กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 7] วันนี้ที่รอคอย

wanneeteerokoy_ch7.jpg
6-6-2013 19:27



วันนี้ที่รอคอย



ออกอากาศ : ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.25 น. ทางช่อง 7 สี
บทประพันธ์โดย : วราภา
บทโทรทัศน์โดย : ปราณประมูล
กำกับการแสดงโดย : ธงชัย ประสงค์สันติ
ผลิตโดย : บริษัท พอดีคำ จำกัด

รายชื่อนักแสดง

อรรคพันธ์ นะมาตร์   รับบท   น่านปิงนรเทพ / จ้าวซัน   
ปริยฉัตร ลิ้มธรรมมหิศร   รับบท   ม่านฟ้า / บราลี   
ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์   รับบท   เหม่ยอิง   
ณัฐชา  นวลแจ่ม   รับบท   ผิงอัน  
อนุวัฒน์ ชูเชิดรัตนา   รับบท   ศิขรนโรดม  
กวิตา รอดเกิด   รับบท   มิถิลา   
พิชยดนย์ พึ่งพันธ์   รับบท   อสุนี  
สุรวุฑ  ไหมกัน   รับบท   พลเอกราชิด  
ปราบ ยุทธพิชัย   รับบท   ภูสินธร / เมืองเทพ   
ชลิต เฟื่องอารมย์   รับบท   ครูเฒ่า   
เวนซ์  ฟอลโคเนอร์   รับบท   นายพลจตุรัส  
ธรรมชาติ  แฟรเน็ทท์   รับบท   คุณพ่อบาทหลวงโจเซฟ   
นพพล พิทักษ์โล่พานิช   รับบท   ผู้กองเหลียง
ธิตินันท์  สุวรรณศักดิ์   รับบท   เต๋อเป่า  
แอนดรูว์  กรเศก โคร์นิน   รับบท   จ้าวฉินเจียง
พศิน เรืองวุฒิ   รับบท   เกาเฟย  
อรลีฬห์ โสตถิวันวงศ์   รับบท   ซูหลิง  
สุเชาว์  พงษ์วิไล   รับบท   เต้  / จ้าวฉินเย่ว์  
เดือนเต็ม  สาลิตุล   รับบท   จ้าวไทไท
ศิริพิชญ์ วิมลโนช   รับบท   เทเรซ่า



เรื่องย่อ ละครวันนี้ที่รอคอย



       น่านปิงนรเทพ(วัยเด็ก) ไปเดินเล่นกับม่านฟ้า หรือเมย น้องสาวสุดที่รักเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่
       คุณพ่อบาทหลวงโจเซฟจะพาม่านฟ้าไปส่งให้พ่อเลี้ยงทางเหนือ ซึ่งเป็นอดีตทหาร เพื่ออนาคตของม่านฟ้า


      
       หากน่านปิงกับม่านฟ้ามีวาสนาต่อกัน ทั้งคู่ย่อมได้พบกันอีก
      
       น่านปิงนรเทพ เป็นราชบุตรของเจ้าหลวงพีริยเทพ และพระเทวีศุลีมาน แห่งคีรีรัฐนคร เจ้าหลวงพีริยเทพมีพระเชษฐา ชื่อ เจ้าชายมาทยาธร ซึ่งมีพระชายานาม สิริวาระตี(พี่สาวพระเทวีศุลีมาน) และบุตรนาม ศิขรนโรดม เจ้าชายมาทยาธรไม่พอใจที่เจ้าหลวงพีริยเทพไม่เปิดการค้าเสรีจึงทำการปฏิวัติ เจ้าหลวงพีริยเทพไม่อยากให้ประชาชนเดือดร้อนจึงยอมโดยดี แต่พระองค์แอบให้อินปง ราชองครักษ์พาพระเทวีและราชบุตรหนี พร้อมนำตราสุรสีหนาท สัญลักษณ์ของกษัตริย์แห่งคีรีรัฐไปด้วย ส่วนพระองค์ดื่มยาพิษของเจ้าชายมาทยาธรสิ้นพระชนม์ เจ้าชายมาทยาธรให้นายพลจตุรัส ออกข่าวเรื่องเจ้าหลวงสิ้นพระชนม์ อินปงพาพระเทวีและราชบุตรหนีไปพร้อมจันทร์แรม ภรรยา และม่านฟ้า ลูกของเขา โดยมี ภูสินทร ราชองครักษ์อีกคนระวังหลัง และคำฝาย หญิงใบ้คอยดูแลราชบุตร ทั้งสองพระองค์ลงเรือล่องไปทางแม่น้ำเวียงสาย อินปงกับจันทร์แรมฝากม่านฟ้าไปด้วย แล้วพวกเขาก็กลับมาช่วยภูสินธร พลเอกราชิด ปะทะกับภูสินทร พวกภูสินทรสู้ไม่ได้ อินปงกับจันทร์แรมชิงฆ่าตัวตาย ภูสินทรบาดเจ็บสาหัส และถูกจับไปไว้ที่ผาห่มดอก ราชิดกลับมารายงานเจ้าชายมาทยาธร บายศรี ภรรยาของภูสินทรแอบได้ยินก็รีบไปเล่าให้พระชายาสิริวาระตีฟัง พระชายาหาทางช่วยภูสินทร เพื่อให้ภูสินทรไปอารักขาพระเทวีและราชบุตร

       เจ้าชายมาทยาธรมาบอกพระชายาสิริวาระตีกับศิขรนโรดมว่าเจ้าหลวงสิ้นแล้ว ส่วนพระ-เทวีกับราชบุตรหายตัวไป พระชายาสิริวาระตีทำเป็นเพิ่งรู้ พระนางสงสารลูกเพราะรู้ว่าศิขรนโรดมกับน่านปิงนรเทพรักกันมาก ศิขรนโรดมไปเรียนหนังสือกับครูเฒ่าคนเดียว ด้วยความคิดถึง องค์ชายจึงเล่าให้ครูเฒ่าฟัง ตั้งแต่น่านปิงเป็นคนตั้งชื่อม่านฟ้า ทั้งยังเลี้ยงกระต่ายไว้เป็นของขวัญม่านฟ้า และอีกหลายเรื่องซึ่งทำให้ครูเฒ่ารู้ว่าแท้จริงเจ้าหลวงพีริยเทพทรงเห็นด้วยกับการเปิดประเทศ แต่คีรีรัฐยังไม่พร้อมจึงจะรอไปก่อน ศิขรนโรดมไม่ชอบการปกครอง แต่น่านปิงนรเทพขอร้องแกมบังคับให้เรียน เพราะอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน ศิขรนโรดมจึงสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนเพื่อเป็นผู้ช่วยของน่านปิงนรเทพ และจะรอให้น่านปิงนรเทพกลับมาเป็นเจ้าหลวง

       นายแพทย์สิงหะไปตรวจอาการภูสินทร และแอบส่งข่าวเรื่องพาหนีในวันงานลอยประทีปให้ภูสินทรรู้ รุ่งเช้าของวันงาน ครูเฒ่าพาศิขรนโรดมนั่งรถม้าเล่น ระหว่างทางพบชายสองคนเดินอยู่ซึ่งหนึ่งในนั้นจะไปแม่น้ำเวียงสาย ครูเฒ่าให้ติดรถม้าไปด้วย ชายคนนั้น คือ ภูสินทร เขาได้รับคำสั่งให้ตามหาพระเทวีกับราชบุตรเพื่อถวายอารักขา และมอบห่อสมบัติให้สองพระองค์ใช้ยังชีพ

       เวลาผ่านไปสิบกว่าปี

       ม่านฟ้ามาอยู่กับพลตรีสุริยะ ภีมะมนตรี โดย มีชื่อใหม่ว่า บราลี หรือ บรี ขณะที่คุณพ่อ-บาทหลวงย้ายมาอยู่ที่โบสถ์ในฮ่องกง พระเทวีศุลีมานฝากน่านปิงนรเทพมาเรียนด้วย ต่อมาไม่นาน พระเทวีตรอมใจตาย คุณพ่อบาทหลวงได้ฝากฝังน่านปิงไว้กับจ้าวฉินเย่ว์ หรือ เต้ นักธุรกิจใหญ่ในฮ่องกง โดยน่านปิงนรเทพ มีชื่อใหม่ว่า จ้าวซัน เต้มีจ้าวไทไท เป็นภรรยาใหญ่ นางไม่มีลูก เต้มีภรรยาอีกหลายคน และมีลูกชายกับหญิงต่างชาติ ชื่อ จ้าวฉินเจียง แต่จ้าวไทไทไม่ยอมรับทั้งแม่และลูก ฉินเจียงน้อยใจจึงหันไปหาอบายมุข โดยมีเกาเฟย อดีตนักเลงเป็นคนชักนำ นอกจากนี้ เต้ยังมีลูกสาวกับคุณนายสี่ สองคน คือ เหม่ยอิง ผู้หญิงเก่ง แอบรักจ้าวซัน เพราะรู้ว่าจ้าวซันไม่ใช่พี่แท้ๆ และผิงอัน หรือซายหมุย น้องสุดท้องซึ่งเป็นที่รักของทุกคน เต้ป่วยหนักและเสียชีวิตลง ก่อนตาย ท่านจะให้จ้าวซันสืบทอดกิจการ แต่จ้าวซันไม่รับ เต้จึงให้จ้าวซันดูแลชั่วคราว ส่วนฉินเจียงได้เป็นไท้เป่ง สืบทอดกิจการ จ้าวซันทำทุกอย่างเพื่อน้อง แต่ ฉินเจียงคิดว่าจ้าวซันจะแย่งทุกอย่างไป เพราะตอนนี้ทุกคนรัก และเคารพการตัดสินใจของจ้าวซันคนเดียว

       บราลีเรียนจบปริญญาตรีที่ต่างประเทศ และกำลังจะกลับเมืองไทย แต่เธอแวะเที่ยวฮ่องกงก่อน ตอนแรกบราลีจะไปอยู่กับเพื่อนชื่อ หลินจื้อเหม่ย แต่เพื่อนติดธุระหลายวัน สุริยะจึงให้บราลีรับความช่วยเหลือจากจ้าวซัน ซึ่งสุริยะแนะนำว่าเป็นเพื่อนทางธุรกิจ จ้าวซันส่งหลี่ คนขับรถไปรับบราลีที่สนามบิน แล้วพามาพักที่โรงแรม บราลีเชื่อมาตลอดว่าสุริยะเป็นคนดี โดยไม่รู้ว่า เบื้องหลัง สุริยะเป็นเสือผู้หญิงและนักพนันตัวยง แต่เพราะจ้าวซันช่วยเหลือเรื่องเงิน สุริยะจึงดูแลบราลีอย่างดี

       ฉินเจียงมาต่อว่าจ้าวซันเรื่องซื้อบริษัทตื้อสวน ที่กำลังจะเจ๊ง เพราะคิดว่าใช้เงินกองกลาง แต่เมื่อรู้ว่าจ้าวซันใช้เงินส่วนตัว ฉินเจียงก็เสียหน้ากลับไป เต๋อเป่า มือขวาของจ้าวซันมารายงานว่าบราลีถึงโรงแรมแล้ว จ้าวซันจึงให้เทเรซ่า เลขาส่วนตัวที่ทำงานมาตั้งแต่เต้ยังอยู่โทรไปที่โรงแรม แต่เทเรซ่าติดต่อบราลีไม่ได้ ทำให้จ้าวซันรีบไปโรงแรมด้วยความร้อนใจ ขณะที่บราลีไปเดินเล่นและได้เจอผิงอันที่มากับอาม่า คนใช้ ทั้งคู่ถูกชะตากันจึงไปเที่ยวด้วยกัน ผิงอันเล่าให้บราลีฟังถึงบ้านของตนที่เรียกว่า บ้านสี่ฤดู บราลีรับปากจะไปเที่ยวบ้านผิงอัน แล้วบราลีก็แยกกลับโรงแรม จ้าวซันโล่งใจที่บราลีกลับมา เขานัดบราลี ทานข้าวเย็น จากนั้น จ้าวซันก็กลับไปบริษัทแล้วให้เทเรซ่ายกเลิกนัดวันพรุ่งนี้ เพราะจะพาบราลีไปเที่ยว

       ภูสินทรมาหาจ้าวซันด้วยใบหน้าที่ผ่าตัดแล้ว และมีชื่อใหม่ว่า เมืองเทพ เป็นนักธุรกิจไทย ภูสินทรอยู่กับคำฝายและติดต่อจ้าวซันเรื่อยมา ภูสินทรเตือนจ้าวซันให้ระวังตัวเพราะศิขรนโรดมจะมาดูงานที่ไทย แล้วเลยมาชมไหมจีนที่ฮ่องกงซึ่งพลเอกราชิดเดินทางมาด้วย ตกเย็น เหม่ยอิงชวนจ้าวซันไปงาน แต่จ้าวซันปฏิเสธเพราะนัดบราลีแล้ว เหม่ยอิงข่มความไม่พอใจไว้ เธอยังคิดว่าตนกับจ้าวซันเหมาะสมกันที่สุด และจะเป็นผู้นำธุรกิจต่อจากเต้ได้ จ้าวซันไปเยี่ยมจ้าวไทไท แม่ใหญ่ของบ้าน ในอดีต แม่ใหญ่เป็นคนเก่ง แต่เมื่อเต้เสียไป แม่ใหญ่ก็วางมือและอยู่แต่ในบ้าน ทั้งยังชอบพูดจาแปลกจนคนอื่นคิดว่าท่านเพี้ยน แม่ใหญ่บอกจ้าวซันเรื่องฉินเจียงคิดทำบ้านสี่ฤดูเป็นโฮเต็ล จ้าวซันไม่คิดว่าแม่ใหญ่จะรู้มากกว่าเขา อากง คนดูแลบ้านเก่าแก่เคยบอกจ้าวซันว่าแม่ใหญ่รู้อะไรดีดีมากกว่าทุกคน

       จ้าวซันมารับบราลี เขาดีใจที่บราลีใส่ชุดที่เขาเตรียมให้ จ้าวซันพาบราลีไปเที่ยวรอบเมือง แล้วพาไปทานอาหาร เขาเป็นกันเองจนบราลีผ่อนคลาย คำพูดของจ้าวซันทำให้บราลีคิดถึงอดีตที่ไม่เคยรู้ เธอมักฝันถึงครอบครัวอบอุ่นบ่อยๆ จ้าวซันเห็นใจแต่ยังไม่บอกความจริง เหม่ยอิงมาทานข้าวกับคุณนายหวัง แม่ของเพื่อนจึงเห็นจ้าวซันกับบราลี เหม่ยอิงโกรธมากเลยไม่เข้าไปทัก ตลอดเวลาที่จ้าวซันไปกับบราลี เต๋อเป่าแอบตามไป เพราะกลัวมีคนมาปองร้ายจ้าวซัน

       เหม่ยอิงมารอจ้าวซันที่บ้านและต่อว่าที่เขาไปทานข้าวกับบราลี ทั้งยังพยายามบอกความในใจ แต่จ้าวซันย้ำว่าเหม่ยอิงเป็นน้อง เหม่ยอิงโกรธจนพูดเรื่องที่ฉินเจียงแอบใช้เงินบริษัท เหม่ยอิงย้ำว่าคนที่ได้ครองบริษัทควรเป็นเธอกับจ้าวซัน จ้าวซันอึ้งทั้งเรื่องฉินเจียงและท่าทางแข็งกระด้างของเหม่ยอิง อากงมาปลอบใจและเตือนให้จ้าวซันระวังผู้หญิงตระกูลจ้าว

       วันรุ่งขึ้น จ้าวซันพาบราลีไปเที่ยว เขาพูดถึงฮ่องกง และเรื่องที่ตนเคยคิดจะแก้แค้น บราลีไม่ชอบการแก้แค้น จ้าวซันเห็นบราลีเศร้าจึงเผลอเรียก ม่านฟ้า จนบราลีแปลกใจ แต่ยังไม่ทันถาม คุณพ่อ-บาทหลวงก็เข้ามาทัก คุณพ่อบาทหลวงบอกว่ารู้จักบราลี ตั้งแต่บราลียังเด็ก บราลีอยากรู้เรื่องในอดีตแต่ก็ทำได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้

       สุริยะมาเล่นการพนันที่บ่อนของฉินเจียงในมาเก๊าจนหมดตัว จึงขอกู้เงินฉินเจียงโดยอ้างว่ารู้จักจ้าวซัน เกาเฟยยุให้ฉินเจียงตกลงและทำสัญญาเงินกู้ไว้เผื่อวันข้างหน้าจะใช้ต่อรองกับจ้าวซัน นอกจากนี้ เกาเฟยยังบอกเรื่องผลสำเร็จการเจรจาซื้อขายอาวุธเถื่อนกับทหารคีรีรัฐ ฉินเจียงเชื่อเกาเฟยทุกอย่าง และสั่งให้เกาเฟยสะกดรอยตามบราลี เพราะเขาคิดว่าบราลีเป็นผู้หญิงพิเศษของจ้าวซัน

       ศิขรนโรดมต้องเดินทางไปเมืองไทยและฮ่องกง แต่ใจยังห่วงพระบิดาและพระมารดาที่ไม่สบายจึงมาหาครูเฒ่าเพื่อปรับทุกข์ องค์ชายเพิ่งรู้เรื่องพระบิดาปฏิวัติเมื่อตอนโต จึงคิดเสมอว่าคีรีรัฐเป็นของน่านปิงนรเทพ ส่วนพระองค์มีหน้าที่ดูแลแทนเท่านั้น ครูเฒ่าซึ้งในน้ำพระทัยขององค์ชายมาก

       พลเอกราชิดมีลูกสองคน คือ อสุนี เพื่อนเรียนและองครักษ์ของศิขรนโรดม กับมิถิลา น้องสาวอสุนีซึ่งกำลังจะเข้าถวายตัวเป็นข้าหลวงของพระเทวี อสุนีไม่เห็นด้วยที่พ่อจะปฏิวัติ ยิ่งการไปประเทศเพื่อนบ้านครั้งนี้ อสุนีไม่ได้ไปด้วย เขาก็ยิ่งห่วงองค์ชาย มิถิลาแอบบอกอสุนีว่าราชิดประชุมลับบ่อยๆ และได้ส่งทหารไปฮ่องกงเพื่อติดต่อเรื่องอาวุธแล้ว อสุนีอยากทูลเรื่องนี้ในวันที่ศิขรนโรดมเดินทาง แต่เขาก็พูดไม่ออก เพราะราชิดคอยมองอยู่

       จ้าวซันมองรูปศิขรนโรดมในหนังสือพิมพ์ด้วยความชื่นชม เขาให้เทเรซ่าติดต่อเชิญองค์-รัชทายาทมาชมผ้าไหมที่บริษัทและจัดงานเลี้ยงต้อนรับ ก่อนจะโทรไปขอบใจภูสินทรที่ช่วยโอนเงินใช้หนี้แทนฉินเจียง จากนั้นจ้าวซันก็มารับบราลีที่จะย้ายไปอยู่กับเพื่อนไปส่ง จ้าวซันรู้ว่าฉินเจียงส่งคนสะกด-รอยตามก็เป็นห่วงบราลี จึงให้เต๋อเป่าจัดคนมาดูแลบราลี

       โกศิณ ตัวแทนราชิดมาตกลงเรื่องอาวุธ ฉินเจียงเสนออาวุธใหม่ที่อานุภาพรุนแรงกว่าเดิม แต่มีราคาสูงขึ้นสองเท่า โกศิณขอเวลาคิด ฉินเจียงกลัวชวดเงิน แต่เกาเฟยมั่นใจว่าโกศิณต้องตกลง ทำให้ฉินเจียงสบายใจ เขาจึงไปหาความสุขกับซูหลิง คู่ขานักร้องคนใหม่

       เหม่ยอิงรู้ความลับที่ฉินเจียงเบิกเงินโดยไม่มีใบเบิกจึงคิดแผนร้ายในใจ จ้าวซันไปติดต่อเรื่องเรียนต่ออเมริกาให้ผิงอัน ทำให้ผิงอันดีใจมากแต่เธออ่อนภาษาอังกฤษ จ้าวซันจึงจะหาคนมาสอนเพราะเหม่ยอิงไม่ยอมสอน ผิงอันคิดจะให้บราลีมาสอน จ้าวซันรู้ว่าอาม่าห่วงและคิดถึงผิงอันจึงรับปากจะให้ผิงอันกลับบ้านทุกเทอม เหม่ยอิงน้อยใจที่จ้าวซันห่วงผิงอันมากกว่าตนเมื่อครั้งไปเรียนเมืองนอก ทั้งที่ความจริง เหม่ยอิงไม่ยอมกลับบ้านเอง เหม่ยอิงขอจ้าวซันทำงาน จ้าวซันรับปากจะจัดการให้ เขาไม่ชอบที่เหม่ยอิงมีความคิดว่า ในธุรกิจไม่มีคำว่าพี่น้อง

       ผู้กองเหลียง แห่งหน่วยปราบปรามอาชญากรรมมาบอกจ้าวซันว่า รถขนเสื้อสำเร็จรูป บริษัทสื้อฉวนของจ้าวซันถูกปล้นของหายหมด ผู้กองเหลียงมองจ้าวซันเป็นผู้ต้องสงสัย เพราะจ้าวซันอาจวางแผนปล้นตัวเองเพื่อเรียกเงินประกัน เต๋อเป่ารายงานจ้าวซันว่า เจิ้นจง คนขับรถที่หายตัวไปมีเพื่อน ชื่อ เสี่ยวจู จ้าวซันจึงไปหาเสี่ยวจูกับเต๋อเป่า และให้เหม่ยอิงเตรียมงานต้อนรับรัชทายาทแห่งคีรีรัฐ เต๋อเป่ากับจ้าวซันมาหาเสี่ยวจูที่โรงฝิ่น แต่เสี่ยวจูตายแล้ว จ้าวซันให้เต๋อเป่าโทรบอกผู้กองเหลียง ผู้กองเหลียงบอกว่าที่จริงคนเฝ้าประตูโรงฝิ่นก็ถูกฆ่า ผู้กองจึงส่งจ่าหมง ปลอมตัวไปแทนเพื่อดูเหตุการณ์ ตอนนี้ ผู้กองเหลียงมั่นใจแล้วว่าจ้าวซันไม่ใช่คนร้าย ผู้กองจึงพุ่งไปที่คนอื่นโดยเฉพาะฉินเจียง

       จ้าวซันเร่งการผลิตเสื้อ เตรียมจัดส่งทางเครื่องบิน จ้าวซันมีคติว่าขาดทุนดีกว่าเสียคำพูด เหม่ยอิงอาสาคุมการผลิต จ้าวซันตกลง เกาเฟยมาบอกฉินเจียงที่อยู่กับซูหลิงเรื่องคดีของจ้าวซัน ฉินเจียงเพิ่งรู้เรื่องก็สมน้ำหน้าจ้าวซัน เกาเฟยยังบอกอีกว่าโกศิณตกลงซื้ออาวุธแล้ว ทำให้ฉินเจียงดีใจมาก ตอนนี้ ฉินเจียงคิดจะลองอยู่กินกับซูหลิงเพราะเริ่มชอบซูหลิงจริงๆ

       ถึงวันเกิดผิงอัน จ้าวซันจัดงานที่บ้านสี่ฤดูและให้ต่างหูเพชรเป็นของขวัญ ผิงอันดีใจมาก ฉินเจียงพาซูหลิงมางานจึงทะเลาะกับเหม่ยอิง เพราะเหม่ยอิงเกลียดคนไร้สกุล จ้าวซันรีบมาห้าม แล้วให้ผิงอันดูแลซูหลิง จากนั้น จ้าวซันบอกฉินเจียงว่ารู้สิ่งที่ฉินเจียงทำและใช้หนี้แทนแล้ว ทำให้ฉินเจียงไม่พอใจ จ้าวซันเตือนให้ฉินเจียงระวังเกาเฟยและตั้งใจทำงาน เพราะจ้าวซันจะวางมือ ฉินเจียงกลัวจ้าวซันทำจริงจึงพูดดีขึ้น เพราะลึกๆแล้วเขายอมรับว่าจ้าวซันเก่ง ซูหลิงกลับมาคุยกับสองหนุ่มเรื่องที่ตนชอบของเก่า และเคยขายของเก่า ฉินเจียงจึงคิดเปิดร้านขายของเก่าให้ซูหลิงโดยมีจ้าวซันสนับสนุน ซูหลิงเห็นว่าจ้าวซันเป็นคนดี จึงไม่อยากให้ฉินเจียงมีอคติ ผิงอันพาบราลีมาแนะนำ บราลีกับจ้าวซันดีใจที่ได้เจอกัน จ้าวซันขอให้บราลีมาสอนภาษาผิงอัน บราลียังไม่ตอบรับ จ้าวซันพาบราลีชมรอบบ้านทำให้เหม่ยอิงไม่พอใจ เธอบอกคุณนายสี่ ผู้เป็นแม่ว่าสิ่งที่เธอต้องการ เธอต้องได้ แม้แต่ตัวจ้าวซัน คุณนายสี่หวาดหวั่นกับท่าทีของเหม่ยอิง

       วันต่อมา จ้าวซันนัดบราลีกับคุณพ่อบาทหลวงไปทานข้าวที่ร้านเล็กๆ ร้านประจำของเขา บราลีตอบรับสอนภาษาให้ผิงอัน ทั้งสามได้พบผู้กองเหลียงจึงรู้ว่ายังหาเจิ้นจง คนขับไม่พบ และคนร้ายเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์หลังรถ ผู้กองเหลียงเตือนให้จ้าวซันระวังอันตรายโดยเฉพาะในงานเลี้ยงต้อนรับองค์รัชทายาทแห่งคีรีรัฐ บราลีคุ้นชื่อคีรีรัฐแต่ไม่ได้คำตอบจากใคร หลังจากนั้น จ้าวซันไปส่งบราลีสอนภาษาผิงอัน เขาสัญญาว่าจะมารับบราลีไปส่งบ้าน เหม่ยอิงมาพูดกันท่าบราลีกับจ้าวซัน บราลีไม่คิดจะโต้แย้ง ผิงอันเข้ามาขัดจังหวะและขอโทษแทนพี่สาว

       ผู้กองเหลียงนัดจ้าวซันมาพบ จ้าวซันจึงให้หลี่ไปรับบราลีแทน แต่เขาก็หงุดหงิดเมื่อรู้ว่าบราลีนั่งรถเมล์กลับ ผู้กองเหลียงแนะนำให้จ้าวซันรู้จักหมวดจาง ลูกน้องและอเล็กซ์ จากหน่วยพิสูจน์-หลักฐาน อเล็กซ์พบศพเจิ้นจงคนขับ แต่ไม่แน่ใจเพราะศพหน้าเละ เต๋อเป่าจำรอยสักที่แขนเจิ้นจงได้จึงไปช่วยยืนยัน ผู้กองเหลียงบอกจ้าวซันว่าตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกเปลี่ยนเป็นของบริษัทที่ตั้งขึ้นลอยๆ ไร้พนักงาน ไร้ที่อยู่ จ้าวซันช่วยอะไรไม่ได้จึงขอตัว เขาไปหาบราลีที่บ้านหลินจื้อเหม่ยเพราะเป็นห่วง บราลีย้ำว่าเธอโตพอที่จะเดินทางคนเดียวได้ แต่จ้าวซันกลัวบราลีไม่ปลอดภัยจึงยื่นข้อเสนอให้รถคันเล็กกับบราลีไว้ใช้ บราลียอมตกลง จ้าวซันเล่าเรื่องคดีให้ฟัง ทำให้บราลีเห็นใจเขามากขึ้น

      ศิขรนโรดม และผู้ติดตามมาถึงเมืองไทย องค์ชายขอพักโรงแรมเป็นการส่วนตัว ราชิดเห็นว่าศิขรนโรดมไม่มีพิษภัยจึงยอม โกศิณมาบอกราชิดว่าการติดต่ออาวุธเรียบร้อย ภูสินทรแกล้งเป็นลมต่อหน้าองค์ชาย ศิขรนโรดมรีบช่วยเหลือทันทีจนภูสินทรซึ้งน้ำพระทัย แต่ใบหน้าของศิขรนโรดมที่คล้ายจ้าวซันมาก ทำให้ภูสินทรตัดสินใจไปฮ่องกงเพื่อดูแลความปลอดภัยให้จ้าวซัน

      ผิงอันเล่าให้คุณนายสี่ผู้เป็นแม่ และอาม่าฟังว่าแม่ใหญ่อยากพบบราลี แล้วยังสั่งให้ผิงอันตั้งใจเรียนเพราะต่อไปต้องทำงานหนักสร้างความแปลกใจให้คนที่ฟังมาก เหม่ยอิงกลับมาบ้านก็เถียงกับผิงอันเรื่องบราลี คุณนายสี่จึงเตือนสติเหม่ยอิงว่า ผิงอันรักเหม่ยอิงมากขนาดยกของขวัญที่จ้าวซันให้กับเหม่ยอิง นางขอให้เหม่ยอิงหยุดทุกสิ่งที่กำลังทำโดยเฉพาะคิดเป็นใหญ่ในตระกูลจ้าว เหม่ยอิงสะท้อนใจแต่ก็ไม่คิดถอย เธอนัดพบเกาเฟย เหม่ยอิงทำให้เกาเฟยยอมร่วมมือโดยเอาครอบครัวของเกาเฟยมาต่อรอง เธอเป็นคนทำทุกอย่างให้จ้าวซันกับฉินเจียงผิดใจกัน เธอวางแผนว่าวันส่งอาวุธงวดสุดท้ายคือจุดจบของฉินเจียง ส่วนจ้าวซันมีสองทางเลือก คือ ร่วมมือกับเธอ หรือต้องเลิกทำธุรกิจ เพราะระหว่างที่คุมการผลิตเสื้อ เธอใช้ผ้าคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ถ้าส่งออก อเมริกาจะไม่เชื่อถือจ้าวซันอีก แต่ถ้าจ้าวซันร่วมมือ เธอจะส่งของจริงไปแทน หมวดจางแอบตามมาเพราะได้รับคำสั่งให้ดูความเคลื่อนไหวของคนในบ้านสี่ฤดู เขาไม่รู้ว่ารถที่ตนตามมาเป็นของใครจึงตรวจสอบ เหม่ยอิงกลับถึงบ้านก็ไปหาผิงอันในห้องนอน ผิงอันงัวเงียตื่นขึ้นมาบอกไม่ให้เหม่ยอิงออกไปคนเดียวดึกๆเพราะเป็นห่วง เหม่ยอิงซึ้งใจน้องมาก

       จ้าวซันนั่งแท็กซี่ไปหาบราลีแต่เช้า แล้วพาไปเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า เพราะวันนี้เป็นวันเกิดจ้าวซัน บราลีอวยพรวันเกิดให้ จ้าวซันเล่าว่าอนาคตจะสร้างสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและอยากให้บราลีมาช่วย บราลีไม่ตอบ เหม่ยอิงหาจ้าวซันไม่พบก็หงุดหงิดมาก ขณะที่จ้าวซันกลับมาทำงานด้วยความสุข

       ผิงอันพาบราลีมาหาแม่ใหญ่ แม่ใหญ่ชมบราลีว่าสวย และเป็นคนจริงใจ ผิงอันบอกบราลีว่า แม่ใหญ่ชอบพูดเรื่องตระกูลจ้าวจะไม่เหลือใคร ผิงอันต้องดูแล ที่สำคัญ แม่ใหญ่ขอให้บราลีช่วยดูแลจ้าวซัน ผิงอันเองก็อยากให้บราลีเป็นพี่สะใภ้ บราลีไม่ตอบรับแล้วขอตัวกลับทันที เมื่อบราลีถึงบ้าน-เพื่อน เธอเห็นชายคนหนึ่งซุ่มมองอยู่ก็ไม่สบายใจ

       ผู้กองเหลียงได้ข้อมูลว่ารถที่หมวดจางเห็นเป็นของเหม่ยอิง เขาจึงเริ่มสนใจเหม่ยอิง หมวดจางกับผู้กองเหลียงไปรับเสด็จองค์รัชทายาทที่สนามบิน ระหว่างทาง มีผู้หวังดีโทรบอกว่ามีเงินจำนวนมากโอนเข้าเซฟบริษัทตระกูลจ้าวซึ่งฉินเจียงดูแล โดยไม่มีใบฝากเงิน ผู้กองเหลียงจึงสั่งระงับการเบิกจ่ายเงินจำนวนนี้ ที่สนามบิน คนตระกูลจ้าวไม่มีใครมา ขณะที่องค์รัชทายาทมาพร้อมผู้ติดตาม เกาเฟยแอบมาติดต่อกับโกศิณ หมวดจางเห็นก็รีบบอกผู้กองเหลียง แต่ผู้กองไม่ทันมองจึงต้องรอดูจากภาพถ่ายที่ให้จ่าหมงถ่ายไว้ ระหว่างกลับ ผู้กองกับหมวดจางเห็นรถเหม่ยอิงก็แปลกใจที่เธอไม่ยอมปรากฏตัว

       สาเหตุที่ฉินเจียงไม่มาสนามบินเพราะอยู่เปิดร้านซูหลิง ขณะที่จ้าวซันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนต้องเข้าโรงพยาบาล หลี่อาการหนักกว่า คุณพ่อบาทหลวง เหม่ยอิง ผิงอัน และบราลีมาเยี่ยมจ้าวซัน บราลีเป็นห่วงจ้าวซันแต่แสดงออกไม่ได้ จ้าวซันดีใจที่บราลีมา เขาขอให้บราลีไปงานต้อนรับองค์-รัชทายาท แต่ไม่ทันได้คำตอบ จ้าวซันก็หลับไปเพราะฤทธิ์ยา บราลีจึงเลี่ยงออกจากห้องสวนกับภูสินทรที่มาเยี่ยมจ้าวซัน ภูสินทรแนะนำตัวว่าชื่อเมืองเทพ เป็นเพื่อนสุริยะ เขาทำตามแผนของจ้าวซันคืออ้างว่าสุริยะได้รับเชิญไปงานต้อนรับองค์รัชทายาทก็อยากให้บราลีไปด้วย จึงฝากชุดและจดหมายมากับภูสินทร บราลีตกลงไปงานพร้อมภูสินทร วันต่อมา บราลีมาสอนผิงอันจึงรู้ว่าจ้าวซันกลับมาพักที่บ้านแล้ว ผิงอันพาบราลีไปหาจ้าวซัน ทำให้บราลีเห็นเหม่ยอิงเอาใจจ้าวซันออกนอกหน้า เธอรีบบอกว่าจะไปงานกับภูสินทร แล้วขอตัวกลับทันทีเพราะทนเห็นภาพนั้นไม่ได้

       บราลีมาหาคุณพ่อบาทหลวงเพื่อถามถึงอดีต คุณพ่อบาทหลวงบอกแค่ว่า บราลีเคยอยู่กับครอบครัวอื่นมาก่อน แต่ทุกคนอยากให้บราลีได้สิ่งที่ดีที่สุดจึงให้บราลีมาอยู่กับสุริยะ คุณพ่อบาทหลวงพูดถึงจ้าวซันด้วยความเป็นห่วงที่เขาไว้ใจคนมากไปจนอันตราย บราลีจึงเริ่มห่วงบ้าง จ้าวซันมาง้อบราลีเพราะคิดว่าเธอโกรธ แต่เธอปฏิเสธ จ้าวซันเล่าชีวิตวัยเด็กในฮ่องกงที่เรียนรู้อะไรหลายอย่าง บราลีพูดถึงเรื่องที่ไปหาคุณพ่อบาทหลวงมา เธอถามจ้าวซันว่ามีน้องสาวอีกคนหรือไม่ แต่จ้าวซันไม่ตอบ บราลีแยกกลับบ้านก็รู้จากหลินจื้อเหม่ยว่ามีชายแปลกหน้ามาหา บราลีนึกถึงชายที่แอบดูเธอวันนั้นอย่างไม่สบายใจ

       อาหมงนำภาพถ่ายที่สนามบินมาให้ผู้กองเหลียงกับหมวดจางดู ทุกคนคุ้นหน้าศิขรนโรดม แต่พวกเขาสนใจเกาเฟยมากกว่า อาหมงเล่าว่าเกาเฟยเคยช่วยพันหงปิงค้าอาวุธเถื่อน เมื่อพันหงปิงถูกจับ เกาเฟยก็หนีไปพร้อมอาวุธที่เหลือ ทุกคนคิดว่าฉินเจียงอาจรู้เห็น ผู้กองเหลียงให้หมวดจางสืบประวัติคีรีรัฐเพื่อประกอบคดีอาวุธเถื่อนและเก็บภาพคนของคีรีรัฐติดต่อเกาเฟยไว้เป็นหลักฐาน หมวดจางสืบจากญาติของอาหมงที่เป็นนักข่าว จนรู้ว่าคีรีรัฐเคยมีการปฏิวัติ และอาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ด้านผู้กองเหลียงมาเยี่ยมจ้าวซันที่บ้าน ขณะที่จ้าวซันคุยกับเหม่ยอิงเรื่องงานต้อนรับองค์รัชทายาทในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเหม่ยอิงสั่งเกาเฟยเตือนฉินเจียงแล้ว ผู้กองแปลกใจที่เหม่ยอิงสนิทกับเกาเฟยถึงขั้นสั่งได้จึงเริ่มพิจารณาเธอมากขึ้น อีกทั้ง ผู้กองยังสนใจจ้าวซันที่เก่งทุกๆด้าน จนผู้กองเหลียงคิดว่าจ้าวซันไม่ใช่เด็กเก็บตกธรรมดา

       เต๋อเป่ามาบอกจ้าวซันว่าอาวุธเถื่อนของพันหงปิงอยู่ที่ฉินเจียงซึ่งจะขายให้ทหารของคีรีรัฐ จ้าวซันคิดไม่ตกทั้งเรื่องฉินเจียงและศิขรนโรดม อากงเห็นท่าทางของจ้าวซันก็ให้ข้อคิดหลายเรื่อง และย้ำให้จ้าวซันอภัยให้น้อง จ้าวซันคิดถึงเรื่องฉินเจียงและศิขรนโรดมอย่างหนัก

       รุ่งเช้าวันงานเลี้ยงต้อนรับองค์รัชทายาท ฉินเจียงและเหม่ยอิงต้อนรับศิขรนโรดมที่โรงงานทอผ้าไหม จ้าวซันตัดสินใจช่วยน้องทั้งสองโดยวางแผนกับภูสินทรไม่ให้เกิดการปฏิวัติที่คีรีรัฐ จากนั้น จ้าวซันกับเต๋อเป่าก็ไปหาฉินเจียง ผู้กองเหลียงรู้เรื่องคีรีรัฐจึงมั่นใจว่าจ้าวซันเกี่ยวข้องกับศิขรนโรดม เขา-ไปหาคุณพ่อบาทหลวงพร้อมหมวดจาง ฉินเจียงแยกกับเหม่ยอิงหลังองค์รัชทายาทไปพัก เหม่ยอิงคิดว่าจ้าวซันคล้ายศิขรนโรดม เกาเฟยบอกฉินเจียงที่ตำรวจอายัดเงิน และพูดให้ฉินเจียงเข้าใจว่าจ้าวซันบอกตำรวจ ฉินเจียงโกรธมากจึงให้ลูกน้องเอาสัญญาเงินกู้ของสุริยะไปให้บราลี และพูดให้บราลีเข้าใจว่า จ้าวซันทำให้สุริยะติดการพนัน

       จ้าวซันมาหาฉินเจียงจึงถูกต่อว่าเรื่องตำรวจอายัดเงิน จ้าวซันไม่รู้เรื่องนี้ เพราะเขาตั้งใจมาพูดให้ฉินเจียงยกเลิกการขนอาวุธคืนนี้ โดยสัญญาว่าจะไปจากฮ่องกงทันที ฉินเจียงคิดหนัก เกาเฟยกลัวเสียแผน และครอบครัวเป็นอันตราย จึงหว่านล้อมจนฉินเจียงยอมขนอาวุธต่อ เกาเฟยเปลี่ยนแผนให้ส่งของทางเรือทั้งหมด จ้าวซันไม่ไว้ใจเกาเฟยจึงให้เต๋อเป่าตามทุกฝีก้าว

       เหม่ยอิงเอาเครื่องประดับสุดหวงของแม่ใหญ่มาใส่ไปงานคืนนี้โดยไม่กลัวจ้าวซันโกรธ เพราะของชิ้นนี้แม่ใหญ่ไม่เคยให้ใครใส่ จากนั้นเหม่ยอิงก็ไปหาเกาเฟย ขณะที่มีคนนำสัญญาเงินกู้มาให้บราลีโดยอ้างว่าเป็นลูกน้องจ้าวซัน บราลีโกรธมากจึงตามหาจ้าวซันจนรู้ว่าเขาไปหาคุณพ่อบาทหลวง บราลีรีบตามไปทันที คุณพ่อบาทหลวงมารับหน้าบราลีเพราะจ้าวซันกำลังเล่าความจริงให้ผู้กองเหลียงฟัง จ้าวซันบอกผู้กองว่าฉินเจียงถูกหักหลัง และศิขรนโรดมไม่รู้เรื่องอาวุธ โดยเขาใช้ชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน ผู้กองเหลียงชื่นชมในความรักและให้อภัยน้องของจ้าวซัน

       บราลีต่อว่าจ้าวซันเรื่องหนี้ของสุริยะ จ้าวซันจึงบอกความจริงทุกอย่าง บราลีได้แต่นิ่งอึ้ง เธอขอไม่ไปงานคืนนี้ จ้าวซันไม่ขัดเพราะอยากให้บราลีพัก เทเรซ่าบอกจ้าวซันว่าเต๋อเป่าถูกยิงบาดเจ็บสาหัสกำลังผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาล จ้าวซันห่วงเต๋อเป่ามาก แต่ต้องไปเตรียมตัวเพื่องานคืนนี้ เหม่ยอิงกลับมาบ้านอย่างมีพิรุธและถามจ้าวซันถึงเต๋อเป่า แต่จ้าวซันไม่บอก เหม่ยอิงยิ่งไม่สบายใจเพราะมั่นใจว่าคนที่แอบดูเธอกับเกาเฟย คือ เต๋อเป่า เหม่ยอิงกลัวจ้าวซันจับพิรุธได้จึงแสร้งสารภาพว่า เอาเครื่องเพชร สุดหวงของแม่ใหญ่มาใส่ จ้าวซันไม่ว่าอะไรเพราะกลุ้มเรื่องอื่นอยู่

       ขณะที่ทางโรงแรมที่ประทับ โกศิณมารายงานราชิดเรื่องเปลี่ยนแผนส่งอาวุธ ราชิดยังเชื่อใจฉินเจียง อสุนีเลือกทำเพื่อแผ่นดินจึงตามมาจากคีรีรัฐ แล้วแอบไปเตือนศิขรนโรดมเรื่องราชิด พ่อของอสุนีวางแผนปฏิวัติ ศิขรนโรดมไม่อยากให้ประชาชนเดือดร้อนจึงเปรยกับราชิดทำนองว่าพระองค์จะไปเรียนต่อ และให้ราชิดสำเร็จราชการแทน ทำให้ราชิดตื่นเต้นมาก

       ที่งานเลี้ยง จ้าวซันเห็นฉินเจียงกับซูหลิงมางานก็จะไปคุยด้วย แต่ฉินเจียงเลี่ยงตลอดเวลา จ้าวซันจึงมั่นใจว่าฉินเจียงไม่เปลี่ยนใจ องค์รัชทายาทเสด็จมาในงาน จ้าวซันมารับเสด็จ ศิขรนโรดมจำ พระเชษฐาได้ แต่ก็ทำเฉยตามที่จ้าวซันกระซิบบอก ราชิดคุ้นหน้าจ้าวซัน ผู้กองเหลียงบอกจ้าวซันว่าเต๋อเป่าผ่าตัดเสร็จแล้วรอเพียงฟื้นขึ้นมา แล้วผู้กองก็แยกไปเตรียมการ เหม่ยอิงรู้เรื่องเต๋อเป่าจากจ้าวซัน เธอโกรธมากที่จ้าวซันปกป้องทุกคนยกเว้นเธอ เหม่ยอิงจึงไปโกหกบราลีว่าจ้าวซันเจ็บหนัก บราลีเชื่อตามขึ้นรถจึงโดนจับไปที่โกดังใกล้ท่าเรือส่งของ

       ศิขรนโรดมคุยกับจ้าวซันโดยไม่ให้คนอื่นผิดสังเกต ผู้กองเหลียงมาที่งานอีกครั้งและบอกจ้าวซันว่าเต๋อเป่าฟื้นแล้ว และ คนที่อยู่กับเกาเฟย คือ เหม่ยอิง จ้าวซันเป็นห่วงบราลีจึงให้ภูสินทรไปคุ้มกันบราลี ขณะที่เหม่ยอิงคิดใช้บราลีต่อรองให้จ้าวซันยอมทุกอย่าง เพราะจ้าวซันรักบราลี บราลีหว่านล้อมให้เหม่ยอิงเปลี่ยนใจ เกาเฟยเตรียมงานเสร็จ เหม่ยอิงจึงให้เงินเกาเฟยไปหาครอบครัวที่เมืองไทย โดยกำชับให้เกาเฟยแจ้งตำรวจเพื่อให้ฉินเจียงถูกจับ หมวดจางซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ก็รีบแจ้งผู้กองเหลียงทันที

       ในงาน ภูสินทรกับผู้ว่าฯกันองค์รัชทายาทออกจากราชิด จ้าวซันดักพบราชิด โกศิณเป็นคนรุ่นใหม่จึงไม่รู้จักน่านปิงนรเทพ ราชิดปฏิเสธเรื่องที่จ้าวซันกล่าวหาแต่เหตุการณ์ไม่เอื้อ โดยเฉพาะเรื่องอาวุธเถื่อนที่มีอสุนีเป็นพยาน ราชิดเสียใจที่ลูกหักหลัง โกศิณกลัวความผิดจึงมอบตัวและยอมเล่าความจริง ฉินเจียงถูกจับ แต่จ้าวซันยืนยันจะช่วยฉินเจียงให้ถึงที่สุด และบอกฉินเจียงว่าเหม่ยอิงวางแผนทุกอย่าง ฉินเจียงเสียใจที่เข้าใจจ้าวซันผิด ภูสินทรมาบอกจ้าวซันว่าบราลีหายไป จ้าวซันจึงไปกับผู้กองเหลียง หมวดจางได้รับคำสั่งจากผู้กองเหลียงให้บุก บราลียอมเล่าอดีตที่เจ็บปวดของตนกับจ้าวซันเพื่อให้เหม่ยอิงได้คิด เธอสัญญาว่าจะเป็นเพื่อนเหม่ยอิง และไม่มีวันทิ้งเหม่ยอิง เหม่ยอิงคิดได้และเสียใจที่ตนเองคิดผิด เหม่ยอิงฝากสร้อยเพชรกับบราลีไปคืนจ้าวซัน บราลีให้เหม่ยอิงจับเธอเป็นตัวประกันฝ่าวงล้อมตำรวจจนไปถึงรถ แต่เสียงเรียกของจ้าวซันทำให้เหม่ยอิงหันมามอง ตำรวจคิดว่าเหม่ยอิงจะต่อสู้จึงยิงเหม่ยอิงทันที เหม่ยอิงขอโทษจ้าวซัน จ้าวซันก็ยอมยกโทษให้ เหม่ยอิงหันมาขอบคุณบราลีก่อนจากไปอย่างสงบ

       ฉินเจียงสำนึกผิดจึงรับดูแลเรื่องงานศพของเหม่ยอิง ผู้กองเหลียงตามจับเกาเฟยสำเร็จ จ้าวซันขอร้องให้แม่ใหญ่ยอมรับฉินเจียง แม่ใหญ่รับปากแต่ขอให้จ้าวซันกลับมาฮ่องกงหลังทำธุระเสร็จ จ้าวซันสัญญา แล้วเขาก็ไปพบศิขรนโรดมพร้อมผู้กองเหลียง และภูสินทร เมื่อรู้ว่าที่คีรีรัฐยังมีนายพลจตุรัส คนของราชิดอยู่ จ้าวซันจึงตัดสินใจไปคีรีรัฐกับภูสินทร เพื่อจัดการนายพลจตุรัสก่อนศิขรนโรดมจะกลับไป ศิขรนโรดมเป็นห่วงจ้าวซันจึงให้อสุนีไปด้วย เพราะอสุนีน่าจะช่วยให้ทุกอย่างสำเร็จง่ายขึ้น

       งานศพเหม่ยอิงผ่านไป แม่ใหญ่เปิดพินัยกรรมโดยที่ไม่มีจ้าวซันเข้าฟัง บราลีเตรียมตัวกลับเมืองไทย เธอรู้ว่าจ้าวซันจะไปคีรีรัฐก็เข้าใจว่าเขาจะไปทวงสิทธิ์จึงเสียใจมาก จ้าวซันไปเยี่ยมเต๋อเป่า ก่อนมาอธิบายให้บราลีเข้าใจ เขาสัญญาจะกลับมาหาบราลี บราลีสัญญาจะรอ ภูสินทรพาศิขรนโรดมกับคำฝายมาหาจ้าวซันและบราลี คำฝายกอดบราลีด้วยความคิดถึง

       จ้าวซันเดินทางมาคีรีรัฐ เขาแวะมาหาครูเฒ่าที่กระท่อมเพื่อเล่าแผนการทั้งหมด และฝากตราสุรสีหนาทกับครูเฒ่าเพื่อมอบให้ศิขรนโรดม อสุนีไม่ไว้ใจจ้าวซันเพราะคิดว่าจะมาแย่งตำแหน่ง เจ้าหลวงกับศิขรนโรดม ภูสินทรก็กลัวอสุนีทำร้ายจ้าวซัน แต่จ้าวซันคิดว่าอสุนีจะไม่ทำอย่างนั้น

       อสุนีทวนแผนกับจ้าวซันและภูสินทร แผนคืออสุนีนำจดหมายของโกศิณไปให้นายพล-จตุรัสและบอกว่ามีอาวุธใหม่มาขาย จึงจะให้นายพลจตุรัสมาดูในงานเลี้ยงที่บ้านอสุนี แล้วค่อยจัดการ ตอนแรกอสุนีจะให้ทหารคุมนายพลจตุรัสไปผาห่มดอก เมื่อเสร็จงานก็จะฆ่าทหารทิ้ง แต่จ้าวซันเตือนให้อสุนีไว้ใจคนอื่นเหมือนที่ศิขรนโรดมไว้ใจอสุนี แล้วจ้าวซันก็บอกว่าเขากับภูสินทรจะจัดการเอง แล้วจากนั้นจ้าวซันจะไปขึ้นเรือที่แม่น้ำเวียงสายกลับทันที อสุนีไม่เชื่อ มิถิลามาหาอสุนีแล้วถามถึงศิขรนโรดม อสุนีเข้าใจความรู้สึกของน้อง แต่ก็เตือนว่าบางอย่างเป็นไปไม่ได้ แล้วอสุนีก็เล่าให้มิถิลาฟังว่าจะกำจัดจ้าวซัน ภูสินทรแอบฟังอยู่ก็เจ็บใจแทน เขาหาทางช่วยเหลือจ้าวซันจึงไปปรึกษาครูเฒ่า แต่ภูสินทรต้องตกใจมากเมื่อพบบราลีอยู่กับครูเฒ่า บราลีเล่าว่าเป็นห่วงจ้าวซันมากเลยขอให้ศิขรนโรดมช่วยเหลือ องค์ชายน้อยจึงส่งบราลีมาหาครูเฒ่า ภูสินทรเล่าถึงแผนการคืนนี้ และเรื่องที่อสุนีจะกำจัดจ้าวซัน ครูเฒ่าบอกเพียงว่า ถ้าเขาอยากให้เราตาย เราก็ต้องตาย

       จ้าวซันกับภูสินทรปลอมตัวไปบ้านอสุนี ภูสินทรพาบราลีที่ปลอมเป็นศิษย์ครูเฒ่ามาด้วย โดยบอกว่าเด็กเป็นใบ้ จ้าวซันสงสัยแต่ไม่มีเวลาถาม อสุนีพาจ้าวซันไปรู้จักกับนายพลจตุรัสในนาม อัครา ส่วนภูสินทรใช้ชื่อ แสนภูดาษ จ้าวซันหลอกพานายพลจตุรัสเดินมาดูอาวุธ จากนั้นอสุนีก็บอกความจริงว่าราชิดกับโกศิณถูกจับแล้ว จ้าวซันกับภูสินทรจับนายพลจตุรัสไปขังที่ผาห่มดอก เมื่อเสร็จภารกิจ จ้าวซัน ภูสินทร และเด็กใบ้แยกทางกับอสุนี บราลีเปิดเผยตัวทำให้จ้าวซันทั้งอึ้งและดีใจมาก ภูสินทรให้จ้าวซันกับบราลีขึ้นเรือและบอกว่าจะพายออกไปกลางแม่น้ำแล้วค่อยติดเครื่องเรือ หลังจากนั้นให้บราลีกับจ้าวซันดำน้ำให้ลึกที่สุด เมื่อภูสินทรติดเครื่องเรือจริงๆเรือก็ระเบิดทันที อสุนียืนมองด้วยสายตานิ่งเฉย จ้าวซัน บราลีและภูสินทรรอดตาย ทั้งสามว่ายขึ้นฝั่งและรอลูกศิษย์ครูเฒ่ามารับ ภูสินทรเล่าว่าเขาคิดจากคำพูดของครูเฒ่าคือต้องทำให้อสุนีคิดว่าจ้าวซันตาย หลังผ่านเหตุการณ์ร้ายครั้งนี้ จ้าวซันกับบราลีก็บอกรักกัน

       จ้าวซันกลับมาฮ่องกง ขณะที่ผิงอันกำลังจะไปอเมริกา แม่ใหญ่ดีใจที่จ้าวซันกลับมา นางตั้งใจจะรับขวัญว่าที่ภรรยาของจ้าวซันด้วยสร้อยเพชรสุดหวง ทำให้จ้าวซันซึ้งใจมาก คุณนายสี่ยัง-ซึมเศร้าเรื่องเหม่ยอิง จ้าวซันได้แต่ปลอบใจ

       จ้าวซันมาเยี่ยมฉินเจียงโดยได้ผู้กองเหลียงช่วยเหลือ ผู้กองเหลียงดีใจที่พบจ้าวซันอีกครั้ง เขาบอกว่าองค์รัชทายาทกลับแล้วเพราะอสุนีส่งจดหมายด่วนมา จ้าวซันไปเยี่ยมฉินเจียงเขารู้สึกว่าฉินเจียงเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ก่อนกลับ จ้าวซันเตือนไม่ให้ฉินเจียงดูถูกความรักของซูหลิง บราลีเตรียมกลับเมืองไทย ทั้งที่ไม่อยากจากจ้าวซัน แต่เธอต้องไปช่วยสุริยะที่มีปัญหาเรื่องเงิน

       เกาเฟยหนีออกจากคุกได้ก็ไปหาไอ้สือ ลูกน้องคนสนิทซึ่งตอนนี้ก็อยู่หลบๆซ่อนๆกับเมียท้องแก่ ไอ้สือสละเงินที่มีอยู่ให้เกาเฟยหนี แต่เกาเฟยสงสารจึงเอาเงินไปแค่เล็กน้อยเท่านั้น

       จ้าวซันมาประชุมที่บริษัทพร้อมภูสินทรในชื่อ เมืองเทพ ผู้ช่วยของจ้าวซันในนามตัวแทนของฉินเจียง ทำให้ทุกคนดีใจมากและการประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย จ้าวซันสั่งให้ทำทุกอย่างเสร็จก่อนบ่ายสาม เพราะเขาจะดูถ่ายทอดการรับตำแหน่งเจ้าหลวงแห่งคีรีรัฐ ระหว่างพักทานอาหาร เกาเฟยลอบเข้ามาบังคับให้จ้าวซันหยิบเงินให้ แล้วเขาก็จับจ้าวซันเป็นตัวประกันเพื่อหลบหนี เทเรซ่าและทุกคนตกใจที่จ้าวซันถูกจับ ระหว่างนั้นผู้กองเหลียงมาหาจ้าวซันจึงรู้เรื่อง เขาให้ตำรวจล้อมเกาเฟยไว้ เกาเฟยนึกว่าจ้าวซันบอกตำรวจจึงยิงจ้าวซันที่ขาและตั้งใจจะยิงซ้ำ แต่อสุนีซึ่งถือจดหมายของศิขรนโรดมมาจากคีรีรัฐเข้ามารับกระสุนแทน เกาเฟยถูกตำรวจรวบตัวไว้ได้

       จ้าวซันไม่เป็นอะไรมาก แต่อสุนีบาดเจ็บสาหัส อสุนีขอพระราชทานอภัยและเคารพจ้าวซันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นลม จ้าวซันอโหสิให้อสุนี บราลีพาจ้าวซันกลับไปพัก ทั้งคู่สัญญาว่าจะมีเพียงกันและกันตลอดไป

       ในจดหมายของศิขรนโรดม มีใจความว่า ศิขรนโรดมเสียใจเพราะคิดว่าจ้าวซันเสียแล้ว พระองค์จะไม่รับตำแหน่งเจ้าหลวง แต่ครูเฒ่าก็เล่าเรื่องทั้งหมดพร้อมมอบตราสุรสีหนาทให้ศิขรนโรดม ศิขรนโรดมดีใจที่จ้าวซันยังไม่ตาย พระองค์ยอมรับตำแหน่งเพราะเห็นแก่จ้าวซัน อสุนีโล่งใจที่จ้าวซันปลอดภัยจึงรับอาสามาส่งจดหมาย จากนั้นอสุนีจะกลับมาบวชชดเชยความผิดตลอดชีวิต เรื่องความรัก ศิขรนโรดมมีใจให้มิถิลาแต่ยังไม่ได้พูดกัน นอกจากนี้ พระเทวีสิริวาระตีทรงฝากพระธำมรงค์ซึ่งเจ้าหลวงแห่งคีรีรัฐจะมอบให้พระเทวีทุกสมัยให้เป็นของขวัญกับจ้าวซัน ศิขรนโรดมถวายคำสัตย์แก่จ้าวซันผ่านจดหมายว่าจะดูแลคีรีรัฐให้ดีที่สุด เพื่อตอบแทนความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของจ้าวซัน ศิขรนโรดมรู้ว่าวันที่จ้าวซันรอคอยมาถึงแล้ว พระองค์หวังว่าสักวันจะได้พบจ้าวซัน หรือน่านปิงนรเทพอีกครั้ง
      

ที่มา :

เรื่องย่อแบบละเอียด ละครวันนี้ที่รอคอย

ที่มา :

ตอนที่ 1

ณ ราตรีนี้...ภายใต้พระจันทร์สีขาวซีด มีแสง ประทีป โคมไฟวอมแวมจากปราสาทราชวัง และวัดทรงไทยใหญ่พม่า

ท่ามกลางบรรยากาศที่หม่นเศร้านี้...ในห้องบรรทมเจ้าหลวงพีริยเทพ แห่งพระราชวังคีรีรัฐ เสียงแก้วชั้นดีตกกระทบพื้นหินแตกเสียงบาดใจ! ที่พื้นมีน้ำสีแดงใสที่เหลืออยู่กระเซ็นกระจายที่พื้น...

แก้วตกจากมือพระเทวีศุลีมาน...มือที่ถือแก้วตกลงข้างตัว ร่างทรุดลง องค์เจ้าหลวงพีริยเทพรีบประคองรับไว้!

“เจ้าพ่อ...เจ้าแม่เป็นอะไรเจ้าข้า...” น่านปิงใน

วัย 8 ขวบถามอย่างตื่นตะลึง วิ่งเข้าไปเขย่าตัวมารดา อย่างตระหนก

เจ้าหลวงอุ้มพระเทวีนอนลงที่บรรทม หันมองน่านปิงด้วยสายตาที่ปวดร้าว

น่านปิงถามว่าเจ้าพ่อประทานสิ่งใดให้เจ้าแม่ดื่ม... เจ้าหลวงบอกว่าแม่เพียงแค่หลับไปเท่านั้น ไม่นานก็จะฟื้นตื่นขึ้น แล้วดึงน่านปิงออกจากตัว จับบ่าทั้งสองข้าง มองหน้าบอก

“เจ้าต้องเข้มแข็ง...ต่อไปเจ้าจะต้องเป็นคนดูแลแม่ของเจ้าแทนพ่อ...เข้าใจไหม...” น่านปิงพยักหน้าดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา พยายามกลั้นไว้ไม่ให้ไหลออกมา เจ้าหลวงบอกน่านปิงอีกว่า “พาแม่เจ้าตามอินปง ราชองครักษ์ไป...ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ออกไปจากคีรีรัฐ!!”

น่านปิงกางมือออกสุดแขนถลาเข้าไปจะกอดบิดา แต่เจ้าหลวงเบี่ยงตัวหลบไปอีกทาง เร่งรัดอย่างร้อนใจ

“อย่ามามัวเสียเวลา...รีบไปเลย...ไม่ต้องห่วงพ่อ”

ขณะนั้นเอง อินปงราชองครักษ์ร่างกำยำแต่งกายด้วยชุดดำมีผ้าคลุมหน้าที่ยังไม่ได้ปิดให้ดี วิ่งเข้ามาก้มกราบแทบเท้าเจ้าหลวง “ต้องรีบเสด็จแล้วพระเจ้าค่ะ พวกมันใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว” เจ้าหลวงหันไปที่พระเทวีบนที่บรรทมพยักหน้าให้อินปง อินปงจึงเข้าไปกราบเจ้าหลวงขอพระราชทานอภัยก่อนช้อนร่างพระเทวีที่ไม่ได้สติขึ้น

เจ้าหลวงเดินไปหยิบจอกน้ำจัณฑ์ในถาดทองที่วางอยู่ข้างที่บรรทม ยกจอกขึ้นมือสั่นเล็กน้อยจนน้ำสีดำในจอกกระเพื่อม เจ้าหลวงดื่มน้ำจัณฑ์รวดเดียวหมดด้วยสีหน้าที่กล้ำกลืนกับรสชาติแล้วทรุดนั่งบนเตียง พลันก็นึกอะไรได้รีบเอื้อมมือไปควานหาถุงไถ้ไหมที่เย็บอย่างแข็งแรงมีกล่องไม้ข้างใน ยื่นให้น่านปิง พูดอย่างลำบาก...

“ตรา...ประจำตัวเจ้าหลวงแห่งคีรีรัฐ...เก็บ...ไว้... ให้ดี...ไปได้...แล้...ว...”

น่านปิงรับไถ้มาคล้องกับตัว อินปงอุ้มร่างพระเทวีน้ำตาปริ่ม จ้องเจ้าหลวงพูดอย่างแน่วแน่

“แล้วกระหม่อมจะตามไปถวายการรับใช้ฝ่าบาทเหมือนดังเช่นในภพนี้”

เจ้าหลวงในสภาพจะสิ้นแรงแล้ว โบกมือให้น่านปิงรีบไป...รีบไป...อินปงจึงอุ้มพระเทวีออกไป น่านปิงวิ่งตามไป แต่ยังไม่ละสายตาจากเสด็จพ่อ...

เจ้าหลวงทุรนทุราย ในขณะที่เสียงฝีเท้าทหารกำลังย่ำมาตามบันไดตึกพระราชวัง!

ooooooo

ที่สวนป่าหลังวังคีรีรัฐ...อินปงอุ้มพระเทวีวิ่งมาที่มีดาบสะพายไขว้อยู่กลางหลัง ร้องบอกน่านปิงที่วิ่งตามมาว่าเราต้องไปให้พ้นชายแดนในคืนนี้ น่านปิงถามว่าทำไมไม่พาเจ้าพ่อไปด้วย อินปงหยุดชี้แจงแก่น่านปิงว่า

“เจ้าหลวงคีรีรัฐ จะต้องประทับใต้เศวตฉัตรของคีรีรัฐ ไม่ว่าจะยังทรงพระชนม์หรือสิ้นพระชนม์...เวลาเหลือน้อยแล้ว หากช้า พระเทวีรู้สึกพระองค์เราจะหมดหนทาง”

เสียงเอะอะดังใกล้เข้ามา อินปงเร่งฝีเท้าวิ่งเร็วขึ้น น่านปิงวิ่งตามไปไม่เหลียวหลังอีกเลย...

พากันวิ่งไปถึงอุทยานหลังวัง น่านปิงสะดุดล้มลงเท้าแพลง น่านปิงพยายามลุกยืนแต่เจ็บจนล้มลงอีก อินปงวางพระเทวีลงกลับมาดูน่านปิง ก็ถูกทหารสี่คนวิ่งตามมาทัน เงื้อดาบหมายฟันอินปง!

น่านปิงร้องบอกอินปงทำให้หลบทัน ทหารนายนั้นตะโกนบอกพรรคพวกว่า “พบแล้ว...ทางนี้...ทางนี้!!”

อินปงชักดาบออกประจันหน้า ฟาดฟันทหารที่วิ่งเข้ามาทีละคนจนตายไป 3 คน คนที่ 4 เงื้อดาบสุดแขนจะฟัน พลันก็มีลูกธนูพุ่งแหวกอากาศมาปักทะลุกลางอกตายคาที่!

ชายชุดดำเดินออกมาสะบัดชายผ้าคลุมหน้าไปข้างหลัง เผยให้เห็นใบหน้าดุดัน ผิวคลํ้าตาลึก อินปงร้องอย่างตกใจ

“ภูสินทร!”

“องครักษ์ตำหนักหน้า คนของเสด็จลุง” น่านปิงจำได้ ภูสินทรก้มหัวทำความเคารพน่านปิงแล้วหันพูดกับอินปง

“ข้าได้รับคำสั่งจากพระเทวีพี่นาง ให้มาคอยติดตามระวังหลังให้ท่าน จงเชื่อใจข้า เร็วเข้าเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันการ”

“งั้นรีบไปที่ประตูหลังวัง เมียข้ารออยู่ที่นั่น” อินปงบอกแล้วช้อนร่างพระเทวีขึ้นมา ส่วนภูสินทรคุกเข่าช้อนตัวน่านปิงอุ้มวิ่งตามกันไปอย่างรวดเร็ว

แต่วิ่งไปได้ไม่นานก็มีทหารอีกคนโผล่พรวดจากพุ่มไม้เล็งธนูใส่! น่านปิงร้องตะโกนให้ระวัง ภูสินทรก้มตัวลงผลักน่านปิงกลิ้งไปในพงหญ้าใกล้ๆ ชักดาบออกมาพร้อมสู้ ตะโกนบอกอินปงที่หันมองว่ารีบไป ทางนี้ตนจัดการเอง

ภูสินทรเห็นว่าคือราชิดราชองครักษ์ของเจ้าชายมาทยาธรพี่ชายของเจ้าหลวงพีริยเทพกับโกศิณคนสนิท ราชิดสั่งฆ่าทันที แม้ภูสินทรจะเก่งกาจสามารถแต่เพราะฝ่ายนั้นมีคนมากกว่าจึงตะโกนบอกให้อินปงกับน่านปิงรีบหนีไป ส่วนตัวเองต่อสู้ต้านพวกนั้นเต็มกำลัง แม้จะได้รับบาดเจ็บหลายแผลแต่ก็สู้ไม่ถอย!

ooooooo

อินปงพาพระเทวีกับน่านปิงมาลงเรือติดประทุนที่จอดรออยู่ในพงหญ้า พระเทวีกอดน่านปิงร้องไห้เมื่อรู้ว่าเจ้าหลวงจากไปแล้ว ครํ่าครวญน่าเวทนา...

“เจ้าพี่...ทรงพระทัยดำนัก แล้วเราสองคน...จะอยู่ต่อไปอย่างไร...เมื่อไร้พระองค์...”

ที่ข้างเรือ คำฝายหญิงใบ้ที่เป็นคนดูแลราชบุตรและพระเทวีถือไต้คอยผลักเรืออยู่ อินปงถือดาบหันรีหันขวางอยู่บนฝั่งเร่งพระเทวีให้ทำตามพระประสงค์ของเจ้าหลวงเถิด ให้เร่งเสด็จโดยเร็ว ตนขอฝากลูกสาวให้ตามเสด็จไปด้วย พลางจันทร์แรมเมียอินปงส่งทารกหญิงให้พระเทวี

“พระเทวี...จันทร์แรมฝากม่านฟ้าด้วยเพคะ” จันทร์แรมเอ่ยนํ้าตาไหลพราก

พระเทวีตั้งสติ ค่อยๆ เข้าใจชัดเจนขึ้นว่า “จริงสินะ...หน้าที่ของเราคือปกปักรักษาและทำนุบำรุงน่านปิงนรเทพ จันทร์แรม...อินปง...ข้าให้สัญญาว่าจะดูแลม่านฟ้าของเจ้าให้เหมือนกับเลือดเนื้อของข้า เพื่อตอบแทนความภักดีของเจ้าทั้งสองคน เจ้ามอบชีวิตให้ข้ากับลูกชาย เพราะฉะนั้น ข้าขอสาบาน ชีวิตของข้ากับน่านปิงนรเทพ จะเป็นของม่านฟ้าด้วย”

จันทร์แรมเอื้อมมือจับที่เท้าน่านปิง เอ่ย “เจ้าอ้าย...หม่อมฉันฝากเมยให้เป็นข้ารองพระบาทเพคะ”

น่านปิงถามทั้งสองว่าทำไมไม่ไปด้วยกัน อินปงพูดอย่างระแวดระวังว่า ตนถวายเมยไปแทนแล้ว เร่งน่านปิงให้รีบเสด็จ พลางนั่งลงกราบลากับพื้นดิน จันทร์แรมรีบทำตาม อินปงเร่งให้คนเรือรีบเดินทาง บอกคำฝายให้ส่งไต้ให้ตน

เสียงฝีเท้าม้าเป็นหมู่ห้อตะบึงจนพื้นสะเทือนใกล้เข้ามา อินปงเร่ง “รีบไป!” คำฝายผลักเรือออกแล้วกระโดดขึ้นเรือ คนเรือสองคนรีบแจวออกไป

ooooooo

บนฝั่ง...จันทร์แรมเอาผ้าคลุมหัวย่อตัวลงเปิดสวิตช์ตะเกียงหลอดฟูลโอเรสเซนท์สว่างจ้า ส่วนอินปงกระชับดาบมั่น ทั้งสองพากันวิ่งแยกไปอีกทางเพื่อลวงทิศ

ราชิดและโกศิณถือไต้ควบม้านำทหารอีก 5 นายพร้อมธนูและดาบตรงมาถึงจุดลงเรือของพระเทวี ราชิดกับโกศิณลงมาส่องไต้ดูเห็นรอยหลายคนทั้งชายหญิง ราชิดก้าวไปริมธารมองไปในความมืด ไม่พบสิ่งใดนอกจากกระแสนํ้าที่ไหลแรง...

ทันใดนั้น ทหารที่อยู่บนหลังม้าร้องบอก “นั่น อยู่บนนั้น ท่านราชิด ท่านโกศิณดูครับ”

เมื่อทุกคนมองตามจึงเห็นแสงตะเกียงสว่างจ้าวูบวาบลอดออกมาจากแนวไม้

“ใช้ตะเกียงของในวังแบบนี้ไม่ใช่ชาวบ้าน นายพราน หรือทหารชายแดนแน่ๆ หน็อย! คิดจะหนีไปไหน นึกว่าจะพ้นข้าหรือ...” ราชิดกระโดดขึ้นหลังม้าสั่งเหี้ยม “ตามไป! ฆ่าให้หมด!!!”

ขบวนม้าของราชิดห้อตะบึงตามแสงไฟไป อินปงกับจันทร์แรมเห็นแสงไต้ตามขึ้นมาเป็นสายจึงยิ่งล่อเป้าพากันวิ่งสูงขึ้นไปอีก

น่านปิงนั่งอยู่ที่ประทุนเรือ มองภาพเหตุการณ์จากแสงไฟสองฝ่ายที่เข้าต่อสู้กัน จันทร์แรมถูกธนูล้มลง อินปงสู้ยิบตา ไม่นานแสงตะเกียงก็ดับวูบลง...
น่านปิงนํ้าตาไหลพรู คุกเข่าที่ประทุนเรือ วางมือสองข้างลงบนตักกำแน่นบีบมืออย่างแค้นใจ!

ที่นิ้วชี้น่านปิงมีแหวนทองหัวพลอยสีนํ้าเงินเข้มเม็ดใหญ่รูปไข่ มีวาวแสงเปล่งวาบในความมืด

นั่นคือน่านปิงวัย 8 ขวบ ในคืนที่พลัดพรากจากไปอย่างสูญเสียใหญ่หลวงในชีวิต...

ooooooo

วันนี้...จ้าวซัน หนุ่มวัยฉกรรจ์กำพวงมาลัยเรือเร็วขับไปอย่างเร็ว ที่นิ้วนางขวาของจ้าวซันสวมแหวนเรือนทองขาว หัวแหวนเป็นพลอยสีนํ้าเงินเข้มเม็ดโตรูปไข่ เปล่งประกายวาบๆในแดดกล้า

เขาคือน่านปิงนั่นเอง!





จ้าวซันได้มาอยู่กับเต้ นักธุรกิจใหญ่ในฮ่องกง วันนี้เขาขับเรือเร็วไล่ล่าเพื่อขัดขวางมิให้ฉินเจียงลูกชายของเต้ในวัยอ่อนกว่าเขาค้ายาเสพติดทำผิดกฎหมาย จ้าวซันขับเรือเร็วไล่ไปจนทัน ทำให้พวกนักค้ายาที่นัดพบกันกลางทะเลพากันขับเรือหนี ส่วนฉินเจียงรีบเอายาเสพติดหย่อนลงทะเลทำลายหลักฐาน ซํ้าเรือของฉินเจียงยังน็อก สำลักแล้วดับไป...

จ้าวซันขับเรือวนดูรอบๆ เรือของฉินเจียง ฉินเจียงได้แต่มองพี่ชายบุญธรรมอย่างแค้นจัด!

เมื่อพากันกลับมาถึงท่าเรือใหญ่ ฉินเจียงอ้างว่าตนพาแฟนไปนั่งเรือเล่นเท่านั้น จ้าวซันดักคออย่างรู้ทันว่าถ้าคิดจะโกหกก็หัดสร้างเรื่องให้ฉลาดกว่านี้หน่อย เตือนสติว่า

“ฉินเจียง...ถ้าเต้ยังมีชีวิตอยู่...”

“เต้ตายไปนานแล้ว!” ฉินเจียงสวนขวับ “แล้ว หลังจากที่เต้ตาย คนที่เต้เก็บมาจากถังขยะหน้าโบสถ์ก็ทำทุกอย่างเพื่อทำลายลูกชายคนเดียว ลูกชายที่แท้จริงของเต้!”

“จ้าวฉินเจียง” จ้าวซันเรียกเต็มยศ ถอดแว่นดำออก “ไม่มีใครทำลายแก มีแต่ตัวแกที่จะทำลายตัวเอง แกคบคนชั่ว ที่ชักพาแกไปในทางหายนะ”

จ้าวซันเตือนฉินเจียงว่า “ให้เข้าประชุมที่ฉินเยว่กรุ๊ปบ้าง ฉันมีเรื่องสำคัญจะปรึกษา แกควรจะสนใจธุรกิจของครอบครัวมากกว่าธุรกิจต้องห้ามพวกนี้”

“อะไรคือธุรกิจต้องห้าม!” ฉินเจียงถามอย่างท้าทาย

“ค้ายา ค้าคน ค้าอาวุธ 3 ธุรกิจต้องห้ามที่เต้สั่งไว้เด็ดขาดว่า ไม่ให้คนตระกูลจ้าวไปข้องเกี่ยว แกจำไม่ได้หรือ”

ฉินเจียงถามจ้าวซันว่าเป็นใครถึงมาตามจิกตนนัก นึกว่าตัวเองเป็นตำรวจรึไง จ้าวซันเตือนสติว่าถ้าเมื่อกี้ตนมาช้ากว่านี้...ดีแค่ไหนที่ตนมาเจอก่อน แทนที่จะเป็นตำรวจ ฉินเจียงถามว่าแล้วใครเป็นคนไปบอกตำรวจ?

จ้าวซันบอกไม่รู้ อาจจะเป็นคนเดียวกับที่ส่งข่าวให้ตนก็ได้ ขณะนั้นเอง เต๋อเป่ามือขวาของจ้าวซันเข้ามาบอกว่า อาฉีขอเวลาซ่อมเรือ 2 วัน แล้วหันบอกจ้าวซัน “คุณชายใหญ่ครับ ใกล้ถึงเวลานัดแล้วนะครับ”

“ยังทัน” จ้าวซันบอกหลังจากดูนาฬิกา แล้วหันไปทางฉินเจียงพูดสำทับ “หวังว่าประชุมบริษัทฉินเยว่ กรุ๊ปคราวหน้า ไท้เผ่งคงเข้ามาเป็นประธานในที่ประชุมนะครับ เทเรซ่าบอกว่า แจ้งไปแล้ว คอนเฟิร์มแล้วด้วย อย่าอ้างว่า ไม่มีใครเชิญ” พูดแล้วจ้าวซันเดินออกไปเท่ๆ เต๋อเป่ากวาดตามองรอบๆ อีกทีก่อนเดินตามจ้าวซันไป

ฉินเจียงมองตามไปทั้งแค้นทั้งเสียหน้า

ระหว่างนั่งรถกลับโดยมีเต๋อเป่าเป็นคนขับ จ้าวซันโทรศัพท์คุยกับอาหลี่คนขับรถประจำตัว ถามเรื่องเครื่องบินลงตามกำหนดหรือเปล่า สั่งอาหลี่ให้จัดการดูแลให้เรียบร้อยตามที่สั่งด้วย อย่าให้ผิดพลาดเด็ดขาด

พอวางสายจากอาหลี่ เต๋อเป่าถามว่า “ที่จริง...คุณชาย ตั้งใจจะไปรับเองนี่ครับ”

“ใช่...แต่บังเอิญ...มันมีอะไรเข้ามาแทรกหลายอย่าง ไม่งั้นฉันควรจะได้ดูแลเขาด้วยตัวเอง” จ้าวซันนิ่งไป แววตาอ่อนโยน...

ooooooo

10 กว่าปีก่อน...เวลานั้น น่านปิงอายุ 12 ปี และม่านฟ้าหรือเมย อายุ 6 ขวบ ทั้งสองเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลสำหรับเด็กเล็กพื้นเมืองในโบสถ์คริสต์ทางเหนือ

ด้วยความเป็นห่วงเมย เจ้าแม่ปรารถกับหลวงพ่อว่า เลี้ยงดูเมยมาแต่แบเบาะ รักเหมือนลูกในไส้ แต่ไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไร ตนไม่ต้องการให้ม่านฟ้าหมกตัวอยู่ในป่าดอย น่านปิงเดินอยู่ด้วยเอ่ยขึ้นว่า ตนดูแลเมยได้ และที่นี่ก็สงบสุขดี

“สงบสุขก็จริง แต่วันหนึ่ง น่านปิงก็ต้องไปเรียนต่อ แม่ต้องการให้ลูกมีความรู้ ความสามารถ แล้ววันนึง... หากแม่เป็นอะไรไป ตอนที่น่านปิงก็ไม่อยู่แล้ว จะให้เมยเป็นเด็กผู้หญิงโง่เง่าเยี่ยงข้าทาสที่คอยเจ้านายอยู่กับบ้านอย่างนั้นหรือ ให้เขาไปเสียตอนนี้ก่อนจะจดจำอะไรต่อมิอะไรได้มากกว่านี้”

“ทำไมครับ ทำไมเจ้าแม่ไม่อยากให้เมยจดจำอะไรๆ”

“ชีวิตของเมย ควรจะมีความสุขมากกว่าชีวิตของลูกไงล่ะน่านปิง แม่เพิ่งไปอธิษฐานกับพระเจ้า บอกกล่าวให้อินปงกับจันทร์แรม พ่อแม่ของเมยให้รับรู้ว่า เราจะทำให้เมยได้มีชีวิตที่มีความสุขสมบูรณ์แบบที่สุดและมั่นคงยั่งยืน ไม่โลดโผนหรือต้องเสี่ยงอะไรอีก”

“ไม่ต้องห่วง คนที่จะเลี้ยงดูเมยเป็นคนมียศถาบรรดาศักดิ์ ไว้ใจได้ สามีเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ภรรยาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และเป็นทายาทตระกูลเจ้าทางเหนือของไทย ที่เป็นเจ้าของกิจการโรงงานอุตสา– หกรรมทอผ้าไหมที่ลำพูนด้วย” หลวงพ่อให้ความมั่นใจ

“แล้วลูกจะได้เจอกับเมยอีกไหม” น่านปิงถามสีหน้าเศร้า

ooooooo

แล้ววันรุ่งขึ้น เมยแต่งตัวสวยจะไปเที่ยวตามที่เจ้าแม่บอก น่านปิงรู้ว่าน้องจะจากไปแล้ว มองน้องลงเรือนไปอย่างใจหาย จนเจ้าแม่ต้องจับมือไว้เตือนสติว่า

“เราพูดกันแล้วนะลูก เพื่ออนาคตของน้อง เราต้องให้เขาไป อีกอย่าง ลูกก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องอนาคตอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย แม่ยอมรับ ว่าแม่มีความ สามารถพอที่จะปกป้องเมยได้ ถ้าหากว่าพวกมัน...สำหรับลูก แม่ไม่ห่วง แต่ชีวิตม่านฟ้า...แม่ต้องตอบแทนความดีของพ่อแม่เขาด้วยการทำให้ชีวิตม่านฟ้ามีแต่ความสุข...”

แม้ว่าน่านปิงจะเข้าใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะวิ่งลงบันไดเรือนตามไปดูที่ท่าน้ำริมแม่น้ำ เห็นเมยที่เริงร่าให้หลวงพ่อจูงเรือไปคิดว่าจะได้ไปเที่ยว น่านปิงมองตามน้องไปอย่างอดใจหายไม่ได้

ขณะน่านปิงยืนน้ำตาคลออยู่นั้น คำฝายมาคุกเข่าจับมือน่านปิงไปกุม เงยหน้าพยายามพูดประสาคนใบ้ น่านปิงอ่านปากและท่าทางแล้ว พูดให้คำฝายฟังอีกทีว่า ตนแปลถูกหรือไม่

“ถ้าเจ้ากับเมยมีวาสนาต่อกัน จะต้องได้พบกันอีก”

“จะไม่มีสิ่งใดในโลก ที่จะมาขวางกั้นเราได้” และ...“เราจะต้องรอ รอจนกว่าจะถึงวันนั้น”

คำฝายพยักหน้าดีใจที่น่านปิงเข้าใจภาษาใบ้ของตน

ooooooo

จ้าวซันยังนั่งอยู่ในรถ...เขาดูนาฬิกาแล้ว ตื่นเต้นเมื่อนึกถึงว่าเครื่องบินกำลังแลนดิ้งแล้ว

ที่สนามบินฮ่องกง เครื่องบินแลนดิ้งพอดี...

บราลี...สาวสวย เอวบางร่างน้อยสูงเพรียว นุ่งกางเกงขาสั้นเสื้อเชิ้ตเข้ารูปกับแจ็กเกตหนังชนิดบางเข้ารูปเอวสั้นผมหยักศกถูกรวบไว้หลวมๆ ลากกระเป๋าใบขนาดกลางพลางพูดโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงมั่นใจ แต่นุ่มนวล

เธอกำลังต่อว่าหลินจื้อเหม่ยที่นัดกันไว้ แต่ว้อทแอพมาบอกตอนตนอยู่บนเครื่อง มาเปิดเจอตอนตนอยู่ฮ่องกงแล้วว่า มารับไม่ได้ เพราะต้องไปเยี่ยมคุณย่าที่ป่วยหนักอยู่ที่เฉิงตู ให้เธอเที่ยวรอสัก 2-3 วันค่อยเจอกัน บราลีบ่นเพื่อนอย่างหงุดหงิดว่า

“ยัยบ๊องเอ๊ย...เออๆๆ โอเคๆๆแค่นี้นะ” พอกดวางก็ปลอบใจตัวเองให้ฮึดสู้ แต่ก็โทร.อีกเบอร์ที่เมมไว้

เป็นเบอร์ของสุริยะ ทันทีที่มีเสียงโทร.เข้า สุริยะรับสายทักทันทีเหมือนรออยู่ว่า

“บรีหรือลูก...พ่อรู้เรื่องหมดแล้วนะ...ก็เรื่องหลิน–

จื้อเหม่ยไปรับลูกที่แอร์พอร์ตไม่ได้น่ะสิ”

บราลีถามว่าหลินจื้อเหม่ยโทร.มาบอกหรือ สุริยะบอกว่าตนโทร.ไปหาก่อนหน้านี้สัก 2 ชั่วโมง เล่าว่า

“พ่อโทร.ถามเขาเรื่องลูกว่า จะอยู่เที่ยวกี่วัน จะไปไหนอะไรยังไงบ้าง...ก็พ่อห่วงลูกนี่นา หลินจื้อเหม่ย ก็เลยบอกพ่อแล้วทั้งหมด”

บราลีพูดงอนๆว่า แบบนี้ตนกลับไปหาพ่อที่กรุงเทพฯดีกว่า สุริยะบอกให้ใจเย็นๆ พ่อจัดการแก้ปัญหาให้แล้ว บอกรายละเอียดว่า “ลูกออกมาข้างหน้าสนามบินเลยนะ จะมีรถมารอรับลูกอยู่แล้ว”

บราลีถามงงๆว่า รถใคร รับไปไหน สุริยะบอกว่าเพื่อนพ่อเอง เขาอาสาจะดูแลลูกอย่างดีตลอดเวลาที่ลูกรอหลินจื้อเหม่ยบอกให้สบายใจว่า

“ทั้งที่พัก แล้วก็ทุกอย่าง เขาจะเป็นคนพาลูกไปเที่ยวที่ที่สนุก พาไปกินอะไรอร่อยๆ ลูกไม่ต้องเกรงใจเลย เพื่อนพ่อคนนี้เขาเป็นคนดีมาก” สุริยะพูดเสียงแจ่มใสเหมือนอำๆ อะไรอยู่

บราลีทวนเสียงชืดๆว่า เพื่อนพ่อ...ตนต้องไปเที่ยวกับอาแปะอาเจ็ก แล้วจะสนุกหรือ

“สนุกสิบลี เพื่อนพ่อคนนี้เขาไม่ใช่คนธรรมดา พ่อรับประกันว่า ลูกจะชอบฮ่องกงมากๆเลย เออ...คนรถที่จะมารับลูกชื่ออาหลี่นะ พูดภาษาอังกฤษได้ หน้าตาเหมือนคนรถไทยๆบ้านเรานี่แหละ กิริยามารยาทดี สุภาพเรียบร้อย have a good time in hongkong นะลูก” พูดเสร็จกดวางแล้วยืนอึ้งๆอย่างรู้สึกเป็นห่วงเหมือนกัน แต่ก็ตัดใจ

บราลีเดินออกมาเห็นหลี่ยืนชูป้าย WELCOME MISS BARALI BHIMAMONTRI ยืนยิ้มเต็มหน้ามองมาทางบราลีราวกับรู้จักกันดี เธอเดินเข้าไปหายิ้มงงๆ

“สวัสดีครับ มายเนมอิสอาหลี่ มาสเตอร์จ้าวซันให้ผมมารับคุณไปโฮเต็ลครับ มิสบาราลี ภีมามนตรี”

“บราลี ภีมะมนตรี ค่ะ” บราลีแก้ให้ยิ้มๆ ไม่ทันตั้งตัวหลี่ก็มารับกระเป๋าลากไปพลางผายมือเชิญไปที่รถ บราลีตามไปเห็นรถหรูก็ตาโต อึ้ง ทึ่งกับการต้อนรับที่คาดไม่ถึง

เมื่อไปถึงโรงแรมเธอยิ่งอึ้งกับการต้อนรับที่เป็นทางการและห้องพักที่หรูหรา หลี่บอกว่า มาสเตอร์จ้าวซันเลือกโรงแรมนี้ เพราะเห็นทิวทัศน์ของฮ่องกงที่สวยมาก

บราลีเริ่มสนใจมาสเตอร์จ้าวซันขึ้นมา ถามว่ามาสเตอร์จ้าวซันรออยู่ที่โรงแรมหรือ




“มิได้ขอรับ มาสเตอร์จ้าวซันทำงานอยู่ ท่านขอให้คุณพักผ่อนตามสบาย แล้วเลิกงานท่านจะมารับออกไปข้างนอกขอรับ”

บราลีถามว่ามาสเตอร์จ้าวซันทำงานอะไรหรือ หลี่บอกว่าหลายอย่าง ครั้นถามว่าหลายอย่างมีอะไรบ้าง หลี่ตอบกว้างๆตามเคยว่า ก็ค้าขายบ้าง อะไรบ้าง บราลียิ่งอยากรู้ถามว่าค้าขายสินค้าอะไร

“ก็สินค้านั่นบ้าง นี่บ้างครับ”

บราลีเริ่มหงุดหงิดกับคำตอบที่จับต้องไม่ได้มองไม่เห็นตัวตนของหลี่ แต่พยายามระงับอารมณ์ขุ่นมัวไว้ ส่วนหลี่ก็เหล่มองบราลีรู้สึกว่าคนนี้ไม่ธรรมดา แล้วเอามือถือขึ้นมากดจึ๊กหนึ่ง

หลี่ส่งสติกเกอร์การ์ตูนโอเคให้จ้าวซันนั่นเอง เขากดดูแล้วถอนใจโล่งอกบอกเต๋อเป่าว่า

“หลี่รับแขกของฉันออกมาเรียบร้อยแล้ว”

ooooooo

ขณะจ้าวซันบ่ายหน้าไปโบสถ์นั่นเอง ถูกเหม่ยอิงลูกสาวของเต้กับภรรยาคนที่ 3 ที่แอบพอใจจ้าวซันขับรถสปอร์ตสีแดงไล่บี้อย่างน่าหวาดเสียว

“เต๋อเป่า พอเถอะ ฉันไม่อยากมีปัญหา จอดคุยกะเขาหน่อย” จ้าวซันบอก พอจอดรถ เหม่ยอิงก็จอดเทียบลงไปคุยกัน เหม่ยอิงตัดพ้อต่อว่าจ้าวซันว่าขับรถหนีตนทำไม จ้าวซันบอกว่าตนจะรีบไปโบสถ์ เพราะมีธุระกับหลวงพ่อ จะมาประชุมกิจกรรมของโรงเรียนเด็กกำพร้าที่เต้ของเราอุปถัมภ์มาตั้งแต่ต้น ถามว่าขับรถไล่ตามมาขนาดนี้จะไปร่วมประชุมด้วยไหม

เหม่ยอิงปฏิเสธทันที บอกว่าที่พยายามตามเขาก็เพราะโทร.ก็ไม่รับ แต่จู่ๆก็มาเจอเลยไล่ตาม พลางหยิบตั๋วรอยัลบาลเลท์ที่ได้มาสองใบชวนไปดูด้วยกันคืนนี้หนึ่งทุ่ม

จ้าวซันขอบใจที่นึกถึง แนะว่าให้ชวนผิงอันลูกสาวเต้กับคุณนายสี่ในวัยทีนเอจไปดีกว่า ตนไม่ว่างเพราะมีนัดแล้วขอตัวไปประชุม เหม่ยอิงกระฟัดกระเฟียดไปขึ้นรถขับปี๊ดปร๊าดจี๊ดจ๊าดไปตลอดทางอย่างระบายอารมณ์

จ้าวซันกับเต๋อเป่ามองหน้ากันเพลียๆ

ooooooo

เมื่อจ้าวซันไปถึงโบสถ์ พอหลวงพ่อรู้ว่าเขายังไม่ได้เจอม่านฟ้า ก็รำพึงว่า

“หลายปีแล้วสินะ เห็นแต่ในรูปที่เธอส่งมาให้ดูอยู่บ่อยๆ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ พ่อยังจำภาพเด็กหญิงตัวเล็กๆ เต้นเร่าๆร้องไห้จะกลับบ้านจะหาแม่หาพี่เจ้าได้อยู่เลย”

“ผมก็ยังจำได้ไม่ลืม” จ้าวซันยิ้มอ่อนโยน

จ้าวซันมาที่โบสถ์ครั้งนี้ก็เพื่อพบกับแขกพิเศษ แม้หลวงพ่อจะไม่รู้ว่าแขกพิเศษของเขาคือใคร แต่ก็มั่นใจว่าเขาจะไม่ทำอะไรที่ขัดกับแนวทางของพระเจ้าและสันติภาพ

เมื่อได้เวลา หลวงพ่อพาจ้าวซันไปที่หลังโบสถ์ซึ่งเป็นพื้นสีเขียวมีป่าสนแวดล้อม ไม่นานก็มีเฮลิคอปเตอร์มาบินวนแล้วลงจอด

ผู้ที่ก้าวลงจากเฮลิคอปเตอร์คือภูสินทรนั่นเอง! พอเดินมาถึงที่จ้าวซันรออยู่ ภูสินทรทรุดลงกราบแทบเท้า แล้วเงยหน้ามองจ้าวซันเอ่ยด้วยความปลื้มปีติน้ำตาปริ่ม “ฝ่าบาท...”

“มีเพียงดวงตาของเจ้าเท่านั้น ที่ยังมีประกายที่เราคุ้นเคย” จ้าวซันเอ่ยมองภูสินทรไม่วางตา

“หม่อมฉันจำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าเพื่อความสะดวก...หากจะกลับไปที่นั่น” ภูสินทรเอ่ย จ้าวซันพูดอย่างไม่หายทึ่งว่าเราเกือบจำเจ้าไม่ได้ ภูสินทรยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า “แม้ใบหน้าจะเปลี่ยนไป แต่จิตใจของกระหม่อมยังจงรักภักดีต่อเจ้าหลวงและองค์รัชทายาทไม่เสื่อมคลาย”

“ลุกขึ้น...” จ้าวซันส่งมือให้ภูสินทรประคองให้ยืนขึ้นแล้วโอบกอดกันอึดใจ ภูสินทรจึงเอ่ยว่าตนคิดว่าไม่สมควรกราบทูลทางโทรศัพท์จึงตัดสินใจมาเฝ้าเอง แล้วเล่าว่า

“สายของเรารายงานมาว่า องค์รัชทายาทสิขรนโรดมกำลังจะเสด็จเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีและทรงทอดพระเนตรตลาดงานหัตถกรรมซึ่งเวลานี้กำลังเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของคีรีรัฐ”

“ศิขรนโรดม...น้องชายของข้า...ราชบุตรแห่งเจ้าลุง และเจ้าป้าของข้า”

“หลังจากองค์รัชทายาทเสด็จไปประเทศไทยแล้ว จะเสด็จมาที่ฮ่องกงเป็นการส่วนพระองค์”

“ตามคำเชิญของสภาหอการค้าฮ่องกง...ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลัง...ก็คือ...”

“เป็นฝ่าบาทเอง” ภูสินทรมองทึ่ง เห็นจ้าวซัน

ยิ้มเยือกเย็นก็ยิ่งตื่นเต้น “กระหม่อมก็แอบคิดว่าอาจจะเป็นฝ่าบาทแต่อีกใจก็ยังหวั่นว่า จะทรงเสี่ยงเกินไป”

ฟังแล้วจ้าวซันนิ่งไป...ภูสินทรย้ำว่า “พระองค์อย่าทรงประมาท ข้าเชื่อว่า พวกมันก็ยังคงตามหาตัว พระองค์อยู่เพราะปราศจากตราประจำพระองค์ เจ้าหลวงก็มิอาจครองราชย์ได้อย่างถูกต้อง”

จ้าวซันเตือนภูสินทรว่าเขาเองก็ต้องระวังแม้จะแปลงโฉมและเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเทพแล้วก็ตาม เพราะพวกนั้นตาแหลมคมนัก วางใจไม่ได้ ถามว่าแล้วมีใครตามเสด็จมาบ้าง

“พลเอกราชิด” ภูสินทรบอก จ้าวซันถามว่าเป็นพลเอกแล้วหรือ ภูสินทรพยักหน้า “พวกมันทุกคน เวลานี้ใหญ่โตคับประเทศกอบโกยทรัพย์แผ่นดินและมีบัญชีฟอกเงินอยู่ในต่างประเทศทุกคน”

จ้าวซันเอ่ยชื่อ ราชิดกับจัตุรัส ภูสินทรพูดหน้าเหี้ยม เกรียมว่าตนรอวันที่จะได้เผชิญหน้ากับพวกมันอีกครั้ง!

ภูสินทรเล่าถึงเหตุการณ์ขณะถูกราชิดกับจัตุรัสจับไปขังทรมานที่ผาห่มดอกว่า พวกนั้นทรมานตนอย่างทารุณเพื่อให้บอกว่าพระเทวีกับองค์รัชทายาทน่านปิงนรเทพหนีไปไหน แต่ตนก็ไม่ยอมก้มหัวให้ ไม่ยอมปริปากจนมันพูดกันว่าจะไปจับนางบายศรีเมียตนมาทรมานให้ดู ก็ไม่ทำให้ตนยอมจำนนได้

แล้วจู่ๆภูสินทรก็ทำตาเหลือกเหมือนคนไร้สติ หมอเดินมาจากด้านหน้าบอกว่าสมองถูกกระทบกระเทือนจนเลอะเลือนแล้วเดินเข้ามาขอตรวจอาการ จัตุรัสถามว่าจะเตรียมทำไม หมอถามว่าหรือท่านอยากให้มันตายแล้วความลับเรื่องพระเทวีก็จะตายไปกับมัน ราชิดพยักหน้ากับจัตุรัสบอกหมอว่า “ให้ดูหน่อยก็ดีช่วยให้มีสติสัมปชัญญะเร็วๆด้วย”

หมอจึงเอายาให้กิน บอกภูสินทรว่า “กินยาซะ ทุกคนอยากให้เจ้าหายป่วย”

หลังจากจับกรอกยาเข้าปากภูสินทรแล้ว หมอยังเอาซองยาวางไว้ บอกว่าพรุ่งนี้เช้าต้องกินอีกหน แล้วหมอก็ออกไปกับราชิดและจัตุรัส

ตกดึก ภูสินทรกระหายน้ำจึงควานหยิบคนโทน้ำมารินใส่แก้ว มือปัดถูกซองยาหล่น ภูสินทรฉุกคิดถึงตอนที่หมอให้ยา หมอบีบข้อมือเขาอย่างผิดปกติ ทั้งย้ำว่า “กินยาซะ ‘ทุกคน’ อยากให้เจ้าหายป่วย” พอฉุกคิดได้ก็เปิดซองหยิบยาออกมา มีเศษกระดาษพับเล็กๆร่วงลงมา ภูสินทรเหลือบมองยามสองคนเห็นหลับอยู่ก็โล่งใจรีบคลี่กระดาษอ่าน

“วันเพ็ญลอยพระประทีปเตรียมตัวให้พร้อม ทหารยามจะถูกวางยา จงตามคนที่เปิดประตูให้ ทำตามที่สั่งโดยไม่ต้องถาม ขอให้โชคดี”

ภูสินทรเอากระดาษแผ่นนั้นใส่ปากเคี้ยวและกลืนลงไป ตาเป็นประกายอย่างมีความหวังขึ้นอีกครั้ง!

ooooooo

ภูสินทรรายงานว่า ราชิดจะตามเสด็จครั้งนี้ และเป็นเครื่องมือบังหน้าลักลอบซื้ออาวุธ คาดว่าเพื่อก่อกบฏยึดอำนาจ

“สิขรนโรดม จะเป็นเพียงตุ๊กตาเสียกบาลของ พวกมันเท่านั้น” จ้าวซันอ่านเกมออก ภูสินทรบอกว่าผู้ที่ค้าอาวุธให้มันเป็นคนมีอิทธิพลในฮ่องกง ทำให้ จ้าวซันสงสัยว่าเป็นใคร! ภูสินทรบอกว่าตนยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด เมื่อกลับเมืองไทยแล้วได้ข่าวอะไรจะรีบแจ้งทันที ส่วนจ้าวซันก็บอกว่าทางนี้ก็จะช่วยสืบหาคนมีอิทธิพลในฮ่องกงที่ว่านั้นอีกแรงหนึ่ง

ก่อนที่ภูสินทรจะกลับไป ้จาวซันถามถึงคำฝายว่าสบายดีหรือ ถามถึงพระเจดีย์ของเจ้าแม่ บอกว่าอีกไม่นานเราคงได้กลับไปถวายบังคม ฝากบอกคำฝายว่า ม่านฟ้าของเรากลับมาแล้ว ตอนนี้อยู่ที่นี่เป็นแขกของตนเอง

“พระองค์ทรงหมายถึง...”

“ใช่...ม่านฟ้า...บราลี ลูกสาวคนเดียวของอินปงและจันทร์แรม องครักษ์ที่ยอมสละชีวิตเพื่อเราและเสด็จแม่ บอกคำฝายว่า ม่านฟ้าสบายดี คำฝายคงดีใจ”
จ้าวซันยืนส่งภูสินทรขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่ในภารกิจ

ooooooo

บราลีอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกมาดูโทรศัพท์ปรากฏว่าแบตหมดจึงเสียบชาร์จไว้ แล้วออกไปที่ระเบียงวัดอากาศ ปรากฏว่าเย็นนิดๆ กำลังสบาย
กลับมานั่งกัดกินแอปเปิ้ลดูทีวีรายการสารคดีท่องเที่ยวในฮ่องกง เห็นแนะนำตลาดสแตนลีย์นึกอยากไป ดูนาฬิกาคว้ากระเป๋าออกจากห้องไป ลืมโทรศัพท์ที่ชาร์จแบตอยู่ พอออกพ้นห้องเท่านั้น เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้น ดังจนดับแล้วดังอีกจนดับ ก็ไม่มีคนรับสาย

เต๋อเป่าเป็นคนโทร.เข้ามา เมื่อโทร.เข้ามือถือไม่มีคนรับสาย จึงโทร.ไปที่โอปอเรเตอร์ จึงรู้ว่าในห้องไม่มีคนรับสาย จ้าวซันไม่สบายใจ เพราะเป็นคนบอกให้บราลีรอรับโทรศัพท์แล้วไม่ได้โทร.มา คิดว่าบราลีคงโกรธ หรืองอน หรือไม่พอใจ แต่เต๋อเป่าคิดว่าไม่น่าจะใช่

“ไม่แน่หรอก ฉันรู้ว่าเขาเป็นคนอารมณ์ร้อนคนนึงเลยล่ะ แกขับรถให้เร็วกว่านี้ได้ไหม” จ้าวซันเริ่มหงุดหงิด

บราลีออกจากโรงแรมไปโดยไม่มีใครเห็น แต่ที่น่าเสียดายกว่านั้นคือ เธอสวนกับรถจ้าวซันที่ขับเข้าโรงแรมพอดี!

บราลีออกไปขึ้นแท็กซี่แล้วจึงรู้ว่าลืมเอาโทรศัพท์มา แต่ก็ปล่อยเลยตามเลย

ส่วนจ้าวซันรีบขึ้นไปดูที่ห้อง แม่บ้านบอกว่าห้องน้ำยังเปียกแสดงว่าเพิ่งออกไป โทมัสบอกว่าตนจะคอยดูให้ถ้าเธอกลับมาจะให้โทร.บอกที่เบอร์ส่วนตัวไหม?

“ไม่ต้องครับ ผมจะรออยู่แถวนี้”

ทุกคนมองหน้ากันทึ่ง ที่จ้าวซันเครซี่ผู้หญิงคนนี้มาก

ooooooo
ตอนที่ 2

ในเรือข้ามฟากเพื่อไปตลาดสแตนลีย์นี่เอง บราลีที่แต่งตัวเก๋มาดเท่ถือกล้องถ่ายรูปวิวอย่างเพลินใจอยู่นั้น ผิงอันหรือซายหมุยน้องสาวแท้ๆของเหม่ยอิง ลูกภรรยาคนที่สี่ของเต้ มาเที่ยวกับอาม่าผู้ดูแลเห็นเข้า ผิงอันตื่นเต้นกับชุดเก๋และท่าทางเท่ๆของบราลีถึงกับอ้าปากค้าง

ส่วน บราลีถ่ายรูป หันไปเจอผิงอันในชุดแบบคุณหนูจีนยุคเก่าถักเปียยาวสองข้าง ก็ถูกใจมากเข้าไปขอถ่ายรูปทั้งสองคน อาม่าไม่ให้ถ่าย แต่ผิงอันยิ้มดีใจ  ทั้งยังขอถ่ายรูปคู่กับบราลีด้วย แล้วให้ส่งไปให้ตนทางอีเมล์ได้ไหม

ต่างฝ่ายก็ชอบสไตล์ของกันและกัน เลยกลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว ผิงอันกลายเป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์พาบราลีเที่ยว บราลีก็ซื้อกิ๊บติดผมน่ารักที่ผิงอันชอบให้เป็นของขวัญ

ที่นี่เอง บราลีถอยออกไปไม่ได้มองจึงชนกับฉินเจียงลูกชายจากภรรยาคนที่สองที่เป็นชาว อังกฤษของเต้เข้าอย่างจัง ฉินเจียงหันขวับทำท่าจะเอาเรื่อง แต่พอเห็นบราลีก็ถึงกับตะลึง ผิงอันรีบแทรกเข้าไปทำเป็นแนะนำให้รู้จักกัน แต่ที่แท้ต้องการปกป้องบราลีจากฉินเจียง

“พี่รองคะ...นี่...เพื่อนหนู”

ฉินเจียงคว้ามือบราลีหมับแนะนำตัวเองอย่างอวดโอ่ “ผมฉินเจียง...ไท้เผ่งของฉินเย่ว์กรุ๊ป ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ค่ะ...บรี...บราลีค่ะ” บราลีแนะนำตัวเองยังไม่หายงงที่ถูกจู่โจมจับมือ

พอรู้ว่าบราลีเป็นคนไทย ฉินเจียงปากหวานตาโลมเลียว่า ตนรู้จักคนไทยหลายคน แต่ไม่เคยเห็นใครเหมือนเธอเลย บราลีตอบไปทันควันเช่นกันว่า ผู้ชายฮ่องกงก็ไม่มีใครกล้าทำแบบนี้กับตนเหมือนเขา

ผิงอันเห็นบรรยากาศ ไม่ดีชวนบราลีไปกันดีกว่า แต่ฉินเจียงไม่ยอมให้ผิงอันไปหาเรื่องว่าเธอหนีเรียนมาเที่ยว หันไปขู่อาม่าที่มีหน้าที่ดูแลผิงอันว่า เตรียมตอบคำถามแม่ใหญ่ให้ดีก็แล้วกัน อาม่าตกใจส่วนผิงอันรีบฉุดบราลีเดินไปบ่นอุบอิบ

“ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะโชคร้ายแบบนี้”

ooooooo

บ่ายนี้ที่ร้านเสื้อหรูแห่งหนึ่งในฮ่องกง เหม่ยอิง ไปสั่งชุดราตรีแบบใหม่ๆ เก๋ๆ จะใส่ไปดูบัลเลต์คืนนี้

ระหว่างนั้นมีแมสเซนเจอร์เข้ามาบอกเจ้าของร้านที่กำลังต้อนรับเหม่ยอิงอยู่ว่า จ้าวซันให้มารับชุดที่สั่งตัดไว้ เหม่ยอิงมองขวับทันที เมื่อเจ้าของร้านขอตัวไปหยิบของให้ เหม่ยอิงขอดูก่อน พอเปิดกล่องใบใหญ่ออกเห็นชุดราตรีสีดำโก้หรูก็อมยิ้มพึมพำ “พี่ชายคิดจะง้อฉันด้วยวิธีนี้หรือ...หึ...”

จ้าวซันยังรอบราลีอยู่ที่ คอฟฟีช็อปโรงแรม จนเทเรซ่าเลขาประจำตัวของเขาต้องเอาเอกสารไปให้เซ็นที่นั่น จ้าวซันสั่งเทเรซ่าให้ยกเลิกนัดวันนี้ทั้งหมด ให้เรียนขอประทานโทษท่านประธานบริษัทเซี่ยงไฮ้พอร์ทด้วย และขอเลื่อนนัดเป็นวันศุกร์แทน

บราลียังเที่ยวอยู่ที่ตลาดสแตนลีย์จนถึง บ่าย ระหว่างแวะซื้อน้ำผลไม้ปั่นจากรถเข็นแก้กระหาย ผิงอันปรารภว่าสงสัยพี่รองคงชอบเธอแน่ เพราะทุกทีไม่เคยเห็นสนใจตนขนาดนี้เลย ทั้งสองเลยได้คุยถึงเรื่องราวของตัวเองให้ฟังกัน

ผิงอันเล่าว่า ตนมีพี่สาวคนเดียวชื่อเหม่ยอิง สวย เก่ง ดีกว่าตนทุกอย่าง แต่ตนว่าสู้พี่บรีไม่ได้ ชวนวันไหนไปเที่ยวบ้านตนกัน บ้านตนมีสี่หลัง เพราะพ่อมีเมียสี่คน เลยให้อยู่กันคนละหลัง ชาวบ้านเรียกกันว่าบ้านสี่ฤดู ตนกับแม่และเหม่ยอิงอยู่บ้านชิวเทียนแปลว่าฤดูใบไม้ร่วง  บราลีพึมพำว่าแปลกดีที่อยู่ด้วยกันได้ ผิงอันถามว่า “พี่บรีล่ะ มีพี่น้องหรือเปล่า”

บราลีหันมองไปที่อ่าวซ่อนแววตาเศร้าก่อนหันกลับมา ตอบอย่างร่าเริงว่า ไม่มี มีแต่พ่อที่ตนรักมากแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะตนไปเรียนหนังสือที่อเมริกาตั้งแต่เด็ก

“น่าอิจฉา...หนูอยากไปเรียน บ้างจัง แต่คงไม่ได้ไปหรอก ที่บ้านไม่ค่อยมีใครสนใจหนูเท่าไหร่ จะมีก็แต่อาม่า...อ้อ...ยังมีพี่ชายใหญ่อีกคนที่น่าคบที่สุด แล้ววันหลังหนูจะแนะนำให้รู้จักนะ”

ระหว่างนั้นบราลีเห็นฉินเจียง เกาเฟย และอาเหาเดินมากันทั้งกลุ่ม แอบกระซิบถามผิงอันว่า นั่นก็พี่ชายหรือ อาม่าชิงตอบว่าเขาไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของซายหมุย แต่เป็นลูกของคุณนายที่สามที่เป็นคนอังกฤษ แล้วเรียกซายหมุยของตนกลับ

“เดี๋ยวหนูค่อยเล่าให้ฟัง เรารีบกลับกันดีกว่า ไม่อยากฟังอาม่าบ่น ไป...” ผิงอันเดินนำไป บราลีกับอาม่ารีบตาม

ooooooo

บ้านสี่ฤดู...เป็นบ้านขนาดใหญ่สีขาว ต้นไม้ร่มรื่น มีหินสลักและประติมากรรมวางเรียงราย ด้านหลังและด้านข้างมีตัวบ้านต่อออกไปอีกสี่หลัง...

เหม่ยอิงทำผมเสร็จ แล้วกลับมารอด้วยใจจดจ่อว่าแมสเซนเจอร์ส่งกล่องเสื้อผ้ามาให้หรือยัง ใช้ให้คุณนายสี่ผู้เป็นแม่ไปถามพวกคนใช้ คุณนายสี่กลับมาบอกว่าไม่มีเด็กส่งของอะไรมาทั้งนั้น

เหม่ยอิงผิดคาด ซ้ำโทร.หาจ้าวซันก็ไม่รับสาย โทร.ไปที่ออฟฟิศก็ไม่อยู่ บ่นอย่างหัวเสียว่าตกลงตนต้องไปงานเองคนเดียวจริงๆหรือไม่มีการเซอร์ไพรส์ อะไรทั้งนั้นจริงๆ หรือ ครั้นคุณนายสี่อาสาจะไปเป็นเพื่อนก็ปฏิเสธอ้างว่าดูบัลเล่ต์เสร็จจะต้องไป ซัพเพอร์มื้อดึกที่โฮเต็ลหรูแม่ไปจะง่วงมาก คุณนายสี่เลยได้แต่นิ่งหน้าสลด

พอดีผิงอันกับอาม่ากลับมา พอเหม่ยอิงเห็นเท่านั้นก็แว้ดใส่ว่าไปไหนกันมากลับเอาป่านนี้เหลวไหลขึ้นทุกวันทั้งนายทั้งบ่าว พอผิงอันจะชี้แจงก็ตัดบทว่า ไม่ต้องเถียง ระวังให้ดีทำตัวแบบนี้ไม่ต้องไปเรียนต่อเมืองนอกก็แล้วกัน

ครู่เดียว ฉินเจียงก็เดินเข้ามาในห้องรับแขก เขามองเหม่ยอิงแบบเหม็นขี้หน้า ส่วนเหม่ยอิงก็เหล่ใส่อย่างดูแคลน

ทั้งสองเหมือนขมิ้นกับปูน พูดกันไม่ลงรอยมองกันไม่เข้าตา เหม่ยอิงเตือนประชดว่ามีเวลามาเหยียบบ้านนี้ก็ควรไปพบแม่ใหญ่เสียบ้าง ฉินเจียงหางตามองเหม่ยอิงแต่หัวจรดเท้าพูดเยาะว่า

“บ้านนี้ทั้งหลัง อีกหน่อยก็เป็นของฉัน แม่ใหญ่อีกไม่นานก็ตาย แกก็เตรียมหาที่อยู่ใหม่ไว้ด้วยล่ะ”

“หึๆ ไท้เผ่งคนเก่งแห่งฉินเย่ว์กรุ๊ป มีความฝันอันสูงสุดคือขายสมบัติ...น่าภูมิใจจัง วันๆ ก็หาเรื่องทำแต่อะไรที่เสื่อมๆ โอ...พี่ชายรองของฉัน” เหม่ยอิงทำเสียงประชดเยาะหยัน เลยถูกฉินเจียงตวาดว่าไม่ต้องมานับตนเป็นพี่ก็ได้ เย้ยว่า

“คนอย่างแก มันก็แค่ลูกสาวเมียน้อย เป็นแค่ผู้หญิง ไม่มีความหมายอะไรสักนิด อย่าสะเออะมาข่มทายาทตัวจริงของตระกูลจ้าวดีกว่า ฉันจะทำอะไรเธอก็ไม่ต้องเกี่ยว”

“นึกว่าฉันอยากเกี่ยวนักหรอ ฉันไม่อยากเป็นคนตระกูลจ้าวก็เพราะเธอนั่นแหละ!” เหม่ยอิงสะบัดเดินเชิดขึ้นบันไดไป พวกบ่าวหญิงหอบของตามไปช่วยแต่งตัว

อาม่ามองแล้วส่ายหน้า ส่วนผิงอันนั่งก้มหน้านิ่ง พลันก็สะดุ้งเมื่อฉินเจียงทำเสียงอ่อนหวานถามว่า

“ผิงอันน้องรักของพี่...ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แล้วไปรู้จักเขาได้ยังไงหรือจ้ะ”

ผิงอันกลืนน้ำลายฝืดคอ รู้สึกสยองกับเสียงอ่อนและคำหวานของฉินเจียงจนทำตัวไม่ถูก

ooooooo

จ้าวซันคอยบราลีอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรมจนเย็น เห็นบราลีถือถุงเต็มสองมือเข้ามาทางประตูหน้า เขาลุกขึ้นอย่างตื่นเต้นมีชีวิตชีวา จัดแต่งเสื้อผ้าเนกไทวุ่นวายไปหมดแล้วรีบเดินตามบราลีไปที่หน้าลิฟต์

บราลีไม่ได้เฉลียวใจอะไร มุ่งแต่จะกลับขึ้นห้อง เห็นจ้าวซันเข้าลิฟต์มาด้วยก็ถอยห่างออกไปเนียนๆ อย่างระวังตัวจ้าวซันเองก็ไม่แสดงตัว หากแต่ทำทีทักทายเธอเหมือนแขกที่พักโรงแรมเดียวกัน จนขึ้นถึงชั้น 32 อันเป็นชั้นที่บราลีพักความเลยแตกเมื่อโทมัสตามมาเจอ

“คุณชายจ้าวซัน...” โทมัสมองบราลี “เอ่อ...พบคุณหญิงแล้วใช่ไหมครับ”

บราลีมองขวับ จ้าวซันเลยต้องแนะนำตัวเอง และขอโทษที่ไม่ได้ไปรับเธอที่สนามบินด้วยตัวเอง บราลีมองอึ้ง ผิดคาดที่เพื่อนของพ่อยังหนุ่ม หล่อและเท่ จ้าวซันยื่นมือออกมาจะทักทายแบบฝรั่ง บราลีนึกหมั่นไส้เลยแกล้งยกมือไหว้แทน จ้าวซันทึ่งแต่แล้วก็กลับชอบใจยกมือไหว้ตอบ ส่วนบราลีเห็นท่าทีหยวนๆกวนๆของจ้าวซันก็ยิ่งหมั่นไส้มากขึ้นทุกที

เมื่อมาถึงโถงรับแขกห้องสวีทชั้น 32 จ้าวซันนัดก่อนแยกไปว่า ทุ่มครึ่งจะมารับไปทานข้าวและพาชมเมือง ฮ่องกงพูดล้อๆว่า “อย่าหนีไปไหนอีกล่ะ”

บราลีทำทีเล่นตัวว่าไม่อยากรบกวน เมื่อเขาบอก ว่าตนตั้งใจไว้แล้ว เธอจึงขอบคุณรวมทั้งขอบคุณสำหรับทุกอย่างในวันนี้ด้วย แต่พอจ้าวซันเข้าลิฟต์ไปแล้ว

บราลีบ่นงึมงำกับตัวเอง

“บอสซี่จัง เจ้ากี้เจ้าการ ทำตัวอย่างกับเป็นเจ้านาย...”

พลันก็ต้องสะดุ้งเมื่อประตูลิฟต์เปิดอีกครั้ง จ้าวซัน

บอกจากลิฟต์ว่า “อย่าลืมมือถือไว้ในห้องอีกล่ะ”

“เอ่อ...ค่ะ...” บราลีตอบเหวอๆจ้าวซันยิ้มให้ พอดีประตูลิฟต์ปิดลง...

ooooooo

จ้าวซันกลับไปหาไทไท แม่ใหญ่วัย 85 ปีที่ดูซีดขาวราวกับหินอ่อนแกะสลัก แต่ยังมีร่องรอยของความงามอยู่

ไทไททักจ้าวซันอย่างรักใคร่เอ็นดูว่า เป็นไท้เผ่งตัวจริงก็อย่างนี้แหละต้องยุ่งตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเหมือนเต้ของลูกไทไทสั่งสอนย้ำเตือนอีกว่า

“แต่จำเอาไว้อย่าง ลูกต้องอย่าไว้ใจใครนะ โดยเฉพาะฉินเจียง ไอ้ลูกตาน้ำข้าว มันต้องการให้แม่ตาย แต่แม่ไม่ตายง่ายๆหรอก คอยดูแม่จะรอมัน...รอจุดจบของมัน” จ้าวซันไม่อยากให้ไทไทคิดมากบอกให้พักผ่อนดีกว่า แต่ไทไทก็ยังพูดอย่างห่วงใยว่า “อย่ากลัวนะอาซัน แม่จะคอยช่วยลูก อย่าลืมว่าลูกเป็นคนของตระกูลจ้าว...”

เมื่อกลับมาอาบน้ำสระผมที่ห้องนอนตัวเอง จ้าวซันยังจดจำทุกถ้อยคำที่ไทไทอบรม สั่งสอน และฝากฝังได้ในโอกาสต่างๆว่า





“...บ้านสี่ฤดูเป็นของลูก หลังคาสีเขียว หมายถึงทรัพย์สมบัติ ตึกอิฐสีแดงคือความแข็งแกร่ง ไม่มีผู้ใดทัดเทียม...หน้าบ้านเรา หันหาทะเล...ความยิ่งใหญ่จะไหลหลั่งมา ด้านหลังเป็นภูเขา... ผนึกความเป็นปึกแผ่น ตระกูลจ้าวของเราจะยิ่งใหญ่ชั่วนาตาปี...เก็บทุกอย่างไว้ลูก อย่าขาย อย่าคิดเหมือนฉินเจียง มันต้องการรื้อบ้านนี้ทำเป็นกาสิโน... อย่ายอมมันเด็ดขาด...อย่าคิดว่าแม่ไม่รู้ แม่รู้ทุกอย่าง...จ้าวไทไทรู้ทุกอย่าง...”

ไม่เพียงคำสั่งสอน สั่งเสีย หากดวงตาสีเทาเงิน ที่ไทไทจ้องมองจ้าวซันนั้น ยังแฝงด้วยอำนาจลึกล้ำน่ากลัวด้วย...

จ้าวซันแต่งตัวเสร็จออกจากห้องเพื่อไปรับบราลีตามนัดด้วยหัวใจเบิกบานและยังไม่หายตื่นเต้น...

ooooooo

นับแต่เจอจ้าวซัน บราลีมีเรื่องให้ตื่นเต้น แปลกใจตลอดเวลา ยิ่งเมื่อกลับเข้าห้องแล้วมีแมสเซนเจอร์

เอากล่องใส่ชุดราตรีสีดำเก๋ไก๋ทันสมัย กระเป๋าถือ รองเท้าส้นสูงมาให้ ทุกอย่างเข้าชุดกันอย่างไม่มีที่ติ ทั้งยังมีข้อความสั้นแนบมาด้วยว่า

“หวังว่าคุณไม่คิดว่าเป็นการดูหมิ่น ช่วยกรุณา รับไว้ด้วยเถิด คุณพ่อคุณก็รู้จักผมดี...จ้าวซัน”

เมื่อลองใส่จนครบชุด ส่องกระจกดูตัวเองแล้วก็พึมพำ

“หึ...ทำอย่างกับฉันเป็นตุ๊กตา อยากให้ฉันแต่งตัวยังไงก็ได้เหรอ”

ดูตัวเองจนมั่นใจแล้ว บราลีจึงลงไปที่ล็อบบี้ ทุกสายตามองเธออย่างตื่นตะลึงราวกับเห็นซุปเปอร์สตาร์

จ้าวซันเองก็มองทึ่งยิ้มออกมาไม่รู้ตัว บราลีเดินอย่างสง่างามเข้ามาถามว่าตนคงไม่ทำให้เขารอนาน และขอบคุณสำหรับเสื้อผ้าและของพวกนี้ด้วย จ้าวซันพูดอย่างโล่งใจว่า ดีใจที่เธอไม่คิดมาก

“ไม่คิดมากหรอกค่ะ แปลกใจ ที่คุณรู้ขนาดเสื้อผ้า รองเท้า ของฉันได้ยังไงน่ะสิคะ”

“เอ่อ...งั้นคงต้องขอบคุณคุณพ่อของคุณ ท่านเป็นคนบอกน่ะครับ...คุณดู เป็นสาวเต็มตัว ถ้าไปเจอกันที่อื่น ผมคงจำไม่ได้” จ้าวซันเผลอพูดออกไป พอบราลีมองอย่างแปลกใจ เขารีบแก้ว่า “ผม...เคยเห็นตอนคุณเด็กๆ”

บราลีเชื่อ เพราะเขาเป็นเพื่อนพ่อ จ้าวซันจึงรอดตัว ผายมือเชิญเธอให้ออกเดิน ระหว่างนั้นเขากระซิบเต๋อเป่าว่าคืนนี้คงไม่มีอะไรให้กลับก่อนได้ บราลีได้ยินแอบเบ้หน้าว่า “มีสมุนคนสนิทด้วย”

จ้าวซันพาบราลีไปที่หอนาฬิกา บอกเธอว่าไม่ต้องห่วงเพราะตนจองที่ไว้ให้แล้ว ชวนรีบไปกันเดี๋ยวการแสดงจะเริ่มแล้ว ระหว่างเดินไปด้วยกัน จ้าวซันเดินเยื้องคอยกันไม่ให้ใครมาแตะต้องกระทบกระทั่งเธอ เห็นเธอมองไปรอบๆอย่างตื่นตาแล้วหันมายิ้มให้ จ้าวซันยิ้มตอบอย่างมีความสุขไปด้วย

ooooooo

ระหว่างการชม A symphony of light ที่ริมอ่าววิกตอเรียบนที่นั่งชั้นสองอันเป็นที่ดูแบบพิเศษผู้คนไม่พลุกพล่านนั้น บราลีตื่นเต้นเพลิดเพลินมาก อากัปกิริยาของเธอยังเหมือนวัยเด็กจนทำให้จ้าวซันเผลอเรียกเธอว่าเมยแล้วก็ต้องกลบเกลื่อนแก้ตัวว่าพูดผิด

หลังพาเธอเที่ยวและชมสถานที่สำคัญแล้ว จ้าวซันถามว่าพรุ่งนี้เธออยากไปไหนอีก เธอถามว่าเขาว่างหรือ จ้าวซันบอกว่า “ก็ว่างได้” บราลีเลยถามถึงงานของเขา ก็ได้รับคำตอบกว้างๆไม่ต่างจากที่เธอได้จากหลี่คือ “ก็...ค้าขาย...ทำธุรกิจ...”

จากนั้นพาเธอไปทานอาหารในโรงแรมหรู ได้พูดคุยกันลึกขึ้นถึงชีวิตส่วนตัว เมื่อบราลีพูดถึงชีวิตที่แอลเอขณะไปเรียนหนังสือ จ้าวซันถามว่าไปเรียนที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง

“ก็มีเหงาบ้าง คิดถึงบ้าน...แล้วคุณล่ะ มาอยู่ที่นี่นานหรือยัง ไม่อยากกลับเมืองไทยบ้างเหรอ”

“ผมยังอยากกลับไปบ้านอยู่ทุกวัน แต่ผมมีหน้าที่อยู่ที่นี่...แล้วก็...ยังไม่ถึงเวลา” บราลีติงว่าบินไม่ถึงสองชั่วโมงก็ถึงกรุงเทพฯแล้ว “ผมไม่ใช่คนกรุงเทพฯ... อืมมม...ไว้คุณกลับไปกรุงเทพฯแล้ว ถ้ามีโอกาสผมขอไปเยี่ยมบ้าง”

“ได้เลย...แล้วฉันจะพานั่งรถไฟฟ้าชมเมืองเอง” บราลีกระตือรือร้นมาก

ทั้งสองหัวเราะกัน บราลีชะงักเมื่อเห็นแววตาที่ใจดีเมตตาของจ้าวซัน เธอนึกถึงอดีตที่พี่น่านปิงเคยปลอบโยนตนขณะร้องไห้งอแง อดถามไม่ได้ว่า

“เราเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า...” จ้าวซันนิ่งเงียบหยิบแก้วไวน์จิบแก้เก้อปรับแววตาแข็งขึ้นไม่หลบตาที่มองอย่างพินิจพิจารณาของบราลีแต่ก็ไม่กล้าจ้องตา จนบริกรยกของหวานมาเสิร์ฟพร้อมเหล้าสปาร์คลิ่งไวน์สำหรับของหวาน บราลีเลยตัดบท “ช่างเถอะ...ฉันคงเคยพบใครที่เหมือนคุณมาก”

เมื่อบราลีจิบสปาร์คลิ่งไวน์และตักของหวานทาน จ้าวซันจึงเอ่ยด้วยแววตาที่เศร้าลงว่า

“ผมบอกแล้วไงว่าผมเคยเห็นคุณ...ตอนเด็กๆ” เธอถามว่าเด็กแค่ไหน “เด็กมาก ตั้งแต่คุณยังเป็นเบบี๋ อยู่ในเบาะ”

“นี่ไม่จริงล่ะ...” บราลีค้อนนิดๆ ทำให้ดูยิ่งน่ารัก

ที่ประตูหน้าร้าน...เหม่ยอิงเข้ามากับคุณนายหวังแม่ของเพื่อนเห็นภาพบาดตานั้นพอดี! แต่เป็นจังหวะที่บริกรมาโค้งพาไปนั่งอีกฝั่งหนึ่งของร้าน แต่เหม่ยอิงก็ยังมองจ้าวซันกับบราลีจนเหลียวหลัง

จ้าวซันถามถึงคุณพ่อเธอว่าเป็นอย่างไรบ้าง บราลี

บอกว่าสบายดีแล้วถามว่า เขารู้ใช่ไหมว่านั่นไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของตน ทำเอาจ้าวซันตกใจ บราลีติงขำๆว่า

“ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นก็ได้ คือฉัน...ฉันเป็นคนมีปัญหานะ บางทีฉันรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นโรคจิต หรือโรคทางสมองก็ไม่ทราบ คือความทรงจำของฉันมันเหมือนฝันไม่ปะติดปะต่อ เคยพยายามคิดจนปวดหัว แต่ตอนนี้ไม่คิดอะไรแล้ว” เธอหัวเราะขำตัวเอง แล้วหันจ้อง ชี้หน้าจ้าวซัน ดักคอว่า “ฉันถึงว่าคุณพูดไม่จริงไง ฉันเพิ่งมาอยู่กะคุณพ่อตอนที่ฉัน 6-7 ขวบ ไม่ใช่เบบี๋ในเบาะซะหน่อย”

จ้าวซันอึ้งกับความจำของเธอและความจริงที่ตนพูด แต่บราลีไม่ซีเรียสหัวเราะมองเขาแบบอย่ามาอำกันเลย คนภายนอกจึงเห็นเหมือนทั้งสองหยอกเย้ากันอยู่

เหม่ยอิงจิกมองตาแทบลุกเป็นไฟ คุณนายหวังบีบมือเธอเชิงปลอบให้ใจเย็นๆ...

คืนนี้ บราลีและจ้าวซันต่างสนิทสนมกันขึ้น โดยเฉพาะบราลีมีความรู้สึกดีๆต่อเขา เอ่ยก่อนแยกกันเมื่อเขามาส่งว่า

“ดึกมากแล้ว...ขอบคุณอีกครั้งค่ะ ขอบพระคุณจริงๆวันนี้สนุกมาก อาหารก็อร่อย คุณใจดีมาก เกรงใจจริงๆ”

“ไม่เป็นไรเลยครับ พรุ่งนี้สายๆผมโทร.หานะ”

เมื่อบราลีเอ่ย “กู๊ดไนท์นะคะ” แล้วเดินเข้าโรงแรม จ้าวซันยังยืนมองจนเข้าข้างในอย่างปลอดภัยแล้ว จึงกลับไปอย่างมีความสุข...

บราลีอยากรู้ว่าจ้าวซันเป็นใครกันแน่ นึกคำสะกดชื่อเขาไม่ออก จึงหยิบมือถือออกมาเข้าเว็บ google พิมพ์คำว่า “JAO  SUN” ลงไป แล้วนั่งจ้องตาไม่กระพริบ...

ooooooo

ระหว่างกลับบ้าน จ้าวซันจับได้ว่าเต๋อเป่าที่เขาบอกให้กลับไปพักผ่อนยังสะกดรอยดูแลความปลอดภัยให้เขาตลอดเวลา เลยพาทั้งเต๋าเป่าและอาหลี่ไปกินร้านอาหารจีนข้างทางกัน

ที่ร้านข้างทางนี่เอง เต๋อเป่าผิดสังเกตชายสองคนว่าจะติดตามพวกตนและแอบถ่ายรูปจ้าวซันไว้ด้วย แต่จับไม่มั่นคั้นไม่ตายจึงเพียงแต่เขม่นและมีเรื่องกันจนถ้วยชามแตกเล็กน้อย แล้วชายสองคนนั้นก็หลบไป

ที่แท้ ชายทั้งสองเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่ผู้กองเหลียงตำรวจหน่วยปราบปรามอาชญากรรมที่ติดตามจ้าวซัน เพราะคิดว่าเขาทำธุรกิจผิดกฎหมาย เมื่อตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสองกลับมารายงาน ถูกผู้กองเหลียงตำหนิว่า

“ให้ไปหาข่าวเฉยๆก็ดันไปมีเรื่องจนได้” พึมพำเครียด “สักวันเถอะคุณชายจ้าวซัน จะจับให้ได้คาหนังคาเขาเลย”

จ้าวซันกลับเข้าบ้านอย่างมีความสุข ก็ต้องชะงักเมื่อเจอเหม่ยอิงรออยู่ เธอตัดพ้อต่อว่าเขาที่ไม่ไปงานกับตนแต่กลับพาผู้หญิงอื่นไปกินข้าว

เหม่ยอิงไม่ปิดบังความรู้สึกของตนที่มีต่อจ้าวซัน ตัดพ้อว่าเขาไม่เข้าใจตนเลย จ้าวซันรับรู้แต่ย้ำกับเธอว่าเราเป็นพี่น้องกัน เหม่ยอิงติงว่าเขาไม่ใช่คนตระกูลจ้าว จ้าวซันพูดจริงจังเคร่งขรึมว่า

“พี่เข้าใจเธอเสมอเหม่ยอิง เพราะเธอเป็นน้องสาวของพี่ เราโตมาด้วยกัน ใช้แซ่เดียวกันมันจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้...เพื่อเธอพี่ทำได้ทุกอย่าง แม้แต่จะตายแทนเพื่อตอบแทนบุญคุณมหาศาลของเต้ แต่เรื่องหัวใจอย่าบังคับพี่เลยเหม่ยอิง”

เหม่ยอิงยังไม่ละความพยายาม บอกจ้าวซันเรื่องที่ฉินเจียงเอาเงินของบริษัทไปซื้อหุ้นต่างประเทศจนบริษัทกำลังจะล้มละลายบ้านจะถูกขายเป็นโรงแรม บอกจ้าวซันอย่างดุดันว่าตนจะหยุดฉินเจียงให้เอง

“พอได้แล้วเหม่ยอิง เราทุกคน...คือพี่น้องกัน” จ้าวซันตัดบทดุๆจนเหม่ยอิงต้องหยุดพล่าม ร้องไห้โฮอย่างเสียใจ

จ้าวซันนอนลืมตาในความมืด สมองยังอื้ออึงด้วยคำพูดของตัวเองที่บอกเหม่ยอิงว่า “เราทุกคนเป็นพี่น้องกัน” คิดคำที่ทั้งฝังใจและบาดใจเป็นแผลลึกในชีวิตจนหลับไป...

ooooooo

เป็นความจริงที่เหมือนฝันร้ายมาตลอดชีวิต... จ้าวซันจำฝังใจว่า เคยได้ยินมาทยาธรพี่ชายของพิริยเทพ

พ่อตนคุยกันเกี่ยวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นน้องอายุน้อยกว่าแต่ได้เป็นเจ้าหลวงว่า

ที่พิริยเทพได้เป็นเจ้าหลวงเพราะโชคดีเกิดมาเป็นราชบุตรของพระเทวีเอก แต่ตนเกิดมาเป็นโอรสของ พระเทวีรองเลยไม่มีสิทธิ์ เยินยอว่าในความเป็นจริงพิริยเทพก็เก่งกว่าตนทุกอย่างเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าหลวงคีรีรัฐทุกประการ

“หม่อมฉันทำงานปกครองคีรีรัฐของเราได้ลุล่วง ทุกวันนี้ ก็เพราะมีเจ้าพี่ทรงประคับประคอง หม่อมฉันไม่สนใจ ถ้อยคำผู้ใดมากกว่าความรักของเราพี่น้อง” พิริยเทพเอ่ย

“ใช่แล้วๆ ความรักของเรายิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งหมดเราทุกคนคือพี่น้องกัน”

คำว่า “เราทุกคนคือพี่น้องกัน” ยังฝังใจน่านปิงในวัยเยาว์ และบาดลึกเป็นแผลใจตราบจนมาเป็นจ้าวซันวันนี้!




ส่วนศิขรนโรดมลูกชายของมาทยาธรนั้น เติบโตมาด้วยกันกับน่านปิง ทั้งสองรักและดูแลกัน จนวันหนึ่งชวนกันไปดูน้องสาว ลูกของอินปงกับจันทร์แรมราชองครักษ์ จันทร์แรมขอให้น่านปิงตั้งชื่อให้ลูกสาว น่านปิงจึงตั้งให้ว่า “ม่านฟ้า”และจันทร์แรมก็ถวายม่านฟ้าเป็นข้ารองพระบาทน่านปิงแต่นั้นมา

ทั้งน่านปิงและศิขรนโรดมเรียนมวยอยู่กับครูเฒ่า เช้าวันหนึ่ง ศิขรนโรดมวิ่งมาบอกครูเฒ่าว่าเจ้าหลวงเสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวายกะทันหัน ครูเฒ่าตอบด้วยเสียงแห้งโหยว่า “กระหม่อมทราบแล้ว” ศิขรนโรดมถามว่า

“ส่วนเจ้าพี่กับเสด็จน้าก็ถูกลักพาตัวไปด้วยจริงหรือเปล่าท่านครู” ครูเฒ่าพูดเนิบๆ ว่านั่นเป็นเสียงลือเสียงเล่าอ้างศิขรนโรดมกระวนกระวายใจ เป็นห่วงเจ้าพี่และเสด็จน้า เขาวิ่งไปตะโกนที่หน้าผา “น่านปิงนรเทพพพ พี่อยู่หนายยยยย”

อสุนีลูกชายของราชิดเป็นองครักษ์ของศิขรนโรดม ราชิดสืบการเคลื่อนไหวของน่านปิงจากอสุนี เมื่ออสุนี กลับมาก็ถามว่า วันนี้เสด็จไปไหนบ้าง? พวกเขาคุยเรื่องอะไรกันบ้างไหม? แต่อสุนีเลี่ยงไม่ตอบ บอกพ่อตรงๆว่า

“คุยหลายเรื่องแต่ลูกไม่ได้ยิน อีกอย่างลูกเป็น องครักษ์ ก่อนเป็นก็ดื่มน้ำสาบานแล้ว ความในไม่ให้นำออก ความนอกไม่ให้นำเข้า พ่ออย่ามาให้ลูกเสียสัตย์ไปด้วยเลย”

ราชิดด่าอสุนีว่าบังอาจสั่งสอนตน ถามว่าคิดว่าตนทำทุกอย่างนี่เพื่อใคร อสุนีตอบอย่างไม่ยี่หระว่า

“ขออย่าต้องทำเพื่อลูกเลย บ้านเมืองเราก็เจริญรุ่งเรืองดีอยู่แล้ว จะต้องให้มีการเลือดตกยางออกอีกทำไม องค์ชายก็เป็นคนดี”

อสุนีติงราชิดว่าสิ่งที่พ่อคิดนั้นถือเป็นกบฏ ราชิด

ท้าว่าใช่! ให้ไปตะโกนบอกใครๆเลย บ้านนี้มีแต่คนภักดีต่อตน ปรามว่า “อสุนี...เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวังว่ามีลูกโง่”

“ลูกยอมโง่ดีกว่าทรยศต่อแผ่นดิน ลูกผู้ชายสาบานไปแล้วว่าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พ่อจะหาว่าลูกอกตัญญูก็ยอม”

ราชิดโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่ลูกไม่ได้ดั่งใจ

ทั้งหมดนี้ ถิมิลาน้องสาวของอสุนีแอบฟังอยู่ เธอตกใจมากทำตัวลีบเล็กหลบอยู่หลังรูปปั้นแทบไม่กล้าหายใจ...

ooooooo

จ้าวซันซื้อบริษัทซื่อฉวนแฟชั่นที่กำลังจะล้มละลายไว้ เพราะครั้งหนึ่งมันเคยเป็นของเต้ก่อนที่ฉินเจียงจะเกิดด้วยซ้ำ มันคือบริษัทที่เต้เคยใช้เป็นที่ก่อร่างสร้างตัวตอนหนุ่มๆ จ้าวซันไม่อยากให้มันถูกชำแหละเป็นเสี่ยงๆ จึงซื้อไว้

แต่ฉินเจียงไม่เห็นด้วยหาว่าจ้าวซันเอาเงินของฉินเย่ว์–กรุ๊ปไปซื้อจะทำให้บริษัทล่มจม และที่สำคัญหาว่าจ้าวซันไม่เคยปรึกษาตนเลย จ้าวซันยืนยันว่าตนแจ้งเรื่องนี้แก่ฉินเจียงทุกขั้นตอนด้วยช่องทางต่างๆ แต่ฉินเจียงไม่เคยสนใจที่จะรับรู้เองต่างหาก พอเอาหลักฐานมายืนยัน ฉินเจียงก็เถียงไม่ออก พาพรรคพวกพรวดพราดออกไป

ขณะนั้นเอง เต๋อเป่าก็มาพูดเบาๆว่า “เรื่องคุณชายฉินเจียง...ตอนนี้สายรายงานมาว่า...” เต๋อเป่าเข้าไปกระซิบเบามาก แต่จ้าวซันฟังหน้าเครียด รีบออกไปทันที

เวลาเดียวกัน บราลีอยากรู้ว่าจ้าวซันทำอาชีพอะไร เธอดั้นด้นไปหาจนเจอบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ป แต่พอเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ว่าจ้าวซันอยู่ชั้นไหน เจ้าหน้าที่เช็กแล้วบอกว่า “เลขาของท่านบอกว่าคุณไม่ได้นัดไว้”

“ค่ะ ไม่ได้นัดไว้ แค่อยากรู้ว่าคุณจ้าวซันนั่นทำงานอะไร เอ๊ย...ทำอยู่ชั้นไหน”

เจ้าหน้าที่มองอย่างระแวงแล้วหันไปกระซิบเป็นภาษาจีนกับเจ้าหน้าที่อีกคน ครู่เดียวบราลีก็ถูกยามมาเชิญออกไปจากตึก บราลีอารมณ์เสีย ทำให้ยิ่งอยากรู้ว่าจ้าวซันเป็นใคร ทำงานอะไร เดินไปที่ลานจอดรถเพื่อหารถของจ้าวซัน อาหลี่จำได้เข้ามาทัก บอกว่าวันนี้มาสเตอร์จ้าวซันเอารถคันนี้มาแต่เจ้าตัวไม่อยู่

บราลีทำเฉไฉบอกว่าที่มาก็แค่อยากมาเยี่ยมชมที่ทำงานของท่าน อยากเห็นท่านเวลาทำงานบ้าง แล้วอำว่า “เมื่อวานคุณชายจ้าวซันบอกฉันแล้วนะ เรื่องตำแหน่งงานของท่านแต่ฉันลืม ท่านทำอะไรที่นี่หรือจ๊ะ”

“ที่นี่เป็นตึกฉินเย่ว์กรุ๊ป ท่านเป็นกรรมการอยู่ใน เกือบทุกบริษัทบนตึกนี้ล่ะครับ”

บราลีตะล่อมถามอีกว่าแล้วตอนนี้ท่านไปไหน? อาหลี่บอกว่าไปโบสถ์ ก็ถามอีกว่าโบสถ์ไหน? พอรู้ว่าไปโบสถ์เซนท์สตีเว่น บราลีออกมาเรียกแท็กซี่ไปที่นั่นทันที

ooooooo

ที่สนามบาสเกตบอลอินดอร์....ฉินเจียงนัดขายอาวุธให้กับโกศินตัวแทนของพลเอกราชิดเพื่อเตรียมก่อกบฏ ถูกผู้กองเหลียงนำกำลังมาจับ แต่ทุกคนก็หนีรอดไปได้หมด

จ้าวซันยืนดูเหตุการณ์อยู่มุมหนึ่งบนสเตเดียมอย่างเศร้าใจ แล้วค่อยๆหลบออกไป เขาไปหาหลวงพ่อโจเซฟที่โบสถ์เซนท์สตีเว่น หลวงพ่อโจเซฟออกมารับและพาไปที่หลังโบสถ์

บราลีมาถึงโบสถ์พอดี มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครเลยเดินหาไปเรื่อยๆ...

“มีเรื่องที่ทำให้ช็อก” จ้าวซันเอ่ยกับหลวงพ่อ “ไม่ทราบว่าผมโชคดีหรือโชคร้าย ผมรู้ตัวพ่อค้าฮ่องกงคนที่ขายอาวุธให้พวกกบฏคีรีรัฐแล้วคือฉินเจียงน้องรองของผมเอง คนที่จะขายอาวุธให้พวกคนชั่วช้าไปใช้ก่อกบฏน้องชายของผมที่คีรีรัฐ ก็คือน้องชายของผมอีกคนที่ฮ่องกง!”

หลวงพ่อตบบ่าจ้าวซันเบาๆ อย่างเห็นใจ

ในโบสถ์ บราลีพยายามมองหาจ้าวซันแต่ไม่เห็น จึงเดินบ่นออกมา

“อีตาจ้าวซันหายตัวเพราะคงจะเข้าไปสารภาพบาปกับพระบาทหลวงแหงๆ สงสัยจะนานเพราะบาปเยอะ หึๆ” บราลีหัวเราะขำๆ แล้วนั่งรอที่มุมกระถางเชื่อว่าจ้าวซันต้องออกมาทางนี้แน่

ครู่เดียวก็เห็นจ้าวซันเดินออกมากับหลวงพ่อโจเซฟ บราลีรีบหลบ พอเห็นเขาเดินออกไปนอกกำแพงก็รีบวิ่งตามแต่ไม่เห็นเขาแล้ว จึงหยิบโทรศัพท์ออกมากดเรียกแท็กซี่ ระหว่างนั้นเอง มีขี้ยาสองคนเดินมาขอสตางค์

บราลีเดินหนี มันตามประกบหน้าประกบหลังอย่างมาดร้าย บราลีเห็นท่าไม่ดีผลักคนที่ดักหน้าแล้ววิ่งหนีสุดฝีเท้า

ขณะบราลีถูกขี้ยาไล่ทันจับเอามีดจี้นั่นเอง จ้าวซันนั่งรถผ่านมาเขาลงไปกระโดดเตะขี้ยาหงายหลังแล้วพาบราลีขึ้นรถหนีไป พอขึ้นรถเห็นหน้ากันชัดๆต่างอุทาน “คุณ!”

จ้าวซันดุบราลีว่ามาตามตนใช่ไหม? ตามทำไม? อยากรู้อะไรทำไมไม่ถาม? บราลีย้อนถามว่าถ้าตนถาม แล้วจะบอกไหม ถามว่าเขาไม่ใช่คนไทย แล้วมายุ่งกับตน มากมายต้องการอะไรจากตน คาดคั้นให้ตอบ จ้าวซันบอกว่า

“ผมตอบแน่แต่ไม่ใช่ตอนนี้เพราะมันยังไม่ถึงเวลา”

บราลีถามว่าเวลาอะไร? เมื่อไร? กี่โมง? เธอถามกวนจนจ้าวซันดุว่า

“นี่เมย..อย่ากวนประสาทให้มันมากนักถ้าโดนเข้าสักทีแล้วอย่าหาว่าพี่ร้าย...”จ้าวซันเผลออีกแล้ว! เลยถูกบราลีรุก ถามว่าใครคือเมย และเมื่อครู่นี้เขาก็เรียกตัวเองว่าพี่ ถามว่าเขาต้องการเล่นสงครามจิตวิทยากับตนใช่ไหม ลามปามไปถึงว่าเขาจะมาซื้อตนจากพ่อ ปรามาสว่าอย่าหวังเลย พ่อตนรวยมาก พ่อไม่สนเงินของเขาแน่

บราลีว่าเอา..ว่าเอา จนจ้าวซันฉุน จับตัวกดให้คว่ำลงแล้วตีก้นเพี้ยะๆสองที บราลีกระชากตัวออกด่าเขาว่าโรคจิตลามก แต่พอถูกจ้าวซันชี้หน้าสั่งให้หยุด ปรามว่าหรืออยากโดนอีก บราลีเลยนิ่งอึด จ้องเขาเป๋งสะบัดหน้านั่งคอแข็งเชิดหยิ่ง

จ้าวซันเห็นอากัปกิริยาเฮี้ยวๆนี้แล้วก็นึกขำ มองด้วยแววตาอ่อนลง

พอถึงโรงแรมเธอเปิดประตูรถวิ่งอ้าวเข้าโรงแรมไปเลย จ้าวซันนั่งมองจากในรถถอนใจเบาๆ

กลับเข้าห้องพักในโรงแรมแล้ว บราลีคลำสะโพก ที่ถูกจ้าวซันตบเมื่อครู่ ความทรงจำสมัยเด็กที่เคยถูกพี่น่านปิงตีก้นและดุแบบนี้ แวบขึ้นเลาๆทำให้เธอสับสนจนนอนไม่เป็นสุข

ooooooo

บราลีฮึดฮัดตัดสินใจ โทร.หาสุริยะบอกว่า ไม่อยากอยู่ฮ่องกงแล้วจะกลับกรุงเทพฯพรุ่งนี้เลย สุริยะอยู่ที่บ่อนกาสิโนในมาเก๊า ตกใจรีบห้าม บอกว่าตนไม่ได้อยู่เมืองไทย

สุริยะโกหกว่าตอนนี้ตนกำลังติดต่อธุรกิจอยู่ที่กัมพูชา ออกจากกัมพูชาก็จะไปเวียดนามและต่อไปลาว วันไหนกลับจะโทร.บอก ขอให้ใจเย็นๆช่วงนี้ตนวุ่นวายมาก พูดเสร็จก็ตัดสายเลย แต่บราลีไม่ยอมอยู่ เก็บข้าวของลงไปเช็กเอ้าท์ที่เคาน์เตอร์ เจอหลินจื้อเหม่ยพอดี ต่างดีใจโผเข้าหากัน บราลีถามว่ามาได้ยังไง

“บังเอิญจัง..นี่ฉันก็ว่าจะมารับเธอไปพักที่บ้านฉันพอดี ยังแอบกลัวว่าเธอจะไม่อยากไป”

“เย้...โชคดีจัง งั้นไปกันเล้ย...”บราลีดีใจมาก สองสาวพากันออกจากโรงแรมไปอย่างเริงร่า

บ้านหลินจื้อเหม่ยเป็นตึกแถว เธออยู่กับพี่สาวมีหลานวัย6-7-8 ขวบอยู่ด้วย 3 คน สภาพค่อนข้างแออัดจอแจ หลินจื้อเหม่ยบอกพี่สาวว่าพาเพื่อนมาค้างที่บ้านด้วย

“เออ...กินอะไรมารึยังล่ะ หิวหรือเปล่าจ๊ะ” พี่สาวโผล่มาถาม

สองสาวขึ้นไปนั่งกินบะหมี่กันบนดาดฟ้า หลังจากนั้น หลินจื้อเหม่ยแอบโทรศัพท์คุยกับจ้าวซัน จ้าวซันพูดออกตัวว่า คราวนี้ต้องรบกวนเธอแล้ว หลินจื้อเหม่ยบอกว่าตนเต็มใจ เล่าขำๆว่า “ตอนนี้ยัยตัวแสบหมดฤทธิ์หลับไปแล้ว”

“ช่วยทำให้เขามีความสุข ให้เขาได้ทำอะไร สนุกสนานเพลิดเพลินที่ฮ่องกงด้วย อีกไม่นานนักผมจะให้เขารู้ความจริงเอง” หลินจื้อเหม่ยรับปากให้เขาวางใจ จ้าวซันวางโทรศัพท์ แววตาเขามีความสุขขึ้น...

ooooooo

ฉินเจียงหนีตำรวจไปจอดรถที่ริมทะเล ซดเบียร์กระป๋องถามเกาเฟยที่เป็นคนชักนำให้เขาค้าอาวุธกับทหารคีรีรัฐว่า ทำไมจ้าวซันถึงรู้การเคลื่อนไหวของเรา

เกาเฟยเชื่อว่า จ้าวซันที่ชิงดีชิงเด่นกับเขา มีสายอยู่ในคนที่มาติดต่อเพื่อขัดขวางทางเจริญรุ่งเรืองของเขา

“ยังดีนะที่เงินครบ”ฉินเจียงหยิบกระเป๋าเปิดดูเงิน “ขอบใจแกนะเกาเฟย ที่แนะนำให้ฉันรู้จักไอ้ประเทศ หลังเขาโง่ๆแต่รวยระเบิดขนาดนี้” ฉินเจียงหยิบเงินส่งให้ “อ่ะ...แกเอาไปกินขนมสักปึกสองปึก ฝีมือจริงๆที่พาฉันหนีตำรวจมาได้ ถ้าไม่มีแก ฉันก็คงแย่ไปนานแล้ว แกมันเพื่อนตายคนเดียวของฉันจริงๆเกาเฟย”

จากนั้น ฉินเจียงไปกินดื่มในเลาจน์หรู มอบสร้อยมีจี้เพชรน้ำงามเป็นรูปหัวใจเล็กๆให้ซูหลิง นักร้องที่สวยเซ็กซี่ที่สุดในฮ่องกงที่เขากำลังคั่วอยู่ ซูหลิงกรี๊ดดีใจ ถามว่าแจกเนื่องในโอกาสอะไร

“โอกาส..ผมได้ธุรกิจใหม่...ขายสินค้าราคาแพงให้ประเทศด้อยพัฒนาสำเร็จไงล่ะ”พูดแล้วโอบซูหลิงเบาๆ

“ประเทศด้อยพัฒนา...ตลกจัง ทำไมไปว่าเขา แบบนั้นล่ะคะ” ซูหลิงหัวเราะคิกคัก

ooooooo
ตอนที่ 3

ที่อุทยานในวังแห่งคีรีรัฐ...ราชิด โกศิณ จอมพล จัตุรัส และอสุนีที่เดินตามหลัง กำลังเดินมาหาเจ้าหลวงมาทยาธรที่ต้องใช้ไม้เท้าประคองหัดเดิน โดยมีศิขรนโรดมคอยดูแล ทั้งสามคุยกันถึงการขนอาวุธจากฮ่องกงเข้า คีรีรัฐ

เจ้าหลวงเห็นทั้งสี่เดินมา จึงร้องทักอย่างยินดี

“มากันแล้ว สามทหารเสือ...มิตรแท้ของพ่อศิขรพ่อไม่ห่วงลูกเลยแม้แต่น้อย ที่จะเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตกับคนพวกนี้ ทั้งมีฝีมือแล้วก็จงรักภักดีกับเราอย่างแท้จริง ถ้าไม่ได้พวกเขา ทุกวันนี้ พวกเราก็คงเป็นแค่ไม้ประดับอยู่ในคีรีรัฐไปวันๆ ไม่ได้เป็นใหญ่อย่างทุกวันนี้หรอกนะลูก ต่อไปลูกต้องไม่ลืมตอบแทนบุญคุณพวกเขา และให้อสุนีบุตรชายราชิดได้เป็นใหญ่เป็นโตในสมัยของลูกล่ะ”

สามทหารเสือ ที่เจ้าหลวงมาทยาธรเอ่ยถึงนั้น มาเพื่อเตรียมการเดินทางไปต่างประเทศของศิขรนโรดม จอมพลจัตุรัสแจ้งว่า ได้เอาร่างพระราชดำรัสที่จะต้องดำรัสเป็นทางการในที่ต่างๆ มาให้ด้วย

“ที่จริงเราก็ร่างๆ ของเราเองไว้แล้ว ท่านจอมพลไม่น่าลำบาก” ศิขรนโรดมพูดพลางสบตากับอสุนีแบบรู้กัน

“ศิขร นโรดม...ท่านจัตุรัสเป็นผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศ ลูกให้ท่านชี้แนะน่ะ ถูกต้องแล้ว ไม่งั้นลูกชอบพูดชอบคิดอะไรล้าหลัง ตามอย่างไอ้ครูแก่นั่นอยู่เรื่อย มันเชยจะตาย อายชาวโลกเขาแย่ ไม่ไหว...ไม่ไหว...”

พวกราชิดหัวเราะกันอย่างประจบเอาใจเจ้าหลวงในขณะที่ศิขรนโรดมกับอสุนีสบตากันอีกครั้งอย่างอึดอัดใจ...

ต่อมา อสุนีได้รับคำสั่งจากราชิดว่าไม่ให้เขาเดินทางไปกับศิขรนโรดม เขาถามว่าพวกพ่อมีแผนอะไรกับองค์ชายศิขรหรือ

“เปล่าแต่มันอาจจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นโดยที่พวกเราป้องกันไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยของลูก ลูกอยู่ที่คีรีรัฐนี่ดีที่สุด เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น ลูกจะได้พ้นผิด เพราะเรามีคนที่จะโยนบาปให้ไว้เรียบร้อยแล้ว”

คนพวกนั้น ที่ราชิดเอ่ยถึงคือน่านปิง พระเทวีและภูสินทรที่หนีไปและไม่มีข่าวคราวอะไรเลย อสุนีเดาได้ทันทีว่าพวกเขากำลังจะถูกโยนให้เป็นแพะรับบาปในกรณีนี้

“ช่วยไม่ได้ พวกมันอาจตายไปแล้วก็ได้ แต่ถ้ามีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นกับองค์ชายน้อย ถ้าเราบอกว่าเป็นฝีมือพวกนั้น ประชาชนก็พร้อมที่จะเชื่อกันอยู่แล้วนี่นา... ตั้งแต่วันนี้...พ่อขอให้ลูกป่วย ป่วยหนักมากด้วย พ่อจะออกใบลาให้ เข้าใจนะ อย่ามีปัญหา” ราชิดทั้งย้ำ ทั้งปรามแล้วเดินไป อสุนียืนอึ้งหน้าซีดเผือดกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น!

ooooooo

บนเส้นทางไปบ้านครูเฒ่า ศิขรนโรดมขี่ม้าตะบึงไปอย่างเร็ว มิถิลาน้องสาวของอสุนีที่มีใจเดียวกับพี่ชาย เห็นม้าของอสุนีวิ่งอยู่ไกลๆ จึงขี่ม้าไล่ตามเธอแต่งชุดดำปิดหน้าปิดตา ขี่ม้าดักหน้าดักหลังจนถูกศิขรนโรดมกระโดดล็อกคอรั้งตกกลิ้งไปกับพื้น จับตัวได้จึงรู้ว่าเป็นมิถิลา และมิถิลาก็เพิ่งรู้ว่านั่นไม่ใช่พี่ชายแต่เป็นองค์ชายรัชทายาท

ศิขรนโรดมบอกว่าตนเอาม้าของอสุนีมาขี่และปลอมตัวมาเพราะหากมาเป็นทางการจะเป็น เรื่องใหญ่โตต้องแจ้งฝ่ายนั้นแผนกนี้มากมายเหลือเกิน มิถิลาถามว่าพี่อสุนีเห็นด้วยใช่ไหม

“เปล่าเลย ข้าไม่ได้พบเขามาสองสามวันแล้ว นี่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศแล้ว กลับไม่ได้นัดแนะเตรียมการอะไรกันเลย ดูเหมือนพ่อเจ้าจะใช้งานเขาหนัก”

“หม่อมฉันก็ไม่ได้อยู่บ้าน ไม่ทราบความเป็นไปที่นั่นเลย” มิถิลาก้มหน้าไม่กล้าสบตา ศิขรนโรดมมองมิถิลาอย่างพินิจพิจารณา ถามว่า

“เจ้าคงอยากเป็นชาย เป็นทหารมากสินะ ถ้าราชิดมีลูกชายสองคน เขาคงจะน่ากลัวมาก”

“พระองค์...ทรงคิดอย่างไรกับพ่อของหม่อมฉัน” มิถิลาเอะใจ

“ข้าก็นับถือเขามากน่ะสิ...ในแผ่นดินนี้ ใครจะยิ่งใหญ่เท่าราชิด ตัวเขาประกบติดเจ้าหลวง ลูกชายเขาประกบติดข้า ส่วนเจ้าลูกสาวคนเล็กที่เก่งกาจขนาดนี้ก็ประกบติดตัวแม่ข้าพระเทวีแห่ง คีรีรัฐ” ศิขรนโรดมหยุดยิ้มเย็นเยียบก่อนพูดต่อ “หากขาดครอบครัวเจ้า คงจะแย่ ทำอะไรไม่ได้ ไปไม่เป็นกันเลยล่ะ หึๆๆ”

มิถิลามิได้ภูมิใจ แต่ฟังแล้วกลับหน้าซีดเผือด!

ooooooo

ผิงอันติดกิ๊บใหม่ที่บราลีซื้อให้และนุ่งกางเกงขาสั้นแบบบราลี ยกจานผลไม้มาให้จ้าวซันที่นั่งอ่านหนังสือที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ในสวนบ้านสี่ฤดู  เธออวดกิ๊บตัวใหม่กับพี่ชาย แล้วคุกเข่าลงข้างๆ อ้อนให้พาเที่ยวดิสนีย์แลนด์เป็นของขวัญวันเกิดตน

เหม่ยอิงเดินมากับ คุณนายสี่ เห็นความสนิทสนมและการแต่งตัวนุ่งกางเกงขาสั้นของผิงอันก็หึงหมั่นไส้  เอ็ดน้องว่าอยู่บ้านก็ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยด้วย เอาเสื้อผ้าที่ไหนมาใส่เหมือนคนชั้นต่ำ เดี๋ยวจะไปฟ้องแม่ใหญ่ ผิงอันวิ่งหนีไป คุณนายสี่จึงตามไปดู ที่นั่นจึงเหลือเหม่ยอิงกับจ้าวซัน เธอถามอย่างไม่พอใจว่า

“ระหว่างนังผิงอันกับน้อง พี่ชายใหญ่คงเลือกมันสินะคะ” แล้วยังตำหนิผิงอันอีกมากมายในเชิงหึงหวง จนจ้าวซันเตือนว่าให้หยุดคิดมากเสียที พี่น้องกันจะอะไรนักหนา เหม่ยอิงเลยงอนสะบัดออกไป

เหม่ยอิงกลับเข้าห้องค้นหาชุดที่จะทำให้ตัวเองสดใสขึ้นเพื่อเอาชนะใจจ้าวซัน เมื่อคุณนายสี่ติติงก็ย้อนแม่ว่า

“แม่ไม่ลองคิดถึงหัวอกหนูบ้าง ยอมให้หนูได้แต่งงานกับคนที่หนูรัก”

“แล้วเขารักลูกหรือเปล่าล่ะ” คุณนายสี่ย้อนถามแล้วลุกเปิดประตูจะออกไป เหม่ยอิงพูดตามหลังว่า

“แม่คอยดูหนูให้ดีก็แล้วกัน!”

ooooooo

วันหนึ่ง ผิงอันชวนบราลีไปเที่ยวบ้านตน และขอให้สอนภาษาอังกฤษให้เพื่อเตรียมไปเรียนที่อเมริกา บราลีมาสอนให้ผิงอัน จ้าวซันเห็นจึงขอยกน้ำชาเข้าไปให้แทนคนรับใช้ พอบราลีเห็นจ้าวซันก็ของขึ้นทันที

บราลีหาว่าจ้าวซันใช้ผิงอันเป็นเครื่องมือหลอกตน เธอเลิกสอนผิงอันคว้ากระเป๋ากลับทันที

จ้าวซันตามไปขอร้องให้สอนผิงอันต่อไป อย่าทิ้งเธอไปเลย เธอเป็นคนน่าสงสาร

ขณะจ้าวซันเดินง้อบราลีนั่นเอง เหม่ยอิงนั่งรถผ่านมา พอตามไปเห็นชัดๆว่าผู้หญิงคนนั้นคือบราลีก็คำรามเจ็บใจ

“ยัยนั่นอีกแล้ว นี่พี่ชายใหญ่ถึงกับพามาที่บ้านเลยเหรอ...” แล้วสั่งคนขับให้ตามไปแต่อย่าให้จ้าวซันเห็นเรา

จ้าวซันยังพยายามทั้งหว่านล้อมกระทั่งอ้อนวอนให้บราลีสอนภาษาอังกฤษแก่ผิงอัน แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งอาหลี่ขับรถมาจอด เขาจึงบอกให้เธอขึ้นรถ จะไปไหนก็บอก อาหลี่จะพาไป บราลีจะไม่ไป จ้าวซันเอ่ยอย่างเหนื่อยใจว่า

“ขอร้อง...อย่าให้ผมเป็นห่วงมากกว่านี้ คิดเสียว่าหลี่คือแท็กซี่ของคุณ”

“ฉัน...ขอบพระคุณ แต่อย่ามายุ่งกะฉันอีก ขอให้พอแค่นี้” บราลียอมขึ้นรถอย่างไว้เชิง

ตลอดเวลาที่จ้าวซันตามตื๊อบราลีนั้น เหม่ยอิงเฝ้าดูอยู่อย่างเจ็บใจร่ำๆจะออกไปตบบราลีให้หายแค้น

เมื่อบราลีขึ้นรถอาหลี่ไป เธอสั่งรถให้ตามไปอีก โอกาสดีเมื่อหลินจื้อเหม่ยยังไม่เลิกงาน พอลงจากรถอาหลี่ บราลีจึงท่องเที่ยวคนเดียว เหม่ยอิงฉวยโอกาสเข้าตีสนิทพาขึ้นกระเช้า แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว

ระหว่างพาบราลีเที่ยว เหม่ยอิงก็สืบว่าเธอมีใครเป็นเพื่อนอยู่ที่ฮ่องกงและพักอยู่ที่ไหน ได้ข้อมูลแค่ว่ามีเพื่อนชื่อหลินจื้อเหม่ยพักอยู่ด้วยกัน แต่ระหว่างอาสาถ่ายรูปให้บราลี เหม่ยอิงแอบกดดูรูปที่ถ่ายไว้ เจอรูปจ้าวซันกับบราลีไปดูการแสดง Symphony of Light ด้วยกัน

ก่อนจากกันต่างแนะนำชื่อตัวเอง เหม่ยอิงบอกว่าหากบราลียังไม่กลับเมืองไทย เราคงได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้

โชคดีที่แยกกับเหม่ยอิงไม่นาน หลินจื้อเหม่ยก็มาถึง แต่พอบราลีเล่าว่ามีคนใจดีช่วยพาขึ้นกระเช้ามาตลอดทาง เธอชื่อเหม่ยอิง สวยด้วย หลินจื้อเหม่ยตกใจ พอบราลีถามว่ารู้จักหรือ ก็กลบเกลื่อนว่าชื่อคงซ้ำกันมากกว่า

ooooooo

จ้าวซันไปหาหลวงพ่อ ท่านให้เขาบอกความจริงแก่บราลีเสีย เพราะไม่มีอะไรดีกว่าความจริงอีกแล้ว

“ไม่ได้ หลวงพ่อ...ผมจะบอกเขาได้ยังไงว่าพ่อแม่เขาตายหมดเพื่อช่วยให้ผมรอด แล้วเจ้าแม่ผมก็ส่งเขาไปไกลให้ลืมทุกอย่าง เพื่อจะได้มีชีวิตที่สนุกสนาน ไม่ต้องเจ็บปวด ขมขื่น คับแค้น แล้วตอนนี้ ผมกลับจะต้องเป็นคนบอกทุกอย่าง...เพื่อ...”

“เพราะวันนั้นกำลังจะมาถึงเร็วๆนี้แล้วไงล่ะน่านปิง วันที่ลูกจะกลับไปทำภารกิจให้จบ เพราะฉะนั้นม่านฟ้าก็ต้องรับรู้ความจริงเช่นกัน”

“ไม่ได้หรอกครับ...เพราะผมก็ยังไม่ทราบเลยว่าภารกิจนั้นจะทำสำเร็จหรือเปล่า ถ้าไม่สำเร็จ แล้วม่านฟ้าจะเป็นยังไง เขาจะมีชีวิตต่อไปยังไง สู้ให้เขาเกลียดผม เพราะนึกว่าผมเป็นมาเฟียโรคจิตบ้ากามเสียยังดีกว่า...”

จ้าวซันก้มหน้าอย่างอัดอั้น หลวงพ่อได้แต่มองเขาอย่างเวทนา...

ooooooo

ที่ตำหนักพระเทวีสิริวาระตี พระมารดาของศิขรนโรดม พระเทวีกำลังไหว้รูปวาดของเจ้าหลวงองค์ก่อนคือเจ้าพิริยเทพ

“หากมีใครไปทูลเจ้าหลวงว่าทรงบูชาเจ้าหลวงในพระโกศอยู่แบบนี้จะกริ้วแค่ไหน” แม่นมเอ่ย

“ใครจะไปทูล แม่นมหรือ? ตั้งแต่ประชวร ก็ไม่ได้เสด็จมาตำหนักในอีกเลย นอกจากเราออกไปถวายรับใช้ ถ้าไม่มีใครปากบอน ก็ไม่ทรงทราบหรอก ข้าอยากจะตั้งรูปพระเทวีองค์ก่อนบูชาเคียงข้างกันด้วยซ้ำ แต่ข้าอยากจะเชื่อว่า พระน้องนางของข้า และน่านปิงหลานรัก ยังมีชีวิตอยู่มากกว่า...ไม่ใช่เพราะบาปกรรมที่ทรงทำกับอนุชาตัวเองหรือ เจ้าพี่ถึงได้ประชวรด้วยโรคร้ายตั้งแต่ยังทรงหนุ่มอยู่แท้ๆ”

คืนนี้ ศิขรนโรดมองค์ชายรัชทายาทมาเฝ้า พระเทวีถามว่าจะเดินทางเมื่อไร ศิขรนโรดมบอกว่าเร็วๆนี้ มาเพื่อถามว่าแม่ทรงประสงค์สิ่งใดเพื่อจะได้ซื้อมาถวาย





“ลูกคงหาซื้อทุกอย่างที่แม่ต้องการสินะ ศิขรนโรดม แต่สิ่งที่แม่อยากจะขอลูกจริงๆ ลูกคงทำไม่ได้”

“อะไรหรือเจ้าแม่”

“แม่อยากขอ...ให้ลูกไม่ไป”

“ลูกต้องไปเจ้าแม่ ลูกมีหน้าที่ที่จะต้องทำสำหรับประเทศเราที่ต่างบ้านต่างเมืองหลายอย่างนัก”

“หน้าที่อะไร” พระเทวีทำหน้าเย้ยหยัน “ประชา-สัมพันธ์คีรีรัฐให้ชาวโลกรู้จัก หรือทำหน้าที่ขายบ้านขายเมือง...”

“สิ่งเหล่านั้น...คือผลพลอยได้ต่างหาก” ศิขรนโรดมหันมองบรรดาคนที่อยู่ในห้องถามว่า “ทำไมลูกกับแม่จะคุยกันต้องมีคนร่วมฟังมากเหลือเกิน” แม่นมจึงพยักหน้าให้ทุกคนออกไป ศิขรนโรดมโผเข้ากอด “เจ้าแม่...สิ่งที่ลูกจะต้องไปทำให้ได้คือ ...ไปสืบหาเจ้าพี่น่านปิงนรเทพต่างหาก บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของเรา ลูกจะหาเจ้าพี่ให้พบ แล้วถวายราชบัลลังก์คืน”

“ศิขรนโรดม...เจ้าพูดจริงหรือ...แม่...แม่ฝากลูกด้วย แม่ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว...นอกจากสิ่งนี้...”

แม่ลูกสบตากันด้วยความโล่งอกที่ได้เปิดใจกัน...

ooooooo

จ้าวซันอยู่ในภาวะที่ว้าวุ่นใจถามเทเรซ่าว่าเตรียมรับเสด็จองค์ชายศิขรนโรดมที่กรุงเทพฯมีปัญหาอะไรไหม แล้วพลตรีสุริยะอยู่ที่นั่นหรือเปล่า แล้วบราลีล่ะเป็นยังไง ให้ติดต่อหลินจื้อเหม่ยตนอยากรู้ว่าบราลีเป็นยังไง ทำอะไรอยู่

เทเรซ่าว่าคุณชายใหญ่เป็นอะไร ดูกระวนกระวายใจ ไม่เหมือนคุณชายคนเดิมเลย

ไม่ทันไร เต๋อเป่าก็บอกมาว่ามีคนมาขอพบ พร้อมกันนั้นผู้กองเหลียงก็ตามเข้ามาเลย บอกว่าต้องการมาขอบคุณที่จ้าวซันแจ้งเบาะแสการนัดหมายค้าอาวุธเถื่อนไปให้ จ้าวซันปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำ ผู้กองเหลียงไม่เชื่อ ย้อนถามว่า ถ้าเขาไม่ได้ส่งแฟกซ์แล้ววันนั้นไปยืนดูเหตุการณ์ได้อย่างไร จ้าวซันบอกว่าตนผ่านไปแถวนั้น

“ผมแค่อยากมาสอบถามคุณชายสักสองสามคำถาม...คุณชายทราบไหมครับว่า ครั้งที่แล้วมันเป็นแค่การนัดดูของตรวจสอบตัวอย่างสินค้าเท่านั้น มันยังไม่ใช่การส่งของที่แท้จริง” จ้าวซันบอกว่าตนไม่ทราบ

“หน่วยข่าวกรองของเราแจ้งมาว่า การนัดซื้อขายอาวุธสงครามของจริง จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้...ระหว่างพ่อค้าอาวุธเถื่อนรายใหม่ของฮ่องกงกับคนจากคีรีรัฐ ผมคาดว่า คงฉวยโอกาสใช้ขบวนเสด็จขององค์ชายศิขรนโรคมเป็นเกราะกำบังคุ้มกันไม่ให้ถูกตรวจสอบ และการซื้อขายครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปืนยี่สิบกระบอกนะครับมันยิ่งกว่านั้นมาก เป็นร้อยเท่าเลยทีเดียว ประเทศที่สงบเงียบอย่างคีรีรัฐ จะสั่งอาวุธสงครามมากมายไปทำอะไร คุณชายทราบไหมครับ”

จ้าวซันย้อนถามว่าผู้กองต้องการถามอะไรตนกันแน่ ผู้กองเหลียงกลับบอกว่าเปล่าไม่ได้ถามอะไรเลย แค่แวะมาส่งข่าวเท่านั้น ทำเอาจ้าวซันงง แต่พอเต๋อเป่าเชิญให้กลับ ผู้กองทำท่าจะไปแต่แล้วก็หันกลับมาถามอีก

“อ้อ...ตอนนี้คุณชายยังไม่คิดจะออกนอกประเทศไปเที่ยวไหนใช่ไหมครับ เอ่อ...ผมหมายถึงถ้ามีอะไรคืบหน้า ผมจะได้ติดต่อคุณชายได้ทันที”

“ผมจะไม่ออกจากฮ่องกงไปไหนทั้งนั้น ผู้กองมาหาผมได้ตลอดเวลา” จ้าวซันประสานสายตากับผู้กองขรึมๆ

ooooooo

วันนี้ ขณะเหม่ยอิงเดินอยู่ในห้างดังกับคุณนายหวัง เธอได้รับโทรศัพท์ คุยกันแล้วสีหน้าเธอครุ่นคิด ข้องใจ ใคร่รู้ให้ได้ เมื่อคุณนายหวังเดินมาสมทบจึงถามว่ารู้จักนายตำรวจที่ชื่อผู้กองเหลียงเป็นการส่วนตัวไหม

คุณนายเหลียงดี๊ด๊านัดทั้งสองมาพบกันที่สปอร์ตคลับแห่งหนึ่ง เหม่ยอิงมาพบผู้กองหนุ่มอย่างเซ็กซี่ด้วยการดำน้ำมาโผล่ตรงที่ผู้กองรอ แนะนำตัวเองว่าเป็นน้องสาวของจ้าวซัน

เหม่ยอิงหว่านเสน่ห์ยั่วยวน ถามถึงชีวิตส่วนตัวว่ามีภรรยาหรือยัง แต่ผู้กองกลับมองว่าเธอถูกจ้าวซันใช้มาเป็นเหยื่อล่อตน ชมว่าจ้าวซันช่วยเหลือตำรวจมาก ครั้งก่อนก็เป็นคนแจ้งข่าววันเวลานัดพบของพวกค้าอาวุธเถื่อนให้กับตำรวจ แต่เตือนเธออย่าทำให้เสียเวลาเลยเพราะตนไม่ใช่คนบ้าผู้หญิง ทั้งยังพูดเป็นการเป็น งานอย่างแข็งกร้าวว่า

“คุณเหม่ยอิง ฝากไปบอกจ้าวซันด้วยว่า ถ้าอยากจะส่งข่าวเรื่อง วันส่งอาวุธจริงลอตใหญ่อีก ให้จ้าวซันบอกเวลามาให้เป๊ะด้วยนะครับ อย่าให้ผมต้องลุ้นเองอีก”

“ผู้ชายบ้า” เหม่ยอิงด่าเบาๆ อย่างขัดใจที่อ่อยไม่สำเร็จ

ระหว่างนั่งรถกลับนั่นเอง เหม่ยอิงพึมพำอย่างอารมณ์เสีย “พี่ชายก็รู้เรื่องฉินเจียงหันมาค้าอาวุธด้วยเหรอ ก็วันนั้นเราเองที่เป็นคนแฟกซ์ไปบอกตำรวจที่หน่วยปราบปราม แล้วทำไม...พี่ชายใหญ่ถึงได้มาเกี่ยวด้วยได้”

ooooooo

เหม่ยอิงไปที่ออฟฟิศใหญ่ ตรงไปที่ห้องทำงานของฉินเจียง เจอแต่ไอ้สือ ถามหาไท้เผ่ง ไอ้สือบอกว่าไม่อยู่

“ดี...งั้นตามเข้ามา” เหม่ยอิงเดินนำเข้าไปในห้อง จ้องจิกถามอีกว่าไท้เผ่งไปไหน เมื่อไอ้สือบอกว่าไม่ ทราบเพราะไท้เผ่งไม่ได้บอกไว้ เหม่ยอิงเล่นบทใหม่ ทันที “ไอ้สือ! แกเป็นลูกน้องคนสนิทของจ้าวฉินเจียง เจ้านายแกไปไหน ไปทำอะไรมีหรือที่แกจะไม่รู้ ไอ้สือ บอกฉันมาเถอะ ฉันมีธุระสำคัญจริงๆนี่แกไม่ไว้ใจฉันหรือ ฉันกับไท้เผ่งเป็นพี่น้องกันนะ ฉันไม่มีสิทธิ์จะเป็นห่วงพี่ชายฉันบ้างเลยหรือ”

ไอ้สืออึกอัก เหม่ยอิงเข้าประชิดตัวไอ้สือเข้าไป จนดูเหมือนกอดกัน

“ฉันขอร้องนะไอ้สือ...บอกฉัน แล้วฉันจะให้ รางวัลแกเต็มที่เลย แต่ถ้าแกไม่บอก แกรู้ใช่ไหมว่า ห้องนี้มีกล้องวงจรปิด” พูดพลางดึงมือไอ้สือมาโอบตัวเอง “ฉันจะร้องและบอกทุกคนว่าแกทำสกปรกกับฉัน...จะบอกได้หรือยังว่าไท้เผ่งไปไหน”

ประโยคหลังเหม่ยอิงกระซิบข้างหู ยิ้มร้ายกาจ ส่วนไอ้สือหน้าซีดเผือด

เป็นเวลาที่ฉินเจียงและเกาเฟยนัดเจรจาเรื่องขายอาวุธกับโกศินอยู่ที่ท่าเรือ  แต่การเจรจาไม่เป็นที่ตกลง เพราะ เกาเฟยขอเพิ่มจากราคาที่ตกลงกันไว้แล้วอีก 50 เปอร์เซ็นต์อ้างว่าเสี่ยงมากก็ต้องบวกมาก โกศินเกี่ยงว่ามากไป

“งั้นคำสุดท้าย ขาดตัว 45 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณต้องการเวลาคิด หรือกลับไปหารือกับเจ้านายคุณก่อนก็ได้ ไท้เผ่งยินดีให้เวลาคุณ ถ้าทางคุณไม่ตกลง ก็ถือว่าเราไม่เคยคุยกัน”

“ก็ได้ ผมจะกลับไปคิด แล้วจะติดต่อกลับไป” โกศินแยกกลับไป

เกาเฟยหัวเราะชอบใจ ถูกฉินเจียงด่าว่าหัวเราะ อะไรโก่งราคาเสียสูงถ้าตนชวดเงินก้อนนี้ขึ้นมาจะทำอย่างไร เกาเฟยพูดกลั้วหัวเราะว่าหมูอยู่ในอวยแล้ว ไม่เห็นหรือว่าโกศินอยากได้ใจแทบขาดแต่จุ๊ยไปอย่างนั้นเอง แล้วชวนกลับกันดีกว่า

ooooooo

ฉินเจียงกลับถึงคอนโดฯก็ดึกแล้ว เขานั่งเพลียๆ ง่วงๆมาตลอดทาง พอมาถึงเกาเฟยเปิดประตูรถให้ แล้วหันไปหยิบกระเป๋าใบย่อมออกมาพร้อมถุงของดิวตี้ฟรีหลายถุง

ฉินเจียงก้าวลงจากรถก็ชะงักตกใจหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เมื่อจ้าวซันมายืนขวางถามว่าไปช็อปปิ้งสินค้าปลอดภาษีข้ามประเทศมาหรือ ฉินเจียงตอบกวนๆว่าตนแค่อยากกินต้มยำกุ้งของจริง กุ้งสดๆจากแม่น้ำ มีปัญหาหรือ!

“ใช่...คืนนี้แกไปนอนกับฉัน ที่บ้าน 4 ฤดูหน่อย”

“ไม่” ฉินเจียงสวนไปทันทีแล้วหันมองเกาเฟย ฝ่ายนั้นบอกว่าดึกแล้วคุณชายรองง่วงมากด้วย เลยถูกอาหลี่สะอึกเข้ามาบอกว่าพี่น้องเขารักกันจะไปไหนด้วยกัน ขี้ข้ากรุณาอย่าแหยม!

เกาเฟยกับอาหลี่เลยได้ประลองกำลังกันสองสามผัวะ จ้าวซันสั่งให้อาหลี่ถอยออกมา แต่เกาเฟยไม่ยอมหยุด เต๋อเป่าพุ่งเข้าไป จ้าวซันกระโดดกั้นกลางสั่งให้หยุด ฉินเจียงจึงเดินมาบอกจ้าวซันว่าตนไม่ได้ไปบ้าน 4 ฤดูมานานแล้ว พี่ชายใหญ่ให้ค้างตนก็จะไป

เมื่อไปถึงบ้าน 4 ฤดู จ้าวซันพาฉินเจียงไปหน้า แท่นบูชาที่ตั้งรูปเต้ จุดธูปส่งให้ดอกหนึ่งบอก ให้สาบานต่อหน้าเต้ว่าไม่ได้ทำสิ่งผิดกฎ 3 ข้อที่เต้ห้ามไว้ คือ ห้ามค้ายาเสพติด ห้ามค้าอาวุธและห้ามค้ามนุษย์

ฉินเจียงไม่ยอมสาบานอ้างว่าตนไม่เชื่อเรื่องไร้สาระพวกนี้ เหลือบเห็นอากงก็สะดุ้งโหยงด่าอากงว่า

“ไอ้พวกบ้าผีสางพวกนี้ ชอบทำตัวเป็นผีกันจริงนะ ยังไม่นอนก็ดีแล้วไปจัดที่นอนที่ห้องพักแขกให้ฉันหน่อย พี่ชายเขาอยากให้ค้างฉันก็มาค้าง แล้วมีอะไรพรุ่งนี้สว่างๆ ให้ผีมันกลับหลุมแล้วค่อยพูดกัน”

ฉินเจียงเดินลอยชายออกไป อากงมองจ้าวซันส่ายหน้าทำนองว่าไม่มีประโยชน์ แล้วรีบตามฉินเจียงไป จ้าวซันจึงปักธูปลงกระถางอย่างเศร้าใจ

ooooooo

ค่ำนี้ มิถิลาถูกเรียกตัวไปเฝ้าพระเทวี เมื่อมิถิลาเข้าเฝ้าแล้ว พระเทวีสั่งให้ปิดประตูแล้วถามว่า

“วันพรุ่งนี้ องค์รัชทายาทจะเสด็จเดินทางออกนอกประเทศแล้ว ข้ามีเรื่องอยากจะให้เจ้าช่วยสักหน่อยได้ไหม”

“รับสั่งได้เลยเพคะ”

“ความหวังทั้งมวลของข้า...ฝากไว้ที่เจ้าแล้ว” พระเทวีสบตามิถิลา ดึงตัวเข้าไปกอดแน่น มิถิลาทั้งหนักใจและตกใจ

หน้าที่ของมิถิลาคือปลอมตัวเป็นทหารคีรีรัฐไปกับคณะทหารที่เดินทางไปกับรัชทายาทศิขรนโรดมนั่นเอง

ในคณะนักธุรกิจที่มายืนรับที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น ภูสินทรถือผ้าไหมจากโรงงานของสุริยะเตรียมมา ถวายด้วย แต่ถูกราชิดยึดไปอ้างว่าจะถวายอะไรต้องผ่านการตรวจก่อน ยังความแค้นใจแก่ภูสินทรยิ่งนัก เขาโทรศัพท์รายงานจ้าวซันว่า ทหารชั้นผู้ใหญ่ที่มามีแค่พลเอกราชิดกับโกศิน จ้าวซันถามว่าแล้วนายพลจัตุรัสล่ะ? ภูสินทรบอกว่าไม่ได้มาด้วย

“มันคงจะให้นายพลจัตุรัสคอยควบคุมตัวเจ้าหลวงอยู่ที่คีรีรัฐ นี่ศิขรฯ ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกห้อมล้อมด้วยอะไร บางทีเป้าหมายในการเยือนประเทศต่างๆ ของคีรีรัฐ จะไม่ใช่แค่การเปิดประเทศเพียงอย่างเดียว”

ขณะนั้นเอง เทเรซ่าเลขาส่วนตัวของจ้าวซันเข้ามาถามว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องให้บริษัทเราเป็นผู้ถวายการต้อนรับอย่างเป็นทางการ ที่เจ้าชายคีรีรัฐจะเสด็จฮ่องกงสัปดาห์หน้า




“เทเรซ่า ผมไว้ใจคุณมากนะ คุณจงรักภักดีกับบริษัทฉินเย่ว์มาตลอด ตั้งแต่คุณทำงานกับเต้และความภักดีนั้นก็ตกทอดมาสู่ผม ผมไม่เคยคิดจะปิดบังอะไรคุณเลย แต่เรื่องนี้ขอสักเรื่องได้ไหม”

เทเรซ่ายักไหล่แบบจำยอมแต่ก็ยังสงสัยอีกว่าเขาพูดโทรศัพท์เป็นภาษาคีรีรัฐ ตนฟังไม่รู้เรื่อง ถามว่า “หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้คุณชายลำบากเดือดร้อนเป็นอันตรายนะคะ” พอจ้าวซันเรียกปราม เธอจึงชี้แจงว่า “ตอนที่เต้ของคุณชายยังอยู่ ดิฉันจำได้ค่ะว่า ท่านสั่งเสมอว่าให้ดิฉันอย่าทิ้งคุณชาย ให้ส่งคุณชายให้ถึงฝั่ง ฝั่งที่เต้ของคุณชายว่า อยู่ที่คีรีรัฐหรือที่ไหนกันแน่คะ”

จ้าวซันไม่ตอบ หันมองจอที่ยังเป็นภาพรัชทายาทอยู่ท่ามกลางบรรดาทหารคนดังของคีรีรัฐที่ห้อมล้อมแบบไม่ให้หลุดไปได้ จ้าวซันหน้าเครียดส่วนเทเรซ่ามองอย่างห่วงใย

ooooooo

ระหว่างที่รัชทายาทพักที่กรุงเทพฯ พลตรีสุริยะมีหน้าที่รับผิดชอบดูแล แต่ก็ถูกพวกราชิดเข้าแทรกแซงตรวจค้นห้องอย่างละเอียด แม้แต่ผลไม้ก็รื้อออกดู อ้างว่าเป็นหน้าที่

มิถิลาเข้าไปดูห้องนอนเดินออกมาไม่ทันระวังชนเข้ากับรัชทายาท หน้าอกปะทะเต็มๆ มิถิลารีบขออภัย องค์รัชทายาทมองอย่างฉงน ก็พอดีราชิดมาเห็นมิถิลาถามว่าเป็นใคร ไม่ใช่ทหารของตนแน่ๆ หันถามว่าใครรู้จักบ้าง มิถิลาอึกอัก โกศินจับมิถิลากดกับพื้นทันที ตะคอกถามว่า “เจ้าเป็นใคร ใครส่งเจ้ามา!!”

“เดี๋ยวก่อนท่านโกศิน คนคนนี้คนของเราเอง” รัชทายาทเอ่ยขึ้น แล้วชี้แจง “เจ้านี่เป็นทหารใหม่ เรากับอสุนีฝึกขึ้นมา เราเห็นว่าอสุนีป่วยมาไม่ได้ เราก็เลยให้เจ้านี่มาแทน เราจะได้มีคนคอยรับใช้ส่วนตัวแทนลูกชายท่านไงล่ะ ปล่อยมันเถอะ” เมื่อโกศินจำต้องปล่อย มิถิลาลุกขึ้นขอบคุณองค์ชาย องค์รัชทายาทเอ่ยแก่ราชิดกับโกศินอีกว่า

“เราขอโทษที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าอสุนีจะป่วยกะทันหัน”

ราชิดและโกศินมองมิถิลาอย่างไม่ไว้ใจแต่จำต้องนิ่งทั้งที่ไม่พอใจที่มีคนนอกเข้ามาในขบวน

เมื่อออกจากห้องพัก โกศินระแวงว่าองค์รัชทายาทจะล่วงรู้แผนการของเรา จึงเอาไอ้หน้าจืดตัวกะเปี๊ยกนี่เข้ามา แต่ราชิดเชื่อว่าองค์รัชทายาทยังทรงพระเยาว์ อาจจะต้องการเพื่อนเล่นเพื่อนคุย ทั้งทหารคนนั้นก็บอบ

บางกระดูกอ่อนขนาดนั้น ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำอะไรได้ ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างร้ายกาจ

ฝ่ายองค์รัชทายาทช่วยปกป้องมิถิลาแล้ว จึงถามว่าชื่ออะไร เธอบอกว่าชื่อมิน รัชทายาทเชื่อว่ามินเป็นคนที่อสุนีส่งมาอารักขาและรับใช้ตน สั่งให้ไปเตรียมน้ำอุ่น ตนจะอาบน้ำอยากพักผ่อนแล้ว แต่พอมิถิลาเตรียมน้ำอุ่นออกมาก็ตกใจแทบช็อก เมื่อเห็นรัชทายาทเดินเปลือยจะไปเข้าห้องน้ำ

พอรัชทายาทถามว่าตกใจอะไร มิถิลากลัวจะเสียความลับ เธอปฏิเสธว่าไม่มีอะไร แล้วขอไปประจำเวรที่ระเบียงยืนขนลุกขนพองอยู่คนเดียว...

ooooooo

เพราะไม่ยอมไปสอนภาษาอังกฤษให้ผิงอัน บราลีมีเวลาจึงจะพาหลานๆของหลินจื้อเหม่ยไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์กัน พอหลินจื้อเหม่ยรู้ก็บอกให้รอเดี๋ยวจะไปด้วย ขอเวลาแต่งตัวแป๊บเดียว แต่แอบขึ้นไปโทร.บอกจ้าวซัน

จ้าวซันกำลังฟังเทเรซ่ารายงานการเคลื่อนไหวขององค์รัชทายาทอยู่ พอรู้ว่าบราลีจะพาหลานๆ ของหลินจื้อ– เหม่ยไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์และไม่ยอมไปสอนภาษาอังกฤษให้ผิงอัน เขาบอกหลินจื้อเหม่ยให้ถ่วงเวลาบราลีไว้ หลินจื้อเหม่ยถ่วงเวลา จนจ้าวซันส่งผิงอันกับอาม่าตามมาที่บ้าน บราลีรู้ทันทีว่าต้องเป็นฝีมือของหลินจื้อเหม่ยแน่ๆ จ้องหน้าเพื่อนตาแทบถลนถาม

“เธอถ่วงเวลาฉัน เพื่อโทร.ตามผิงอัน” หลินจื้อเหม่ยบอกว่าตนอยากให้เธอมีความรับผิดชอบ

ระหว่างนั้น อาหลี่ลงจากรถมาพูดเบาๆ กับบราลีไม่อยากให้ผิงอันได้ยินว่า

“มิสภีมะมนตรีครับ คุณจะไปเที่ยวที่ไหน กรุณาบอกเลยครับ ผมจะบริการคุณกับเพื่อนๆคุณเอง คุณชายใหญ่ขอให้คุณช่วยพาหนูผิงอันของเราไปเที่ยวด้วยนะครับ กรุณาอย่าปฏิเสธเลยนะครับ คุณชายใหญ่บอกคุณผิงอัน ว่า...คุณจะชวนคุณหนูไปสอนภาษาอังกฤษนอกสถานที่ ทำให้คุณหนูผิงอันมีความสุขมากๆ ถ้าคุณหนูผิงอันทราบว่าคุณไม่เต็มใจจะพาเธอไป เธอคงจะเสียใจมากเลยครับ”

บราลีแค้นใจหาว่าจ้าวซันใช้เด็กมาบีบตน แต่อีกใจก็สงสารผิงอันเลยต้องตกกระไดพลอยโจน แต่ก็ยังอดฮึดฮัดฟัดเฟียดใส่ทั้งอาม่าและผิงอันไม่ได้ เดินอ้าวๆเหมือนจงใจเดินหนี พอผิงอันตามก็บอกว่าอย่าตาม ผิงอันบอกว่าก็พี่อย่าหนีซิ บราลีหันกลับมาเผชิญหน้าผิงอันพูดขึงขังว่า

“พี่ไม่ได้มีปัญหากับเธอ แต่พี่ไม่ชอบวิธีการของคุณชายจ้าวซัน พี่ไม่รู้ว่าพี่ชายใหญ่ของเธอคิดอะไร ทำอะไรอยู่ เขาเหมือนผี...เขาโผล่ไปในทุกที่ที่พี่ไป ทุกๆคนที่พี่เจอก็กลายเป็นคนรอบตัวเขาหมด”

“พี่ชายใหญ่คือจ้าวซัน ไม่มีใครในฮ่องกงไม่รู้จักจ้าวซัน” บราลีบอกว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น ผิงอันถามว่า แล้วมันยังไงล่ะ พอดีอาม่าเข้ามาบอกว่าเหนื่อยสงสารอาม่าเถอะ บราลีได้ทีบอกผิงอันให้พาอาม่ากลับไปเสีย

“ไม่...พี่บรี ถ้าพี่ข้องใจอะไรเกี่ยวกับพี่ชายใหญ่ พี่ก็ถาม ถามมาให้หมด ให้หายสงสัย แล้วก็กลับไปสอนภาษาอังกฤษให้ผิงอัน ผิงอันต้องการพี่...ผิงอันเกิดมามีแต่ความเหงา...ไม่มีความสุข...ไม่มีทางออก แต่พอผิงอันได้รู้จักพี่ ผิงอันรู้สึกว่าโลกนี้น่าสนุก พี่ทำให้หนูมีกำลังใจที่จะทำตัวให้เก่งกะเขาบ้าง จะได้ออกไปดูโลกกว้าง ถ้าพี่ทิ้งหนู...หนูก็คงต้องกลับไปอยู่ในโลกเดิม โลกที่แคบๆ โลกที่ทำให้หนูรู้สึกตัวว่าไร้ค่า ไม่มีประโยชน์อย่างที่สุด” ผิงอันน้ำตาไหลพรากๆ
บราลีอึ้ง ซีด พูดอะไรไม่ออกอีกเลย

ooooooo

วันนี้ฉินเจียงเข้าออฟฟิศ แต่มาถึงก็ก่อเรื่อง บังคับให้ซ่างกวานซิงเอาทองไปขาย ซ่างกวานซิงไม่ยอมทำตามบอกว่าถ้าคุณชายใหญ่รู้ ตนตายแน่

ผลคือซ่างกวานซิงถูกเกาเฟยคนสนิทของฉินเจียงตบหน้าหงายล้มลง โชคดีที่จ้าวซันผลักประตูเข้ามาเห็น ซ่างกวานซิงล้มเลือดกบปากอยู่จึงเข้าประคองถามว่าทำอะไรซ่างกวานซิง ฉินเจียงโต้ว่าตนเป็นไท้เผ่ง จะลงไม้ลงมือกับลูกน้องบ้างจะเป็นไรไป

“มีผู้บริหารที่ไหนเขาใช้กำลังกับพนักงานบ้าง ฉินเจียง แกมัน...”

ฉินเจียงขัดขึ้นว่า หยุดวิพากษ์วิจารณ์ตนเสียที ตนไม่เข้ามาทำงานก็ด่า นี่ก็เข้ามาแล้วไง และที่ทำนี้ ก็เป็นวิธีดัดสันดานพนักงานของตน แล้วสั่งซ่างกวานซิง ให้ไปทำตามที่ตนสั่งเดี๋ยวนี้ จ้าวซันถามว่าทำอะไร

“ผมจะขายทอง ทองของผมกำลังราคาดีผมจะปล่อย มันต้องทำตามที่ผมต้องการ อยากให้ผมทำงาน พี่ก็อย่ามาจุ้นจ้าน มันจะทำให้เสียระบบ”

ฉินเจียงมองหน้าจ้าวซันอย่างท้าทาย จ้าวซันจ้องหน้าฉินเจียงอย่างแค้นใจ หลังจากนั้นเขาขึ้นไประงับสติอารมณ์บนดาดฟ้า ครู่หนึ่งเทเรซ่าเอาโทรศัพท์ขึ้นไปให้ บอกว่าหลินจื้อเหม่ยโทร.มา

หลินจื้อเหม่ยโทร.มารายงานว่าบราลียอมสอนภาษาให้ผิงอันแล้ว ตอนนี้คงกำลังสอนอยู่ร้านกาแฟสักร้านแถวๆเกาลูน ไม่ต้องกังวล จ้าวซันขอบใจ โล่งอก เทเรซ่าพลอยยิ้มแย้มบอกว่าเบาใจไปได้คนหนึ่ง แล้วขอไปดูแลซ่างกวานซิง

เต๋อเป่าเข้ามาหาจ้าวซัน เขาบอกว่า ฉินเจียงขายทอง เต๋อเป่าบอกว่า “ทองของเขา ช่างเขาเถอะคุณชาย”

“มันขายทองเพื่อจะเอาเงินไปลงทุนซื้ออาวุธสงครามที่จะขายให้พวกคนชั่วเอาไปจัดการกับคนบริสุทธิ์ที่คีรีรัฐไงล่ะ” จ้าวซันพูดอย่างเจ็บปวดใจ

ooooooo

ที่แท้บราลีไม่ได้สอนภาษาให้ผิงอันแต่พากันกลับมาที่ออฟฟิศจะขึ้นไปหาจ้าวซัน บราลีทั้งปดและหลอกพวกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจนขึ้นไปถึงห้องทำงานของจ้าวซัน

“นั่นค่ะ ห้องทำงานพี่ชายใหญ่ ไปค่ะ จะได้คุยกับพี่ชายใหญ่ให้รู้เรื่อง”

พอดีเทเรซ่ามาเจอถามว่ามาได้ยังไง มีธุระอะไร ทำไมไม่บอกก่อน และมากับใคร ผิงอันบอกว่าตนมาคนเดียว พี่ชายใหญ่อยู่ในห้องใช่ไหม เทเรซ่าบอกว่าไม่อยู่ บราลีแอบฟังอยู่ค่อยๆถอยหลบไป

ฉินเจียง เกาเฟย และไอ้สือขึ้นไปหาจ้าวซันบนดาดฟ้า ฉินเจียงบอกว่าธุระของตนเสร็จและจะกลับแล้วทีหลังก็อย่ามาว่าตนว่าไม่เข้าออฟฟิศอีก จ้าวซันมองฉินเจียงบอกเขาว่า “ฉินเจียง แกแปลกไปมาก”

ฉินเจียงบอกว่าคนเราต้องมีพัฒนาการ จ้าวซัน สวนไปทันทีว่าแบบนี้ไม่ใช่พัฒนาการแต่เขาเรียกว่าเสื่อม

“คนที่เสื่อมคือพี่!! จ้าวซัน เวลาของพี่ใกล้จะหมดแล้ว เลิกครอบงำตระกูลเราได้แล้ว”

“คนที่ขายทองในเวลานี้เรียกว่าโง่อย่างที่สุด ใครมันเป็นกุนซือแนะนำให้แกหาเงินวิธีนี้ ฉินเจียง

พี่ขอเตือนว่าแกควรจะไล่มันออกไปเสีย เพราะมันต้อง หวังร้ายกับแกแน่”

ฉินเจียงไม่เพียงไม่ฟัง หากยังปรามจ้าวซันว่า “ผมขอเตือนพี่ว่า จงเตรียมตัวเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไว้ให้ดี ผมกำลังจะก้าวไปอีกขั้น ไปอยู่ในระดับที่พี่ตามไม่ทัน แล้วพี่จะรู้ว่า คนที่เดินเกมผิด คือตัวพี่เอง!”

“ฉินเจียง! อย่ายุ่งกับพวกต่างชาติพวกนั้น...เต้รัก แกมากนะ เต้บอกให้พี่ช่วยดูแลแก”

“เอาเต้มาอ้างตลอดเวลา เอาความหวังดีห่วงใยมา อ้างตลอดเวลา ถอดหน้ากากซะทีสิจ้าวซัน ผมรู้นะว่า ความจริงพี่ไม่ใช่คนดีอย่างที่พยายามแสดงหรอก”

“ดีแล้วที่แกรู้!” จ้าวซันจับคอเสื้อฉินเจียง ทุกคนตกใจ บราลีที่แอบดูอยู่ตาโต จ้าวซันพูดอย่างโกรธจัดว่า “เพราะฉะนั้น แกระวังไว้ให้ดี เพราะตัวจริงของฉันทำได้ทุกอย่างเพื่อหยุดแก ฉันขอบอกว่า ฉันทำได้ทุกอย่างจริง เพราะคนอย่างฉันมันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว”

เจอของจริงเข้า ฉินเจียงก็ปอด สั่งลูกน้องถอย จ้าวซันบอกเต๋อเป่าว่าจะทำอะไรก็ไป ตนอยากอยู่คนเดียวสักพัก เต๋อเป่าละล้าละลังยังเป็นห่วงจ้าวซัน เลยถูกเสียงดังใส่ว่า

“แกเลิกมองฉันด้วยสายตาอย่างนั้นได้ไหม ไม่ต้องมาสงสารเห็นใจฉัน แค่ออกไป!!”

เต๋อเป่าจึงรีบออกไป จ้าวซันยืนนิ่งทอดสายตา ไปข้างหน้าคิดอะไรเงียบๆ ส่วนบราลีที่แอบฟังอยู่สะดุ้งโหยงกับท่าทีดุดันของจ้าวซัน ตัดสินใจไปดีกว่า แต่จ้าวซันหันมาเห็นเสียก่อน บราลีตกใจหน้าซีดเผือดรีบชี้แจง

“เปล่านะ เปล่าๆๆ ฉันไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยนะ...”

บราลีวิ่งอ้าวทันที จ้าวซันรีบตามไป...

ooooooo
ตอนที่ 4

จ้าวซันวิ่งตามบราลีไปถึงหน้าลิฟต์เรียกเธอให้ฟังตนก่อน พอดีลิฟต์มาบราลีรีบเข้าไป จ้าวซันพุ่งตาม ประตูลิฟต์ปิดพอดี ทั้งสองเลยเผชิญหน้ากันในลิฟต์

“ที่แท้คุณก็เป็นเจ้าพ่อฮ่องกงจริงๆ” บราลีถอยห่างอย่างกลัวๆจ้าวซันบอกว่า ตนเป็นคนธรรมดาเท่านั้น “ไม่ใช่! หน้าตา ท่าทางและน้ำเสียงที่คุณพูดเมื่อกี้มัน

ไม่ใช่คนธรรมดา มันคือคนที่...ที่พร้อมจะ...จะทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้อย่างที่ต้องการ แม้แต่การ...ฆ่าคน...”

จ้าวซันถามเสียงอ่อนโยนว่า ตนจะฆ่าใครได้ บราลีพูดกลัวๆว่า อย่าฆ่าตนก็แล้วกัน

ความอ่อนแอแผ่ซ่านในหัวใจของจ้าวซัน เขาบอกเธออย่างอ่อนโยนว่า

“บราลี...อย่ากลัวผมเลย ผมไม่ใช่คนที่คุณต้องกลัวเลยซักนิด เพราะผมจะไม่มีวันทำร้ายคุณได้ ไม่มีทาง...” บราลีโต้ว่าเขาเคยตีตน “นั่นคือการอบรมสำหรับเด็กดื้อ”

“คุณมีสิทธิ์อะไรมาอบรมฉัน คุณคงเคยชินกับการได้ทุกอย่างที่อยากได้ คอยควบคุมให้โลกหมุนตามที่ใจคุณต้องการ แต่คุณไม่ใช่พระอาทิตย์ไม่มีทางที่คุณจะได้ดังใจทุกอย่างหรอก รู้ไว้ด้วย!!”

“ทำไมผมจะไม่รู้!! ชีวิตที่ผ่านความสูญเสียมาแล้วทุกรูปแบบอย่างผม รู้ซึ้งดีทุกรสชาติ...ทุกอย่างมันอยู่ในนี้” เขาชี้ที่หัวตัวเอง “ไม่เคยไปไหน มันอยู่กับผมตลอด ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น ภาพมันยังอยู่ในนี้...ภาพวันที่ผมต้องหนีกระเจิดกระเจิงมาอยู่ที่นี่ ภาพตอนที่พ่อผมฆ่าตัวตาย...ภาพแม่ที่ต้องลำบากและหัวใจสลายตายตามพ่อไปอีกคน...และภาพวันที่ผมต้องปล่อยให้น้องสาวระหกระเหินจากไปที่อื่น ผมไม่มีสิทธิ์...แม้แต่จะร้องไห้...”

“น้องสาว?...”

“ถ้าตอนนั้นผมโตอีกสักหน่อย เก่งอีกสักนิด มันคงไม่เป็นอย่างนี้...”

เรื่องราวและน้ำเสียงของจ้าวซันที่เจ็บปวด เก็บกด และโกรธแค้น...ทำให้บราลีสงสารเขาขึ้นมา เมื่อออกจากลิฟต์ บราลีลากเขาเลี่ยงไปมุมสงบแถวบันได บอกเขาว่าตนเข้าใจแล้ว แต่ที่เธอบอกว่าเข้าใจคือ เข้าใจจากการเปรียบเทียบความรู้สึกของเขากับนิยายกำลังภายใน และหนังจีนที่เธอเคยดูเคยอ่านเกี่ยวกับการตามล้างแค้น พูดจริงจังว่า

“คุณต้องเลิกคิดที่จะแก้แค้น มันไม่ทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่ล้างแค้นต่อกันไปไม่มีที่สิ้นสุด พ่อของคุณหรือใครต่อใครที่คุณเคยสูญเสีย ก็ไม่มีทางย้อนคืนกลับมาได้ ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า อย่าถอยหลังลงคลอง ฉันพูดแค่นี้ คิดว่าคุณคงจะมีปัญญามากพอจะสำนึกและคิดได้”

จ้าวซันมองหน้าบราลีที่พูดขึงขังจริงจังแล้วอยากขำแต่ขำไม่ออก

บราลีนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าเศร้าลงเมื่อคิดถึงชีวิตตัวเอง บอกเขาว่า

“และ...และที่สำคัญ อย่าคิดว่าชีวิตคุณคนเดียวเท่านั้นที่เลวร้าย ยังมีคนที่ชีวิตเลวร้ายกว่าคุณอีก...จำไว้...”

“หมายความว่า...ยังไง....” จ้าวซันมองหน้าบราลีใจหวิวๆใคร่รู้ อยากฟังเรื่องราวในชีวิตของเธอ...

ooooooo

ทั้งสองพากันไปที่สวนสาธารณะ เดินกินไอติม โยเกิร์ตมาด้วยกัน พลางบราลีเล่าชีวิตของตัวเองให้ฟัง

“ฉันไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังหรอกนะ แต่ชีวิตฉันเศร้า...คุณพ่อฉันที่เป็นเพื่อนคุณ ขอฉันมาเลี้ยง ฉันพยายามทบทวนความทรงจำ ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า ฉันน่าจะเป็นเด็กชาวเขา...มาจากเผ่าอะไรสักเผ่าทางเหนือของไทย”

“จริงเหรอครับ” จ้าวซันมองทึ่งกับจินตนาการของเธอ บราลีเดินนำไปนั่งที่ใต้ต้นไม้สวย เล่าเศร้าๆต่อไปว่า

“จริง...แล้วอาจจะมีใครลักพาฉันจากพ่อแม่ จะเอามาขายที่เชียงใหม่ แล้วก็มีบาทหลวงของศาสนาคริสต์มาช่วยไว้แล้วคุณพ่อก็ไปรับมา ตอนที่คุณแม่อยู่ เรามีความสุขมากถึงฉันจะอยู่อเมริกา คุณพ่อคุณแม่ก็น่ารักตลอด จนคุณแม่ตาย คุณพ่อก็เปลี่ยนไป”

“เปลี่ยนยังไง” จ้าวซันหน้าเครียด บราลีน้ำตาคลอขณะเล่าต่อว่า...

“ท่าน...เย็นชามาก เหมือนไม่อยากเจอหน้าฉันอีก ท่านไม่ให้ฉันกลับบ้านแล้วตัวท่านเองก็ไม่ไปเยี่ยมฉันที่อเมริกาอีกเลย จนบัดนี้ ฉันจะกลับเมืองไทย ท่านก็ยังไม่ยอม เหตุผลที่แท้จริง อาจเป็นเพราะท่านคงอึดอัด เพราะฉันไม่ใช่ลูกแท้ๆหรืออะไรก็ไม่รู้...แล้วคุณคิดดูสิ ว่าฉันจะรู้สึกยังไง...”

บราลีน้ำตาไหล เธอปาดทิ้ง เงยหน้ามองฟ้ากะพริบตาถี่ๆกลืนน้ำตาเข้าไปแล้วจึงหันยิ้มกับจ้าวซันกลบเกลื่อน

แต่เมื่อแยกกันกลับ อยู่กับตัวเองแล้ว ต่างก็คิดถึงเรื่องราวของอีกฝ่ายอย่างสะเทือนใจ

“ใช่...ชีวิตเธอเลวร้ายกว่าฉันมาก...ฉันขอโทษ...ม่านฟ้า...” จ้าวซันรำพึง

บราลีเองก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ พึมพำ...

“น้องสาว?...จ้าวซันมีน้องสาวที่ไหนอีก??”

ooooooo

ในทางเปิดเผย เกาเฟยแสดงตัวเป็นคนซื่อสัตย์รับใช้ฉินเจียงอย่างถวายหัว แต่ในทางลับ เขาติดต่อกับเหม่ยอิง ต่างมีเป้าหมายของตัวเอง แต่เป้าหมายร่วมกันเวลานี้คือ กำจัดฉินเจียงก่อน

เมื่อนัดพบกันลับๆเหม่ยอิงถามว่า “มันไม่รู้ตัวเลยใช่ไหม” เกาเฟยพูดอย่างย่ามใจว่าไม่เลย มันไว้ใจตนเต็มที่ เชื่อตนทุกอย่าง เหม่ยอิงบอกว่ามันโง่ แล้วก็ยุขึ้น เกาเฟยฟังแล้วพูดอย่างดูถูกว่า

“มันไม่เหมาะที่จะเป็นไท้เผ่งแม้แต่น้อย ไม่มีความรู้อะไรสักอย่าง ไม่มีพรสวรรค์อะไรสักเรื่องแต่

กร่างที่สุดในโลก” เหม่ยอิงหัวเราะบอกว่า เขาเรียกว่าโง่แล้วอยากนอนเตียง เกาเฟยผสมโรงว่า “มันจะได้ไปนอนเตียงในคุกแน่ครับ ถ้าไม่ตายเสียก่อน” เหม่ยอิงบอกเกาเฟยว่าทุกอย่างตนฝากไว้กับเขา “คุณหนูวางใจเถอะครับ ผมวางกับดักมันไว้ทุกทางแล้ว มันไม่รอดแน่ๆ

คนนี้...ทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง แล้วแถมปัญญาเบาอีก”

“ครบเครื่องเรื่องฉินเจียงจริงๆ” เหม่ยอิงหัวเราะเสียงใส เกาเฟยหัวเราะอย่างสะใจ

คืนนี้เอง จ้าวไทไท คุณนายใหญ่ ก็ให้อาม่าเรียกเหม่ยอิงไปพบ เหม่ยอิงหงุดหงิดที่ถูกเรียกเอากลางดึก ไปถึงเธอถามตามมารยาทว่า แม่ใหญ่สบายดีหรือ แล้วถามว่ามีอะไรจะใช้ตนหรือแม่ตน

จ้าวไทไท หรือแม่ใหญ่ของทุกคน ชวนเหม่ยอิงดื่มน้ำชา เหม่ยอิงหงุดหงิดเลยยกดื่มรวดเดียวหมดถูกน้ำชาลวกปากแต่อดทนไม่แสดงอาการ บอกจ้าวไทไทว่าดื่มแล้ว จ้าวไทไทถามว่ารู้ไหมว่านี่ ชาอะไร...ชาชั้นดีเลยนะ คนอย่างเธอคงแยกแยะไม่ออกสินะว่าอะไรคือชาชั้นดี อะไรคือชาชั้นเลว แล้วจ้าวไทไทก็ยกชาของตัวเองขึ้นละเลียดดมและจิบ เอ่ยช้าๆ

“คนที่สักแต่กรอกเข้าปาก ไม่มีความละเอียดใดๆในชีวิต จะดื่มชาหรือน้ำอุ่นก็ไม่ต่างกัน คนเช่นนี้ไม่คู่ควรจะได้ลิ้มรสชาดีๆแม้สักหยดเดียว” เหม่ยอิงพูดเสียงขุ่นว่าตนไม่ชอบดื่มชา จ้าวไทไทยังคงพูดเนิบๆว่า “คนเก็บชาบางคน ไม่รู้ว่าใบชาที่ดีคือใบชายอดอ่อน ก็เลยไปเก็บเอาใบชาที่หลุดจากขั้ว ร่วงตกพื้นมาใส่ตะกร้าปะปนกัน เพราะคิดตื้นๆว่ากลิ่นและรสชาติที่ได้จากยอดอ่อนจะช่วยเจือจางความเลวจากดินได้บ้าง แต่เปล่าเลย ชาชั้นเลวก็คือชาชั้นเลววันยันค่ำ”

“แล้วชาชั้นดีมันวิเศษวิโสมากนักเหรอ จะบอกให้นะคะแม่ใหญ่ จะชาดีชาชั่ว มันก็ทำให้ท้องผูกเหมือนๆกัน”

“คนไม่รู้ดื่มชาคือท้องผูก คนรู้ดื่มคือระบาย...อย่า ระเริงไป เพราะต่อให้เธอซ่อนตัวเองอย่างดีอยู่ในสุดยอดใบชา แต่คนที่รู้ เขาดูออก มองปราดเดียวเขาก็แยกกำพืดที่มาของเธอได้ ไม่แน่เขาอาจจะรู้ด้วยซ้ำว่าเธอคือใบชาขึ้นรา...เป็นพิษ...ไม่ให้คุณ...หาประโยชน์อันใดไม่ได้เลย...เขาจะไม่เสียเวลาดมกลิ่นเธอด้วยซ้ำ แล้วจุดจบของใบชาขึ้นราอย่างเธอก็คือ พื้นดินที่เธอจากมานั่นแหละ”

พูดจบจ้าวไทไทเทชาที่เหลือทิ้งกระโถน เหม่ยอิงโกรธจนตัวสั่นที่ถูกเปรียบเปรย ท้าก่อนสะบัดหน้าออกไปว่า

“แม่ใหญ่คอยดูก็แล้วกันค่ะ ฉันขอตัว”

จ้าวไทไทมองตามแล้วหัวเราะสะใจด้วยเสียงที่เย็นเยียบ...

ooooooo

มิถิลาแปลกที่เลยนอนไม่หลับ จนตีสอง เธอตกใจร้องกรี๊ดเมื่อพลิกตัวมาเห็นคนใส่ชุดดำใส่หมวกคีโม ครอบผม มายืนมืดๆ อยู่ข้างเตียง คนชุดดำรีบเอามือปิดปากด่าเบาๆ

“ไอ้บ้า...แต๋วแตกไปได้เงียบๆ สิ เดี๋ยวไอ้พวกข้าง นอกก็แห่มากัน” ที่แท้คือศิขรนโรดม องค์รัชทายาทนั่นเอง

ไม่ทันไร ทหารองค์รักษ์สองคนที่อยู่หน้าห้องก็เคาะประตูบอกว่าได้ยินเสียงกรีดร้อง ศิขรนโรดมทำหน้าตายถามว่า พวกเขาคิดว่าตนนอนหลับแล้วละเมอกรีดร้องเยี่ยงสตรีกระนั้นหรือ ถามว่าเสียงจากห้องอื่นหรือเปล่า แกล้งถามว่าราชิดกับโกศินหรือบรรดานายทหารของเขานำสตรีมาค้างคืนด้วยหรือเปล่า

ศิขรนโรดมพูดเสียจนทหารองครักษ์ทั้งสองนายถอยออกไป จากนั้นจึงหันมาเร่งมิถิลาให้แต่งตัวออกไปท่องราตรีกรุงเทพฯ กัน

มิถิลาจำต้องลุกขึ้นไปกับศิขรนโรดม เธอถูกพาไต่ระเบียงอย่างโลดโผนลงมา ทั้งสองในชุดดำ ใส่แว่นตา ใส่หมวกถักดำ เดินกอดคอกันบ่ายหน้าไปยังถนนที่ยังพลุกพล่าน

ศิขรนโรดมสนุกสนานกับการหนีเที่ยวคืนนี้มาก ส่วนมิถิลาทั้งเกร็งทั้งกลัว ตามศิขรนโรดมไปแบบที่แทบจะเรียกได้ว่าถูกลากคอไปเลยทีเดียว เมื่อเจอ รปภ.ศิขรนโรดมก็เข้าไปถามเป็นภาษาอังกฤษว่า อยากจะไปกินอะไรข้างนอก มีที่ที่เปิดตลอดทั้งคืนแถวนี้ไหม รปภ.บอกว่าต้องไปแถวไชน่าทาวน์เยาวราช ศิขรนโรดมโค้งขอบคุณอย่างงามแล้วลากมิถิลาออกไปเรียกตุ๊กๆ ที่หน้าโรงแรมไปกันอย่างเบิกบานใจ

ที่หน้าโรงแรม ชายร่างล่ำสันยืนข้างเสาไฟ เมื่อเห็นทั้งสองนั่งรถตุ๊กตุ๊ก ออกไปก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขี่ตามไปห่างๆ จนทั้งสองไปถึงเยาวราช เข้าไปในร้านบะหมี่ปู ครู่เดียว บะหมี่ที่มีก้ามปูวางอย่างหรู 2 ชาม ก็มาวางตรงหน้ามิถิลามองตาโต ส่วนศิขรนโรดมบ่นยิ้มๆว่า

“เสียดายแทนอสุนีไม่ได้มาสนุกกันอย่างนี้...มาต่างประเทศเราควรเที่ยวตามข้างถนน จะได้รู้จักชีวิตจริงของราษฎรในประเทศนั้น จำไว้นะเจ้า” ว่าแล้ว ศิขรนโรดมก็คีบบะหมี่กินอย่างเอร็ดอร่อย

มิถิลาตอบรับเบาๆ ติงแผ่วๆ ว่า “ทรงทำแบบนี้มันเสี่ยงมาก”

“มิน เจ้ารู้ไหม บางที...นั่งอยู่ตรงนี้ อาจจะเสี่ยงชีวิตน้อยกว่านั่งอยู่ใต้ฉัตรแห่งราชบัลลังก์คีรีรัฐเสียอีก อยากรู้จริงๆ ว่าถ้าหากเราหายไป ไม่กลับไปที่ห้องอีก พลเอกราชิดกับเจ้าโกศินจะทำอย่างไรต่อไป คงสนุกพิลึก” พูดแล้วหัวเราะขำๆ

มิถิลาถามว่าไม่โปรดราชิดหรือ ศิขรนโรดมทำเสียงตกใจว่า ถามอะไรอย่างนั้น ใครจะกล้า หัวเราะแล้วบอกว่า

“เขาใหญ่ที่สุดแล้วในคีรีรัฐ เจ้าเองก็ประจบประแจงไว้ให้ดีเถิด จะได้มียศใหญ่ไวๆ” พูดแล้วจับแก้มมิถิลาบีบเบาๆ เธอปัดมือออกบ่นว่าชอบจับตัวอยู่เรื่อย ศิขรนโรดมมองหน้าเย้า “ทำไมล่ะ จับไม่ได้หรือ เป็นกะเทยหรือถึงหวงตัว นี่ๆ” ว่าแล้วก็จับหูจับจมูกจับไหล่มั่วไปหมด มิถิลากลัวโดนว่าอีก เลยนั่งตัวแข็ง

ที่มุมหนึ่ง ชายร่างกำยำที่ตามมา กำลังยกโทรศัพท์ขึ้นกดๆๆ...

ooooooo

กินบะหมี่ปูเสร็จพากันเดินมาตามริมถนน มิถิลาใจไม่ดีถามว่าจะไปไหนอีก ชวนกลับดีกว่าเพราะ ถ้านายพลราชิดรู้เข้าจะเดือดร้อนกันใหญ่

“อ้อ...เจ้าคงกลัวความผิดล่ะสิ งั้นเจ้ากลับไปเลย เราจะไปของเราคนเดียว”

“ไม่ใช่เช่นนั้น” มิถิลาชี้แจงว่า พรุ่งนี้บ่ายต้องไปร่วมงานประชุมเรื่องอุตสาหกรรมสิ่งทอพื้นเมืองอาเซียนที่โรงงานผ้าไหมที่อยุธยา เช้าต้องเตรียมข้อมูลการประชุมให้พร้อม คืนนี้จึงควรบรรทมให้เต็มที่

“พูดมากจริง รู้หมดแล้วไม่ต้องเตรียมอะไรหรอกน่ะ” แล้วเหล่ไปที่มุมหนึ่งลดเสียงลงบอกว่า “บนถนน...ที่ 17 นาฬิกา มีคนตามเรามา มันตามมานานแล้ว เจ้าทำเฉยๆไว้”

ศิขรนโรดมหลอกล่อแล้วหลบชายร่างกำยำที่ตามมา ชายคนนั้นเงยหน้าจากโทรศัพท์ไม่เห็นทั้งสองแล้ว จึงขี่รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ตามหา ถูกศิขรนโรดมกลิ้งถังขยะมาขวางแล้วกระโดดออกไปโจมตีอย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว รถล้มลงมิถิลากระโดดคร่อมรถประคองไว้ ส่วนชายคนนั้นพลาดท่าล้มลง ศิขรนโรดมถอดหมวกกันน็อกออกถามว่า

“เจ้าคือใคร เป็นคนของไอ้พวกกบฏหรือไม่!”

“องค์รัชทายาท ข้าพเจ้า.....”

“หึ...คนไทยนี่ แต่รู้จักข้า เจ้าตามข้ามาใช่ไหม กลับไปบอกหัวหน้าเจ้าด้วยว่าข้าขอยืมรถของเจ้าไปใช้หน่อย ขอบใจนะ” พูดแล้วกระโดดขึ้นรถซ้อนมิถิลาเอาแขนคร่อมตัวเธอไว้แล้วขับออกไปทันที มิถิลาร้องอย่างตกใจ

“ไม่ต้องกลัว มันไม่ต่างจากม้าของพวกเราหรอก เราเคยลองขับมอเตอร์ไซค์ภูเขาของพวกขนสินค้าเถื่อนข้ามดอยมาแล้ว” ศิขรนโรดมบิดมอเตอร์ไซค์ไปอย่างเร็ว

ที่แท้ ชายกำยำคนนั้น เป็นคนของภูสินทรที่ตามมาอารักขา พอลุกขึ้นได้ก็รีบล้วงโทรศัพท์ออกมากดรัวทันที

ooooooo

ศิขรนโรดมขับมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่บังคับยืมมาท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานมาถึงชายทะเลก็เช้าพอดีศิขรนโรดมเที่ยวอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินและคึกคะนอง แต่มิถิลานั่งหน้าซีดแล้วซีดอีก

แต่สุดท้ายศิขรนโรดมก็ถูกรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่พุ่งเข้ามา ต่างทำท่าราวกับจะประจัญบานกัน แต่พอถอดหมวกกันน็อกออก กลายเป็นภูสินทร

“คุณเมืองเทพ...” ศิขรนโรดมอุทานอึ้ง

ภูสินทรที่เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเทพเพื่ออำพราง นั่งลงบังคมรายงานว่า

“กระหม่อมตามมาได้ เพราะรถคันนั้นมีเครื่องติดตามจีพีเอส และชายที่ตามอารักขาเจ้าน้องเมื่อคืน คือคนของกระหม่อม เจ้าน้อง ทำไมทรงซุกซนอย่างนี้ หากเกิดอันใดขึ้นกับพระองค์ พวกกระหม่อมคงไม่แคล้วถูกประหาร”

ศิขรนโรดมได้ยินภูสินทรเรียกว่า “เจ้าน้อง” ก็ถึงกับน้ำตาคลอบอกว่าไม่มีคนเรียกตนเช่นนี้มานานมากแล้ว พึมพำ “เราได้เป็นเจ้าน้อง...เพราะครั้งนั้น เราเคยมีเจ้าพี่...”

“พระองค์ยังทรงมีเจ้าพี่อยู่เสมอมา องค์ชายศิขรนโรดม”

ศิขรนโรดมตะลึงกับเรื่องที่ไม่คาดว่าจะได้ยิน...

ooooooo

จ้าวซันยังฝึกซ้อมการต่อสู้กับเต๋อเป่าและอาหลี่อย่างสม่ำเสมอ หลังซ้อมวันนี้ เต๋อเป่าเอารายชื่อพ่อค้าอาวุธ 3 คนจากแผ่นดินใหญ่ให้ดู จ้าวซันคลี่กระดาษอ่านทันที

“พานหงปิน เฉินเสี่ยวหาว ต้าเป่ยไหล พวกนี้มันซื้อ ขายอาวุธสงครามที่หลุดออกมาจากทุกสำนักเลยใช่ไหม”





จ้าวซันคุยกันถึงเส้นทางค้าอาวุธทั้งทางน้ำและทางบกซึ่งนับวันเสี่ยงที่จะถูกจับได้มากขึ้นและหากถูกจับได้ก็ย่อมกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พวกนักค้าอาวุธจึงหาเส้นทางใหม่

“มันขนส่งกันโดยใช้เที่ยวบินของเจ้าชายคนนั้น เพราะหากมีปัญหาอะไรมันก็อ้างว่าเป็นฝีมือเจ้าชายคนนั้น ที่ซื้ออาวุธเพื่อจะก่อการร้ายหรืออะไรได้ด้วย” เต๋อเป่าวิเคราะห์

“มันจะเอาศิขรนโรดมเป็นเหยื่อให้ได้ ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง...อย่าหวังเลย!” จ้าวซันขบกรามแน่น

“เราคงต้องสืบต่อว่าในจำนวนนักค้าอาวุธเถื่อน 3 คนนี้ ใครที่ไอ้เกาเฟยติดต่ออยู่” เต๋อเป่าเสนอ

จ้าวซันพยักหน้าเห็นด้วย

ooooooo

บราลียังเคืองหลินจื้อเหม่ยไม่หายที่รู้เห็นเป็นใจกับจ้าวซันหลอกตนวันนั้น หลินจื้อเหม่ยไม่ถือสาบอกว่าตนทำไปเพราะรักเธอ บอกบราลีอย่างหนักแน่นมั่นใจว่า

“สำหรับฉัน เขาเป็นคนดี ฉันยอมรับเขา ไม่ใช่เพราะเขามีเงิน แต่เพราะความดีของเขาและเธอก็ควรจะมองเห็นความดีของเขาเสียที”

พอดีจ้าวซันเอารถมาให้บราลีใช้ เธอปฏิเสธทันที จ้าวซันชี้แจงว่าเอามาให้เธอยืมชั่วคราว เธอจะได้ไม่ต้องเรียกแท็กซี่ ไม่ต้องเสี่ยงกับคนที่ไม่น่าไว้วางใจ และตนก็จะได้ไม่ต้องส่งรถมารับส่งให้เธออึดอัดอีก

บราลีจึงยอมรับรถไว้ใช้ และไปลองรถกัน ปรากฏว่าเธอขับรถดีมากจนจ้าวซันชม แต่เรื่องก็ยังไม่จบ บราลีถามอย่างตรงไปตรงมาและให้เขาตอบอย่างเปิดเผยว่า เขาต้องการอะไร จะจีบตนหรือ จ้าวซันอึ้ง เธอรุกต่อถามว่าเขาแต่งงานหรือยัง! จ้าวซันนิ่งไปกับคำถามที่ตรงจนเป็นขวานผ่าซากนั้น แต่บราลีถือว่าเขาไม่ตอบอะไรตรงๆเลยถามใหม่ว่า

“เอางี้...คุณเป็นคนดีหรือเปล่า” จ้าวซันหัวเราะถามว่าใครจะตอบได้ บราลีโมเมว่าแค่คำถามง่ายๆก็ยังไม่ยอมตอบ ชี้หน้าเขาสรุปว่า “แปลว่าคุณเป็นคนไม่ดี” เธอชี้หน้าว่าเขาแบบนี้ถึงสองครั้ง จนจ้าวซันฉุนจับนิ้วเธอกำไว้ ปรามเสียงเข้ม

“อย่าชี้หน้าผม! เพราะการชี้หน้าด่ากัน มันคืออาการแสดงความไม่เคารพไม่ให้เกียรติ ไม่นับถือผู้ใหญ่ เป็นนิสัยไม่ดี คนฮ่องกงหรือคนอเมริกันอาจจะทำได้ แต่เด็กๆคีรีรัฐต้องไม่ทำ!”

บราลีมองขวับถามว่าใครเป็นเด็กคีรีรัฐ! จ้าวซันอึกอักรู้ตัวว่าพลาดอีกแล้ว เลยเดินเลี่ยงไป แต่บราลีไม่ยอม ตามจิกถามจะรู้ให้ได้ จ้าวซันเลยตัดบทว่า “มันไม่เกี่ยวกับคุณ ผมพูดถึงตัวผม” บราลีไม่เชื่อหาว่าเขาโกหก

จ้าวซันเลยบอกว่าไม่โกหกก็ได้ แต่บอกแล้วห้ามเธอบอกคนอื่นแม้แต่เพื่อนสนิทของเธอ เมื่อบราลีสัญญาว่าไม่บอกใคร เขาจึงบอกว่า “ผมเป็นคนคีรีรัฐ”

บราลีเข้าใจว่าเขาอายชาติกำเนิดของตัวเอง ชักสีหน้าใส่ “ฉันเกลียดมากเลย คนที่ดูถูกรากเหง้าของตัวเอง” จ้าวซันถอนใจยาวอย่างอ่อนใจกับการมองตนในแง่ลบทุกแง่มุมของบราลี แต่เธอไม่สนใจ เปิดฉากอบรมยืดยาวว่า...

“ฉันพูดจริง คนอย่างฉัน ไม่เคยอายชาติกำเนิด...

ถ้าคุณอายที่จะบอกใครๆว่าคุณเป็นคนคีรีรัฐ คุณก็ควรจะกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติคุณเสียบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่าคีรีรัฐเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ มีภาษา มีวัฒนธรรมของตัวเอง แล้วคุณคิดดูเถอะ ว่าประเทศนั้นอยู่มาได้ยังไง โดยไม่เป็นเมืองขึ้นของไทย พม่า จีน หรือแม้แต่อังกฤษ...
จ้าวซัน คุณควรภูมิใจในชาติของคุณ”

จ้าวซันอึ้ง พูดไม่ออก มองบราลีน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งตื้นตันใจ

ooooooo

เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าไม่อยู่โรงแรม ศิขรนโรดมโทรศัพท์บอกราชิดว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมามีภารกิจให้ทำมากมายต้องตื่นเช้าทุกวันเหนื่อยจนทนไม่ไหวแล้ว ฉะนั้นวันนี้ก่อนเที่ยงห้ามใครรบกวนเด็ดขาด

ขณะที่ภูสินทรกับศิขรนโรดมคุยกันถึงอดีต มิถิลามองหน้าภูสินทรตลอดเวลา ภูสินทรบอกเธอว่า

“เจ้าเด็กน้อย เจ้าคงจะต้องเลือกแล้วว่าเจ้าจะจงรักภักดีต่อฝ่ายใด”

“มิน...ฟังนะ” ศิขรนโรดมเอ่ย “เมื่อ 20 ปีก่อน เรามีพี่ชายคนหนึ่ง ชื่อองค์น่านปิงนรเทพ สำหรับเรา เขาคือองค์รัชทายาทที่ควรจะขึ้นครองบัลลังก์ ไม่ใช่เรา แต่เวลานี้ เจ้าพี่น่านปิงของข้า อยู่ที่ไหน ทรงสบายดีใช่ไหม ทรงเกลียดข้าแล้วหรือเปล่า...” ศิขรนโรดมหันถามภูสินทร พยายามกลั้นน้ำตาไว้

“เจ้าพี่ของฝ่าบาท ไม่เคยคิดในทางลบต่อฝ่าบาทเลย” ภูสินทรพูดอย่างสะเทือนใจ

มิถิลายิ่งฟังก็ยิ่งงง ในขณะที่ภูสินทรและศิขรนโรดมพูดกันถึงเหตุการณ์ในเวลานั้นด้วยความนึกคิดในวันนี้อย่างสะเทือนใจ ทั้งสองเล่าสิ่งที่ตัวเองประสบ ประสานเรียงร้อยเป็นเหตุการณ์เดียวกัน...

ในคืนที่เจ้าหลวงพีริยเทพสิ้นพระชนม์นั้น เจ้าชายมาทยาธรพระเชษฐากลับยิ้มที่มุมปาก นายพลจัตุรัสเป็นต้นเสียงแก่ทหารในทันทีว่า “เจ้าเหนือหัวองค์ใหม่ ขอจงทรงพระเจริญ” บรรดาทหารขานรับกันเซ็งแซ่

มาทยาธรบัญชานายพลจัตุรัสในทันทีว่า “ย่ำรุ่งพรุ่งนี้ ออกข่าวให้ประชาชนรู้ว่าน้องเราพระทัยวายกะทันหันและจัดเตรียมงานพระศพให้สมพระเกียรติ”

แต่เมื่อรู้ว่าพระเทวีกับราชบุตรหนีไปได้ มาทยาธรก็สบถถามว่า “แล้วข้าจะนอนหลับตาลงได้อย่างไร มิต้องสะดุ้งตื่นมาพบดาบจ่อคอสักคืนหรือ!” ราชิดรายงานว่าตนจับภูสินทร ราชองครักษ์ตำหนักหน้าไว้แล้ว มาทยาธรสั่งเค้นเอาความจริงจากปากภูสินทรให้ได้ ภูสินทรจึงถูกทรมานอย่างทารุณ

มิถิลาฟังอย่างตั้งใจ มองหน้าเมืองเทพที่อยู่ตรงหน้าถามอย่างตื่นเต้นว่า “ท่าน...ท่านคือราชองครักษ์ตำหนักหน้า ภูสินทร!” ทั้งภูสินทรและศิขรนโรดมมองหน้ามิถิลาเหมือนสงสัยว่ารู้ได้อย่างไร มิถิลาเล่ากลัวๆกล้าๆว่า “คือ... ตอนฝึกทหารเคยได้ยินครูฝึกเล่าว่า เอ่อ...ราชองครักษ์ภูสินทรเป็นกบฏที่ลักพาตัวพระชายาและพระราชบุตรของพระองค์เจ้าหลวงในโกศหายสาบสูญไปเมื่อยี่สิบปีก่อน”

“ครูฝึกเจ้าเล่าคำเท็จ ความจริงเสด็จแม่ทรงเล่าให้ฟังว่า...” ศิขรนโรดมเล่าถึงเสด็จแม่ ซึ่งเป็นพี่สาวของพระเทวีที่เล่าเหตุการณ์ขณะนั้นว่า เมื่อทราบจากบายศรี ภรรยาของภูสินทร ว่าสามีบาดเจ็บสาหัสและถูกคุมขังอยู่ และเวลานี้ไม่รู้ชะตากรรมของพระเทวีกับราชบุตร ก็บอกแก่บายศรีว่า
“ภูสินทรจะไม่ถูกฆ่าตาย เขาเป็นกุญแจดอกสำคัญสำหรับเรื่องนี้ ข้าจะให้เขาหนีไป เพื่อตามไปดูแลน้องสาวและหลานข้าให้ได้”

ด้วยการช่วยเหลือของเสด็จแม่ของศิขรนโรดม ภูสินทรจึงหนีรอดไปได้ และพระเทวีกับราชบุตรจึงปลอดภัย...

“พระมารดาของพระองค์ทรงกล้าหาญยิ่ง กระหม่อมจึงมีวันนี้” ภูสินทรเอ่ย แล้วเร่ง “แต่ตอนนี้ พระองค์รีบเสด็จกลับก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ทันเวลานัดหมาย”

เวลาตามหมายกำหนดการใกล้เข้ามาทุกที ราชิตและโกศินจะขึ้นไปที่ห้องศิขรนโรดม สุริยะต้องหลอกล่อให้ไปชมวิวถ่วงเวลา

ภูสินทรเห็นว่าถ้าไปทางรถคงถึงโรงแรมไม่ทันเวลาแน่ จึงเปลี่ยนเป็นให้ศิขรนโรดมไปเจ็ตสกีแทน โดยภูสินทรไปกับศิขรนโรดม และมิถิลาไปกับลูกน้องภูสินทร จึงไปได้ทันเวลาพอดี!

ooooooo

จ้าวซันฟังบราลีซึ้งใจจนน้ำตาคลอ เขาขอบใจที่เธอทำให้ตนรู้สึกดีขึ้น ทำให้ตนมีความสุข ตนเริ่มภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนคีรีรัฐขึ้นแล้ว

บราลีพาซื่อถามว่าจริงหรือ พลันก็หน้าสลดเมื่อบอกว่าตนเองก็อยากภูมิใจแบบเขาบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะภูมิใจเรื่องอะไร แล้วบราลีก็ระบายปมที่อยู่ก้นบึ้งหัวใจตัวเองตลอดมาว่า...

“ฉันไม่รู้ว่าตัวฉันเป็นใคร มาจากไหน พ่อแม่เป็นใคร ท่านยังอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว ทำไมฉันถึงต้องถูกคนนั้นคนนี้เอาไปเลี้ยง หรือว่าพ่อแม่ขายฉันมา หรือว่าท่านยังมีชีวิตอยู่อย่างลำบากยากจนที่ไหนสักแห่ง ฉันไม่รู้เลย...”

จ้าวซันเป็นห่วงความรู้สึกของเธอ เมื่อเธอบอกว่าจะกลับกรุงเทพฯไปช่วยพ่อทำงาน แต่ก็กังวลไม่รู้พ่อจะยินดีหรือไม่จ้าวซันจึงเสนอให้เธอทำงานที่บริษัทตน รับรองว่าเธอจะได้ใช้ศักยภาพเต็มที่แน่ บราลีถามว่างานอะไร

“งานถวายการต้อนรับเจ้าชายศิขรนโรดมแห่งคีรีรัฐ เวลานี้ คุณพ่อคุณก็กำลังทำงานนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ หากอยากช่วยพ่อ คุณต้องรับงานนี้”

ระหว่างที่จ้าวซันพาบราลีไปที่บ้านสี่ฤดู เขามอบไอแพดให้เธอ เปิดให้ดู เป็นภาพของคีรีรัฐในปัจจุบัน ในนั้นมีรูปของศิขรนโรดมในเครื่องแต่งกายประจำชาติ จ้าวซันแนะนำว่า

“นั่นคือองค์ชายศิขรนโรดม เจ้าชายรัชทายาทแห่งคีรีรัฐ คนที่คุณต้องดูแลให้ดีเมื่อเขามาถึงที่นี่”

เมื่อไปถึงบ้านสี่ฤดู จ้าวซันเอาเอกสารเกี่ยวกับคีรีรัฐปึกใหญ่มาให้บราลีศึกษา เธอโวยวายว่าใครจะไปอ่านทัน จ้าวซันบอกว่ายังมีเวลาอีก 5 วันก่อนที่เจ้าชายศิขรนโรดมจะเสด็จมา งานของเธอแค่ช่วยแนะนำสถานที่และโรงงานของตนก็พอแล้ว

ผิงอันมาเห็นบราลีมากับจ้าวซัน เธอดีใจมากถามว่าดีกันแล้วหรือ

“ผิงอัน วันนี้ มิสบราลีจะสอนน้องเรื่องประเทศคีรีรัฐเป็นภาษาอังกฤษ” จ้าวซันตีขลุม บราลีทำท่าจะโวยแต่ผิงอันร้องขึ้นอย่างดีใจเสียก่อนว่าต้องสนุกแน่ๆ เลย “แน่นอนจ้ะ พี่ฝากให้น้องดูแลครูของน้องด้วย”

“คุณฝากใครให้ดูแลใครกันแน่” บราลีชักฉุน

“ฝากให้น้องทั้งสองคนดูแลกันและกันก็แล้วกัน” บราลีสะดุดหูถามว่า ‘น้องทั้งสองคน’ พูดผิดหรือเปล่า จ้าวซันยิ้มทำทียอมรับว่าตนพูดผิด แล้วขอไปทำงานเลย บราลีจะตามไปจิกถามให้รู้เรื่อง ถูกผิงอันดึงมือรบเร้า...

“พี่บรี...มาสอนหนูเถอะ หนูอยากเรียนเรื่องประเทศต่างๆในโลก คีรีรัฐอยู่ใกล้ประเทศของพี่บรีนี่คะ ต้องสวยน่าไปเที่ยวแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ”

บราลีเลยต้องหยุดอยู่ตรงนี้  แต่ไม่วายจิกตาตามหลังจ้าวซันไปเคืองๆ

ooooooo

แม้ว่าศิขรนโรดมจะมาได้ทันเวลา แต่ทหารของราชิดยืนเต็มไปหมดจะเข้าไปในห้องพักได้อย่างไร จึงเป็นปัญหา

แต่สุริยะที่รู้ว่าศิขรนโรดมอยู่ข้างนอก นอกจากหลอกล่อถ่วงเวลาไม่ให้ราชิดกับโกศินไปเร่งรัดศิขรนโรดมที่ห้องนอนแล้ว ยังหลอกทั้งสองไปขังไว้ที่บันไดหนีไฟ ทั้งสองทุบประตูโวยวาย จนทหารที่เฝ้าหน้าห้องนอนศิขรนโรดมต้องรีบมาช่วย ศิขรนโรดมจึงเข้าห้องไปได้โดยสะดวก

เมื่อราชิดกับโกศินกลับเข้ามาในโรงแรมได้แล้ว ก็ตรงไปที่ห้องนอน เคาะประตูก็ไม่มีเสียงตอบโกศินจึงส่งเสียง

“ฝ่าบาท...ฝ่าบาททรงตื่นหรือยังพระเจ้าค่ะ” ในห้องยังเงียบ พอราชิดสั่งให้ไปเอาคีย์การ์ดมา ประตูก็เปิดในทันที

ศิขรนโรดมใส่เสื้อคลุมอาบน้ำเปิดประตูมาถามเสียงงัวเงียรำคาญว่า

“อารายกานนนน...ได้เวลาแล้วเหรอ...”

ทุกคนอึ้ง มิถิลามาขออภัยว่าตนลืมตั้งนาฬิกาปลุก

“ฝ่าบาท...ยังมีเวลาพะยะค่ะ 10 นาที แต่จะสรงนานกว่านั้นก็ได้ เราไปช้าแค่ไหน พวกคนไทยก็ต้องรออยู่แล้ว ไม่ต้องไปเกรงใจใครหรอกพะยะค่ะ” ราชิดกัดนิ่มๆยิ้มเครียดๆ

ที่มุมหนึ่ง ภูสินทรโผล่มาสบตาสุริยะ ต่างชูแม่โป้งให้กัน โดยที่ทหารคีรีรัฐไม่มีใครสังเกตเห็น

ooooooo

ผู้กองเหลียงยังปักใจเชื่อว่าจ้าวซันทำเรื่องผิดกฎหมาย สั่งหมวดจางให้จับตาการเคลื่อนไหวของจ้าวซันตลอดเวลา บอกหมวดจางว่า ตนอยากเป็นคนเล่นงานจ้าวซันด้วยตัวเอง เพราะได้กลิ่นคดีเด็ด หมายมั่นปั้นมือว่า งานนี้เราดังแน่

ดังนั้น ผู้กองเหลียงจึงขับรถสะกดรอยรถของจ้าวซันไป อาหลี่รู้แกวแกล้งเลี้ยวรถเข้าไปในซอย ผู้กองเหลียงไม่กล้าตามกลัวฝ่ายนั้นจะรู้ตัวเลยขับรถตรงไป อาหลี่แน่ใจว่าถูกตามแน่ๆ บอกจ้าวซันว่าเห็นมันตามมาตั้งแต่ลงเขาแล้ว

จ้าวซันถามว่าระแวงมากไปหรือเปล่า บ่นว่าทำให้ตนเสียเวลา อาหลี่รีบบอกว่าเดี๋ยวตนจะพาไปทางลัดทันเวลาแน่

เวลาเดียวกันนั้น ฉินเจียงที่เกาเฟยบอกว่าบัญชีในธนาคารของเขาถูกอายัดหมดแล้ว ก็ลิ่วมาที่ห้องทำงานของจ้าวซันเจอเทเรซ่ากำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ตรงเข้าไปตะคอกว่าจ้าวซันไปไหน เทเรซ่าตกใจบอกว่าไม่อยู่ มีธุระอะไรสั่งตนไว้ก็ได้

“ฉันต้องการพูดกะเขาเดี๋ยวนี้” ฉินเจียงตวาดเกาเฟยพูดแทรกว่า จ้าวซันสั่งอายัดบัญชีธนาคารของไท้เผ่งใช่ไหม เวลานี้ไท้เผ่งไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินอะไรได้เลย

เทเรซ่ายืนยันว่าตนไม่ทราบจริงๆ ฉินเจียงตะคอกว่า “พวกแกจะลองดีกะฉันใช่ไหม จ้าวซันอยากงัดข้อกับไท้เผ่งใช่ไหม” ตบโต๊ะปัง! แล้วกระชากโทรศัพท์สั่ง “ตามตัวมันมา ใช้เบอร์ด่วนติดต่อให้มันมาพูดกับฉันเดี๋ยวนี้!”

“ดิฉันไม่ทราบว่าคุณชายจ้าวซันไปไหน แล้วดิฉันก็ไม่สามารถติดต่อท่านได้เหมือนกันค่ะ” เทเรซ่ายืนยันเสียงสั่น

ooooooo

ที่ห้องพักศิขรนโรดมในโรงแรม มิถิลามาถามที่หน้าห้องว่าทรงฉลองพระองค์เสร็จหรือยัง ได้เวลาเสด็จแล้ว เสียงจากข้างในบอกว่าขอเวลาอีกห้านาที มิถิลาจึงจะไปแจ้งนายพลราชิด

ทันใดนั้น ประตูห้องเปิดผัวะ ศิขรนโรดมล็อกคอมิถิลาเข้าไปในห้อง กดลงกับพื้นกลางห้องทันที ตัวศิขรนโรดมคุกเข้าคร่อมบนร่างมิถิลาพูดแววตาแข็งกร้าว

“มิน...ข้าขอโทษที่ต้องทำเช่นนี้ แต่เจ้ารู้ความลับของข้าทุกอย่าง ทั้งเรื่องที่ท่านแม่แอบลักลอบช่วย

ภูสินทรจากผาห่มดอก และเรื่องที่นักธุรกิจเมืองเทพคือราชองครักษ์ภูสินทร โดยเฉพาะเรื่องของเจ้าพี่น่านปิงนรเทพ ข้าไม่สามารถให้ความลับเรื่องเจ้าพี่ยังมีชีวิตอยู่รั่วไหลออกได้!”

“องค์ชาย...จะทำอะไรกระหม่อม...ได้โปรด...” มิถิลาตกใจตาเหลือก

“มิน...ขอชีวิตเจ้าให้ข้าเถอะ...” ศิขรนโรดมกด คอมิถิลาแน่น “ข้าขอชีวิตทั้งกายและใจของเจ้าให้กับข้า...ขอให้เจ้าจงรักภักดีต่อข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น...เจ้าให้ข้าได้หรือไม่ หากฝ่ายพวกไอ้ทรราชเสนออะไรให้กับเจ้า ข้าจะให้สองเท่า เจ้าอยากจะได้ลาภยศ หรืออะไร แม้แต่นางกำนัลสวยๆ สักสิบหรือร้อยคนข้าก็จัดหาให้เจ้าได้ ขอเพียงเจ้าสาบานว่าจะถวายชีวิตเจ้าเพื่อข้า ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับข้าต่อต้านกบฏคีรีรัฐได้หรือไม่มิน!”

“พวกทรราชที่ท่านว่าคือ เอ่อ...คือ...” มิถิลาพยายามดิ้น พริบตานั้นนายพลราชิดเปิดประตูเข้ามาเร่งว่าสายแล้ว เห็นภาพนั้นก็ชะงัก ถามว่าอะไรกัน!! ศิขรนโรดมลุกขึ้นปัดมือไปมาบอกราชิดว่า




“เราซ้อมศิลปะป้องกันตัวแบบคีรีรัฐกันนิดหน่อย ก็ท่านราชิดไม่ยอมให้อสุนีมาด้วยนี่นา ปกติเราต้องซ้อมมือกับลูกชายท่านเสมอๆ พอไม่มีเขาเราก็เลยต้องซ้อมกับเด็กแบบนี้แหละ แต่ไอ้มินมันไม่ไหว อ่อนหัดเหลือเกิน ทหารหนุ่มทั้งกองทัพไม่เห็นมีใครเก่งเท่าอสุนีสักคน”

“ก็...อสุนีป่วยจริงๆ หม่อมก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรนี่พะย่ะค่ะ” ราชิดรีบแก้ตัว

“นั่นสินะ...” ศิขรนโรดมทำหน้าตึงเดินออกจากห้องไปทันที มิถิลายังอึ้ง งง สับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นยืนมึนอยู่

“จะยืนทื่อหาบุพการีรึไง! ตามเสด็จไปสิ...ไป!!” ราชิดตะคอกระบายอารมณ์ลงกับมิถิลาแทน

มิถิลาได้สติรีบตามศิขรนโรดมไป

ooooooo

ผู้กองเหลียงกับหมวดจางเดินเข้าห้องมาต่างชะงักเมื่อเห็นอเล็กซ์ง่วนอยู่กับการกดดูคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะผู้กอง พอผู้กองเหลียงถามว่ามาทำอะไรที่โต๊ะตน อเล็กซ์เดินออกมาบอกว่า

“เขาไปแล้ว...ไหนผู้กองว่าคุณห้ามเขาเดินทางไปต่างประเทศแล้วไง” ผู้กองยืนยันว่าจ้าวซันรับปากแล้ว “แสดงว่าคุณไม่มีความหมายในสายตาเขาเอาเสียเลย” อเล็กซ์หยัน

“คุณหมายความว่าไง อเล็กซ์” หมวดจางถาม

“ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองรายงานผมมาเดี๋ยวนี้เอง ว่าเขาเพิ่งเดินทางออกจากฮ่องกงไป ด้วยเครื่องบินเล็ก คนเดียวเดี๋ยวนี้เอง”

“อะไรนะ...จ้าวซันไปไหน!!” ผู้กองเหลียงตกใจ

ooooooo

ศิขรนโรดมไปเยี่ยมเยือนโรงงานผ้าไหมที่อยุธยาของสุริยะ โดยมีภูสินทรคอยรับเสด็จ และสุริยะนำทัวร์ด้วยตัวเอง

ระหว่างนั้น โกศินกับราชิดแอบสบตากัน โกศินพยักหน้าเชิงว่าทุกอย่างพร้อมตามแผน

เมื่อเข้าไปที่โรงเลี้ยงไหม ราชิดแอบแบมือขออะไรบางอย่างจากโกศิน โกศินหันไปพยักหน้ากับทหารติดตาม ทหารคนนั้นหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาให้ โกศินเอากล้องไปส่งให้ศิขรนโรดม

“ฝ่าบาท...โปรดถ่ายภาพ ทรงอยากจะถ่ายภาพ ไปฝากเจ้าหลวงและพระเทวีด้วยองค์เองสักหน่อยไหมพะย่ะค่ะ”

“เอาสิ” ศิขรนโรดมรับกล้องไปแล้วเริ่มถ่ายรูปสิ่งที่ตัวเองสนใจอย่างจริงจัง

เวลาเดียวกันนี้...ที่ฮ่องกง ขณะบราลีกำลังสอนภาษาอังกฤษให้ผิงอันนั้น จู่ๆเหม่ยอิงก็เข้ามาถามว่าพี่ใหญ่อยู่ไหน พอบราลีกับเหม่ยอิงพบกันต่างก็ทักทายกันอย่างนึกไม่ถึงว่าจะได้เจอกันที่นี่ ผิงอันถามงงๆ ว่าสองคนรู้จักกันหรือ

“แกสะเออะอะไร กล้าเข้ามาอยู่กันในห้องนี้” เหม่ยอิงถลึงตาใส่ ผิงอันลุกขึ้นตอบเชิดๆว่า

“ก็พี่ชายใหญ่ให้มาใช้ห้องนี้ อ้อ...นี่มิสบราลี ภีมะมนตรี ลูกสาวของพลตรีสุริยะ นักธุรกิจเพื่อนพี่ชายใหญ่จากเมืองไทย พี่บรีคะ นี่ พี่เหม่ยอิง พี่สาวแท้ๆ  แม่เดียวกันกับหนู” น้ำเสียงผิงอันกัดนิด ในประโยคสุดท้าย

เหม่ยอิงใส่จริตแสดงความยินดีที่ได้รู้จักกับบราลีอย่างเป็นทางการ แล้วบ่นว่าไม่รู้พี่ใหญ่ไปไหน ปิดโทรศัพท์และไม่เข้าไปที่ตึกอีกแล้ว หมู่นี้พี่ใหญ่หายตัวลึกลับบ่อยจัง ผิงอันย้อนกวนๆ ว่าแล้วพวกตนจะไปรู้หรือ แล้วพูดเหน็บว่า

“ถ้าพี่ไม่รู้ ก็แปลว่า พี่ใหญ่ไม่อยากให้ใครรู้ พี่ก็ไม่ควรจะไปตามจิกพี่ใหญ่” เลยถูกเหม่ยอิงตวาดปราม

บราลีเห็นบรรยากาศไม่ดีรีบขัดขึ้น ขอบคุณเหม่ยอิงอีกครั้งที่ช่วยบอกทางวันนั้น แล้วหันถามผิงอันอย่างประชดประชันว่านี่ก็เรื่องบังเอิญอีกหรือ ผิงอันงงไม่เข้าใจ เหม่ยอิงไล่ผิงอันออกไปบอกว่าตนจะคุยกับมิสบรีส่วนตัว ทีแรกผิงอันไม่ยอมออกไปอ้างว่าพี่ชายใหญ่ให้ตนดูแลเธอ เหม่ยอิงจิกมองไล่ตะเพิด บราลีจึงบอกให้ผิงอันออกไปก่อน ไม่ต้องเป็นห่วงตน ไม่มีใครทำอะไรตนได้หรอก ผิงอันจึงจำต้องออกไปอย่างห่วงๆ

ผิงอันออกไปเจออาม่า อาม่าถามว่าออกมาทำไม หนีเรียนหรือ ผิงอันจิกตาแค้นระบายกับอาม่าว่า

“หนูเกลียดบ้านนี้ พี่ใหญ่ไปไหนก็ไม่รู้ ปล่อยให้นางปีศาจอาละวาดอีกแล้ว บ้านนี้ถ้าไม่มีพี่ใหญ่ซะคน พวกเราต้องโดนรังแกจนไม่มีที่ยืนแน่ๆ”

ooooooo

พอผิงอันออกไป เหม่ยอิงก็ก่นด่าว่าเด็กบ้าทำอย่างกับตนเป็นยักษ์มาร บราลีตัดบทว่ามีอะไรจะคุยกับตนหรือ เธอจึงหันมาบอกด้วยท่าทีที่ผิดกับครั้งที่ทำเป็นเจอกันโดยบังเอิญว่า

“จะบอกให้ก็ได้นะ...วันนั้นมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ... วันนั้นฉันตามคุณไปเองแหละ ฉันอยากรู้จักผู้หญิงที่ทำให้พี่ชายใหญ่หลงจนหัวปักหัวปํา แต่ก็ขอเตือนเอาไว้อย่าง พี่ชายใหญ่ไม่ใช่คนดี เขาเป็นคนเจ้าชู้มาก อย่าไปไว้ใจ ระวังจะเสียน้ำตา อ้อ...ข้อมูลอีกอันที่คุณควรจะรู้ไว้ จ้าวซันเป็นคู่หมั้นของฉัน!”

คราวนี้ทำเอาบราลีช็อก เหม่ยอิงชำเลืองแว่บหนึ่ง เล่าต่ออย่างสะใจว่า

“เราไม่ใช่พี่น้องที่แท้จริง เต้ของฉันเลี้ยงพี่ชายใหญ่มา เพื่อให้ดูแลพวกเราและเพื่อให้เขาเป็นเจ้าบ่าวของฉัน เราจะช่วยกันสร้างอาณาจักรของตระกุลจ้าวให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ยั่งยืน แล้วเราสองคนก็รักกันและมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันแล้วด้วย หวังว่าเธอคงจะไม่คิดจะเข้ามาเป็นมือที่สามหรอกนะ”

ooooooo

โรงงานผ้าไหมที่อยุธยา...สุริยะนำทัวร์มาจนถึงบริเวณสาธิตทอผ้าไหม ศิขรนโรดมถ่ายรูปไม่หยุด

ภูสินทรยืนคอยรักษาความปลอดภัยอยู่ห่างๆ พลันเขาก็สะดุ้งเมื่อมือถือดังขึ้น พอกดรับฟังปลายสายเขาตาโตรีบผละไปเนียนๆ

สุริยะพาชมมาจนถึงส่วนต้นไหมเพื่อการย้อมสี ซึ่งเป็นลานกว้างมีเตาถ่านเรียงราย ทุกเตามีกระทะใบบัว ขนาดใหญ่ แต่ละกระทะเป็นสีที่ถูกต้มจนเดือดปุดๆ เพื่อการย้อม ฟืนในเตาปะทุแดงฉาน!

ที่อีกด้านหนึ่ง ภูสินทรเดินนำคนงานเข้ามา 2-3 คน ทุกคนสวมหมวกคลุมหัว ถุงมือ หน้ากากปิดจมูกปาก ถือเข็ดไหมที่ย้อมแล้วเข้ามาจะแขวนโชว์
หนึ่งในคนงานจ้องมองศิขรนโรดมแววตาตื่นเต้น ตื้นตัน ใต้หน้ากากนั้นคือจ้าวซันนั่นเอง!

“ทอดพระเนตรไหมที่ย้อมเสร็จแล้วก่อนพะย่ะค่ะ จะเห็นว่าสีไหมนี้สดใส แต่ก็ไม่จี๊ดจ๊าดบาดตา เพราะเป็นสีธรรมชาติ ที่เราคิดสูตรของเราเอง นี่...นายคนนั้นน่ะมาทางนี้หน่อยซิ” สุริยะชี้ไปที่จ้าวซัน

จ้าวซันค้อมหัวเชิญไหมเข้าไปตรงหน้าให้ศิขรนโรดมถ่ายรูป ระหว่างนั้นจ้าวซันแอบมองศิขรนโรดม อย่างใกล้ชิด เห็นความน่ารักอ่อนโยนจนอดชวนคุยไม่ได้ ถามว่า “โปรดการถ่ายภาพตั้งแต่เมื่อไหร่หรือพะย่ะค่ะ”

“เพิ่งหัดถ่าย ยังไม่เก่ง วันก่อนไปเที่ยวห้างในกรุงเทพฯ แล้วมีคนถวายกล้อง ก็เลยอยากจะ...”

พริบตานั้น ราชิดเข้ามาผลักอกจ้าวซัน ตวาดว่าพูดอะไรกับองค์ชาย! โกศินเข้ามาถามว่า ทำไมต้องใส่หน้ากากทำท่าจะกระชากหน้ากากออก ภูสินทรรีบเข้ามาขวางบอกว่าคนงานพวกนี้ทำงานกับสีกับสารเคมีตลอดวัน เขาต้องป้องกันตัวเอง

“อย่าไปยุ่งกับเขาเลยท่านราชิด” ศิขรนโรดมตัดบท พยักหน้าให้จ้าวซันออกไปเสีย จ้าวซันถอยไปให้พ้นจากความสนใจของพวกราชิดเนียนๆ เอาไหมที่ย้อมแล้วขึ้นไปแขวนแล้วออกไปกับพวกคนงาน

ราชิดหันมาสะกิดโกศินเตือนให้รีบทำบางอย่าง แล้วทั้งสองก็หลอกล่อให้ศิขรนโรดมไปถ่ายรูปจากมุมสูง โดยต้องขึ้นไปบนสะพานโครเมียมที่ใช้สำหรับเดินเหนือเตาเหล่านั้น ศิขรนโรดมสนใจ สุริยะจึงทูลเชิญขึ้นไปโดยตัวเองจะตามขึ้นไปด้วย ถูกราชิดติงว่าอย่าขึ้นไปหลายคนนักเลย ให้สุริยะอยู่ให้ข้อมูลข้างล่างนี้ดีแล้ว

“ให้คนสนิทของเราตามมาอารักขาด้วยอีกคนก็พอ มิน...เจ้ามากับเรา”

ราชิดเลยพูดไม่ออก

ooooooo

จ้าวซันกับคนงานเดินออกมา คนงานเหลือบเห็นน็อต 4 ตัววางอยู่ที่ขอบหน้าต่าง จ้าวซันถามว่าน็อตอะไร คนงานคนนั้นบอกว่าไม่รู้ เพราะเมื่อคืนตนทำความสะอาดห้องนี้แล้ว ดูดฝุ่นอย่างดี ไม่รู้น็อตพวกนี้มาจากไหน จ้าวซันหยิบขึ้นมาดูรู้สึกถึงสถาน-การณ์ที่ไม่ปกติ รีบกลับเข้าไป เห็นศิขรนโรดมยืนอยู่เหนือเตาต้มไหมแล้ว!

จ้าวซันขยับจะเข้าไปถูกทหารคีรีรัฐขวางไว้ไม่ยอมให้ขึ้นบันได ทั้งยังถูกโกศินเข้ามาจะกระชากหน้ากาก จ้าวซันถอยไปปัดมือโกศินออก

ศิขรนโรดมเดินไปบนแผ่นโครเมียมที่พะเยิบ พะยาบ พลางทวงคำตอบจากมิถิลาที่ตนได้ขอชีวิตเธอไว้แต่มิถิลายังไม่ได้ตอบ พอถูกทวงคำตอบมิถิลาอึกอัก ทันใดนั้นศิขรนโรดมก้าวไปบนพื้นสะพานที่พะเยิบพะยาบน่ากลัว มิถิลาตะโกน

“องค์ชาย ระวัง!!” แล้วถลาเข้าไป ศิขรนโรดมถอยพ้นแต่มิถิลาร่วงลงไป ศิขรนโรดมคว้าไว้ทัน ร่างมิถิลาจึงถูกจับมือห้อยอยู่เหนือเตาใหญ่ที่สุดที่สีในกระทะกำลังเดือดปุดๆ ทุกคนตะลึง!

ศิขรนโรดมรั้งมิถิลาไว้สุดกำลัง แขนสองข้างถูกน้ำหนักและแรงดึงดูดกดทับไปกับขอบโครเมียมที่ค่อนข้างคมกดบี้เข้าไปในเนื้อจนเลือดไหล!

ภูสินทรจะวิ่งขึ้นไปช่วย ถูกโกศินขวางไว้อ้างว่าสะพานรับน้ำหนักไม่ไหว จ้าวซันเห็นศิขรนโรดมพยายามช่วยมิถิลาแต่มือเริ่มลื่นจะหลุด สุริยาตะโกนให้คนงานเอาบันไดมารับตัวองครักษ์ไว้ ศิขรนโรดมบอกมิถิลาให้ทนอีกนิด

“พระโลหิตไหลมากแล้ว ปล่อยมือหม่อมฉัน... หม่อมฉันเลือกแล้วว่าจะจงรักภักดีต่อองค์ชายแต่เพียงผู้เดียว ชีวิตของกระหม่อมเป็นขององค์ชาย ทอดพระเนตรเห็นแล้วใช่ไหม”

“ขอบใจ...มิน...ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าตกลงไปเด็ดขาด!”

พริบตานั้น มิถิลามือลื่นร่างร่วงลง วินาทีนั้นจ้าวซันโหนผ้าไหมที่ตากระโยงระยางคล้องอยู่กับขื่อ จับสองชายม้วนกับแขนโหนทะยานไปตะครุบตัวมิถิลาไว้ได้ก่อนจะร่วงลงไปในกระทะที่กำลังเดือด ร่างทั้งสองตกกลิ้งไปกับพื้น

“เจ้าทหารน้อย ไม่เป็นอะไรใช่ไหม” จ้าวซันถามอย่างโล่งใจ ศิขรนโรดมดีใจมากที่มิถิลาปลอดภัย ดีใจจนลืมความเจ็บปวดของตัวเอง ส่วนราชิดกับโกศินเจ็บใจที่แผนพลิกความคาดหมาย ทำทีเข้าไปดูแลศิขรนโรดมอย่างห่วงใย ขณะเดียวกันก็จิกตามองคนงานที่โหนเส้นไหมขึ้นไปช่วยมิถิลา ตรงไปจะกระชากหน้ากากออกดูหน้า

“ไปดูทหารของคุณสิ เขาเกือบจะตาย มาสนใจอะไรผม” จ้าวซันปัดมือโกศินพลางถอยแล้วแหวกผู้คนหลบไป โกศินจะตาม ถูกสุริยะมาขวางถามว่าองค์ชายเป็นอย่างไรบ้าง ภูสินทรก็เร่งให้รีบพาไปห้องพยาบาล โกศินถูกกันและเร่งให้มาดูแลศิขรนโรดม เป็นโอกาสให้จ้าวซันหลบเข้าไปในห้องเก็บของ แต่โกศินยังไม่ยอมแพ้ ตามเข้าไปในห้องเก็บของข้างๆนั้นเห็นคนงานใส่หน้ากากเต็มไปหมด เข้าไปกระชากหน้ากากออกทีละคน...ทีละคนประกาศว่า “ใครที่ช่วยทหารคนนั้นไว้เมื่อกี๊ ข้าจะให้รางวัล” พลันก็มีคนงานร่างใหญ่คนหนึ่งยกมือขึ้นเอ๋อๆ

โกศินหุนหันผละไปด้วยใบหน้าที่เอ๋อยิ่งกว่า...

ooooooo

ฉินเจียงแค้นใจที่ถูกจ้าวซันขวางทางธุรกิจมืดของตน เกาเฟยกระทุ้งซ้ำว่าจ้าวซันมีอิทธิพลจริงๆ เราคงสู้เขายากแล้วส่งโทรศัพท์ให้กดดู บอกว่ามีคนส่งรูปนี้มาให้ตน

เป็นรูปสดๆ ที่บราลีอยู่กับผิงอันในบ้านจ้าวซัน ฉินเจียงพึมพำ “ผู้หญิงคนนี้...เพื่อนยัยผิง”

“ไม่ใช่แค่นั้นครับ เธอเป็นเพื่อนและเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้คุณหนูผิงอันด้วย แต่ที่ผมอยากจะบอกคุณชายรองก็คือ บราลีคนนี้น่าจะเป็นคนสำคัญมากๆ ของคุณชายใหญ่ครับ คุณชายใหญ่กำลังพยายามเอาใจแม่นี่อย่างสุดๆ เลยครับ ถึงกับซื้อรถให้ขับ”

ฉินเจียงถามว่าจ้าวซันกำลังจีบบราลีหรือ เกาเฟยยั่วยุว่า ไม่ใช่แค่จีบแต่หลงรักเอามากๆ อยากจะขอแต่งงานอะไรขนาดนั้นเลย แล้วหยอดท้ายให้ฉินเจียงน้ำลายสอว่า “แต่นังผู้หญิงก็ดูเหมือนจะเล่นตัวไม่น้อย”

เวลาเดียวกัน ผู้กองเหลียงก็ไปหาข่าวจ้าวซันเดินทางไปต่างประเทศจากเหม่ยอิง เล่าข่าวอ่อยก่อนว่า จ้าวซันเดินทางไปประเทศไทยด้วยเครื่องบินเล็ก ปรากฏว่าเหม่ยอิงเองก็ไม่รู้ ผู้กองจึงเล่าต่อว่า จ้าวซันส่งเทียบเชิญองค์ชายศิขรนโรดมแห่งคีรีรัฐมาเยือนฮ่องกงในไม่กี่วันนี้ เวลานี้องค์ชายคนนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ การไปเมืองไทยแบบลับๆ มันเกี่ยวกับแผนการรับเสด็จหรือเปล่า? อ่อยขนาดนี้แล้วเหม่ยอิงยังบอกว่าจ้าวซันทำอะไรอยู่เขาไม่ยอมให้ตนรู้เลย ผู้กองทั้งยอและยุว่า

“แปลกจัง งานนี้ทำไมคุณชายไม่โชว์น้องสาวคนสวยและเก่งให้พวกประเทศหลังเขาได้ชมเป็นขวัญตา”

“พี่ชายเห็นคนอื่นสำคัญกว่าเหม่ยอิง ไม่เป็นไร สักวันเหม่ยอิงจะพิสูจน์ให้พี่ชายเห็นว่าเหม่ยอิงมีค่ามากกว่าผู้หญิงไทยคนนั้น” แต่พอผู้กองสนใจเรื่องผู้หญิงไทยคนนั้น เธอกลับตัดบทว่า “ช่างมันเถอะค่ะ แล้วผู้กองจะเลี้ยงอะไรเหม่ยอิงล่ะคะ อยากเมาจังเลยตอนนี้”

ผู้กองเหลียงมองตาปรอย รู้สึกผู้หญิงคนนี้จี๊ดโดนใจจริงๆ!

ฝ่ายบราลี หลังจากคุยกับเหม่ยอิงแล้ว เธอตัดสินใจจะไม่มาที่บ้านสี่ฤดูอีก บอกผิงอันว่าถ้าอยากเรียนภาษาอังกฤษกับตน ก็ให้ไปบ้านตน ฝากกุญแจรถคืนให้จ้าวซัน อาม่าจะให้คนขับรถไปส่งก็ปฏิเสธ

“ไม่...ไม่ต้องให้ใครมาบริการฉันอีก ฉันไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น อย่าตามตื๊อฉัน ถ้าอยากเรียนกับฉัน เราต้องปรับท่าทีของพวกเราทุกคนใหม่ ไม่มีการทำตัวสนิทสนมกันเองเป็นพิเศษอีกแล้ว” บราลีเดินเชิดออกไปอย่างทระนง

“พี่เหม่ยอิงทำอะไร ทำไมพี่บรีเปลี่ยนไป” ผิงอันร้องไห้จนอาม่าต้องกอดปลอบ

แต่พอบราลีเดินออกไปถึงหน้าบ้าน ก็เจอฉินเจียงมาดักพบบอกว่ามีเรื่องอยากให้เธอช่วย แต่ไม่ยอมคุยที่บ้านชวนขึ้นรถไปด้วยกัน ครั้นบราลีไม่ไปก็คุยอวดความเป็นไท้เผ่งเป็นสุภาพบุรุษสาบานว่าเรื่องที่จะให้เธอช่วยไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ขอให้ไว้ใจตน ให้โอกาสตนสักครั้ง ทั้งหว่านล้อม ปรามาสว่าไม่กล้า ทำตัวเป็นเบบี๋ จนบราลีฮึดขึ้นมายอมขึ้นรถไปกับเขา

ooooooo

ศิขรนโรดมกลับห้องพักโดยไม่ยอมไปทำแผล มิถิลาจึงทำแผลให้อย่างคล่องแคล่ว

“เจ้าช่วยชีวิตเรา...มิน...เจ้าคือเพื่อน...เจ้ารู้ตัวไหม มิน ว่าเจ้าทำลายแผนการของพวกเขา”

“พวกเขา?”

“ราชิด...เขาวางแผนจะฆ่าเราในโอกาสมาต่างบ้านต่างเมืองคราวนี้แน่ๆ เขากันลูกชายเขาไว้ ไม่เช่นนั้นอสุนีต้องมารับเคราะห์นี้แทนเจ้า ราชิดเขาจัดการทุกอย่างไว้รัดกุมแล้ว น้องสาวของอสุนีเป็นนางกำนัลควบคุมตัวแม่เราอยู่ ถ้าเขาฆ่าเราสำเร็จ ครอบครัวเขาขึ้นเถลิงอำนาจแน่นอน อสุนีอาจเสียใจบ้างในทีแรก แต่สักพักเขาก็ต้องยอมรับสิ่งที่พ่อเขามอบให้ น่าอนาถจริงๆ ความโลภไม่เคยปรานีคนเลว ได้คืบจะเอาศอก อยากได้อำนาจจนถึงกับคิดฆ่าคน แล้วจะต้องฆ่าอีกกี่คน แล้วตัวเขาจะอยู่ค้ำฟ้าหรือก็เปล่า”

มิถิลาร้องไห้ออกมา ศิขรนโรดมถามว่าร้องไห้ทำไม เธอบอกว่า เสียใจที่พลเอกราชิดเป็นเช่นนี้...ไม่น่าเลย...ศิขรนโรดมนั่งลงข้างๆ มิถิลาโอบไหล่เธอไว้ตบเบาๆ พูดปลอบทั้งที่ตัวเองก็เจ็บปวด...“ เราร้องไห้มามากแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโต ตอนนี้เราจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว มันไม่มีประโยชน์ มิน...เราต้องสู้ ไม่สู้ก็ตาย หรือไม่ก็ยอมแพ้ มีแค่นั้นเอง ไม่มีทางที่ 3 ให้เลือก!”

มิถิลาลอบมองหน้าศิขรนโรดม คิดในใจว่า ถ้ารู้ว่าตนเป็นใครจะทำอย่างไร? แต่อยู่ๆศิขรนโรดมก็มองหน้ามิถิลาอย่างใกล้ชิด เธอตกใจผงะ แต่แล้วศิขรนโรดมกลับ ดึงตัวเข้าไปกอดไว้ มิถิลาช็อกอยู่ในอ้อมกอดนั้น

ooooooo
ตอนที่ 5

หลังเหตุการณ์...

ภูสินทรรู้สึกผิดจนสมควรตาย สุริยะบอกว่าราชิดให้ลูกน้องเข้ามาเคลียร์พื้นที่ในโรงงาน อ้างว่าไม่มั่นใจว่าเราจะรักษาความปลอดภัยดีพอหรือไม่ ที่แท้เป็นแผนการของมัน

“เราเคยบอกแล้วว่าอย่าให้มีช่องโหว่” จ้าวซันขัดขึ้นอย่างทนไม่ไหว “ถ้าพวกมันไม่แน่จริง ตัวเราคงไม่ต้องออกมาร่อนเร่เป็นเจ้าไม่มีศาลอย่างนี้” ภูสินทรยอมรับผิดอีก จ้าวซันตัดบท “พอเถอะ! ขอให้ทุกคนเอาบทเรียนครั้งนี้จำใส่สมองไว้ว่า พวกมันมีแผนฆ่าองค์รัชทายาทแน่ๆ และที่สำคัญ ถ้าเราไม่มาเจอเหตุการณ์กับตัวเอง เราก็จะเพ้อไปว่า เราวางใจทุกคนได้ แต่ในความ เป็นจริง เราไว้ใจใครไม่ได้เลยจริงๆ”

ทุกคนซีดสนิท ทั้งรู้สึกผิดและละอายอย่างยิ่ง

ฝ่าย ราชิดกับโกศินคุยกันอย่างเจ็บใจที่ระเบียงกว้างบนโรงแรมสูง ที่อุตส่าห์วางแผนไว้อย่างแยบยลแต่กลับพลาด ต่างโทษว่าเพราะ “ไอ้ตัวเล็กนั่นตัวเดียว”

“แต่ไอ้คนงานย้อมไหมที่มาช่วยไอ้ทหารน้อย...คน นั้นท่าทางมันประหลาดๆ...หรือว่ามีคนที่โรงงานล่วงรู้แผนเรา” ราชิดตั้งข้อสังเกต แต่โกศินไม่เชื่อว่ามี ถ้ามีพวกนั้นก็ต้องหาทางป้องกันไว้ก่อนแล้ว เพราะถ้าพระองค์เป็นอะไรไป ความผิดจะตกอยู่กับโรงงาน

“ขนาดที่เมืองไทยเรายังทำไม่สำเร็จ แล้วที่ฮ่องกงล่ะ ทางการจีนมิเข้มงวดกว่านี้อีกหรือ” ราชิดยังกังวล

“ข้า จะย้ำกับคนที่นั่น ให้มันใช้วิธีที่หมดจดโหด-เหี้ยมกว่านี้ ต้องทำให้พระองค์สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ประดุจควันในอากาศ” โกศินจิกตาร้าย

พลันราชิดก็ยกมือไม่ให้พูดเพราะรู้สึกมีการเคลื่อนไหว หลังพุ่มไม้ แต่พอเดินไปดูเห็นแต่ใบไม้ไหวทั้งที่ไม่มีลมแต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ ทั้งสองจึงพากันเดินกลับเข้าข้างใน

ที่หลังพุ่มไม้ในเงามืด...ภูสินทรซุ่มเงียบกริบ มองตามราชิดกับโกศินไปอย่างแค้นใจ

ooooooo

ส่วน บราลีที่ยอมไปกับฉินเจียง ถูกฉินเจียงหลอก ล่อหว่านล้อมให้กินดื่มชวนคุยอย่างสนุกสนาน ระหว่างนั้นเกาเฟยก็แอบถ่ายคลิปส่งไปให้จ้าวซันดู

จ้าวซันถึงกับผงะ เมื่อเห็นภาพบราลีกับฉินเจียงที่พูดคุยชนแก้วกันอย่างยิ้มแย้ม ภาพเรียงรายเป็นอัลบั้มเลยทีเดียว ซ้ำเมื่อเจอกับผิงอัน เธอบอกว่าบราลีไม่มาสอนที่นี่อีกแล้ว ถ้าอยากเรียนก็ให้ไปที่บ้าน ทั้งยังฝากกุญแจรถคืนให้ด้วย จ้าวซันไปหาบราลีที่บ้านหลินจื้อเหม่ยทันที แล้วเขาก็ต้องอึ้ง เมื่อหลินจื้อเหม่ยบอกว่าบราลีเพิ่งออกไปกับฉินเจียงเมื่อครู่นี้เอง!

“แล้วทำไมเธอไม่ดูแลบรีให้ดี เธอไม่ใช่เพื่อนที่สนิทที่สุดของเขาเหรอ” จ้าวซันถามอย่างหัวเสีย

“แต่...บรีเขา...เหมือนหวาดระแวงจื้อเหม่ยน่ะค่ะถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบ คุณชายใหญ่ลองโทร. ไปถามเขาเองสิคะ”

“ทำไม ฉันต้องโทร.!” จ้าวซันย้อนถามเสียงแข็ง  เมื่อไปถึงห้องทำงาน เทเรซ่าเอาเอกสารมาให้เซ็นก็ไม่สนใจ สั่งให้โทร.ถามไท้เผ่งว่าอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร เทเรซ่าติงว่างานพวกนี้ไม่ต้องใช้ลายเซ็นไท้เผ่ง

“ฉันให้ตามไท้เผ่ง ไม่ใช่เรื่องงาน” จ้าวซันเสียงขุ่นตาขวาง จนเทเรซ่าไม่กล้าวอแวอีก รับคำแล้วรีบออกไป

ooooooo

ฉิน เจียงพาบราลีไปนั่งดื่มชาและกินขนมเค้กในร้าน บราลีบอกว่าถ้าเขาหมดธุระแล้วตนอยากกลับ แต่สุดท้ายก็แพ้ลูกตื๊อของฉินเจียงยอมนั่งกินเค้กดื่มชากับเขา

เทเรซ่ามา โทร.หาฉินเจียงครู่หนึ่งก็กลับไปรายงานจ้าวซันว่า ไท้เผ่งไม่ยอมรับสาย อึดใจเดียวฉินเจียงก็โทร.เข้ามือถือจ้าวซัน พูดกวนประสาทว่า เขาชอบแส่เรื่องของตนนัก วันนี้ตนเลยอยากตอบแทนแสดงความรักและเป็นห่วงเขาบ้าง

“แกหมายความว่าไง”

“บราลี ภีมะมนตรี เป็นผู้หญิงที่สวยน่ารักมีชีวิตชีวามากๆ สมแล้วที่เป็นผู้หญิงของจ้าวซัน ตั้งแต่ผมรู้จักพี่มา ผมไม่เห็นพี่สนใจผู้หญิงคนไหนเลย จนนึกว่าเป็นคู่เกย์กะไอ้เต๋อเป่าไปแล้วซะอีก ฮ่ะๆๆ ที่ไหนได้...พอพี่เปิดตัวผู้หญิงในสเปกออกมา เล่นเอาทุกคนตะลึงเลยนะครับ จ้าวซัน สมเป็นจ้าวซันจริง”

ฉินเจียงพูดยั่วหัวเราะเยาะแล้วกดวางสายทันที จ้าวซันทั้งเจ็บใจฉินเจียงและโมโหบราลีมาก พึมพำเครียด

“ทำตัวแบบนี้...มันใช่เหรอ ม่านฟ้า!!”
เทเรซ่าร้อนใจมาก กลัวจ้าวซันจะไม่เข้าประชุมบริษัทเพราะเลื่อนมาหลายครั้งแล้ว เห็นเต๋อเป่าเข้ามาก็ถามว่าเจอไท้เผ่งแล้วใช่ไหม เต๋อเป่าบอกว่ากำลังตามหาด้วยการแกะรอยมือถืออยู่

ที่ประตูไปลานจอดรถใน ห้างสรรพสินค้า ฉินเจียงเดินเคียงคู่บราลีออกมา ซูหลิงคู่ขาเขาเห็นเข้าพอดี เธอ แกล้งโทร.เข้ามือถือเขา ถามว่าตอนนี้อยู่ไหนอ้อนว่า อยากดูหนัง ฉินเจียงให้บราลีขึ้นไปนั่งรอในรถตัวเองเลี่ยงไปคุยโทรศัพท์

“เอิ่ม...คือ ตอนนี้คงไปดูไม่ได้หรอกนะที่รัก ผมอยู่ที่ออฟฟิศจ้า กำลังจะเข้าประชุมเดี๋ยวนี้ ประชุมใหญ่เสียด้วย คงยาวไปถึงค่ำนั่นแหละ”

ซู หลิงซักไซ้จับโกหกและก็จับได้คาตา เมื่อฉินเจียงบอกว่า ตนกำลังจะเข้าประชุม เดี๋ยวจะปิดเครื่องแล้ว มีเวลาจะโทร.หาแล้วเราค่อยไปดินเนอร์กัน ทำเสียงจุ๊บๆแล้วรีบขึ้นรถ เกาเฟยขับรถออกไปทันที ซูหลิงจิกตามองตาม อย่างแค้นใจ

ooooooo

สุริยะแปลกใจที่จู่ๆจ้าวซันก็โทรศัพท์สั่งให้ไป ฮ่องกงด่วน มาดูแลลูกสาวตัวเองเพราะตนคุยกับเธอไม่รู้เรื่องแล้ว สุริยะถามว่าทำไมไม่บอกความจริงกับบราลีเสียที จ้าวซันพูดอย่างเหนื่อยใจว่า

“ความจริงไม่ใช่สิ่งที่จะพูดกันง่ายๆนะคุณ คุณมาได้วันนี้เลยหรือเปล่า ก่อนออกเดินทางก็ช่วยบอกผมด้วย”

สั่งสุริยะแล้ว จ้าวซันเซ็นเอกสารที่เทเรซ่าเอามาให้เซ็นจนหมด ก็พอดีเต๋อเป่าเข้ามารายงานว่า

“ผลจากการแกะรอยมือถือคุณชายรอง ตอนนี้คุณชายรองอยู่ที่หน้าบริษัทครับ”

จ้าวซันลุกพรวดเดินอ้าวผ่านเทเรซ่ากับเต๋อเป่าไปเหมือนไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น

ที่ โถงชั้นล่างบริษัท ฉินเจียงกำลังพาบราลีเข้ามา เธอถามว่าทำไมไม่พาไปส่งบ้าน ฉินเจียงหลอกล่อถ่วงเวลาจนเห็นจ้าวซันเดินอ้าวมาก็แกล้งทำเป็นหยิบอะไรออก จากผมบราลี เธอปัดป้องอย่างถือตัว จ้าวซันอยู่ในมุมที่เห็นเหมือนฉินเจียงกำลังลวนลามบราลี เขาพุ่งเข้ากระชากฉินเจียงออกมาต่อยเปรี้ยง!

ฉินเจียงทำเป็นเจ็บเจียนตาย ร้องเสียงดังจนพนักงานพากันหันมอง เทเรซ่ากับเต๋อเป่าที่ตามมาต่างชะงักอึ้ง

“แก พาบราลีไปไหนมา! ถ้าแกไม่พอใจอะไรฉันแกก็มาเคลียร์กับฉันสิ ไปลงกับคนที่ไม่รู้เรื่องทำไม” แล้วหันไปถามบราลีว่า “คุณเป็นอะไรรึเปล่า” บราลีไม่สนใจกลับรีบเข้าประคองฉินเจียง หันมาถามจ้าวซันอย่างไม่พอใจว่าทำร้ายฉินเจียงทำไม เขาทำผิดอะไร จ้าวซัน
บอกว่า “มันหลอกลวงคุณ ลักพาตัวคุณ!”

“ลักพา ตัวอะไร หลอกลวงอะไร เขาแค่มาปรึกษา เรื่องจะจัดงานวันเกิดผิงอัน แล้ววันนี้ก็ขอร้องให้ฉันไปช่วยเลือกซื้อของขวัญวันเกิดให้ผิงอัน”

“โอย...” ฉินเจียงกุมหน้าสำออย “อีกสองวันจะถึงวันเกิดซายหมุยแล้ว พี่ชายใหญ่จำไม่ได้เหรอ อูยยย”

“ไม่ใช่ ตอนที่แกโทรศัพท์หาฉัน เจตนาไม่ใช่อย่างนี้ แกจงใจจะเอาคืน แกล้งปั่นหัวฉัน!”

ฉิน เจียงเค้นอารมณ์เล่นละครจนดูน่าสงสาร พูดดังๆให้คนแถวนั้นได้ยินกันทั่วว่า “พี่ชายใหญ่ ผมเคยบอกพี่แล้วไง ถ้าพี่อยากได้อะไร ผมยินดีจะยกให้พี่หมดทุกอย่าง พี่อยากเป็นไท้เผ่ง อยากได้ทรัพย์สมบัติของเต้ใช่ไหม เอาไปเลย ผมไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ผมขออย่างเดียว พี่อย่าทำเหมือนกับว่าผมเป็นศัตรูคู่แค้นของพี่ได้ไหม...อูยยยย”

“ฉินเจียง แกพูดเพ้ออะไร”

“พี่จำคำสั่งเสียของเต้ไม่ได้เหรอ ถึงเราจะต่างที่มาแต่เราทุกคนเป็นพี่น้องกัน”

“แก หยุดเสแสร้งเล่นละครได้แล้ว!!” จ้าวซันรู้ทัน กระชากฉินเจียงขึ้นมา บราลีสั่งให้ปล่อยฉินเจียงเดี๋ยวนี้ ประฌามเขาว่าชอบใช้กำลัง ไร้เหตุผลที่สุด ตนผิดหวังจริงๆ แล้วเดินไปประคองฉินเจียง ฝ่ายนั้นยิ่งอ้อนว่าตนโดนแบบนี้ประจำ

“เดี๋ยว...บราลี” จ้าวซันจะจับตัวมาคุยกันให้รู้เรื่อง บราลีเบี่ยงตัวหลบอย่างรังเกียจ พูดเกือบเป็นตวาด...

“หยุดนะ คุณควรอยู่ให้ไกลๆฉันไว้นะคะ จ้าวซันผู้ยิ่งใหญ่”





บราลีเดินฉับๆออกจากบริษัทไป ฉินเจียงสะใจนัก รีบตามไป จ้าวซันกลับเป็นฝ่ายยืนอึ้ง

ooooooo

ที่ มุมหนึ่งในบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ป เกาเฟยกับเหม่ยอิง แอบคุยกัน เกาเฟยสะใจที่ทำให้จ้าวซันโกรธจนเสียศูนย์ได้ แต่เหม่ยอิงกลับพึมพำเครียดว่า พี่ชายใหญ่รักมันจริง เกาเฟยดักคอว่าเธอหึงเขาหรือ?

“ไม่สำคัญหรอก ถ้าเอามันมาเป็นเครื่องมือให้ไอ้ฉินเจียงกระเด็นไปได้”

“คุณจะได้เป็นไท้เผ่ง?”

“จ้าวซันต่างหาก” เหม่ยอิงสวนไปทันที แล้วไล่ให้ไปจัดการทำให้ไท้เผ่งของเขาเหิมมากขึ้น ประมาทมากขึ้น มันจะได้ถึงจุดจบเร็วขึ้น
ที่ ถนนหน้าบริษัทนั่นเอง ผู้กองเหลียงมาดักพบบราลีขอคุยด้วย บอกว่าคุยกันสบายๆ อย่าคิดว่ามาสืบมาสอบอะไรเลย บราลีเคลียร์ตัวเองทุกแง่ทุกมุม ผู้กองฟังเธอพูดจนจบ จึงบอกว่า

“ผมแค่...อยากทราบว่า คุณรู้จักคุณชายจ้าวซันมากแค่ไหน รู้จักมานานหรือยัง อะไรทำนองนี้ แค่นั่นเอง”

บราลีใจหายวาบ ถามเสียงแผ่ว “จ้าวซัน...ตกลงเขาเป็น...พวกอาชญากร...จริงๆหรือคะ”

ผู้กองยิ้มกริ่มไม่ตอบ พากันไปนั่งที่สวนสาธารณะ บราลีจึงเล่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับจ้าวซันให้ฟังอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเป็นเพื่อนของพ่อ พ่อฝากให้เขามาช่วยดูแลขณะตนมาหาเพื่อนที่ฮ่องกงเท่านั้น นอกนั้นไม่ทราบอะไร

“เท่าที่คุณมองเห็นในตอนนี้ คุณคิดว่าจ้าวซันทำอะไรแปลกๆผิดปกติบ้างไหมครับ”

บราลีถึงกับหัวเราะออกมาถามว่าผู้กองถามจริงหรือถามเล่น แล้วเล่าขำๆว่า

“พฤติกรรม ผิดปกติของจ้าวซัน ดิฉันคงต้องขอบอกเลยค่ะว่าเพียบ...เขาเป็นคนแปลก...แปลกมาก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำ มันดูมีอะไรแอบแฝง มันเหลือเชื่อ เขาเหมือนจะรู้เรื่องทุกเรื่องของตัวคุณได้ ถ้าเขาอยากจะรู้ แต่อย่าถามว่าเขารู้ได้ยังไง เขาเหมือนคนเลว แต่เขาก็เหมือนคนที่ดีมาก บางทีก็มีลับลมคมในเหมือนกำลังทำอะไรผิดๆอยู่”

ผู้กองสนใจจี๋ถามว่าผิด กฎหมายหรือเปล่า บราลี บอกว่าตนไม่ทราบ แต่ตอนนี้ตนจะเลิกคบเขาแล้ว เพราะไม่ชอบแย่งผู้ชายกับใคร ผู้กองถามว่าเธอชอบเขาหรือ เพราะพูดเหมือนคนอกหัก บราลีมองขวับถามประชดว่า

“นี่คุณเป็นตำรวจ หรือที่ปรึกษาปัญหาชีวิตกันแน่”

ooooooo

เหม่ยอิงยังหาโอกาสอ่อยจ้าวซัน วันนี้เห็นเขาขรึมๆจึงเข้าไปนั่งคุย ถึงกับลูบไล้แขนถามว่าฉินเจียงทำอะไรให้หนักใจหรือเปล่า หรือกลุ้มเรื่องรับเสด็จเจ้าชายคีรีรัฐ ถามว่าตนช่วยอะไรได้ไหม

จ้าวซันบอกให้มาร่วมงานเลี้ยงก็พอแล้ว เธอชวนไปหาอะไรอร่อยๆกินกันดีกว่า จ้าวซันตอบรับทันทีแต่มีเต๋อเป่ากับอาหลี่ไปด้วย อ้างว่าตนนัดสองคนนี้ไว้ก่อนแล้ว ไปกินกันหลายๆคนสนุกดี

“ไม่เอาหรอกค่ะ พี่ใหญ่นี่ก็แปลก ทำไมไม่คบเพื่อนพวก ซีอีโอ ด้วยกันบ้าง ชอบคลุกคลีแต่กับ...” เธอหางตาไปทางเต๋อเป่ากับอาหลี่ “เชิญพี่ใหญ่ตามสบายเถอะน้องไม่ชอบปะปน” พูดแล้วสะบัดไปเลย

เต๋อเป่ากับอาหลี่มองตามเหม่ยอิงไปขำๆ

เหม่ยอิงเข้าไปในห้องที่มีป้ายและรูปของเต้ จุดธูปปักกระถาง คร่ำครวญกับรูปเต้...

“เขาเกลียดหนูค่ะเต้ เขาพยายามกีดกันหนูให้ห่างไกลจากเขา ทำไมล่ะคะ ทำไม...หนูพยายามทำดีทุกอย่าง แต่จ้าวซันไม่เคยเห็น ก็เหมือนเต้ที่ไม่เคยเห็นแม่สี่อยู่ในสายตา ไม่ว่าแม่สี่จะรับใช้เต้ราวกับนางทาส เต้ก็รักแต่จ้าวไทไท นังแม่มดพันปี เพราะอะไร มันถึงมีอำนาจเหมือนเต้ขนาดนั้น”

เหม่ยอิงเดินไปหยิบรูปครอบครัว มีจ้าวซันกับเต้ ไทไทและเธอตอนเด็กๆเดินกลับไปที่หน้ารูปเต้อีก...

“เต้คะ หนูขอร้อง หนูอยากจะขอความช่วยเหลือจากเต้เป็นครั้งสุดท้าย แล้วชาตินี้ จ้าวเหม่ยอิงคนนี้จะไม่ขออะไรกับวิญญาณบรรพบุรุษอีกเลย...เต้ช่วยดลใจ ให้เขารักหนูสิคะ ให้เขาเขี่ยนังผู้หญิงไทยคนนั้นทิ้ง แล้วหันมามองหนูบ้าง...หนูขอสัญญาว่า ถ้าหนูได้แต่งงานกับจ้าวซัน หนูจะทำนุบำรุงวงศ์ตระกูลของเต้ให้ยิ่งใหญ่ นะคะเต้...ถ้าหนูผิดหวัง หนูคงทนไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนั้น หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หนูไม่รับรองนะคะว่าคนอย่างหนู จะทำอะไรอย่างที่เต้ไม่ชอบหรือเปล่า และผลของมันจะเป็นยังไง...”

เหม่ยอิงมองรูปเต้น้ำตาคลอแต่หลังม่านน้ำตานั้น แววตาเธอมุ่งมั่นจนน่ากลัว...

ooooooo

ระหว่างผู้กองเหลียงขับรถพาบราลีไปส่งบ้านนั้น เขาถามเรื่องที่จ้าวซันให้เธอช่วยงานรับเสด็จองค์ชายรัชทายาทแห่งคีรีรัฐ? เธอรับว่าใช่ เขาให้ตนต้อนรับคอยเอนเตอร์เทนองค์ชายรัชทายาท แต่ตนอาจจะไม่ทำแล้ว

ผู้กองเอะใจว่าเธอคิดว่าจ้าวซันจะทำอะไรมิดีมิร้ายเจ้าชายหรือ เธอบอกว่าไม่ทราบ ผู้กองจึงเล่าเรื่องคีรีรัฐให้ฟังว่า

“คีรีรัฐ กำลังจะเปลี่ยนประเทศ เจ้าหลวงองค์ก่อนทรงปลงพระชนม์ตัวเองและเพราะเทวีก็พาพระโอรสองค์เดียวหนีหายสาบสูญไป เจ้าหลวงปัจจุบัน พระอนามัยไม่ค่อยสมบูรณ์นัก กำลังจะตั้งเจ้าชายองค์รัชทายาทองค์ที่จะเสด็จมานี่ ให้ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าหลวงหนุ่มน้อย แต่...น่าจะมีขบวนการก่อการร้ายคิดทำอะไรสักอย่างไม่ให้เจ้าชายองค์นี้ขึ้นครองเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเลย”

“ขบวนการก่อการร้าย?”

“ขบวนการก่อการร้ายนี้ มีคนในฮ่องกงสนับสนุนเรื่องเงินทุนและอาวุธร้ายแรง ซึ่ง...”

“คุณสงสัยจ้าวซัน!!” บราลีขัดขึ้นอย่างทนฟังไม่ได้

รถมาถึงหน้าบ้านหลินจื้อเหม่ยพอดี ผู้กองเหลียง ดับเครื่อง หันพูดกับบราลีจริงจังอย่างขอร้องว่า

“ถ้าคุณอยากอยู่ข้างความถูกต้อง อย่าถอนตัวจากจ้าวซัน คุณต้องรับทำงานนี้ แต่รายงานให้ผมทราบทุกระยะ ผมสัญญาว่าจะคุ้มกันคุณจากอันตรายและความยุ่งยาก หากเกิดคดีอะไรขึ้นภายหลังก็ตาม”

บราลีมองอึ้ง แต่ที่เงามืดในซอกตึก จ้าวซันยืนมองอยู่ เห็นทั้งสองคุยกันเครียดแล้วผู้กองลงมาเปิดประตูให้บราลีต่างจับมือลากันแบบฝรั่ง แล้วบราลีก็วิ่งเข้าบ้านไป จ้าวซันยืนงันปวดร้าวใจ ที่บราลีไว้ใจทุกคน...ยกเว้นตนคนเดียว...

ooooooo

จ้าวซันติดตามการเคลื่อนไหวของผู้กองเหลียง เมื่อผู้กองไปเข้าฟิตเนส สบโอกาสเหมาะเมื่อผู้กองเข้าห้องซาวน่า จ้าวซันตามเข้าไปเล่นงานจนกระอักแต่ไม่ถึงตาย ทิ้งคำปรามก่อนออกไปว่า

“อย่ายุ่งกับผู้หญิงของผม” พอถูกผู้กองขู่ว่า จะจับเขาข้อหาพยายามฆ่า จ้าวซันท้าว่า “เอาสิ ข้อหาจะฆ่าก็ได้ แต่ไว้ชีวิต ไม่ฆ่า เคยมีไหม” ผู้กองพยายามจะพูดแต่ไอจนพูดไม่ออก จ้าวซันหัวเราะเยาะ “นายตำรวจคนเก่งของซีไอดี. โดนพ่อค้าธรรมดาๆคนนึงเล่นงานเอาซะแทบตาย รู้ถึงไหนคงอายถึงนั่น ว่าป่ะ?” พูดแล้วเดินออกไปสบายๆ ปิดประตูอย่างดี

จ้าวซันออกไปนั่งดื่มน้ำเย็นรอพวกลูกน้องไปช่วยผู้กองเหลียงออกจากห้อง พอแต่งตัวออกจากห้องมาพบจ้าวซัน ผู้กองรี่เข้ามาด่าจ้าวซันว่า สกปรกเล่นทีเผลอ ขู่จ้าวซันว่า วันไหนเขาลงมือวันนี้ตนจะจับ

“ลงมือ...ลงมืออะไร? ผมไม่เข้าใจ”

“โอเค ถ้าจะแอ๊บแบ๊ว ก็แอ๊บให้ตลอด คุณเชิญเจ้าชายประเทศคีรีรัฐมาทำไม คุณคือสปอนเซอร์งานนี้ โดยใช้ชื่อสมาคมพ่อค้าฮ่องกง แล้ววันที่เครื่องเช่าเหมาลำประจำพระองค์บินออกจากฮ่องกง มันจะบินกลับไปพร้อมอาวุธร้ายแรงเพียบ ผมขอบอกว่า ผมจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นเด็ดขาด ขอบอกไว้ตรงนี้...ว่าผมไม่กลัวคุณ!!”

ผู้กองเหลียงจ้องหน้าแววตาโหดจนจ้าวซันอึ้ง แล้วผู้กองก็พยักหน้าให้พวกตนที่ยืนอยู่เดินออกไปด้วยกัน

ooooooo

วันเกิดผิงอัน จัดที่บ้านสี่ฤดู บราลีมาร่วมงานด้วย เธอสนุกสนานร่าเริงในกลุ่มผิงอันและเพื่อน

เมื่อจ้าวซันมาถึง ผิงอันดีใจมากวิ่งไปหาบอกว่า นึกว่าพี่ชายลืมวันนี้แล้วเสียอีก จ้าวซันบอกว่าจะลืมได้ไง งานยุ่งแค่ไหนก็ต้องมา พูดไม่ทันขาดคำ ฉินเจียงก็เดินเข้ามาพูดแทรกขึ้นอย่างจงใจข่มจ้าวซันว่า

“แต่พี่จำได้ แล้วก็ให้ของขวัญซายหมุยก่อนใคร เพราะคุณบรีไปช่วยเลือกให้ด้วยสิ ถูกใจไหมซายหมุย” ผิงอันยิ้มนิดๆ บอกว่าถูกใจ ฉินเจียงยุ “โชว์ให้พี่ใหญ่ดูสิคะ ซายหมุยว่าคืออะไร” ผิงอันวิ่งไปที่โต๊ะของขวัญ อุ้มตุ๊กตาหมีเทดดี้แบร์สีขาวยักษ์มา ฉินเจียงจับบราลีไปยืนกับผิงอันแล้วถ่ายคลิปให้ ชมเปาะว่า “น่ารักทั้งแก๊งเลยจ้า...”




จ้าวซันยิ้มอย่างเยือกเย็น บอกผิงอันว่า ตนไม่ค่อยมีเวลาไปเลือกซื้อของขวัญเลยคิดออกแบบแล้วให้เขาทำตามแบบ พูดจิกฉินเจียงว่า แต่มันไม่ใช่ของน่ารักแบบเด็กๆ อย่างที่คนอื่นให้ มันเป็นของสำหรับสาวๆ ที่เป็นสาวเต็มตัว แล้วเอาออกมาให้ด้วยลีลาขี้เล่น มันคือต่างหูเพชร 1 คู่

ผิงอันดีใจมาก ฉินเจียงหน้าเสียที่ถูกขโมยซีน จ้าวซันเหลือบมองบราลีที่มองตนกับผิงอันอยู่แว่บหนึ่ง แล้วจะใส่ต่างหูให้ ถูกเหม่ยอิงแทรกเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แย่งต่างหูจากมือจ้าวซันไปอาสาจะใส่ให้เอง

ฉินเจียงถูกขโมยซีนก็ทั้งเสียหน้าทั้งเซ็ง หันเห็นบราลีเลยคิดแก้เผ็ดจ้าวซัน เดินไปชวนบราลีไปถ่ายรูปอีกมุมหนึ่ง จ้าวซันหันเห็นพอดี เลยเรียกฉินเจียงไว้บอกว่า ตนก็มีของจะให้ไท้เผ่งเหมือนกัน ฉินเจียงจึงเดินตามจ้าวซันไปอย่างขัดใจ

ที่แท้ จ้าวซันไม่ได้ให้อะไร แต่เรียกฉินเจียงไปย้ำเตือนว่า

“เรื่องที่เคยขอ ขอร้องมาหลายครั้ง ครั้งนี้ฉันไม่ขอ แต่จะให้ นายอยากได้อะไรมาแลกกัน” จ้าวซันเสนอทั้งหุ้น ทีมบอล แม้แต่การเล่นทองคำ ตนให้หมดขอแต่เพียงอย่างเดียวคือ “เรื่องขายอาวุธให้ประเทศคีรีรัฐ หยุดซะ เลิกคบไอ้คนชั่วที่ชักนำแกไปในทางหายนะซะ แล้วแกต้องการอะไร ฉันจะให้”

“แล้วถ้าผมจะขอยัยบราลีคนนั้นล่ะ พี่จะว่าไง คุณชายจ้าวซัน” ฉินเจียงยิ้มท้าทายอย่างจะเอาชนะให้ได้

ooooooo

ซูหลิงมาร่วมงานวันเกิดผิงอันด้วย เห็นฉินเจียง กำลังก้อร่อก้อติกบราลีก็หึงขึ้นมา เดินตรงไปยืนเป็นรูปปั้นตรงหน้าฉินเจียง ทำเอาฝ่ายนั้นทำหน้าเหมือนถูกผีหลอก พอซูหลิงหันหลังเดินหนี ฉินเจียงรีบผละจากบราลีตามไป

ฉินเจียงไล่ตามไป ซูหลิงขึ้นรถขับพรืดไปอย่างขาดสติชนเสาประตูรั้วอย่างแรง ตัวเธอถูกแอร์แบ็กอัดคารถแตรรถค้างดังลั่นจนทุกคนวิ่งออกมาดู

“ซูหลิง...ซูหลิง...” ฉินเจียงร้องเรียกอย่างตกใจ ในขณะที่จ้าวซันวิ่งมาเห็นสภาพ เขาสั่งเรียกรถพยาบาลทันที

เหม่ยอิงตามไปที่โรงพยาบาลเห็นซูหลิงถูกใส่เฝือก ที่บ่าไหปลาร้าและขา เธอเหยียดยิ้มถามว่ายังไม่ตายเหรอ! แล้วหันด่าฉินเจียงว่างานคนตระกูลจ้าวถึงจะเป็นลูกเมียน้อยแต่ก็เป็นคนสูงส่ง มีเกียรติ ไม่ควรให้คนอื่นที่ไม่ได้รับเชิญมางาน

ฉินเจียงโต้ว่าตนเป็นไท้เผ่งจะเชิญใครก็ได้ ไล่เหม่ยอิงออกไปอย่างไม่พอใจ

ทั้งสองทะเลาะกันรุนแรงจนจ้าวซันต้องขอให้พอได้แล้ว ตำหนิว่า

“มีมนุษยธรรมบ้างไหม คนเจ็บนอนอยู่นั่น ถ้าไม่มีน้ำใจจะมาเยี่ยมก็ไปได้แล้ว ทำไมเป็นเด็กใจร้ายนักนะ น้อง...มานี่” จ้าวซันลากเหม่ยอิงออกไป ฉินเจียงมองตามอย่างอาฆาต ส่วนซูหลิงนอนน้ำตาไหลเป็นทาง...

จ้าวซันลากเหม่ยอิงออกไปตำหนิ ปรามและอบรมว่า ถ้าอยากชนะฉินเจียงก็อย่าทำร้ายเขา ต้องใช้ความเมตตาความดีทำให้เขารักและเชื่อใจไม่ใช่ทำให้เขาเกลียด เหม่ยอิงไม่แยแสท้าให้ฉินเจียงเกลียดเลย แล้วมาดูกันว่าระหว่างฉินเจียงกับตนใครจะเหนือกว่ากัน พูดอย่าง ดูแคลนว่า

“ได้ตำแหน่งไท้เผ่งเพราะมันเป็นผู้ชายแค่นั้นเอง มันโง่กว่าน้อง กระจอกกว่าน้องทุกเรื่อง”

จ้าวซันหว่านล้อมให้เห็นแก่พี่น้องเพราะเราก็มีกัน อยู่แค่นี้เอง เหม่ยอิงย้อนถามว่า เขารักและเมตตาใครๆได้ แล้วทำไมเขาถึงไม่รักและเมตตาตนบ้าง

“พี่รักน้องนะเหม่ยอิง พี่ถึงอยากให้น้องเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนทัศนคติเสีย แล้วน้องจะมีความสุข ไม่ต้องโกรธเกลียดอะไรอยู่ตลอดเวลา แบบนี้แล้วน้องก็จะได้เป็นผู้หญิงที่น่ารักไงจ๊ะ” พูดพลางลูบผมเบาๆ

เหม่ยอิงปัดมือจ้าวซันออก บอกว่าตนไม่ต้องการเป็นผู้หญิงเชื่องๆ พวกนั้น ทั้งยังโต้อย่างแข็งกร้าวว่า

“พี่ชายใหญ่จำไว้ว่าความดีไม่มีวันชนะพวกชั่วๆได้หรอก คนชั่วมันต้องถูกกำจัดให้หมด พี่ใหญ่นั่นแหละคือคนที่ต้องเปลี่ยนทัศนคติแบบคนขี้แพ้เสียที” พูดแล้วสะบัดไปเลย

“ทัศนคติแบบคนขี้แพ้งั้นเหรอ...พี่มันขี้แพ้จริงๆ เสียด้วยสิเหม่ยอิง...” จ้าวซันรำพึงอย่างเศร้าใจ

ooooooo

บราลีไม่สบายใจคิดว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเพราะตน ผิงอันบอกว่าเป็นเพราะฉินเจียงต่างหากเพราะเขามีซูหลิงอยู่แล้วแต่ยังมายุ่งกับบราลีอีก

เหม่ยอิงนัดพบกับคุณนายหวังที่ร้านน้ำชาในย่านโซโห เธอระบายความคับแค้นใจให้คุณนายหวังฟัง คุณนายหวังขอให้เธอใจเย็นๆ จนเธอตัดบทว่าไม่ต้องมาเอาใจ ไม่ต้องมาปลอบใจ ถึงตนจะเป็นที่รักของใครแต่ไม่มีความหมายเลยถ้าพี่ชายใหญ่มองไม่เห็น พูดอย่างตัดใจ เจ็บใจว่า

“ก็ได้...ก็ดีเหมือนกัน จ้าวซัน ถ้ามันได้มายากนักฉันก็ไม่อยากจะพยายามอีกต่อไป” พูดอย่างอาฆาตว่า “ถ้าฉันไม่ได้ก็ต้องไม่มีใครได้ นอกจากพี่ชายใหญ่ต้องมานั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นตรงหน้าฉัน แล้วก็สำนึกได้ว่า คนอย่างจ้าวเหม่ยอิงคนนี้เท่านั้น ที่จะช่วยให้พี่รอดจากหายนะได้”

“เหม่ยอิง ฉันห่วงคุณนะ ฉันไม่อยากให้คุณถูกเผาไหม้ด้วยไฟแบบนี้เลย” คุณนายหวังเตือน

“ฉันไม่ได้ถูกไหม้ เพราะฉันเองคือไฟ ฉันนี่แหละจะเป็นคนแผดเผาทำลายผู้ชายตระกูลจ้าวทุกคน มาดามไม่เชื่อก็คอยดูไปแล้วกัน!”

ooooooo

เพราะอยากช่วยซูหลิง จ้าวซันรู้ว่าบ้านเธอเคยเป็นร้านขายของเก่าโบราณ แต่เมื่อพ่อเธอป่วยเป็นมะเร็งจึงต้องขายของเก่าในราคาถูกเพื่อเอาเงินมารักษาพ่อจนต้องปิดร้านในที่สุด

จ้าวซันชวนซูหลิงมาเปิดร้านขายของเก่าอีกครั้ง เพราะเขาเองก็มีของเก่าอยู่จำนวนหนึ่ง ซูหลิงดีใจมากที่จะได้กลับไปมีอาชีพเดิมของพ่อ แต่ฉินเจียงมองอย่างเจ็บใจที่จ้าวซันมาทำดีกับซูหลิงหักหน้าตนอีกแล้ว!

เวลาเดียวกัน เหม่ยอิงนัดพบกับเกาเฟยลูกน้องฉินเจียงที่หลงรักและรับใช้เธอทุกอย่าง วันนี้เธอจึงนัดมาเพื่อให้เขาทำงานบางอย่าง ที่เธอย้ำว่านี่เป็นความลับสุดยอด ห้ามใครรู้เด็ดขาด โดยเฉพาะฉินเจียง เกาเฟยบอกว่าไม่ต้องห่วง ตนทำงานไม่เคยพลาด ยิ่งเวลานี้ฉินเจียงไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นนอกจากห่วงเมียที่กำลังไม่สบาย

เหม่ยอิงบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉินเจียงแต่เกี่ยวกับจ้าวซัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่เขาต้องทำอย่างสุดฝีมือ

“ให้ผมตายเคียงคุณหนูใหญ่ ผมยอม ให้ไปนรกหรือไปสวรรค์ก็สุดแล้วแต่คุณหนูใหญ่จะบัญชามาครับ” เกาเฟยประคองมือเหม่ยอิงไปจูบอย่างบูชาแล้วเอาไปทูนไว้เหนือหัว... เหม่ยอิงยิ้มที่มุมปากมองเกาเฟยอย่างเย็นชา

เหม่ยอิงวางแผนสูง ไม่เพียงรู้จักตัวตนเกาเฟยที่อยู่ตรงหน้า เธอยังรู้ถึงว่าเขามีแม่ เมีย และลูกอีก 3คนรวม 5 ชีวิตที่รอเขาอยู่ที่เวียดนาม เกาเฟยตกใจลุกพรวดที่เหม่ยอิงรู้จักตนลึกมาก ถามว่าเธอจะทำอะไร

“ไม่ต้องห่วง...ตอนนี้คนของฉันดูแลพวกเขาทุกคนอย่างดี ไว้ถ้างานสำเร็จเมื่อไหร่ เธอจะได้กลับไปอยู่กับพวกเขาพร้อมเงินก้อนโต สำหรับทำธุรกิจอะไรก็ได้ที่เธออยากทำ”

เกาเฟยก้มหน้าอย่างยอมจำนน แล้วมองหน้าเหม่ยอิงเอ่ยอย่างชื่นชมว่า

“หึๆ เก่ง...เก่งมาก...คุณมีความเป็นผู้นำที่จ้าวฉินเจียงไม่มี และก็มีความโหดเหี้ยมเด็ดขาดที่จ้าวซันเองก็ทำไม่ได้เหมือนกัน ถึงจะเป็นผู้หญิงแต่ก็สามารถกุมอำนาจตระกูลจ้าวไว้ในอุ้งมือได้อย่างแน่นอน”

“บางทีฉันอาจทำได้ดีกว่าจ้าวไทไทด้วยซ้ำไป”

“ตกลง...ผมยอม...และยินดีร่วมมือกับคุณ...ทุกๆงาน”

เหม่ยอิงยิ้มอย่างผู้มีชัย!

ooooooo

บราลีตัดสินใจไม่รับงานที่จ้าวซันขอให้ทำ เธอไปหาผิงอันบอกว่าจะมาลากลับบ้าน ฝากผิงอันบอกจ้าวซันด้วย ส่วนเอกสารและอุปกรณ์การทำงานต่างๆจะฝากหลินจื้อเหม่ยมาคืน

ผิงอันตกใจ เสียใจมาก พอดีจ้าวซันมา พอรู้ว่าเธอไม่ทำงานและจะกลับบ้าน เขาใจหายพยายามหว่านล้อม อ้อนวอนเธอก็ยังคงอ้างว่าคิดถึงพ่อ อยากกลับไปหาพ่อ

“งั้นยิ่งไม่ต้องกลับเลย เพราะอีก 2 วัน พลตรีสุริยะจะมาที่นี่”

“อะไรนะคะ...” บราลีมองจ้าวซันอึ้งๆ ทึ่งๆ แต่เขายังคงนิ่ง “คุณจะทำอะไรกับประเทศคีรีรัฐก็เชิญคุณทำตามที่ได้วางแผนไว้ แต่กรุณาอย่าเอาฉันกับพ่อเข้าไปเกี่ยวข้องได้ไหมคะ”

ไม่เพียงบราลีจะไม่ร่วมมือด้วยเท่านั้น ยังหว่านล้อมว่าเขาเองก็อยู่ฮ่องกงร่ำรวยสบายแล้วจะไปสนใจอะไรกับประเทศเล็กๆ อย่างนั้น มันจำเป็นมากหรือ ถามอย่างระแวงว่า “คุณ...จะทำอะไรเจ้าชายศิขรคนนั้นหรือ”

จ้าวซันเล่างานที่ตนต้องทำว่าต้องดูแลใส่ใจขนาดต้องหาเพลงสำหรับเปิดขับกล่อมให้ผ่อนคลายในห้องพักด้วย แต่บอกเธอว่าถ้าไม่อยากยุ่งก็ไม่ต้องมา รอพ่อเธอมารับกลับบ้านก็ได้ แล้วถ้าเสร็จธุระตนจะตามไปเที่ยวเมืองไทยกับเธอ...

ooooooo
ตอนที่ 6

จ้าวซันเปิดเพลงให้ฟัง บราลีเหมือนตกอยู่ในภวังค์ เธอนิ่ง อึ้ง หันบอกจ้าวซันว่าเพลงนี้ตนรู้จัก

“อ๋อ...เพลงน้อยใจยา...”

บราลี น้ำตาไหลพรากด้วยความรู้สึกลึกซึ้งกับเพลงนี้ จนร้องประโยคประทับใจ ฝังใจแต่วัยเยาว์ได้อย่างเพราะพริ้ง “ไม่ผัน...ไม่แปร...ความรักที่แน่แก่ใจ...ไม่มีรักใด...ดังรักของน้อยใจยา...”

ความรู้สึกที่ฝังลึกในใจทำให้ทั้งสองโผเข้ากอดกันแน่น บราลีปล่อยตัวในอ้อมกอดของจ้าวซัน ต่างก็น้ำตาไหลพรากอย่างไม่รู้เหตุผล...
จ้าวซันพาบราลีไปที่โรงเรียนเด็กกำพร้า จ้าวซันบอกว่าตนเป็นเด็กกำพร้าที่นี่ บราลีบอกว่าตนก็เหมือนกัน บราลีถามว่าเขามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร

“เต้ รับผมเป็นลูกบุญธรรมตอนผมอายุ 13” บราลีิ คิดแล้วทำหน้าทึ่งว่าเขาเพิ่งอายุ 28 เองหรือ นึกว่า 30 กว่าแล้ว จ้าวซันเล่าต่อว่า “ถ้าตอนนั้น เมยไม่ไปซะก่อน...”

บราลีมองขวับทำให้จ้าวซันนึกได้ว่าตัวเองเผลออีกแล้ว บราลีมองหน้าอย่างค้นหา ถามงงๆว่า

“เมย...เมย อีกแล้ว...คุณเรียกฉันว่า ‘เมย’ อีกแล้วหรือ??” จ้าวซันปฏิเสธไม่เต็มเสียงว่าเปล่า... “ไม่จริง! สามครั้งแล้วที่คุณหลุดเรียกชื่อนี้ออกมา เมยคือใคร ฉันชื่อเมยเหรอ คุณ...เคยรู้เรื่องฉันมาก่อนใช่ไหมหรือว่าเราเคยเจอกันในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ไหนสักแห่ง”

จ้าวซันยิ่งอึกอัก บราลีก็ยิ่งรุกจนเขาต้องถอยร่น

พอดีหลวงพ่อโจเซฟเข้ามาถามว่ารอนานไหม จ้าวซันหันไปไหว้บราลีเลยไหว้ตาม หลวงพ่อมองหน้า บราลีไม่วางตา บราลีมองหน้าหลวงพ่อเต็มตาก็ถึงกับผงะรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อน

แม้ว่าหลวงพ่อจะพูดถึงสมัยเด็กของบราลีอย่างเอ็นดู แต่ก็ไม่ยอมเล่ารายละเอียดให้ฟัง ครั้นบราลีรบเร้าพูดอย่างจำความได้เลาๆว่า

“คุณพ่อ...คือนักบวชที่เคยช่วยหนู พาหนูมาจากพวกที่จับเด็กชาวเขามาขาย...ที่เมืองไทย ใช่หรือเปล่าค่ะ”

“เอาล่ะๆเอาไว้ว่างๆก็แล้วกันนะ เราค่อยมาคุย เรื่องเก่าๆกัน” หลวงพ่อตัดบทอย่างรับรู้ถึงความแสบของเธอ

ooooooo

ศิขร นโรดม พักผ่อนอยู่ที่โรงแรม วันนี้ลงมาว่ายน้ำ หาทางให้พวกทหารที่มารายล้อมออกไปอ้างว่าต้องการความเป็นส่วนตัว เมื่อทหารออกไปแล้วจึงหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาพูดเบาๆ

“เข้ามาได้...”

ภูสินทรแต่งตัวเหมือนคนทำความสะอาดเข้ามาทำงานใกล้ๆแอบรายงานว่า

“ที่ ฮ่องกงต้องระวังให้มาก มันทำที่นี่ไม่ได้มันคงหาจังหวะอีก คนทางฮ่องกงก็เตรียมป้องกันพระองค์แล้ว แต่มันอาจจะมีแผนที่เราคาดไม่ถึง”

ศิขรนโรดมถามอย่างรู้กันว่า “คนทางฮ่องกง??” ภูสินทรตอบเบาๆว่า “นั่นแหละ เขารออยู่” ศิขรนโรดมถามอย่างตื่นเต้นว่า “เขา...จริงๆหรือ”

“เขา รอฝ่าบาทมานานมากแล้ว เพื่อจะมอบบางอย่างให้กับหัตถ์ ต้องพระหัตถ์ พระองค์ต่อพระองค์เท่านั้นพะย่ะค่ะ เขาไม่มีวันส่งต่อให้คนกลางหรือใครอื่นเด็ดขาด”

ศิขรนโรดมน้ำตาทะลัก พูดเสียงตีบตื้นในลำคอ “หวังว่า...เราคงไม่ได้ฝันไป...”

“แต่อย่างไรก็อย่าประมาท พวกมันอยู่ใกล้ฝ่าบาทมากว่าพวกเรา ขนาดตอนนี้...ก็อาจมีคนอื่นจับตามองเราอยู่”

“นั่นเจ้ามิน...มันช่วยชีวิตเรา คุณก็เห็น”

“กระหม่อม ไม่ไว้ใจผู้ใดทั้งนั้น คนที่ใกล้ที่สุด อาจเป็นคนที่น่ากลัวที่สุด กระหม่อมทูลลา แล้วพบกันที่ฮ่องกง ระวังตัวตลอดเวลา จนกว่า...จะได้พบกันกับเขา...นะฝ่าบาท” ภูสินทรทำทีเดินตักใบไม้ต่อไป

ศิขรนโรดมหันมองมิถิลาแววตาตื่นเต้น มิถิลาเห็น แววตานั้นแล้วก็ได้แต่มองตอบงงๆ

ooooooo

ที่สนามบินสุวรรณภูมิ...

สุริยะ เดินเข้ามาในสนามบินเหลือเห็น โกศินกำลังเช็กอินอยู่เดินเข้าไปทัก ถูกโกศินถามว่าตามตนมาทำไม สุริยะตอบยิ้มเต็มหน้าว่า ตนจะไปหา
ลูกสาวที่ฮ่องกงต่างหาก ย้อนถามว่า

“คุณล่ะ ไปทำไม...ไม่ไปพร้อมกับขบวนเสด็จขององค์ชายหรอกเหรอ”

โกศินเดินฉีกไปอีกทางอย่างอารมณ์เสียที่ถูกย้อนถามให้ตอบยาก

ภูสินทรอยู่ที่โรงงานแอบโทร.รายงานจ้าวซันที่กำลังกินอาหารอยู่กับหลวงพ่อและ บราลีว่า โกศินเดินทางมาฮ่องกงคืนนี้แล้วให้หาทางป้องกันด้วย

“ได้...รับรองว่ามันเจอเซอร์ไพรส์แน่”

“หม่อมฉันให้สุริยะตามไปประกบด่วนแล้ว สุริยะอยู่ในสายแล้วฝ่าบาท”

“เจ้า ซัน...คือ...ส่งคนมาคุ้มครองผมด้วยก็ดีนะ ผมกลัวพวกที่บ่อนมาเก๊ามันจะยังตามมาเล่นงานผมอีก” สุริยะเอ่ยขอ จ้าวซันถามว่าเขาไปเล่นมา
อีกแล้วหรือ “เปล่าครับ... ผมไม่กล้าแล้วครับ”

“สุริยะ คุณต้องไม่เหลวไหลนะ ผมขอออกคำสั่ง!! คุณต้องประกบโกศินให้ดี มาถึงที่ฮ่องกงแล้วรีบโทร.บอกผมทันที”

“ถ้า เช่นนั้น เช้าวันมะรืนก่อนจะเดินทางไปฮ่องกงหม่อมฉันจะโทร.บอกฝ่าบาทอีกทีว่ามีอะไร คืบหน้าบ้าง” ภูสินทรเอ่ย จ้าวซันขอบใจ แล้วถามถึงเจ้าน้องอย่างเป็นห่วงว่าเป็นอย่างไรบ้าง

กินอาหารเสร็จ จ้าวซันไปส่งบราลีที่บ้านหลินจื้อเหม่ย เธอไขกุญแจเข้าบ้านบอกว่าไม่ต้องห่วงเดี๋ยวพวกเขาก็กลับมาแล้ว จ้าวซันถามหยอกว่ารู้ด้วยหรือว่าเป็นห่วง บราลีติติงว่าเมื่อเขาไม่เล่าให้ตนรู้ทั้งหมดถึงความเกี่ยวพันกันของเราแล้ว ตนจะไว้ใจเขาได้อย่างไร จ้าวซันขอเป็นว่าไว้จบงานรับเสด็จแล้วเธอจะรู้ทั้งหมด

“จะเกิดอะไร...ในงานรับเสด็จหรือคะ”

“ผมภาวนาให้ไม่เกิดอะไร ทุกอย่างราบรื่น องค์ชายเสด็จกลับไปอย่างปลอดภัย”

“คุณไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายที่จะปลงพระชนม์ใช่ไหมคะ คุณจะไม่ทำร้ายประชาชนที่บริสุทธิ์ของประเทศที่ยากจนหรือใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ”

“มี ประชาชนคนบริสุทธิ์ถูกทำร้ายมากเกินไปแล้ว เมย...คนดีๆทั้งนั้น พวกทรราชย์จะได้รับกรรมถูกฟ้าดินลงโทษเอง เราไม่ต้องทำอะไรหรอก” เจ้าซันหน้าเศร้าลงจนบราลีทัก เขาจับมือเธอยิ้มให้ บอกเธอว่า “ผมจะไม่เศร้าแล้วถ้าคุณอยู่ข้างผม อย่าไปฟังใคร ฟังผมคนเดียว ผมคือคนที่จะไม่มีวันทำร้าย ไม่มีทางทำให้คุณเสียใจเด็ดขาด ผมสัญญา”

บราลีมองหน้า สบตาหาความจริงใจ มือยังอยู่ในมือ ของจ้าวซัน

อีก ฝั่งถนน เหม่ยอิงกับเกาเฟยยืนแฝงตัวในเงามืดข้างเสาไฟ เหม่ยอิงมองภาพนั้นอย่างเจ็บปวดจนน้ำตาคลอ เกาเฟยเหลือบมองเธอแล้วอดสงสารเห็นใจไม่ได้

ooooooo

สุริยะโทร.หาบราลีบอกว่ามาถึงฮ่องกงแล้ว เธอดีใจจะให้มารับ สุริยะบอกว่าตอนนี้ตนกำลังทำธุระยุ่งอยู่ ไว้เราค่อยเจอกัน

บราลีถามว่าจ้าวซันเป็นคนดีหรือเปล่า ตนควรจะไว้วางใจเขาได้แค่ไหน

“บราลี...ลูก วางใจพ่อแค่ไหน ลูกก็วางใจในตัวคุณชายจ้าวซันได้เท่านั้น” เธอถามอีกว่าพ่อเป็นหนี้บุญคุณอะไรเขาหรือเปล่า “จ้าวซันคือเพื่อนพ่อ เป็นเพื่อนแท้ แล้วเขาก็ปรารถนาดีกับเราอย่างจริงใจนะลูก ลูกอย่าดื้อกับจ้าวซันนะ”

บราลีถามอีกว่าจ้าวซันเป็นคู่หมั้น กับ...สุริยะก็ตัดบทขอแค่นี้ก่อน เพราะโกศินที่เขาสะกดรอยอยู่กินอาหารเสร็จลุกไปแล้ว บราลีเลยได้แต่ทำหน้าเซ็ง

ฉินเจียงพาซูหลิงออกจากโรงพยาบาลมาพักที่คอน โดฯของตน เกาเฟยช่วยถือสัมภาระมาเต็มสองมือ ขณะเกาเฟยโทรศัพท์สั่งอาหารอยู่นอกห้องนอน ได้ยินฉินเจียงด่าจ้าวซันว่าแส่สอดไม่เลิก บังอาจมาจ่ายค่าโรงพยาบาลให้เธอ จงใจตัดหน้าโชว์พาวเหนือตนตลอดเวลา

เกาเฟยที่รับแผนจากเหม่ยอิงมา โผล่หน้ามายุแหย่ว่าเพราะจ้าวซันต้องการทำให้เขาเจ็บใจ ซูหลิงไม่พอใจขัดขึ้นว่า





“เกา เฟย หยุดเถอะ จะบอกให้นะ ตั้งแต่เกิดมา ฉันยังไม่เคยเห็นใครดีกับฉัน ให้เกียรติฉันเหมือนคุณชายจ้าวซันเลยสักคน” ฉินเจียงด่าว่ามันสร้างภาพ ซูหลิงบอกฉินเจียงว่า “ฉันรักคุณนะคะ ถ้าฉันอยากให้คุณเป็นเหมือนใครสักคนในบ้านสี่ฤดู ฉันก็อยากให้คุณเป็นเหมือนคุณชายจ้าวซัน สักครึ่งก็ยังดี ไม่ใช่มีนิสัยขี้อิจฉาเหมือนคุณเหม่ยอิง ถ้าคุณมองว่านั่นคือการสร้างภาพ คุณก็ลองหัดสร้างบ้างสิคะ”

ฉินเจียงฉุนขาดถามว่าเธอเห็นจ้าวซันเป็น เทพเจ้าไปแล้วใช่ไหม แล้วเห็นตนเป็นอะไร เกาเฟยแทรกขึ้นทันทีว่า “ไม่ต้องสงสัย มารแน่นอน” ฉินเจียงคว้าของใกล้มือขว้างประตูห้องที่ซูหลิงเข้าไปด่าลั่น

“อีแพศยา เห็นคนอื่นดีกว่าผัวตัวเอง”

ซูหลิงนั่งอยู่บนรถเข็นในห้อง ถอนใจอย่างปวดร้าว...

ooooooo

ใน การประชุมเตรียมงานต้อนรับองค์รัชทายาทแห่งคีรีรัฐของทีมงานบริษัทฉินเย่ว์ กรุ๊ป มีฝ่ายต่างๆ เข้าร่วมพร้อมหน้า บราลี เหม่ยอิง และฉินเจียงเข้าประชุมด้วย

เหม่ยอิงมองบราลีอย่างหมั่นไส้ ในขณะที่ฉินเจียงท่าทางกวนๆนั่งเล่นเกมในโทรศัพท์เสียงดังไม่สนใจการประชุม จ้าวซันกล่าวแก่ที่ประชุมว่า

“กำหนดการที่องค์รัชทายาทแห่งคีรีรัฐจะ เสด็จมาถึงสนามบินคือ สิบโมงเช้าวันพรุ่งนี้ จากนั้นจะเสด็จตรงไปยังสมาคมพ่อค้าฮ่องกง เพื่อทรงบรรยายเรื่องงานศิลปหัตถกรรมและยาสมุนไพรหายากที่สูงค่าของคีรีรัฐ และเสวยอาหารกลางวันก่อนจะเสด็จเข้าประทับพักผ่อนที่โรงแรมริมทะเลใหม่ของ เรา”

“เป็นการเสด็จส่วนพระองค์ใช่ไหม” กรรมการท่านหนึ่งถาม

“ใช่...แต่เราก็ต้องต้อนรับให้สมพระเกียรติ ผมให้คุณบราลี ภีมะมนตรี ที่จบด้านการออกแบบสิ่งทอมาจากสหรัฐอเมริกามาช่วยเราด้วยอีกแรง”

กรรมการ อีกท่านถามว่า เราต้องไปรับเสด็จกันทุกคนหรือเปล่า จ้าวซันบอกว่ากรรมการบริหารทุกคนควรไป ฉินเจียงขัดขึ้นทันทีว่าพรุ่งนี้ตนต้องไปทำธุระด่วนที่มาเก๊า คงไม่ว่าง เชิญทุกคนตามสบาย แล้วเล่นเกมต่ออย่างเมามัน

จ้าวซันถามว่าเหม่ยอิงไปได้ไหม

“น้อง ไปได้...งานที่เป็นหน้าเป็นตาของบริษัทมันต้องสำคัญกว่าทุกสิ่งอยู่แล้ว น้องเป็นคนแยกแยะเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัวได้ดี พี่ชายใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วง” พูดแล้วถูกฉินเจียงถลึงตาใส่เธอทำคอแข็งลอยหน้าไม่แยแส

จ้าวซันรู้ว่าเกา เฟยเป็นคนชักจูงยุยงฉินเจียง เมื่อเจอกันในห้องน้ำจึงถามว่าจะไปกันเมื่อไหร่ เกาเฟยทำหน้าตายถามว่าไปไหน? แล้วปฏิเสธว่าตนไม่รู้เรื่องจริงๆตนแค่คนติดตาม เจ้านายบอกให้ไปไหนก็ตามไปเท่านั้น

“อย่าชักจูงฉินเจียงไปในทางชั่ว...ไม่งั้น”

มีเสียงชักโครกในห้องน้ำแล้วฉินเจียงก็เดินออกมา พูดสีหน้าเย็นชาขณะเผชิญหน้าจ้าวซันว่า

“หลอก ล่อจนเมียผมหลงหัวปักหัวปําไปแล้ว พี่ใหญ่ยังจะมาตีสนิทคนของผมอีก กะจะซื้อตัวทุกคนไปจากผม ให้ผมโดดเดี่ยว ไม่มีใครกันเลยใช่ไหม จ้าวซัน!”

จ้าวซันเตือนว่ายังไม่สายเกินไป ฉินเจียงไม่สนใจ ซ้ำยังท้าว่า

“จะ พาพวกไอ้ผู้กองเหลียงมาเล่นงานผมอีกก็เอาเลย ให้มันรู้ไป ว่าลูกบุญธรรมของเต้ เอาลูกชายแท้ๆของเต้เข้าคุก แล้วขึ้นครอบครองตระกูลจ้าวเสียเอง แถมฟันลูกสาวของเต้ทุกคน” พูดแล้วระเบิดหัวเราะอย่างเย้ยหยันสะใจ ก่อนเดินออกไป

จ้าวซันแค้นใจ ยืนมึน ก็พอดีมี โทร.เข้าหยิบโทรศัพท์ดู เป็นสายจากสุริยะ โทร.มารายงานว่ากำลังตามโกศิน อยู่ที่มาเก๊า อยู่ดีๆไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้วเพราะคนเยอะมาก

“ไม่เป็นไร รออยู่ที่นั่นก่อน เดี๋ยวผมจะส่งคนตามไปสมทบ แล้วคอยดูฉินเจียงด้วย เขากำลังจะไปที่นั่น” จ้าวซันสั่งงานแล้วกด โทร.ถึงลูกน้องคนอื่น

สุริยะเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า มองไปรอบๆท่าเรือเห็นว่าไม่มีอะไร เลยโบกแท็กซี่ไปหาอะไรทำแก้เซ็ง

ooooooo

โกศินไปคุยแผนการกับฉินเจียงในห้องวีไอพีในบ่อนของตัวเอง มีเกาเฟยเฝ้าอยู่หน้าห้อง

เต๋อเป่าทำทีมาเล่นพนันเพื่อสอดแนมอยู่ใกล้ๆ

สุริยะไปเล่นพนันแก้เซ็งในบ่อนของฉินเจียง แต่เล่นเสียหลายล้าน ถูกผู้คุมบ่อนจับตัวไปหาฉินเจียง

สุริยะต่อรองเอาตัวรอดว่า

“ผม สัญญาว่า พรุ่งนี้ผมจะเอาเงินสดมาใช้หนี้ให้หมด ขอร้องล่ะ คุณจะยึดอะไรจากผมไปเป็นประกันก็ได้ เอาอะไร นาฬิกาไหม เรือนนี้เป็นแสนนะ ผมไม่ปล่อยหลุดหรอก มันเป็นนาฬิกาที่ผมรักมากๆนะครับ”

รปภ.ที่พาสุริยะมา โพล่งไปว่าเขาติดหนี้อยู่ 7 ล้านเหรียญ เกาเฟยรู้สึกคุ้นหน้าจึงขอดูพาสปอร์ต พอชัดเจนว่า นามสกุลเดียวกับบราลีก็เอะใจ
สุริยะยังคุยโวโอ้อวดเพื่อเอาตัวรอดว่า

“ผม เป็นนายทหารที่ออกจากราชการมานานแล้ว แต่ผมมีโรงงานเป็นของตัวเอง ผมไม่ใช่คนกระจอกๆ ผมเป็นเพื่อนจ้าวซัน คุณชายจ้าวซันไงครับ ผมไม่เบี้ยวคุณแน่ๆ คุณชายจ้าวซันจะช่วยจ่ายเงินแทนผม แต่ผมขอเป็นพรุ่งนี้ ดึกป่านนี้แล้ว ผมไม่อยากรบกวนเขา เชื่อผมเถอะครับ”

ฉินเจียงกับเกาเฟยมองหน้ายิ้มๆอย่างรู้กัน

ooooooo

คืนนี้ จ้าวซันเข้าไปหาจ้าวไทไทในห้องนอน คุกเข่าลงใกล้ๆ พูดอย่างตื่นเต้น

“เวลานั้นมาถึงแล้วครับ...แม่ใหญ่”

แม่ ใหญ่ลูบหัวจ้าวซันพูดอย่างอดตื่นเต้นไม่ได้เช่นกันว่า จริงหรือ ทำไมเร็วนัก จ้าวซันพูดออกตัวอย่างกังวลว่าตนอาจทำไม่สำเร็จทุกเรื่อง บางเรื่องอาจพลาดพลั้งเพราะไม่มีอะไรง่ายและตนเองอาจไม่ดีพอ

“คนครึ่งนึง ฟ้าดินครึ่งนึง...ทุกเหตุการณ์ในชีวิตของเรา เราใช้ฝีมือของเราครึ่งนึง อีกครึ่งเป็นเรื่องของที่เราควบคุมไม่ได้ เราต้องยอมมอบส่วนที่เหลือนั้นให้สวรรค์จัดการแทน”

“ไม่ได้ครับ เราไม่มีวันรู้หรอกว่าสวรรค์จะเข้าข้างเราหรือเปล่า ผมอยากควบคุมทุกอย่างให้ได้ด้วยมือของผมเอง”

“เจ้า มันเหิมเกริมไปหน่อยแล้วจ้าวซัน ผู้เหิมเกริม หยิ่งยโส คิดว่าเขามีอำนาจมากมาย จัดการทุกอย่าง สุดท้ายแล้ว จะเป็นคนที่ทุกข์ที่สุด ร้องไห้มากที่สุด จำไว้”

“ผม...คงจะเป็นคนนั้น ผมจะไม่ยอมให้อะไรพลาด ให้ผมตายเสียดีกว่า ผมไม่ไว้ใจฟ้าดิน ผมไม่ไว้ใจสวรรค์ ฟ้าดินทำกับผมมาอย่างแสนสาหัส สวรรค์อยู่ข้างคนอื่นเสมอ ไม่เคยข้างผมเลย”

“ฟ้า ดินเป็นสิ่งสมดุล สวรรค์ยุติธรรมเสมอนะจ้าวซัน อย่าได้ประมาทน้ำใจสวรรค์ ถ้าสวรรค์เข้าข้างคนอื่นจริงลูกคงไม่มีวันนี้ แม่คงไม่ได้พบลูก และลูกคงจะไม่ได้มาเป็นลูกรักของแม่ จ้าวซัน จงอ่อนน้อมถ่อมตนแก่ฟ้าดิน ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วฟ้าดินจะโอบอุ้มเจ้า”

ฟังจ้าวไทไทพูดแล้ว จ้าวซันสงบขึ้น

ooooooo

หลังจากส่งโกศินไปวางแผนที่ฮ่องกงแล้วราชิดอ้างแผนสับขาหลอกฝ่ายตรงข้ามที่เชื่อว่ามีน่านปิงนรเทพอยู่เบื้องหลังการก่อการร้าย เพื่อความปลอดภัยของพระองค์จึงจัดการเดินทางเป็นสองขบวน

ขบวนแรกราชิดนำศิขรนโรดมกับมิถิลาล่วงหน้าไปก่อนเงียบๆ

ที่ฮ่องกง เหม่ยอิงสั่งเกาเฟยให้หาทางถ่วงเวลาไม่ให้จ้าวซันไปรับศิขรนโรดมทัน เพื่อตนจะได้เป็นตัวแทนไปรับเมื่อเห็นจ้าวซันขับรถออกไปกับบราลี เหม่ยอิงโทร.บอกเกาเฟยให้ทำตามแผนทันที เกาเฟยให้ไอ้สือและอาเหาเป็นคนลงมือกำชับว่า “ทำตามแผน แล้วก็อย่าให้พลาด” แล้วตัวเองก็เอาหมวกกันน็อกสีดำใส่ กระโดดขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนกลับไปอย่างรวดเร็ว

ไอ้สือกับอาเหาขับรถบรรทุกสีขาวแล่นสวนรถของจ้าวซันมาอย่างรวดเร็ว แล้วเร่งแซงรถที่ขับอยู่ข้างหน้า เป็นจังหวะที่จ้าวซันสังเกตเห็นรถมอเตอร์ไซค์ขี่ตามมาอย่างมีพิรุธจึง โทร.เรียกเต๋อเป่า พอเงยหน้าเห็นรถบรรทุกสีขาวแซงสวนมาในระยะกระชั้นชิด กำลังจะประสานงา!




วินาทีนั้นจ้าวซันตัดสินใจหักหลบแต่มาเจอรถ มอเตอร์ไซค์เบียดข้างอีก เขาตัดสินใจหักรถลงข้างทางรถตกกลิ้งไปหลายตลบ รถบรรทุกสีขาวขับผ่านไปอย่างเร็ว เกาเฟยที่ขับมอเตอร์ไซค์เบียดมา วนรถกลับมาดูผลงาน ยิ้มสะใจก่อนขับไป

รถจ้าวซันบุบบู้บี้มีควันลอยจากเครื่องยนต์ บราลี หัวแตกรีบลุกมาดูเห็นจ้าวซันคอพับฟุบอยู่กับพวงมาลัย! โชคดีที่เต๋อเป่ามาถึงพอดีจึงรีบพาจ้าวซันส่งโรงพยาบาล

ooooooo

ราชิดพาศิขรนโรดมกับมิถิลามาถึงสนามบินด้วยเครื่องบินส่วนตัวที่ฮ่องกง เหม่ยอิงมารับในนามตัวแทนบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ปและเป็นน้องสาวของจ้าวซัน
ศิขรนโรดมเอะใจถามถึงจ้าวซัน เหม่ยอิงอ้างว่าติดธุระด่วนไม่สามารถมารับเสด็จได้ อ้างสิทธิของตนที่จะจัดการทุกอย่างแทนพี่ชายได้ แล้วรีบเชิญออกจากสนามบินทันที

“เกิดอะไรขึ้นกับ...” ศิขรนโรดมพึมพำ...กังวล มิถิลา กระซิบเตือนให้ระวังพระองค์ไม่ให้มีพิรุธ แล้วพากันไป

เมื่อมาถึงสมาคมพ่อค้าฮ่องกง ศิขรนโรดมถามเหม่ยอิงว่าติดต่อจ้าวซันหรือยังว่าเขาติดอะไรทำไมจึงยังไม่มาอีก เหม่ยอิงอ้างธุระด่วนตามเคย ศิขรนโรดมจึงขอให้โทร.ตามให้มาตอนนี้เลยได้ไหม เพราะจ้าวซันเป็นคนเชิญมาแต่ไม่มารับด้วยตนเอง เป็นเรื่องแปลกมาก

ระหว่างนั้น ผิงอันโทร.เข้ามือถือของเหม่ยอิงแต่เธอไม่รับสายจนผิงอันโทร.มาไม่หยุดจึงกดรับอย่างหงุดหงิด ผิงอันเล่าไปร้องไห้ไปว่าจ้าวซันประสบอุบัติเหตุอยู่ในห้องฉุกเฉินนานแล้วยังไม่ออกมาเลย เหม่ยอิงตกใจมากรีบไปที่โรงพยาบาล เจอบราลีที่ทำแผลถลอกแล้วก็ตรงเข้าผลักจนล้มหาว่าเพราะเธอที่ทำให้จ้าวซันขับรถเองจนประสบอุบัติเหตุ

ที่มุมหนึ่ง เกาเฟยมาแอบดูสถานการณ์ เมื่อเหม่ยอิงเห็นจึงเลี่ยงไปหาเนียนๆ แต่พอเจอเกาเฟยก็ทั้งตบทุบชกต่อยไม่ยั้ง ด่าว่าจะฆ่าจ้าวซันหรือ ตนแค่สั่งให้สกัดไม่ให้จ้าวซันกับบราลีไปรับเสด็จ ไม่ได้ให้ทำร้ายกันปางตายแบบนี้ ขู่อาฆาตว่า

“ถ้าแกคิดหักหลังฉัน นอกจากแกจะไม่ได้เห็นหน้าครอบครัวแกแล้ว แกจะไม่มีชีวิตด้วย จำใส่หัวไว้ซะ คนสุดท้ายบนโลกที่ฉันอยากให้ตายคือ จ้าวซัน”
เกาเฟยขออภัย ขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง เหม่ยอิงสั่งให้กราบเท้าตน เกาเฟยรับก้มกราบบอกว่ายิ่งกว่ากราบเท้าตนก็ทำได้ เหม่ยอิงยิ้มอย่างสะใจ ที่กดเกาเฟยจนหมอบราบคาบแก้วได้

จากนั้น เหม่ยอิงก็กลับไปเอากระเป๋าเสื้อผ้ามาเฝ้าจ้าวซัน ไล่บราลีให้ไปทำหน้าที่ลูกจ้างต้อนรับเจ้าชายจากคีรีรัฐ ตอกย้ำกับบราลีว่า “ท่องให้ขึ้นใจไว้ด้วยนะว่าหน้าที่ดูแลคุณชายจ้าวซัน มันเป็นของฉันไม่ใช่ของลูกจ้างอย่างเธอ!”

แต่บราลี ผิงอันและอาม่าเดินไม่ทันพ้นโรงพยาบาลก็เจอผู้กองเหลียงเปิดกระจกรถถามว่าจะไปไหนกัน ทั้งสามจึงได้ขึ้นรถตำรวจกลับบ้าน แต่พอถึงบ้าน ผิงอันกับอาม่าลงจากรถไป บราลีถามผู้กองว่า “คุณมีเรื่องจะคุยกับฉันใช่ไหม” ผู้กองพยักหน้าเบาๆ

ผู้กองสอบถามบราลีว่าจ้าวซันขัดแย้งอะไรกับใครบ้าง บราลีไม่รู้ เห็นแต่จ้าวซันขัดใจกับฉินเจียงเท่านั้นแต่ไม่คิดว่าพี่น้องจะฆ่ากันเองได้ ผู้กองไม่ได้ข้อมูลอะไรจึงให้จ่าหมงไปเฝ้าที่หน้าห้องจ้าวซัน

หลังจากศิขรนโรดมบรรยายเรื่องผ้าที่ห้องสัมมนาของโรงแรมเสร็จ เทเรซ่าก็เข้ามาคุกเข่ารายงานว่า จ้าวซันประสบอุบัติเหตุทำให้มาถวายการต้อนรับไม่ได้ เวลานี้อยู่ในห้องไอซียูยังไม่รู้สึกตัว ศิขรนโรดมตกใจมากจะไปเยี่ยมจ้าวซัน ถูกราชิดท้วงติงขัดขวางจนศิขรนโรดมเริ่มทนไม่ได้ ภูสินทรที่ปลอมตัวเป็นพนักงานอยู่แถวนั้นพยายามส่งสัญญาณให้นิ่งไว้ก่อน

มิถิลาแก้สถานการณ์ ทำทีแกล้งเอาถ้วยชาร้อนๆ ไปแตะมือศิขรนโรดม แล้วทำเป็นอุทานตกใจว่าศิขรน- โรดมตัวร้อนมาก ราชิดไม่เชื่อแต่เมื่อแตะมือศิขรนโรดมก็สะดุ้งเช่นกัน บรรยากาศจึงคลี่คลาย

เมื่อไม่ได้ข้อมูลอะไรจากบราลี ผู้กองเหลียงจึงสืบจากเหม่ยอิงที่ไปเฝ้าจ้าวซันที่โรงพยาบาล ผู้กองเกริ่นว่าคงเป็นฝีมือพวกที่เสียผลประโยชน์จากการทำธุรกิจแข่งกับบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ป

“ไม่ใช่ศัตรูทางธุรกิจหรอกค่ะ จ้าวฉินเจียงเขาเพิ่งมีเรื่องกับพี่ชาย ทั้งเรื่องงาน เรื่องแย่งผู้หญิง เรื่องความอิจฉาริษยาที่สะสมมาตลอดเวลา ล่าสุดถึงกับลงไม้ลงมือกัน คนทั้งบริษัทก็เห็น ฉัน...ฉันไม่นึกเลยว่า ไท้เผ่งจะใจทมิฬหินชาติขนาดคิดฆ่าพี่ชายใหญ่ค่ะ”

เหม่ยอิงดราม่าเสียจนผู้กองเหลียงฟังแล้วอึ้ง

ooooooo

หลังจากหมอทำแผลที่ศิขรนโรดมบาดเจ็บจากการช่วยมิถิลาที่ห้องย้อมไหมแล้ว หมอแนะนำให้ศิขรนโรดมงดภารกิจพรุ่งนี้เพื่อจะได้พักสักวัน ราชิดเร่งให้เดินทางกลับคีรีรัฐตามกำหนดเดิม มิถิลาไม่เห็นด้วย ทั้งสองโต้เถียงกันอย่างรุนแรงจนศิขรนโรดมถามว่า “นี่จะให้เรานอนหลับหรือเปล่า จะทะเลาะกันอีกนานไหม”

ทั้งคู่จึงเงียบทั้งใจยังไม่ยอมกัน...

เพราะได้อาวุธมาตามเป้าหมายแล้ว ถึงขั้นตอนที่ต้องขนขึ้นเครื่องบินส่วนพระองค์ พันหงปิงกับสมุนเป็นคนคุมรถขนอาวุธเข้ามา โกศินเป็นคนบอกยามที่เฝ้าอยู่ว่าเป็นของที่จ้าวซันทูลเกล้าฯถวายองค์รัชทายาทคีรีรัฐ ยามจึงขอตรวจ

ยามใช้ไฟฉายส่องพบแต่เฟอร์นิเจอร์จีนสลักผ้าไหม ตุ๊กตาจีน ฯลฯ ตรวจแล้วจึงให้ผ่าน พวกทหารคีรีรัฐจึงช่วยกันขนของเข้าใต้ท้องเครื่องบินท่ามกลางการควบคุมของราชิดและโกศิน แต่ที่เนินเหนือโรงซ่อมเครื่องบิน ฉินเจียงกับเกาเฟยส่องกล้องดูการเคลื่อนไหวอยู่อย่างพอใจ ยิ้มให้กันกับความสำเร็จครั้งนี้

เมื่อกลับไปถึงคอนโดฯฉินเจียงคุยอวดซูหลิงว่าต่อไปนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป ตนกำลังจะเป็นคน สำคัญยิ่งใหญ่กว่าจ้าวซัน รวยกว่าจ้าวซัน เพราะตนพบอาชีพใหม่ที่ดีกว่าเป็นไท้เผ่งฉินเย่ว์กรุ๊ปมากนัก ซูหลิงซักถามจนรู้ว่าเขาค้าอาวุธข้ามชาติ แต่พอติติงเตือนสติ ฉินเจียงตอบอย่างผยองว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังช่วงชิงอำนาจแก่งแย่งทรัพยากร โง่เง่ามัวเมาในลัทธิ ธุรกิจนี้ไม่มีวันเจ๊งแน่

ซูหลิงฟังแล้วซีดสลด มองฉินเจียงอย่างสยองในความอำมหิตของเขา

เมื่อจ้าวซันแข็งแรงขึ้นเขารีบออกจากโรงพยาบาลกลับไปอยู่บ้าน แต่พอรู้ว่าศิขรนโรดมประชวรก็ลุกพรวดถามว่า ศิขรนโรดมเป็นอะไร ใครทำอะไรองค์ชาย เหม่ยอิงบอกว่าคงเป็นเพราะสะดุ้งอากาศที่ฮ่องกงที่แตกต่างจากเมืองไทยเลยไข้ขึ้นเท่านั้นเอง พอหมอกับพยาบาลเข้ามาก็ทำแอ๊บแบ๊วฟ้องหมอว่าพอพี่ชายฟื้นก็จะไปทำงาน ให้หมอช่วยห้ามที

ooooooo

วันนี้ บราลีเข้าครัวต้มซุปจะเอาไปให้จ้าวซัน หลินจื้อเหมยชิมแล้วชมว่าอร่อยมาก พอดีผิงอันกับอาม่า พอรู้ว่าบราลีต้มซุปให้จ้าวซันก็ดีใจ ผิงอันบอกว่าพี่ชายต้องดีใจมากแน่ๆ เลย

พอเห็นหน้าบราลี จ้าวซันดีใจจนเรียกมั่วไปหมด “เมย...ม่านฟ้า...เอ้อ...บราลี” จนบราลีถามงงๆ ว่าทั้งหมดนั้นคือชื่อตนใช่ไหม จ้าวซันรู้ตัวว่าเผลออีกแล้ว เลยกลบเกลื่อนทำเป็นจับท้ายทอยตัวเองบ่นว่ายังมึนๆ อยู่ แล้วเปลี่ยนเรื่องถามว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง พอเห็นรอยช้ำที่ต้นแขนพูดอย่างห่วงใยว่าต้องเจ็บมากแน่ๆเลย

“น้อยกว่าคุณนะคะ” บราลีพูดอย่างซาบซึ้งความห่วงใยของเขา จ้าวซันดึงเธอเข้าไปกอดเบาๆ บอกว่านึกว่าตนคงตายไปแล้ว บราลีร้องไห้กอดตอบ พร่ำบอก “คุณต้องไม่ตาย คุณต้องไม่เป็นอะไร”

เวลาเดียวกัน มิถิลาหลบออกมาที่เคาน์เตอร์เพื่อโทรศัพท์กลับบ้าน พนักงานชี้ไปที่ห้องบริการทางอินเตอร์เน็ต มิถิลารีบไปติดต่อกลับไปหาพระนางสิริวารตี พระมารดาของศิขรนโรดม เพื่อรายงานสภาพขององค์รัชทายาทตาม ที่พระนางฝากให้ดูแล แต่ไม่ทันไรมิถิลาก็ต้องรีบทูลลาเมื่อได้ยินเสียงราชิดแว่วๆ มา

ราชิดเดินมาเจอศิขรนโรดมลงมาเดิน ถามว่าเสด็จลงมาทำไม ศิขรนโรดมบอกว่าแค่ลงมาสูดอากาศข้างนอกบ้างเท่านั้น ราชิดได้ที พาศิขรนโรดมไปเดินในสวน มิถิลาตามไปเห็นตกใจมากถามอย่างระแวงว่า ท่านราชิดจะพาเสด็จไปไหน

“ก็แค่...พาเสด็จมาชมสวนยามดึกให้สมกับที่ทรงพระประสงค์ ทำไมเจ้าต้องตกใจขนาดนั้น ไอ้เด็กหน้าโง่”

มิถิลามองหน้าราชิดอย่างเจ็บปวด ราชิดมองมิถิลาในคราบองครักษ์ถลึงตาใส่อย่างดุดัน

ooooooo
ตอนที่ 7

มิถิลาเลิกคุยกะทันหัน พระนางสิริวารตีเรียกมิถิลาเสียงดังบอกว่าอย่าเพิ่งเลิก อสุนีเดินผ่านมาได้ยินพระนางเรียกชื่อมิถิลา เอะใจเดินเข้าไป พระนางถามอย่างระแวงว่ามานานแล้วหรือ

อสุนีบอกว่าตนมาดูแลความเรียบร้อย แทนท่านพ่อ บอกว่าตนคิดถึงมิถิลาเพราะไม่ได้เจอกันหลายวันแล้ว ถามว่ามิถิลาตามเสด็จพระนางมาที่นี่หรือ ตนได้ยินพระกระแสรับสั่งเรียกมิถิลา

“เปล่านี่ มิถิลาก็ช่วยพระนมทำงานอยู่ที่ฝ่ายใน ข้าไม่ได้เรียก เจ้าเข้าใจผิดแล้ว” อสุนียืนยันว่าตนได้ยินจริงๆ พระนางทำเสียงเข้มนิดๆว่า “เจ้าจับผิดข้างั้นหรือบุตรจอมพลราชิด เอาสิ ถ้าไม่เชื่อก็เข้าไปดู ข้าคงซ่อนน้องสาวเจ้าไว้ที่ไหนกระมัง”

อยู่ๆนายพลจัตุรัสก็เข้ามาถามว่า อสุนีมาทำอะไรให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือ อสุนีบอกว่าพระนางรับสั่งให้ตนมาทำความสะอาดห้องทรงงาน พระนางจึงกำหนดให้อสุนีมาเช็ดโต๊ะจัดของบนชั้นเสียเลย พระนางมองจัตุรัสอย่างท้าทาย ฝ่ายนั้นเลยได้แต่ก้มหน้าอย่างระวังตัว

ooooooo

ฝ่าย ราชิด พยายามที่จะให้ศิขรนโรดมเดินทางตามกำหนดการ มิถิลาพยายามถ่วงเวลา แต่สิขรนโรดมกลับบอกว่าตนไหว ราชิดจึงสั่งโกศินให้รีบดำเนินการเลย

บราลี ทำอาหารจีนมาให้จ้าวซันกิน เขาถามทึ่งว่าทำอาหารจีนเก่งขนาดนี้เชียวหรือ หลังจากกินอาหารแล้วบราลีเอายาให้กิน จ้าวซันยิ้มอ่อนโยนบอกว่าเธอทำให้ตนอยากจะป่วยไม่หาย ถ้าแลกกับเธอทำตัวน่ารักแบบนี้ตนยอมเจ็บแค่ไหนก็ได้

“แหม...ฉันไม่ใช่เป็นคนร้ายกาจน่าเกลียดอะไรมากขนาดนั้นนะคะ คุณสบายดี ปกติฉันก็ทำตัวดีๆกับ
คุณได้เหมือนกัน” จ้าวซันขอให้สัญญา เธอถามว่าสัญญาอะไร แต่วางมือตัวเองบนมือเขาที่ยื่นมา จ้าวซันพูดเป็นการเป็นงานว่า

“ผมหายป่วยคราวนี้ คุณต้องเชื่อฟังผม ผมบอกอะไรคุณก็ต้องทำตามทุกอย่าง ห้ามมีเงื่อนไข ห้ามบิดพลิ้ว ห้ามขี้โกง ห้ามปฏิเสธ”

“ไม่เห็นจะยุติธรรมเลย คุณเล่นร่างสัญญาแบบนี้ คู่สัญญาเสียเปรียบตาย” บราลีทำกระเง้ากระงอดแล้วหัวเราะขำๆกัน

แต่นอกห้อง บรรยากาศกำลังตึงเครียดเมื่อเหม่ยอิง จะเข้าห้องจ้าวซัน อากงไม่ให้เข้าบอกว่าคุณชายกำลังพักผ่อน เหม่ยอิงดันทุรังเข้าไปจนได้ เข้ามาเห็นจ้าวซันกับบราลีกำลังหัวเราะกัน ก็หันไปด่าอากง

“อากง ไอ้แก่จอมลวงโลก นี่หรือพักผ่อน!”

“เหม่ยอิง พี่ก็พักผ่อนอยู่จริงๆทำไมต้องดุผู้ใหญ่แบบนั้น”

เหม่ยอิงหันมาเล่นงานบราลีทันที หาว่าเวลาที่พี่ใหญ่ป่วยหนักก็ไม่เคยมาดูแล ตนต้องค้างคืนดูแลอยู่คนเดียว แต่พอพี่ใหญ่ได้สติ กลับมาบ้าน ก็รีบมาเอาหน้าแต่วัน ฉลาดจริงๆ

บราลีอึ้งอยากเถียงแต่ตัดสินใจเงียบ หันไปบอกจ้าวซันว่าตนกลับก่อนดีกว่าพลางเก็บหม้อลุกขึ้น

“ขอบใจนะบรี...แล้วผมโทร.หา”

“ฉันโทร.มาก็ได้ค่ะ ไม่เป็นไร ไปก่อนนะคะ คุณเหม่ยอิง” พูดแล้วรีบออกไปก่อนจะโดนด่าอีก

เหม่ยอิงจิกตามองตามแล้วหันมองจ้าวซัน สะบัดหน้าไปทางอื่นอย่างแค้นใจ แต่ยังยืนคุมเชิงอยู่ตรงนั้น

ooooooo

บราลีออกมาเจอผิงอัน พอดีคุณนายสี่มาบอกว่าจ้าวไทไทหรือแม่ใหญ่ให้พาบราลีไปพบ ผิงอันกระซิบถามแม่ว่าใครไปบอกแม่ใหญ่ว่าบราลีมา

“เปล่าเลย แม่กำลังนวดท่านอยู่ดีๆ ท่านก็พูดขึ้นมาเองว่าให้ไปตามผู้หญิงที่จ้าวซันรักคนนั้นมาพบท่านหน่อย”

“ว้าย...ขนลุก” ผิงอันตื่นเต้นมาก รีบพาบราลีขึ้นไปทันที

เมื่อเข้าไปในห้อง แม่ใหญ่บอกซายหมุยให้มาช่วยประคองนั่ง เพ่งมองบราลีแล้วชี้ตรงหน้า

“เจ้า หญิงแสนสวย เข้ามาตรงนี้...” บราลีเข้าไป คุกเข่าใกล้ๆ แม่ใหญ่บอกซายหมุยให้ช่วยพาไปใกล้ๆ เจ้าหญิงแล้วยกมือขึ้นวางบนหัวบราลี “อย่ากลัว...เจ้าหญิง จะไม่มีใคร หรืออะไรมาทำอันตรายเจ้าหญิงได้ เจ้าหญิงเป็นผู้มีบุญบารมี ศัตรูหมู่พาลจะพ่ายแพ้ไปเอง”

ผิงอันแปลให้ฟัง บราลีก้มหน้าขนลุกซู่ เอ่ยอย่างตีบตื้นในลำคอ “ขอบ...ขอบพระคุณค่ะ”

“เจ้าหญิงต้องประทับเคียงข้างองค์ชายเสมอ องค์ชายจะปลอดภัย เมื่อมีเจ้าหญิงอยู่ด้วย”

ผิงอันพึมพำกับตัวเองว่าแปลกจัง แล้วองค์ชายไหนอีกล่ะ แม่ใหญ่ก็ยังพูดต่อว่า...

“ต่อไป คนตระกูลจ้าวจะไม่เหลือใคร ขอให้เจ้าหญิงกับองค์ชาย ช่วยดูแลซายหมุยด้วย”

ผิงอันอุทานว่าน่ากลัวจัง แม่สี่ถามว่าทำไมแม่ใหญ่พูดแบบนี้ ส่วนบราลีฟังไม่ออกถามว่าอะไรหรือ ผิงอันจึงเล่าให้ฟังแล้วบอกว่าสงสัยท่านจะเพ้อไปแล้ว บราลีช้อนตามองจ้าวไทไท ท่านมองตอบด้วยดวงตากระจ่างแจ่มจ้าไม่มีเค้าว่าป่วยหรือเพ้อเลย...

เมื่อมานั่งกินข้าวกันที่ห้องครัว บราลีพูดอย่างเกรงใจว่า ตนกลับบ้านดีกว่าเพราะเป็นคนนอก เดี๋ยวจะทำให้ทางนี้หมางใจกันเปล่าๆ

“คุณไม่ใช่คนนอก จ้าวไทไทฝากพวกเราไว้กับคุณ” แม่สี่พูดจริงจัง ทั้งยังบอกว่า “จ้าวไทไทไม่ใช่คนธรรมดา” ผิงอันเข้าไปกระซิบกับบราลีว่า ใครๆก็รู้ว่าแม่ใหญ่เป็นแม่มด ทำเอาบราลีตกใจตาโต

ผิงอันกับแม่สี่ยังพูดอย่างวิตกกังวลว่า แม่ใหญ่บอกว่าตระกูลจ้าวจะไม่เหลือใคร พูดชัดๆจะจะเมื่อกี้นี้เอง!

“ถ้าแม่ใหญ่พูดอะไร มันจะต้องเป็นความจริงทุกๆ อย่าง อาม่าเห็นมามากแล้ว ฮือๆๆน่ากลัว...น่ากลัวเหลือเกิน จะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้หรือคะ...อาม่ากลัว...”

ทุกคนอึ้ง บราลีที่เพิ่งรับรู้ถึงกับซีดสนิท

ooooooo

อากงปล่อยให้เหม่ยอิงอยู่กับจ้าวซันจนเห็นสมควรแก่เวลา จึงเข้าไปเชิญเธอไปพักผ่อน ตนจะดูแลคุณชายเอง

พอเหม่ยอิงเดินหน้าง้ำออกไป อากงจึงบอกจ้าวซันว่า รถของซื่อฉวนถูกปล้นเมื่อคืน คนขับรถชื่อเจิ้นจงหายตัวไป จ้าวซันหน้าเครียด บอกว่าถ้าส่งของไม่ทันคราวนี้เราเสียหายหนักแน่ อากงถามว่า “คุณชายคิดว่าเป็นฝีมือใคร” แล้วหันมองหน้าเต๋อเป่าแบบคิดเหมือนกัน แล้วบอกว่า “อากงว่าคงไม่ใช่คนอื่นคนไกลแน่ๆ”

ครู่เดียวมือถือของจ้าวซันดังขึ้น เป็นสายจากผู้กองเหลียงแจ้งว่าพบศพที่ต้องสงสัยแล้ว อากงเอาเสื้อแจ็กเกตให้จ้าวซันรับแล้วรีบออกไปกันทันที

เมื่อไปถึงป่าละเมาะที่พบศพ อเล็กซ์แจ้งว่าคนร้ายทำลายหน้าศพเละจนจำไม่ได้ ทั้งยังไม่มีหลักฐานติดตัวด้วย แต่พอเต๋อเป่าเข้าไปดู ก็ยืนยันว่าเป็นศพของเจิ้นจง อาหลี่ยืนยันอีกคน แล้วเต๋อเป่าก็โพล่งออกมาว่า

“ผมรู้ว่าจะหาเบาะแสได้ที่ไหน...ตามผมมา”

เต๋อเป่านำจ้าวซันกับอาหลี่ไปที่โรงน้ำชาในตรอกแออัดเต็มไปด้วยขี้เมาและขี้ยา ทุกคนมองมาที่ทั้งสามเป็นตาเดียว

ระหว่างนั้นมีหัวขโมยย่องมากรีดกระเป๋าจ้าวซัน เขารู้ตัวแต่ไม่เอาเรื่องก็ยังถูกหัวขโมยคนนั้นมองอย่าง อาฆาต

เต๋อเป่าเล่าระหว่างเดินเข้าไปว่า เจิ้นจงมีพี่น้องร่วมสาบานชื่อเสี่ยวจู ทั้งคู่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว เสี่ยวจูเป็นคนคุมคิวรถบรรทุกของสื้อฉวน แต่พอทั้งสามไปถึงบ้านเสี่ยวจู ปรากฏว่าเขาถูกฆ่าตายไปแล้ว!

ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนบอกกันว่า “หมาต๋า... หมาต๋า หมาต๋ามาโว้ย...” แล้วผู้คนก็วิ่งหนีกันอลหม่าน ทันใดนั้น หัวขโมยที่ถูกจ้าวซันจับได้ก็วิ่งมาชี้ตัวจ้าวซัน บอกผู้กองเหลียงที่นำตำรวจมาว่า ตนเห็นคนนี้ฆ่าเสี่ยวจู

แต่ตำรวจก็เอาผิดจ้าวซันไม่ได้เพราะเขาไปถึงที่นั่นหลังจากเสี่ยวจูถูกฆ่าแล้ว แต่ก็ยังมีประเด็นที่ทำให้ต้องพัวพันจนได้ เมื่ออเล็กซ์เชื่อว่าคนที่ฆ่าเสี่ยวจูคือคนที่ปล้นรถบริษัทสื้อฉวนและปักใจเชื่อว่าจ้าวซันปล้นบริษัทตัวเอง อเล็กซ์ถามดักคอว่าแล้วทำไมเสี่ยวจูต้องมาตายด้วย

จ้าวซันคาดว่าเสี่ยวจูอาจจะขายตารางเวลารถ ให้ใคร จนคนมาดักได้ตรงตามเวลาที่จุดนั้น อเล็กซ์ยิ้มเย้ยพูดเยาะว่า

“คุณชายดูเหมือนจะรู้ทุกอย่างก่อนตำรวจ 1 ก้าวเสมอ แต่ทำไม...คนระดับคุณชายถึงพลาดให้รถขนของของบริษัทสื้อฉวนโดนปล้นได้” แล้วอเล็กซ์ก็ขู่ว่าถ้าตนมีพยานหลักฐานครบเมื่อไรเขาจมธรณีแน่!

ooooooo

จ้าวซันกลับไปที่โรงงานสื้อฉวนในตอนดึก เขาพูดผ่านเสียงตามสาย เรียกพนักงานไปรวมตัวกันข้างล่าง

จ้าวซันแจ้งถึงสถานการณ์ของบริษัทที่ถูกปล้นของลอตที่จะส่งไปออสเตรเลีย ถ้าเราทำส่งไม่ทัน ชื่อเสียงบริษัทจะเสียหายมาก เขาปลุกระดมทุกคนให้ช่วยกันกู้สถานการณ์นี้ คนงานทุกคนพร้อมใจสู้

เพื่อให้ของไปถึงตามกำหนดจ้าวซันยอมส่งของทางเครื่องบิน

การปลุกระดมและตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของ จ้าวซัน ได้รับเสียงตอบรับอย่างเข้มแข็งจากพนักงาน

เหม่ยอิงเข้ามาที่โรงงาน แสดงความเห็นใจจ้าวซันที่ยังไม่หายป่วยดีก็ต้องมาเจอกับเรื่องร้ายแรงนี้ อาสาจะช่วยเขาโดยขึ้นไปประกาศที่เสียงตามสายว่าตนจัดโจ๊กมาให้ทุกคนกินกัน แล้วเรียกทุกคนไปกิน เลยได้ใจจากคนงานไปมากมาย

คืนเดียวกัน เมื่อบราลีกลับถึงบ้านหลินจื้อเหม่ย ปรากฏว่ามีขโมยขึ้นบ้าน แต่น่าแปลกที่ขโมยรายนี้ไม่เอาของอะไรไปเลยนอกจากรื้อค้นข้าวของกระจุย กระจายเหมือนค้นหาอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวบราลีโดยเฉพาะ

เมื่อจ้าวซันรู้ข่าวก็รีบมาทันที ถามหลินจื้อเหม่ยว่ามันเข้ามาทางไหน เธอบอกว่าเข้ามาทางดาดฟ้าเพราะประตูโดนงัด

“เขามาได้ยังไง เขาป่วย แต่เธอก็ไปจิกเขามางั้นเหรอ” บราลีถามหลินจื้อเหม่ยอย่างตำหนิ

“เขาให้ฉันรายงานเขาทุกอย่างนี่ บรี...เรื่องสำคัญแบบนี้ ไม่บอกไม่ได้”





เมื่อจ้าวซันขึ้นไปดูร่องรอยบนดาดฟ้าแล้ว เขาบอกบราลีว่าเธอไม่ควรอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว เพราะนอกจากผู้กองเหลียงแล้ว สงสัยจะมีผู้ร้ายคอยตามเธอด้วย บราลีถามว่าทำไมต้องตามตน

“อาจจะเป็นความผิดของผมก็ได้ ตอนนี้ทุกอย่างรอบตัวผมมันผิดพลาดไปหมด คุณเกือบตายเพราะนั่งรถไปกับผมแล้วมันจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก”

จ้าวซันยังไม่ให้หลินจื้อเหม่ยแจ้งตำรวจ เพราะรู้สึกว่าตำรวจจะมายุ่งกับตนมากไปแล้ว บอกว่าคงต้องให้ใครมารับบราลีกลับเมืองไทยเสียแล้ว บราลีถามว่าพ่อตนหรือเพราะพ่อทำงานกับเขาอยู่แต่ทำไมตนติดต่อพ่อไม่ได้ จ้าวซันพึมพำว่าแผนทุกอย่างคงจะต้องเปลี่ยน บราลีถามว่าแผนอะไร “แผน...งาน...รับเสด็จ...ผม...ผม...”

ทันใดนั้น จ้าวซันเกิดอาการเซจะล้ม ดีแต่หลินจื้อ–เหม่ยกับบราลีรับไว้ทัน

ooooooo

หลินจื้อเหม่ยกับบราลีช่วยกันประคองจ้าวซันลงมาชั้นล่าง บราลีเสนอให้เรียกรถพยาบาล จ้าวซันที่อ่อนเพลียมากพยายามห้าม

“อย่า...ไม่...อย่าเรียกรถพยาบาล อย่าบอกใคร ทั้งนั้น”

หลินจื้อเหม่ยบอกบราลีช่วยกันประคองจ้าวซันไปที่โซฟา ให้เขานอนลง บราลีนั่งที่โซฟา หลินจื้อเหม่ยจึงประคองจ้าวซันให้นอนหนุนตัก บราลีจะไปหาหมอน มาให้ จ้าวซันรั้งไว้บอกว่าไม่เป็นไรตนไหว ทำท่าจะลุก ถูกหลินจื้อเหม่ยกดลงไปอีก สั่งดุๆ ให้นอนลงก่อน แล้วตัวเองก็รีบไปหาน้ำดื่มมาให้

“อื้อ...จื้อเหม่ยนี่รอบคอบดีจริงๆ ถ้าให้นอนอย่างนี้ ผมก็ไม่ลุกไปไหนแล้วล่ะ” พูดแล้วทำท่านอนสบาย

บราลีทำเสียงดุว่ายังจะมาทำตลกอีก ตำหนิว่ายังไม่หายดีไม่ควรออกจากโรงพยาบาลด้วยซ้ำ ถามว่ามียาอะไรติดตัวมาบ้างหรือเปล่า จ้าวซันกุมมือบราลีทำหน้าตายบอกว่า

“ไม่มี...แต่ผมมียาใจแล้ว”

“ทำบ๊องไปได้” บราลีอยากจะทุบสักอั้กแต่ทำไม่ได้

“อย่าทิ้งผมไปอีกนะบรี เป็นเทพประจำตัวผม ช่วยพิทักษ์ปกป้องผมด้วย”

บราลีอึ้ง ขนลุก คิดถึงคำพูดของจ้าวไทไททันที ก้มมองหน้าจ้าวซันที่หลับตาลงอย่างอุ่นใจ มือยังกุมมือเธอไม่ปล่อย ส่วนหลินจื้อเหม่ยที่ทำทีเข้าครัว แอบโผล่มาดูเห็นภาพนั้นแล้วกลั้นหัวเราะคิกคัก รีบหลบเข้าครัว

บราลีปล่อยให้จ้าวซันนอนหนุนตักกุมมือไว้อย่างนั้น ด้วยความเต็มใจ...

ooooooo

เหม่ยอิงยังดำเนินแผนของตนต่อเนื่องอย่างลับๆ วันนี้ เธอนัดเกาเฟยไปพบที่หน้าผาริมทะเล เอาตัวอย่างผ้าให้ดูสั่งให้กว้านซื้อมาอย่างละ 5 พับ ห้ามผิดเพี้ยนจากตัวอย่างแม้แต่นิดเดียว

สั่งให้ซื้อผ้าแล้ว เหม่ยอิงถามว่าฉินเจียงได้เงินค่าอาวุธหรือยัง เกาเฟยบอกว่างวดแรกน่าจะโอนเข้า วันนี้ ส่วนงวดสุดท้ายน่าจะเป็นวันที่องค์ชายเสด็จกลับ

“และมันก็จะเป็นวันสุดท้ายของไท้เผ่งด้วยเหมือนกัน หึๆ! เสี้ยมให้เขาสองคนสู้กันเอง เราแค่นอนรอรับผลประโยชน์อย่างเดียว” เหม่ยอิงหัวเราะในลำคอจิกตาเหี้ยมจนเกาเฟยนึกขยาด

ระหว่างเกาเฟยขี่มอเตอร์ไซค์กลับนั่นเอง ถูก เต๋อเป่าติดตาม พอเกาเฟยรู้ตัวจึงเกิดการไล่ล่ากันด้วยมอเตอร์ไซค์ทั้งบนถนน จนลงไปริมหาด เต๋อเป่าพลาดท่าถูกเกาเฟยชักปืนจะยิง เขายอมแลกตายเป็นตายพุ่งเข้าหา ถูกเกาเฟยยิงทันที แต่กระสุนด้าน ครั้นคิดจะหนีรถเกิดสตาร์ตไม่ติดอีก

ทันใดนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น ทั้งสองมองไปเห็นรถตู้คันหนึ่งมาจอดที่ถนน เกาเฟยจำได้วิ่งไปขึ้นรถ ตะโกนบอกเต๋อเป่าว่า “ฝากไว้ก่อน!” แล้วขึ้นรถหนีไป เต๋อเป่ามองตามงงๆ สงสัยว่าเกาเฟยแอบมาพบใครที่นี่

จ้าวซันยังอยู่ที่บ้านหลินจื้อเหม่ย กำลังคุยกับภูสินทรหรือเมืองเทพอยู่ ระหว่างนั้นเขาได้รับโทรศัพท์จากเทเรซ่า

“เทเรซ่า...มีอะไร...จริงเหรอ...งั้นเหรอ ดี...ตกลงๆๆ” พอวางสายจากเทเรซ่า จ้าวซันบอกภูสินทรว่า “ท่านนายพลราชิดประสานมาว่า พรุ่งนี้ศิขรนโรดมพร้อมที่จะทรงทำทุกกิจกรรมตามหมายกำหนดการเดิมทุกอย่างแล้ว”

“ว่าแล้ว! พวกมันไม่ยอมเสียเวลาที่จะเดินทาง กลับคีรีรัฐเกินกำหนดแน่ๆ”

ทันใดนั้น เต๋อเป่าเข้ามาในสภาพสะบักสะบอม จ้าวซันตกใจถามว่าไปโดนหมาที่ไหนฟัดมา

“ไอ้หมาเกาเฟยตัวเดิมนั่นแหละครับ ตกลงผมก็ยังไม่รู้ว่ามันไปพบใคร ผมได้แต่รอมันอยู่ห่างๆ เพราะตรงนั้นเป็นที่โล่ง ตามมันเข้าไปใกล้กว่านั้นไม่ได้ แต่ผมจะลองหาทางอีกที คุณชายไม่ต้องห่วง คราวหน้าผมจะรู้ให้ได้ว่า เกาเฟยไปพบใครนอกจากไท้เผ่งนายมันแล้ว มันรับใช้ใครอีก”

“เห็นไหม ว่าเราต้องรับศึกหลายทางเหลือเกิน” จ้าวซันหัวเราะสมเพชตัวเอง ภูสินทรกับเต๋อเป่า มองหน้ากันอย่างเป็นห่วงเจ้านาย แต่หลินจื้อเหม่ยกับบราลี ที่แอบดูจากในครัวเห็นจ้าวซันหัวเราะก็ส่ายหน้ากันแบบ ไม่รู้เขาขำอะไร

ฟังจ้าวไทไทวันนั้นแล้ว ผิงอันหวาดหวั่นมาก คืนนี้ก็คอยเหม่ยอิงจนดึก พอเหม่ยอิงกลับมาถามว่าทำไมยังไม่นอน ผิงอันบอกว่าเป็นห่วง ขอร้องพี่สาวอย่าไปไหนคนเดียวและกลับดึกอย่างนี้เพราะตระกูลเรากำลังมีเคราะห์

เหม่ยอิงถามว่าไปฟังใครมา ผิงอันไม่กล้าบอก เหม่ยอิงทำเป็นลูบหัวน้องอย่างเอ็นดู บอกว่าน้องไม่รู้หรอกว่าตนรักแค่ไหน ทุกวันนี้ตนทำเพื่อแม่และน้องให้ได้ลิ้มรสของอำนาจ ไม่ต้องตกเป็นขี้ข้าใครให้เขาจิกหัวใช้อีก ไม่เพียงเท่านั้น เหม่ยอิงยังพูดอย่างอาฆาตว่า

“อีนังแม่ใหญ่น่ะตัวดีเลย มันนั่นแหละต้องโดนดีเป็นคนแรก ถ้าพี่ทำสำเร็จ แม่สี่ของเราจะยิ่งใหญ่ที่สุดในบ้านสี่ฤดู แล้วผิงอันอยากจะได้ไปเรียนประเทศไหนอยากกลับมาแล้วทำอะไรหรือแม้แต่เธอไม่อยากกลับฮ่องกง ไม่อยากทำงานทำการแต่อยากเที่ยวสนุกไปเรื่อยๆรอบโลก เธอก็จะได้ตามต้องการนะน้องนะ” เหม่ยอิงลูบหัวน้อง อย่างเอ็นดู

แต่ผิงอันฟังแล้วถึงกับซีด ยิ่งสังหรณ์ใจกับสิ่งที่จ้าวไทไทพูด

ooooooo

มิถิลาตายใจนึกว่าศิขรนโรดมไม่รู้ว่าตนเป็นใคร แต่หารู้ไม่ว่า ศิขรนโรดมรู้ตั้งแต่วันแรกที่เธอมา ตามเสด็จแล้ว แต่ทำเฉยไว้

เพราะว่าคืนนี้ต้องไปออกงานพบชาวต่างชาติ ศิขรนโรดมจึงไปตัดผม เสร็จแล้ว เดินผ่านหุ่นที่โชว์ชุด ราตรีอยู่ ถามมิถิลาแซวๆว่าเอาชุดนี้ไหมจะซื้อให้

“ฝ่าบาท...กระหม่อมไม่ขำเลยนะ” มิถิลาทั้งโกรธทั้งตกใจ ศิขรนโรดมหัวเราะขำๆถามว่า

“แล้วถ้าเราได้กลับถึงคีรีรัฐอย่างปลอดภัย เจ้าจะทำยังไงมิน องครักษ์มินจะหายตัวไปจากข้า ตราบนิจนิรันดร์หรือ”

จนเมื่อกลับถึงห้องพัก มิถิลาถามอย่างเอาเรื่องว่า ที่รับสั่งเมื่อครู่หมายความว่าอะไร ศิขรนโรดมเดินไปนั่งที่เตียงกอดอกมองมิถิลานิ่ง เอ่ยเรียบๆ แต่ทำเอามิถิลาแทบลมจับว่า

“มิน..องครักษ์มิน คืนสุดท้ายแล้ว เราอย่าเสแสร้ง ต่อกันอีกเลยแม่คุณ... ใครส่งเจ้ามาล่ะมิถิลา จะว่าเป็นบิดา เจ้าก็ไม่น่าจะใช่ แล้วที่เจ้าแสดงออกต่อข้า มันคือความจริงใจ หรือจะหลอกให้ข้าตายใจ เพื่อจะได้ตายสนิท...ในที่สุด”

มิถิลาเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นด้วยความหวั่นใจ จนในที่สุดสารภาพว่า พระมารดาของศิขรนโรดมทรงส่งตนมาเอง

“เป็นเจ้าแม่...ที่ส่งเจ้ามา...มิน่าเล่า...” ศิขรนโรดมพึมพำอึ้ง

“ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด หม่อมฉันขอพระราชทาน อภัยโทษที่ล่วงเกินฝ่าบาท ที่หม่อมฉันต้องทำทั้งหมดนี้เพราะพระเทวีไม่สบายพระทัย ฝ่าบาทต้องเสด็จตามลำพังโดยไม่มีพี่อสุนี ทรงฝากให้หม่อมฉันทำหน้าที่แทน”

“เจ้าแม่ทรงคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์”

“ทำให้หม่อมฉันต้องพยายามทำให้ดีที่สุด สมกับที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย...” มิถิลาจับมือศิขรนโรดมเอ่ยสัญญา “หม่อมฉันจะถวายอารักขาแด่พระองค์ จนถึงวันที่พระบาททรงก้าวลงบนแผ่นดินคีรีรัฐอีกครั้งอย่างปลอดภัย หากต้องทรงตกอยู่ในอันตราย หม่อมฉันจะอยู่ด้วย หากมีผู้ใดทำร้ายฝ่าบาทได้ ก็แปลว่าหม่อมฉันได้ตายไปแล้ว”

ศิขรนโรดมถามว่าถ้าคนนั้นคือราชิด? มิถิลาตอบอย่างห้าวหาญว่า

“ก็ให้พ่อมาฆ่าลูกเลย พี่อสุนีก็เช่นกัน เขาก็จะยอม ให้ท่านพ่อฆ่าตายเสียดีกว่าจะให้ฝ่าบาทเป็นอะไร”

“ท่านราชิดมีแผนอะไรอีกก็ไม่รู้ เขาอาจจะหาทางลงมือคืนนี้ก็ได้”

“หม่อมฉันจะไม่ยอม” มิถิลาเดินไปที่ประตู

ศิขรนโรดมถามว่าจะไปไหน “หม่อมฉันจะไปเจรจากับท่านพ่อ จะไปเปิดเผยว่าหม่อมฉันคือใคร”

“อย่า...” ศิขรนโรดมห้าม แต่มิถิลาออกไปแล้ว

ooooooo

วันนี้บราลีออกไปซื้อน้ำเต้าหู้แต่เช้าเพื่อเป็นอาหารเช้าให้จ้าวซัน กลับมาเขาหายไปจากโซฟาที่นอนแล้ว บราลีเดินหาเจอเขายืนโกนหนวดอยู่หน้าห้องน้ำ

บราลีถามอย่างเป็นห่วงว่ารีบตื่นทำไมมีงานที่ต้องทำอีกหรือ พลางยื่นถุงน้ำเต้าหู้ให้ดูบอกว่าอาหารเช้าของเขา

บราลีจัดอาหารเช้าให้จ้าวซัน เขามองเธอเศร้าๆ อย่างซาบซึ้งน้ำใจ

สายๆอาหลี่มาหาพร้อมชุดที่แขวนในถุงพลาสติกมิดชิด และกล่องเครื่องประดับใบใหญ่ บอกว่าคุณเมือง–เทพฝากมาให้มิสภีมะมนตรีสำหรับใช้แต่งไปงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าชายจากคีรีรัฐ

จ้าวซันเห็นบราลีงงๆ จึงชี้แจงว่าเมืองเทพเป็น

สตาฟของตนที่มาจากเมืองไทย ของพวกนี้เป็นของที่มีคนเตรียมให้เธอ พอบราลีเอาออกมาดูเห็นเป็นชุดไทยผ้าไหมจากร้านพ่อ เธอตื่นเต้นดีใจมาก จ้าวซันเห็นเธออารมณ์ดีได้จังหวะจึงเสนอว่า เรื่องขโมยขึ้นบ้านเมื่อคืน อยากให้เธอไปอยู่ที่บ้านสี่ฤดูชั่วคราว รวบรัดว่าเก็บของเลยดีไหม

บราลีลังเลเกรงเหม่ยอิงจะมีปัญหา




“ไม่ต้องสนใจเหม่ยอิง คุณไปอยู่ที่ตึกผม แค่ชั่วคราวเท่านั้น แล้วพอทุกอย่างเรียบร้อย ผมจะจัดที่ อยู่ที่เหมาะสมให้คุณ”บราลีถามว่าทุกอย่างเรียบร้อยหมายความว่าอะไร“คือ..ผมกำลังจะต้องทำบางอย่าง ที่มัน...ออกจะวุ่นวายซับซ้อนสักหน่อย แล้วก็...ยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จแค่ไหน ถ้าทุกอย่างลงเอยด้วยดี คุณจะรู้เอง”

บราลียังจะซักถามอีก จ้าวซันขอร้องอย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลย ขอให้พ้นคืนนี้ไปก่อนแล้วเราค่อยคุยกัน บราลีสงสัยอีกว่า “ทำไมถึงต้องพ้นคืนนี้ไปก่อน ทำไมถึงบอกเดี๋ยวนี้ไม่ได้?”

จ้าวซันถอนใจที่ถูกบราลีรุกหนัก แต่เขาก็ไม่อาจบอกอะไรได้ ตัดบทว่าเธอจะไม่ถามอะไรสักครั้งไม่ได้หรือ ส่วนที่เธอถามว่าติดต่อพ่อได้ไหม จ้าวซันบอกว่าคืนนี้ไปงานก็จะได้เจอกัน ให้เธอเก็บข้าวของเสีย บราลีเกี่ยงว่ารอพบพ่อคืนนี้ก่อนค่อยว่ากันไม่ดีหรือ

พอดีมีโทรศัพท์เข้ามือถือ จ้าวซันบอกว่าตนต้อง ออกไปธุระแล้ว เดี๋ยวจะกลับมารับ หวังว่าเธอคงพร้อม

ooooooo

มิถิลาไปที่ห้องชุดของราชิด มาถึงหน้าห้อง ที่ประตูแง้มๆอยู่ เธอได้ยินเสียงข้างในคุยกันจึงหยุดฟัง

เป็นเสียงโกศินคุยกับราชิด ราชิดกำลังตำหนิอย่างหงุดหงิดว่า บอกแล้วว่าอย่าให้มีปัญหา เสียงโกศินชี้แจงว่า เราโอนเงินเข้าไปให้ฉินเจียง ถูกตำรวจฮ่องกงตามรอยอยู่ แล้วตัดบทว่า

“ช่างเถอะ ท่านราชิด ยังไงเดี๋ยวพรุ่งนี้เราก็จะบินกันแต่เช้า ถ้าตำรวจฮ่องกงมันเก่งจริง อย่างมาก ไอ้พวกขายอาวุธมันก็โดนจับ แต่มันสาวไม่ถึงเราหรอก ถึงตอนนั้น การยึดอำนาจของเราที่คีรีรัฐก็สำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว”

“ยังไงก็ขอให้เครื่องบินพระที่นั่งขนอาวุธไปถึงคีรีรัฐตามเวลานัดไว้กับท่านจัตุรัสก่อนก็แล้วกัน”ราชิดตัดบท

“แล้วคืนนี้...ตกลงท่านจะทำยังไงกับ...องค์ชาย” โกศินถามมิถิลาช็อก ถอยกลับไปอย่างร้อนรน

ooooooo

จ้าวซันไปพบผู้กองเหลียงและอเล็กซ์ที่ห้อง ประชุม สถานีตำรวจ เพราะตำรวจจับตัวคนฆ่าเจิ้นจงได้แล้ว แต่ผู้กองกับอเล็กซ์ต่างพยายามหาเหตุผลว่าจ้าวซันปล้นคอนเทนเนอร์ของตัวเองเพื่อเอาเงินประกัน

จ้าวซันเห็นว่าเป็นเรื่องน่าขำ ถามว่าเงินที่ปล้นของไปจะสักกี่ดอลลาร์ ตนไม่ได้เสียสติถึงกับทำแบบนั้น ทั้งสองยังพยายามโยงใยไปถึงเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดกับเขา ถามว่า เขามีปัญหากับฉินเจียงน้องบุญธรรมตัวเองหรือเปล่า

“เปล่า...นี่...คุณเรียกผมมาเพราะเรื่องแค่นี้เองเหรอ ผมไม่ได้ว่างๆนะ ทีหลังติดต่อทนายผมก็แล้วกัน” จ้าวซันหยิบนามบัตรส่งให้แล้วลุกออกไปเลย

อเล็กซ์บอกว่าจ้าวซันปกป้องฉินเจียง แล้วไหนผู้กองว่าเขากำลังใส่ร้ายฉินเจียงเรื่องลักลอบค้าอาวุธกับคีรีรัฐไง? ผู้กองบ่นตัวเองว่าทำไมสิ่งที่ตนคิดเกี่ยวกับจ้าวซันถึงได้ผิดไปหมด อเล็กซ์ถามว่าเขาได้ข้อมูลจากไหน ผู้กองบอกว่าจากน้องสาวของจ้าวซันเอง

ขณะนั้นเอง มีโทรศัพท์เข้าแต่ไม่มีใครไปรับสาย ผู้กองเหลียงผลักให้หมวดจางไปรับ พอฟังปลายสาย หมวดจางยกมือให้ทุกคนเงียบแล้วเปิดสปีกเกอร์โฟนให้ทุกคนได้ฟัง

“คุณควรรีบตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินในบัญชีนั่นซะ ด้วยความหวังดี”

พอหมวดจางจะถาม ปลายสายก็วางไปแล้ว อเล็กซ์ ถามว่าใครโทร.มา? มันว่ายังไง?

“มีเงินจำนวนมากโอนเข้าบัญชีของจ้าวฉินเจียง โดยไม่มีใบนำฝาก” หมวดจางเล่า อเล็กซ์สั่งผู้กองเหลียงว่า

“กองปราบ เป็นหน้าที่ของพวกคุณที่ต้อง...จัดการ!!”

ooooooo

ซูหลิงรับไม่ได้ที่ฉินเจียงค้าอาวุธข้ามชาติไปฆ่าคน เมื่อขอให้เลิกไม่ได้เธอจึงเก็บเสื้อผ้าแยกทางกันเดิน กอปรกับเกาเฟยโทร.มาบอกว่าเงินที่ทางคีรีรัฐโอนมาให้เขากำลังถูกตรวจสอบ ทำให้ฉินเจียงยิ่งสติแตก

จ้าวซันกำลังกลับไปที่บ้านหลินจื้อเหม่ยเพื่อรับบราลีไปอยู่บ้านสี่ฤดู ไม่ทันถึงก็ได้รับโทรศัพท์จากอากง

บอกว่าฉินเจียงเป็นบ้าไปแล้ว จ้าวซันจึงรีบกลับไปที่บ้านสี่ฤดู เจอฉินเจียงกำลังอาละวาดขว้างปาข้าวของอย่างบ้าคลั่ง

“แกทำอะไร ปล้นสื้อฉวนแล้วยังไม่พอใจอีกเหรอ” จ้าวซันตวาดถาม ฉินเจียงปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำ โต้เถียงกันจนต่างมีอารมณ์ ฉินเจียงโดดชกจ้าวซัน เลยแลกหมัดกัน จนอากงทนไม่ได้เข้าช่วยหยุดฉินเจียง บอกให้เขากลับไปก่อนดีกว่าเพราะจ้าวซันไม่ค่อยสบายและมีธุระต้องไปทำ

ฉินเจียงกลับไปที่บ่อนกาสิโนเพื่อพบสุริยะที่นัดจะเอาเงินมาใช้หนี้พนัน 7 ล้านเหรียญที่สุริยะบอกว่าจะให้จ้าวซันช่วยจ่ายให้แต่วันนี้กลับมามือเปล่า ฉินเจียงข่มขู่คาดคั้นให้บอกมาว่ารู้จักและสนิทกับจ้าวซันได้อย่างไร คิดจะขายลูกสาวให้จ้าวซันหรืออย่างไร ทำไมจ้าวซันถึงได้รักใคร่เทิดทูนบราลีถึงขนาดนั้น มีอะไรอยู่เบื้องหลังกันหรือเปล่า เสนอว่า

“ถ้าคุณยอมบอกความจริงทั้งหมดให้เรารู้ ผมสัญญาว่าจะยกหนี้ทั้งหมดให้คุณเป็นการตอบแทน”

แต่ไม่ว่าจะถูกข่มขู่และมีข้อแลกเปลี่ยนอย่างไร ฉินเจียงก็ไม่ได้อะไรจากสุริยะ ทำให้ยิ่งแค้น

ooooooo

หลินจื้อเหม่ยกระวีกระวาดช่วยบราลีเก็บข้าวของ เห็นชุดที่ภูสินทรเอามาให้ บราลีถึงกับตะลึงอุทานว่า

สวยมาก...ยิ่งเมื่อเห็นเครื่องประดับทั้งปิ่นทองดอกไม้ไหว มีเพชรซีกประดับเป็นเกสรมีสายเพชรห้อยเป็นสายที่ปลายปิ่นก็ยิ่งตื่นเต้น

หลินจื้อเหม่ยถามว่านี่ของจริงหรือ บราลีบอกว่าของจริงทั้งหมด แต่บอกเพื่อนรักว่า

“ฉันใส่ไม่ได้หรอก ทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับพวกนี้ นี่มันของระดับเจ้านายชั้นสูงทำไมคุณชายจ้าวซันถึงจะเอามาให้ฉันใส่”

เห็นของพวกนี้แล้ว บราลีคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เธอเอาไปถามหลวงพ่อที่โบสถ์ บอกหลวงพ่อว่าปิ่นนี้ตนเคยเห็นแต่นึกไม่ออก หลวงพ่อไม่ตอบแต่บอกว่า

“ลูกได้ของพวกนี้มาได้ยังไง ก็ลองไปถามคนที่เขาเอาให้ดูสิ”

“หนูถามเขาหลายรอบแล้วค่ะ แต่เขาบอกว่าให้พ้นงานคืนนี้ไปก่อน งานเลี้ยงรับเสด็จเจ้าชายแห่งคีรีรัฐ”

“อืมม...ไหนๆลูกรอมาได้ตั้งนานแล้ว รออีกสักหน่อยจะเป็นไร” หลวงพ่อถอนใจอย่างเวทนา

ส่วนที่บ้านหลินจื้อเหม่ย เต๋อเป่ากับอาหลี่มารอรับบราลีที่หน้าบ้าน แต่บ้านปิดเงียบ อาหลี่จึงโทร.รายงานจ้าวซัน เขาถามอย่างอ่อนใจว่า “อีกแล้วเหรอ...” เต๋อเป่าจึงให้อาหลี่กลับไปหาจ้าวซันก่อน ทางนี้ตนจัดการเองเพราะไม่รู้ว่าในบ้านหลับกันหรือไม่มีใครอยู่ แต่ที่แท้หลินจื้อเหม่ยแอบดูอยู่ไม่กล้าออกไปรับหน้า เพราะบราลีหายไปยังไม่กลับมาเลย

พออาหลี่ออกไป ไอ้สือที่ใส่แว่นดำใส่หมวกแก๊ปก็เดินเข้ามา เต๋อเป่าพยายามหลบเห็นถังขยะเลยไปค้นเจอร่มเก่าคันหนึ่งหยิบออกมา พอดีไอ้สือเห็นเหรียญตกอยู่ก้มลงเก็บ เต๋อเป่าเลยกางร่มบังหน้าตัวเองได้ทัน

ครู่หนึ่งโทรศัพท์ไอ้สือดังขึ้น พอรับสายแล้วสีหน้าไม่ดีตอบ “ครับๆๆโอเคๆ” แล้วเดินออกไปอย่างเร็ว

หลินจื้อเหม่ยแอบดูอยู่ข้างบน เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด บ่นกับตัวเองว่าสงสัยต้องย้ายบ้านเสียแล้วเรา...

ooooooo

จ้าวซันรออาหลี่อยู่ โทรศัพท์บอกว่าให้เวลาอีกห้านาทีเท่านั้น พอดีเหม่ยอิงมาได้ยินถามว่าจะไปไหนอีกหรือ อวดพี่ชายว่าเสื้อผ้าที่จะส่งลูกค้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องงานเลี้ยงก็ให้เทเรซ่าเป็นคนประสานงานแทนแล้ว

“แต่พวกที่มาจากคีรีรัฐเขาขอจัดการทุกอย่างเอง เราแทบเข้าไปยุ่งไม่ได้เลย แต่ก็ดีจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

“นั่นแหละที่น่าเป็นห่วง” จ้าวซันหน้าขรึมลง

เหม่ยอิงแบมือทำหน้าอ้อนขอรางวัลที่จัดงานได้เรียบร้อยรวดเร็ว จ้าวซันบอกว่าน้องอยากได้อะไรตนให้ได้หมด เหม่ยอิงจึงขอยืมเครื่องเพชรที่จะใส่ไปงานคืนนี้ จ้าวซันให้ไปเอารหัสเซฟที่อากง แต่ห้ามแตะต้องเครื่องเพชรชุดใหญ่ของจ้าวไทไทเด็ดขาด

“อากง...อากง...ขอรหัสปัจจุบันตู้เซฟใหญ่เดี๋ยวนี้ เร็วๆหน่อย” เหม่ยอิงดีใจมากรีบขึ้นชั้นบนพลางร้องขอรหัสเซฟจากอากง

แต่พอเข้าไปในห้องประจำตระกูล เหม่ยอิงบ่นอย่างชิงชังว่า

“เกลียดห้องนี้จริงๆเลย ทำไมถึงต้องเอาตู้เซฟมาอยู่ในนี้ก็ไม่รู้” แล้วเดินไปเลื่อนรูปเต้ออกเผยให้เห็นตู้เซฟอยู่หลังรูป เธอรีบกดรหัสเปิดตู้เซฟดึงถาดใส่เครื่องประดับทั้งหมดออกมา หยิบออกมาทาบกับตัวทีละชุด...ทีละชุด ก็ไม่ถูกใจสักชุด สุดท้ายดึงกล่องใหญ่ออกมาเป็นเครื่องเพชรชุดใหญ่น้ำงาม เอาทาบกับตัว ถูกใจมาก พลันก็สะดุ้งเหมือนมีใครมายืนอยู่ข้างหลัง แต่พอหันไปก็ไม่เห็นใคร

ooooooo

เหม่ยอิงใส่เครื่องเพชรชุดใหญ่ของจ้าวไทไท เดินมาชนผิงอันที่กำลังถือถ้วยน้ำโสมร้อนๆ จนน้ำโสมกระฉอกลวกมือ แต่กลับเอ็ดน้องว่าเดินไม่ระวัง พอผิงอันโต้ว่าพี่เหม่ยอิงต่างหากที่เดินไม่ระวัง ก็ถูกเหม่ยอิงตวาดว่า เดี๋ยวนี้กล้าเถียงตนแล้วหรือ

แม่สี่เดินมาถามว่าทะเลาะอะไรกัน ถามเหม่ยอิงว่ากินอะไรมาหรือยัง พลันก็ตะลึงพรึงเพริดเมื่อเห็นเหม่ยอิงใส่เครื่องเพชรชุดใหญ่ของจ้าวไทไท บอกว่าทำแบบนี้ไม่ได้ วางของในมือ บอกให้รีบถอดออกมาเลย เหม่ยอิงเอี้ยวตัวหลบไม่ให้แม่มายุ่ง แต่พออาม่ามาเห็นก็ตกใจแทบช็อก บอกเหม่ยอิงว่านี่เป็นเครื่องเพชรของจ้าวไทไท

“รู้แล้ววว...ว่าเป็นของจ้าวไทไท อาม่าจะต้องมาย้ำทำไม แต่อีกไม่นานของแม่ใหญ่ ก็ต้องตกมาเป็นของหนูอยู่ดี หรือว่าไม่จริง” เหม่ยอิงเถียงฉอดๆแม่สี่พูดหน้าเสียว่า

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะเหม่ยอิง สร้อยเพชรเส้นนี้เขาว่ากันว่าถ้าคนใส่มีบารมีไม่ถึงจะต้องมีอันเป็นไป”

“แม่สี่ไม่ต้องมาหลอกหนู เขาว่ากันว่า เขาว่าอะไร คะ แล้วจะหาใครในบ้านนี้มีบารมีมากกว่าหนู นังผิงอันหรือฮ่าๆๆ” เหม่ยอิงหัวเราะร่าอย่างลำพองใจ

ooooooo
ตอนที่ 8

มิถิลาตรงไปที่ห้องพักของศิขรนโดม เล่าสิ่งที่ได้ยินมาอย่างตระหนก ทั้งเรื่องอาวุธที่จะขนขึ้นเครื่องบินพระที่นั่งและเรื่องการโอนเงินเข้าบัญชีชื่อคนฮ่องกง

มิถิลายํ้าว่า พวกนั้นขนอาวุธเข้าคีรีรัฐเพื่อยึด

อำนาจรัฐ ศิขรนโรดมถามว่ายึดจากใครมาอีกในเมื่อทุกวันนี้อำนาจก็เป็นของพวกมันอยู่แล้ว มิถิลาถามว่าจะมีการทำสงครามกลางเมืองหรือ

“มันยังเข่นฆ่าผู้คนไม่พออีกหรือ เมื่อ 10 ปีก่อน มีคนต้องตายไปกี่ศพแล้ว มันจะอยากฆ่าใครอีก”

“ต้องไม่ให้การขนอาวุธสำเร็จเพคะ”

ศิขรนโรดมพูดอย่างอัดอั้นว่า “มันจะต้องการอำนาจอะไร อยากได้อะไรเราจะให้พวกมันให้หมด เอาไปให้พอ เราไม่สู้แล้ว ขืนสู้ไปประชาชนก็ต้องตายกันอีก เราไม่ต้องการเห็นใครมาจงรักภักดีต่อเราแล้วพากันไปตาย พอกันที เราจะขอยอมแพ้”

“ฝ่าบาท...ไม่ได้นะเพคะ จะทรงยอมแพ้ไม่ได้!!” มิถิลาเสียงแข็งจนศิขรนโรดมมองหน้า ต่างสะเทือนใจไม่น้อยกว่ากัน

ศิขรนโรดมถามว่า ถ้าชีวิตตนเพียงคนเดียวแลกกับความสุขของประชาชนคีรีรัฐ ทำไมจะทำไม่ได้ มิถิลาย้อนถามว่า

“แต่ประชาชนจะมีความสุขมากขึ้นจริงหรือ ถ้าพวกเขามีเจ้าหลวงที่ทรงยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ให้เขาได้อยู่ใต้อำนาจของทรราช”

ศิขรนโรดมถามว่า ในเมื่อทรราชที่ว่าคือราชิดบิดาของเธอเอง เธอกับอสุนีจะได้กลายเป็นสองพี่น้องที่ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดินเช่นนี้ไม่พอใจหรือ มิถิลาถามว่า “ท่านถามลองใจหรือต้องการคำตอบที่แท้จริง?”

“คำตอบที่แท้จริง เราอยากฟังวิสัยทัศน์ของเจ้า ในเมื่อสถานการณ์ระหว่างเราสองคนมาถึงจุดนี้แล้ว เจ้ามองอนาคตว่าอย่างไร”

“อนาคตของแผ่นดินสำคัญกว่าอนาคตส่วนตัว ถ้าทรงเห็นแก่ประชาชน จะทรงยอมไม่ได้นะเพคะ เพราะหม่อมฉันทราบดีว่าพ่อของตัวเองปรารถนาสิ่งใด เขาจะนำคีรีรัฐไปในทิศทางใด”

ศิขรนโรดมตัดสินใจจะไปคุยกับราชิดเอง มิถิลาขอร้องให้ผ่านคืนนี้ไปก่อน

“แล้วจะให้เรานั่งรอเวลาไปตามยถากรรมหรือ” มิถิลาถามว่า แจ้งตำรวจดีไหม “แจ้งให้เขามาจับตัวพ่อของเจ้าน่ะหรือ หรือไม่ถ้าพวกฮ่องกงรู้เรื่องอาวุธในเครื่องบินพระที่นั่ง เราเองก็อาจจะโดนจับไปในข้อหาซื้ออาวุธสงคราม น่ะสิ...ต่อรองกับราชิดให้มันจบๆเสียที เราตัดสินใจแล้ว”

ศิขรนโรดมสบตามิถิลาที่นั่งอึ้งอยู่

ooooooo

จ้าวซันคอยอาหลี่จนหงุดหงิด โทร.หาบราลี

ก็ไม่รับสาย ฉุกคิดได้เลยโทร.เข้าบ้านหลินจื้อเหม่ย

“ตายๆๆ คุณชายแน่ๆ แล้วจะตอบว่ายังไงดี ว่าไงดี...โอ๊ย...” หลินจื้อเหม่ยกระวนกระวาย ในที่สุดก็ตัดสินใจรับสาย “เหวยยย ค่ะๆ ใช่ค่ะ...ไม่ทราบค่ะ...

คิดว่าเอาไปด้วยนะคะ”

โทรศัพท์ของบราลีมีแสงวาบๆออกมาเป็นระยะๆ แต่เจ้าตัวยังคงคุยติดพันกับหลวงพ่ออยู่หลังโบสถ์ รบเร้าให้หลวงพ่อบอกเรื่องพ่อแม่ของตน เดาว่าพ่อแม่ตนไม่ได้เป็นชาวเขาจากภาคเหนือประเทศไทยใช่ไหม

หลวงพ่อพยายามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบ ขอให้รอหน่อยเพราะมีคนที่อยากจะเล่าให้ฟังอยู่แล้ว แต่บราลีก็รบเร้าถามจนรู้ว่าชาติกำเนิดของตนคือคนคีรีรีฐ พ่อแม่เป็นคนดี หลวงพ่อบอกว่า

“รู้แค่นี้ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ ต่อไปถ้ามีโอกาสก็ลองกลับไปเยี่ยมบ้าน เอาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมากลับไปพัฒนาประเทศ กลับไปทดแทนคุณของแผ่นดิน แล้วก็... จงรักภักดีต่อ... ต่อเจ้าเหนือหัว ที่มีบุญคุณต่อเรา...นะ”

“แน่นอนค่ะ หนูสัญญา” บราลีตอบน้ำตาคลออย่างตื้นตันใจ

ออกมาถึงหน้าโบสถ์ มิถิลาจึงพบว่าโทรศัพท์มี 15 มิสคอล เธอทำหน้าเหวี่ยงนิดๆ แล้วโทร.ออกพูดฉอดๆ ยาวเหยียด พอพูดจบเงยหน้าขึ้นเห็นจ้าวซันมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วเลยทำหน้าไม่ถูก แต่เธอถูกจ้าวซันคว้าแขนลากไปบ้านสี่ฤดูอย่างหมั่นไส้เเกมขำๆ

ไปถึงบ้าน ปรากฏว่าหลินจื้อเหม่ยมารออยู่แล้วพร้อมข้าวของที่บราลีเก็บใส่กระเป๋าไว้แล้ว พอเห็น หน้าเพื่อน บราลีก็หาว่าเธอรู้เห็นเป็นใจกับจ้าวซันที่จะให้ตนมาอยู่ที่บ้านสี่ฤดู หลินจื้อเหม่ยปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำ บราลีลากเพื่อนออกไปคุยกันข้างนอก

อากงรีบมาบอกจ้าวซันว่า เทเรซ่ามารออยู่หลายชั่วโมงแล้ว ตอนนี้รออยู่ที่ห้องทำงาน

“แล้วห้องพักของ...”

“คุณชายไม่ต้องเป็นห่วง ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว” อากงบอก จ้าวซันยิ้มพอใจแล้วเดินเข้าบ้านไป

อากงมองไปข้างนอก เห็นบราลีกำลังเหวี่ยงใส่หลินจื้อเหม่ยก็ส่ายหน้าถอนใจเบาๆ

ooooooo

เต๋อเป่ายังติดตามการเคลื่อนไหวของไอ้สือ จนเห็นไอ้สือเดินเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ที่ถนนฝั่งตรงข้ามหน้าบ่อน แล้วจึงเดินงุดๆ ข้ามไปยืนโทรศัพท์ รับคำครับๆ แล้วเดินไปมาอยู่แถวนั้น

ครู่หนึ่งเกาเฟยกับโกศินเดินออกมา เกาเฟยพินอบพิเทาโกศินอย่างมากแล้วเรียกรถของบ่อนมารับโกศินไป ไอ้สือเข้าไปรายงานอะไรเกาเฟย ฝ่ายนั้นพยักหน้าหงึกๆ แล้วโบกมือให้ไอ้สือกลับไป ตัวเองเดินคุยโทรศัพท์ครู่หนึ่งจึงโบกแท็กซี่ออกไปอีกคน

เต๋อเป่าถ่ายรูปไว้ทั้งหมด แล้วเรียกแท็กซี่ตามรถเกาเฟยไปจนถึงซุปเปอร์มาร์เกตในห้าง เห็นเกาเฟยเข้าไปยืนโทรศัพท์พลางมองไปรอบๆเหมือนหาใคร เต๋อเป่าหลบแทบไม่ทัน แต่พอโผล่ไปอีกทีเกาเฟยหายไปแล้ว เต๋อเป่าออกเดินหา กลับเจอเหม่ยอิงเข็นรถเลือกซื้อส้มอยู่ เต๋อเป่าหลบแอบดู ครู่เดียวเกาเฟยก็ทำทีไปยืนเลือกส้มอีกด้านหนึ่งแอบคุยกันเบาๆ

เต๋อเป่าเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปอีกชุดใหญ่

ooooooo

จ้าวซันต้องปวดหัวอีก เมื่อเทเรซ่ามาบอกว่าเสื้อผ้าที่จะส่งไปออสเตรเลียต้องลงเรือภายในคืนนี้ ถ้าไม่ทันเรือคืนนี้เราอาจส่งไปออสเตรเลียไม่ทันตามที่สัญญาไว้ แล้วทุกอย่างท่ีเราพยายามทำมาก็จะสูญเปล่า

“แต่ผมยังไม่ไว้ใจ ใครบางคนที่จ้องจะเล่นงานให้สื้อฉวนล้มละลาย ผมเลยอยากไปคุมด้วยตัวเอง เปลี่ยนเป็นตอนเช้าไม่ได้หรือ” เทเรซ่าบอกว่าเราต้องโหลดเสร็จตั้งแต่เที่ยงคืน ตนคิดว่าไม่น่าจะเกิดเรื่องอะไรอีก จ้าวซันถามว่า “เรื่องคนร้ายมีอะไรคืบหน้าบ้างไหม ตำรวจเขาว่ายังไง” เทเรซ่าส่ายหน้า “ตำรวจที่เกาะนี้มันทำงานกันยังไงนะจนป่านนี้แล้วหลักฐานก็มี รู้ทั้งรู้อยู่ว่าเป็นคนในแน่ แต่ทำไมถึงยังจับตัวไม่ได้สักที”

บราลีเหวี่ยงใส่หลินจื้อเหม่ยเสร็จจะมาเคาะประตู ห้องจ้าวซัน พลันก็ชะงักเมื่อได้ยินเทเรซ่ารายงานจ้าวซันว่าผู้กองอเล็กซ์ขอเข้าค้นห้องทำงานเขา จ้าวซันระเบิดอารมณ์ออกมาว่าหลักฐานมันจะอยู่ในห้องตนได้ยังไง บ่นลั่น...

“ทำไมผมถึงต้องซวยขนาดนี้ ทำไมทุกอย่างมันประดังมาเกิดขึ้นตอนนี้!!”

บราลีเห็นบรรยากาศตึงเครียด เปลี่ยนใจไม่เคาะประตูย่องจะกลับ จ้าวซันหูดีได้ยิน ร้องถาม “ใครน่ะ!”

“ฉันเองค่ะ...ว่าจะมาถามอะไรนิดหน่อย แต่...”

เทเรซ่าเลยขอตัวเพราะมีเรื่องต้องทำอีกมาก นัดเจอกันที่งานคืนนี้ก็แล้วกัน แล้วเดินผ่านบราลีออกไป

บราลีมองหน้าจ้าวซันเหมือนจะอ่านใจผู้ชายคนนี้ว่าเป็นอย่างไรกันแน่??

ooooooo

เหม่ยอิงคุยกับเกาเฟยถึงเสื้อผ้าอีกล็อตหนึ่งที่ตนสั่งตัดด้วยผ้าที่ให้เกาเฟยไปหาซื้อ ตัดแบบเดียวกับของสื้อฉวนไม่มีผิด บอกเกาเฟยว่า ที่สั่งตัดเสื้อผ้าล็อตนี้ก็เพื่อทดสอบความประพฤติของจ้าวซันอีกที

“ยังไงครับ”

“คืนนี้ ฉันจะให้จ้าวซันเลือกอีกที ระหว่างฉันกับนังบราลี แล้วถ้าเขาเลือกฉัน เสื้อผ้าอันที่เป็นตัวจริงจะถูกส่งลงเรือไปให้ลูกค้าที่ออสเตรเลีย แต่ถ้าเขาเลือกนังนั่น!”

“คุณจะส่งของก๊อบปี้ไปแทน แต่ว่า...มันต่างกันตรงไหนหรือครับ”

“ต่างกันตรง ผ้าที่สั่งมาแทน มันเป็นผ้าที่ติดไฟง่าย หากเจอความร้อนเพียงเล็กน้อย แม้แต่เวลารีดผ้าด้วยองศาสูงเกินกำหนดไปนิด หรือเดินเฉียดไปใกล้เปลวไฟ มันก็อาจจะลุกติดเปลวไฟขึ้นมาทันที”

เกาเฟยเดาว่าจะเป็นอันตรายกับผู้ที่ซื้อไปใส่ แต่แผนของเหม่ยอิงลึกกว่านั้นคือคนที่รับผลิตเสื้อจะต้องตกเป็นจำเลยโดนฟ้องจนต้องล้มละลายขายตัวกันเลยทีเดียว เกาเฟยติงว่า “แต่...มันจะทำให้คนบริสุทธิ์ตายได้นะครับ”

“ใครจะไปสน...หรือแกสน ฮะ...เกาเฟย!”

เต๋อเป่าแอบดูอยู่กดมือถือถ่ายรูปถี่ยิบ

เกาเฟยถามถึงผลงานของตนนับว่าเรียบร้อยดีใช่ไหม เหม่ยอิงบอกว่าเรียบร้อยดีมาก พรุ่งนี้ฉินเจียงต้องถูกตำรวจจับแน่ บอกให้เขารีบหายหัวไปเสีย ไม่ต้องห่วงทางนี้ตนเอาตัวรอดได้ แล้วเตือนว่าอย่าเอาเงินที่ตนให้ไปผลาญหมดล่ะ

“ไม่มีทางครับ เมียผม...จัดการเงินพวกนั้นอย่างดีมาก เวลานี้พวกเรากลายเป็นคนไทยแล้ว เมียผมซื้อบ้านซื้อท่ีดินไว้ที่เมืองไทย รอผมกลับไป”

“ดีมาก...แล้วพอทุกอย่างสำเร็จ แกจะได้โบนัสอีกก้อนหนึ่ง”

“ชีวิตผม...คงไม่มีวันนี้ หากไม่มีคุณหนู” เกาเฟยมองอย่างซึ้งใจ เหม่ยอิงทำท่าจะเข้าสวมกอด เต๋อเป่าที่จ้องถ่ายรูปอยู่กดชัตเตอร์ของกล้องโทรศัพท์เกิดเสียงดัง ทั้งสองรู้ตัว พอเหม่ยอิงหันเห็นเป็นเต๋อเป่า สั่งเกาเฟยเหี้ยม

“เก็บมันให้ได้เกาเฟย ไม่งั้น ความลับพวกเราแตกแน่”

เต๋อเป่าวิ่งอ้าวไป เกาเฟยไล่ตามไปติดๆ ส่วนเหม่ยอิงรีบขึ้นรถขับออกไปจะได้ไม่ต้องพัวพันกับเรื่องที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่าเต๋อเป่าจะวิ่งหนีสุดชีวิตแต่ก็หนีไม่พ้น ถูกเกาเฟยยิงคว่ำ เกาเฟยคิดว่าเต๋อเป่าตายแล้ว ค้นเจอโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปไว้เอาใส่กระเป๋าเดินออกไปหน้าตาเฉย





ไม่นาน ผู้กองเหลียงและอเล็กซ์มาถึงที่เกิดเหตุ พบว่าเต๋อเป่ายังไม่ตายจึงรีบนำส่งโรงพยาบาล ผู้กองเหลียงจำได้ว่าเต๋อเป่าเป็นคนสนิทของจ้าวซัน จึงไปหาเขาที่บ้านสี่ฤดู จ้าวซันให้ไปรอที่ห้องทำงาน ตัวเองไปอาบน้ำก่อน

ผู้กองเหลียงดูรูปในห้องทำงานจ้าวซันอย่างสนใจ นอกจากรูปเต้ที่แขวนอยู่ เดินดูอีก เห็นรูปเหม่ยอิง ฉินเจียงและจ้าวซันใส่กรอบวางแยกๆ กัน มีรูปจ้าวซันตอนอายุ 12 ขวบจูงมือกับจ้าวฉินเย่ว์ มีหลวงพ่อโจเซฟในวัยหนุ่มยืนอยู่ด้วยด้านหลังเป็นวิวทางภาคเหนือของไทย ผู้กองสงสัยว่าถ่ายกันที่ไหน?

“ผู้กองมาหาผมถึงที่นี่ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่” จ้าวซันเดินเข้ามาทัก

ผู้กองเหลียงไม่อ้อมค้อมบอกเรื่องเต๋อเป่าถูกยิงบาดเจ็บสาหัส เวลานี้อยู่ที่โรงพยาบาลยังไม่รู้สึกตัว จ้าวซันรีบไปที่โรงพยาบาลทันที หมอบอกว่าเต๋อเป่ามาช้าเกินไป เขาเสียชีวิตแล้ว จ้าวซันไม่เชื่อเข้าไปปั๊มหัวใจเต๋อเป่าแต่ก็ไม่สามารถช่วยได้ จ้าวซันครางออกมาน้ำตาคลอ...

“เต๋อเป่า...”

ooooooo

เวลาเดียวกัน ที่บ่อนกาสิโน สุริยะถูกซ้อมจนหน้าตาบวมช้ำ หมดสติ ฉินเจียงไม่เชื่อว่าสุริยะสลบจริง เอากาแฟร้อนๆ เทลงไปบนตัว เห็นสุริยะนิ่งจึงเชื่อว่าหมดสติจริงๆ หันไปด่าลูกน้องอย่างหัวเสีย

“บอกแล้วว่าอย่าให้มันหนักมือนัก แล้วอย่างนี้จะไปหาข่าวจากไหนกันล่ะว่ะ” พลันก็นึกอะไรได้เดินไปค้นตัวสุริยะ เอากระเป๋าสตางค์ออกมา มีแต่เศษเงิน เจอโทรศัพท์หยิบมากดดู เจอเบอร์และรูปของบราลี ฉินเจียงยิ้มเจ้าเล่ห์ทันที

บราลีแต่งตัวในชุดประจำชาติของคีรีรัฐ มีเครื่อง ประดับประจำชาติที่ผิงอันช่วยแต่งให้ สวยงามจนผิงอันบอกว่าเหมือนนางฟ้าบ้าง เหมือนเจ้าหญิงบ้าง นึกขึ้นได้ลากบราลีออกไปบอกว่าจะพาไปอวดพี่ชาย รับรองพี่ชายเห็นต้องตะลึงแน่เลย

แต่พอพาบราลีไปถึงห้องทำงานของจ้าวซัน เคาะประตูไม่มีเสียงตอบรับจึงเปิดประตูเข้าไป ไม่มีจ้าวซันอยู่ในห้องแต่ชุดยังอยู่ ผิงอันบ่น “หมดสนุกเลย พี่ชายใหญ่หายไปไหนก็ไม่รู้”

บราลีหัวเราะเยาะจ้าวซันที่ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ตัวเองก็เหลวไหลพอกันนั่นแหละ ผิงอันจะไปดูข้างล่างก่อน พอดีมือถือของบราลีดังขึ้น ผิงอันชะงักเดาว่าต้องเป็นพี่ชายใหญ่แน่เลย

บราลีรับโทรศัพท์ เห็นเป็นเบอร์ของสุริยะ รีบกดรับ ทักอย่างดีใจตื่นเต้น

“ฮัลโหลพ่อเหรอ พ่ออยู่ไหนคะ แล้วคืนนี้พ่อจะมาที่งาน...ฮัลโหล...อะไรนะคะ ฮัลโหล...นั่นใครคะ...ฮัลโหลๆๆ”

“เกิดอะไรขึ้นหรือพี่บรี”

บราลีไม่ทันตอบ เสียงแมสเสสก็ดังขึ้นต่อเนื่องสามสี่ครั้ง บราลีก้มลงกดอ่าน เธอช็อกอุทาน “พ่อ!!”

“ว่าไงครับคุณหนู” ฉินเจียงดัดเสียงถาม เปิดเสียงให้ทุกคนได้ยิน “คุณพ่อของคุณท่าทางไม่ค่อยสบายครับ คงมาพูดสายไม่ได้”

“ฉันจะเชื่อได้ยังไงว่าพวกแกไม่ได้โกหก” บราลีถาม โทรศัพท์เปิดเสียงวางไว้บนเตียง

“ผมส่งรูปสัญญาที่มีลายเซ็นพ่อคุณไปแล้ว ไม่ทราบว่าคุณได้รับหรือยัง”

“เห็นแล้ว...แต่มันเป็นไปได้ยังไงที่พ่อฉันจะไปเล่นการพนัน แล้วติดหนี้เป็นล้านเหรียญเนี่ย”

“เจ็ดล้านเหรียญครับ ยังไม่รวมดอกเบี้ย จะให้ผมคำนวณให้ตอนนี้เลยไหมครับ” ฉินเจียงเก๊กเสียงจนบราลีถามว่า

“ฉันพูดอยู่กับใคร ที่นั่นที่ไหน บ่อนชื่ออะไร ใครเป็นเจ้าของ” ฉินเจียงดัดเสียงบอกให้ทวนคำถามอีกที บราลีโวยว่า “โอ๊ย...เรียกผู้จัดการมาพูดกับฉันหน่อย” ฉิน–

เจียงกวนประสาทว่าที่นี่ไม่มีผู้จัดการเพราะไม่ใช่บริษัทห้างร้าน บราลีโพล่งไปว่า “ฉันจะพูดกับเจ้าของบ่อน!”

ฉินเจียงบอกให้รอเดี๋ยว ครู่หนึ่งจึงเก๊กเสียงบอกว่า “ขอโทษนะครับ คุณชายจ้าวซันไม่ได้เข้ามาที่นี่ครับวันนี้”

บราลีตกใจพอถามอีกที ฉินเจียงย้ำชัดๆ ให้ฟังอีกที ตบท้ายว่า “อ้อ...ลืมไป คุณก็น่าจะรู้จักสินะ เพราะคุณพ่อของคุณเขาก็อ้างว่ารู้จักและสนิทสนมกับคุณชายจ้าวซันเป็นอย่างดี”

“เขาเป็นเจ้าของบ่อนนี้หรือคะ”

“ใช่ครับ...เป็นหุ้นส่วนใหญ่ของที่นี่ แต่บางวันก็มาคุมบ่อนเองบ้าง ลงมาเล่นเองบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะคอยดูแลลูกค้าที่ “เคย” มีเงินหนาๆ อย่างพ่อของคุณ...แต่ถ้าคุณอยากจะพบเขานั้น...”

บราลีทนไม่ได้คว้าโทรศัพท์มากดปิดทันที ผิงอันบอกว่าเสียงฟังดูคุ้นๆ บราลีโกรธจัด ลุกพรวดจากเตียงสบถ

“จ้าวซัน...คนหน้าเนื้อใจเสือ!”

ooooooo

ที่ห้องชุดของราชิด ศิขรนโรดมเดินไปเดินมาในห้อง พลันก็หยุดหันถามราชิด

“เอ...หรือว่าท่านจอมพลไม่พอใจที่เราจะแต่งตั้งท่านให้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน...บอกเราก็ได้นะ”

“เอ่อ...ตอนนี้หม่อมฉันว่ามันไม่ใช่เวลาที่...”

“ท่านราชิดอยากได้ ‘ตำแหน่ง’ ไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า” ราชิดขยับจะตอบก็ถูกตัดบท “ยังไม่ต้องรีบให้คำตอบเราก็ได้ กว่าจะกลับไปคีรีรัฐยังมีเวลาคิดทบทวนอีกหลายวัน”

ราชิดบอกว่าตนจะลองเอาไปพิจารณาดู เร่งให้รีบไปเปลี่ยนฉลองพระองค์ดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ทันการณ์ ครั้นศิขรนโรดมถามว่าจะไม่ทันการณ์อะไรหรือ แล้วนึกได้ว่า

“อ๋อ...ใช่...งานเลี้ยงรับรองใช่ไหม เราก็ลืมไปเลย ขอบใจท่านมากนะที่เตือน เดี๋ยวจะไม่ทันการณ์จริงๆด้วย”

ศิขรนโรดมหันหลังเดินออกไป แต่พอจะออกจากประตู ูจู่ๆ ก็หันมายิ้มให้ราชิดทีหนึ่ง แล้วเดินออกไปเลย ทำเอาราชิดงงมาก เมื่อโกศินเข้ามา ราชิดบอกว่า

“มันรู้แผนการของเราแล้วแน่ๆ” โกศินบอกว่าไม่มีทาง “ทำไมอยู่ดีๆ มันถึงได้พูดเหมือนว่าจะสละตำแหน่งรัชทายาท เหมือนไม่อยากจะปกครองบ้านเมืองต่ออย่างนั้นแหละ”

โกศินเดาว่าอาจจะทรงใจแตกตามประสาวัยรุ่น พอได้มาเที่ยวเปิดหูเปิดตาเห็นแสงสีในเมืองเข้าก็ขี้เกียจ หลงแสงสีในเมืองใหญ่ ราชิดฟังแล้วพึมพำว่า เป็นไปได้

“จะอะไรก็ช่าง แต่มันก็ดีกับเราไม่ใช่เหรอ ถ้ารู้ว่าใจแตกง่ายขนาดนี้ ไม่เห็นต้องมาเสี่ยงซื้ออาวุธให้สิ้นเปลือง เงินในคลังเลย” โกศินพึมพำ ราชิดมองหน้าพูดขึงขังว่า

“อย่าลืมสิ...เรายังมีกองทัพของเจ้าหลวงมาทยาทร ที่ต้องจัดการ และอาวุธเหล่านี้จะเป็นเครื่องประดับบารมีของเราต่อไปในอนาคต”

ราชิดหัวเราะในลำคอ ตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง

ooooooo

จ้าวซันนั่งซึมอยู่ในห้องไอซียู ผู้กองเหลียงมองอย่างเห็นใจ เดินเข้าไปนั่งข้างๆ รับปากว่าเรื่องคนร้ายตนสั่งให้คนออกติดตามแล้ว

“ขอบคุณ” จ้าวซันเอ่ย ผู้กองเหลียงหัวเราะพูดขำๆว่า

“ตลกดีเหมือนกัน...ทั้งๆ ที่ผมยังมีคดีค้างกับคุณอยู่สองคดี   แล้วยังจะมารับปากว่าจะหาตัวคนร้ายให้คุณ คุณคงคิดแบบนี้ใช่ไหม”

“คุณคงไม่มีทางรู้ว่าเต๋อเป่าสำคัญกับผมมาก

แค่ไหน” จ้าวซันมองหน้าผู้กองระบายความในใจ “ผมไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจ...ทำไมใครๆที่เป็นพวกผม สนิทใกล้ชิดกับผม ทุกคนต้องมีอันเป็นไป...ผมหมายถึงทุกคนต้องโชคร้ายเสมอ”

ทันใดนั้นเอง ภูสินทรหรือเมืองเทพ เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ ตรงไปคุกเข่าตรงหน้าจ้าวซัน เขารีบลุกขึ้นแตะมือเมืองเทพให้ลุกขึ้น เมืองเทพมองผู้กองเหลียงแล้วตามจ้าวซันเดินออกไปคุยกัน

“ภาษาอะไรกัน...” ผู้กองมองเมืองเทพกับจ้าวซันเอาสมุดบันทึกออกมาจดแล้วพึมพำกับตัวเอง “มีตัวละครเพิ่มมาอีกหนึ่งคนแล้ว”

เย็นวันเดียวกัน ฉินเจียงในชุดสูทหรูเท่ ไปหาซูหลิงที่ร้านขายแอนทีค บอกให้เธอแต่งตัวเดี๋ยวจะไปงานคืนนี้ไม่ทัน

“ฉันจะไปเหรอ?? คุณช่วยอ่านแมสเสจที่ฉันส่งไปอีกทีนะว่าฉันตอบกลับไปว่ายังไง” ฉินเจียงไม่ตอบแต่ถามว่าตนจะรอครึ่งชั่วโมงคงแต่งตัวทันใช่ไหม “ฉันไม่มีวันไปงานเลี้ยงบ้าๆอะไรนั่นเด็ดขาด ฉันไม่อยากไปร่วมวงไพบูลย์กับพวกป่าเถื่อน บ้าสงคราม ปล่อยให้ฉันนั่งกินอาหารแช่แข็งอยู่บ้านคนเดียวยังจะดีเสียกว่า”

ซูหลิงเดินเลี่ยงจะเข้าข้างในบอกเขาว่า “ช่วยออกไป แล้วก็ล็อกประตูร้านให้ด้วย” พูดแล้วไม่ได้ยินเสียงฉินเจียง พอหันกลับมาเจอเขาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าแล้ว แหงนหน้ามองเว้าวอน...

“ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ผมสัญญา ผมจะไม่ทำ อะไรที่มันผิดกฎหมายอีก...เพื่อคุณ...เราจะมาเริ่มชีวิต ด้วยกันใหม่ ให้โอกาสผมได้ไหม” เห็นซูหลิงอึ้ง ฉินเจียง อ้อนวอน “ผมขาดคุณไม่ได้...ซูหลิง ผมจะเลิกทำทุกอย่างที่คุณไม่ชอบ ผมสัญญา แต่ว่า...คุณต้องแต่งงานกับผมก่อน”

ซูหลิงตะลึงอึ้ง น้ำตาเอ่อเต็มตา...

ooooooo

บราลีเห็นรูปและฟังฉินเจียงเป่าหูจนทั้งโกรธทั้งแค้นจ้าวซัน ถอดเครื่องประดับที่ผิงอันอุตส่าห์ช่วยติดให้ออกหมด เดินอ้าวออกไป ผิงอันตามขอร้องให้ใจเย็นๆ

“พอกันทีผิงอัน...ชาตินี้พี่จะไม่ขอยุ่งกับพี่ชายใหญ่ของเธออีกแล้ว ฝากคืนของพวกนี้ให้เขาด้วย” บราลีวางข้าวของที่เอามาไว้บนเตียง คว้ากระเป๋ามาสะพายทั้งที่ยังอยู่ในชุดประจำชาติคีรีรัฐจะออกไป ถูกผิงอันกั้นไว้ไม่ให้ออก จนอาม่าได้ยินเสียงถามว่าเอะอะอะไรกัน พอมาเห็นบราลีก็ร้อง

“อ้าว...คุณบราลีไม่ไปงานคืนนี้แล้วเหรอคะ”

“ไม่ไปแล้วอาม่า...อาม่าเห็นคุณชายจ้าวซันไหม” อาม่าถามว่าอยู่ในห้องไม่ใช่หรือ บราลีพุ่งไปที่ห้องปรากฏ ว่าไม่อยู่ อาม่ากับผิงอันตามมาอีก บราลีไม่สนใจมองลงไปเห็นอากงแหงนมองขึ้นมาพอดีเลยถาม “อากงคะ คุณชายจ้าวซันอยู่ที่ไหน” อากงบอกว่าเดี๋ยวคงกลับมาแล้ว “ออกไปข้างนอกเหรอคะ ไปที่ไหนพอจะทราบไหม”
“คุณชายน่าจะกำลังกลับมานะครับ เพราะคืนนี้มีงานเลี้ยงสำคัญต้องไป”

บราลีพยักหน้าแล้วเดินออกไป ผิงอันยังตามวอแว ถามว่าจะไปไหนตนจะไปด้วย ถูกอาม่าตามมารั้งไว้ บราลีเลยเดินออกไป อาม่ากับอากงหันมองหน้ากันแบบไม่รู้จะทำอย่างไร




เมืองเทพหรือภูสินทรขับรถพาจ้าวซันกลับมาถึงหน้าบ้านสี่ฤดู เมืองเทพนั่งพูดในรถกับจ้าวซัน...

“เรายังมีเรื่องสำคัญกว่ารออยู่ข้างหน้า คืนนี้ก็ยังไม่รู้ว่า องค์รัชทายาทจะทรงปลอดภัยหรือไม่ ส่วนเรื่องคนสนิทของฝ่าบาท ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภูสินทรคนนี้จัดการหาตัวคนร้ายเอง ไม่ต้องทรงเป็นห่วง”

“ขอบใจมาก ส่วนเรื่องงานคืนนี้...” จ้าวซันชะงักกึกเมื่อประตูเปิดผัวะแล้วบราลีก็เดินอ้าวออกมา จ้าวซันรีบลงจากรถไปถาม “บรี...จะไปไหน”

“ไปบ่อน...ที่มาเก๊า” บราลีกระชากเสียง จ้องหน้าจ้าวซัน แค้นจนตบหน้าเขาฉาดใหญ่ จ้าวซันหน้าหันแต่ไม่ว่าอะไร เมืองเทพพรวดเข้ามาจ้าวซันยกมือห้ามและชี้ให้ไปก่อน บราลีเอามือถือขึ้นมาเปิดรูปสัญญาที่ฉินเจียงส่งมาให้ดู พูดประชด “งง...งงเหรอ อ่านซะ แล้วช่วยบอกหน่อยว่าคุณทำแบบนี้กับพ่อฉันได้ยังไง...คุณหลอกให้พ่อฉันมาที่นี่ หลอกให้ท่านเล่นการพนัน แล้วก็ปล่อยให้ท่านมีหนี้สินมากมาย เพราะคุณมีเป้าหมายใช่ไหม?!”

จ้าวซันอึ้งเมื่อเห็นรูปสัญญายอมรับการหนี้บ่อน ที่มีลายเซ็นของสุริยะชัดเจน บราลีตะคอกถามว่าทีนี้จะแก้ตัวว่ายังไง จ้าวซันบอกว่าเธอเข้าใจผิด บราลียิ่งโมโห ตะโกนใส่หน้า

“ใช่...ฉันเข้าใจผิด เข้าใจผิดว่าคุณเป็นคนดี ฉันไม่น่าหลงเชื่อคุณเลย ที่แท้คุณมันก็พวกคนโรคจิต ทำทุกอย่างได้เพื่อสนองตัณหาตัวเอง”

จ้าวซันถามงงๆ ว่าตัณหาอะไร บราลีสาธยายความชั่ว ของเขาว่า เป็นพวกโรคจิตทำทุกอย่างเพื่อสนองตัณหาของตัวเอง หลอกให้พ่อตนเล่นการพนันจนเป็นหนี้มหาศาลเพื่อบีบพ่อให้ยกตนให้เขา จ้าวซันยืนยันว่าสุริยะเป็นนักพนันจริงๆ บราลีไม่เชื่อหาว่าเขาใส่ร้ายป้ายสีพ่อ เขาหลอกทำดีกับตนหลอกพ่อให้ตกเป็นทาสเขาพร้อมๆกัน ประณามว่า

“ช่างเป็นแผนซื้อใจผู้หญิงที่เนียนมากเลยนะ”

“พอเถอะ...หยุดพูด แล้วก็หยุดจินตนาการด้วย” พูดแล้วตรงเข้าจับแขนบราลีลากหัวทิ่มหัวตำเข้าบ้านไป พูดอย่างกดดันว่า “ความจริง...มันเหนือจริง...มากกว่าที่คุณคิดมากนัก”

“จะทำอะไรน่ะ...ปล่อยนะ ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย” บราลีทั้งดิ้นทั้งร้องแต่ก็ถูกจ้าวซันลากเข้าไปจนได้

ผิงอันตกใจวิ่งมาขอร้องพี่ชายอย่าทำอะไรบราลี ทั้งอากง อาม่า และเมืองเทพต่างมองด้วยความเป็นห่วง จ้าวซันห้ามทุกคนอย่ามายุ่ง เรื่องนี้ตนจัดการเองได้ สั่งเมืองเทพให้รีบไปที่งานเดี๋ยวนี้ ส่วนบราลีก็ยังโวยวายไม่หยุด ตะโกนบอกให้ใครก็ได้ช่วยแจ้งตำรวจที แต่ไม่มีใครขยับ

ooooooo

จ้าวซันลากบราลีเหวี่ยงเข้าห้องแล้วรีบปิดประตูล็อกทันที บราลีตกใจมองตะลึงไม่เคยเห็นเขาดุดันเช่นนี้

“เอาล่ะ ทีนี้ตั้งสติ แล้วฟัง” จ้าวซันสั่ง บราลียังโวยวาย เลยถูกจับสองไหล่เขย่าอย่างแรง “หยุด!! บอกให้หยุด หยุดบ้าได้แล้วม่านฟ้า พี่ไม่ทำอะไรเธอหรอก ถ้าจะมีใครทำร้ายเธอ พี่คือคนสุดท้าย จงจำใส่ใจไว้ว่า เจ้าพี่ของเธอ คือคนที่รักเธอที่สุด”

บราลีมองหน้าจ้าวซันทำตาปริบๆพึมพำ “ม่านฟ้าเหรอ...เจ้าพี่เหรอ...” จ้าวซันมองหน้าบราลีเอ่ยแววตาเศร้า

“พี่ไม่รู้ว่า ระหว่างให้เธอไม่รู้ความจริง กับให้เธอรู้ทุกอย่าง อะไรที่จะทำให้เธอเกลียดพี่มากกว่ากัน...” เห็นบราลี สงบลง จ้าวซันบอกความจริงเธอสั้นๆแต่กระจ่างชัด “คุณแม่ผู้ให้กำเนิดเธอ เคยเป็นนางกำนัลคนสนิทของแม่ของพี่... พระเทวีศุลีมาน...ท่านชื่อจันทร์แรม ส่วนคุณพ่อเธอ เป็นราชองครักษ์ของเจ้าหลวงพีริยเทพ...เจ้าพ่อของพี่ ท่านชื่ออินปง”

บราลีตะลึงงันกับความจริงที่เธอเฝ้าสอบถามค้นหามาแสนนาน มันคือสายใยที่ทำให้เธอรู้ถึงชาติกำเนิดของตัวเอง

ooooooo

เหม่ยอิงในชุดราตรีดำโก้หรู สวมเครื่องเพชรของจ้าวไทไท รองเท้าส้นสูง เดินลงจากชั้นบนห้องเสริมสวยหรู มีพนักงานถือกระเป๋าใบใหญ่และถุงต่างๆตามมา

คุณนายหวังที่นั่งให้พนักงานปัดขนตาอยู่เหลือบมองอุทานว่างามสง่าราวกับราชินีแห่งอาณาจักรอะไรสักแห่ง คืนนี้ต่อให้มีเจ้าชายเจ้าหญิงมากันสักกี่องค์ ก็คงต้องพ่ายจ้าวเหม่ยอิงคนนี้แน่ เหม่ยอิงชมกลับไปว่า คุณนายหวังเองแต่งชุดนี้ก็ดูสูงศักดิ์ขึ้นมา ราวกับฮองเฮาของจักรพรรดิสักองค์ทีเดียว

ต่างปากหวานป้อยอกันแล้ว คุณนายหวังเห็นเครื่องเพชรที่เหม่ยอิงใส่ ทักว่านั่นมันเครื่องเพชรของจ้าวไทไทไม่ใช่หรือ มันคือเครื่องเพชรในตำนานที่คนฮ่องกงไม่ได้เห็นกับตามานานแล้ว งามจริงๆ ล้ำค่าที่สุด

“พี่ชายใหญ่ยกให้ฉัน” เหม่ยอิงปดหน้าตาเฉย คุณนาย หวังตาโตถามว่าจริงหรือ พูดอย่างผู้รู้ตำนานเพชรชุดนี้ว่า

“ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง เพราะมันหมายความว่า คุณชายจ้าวซันขอคุณแต่งงานแล้วนะคะ” เหม่ยอิงถามงงๆ ว่าอะไรนะ คุณนายหวังเล่าว่า “จ้าวฉินเย่ว์ขอจ้าวไทไทแต่งงานด้วยเครื่องเพชรชุดนี้ มันไม่ใช่ของพี่ให้น้องหรือของที่ใครจะยกให้ใครง่ายๆ นอกจาก...เขาจะยกเธอขึ้นเป็นไทไทของเขาน่ะสิคะ”

“โอ๊ว...นั่นมันของแน่อยู่แล้วล่ะ” เหม่ยอิงทำเป็นยิ้มในหน้าทั้งที่ตัวเองขโมยมาใส่แท้ๆ ขณะนั้นเองโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เธอดูเบอร์แล้วชะงัก แต่ทำเป็นตื่นเต้นบอกคุณนายหวังว่า “ขอโทษนะคะ พี่ชายใหญ่โทร.มาเร่งฉันแล้ว” พูดแล้วรีบเดินห่างออกไป ทันทีที่กดรับสายเธอถามหน้าเครียด “เกาเฟย...ว่าไง”

เกาเฟยโทร.มารายงานว่า ตนนึกว่าเต๋อเป่าตายแล้ว แต่ที่จริงยังไม่ตาย ตอนนี้นอนเป็นผักเหี่ยวอยู่ที่โรงพยาบาล แต่ตนได้ริบโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปเราไว้แล้ว

“บัดซบ! ถ้างานนี้ไม่จบ แกอย่าหวังว่าจะได้เงินก้อนสุดท้าย แค่นี้นะ” เหม่ยอิงกดปิดโทรศัพท์หน้าเครียด พอดีคุณนายหวังดี๊ด๊ามาบอกว่า ตนเสร็จแล้วชวนรีบไปงานกัน เห็นเหม่ยอิงหน้าเครียดถามว่ามีอะไรหรือ เหม่ยอิงฉีกยิ้มพูดอย่างอวดโอ่ว่า “พี่ชายใหญ่น่ะสิคะ งอน...หาว่าฉันไม่ยอม ไปงานพร้อมเธอ บ้าจริงๆพวกผู้ชายนี่ประสาทที่สุด เขาหึง... ถ้าฉันจะไปปรากฏตัวในงานก่อน แล้วจะไปโปรยเสน่ห์ใส่พวกผู้ชายที่นั่น” พูดแล้วทำเชิดระเหิดระหง ราวกับนางพญา

“แหม...คุณชายจ้าวซันนี่...น่ารักจริงๆนะคะ” คุณนายหวังหัวเราะคิกคัก เหม่ยอิงหัวเราะผสมโรงแต่แอบเครียด

ooooooo

จ้าวซันประคองบราลีที่ช็อก งง พาไปนั่งที่เก้าอี้ เธอพึมพำเหมือนอยู่ในความฝัน...อินปง...กับจันทร์แรม...

“ใช่...อินปงกับจันทร์แรม ท่านทั้งสองเสียชีวิตพร้อมกันบนหน้าผา แม่น้ำเวียงสาย แม่น้ำชายแดนแผ่นดินคีรีรัฐ”

จ้าวซันเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นที่เขาเห็นกับตาขณะลงเรือหนีมากับม่านฟ้าและพระเทวี...เล่าถึงนาทีที่จันทร์แรมยื่นทารกน้อยให้พระเทวีเอ่ยน้ำตาอาบหน้า “จันทร์แรมฝากม่านฟ้าด้วยเพคะ”

เวลานั้น จ้าวซันยังเป็นน่านปิงนรเทพ จำได้ฝังใจว่า พระแม่เทวีบอกแก่จันทร์แรมและอินปงว่า

“หน้าที่ของเราคือปกปักรักษาและทำนุบำรุงน่านปิงนรเทพ จันทร์แรม...อินปง...ข้าให้สัญญาว่าจะดูแล ม่านฟ้าของเจ้าให้เหมือนกับเลือดเนื้อของข้า เพื่อตอบแทน ความภักดีของเจ้าทั้งสอง เจ้ามอบชีวิตให้ข้ากับลูกชาย เพราะนั้น ข้าขอสาบานชีวิตข้ากับน่านปิงนรเทพ จะเป็นของม่านฟ้าด้วย”

จันทร์แรมกับน่านปิงสละชีวิตของตนล่อพวกทหารราชิดกับโกศินที่ตามไล่ล่าพระเทวีกับน่านปิงนรเทพ ให้ตามตนทั้งสองขึ้นไปบนเนินเขาและถูกสังหาร จนปกปักรักษาพระเทวีและน่านปิงนรเทพรวมทั้งม่านฟ้าให้หนีได้รอดปลอดภัย...

“ภาพสุดท้ายที่พี่เห็นแผ่นดินคีรีรัฐ ก็คือภาพการ พลีชีพของคุณพ่อคุณแม่ของน้อง...ท่านตาย...เพื่อช่วยชีวิตพี่กับเจ้าแม่...พี่จะไม่มีวันลืม...” จ้าวซันมองหน้าบราลีน้ำตาไหลเป็นทาง...

“คุณ...คือ...” บราลีมองหน้าจ้าวซัน งัน ซีด

“น่านปิงนรเทพ ที่ควรจะตายไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว...” บราลีถามถึงเจ้าหลวง จ้าวซันต้องตั้งสติข่มความเศร้า เล่าด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “เจ้าพ่อเสวยยาพิษสิ้นพระชนม์ไปก่อน พระองค์ทรงวางแผนไว้แล้ว ที่จะให้เจ้าแม่กับพี่ หนีไป ทรงสละบัลลังก์ให้เจ้าลุงขึ้นครองคีรีรัฐ เพื่อป้อง กันไม่ให้เกิดสงครามกลางเมือง ทรงเสียสละพระชนม์ชีพ เพื่อรักษาชีวิตผู้คนและชีวิตเมียกับลูก แต่...ทรงพระราชทาน ตราพระราชลัญจกรให้พี่มา เพื่อทำให้อำนาจของคนพวกนั้น ไม่ถูกต้อง ตามกฎหมายของคีรีรัฐ”

จ้าวซันลุกไปยืนนิ่งที่หน้าต่าง บราลีพยายามลำดับเรื่องราวในความทรงจำค่อยๆปะติดปะต่อ...จำได้ถึงชีวิตวัยเยาว์ ที่อยู่กับหลวงพ่อและเรียนหนังสือ ได้ฟ้อนโชว์จำเพลงที่ฟ้อนได้ฝังใจท่องเนื้อเพลงออกมาก่อนขับร้องช้าๆ...

“ไม่ผัน ไม่แปร ความรักที่แน่แก่ใจ ไม่มีรักใด ดังรักของน้อยใจยา...”

จ้าวซันดีใจมากที่บราลีจำเพลงได้ เธอยังจำวัน สุดท้ายที่จากจ้าวซันมากับหลวงพ่อได้ เธอวิ่งมาลงเรือกับหลวงพ่อดีใจที่จะได้ไปแอ่วเวียง ไปกินไอติม ไปดูการ์ตูนเรื่องซินเดอเรลล่า เธอกิ๋วๆเจ้าพี่ที่ต้องเฝ้าบ้าน วิ่งลงเรือไปอย่างเริงร่า ในขณะที่น่านปิงนรเทพน้ำตาไหลพรากเพราะรู้ว่า น้องต้องจากไปอยู่ที่อื่นแล้ว...ไปอย่างไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกหรือไม่

เมื่อรู้ความจริงแล้ว บราลีก้มกราบแทบเท้าจ้าวซัน ขอพระราชทานอภัยที่ตนโง่เขลาทำสิ่งที่ไม่บังควรมากมาย

“หม่อมฉันเข้าใจแล้วว่า อะไรเป็นอะไร คุณพ่อสุริยะคือผู้มีพระคุณที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้ปกครองหม่อมฉันมาจนโต ชีวิตของหม่อมฉันแต่เริ่มต้นจนเล่าเรียนจบมาถึงบัดนี้ ที่แท้อยู่ภายใต้พระอุปถัมภ์ของพระองค์มาโดยตลอด องค์รัชทายาททรงเมตตาข้าราชบริพาร ข้ารองพระบาทเล็กๆคนนี้อย่างดีที่สุดแล้ว...”

“เมย...เจ้ามีความหมายต่อพี่...มากกว่านั้น...”

“หม่อมฉันคือข้ารองพระบาทพระองค์จริงๆ เพคะ และจากนี้ หม่อมฉัน ขอถวายชีวิตแด่พระองค์ตลอดไป จะขอทำทุกอย่าง...เพื่อให้พระองค์ได้กลับไปครอบครองบัลลังก์คีรีรัฐให้ได้ แม้ว่าตัวจะตาย ชีวิตจะหาไม่ เช่นเดียวกับพ่อคำปงและแม่จันทร์แรมเพคะ” บราลีเงยหน้ามองจ้าวซันด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวแน่วแน่แล้วก้มกราบอีกครั้ง

จ้าวซันประคองบราลีขึ้นมากอดไว้แนบแน่น...

ooooooo
ตอนที่ 9

ที่มุมหนึ่งของสถานที่จัดงานคืนนี้ เป็นนิทรรศการเกี่ยวกับคีรีรัฐ หลวงพ่อโจเซฟเข้ามาในงาน เดินไปดูนิทรรศการหยุดดูรูปศิขรนโรดมและครอบครัว

ผู้กองเหลียงและหมวดจางในชุดสูทโก้หรูเข้ามาประกบทันที หลวงพ่อหันมองผู้กองเอาบัตรออกมาแสดงตัวว่าพวกตนเป็นตำรวจ มีอะไรอยากคุยกับท่านสั้นๆ เกี่ยวกับคุณชายจ้าวซัน

ขึ้นไปคุยกันบนดาดฟ้า หมวดจางฟังหลวงพ่อแล้วพูดแล้วผิดหวังว่า ถ้าหลวงพ่อให้ข้อมูลแค่นี้ เด็กประถมก็เข้าไปเสิร์จหาได้ในอินเตอร์เน็ต หลวงพ่อหันมองขวับ หมวดจางรีบขอโทษ หลวงพ่อถามว่า

“การรู้ว่าจ้าวซันเป็นใครมาจากไหนมันสำคัญกับตำรวจมากขนาดนั้นเลยเหรอ” หมวดจางตอบอ้อมแอ้มว่า มันก็มีส่วนช่วยในเรื่องคดีที่พวกตนกำลังตามอยู่บ้าง หลวงพ่อพูดขรึมว่า “ด้วยเกียรติของพ่อ พ่อรับรองว่า ยังไงจ้าวซันก็ไม่มีทางเป็นคนร้ายที่ทำผิดกฎหมายเด็ดขาด ไม่ว่าคดีไหนๆก็ตาม”

ผู้กองเหลียงหว่านล้อมดักคอว่า สิ่งที่คุณพ่อกำลังปกปิดอยู่อาจจะเป็นเรื่องเสื่อมเสียของคุณชายจ้าวซันก็ได้ เช่นเขาอาจจะเป็นลูกโจร ลูกพ่อค้ายาเสพติดที่โดนฆ่าตาย หรือไม่ก็พวกนักโทษทางการเมือง”

“บาปกรรม...บาปกรรม...ชาติกำเนิดของเขาสูงส่งเกินกว่าพวกคุณจะมาลามปามล้อเล่น”

ผู้กองเหลียงและหมวดจางตะล่อมถามจนรู้ว่า จ้าวซันเป็นคนคีรีรัฐ แซะต่อเพื่อเจาะลึกว่า

“เด็กชายที่มีชาติกำเนิดสูงส่ง ที่หลบหนีมาจากคีรีรัฐเมื่อประมาณยี่สิบปีก่อนก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก...”

“ใช่” หลวงพ่อตอบหนักแน่น “ถ้าไม่เกิดเรื่องร้ายขึ้นเสียก่อน ตอนนี้เขาคงจะได้เป็นเจ้าหลวงที่ครองบัลลังก์แห่งนครคีรีรัฐอย่างสมเกียรติ ไม่ใช่เจ้าหลวงคนปัจจุบันที่มีตราบาปจากการฆ่าฟันแย่งชิง เป็นเงาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา แม้แต่องค์ชายรัชทายาทที่เสด็จมาเป็นแขกสำคัญในครั้งนี้ ก็เป็นองค์รัชทายาทที่ปราศจากตราแห่งพระราชวงศ์ที่ถูกต้องมารับรอง และไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจหาพบตรานั้น”

ทั้งผู้กองเหลียง และหมวดจางมองหน้ากันตะลึงเมื่อรู้ความจริงจากหลวงพ่อโจเซฟ

ooooooo

ราชิดกับโกศินอ้างหน้าที่อารักขาองค์รัชทายาทติดตามศิขรนโรดมอย่างใกล้ชิด แต่ถูกภูสินทรที่ซ่อนตัวอยู่ในลิฟต์ชิงตัวศิขรนโรดมและมิถิลาไปขณะเข้าลิฟต์เพื่อไปชั้นที่จัดงาน

ราชิดกับโกศินเข้าลิฟต์ไม่ได้ เพราะลิฟต์ปิดทันทีที่ศิขรนโรดมกับมิถิลาเข้าไปแล้ว จึงนำทหารอีก 2 คนวิ่งไปทางบันไดดักไปทุกชั้น แต่พอมาถึงชั้นจัดงาน ลิฟต์เปิดออกไม่มีทั้งศิขรนโรดมและมิถิลาอยู่ในนั้น ราชิดและโกศินโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง ตรงไปถามทหารที่ยืนรออยู่ว่า “องค์ชายอยู่ไหน!”

“ไม่เห็นครับท่าน ลงมาลิฟต์ก็เปิดอยู่แต่ก็ไม่เจอใครแล้ว”

โกศินถามราชิดว่า น่าจะเสด็จเข้าไปในงานแล้วหรือเปล่า ราชิดมั่นใจว่าไม่มีทาง พูดอย่างเจ็บใจว่า

“องค์ชายกำลังเล่นตลกกับพวกเราอยู่แน่ แยกกันหาเร็ว ไปบอกให้คนในโรงแรมช่วยกันหาด้วย ไป!”

ราชิดเดินมาเจอเทเรซ่าถามว่า เห็นเจ้าชายศิขรน– โรดมไหม เทเรซ่าบอกว่า ตนเพิ่งมาจากล็อบบี้ข้างล่าง กำลังจะมาเชิญเสด็จเข้าไปประทับรอในห้องรับรอง ถามว่าแล้วองค์ชายไม่ได้เสด็จอยู่กับพวกเขาหรือ ราชิดตอบอย่างหงุดหงิดว่า เสด็จล่วงหน้าลงมาก่อน ถามอีกทีว่า “คุณไม่เห็นพระองค์หรือ”

“อ๋อ...งั้นสงสัยเจ้าหน้าที่ของทางโรงแรมเชิญเสด็จ ไปประทับอยู่ในงานแล้วกระมัง”

ราชิดกับโกศินฮึดฮัดวิ่งผ่านเทเรซ่าไปจนแทบจะชนเธอกระเด็น

ooooooo

ที่โถงรับรองหน้างาน เหม่ยอิงในชุดราตรีสีดำใส่เครื่องเพชรของจ้าวไทไท เดินเข้ามาราวกับนางพญา มีคุณนายหวังเดินใกล้ๆเหมือนนางสนองพระโอษฐ์

แขกในงานมองเหม่ยอิงกันเป็นตาเดียว บ้างหันซุบซิบ กัน อีกมุมหนึ่ง ผู้กองเหลียงกับหมวดจางต่างตะลึงอึ้งในความสวยสง่าและเครื่องเพชรอลังการของเหม่ยอิง พอดีเธอเหลือบเห็นเดินไปทักอย่างสนิทสนม ถามว่าวันนี้มา “ออกงาน” หรือ “ออกมาปฏิบัติภารกิจราชการ” ระหว่างนั้นหมวดจางพยายามจะทำตัวให้อยู่ในสายตาของเหม่ยอิงจะทักทายบ้าง แต่เหม่ยอิงเห็นอะไรเสียก่อน เธอขอตัวบอกว่าพบญาติแล้ว

ญาติที่ว่าคือฉินเจียงที่ควงซูหลิงในชุดหรูเข้ามานั่นเอง ขณะฉินเจียงกำลังให้ซูหลิงโชว์แหวนหมั้นเป็นเพชรเม็ดโตน้ำงามอยู่นั้น เหม่ยอิงก็เข้ามาพูดดูถูกเหยียดหยามว่า ซูหลิงก็แค่นักร้องค็อกเทลเลาจน์สำหรับพวกลูกเสี่ยกระเป๋าหนักแต่สมองเบาเท่านั้น เยาะเย้ยว่า

“ค่าบริการแพงมาก คนที่ไปเที่ยว รวยอย่างเดียวไม่พอต้องโง่ด้วย คนนี้ดูเหมือนเป็นดาวนะคะ ใครไปเที่ยวเป็นต้องเรียกมานั่งโต๊ะ น้องก็เลยไม่รู้ว่า พี่รองจะเอาจริงหรือจะเอาเล่น”

ฉินเจียงไม่พอใจจนเกิดปากเสียงกัน ซูหลิงชี้แจงว่าตอนนี้ตนไม่ได้เป็นนักร้องแล้วแต่มาเปิดร้านขายแอนทีคที่เกาลูน ก็ถูกเหม่ยอิงหัวเราะเยาะว่าที่แท้ก็ขาย “ของเก่า” กินนั่นเอง ฉินเจียงทนไม่ได้สะอึกเข้าหา เหม่ยอิงเชิดหน้าถามว่าจะทำอะไรตน ฉินเจียงพูดลอดไรฟันว่าคิดว่างานแบบนี้ตนไม่กล้าทำอะไรหรือ เหม่ยอิงเกทับทันทีว่า

“พี่ทำอะไรอย่านึกว่าฉันไม่รู้นะ ระวังเถอะ อีกหน่อยต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในคุก ส่วนเธอก็เตรียมตัวเตรียมใจไปเยี่ยมว่าที่สามีของเธอในคุกก็แล้วกัน ฉันขอทำนายไว้เลย”

“เธอระวังให้ดีเถอะ แอบขโมยเอาสร้อยของจ้าวไทไทมาใส่แบบนี้ไม่กลัวโดนคำสาปรึไง” ทั้งยังอ้างว่าคนเดียวที่มีสิทธิ์ในเครื่องเพชรชุดนี้คือตน “ฉันเป็นลูกชายคนเดียวของเต้ เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้องมันเลยด้วยซ้ำ รู้ไว้ซะ!”

ฉินเจียงจะถอดเครื่องเพชรจากเหม่ยอิง ซูหลิงเข้าห้าม บรรดาแขกพากันแตกตื่นตกใจ แต่บรรดานักข่าวกลับกรูกันไปอีกทางหนึ่ง ฉินเจียงกับเหม่ยอิงชะงักหันมอง

ที่โถงหน้างาน...จ้าวซันในสูทโมเดิร์นแฟชั่น ยืนเคียงคู่กับบราลีในชุดประจำชาติคีรีรัฐและเครื่องประดับครบชุด ดูสวยสง่าแปลกตา ทุกคนพากันไปรุมล้อมชื่นชม นักข่าวรุมกันถ่ายรูป แล้วทั้งคู่ก็ก้าวเข้าไปในงานอย่างสง่างาม

เหม่ยอิงเกิดอาการหายใจหอบถี่บอกคุณนายหวังว่าไม่สบายหายใจไม่สะดวกจะกลับบ้าน คุณนายหวังพูดอย่างรู้ทัน ปลุกเร้าให้เธอมั่นใจไม่มีอะไรที่เธอสู้บราลีไม่ได้ เธอมีพร้อมทุกอย่างทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียง วงศ์ตระกูล แล้วจะกลัวอะไรอีก ส่วนจ้าวซันนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะเลือกใคร  ตราบใดที่เขายังไม่ได้แต่งงาน ใครดีใครได้ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา อย่ายอมแพ้มันง่ายๆ

คำปลุกเร้ายุยงของคุณนายหวังทำให้เหม่ยอิงฮึดขึ้นมา ตรงไปหาจ้าวซัน พอจ้าวซันเห็นเครื่องเพชรที่เธอใส่เท่านั้น เขาโมโหมาก ลากเธอไปถามว่า

“พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าจะใช้ชิ้นไหนก็หยิบไป แต่ยกเว้นชุดเครื่องเพชรของแม่ใหญ่ ห้ามแตะต้องเด็ดขาด”

เหม่ยอิงทำเฉไฉบอกว่าไทค์เบี้ยวแล้วช่วยขยับให้ทำเป็นปัดฝุ่นบนสูทให้พอเป็นพิธีให้ดูสนิทสนมกันมาก พอดีมีแขกเดินมาคุยกับจ้าวซัน เหม่ยอิงฉวยโอกาสแยกไปหาบราลี ถามว่ามานานแล้วหรือ บราลีตอบแทงใจดำว่า

“อ๋อ...มาพร้อมคุณชายจ้าวซันค่ะ”

เหม่ยอิงดูชุดของบราลี พูดเยาะว่าสวยดีเช่ามาจากไหน เป็นชุดแฟนซีใช่ไหม ทั้งชุดและเครื่องประดับแบบนี้ตนคงไม่กล้าใส่ ถูกบราลีศอกกลับนิ่มๆ แต่เจ็บว่า

“ฉันกล้าใส่ค่ะ เพราะฉันศึกษาคอนเซปต์์งาน มาดีแล้ว เรามางานของเจ้าชายคีรีรัฐ นี่คือชุดประจำชาติของสุภาพสตรีในราชสำนักของคีรีรัฐ ซึ่งฉันคิดว่ามันเหมาะสมกับงานอย่างที่สุด ชุดราตรีสีดำของคุณก็สวยคลาสสิกมาก ที่สำคัญคุณเหม่ยอิงเป็นคนที่สวมใส่อะไรก็สวย เด่น ไม่มีใครสู้”

เหม่ยอิงเห็นแขกที่มาคุยกับจ้าวซันแยกไป เธอผละไปควงจ้าวซันพาไปรับแขกในนามฉินเย่ว์กรุ๊ป จ้าวซันห่วงบราลี หันบอกให้เธอตามมา บราลีเดินตามไปเซ็งๆ

เมื่อจ้าวซันมาเจอฉินเจียง เขาขอคุยด้วย ไม่อยากให้บราลีใกล้ชิดฉินเจียงจึงแกล้งใช้ให้ไปตามเทเรซ่า

ให้หน่อย ส่วนเหม่ยอิงจะตามไปก็ถูกจ้าวซันบอกว่าขอคุยกับฉินเจียงตามลำพังให้เธอคอยรับแขกไปก่อน เหม่ยอิงผละไปอย่างไม่พอใจที่ไม่มีใครให้ความสนใจ ให้ความสำคัญตนเลย แต่ความอยากรู้เธอจึงเดินเข้าไปแอบฟัง

จ้าวซันถามฉินเจียงว่าทำอะไรสุริยะ ฉินเจียงทำหน้าตายบอกว่าตนไม่ได้ทำ สุริยะมาเล่นในบ่อนของตนเอง สงสัยจะซวยเสียไปหลายล้าน จ้าวซันถามฉิน– เจียงอย่างอ่อนใจว่าทำอย่างไรถึงจะซื้อใจเขาได้ พูดตรงๆว่า

“ฉินเจียงฟังนะ ในเมื่อสิ่งที่นายทำลงไปมันแก้อะไรไม่ได้แล้ว และยังไงๆ ฉันก็ต้องหยุดมันให้ได้ แต่ผลที่ตามมาก็คือ นายจะต้องเดือดร้อน เพราะฉะนั้น ฉันถึงอยากดึงนายออกไปจากเรื่องนี้” ฉินเจียงเยาะเย้ยว่าอย่ามาลักไก่กันเลย

“ถึงนายเห็นฉันเป็นศัตรู แต่สำหรับฉัน จะยังไง นายก็คือลูกเต้ ผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิตฉัน ฉันจะยอมให้นายหมดอนาคตไม่ได้”

“ถ้าพี่จริงใจ พี่ก็ถอยไปสิ อย่าแส่!!”

“ฉันถอยไม่ได้ เพราะสิ่งที่นายทำ มันจะไปทำร้ายพี่น้อง...อีกครอบครัวนึงของฉันเหมือนกัน”

“อ๋อ..ใช่สิ พี่มันก็มาจากไอ้ประเทศจนๆ นั่นเหมือนกันนี่ โอโห...ที่พี่พยายามมาอายัดเงินผม พยายามให้ข่าวตำรวจต่างๆ นานานี่ เพราะพี่รักชาติของพี่ว่างั้นเถอะ จุ๊ๆๆ หล่อได้อีกนะจ้าวซัน...หล่อได้อีกกก”





“ฉินเจียง!” จ้าวซันสบตา จู่ๆ ก็ดึงมือฉินเจียงไปกุมไว้ “ฉันรักนายนะ ยังไงเราก็โตมาในบ้านเดียวกัน ใช้แซ่เดียวกัน นายบอกตำรวจว่าโดนไอ้เกาเฟยหลอกใช้แล้วช่วยร่วมมือให้ข้อมูลของพวกนายพลต่างชาติพวกนั้นให้ตำรวจเขาไปให้หมดเพื่อช่วยยับยั้งไม่ให้อาวุธพวกนั้นถูกส่งไปปลายทางสำเร็จ ฉันจะกันให้นายเป็นพยาน หรืออย่างมากโทษหนักก็จะกลายเป็นเบา นะฉินเจียงนะ ฉันขอร้อง...ขอร้อง”

“ฮึ่ย! ไอ้จ้าวซัน” ฉินเจียงกระชากมือกลับผลักจ้าวซันออกห่าง “พี่ทำอะไรของพี่ พี่จะให้ผมยอมทิ้งเงินมหาศาลยังไม่พอ พี่ยังจะให้ผมทรยศเกาเฟย คนสนิทที่รับใช้ผมอย่างจริงใจมาตลอด คนคนเดียวที่ดีกับผมที่สุดในโลกใบนี้ เพื่อเอาตัวรอดงั้นเหรอ!”

“ฉันจะยอมรับว่านายเป็นผู้ใหญ่พอ รู้ผิดชอบชั่วดี ยกให้แกรับผิดชอบธุรกิจทั้งหมด แล้วฉันจะไปจากอาณาจักรจ้าวฉินเย่ว์” จ้าวซันแสดงเจตจำนงอย่างจริงใจ

เหม่ยอิงแอบฟังอยู่ เธอเจ็บใจที่จ้าวซันรักและไว้ใจฉินเจียงมากกว่าตน หยิบโทรศัพท์กดโทร.ออกทันที

“คุณติงคะ สินค้าเสื้อผ้าของสื้อฉวนที่จะส่งลงเรือไปออสเตรเลียคืนนี้น่ะค่ะ เอาไอ้งานใหม่ที่ฉันใช้วัสดุใหม่ที่สั่งมาล่าสุดส่งลงเรือไปแทนเซตที่ใช้วัสดุธรรมดาเดิมๆ นะคะ ค่ะ...ค่ะ...เดี๋ยวนี้เลย” สั่งแล้วคำรามแค้น “จ้าวซัน ในเมื่อพี่เลือกฉินเจียง แทนที่จะเลือกน้อง น้องก็จะไม่เอาพี่ไว้แล้วนะคะ พี่เองก็ต้องพินาศเหมือนไอ้ฉินเจียงเช่นกัน!”

ooooooo

ข้อเสนอของจ้าวซันถูกฉินเจียงปฏิเสธอย่างไม่แยแส ซ้ำยังหาว่าจ้าวซันหลอกตนให้ตกเป็นผู้ต้องหาต้องติดคุก คิดจะทำลายตนไม่ให้โงหัวขึ้นได้อีก ท้าว่า

“เอาซิจ้าวซัน ถ้าพี่คิดว่าพี่จะยับยั้งธุรกิจค้าอาวุธของผมได้จริงก็เอาเลย ไม่ต้องมาลักไก่ เอาเป็นว่า เราเหลือไพ่คนละใบ แล้วมาหงายสู้กันไปเลยในตาสุดท้ายดีกว่า ว่าใครจะเหนือกว่าใคร พี่ชนะผมก็ตาย แค่นั้นเอง...

ตาดีได้ตาร้ายเสีย ใจ-ใจหน่อยสิ” พูดแล้วเดินผยองออกไป จ้าวซันก็ยังอุตส่าห์ตะโกนตามหลังไปว่า

“มันจะไม่มีใครชนะนะฉินเจียง เราจะแพ้ทั้งคู่ แกเข้าใจไหม”

ฉินเจียงเดินผยองไปแบบ กู่ไม่กลับแล้ว...

ooooooo

ศิขรนโรดมกับมิถิลาถูกพาไปอยู่ในห้องรับรองพิเศษ ให้คอยนานจนผิดสังเกต แม้ศิขรนโรดมจะรู้สึกแปลกๆ แต่ก็อุ่นใจที่มีมิถิลาอยู่เคียงข้าง ทั้งสองมองตาอย่างรู้ใจกันว่าต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์แล้ว

จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตู แล้วภูสินทรก็เข้ามา “ฝ่าบาท ขอพระราชทานอภัยด้วย ที่ทำให้ระคายเคืองเบื้องยุคลบาท แต่ทั้งหมดนั้น เพื่อแผนการที่ทางเราวางกันมาเป็นแรมปี บัดนี้ ถึงเวลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ศิขรนโรดมถามอย่างตื่นเต้นว่า “แปลว่า...เราจะได้พบกับ...เจ้าพี่” เมื่อภูสินทรตอบรับ ทั้งศิขรนโรดมและมิถิลาต่างลืมตัวโผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ จนภูสินทรถามว่าเจ้าน้องสนิทกับเจ้ามินขนาดนี้เลยหรือ แล้วก็ยิ่งแปลกใจเมื่อศิขรนโรดมบอกว่า เจ้ามินผู้นี้ไม่ใช่เด็กผู้ชาย เขาเป็นสตรี ชี้แจงว่า

“มิน...เป็นนางข้าหลวงของเจ้าแม่ ที่ทรงมอบหมายให้มารักษาความปลอดภัยเรา”

เมื่อรู้ว่าที่แท้เจ้ามินคนนี้คือมิถิลา ภูสินทรอุทานอย่างทึ่งว่า เจ้าน้องทรงเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ทรงก้าวหน้า

เกินกว่าเจ้าพี่มาก ทุกคนหัวเราะกันอย่างสบายใจเหมือนอบอุ่นอยู่ในวงศ์ญาติมิตร

แต่ศิขรนโรดมยังกังวล เกรงจ้าวซันจะเห็นตนเป็นศัตรูเพราะเจ้าพ่อทรงกระทำสิ่งที่รุนแรงเหลือเกินกับครอบครัวเขา บอกมิถิลาว่า ไม่ว่าเจ้าพี่จะทรงโกรธ เกลียดหรือคิดร้ายต่อตนอย่างไร ตนก็ยินดีให้ลงโทษ และหากมีพระประสงค์สิ่งใด ก็พร้อมจะถวายให้ทั้งสิ้น มิถิลาขอให้ดูท่าทีก่อนว่าองค์น่านปิงนรเทพจะทรงเป็นอย่างไรกันแน่

“จริงสินะ เจ้าพี่ทรงสูญเสียทุกอย่าง เพราะเจ้าพ่อของเรา แล้วเราจะมีหน้าไปทูลขอให้พระองค์ช่วยอะไรกันอีก น่าละอายเหลือเกิน”

ส่วนจ้าวซันที่มีกังวลเช่นกัน ก็ได้รับคำแนะนำและปลอบใจจากหลวงพ่อว่า “ถ้าพูดแบบพุทธ พ่อคงต้องบอกเธอว่าสัตว์โลกแต่ละตนย่อมมีกรรมเป็นของตน แต่ถ้าพูดในฐานะบาทหลวง พ่อก็จะบอกเธอว่า พระเจ้าจะเป็นผู้จัดการเอง”

บราลีเองก็เข้าใจความเหนื่อยยากลำบากของจ้าวซันที่พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ทำหน้าที่ทุกด้านให้สมบูรณ์ แต่ก็สะกิดให้คิดเผื่อใจไว้ว่า “คนเรามีทั้งเรื่องที่เราควบคุมได้และเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุม สิ่งใดที่เราพยายามทำเต็มที่แล้วแต่มันก็ไม่เป็นในทางที่เราต้องการ เราก็ต้องวางอุเบกขานะเพคะ”

“เธอมีน้องๆ หลายคนนะจ้าวซัน น้องแต่ละคนก็มีปัญหาแต่ละอย่าง เราเป็นพี่คนโต เราก็ต้องเหนื่อยหน่อย” หลวงพ่อเตือนสติ ถามว่าพร้อมที่จะเจอกับน้องอีกคนแล้วใช่ไหม

“พร้อมสิครับ พร้อมเสมอสำหรับการพบกัน

ครั้งแรก ในรอบ 20 ปี” พูดแล้วเดินไปหาบราลีบอกให้ลุกขึ้น เมื่อบราลีลุกขึ้น จ้าวซันกางแขนออกบอก “ขอกำลังใจหน่อย” บราลีก้าวเข้าไปให้กอด เป็นกอดที่ อบอุ่นและให้กำลังใจกัน

“ไม่รู้ว่า ‘น้องชาย’ คนนี้เขาจะเห็นฉันว่าเป็นพี่ที่เขารักคนเดิมหรือเปล่า หรืออาจเห็นฉันเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในชีวิตก็ได้” บราลีปลุกใจให้สู้ๆ จ้าวซันยิ้ม หลวงพ่อมองทั้งสองยิ้มอย่างเอ็นดู

ภูสินทรเข้าไปพบศิขรนโรดมในห้องรับรองพิเศษ บอกให้มิถิลาออกไปกับตน มิถิลาจะไม่ยอมออก จนศิขรนโรดมบอกว่า “มิน...ทำตามที่คุณเมืองเทพบอก” มิถิลาจึงจำต้องออกไปกับภูสินทร

ไม่นาน จ้าวซันก็เดินเข้ามาอย่างสง่า เอ่ยอย่างเป็นทางการ

“องค์รัชทายาทศิขรนโรดมแห่งราชอาณาจักรคีรีรัฐ หม่อมฉันจ้าวซัน ตัวแทนสมาคมพ่อค้าฮ่องกงขอถวายบังคมพะย่ะค่ะ” พูดแล้วก้มทำความเคารพ ศิขรนโรดมรีบทรุดลงกราบแทบเท้าจ้าวซัน เอ่ยอย่างผู้หมอบราบ คาบแก้วแล้วว่า

“เจ้าพี่ อย่าทรงทำแบบนี้เลย ทรงเมตตาหม่อมฉัน น้องชายของพี่ด้วย” พูดแล้วร้องไห้อย่างหนัก จ้าวซันอึ้ง ก้มประคองศิขรนโรดมขึ้นมองหน้ากัน ศิขรนโรดมยิ่งร้องไห้จนฟุบหมดสติไป

“เจ้าน้อง...เจ้าน้องศิขรนโรดม!!” จ้าวซันนั่งประคอง เจ้าน้องเขย่าเรียก ทั้งตกใจและห่วงใย...

ooooooo

อสุนี พี่ชายของมิถิลา ไปโรงแรมที่จัดงาน รับเสด็จรัชทายาทศิขรนโรดม ท่าทางเก้กังเก้อเขินและตื่นตาตื่นใจกับแสงสีวิจิตรของโรงแรม ทำให้เป็นที่ผิดสังเกตของ รปภ. โทร.บอกกันว่า

“พบผู้ต้องสงสัยหน้างาน ทุกคนเตรียมพร้อม ทราบแล้วเปลี่ยน”

อสุนีถูกจ่าหมงและหมวดเจียงเข้าประกบ จ่าหมงถามอสุนีว่าจะไปไหน

“ผมเป็นชาวคีรีรัฐ ทราบว่าองค์ชายของประเทศผมเสด็จมาที่นี่ ผมก็อยากไปชมพระบารมีไม่ได้หรือครับ”

จ่าหมงกับหมวดเจียง ขอดูไอดีการ์ด พาสปอร์ต ใบทำงานหรือใบต่างด้าว อสุนีอึ้ง หน้าซีดเผือดทันที พอดีอเล็กซ์เดินมาถามว่ามีอะไรกันหรือ จ่าหมงรายงานว่า

“ชายคนนี้บอกว่าเขาเป็นคนคีรีรัฐ จะเข้าไปในงาน แต่ไม่น่าไว้วางใจ”

อเล็กซ์มองอสุนีตรงเข้ากระชากคอเสื้อ “ต้องเป็นไอ้พวกก่อการร้ายแน่ ดูหน้าก็รู้ ไหนเอามาซิ แกมี อะไรในนี้” อเล็กซ์กระชากเป้ของอสุนีไปค้นกระจุย อสุนีผงะ ทั้งตกใจทั้งโกรธมาก

ooooooo

ที่ห้องรับรองพิเศษ จ้าวซันดูแลศิขรนโรดมอย่าง ห่วงใยจนเริ่มรู้สึกตัว จ้าวซันยังคงใช้ราชาศัพท์กับ ศิขรนโรดม จนถูกขอร้องให้ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรทั้งสอง ต่างกลับสู่ความผูกพันเดิม เรียกพร้อมกันอย่างตื่นเต้น

“ศิขรนโรดม”

“น่านปิงนรเทพ”

ทั้งสองหัวเราะขำกันเอง ความรู้สึกเดิมๆที่สนิท สนมรักใคร่กันแต่เยาว์วัยคืนสู่ความทรงจำอีกครั้ง... จ้าวซันถามถึงองค์เจ้าหลวงและพระเทวีว่าทรงสบายดีไหม ศิขรนโรดมมองหน้าจ้าวซันลุกขึ้นแต่เกิดหน้ามืดล้มลงไปอีก จ้าวซันประคองไปนั่ง เป็นจังหวะที่มิถิลาพรวดเข้ามาเห็นพอดี ตวาดถาม

“ทำอะไรองค์รัชทายาทน่ะ”

“เจ้าน้องทรงเป็นลม”

มิถิลาพูดอย่างระแวงว่าฝ่าบาทไม่เคยเป็นลมมาก่อน ถามจ้าวซันว่าทำอะไรองค์ชายของตน ศิขรนโรดมรู้สึกตัวขึ้นก็พอดีภูสินทรพุ่งเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น จ้าวซันบอกว่าไม่มีอะไรแค่หน้ามืดไปเท่านั้น ภูสินทรเอายาดมจะไปให้ดมถูกมิถิลาคว้าไปดมแล้วขว้างทิ้ง ไล่ทุกคนให้ออกไป

ขณะนั้น บราลีเดินเข้ามาอีกคน มิถิลาไล่สำทับ “ถอยออกไปทุกท่าน!! ไม่ต้องเข้ามา เราดูแลองค์ชายเอง” มองบราลีแต่หัวจดเท้า ถามอย่างไม่พอใจ “เจ้าเป็นใคร สวมเสื้อผ้าและเครื่องประดับเยี่ยงเจ้านางชั้นสูงในราชสำนัก แต่ไม่ใช่คนคีรีรัฐแบบนี้มันมีวัตถุประสงค์ใดแอบแฝง!”

บราลีเลือดขึ้นหน้าประกาศว่าห้องนี้มีแต่คนจงรักภักดีทั้งนั้น เกิดโต้เถียงกับมิถิลาอย่างไม่มีใครยอมใคร จนจ้าวซันเรียก“ม่านฟ้า...”เชิงเตือน แต่บราลีไม่ยอมหยุด พูดต่ออย่างปกป้องจ้าวซันไม่ยอมแพ้

“ฉันแน่ใจว่าในห้องนี้ คุณชายจ้าวซันคือคนที่รักและภักดีต่อองค์ศิขรนโรดมมากที่สุด และก็ไม่มีวันที่จะคิดไม่ดีต่อองค์ชายเด็ดขาด” มิถิลาสวนทันทีว่าเธอเป็นพวกเดียวกัน ภูสินทรสุดจะทนย่างสามขุมเข้าหามิถิลา ด่าว่าสามหาวเกินไปแล้ว

จ้าวซันยกมือห้ามภูสินทร เดินเข้าหามิถิลา“ ผมเข้าใจนะว่าคุณเป็นห่วง...” มิถิลาควักปืนสั้นออกมาทันทีสั่งเหี้ยม

“ถอยไป ทุกคนออกจากห้องไปให้หมด...นี่เป็นคำสั่ง!”

ทุกคนถอยไปยืนอยู่รอบห้อง มิถิลาเดินไปประคองศิขรนโรดมขึ้นนั่งบนโซฟา เอ่ยเชิญเสด็จไปข้างนอกดีกว่า




“นี่มันเรื่องอะไรกัน ”ศิขรนโรดมรู้สึกตัวหันถามมิถิลา

“ไม่มีอะไร ทรงวางพระทัยได้ พอดีน้องทหารคนนี้เขาเข้าใจผิดนิดหน่อย” จ้าวซันทำเนียนเดินเข้าหาศิขร–

นโรดมแล้วคว้าปืนจากมือมิถิลา แต่มิถิลาไวทายาดชักมือกลับ เกิดแย่งปืนกัน จนศิขรนโรดมบอกมิถิลาให้พอได้แล้ว

จ้าวซันใช้ฝีมือที่เหนือกว่าแย่งปืนจากมิถิลา บอกให้บราลีเก็บปืนไว้ มิถิลายังดิ้นสู้สุดฤทธิ์

“มิถิลา หยุดเดี๋ยวนี้นะ” ศิขรนโรดมดุ จ้าวซันชะงักที่ชื่อเป็นผู้หญิง ศิขรนโรดมสั่งมิถิลา“รีบกราบขอพระ- ราชทานอภัยต่อองค์น่านปิงนรเทพเดี๋ยวนี้”

มิถิลาไม่พอใจเมินหน้าฮึดฮัด แต่ก็ยอมก้มกราบแทบเท้าจ้าวซันอย่างไม่เต็มใจ

“ลุกขึ้นเถอะ...เราไม่ถือเจ้าหรอก ดีเสียอีกที่ได้รู้ว่ามีคนที่จงรักภักดีต่อเจ้าน้องถึงเพียงนี้” จ้าวซันเอ่ยชื่นชม

“ มิถิลา...แท้จริงเป็นหญิง นางคือนางกำนัลของเจ้าแม่ และนางคือธิดาของจอมพลราชิด” ศิขรนโรดมแนะนำ

ทั้งจ้าวซันและภูสินทรต่างอึ้ง ศิขรนโรดมเล่าและชี้แจงถึงการมาของมิถิลาว่า มิถิลาเลือกที่จะอยู่ข้างตนและเธอก็เสี่ยงชีวิตเพื่อตนมาแล้วในประเทศไทย และที่สำคัญคือ...

“ ทั้งหมดนี้ คือพระกรุณาของเจ้าแม่ ทรงจัดการให้ทุกสิ่ง” แล้วศิขรนโรดมก็เอ่ยแก่จ้าวซันว่า “เรื่องสำคัญที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่อยู่ตอนนี้ ที่หม่อมฉันอยากทูลให้เจ้าพี่ช่วยคือการลักลอบซื้ออาวุธสงคราม มิถิลาคือคนที่บอกให้น้องทราบว่าท่านราชิดกับพวก...” ศิขรนโรดมหยุดมองหน้ามิถิลาเชิงถามว่าจะพูดดีหรือไม่ มิถิลาแสดงท่าทีอย่างชัดเจนเด็ดเดี่ยวว่า

“หม่อมฉันไม่เคยเห็นด้วยกับเรื่องนี้ อย่าทรงทอด พระเนตรหม่อมฉันเช่นนั้น”

“เจ้าน้องรู้แล้วก็ดี พี่จะได้ทำงานสะดวกขึ้น” จ้าวซันเอ่ยอย่างโล่งใจ

“เจ้าพี่ทรงทราบหรือไม่ ว่ามันใช้เครื่องบินที่เช่ามา ให้เป็นเครื่องบินส่วนตัวของน้อง...เป็นพาหนะขนอาวุธ”

ทั้งจ้าวซัน ภูสินทร และบราลีต่างตกใจมาก

ooooooo

การหายไปของศิขรนโรดมสร้างความโกลาหลแก่ราชิดและโกศินมาก เมื่อฉินเจียงถามอย่างเอาเรื่องว่าจวนได้เวลาแล้วทำไมสองคนยังไม่รู้หรือว่าพระองค์จะเสด็จออกมาเมื่อไร

“ทำไมจะไม่ทราบ ก็บอกแล้วว่ายังแต่งพระองค์ไม่เสร็จ” ราชิดทำเสียงแข็ง ฉินเจียงย้ำว่า “ของ” ของเราไม่ควรตกค้างอยู่ในฮ่องกงนานเกินไป เพราะจ้าวซันเริ่มสงสัยอะไรนิดหน่อยแล้ว

ระหว่างฉินเจียงคุยกับโกศินและราชิดนั้น ผู้กองเหลียงปรารภกับซูหลิงว่าดูๆ ไท้เผ่งสนิทสนมกับพวกทหารต่างชาตินี้มาก ถามว่ารู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า ซูหลิงปฏิเสธทันทีว่าไม่ ไม่รู้จักกันเลย แต่ไท้เผ่งเป็นคนชอบรับแขกบ้านแขกเมือง เหม่ยอิงก็เข้ามาสอดแทรกเยาะเย้ยว่าพี่ชายตนเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก ขอทายเลยว่าอีกไม่นานก็ต้องล่มหัวจมท้ายกับนายพลสองคนนั้นแน่

คุณนายหวังเข้ามาสะกิดถามเหม่ยอิงว่า จ้าวซันหายไปไหน คุณบราลีแสนเก๋คนนั้นก็หายไปด้วย เตือนว่าไม่ควรปล่อยให้คลาดสายตา เหม่ยอิงพูดอย่างปวดใจว่า พี่ชายใหญ่ของตนเป็นคนที่ใครๆก็คาดเดาไม่ได้เสมอ ผู้กองผสมโรงว่า

“จริงครับ ผมเห็นด้วย คุณชายจ้าวซันช่างเป็นคนที่ทำให้ผมเซอร์ไพรส์ได้เสมอเลยล่ะครับ”

จู่ๆเหม่ยอิงก็หัวเราะออกมา พอดีบริกรถือถาดเครื่องดื่มผ่านมา เหม่ยอิงคว้ามากระดกรวดเดียวหมดแก้ว ทำเอาทุกคนมองอย่างแปลกใจ

ooooooo

ขณะเหม่ยอิงกำลังหงุดหงิดงุ่นง่านที่จ้าวซันหายไปกับบราลีนั้น เห็นเทเรซ่าเดินมาจึงปรี่เข้าไปถามว่า พี่ชายใหญ่กับบราลีอยู่ไหน

เทเรซ่าไม่ตอบ แต่บอกว่าจ้าวซันฝากให้เธอช่วยดูแลงานนี้ให้ด้วย เพราะเขากำลังมีธุระด่วน แล้วรีบเลี่ยงไปหาฉินเจียงกับโกศินและราชิดที่อยู่ด้วยกัน บอกว่าองค์ชายศิขรนโรดมให้มาเชิญราชิดกับโกศินไปพบที่ห้องรับรองส่วนพระองค์ข้างหลังนี้ ทรงอยากจะปรึกษาท่านทั้งสองด่วน

พวกทหารจะตามไป เทเรซ่าบอกว่าองค์ชายทรงมีพระประสงค์จะคุยราชการลับกับท่านนายพลทั้งสองเท่านั้น ราชิดจึงบอกทหารให้รออยู่ที่นี่ถ้ามีอะไรจะเรียก ฉินเจียงทำท่าจะตามไป แต่ซูหลิงรั้งไว้ขอให้อยู่เป็นเพื่อนตน

ราชิดกับโกศินเข้าไปในห้องรับรองพิเศษ จ้าวซันรออยู่ที่นั่นแต่นั่งหันหลังให้ จนเมื่อทั้งสองเข้ามานั่งจึงถามทั้งที่ยังนั่งหันหลังให้อยู่ว่า “ฮ่องกงเป็นอย่างไรบ้างครับ” ราชิดตอบไม่เต็มเสียงว่าอากาศดีอาหารอร่อยมาก แล้วถามถึงองค์ชายว่าอยู่ไหน จ้าวซันไม่ตอบแต่กลับถามต่อว่า “เทียบกับคีรีรัฐล่ะครับ”

ราชิดตอบไปตามแกน เพราะใจมุ่งแต่จะถามว่าองค์ชายอยู่ไหน จ้าวซันก็ไม่ตอบสักที ถามอีกว่า “ถ้าเลือกได้อยากได้ที่ไหนมากกว่ากันครับ” คราวนี้ราชิดสะดุดใจถามว่าหมายความว่าอย่างไร

“ขอโทษครับ ภาษาอังกฤษผมไม่ดี อาจทำให้คุณเข้าใจผิด เดี๋ยวผมถามเป็นภาษาคีรีรัฐก็ได้” จ้าวซันหมุนเก้าอี้มาช้าๆ ถามว่า “ถ้าเลือกได้ อยากครอบครองที่ไหนมากกว่ากันหรือครับ เกาะฮ่องกงหรือนครคีรีรัฐ”

ราชิดและโกศินตกใจมองตะลึงตาค้าง แล้วมองหน้ากันไปมา จ้าวซันทักสบายๆว่าไม่ได้เจอกันนานเผลอแป๊บเดียวเป็นนายพลแล้วยิ่งใหญ่น่าดู ไม่นานทั้งสองก็จำได้ว่าผู้ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าตนนั้นคือ “น่านปิงนรเทพ” คนที่ในอดีตพวกตนวางแผนฆ่าแต่ไม่สำเร็จ เพราะภูสินทรช่วยไว้

พอตั้งสติได้ ราชิดถามจ้าวซันว่าต้องการอะไร? ทำอะไรองค์รัชทายาท? เอาองค์รัชทายาทไปไว้ไหน? ร้องบอกโกศินให้ออกไปตามทหารข้างนอกเร็วๆ แต่พอโกศินวิ่งไปจะเปิดประตู ปรากฏว่าประตูถูกล็อกจากข้างนอก ภายในห้องจึงเหลือเพียงสามคนเผชิญหน้ากัน

“องค์ชายสบายดีไม่ต้องห่วง ตอนนี้ถ้าจะเป็นห่วง ห่วงชีวิตตัวเองก่อนน่าจะดีกว่า”

ราชิดกับโกศินมองหน้ากันหวาดๆในสถานการณ์ที่พวกตนเพลี่ยงพล้ำ

ooooooo

ทหารของพวกราชิดและโกศินที่อยู่ตามจุดต่างๆ จับกลุ่มคุยกันอย่างสงสัยว่า องค์รัชทายาทหายไปไหน ซ้ำราชิดกับโกศินก็หายไปด้วย บางคนเสนออย่างระแวงว่า พวกเราต้องเกาะกลุ่มกันไว้ให้ดีไม่อย่างนั้น เดี๋ยวจะถูกลักพาตัวไปกันหมด

ขณะนั้นเอง มีทหารคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกเพื่อนๆว่า โทรศัพท์มือถือของท่านราชิด กดเมสเสจสัญญาณด่วนเข้ามา อีกคนโพล่งทันทีว่า “ต้องมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นแน่ๆ”

ทันใดนั้น มีเสียงฮือฮาขึ้น แขกในงานพากันลุกจากเก้าอี้ชะเง้อมองไปทางเดียวกัน

ที่ทางเดิน...บราลีในชุดสวยงามเดินนำศิขรนโรดม และมิถิลาเข้ามา มีเทเรซ่าคอยคุมคิวอยู่ห่างๆ

“ไม่รู้ว่าองค์ชายน่านปิงนรเทพจะจัดการกับบิดาของหม่อมฉันยังไงบ้าง” มิถิลากระซิบกังวล

ศิขรนโรดมแอบเอานิ้วก้อยเกี่ยวก้อยมิถิลาใต้ชายเสื้อที่บังไว้ให้กำลังใจกันและกัน บอกมิถิลาว่าเราต้องทำตัวให้เป็นปกติที่สุด บอกว่าตนเชื่อมั่นในตัวเจ้าพี่

เทเรซ่าผายมือแนะนำองค์ชายแก่ท่านผู้ว่าการแห่งเกาะฮ่องกงที่เดินมารับว่า

“องค์ชายศิขรนโรดม รัชทายาทแห่งนครคีรีรัฐ...

นายโดนัล จาง ผู้ว่าราชการฮ่องกง”

เชิญประทับที่โต๊ะเสวยพะย่ะค่ะ” ผู้ว่าฯ คำนับนอบน้อมผายมือเชิญรัชทายาทกับบราลี และมิถิลาไปที่โต๊ะ

ส่วนทหารของราชิดกับโกศินกำลังว้าวุ่น เพราะเจ้านายหาย ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกคนของภูสินทรเข้าประกบไว้หมดแล้ว คนของภูสินทรคนหนึ่งเข้าพูดภาษาคีรีรัฐเชิญพวกทหารไปนั่งกินอาหารกัน ตอนนี้มีปัญหานิดหน่อย

“เอ๊ะ...พวกท่านพูดภาษาคีรีรัฐได้นี่ หรือว่าเป็นคนคีรีรัฐเหมือนกัน” คนหนึ่งถาม พอคนนั้นตอบว่าใช่ ทหารของราชิดอีกคนพูดอย่างโล่งใจว่า “ค่อยยังชั่ว อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อน”

ooooooo

ภายในห้องรับรองพิเศษ สถานการณ์ตึงเครียด เมื่อโกศินสั่งจ้าวซันให้เปิดประตูเดี๋ยวนี้!

“มีสุภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า...ลูกผู้ชายแก้แค้นสิบปียังไม่สาย แต่นี่มันก็ตั้งยี่สิบปีแล้ว ท่านว่ามันสายไปหรือยัง” จ้าวซันเดินไปพูดตรงหน้าราชิด ฝ่ายนั้นก้มหน้างุด จ้าวซันจึงพูดต่อว่า “องค์ชายศิขรตกอยู่ในกำมือของพวกเราแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแต่พวกเจ้าอย่าหวังเลยว่า จะออกไปจากที่นี่ได้ง่ายๆ”

จ้าวซันเดินอ้อมไปตบบ่าราชิดจากข้างหลัง ราชิดปัดมือออกลุกพรวดประหมัดคีรีรัฐกับจ้าวซันทันที โกศินเห็นดังนั้นวิ่งเข้าไปช่วยรุม กลายเป็นสองต่อหนึ่ง แต่จ้าวซันไม่พรั่นพรึง ใช้ข้าวของที่อยู่ใกล้ตัวเป็นอาวุธต่อสู้อย่างชำนาญ

จังหวะหนึ่งราชิดเพลี่ยงพล้ำ เขาชักปืนออกมาจ่อจ้าวซัน พูดอย่างอาฆาตแค้น...

“ยี่สิบปีก่อนเราพลาดเองที่ไม่ได้กำจัดเสี้ยนหนามให้หมดไป แต่วันนี้เราจะไม่พลาดอีกแล้ว!”

ขณะราชิดกำลังจะเหนี่ยวไกปืนนั่นเอง ภูสินทร

ก็โหนเชือกโยนตัวถีบกระจกหน้าต่างบานใหญ่เข้ามา ราชิดหันมองจ้าวซันฉวยโอกาสนั้นพลิกตัว พุ่งเข้าเตะปืนในมือราชิดกระเด็น ภูสินทรชักปืนออกมาเล็งไปที่ราชิดทันที! แต่โกศินก็ชักปืนออกมาทันทีเช่นกัน!!

“ทิ้งอาวุธเสีย ไม่งั้นไอ้แก่นี่ตาย” ภูสินทรสั่ง

“ก็ลองดู จะแลกกับชีวิตจ้าวซันก็เอา” โกศินท้า

พริบตานั้นประตูถูกถีบผางออก พวกภูสินทรถือปืนกรูกันเข้ามา ตามด้วยผู้กองเหลียงและหมวดจางอาวุธครบมือ ผู้กองเหลียงประกาศอย่าขยับ ให้ทิ้งอาวุธเสีย โกศินทิ้งปืน ทั้งสองถูกรายล้อมด้วยทหารของภูสินทร

ครู่หนึ่ง อเล็กซ์กับจ่าหมงลากคออสุนีที่ถูกใส่กุญแจ

มือเข้ามา ผลักคว่ำลงกับพื้น อเล็กซ์ถามทั้งสองว่า

“นี่พวกแกด้วยใช่ไหม”

อสุนีค่อยๆเงยหน้ามองราชิดและโกศิน ราชิดช็อก หน้าซีดเผือด อุทานเสียงแผ่วเหมือนจะขาดใจ...

“อสุนี!!”

ooooooo
ตอนที่ 10

ในงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าชายศิขรนโรดมแห่งคีรีรัฐ เจ้าภาพจัดเพลงไทยเดิมสำเนียงทางเหนือขับกล่อม

แม้ศิขรนโรดมจะชอบเพลงแนวนี้ แต่คืนนี้ฟังอย่างไม่มีความสุขเลย ใจพะวงห่วงจ้าวซันว่าจะเกิดอะไรขึ้น จนผู้ว่าฯชวนคุยก็ไม่ได้ยิน มิถิลาเองก็กระวนกระวายเป็นห่วงทั้งจ้าวซันและราชิดผู้เป็นพ่อ ผู้ว่าฯเปรยๆอย่างรู้ใจว่า

“คุณชายจ้าวซันคงยังไม่เสร็จธุระ”

ทุกคนยิ่งเครียด บราลียิ้มแย้มพูดให้บรรยากาศผ่อนคลายว่า

“แต่ไม่น่าจะมีอะไรยุ่งยากค่ะท่าน ฝ่าบาทอย่าทรงกังวลเลยเพคะ คุณชายจ้าวซันได้วางแผนทั้งหมดไว้อย่างดี และทรง เอ๊ย...และท่านมีจิตใจกว้างขวางพอที่จะให้ความ...เมตตา...กับทุกคน” ประโยคหลังมองไปทางมิถิลาอย่างให้กำลังใจว่าพ่อเธอจะปลอดภัย

ครู่เดียว ผู้กองเหลียงและหมวดจางก็มาเชิญผู้ว่าฯไปพบจ้าวซัน ผู้ว่าฯเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อผู้ว่าฯลุกไปศิขรนโรดมเปรยๆว่าตำรวจฮ่องกงมาจับพวกนั้นหรือเปล่า

“ทรงวางพระทัยเถอะเพคะ” บราลีใจเย็น

“เขามีสิทธิ์คิดใช่ไหมว่าผม...ร่วมมือในการซื้ออาวุธเถื่อนกับพวกนั้นด้วย” ศิขรนโรดมกังวล บราลีได้แต่เงียบ

ooooooo

ผู้ว่าฯไปพบจ้าวซันที่สวนบนระเบียงด้านนอก โดยมีผู้กองเหลียงและหมวดจางตามมาติดๆ จ้าวซัน บอกทันทีว่าตนต้องให้ท่านผู้ว่าฯช่วย

“เราจะมีการจับและยึดอาวุธจากโรงเก็บเครื่องบินเช่าเหมาลำของคีรีรัฐ ที่พวกมันอ้างว่าเป็นเครื่องส่วนพระองค์ แต่ที่จริงมันเพิ่งทำการเช่ามาจากเอกชนประเทศเพื่อนบ้านของคีรีรัฐ ขอให้ท่านประสานงานให้เราเข้าไปจัดการในเขตท่าอากาศยานอย่างสะดวกและลับที่สุดด้วย”

หลังจากเจรจากัน ผู้ว่าฯยินดีให้ความร่วมมือเพื่อสันติสุขของประเทศเพื่อนบ้าน จ้าวซันจึงพูดเรื่องฉินเจียง ผู้ว่าฯขอว่า โทษของฉินเจียงขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายเถิด

“แต่...ฉินเจียงเป็นน้องชายผม” จ้าวซันติงเสียงอ่อน จนผู้ว่าเริ่มใจอ่อน แต่ก็ยืนยันว่าเรื่องนี้ยกให้เป็นหน้าที่ของตำรวจเถิด แล้วตัดบทว่า

“ผมจะต่อสายประสานงานไปทางท่าอากาศยาน ผู้กองก็ต้องทำหมายค้นและหมายจับเข้าไปให้ถูกต้องด้วย อย่าให้ฮ่องกงต้องเสียชื่อเสียงก็แล้วกัน”

เมื่อผู้ว่าออกไปแล้ว หมวดจางบอกจ้าวซันว่า พวกตนรู้ความจริงกันหมดแล้ว ผู้กองเหลียงชี้แจงว่า

“กลุ่มจอมพลราชิดเป็นนักโทษของเรา เพราะพวกเขาเข้ามาทำผิดกฎหมายฮ่องกง เราต้องดำเนินคดีกับพวกเขาที่นี่ก่อนพะย่ะค่ะ แล้วเรื่องจะให้ส่งตัวไปรับโทษที่คีรีรัฐ คงต้องรอเป็นลำดับต่อไป”

“ผมอยากให้ทางการช่วยปิดข่าว หลังจากที่ยึดอาวุธจากเครื่องบินส่วนพระองค์ไปแล้ว อย่าให้พรรคพวกของมันที่คีรีรัฐแพร่งพรายเหตุการณ์ในคืนนี้ได้”

“หมายความว่า...” ผู้กองมองหน้ารอคำชี้แจง

“ผมกับศิขรนโรดม เราต้องร่วมปราบกบฏในคีรีรัฐให้ได้ก่อนที่พวกมันจะไหวตัวทัน” จ้าวซันตอบหน้านิ่ง

ooooooo

ที่โกดังเก็บเครื่องบิน มีทหารคีรีรัฐยืนยามอยู่ 5 คน แต่พอตำรวจฮ่องกงบุกเข้าไป พวกนั้นก็วางอาวุธยกมือยอมแพ้ อเล็กซ์นำกำลังบุกเข้าไปค้นเครื่องบิน รื้อโฟมและของตบตาออกหมดก็พบปืนอยู่ใต้กล่อง!

ที่ข้างโกดังมีบ่อนแบบบ้านๆ พันหงปิงเล่นการพนันอยู่ที่นั่น ถูกตำรวจบุกเข้าไปก็แตกกันกระเจิง แม้ พันหงปิงจะหนีไปได้ แต่ก็ถูกยิงที่ขาล้มลง จึงถูกจับใส่กุญแจมือ

หลังปฏิบัติการที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบแล้ว เหม่ยอิงก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวจากเกาเฟยว่า

“อาวุธถูกจับแล้วครับ กำลังโดนลำเลียงออกมาจากสนามบิน เป็นความลับสุดยอด ส่วนพันหงปิงโดนยิงบาดเจ็บเล็กน้อย แต่คงต้องรักษาหลังซี่กรงแหละครับ แค่นี้ก่อนนะครับ ส่วนเรื่องเต๋อเป่า คุณหนูอย่ากลัว มันไม่มีวันฟื้นคืนจากความเป็นผักเน่าได้แน่นอน

เหม่ยอิงฟังแล้วยิ้มเยาะสะใจที่อีกไม่นานฉินเจียงก็ต้องถูกจับกุม ก็พอดีเทเรซ่ามาบอกฉินเจียงว่าจ้าวซัน อยากพบ ซูหลิงจะตามไป ฉินเจียงบอกให้รอที่นี่ บ่นจ้าวซันว่าเจ้ายศเจ้าอย่างน่ารำคาญ แล้วลุกไปเพื่อคุยให้เสร็จๆไป

“ว่าที่สามีของซูหลิงไปเสียแล้ว...ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่นะคะ” เหม่ยอิงเปรยๆยิ้มเยาะในหน้า

คุณนายหวังไม่เข้าใจว่าเหม่ยอิงพูดอะไร แต่ซูหลิงอดที่จะเอาคำพูดนั้นมาเป็นกังวลไม่ได้

ooooooo

เทเรซ่าพาฉินเจียงไปหาจ้าวซันที่ริมสระน้ำ เขาเหน็บแนมอย่างหมั่นไส้ว่า ทำไมต้องนัดมาคุยที่นี่ เกิดอารมณ์ อยากว่ายน้ำขึ้นมารึไง เทเรซ่าส่งฉินเจียง แล้วขอตัวไป จ้าวซันขอบคุณบอกว่าไม่เกินห้านาทีจะตามไป

“ฉินเจียง ฉันขอโทษนะ ยังไงก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จำไว้ว่า ฉันพยายามเจรจากับแก...กี่ครั้ง...ต่อไปนี้ จะพูดอะไรให้ผ่านทนายความของเราก่อน อย่าคิดเองพูดเอง” ฉินเจียงระเบิดหัวเราะออกมาอย่างเข้าใจนัยยะนั้น จ้าวซันถามว่า “ไอ้เกาเฟย...เกาเฟยมันทำใช่ไหม มันขอยืมชื่อแกไปออกหน้า”

“เปล่า...”

“พี่อยากช่วยแกนะฉินเจียง บอกความจริงมาว่าแกไม่รู้จักพันหงปิง แกแค่อยากยั่วพี่โดยให้เกาเฟยเอาชื่อแกไปอ้างแค่นั้นเอง”

“ออกมากันได้แล้ว” ฉินเจียงตะโกนอย่างรู้สถานการณ์ พลันผู้กองเหลียงกับหมวดจางก็เดินออกมาใส่กุญแจมือถูกฉินเจียงเยาะเย้ยว่า “จะจับฉินเจียงแค่คนเดียวแต่ขนคนมาทั้งโรงพัก ผมรู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ”

จ้าวซันขอผู้กองเหลียงอย่าใส่กุญแจมือได้ไหม ฉินเจียงพูดอย่างไม่ยี่หระว่า

“ไม่ต้อง ไม่ต้องมาทำจริตมารยาว่าพี่แคร์อะไรผมอีก พี่ก็คิดสินะว่าจะชนะผมได้อีกตามเคย” จ้าวซันบอกว่าตนไม่เคยคิดเลยสักครั้งเดียว ฉินเจียงชี้หน้าจ้าวซันทั้งที่ถูกใส่กุญแจมือ “พี่รู้ไหม เกมนี้ผมเดิมพันด้วยชีวิตผมเลย เพราะตั้งแต่ที่ผมรู้ว่าพี่รู้เรื่องที่ผมค้าอาวุธ ผมก็คิดจะวางมืออยู่หลายที แต่ผมอยากวัดใจพี่  ผมอยากรู้ว่าพี่จะจัดการผมยังไง จะบอกตำรวจไหม และก็อยากรู้ว่าจะมีสักครั้งไหมที่ผมจะเอาชนะพี่ได้”

“ถ้าพี่ไม่ทำ เต้ก็คงจะสาปแช่งพี่”

ฉินเจียงด่าจ้าวซันว่าสร้างภาพ พูดใส่หน้าจ้าวซันว่าเกมนี้เอาชนะตนไม่ได้หรอก ถ้าตนเข้าคุกเขาก็ต้องทุกข์ทรมานใจไม่น้อยว่ากัน เต้เลี้ยงดูเขามาแต่เขากลับทำให้ลูกชายคนเดียวของเต้ต้องไปนอนในคุก พูดเย้ยใส่หน้าว่า

“ผมต่างหากที่เป็นผู้ชนะ” จ้าวซันเตือนว่างานนี้เราแพ้ด้วยกันทั้งคู่ “ผมรู้! แต่อย่างน้อยผมก็เป็นคนทำให้คุณชายจ้าวซันรู้จักคำว่าแพ้ในที่สุด ไพ่ตาสุดท้ายเราก็ทิ้งกันไปหมดแล้ว แต่พี่อย่าลืมว่าผมมันเซียนเก่า ยังมี

ไพ่ที่ผมซ่อนเอาไว้อีกใบ พี่คอยดูก็แล้วกัน” ฉินเจียงพูดทิ้งไว้ก่อนถูกผู้กองเหลียงและหมวดจางคุมตัวออกไป

ooooooo

เสร็จธุระทางนี้แล้ว จ้าวซันลงไปที่ห้องจัดงาน เข้าไปถวายคำนับศิขรนโรดมแล้วนั่งลงข้างผู้ว่าฯ ศิขร-นโรดมถามอย่างรู้กันว่าเป็นอย่างไรบ้าง? จ้าวซัน

บอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ทำให้ทั้งสองสบายใจขึ้น

แต่มิถิลาไม่สบายใจ เข้ามาถามว่าจอมพลราชิดสบายดีไหม จ้าวซันบอกว่าท่านราชิดสบายดีได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ แล้วจ้าวซันลุกเดินไปทางโต๊ะเหม่ยอิง เธอขยับเตรียมรับ แต่จ้าวซันเดินเลยไปบอกซูหลิงว่าคืนนี้ไท้เผ่งมีธุระต้องไปทำต่อ ซูหลิงหน้าเสียอย่างรู้สถานการณ์

เหม่ยอิงเจ็บใจที่จ้าวซันเดินผ่านตนไปคุยกับซูหลิง ลุกพรวดขึ้นกลับทันทีจนคุณนายหวังลุกตามแทบไม่ทัน

บราลีขอพูดเรื่องส่วนตัวกับจ้าวซันบอกว่าหลวงพ่อโจเซฟรับปากว่าจะช่วยเรื่องพ่อ จ้าวซันรู้ทันทีว่าเธอหมายถึงเรื่องสุริยะติดหนี้พนัน เขาโทร.เข้ามือถือเทเรซ่าบอกให้เคลียร์หนี้ของสุริยะที่บ่อนของฉินเจียงและพาเขามาพบตนพรุ่งนี้เช้าด้วย แล้วหันบอกบราลีว่า

“เรื่องแค่นี้ไม่ต้องรบกวนหลวงพ่อหรอก” บราลีขอบพระทัย “ไม่ต้องขอบใจอะไร ม่านฟ้า ถ้าสุริยะเขาดีกับน้องและเลี้ยงดูน้องมาดีจนทำให้น้องสำนึกบุญคุณ กตัญญูห่วงใยเขา ก็แปลว่าเขาควรจะได้รับความห่วงใยและความกตัญญูจากพี่ด้วยเหมือนกัน”

บราลีมองจ้าวซันแววตาเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง...

จ้าวซันยังบอกเธอว่าหน้าที่ดูแลสุริยะให้ดีเป็นหน้าที่ของตนมานานแล้ว โชคดีที่เขาดูแลน้องได้ดี เพราะเวลานั้นตนยังเด็กได้แต่รอวันที่ตัวเองดีพอ วันที่ตัวเองพร้อมที่จะทำทุกอย่าง พูดอย่างมาดมั่นว่า

“วันนี้ที่รอคอย ในที่สุดมันก็มาถึง พี่ยังไม่ได้บอกน้องใช่ไหมว่าวันนี้น้องสวยมาก สวยเหลือเกิน”

บราลีบอกเขินๆว่าใครๆก็ชมแม้แต่ตัวเองก็ยังชมตัวเองว่าแต่งชุดนี้แล้วรู้สึกว่า ได้เป็นตัวของตัวเองที่สุด เป็นชุดที่สวยมาก แล้วก็ชอบ ชอบตัวเองในชุดนี้มาก จนอยากจะสวมทุกวัน





จ้าวซันมองไปรอบๆ บอกเบาๆว่า“ถ้าไม่กลัวว่านี่คือสถานที่สาธารณะ และอาจมีกล้องซีซีทีวีจับจ้องอยู่ น้องพูดแบบนี้ พี่ต้อง..กอดสักทีหรืออาจจะ...จูบสักครั้ง”

“หม่อมฉันก็อยากจะกอดฝ่าบาท..เพราะหม่อมฉันเห็นว่า วันนี้ทรงเผชิญเรื่องราวมากเหลือเกิน ล้วนแต่เรื่องยากลำบากทั้งกายและใจ แต่ก็ทรงฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่างจนสำเร็จลุล่วง ทรงควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างดี”

“เพราะมีคนช่วยพี่เยอะแยะต่างหาก รวมทั้งน้องด้วย แต่...ม่านฟ้า น้องเข้าใจผิดแล้วนะ ที่คิดว่าทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแล้วน่ะ พี่ว่า...ยัง”บราลีถามว่านี่แค่เริ่มต้นใช่ไหม“ใช่...เรายังมีอะไรต้องรีบทำให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกมากมายนัก” แววตาจ้าวซันมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง จนบราลีมองอย่างเปี่ยมด้วยศรัทธา

ooooooo

ภูสินทรพูดถึงอาการตะลึงงันของราชิดจนทำให้การจับกุมเป็นไปได้ง่ายกว่าที่คิดว่า เพราะเมื่อเขาได้เห็นอสุนีที่ถูกจับมาก็ทำให้สูญเสียความมั่นใจไปอย่างสิ้นเชิง

ส่วนอสุนีได้พบมิถิลา เขาถึงกับผวาเข้าไปจับตัวน้องสาวเขย่าเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง ถามว่าทำไมถึงมาที่นี่ได้ มิถิลาบอกว่าเมื่อพ่อไม่ให้พี่มา ตนเลยต้องมาทำหน้าที่แทน ศิขรนโรดมบอกว่า ราชิดจำมิถิลาไม่ได้เพราะคงนึกไม่ถึง หรือถึงสายตาจะเห็นความละม้ายบ้าง แต่ใจปิดรับสัญญาณที่แท้จริงโดยสิ้นเชิง เลยบอกสายตาไม่ให้มองเห็นความจริงไปด้วย

ทั้งสามต่างก็ยินดีที่ได้พบกัน ศิขรนโรดมบอกตำรวจที่คุมตัวอสุนีมาว่าเขาไม่เป็นอันตรายอะไรปล่อยเขาเถอะ ตนขอเอาเกียรติเป็นประกันว่า อสุนีเป็นทหารคีรีรัฐที่อยู่ทางฝ่ายเรา ไม่ได้อยู่ฝ่ายผู้ก่อการร้าย ไม่ได้อยู่ฝ่ายจอมพลราชิด

เมื่อสมควรแก่เวลาภูสินทรจึงบอกให้แยกย้ายกันไปพักผ่อนเสีย เพราะ...

“พรุ่งนีิ้ฝ่าบาทต้องทรงเสด็จนิวัติคีรีรัฐตามกำหนดการเดิม องค์ชายน่านปิงนรเทพวางแผนไว้หมดแล้ว กระผมชาวคีรีรัฐเช่นกัน จะถวายอารักขาฝ่าบาทเอง”

“น่านปิงนรเทพ?” อสุนีผงะ มองหน้าศิขรนโรดมกับมิถิลาไปมา แต่ไม่มีใครพูดอะไร

คืนก่อนเดินทาง จ้าวซันเก็บของใส่กระเป๋าใบเล็กสำหรับค้าง 2-3 คืน เขาลาอากงที่เลี้ยงดูมาแต่เล็กจวบจนวันนี้ อากงขอให้เขารักษาหัวใจที่สวยงาม อย่าสูญเสียมันไป จ้าวซันรับปากว่าจะพยายามรักษาไว้แม้ตัวจะตาย

จากนั้นไปหาบราลีที่ห้อง  เธอว้าวุ่นใจจนนั่งไม่ติด อ้อนวอนขอไปด้วย จ้าวซันไม่ยอมให้ไปเด็ดขาด อ้างว่าเธอเป็นหญิงจะทำให้ตนพะวงจนอาจเสียสมาธิในการทำงาน บราลีอวดว่าตนเรียนเทควันโดสายฟ้ามาแล้วเอาตัวรอดได้ จ้าวซันบอกว่าตนสายดำ บราลีอวดว่าสายดำตนก็สู้ได้ จ้าวซันเลยให้มาประลองฝีมือกัน

ทั้งสองต่อสู้กันจนบราลีถูกจ้าวซันจับตัวตวัดพลิก ล้มลงไปบนเตียงทั้งคู่ ความใกล้ชิดและรสสัมผัสทำให้ต่างเผยความรู้สึกต่อกัน...ปล่อยกายไปตามใจกันและกัน...

ooooooo

ราชิดถูกอเล็กซ์สอบสวนอย่างหนัก แต่เขาปากแข็งยืนยันว่าไม่รู้เรื่องอะไร อาวุธบนเครื่องบินตนก็ขนขึ้นไป ตามคำสั่งของศิขรนโรดม อเล็กซ์โมโหใช้ความรุนแรงจนผู้กองเหลียงบอกให้เขาไปสงบสติอารมณ์ข้างนอกก่อน ระหว่างนั้นหมวดจางนำโกศินเข้ามาหา โกศินเสนอขอส่งข่าวถึงลูกเมียเพื่อทุกคนจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง อเล็กซ์ไม่อนุญาต
ภูสินทรเข้ามาพอดี มองราชิดบอกว่า

“แต่สำหรับจอมพลราชิด ท่านคงไม่ต้องติดต่อใคร เพราะญาติที่มีทั้งหมดก็อยู่นี่แล้ว”

ภูสินทรให้อสุนีและมิถิลาเข้าเยี่ยมราชิด ราชิดด่าอสุนีว่ามาทำไม ตนพยายามกันไว้เป็นผู้บริสุทธิ์เผื่อตนพลาดจะได้ไม่แปดเปื้อนไปด้วย อสุนีบอกว่าตนต้องการมาช่วยพ่อ ช่วยไม่ให้พ่อทำเรื่องนี้พ่อจะได้ไม่ถูกจับแบบนี้แต่ตนก็มาช้าไป

และเมื่อได้เจอมิถิลา ราชิดก็ยิ่งเจ็บปวด ระบายความ รู้สึกออกมาด้วยอารมณพลุ่งพล่าน

“ลูกสาวข้า รับใช้องค์ชาย...และนอนเฝ้าปรนนิบัติองค์ชายทุกคืน ปกป้ององค์ชายทุกวัน  มิถิลา...ลูกสาวข้าเองที่รักองค์ชายมากกว่าข้า ข้ารู้แล้ว ที่ข้าพลาดพลั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพราะจ้าวซัน ไม่ใช่เพราะองค์ชายน่านปิงนรเทพ  หรือเพราะไอ้หน้าไหนที่เป็นคนอื่น แต่ที่พ่อพ่ายแพ้ก็เพราะลูก...ข้ามีลูกทรยศๆๆๆ!!” ราชิดระเบิดอารมณ์ออกมาจนหมดสติไป

“ช่วยพ่อด้วย พ่อเป็นความดันโลหิตสูงอาจเสียชีวิต ได้ คุณเมืองเทพคะ ช่วยพาหมอมารักษาพ่อด่วนด้วยได้ไหมคะ ข้ากราบล่ะ” มิถิลากอดราชิด อ้อนวอนภูสินทร เขารีบมาดูแลและตำรวจก็โทร.เรียกหมอทันที

ooooooo

ถึงวันเดินทางกลับ จ้าวซันมาส่งศิขรนโรดมจนถึงทางเดินเข้าอุโมงค์ขึ้นเครื่อง ศิขรนโรดมบอกจ้าวซันว่าส่งกันแค่นี้พอ น้องจะรอวันที่เจ้าพี่เสด็จกลับไปคีรีรัฐ

“พี่จะไปเยี่ยม...ตามที่เรานัดกันไว้”

“น้องจะเตรียมดำเนินการทุกอย่างไว้รอ ได้โปรดทรงพระกรุณาเดินทางมาให้เร็วที่สุด”

“พี่จะไปตามนัดอย่าห่วง”

เป็นคำมั่นสัญญาสั้นๆ ที่ต่างรู้ซึ้งซึ่งกันและกัน บราลีทำตัวเป็นองครักษ์จ้าวซันอยู่ข้างหลัง ส่วนอสุนีและมิถิลาอยู่ข้างหลังศิขรนโรดม

ภูสินทรจะให้ทหารตามไปอารักขาด้วย ศิขรนโรดมบอกว่าไม่ต้องตนมีองครักษ์ฝีมือดีอยู่ถึงสองคนแล้ว

“ท่านอสุนี ท่านมิถิลา...เรื่องอาการป่วยของจอมพลราชิดนั้น เราจะรับผิดชอบเองอย่างเต็มที่ และจะส่งข่าวให้ทราบตลอดเวลา” จ้าวซันให้ความมั่นใจ

“เป็นพระกรุณา” อสุนีเอ่ย มิถิลาเอ่ยต่อว่า “หม่อมฉันจะไม่ลืมน้ำพระทัยอันสูงส่ง” ศิขรนโรดมเองก็ยังเอ่ยฝากกับจ้าวซันอีกครั้ง

เมื่อแยกกัน บราลีถามจ้าวซันว่าทุกอย่างน่าจะเป็นไปด้วยดีใช่ไหม จ้าวซันตอบไม่สบายใจว่า  ยังบอกไม่ได้หรอก

ooooooo

เมื่อไปถึงคีรีรัฐ นายพลจัตุรัสมารอรับ ไม่เห็นราชิดกับโกศินกลับมาด้วย เมื่อถาม ศิขรนโรดมบอกว่าราชิดป่วยและโกศินกับทหารส่วนหนึ่งต้องเฝ้าดูอาการที่ฮ่องกง ย้อนถามว่า

“ให้คนส่งข่าวมาแจ้งแล้วนี่ ทำไมท่านไม่ทราบ”

จัตุรัสทำหน้าครุ่นคิด ถามอีกว่าแล้วของทั้งหมดที่เราซื้อจากฮ่องกง? ศิขรนโรดมทำไขสือบอกว่าตนเองไม่ได้ช็อปปิ้งอะไรเพราะไม่มีเวลา นายพลจัตุรัสยิ่งเคลือบแคลงสงสัย กระทั่งจะเปิดดูหน้ามิถิลาที่อยู่ในชุดองครักษ์ อ้างว่าไม่เคยเห็นทหารคนนี้ อสุนีจึงรีบเข้าแทรก ทำให้จัตุรัสยิ่งสงสัยถามอสุนีว่าออกนอกประเทศไปได้อย่างไร  ทำไมตนไม่รู้

“เป็นคำสั่งลับของท่านพ่อข้า เมื่อท่านมีอาการป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหันจึงเรียกตัวข้าไปแทน”

“จอมพลราชิดสั่งให้อสุนีมาดูแลเราตามความประสงค์ของเราเอง มันเป็นปัญหาใหญ่มากหรือท่านจัตุรัส ท่านคิดว่าตัวเองเป็นใครหรือถึงได้มาซักไซ้บรรดาเด็กๆ ของเราข้ามหน้าเราไปมากลางสนามบินนี่ เราเหนื่อยอยากกลับไปเฝ้าเจ้าพ่อกับเจ้าแม่เต็มทนแล้ว ไปกันได้หรือยัง”

เห็นท่าทีแข็งกร้าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนของศิขรนโรดม ทำให้จัตุรัสรีบทำความเคารพขอประทานอภัย ศิขรนโรดมจึงพยักหน้าให้อสุนีกับมิถิลารีบนำไป

จัตุรัสยังตามศิขรนโรดมไปถึงหน้าห้องทรงงานของเจ้าหลวงมาทยาธร อ้างว่าจะมารายงานว่าองค์รัชทายาทกลับมาแล้ว ศิขรนโรดมบอกว่าตนกำลังจะเข้าไปรายงานด้วยตัวเองอยู่แล้ว เมื่อจัตุรัสยังพยายามจะเข้าให้ได้ ศิขรนโรดมตัดบทว่า

“เสด็จแม่บอกว่าเจ้าหลวงมาทยาธรยังไม่ทรงหายดีจากอาการไข้ พวกท่านมาหารือกับเสด็จพ่อวันหลังจะดีกว่า”

จัตุรัสจึงจำต้องถอยไป แต่ก็ยิ่งสงสัย คุยกับทหารที่มาด้วยว่า เรื่องนี้มันทะแม่งยังไงชอบกล ทำไมตนติดต่อราชิดไม่ได้ และองค์ชายเองก็ทรงดูแปลกๆไป ขอให้พวกเราทุกคนจับตาดูไว้ให้ดีอย่าได้ประมาท

ooooooo

ศิขรนโรดมเข้าไปถวายความเคารพพระนางศิริวาระตีพระมารดา ต่างโผเข้ากอดกันด้วยความปีติ แต่ศิขรนโรดมไม่ต้องรายงานอะไรทั้งสิ้นเพราะพระนางบอกว่า รู้หมดแล้ว ศิขรนโรดมจึงไปที่ประทับของ เจ้าหลวงมาทยาธร

พบว่าเจ้าพ่อกำลังมีไข้สูงเพราะวันก่อนจัตุรัสพาไปเที่ยวบนภู เสด็จกลับเสียค่ำและโดนฝนด้วย ศิขรนโรดมพูดอย่างไม่พอใจมากว่า

“เจ้าพ่อไม่ควรเสด็จไปไหนกับนายพลจัตุรัสอีก ต่อไปนี้ลูกจะไม่ยอมให้เจ้าพ่อพ้นสายตาอีกแล้ว”

ศิขรนโรดมพลั้งปากเรื่องความไม่ปลอดภัยของเจ้าพ่อ จนทั้งตัวเองและเจ้าแม่ต้องช่วยกันแก้เพื่อไม่ให้เจ้าพ่อสงสัย เจ้าพ่อฟังคำชี้แจงแต่ยังไม่หายสงสัย

ส่วนที่ฮ่องกง เหม่ยอิงไปดูเต๋อเป่าที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่ เธอดึงสายออกซิเจนออก พอดีพยาบาลเข้ามาเธอทำเป็นตกใจบอกว่าสายหลุดให้พยาบาลช่วยต่อให้ กลายเป็นความดีที่ช่วยชีวิตเต๋อเป่าไว้ เมื่อจ้าวซันเห็นเหม่ยอิงมาเยี่ยมเต๋อเป่า เขาขอบใจที่เป็นห่วงแทนตน เอ่ยปากฝากให้ช่วยดูแลด้วย เพราะเต๋อเป่ามีบุญคุณกับตนมาก

“ไม่ต้องห่วงค่ะเต๋อเป่าจะต้องหายเป็นปกติแน่นอน เพราะน้องจะดูเขาเป็นอย่างดี”เหม่ยอิงรับปากทำให้จ้าวซันเบาใจมาก แต่พอพ้นสายตาจ้าวซัน เหม่ยอิงก็มองเต๋อเป่าด้วยแววตาเพชฌฆาต!




เหม่ยอิงชวนจ้าวซันออกไปซื้อดอกไม้และอาหารสำหรับพยาบาลที่มาเฝ้าไข้คืนนี้ พอกลับมาปรากฏว่าเต๋อเป่ารู้สึกตัวแล้ว จ้าวซันดีใจมากรีบเข้าไปหา เต๋อเป่าเห็นจ้าวซันถึงกับยิ้มทั้งน้ำตา อึดใจเดียว เหม่ยอิงที่เอาดอกไม้และของกินไปวางที่โต๊ะก็เดินมาควงแขนจ้าวซันปั้นหน้ายิ้มถาม

“โชคดีจังเลยนะคะ เต๋อเป่าเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนไหม”

เต๋อเป่าผงะ หน้าเปลี่ยนไปในพริบตา น้ำตาไหลทั้งที่ยิ้มกว้าง หันไปมองเหม่ยอิงทำเป็นชี้บ้องแบ๊วเรียก “แม่...แม่...” แล้วมองมาทางจ้าวซันเรียก “ป้อ...ป้อ...แม่” แล้วยิ้มเอ๋อมองทั้งสอง

จ้าวซันตกใจมองหน้าหมอเชิงถาม หมอชี้แจงว่า คนไข้อาจได้รับความกระทบกระเทือนที่สมอง ถ้าสมองคนไข้ขาดออกซิเจนเป็นเวลานานก็อาจเป็นไปได้ว่า...เหม่ยอิงพูดต่อว่า “ปัญญาอ่อน เอ่อ...สูญเสียความทรงจำเหรอคะ”

“ครับ คนไข้มาถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป อย่างที่ผมบอกไปแล้วเสียใจด้วยครับ” จ้าวซันถามว่าแล้วมีสิทธิ์หายไหม หมอส่ายหน้าช้าๆ จ้าวซันหัวใจแทบสลาย มองเต๋อเป่าอย่างทรมานใจ

จ้าวซันฝากเหม่ยอิงบอกเรื่องนี้แก่ทางบ้านเขาด้วย เธอรับปากจะจัดการให้ทั้งยังอาจจะให้เงินครอบครัวเขาสักก้อนด้วย

“เขาถูกยิงเพราะเขาไปทำงานให้พี่ แล้วเขาก็กลายเป็นแบบนี้ เขาคงบอกไม่ได้อีกแล้วว่าคนที่เล่นงานพี่คือใคร...”

“จะใครอีกล่ะคะนอกจากพี่รอง ที่ตอนนี้ก็รับกรรมไปแล้ว” เหม่ยอิงป้ายสี พอจ้าวซันเดินไปนั่งทำใจห่างออกไป เธอก็จิกตาใส่เต๋อเป่าพูดลอดไรฟัน “รอดตายไปนะแก!” ส่วนเต๋อเป่าก็ยังยิ้มเอ๋อตาแป๋วเรียกเหม่ยอิง “แม่...แม่...”

ooooooo

บราลีเป็นห่วงจ้าวซัน ไปอ้อนวอนสุริยะให้ช่วยพาตนไปหาจ้าวซัน สุริยะไม่อาจทำได้เพราะเจ้าแม่ขององค์ชายซึ่งก็คือจ้าวซัน มีพระดำริให้ลูกของอินปงกับจันทร์แรมต้องอยู่อย่างสุขสบายและปลอดพ้นภยันตรายทั้งปวง

ใกล้วันเดินทางของตัวเอง จ้าวซันจัดการมอบหมายหน้าที่ทั้งการงานและครอบครัว โดยให้แม่สี่ช่วยดูแลบ้านสี่ฤดูให้ด้วยเพราะแม่สี่รู้ใจแม่ใหญ่ที่สุด ส่วนเหม่ยอิงให้ช่วยดูแลบริษัท บอกว่าตนจะไปต่างประเทศติดต่อธุรกิจหลายประเทศ มอบหมายให้เหม่ยอิงเซ็นเอกสารทุกอย่างแทนตนได้ ตัดสินใจทุกอย่างแทนตนได้เลย ยังความดีใจแก่เหม่ยอิงมากๆ

“ผิงอัน...พี่มีธุระเรื่องต้นไม้ใบหญ้าอาหารการกิน ที่จะฝากให้ดูแลด้วย” พูดแล้วแอบหลิ่วตาอย่างมีนัย ผิงอันรับหน้าที่อย่างตื่นเต้น

ส่วนบราลี จ้าวซันให้อยู่ที่บ้านสี่ฤดู เธองอแงขอตามไปด้วย จ้าวซันพยายามกล่อม เมื่อเธอยังดื้อรั้นก็ดุ แต่บราลีก็มีเหตุผลโต้ทุกประเด็น เลยตัดบท

“ทำตัวเป็นแม่บ้านที่พูดไม่รู้เรื่อง บ่นสามีไม่จบหรือม่านฟ้า”

“ไม่ต้องมารับสั่งแบบนั้น ไม่รู้จักอายเสียบ้าง” เธอทำหน้าเง้างอนบอกว่า “หม่อมฉันเป็นเพียงข้าช่วงใช้ รองพระบาทเท่านั้น”

จ้าวซันจึงทีเล่นทีจริง สั่งให้ข้ารองบาทนางม่านฟ้ารออยู่ที่นี่จนกว่าตนจะกลับ จูบลาแรงๆแล้วรีบไป เขาแต่งชุดดำหิ้วกระเป๋าใบเล็กออกทางประตูหลัง โดยมีอาหลี่ปลอมเป็นแท็กซี่มารับไป บราลีมาส่งชะเง้อมองจนลับตาอย่าง...ใจหาย...

แต่พอกลับมา ก็เจออากงมาตามให้ไปพบจ้าว

ไทไท บราลีกลัวๆกล้าๆ ไปที่ประตูห้อง เสียงจ้าวไทไทอนุญาต...

“เข้ามา เจ้าหญิง”

บราลีเดินเข้ามาหยุดห่างๆ พูดเบาๆว่า “ดิฉันไม่ใช่เจ้าหญิงหรอกค่ะ”

“ต้องใช่สิ...ชายาของเจ้าชาย ย่อมเป็นเจ้าหญิง เจ้าหญิงไม่ยอมอยู่ห่างเจ้าชายหรอก ยังไงท่านก็จะตามเสด็จไปให้ได้ใช่ไหม” บราลีทึ่งว่าแม่ใหญ่ทราบ

ได้อย่างไร แม่ใหญ่หัวเราะบอกว่า

“เจ้าไทไท รู้ทุกอย่าง...มานี่...มาใกล้ๆ เข้ามา...จงไปที่นั่น ที่ที่ท่านถือกำเนิดขึ้นมา ไปกราบบิดามารดาของเจ้าหญิง อัฐิของท่านทั้งสองถูกบรรจุไว้ในเจดีย์ที่วัดตรงแม่น้ำที่เดินทางจากมา ไปหาพวกท่าน  แล้วเจ้าหญิงจะได้รับพลังที่ดีจากท่านทั้งสอง เพื่อไปทำให้เจ้าชายเอาชนะเหล่าศัตรูร้ายทั้งหมดได้”

“แสดงว่าคุณชายจ้าวซันมีอันตรายหรือคะ”

“ใช่...ไปช่วยจ้าวซัน...รีบไป” พลางจ้าวไทไทยื่นมือออกมา “รับไป...พลังของจ้าวไทไท” แม่ใหญ่จับมือบราลี หลับตาทำสมาธินิ่ง บราลีเองก็หลับตาตั้งสมาธิแน่วแน่ พอลืมตาขึ้น แม่ใหญ่ยิ้มเศร้าเอ่ย “ทุกสิ่งถูกกำหนดไว้หมดแล้ว คนคำนวณ มิสู้ฟ้าลิขิต”

บราลีมองจ้าวไทไทด้วยแววตาที่นิ่ง...สงบ

ooooooo

ราชิดอยู่ที่โรงพยาบาลเรือนจำ เขาไม่ยอมกินยาจนหมอต้องสั่งให้เข้มงวด ราชิดนั่งเหม่อเหมือนทองไม่รู้ร้อนจนหมอถามว่าอยากตายหรือไง ฟังหมอพูดหรือเปล่า

โกศินมายืนดูยืนฟัง พอหมอเห็นก็ไล่ให้ไปที่อื่นเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะมาแถวนี้ ถ้าไม่เจ็บป่วยอะไรก็กลับไปเสีย

ระหว่างนั้น ตำรวจเข็นเตียงพันหงปิงผ่านมา พันหงปิงโวยวายจนตำรวจดุว่า

“ไกลหัวใจน่าพันหงปิง หยุดเรียกร้องความสนใจเสียที” โกศินตาลุกอุทานชื่อพันหงปิง ผู้คุมได้ยินถามว่าอะไร โกศินรีบปฏิเสธแล้วเดินเลี่ยงไป ผู้คุมพูดตามหลังว่า

“พวกคุณต้องไปขึ้นศาลสัปดาห์หน้า ถ้าเจ้านายคุณยังป่วยไม่หาย การขึ้นศาลก็อาจจะเลื่อนออกไปอีก แล้วคดีก็จะล่าช้าออกไปอีก ถ้ามีโอกาสก็บอกนายคุณให้รีบๆหายดีกว่า เพื่อประโยชน์ของพวกคุณเอง”

โกศินฟังหน้าเครียด แต่พอผู้คุมเดินผ่านไป โกศินก็กวาดตามองหาพันหงปิงทันที เห็นตำรวจเข็นพาพัน– หงปิงเลี้ยวไปที่อีกตึกหนึ่ง โกศินมองอย่างคำนวณพิกัดและทำเลรอบๆ

ooooooo

อสุนีกับมิถิลากลับมาอยู่ที่บ้าน อสุนีเอาแต่ดื่มเหล้าจนมิถิลาถามว่าทำตัวแบบนี้จะมีสติปัญญาความสามารถที่ไหนไปแก้ไขเรื่องราวอะไรได้ มองหน้าพี่ชายเตือนว่า ไม่ได้ไปเข้าเฝ้ามาสองวันแล้ว

“จะให้พี่ไปทำงาน แล้วสู้หน้าท่านจัตุรัสโดยโกหกตลอดเวลาได้อย่างไร ท่านจัตุรัสจะต้องจับได้ มีอย่างหรือ พ่อป่วยแทนที่พวกเราจะอยู่ดูแล กลับเป็นท่านโกศินและทหารทั้งหมดอยู่ดูแล แล้วเรากลับมานอนสบาย...น้องคิดว่าเรื่องนี้มันสมเหตุสมผลหรือ”

“พี่มีภารกิจที่จะต้องรีบจัดการกับท่านจัตุรัสไม่ใช่หรือ คนพวกนี้คิดใช้อาวุธมาก่อกบฏ พี่จะต้องรีบขึ้นมายึดอำนาจเพื่อปกป้องเจ้าหลวงและองค์ศิขรนโรดมก่อนที่พวกมันจะได้ข่าวที่แท้จริงของพ่อกับท่านโกศิน”

อสุนีบอกว่าตนไม่แน่ใจ มิถิลาถามว่าพี่ลังเลอะไรหรือ?

“คุณชายจ้าวซัน องค์น่านปิงนรเทพ เราทุกคนก็ทราบดี ว่าเจ้าพ่อของพระองค์สิ้นพระชนม์เพราะเจ้าหลวงมาทยาธรบังคับให้ทรงดื่มยาพิษปลงพระชนม์ แล้วเขา...เขาจะไม่แค้นหรือ เป็นไปไม่ได้หรอก ว่าเขาจะไม่ถือสา แล้วยกตราประจำพระองค์เจ้าหลวงให้องค์ชายของเราอย่างไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย พี่ไม่เชื่อหรอก เราสองคนและองค์ชายศิขรนโรดม เชื่อคนผิดไว้ใจคนผิดแล้วมิถิลา”

มิถิลาฟังอสุนีแล้วอึ้ง!

ooooooo

เข้าพบจ้าวไทไทแล้ว บราลีไปหาหลวงพ่อโยเซฟที่โบสถ์บอกว่าต้องการความช่วยเหลือ

“อย่าเลยม่านฟ้า...พ่อไม่อยากผิดสัญญา กับทั้งคุณสุริยะและน่านปิงนรเทพ หนูควรอยู่เงียบๆ”

“อย่างปลอดภัยไร้กังวลในบ้านสี่ฤดูงั้นเหรอคะ คุณพ่อว่าหนูจะทำได้หรือคะ” หลวงพ่อบอกว่าเพื่อความสบายพระทัยของน่านปิง “แล้วความสบายใจของหนูล่ะคะ หนูจะนอนหลับได้ยังไง ในเมื่อองค์ชายกำลังผจญอยู่กับอะไรก็ไม่ทราบ”

“บรี...พ่อขอร้องล่ะ อย่าให้พ่อเป็นคน...”

“คุณพ่อเป็นคนพาหนูไปจากพี่ชายองค์น่านปิง ในวันนั้น เพราะฉะนั้นวันนี้คุณพ่อต้องนำทางให้หนูไปพบเขาสิคะ จะมีใครทำได้อีกนอกจากคุณพ่อ นะคะ...นะคะ...”

หลวงพ่ออึ้งไปกับการอ้อนวอนที่น่าเห็นใจนั้น...

ooooooo

เช้าตรู่วันนี้ ที่ค่ายมวยของครูเฒ่า มีเสียงซ้อมมวยกับกระสอบทรายดังปึงๆป้าบๆ ถี่ยิบอย่างแข็งแรงมาก ครูเฒ่าเดินไปทัก

“ศิขรนโรดม กลับมาแล้วหรือ อสุนีตามไปได้พบกันหรือไม่ แล้วทุกอย่างเป็นไปโดยราบรื่น และได้พบคนที่เธออยากพบไหม...” ร่างนั้นหันมา ครูเฒ่าเขม้นมองถาม “ไม่ใช่องค์ชายรัชทายาทนี่นา เจ้าคือผู้ใด?”

ที่แท้คือจ้าวซัน! เขายืนอยู่เบื้องหน้ามองครูเฒ่าอย่างปลื้มปีติตื้นตัน พอครูเฒ่าเห็นว่าเป็นใครก็ถึงกับไม้เท้าหล่นลงพื้น มือสั่นนํ้าตาเอ่อท้น จ้าวซันรีบเข้าไปกราบแทบเท้าครูเฒ่า

“ครูครับ ขอโทษที่มาใช้ลานฝึกวิชายุทธโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน หวังว่าครูคงไม่หวง”

ครูเฒ่าไม่ตอบแต่ยื่นมือสั่นเทาไปวางที่บ่าจ้าวซัน พูดเสียงสั่นเครือ

“เธอ...ตัวโตขึ้นมาก ครู...จำไม่ได้เลย” จ้าวซันถามยิ้มๆ ว่าตอนนี้จำได้แล้วใช่ไหม “ลานฝึกวิชายุทธของเรา ยังรอเธออยู่เสมอ รวมทั้ง...เก้าอี้ว่าง...ในห้องสมุดที่บ้านครูด้วย...”

ครูเฒ่ามองจ้าวซันนํ้าตาไหล ทรุดลงถวายบังคมใกล้ๆ

“องค์ชายน่านปิงนรเทพ ครูผู้เฒ่าเฝ้ารอวันนี้มานานเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ”

“เรากลับมาหาครูแล้ว เรามาเหยียบคีรีรัฐอีกครั้ง เมื่อเราพร้อมแล้ว ในวันนี้...”

“วันที่รอคอย...มาถึงแล้วจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวซันกอดครูเฒ่า ทั้งสองกอดกันแน่น ร้องไห้ด้วยความปีติซาบซึ้งตื้นตันอย่างที่สุด...

ooooooo
ตอนที่ 11

เช้าวันต่อมา จ้าวซันปลอมตัวเป็นทหารคีรีรัฐลักลอบเข้าวังไปตามช่องทางลับที่เคยใช้อย่างคุ้นเคยสมัยเด็ก เล็ดลอดไปตามหลังคาจนถึงหลังคาตำหนักจึงโดดลงด้านในหมู่เรือน

ระหว่างนั้นมีทหารเดินผ่านไปมาแต่จ้าวซันก็หลบรอดไปได้ เข้าไปในห้องบรรทมเจ้าหลวงพีริยเทพ เปิดประตูเข้าไป ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ทำให้จ้าวซันนึกถึงวันเกิดเหตุจนตนกับพระนางเทวีต้องหนีออกจากวัง จวบจนวันนี้ ณ ที่นี้ ทุกเรื่องราวยังอยู่ในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ เมื่อวานนี้เอง...

ทันใดนั้น มีเสียงเปิดประตู จ้าวซันพยายามหลบแต่ไม่ทัน มีเสียงตวาดเข้ามา

“ใครน่ะ! เข้ามาได้ยังไง”

ที่แท้คือพ่อบ้านแก่ๆ ที่ถืออุปกรณ์เข้ามาทำความสะอาด นั่นเอง จ้าวซันบอกว่าตนจะเข้ามาถวายพระพรให้กับเจ้าหลวงองค์ก่อน พ่อบ้านหัวเราะหึๆ พึมพำว่าทหารใหม่สินะ สำเนียงก็แปลกหู คงมาจากบ้านนอกคอกนา

“ใช่ครับ” จ้าวซันรีบรับ

“หายาก...ทหารหนุ่มๆ ที่ยังคงจงรักภักดีต่อเจ้าหลวง องค์ก่อน สมัยนี้แทบจะไม่มีแล้ว แล้วเจ้ามาจากเมืองไหนล่ะ” พูดพลางเข้ามามองหน้าใกล้ๆ แล้วเดินเลยไปด้านหลังจ้าวซันที่มีแจกันดอกไม้ตั้งอยู่พูดโดยไม่หันมอง “หน้าตาคุ้นๆถวายบังคมเสร็จแล้วก็รีบออกไปซะ เดี๋ยวถ้าพระนางเข้ามาในนี้แล้วข้าจะเดือดร้อน”

จ้าวซันถามว่าพระนางไหน พ่อบ้านบอกว่าพระนางศิริวาระตีพระเทวีองค์นี้ที่เป็นพระเชษฐภคินีของพระเทวีองค์ที่แล้วไง พลางเอาดอกไม้สดในแจกกันทิ้งถังขยะ จ้าวซันติงว่าดอกไม้ยังสวยอยู่เลย “พระนางจะคอยเอาดอกไม้มาเปลี่ยนให้ทุกวันนั่นแหละ ข้าก็ต้องเอาของเก่าออกไปเดี๋ยวจะโดนกริ้ว”

จ้าวซันฟังแล้วซาบซึ้งใจ ยังคงคุยกับพ่อบ้านต่อ จึงรู้ว่าปัจจุบันผู้คนพูดถึงพระนางเทวีน้อยลงทุกทีแล้ว เพราะหลังจากพระนางหายตัวออกไปจากคีรีรัฐ ข่าวก็ลือไป ต่างๆนานาว่าพระนางเป็นชู้กับภูสินทรแล้วหนีไปด้วยกัน

“ไม่จริง” จ้าวซันโต้ทันที พ่อบ้านออกตัวว่า ตนรู้ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าความจริงคืออะไร...

เมื่อจ้าวซันกลับไปที่อาศรมครูเฒ่า ถูกครูเฒ่าตำหนิว่าทำอะไรที่เสี่ยงเกินไปอีกแล้ว บอกว่ามีคนมารอพบอยู่ด้านในนานแล้ว

ผู้ที่มารอพบจ้าวซันคือ หมอสิงหะ นั่นเอง จ้าวซัน ถามว่าทำไมหมอจึงรู้ว่าตนอยู่ที่นี่ ครูเฒ่าบอกว่าตนเป็นคนบอกเอง หมอสิงหะ เสนาบดี และทหารแก่ต่างถวายความคำนับ จนจ้าวซันต้องบอกว่า

“หมอสิงหะ...ทุกท่าน ท่านลุกขึ้นเถิด อย่าต้องมีพิธีรีตองเลย”

จ้าวซันซาบซึ้งจนทำตัวไม่ถูกกับความจงรักภักดีของหมอสิงหะ เสนาบดีและทหารแก่เหล่านั้น

ooooooo

จอมพลจัตุรัสไปหาอสุนีที่บ้านแต่เช้า เห็นอสุนีกำลังว่ายน้ำอยู่ในสระหลังบ้าน ถามอย่างจับพิรุธว่า

“นี่เจ้ามามัวว่ายน้ำเย็นใจอยู่ได้ยังไงอสุนี ราชิดพ่อเจ้าส่งข่าวมาบ้างหรือยัง” อสุนีตอบอึกอักว่าพ่อป่วยหนักอยู่จะส่งข่าวมาได้อย่างไร จัตุรัสถามว่าแล้วโกศินล่ะ อสุนีบอกว่านายพลโกศินก็น่าจะยุ่งอยู่เหมือนกัน จัตุรัสถามอย่างไม่พอใจว่า

“ทุกคนยุ่งกันหมด ยุ่งจนไม่มีใครส่งข่าวอะไรกลับมาได้เลยงั้นเหรอ”

อสุนีติงว่าท่านอาอยากรู้ข่าวอะไรทำไมถึงดูใจร้อน จัตุรัสสวนทันทีว่าอสุนีเองต่างหากที่ดูไม่ร้อนใจเลยทั้งที่ ราชิดเป็นบิดา

“ข้ารู้...แต่จะให้ข้าทำอย่างไง ก็พ่อข้าป่วยมากจริง แต่อีกสักพักท่านพ่อคงถูกส่งให้กลับมารักษาตัวที่นี่ เองแหละ”

จัตุรัสถามอีกว่าราชิดป่วยเป็นอะไร อสุนีทำหน้าวิตกบอกว่าป่วยเป็นโรคติดต่อร้ายแรง และมีทหารบางคนติดโรคร้ายแรงนั้นแล้ว กระทั่งท่านโกศินก็อาจจะเป็นไปแล้วด้วยก็ได้ จัตุรัสซักว่าโรคอะไร

“มัน...มันเป็นโรคที่น่าอาย ถ้ามีใครรู้เข้าหรือถ้าข่าวรั่วออกมาอาจจะทำให้ประเทศของเราเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ แล้วก็จะไม่มีใครกล้าเข้ามาในคีรีรัฐอีกเลย”

“อสุนี!! เจ้ากำลังปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อหลอกข้าอยู่ใช่ไหม” จัตุรัสจ้องตาไม่กะพริบ อสุนีแกล้งจามไปทางจัตุรัส

“หรือว่าข้า...ตัวก็ร้อนๆ ขึ้นมาแล้ว ข้าอาจจะติดโรคนี้มาด้วยก็ได้ หมอที่ฮ่องกงบอกว่า ระยะฟักตัวของโรคของแต่ละคนช้าเร็วไม่เท่ากัน ข้าขอตัวขึ้นไปใส่เสื้อผ้าและกินยานอนก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะไม่สบายไปอีกคน” พูดแล้วรีบเดินไปเลย จัตุรัสยังคงมองตามอสุนีไปอย่างสงสัย

ooooooo

จ้าวซันนำตราสุรสีหนาทประจำพระองค์เจ้าหลวง ออกมาให้ครูเฒ่า หมอสิงหะ และเสนาบดีกับทหารแก่ดูทุกคนพากันยกมือพนมปฏิญาณจะต่อสู้เพื่อทวงบัลลังก์คืนให้จ้าวซันให้ได้

แต่จ้าวซันไม่ต้องการให้เกิดนองเลือดในคีรีรัฐอีกเป็นอันขาด เหล่าเสนาบดีถามว่าแล้วจะทำอย่างไร

“ตราสุรสีหนาทอันนี้จะทำให้ไม่เกิดการนองเลือดที่นี่อีก ขอให้ทุกท่านทำตามแผนของเรา คนชั่วต้องได้รับกรรมแต่คนบริสุทธิ์ต้องไม่ถูกใช้เป็นเหยื่อ มันอาจจะทำได้ยาก แต่ถ้าใช้สติปัญญา เราเชื่อว่า...จะต้องสำเร็จในครั้งนี้ ข้าจึงขอความร่วมมือจากทุกคน”

จ้าวซันห่อตราสุรสีหนาทยื่นให้ครูเฒ่า ครูเฒ่ารับไปทูนไว้เหนือหัว...

“กระหม่อมเชื่อ...คีรีรัฐจะต้องรุ่งเรืองสถาพรต่อไป ในภายภาคหน้า เป็นบุญของคีรีรัฐแล้วที่มีพระองค์พี่และพระองค์น้องที่ยึดมั่นอยู่ในศีลธรรม เสียสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อประชาชน ขอทรงได้รับการคารวะจากกระหม่อมในนามปวงประชาคีรีรัฐทั้งมวลด้วยพระเจ้าค่ะ”

จ้าวซันประคองครูเฒ่าลุกขึ้นผายมือให้ทุกคนลุกขึ้น แล้วเดินไปยืนกลางห้อง เอ่ยอย่างเข้มแข็งหนักแน่นราวจอมทัพ

“ตอนนี้ เหลือแค่จัตุรัสเท่านั้นที่ยังเป็นอันตรายต่อคีรีรัฐของเรา ขอให้ทุกคนจงรอคำสั่งจากเราคนเดียว ห้ามทำอะไรไปโดยพลการเด็ดขาด”

ทุกคนรับบัญชาอย่างฮึกเหิม

ooooooo

ที่บ้านสี่ฤดู...ผิงอันเอาอาหารมาให้บราลีที่ห้อง จึงรู้ว่าเธอหนีไปแล้วทิ้งไว้แต่จดหมายลาที่ไม่ได้บอกว่าไปไหน อากงเตือนผิงอันว่าเพื่อความปลอดภัยของ บราลีอย่าได้บอกเรื่องนี้แก่ใคร ผิงอันพยักหน้าทั้งที่ยังตระหนก

หลวงพ่อพาบราลีมาถึงภาคเหนือของไทย เจอสุริยะกับคำฝายกำลังบรรจุอาหารของคนคีรีรัฐลงในกล่องเพื่อส่งไปให้จ้าวซัน สุริยะต่อว่าหลวงพ่อที่ปล่อยให้บราลีมาที่นี่จนได้ ซ้ำยังอาสานำของเหล่านั้นไปส่งจ้าวซันเองด้วย สุริยะพยายามหว่านล้อมแต่ในที่สุดก็แพ้เหตุผลและความดื้อรั้นของบราลี เธอกระโดดลงเรือนำสินค้าล่องไปตามน้ำจนได้ด้วยเหตุผลว่า

“หนูจะไปช่วยองค์ชาย ช่วยทำให้เรื่องทุกอย่างเรียบร้อยไงล่ะคะ รับรองที่โน่นไม่มีใครมาสนใจหนูหรอก เขาก็คิดว่าหนูเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดา หนูน่าจะเป็นคนที่ไปแล้วปลอดภัยที่สุด”

แต่ระหว่างทาง เธอมัวแต่ชื่นชมและขอแวะถ่ายรูปทิวทัศน์ที่สวยงามจนขบวนนักท่องเที่ยวไปกันหมด เธอถูกโจรมาปล้นทั้งอาหารและข้าวของจนเกือบเสียที ดีที่ภูสินทรตามมาช่วยทัน บราลีจึงปลอดภัยและได้ข้าวของทั้งหมดคืน

“โอ๊ย...ดีใจจัง...เกือบแย่แล้วล่ะค่ะ โชคดีที่เจอคุณพอดี” บราลีบอกภูสินทรอย่างไม่หายตกใจ

“เจ้านาง...นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เจ้านางคิดหรือว่าพวกเราจะปล่อยให้เจ้านางไปไหนมาไหนตามลำพัง เวลานี้เจ้านางไม่ใช่คุณบราลี ภีมะมนตรี คนเดิมอีกแล้ว ควรจะเข้าใจได้แล้วว่าตัวเองเป็นใคร” ภูสินทรเดินเข้าใกล้พูดเบาๆ “เจ้านางคือพระคู่หมายขององค์น่านปิงนรเทพ ขอให้เจ้านางรู้ตัวและวางตัวให้เหมาะสมด้วย จะมาทำตัวแก่นๆ กล้าบ้าบิ่น เดินทางอย่างคนสามัญเช่นนี้อีกต่อไปไม่ได้แล้ว อย่าดื้อนะเจ้านาง ไม่อย่างนั้น อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”

บราลีโดนดุเลยจ๋อยไป

ส่วนเหม่ยอิง หลังจากจ้าวซันไปแล้วก็เดินราวกับนางพญาเข้าไปนั่งในห้องจ้าวซัน เรียกประชุมพนักงานบริษัท ประกาศการเข้ามาทำงานแทนจ้าวซันเต็มอำนาจ ประกาศว่าตนคือผู้บริหารฉินเย่ว์กรุ๊ปแต่เพียงผู้เดียว

เมื่อเข้านั่งแทนที่จ้าวซันในห้อง เหม่ยอิงสั่งอาหล่ีให้ยกรูปของเต้กับจ้าวไทไทออกไปให้หมด จับตาการทำงานของพนักงานจนแทบกระดิกกระเดี้ยไม่ได้  แม้แต่ชาร์จโทรศัพท์มือถือก็ถือว่าเข้าข่ายโกงบริษัทให้เอาไปชาร์จที่บ้าน พนักงานทุกคนทั้งเกลียดทั้งกลัว ต่างก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างอึดอัด

ooooooo

ศิขรนโรดมออกมายังท้องพระโรงกับเจ้าหลวงมาทยาธร ถวายคำนับเสด็จพ่อแล้วจะเลี่ยงไปหาครูเฒ่าบอกว่าจะไปอ่านตำราเรื่องการต่างประเทศเพิ่มเติม

จัตุรัสถามว่าจะเสด็จไปโดยลำพังหรือ ศิขรนโรดมมองขวับ “ก็ใช่น่ะสิ...ถามแปลก”

ทั้งสองตอบโต้เชือดเฉือนกันอย่างแหลมคมในเรื่องความปลอดภัยและความไว้วางใจกัน จัตุรัสอ้างว่าเวลานี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เพราะองค์ชายเป็นองค์รัชทายาทเพียงพระองค์เดียว เหตุร้ายอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มาทยาธรเห็นด้วย ศิขรนโรดมได้ทีเหน็บจัตุรัสว่า

“จริงด้วยเสด็จพ่อ ข้าก็ลืมคิดไปว่าช่วงนี้ข้าต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ อันตรายมีอยู่ทั่วไป และบางทีก็อาจจะอยู่ในที่ที่เรา-คาด-ไม่-ถึง” แล้วเดินไปพูดตรงหน้าจัตุรัส “งั้นเราไม่ไปแล้ว เราจะอยู่กับเสด็จพ่อในห้องนี้ดีกว่า กลัวเสด็จพ่อจะได้รับอันตรายเหมือนกัน” จัตุรัสสวนไปว่าไม่จำเป็น เพราะเจ้าหลวงมีตนคอยอารักขาอยู่แล้ว “นั่นแหละยิ่งอันตราย”

จัตุรัสถามอย่างไม่พอใจว่าหมายความว่าอย่างไร ศิขรนโรดมพูดเยาะในทีว่า ตนหมายถึงจัตุรัสแก่แล้วเกิดมีคนร้ายบุกเข้ามาลอบปลงพระชนม์จริงๆคงสู้ไม่ไหวเกิดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมามันจะไม่อันตรายยิ่งกว่าหรือ





ถูกปรามาสเช่นนั้น จัตุรัสท้าประลองฝีมือกันดูไหม ศิขรนโรดมตอบรับทันที หันไปทางมาทยาธร

“เสด็จพ่อ...หม่อมฉันขออนุญาตเสียมารยาท”

ประลองฝีมือกับจัตุรัสไม่นาน ศิขรนโรดมพลาดท่าถูกจัตุรัสเตะที่ขาพับล้มลงแล้วจะเงื้อหมัดชกหน้า

“พอได้แล้ว” มาทยาธรร้องห้าม

ขณะนั้นเอง อสุนีเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ จัตุรัสทำทีพูดว่า หากองค์ชายไม่ออมฝีมือตนคงไม่มีปัญญาสู้

“ก็เห็นๆอยู่ว่าท่านชนะ จะต้องทำเป็นมีมารยาท พูดจาเยินยอข้าหาสวรรค์วิมานอะไร”

มาทยาธรบอกศิขรนโรดมว่าให้จัตุรัสเป็นครูฝึกวิชายุทธ อาจดีกว่าครูเฒ่าที่งุ่มง่ามคนนั้น จัตุรัสหัวเราะแล้วเดินไปหยิบเสื้อคลุมสวม พูดกับมาทยาธรว่า

“กระหม่อมแค่อยากให้องค์ชายได้รู้จักประมาณตนไว้บ้างก็แค่นั้นพะย่ะค่ะ การเดินไปไหนมาไหนคนเดียวภายในวังตอนนี้คงไม่เหมาะ ยิ่งถ้าฝีมือการต่อสู้ยังแค่เพียงระดับนี้”

อสุนีขอเป็นคนตามเสด็จและอารักขาองค์ชายเอง จัตุรัสมองขวับถามว่าอสุนีเข้ามามีธุระอะไร ศิขรนโรดม ตอบแทนว่า นัดไปหาครูเฒ่าด้วยกัน ย้อนถามประชดว่า “หวังว่าคราวนี้คงไม่มีปัญหาอะไรนะ”

ooooooo

เมื่อไปพบครูเฒ่าที่บ้าน ศิขรนโรดมลงมือซ้อมดาบกับอสุนีอย่างดุเดือดและอารมณ์ร้อนมุ่งแต่จะรุกท่าเดียวไม่ยอมถอย จนครูเฒ่าบอกให้พอก่อน เตือนสติว่า

“ซ้อมไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร รอให้องค์ชายหายพระทัยขุ่นมัวก่อนดีกว่า” ศิขรนโรดมถามว่าเพลงดาบตนเมื่อกี้พอจะสู้กับใครได้ไหม ปรารภอย่างรับไม่ได้ว่า ไม่เข้าใจว่าตนแพ้จัตุรัสได้อย่างไร “มันเป็นเรื่องของประสบการณ์ องค์ชายต้องอ่านคู่ต่อสู้ให้ออก ยิ่งได้ประมือกันมากครั้งเท่าไหร่ก็จะยิ่งเข้าใจคู่ต่อสู้มากขึ้นเท่านั้น”

ศิขรนโรดมขอให้ครูช่วยสอนให้มากกว่านี้ ครูเฒ่าบอกว่าสอนให้หมดแล้วแต่องค์ชายต้องฝึกเอง ถามหยั่งเชิงว่า

“ลองสู้กับศิษย์เก่าคนหนึ่งของหม่อมฉันดูไหมล่ะ”

ทั้งศิขรนโรดมและอสุนีถามพร้อมกันว่าใคร แต่แล้วศิขรนโรดมก็เดาได้ว่าต้องเป็นจ้าวซันแน่ๆ และพอได้พบก็โผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ จ้าวซันถามว่ากลับมาแล้วอาการป่วยต่างๆหายดีแล้วใช่ไหม

“น้องได้พักผ่อน ร่างกายสบายดีแล้ว แต่จิตใจนี่สิ ได้เห็นหน้าคนที่รู้อยู่แก่ใจว่าพวกมันคิดร้ายต่อเรา แต่ยังใส่หน้ากากประจบประแจงเจ้าพ่อแล้วมัน...”

“จุ๊ๆๆ นักรบอย่าดีแต่พูด มา...มาพิสูจน์กันว่าร่างกายเจ้าแข็งแรงพร้อมแล้วหรือยัง” สิ้นเสียงจ้าวซันคว้าดาบจากที่ตั้งจู่โจมศิขรนโรดมทันที อสุนีตกตะลึงลุกพรวด ส่วนครูเฒ่ามองอย่างตื่นเต้นและสังเกต

ทั้งสองบรรเลงเพลงดาบ รุกและรับกันอย่างสวยงามมาก แต่ศิขรนโรดมจะเป็นฝ่ายถอย หลบ รับ แต่ไม่รุก อสุนีมองอย่างไม่พอใจเห็นช่องโหว่ของจ้าวซันมากมายแต่ศิขร– นโรดมก็ไม่รุก จนจ้าวซันโจมตีครบกระบวนท่าแล้วหยุด

ครูเฒ่าชื่นชมลูกศิษย์ทั้งสอง ส่วนอสุนีลุกขึ้นอย่างทนไม่ได้ ขอประลองดูสักครั้ง เสนอว่า

“หากองค์ชายรัชทายาทกับหม่อมฉัน ร่วมมือสองแรงพร้อมกัน จะเอาชนะองค์ชายน่านปิงนรเทพหรือไม่ มิใช่อะไรพะย่ะค่ะ หม่อมฉันอยากจะเทียบเคียงเท่านั้นว่า หากเราสองแรงจะสามารถปราบนายพลจัตุรัสได้หรือไม่แค่นั้นเอง”

ศิขรนโรดมเรียกปรามอสุนี แต่จ้าวซันสนใจมากอยากรู้ว่าอสุนีกับศิขรนโรดมร่วมกันเช่นนี้จะน่ากลัวสักแค่ไหน ร้องท้า “เข้ามา! อย่าช้า หากช้าก็รับมือเรา!!”

ระหว่างจ้าวซันต่อสู้กับอสุนีและศิขรนโรดมนั้น ครูเฒ่าจับตาดูรู้สึกถึงความรุนแรงที่อสุนีฟาดฟันเหมือนจะฆ่าให้จ้าวซันตายจริงๆ แต่ด้วยฝีมือที่เหนือชั้นกว่า จ้าวซันสามารถทำให้ดาบอสุนีหลุดมือแล้วกระโดดคว้าไว้กลางอากาศ จากนั้นดาบหนึ่งจี้คออสุนีอีกดาบจี้กลางอกศิขรนโรดม การประลองยุทธจบในท่าสวยงามมาก

“เจ้าพี่...ทรงมีฝีมือรุดหน้าไปยิ่งกว่าผู้ใดในแผ่นดิน” ครูเฒ่าชม

“เสียดาย...สมัยนี้ไม่มีใครเอาชนะกันด้วยฝีมือด้วยเพลงยุทธเช่นนี้แล้ว เขาใช้ปืนติดกล้องระยะไกล ระเบิด สารเคมี เพื่อฆ่าคนบริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวมากมาย ใครฆ่าได้มากกว่า ทำลายได้มากกว่าก็มีอำนาจมากกว่า”

ศิขรนโรดมมองหน้าจ้าวซันอย่างปลื้มสุดๆ อสุนีมองสองพี่น้องด้วยความไม่สบายใจ...

ooooooo

ตกเย็น จ้าวซันพาศิขรนโรดมและอสุนีไปดูคุกที่ผาห่มดอก อันเป็นคุกที่เคยขังภูสินทรและเขาหนีรอดไปได้ จ้าวซันดูสภาพคุกยังแข็งแรง มอบหมายให้ศิขรนโรดมซ่อมแซมทำความสะอาดให้ดี

“เพื่อ...” อสุนีมองหน้าถาม

“เพื่อ...เราจะใช้ที่นี่ให้เป็นที่คุมขังไอ้จัตุรัส ถึงเวลาแล้วที่มันจะต้องเป็นคนที่ถูกจองจำ...ตลอดชีวิต จนตายเป็นผีเฝ้าผาห่มดอกแห่งนี้ตลอดไปอย่างไรเล่า” จ้าวซันมองหน้าศิขรนโรดมและอสุนีอย่างมั่นใจ

ศิขรนโรดมฮึกเหิมมาก แต่...อสุนีนิ่ง...อึ้ง...

จ้าวซันกลับถึงบ้านครูเฒ่า ก็ได้ลิ้มรสซุปมันป่าอาหารพื้นเมืองแบบโบราณของคีรีรัฐ เด็กที่นำมาเสิร์ฟบอกว่าเราได้แม่ครัวคนใหม่มาทำให้ จ้าวซันตักซุปอีกช้อน พลันก็ตะลึงอึ้ง จำได้แม่นว่าเป็นรสมือของคำฝาย ลุกเดินไปที่ห้องครัวทันทีแต่กลับเจอบราลีในชุดทำครัวยืนทำอาหารอยู่

แทนที่จ้าวซันจะดีใจ เขากลับอึ้ง ดุบราลี “พี่สั่งอะไรแล้วไม่เคยทำตามเลยใช่ไหม พี่บอกอะไรม่านฟ้าก็ไม่เคยเชื่อเป็นเด็กที่เอาแต่ใจ ดื้อ ไม่เคยเคารพไม่เคยเชื่อฟังเลย อยากจะลองดีใช่ไหม”

บราลีที่ดีใจสุดๆ ถูกดุถึงกับซีด ทั้งเสียใจ น้อยใจ ประดังเข้ามาจนน้ำตาคลอ แต่พยายามปกปิดไม่ให้จ้าวซันเห็น จ้าวซันสั่งว่า “พรุ่งนี้ทันทีที่สว่าง ใครที่พาน้องมาต้องพาน้องกลับไป!”

“ไม่มีใครพาหม่อมฉันมาทั้งนั้น หม่อมฉันเดินทางจากฮ่องกง มาถึงคีรีรัฐ ด้วยตัวเอง ระหว่างทาง หม่อมฉันต้องเจอกับอะไรบ้าง...ต้องลำบากมากแค่ไหน...แต่หม่อมฉันก็มา...และก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะหอบเอาของพวกนี้มาด้วยทำไม...มาถึงที่นี่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจไปเพื่ออะไรเหมือนกัน”

บราลีกลั้นน้ำตาไม่อยู่ รีบเดินออกจากห้องครัวไป แต่แล้วก็หันกลับมาพูดน้ำตาอาบแก้ม

“หม่อมฉันผิดเองที่ขัดคำสั่ง ไม่ต้องทรงไล่อีกแล้วล่ะค่ะ หม่อมฉันจะไปแล้ว” พูดแล้วเดินเร็วๆ ไป

ooooooo

ความขุ่นเคืองของจ้าวซันและความน้อยใจเสียใจของ บราลี ทำให้ครูเฒ่าต้องยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ บอกจ้าวซันว่า

“เรื่องทุกเรื่อง ฝ่าบาทล้วนจัดการได้หมด เว้นเรื่องนี้ใช่ไหม” จ้าวซันยอมรับว่าหมดปัญญาจริงๆ “เอาล่ะไปเสวยอาหารเย็นก่อนไป...เก่งนักก็ต้องเสวยคนเดียวนะ ช่วยไม่ได้” เมื่อจ้าวซันลังเล ครูเฒ่าสำทับ “ไปสิ...ทางนี้ฉันจะจัดการเอง”

จ้าวซันไปตามคำสั่งของครูเฒ่า แต่ไม่อาจกินอะไรได้ลงคอ เดินไปมองที่ห้องพักของบราลีอย่างรู้สึกผิด

บราลีกลับเข้าห้องเก็บข้าวของเตรียมเดินทาง ครูเฒ่าเข้ามาวางขนมและนมอุ่นๆหนึ่งแก้ว พูดอ่อนโยนอย่างปลอบใจว่า “คืนนี้เธอรับประทานของพวกนี้ไปก่อนก็แล้วกัน แล้วนอนเสีย ตื่นเช้ามาทุกอย่างจะดีขึ้น”

“ท่านครู...” บราลียกมือไหว้ขอบคุณแต่กินไม่ลง ครูเฒ่าบอกว่าให้เวลาองค์ชายหน่อย หากพรุ่งนี้จะทรงให้กลับก็ค่อยกลับ “หนูไม่สนใจหรอกค่ะ ยังไงๆ หนูก็จะกลับทันทีที่สว่างปุ๊บ หนูจะหายตัวไปทันที คอยดูสิแล้วคนบางคนจะรู้สึก”

ครูเฒ่าหัวเราะพูดอย่างเอ็นดูว่า “พอๆกัน เด็กสองคนนี้...แต่ม่านฟ้า เธอสมเป็นผู้หญิงคีรีรัฐจริงๆ ในชีวิตฉันได้พบเจอสตรีคีรีรัฐที่มีจิตใจแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว กล้าหาญเช่นเธอมาหลายคน”

“จริงเหรอคะ...แปลว่าที่หนูตัดสินใจมาที่นี่ หนูทำถูกแล้วใช่ไหมคะ” บราลีตื่นเต้นขึ้นมา

“ที่จริง ครูก็ไม่อยากให้หนูมา แต่การที่หนูมาถึงที่นี่ได้ ไม่ยอมแพ้ต่อความลำบากระหว่างเดินทาง แถมยังหอบข้าวของมาฝากพวกเราครบตามความตั้งใจ แม้จะมีภูสินทรเป็นผู้ช่วย ก็ต้องยอมรับในความแน่วแน่ มุ่งมั่น และครูก็ต้องยอมรับว่าหนูมีเลือดของอินปงกับจันทร์แรมเต็มตัวจริงๆ”

บราลีตีบตื้นจนน้ำตาท่วม ลืมเรื่องขุ่นมัวใจไปหมดสิ้น...

คืนนี้ ดวงดาวที่พราวพร่างเต็มท้องฟ้า สวยงามจนบราลีต้องหามือถือมาถ่ายรูป แต่มือถือแบตหมดเลยต้องหาที่ชาร์จใต้เตียง ก้มลากกล่องที่อยู่ใต้เตียงออกมา บังเอิญ กล่องแตกเธอตกใจรีบรวบของที่ทะลักออกมาจะจับเข้าที่พลันก็ชะงักเมื่อเห็นเป็นอัลบั้มรูปและหนังสือเก่าๆ อดไม่ได้ที่จะหยิบมาพลิกดู...

รูปแรกที่เห็น บราลีชะงักคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นมาก่อนถามตัวเองว่า “พระเทวีศุลีมาน...หรือเปล่านะ...” เมื่อเทียบกับไฟล์รูปที่ถ่ายในงานเลี้ยงรับรองแล้วพึมพำ “ใช่จริงๆด้วย” ในรูปนั้นมีหญิงชายคู่หนึ่งนั่งอยู่กับพื้น มีอักษรบรรยายเป็นภาษาคีรีรัฐ เธอค่อยๆสะกดอ่านได้ว่า พระเทวีศุลีมาน-อินปง-จันทร์แรม...

“พ่อ...แม่...” บราลีอุทานนํ้าตาท่วมมือสั่น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นหน้าพ่อแม่ตัวเอง...

ooooooo

ที่มุมมืดอุทยานในวัง ศิขรนโรดมเฝ้าพระมารดาอยู่โดยมีแม่นมยืนอยู่ใกล้ๆเหมือนคอยเป็นยาม

พระนางศิริวารตีอยากเข้าเฝ้าน่านปิงนรเทพ ศิขรนโรดมจะหาทางพาเจ้าแม่ออกไปทำบุญข้างนอก เพราะจะให้เจ้าพี่เข้ามาในนี้ก็คงจะเสี่ยงเกินไป

แม่นมไม่อยากให้พระนางออกหน้าเรื่องนี้มากเกินไป บอกว่ามันเป็นเรื่องของพวกผู้ชาย




“เรื่องของผู้ชายหรือนม เพราะเมื่อก่อนฉันปล่อยชีวิต ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในมือผู้ชายไง เขาก็เลยคบคิดกันทำเรื่องเลวร้ายนี้ขึ้น ความรู้สึกผิดบาปถึงหลอกหลอนฉันอยู่ทุกวันทุกคืน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นมก็รู้”

“นมกลัว...” ศิขรนโรดมบอกว่านมไม่ต้องกลัว เจ้าพี่จะไม่ทำร้ายใคร เจ้าพี่ไม่เคยโกหก “หม่อมฉันไม่ได้กลัวเจ้าพี่ของฝ่าบาท หม่อมฉันกลัวคนอื่น...”

ทันใดนั้น มีเสียงเคลื่อนไหวจากพุ่มไม้ใกล้ๆ

ศิขรนโรดมพรวดเข้าไปขู่ให้ออกมา พริบตานั้นมีร่างชุดดำวิ่งออกไปอย่างเร็ว ถูกศิขรนโรดมวิ่งไล่ตามรวบตัวไว้ จึงรู้ว่าคือมิถิลา เธอร้อนใจเป็นห่วงราชิด

“อาการของพ่อเป็นอย่างไร อนาคตของพ่อจะเป็นไปในรูปไหน นอกจากจะปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายฮ่องกงแล้ว ก็น่าจะขึ้นอยู่กับความกรุณาของคุณชายจ้าวซันด้วยไม่ใช่หรือคะ”

ศิขรนโรดมอึ้ง มิถิลามองหน้าอย่างรอคำตอบ...

ooooooo

ที่คุกสเตนลี่ย์ในฮ่องกง ราชิดกับโกศินถูกขังอยู่ที่นั่น แต่อยู่คนละห้อง มองกันไม่เห็น แต่ทั้งสองก็แอบคุยกันผ่านกำแพงกั้น

ทั้งสองแอบคุยกันถึงทางที่จะออกจากคุก โกศินเชื่อว่าอสุนีกับมิถิลาต้องมาช่วยเราได้ ราชิดสั่งให้หุบปากเลย อย่าเอ่ยชื่อสองคนนี้ให้ได้ยินอีก ตนไม่ถือว่าเป็นลูกอีกต่อไป โกศินบอกอีกว่าพันหงปิงก็อยู่ที่นี่เช่นกัน

ตี๋ใหญ่ลูกน้องพันหงปิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้ยินถามว่า ใครพูดถึงเฮียพันหงปิง แล้วถามทั้งสองว่าอยากออกไปจากที่นี่ไหม โกศินเตือนราชิดว่ามันอาจจะเป็นสายของตำรวจก็ได้

“จะตายอยู่แล้วยังจะมาระแวงนั่นระแวงนี่อีก” ตี๋ใหญ่หัวเราะเยาะ ราชิดถามว่าทำไมถึงรู้ภาษาคีรีรัฐ “เอาเหอะ... นอกจากภาษาของพวกเจ้าแล้ว ข้าก็ยังรู้จักพันหงปิงอย่างดีด้วยนะ ว่าไงข้าถามไปแล้วว่าอยากออกจากที่นี่ไหม”

ราชิดบอกว่าอยาก ไม่มีใครอยากอยู่ในนี้หรอก ตี๋ใหญ่บอกว่าถ้าอยากก็รีบนอนซะ

“โธ่...ไอ้บ้า!” ราชิดฉุนขาด โกศินถามเบาๆว่าเชื่อมันได้หรือ

“อย่าคุยกันเสียงดัง...ข้าจะนอน” ตี๋ใหญ่ตะคอกแล้วคลานกลับไปนอนที่มุม

ราชิดกับโกศินมองไปฝั่งตรงข้ามที่ตี๋ใหญ่อยู่ ต่างงุนงง เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับอารมณ์บ้าๆของเขา

ooooooo

มิถิลาไปนั่งกอดเข่าอยู่ริมธารน้ำเล็กๆ เธอคิดถึงพ่อเป็นห่วงพ่อ ศิขรนโรดมมานั่งข้างๆ บอกว่าคิดถึงและเป็นห่วงเธอตลอดเวลาที่ไม่ได้เจอกัน มิถิลาถามว่าจริงหรือ

“ขอให้เชื่อว่า อะไรที่ทำให้เธอกังวล ฉันก็กังวล เหมือนกัน ฉันจะพยายามเต็มที่ที่จะให้เรื่องราวทั้งหมดจบลงให้เร็วที่สุดและดีที่สุด”

มิถิลาบอกว่าตนเพียงแต่อยากรู้ข่าวพ่อ ไม่ว่าพ่อจะเป็นอย่างไร ตนเป็นลูกก็ต้องรักพ่อ ศิขรนโรดมยอมรับว่าตนก็อยากรู้ความเป็นไปของราชิดเหมือนกันแม้จะไม่ใช่เพราะความรู้สึกที่รักก็ตาม มิถิลาถามว่าทรงเกลียดพ่อ มากหรือ

“ไม่ถึงอย่างนั้นหรอก ถึงยังไงเขาก็เป็นพ่อเธอ ฉันรักเธอนี่...จะทำไงได้ล่ะ”

มิถิลามองศิขรนโรดมอึ้ง ในขณะที่ศิขรนโรดมมองตอบอย่างจริงจัง จริงใจ

เวลาเดียวกัน ที่คุกสเตนลีย์ ความเคลือบแคลง

สงสัยในตัวตี๋ใหญ่ของราชิดกับโกศินหมดไป เมื่อตี๋ใหญ่พาราชิดกับโกศินถือขันและสบู่ไปอาบน้ำ สวนกับพันหงปิงที่นำนักโทษอีกส่วนมาอาบน้ำ ระหว่างสวนกันตี๋ใหญ่กับพันหงปิงแกล้งชนกันจนขันตกสบู่ร่วง พอผู้คุมมาโวยวาย ต่างก็รีบก้มหยิบสบู่ใส่ขันแต่จงใจสลับก้อนกัน

ระหว่างอาบน้ำ พันหงปิงไม่แตะต้องสบู่ก้อนนั้นเลย จนเมื่อไปถึงห้องขัง พันหงปิงจึงเอาสบู่ถูกับพื้นจนเห็นกระดาษโผล่ออกมา พันหงปิงบิก้อนสบู่ดึงกระดาษออกมาอ่าน มันคือจดหมายติดต่อของพันหงปิงนั่นเอง

ooooooo

วันนี้  เป็นวันที่บราลีจะต้องกลับไปตามคำสั่งของจ้าวซัน เธอกินอาหารเช้าช้าๆ อย่างฝืดคอ ทั้งเพราะกินไม่ลงและจงใจถ่วงเวลาหวังจะได้เจอจ้าวซัน

ระหว่างนั้นเด็กรับใช้มาบอกว่าจะออกไปเรียกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ บราลีอึกอักแต่ในที่สุดก็บอกให้เด็กไปเรียกรถ ครู่หนึ่งครูเฒ่ามาบอกว่าจะเดินทางก็

ต้องรีบไปเพราะสายแล้วแดดจะร้อน

“งั้นหนูไปเลยก็ได้ค่ะ...ให้เด็กไปเรียกรถแล้ว...

แล้ว...องค์ชายยังไม่ลงมาอีกหรือคะ” ครูเฒ่าอึ้งไปนิดนึง บอกว่าตั้งแต่เช้ายังไม่เห็นเลย “ถ้างั้น...หนูคงไปเลย ดีกว่าที่จะรอให้ตื่นบรรทม แล้วมาไล่หนูอีก” เธอพูดอย่างน้อยใจ

ครูเฒ่าได้แต่มองยิ้มๆ ไม่พูดอะไร

เมื่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างมา บราลีถามว่ารู้จักวัดที่ สร้างเจดีย์อนุสาวรีย์ทหารที่สละชีพเพื่อเจ้าหลวงองค์ก่อนไหม? ไกลจากที่นี่มากไหม? ให้ไปที่วัดนั้นก่อน

เข้าเมืองได้ไหม? คนขี่มอเตอร์ไซค์ที่ใส่หมวกกันน็อกเต็มใบก็เอาแต่พยักหน้า ส่ายหน้าแล้วก็พยักหน้า แต่ไม่ยอมพูด

บราลีเอากระเป๋ามากั้นระหว่างตนกับคนขี่มอเตอร์ไซค์แล้วขึ้นนั่งคร่อมอย่างคล่องแคล่วมั่นใจ

ที่แท้จ้าวซันปลอมตัวเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ เห็นความคล่องแคล่วมั่นใจของบราลีแล้วก็แอบยิ้มทึ่ง

ส่วนเหม่ยอิง นับวันก็วางอำนาจบาตรใหญ่ปกครองพนักงานอย่างเผด็จการ ไม่พอใจใครก็ไล่ออก หาเรื่องเทเรซ่าว่าทำงานไม่ถูกใจ ไม่มีปัญญาพอ แต่พอเทเรซ่าจะลาออกกลับไม่ให้ลาออกแต่จะไล่ออก เมื่อซ่างกวางซิงติงว่าเทเรซ่าเป็นคนเก่าแก่ของที่นี่ เลยถูกเหม่ยอิงไล่ออกไปอีกคน

เธอประกาศกับพนักงานว่า “ให้ทุกคนรู้ไว้ นับตั้งแต่วินาทีนี้ไปฉันไล่เทเรซ่ากับซ่างกวางซิงออก ถ้าอีกสิบนาทีนี้ยังไม่เก็บของออกไป ฉันจะโทร.ไปแจ้งตำรวจมาจับข้อหาบุกรุก”

เธอร้ายกาจอย่างขาดสติ แม้แต่พนักงานที่เห็นใจเทเรซ่ามาช่วยเก็บของก็ถูกขู่ว่าถ้าใครช่วยจะไล่ออกให้หมด จังหวะนั้นเกาเฟยเข้ามาพอดี เธอสั่งให้เขามาทำงานแทนเทเรซ่าและงานแรกก็คือ...

“ถ้าในอีกห้านาทียังมีพวกแปลกปลอมแฝงตัวอยู่ในบริษัทเราละก็...ให้จัดการโยนพวกมันออกไปที”

เหม่ยอิงเดินเชิดออกไปอย่างสะใจ ซ่างกวางซิงร้อนรนรีบเก็บของสุดชีวิต

ooooooo

ตลอดเวลาที่จ้าวซันขี่มอเตอร์ไซค์พาบราลีเดินทางไป เขาดูแลเธออย่างดี ถึงทิวเขาที่สวยงามก็จอดรถให้ชมวิว เอาน้ำให้ดื่ม จนบราลีชมว่าบริการดีจัง

ไปถึงวัดริมน้ำ บราลีเดินดูไปรอบๆ จนเจอเจดีย์ ขาวที่สลักชื่อ อินปง-จันทร์แรม เป็นภาษาคีรีรัฐ มีกระถางธูปเล็กๆ และแจกันหินซึ่งมีดอกไม้แห้งๆและธูปที่ถูกจุดแล้วอยู่จำนวนหนึ่ง

บราลีมองเจดีย์อย่างตื่นเต้น ตื้นตัน นึกถึงคำพูดของจ้าวไทไท ที่กำชับว่า

“จงไปที่นั่น ที่ที่ท่านถือกำเนิดขึ้นมา ไปกราบบิดามารดาของเจ้าหญิง อัฐิของทั้งสอง ถูกบรรจุไว้ในเจดีย์ ที่วัดตรงแม่น้ำที่เจ้าเดินทางจากมา ไปหาพวกท่านแล้วเจ้าหญิงจะได้รับพลังที่ดีจากท่านทั้งสอง เพื่อไปทำให้เจ้าชายเอาชนะเหล่าศัตรูร้ายทั้งหมดได้”

บราลีอุทานทึ่งว่า “ทำไม...จ้าวไทไทรู้”

“จ้าวไทไทรู้อะไร”

บราลีตกใจหันมอง แล้วก็ยิ่งตกใจเมื่อเห็นจ้าวซันมือถือธูปเทียนและดอกไม้ หนีบหมวกกันน็อกที่ใต้แขน จ้าวซันส่งดอกไม้ธูปเทียนให้ ถามย้ำว่า “จ้าวไทไทรู้อะไรหรือ” บราลีเริ่มโวยที่เขามาอย่างปิดบังอำพราง

ถูกจ้าวซันบอกให้ไหว้พ่อแม่ก่อน ทำให้บราลีรู้สึกตัว คุกเข่าลงขอประทานอภัยและขอบพระทัยที่เจ้าพี่เมตตาพาตนมาพบพ่อกับแม่

“เวลานี้...เป็นจ้าวซันกับบราลีกันก่อนดีไหม

หาก ใครมาเห็นเข้าจะไม่ดี” จ้าวซันมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

หลังจากไหว้ อินปงกับจันทร์แรมแล้ว จ้าวซันเล่าว่า

“ที่นี่แหละ ที่พี่ได้เห็นการพลีชีพของพ่อแม่น้อง เป็นครั้งสุดท้าย ที่ได้เห็นคีรีรัฐเมื่อ 20 ปีก่อน...เจ้าป้าได้เป็นองค์ประธานให้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อไม่ถึง 10 ปีมานี่เอง พี่ก็ทำได้แค่ช่วยส่งเงินมาทำบุญผ่านทางภูสินทร แต่พี่ก็ตั้งใจมาตลอดว่า สักวันจะพาม่านฟ้ามา”

บราลีตัดสินใจเล่าว่า จ้าวไทไทบอกว่าตนจะช่วยเจ้าพี่ได้หากตนมาที่นี่ จ้าวไทไทมีญาณพิเศษ เพราะฉะนั้นเจ้าพี่ก็ไม่ควรจะไล่ตนกลับ เพราะตนจะช่วยแบ่งเบาภารกิจของเจ้าพี่ได้แน่ๆ จ้าวซันติงว่าเธอไม่รู้ว่าใครเป็นมิตรใครเป็นศัตรู อีกทั้งมีอันตรายเต็มไปหมด ทั้งยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ไม่รู้จักใครเลย เป็นคนแปลกหน้าอย่างแท้จริง

“เจ้าพี่ฟังน้องบ้างนะคะ เพราะน้องเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่มีใครรู้จักนี่แหละค่ะ คือข้อได้เปรียบของน้อง ไม่ใช่ข้อเสียเปรียบ น้องอาจจะทำอะไรได้มากมายที่ตัวเจ้าพี่หรือบรรดาคนของเจ้าพี่ไม่สามารถจะทำได้ จริงไหมคะ”

จ้าวซันอึ้งไปกับเหตุผลของบราลี

ooooooo

เหม่ยอิงนับวันยิ่งบ้าอำนาจเผด็จการ นอกจากยึดฉินเย่ว์กรุ๊ปไล่คนเก่าแก่ออกเอาคนของตัวเองเข้าแทนแล้ว ที่บ้านสี่ฤดู เหม่ยอิงก็มาวางอำนาจบาตรใหญ่

ผิงอันถูกขู่ว่าจะส่งไปเรียนต่างประเทศในช่วงที่จ้าวซันไม่อยู่ แม้แต่อากงคนเก่าแก่ที่ไม่มีที่ไปก็ยังถูกไล่ให้ออกจากบ้านสี่ฤดู มิไยว่าแม่สี่ซึ่งเป็นแม่แท้ๆ ของเธอจะท้วงติงทัดทานอย่างไรก็ไม่ฟัง

“เมื่อไม่มีพี่ชายใหญ่หนูก็อยู่ไม่ได้แล้วบ้านนี้ เมื่อไหร่พี่ชายใหญ่จะกลับมา กลับมากะบรี ยัยปีศาจนี่จะได้เป็นฝ่ายไปเสียได้” ผิงอันร้องไห้กับอาม่า

อาม่าเตือนสติว่าสองคนนั้นเป็นคนอื่นแต่เหม่ยอิงเป็นพี่สาวแท้ ผิงอันพูดอย่างปักใจเชื่อแล้วว่า พี่น้องทั้งพ่อเดียวและแม่เดียวกับตน มีใครไหมที่เป็นคนดี มีเมตตากรุณา คนสกุลจ้าวนี่แหละที่ใจร้าย มีแต่คนอื่นที่เป็นคนดี ใจดี และรักเมตตาตนจากใจจริง ไม่เกี่ยวกับชาติกำเนิดสายเลือดอะไรเลย อาม่าตกใจเตือนว่าอย่าเที่ยวพูดแบบนี้ให้ใครฟังนะ

“เพราะแบบนี้ไง ที่จ้าวไทไทบอกว่าบ้านเราต้องมีอันเป็นไป แบบนี้ไง จ้าวไทไทถึงฝากตระกูลจ้าวไว้กับพี่ชายใหญ่ กะบรี แต่ตอนนี้ สองคนนั้นหายไปไหนหรือเขาจะทอดทิ้งพวกเราแล้ว ม่า...เราจะทำยังไงกันดีฮือๆๆ”

ooooooo
ตอนที่ 12

พันหงปิงและตี๋ใหญ่วางแผนแหกคุกโดยมีราชิดกับโกศินช่วยกันก่อความวุ่นวายขึ้นในเรือนจำ ฆ่าทั้งผู้คุมและนักโทษที่ขัดขวาง ดับไฟ แล้วมุดโถส้วม คลานไปตามท่อน้ำทิ้งที่ไหลออกสู่ทะเล

ทั้งสี่ต้องทนกับความโสโครกของท่อส้วมและกลิ่นเหม็นเพื่อหนีออกไปให้ได้ พากันมุดๆๆ ไปจนถึงโพรงใหญ่

“หยุดๆๆ นอนพักกันก่อน รออีก 4 ชั่วโมง ให้ข้างนอก มืดก่อน” ตี๋ใหญ่สั่ง ราชิดกับโกศินนอนไม่ลง แต่เมื่อถูกพันหงปิงขู่ว่า อย่าทำให้แผนแหกคุกของตนพังสั่งให้นอนรอ โกศินถามว่าพวกเจ้าหน้าที่จะไม่ตามมาเจอเราก่อนหรือ

“ไอ้พวกที่ตายกันมากมาย กับความเสียหายในนั้น คงทำให้ข้างในวุ่นๆกันอีกนานแหละน่า” พันหงปิงนอนพูดสบายใจ ตี๋ใหญ่บอกว่ากว่าพวกนั้นจะรู้ว่าพวกเราหายไปก็คงอีกพักใหญ่ พูดอย่างสะใจว่า

“ไอ้รูส้วมของผมนี่ จ้างมันก็ไม่มีวันเจอง่ายๆ หรอก ฮ่ะๆๆ”

“อั๊วเลือกคบคนไม่ผิดเลยว่ะ อาตี๋ใหญ่” พันหงปิงกับตี๋ใหญ่หัวเราะกันครื้นเครง ในขณะที่ราชิดกับโกศินทำหน้าพะอืดพะอมจะอ้วกให้ได้

รอจนได้เวลา ทั้งหมดจึงพากันมุดตามท่อระบายน้ำออกสู่ทะเล ว่ายน้ำเข้าฝั่งแล้วมีคนของตี๋ใหญ่ปลอมเป็นตำรวจเอารถมารับพาไปส่งที่ท่าเรือเดินทางไปมาเก๊า

พันหงปิงถามตี๋ใหญ่ว่าแน่ใจนะว่าจะไม่ไปด้วยกัน ตี๋ใหญ่บอกว่าตนคงต้องหลบอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่เพราะเมียยังอยู่ในคุก ราชิดพูดอย่างซึ้งใจและผูกพันว่า อย่าลืม ถ้าไปคีรีรัฐเมื่อไรพวกตนจะตบรางวัลให้อย่างงาม

ตี๋ใหญ่ยืนส่งจนเรือพาทั้งสามออกสู่ทะเลไปไกลลิบ...

ooooooo

นายพลจัตุรัส สงสัยการหายตัวไปของราชิดและโกศิน และไม่เชื่อที่อสุนีบอกว่าทั้งสองติดโรคระบาดร้ายแรง ส่งทหารไปสืบที่ฮ่องกง

ทหารที่ไปสืบกลับมารายงานว่าไม่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับโรคระบาดและไม่มีชาวคีรีรัฐเป็นคนไข้อยู่ในโรงพยาบาล จัตุรัสถามว่าแล้วราชิดหายไปไหน ทหารคนนั้นบอกว่าไม่มีเบาะแสเลย

“ทำไมอสุนีถึงบอกว่าพ่อมันป่วย มันโกหกข้าทำไม มันรู้อะไรหรือว่ามันรวมหัวอะไรกับพ่อมันแล้วไม่บอกข้า” จัตุรัสระแวง “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

ทหารนายนั้นยื่นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งให้จัตุรัสดู

“นี่คือข่าวสุดท้ายเกี่ยวกับการเสด็จเยือนฮ่องกง รายงานแค่ว่าการต้อนรับองค์รัชทายาทจากคีรีรัฐเป็นไปด้วยความราบรื่นดี ด้วยฝีมือการต้อนรับของคุณชายใหญ่แห่งอาณาจักรจ้าว...คุณชายจ้าวซัน”

จัตุรัสรับไปดูรูปจ้าวซันในหนังสือพิมพ์บอกว่าหน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเจอกันมาแล้ว

“เขาเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในฮ่องกง ไม่แปลกที่ท่านจะคุ้นหน้าครับ”

“คุณชายจ้าวซัน...” จัตุรัสพึมพำมองรูปจ้าวซัน

อย่างไม่หายสงสัย

ooooooo

บราลีถูกพาตัวกลับมาที่บ้านครูเฒ่า จ้าวซันสั่งให้รออยู่ที่นี่  แม้เธอจะทั้งรบเร้า งอแงอย่างไร จ้าวซันก็ยังคงยืนกรานให้รออยู่ที่นี่เท่านั้น เมื่อเธองอน จ้าวซันง้ออย่างอ่อนโยน

“ได้โปรดเถอะม่านฟ้า อยู่รอพี่ที่นี่ พี่สัญญาว่าจะไปไม่นาน พรุ่งนี้เวลาเย็นๆ พี่จะกลับมาพร้อมข่าวดี”

ในที่สุดบราลีก็ยอมรออยู่ที่นี่ แต่ใจไม่ยอมแพ้ จ้าวซันกอดเธอไว้แนบแน่นราวกับจะเป็นการกอดครั้งสุดท้าย พอปล่อยมือก็เดินไปขึ้นรถ

ส่งจ้าวซันมองตามไปจนลับตาแล้วบราลีหันกลับทันที ครูเฒ่าถามว่าคิดจะทำอะไร

“เปล่าค่ะ ไม่ได้ทำอะไร จะไปอาบน้ำนอนค่ะ” พูดแล้วเดินเลี่ยงไป ครูเฒ่ามองตามแล้วส่ายหน้าเบาๆ

จ้าวซันไปพบภูสินทร คืนที่นอนพักแรมกันในป่า จ้าวซันฝันร้าย สะดุ้งตื่นขึ้นมาเล่าให้ภูสินทรฟังว่า

“เราฝันร้าย ฝันว่าราชิด โกศิน มาอยู่ที่นี่กับไอ้จัตุรัสด้วย แล้วเสด็จลุงก็มายืนตรงนี้ ส่วนศิขร เป็นคนยิงเราตาย”

ภูสินทรบอกว่าคงทรงวิตกกังวลถึงวันพรุ่งนี้ก็เลยเก็บเอาไปฝัน พูดกลั้วหัวเราะว่า

“เป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น องค์ชายศิขรคงไม่มีวันจะทำเช่นนั้น เช่นเดียวกับเจ้าหลวงมาทยาธร คงไม่มีวันจะทรงประทับยืนได้อีกแล้ว ที่แน่นอนที่สุดคือ ราชิดกับโกศิน มันไม่มีทางออกมาจากคุกที่ฮ่องกงข้ามน้ำข้ามทะเลมาได้แน่ๆพะย่ะค่ะ”

“นั่นสิ ฝันร้าย...ต้องกลายเป็นดีแน่ๆ” จ้าวซันหัวเราะเบาๆ

ooooooo

หลังจากส่งทหารไปสืบแต่ไม่ได้เบาะแสของราชิดกับโกศินแล้ว นายพลจัตุรัสเชื่อว่าอสุนีมีลับลมคมใน จึงกราบทูลมาทยาธร อสุนีถูกเรียกตัวมาสอบสวน

มาทยาธรสอบสวนด้วยตัวเองโดยมีจัตุรัสคอยฟังอยู่ด้วย ทำให้อสุนีต้องระมัดระวังการตอบอย่างมาก เมื่อถูกซักเรื่องราชิดป่วยแต่ไม่มีชื่อเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่ฮ่องกง อสุนีบอกว่าพ่อตนอาการทุเลาแล้วอีกไม่นานคงจะกลับมา

จัตุรัสหาว่าอสุนีเจตนาทูลความเท็จต่อหน้าพระพักตร์โทษคืออะไรน่าจะรู้ดี แล้วก็แฉข้อมูลจากทหารที่ไปสืบมาต่อหน้าพระพักตร์มาทยาธร คาดคั้นอสุนีว่า

“เจ้าสมคบกับใคร แอบทำอะไรลับหลังฝ่าบาทหรือเปล่า”

“เป็นไปได้ไหมว่าราชิดและโกศินไม่ได้ป่วยแต่ไม่กลับมา ทั้งๆที่ไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ซึ่งหมายความว่าพวกนั้นอาจอยู่ในอันตราย” มาทยาธรตั้งข้อสังเกต

อสุนีขอโอกาสตนเดินทางไปฮ่องกงบอกให้ราชิดรีบติดต่อกลับมา มาทยาธรเห็นด้วย ทำให้จัตุรัสแค้นใจมากที่ไม่สามารถเล่นงานอสุนีและเค้นเอาความจริงได้

อสุนีรีบไปตำหนักศิขรนโรดม รายงานว่าเจ้าหลวงจะให้พ่อติดต่อกลับมาด่วน เราจะทำอย่างไรดี

“รีบจัดการให้เรียบร้อยเร็วๆเถอะ” ศิขรนโรดมบอกแล้วพากันออกจากตำหนัก ขึ้นรถจี๊ปเล็กแบบทหารออกไปโดยอสุนีเป็นคนขับและศิขรนโรดมนั่งข้างๆไม่นาน จัตุรัสกับลูกน้องในรถสีดำที่ซุ่มอยู่ก็ขับตามออกไป

ooooooo

แม้จะรับปากกับจ้าวซันว่าจะอยู่รอเขาที่บ้านครูเฒ่า แต่บราลีวางแผนตามไป โดยหลอกเด็กรับใช้ว่าจะไปเที่ยวชมพระราชวัง แล้วให้เด็กแอบพาหนีออกจากบ้าน

เมื่อไปถึงทางเลี้ยวเข้าหน้าวัง บราลียัดเงินใส่มือเด็กบอกให้รีบกลับไป ถ้าครูเฒ่าถามก็ให้บอกว่าไม่รู้ว่าตนไปไหน บอกเด็กว่าตนก็แค่อยากมาเที่ยวชมวัง ถ่ายรูปตามประสานักท่องเที่ยวเท่านั้น แล้วเธอก็รีบวิ่งไปทำทีร่วมขบวนกับนักท่องเที่ยวที่กำลังจะเข้าวัง

เมื่อเอาตัวรอดตามนักท่องเที่ยวเข้าวังแล้ว บราลีหาทางหลบไปจากคณะหายไปในแนวต้นไม้จนถึงเขตวังฝ่ายใน โชคดีไปเจอห้องเก็บเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวของหญิงชาววัง เลยแอบเปลี่ยนชุดเป็นหญิงชาววัง แต่เพราะรีบเร่งและไม่คุ้นชินจึงดูไม่เรียบร้อย ถูกเจ้าหน้าที่ติติงทั้งผมที่เกล้าไม่เรียบร้อยแล้วยังมีเป้ด้วย ถามว่าเพิ่งกลับจากไปเยี่ยมบ้านมาหรือ ไปแต่งตัวให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วไปทำงาน

โยนเป้ไปที่ชั้นวางของที่ระเบียง จัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อย ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกแม่นมมาบอกว่าตรงนี้เป็นที่ประทับของพระเทวีที่กำลังจะเสด็จมาถึง

บราลีรีบคลานหลบไปชิดฝาแอบดู

บังเอิญพระเทวีเห็นบราลี ทักว่านั่นเด็กใหม่หรือ ไม่เคยเห็นหน้า ถามว่าชื่ออะไร บราลีพนมมือตัวสั่นบอก ว่าชื่อม่านฟ้า พระเทวีชมว่าชื่อเหมือนคนโบราณ ถามว่าอยู่ตำหนักไหน

บราลีตอบมั่วไปว่าอยู่ตำหนักใหม่ ซึ่งทั้งพระเทวี และแม่นมไม่ติดใจสงสัยอะไร บราลีรีบกราบแล้วถอยออกไป พอได้จังหวะก็ลุกวิ่งอ้าวไปสุดชีวิต พระเทวีกับแม่นมมองตามงงๆ ส่ายหน้ากับความตื่นกลัวของบราลี

ooooooo

ศิขรนโรดมและอสุนีขับรถไปในป่าที่ริมนํ้าเวียงสาย จอดรถแล้วลงไปส่องกล้อง ถ่ายรูปแล้ว

ทำทีปรึกษาอะไรกัน จัตุรัสที่ตามมามองอย่างสงสัย ว่าสองคนนี้มาทำอะไร ทิวทัศน์แถวนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรน่าถ่ายรูป ดูท่าทางแปลกๆ

แล้วจัตุรัสกับพวกก็ผงะ เมื่อศิขรนโรดมทำทีส่องกล้องหันไปรอบๆ มาหยุดที่จัตุรัสกดชัตเตอร์แชะ! แล้วหัวเราะกับอสุนี พูดขำๆว่าเสียดายเป็นกล้องไม่ใช่ปืน ไม่อย่างนั้นก็คงเรียบร้อย แล้วพากันหัวเราะงอหายอย่างเจตนายั่วยุอีกฝ่าย

ได้ผล! จัตุรัสเผยตัว เดินมาหา ศิขรนโรดมทำเป็น ตกใจถามว่าท่านแอบตามพวกเรามาหรือ?

“หม่อมฉันมาถวายอารักขาต่างหาก เพราะไม่ไว้ใจไอ้เด็กคนนี้” ปากพูดกับศิขรนโรดม แต่ตาจ้อง

จิกอสุนี แล้วแกล้งถาม “หรือว่าฝ่าบาทก็ร่วมมือกับอสุนี”

“เราก็ร่วมมือกับอสุนีทุกเรื่อง ท่านจัตุรัสหมายถึงเรื่องอะไรอีกล่ะ”

“หม่อมฉันเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นที่ฮ่องกง ทำไมท่านราชิดกับโกศินไม่กลับมา หรือว่าองค์ชายใหญ่กำลังจะทำการกบฏ”

“หึๆ ท่านกล้าพูดถ้อยคำเหล่านี้ต่อหน้าองค์ชายรัชทายาทเชียวหรือ จะมั่นใจเกินไปหรือเปล่าท่านจัตุรัส พรรคพวกของท่านไม่อยู่ ไม่ได้ทำให้ท่านรู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัวลงบ้างเลยหรือ” ศิขรนโรดมปราม

“องค์ชายรับสั่งแบบนี้ ก็แปลว่า องค์ชายทรงทราบดีว่าพรรคพวกของหม่อมฉันไม่อยู่เพราะเหตุไร”





“แล้วท่านจัตุรัสกับพรรคพวกกำลังวางแผนจะทำอะไรกันอยู่ล่ะ” ศิขรนโรดมย้อนถาม จัตุรัสหันไปจ้องอสุนีถาม

“อสุนี...หรือว่า...เจ้าเองที่ทรยศ”

“ใครกันแน่ที่ทรยศ ใครกันแน่ที่คิดจะรวบอำนาจไปจากเจ้าหลวงและองค์รัชทายาท” อสุนีสวนทันควัน ถูกจัตุรัสยกปืนเล็งทันที

“อะไรกัน นี่พวกเจ้ากล้าทำเช่นนี้กับคนของเราต่อหน้าเรา” ศิขรนโรดมพูดอย่างใจเย็น อสุนีก็เตือนสติว่า

“ท่านจัตุรัส ท่านรู้ตัวไหม ท่านกำลังทำอะไรอยู่”

จัตุรัสหันกระบอกปืนไปทางศิขรนโรดมแทน พูดอย่างเผยตัวเต็มที่ว่า

“หม่อมฉันไม่มีทางเลือกแล้ว พวกฝ่าบาทกำลังทำอะไรกันอยู่ ทำไมท่านราชิดไม่กลับมา ไม่แม้แต่จะติดต่อมา แล้วหม่อมฉันจะติดต่อเขาก็ทำไม่ได้ ทำไม!!”

ศิขรนโรดมอึ้ง จัตุรัสหน้าเครียดจัด ดึงกล้องถ่ายรูปในมือศิขรนโรดมไปทันที

ooooooo

บราลียังวนอยู่ในอุทยานตำหนักหลวง ต้องคอยหลบทหารและบรรดาเจ้าหน้าที่หญิงที่เดินผ่านไปผ่านมา มองไปที่กลุ่มผู้หญิง เห็นกำลังตัดใบไม้ดอกไม้เพื่อนำไปปักแจกัน แต่พอหันมาก็สะดุ้งเมื่อเจอทหารมายืนมองถามยิ้มๆว่า

“ดอกไม้ที่ตำหนักฝ่ายในไม่พอหรือจ๊ะ ถึงต้องมาเก็บของตำหนักหลวงนี่”

“จ้ะ” บราลีตอบยิ้มแย้ม ทหารมองๆแล้วเดินผ่านไป บราลีหันมองไปที่ตำหนักหลวงแล้วรีบมุ่งไปที่ศาลาด้านหน้า ไปถึงพบแต่ความว่างเปล่า บราลีมองรอบๆ พึมพำ “เฮ้อ...นี่หรือ ตำหนักหลวง แปลว่า เป็นที่ประทับของเจ้าหลวงหรือเปล่า” พอมองไปอีกด้านก็ชะงัก เมื่อเห็นรูปเจ้าหลวงมาทยาธรคู่กับเทวี-

สิริวาระตีเต็มตา!

“เจ้าหลวงมาทยาธร” บราลีแหงนมองภาพนั้นเขม็ง “คนที่ฆ่าเจ้าพ่อของน่านปิงนรเทพ แล้วเป็น

ต้นเหตุให้พ่อแม่เราตาย”

บราลีเดินสำรวจต่อไป เหลือบเห็นประตูห้องหนึ่งแง้มๆอยู่จึงผลุบเข้าไป เห็นเตียงใหญ่โตสวยงามตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง เดาได้ว่าต้องเป็นห้องบรรทมของเจ้าหลวง ตกใจหันหลังจะออกไป ก็ต้องชะงักหน้าซีดเผือด

“ใคร!!” เสียงมาทยาธรถามดุๆ บราลีรีบนั่งกับพื้นก้มหน้าถวายคำนับ มาทยาธรเคลื่อนวีลแชร์มาช้าๆ จากด้านใน ถามสำทับ “ข้าถามว่าเจ้าเป็นใคร มาทำไม”

บราลีอึกอักนึกไม่ทัน พูดตะกุกตะกัก “องค์เจ้าหลวง เอ่อ...หม่อมฉัน...เอ่อ...” พอดีเหลือบเห็นถาดผลไม้บนโต๊ะ เลยโมเม “หม่อมฉัน...เอาผลไม้พวกนี้มาถวายเพคะ”

“ขอบใจ” แต่พอบราลีจะออกไปก็ถาม “ใครใช้เจ้ามา สิริวาระตีใช่ไหม”

“ใช่เพคะ...พระเทวีทรงใช้ให้หม่อมฉัน...” บราลี เงยหน้า พลันมาทยาธรก็ชะงัก ตกใจเล็กน้อยอุทาน...

“จันทร์แรม...”

บราลีชะงักอึ้ง...

ooooooo

ศิขรนโรดมและอสุนีถูกจัตุรัสและทหารติดตามสองนายคุมเดินไปในป่าทึบ หมายจะฆ่าศิขรนโรดม แล้วป้ายสีให้อสุนี

“เจ้าคิดว่าจะสังหารข้ากันง่ายๆอย่างนั้นหรือท่านจัตุรัส แล้วเจ้าไม่สงสัยหรือว่าเรากับอสุนีมาทำอะไรที่นี่”

จัตุรัสสวนไปทันทีว่าจะเสด็จมาทำไมไม่สำคัญ ศิขรนโรดมบอกว่า “สำคัญสิ เรามาเพราะอยากให้เจ้าตามไงล่ะ!”

“ใช่...เพราะท่านขี้สงสัยไม่น้อย เรื่องพ่อข้าหายไปไม่กลับมา ท่านก็ถามซํ้าถามซากอยู่นั่น...สงสัยข้ากับองค์ชายไม่หยุด ข้าก็กะแล้วว่าท่านต้องอยากติดตามความเคลื่อนไหวของข้ากับองค์ชายแน่ๆ เราก็เลยทำให้ท่านสนใจและตามมาได้จริงไงล่ะ” อสุนีพูดเย้ย

ศิขรนโรดมถามว่าทำไมไม่ฉุกคิดว่าพวกตนปล่อยให้ตามมาง่ายๆ แล้วไม่เห็นมีอะไรเลย จัตุรัสเสียหน้าตัดบทว่า ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เพราะจะต้องทรงอำลาจากโลกนี้ไปแล้ว

จัตุรัสพูดไม่ทันขาดคำดี ก็มีลูกดอกพุ่งมาปักคอทหารที่ตามมาคนแรกลูกดอกปักต้นคอ อีกคนลูกดอกปักหลังคอควํ่าไปทั้งสองคน จัตุรัสตกใจพุ่งเข้าล็อกคอศิขรนโรดมแต่พลาด ถูกศิขรนโรดมหลบ พลิกมาฟันข้อมือจนปืนร่วง อสุนีคว้าปืนไว้ได้ จัตุรัสผงะถามหน้าเผือดว่า ศิขรนโรดมเป็นพวกไหนเพราะลูกดอกแบบนี้ตอนนี้ทหารหนุ่มไม่มีใครใช้กันแล้ว

ภูสินทรปรากฏตัวออกมา จัตุรัสจำไม่ได้ ภูสินทร บอกให้ทบทวนความจำหน่อยก็แล้วกัน แต่มีอีกคนที่ท่านควรจำไม่มีวันลืมมาด้วย สิ้นเสียง จ้าวซันปรากฏตัวขึ้น บอกว่าจัตุรัสจำไม่ได้หรอกเพราะเวลาผ่านมานานแล้ว จัตุรัสจำได้ว่าเขาคือนักธุรกิจฮ่องกงถามว่ามาแส่อะไรกับปัญหาการเมืองภายในประเทศเล็กๆนี้ด้วย

“คิดอะไรไกลตัวจริง ลองคิดดูใกล้ๆหน่อยสิ ลองดูหน้าชัดๆสิ” พอจัตุรัสเขม้นมองชัดๆถึงกับผงะอุทาน

“น่านปิงนรเทพ!!” จัตุรัสหน้าซีดเหงื่อกาฬแตกพลั่ก

“เป๊ะเว่อร์...” จ้าวซันยิ้มเหี้ยม ศิขรนโรดม อสุนี และภูสินทรพากันยิ้มสะใจ!

ooooooo

จ้าวซันกับจัตุรัสเผชิญหน้ากันอย่างท้าทาย พอจำได้จัตุรัสพูดเหยียดหยันว่า นึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว จ้าวซันสวนทันทีว่าผิดกับตนที่นึกอยู่เสมอว่าชาตินี้จะต้องมาเจอกันอีกให้ได้

เมื่ออยู่ท่ามกลางคนของจ้าวซัน จัตุรัสก็เริ่มหวาดมองไปรอบๆ พูดดักคอว่า “ลูกผู้ชายไม่หมาหมู่กันหรอกเว้ย”

“ไม่ต้องกลัว เราไม่มีพฤติกรรมอย่างที่พวกเจ้าเคยทำกับเราและครอบครัวของเราหรอก”

จัตุรัสอึ้งไปครู่หนึ่งจึงท้า “ดี...งั้นได้โปรดทรงสั่งสอนผู้ชราสักครั้ง” แล้วตั้งท่าพร้อมสู้ ศิขรนโรดมร้องเตือนจ้าวซันอย่าประมาท เห็นแก่ๆอย่างนี้แต่ฝีมือร้ายกาจนัก

จ้าวซันไม่ประหวั่นพรั่นพรึง เข้าต่อสู้กับจัตุรัสอย่างระมัดระวัง แม้จัตุรัสจะล่วงสู่วัยชรา แต่มีพลกำลังและความปราดเปรียวสูงจนจ้าวซันก็ไม่อาจต่อกรได้ง่าย ภูสินทรทนดูไม่ได้จะเข้าไปช่วย อสุนีติงว่ายังไม่เห็นมีทีท่าว่าองค์ชายจะเพลี่ยงพลํ้า ศิขรนโรดมก็บอกให้ใจเย็นๆ

“กระหม่อมไม่เข้าใจเลย กับไอ้คนเลวๆพรรค์นี้ องค์ชายจะต้องไปใช้กฎกติกามารยาทกับมันทำไม

ให้พวกเราทั้งหมดออกไปจัดการมันแค่นี้ก็สิ้นเรื่อง”

ภูสินทรฮึดฮัด

“เราอยากให้เจ้าพี่ปราบมันจนหมอบแทบพระบาท ให้มันยอมรับในพระบารมีอย่างไม่มีข้อแม้มากกว่า”

“แล้วสิ่งที่มันทำกับเจ้าหลวงพระองค์ก่อนล่ะ แล้วที่ทำกับบายศรีเมียของหม่อมฉันล่ะ คนอย่างมันสมควรที่จะได้รับศักดิ์ศรีนี้ด้วยเหรอ”

ศิขรนโรดมไม่ตอบ หันมองการต่อสู้ของจ้าวซันกับจัตุรัสที่กระโดดไปสู้กันบนก้อนหินใหญ่กลางสายนํ้า จังหวะหนึ่งจัตุรัสเพลี่ยงพลํ้าตกลงไปในนํ้า จ้าวซันกระโดดตามไปจับมือไพล่หลังแล้วกดนํ้า จัตุรัสดิ้นทุรนทุราย จ้าวซันยกขึ้นมาแล้วกดลงไปอีก จัตุรัสทะลึ่งขึ้นพ่นนํ้าออกมา ตะคอกทั้งที่สำลักนํ้า

“จะฆ่าก็ฆ่า ไม่ต้องมาทรมาน”

“จะไม่ร้องขอชีวิตหน่อยเหรอ”

“ไม่!”

“ไม่ร้องขอกับเราก็ไปร้องขอกับ “ภูสินทร”เอาแล้วกัน”

จัตุรัสตะลึงอึ้ง พอจำภูสินทรได้ จัตุรัสถึงกับช็อกอุทาน “ภะ...ภูสินทรเหรอ” สิ้นเสียง ภูสินทรก็เตะไปที่หน้าจัตุรัสจนหน้าหงาย

แต่จัตุรัสไม่แม้แต่จะร้อง ซํ้าท้าทายเมื่อถูกจ้าวซัน กับภูสินทรพาไปที่ผาห่มดอกในสภาพสะบักสะบอมว่า

“เอาเลย ทำให้เหมือนกับที่ข้าทำกับเอ็งไว้ทุกอย่างเลยนะ มันจะได้สาสมกัน ไหนล่ะเหล็กร้อนๆ เอามานาบตัวข้าด้วยสิ...เสียดายที่ข้าไม่มีเมีย เจ้าก็เลยพามาให้มันฆ่าตัวตายต่อหน้าข้าไม่ได้ ฮ่ะๆๆ”

ภูสินทรเดินเข้าไปตบจัตุรัสไม่ยั้ง จนจ้าวซัน

บอกให้พอก่อน ก็ถูกจัตุรัสถ่มถุยใส่ด่าว่า นิสัยที่ชอบทำตัวเป็นพระเอกแบบนี้แหละตนเกลียดนัก เลยถูก

จ้าวซันตบเสียฉาดใหญ่พูดใส่หน้าว่า

“มันยังตายตอนนี้ไม่ได้ ทุกอย่างกำลังจะจบแล้ว ทิ้งมันไว้ที่นี่สักพักเถอะ” แล้วจ้าวซันกับภูสินทรก็เดินออกไป

“แน่ใจเหรอว่าจะจบ พวกเจ้าประเมินข้าตํ่าไปแล้ว ฮ่ะๆๆๆ” จัตุรัสระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจนจ้าวซันกับภูสินทรหันกลับมองงงๆ “ข้าคิดไว้แล้วว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นที่ฮ่องกง ทำให้ราชิดไม่กลับมา นึกว่าข้าโง่เหรอ จะบอกให้ พวกเจ้ารู้เอาไว้ ตอนนี้ชีวิต

เจ้าหลวงมาทยาธรอยู่ในกำมือของข้าแล้ว จะบีบก็ตาย จะคลาย...ก็ตายอยู่ดี!”

จ้าวซันตวาดว่าโกหก จัตุรัสพูดอย่างเป็นต่อว่าตนทำงานกับเจ้าหลวงมาตลอดยีิ่สิบปี เจ้าหลวงไว้ใจตนยิ่งกว่าใคร จะหลอกพาไปไหนมาไหนก็แสนง่าย

จ้าวซันถามว่า “เจ้าคิดจะทำอะไร”

“ลองปล่อยให้ข้าตายดูสิ...รับรองว่าจะไม่มีใครได้พบเจอเจ้าหลวงอีกต่อไป” จัตุรัสหัวเราะอย่างเป็นต่อ จนจ้าวซันกับภูสินทรมองหน้ากันอย่างชั่งใจว่าจะเชื่อดีหรือไม่เชื่อดี

ooooooo

มาทยาธรจ้องหน้าบราลีไม่วางตา ปากก็พึมพำว่าเหมือนมาก เหมือนจนน่าตกใจ ถามเธอว่าชื่ออะไร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร และเข้ามาในวังนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

บราลีคิดไม่ทัน ตอบอึกอักว่ามารดาของตนพามาถวายให้เป็นข้ารับใช้พระเทวี ถูกมาทยาธรตวาดว่าโกหกเพราะธรรมเนียมการเอาลูกมาถวายเป็นข้ารับใช้ในวังถูกยกเลิกไปสิบกว่าปีแล้ว และสำเนียงคีรีรัฐของเธอก็ฟังแปร่งหู




บราลีหาทางหลบ อ้างว่าเอาผลไม้มาถวายหากไม่โปรดก็จะยกออกไปพลางจะหนี มาทยาธรยิ่งระแวงเรียกทหารเข้ามาสั่งจับบราลีไปสอบสวน ถามว่าแล้วจัตุรัสไปไหน ทหารที่เข้ามาไม่ตอบ พยักหน้าให้กันแล้วลงมือปฏิบัติการทันที คนหนึ่งเข็นรถเข็นพามาทยา–ธรออกไป มาทยาธรเอะใจถามว่า

“เฮ้ย...เดี๋ยว พวกเจ้าจะพาเราไปไหน จับอีนางคนนั้นสิ”

ทหารคนหนึ่งก้มบอกบราลีเบาๆ ว่า “ห้ามบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด เข้าใจไหม! ไม่อย่างนั้น!!” ขู่แล้วเห็นบราลีหลับตาปี๋ก็เสียงอ่อนลง “ไม่ต้องกลัวขนาดนั้นหรอกน้องสาว รีบไปเสียเถอะ”

บราลีแอบตามไปอย่างสงสัย จนถูกทหารจับได้ดุว่าตามมาทำไมอยากรู้อยากเห็นแบบนี้สงสัยเอาไว้ไม่ได้แล้ว เธอแกล้งถามว่าพี่ทหารชื่ออะไรกลัววันหลังจะไม่ได้เจอกันอีก ทำให้ทหารท่าทีอ่อนลง แต่บราลีก็ยังแอบมองทหารที่พามาทยาธรไป

ภูสินทรเข้ามาในห้องบรรทมของมาทยาธร พอดีพระเทวีเข้ามาอย่างรีบร้อนตกใจเพราะมาทยาธรถูกลักพาตัวหายไป ซ้ำจัตุรัสก็ไม่อยู่ จึงมีแต่ศิขรนโรดมกับมิถิลาที่คอยติดตามมาดูแล ช่วยค้นหา

เมื่อไม่พบร่องรอย ศิขรนโรดมบอกพระมารดาว่า “เสด็จแม่ต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับ เพราะเราไม่รู้ว่าตอนนี้ใครเป็นพวกใคร และเสด็จแม่ก็ต้องระวังตัวด้วยเช่นกัน เอาอย่างนี้ เดี๋ยวลูกจะให้ทหารตามไปอารักขาส่งถึงพระตำหนักเลย”

ส่งพระมารดาไปแล้ว ศิขรนโรดมเรียกภูสินทรที่ซ่อนตัวอยู่ออกมาถามว่าได้ความว่าอย่างไร

“ไอ้จัตุรัสมันน่าจะได้องค์เจ้าหลวงไปเป็นตัวประกันแล้วจริงๆ ฝ่าบาท” ภูสินทรรายงาน

ooooooo

ที่ผาห่มดอก จัตุรัสเย้ยหยันจ้าวซันว่าไม่มีทางหาเจ้าหลวงเจอ พื้นที่ทุกตารางนิ้วของคีรีรัฐไม่มีใครรู้จักดีเท่าตน จ้าวซันถามว่าเขาจะเอาอะไร?

จัตุรัสย้อนถามว่าจ้าวซันต้องการอะไร กลับมาเพื่อทวงบัลลังก์คืนใช่ไหม

“เรากลับมาเพื่อทวงถามความยุติธรรม คนชั่วอย่างพวกเจ้า ควรจะได้รับผลกรรมได้แล้ว”

“โอ๊ย...ขำ...ความยุติธรรมไม่มีหรอกองค์ชาย โลกนี้มันมีแต่ความจริงที่ว่า ใครดีใครได้ ใครชนะคนนั้นคือคนดีคนถูกต้อง ใครแพ้คนนั้นก็เลวเป็นกบฏ” แล้วถามว่า “ฝ่าบาทไม่อยากทราบแล้วหรือว่าเจ้าหลวงอยู่ไหน”

“เจ้าคงลืมไปว่าเราเองก็เป็นคนคีรีรัฐเหมือนกัน เรื่องแค่นี้คงไม่ยากอะไร แต่ถ้าเราหาเจ้าหลวงไม่พบ ก็จะไม่มีใครมาพบเจ้าที่นี่เหมือนกัน” พูดแล้วเดินออกจากคุกไปไม่หันกลับมามองอีกเลย ปล่อยให้จัตุรัสตะโกนเรียกอยู่อย่างนั้น

ooooooo

บ้านสี่ฤดูที่ฮ่องกง เหม่ยอิงบ้าอำนาจไม่เกรงแม้แต่เจ้าไทไท เธอเรียกช่างมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้านสี่ฤดูตามใจชอบ แม่สี่ อาม่า กับผิงอันทักท้วงกระทั่งถามว่าได้ขออนุญาตจ้าวไทไทแล้วหรือยัง ก็ถูกตวาดว่า

“จะต้องไปขอทำไม หนูเป็นคนออกเงิน หนูอนุญาตเอง แม่ใหญ่เกี่ยวอะไร” อาม่าติงว่าทำแบบนี้ฮวงจุ้ยบ้านจะเสียหมด ก็ดูถูกว่า “แล้วไอ้ฮวงจุ้ยเดิมที่ว่ากันว่าดีนักดีหนาฉันก็ไม่เห็นช่วยส่งเสริมอะไรคนในบ้านเลย แม่สี่ก็จนลง แม่ใหญ่ก็เจ็บออดๆแอดๆ”

ผิงอันยํ้าว่ายังไงก็น่าจะบอกไทไทหน่อย เพราะแม่ใหญ่ยังใหญ่ที่สุดในบ้าน อาม่าเชื่อว่าไทไทรู้ต้องไม่ยอมแน่

“เดี๋ยวก็รู้ว่าใครใหญ่กว่าใคร” เหม่ยอิงผยอง เดินอาดๆไปที่ห้องจ้าวไทไท แต่พอเปิดประตูผัวะเข้าไป ก็ถูกจ้าวไทไทที่จิบนํ้าชารออยู่ไล่ตะเพิดทันที

“เอาอีนางกากีนี่ออกจากบ้านไป อย่าให้มันเข้ามาเหยียบที่นี่...อีคนอัปมงคล ออกไป! ถือว่าจ้าวซันไม่อยู่แล้วคิดจะทำอำนาจบาตรใหญ่งั้นหรือ” เหม่ยอิงเถียงอย่างไม่ยำเกรง เมื่อถูกจ้าวไทไทสาปแช่งว่าไม่ได้ตายดีแน่ ก็พูดกวนประสาทว่า

“ด่าไปเถอะ อัดอั้นไว้เดี๋ยวเส้นเลือดในสมองจะแตกตายก่อน”

เหม่ยอิงทั้งทำลายความเชื่อถือเรื่องฮวงจุ้ยและวัตถุมงคลในบ้านอย่างบ้าอำนาจ กระทั่งปลดรูปเต้ออก เลยถูกมุมกรอบรูปบาดนิ้วเลือดไหลโกรก

“ลางร้าย...ฮ่ะๆๆ ลางร้าย เลือดไหลอาบสังเวยเซ่นภูติผีฮ่าๆๆ” จ้าวไทไทหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเสียงกึกก้องไปทั้งบ้านสี่ฤดูฟังน่ากลัว

ooooooo

จ้าวซันในชุดอำพรางสีดำกลับมาที่บ้านครูเฒ่า ถามครูเฒ่าและภูสินทรที่นั่งอยู่ รู้จากครูเฒ่าว่ายังไม่ได้เบาะแสเจ้าหลวงเลย ภูสินทรเสนอว่าเมื่อจัตุรัสไม่ยอมบอกก็ทรมานมันจนกว่าจะบอก

“จัตุรัสมันมีพิษมากกว่าที่เราคิด” จ้าวซันเครียด พลันก็นึกได้ถามว่าม่านฟ้าไปไหน

แล้วจ้าวซันก็หงุดหงิดยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าบราลีออกไปเที่ยวในเมือง บ่นทั้งพระครูและตำหนิทั้งเด็กที่พาไป แล้วสั่งเด็ก

“เจ้ารีบไปเอาม้ามา” หันบอกภูสินทร “คืนนี้เราจะต้องตามหาม่านฟ้าให้พบก่อนที่จะสายเกินไป”

แต่ยังไม่ทันออกไป ก็มีรถม้าคันหนึ่งพาบราลีมาส่งบอกครูเฒ่าที่ออกมารับหน้าว่า

“มีคนหลงทางมา เขาบอกว่าเป็นลูกศิษย์ครู ข้าเลยพามาส่ง”

ที่แท้คือบราลีนั่นเอง เธออยู่ในชุดชาววังแต่หน้าตาเนื้อตัวมอมแมมสภาพอิดโรย พอเจอจ้าวซันเธอถูกดุทันที

“สนุกนักใช่ไหม ทำไมถึงชอบทำตัวมีปัญหานัก ชอบทำให้คนอื่นเขาเป็นห่วงอยู่เรื่อย”

บราลีโต้ว่าไม่ได้ชอบ ตัดพ้อว่า “ฝ่าบาทไม่ทรงเคยเห็นค่าความหวังดีที่หม่อมฉันมีให้เลยสักครั้ง”

“เธอเองก็ไม่เคยเห็นค่าความห่วงใยที่ฉันมีให้เหมือนกัน”

โต้เถียงกันอย่างมีแง่งอน จนภูสินทรถามบราลีว่าไปไหนมา เธอบอกว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญคือเจ้าหลวงมาทยาธรถูกลักพาตัวไป จ้าวซันถามว่าแล้วรู้ไหมว่าเจ้าหลวงอยู่ที่ไหน

บราลีพาจ้าวซันไปยังวัดร้างที่หลังวังบอกว่าพวกมันเอาตัวเจ้าหลวงมาไว้ที่นี่ แต่พอบราลีจะตามจ้าวซันเข้าไปในวัดก็ถูกสั่งให้รออยู่ตรงนี้ บราลีไม่ยอมโต้เถียงกันจนเกือบถูกทหารที่เดินลาดตระเวนจับได้ ดีแต่บราลีใช้ความเป็นหญิงอ่อยทหารเหล่านั้น

พอจ้าวซันจัดการทหารเหล่านั้นหมดก็มอบปืนพกให้บราลีถือไว้เพื่อป้องกันตัว ระหว่างรอตนอยู่ข้างนอก บราลีไม่ยอม อ้างสารพัดเหตุผลจนสุดท้ายอ้างว่ากลัวผี จ้าวซันก็เลยต้องยอมให้เข้าไปด้วยกัน

ooooooo

เข้าไปในบริเวณวัดร้าง เริ่มเห็นแสงเทียนวอมแวมจากโบสถ์เก่าๆ ทั้งสองย่องกริบเข้าไปแอบดู

จ้าวซันชะงักกึก เมื่อเห็นร่างชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถวีลแชร์แน่นิ่งหันหน้าไปทางพระประธานคอเอียงไปข้างหนึ่ง จ้าวซันรีบเดินเข้าไปจับวีลแชร์หันมาบอก “เจ้าลุง...หม่อมฉันมาช่วย” แต่พอเห็นหน้าชัดๆ จ้าวซันช็อก เพราะนั่นคือราชิด!

“คุณไม่ควรมาที่นี่” ราชิดยิงเปรี้ยง เจ้าซันเซร่วงลง บราลีตกใจช็อกอยู่ในเงามืด ราชิดลุกจากวีลแชร์พลันโกศินก็เดินออกมา เยาะเย้ยว่า

“จุ๊ๆๆ เก่งจริงๆ จ้าวซัน แต่คุณมาผิดที่ผิดเวลา ที่ของคุณคือฮ่องกงไม่ใช่ที่นี่ ตายซะเถอะ” โกศินเอาปืนจี้ทันที แต่ไม่ทันเหนี่ยวไก ปืนอีกกระบอกก็ยิงเปรี้ยง!

“เฮ้ย...มันมีพวก” ราชิดร้องบอก บราลีกลิ้งตัวไปอีกมุมแล้วยิงอีกเปรี้ยงไปที่ราชิด

ทั้งสองมองหน้ากันแล้วเผ่นกันไปคนละทาง บราลีวิ่งเข้ามาดูจ้าวซันถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดนยิงตรงไหน?

“ยัง...ยังไม่ตาย...มันยังชาๆ”

“เลือดออกมากเลยเพคะ ทำไงดี ลุกไหวไหมเพคะ” พลางประคองจ้าวซันลุกขึ้น

ทันใดนั้น ปรากฏเงาการเคลื่อนไหวอยู่หลังองค์พระประธาน บราลีหันปืนไปร้องถาม “ใคร!”

เงานั้นคลานออกมาในความมืด บราลีเล็งปืนคำราม “ตาย!!”

“อย่า!! จ้าวซันร้องห้าม มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือออกมาเบาๆ จ้าวซันกุมบาดแผลที่ไหล่เดินไปดู บราลีถือปืนคอยคุ้มกันข้างหลัง

จากแสงเทียนวอมแวม เห็นร่างที่คลานออกมาเงยหน้าขึ้น จ้าวซันคุกเข่าลงมองหน้า บราลีร้องเตือน

“เจ้าพี่ ระวัง”

“เจ้าพี่หรือ...เจ้าพี่...ไหนกัน...”

ที่แท้คือมาทยาธรนั่นเอง พอมาทยาธรเห็นหน้าเจ้าซันถึงกับผงะร้องโวยวายอย่างหวาดผวา

“พีริยเทพ...ไม่...พีริยเทพตายไปแล้ว ไม่จริง...ไม่จริง...กลัวแล้ว...ผีหลอก...ๆ...ๆ” มาทยาธรตะกายหนีสุดชีวิตจนหมดแรงฟุบลง

จ้าวซันกับบราลีมองตามอย่างสมเพช...อนาถใจ...

ooooooo

ที่นอกเมือง ราชิดกับโกศินตบหน้าทหารที่ไปเข็นวีลแชร์พามาทยาธรมาจนคว่ำ ทหารของจตุรัสอีกสองสามคน รีบหมอบอย่างหวาดกลัว ราชิดชักปืนออกมาเล็งใส่

“พวกเจ้าอาจหาญจับตัวเจ้าหลวงมาทั้งๆที่ไม่มีความมั่นใจอะไรทั้งนั้น ไม่มีกำลังสนับสนุนแล้วเหตุไรจึงทำอะไรโง่เง่านัก”

ทหารนายหนึ่งบอกว่าพวกตนทำตามคำสั่งของจัตุรัสที่ว่าหากเขาหายตัวไปก็ให้จับเจ้าหลวงไว้เป็นตัวประกันทันที

ราชิดถามว่าจัตุรัสหายไปไหน โกศินคาดว่าอาจจะเสียท่าจ้าวซันแล้วก็เป็นได้

“ทำไมทุกอย่างถึงได้ผิดพลาดหมดอย่างนี้ เจ้าหลวงก็รอด นายพลจัตุรัสก็หายตัวไป อาวุธก็ไม่มี ไอ้น่านปิงก็อยู่ที่นี่ซะงั้น” ราชิดสบถ โกศินเปรยว่า ไม่นึกว่าเราต้องมาทำสงครามกับคุณชายจ้าวซัน “ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ก็หยุดข้าไม่ได้” ราชิดคำรามแล้วถามทหาร “พวกเจ้ายังอยากร่วมสู้รบกับข้าไหม”

พวกทหารคำนับอย่างพร้อมสู้ ราชิดจิกตาอย่างมุ่งมั่นที่จะก่อกบฏให้สำเร็จ!

ooooooo
ตอนที่ 13

ที่ท้องพระโรง...พระเทวีสิริวาระตี  ร้องไห้อยู่ท่ามกลางแม่นมกับมิถิลาที่คอยปรนนิบัติใกล้ชิด

ที่อีกด้านหนึ่ง ศิขรนโรดมกับอสุนี กำลังเอาเรื่องกับพวกทหารวังที่หมอบก้มหน้าติดพื้นอย่างสำนึกผิด อสุนีเกรี้ยวกราดเอาผิดกับทหารพวกนั้น สั่งทหารของตนเอาไปยิงเป้าให้หมด

“อสุนี การที่เจ้าพ่อหายตัวไป แสดงให้เรารู้ชัดเจนว่า พวกกบฏไม่ได้มีเพียงคนที่ถูกจับไปแล้วเท่านั้น เวลานี้เราต้องการกำลังพลให้มากที่สุดเพื่อรับมือ คนที่ตายไปแล้วทำประโยชน์อะไรไม่ได้ ปล่อยพวกเขาเถอะ” ศิขรนโรดมเตือนสติ

ทันใดนั้น มีเสียงอื้ออึงข้างนอก อึดใจเดียวทหารนายหนึ่งเข้ามาคุกเข่ารายงานว่า

“พระเทวี องค์ชาย มีคนมาแจ้งว่าพบทหารประจำหน่วย ของท่านจัตุรัสนอนบาดเจ็บอยู่ที่วัดหลวงเก่าพะย่ะค่ะ”

เมื่อพากันไปถึงหน้าวัดร้าง มีทหารฝ่ายจัตุรัส 3 คนที่บาดเจ็บ ถูกทหารของศิขรนโรดมคุมตัวคลานเข้ามากราบแทบเท้าศิขรนโรดมและพระเทวี

“องค์ชาย องค์พระเทวี ได้โปรดไว้ชีวิตพวกข้าด้วย...พวกข้าไม่อาจขัดคำสั่งของท่านนายพลจัตุรัสได้” ทหารหัวแตกนายหนึ่งคลานเข้ามากราบ

“ท่านจัตุรัส...นี่ท่านจัตุรัสเป็นผู้บงการหรอกเหรอ” แม่นมตกใจ

“นอกจากจัตุรัส โกศิน ราชิด คนพวกนี้จะไม่ยอมให้เราได้อยู่กันอย่างสุขสงบเลยใช่ไหม กี่ปีมาแล้ว คีรีรัฐต้องตกอยู่ในความมืดมน...” พระเทวีรำพึงสลดเศร้า

แม่นมหันมองมิถิลากับอสุนี ทั้งสองพยายามทำหน้า เป็นปกติ ส่วนศิขรนโรดมคาดคั้นทหารพวกนั้นว่า เอา เสด็จพ่อไปไว้ไหน ทหารพวกนั้นไม่ยอมตอบ อสุนีชักปืนตรงไปกระชากตัวทหารคนนั้นจากศิขรนโรดม ตะคอก

“เจ้าหลวงอยู่ที่ไหน ถ้าไม่ตอบ ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้!!”

ooooooo

ที่โบสถ์ร้าง...มาทยาธรกระเสือกกระสนคลานหนี ปากก็ร้องขอชีวิตอย่างหวาดกลัว

จ้าวซันพยายามพูดให้หายหวาดกลัว เอาน้ำให้ดื่ม มาทยาธรไม่ยอมดื่มหาว่าเอายาพิษให้กิน เมื่อจ้าวซันพยายามยื่นให้ก็ถูกผลักจนล้มกระแทกทำให้บาดแผลเลือดไหลออกมาอีก ส่วนมาทยาธรก็คลานไปเอาหัวโขกกับฐานพระพร่ำสารภาพ...

“ข้าผิดไปแล้ว...ข้าผิดไปแล้ว  พระช่วยลูกด้วย”

บราลีมาดูบาดแผลของจ้าวซัน เขาบอกให้ไปดูองค์เหนือหัวเพราะทรงทำร้ายตัวเองใหญ่แล้ว

พระเทวีเข้ามากับศิขรนโรดม มาทยาธรกระถดหนีร้องตะโกนอย่าเข้ามา พระเทวีเข้าไปหาปลอบว่าไม่มีใครทำร้ายพระองค์ ศิขรนโรดมชวนกลับวัง แต่มาทยาธรหวาดผวาจนครองสติไม่อยู่ พร่ำสารภาพผิด ไล่ทุกคนให้ออกห่าง เอาหัวโขกกับฐานพระจนเลือดออก เอ่ยเสียงสะท้าน “พีริยเทพ...ข้าขอโทษ...” พระเทวีน้ำตาไหลพรากด้วยความสงสาร

บราลีเข้าไปประคองจ้าวซัน ทุกคนหันมอง พระเทวีตะลึงงันเมื่อเห็นจ้าวซัน บอกแก่ทุกคนว่า

“ท่านผู้นี้คือองค์ชายน่านปิงนรเทพ รัชทายาทตัวจริงแห่งคีรีรัฐ” แล้วทรุดลงบังคมคนแรก

ทุกคนอึ้งพากันทรุดถวายบังคมกันทั้งหมด แม้อสุนีจะเป็นคนสุดท้ายแต่ก็ยอมถวายบังคม...

เมื่อพาจ้าวซันเข้าในวังให้หมอหลวงทำแผลให้ จ้าวซันดีใจมากที่ได้พบหมอหลวงอีก หมอจัดยาหม้อให้ เอ่ยอย่างมีความหวังว่า

“เมื่อสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจแบบนี้ คุณชายน่าจะรีบคืนสู่บัลลังก์คีรีรัฐ มาช่วยปราบพวกเลวๆ ให้ราบคาบเสียทีนะครับ”

อสุนีเงี่ยหูฟังคำตอบจากจ้าวซันอยู่ แต่ไม่ทันที่จ้าวซันจะพูดอะไร ศิขรนโรดมก็เข้ามาตัดพ้อว่า

“เจ้าพี่...ทำไมทรงทำทุกอย่างลำพัง ทำไมไม่ให้น้องไปด้วย น้องโทร.ไปคุยกับท่านผู้ว่าฮ่องกงแล้ว เรื่องราชิดกับโกศิน ท่านผู้ว่าเสียใจมาก” พูดแล้วก้มกระซิบอะไรเบาๆ ทำให้อสุนีเซ็งที่นับแต่ศิขรนโรดม เจอจ้าวซันก็หันไปสนิทสนมเปิดใจทุกอย่างและ ห่างเหินตน เหมือนมีลับลมคมในกันและปกปิดตน

ooooooo

มิถิลาถูกพวกนางในวังติฉินนินทา ดูถูก รังเกียจว่าเป็นลูกกบฏ มิถิลาทนไม่ได้ตอบโต้ว่า

“อย่ามาใส่ร้ายป้ายสีกัน ฉันกับผู้ใหญ่ไม่ได้มีอุดมคติเดียวกัน คนในครอบครัวเดียวกันขัดแย้งกันในทุกๆเรื่องก็มีถมไป”

บรรดานางในวังกลุ่มนั้นก็ยิ่งพากันหัวเราะเยาะ จนอสุนีโผล่พรวดออกไปปกป้องมิถิลา จ้องหน้าพวกนางในวังขมึง

“ท่าทางงานฝ่ายในจะว่างมาก แต่ถ้าพวกคุณยังไม่เลิกกระแนะกระแหนน้องสาวผม รับรองเจอดีแน่!”

เจอท่าทีดุดันของอสุนี พวกนางในวังก็แยกย้ายกันไปตัวใครตัวมัน อสุนีปลอบน้องว่า

“เจ้าไม่ต้องไปใส่ใจคำพูดของคนพวกนั้น น้องต้องอดทนจนกว่าเราจะพิสูจน์ตัวเองได้ว่า เรา...พี่น้องคือข้ารองพระบาทองค์ศิขรนโรดมที่จงรักภักดีพระองค์อย่างแท้จริง”

“เจ้าน่านปิงนรเทพไม่ปล่อยพ่อลอยนวลแน่”

อสุนีบอกว่าเราต้องเป็นคนจับพ่อเราเอง มิถิลาถามว่าจับได้แล้วจะทำอย่างไร

“พี่ต้องดูแลให้พ่อปลอดภัย แล้วให้พ่อได้รับโทษอย่างโปร่งใสที่สุด” มิถิลาถามว่าถ้าพ่อไม่ยอม? “เราทุกคนต่างมีหน้าที่ต่อแผ่นดิน อย่าให้เรื่องสายเลือดมาทำให้เราเสียคำสัตย์สาบาน”

“เราเหมือนตัวอะไรไม่รู้ ใครเขาจะเชื่อใจ จะทำอะไรก็เหมือนจะเป็นอันตรายไปทั้งนั้น ส่วนพ่อก็ต้องชี้หน้าว่าเราคือลูกเนรคุณ”

“เราทำสิ่งที่ถูกต้อง น้องไม่ต้องกลัว พี่ก็จะไม่กลัว เราต้องมั่นคงกับความคิดของเรานะ”

อสุนีลูบผมน้องอย่างให้กำลังใจแล้วออกไป ศิขรนโรดมที่แอบฟังแต่ต้น รีบเข้ามาหามิถิลา ถามว่า

“พวกเจ้ากลัว...หรือไม่กลัวอะไรกัน...คนที่ควรจะกลัว มันไม่ใช่ข้าหรอกหรือ ขอถามหน่อย...”

มิถิลาอึกอัก ไม่ตอบอะไร ศิขรนโรดมถามว่า “พ่อของเจ้าอาจจะติดต่อเจ้ามาในไม่ช้า...จริงไหม” มิถิลาถามว่าฝ่าบาททรงคิดอะไร ศิขรนโรดมตอบอย่างหนักใจ คิดเครียดว่า

“ก็คิดว่า...ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจเสียแล้ว สิ่งที่เราวางแผนว่า จะทำอย่างสันติ อาจถูกบีบให้ต้องมีการฆ่าฟัน”

มิถิลาใจไม่ดี ถามว่าฝ่าบาทจะฆ่าพ่อตนหรือ ถ้าเช่นนั้น “หม่อมฉันควรจะไปให้พ้นจากที่นี่ไหม เพราะอาจจะมีคนคิดว่าหม่อมฉันกับพี่ชายจะเป็นอันตรายต่อฝ่าบาท หรือพระเทวี”

“เจ้ากับอสุนีก็ต้องท้าทายคนที่คิดเช่นนั้นสิ” ศิขรนโรดมดึงมิถิลาที่ถามว่าจะทำอย่างไรเข้าไปกอดบอก “อยู่เคียงข้างข้า ให้ทุกคนเห็น และหากได้ข่าวราชิดกับโกศิน ต้องให้ข้ารู้ก่อน”

“หม่อมฉันกับพี่ จะทำทุกอย่างตามพระบัญชาเพื่อความมั่นคงของราชบัลลังก์เสมอเพคะ” มิถิลาตอบอย่างนั้นทั้งที่ใจเศร้าอย่างที่สุด

“ผิดแล้ว มิถิลา ไม่ได้คิดถึงบัลลังก์หรือความมั่นคงอะไรเลย แต่เราเพียงจับคนพวกนี้ไว้ให้ได้ ก็จะเป็นการช่วยชีวิตผู้คนมากมาย ประชาชนคีรีรัฐก็จะไม่ต้องหลั่งโลหิตอีก เจ้าต้องคิดถึงจุดนี้ก่อนเรื่องอื่น เข้าใจไหม”

ศิขรนโรดมประคองหน้ามิถิลาขึ้นประสานสายตายืนยัน มิถิลาสบตาอย่างสับสนในใจ...

ooooooo

เพราะจ้าวซันยังต้องรักษาตัวทั้งแผลระบมและ ยาที่ทำให้นอนหลับดี บราลีจึงเฝ้าดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ตลอดเวลา เธอยืนส่องกล้องที่หน้าต่างสังเกตการเคลื่อนไหว ภายนอกอย่างระแวดระวัง

เมื่อจ้าวซันตื่นขึ้น เขาเหลือบมองบราลีบอกให้เธอพักผ่อนเสียบ้าง บราลีไม่วางใจเกรงเขาจะได้รับอันตราย จ้าวซันติงว่าเราอยู่ในวังไม่มีอันตรายอะไรแล้ว บราลีหัวเราะหยันให้ทีติงว่า

“ในวังไม่มีอันตรายหรือ ทรงประมาทแล้ว ในที่นี้เราสองคนคือคนแปลกหน้า อย่าทรงลืมเด็ดขาด” ย้ำว่า “อยู่ที่นี่นานไป หม่อมฉันชักไม่ค่อยชอบ ทรงเสี่ยงอันตรายเพื่อผู้อื่นมากไปแล้ว หากราชิดยิงปืนแม่นกว่านี้...”

“เพราะน้อง...ที่เก่งจริงๆ  ถ้าไม่ได้น้อง ป่านนี้พี่ตายไปแล้ว” จ้าวซันชื่มชมจากใจ

“บอกแล้ว ว่าผู้หญิงไม่ใช่ภาระ ข้างหลังผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ จะมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่เสมอ” จ้าวซันขอโทษที่ตนคิดผิด พูดแล้วหลับตาลง บราลียังคุยต่ออย่างกังวลว่า “ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้จริงๆสักอย่าง อยู่ๆราชิด กับโกศินก็โผล่มา จะมีอะไรที่เราคาดไม่ถึงอีก...”

เห็นจ้าวซันเงียบไป หันมองร้องอ้าวขำๆ เพราะเขาหลับไปแล้ว บราลีลูบแก้มเขาเบาๆแล้วไปยืนส่องกล้องต่อ เห็นพวกนางกำนัลและทหารเคลื่อนไหวผิดปกติท่าทางร้อนใจ เธอจึงเดินออกไป จนถึงหน้าห้องบรรทมของมาทยาธร

บราลีแอบได้ยินเจ้าหลวงเพ้ออย่างหวาดกลัวว่าอินปงกับจันทร์แรมมา ถามอย่างตื่นตระหนกว่า

“มันตายไปแล้วไม่ใช่หรือ มันโดนพวกจัตุรัสฆ่าตายไปนานแล้ว ที่แม่น้ำเวียงสายในคืนนั้น”

แม่นมปรารภว่า หากเรื่องราวที่เจ้าหลวงเป็นแบบนี้เผยแพร่ออกไป บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร พระเทวีเสนอว่า

“หรือว่าถึงเวลาแล้ว เราจะรีบสถาปนาเจ้าหลวงองค์ใหม่ขึ้นแทน”

“องค์ศิขรนโรดมก็ทรงเป็นผู้ใหญ่พอแล้ว อาจช่วยสร้างขวัญและกำลังใจแก่ไพร่ฟ้าได้” แม่นมเห็นด้วย

“ข้าไม่ได้หมายถึงศิขร แต่ข้าหมายถึงองค์รัชทายาทตัวจริง ที่มีตราประจำราชบัลลังก์คีรีรัฐอย่างถูกต้องต่างหากและเวลานี้ ก็ทรงประทับอยู่ที่นี่แล้วนะแม่นม”

“พระเทวี!!” แม่นมอุทานตกใจมองพระเทวีอย่างไม่เห็นด้วย

บราลีแอบฟังอยู่ เธอตกใจมาก ยิ่งเห็นถึงอันตรายที่จะมาถึงจ้าวซัน รีบกลับไปที่ห้องจ้าวซัน เจออสุนีอยู่ใกล้จ้าวซันจนผิดสังเกต ถามว่าทำอะไร อสุนีตกใจเล็กน้อยปฏิเสธว่าเปล่า ถูกบราลีพุ่งเข้าไปผลักออก บอกว่าเขาไม่มีหน้าที่อะไรในห้องนี้ อสุนีก้มหัวขอโทษ อ้างว่าเห็นไม่มีใครดูแลจ้าวซันก็เลยอยากเข้ามาดูให้แน่ใจว่าพระองค์ไม่ได้เป็นอะไรมาก





“ในวังนี่หาความปลอดภัยได้ยากจริงๆด้วย เราไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น” จ้องหน้าอสุนีบอกว่า “คนที่คุณควรต้องถวายการรับใช้ใกล้ชิด คือองค์ศิขรนโรดม ไม่ใช่องค์น่านปิงนรเทพ...เชิญ!!” บราลีเชิญอสุนีออกไปด้วยท่าทีแข็งกร้าว

ooooooo

ที่บ้านสี่ฤดู...นับวันเหม่ยอิงก็ยิ่งวางอำนาจเป็นเจ้าของบ้านแทนจ้าวไทไท วันนี้เธอไปช็อปปิ้งโดยมีเกาเฟยคอยเดินตามถือของให้ เธอถามเกาเฟยว่าอยากได้อะไรไหมในฐานะที่ช่วยเหลือตนมาโดยตลอด

เกาเฟยที่หลงรักเหม่ยอิงมานาน  เมื่อเธอใส่จริตด้วยก็ได้ใจ เอื้อมมือโอบเธอ ถูกเหม่ยอิงด่าว่าทำอะไร? จะบ้าหรือ! พูดใส่หน้าว่าตนไม่เคยคิดอะไรอย่างนั้น อย่าสะเออะ “หัดเจียมกะลาหัวไว้บ้าง แกเป็นใคร แล้วฉันเป็นใคร!” พูดแล้วสะบัดออกจากเกาเฟยจนของที่ถือมาร่วง เธอเดินแหวกผู้คนขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นไป เกาเฟยเก็บของพลางร้อง...

“เดี๋ยวก่อนครับคุณหนู...คุณหนู...” แล้วลุกตามไป

“กลับไปได้แล้ว ไม่ต้องตามฉัน เกลียดนักพวกขี้ข้า ที่ทำตัวเสมอเจ้านาย!”

เกาเฟยยังตามอ้อนวอน คุกเข่าขอโทษ บอกว่าจะให้ตนกราบขอโทษตรงนี้ก็ยอม เหม่ยอิงสะบัดหน้าไปอย่างไม่แยแส ทิ้งเกาเฟยให้คุกเข่าตรงบันได้เลื่อน ส่วนตัวเธอขึ้นบันไดเลื่อนห่างออกไปทุกที...

เกาเฟยคิดถึงอดีตที่เหม่ยอิงอ่อยตนเพื่อใช้งานผิดกับวันนี้อย่างสิ้นเชิง! เกาเฟยบิดมอเตอร์ไซค์พุ่งออกไปด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน

ooooooo

ภูสินทรคุกเข่ากราบแทบเท้าจ้าวซันที่ตัวเองบกพร่องทำให้จ้าวซันได้รับอันตรายสมควรถูกลงโทษ จ้าวซันเห็นว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ราชิดหลุดจากคุกมาได้ทำให้เราตั้งรับไม่ทัน

แต่ครูเฒ่ากลับเห็นว่าคนที่ควรถูกลงโทษคือจ้าวซันกับบราลีที่ทำเอาทุกคนหัวใจจะวายกันหมด สั่งว่าต่อไปนี้ห้ามทำอะไรกันโดยพลการอีก บราลีเสนอให้จ้าวซันกลับฮ่องกงเสียเพราะที่นี่ไม่น่าไว้ใจไม่ปลอดภัยสำหรับเขา เขาไม่ควรที่จะต่อสู้เพื่อคนอื่นต่อไปแล้ว

“คนอื่นที่ไหน น้องชายของพี่ทั้งคน ถ้าพี่กลัวตายศิขรก็จะต้องสู้ตามลำพังนะน้อง” จ้าวซันท้วงติง บราลีแย้งว่าทั้งอสุนีและมิถิลาล้วนจงรักภักดีต่อศิขรนโรดมทั้งสิ้น “น้องลืมแล้วหรือว่า สองคนนั่น ลูกใคร จริงอย่างที่น้องพูดว่าคนที่นี่น่ากลัวเพราะฉะนั้น เรายิ่งต้องอยู่ช่วยศิขรนโรดมให้ถึงที่สุด”

เหตุผลของจ้าวซันทำให้ทุกคนนิ่งอึ้ง เถียงไม่ออก

บราลีเห็นว่าทั้งอสุนีและมิถิลาล้วนได้รับการฝึกอาวุธมาเป็นอย่างดี จึงกะเกณฑ์ให้จ้าวซันฝึกอาวุธให้ตนเพื่อยามจำเป็นจะได้สู้กับสองคนนั้นได้ จ้าวซันจึงสอนให้ เรียนไปหยอกกันไปอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน ระหว่างนั้นมีทหารเดินผ่านมาสองคน และมีพลุสัญญาณลอยขึ้น จ้าวซันบอกว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ชวนบราลีไปลองวิชาที่เพิ่งเรียนมากันไหม?

จ้าวซันกระโจนออกไปสู้กับทหารคีรีรัฐแบบหนึ่งต่อสองด้วยมือเปล่า จนพวกนั้นชักมีดออกมา บราลีตะโกนให้ระวัง แล้วเธอก็คว้าไม้ไปช่วยอย่างที่เพิ่งฝึกกับจ้าวซันมา แม้จะเก้ๆกังๆแต่ก็ทำให้ทหารคีรีรัฐต้องห่วงหน้าพะวงหลัง จนสุดท้ายจ้าวซันจับพวกมันได้ถามว่าใครใช้ให้มา มันไม่บอก ถามว่าพลุสัญญาณนั่นคืออะไร มันบอกว่าไม่รู้

ทันใดนั้น ทหารอีกคนที่ถูกจ้าวซันเตะกระเด็นไปก็คว้ามีดพุ่งเข้าปาดคอเพื่อนตัวเองแล้วแทงท้องตัวเองตายตาม

บราลีปิดตาอย่างหวาดเสียว ส่วนจ้าวซันช็อกกับภาพตรงหน้า!

ooooooo

ที่บ้านครูเฒ่า ครูเฒ่ากับภูส