บ่าวไม่ได้โกหกจริงๆเจ้าค่ะ บ่าวไม่ได้เอาไปจริงๆ”
       พระยาอารักษ์หันไปสั่งนายเบี้ย
       “ค้น”
       นายเบี้ยเข้าค้นหาสายสร้อยทองตามคำสั่งของพระยาอารักษ์ สร้อยหน้าเหวอ แต่ยังไม่นึกกลัวเพราะรู้ว่าตัวเองไม่ได้ขโมยมา ศรีเรือนยืนมองหน้านิ่ง ไม่แสดงอารมณ์อะไร สักครู่นายเบี้ยก็ค้นเจอสายสร้อยทองในหีบเก็บของ นายเบี้ยชูให้พระยาอารักษ์ดู
       “ใช่นี่หรือไม่ขอรับท่านเจ้าคุณ”
       สร้อยตาเหลือกเลยเมื่อเห็นสายสร้อยทองในมือนายเบี้ย พระยาอารักษ์หันไปมองศรีเรือนเป็นเชิงถามว่าใช่หรือไม่ ศรีเรือนพยักหน้า พระยาอารักษ์หันขวับไปมองสร้อยหน้าโกรธเกรี้ยว
       “อีสร้อย มึงกินบนเรือน ขี้รดบนหลังคากูเรอะ มึงคิดว่ามึงเป็นเมียกู แล้วริอ่านขโมยของของเมียและลูกสาวกู แล้วคิดว่ากูจะไม่กล้าทำอะไรมึงงั้นรึ มึงคิดผิดเสียแล้วอีสร้อย นายเบี้ย...ลากตัวมันไปที่
       ลานทาส”
       นายเบี้ยพุ่งเข้าจับตัวสร้อยทันที สร้อยร้องโวยวายกรี๊ดลั่น
       “ท่านเจ้าคุณจะทำอะไรบ่าวเจ้าคะ บ่าวไม่ได้ขโมยสร้อยมา บ่าวไม่รู้เรื่องจริงๆ”
       พระยาอารักษ์ไม่เชื่อ ไม่สนใจ มองดูนายเบี้ยลากตัวสร้อยที่ร้องโวยวายไปตลอดทางลงจากเรือนทาสไป แล้วเดินตามไปสีหน้าเหี้ยมเกรียม ศรีเรือนเดินตามไปเป็นคนสุดท้ายหน้าเรียบเฉย
      
       เฟื่องกับชุนยังกอดกันอยู่ด้วยความรู้สึกอิ่มเอม
       “ขอบคุณที่เห็นค่าของคนต่ำต้อยอย่างข้า ข้ารู้ว่ามันเป็นเรื่องอาจเอื้อมมากที่คนต่ำต้อยอย่างข้าจะได้รับความรักและความหวังดีจากท่าน และตัวข้าเอง...ก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองไม่ให้รักท่านไม่ได้เช่นกัน”
       เฟื่องยิ้ม
       “ชุน ข้าดีใจนักที่เจ้าก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับข้า อย่ามองว่าข้าเป็นหญิงสูงศักดิ์ไปเลยชุน ข้าก็ เป็นแค่เพียงแม่หญิงคนหนึ่ง...ที่มีใจรักให้กับเจ้าเท่านั้น”
       ชุนยิ้มปลื้มใจ ทั้งคู่มองตากันนิ่งราวกับต้องมนต์สะกด แล้วก็ต้องสะดุ้งออกจากภวังค์รักเมื่ออุ่นเคาะประตูเรือนแล้วโผล่หน้าเข้ามา
       “คุณหนู...กลับเรือนเสียทีดีมั๊ยเจ้าคะ ประเดี๋ยวท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงจะสงสัยเอาได้ว่า...ทำไมเราไปไหว้พระที่วัดกันนานจริง”
       เฟื่องพยักหน้ารับอย่างเห็นดีด้วย แล้วบอกชุน
       “ข้าต้องไปแล้ว กินอาหารและยาที่ข้าจัดเอามาให้เจ้านี่ให้หมดนะชุน แล้วข้าจะออกมาเยี่ยมเจ้าอีก”
       ชุนพยักหน้า มองดูเฟื่องที่ลุกเดินออกไป เฟื่องเองก็เหลียวกลับมามองดูชุนตาละห้อย ยังไม่อยากไป อุ่นกับทับทิมต้องดึงมือให้เฟื่องเดินออกจากเรือนไปเร็วๆ ชุนยิ้มอย่างมีความสุขล้นจนลืมความเจ็บทางกายไปเลย
      
       เฟื่อง กับสองบ่าวเดินออกมาจากเรือนชุนแล้วชะงักเมื่อเห็นนายเบี้ยกำลังลากตัวสร้อยอย่างถูลู่ถูกังไปที่ลานทาส โดยมีพระยาอารักษ์ ศรีเรือน และบ่าวอื่นๆเดินตามไป อุ่นกับทับทิมตื่นตระหนก อุ่นหันมาถาม
       “นั่นเกิดอะไรขึ้นกับนังสร้อยก็ไม่รู้นะเจ้าคะคุณหนู”
       ทับทิมหวาดหวั่น
       “ท่าทางจะไม่ใช่เรื่องดีเลย”
      
       เฟื่องไม่ออกความเห็นอะไร รีบเดินไปที่สร้อยทันที สองบ่าวรีบตามไปติดๆ

       นายเบี้ยเอาสร้อยจับมัดเข้ากับเสาหลักกลางลาน สร้อยร้องโวยวายๆ
      
       “ท่านเจ้าคุณเจ้าขา...บ่าวไม่รู้เรื่องจริงๆเจ้าค่ะ บ่าวไม่ได้ขโมยสายสร้อยทองนั่นมาจริงๆ สายสร้อยทองนั่นมันเข้าไปอยู่ในเรือนของบ่าวได้อย่างไรบ่าวไม่รู้จริงๆเจ้าค่ะ ท่านเจ้าคุณต้องเชื่อบ่าวนะเจ้าคะ”
       แต่พระยาอารักษ์ไม่สนใจ มองนายเบี้ยมัดสร้อยจนเสร็จ เฟื่องกับสองบ่าวเข้ามา
       “เกิดอะไรขึ้นรึเจ้าคะเจ้าคุณพ่อ”
       พระยาอารักษ์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าจู่ๆเฟื่องก็โผล่เข้ามา
       “แม่เฟื่อง ไปไหนมา”
       “ลูกไปไหว้พระมาเจ้าค่ะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นรึเจ้าคะ เจ้าคุณพ่อสั่งมัดนังสร้อยมันทำไม”
       “มันขโมยสายสร้อยทองที่พ่อพัน เอามากำนัลเจ้ากับแม่เจ้าเมื่อวานมาน่ะสิ”
       ศรีเรือนพูดขึ้นเสียงเรียบ
       “มันเป็นคนเดียวที่รู้ว่าแม่เอาสายสร้อยทองนั่นเก็บไว้ที่ไหน แล้วเมื่อคืนก็มีแต่มันกับเจ้าคุณพ่อของลูกเท่านั้น...ที่อยู่ในห้องนั่น”
       ศรีเรือนก็แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวด เมื่อพูดถึงเรื่องที่พระยาอารักษ์เอาสร้อยไปนอนด้วยโดยไม่เกรงใจสร้อยเถียง
       “ที่บ่าวรู้ ก็เพราะคุณหญิงใช้บ่าวให้ช่วยถือของนั่นเข้าไปเก็บในห้อง แต่บ่าวไม่ได้ขโมยมาจริงๆ ท่านเจ้าคุณต้องเชื่อบ่าวนะเจ้าคะ”
       “แต่หลักฐานมันตำตาอยู่ทนโท่ ถ้ามึงไม่ขโมยมา แล้วสายสร้อยทองนั่นมันจะเข้าไปอยู่บนเรือนมึงได้อย่างไร อีนี่...ขี้ขโมยแล้วยังปากแข็งอีกต่างหาก นายเบี้ย เฆี่ยนมันจนกว่ามันจะยอมรับ"
       สร้อยร้องลั่น
       “อย่านะเจ้าคะ...อย่าเฆี่ยนบ่าว...อย่า...”
       นายเบี้ยก็เริ่มเฆี่ยนสร้อยตามคำสั่งของพระยาอารักษ์ บ่าวอื่นๆพากันสะดุ้งทุกครั้งที่หวายหวดขวับลงไปที่กลางหลังสร้อย หลังสร้อยแตกยับ เลือดซึมเปรอะไปทั่วแผ่นหลัง สร้อยร้องกรี๊ดด้วยความเจ็บ
       “บ่าวไม่ได้ขโมย...อย่าเฆี่ยนบ่าวเลยเจ้าคะ”
       สร้อยร้องกรี๊ดสลับกับพยายามจะพูดอธิบายอยู่สักครู่ ก็สลบไปเพราะทนความเจ็บไม่ไหว บ่าวอื่นเบือนหน้าหนีไม่อยากดู
       พระยาอารักษ์ประกาศก้อง
       “ให้มันอดน้ำอดข้าว 3 วัน...ทุกคนจงดูเอาไว้ ใครริอ่านขโมยของของกู ของของเมียกูของของลูกสาวกู มาเป็นของตัวเองแล้วละก็ จะต้องโดนเฆี่ยนเหมือนอย่างอีสร้อยนี่ทุกคน”
       พูดจบพระยาอารักษ์ก็เดินกลับเรือนใหญ่ไป ศรีเรือนเดินหน้านิ่งตามไป เฟื่องกับสองบ่าวรีบตามไป อุ่นกับทับทิมสีหน้าสยดสยอง กลัวการถูกเฆี่ยนมาก เช่นเดียวกับบ่าวคนอื่นๆ ศรีเรือนที่ตลอดเวลาทำสีหน้าเรียบเฉยมาตลอด ค่อยๆยิ้มออกมาด้วยความสะใจแต่ไม่มีใครเห็นเลย
      
       เฟื่องเดินกลับเข้ามาในห้อง สองบ่าวตามมา อุ่นไม่อยากจะเชื่อ
       “ไม่น่าเชื่อเลยนะเจ้าคะว่านังสร้อยมันจะกล้า”
       ทับทิมแย้ง
       “แต่เรื่องความโลภโมโทสัน มันไม่เข้าใครออกใครเหมือนกันนะยะ นังอุ่น มันคงคิดว่าท่านเจ้าคุณคงจะไม่ว่ากระไร เพราะเห็นแก่ว่า..เพิ่งจะได้มันเป็นเมีย”
       “โถๆ มันคิดผิดจริงๆนังสร้อยเนี่ย มีรึ...ท่านเจ้าคุณจะรักมันมากกว่ารักคุณหญิง มันไม่รู้จักเจียมตัวว่าเป็นแค่ทาสในเรือนเบี้ย ใครเขาจะยกมันขึ้นเสมอเมียหลวงกันล่ะ”
       “แต่ข้าก็สงสารมันนะ ถูกเฆี่ยนเสียหลังยับอย่างนั้น เจ็บตายเลย”
       “เราอย่าโดนมั่งแล้วกัน”
       “แต่เรื่องที่เราลักลอบทำกันอยู่นี่ ถ้าท่านเจ้าคุณรู้ละเอ็งเอ๊ย...คงสั่งเฆี่ยนเราจนตายคาหวายเหมือนกันแหละ”
       สองบ่าวสีหน้าหวาดกลัวแต่เฟื่องไม่คิดกลัวหวายเลย กำลังอยู่ในห้วงรักเต็มตัว
      
       ค่ำนั้น...บ่าวช่วยพอกยาสมานแผลที่หลังให้ สร้อยสะดุ้งเฮือกๆเป็นระยะๆเพราะ
       เจ็บแผล แต่ไม่ร้องโวยวายเหมือนอย่างทีแรกแล้วเธอกัดฟันพูดด้วยแววตาเคียดแค้นเป็นอย่างยิ่ง
       “กูไม่ได้ขโมย แต่ท่านเจ้าคุณก็ไม่เชื่อกู สั่งเฆี่ยนกู ทำเหมือนกูไม่ใช่เมีย ทีตอนจะเอากูเป็นเมีย บอกว่าจะยกย่องกูอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอได้กูแล้ว ก็ทำกับกูเหมือนหมู เหมือนหมา”
       “อีสร้อยเอ๊ย เอ็งทำใจเสียเถอะว๊า เกิดมาเป็นทาสเขา มันก็เป็นได้แค่ทาสไปตลอดชีวิตนั่นแหละ เอ็งอย่าได้ริเผยอคิดเป็นอื่นไป ครั้งนี้เอ็งไม่ตายคาหวายก็บุญถมไปแล้ว”
       สร้อยไม่เชื่อใครทั้งนั้น กัดฟันพูดด้วยความแค้นใจสุดขีด
       “แต่กูไม่ผิด มาลงโทษกู กูไม่มีวันให้อภัยท่านเจ้าคุณ”
       สร้อยทั้งเจ็บตัวทั้งแค้นใจ จนน้ำตาไหล หน้าตาเคียดแค้นสุดๆ
      
       เช้าวันใหม่...เฟื่องสั่งงานอุ่นกับทับทิมอยู่
       “เอ็งคอยไปดูส่งข้าว ส่งยาให้ชุนอย่าให้ขาดนะอุ่น แล้วบอกชุนว่า...พอพลบแล้ว ข้าจะไปพบ”
       อุ่นทำหน้าสยอง
       “จะดีรึเจ้าคะคุณหนู เรือนเราเพิ่งเกิดเรื่องนังสร้อยไปหยกๆ บ่าวละเสียวสันหลังกลัวจะโดนหวายบ้างจะแย่แล้วเจ้าค่ะ”
       “ไม่โดนหรอกน่า เจ้าคุณพ่อจะรู้ได้ยังไงว่าเราเอาตัวชุนมาซุกซ่อนไว้ให้รักษาตัวที่เรือนทาสท้ายทุ่งโน่น มีแต่เราสามคนเท่านั้นที่รู้ คนอื่นไม่รู้สึกหน่อย”
       อุ่นกับทับทิมก็ยังทำหน้าสยองกลัวความลับแตกแล้วจะโดนเฆี่ยนอยู่ดี เฟื่องจะโบกมือไล่ให้อุ่นไปเร็วๆ อุ่นหันมามองหน้าทับทิมเหมือนจะล่ำลา ทับทิมทำหน้าเห็นใจ แต่ก็โบกมือไล่ให้อุ่นไปเร็วๆเหมือนกัน อุ่นจำใจออกไป
      
       นวลแอบเข้ามาที่เรือนทาส เขย่าตัวชุนเบาๆ
       “ชุน...ชุน...”
       ชุนรู้สึกตัว พอเห็นว่าเป็นนวลก็ตกใจ
       “นวล...นวลมาที่นี่ได้ยังไง”
       “อย่าเพิ่งถามเลย เรารีบออกจากที่นี่ กลับไปบ้านข้าที่กระท่อมเชิงเขาโน่นดีกว่า”
       “ข้าไปไม่ไหวหรอกนวล ถึงไปไหว ข้าก็ยังไปไหนไม่ได้”
       “เพราะแม่หญิงคนนั้นรึ”
       ชุนพยักหน้า นวลกลั้นใจถามเสียงเครือน้ำตาปริ่ม
       “เจ้าไม่ควรรักนาง ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับนาง เพราะนางจะทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตราย ที่เจ้าบาดเจ็บ
       ปางตายก็เพราะนางไม่ใช่รึ”
       “ถ้าไม่อยากผิดใจกับข้า อย่าพูดถึงคุณหนูเฟื่องเยี่ยงนี้อีก”
       แต่ยังไม่ทันที่นวลจะพูดอะไรอีกก็มีเสียงคนมา ชุนรีบไล่
       “ไปเสียจากที่นี่ แล้วอย่ากลับมาอีก ที่นี่มันอันตรายมาก ไป !”
       นวลมองชุนอย่างเสียใจ แล้วจำใจผลุบออกไป พอนวลหายไป อิ่มก็เอาข้าวเอายาเข้ามา ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
       “เอ้า...กินข้าวกินยาซะนะเจ้าคะ แล้วคุณหนูฝากความมาบอกด้วยว่า...พอพลบแล้ว จะลงมาพบ”
       ชุนพยักหน้ารับทราบ แล้วแอบเหลือบมองนวลที่ยังแอบมองอยู่จากที่ไกลๆ ชุนส่ายหน้าให้นวลเป็นทำนองว่าไม่เปลี่ยนใจที่จะไปกับนวล จะอยู่ที่นี่ นวลน้ำตาร่วงเมื่อแน่ชัดแล้วว่าชุนเลือกใคร เธอเช็ดน้ำตาแล้วผลุบหายไป ชุนแอบถอนใจเครียดๆ
      
       เฟื่องหวีผมอยู่ที่หน้าโต๊ะกระจก เหม่อคิดถึงแต่ชุน ทับทิมเข้ามา
       “คุณหนูเจ้าขา คุณพันมาขอพบเจ้าค่ะ”
       เฟื่องขมวดคิ้วฉับ อารมณ์เสียขึ้นมาทันที
      
       เฟื่องไหว้พันแต่ไม่มองหน้าเลย พันมองเฟื่องอย่างจับผิด พันพูดกับพระยาอารักษ์ แสร้งลักไก่จับพิรุธเฟื่องโดยตาจับนิ่งอยู่แต่กับเฟื่องเท่านั้น
       “เมื่อวานกระผมพบแม่เฟื่องที่ในเมืองด้วยขอรับคุณอา”
       เฟื่องตาโต ไม่รู้ว่าพันเห็นเธอตอนไหนกัน
       “จริงรึพ่อพัน” พระยาอารักษ์หันไปหาเฟื่อง “ไม่เห็นลูกเฟื่องเล่าให้พ่อฟังเลย”
       “ที่แม่เฟื่องไม่ได้เล่าให้คุณอาฟังก็เพราะแม่เฟื่องไม่เห็น กระผมหรอกขอรับ”
       “อ้าว...แล้วทำไมพ่อพันไม่เข้าไปทักน้องล่ะ”
       “ก็กระผมเห็นแม่เฟื่องกับวุ่นๆอยู่กับ...”
       เฟื่องรู้ทันว่าพันกำลังละลักไก่ถาม ก็กลัวพ่อจะถามคาดคั้นด้วย จึงรีบตัดบททันที
       “จะเดินกลับเรือนเราอยู่น่ะเจ้าค่ะเจ้าคุณพ่อ เลยไม่ทันเห็นพี่พัน”
       “อ้อ...เหรอ”
       พระยาอารักษ์เชื่อเฟื่องสนิท แต่พันไม่เชื่อ มองหน้าเฟื่องนิ่ง รู้ทันว่าเฟื่องปิดบังความจริง แต่ไม่มีหลักฐานอะไรเลยนิ่งเสีย เฟื่องก็มองตอบพันอย่างท้าทาย แล้วนึกชังน้ำหน้าพันอย่างที่สุด
      
       เฟื่องเดินกลับเข้ามาในห้อง ทับทิมตามมา
       “คุณหนูเจ้าขา บ่าวเห็นสายตาของคุณพันที่มองคุณหนูแล้ว บ่าวว่า...คุณพันท่าทางจะสงสัยคุณหนูมากเอาการอยู่นะเจ้าคะ”
       “เขาอยากสงสัย ก็ให้สงสัยไปสินังทับทิม มันก็ได้แต่สงสัยเท่านั้นแหละ จะมาทำอะไรข้าได้”
       “แต่บ่าวว่า...คืนนี้คุณหนูอย่าเพิ่งไปหานายชุนเลยนะเจ้าคะ บ่าวกลัว”
       “แต่ข้าไม่กลัว”
       เฟื่องหน้ามุ่งมั่นมาก ในขณะที่ทับทิมกลุ้มใจสุดๆ
      
       พันเดินกลับบ้านกับสองสมุน
       “แม่เฟื่องนี่...น่าสงสัยเป็นที่สุด ข้าชักสงสัยเสียแล้วสิว่า แม่เฟื่องอาจจะช่วยไอ้เจ๊กนั่นไว้จริงๆ”
       “แล้วนายจะทำอย่างไรดีขอรับ” เพียรถาม
       “เวลานี้คงต้องปล่อยไปก่อน เพราะข้าไม่มีหลักฐานอะไรจะไปคาดคั้นเอาความจริงกับแม่เฟื่อง แต่ถ้าข้าจับได้คาหนังคาเขาเมื่อไหร่ว่าแม่เฟื่องช่วยไอ้เจ๊กนั่นเอาไว้จริงๆละก็ ข้ากับแม่เฟื่องเป็นได้เห็นดีกัน”
       พันสีหน้าแค้นใจ แล้วเดินไป สองสมุนตาม ทั้งสามไม่รู้เลยว่าได้เดินผ่านหน้าผีเดือนไป ผีเดือนมองตามทั้งสามไป
       “กูไม่มีวันยอมให้พวกมึงทำร้ายคุณหนูของกูได้หรอก”
       ผีเดือนมองตามพวกพันไปอย่างอาฆาตไม่เลิกไม่รา
      
       ค่ำนั้น ชุนพยายามจะทายาด้วยตัวเองอย่างยากลำบาก เจ็บจนต้องร้องโอ๊ยออกมาเบาๆ เฟื่องเปิดประตูเข้ามาทันเห็นว่าชุนเจ็บก็รีบผวาเข้าไปดูอาการด้วยความเป็นห่วง
       “มา...ข้าทำแผลให้”
       “คุณหนูเฟื่อง”
       เฟื่องกุลีกุจอทายาให้ ชุนจับมือไว้ เฟื่องเก้อเขินเฉไฉถาม
       “เจ้ายังเจ็บอยู่มากมั๊ย”
       “ได้ท่านดูแลดีถึงเพียงนี้ ต่อให้เจ็บมากกว่านี้ ข้าก็คงจะฟื้นตัวได้เร็วหรอก สงสัยยาที่ท่านให้ข้ากิน ข้าพอกนั้น เป็นยาวิเศษแน่แท้”
       เฟื่องขำ
       “เจ้านี่ก็...พูดอะไรเพ้อเจ้อจริง”
       “ที่ข้าเพ้อเจ้อ...ก็เพราะคุณหนูเฟื่องนั่นแหละ”
       ชุนมองเฟื่องนิ่ง เฟื่องมองตอบ ตาจ้องกัน ชุนยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าเฟื่องอย่างหลงใหล
       “ท่านช่างงามเหลือเกิน”
       เฟื่องเขินอายกับสายตาที่ชุนมอง ก้มหน้าหลบตา ชุนอดใจไม่ไหวชะโงกหน้าจูบแก้ม เฟื่องไม่บ่ายเบี่ยง ชุนบรรจงหอมเธออีกครั้ง ทั้งคู่มองตากันสื่อความหมายในใจที่จะเป็นของกันและกัน...ทั้งคู่ค่อยๆล้มตัวลงไป พระจันทร์เต็มดวง แต่มีเมฆดำบัง
      
       เฟื่องมาดูแล ทำแผล เอาข้าวมาให้ชุน หลายวัน ทั้งสองชื่นมื่นรักกันมาก
      
       นวลนั่งเศร้าซึม พรานมีเพิ่งเดินกลับมาจากป่า ท่าทางเหนื่อยอ่อน แล้วชะงักเมื่อเห็นนวลนั่งร้องไห้อยู่ พรานมีนึกเดาอารมณ์ความคิดของลูกสาวได้ก็ถอนใจด้วยความกลุ้มใจ...
      
       เฟื่องช่วยศรีเรือนยกสำรับปรนนิบัติพ่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พระยาอารักษ์มองหน้าเฟื่อง
       “หมู่นี้...ลูกสาวพ่อดูอารมณ์ดีจริง หน้าตาก็ดูผุดผาดงดงามกว่าเคย”
       เฟื่องยิ้ม ไม่พูดอะไร ยกสำรับง่วนอยู่
       “ดีแล้ว วันแต่งงานเจ้า ผู้คนจะได้ร่ำลือถึงความงามของเจ้าให้ทั่วทั้งบางเลย”
       เฟื่องชะงัก
       “แต่งงาน”
       “ใช่...แม่ด้วง แม่ของพ่อพันให้คนมาส่งข่าวแล้วว่า อาทิตย์หน้าจะยกขันหมากมาสู่ขอเจ้า เจ้าเตรียมตัวไว้ให้พร้อมก็แล้วกัน”
       เฟื่องตะลึง หันไปมองศรีเรือน เห็นแม่ยิ้มอย่างเห็นดีเห็นงามด้วย เฟื่องแทบคลั่ง
      
       เฟื่องเดินดุ่มๆด้วยความร้อนใจจะไปที่เรือนชุน อุ่นกับทับทิมวิ่งตาม อุ่นพยายามห้าม
       “คุณหนูเจ้าขา คุณหนูจะไปหานายชุนเวลานี้จะดีรึเจ้าคะ บ่าวเกรงว่าใครจะเห็นเข้า คงเกิดเรื่องใหญ่แน่”
       “แต่ข้าทนอยู่ที่เรือนต่อไปไม่ได้แล้ว เอ็งสองคนก็รู้...ข้าไม่ได้อยากแต่งงานกับพี่พัน ข้าไม่ได้รัก ข้าเกลียดพี่พัน เกลียด เกลียดๆ”
       ทับทิมเตือนสติ
       “ถึงจะเกลียด แต่คุณหนูจะทำอะไรได้เล่าเจ้าคะ นายชุนเองก็คงจะทำอะไรไม่ได้”
       แต่เฟื่องไม่สน ยังคงเดินดุ่มๆตรงไปยังเรือนชุนต่อไป อุ่นกับทับทิมร้อนใจวิ่งตามไป สร้อยเดินผ่านมามองอย่างสงสัยว่าเฟื่องกับสองบ่าวจะไปไหน สร้อยตัดสินใจตามไป โดยที่เฟื่องกับสองบ่าวไม่รู้ตัวเลย
      
       พันดีใจมาก เมื่อรู้ว่าจะได้แต่งงาน
       “ในที่สุดข้าก็จะได้แต่งงานกับแม่เฟื่องสักที ข้าจะได้เลิกระแวงเสียทีว่าจะเสียแม่เฟื่องไปให้ชายอื่น”
       “ฮู้ย...พ่อพันก็วิตกกังวลจนเกินไป ก็ท่านเจ้าคุณอารักษ์ตกปากรับคำกับแม่เรียบร้อยแล้วว่าจะยกแม่เฟื่องให้เป็นเมียเจ้า แม่เฟื่องก็ต้องเป็นเมียเจ้าสิ จะไปเป็นของชายอื่นได้ยังไงกัน”
       พันยิ้มดีใจ สองสมุนก็พลอยดีใจไปด้วย
      
       ชุนตกใจมาก เมื่อได้ยินสิ่งที่เฟื่องบอก
       “แม่เฟื่องจะแต่งงาน”
       “ไม่...ข้าจะไม่ยอมแต่งงานกับพี่พันแน่ ข้าเป็นของเจ้าแล้ว ข้าจะแต่งงานกับชายอื่นไปได้อย่างไร ชุนเจ้าพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อข้าใช่ไหม”
       ชุนพยักหน้า
       “ถ้าเช่นนั้นเราสองคนจะหนีไปด้วยกัน หนีไปที่ไหนก็ได้ ที่ที่เราสองคนจะได้อยู่ด้วยกัน...ตลอดไป”
       “ท่านไม่กลัวความลำบากรึ”
       “ข้าไม่กลัว ต่อให้ข้าจะต้องลำบากจนเลือดตากระเด็น ข้าก็ยินดียิ่งกว่าต้องถูกพรากจากเจ้า แล้วให้ไปแต่งงานกับพี่พันเป็นไหนๆ”
       “ข้าก็จะไม่ยอมเสียท่านให้ใครเช่นกัน”
       “งั้นเจ้าพาข้าหนีไปจากที่นี่นะ”
       ชุนพยักหน้าเฟื่องเริ่มยิ้มออก สร้อยแอบฟังอยู่ที่นอกหน้าต่าง ตาโตเมื่อได้ล่วงรู้ความลับสุดยอดของเฟื่องโดยบังเอิญ ตะลึงได้สักพัก สร้อยก็คิดอะไรออกสีหน้าร้าย
       “นี่ถ้าท่านเจ้าคุณรู้เรื่องนี้ละก็..ฮึ ดีละ ในเมื่อท่าน เจ้าคุณไม่รักกูแล้ว ท่านเจ้าคุณทำกูเจ็บ กูก็จะทำให้ท่านเจ้าคุณเจ็บใจจนแทบจะกระอักเลือดออกมาเลย”
      
       สร้อยผลุบหายไปทันที


  


       พระยาอารักษ์กำลังเดินดูต้นไม้อยู่ สร้อยเข้ามาคุกเข่าตรงหน้า พระยาอารักษ์เห็นหน้าสร้อยก็อารมณ์เสียขึ้นมาทันที
      
       “อีสร้อย มึงขึ้นมาบนเรือนนี้อีกทำไม กูสั่งแล้วใช่ไม๊ว่า ให้มึงอยู่แต่ที่เรือนทาส ห้ามขึ้นมาบนเรือนนี้อีก”
       “แต่บ่าวมีเรื่องสำคัญที่จะต้องมาบอกท่านเจ้าคุณเจ้าค่ะ”
       “หน้าอย่างมึง จะมีเรื่องสำคัญอะไรมาบอกกูได้ มึงจะหาเรื่องมาประจบกูน่ะสิ กูไม่ใจอ่อนหรอก เพราะกูเกลียดคนขี้ขโมย โดยเฉพาะขโมยของของลูกเมียกู
       “แต่เรื่องที่บ่าวจะมาบอก เป็นเรื่องของคุณหนูนะเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์ชะงักไปทันที
       “เรื่องลูกกู เรื่องอะไร”
      
       อุ่นกับทับทิมที่นั่งรอเฟื่องอยู่แถวบริเวณหน้าเรือน สีหน้ากลุ้มใจพอๆกัน อุ่นกังวลใจมาก
       “ทำไมคุณหนูเข้าไปนานจริ๊ง...ไหนว่าจะเข้าไปคุยกับ นายชุนเดี๋ยวเดียวไง”
       “นั่นสิ นี่ถ้ามีใครมาเห็นเราสองคนอยู่ตรงนี้ ต้องสงสัยแน่ๆเลย แล้วถ้าความแตกละก็ เราสองคนมีหวัง...”
       ทับทิมพูดไม่ทันจบ พระยาอารักษ์พูดแทรกทันที
       “ถูกเฆี่ยนจนตายคาหวายไงล่ะ”
       อุ่นกับทับทิมหันมามอง เห็นพระยาอารักษ์เดินนำหน้าคนอื่นๆเข้ามาในมือถือดาบคมวาววับมาด้วย สองบ่าวตาเหลือกลานด้วยความกลัวสุดขีด
       “ท่านเจ้าคุณ”
       พระยาอารักษ์ไม่พูดพล่ามทำเพลง พยักหน้าให้บ่าวชาย 2-3 คน เข้าจับตัวอุ่นกับทับทิมเอาไว้ อุ่นตัดสินใจตะโกนเตือนเฟื่องที่อยู่ในเรือน
       “คุณหนู...ท่านเจ้าคุณมาเจ้าค่ะ”
       พระยาอารักษ์โมโหสุดขีด พุ่งเข้าไปตบหน้าอุ่นสุดแรง อุ่นถึงกับฟุบลงกับพื้นไปเลย
      
       ชุนกับเฟื่องได้ยินเสียงอุ่นตะโกน วิ่งมาดูที่หน้าต่าง เห็นพระยาอารักษ์เดินพรวดขึ้นมาที่เรือน เฟื่องตกใจสุดขีด
       “เจ้าคุณพ่อ” เฟื่องลนลานหันมามองชุน “ถ้าเจ้าคุณพ่อเจอเจ้า เจ้าคุณพ่อต้องฆ่าเจ้าแน่ๆ”
       เฟื่องคิดๆแล้วตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
       “ข้ายอมให้เจ้าคุณพ่อฆ่าเจ้าไม่ได้ ชุน หนีไปก่อน”
       “แล้วเจ้า”
       “ไม่ต้องห่วงข้า เจ้าคุณพ่อไม่ทำอะไรข้าหรอก แต่เขาจะต้องฆ่าเจ้าแน่ๆ เจ้าต้องหนีไป หนีไปเดี๋ยวนี้”
       เฟื่องผลักไส ชุนไม่มีเวลาคิดอะไรตัดสินใจปีนหน้าต่าง ขณะที่พระยาอารักษ์ถีบประตูเรือนเปรี้ยง แล้วถลันพุ่งเข้ามา ทันเห็นหน้าชุน เฟื่องรีบผลักชุนออกนอกหน้าต่างไปทันที พระยาอารักษ์พุ่งเข้ามาจิกหัวเฟื่องไว้ด้วยความโมโห แล้วหันไปสั่งนายเบี้ย
       “นายเบี้ย...เอากำลังคนออกไปตามล่าไอ้นั่น จับตัวมันกลับมาให้ได้”
       “ขอรับ”
       นายเบี้ยพาพวกบ่าวชายอื่นๆ กระโดดหน้าต่างตามชุนไป เฟื่องตะโกนตามหลังชุนไปด้วยความห่วงชุนสุดหัวใจ
       “ชุนหนีไป ไม่ต้องห่วงข้า หนีไป”
       พระยาอารักษ์โมโห หันมาตบหน้าเฟื่องสุดแรง เฟื่องหวีดร้องล้มฟุบไปกับพื้น พระยาอารักษ์ตามไปจิกหัวเฟื่องขึ้นมาใหม่
       “อีนังลูกไม่รักดี”
       แล้วพระยาอารักษ์ก็ตบหน้าเฟื่องอีกผั๊วะ เฟื่องล้มลงอีก ศรีเรือนผวาเข้ามาหาเฟื่องแต่พระยาอารักษ์โมโหเดือดเสียแล้ว ผลักศรีเรือนออกไป แล้วจิกหัวเฟื่องแล้วลากออกจากเรือนไป ศรีเรือนวิ่งร้องไห้ตามด้วยความเป็นห่วงลูกสุดๆ
      
       พระยาอารักษ์จิกหัวเฟื่องลากกลับขึ้นมาบนเรือน บ่าวชายอื่นๆลากตัวอุ่นกับทับทิมที่ร้องไห้ด้วยความกลัวตามขึ้นมาบนเรือนด้วย พระยาอารักษ์หันไปสั่งสร้อย
       “อีสร้อย มึงไปเอาหวายมา”
       “เจ้าค่ะ”
       ศรีเรือนเข้ามาถาม
       “คุณพี่ให้อีสร้อยมันไปเอาหวายมาทำไมเจ้าคะ”
       “กูจะเอามาเฆี่ยนอีลูกไม่รักดีนี่น่ะสิ”
       ศรีเรือนกับเฟื่องกลัวจนตัวสั่น พระยาอารักษ์หันไปสั่งบ่าวชายที่คุมตัวอุ่นกับทับทิมไว้
       “พวกมึงลากอีสองตัวนั่นไปเฆี่ยนคนละร้อยที”
       อุ่นกับทับทิมตะลึง
       “ร้อยที”
       สองบ่าวร้องไห้โฮออกมาด้วยความกลัวสุดขีด แล้วก็ถูกบ่าวชายลากตัวออกไป เฟื่องตกใจ
       “อุ่น..ทับทิม”
       “อีเฟื่อง มึงไม่ต้องเป็นห่วงคนอื่นหรอก มึงห่วงตัวมึงเองก่อนเถอะ อีลูกไม่รักดี มึงทำงามหน้านัก นี่ถ้ารู้ไปถึงไหนว่ามึงคบชู้สู่ชายโดยไม่อายผีสางเทวดา กูจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
       สร้อยกลับเข้ามาพร้อมหวาย ส่งให้ พระยาอารักษ์รับหวายมาแล้วเริ่มหวดเฟื่องโดยไม่สนใจว่าจะโดนที่ตรงไหน เฟื่องร้องกรี๊ดด้วยความเจ็บ ยิ่งได้ยินเสียงร้อง พระยาอารักษ์ก็ยิ่งโมโห จึงหวดเฟื่องไม่ยั้งมือเลย ศรีเรือนทนเห็นพระยาอารักษ์เฆี่ยนเฟื่องแบบไม่ยั้งไม่ไหวอีกต่อไป จึงตัดสินใจพุ่งเข้าไปกอดเฟื่องไว้ ใช้ตัวเป็นเกราะกำบังหวายแทนเฟื่อง พระยาอารักษ์ยั้งมือไม่ทัน จึงหวดโดนศรีเรือนไปด้วย ศรีเรือนร้องกรี๊ดด้วยความเจ็บ สร้อย ยิ้มสะใจเป็นที่สุด
       “แม่ศรีเรือนหลีกไป กูจะเฆี่ยนอีลูกไม่รักดีนี่ให้ตายคามือข้าเลย”
       ศรีเรือนโผเข้าคว้ามือพระยาอารักษ์ไว้
       “พอทีเถอะเจ้าค่ะคุณพี่ นี่ลูกแท้ๆของเรานะเจ้าคะ คุณพี่จะเฆี่ยนมันจนตายได้ยังไงละเจ้าคะ...นี่แม่เฟื่องลูกเรานะเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์เริ่มได้สติ หยุดเฆี่ยน สร้อยเซ็งที่พระยาอารักษ์หยุดเฆี่ยนเฟื่องซะแล้ว
       “แม่ศรีเรือนก็เห็นกับตา แม่เฟื่องมันคบชู้สู่ชาย มันเอาผู้ชายมาซ่อนไว้ที่เรือนทาส แล้วมันก็ไปสมสู่กัน รู้ไปถึงไหน อายไปถึงนั่นทีเดียว”
       สร้อย ยิ่งเห็นพระยาอารักษ์แค้นใจมากเท่าไหร่ สร้อยก็ยิ่งสะใจมากขึ้นเท่านั้น
       “เราก็อย่าให้คนนอกเรือนเรารู้สิเจ้าคะคุณพี่ ไอ้อีหน้าไหนปริปากพูดเรื่องนี้ เราก็เฆี่ยนมันให้หลังขาดไปเลย”
       พระยาอารักษ์ยังหายใจแรงด้วยอารมณ์โกรธที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุด โยนหวายในมือทิ้ง แล้วจิกหัวเฟื่องลากไป ศรีเรือนตกใจ รีบตามไป
       “นั่นคุณพี่จะเอาตัวลูกไปไหนเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์ไม่ตอบ แต่หันไปสั่งสร้อย
       “อีสร้อย มึงไปเอาเชือกมาให้กูที”
       สร้อยวิ่งไปเอาเชือกตามคำสั่ง พระยาอารักษ์ยังคงจิกหัวเฟื่องลากไป ศรีเรือนรีบตาม
      
       พระยาอารักษ์จิกหัวเฟื่อง ถีบประตูห้องเฟื่องเปรี้ยงแล้วลากเข้าไปในห้อง สร้อยวิ่งเอาเชือกตามเข้ามา ส่งเชือกให้พระยาอารักษ์ พระยาอารักษ์รับเชือกนั้นมาแล้วผูกเข้าที่ข้อมือเฟื่องอย่างแน่นหนา แล้วโยงไว้กับเสาหัวเตียง เฟื่องกับศรีเรือนร้องไห้ตลอดเวลา
       “คุณพี่อย่าทำอย่างนี้กับลูกเลยเจ้าค่ะ สงสารลูกเถอะ”
       “กูไม่สงสาร มันอยากทำงามหน้านัก ผูกมันไว้อย่างนี้แหละ แล้วไม่ต้องให้มันกินข้าว 3 วัน”
       พูดจบพระยาอารักษ์ก็เดินปังๆออกไป ศรีเรือนโผเข้ากอดลูกแล้วร้องไห้ไปด้วยกัน
       “ลูกเอ๊ย...ทำไมทำตัวบัดสีแบบนี้ ทำไม...”
       เฟื่องไม่ตอบ เอาแต่ร้องไห้ สร้อยแอบยิ้มที่เห็นความวินาศของครอบครัวนี้ด้วยความสะใจอย่างที่สุดเลย ศรีเรือนกอดเฟื่อง สองแม่ลูกร้องไห้จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด
      
       อุ่นกับทับทิม ถูกมัดอยู่กับเสาคนละต้น กำลังถูกบ่าวชายเฆี่ยนกันคนละ 100 ทีตามคำสั่งของพระยาอารักษ์ สองบ่าวสะดุ้งและร้องด้วยความเจ็บทุกครั้งที่ถูกหวดลงกลางหลัง บ่าวอื่นๆที่มามุงดูอยู่สีหน้าเจ็บปวดไปด้วย
      
       ชุนวิ่งหนีมาแล้วสะดุดล้ม นายเบี้ยและบ่าวชายอื่นๆเลยวิ่งตามมาทัน แม้ชุนจะลุกขึ้นได้ แต่ก็ถูกพวกนายเบี้ยเข้าล้อมไว้ทุกทิศทุกทาง
      

       จบตอนที่  5
ตอนที่ 6
      
       ชุนถูกพวกนายเบี้ยและบ่าวชายคนอื่นๆล้อมเอาไว้หมดทุกทิศทุกทาง
      
        “ยอมให้จับเสียดีๆเถอะ อย่าสู้ให้ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวเลย”
        แต่ชุนก็ไม่ยอมให้จับเพราะรู้ดีว่าถ้าถูกจับแล้วคงไม่แคล้วตาย ชุนพยายามจะวิ่งหนี แต่วิ่งไปทางไหน ก็ถูกล้อมไว้อยู่ดี นายเบี้ยหันไปให้สัญญาณเหล่าบ่าวชายให้ตีกรอบล้อมชุนให้แคบลงเรื่อยๆ แต่ในขณะที่ชุนกำลังจะชนมุมอยู่นั้นเสียงพระครูก็ดังขึ้น
        “ปล่อยมันไปเถอะ...”
        ทุกคนหันไปมองเห็นพระครูยืนอยู่อย่างสงบที่มุมหนึ่ง พอทุกคนเห็นพระ ก็เปลี่ยนเป็นสงบเรียบร้อยขึ้นมาทันที พระครูมองสบตากับชุนแล้วชุนก็ตัดสินใจแหวกวงล้อมหนีไปอย่างรวดเร็ว พวกนายเบี้ยรู้ตัวก็เอะอะ
        “เฮ้ย”
        นายเบี้ยขยับจะตาม พระครูรีบพูดขึ้น
        “ปล่อยมันไปเถอะ เจ้าหนุ่มนั่น...มันมีชะตากรรมของมันเอง รออยู่ข้างหน้าอยู่แล้ว”
        “แต่...”
        แล้วนายเบี้ยก็ถอนใจ ไม่กล้าเถียงพระ แล้วหันไปมองทางที่ชุนวิ่งหนีไป บ่าวชายคนอื่นๆมองตามไปด้วยอย่างกังวล นายเบี้ยหันกลับมามองไม่เห็นพระครูอยู่ตรงนั้นแล้ว นายเบี้ยหน้าตื่น
        “อ้าว...เฮ้ย”
        ทุกคนหน้าเหวอไปตามๆกัน
      
        นายเบี้ยมารายงานว่าตามจับชุนไม่ทัน พระยาอารักษ์ไม่พูดอะไรเดินปังๆขึ้นเรือนไปอย่างอารมณ์เสีย นายเบี้ยกลุ้มใจสุดๆ
        พระยาอารักษ์โกรธมากจิกหัวเฟื่องมาซักถาม โดยมีศรีเรือนพยายามห้ามปรามไม่ให้พระยาอารักษ์ทำอะไรลูกรุนแรงไปมากกว่านี้
        “บอกมาสิอีเฟื่อง ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใคร แล้วมึงไปรู้จักกับมันได้อย่างไร เอามันเข้ามาอยู่ในบ้านเราตั้งแต่เมื่อไหร่”
        เฟื่องส่ายหน้าไม่ยอมตอบ เพราะกลัวว่าพ่อจะตามหาตัวชุนเจอ และชุนจะเป็นอันตราย พระยาอารักษ์โมโห ตบเฟื่องผั๊วะ เฟื่องที่ถูกมัดมือโยงอยู่กับเสาเตียงถึงกับหน้าฟุบลง
        “ปกป้องมันดีนัก แล้วมันปกป้องมึงหรือ...ก็ไม่...ฮึ่ย”
        พระยาอารักษ์จะตบเฟื่องอีก แต่ศรีเรือนโดดเข้าคว้ามือไว้
        “พอเถอะเจ้าค่ะคุณพี่ แค่นี้ลูกก็เจ็บมากพอแล้ว”
        “ที่มันเจ็บ ยังไม่เท่ากับที่ข้าเจ็บเลย เรื่องนี้...รู้ไปถึงไหน อายไปถึงนั่น แล้วนี่ถ้าพ่อพันรู้เข้า...จะว่ายังไง”
        “พ่อพันจะรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกันเล่าเจ้าคะ ถ้าคนในเรือนเราจะไม่ปริปากพูดไป เราก็สั่งลงไปสิเจ้าคะว่า...ถ้าไอ้อี คนไหนเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปพูด ก็จะถูกเฆี่ยนให้หลังขาดเลย เท่านี้...พ่อพันก็ไม่มีทางรู้หรอกเจ้าค่ะคุณพี่”
        พระยาอารักษ์ครุ่นคิด คล้อยตาม
      
        พันผุดลุกขึ้นด้วยความโมโห
        “แม่เฟื่องกล้าทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงถึงขนาดนี้เชียวรึ”
        สร้อยนั่งรายงานอยู่ที่พื้น ด้วงมองหน้าสร้อย
        “แล้วเอ็งเอาเรื่องบัดสีเช่นนี้มาบอกพวกข้าทำไม”
        สร้อยไม่ตอบ แต่หันหลังให้ทุกคนในที่นั้นเห็นแผลเป็นที่มันถูกเฆี่ยน
        “ก็เพราะบ่าวเจ็บใจน่ะสิเจ้าคะ บ่าวรึ...อุตส่าห์จงรักภักดี แต่กลับถูกคุณหญิงศรีเรือนใส่ร้าย เพราะกลัวว่าท่านเจ้าคุณจะเอาบ่าวทำเมีย เลยหาว่าบ่าวขโมยสายสร้อย บ่าวก็เลยถูกท่านเจ้าคุณสั่งเฆี่ยนเสียจนเจ็บปางตายบ่าวก็อยากให้ท่านเจ้าคุณทั้งเจ็บทั้งอายบ้างน่ะสิเจ้าคะ ที่ลูกสาวทำงามหน้าเสียขนาดนี้”
        ด้วงถอนใจกลุ้มๆแล้วหันไปหาพัน
        “พ่อพันเอ๊ย...ถ้าลงว่าแม่เฟื่องทำตัวบัดสี แปดเปื้อนโลกีย์เสียขนาดนี้ แม่ว่าเจ้าตัดใจจากแม่เฟื่องเสียดีกว่า จะไปกินแตงเถาตาย กินน้ำใต้ศอก ของไอ้ลูกเจ๊กลูกจีนที่ไหนก็ไม่รู้ทำไม”
        “เรื่องมันเลยเถิดไปถึงขนาดนั้นแล้ว ข้าก็เห็นจะยอมรับแม่เฟื่องที่ตอนนี้เหลือแค่กากเดนแล้วไม่ไหวเหมือนกัน”
        “ถ้าเช่นนั้นแม่จะไปยกเลิกเรื่องการสู่ขอแม่เฟื่อง”
        “ไม่ต้องยกเลิกหรอกแม่”
        “อ้าว...ทำไมล่ะ”
        “ถึงไปยกเลิกการสู่ขอ ข้าก็คงไม่หายเจ็บใจแม่เฟื่องง่ายๆหรอก ข้าอยากให้แม่เฟื่องได้อายมากกว่านั้น”
        “แล้วเจ้าจะทำอย่างไรรึพ่อพัน”
        “ข้าจะประจานเรื่องบัดสีที่แม่เฟื่องทำนี้ต่อหน้าธารกำนัลในวันแต่งงาน แล้วข้าก็จะยกเลิกงานแต่งเสียกลางคัน ถึงตอนนั้นแม่เฟื่องก็ต้องอายผู้คนจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ไม่มีหน้ามองใครในแผ่นดินนี้ได้อีกละแม่”
        “อ๊ะ ดีๆ แม่ก็อยากเห็นหน้าแม่เฟื่องตอนนั้นเหมือนกัน”
        “นังสร้อย...ข้ามีงานจะให้เอ็งทำ”
        สร้อยตาโตด้วยความโลภ
        “งานอะไรเจ้าคะ”
        ทุกคนมองพันอย่างอยากรู้ พันเอาอัฐจำนวนมากโยนให้สร้อย
        “ถ้ามีเรื่องอะไรเกี่ยวกับแม่เฟื่องอีก ให้เอ็งรีบมาบอกข้าทันที เข้าใจมั๊ย”
        สร้อยลนลานเก็บอัฐ
        “เข้าใจเจ้าค่ะ”
        พันแค้นใจสุดๆ
      
        เฟื่องหยุดร้องไห้แล้วมีแต่ความเป็นห่วงชุน ไม่รู้เขาจะเป็นยังไงบ้าง ศรีเรือนกำลังบรรจงใส่ยาทำแผลให้เฟื่องอย่างเบามือที่สุด
        “ลูกหนอลูก...ทำไมถึงทำเรื่องบัดสีอย่างนี้ ชายคนนั้นมันเป็นใครรึ แล้วเจ้าไปรู้จักกันตั้งแต่เมื่อใด”
        “เรารู้จักกัน...ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เรือล่มหลังกลับจากทำศพนังเดือนจ้ะแม่ เขานี่แหละที่เป็นคนช่วยชีวิตข้า”
        “แต่มันก็เป็นคนละชนชั้นกับเรา หาใช่ลูกผู้ดีไม่ เจ้าก็ไม่ควรถลำตัว ถลำใจไปมากอย่างนั้นเลย”
        “เรื่องอย่างนี้...มันห้ามกันได้ด้วยรึจ๊ะแม่ ใช่...ชุนอาจจะไม่ใช่ลูกผู้ลากมากดี แต่เขาก็เป็นคนดี ข้าจึงรักเขา”
        “รักเหรอ...ถ้าเจ้าไม่อยากตายเพราะรัก จงหยุดซะตอนนี้เถอะแม่เฟื่อง”
        ศรีเรือนส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย จำใจเดินออกไป เฟื่องไม่ได้ห่วงตัวเองเลย ห่วงแต่ชุนเท่านั้น
      
        
        ชุนวิ่งเข้ามาซุกหลบตัวอยู่ที่วัดไม่รู้จะไปไหน เป็นห่วงเฟื่อง คาดเดาได้ว่าเฟื่องคงโดนพ่อลงโทษหนักแน่ นวลเข้ามาแตะบ่า ชุนสะดุ้ง เงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นว่าเป็นนวลก็แปลกใจสุดๆ
        “นวล...เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไรกัน”
        “ข้าเป็นห่วงเอ็ง และข้าก็นึกแล้วว่า...ถ้าเอ็งออกมาจากที่นั่นก็ต้องมาอยู่แถวนี้ ข้าบอกเอ็งแล้วว่าที่นั่นไม่ปลอดภัย เอ็งเชื่อคำข้าแล้วใช่ไหมชุน...กลับไปอยู่กับข้า กับพ่อข้าที่กระท่อมชายป่าเถอะนะ อยู่แถวนี้ไม่ปลอดภัยหรอก”
        “ไม่...ข้ายังไปไม่ได้ ข้ามีเรื่องที่จะต้องทำ”
        “เรื่องอะไร เรื่องแม่หญิงผู้นั้นอีกรึ โถ่...ชุน มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอกที่เจ้ากับนางจะรักกันได้”
        “มีสิ เราสองคนรักกัน”
        นวลเจ็บปวด
        “ถ้ามันเป็นไปได้ เจ้าจะต้องออกมาหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ เยี่ยงนี้รึ”
        ชุนนิ่งอึ้ง ไม่ตอบเพราะมันคือความจริง แต่นวลจ้องเค้นอย่างเอาเรื่องว่าชุนจะเอาอย่างไรต่อไป
      
        บ่าวหญิง 2-3 คนช่วยกันทำแผลให้อุ่นกับทับทิมอยู่ โดยมีนายเบี้ยนั่งมองอยู่อย่างกลุ้มใจ อุ่นกับทับทิมเจ็บจนร้องไห้พลางครางฮือๆไม่หยุดเลย แล้วหันไปมองหน้านายเบี้ย น้ำตาปริ่ม อุ่นตัดพ้อ
        “นายเบี้ยนะนายเบี้ย...ไม่น่าทำกันได้ลงคอเลย”
        “นี่พวกเอ็งคิดว่าข้าเป็นคนเอาเรื่องนี้ไปฟ้องท่านเจ้าคุณรึ”
        “ก็ใช่น่ะสิ ถ้าไม่ใช่นายเบี้ย แล้วจะเป็นใคร”
        “ข้าไม่รู้ ตอนนี้ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน”
        อุ่นกับทับทิมงง
        “ถ้าไม่ใช่นายเบี้ยบอกพระยาอารักษ์ ก็นึกเดาไม่ได้เหมือนกันว่าใครเป็นคนที่ปากโป้ง”
        นายเบี้ยส่ายหน้า
        “แต่ถ้าเอ็งสองคน ห้ามปรามคุณหนูไม่ให้ทำเรื่องนอกลู่นอกทางเสียตั้งแต่แรก มันก็คงไม่เกิดเรื่องร้ายแรงอย่างนี้ขึ้นหรอก แล้วพวกเอ็งก็คงไม่ต้องถูกเฆี่ยนเสียจนสลบ คาหวายกันทั้งสองคนอย่างนี้”
        อุ่นเสียงระโหย
        “โธ่...นายเบี้ยก็น่าจะรู้ เรื่องของชายหญิงจะรักกัน เอาอะไรมาฉุดรั้ง มาห้าม มันก็เหลือกำลังจะฝืนละ”
        ทับทิมเสริม
        “เขาเคยช่วยชีวิตคุณหนูเอาไว้ถึงสองครั้งสองครา แล้วยังช่วยชีวิตผู้อื่นโดยไม่ห่วงตัวเองอีก เพราะความดีของชุน คุณหนูถึงได้มอบหัวใจรักให้จนหมดใจ ขนาดนี้แล้ว...นายเบี้ยจะให้พวกข้าไม่เห็นใจคุณหนูได้ยังไง”
        “เออๆ ข้ารู้ละ นี่โชคก็ยังดีนะ ที่นายชุนอะไรนี่ มันหนีไปได้ ถ้ามันหนีไปไม่ได้ละก็ ต่อให้เป็นคนดีแค่ไหนมันก็ต้องตาย หนีคำสั่งท่านเจ้าคุณไม่ได้หรอก”
        นายเบี้ยถอนใจกลุ้มๆ แล้วมองดูบ่าวทำแผลให้อุ่นกับทับทิมต่อไปด้วยความเวทนา
      
        ค่ำนั้น ชุนยังคงนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่อย่างคิดอะไรไม่ตก นวลมองอย่างกลุ้มใจแล้วจู่ๆชุนก็ลุกขึ้น นวลสงสัย
        “นั่นชุนจะไปไหน”
        ชุนไม่ตอบ นวลขยับจะตาม ชุนหันมายกมือห้ามหน้าตาจริงจัง
        “อย่าตามข้าไป กลับไปหาพ่อเจ้าเสีย เจ้ายังมีพ่อ ไม่เหมือนข้าที่ไม่มีใคร เพราะฉะนั้น...เจ้าอย่าทิ้งพ่อ...เพื่อข้า”
        “แต่ข้าเป็นห่วงเอ็งนี่ ยังไงข้าก็อาจช่วยเอ็งได้ เอ็งไปไหนข้าจะไปด้วย”
        ชุนรู้สึกที่นวลพูด แต่ตอนนี้หัวใจมีแต่เฟื่องจึงจำเป็นต้องพูดกับนวล
        “ไม่...ถ้าเจ้าไม่เชื่อข้า ข้ากับเจ้า...ขาดกัน”
        นวลอึ้งไปเลย ชุนฉวยจังหวะนั้นวิ่งออกไป นวลจะวิ่งตามแต่เขาก็หายไปในความมืดเสียแล้ว นวลกระแทกตัวลงนั่งอย่างเสียใจสุดๆ
      
        ศรีเรือนเข้ามาดูสภาพเฟื่องที่โดนมัด จับเนื้อจับตัวลูกสาวอย่างสงสาร เฟื่องจากหมดแรงก็เริ่มรู้สึกตัว
        “แม่...”
        ศรีเรือนมองลูกสาวอย่างเป็นห่วง
        “อดทนหน่อยนะลูก เจ้าคุณพ่อเย็นลงแล้ว แม่จะค่อยๆพูดให้ท่านปล่อยลูกนะ”
        “ไม่ต้องห่วงข้าหรอกจ้ะแม่ ข้ายังไม่ยอมเป็นอะไรไปง่ายๆหรอกจ้ะ...จนกว่าข้าจะรู้ว่าชุนเป็นยังไงบ้าง”
        ศรีเรือนโมโห
        “นี่เจ้ายังจะคิดถึงผู้ชายคนนั้นอีกรึ...ป่านนี้มันคงหนีเตลิดไปถึงไหนๆละ”
        เฟื่องไม่อยากจะเชื่อแต่ก็ไม่รู้ข่าวชุนเลย เลยตอบอะไรไม่ได้ ศรีเรือนลูบหัวลูกสาวอย่างเวทนาแล้วก็นั่งเฝ้าต่อไปไม่ยอมไปนอน เฟื่องเป็นห่วงชุนจับใจ
      
        ชุนย่องกลับมาแถวเขตบ้านเฟื่อง ชะเง้อมองไปที่เรือนใหญ่ไม่เคยไป เคยอาศัยอยู่แต่ที่เรือนทาสร้าง ชุนไม่เห็นใครในสายตาก็วิ่งลัดเลาะตรงไปที่เรือนใหญ่ทันที
      
        ชุนวิ่งลัดเลาะมาในความมืด กล้าๆกลัวๆ แต่ด้วยความห่วงเฟื่องเลยบ้าบิ่น ชุนชะงักเมื่อเห็นนายเบี้ยเดินตรวจตราความเรียบร้อยของบ้านเขารีบหลบในพุ่มไม้ รอจนนายเบี้ยเดินไปจึงออกจากที่ซ่อน จะขึ้นเรือน แล้วนึกอะไรได้ ไม่รู้ว่าห้องเฟื่องอยู่ไหน ถ้าขึ้นเรือนไปก็ไปไม่ถูก
      
       ชุนเปลี่ยนใจเหลียวมองซ้ายขวา แล้วเห็นอะไรบางอย่าง เขายิ้มบางๆ


  


       ชุนเอาบันไดไม้ไผ่พาดเข้าที่ฝาบ้าน แล้วค่อยๆปีนขึ้นไปที่หน้าต่างห้องที่คิดว่าน่าจะเป็นห้องของเฟื่อง เขาปีนขึ้นมาจนถึงที่หน้าต่าง พยายามเพ่งมองไปในห้องเห็นที่นอนกลางห้องมีมุ้งกลางคลุมที่นอนอยู่ จึงมองไม่ชัดว่าเป็นใครที่นอนอยู่ แต่ตัดสินใจปีนเข้ามาทางหน้าต่างแล้วย่องไปที่เตียง ชะโงกหน้าไปมองจนชิดมุ้งเห็นเป็นพระยาอารักษ์ก็ตกใจจนผงะถอนหลังไปชนอะไรบางอย่างจนเกิดเสียงดัง
       พระยาอารักษ์ผุดลุกขึ้นทันที ชุนกลัวจนตัวสั่น รีบหมอบแนบพื้น กลั้นหายใจ พระยาอารักษ์เหลียวมองไปรอบๆไม่เห็นอะไรผิดปกติ มองไปที่หน้าต่างเห็นกิ่งไม้แกว่งไกวกระทบหน้าต่าง จึงลงนอนต่อ ชุนแอบถอนใจ แล้วชะโงกมองดูจนเห็นว่าพระยาอารักษ์หลับต่อแล้ว จึงค่อยๆคลานกลับไปที่หน้าต่าง แล้วปีนกลับออกไปอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
      
        ชุนปีนบันไดกลับลงมาจนถึงพื้นแล้วโล่งอก ก่อนจะเอาบันไดไปที่อื่นต่อ...ชุนปีนขึ้นมาที่หน้าต่างห้องของเฟื่องอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียง เห็นเฟื่องนั่งหลับฟุบอยู่กับท่อนแขนเพราะมือถูกผูกมัดโยงอยู่กับเสาเรือน ชุนตกใจที่เห็นเธออยู่ในสภาพนั้นเขาอุทานออกมาเสียงไม่ดังนัก
        “แม่หญิง”
        ชุนรีบปีนหน้าต่างเข้ามาในห้องแล้วชะงัก เพราะเพิ่งเห็นว่ามีใครอีกคนหนึ่งฟุบหลับและใครคนนั้นคือศรีเรือนนั่นเอง ชุนกล้าๆกลัวๆแต่เมื่อเห็นเฟื่องอยู่ตรงหน้าเขาก็รีบพุ่งปราดไปที่เธอทันทีแล้วร้องเรียกเบาๆ
        “แม่หญิง...”
        เฟื่องรู้สึกตัวตื่นขึ้น
        “ชุน”
        ชุนรีบปิดปากเฟื่องไม่ให้เผลอตัวพูดเสียงดัง เฟื่องเหลียวไปมองแม่เห็นศรีเรือนยังคงหลับอยู่ เฟื่องหรี่เสียงลง
        “ชุนมาได้ยังไงกัน ข้านึกว่าเจ้าหนีไปไกลแล้ว”
        “ข้าจะหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวได้อย่างไรกัน ทั้งๆที่รู้เจ้าคงจะต้องถูกลงโทษแน่” ชุนมองสภาพเฟื่องแล้วหน้าสลดลง “แต่ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะถูกลงโทษหนักถึงเพียงนี้”
        “ข้าไม่เป็นไรหรอก เจ็บแค่นี้ อีกไม่นานก็คงหาย แต่ข้าเป็นห่วงเจ้ามากกว่า”
        ชุนรวบตัวเฟื่องมากอด
        “ข้าก็เป็นห่วงเจ้า...”
        แล้วโดยที่ทั้งสองไม่ทันคาดคิด ศรีเรือนก็ตื่นขึ้นมาพอเห็นว่ามีผู้ชายกอดรัดเฟื่องอยู่ ศรีเรือนก็ตกใจสุดขีด ร้องกรี๊ดออกมาสุดเสียง ทั้งชุนและเฟื่องตะลึง ชุนจึงรีบเข้าไปปิดปากศรีเรือน เฟื่องรีบบอก
        “แม่...อย่าร้อง นี่ชุนเอง”
        ศรีเรือนหยุดร้อง ชุนค่อยๆเอามือที่ปิดปากออก ศรีเรือนจ้องมองชุนอย่างพิจารณา
        “เอ็งเข้ามาได้ยังไงรึ”
        “ข้า...”
        ชุนยังไม่ทันจะตอบ ก็มีเสียงทุบประตูหน้าห้องปังๆ พร้อมกับเสียงพระยาอารักษ์ดังมา
        “แม่ศรีเรือน แม่ศรีเรือน…”
      
        พระยาอารักษ์ทุบประตูหน้าห้องเฟื่องปังๆด้วยความร้อนใจ นายเบี้ยและบ่าวอื่นๆค่อยๆวิ่งเข้ามาสมทบ หน้าตาตื่นตระหนกตกใจไม่แพ้กัน
        “เกิดอะไรขึ้นในห้องนั่น”
      
        ทั้งสามในห้อง ละล้าละลังทำอะไรไม่ถูกกันไปหมดทุกคน
        “เอ้อ...” ศรีเรือนอึกอัก
        เฟื่องกำชับ
        “แม่อย่าบอกเจ้าคุณพ่อนะเจ้าคะ...ว่าชุนอยู่ในนี้ เพราะถ้าเจ้าคุณพ่อรู้ เจ้าคุณพ่อไม่ปล่อยชุนเอาไว้แน่”
        ศรีเรือนมองหน้าเฟื่องสลับกับชุนไปมาอย่างตัดสินใจไม่ได้ เสียงพระยาอารักษ์ตะโกนถามเข้ามาอีก
        “มีใครเป็นอะไร”
        ศรีเรือนเห็นแก่ลูก
        “ไม่มีใครเป็นอะไรเจ้าค่ะ...คุณพี่ น้อง...ฝันร้ายไปเจ้าค่ะ”
        “งั้นรึ...”
        แล้วเสียงพระยาอารักษ์ก็เงียบไป ทั้งสามในห้องสีหน้าผ่อนคลายลงแล้วโดยที่ไม่มีคาดคิด นายเบี้ยก็กระแทกประตูห้องจนประตูห้องเปิดผ่างออก พระยาอารักษ์พุ่งพรวดตามเข้ามา ในมือมีดาบมาด้วย เฟื่อง ชุน และศรีเรือน ตะลึงไปตามๆกัน
        “เจ้าคุณพ่อ”
        “คุณพี่”
        พระยาอารักษ์เอาดาบชี้ใส่หน้าชุน แล้วตะโกนสั่งนายเบี้ยและบ่าวอื่นๆ
        “จับมัน”
        “ชุน หนีไปเร็ว...หนีไป”
        ชุนละล้าละลัง วิ่งกลับไปที่หน้าต่าง แต่ก็ถูกนายเบี้ยและเหล่าบ่าวชายเข้าล้อมหน้าล้อมหลัง แล้วนายเบี้ยก็พุ่งเข้าล็อคตัวไว้ ชุนพยายามดิ้นสู้ แต่ก็สู้แรงนายเบี้ยไม่ได้เพราะเพิ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บมาได้ไม่นาน พระยาอารักษ์เดินตรงเข้าไปหาชุน เฟื่องตาเหลือก
        “เจ้าคุณพ่ออย่าทำอะไรชุนนะเจ้าคะ”
        พระยาอารักษ์หันไปจ้องหน้าเฟื่องอย่างแค้นใจแล้วเสียงกร้าว
        “รักมันมากใช่มั๊ย”
        พระยาอารักษ์เอาด้ามดาบที่ถืออยู่ในมือกระแทกเข้าที่หัวชุนเต็มแรง เฟื่องร้องกรี๊ดเมื่อเห็นชุนทรุดฮวบลงทันทีโดยไม่มีเสียงร้องอะไรเลย แต่เลือดไหลอาบออกจากขมับตรงที่ถูกด้ามดาบกระแทกทันที
        
        นวลสะดุ้งตื่นลุกพรวดพราดขึ้นพร้อมกับตะโกนเสียงดัง
        “ชุน”
        นวลหน้าตาตื่น หายใจหอบถี่อย่างคนตกใจ พรานมีวิ่งเข้ามา
        “เอ็งเป็นอะไรไปรึนวล”
        “ข้าฝันร้ายน่ะจ้ะพ่อ ข้าฝันเห็นชุน มีเลือดออกจากหัวด้วยจ้ะพ่อ”
        นวลทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ พอพรานมีเดินเข้ามาใกล้ นวลเลยโผเข้ากอดเอวพ่อไว้เพื่อยึดเป็นที่มั่น
        “มันเหมือนจริงมาก ไม่เหมือนความฝันเลยจ้ะพ่อ มัน...น่ากลัวจังเลย ข้าเป็นห่วงชุนจริง”
        “ทำใจดีๆไว้ก่อนนวล ชุนมันเป็นคนดี มันคงไม่เป็นอะไรหรอก เอ็งแค่ฝันร้ายเพราะเป็นห่วงชุนมันมากไปน่ะ”
        “จริงเหรอพ่อ”
        พรานมีพยักหน้า แต่แววตามีแววกังวลอยู่เหมือนกัน
      
        วันใหม่...ชุนค่อยๆได้สติลืมตาขึ้นเลือดที่ขมับแห้งกรังไปแล้ว เขามองไปรอบๆพบว่าตัวเองถูกล่ามโซ่ตรวน ขึงอยู่กลางลานทาส มีนายเบี้ย อุ่น ทับทิม สร้อย และทาสอื่นๆ นั่งล้อมวงอยู่แล้ว กำลังรออะไรบางอย่างอยู่ ชุนพยายามจะกระชากโซ่ตรวนที่ล่ามตนออก แต่พบว่ามันล่ามไว้อย่างแข็งแรงและแน่นหนาเหลือเกิน พระยาอารักษ์ เดินลากเชือกที่มัดมือเฟื่องทั้งสองข้างเอาไว้อย่างแน่นหนาเข้ามา ศรีเรือนเดินตามหลังมาด้วย เฟื่องร้องไห้
        “พ่ออย่าทำอะไรชุนนะ...ข้าขอร้อง”
        แต่พระยาอารักษ์ไม่สนใจ พอเดินเข้ามาใกล้ พระยาอารักษ์ก็หยุดยืนมองหน้าชุนอย่างแค้นเคือง แล้วหันไปสั่งนายเบี้ย
        “นายเบี้ย เฆี่ยนจนกว่ามันจะตายคาหวาย”
        “อย่านะนายเบี้ย อย่าเฆี่ยนชุน” เฟื่องร้องห้าม
        แต่นายเบี้ยก็เดินตรงเข้าไปหาชุนหน้าตาไม่เต็มใจที่จะเฆี่ยนนัก หันไปมองอุ่นกับทับทิม เป็นทำนองว่า...ถึงอย่างไรเขาก็ต้องทำตามคำสั่งของพระยาอารักษ์อยู่ดี แล้วนายเบี้ยก็เริ่มต้นเฆี่ยน ชุนสะดุ้งสุดตัวหลังแตกเป็นแนว เลือดไหลซึมออกมาตามรอยเฆี่ยนทันที
        “ชุน”
        เฟื่องทรุดลงนั่งคุกเข่า ยกมือไหว้พ่อ ขณะที่นายเบี้ยยังคงเฆี่ยนชุนต่อไป
        “เจ้าคุณพ่อเจ้าขา...อย่าเฆี่ยนชุนเลยเจ้าค่ะ”
        แต่พระยาอารักษ์ก็มองดูนายเบี้ยเฆี่ยนชุนหน้านิ่งเฉย เฟื่องตัดสินใจกราบแทบเท้าพ่อ
        “ลูกขอร้องละเจ้าค่ะ...”
        พระยาอารักษ์หันกลับมามองเฟื่อง เห็นลูกสาวยังคงกราบอยู่แทบเท้าตน พระยาอารักษ์อารักษ์นิ่วหน้านิดหนึ่ง นายเบี้ยชะงักค้างหยุดเฆี่ยนชุนเหมือนจะรอว่าพระยาอารักษ์จะเปลี่ยนคำสั่งหรือไม่ แล้วพระยาอารักษ์ก็หันไปสั่งนายเบี้ยอีกครั้ง
        “เฆี่ยนไปจนกว่ามันจะตายคาหวาย”
        “ไม่...” เฟื้องโผเข้ากอดขาพ่อแล้วร้องไห้ใจจะขาด “อย่าเฆี่ยนชุนนะเจ้าคะ ยังไงเสีย...เขาก็คือผัวของข้า”
        พระยาอารักษ์ได้ยินคำนี้ก็อารมณ์เดือดขึ้นมาทันที จิกหัวเฟื่องแล้วลากไป หันไปเรียกบ่าวชายสองคน
       “มึงสองคนตามกูมานี่”
       บ่าวชายสองคนเดินตามพระยาอารักษ์ไปตามคำสั่งทันที ศรีเรือนวิ่งตาม
       “คุณพี่จะพาลูกไปไหนเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์ไม่ตอบ ยังคงจิกหัวเฟื่องลากไป อุ่นกับทับทิมตัดสินใจตามไปด้วยเพราะใจเป็นห่วงเฟื่อง มีบ่าวชายสองคน และศรีเรือนวิ่งตามไปด้วย ในขณะที่นายเบี้ยยังคงเฆี่ยนชุนต่อไป สร้อยหันมามองดูชุนที่กำลังถูกเฆี่ยนอยู่แล้วหันไปมองพระยาอารักษ์
      
       แล้วสร้อยก็ตัดสินใจตามไปดูเหตุการณ์ที่พระยาอารักษ์ต่อไป
      

       พระยาอารักษ์จิกหัวเฟื่องลากเข้ามา อุ่น ทับทิม ศรีเรือน และบ่าวชายสองคนวิ่งตามมา
      
        “คุณพี่พาลูกมาที่นี่ทำไมเจ้าคะ”
        พระยาอารักษ์ไม่ตอบ แต่เดินไปหยิบตรวนที่วางอยู่แถวนั้นมา แล้วสั่งบ่าวชาย
        “เอ็งสองคนช่วยกันตีตรวนนังเฟื่องที เอาให้แน่นหนา อย่าให้มันหลุดไปได้เชียว ถ้ามันหลุดไปได้ เอ็งสองคนหลังขาดแน่”
        บ่าวชายสองคนรีบรับตรวนจากพระยาอารักษ์มาตีตรวนเข้าที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของเฟื่อง อุ่นกับทับทิมตกใจ
        “คุณหนู”
        อุ่นโผเข้าไปหาพระยาอารักษ์
        “ท่านเจ้าคุณเจ้าขา...อย่าตีตรวนคุณหนูเลยนะเจ้าคะ”
        พระยาอารักษ์ไม่พูดอะไร แต่สะบัดหลังมือตบ อุ่นฟุบไป ทับทิมรีบเข้าไปดูเพื่อน ส่วนเฟื่องได้แต่ร้องไห้ ศรีเรือนร้องไห้ด้วยเมื่อเห็นลูกถูกตีตรวน พุ่งเข้ามาเกาะขาพระยาอารักษ์
        “ทำไมถึงกับต้องตีตรวนลูกราวกับนักโทษเช่นนี้ด้วยเจ้าคะคุณพี่ นี่ลูกสาวแท้ๆของเรานะเจ้าคะ”
        “กูไม่มีลูกที่ไม่รักดีเยี่ยงนี้”
        บ่าวสองคนตีตรวนเฟื่อง ศรีเรือนถามอย่างเป็นห่วง
        “แล้วนี่คุณพี่จะตีตรวนลูกเราไปนานแค่ไหนเจ้าคะ”
        “ก็จนกว่ามันจะตายนั่นแหละ”
        ศรีเรือนร้องไห้โฮ
        “โธ่...คุณพี่...”
        พระยาอารักษ์สั่งบ่าวชายทั้งสองคน
       “เฝ้ามันไว้ ไม่ต้องให้ข้าวให้น้ำ”
        “ขอรับ”
        พระยาอารักษ์ยืนมองดูเฟื่องถูกตีตรวนอย่างแน่นหนา โดยมีศรีเรือน อุ่น ทับทิม ร้องไห้ไม่เลิก แต่ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร สร้อยสะใจอย่างที่สุด
      
        นายเบี้ยยังคงเฆี่ยนชุนอยู่ตามคำสั่งของพระยาอารักษ์ ชุนยังไม่ตายแต่สลบไปแล้ว หลังของเขาอาบไปด้วยเลือด ทาสคนอื่นๆมองด้วยความหวาดเสียว นายเบี้ยหยุดเฆี่ยน บ่าวชายถามขึ้น
        “อ้าว...หยุดเฆี่ยนเสียทำไมล่ะนายเบี้ย”
        นายเบี้ยโยนหวายทิ้ง
        “ข้าเฆี่ยนมันต่อไปไม่ไหวแล้ว มันก็คน จะให้ข้าเฆี่ยนมันจนตายคาหวาย ข้าทำไม่ได้”
        “อ้าว...แต่ท่านเจ้าคุณท่านสั่งว่า...”
        “ข้ารู้ แต่ไอ้ลูกจีนนี่มันไม่ได้ทำอะไรผิด...นอกจากมันรักกันกับคุณหนู ถ้ามันจะผิด มันก็ผิดที่มันเกิดมาต่ำต้อย ต่ำ...เหมือนอย่างเอ็ง เหมือนอย่างข้านี่แหละ”
        “แล้วนายเบี้ยจะเอายังไงต่อล่ะ”
        “พวกเอ็งแก้มัดมัน แล้วหามมันไปไว้ที่เรือนข้า”
        พวกบ่าวชายช่วยกันแก้มัดให้ชุนที่ยังสลบไม่ได้สติ แล้วหามออกไป
        “แต่ถ้าท่านเจ้าคุณรู้ว่านายเบี้ยไม่ได้ทำตามคำสั่งท่าน นายเบี้ยเองก็ต้องมีความผิดเหมือนกัน”
        นายเบี้ยนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
        “เรื่องนั้นข้าจัดการเอง”
      
        นายเบี้ยมารายงานพระยาอารักษ์
        “ไอ้ลูกจีนนั่นมันตายคาหวายแล้วขอรับท่านเจ้าคุณ”
        พระยาอารักษ์ผุดลุกขึ้นทันที
        “ข้าจะไปดูศพมัน”
        “อย่าเลยขอรับ สภาพศพมันไม่น่าดูนักขอรับ แต่กระผมมีบางอย่างมาให้ท่านเจ้าคุณ”
        พูดจบนายเบี้ยก็ยื่นกล่องเล็กๆ กล่องหนึ่งมาตรงหน้าพระยาอารักษ์ แล้วเปิดออกให้พระยาอารักษ์ดูภายในกล่อง เห็นเป็นหัวใจสดๆ ดวงหนึ่ง บรรจุอยู่ในภายในกล่อง
        “หัวใจของไอ้ลูกจีนคนนั้นขอรับ”
        พระยาอารักษ์มองหัวใจสดๆที่อยู่ในกล่องนั้นเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็แสยะยิ้มออกมา
        “ดี”
        ว่าแล้วพระยาอารักษ์ก็คว้ากล่องนั้นแล้วเดินไปที่ใต้ถุนเรือนทันที นายเบี้ยมองตามพระยาอารักษ์ไปด้วยสีหน้ากังวล
      
        เฟื่องที่ถูกตีตรวนนั่งอ่อนระโหยอยู่ โดยมีศรีเรือน อุ่นและทับทิมนั่งเฝ้าอยู่อย่างไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านี้ได้ พระยาอารักษ์เดินเข้ามาพร้อมกล่องในมือ พอเดินเข้ามาถึงตัวเฟื่อง พระยาอารักษ์ก็หยุดยืนมองหน้าลูกสาวด้วยความแค้นใจสุดขีด
        “เอ็งรักกับไอ้ลูกจีนคนนั้นมันมากนักใช่มั๊ย...อีเฟื่อง”
        “เจ้าค่ะ...เจ้าคุณพ่อ เราสองคนรักกัน”
        “ถ้าเอ็งรักมัน เอ็งก็คงจะอยากได้หัวใจมันไว้ใช่มั๊ย”
       เฟื่องกับศรีเรือนมองพระยาอารักษ์อย่างสงสัย พระยาอารักษ์เปิดกล่องที่ถือมาให้เฟื่องดู
        “เอ้า นี่...ข้าเอาหัวใจของไอ้ลูกจีนมาให้เอ็ง”
        เฟื่องก้มลงมองของในกล่อง พอเห็นว่าเป็นอะไร เธอก็ร้องกรี๊ดออกมาสุดเสียง เข้าใจว่าชุนตายไปแล้วจริงๆ
        “ไม่...เป็นไปไม่ได้...ไม่จริ๊ง”
        ขาดคำเฟื่องก็หงายเงิบหมดสติไปเลย ศรีเรือนกรีดร้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นอาการของลูก ผวาเข้าไปดูอาการทันที อุ่นกับทับทิมเข้าไปดูด้วย ในขณะที่พระยาอารักษ์ยืนมองดูเฟื่องด้วยสีหน้าแค้นใจสุดขีดเมื่อเห็นว่าเฟื่องรักชุนมากเกินกว่าที่คิดไว้ สร้อยสะใจมาก
      
        สร้อยเอาเรื่องในบ้านเฟื่องมารายงานพันตามข้อตกลง พันตบเข่าด้วยความเจ็บใจ
        “ไอ้ลูกจีนนั่นมันตายง่ายเกิน ไป มันสมควรถูกทรมานจนกว่าจะตายมากกว่านี้”
        ด้วงขัดขึ้น
        “แต่ยังไงๆ มันก็ตายไปแล้วละลูก ทีนี้...เจ้าจะเอายังไงต่อล่ะพ่อพัน”
        “เตรียมตัวไปสู่ขอแม่เฟื่องตามกำหนดเดิมน่ะสิขอรับแม่ ทีนี้ก็ถึงคราวแม่เฟื่องจะต้องเจ็บ ต้องอาย จนแทบจะตายตามไอ้ลูกจีนนั่นไปเลย”
        พันยิ้มเหี้ยม
      
        ชุนที่ค่อยๆลืมตาขึ้น งุนงง ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แล้วก็เห็นนายเบี้ยชะโงกหน้ามามอง
        “ฟื้นแล้วรึ”
        ชุนกระถดตัวหนีด้วยความกลัวนายเบี้ย
        “ข้าไม่ทำอะไรเอ็งหรอก หลังเอ็ง...ข้าก็เอายาพอกสมาน แผลไว้ให้แล้ว แต่เอ็งจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ เอ็งต้องไปจากที่นี่” นายเบี้ยเอาห่อผ้าส่งให้ชุน “แล้วนี่...เสบียงกรังพอให้เอ็งเอาติดตัวไปได้สัก 2 วัน ไปซะ แล้วก็อย่ากลับ มาที่นี่อีก”
        ชุนงง
        “ทำไม...ท่านช่วยข้าทำไม”
        “อย่าถามอะไรมากเลย ถ้าเอ็งลุกไหว ก็รีบไปซะ อย่าช้า”
        ชุนยกมือไหว้นายเบี้ยอย่างสำนึกบุญคุณแล้วรับห่อผ้ามา รีบออกจากเรือนไป
      
        นายเบี้ยเดินตามออกมาส่งชุนที่หน้าเรือน สร้อยเดินผ่านมาพอดีเห็นนายเบี้ยส่งอัฐจำนวนหนึ่งให้ชุน แล้วชุนก็ไหว้ลานายเบี้ยอีกครั้ง สร้อยตาโต
        “นั่นมันไอ้ลูกจีนนี่ มันยังไม่ตายหรอกรึนี่ งั้นก็แสดงว่านายเบี้ยโกหกท่านเจ้าคุณ” สร้อยคิดๆๆ “ดีละ”
        สร้อยก็สะกดรอยตามหลังชุนไป โดยที่ชุนไม่รู้ตัว
      
        ชุนเดินโผเผหนีมาตามทางแล้วหันไปมองข้างหลัง เพื่อดูว่ามีใครตามมารึไม่แล้วก็เลยถูกท่อนไม้ฟาดเข้าที่ท้ายทอยจนฟุบนิ่งไป คนที่เอาไม้ฟาดหัวชุน คือสร้อยนั่นเอง สร้อยดูจนแน่ใจว่าชุนสลบจริงๆก็จัดแจงลากเอาตัวชุนไปนั่งพิงต้นไม้ไว้ แล้วค้นหาของตามตัวชุน เจออัฐที่นายเบี้ยให้ชุนไว้ สร้อยยิ้มดีใจเงินเล็กน้อยมันก็เอาหมด สร้อยรีบเอาอัฐนั้นยัดใส่ชายพกตัวเองแล้วก็รีบวิ่งกลับไปที่เรือน
        เฟื่อง อุ่น และทับทิมหลับอยู่ สร้อยย่องเข้ามาแล้วเอามือปิดปากเฟื่องไว้ เฟื่องตกใจตื่น จะร้อง แต่สร้อยรีบกระซิบ
        “อย่าร้องเจ้าค่ะคุณหนู บ่าวเอง”
        เฟื่องหันมามอง เห็นเป็นสร้อยก็ตาโตแปลกใจ สร้อยเห็นเฟื่องรู้ตัวดีแล้วก็คลายมือที่ปิดปากเฟื่องออกแล้วเอากุญแจไขตรวนออก
        “เอ็งจะทำอะไรน่ะ”
        “บ่าวจะปลดตรวนให้คุณหนูน่ะสิเจ้าคะ บ่าวไปขโมยกุญแจมาจากบนเรือนคุณหนู...ฟังบ่าวให้ดีนะเจ้าคะ นายชุนยังไม่ตาย”
        เฟื่องลืมตัว
        “ชุนยังไม่ตาย”
        สร้อยรีบปิดปากเฟื่องอีกครั้ง แล้วพยักหน้า
        “นายเบี้ยแอบปล่อยนายชุนไป ไม่ได้เฆี่ยนมันจนตายคาหวายอย่างที่ท่านเจ้าคุณสั่งหรอกเจ้าค่ะ แล้วบ่าวไปเจอนายชุนเข้าโดยบังเอิญ เลยรู้ว่าเวลานี้นายชุนหลบพัก อยู่ที่ซุ้มไม้ใหญ่ตรงกำแพงเมือง คุณหนูรีบไปพบนายชุนเถอะเจ้าค่ะ แล้วหนีไปเสียด้วยกัน”
        “แต่ข้าไม่เข้าใจ เอ็งมาบอกข้า มาช่วยข้าทำไม”
        “ก็เพราะบ่าวเชื่อว่า...คนอย่างนายชุนไม่มีทางหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวน่ะสิเจ้าคะ เขาต้องกลับมาช่วยคุณหนูอีกแล้วถ้าคราวนี้ถูกท่านเจ้าคุณจับได้ ท่านเจ้าคุณคงจะฆ่านายชุนด้วยมือตัวเองแน่เจ้าค่ะ คุณหนูเอง...ถึงจะเป็นลูกก็คงไม่แคล้วถูก ลงโทษหนักกว่าเดิมแน่”
        เฟื่องหลงกล
        “ข้าขอบใจเอ็งจริงๆนังสร้อย ถ้าข้าไม่ตายเสีย ข้าจะกลับมาทดแทนบุญคุณเอ็ง ที่เอ็งช่วยข้าในคราวนี้”
        “ไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะ บ่าวช่วยโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนอะไร รีบไปเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวคนบนเรือนตื่น จะเกิดเรื่องใหญ่เสียเปล่าๆ”
        เฟื่องพยักหน้าเห็นด้วย
        “รีบไปเจ้าค่ะ นายชุนรออยู่...”
        เฟื่องวิ่งไป แต่ไม่วายเหลียวมามอง อุ่นกับทับทิม แล้วหันขึ้นไปมองบนเรือนเหมือนอยากอำลาพ่อกับแม่เป็นครั้งสุดท้ายด้วยความอาลัยแล้วจึงวิ่งหนีไป ผ่านหน้าผีเดือนที่ปรากฏตัวขึ้น
        “คุณหนูอย่าไปเจ้าค่ะ มันเป็นเล่ห์เพทุบายของพี่สร้อย”
        แต่เฟื่องก็ไม่ได้ยินเสียแล้ว ใจจดจ่ออยู่กับการไปหาชุน ผีเดือนทำหน้ากลุ้มใจมาก สร้อยสะใจมาก แล้วเดินไป
      
        สร้อยเอาก้อนหินเขวี้ยงใส่หน้าต่างห้องพระยาอารักษ์ แต่ระวังไม่ให้ก้อนหินหล่นเข้าไปในห้อง ให้กระทบที่ผนังอย่างเดียว แบบพอปลุกให้คนในห้องตื่นเท่านั้น สร้อยเขวี้ยงอยู่ 2-3 ที ก็เห็นแสงตะเกียงในห้องพระยาอารักษ์สว่างขึ้น สร้อยยิ้มแล้ววิ่งหลบหายไปในความมืดอย่างไร้ร่องรอย
      
        พระยาอารักษ์เดินถือตะเกียงส่องดูว่าเสียงอะไรที่ดังอยู่เมื่อครู่ที่ทำให้เขาตื่นขึ้นมา แต่ก็หาต้นเหตุของเสียงไม่เจอ พระยาอารักษ์จึงเดินตรวจบ้านเรื่อยมา...พระยาอารักษ์เดินถือตะเกียงลงมาที่ใต้ถุนเรือนเพื่อดูความเรียบร้อย แล้วก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นว่าอุ่นและทับทิมหลับอยู่แต่เฟื่องหายไปแล้ว พระยาอารักษ์พุ่งเข้าไปผลักอุ่น ทับทิมให้ตื่นเต็มแรง ตะโกนถามด้วยความโมโหสุดเสียง
        “อีเฟื่องหายไปไหน หา”
        อุ่น และทับทิมตกใจตื่น หันมองไปที่เฟื่องเคยถูกตีตรวนอยู่ ไม่เห็นเฟื่องก็ยิ่งตกใจใหญ่ ศรีเรือนเพิ่งเข้ามา เห็นเฟื่องหายไปก็ตกใจ
        “ลูก...ลูกหายไปไหนเจ้าคะคุณพี่”
        “จะไปรู้เรอะ เอ็งเป็นแม่ทำไมไม่มานอนเฝ้าอีเฟื่องปล่อยให้มันหายไปได้ยังไง”
        พูดจบพระยาอารักษ์ก็สะบัดหลังมือตบหน้าศรีเรือนด้วยความโกรธอย่างควบคุมไม่อยู่ ศรีเรือนถึงกับล้มคว่ำไปเลย อุ่นกับทับทิมรีบเข้าไปช่วยศรีเรือน พระยาอารักษ์โมโหสุดขีด
        
        เฟื่องวิ่งมาแล้วก็มองไปที่ใต้ต้นไม้เห็นชุนนั่งพิงต้นไม้ ไม่ได้สติอยู่ เฟื่องวิ่งเข้าไปหาทันที จับตัวเมื่อรู้ว่าเขายังไม่ตายจริงๆก็ดีใจมาก
        “ชุน...”
        ชุนเริ่มได้สติขึ้นมา พอเห็นเฟื่องก็แปลกใจ
        “คุณหนู”
        แล้วทั้งคู่ก็โผเข้ากอดกันด้วยความดีใจอย่างที่สุด
        “คุณหนูออกมาได้ยังไง”
        “ข้าหนีมา ข้านึกว่าชาตินี้จะไม่ได้พบหน้าเจ้าอีก พ่อบอกว่าเจ้าตายแล้ว ยังเอาหัวใจเจ้ามาให้ข้าดูด้วย”
        “ทั้งหมดเป็นเพระนายเบี้ยช่วยชีวิตข้าเอาไว้...คุณหนูเราสองคนรอดแล้ว”
        ทั้งคู่โผเข้ากอดกันอีกครั้ง
        “ชุน เราต้องหนีไปให้ไกลจากที่นี่ ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะถ้าเจ้าคุณพ่อออกมาตามหาข้า แล้วมาเจอเราสองคนอยู่ด้วยกันอย่างนี้ คงไม่แคล้วตายทั้งสองคนแน่ ชุนรีบไปกันเถอะ อย่าเสียเวลาเลย”
        ชุนพยักหน้า แล้วจะลุกวิ่งไปกับเฟื่องแต่ก็ทรุดลงเสียก่อนเพราะยังบาดเจ็บอยู่มาก เฟื่องหันไปมอง เห็นเลือดที่หัวชุนออกอีกและเลือดที่หลังก็ซึมออกมาอีก
        “งั้นพักก่อนเถอะชุน ไปตอนนี้...เจ้าไปไม่ไหวแน่”
        ชุนยอมให้เฟื่องประคองนั่งลง เขาหลับตาลงอย่างเพลียจัด เฟื่องมองอย่างเป็นห่วงสุดๆ
      
        พันนอนกกกอดบ่าวหญิงหลับอยู่อย่างสบายอารมณ์ มีเสียงเคาะประตูดังระรัวขึ้น พันสะดุ้งตื่น อารมณ์เสียทันที
        “ใครวะ”
        “บ่าวเองขอรับ นังสร้อยมันมาขอพบนายด่วนขอรับ”
      
        พันตาตื่นทันที


  


       พันตกใจ เมื่อได้ฟังสิ่งที่สร้อยมาเล่า
      
        “อะไรนะ...แม่เฟื่องหนีออกจากเรือนไป”
        “เจ้าค่ะ” สร้อยโกหกหน้าตาย “คุณหญิงศรีเรือนเป็นคนยุให้หนีเพราะทนเห็นคุณหนูถูกตีตรวนไม่ได้ เลยลอบไขกุญแจปล่อยให้คุณหนูหนีไปเจ้าค่ะ พอดี...บ่าวตื่นจะไปเว็จ เลยเห็นเข้าโดยบังเอิญ บ่าวเลยลอบตามคุณหนูไป เลยรู้ว่าคุณหนูไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ซุ้มไม้ตรงกำแพงเมือง แล้วนายชุนก็อยู่ที่นั่นด้วย”
        พันเสียงดังกว่าเดิม
        “อะไรนะ ก็ไหนเอ็งว่าไอ้ลูกจีนนั่นมันตายแล้วไง”
        “ทีแรกบ่าวก็คิดว่าตายแล้วเจ้าค่ะ แต่พอบ่าวแอบตามคุณหนูไปที่ซุ้มไม้ที่กำแพงเมือง แล้วเห็นนายชุนรอคุณหนูอยู่ที่นั่น บ่าวถึงได้รู้ว่านายเบี้ยกับคุณหญิงศรีเรือนน่ะคบคิดกัน คุณหญิงน่ะสงสารลูก ส่วนนายเบี้ยน่ะสงสารนายชุน สองคนนั่นก็เลยนัดแนะกันให้นายชุนกับคุณหนูหนีไปด้วยกันเจ้าค่ะ”
        เพียรมองสร้อยอย่างสงสัย
        “แล้วทำไมเอ็งไม่เอาความนี้ไปบอกท่านเจ้าคุณอารักษ์ มาบอกนายข้าทำไม”
        “ก็ท่านเจ้าคุณเกลียดข้า ถ้าข้าเอาความนี้บอกแก่ท่านเจ้าคุณ ท่านเจ้าคุณก็ต้องคิดว่าข้าใส่ไคล้คุณหญิง ข้าก็คงจะโดนหวายอีกแน่ๆ ข้าก็เลยเอาความนี้มาบอกแก่คุณพัน...น่าจะดีกว่า”
        พันนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วหันไปสั่งสิงห์กับเพียร
        “ไอ้เพียร ไอ้สิงห์ เอ็งไปรวบรวมกำลังคนมาจำนวนหนึ่ง เอาอาวุธไปให้ครบมือ เราจะออกตามล่าตัวแม่เฟื่องกับไอ้เจ๊กนั่นกัน”
        พันสีหน้าโมโหสุดขีด แต่สร้อยลอบยิ้มสะใจที่ยุให้ผู้คนวุ่นวายได้ และถ้าพันตามเฟื่องกับชุนเจอ พระยาอารักษ์กับศรีเรือนจะยิ่งอับอายขายหน้ามากขึ้นไปอีก
      
        พวกพันมุ่งหน้าไปที่ซุ้มไม้กำแพงเมืองตามที่สร้อยบอก ฝ่ายพระยาอารักษ์ก็มาอีกทางหนึ่งพอเห็นพันก็แปลกใจ
        “นั่นพ่อพันจะไปไหนรึ ปืนผาหน้าไม้อาวุธครบมือราวกับจะไปไล่ล่าใครกระนั้นแหละ”
        “ก็เห็นจะไปไล่ล่าคนๆเดียวกับคุณอานั่นแหละขอรับ”
        “นังเฟื่องน่ะเรอะ พ่อพันรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร”
        “มีคนไปบอกกระผมขอรับว่าแม่เฟื่องหนีออกจากเรือน ไปนัดพบกับผู้ชายที่ซุ้มไม้กำแพงเมือง”
        พระยาอารักษ์ชะงัก
        “อะไรนะ ผู้ชายอะไร”
        นายเบี้ยหลุบตาลงต่ำทันที แต่พระยาอารักษ์ไม่ทันเห็น
        “อย่าเพิ่งซักไซ้อะไรเวลานี้เลยขอรับ รีบตามหาตัวแม่เฟื่องให้เจอก่อนเถอะขอรับแล้วจะซักไซ้ไล่ความกันอย่างไร...ก็ค่อยว่ากัน”
        พระยาอารักษ์พยักหน้ารับ แล้วทั้งหมดก็มุ่งหน้าไปที่ซุ้มไม้กำแพงเมืองทันที
      
        นวลนอนไม่หลับ เป็นห่วงชุนมาก ในที่สุดก็ตัดสินใจลุกขึ้นนั่งแล้วพนมมือสวดมนต์
        “ขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองชุนด้วยเถิดเจ้าค่ะ ขออย่าให้ชุนมีภยันตรายใดๆเลย”
      
        ชุนที่กำลังหลับๆอยู่ มีเฟื่องฟุบหลับอยู่ข้างๆ จู่ๆชุนก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหันคล้ายคำอธิษฐานจิตของนวลส่งมาถึง ทำให้ชุนมีลางสังหรณ์ ผุดลุกขึ้นนั่ง ทำให้เฟื่องพลอยตกใจตื่นลุกขึ้นนั่งตามไปด้วย
        “มีอะไรรึชุน”
        ชุนไม่ตอบ แต่ชะโงกหน้าไปมองที่ทางเดิน เฟื่องเลยชะโงกมองตาม เห็นกลุ่มพัน และกลุ่มพระยาอารักษ์มาด้วยกัน และกำลังตรงมาที่นี่ เฟื่องตกใจ
        “เจ้าคุณพ่อ”
        ชุนหันมาบอกเฟื่องทันที
        “หนีเร็วแม่หญิง”
        ทั้งคู่จับมือกัน แล้วออกวิ่งทันที พัน มองไปเห็นชุนกับเฟื่องกำลังหนี
        “เฮ้ย...นั่น...”
        ทุกคนออกวิ่งตามชุนกับเฟื่องไปทันที
      
        ชุนกับเฟื่องหนีมาถึงริมน้ำแห่งหนึ่ง ทั้งคู่เหลียวกลับไปมองข้างหลัง เห็นกลุ่มของพัน และกลุ่มของพระยาอารักษ์ตามมาไม่ห่าง
        “ใกล้ฟ้าสางแล้ว เราหนีไม่พ้นแน่”
        เฟื่องกลัวจนตัวสั่นไปหมด
        “แล้วเราจะเอายังไงกันดีล่ะชุน”
        ชุนตัดสินใจ
        “คุณหนู...ลงน้ำ…”
        เฟื่องมองน้ำสีหน้าหวาดกลัว
        “ไม่...ข้าว่ายน้ำไม่เป็น เจ้าก็รู้”
        “งั้นคุณหนูไว้ใจข้าหรือไม่”
        “ข้ายิ่งกว่าไว้ใจเจ้า”
        “งั้นเกาะหลังข้าไว้”
        เฟื่องทำตามที่ชุนบอกอย่างงงๆ
        “คุณหนู กลั้นหายใจไว้”
        เฟื่องกลั้นหายใจ ชุนก็กลั้นหายใจ แล้วก็โดดลงน้ำพาเฟื่องดำดิ่งลงไปใต้น้ำ กลุ่มพัน กับกลุ่มของพระยาอารักษ์วิ่งตามมา มองลงไปที่แม่น้ำไม่เห็นชุนกับเฟื่อง พระยาอารักษ์กับพันหันมามองหน้ากันเป็นเชิงปรึกษา
        “กระผมจะไปหาทางโน้น คุณอาไปหาทางนั้น มันไม่น่าจะหนีไปไหนกันได้ไกลหรอกขอรับ”
        พระยาอารักษ์พยักหน้ารับ แล้วทั้งสองกลุ่มก็แยกย้ายกันออกไปค้นหาชุนกับเฟื่องคนละทาง ชุนซึ่งมีเฟื่องเกาะหลังอยู่ ก็โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำอีกครั้งเพื่อหายใจ ทั้งคู่ชะโงกดู ไม่เห็นกลุ่มพันและกลุ่มพระยาอารักษ์แล้วก็ถอนใจโล่งอก
        “แต่เราอยู่แถวนี้ คงไม่ปลอดภัยหรอกคุณหนู”
        “แล้วเราจะเอายังไงกันดีล่ะชุน ปีนกลับขึ้นไปบนฝั่ง ก็คงหนีไม่พ้นแน่”
        ชุนนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
        “ถ้าเรากลับขึ้นฝั่งไม่ได้ เราก็จะต้องหนีไปทางน้ำนี่แหละ”
        “ยังไง”
        ชุนจับแขนเฟื่องให้เกาะหลังเขาอีกครั้ง เฟื่องเข้าใจเกาะหลังเขา ชุนลงน้ำอีกครั้ง แล้วว่ายไปโดยมีเฟื่องเกาะหลังไป โดยมีผีเดือนมายืนมองตามเฟื่องไปอย่างเป็นห่วง แต่ไม่รู้จะทำอะไรได้
      
        พันมองหาชุนกับเฟื่องไม่เจอเลย ยิ่งอารมณ์เสีย
        “มันหายไปไหนเร็วจริงวะ ไหนอีสร้อยว่ามันเจ็บ”
        “นั่นสิขอรับ”
        พันมองหาอีก แต่ก็ไม่เห็นชุนกับเฟื่องเลย อารมณ์เสียหนักไปอีก
      
        พระยาอารักษ์ นายเบี้ย บ่าวชายมาหาอีกมุมหนึ่ง
        “ฮึ่ย อีลูกไม่รักดีมันหายไปไหนวะ แล้วไอ้ผู้ชายคนที่พามันหนีนั่น มันใครกันทำไมรูปร่างหน้าตามันคล้ายกับไอ้ลูกจีนคนนั้น”
        พระยาอารักษ์หันขวับไปมองนายเบี้ย นายเบี้ยก้มหน้าทันที
        “อย่าบอกนะว่ามึงโกหกกู เอาหัวใจของตัวอะไรมาให้กูดู แล้วหลอกกูว่ามันตาย แต่ที่แท้มึงปล่อยให้มันหนีไปกับลูกกูน่ะ”
        นายเบี้ยไม่ตอบ เอาแต่ก้มหน้า พระยาอารักษ์ระเบิดอารมณ์ ใช้ดาบที่ถืออยู่ในมือฟันนายเบี้ยฉับ นายเบี้ยถึงกับตาเหลือก ร้องไม่ออกสักแอะขณะที่ล้มลงตายทั้งๆที่ตายังเบิกโพลงอยู่ คนอื่นๆตะลึงไปตามๆกัน แล้วพระยาอารักษ์ประกาศก้อง
        “ใครคิดคดทรยศกู โกหกกู หลอกกู ทำให้กูเจ็บใจ มันจะต้องได้รับโทษอย่างไอ้นี่” พระยาอารักษ์ชี้ที่ศพนายเบี้ย “ทุกคน”
        บ่าวอื่นๆก้มหน้างุดด้วยความกลัวหัดหดกันทุกคน แล้วพระยาอารักษ์ก็ตะโกนสุดเสียงด้วยความแค้นใจอย่างที่สุด
        “อีเฟื่อง”
      
        ชุนพาเฟื่องว่ายน้ำมาถึงริมฝั่งไกลออกไปจากจุดเดิม ทั้งสองตะกายขึ้นฝั่งอย่างทุลักทุเล ชุนดูสภาพแย่มากเฟื่องมองเห็นวัดจึงบอกชุน
        “ตรงนั้นมีวัดอยู่ด้วย เราไปพักที่นั่นกันเถอะชุน”
        ชุนพยักหน้ารับ เฟื่องประคองชุนไปที่วัด
      
       ในวัดร้าง เฟื่องประคองชุนนอนลง แล้วมองดูหน้าเขา
        “ท่าทางเจ้าดูไม่ดีเลยชุน”
        “คุณหนู...เห็นทีข้าจะไปไม่รอดแล้วละ”
        เฟื่องร้องไห้
        “ไม่...อย่าพูดเช่นนั้นสิชุน เจ้าต้องอยู่กับข้า เราสองคนจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”
        “คุณหนู...ยอมรับความจริงเสียเถอะ ข้ารู้อาการของข้าดี”
        “ไม่ๆ เจ้าอย่าพูดอย่างนี้สิชุน อย่าพูด”
        แล้วทันใดนั้นชุนก็กระอักเลือดออกมา เฟื่องเห็นอาการของชุนแล้วก็ร้องไห้โฮ แล้วคว้าตัวเขามากอดปลอบโยน ร้องไห้อย่างไม่รู้จะทำอะไรได้ดีไปกว่านั้น
      
        บ่ายคล้อยวันใหม่ ชุนสภาพเริ่มแย่นอนอยู่บนตักนิ่ง เฟื่องเองก็อ่อนแรงลงเหมือนกัน ไม่นานชุนก็กระอักเลือดออกมาอีก เฟื่องกระวนกระวายใจอีก
        “ชุน อดทน เข็มแข็งไว้นะ เจ้าอย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ”
        “คุณหนู...กลับไปเสียเถอะ ปล่อยข้าตายอยู่ที่นี่นั่นแหละ ขืนคุณหนูอยู่เราอาจต้องตายทั้งคู่”
        “ไม่...ข้าไม่กลับ ขืนกลับไปข้าก็ต้องตายทั้งเป็นอยู่ดีเจ้าคุณพ่อไม่ปล่อยข้าแน่ ข้าตัดสินใจหนีออกมาแล้ว นั่นก็คือถ้าเราหนีกันไม่รอดเราก็ต้องตายเหมือนกัน กลับไปมันก็มีค่าเท่ากัน”
        ชุนซึ้งน้ำตาไหล เฟื่องมองไปรอบๆเห็นเป็นพระประฐานที่ตั้งอยู่ด้านโน้น จึงตัดสินใจประคองชุนไปตรงนั้น
        “ข้าจะขออธิษฐาน”
        ชุน พยายามจะขยับตัวลุกขึ้น เฟื่องประคองเขาคุกเข่าลงตรงหน้าพระประธานของวัดร้างแห่งนั้น ทั้งคู่พนมมือ
        “ขอท่านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่แห่งนี้จงเป็นพยาน ชุน...ฟังนะ” เฟื่องหันมองชุนที่สภาพไม่ไหวแล้วพูดก็แทบจะพูดไม่ได้ “ข้าขอสาบาน...สาบานรักว่า ข้าจะไม่มีวันเปลี่ยนใจไปจากเจ้า ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน หากแม้ว่าชาตินี้เราสองคนไม่อาจอยู่เป็นคู่กันได้ ข้าก็จะขอตายไปพร้อมกับเจ้า และขอติดตามรักเจ้าทุกชาติไป”
        สองคนหันมามองหน้ากัน แววตามุ่งมั่นจริงจัง แล้วต่างชะงักไป เพราะเริ่มมีเสียงพวกเหล่าคนที่ตามหาใกล้เข้ามาแล้ว เฟื่องเห็นท่าไม่ดีรีบประคองชุนออกไปจากที่นี่ทันที
      
        เวลาโพล้เพล้ เฟื่องประคองชุนมาที่ริมผาหน้าตาชุนแย่ลงเรื่อยๆซีดเขียวใกล้ตายเต็มที เมื่อเธอพาเขามายืนที่ริมหน้าผาได้ เธอก็มองออกไปเห็นหุบเหวข้างล่างลึกน่ากลัว เฟื่องกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวเลย ยังหันมายิ้มกับชุนเสียอีก
        “แปลกนะชุน ข้าไม่ยักกลัวเลย”
        ชุนเสียงระโหยเต็มที
        “คุณหนูยังเปลี่ยนใจทัน”
        “ไม่...ข้าบอกแล้วไง ข้าไม่เปลี่ยนใจข้าดีใจเสียอีก ที่จะได้ตายพร้อมกันกับเจ้า”
        “เราจะตายร่วมกัน”
        “ไม่ว่าชาติไหนๆก็ขอให้ไม่มีผู้ใดมาพรากรักเจ้ากับข้าได้ ข้าจะขออยู่เคียงข้างและตามรักเจ้าทุกชาติไป”
        ชุนพยักหน้าแล้วกอดเฟื่องไว้เป็นครั้งสุดท้าย แล้วทั้งคู่ก็จับมือกันเดินไปที่ริมผาอย่างไม่หวั่นเกรงต่อความตายอีกต่อไป
      
       ชุนกับเฟื่องจับมือกันแล้วกระโดดลงสู่หน้าผานั้นไปด้วยกัน
      

       จบตอนที่  6
ตอนที่ 7
      
       ค่ำคืนนั้น พันเดินอารมณ์เสียกลับมาที่เรือน เพียร สิงห์ และบ่าวคนอื่นๆ ตามหลังมา
      
       “มันจะเป็นไปได้อย่างไรกันวะ ที่ทั้งเรา ทั้งท่านเจ้าคุณอารักษ์ ตามหาไอ้ลูกจีนกับแม่เฟื่องไม่พบ ทั้งที่มันสองคนก็บาดเจ็บอยู่ แล้วแม่เฟื่องก็เป็นผู้หญิง จะหนีหายไปทางไหนได้รวดเร็วนัก”
       สิงห์ชักหวาดๆ
       “หรือจะมีผีมาพรางตา...ช่วยพวกมันขอรับนาย”
       พันยิ่งโมโห
       “ถ้าไอ้อีผีหน้าไหนช่วยพวกมันสองคนหนีไปได้ละก็ กูจะฆ่ามันให้ตายซ้ำสองเลยทีเดียว”
       พูดจบพันตะโกนสุดเสียงด้วยความแค้นใจอย่างที่สุด แล้วก็เอาดาบฟันวืดวาดใส่อากาศระบายแค้น เพียรกับสิงห์และบ่าวอื่นๆหลบกันอุตลุด กลัวนายพลาดฟันมาโดน แล้วอยู่ดีๆกิ่งไม้กิ่งหนึ่งหักจากต้นตกมาใส่ที่ตัว พันล้มหงายไป
       “โอ๊ย”
       คอพันที่ใส่สายสร้อยพระอยู่ ขาดหลุดออกจากคอแต่พันยังไม่รู้ตัว เพียรกับสิงห์ที่วิ่งไปหลบพันอยู่หลังพุ่มไม้เพราะกลัวพันฟาดดาบมาโดน พอเห็นนายล้มหงายไป ก็จะวิ่งออกมาช่วยประคองนายแต่ยังไม่ทันจะมาถึงตัวพัน จู่ๆผีเดือนจะโดดพุ่งลงมาจากต้นไม้ลงนั่งคร่อมร่างของพัน แล้วบีบคอพันอย่างแรง
       “ไอ้พัน...มึง...ตาย”
       เพียรกับสิงห์ตกใจสุดขีด เพียรร้องลั่น
       “เฮ้ย...ฉิบหายแล้ว”
       สองบ่าวขยับจะเข้าไปช่วยนายแต่ก็กลัวผีเดือนมาก พอขยับตัว ผีเดือนที่นั่งคร่อมร่างพันและบีบคอพันอย่างสุดแรงอยู่นั้น ก็หันแต่เฉพาะส่วนหัวหน้าผีมาจ้องเพียรกับสิงห์ และบ่าวอื่นๆ ด้วยดวงตาแดงวาวโรจน์อย่างน่ากลัวสุดๆ สองบ่าวร้องลั่นแล้วโผเข้ากอดกันกลมด้วยความกลัวสุดขีด
       “ไอ้เพียร นายก็ใส่พระอยู่นี่หว่า ทำไมผีอีเดือนมันทำร้ายนายได้วะ”
       เพียรเห็นสร้อยพระของพันขาด ตกอยู่ไม่ไกลตัวพันเท่าไหร่ แต่พันกำลังตาเหลือกเพราะถูกบีบคออยู่จนทำอะไรไม่ได้ เพียรชี้ให้สิงห์ดู
       “สร้อยพระนายขาด”
       สิงห์เห็นสร้อยพระ ขาดตกอยู่ข้างตัวพัน
       “แล้วเอาไงดีวะ ขืนปล่อยให้ผีอีเดือนมันบีบคอนายอยู่อย่างนี้ นายเราคงตายแน่”
       เพียรคิดอะไรบางอย่างออก ทำใจกล้าวิ่งไปหยิบสร้อยพระของพันที่ขาดอยู่ เอามายัดใส่อกเสื้อตัวเองไว้แล้วถอดสร้อยพระจากคอตัวเอง พุ่งเข้าไปคล้องใส่คอผีเดือน ผีเดือนร้องโหยหวน เนื้อตัวร้อนเหมือนจะไหม้ แล้วหายตัววับไปทันที สร้อยพระที่เพียรใช้คล้องคอผีเดือน ตกอยู่ที่ข้างตัวพันนั่นเอง เพียรกับสิงห์เห็นผีเดือนไปแล้ว ก็รีบเข้าประคองพันให้ลุกขึ้น เพียรเอาสร้อยพระที่ตกอยู่ข้างตัวพัน คล้องใส่คอพันทันที แล้วสองบ่าวก็ช่วยกันกึ่งลากกึ่งประคองพันเข้าบ้านอย่างไม่รอช้า บ่าวอื่นๆรีบตามติด ทั้งหมดเหลียวหน้าเหลียวหลังเลิ่กลั่ก กลัวว่าผีเดือนจะโผล่ออกมาทำร้ายอีก แต่ก็ไม่เห็น สองบ่าวกึ่งลากกึ่งประคองพันไป ผีเดือนปรากฏร่างขึ้นมาอีกครั้ง รอบคอเป็นรอยไหม้ เพราะฤทธิ์ของสร้อยพระ จ้องแค้น
       “กูจะจองล้างจองผลาญพวกมึงสามคน พวกมึงสามคนต้องตายตกตามกู”
       ผีเดือนหน้าเคียดแค้นสุดๆ
      
       สองบ่าวกึ่งลากกึ่งประคองพันมาจนถึงเรือน เพียรถามอย่างเป็นห่วง
       “นายเป็นยังไงบ้างขอรับ”
       “ถามกูได้ กูก็เกือบตายนะสิ”
       พันเจ็บคอที่ถูกบีบ สิงห์ยังกลัวๆอยู่
       “ผีอีเดือน มันร้ายจริงๆนะขอรับ เห็นตอนที่มันบีบคอนายหน้านายเนี่ยแดงจนซีดเชียว สร้อยพระนายไม่น่ามาขาดเล้ย ไม่งั้นมันคงเข้าถึงตัวนายไม่ได้นะขอรับ”
       พันแค้น
       “ฤทธิ์เยอะนักนะอีเดือน ดี มึงกับกูได้เห็นดีกัน” พันหันไปสั่ง “ไอ้สิงห์ ไอ้เพียร มึงไปกว้านหาหมอผีทั่วพระนคร หน้าไหนที่มันปราบผีเก่งนัก มึงเอามันมาให้กู กูจะปราบผีอีเดือนเอง”
       พันอาฆาตแค้นผีเดือน
      
       ในห้องพระ...ศรีเรือนไหว้พระไป ร้องไห้ไปใจจะขาด
       “ขอคุณพระคุณเจ้าช่วยคุ้มครองลูกสาวอิฉันด้วยเถิดเจ้าค่ะ ขออย่าให้ลูกเฟื่องเป็นอะไรไป ขอให้ลูกเฟื่องหนีไปได้ตลอดรอดฝั่งทีเถิด”
       แล้วศรีเรือนก็ร้องไห้โฮออกมา
       “นี่ถ้าลูกเฟื่องถูกลากตัวกลับมาได้ ก็คงหาความสุขตลอดชีวิตที่เหลือไม่ได้ แต่ถ้าลูกเฟื่องหนีไปได้ ก็คงจะต้องไปตกระกำลำบากเลือดตากระเด็นอยู่ที่ไหน แม่ก็สุดจะรู้จะเห็น โธ่...เฟื่องลูกแม่”
       ศรีเรือนร้องไห้ ห่วงลูกใจจะขาด
      
       บ่าวชาย 2 คนหามศพนายเบี้ยที่หัวขาดกลับมาที่เรือนทาส สร้อย อุ่น ทับทิมและบ่าวอื่นๆวิ่งเข้ามาดู หัวนายเบี้ยที่วางอยู่บนร่างของตัวเองพอบ่าวอื่นๆเห็นว่าอะไรเป็นอะไรก็ร้องวี๊ดว๊ายด้วยความตกใจ อุ่นพึมพำ
       “นายเบี้ย”
       ทุกคนร้องไห้โฮด้วยความอาลัยรักนายเบี้ยกันถ้วนหน้า ทับทิมถามด้วยน้ำตานองหน้า
       “มันเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนทำนายเบี้ย”
      
       บ่าวเล่าเรื่องราวก่อนหน้านี้ พระยาอารักษ์จับได้ว่านายเบี้ยเป็นคนปล่อยชุนให้หนีไปได้
       “อีลูกไม่รักดีมันหายไปไหนวะ แล้วไอ้ผู้ชายคนที่พามันหนีนั่นมันใครกัน ทำไมรูปร่างหน้าตามันคล้ายกับไอ้ลูกจีนคนนั้น”
       พระยาอารักษ์หันขวับไปมอง นายเบี้ยก้มหน้าทันที
       “อย่าบอกนะว่ามึงโกหกกู หลอกกูว่ามันตาย แต่ที่แท้มึงปล่อยให้มันหนีไปกับลูกกูน่ะ”
       นายเบี้ยไม่ตอบ เอาแต่ก้มหน้า พระยาอารักษ์ระเบิดอารมณ์ ใช้ดาบที่ถืออยู่ในมือฟันนายเบี้ยฉับ นายเบี้ยถึงกับตาเหลือก ร้องไม่ออกสักแอะขณะที่ล้มลงตายทั้งๆที่ตายังเบิกโพลงอยู่
      
       ทุกคนอึ้งไปเลยร้องไห้กันระงมกับศพนายเบี้ย อุ่นเป็นห่วงเฟื่อง
       “แล้วคุณหนูล่ะ คุณหนูเป็นอย่างไรบ้าง”
       บ่าวชายส่ายหน้า
       “ตามไม่ทัน ท่านเจ้าคุณก็เลยยิ่งคลั่งใหญ่ ยิ่งท่านเจ้าคุณรักคุณหนูมากเท่าไหร่ ความแค้นมันก็ยิ่งทวีคูณเท่านั้นละ”
       สร้อยหัวเราะออกมา
       “สมน้ำหน้าแล้ว”
       ทุกคนหันขวับไปมองสร้อย
       “มองหน้าข้าทำไมกัน ก็ข้าสมน้ำหน้าท่านเจ้าคุณนี่ แม่ลูกรัก ทำงามหน้านัก จะหมั้นจะหมายกับลูกผู้ดีอย่างคุณพันอยู่แล้ว แต่กลับใฝ่ต่ำริคบชู้สู่ชายกับไพร่ต่างชาติต่างภาษา แล้วก็พากันหนี นี่ถ้าลากตัวกลับมาได้ ท่านเจ้าคุณคงจะต้องจับคุณหนูใส่ตะกร้าล้างน้ำให้หมดคาวไม่รู้กี่น้ำต่อกี่น้ำเลยละ ฮ่าๆ”
       ทับทิมไม่พอใจ
       “นังสร้อย เอ็งนี่มันเป็นคนอกตัญญูจริงๆ คุณหนูดีแสนดีกับเอ็งแทนที่เอ็งจะเดือดเนื้อร้อนใจไปกับคุณหนู กลับมาซ้ำเติม อีนรก”
       ขาดคำทับทิมก็ตบหน้าสร้อยผั๊วะ สร้อยโมโห โดดตบกลับ สองบ่าวเลยตบกันนัว จนคนอื่นๆต้องเข้ามาช่วยจับแยกเป็นโกลาหล จนแยกได้
       “ข้าจะบอกให้นะ ที่ข้าทำแบบนี้ข้าไม่ได้โกรธเกลียดคุณหนูหรอก แต่ข้าโกรธเกลียดท่านเจ้าคุณต่างหากที่เอาข้าเป็นเมีย แต่สั่งเฆี่ยนข้าจนเจ็บปางตาย มันก็สมควรแล้วที่ข้าทำแบบนี้เพื่อที่จะได้เห็นท่านเจ้าคุณเจ็บใจ เสียใจบ้างน่ะสิ”
       อุ่นแย้ง
       “แต่ที่เอ็งถูกเฆี่ยน ก็เพราะเอ็งริอ่านขโมยของของคุณหญิงนี่นา”
       “ข้าไม่ได้ขโมย ข้าถูกคุณหญิงใส่ร้ายโว๊ย จะต้องให้ข้าพูดอีกกี่ทีว่า ข้าถูกคุณหญิงใส่ร้าย เพราะฉะนั้นใครที่มันทำให้ข้าเจ็บ มันจะต้องเจ็บกว่าข้าร้อยเท่าพันเท่า”
       สร้อยแค้นเคืองพระยาอารักษ์และศรีเรือนสุดใจ โดยที่อุ่นกับทับทิมอยากเข้าไปตบแต่บ่าวอื่นจับกันไว้
      
       ศรีเรือนวิ่งออกมาจากห้องพระ มาหาพระยาอารักษ์ที่นั่งฮึดฮัดอารมณ์เสียสุดๆอยู่ อุ่น ทับทิม สร้อย และบ่าวอื่นๆค่อยๆทยอยขึ้นมาทางหลังเรือนเพื่อมาฟังข่าวของเฟื่องด้วย ศรีเรือนถามอย่าเป็นห่วงลูกมาก
       “พบตัวลูกเฟื่องมั๊ยคะคุณพี่”
       “ถ้าพบตัวมัน มึงก็ต้องเห็นกูจิกหัวลากมันขึ้นเรือนมาแล้วสิ”
       ศรีเรือนร้องไห้ออกมาอีก พระยาอารักษ์ประกาศก้อง
       “ในเมื่ออีเฟื่องมันริอ่านหนีตามไอ้ไพร่สถุลอย่างไอ้ลูกจีนคนนั้นไป โดยไม่เห็นแก่หน้ากู กูก็จะตัดขาดกับมัน กูกับมันหาใช่พ่อลูกกันอีกไม่ หากพบเจอมันอีกที่ไหน กูก็จะกุดหัวมันแล้วเอามาเสียบประจานให้รู้กันทั่วว่ามันคือลูกไม่รักดี”
       ศรีเรือนร้องไห้โฮๆ พระยาอารักษ์ยิ่งโมโห เตะกระโถนที่วางอยู่ใกล้เท้ากระเด็นไปกระแทกฝาเรือนเสียงดังเปรื่องปร่างอย่างน่าตกใจ บ่าวทุกคนหัวหดด้วยความตกใจและกลัวอารมณ์พระยาอารักษ์สุดหัวใจ
      
       ยิ่งเห็นแล้วว่าพระยาอารักษ์เพิ่งฆ่านายเบี้ยมาด้วย จึงก้มหน้างุดไม่มีใครกล้ามองหน้าพระยาอารักษ์เลยสักคน
        
         


       สักพักหนึ่งพระยาอารักษ์ หันไปเห็นอุ่นกับทับทิมก็นึกโกรธขึ้นมาอีก
      
       “มึงสองคนนี่ก็เหมือนกัน กูอุตส่าห์ไว้ใจให้มึงสองคนคอยติดตามดูแลลูกสาวกู แต่ลูกสาวกูหายไปจากเรือน มึงสองคนกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย พวกมึงนี่เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ”
       อุ่นกับทับทิมรีบก้มหน้างุดติดพื้น กลัวพระยาอารักษ์จนตัวสั่น พระยาอารักษ์หันไปสั่งบ่าวชาย
       “พวกมึงลากตัวอีอุ่นกับอีทับทิม เอาไปเฆี่ยนคนละร้อยที”
       อุ่นกับทับทิมตาเหลือกลาน ยกมือไหว้พระยาอารักษ์ปะหลกๆ อุ่นพยายามอ้อนวอน
       “อย่าเฆี่ยนบ่าวเลยเจ้าค่ะ บ่าวกลัวแล้ว”
       พระยาอารักษ์ไม่สนใจ
       “ลากตัวมันไป เฆี่ยนไม่ต้องยั้งมือ ถ้ากูรู้ว่าพวกมึงเฆี่ยนอีอุ่น อีทับทิมยั้งมือละก็ กูจะเฆี่ยนพวกมึงด้วยตัวเองเลย”
       บ่าวชาย 2 คนที่รับคำสั่งจากพระยาอารักษ์รีบลนลานเข้ามาลากตัวอิ่มกับทับทิม ลงจากเรือนไป อุ่นกับทับทิมร้องไห้โฮด้วยความกลัวสุดขีด บ่าวคนอื่นพลอยหน้าเสียไปด้วย แต่สร้อยยิ้มสะใจ พระยาอารักษ์ยืนนิ่งขึงด้วยความโกรธไม่คลายลงเลย ศรีเรือนได้แต่ร้องไห้แต่ทำอะไรไม่ได้เลย
      
       บ่าวชาย 2 คนลากตัวอุ่นกับทับทิมมาที่ลานทาส จับมัดอย่างแน่นหนา อุ่นกับทับทิมร้องไห้โฮๆอย่างสิ้นอาย แล้วบ่าวชาย 2 คน ก็เริ่มเฆี่ยนอุ่นกับทับทิม พร้อมกับนับเสียงดัง
       “หนึ่ง...”
       หวายหวดขวับลงกลางหลังอุ่นกับทับทิม สองบ่าวสะดุ้งเฮือกสุดตัว น้ำตาไหลพราก
       “สอง...”
       บ่าวคนอื่นๆทนดูภาพอุ่นกับทับทิมถูกเฆี่ยนแทบไม่ไหว บ่าวชายเฆี่ยนอุ่นกับทับทิมไปเรื่อยๆ ยังไม่ทันถึง 10 ที ทับทิมก็สลบไปแล้ว แต่อุ่นยังไม่สลบแต่บ่าวชายทั้งสองก็ยังคงเฆี่ยนต่อไปตามคำสั่งของพระยาอารักษ์อย่างเคร่งครัด บ่าวบางคนร้องไห้สงสารอุ่นกับทับทิมจับใจเพราะโดนเฆี่ยนเยอะขนาดนี้ตายแน่ มีคนเดียวในที่นั้นที่ยิ้มสะใจกับวิบากกรรมของอุ่นและทับทิม คือสร้อยนั่นเอง สร้อยพึมพำกับตัวเอง
       “นี่ถ้าอีนังคุณหนูเฟื่องถูกจับตัวกลับมาได้ มีหวังถูกเฆี่ยนจนสลบคาหวายไม่ต่างไปจากอีบ่าวรับใช้ของมันแน่”
      
       เฟื่องที่ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างงงๆลุกขึ้นนั่ง ตั้งสติคิดอยู่สักพักว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แล้วก็เริ่มนึกขึ้นได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เฟื่องหน้าตื่นสุดขีด
       “ชุน”
       เฟื่องเหลียวมองหาชุนไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา เธอลุกพรวดขึ้นวิ่งตามหาทันที
      
       เฟื่องวิ่งตามหาชุนไปทุกหนทุกแห่ง
       “ชุน...ชุน...”
       แล้วเธอก็ชะงัก เมื่อเห็นชุนนอนหงายไม่ได้สติอยู่ที่มุมหนึ่ง เฟื่องดีใจมากที่เจอเขา
       “ชุน”
       เฟื่องวิ่งพุ่งไปหาทันที แต่พอกำลังจะถึงตัว จู่ๆชุนก็ถูกพลังบางอย่างดูดร่างหายไปต่อหน้าต่อตาของเธอ เฟื่องกรีดร้องสุดเสียง
       “ชุน...ไม่...”
       เฟื่องพยายามจะวิ่งตามร่างชุนแต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดเธอก็ทรุดลงร้องไห้โฮ
       “ชุนอย่าทิ้งข้าไป...อย่าทิ้งข้า ไหนเราสัญญากันแล้วไงว่า...เราจะไม่พรากจากกันไปไงเล่า...ชุน...ฮือ...ฮือ”
       ทันใดนั้นก็มีเสียงอุ่นกับเสียงทับทิม ดังแว่วเข้ามา เฟื่องชะงักฟัง เสียงนั้นจึงดังขึ้น
       “คุณหนูเจ้าขา...ช่วยบ่าวด้วย”
       เฟื่องเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาทันที
      
       อุ่นสะบักสะบอมบาดเจ็บเต็มทีเพราะถูกเฆี่ยนอย่างไม่มียั้งมือเลย อุ่นครางเบาๆ
       “คุณหนู...”
       ทันใดนั้น หวายในมือบ่าวคนที่เฆี่ยนอุ่นก็หักเป๊าะ ทั้งๆที่ยังไม่ได้ตี กำลังเงื้อค้างอยู่ บ่าวคนนั้นตกใจ
       “เฮ้ย”
       ทุกคนในที่นั้นหน้าตื่นกันหมด บ่าวหันไปพูดกับเพื่อนที่เฆี่ยนทับทิม
       “หวายหัก”
       “หักก็เปลี่ยนอันใหม่สิวะ”
       บ่าวคนนั้นเดินไปหยิบหวายอันใหม่มา แล้วเฆี่ยนอุ่นอีกครั้ง ทันใดนั้น หวายก็หักดังเป๊าะกลางอากาศอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนหน้าตื่นยิ่งกว่าเดิม บ่าวอื่นเม้ากัน บ่าวหญิงหวาดๆ
       “ท่ามันจะยังไงเสียแล้วกระมังนี่ หวายหักคามือถึง 2 ครั้ง 2 คราติดๆกัน”
       บ่าวอื่นพยักเพยิดเห็นด้วยว่ามีอะไรแปลกๆแล้วยังไม่ทันที่ใครจะทำอะไรต่อไป จู่ๆบ่าวคนที่ตีอุ่นก็ล้มลงไม่ได้สติแน่นิ่งไปเลย ทุกคนร้องด้วยความตกอกตกใจกันใหญ่ บ่าวที่เฆี่ยนทับทิมอยู่ทิ้งหวายในมือ วิ่งเข้าไปพลิกร่างเพื่อนให้หงายขึ้น ทุกคนในที่นั้นจึงเห็นว่าดวงตาของบ่าวคนนั้นไม่ได้ปิด แต่กลับตาเหลือกค้างอยู่อย่างน่ากลัว ทุกคนร้องออกมาด้วยความกลัว บ่าวพยายามจะตบหน้าเรียกสติเพื่อนแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเพื่อนจะได้สติคืนมา บ่าวเลยสั่งพวกบ่าวคนอื่นๆ
       “เฮ้ย...ช่วยกันหามมันขึ้นไปนอนบนเรือนเร้ว”
      
       สร้อยโวยวาย เมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
       “อ้าว...แต่เอ็งยังเฆี่ยนนังอุ่นกับนังทับทิมไม่ครบตามที่ท่านเจ้าคุณสั่งเลยนะ”
       “กูไม่ฆ่งไม่เฆี่ยนมันแล้วโว๊ย” บ่าวคนนั้นหันไปสั่งเหล่าบ่าวหญิง “ช่วยกันแก้มัดแล้วเอานังอุ่นกับนังทับทิมไปรักษาตัวกันทีไป๊ แล้วใครอย่าปาก โป้งไปบอกท่านเจ้าคุณเชียวนะว่ากูเฆี่ยนมันไม่ครบน่ะ ใครปากโป้ง มีเรื่องกับกูแน่”
       บ่าวคนนั้นจ้องหน้าสร้อย สร้อยเม้มปากท่าทางฮึดฮัดๆขัดใจ แล้วเหล่าบ่าวชายก็ช่วยกันดูแลบ่าวที่สลบอยู่ ส่วนเหล่าบ่าวหญิงก็ช่วยกันดูแลอุ่นกับทับทิมกันไป
      
       วันใหม่...ชุนเริ่มได้สติค่อยๆลืมตาขึ้นมาหน้างุนงงเหลียวมองไปรอบๆ เห็นว่าเป็นกระท่อมพรานมีที่ตนเคยมาอยู่ ชุนงงๆ ไม่รู้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เขาทบทวนความคิดแล้วจำได้ว่าสุดท้ายแล้วทำอะไรอยู่ ชุนคิดถึงเฟื่องทันที
       “คุณหนูเฟื่อง”
       ชุนจะลุกพรวดขึ้นแต่แล้วก็ต้องร้อง โอ๊ย ออกมาเสียงลั่น เพราะเจ็บไปทั้งตัว นวลกับพรานมีวิ่งเข้ามาทันที นวลดีใจจนร้องไห้
       “ชุน เจ้าฟื้นแล้ว”
       พรานมีรีบห้าม
       “อย่าเพิ่งรีบลุก เอ็งบาดเจ็บมิใช่น้อย”
       “ข้า...ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วคุณหนูเฟื่องล่ะ” เขาหลียวหาไปรอบๆ “แม่หญิงเฟื่องอยู่ที่ไหน แม่หญิงเฟื่องอยู่ที่นี่ด้วยใช่ไม๊ บอกมาสิว่าพวกท่านเจอข้าที่ไหน”
       นวลกับพรานมีทำหน้าลำบากใจ มองหน้ากันเป็นเชิงปรึกษาว่าจะบอกชุนยังไงดี พรานมีพยักหน้าให้นวลเป็นเชิงว่า...เล่าเถอะ นวลจึงเริ่มเล่าให้ชุนฟัง
       “คือว่าเมื่อคืน ข้า...เป็นห่วงเจ้ามาก รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี จนข้านอนไม่หลับเลย...”
      
       นวลนอนไม่หลับ เป็นห่วงชุนมาก แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจลุกขึ้นนั่งพนมมือสวดมนต์
       “ขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองชุนด้วยเถิดเจ้าค่ะ ขออย่าให้ชุนมีภยันตรายใดๆเลย”
       แล้วนวลก็ถอนใจใหญ่ด้วยความกังวล จะกลับไปนอนก็นอนไม่หลับ
      
       “ข้าก็เลยตัดสินใจออกไปตามหาเอ็ง”
      
       นวลแต่งตัวอย่างรีบร้อน แล้วออกจากกระท่อมไป

       เวลานั้นนวลเดินมาตามทางแล้วชะงัก เห็นกลุ่มของพันกับกลุ่มของพระยาอารักษ์ กำลังเดินท่าทางเอาเรื่อง ทุกคนมีอาวุธในมือ
      
       “แล้วข้าก็เห็นไอ้คนที่เคยทำร้ายเจ้ามันมากับคนกลุ่มใหญ่ ทุกคนมีอาวุธครบมือ ข้าก็เลยสังหรณ์ใจว่า...จะต้องเกิดเรื่องอะไรไม่ดีกับเจ้าขึ้นแน่ๆ ข้าก็เลยตัดสินใจตามพวกมันไป จนกระทั่ง...”
       นวล ขมวดคิ้วสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนทั้งสองกลุ่มจึงมีท่าทางเช่นนั้น นวลตัดสินใจวิ่งตามคนทั้งสองกลุ่มไปอย่างเงียบๆ
      
       นวลวิ่งตามกลุ่มของพัน กับกลุ่มของพระยาอารักษ์มาที่ซุ้มไม้กำแพงเมืองเงียบๆ แล้วนวลก็เห็นชุนกับเฟื่อง จับมือกันแล้วออกวิ่งหนีออกมาจากที่ซ่อน
       “เฮ้ย...นั่น” พันตะโกนลั่น
       นวล ตกใจที่จู่ๆก็มาเห็นชุนกับเฟื่อง แล้วพอทุกคนออกวิ่งตามชุนกับเฟื่องไป นวลก็ตัดสินใจวิ่งตามไปด้วยอีกคน
      
       นวลตามหลังกลุ่มพัน และกลุ่มพระยาอารักษ์ มาจนถึงริมน้ำ
       “ข้าตามพวกมันไปจนถึงริมแม่น้ำ แต่ข้าก็ไม่เห็นเจ้ากับแม่หญิงเฟื่อง แล้ว”
       นวลพยายามมองหาชุนกับเฟื่อง แต่ก็ไม่เห็น เช่นเดียวกับพันและพระยาอารักษ์ที่ก็หาชุนกับเฟื่องไม่เจอเหมือนกัน
       “กระผมจะไปหาทางโน้น คุณอาไปทางนั้น มันไม่น่าจะหนีไปไหนกัน ได้ไกลหรอกขอรับ”
       นวลเห็นพระยาอารักษ์พยักหน้ารับแล้วทั้งสองกลุ่มก็แยกย้ายกันออกไปค้นหาชุนกับเฟื่องกันคนละทาง นวลมองไปทางกลุ่มพันทีแล้วก็มองไปทางกลุ่มพระยาอารักษ์ที
       “ข้าก็เลยตัดสินใจตามกลุ่มคนที่เคยทำร้ายเอ็งไป”
       นวลแอบตามกลุ่มพันไป
      
       นวลแอบตามพวกพันมาและเห็นพันพยายามมองหาชุนกับเฟื่อง แต่ไม่เจอ เลยยิ่งอารมณ์เสีย
       “มันหายไปไหนเร็วจริงวะ ไหนอีสร้อยว่ามันเจ็บ”
       สิงห์แปลกใจ
       “นั่นสิขอรับ”
       นวลพึมพำ
       “ชุนหายไปไหนนะ...”
       นวลกังวลและเป็นห่วงตัดสินใจวิ่งกลับไปยังทิศทางที่กลุ่มกับพระยาอารักษ์ไป
      
       นวลวิ่งกลับมาเจอกลุ่มพระยาอารักษ์พอดี
       “ฮึ่ย อีลูกไม่รักดีมันหายไปไหนวะ แล้วไอ้ผู้ชายคนที่พามันหนีนั่นมันใครกัน ทำไมรูปร่างหน้าตามันคล้ายกับไอ้ลูกจีนคนนั้น”
       พระยาอารักษ์ขวับไปมอง นายเบี้ยก้มหน้าทันที
       “อย่าบอกนะว่ามึงโกหกกู เอาหัวใจของตัวอะไรมาให้กูดู แล้วหลอกกูว่ามันตาย แต่ที่แท้มึงปล่อยให้มันหนีไปกับลูกกูน่ะ”
       นายเบี้ยไม่ตอบ เอาแต่ก้มหน้า พระยาอารักษ์ระเบิดอารมณ์ ใช้ดาบที่ถืออยู่ในมือฟันนายเบี้ยฉับ นายเบี้ยถึงกับตาเหลือก ร้องไม่ออกสักแอะขณะที่ล้มลงตายทั้งๆที่ตายังเบิกโพลงอยู่ คนอื่นๆตะลึงไปตามๆกัน...นวลซึ่งแอบซุ่มดูอยู่ ตกตะลึงไม่แพ้คนอื่นๆเมื่อเห็นพระยาอารักษ์ฟันคอนายเบี้ยขาดกระเด็นอย่างไม่ลังเลเลยแล้วพระยาอารักษ์ประกาศก้อง
       “ใครคิดคดทรยศกู โกหกกู หลอกกู ทำให้กูเจ็บใจ มันจะต้องได้รับโทษอย่างไอ้นี่”
       พระยาอารักษ์
       “ชี้ที่ศพนายเบี้ย
       “ทุกคน”
       บ่าวอื่นๆก้มหน้างุดด้วยความกลัวหัดหดกันทุกคน แล้วพระยาอารักษ์ก็ตะโกนสุดเสียงด้วยความแค้นใจอย่างที่สุด
       “อีเฟื่อง”
       นวล ทั้งเกลียดทั้งกลัวพระยาอารักษ์ ค่อยๆเดินเลี่ยงออกจากการซุ่มดูกลุ่มของพระยาอารักษ์
      
       นวลเล่าเรื่องที่รู้เห็นมาให้ชุนฟังอย่างไม่สบายใจ
       “ข้าพยายามตามหาเจ้าไปทุกหนทุกแห่งที่ข้าคิดว่าเจ้าอาจจะไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่นั่น แต่ข้าก็หาเจ้าไม่พบ ไม่ว่าจะที่ใด จนกระทั่ง...”
      
       นวลอ่อนล้ามาก จนต้องทรุดลงนั่งพักที่โคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
       “ข้าเดินหาเจ้าต่อไปไม่ไหว ข้าเลยเลย...”
       นวลผล็อยหลับไปทั้งๆที่ยังนั่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่ง พระอาทิตย์วันใหม่ขึ้นพ้นขอบฟ้า นวลเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้น รู้สึกเมื่อยขบไปทั้งตัวเธอขยับตัวไล่ความเมื่อย แล้วชะงักเมื่อได้ยินเสียงเสือคำรามอยู่ไม่ไกลนัก นวลหันไปมองทางต้นเสียงทันทีเห็นเสือเดินอยู่ไม่ไกลนักเธอตาเบิกโพลงด้วยความตกใจสุดขีด พยายามคิดหาทางหนีทีไล่ แล้วคิดอะไรได้ตัดสินใจปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้ เสือเดินห่างออกไป ไม่สนใจแล้ว นวลถอนใจเฮือกด้วยความโล่งอก แล้วมองไกลออกไปโดยไม่ทันได้ตั้งใจ แล้วชะงักเมื่อเห็นร่างคนคนหนึ่งนอนอยู่คาคบไม้ที่กลางหน้าผา หมิ่นเหม่อย่างน่ากลัว นวลรีบปีนลงจากต้นไม้ทันที
      
       นวลวิ่งมาที่ริมผา แล้วคุกเข่าลงชะโงกมองลงไปข้างล่าง เห็นร่างของคนๆหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ที่คาคบไม้ เธอตัดสินใจปีนลงไปดู
       นวลปีนลงมาที่กลางหน้าผาอย่างทุลักทุเลมาก จะพลาดหล่นไปก็หลายครั้ง แต่ในที่สุดก็ปีนลงมาถึงคาคบไม้กลางหน้าผาได้จนสำเร็จ นวลทรุดลงนั่งแล้วค่อยๆพลิกร่างของคนที่นอนคว่ำหน้านิ่งอยู่นั้นให้หงายขึ้น และพอเห็นเต็มตา
       “ชุน”
      
       นวลเล่าเสร็จ ยิ้มให้ชุนทั้งน้ำตา
       “ข้าดีใจเหลือเกินที่พบเจ้า”
       ชุนร้อนรน
       “แล้วแม่หญิงเฟื่องล่ะ ตอนนี้แม่หญิงเฟื่องอยู่ที่ไหน บาดเจ็บมากรึเปล่า...พาข้าไปพบนางที”
       “ข้า...พบแต่เจ้าเพียงคนเดียว”
       ชุนตะลึง
       “ไม่จริง เจ้าเจอข้า เจ้าก็ต้องพบแม่หญิงเฟื่องด้วยสิ ตอนนี้นางก็ยังต้องอยู่ข้างนอกนั่น ข้าจะออกไปตามหาแม่หญิงเฟื่องเอง”
       ชุนลุกพรวดขึ้นจะไป แต่แล้วก็ทรุดฮวบลง ไม่มีแรงและบาดเจ็บสาหัส นวลตกใจ
       “ชุน” นวลรีบประคอง “เจ้าออกไปไหนไม่ได้หรอก เจ้าตกหน้าผาสูงขนาดนั้นแต่ยังรอดมาได้นี่ก็นับว่าบุญโขแล้ว อยู่นิ่งๆแล้วก็รักษาตัวให้ทุเลาก่อนเถอะ แล้วเจ้าค่อยออกไปตามหา”
       ชุนดื้อดึง
       “ไม่...ข้าจะไปหาแม่หญิงเฟื่องของข้า”
       ชุนฮึดฮัดๆจะไปแต่ก็ไม่มีแรง พรานมีเข้ามากดบ่าชุนให้สงบลง
       “ไอ้ชุนเอ๊ย...เอ็งเชื่อนังนวลมันเถิด ขืนเอ็งเดินออกไปไม่กี่ก้าวก็ล้มแล้ว อยู่ที่นี่...รักษาตัวให้ดีก่อน ส่วนแม่หญิงเฟื่องอะไรของเอ็งนั่น ประเดี๋ยวข้าจะออกไปตามหาให้เอ็งเอง”
       ชุนเริ่มนิ่งเพราะรู้ว่าตัวเองก็ไม่มีแรงที่จะออกไป จึงยกมือไหว้อย่างซาบซึ้งใจ
       “จริงนะท่านลุง ช่วยตามหาแม่หญิงเฟื่องให้พบทีเถิด ข้าเป็นห่วงนางจริงๆท่านลุง”
       “เออๆ ข้ารู้แล้ว ข้าจะออกไปตามหาให้”
       แล้วพรานมีก็เดินออกไป นวลมองชุนเป็นห่วง
       “ชุน...เจ้าบาดเจ็บมาก อย่าเพิ่งคิดอะไรตอนนี้เลยนะ พักก่อนเถอะ”
       ชุนจับมือนวล
       “เจ้าเข้าใจข้าใช่ไหมนวล ว่าแม่หญิงเฟื่องคือชีวิตจิตใจของข้า เจ้ากับพ่อต้องช่วยตามหานางให้พบนะ ข้าเป็นห่วงนางจริงๆ”
       นวลฟังเจ็บแปลบ ส่วนชุนค่อยๆนอนลงรำพึง
       “เมื่อเราสองคนเห็นชีวิตข้างหน้ามันมืดมนอับจนหนทาง เราถึงได้ตัดสินใจที่จะตายไปด้วยกัน แต่ข้ากลับรอด ข้าอยากรู้ว่าตอนนี้นางอยู่ที่ไหน ถ้าข้าต้องมีชีวิตอยู่โดยไม่มีนาง ข้าจะอยู่ได้อย่างไร ข้าจะอยู่ยังไง คุณหนูเฟื่องเจ้าอยู่ที่ใด คุณหนูเฟื่อง”
       นวลได้แต่มองด้วยความเศร้าใจจนพูดอะไรไม่ออก แล้วชุนก็ผล็อยหลับไปเพราะอาการบาดเจ็บในที่สุด...
      
       บรรยากาศยามค่ำคืนน่ากลัว ลมพัดกิ่งไม้กวัดไกวเกิดเป็นเงาวูบวาบน่ากลัว พันเข้ามามุมหนึ่งบริเวณบ้าน
       “แล้วไอ้หมอผีล่ะ มันอยู่ที่ไหน”
       “อยู่ที่ลานพิธีแล้วขอรับนาย ทุกอย่างเตรียมพร้อมสำหรับนายแล้วขอรับ” สิงห์บอก
       “มึงแน่ใจนะ ว่าไอ้หมอผีคนนี้มันจะปราบผีอีเดือนได้”
       เพียรยิ้มมั่นใจ
       “แน่ใจสิขอรับ คนในแคว้นนี้ เขาร่ำรือว่าหมอผีคนนี้เก่งกาจมากนะขอรับ ปราบผีมานักต่อนักแล้ว ที่ว่าเฮี้ยนแค่ไหนก็จับลงหม้อ ลงไหถ่วงน้ำ ได้หมดนะขอรับ”
       “งั้นพวกมึงรีบพากูไป กูอยากจะเห็นผีอีเดือนมันลงหม้อบัดเดี๋ยวนี้เลย”
       “ขอรับนาย”
      
       พวกพัน สิงห์ และเพียร รีบออกไป


  


       ตรงลานกว้างหลังวัดร้าง...หมอผีนั่งอยู่กลางลานนั้น เบื้องหน้ามีอุปกรณ์ปราบผีพร้อม ล้อมวงสายสิญจน์ไว้ 3 ด้าน สิงห์และเพียร นำพาพันมาหาหมอผี สิงห์เข้ามาบอก
      
       “กระผมพานายพันมาแล้วขอรับ”
       หมอผีรีบบอก
       “เอ้า...อย่าร่ำไร เข้ามาในวงสายสิญจน์นี่เร็ว จวนได้เวลาทำพิธีสะกดวิญญาณแล้ว”
       พันและคนอื่นๆรีบเข้าไปนั่งในวงล้อมของสายสิญจน์ พอครบทุกคน ลูกศิษย์ของหมอผีก็จัดแจงเอาสายสิญจน์ล้อมด้านที่ 4 อย่างเรียบร้อย สิงห์กับเพียร นั่งตัวชิดติดกัน เพียรแอบบ่นเบาๆ
       “งานนี้มึงว่าเราจะปราบผีได้หรือผีมันจะมาปราบเราว่ะ”
       ลูกศิษย์ตวาด
       “เงียบ”
       สิงกับเพียรหุบปากทันที หมอผีเริ่มบริกรรมคาถา เสียงเงียบไปทั่วบริเวณ แล้วทันใดนั้นลมก็พัดแรงมากจนทุกคน ยกเว้นหมอผีต้องยกแขนขึ้นมาบังตา แล้วผีเดือนก็ปรากฏร่างขึ้น พัน สิงห์ เพียร ร้องลั่น แล้วพอผีเดือนเห็นพัน สิงห์ เพียร ก็พุ่งเข้ามาหาทันที แต่พอเห็นโดนเข้ากับสายสิญจน์ก็กรีดร้องเสียงลั่นตัวเหมือนโดนเผาไหม้ จนต้องถอยกลับไปอยู่ห่างๆ สีหน้าหวาดกลัว พวกพันยิ้ม เชื่อว่าหมอผีเก่ง หมอผีค่อยๆ หยิบหม้อดินมาวางตรงหน้า
       “จงลงมาอยู่ที่นี่”
       “ไม่”
       “กล้าขัดคำสั่งข้าเรอะ”
       หมอผีเร่งบริกรรมคาถามากขึ้นไปอีก เสียงสวดดังกังวานผิดปกติไปทั่วบริเวณนั้น ผีเดือนเหมือนโดนดูดพยายามขัดขืนทุกวิถีทาง ไม่ยอมลงหม้อ เพราะรู้ดีว่าถ้าลงไปแล้ว คงไม่มีโอกาสไปผุดไปเกิดได้อีก วิญญาณของเดือนตัดสินใจรวบรวมพลังสุดท้ายที่ยังมีอยู่รวบรวมร่างตนเองให้กลายเป็นดวงไฟแล้วพุ่งกระแทกหม้อดินตรงหน้าหมอผีจนแตกกระจาย ทุกคนตกใจร้องลั่น
       “เฮ้ย”
       หม้อดินแตกกระจายไม่มีชิ้นดีตรงหน้า หมอผีโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที จ้องมองไปที่ดวงไฟ ดวงไฟกลับกลายเป็นผีเดือนโดดขึ้นไปยืนเหนือคบไม้ แต่ท่าทางเหมือนจะหมดแรง
       “ฤทธิ์มากนักนะ นังนี่”
       พันอึ้งๆ
       “พ่อหมอ ทำไมมันถึงฤทธิ์มากอย่างนี้ล่ะ ตอนมันเป็นคนอยู่ มันก็เป็นทาสที่ดูเรียบร้อยดี ไม่น่าจะมีอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชอะไรมากอย่างนี้เลยนี่พ่อหมอ”
       “เพราะมันแค้นมาก มันจึงมีฤทธิ์มากเช่นนี้”
       “งั้นพ่อหมอรีบจัดการมันเลย”
       หมอผีเอาหม้ออีกใบออกมาวาง และเริ่มต้นบริกรรมคาถาอีกครั้ง ผีเดือน เหมือนถูกเชือกที่มองไม่เห็นดึงลงมาที่หม้อดินอย่างช้าๆ ผีเดือน พยายามต้านทานการถูกดูดเข้าหม้ออย่างสุดกำลัง หมอผีจึงเร่งสวดคาถาตัวเองให้ดังขึ้น ผีเดือนถูกดูดหายลงไปในหม้อ หมอผีรีบเอาผ้ายันต์สีแดงปิดปากหม้อดินแล้วผนึกให้แน่น พวกพันยิ้มดีใจ
       “พ่อหมอ ตกลงอีผีอีเดือนมันอยู่ในหม้อนี่แล้วใช่มั๊ย”
       หมอผีพยักหน้า
       “แล้วพ่อหมอจะเอาหม้อดินนี่ไปไว้ที่ไหนล่ะ”
      
       ลูกศิษย์ของหมอผีพายเรือออกไปกลางแม่น้ำ ค่อยๆหย่อนหม้อดินลงในน้ำที่กะว่าเป็นช่วงที่ลึกที่สุดของแม่น้ำแล้ว ส่วนหมอผีนั้นนั่งบริกรรมคาถาอยู่ที่ริมฝั่ง พัน เพียร สิงห์ อยู่ข้างหลังหมอผี เฝ้าดูด้วยใจระทึก หม้อดินถูกหย่อนลงในแม่น้ำ แล้วค่อยๆจมลง...หม้อดินค่อยๆจมดิ่งๆไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จมลงนิ่งที่ก้นแม่น้ำ...ทุกคนที่ริมฝั่งเห็นลูกศิษย์หมอผีพายเรือกลับเข้าฝั่ง ก็รู้ว่าหม้อดินจมลงใต้แม่น้ำเรียบร้อยแล้ว พันยิ้มดีใจ เพียรหันมาคุยกับพัน
       “ต่อไปผีอีเดือนมันก็จะไม่มารังควาญนายอีกแล้วนะขอรับ”
       “ดี...ถ้าเช่นนั้น...” พันถอดสร้อยพระออกจากคอเลย “ข้าก็ไม่จำเป็นจะต้องใส่สร้อยพระนี่ให้หนักคออีกต่อไป ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวอีกแล้ว และต่อจากนี้ก็เหลือแต่ตามหาตัวแม่เฟื่องให้พบ”
       ขาดคำพัน ทุกคนก็เห็นอะไรบางอย่างลอยมาตามน้ำ ทุกคนชะงักมองที่ของสิ่งนั้น ลอยมาติดตลิ่งตรงที่พวกพันยืนอยู่พอดี สิงห์วิ่งลงไปคว้าขึ้นมา แล้วเอามาส่งให้พัน พันรับมาดูอย่างพิจารณาแล้วครุ่นคิด
       “นี่มัน...สไบของแม่เฟื่องนี่ ข้าจำได้...”
       ทุกคนมองไปทางต้นน้ำ แต่ก็ไม่เห็นอะไรอีก
       “ถ้าสไบลอยมาถึงที่นี่ แสดงว่าแม่เฟื่องจะต้องอยู่แถวต้นน้ำแน่”
       พันออกเดินขึ้นไปทางต้นน้ำทันที สิงห์สงสัย
       “นายจะไปไหนขอรับ”
       “ข้าจะไปตามหาตัวแม่เฟื่องนะสิ ข้าก็จะต้องหาแม่เฟื่องให้พบให้จงได้ พวกเอ็งตามมา”
       พันเดินลุยหาเฟื่องไม่ย่อท้อ สิงห์กับเพียรออกตามไปติดๆ
      
       เช้าวันใหม่...ชุนค่อยๆลืมตาตื่นได้สติขึ้นมาอีกครั้ง แล้วก็คิดถึงเฟื่องทันที
       “คุณหนูเฟื่อง”
       ชุนพยายามจะลงจากที่นอน แต่ก็อ่อนแรงเต็มที ขาอ่อนจนทรุดลง นวลถือถ้วยยาเข้ามาพอดี พอเห็นสภาพชุนก็ตกใจ รีบวางถาดยาแล้วเข้าไปประคองด้วยความเป็นห่วง
       “ชุน เจ้าลุกจากที่ทำไม”
       “แม่หญิงเฟื่องล่ะ พบตัวแม่หญิงมั๊ย”
       นวลส่ายหน้า
       “พ่อยังไม่กลับมาเลย แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอกไม่นานพ่อข้าก็น่าจะใกล้กลับมาแล้ว...และแม่หญิงเฟื่องของเจ้าก็คงจะกลับมาด้วย”
       ชุนมองนวลอย่างซาบซึ้งใจ
       “ถ้าไม่ได้เจ้าไปพบข้าที่โขดหินกลางหน้าผา ข้าก็คงตายไปแล้ว ข้าเป็นหนี้ชีวิตเจ้าอีกครั้งหนึ่งแล้วนะ”
       สองคนมองหน้ากัน นวลมีความสุขที่ได้อยู่กับชุนอีกครั้งแต่เมื่อนึกถึงเฟื่องนวลจึงเปลี่ยนเรื่องยกถ้วยยามาให้
       “กินยาเสียก่อนเถิดชุน เจ้าจะได้หายไวๆ”
       ชุนเอื้อมมือไปรับถ้วยยามามือแตะกัน นวลมีสีหน้าเก้อเขินใจเต้นแรง ชุนกินยาในถ้วยจนหมด แล้วส่งถ้วยยาเปล่าคืนให้ นวลรับถ้วยยาไปแล้วทันใดนั้นก็มีลมพัดกรรโชกเข้ามาจนถ้วยยาในมือนวลกระเด็นตกแตกอย่างน่าตกใจ นวลหน้าตื่น
       “ทำไมถ้วยยาถึงตกจากมือข้าไปได้นะ”
       “เจ้าเป็นอะไรไหม ข้าว่าเจ้าคงเหนื่อยกระมัง มัวแต่ดูแลข้า จนตัวเอง ไม่ได้พัก เจ้าไปพักเสียบ้างเถิด อย่าห่วงข้าเลย”
       นวลพยักหน้า
       “ข้าจะไปพัก แต่สัญญากับข้าเรื่องหนึ่งก่อนนะ ว่าเจ้าจะต้องไม่ออกไปจากกระท่อมนี้ ตกลงไหม”
       ชุนเห็นนวลสีหน้าเป็นห่วงเขาอย่างจริงจัง จึงจำใจรับปาก
       “ข้าสัญญา...”
       นวลยิ้ม
       “ข้าจะรอเจ้านอนก่อน เจ้านอนสิ...”
       ชุนลงนอนอย่างว่าง่าย ไม่อยากขัดใจนวล หลับตาทำเป็นนอน นวลยิ้มพอใจ แล้วออกไป พอนวลพ้นไป ชุนก็ตื่นลืมตาหน้าเครียดอีก
       “คุณหนูเฟื่อง...ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใดกันนะ”
      
       ร่างเฟื่องนอนฟุบมองไม่เห็นหน้านอนนิ่งอยู่ที่โขดหิน พันเดินมาทางที่ร่างเฟื่องนอนอยู่ เขากวาดตามองหาเฟื่องไปทั่วบริเวณ สิงห์กับเพียรก็มองหาด้วย
       “นาย”
       สิงห์ชี้ให้พันดูร่างของเฟื่องที่นอนอยู่ไกลๆ พันเห็นเฟื่องนอนฟุบหน้านิ่งอยู่
       “แม่เฟื่อง”
       พันวิ่งพรวดตรงไปยังร่างเฟื่องทันที สิงห์กับเพียรวิ่งตามไปติดๆ พอพันมาถึงตัวเฟื่องก็ไม่ทันคิดอะไรมาก รีบเข้าไปจับร่างพลิกให้หงายขึ้น ทันใดนั้น พัน สิงห์ และเพียร ต่างก็เห็นใบหน้าเฟื่องชัดๆ ทั้งซีดปนเขียวอย่างคนตาย ตาเหลือกโพลงแต่ตาดำกลายเป็นสีขาวไปแล้ว ตรงมุมปากมีคราบเลือดเกรอะกรัง หน้าผากมีรอยฉีกขาดเละน่ากลัวอีกด้วย ทั้งสามร้องด้วยความตกใจพร้อมกัน
       “เฮ้ย”
      
       เฟื่องตายในสภาพที่น่ากลัวและน่าสยดสยองสุดๆ
      

       จบตอนที่  7
ตอนที่ 8
      
       ศรีเรือนเลื่อนสำรับอาหารออกจากตรงหน้า แล้วบอกบ่าว
      
       “เอ็งเก็บสำรับลงไปเถอะ ข้ากินไม่ลงหรอก”
       พระยาอารักษ์ยังโกรธไม่หาย
       “มีลูกไม่รักดี หนีตามผู้ชายไร้สกุลไป ไม่เห็นสมควรจะต้องอาลัยอาวรณ์มัน”
       “ถึงแม่เฟื่องจะทำเรื่องไม่ดี แต่ยังไงก็เป็นลูกเรานะคะคุณพี่”
       “แต่กูไม่คิดว่ามันเป็นลูกแล้ว”
       บ่าวหญิงคนหนึ่งเข้ามา
       “มีคนจากเรือนคุณพันมาขอพบท่านเจ้าคุณเจ้าค่ะ”
       พระยาอารักษ์พยักหน้ารับ บ่าวหญิงไปพาเพียรเข้ามา เพียรยกมือพนมไหว้พระยาอารักษ์แล้วรายงานหน้าตายังตื่นตระหนกไม่หาย จนพระยาอารักษ์สงสัย
       “คุณพันให้มากราบเรียนท่านเจ้าคุณว่า...พบตัวแม่หญิงเฟื่องแล้วขอรับ”
       ศรีเรือนดีใจอย่างที่สุด
       “พบตัวที่ไหนจ๊ะ” ศรีเรือนลุกขึ้นทันที “พาข้าไปพบลูกเฟื่องที”
       เพียรอึกอักๆ
       “เอ้อ...”
       ศรีเรือนชักโมโห ร้อนใจ
       “เอ้า พบตัวที่ไหนเล่า รีบพาข้าไปสิ”
       เพียรยังอึกอัก พระยาอารักษ์ชักเอะใจเลยตัดบท
       “ไม่ต้อง ข้าจะไปเอง แม่ศรีเรือนรอฟังข่าวอยู่ที่นี่เถิด”
       “แต่...”
       ศรีเรือน อยากไปหาลูกมาก พระยาอารักษ์หันมาจ้องหน้าเป็นเชิงว่าสั่งแล้ว เมียต้องทำตามห้ามแย้ง ศรีเรือนจึงไม่กล้าขัด
       “ค่ะคุณพี่รีบไปรับตัวลูกกลับมาเถิดค่ะ แล้วจะลงโทษเฆี่ยนตีมันอย่างไรก็ค่อยว่ากัน รีบไปเถิดค่ะ”
       ศรีเรือนผลักไสพระยาอารักษ์ให้รีบออกไป พระยาอารักษ์เลยออกไปกับเพียร มีบ่าวชายติดตามไปด้วย ศรีเรือนมองตามเป็นห่วง
      
       พระยาอารักษ์เดินลงจากเรือนมา จึงค่อยถามเพียร
       “เอ็งไปพบตัวลูกข้าที่ไหน แล้วมันเป็นอย่างไรบ้าง แล้วไอ้ลูกจีนล่ะ พบตัวมันด้วยหรือเปล่า”
       “เอ้อ...กระผมว่าท่านเจ้าคุณไปดูด้วยตาตัวเองดีกว่าขอรับ...”
       เพียรรีบก้มหน้างุดๆเดินนำไป ไม่ยอมพูดจาอีก พระยาอารักษ์สงสัยหนัก แต่ไม่อยากถามแล้ว อยากไปเจอตัวเฟื่องด้วยตัวเองเลยดีกว่า จึงรีบเร่งฝีเท้าตามเพียรไปเร็วๆ
      
       บ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามากลางหมู่ทาสที่กำลังล้อมวงกินข้าวกันอยู่ อิ่มกับทับทิมก็นั่งอยู่ด้วย แต่หน้าตาซีดเซียวมาก ยังระบมจากการถูกเฆี่ยนไม่หาย
       “พวกเอ็งรู้ข่าวรึยัง คุณพันพบตัวคุณหนูแล้ว”
       “จริงรึ พบที่ไหนแล้วพบเจ้าลูกจีนคนนั้นด้วยรึเปล่า แล้วตอนนี้คุณหนูอยู่ที่ไหน”
       “ข้าก็ไม่รู้ ไม่รู้อะไรสักอย่าง รู้แค่ว่าพบตัวคุณหนูแล้ว...เท่านั้นและเวลานี้ท่านเจ้าคุณก็กำลังออกไปรับตัวคุณหนูกลับมา”
       เหล่าบ่าววิพากษ์วิจารณ์เรื่องการพบตัวเฟื่องกันต่อ อุ่นกับทับทิมหันมามองหน้ากันอย่างดีใจ แล้วอุ่นก็ยกมือไหว้
       “สาธุ...ขออย่าให้คุณหนูเป็นอะไรเล้ย”
       อุ่นยกมือขึ้นจบไหว้ ทับทิมพลอยยกมือขึ้นจบไหว้ไปด้วย แล้วมองหน้ากันอย่างกังวล
      
       พระยาอารักษ์กับบ่าวติดตามเดินตามเพียรมาจนถึงที่โขดหิน พระยาอารักษ์รู้สึกว่ามาไกลแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นเฟื่องสักที
       “ไหนเล่า...นังเฟื่อง...”
       เพียรชี้ไปที่พันกับสิงห์ที่กำลังนั่งเครียดรอพระยาอารักษ์อยู่ห่างๆร่างไร้วิญญาณของเฟื่องด้วยความกลัว พระยาอารักษ์เห็นเฟื่องนอนอยู่ไกลๆ ก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที แต่พอเข้ามาในระยะใกล้พระยาอารักษ์ก็ต้องเบรกกึก เห็นสภาพลูกสาวตายอย่างน่าสยดสยอง พระยาอารักษ์พุ่งเข้าหาอย่างตกใจทันที
       “แม่เฟื่อง”
       พระยาตกใจกับสภาพที่เห็นเมื่อได้สติจึงหันขวับไปหาพัน
       “ทำไมแม่เฟื่องมันเป็นอย่างนี้หาพ่อพัน”
       “กระผมก็ไม่รู้ขอรับคุณอา ตอนที่มาพบ แม่เฟื่องก็เป็นอย่างนี้แล้ว”
       “โธ่...”
       พระยาอารักษ์หันไปมองเฟื่องอีกครั้งทั้งรัก ทั้งแค้น น้ำตาปริ่ม แต่ไม่ไหลออกมาแล้วกวาดตามองหาชุน
       “แล้วศพไอ้ลูกจีนสถุลนั่นเล่า มันอยู่ที่ไหน”
       “กระผมหาจนทั่วแต่ไม่เห็นขอรับ พบแต่แม่เฟื่องเพียงคนเดียวขอรับ”
       พระยาอารักษ์ร้องตะโกนคำราม
       “ไอ้ลูกจีน มึงอยู่ที่ไหน” พระยาอารักษ์หันไปทางบ่าวไพร่
       “พวกเอ็งออกค้นหาศพไอ้ลูกจีนนั่นให้เจอ แล้วเอามันมาให้ข้า”
       บ่าวไพร่รับคำสั่งแล้วออกไป พระยาอารักษ์มองเฟื่องอย่าเสียใจปนสะอิดสะเอียดกับสภาพศพเฟื่อง
      
       ในกระท่อมพรานมี...ชุนนอนเพ้อ ส่ายหน้าไปมาแล้วสะดุ้งตื่นลุกพรวดพราดขึ้น เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว
       “คุณหนูเฟื่อง”
       นวลพุ่งเข้ามาหาชุน เรียกให้ได้สติ
       “ชุน...”
       พรานมีได้ยินเสียงชุนร้อง จึงวิ่งมาดูเช่นกัน แต่พอเห็นนวลมาถึงก่อน พรานมีจึงหยุดยืนแอบดูอยู่ที่ข้างนอกห้องไม่เข้าไป ชุนเริ่มได้สติ หันมาถามนวล
       “ท่านลุงพบตัวแม่หญิงเฟื่องรึยัง...ตอบข้าสิ ท่านลุงมีพบตัวแม่หญิงเฟื่องรึยังนวล”
       นวลส่ายหน้า ชุนผิดหวังอย่างแรง นวลเศร้าที่เห็นเขามีแต่ใจให้เฟื่องตลอดเวลา
       “เจ้าอย่าเพิ่งกังวลใจไปเลย ข้าเห็นเจ้ารู้สึกตัวทีไร ก็ร้องเรียกหาแต่แม่หญิงเฟื่องจนไม่เป็นอันพัก ข้าถามเจ้าจริงๆเถอะนะชุน ถ้าแม่หญิงเฟื่องของเจ้าเกิด...เกิดไม่รอด เจ้าจะทำใจอย่างไร”
       “เจ้าหยุดพูดจาอัปมงคลเยี่ยงนี้นะ ในเมื่อข้ารอดมาได้ แม่หญิงเฟื่องเองก็ต้องรอดเช่นกันเราสองคนจิตผูกเป็นอันเดียวกัน ถ้าเราไม่ตายร่วมกันก็ต้องอยู่รอดร่วมกัน และถ้าเจ้าไม่คิดดีกับนางก็ไม่ต้องพูดถึงนางอีก”
       นวลสลดและเสียใจที่ชุนพูดใส่แบบนี้แต่ก็เข้าใจ
       “ข้าขอโทษ”
       ชุนหยุดพูด เศร้าซึม ไม่มองหน้าหรือสนใจนวลเลยหมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องเฟื่อง อาการของเขายิ่งบาดหัวใจนวล แม้เธอจะลุกเดินออกมา เขาก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าเธอเดินออกไป ทำให้นวลยิ่งเศร้า
      
       นวลเดินเซื่องซึมออกมานั่งแปะหน้ากระท่อมอย่างทุกข์ใจ แล้วในที่สุดก็ร้องไห้ออกมา สักครู่มีมือๆหนึ่งเอื้อมมาลูบหัวเบาๆอย่างปราณี เธอหันไปมองเห็นเป็นพ่อก็โผกอดเอวพ่อไว้ให้อุ่นใจ พรานมีถอนใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม
       “ตัดอกตัดใจซะเถอะลูก คิดซะว่าชาตินี้เอ็งคงไม่ได้เกิดมาคู่กัน”
       “ข้าคงมีกรรมมากนะพ่อ ข้ามีใจให้กับชายที่เขาให้ทั้งใจและ วิญญาณไปกับหญิงอื่นไปจนหมดสิ้นแล้ว”
       นวลร้องไห้โฮออกมา พรานมีรีบดึงตัวลูกสาวมากอดปลอบใจ
       “เอ็งเลือกที่จะรักมันได้ เอ็งก็เลือกที่จะหยุดรักมันได้เหมือนกัน”
       “แต่ข้าก็หักหามใจไม่ให้รักเขาไม่ได้ พ่อจ๋า...พ่ออย่าห้ามข้าไม่ให้รักเขาอีกเลยนะ นะพ่อนะ”
       นวลมองพ่ออย่างอ้อนวอน พรานมีไม่ตอบ เอาแต่ถอนใจกลุ้ม
      
       พระยาอารักษ์อุ้มศพเฟื่องกลับมาที่เรือนอย่างเศร้าๆ สร้อยและบ่าวอื่นขึ้นเรือนเข้ามาหลังได้ข่าวว่ามีการพาเฟื่องกลับมาบ้าน แต่พอสร้อยเห็นว่าเฟื่องตายก็ตกใจแล้วศรีเรือนก็วิ่งเข้ามา พอเห็นสภาพของลูกสาวก็กรีดร้องแล้วร้องไห้โฮเสียงดัง
       “ลูกเฟื่องของแม่”
       ศรีเรือนโผเข้ากอดศพเฟื่องแล้วร้องไห้คร่ำครวญ
       “ทำไม...ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ใครทำอะไรลูกเฟื่องของแม่ โถ่...ทำไมถึงทิ้งแม่ไปอย่างนี้ ลูกเฟื่อง...ทำไม...ทำไม...”
       บรรยากาศเศร้าสลดทุกคนเศร้า ส่วนสร้อยสะใจที่เห็นศรีเรือนเศร้าเสียใจจนแทบจะตายตามลูกไป อุ่นกับทับทิมซมซานขึ้นมาบนเรือนด้วย พอเห็นสภาพเฟื่องก็พากันร้องไห้โฮไม่ต่างอะไรไปจากศรีเรือนเลย
       “คุณหนู...คุณหนูของบ่าว”
       สองบ่าวก็โผเข้าไปกอดเท้าเฟื่อง แล้วพากันร้องไห้โฮ...ศรีเรือนหันมาหาพระยาอารักษ์
       “ทำไมลูกเฟื่องถึงเป็นแบบนี้คะคุณพี่”
       “นังเฟื่องมันหนีไปกับไอ้ลูกจีนไร้ชาติตระกูลไป แต่มันกลับไปตายอนาถอยู่ตามลำพังเพียงคนเดียวที่เชิงผา ข้าเลยคิดว่า...ไอ้ลูกจีนนั่นมันคงเห็นว่าพวกเราออกตามล่ามันจนจวนจะได้ตัวแล้วกระมัง มันเลยคิดเอาตัวรอด จึงผลักนังเฟื่องตกหน้าผาเพื่อกำจัดทิ้งเสีย เพื่อที่มันจะได้หนีไปให้คล่องตัวขึ้น”
       ศรีเรือนฟังยิ่งเสียใจหนักเข้าไปอีก พระยาอารักษ์โกรธแค้นมาก
       “ฮึ่ย...ไอ้ลูกจีนนั่นมันเลวมาก กูจะต้องตามไปกุดหัวมันให้จงได้ ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนในแผ่นดินนี้...คอยดู”
       พระยาอารักษ์แค้นอย่างหนัก ท่ามกลางศรีเรือน อุ่น ทับทิม และทาสคนอื่นๆที่ร้องไห้เสียใจกันระงม
      
       ชุนคิดกังวลเรื่องเฟื่องจนในที่สุดตัดสินใจลุกขึ้นเพื่อจะไปตามหา แต่พรานมีเข้ามาขวางไว้
       “เอ็งจะลุกไปไหน”
       “ข้าคงรอท่านลุงกับนวลไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ข้าจะไปตามหาแม่หญิงเฟื่องของข้าด้วยตัวของข้าเอง”
       “ดูสังขารเอ็งก่อนเถิดไอ้ชุนเอ๊ย ขืนออกไปตะลอนๆตามหาตัวแม่หญิงของเอ็ง มีหวังเอ็งได้ไปตายอยู่กลางป่าแน่”
       “ตายเป็นตายสิลุง ความจริงตอนนี้ข้าก็สมควรจะตายไปแล้วด้วยซ้ำ” ชุนหน้าสลดและลงไปคุกเข่าขอร้องพรานมี “ข้าเป็นห่วงแม่หญิงเฟื่องจริงๆนะท่านลุง ข้าอยากออกไปตามหาแม่หญิงเฟื่องอีกสักครั้ง ข้าขอร้อง...เห็นใจข้าด้วยเถิดท่านลุง”
       “เอ็งรักแม่หญิงนั่นจริงๆใช่มั๊ย”
       ชุนพยักหน้ารับ พรานมีเลยตบบ่าชุน
       “เอ้า...ถ้าเช่นนั้นข้าจะออกไปช่วยเอ็งตามหาด้วยอีกแรง...ช่วยกันหา เราจะได้รู้กันสักทีว่าแม่หญิงของเอ็งน่ะ ยังมีชีวิตอยู่หรือว่าตายไปแล้ว เอ็งจะได้โล่งใจ...”
       ชุนยิ้มดีใจที่พรานมียอมให้เขาออกไปตามหาเฟื่องแล้ว
       “ขอบใจท่านลุงมากนะที่เข้าใจข้า”
       “เออๆ แต่ว่าข้าออกตามหาแม่หญิงของเอ็งแถวหน้าผาที่เอ็งสองคนโดดลงมาทั่วแล้ว แต่ก็ไม่พบเลย ข้าก็เลยคิดว่า...เราน่าจะย้อนกลับไปยังเรือนของแม่หญิงดู บางที...คนที่เรือนนั้น อาจรู้ข่าวแม่หญิงของเอ็งบ้าง”
       ชุนยิ้มดีใจ พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
      
       ค่ำนั้น พันเตะโน่นเตะนี่ ระบายอารมณ์เซ็งสุดขีด จนสิงห์กับเพียรต้องคอยหลบลูกหลงกันจนตัวลีบ นางด้วงที่นั่งอยู่ด้วย มองพันอย่างกลุ้มใจ
       “ตัดอกตัดใจเสียเถอะลูกเอ๊ย...ในเมื่อแม่เฟื่องก็ตายโหงไปอย่างนี้แล้ว เจ้าอาละวาดจนเรือนพัง มันก็ไม่ทำให้แม่เฟื่องฟื้นขึ้นมาได้อีกหรอก”
       “ทำไมมันต้องเป็นอย่างนี้เล่าแม่ ข้าไม่ได้แต่งงานกับแม่เฟื่องอีกทั้งยังไม่ได้ล้างแค้นแม่เฟื่องเรื่องการถอนแต่งงานเลย ก็กลับมาเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นเสียก่อน”
       “น่าสงสารแม่เฟื่องนะลูกที่ต้องมาตายสภาพแบบนี้”
       “แม่ไม่ได้เห็นนะ สภาพที่แม่เฟื่องตายน่ะ มัน...” พันทำหน้าสยดสยอง “มันน่ากลัวมาก...”
       สิงห์รีบเข้ามาเสริมทันที
       “จริงขอรับคุณหญิง ร่างแม่เฟื่องแหลกเหลวไม่มีดี กระดูกหักทั้งตัว อึ๋ย”
       เพียรพูดต่อ
       “ตาก็เหลือกโพลง แถมหน้ายังเละอีกด้วยนะขอรับ”
       พันโดดถีบทั้งสิงห์ทั้งเพียรจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง
       “พวกมึงจะมาสาธยายให้กูเห็นภาพติดตานั่นอีกทำไมวะ แค่นี้กูก็เจ็บใจจนแทบจะกระอักเลือดออกมาอยู่แล้ว”
       พันอาละวาดเตะโน่น ชกนี่อีก สิงห์กับเพียรรีบหลบ ไม่อยากโดนถีบซ้ำ ด้วงรีบปรามก่อนที่ของบนเรือนจะพังเรียบหมด
       “ใจเย็นๆก่อนพ่อพันลูกแม่ ตอนนี้แม่เฟื่องก็ตายไปแล้ว ลูกก็ต้องเล็งหาหญิงอื่นได้แล้ว พระนครนี้ก็ยังมีลูกสาวเรือนอื่นที่งามไม่แพ้แม่เฟื่องอยู่อีกนะลูก แม่จะรีบไปทาบทามให้มาแต่งกับเจ้า ภายใน 3 วัน 7 วัน เงินทองเรามีออกจะอึดตะปือ บ้านไหนเรือน ไหนก็อยากดองกับเราทั้งนั้นละลูก”
       “ไม่แม่...ข้าจะยังไม่แต่งกับผู้หญิงหน้าไหนทั้งนั้น ข้าจะแต่งงานก็ต่อเมื่อ...ข้าได้กุดหัวไอ้ลูกจีนถ่อยคนนั้นให้หายแค้นเสียก่อน”
      
       พันแค้นใจสุดๆ


  


       สร้อยเอาผ้าปิดหน้าปิดตาแอบมองขึ้นไปบนเรือน เห็นศรีเรือนกำลังร้องไห้เสียใจ พร้อมด้วยอุ่นกับทับทิมร้องไห้อยู่ข้างๆ สร้อยสะใจแล้วจึงหันกลับไปก็ตกใจที่ชนกับบ่าวในบ้าน
      
       “อ๊าย...ตกใจหมดเลย ทำไมไม่ออกเสียงหะ”
       “ก็ข้าต้องออกเสียงด้วยเหรอ บรรยากาศเศร้าแบบนี้ ใครจะกล้าส่งเสียงดังเล่า”
       สร้อยนึกได้
       “เออ...แล้วศพคุณหนูเฟื่องตั้งอยู่ที่ไหนเหรอ”
       “ล้างศพเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ตั้งอยู่ที่โถงกลางเรือนโน่นแนะ เฮ้อ...คิดแล้วก็น่าสงสารคุณหนูเนอะ”
       สร้อยเออออตามน้ำ
       “เออๆ น่าสงสาร แล้วเนี่ยเอ็งจะไปทำอะไรเนี่ย”
       “ข้าจะแอบไปล้างหน้าสักหน่อย คืนนี้ข้าต้องอยู่เฝ้าคุณหนูด้วย ต้องรีบไปแล้ว เพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่ที่ศพเลย”
       บ่าวออกไป สร้อยนึกแผนอะไรดีๆ
      
       สร้อยค่อยๆแอบย่องเบาๆ ดูปลอดคนมองซ้าย มองขวา โล่งแล้วจึงค่อยๆเดินเข้าไป ศพเฟื่องนอนอยู่บนตั่งสวยงาม สร้อยมองด้วยความกลัว แต่ก็ทำใจดีสู้ เข้าไปใกล้ศพที่ตั้งอยู่มองหน้าศพ ทำหน้าสะอิดสะเอียน
       “น่าสมเพศจริงๆ ที่ตาข้าเคยบอก ศพที่ตายไปแล้วถ้าตายโหงตายห่า วิญญาณจะอาฆาตแค้น ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ถ้าเป็นอย่างนั้น”
       สร้อยหยิบมีดเล็กขึ้นมา
       “ตาข้าบอกอีกว่า ถ้าอยากให้ศพคนตายที่ตายด้วยแรงอาฆาต แล้ว จะให้เป็นผีเหี้ยนขึ้นมาหลอกหลอนผู้คน ต้องกรีดเลือดศพดิบๆที่คอเหมือนปาดวัวปาดควาย”
       สร้อยปาดคอเฟื่อง เลือดศพไหลออกมา สร้อยมองด้วยความสะใจ
       “คุณหนู ข้ารู้ว่าท่านอยากแก้แค้นพวกที่มันมาขวางความรักท่าน ข้าจึงช่วยปลุกวิญญาณท่านไงหละ ฮึถ้าได้ผลจริง คราวนี้ได้สนุก กันทั้งเรือนแน่”
       สร้อยรีบเก็บมีด แล้วค่อยๆมองความปลอดภัย จึงรีบเดินออกไป เลือดศพเฟื่องค่อยๆไหลออกมา
      
       ในกระท่อมพรานมี...นวลผุดลุกขึ้นทันที
       “ข้าไม่ให้ชุนไป ชุนจะไปได้อย่างไรพ่อ อาการยังเจ็บหนักอยู่เลย”
       “เอาน่า ชุนมันอยากไป ข้าเข้าใจมันดี ลูกผู้ชายที่มีความรักมั่นคงแบบนี้ ฉุดรั้งไปก็พาลแต่จะตายทั้งเป็น ปล่อยให้มันไปตามหาคนรักของมันเถิด”
       นวลได้ยินพ่อพูดแบบนี้ยิ่งเศร้าใจ
       “ข้าจะพามันไปพบความจริงเอง”
       “ความจริงอะไรเหรอพ่อ”
       “ก็แม่หญิงเฟื่องของมันยังไงเล่า ข้าว่าคงจะไม่รอดแล้ว เพราะข้าหาจนทั่วถ้าเจอก็คงจะต้องได้พบแล้ว”
       “ถ้าเป็นเช่นนั้นอย่างที่พ่อพูด ชุนต้องทำใจไม่ได้แน่ งั้น...ข้าไปกับพ่อด้วยนะ”
       พรานมีกดบ่านวลให้นั่งลงตามเดิม
       “ไม่...ข้าไม่ให้เอ็งไป”
       “ทำไมละพ่อ ข้าอยากไปด้วย”
       “ข้ากับไอ้ชุนเป็นผู้ชาย ไปกันสองคนมันคล่องตัวกว่า เอ็งอยู่ที่นี่แหละ เชื่อข้าเถอะ”
       นวลหน้างออย่างขัดใจร้องเหมือนขอร้องพรานมีจะไปด้วย แต่พรานมีทำหน้านิ่งเฉยแล้วออกไป ปล่อยนวลหน้างอคนเดียว
      
       นวลเหม่อมองดูพระจันทร์ที่ระเบียงกระท่อม นึกเศร้าใจและเป็นห่วงที่ชุนต้องออกไปตามหาเฟื่อง กังวลใจบอกไม่ถูก จู่ก็มีลมพัดมาปะทะที่หน้า นวลรู้สึกวูบ แปลกใจ
       “ลมอะไรเนี่ย พัดแรงจัง”
       นวลมองหาต้นทางลมสงสัย แต่สักพักลมก็หายไป นวลแปลกใจ
       “ชุนไปแล้ว จะเป็นไรรึเปล่านะ”
       นวลคิดกังวล
      
       เช้าวันใหม่...ชุนกำลังแต่งตัวรัดกุม เตรียมพร้อมออกเดินทางหยิบกำไลเฟื่องขึ้นมาดู
       “รอข้าหน่อยนะ คุณหนู ข้าจะตามหาเจ้าให้พบ ไม่ว่ายังไงเราสองคนต้องได้พบกัน”
       ชุนเก็บกำไลไว้กับตัว เงยหน้ามาด้วยหน้าตามุ่งมั่นพร้อมที่จะออกเดินทาง แล้วเดินออกจากห้องไป แต่เมื่อออกไปพ้นห้องแล้วจู่ๆตะเกียงที่ตั้งอยู่หัวเตียงก็หล่นมาแตก...เพล้ง
      
       ชุนเดินออกมาหน้าบ้าน พรานมีที่จัดแจงสัมภาระเรียบร้อยพร้อมจะออกเดินทาง
       “เอ็งพร้อมละนะ ชุน”
       “ครับท่านลุง”
       พรานมีตบบ่าชุนเบาๆ และทั้งสองก็หันหน้าเพื่อจะออกเดินทาง นวลวิ่งโผล่มา
       “เดี๋ยวก่อน รอข้าก่อนสิพ่อ ทำไมรีบไปกันจริง”
       “เอ็งมัวทำอะไรอยู่ ออกมาส่งชักช้าจริง”
       นวลหยิบสร้อยพระและสวมคอให้กับชุน
       “สวมสร้อยพระนี่ไว้คุ้มครองเจ้านะชุน เจ้าเป็นคนจีนเครื่องรางของชลังก็ไม่มี นี่คือสร้อยพระที่พ่อข้าให้ข้าไว้ ตอนนี้ข้าให้เจ้าเอาไว้นะ”
       ชุนหันมอง พรานมียิ้มรับเป็นนัยว่าให้ใส่ที่นวลให้ดีแล้ว ชุนหันไปหานวล
       “ขอบใจเจ้ามากนะนวล ข้าจะไม่ลืมพระคุณของเจ้าเลย”
       นวลยิ้ม
       “ข้าจะรอเจ้ากลับมาพร้อมแม่หญิงเฟื่องนะ”
       ชุนดีใจที่นวลพูดแบบนี้ ทั้งสามยิ้มเข้าใจกัน ชุนจับมือนวลไว้
       “เอ้า...ไปกันได้แล้ว กว่าจะเข้าเมืองและไปเรือนแม่หญิงของเอ็งอีก” พรานมีตัดบท
       ชุนปล่อยมือนวล และมุ่งหน้าไปกับพรานมี ทั้งสองเดินเข้าป่าไป นวลมองด้วยความเป็นห่วง
      
       สิงห์กับเพียรเพิ่งกลับมาถึงเรือน พันรีบถามทันที
       “มีข่าวไอ้ลูกจีนนั่นไม๊”
       สองบ่าวส่ายหน้า
       “ไม่มีใครเห็นมันเลยขอรับนาย” เพียรบอก
       พันตะโกนร้อง ฮึ่ยแล้วจะเตะถีบเพียรระบายอารมณ์อย่างเคย แต่เพียรรู้ทันรีบหลบเสียก่อน พันจึงถีบไปโดนสิงห์แทน สิงห์ร้องลั่น ด้วงรีบออกมาดูด้วยความตกใจ พอเห็นอาการของสิงห์ ด้วงก็เดาได้ทันทีว่ามันถูกลูกชายนางถีบเอาอีกแล้ว
       “เอ็งทำอะไรไม่ถูกใจลูกข้าอีกล่ะไอ้สิงห์”
       “กระผมไม่ได้ทำอะไรเลยขอรับ”
       พันรีบฟ้องแม่
       “ข้าให้มันออกไปตามข่าวเรื่องไอ้ลูกจีน ว่ามันหนีไปซุกหัวอยู่ที่ไหน ข้าจะได้ตามไปกุดหัวมันที่นั่น แต่ไอ้สองตัวนี่มันก็ไม่ได้เรื่องอะไรกลับมาเลย”
       “พวกกระผมไม่ได้ข่าวไอ้ลูกจีน แต่มีข่าวเรื่องแม่หญิงเฟื่องกลับมานะขอรับ” สิงห์บอก
       “ท่านพระยาให้มาเรียนเชิญเรือนเรา ไปงานศพแม่เฟื่องวันนี้ขอรับ” เพียรเสริม
       “โธ่ แล้วก็ไม่รีบบอกกู”
       พันจะเตะ สิงห์กับเพียรหมอบจ๋อย พันเจ็บใจ
      
       ร่างไร้วิญญาณของเฟื่องเปลี่ยนชุดสวยงามอยู่บนตั่ง มัดตราสังข์แน่นหนา พระสวดมนต์ให้ขณะที่ศรีเรือนก็ร้องไห้พร้อมกำลังกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เฟื่องอยู่ โดยคนอื่นๆนั่งพนมมือฟังพระสวดกันไป อุ่นกับทับทิมฟังสวดไป ร้องไห้ไป พันไม่มองดูร่างเฟื่องเลย ทนดูไม่ได้ ส่วนพระยาอารักษ์ก็สีหน้าขรึม สร้อยมองพระยาอารักษ์กับศรีเรือนแล้วยิ้มสะใจ ศรีเรือนคร่ำครวญ
       “ลูกเฟื่องของแม่ เจ้าไม่น่าจากแม่ไปแบบนี้เลย ตอนนี้วิญญาณลูกอยู่ที่ไหน มาหาแม่ด้วยนะลูก แม่อยากเจอลูกมากแม่เฟื่อง”
       น้ำตาศรีเรือนหยดลงไปที่ศพเฟื่อง ศรีเรือนร้องไห้คร่ำครวญส่วนทางอุ่น กับทับทิมที่ร้องไห้อาลัยอาวรณ์เฟื่องเช่นกัน พระยาอารักษ์หน้าเคร่งเครียดไม่ยิ้ม หันไปพูดกับทุกคน
       “เพราะนังเฟื่องมันมาตายโหงเสียอย่างนี้ ข้าเลยตัดสินใจจะไม่เผามัน แต่จะฝังศพมันแทน”
       ด้วงขัดขึ้น
       “จะดีรึท่านเจ้าคุณ...”
       แต่พอเห็นพระยาอารักษ์หน้าเคร่งเครียด ด้วงก็เลยเจื่อนไป
       “จ้ะๆ ลูกสาวท่านเจ้าคุณนี่ ท่านเจ้าคุณจะเผาหรือจะฝังก็แล้วแต่ท่านเจ้าคุณเถิด”
       พระยาอารักษ์หันไปพยักหน้าให้สัญญาณบ่าวชายกลุ่มหนึ่ง
      
       บ่าวชายทั้งกลุ่มนั้นเข้ามาช่วยกันแบกศพเฟื่องไป โดยมีทุกคนเศร้าเสียใจกันระงม
      

       ชุนอยู่ในสภาพยังบาดเจ็บกับพรานมี ลักลอบเข้ามาซุ่มดูความเคลื่อนไหวภายในบริเวณเรือนเฟื่องสายตาของชุนและพรานมี เห็นผู้คนในเรือนเดินกันให้สับสนวุ่นวาย และทุกคนใส่ชุดดำ ชุนพึมพำอย่างสังหรณ์ใจ
      
       “ใส่ชุดดำกันทำไม...ลุงเราเข้าไปดูกันใกล้ๆ เรือนเถอะ”
       ชุนขยับจะไปอย่างใจร้อน แต่พรานมีดึงไว้
       “เดี๋ยว”
       ชุนหันกลับมามองพรานมีอย่างสงสัย
       “ขืนเอ็งสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปตอนนี้ คนในเรือนคงสังเกตเห็นเอ็งแน่”
       “แล้วเราจะเอายังไงล่ะลุง”
       ชุนกับพรานมีย่องเข้ามา เหลียวซ้ายแลขวา พอไม่เห็นใครก็วิ่งไปฉกเสื้อผ้าสีดำที่เหล่าบ่าว ทาส ตากแดดกันไว้อย่างรวดเร็ว...ชุนกับพรานมีใส่ชุดสีดำของพวกบ่าวที่ขโมยกันมาแล้วทำทีเป็นเข้ามาเดินปะปนกับคนอื่นๆ แต่ก้มๆหน้าหลบอยู่ ชุนพยายามจะชะเง้อมองไปบนเรือนตลอดเวลา อยากรู้ว่าบนเรือนมีอะไรกัน แต่ก็ไม่กล้า ได้แต่ชะเง้อมอง แล้วสักครู่พวกบ่าวชายก็แบกศพเฟื่องเดินตามหลังพระลงมาจากบนเรือน ชุนยิ่งชะเง้อดู แต่ไม่ค่อยเห็น จึงขยับเข้าไปใกล้ๆอย่างลืมตัว จนพลัดกับพรานมีและเพราะความที่ชุนมุ่งมั่นจะดูว่าแบกศพใครลงมาจากเรือน จึงไม่ทันดูว่ากลุ่มของพระยาอารักษ์และพวกพันก็กำลังเดินตามหลังศพลงจากเรือนมาด้วย ชุนมองไปที่ศพเห็นเป็นศพเฟื่อง ชุนตกตะลึงแล้ววิ่งแทรกทุกคนพุ่งเข้าไปกอดศพเฟื่องด้วยความอาลัยรักอย่างลืมตัว ลืมทุกสิ่ง
       “คุณหนูเฟื่อง”
       ทุกคนตะลึงงันกันไปถ้วนหน้าชั่วขณะ มองชุนกันเป็นตาเดียว พันพอเห็นชุน ก็ตะโกนเสียงดังอย่างคั่งแค้น
       “เฮ้ย...นั่นมันไอ้ลูกจีนถ่อยนี่”
       ขาดคำพันก็โดดพรวดเข้าไปถีบชุนกระเด็นออกไปจากศพเฟื่อง แต่เพราะชุนกอดศพเฟื่องอยู่เมื่อถูกถีบอย่างกะทันหัน มือชุนจึงดึงเอาร่างเฟื่องตกลงจากแคร่หาม ตกลงกลิ้งไปกับพื้น ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างพากันร้องวี๊ดว๊ายดังระงมไปทั่ว ศรีเรือนกรี๊ดลั่น
       “ลูกเฟื่อง”
       ศรีเรือนร้องไห้โฮ พุ่งเข้าไปกอดศพลูกสาวอย่างไม่ได้นึกรังเกียจ พระยาอารักษ์ได้สติก่อนใคร ตะโกนสั่งบ่าวชาย
       “เฮ้ย จับไอ้ลูกจีนนั่นเอาไว้”
       บ่าวชายพากันเข้ากลุ้มรุมจับชุน จนผ้าโพกผมหลุด ชุนไม่สนใจที่จะถูกจับ คิดแต่จะเข้าไปหาเฟื่องมากกว่าแต่ก็สู้แรงบ่าวชายหลายคนที่จับเขาเอาไว้ไม่ได้ ชุนได้แต่มองศพเฟื่องแล้วตะโกนลั่นอย่างเสียใจ
       “คุณหนูเฟื่อง”
       ทุกคนมองชุนเป็นตาเดียว พรานมีแอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้านหลังผู้คน กลุ้มใจสุดชีวิต ไม่รู้จะช่วยชุนได้ยังไง...ชุนถูกจับแล้วลากตัวไปที่ตรงหน้า พระยาอารักษ์จิกหัวชุนให้เงยหน้าขึ้นมามองหน้าเขาอย่างเต็มตา พระยาอารักษ์จ้องหน้าชุนอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ
       “มึงฆ่าลูกกู”
       ขาดคำพระยาอารักษ์ก็เอาด้ามดาบฟาดเข้าหน้าชุนเต็มๆสลบเหมือดไปทันที
      
       แดดร้อนแรง ชุนถูกจับมัดขึงอยู่กลางลาน หน้าตามีร่องรอยฟกช้ำดำเขียวจากการถูกพระยาอารักษ์เอาด้ามดาบตบเต็มแรงแล้วบ่าวชายคนหนึ่งก็เอาน้ำสาดใส่ ชุนรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง พระยาอารักษ์เดินมาจิกหัวให้เงยหน้าขึ้น แล้วตะคอกใส่หน้า
       “เพราะมึง...มึงทำให้แม่เฟื่องลูกของกูต้องตาย มึงฆ่าแม่เฟื่องทำไม”
       “ข้าไม่ได้ฆ่าแม่หญิง ถ้าข้าฆ่าแม่หญิง ข้าจะกลับมาที่นี่ทำไม แต่ที่ข้าย้อนกลับมาที่นี่ ก็เพราะข้าอยากรู้ว่าแม่หญิงเฟื่องยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ต่างหาก”
       “กูไม่เชื่อมึง มึงหนีไปกับนังเฟื่อง แต่นังเฟื่องกลับมาตายอนาถอยู่คนเดียว นั่นก็เพราะมึงผลักนังเฟื่องตกหน้าผาลงมา เพื่อที่จะกำจัดมัน แล้วมึงก็จะได้หนีต่อไปได้อย่างคล่องตัวขึ้นใช่ไม๊ล่ะ”
       “ข้ากับแม่หญิงเฟื่องเรารักกัน เราตั้งใจที่จะตายพร้อมกัน ข้ารอดตายมา ข้าพยายามตามหานาง จนข้าก็มาเห็นด้วยตาข้าแล้วว่าแม่หญิง...” ชุนร้องไห้เสียใจ “แม่หญิงเฟื่องตายแล้ว”
       พันโมโหปรี๊ด พุ่งเข้าตบชุนเปรี้ยง ชุนเลือดกบปากทันที
       “แล้วทำไมแม่เฟื่องของกูตาย แล้วมึงไม่ตายเล่าวะ”
       พระยาอารักษ์เจ็บแค้นมาก
       “ถ้ามึงบอกว่ามึงคิดที่จะตายพร้อมนังเฟื่อง เวลานี้นังเฟื่องมันก็ตายไปแล้ว เพราะฉะนั้นกูจะส่งมึงให้ตายตามนังเฟื่องไป”
       ขาดคำพระยาอารักษ์ก็ชักดาบขึ้นสุดแขน ทุกคนในที่นั้น ยกเว้นพัน ทำหน้าหวาดเสียวกันหมด คาดเดากันว่าพระยาอารักษ์คงจะตัดหัวชุนเดี๋ยวนี้เลย ส่วนชุนยืนหลับตานิ่ง ยอมตายแต่โดยดี เพราะคิดว่าจะได้ตายตามเฟื่องไปจริงๆเสียที ส่วนพรานมีได้แต่แอบดูหน้าเครียดทำอะไรไม่ได้เลย แต่ทันทีที่พระยาอารักษ์ฟาดดาบลงไป หลายคนหลับตาปี๋ ส่วนที่เป็นโลหะดาบที่มีคม กลับหลุดออกจากด้ามไม้ ร่วงลงสู่พื้น
       “เฮ้ย”
       พระยาอารักษ์หน้าเหวอ ยกด้ามไม้ที่ยังถือคาอยู่ในมือขึ้นมาดูอย่างงุนงง
       “ดาบมันหลุดออกจากด้ามได้อย่างไรกันวะ”
       พันไม่สนใจเรื่องว่าดาบหลุดออกจากด้ามได้ยังไง ชักมีดออกมา
       “งั้นข้าเอง”
       พันก็พุ่งเข้าไปจะจ้วงแทงชุน แต่พอจะถึงตัวก็ต้องชะงักค้างไปเลยเมื่อวิญญาณเฟื่องก็ปรากฏร่างขึ้นใส่ชุดเดียวกับที่มัดตราสังข์หน้าซีดตัวขาวน่ากลัวยืนบังร่างชุนเอาไว้ คนอื่นๆตะลึง ฟ้ามืดอย่างกะทันหันลมพัดแรงราวกับจะมีพายุ ผีเฟื่องคำราม
       “อย่าบังอาจทำร้ายชุนของข้า”
       ศรีเรือนตะลึง
       “แม่เฟื่อง”
       วิญญาณเฟื่องดุดันน่ากลัวจ้องไปที่พัน แล้วพันก็ล้มลงแล้วชักตัวเกร็งไปเลย คนอื่นๆตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พันแน่นิ่งไป สร้อยเห็นผีเฟื่องโผล่มาก็สะใจที่ทำสำเร็จ ในขณะที่ทุกคนกำลังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นั้น ชุนก็ร้องเรียก
       “คุณหนูเฟื่อง”
       วิญญาณเฟื่องหันไปมองชุน แล้วรู้สึกเสียใจที่เขามาเห็นเธอในสภาพที่เป็นวิญญาณร้าย หน้าตาน่ากลัวเช่นนี้ วิญญาณเฟื่องจึงหายตัวไปอย่างรวดเร็ว ฟ้าสว่างขึ้นทันที ลมที่พัดอู้อยู่กลับสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้นมาก่อน แล้วในขณะที่ทุกคนยังอยู่ในอาการตกตะลึง ทำอะไรกันไม่ถูกเลยอยู่นั้น พรานมีก็วิ่งเข้ามาช่วยแก้มัดชุน แล้วลากตัวให้วิ่งหนีไปด้วยกันอย่างรวดเร็ว พระยาอารักษ์เริ่มได้สติ
       “เฮ้ย ตามไปจับตัวมันมาให้ได้”
       บ่าวชายและพระยาอารักษ์วิ่งตามล่าชุนกับพรานมีไป
      
       พรานมีลากตัวชุนวิ่งหนีกันมาอย่างหัวซุกหัวซุน พระยาอารักษ์กับบ่าวชายจำนวนหนึ่งวิ่งไล่ตามมาติดๆแต่แล้วพอเลี้ยวมุม พวกพระยาอารักษ์ก็ต้องชะงึกกึกกันไปทั้งขบวนเมื่อพบกับพระธุดงค์มายืนขวางหน้าเอาไว้อย่างกะทันหัน
       “หยุดจองเวรต่อกันเถิดโยม...”
       พระยาอารักษ์ไม่พอใจ
       “ท่านเป็นพระ อย่ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลกอย่างพวกเรา ถอยไปเถอะ”
       “ปล่อยพวกเขาให้ได้ไปตามกฎแห่งกรรมนี้ อาตมาขอบิณฑบาตชีวิตเจ้านั่นเถิด”
       “เห็นทีจะไม่ได้ท่าน”
       “งันก็คงต้องข้ามศพอาตมาไปก่อน”
       พระยาอารักษ์ฟังแล้วจึงได้แต่ฮึดฮัดๆ ไม่กล้าทำพระ จึงตัดสินใจก้มลงกราบ พอเงยหน้าขึ้นพระก็หายไป พระยาอารักษ์ขัดใจเป็นที่สุด
      
       นวลเข้ามาเข้ามาทำความสะอาดห้องชุน เห็นตะเกียงตกแตก
       “ตกแตกลงมาได้ยังไงเนี่ย”
       นวลเข้าไปเก็บ เก็บไปสักพักแก้วตะเกียงก็บาดนิ้วเลือดไหล
       “โอ๊ย”
       เลือดไหลออกมาที่นิ้วมือ เมื่อละจากความเจ็บนวลก็นึกถึงชุนกับพ่อขึ้นมาทันทีกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้น นวลวิ่งออกมาหน้าบ้านชะเง้อมองไปที่หน้ากระท่อมเป็นห่วงชุนกับพ่อมากแล้วในที่สุดเธอก็อดรนทนไม่ได้ ตัดสินใจขัดคำสั่งพ่อหยิบย่ามแล้วมุ่งมั่นออกไปตามชุนกับพ่อที่เรือนเฟื่องทันที
      
       พระอาทิตย์ร้อนแรง นวลเดินเร่งฝีเท้าเพื่อมุ่งหน้าไปหาชุนและพ่อ แล้วก็ชะงัก เมื่อเห็นชุนในสภาพย่ำแย่ นวลดีใจมาก
       “ชุน...พ่อ”
       ชุนและพรานมีมองนวลอย่างประหลาดใจ
       “เอ็งออกมาทำไมนี่”
       “ก็ข้าเป็นห่วงพ่อกับชุนนี่ จะให้ข้าทนนั่งร้อนใจอยู่แต่ในเรือน...ไม่ไหวหรอก...” นวลมองชุนเห็นบาดแผลบนใบหน้าของเขาก็ตกใจ “เกิดอะไรขึ้นกับเอ็ง...ชุน”
       ชุนเศร้าใจที่เห็นศพเฟื่องคาตามากกว่าสนใจเรื่องอาการบาดเจ็บของตัวเอง ชุนนั่งลงทรุดกับพื้นร้องไห้ที่เฟื้องตาย
       “บาดแผลที่กายข้าแค่นี้ ข้าไม่ถึงตายหรอก แต่ถ้าตายไปเสียจริงๆก็คงดีกว่านี้” ชุนร้อง ตะโกนด้วยความเจ็บปวด “คุณหนูเฟื่อง ทำไม...ทำไมท่านถึงทิ้งข้าไป ทำไม”
       นวลตกใจ
       “นี่หมายความว่า แม่หญิงเฟื่องของเจ้า ตายแล้วเหรอ”
       ชุนไม่ตอบได้แต่ร้องไห้เสียใจ นวลมองไปที่พ่อ พรานมีพยักหน้ารับ นวลทั้งตกใจ ทั้งสงสารชุนที่ต้องเสียใจขนาดนี้ ชุนร้องไห้เสียใจกับการตายของเฟื่องอย่างทุกข์ใจยิ่งนัก รวมกับอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายดี
      
       ร่างชุนล้มลงสลบไป นวลกับพรานมีต้องรีบเข้าไปช่วย


  


       ศรีเรือน และทุกคนก้มลงกราบพระธุดงค์อย่างนอบน้อม ศรีเรือน อุ่น และทับทิม ร้องไห้เสียใจกันไม่หยุด สร้อยมาแอบฟังอยู่อีกมุม พระธุดงค์เตือนสติ
      
       “พวกเจ้าต้องตั้งสติกันให้ได้ เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ โยมแม่ก็ควรหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ลูกให้มากๆ เพราะลูกโยม...เขาตายอย่างใจไม่สงบ เขาจึงกลับมาปรากฏร่างให้ทุกคนได้เห็นในสภาพเช่นนั้น”
       ศรีเรือนสงสารลูกจับใจ
       “โธ่...ลูกเฟื่องของแม่”
       อุ่นกับทับทิมพึมพำ
       “คุณหนูของบ่าว...”
       สร้อยสะใจ พระยาอารักษ์กลับขึ้นเรือนมาหน้าแค้นใจมาก
       “นังเฟื่องมันจะตายอย่างใจสงบได้ยังไงกันเล่า ในเมื่อมันถูกไอ้ลูกจีนนั่นหักหลังผลักตกเหว ตายโดยไม่รู้ตัว ข้าจะไม่วันเลิกราตามล่าไอ้ลูกจีนนั่นเด็ดขาด ข้าจะต้องเห็นมันตายต่อหน้าต่อตาข้าให้ได้”
       “เวรต้องระงับด้วยการไม่จองเวร อาตมาขอตัวกลับก่อน”
       ศรีเรือนกับบ่าวทุกคนก้มลงกราบ มีเพียงพระยาอารักษ์ที่ยืนจังก้าแบบไม่สนใจ พระธุดงค์เดินออกไป พระยาอารักษ์หันมองตาม
       “ทำเป็นมาสั่งสอน จะไปเทศนาก็ไปที่อื่น แต่ไม่ใช่เรือนกู”
       ศรีเรือนหันมาถาม
       “คุณพี่ แล้วเจอนายชุนนั่นรึป่าวคะ”
       พระยาอารักษ์ได้ยินศรีเรือนถามยิ่งโกรธใหญ่
       “ถ้ากูเจอมันแล้วกูจะกลับมาตัวเปล่าเช่นนี้เหรอ...อีศรีเรือน”
       พระยาอารักษ์เตะศรีเรือนกระเด็น สร้อยมองด้วยความหมั่นไส้ ส่วนอุ่นกับทับทิม ทาสอื่น มองด้วยความสงสาร พระยาอารักษ์เดินออกไปด้วยความโมโห ศรีเรือนที่ล้มอยู่ที่พื้นร้องไห้ที่ชีวิตทำไมมันช่างชอกช้ำเช่นนี้ ลูกก็ตาย ผัวก็เลว
      
       สิงห์กับเพียร แบกพันเข้าบ้านมา ด้วงตามมาติดๆ
       “เอ้า ช่วยกันวางพ่อพันลงดีๆนะ”
       สิงห์กับเพียรค่อยๆวางพันลง ส่วนอาการพันที่ยังช็อกเกร็งอยู่ก็ยังไม่หาย แต่เริ่มดีขึ้น ด้วงยังกลัวไม่หาย
       “โอ๊ย นี่มันอะไรกันเนี่ย จู่ๆผีแม่เฟื่องก็โผล่มาหลอกกลางวันแสกๆ อึ้ย ขนลุก...แล้วนี่พ่อพันจะหายไหมเนี่ย”
       เพียรดูอาการนาย
       “คงต้องรอดูอาการอีกทีนะขอรับ แต่ดูจากอาการก็เริ่มดีขึ้นแล้วนะขอรับ”
       สิงห์หวาดๆ
       “มันน่ากลัวจริงๆนะขอรับ ผีแม่เฟื่องน่ากลัวกว่าผีอีเดือนอีก”
       “ยังดีนะขอรับที่ผีแม่เฟื่องมันยังไม่หักคอนาย ไม่งั้นนายคงตายตามมันไปนะขอรับ”
       ด้วงขว้างกระโถนใส่ เพียรกับสิงห์หลบกันใหญ่
       “ปากวอนนักนะเอ็งเนี่ย ไปคอยดูแลลูกข้า ถ้ายังไม่ดีขึ้นภายในชั่วข้ามคืนนี้ ก็ไปตามหมอหลวงเข้ามาดู ไป”
       สิงห์กับเพียร รีบน้อมรับ แล้วเข้าไปดูพันที่ยังชักตาตะลึงอยู่
      
       บรรยากาศยามค่ำคืน ผาที่เฟื่องโดดมาตาย มืดสนิทวังเวง มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ผีเฟื่องกอดเข่าก้มหน้านั่งร้องไห้อยู่ ร้องเรียกชื่อชุนตลอดเวลา แล้วผีเฟื่องก็ได้ยินเสียงนวลดังมา
       “ชุน...ชุน เจ้าอย่าเป็นอะไรนะ ข้ารักเจ้านะชุน”
       ผีเฟื่องเงยหน้าขึ้นมาทันที ด้วยแววตาโกรธ หันไปมองทางเสียงที่พูด แล้วผีเฟื่องก็พุ่งออกไปทันที
      
       ในกระท่อม...ชุนนอนสลบอยู่ นวลนั่งเฝ้าดูอาการ
       “ชุน...เจ้าอย่าเป็นอะไรไปนะ”
       ผีเฟื่องโผล่มาอยู่ด้วย กับ ชุนและนวล มองดูชุนที่นอนสลบอยู่
       “ชุน...”
       ผีเฟื่องลูบแขนชุนพลางร้องไห้
       “ชุน เจ้ากับข้าเราสาบานกันไว้ว่า...เราจะตายร่วมกัน เพราะฉะนั้น...ข้าจะต้องพาเจ้าไปกับข้าให้ได้”
       ผีเฟื่องพุ่งเข้าไปจะกระซิบที่ข้างหูชุนแววตามุ่งมันแต่พระที่เขาใส่อยู่ ทำให้ผีเฟื่องใกล้เขาไม่ได้ ผีเฟื่องจึงต้องคำรามพูด
       “ชุน...ลืมตาสิแล้วกลับไปที่หน้าผานั่น ข้าจะรอท่านอยู่ที่นั่น กลับไปที่หน้าผานั่น”
       ชุนเริ่มส่ายหน้าไปมาจวนจะได้สติเหมือนได้ยินเสียงเฟื่องแว่วที่ปลายหู
       “คุณหนูเฟื่อง...”
       ชุนลืมตาขึ้นมองไม่เห็นเฟื่อง แต่เห็นนวลพุ่งเข้ามาดูอาการอย่างห่วงใย
       “ชุน...เจ้าฟื้นแล้ว ข้าดีใจจริงๆที่เจ้าฟื้นแล้ว ตอนที่เจ้ายังไม่ฟื้น รู้มั๊ยว่าข้าใจแทบขาด กลัวว่าเจ้าจะ...”
       นวลไม่อยากพูดคำว่า ตายกับเขา เลยหยุดพูดไปเฉยๆแต่ก็ยิ้มดีใจอย่างที่สุดที่เห็นเขาฟื้นได้อีกครั้ง ผีเฟื่องพุ่งวืดเข้ามาจ้องหน้านวลใกล้ๆเห็นสายตานวลที่มองแล้วดูออกว่ารักชุน ผีเฟื่องจึงตาลุกวาวด้วยความโกรธ ตะคอกด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
       “นี่ผัวข้า อย่ามายุ่งกับผัวข้า...ออกไป”
       นวลไม่ได้ยิน ยังคงพูดกับชุนต่อ
       “ชุน...หิวมั๊ย ข้าไปเอาข้าวมาให้นะ”
       ชุนพยักหน้าไปอย่างแกนๆ นวลรีบออกไป ผีเฟื่องพุ่งตามกระโดดใส่แต่นวลกลับเดินออกไปได้อย่างเฉยๆ ในขณะที่ผีเฟื่องล้มกลิ้งไปกับพื้น สัมผัสตัวนวลไม่ได้ ผีเฟื่องลุกขึ้นแล้วร้องกรี๊ดอย่างคั่งแค้น พอลุกขึ้นได้ก็พุ่งตัวทะลุฝาบ้านตามนวลไปติดๆ
      
       นวลเดินเข้ามาในครัว ตักข้าวให้ชุนอย่างใจร้อน ผีเฟื่องพุ่งตามเข้ามา
       “อย่ามายุ่งกับผัวข้า”
       ผีเฟื่องพยายามจะเข้าไปจิกหัวนวลแต่มือก็ทะลุผ่านหัวนวลไป โดยที่นวลไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไปโดนของอะไรบางอย่างใกล้ๆ จนของตกลงพื้นเสียงดัง แรงโกรธทำให้มีพลัง สัมผัสข้าวของบางอย่างได้ แต่ยังไม่มากพอจะทำอะไรคน นวลสะดุ้งเมื่อจู่ๆของก็ตกลงพื้นเสียงดัง เธอเห็นทัพพีตกอยู่
       “โฮ้ย...ตกใจหมดเลย ตกได้ยังไงเนี่ย”
       นวลก้มลงเก็บทัพพีขึ้นมาวางเก็บที่ ผีเฟื่องแค้นใจที่ทำอะไรนวลไม่ได้ดั่งใจ ก็ออกอาการฮึดฮัดๆ
       “อุ่นแกงหน่อยดีกว่า ชุนจะได้กินร้อนๆ”
       ผีเฟื่องยิ่งได้ยิน รู้ว่านวลมีใจให้ชุนแน่แล้วก็ยิ่งเกลียด พยายามจะตบนวลอีกที มือผีเฟื่องทะลุผ่านตัวนวลวืดไปอีกครั้ง คราวนี้ไปโดนเตาที่นวลเพิ่งจุดไฟไปหยกๆ ทำให้เตาคว่ำ ไฟในเตาก็ลุกติดกองของป่า ที่กองอยู่มุมหนึ่งลุกติดไฟพรึ่บขึ้นมา นวลร้องด้วยความตกใจ แล้วพยายามจะดับไฟ แต่ไม่สำเร็จ ไฟลุกลามรวดเร็ว หนำซ้ำยังติดเอาชายผ้านุ่งขอเธอเสียด้วย นวลพยายามจะดับไฟช่วยตัวเองสุดฤทธิ์ พรานมีเดินผ่านมาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาช่วย พรานมีรีบพุ่งเข้ามาผลักให้นวลล้มลง แล้วกลิ้งร่างของเธอไปมากับพื้นเพื่อให้ไฟดับ ไฟที่ไหม้ติดตัวนวลดับลงจนได้ เธอหายใจหอบ แล้วมองไปเห็นไฟกำลังไหม้กองของป่าอยู่ นวลชี้ให้พ่อดู
       “พ่อ...ของป่าของเรา”
       พรานมีหันไป เห็นไฟไหม้กองของป่าเกือบหมดแล้ว แม้จะไปดับไฟจนสำเร็จ แต่กองของป่าวอดวายไปหมดแล้ว พรานมียืนมองอย่างเสียใจ แล้วพอได้ยินเสียงนวลร้องไห้กับความหายนะที่เกิดขึ้น พรานมีก็เลยหันกลับไปประคองลูกสาว
       “ไปใส่ยาก่อนเถอะนวล”
       “แต่ของป่าที่เราจะต้องเอาไปขาย มัน...มัน...”
       นวลร้องไห้ด้วยความเสียใจและเสียดาย พรานมีปลอบ
       “ช่างมันก่อนเถิดนวล ชีวิตเอ็งสำคัญกว่า”
       พรานมีก็ประคองลูกสาวไปทำแผล
      
       ผีเฟื่องหัวเราะด้วยความสะใจ จนเสียงดังไปทั่วบริเวณ แต่ไม่มีใครได้ยิน
      

       จบตอนที่  8
ตอนที่ 9
      
       นวลนั่งร้องไห้ไปพยายามนั่งเลือกดูของป่าว่ายังมีชิ้นไหนพอใช้การได้อยู่บ้างไป พรานมีเดินเข้ามา พอเห็นอาการลูกก็รู้ว่ารู้สึกยังไง
      
       “อย่าไปเสียเวลาเลยนวล ทิ้งไปหมดนั่นแหละ”
       “ชิ้นนี้ยังพอใช้ได้อยู่นะพ่อ โดนไฟตรงปลายนี่ไปหน่อยเดียวเท่านั้น”
       นวลชูของป่าชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่งให้พ่อดู พรานมีมองแล้วส่ายหน้า
       “อย่าเอาของมีตำหนิไปขายเลยลูก แม้ลูกค้าจะไม่เห็นตำหนินั้นแล้ว ซื้อมันไป แต่มันก็เหมือนกับเราหลอกลวงเอาของไม่สมบูรณ์ไปขายนะลูก”
       นวลคอตก น้ำตาไหลอีก
       “มันเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นได้ยังไง”
       “มันเกิดขึ้นได้ยังไงก็ช่างมันเถิด เพราะมันเกิดไปแล้วแก้ไขไม่ได้แล้ว มาคิดว่าเราจะทำยังไงกันต่อไปดีกว่า”
       นวลมองหน้าพ่อ
      
       ชุนนั่งเหม่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ เขานึกถึงตอนที่เห็นเฟื่องในสภาพร่างไร้วิญญาณอย่างเต็มตา เขาตะลึง แล้วก็ตอนที่เห็นเฟื่องปรากฏตัวขึ้นมาในสภาพผี...ชุนนั่งเศร้าใจ หยิบกำไลเฟื่องขึ้นมาดู นวลถือถาดกับข้าวเข้ามาหาเห็นเขานั่งเหม่อลอยเศร้าใจ แต่ตัวเองก็เพิ่งโดนเรื่องมาจึงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มือทำแผลไว้แล้ว
       “เอ้า...กินข้าวแล้วกินยาเสียนะชุน”
       ชุนมองหน้านวลและเห็นพันแผลที่มือแล้วชะงัก
       “เจ้าเป็นอะไรไปโดนอะไรมา ให้ข้าดูสิ”
       ชุนหยิบมือเธอมาดู นวลรู้สึกดีที่เขาเป็นห่วง
       “จู่ๆก็เกิดไฟไหม้ของป่า ข้าจะดับไฟมือข้าเลยพลาดไปโดนไฟนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอก ขอบใจเจ้ามากนะที่เป็นห่วง”
       ชุนฟังเห็นว่านวลไม่เป็นไรก็หันกลับไปคิดเรื่องเฟื่องต่อ
       “ของป่าพวกนี้ข้ากับพ่อช่วยกันหามาหลายอาทิตย์ เตรียมจะเอาเข้าไปขายในเมืองตอนนี้ไหม้จนหมดสิ้นเลย”
       ชุนรับฟังแต่ไม่มีอาการตอบรับ
       “ชุน ข้าจะหากับข้าวกับปลาเตรียมไว้ให้เจ้าราว 2-3 วันนะ เพราะข้าจะต้องตามพ่อเข้าไปหาของป่ามาใหม่”
       ชุนพยักหน้านวลจ้องหน้าเขาอย่างเอาจริงเอาจัง
       “แต่เอ็งต้องสัญญากับข้าเรื่องหนึ่งก่อน”
       ชุนยังไม่ตอบ
       “ห้ามเอ็งคิดสั้น ฆ่าตัวตายนะ”
       ชุนนิ่งไปนานเหมือนคิดอะไรก่อนจะตอบ
       “เอาเป็นว่า...เอ็งกลับมาเรือนนี้เมื่อใด ก็จะยังคงได้พบข้าที่ยังมีลมหายใจอยู่ก็แล้วกัน”
       นวลยิ้มดีใจ ในขณะที่จู่ๆผีเฟื่องโผล่มาแทบคลั่ง
       “ไม่ ทำไมเจ้าทำอย่างนี้ชุน” ผีเฟื่องไม่โกรธชุนกลับโกรธนวลแทน “เป็นเพราะเอ็งคนเดียว เอ็งคาดคั้นให้ชุนตกปากรับคำเอ็ง เพราะเอ็งคนเดียว”
       ผีเฟื่องกรีดร้องด้วยความแค้นใจ แต่ชุนกับนวลก็ไม่ได้ยิน
      
       เช้าวันใหม่...นวลเดินตามหลังพรานมีเข้าป่าไปแต่ไม่วายเหลียวกลับมามองดูเห็นชุนที่อาการยังบาดเจ็บอยู่ค่อยๆออกมายืนส่งที่หน้ากระท่อม สีหน้ายังอิดโรยอยู่มาก นวลดีใจโบกมือให้
       “ชุน ดูแลตัวเองดีๆนะ”
       ชุนค่อยๆพยักหน้ารับ นวลยิ้มแล้วเดินไปกับพรานมี ชุนหน้าเศร้า
      
       นวลขุดหาของป่าอยู่ที่มุมหนึ่ง รอบตัวมีอุปกรณ์การขุด พรานมีก็ขุดอยู่อีกที่มุมหนึ่ง
       “โชคไม่ดีเลยนะพ่อ...ที่ช่วงนี้ฝนแล้ง พวกสมุนไพรเลยหายากกว่าเคย”
       “หาได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นละ อย่าหักโหมนะนวล อย่าลืมตัวว่าเอ็งยังเจ็บอยู่”
       “จ้ะพ่อ...นี่ถ้าข้าไม่สะเพร่า ทำไฟไหม้...”
       พรานมีตัดบททันที
       “เลิกพูดเรื่องนี้ทีเถิดวะนังนวล เรื่องอะไรที่มันแล้วไปแล้ว ก็ปล่อยให้แล้วไป อย่าพิรี้พิไร ไม่เกิดประโยชน์อะไร สู้มานะบากบั่นหาเอาใหม่ อย่าย่อท้อ”
       “จ้ะพ่อ”
       นวลก็ยังรู้สึกผิดอยู่มากเพราะเข้าใจว่าที่ไฟไหม้ของป่าจนหมดนั้นเป็นเพราะตนเอง นวลขุดหาของป่าต่อ มีดที่เธอวางไว้กับพื้นใกล้ตัว จู่ๆก็ขยับทีละน้อย แล้วก็หมุนหันปลายแหลมไปทางนวล ผีเฟื่องเป็นผู้ที่พยายามจะรวบรวมพลังจับมีดนั้นให้พุ่งทำร้ายนวล แต่ก็ยังไม่ทันจะสำเร็จ นวลลุกไปขุดหาของป่าตรงที่อื่นเสียก่อน ผีเฟื่องจึงตาลุกวาวด้วยความโกรธและผิดหวังที่ยังทำอะไรนวลไม่ได้เลย
      
       นวลนั่งหาของป่าอยู่ตามลำพัง ปาดเหงื่อเป็นระยะๆ เฟื่องนั่งจ้องนวลลงมาจากคบไม้เหนือหัวแต่นวลก็ไม่รู้ แล้วเธอก็จะลุกขึ้น แต่แล้วก็เกิดหน้ามืดขึ้นมากะทันหันจนล้มฟุบลง ผีเฟื่องที่อยู่บนคบไม้ตาลุกวาวดีใจ แล้วโดดลงจากคบไม้พุ่งเข้าใส่หายเข้าไปในร่างของนวลทันที ร่างนวลที่นอนฟุบหน้าอยู่สะอึกขึ้นนิดหนึ่งแล้วก็ลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วเหมือนไม่ใช่คนที่เพิ่งเป็นลมอยู่หยกๆ นวลยิ้มสะใจเพราะผีเฟื่องเข้าสิง นวลลุกขึ้น เดินไปหยิบมีดขึ้นมาแล้วจะเชือดคอตัวเอง พลางยิ้มสีหน้ามุ่งมั่นมาก แต่ในวินาทีที่กำลังจะเริ่มเชือดคอตัวเองทันใดนั้นพรานมีก็เดินเข้ามาแตะบ่านวลอย่างกะทันหัน พรานมีไม่ทันเห็นว่านวลกำลังจะทำอะไรเพราะเดินเข้ามาทางข้างหลัง รัศมีจากพระที่พรานมีห้อยไว้ที่คอสว่างวาบขึ้น ทำให้วิญญาณเฟื่องหลุดกระเด็นออกจากร่างนวลอย่างกะทันหัน กรีดร้องเสียงดังแล้วหายไปเลย นวลฟุบสลบไปอีกครั้ง พรานมีตกใจ
       “เฮ้ย นวล”
       พรานมีเข้าดูอาการลูกสาวอย่างตกใจ
      
       ชุนนอนลืมตาคิดถึงเฟื่องอยู่แล้วจู่ๆก็ได้ยินเหมือนเสียงเฟื่องเรียกแว่วๆ
       “ชุน...ช่วยข้าด้วย”
       ผีเฟื่องนอนซุกตัวอยู่ข้างที่นอนชุนนั่นเอง แต่ตามตัวออกสีแดงๆคล้ายคนที่ถูกความร้อนอย่างแรงเผามา ท่าทางกะปลกกะเปลี้ยไม่มีเรี่ยวแรง ชุนผุดลุกขึ้นทันที
       “คุณหนูเฟื่อง”
       ชุนได้ยินแต่เสียงมองหาไปรอบๆห้อง
       “คุณหนูเฟื่อง คุณหนูเฟื่องอยู่ที่ไหน วิญญาณท่านอยู่ทีนี่ใช่ไหม”
       แต่เสียงผีเฟื่องก็เงียบไปแล้ว ชุนเลยลุกขึ้นไปเดินรอบกระท่อมมองออกไปนอกหน้าต่าง ผีเฟื่องพยายามจะตะเกียกตะกายเข้ามากอดชุนแต่เข้าไม่ได้เพราะเขามีพระ ชุนเห็นพรานมีกำลังอุ้มนวลตรงกลับมาที่กระท่อมนี้อย่างรีบร้อน เขาตกใจแล้วรีบออกไปรับพรานมีกับนวลที่หน้ากระท่อมทันที ผีเฟื่องเห็นพรานมีอุ้มนวลเดินมาที่กระท่อมก็จ้องไปที่พรานมีกับนวลอย่างแค้นเคือง
      
       ชุนออกมารับพรานมีกับนวล
       “เกิดอะไรขึ้นกับนวลรึลุง”
       พรานมียังไม่ตอบ เอาร่างนวลวางลงที่แคร่หน้ากระท่อม ชุนเข้ามาช่วยประคอง พรานมีวิ่งไปหยิบสมุนไพรเอามารอใต้จมูกลูกสาว สักครู่นวลก็รู้สึกตัวขึ้น สีหน้างงๆ
       “พ่อ...”
       นวลมองไปรอบๆ เห็นว่าตัวเองกลับมาบ้านแล้วก็ยิ่งงงหนักขึ้นไปอีก
       “ข้ากลับมาบ้านได้ยังไงกันน่ะพ่อ ก็เมื่อครู่ข้ายังขุดหาของป่าอยู่เลย”
       “เอ็งจำอะไรไม่ได้เลยรึนวล”
       นวลส่ายหน้า หน้าตายังงงๆอยู่มาก
       “ข้าว่าเอ็งเป็นลมแดดน่ะ”
       ชุนเป็นห่วง
       “ถ้าอย่างนั้น เจ้าควรพักอยู่ที่นี่ ข้าจะออกไปช่วยท่านลุงมีหาของป่าเอง”
       “ไม่ต้อง ทั้งเอ็งทั้งนังนวลน่ะ พักให้หายดีก่อนทั้งคู่นั่นละ”
       “แต่...”
       นวลจะแย้ง พรานมีรีบส่ายหน้าห้าม
       “ไม่ต้องเถียงข้า ชีวิตสำคัญกว่า แล้วเอ็งก็หาของป่ามาให้ข้าได้พอประมาณแล้ว ข้าก็จะเอาเข้าไปขายในเมืองเท่าที่หาได้นั่นก่อน เอ็งหายดีแล้วค่อยเข้าไปหาของป่ากับข้าใหม่”
       นวลพยักหน้ารับอย่างจำนน ชุนมองนวลอย่างเป็นห่วง
      
       พรานมีเอาสายสิญจน์มาผูกที่ข้อมือให้นวล
       “ขอให้เอ็งหายเจ็บหายไข้นะลูกนะ”
       พรานมีให้นวลลงนอนพักผ่อน พอเขาเห็นลูกสาวหลับไปแล้วจึงเดินออกไปหาชุน แล้วพูดกับชุนโดยไม่มองหน้ามองแต่นวลที่หลับอยู่
       “ข้าสงสารนังนวล มันดันไปรักคนที่เขาไม่ได้รักมัน คงเป็นกรรมของมัน”
       “หมายความว่า นวลมันรักข้าจริงๆเหรอท่านลุง”
       พรานมีพยักหน้า
       “มันรักเอ็งตั้งแต่แรกแล้ว ข้าถึงให้เอ็งออกไปจากที่นี่ตั้งแต่คราวแรกไงล่ะ”
       ชุนเศร้ามองหน้าพรานมี
       “ข้าขอโทษท่านลุงจริงๆ นวลดีกับข้ามากแต่ข้าไม่อาจจะรักมันได้ คนที่ข้ารักมีอยู่คนเดียวเท่านั้น”
       “ข้าเข้าใจเอ็ง แต่ยังไงก็ตามเอ็งก็ต้องตัดอกตัดใจกับแม่หญิงนั่น อย่าลืมตอนนี้นางได้ตายจากเอ็งไปแล้ว ส่วนตัวเอ็งก็ควรต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ เข้าใจนะชุน”
       พรานมีพูดจบก็แตะไหล่ชุนเบาๆแล้วเดินออกไป ชุนมองตามนึกถึงเฟื่อง
      
       ค่ำนั้น ชุนยังคงเศร้าอยู่
       “มันก็คงเป็นกรรมของข้า ที่บังอาจไปรักกับคนที่ข้าไม่สมควรจะรัก” ชุนร้องไห้ออกมาในที่สุด “จึงทำให้แม่หญิงเฟื่องต้องเป็นเช่นนี้ ทำไมข้าไม่ตายไปพร้อมกับแม่หญิงเฟื่องเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปนะ ทำไม”
       ทันใดนั้นมีมือๆหนึ่งเอื้อมมาแตะบ่าชุนเบาๆ เขาขวับไปมองเห็นเป็นนวล
       “นวล...เจ้าลุกออกมาทำไม เจ้ายังไม่สบายอยู่นะ”
       “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ข้าห่วงเจ้านะชุน” นวลลงนั่งข้างเขา “ถึงอย่างไรแม่หญิงเฟื่องก็ตายไปแล้ว เราไม่อาจทำให้คนตายกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ ไม่ว่าเราจะรัก หรืออาลัยอาวรณ์เขาแค่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้น...ข้าจึงคิดว่า...” เธอตัดสินใจจับมือเขา “เจ้าควรจะพยายามลืมเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นทั้งหมด แล้วก็ใช้ชีวิตเดินหน้าต่อไป...”
       นวลมองหน้าชุน พยายามสื่อความในใจ เขามองเธอนิ่งหน้าเรียบเฉยไม่บอกอารมณ์ ผีเฟื่องยืนมองทั้งคู่อยู่อย่างโกรธเกรี้ยว
       “กูบอกมึงแล้วใช่มั๊ยว่าอย่ามายุ่งกับผัวกู”
       ผีเฟื่องพุ่งเข้าไปจะกระชากมือนวลที่จับมือชุนไว้ออก มือผีเฟื่องจับโดนข้อมือนวลข้างที่ผูกสายสิญจน์ไว้
      
       ทันทีที่โดน สายสิญจน์ก็ส่องแสงวาบขึ้นมาจนผีเฟื่องผงะไป


  


       พอผีเฟื่องตั้งตัวได้ใหม่ก็มองกลับไปที่นวลว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ได้ ผีเฟื่องเห็นสายสิญจน์ที่ข้อมือนวลก็หน้าเคียดแค้นมากที่ทำอะไรนวลตรงๆ ไม่ได้
      
       ผีเฟื่องเห็นแมวดำตัวหนึ่งเดินผ่านมาพอดีก็พุ่งร่างหายไปในความมืดทันที...นวลยังพยายามจะพูดโน้มน้าวจิตใจชุนอีกครั้ง
       “ชุน...ใช้ชีวิตเดินหน้าต่อไป...พร้อมกับข้านะ...นะ...”
       ยังไม่ทันที่ชุนจะตอบอะไร แมวดำก็โดดเข้าใส่นวลอย่างดุร้าย นวลกรีดร้องด้วยความตกใจ ชุนได้สติเห็นท่าไม่ดี รีบโดดเข้าไปจับตัวแมวดำแล้วเหวี่ยงโยนออกไปไกลสุดแรง จนสร้อยพระที่คล้องคอเขาตกไม่มีใครเห็นพรานมีวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
       “เกิดอะไรขึ้น”
       นวลบอกด้วยเสียงยังตกใจอยู่
       “แมวดำจ้ะพ่อ มันโดดเข้ามาข่วนข้า นี่ถ้าชุนไม่คว้าตัวมันโยนออกไป ข้าคงได้อีกหลายแผลทีเดียว”
       พรานมีถอนใจโล่งอก
       “โธ่...กะอีแค่แมว เอ้าๆ หายตกอกตกใจ กันแล้วก็แยกย้ายกันเข้านอนเถิดวะ พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมา...จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ไปด้วยกัน”
       นวลกับชุนลุกขึ้นเดินกลับเข้าในกระท่อมพร้อมพรานมี แต่นวลยังไม่วายเหลียวกลับมามองหาแมวดำทางทิศที่ชุนโยนเหวี่ยงออกไปด้วยความหวาดระแวง นวลไม่เห็นแมวดำเลย มีแต่ความมืด เธอเดินกลับเข้ากระท่อมไป แมวดำหมอบนิ่งอยู่กับพื้นแล้วผีเฟื่องก็หลุดออกจากร่างแมว แมววิ่งแผล็วหายไปในความมืด ผีเฟื่องยังคงมองตามหลังนวลที่เพิ่งเดินลับเข้าไปในกระท่อม เห็นว่านวลมองชุนไม่ละสายตาเลย ผีเฟื่องตาลุกวาวด้วยความเคียดแค้นชิงชังนวล
       “อีนวล กูเกลียดมึง มึงคิดจะแย่งผัวกู เพราะฉะนั้น...มึงต้องตาย”
       ผีเฟื่องหน้าตาน่ากลัวสุดๆ
        
       วันใหม่...พระยาอารักษ์นั่งกินเหล้าอย่างเครียดๆ อยู่ตามลำพัง ศรีเรือนเดินเข้ามาเห็น
       “ทำไมกินเหล้าแต่หัววันอย่างนี้เล่าเจ้าคะคุณพี่”
       พระยาอารักษ์เขวี้ยงจอกเหล้าออกไปอย่างอารมณ์เสียทันที
       “ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้แม่ศรีเรือน ทำไมนังเฟื่องมันต้องมาตายอย่างน่าอนาถอย่างนี้ด้วย”
       พอพูดถึงเรื่องลูกตาย คุณหญิงศรีเรือนก็น้ำตาร่วงทันทีอยากจะบอกว่าเพราะท่านเจ้าคุณนั่นแหละ
       “แล้วที่มันกลายเป็นผีกลับมาหลอกมาหลอนผู้คนอย่างนี้ ก็คงเป็นเพราะว่ามันต้องตายอย่างทรมานน่ะ...ฮึ่ย”
       ศรีเรือนทนไม่ไหวจึงพูด
       “ที่แม่เฟื่องต้องเป็นเช่นนี้ ก็เพราะแม่เฟื่องเลือกที่จะอยู่กับคนที่นางรักนะสิเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์หันไปมองทันที ศรีเรือนกลัว
       “คนที่รักเหรอ แล้วไง” พระยาอารักษ์ลุกขึ้น “มันอยู่ไหนไอ้คนที่แม่เฟื่องรักมันหนีไปแล้ว กลับปล่อยให้นังเฟื่องมันตายคนเดียว ฮึ...เป็นเพราะไอ้ลูกจีนนั่นทีเดียว ถ้ากูพบตัวมันที่ไหน กูจะแล่เนื้อเอาเกลือทาให้มันทรมานก่อนจะกุดหัวมัน”
       ขาดคำพระยาอารักษ์ก็เกิดอาการแน่นหน้าอกแล้วเริ่มไอออกมาเอามือปิดปากไอ ศรีเรือนมองอย่างตกใจ
       “คุณพี่เป็นอะไรไปเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์ส่ายหน้าตอบไม่ไหว ไอหนักขึ้นแล้วพอเอามือออกจากปาก ศรีเรือนก็ยิ่งมีสีหน้าตื่นตกใจมากขึ้นไปอีก พระยาอารักษ์เห็นสีหน้าศรีเรือนก็เอะใจ เอามือข้างที่ปิดปากไออยู่เมื่อครู่แบออกดูเห็นที่มือตนเปื้อนเลือด ศรีเรือนตกใจมาก
       “คุณพี่”
       พระยาอารักษ์ตะลึง
      
       ค่ำคืนนั้น ผีเฟื่องนั่งร้องไห้อยู่ที่หน้าผา ตรงจุดที่โดดลงไปกับชุน
       “ชุน...ทำไมทิ้งข้าให้อยู่คนเดียวอย่างนี้...เจ้าลืมคำสาบานของเราเสียแล้วรึ ชุน...”
      
       ชุนที่นอนหลับอยู่ ส่ายหน้าไปมาอย่างคนละเมอ
       “คุณหนู...ข้าไม่มีวันลืมคำสาบานของเรา ข้าไม่มีวันลืม...”
       “มาหาข้าสิชุน...ข้ารอเจ้าอยู่...กลับมาหาข้า...”
       ชุนส่ายหน้าไปมาอยู่อีกสักครู่ก็สะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้น ที่คอชุนไม่มีสร้อยพระของนวลคล้องคอแล้วเพราะตกหล่นไปตอนจับแมวดำ
       “คุณหนูเฟื่อง”
       ชุนนั่งคิดอยู่สักพักตัดสินใจอะไรได้ ลุกเดินออกไป
      
       ชุนเดินถือตะเกียงมาจนถึงหน้าผา ผีเฟื่องปรากฏตัวขึ้น
       “ชุน...เจ้ากลับมาหาข้าจริงๆ”
       แต่ชุนก็ไม่ได้ยินอะไร หมกมุ่นคิดถึงแต่ตอนที่โดดผาไปพร้อมกับเฟื่อง ชายหนุ่มนึกถึงตอนที่เฟื่องพาเขามายืนที่ริมหน้าผา
       “แปลกนะชุน ข้าไม่ยักกลัวเลย...”
       ชุนกอดเฟื่องไว้เป็นครั้งสุดท้าย แล้วทั้งคู่ก็จับมือกันเดินไปที่ริมผาอย่างไม่หวั่นเกรงต่อความตาย แล้วทั้งคู่ก็โดดลงสู่หน้าผานั้นไปด้วยกัน
       ชุนนึกถึงอดีตแล้วพูดออกมา
       “คุณหนูเฟื่อง...เวลานั้นข้าไม่เคยกลัวความตาย เวลานี้...ข้าก็ไม่กลัวความตายอีกเช่นกัน”
       ผีเฟื่องดีใจ
       “มาสิชุน ข้ารอเจ้าอยู่...”
       ชุนเดินไปที่ริมผา มองลงไปด้านล่างอย่างคนละเมอ
       “คุณหนู ข้ากำลังจะไปพบเจ้าแล้ว...”
       ชุนจะกระโดดลงหน้าผาไปอีกครั้งแต่ยังไม่ทันจะกระโดด ก็มีมือๆหนึ่งเอาสร้อยพระมาคล้องคอเขาอย่างรวดเร็ว รัศมีจากสร้อยพระทำให้ผีเฟื่องกระเด็นออกไป แล้วหายไปเลย ส่วนชุนก็ทรุดฮวบลง พรานมีรับร่างเขาเอาไว้ได้ทันก่อนที่ล้มฟาดไป
      
       เช้าวันใหม่...ชุนที่นอนอยู่ สะดุ้งตื่นขึ้นมางงๆ รู้สึกเหมือนเมื่อคืนเดินไปที่ผา ไม่แน่ใจว่าฝันหรือจริงเขาได้ยินเสียงเหมือนพรานมีกำลังทำงานอยู่ จึงลุกออกไปหาตามเสียงนั้น...พรานมีกำลังผ่าฟืนอยู่ ในขณะที่นวลกำลังทำอาหาร ชุนเดินท่าทางงงๆออกมาจากด้านใน นวลยิ้มแย้มทักทาย
       “ตื่นแล้วเหรอชุน”
       ชุนพยักหน้า เขายังงงๆอยู่
       “ทำไมวันนี้ข้าตื่นสายเช่นนี้ก็ไม่รู้ หนำซ้ำเมื่อคืนข้ายังฝันแปลกๆอีกด้วย”
       “ฝันว่าอะไรเหรอชุน”
       “ข้าฝัน ว่าข้ากลับไปที่หน้าผาที่ข้าเคยไปกับแม่หญิงเฟื่องนั่นอีกครั้ง แล้ว...แล้ว...” เขาขมวดคิ้วยุ่ง พยายามคิด “ข้าก็จำความฝันต่อจากนั้นไม่ได้อีก มารู้สึกตัวอีกที...ก็สว่างนี่แล้ว”
       นวลแอบเหลือบสบตากับพ่อ รู้กันว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่มีใครพูด ชุนเพิ่งรู้สึกตัวว่ามีอะไรที่คอก็เอามือจับดูมันคือสร้อยพระที่พรานมีเอามาคล้องไว้ให้เมื่อคืน ชุนงงมาก
       “เอ๊ะ...สร้อยพระนี่ตอนแรกมันหล่นหายไปแล้วมันมาอยู่ที่ข้าได้ยังไงกันนี่”
       พรานมีพูดขึ้น
       “อ้อ...เมื่อคืนข้าเห็นเอ็งนอนกระสับกระส่ายนัก ข้าก็คิดว่าเอ็งคงจะนอนหลับฝันร้ายน่ะ พอดีข้าเจอสร้อยพระที่เอ็งทำตกไว้ ข้าก็เลยเอาสร้อยพระกลับมาคล้องคอไว้ให้ พอใส่เสร็จ เอ็งก็นอนนิ่งเลย”
       ชุนแปลกใจ
       “ทำไมข้าไม่รู้ตัวเลย”
       พรานมีขำๆ
       “ถ้ารู้ตัว จะเรียกว่านอนหลับรึวะ ไอ้ชุน”
       นวลพลอยยิ้มไปด้วย พรานมีกำชับ
       “ใส่ไว้อย่างนั้นละนะไอ้ชุน แล้วรับปากกับข้านะว่าจะไม่ถอดออกจากตัวและต้องรักษามันให้ดีอย่าให้ตกหล่นไปอีก”
       “จ้ะลุง”
       พรานมียิ้ม ผีเฟื่องยืนอยู่บนคบไม้หน้าบ้านกำลังจ้องพรานมีอยู่ด้วยแววตาวาวโรจน์อย่างโกรธจัด
       “มึงขัดขวางกู เพราะฉะนั้น...มึงกับกู...ได้เห็นดีกัน”
       เฟื่องอาฆาตพรานมีอย่างรุนแรง
      
       พันขว้างแก้วยาลงพื้นอย่างหงุดหงิดโดยมีสิงห์และเพียร อยู่ใกล้ๆ เอาใจนาย ด้วงนั่งมองลูกชายอยู่ด้วย
       “กูไม่กงไม่กินมันแล้ว”
      
       “พ่อพัน แม้ว่าหมอหลวงจะบอกว่าอาการลูกดีขึ้น เกือบปกติแล้วแต่เจ้าก็คงยังต้องกินยาอยู่นะลูก”ด้วงปราม
       “เพราะผีอีเฟื่องตัวเดียวที่มันทำให้เป็นเช่นนี้ ถ้าเกิดมันเฮี้ยนโผล่มาหลอกกลางวันแสกๆได้ มันจะไม่โผล่มาหลอกพวกเราได้อีกรึ”
       ด้วงถอนใจ
       “แม่ไม่นึกเลยว่าแม่เฟื่องจะต้องมาเป็นผีไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแบบนี้ แล้วนี่เราจะทำยังไงดีละลูก”
       พัน สิงห์ เพียร มองหน้ากัน พันหน้าเครียด
       “ทำอย่างไรนะเหรอ ก็เอาหมอผีมาจัดการผีอีเฟื่องนะสิ”
       ด้วงตกใจ
       “ห๊า...หมอผี”
      
       พันยิ้มสะใจขึ้นมาทันที

       ศรีเรือนประคองพระยาอารักษ์ที่หน้าตาซีดเซียวกินน้ำ ศรีเรือนทั้งวิตกและกลุ้มใจ
      
       “หมอยังหาสาเหตุที่คุณพี่ไอเป็นเลือดไม่ได้เลยเจ้าค่ะ”
       “ข้าคงจะโกรธนังเฟื่องมากจนกระอักเป็นเลือดออกมาน่ะแม่ศรีเรือน แต่ถ้าข้าได้ฆ่าไอ้ลูกจีนนั่นสำเร็จเมื่อใด ข้าก็คงหายเป็นปกติไปเองละ”
       ศรีเรือนยังกังวล
       “แต่จู่ๆทำไมคุณพี่ถึงเป็นเช่นนี้ได้เจ้าคะ แข็งแรงอยู่ดีๆก็มาไอเป็นเลือด หรือว่า...หรือว่าลูกเฟื่องจะทำคุณพี่เจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์ชะงัก
       “อีเฟื่องจะมาทำกูทำไม”
       “เพราะคุณพี่อาฆาตผู้ชายที่ลูกรักสิเจ้าคะ ไม่ได้แล้ว คุณพี่ถอนคำพูดที่จะตามฆ่าลูกจีนนั่นเสียนะเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดเรื่องร้ายกับคุณพี่ได้”
       พระยาอารักษ์โมโหพุ่ง
       “กูไม่ถอนคำพูดโว๊ย ถ้าอีนังลูกไม่รักดีมันจะเห็นผู้ชายดีกว่าพ่อแท้ๆของมัน ขนาดกลายเป็นผีไปแล้วยังกล้ากลับมาทำร้ายกู...ก็ให้มันรู้ไป แต่กูจะไม่มีวันให้อภัยไอ้ลูกจีนคนนั้นเด็ดขาด...ถ้ากูไม่ได้กุดหัวมันด้วยมือของกูเอง กูไม่มีวันตายตาหลับแน่”
       พระยาอารักษ์เคียดแค้นมาก ในขณะที่ศรีเรือนวิตกสุดชีวิต สร้อยมาแอบดูอยู่หน้าเคียดแค้นเหมือนกัน
       “กูก็ไม่มีวันให้อภัยมึงเหมือนกันไอ้เจ้าคุณกับอีศรีเรือน มึงหาว่ากูขโมยของของมึง จนกูถูกเฆี่ยนปางตาย เจ็บนี้กูจะไม่มีวันลืมหรอก”
       สร้อยอาฆาต
      
       พรานมีเตรียมจะไปหาขอป่า นวลถามขึ้น
       “พ่อแน่ใจนะว่า...จะไม่ให้ข้าไปช่วยหาของป่ากับพ่อด้วยน่ะ”
       พรานมีส่ายหน้า
       “เอ็งอยู่ที่นี่กับไอ้ชุนมันเถอะ”
       พรานมีพยักพเยิดไปที่ชุนที่เริ่มช่วยทำงานในบ้านแล้ว
       “ข้าจะไปเก็บของป่าเพิ่มอีกแค่ 2-3 อย่าง จะรีบไป จะได้รีบกลับก่อนค่ำ”
       นวลพยักหน้ารับ พรานมีออกไป
      
       พรานมีนั่งหาของป่าอยู่อย่างขะมักเขม้น ผีเฟื่องยืนอยู่ไกลๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ ได้แต่จ้องอย่างประสงค์ร้าย แต่พรานมีไม่รู้ตัว แล้วผีเฟื่องก็หันไปเห็นอะไรบางอย่างจ้องสิ่งนั้นเขม็ง งูเห่าตัวหนึ่ง พอถูกผีเฟื่องจ้อง ก็ผงกหัวแล้วแผ่แม่เบี้ย ตาวาวเป็นสีแดงประหลาดขึ้นมาทันที แล้วก็เลื้อยตรงไปหาพรานมีอย่างรวดเร็ว...พรานมีนั่งหาของป่าอยู่อย่างเพลินๆได้ยินงูเลื้อยเข้ามาก็หันไปดู งูเห่ามาถึงตัวแล้วและแผ่แม่เบี้ยเต็มที่แล้วฉกลงมาที่ต้นแขนอย่างเร็ว พรานมีร้องลั่น
       “โอ๊ย”
       พรานมีล้มลงงูเห่าลดแม่เบี้ยลง แล้วเลื้อยจากไปอย่างรวดเร็ว พรานมีพยายามตั้งสติเต็มที่ ฉีกชายเสื้อตัวเองแล้วเอามัดเหนือแผล มัดเสร็จก็ทำอะไรต่อไม่ไหวในที่สุดก็นั่งพิงต้นไม้ หายใจรวยริน แล้วตาก็ค่อยๆหรี่ลงๆจนปิดไป ผีเฟื่องยืนดูพรานมีที่บาดเจ็บอยู่ไกลๆ แล้วหัวเราะอย่างสะใจ
      
       พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว นวลชะเง้อมองไปที่หน้ากระท่อมอยู่บ่อยครั้งเพราะเป็นห่วงที่พ่อไม่กลับบ้านสักที ชุนที่นั่งทำงานอยู่มองนวล
       “เดี๋ยวลุงมีก็คงกลับมาหรอกน่านวล”
       “แต่ข้าเป็นห่วงพ่อยังไงก็ไม่รู้นะชุน ใจมันสั่นๆ”
       นวลจับที่หัวใจตัวเอง แล้วตัดสินใจอย่างรวดเร็วเดินออกจากกระท่อมไป
       “จะไปตามลุงมีเหรอนวล”
       ชุนถามแต่นวลรีบออกไปแล้ว ชุนก็รู้สึกสังหรณ์ใจเช่นกัน จึงตัดสินใจตามนวลออกไป
       “รอข้าด้วยนวล”
       พูดจบชุนก็รีบตามนวลไปอย่างรวดเร็ว ใจก็เป็นห่วงพรานมีไม่แพ้นวลเช่นกัน
      
       นวลกับชุนเดินเข้ามาในป่า ช่วยกันมองหาพรานมี ชุนเห็นก่อนเลยเรียกนวล
       “นวล...”
       ชุนชี้ให้ดู นวลมองตามเห็นพ่อนั่งพิงต้นไม้สลบอยู่
       “พ่อ”
       นวลพุ่งไปหาทันที ชุนตามไปติดๆ พอทั้งสองถึงตัวพรานมีนวลก็เขย่าตัวพ่อเบาๆ
       “พ่อ...พ่อ...”
       แต่พรานมีก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัวเลย นวลร้อนใจ แล้วเห็นว่าพ่อเอาผ้ามัดต้นแขนไว้ก็มองสำรวจที่แผลถูกงูกัด
       “นี่มันแผลถูกงูกัดนี่ชุน โธ่...พ่อ...”
       นวลตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเลย ชุนตัดสินใจแทน
       “ใกล้จะมืดแล้ว ช่วยกันพาลุงมีกลับเรือนก่อนเถอะนวล”
       นวลพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ทั้งสองช่วยกันแบกพรานมีกลับบ้านไป
      
       ค่ำนั้น ชุนกับนวลช่วยกันเอาร่างพรานมีลงนอนเหยียดยาวให้สบาย นวลรีบวิ่งไปดูบรรดาห่อยาสมุนไพรรักษาแผลงูกัดอย่างร้อนรนรื้อหาของกระจาย แล้วก็ตะโกนอย่างหงุดหงิด
       “โธ่...บ้าจริง มันหายไปไหนหมดนะ”
       ชุนหันไปถาม
       “อะไรรึ”
       “ก็สมุนไพรแก้พิษงูน่ะสิชุน” แล้วเธอก็นึกออก “โธ่เอ้ย มันไหม้หมดตอนที่ไฟไหม้กองของป่าเมื่อวันก่อนไง ทำไงเนี่ย ไม่มีสมุนไพรแก้พิษงูแล้วข้าจะช่วยพ่อได้ยังไงกันล่ะนี่”
       ชุนรีบบอกอย่างร้อนใจ
       “กลับเข้าไปหาสมุนไพรที่ว่านี่ในป่าอีกทีได้มั๊ย หน้าตามันเป็นยังไงบอกมา ข้าจะเข้าไปหาให้เอง”
       “มันไม่ใช่สมุนไพรที่หาพบได้ง่ายๆหรอกนะชุน แล้วนี่มันก็มืดแล้ว ยิ่งเจ้าไม่รู้จักสมุนไพรนี่ด้วย เข้าไปหายังไง...ก็หาไม่พบหรอก”
       “อ้าว...แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะนวล”
       นวลคิดๆ
       “ข้าจะเข้าเมือง ข้ารู้จักหมอยาสมุนไพรในเมืองอยู่ คนเขาซื้อของป่าจากเราบ่อยๆเอาไปทำยา ข้าฝากเจ้าดูพ่อแทนข้าทีนะ”
       ชุนพยักหน้ารับ นวลรีบออกไปอย่างร้อนใจ แต่ชุนทัก
       “เดี๋ยว...ดูแลตัวเองดีๆด้วยนะนวล”
       นวลหันมายิ้มดีใจ แล้วจึงรีบออกไป เดินผ่านผีเฟื่องโดยไม่รู้ตัว ผีเฟื่องมองตามไปอย่างชิงชัง แล้วชะงักเมื่อมองที่ข้อมือนวล เห็นสายสิญจน์ที่พรานมีผูกให้ยังอยู่ ผีเฟื่องเลยปล่อยนวลไป ไม่ตาม เพราะรู้ว่าทำอะไรนวลไม่ได้ ผีเฟื่องจึงอยู่กับชุนและมองชุนที่กำลังเช็ดตัวให้พรานมีอยู่อย่างตั้งใจ
      
       สร้อยอยู่ในเรือนทาสกำลังสวดคาถา ล้อมตัวมีแต่เทียนจุดรอบ โต๊ะที่ตั้งมีธูป 1ดอกปักไว้ที่ข้าวสาร สร้อยสวด แล้วหยิบหุ่นดินปั้นชายแต่งตัวเหมือนพระยาอารักษ์ และหุ่นดินปั้นหญิงแต่งตัวเหมือนศรีเรือนขึ้นมา สร้อยทำการเอาเข็มปักลงไปที่พระยาอารักษ์ก่อน
      
       พระยาอารักษ์จากที่นอนอยู่ลุกขึ้นมานั่งอาเจียนเป็นเลือด ศรีเรือนลุกขึ้นตาม
       “คุณพี่ เป็นยังไงบ้างคะ”
       สร้อยเริ่มลงมือหยิบดินปั้นศรีเรือนขึ้นมา แล้วเอาเข็มจิ้มลงไปที่ท้อง...ศรีเรือนที่ลุกขึ้นอยู่ อยู่ดีๆก็ปวดท้องขึ้นมา
       “โอ๊ย”
       พระยาอารักษ์หันไปถาม
       “เป็นอะไรแม่ศรีเรือน”
       “อยู่ดีๆก็ปวดท้องเจ้าคะ”
       ศรีเรือนงงกับอาการตัวเอง...สร้อยหัวเราะสะใจ
       “มึงสองคนผัวเมีย จะต้องทนทุกข์ทรมาน”
       จู่ๆก็มีลมพัด เทียนดับลง สร้อยงง มองทางลมมาจากไหนหันไปกลับกลายเจอร่างผีเฟื่องยืนอยู่
       “ห๊า”
       “มึงทำอะไรพ่อ แม่กู อีสร้อย”
       “กูทำอะไรนะเหรอ กูก็จะทำให้มันทุกข์ทรมานนะสิ ก็เหมือนที่กูทำมึงด้วยไงล่ะอีเฟื่อง”
       ผีเฟื่องโกรธมาก
       “อีสร้อย”
       สร้อยไม่กลัว
       “ทำไม กูนี่แหละ เป็นคนปลุกมึงขึ้นมา ความจริงมึงควรจะเป็นผีรับใช้กูด้วยซ้ำ และในเมื่อกูปลุกมึงได้กูก็เอามึงกลับไปได้”
       ผีเฟื่องมองสร้อยแค้นๆ จนลมพัดแรง ประตูหน้าต่างเรือนทาสสร้อยเปิด ปิด ผึบผับๆ สร้อยขู่ทันที
       “ถ้ามึงเข้ามา กูจะเอาหุ่นดินปั้นพ่อแม่มึงที่กูไปปลุกเสกมาแล้วหักให้ขาด ให้พ่อแม่มึงตายตอนนี้เลย”
       สร้อยหยิบหุ่นดินขึ้นมาขู่ เฟื่องมองโกรธตวัดหัวซ้าย ขวา แล้วหุ่นดินก็กระเด็นจากมือสร้อยคนละทิศทางทันที สร้อยตกใจ ทันใดนั้นอยู่ดีๆทาสชายสองคน น่าตาดุดันก็เข้ามา
       “เข้ามาได้ยังไงเนี่ย พวกมึงเข้ามาทำไม ออกไป” สร้อยตกใจ
       ทาสชายไม่สนใจคำพูดสร้อยเพราะโดนสะกดจิต ตาเป็นสีแดง เดินเข้ามาหาสร้อยชกที่ท้องสร้อยตัวงอและทาสชายก็ดึงเสื้อผ้านุ่งของสร้อยออก จากนั่นก็ทำการขืนใจอย่างรุนแรง สร้อยทั้งโดนตบ โดนชก โดนบีบคอพร้อมข่มขืน หน้าตาทรมานมากแววตามองมาที่ผีเฟื่องที่ยืนมองด้วยความสะใจ
       “อย่า...อย่าทำข้า...อย่า...”
      
       นวลเดินเข้าเมืองมาอย่างรีบร้อน สิงห์กับเพียรที่เดินพาหมอผีจะไปทางเรือนพัน แล้วชะงักเมื่อเห็นผู้หญิงเดินผ่านหน้าไปแล้วจำได้ว่าเป็นนวล ทั้งสองหันมาพยักหน้าให้แก่กันอย่างรู้ใจกัน
       “ไอ้เพียร มึงจำแม่หญิงนี่ได้ใช่ไหม ที่มันเคยมาช่วยไอ้จีนนั่น”
       “จำได้สิ ข้าว่ามันอาจจะรู้ที่ซ่อนของไอ้จีนนั่นก็ได้ ต้องรีบไปบอกนาย”
       เพียรจะไปสิงห์คว้าไว้
       “เฮ้ย เอ็งไม่อยากสร้างผลงาน ให้นายตบรางวัลรึวะ”
       เพียรคิดได้
       “งานนี้คงได้หลาย” เพียรหันไปบอกหมอผี “พ่อหมอ พอดีพวกเราต้องมีธุระสำคัญตอนนี้ ฝากพ่อหมอช่วยล่วงหน้าไปก่อนที่ลานพิธี แล้วพวกข้าจะตามไป”
       หมอผีพยักหน้ารับเพราะต้องทำพิธีตามเวลา
       “เออ เร็วๆนะเว้ย”
       หมอผีเดินออกไป สิงห์กับเพียรจึงมองทางที่นวลไป แล้วก็แอบเดินตามไปเงียบๆ โดยที่นวลไม่รู้ตัวเลย
      
       นวลเดินมาหาบ้านหมอยาไม่ได้สนใจใคร เดินตามมาเพราะใจห่วงแต่ชีวิตพ่อ สิงห์กับเพียรหันมามองหน้ากัน
       “เฝ้าดูมันไว้”
       เพียรพยักหน้าตกลง ทั้งสิงห์และเพียรก็นั่งเฝ้าดูนวลต่อไป นวลพบบ้านหมอยาเคาะประตูเรือนหมอยาระรัวด้วยความร้อนใจ สักครู่หมอยาก็เปิดประตูเรือนออกมาพอเห็นเป็นนวลก็ตกใจ
       “อ้าว...นังนวล มาเสียค่ำมืดอย่างนี้ มีอะไรรึเปล่า”
       “พ่อแย่แล้วจ้ะลุง”
      
       พระจันทร์ครึ่งเสี้ยว มีเมฆดำปกคลุม หมอผีจุดธูป 1 ดอก ทำพิธีสวดเริ่มการสื่อจิต มีพันคอยดู ส่วนนางด้วงยืนกลัวหัวหด สักพักธูปก็ดับลง หมอผีลืมตาขึ้นทันที
       “เป็นยังไงบ้างพ่อหมอ” พันรีบถาม
       “ข้าสื่อจิตวิญญาณแล้ว ตอนนี้วิญญาณมันยังวนเวียนอยู่”
       ด้วงหันซ้ายขวา
       “แล้วอยู่ไหนละจ๊ะท่าน อยู่แถวนี้รึป่าว”
       “เปล่า อยู่กับชายคนหนึ่ง ดูท่าทางมันจะรักชายคนนี้มาก คอยอยู่ติดตามตลอด”
       พันรู้ได้ทันที
       “ไอ้จีนนั่น งั้นพ่อหมอรีบทำพิธีจัดการกับผีอีเฟื่องเลย”
       “ได้ แต่ข้าบอกไว้ก่อนผีตัวนี้ แรงรักแรงอาฆาตมันมากเหลือ เราจะต้องขุดเอาศพมันแล้วถอดกะโหลกหน้าผากแล้วทำพิธีสะกดมันไว้”
       ด้วงฟังแล้วกลัว พันก็กลัวแต่ต้องใจสู้ หมอผีหันมาถาม
       “พร้อมไหม ถ้าชักช้าจะเสียการ ไปป่าช้ากันได้ เราจะทำพิธีที่นั่น”
       “พร้อม...พ่อหมอ” พันหันไปดู “ว่าแต่ไอ้พวกสิงห์ เพียร มันหายหัวไปไหนไม่มาสักที ไอ้พวกนี้กลับมากูจะเอาตีนถีบหน้าให้หมดเลย”
       พูดจบหมอผีก็เริ่มตั้งจิต แล้วเริ่มสวดคาถาภาวนา
      
       พันกับด้วงมองด้วยความตื่นเต้น


  


       ฟากสิงห์กับเพียรยังนั่งซุ่มแอบดูนวลอยู่ เห็นหมอยากำลังส่งห่อยาให้นวล
      
       “เอ้า...ข้าเจียดยาให้เอ็งเรียบร้อยแล้ว มีทั้งยาพอกและยากินรีบเอากลับไปให้พ่อเอ็งเถอะ อย่าช้า”
       “จ้ะ...ขอบใจลุงมากนะ”
       นวลยกมือไหว้แล้วรับห่อยามาจากหมอยาเอาซุกลงย่าม แล้วรีบร้อนลงจากเรือนจะกลับกระท่อม พอหมอยาปิดประตูเรือน เพียรกับสิงห์ก็ตามติดนวลไป...เพียรกับสิงห์พุ่งเข้ามาจากข้างหลังของนวล เพียรพุ่งเข้าปิดปากไม่ให้นวลส่งเสียง นวลตาเหลือกด้วยความตกใจ ดิ้นสู้สุดฤทธิ์ สิงห์จึงชกเข้าที่ท้องนวลอย่างแรง นวลสะดุ้งเฮือกแล้วคอพับสลบไปทันที สองบ่าวจัดแจงอุ้มนวลแล้วแบกหายไปในความมืด
      
       หมอผีที่กำลังสวดอยู่ เริ่มทำการเริ่มเดิน เคลื่อนขบวนพิธี สวดตลอด พันกำลังเดินตามไป จู่ๆด้วงก็เกิดกลัวขึ้นมา
       “พ่อพัน แม่มานึกๆดูแล้ว มันน่ากลัวนะลูก แม่คงไม่กล้าไปเห็นศพแม่เฟื่อง แม่ขออยู่รอที่นี่ละกันนะลูก”
       “อ้าวแม่ ทำไมทำเช่นนี้ล่ะ ข้าก็กลัวไม่ต่างกับแม่หรอก แม่จะปล่อยให้ข้าไปคนเดียวได้อย่างไร ในเมื่อไอ้ลูกน้องเวรสองคนนั่นมันหายหัวไปก็ไม่รู้”
       สิงห์กับเพียรช่วยกันวางร่างของนวลวิ่งตามเข้ามา
       “มาแล้วครับนาย”
       พันกับด้วง หันมาเห็น
       “นั่นพวกเอ็งหิ้วใครมาวะ”
       สิงห์กับเพียร วางนวลลง หันให้ดูหน้า ก่อนที่สิงห์จะบอก
       “แม่หญิงนี่ ที่มันรู้จักไอ้จีนนั่นยังไงครับนาย เราอาจจะรู้ที่ซ่อนตัวของมันได้นะขอรับ”
       พันยิ้มคิดว่าใช่
       “ดีมาก พวกเอ็งนี่เก่งนัก กลับไปกูจะตบรางวัลให้อย่างงาม”
       ด้วงสงสัย
       “แม่หญิงที่ไหนลูก เอาลูกเอาเต้าเขามาแบบนี้มันไม่ดีนะลูก”
       หมอผีที่ร่ายสวดอยู่ เสียงพวกนี้ทำให้เสียสมาธิ จึงหันมาพูด
       “จะทำพิธีต่อไหม ถ้าไม่ทำข้าจะล้มเลิกตอนนี้ การทำพิธีสื่อจิตต้องนิ่งและภาวนาตลอด ไม่งั้นอาจถูกเล่นงานได้”
       ด้วงกลัว
       “ทำต่อเถอะเจ้าคะ เอ้า ลูกพัน เจ้าอย่าเพิ่งสนใจเรื่องอื่น เห็นบอกว่ายังไงต้องจัดการทำพิธีปราบผีแม่เฟื่องคืนนี้เท่านั้นนี่ลูก”
       พันหันไปสั่งสมุน
       “งั้นพวกเอ็งก็แบกนังนี่ไปด้วย เผื่อมันจะช่วยอะไรเราได้ ไป”
       ด้วงไม่ไปด้วย
       “จัดการให้ได้นะลูก แม่จะรออยู่ที่นี่นะ”
       หมอผีเริ่มภาวนาคาถาต่อ แล้วเดินออกไป พัน สิงห์ เพียร อุ้มนวลที่นอนสลบอยู่ก็เดินตามออกไป ด้วงมองตามด้วยความเป็นห่วง
      
       หมอผี พัน สิงห์ เพียรอุ้มนวล เข้ามาในป่าช้า เมื่อมาถึงหลุมศพเฟื่อง
       “หลุมนี้แหละ” หมอผียิ้ม “ตอนนี้ข้าจะทำการเปิดธาตุทั้ง4”
       เมื่อพบหลุมศพเฟื่องแล้วหมอผีก็เริ่มทำพิธีเปิดธาตุทั้ง 4 จากนั้นก็สั่ง
       “เอ้า ไอ้สองคนเนี่ย มาขุดหลุมสิ และระหว่างข้าบริกรรมคาถาห้ามใครรบกวน ข้าต้องใช้สมาธิสูง”
       พันรับคำ
       “ได้เลย พ่อหมอ”
       สิงห์กับเพียร วางนวลลง และหยิบอุปกรณ์ เริ่มทำการขุดหลุมศพ พันมองลุ้น หมอผีบริกรรมคาถาตลอด เมื่อขุดเจอเพียรหันมาบอก
       “เจอศพแล้วพ่อหมอ”
       หมอผีหัวเราะดังลั่น
       “ดีมาก...เอาศพมันขึ้นมา”
       สิงห์กลัวขนลุกขนพอง
       “ข้ากลัว”
       เพียรก็กลัวไม่แพ้กัน
       “ข้าก็กลัวเหมือนกัน ใครจะกล้าหยิบศพมันวะ”
       พันตวาด
       “เฮ้ย พวกมึง ชักช้าทำไมวะ รีบทำตามที่พ่อหมอสั่งสิ”
       สิงห์กับเพียรจำใจ
       “ครับนาย”
       ศพเฟื่องถูกยกขึ้นมาเน่าเฟะแล้ว แทบจำไม่ได้ว่าเป็นใคร สิงห์กับเพียรยกขึ้นมาแบบสะอิดสะเอียน หมอผียังทำบริกรรมคาถาอยู่ จนสิงห์กับเพียร เอาศพเฟื่องขึ้นมาวางไว้ แล้วหมอผีก็สวดจบ
       “ข้าจะกำกับดวงวิญญาณของเอ็งให้สิ้นฤทธิ์สิ้นเดช เอ็งต้องมาเป็นข้าทาสของข้า”
       พูดจบหมอผีก็หยิบสิ่วและค้อนออกมาจากกระเป๋า พันถามอย่างสงสัย
       “พ่อหมอจะทำอะไรรึ”
       “ข้าจะเอาจุดรวมวิญญาณของมันทำพิธี เรียกดวงจิตของดวงวิญญาณเข้ามาประจำที่กระโหนกหน้าผาก แล้วทำการสะกดจิตมัน พวกเอ็งคอยดูละกัน”
       หมอผีนำสิ่วและค้อนแงะที่กะโหลกเฟื่อง ทุกคนมองลุ้นระทึก
      
       ชุนนั่งเฝ้าดูอาการพรานมีอย่างเป็นห่วง ไม่ง่วง นอนไม่หลับเลย สักครู่เห็นพรานมีเริ่มได้สติ ชุนพุ่งเข้าหา
       “ลุงมี...”
       พรานมีมองไปรอบๆ ถามเสียงอ่อน
       “ข้ากลับมาที่นี่ได้ยังไง”
       “ข้ากับนวลเห็นลุงไม่กลับเรือนเสียที ก็เลยออกไปตาม เลยพบลุงไม่ได้สติอยู่ในป่าเพราะลุงถูกงูกัด”
       พรานมีมองหานวล
       “แล้วนี่นังนวลอยู่ที่ไหน”
       “เข้าเมืองไปเอายา ยาที่นี่หมดท่านลุง”
       “ระยะทางจากที่นี่เข้าเมืองไม่ใช่ใกล้ๆ ดึกป่านนี้มันจะเป็นยังไงบ้าง ข้าเป็นห่วงมัน”
       แล้วพรานมีก็สะดุ้งเมื่อเกิดอาการปวดไปทั้งตัว เริ่มรู้ว่าพิษงูเริ่มแล่นไปทั่วตัวแล้ว ชุนตกใจ
       “ท่านลุง...เป็นอะไรไป”
       “พิษงูมันแล่นไปทั่วตัวข้าแล้วละไอ้ชุน”
       “ลุงแข็งใจอีกหน่อยนะ เดี๋ยวนวลก็คงกลับมาแล้วละ”
       พรานมีเริ่มไม่ไหว
       “ข้าคงอยู่รอนังนวลมันไม่ไหวแล้วละ ข้ากำลังจะตาย”
       “ท่านลุง อย่าพูดอย่างนี้ ท่านต้องรอด อดทนอีกนิดนึงนะลุง”
       “ข้ารู้ตัวข้าดี ชุน...ก่อนข้าจะตาย เอ็งรับปากกับข้าสักเรื่องหนึ่งได้มั๊ย”
       “เรื่องอะไรรึลุง”
       “แต่งงานออกเรือนกับนังนวล”
       ชุนตกใจ ผีเฟื่องปรากฏร่างขึ้นทันที สีหน้าดุดัน
       “ไม่”
       พรานมีเร่งเร้า
       “รับปากข้าสิชุน ไม่งั้นข้าคงตายตาไม่หลับแน่”
       “แต่ข้า...”
       ยังไม่ทันที่ชุนจะตอบ จู่ๆผีเฟื่องก็ปวดที่หน้าผากขึ้นมาทันที ในหัวมีแต่เสียงโป๊กๆ
       “ปวด ข้าปวดเหลือเกิน ใคร ใครทำข้า”
       ผีเฟื่องจับหัวทุรนทุรายร้องครวญครางและจิตกำลังถูกเรียกไป ทันใดนั้นผีเฟื่องก็ถูกดูดไปทันที...พรานมีบีบคั้น
       “เพื่อเห็นแก่ข้า ที่เคยช่วยชีวิตเอ็งเอาไว้ถึงสองครั้งสองครา รับปากกับข้าสิชุน เพราะเมื่อหมดข้า นังนวลมันก็จะไม่เหลือใครแล้ว มีแต่เอ็งเท่านั้นที่จะเป็นหลักในชีวิตให้มันได้ รับปากกับข้าสิชุน รับปากสิ”
       ชุนจำใจ
       “จ้ะลุง”
       “ขอบใจนะไอ้ชุน...ขอบใจ...”
       แล้วพรานมีก็สลบไป ชุนตกใจที่พรานมีนิ่งไป กลัวว่าจะตายรึป่าว จึงเอานิ้วมือไปแตะที่จมูก พรานมียังมีลมหายใจอยู่โรยริน
       “ไม่ได้การละ ข้าต้องออกไปตามนวลซะแล้ว”
       ชุนตัดสินใจออกไปตามนวล
      
       นวลค่อยๆฟื้นขึ้นมามองไปรอบๆ เริ่มมองเห็นการทำพิธีอะไรบางอย่าง ภาพเริ่มชัดขึ้น เธอเห็นพันกับพวกทั้งสองที่ชกเธอ นวลจำได้ว่าเป็นพวกที่ทำร้ายชุนด้วย
       “ข้าต้องโดนจับมาแน่ทำไงดี”
       นวลเห็นพวกพัน และบ่าวทั้งสอง กำลังทำพิธี โดยมีหมอผีตอกหน้าศพอยู่ก็ตกใจ
       “นี่พวกมันทำอะไรกันเนี่ย”
       จู่ๆ ผีเฟื่องก็โผล่ล้มเข้ามา ครวญครางอย่างเจ็บปวด พวกพัน สิงห์ เพียร ตกใจ เข้าไปหลบอยู่หลังหมอผี นวลก็เห็นเช่นกันเธอตกใจ
       “แม่หญิงเฟื่อง”
       หมอผีรู้ว่าผีเฟื่องมาแล้วจึงหันไป และหมอผีก็หยิบชิ้นกะโหลกหน้าผากมาได้แล้ว
       “มาแล้วเรอะ ฤทธิ์เดช มึงเยอะนักใช่ไหม ผีอย่างมึงต้องเจอหมอผีอย่างกู”
       หมอผีเริ่มร่ายคาถา เอานิ้วจิ้มหมึกเขียนอักขระลงยันต์ที่กะโหลกหน้าผาก
       “ไอ้หมอผี มึงตาย”
       ผีเฟื่องพยายามฟืนตัวเองที่เจ็บปวด พุ่งหาหมอผี พวกพันกลัวมาก นวลมองด้วยความตะลึง เมื่อหมอผีเขียนจบ ผีเฟื่องก็กรีดร้องโหยหวน
       “โอ้ย เจ็บเหลือเกิน ปวดเหลือเกิน ทำไมถึงทำกับข้าอย่างนี้ โอ้ย”
       พันเห็นผีเฟื่องเริ่มอ่อน จึงค่อยกร่างออกมาจากหมอผี
       “อยากรักไอ้จีนนั่นมากจนมาตายโหง แล้วเป็นไงเป็นผีเร่ร่อนไม่มีหลักแหล่ง วันนี้ข้าจะหาที่อยู่ให้เจ้าเอง ในเมื่อเป็นเมียข้าไม่ได้ ก็มาเป็นผีรับใช้ข้าต่อไปละกัน”
       ผีเฟื่องมองพันแค้น แต่ร่างเริ่มอ่อนแรง
       “พี่พัน อย่าทำข้าเลย ข้ายอมแล้ว”
       พัน สิงห์ เพียร หัวเราะชอบใจ สะใจที่ทำสำเร็จ หมอผีสั่งเสียงเข้ม
       “เอ้าถ้างั้นเจ้าจงเข้ามาสิงอยูที่นี่”
       หมอผียื่นกะโหลกหน้าผากไป ทันใดนั้น ผีเฟื่องก็หายตัวไป ทุกคนตกใจ งง มองหารอบๆกันใหญ่ พัน มองรอบๆ
       “อ้าว มันไปไหนแล้วพ่อหมอ”
       สิงห์กับเพียรตื่นกลัว หมอผีตวาด
       “ออกมาเดี๋ยวนี้ เอ็งอยู่ที่ไหน อยากลองดีกับกูใช่ไหม”
       หมอผีหลับตา เริ่มการสวดคาถาอีกครั้ง สักครู่ก็มีมือมาบีบคอ ผีเฟื่องโผล่พรวดออกมา ทุกคนวงแตกวิ่งหนีกระเจิง
       “มึงนะสิ อยากลองดีกับกูใช่ไหม”
       ผีเฟื่องโมโหพุ่งตัวไปหาหมอผีใกล้ๆแล้วจ้องไปที่ตา หมอผีตาเริ่มร้อน ร้องครวญครางทรมานดิ้นพล่านจนลูกตาแตก หมอผีเดินโซเซมองไม่เห็น ลงไปดิ้นทุรนทุราย นวลที่มองอยู่ตกใจ แล้วคิดหาทางหนี แล้ววิ่งออกไป
      
       ผีเฟื่องหัวเราะสะใจ และกวาดสายตาหันไปทางที่พวกพันวิ่งเตลิดไปด้วยหน้าตาน่ากลัว
      

       จบตอนที่  9
ตอนที่ 10
      
       เพียรกับสิงห์วิ่งหนีออกมาหัวซุกหัวซุน แล้วมาหลบใต้ต้นไม้
      
       “เสียงมันเงียบไปแล้วว่ะ” สิงห์หันมองเห็นดาบที่มือเพียร “อ้าว นั่นเอ็งเอาดาบนายติดมือมาด้วยได้ยังไงวะ”
       เพียรมอง
       “เออ จริงว่ะ ข้าคงตกใจ”
       เพียรมองดาบรู้ว่าโดนด่าแน่ แล้วจู่ๆเพียรก็สะดุ้ง ตาแดงวาบขึ้นมาแว่บหนึ่ง แล้วทำท่าว่าจะเดินกลับเข้าไปในป่าช้า สิงห์หันมาเห็นพอดีก็ร้องทัก
       “อ้าวเฮ้ย...นั่นเอ็งจะเข้าไปทำวะไอ้เพียร ประเดี๋ยวก็ถูกผีหลอกเอาหรอก”
       แต่เพียรยังเดินทื่อจะเข้าไปในป่าช้า
       “ไอ้นี่...พูดไม่รู้เรื่องโว๊ย”
       สิงห์พุ่งเข้าไปกระชากบ่าไว้ เพียรหันมามอง แล้วถีบสิงห์เปรี้ยง จนสิงห์กระเด็นออกไป สิงห์ชักโมโห
       “เอ๊ะ... ไอ้เพียร มึงถีบกูทำไมวะ”
       สิงห์พุ่งเข้าใส่เพียรอีกครั้ง และโดยที่สิงห์คาดไม่ถึง เพียรหันมากระซวกแทงสิงห์อย่างหน้าตาเฉยเลย สิงห์สะดุ้งสุดตัวตาเหลือกค้าง มองหน้าเพียรอย่างไม่เข้าใจว่าแทงมันทำไม สายตาของสิงห์ที่มองหน้าเพียรเห็นหน้าเฟื่องซ้อนขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะกลับเป็นหน้าเพียรดังเดิม สิงห์ตกใจสุดขีดแล้วก็ตาเหลือกลานค้างอยู่อย่างนั้นขณะที่ล้มลงแล้วสิ้นใจตาย เพียรเห็นสิงห์ตายแล้ว ก็ถือดาบเดินเข้าเข้าป่าในสภาพโดนสิงอยู่
      
       พันกำลังวิ่งหันซ้าย หันขวา หมุนตัวไปรอบๆ ดูว่าผีเฟื่องจะโผล่มาไหม มองไม่เห็นอะไร แต่เมื่อหันมาอีก จู่ๆก็เห็นเพียรอยู่ข้างหลัง หน้าตานิ่งดูดุดัน
       “เฮ้ย มึงโผล่มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงเลยนะไอ้เพียร กูตกใจหมด”
       เพียรไม่ตอบ พุ่งดาบในมือเข้าใส่พันหวังจะแทงให้ตายทันที พันหลบทัน
       “มึงเป็นบ้าอะไรของมึงวะไอ้เพียร”
       พันเห็นท่าไม่ดีเห็นเพียรพุ่งเข้ามาจะซ้ำ พันรีบคว้ามือแย่งดาบมาให้ได้ พันกับเพียรเลยสู้กันพักหนึ่ง เพียรเกิดเพลี่ยงพล้ำถูกพันแทงพรวดเข้ากลางท้องดาบทะลุออกหลัง เพียรตาเหลือกลาน พอพันชักดาบออก ยืนหอบด้วยความเหนื่อยแล้วในที่สุดเพียรก็ทรุดตัวล้มลงแล้วสิ้นใจตายอย่างน่าอนาถ พันชะงักอึ้ง
       “ไอ้เพียร”
       แล้วเพียรก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมาอย่างฉับพลัน วิญญาณเฟื่องออกจากร่าง ผีเฟื่องหัวเราะสะใจมองมาที่พัน
       “คนเลวอย่างพวกมึง สมควรตายแล้ว”
       พันตาเหลือก
       “เฮ้ย อีเฟื่อง”
       ผีเฟื่องหัวเราะสะใจ เสียงดังก้องไปทั่วบริเวณ พันตกใจที่เห็นผีเฟื่องยืนอยู่ตรงหน้า
      
       นวลวิ่งหนีออกมา ใจก็กลัวเพราะเพิ่งเห็นผีเฟื่องปรากฏกายเป็นครั้งแรกรู้สึกว่าน่ากลัวมาก เป็นห่วงพ่อด้วย นวลรีบวิ่งเพื่อกลับไปให้ถึงบ้านอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนเธอวิ่งชนกับสิ่งหนึ่งเข้า นวลช็อค กลัวมาก แต่พอเงยหน้าขึ้นมองชัดๆค่อยเบาใจเพราะนั่นคือชุนนั่นเอง
      
       ชุนกับนวลกลับมาที่กระท่อม นวลพุ่งเข้าไปหาพ่อ ที่ตอนนี้ฟุบหน้าซีด ปากซีดเหงื่อท่วมร่าง สภาพดูแล้วไม่น่าไหวแล้ว
       “พ่อ...พ่อจ๋า นวลมาหาพ่อแล้วนะจ๊ะ”
       พรานมีเริ่มรู้สึกตัว แต่อ่อนแรงเหลือเกิน แทบไม่มีแรงตอบนวล แต่ดูออกสิ่งหนึ่งคือดีใจที่ลูกสาวมา
       “พ่อจ๋า พ่ออดทนอึดใจนึงนะ นี่ยาอยู่นี่แล้ว ข้าเอามาให้พ่อได้แล้ว” นวลร้องไห้ “ข้าจะไปต้มยาให้พ่อนะ”
       “ไม่ต้องแล้ว พ่อคงกินไม่ทันแล้วลูก”
       “ไม่จริง ชุน นายเอายานี้ไปจัดให้พ่อข้าที”
       ชุนกำลังขยับ แต่พรานมีห้ามไว้
       “ชุน เอ็งอยู่นี่แหละ ข้าอยากเห็นพวกเอ็งอยู่พร้อมหน้ากันตรงหน้าข้า”
       “ข้าอยู่ตรงนี้แล้วลุงมี”
       พรานมีจับมือนวลแล้วมองชุน
       “ข้าฝากนังนวลกับเอ็งด้วยนะ เอ็งรับปากข้านะ ว่าจะดูแลนวลแทนข้า นวลคือแก้วตาดวงใจของข้า นวล ทำตัวดีๆนะลูก อย่ารั้นนักนะลูก ดูแลตัวเอง” พรานมีเริ่มพูดไม่ได้แล้ว “ดูแล ตัวเองดีๆนะลูก...อย่าลืมทำตามที่ข้าบอกนะชุน”
       พรานมีพูดจบก็นิ่งไปเลย นวลกับชุนร้องออกมาพร้อมกัน
       “พ่อ...”
       “ลุงมี”
       นวลพยามยามปลุกพ่อให้ตื่น แต่ตอนนี้พรานมีกลายเป็นร่างไร้วิญญาณไปแล้ว นวลกับชุนร้องไห้เสียใจ นวลกอดพ่อร้องไห้แทบขาดใจตาย
      
       พันกระเด็นล้มลงมา ผีเฟื่องยิ้มสะใจ
       “แม่เฟื่อง ข้ากลัวแล้ว อย่าทำอะไรข้าเลย เห็นแก่การที่เราเคยเป็นคู่หมั้นคู่หมายกันนะแม่เฟื่อง ข้าจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้นะ แม่เฟื่อง”
       ผีเฟื่องพุ่งเข้ามาอย่างเร็ว เอาหน้ามาจ้องพันตรงหน้ามองหน้า พันหลับตาปี๋พอลืมตาขึ้นมา ก็ไม่เห็นผีเฟื่อง หายไป พันดีใจ
       “ข้ารอดแล้ว”
       พันขยับตัวจะวิ่งหนีไป แต่ก็เห็นงูเห่าอยู่ที่พื้น เลื้อยแผ่แม่เบี้ยจะกัด พันเอาดาบตะหวัดไปมา ด้วยความโมโห เขาแกว่งดาบไปมาในอากาศโดยที่ไม่มีงูเห่าสักตัว
       “ตายซะเถอะ ไอ้งูบ้า”
       พันไล่ฟันงู จนดาบหลุดมือ
       “เฮ้ย”
       พันเห็นงูเห่า กำลังพุ่งเข้าหาเขาตกใจหันถอยหลังหนีจนไม่ได้มองด้านหลังเลยว่ามีหลาวไม้แหลม ยื่นออกมาจากต้นไม้ พันถอยไปเสียบเข้าอย่างจังจนทะลุมาด้านหน้าเลือดสาด ตาที่พันจ้องงูอยู่เปลี่ยนจากงูเป็นหน้าผีเฟื่อง ตาพันเหลือกค้างตายพร้อมแววตาที่มองผีเฟื่อง
      
       วันใหม่...เสียงกรีดร้องของด้วงที่ประสานกับเสียงกรีดร้องดังลั่นบ้าน ด้วงโผเข้ากอดศพพันที่บ่าวหามเอากลับมาเรือน มีผ้าขาวคลุมร่างอยู่ครึ่งตัวเช่นเดียวกับร่างของสิงห์กับเพียร ด้วงเขย่าร่างพันอย่างแรง
       “พ่อพันลูกแม่ ลุกขึ้นมาพูดกับแม่สิลูก พูดกับแม่สิ นอนนิ่งอยู่ทำไม พูดสิ พูดกับแม่”
       บ่าวหญิงพยายามปลอบ
       “คุณหญิงเจ้าขา...คุณพันเธอสิ้นใจแล้วเจ้าค่ะ”
       ด้วงตวาดทันที
       “ไม่จริง...ลูกพันของกูยังไม่ตาย ลูกพันของกูแค่หลับไปเท่านั้น...ใช่มั๊ยลูก ตื่นขึ้นมาพูดกับแม่สิ...ลูกพัน”
       ด้วงเฝ้าเขย่าร่างพันอยู่อย่างนั้น บ่าวอื่นๆได้แต่มองอย่างเวทนา แต่ไม่รู้จะทำอะไรได้
      
       พระยาอารักษ์อ้วกออกมาเป็นเลือดใส่กระโถนที่ศรีเรือนถือรองไว้ให้ ศรีเรือนมองอย่างเป็นทุกข์มาก
       “โธ่...ทำไมคุณพี่อาการไม่ทุเลาลงเลยเจ้าคะ จะกี่หมอกี่หมอก็รักษาอาการป่วยของคุณพี่ไม่ได้”
       อุ่นงึมงำๆ
       “แล้วนี่คุณพันก็มาตายโหงไปอีกคน”
       “ทำไมถึงเป็นอย่างนี้นะ...” ทับทิมแปลกใจ
       “ขอให้พ่อพันไปสู่ที่ชอบๆที่ชอบเถิด ทำไมนะ ตอนนี้มันมีแต่เรื่องเลวร้ายไปหมด” ศรีเรือนนึกทางแก้ได้ “คุณพี่ขา...พ่อพันก็มาตาย แม่ด้วงก็ได้ข่าวว่าเพ้อไม่ได้สติ แล้วคุณพี่ก็มาอาการแย่แบบ นี้ น้องว่าคุณพี่เลิกอาฆาตลูกเฟื่องกับไอ้ลูกจีนคนนั้นเถิดเจ้าคะ บางทีมันอาจจะทำให้คุณพี่ดีขึ้นก็ได้นะเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์คิดตาม ลังเลแล้วก็อ้วกพุ่งเป็นเลือดอีก ศรีเรือนยิ่งตกใจ
       “คุณพี่”
       บ่าวทุกคนเข้ามาดูแล พระยาอารักษ์อ้วกจนหมดแรงเสียงระโหย
       “ข้าคิดว่าข้าน่าจะสิ้นบุญแล้ว แต่คนอย่างข้าต่อให้ต้องตายก็ไม่มีวันหายแค้นไอ้ลูกจีนนั่น”
       ศรีเรือนหนักใจ
       “โธ่ คุณพี่”
       “มันคงเป็นบาปเป็นกรรมของข้าที่ทำเอาไว้เอง และข้าก็จะรับมันไว้อย่างนี้แหละ”
       “คุณพี่ อย่ารั้นเลยนะเจ้าคะ ถ้าคุณพี่ไม่อยู่เป็นหัวหลัก น้องและบ่าวไพร่จะทำเช่นไร แม้กรรมที่คุณพี่ได้จงใจหรือไม่ได้จงใจทำ ก็ขอให้มันหมดสิ้นนะตรงนี้เถิดนะเจ้าคะ”
       อุ่นแทรกขึ้นมา
       “แม้ท่านเจ้าคุณจะทำบ่าวเช่นไร บ่าวก็ยังรักและภักดีต่อท่านนะเจ้าคะ”
       ทับทิมเสริม
       “อยู่เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรให้พวกเราด้วยเถิดเจ้าคะ”
       พระยาอารักษ์เริ่มคิด และเริ่มปลง แล้วค่อยๆลุกขึ้น ไปคุกเข่าอยู่หน้าห้องพระ
       “ข้าพระยาอารักษ์ ขอขอขมากับผู้ใดก็ตามที่ข้าได้ทำให้เจ็บทั้งกายเจ็บทั้งใจ หรือแม้แต่คร่าชีวิต ข้าขออโหสิกรรมด้วย”
       สร้อยค่อยเดินเข้ามาดู ยืนฟัง
       “และแม่เฟื่อง พ่อขอโทษ พ่อจะไม่อาฆาตลูกจีนนั่นอีกแล้ว ถ้าวิญญาณลูกอยู่ที่ใด จงรับรู้ด้วยเถิด”
       ผีเฟื่อง ยืนอยู่แววตาอ่อนโยน รับรู้กับสิ่งที่พ่อพูด เดินเข้าไปแล้วนอนลงบนตักพ่อ ส่วนพระยาอารักษ์รับรู้และรู้สึกได้น้ำตาปริ่มออกมา ศรีเรือนมองสามีแล้วร้องไห้และรอวันข้างหน้าที่ไม่รู้ว่าจะหายหรือตายจากกัน โดยมีอุ่นกับทับทิม มองอย่างเป็นห่วงด้วย แต่ทุกคนต่างดีใจที่พระยาอารักษ์ได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำ
      
       ขณะที่สร้อยเดินเรื่อยเปื่อยกลับไป เพราะเวลานี้สร้อยเป็นบ้าไปแล้ว


  
  

       ชุนกับนวลกำลังยืนมองการเผาศพพรานมีอยู่ที่วัด นวลร้องไห้ไม่หยุด
      
       เมื่อการเผาศพพรานมีเสร็จสิ้นแล้ว นวลเก็บอัฐิที่เหลือบางส่วนของพรานมีเอาใส่โถ เพื่อเอากลับไปบูชาที่บ้าน เก็บไปก็ร้องไห้ไป ชุนเข้ามาช่วยเก็บด้วย มือนวลข้างที่ผูกสายสิญจน์เกี่ยวกับขอบเตาเผาเลยขาดร่วงลง...นวลยังคงเก็บอัฐิของพ่อต่อไปโดยไม่รู้ตัวว่าสายสิญจน์ขาดเสียแล้ว
      
       เย็นนั้น พระอาทิตย์จะตกดิน นวลถือโถใส่อัฐิของพรานมีกลับเข้ามาในกระท่อม หน้าเศร้าสร้อย ชุนตามเข้ามาปลอบ
       “ลุงมีไปดีแล้วละนวล”
       นวลซบอกชุนร้องไห้
       “ไม่มีพ่อแล้วข้าจะอยู่กับใครเล่าชุน ข้าไม่เหลือใครแล้ว”
       “เอ็งยังเหลือข้าไงนวล ก่อนลุงมีจะสิ้นใจ แกฝากเอ็งไว้กับข้า”
       “ถ้าเจ้าไม่เต็มใจก็ไม่ต้องลำบากใจ ทำเพื่อพ่อข้าหรอกนะ”
       “นวล เจ้ามีบุญคุณกับข้ามาก ข้าเป็นหนี้ชีวิตเจ้ากับท่านลุง เพราะฉะนั้นข้าเป็นลูกผู้ชายพอที่จะทำให้”
       “เจ้าแน่ใจนะ เพราะถ้าเจ้าทำไม่ได้ ก็ออกไปจากชีวิตข้าได้เลยตอนนี้ ข้าไม่ติดใจ”
       ชุนไม่หันมามองเพียงแต่พูดว่า
       “อีก 3 วันนับจากวันนี้ เจ้าแจ้งพ่อแก่ แม่แก่ได้เลย เจ้าจะเป็นเมียข้าที่ข้าจะต้องดูแลต่อไป”
       ชุนพูดจบก็ออกไป นวลมองรู้ว่าเขาทำเพื่อพ่อ
      
       สามวันต่อมา...นวลแต่งตัวสวยเป็นเจ้าสาวนั่งรอชุนอยู่ในบ้าน โดยมีคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านนั่งร่วมด้วยเพื่อเป็นสักขีพยาน มีโต๊ะยาวตั้งอยู่ บนโต๊ะมี ไก่ เหล้า เพื่อไว้ไหว้ สักพักชุนก็ก้าวเข้ามา ชุนใส่ชุดเจ้าบ่าวหน้านวลแล้วพยักหน้าจะบอกว่าเขาพร้อมแล้ว นวลบอกไม่ถูกว่าจะดีใจหรืออะไรดี เพราะรู้ว่าเขาทำเพื่อพ่อ ผู้เฒ่าหันมาบอก
       “ได้เวลาแล้ว”
       ผู้เฒ่าลุกขึ้นมาเอาชุนมานั่งข้างๆนวล เขากับเธอแอบมองหน้ากันรู้สึกแปลกๆ ผู้เฒ่าเริ่มทำการยื่นไข่ต้มให้ทั้งสอง เพื่อแลกกันกิน ต่อจากนั้น ผู้เฒ่าให้ชุนลุกขึ้น แล้วคุกเข่าให้นวล 2 ครั้ง ชุนทำตาม และผู้เฒ่าให้เหล้าชุนกับนวลคนละจอกเพื่อดื่ม ทั้งสองดื่ม
       “คนที่อยู่ในพิธีจงเป็นพยาน สองคนนี้ได้ร่วมใช้ชีวิตต่อกัน ถ้าต่อไปพวกเขามีปัญหา ขอให้พวกเราจงอยู่แก้ปัญหาให้พวกเขาด้วยเถิด”
       พอพูดจบ นวลที่ดื่มอยู่ก็พุ่งออกมา ช็อคเกร็ง เลือดออกมาทางปาก ทุกคนตกใจ ชุนตกใจมาก
       “นวล เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”
       ผีเฟื่องโผล่มากลางพิธี พวกพ่อแก่แม่เฒ่าวิ่งกันเตลิดเปิดเปิง ไม่อยู่กันสักคน ชุนตกใจเห็นผีเฟื่องโผล่มา
       “กูเตือนแล้วใช่มั๊ยว่าอย่ามายุ่งกับผัวกู”
       ชุนตะลึง
       “เฟื่อง”
       “เจ้าผิดคำสาบานที่ให้ไว้กับข้า คำสาบานที่ให้ไว้แก่กัน เราจะต้องอยู่ร่วมกันทุกชาติไป”
       “ข้าไม่เคยคิดผิดคำสาบานกับเจ้า ข้ายังรักและภักดีต่อเจ้าเสมอแต่ข้าก็ให้คำสัญญากับลุงมีเช่นกันคุณหนูเฟื่อง รอข้าอีกไม่นานข้าทำตามหน้าที่แล้วข้าจะตามท่านไป”
       “ไม่ชุน เจ้าต้องมาอยู่กับข้า ไม่งั้นนังนี่ตาย”
       เฟื่องพูดจบ นวลก็ตาเป็นสีแดงน่ากลัวและวิ่งออกกระท่อมไปทันที ชุนตกใจ
       “นวล”
       ชุนหันมาอีกที ผีเฟื่องหายไปแล้ว ชุนรู้เลยว่านวลตกอยู่ในอันตรายแล้วจึงรีบวิ่งตามออกไป
      
       นวลวิ่งมาที่หน้าผา ใบหน้าซีดเซียว ร่างกายอ่อนแรง สักพักชุนวิ่งตามมา เห็นนวลไปยืนใกล้ริมผาก็ตกใจ
       “ข้าขอโทษ แม่เฟื่อง ข้าขอโทษ ข้าจะไปอยู่กับเจ้า ข้าจะตายตามเจ้า เราสองคนจะรักกันทุกชาติทุกภพไป อย่าทำอะไรนวลเลย นางไม่เกี่ยวกับเรื่องของเรา”
       ชุนพูดจบนวลก็ฟุบร่างล่วงลงไปทันที ผีเฟื่องจึงค่อยปรากฏร่างขึ้น
       “มาสิชุน...ข้ารอเจ้าอยู่นานแล้ว”
       ชุนเดินตรงไปหาผีเฟื่องยังริมหน้าผา หน้านิ่งมาก เขามองลงไปยังเบื้องล่างเห็นเบื้องล่าง คล้ายไม่มีที่สิ้นสุด ผีเฟื่องพูดขึ้น
       “ความตายไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหรอกชุน...ข้าผ่านมันมาแล้ว”
       “ข้าไม่ได้กลัวความตาย ข้ายินยอมพร้อมใจที่จะตาย”
       “ถ้าเช่นนั้นก็มาสิ...ถึงเวลาแล้วชุน”
       ชุนมองหน้าผีเฟื่องแล้วขยับจะก้าวเท้าโดดลงหน้าผาไปอย่างที่เคยทำ แต่ทันใดนั้น ก็มีมือมาจับขาเขาไว้
       “อย่า ชุน”
       ชุนชะงัก มองลงไปเป็นนวลนั่นเอง
       “ชุน ด้วยพลังแห่งบุญบารมีของข้า ขอเจ้าจงคิดได้ อย่าตายตามนางไป จงเลือกที่จะอยู่อย่างมีสติ ถ้าเจ้าทำได้ต่อให้นางทำอะไรก็ไม่สามารถทำเจ้าได้”
       ชุนก้มลงไปประคองตัวนวลขึ้น
       “ข้าเลือกทำแบบนี้ เพราะข้ารักแม่หญิงเฟื่อง และข้าก็ไม่ต้องการให้เจ้ามีอันตรายอีกต่อไป”
       “ความรักที่แท้จริงไม่ต้องตายตามกันก็ได้ ต่อให้เจ้าต้องฆ่าตัวตายกับนาง เจ้าก็ต้องอยู่ในภพที่ไม่ได้ผุดได้เกิดแบบนั้น คิดดีๆนะชุน เชื่อข้าชุน”
       ผีเฟื่องโมโหที่นวลเข้ามายุ่งอีก เลยจ้องไป นวลกระอักเลือดออกมาเป็นตัวหนอนเน่าๆออกมาด้วย
       “อยากตายดีนักใช่ไหม อีนวล”
       นวลเลือดกบปากบอกชุน
       “พระในตัวเจ้าช่วยเจ้าได้”
       ชุนมองสร้อยพระที่ห้อยคอ เขาเห็นท่าไม่ดี ตัดสินใจตอนที่ผีเฟื่องกำลังจะทำนวลอีก ชุนเลยเอาตัววิ่งเข้าไปกอด ผีเฟื่องผงะเมื่อถูกโดนตัวชุนเข้าอย่างจัง รัศมีของพระในคอเขาที่ห้อยไว้ทำเอาตัวผีเฟื่องแทบไหม้ นางปวดแสบปวดร้อนร้องครวญคราง ส่วนชุนเมื่อกอดผีเฟื่องเข้าไปร่างกายก็เริ่มอ่อนแรง ผีเฟื่องสลัดหลุดออกจากเขาผลักเอาตัวออกกระเด็นออกอย่างแรง จนชุนไปชนกับโคนต้นไม้อย่างแรง ผีเฟื่องเจ็บปวด ทรมาน
       “ชุน เจ้าทำร้ายข้า ไม่ว่ายังไงก็ตามไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ข้าจะรอเจ้ามาอยู่กับข้าให้ได้ แม้เจ้าไม่มา ข้าก็จะตามติดอาฆาตรักเจ้าไม่ให้เจ้าได้รักใครอีกเลย”
       แล้วร่างผีเฟื่องก็หายไปพร้อมเสียงกรี๊ดดังกึกก้องหน้าผาแห่งนี้ ชุนกับนวลนอนคว่ำอยู่ที่พื้น ทั้งสองพยายามลุกคลานมาหากันแม้ร่างอ่อนแรงทั้งคู่มานอนข้างๆกัน
       “อดทนไว้นะชุน อดทนไว้”
       “เจ้าอย่างเพิ่งเป็นอะไรนะนวล ข้าอยู่นี่แล้ว”
       “ขอบใจที่ยอมทำเพื่อพ่อข้า แต่งงานกับข้านะ”
       พูดจบนวลก็เริ่มใกล้หมดลมหายใจ นวลกลั้นใจพูดคำอธิฐานสุดท้ายของเธอ
       “ถ้าชาติหน้าหรือชาติใดมีจริง ขอให้เราได้เจอกัน ขอให้ข้าได้รักเจ้าเช่นนี้อีกและขอให้เจ้าได้...หันมารักข้าบ้างสักครั้ง”
       ขาดคำนวลก็สิ้นลม ชุนตกใจ
       “นวล”
       นวลตายอยู่ข้างกายชุน โดยเขาก็สภาพอ่อนแรงย่ำแย่ ชุนสงสารทั้งเฟื่องและนวลที่ต้องเสียใจเพราะรักเขาทั้งคู่ ชุนค่อยๆชันตัวขึ้นมาพยายามลุก และอุ้มนวลขึ้น เขาอุ้มร่างไร้วิญญาณของนวลขึ้นมา แล้วเดินย้อนกลับไป ผีเฟื่องเรียกเขาดังก้อง
      
        “ชุน!”
      

       ปัจจุบัน - ปี พ.ศ. 2556
      
       ค่ำคืนหนึ่ง เต็นท์สองหลังตั้งอยู่กลางป่า...สิทธิ์ หรือสิงห์ในอดีตชาติ กำลังคลอเคลียกับหญิงสาว 2 คนอยู่ โดยมีเชตะวัน หรือเชต ซึ่งก็คือชุนในอดีตชาติ นั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ที่หน้าเต็นท์ เกาแขนขาแกรกๆเพราะถูกแมลงกัด สิทธิ์เดินโอบหญิงสาวเข้ามา
       “เฮ้ย ไอ้เชต นั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ได้เว้ย ได้เวลาทำอะไรสนุกๆกันแล้วเว้ยเพื่อน”
       สิทธิ์ผลักหญิงสาวคนหนึ่งให้เข้าไปหาเชตะวัน หญิงสาวเข้าไปโอบกอดยั่วยวน แต่เชตะวันก็เฉย แถมยังผลักหญิงสาวคนนั้นกลับมาหาสิทธิ์อีกด้วย
       “สนุกกันตามสบายเถอะ ฉันไม่มีอารมณ์ ไอ้สิทธิ์ แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบมาเที่ยวป่าเที่ยวเขาอย่างนี้ ไม่เห็นมีอะไรดีเลย แมงก็เยอะ ยุงก็กัด นี่ถ้าฉันไม่แพ้พนันแกละก็ ฉันไม่มีวันมาที่นี่หรอกเว้ย”
       “ช่วยไม่ได้นี่หว่า แกอยากแพ้พนันฉันเองทำไมล่ะเพื่อน สรุปว่า...” สิทธิ์มองหญิงสาวที่โอบอยู่ ท่าทางคึกคักมาก “แกสละสิทธิ์...ให้ฉัน ใช่มะ”
       เชตะวันหน้าตาหงุดหงิดจัด
       “เออ”
       “สละสิทธิ์แล้ว ห้ามทวงคืนทีหลังนะเว้ย”
       “เออ”
       เชตะวันเสียงดัง อย่างอารมณ์เสียมากขึ้น สิทธิ์ไม่เดือดร้อนที่ถูกตะคอกกลับหัวเราะ แล้วโอบสองสาวพาเข้าเต็นท์ไป
       “มาสนุกกับพี่กันดีกว่านะจ๊ะ ถึงจะสองคน แต่พี่ก็ไม่ยั่นหรอก...รู้มั๊ย”
       ทั้งสามเข้าเต็นท์หลังเดียวกันไป เชตะวันนั่งเกาไม่เลิกด้วยความหงุดหงิด...อีกมุมลำกล้องปืนเก็บเสียงอันหนึ่งกำลังเล็งมาที่เชตะวัน นิ้วเตรียมจะเหนี่ยวไกปืน แต่ทันใดนั้นเชตะวันก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปที่มุมมืด มือปืนเจ็บใจที่เสียจังหวะการยิงไป มือปืนคว้าปืนแล้วแอบเดินตามไป
      
       เชตะวันเดินไปปลดทุกข์ มือปืนตามเข้ามา ยกปืนขึ้นเล็ง นิ้วมือปืนเหนี่ยวไก เชตะวันเอี้ยวตัวตบยุงที่ขา กระสุนเฉี่ยวหัวไปนิดเดียว ต้นไม้ที่เขามายืนฉี่กระจุย เชตะวันร้อง เฮ้ย!! หันขวับไปมองเห็นมือปืนเล็งปืนมาที่เขาอีก เชตะวันออกวิ่งหนีทันที มือปืนตามไปไม่ลดละ
      
       เชตะวันวิ่งหนีไม่คิดชีวิต มือปืนวิ่งไล่ยิงตามหลังมาอย่างไม่ยอมแพ้ กระสุนเฉี่ยวร่างของเขาไปข้างซ้ายที ขวาที อย่างน่าหวาดเสียว มือปืนวิ่งไล่ยิงมาข้างหลัง คราวนี้ยิงเฉี่ยวถูกแขนของเขา
       “โอ๊ย”
       เชตะวันล้มหน้าทิ่มไป มือปืนวิ่งตามเข้ามาประชิด ตาจ้องตากันแล้วมือปืนก็เอาปืนเล็งใส่หน้าเขา
       “กูไม่ได้มีเรื่องแค้นเคืองอะไรกับมึง กูแค่รับคำสั่งมา อโหสิให้กูด้วย”
       จังหวะที่มือปืนกำลังเหนี่ยวไกนั้น เชตะวันที่นอนหมดท่าอยู่ที่พื้นก็กำเศษดินปาใส่หน้ามือปืนสุดแรง เศษดินเข้าหน้ามือปืนเต็มๆ จนปืนเบี่ยงวิถีไป กระสุนจึงลั่นไปโดนกิ่งไม้หักลงมาใส่ตัวมันอีกที มือปืนร้องโอ๊ยล้มลง เชตะวันเห็นเป็นจังหวะดีกัดฟันกุมแขนที่ถูกยิงเฉี่ยว ลุกขึ้นหนีต่อไปจนถึงหน้าผา แล้วพบว่าตัวเองมาจนมุมอยู่ที่หน้าผา ไม่มีทางไปอีกแล้วและมองไปเห็นมือปืนกำลังวิ่งตามมาไกลๆ เขาไม่รู้จะทำยังไงตัดสินใจจะโกนขอความช่วยเหลือ
       “ช่วยด้วย...ใครก็ได้...ช่วยด้วย”
       ผีเฟื่องที่กำลังหลับตาอยู่ ลืมตาโพลงขึ้นมาทันที ตื่นเต้นสุดขีด
       “ชุน”
       ผีเฟื่องพุ่งมาตามเสียงนั้น
      
       เชตะวันยืนกุมแขนเลือดซึมเปื้อนมองหาทางหนี แต่ไม่รู้จะหนีไปไหนแล้ว ผีเฟื่องพุ่งเข้ามาใกล้ แล้วตาเบิกโพลงด้วยความตื่นเต้นและดีใจที่สุด
       “ชุน...ชุนกลับมาหาข้าจริงๆด้วย”
       แต่เชตะวันไม่รู้เรื่อง มองทะลุร่างของผีเฟื่องไปข้างหลัง มือปืนเดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมเล็งปืนใส่
       “มึงจะฆ่ากูทำไม”
       ผีเฟื่องมองเชตะวันอย่างงงๆ สงสัยว่าเขาถามเธออย่างนั้นทำไม แต่พอเห็นว่าเขามองทะลุไปข้างหลังเธอ ผีเฟื่องก็เหลียวมองตามแล้วก็เห็นมือปืนกำลังจะยิงเชตะวัน ผีเฟื่องโกรธ
       “มึงจะทำร้ายชุนของข้ารึ”
       ผีเฟื่องตัดสินใจแหงนขึ้นมองเหนือหัวมือปืนเห็นรังผึ้ง ทันใด รังผึ้งตกลงมาใส่หัวมือปืนพอดิบพอดี มันเอามือปัดผึ้งที่บินกรูออกมาต่อยเขา มือปืนวิ่งหนีผึ้งจนพลัดตกหน้าผาไป
       “อ๊าก”
       เชตะวันได้แต่ยืนมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับมือปืนอย่างงงๆ พอแน่ใจว่ามือปืนตกหน้าผาตายไปแล้วไม่สามารถทำร้ายเขาได้อีกแล้ว เขาก็ทรุดลงนั่งอย่างหมดแรง เลือดที่แผลที่แขนยังไหลอยู่ ผีเฟื่องขยับเข้ามาหาเขาอีกครั้ง
       “ชุน...ข้าดีใจจริงๆที่ได้พบเจ้าอีกครั้ง เจ้ารู้มั๊ยว่าข้ารออยู่ที่หน้าผานั่น นานกว่า 200 ปีทีเดียว ข้าจะไม่ยอมพลัดพรากจากเจ้าไปไหนอีกแล้ว ชุน...”
       เชตะวันอ่อนแรง สิทธิ์วิ่งเข้ามา
       “เฮ้ย ไอ้เชต”
       สิทธิ์เข้าประคองทันที ผีเฟื่องมองเห็นสิทธิ์เต็มตาก็ตะลึงเพราะรู้ว่าเป็นสิงห์เมื่อชาติก่อน สิทธิ์ไม่รู้ไม่เห็นผีเฟื่อง ประคองเชตะวันกลับไปที่เต้นท์อย่างเร่งด่วนทันที ผีเฟื่องได้สติจึงตามชุนกับสิทธิ์ไป
       “จะเอาชุนของข้าไปไหน”
      
       สิทธิ์ประคองเชตะวันเข้าไปนั่งในรถ สองสาววิ่งเก็บของเท่าที่จะเก็บได้มาที่รถ พอเห็นสภาพของเชตะวันก็วี๊ดว๊ายตกใจ
       “เกิดอะไรขึ้นกับคุณเชตคะนั่น ว๊าย เลือดออกเต็มเลย”
       “ไอ้เชตไหวนะเว้ย”
       “ฉันไหวอยู่ ถ้าจะไม่ไหวเพราะพวกแกถามฉันมากนี่แหละ”
       “เอ๊า ทุกคน รีบขึ้นรถเร็วสิ”
       สองสาวรีบโดดขึ้นนั่งรถ สิทธิ์รีบขึ้นขับรถแล้วตะบึงรถกลับเข้าเมืองเพื่อพาเชตะวันไปรักษาอย่างเร็วที่สุด เชตะวันสะลึมสะลือเพราะเสียเลือดมาก ผีเฟื่องเกาะอยู่บนหลังคารถตามมาด้วย
       “ชุน...ไม่ว่าเจ้าจะไปอยู่ที่ไหน ข้าจะไปอยู่กับเจ้าด้วย ชุน...”
       เชตะวันสลบไป ผีเฟื่องเกาะหลังคารถมาโดยที่ไม่มีใครในรถรู้เรื่องเลย
      
       หน้าห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลในกรุงเทพ...สิทธิ์วิ่งตามรถเข็นที่พาเชตะวันเข้าห้องฉุกเฉินไปเขาตะโกนบอกเพื่อน
       “ทำใจดีๆนะเพื่อน ฉันโทรบอกพ่อกับพี่ชายแกแล้วนะ”
       อาทิตย์ก็คือพระยาอารักษ์ในอดีตชาติ และพายัพก็คือพันในอดีตชาติวิ่งเข้ามาด้วยความเป็นห่วง
       “เกิดอะไรขึ้นสิทธิ์ ทำไมไอ้เชตถึงถูกยิงล่ะ ไปทำอีท่าไหนถึงโดนลูกปืนมาได้” อาทิตย์ถามอย่างเป็นห่วง
       “เออ คุณพ่อครับตอนนี้ผมยังไม่รู้ว่าเลยครับ ว่าใครยิงมันและมันไปพลาดท่าโดนได้ยังไง เพราะพวกเราก็เที่ยวป่าเที่ยวเขาลึกขนาดนั้น มันก็ไม่น่าจะมีใครแถวนั้นนะครับ นอกจากมีคนจ้างสั่งมือปืนให้มายิงไอ้เชตนะครับพ่อ” สิทธิ์อธิบาย
       พายัพหน้าเครียด
       “แล้วเชตมีศัตรูกับใครรึเปล่าล่ะ เห็นชอบไปเกาะแกะผู้หญิงคนอื่น เจ้าของหญิงเขาคงสั่งมาเก็บนะสิ เฮ้อ...แล้วตอนนี้เชตเป็นยังไงบ้าง”
       “ก็จากที่เห็นก็น่าจะแค่เฉี่ยวๆละครับพี่พายัพ แต่ยังไงก็คงต้องรอฟังผลจากหมออีกทีละครับ”
       อาทิตย์ถอนใจ
       “เฮ้อ...ไอ้