กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 7] โดมทอง

dometong2.jpg
4-6-2013 11:28



โดมทอง

ออกอากาศ : จันทร์ - อังคาร เวลา 20.25 น. ทางช่อง 7  
บทประพันธ์โดย : วราภา
บทโทรทัศน์โดย : ภาวิต
กำกับการแสดงโดย : นนทนันท์ ธัญญาสิริทรัพย์
ผลิตโดย : ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น
ควบคุมการผลิตโดย : สยม สังวริบุตร
แนวละคร : ชีวิต ลึกลับ ตื่นเต้น

รายชื่อนักแสดง

วีรภาพ  สุภาพไพบูลย์   รับบท   เจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ / อดิศวร์ ศิโรดม   
ทัศนียา  การสมนุช   รับบท   คุณพลับพลึง และวิรงรอง  
จีรนันท์  มะโนแจ่ม   รับบท   ท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ (คุณมณฑาตอนสาว)  
ดวงดาว  จารุจินดา   รับบท   ท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ (คุณมณฑา)  
พิชยดนย์  พึ่งพันธ์   รับบท   พิชญ์   
กาญจน์เกล้า  ด้วยเศียรเกล้า   รับบท   พิณทอง   
ภูมิภาฑิต  นิตยารส   รับบท   พันธุ์สูรย์  
กวินตา  โพธิจักร   รับบท   อุษา   
ชวัลกร  วรรธนพิสิฐกุล   รับบท   แสงแข   
วีรคณิศร์  กานต์วัฒนกุล   รับบท   ภูไท   
กวิตา  รอดเกิด   รับบท   ลานนา   
นนทพันธ์  ใจกันทา   รับบท   อนิรุทธิ์   
กาญจนา  จินดาวัฒน์   รับบท   คุณปราง   
พิราวรรณ  ณ นคร   รับบท   คุณหญิงวัชรวิชิต   
ภัสสร  บุณยเกียรติ   รับบท   คุณหญิงแก้ว   
กาญจนาพร  ปลอดภัย   รับบท   สุรภี   
น้อย  โพธิ์งาม   รับบท   อุไร   
วชิรา  เพิ่มสุริยา   รับบท   โอบอ้อม   
ไกรลาศ  เกรียงไกร   รับบท   นายสม  
รุ้งลาวัลย์  โทนะหงษา   รับบท   บัวคำ   
อำภา  ภูษิต   รับบท   นางพิศ   
ตฤณ  เศรษฐโชค   รับบท   รมต.พจน์   
ปราบ  ยุทธพิชัย   รับบท   นายพรหม   
พอเจตน์  แก่นเพ็ชร์   รับบท   นายพัน  

เรื่องย่อ ละครโดมทอง



      
       คุณมณฑา หญิงสาวงามสง่าแห่งตระกูลผู้ดี ได้สมรสกับ เจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ เจ้าของคฤหาสน์ที่สวยงามราวกับความฝันชื่อ “โดมทอง” ซึ่งด้านหน้าติดภูเขา ด้านหลังติดทะเล
      
       โดยหลังแต่งงาน คุณมณฑา ได้พาน้องสาวที่เกิดจากภรรยาคนสุดท้ายของบิดามาด้วย คุณพลับพลึง หรือ คุณน้อยจึงมีอายุห่างจากคุณมณฑาค่อนข้างมาก ในขณะที่คุณมณฑา เป็นคนรักแรงเกลียดแรง แฝงด้วยความอำมหิตอย่างคาดไม่ถึง เข้มงวด และเจ้าอารมณ์ สร้างความตึงเครียด อึดอัดใจ กับผู้ที่อยู่ใกล้เสมอ แต่คุณพลับพลึงและเสียงเพลงลาวครวญจากจะเข้ของเธอ กลับนำความสดใส มีชีวิตชีวามาสู่ โดมทอง และ ท่านเจ้าคุณสรรักษ์ฯ
      
       คุณมณฑาเริ่มเอะใจเมื่อท่านเจ้าคุณสั่งให้ปลูกทุ่งดอกพลับพลึง แต่ท่านเจ้าคุณก็แก้โดยปลูกต้นมณฑาไว้ในสวน นางพิศ บ่าวคนสนิท คอยยุยงว่าทำไมถึงปลูกพลับพลึงมากมายเป็นทุ่ง แต่ปลูกมณฑาไม่กี่ต้น ท่านเจ้าคุณก็แก้ได้อีกว่า ต้นมณฑา ไม่เหมาะกับปลูกเป็นทุ่งเหมือน ต้นพลับพลึง
      
       ถึงแม้คุณมณฑาจะไม่พอใจแค่ไหน..ก็ไม่กล้าแสดงออกมากนักด้วยเกรงใจสามี โดยมาไล่เบี้ยเอากับน้องสาวแทน
      
       ถึงแม้จะเกรงกลัวพี่สาวขนาดไหน คุณพลับพลึงผู้อ่อนไหวและเยาว์วัยก็ไม่อาจต่อต้านความรัก..ความปรารถนาของท่านเจ้าคุณได้ ทั้งสองลักลอบมีความสัมพันธ์กัน ขณะที่คุณมณฑาตั้งครรภ์ นางพิศเป็นคนจับได้ แล้วนำมาฟ้องนาย คุณมณฑาเคียดแค้นจนแทบกระอักเป็นเลือด
      
       ระหว่างที่ท่านเจ้าคุณไปทำงาน คุณมณฑาสั่งให้นางพิศโบยคุณพลับพลึงจนสลบ พร้อมทั้งสั่งห้ามไม่ให้เรื่องนี้ถึงท่านเจ้าคุณเด็ดขาด ขณะเดียวกันคุณหญิงก็มารยาแพ้ท้องมากมายจนท่านเจ้าคุณไม่อาจปลีกตัวมาพบคุณพลับพลึงได้ และถึงแม้จะพบโดยบังเอิญคุณพลับพลึงก็จะพยายามหลบหน้าหลบตา หรือไม่คุณมณฑากับนางพิศก็จะเข้ามาในบริเวณนั้น
      
       จนกระทั้งวันหนึ่ง ท่านเจ้าคุณต้องไปราชการต่างจังหวัด ด้วยความคิดถึงและเป็นห่วงคุณพลับพลึง ท่านเจ้าคุณจึงหาโอกาสมาล่ำลา ซึ่งก็ไม่ได้พ้นสายตาของนางพิศ ที่ได้รับคำสั่งให้คอยสอดส่องเป็นหูเป็นตาแทนเจ้านาย คุณมณฑาแค้นแสนแค้น แต่พยายามเก็บอารมณ์ไว้ ยิ่งได้สังเกตเห็นแววตาท่านเจ้าคุณที่ลอบมองน้องสาวอย่างเป็นห่วงและอาลัยอาวรณ์ ท่านผู้หญิงแค้นแสนแค้น หากพยายามเก็บอารมณ์ไว้
      
       เมื่อท่านเจ้าคุณไปแล้ว คุณมณฑาไม่รอช้า สั่งให้นางพิศไปพาพี่ชายมา แล้วสั่งให้ทั้งสองจับ คุณพลับพลึงไปล่ามโซ่ขังในห้องบนยอดโดมทอง คุณพลับพลึงพยายามขอร้องให้ฆ่าเธอให้ตายเสียดีกว่า จะขังทรมานกันแบบนี้ แต่คุณมณฑากลับหัวเราะเยาะ บอกว่าการฆ่ามันไม่สาแก่ใจเท่ากับการที่ต้อง ทนทุกข์ทรมาน คุณพลับพลึงร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แต่นั่นกลับทำให้คุณมณฑาสะใจ
      
       คุณพลับพลึงถูกขังอยู่ในห้องบนยอดโดมทองนั้น โดยไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ทั้งยังไม่ได้กินข้าวกินน้ำ นายพัน ซึ่งรู้สึกผิดได้แอบเอาข้าว เอาน้ำมาให้ เมื่อคุณมณฑาจับได้จึงไล่นายพันออกไป ไม่ให้มาเหยียบโดมทองอีก และได้สั่งนางพิศให้ตอกตะปูปิดตายห้องนั้นเสีย
      
       ยินเสียงคุณพลับพลึงตะโกนออกมา “คุณพี่ใจร้ายเหลือเกิน อิฉันจะไม่ไปไหนจะอยู่รอดูวันสุดท้ายของคุณพี่”
      
       เมื่อท่านเจ้าคุณกลับมาไม่เห็นคุณพลับพลึงก็แปลกใจ คุณมณฑารายงานว่าน้องสาวหนีออกไปเพราะสำนึกผิดที่แย่งสามีพี่สาว ท่านเจ้าคุณตกใจที่ภรรยารู้ความจริง ท่านผู้หญิงมารยาน้ำตาไหลซึมเศร้าทำให้ท่านเจ้าคุณไม่กล้าต่อความยาวสาวความยืด อีกทั้งเห็นภรรยากำลังท้องกำลังไส้
      
       คุณมณฑาทำเป็นส่งคนออกตามหาน้องสาวแต่ก็ไม่พบ ท่านเจ้าคุณนั้นคิดมากจนตรอมใจล้มเจ็บ ก่อนสิ้นใจท่านเจ้าคุณได้ตั้งจิตอธิฐานว่าจะไม่ยอมไปผุดไปเกิด จนกว่าจะตามหาคุณพลับพลึงพบ หลังจากนั้นคุณมณฑาได้สั่งให้เก็บรูปท่านเจ้าคุณ และรูปเขียนของคุณพลับพลึงไว้ในห้องเก็บของ และปิดตายตั้งแต่นั่น
      
       “โดมทอง” ในปี 2500 ยังคงความสง่างามและดูจะขลังยิ่งกว่าเดิม ภายในบ้าน อดิศวร์ วโรดม หลานชายคนเดียวของ คุณมณฑา หรือ ท่านผู้หญิงสรรักษ์ฯ ซึ่งบัดนี้แก่ชราลงไปตามกาลเวลา ได้เข้ามาลาท่านเพื่อลงไปกรุงเทพฯ
      
       อดิศวร์นั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนท่านเจ้าคุณราวกับพิมพ์เดียวกัน เหมือนเสียจนกระทั่งบางครั้งเมื่อท่านผู้หญิงกำลังเหม่อลอยและเขาเข้ามาหา ท่านจะพลั้งปากเรียกผิด ท่านผู้หญิงไม่อยากให้อดิศวร์ไปเพราะวันนั้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่ทรมานที่สุดของท่าน เพราะดวงวิญญาณคุณพลับพลึงจะทรงพลังมาก ด้วยวันนี้เป็นวันตาย และเป็นวันที่คุณพลับพลึงอธิษฐานไว้จะปรากฏให้เห็น พร้อมกับเพลงลาวครวญอันวังเวงเยือกเย็นชวนขนลุก อดิศวร์ซึ่งไม่เชื่อพยายามปลอบโยนและสั่งให้ 2 สาว อุษา กับ แสงแข ซึ่งเป็นญาติห่างๆ คอยดูแลท่านผู้หญิงให้ดีด้วย เขาจำเป็นต้องไปร่วมแสดงความยินดีกับ พิณทอง ผู้มีศักดิ์เป็นหลานสาวซึ่งจะเข้าพิธีหมั้นกับ พิชญ์ ชายหนุ่มชาติตระกูลดี
      
       ในวันที่เดินทางมากรุงเทพฯ อดิศวร์และเพื่อนๆ ซึ่งนานๆ จะพบกันทีได้ชวนกันไปรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง และได้พบกับ วิรงรอง เป็นครั้งแรก อดิศวร์รู้สึกสะดุดตาเป็นอย่างมากด้วยความสวยน่ารักสดใสและมีชีวิตชีวาของเธอ วิรงรองมากับ อนิรุทธ์ เพื่อนสนิท ความสวยสะดุดตาของหญิงสาว กลับกลายเป็นความดูถูกทันทีที่อดิศวร์เห็น ชายหนุ่มอีกคนเดินเข้ามาในร้าน เขามาต่อว่าวิรงรองด้วยความหึงหวงจนเกือบชกต่อยกัน วิรงรองดูไร้ค่าทันทีในสายตาของผู้ชายค่อนข้างเข้มงวดอย่างอดิศวร์
      
       วิรงรองกลับมาถึงบ้านด้วยความโกรธและอับอายโดยมีอนิรุทธ์มาส่ง พิชญ์ตามมาขอโทษและปรับความเข้าใจพร้อมกับเอาแหวนออกมายืนยันว่าเขาจะแต่งงานกับเธอแน่นอน วิรงรองจึงย้อนถามว่าแล้วคู่หมั้นของเขาล่ะ พิชญ์ขอเวลาจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียบร้อยและยืนยันว่าเขารักเธอคนเดียว ในขณะที่วิรงรองใจอ่อนจะยอมให้พิชญ์สวมแหวน คุณปราง มารดาวิรงรองกลับบ้านพอดี ความเยือกเย็นของคุณปรางทำให้พิชญ์กลับไปไม่กล้าโต้แย้ง
      
       ในงานหมั้นของพิชญ์และพิณทอง อดิศวร์ได้พบกับพิชญ์เป็นครั้งแรกทำให้เขาห่วงหลานสาวทันที เพราะดูท่าทางแล้วพิณทองผู้อ่อนโยนอาจจะต้องเสียใจเพราะผู้หญิงที่อดิศวร์คิดว่ามารยาคนนั้น และเขาไม่รีรอเลยที่จะพูดเป็นเชิงรู้ทันเมื่ออยู่ตามลำพังกับพิชญ์ว่า พิณทองเป็นคนดีมากหวังว่าพิชญ์คงจะไม่ทำให้เธอเสียใจ ทำให้พิชญ์หวาดระแวงอดิศวร์ว่าจะรู้เรื่องเขากับวิรงรอง
      
       ทางด้านคุณปรางเห็นวิรงรองลูกสาวซึมไป จึงปรึกษากับ คุณสุรภี คุณสุรภีนึกได้ว่าญาติผู้ใหญ่ของท่านที่โดมทองกำลังต้องการพยาบาลคนใหม่เพราะคนเก่าลาออกไป เพราะทนความเจ้าอารมณ์ของท่านผู้หญิง ไม่ไหว คุณปรางเห็นเป็นโอกาสดีที่จะแยกวิรงรองให้ไกลจากพิชญ์ อีกทั้งบรรยากาศใหม่ๆ อาจจะทำให้วิรงรองดีขึ้นจากอาการซึมเศร้าได้ ซึ่งวิรงรองก็ตอบรับในทันที
      
       เมื่อเดินทางไปถึงโดมทอง วิรงรองพบว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่ตรงกับความฝันและความหวังของเธอ นั้นคือความสวยงามของโดมทอง แต่กระนั้นก็ยังสัมผัสได้กับความลึกลับ ความน่ากลัว และความโศกเศร้าที่ดูเหมือนจะแทรกอยู่ในทุกอณูของบ้าน
      
       นอกจากนั้นวิรงรองยังได้ยินเสียงเพลงลาวครวญอันโหยหวนดังมาจากยอดโดมทอง ยิ่งได้พบกับอดิศวร์เธอยิ่งแปลกใจกับความเย็นชาระคนกับความไม่พอใจของอดิศวร์ที่มีต่อเธอ และเมื่อเขาพาเธอไปแนะนำตัวกับท่านผู้หญิง ทุกคนในที่นั้นแม้กระทั้งอดิศวร์เองก็ยังอดประหลาดใจและตกใจไม่ได้ เมื่อท่านผู้หญิงได้แสดงความหวาดกลัว และเกลียดชังวิรงรองอย่างสุดชีวิต และเรียกเธอว่านังพลับพลึง จนอดิศวร์ต้องให้อุษาพาเธอออกไปก่อน ท่านผู้หญิงสั่งให้อดิศวร์ไล่อีนังพลับพลึงออกไป ซึ่งทำให้แสงแขแอบดีใจเพราะความสวยสดใสของวิรงรองทำให้เธอหวาดระแวงว่าอดิศวร์จะพอใจวิรงรอง
      
       เมื่ออดิศวร์ออกมา วิรงรองขอกลับกรุงเทพฯ แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อเขาปฏิเสธโดยไม่บอกเหตุผล ซึ่งแม้แต่อุษากับแสงแขก็แปลกใจเช่นกัน อุษานั้นแปลกใจแกมยินดีด้วยรู้สึกถูกชะตากับวิรงรอง ส่วนแสงแขยิ่งเพิ่มความริษยาและเกลียดชังวิรงรองมากขึ้น
      
       ถึงแม้อดิศวร์จะห้ามไม่ให้ทุกคนเอ่ยถึงวิรงรองกับท่านผู้หญิงสรรักษ์ แสงแขก็ทำเป็นเผลอไผลทำให้ท่านผู้หญิงรู้ อดิศวร์ยืนยันกับท่านว่าเขามีเหตุผลที่ต้องให้วิรงรองอยู่ที่โดมทองต่อไป ซึ่งเหตุผลกระจ่างขึ้นในทันทีที่พิชญ์กับพิณทองมาฮันนีมูนที่โดมทอง
      
       ยิ่งอยู่โดมทองนานวันเข้า วิรงรองยิ่งพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ลึกลับเรียกร้องให้เธอค้นหา เสียงกรีดร้องของท่านผู้หญิงด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีดในยามดึก โดยเฉพาะคืนจันทร์เพ็ญ
      
       ผู้ชายในเครื่องแต่งกายโบราณนั่งรถม้ามาหยุดหน้าโดมทอง แล้วเงยหน้าขึ้นมองเหมือนจะรอใครสักคน เสียงโซ่ที่เหมือนถูกลากตามพื้น เงาลึกลับของผู้ชายที่แต่งตัวเหมือนบ่าวสมัยโบราณที่คอยวนเวียนอยู่ภายนอกบ้าน ทำให้วิรงรองข่มความหวาดกลัวและพยายามสืบหาความจริง
      
       นับตั้งแต่เข้าไปในห้องเก็บของที่ปิดตายจนพบรูปวาดของคุณพลับพลึงที่เหมือนเธอราวกับแกะ รูปของท่านเจ้าคุณสรรักษ์ไกรณรงค์ที่เหมือนกับอดิศวร์ราวกับพิมพ์เดียว และวิญญาณนางพิศซึ่งวิรงรองเข้าใจว่าเป็นแม่บ้านของท่านผู้หญิง จะมาปรากฏตัวคอยขัดขวางด้วยใบหน้าเย็นชาไร้ชีวิตจิตใจทุกครั้งที่วิรงรองกำลังจะค้นพบความจริงบางอย่าง ความริษยาถึงขั้นปองร้ายถึงชีวิตของแสงแข ความเป็นมาของ พันธุ์สูรย์ ชายหนุ่มคนรักผู้ลึกลับของอุษา และที่ร้ายที่สุดคืออดิศวร์ ซึ่งวิรงรองไม่เข้าใจว่าเกลียดชังเธอเรื่องอะไร
      
       ระหว่างนี้ ภูไท เจ้าของปางไม้ภูไทและน้องสาวชื่อ ลานนา มาเยี่ยมท่านผู้หญิงและอดิศวร์ที่โดมทอง ที่จริงแล้วทั้งสองพี่น้องเป็น เพื่อนเล่นกับอดิศวร์ อุษา แสงแข รวมทั้งพันธุ์สูรย์ด้วยมาตั้งแต่เด็ก เมื่ออดิศวร์ ไล่พันธุ์สูรย์ออกจากบ้านเพราะจับได้ว่าเขารักกับอุษา พันธุ์สูรย์ก็หลบไปทำงานกับภูไทที่ปางไม้ เรื่องความรักของเขากับอุษาภูไทกับลานนาก็รู้ดี
      
       การมาวันนี้เป็นการกลับมาพบกันของเพื่อนเก่าจริงๆ เมื่อลานนาทักวิรงรองอย่างตื่นเต้น สองสาวสนิทกันมากตั้งแต่เรียนอยู่ต่างประเทศ ลานนาเองรู้จักพิชญ์ด้วยเช่นกัน แล้วก็ถึงวันที่พิณทองกับพิชญ์มาถึงโดมทอง พิชญ์ตกใจที่พบวิรงรองที่นี่โดยที่อดิศวร์แนะนำว่าเธอเป็นญาติเขา วิรงรองไม่มีท่าทางผิดปกติเธอทำราวกับพบพิชญ์เป็นครั้งแรก ตรงข้ามกับพิชญ์ที่มีพิรุธจนเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพียงอดิศวร์ที่แปลกใจกับอาการสงบนิ่งของวิรงรอง ตัวเธอเองก็แปลกใจที่สามารถเผชิญหน้ากับพิชญ์ได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลย เวลานี้เธอยอมรับเขาได้ในฐานะเพื่อนเท่านั้น หลังอาหารค่ำวิรงรองหลบไปเดินเล่นที่ชายหาดคนเดียว กว่าจะรู้ว่าพิชญ์แอบตามมาด้วยเขาก็มาถึงตัวเธอแล้ว
      
       พิชญ์พยายามขอคืนดีกับวิรงรอง แต่เธอไม่ยอม เขาหาว่าเธอรักกับอดิศวร์จึงฉวยโอกาสไล่ให้เขาแต่งงานกับพิณทอง วิรงรองไม่ยอมพูดเรื่องนี้ เธอพยายามไล่ให้พิชญ์กลับไปหาพิณทอง แต่กลับทำให้เขาโกรธ พิชญ์ฉวยโอกาสดึงตัวเธอมากอด แต่เธอกลับตบหน้าเขาอย่างแรงและไล่ให้เขากลับไปหาพิณทองที่กำลังเดินตามมา วิรงรองย้ำกับพิชญ์เสียงเข้มว่าเรื่องระหว่างเธอกับเขาจบไปแล้ว และไม่มีทางที่เธอจะกลับไปหาเขาอีก เมื่อพิชญ์ไปแล้ววิรงรองฟุบตัวร้องไห้อย่างเสียขวัญ เธอเจ็บใจที่พิชญ์หมิ่นน้ำใจและดูถูกเธอเหลือเกิน
      
       เสียงของอดิศวร์ที่พูดถึงรอยฝ่ามือเธอบนหน้าพิชญ์ ทำให้วิรงรองตกใจมาก เธอรีบเช็ดน้ำตาทันที ขณะที่เขาพูดต่อเรื่อยๆ ว่าเขานั่งเล่นตรงนี้นานแล้วและได้ยินทุกอย่าง วิรงรองเงียบกริบเมื่อจู่ๆ อดิศวร์บอกให้เธอแต่งงานกับเขาและอยู่ที่โดมทองต่อไป
      
       วิรงรองเข้าใจว่าเขาต้องการแต่งงานกับเธอเพื่อรั้งตัวไว้ไม่ให้กลับไปยุ่งเกี่ยวกับพิชญ์อีก วิรงรองอิจฉาพิณทองที่มี อดิศวร์คอยช่วย และทำทุกอย่างเพื่อให้หลานสาวมีความสุขช่างตรงข้ามกับเธอที่ไม่มีใครเข้าใจสักคน วิรงรองเถียงอดิศวร์อย่างลืมตัวชายหนุ่มดึงเธอมากอดและจูบคน พูดอย่างอ่อนโยนอบอุ่น วิรงรองรู้สึกราวกับโลกหยุดหมุน อ้อมกอดของอดิศวร์อบอุ่นและคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เธอผละจากเขาทันทีที่รู้สึกตัวแต่เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ทำร้ายเขาเหมือนพิชญ์ อดิศวร์หัวเราะ พูดอย่างรู้ทัน พลางรวบมือเธอไว้แล้วรีบจูงเดินย้อนกลับไปรวมกับคนอื่นๆ พิณทองล้อทั้งคู่จนวิรงรองอายหน้าแดง นั่นทำให้แสงแขเพิ่มความเคียดแค้น ชิงชังเธอมากขึ้นไปอีก
      
       คืนนั้นดึกมากแล้วเมื่อแสงแขมาเคาะประตูห้องเรียกเธอออกไปคุยที่ระเบียงและขู่ไม่ให้เธอยุ่ง กับอดิศวร์ วิรงรองเห็นใจแสงแขจึงแกล้งหลอกว่าเธอมีคนรักแล้วเขาอยู่กรุงเทพอีกไม่นานเธอจะกลับ ไปหาเขาเธอไม่สนใจอดิศวร์เลยสักนิด แสงแขไม่ค่อยเชื่อนักย้ำแล้วย้ำอีกจนวิรงรองอ่อนใจ เมื่อแสงแขยอมเชื่อและแยกไปนอนแล้ว วิรงรองกลับยืนนิ่งอยู่ที่ระเบียงนั้นจนดึก เธอเหนื่อยใจกับคนที่นี่เหลือเกิน ไม่มีใครยอมฟังและเชื่อในสิ่งที่เธอบอกเลยนอกจากอุษา
      
       ฝนเริ่มตกและตกหนักขึ้นทุกทีแต่หญิงสาวคง ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น เสียงเพลงหวานเศร้าแว่วมาอีกแล้วพร้อมเสียงรถม้า คราวนี้วิรงรองตั้งใจจะดูให้เห็นกับตาว่าใครขับรถม้า เมื่อเสียงรถม้าหยุดใต้ระเบียงหญิงสาวจึงชะโงกตัวลงไปดูจนเกือบพลัดตกระเบียง ดีว่าอดิศวร์เข้ามารวบตัวอุ้มไว้ทัน เขาพูดไม่ออกเมื่อเห็นวิรงรอง เธอเปียกโชกทั้งตัว หน้าซีด ตัวรุมร้อนเหมือนจะมีไข้ อดิศวร์รีบอุ้มเธอไปหาอุษาให้ช่วยดูแล อุษาเองก็ตกใจมากและแปลกใจ ที่อดิศวร์กุลีกุจอช่วยเธอปฐมพยาบาลวิรงรอง จนดึกกว่าจะยอมไปนอน ราตรีนั้นวิรงรองจึงต้องนอนกับอุษา เธอไข้สูงจนไม่มีใครกล้าปล่อยให้เธอกลับไปนอนที่ห้องตามลำพัง
      
       วันรุ่งขึ้นอดิศวร์คอยช่วยอุษาสลับไปดูแลท่านผู้หญิง เขาอยู่กับท่านครั้งละนานๆ เพื่อให้อุษาได้ดูแลวิรงรองเต็มที่ อดิศวร์อ่อนโยนกับวิรงรองอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน หญิงสาวหายป่วยทันงานเลี้ยงส่งพิชญ์กับพิณทอง พันธุ์สูรย์ฉวยโอกาสหลบมาพบอุษาโดยมี ภูไท ลานนา และวิรงรองคอยช่วย แต่อดิศวร์ก็รู้จนได้ เขารีบตามออกไปที่สวน วิรงรองกับภูไทรีบตามไปติดๆ อดิศวร์ต่อว่าพันธุ์สูรย์แรงๆ หลายคำและพยายามปลอบอุษาให้กลับมาหาเขา พันธุ์สูรย์แค้นใจจึงบอก อดิศวร์ว่าการหายตัวไปของคุณย่าน้อยบางทีท่านผู้หญิงจะรู้ดีที่สุด และเป็นไปได้ที่คุณย่าน้อยจะไม่ได้ออกไปไหนเธออาจอยู่ที่ไหนสักแห่งในโดมทองนี้ คำพูดของเขาทำให้ทุกคนอึ้งไปหมด
      
       เมื่ออดิศวร์ได้สติเขาต่อยพันธุ์สูรย์แล้วพาอุษากลับเข้าบ้านทิ้งทุกคนไว้ที่นั่น วิรงรองน้อยใจเขาจนบอกไม่ถูก ภูไทไล่พันธุ์สูรย์กลับไปและอยู่เป็นเพื่อนวิรงรอง ผ่านไปครู่เดียวลานนาก็ลงมาหาต่อว่าเพื่อนสาวที่ไม่ยอมบอกเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับอดิศวร์ ลานนาไม่ปล่อยให้วิรงรองงงนาน เธอบอกว่าอดิศวร์เพิ่งประกาศในงานว่าเขากำลังจะแต่งงานกับวิรงรอง หญิงสาวพูดไม่ออกข่มความน้อยใจ อดิศวร์ทำอะไรตามใจตัวเองและบังคับจิตใจเธอเหลือเกิน แต่หญิงสาวก็สวมบทบาทว่าที่เจ้าสาวอย่างน่ารัก งานเลี้ยงเลิกทุกคนกลับไปหมดโดมทองเงียบสนิท วิรงรองตัดสินใจจะหนีไปหาลานนา เธอทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ไหวแล้ว แต่ไม่ทันที่เธอจะออกไป อดิศวร์เข้ามาเห็นพอดีเขารับอาสาจะไปส่งเธอที่บ้านภูไทให้ วิรงรองเดินไปขึ้นรถอย่างตะบึงตะบอน
      
       บรรยากาศในรถเงียบกริบจนกระทั่งหญิงสาวทนไม่ไหว เธอเอะใจว่าจะถูกหลอก บ้านภูไทอยู่ไกลเกินไปไม่เหมือนที่ลานนาบอกเธอเลย เมื่อเธอประท้วงเขา อดิศวร์กลับรับว่าเขาไม่คิดจะพาเธอไปบ้านนั้นเลยและไม่มีทางเป็นไปได้ เขาไม่ปล่อยเธอไปง่ายๆ แน่นอน วิรงรองโกรธจนพูดไม่ออก อดิศวร์จึงค่อยๆปรับความเข้าใจกับเธอ แต่กว่าวิรงรองจะได้ยินคำว่ารักก็ยากเต็มที น่าแปลกที่เธอเชื่อเขาและเพิ่งรู้ใจตัวเองว่าเธอรักเขาเช่นกัน วิรงรองยอมกลับไปโดมทองอย่างเต็มใจ เมื่อพิชญ์กับพิณทองกลับไปแล้ว วิรงรองเริ่มสบายใจขึ้นบ้าง
      
       คืนหนึ่งอดิศวร์พาเธอไปงานเลี้ยงที่จวนผู้ว่ากว่าจะกลับดึกมาก คืนนั้นเป็นคืนวันเพ็ญวิรงรองจึงชวนให้เขารอดูรถม้าลึกลับด้วยกัน อดิศวร์ตื่นเต้นที่เห็นว่ารถม้ามีจริงๆ เขาบอกเธอว่าชายคนที่ขับรถม้าไม่ได้มองห้องนอนวิรงรอง สายตาเขามองเลยขึ้นไปที่โดมทองต่างหาก
      
       เช้าวันต่อมาอดิศวร์กับตาแสงคนขับรถ ขึ้นไปรื้อประตูและขึ้นไปที่โดมทอง วิรงรองกับอุษาตามไปด้วย บนนั้นมีประตูปิดตายอีกหนึ่งบาน อดิศวร์สั่งรื้อทันที เมื่อประตูเปิดทุกคนจึงเห็นว่ามีห้องอยู่อีกห้องหนึ่งทั้งที่ไม่น่าจะมี ทั้งหมดค่อยๆ เดินเข้าไปในห้อง ที่มุมห้องมีร่างทีเหลือเพียงโครงกระดูก และมีโซ่ตรวนเส้นโตถูกล่ามไว้ที่ข้อเท้าอย่างน่าสงสาร สร้อยคอทองคำห้อยล็อกเก็ตรูปเจ้าพระยาสุรรักษ์ไกรณรงค์ที่ตกอยู่ใกล้ๆ ทำให้รู้ได้ไม่ยากว่าเธอคือคุณพลับพลึงนั่นเอง
      
       อดิศวร์คิดถึงเรื่องที่พันธุ์สูรย์บอกว่า ที่จริงแล้วเจ้าพระยาสุรรักษ์ไกรณรงค์รักกับคุณพลับพลึง การแต่งงานครั้งนั้นผิดฝาผิดตัว ท่านจำต้องแต่งงานกับคุณมณฑาซึ่งเป็นพี่สาว เมื่อภรรยาพาคุณพลับพลึงน้องสาวมาอยู่ด้วยทั้งคู่จึงหักใจไม่ได้ จนกระทั่งคุณมณฑาท้องจึงรู้ว่าสามีและน้องสาวมีความสัมพันธ์กัน หลังเธอคลอดลูกซึ่งก็คือพ่อของอดิศวร์ ไม่นานเจ้าพระยาสุรรักษ์ไกรณรงค์ต้องไปราชการหัวเมืองหลายวันและคุณพลับพลึงก็หายไปจากโดมทองตอนนั้นเอง
      
       เสียงของวิรงรองที่บอกเขาให้ไขกุญแจโซ่ที่ล่ามข้อเท้าเธอทำให้อดิศวร์ได้สติ เขาผลุนผลันออกไปจากห้องโดยมีวิรงรองวิ่งตามไปที่ห้องท่านผู้หญิง เธอเข้าไปห้ามอดิศวร์ที่กำลังต่อว่าท่านผู้หญิงอย่างรุนแรง ท่านผู้หญิงปฏิเสธทุกอย่าง เสียงของวิรงรองทำให้ทั้งคู่หันมาหาเธอ ท่านผู้หญิงหน้าซีดเผือดตกใจ ท่านเรียกชื่อพลับพลึงไล่เธอออกไปก่อนจะเป็นลมและสิ้นใจทันที
      
       ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด อดิศวร์ค้นกำปั่นข้างตัวท่านผู้หญิงซึ่งท่านหวงนักหนาจึงพบกุญแจ เขารีบไปไขโซ่ที่ล่ามข้อเท้าคุณพลับพลึง กุญแจพวงนั้นยืนยันได้ว่าท่านผู้หญิงอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด อดิศวร์ต้องจัดงานศพถึงสองงานพร้อมกัน เพียงแต่ร่างของคุณพลับพลึงต้องไปบำเพ็ญกุศลที่วัดใกล้ๆ เพื่อไม่ให้อื้อฉาวขณะที่ท่านผู้หญิงจัดที่บ้าน
      
       หลังจากท่านผู้หญิงสิ้นอดิศวร์กับวิรงรองใกล้ชิดกันมากขึ้น ยืนยันความสัมพันธ์ที่มีต่อกันจนแสงแขแค้นใจแทบคลั่ง เธอรู้ดีว่าอดิศวร์ต้องแต่งงานกับวิรงรองแน่นอน ไม่มีใครขัดขวางเขาได้แน่ วันหนึ่งในระหว่างงานศพขณะที่วิรงรองคุยกับภูไทและลานนา พันธุ์สูรย์วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาบอกให้พาวิรงรองกลับไปข้างในบ้าน เขาพูดไม่ทันขาดคำเสียงปืนดังขึ้น ร่างวิรงรองทรุดฮวบลงทันที ภูไทรีบช้อนตัวเธอไว้จึงรู้ว่าเธอถูกยิง
      
       อดิศวร์ทั้งโกรธและแค้นที่สุดขณะที่หมอกำลังผ่าตัดกระสุนออกให้วิรงรอง อดิศวร์คุยกับพันธุ์สูรย์อย่างเคร่งเครียด และยิ่งโกรธเมื่อรู้ว่าแสงแขอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เขาให้พันธุ์สูรย์ประสานกับตำรวจตามล่ามือปืนให้ได้ หมอช่วยชีวิตวิรงรองไว้ได้ อดิศวร์ดีใจมากเขาดูแลเธออย่างใกล้ชิดมากขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขารู้ว่าเขารักเธอมากแค่ไหน มือปืนถูกจับตัวได้ไม่กี่วันต่อมา และให้การซัดทอดแสงแขว่าเป็นผู้จ้างวาน แต่แสงแขชิงฆ่าตัวตายเสียก่อน
      
       เมื่อเรื่องร้ายๆ ผ่านไป ได้มีการเตรียมงานมงคลสองงาน หนึ่งคืองานแต่งงานของอุษากับพันธุ์สูรย์ และอีกงาน เป็นงานแต่งของอดิศวร์กับวิรงรอง ที่จะครองรักครองสุขกันที่โดมทองแห่งนี้ไปนานเท่านาน
      

+++++ จบบริบูรณ์ +++++



ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครรัหัวใจเรือพ่วง

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       พระจันทร์เต็มดวงส่องแสงนวลกระจ่างตาทั่วท้องนภาคืนนี้ ครู่ต่อมาจันทร์ดวงนั้นเคลื่อนตัวลอยผ่านเข้าไปในกลุ่มเมฆสีดำมองเหมือนรูปเงาของปีศาจ ดูช่างลึกลับและน่ากลัว
      
       พระจันทร์ดวงเดิมนั้นเคลื่อนคล้อยออกมา ทว่าแสงนวลตาเมื่อครู่ได้กลายเป็นสีแดงเหมือนสีเลือด! ส่งให้คฤหาสน์โดมทอง ที่ตั้งทะมึน อยู่เบื้องล่าง ถูกอาบไปด้วยแสงสีเลือดนั้น ซุ้มประตูหน้าต่างทั่วทั้งอาคารรูปทรงโกธิกปิดสนิท จนดูเหมือนคฤหาสน์ร้างอยู่กลางหว่างหมู่ไม้ร่มครึ้ม
      
       ท่ามกลางความเงียบสงัด ยินเสียงม้าร้องแผดขึ้น และมีเสียงเหยาะย่างกุบกับตามมา เสียงนั้นดังมาจากบริเวณโรงเก็บรถม้าเก่าของคฤหาสน์โดมทองแห่งนี้
       ประตูเปิดออกกลางหมอกควันจางๆ ที่กระจายตัวลอยอ้อยอิ่งออกมาปกคลุมครอบรอบบริเวณ ความเก่าของประตูทำให้เกิดเสียงดังออดแอดขณะเปิด ก่อนจะแลเห็นชายนิรนามในชุดเสื้อคลุมสีดำ สวมหมวก บังคับม้าวิ่งออกมา ชายคนนั้นพารถม้าเคลื่อนตัวไปท่ามกลางหมอกควันหนาทึบ
      
       เสียงกุบกับของรถม้าดังแว่วมาไกลๆ พร้อมๆ กันนั้น บริเวณยอดโดม ค่อยๆ สว่างขึ้นด้วยแสงเทียน ราวกับมีคนจุดขึ้น พร้อมๆ กับแสงเทียนวับแวม มีเสียงซอสามสายดังขึ้นอย่างโหยหวนเป็นทำนองเพลงนางครวญ ตามด้วยเสียงร้องละห้อยสร้อยเศร้า
      
       โอ้ว่าป่านนี้พระพี่เจ้า จะโศกเศร้ารัญจวนหวนหา
       ตั้งแต่ไปแก้สงสัยมา ไม่เห็นขนิษฐาในถ้ำทอง
       ...
       นอกจากนี้ ยังแลเห็น มโหรีทั้งวง เป็นเงาดำๆ วูบวาบไปมา ราวกับมีงานฉลองอยู่บนยอดโดมนั้น
      
       รถม้าแล่นมาเรื่อยๆ ท่ามกลางหมอกควันจางๆ จนมาหยุดที่ใต้ยอดโดม ชายคนขับรถม้าค่อยๆ เงยหน้าแหงนมองขึ้นไปยังยอดโดม ในจังหวะเดียวกับที่ก้อนเมฆเคลื่อนตัวมาบดบังดวงจันทราอีกครั้ง ใบหน้าของชายผู้นั้นจึงตกอยู่ในเงามืด ภายใต้ปีกหมวกที่ปิดบังเอาไว้ จนยากจะดูออกว่าเขาคือใคร?
      
       ขณะเดียวกัน ท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนอนในห้อง อุไร สาวใช้ประจำตัวนอนหลับสนิทอยู่ตรงมุมห้อง ระหว่างนี้มีเสียงเหมือนใครสักคนลากโซ่เดินลงบันไดมา พร้อมเสียงหวานละห้อยของเพลงนางครวญ
       ท่านผู้หญิง ลืมตาตื่นขึ้นมา กลอกตาไปมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ยินเสียงแหบแห้งเล็ดลอดออกมาจากปากหญิงชรา
       “นังพลับพลึง!”
      
       ส่วนที่ด้านนอก แลเห็นขาคู่หนึ่งซึ่งถูกล่ามด้วยโซ่ ก้าวลงบันไดคฤหาสน์มาอย่างช้าๆ โซ่ถูกลากไปตามพื้น ขาคู่นั้นก้าวเดินไม่ถนัดนัก ราวกับถูกล่ามมานาน และมีร่องรอยของบาดแผลเป็นเลือดเกรอะกรัง เหมือนคนพยายามจะดึงโซ่ออก
       ขาคู่นั้นดุ่มเดินมาจนถึงประตูเหล็ก ที่ถูกปิดล่ามด้วยโซ่เส้นใหญ่ แล้วล็อคด้วยกุญแจดอกใหญ่ดูแน่นหนาอีกชั้น ทั้งโซ่ และ กุญแจมีสนิมเกาะด้วยวันเวลาอันยาวนาน
       จู่ๆ กุญแจก็ปลดล็อคเองราวกับมีใครมาไข เช่นเดียวกับโซ่ เหมือนมีใครมาดึงออก
       ประตูเหล็กเปิดออก ให้ขาคู่นั้นก้าวออกมา แล้วเดินไปตามทาง เสียงเพลง นางครวญ ยังดังแว่วหวานเศร้าสร้อยอย่างต่อเนื่องไม่ขาดระยะ
      
       จังหวะนี้ ท่านผู้หญิงสรรักษ์เบิกตากว้าง จ้องมองเขม็งไปที่ประตูห้อง เมื่อเสียงโซ่ลากเข้ามาใกล้ทุกทีๆ จนถึงหน้าประตูแล้วหยุดกึก ราวกับจะแกล้งให้หญิงชราทรมานด้วยความหวาดกลัว
       ท่านผู้หญิงเอื้อมมืออันสั่นเทามากุมพระที่ห้อยคอไว้แน่น สักครู่หนึ่งความกลัวในใจ ได้แปรเปลี่ยนเป็นความกล้าบ้าบิ่น จนร้องท้าออกไป
       “เข้ามาเลย นังพลับพลึง เข้ามา กูไม่กลัวมึง”
       ประตูค่อยๆ เปิดออก เห็นขาคู่นั้นเดินลากโซ่เข้ามาเรื่อยๆ ท่ามกลางหมอกควันอ้อยอิ่งอยู่ด้านหลัง
       “นังพลับพลึง”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์จดสายตามองจ้องเขม็ง ครั้นพอหมอกควันพลันจางลง หญิงชราก็กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนที่ท่านเรียกขานว่า ‘นังพลับพลึง’ ถนัดตา
       มันเป็นใบหน้าที่เหลือแต่กระโหลก ทัดดอกพลับพลึงสีขาว ตรงข้างหู แขน ขา ล้วนเป็นกระดูกหมดสิ้น
      
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ร้องกรี๊ดๆๆ จนตกใจตื่น เหลียวมองไปโดยรอบห้องอย่างหวาดผวา แล้วจึงพบว่าทุกอย่างยังเป็นปกติ
       มีเสียงรถม้ากุบๆ ดังผ่านบริเวณด้านนอกไป
       ในแสงสลัว นัยน์ตาท่านผู้หญิงสรรักษ์วาวโรจน์ คำรามออกมาด้วยสุ้มเสียงแหบโหย ซึ่งเต็มไปด้วยอย่างเคียดแค้น และอาฆาตพยาบาทสุดจะพรรณนา
       “มาหากันเรอะ ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ พวกแกจะไม่มีวันได้พบกัน”
      
       คฤหาสน์โดมทองยังคงงดงาม สวยสง่า จนล่วงเข้าสู่ปี พ.ศ. 2556 นี้ กาลเวลาที่ผ่านไป กลับยิ่งทำให้โดมทองดูลึกลับและเข้มขลังมากยิ่งขึ้น ต้นไม้โดยรอบร่มครื้ม บรรยากาศโดยรอบและสภาพทั่วไปดูราวกับว่า...
      
       กาลเวลาใน โดมทอง จะหยุดนิ่งอยู่กับที่!


  


       ภายในห้องทำงานของ อดิศวร์ ศิโรดม หรือ ลบ ภายในคฤหาสน์โดมทอง เช้าวันนี้ อดิศวร์ ซึ่งยืนหันหลังคุยโทรศัพท์ติดพันอยู่กับคู่สนทนา คุณสุรภี ซึ่งอยู่ที่บ้านในกรุงเทพฯ ก่อนจะเบือนหน้ากลับมาเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู
      
       “ขอโทษนะครับ... คุณอา... มีคนมา...” อดิศวร์เว้นไปนิดหนึ่ง ตะโกนถามออกไป “นั่นใคร”
       “อุไรเองค่ะ” เป็นอุไรสาวใช้ประจำตัวของท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์
       อดิศวร์เดินไปเปิดประตู พลางถาม “มีอะไร”
       “ท่านผู้หญิงให้มาตามคุณลบไปพบค่ะ”
       อดิศวร์พยักหน้ารับรู้ “เดี๋ยวฉันตามไป”
       อดิศวร์ปิดประตู ขณะพูดโทรศัพท์ต่อ แล้วเดินกลับเข้ามายังโต๊ะทำงาน
       “คุณอาครับ”
       “คุณลบต้องการเร็วไหมล่ะ” สุรภีคู่สนทนาถามกลับ
       “เร็วหน่อยก็ดีครับ....เพราะคนเก่าเพิ่งลาไปเมื่อเช้านี้เอง”
       “เอาเป็นว่าอาจะพยายามก็แล้วกัน...ว่าแต่คุณลบต้องช่วยพูดกับท่านผู้หญิงให้หน่อย คนเดี๋ยวนี้หายาก อาก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคอยเอาอกเอาใจอะไรมากมาย เพียงแต่ว่าอย่าให้ท่านดุเขามากนัก...คนที่แล้วเป็นพยาบาลด้วย...เอาอกเอาใจเก่ง...น่าเสียดาย ...”
       “ผมรับรองว่า คนใหม่นี่ผมจะดูแลเอง จะไม่ให้เสียชื่อคุณอาเลยครับ”
       “อาน่ะไม่ได้กลัวเสียชื่อหรอก...ห่วงแต่ว่าคุณลบจะเดือดร้อนหาคนใหม่เรื่อยๆ คุณลบไปหาคุณย่าเถอะ...เมื่อกี้ได้ยินว่ามีคนมาตามไม่ใช่หรือ...”
       “ครับ...ขอบคุณมากนะครับ”
       “ไม่เป็นไร...อาจะช่วยเท่าที่จะช่วยได้ก็แล้วกัน”
       สุรภีวางโทรศัพท์ลง แล้วถอนใจเฮือกใหญ่
       “หาให้กี่คนๆ ก็ออกกันหมด”
      
       ครู่ต่อมา อดิศวร์เดินเข้ามาภายในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ ซึ่งพบว่ามีอุษาอยู่ในห้องนั้นด้วย ท่านผู้หญิงร้องเรียกหลานชาย ในท่าทีตื่นเต้นดีใจ
       “ลบ...ลบมาแล้วหรือลูก! นังอุษา ออกไป! หลานข้ามาแล้ว”
       อุษารับคำเบาๆ แล้วออกไปเงียบๆ
       อดิศวร์นั่งลงข้างๆ ตัว จับมือท่านผู้หญิงถามด้วยเสียงอ่อนโยน “คุณย่าให้อุไรไปตามผมทำไมหรือครับ”
       “ย่าไม่อยากนอนหลับเลย...พอจะเคลิ้มๆ ทีไร นังพลับพลึงมันต้องมาหาย่าทุกที ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน... ทำไมไม่รู้จักไปผุดไปเกิดเสียที!”
       “คุณย่าอาจจะพะวงถึงแต่คุณย่าน้อย...ไม่ใช่ความผิดของคุณย่าหรอกครับที่ท่านหนีไป..อีกอย่าง...เรื่องนั้นก็ผ่านไปนานมากแล้ว...ถ้าหากคุณย่าน้อยยังมีชีวิตอยู่...สักวันหนึ่งท่านก็คงจะกลับมา...”
       ท่านผู้หญิงสะดุ้งเฮือก รีบโบกไม้โบกมือ “ไม่! อย่าให้มันกลับมา มันตายไปแล้ว...ลบต้องคอยดูอย่าให้มันกลับมานะลูก...นังพลับพลึงจะแก้แค้นย่า”
       ท่านผู้หญิงเริ่มออกอาการเลื่อนลอย พูดเพ้อเจ้อ
       “มันเกลียดย่า ย่ารู้ว่า มันเกลียดย่า”
       อดิศวร์โอบกอดหญิงชรา ลูบหลังอย่างปลอบโยน “ไม่มีใครเกลียดคุณย่าหรอกครับ...ทุกคนรักคุณย่ากันทั้งนั้น”
       ท่านผู้หญิงน้ำตาไหลพราก “...นังพลับพลึงเกลียดย่า...เจ้าคุณปู่ของลบก็เกลียดย่า...ท่านไม่ยอมพูดกับย่าเลยจนตายจาก...” พูดถึงตรงนี้ท่านผู้หญิงสะอึกสะอื้นเป็นการใหญ่ “...ไอ้พวกคนทรยศ เนรคุณ! เลี้ยงไม่เชื่อง! ย่าขอสาปแช่งพวกมันให้ตกนรกหมกไหม้อย่าได้ไปผุดไปเกิด”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ คร่ำครวญสะอึกสะอื้นจนตัวโยน อดิศวร์ลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยน ราวกับปลอบเด็ก
      
       อุษากับแสงแขกำลังคุยกันเคร่งเครียดอยู่ที่หน้าห้อง
       “ถ้าเห็นมันอีก ฉันจะฟ้องคุณลบ คอยดู” แสงแขออกอาการเข่นเขี้ยว
       อุษารีบบอก “จุ๊...แสงแข...”
       ประตูห้องเปิดออก อดิศวร์เดินออกมา แสงแขรีบถลาเข้ามาหา ทำหน้าตาวิตกกังวลอย่างหนัก
       “คุณย่าท่านเป็นยังไงบ้างคะ คุณลบขา...แขมัวแต่ไปเก็บดอกไม้มาจัดแจกัน พอรู้เรื่องตกใจแทบแย่...”
       อุษาปรายตามองน้องแว่บหนึ่งขณะพูด
       “ก็เป็นเหมือนเดิม...นี่เพิ่งจะหลับไป...” อดิศวร์เบือนหน้ามาทางอุษาซึ่งยืนสงบเสงี่ยมอยู่
       “คะ” อุษาขานรับ
       “ระหว่างที่พี่ไม่อยู่ ช่วยดูแลคุณย่าให้ดีนะ” อดิศวร์กำชับ
       อุษาอ้าปากจะพูด แต่แสงแขรีบขัดขึ้นก่อน
       “คุณลบไม่ต้องห่วงเลยค่ะ...แขจะคอยดูแลท่านเป็นอย่างดีที่สุด...ให้สมกับที่คุณลบไว้วางใจ”
       “ขอบใจ” อดิศวร์เดินออกไป
       แสงแขมองตามชายหนุ่มด้วยแววตารักใคร่ บูชา สุดหัวใจ ส่วนอุษามองสายตาของน้องสาวด้วยความหนักใจ แล้วเดินเข้าไปในห้อง
      
       อดิศวร์เดินออกมาตรงเฉลียงหน้าคฤหาสน์ แล้วหยุดยืน ทอดสายตาออกไปยังทิวเขาเบื้องหน้าซึ่งมีหมอกปกคลุม เสียงของท่านผู้หญิงดังก้องในหู
       “พลับพลึงเกลียดย่า เจ้าคุณปู่ของลบก็เกลียดย่า ท่านไม่ยอมพูดกับย่าเลยจนตายจาก..ไอ้พวกคนทรยศเนรคุณ เลี้ยงไม่เชื่อง ย่าขอสาปแช่งพวกมันให้ตกนรกหมกไหม้อย่าได้ไปผุดไปเกิด”
       อดิศวร์ ศิโรดม นิ่วหน้าราวกับมีสิ่งสงสัย ติดค้างในใจ ภาพจำในอดีตผุดขึ้นในห้วงคิดของหนุ่มรูปงาม
      
       เวลานั้นสองย่าหลานอยู่ในบริเวณสวนกุหลาบสวยงามบานสะพรั่ง อดิศวร์กำลังเข็นเก้าอี้รถเข็นให้ท่านผู้หญิงนั่งมาอย่างช้าๆ เพื่อชมความงามของดอกไม้
       “พอแล้ว...ลบ...พาย่ากลับเถอะ”
       “ไม่ไปอีกหน่อยหรือครับ”
       “ไม่! ย่าไม่อยากเห็นทุ่งพลับพลึง ทุ่งดอกไม้ผีสิง จะกำจัดยังไงมันก็ไม่ตาย”
       อดิศวร์เข็นรถกลับไปเรื่อยๆ
       “เดี๋ยวแวะเก็บดอกมณฑาให้ย่าหน่อย” ท่านผู้หญิงว่า
       อดิศวร์ เข็นรถเลยเรื่อยมาจนถึงต้นมณฑา ซึ่งกำลังออกดอกสวย ชายหนุ่มเก็บมาส่งให้ย่า ท่านผู้หญิงก้มลงมองพินิจพิเคราะห์
       อดิศวร์ถามด้วยเสียงอ่อนโยน “คุณปู่ปลูกให้คุณย่าใช่ไหมครับ”
       ท่านผู้หญิงยังคงมองดอกไม้นิ่ง น้ำตาซึม
       “แสดงว่า ท่านก็รักคุณย่ามาก” อดิศวร์เอ่ยขึ้น
       “ลบ”
       อดิศวร์ คุกเข่าลงตรงหน้า “ครับ...คุณย่า”
       หญิงชรามองหน้าหลานชาย “ลบเหมือนคุณปู่มาก...มากเหลือเกิน...ลบเป็นเหมือนตัวแทนของท่าน”
       “ทำไมในบ้านไม่มีรูปท่านล่ะครับ...ผมอยากเห็นว่า ผมเหมือนท่านมากขนาดไหน”
       “ส่องกระจกดูซิ...แล้วลบก็จะเห็น”
       “เหมือนมากขนาดนั้นเลยหรือครับ”
       ท่านผู้หญิงไม่ตอบ ถอนใจยาว “กลับเข้าบ้านเถอะ...อากาศชักจะเย็นขึ้นแล้ว” พลางกระชับเสื้อหนาวกับตัว
       อดิศวร์ลุกขึ้น แล้วเข็นรถต่อไป
      
       นึกขึ้นมาแล้ว อดิศวร์ยืนนิ่งอยู่ตรงเฉลียงหน้าบ้าน สายตายังคงเหม่อมองออกไปไกล


  


       วันเวลาผ่านไป อดิศวร์ ศิโรดม เดินทางมาทำธุระที่กรุงเทพฯ วันนี้เขานัดเพื่อนเก่ามาสังสรรค์ที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง ลูกค้าในร้านมีมากพอสมควร แต่ไม่ถึงขนาดคึกคัก
      
       อดิศวร์ นั่งร่วมโต๊ะกำลังคุยกันกับเพื่อน 3-4 คน ตรงมุมหนึ่ง  
       “ต้องขอบคุณ คุณลบมากที่ช่วยให้ผมชนะคดี” เพื่อนคนที่ 1 บอก
       “ไม่เป็นไร คดีไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก”
       เพื่อนคนที่ 2 ซึ่งนั่งหันหน้าไปทางประตูร้านชะงัก ออกอาการเพ้อ “สวยจัง”
       ทุกคนหันไปมองตาม
       จู่ๆ เหมือนมีคลื่นอะไรบางอย่างมาปะทะใบหน้าอดิศวร์ขณะที่เขามองตามไป
      
       เป็นสาวสวย วิรงรอง เดินคุยเข้ามากับ อนิรุทธิ์ ดูเธอมีสีหน้าเหมือนกำลังกังวลอะไรบางอย่าง
       บริกรพาทั้ง 2 คน มานั่งโต๊ะ ไม่ห่างจากโต๊ะอดิศวร์ มากนัก
       อนิรุทธิ์สั่งอาหารแล้วหันมาทางวิรงรอง “เอ้า...คุยต่อได้”
       วิรงรองถอนใจเฮือกใหญ่ “ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากพิชญ์เขาเปลี่ยนไป...เคยอารมณ์ดีก็กลายเป็นหงุดหงิด ไม่รู้ซิท่าทางเหมือนมีอะไรอยู่ในใจ”
       “ทำไมไม่ถามเขาล่ะ” อนิรุทธิ์พูดแบบยั่วๆ ให้โกรธ
       วิรงรองหน้าเสียแต่ยังเชิดหน้า “เก๊าะมีไป ไม่ง้อ”
       “ไม่ง้อจริงอ้ะ”
       วิรงรองตีแขนอนิรุทธิ์อย่างแรง
       อนิรุทธิ์ร้องเสียงดังลั่น “โอ๊ย”
       ลูกค้าที่โต๊ะบริเวณใกล้เคียงหันมามอง ในขณะที่อดิศวร์มองมาด้วยสายตาตำหนิ แล้วเบือนกลับไปคุยกับเพื่อนต่อ โดยไม่สนใจอีก
       “บ้า ร้องซะดังลั่น”
       จังหวะนี้พิชญ์เดินเข้ามากับเพื่อน พิชญ์หยุดชะงักเมื่อเห็นวิรงรองหัวเราะสดใสอยู่กับอนิรุทธิ์ พิชญ์เดินตรงเข้ามาหา แล้วเรียกเสียงดังด้วยความหึงหวงและระแวง
       “พลับพลึง”
       วิรงรองและอนิรุทธิ์ หันไปมอง
       อดิศวร์ ศิโรดม เองก็สะดุ้งกับชื่อพลับพลึงที่พิชญ์เรียก ถึงกับพึมพำ
       “พลับพลึง”
       เพื่อนคนที่ 3 เอ่ยขึ้น “ชื่อแปลก...ไม่เคยได้ยินผู้หญิงสมัยนี้ชื่อ พลับพลึง”
       เพื่อนคนที่ 4 กลับบอก “รถไฟชนกันดังโครม”
       อดิศวร์ เบือนหน้ากลับมามอง สายตายังฉายแววดูถูก ในขณะที่วิรงรองพยายามอธิบายกับพิชญ์
       “พิชญ์คะ นี่ รุทธิ์ เพื่อนพลับพลึงค่ะ รุทธิ์...”
       พิชญ์มองอนิรุทธิ์ นัยน์ตากร้าวขณะบอก “พลับพลึงเป็นแฟนผม”
       โต๊ะอื่นๆ หันมามองอีก ขณะที่วิรงรองหน้าแดงด้วยความอับอาย
       อนิรุทธิ์ฉุน ลุกขึ้นเผชิญหน้า “ผมเป็นเพื่อนกับวิรงรอง”
       “เพื่อนแล้วทำไมมากินข้าวด้วยกัน 2 คน” พิชญ์พาลเห็นๆ
       “อ้าว! แล้วคุณจะให้กินกันกี่คนล่ะครับ”
       ไม่มีใครคาดคิด พิชญ์ต่อยสีหน้ายียวน กวนอารมณ์ของอนิรุทธิ์จนหน้าหงาย
       วิรงรองรีบคว้ากระเป๋าเดินก้มหน้าก้มตาออกไปด้วยความอับอายและโกรธ ท่ามกลางความวุ่นวายโกลาหล
       อดิศวร์ ศิโรดม มองตามไปอย่างดูถูก
      
       วิรงรองยืนสีหน้าไม่ดีอยู่หน้าร้าน ชะเง้อหาแท็กซี่ พิชญ์ตามออกมา
       “พลับพลึง”
       วิรงรองโบกแท๊กซี่เข้ามาจอด พิชญ์วิ่งมา ขณะที่อนิรุทธิ์ตามออกมาเช่นกัน วิรงรองขึ้นแท็กซี่ออกไปพอดีกับที่พิชญ์มาถึง
       พิชญ์กำหมัดท่าทางหงุดหงิด หันมาทางคู่กรณี “เพราะแกคนเดียว !
       อนิรุทธิ์มีสีหน้าเคร่งขรึม มองพิชญ์แน่วนิ่ง “รีบตามไปง้อเธอซิ”
       พิชญ์ชะงัก มองหน้าอนิรุทธิ์อย่างแปลกใจ
       “ผมเป็นเพื่อนของเธอจริงๆ อยากจะเปลี่ยนฐานะเหมือนกันแต่วิรงรองจิตใจมั่นคงแน่วแน่ แล้วที่เธอมาทานข้าวกับผมวันนี้ ก็เพราะจะปรึกษาเรื่องที่คนรักของเธอเปลี่ยนไป”
       พิชญ์นิ่งอึ้ง
       “คุณเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุด เสียอย่างเดียว...งี่เง่า”
       อนิรุทธิ์เดินย้อนกลับไปยังที่จอดรถ พิชญ์มองตาม พลางถอนใจเฮือกใหญ่
      
       เวลานั้นคุณปรางมารดาของวิรงรองกำลังทำขนมง่วนอยู่ในครัวโดยมีจิ๋วเป็นลูกมือ เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น
       “ใครมา...ไปดูซิ” ปรางบอก
       “ค่ะ” จิ๋วลุกออกไป
       วิรงรองซึ่งนอนซมอยู่บนเตียงในห้องนอน รีบลุกขึ้นไปมองที่หน้าต่าง เห็นจิ๋วกำลังเปิดประตูบ้าน ให้รถของพิชญ์แล่นเข้าบ้าน วิรงรองเม้มปาก สีหน้าเศร้าสร้อย ทั้งเสียใจและน้อยใจ
      
       ด้านปรางหยิบมาการองที่เพิ่งทำเสร็จชิมดู
       “อร่อย...นี่ขนาดทำครั้งแรกนะ”
       จิ๋วเดินกลับเข้าครัวมา ค้อมตัวเรียบร้อย
       “คุณพิชญ์มาค่ะ”
       “จิ๋วขึ้นไปบอกคุณวินะ”
       “ค่ะ” จิ๋วออกไป
      
       ปรางจัดมาการองใส่จาน


  


       พิชญ์นั่งอยู่ในห้องรับแขกได้สักครู่ ท่าทางกระวนกระวาย ปรางเดินเข้ามาพร้อมถาด วางจานมาการอง และน้ำเปล่า พิชญ์รีบยกมือไหว้ แล้วรับจานมา
      
       “คุณน้าต้องลำบาก”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่ได้หนักหนาอะไร ลองชิมมาการองซิ...น้าเพิ่งลองทำครั้งแรก...” พร้อมกับทรุดตัวลงนั่ง
       พิชญ์หยิบมากินอย่างเอาใจ “อร่อยมากครับ...ไม่น่าเชื่อว่า ลองทำเป็นครั้งแรก”
       พิชญ์พูดพลาง ชะเง้อมองไปที่ทางเข้าห้องรับแขก
       ปรางรับรู้จึงขยับตัว “แม่หนูยังไม่ลงมาอีก น้าไปตามให้ดีกว่า”
       พิชญ์ออกอาการเกรงใจ “ไม่เป็นไรครับ...เอาไว้ผมค่อยมาใหม่”
       “เดี๋ยวน้ามา...รออยู่นี่แหละ”
       ปรางลุกเดินออกไป พิชญ์มองตาม พร้อมกับถอนใจยาว
      
       ปรางเดินมาถึงบริเวณหัวบันไดขึ้นชั้นบน ขณะที่จิ๋วลงมาพอดี
       “คุณวิรงรองไม่ยอมลงมาค่ะ” จิ๋วบอก
       ปรางพยักหน้า แล้วเดินขึ้นไป
      
       ปรางเข้ามาในห้องลูกสาวแล้วมองวิรงรองอย่างเพ่งพิศ
       “ไหนแม่หนูบอกได้ไหมว่า โกรธคุณพิชญ์เขาเรื่องอะไรเมื่อวานตอนที่พาเขาแนะนำให้คุณรู้จัก ยังเห็นดีๆ กันอยู่เลย”
       วิรงรองไม่ตอบ เอาแต่ทอดถอนใจ
       “แม่หนู”
       “เขาเปลี่ยนไปค่ะ...หนูก็พูดไม่ถูก”
       “งั้นก็ไปถามกันให้รู้เรื่อง”
       วิรงรองมองหน้าผู้ให้กำเนิดท่าทีลังเล
       “หรือว่าแม่หนูจะยอมทนทรมานใจเพราะความไม่รู้...ไม่แน่ใจอยู่อย่างนี้”
       วิรงรองกอดแม่น้ำตาซึม ปรางลูบเรือนผมลูกสาวอย่างอ่อนโยน
      
       บ้านของพิณทอง เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่บ่งบอกฐานะมั่งคั่งของผู้เป็นเจ้าของ
       ภายในห้องรับแขก สาวใช้ถือถาดน้ำผลไม้ และน้ำเปล่ามาวางให้อดิศวร์
       “คุณพิณให้มาเรียนว่า เดี๋ยวจะลงมาค่ะ”
       อดิศวร์พยักหน้ารับทราบ “ขอบใจ”
       สาวใช้ออกไป ในจังหวะที่พิณทองเดินเข้ามา ไหว้ทักทายด้วยสีหน้าแจ่มใส
       “น้าลบขา...สวัสดีค่ะ”
       อดิศวร์รับไหว้ “นี่อยู่บ้านคนเดียวหรือ คุณพิณ”
       “ค่ะ...คุณแม่ออกไปทำผม ส่วนคุณพ่อตีกอล์ฟ...น้าลบอยู่ทานข้าวเย็นกับพิณนะคะ...พิณมีคนพิเศษจะแนะนำให้น้าลบรู้จัก”
       อดิศวร์เยื้อนยิ้มอย่างเอ็นดูหลานสาวคนสวย “เขาเป็นใครกันล่ะ”
       “พิชญ์ ธิติบดีค่ะ” พิณทองมีสีหน้าอายๆ ปนภาคภูมิใจ “เรารู้จักกันตั้งแต่เด็ก...เขาเป็นลูกชายของเพื่อนคุณแม่ เพิ่งกลับจากอเมริกาเมื่อวานซืนนี้เอง” พิณทองเว้นระยะไปนิดหนึ่ง สีหน้าเริ่มลังเลไม่แน่ใจขณะพูดประโยคต่อมา “น้าลบว่าเร็วไปไหมคะ ถ้าพิณจะรับหมั้นเขา”
       “ก็ไหนว่ารู้จักกันมานานแล้วไง”
       “ใช่ค่ะ! แต่เราก็ไม่ได้เจอกันนานเลย ทางคุณแม่ของเขากับคุณแม่พิณสนับสนุน”
       “แล้วคุณพิณคิดว่ายังไงล่ะ”
       พิณทองออกอาการเขินๆ
       “น้าลบชักอยากจะเห็นหน้าคุณ...อะไรนะ”
       คราวนี้พิณทองยิ้มหวาน “พิชญ์ค่ะ...เขาชื่อพิชญ์”
      
       ชายหนุ่มผู้ที่พิณทองเอ่ยถึง พิชญ์ ธิติบดี กำลังมองวิรงรองซึ่งนั่งหันหน้ามองไปอีกทางอย่างง้องอน
       “ผมยอมรับว่าผมผิดที่ทำให้คุณต้องอับอายขายหน้า”
       “อ้อ! รู้เหมือนกันหรือคะ”
       “ขอโทษนะครับพลับพลึง วันสองวันมานี่ ผมมีแต่เรื่องที่ทำให้หงุดหงิดไม่สบายใจ”
       วิรงรองชะงัก หันกลับมามองทันทีด้วยความเป็นห่วง “เรื่องอะไรหรือคะ”
       “ผมไม่อยากให้พลับพลึงไม่สบายใจไปด้วย...เอาเป็นว่า ผมกำลังพยายามแก้ปัญหาอยู่ก็แล้วกัน”
       “พิชญ์” วิรงรอิงทำท่าจะพูดบางอย่าง แต่กลับอ้ำอึ้งไปนิดหนึ่ง “ช่างเถอะ”
       พิชญ์หยิบกล่องเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วเปิดออก วิรงรองเบิกตากว้างมองแหวนเพชรน้ำงามในนั้น แล้วมองพิชญ์ด้วยสีหน้าตื้นตันใจ
       “แหวนวงนี้ ผมเก็บเงินซื้อเอง เพชรเม็ดอาจจะไม่ใหญ่นัก”
       วิรงรองขัดขึ้นทันที “ขอบคุณมากค่ะ พิชญ์...ต่อให้เพชรเม็ดเล็กกว่านี้ แต่เป็นความตั้งใจจริงของพิชญ์ที่ซื้อให้ด้วยน้ำพักน้ำแรง...พลับพลึงก็ดีใจและเต็มใจจะรับไว้”
       “พลับพลึง” พิชญ์ยกมือวิรงรองขึ้นมาจูบอย่างแผ่วเบา “ขออนุญาตนะครับ”
       “ค่ะ” วิรงรองเต็มตื้น น้ำตารื้นขึ้นมา
       พิชญ์วางกล่องลง หยิบแหวนขึ้นมาจะสวมให้ที่นิ้วนางของวิรงรอง
       วิรงรองขอเปลี่ยนเป็นนิ้วนางข้างขวา “ข้างนี้ดีกว่านะคะ...เอาไว้ให้พิชญ์พูดกับคุณของพลับพลึงเป็นทางการก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นข้างซ้าย”
       คุณที่หญิงสาวพูดถึงคือ คุณปราง ผู้เป็นมารดา นั่นเอง
       พิชญ์หน้าเสียไปนิดหนึ่งแต่แล้วก็พยักหน้า “ตกลงครับ”
       มือพิชญ์จะสวมแหวน แต่แล้วก็ชะงัก เมื่อมีเสียงกระแอมดังขึ้นเบาๆ วิรงรองรีบชักมือออก ทั้ง 2 คน หันไปทางเสียง พบว่าปรางซึ่งเดินทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เข้ามา
       “ทำอะไรกันจ๊ะ” มองหน้าลูกสาวที แล้วเลยไปมองพิชญ์เขม็ง
       พิชญ์หลบตาลง
       วิรงรองบอกมารดา ท่าทีเขินๆ “พิชญ์เขาซื้อแหวนมาให้หนูค่ะ ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง เชียวนะคะ”
       ปรางยังคงมองจ้องพิชญ์เขม็งอยู่อย่างนั้น ขณะบอกลูกสาว “ดีจ้ะ...แต่ของอย่างนี้ต้องให้ผู้ใหญ่รับรู้ทั้ง 2 ฝ่ายก่อน จะมามุบมิบให้กัน 2 คนไม่ได้ คนไทยเราถือจ้ะต่อให้สมัยใหม่แค่ไหน ก็ต้องให้เกียรติผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่าย และให้เกียรติคนที่เรารักด้วย”
       พิชญ์นึกละอาย และมีพิรุธขณะพึมพำขอโทษพร้อมยกมือไหว้ “ผม...ขอโทษครับ”
       วิรงรองรีบแก้แทน “พิชญ์เขาจะสวมมือขวาค่ะ...ไม่ใช่มือซ้าย”
       “ก็นั่นแหละจ้ะ...” ปรางทอดคำเว้นไปนิด “นอกจากว่า...คุณพิชญ์จะสวมให้เล่นๆ ไม่มีความหมายอะไร”
       พิชญ์อึกอักอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด
       วิรงรองมองพิชญ์ “ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอนใช่ไหมคะ พิชญ์”
       พิชญ์ยังคงอึดอัดอึกอัก
       วิรงรองชักสังหรณ์ใจ “พิชญ์”
       พิชญ์เหมือนลำบากใจสุดๆ “พลับพลึง”
       ปรางขยับตัว “คุยกันเสียให้รู้เรื่องก่อนที่จะตัดสินใจสวมแหวนให้กันนะจ้ะ”
       ปรางเดินเข้าไปข้างในบ้าน
       “พิชญ์ มีอะไรก็บอกพลับพลึงตามตรงเถอะค่ะ” วิรงรองเอ่ยขึ้น
       พิชญ์ตัดสินใจบอก “คุณแม่ท่านหมั้นผู้หญิงไว้ให้ผมแล้ว ท่านเพิ่งบอกผมตอนไปรับที่สนามบิน...คงคิดว่าจะเซอร์ไพร์สผม แต่...” พิชญ์อึ้งไป พูดไม่ออกด้วยความอัดอั้นตันใจ
      
       วิรงรองมองพิชญ์อย่างตกตะลึง พูดอะไรไม่ออก

       ทางด้านพิณทองถือจานพายหน้าตาน่ากินเข้ามา แล้ววางลงบนโต๊ะตรงหน้าอดิศวร์
      
       “ระหว่างรอ...น้าลบทานพายไก่ฝีมือพิณไปพลางๆ ก่อนนะคะ”
       “งั้นต้องอร่อยแน่ๆ”
       อดิศวร์ตัดพายชิม พิณทองมองด้วยสีหน้าลุ้นๆ
       “อร่อยมั้ยคะ”
       “ทำขายได้เลยละ” อดิศวร์ว่า
       พิณทองยิ้มหวานดีใจ
       “คุณพิณยังไม่ได้บอกน้าลบเลยว่า นิสัยใจคอคุณพิชญ์เขาเป็นยังไง”
       “เขาเป็นคนดีค่ะ...เท่าที่รู้จักน่ะนะคะ แต่พิณไม่แน่ใจว่า เขาจะ เอ้อ ...รักพิณหรือเปล่า...พิณดูไม่ออก”
       สีหน้าพิณเหมือนลังเล ไม่แน่ใจเอาเลย
      
       ส่วนวิรงรอง และพิชญ์ เดินออกมาหน้าบ้านด้วยกันช้าๆ สีหน้าเศร้าทั้งคู่ สองคนเดินมาหยุดที่รถ แล้วยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
       วิรงรองเป็นฝ่ายพูดขึ้นในที่สุด “ลาก่อนค่ะ พิชญ์”
       พิชญ์ใจหล่นวูบ รวบมือวิรงรองไว้ “ขอเวลาให้ผมหน่อยนะ พลับพลึง ผมจะพยายามอธิบายให้คุณแม่ฟัง”
       “ถ้าถึงกับต้องพยายาม ก็อย่าดีกว่าค่ะ”
       “ผมรักพลับพลึง...เรารักกัน” ชายหนุ่มพูดพร่ำ
       “แล้วคุณไม่รักคุณแม่คุณหรือคะ”
       พิชญ์อึ้ง
       “ทำตามความต้องการของท่านเถอะค่ะ”
       คราวนี้พิชญ์เริ่มพาล มองวิรงรองอย่างคลางแคลงใจ “คุณพูดเหมือนไม่รักผม พยายามขับไล่ไสส่งผม เพราะไอ้เจ้าอนิรุทธิ์”
       “เขาเป็นเพื่อนพลับพลึง อย่าเอาเขาเข้ามาเกี่ยว”
       พิชญ์แดกดัน “อ๋อ...แตะต้องไม่ได้”
       วิรงรองถอนใจแล้วเม้มปาก แน่น
       พิชญ์เสียงอ่อนลง “ผมจะพูดกับคุณแม่...รอผมนะพลับพลึง ผมจะบอกคุณแม่ว่า ผมมีคนที่ผมรักแล้ว...คุณแม่ต้องเห็นใจเรา...ผมมั่นใจ”
       วิรงรองมีสีหน้าดีขึ้น ใจชื้นขึ้น
       “พรุ่งนี้ผมจะมาหาแต่เช้าพร้อมกับข่าวดี”
       พิชญ์บีบมือวิรงรองเบาๆ เหมือนจะให้กำลังใจ แล้วขึ้นรถขับออกไป
       วิรงรองยืนมองส่งชายคนรัก ด้วยสีหน้ามีความหวัง
      
       ออกจากบ้านวิรงรอง พิชญ์ขับรถมาเรื่อยๆ ตามท้องถนน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
       พิชญ์เหลือบมองแว่บหนึ่งแล้วรับ
       “ครับคุณแม่”
       2 คุณหญิงอยู่ในร้านเพชร โดยคุณหญิงแก้วกำลังเลือกแหวน ตุ้มหู ในขณะที่ คุณหญิงวัชรี หรือ คุณหญิงวัชรวิชิต โทรศัพท์คุยกับลูกชาย
       “พิชญ์ไม่ต้องมารับแม่แล้วนะลูก...เดี๋ยวแม่จะกลับไปกับคุณหญิงแก้ว...พิชญ์ไปหาน้องก่อน เพราะหนูพิณทองอยู่บ้านคนเดียว...แม่อยากให้พิชญ์ไปคุยเป็นเพื่อนน้อง”
       พิชญ์สีหน้าอึดอัด แต่ก็รับคำสั้นๆ “ครับ”
       “คุยกับน้องดีๆ นะ” วัชรีหัวเราะล้อเลียนลูกชาย
       พิชญ์ถอนใจยาว แล้วปิดโทรศัพท์
       แก้วหันมา “ตาพิชญ์ว่าไงคะ”
       “อุ๊ย ก็ตื่นเต้นดีอกดีใจไปเท่านั้นน่ะซี คุณน้อง จำตอนที่เราไปรับที่สนามบิน แล้วที่แนะนำว่าหนูพิณทองเป็นคู่หมั้นได้มั้ย”
       แก้วลังเล “ค่ะ...ดูแกอึ้งๆ”
       “อึ้งเพราะตื่นเต้นดีใจไง โถ...หนูพิณน่ะทั้งสวยทั้งเพรียบพร้อมไปหมด ใครได้เป็นคู่หมั้นก็ต้องตื่นเต้นดีใจทุกคนนั่นแหละ...ตกลง คุณน้องเอาวงไหนคะ”
       ทั้ง 2 ปรึกษาหารือกัน โดยเจ้าของร้านให้คำแนะนำอย่างนอบน้อม
      
       เวลาเดียวกันพิณทองกำลังอวดกล้วยไม้สวยๆ ในสวนกับอดิศวร์
       “พวกนี้คุณพ่อเพิ่งได้มาใหม่ค่ะ...น้าลบชอบมั้ยคะ พิณจะได้จัดให้”
       “ที่ โดมทอง ก็มีเยอะแยะไปหมด เอาไว้ที่นี่เถอะ” อดิศวร์ว่า
       “จริงซีคะ พูดถึงโดมทองแล้วนึกได้ ถ้าพิณแต่งงานแล้ว ขออนุญาตไปฮันนีมูนที่นั่น”
       อดิศวร์ตอบทันที “เอาเลย”
       เสียงแตรรถดังขึ้น พิณทองมีสีหน้าตื่นเต้นยินดีจนเห็นได้ชัด
       “พิชญ์คงมาแล้ว”
       “เชิญคุณพิณ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวอึ่งก็คงพามาที่นี่”
       “ไปเถอะ...น้าลบเดินไปด้วย คุณพิณจะได้ไม่ตื่นเต้น”
      
       พิณทองยิ้มอายๆ แล้วคล้องแขนอดิศวร์เดินไป


  


       ด้านพิชญ์เปิดประตูรถก้าวลงมา ในจังหวะที่อดิศวร์และพิณทองเดินอ้อมมาถึงพอดี
      
       “พิชญ์คะ” พิณทองร้องทัก
       พิชญ์หันมามอง อดิศวร์ชะงัก สีหน้าอ่อนโยนเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที ภาพเหตุการณ์หึงหวงกันในร้านอาหารแว่บเข้ามาในห้องความคิด เขาจดจำชายหนุ่มคนนี้ได้ทันที
       “น้าลบคะ พี่พิชญ์ค่ะ...พิชญ์...นี่น้าลบของพิณ”
       พิชญ์ไหว้ทักทาย “สวัสดีครับ...น้าลบ”
       อดิศวร์รับไหว้ ขณะพิชญ์หันมาคุยกับพิณทอง
       “คุณแม่ให้ผมล่วงหน้ามาก่อน...เดี๋ยวท่านจะมากับคุณแม่คุณ”
       “งั้นเชิญข้างในดีกว่าค่ะ...ไปค่ะ...น้าลบ”
       “น้าลบนึกได้ว่ามีธุระอื่นอีก เอาไว้จะแวะมาใหม่ก่อนกลับ...โดมทอง” อดิศวร์ออกตัว
       พิชญ์ทวนคำทึ่งๆ “โดมทอง”
       “ชื่อบ้านน้าลบค่ะ...พิณเคยเห็นแต่ในรูป...ยังไม่เคยไปเหมือนกันแต่รับรองได้ว่าสวยมาก”
       “อย่าลืมนะคุณพิณที่เมื่อกี้เราพูดกันไว้” อดิศวร์บอก
       “ค่ะ” พิณทองยิ้มให้
       “น้าลบไปละ”
       พิณทองไหว้ลาอดิศวร์ พิชญ์ไหว้ตาม
       อดิศวร์รับไหว้ทั้ง 2 คนแล้วเดินไปขึ้นรถ ขับออกไป
       “น้าลบของพิณมองผมแปลกๆ” พิชญ์เปรยขึ้น
       “พิชญ์คิดมากไปเอง...น้าลบใจดีออกค่ะ”
       ทั้ง 2 เดินคุยกันเข้าไปข้างในบ้าน
      
       อดิศวร์ขับรถออกมาจากบ้านพิณทอง ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมขณะพึมพำออกมา
       “น่าสงสารคุณพิณ”
      
       บ้านของสุรภี เป็นบ้านหลังขนาดไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็สวยทันสมัย ปลูกไม้ดอกไม้ใบเป็นระเบียบ ภายในบ้าน สุรภีกำลังคุยโทรศัพท์กับปรางซึ่งเป็นฝ่ายโทร.มาหาด้วยสีหน้าเป็นกังวล
       “พรุ่งนี้พี่สุรภีอยู่บ้านหรือเปล่าคะ หนูจะไปหา”
       “อยู่...ทำไม สุ้มเสียงเธอเหมือนมีเรื่องร้อนอกร้อนใจ”
       “ร้อนมากเลยค่ะ...เรื่องเกี่ยวกับแม่หนู”
       “ทำไม! แม่หนูมีอะไร” สุรภีพลอยร้อนใจไปด้วย
       “หนูไม่อยากพูดทางโทรศัพท์” ปรางบอก
       “งั้นพี่จะไปหาเธอเดี๋ยวนี้”
       “อุ๊ย อย่าเพิ่งเลยค่ะ...เดี๋ยวแกจะสงสัย”
       “งั้นเอาไงดี” สุรภีคิดนิดหนึ่ง “อ้อ เจอกันที่ร้านขนมเค้กหน้าปากซอยบ้านเธอดีกว่า...ฉันจะได้ไม่ต้องไปบ้านเธอให้แม่หนูสงสัย...นี่เพิ่งจะบ่ายสามโมงเอง”
       “ได้ค่ะ...เดี๋ยวหนูจะออกไปรอที่ร้าน”
       “โอเค.” สุรภีวางสาย ก่อนจะร้องเรียกสาวใช้เสียงดัง “จอย...จอยเอ๊ย ไปบอกเจ้าโชคเอารถออก ฉันจะไปธุระ”
      
       ไม่นานต่อมา สุรภีเดินหิ้วกระเป๋าเข้ามาในร้านขนมเค้ก บรรยากาศน่ารักๆ แล้วตรงไปยังโต๊ะที่ปรางนั่งจิบชารออยู่แล้วด้วยสีหน้ากังวล
       ปรางไหว้ทักทาย “มาเร็วจังเลยค่ะ”
       “โอ๊ย บ้านฉันไม่ได้อยู่ไกลนอกฟ้าป่าหิมพานต์นี่จ๊ะ รถก็ไม่ติด ไหน แม่หนูมีเรื่องอะไร”
       “พี่สุไม่สั่งอะไรก่อนหรือคะ”
       “เอาชาเหมือนเธอก็แล้วกัน...ขนมไม่เอา เธอทำให้กินบ่อยๆ อยู่แล้ว”
       ปรางหันไปสั่งชาให้สุรภี
      
       วิรงรองนอนขดตัวอยู่บนเตียง เหตุการณ์ที่คุยกับพิชญ์ ผุดเข้ามาในห้วงความคิด
       “ผมจะพูดกับคุณแม่ รอผมนะพลับพลึง ผมจะบอกคุณแม่ว่า ผมมีคนที่ผมรักแล้ว”
       ภาพพิชญ์ เลือนหายไป มีภาพปรางซ้อนขึ้นมาแทน
       “แล้วแม่หนูคิดว่า ชีวิตแต่งงานจะราบรื่นมีความสุขหรือลูก ถ้าหากครอบครัวเขาไม่ยอมรับเรา”
       ภาพปรางเลือนหายไป พร้อมๆ กับน้ำตาของวิรงรองเอ่อซึมขอบตา
      
       สุรภีรับฟังเรื่องของวิรงรองแล้วเคาะโต๊ะเบาๆ ด้วยสีหน้าใคร่ครวญ ตริตรอง
       “จริงของเธอ...ชีวิตแต่งงานของแม่หนูคงไม่มีความสุขแน่ แล้วพี่ก็เชื่อว่าแม่หนูคงรู้ดีเหมือนกัน”
       “แต่ถ้านายพิชญ์ พยายามง้องอนออดอ้อนทุกวัน แม่หนูต้องใจอ่อนแน่...บอกตามตรงว่าหนูไม่อยากให้ลูกได้ชื่อว่าไปแย่งคู่หมั้นคู่หมายเขา” ปรางว่า
       “ฮื้อ...แม่หนูกับคุณพิชญ์เขารักกันมาก่อนต่างหาก คุณพิชญ์เองก็เป็นคนดี ตอนเขาคบหากันที่อเมริกาก็อยู่ในสายตาพี่ตลอด” สุรภีเว้นไปนิด “แต่ก็นั่นแหละนะ ถ้าพ่อแม่เขาไม่ชอบ มันก็มีปัญหา เฮ้อ…” สุรภีจิบชาแล้วชะงักเหมือนนึกได้ “เอาอย่างนี้ ส่งแกไปอยู่ที่อื่น”
       “ที่ไหนคะ หรือว่าพี่สุจะพาไปอเมริกาด้วยอีก...หนูไม่อยากให้แกไปไกลๆ อย่างนั้นอีกแล้ว...คิดถึงค่ะ”
       “เปล่าน่า...อยู่ในเมืองไทยนี่แหละ เธอเคยได้ยินชื่อ โดมทอง ไหม”
      
       ปรางฟังแล้วทวนคำ “โดมทอง”


  


       ค่ำนั้น 2 คนแม่ลูกนั่งคุยกันที่สนามหญ้าหน้าบ้าน
      
       “แม่หนูจะว่ายังไงล่ะลูก”
       วิรงรองทอดถอนใจ ขณะก้มลงมองมือตัวเอง
       “คุณขอโทษที่เล่าเรื่องนี้ให้คุณป้าสุรภีฟังโดยที่ไม่ได้บอกแม่หนู”
       “ไม่เป็นไรค่ะ หนูรู้ว่าคุณเป็นห่วงหนู อีกอย่างคุณป้าสุรภีก็เหมือนแม่ของหนูอีกคน ท่านส่งเสียให้เรียนเมืองนอกเมืองนา...แล้วก็ดูแลหนูอย่างดี”
       ปรางพยักหน้า “คุณก็คิดว่าอย่างนั้น...คุณป้าห่วงหนูมาก อีกอย่าง ท่านเห็นว่าหนูยังอยู่ว่างๆ”
       “คุณคิดว่าหนูควรจะไปหรือเปล่าล่ะคะ” วิรงรองถามผู้ให้กำเนิด
       “หนูคิดเองดีกว่า...คุณไม่อยากฟันธงลงไป”
       วรงรองสูดลมหายใจยาว “ตกลงค่ะ...ญาติผู้ใหญ่ของคุณป้าเจ็บหนัก...ทำไมหนูจะทดแทนพระคุณด้วยการไปช่วยดูแลให้ไม่ได้”
       ปรางครวญ “แม่หนู”
       “อีกอย่างหลบหน้าหลบตาพิชญ์ไปสักพักก็คงจะดี...ทั้งเขาแล้วก็หนูจะได้มีเวลาใคร่ครวญว่า เราควรจะทำอย่างไรกันต่อไป”
       “ถ้าอย่างนั้น คุณจะโทร.บอกคุณป้าเดี๋ยวนี้เลยนะลูก”
       “ค่ะ”
       ปรางลุกเดินไปด้วยความโล่งใจ ขณะที่วิรงรองน้ำตาซึม
       “พิชญ์...อย่าโกรธพลับพลึงเลยนะ”
      
       ขณะเดียวกัน อดิศวร์อยู่ในห้องพัก ที่คอนโดมิเนียมหรู ด้านนอกเป็นอาคารรูปทรงทันสมัยดูสง่า และเงียบสงบ เขากำลังคุยโทรศัพท์กับสุรภี
       “ขอบคุณคุณอามากนะครับ...ผมรับรองว่าจะดูแลหลานคุณอาเป็นอย่างดี”
       “ขอบใจมากจ้ะ เออ คุณลบอยากเห็นหน้าแกไหม อาจะส่งรูปไปให้ดู คุณลบจะได้ตัดสินใจอีกที”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมไว้ใจคุณอา คุณอาบอกว่าดี ผมก็ว่าดี”
       “อาจะส่งรูปให้ดู...ไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไรเลยนี่ รอรับก็แล้วกัน”
       ว่าแล้วสุรภีปิดโทรศัพท์แล้วเลื่อนรูปไปเรื่อยๆ จนได้รูปที่ต้องการ แล้วกดส่ง
       อดิศวร์มองดูภาพบนหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความประหลาดใจ ไม่คาดคิดเป็นอย่างยิ่ง
       “แม่คนนี้นี่เอง”
       สีหน้าอดิศวร์เหมือนกำลังวางแผนบางอย่างในใจ
      
       ภายในห้องนั่งเล่น พิชญ์นั่งกุมขมับอยู่ ในขณะที่คุณหญิงวัชรีมองลูกชายอย่างไม่แน่ใจ
       “ลูกอยากให้ ทางครอบครัวคุณหญิงแก้วเขาถอนหงอกแม่เรอะ ตาพิชญ์”
       “คุณแม่ก็แค่บอกเขาไปว่า ผมมีแฟนของผมอยู่แล้ว หรือจะให้ผมไปพูดเองก็ได้นะครับ”
       “อย่านะ! อย่าทำให้แม่ต้องเสียเพื่อน”
       “ผมรักพลับพลึง” พิชญ์บอกหนักแน่น
       “ก็แค่ดอกพลับพลึง ดอกไม้ไม่มีราคา”
       “เขาเป็นคนดีนะครับ...คุณแม่เห็นแล้วจะต้องชอบ”
       “แม่ไม่ชอบใครนอกจากหนูพิณทอง...ตาพิชญ์ ลูกต้องเห็นแก่หน้าพ่อหน้าแม่”
       “แล้วผมล่ะครับ ทำไมคุณแม่ไม่เห็นแก่ผมบ้าง ชีวิตผมทั้งชีวิตเชียวนะครับ”
       “เอ๊ะ! แม่คิดว่าเราพูดกันเข้าใจตั้งแต่แรกแล้วนะ”
       พิชญ์นั่งนิ่ง
       วัชรีตั้งสติใหม่แล้วพูดเสียงอ่อนลง “ลูกอยากให้แม่รู้จัก ผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม”
       พิชญ์ชะงัก สีหน้าดีขึ้น “ใช่ครับ”
       วัชรีพยักหน้าช้าๆ “ก็ได้”
       พิชญ์มีสีหน้าโล่งใจ
      
       เช้าวันรุ่งขึ้นวิรงรองมีสีหน้าประหลาดใจและตกใจ เมื่อจิ๋วมาบอก จนต้องย้อนถาม
       “ใครมานะ”
       “เห็นบอกว่า เป็นคุณแม่ของคุณพิชญ์ค่ะ”
       “แล้วคุณล่ะ” วิรงรองถามถึงมารดา
       “คุณสุรภีมารับไปทำบุญตั้งแต่เช้าเลยค่ะ”
       วิรงรองพยักหน้าแล้วเดินลงไป จิ๋วตามมา
      
       คุณหญิงวัชรีนั่งตัวตรง ปรายตามองโดยรอบอย่างดูถูก ขณะที่วิรงรองเดินเข้ามา
       “สวัสดีค่ะ” วิรงรองไหว้ทัก ท่าทีนอบน้อม
       วัชรีรับไหว้แค่หน้าอก มองคนรักลูกชายหัวจดเท้า และจากเท้าขึ้นหัวอีกหน อย่างดูถูก
       “เธอน่ะเรอะ ชื่อพลับพลึง”
       วิรงรองทรุดตัวลงนั่งตรงข้าม พลางอธิบายเสียงอ่อนๆ “ความจริง หนูชื่อวิรงรองค่ะ วิรงรองแปลว่าดอกพลับพลึง ... พิชญ์เขาก็เลยเรียกว่า พลับพลึง”
       “ฉันอุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงนี่ก็เพื่อจะบอกให้เธอเลิกติดต่อกับลูกชายของฉัน” คุณหญิงเข้าเรื่องโดยไม่อ้อมค้อม
       วิรงรองนิ่งอึ้ง ด้วยไม่คาดคิด
       “เขาเป็นลูกชายคนเดียวของฉัน ฉันจึงต้องการให้เขาได้สิ่งที่ดีที่สุด และหนูพิณทองก็คือผู้หญิงที่ดีที่สุด คู่ควรที่สุดกับพิชญ์”
       วิรงรองยังคงพูดไม่ออก
       “เธอก็หน้าตาสะสวย น่าจะหาผู้ชายมาเป็นแฟนได้ไม่ยาก แต่ต้องระวังหน่อย อย่าหลับหูหลับตาไปคว้าเอาคนที่เขามีคู่หมั้นคู่หมายอีกก็แล้วกัน”
       วัชรีลุกขึ้น พูดทิ้งท้าย “หวังว่าเธอคงเข้าใจทั้งหมดที่ฉันพูดมานี่”
       วิรงรองลุกขึ้นบ้าง “ค่ะ แล้วก็ขอให้ท่านเข้าใจเหมือนกันว่า ถ้าดิฉันจะดื้อดึงยึดพิชญ์ไว้ก็ไม่น่าจะยาก”
       คราวนี้ วัชรีเป็นฝ่ายนิ่งอึ้งไม่คาดคิดบ้าง
       “แต่เพื่อเห็นแก่ท่านซึ่งอุตส่าห์ดั้นด้นมาจนถึงที่นี่ ดิฉันก็จะปล่อยพิชญ์ไป...เอาบุญ”
       วัชรีโกรธมาก “แก”
       “เชิญค่ะ ดิฉันจะออกไปส่ง”
       “ไม่ต้อง ฉันไปเองได้”
       วัชรีเชิดหน้าสะบัดตัวเดินออกไป
       วิรงรองเข่าอ่อน ทรุดตัวลงนั่ง พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล เสียงโทรศัพท์มือถือที่อยู่บนโต๊ะดังขึ้น
       หญิงสาวหยิบขึ้นมาดู ที่หน้าจอ เป็นชื่อ “พิชญ์”
      
       วิรงรองตัดสินใจกดปิดมือถือทันที


  


       ขณะที่อดิศวร์หยิบกระเป๋า และกุญแจรถ โทรศัพท์มือถือ เดินตรงไปที่ประตู เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชายหนุ่มก้มลงมองแล้วรับ
      
       “ครับ...คุณอา”
       สุรภีนั่นเองโทร.มา และเดินคุยโทรศัพท์โดยมีปรางเดินมาด้วยจนถึงลานจอดรถในวัดแห่งหนึ่ง คนรถรีบลุกมาเปิดประตูให้ทั้งสอง
       “คุณลบจะให้วิรงรองไปโดมทองเมื่อไหร่จ๊ะ”
       “เขาพร้อมเมื่อไหร่ก็มาได้เลยครับ แต่ขอให้บอกมาก่อน...ผมจะได้จัดการเรื่องการเดินทางให้” อดิศวร์บอก
       “งั้นอาจะให้แกโทร. หาคุณลบเองก็แล้วกัน”
       “ก็ได้ครับ”
       “แล้วนี่คุณลบอยู่ที่ไหน”
       “ผมกำลังจะกลับโดมทอง”
       “อุ๊ย งั้นอาไม่รบกวนแล้ว...ขอให้เดินทางโดยปลอดภัยนะจ๊ะ”
       “ขอบคุณครับ”
       อดิศวร์เก็บโทรศัพท์แล้วเดินออกไป
       สุรภีหันมาทางปรางที่รอฟังความอยู่ “เรียบร้อย ทีนี้ก็กลับไปถามแม่หนูของเราดู”
       “ขอบคุณพี่มาก ที่ช่วยจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้”
       ทั้ง 2 ขึ้นรถ คนรถขับออกไป
      
       วิรงรองบอกมารดาและป้าด้วยสีหน้าสงบราบเรียบ “พรุ่งนี้เลยค่ะ ถ้าหากไม่เป็นการรบกวนทางโน้น”
       “อุ๊ย ไม่รบกวนเลยลูก คุณลบอยากได้คนดีๆ ไปช่วยดูแลคุณย่าเขาจะแย่” สุรภียิ้มแย้ม
       “แม่หนูอย่าทำให้เสียชื่อคุณป้าสุรภีนะลูก”
       “ค่ะ”
       “ฮื่อ เธอละก็...แม่หนูน่ะไม่มีวันทำอย่างนั้นหรอก” สุรภีมองหน้าวิรงรอง ขณะให้ข้อมูลคนที่ต้องไปดูแล “หนูเองก็ต้องใช้ความอดทนสูงเหมือนกัน ท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ คุณย่าของคุณลบน่ะ เอาใจยากอยู่เหมือนกัน ป้าต้องบอกความจริงกับหนูว่าคนที่ป้าส่งไปคนที่แล้ว อยู่ได้เดือนเดียวก็ออก...ท่านผู้หญิงท่านอารมณ์ร้าย”
       ปรางได้ฟังชักกังวล “ตายจริง”
       “คุณไม่ต้องห่วงค่ะ ยังไงที่นั่นก็คงจะดีกว่ากรุงเทพฯ แน่นอน..หนูจะพยายามอดทน” วิรงรองบอก
       “ถ้าทนไม่ไหว ก็กลับบ้านเรานะลูก”
       “หนูว่าหนูไหวค่ะ”
       สีหน้าแววตาของวิรงรอง ดูมั่นอกมั่นใจและแน่วแน่อย่างยิ่ง
      
       อดิศวร์นั่งมาในแท็กซี่ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขารับสายด้วยสีหน้าเย็นชา “ว่าไง...แสงแข”
       “คุณลบจะกลับเมื่อไหร่หรือคะ” แสงแขอยู่ที่โดมทอง
       “ถามทำไม...” อดิศวร์ตำหนิอยู่ในที เว้นไปอีกนิด ก่อนบอก “ฉันกำลังไปสนามบิน..เท่านี้ใช่ไหม”
       “ค่ะ...” แสงแขกำโทรศัพท์แน่นด้วยความน้อยใจ
       ขณะที่อดิศวร์จะเก็บโทรศัพท์ แต่เสียงดังขึ้นอีกสาย เขามองเบอร์อย่างแปลกใจ
       “ฮัลโหล”
       วิรงรองโทร.จากในห้องนอนที่บ้าน
       “ขอประทานโทษที่โทร.มารบกวนค่ะ ดิฉันชื่อ...วิรงรอง”
       อดิศวร์นิ่งอึ้งไป
       “คุณป้าสุรภีบอกว่า ถ้าดิฉันพร้อมจะไปโดมทอง เมื่อไหร่ให้โทร.มาบอกคุณ”
       “แล้วไง” น้ำเสียงดิศวร์เย็นชาจนจับได้
       “พรุ่งนี้ค่ะ ดิฉันจะออกเดินทางพรุ่งนี้ ไม่ทราบว่า…”
       อดิศวร์พูดขัดออกมา “ไปรถไฟดีที่สุด”
       วิรงรองแทบจะไม่เชื่อหู “อะไรนะคะ”
       “ฉันบอกว่าไปรถไฟดีที่สุด” อดิศวร์ย้ำ
       วิรงรองยังคงมีสีหน้าประหลาดใจสุดๆ
      
       ครู่ต่อมาแม่ลูกคุยกันอยู่ที่ห้องรับแขก ปรางออกอาการงงพอฟังลูกสาวเล่าจบลง
       “ไปเครื่องบินไม่ได้หรือลูก”
       “หนูก็ถามเขาอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ แต่เขากลับทำเสียงเหมือนหนูโง่เง่า หนูว่า เขาต้องร้ายยิ่งกว่าคุณย่าเขาอีกค่ะ”
       “ยังเปลี่ยนใจทันนะลูก” ปรางบอก
       วิรงรองบอกอย่างแน่วแน่ “ไม่ค่ะ หนูตั้งใจแน่นอนแล้ว อีกอย่างหนูไปพยาบาลคุณย่าเขา ไม่ใช่ไปพยาบาลเขา คิดในแง่ดีเขาอาจอยากให้หนูได้ชื่นชมทิวทัศน์ 2 ข้างทางก็ได้...หรือไม่ก็งกจัดไม่อยากเสียค่าเครื่องบิน”
       ปรางหัวเราะ “คิดได้อย่างนั้นก็ดี”
       วิรงรองยิ้มแล้วกอดแม่ สีหน้าขรึมลง
       ปรางลูบผมลูกอ่อนโยน “แม่คงคิดถึงหนูมาก”
       “คิดถึงก็โทร.หาซิคะ หรือไม่หนูก็จะมาเยี่ยมคุณบ่อยๆ”
       ปรางยังคงลูบผมลูกสาวอย่างอ่อนโยนรักใคร่
      
       ดึกสงัด วิรงรองพบว่าเธอกำลังเดินเข้ามาเรื่อยๆ จนถึงหน้าประตูรั้วโดมทอง ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่าง บรรยากาศโดยรอบทั้งเงียบและวังเวง มีหมอกจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ทั่วบริเวณ
       ประตูรั้วคฤหาสน์เปิดออกเองช้าๆ ราวกับรับรู้การมาของเธอ วิรงรองลังเลเล็กน้อย แล้วสืบเท้าก้าวเข้าไป หญิงสาวเดินเหลียวซ้ายแลขวาไปเรื่อยๆ เสียงแมลงกลางคืนดังแว่วๆ
       ทันใดนั้นก็มีเสียงเพลง “นางครวญ” ดังแทรกขึ้นมา เสียงร้องนั้นฟังดูโหยหวนและเศร้าสร้อย วิรงรองหยุดชะงัก มองหาทิศที่มาของเสียง
       “ใครน่ะ!…ใครร้องเพลง”
       เสียงเพลงยังคงดังต่อเนื้อง วิรงรองก้าวไปตามเสียงนั้น มาจนถึงทุ่งดอกพลับพลึงอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่และวังเวง
       ในเสียงเพลงหวานเศร้า คราวนี้ปนด้วยเสียงสะอื้น ด้วยความโศกเศร้าอาดูรอย่างที่สุด
       “ใคร...ใครน่ะ”
       วิรงรองกอดตัวเองด้วยอากาศหนาวเย็นยะเยือกมากยิ่งขึ้น เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนดังใกล้ๆ
       วิรงรองมองหาทางออก “มีใครอยู่แถวนี้บ้าง!..ช่วยพาฉันออกไปหน่อย”
       ท้องฟ้าข้างบนคำรามครืนครัน อย่างไม่มีเค้ามาก่อน และจู่ๆ ฝนก็ตกกระหน่ำ พายุพัดโหมแรงจัด
       วิรงรองกลัวจนร้องไห้ “พิชญ์ พิชญ์ช่วยพลับพลึงด้วย”
       ท่ามกลางสายฝนและพายุพัดโหมกระหน่ำ วิรงรองร้องเรียกพิชญ์พลางวิ่งหาทางออก แล้วเท้าของเธอก็สะดุดหกล้ม วิรงรองฟุบหน้ากับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัว จู่ๆ มีใครคนหนึ่ง ช้อนร่างวิรงรองขึ้นมากอด ใครคนนั้นเอ่ยขึ้น
       “พลับพลึง...พลับพลึงยอดรัก”
       วิรงรองลืมตาขึ้นมาทันที เธอเห็นชายคนหนึ่งในชุดเสื้อผ้าสากลแบบโบราณ มีผ้าคลุมยาว มองลงมาแววตาเศร้าหมอง ทว่าใบหน้านั้นเห็นไม่ชัดนัก ด้วยมีหมวกสวมอยู่ และเงาของหมวกยังบดบัง วิรงรองจึงเห็นเพียงเสี้ยวหน้า
       “ใคร! คุณเป็นใคร”
      
       วิรงรองตกใจ สะดุ้งตื่นกลางดึก ด้วยสีหน้าแววตาตื่นตระหนก หญิงสาวนึกทบทวนพบว่าตัวเองฝันไป เสียงฟ้าร้องครืนครัน และฝนตกหนักอยู่ข้างนอก
       “ทำไม ฝันน่ากลัวจัง”
       วิรงรองค่อยๆ เอนตัวลงนอน ใบหน้าที่เธอยังไม่รู้ว่า เป็นใบหน้าของ เจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ ผุดเข้ามาในความคิดแว่บหนึ่ง
      
       วิรงรองมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

       บรรยากาศยามเช้าวันนี้แสนสดชื่นแจ่มใส หลังฝนตกหนักเมื่อตอนดึก ปรางกำลังกอดลูกสาว และอวยชัยให้พร อยู่หน้าบ้าน ในขณะที่อนิรุทธิ์ช่วยจิ๋วยกกระเป๋าใส่ท้ายรถ เพื่อไปส่งวิรงรองที่สถานีรถไฟ
      
       “ขอให้เดินทางโดยปลอดภัยนะลูก ระหว่างทางต้องระวังตัวให้ดีอย่าไว้ใจคนแปลกหน้า ใครเอาอะไรให้กินก็อย่ารับ พอถึง “โดมทอง” แล้วรีบโทร.บอกคุณทันที...อ้อ ! ตอนที่ยังไม่ถึงก็ต้องโทร. เป็นระยะๆ ด้วย...” ปรางพูดจนนึกไม่ออก เว้นไปอีกนิด “มีอะไรอีกล่ะ”
       วิรงรองนึกขำ อารมณ์ดีตลอดเวลาที่แม่พูด พูดเย้าออกมา “ยังมีอีกหรือคะ...แค่นี้หนูก็จำไม่หวาดไม่ไหวแล้ว”
       ปรางดุ พูดจริงจัง “อย่าทำเป็นเล่นไป ผู้คนสมัยนี้ไว้ใจได้ที่ไหน ! นี่ถ้าไปเครื่องบินก็หมดเรื่อง! เฮ้อ! ไม่รู้คุณลบคุณบวกนั่นเขาคิดยังไง”
       “ช่างเขาเถอะค่ะ ที่จริง ไปรถไฟก็ดีเหมือนกัน หนูไม่ได้นั่งรถไฟมาตั้งนานมากแล้ว”
       ขณะที่วิรงรองพูดลามารดา อนิรุทธิ์เดินเข้ามา แล้วเหลือบดูนาฬิกาข้อมือ
       “ไปกันหรือยังครับ เดี๋ยวรถติด ไปไม่ทัน”
       วิรงรองสวมกอดและหอมแก้มแม่ “หนูไปละนะคะ คุณ”
       “เดินทางโดยปลอดภัยนะลูกนะ แล้วอย่าลืมที่แม่สอน”
       “ไม่ลืมแน่ค่ะ...หนูรักคุณมากที่สุดในโลกนะคะ”
       ปรางน้ำตารื้น “คุณก็รักหนูมากที่สุดในโลกจ้ะ”
       2 แม่ลูกกอดกันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้ววิรงรองจึงเดินไปขึ้นรถ
       “ผมไปก่อนนะครับ...คุณ” ชายหนุ่มไหว้ลา
       “จ้ะ ขอบใจมากนะที่พาแม่หนูไปส่ง”
       “ไม่เป็นไรครับ”
       อนิรุทธิ์ขึ้นรถแล้วขับออกไป ปรางยืนโบกมือให้ลูกสาวสุดที่รักจนลับตา
      
       ขณะที่อนิรุทธิ์ขับรถเลี้ยวออกจากปากซอยบ้านวิรงรองนั้น ภายในรถจู่ๆ วิรงรองรีบเลื่อนตัวลงไปทันที
       “เป็นอะไรน่ะ” อนิรุทธิ์ฉงน
       “รถพิชญ์กำลังจะเลี้ยวเข้าไป”
       อนิรุทธิ์มองไป จึงพบว่าพิชญ์ขับรถสวนเข้ามาในซอย โดยไม่ทันสังเกตเห็นอนิรุทธิ์ ด้วยกำลังหมกหมุ่นครุ่นคิด
       อยู่กับเรื่องวิรงรอง
       สักครู่นั้นเองวิรงรองจึงเลื่อนตัวขึ้นมานั่งตามเดิม เมื่ออนิรุทธิ์ขับรถออกจากซอยไป
       “คลาดกันนิดเดียว”
       “เขาเห็นรุทธิ์หรือเปล่า”
       “ไม่มั้ง! ถ้าเห็นคงขับชนแล้ว”
       วิรงรองเอนหลังพิงพนัก ถอนใจเบาๆ สีหน้าแววตาเศร้าหมองลงถนัดตา
       อนิรุทธิ์ชำเลืองมองเพื่อนสาวแว่บหนึ่ง “ถ้ารักเขามากขนาดนี้ แล้วจะหนีไปทำไม”
       วิรงรองไม่ตอบ แล้วหลับตาลง น้ำตาปริ่มขอบตา
      
       ด้านปรางกำลังต้อนรับพิชญ์อยู่ในห้องรับแขก ก่อนจะบอกคนรักของลูกสาวด้วยสีหน้าราบเรียบ
       “แม่หนูไม่อยู่”
       “เขาไปไหนหรือครับ”
       ปรางจ้องหน้าผู้ถาม “จะถามไปทำไม”
       พิชญ์อึ้ง
       “คุณกับแม่หนูไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว”
       น้ำเสียงพิชญ์ฟังดูขมขื่นขณะบอก “ผมรักพลับพลึง...รักมาก”
       “ขอบใจที่รักลูกสาวของน้า...แต่รักไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะคุณกำลังจะมีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ! ภรรยาของคุณคงไม่ชอบใจแน่ ถ้าหากสามีจะยังละเมอเพ้อพกถึงผู้หญิงอื่นอยู่”
       พิชญ์ขบกรามแน่น น้ำตารื้นขึ้นมา
       ปรางเห็นก็อดสงสารไม่ได้ สีหน้าและสุ้มเสียงอ่อนลง “คุณกับแม่หนูไม่ควรจะพบกันอีกเพื่อตัวคุณเอง แล้วก็แม่หนูด้วย...คิดเสียว่า ไม่ใช่เนื้อคู่กัน ถึงต้องแคล้วคลาดไป”
       พิชญ์ลุกขึ้นยืน แล้วไหว้ลา “ผมลาละครับ...ฝากบอกพลับพลึงด้วยว่า...”
       ปรางสวนคำออกมา “ไม่รับฝากจ้ะ”
       พิชญ์คอตก แล้วหันหลังเดินไป
       “อ้อ...แม่หนูเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์แล้ว...อย่าพยายามโทร.ถึงเขาเลย”
      
       พิชญ์อึ้งไปอีก แล้วเดินออกไป ปรางถอนใจเฮือกใหญ่ อย่างโล่งอก
      
       จิ๋วเปิดประตูรอให้พิชญ์ขับรถออกไป พิชญ์ชะลอรถ แล้วกดเปิดกระจก
       “รู้ไหมว่า คุณวิรงรองไปไหน”
       “ไปต่างจังหวัดค่ะ” จิ๋วบอก
       พิชญ์ชะงัก “จังหวัดไหน”
       “ไม่ทราบค่ะ”
       พิชญ์สีหน้าผิดหวัง ปิดกระจกขับออกไป
      
       เวลาต่อมาพิชญ์ขับรถออกมาจากบ้านแล้ว ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในที่สุดพิชญ์ตัดสินใจกดโทรศัพท์หาเพื่อน
       “เฮ้ย...วัฒน์ ขอความช่วยเหลือหน่อย แกช่วยเช็คสายการบินในประเทศทุกสายให้ด้วยว่า มีผู้โดยสารชื่อ วิรงรอง นกุล หรือเปล่า...เออ...แล้วจะเล่าให้ฟัง...ขอบใจมากว่ะ”
       พิชญ์ปิดโทรศัพท์ สีหน้าโล่งใจขึ้น แววตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง
      
       “ผมจะตามหาคุณจนพบให้ได้”


  


       ด้านอนิรุทธิ์เปิดประตูห้องโดยสารชั้น 1 เข้ามา พร้อมกระเป๋าเสื้อผ้า 2 ใบค่อนข้างใหญ่เข้ามาวางให้อย่างเรียบร้อย แล้วตรวจดูความแข็งแรงของประตูจนพอใจ
      
       “โอเค แน่นหนาดี”
       “ขอบใจมากนะ รุทธิ์...ขอบใจจริงๆ”
       “เราเป็นเพื่อนกัน...อย่าลืม”
       วิรงรองยิ้มตื้นตันใจ
       อนิรุทธิ์พูดทีเล่นทีจริง “ความจริงก็อยากจะเป็นมากกว่าเพื่อนเหมือนกัน”
       วิรงรองพูดแล้วมองดุๆ “รุทธิ์”
       “เฮ้อ! เพื่อนก็เพื่อน...นี่ถ้าไม่ติดราชการสำคัญผมจะไปส่งให้ถึงโดมทองเลย”
       อนิรุทธิ์เปิดประตู เบี่ยงตัวให้วิรงรองก้าวออกไป แล้วตัวเองจึงก้าวตาม
      
       ครู่ต่อมาอนิรุทธิ์ก้าวลงไปจากรถไฟ แล้วหันกลับมากำชับอีกด้วยความเป็นห่วง
       “อย่าลืม! ใครมาเคาะประตู ห้ามเปิด! สงสัยยังไงก็ห้ามเปิด”
       “รู้แล้วน่า”
       อนิรุทธิ์จะไปแล้วนึกได้อีก “อ้อ! สเปรย์พริกไทยล่ะ”
       วิรงรองตบกระเป๋าสะพาย “อยู่ในนี้...มีดก็อยู่”
       “ดีมาก...แล้วผมจะโทร.มาบ่อยๆ”
       “ขอบใจจ้ะ”
       อนิรุทธิ์ยิ้ม วิรงรองโบกมือให้ พร้อมส่งยิ้มหวาน
       อนิรุทธิ์มัวแต่มองยิ้มเพลิน ขณะเดินถอยหลัง จนชนพันธุ์สูรย์ซึ่งกำลังเดินมาจะขึ้นรถไฟ
       “ขอโทษครับ”
       “ไม่เป็นไร”
       วิรงรองมองท่าทีของอนิรุทธิ์ขำๆ ขณะพันธุ์สูรย์มองวิรงรองอย่างทึ่งๆ แว่บหนึ่ง
      
       พิชญ์เดินกลับไปกลับมาอยู่ในบ้าน รอโทรศัพท์อย่างกระวนกระวายใจ ในที่สุด เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
       พิชญ์รีบยกขึ้นดูชื่อ แล้วยิ้มโล่งใจ “ว่าไง วัฒน์”
       “ไม่มีว่ะ” เสียงเพื่อชื่อวัฒน์ดังลอดออกมา
       พิชญ์หน้านิ่วคิ้วขมวดทันที “เฮ้ย ต้องมีซิ”
       “ไปรถยนต์หรือเปล่า”
       “รถจอดที่บ้าน”
       “อาจจะไปรถเพื่อนก็ได้” วัฒน์ออกความเห็น
       “รถเพื่อนที่ไหน”
       พิชญ์ชะงัก ภาพอนิรุทธิ์ผุดเข้ามาในห้วงความคิดแว่บหนึ่ง พิชญ์ขบกรามแน่น
      
       รถไฟแล่นทะยานไปด้วยความเร็ว มุ่งไปสู่จุดหมาย แลเห็นวิวทิวทัศน์ 2 ข้างทาง เปลี่ยนไปอย่างน่าตื่นตา ส่วนภายในห้องโดยสาร วิรงรองท้าวหน้าต่างมองออกไปด้วยความรู้สึกที่สงบขึ้น
       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น วิรงรองหยิบขึ้นมาดูแล้วยิ้ม
       “หนูเพิ่งโทรหาคุณเมื่อ 10 นาที ที่แล้วเองนะคะ ไม่เป็นไรค่ะ...หนูสบายดีค่ะ...เพิ่งรู้ว่านั่งรถไฟนี่ก็ดีไปอีกอย่าง วิวสองข้างทางสวย
      
       วิรงรองพูดคุยกับปรางไปเรื่อยๆ ขณะที่ท้องฟ้าข้างนอกค่อยๆ มืดลงๆ


  


       ค่ำแล้วผู้โดยสารของรถไฟขบวนนั้น ต่างทยอยเข้ามานั่งกินอาหารที่ห้องอาหารในรถไฟกันเงียบๆ วิรงรองเดินเข้ามา แล้วชะงัก เมื่อเห็นว่าโต๊ะเต็ม บางโต๊ะนั่งคนเดียว หลายโต๊ะที่นั่งกัน 2 คน
        
       วิรงรองชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจหันหลังกลับ
       พันธุ์สูรย์นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆ เอ่ยขึ้น “นั่งโต๊ะนี้ก็ได้ครับ”
       วิรงรองหันมามอง มีท่าทีลังเลอยู่ พันธุ์สูรย์ยังคงมองมาด้วยสีหน้าแววตา ดูสุภาพ และจริงใจ
       “ผมไปนั่งโต๊ะนั้นก็ได้”
       พลางพันธุ์สูรย์หยิบจานอาหาร แล้วลุกขึ้น
       วิรงรองรีบพูด “นั่งเถอะค่ะ ไม่เป็นไร...ฉันนั่งได้”
       พันธุ์สูรย์ลงนั่งตามเดิม วิรงรองลงนั่งตามแล้วผินหน้าไปสั่งอาหารกับบริกร
      
       2 ข้างทางนอกหน้าต่างรถไฟมืดสลัว แลเห็นต้นไม้เป็นเงาตะคุ่มๆ ดูลึกลับน่ากลัว ส่วนภายห้องอาหาร ผู้โดยสารอยู่ในอิริยาบถต่างๆ กัน คุยกันบ้าง หลับบ้าง บางคนอ่านหนังสือ อีกไม่น้อยที่ทอดสายตาดูวิวภายนอกเพลินๆ มีบางคนลุกเดินออกไป
      
       เวลานั้นวิรงรองทานข้าวเงียบๆ ขณะที่พันธุ์สูรย์กำลังดื่มน้ำ
       “กลับบ้านหรือครับ”
       วิรงรองชะงัก เงยหน้ามอง “คะ”
       พันธุ์สูรย์ยิ้มให้ “ขอโทษครับที่อยู่ดีๆ ก็ถามขึ้นมา”
       “ไม่เป็นไรค่ะ” วิรงรองลังเลนิดหนึ่ง ก่อนถามออกมา “คุณเคยได้ยินชื่อบ้าน “โดมทอง” หรือเปล่าคะ”
       พันธุ์สูรย์ชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไปทันที “โดมทอง...ทำไมคุณจะไปนั่นหรือ”
       “ค่ะ”
       พันธุ์สูรย์อึ้งไป สีหน้าแววตาดูอึดอัดไม่แน่ใจขณะมองมายังวิรงรอง
       “ทำไมหรือคะ”
       พันธุ์สูรย์มีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ผมขอแนะนำว่าถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปเลย”
       “จำเป็นค่ะ! จำเป็นมากด้วย” วิรงรองว่า
       “ถ้าอย่างนั้น ผมก็ต้องขออวยพรให้คุณโชคดี”
       วิรงรองสบตาพันธุ์สูรย์ราวกับจะค้นหาความจริง “คุณทำหน้าเหมือนฉันกำลังจะไปปราสาทผีดิบ”
       พันธุ์สูรย์ขยับตัว ไม่ยอมตอบ แล้วเปลี่ยนเรื่อง “ผมต้องขอตัวก่อน” พลางยกมือเรียกบริกร “คิดรวมของผู้หญิงด้วย”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ฉัน...”
       “ขออนุญาตเถอะครับ...ไม่แน่ เราอาจจะได้พบกันอีก”
       พันธุ์สูรย์จ่ายเงินแล้วลุกขึ้นเดินไป วิรงรองมองตามอย่างงุนงง
      
       กลางดึกของคืนเดือนแรมข้างขึ้น จันทร์เสี้ยวลอยคล้อยต่ำ รถไฟยังคงแล่นไปเรื่อยๆ บรรยากาศ 2 ข้างทางเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วตามจังหวะทะยาน
       สักครู่หนึ่ง รถไฟค่อยๆ แล่นช้าลงๆ จนเข้าสู่สถานีปลายทางของวิรงรอง และค่อยๆ หยุดสนิท
       ผู้คนทะยอยลงจากรถไฟ ซึ่งมีคนมารอรับไม่มากนัก เพราะบ้างก็ไปต่อเอง
       วิรงรองก้าวลงมา โดยพันธุ์สูรย์ช่วยถือกระเป๋าให้
       “วางตรงนี้แหละค่ะ...ขอบคุณมาก”
       “มีคนมารับแน่นะ”
       “ค่ะ” หญิงสาวเหลียวมองไปโดยรอบ “น่าจะใช่คนนั้น”
       พันธุ์สูรย์มองตาม เห็นนายสมกำลังเดินตรงมา
       พันธุ์สูรย์สวมหมวกที่ถือไว้ทันที “งั้นผมไปละ ขอให้โชคดี”
       พันธุ์สูรย์เดินไป
       “เดี๋ยวค่ะ”
       ทว่าพันธุ์สูรย์เดินหายไปท่ามกลางไฟสลัว และความมืดภายนอก ขณะที่สมเดินมาพอดี สีหน้าแววตานิ่งสนิท ดูลึกลับ
       “คุณวิรงรองใช่ไหมครับ”
       “ค่ะ”
       สมก้มลงหยิบกระเป๋าเดินเนิบๆ ไป โดยไม่พูดไม่จา
       วิรงรองรีบเดินตามแทบไม่ทัน
      
       สมเดินพาวิรงรองมาที่รถสีดำซึ่งจอดอยู่มุมหนึ่ง สมเปิดประตูหลังให้ วิรงรองกำลังจะก้าวขึ้นไป แต่เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างเย็นชา
       “ไปนั่งข้างหน้า”
       วิรงรองชะงัก ถอยออกไป สมเปิดประตูด้านหน้าให้ แล้วเดินไปเอากระเป๋าขึ้นรถ วิรงรองก้าวขึ้นมานั่งด้านหน้า แล้วปิดประตู
       เสียงเดิมนั้น ตำหนิเต็มที่ “ปล่อยให้รอตั้งนาน”
       วิรงรองทำหน้าเซ็งๆ ก่อนจะหันไปไหว้ แล้วมองเจ้าของเสียงไม่เป็นมิตรเต็มตา เธอคือ แสงแข นั่นเอง สมเข้ามา แล้วสตาร์ทรถขับออกไป
       “ยังจะมามองอีก รู้ไหมว่าฉันต้องอดหลับอดนอนมารอรับ”
       วิรงรองไม่รู้ว่าพันธุ์สูรย์ลอบทำหน้าจมูกย่น ขณะก้าวออกมาจากเงามืด มองตามด้วยสีหน้าแววตาเคร่งขรึม
      
       บริเวณท้องถนนที่รถวิ่งมาค่อนข้างมืดสลัว ด้วยแสงไฟตามเสาไฟฟ้าไม่สว่างนัก รถแล่นไป ท่ามกลางท้องฟ้าครืนครันเหมือนฝนจะตกอีก
       “ไม่เห็นจะต้องขนเสื้อผ้ามาซะมากมาย! ไม่เห็นมีใครอยู่เกินเดือนสักคน”
       วิรงรองมองออกไป 2 ข้างทางโดยไม่ได้ตอบอะไร
      
       แสงแขมองมาที่วิรงรองอย่างเกลียดชัง ด้วยว่าหล่อนเกลียดผู้หญิงสวยทุกคนที่อยู่ใกล้อดิศวร์


  


       ไม่นานต่อมา สมขับรถมาจอดหน้าประตูรั้ว แล้วลงไปเปิดประตู วิรงรองอ้าปากค้างมองดู ภาพโดมทองตระหง่านดูเข้มขลังและลึกลับ อย่างตกตะลึง..ยกมือขึ้นขยี้ตา เหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง
      
       เนื่องเพราะ ภาพ “โดมทอง” ตรงหน้า กับ “โดมทอง” ในความฝัน เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน
       แสงแขมองท่าทางของวิรงรองในท่าทีเยาะหยัน
       “อย่าได้หวังว่าจะได้ครอบครอง “โดมทอง” เด็ดขาด”
       วิรงรองชักจะไม่พอใจเช่นกัน จึงย้อนเข้าให้ “ไม่บังอาจหรอกค่ะ”
       แสงแขกระแทกเสียงใส่ “ดี”
       สมซึ่งไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับคำพูดของ 2 สาว ขับรถไปจอดบริเวณหน้าตึก
      
       แสงแขเดินวางมาดสง่านำวิรงรองเข้ามาภายในโถงหน้าบันได โดยมีสมหิ้วกระเป๋ามาวางให้ แล้วเดินออกไปเงียบๆ
       อุษาซึ่งในมือถือเชิงเทียนรอรับอยู่แล้ว รับไหว้วิรงรอง “เดินทางสะดวกดีนะคะ...” อุษาถามโดยไม่ได้ต้องการคำตอบ เป็นการพูดตามมารยาท
       “ค่ะ”
       อุษาก้มลงถือกระเป๋าใบหนึ่ง
       “เชิญทางนี้ค่ะ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ” วิรงรองรีบเข้าไปดึงไว้ “ดิฉันถือเอง”
       “ถือคนละใบดีแล้ว”
       อุษาเดินนำ วิรงรองตาม อุษาอธิบาย “ดึกมากแล้ว คนรับใช้นอนกันหมด ไม่มีคนตามปิดไฟเราก็เลยใช้เทียนส่องทางแทน..ง่ายดี” วิรงรองได้แต่ยิ้มรับ
       แสงแขซึ่งยืนกอดอกเงียบๆ พูดไล่หลังเย้ยๆ
       “ไม่ต้องเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าหมดหรอกนะ”
      
       ครู่ต่อมาอุษาเปิดประตูเดินนำวิรงรองเข้ามาในห้องพัก ซึ่งทำความสะอาดเรียบร้อย ทั้ง 2 สาววางของลง
       วิรงรองยกมือไหว้ “ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยหิ้วกระเป๋า”
       “ไม่เป็นไร..ที่นี่ไม่มีแอร์ เพราะอากาศเย็นตลอดปี”
       วิรงรองไม่รู้จะพูดอะไร “ค่ะ”
       “ขาดเหลืออะไรก็บอก” อุษาเดินไปที่ประตูและนึกได้หันมา “ที่นี่ทานอาหารเช้า 8 โมง”
       “ค่ะ”
       อุษาเปิดประตูเดินออกไป วิรงรองเดินตามมาล็อคประตู บอกกับตัวเอง
       “คนที่นี่แปลกๆ”
       วิรงรองเดินมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด ภาพคฤหาสน์โดมทองในความฝันผุดซ้อนเข้ามาในความคิดคำนึงอีกครั้ง
       “นี่ก็แปลกอีกเหมือนกัน ทำไมฝันได้เหมือนเปี๊ยบ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” วิรงรองเว้นไปนิดหนึ่ง “แล้วผู้ชายคนนั้นมีตัวตนจริงหรือเปล่านะ”
       ภาพเจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ที่พบเจอกันในความฝัน ผุดเข้ามาในห้วงคิดอีก วิรงรองถอนใจยาว
      
       อุษาเดินตรงกลับมาที่ห้องตัวเอง โดยมีแสงแขยืนรออยู่
       “เขาชื่อ วิรงรอง นกุล” อุษาเอ่ยขึ้น
       “ตอนที่คุณลบสั่งให้ไปรับ...แขนึกว่าจะอายุมากเหมือนคนก่อนๆ”
       “นอกจากจะอายุน้อย แล้วยังสวยมากด้วย” อุษาว่า
       แสงแขตาลุกวาว บอกอย่างมั่นใจ “สวยยังไง คุณลบก็ไม่แลหรอก”
       “เธอรู้ได้ยังไง”
       “เอ๊ะ! นี่จะหาเรื่องกันใช่มั้ย” แสงแขขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจ
       “เปล่า...พี่แค่อยากเตือนว่า ถ้าเธอรักคุณลบ เธอก็ต้องหมั่นคอยดูแลเอาใจคุณย่าให้ดี”
       “โอ๊ย! ยายแก่นั่นเอาใจยากจะตาย”
       “แสงแข!” อุษาปรามน้องสาว
       “แขโผล่เข้าไปทีไร ก็ไล่ออกมายังกับหมูกับหมาทุกที”
       “พี่จะเข้านอนละ..ดึกแล้ว”
       อุษาพูดตัดบท แล้วเปิดประตูเข้าไป
       แสงแขมองตามอย่างหงุดหงิด
      
       ดวงจันทร์เสี้ยวลอยผ่านเข้าไปในก้อนเมฆสีเทา รอบอาณาบริเวณโดมทองยามนี้ มองดูเวิ้งว้าง ลึกลับชวนว้าเหว่
       บริเวณห้องใต้โดม มีแสงสว่างจากแสงเทียนวูบๆ วาบๆ ขึ้นมา พร้อมเสียงเพลงอ่อนหวานเศร้าสร้อยและเยือกเย็นชวนขนลุก
      
       โอ้ว่าป่านนี้พระพี่เจ้า จะโศกเศร้ารัญจวนหวนหา
       ตั้งแต่ไปแก้สงสัยมา ไม่เห็นขนิษฐาในถ้ำทอง
       ...ฯลฯ
      
       วิรงรองนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้านวมนุ่มๆ ค่อยๆ ลืมตาตื่นด้วยได้ยินเสียงเพลงแว่วมา หญิงสาวค่อยๆ ลุกนั่ง
       “ใครมาร้องเพลงป่านนี้...”
       เสียงร้องหายไป กลายเป็นเสียงฌโญซซอสามสายดังวังเวงขึ้นกว่าเดิม
       วิรงรองถึงกับลูบแขนตัวเอง “ขนลุก”
       จังหวะนั้นวิรงรองขยับจะลุกขึ้น แต่แล้วเสียงเพลงกลับเงียบไปเฉยๆ
       วิรงรองเลยล้มตัวลงนอน หลับตาลง
      
       หากมองจากภายนอก จะเห็นตรงบริเวณยอดโดม แสงเทียนวูบๆ วาบๆ อยู่พลันดับลง ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความมืด
      
       ด้านท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ ค่อยๆ พลิกตัวตะแคงเรียกอุไร ซึ่งนอนอยู่หน้าเตียง
       “อุไร”
       อุไรยังนอนอย่างสบาย
       “นังอุไร”
       “เจ้าขา” อุไรสะดุ้ง ลุกนั่งทันที “อะ..อะ..เอา...เอาอีกแล้วหรือเจ้าคะ”
       ท่านผู้หญิงตวาด “ฉันถามว่าได้ยินหรือเปล่า”
       “เปล่าเจ้าค่ะ”
       นัยน์ตาท่านผู้หญิงสรรักษ์เป็นประกายกร้าว “นังพลับพลึงมันเจตนาจะร้องให้ฉันฟังคนเดียว! ดี! ร้องอีกซิ! ร้องอีก! ร้องเลย!”
       อุไรเลิ่กลั่ก “..อย่า...อย่าท้าซิเจ้าค่ะ ท่าน”
       “ข้าจะท้า ร้องเลย นังพลับพลึง! ร้องให้คอแตกตายซ้ำตายซากเลย”
       “เอา..เอา ยังงี้ดีไหมเจ้าค่ะ...ถ้า..ถ้า ท่านผู้หญิงอยากฟังเพลง อุไรจะร้องให้ฟัง”
       “นังบ้า! เสียงเอ็งยังกับเป็ด ข้าจะฟังเสียงผีร้องเพลง..ไม่ใช่เป็ด! ร้องซิ! นังพลับพลึง! ร้องเลย”
       ทุกอย่างยังคงเงียบสนิท
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์กรีดเสียงหัวเราะดังน่ากลัว จนอุไรสะดุ้ง “มันกลัวข้า นังพลับพลึงมันกลัวข้า! ได้ยินมั้ย นังอุไร ได้ยินมั้ย”
      
       ท่านผู้หญิงกรีดเสียงหัวเราะอย่างสะใจ ขณะที่อุไรมองหญิงชราอย่างหวาดผวา

       ด้านวิรงรองนอนพอจะเคลิ้มๆ หลับ หูกลับได้ยินเสียงแผ่วๆ แหบโหย เรียกชื่อเธอ
      
       “พลับพลึง...พลับพลึง”
       วิรงรองสะดุ้งตื่นลุกขึ้น
       เสียงนั้นแผ่วเบามากขึ้นเหมือนมาจากที่ไกลๆ
       “พลับพลึง” เสียงเรียกดังขึ้นอีก
       คราวนี้วิรงรองตวัดผ้าห่มออก แล้วลุกเดินไปหยิบเชิงเทียน เดินออกนอกห้องไป
       วิรงรองก้าวออกมาตรงทางเดินหน้าห้อง เหลียวมองโดยรอบ แล้วตัดสินใจเดินต่อไป เงาที่เกิดจากแสงเทียน ดูใหญ่โตวูบวาบน่ากลัว
      
       วิรองรองถือเชิงเทียนเดินเข้ามาในมุมนั้น โดยไม่รู้ว่าเป็นบริเวณใกล้ห้องทำงานอดิศวร์ เพื่อจะเดินผ่านออกไปข้างนอก
       “นั่นใคร” เสียงอดิศวร์ร้องถาม
       วิรงรองสะดุ้งเฮือก เชิงเทียนเกือบตกจากมือ
       “อุ๊ย!...” หันตัวกลับมาทางเสียง
       ไฟฟ้าบริเวณนั้นสว่างขึ้น เห็นอดิศวรยืนอยู่หน้าห้องทำงาน ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
       “มาถึงวันแรกก็เที่ยวได้เดินเพ่นพ่านเลย”
       วิรงรองยังคงอ้าปากค้าง มองอดิศวร์เหมือนไม่รู้จะพูดอะไร
       “ถ้ารักจะอยู่ที่นี่ อย่าทำเป็นคนสอดรู้สอดเห็น! ฉันไม่ชอบ”
       วิรงรองตั้งสติได้ “ดิฉันไม่ได้เดินเพ่นพ่าน แล้วก็ไม่ได้เป็นคนสอดรู้สอดเห็น”
       “งั้นเธอจะอธิบายว่ายังไง ที่ออกมาเดินถือเชิงเทียนส่องดูโน่นดูนี่เวลาตี 2”
       “ดิฉันได้ยินเสียงคนเรียก”
       อดิศวร์เหยียดมุมปากเหมือนเยาะๆ “ใครที่ไหนเขาจะมาเรียกเธอ”
       “ดิฉันไม่ทราบ! แต่สาบานได้ว่าได้ยินจริงๆ”
       อดิศวร์นิ่วหน้า “ฉันไม่ชอบให้ใครมาสาบาน”
       วิรงรองไม่รอฟังให้จบ หันหลังเดินกลับไป
       “ฉันยังพูดไม่จบ” อดิศวร์เสียงแข็ง
       วิรงรองหันกลับมา “ขอเปลี่ยนเป็นว่ายังหาเรื่องไม่จบได้ไหมคะ”
       คราวนี้อดิศวร์เป็นฝ่ายอึ้งบ้าง
       “แล้วก็ไม่ใช่วิสัยของดิฉันที่จะต้องมายืนทนให้ใครมาด่าว่าด้วย เมื่อกี้คุณบอกว่าตี 2 แล้ว...ดิฉันต้องไปนอนละค่ะ! เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นสาย จะโดนด่าอีก”
       วิรงรองเดินไป โดยมีอดิศวร์มองตามอย่างหงุดหงิด
      
       บรรยากาศยามเช้า ที่มีหมอกลอยอ้อยอิ่งภายนอก ส่วนในห้องวิรงรองลุกขึ้นตาลีตาลานหยิบนาฬิกาข้อมือที่วางไว้หัวเตียงมาดูและเบิกตากว้างตกใจ
       “8 โมง! ตายแล้ว”
       วิรงรองรีบเดินไปเข้าห้องน้ำ
      
       บรรยากาศสวยๆ ของอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ของโดมทอง เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง วิรงรองรีบลงบันไดมาถึงบริเวณบันไดขั้นสุดท้ายแล้ว ขณะที่อุษาเดินมาพอดี
       “ขอโทษค่ะ..ดิฉันหลับเพลินไปหน่อย”
       “ไม่เป็นไร...เมื่อคืนคุณมาถึงเกือบตี1..เชิญทางนี้”
       อุษาเดินนำวิรงรองไปยังห้องอาหาร
      
       ส่วนในห้องอาหารแสงแขทานอาหารเช้าเสร็จพอดี ในขณะที่อุษาพาวิรงรองเดินเข้ามา
       “อยู่ที่นี่จะมานอนกินบ้านกินเมืองเหมือนอยู่บ้านตัวเองไม่ได้! แล้วก็อย่ามาแก้ตัวว่านอนดึก เพราะฉันกับพี่อุษาก็นอนดึกเหมือนกัน” แสงแขประกาศความไม่เป็นมิตรในทันที
       “ขอโทษค่ะ! ดิฉันจะพยายามไม่ให้เกิดเรื่องอย่างนี้อีก” วิรงรองว่า
       แสงแขจ้องเขม็ง “ต้องไม่ให้เกิด! ไม่ใช่พยายามไม่ให้เกิด”
       “ค่ะ”
       อุษาพยักหน้าให้วิรงรองนั่ง ขณะเดียวกันโอบอ้อมยกข้าวต้มร้อนๆ มาวางให้ด้วยสีหน้าเย่อหยิ่งบึ้งตึงเหมือนเจ้านาย
       “กินให้เร็วๆ ด้วย เพราะเดี๋ยวต้องไปพบคุณย่า” แสงแขบอก
       อุษาทนไม่ไหว ปรามน้องสาว “แสงแข! คุณวิรงรองเป็นคนของคุณลบ..เธอควรพูดกับเขาให้ดีกว่านี้”
       แสงแขลุกขึ้นทันที “ฉันพูดดีที่สุดแล้ว”
       จากนั้นแสงแขก็เดินเชิดออกไป ตามด้วยโอบอ้อม
       อุษามองตามและส่ายหน้าแล้วเบือนกลับมาที่วิรงรอง “...อย่าถือสาอะไรเลยนะ...คุณวิรงรอง”
       “เรียกวิรงรองเฉยๆ ดีกว่าค่ะ”
       “ทานข้าวต้มเถอะ เดี๋ยวเย็นจะไม่อร่อย”
       วิตักข้าวต้มคำแรกเข้าปาก แล้วสะดุ้ง หน้าตาเหยเก
       “เป็นอะไร” อุษาแปลกใจ
       “เค็มปี๋เลยค่ะ”
       “เอ๊ะ!..เป็นไปได้ยังไง เดี๋ยวฉันจะไปทำให้ใหม่”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันยังไม่หิว คุณอุษาพาดิฉันไปพบท่านผู้หญิงเถอะค่ะ”
       “งั้นทานแซนด์วิชรองท้องหน่อยก็แล้วกัน...ฉันทำให้เดี๋ยวเดียว”
      
       อุษาลุกเดินหายไปในครัว


  


       บรรยากาศภายนอกโดมทองยามนี้ หนาวเย็น มีหมอกปกคลุมอยู่ทั่วไป อดิศวร์เดินช้าๆ เหมือนใช้ความคิดอยู่บริเวณภายนอก แสงแขเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
      
       “คุณลบขา”
       อดิศวร์หันมามองแว่บหนึ่ง
       “วันนี้คุณลบจะเข้าไปในเมืองหรือเปล่าค่ะ...แขจะได้ขออนุญาตติดรถไปด้วยจะไปซื้อของใช้ที่จำเป็นนิดหน่อย”
       “ก็ให้นายสมขับไปให้ซิ”
       แสงแขผิดหวัง ลอบย่นจมูก “เอาไว้แสงไปกับคุณลบดีกว่า”
       สีหน้าแววตาอดิศวร์บอกความรำคาญแว่บหนึ่ง แล้วเดินย้อนกลับ แสงแขเดินตาม แล้วเริ่มให้ร้ายวิรงรองทันที
       “ที่กรุงเทพฯ อากาศคงไม่ดีเท่านี้...วิรงรองถึงได้นอนหลับเพลิน จนพี่อุษาต้องไปปลุก!”
       “เขาเพิ่งตื่นหรือ” ชายหนุ่มฉงน
       “ค่ะ...โอบเลยไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากคอยอุ่นข้าวต้มให้”
       อดิศวร์ยังคงเดินด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่นัยน์ตามีแววหงุดหงิดให้เห็น
       แสงแขลอบมองอย่างพอใจ
      
       ทั้ง 2 เดินมาถึงหน้าห้อง แล้วเคาะประตูเบาๆ ก่อนที่อุษาจะเอื้อมมือไปเปิด พลางพยักหน้าให้วิรงรองตามเข้าไป
      
       อุไรเดินค้อมตัว มาทรุดลงคุกเข่าใกล้เตียง โดยมีวิรงรองก้มหน้าก้มตาตามมา และอยู่ข้างหลัง ภายในห้องนอนท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ ค่อนข้างมืดทึมทึบ เพราะท่านสั่งให้ปิดม่านหมด
       อุไรช่วยประคองให้ท่านผู้หญิงลุกขึ้นนั่งและเอาหมอนซ้อนข้างหลังให้
       “คุณย่าขา..อุษาพาคนดูแลคุณย่ามาแล้วค่ะ”
       วิรงรองขยับตัวมาข้างหน้าและก้มกราบอีกทีและเงยหน้าขึ้น ท่านผู้หญิงสรรักษ์ เพ่งมองมา แล้วดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว
       “นังพลับพลึง ไป ออกไปให้พ้น อุษา! เอามันออกไป”
       ทั้งวิรงรอง อุษา และอุไร ต่างตกใจ
       “คุณย่าคะ” อุษาเรียกสติ
       “บอกให้เอามันออกไป เมื่อไหร่แกจะไปผุดไปเกิดเสียที ออกไป๊! ออกไป! ฉันกลัวแล้ว”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ ยกมือปิดหน้าปิดตาตัวสั่นเทาและร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว
       อุษารีบบอก “อุไร! พาคุณวิรงรองออกไปก่อน”
       “เชิญค่ะ”
       วิรงรองยังคงมีสีหน้างงๆ ขณะตามอุไรออกไป
      
       วิรงรองตามอุไรออกมาหน้าห้องด้วยสีตกใจระคนงุนงง โดยเสียงกรีดร้องด้วยความกลัวและเสียงขับไล่ไสส่ง
       ของท่านผู้หญิงยังดังอยู่ไม่ขาดระยะ
       อดิศวร์และแสงแขเดินตรงมาพอดี
       “คุณย่าเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น” แสงแขถาม
       อุไรยังไม่ทันตอบอดิศวร์สั่งโดยไม่มองหน้าใคร
       “แสงแข! พาวิรงรองไปรอที่ห้องทำงานฉัน” แล้วรีบเข้าห้องไป
       “ค่ะ” แสงแขหันมาทางวิรงรอง “ไปย่ะ”
       แสงแขเดินนำวิรงรองไป
       “แล้วอุไรล่ะคะ”
       แสงแขตวัดเสียงใส่ “แกก็ยืนเบิ่งอยู่ตรงนั้นแหละ”
       “ต้องเบิ่งด้วยหรือคะ” อุไรงงๆ
      
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ขณะที่อดิศวร์กอดไว้อย่างอ่อนโยน
       “ลบ! เมื่อกี้นังพลับพลึงมันเข้ามาหลอกหลอนย่า ลบต้องไล่มันไปนะลูกนะ! อย่าให้มันเข้ามาอีก”
       “ไม่ใช่คุณย่าน้อยหรอกครับ เขาชื่อวิรงรองผมเป็นคนพามาช่วยพยาบาลคุณย่า”
       “ไม่เอ๊า..ไม่เอา!...นั่นแหละนังพลับพลึง! นังพลับพลึงชัดๆ มันจะหลอกลวงให้ลบหลงเชื่อ”
       ยิ่งพูดมากท่านผู้หญิงสรรักษ์ยิ่งหอบเหนื่อย
       “มันจะทำให้ลบเกลียดย่า”
       “ไม่มีใครทำให้ผมเกลียดคุณย่าได้หรอกครับ”
       “มีซิ!...ก็นังพลับพลึงไง! มันจะแก้แค้นที่ย่า...” พูดแล้วท่านผู้หญิงชะงัก และน้ำตาไหลพรากๆ “ย่าเกลียดมัน ทั้งเกลียดทั้งกลัว”
       อดิศวร์รับผ้าเช็ดหน้าจากอุษามาค่อยๆ ซับน้ำตาให้ย่า พลางพูดอธิบาย “...คุณย่าน้อยท่านไม่อยู่แล้วละครับ...หรือถ้ายังอยู่ท่านต้องอายุมากแล้ว..คนเมื่อกี้ที่คุณย่าเห็นไม่ใช่คุณย่าน้อย..เขาอายุน้อยกว่าแสงแขอีก”
       “ก็เพราะมัน “ไป” ตอนอายุเท่านั้นน่ะซิ..มันถึงไม่แก่!” หญิงชราเพ้อ
       “เอาอย่างนี้...ผมจะพาเขามาให้คุณย่า...”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์เงยหน้าขึ้นและขยุ้มแขนหลานชายอย่างแรง นัยน์ตาลุกวาว “ไม่! ย่าไม่อยากเห็นมัน! ลบต้องไล่มันออกไป! ถ้าลบรักย่า ลบต้องไล่มันออกไป”
       อุษาเหลือบมองหน้าอดิศวร์ซึ่งมีสีหน้ายุ่งยากใจ
       “รับปากกับย่าซิลบ ว่าลบจะไล่มันออกไป”
       อดิศวร์รวบมือของย่าไว้ “คุณย่าต้องรับปากกับผมก่อนว่า จะเลิกคิดเรื่องคุณย่าน้อย คุณย่าจะได้ดีขึ้น”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ส่ายหน้า สะอึกสะอื้น “ชีวิตย่าไม่มีวันดีขึ้นอีกแล้ว นับตั้งแต่วันนั้น เจ้าคุณปู่ของลบก็เกลียดย่า” ขณะพูดนัยน์ตาหญิงชราวาววามขึ้นมาทันที “ไอ้พัน! ไอ้คนทรยศ! ไอ้พวกเนรคุณ” แล้วร้องไห้ออกมาใหม่ “ทำไมถึงเป็นอย่างนี้”
       อดิศวร์ลบลูบแขนท่านผู้หญิงเบาๆ อย่างปลอบโยน แล้วพยักหน้ากับอุษาเป็นเชิงบอก
       อุษาหยิบยาบนโต๊ะข้างเตียง รินน้ำให้แล้วส่งให้อดิศวร์
       “คุณย่าทานยาหน่อยนะครับ”
       “ย่ากินแล้ว...ลบต้องไล่มันออกไปนะลูก...อย่าให้ย่าเห็นมันอีก”
       อดิศวร์ค่อยๆ ประคองย่านอน
       “หลับตานะครับ เดี๋ยวตื่นขึ้นมา คุณย่าจะได้รู้สึกสบาย”
      
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์หลับตาลงอย่างว่าง่ายเช่นเดิม แต่ยังถอนสะอื้นเบาๆ มือยังยึดแขนหลานชายไว้แน่น


  


       ส่วนวิรงรองพยายามนั่งสงบเสงี่ยม ก้มลงมองแต่มือตัวเอง ในขณะที่แสงแขยืนจ้องเขม็งด้วยสีหน้าแววตาเอาเรื่อง
      
       บรรยากาศในนั้นเต็มไปด้วยความอึดอัดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วประตูห้องนั้นจึงเปิดออก เห็นอดิศวร์เดินเข้ามา แสงแขรีบเดินเข้าไปหาและถามเสียงอ่อนหวาน
       “คุณย่าเป็นยังไงบ้างคะ”
       “หลับไปแล้ว”
       แสงแขพยักหน้าและหันมาทางวิรงรองแว่บหนึ่ง ลดเสียงพูดเบาลง ท่าทางเหมือนสนิทกับอดิศวร์มาก
       “น่าสงสารวิรงรองจังค่ะ..เขาตกใจมากเลย”
       แสงแขเดินออกไป ลบเบือนหน้ามามองวิรงรอง
       วิรงรองสบตาอดิศวร์แน่วนิ่ง “ดิฉันขอลาออกค่ะ”
       “เหตุผล”
       “คุณควรไปถามภรรยาคุณดู เขาอยู่ในห้องด้วย”
       อดิศวร์สะดุ้งเล็กๆ “อะไรนะ ใครเป็น...ภรรยาฉัน”
       วิรงรองเริ่มงงบ้าง “ก็..คุณแสงแขไงค่ะ”
       อดิศวร์จ้องเขม็งราวกับวิรงรองทำผิดมากๆ “แสงแขไม่ใช่ภรรยาฉัน”
       วิรงรองทำหน้าเหวอ “อ้าว... แต่ยังไง ดิฉันก็จะลาออก!..คุณย่าคุณท่านไล่ดิฉัน”
       “นั่นเป็นเพราะว่าท่านคิดว่าเธอเป็นคนอื่น”
       “ดิฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วค่ะ ดิฉันไม่เหมาะกับที่นี่”
       นัยน์ตาอดิศวร์มีแววเยาะเย้ยชัดแจ้ง “แล้วเธอเหมาะกับที่ไหนล่ะ แม่วิรงรอง”
       วิรงรองเบิกตากว้างกับคำว่า “แม่วิรงรอง”
       อดิศวร์ยังเยาะเย้ยต่อ “จะต้องให้ฉันบอกไหม”
       วิรงรองฉุนลุกขึ้นและยืดตัวตรง “ไม่ต้อง! ดิฉันบอกเองได้! ดิฉันเหมาะกับสังคมที่ดิฉันจากมา! และดิฉันไม่ชอบให้ใครมาเรียกดิฉันว่า แม่วิรงรอง”
       “ชอบให้เรียกว่า “พลับพลึง” หรือไง” อดิศวร์สวนออกมาในทันที
       วิรงรองชะงัก “คุณลบ”
       “ฉันชื่อ อดิศวร์! คนที่ชอบพอสนิทสนมเท่านั้นถึงจะเรียกชื่อเล่นฉันได้”
       วิรงรองกำมือแน่น ทั้งโกรธ เจ็บใจ และอับอาย พยายามตั้งสติและยอกย้อนทันที
       “ชื่อพลับพลึงก็เหมือนกัน! คนที่สนิทสนมชอบพอกับดิฉันเท่านั้นถึงจะเรียกได้”
       “เช่น นายพิชญ์ใช่ไหม”
       วิรงรองทั้งแปลกใจและตกใจจนพูดไม่ออก
       “เธอเอาเรื่องคุณย่ามาบังหน้า ก็เพราะจะกลับไปหานายพิชญ์!”
       คราวนี้วิรงรองกัดปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เดินไปที่ประตู อดิศวร์จับแขนไว้
       “อย่ามาตบตาคนอย่างฉัน”
       “ปล่อย! ดิฉันจะกลับบ้าน”
       “พิณทองเป็นหลานของฉัน” อีกคำหลุดออกมาจากปาก อดิศวร์ ศิโรดม
       วิรงรองชะงัก มองหน้าอดิศวร์ อย่างประหลาดใจสุดๆ
       “ฉันไม่ปลอยให้เธอไปแย่งคู่หมั้นของหลานฉันแน่...แม่วิรงรอง”
       “ดิฉันไม่ได้สิ้นคิดขนาดที่จะไปแย่งของของคนอื่น”
       “งั้นก็พิสูจน์ซิ”
       วิรงรองมองหน้าอดิศวร์
       “ด้วยการอยู่ที่นี่จนกว่า 2 คนนั้นจะแต่งงานกัน”
       วิรงรองยังคงมองหน้าอดิศวร์อยู่อย่างนั้น
       อดิศวร์บีบแขนวิรงรองจนหญิงสาวนิ่วหน้าร้องเบาๆ “หาผู้ชายอื่นไม่ได้แล้วหรือไงถึงได้คิดแต่จะแย่งคู่หมั้นพิณทอง”
       “ก็ได้! ดิฉันจะอยู่ที่นี่จนกว่า หลานสาวคุณจะแต่งงานกับพิชญ์”
       สีหน้าอดิศวร์เหมือนมีแววโล่งใจขึ้นมาแว่บหนึ่ง
       “แล้วก็อย่าเรียกฉันว่า แม่วิรงรองอีก ไม่อย่างนั้น ดิฉันจะกลับบ้านทันที”
       “ตกลง”
       “ทีนี้จะปล่อยแขนดิฉันได้หรือยังค่ะ”
       อดิศวร์ปล่อยมือจากแขนหญิงสาว วิรงรองเดินไปที่ประตูแล้วหันมา
       “คุณพูดถูก พิชญ์เป็นคนเดียวในโลกนี้ที่เรียก ว่า “พลับพลึง” เพราะชื่อดิฉันแปลว่าอย่างนั้น”
       วิรงรอง นกุล เปิดประตูเดินออกไป อดิศวร์ ศิโรดม มองตามด้วยสีหน้าหงุดหงิดไม่พอใจ
      
       วิรงรองพยายามกลั้นน้ำตาเดินแกมวิ่งมาที่ห้อง แต่ต้องชะงัก เมื่อเห็นแสงแขและโอบอ้อมยืนอยู่ที่หน้าห้อง
       “โอบ! ฉันบอกแล้วว่าไม่เกินเดือนนึง”
       “คุณแสงแขทายแม่นจังค่ะ...แถมยังทำสถิติไปเร็วที่สุดอีกด้วย..มาปุ๊บไปปั๊บ”
       “ต้องการคนช่วยเก็บข้าวเก็บของ ฉันจะได้ให้โอบมันช่วย”
       “ไม่ต้องค่ะ! เพราะฉันไม่ได้จะไปไหน” วิรงรองบอก
       “เอ๊ะ!..แต่คุณย่าไล่แก”
       “แต่คุณอดิศวร์ขอให้ฉันอยู่ต่อ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ไม่แน่ลองเจ้าของบ้านขอเองแบบนี้ ฉันอาจจะทำสถิติอยู่นานที่สุดก็ได้! คุณแสงแขว่าอย่างนั้นไหมคะ”
       “ฉันไม่เชื่อ”
       “งั้นก็ไปถาม คุณอดิศวร์เองซิค่ะ! จะได้หายข้องใจ”
       วิรงรองเดินผ่านทั้ง 2 คน ไปที่ประตูและเปิดเข้าไป
       แสงแขกำมือแน่น “อ๋อ! ฉันถามแน่ ว่าแต่แกเถอะระวังตัวให้ดี ทะเร่อทะร่าเข้ามาอยู่ไม่รู้หรือว่าบ้านนี้ผีดุ”
       โอบอ้อมเสริม “พูดแล้วขนหัวลุก”
       “ไป! นังโอบ”
       โอบอ้อม หัวเราะคิกคักเดินตามแสงแขไป ขณะที่วิรงรองส่ายหน้าและปิดประตูลง
      
       วิรงรองเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะใกล้หน้าต่าง มองออกไปอย่างตั้งใจแล้วชะงัก สีหน้าประหลาดใจและตื่นเต้น
       เธอเห็นทุ่งพลับพลึงกำลังออกดอกขาวสะพรั่ง
       “สวยจังเลย”
       วิรงรองชะงักเหมือนนึกถึงอะไรได้ ภาพทุ่งพลับพลึงในความฝันผุดขึ้นมาในห้วงคิด
       “แปลก”
      
       วิรงรองตัดสินใจเดินออกจากห้องไปอีกครั้ง


  


       ขณะเดียวกันอุษาเดินออกมาตรงหน้าห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ ขณะที่แสงแขรออยู่อย่างกระวนกระวาย
      
       “พี่อุษา! วิรงรองบอกว่า คุณลบให้เขาอยู่ต่อ”
       อุษาแปลกใจนิดหน่อย “ถ้าคุณลบให้อยู่ เขาก็คงต้องอยู่”
       “แต่คุณย่าท่านไล่”
       “ช่างเถอะ! ไม่ใช่เรื่องของเรา”
       “แขจะฟ้อง คุณย่า”
       “อย่านะ” อุษาห้าม
       “ทำไม..แขจะบอก!”
       “ถ้าเธออยากให้มีเรื่องก็ตามใจ”
       อุษาเดินจากไป
       “แขไม่ใช่พี่อุษานี่ จะได้ไม่มีปากไม่มีเสียง”
       แสงแขพูดตามหลังพี่สาวไป ร่างอุษาเลี้ยวลับไปอย่างไม่สนใจ
      
       ดอกพลับพลึงไหวตามสายลม กลิ่นหอมกรุ่นกระจายไปทั่วบริเวณ
       วิรงรองเดินเข้ามาและมองภาพนั้นอย่างตื่นตาตื่นใจ
       “ไม่เคยเห็นใครปลูกดอกพลับพลึงเป็นทุ่งอย่างนี้เลย ยิ่งมาดูใกล้ๆ ยิ่งสวยไม่น่าเชื่อว่าเหมือนในความฝันทุกอย่าง”
       จังหวะนี้ ภาพท่านผู้หญิงสรรักษ์ผุดเข้ามาในห้วงความคิด
       “นังพลับพลึง! ไป ออกไปให้พ้น”
       พอภาพนั้นเลือนหาย วิรงรองนิ่งคิดอย่างฉงน
       “จะเกี่ยวกับ คนที่ชื่อพลับพลึงหรือเปล่านะ”
       วิรงรองมองทุ่งพลับพลึง ด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
      
       จังหวะนี้ อดิศวร์ยืนอยู่ที่หน้าต่าง ทอดสายตามองไปที่ทุ่งพลับพลึง เห็นว่าวิรงรองกำลังเก็บดอกพลับพลึงในทุ่ง
       “จุ้นจ้านที่สุด”
       อดิศวร์ ศิโรดม หงุดหงิดขึ้นมาครามครัน
      
       ขณะที่วิรงรองหอบช่อดอกพลับพลึงเต็มอ้อมแขนเดินกลับมาที่หน้าคฤหาสน์ แล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นอดิศวร์ยืนมองมาด้วยดวงตาตำหนิเหมือนผู้ใหญ่มองดูเด็กที่ทำผิด
       “ขออนุญาตใครหรือยัง”
       วิรงรองเม้มปาก “ดิฉันไม่ทันคิดว่า คุณอดิศวร์ จะหวง...เห็นเป็นแค่ดอกไม้ธรรมดา แล้วก็มีอยู่เยอะแยะ”
       “แต่เธอก็ควรขออนุญาตก่อน แล้วเรื่องที่เธอชอบเพ่นพ่านไปโน่นมานี่ก็เหมือนกัน”
       “ดิฉันไม่มีอะไรจะทำ จะให้อุดอู้อยู่แต่ในห้องเฉยๆ ก็ขอสารภาพว่าทำไม่ได้!..เพราะดิฉันไม่ใช่หุ่นถึงจะได้จับไปวางตรงโน้นตรงนี้ได้ตามใจชอบ ถ้าหากคุณไม่พอใจ ดิฉันก็จะกลับบ้าน”
       “นึกแล้วว่าต้องพูดอย่างนี้...ใกล้จะถึงวันแต่งงานของนายพิชญ์แล้วนี่”
       วิรงรองรับรู้สุ้มเสียงเยาะหยันนั้น ดวงตาวาววับ “กรุณาอย่าดูถูกดิฉันให้มากนัก! คนอย่างดิฉันพูดคำไหนคำนั้น! อีกอย่าง..ก็เหมือนที่คุณพูด ผู้ชายไม่ได้มีแค่พิชญ์คนเดียว แล้วดิฉันก็ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก”
       “จะบอกว่าคบผู้ชายไว้หลายคนละซิ” อดิศวร์ย้อนให้อีก
       “นั่นมันเรื่องของดิฉัน แล้วดอกพลับพลึงพวกนี้ ถ้าคุณจะคิดเงิน ก็หักจากเงินเดือน ของดิฉันได้”
       วิรงรองขยับออกเดิน
       อดิศวร์ยิ่งหงุดหงิด “เดี๋ยวก่อน”
       วิรงรองหยุดและหันหน้ากลับมามองด้วยสีหน้าเรียบเฉย
       “อย่าสอดรู้สอดเห็นให้มากนัก จะไปไหนมาไหนก็ชวนอุษาหรือแสงแขไปด้วย อาณาเขตของโดมทองกว้างมาก เธออาจจะหลงทางได้ง่ายๆ”
       “ขอบคุณค่ะ ที่กรุณาเตือน”
       วิรงรองเดินเข้าคฤหาสน์ไป
       “อวดดี”
      
       อดิศวร์ ศิโรดม มองตามร่างระหงไปอย่างหงุดหงิด
      

       จบตอนที่  1
ตอนที่ 2
      
       ไม่นานนัก วิรงรองเดินกลับเข้ามาในห้อง พร้อมกับเข้าไปวางช่อพลับพลึงในอ่างล้างหน้า แล้วออกมาหยิบโทรศัพท์มากดโทร.ออก ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนคุยบนเตียง
      
       “ว่าไงครับ” อนิรุทธิ์รับสายขณะขับรถอยู่ระหว่างทางไปทำงาน
       “ช่วยหน่อยซิรุทธิ์ ช่วยเซิร์ชประวัติบ้านโดมทองให้หน่อย จะโทร.ไปถามคุณป้าสุรภี ท่านก็กลับไปอเมริกาแล้วซิ”
       “ได้ครับ...แต่ต้องรอให้ผมกลับจากงานเย็นนี้..มีอะไรหรือเปล่า”
       “โอ๊ย!..จาระไนยไม่หมด”
       จังหวะนี้มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
       วิรงรองหันไปมอง “มีคนมา..แค่นี้ก่อนนะ..แล้วจะเล่าให้ฟังทีหลัง”
       วิรงรองปิดโทรศัพท์ แล้วเดินไปที่ประตู
       “ใครคะ”
       “อุษาค่ะ” เสียงตอบกลับมา
       วิรงรองเปิดประตูออก เห็นอุษายืนอยู่
       “ออกไปเดินเล่นกันไหมคะ”
       วิรงรองมองอุษาอย่างแปลกใจ
      
       ไม่นานต่อมา วิรงรองเดินตามอุษาจะออกไปข้างนอกคฤหาสน์ แสงแขเดินผ่านมาทางนั้นเหมือนกัน
       แสงแขปรายตามองวิรงรอง ด้วยแววตาเกลียดชังแว่บหนึ่ง “จะไปไหนกัน”
       “พาคุณวิรงรองไปเดินเล่น” อุษาบอก
       “คุณลบรู้หรือเปล่า”
       “คุณลบเป็นคนสั่งพี่เอง”
       ทั้งแสงแขและวิรงรองชะงักไปพร้อมๆ กัน
       แสงแขไม่เชื่อ “โกหก”
       “งั้นเธอก็ไปถามคุณลบเอง” อุษาหันมาทางวิรงรอง “ไปค่ะ”
       อุษาและวิรงรองเดินออกไป ปล่อยให้แสงแขมองตามอย่างไม่พอใจอยู่ตรงนั้น
      
       ทั้ง 2 สาวขี่จักรยานเข้ามาในบริเวณชายหาดริมน้ำอันสวยงามแห่งนั้น วิรงรองลงจากจักรยานแล้วเดินลงไปบริเวณน้ำตื้น ใสจนเห็นก้อนกรวดขนาดต่างๆ
       วิรงรองชะเง้อมองไปโดยรอบ “สวยจังเลยค่ะ”
       อุษายิ้มนิดๆ
       วิรงรองนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจถาม “คุณ...เอ่อ คุณอดิศวร์ให้คุณอุษาพาวิมาเดินเล่นจริงๆ หรือคะ”
       “ค่ะ...เห็นเขาท่าทางเฉยๆ อย่างนั้น ที่จริงแล้วคุณลบใจดีนะคะ...คอยเป็นห่วงเป็นใยทุกคน”
       “นั่นหนะหรือคะใจดี! ห่วงใยทุกคน” วิรงรองพูดเสียงสูงแบบอดรนทนไม่ได้
       “ใช่”
       วิรงรองพยักหน้ารับรู้ “ถ้าอย่างนั้นคงเว้นวิไว้คนนึง!”
       “ไม่เว้นหรอกค่ะ..ไม่งั้นจะให้พี่พามาเที่ยวดูโน่นดูนี่ทำไม” อุษาบอก
       วิรงรองไม่เชื่อ ตั้งท่าจะเถียง แต่แล้วก็นิ่งไป อุษาก็นิ่งไปเช่นกัน
       วิรงรองพูดขึ้นในที่สุด “น้ำลึกไหมค่ะ”
       “ลึกมาก...ยิ่งฤดูน้ำหลากยิ่งน่ากลัว”
       วิรงรองชะเง้อไปยังอีกฝั่งเห็นไกลลิบๆ ตา ก่อนจะถามด้วยท่าทีเกรงใจ
       “เคยมีคน เอ้อ…”
       อุษาบอกทันที “มีค่ะ ต้องมีคนหายไปในช่วงน้ำหลากทุกปีเลย..เหมือนกับมีคำสาป”
       วิรงรองกอดอกและห่อตัว “น่ากลัวจัง”
      
       ท้องน้ำเบื้องหน้าวิรงรอง แลดูเวิ้งว้าง และแฝงความน่ากลัวอยู่ในนั้น


  


       ที่กรุงเทพฯ ภายในห้องรับแขกบ้านพิณทองเวลานั้น บนโต๊ะมีของว่างและเครื่องดื่มวางอยู่เรียบร้อย โดยไม่มีใครแตะ พิชญ์จ้องมองดูการ์ดแต่งงานในมือด้วยท่าทางเหมือนตกอยู่ในภวังค์
      
       “พิชญ์คะ..พิชญ์”
       พิชญ์ยังคงอยู่ในอิริยาบถเดิม
       เสียงพิณทองเรียกดังขึ้นอีก “พิชญ์”
       คราวนี้พิชญ์สะดุ้งหันกลับมา แววตาว่างเปล่า
       “อะไรหรือครับ”
       พิณทองน้อยใจนิดๆ “พิณส่งตัวอย่างการ์ดแต่งงานให้คุณดู...แล้วคุณก็จ้องมันยังกับจะให้ทะลุออกไป”
       “ขอโทษ..ผมไม่ค่อยสบาย” ชายหนุ่มส่งคืนอย่างสุภาพ “เอาแบบนี้แหละ สวยดี”
       พิณทองรับมา สัมผัสได้ถึงความเฉยชาของเขา และก้มลงมองการ์ดครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นอย่างตัดสินใจ “เราเลื่อนการแต่งงานไปก่อนดีไหมค่ะ.. พิณรู้สึกเหมือนกันว่า ผู้ใหญ่ของเราออกจะเร่งรัดเกินไป เราอาจจะต้องการเวลาศึกษากันให้มากกว่านี้”
       “อย่าเลย..ถ้าท่านคิดว่าเหมาะสมแล้ว ..ก็ทำตามท่าน ..เพราะไม่ว่าช้าหรือเร็ว เราก็ต้องแต่งกันอยู่ดี”
       พิณทองน้ำตาคลอ “คุณไม่ได้อยากแต่งงานกับพิณ..คุณแค่ทำตามผู้ใหญ่ต้องการ”
       พิชญ์อึดอัดมากขึ้น “ผม...”
       “พิณสังเกตตั้งนานแล้ว จนมาเห็นชัดเอาวันนี้...เอาเถอะค่ะ พิณจะเรียนคุณพ่อคุณแม่เองว่า จะไม่มีการแต่งงาน”
       พิชญ์ใจหายไปเหมือนกัน “พิณ”
       “การ์ดยังไม่ได้สั่งพิมพ์ ชุดก็แค่เพิ่งเลือกผ้าได้...ยกเลิกตอนนี้ยังทัน...พิณจะอธิบายให้คุณพ่อคุณแม่ฟังเอง”
      
       ไม่นานหลังจากนั้นสองแม่ลูกนั่งอยู่ภายในห้องโถงใหญ่ คุณหญิงวัชรีรู้เรื่องมองลูกทั้งโกรธทั้งน้อยใจเสียใจ
       “ลูกคิดจะทำอะไรน่ะ ตาพิชญ์ ลูกทำอะไรของลูก แม่หาผู้หญิงที่เพียบพร้อมทุกอย่างให้...ไหนบอกมาซิว่าหนูพิณทองไม่ดีตรงไหน”
       “คุณพิณดีทุกอย่างครับ แต่ผมไม่ได้รักเขา! มันหมดสมัยคลุมถุงชนไปตั้งนานมากแล้วนะครับ”
       “คลุมที่ไหน ! แกก็รู้จักพิณทองมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย”
       “ผมรู้สึกเหมือนเขาเป็นน้องสาว”
       “หมายความว่า...แกยืนยันจะแต่งกับแม่พลับพลึงพลับพล่อยอะไรนั่น”
       “ผมรักพลับพลึง...ผมพยายามจะลืมแต่ก็ลืมไม่ได้”
       “งั้นเลือกเอา...ระหว่างแม่กับนังคนนั้น” คุณหญิงยื่นคำขาด
       พิชญ์ตกใจ “คุณแม่”
      
       ค่ำคืนนี้โดมทองเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางดวงจันทร์ขึ้นเต็มดวง
       ภายในห้องทำงาน อดิศวร์กำลังพูดโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงและสีหน้าอ่อนโยน
       “คุณพิณมีธุระอะไรกับน้าลบหรือเปล่า”
       พิณทองอยู่ในห้องที่บ้านกรุงเทพฯ น้ำตาไหลพราก “น้าลบขา...พิณคงไม่แต่งงานแล้ว”
       อดิศวร์ฉงนนิ่วหน้าทันที “ทำไม...เกิดอะไรขึ้น”
       “พิชญ์...พิชญ์เขาไม่ได้รักพิณ...พิณได้ยินมาว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว”
       “เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง แฟนเขาจะไม่มีวันเป็นอุปสรรคกับคุณพิณเด็ดขาด” อดิศวร์บอกเสียงแข็ง
       พิณทองแปลกใจ “น้าลบทราบได้ยังไงคะ”
       อดิศวร์ ศิโรดมนิ่ง อึ้งไป
      
       ขณะเดียวกัน แลเห็นท้องทุ่งดอกพลับพลึงเอนไหวไปตามลม ท่ามกลางแสงสว่างนวลตาของดวงจันทร์
       วิรงรองอยู่ในห้องกำลังคุยโทรศัพท์กับอนิรุทธิ์ ซึ่งนั่งอยู่หน้าคอมพ์ฯ
       “โดมทอง ของวิน่ะเก่าแก่มากเลยนะ...สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5”
       “มิน่า...ถึงได้ดูโบราณ แล้วก็...อึมครึม...ทึมๆ น่ากลัวยังไงก็ไม่รู้ โดยเฉพาะตอนกลางคืน ยังกับอยู่อีกโลกนึงเลย อ้อ! แล้วโดมทองก็ไม่ใช่ของวิด้วย...อย่าพูดอย่างนั้นอีก”
       “โอเค โอ๊...มีรูปเจ้าของด้วย”
       อนิรุทธิ์เลื่อนเมาส์ไปเรื่อย จนเป็นรูปท่านผู้หญิงสรรักษ์ในวัยสาว
      
        “ชื่อท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ หรือ นามเดิม คุณมณฑา ศิโรดม”
      

       เวลาเดียวกันนั้น อดิศวร์อยู่ห้องทำงานกำลังพยายามโทรศัพท์ถึงวิรงรอง แต่สายไม่ว่างจนแล้วจนรอดชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิด
       “คุยอะไรนักหนา”
      
       อดิศวร์วางมือถือลงอย่างหงุดหงิด
      
       ส่วนสองคนยังคุยกันต่อ
       “แล้วมีรูปสามีไหม” วิรงรองถามขึ้น
       “ไม่มี...ทำไมหรือ”
       “แปลก...ที่โดมทองนี่ก็ไม่มีรูปท่านเจ้าคุณสรรักษ์ไกรณรงค์เหมือนกัน...วิเห็นแต่รูปท่านผู้หญิง แล้วก็ต้นตระกูลคนอื่นๆ เท่านั้น...เอาละ ขอบใจมาก”
       “อยากรู้อะไรอีกก็ถามมาได้นะ”
       “จ้ะ”
       วิรงรองวางโทรศัพท์แล้วลุกขึ้นบิดตัวไปมา เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก หญิงสาวหยิบขึ้นมากดรับ โดยไม่ทันดูว่าใคร
       “เจออะไรอีกเหรอ รุทธิ์”
       เป็นอดิศวร์พูดเสียงเย็นชา “ลงมาพบฉันที่ห้องทำงานหน่อย”
       เสียงเหมือนตัดโทรศัพท์ไป วิรงรองทั้งตกใจและแปลกใจ
       “ท่านเคาน์แดร็กคูล่ามีธุระอะไร”
       วิรงรองวางมือถือ แล้วเดินออกไปจากห้อง
      
       อดิศวร์ ศิโรดม ยืนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอยู่พักหนึ่ง แล้วมีเสียงเคาะประตูเบาๆ
       เขาพูดโดยไม่ได้หันไป “เชิญ”
       ประตูค่อยๆ เปิดออก วิรงรองค่อยๆ โผล่มาแค่หน้า แล้วจึงก้าวมาทั้งตัว แล้วปิดประตูเบาๆ
       อดิศวร์ยังคงยืนเฉยอยู่อย่างนั้นไม่พูดไม่กล่าว จนวิรงรองเริ่มอึดอัด กระแอมขึ้น แต่อดิศวร์ก็ยังเฉย
       “คุณอดิศวร์มีธุระอะไรกับดิฉันคะ”
       อดิศวร์เบือนกลับมาช้าๆ สีหน้าแววตาเย็นชามาก “เธอโกหกฉัน เธอยังติดต่อกับพิชญ์อยู่ตลอดเวลา”
       “ดิฉันเปล่า”
       “ยังจะโกหกอีก ถ้าเปล่าแล้วทำไมอยู่ดีๆ พิชญ์ถึงไม่ยอมแต่งงานกับพิณทอง”
       “จะไปทราบได้ยังไงคะ ทำไมไม่ไปถามหลานคุณเองล่ะ” วิรงรองเริ่มฉุน
       อดิศวร์เดินอ้อมเข้ามาหา ตาจ้องเขม็ง วิรงรองถอยหลังทันทีเช่นกัน
       “เมื่อกี้เธอโทรศัพท์คุยกับใคร!”
       วิรงรองเบิกตากว้าง มองอดิศวร์อย่างแปลกใจ
       “หรือจะโกหกอีกว่าไม่ใช่พิชญ์”
       วิรงรองถอนใจเฮือก “ดิฉันคงไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะไม่ว่าจะตอบยังไง คุณก็ไม่เชื่อ” หญิงสาวเว้นไปนิด “ดิฉันไปได้หรือยังคะ”
       “ยัง”
       “ดิฉันเลือกจะอยู่โดมทองต่อไป เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีของตัวเอง...เพราะฉะนั้น คุณไม่มีสิทธิ์จะมาสั่งให้ฉันทำหรือไม่ทำอะไร ดิฉันจะไปนอนละคะ”
       พูดจบวิรงรองหันกลับเดินไปที่ประตู เปิดออกไปเลย
       อดิศวร์มองตามอย่างหงุดหงิด
      
       ตรงทางเดินหน้าห้อง แสงไฟสลัวๆ วิรงรองปิดประตูเบาๆ จังหวะนี้มีเสียงถอนหายใจดังมาจากทางด้านหลัง
       วิรงรองกรีดร้องลั่น เมื่อหันไปเห็นนางพิศยืนอยู่ และมองมาอย่างน่ากลัว หญิงสาวไม่รู้ว่านั่นเป็นวิญญาณของพิศ บ่าวผู้ซื่อสัตย์ของท่านผู้หญิงสรรักษ์นั่นเอง
       อดิศวร์เปิดประตูออกมาดูทันที
       “อะไร”
       วิรงรองหลับหูหลับตาผวาเข้าหาอดิศวร์ด้วยความหวาดกลัวจนลืมตัว โดยที่อีกฝ่ายอ้าแขนรับแล้วโอบกอดไว้
       อดิศวร์ก้มลงถาม “เป็นอะไร”
       วิรงรองยังหลับหูหลับตาอยู่อย่างนั้น “ผีค่ะ ผีอยู่ตรงนั้น” พร้อมกับชี้มือไปทั้งยังหลับตา
       “ไม่เห็นมีอะไรเลย” อดิศวร์ว่า
       วิรงรองลืมตาขึ้นชะเง้อมองทันที พบว่าบริเวณนั้นว่างเปล่า
       วิรงรองมีสีหน้าประหลาดใจ “แต่เมื่อกี้” เงยหน้าขึ้นมองอดิศวร์เพื่ออธิบายแต่แล้วก็ชะงัก เมื่อสบตาที่มีแววแบบรู้เท่าทันของนายจ้าง
       “ไม่เลวนี่”
       “หมายความว่ายังไง”
       “ฉันอยู่ “โดมทอง” มาตั้งนาน ยังไม่เคยเห็นสักครั้ง เธอมาได้ไม่เท่าไหร่ก็เห็นแล้ว”
       “คุณหาว่า ฉันโกหก”
       สีหน้าอดิศวร์มีแววเยาะ นิดๆ “ฉันยังไม่ได้พูด”
       “แต่สายตาคุณบอกว่าอย่างนั้น”
       “อ้อ…เพิ่งรู้ว่าอ่านสายตาฉันออกด้วย” สุ้มเสียงของเขายังฟังดูเยาะๆ ขณะกระชับอ้อมแขนขึ้นอีก
       วิรงรองรู้สึกตัว ผลักอดิศวร์ออกห่างอย่างแรงทันทีอย่างโกรธจัด
       “คุณ...ฉวยโอกาส”
       “อ้าว! พูดให้ดีนะ...เธอเป็นคนเข้ามากอดฉันเอง”
       วิรงรองทั้งโกรธทั้งอาย จนพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง “ก็...”
       อดิศวร์ต่อคำให้ “เธอเจอผี”
       “ไม่ว่าคุณจะเข้าใจว่ายังไง...ฉันขอยืนยันว่าฉันเห็นจริงๆ”
       วิรงรองผละเดินไปอย่างรวดเร็ว
      
       อดิศวร์มองตาม นัยน์ตาที่เยาะๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม


  


       วิรงรองเปิดประตูเข้ามาในห้องนอนอย่างหงุดหงิด ภาพผีนางพิศผุดขึ้นมาในห้วงความคิดแว่บหนึ่ง
      
       “หรือว่าจะเป็นคนในบ้าน...บ้าจัง ทำเป็นกระต่ายตื่นตูม”
       ภาพตอนที่ตัวเองโผเข้าหาอดิศวร์ แล้วกอดเขาไว้ ผุดซ้อนเข้ามาในห้วงความคิด
       วิรงรองปัดตัวเองอย่างหงุดหงิด “ไม่น่าเล้ย...อีตาลบยิ่งชอบมองในแง่ลบอยู่ด้วย”
       วิรงรองเดินมาทรุดตัวลงนั่ง
       “แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
      
       จริงดังที่วิรงรองกังวล อดิศวร์เดินเข้ามาในห้องนอน ด้วยสีหน้าแววตาเคร่งขรึม
       “มารยาเก่งอย่างนี้เอง! นายพิชญ์ถึงได้หลงนักหนา”
      
       ที่บ้านพิณทองในกรุงเทพฯ ท่ามกลางแสงจากโคมไฟสนามทำให้บ้านทั้งหลังไม่มืดสนิทนัก
       พิณทองนั่งน้ำตาคลออยู่ภายในห้อง โดยมีคุณหญิงแก้วผู้เป็นมารดาคอยปลอบ
       “ใจเย็นๆ ลูก...ลูกอาจเข้าใจผิด”
       “คุณแม่อย่าปลอบพิณเลยค่ะ พิณรู้ว่าเขาไม่ได้รักพิณ”
       “ถ้าไม่รัก เขาจะยอมหมั้น”
       “เขาเกรงใจคุณป้าวัชรีต่างหากล่ะคะ...” พิณทองเว้นไปนิด “พิณคิดว่าเขาอาจจะมีแฟน”
       “แต่คุณป้าวัชรีบอกว่าไม่มี” คุณหญิงแย้ง
       “เพราะคุณป้าต้องการให้เราหมั้นกัน” พิณทองสะอื้นออกมาอีก
       “พิณรักเขาใช่ไหมลูก ถ้าอย่างนั้นต้องใจเย็นๆ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วแม่จะพูดกับคุณป้าวัชรีเอง”
       “พิณไม่อยากแย่งแฟนใคร...พิณมีปัญญา...”
       คุณหญิงแก้วขัดขึ้นทันที “แม่บอกแล้วว่าแม่จะพูดกับคุณป้าวัชรีเอง”
       พิณทองนิ่งไป แก้วลูบผมพิณอย่างปลอบโยน
      
       พิชญ์นอนก่ายหน้าผากอยู่ในห้อง ดวงตาจับจ้องมองเพดานครุ่นคิด
       “พลับพลึง...ทำไมคุณถึงใจร้ายนัก”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น พิชญ์ร้องถามออกไป
       “ใคร”
       “แม่เองจ้ะ” คุณหญิงทำเสียงอ่อนๆ เศร้าๆ
       พิชญ์ถอนใจเฮือก แล้วเดินไปเปิดประตู วัชรียืนหน้าเศร้า น้ำตาซึมอยู่
       “คุณแม่เป็นอะไรหรือครับ”
       “แม่จะมาชวนพิชญ์ไปเป็นเพื่อนแม่หน่อย...พรุ่งนี้ แม่ต้องไปกราบขอประทานโทษท่านรัฐมนตรี แล้วก็ผู้ใหญ่อีกหลายท่าน ที่แม่ไปเชิญมาเป็นเกียรติในงานแต่งงานของพิชญ์...เพราะพิชญ์จะยกเลิกการแต่งงานแล้ว”
       พิชญ์อึ้ง รู้สึกแย่
       “แล้วก็ต้องไปขอโทษ ท่านรัฐมนตรีพจน์กับคุณหญิงแก้วด้วย แล้วยังจะหนูพิณทองอีก...ลูกคงไม่รู้ว่าหนูพิณน่ะไม่สบายมาก”
       พิชญ์ชะงัก “อ้าว! พิณทองเป็นอะไรหรือครับ”
       “ก็คงทั้งตรอมใจทั้งอับอายนั่นแหละลูก” คุณหญิงเหลือบมองพิชญ์แว่บหนึ่ง “แล้วลูกล่ะ ปรับความเข้าใจกับแม่...อะไรนะ...อ้อ แม่ดอกพลับพลึงนั่นหรือยัง”
       “พลับพลึงเฉยๆ ครับ ไม่มีดอก...ผมยังติดต่อเขาไม่ได้”
       วัชรีดีใจสุดๆ จนลืมตัว “จริงหรือลูก”
       พิชญ์มองแม่ วัชรีรู้สึกตัว ตีหน้าเศร้าต่อ
       “ตายจริง...มัน...เอ๊ย! เขาหายไปไหนล่ะโถ...แม่คุณ” คุณหญิงเริ่มตีโพยตีพาย “นี่เป็นเพราะแม่คนเดียวที่ทำให้วุ่นวายกันไปหมด ทำไมแม่ถึงได้เลวร้ายอย่างนี้ ...แม่เป็นมารขวางความสุขของลูก ของทุกๆคน"
      
       วัชรีทำเป็นโงนเงน
       “โอ๊ะ นี่แม่เป็นอะไรไป”
       พิชญ์รีบรับตัวแม่ไว้ “คุณแม่ครับ...คุณแม่”
      
       คุณหญิงวัชรีทำอ่อนปวกเปียก เหมือนคนจะเป็นลม
      

      พิชญ์ประคองแม่เข้ามานอนในห้องของคุณหญิง โดยมีสาวใช้ตามมาด้วย
      
       “ไปชงยาหอมมาให้คุณแม่ซิ ...” พูดพลางหยิบยาดมหัวเตียงมาให้แม่ดม
       “ค่ะ” สาวใช้เดินออกไป
       วัชรีพูด ในสภาพน้ำตาซึม “พิชญ์จะไปทำอะไรก็ไปเถอะลูก...แม่คงไม่ถึงกับตายหรอก แต่ถ้าจะตาย...”
       พิชญ์จับมือแม่ไว้พูดสวนออกมา “คุณแม่ยังไม่เป็นอะไรหรอกครับ”
       “ใครจะไปรู้ หมู่นี้แม่ยิ่งฝันถึงคุณพ่อบ่อยๆ ด้วย”
       พิชญ์ตัดสินใจแล้ว “ผมขอเวลาคุณแม่พรุ่งนี้อีกวัน...ถ้ารู้แน่ว่าพลับพลึงตัดขาดผมจริงๆ ผมจะแต่งงานกับพิณตามกำหนดเดิม”
       คุณหญิงวัชรีดีใจ “ได้เลยลูก” แล้วรู้สึกตัว ทำปวกเปียกต่อ “ก็ดีเหมือนกัน ยุติธรรมดีกับทุกฝ่าย”
       สาวใช้กลับเข้ามาพร้อมถ้วยยาหอม คุณหญิงลอบทำหน้าพะอืดพะอม
      
       พิชญ์ร้อนใจเดินทางมาบ้านวิรงรองแต่เช้า ปรางเดินเข้ามาในห้องรับแขก ซึ่งพิชญ์เดินกลับไปกลับมารอด้วยความกระวนกระวายใจ
       พิชญ์ไหว้ “สวัสดีครับ”
       ปรางรับไหว้ “เชิญนั่งซิคะ”
       พิชญ์พึมพำขอบคุณแล้วทรุดตัวลงนั่ง
       ปรางลงนั่ง ฝั่งตรงกันข้าม “มีธุระอะไรแต่เช้า”
       พิชญ์ก้มหน้าลงครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจเงยขึ้น เห็นนัยน์ตาแดงเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
       “ผมอยากพบพลับพลึง”
       “แม่หนูไม่อยู่”
       “คุณน้า...อย่ากีดกันผมกับพลับพลึงเลยครับ..เรารักกัน”
       “คุณคงเข้าใจอะไรผิดแล้ว น้าไม่เคยกีดกันคุณกับแม่หนู...แม่ทุกคนย่อมต้องการให้ลูกสมหวังและมีความสุขในชีวิต..แต่แม่หนูต่างหากที่เป็นฝ่ายหลบหน้าคุณ..เป็นคนเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์”
       “ทำไม” พิชญ์งง
       “นั่นซิ! น้าก็อยากรู้ว่าทำไมเหมือนกัน”
       พิชญ์นิ่งอึ้งไป
       ปรางเสียงอ่อนลง “เชื่อน้าเถอะ...ถ้าแม่หนูต้องการจะติดต่อกับคุณ แกก็จะโทร.หาเอง..คุณไม่ได้เปลี่ยนเบอร์ไม่ใช่หรือ”
       “ครับ”
       “น้ารับปากกับแกไว้แล้ว...น้าไม่อยากผิดคำพูด”
       พิชญ์ถามด้วยเสียงอันขมขื่น “หมายความว่าพลับพลึงตัดขาดผมแล้ว”
       ปรางทอดถอนใจ “ข้อนั้นน้าไม่รู้”
       พิชญ์นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วขยับตัวลุกขึ้น “ถ้าพลับพลึงติดต่อมา ฝากคุณน้าบอกด้วยว่า ผมยังรักเขาอยู่เสมอ..แต่เขาทำให้ผมไม่มีทางเลือกเลย..ผมลาละครับ”
       พิชญ์ไหว้ลา ปรางรับไหว้และพูดด้วยความจริงใจ “ขอให้คุณโชคดี”
       “ขอบคุณครับ...คุณน้าไม่ต้องออกไปส่งผมหรอกครับ”
       พิชญ์เดินคอตกออกไป ปรางมองตามอย่างเห็นใจ
       “แม่หนูเองก็คงเจ็บปวดไม่แพ้คุณเหมือนกัน”
      
       ด้านคุณหญิงวัชรีคอยชะแง้มองออกไปดูภายนอกหน้าต่าง ด้วยสีหน้าแววตากระวนกระวาย สักพักหนึ่ง จึงมีเสียงแตรรถดังขึ้น วัชรีรีบกลับมาทรุดตัวลงนั่ง เปิดนิตยสารอ่านราวกับสนใจนักหนา
       พิชญ์เดินเข้ามาหน้าตาหม่นหมอง วัชรีทักทายทำหน้าตาบริสุทธิ์ใจ “กลับมาแล้วหรือลูก..แล้วทำไม...”
       พิชญ์ต่อคำทันที “ผมจะแต่งงานกับพิณทองตามกำหนดเดิมครับ”
       วัชรีทำหน้าตื่นเต้นดีใจสุดๆ แล้วนึกได้ รีบเปลี่ยนเป็นเศร้าทันที “พิชญ์เป็นอะไรหรือเปล่าลูก”
       “เปล่าครับ”
       พิชญ์เดินเลยขึ้นไปข้างบนไป วัชรีชะเง้อมองตามจนลูกจนลับตา แล้วรีบหยิบโทรศัพท์มากดทันที
       “ฮัลโหล...คุณแก้ว..ทุกอย่างเรียบร้อยโรงเรียนเรา 2 คนแล้วค่ะ”
       คุณหญิงแก้วรับสายอยู่ที่บ้าน ดีใจสุดๆ เช่นกัน “จริงหรือคะ แหม..ดีใจจริงๆ เดี๋ยวน้องจะไปบอกลูกพิณทองก่อนนะคะ ขอบคุณมากค่ะ...คุณพี่”
      
       ขณะที่พิณทองกำลังนั่งเหม่ออยู่ในสวนมองไปข้างหน้า โดยมีหนังสือกางอยู่บนตัก คุณหญิงแก้วรีบเดินเข้ามาด้วยสีหน้าแจ่มใส
       “ลูกพิณจ๋า...”
       พิณทองขยับตัว พยายามฝืนทำสีหน้าให้แจ่มใส
       “อะไรหรือคะ คุณแม่”
       “การแต่งงานเป็นไปตามกำหนดเดิมจ้ะ”
       ฟังที่ผู้เป็นมารดาบอก พิณทองถึงกับนิ่วหน้า ฉงน “คุณป้าวัชรีไปบังคับเขาใช่ใหมล่ะค่ะ...พิณรับไม่ได้หรอกค่ะ”
       แก้วถอนใจเฮือก “เฮ้อ... ลูกพิณ”
       “พิณก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน ถ้าจะต้องแต่งงานกับผู้ชายที่ถูกบังคับ”
       “ไปกันใหญ่แล้ว!... พิชญ์เป็นคนบอกคุณป้าวัชรีเอง..ไม่ได้มีการบังคับอะไรทั้งนั้น”
       พิณทองมีสีหน้ายังไม่เชื่อ “ไม่น่าเป็นไปได้”
       “อย่าเรื่องมากเลยน่า”
       “ไม่มากไม่ได้ค่ะ..การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่”
       “งั้นก็คุยกับพิชญ์เขาเอง..เย็นนี้เขาจะมาทานข้าวด้วย”
      
       พิณทองชะงัก สีหน้าแววตาสดใสขึ้น ถึงแม้จะพยายามทำหน้าทำตาเคร่งขรึมก็ตามที


  


       ขณะเดียวกันอดิศวร์กำลังนั่งทำงานอยู่ ขณะที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชายหนุ่มมองเบอร์แล้วยิ้มอย่างเอ็นดู
      
       “ว่าไงครับ คุณพิณ..” นิ่งฟัง “น้าลบดีใจด้วย...แล้วต้องมาฮันนีมูนที่โดมทองนี่”
       สีหน้าอดิศวร์มีแววมาดหมายขณะพูด
      
       ส่วนวิรงรองเดินดูโน่นดูนี่มาเรื่อยๆ อย่างสนใจ จนเข้ามาในห้องโถงใหญ่ ซึ่งมีรูปวาดบุคคลสำคัญในตระกูล
       รวมทั้งรูปท่านผู้หญิงสรรักษ์ในวัยสาวด้วย
       วิรงรองมองเลยเรื่อยมาจนหยุดที่รูปท่านผู้หญิงสรรักษ์ วิรงรองจ้องมองภาพนั้นอย่างเพ่งพิศ แล้วสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงกระแอมดังขึ้น
       “อุ๊ย” วิรงรองหันขวับไปมอง
       เป็นอุไรที่ยิ้มแห้งๆ ให้ “ขอประทานโทษค่ะ...คุณกล้านะคะที่เข้ามาอยู่ในห้องนี้คนเดียว”
       “ทำไมจะไม่กล้าล่ะ..ไม่เห็นมีอะไรเลย” แล้วนึกได้ “เออ!เจอป้าก็ดีแล้ว เมื่อคืนวานฉันเห็นผู้หญิงคนนึงแต่งตัวแปลกๆ..ห่มผ้าแถบเหมือนคนโบราณ”
       อุไรเลิ่กลั่ก “หะ..หะ..เห็นที่ไหนค่ะ”
       “ก็ในบ้านนี่แหละ”
       อุไรสะดุ้ง
       “เขาชื่ออะไรจ๊ะ” วิรงรองถาม
       “คน…แบบที่คุณอธิบายมา...ไม่มีในบ้านนี้หรอกค่ะ”
       “มีซิ! ก็ฉันเห็นกับตา”
       “งั้นก็ไม่ใช่คน” อุไรทำหน้าจะร้องไห้เสียให้ได้
       “อุไร” เสียงขุ่นเขียวของอดิศวร์ดังขัดขึ้น
       อุไรและวิรงรองหันไปมอง เห็นอดิศวร์ ยืนมองมาสีหน้าเข้มงวด
       “ทำไมไม่อยู่กับคุณย่า”
       “ท่าน...ท่านหลับค่ะ”
       “หลับก็ต้องอยู่เฝ้าท่าน”
       “ค่ะ”
       “ค่ะก็ไปซิ”
       “ไปแล้วค่ะ” อุไรรีบเดินออกไป
      
       อุไรลับตัวไปแล้ว อดิศวร์พูดขึ้นมาลอยๆ
       “เข้ามาสำรวจดูต้นตระกูลของฉันหรือ”
       “เปล่าค่ะ”
       “พิชญ์กับพิณทองเขากำหนดวันแต่งงานแล้วนะ”
       วิรงรองกัดปาก นัยน์ตามีแววสะเทือนใจขึ้นมาวูบหนึ่ง อดิศวร์มองสีหน้านั้นด้วย ท่าทีขวางๆ พอวิรงรองขยับจะเดินออกไป และอดิศวร์ขยับขวางไว้
       “อย่าลืมว่า เธอต้องอยู่ที่นี่ตามสัญญา”
       ขณะที่ทั้งคู่พูดกัน แสงแขเดินผ่านมาและชะงักแอบมอง
       “ดิฉันเป็นคนรักษาสัญญา”
       “ขอให้มันจริงเถอะ”
       “ดิฉันจะไปได้หรือยังค่ะ”
       “เชิญ”
       วิรงรองเดินผ่านอดิศวร์ออกไป...อดิศวร์มองตาม
       แสงแขซึ่งแอบมองอยู่ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความริษยา
      
       สองคนอยู่ตรงมุมหนึ่งโอบอ้อมรู้เรื่องใส่ไฟวิรงรองกับแสงแขเต็มที่
       “ฟ้องท่านผู้หญิงเลยค่ะ..ฟ้องเลย! ท่านผู้หญิงจะได้ไล่แม่นั่นออกไป! ไม่รู้คุณลบจะจ้างไว้ทำอะไร!..วันนึงๆ ไม่เห็นทำอะไรได้แต่เดินไปเดินมา”
       แสงแขตวาดแว้ด “แกซิฟ้อง!”
       โอบอ้อมยังไม่เก็ต “อุ๊ย! โอบก็ได้โดนไล่ออกซิค่ะ คำสั่งคุณลบใครจะกล้าขัด”
       “อ้อ! แล้วฉันล่ะยะ แกจะให้ฉันขัดคำสั่งคุณลบเรอะ พูดอะไรไม่คิด”
       “ขอประทานโทษค่ะ โอบมัวแต่เจ็บแค้นแทนคุณ”
       แสงแขถอนใจเฮือก “ทำยังไงดี มันถึงจะออกไปจาก โดมทอง”
       “ไม่ต้องทำอะไรอีกหน่อยมันก็ไปเองแหละค่ะ ผู้หญิงสาวๆ แถมยังเป็นชาวกรุง จะทนชีวิตเงียบเหงาไม่มีชีวิตชีวาใน “โดมทอง” ไปได้สักกี่น้ำ นอกจากจะมีจุดมุ่งหมายอย่างอื่น”
       แสงแขเบือนหน้ามามองโอบอ้อม ซึ่งทำเสียงกระซิบกระซาบ
       “จุดมุ่งหมายเดียวกับคุณแขเลย คุณลบไงล่ะคะ”
       แสงแขนัยน์ตาวาวโรจน์ “ไม่มีวัน!”
      
       วิรงรองเดินทอดอารมณ์มาเรื่อยๆ
       บริเวณโดยรอบเป็นดงดอกไม้นานาพันธุ์ ส่งกลิ่นหอมอบอวล วิรงรองหยุดยืนสูดกลิ่นหอมนั้นอย่างสดชื่น
       “หอมจัง…”
       “มีอะไรหรือจ๊ะป้า” เสียงอุษาดังขึ้น
       วิรงรองค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้แล้วแอบมองลอดกิ่งไม้เข้าไป เห็นอุษากำลังคุยกับแม่ครัวซึ่งเพิ่งกลับจากตลาด มีตระกร้าข้าวของวางอยู่
       “เมื่อกี้ป้าเจอคุณพันธุ์สูรย์ที่ตลาดค่ะ! เธอกลับมาแล้ว”
       อุษาชะงัก สีหน้าแววตาดีใจอย่างยิ่ง
       “แล้ว...แล้วเขาเห็นป้าหรือเปล่า”
       “เห็นซีคะ...เธอฝากนี่มาให้คุณอุษา”
       แม่ครัวมองซ้ายมองขวาตามสัญชาติญาณ แล้วควักกระเป๋าส่งกระดาษแผ่นหนึ่งที่พับมาอย่างเรียบร้อยให้
       “ขอบใจมากนะจ๊ะ” อุษาบอก
       “ป้าไปละนะคะ เดี๋ยวนังคุณโอบมันจะสงสัย ..มันยิ่งคอยจับผิดป้าไปฟ้องคุณแสงแขอยู่ด้วย”
      
       ขณะทั้ง 2 พูดกัน วิรงรองค่อยๆ หลบออกไป


  


       บรรยากาศแสนสวยงามเยือกเย็น ของทิวเขาสลับซับซ้อน ซึ่งยามนี้ยังคงมีหมอกลอยอ้อยอิ่งปกคลุมไปทั่ว วิรงรองเดินเข้ามาในบริเวณนั้น มองไปโดยรอบๆ อย่างชื่นชม
      
       “รู้งี้เอาจักรยานมาด้วยก็ดี จะได้ปั่นเที่ยวให้ทั่วๆ”
       เหมือนมีใครคนหนึ่ง กำลังแอบมองวิรงรองอยู่ วิรงรองไม่รู้ตัว ยืนสูดอากาศบริสุทธิ์อย่างชื่นอกชื่นใจ
      
       บริเวณห้องครัวของโดมทอง แยกออกไปนอกตึกใหญ่ ส่วนห้องครัวในบ้านใช้เป็นที่จัดเตรียมอาหารร้อนๆ เท่านั้น
       แม่ครัวเดินถือตระกร้าเข้ามาในห้องครัวนอกบ้าน
       โอบอ้อมยืนท้าวสะเอวอย่างเอาเรื่อง “หายไปไหนนานนักล่ะ ป้า! รถมาตั้งนานแล้ว”
       อุษาเดินตามเข้ามา โดยช่วยถือของ “ฉันเรียกคุยด้วย! มีอะไรไหม”
       โอบอ้อมจ๋อยลงทันตา “ไม่มีค่ะ คุณอุษา”
       “งานการมีทำไมไม่ไปทำ! มายืนจับผิดคนอื่นอยู่ได้”
       “ไปเดี๋ยวนี้ละค่ะ”
       โอบอ้อมเดินออกไป
       ป้าแม่ครัวเอ่ยขึ้น “เชื่อไหมค่ะ ประเดี๋ยวเรื่องนี้ต้องถึงคุณแข”
       “ช่างเขาเถอะจ๊ะ...ขอบใจมากนะจ๊ะป้า”
       “ไม่เป็นไรค่ะ! แต่คุณต้องระวังตัวด้วยนะคะ”
       อุษาพยักหน้าและเดินออกไป แม่ครัวหยิบผักและเนื้อสัตว์ออกมาวางเตรียมทำความสะอาด
      
       เวลานั้นท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ตื่นนอน และขยับตัวลุกขึ้น โดยอุไรรีบเข้ามาประคอง
       “อุษาไปไหน”
       อุไรอ้าปากยังไม่ทันพูด แสงแขเดินเข้ามา ค้อมตัวเรียบร้อย พอเข้ามาใกล้ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าคลานมาอย่างประจบ
       ท่านผู้หญิงเขม้นมอง “นี่มันนังแสงแขนี่! อุษาอยู่ที่ไหน..อุไร! ไปตามอุษามา”
       อุไรรีบรับคำและออกไปอย่างรวดเร็วด้วยความกลัว
       ท่านผู้หญิงมองแสงแขเขม็ง “จะมาสอพลอฉันเรอะ! ฉันรู้ทันแกหรอก จะบอกอะไรให้ ถึงฉันไม่ขัดขวาง ตาลบเขาก็ไม่เอาแก”
       แสงแขก้มหน้าลง สีหน้าเต็มไปด้วยความเกลียดชัง หล่อนมือกำแน่น
       “เฮอะ! พยายามมาตั้งกี่ปีแล้วล่ะ! แกน่ะไม่อยู่ในสายตาของหลานฉันหรอก เจียมกะลาหัวเสียบ้าง”
       แสงแขพยายามระงับอารมณ์เกลียด แล้วเงยหน้าขึ้น และทำหน้าตาเจียมตนน่าสงสาร
       “แขไม่เคยมักใหญ่ไฝ่สูงเลยค่ะ..แขเจียมตัวเสมอ”
       “โกหก! นึกว่าฉันรู้ไม่เท่าทันแกรึไง แกเกลียดฉัน”
       แสงแขรีบพูด “แข...”
       “อย่าปฏิเสธ! ไม่มีใครรักคนที่คอยจิกหัวกดด่าตัวเองอยู่ทุกวันหรอก!..แกทำมาประจบประแจงฉันเพราะจะให้ตาลบเห็นใจ แล้วก็ให้ฉันสนับสนุน! หน้าอย่างแกน่ะ อย่าเผยอมาตีเสมอหลานฉันแลย! ออกไป”
       แสงแขกล้ำกลืนน้ำตาแห่งความโกรธแค้น แล้วก้มหน้าก้มตาคลานออกไป ท่านผู้หญิงสรรักษ์มองตามอย่างเกลียดชัง
      
       แสงแขเปิดประตูก้าวออกมา ขณะที่อุษาเดินนำอุไรถือถาดโจ๊กร้อนๆ ตรงมา
       “เป็นอะไรน่ะ” อุษาทัก
       แสงแขระเบิดอารมณ์ “เมื่อไหร่อีแก่นั้นมันจะตายให้รู้แล้วรู้รอดซะที”
       อุษาและอุไรอ้าปากค้าง ขณะแสงแขสะบัดหน้าเดินปึงปังไป
      
       อุษาเปิดประตูและเบี่ยงตัวให้อุไรซึ่งถือถาดโจ๊กเข้ามา แล้วเปิดประตู
       “หายหัวไปไหนมา!” ท่านผู้หญิงสรรักษ์ถามเสียงขุ่น
       อุษาคุกเข่าลงจัดโต๊ะอาหารให้ “อุษาเห็นคุณย่าหลับ ไม่กล้าปลุก เลยให้อุไรนั่งเฝ้า..แล้วออกไปทำโจ๊กให้ค่ะ”
       “นังแสงแขมันเลยถือโอกาสเข้ามา”
       อุษาและอุไรนิ่ง
       “ต่อไปอย่าให้มันเสนอหน้าเข้ามาอีก”
       “ค่ะ...คุณย่ารับประทานโจ๊กนะค่ะ”
       ขณะที่อุษาพูด อุไรรีบจัดยาเตรียมไว้ให้
      
       ด้านวิรงรองเดินถือดอกกุหลาบดอกโตสวยงามกลับมาที่โดมทอง แสงแขนั่งไขว่ห้างมองมาอย่างไม่เป็นมิตร วิรงรองเดินผ่านไปจะเข้าบ้าน
       “เดี๋ยว”
       แสงแขเรียกไว้ วิรงรองหยุดเดินหันมา
       “ดอกกุหลาบนั้น คุณย่าท่านหวงมาก”
       “ดิฉันไม่ทราบค่ะ...ต่อไปจะไม่เก็บมาอีก”
       “คุณลบจะว่ายังไงนะ ถ้ารู้ว่าเธอชอบเดินสำรวจไปทั่ว”
       “ในบริเวณโดมทองนี่มีความลับอะไรหรือค่ะ คุณอดิศวร์ถึงจะไม่ชอบให้ใครเดินเที่ยวเล่น”
       “ไม่มี”
       “งั้นก็ไม่เห็นเป็นไรเลย อีกอย่างคุณอดิศวร์เองก็เคยให้คุณอุษาพาดิฉันเดินเที่ยว”
       แสงแขชะงัก “คุณลบน่ะเรอะ ทำอย่างนั้น”
       “ค่ะ! ถ้าไม่เชื่อ คุณแสงแขลองถามคุณอุษาดูก็ได้...” วิรงรองเว้นไปนิด “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว..ดิฉันขอตัวค่ะ”
       “ไม่จริง! คุณลบไม่มีทางจะใส่ใจมันขนาดนั้น” แสงแขบอกตัวเองอย่างขุ่นเคืองใจ
      
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ ผลักชามโจ๊กออกไป หลังจากกินไปได้ไม่กี่ช้อน
       “รับประทานอีกหน่อยน่ะค่ะ คุณย่าจะได้แข็งแรง” อุษาบอก
       “ฉันอยากตาย” ท่านผ็หญิงโพล่งขึ้น
       อุษาและอุไรอึ้งกันไป
       “นังพลับพลึงมันจะได้เลิกทรมารฉันเสียที”
       ทั้ง 2 ยังคงนิ่ง
       “คืนนี้ข้างขึ้นหรือข้างแรม” ท่านผู้หญิงถาม
       “ข้างขึ้นค่ะ” อุษาบอก
       ท่านผู้หญิงสะดุ้ง “กี่ค่ำ”
       อุษาอึกอัก “เอ้อ”
       “กี่ค่ำ” หญิงชราเจ้าอารมณ์คาดคั้น
       “สิบห้าค่ำค่ะ” อุษาบอก
       “นังพลับพลึงมันจะมาหาฉันอีกแล้วละซี”
       อุไรเหลือบมองอุษา
       “คุณอุษาเข้ามานอนเป็นเพื่อนท่านด้วยกันดีไหมคะ ท่านจะได้อุ่นใจ”
       “คุณย่าจะให้อุษามานอนด้วยไหมคะ”
       “ดี! พวกแกจะได้ คอยช่วยกันไล่นังพลับพลึงให้ฉัน เอาพระมาด้วยเยอะๆ นะ นังพลับพลึงมันเป็นผี” ท่านผู้หญิงนึกในใจผีกลัวพระ! แล้วหัวเราะสะใจ
      
       อุษาและอุไรมีสีหน้าหวาดๆ ในท่าทีของท่านผู้หญิง


  


       ครู่ต่อมาอุษาเดินอย่างรีบร้อนตรงมาที่ห้อง เปิดประตูเข้าไปแล้วล็อคประตู รีบเดินมาที่เตียงหยิบจดหมายที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าออกมาคลี่ดู
      
       บนกระดาษจดหมายมีตัวหนังสือ “พบกันที่เดิม วันพรุ่งนี้บ่าย 2 โมง…พันธุ์สูรย์”
       อุษาเงยหน้าขึ้น ทั้งดีใจและกังวลใจ
      
       ค่ำคืนนี้ดวงจันทร์เต็มดวงทรงกลดส่องแสงกระจ่างตา ประตูโรงเก็บของเก่าๆ ค่อยๆ เปิดออก ความเก่าของประตูทำให้เกิดเสียงอ๊อดแอ๊ด ท่ามกลางกลุ่มหมอกควันสีขาวลอยอ้อยอิ่ง กระจายจางๆ
       ชายคนหนึ่ง ในชุดสากลสีดำ มีผ้าคลุมและสวมหมวก ขับรถม้าคันหนึ่งออกมาเทียมด้วยม้าสีดำ รถม้าคันนั้นยังดูใหม่เอี่ยม
       ชายคนนั้นขับรถม้าเรื่อยๆ ตรงไปยังตัวบ้านโดมทอง ซึ่งอยู่ไกลออกไป
      
       ห้องนอนวิรงรองปิดไฟ ผู้เป็นเจ้าของห้องกำลังนอนหลับอยู่ ขณะที่เสียงเพลง นางครวญ ดังขึ้น พร้อมวงมโหรีแว่วๆ
       “โอ้ว่าป่านนี้พระพี่เจ้า จะโศกเศร้ารัญจวณหวนหา
       ตั้งแต่ไปแก้สงสัยมา ไม่เห็นขนิษฐาในถ้ำทอง
       ...ฯลฯ”
       วิรงรองลืมตาขึ้น แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา ทำให้ห้องนั้นค่อนข้างสว่าง รัหว่างนี้มีเสียงเหมือนพาหนะอย่างหนึ่งแล่นมาตามถนน วิรงรองเงี่ยหูฟัง พลางนิ่วหน้าด้วยความแปลกใจ
       เสียงนั้นใกล้เข้ามาทุกที วิรงรองตัดสินใจ ลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่หน้าต่าง แล้วต้องเบิกตากว้าง
       เมื่อเห็นชายคนหนึ่งขับรถม้าตรงมาที่หน้าต่างห้อง ขณะที่เสียงเพลงยังคงแว่วหวานเศร้าสร้อยลอยมาตามลม
       วิรงรองยังคงเบิกตากว้าง รถม้านั้นมาหยุดบริเวณหน้าต่างพอดี
       ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมามองช้าๆ วิรงรองรีบเอนตัวหลบพิงผนังด้วยความตกใจกลัว หญิงสาวสูดลมหายใจยาว แล้วค่อยๆ ยื่นหน้าไปมอง
       ท่ามกลางสายหมอกจางๆ ชายผู้นั้นยังคงเงยหน้ามองขึ้นมาแต่หมวกที่สวมอยู่ทำให้เห็นหน้าไม่ชัด ท่าทางราวกับรอให้ลงไปหา
       วิรงรองยกมือทาบอกด้วยความหวาดกลัว ตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเขยื้อน
      
       ฟากท่านผู้หญิงสรรักษ์ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยรู้สึกเหมือนใครมาปลุก เสียงเหมือนใครลากโซ่ดัง สะท้อนแว่วมาไกลจากข้างบนบ้าน
       ท่านผู้หญิงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง พลางหันไปเรียกอุษาและอุไร
       “อุษา อุไร”
       2 สาวไม่มีท่าทีว่าจะได้ยิน
       “อุษา อุไร”
       2 สาวยังคงนอนนิ่งสนิท ขณะที่เสียงลากโซ่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
       ท่านผู้หญิงมองไปที่ประตูด้วย แววตาเบิกโพลง
      
       ที่บริเวณบันไดขึ้นโดม แลเห็นท่อนขาคู่หนึ่งมีโซ่ล่ามอยู่กำลังเดินลงมาตามบันไดช้าๆ ท่ามกลางหมอกควันจางๆ ขาคู่นั้นก้าวลงมาเรื่อยๆ
      
       ด้านวิรงรองค่อยๆ ยื่นหน้าไปดู พบว่าชายคนนั้น ซึ่งเธอยังไม่รู้ว่าที่แท้คือ เจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ ยังคงเงยหน้ามองมาอยู่อย่างเดิม
       วิรงรองบ่นเบาๆ “โอ๊ย! ยังไม่ไปอีก” วิรงรองยืนตัวแข็งไม่กล้าขยับเขยื้อน
      
       ส่วนท่านผู้หญิงสรรักษ์กระเถิบไปจนสุดหัวเตียง นัยน์ตาเบิกโพลงมองไปที่ประตูเขม็ง เสียงลากโซ่ดังเข้ามาใกล้ทุกที จนถึงประตู
       หญิงชราตะโกนสุดเสียง “อุษา! อุไร!”
       2 คนยังคงหลับสนิท
       จังหวะนี้ประตูเปิดออกช้าๆ กลุ่มหมอกควันพวยพุ่งเข้ามาก่อน ท่านผู้หญิงยกมือทาบอก กลัวสุดๆ กลุ่มหมอกควันค่อยๆ จางลง ก่อนจะปรากฏร่างพลับพลึงอยู่ท่ามกลาง
       “นังพลับพลึง!..” ท่านผู้หญิงคว้าพระมากำไว้แน่น “เข้ามาซิ!..ฉันไม่กลัวแก”
       ใบหน้าและรูปร่างสวยงามของพลับพลึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นใบหน้าศพเละเทะ จนกระทั่งเหลือแต่กระดูกต่อหน้าต่อตา และยกมือชี้มาที่ท่านอย่างอาฆาต
       พลับพลึงพูดด้วยเสียงโหยหวนแหลมเล็ก เย็นยะเยือก “คุณ...ณ ...พี่”
       ท่านผู้หญิงกรีดร้องสุดเสียง แล้วสะดุ้งตกใจตื่นจากความฝัน พร้อมๆ กับอุไรและอุษา
       “คุณย่า! เป็นอะไรคะ...” / “ท่านผู้หญิงคะ…”
       ดวงตาท่านผู้หญิงสรรักษ์เบิกโพลงตื่นตระหนก “นังพลับพลึงมันมาอีกแล้ว..มันมาอีกแล้ว” จากนั้เนก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
      
       ฝ่ายวิรงรองหันไปมองที่หน้าต่าง สีหน้ายังตกใจจากเสียงกรีดร้องของท่านผู้หญิงเมื่อครู่ จู่ๆ ภาพรถม้าและท่านเจ้าคุณก็หายไป วิรงรองรีบเดินออกไปข้างนอกห้อง
      
       วิรงรองเดินแกมวิ่งตรงมาไล่ๆ กับอดิศวร์ แสงแข และโอบอ้อม ซึ่งต่างคนต่างวิ่ง ตรงมาเช่นกัน
       อดิศวร์เห็นเข้าหันไปสั่งวิรงรองเสียงเข้ม “กลับไปที่ห้อง”
       วิรงรองหยุดชะงัก มองอดิศวร์ที่เปิดประตูเข้าไปในห้องท่านผู้หญิง
       แสงแขสบโอกาสเยาะเย้ย “ไม่ได้ยินที่คุณลบไล่เรอะ”
       โอบอ้อมพลอยพยักตามนิสัยสอพลอ “คุณลบเธอไล่แบบผู้ดีค่ะ!..เขาเลยอาจไม่รู้สึก
       แสง (จ้องวิเขม็ง เดินเข้ามาช้าๆ) ไสหัวไป! คราวนี้รู้สึกหรือยัง!
       วิรงรองเม้มปากแน่น แล้วค่อยๆ คลายออก มองแสงแขยิ้มๆ
       “ทำไมคุณแสงแขไม่เข้าไปล่ะคะ”
       แสงแขเม้มปากแล้วพูดสะบัดๆ “มันเรื่องของฉัน”
       “งั้นมันก็เรื่องของฉันเหมือนกัน…แปลกนะคะ คุณแสงอุตส่าห์ตกใจวิ่งมาถึงที่นี่ แต่แล้วก็ไม่เข้าไป”
       โอบอ้อมฟ้องอีก “คุณแขขา...เขาเยาะเย้ยเพราะรู้ว่าท่านผู้หญิงไม่ชอบคุณค่ะ”
       แสงแขตวาด “นังโอบ”
       “ทำไมหรือคะ” โอบอ้อมเหวอ ยังไม่รู้ตัว
       วิรงรองยิ้ม “นึกอยู่แล้วเหมือนกัน เพราะฉันไม่ค่อยเห็นคุณใกล้ชิดกับท่านผู้หญิง”
       “ต๊าย! เดาแม่นนี่” โอบอ้อมเผลอปาก
       “อีนังโอบ จะไปไหนก็ไป ไสหัวไป๊”
       แสงแขตะเพิด โอบอ้อมรีบออกไป
       “ที่แท้เราก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นักหรอก! เจ้าของบ้านเกลียดขี้หน้าเราพอๆ กัน”
       พูดจบวิรงรองก็เดินหนีไป
       แสงแขคำราม “ฉันไม่เหมือนแก”
       วิรงรองได้ยิน หยุดชะงัก
       “เพราะคุณลบไม่ได้เกลียดฉัน อีกไม่นาน ฉันก็จะเป็นคุณหญิงของ “โดมทอง” แต่แกจะต้องออกไป” แสงแขบ่นบ้าด่าต่อ
       วิรงรองหันกลับมา “คุณคิดว่า ฉันอยากจะอยู่ที่นี่นักเรอะ! ฉันอยากจะไปเดี๋ยวนี้เสียด้วยซ้ำ”
       “ก็แล้วทำไมแกไม่ไป”
       “อ้าว! ก็เคยบอกแล้วไงคะว่า คุณอดิศวร์ห้ามไม่ให้ไป ไอ้ฉันก็เกรงใจ จะให้ผู้ใหญ่พูดบ่อยๆ คงไม่ดี! คุณแสงแขว่างั้นมั้ยคะ”
      
       วิรงรองเดินออกไป ท่ามกลางสายตาอาฆาตของแสงแข
      

       ครู่ต่อมาวิรงรองเดินเข้ามาในห้อง และปิดล็อคประตูแน่นหนา เดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงเซ็งๆ
      
       “เฮ้อ!...มีแต่เรื่องบ้าๆ บอๆ”
       วิรงรองนึกได้ รีบลุกเดินไปที่หน้าต่างมองออกไป เห็นทั่วทั้งบริเวณด้านล่างว่างเปล่า ดวงจันทร์ กระจ่างลอยเข้าไปในหมู่เมฆ
       วิรงรองถอนใจยาว แล้วเดินกลับมาเอนตัวลงนอน จับจ้องมองเพดานครู่หนึ่งแล้วหลับตาลง
      
       บรรยากาศสวยงามกว้างใหญ่ของอาณาบริเวณโดมทองในตอนเช้าแสนสดชื่น วิรงรองเดินเหมือนหาอะไรมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นสมกำลังตัดแต่งกิ่งไม้อยู่ จึงร้องทัก
       “สวัสดีค่ะ”
       สมหันกลับมา วิรงรองยิ้มกว้าง จำได้ว่าเป็นคนไปรับเธอที่สถานีรถไฟ
       “ลุงนั่นเอง ตั้งแต่มาอยู่ที่โดมทอง ...หนูยังไม่เห็นลุงเลย”
       สมยังคงมีสีหน้าเรียบสนิท “ถ้าไม่มีใครออกไปไหน ผมก็จะอยู่แถวๆ นี้ ละครับ..ไม่ได้ออกไปข้างหน้าโน่น..คุณหนูมาเดินเล่นหรือครับ”
       “ค่ะ” วิรงรองเว้นไปนิด “ที่จริง หนูมาหาโรงเก็บรถม้าน่ะ”
       สมมีท่าทีแปลกใจ “ทำไมหรือครับ”
       “แล้วมีมั้ยล่ะคะ”
      
       สักครู่หนึ่ง สมเดินพาวิรงรองเดินมาที่โรงเก็บของ ซึ่งเป็นโรงไม้เก่า
       “นี่ไงครับ”
       “ลุงเปิดให้หนูเข้าไปดูหน่อยได้ไหมค่ะ”
       “ทำไมคุณหนูถึงสนใจนักหนา”
       “เพราะเมื่อคืนหนูเห็นคนขับรถม้าค่ะ”
       “เป็นไปไม่ได้”
       “หนูเห็นจริงๆ ค่ะ” วิรงรองยืนยันหนักแน่น
       สมมองวิรงรองอย่างชั่งใจ
       “นะคะ ลุง”
       สมหยิบกุญแจออกมาไขให้
       ประตูเปิดออก สมเดินนำให้วิรงรองเข้ามา หญิงสาวมองอย่างสำรวจตรวจตรา เห็นรถม้าเก่ามากคันหนึ่งจอดอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างผุพังจนไม่น่าจะใช้การได้ ท่ามกลางฝุ่นและหยากไย่ระเกะระกะ
       “มีคันเดียวนี่หรือคะ”
       “ครับ..มีแต่รถ....ม้าไม่มี”
       วิรงรองเดินไปใกล้ๆ มองแต่ละส่วนอย่างพิจารณา แล้วชะงัก ก่อนจะก้มลงเอามือแตะที่ล้อ ซึ่งมีดินติดอยู่เหมือนเพิ่งออกไปไหน แล้วเพิ่งกลับมาใหม่ๆ
       “อะไรหรือครับ คุณหนู”
       “ลุงมาดูนี่ซิคะ”
       สมเดินมามองและอึ้งไปนิดหนึ่ง
       “เห็นมั้ยคะ”
       สมทำสีหน้าปกติมาก “ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ครับ”
       วิรงรองมองสมเต็มตา
       “หนูจำคนขับรถม้าได้ติดตา...แต่งตัวแบบโบราณหน่อย..มีทั้งหมวก..เสื้อคลุม”
       สมรีบร้อนตัดบท “คุณหนูกลับไปดีกว่าครับ”
       “เขาคนนั้นเป็นใครคะ”
       “ไม่ทราบครับ”
       สมสบตาวิรงรองไม่มีอะไรส่อพิรุธ หรือผิดปกติ
      
       วิรงรองเดินเข้ามาในโดมทอง เจออุไรกำลังเดินสวนมาพอดี
       “อุไร! ว่างหรือเปล่า”
       “ก็..ไม่มีอะไรทำค่ะ” อุไรรีบพูดต่อ “เฉพาะตอนนี้นะคะ”
       “งั้นตามมานี่หน่อยซิ”
       วิรงรองออกเดินนำ อุไรมองซ้ายมองขวาแล้วรีบเดินตาม
      
       ครู่ต่อมาวิรงรองเปิดประตูเข้าห้องของเธอมา โดยอุไรตามมาด้วยสีหน้าร้อนอกร้อนใจ
       “คุณวิรงรองอย่าถามอะไรอุไรนะคะ...เพราะอุไรจะไม่ตอบ อุไรไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น”
       “เมื่อคืน ท่านผู้หญิงเป็นยังไงบ้าง!”
       “ท่านก็ฝันร้ายของท่านตามปกติค่ะ..ฝันซ้ำๆ ซากๆ ว่าคุณพลับพลึงมาหลอกหลอน!”
       “คุณพลับพลึง” วิรงรองสนใจขึ้นมา
       อุไรย้ำคำเดิม “อย่าถามนะคะ เพราะอุไรจะไม่ตอบ คุณพลับพลึงเป็นน้องสาวของท่านผู้หญิงค่ะ...เขาลือกันว่าสวยมาก แล้วไอ้ความสวยนี่แหละค่ะที่เป็นเหตุ!อย่าถามนะคะ อุไรไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น!..ท่านเจ้าคุณค่ะ..ท่านเจ้าคุณสามีของท่านผู้หญิงเกิดมาติดเนื้อต้องใจคุณพลับพลึง”
       วิรงรองนั่งฟังอย่างสนใจ
       อุไรยกมือห้ามอีก “อย่าค่ะ! อย่าถาม! อีทีนี้พี่น้องก็มองหน้ากันไม่ได้น่ะซีค่ะ!ตอนหลังดูเหมือนคุณพลับพลึงจะตัดสินใจหนีออกไปจากโดมทองเพื่อตัดปัญหาทั้งหมด ส่วนเจ้าคุณก็ตรอมใจตาย”
       วิรงรองขยับเปลี่ยนท่านั่ง อุไรเล่าต่อ
       “เห็นมั้ยคะว่า อุไรน่ะไม่มีวัน ที่ใครจะง้างปากให้พูดอะไรได้ง่ายๆ”
       “จบแล้วเหรอ”
       “ก็ฟังเขามาได้เท่านี้แหละค่ะ อุ๊ยตาย! อุไรไปก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณอุษาจะตามหาตัว”
       วิรงรองเดินไปเปิดประตูให้
       “ขอบใจนะจ๊ะ”
       “ไม่ต้องขอบอกขอบใจค่ะ เพราะอุไรไม่ได้พูดอะไรเลย!”
       อุไรเดินออกไป วิรงรองส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วปิดประตูเดินมานั่งลง ท่าทางครุ่นคิดติดใจกับเรื่องที่ได้ฟังมา
       “คุณพลับพลึง..ทำไมชื่อมาคล้ายกันได้ แปลกจัง!..เอ! แล้วเรื่องรถม้านั่น..หรือว่ารถผี! ฮื้อ !ผีไม่มีในโลกน่า”
       สุ้มเสียงวิรอง เหมือนพยายามปลอบใจตัวเอง
      
       อุไรกำลังเดินผ่านหน้าห้องทำงานอดิศวร์ ในขณะที่ประตูเปิดออก..อดิศวร์ก้าวออกมาตามด้วยสม อุไรตกใจมีพิรุธทันที
       “อุไรไม่ได้บอกอะไรเลยค่ะ!...คุณวิรงรองถามแต่อุไรไม่ได้เล่าเรื่องท่านผู้หญิงกับคุณพลับพลึงเลย”
      
       อดิศวร์ขบกราม สีหน้าโกรธจัด แม้จะเข้าใจดีว่าอุไรนั้นเป็นคนบ้าจี้ หากใครจี้จุดเข้า จะพรั่งพรูเรื่องไม่ควรพูดต่างๆ ออกมาหมดก็ตาม


  


       ด้านวิรงรองโทรศัพท์คุยกับคุณปรางผู้เป็นมารดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
      
       “แค่นี้ก่อนนะคะคุณ แล้วหนูจะโทรไปใหม่..หนูรักคุณมากค่ะ คิดถึงด้วยค่ะ...หนูทราบค่ะ”
       วิรงรองวางโทรศัพท์ลงและสูดลมหายใจยาว มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นและหญิงสาวเดินไปเปิด แต่ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจไม่คาดคิด
       “คุณอดิศวร์!”
       ผู้เป็นนายจ้าง ยืนหน้าบึ้งอยู่
       “ทำไมเธอถึงจุ้นจ้านอย่างนี้!”
       “อะไรกันคะ!” วิรงรองงง
       “ไม่ต้องมาทำตาใสซื่อ มันเป็นอะไรถึงได้อยากรู้ความเป็นไปในบ้านฉันนัก หรือว่าอยากจะฝึกเป็นสายลับ”
       วิรงรองตั้งสติได้แล้ว อารมณ์เริ่มขุ่น “อ้อ...บรรดาลูกสมุนมาฟ้องละซี! คนบ้านนี้ไว้ใจไม่ได้สักคน”
       “แน่ละ...เขาเป็นคนของฉันนี่! เขาอยู่กันอย่างสงบอยู่ดีๆ เธอก็มาทำให้วุ่นวายไปหมด”
       “ถ้าคิดอย่างนั้น...ก็ให้ฉันกลับบ้านซิ” วิรงรองว่า
       “นึกแล้วว่าต้องพูดอย่างนี้! ไอ้ที่พยายามเข้ามาก่อกวนทั้งหมดนี่ก็เพื่อให้ฉัน หมดความอดทนจนต้องปล่อยเธอกลับไปแย่งคู่หมั้นของหลานฉัน”
       “โอ๊ย! วกเข้ามาเรื่องนี้อีกแล้ว! ถามจริงๆ เลย คุณคิดได้แค่นี้เรอะไง”
       “ก็แล้วเธอมีอะไรให้ฉันคิดอีกล่ะ”
       “พูดไปคุณก็ไม่เชื่อ”
       “ก็ลองพูดมาซิ”
       “เมื่อคืน...ก่อนหน้าที่จะได้ยินเสียงท่านผู้หญิงกรีดร้อง...มีผู้ชายคนนึงขับรถม้ามาที่ใต้หน้าต่าง แล้วเงยหน้าขึ้นมามองฉัน”
       “หน้าตาเป็นยังไง”
       “เห็นไม่ชัด”
       “แล้ว…”
       “แล้วเขาก็หายไป”
       “สรุปว่าเป็นผี” น้ำเสียงอดิศวร์เยาะอยู่ในที
       วิรงรองกัดปาก มองนายจ้างอย่างแค้นใจ
       “วันก่อนเห็นผีผู้หญิง ..พอเมื่อคืนเห็นผีผู้ชาย”
       วิรงรองดึงประตูจะปิดด้วยความโกรธ แต่อดิศวร์กลับยกมือขึ้นดันเอาไว้ วิรงรองไม่ยอม รวบรวมกำลังยกขึ้นช่วยกันดึงทั้งสองมือ โดยอีกฝ่ายใช้มือเดียวสบายๆ
       ทั้ง 2 ยื้อกันพักหนึ่ง แล้วอดิศวร์ก็ก้าวเข้ามาแล้วปิดประตูวิรงรองถึงกับเซไป
       “เอ้า! อยากปิดก็ได้”
       “ออกไป! ถึงจะเป็นบ้านคุณ แต่นี่เป็นห้องของฉัน”
       “ไม่ต้องกลัวนายพิชญ์จะมาเห็นหรอกน่า” อดิศวร์เหน็บ
       “คุณ!” วรงรองเจ็บใจ แค้นใจจนน้ำตาคลอ
       อดิศวร์มองนิ่งๆ
       “คุณมันใจร้าย”
       “แล้วเธอไม่ร้ายหรือไง! อุตส่าห์สร้างเรื่องผีเรื่องสางขึ้นมาทั้งหมดนี่ ก็เพื่อจะกลับไปหานาย พิชญ์! ฉันไม่มีวันไว้ใจเธอเด็ดขาดจนกว่างานแต่งงานของหลานฉันจะผ่านไป”
       “ถ้าคิดจะแย่งจริงๆ ต่อให้แต่งงานแล้วก็แย่งได้”
       นัยน์ตาอดิศวร์เป็นประกายกร้าว
       “แต่ถ้าลองคิดทบทวนดูให้ดี หลานสาวคุณต่างหากที่แย่ง พิชญ์ไปจากฉัน! ฉันกับ พิชญ์รักกันมา 2 ปี..เราสัญญาว่าจะแต่งงานกันเมื่อเรียนจบกลับมา แต่แล้วหลานคุณก็เข้ามาแทรก”
       “พิณทองไม่ใช่คนอย่างนั้น” อดิศวร์เถียงแทน
       “แล้วเป็นอย่างไหนล่ะ! คุณลองไปถามคนทั้งโลกดูก็ได้ว่า กรณีแบบนี้ใครถูก...ใครเป็นคนแย่งใครเป็นคนถูกแย่งกันแน่!”
       “วิรงรอง!”
       “คุณนั่นแหละตัวดีเลย เป็นคนวางแผนแยกฉันออกมาเพื่อให้พิณทองแทนที่ แล้วยังพยายามหน่วงเหนี่ยวกักขังฉันไว้โดยอ้างโน่นอ้างนี่ ถ้าฉันจะไปจริงๆก็ไปได้ แต่ก็อย่างที่บอก เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและเพื่อศักดิ์ศรีของฉัน ฉันจะอยู่ที่นี่ให้ครบตามสัญญา”
       “แล้วฉันจะคอยดู”
       อดิศวร์เปิดประตู เดินออกไปเงียบๆ วิรงรองรีบไปล็อคประตู แล้วถอนใจเฮือกใหญ่
       “คนที่นี่ไว้ใจไม่ได้สักคน”
      
       อดิศวร์เดินเข้ามาในบริเวณมุมหนึ่ง ตรงด้านนอกโดมทอง ถอนใจยาว ภาพวิรงรองผุดเข้ามาในห้วงความคิด
       “แต่ถ้าลองคิดทบทวนดูให้ดี หลานสาวคุณต่างหากที่แย่ง พิชญ์ไปจากฉัน ฉันกับพิชญ์รักกันมา 2 ปี เราสัญญาว่าจะแต่งงานกันเมื่อเรียนจบกลับมาแต่แล้วหลานคุณก็เข้ามาแทรก”
       “คุณนั่นแหละตัวดีเลย เป็นคนวางแผนแยกฉันออกมาเพื่อให้พิณทองแทนที่ แล้วยังพยายามหน่วงเหนี่ยวกักขังฉันไว้โดยอ้างโน่นอ้างนี่”
       ภาพวิรงรองเลือนหายไป อดิศวร์พึมพำกับตัวเอง
      
        “ปากคอจัดจ้านนักนะ...แม่วิรงรอง”


  


       นาฬิกาในห้องอุษาบอกเวลาบ่ายโมงตรง อุษาเบือนหน้ามาจากนาฬิกา ด้วยสีหน้าครุ่นคิดแกมลังเล
      
       เธอเดินกลับไปกลับมาอย่างกระวนกระวาย ตัดสินใจไม่ถูก
       เวลาผ่านไปอีก นาฬิกาบอกเวลาบ่ายโมงครึ่งแล้ว อุษาเดินไปที่หน้าต่าง แล้วมองออกไปยังป่าละเมาะไกลออกไป
       ภาพจดหมายนัดพบของพันธุ์สูรย์ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด เวลายังคงเดินต่อไป นาฬิกาบอกเวลาเป็น บ่ายโมง 45 นาที สีหน้าอุษายังคงสับสนและลังเลอยู่อย่างนั้น
      
       สักครู่ต่อมา ประตูห้องเปิดออก เห็นอุษาก้าวออกมาในชุดขี่ม้า สีหน้ายังมีความกังวลเช่นเดิม อุษาเดินมาตามระเบียง แล้วเดินลงบันได ตรงไปยังหน้าตึก
       อุษาก้าวออกมาด้วยความโล่งใจ แสงแขก้าวออกมาจากมุมหนึ่ง
       “จะไปไหน...พี่อุษา”
       อุษาสะดุ้งหน้าตามีพิรุธทันที แล้วพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะหันมา
       “เธอก็เห็นแล้วนี่” พลางผายมือทั้ง 2 ข้างออก เป็นเชิงให้ดูชุดขี่ม้า
       สีหน้าแววตาแสงแขรู้เท่าทันขณะมองชุดแว่บหนึ่ง “จะขี่ม้าไปแบบนี้ แสดงว่าต้องไปไกล อย่างน้อยที่สุดก็ป่าละเมาะโน่น”
       อุษานิ่ง แต่สบตาแสงแขไม่หลบ
       “ว่าแต่ขออนุญาตคุณลบแล้วหรือยัง”
       “คุณลบอยู่ในห้องทำงาน พี่ไม่อยากรบกวน”
       “ไม่อยากรบกวนหรือไม่อยากให้คุณลบรู้ว่า จะแอบไปหาพันธุ์สูรย์”
       อุษาอึกอัก “ฉัน...”
       แสงแขสวนคำทันที “อย่าปฏิเสธ ฉันจะฟ้องคุณลบ”
       “เชิญเลย”
       อุษาเดินอ้อมไปทางด้านข้าง
       แสงแขมองตามตาวาววับ แล้วตะโกนไล่หลัง “ฉันจะฟ้องจริงๆ ด้วย”
       อุษาไม่ได้หันมามอง แสงแขสะบัดหน้าเดินกลับเข้าไปข้างใน
      
       ขณะเดียวกันวิรงรองยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง สีหน้าแววตายังคงมีร่องรอยหงุดหงิด สักพักอุษาในชุดขี่ม้า กำลังขี่ม้าอย่างคล่องแคล่ว ตรงไปยังทุ่งพลับพลึง ซึ่งติดกับป่าละเมาะ
       “ใครน่ะ” วิรงรองมองเห็นไกลๆ จากด้านหลัง “ที่นี่มีคอกม้าด้วยเหรอ”
       วิรงรองยังคงมองตาม ด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
      
       อดิศวร์ ศิโรดม นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในห้องทำงาน สีหน้ายังคงหงุดหงิดกับเหตุการณ์ปะทะคารมกับวิรงรอง
       เสียงเคาะประตูเบาๆ อดิศวร์ขยับตัวจากท่านั่งสบายๆ กลับกลายเป็นอดิศวร์ผู้เคร่งขรึมน่าเกรงขามตามเดิม
       “ใคร”
       “แขเองค่ะ”
       “เข้ามา”
       ประตูเปิดออก แสงแขเดินอย่างสงบเสงี่ยมเข้ามา
       “นั่งซิ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       “มีอะไร”
       “พี่อุษาขี่ม้าออกไปที่ป่าละเมาะค่ะ แขสงสัยว่า จะไปพบกับพันธุ์สูรย์”
       “ฉันห้ามแล้ว อุษาคงไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่ง อีกอย่าง...เท่าที่รู้ ตอนนี้พันธุ์สูรย์อยู่กรุงเทพฯ”
       แสงแขหน้าเสียไปนิดหนึ่ง ก้มหน้าลงบ่นอุบอิบ
       “แขขอประทานโทษค่ะ” พร้อมกับไหว้ด้วย
       “จะต้องขอโทษทำไม ในเมื่อเธอคอยเป็นหูเป็นตาให้พี่”
       นัยน์ตาแสงแขกลับเป็นประกายด้วยความดีใจ “ค่ะ แขรู้ว่าคุณลบชอบหรือไม่ชอบอะไร แขรู้ใจคุณลบ...”
       อดิศวร์พูดขัดก่อนแสงจะจบประโยค “หมดธุระแล้วใช่ไหม”
       แสงแขรับเสียงอ่อยๆ “ค่ะ เอ้อ...ถ้าคุณลบต้องการอะไรอีกก็ใช้แขได้นะคะ...”
       “ขอบใจ”
       แสงแขรีๆ รอๆ นิดหนึ่ง แล้วลุกเดินออกไป
       สีหน้าแววตาอดิศวร์ในยามนี้ฉายแววใคร่ครวญครุ่นคิดเครียดเคร่ง
      
       บริเวณป่าละเมาะ สถานที่พันธฺสูรย์นัดพบอุษา ด้านหลังมีน้ำตก ส่งให้บรรยากาศของป่าบริเวณนั้นยิ่งสวยงาม ต้นไม้รกครึ้ม มีกล้วยไม้ขึ้นแซมอยู่
       อุษาควบม้าเหยาะย่างเข้ามา จนถึงบริเวณที่มีน้ำตก แล้วลงมา อุษาตบหลังม้าเบาๆ อย่างคุ้นเคยกันดี ปล่อยม้ากินหญ้าบริเวณนั้น
       “คุณอุษา” เสียงพันธุ์สูรย์ดังขึ้น
       อุษาหันไปมอง และนัยน์ตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความดีใจ และตื้นตันใจที่ได้พบกัน
       ในที่สุดอุษาโผเข้าหาอ้อมกอดพันธุ์สูรย์
       “คุณอุษา”
       “นึกว่าจะไม่ได้พบกันแล้ว”
       พันธ์สูรย์ปล่อยอุษา แล้วรวบมือขึ้นมาจูบ “ทีแรก ผมก็คิดจะตัดใจจากคุณเหมือนกัน แต่แล้วก็ทำไม่ได้”
       พันธุ์สูรย์จูงอุษามาทรุดตัวลงนั่ง
       “เราจะทำยังไงกันดี”
       พันธุ์สูรย์พูดด้วยสีหน้าแน่วแน่มุ่งมั่น “ผมจะไปพูดกับคุณลบ”
       อุษาตกใจมาก “ไม่ได้เด็ดขาด คุณลบคงไม่ยกโทษให้อุษาแน่ อุษาจะกลายเป็นคนเนรคุณ”
       “ฟังนะ...คุณรับใช้พวกเขายังกับทาสมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่จะเป็นอิสระเสียที ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมไปจนตลอดชีวิต”
       อุษาออกอาการว้าวุ่นใจ “ขอเวลาให้อุษาหน่อยนะคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก อุษายังตัดสินใจตอนนี้ไม่ได้”
       พันธุ์สูรย์มีสีหน้าอ่อนลง “ขอโทษ...ผมไม่ควรเร่งรัดคุณเกินไป”
       “ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมาก”
       พันธุ์สูรย์ปรับสีหน้าให้แจ่มใสขึ้น “ผมมีของมาฝากคุณ”
       อุษามีสีหน้าดีขึ้นเช่นกัน “อะไรหรือคะ”
       พันธุ์สูรย์เดินไปหยิบถุงใบหนึ่งขึ้นมา แล้วส่งให้อุษา
       “เปิดดูซิครับ”
       อุษาหยิบกล่องโทรศัพท์มือถือขึ้นมา สีหน้ายิ้มแย้มขรึมลง
       “เราจะได้ติดต่อกันสะดวกยิ่งขึ้น” ชายหนุ่มบอก
       อุษาส่ายหน้า แล้วส่งคืนให้พันธุ์สูรย์ “อุษารับไว้ไม่ได้ค่ะ เป็นความประสงค์ของคุณย่าที่จะรักษาโดมทองไว้อย่างที่เคยเป็นมา โดมทองคือโลกอันสงบของคุณย่า”
       “เหลวไหล ทีคุณลบล่ะ อย่าบอกนะว่า คุณลบไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีคอมพิวเตอร์”
       “คุณลบต้องติดต่องาน” อุษาแย้ง
       “เขาเรียกว่าเห็นแก่ตัว” พันธุ์สูรย์ว่า
       อุษาลุกขึ้น วางกล่องโทรศัพท์ แล้วเดินไปที่ม้า
       “คุณอุษา”
       “อุษาต้องกลับละค่ะ...คุณย่าจะตื่นแล้ว”
       พันธุ์สูรย์เดินตามมาจะช่วยอุษาขึ้นม้า แต่อุษาขึ้นก่อนโดยไม่รับความช่วยเหลือ
       “คุณโกรธผมใช่ไหม” ชายหนุ่มตัดพ้อ
       อุษาสบตาพันธุ์สูรย์ “เปล่าค่ะ อุษาโกรธตัวเองต่างหาก ลาก่อนค่ะ พันธุ์สูรย์”
      
       อุษาบังคับม้าออกไป พันธุ์สูรย์มองตามหญิงคนรักหน้าเศร้าๆ


  


       กลับถึงโดมทองอุษากำลังรีบจะเดินขึ้นไปที่ห้อง ขณะเสียงอดิศวร์ดังขึ้น
      
       “ไปขี่ม้าเล่นมาหรือ”
       อุษาหลบตา มีพิรุธ “ค่ะ”
       จังหวะนี้วิรงรองกำลังจะเดินเข้ามาในบริเวณนั้นชะงัก หลบแอบฟัง
       อดิศวร์มองอุษาเขม็ง “มีอะไรอีกหรือเปล่า”
       อุษาหน้าเสีย “เอ้อ”
       “ว่าไง”
       อุษาขยับจะปฏิเสธ
       “อย่าโกหก พี่ไม่ชอบคนโกหก”
       อุษาฝืนสบตาพลางบอก “ไม่มีอะไรค่ะ อุษาขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ...คุณย่าจะตื่นแล้ว”
       อุษารีบหันหลังกลับเดินออกไป อดิศวร์มองตามด้วยแววตาเย็นชา แล้วหันหลังกลับ
       วิรงรองค่อยๆ ย่องตามอุษาไป
      
       อุษารีบก้มหน้าก้มตาเดินตรงมาที่ห้อง ขณะที่วิรงรองเดินแกมวิ่งตามมา
       “คุณอุษาคะ”
       อุษาหยุด แล้วหันไปมอง
       วิรงรองถามด้วยสีหน้าแจ่มใส “ที่นี่มีม้าด้วยหรือคะ”
       “ค่ะ”
       “ดิฉันขี่ม้าเป็น” วิรงรองพูดด้วยสีหน้ากระตือรือร้น ทำนองอยากจะขี่ม้าด้วย
       อุษาขัดขึ้น “คุณต้องไปขออนุญาตคุณลบเองค่ะ”
       อุษาหันหลังกลับรีบเดินไป พร้อมบ่นพึมพำ
       “มีหวังนรกแตกน่ะซิ ...เอ แต่ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้”
       วิรงรองตัดสินใจเดินย้อนกลับไป
      
       อดิศวร์ กำลังนั่งอ่านคำร้องที่พนักงานส่งมาให้ แล้วแก้ไขไป มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
       “เข้ามา”
       ประตูเปิดออก เป็นวิเดินเข้ามาด้วยสีหน้ากระตือรือร้น แล้วหันไปปิดประตูเบาๆ วิรงรอง เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าโต๊ะทำงาน
       ขณะที่หน้าอดิศวร์เหลือบมอง โดยไม่เงยหน้า ท่าทางเหมือนอยู่คนเดียวในห้อง
       วิรงรองขยับแขนขาหงุดหงิดครู่หนึ่ง แล้วกระแอมเบาๆ
       อดิศวร์พูดขึ้นเหมือนรำคาญ “จะพูดอะไรก็พูด มายืนกระแอมกระไออยู่ได้”
       วิรงรองพยายามระงับความหงุดหงิด “ดิฉันมาขออนุญาตขี่ม้า...”
       อดิศวร์พูดสวนทันที “ไม่อนุญาต”
       นัยน์ตาวิรงรองเป็นประกาย “ทำไมคะ”
       อดิศวร์เงยหน้ามองสีหน้าเย็นชา “เพราะฉันไม่อนุญาต”
       “ขอทราบเหตุผลค่ะ!”
       “เหตุผลก็คือ ฉันไม่อนุญาต! เข้าใจแล้วก็ออกไปได้”
       “นั่นไม่ใช่เหตุผลค่ะ”
       อดิศวร์เอนหลังพิงพนัก กวาดสายตาไปทั่วตัววิรงรองแว่บหนึ่ง
       “เธอต้องการอะไร แม่วิรงรอง”
       วิรงรองเม้มปาก สะบัดหน้าหันหลังเดินไปที่ประตู อดิศวร์ลุกขึ้นก้าวยาวๆ ตามมาคว้าแขนไว้
       “จะไปไหน!”
       “จะกลับบ้าน! ดิฉันเคยบอกแล้วว่า ถ้าคุณเรียกดิฉันว่าแม่วิรงรองดิฉันจะกลับบ้าน”
       “กลับไม่ได้”
       “เอ๊ะ!”
       “ไหนบอกว่าจะอยู่ที่นี่เพื่อพิสูจน์ว่าเธอมีศักดิ์ศรีไงล่ะ!”
       วิรงรองมองสบตาอดิศวร์แน่วนิ่ง “ดิฉันคงไม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาหรือรักษาศักดิ์ศรีอยู่ฝ่ายเดียว”
       “เอาเป็นว่า ฉันจะไม่เรียกเธอว่า แม่วิรงรองอีก!”
       วิรงรองกระชากแขนออกจากมือนายจ้าง แล้วเดินไปที่ประตู
       “แล้วก็อนุญาตให้เธอไปขี่ม้าเที่ยวเล่นได้” อดิศวร์เอ่ยขึ้น
       วิรงรองหยุดชะงัก หันขวับมา นัยน์ตาเหมือนเด็กได้ของเล่นถูกใจ
       “ออกไปได้แล้ว”
       อดิศวร์เดินกลับไปนั่งทำงานต่อโดยไม่สนใจวิอีก
       “ขอบคุณค่ะ”
      
       วิรงรองเดินออกไปด้วยสีหน้าแจ่มใส ขณะที่อดิศวร์ยังคงทำงานต่อไปเงียบๆ
      

       ไม่นานต่อมาวิรงรองเดินเข้ามาเลือกม้า บริเวณคอกม้า มีคนงานกำลังดูแลม้ากันไป วิรงรองมีสีหน้าแววตาแจ่มใสเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
      
       สมพาวิรงรองตรงมาที่เจ้ารักเร่ “เอาเจ้ารักเร่นี่ก็แล้วกันนะครับ...เชื่องกว่าเพื่อน”
       “ค่ะ”
       สมสั่งคนงาน ใส่บังเหียนทุกอย่างเรียบร้อย
       “เชิญครับ...คุณหนู”
       “แหม...ตื่นเต้นจัง”
       วิรงรองขึ้นม้าอย่างคล่องแคล่ว โดยสมช่วยจับให้
       “ขอบคุณมากนะคะ ลุง” หญิงสาวบังคับม้าออกเดินอย่างชำนาญ
       “อย่าไปไกลนักนะครับ...เดี๋ยวจะหลง”
       “ค่ะ”
       วิรงรองบังคับม้าวิ่งเหยาะๆออกไป โดยสมมองตามอย่างโล่งใจที่เห็นท่าทางคล่องแคล่วนั้น
      
       ที่ทุ่งพลับพลึงยาวสุดลูกหูลูกตา วิรงรองลงจากหลังม้า แล้วลูบแผงคอพร้อมกับกระซิบเบาๆ อย่างอ่อนโยน แล้วเดินไปเก็บช่อดอกพลับพลึงช่อใหญ่ กลับขึ้นม้าขี่ไปทางป่าละเมาะ บริเวณน้ำตก
      
       ไม้ดอกสวยๆ อวดตัวอยู่ทั่วบริเวณในบริเวณป่าละเมาะ วิรงรองขี่ม้าเหยาะย่างเข้ามา ด้วยสีหน้าตื่นตาตื่นใจกับธรรมชาติอันสวยงามในบริเวณนั้น
       มีเสียงน้ำตกดังแว่วมา วิรงรองบังคับม้าให้เดินไปตามเสียงนั้น จนกระทั่งเห็นน้ำตกอยู่ตรงนั้น เธอมองดูด้วยสีหน้าตื่นเต้น แล้วลงจากหลังม้า
       วิรงรองวางช่อพลับพลึงไว้บนโขดหิน แล้วเดินไปทรุดตัวลงวักน้ำขึ้นล้างหน้า แล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นขาคู่หนึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้าม
       วิรงรองเงยหน้ามองเจ้าของขาคู่นั้น แล้วนัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น เป็นพันธุ์สูรย์ ชายหนุ่มที่เธอเจอบนรถไฟ ที่มองมา แล้วยิ้มให้อย่างจำได้เช่นกัน
       “คุณนั่นเอง”
      
       เวลาเดียวกันเสียงพิณทองซึ่งเวลานั้นอยู่ที่บ้านในกรุงเทพฯ ดังลอดออกมาจากมือถืออดิศวร์ ที่อยู่ในห้องทำงาน
       “น้าลบคะ...คุณแม่ได้ฤกษ์แต่งงานมาแล้วค่ะ”
       อดิศวร์มีสีหน้าเอ็นดูหลานสาว ขณะถาม
       “เมื่อไหร่ล่ะ”
       “กลางเดือนหน้าค่ะ...พิณว่าเร็วไปหน่อย แต่คุณแม่บอกว่า ถัดจากนี้ก็ไม่มีฤกษ์ดีแล้ว”
       “แล้วคุณพิณจะเตรียมตัวทันหรือ”
       “ทีแรกพิณก็กลัวค่ะ แต่งานนี้มีคนอาสาเต็มไปหมด คุณแม่บอกว่าให้พิณเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอย่างเดียวเท่านั้น”
       “คุณพิณโชคดี”
       สีหน้าพิณทองเริ่มมีริ้วรอยกังวล “พิณไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่หรอกค่ะ เพื่อนพิณเขาเล่าให้ฟังว่า พิชญ์เคยมีแฟนตอนเรียนอยู่ที่อเมริกา”
       “นั่นเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชายครับ ถ้าไม่เคยมีซิแปลก คุณพิณทำใจให้สบาย แล้วเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดอย่างที่คุณแม่ว่าก็พอ ...เชื่อน้าลบนะครับ”
      
       ทั้ง 2 คน เดินคุยกันไป ท่ามกลางธรรมชาติสวยงามของป่าบริเวณนั้น
       “เป็นยังไงบ้างครับ โดมทอง เหมือนที่คุณคิดไว้หรือเปล่า” พันธุ์สูรย์ถาม
       “ดิฉันไม่นินทาเจ้านาย”
       พันธุ์สูรย์ยิ้ม “งั้นก็แปลว่า เจ้านายมีเรื่องให้นินทาเยอะ”
       วิรงรองนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วหยุดเดินหันมามองพันธุ์แน่วแน่ “เมื่อกี้ คุณอุษาออกมาพบคุณใช่ใหม”
       “ใช่”
       “งั้นคุณก็คือ...”
       “พันธุ์สูรย์...ผมชื่อพันธุ์สูรย์” ชายหนุ่มแนะนำตัวเอง
       “ฉันได้ยิน แม่ครัวพูดถึงคุณกับคุณอุษา”
       “ขอร้องอะไรอย่างนึงได้ไหม”
       วิรงรองไม่ได้รับปาก แต่มองพันธุ์สูรย์เป็นเชิงกำลังรับฟัง
       “กรุณาอย่าบอกคุณลบว่า คุณอุษาออกมาพบผม”
       “ทำไมคะ”
       พันธุ์สูรย์ไหวไหล่นิดๆ “เอาเป็นว่า ผมไม่อยากให้คุณอุษาเดือดร้อนก็แล้วกัน”
       วิรงรองแปลกใจ “ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย นอกจากว่าคุณไปทำอะไรให้เขาเกลียด”
       “ผมน่ะเรอะจะทำอะไรเขา ผมเป็นผู้ถูกกระทำต่างหาก” พันธุ์สูรย์ยกนาฬิกาขึ้นดู “ผมต้องกลับละ ยินดีที่ได้รู้จักคุณ...”
       “วิรงรองค่ะ”
       “ชื่อเพราะดี” พันธุ์สูรย์เป่าปากเรียกม้า
       ม้าพันธุ์สูรย์เดินเข้ามาในบริเวณนั้นอย่างแสนรู้ ชายหนุ่มก้าวขึ้นหลังม้า
       “เดี๋ยวซิคะ...อย่าเพิ่งกลับ คุณยังไม่ได้เล่าเลยว่าทำไม คุณอดิศวร์ถึงได้เกลียดคุณ”
       “ไม่มีอะไรน่าฟังหรอกครับ หวังว่าเราคงได้พบกันอีก”
       พันธุ์สูรย์บังคับม้าควบหายไปท่ามกลางหมู่ไม้ตรงหน้า วิรงรองชะเง้อมองตามแล้วส่ายหน้า
       “แถวนี้มีแต่คนแปลกๆ”
      
       เวลาต่อมา วิรงรองเดินหอบช่อพลับพลึงเข้ามา ขณะที่อุไรเดินผ่านมาพอดี อุไรชะงักมองช่อดอกพลับพลึงแปลกๆ
       “คุณเก็บดอกพลับพลึงมาหรือคะ”
       วิรงรองยิ้มใจดี “จ้ะ จะเอาไปปักแจกันในห้องท่านผู้หญิงบ้างไหมล่ะ”
       อุไรสะดุ้งเฮือก
       “ไม่ไหวละค่ะ เฮ้อ คุณรีบเอาไปเก็บในห้องเถอะค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
       วิรงรองงวยงงปนแปลกใจ “เห็นแล้วเป็นยังไง!”
       “ก็ซวยน่ะซีคะ” อุไรลดเสียงเบาลงแล้วทำหน้าทำตาจริงจัง “ท่านผู้หญิงท่านเกลียดดอกพลับพลึงค่ะ”
       “เกลียดแล้วทำไมปลูกเป็นทุ่งเลยล่ะ” วิรงรองฉงน
       “ปลูกที่ไหนล่ะคะ...ขึ้นเองโดยไม่มีใครเชื้อเชิญค่ะ!...อุปมาเหมือนมีมือผีมาปลูก..ขึ้นได้ขึ้นดี ดอกไม่มีขาด”
       “อุไร” เสียงขุ่นเขียวของอุษาดังขึ้น
       อุไรสะดุ้ง ปากอ้าเล่าค้าง อุษาเดินเข้ามา
       “ไปดูซิว่า...คุณย่าท่านตื่นหรือยัง”
       อุไรรับคำเสียงอ่อยๆ “ค่ะ” แล้วเดินไป
       “คุณไม่ควรเก็บดอกพลับพลึงเข้ามาในบ้าน” อุษาบอก
       “ทำไมล่ะค่ะ สวยดีออก หอมด้วย”
       “ทำตามที่ฉันบอกก็แล้วกัน ส่วนที่เก็บมาแล้วก็รีบเอาไปไว้ในห้องเสีย”
       อุษาขยับเดินไป วิรงรองมองหยั่งท่าทีก่อนพูด
       “เมื่อกี้ดิฉันเจอคุณพันธุ์สูรย์ด้วย”
       อุษาหยุดเดินทันที แล้วค่อยๆ เบือนหน้ามามองบอกด้วยเสียงเยือกเย็น
       “อย่าเอ่ยชื่อนั้นให้คนในโดมทองได้ยินเด็ดขาด”
       อุษาหันหลังกลับ
       “ทำไมล่ะคะ”
       “ทำตามที่ฉันบอกก็แล้วกัน”
       “ที่โดมทองนี่มีข้อห้ามแปลกๆ”
       อุษามองวิรงรองเขม็ง “กรุณาทำตามที่ฉันบอกค่ะ ถ้าไม่อยากเดือดร้อน”
      
       แล้วอุษาก็เดินไป วิรงรองมองตามงงๆ แกมขัดอกขัดใจ


  


       เวลาผ่านไป ขณะที่ท่านผู้หญิงสรรักษ์กำลังทานอาหารเช้าอยู่ในห้อง อดิศวร์เดินเข้ามา อุษา และอุไรขยับเปิดทางให้
      
       “อ้าว ตาลบ กินข้าวหรือยังล่ะ”
       “เรียบร้อยแล้วครับ...ผมมาลาคุณย่า”
       ท่านผู้หญิงชะงัก “จะไปไหน”
       “ไปงานแต่งงานของพิณทอง ลูกสาวพี่แก้วไงครับ”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์นิ่งคิดครู่หนึ่ง “แม่แก้ว..ไม่ได้พบกันนานเลยนะนั่น”
       “ครับ...หลังแต่ง พี่แก้วจะพาพิณทองกับสามีมากราบเท้าคุณย่า”
       ท่านผู้หญิงสะบัดน้ำเสียง “อยากจะได้ของขวัญน่ะซิ”
       อุษา และอุไรก้มหน้าลง
       อดิศวร์บอกเสียงอ่อนโยน “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ”
       “บอกเสียก่อนว่าฉันไม่มีอะไรจะให้” ประมุขแห่งโดมทองบอกเสียงแข็ง
       ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ
       “ลบจะไปกี่วันล่ะลูก”
       “ก็สัก 2-3 วันครับ”
       “ทำไมนานจัง...” ท่านผู้หญิงสรรักษ์เว้นระยะไปนิด นัยน์ตาเริ่มเหม่อลอย “นานเหลือเกิน”
       “ไม่นานหรอกครับ แค่ 2-3 วันเท่านั้น” หลานย่าบอก
       “รู้มั้ยว่าถ้าลบไม่อยู่ พวกนั้นมันจะยิ่งได้ใจ! ได้ใจทั้งคนทั้งผี!..นังพลับพลึงมันจะมาหลอกหลอนย่า นี่ดีนะที่ไอ้ผัวทรยศของย่าเข้ามาไม่ได้”
       “คุณย่า..ทานข้าวต่อเถอะนะครับผมต้องรีบไปแล้ว...อุษา อุไร ดูแลคุณย่าดีๆ นะ”
       2 คนรับคำ “ค่ะ”พร้อมกัน
       อดิศวร์ก้มกราบ “ผมไปละนะครับ..คุณย่า”
       “แล้วรีบกลับนะลบ รีบกลับก่อนที่นังพลับพลึงมันจะมาฆ่าย่า”
       “ครับ..คุณย่า”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์กอดอดิศวร์ไว้แน่นราวกับจะยึดไว้เป็นที่พึ่ง
      
       แสงแขยืนรออดิศวรอยู่หน้าห้อง โดยโอบอ้อมยืนค้อมตัวอยู่ห่างๆ แสงแขรอนานจนเริ่มกระวนกระวายอยู่ครู่หนึ่ง แล้วอดิศวร์จึงเปิดประตูออกมา
       “คุณลบจะไปแล้วหรือคะ”
       อดิศวร์พยักหน้า แล้วพูดต่ออย่างใจดี “เธออยากได้อะไรบ้างล่ะ”
       แสงแขยิ้มหวาน “น้ำหอมค่ะ..แขอยากได้น้ำหอม แล้วก็เสื้อผ้าสวยๆ”
       โอบอ้อมชำเลืองมองตลอด คอยยิ้มปลื้มไปกับเจ้านาย
       “พี่ซื้อไม่เป็นหรอก...เอาไว้พี่กลับมาแล้วเธอกับอุษาไปกันเองก็แล้วกัน…โอบ”
       “ขา...”
       “ไปตามคุณวิรงรองมาพบฉันที่ห้องทำงานหน่อย!”
       สีหน้ายิ้มแย้มของแสงแขเปลี่ยนไปเป็นบูดบึ้งทันที
       “อะไรนะคะ” โอบอ้อมแปลกใจ
       อดิศวร์ซึ่งกำลังจะเดินไปแล้วชะงัก หันกลับมามองโอบอ้อมอย่างเยือกเย็น
       โอบอ้อมหน้าเสีย “โอบจะไปเดี๋ยวนี้ละค่ะ” รีบเดินออกไป
       อดิศวร์เดินแยกไปห้องทำงาน โดยที่แสงแขยืนกำมือแน่น สีหน้าเคียดแค้น
       “นังวิรงรอง”
      
       ส่วนวิรงรองกำลังนั่งโทรศัพท์กับแม่ด้วยสีหน้าแจ่มใส
       “วันนี้ หนูได้ขี่ม้าด้วยละค่ะ...คุณ...สนุกที่สุดในโลกเลย”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น
       “ใครมาเรียก...แค่นี้ก่อนนะคะ แล้วหนูจะโทร.ไปคุยด้วยใหม่”
       วิรงรองวางโทรศัพท์แล้วเดินไปเปิดประตู
       แสงแขใส่ทันที “มัวแต่ทำอะไรอยู่ย่ะ ฉันเคาะประตูจนมือเจ็บไปหมดแล้ว”
       “อ้าว แล้วทำไมคุณไม่เรียกล่ะคะ”
       “ขี้เกียจเรียก...เจ็บคอ”
       “งั้นก็ช่วยไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”
       แสงแขถลึงตาใส่ “แก...นังวิรงรอง”
       วิรงรองโกรธ นัยน์ตาเป็นประกายวาว “จะทำไม นังแสงแข”
       แสงแขตบผัวะทันที แล้วถลาเข้าใส่ด้วยความโกรธจัด วิรงรองไม่ทันระวังตัว หงายหลังล้มลง
       แสงแขขึ้นคร่อมร่างวิรองรอง พร้อมกับจิกหัว “แกตาย”
       ขณะที่ทั้ง 2 กำลังต่อสู้กันชุลมุน อุษาเดินเข้ามาเห็นก็ตกใจ
       “ตายแล้ว”
       อุษารีบเข้ามาแยกทั้ง 2 ออกจากกัน
       “หยุดเดี๋ยวนี้ พอที”
       “ปล่อย ฉันจะฆ่ามัน”
       “เอาเลย ฉันจะได้ไปตามคุณลบ”
       แสงแขหยุดชะงักทันที
       อุษาหันมาทางวิรงรอง “ไปหวีผมหวีเผ้าให้เรียบร้อย แล้วรีบไปพบคุณลบ เธอให้ขึ้นมาตามว่าทำไมช้านัก”
       วิรงรองเดินเสยผมเข้าไปในห้อง แล้วปิดประตู
       “มันเรื่องอะไรกัน” อุษาถามน้องสาว
       “มันจะแย่งคุณลบไปจากแข”
       “พูดจาน่าเกลียด คุณวิรงรองเขาไม่ทำอะไรอย่างนั้นหรอก”
       “น้อยไปซิ แขดูนัยน์ตามันก็รู้ นังนั่นมันมารยาใส่คุณลบ...ขนาดคุณย่าขับไล่ไสส่งแล้ว คุณลบยังไม่ยอมให้มันไปเลย”
       “นั่นเป็นเรื่องของคุณลบ คุณวิรงรองเขาไม่เกี่ยว”
       ประตูเปิดออก วิรงรองเดินออกมา ผมเผ้าหวีใหม่เรียบร้อย แล้วเดินไปโดยไม่มองใคร
      
       โดยมีแสงแขมองตามอย่างอาฆาตพยาบาท


  


       วิรงรองเดินเข้ามาในห้องทำงานอดิศวร์ โดยประตูยังเปิดอยู่ อดิศวร์ส่งสายตามองมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
      
       “ปิดประตูด้วย”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันไม่มีความลับ”
       “ฉันบอกให้ปิดประตู”
       “ดิฉันไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด”
       “ดื้อ” อดิศวร์ตำหนิ ก้าวพรวดๆ ไปปิดประตู ขณะที่วิรงรองยังยืนอยู่ในอิริยาบถเดิม
       “ฉันจะไปกรุงเทพฯ เธอมีอะไรจะฝากไปที่บ้านไหม”
       “ไม่มีค่ะ ถึงจะมีก็คงเตรียมตัวไม่ทัน เพราะคุณเพิ่งมาบอกเอาตอนนี้”
       “ถามนิดเดียว ตอบเสียยาว”
       วิรงรองเม้มปาก
       “ไม่ถามหรือว่า ฉันจะไปทำไม”
       “ดิฉันไม่ยุ่งเรื่องของคนอื่น”
       “จะว่าเรื่องของคนอื่นก็ไม่ถูก เพราะมันเกี่ยวกับเธอโดยตรง”
       วิรงรองยังคงนิ่งเฉยเหมือนไม่สนใจ
       “ฉันจะไปงานแต่งงานพิณทองกับพิชญ์” อดิศวร์มองลูกจ้างสาวเหมือนจับผิดขณะพูด
       วิรงรองเหมือนจะสะดุ้งนิดหนึ่ง แล้วปรับสีหน้าให้ราบเรียบเช่นเดิม
       “ไม่มีอะไรจะพูดหรือ” อดิศวร์เยาะอยู่ในที
       วิรงรองปากสั่น ข่มความโกรธ
       “อย่างน้อย ก็ฝากคำอวยพร”
       ที่สุดวิรงรองก็ตบะแตก “ต้องการอะไร”
       “ฉันน่ะไม่ได้ต้องการอะไร...แต่บางทีพิชญ์เขาอาจจะต้องการคำอวยพรจากเธอ”
       “อ๋อ!ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ฉันมีเบอร์โทรศัพท์ของพิชญ์ ถ้าอยากจะอวยพรเขาละก็...ฉันโทร.ไปเองได้ เรื่องอะไรจะต้องให้คนอื่นมารู้ความลับของเรา”
       อดิศวรรวบตัววิรงรอง จนร่างเซถลาเข้ามาทันที
       “ปล่อย”
       “อวดดีนักนะ”
       “ปล่อย คุณไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนี้ โน่น คุณแสงแขรอคุณอยู่”
       อดิศวร์ฉงน “แสงแขมาเกี่ยวอะไรด้วย”
       “ก็ลองไปถามกันเองซิคะ”
       อดิศวร์ยอมปล่อย “ฉันไม่มีเวลาทะเลาะกับเธอ...ระหว่างที่ฉันไม่อยู่ ระวังอย่าเที่ยวออกมาเดินเพ่นพ่านล่ะ…” พอพูดจบแล้วก็เดินไปที่ประตู “ไม่มีอะไรฝากไปถึงพิชญ์แน่นะ”
       วิรงรองยืนนิ่ง อดิศวร์เปิดประตูเดินออกไป วิรงรองรีรอครู่หนึ่ง แล้วเดินตามออกไป
      
       ขณะเดินออกมาหน้าห้องวิรงรองชะงัก พบว่าแสงแขกำลังลาอดิศวร์ท่าทีอ้อยสร้อย โดยเฉพาะยิ่งเมื่อเห็นวิรงรองเดินออกมา
       “ขอให้คุณลบเดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ”
       อดิศวร์ชายตามองวิรงรองทางปลายตาแว่บหนึ่ง แล้วพูดด้วยเสียงอ่อนโยน “ขอบใจ...ฝากช่วยดูบ้านด้วยก็แล้วกัน”
       “ค่ะ...วิรงรอง เดินออกไปส่งคุณลบกันไหมจ๊ะ”
       “ไม่หรอกจ้ะ” วิรงรองแดกดันเน้นเสียงตรงคำว่าจ้ะ “เชิญตามสบาย”
       วิรงรองเดินเลยเข้าไปข้างใน โดยทั้งอดิศวร์ และแสงแขมองตาม
       “ท่าทางวิรงรองเขาไม่ชอบแขเลยค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นอะไร แสงพยายามพูดดีๆ ด้วยก็แล้ว”
       “ถ้ารู้อย่างนั้น ก็อย่าไปวุ่นวายกับเขาซิ จะได้ไม่มีเรื่อง”
       แสงแขอึ้ง มองอดิศวร์ที่เดินออกไปอย่างน้อยใจ
       “พอมันไป ก็อารมณ์เสียขึ้นมาทีเดียว”
      
       ขณะนั้นโอบอ้อมอยู่ที่ห้องครัวฝรั่งในตึก กำลังล้างผักจะทำสลัดให้แสงแข ปากก็ร้องเพลง “วังบัวบาน” เพลงโปรด เสียงดัง แสงแขเดินเข้ามา
       “เพลงอะไรของแกน่ะ”
       โอบอ้อมสะดุ้งเฮือก ด้วยกำลังเพลินๆ “อุ๊ย! คุณแสงแข”
       “ขวัญอ่อนจังนะยะ...เมื่อกี้ร้องเพลงอะไร”
       “เพลง “วังบัวบาน” ค่ะ...โอบว่าเหมาะสมกับบรรยากาศของโดมทองดี...นางเอกอกหักกระโดดน้ำตายตอนจบ”
       “คนบ้าน่ะซิ อกหักแล้วกระโดดน้ำตาย นี่ โอบ...แกช่วยฉันคิดหน่อยซิ”
       แสงแขพูดพลางชะโงกออกไปข้างนอก ดูว่ามีใครอยู่ในบริเวณนั้นหรือเปล่า
       โอบอ้อมทำเสียงกระซิบกระซาบ “คิดร้ายใช่มั้ยคะ”
       แสงแขหันกลับมา แล้วตวาด “เออ...ระหว่างที่คุณลบไม่อยู่นี่ ทำยังไงจะให้คุณย่ารู้ว่า นังวิรงรองมันยังอยู่” แสงแขเว้นไปนิด “ต้องให้รู้เองนะ ไม่ใช่ให้ฉันไปบอก ยายแก่นั่นยิ่งเกลียดขี้หน้าฉันอยู่ด้วย กลัวจะไปแย่งหลานชาย เฮอะ ยังกับตัวเอง จะอยู่ค้ำฟ้านี่”
       “เอายังงี้ซิคะ ล่อให้ออกมาเห็นเอง” โอบอ้อมแนะนำ
      
       แสงแขนิ่งฟังด้วยสีหน้าแววตาพอใจ


  


       งานเลี้ยงฉลองแต่งงานระหว่างพิชญ์กับพิณทองจัดขึ้นตอนค่ำ ที่ห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมหรู มีรถยนต์แล่นเข้าไปในโรงแรมไม่ขาดระยะ บริเวณหน้าห้องจัดงาน พิชญ์และพิณทองยืนเคียงคู่กันคอยรับแขกและถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
      
       พิณทองนั้นมีสีหน้าสดชื่นแจ่มใสมีความสุข ในขณะที่พิชญ์ค่อนข้างเงียบ เปิดปากคุยบ้าง แต่เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกใส่โปรแกรมไว้
       สักพักหนึ่ง อดิศวร์ ศิโรดมเดินเข้ามา พิณทองหันไปมองพอดี
       “อุ๊ย น้าลบมาแล้ว”
       พิณทองรีบจูงแกมลากแขนพิชญ์เดินไปที่น้าชายสุดที่รัก
       “น้าลบขา...สวัสดีค่ะ”
       ขณะที่อดิศวร์รับไหว้ทั้ง 2 คน นัยน์ตาของเขาลอบสังเกตท่าทีของพิชญ์แว่บหนึ่ง
       “พิณนึกว่าน้าลบจะไม่มาเสียแล้ว”
       “ต้องมาซิครับ...งานแต่งงานคุณพิณ...น้าลบไม่มีวันพลาดเด็ดขาด” พูดพลางอดิศวร์หันไปทางพิชญ์ แล้วยื่นมือออกไป “ขอแสดงความยินดีด้วยครับ คุณพิชญ์”
       พิชญ์ยื่นมือมาจับ “ขอบคุณมากครับ”
       “คุณพ่อคุณแม่อยู่ข้างใน...พิชญ์ต้อนรับแขกไปคนเดียวก่อนนะคะ พิณจะพาน้าลบไปหาคุณพ่อคุณแม่”
       อดิศวร์ออกตัว “น้าลบเข้าไปเองดีกว่า คุณพิณอยู่รับแขกกับคุณพิชญ์เถอะ”
       ผู้เป็นน้าชายโอบไหล่พิณทอง แล้วเดินเข้าไป ปล่อยให้บ่าวสาวรับแขกต่อ บรรยากาศในงานแสนชื่นมื่น ผู้คนพูดคุยยิ้มหัวให้กัน
      
       แต่ที่ “โดมทอง” ในเวลาเดียวกันนี้ กลับดูเงียบเหงาวังเวงคฤหาสน์ทรงกอธิกเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้ยืนต้น
       ภายในห้องวิรงรองเวลานั้น เธอยืนอยู่ที่หน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปข้างนอกเศร้าๆ สีหน้าเศร้านั้นฉาบทาใบหน้าวิรงรองอยู่นาน จนพักหนึ่ง ขณะนั้นมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น วิรงรองเบือนหน้ามามองครู่หนึ่ง แล้วเดินมาหยิบขึ้นดู
       เม้มปากแน่น ก่อนจะกดปิดเครื่อง
       “นี่แน่ะ นึกว่าฉันจะมานั่งโง่ฟังคำเยาะเย้ยถากถางของคุณเรอะ”
       พร้อมกันนั้นวิรงรองเอาโทรศัพท์ใส่ลิ้นชักอีกที แล้วยก 2 มือปัดกันไปมา
       “สะใจ”
      
       ที่แท้เป็นอดิศวร์ยืนโทรศัพท์อยู่มุมหนึ่งในงาน เขากดโทรศัพท์ แต่มีเพียงสัญญาณให้ฝากข้อความอดิศวร์ปิดโทรศัพท์ด้วยสีหน้าหงุดหงิด บ่นงึมงำ
       “ทนฟังไม่ได้ละซี”
      
       อดิศวร์เดินตรงมายังโต๊ะคุณหญิงแก้ว และท่านรัฐมนตรีกระทรวงไหนไม่ทราบ บิดามารดาของพิณทอง ซึ่งมีคุณหญิงวัชรีนั่งหน้าแฉล้มอยู่ด้วย รอบๆ โต๊ะ มีนักข่าวคอยเก็บภาพอยู่
       “อ้าว คุณลบ เชิญ...เพิ่งมาเรอะ” รัฐมนตรีทักทายอย่างมักคุ้นกัน
       “มาได้สักครู่แล้วครับ มัวแต่ทักทายกับหลาน”
       “คุณลบ นี่คุณหญิงวัชรี คุณแม่ตาพิชญ์...คุณพี่คะ...นี่คุณลบ น้องชายของดิฉัน...เป็นเจ้าของบ้าน “โดมทอง” ไงคะ”
       อดิศวร์ไหว้วัชรี
       คุณหญิงรับไหว้ด้วยท่าทีตื่นเต้น “โอ้โฮ ได้ยินชื่อมาตั้งนานแล้วค่ะ เคยได้ยินเขาพูดกันว่า เหมือนประสาทแดร็กคูล่า!”
       ทุกคนในที่นั้นพากันนิ่งอึ้งไปทันที
       วัชรีชักจะรู้สึกตัว “ขอประทานโทษค่ะ...ดิฉันเคยได้ยินอย่างนั้นจริงๆ”
       “ประสาทผีสิงที่ไหนกันคะ “โดมทอง” เป็นคฤหาสน์ที่สวยที่สุด สวยทุกฤดู...ไม่ว่าจะร้อนจะหนาวหรือจะหน้าฝน”
       “คุณแก้วพูดซะพี่อยากเห็นเลย”
       แก้วหันมามองทางอดิศวร์ “ว่าไง คุณลบ”
       “ยินดีต้อนรับครับ”
       “คุณพี่คงยังไม่ทราบว่า...ลูกพิณกับตาพิชญ์ เขาจะไปฮันนีมูนที่นั่นกัน”
       “ถ้าอย่างนั้น ดิฉันเห็นจะต้องขอตามไปด้วยแล้ว...แต่คงต้องหลังจากที่ตาพิชญ์กับหนูพิณกลับมาก่อน” วัชรีจ๊ะจ๋า
       “ไปพร้อมกันก็ได้นี่ครับ โดมทองกว้างมาก...สองคนนั่นก็ให้เขาแยกเป็นส่วนตัว ส่วนคุณหญิงกับพี่แก้วก็เที่ยวกันไปตามอัธยาศัย”
       แก้วถาม “ว่าไงคะ คุณพี่”
       “ขอคิดดูก่อนก็แล้วกัน” วัชรีว่า
       “นั่นเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้ามากันแล้ว” ท่านรัฐมนตรีบอก
       ทุกคนรวมทั้งอดิศวร์หันไปมอง เห็นพิชญ์และพิณทองเดินจูงมือกันมาที่เวที ท่ามกลางแสงแฟลชวูบวาบกระหน่ำใส่สองคนเก็บทุกอิริยาบถ
      
       อดิศวร์มองท่าทีโอบประคับประคองพิณทองของพิชญ์ แล้วยิ้มบางๆ เหมือนสะใจสมใจนิดๆ
        

       จบตอนที่  2
ตอนที่ 3
      
       พิธีการในงานดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย พิชญ์และพิณทองออกมาส่งแขกหน้าห้องจัดงาน มีการอวยชัยให้พรจากแขกผู้ใหญ่ และท่าทีกระเซ้าเย้าแหย่จากหนุ่มสาววัยใกล้เคียงกัน
      
       สักพักพักหนึ่ง อดิศวร์เดินออกมาทักทายกับแก้ว วัชรี และ รัฐมนตรี ซึ่งกำลังส่งแขกผู้ใหญ่ แล้วเดินมาที่บ่าวสาว พิชญ์และพิณทองรีบเดินไปหาอดิศวร์
       “จะกลับแล้วหรือคะ...น้าลบ” พิณทองยิ้มแย้ม
       อดิศวร์พยักหน้า “พรุ่งนี้ ...น้าลบมีนัดกับลูกความแต่เช้า”
       “แล้วน้าลบจะกลับไปโดมทองเมื่อไหร่คะ”
       “น่าจะเป็นมะรืนนี้ ว่าแต่เราเถอะ เปลี่ยนใจแล้วหรือยัง”
       “เปลี่ยนใจ” พิณทองฉงน
       “น้าลบคงหมายถึงไปฮันนีมูนที่โดมทองไง”
       “แน่ะ...พิชญ์จำได้ด้วย ไม่เปลี่ยนแน่นอนค่ะ...พิชญ์เองก็อยากไป”
       “พิณเล่าให้ฟังจนเห็นภาพเลยครับ”
       อดิศวร์พูดทีเล่นทีจริง “ไม่แน่...พอไปถึงแล้วจริงๆ คุณพิชญ์อาจจะผิดหวังก็ได้”
       พิชญ์ผินหน้ามาสบตาพิณทองอย่างอ่อนโยน “พิณทองคงไม่ทำให้ผมผิดหวังหรอกครับ”
       พิณทองหลบตาพิชญ์อายๆ
       “น้าลบกลับก่อนละ....ขอให้คุณพิณกับสามี มีความสุขที่สุดตลอดไป”
       พิณทองกอดอดิศวร์อย่างตื้นตัน “ขอบคุณมากค่ะ น้าลบ...อย่าลืมว่าก่อนกลับ “โดมทอง” น้าลบต้องไปทานข้าวกับพิณแล้วก็พิชญ์นะคะ”
       “ตกลงครับ”
       2 คนไหว้ลา อดิศวร์รับไหว้ แล้วเดินออกไป พิณทองและพิชญ์มองตาม แล้วเดินไปส่งแขก
      
       ไม่นานหลังจากนั้นคุณหญิงแก้ว กับท่านรัฐมนตรี กลับถึงบ้าน เดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ สาวใช้ถือของตามมา
       “เสื้อผ้าในถุงนั่น เอาส่งซักแห้งพรุ่งนี้นะ” แก้วสั่งสาวใช้
       “ค่ะ”
       แก้วเดินตาม สามีขึ้นไปข้างบน ขณะสาวใช้ปิดประตูหน้าต่าง
       ท่านรัฐมนตรีอยู่ในห้องแล้ว ถอดเสื้อสูทออก ขณะเดินไปเปิดแอร์ แก้วเดินตามเข้ามาด้วยสีหน้าสบายอกสบายใจอย่างยิ่ง
       “โล่งใจไปที นี่ยังแอบคิดกับพี่วัชว่า ถ้าแฟนเก่าตาพิชญ์มา จะทำยังไง”
       “ใครเขาจะมา” สามีว่า
       “อ้าว ไม่แน่นะคะตาพิชญ์น่ะทั้งหล่อทั้งรวย ผู้หญิงที่ไหนก็อยากได้”
       “ยกเว้นแฟนเก่า” ท่านรัฐมนตรีบอก
       แก้วชักฉุน “เอ๊ะ! คุณ”
       “ก็ไม่จริงเรอะ พอเขารู้ว่าตาพิชญ์มีคู่หมั้นแล้ว...เขาก็ยอมเลิกทันที ผมถึงว่ามันแปลกๆ ถ้าผู้หญิงเขาไม่รักศักดิ์ศรีเหนือสิ่งใดละก็...ตาพิชญ์อาจจะมีอะไรผิดปกติ” ท่านรัฐมนตรีว่า ด้วยความชื่นชม
       “ฉันว่าตาพิชญ์เขาต้องเปรียบเทียบแล้ว ถึงได้เลือกลูกเรามากกว่า” คุณหญิงไม่ยอมแพ้
       “อวยกันเข้าไป ผมไปอาบน้ำละ”
       ท่านรัฐมนตรี เดินหนีเข้าห้องน้ำไป
      
       ด้านอดิศวร์อยู่ในห้องพักที่คอนโด ซึ่งเวลานั้นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เดินมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียง
       อดิศวร์มองไปที่โทรศัพท์ครู่หนึ่ง แล้วหยิบขึ้นมาจะกด แต่มือชะงักค้าง แล้ววางมือถือกลับที่เดิม ก่อนจะเอนตัวลงนอน นัยน์ตาจับจ้องมองเพดานครุ่นคิด
      
       ขณะเดียวกันที่โดมทอง ดวงจันทร์ข้างแรมลอยเข้าไปในกลุ่มเมฆสีเทาเหนือยอดโดม วิรงรองนอนหลับสนิทอยู่ในห้องพัก จู่ๆ มีเสียงวงมโหรีดังแว่วเข้ามา ตามด้วยเสียงเพลง นางครวญ
       วิรงรองลืมตาขึ้น นอนนิ่งแล้วเงี่ยหูฟัง เสียงเพลงยังคงดังแว่วๆ มา ฟังดูเศร้าสร้อยโหยหวน นิ่งฟังครู่หนึ่งแล้ววิรงรองจึงตัดสินใจลุกขึ้น เดินไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมและคว้าไฟฉาย เดินออกจากห้องไป
      
       วิรงรองก้าวออกมาหน้าห้อง ปิดประตูลงเบาๆ แล้วเดินไปที่บันได ฉายไฟกราดส่องนำทาง
       “ทำไมไม่มีใครได้ยินบ้างหรือไง”
       วิรงรองก้าวลงบันไดอย่างระมัดระวัง โดยฉายไฟส่องให้เห็นทาง
      
       สักครู่หนึ่งวิรงรองเดินเข้ามาภายในห้องโถงกลาง ท่ามกลางความมืดสลัว เสียงเพลงยังคงดังแว่วมาจากที่สูง วิรงรองฉายไฟขึ้นไปบนเพดาน
       “เสียงเหมือนดังมาจากข้างบน”
       ขณะที่วิรงรองเหลียวหน้าเหลียวหลัง เหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะทำยังไงดี จู่ๆ มีเงาใครคนหนึ่งวูบวาบเดินไปที่ประตู
       “ใครคะ”
       เงียบ ไม่มีเสียงตอบ ร่างนั้นเดินไปที่ประตูซึ่งเปิดออกอย่างง่ายดาย แล้วเดินออกไป
       “เดี๋ยวค่ะ! รอด้วย”
      
       วิรงรองรีบเดินแกมวิ่งตามออกไป


  


       วิรงรองก้าวตามผีนางพิศออกมา ซึ่งเดินช้าๆ ราวกับลอยได้ แต่วิรงรองกลับตามไม่ทัน ต้องเร่งฝีเท้าเต็มที่ สีหน้าพิศยามนี้หากใครจะต้องรู้สึกหลอนๆ เพราะน่ากลัวมาก
      
       “ป้า! รอด้วยค่ะ”
       ผีนางพิศยังคงเดินนำไปเรื่อยๆ วิรงรองเร่งฝีเท้าตาม ปากก็พยายามชวนคุย
       “ป้าอยู่ที่นี่หรือคะ”
       พิศไม่ตอบ เดินนำวิรงรองไปไกลเรื่อยๆ ทันใดเสียงเพลงที่ดังแว่วๆ กลับดังขึ้นราวกับมาบรรเลงอยู่ใกล้ๆ
       พิศหยุดชะงัก เช่นเดียวกับวิรงรองหันกลับไปแหงนหน้ามองยังทิศที่มาของเสียง
       หญิงสาวแลเห็นยอดโดมสว่างวับแวมด้วยแสงเทียนที่ราวกับจุดไว้หลายเล่ม วิรงรองมองด้วยความพิศวงครู่หนึ่ง
       “คุณหนู” เสียงสมดังขึ้น
       วิรงรองสะดุ้งเฮือกหันขวับมา
       “ลุงสม โอย...หนูตกใจหมดเลย”
       “คุณหนูออกมาทำอะไรป่านนี้ครับ”
       “หนูตามป้าคนนึงมาค่ะ” วิรงรองหันไปมองโดยรอบ “เอ๊ะ! หายไปไหนแล้ว”
       “ผมไม่เห็นมีใคร นอกจากคุณหนูคนเดียว”
       “เป็นไปไม่ได้”
       “กลับเข้าบ้านเถอะครับ”
       วิรงรองเงยหน้าดูยอดโดม “เอ๊ะ”
       บนยอดโดมยามนี้มืดสนิทไม่มีวี่แววของแสงเทียน หรือสิ่งมีชีวิตเลย
       “แปลกจัง เมื่อกี้หนูยังเห็นแสงเทียนลอดออกมาจากข้างบนนั้น”
       “เป็นไปไม่ได้หรอกครับ...บนยอดโดมนั่น ปิดตายมาตั้งนานมากแล้วละครับ ดูเหมือนจะไม่เคยเปิดใช้เลย ตั้งแต่สมัยยังสร้างไม่เสร็จใหม่ๆด้วย...อันนี้ฟังผู้ใหญ่เขาเล่ากันมาน่ะครับ”
       สมพูดยาวที่สุด เท่าที่วิรงรองเคยได้ยิน แล้วออกเดินนำวิรงรองตรงไปยังตัวบ้าน
       “แล้วลุงออกมาทำอะไรหรือคะ”
       “คุณลบท่านสั่งให้ผมคอยออกมาเดินดูบริเวณบ้านครับ โดยเฉพาะตอนที่ท่านไม่อยู่ เพราะทางป่าละเมาะด้านโน้นไม่ได้มีรั้วกั้น ...คนภายนอกอาจจะเข้ามาได้”
       วิรงรองพยักหน้า ขณะที่สมหยิบกุญแจขึ้นมาไขประตู อย่างแปลกใจ
       “เอ๊ะ! เมื่อกี้คุณหนูออกมาได้ยังไงครับ”
       “หนูก็ตามป้าคนนั้นออกมาไงคะ”
       สมมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด ขณะเปิดประตูออกให้วิรงรองเข้าตึกไป
      
       รุ่งเช้า บรรยากาศรายรอบอาณาเขตอันงดงามของโดมทอง แสนสดชื่น
       ภายในครัวฝรั่งซึ่งอยู่ในบ้าน เห็นโอบอ้อมตักโจ๊กกุ้งใส่ชาม แล้วเหลือบตามองซ้ายขวาหน้าหลังอย่างเจ้าเล่ห์
       แล้วหยิบเกลือเทลงในชามนั้น
       “เทลงไป เทลงไป เทลงไปให้มันเค็มปี๋”
       โอบอ้อมวางชามทั้ง 3 ลงบนถาด โดยทำสัญลักษณ์โรยผักลงไปเพียงชามเดียว
       “ขอให้รับประทานให้อร่อยนะคะ นังคุณวิรงรอง”
       โอบอ้อมยกถาดเดินลอยหน้าร่าเริงออกไป
      
       วิรงรอง และอุษากำลังนั่งคุยกันอยู่ในห้องอาหาร
       “เอ๊ะ พี่ไม่เคยเห็นนะคะ”
       “หรืออาจจะเป็นคนข้างนอกเข้ามา” อุษาว่า
       โอบอ้อมยกถาดมาวาง แล้วหยิบชามโจ๊กจากถาดวางให้ อุษา และ วิรงรอง และอีกที่สำหรับแสง ซึ่งยังไม่ลงมา
       วิรงรองทำหน้าตาย ช่วยเลื่อนชามวางให้ โดยสลับชามของตนกับชามแสงแข
       โอบอ้อมตกใจ “อุ๊ย ชามไม่มีผักของคุณวิรงรองค่ะ”
       “เอาไว้ให้คุณแสงแขดีกว่า คุณแสงแขยังไม่ลงมา ใส่ผักลงไปเดี๋ยวเหี่ยวหมด” วิรงรองว่า
       โอบอ้อมท้วง “แต่ว่า”
       อุษาดุ “มันอะไรนักหนาหรือโอบ คุณวิเขาก็พูดถูกแล้ว”
       วิรงรองตักโจ๊กชิม แล้วเงยหน้ามองโอบอ้อม
       “วันนี้รสชาติดีนี่”
       แสงแขเดินเข้ามา แล้วลงนั่งที่ของตน
       “โจ๊กกุ้งเหรอ...น่ากินจัง...แต่จะน่ากินกว่านี้ถ้าไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย”
       “ออกไปได้แล้ว โอบ” อุษาบอก
       “คุณ...คุณแข จะเปลี่ยนชามใหม่มั้ยคะ”
       “ฉันบอกว่ายังไง โอบ” อุษาย้ำ
       โอบอ้อมหันหน้าหันหลังขยับเดินออกไป ขณะที่แสงแขตักโจ๊กเข้าปาก แล้วทิ้งช้อนลงทันที
       “นังโอบ”
       โอบอ้อมค่อยๆ หันมา “ขา...”
       “แกทำเกลือหกลงไปเรอะไง”
       วิรงรองทำหน้าตาย แต่แววตาสะใจขณะตักโจ๊กเข้าปาก
       “เอ๊ะ ไม่เห็นเค็มอะไรนี่คะ...กำลังอร่อยเลย...อร่อยกว่าทุกวันด้วย”
       แสงแขรู้ทันที นิ่งอึ้ง แต่แววตามองวิรงรองอย่างเกลียดชัง
       แสงแขเลื่อนชามโจ๊กออกห่าง “ไม่กงไม่กินมันแล้ว ไปคั้นน้ำส้มมาให้ฉันแก้วนึง”
       “ค่ะ” โอบอ้อมเดินไป
       วิรงรองร้องบอก “อย่าใส่เกลือเยอะนักนะ โอบ เดี๋ยวคุณแสงแขจะดื่มไม่ได้อีก”
       วิรงรองยิ้มใสซื่อกับแสงแขซึ่งหันขวับมามอง ต่างคนต่างรู้ทัน
      
       เวลาต่อมาสองสาวอยู่อีกมุมหนึ่งของบ้าน
       “มันจงใจเปลี่ยนชาม” แสงแขบอกในท่าทีฉุนเฉียว
       “งั้นก็แสดงว่า เธอจงใจจะแกล้งเขา...คงจะหลายครั้งแล้วด้วย คราวนี้เขาถึงได้เอาคืน”
       “พี่อุษาเข้าข้างมันเรอะ”
       “พี่พูดกลางๆ ไม่ได้เข้าข้างใคร พี่จะไปดูอาหารเช้าให้คุณย่า เธอจะไปทำอะไรก็ไป”
      
       อุษาเดินไป แสงแขมองตาม แล้วนัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมา นึกแผนร้ายได้


  


       ขณะเดียวกัน อุไรกำลังซ้อนหมอนให้ท่านผู้หญิงสรรักษ์นั่งพิงสบายๆ
      
       “พรุ่งนี้แล้วใช่มั้ย ที่ตาลบจะกลับ”
       “เห็นว่าอย่างนั้นเจ้าค่ะ”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ แล้วเห็นแสงแขเปิดเข้ามา ก่อนจะคลานอย่างเรียบร้อยที่หน้าเตียง แล้วหันไปทางอุไร
       “จะไปทำธุระส่วนตัวก็ไป...ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนคุณย่าเอง"
       อุไรเหลือบมองท่านผู้หญิงสรรักษ์
       “ไม่ต้องไป” ท่านผู้หญิงหันมาทางแสง “มันเรื่องอะไรของแก นังแสงแข แกนั่นแหละออกไป”
       แสงแขฝืนยิ้มอย่างใจเย็น “แขจะมาชวนคุณย่าไปเก็บดอกมณทาค่ะ กำลังออกเต็มต้นเลย”
       “สาระแนดีนัก”
       แสงแขก้มหน้าลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
       “แกพยายามสอพลอฉันเพื่อจะได้ตาลบใช่ไหมล่ะ” ท่านผู้หญิงแดกดัน
       “แขไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยค่ะ แขทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ”
       “ตอแหล”
       แสงแขสะอึก
       “ตราบใดที่ฉันยังอยู่ แกไม่มีวันได้ตาลบไปหรอก แกไม่คู่ควรกับหลานของฉัน”
       “แล้วแม่วิรงรองคนนั้นล่ะคะ” แสงแขจงใจบอก
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ชะงักบ้าง “หมายความว่ายังไง”
       “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” แสงแขมีนัยน์ตาสะใจผุดขึ้นมาแว่บหนึ่ง
       ท่านผู้หญิงตวาดลั่น “ต้องมี บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าแกหมายถึงใคร ใครที่ชื่อวิรงรอง”
       “ก็คนที่คุณย่าเรียกว่า พลับพลึงไงคะ” แสงแขบอก
       ท่านผู้หญิงนั่งตัวแข็ง แล้วนัยน์ตาค้างท่าทางเหมือนหายใจไม่ออก
      
       อุษาเดินถือถาดอาหารมาจนถึงบริเวณหน้าห้อง แล้วสะดุ้งเฮือกเมื่อมีเสียงดังโครมครามมาจาก
       ข้างในพร้อมเสียงท่านผู้หญิงสรรักษ์กรีดร้องโวยวายลั่น
       “ออกไป อีนังแสงแข...ออกไป”
       ประตูเปิดออก แสงแขออกมา หน้าตาตื่นตระหนก
       “เกิดอะไรขึ้น แสงแข”
       “จะอะไรเสียอีกล่ะ นอกจากอีแก่มันอาละวาด โอม...เพี้ยง ขอให้มันเส้นเลือดแตกตายไปเลย”
       อุษาตกใจ “แสงแข”
       “ไม่ต้องมาทำเป็นตกอกตกใจหรอก แขรู้ว่าพี่อุษากับทุกคน เว้นคุณลบก็แช่งชักหักกระดูกมันอยู่ทุกวัน”
       ตลอดเวลาที่สองคนคุยกันนั้น เสียงท่านผู้หญิงกรี๊ดๆตลอด
       “นังพลับพลึง ขอให้แกตกนรกหมกไหม้ไม่ต้องไปผุดไปเกิด”
       อุษารีบเปิดประตูเดินเข้าไป มีเสียงแสงแขด่าไล่หลัง
       “อีนังหลานคนโปรด ลองอีแก่นั่นรู้ว่าลอบติดต่อไอ้พันธุ์สูรย์ซิ มีหวังไล่ออกไปแทบไม่ทัน”
      
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์มองอุษาตาขวาง “มาแล้วเรอะ นังตัวดี ฉันสั่งไม่รู้กี่หนแล้วว่าห้ามปล่อยนังแสงแขเข้ามา”
       อุษาวางถาดอาหารลงบนโต๊ะเข็นซึ่งอยู่ห่างออกไป “คุณย่ารับประทานโจ๊กร้อนๆ ก่อนนะคะ”
       “ไม่กิน” ท่านผู้หญิงตวาดลั่น
       อุไรสะดุ้งเฮือก ขณะที่อุษามีสีหน้าท่าทางปกติด้วยความเคยชิน
       “แกสมคบกับนังแสงแขใส่ยาพิษมาให้ฉันใช่มั้ย...พอฉันตาย นังแสงแขก็จะได้ครอบครองตาลบ ส่วนแกก็สบายไม่ต้องมาหลังขดหลังแข็งรับใช้ฉัน”
       อุไรค่อยๆ คลานไปที่ประตู ท่านผู้หญิงสรรักษ์หันขวับมามองตาขวางแล้วตวาดลั่น
       “จะไปไหน”
       อุไรตกใจสุดขีด แล้วตอบด้วยเสียงดังลั่น “ไปข้างนอกเจ้าค่ะ”
       “ไม่ให้ไป”
       อุไรจะร้องไห้เสียให้ได้ ยังคงตอบเสียงดังแบบบ้าจี้ “ไม่ไปก็ไม่ไปเจ้าค่ะ”
       “อุษา”
       “คะ คุณย่า”
       “นังแสงแขมันบอกว่านังพลับพลึงยังอยู่ใช่มั้ย ทำไมตาลบไม่ไล่ มันออกไป! โธ่! ตาลบนะตาลบ! ทำไมถึงได้ขัดคำสั่งย่า”
       หญิงชราเริ่มจะคร่ำครวญ
       “คุณย่าน้อยไม่ได้อยู่ที่นี่ค่ะ”
       “ใครบอก นังพลับพลึงมันยังอยู่ที่นี่ อยู่ที่โดมทอง” ถึงตรงนี้นัยน์ตาเริ่มเลื่อนลอยพร่ำเพ้อ “มันถึงได้คอยตามหลอกหลอนฉัน...มันแย่งตาลบไปนะ”
       ท่านผู้หญิงเอนพิงหมอนอย่างอ่อนแรง หลับตาลง อุษาคลานเข้ามาคลี่ผ้าห่มออก ห่มให้จนถึงอก
       มือท่านผู้หญิงสรรักษ์คว้าข้อมืออุษาหมับจับไว้แน่น นัยน์ตาขวางกร้าว อุษาสะดุ้งเฮือก
       “ได้ยินมั้ย นังอุษา”
       “ได้...ได้ยินค่ะ”
       “ไล่นังพลับพลึงออกไป! หาหมอผีเก่งๆ มาจับมันใส่หม้อถ่วงน้ำไปเลย”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์แหงนหน้าหัวเราะเหมือนคนบ้า
      
       อุษามองอย่างสลดใจ ในขณะที่อุไรหวาดกลัวสุดๆ


  


       บรรยากาศในโดมทองดูสวยเหงาๆ ภายในห้องแสงแขเวลานั้น อุษามองน้องอย่างเข้มงวด ในขณะที่แสงแขทำเป็นมองออกไปภายนอกอย่างไม่รู้ไม่ชี้
      
       “พี่ถามว่า เธอเข้าไปพูดอะไรกับคุณย่า”
       “ก็แขบอกแล้วไงว่าเปล่า”
       “พี่ไม่เชื่อ”
       “งั้นก็ช่วยไม่ได้”
       อุษาก้าวเข้ามาใกล้ จับแขนให้น้องสาวหันกลับมา
       “บอกความจริงมา”
       แสงแขสะบัดออกอย่างแรง ผลักอุษาจนเซ “อย่ามายุ่งกับฉัน”
       “ฉันจะไม่ยุ่ง ถ้าเธอไม่ไปวุ่นวายกับคุณย่า เธอทำให้ท่านโกรธ”
       “ตายซะก็ดี”
       อุษาปราม “แสงแข”
       “ไม่รู้จะอยู่เป็นมารความสุขคนอื่นไปทำไม มิน่า มีผัว...ผัวก็ทิ้ง มีน้อง...น้องก็หนี ไม่มีใครรัก ไม่มีใครเขาอยากจะอยู่ด้วย พี่อุษาก็เหมือนกัน รับใช้ใกล้ชิดอีแก่นั่น ระวังจะติดนิสัยเลวๆ มาจนหาใครรักไม่ได้”
       ขาดคำ อุษาตบหน้าน้องเปรี้ยงทันที แสงแขหน้าหัน แล้วค่อยๆ เบือนหน้ากลับมา แสยะยิ้มเยาะ
       “อ้อ แสดงว่ายังมีความรู้สึก ไม่ตายด้านเย็นชา”
       “ขอโทษ...พี่ไม่ได้ตั้งใจ”
       “อ้อ ขนาดไม่ตั้งใจยังหน้าชาขนาดนี้”
       “แสงแข...พี่ไม่อยากให้เธอทะเลาะกับคุณย่า...ไม่รักไม่ชอบก็อย่าเข้าไปใกล้”
       แสงแขนิ่ง แต่นัยน์ตาเป็นประกายกร้าว
       “แล้วก็ลืมเรื่องคุณลบไปได้เลย”
       แสงแขหันขวับมามอง “อ้อ! จะเก็บไว้ให้นังวิรงรองใช่มั้ยล่ะ เห็นถูกคอกันดีนี่ เป็นพี่ประสาอะไร แย่งผู้ชายที่น้องรักไปให้คนอื่น เห็นมันดีกว่าน้อง”
       “พี่ไม่เคยทำอย่างนั้น...ถ้าไม่รักไม่หวังดีกับเธอจริงๆ พี่จะเตือนเธอให้พยายามอดทนเอาใจคุณย่าเรอะ”
       “ออกไป”
       “เก็บไปคิดดูดีๆ ก็แล้วกัน”
       อุษาเดินออกไป แสงแขมองตามอย่างเกลียดชัง
      
       ครู่ต่อมาท่านผู้หญิงสรรักษ์เบือนหน้ามาทางอุไร แล้วจ้องเขม็ง
       “ทำไมนังแสงแขถึงได้พูดถึงนังพลับพลึงขึ้นมา”
       “ไม่...ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
       “อย่าโกหก แกต้องรู้”
       “โถ! ท่านผู้หญิงเจ้าขา อุไรเป็นคนโง่เจ้าค่ะ”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น อุไรลอบถอนใจเฮือก เห็นอุษาเปิดประตูเข้ามา
       “คุณย่าไม่ได้นอนหรือคะ”
       “แกมาก็ดีแล้ว ทำไมนังแสงแขมันถึงพูดเรื่องนังพลับพลึงขึ้นมา”
       “อุษาไม่ทราบค่ะ”
       “พวกแกสุมหัวกันปิดบังฉัน ...นังพลับพลึงมันยังอยู่ใช่มั้ย”
       “คุณย่าน้อย” อุษาแกล้งถาม
       “ฉันไม่ได้หมายถึงผีนังพลับพลึง”
       อุษาและอุไร ก้มหน้าลง
       “ฉันหมายถึงนังพลับพลึงที่ตาลบพามา มันยังอยู่ที่นี่ใช่มั้ย”
       อุษาตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมองท่านผู้หญิง แล้วสบตาแน่วแน่
       “เปล่าค่ะ...เขาไปตั้งนานแล้ว”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์มองอุษานิ่งๆ
       อุษาเบือนหน้าไปทางอุไร “อุไร...เลื่อนโต๊ะมาให้คุณย่าซิ”
       “ฉันไม่หิว”
       “รับประทานสักหน่อยเถอะนะคะ...คุณลบสั่งเอาไว้ว่า ต้องพยายามให้คุณย่ารับประทานอาหารได้มากๆ”
       ยินดังนั้น ท่านผู้หญิงกระตือรือร้นขึ้นมาทันที “งั้นเรอะ! ตาลบสั่งไว้ยังงั้นเรอะ”
       “ค่ะ คุณลบเป็นห่วงคุณย่ามากที่สุด”
       “งั้นเอามา”
       อุไรเลื่อนโต๊ะอาหารมาที่เตียง อุษาจัดการปรนนิบัติคล่องแคล่ว แล้วหันไปสั่งอุไร
       “อุไร...ไปปั่นน้ำผลไม้มาซิ”
      
       อุไรโล่งใจ “ค่ะ” แล้วรีบออกไป

      บรรยากาศที่บ้านพิณทอง แสนสดใส เช้่านี้ สมาชิก 2 ครอบครัว และแขกพิเศษ อดิศวร์ ศิโรดม ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน มี 2 สาวใช้คอยเสิร์ฟ
      
       “ตกลง คุณพิณจะไปโดมทอง เมื่อไหร่” อดิศวร์เอ่ยขึ้น
       พิณทองหันมาทางพิชญ์ด้วยสีหน้าสดใส “เราจะไปเมื่อไหร่กันดีคะ พิชญ์”
       วัชรีและแก้วสบตากันอย่างพอใจในท่าทีระหว่างพิชญ์และพิณทอง
       “แล้วแต่คุณซิครับ”
       “งั้นอาทิตย์หน้าได้ไหมคะ” พิณทองว่า
       “ได้อยู่แล้วละ เราเป็นเจ้าของธุรกิจเอง...ไม่ต้องไปร่ำลาใคร..เป็นอันว่าตกลงจ้ะ หนูพิณ อาทิตย์หน้าก็อาทิตย์หน้า”
       วัชรีเจื้อยแจ้วสีหน้าระรื่น พิชญ์นิ่วหน้า ขณะที่อดิศวร์เหลือบมองยิ้มๆ
       “เดี๋ยวกลับไปสั่งงานเลย” วัชรีพูดต่อ
       พิชญ์สบตายิ้มๆ ของอดิศวร์โดยบังเอิญและร้อนตัวเล็กๆ “มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นซิครับ...คุณแม่”
       “แม่ก็ไม่เห็นว่าจะยากเย็นเข็ญใจอะไรนักหนานี่ เอาอย่างนี้...แม่จะช่วยดูให้” วัชรีว่า
       “น้าแก้วจะไปช่วยอีกคนนึง” แก้วเสริม
       “มีหวังเจ๊งกันพอดี” ผู้เป็นสามีว่า
       แก้วชะงัก “เอ๊ะ! นี่คุณหาว่า ฉันไม่มีความสามารถหรือค่ะ”
       “มี” ท่านรัฐมนตรีพูดเสียงสูง “แต่มีแบบอื่น”
       แก้วจ้องสามีเขม็ง “เช่น...”
       ท่านรัฐมานตรียิ้มขันๆ “อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ”
       แก้วทิ้งช้อนโครมผุดลุกขึ้นยืน “จะหาเรื่องกันใช่มั้ย”
       “คุณแม่ขา...ใจเย็นๆ ค่ะ” พิณทองบอก
       “ทานข้าวเสร็จแล้วค่อยทะเลาะกันใหม่” อดิศวร์ว่า
       “จริงด้วยค่ะ..นั่งลงก่อนนะคะ คุณแม่” พิณทองดึงแก้วลงนั่ง “นะคะ..คุณแม่ขา”
       แก้วกระแทกตัวลงนั่งหงุดหงิด วัชรีพยายามเปลี่ยนบรรยากาศ
       “คุณลบคงรัก หนูพิณมากนะคะ”
       “ครับ..พิณทองเป็นหลานสาวคนเดียว แต่ก็แปลกนะครับที่แกไม่เคยไปโดมทองเลย”
       อดิศวร์มองหลานสาวอย่างเอ็นดูขณะพูด
       พิณทองงอนเล็กๆ “ก็น้าลบไม่เคยชวนนี่คะ น้าลบไม่ชวนพิณก็ไม่ไป”
       “น้าเห็นว่ามันไม่ใช่สถานที่ ที่เด็กวัยรุ่นจะชอบ..แต่เรื่องฮันนี่มูนนี่มันคนละเรื่องกัน”
       “ตกลงจะไปเมื่อไหร่กันดีคะ พิชญ์”
       พิณทองหันมาถามพิชญ์อ่อนหวาน
      
       ไม้ดอกไม้ใบอวดความสวยงามอยู่ในสวนสวย พิชญ์กำลังยืนดูอย่างสนใจ อดิศวร์เดินเข้ามาในมือถือถ้วยกาแฟมา 2 ถ้วย
       “ถ้าชอบดอกไม้สวยๆ ก็ต้องไปโดมทอง”
       พิชญ์หันมา อดิศวร์ส่งถ้วยกาแฟให้
       “ขอบคุณครับ...” รับถ้วยกาแฟมา “น้าลบโปรโมท เสียจนผมอยากไปเร็วๆ”
       “รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวัง..โดยเฉพาะ ดอกไม้บางชนิดที่คุณไม่ค่อยพบในกรุงเทพฯ แต่คุณจะพบเป็นทุ่งที่นั่นเลย”
       “แบบทุ่งทานตะวันน่ะหรือครับ” พิชญ์ทาย
       นัยน์ตาอิดศวร์เวลานี้มีร่องรอยยิ้มเยาะๆ ขึ้นมาแว่บหนึ่งขณะพยักหน้า “ใช่”
       “ผมเดาเอาว่า น่าจะเป็นทุ่งกุหลาบ”
       “อย่าเดาเลย...ไม่มีทางถูกหรอก”
       พิชญ์เบือนหน้ามามอง เห็นอดิศวร์จิบกาแฟ สีหน้ายิ้มๆ มีเลศนัยลึกๆ
      
       สองคนอยู่ในห้องด้วยกัน พิณทองหันมาทางพิชญ์กังวล
       “พิชญ์คงคิดมากไปมั้งคะ เท่าที่รู้จัก..น้าลบไม่ใช่คนมีลับลมคมในอย่างนั้น”
       พิชญ์ส่ายหน้า “ไม่รู้ซิ! ผมว่าน้าลบของคุณไม่ค่อยชอบขี้หน้าผม!”
       “ฮื้อ...” พิณทองเข้ามากอดด้านหลังอย่างอ่อนโยนรักใคร่ “ไม่เห็นจะมีเหตุผลเลยค่ะ”
       พิชญ์มีสีหน้ายังคงเคร่งขรึม “ผมรู้...แต่ความรู้สึกผมบอกว่าอย่างนั้น..ช่างเถอะ ใครไม่ชอบอย่าชอบ...พิณชอบคนเดียวก็พอ”
       พิณทองยิ้ม ซบหน้าและหลับตาอย่างมีความสุข ขณะที่พิชญ์สีหน้ายังคงใคร่ครวญครุ่นคิด
      
       เวลาผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง ภายในห้องนอนท่านผู้หญิงสรรักษ์ เห็นท่านผู้หญิงขยับตัว ผินหน้ามาทางอุไร
       “อุไร! ไปตามนังแสงแขมาซิ”
       อุไรแปลกใจ “อะ.อะไรนะเจ้าคะ”
       ท่านผู้หญิงหงุดหงิดทันที ตวาดเสียงเข้ม “ไปตามนังแสงแขมา”
       “แต่ว่า...”
       ท่านผู้หญิงถลึงตามองอุไรด้วยแววตาแทบจะลุกเป็นไฟ
       อุไรกลืนน้ำลาย “เจ้าค่ะ”
       อุไรคลานไปที่ประตูแล้ว ท่านผู้หญิงเอ่ยขึ้นอีกคำ
       “อย่าให้นังอุษามันรู้ด้วย”
       อุไรลุกขึ้นเปิดประตูเดินออกไป
      
       ด้านอุษาเดินมาหน้าประตูห้องวิรงรองและเคาะเบาๆ สักครู่หนึ่งประตูเปิดออก วิรงรองมองจ้องด้วยสีหน้าแปลกใจ
       “คุณอุษา”
       “ขอเข้าไปข้างในหน่อยได้ไหมคะ”
       “เชิญค่ะ”
       วิรงรองเปิดประตูกว้างขึ้น เบี่ยงตัวให้อุษาเดินเข้าไป แล้วปิดประตูลง วิรงรองมองตามอุษานิ่งๆ ในขณะที่อุษาเดินมาทรุดตัวลงนั่ง
       “เมื่อกี้ น้าสมมาพบพี่”
       วิรงรองพยักหน้าช้าๆ อย่างรับทราบและเข้าใจ
       “ค่ะ”
       “เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าเรื่องมันเป็นยังไง”
       “ค่ะ”
      
       วิรงรองเล่าเรื่องราวแปลกๆ ที่เจอกับตัวเองเมื่อคืนนี้


  


       ด้านแสงแขเปิดประตูเข้ามา ตามด้วยอุไร ท่านผู้หญิงสรรักษ์พยักหน้ากับอุไร
      
       “แกออกไปก่อน”
       “เจ้าค่ะ” อุไรออกไปและดึงประตูปิดตาม
       แสงแขเดินมาช่วงหนึ่ง แล้วทรุดตัวคลานสงบเสงี่ยมมาตรงเตียงท่านผู้หญิง ก้มหน้ารอฟัง
       “อย่าได้คิดว่าฉันพิศวาสแกขนาดเรียกมาพูดคุยด้วย”
       ใบหน้าแสงแขที่ก้มอยู่ ปรากฎรอยยิ้มเยาะ แต่คำตอบสงบเสงี่ยม
       “ค่ะ”
       “ทำไมอยู่ดีๆ แกเข้ามาพูดถึงนังพลับพลึง”
       แสงแขแสร้งทำมายาก้มหน้าลงไปอีก พลางบีบมือที่จับกันแน่น ประมาณว่าถูกบีบคั้นอย่างหนัก
       “แสงแข” เสียงท่านผู้หญิงเข้มดุ
       “แข...เอ้อ..ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
       “ต้องมี”
       “แข...กลัวพี่อุษา..กลัวคุณลบ”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์มองมาด้วยนัยน์ตาเป็นประกายวาววับ น่ากลัว “กลัวมากกว่าฉันอีกเรอะ” สุ้มเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูเหี้ยมโหดและเยือกเย็นนัก
       แสงแขเงยหน้ามอง เห็นความโหดเหี้ยมอำมหิตในดวงตาคู่นั้น ทำให้แสงแขถึงกับหน้าซีด ตัวสั่นนิดๆ
       “ฉันทำอะไรได้มากกว่าที่แกคิดเยอะ!
       แสงแขกลืนน้ำลาย
       “อีนังคนนั้นมันยังอยู่ที่โดมทองนี่ใช่ไหม”
      
       ส่วนในห้องวิรงรอง ช่อดอกพลับพลึงสีขาวอวดความงามในแจกัน หญิงสาวเจ้าของห้องถอนใจยาว เมื่อเล่าจบ
       “วิมั่นใจว่าไม่ได้หูฝาด หรือว่าตาฝาดแน่นอนค่ะ”
       “พี่ไม่ได้ว่า คุณวิโกหกนะคะ..แต่พี่อยู่ที่นี่มาตั้งเกือบ 20 ปีแล้ว...ไม่เคยเห็นหรือได้ยินอะไรอย่างที่คุณวิบอกเลย”
       “มันก็เหมือนวิโกหกนั่นแหละค่ะ...” วิรงรองนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วนัยน์ตาเป็นประกายตื่นเต้นขณะบอก “เราขึ้นไปดูบนยอดโดมกันไหมล่ะค่ะ”
       อุษาปฎิเสธทันที “ไม่ได้เด็ดขาด”
       “ทำไมล่ะคะ”
       “เพราะเป็นคำสั่งของคุณย่าค่ะ”
       “เราก็ไม่ต้องให้ท่านทราบ”
       “ยังไงก็ไม่ได้! คำสั่งของคุณย่าเป็นเหมือนคำประกาศิตที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม”
       “ไม่มีเหตุผลเลยค่ะ” วิรองรองบอกในท่าทีดื้อรั้น
       “ที่นี่คำสั่งของคุณย่าและคุณลบคือเหตุผล” อุษาบอก
       “ถ้าทั้ง 2 คนนั่นสั่งให้ไปตายล่ะคะ” วิรวรองแดกดัน
       สีหน้าแววตาของอุษาเหมือนไม่พอใจวูบขึ้นมา
       วิรงรองรู้สึกตัว เสียงอ่อนลง “ขอโทษค่ะ วิไม่ควรพูดอย่างนั้น”
       อุษาลุกขึ้น เดินไปที่ประตู แล้วเบือนหน้ามาช้าๆ
       “โดมทอง…เคยเป็นยังไง ก็ปล่อยให้เป็นอย่างนั้นเถอะค่ะ พวกเราทุกคนเคยชินกับวิถีชีวิตที่นี่...ถึงคุณจะมองว่ามันเชย..ล้าหลัง แต่ก็มีความสงบร่มเย็น...อย่างที่หาไม่ได้ภายนอก”
       อุษาเดินออกไป วิรงรองพึมพำกับตัวเอง
       “แล้วทำไมเราถึงได้สัมผัสแต่ความโศกเศร้า ความว้าเหว่...ความน่ากลัว...ความลึกลับ”
      
       อุษาเผชิญหน้ากับแสงแข ขณะที่กำลังจะลงบันไดมา แสงแขยิ้มหยันนิดๆ
       “มาสุมหัวกันอยู่ที่นี่เอง”
       “พูดให้มันดีๆ หน่อย แล้วเธอล่ะ...จะมาหาเรื่องคุณวิเขาอีกหรือ”
       แสงแขยักไหล่ “คุณย่าให้มาตาม”
       อุษาตกใจ “ทำไม…เธอไปพูดอะไรกับคุณย่า”
       “ไปถามเอาเองซิ”
       แสงแขเดินเลยไปอุษากระชากแขนไว้ “ทำไมไม่บอกท่านว่า คุณวิไม่อยู่”
       แสงแขสะบัดแขน “ฉันโกหกไม่เป็น”
       แสงแขเดินไปเคาะประตู อุษารีบลงบันไดไปทันที
      
       อดิศวร์อยู่ภายในออฟฟิศสำนักงานทนายความ กำลังประชุมพนักงานอยู่ มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น อดิศวร์หยิบขึ้นมาดู แล้วเงยหน้าบอกทุกคน
       “ขอโทษนะ”
       อดิศวรเปิดประตูออกไป พนักงานหยิบแฟ้มเปิดอ่านตั้งอกตั้งใจ
      
       อุษาอยู่ในห้องทำงานอดิศวร์ที่โดมทอง อดิศวร์คุยโทรศัพท์กับอุษา
       “มีอะไรหรืออุษา”
       “คุณย่าให้คุณวิรงรองไปพบค่ะ...อุษาก็ไม่ทราบว่าท่านรู้ได้ยังไงว่า คุณวิยังอยู่”
       อดิศวร์ตกใจ “ไปเรียนคุณย่าว่า พี่ไม่อนุญาตให้วิรงรองไปไหน! ถ้าท่านไม่เชื่อรีบโทร.หาพี่ทันที”
       “ค่ะ”
       “บอกวิรงรองว่า...อย่าฉวยโอกาส” อดิศวร์บอกอีก
       อุษารับปากงงๆ “ค่ะ”
       “เท่านั้นแหละ..รีบไปได้แล้ว”
      
       อดิศวร์ปิดโทรศัพท์ สีหน้าดูร้อนอกร้อนใจมาก
      
       อ่านต่อตอนต่อไป


  


       ส่วนที่โดมทองทุกคนอยู่ในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ ซึ่งเวลานั้นหญิงชราจ้องมองมายังวิรงรองอย่างเกรี้ยวกราด ขณะที่แสงแขซึ่งนั่งข้างล่างใกล้ท่าน มองวิรงรองอย่างเยาะเย้ย
      
       “หน้าด้าน”
       วิรงรองสะอึก ขณะที่แสงยิ้มเยาะ
       “จนเจ้าของบ้านเขาไล่แล้ว ทำไมยังไม่ไปอีก”
       วิรงรองบอกด้วยสีหน้าราบเรียบ “คุณอดิศวร์ไม่ให้ไปค่ะ”
       “โกหก! อีเนรคุณ! ฉันรู้จักผู้หญิงอย่างแกดี กินบนเรือนขี้บนหลังคาจ้องแต่จะแย่งของ ของคนอื่น”
       วิรงรองพยายามซ่อนอารมณ์โดยก้มหน้าลง
       “เงยหน้าขึ้น อีพลับพลึง”
       วิรงรองค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ท่านผู้หญิงสรรักษ์เห็นเป็นใบหน้าของพลับพลึง ค่อยๆ คลี่ยิ้มเยือกเย็นน่าขนลุก
       ท่านผู้หญิงผงะ “อีพลับ....พลึง! แสงแข! ไล่มันออกไปเดี๋ยวนี้ ไล่มันออกไป”
       พลับพลึงเรียกเสียงแผ่วเบาและเยือกเย็น “คุณพี่...”
       ท่านผู้หญิงกรีดร้องสุดเสียงและเป็นลมพับไปบนเตียง อุษาเข้ามาในขณะที่วิรงรองคลานเข้าไปใกล้
       “ท่านผู้หญิงคะ”
       แสงแขผลักวิรงรองจนหงายหลัง “ไปให้พ้น”
       “คุณวิรงรองออกไปก่อน” อุษาบอก
       วิรงรองลุกเดินไปที่ประตู หันมามองแว่บหนึ่ง แล้วเดินออกไป
       “คุณย่าคะ...คุณย่า..แสงแข..ขอยาดมหน่อย”
       แสงแขหยิบยาดมที่หัวโต๊ะส่งให้
       “ไปโทรศัพท์ตามคุณหมอประเวศด้วย”
       แสงแขพยักหน้าและรีบเดินออกไป ขณะที่อุษาปฐมพยาบาลท่านผู้หญิงอย่างร้อนใจ
      
       วิรงรองเดินออกมาบริเวณภายนอกโดมทอง เหมือนเหน็ดเหนื่อยเต็มประดา แล้วทรุดตัวลงนั่ง
       “นี่มันอะไรกัน”
       วิรงรองหลับตาลง แต่กลับเห็นภาพท่านผู้หญิงสรรักษ์กรีดร้องและเป็นลมขณะที่จ้องมองตน
       ภาพเลือนหายไป วิรงรองลืมตาขึ้น..นั่งนิ่งๆ ครู่หนึ่ง ระหว่างนี้เหมือนมีใครคนหนึ่งกำลังมองลงมาที่วิรงรองจากที่สูง
       วิรงรองเหมือนรู้สึกตัว จึงหันไปช้าๆ เงยหน้าขึ้นมองยอดโดม ทว่าบริเวณนั้นเป็นปกติ
       วิรงรองห่อตัว กอดอกเหมือนเกิดหนาวขึ้นมาเฉยๆ สายตายังคงจับจ้องมองยอดโดม อย่างใคร่ครวญครุ่นคิด
      
       ปรางกำลังนั่งอ่านหนังสือพระอยู่ในห้องนอนที่บ้าน มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
       “เข้ามา”
       สาวใช้เปิดประตูเข้ามาและทรุดตัวลงเรียบร้อย
       “มีแขกมาขอพบคุณค่ะ”
       ปรางฉงน “ใคร”
      
       แขกที่ว่าคือ อดิศวร์ ศิโรดม ซึ่งเวลานี้ยืนหันหลังให้อยู่ในห้องรับแขก ท่าทางเหมือนกำลังมองรูปวิรงรองซึ่งถ่ายคู่กับแม่ ปรางเดินเข้ามา ด้วยสีหน้าแปลกใจ
       “มาพบฉันหรือคะ”
       อดิศวร์หันกลับมา ยกมือไหว้ ปรางรีบรับไหว้แทบไม่ทัน ด้วยกำลังมองอย่างทึ่งๆ
       “ผมชื่อ อดิศวร์ เป็นเจ้าของโดมทอง ที่คุณวิรงรองไปทำงาน” ชายหนุ่มแนะนำตัวเอง
       ปรางตื่นเต้น “หรือคะ เชิญนั่งค่ะ...แม่หนูเป็นยังไงบ้าง! ตายจริง! นี่เด็กยังไม่ได้หาอะไรมาต้อนรับคุณเลย”
       “ไม่เป็นไรครับ เผอิญผมมาธุระที่กรุงเทพฯ แล้วเลยแวะมาส่งข่าวว่า วิรงรอง สบายดี”
       ปรางถอนใจยาว “ค่อยหมดห่วงหน่อย”
       “วิรงรองบ่นอะไรให้ฟังหรือครับ” อดิศวร์ถามด้วยสีหน้าระแวงขึ้นมาแว่บหนึ่ง
       ปรางยิ้ม “บ่นว่าที่นั่นสวยมากค่ะ แล้วทุกคนก็ใจดีกับแกมาก...ต้องขอบคุณคุณอดิศวร์ด้วยนะคะ”
       สีหน้าอดิศวร์เจื่อนไปเล็กน้อย “ไม่เป็นไรครับ”
       “แม่หนูน่ะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ยังไงก็ต้องฝากคุณอดิศวร์ช่วยดูแลตักเตือนด้วย คิดว่าแกเป็นน้องเป็นนุ่งก็แล้วกันค่ะ”
      
       สีหน้าอดิศวร์เหมือนละอายใจขึ้นมา แต่คุณปรางไม่ทันสังเกต ด้วยกำลังดีใจ ที่ได้คุยกับเจ้านายลูก


  


       วิรงรองเดินมาเรื่อยๆ ตามริมทะเล หาดทรายเบื้องหน้าทอดตัวยาวไปสุดสายตา จนมาถึงซากเรือเก่าซึ่งค่อนข้างใหญ่โต จึงทรุดตัวลงนั่งทอดสายตามองไปข้างหน้า
      
       “คุณวิขา...คุณวิรงรอง”
       วิรงรองผินหน้าไปมองตามเสียง เห็นอุไรกำลังเดินป้องปากตะโกนเรียกตน พลางเหลียวซ้ายแลขวา
       วิรงรองลุกขึ้น “ป้าอุไร ฉันอยู่ทางนี้” ตะโกนป้องปากตอบไป
       อุไรหันมามอง รีบเดินแกมวิ่งตรงมา หอบเหนื่อย “โอย...เหนื่อย”
       “เหนื่อยก็นั่งพักก่อน”
       “ไม่ได้ค่ะ...คุณอุษาให้อุไรมาตามหาคุณวิ”
       “คงไม่ใช่คุณอุษาละมั้ง” วิรงรองยิ้มเหมือนเยาะนิดๆ
       อุไรไม่รู้เรื่องลึกซึ้ง “ใช่ซิคะ...ก็คุณอุษาเป็นคนบอกให้อุไรมาตาม”
       วิรงรองออกเดินย้อนกลับ อุไรรีบตาม
       “คุณหมอกลับไปหรือยัง”
       “กลับไปแล้วค่ะ...ท่านผู้หญิงก็ฟื้นแล้ว...พอฟื้นก็ถามว่า คุณพลับพลึงไปหรือยัง”
       วิรงรองยังคงเดินไปเรื่อยๆ
       “แปลกจังนะคะ ทำไมท่านผู้หญิงถึงได้คิดว่าคุณวิรงรองเป็นคุณพลับพลึงทุกที”
       “คุณพลับพลึงนี่หน้าตาเป็นยังไง...ในห้องโถง มีรูปหรือเปล่า”
       “ไม่มีค่ะ รูปท่านเจ้าคุณก็ไม่มี สงสัยท่านผู้หญิงจะเผาทิ้งหมด” อุไรว่า
       วิรงรองพูดเหมือนรำพึงกับตัวเอง “ถ้ารู้จักปล่อยวาง ท่านอาจจะมีความสุขกว่านี้”
       ทั้ง 2 คนเดินไปกันเรื่อยๆ
      
       ขณะนั้นแสงแขและอุษากำลังยืนเถียงกันอยู่ ตรงมุมหนึ่งในบ้าน
       “คุณย่าท่านไล่มัน พี่อุษาจะขัดคำสั่งคุณย่าเรอะ” แสงแขว่า
       “แต่คุณลบสั่งให้เขาอยู่ ยังไงก็ต้องให้คุณลบกลับมาก่อน”
       “แขจะฟ้องคุณย่า”
       “แล้วเธอจะให้พี่บอกกับคุณลบว่ายังไง”
       มีเสียงกระแอมดังขึ้น ทั้ง 2 หันมามอง เห็นวิรงรองยืนอยู่
       “คุณวิรงรอง” อุษาทัก
       “เก็บเสื้อผ้าเรียบร้อยหรือยัง ฉันจะได้ให้นายสมไปส่ง”
       วิรงรองเบือนหน้าไปมองอุษา “อ้าว คุณอุษาไม่ได้บอกกับคุณแสงแขหรอกหรือคะ”
       2 สาวทำหน้างงๆ
       วิหันมามองแสงแข “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันบอกเองก็ได้ คุณอดิศวร์สั่งนักสั่งหนาไม่ให้ฉันไปจากโดมทอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
       “แต่คุณย่าไล่แก” แสงแขแว้ดใส่
       “ท่านผู้หญิงจะไม่ทราบว่าดิฉันยังอยู่ที่โดมทองเลย ถ้าไม่มีใครคาบไปบอก”
       อุษาสะดุ้ง ขณะที่แสงแขโกรธจัด ชี้หน้าวิรงรองมือไม้สั่น
       “แก...แกว่าฉันเป็นหมาเรอะ”
       “โอ๊ะ...ดิฉันน่ะหรือจะกล้าขนาดนั้น” พูดถึงตอนนี้วิรงรองเบือนหน้ามาทางอุษา “คุณอุษา”
       “เชิญทางนี้ค่ะ”
       อุษาพาวิรงรองเดินออกไป แสงแขมองตามเกลียดชังมากขึ้นๆ
      
       ค่ำแล้วคฤหาสน์โดมทอง ตกอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์มัวหม่น แสงแขเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องอย่างใช้ความคิด ปากก็บ่นพึมพำ
       “เอามันไว้ไม่ได้ ยังไงก็เอามันไว้ไม่ได้”
       เสียงเคาะประตู ตามด้วยเสียงโอบอ้อมดังขึ้น
       “คุณแสงแขขา...หลับหรือยังเอ่ย คุณลบกลับมาแล้วค่ะ...”
       แสงแขฟังยังไม่ทันจบด้วยซ้ำ รีบเดินไปเปิดประตูทันที
       “แหม รวดเร็วทันใจดีจัง” โอบอ้อมว่า
       “เมื่อกี้แกว่าคุณลบกลับมาแล้วเรอะ”
       “ค่ะ...อยู่ที่ห้องท่านผู้หญิง...”
       แสงแขรีบถลาวิ่งออกไปทันที ขณะที่โอบอ้อมยังพูดไม่ทันจบคำ
      
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์กำลังกอดหลานชายอย่างรักใคร่ดีใจสุดๆ
       “ลบกลับมาหาย่าแล้ว...ย่ารู้ว่า ลบรักย่า เป็นห่วงย่าใช่ไหมลูก”
       “ครับ...ผมถึงได้รีบกลับมาไงครับ”
       “ขอบใจนะลูก...ขอบใจมาก”
       อุษามองภาพนั้นด้วยความโล่งใจ
       จู่ๆ ท่านผู้หญิงถามขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “ทำไมลบถึงไม่ไล่นังคนนั้นออกไป”
       อดิศวร์ชะงักขณะที่อุษาสะดุ้ง
       ท่านผู้หญิสรรักษ์มองหลานชายเขม็ง “ทำไมไม่ตอบย่า”
       อดิศวร์เหลือบมองนาฬิกา “จะ 4 ทุ่มแล้ว คุณย่าควรนอนได้แล้วครับ”
       ท่านผู้หญิงน้ำตาคลอด้วยความแค้นใจ “ลบปกป้องมัน”
       ทั้งห้องเงียบกริบ
       “เหมือนปู่ของลบไม่มีผิด คอยปกป้องนังพลับพลึงตลอดเวลา...แล้วเป็นไง นึกเรอะว่าจะปกป้องได้ สมน้ำหน้า! คนทรยศทุกคนต้องโดนแบบนี้” หญิงชราหัวเราะสะใจ
       อุษาขยับตัว “คุณย่าขา...ทานยาก่อนนะคะ”
       “ไม่ แกจะทำให้ฉันนอนหลับละซี ฉันไม่โง่หรอก นังอุษา แกมันก็ไฝ่ต่ำเหมือนกัน ถ้าฉันไม่ขัดขวางไว้ ป่านนี้แก...”
       อดิศวร์ดึงยาจากอุษาซึ่งหน้าซีด มาส่งให้ย่าเอง “ทานยานะครับ แล้วพรุ่งนี้ผมจะพาไปเดินเล่น”
       ท่านผู้หญิงจ้องหน้าอดิศวร์
       “ถ้าคุณย่ารักผม ก็ทานยานะครับ”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ รับยาจากลบมาใส่ปากรับน้ำมาดื่ม
       “แล้วก็นอนได้แล้ว”
      
       อดิศวร์ตบหมอนแล้วค่อยๆ ประคองย่าลงนอนอย่างอ่อนโยน

       สักครู่ต่อมาแสงแขซึ่งนั่งรออยู่ รีบลุกขึ้นทันที เมื่อเห็นอดิศวร์เดินออกมาจากห้อง
      
       “อุไร...เดี๋ยวเข้าไปเปลี่ยนเวรกับคุณอุษานะ”
       “ค่ะ”
       “ทำไมคุณลบกลับก่อนกำหนดล่ะคะ”
       “ก็แค่วันเดียว...ไปนอนเถอะ ดึกแล้ว”
       “คุณลบล่ะคะ”
       “เดี๋ยวพี่ก็จะนอนเหมือนกัน”
       อดิศวร์เดินไปเลย แสงแขรีบตาม “คุณลบหิวมั้ยคะ...แขจะ...”
       อดิศวร์หันกลับมาหา “ไม่หิว” พร้อมกับมองมาด้วยสีหน้าแววตาเย็นชา
       แสงแขหลบตาลง
       “รู้ตัวใช่ไหมว่าทำอะไรลงไป”
       ระหว่างนี้โอบอ้อม อุไร ค่อยๆ หลบฉากออกไป
       “พี่สั่งไม่ให้ใครเอาเรื่องวิรงรองไปบอกคุณย่า”
       “พี่อุษาฟ้องคุณลบหรือคะ”
       “อุษาน่ะไม่มีวันปริปากเรื่องอะไรหรอก...ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอขัดคำสั่งพี่”
       อดิศวร์เดินไป แสงแขมองตามอย่างน้อยใจ
      
       บรรยากาศในยามเช้าวันนี้ดูขมุกขมัวด้วยหมอกลงหนัก วิเดินเข้ามาในห้องทานข้าว แล้วชะงักยกมืออุดปากตัวเอง เมื่อเห็นอดิศวร์นั่งหันหลังให้อยู่ วิรงรองค่อยๆ หันหลังจะย่องออกไป
       อดิศวร์พูดโดยไม่ได้หันมา “จะไปไหนล่ะ”
       วิรงรองสะดุ้ง ทำหน้าเหวอ บ่นเบาๆ “ยังกับมีตาหลัง”
       อโศวร์เบือนหน้ามามอง “เชิญนั่ง”
       วิรงรองจำใจเดินมานั่งที่โต๊ะ แต่ทำทีเป็นชะเง้อมอง
       “คุณอุษากับคุณแสงแขยังไม่ลงมาอีก”
       “ขอบใจที่รักษาสัญญา” อดิศวร์เอ่ยขึ้น
       วิรงรองมองหน้านายจ้าง
       อดิศวร์ยิ้มนิดๆ “คนทำดีก็ต้องมีรางวัล”
       “ฉันไม่ต้องการ”
       “อย่าเพิ่งปฏิเสธจนกว่าจะเห็นซิ”
       วิรงรองลุกขึ้นจะเดินออกไป อดิศวร์จับแขนไว้ทันที
       “นั่งลง”
       “ปล่อย” วิรงรองพยายามบิดแขน
       อุษาเดินเข้ามากับแสงแข ทั้ง 2 ชะงักกับภาพนั้น โดยเฉพาะแสงแขขบกรามแน่น
       วิรงรองดึงแขนออก แล้วลงนั่งอย่างเดิม อุษาและแสงเดินเข้ามานั่งประจำที่
       “เอ๊ะโอบยังไม่ยกอาหารออกมาอีก” อุษาว่า
       “วิไปดูให้เองค่ะ...โอบชอบใส่เครื่องปรุงหนักมือไปหน่อย”
       อุษาพยักหน้าให้ วิรงรองลุกเดินออกไป โดยมีแสงแขชำเลืองมองตามแค้นๆ แว่บหนึ่ง
      
       ด้านโอบอ้อมกำลังบรรจงวางไข่ดาวที่ทอดสวยลงจาน ขณะที่วิรงรองเดินเข้ามา
       “คุณอดิศวร์ลงมาแล้ว ยังไม่เสร็จอีกหรือ”
       โอบอ้อมหันมามองด้วยแววตาไม่เป็นมิตร “พูดยังกับเป็นเจ้าของบ้าน ที่แท้ก็ไอ้คนอาศัยเหมือนกัน”
       “จะให้ฉันไปบอกคุณอดิศวร์อย่างนั้นหรือเปล่า”
       “ไม่ต้องมาขู่” โอบอ้อมย้อน
       “อ๋อ ฉันพูดจริง ทำจริง ไม่เคยขู่ใคร”
       วิรงรองหันหลังจะเดินกลับออกไป
       โอบอ้อมรีบเรียกไว้ “เดี๋ยว...ค่ะ”
       วิรงรองหันกลับมามอง
       โอบอ้อมมีน้ำเสียงอ่อนลง “กำลังจะเสร็จแล้ว”
       “แล้วอย่าได้ถ่มน้ำลาย หรือทำอะไรกับจานของฉันล่ะ เพราะฉันจะเปลี่ยนจานกับคุณอดิศวร์ หรือไม่ก็คุณแสงแขเจ้านายของเธอแน่”
       วิรงรองเดินออกไป โอบอ้อมมองตามอย่างเข่นเขี้ยว กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะตบ
      
       เวลาผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง ท่านผู้หญิงสรรักษ์กำลังทานอาหารเช้าโดยมีอุไรคอยปรนนิบัติ เสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วเห็นอดิศวร์เดินเข้ามา
       ท่านผู้หญิงดีใจ “ลบ..มานั่งกับย่าซิลูก อุไร..แกออกไปได้ ฉันจะอยู่กับหลานของฉัน”
       “เจ้าค่ะ” อุไรออกไป
       “ลบไล่นังพลับพลึงไปหรือยัง”
       “คุณย่าครับ..เขาชื่อวิรงรอง..ไม่ใช่พลับพลึง”
       “ต้องใช่! มันเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน! ถ้าลบรักย่าก็ต้องไล่มันไป”
       “ผมรักคุณย่ามาก แต่ก็เกรงใจ คุณป้าสุรภีมากด้วยเหมือนกัน เพราะผมเป็นคนขอร้องให้ท่าน...ช่วยพาคนมาดูแลคุณย่า...ท่านก็อุตส่าห์ส่งลูกบุญธรรมของท่านมา..แต่ไม่ทันไรจะส่งคืนด้วยเหตุผลที่ว่าวิรงรองหน้าตาเหมือนคุณย่าน้อย..ผมคิดว่ามันฟังไม่ขึ้น”
       ท่านผู้หญิงนั่งน้ำตาไหลด้วยความคับแค้นใจ
       “เวลามันผ่านมานานมากแล้ว คุณย่าอาจจะจำผิด คงไม่มีใครที่เหมือนกันได้ราวกับคนๆ เดียว โดยไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกันหรอกครับ”
       “ลบไม่เชื่อย่า”
       “เชื่อซิครับ...แต่ก็อย่างที่บอก...เวลามันผ่านมานานมากแล้ว..เอาอย่างนี้ ผมจะให้วิรงรองอยู่แต่ทางปีกโน้น ไม่ให้มาให้คุณย่าเห็นเด็ดขาด”
       ท่านผู้หญิงมองหน้าอดิศวร์ พูดด้วยน้ำเสียงกร้าวแข็ง “ลบรัก...มัน...จริงๆ”
       อดิศวร์ชะงัก อึ้งไปด้วยยังไม่ทันตั้งเนื้อตั้งตัว
       “ทุกอย่างกำลังจะย้อนไปสู่รอยเดิม ลบรักมัน..แล้วมันก็จะแย่งลบไปจากย่า นังพลับพลึงมันส่งอีนังหน้าเหมือนมาเพื่อจะเอาชนะย่า”
       ท่านผู้หญิงน้ำตาไหลพรากๆ
       “แล้วย่าก็จะถูกทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวตลอดไป” จากนั้นก็สะอึกสะอื้น
       อดิศวร์โอบกอดท่านไว้อย่างอ่อนโยน “ผมไม่มีวันทิ้งให้คุณย่าอยู่อย่างโดดเดี่ยวแน่นอน...คุณย่าไม่ต้องกังวลนะครับ”
      
       สีหน้านัยน์ตาของท่านผู้หญิงสรรักษ์ ดูออกว่าเจ็บปวดรวดร้าวสุดๆ


  


       อดิศวร์เปิดประตูออกมา อุไรซึ่งนั่งรออยู่ขยับตัว
      
        “ไปตามคุณวิรงรองให้ไปพบฉันที่ห้องทำงาน”
        “แล้ว...แล้วท่านผู้หญิงล่ะค่ะ”
        “เพิ่งจะหลับไป”
       อดิศวร์เดินออกไป อุไรมองตามแล้วรีบทำตามคำสั่ง
      
       อดิศวร์ยืนพิงหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไป เสียงคุณย่าดังก้องในหู
        “ลบรักมันจริงๆ”
       มีเสียงเคาะประตูเบาๆ อดิศวร์ขยับตัว
        “เข้ามา...”
       วิรงรองเปิดประตูเดินเข้ามาและปิดเบาๆ แล้วยืนอยู่ตรงนั้น
        “นั่งซิ”
        “ไม่เป็นไรค่ะ...เดี๋ยวดิฉันก็ไปแล้ว”
        “ธุระฉันค่อนข้างยาว”
        “คงไม่ถึงขนาดเป็นชั่วโมงมั้งคะ” วิรงรองตีฝีปาก
        “ก็ไม่แน่ บางทีอาจจะเป็นวัน”
        วิรงรองตวัดสายตามองอดิศวร์อย่างขัดใจแว่บหนึ่ง “ดิฉันคงไม่อยู่ฟังขนาดนั้นหรอกค่ะ”
        “ถ้าฉันไม่อนุญาต เธอก็ยังไปไม่ได้!” อดิศวร์ว่า
        “ก็ลองดูซิคะ” วิรงรองท้า
        “เธอก็ลองดูก่อนซิ” อดิศวร์ย้อน
       สีหน้าแววตาของ อดิศวร์ ศิโรดม ยามนี้เอาจริงมาก จนวิรงรองชะงักไป
        “ธุระเรื่องแรก ฉันไปบ้านเธอมา”
       วิรงรองเบิกตากว้าง มองลบเหมือนไม่เชื่อสายตา
        “คุณแม่เธอฝากของมาให้..อยู่ในถุงบนโต๊ะนั่น”
       วิรงรองมองตามสายตา พบว่ามีถุงใบค่อนข้างใหญ่ 2-3 ใบใส่ของวางอยู่ หญิงสาวดีใจรีบเดินไปด้วยสีหน้าแจ่มใสอย่างลืมตัว แล้วเปิดถุงดู ในมีน้ำพริกต่างๆ และมาการองที่แม่ชอบทำ
        วิรงรองถึงกับน้ำตาคลอ “โถ...คุณ” พร้อมกับหยิบถุงทั้งหมดจะเอาออกไป
       มืออดิศวร์วางทาบถุงของไว้ทันที วิรงรองสะดุ้งหันไปมองชะงักงันไป เพราะเวลานี้อดิศวร์ยืนอยู่ใกล้เธอมาก
        “ยังไม่ทันขอบอกขอบใจสักคำก็จะไปแล้ว”
        วิรงรองก้มหน้าลง พึมพำออกมา “ขอบคุณค่ะ”
       อดิศวร์ยังคงอยู่ในอิริยาบถนั้น ขณะที่วิรงรองขยับตัวอย่างอึดอัด ทั้ง 2 อยู่ในบรรยากาศนั้นครู่หนึ่ง แล้วอดิศวร์จึงเดินห่างออกไป วิรงรองค่อยๆผ่อนลมหายใจโล่งเบาๆ
        อดิศวร์พูดด้วยสุ้มเสียงกลับเป็นงานเป็นการขึ้น “เรื่องที่ 2...อันนี้ค่อนข้างสำคัญ อาทิตย์หน้าจะมีแขกมาพักที่โดมทอง...ฉันอยากให้เธอคอยดูแลอำนวยความสะดวกสบายให้เขาหน่อย”
        วิรงรองแปลกใจนิดๆ “แต่ดิฉัน”
        “ฉันเชื่อว่าเธอทำได้...” อดิศวร์ยิ้มมีเลศนัย ขณะพูดต่อ “แล้วก็จะเต็มใจทำอย่างสุดฝีมือด้วย”
       วิรงรองมองสีหน้าและรอยยิ้มนั้น ด้วยท่าทีมึนงง
      
       แสงแขคลานเข้ามาในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ แล้วนั่งก้มหน้า
        “แกคงสงสัยว่าฉันเรียกแกมาทำไม”
       แสงแขยังคงก้มหน้านิ่ง
        “ฉันจะสนับสนุนให้แกได้กับตาลบ” ท่านผู้หญิงว่า
       แสงแขเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาเบิกกว้าง ทั้งประหลาดใจสุดๆ เหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง
        ท่านผู้หญิงสรรักษ์จ้องเขม็งด้วยตาเป็นประกายวาว “แกได้ยินถูกแล้ว! ฉันจะสนับสนุนให้แกได้กับตาลบ ทั้งๆ ที่ฉันเกลียดแกนี่แหละ! เพราะยังไง แกก็ยังดีกว่าอีนังพลับพลึง”
        “คุณย่า” แสงแขพึมพำ
        “พยายามใกล้ชิดตาลบเข้าไว้ ผู้ชายทุกคนมันสันดานมักง่ายเหมือนกัน ปู่เป็นยังไง...หลานมันก็คงไม่ต่างกันนักหรอก”
        แสงแขซาบซึ้ง ก้มกราบ “ขอบพระคุณมากค่ะ”
        “ฉันจะเปลี่ยนให้แกเข้ามาอยู่ใก้ลชิดฉันแทนนังอุษา ตาลบเข้ามาหาฉัน ก็จะได้เจอแกทุกครั้ง”
        “ค่ะ”
        “อ้อ! แล้วก็อย่านึกว่าจะวางยาพิษฉันได้ เพราะเรื่องข้าวปลาอาหารนังอุษาจะเป็นคนดูแลตามเดิม”
        แสงแขเจื่อนไป “แขไม่เคยแม้แต่จะคิดร้ายกับคุณย่าค่ะ”
        “ตอแหล” ท่านผู้หญิงสรรักษ์ด่าต่อหน้า
       แสงแขก้มหน้า..นัยน์ตาเป็นประกายวาวขึ้นแว่บหนึ่ง
        “ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าแกแช่งชักหักกระดูกให้ฉันตายเร็วๆ ทุกวัน…จำใส่กะลาหัวเอาไว้ว่า ถ้าฉันตาย แกจะไม่มีวันได้เข้าใกล้ตาลบแน่นอน”
        แสงแขเงยหน้าขึ้นพยายามจะพูดแก้ตัว “คุณย่าขา...”
        ท่านผู้หญิงตวาด “ไม่ต้องมาสาระวอน! ไสหัวออกไปได้แล้ว”
        “ค่ะ”
       แสงแขหันหลังคลานออกไป เหมือนสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ทว่าสีหน้าแววตาแสงแขกลับเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
      
       ส่วนภายในห้องทำงานอดิศวร์ วิรงรองขอตัว
        “คุณอดิศวร์หมดธุระแล้วใช่ไหมคะ”
        “ทำไม! เกลียดขี้หน้าฉันนักรึไง” สีหน้าแววตาขณะถามของอดิศวร์ดูพาลๆ
        วิรงรองสวนทันที “ก็คงพอๆ กับที่คุณอดิศวร์เกลียดขี้หน้าดิฉันนั่นแหละค่ะ”
       อดิศวร์ฮึดฮัดเหมือนไม่รู้จะพูดอย่างไร
        วิรงรองหยิบถุงบนโต๊ะ “ขอบคุณนะคะ ที่อุตส่าห์เป็นธุระขนของพวกนี้มาให้”
        อดิศวร์ตอบเหมือนไม่ใส่ใจ “ฉันแค่อยู่ว่างๆ”
       วิรงรองเดินไปที่ประตูแล้ว อดิศวร์เรียกไว้
        “เดี๋ยวก่อน”
       วิรงรองหยุด แล้วหันมามอง
        “ไม่อยากรู้หรือว่าใครจะมาเป็นแขกของฉันที่โดมทอง”
        “ไม่ค่ะ! เพราะไม่ว่าจะเป็นใคร ดิฉันก็ต้องทำหน้าที่ต้อนรับให้คุ้มกับเงินเดือนอยู่ดี”
       แล้ววิรงรองเปิดประตูออกไป
      
        “อวดดี” อดิศวร์เว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง “อยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ นัก”


  


       ฟากสองพี่น้องคุยกันอยู่ในมุมหนึ่งของบ้าน อุษาตกใจมากพอได้ฟังจบ
      
       “อย่านะ! แสงแข! เชื่อพี่เถอะ”
       แสงแขหัวเราะเสียงเจื้อยแจ้ว “อิจฉาความสุขฉันละซิ! ฉันกำลังจะสมหวังกับคุณลบในขณะที่พี่อุษากับไอ้พันธุ์สูรย์นับวันก็จะยิ่งห่างกัน”
       “เธอกำลังจะตกเป็นเหยื่อของคุณย่า คุณย่าใช้เธอเป็นเครื่องมือแยกคุณลบมาจากวิรงรอง”
       “ซึ่งฉันก็เต็มใจ” เสียงแสงแขหนักแน่นมาก
       “แต่เธอจะหาความสุขไม่ได้เลย การแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักเธอจะมีแต่ความทุกข์...ดูตัวอย่างคุณย่าซิ! ท่านต้องทุกข์ทรมานขนาดไหน!”
       “แขมั่นใจว่า แขสามารถทำให้คุณลบรักแขได้…แขไม่เหมือนคุณย่า”
       “แสงแข” อุษาเรียกเสียงอ่อนโยน
       แสงแขยกมือห้าม “หยุด! ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว! ชีวิตของแข...แขจะรับผิดชอบเอง”
       แสงแขเดินออกไปจากที่นั่น ขณะที่อุษามองตามอย่างเป็นกังวล
      
       วิรงรองเดินเข้ามาในห้องและวางของลงบนโต๊ะ รีบหยิบโทรศัพท์มือถือมาโทร.ด้วยสีหน้าแจ่มใส
       “คุณขา...ขอบพระคุณมากเลยค่ะ”
       ปรางอยู่ที่บ้านในกรุงเทพฯ ยิ้มด้วยสีหน้าเป็นสุขสบายใจ
       “ทีแรกแม่ก็เกรงใจไม่กล้าฝาก แต่คุณอดิศวร์คะยั้นคะยอ...เจ้านายหนูนี่ใจดีมากเลยนะ ทั้งใจดีทั้งสุภาพเหมือนที่คุณป้าสุรภีเล่าไม่มีผิด”
       “โอ๊ย! อย่าไปเชื่อค่ะ คุณ” วิรงรองโพล่งออกมา
       ปรางแปลกใจ “ทำไมหรือลูก...
       วิรงรองรู้สึกตัว “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
       “คุณอดิศวร์เล่าว่า หนูน่ะน่ารัก...ขยันขันแข็ง...แม่ฟังแล้วก็ปลื้มใจ”
       วิรงรองกัดฟัน “โกหกทั้งเพ”
       ปรางได้ยินไม่ถนัด “อะไรนะ”
       “อ๋อ...เปล่าค่ะ คุยเรื่องเราดีกว่า หนูคิดถึงคุณมาก”
       “แม่ก็คิดถึงหนูมากเหมือนกัน”
       “คุณคะ...พิชญ์เขาแต่งงานแล้ว” วิรงรองเอ่ยขึ้น
       ปรางอุทาน “แม่หนู”
       จังหวะนี้เสียงเคาะประตูดังขึ้น
       “มีใครมา...เดี๋ยวหนูโทร.กลับไปใหม่นะคะ”
       วิวางโทรศัพท์ลงแล้วเดินไปเปิดประตู วิรงรองประหลาดใจ เมื่อเห็นอดิศวร์ยืนอยู่
       “ลืมเอาของฝากให้เธออีกอย่าง”
       อดิศวร์ส่งของชำร่วยในมือให้
       “ของชำร่วยงานแต่งงานพิชญ์กับพิณทอง”
       มือของอดิศวร์จับมือวิรงรองขึ้นมา และวางของนั้นลงไป
       “ไม่ต้องขอบใจฉันก็ได้” อดิศวร์ยิ้มนิดๆ แล้วเดินไป
       วิรงรองยังคงมองของชำร่วยนั้น ด้วยนัยน์ตาพร่าพราวไปด้วยน้ำตา
      
       วิรงรองเดินเข้ามาในห้องพัก วางของชำร่วยไว้บนโต๊ะ มองจ้องข้าวของเหล่านั้นแล้วถอนสะอื้นออกมาด้วยความเจ็บปวด
       “พิชญ์...พิชญ์แต่งงานไปแล้วจริงๆ พิชญ์เป็นของคนอื่นไปแล้วจริงๆ”
       วิรงรองสะอึกสะอื้น เสียใจเหลือแสน ภาพจำหวานๆ ระหว่างพิชญ์และวิรงรอง ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
      
       ภาพเหล่านั้นเลือนหายไปสิ้น วิรงรองทรุดตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรง
      
       ส่วนอดิศวร์อยู่ในห้องนอน กำลังยืนเพ่งมองของชำร่วยที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ภาพซ้อนเหตุการณ์ตอนตนส่งของชำร่วยให้วิรงรองผุดขึ้นมาในห้วงคิด
      
       “ของชำร่วยงานแต่งงานพิชญ์กับพิณทอง”
       วิรงรองตกตะลึง
       ภาพนั้นเลือนหายไปแล้ว อดิศวร์มีสีหน้าเหมือนสำนึกผิดขึ้นมาแว่บหนึ่ง แล้วกลับเป็นแข็งกร้าวตามเดิม
       ด้านวิรงรองกำลังล้างหน้าชำระคราบน้ำตาอยู่ในห้องน้ำ โทรศัพท์วิรงรองที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งดังขึ้น
       วิรงรองหยิบผ้าเช็ดตัวมาเช็ดหน้า ดวงตายังคงแดงก่ำ เหมือนคนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาใหม่ๆ ที่จอโทรศัพท์ปรากฏชื่อ “อนิรุทธิ์”
       วิรงรองเดินออกมาอย่างไม่รีบร้อน แล้วหยิบขึ้นมาดูด้วยสีหน้าบึ้งตึง ด้วยนึกว่าเป็นนายจ้างหนุ่ม แต่ต้องชะงัก สีหน้าแช่มชื้นขึ้นทันที แล้วรีบรับ
       “รุทธิ์ ขอโทษ...วินึกว่า...” พูดแล้วชะงักไป
       “นึกว่าใคร”
       “ช่างเถอะ”
       “ช่างไม่ได้ นายพิชญ์ใช่ไหมล่ะ โธ่เอ๊ย นี่วิยังติดต่อกับ...”
       “เปล่า...ว่าแต่รุทธิ์เถอะ หายไปไหนตั้งหลายวัน”
       “อบรม พออบเสร็จก็ระเห็จมาที่นี่เลย”
       วิรงรองชะงัก “ที่นี่น่ะที่ไหน อย่าบอกนะว่า...”
       “พรุ่งนี้เช้า ผมจะไปหาวิที่โดมทอง”
       “เฮ้ย! อุ๊ย! ขอโทษ อย่ามาเลย”
       “แล้วไม่เกรงใจผมบ้างเรอะ พออบรมบ่มนิสัยเสร็จก็รีบถ่อสังขารมาหา แต่กลับโดนไล่กลับ น้อยใจนะเนี่ย”
       “เออ เออ จะมาก็มา ว่าแต่...มาถูก...”
       “ปราสาทผีดิบนั่นน่ะนะ ทำไมจะไปไม่ถูก ใครๆ เขาก็รู้จักทั้งนั้น แต่ก็ไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้เข้าไป แต่พรุ่งนี้เรือโทอนิรุทธิ์รูปหล่อ จะได้เข้าไปเห็นเป็นขวัญตาแล้ว...10 โมงเช้าพบกันนะครับ”
       “จ้ะ”
      
       วิรงรองวางโทรศัพท์ลงด้วยสีหน้าลำบากใจ


  


       อดิศวร์ยืนทอดสายตามองบรรยากาศยามเช้าอันเยือกเย็น แต่สวยซึ้งของโดมทอง แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในอาณาจักรของตน จนสักพักหนึ่ง มีเสียงกระแอมเล็กๆ ดังขึ้นทางข้างหลัง
      
       อดิศวร์พูดโดยไม่ได้หันมา “มีธุระอะไรก็พูดไป...ไม่ต้องมากระแอมกระไอให้เสียงหรอก”
       วิรงรองมองเหมือนจะค้อนให้ อดิศวร์หันมาทันเห็นพอดี สีหน้าและแววตาเหมือนจะเผลอไผลไปกับกิริยาน่ารักนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
       จนกระทั่งรู้สึกตัว “ว่าไงล่ะ”
       “คือ...วันนี้จะมีเพื่อนแวะมาเยี่ยมดิฉันค่ะ”
       “ชื่ออะไร”
       วิรงรองเม้มปากนิดหนึ่ง “ไม่ได้ชื่อพิชญ์แน่นอนค่ะ”
       “ฉันถามว่าเพื่อนเธอที่จะมานี่ชื่ออะไร รู้ละว่าพิชญ์น่ะคงไม่มาหรอกเพราะเขาเพิ่งจะแต่งงาน”
       วิรงรองเบือนหน้าไปอีกทาง “ชื่ออนิรุทธิ์ค่ะ”
       “อ้อ มีแต่เพื่อนผู้ชาย!” อดิศวร์เหน็บ
       วิรงรองหันขวับมาทันที “ขอโทษ! ไม่เกี่ยวกับคุณ”
       “เกี่ยว! เพราะคุณแม่เธอฝากฝังให้ฉันคอยดูแลลูกสาว”
       “นั่นเป็นเพราะท่านไม่รู้ว่า คุณเป็นคนยังไง” วิรงรองย้อนเอา
       “งั้นเธอช่วยบอกหน่อยซิว่า ฉันเป็นคนยังไง”
       “ใจร้าย! ใจดำ! เห็นแก่ตัว! เผด็จการ! ชอบดูถูกคน!”
       อดิศวร์พยักหน้าช้าๆ “เลวเต็มขั้นเลย”
       วิรงรองหันหลังเดินไป
       “ฉันอนุญาต” อดิศวร์บอก
       วิรงรองชะงัก หันกลับมามอง
       “แล้วก็ขอเชิญทานข้าวกลางวันด้วย”
       “ไม่จำเป็นค่ะ! เพราะดิฉันคิดว่าออกไปพบกันข้างนอกดีกว่า! ดิฉันไม่ชอบถูกคนตีหัวแล้วมาลูบหลัง”
       สีหน้าอดิศวร์หงุดหงิดขึ้นมาทันที มองดูวิรงรองเดินตัวตรงจากไป พลางบ่นงึมงำคำเดิมๆ
       “อวดดี !”
      
       อดิศวร์มีสีหน้าประหลาดใจเมื่อขณะที่เปิดประตูเข้าห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์มา แล้วเห็นแสงแขกำลังบีบนวดให้ย่า
       “อ้าว!...แสงแข...อุษาล่ะ” อดิศวร์ทัก
       “ย่าเป็นคนเปลี่ยนเอง...อยากให้อุษาได้พักผ่อนบ้าง ปรนนิบัติย่ามานานแล้ว”
       แสงแขกลับมานวดท่านผู้หญิงอย่างตั้งอกตั้งใจแกมสงบเสงี่ยม
       “ลบมานั่งใกล้ๆ ย่าซิลูก”
       อดิศวร์ยกเก้าอี้มานั่งข้างเตียงย่า
       “ย่าเพิ่งรู้ว่าแสงแขนวดเก่ง...ลบล่ะ ปวดเมื่อยบ้างไหม จะได้ให้เขาช่วยนวด”
       “ไม่หรอกครับ...คุณย่าสบายก็ดีแล้ว”
       “พาย่าออกไปเดินเล่นหน่อยได้ไหม”
       “วันนี้อากาศข้างนอกค่อนข้างเย็น...ผมกลัวคุณย่าจะไม่สบาย...เอาไว้ให้อุ่นกว่านี้หน่อย ดีกว่านะครับ”
       “ได้” ท่านผู้หญิงสรรักษ์จับมือหลานรักไว้ “ลบอยู่เป็นเพื่อนย่า จนกว่าย่าจะหลับนะ”
       “ได้ครับ”
       อดิศวร์นั่งจับมือท่านผู้หญิงอยู่อย่างนั้น ขณะที่แสงแขนวดให้ด้วยสีหน้าแววตามีความสุข แล้วคอยลอบ
       มองอดิศวร์เป็นระยะๆ
      
       เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง ประตูห้องค่อยๆ เปิดออก อดิศวร์ก้าวออกมา โดยแสงแขตามออกมาส่ง
       “ขอบใจมากนะที่ช่วยเสียสละดูแลคุณย่า”
       “ไม่เป็นไรค่ะ แขน่ะเต็มใจแล้วก็อยากจะมีส่วนช่วยดูแลท่านมานานแล้ว ก่อนหน้านี้ได้แต่อิจฉาพี่อุษาที่ได้รับใช้ตอบแทนพระคุณท่าน...พอมีโอกาส แขก็จะทำอย่างดีที่สุด”
       อดิศวร์พยักหน้ารับ “ถ้าจะไปทำธุระอะไร ก็ให้คนอื่นมาเปลี่ยนนะ”
       “ค่ะ”
       พออดิศวร์เดินไป แสงแขมองตามสีหน้าสงบเสงี่ยมเปลี่ยนเป็นเซ็งๆ แล้วเดินกลับเข้าห้องท่านผู้หญิงไป
      
       แสงแขปิดประตูลง แล้วหันมาท้าวสะเอวมองท่านผู้หญิงสรรักษ์ที่กำลังนอนหลับสนิทอย่างเกลียดชัง
       “นี่ถ้าไม่ใช่เพราะคุณลบ แม่ไม่มานั่งดักดานอยู่กับยายแก่สารพัดพิษนี่หรอก เมื่อไหร่จะตายซักทีก็ไม่รู้” แล้วนึกบางอย่างได้ “อุ๊ย! ลืมไป! ยังตายไม่ได้จนกว่าฉันจะได้แต่งงานกับคุณลบก่อน”
      
       ฟากอุษากำลังนั่งปักผ้าปูโต๊ะอยู่มุมหนึ่งของคฤหาสน์ อดิศวร์เดินเข้ามาหา อุษารีบลุกยืน
       “คุณลบมีอะไรจะใช้อุษาหรือคะ”
       “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เอ้อ...กลางวันนี้พี่จะมีแขกมาทานข้าวด้วย... อุษาช่วยจัดการเรื่องอาหารหน่อยได้ไหม”
       “ได้ค่ะ แขกคุณลบจะมากี่คนคะ”
       อดิศวร์ลังเลเล็กน้อย “น่าจะคนเดียวนะ”
       อุษามีสีหน้าประหลาดใจ แต่ไม่พูดอะไรออกมา
       “อ้อ...เขารู้จักกับวิรงรอง...เธอเตรียมเป็น 3 ที่ก็แล้วกัน”
       “ค่ะ”
       อดิศวร์หันหลังกลับเดินไป แล้วหยุดหันมาอย่างนึกได้
       “อีกเรื่องนึง อาทิตย์หน้า พิณทองกับสามีเขาจะมาฮันนีมูนที่นี่ ...เธอช่วยจัดห้องทางปีกเดียวกับวิรงรองให้พักด้วย ....” ประโยคต่อไปเหมือนจะพูดแก้ตัวกับตัวเองที่รู้สึกไม่ดีนัก “ทางนั้นวิวสวย”
       “ได้ค่ะ”
       อดิศวร์เดินไปแล้ว อุษามองตามพึมพำออกมาด้วยความแปลกใจ
      
       “วันนี้คุณลบมีท่าทางแปลกๆ”
      

       เวลานั้นอนิรุทธิ์ขับรถเข้ามาจอดหน้าประตูใหญ่ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะกด สมซึ่งอดิศวร์สั่งให้มาคอยอยู่ก่อนแล้ว รีบเปิดประตู และกวักมือเรียกให้เข้าไป อนิรุทธิ์กดกระจกหน้าต่างลงขณะที่สมเดินเข้ามา
      
       “เชิญข้างในเลยครับ”
       “ไม่เป็นไรครับ...ผมมารับเพื่อน เขาบอกให้รอข้างนอกนี่” อนิรุทธิ์บอก
       “แขกของคุณวิรงรองก็ถือว่าเป็นแขกของโดมทองด้วย...เชิญข้างใน”
       ว่าแล้วสมเดินเข้าไปรอปิดประตูโดยไม่รอให้รุทธิ์พูดต่อ อนิรุทธิ์ปิดกระจก แล้วขับรถเข้าไป สมปิดประตู
      
       ขณะเดียวกันวิรงรองแต่งเนื้อแต่งตัวเตรียมออกไปลุยข้างนอกด้วยท่าทาง กระปรี้กระเปร่า สีหน้าแจ่มใส แต่พอมาถึงหัวบันไดด้านล่าง ก็ค่อยๆ หุบยิ้มลง ท่าทางกระปรี้กระเปร่ากลับเป็นเซ็งๆ เมื่อเห็นใครยืนอยู่
       เป็นอดิศวร์ ศิโรดม นั่นเอง ที่เวลานี้ยืนกวาดสายตามองวิรงรองทั่วตัวแว่บหนึ่ง
       “ไม่ต้องไปไหนแล้ว”
       “เอ๊ะ” วิรงรองงงก่อน
       “โดมทองมีที่เที่ยวเยอะแยะ บางที..วันเดียวอาจจะไปไม่ทั่วด้วยซ้ำ”
       “แต่ฉัน...” และทำท่าจะไม่ยอม
       “อีกอย่าง ฉันเชิญคุณเพื่อนเธอทานข้าวกลางวันเรียบร้อย”
       “เผด็จการ”
       “ฉัน! เชิญ ไม่ได้บังคับ! ตอนนี้เขารออยู่ที่ห้องรับแขก...”
       อดิศวร์เดินไปเลย วิรงรองมองตามอยากจะร้องกรี๊ดๆ ด้วยความขัดใจ
      
       อนรุทธิ์ยืนอยู่ที่หน้าต่างห้องรับแขก มองออกไปภายนอกอย่างตื่นตาตื่นใจ อดิศวร์เดินเข้ามา
       “คุณอนิรุทธิ์ ขี่ม้าเป็นหรือเปล่า”
       อนรุทธิ์หันกลับมา เห็นรอดิศวร์ยืนเด่นเป็นสง่า
       “เป็นครับ”
       “งั้นดีเลย...เดี๋ยวให้วิรงรองพาขี่ม้าเที่ยวให้ทั่ว! เชิญตามสบายนะ...ผมมีงานต้องสะสาง เดี๋ยวเที่ยงทานข้าวด้วยกัน”
       “เลยต้องรบกวนคุณอดิศวร์” อนิรุทธิ์พูดแบบเกรงใจ
       อดิศวร์เหยียดยิ้มนิดหนึ่ง “นั่นต้องคิดก่อนตัดสินใจที่จะมา”
       อนิรุทธิ์แทบสะอึก มองตามอดิศวร์ซึ่งหันหลังเดินออกไป พอดีวิรงรองเดินเข้ามา แต่แล้วต้องชะงักเมื่อสบตากับอดิศวร์ เห็นนายจ้างจอมเด็จการมองมาเหมือนจะยิ้มเยาะ
       “หวังว่าคนนี้คงไม่มีเจ้าของเหมือนนายพิชญ์นะ”
       วิรงรองกำมือแน่น
       “เชิญตามสบาย” อดิศวร์เดินไปเลย
       วิรงรองเดินหน้างอมาที่อนิรุทธิ์
       “คุณอดิศวร์พูดอะไรถึงได้หน้างอหงิก”
       “พูดไม่เข้าหู”
       “เมื่อกี้เขาก็พูดกับผมแปลกๆ”
       “แปลกยังไง”
       “ผมพูดเป็นทำนองว่าเกรงใจ ที่มารบกวน...เขาตอบว่า ผมควรคิดอย่างนั้นเสียก่อนที่จะตัดสินใจมา! แรงจริง..ไรจริง” อนิรุทธิ์บอก
       วิรงรองเม้มปาก ตาวาววับด้วยความไม่พอใจ
       อนิรุทธิ์รีบบอกต่อ “แต่เขาก็ดีนะ...บอกให้คุณพาผมขี่ม้าชมอาณาเขตโดมทอง”
       “อยากจะอวดน่ะซิ”
       วิรงรองยิ่งหมั่นไส้ พูดพลางเดินออกไปอนิรุทธิ์ตาม
      
       บริเวณชายทะเลแลเห็นเกลียวคลื่นม้วนตัวเข้าสู่ฝั่ง ขณะที่วิรงรองขี่ม้าพารุทธิ์ไปตามหาดทราย พลางคุยกันไปด้วยสีหน้าแจ่มใส ก่อนจะขี่ม้ามาชมน้ำตกสวยในบริเวณป่าละเมาะ วิรงรองกับอนิรุทธิ์ลงจากม้าชวนชี้ชม กล้วยไม้ป่าที่ขึ้นบนคาคบไม้ดูสวยเหมือนภาพวาด แล้วลัดเลาะไปดูน้ำตก
       สักครู่ต่อมา วิรงรองพาอนิรุทธิ์ชมทุ่งหญ้าเชิงเขา จนในที่สุดก็มาถึงทุ่งพลับพลึง อนิรุทธิ์มองด้วยสีหน้าประหลาดใจ
       “ยังกับเขาปลูกไว้ต้อนรับวิแน่ะ”
       “ใครที่ไหนเขาจะทำอย่างนั้น นี่วิคิดเองนะ เพราะถ้าถาม ก็คงไม่มีใครบอก...ท่านเจ้าของบ้านคงปลูกเพื่อเป็นที่ระลึกถึงภรรยาน้อย”
       อนิรุทธิ์หันมามอง
       “ก็ที่เคยเล่าให้ฟังไง ว่าท่านเจ้าคุณสรรักษ์ มีภรรยา 2 คน ภรรยาน้อยชื่อคุณพลับพลึง!
       อนิรุทธิ์พยักหน้าช้าๆ สายตามองดอกพลับพลึงที่โอนเอนไปมาตามสายลมเย็น
       “ลองปลูกไว้ขนาดนี้ แสดงว่าท่านคงรักคุณพลับพลึงมาก...ชักอยากเห็นหน้าคุณพลับพลึงเสียแล้วซิ”
       วิรงรองชี้หน้าตัวเอง “นี่ไง”
       อนิรุทธิ์มองวิรงรองงงๆ ขณะที่อีกฝ่ายมีสีหน้าเคร่งขรึม
       “จริง! เพราะวันที่ท่านผู้หญิงเห็นหน้าวิครั้งแรก ท่านตะโกนไล่ลั่นเลยว่าออกไป นังพลับพลึง”
       เสียงหัวเราะของรุทธิ์ค่อยๆ หายไป สีหน้าจริงจังขึ้นขณะมองเพื่อนสาว
       “จริงหรือ”
       “ก็บอกแล้วว่าจริง”
       “แล้วคนอื่นว่าไง”
       “ไม่มีใครว่าไง นอกจากเชื่อว่าท่านผู้หญิงเพ้อ...เพราะไม่มีใครเคยเห็นแม้แต่รูปของคุณพลับพลึง”
       “งั้นท่านก็คงจะเพ้อจริงๆ”
       “วิก็อยากจะคิดอย่างนั้น แต่มีอะไรบางอย่างในดวงตา..ในน้ำเสียงท่านที่ทำให้วิลังเล”
       “เฮ้ย! วิคงไม่คิดว่า...”
       วิรงรองถอนใจ “คืนก่อนที่วิจะมาที่โดมทอง...วิครึ่งหลับครึ่งตื่นว่ามาที่นี่...แล้วก็มีผู้ชายคนนึงเรียกวิว่าพลับพลึง”
       อนิรุทธิ์เกาหัวเลยทีเดียว พูดขำๆ “ตายละวา นอกจากท่านผู้หญิงซึ่งเป็นคนแล้ว ยังมีผีที่เข้าใจผิดอีก”
       “ไม่ขำเลยนะรุทธิ์”
       อนิรุทธิ์มีสีหน้าเจื่อนลง “ขอโทษ..ผมไม่อยากเห็นคุณจริงจังกับเรื่อง…เอ้อ…”
       วิรงรองต่อให้ “บ้าๆ”
       อนิรุทธิ์เสียงอ่อยๆ “ยังไม่ได้พูดอย่างนี้สักหน่อย”
       วิรงรองเสยผมที่ปลิวตามลม ขณะมองไปข้างหน้า “ที่ประหลาดก็คือ โดมทองในความฝันเหมือนกับความจริงไม่มีผิดเพี้ยน...ทั้งๆ ที่วิไม่เคยเห็นมาก่อน”
       อนิรุทธิ์เริ่มมองเพื่อนรักท่าทางกลุ้มๆ
       “ยังมีอีก...”
      
       วิรงรองหันกลับมาสบตาอนิรุทธิ์ด้วยสีหน้าจริงจัง ขณะเล่าเรื่องประหลาดในโดมทองต่อ


  


       ด้านแสงแขเปิดประตูออกมานอกห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ ด้วยสีหน้าเบื่อสุดขีด โอบอ้อมซึ่งยืนรออยู่รีบตรงมาหา
      
       “คุณแขคะ”
       “โอ๊ย เบื่อ!...หลับยากหลับเย็นเหลือเกิ๊น นี่ขนาดฉันมาเฝ้าวันเดียวยังอ้วกจะแตก ไม่รู้พี่อุษาทนอยู่ได้ยังไง”
       “มีแขกมาหา แม่วิรงรองค่ะ” โอบอ้อมรายงาน
       “ช่างหัวมัน ...” แสงแขชะงัก “ใคร”
       “คงเป็นเพื่อนกันมั้งคะ โอ๊ย คุณลบน่ะต้อนรับขับสู้อย่างดี สั่งให้คุณอุษาเตรียมอาหารต้อนรับเลยล่ะค่ะ”
       แสงแขหมั่นไส้เต็มที่ “แล้วพี่อุษาก็คงงกๆ รีบทำให้ละซี...คนอะไร้ไร้ศักดิ์ศรี”
       “เพื่อนผู้ชายค่ะ”
       แสงแขหันมาจ้องโอบอ้อมเขม็ง สาวใช้ผู้สอพลอยิ้มเจื่อนๆ
       “นังโอบ”
       โอบอ้อมจ๋อยๆ “ขา...”
       “ทำไมไม่เล่าให้หมดทีเดียว ...เก็บไว้ทีละขยักสองขยัก น่ารำคาญ ...พี่อุษาอยู่ที่ไหน”
       “ก็อยู่ในครัวน่ะซีคะ”
       แสงแขเดินไปอย่างหงุดหงิด
      
       ส่วนในครัวฝรั่งในตึกอุษาและอุไรกำลังเตรียมอาหารกันอยู่ แสงแขเดินเข้ามา
       “ทำไมถึงต้องรับใช้มันงกๆ แทนที่จะไปช่วยเปลี่ยนเราเฝ้าคุณย่าบ้าง”
       อุษามองมาแว่บหนึ่ง “อ้าว! ก็ไหนอยากเฝ้าไม่ใช่เรอะ”
       “ใครจะทนเฝ้าได้ทั้งวันทั้งคืน แขไม่ใช่พี่อุษานี่! ใครสั่งอะไรก็ก้มหน้าก้มตาทำ”
       อุษาหันมามองแสงแขเต็มตา “พี่ทำตามคำสั่งของคุณลบ”
       “แต่ไอ้คนนั้นมันเป็นแขกของนังวิรงรอง”
       “เอามั้ยล่ะ พี่จะบอกคุณลบว่า เธอสั่งไม่ให้ทำ”
       แสงแขเม้มปาก
       “ไปอยู่กับคุณย่าเถอะ เดี๋ยวท่านตื่นมาไม่เห็นเธอก็โมโหหรอก”
       แสงแขหงุดหงิด ระเบิดเสียงออกมา “โอ๊ย...ย...ย”
      
       ฟากวิรงรองขี่ม้าพาอนิรุทธิ์เที่ยวชมรอบๆ คฤหาสน์ จนมาถึงโรงเก็บรถม้า
       “นี่ไง”
       วิรงรองลงจากม้าเช่นเดียวกับอนิรุทธิ์ หญิงสาวมองลอดเข้าไปตามรอยแตก
       “รถม้าอยู่ในนั้น”
       อนิรุทธิ์ทำตาม แลเห็นรถม้าเก่าๆ หมดสภาพอยู่ข้างใน
       “คันนั้นน่ะหรือ”
       “ใช่!”
       “เท่าที่เห็น...มันไม่มีทางที่จะ...”
       อนิรุทธิ์พูดไม่ทันจบคำ 2 คนชะงัก ด้วยเสียงม้าร้องราวกับตกใจ สองคนหันไปมอง เห็นม้า 2 ตัว ทำท่าตื่นตะกุยตะกายเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง
       2 คนรีบเข้ามาใกล้ พยายามจะทำให้ม้าสงบ
       “ระวังนะวิ”
       จังหวะนี้สมขับรถกอล์ฟเข้ามา โดยมีคนงาน 2 คนนั่งมาด้วย
       “ผมจัดการเองครับ”
       สมและลูกน้องช่วยกันปลอบจนม้าสงบ แต่ม้าดูพยศและตื่นตกใจจนน่ากลัว
       “อยู่ดีๆ ก็ทำท่าเหมือนตกใจอะไรขึ้นมา”
       “คุณหนูเอารถกอล์ฟไปเถอะครับ...ผมจะเอาเจ้า 2 ตัวนี่ไปเก็บ”
       “ค่ะ...ขอบคุณนะคะลุง ไป รุทธิ์”
       สองคนเดินตรงไปที่รถกอล์ฟ
      
       ครู่ต่อมาวิรงรองขับรถมาจอดที่หน้าตึก วิรงรองเบือนหน้ามามองเพื่อน
       “พูดอะไรบ้างซิ !
       อนิรุทธิ์เกรงๆ ใจอยู่ “ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไร”
       “พูดว่าวิบ้าก็ได้”
       วิรงรองงอนหน้าหงิกหน้างอลงรถมา
       อนิรุทธิ์รีบตามลงมาง้อทันที อย่างสนิทสนม “ผมไม่ได้ว่าอย่างนั้นสักหน่อย...ดีกันนะ”
       วิรงรองหันหน้าหนีไปอีกทาง โดยมีอนิรุทธิ์ง้องอนผสมล้อเลียนกันขำๆ
       อดิศวร์ยืนมองอยู่ที่ประตู ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เห็นว่าอนิรุทธิ์พูดอะไรบางอย่างจนวิรงรองหัวเราะออกมาได้แล้วตีแขนอนิรุทธิ์เพี๊ยะ
       อนิรุทธิ์รวบแขนวิรงรองเอาไว้ ทั้ง 2 ท่าทางสนิทสนมกันมากๆ
       “อาหารพร้อมแล้ว” อดิศวรเอ่ยขึ้นด้วยเสียงดังมาก
       2 คนชะงัก หันไปมอง อดิศวร์หันหลังเดินกลับเข้าไปแล้ว
       “ท่าทางเหมือนจะโกรธเราหรือเปล่า”
       “โกรธเรื่องอะไรล่ะ”
       “นั่นซิ”
      
       วิรงรองเดินนำอนิรุทธิ์เข้าบ้าน


  


       วิรงรองเดินนำอนิรุทธิ์เข้ามาในห้องรับประทานอาหาร แล้วต้องมีสีหน้าแปลกใจ เมื่อเห็นแต่อุษากำลังดูแล ให้อุไรจัดโต๊ะ
      
       “เชิญค่ะ” อุษาทักทาย
       วรงรองแนะนำให้รู้จักกัน “รุทธิ์...นี่คุณอุษา...คุณอุษาคะ นี่อนิรุทธิ์เพื่อนของวิ”
       อุษายิ้มให้อย่างสุภาพขณะที่รุทธิ์ก้มศรีษะให้นิดๆ
       “ยินดีที่ได้รู้จักคุณอุษาครับ”
       “เช่นกันค่ะ...เอ้อ เชิญตามสบายนะคะ” อุษาหันมาทางอุไร “อุไร...คอยดูคุณทั้ง 2 คนด้วยนะ”
       “ค่ะ”
       อุษาขยับจะเดินออกไป วิรงรองเรียกไว้
       “เดี๋ยวค่ะ นี่จะให้เราทานกันสองคนหรือคะ”
       “พี่ทานเรียบร้อยแล้ว...จะไปเปลี่ยนเวรให้แสงแขออกมาพักบ้าง”
       อุษาเดินออกไป อุไรเลี่ยงเข้าไปในครัว สองคนลงนั่ง
       “ดีเหมือนกัน จะได้คุยกันตามสบายให้หายคิดถึง” เพื่อนชายผู้มาเยือนบอก
       วิรงรองจ้องมองอนิรุทธิ์เขม็ง แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ลงมือกินอาหาร
       “อร่อยมั้ย”
       “มาก......”
       “ฝีมือคุณอุษา”
       “บ้านนี้มีแต่คนแปลกๆ อย่างที่วิบอกจริงๆ ด้วย...บรรยากาศบ้านก็ทึมๆ มึนๆ พูดจริงๆ เลยนะ คุณไม่เหมาะจะอยู่ที่นี่หรอก”
       “วิก็ไม่ได้อยากอยู่เล้ย”
       อนิรุทธิ์มองเขม็ง “แล้วทำไมถึงอยู่ล่ะ กลับกรุงเทพฯด้วยกันวันนี้มั้ย”
       วิรงรองส่ายหน้า “ยังกลับไม่ได้”
       “ทำไม” อนิรุทธิ์งง
       นัยน์ตาวิรงรองเหมือนพยายามหาข้อแก้ตัวครู่หนึ่ง “คือ...วิเกรงใจคุณป้าสุรภีน่ะ ท่านอุตส่าห์หางานให้ อีกอย่าง” สุ้มเสียงและสีหน้าเริ่มเศร้าลงขณะพูดประโยคต่อมา “วิไม่อยากเจอ...พิชญ์”
       อนิรุทธิ์เข้าใจความรู้สึกทันที ยื่นมือมาจับมือวิรงรองไว้อย่างปลอบโยน
       “ผมขอโทษ”
       จังหวะนี้โอบอ้อมทำลับๆ ล่อๆ มาแอบดูสองคนตามคำสั่งแสงแข ถึงกับชะงักเขม้นมอง ยกมือปิดปาก
       “ไม่เป็นไรค่ะ...ทานต่อเถอะ”
       โอบอ้อมค่อยๆ ย่องออกไป 2 คนกินกันต่อเงียบๆ
      
       พอได้ฟังความจากบ่าวจอมสอพลอแสงแขถึงกับชะงัก
       “ถึงขนาดจับมือถือแขนกันเลยเรอะ”
       “ค่ะ ขนาดโอบเห็นยังอ๊าย...อาย แทบจะแทรกแผ่นดินหนีเลยละค่ะ ผู้หญิงอะไรไม่รักนวลสงวนตัว ต๊าย...ป่านนี้ไม่รู้ทำอะไรไปถึงไหนแล้ว” โอบอ้อมใส่ไฟชุดใหญ่
       “แสดงว่านังคนนี้มันคิดจะจับปลา 2 มือ”
       “ฟ้องคุณลบเลยค่ะ”
       “ฟ้องแน่ เราต้องโจมตีมันให้หายใจหายคอไม่ทันเลย ....โอบ”
       “ขา...”
       “คืนนี้แกไปเก็บดอกพลับพลึงมา”
       โอบอ้อมสะดุ้ง “ที่...ที่...ทุ่งน่ะเหรอคะ”
       “เออ! ก็จะที่ไหนเสียอีกล่ะ”
       “แต่...แต่พอมันมืดแล้วก็เงียบยังกับป่าช้า”
       “เรื่องมาก มืดก็เอาไฟฉายไป เงียบแกก็ร้องเพลง...แค่นั้นก็ไม่มืดไม่เงียบ”
       “แต่โอบกลัว..ว...ว..ผี”
       “งั้นก็ชวนผีไปเป็นเพื่อน! ไปได้แล้ว! ฉันจะไปฟ้องคุณลบ”
       แสงแขเดินออกไป โอบอ้อมตามติด
      
       อดิศวร์ ศิโรดม อยู่ในห้องทำงาน และกำลังนั่งทำงานอยู่ ขณะมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
       “ใคร”
       “แขเองค่ะ”
       “เข้ามาสิ”
       ประตูเปิดออก แสงแขเดินเข้ามาแล้วปิดประตู
       “คุณย่าเป็นยังไงบ้าง”
       “ท่านสบายดีค่ะ...เมื่อคืนก็นอนหลับสบาย...ไม่มีฝันร้าย”
       อดิศวร์พยักหน้า แล้วทำท่าจะทำงานต่อ
       “เอ้อ...คุณลบคะ”
       ชายหนุ่มรูปงามเงยหน้ามอง เป็นเชิงถาม
       “ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องของแข...แต่แขทนให้เกิดเรื่องน่าอับอายในบ้านไม่ได้”
       อดิศวร์เอนหลับพิงพนัก “นั่งซิ”
       “คืออย่างนี้ค่ะ...เมื่อกี้โอบมันเดินผ่านไปที่ห้องทานข้าว...”
       อดิศวร์ยังคงมีสีหน้านิ่งสนิท
       “แล้ว...แล้วก็เห็นวิรงรองกับแฟนของเขานั่งจับมือ ส่งสายตากัน...ก็เลยตกอกตกใจรีบมาบอกแข...”
       อดิศวร์สวนขึ้น “มันเรื่องส่วนตัวของเขา ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พี่จะทำงาน”
       แสงแขไหว้อย่างชดช้อยอ่อนหวาน ทำหน้าสำนึกผิด “แขขอประทานโทษค่ะ...ที่นำเรื่องไม่สบายใจมาเล่าให้คุณลบฟัง ! แขขอตัวไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าต่อนะคะ”
       อดิศวร์พยักหน้า
      
       แสงแขลุกขึ้น พอหันหลังเดินออกไป แล้วหยุดยิ้มด้วยสีหน้าสะใจ


  


       ด้านวิรงรองพาอนิรุทธิ์เดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ ที่มีรูปสาแหรกท่านเจ้าคุณ สองคนมองรูปบรรดาบรรพบุรุษแต่ละคนเหมือนจะมองมาที่ทั้งสองเป็นจุดเดียวด้วยแววตาราวกับมีชีวิต อนิรุทธิ์ลูบแขนตัวเอง
        
       “ขนลุกเลยนะเนี้ย...ท่าทางแต่ละท่านจะไม่ค่อยชอบหน้าผม”
       “ไหนเมื่อกี้ว่าวิคิดไปเองไง”
       “ตอนนี้ผมก็กำลังคิดไปเองเหมือนกัน”
       อนิรุทธิ์เบือนหน้าเลยเรื่อยมาหยุดที่ภาพท่านผู้หญิงสรรักษ์วัยสาว พร้อมกับชี้ที่รูป
       “ท่านนี้ดูดีที่สุด สมัยมีชีวิตอยู่คง...”
       วิรงรองสวนขึ้นมา “ตอนนี้ก็ยังมีชีวิต”
       อนิรุทธิ์ร้อง “ฮ้า”
       “รูปท่านผู้หญิงตอนสาวๆ ไง”
       อนิรุทธิ์หันไปมองรูปอีกที “เฮ้ย! สวยขนาดสาวๆ สมัยนี้ทำอะไรไม่ได้เลยนะเนี้ย”
       “ตอนนี้ก็ยังมีเค้าสวยมาก”
       “สวยขนาดนี้ สามีไม่น่ามีเมียน้อยเลย แสดงว่าถ้าเมียน้อยไม่สวยมากๆ ก็ต้องดีมากๆ...ถึงทำให้ท่านเจ้าคุณว่อกแว่กได้”
       อนิรุทธิ์หันมามองจ้อง วิรงรองงง
       “อะไร”
       “ท่านผู้หญิงเรียกวิว่า พลับพลึงใช่ไหม”
       “ใช่! วิถึงได้ พยายามจะหารูปคุณพลับพลึงไงล่ะ”
       “มันต้องอยู่ที่ใดที่นึงใน “โดมทอง” นี่” อนิรุทธิ์มั่นใจ
       “วิก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน! เผลอๆ อาจจะอยู่บนห้องเก็บของที่ยอดโดมก็ได้”
       “อย่าบอกนะว่า...”
       วิรงรองไม่ตอบ สบตาอนิรุทธิ์ แล้วยิ้มแบบแน่วแน่
      
       สักครู่หนึ่ง วิรงรองพาอนิรุทธิ์มาถึงหน้าห้องทำงานอดิศวร์ แล้วเคาะประตูเบาๆ
       “เข้ามา”
       วิรงรองค่อยๆ เปิดประตูออกแล้วยื่นหน้าเข้าไป
       “รุทธิ์จะกลับแล้วค่ะ...เขามาลาคุณอดิศวร์”
       “อ้าว! ก็พาเข้ามาซิ”
       วิรงรองเปิดประตูกว้างขึ้น แล้วเบี่ยงตัวให้รุทธิ์เดินเข้าไป ขณะที่อดิศวร์ลุกเดินมายิ้มนิดๆ เหมือนใจดี
       “จะกลับแล้วหรือ”
       “ครับ ขอบคุณคุณอดิศวร์มากที่กรุณาให้วิพาเที่ยวโดมทอง แถมยังเลี้ยงข้าวกลางวันอีก”
       “จะให้เลี้ยงมื้อเย็นอีกมื้อก็ได้นะ” อดิศวร์ว่า
       วิรงรองมองอดิศวร์อย่างขวางหูขวางตา ในท่าทางที่เสแสร้งนั้น
       “เอาไว้โอกาสหน้าดีกว่าครับ...ตราบใดที่วิยังอยู่ที่โดมทอง...ผมคงได้มารบกวนคุณอดิศวร์อีก”
       “เอาเลย! ผมอนุญาต”
       “ขอบคุณมากครับ เลยลาคุณอดิศวร์เลย”
       อดิศวร์รับไหว้ อนิรุทธิ์เดินตามวิรงรองออกไป
      
       สีหน้าอดิศวร์ซึ่งระบายยิ้มนิดๆ ค่อยๆ กลับเคร่งขรึมลง
      
       วิรงรองเดินมาส่งอนิรุทธิ์ที่รถ ตรงหน้าตึก อนิรุทธิ์มองไปทางประตูซึ่งสมยืนเปิดคอยแว่บหนึ่ง
       “ตาลุงนั่นแกรู้ได้ยังไงว่า ผมจะกลับ”
       “ก็บอกแล้วว่าคนที่นี่มีอะไรแปลกๆ”
       อนิรุทธิ์เปิดประตูรถ “ผมไปล่ะ จะแวะไปรายงานคุณว่า ลูกสาวสบายดี”
       วิรงรองพยักหน้า “ขอบใจ...แต่ไม่ต้องเล่าเรื่องแปลกๆ ให้ท่านฟังนะเดี๋ยวจะไม่สบายใจ”
       “รู้แล้วล่ะน่า...แล้วจะมาเยี่ยมอีก”
       อนิรุทธิ์พูดพลางขึ้นรถ วิรงรองโบกมือให้
       “ขอบใจนะ...รุทธิ์”
       อนิรุทธิ์โบกมือตอบแล้วขับรถออกไป ขณะที่วิรงรองมองตามจนรถลับตา
       อดิศวร์เดินออกมา
       “ท่าทางจะอาลัยอาวรณ์มาก”
       วิรงรองหันขวับมามองอย่างโกรธๆ อดิศวร์ทำหน้าตาย
       “ทำไม...ฉันพูดอะไรผิดหรือ”
       วิรงรองแดกดัน “คุณน่ะทำอะไรก็ไม่มีวันผิดหรอก! แต่ฉันมันตรงกันข้าม ไอแค็กเดียวยังผิดเลย”
       สมปิดประตู แล้วขี่จักรยานอ้อมไป
       “แล้วไอ้ที่นั่งกินข้าวกันไป จับมือถือแขนหยอกล้อกันไปนั่นน่ะผิดหรือเปล่า”
       วิรงรองไม่พอใจมาก “คุณแอบดูฉัน”
       “ไม่จำเป็น...ฉันอยู่ของฉันเฉยๆ”
       วิรงรองต่อปากทันที “แล้วบรรดาบริวารก็คอยสอดแนมมารายงาน”
       “ถ้าเธอไม่ได้ทำอะไรน่าเกลียด ก็ไม่มีใครเขามารายงานฉันหรอก”
       วิรงรองเยาะ “จริงหรือคะ หากเป็นไปได้ ฉันว่าบรรดาบริวารของคุณก็คงเข้าไปสอดแนมในห้องฉันด้วยแล้วละ”
       วิรงรองเดินเลี่ยงจะเข้าบ้าน
       “บางที ฉันก็เห็นเอง” อดิศวร์บอก
       “พวกคุณมันนัยน์ตาหาเรื่อง”
       “แล้วเธอล่ะ! ที่เทียวได้สืบสอดแนมไปทั่วบ้านฉันน่ะ เขาเรียกว่าอะไร”
       “ลุงสมฟ้องอีกล่ะซิ”
       “โทษเขาไม่ได้! เพราะฉันสั่งให้เขาคอยเดินตรวจดูบริเวณบ้าน แล้วเธอออกไปให้เห็นเอง”
       วิรงรองเม้มปาก “ฉัน ...” แล้วอึ้งไป
       อดิศวร์เยาะ “เจอผีอีกล่ะซี”
       วิรงรองสะบัดหน้า แล้วเดินเข้าบ้าน ถูกอดิศวร์ดึงแขนไว้
       “เธอจะแก้ตัวว่าเจอผีอีกใช่ไหม”
       “ฉันไม่ได้แก้ตัว”
       “งั้นก็แปลก...คนที่นี่เขาอยู่กันมาตั้งนาน..ทำไมไม่มีใครเห็น”
       วิรงรองยิ้มเยาะ “แน่ใจหรือคะ...อย่างน้อยก็ท่านผู้หญิงคนนึงล่ะ”
       วิรงรองกระชากแขนกลับแล้วเดินเข้าไป โดยฉวยโอกาสจังหวะที่อดิศวร์ชะงักงันอยู่อย่างนั้น
      
       อดิศวร์เดินตามเข้ามาคว้าแขนวิรงรองไว้ อีกฝ่ายพยายามบิดแขนตัวเองออก
       “ปล่อย”
       นอกจากจะไม่ปล่อย อดิศวร์จับไหล่วิรงรองไว้ทั้ง 2 ข้าง
       “อย่าเอาคุณย่าฉันมาเกี่ยว”
       “ฉันพูดความจริง คุณลองไปถามท่านดูซิคะ ฉันว่า คุณเองก็รู้อยู่แก่ใจ”
       อดิศวร์อึ้งไป ขณะที่วิรงรองถือโอกาสสะบัดตัว รีบเดินจากไป
      
       อดิศวร์มองตามอย่างหงุดหงิดเช่นเคย
      

       จบตอนที่  3
ตอนที่ 4
      
       ที่บ้านพิชญ์ในกรุงเทพฯ พิณทองเดินแกมวิ่งขึ้นบันไดมาหยุดที่หน้าห้อง หญิงสาวจับลูกบิดจะเปิดเข้าไป แต่ต้องชะงักมือค้างไว้ เมื่อได้ยินเสียงพิชญ์คุยโทรศัพท์อยู่ในห้อง
      
       “ไม่น่าเป็นไปได้”
       พิณทองจึงค่อยๆ ลดมือลง เอาหูแนบประตูแอบฟัง หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
       ภายในห้อง พิชญ์เดินกลับไปกลับมาอยู่ไม่ไกลบริเวณประตู ขณะพูดสาย
       “ฉันว่าจะจ้างนักสืบ...แกช่วยจัดการให้หน่อยได้ไหม ไม่อยากให้พิณทองรู้...เออ! เท่าไหร่เท่ากัน! ฉันทุ่มเต็มที่ เดี๋ยวเย็นนี้จะเอารูปวิไปให้ โอเค ขอบใจมากเพื่อน”
       พิณทองซึ่งอยู่ด้านนอก พึมพำทวนคำ
       “วิ...”
       มีเสียงเดินมาที่ประตู พิณทองรีบถอยออกไป แล้วทำเป็นเดินขึ้นมาใหม่ พิชญ์เปิดประตูออกมาพอดี
       “อ้าว...พิณ”
       พิณทองหลบตาวูบ “พิณจะขึ้นมาตามพิชญ์ไปลองชิมขนมที่พิณทำน่ะคะ”
       พิชญ์เดินมาโอบไหล่ “เป็นอะไรหรือเปล่า...หน้าซีดจัง”
       “เปล่าค่ะ”
       “ชิมแล้วเดี๋ยวขึ้นมาจัดกระเป๋าดีไหม...อีกไม่กี่วันก็จะเดินทางแล้ว”
       พิณทองยังไม่ยอมสบตา “ค่ะ”
       ทั้ง 2 พากันเดินลงบันไดไป
      
       พิณทองและพิชญ์เดินมาหยุดที่บริเวณโต๊ะในสนามหญ้า ขณะที่สาวใช้กำลังจัดโต๊ะ โดยมีแจกันกุหลาบอยู่ตรงกลาง จานแบ่งช้อนเล็กๆ เข้าชุดกันวาง 2 ที่ พร้อมเค้กมะตูมขนาดกลาง ยังไม่ได้ตัดแบ่ง และถ้วยชา
       พิชญ์จ้องมองภาพนั้น เห็นเป็นภาพจำตอนวิรงรองกำลังชงชาให้ ขณะที่พิชญ์กำลังกินมาการอง
       “อร่อยมั้ยคะ...คุณของพลับพลึงทำเอง”
       พิชญ์เกือบสำลัก “อ้าว ผมนึกว่าคุณทำเองเสียอีก”
       “ไม่มีความสามารถค่ะ” ภาพสุดท้ายวิรงรองยิ้มหวานเลือนหายไป
       แต่พิชญ์ยังคงยืนมองเหมือนตกอยู่ในภวังค์
       “พิชญ์...พิชญ์คะ! พิชญ์!” พิณทองจับแขนพิชญ์กระตุกเบาๆ
       พิชญ์สะดุ้ง “อะไรครับ!” ท่าทางเหมือนยังงงๆ
       “พิณเรียกพิชญ์ตั้งหลายคำ...แต่พิชญ์ใจลอยไปถึงไหนก็ไม่รู้” พิณทองออกอาการน้อยใจนิดๆ
       พิชญ์ลงนั่ง แล้วพยายามทำร่าเริง “น่ากินจัง พิณทำเองหรือ”
       “ค่ะ...ลองชิมดูนะคะ”
       พิณทองจัดการตัดแบ่งเค้กวางตรงหน้าพิชญ์ แล้วชงชาให้
       “ขอบคุณครับ”
       พิชญ์ตักเค้กมะตูมเข้าปาก
       “อร่อยมาก” แล้วหยิบถ้วยชาขึ้นจิบ
       พิณทองตัดสินใจถาม “พลับพลึงเป็นใครคะ”
       พิชญ์สะดุ้งสุดตัว ถ้วยชาหลุดจากมือทันที
       “อุ๊ย พิณเช็ดให้ค่ะ”
       พิณทองดึงทิชชูมารีบซับให้
       “น้ำร้อนด้วย”
       “ผมไปเปลี่ยนกางเกงใหม่ดีกว่า”
       พิชญ์รีบเดินผละไป พิณทองมองตามแล้วเม้มปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
      
       พิชญ์เดินเข้ามาในห้อง แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเตียง สีหน้าเป็นกังวล
       “พลับพลึงเป็นใครคะ”
       พิชญ์ถอนใจ “ไปได้ยินมาจากไหน”
       นั่งสงบใจครู่หนึ่ง แล้วพิชญ์จึงเดินไปเปิดตู้หยิบกางเกง
      
       พิชญ์เดินกลับเข้ามา ดวงตาจ้องมองไปที่โต๊ะ เห็นพิณทองนั่งหันหลังให้ ทุกอย่างบนโต๊ะถูกจัดใหม่เรียบร้อย พิชญ์เดินมาทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ พิณทองซึ่งจิบชาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
       “พลับพลึงเป็นชื่อของดอกไม้ชนิดหนึ่ง”
       พิณทองเบือนหน้ามามองพิชญ์
       “ชงชาให้ผมหน่อยได้ไหมครับ”
       พิณทองชงชาให้พิชญ์เงียบๆ สีหน้าแววตาว่างเปล่าไม่แสดงความรู้สึก พิชญ์เองก็นิ่งไป ต่างคนต่างเงียบ บรรยากาศแสนอึดอัด
      
       ด้านคุณหญิงวัชรีนอนเอนอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่น โดยมีสาวใช้คอยบีบนวดให้ สักพักหนึ่ง พิณทองเดินเข้ามา
       ทรุดตัวลงนั่ง
       “คุณป้าคะ”
       วัชรีลดหนังสือลง แล้วขยับตัวลุกนั่ง มองสีหน้าเศร้าๆ ของลูกสะใภ้แว่บหนึ่งแล้วสั่งสาวใช้
       “จะไปทำอะไรก็ไป”
       “ค่ะ” สาวใช้เดินออกไปอย่างเรียบร้อย
       “มีอะไรหรือจ้ะ หนูพิณ”
       “คุณป้ารู้จักผู้หญิงที่ชื่อ...พลับพลึงหรือเปล่าคะ”
       วัชรีชะงัก “ทำไมหรือ”
       “พิณได้ยินพิชญ์พูดถึงชื่อนี้ค่ะ”
       “หนูพิณ...” คุณหญิงใจหาย ด้วยความรู้สึกสงสาร
       พิณทองน้ำตาคลอ “พิณรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้ต้องมีความสำคัญกับพิชญ์มาก”
       “ป้าก็ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรหรอกนะ...มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ที่สำคัญ...ผู้หญิงคนนั้นเป็นอดีตไปแล้ว ! หนูต่างหากคือผู้หญิงที่เขายกย่องตกแต่งเป็นภรรยา...ป้าอยากให้หนูอยู่กับปัจจุบันมากกว่า อะไรที่แล้วก็ให้มันแล้วกันไปนะลูกนะ” วัชรีปลอบโยน
       พิณทองก้มหน้าลง น้ำตาไหลรินออกมา
       คุณหญิงวัชรีดึงพิณทองมากอด ลูบผมเบาๆ “ตาพิชญ์อายุก็พอสมควรแล้ว คงต้องผ่านอะไรต่อมิอะไรมาบ้าง...หนูพิณทำใจให้สบาย...อย่าไปถือสาเลยนะลูก”
       พิณทองยิ้มทั้งน้ำตา “ค่ะ...คุณป้า”
      
       ขณะที่พิชญ์กำลังโทรศัพท์อย่างเคร่งเครียด เสียงคุณหญิงวัชรีดังเข้ามา
       “พิชญ์ เปิดประตูให้แม่หน่อย”
       “เดี๋ยวโทร.ไปใหม่นะ”
       พิชญ์ปิดโทรศัพท์ แล้วเดินมาเปิดประตู
       วัชรีเดินเข้ามา มองลูกชายอย่างจับผิด “ทำอะไรอยู่”
       “ก็มาเปิดประตูรับคุณแม่ไงครับ”
       “ไม่ต้องมาพูดดี นี่ยังติดต่อกับแม่ดอกพลับพลึงนั่นอยู่ใช่ไหม”
       พิชญ์ถอนใจ “พิณทองไปฟ้องคุณแม่หรือครับ”
       “เปล่า”
       “ผมก็เปล่าเหมือนกัน”
       “เปล่าอะไร”
       “เปล่าติดต่อกับพลับพลึง”
       “แม่ไม่เชื่อ”
       “คุณแม่อยากทราบความจริงใช่ไหมครับ” พิชญ์เว้นจังหวะอีกนิด “ผมพยายามติดต่อเขาตลอดเวลา แต่พลับพลึงปิดทางผมหมด เขาไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ทำทุกอย่างเพื่อให้ผมตามหาเขาไม่พบ สบายใจกันหรือยังล่ะครับ”
       “อย่ามาประชดแม่นะ ขอให้มันเป็นอย่างที่แกว่าจริงๆ เถอะ” คุณหญิงวัชรีลดเสียงอ่อนลง “ลูกกับพิณทองแต่งงานกันแล้ว...ก็ควรจะดูแลรักษาน้ำใจกันให้ดี”
       “ผมทราบครับ”
       “พิณทองเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมและเหมาะสมกับพิชญ์มากที่สุด...แม่เลือกให้ไม่ผิดหรอก”
      
       พิชญ์ทำท่าเหมือนจะค้าน แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ


  


       ยามค่ำของโดมทอง ทั่วบริเวณมืดสลัว ระหว่างนี้ประตูด้านหลังเปิดออก พร้อมๆ กับที่โอบอ้อมค่อยๆ เดินออกมา แล้วมองไปรอบๆ อย่างหวาดกลัว
      
       ทั่วทั้งบริเวณนั้นเงียบสนิทและวังเวง ลมพัดค่อนข้างแรง โอบอ้อมเปิดไฟฉายแล้วเดินไปที่จักรยานบ่นบ้าตามประสา
       “คุณแสงแขคิดแผนอะไรก็ไม่รู้...น่ากลัวที่สุดเลย”
       โอบอ้อมขึ้นขี่จักรยานแล้วถีบออกไป
      
       โอบอ้อมถีบจักรยานมาเรื่อยๆ ระหว่างทางไปทุ่งพลับพลึง ท่ามกลางลมพัดค่อนข้างแรง และบรรยากาศวังเวง
       ในที่สุดก็มาถึงทุ่งพลับพลึง ซึ่งแลเห็นดอกใบปลิวไหวไปตามแรงลม ดูน่ากลัว
        โอบอ้อมลงจากจักรยาน แล้วถอนใจเฮือก
       “ถึงเสียที”
       โอบอ้อมรีบเด็ดช่อพลับพลึงใส่ตะกร้าข้างหน้า ทำจมูกฟุดฟิด พลางบ่น
       “ทำไมกลิ่นแรงจัง”
       เมื่อได้จำนวนตามต้องการ โอบอ้อมขึ้นขี่จักรยาน แล้วชะงัก เกือบตกจักรยาน เมื่อเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังเหม่อมองทุ่งพลับพลึง โดยยืนหันหลังให้ เสื้อคลุมปลิวสะบัดตามแรงลม โอบอ้อมไม่รู้ว่านั่นคือวิญญาณท่านเจ้าคุณ หรือ เจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ นั่นเอง
        “คะ...คะ...ใคร...ใครน่ะ”
       โอบอ้อมพยายามเพ่งมอง ภาพชายคนนั้นค่อยๆ เลือนหายไป โอบอ้อมปั่นจักรยานหนี แทบไม่คิดชีวิต
      
       คฤหาสน์โดมทองตั้งตระหง่านท่ามกลางความมืด มองดูลึกลับ ส่วนภายในบ้านตรงบริเวณด้านหลัง แสงแขถือดอกไม้ไว้ พลางดุโอบอ้อมซึ่งท่าทางหวาดกลัวเบาๆ
        “ผีเผอที่ไหน แกตาฝาดละซี”
        “โธ่ คุณแขขา...พอโอบจ้องมองจริงจังนะคะ ร่างนั้นก็หายวับไปกับตาเลยล่ะค่ะ” โอบอ้อมยืนยัน
        “ไปนอนได้แล้ว”
        “สงสัยจะนอนไม่หลับค่ะ”
       แสงแขทำสีหน้ารำคาญ แล้วเดินออกไป
      
       สักครู่หนึ่งประตูห้องนอนท่านผู้หญิงสรรักษ์ ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ แล้วแสงแขย่องเข้ามา ปิดประตูลงเบาๆ
       แสงแขค่อยๆ ย่องต่อมาที่เตียง ตามองหญิงชราเขม็ง เห็นว่าท่านผู้หญิงสรรักษ์นอนหลับสนิท
       แสงแขย่องเรื่อยๆ มาจนถึงเตียง ค่อยๆ วางดอกพลับพลึงลงที่โต๊ะหัวเตียง แล้วค่อยๆ เลี่ยงไปนอน
       ในที่ของตน
       สีหน้าของแสงแขดูสะใจในความสำเร็จ
      
       ส่วนวิรงรองแปรงผมเสร็จ เตรียมเข้านอนแล้ว เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น วิรงรองหยิบขึ้นมาดูพร้อมกับนิ่วหน้านิดหนึ่ง แล้วกดรับด้วยน้ำเสียงระมัดระวังหลังจากลังเลนิดหนึ่ง
        “ฮัลโหล”
       ลานนาอยู่ในห้องนอน หันกลับมาสีหน้าแจ่มใส
        “วิ! วิ! วิ! วิ โอ๊ย ดีใจสุดๆ เลย” ลานนาเรียก “วิ” เสียงติดๆ กันระรัว
        วิรงรองตื่นเต้นมาก “เจ้าลานนา”
        “มาอยู่ “โดมทอง” ทำไมไม่บอก! โอ๊ย...มีเรื่องอยากจะคุยแล้ว”
       แล้วลานนาก็พรั่งพรูออกมาต่อว่าเยอะแยะไปหมด พูดรัวเร็ว ร่าเริง แจ่มใสสุดขีด
        “เดี๋ยว...ใจเย็น”
        “ไม่เอา ไม่ยงไม่เย็นมันแล้ว พรุ่งนี้ เราจะให้พี่ชายพาไปหาตัวเองที่โดมทอง พี่ชายเราเป็นเพื่อนห่างๆ ของคุณอดิศวร์ หรือจะให้ไปรับวิมาเที่ยวบ้านเราก็ได้”
        “มารับ ไปบ้าน ดีกว่า” วิรงรองบอก
        “โอเค พรุ่งนี้เจอกัน”
       วิรงรองวางโทรศัพท์ลงด้วยสีหน้าสดใสขึ้น
      
       บริเวณเรือนกล้วยไม้ บรรยากาศสวยงาม มีดอกไม้เบ่งบานสวยงาม แลเห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่ท่ามกลางโคมไฟสว่างไสว
       ลานนาเดินแกมวิ่งมาที่เรือนกล้วยไม้ แล้วเปิดประตูกระจกเข้าไป เรียกเสียงใส
       “พี่ชายขา...พี่ชาย! พรุ่งนี้พาน้องไปที่ “โดมทอง” หน่อยนะคะ”
       เจ้าภูไทเบือนหน้ากลับมา จากการดูแลบรรดากล้วยไม้
        “ไปทำไมกัน”
        “พี่ชายจำเพื่อนน้อง ที่ชื่อวิรงรองได้มั้ยคะ...ที่น้องเคยเล่าให้พี่ชายฟังน่ะค่ะ”
        “ทำไมจะจำไม่ได้ เราน่ะพูดถึงทุกวัน สวยยังโง้น...ดียังงี้”
        “ก็น้องอยากให้พี่ชายจีบเขานี่คะ...ตอนนี้เค้าอยู่ที่โดมทอง”
        ภูไทชะงัก “ทำไมไปอยู่ที่นั่นล่ะ”
        “เห็นคุณแม่เขาบอกว่า วิไปช่วยดูแลคุณย่าคุณอดิศวร์ค่ะ”
       ระหว่างนี้พันธุ์สูรย์เดินเข้ามา ในมือมีกล้วยไม้เพาะใหม่เข้ามา
        “เจ้าครับ”
        “พันธุ์สูรย์มาพอดี...พรุ่งนี้ช่วยพาลานนาไปหาเพื่อนเขาที่โดมทองหน่อย” ภูไทบอก
        พันธุ์สูรย์ชะงัก “เจ้าก็ทราบว่าผมไปไม่ได้”
        ลานเบิกตากว้างอยากรู้อยากเห็น “ทำไมล่ะ...ทำไม...ทำไมถึงไปไม่ได้”
       พันธุ์สูรย์มีสีหน้าท่าทางอึดอัด
        ภูไทชำเลืองมองแว่บหนึ่งแล้วตัดบท “ไม่เป็นไร พี่จะพาไปเอง” พลางรับกล้วยไม้จากพันธุ์สูรย์มา
        “ทำไมพี่พันธุ์สูรย์ไปโดมทองไม่ได้ ลานนาอยากรู้” เด็กสาวคาใจมาก
        “ไม่ใช่เรื่องของเราน่า” ภูไทปราม
        “พี่ชาย” ลานนากระเง้ากระงอดใส่
        “ไปได้แล้ว...ไม่งั้นพี่ไม่พาไปด้วย”
        “ก็ได้” ลานนาหน้างอนิดๆ เดินออกไปแบบงอนๆ
        “เจ้าลานนาจะไป “โดมทอง” ทำไมครับ”
        “เห็นบอกว่า เพื่อนเขาไปอยู่ที่นั่น”
        พันธุ์สูรย์พึมพำ “คุณวิรงรอง”
        “นายรู้จักด้วยหรือ”
        “ผมพบเขาตอนเดินทางมาโดมทองน่ะครับ”
       ภูไทพยักหน้ารับรู้ พลางเดินออกไปจากเรือนกล้วยไม้ พันธุ์สูรย์เดินตาม
        “ฝนตกอย่างนี้ กล้วยไม้หนาจนเก็บแทบไม่ทันเลยครับ ดีที่มี ออร์เดอร์ เข้ามามาก”
       ทั้ง 2 คน เดินกันออกไป
      
       รุ่งเช้าบรรยากาศของโดมทอง ตกอยู่ท่ามกลางหมอกลอยอ้อยอิ่ง อดิศวร์เดินลงมาจะเข้าห้องทำงาน ทันใดเสียงร้องกรี๊ดของท่านผู้หญิงดังแว่วมา
        “คุณย่า” อดิศวร์ชะงักรีบเดินไปทันที
       ระหว่างที่อดิศวร์รีบเดินตรงมานั้น เป็นเวลาที่อุษาถือช่อดอกพลับพลึงหน้าตาตื่นจะเอาไปทิ้ง
        “คุณย่าเป็นอะไร! อุษา”
        “ไม่ทราบว่าใครเอาดอกพลับพลึงนี่ไปวางไว้ที่โต๊ะหัวเตียงคุณย่าค่ะ”
        อดิศวร์มองดอกไม้แว่บหนึ่ง “รีบเอาไปทิ้งซะ”
        “ค่ะ” อุษารีบเดินไป
      
       อดิศวร์รีบเดินตรงไปที่ห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์อย่างเร็วรี่


  


       ด้านแสงแขกำลังพยายามปลอบโยนท่านผู้หญิงสรรักษ์
      
        “ต้องเป็นมันแน่ๆ แกจะทรมานฉันไปถึงไหน...นังพลับพลึง”
        “ไม่มีอะไรแล้วค่ะ”
       อดิศวร์เปิดประตูเข้ามา แสงแขขยับตัวถอยออกมาให้ชายหนุ่มเข้าไปนั่งกับย่า
        “ลบ! นังพลับพลึงมันแกล้งย่าอีกแล้ว! มันเอาดอกพลับพลึงมาไว้ในห้องย่า”
        อดิศวร์หันมาทางแสงแข “เมื่อคืน! เธอเห็นใครเข้ามาในนี้หรือเปล่า”
        แสงทำเป็นเสียงอ่อยๆ “ไม่ได้ยินอะไรเลยค่ะ...แขนอนหลับสนิททั้งคืน”
        “ทีหน้าทีหลังแกไม่ต้องมานอนเฝ้าฉันแล้ว สาระแนเสนอหน้าดีนัก ต่อไปให้อุไรมานอนอย่างเดิม” ท่านผู้หญิงด่าเอา
        แสงแขรีบหันมาอธิบายกับอดิศวร์ “พอดีอุไรไม่ค่อยสบาย แขก็เลยมานอนแทนกลัวจะเอาไข้มาติดคุณย่าน่ะค่ะ”
        “ลบเห็นหรือยังว่า เลี้ยงงูเห่าไว้แล้วเป็นยังไง” ท่านผู้หญิงด่ากระทบวิรงรอง
        อดิศวร์งง “งูเห่า”
        “ก็อีนังพลับพลึงคนนั้นไง! ลบให้มันมาอยู่ที่นี่ มันก็เลยสมคบกับนังพลับพลึงผีมาหลอกย่า!..ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใคร”
        “แล้วผมจะถามเขาเอง”
      
       สองคนอยู่อีกมุมหนึ่ง วิรงรองย้อนเอา
        “น้ำเน่า! ถ้าคุณเชื่อเรื่องนี้ มันก็น้ำเน่าเต็มที! ดิฉันเนี่ยนะคะจะย่องเอาดอกพลับพลึงเข้าไปไว้ในห้องคุณย่าคุณกลางดึก! ขอบอกไม่มีความพยายามขนาดนั้นแน่นอนค่ะ”
        “แล้วเธอคิดว่าเป็นใคร”
        “ไม่คิดหรอกค่ะ เพราะถ้าคิดแล้วไม่ใช่จะเป็นบาป!” วิรงรองเว้นจังหวะไปนิด “ทำไมคุณไม่ลองถามคุณแสงแขดูล่ะคะ...เอ๊ะ! หรือว่าถามแล้ว และได้คำตอบว่าเป็นดิฉัน”
        เจอวิรงรองตีผีปาก อดิศวร์โกรธจัด
       “มันจะมากไปแล้ว แสงแขเป็นน้องสาวของฉัน แขได้รับการอบรมดีพอ ที่จะไม่ทำอะไรอย่างนั้นแน่”
        “คิดว่าพวกคุณอบรมกันเป็นฝ่ายเดียวหรือคะ คนอื่นเขาหูป่าตาเถื่อนไร้อารยธรรมไร้การอบรม...โอ๊ย”
       อดิศวร์จับไหล่วิรงรองบีบอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด จนวิรงรองต้องร้องออกมา
        “เถียงดีนัก! เธอจะฟังโดยไม่เถียงบ้างไม่ได้หรือไง”
        “ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่ได้เป็นใบ้นะคะ หรือต่อให้คนเป็นใบ้ก็อาจจะพูดได้ทันทีถ้าหากมาฟังคุณพูด…กรุณาปล่อยด้วยค่ะ ไม่อย่างนั้น ดิฉันอาจจะแอบคิดว่า ที่นี่เป็นที่ชุมนุมคนป่าเถื่อน”
       วิรงรองพูดยังไม่ทันจบ อดิศวร์ก็กระชากตัวเข้ามาใกล้อีก จนวิรงรองต้องรีบยกมือขึ้นดันหน้าอกเขาไว้ แล้วเบี่ยงหน้าหนี
        “อย่าอวดดี เธอเป็นแค่เพียงลูกจ้าง”
        วิรงรองสวนคำทันที “ดิฉันขอลาออก”
        “ฉันไม่อนุญาต”
        “คุณไม่มีสิทธิ์...โอ๊ย”
       อดิศวร์รวบทั้งตัววิรงรองมากอดไว้
        “ปล่อยนะ! คุณอดิศวร์”
        “อ้อนวอนฉันซิ”
        “ไม่มีวัน”
        “งั้นก็ลองดู”
       ขาดคำอดิศวร์ก้มหน้าลงมาใกล้
        เสียงโอบอ้อมร้องลั่น “ว้าย”
       สองคนชะงัก หันขวับไปมอง เห็นโอบอ้อมยืนเอามืออุดปาก เบิกตาค้าง ด้วยความตกใจและตกตะลึง
       วิรงรองสบโอกาสผลักอดิศวร์ออกทันที แล้วเดินแกมวิ่งหนีไป
        อดิศวร์มองโอบอ้อมด้วยแววตาเย็นชา “ทะเร่อทะร่าเข้ามาทำไม”
        “ปละ...เปล่า...เปล่าค่ะ”
        “อย่ามาคอยสอดแนมฉันอีก”
        โอบอ้อมกลืนน้ำลาย “ค่ะ”
       อดิศวร์เดินออกไป โอบอ้อมยืนนิ่งมองตาม ตายังเบิกกว้าง อดิศวร์หยุดเดินหันมามอง โอบอ้อมตกใจ ด้วยหลบตาไม่ทัน แล้วรีบหลับหูหลับตาวิ่งออกไปแบบล้มลุกคลุกคลาน
       อดิศวร์หันหลังเดินออกไป
      
       ส่วนภายในห้องท่านผู้หญิงเวลานั้น ท่านผู้หญิงสรรักษ์มองแสงแขแน่วนิ่ง จนแสงแขต้องหลบตา
       “แกเป็นคนทำใช่ไหม นังแสงแข”
       แสงแขก้มหน้าลงมองปลายเล็บด้วยความตกใจและกลัว
        “อย่านึกว่าฉันโง่แล้วก็แก่จนไม่รับรู้ว่า แกเป็นคนเอาไอ้ดอกไม้บ้าๆ นั่นเข้ามาวาง”
       แสงแขยังคงก้มหน้านิ่ง
        “แต่ฉันยกโทษให้ เพราะรู้ว่าแกจะใส่ร้ายนังพลับพลึง”
       แสงแขโล่งใจ แล้วก้มลงกราบ
        “คุณย่าฉลาดจังค่ะ”
        “อย่าสอพลอ! ฉันละเกลียดนักอีพวกนี้”
        แสงแขสะอึก
        “จะไปไหนก็ไป แล้วก็ตามอุษามาหาฉันด้วย”
        “ค่ะ”
       แสงคลานออกไปอย่างเรียบร้อย โดยมีสายตาท่านผู้หญิงมองตาม
      
       ส่วนโอบรีบวิ่งตรงมาอย่างรีบร้อนจนเกือบชนแสงแขที่เดินเลี้ยวเข้ามา
        “อุ๊ย”
        โอบรีบไหว้ “ขอประทานโทษค่ะ คุณแขขา”
        “หนีผีมาเรอะ ถึงไม่ดูตาม้าตาเรือ”
        โอบอ้อมทำหน้าทำตา “ยิ่งกว่าผีอีกค่ะ...คุณลบกับแม่คุณวิรงรองค่ะ”
        แสงแขหูผึ่ง “อะไรนะ”
        “คุณลบกอดแม่นั่น นี่ถ้าโอบเข้าไปไม่ทัน มีหวังจูบด้วยนะคะ” โอบอ้อมรายงานข่าว
        “โกหก” แสงแขไม่เชื่อ
        “คุณแขขา…โอบจะโกหก คุณแขทำไมล่ะคะ! แขยอมถูกคุณลบด่า”
        “ไป๊! ไปให้พ้น”
        “คุณแข” โอบอ้อมงง
        “บอกให้ไป”
      
       โอบอ้อมเดินออกไป ด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ ขณะที่แสงแขแค้นใจจนน้ำตาไหลพราก


  


       ฟากพิชญ์แต่งตัวเตรียมไปทำงาน มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
      
        “พิณเข้าไปได้ไหมคะ”
        พิชญ์ขมวดคิ้วนิดหน่อยกับสุ้มเสียงห่างเหินนั้น “เชิญ”
       พิณทองเดินเข้ามา ด้วยสีหน้าราบเรียบ พูดเป็นงานเป็นการ
        “คืนนี้ พิณจะไปค้างกับคุณแม่นะคะ”
        พิชญ์ถามเสียงห้วนๆ “ทำไม”
        “ไม่ทำไมหรอกค่ะ...พิณแค่คิดถึงคุณแม่” พิณทองปฏิเสธ
        “คุณโกรธผมต่างหาก”
        “เปล่าค่ะ”
        “นึกว่าจะปิดผมได้หรือ”
        “เปล่าค่ะ”
        “พิณ! ถ้าจะอยู่ด้วยกันต่อไปอย่างมีความสุข เราต้องเคลียร์”
        “พิณเคลียร์หมดแล้วค่ะ”
        “ถ้าเคลียร์หมด คุณจะไม่ไป”
        พิณทองนิ่งไปครู่หนึ่ง “ให้พิณไปเถอะค่ะ พิชญ์...พิณอยากอยู่กับตัวเองสักพัก บางที...อาจจะคิดอะไรออก”
        “งั้นก็ตามใจ”
       พิณทองเปิดประตูเดินออกไปเงียบๆ พิชญ์มองตามอย่างหงุดหงิดแกมรำคาญ
      
       พอเห็นพิณทองกลับบ้านมา และบอกจะค้างหลายวัน คุณหญิงแก้วมองลูกอย่างตำหนิ
        “โอ๊ย! ตาย! ทำไมถึงได้โง่แบบนี้ แต่งงานไม่กี่วัน หอบเสื้อผ้าออกจากบ้านประชดผัว”
        พิณทองพยายามกล้ำกลืนความทุกข์ลงไป “ไม่ได้ประชดค่ะ พิณแค่อยากได้ความสงบ บางทีอาจจะคิดอะไรออก”
        คุณหญิงแก้วชะงัก “คิดอะไรออก”
        พิณทองฝืนยิ้ม “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
        “ต้องมีแน่! แม่เลี้ยงพิณมา ทำไมแม่จะไม่รู้ใจพิณ! อย่านะลูก...อย่าทำอย่างนั้นเด็ดขาด”
       พิณทองทอดถอนใจยาว ไม่ยอมสบตาแม่
        คุณหญิงแก้วเดินอ้อมมาตรงหน้า และพูดเสียงอ่อนลง “คู่แต่งงานใหม่ทุกคู่ก็เป็นอย่างนี้หมดแหละลูก ต้องการเวลาปรับตัวยิ่งลูกกับพิชญ์ไม่ได้เจอกันมานาน...”
        
        พิณทองน้ำตาไหลรินรดแก้ม “พิณน่าจะคิดได้ก่อนหน้านี้...พิณควรจะทำความรู้จักเขาให้ดีก่อนแต่งงาน”
        คุณหญิงแก้วกระแทกเสียงใส่ “พอดีคนอื่นก็คว้าเอาไปกินน่ะซิ”
        “ก็ยังดีกว่าแต่งแล้วหย่าทีหลังนะคะ”
        “ตายแล้วหนูพิณ” คุณหญิงตกใจมาก
        “พรุ่งนี้ พิณจะไปหาน้าลบ...บางที โดมทอง อาจจะทำให้พิณสบายใจขึ้น”
       พิณทองเดินจะขึ้นข้างบน แล้วหันมาอย่างนึกอะไรได้
        “เรื่องนี้ คุณแม่อย่าเล่าให้คุณป้าฟังนะคะ พิณไม่อยากให้ท่านไม่สบายใจอีก”
       พิณทองเดินขึ้นไป โดยมีสายตาคุณหญิงแก้วมองตามกลุ้มๆ
      
       คำขอร้องของพิณทองไม่ได้ผล คุณหญิงแก้ว โทร.มาคุณหญิงวัชรี ซึ่งเวลานั้นอยู่ที่บ้าน
        “อะไรกัน! นี่เพิ่งอบรมไปได้ไม่เท่าไหร่เอง”
        “จะโทษพิชญ์คนเดียวก็ไม่ถูกค่ะ พิณทองเองก็เรื่องมาก! แล้วไม่รู้จักเก็บอารมณ์แล้ว”
        “มันเป็นธรรมดาของผู้หญิงทุกคนแหละ! พี่จะต้องยื่นคำขาดกับนายพิชญ์”
        คุณหญิงแก้วตกใจ “อุ๊ย!…เดี๋ยวตาพิชญ์จะโกรธ”
        คุณหญิงวัชรีขัดขึ้นมาทันที “ก็ให้มันรู้ไปซิ คุณแก้วทำใจให้สบาย ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของพี่เอง”
      
       มองจากภายนอก ออฟฟิศของพิชญ์ดูโอ่อ่า ด้านในตกแต่งอย่างทันสมัย ส่วนภายในห้องทำงาน พิชญ์กำลังโทรศัพท์กับเพื่อน คนที่ฝากดำเนินการเรื่องวิรงรอง
        “รูปชัดดีใช่มั้ย” พิชญ์เว้นไปอีกนิด สีหน้าแววตาอ่อนโยนลง “ใช่ เขาสวยมาก แกช่วยจัดการให้หน่อยนะ”
       คุณหญิงวัชรีเดินเข้ามา โดยมีเลขาฯพิชญ์ช่วยเปิดประตูให้อย่างนอบน้อม แล้วเดินตามมาช่วยอำนวยความสะดวก
        พิชญ์ลุกขึ้น “แค่นี้ก่อนนะ” วางสายแล้วรีบหันมาทางมารดา “เชิญครับคุณแม่”
       เลขาฯเลื่อนเก้าอี้ให้วัชรีนั่ง
        “ขอบใจจ้ะ”
        “คุณหญิงจะรับน้ำกีวี อย่างเดิมใช่ไหมคะ” เลขาฯถาม
        “ไม่ แล้วถ้าใครโทรศัพท์มา...บอกว่า คุณพิชญ์ติดธุระ” คุณหญิงสั่งเข้ม
        “ค่ะ” เลขาฯ เดินออกไป แล้วปิดประตูลง
        พิชญ์มองแม่ขำๆ “ต้องเอาจริงเอาจังขนาดนั้นเชียวหรือครับ”
        “แน่นอน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับลูก หนูพิณทอง แล้วก็แม่พลับพลึงโดยตรง อย่าหาว่าแม่พูดซ้ำพูดซากเลย แม่ไม่อยากให้ชาวบ้านเค้านินทาลูกกับหนูพิณว่า อยู่กินกันหม้อข้าวไม่ทันดำ”
       พิชญ์ชะงัก นิ่ง อึ้ง สีหน้าเคร่งขรึมลง
      
       สองแม่ลูกอยู่ภายในห้องโถง พิณทองมองคุณหญิงแก้ว ถามด้วยความตกใจ
        “ตายแล้ว! คุณแม่เอาไปเล่าให้คุณป้าฟังหรือคะ! โธ่เอ๊ย พิณอุตส่าห์พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า คุณแม่อย่าเล่าให้คุณป้าหรือพิชญ์ ฟังเด็ดขาด”
        “แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คุณป้าเป็นคนบอกเองว่า พิชญ์จะต้องรับรู้”
        พิณทองเครียดจัด เดินกลับไปกลับมาอย่างกลุ้มๆ “พิชญ์คงทั้งเกลียดทั้งรำคาญพิณแย่เลย”
        “ไม่หรอก” คุณหญิงว่า
        “คุณแม่ทราบได้ยังไงคะ! พิชญ์ไม่เคยรักพิณ แล้วนี่พิณยังล้ำเส้นเรื่องส่วนตัวของเขาอีก” ยิ่งพูดพิณทองยิ่งร้องไห้...ถ้าเขาไม่โกรธ ไม่เกลียดพิณ ก็ใจเย็นเกินไปแล้วละค่ะ...”
       พิณพูดไม่ทันจบ ก็เดินแกมวิ่งจะออกไป
        คุณหญิงแก้วรีบเรียกไว้ “เดี๋ยวลูก...พิณทอง”
      
       พิณทองไม่ยอมหันหลังกลับมา คุณหญิงแก้วมองตามพลางถอนใจเฮือกใหญ่

       ส่วนสองแม่ลูกยังคุยกันอยู่ที่ออฟฟิศ พิชญ์ดูจะไม่พอใจมาก อย่างที่พิณทองกังวลจริงๆ
      
        “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพิณ! จะอยากรู้อะไรกันนักหนา คุณแม่ช่วยบอกเขาด้วย พอได้แล้วครับ พอได้แล้ว”
        วัชรีบอกด้วยน้ำเสียงห้วนๆ “หนูพิณมีสิทธิ์จะรู้”
        “แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง! ไม่อย่างนั้นเขาจะเรียกว่า เรื่องส่วนตัวหรือครับ”
        “พิชญ์” วัชรีปราม
        “อยากแต่งงานกับผม ผมก็แต่งด้วยแล้ว เขายังจะเอายังไงกับผมอีก”
       คุณหญิงเบิกตากว้างมองลูกอย่างตกใจ
        “ตาพิชญ์”
        “ผมยังไม่เห็นอยากรู้เรื่องของเขา...แล้วทำไมเขายังมาก้าวก่ายเรื่องของผมอีก”
        วัชรีตั้งสติได้ “เพราะพิชญ์มีผู้หญิงอื่น”
        พิชญ์แค่นหัวเราะออกมา “เขานั่นแหละครับ ผู้หญิงอื่น ผมกับพลับพลึงรักกันมาตั้งนาน เราหวังว่าพอเรียนจบกลับมาจะแต่งงานกัน แต่แล้วเขาก็จะแทรกเข้ามา แล้วยังจะมาเรียกพลับพลึงว่าคนอื่นอีก”
        วัชรีได้ฟังก็โกรธแทนสะใภ้ “หนูพิณไม่ได้แทรก เขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย ถึงแกไม่แต่งกับเขา เขาก็ยังมีผู้ชายมาให้เลือกมากมาย”
        “แล้วทำไมไม่เลือกไปให้มันรู้แล้วรู้รอดไป มาวุ่นวายกับผมทำไม”
        “ฉันนี่แหละที่วุ่นวาย ถ้าเขารู้ว่าแกมีคนอื่นแล้ว...เขาคงไม่เอาหรอก”
       พิชญ์อ้าปากจะพูดโต้ แต่วัชรีชิงพูดก่อน
        “และถ้าจะถามฉันว่าเข้าไปวุ่นวายกับแกทำไม คำตอบคือ เพราะฉันเป็นแม่แก แม่ทุกคนย่อมหวังดีกับลูก...ฉันเลี้ยงแกมาอย่างดี เมื่อถึงเวลาจะมีครอบครัว ฉันก็ต้องหาผู้หญิงที่ดีเพียบพร้อมคู่ควรกับแก”
        พิชญ์แดกดันตัวเองอย่างขมขื่น “ผมไม่ใช่คนดีเพียบพร้อม...ผมก็แค่ผู้ชายธรรมดา”
        คุณหญิงวัชรีขัดขึ้น “จะธรรมดาหรือไม่ธรรมดา แกก็แต่งงานกับหนูพิณแล้ว แกก็ควรจะรับผิดชอบเขา”
        “ผมทราบครับ ถึงคุณแม่จะไม่พูดประโยคนั้นซ้ำๆ ซากๆ ผมก็รู้ว่าผมควรจะรับผิดชอบเขา”
        วัชรีใช้มุกน้ำตาคลอ “เพราะแม่มันไม่ดี! แม่มันเสือ...”
        พิชญ์เสียงแข็งใส่ “คุณแม่อย่าพูดให้ผมดูเลวไปมากกว่านี้เลยครับ”
       วัชรีบีบน้ำตาสะอึกสะอื้น
        พิชญ์เสียงอ่อนลง “เอาเป็นว่าผมกราบขอโทษคุณแม่ก็แล้วกันนะครับ”
        วัชรีโพล่งขึ้น “พรุ่งนี้...หนูพิณจะไปโดมทอง”
       พิชญ์ชะงัก คุณหญิงวัชรีซับน้ำตาแล้วเดินออกไป...พิชญ์ถอนใจยาว
      
       อดิศวร์ยืนคุยโทรศัพท์อยู่ตรงบริเวณภายนอกโดมทอง ไกลไปทางบริเวณด้านหลังตึก คู่สนทนาคือคุณหญิงแก้ว
       สีหน้าอดิศวร์ขณะกำลังคุยโทรศัพท์ดูเคร่งขรึม
        “ครับ...พิณทองบอกผมแล้ว”
        คุณหญิงแก้วอยู่ที่บ้าน น้ำตาไหลคุยสาย “แต่ไม่ได้เล่ารายละเอียดใช่ไหม”
        “เห็นบอกแค่ว่า คุณพิชญ์งานยุ่ง...แกเลยต้องมาคนเดียว”
        “ไม่จริงหรอก...ยัยพิณเป็นคนดี...แกไม่มีวันให้ร้ายคนอื่น หรือทำให้ใครไม่สบายใจเด็ดขาด” คุณหญิงเว้นไปนิดหนึ่ง “ที่ต้องปลีกตัวไปโดมทอง คนเดียวก็เพราะแกเสียใจที่พิชญ์ยังตัดใจจากคู่รักเก่าไม่ได้ เห็นหนูพิณบอกว่าเขายังพยายามสืบหาแม่คนนั้น”
       สีหน้าอดิศวร์ฉายแววยิ้มเยาะ ขณะพูดประโยคต่อมา
        “โลกมันกลม...วันนึงคงได้เจอกันแหละครับ”
        “อย่าพูดอย่างนั้นซิ...ลบ! พี่ไม่อยากเห็นหนูพิณต้องทุกข์ทรมาน”
        “อ๋อ! ผมไม่มีวันยอมให้เป็นอย่างนั้นแน่ครับ”
        “ขอบใจมาก...พี่ก็หวังแต่ลบที่เป็นที่พึ่ง...ช่วยหลานด้วยนะ”
        “ครับ” อดิศวร์รับคำหนักแน่น แล้วปิดโทรศัพท์
       จังหวะนี้อุไรขี่จักรยานมาหยุด แล้วลงจากจักรยาน รีบตรงเข้ามาค้อมตัวเรียบร้อย
       “คุณลบขา...มีแขกมาพบค่ะ”
      
       เวลานั้น วิรงรองและลานนาคุยกันอย่างแจ่มใสอยู่ในห้องรับแขก โดยเฉพาะวิรงรองนั้นดูร่าเริงผิดเป็นคนละคน เจ้าภูไททอดสายตามองเพื่อนน้องสาวท่าทีอ่อนโยนและพึงพอใจ
       อดิศวร์ก้าวเข้ามา กวาดสายตาไปทั่วและนิ่วหน้านิดๆ เมื่อเห็นสีหน้าร่าเริงของวิรงรองขณะคุยกับ 2 พี่น้อง
        อดิศวร์มองอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินเข้าไปทัก “นึกว่าใคร เจ้าพี่เจ้าน้องคู่นี้นี่เอง”
       วิรงรองเงียบขรึมลงทันที ขณะที่อดิศวร์จับมือกับภูไท แล้วรับไหว้ลานนา
        “นึกยังไงถึงได้มา…โดมทอง” อดิศวร์ถามภูไท
        “ก็ยัยน้องน่ะซิ! เขาเป็นเพื่อนรักกับคุณวิรงรอง พอรู้ว่าอยู่ที่นี่เลยอ้อนวอนให้ผมพามาพบ”
        มีกระแสประชดอยู่ในน้ำเสียงของอดิศวร์ “วิรงรองเขาเพื่อนเยอะ”
        วิรงรองตวัดสายตาผ่านอดิศวร์แว่บหนึ่งอย่างรู้กัน แล้วพูดกับภูไทยิ้มๆ “ไม่เยอะหรอกค่ะ วิคนเพื่อนน้อย แต่ทุกคนเป็นคนดีแล้วก็จริงใจ”
        ลานนามอง 2 คนสลับกันแว่บหนึ่ง แล้วจับมือวิรงรอง “เราไปคุยกันตามประสาสาวๆ ดีกว่า คุณอดิศวร์ จะได้คุยกันตามประสาหนุ่มๆ ลาน! ขออนุญาตนะคะ คุณอดิศวร์”
        “เชิญครับ”
       ลานนาและวิรงรองลุกเดินออกไป โดยมีสายตาภูไทมองตามวิรงรองอย่างเผลอไผล อดิศวร์มองตามสายตาภูไทแล้วกระแอมเบาๆ
       ภูไทรู้สึกตัวหันมา ทำสีหน้าเก้อๆ เขินๆ
        อดิศวร์ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “เราไม่ได้พบกันกี่ปีแล้วนะเจ้า”
        “ก็...คงหลายปีอยู่..ผมไม่ได้นับ”
        “แต่ผมนับ...เราไม่ได้พบกันนับตั้งแต่เจ้ารับพันธ์สูรย์ไปอยู่ด้วย”
        “จนป่านนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า ทำไมคุณถึงเกลียดพันธุ์สูรย์นัก”
        “เพราะมันใฝ่สูงมารักน้องสาวผมไง”
       ภูไทนิ่งงันไป
        “ฝากบอกมันด้วยว่า อย่าได้สะเออะเข้ามาให้ผมเห็นหน้าเด็ดขาด...เพราะผมจะไม่รับผิดชอบหากเกิดอะไรขึ้น”
        ใบหน้าเจ้าภูไทเป็นสีเข้มด้วยความโกรธและถือตัว “ผมจะไปรอยัยน้องในรถ”
        “เชิญ”
      
       ภูไทเดินออกไปด้วยท่าทางหงุดหงิดและพยายามข่ม อดิศวร์มองตามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


  


       วิรงรองและลานนาควบม้าเข้ามาในบริเวณชายหาดยาวสุดลูกหูลูกตานั้นด้วยสีหน้าแจ่มใส ทั้ง 2 มาหยุด แล้วลานนามองไปโดยรอบอย่างพอใจ
      
        “โดมทอง…กว้างขวางสวยงามอย่างนี้นี่เอง”
        “ลานนาไม่เคยมาหรอกหรือ” วิรงรองแปลกใจ
        “ก็บอกแล้วว่าไม่เคย...ถึงพี่ชายจะเป็นเพื่อนกับคุณอดิศวร์ แต่ก็ไม่ค่อยสนิทกันนัก นี่ต้องอ้อนวอนแทบตายกว่าจะใจอ่อนพามา”
        วิรงรองประชดเล็กๆ “คนอย่างคุณอดิศวร์จะมีเพื่อนซักกี่ค้น...” ประโยคหลังสักกี่คน วิรงรองพูดเสียงสูง
       ลานนาหันมามองวิรงรองอย่างแปลกใจ
        วิรงรองยังคงพูดต่อเรื่อยๆ ขณะมองไปข้างหน้า “เท่าที่เห็น คนที่รายล้อมเขาดูแปลกๆ ทั้งนั้น”
        “วิพูดเหมือนไม่ชอบเขา”
        วิรงรองไหวไหล่นิดๆ ขณะบอก “แล้วมีใครชอบเขาบ้าง นอกจากพวกแวมไพร์ด้วยกัน”
       ลานนาหัวเราะคิกอย่างขบขัน
        วิรงรองหันมามอง “อ้าว! จริงๆนะ”
        “วิคิดเหมือนเราเลย “โดมทอง” เนี่ยถึงจะสวยก็จริง แต่สวยแบบลึกลับ สวยแบบประสาทผีดิบ มีคุณอดิศวร์เป็นท่านเค้าท์แดร็คคิวล่า...นอกนั้นเป็นบริวาร” ลานนาหันขวับมามองแล้วถาม “ท่านเค้าท์มีแฟนหรือเปล่า”
        “ไม่รู้”
        “ถ้าเขาจีบวิล่ะ”
       วิรงรองถึงกับสะดุ้ง
        “นั่นแน่ มีพิรุธแฮะ” ลานนาเย้า
        วิรงรองปั้นหน้าขรึม “บ้า ไม่เอาหรอก กลัวถูกดูดเลือด”
       2 สาวหัวเราะกันขบขัน สนุกสนาน ขณะเสียงโทรศัพท์ลานนาดังขึ้น ลานนาหยิบขึ้นมาดู
       “พี่ชายน่ะ...คะ พี่ชาย...อะไรกัน...จะกลับแล้วหรือคะ...ค่ะ...ได้ค่ะ”
       ลานนาเก็บโทรศัพท์ แล้วหันมาบอก
        “พี่ชายมีธุระด่วน”
        “เอาไว้วันหลังค่อยมาคุยกันใหม่ก็ได้”
       2 สาวควบม้าย้อนกลับไป
      
       อดิศวร์หยุดยืนอยู่ที่หน้าต่างห้องรับแขก มองออกไปด้านนอกตึกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เห็น 2 สาวขี่ม้ามาถึงบริเวณที่รถจอดอยู่ ลานนาและวิรงรองลงจากหลังม้า
        “เสียดายจัง น้องเพิ่งจะคุยกับวิได้นิดเดียว ยังไม่ทันหายคิดถึงเลย”
        “เอาไว้วันหลังชวนคุณวิรงรองไปที่บ้านเราบ้าง...จะได้คุยกันนานๆ” ภูไทว่า
       วิรงรองชะงัก สีหน้าเหมือนระแวงขึ้นมาแว่บหนึ่ง
        “พี่ชายพูดเหมือนอยู่ที่นี่นานไม่ได้”
        ภูไทยิ้มอ่อนโยน “ก็ที่นี่มันไม่ใช่บ้านของเรานี่ ยัยน้อง...แล้วก็ไม่ใช่บ้านคุณวิรงรองด้วย”
        “เรียก “วิ” เฉยๆ ดีกว่าค่ะ”
        “งั้นก็เรียกผมว่า “พี่ชาย” เหมือนยัยน้องซิครับ” ภูไทบอก
        “ตกลงค่ะ...พี่ชาย”
       ภูไทมองวิรงรองอย่างซึ้งๆ
        “อะแฮ้ม ทำยังกับอยู่กัน 2 คน”
        ภูไทเขิน “ฮื้อ ยัยน้องละก็...กลับกันได้แล้ว”
        วิรงรองไหว้ลาภูไท “สวัสดีค่ะ...วันหลังวิจะไปคุยด้วยที่บ้านนะคะ”
        “ด้วยความเต็มใจครับ” เจ้าภูไทยิ้มๆ
        “พรุ่งนี้เลยมั้ย” ลานนาบอกยิ้มๆ
        “ยัยน้อง! ขึ้นรถไป๊”
        “แล้วจะโทร.ไปบอก”
       ภูไทขับรถพาลานนาออกไปโดยวิรงรองยืนโบกไม้โบกมือให้อย่างสดใส
       อดิศวร์มีสีหน้าขัดอกขัดใจ พึมพำขณะผละเดินจากม่านหน้าต่าง
      
        “ทีอย่างนี้ ละก็แป้นแร้นดีนัก”


  


       ระหว่างที่ภูไทขับรถมาตามทาง ลานนาหันมาเอียงคอมองพี่ชายยิ้มๆ
      
        “อะไร”
        “ติดใจเพื่อนน้องแล้วใช่มั้ยล่ะ! ไอ้เราจะนัดให้ตั้งนานก็เล่นตัวทำเป็นไม่ว่างอยู่นั่นแล้ว...ว” ลานนาลากเสียงสูง
        “ก็...” ภูไทอึ้งไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
        “ตอนนี้จะให้น้องช่วยสานต่อมั้ยล่ะคะ”
        ภูไทรับเขินๆ “ฮื้อ...”
        “ตกลงหรือไม่ตกลง...พูดมาดีๆ”
       ภูไทพยักหน้ายิ่งเขินจัด
        “ไม่เอาพยักหน้า เดี๋ยวน้องแปลความหมายผิด”
        ภูไทบอกเสียงเบาๆ “ตกลง”
        ลานนาแกล้งใหญ่ “อะไรนะคะ! พูดดังๆหน่อย...ได้ยินไม่ถนัด”
       ภูไทยื่นมือซ้ายไปโยกหัวน้องสาวอย่างขวางๆ แกมเอ็นดู ลานนาหัวเราะลั่น
      
       ด้านวิรงรองเดินสีหน้าแจ่มใสจะเลี้ยวไปทางบันไดขึ้นห้อง แล้วชะงัก เห็นอดิศวร์ยืนทำหน้าตาเรียบเฉยอยู่บริเวณนั้น และแดกดันอยู่ในที
       “เพิ่งรู้ว่าเป็นคนกว้างขวาง”
       วิรงรองรับรู้ แต่ไม่ตอบโต้ เดินเลี่ยงไป
        “รู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งปางไหน”
       วิรงรองเดินต่อไป
        นัยน์ตาอดิศวร์เป็นประกายวาววับ ไม่พอใจ “ฉันถาม..เธอต้องตอบ”
       วิรงรองยังคงทำเป็นหูทวนลม
        อดิศวร์เรียกเสียงหนัก “วิรงรอง”
       วิรงรองหยุด หันกลับมา สีหน้าเรียบสนิท
        “มีอะไรจะใช้ดิฉันหรือคะ” น้ำเสียงก็เรียบสนิทเช่นกัน
        “ฉันถาม ทำไมไม่ตอบ”
        วิรงรองเลิกคิ้ว “ดิฉันไม่ได้ยินคุณเรียกชื่อสักคำ”
        อดิศวร์หงุดหงิดสุดๆ “ก็ตรงนี้มีแค่เธอกับฉันสองคน ฉันจะไปพูดกับใครที่ไหนได้ หรือเธอคิดว่าฉันเป็นบ้า...ชอบพูดคนเดียว”
        “ดิฉันคงไม่บังอาจคิดอย่างนั้นหรอกค่ะ” วิรงรองเว้นไปนิด “ขอตัวนะคะ”
        “ยังไปไม่ได้”
       วิรงรองยืนนิ่ง แล้วเบือนหน้าไปมองอีกทาง
        “รู้จักกับเจ้าภูไทได้ยังไง”
        “ดิฉันไม่เคยรู้จักกับเจ้าภูไท เพิ่งจะได้พบกับวันนี้ แต่เป็นเพื่อนกับเจ้าลานนา...พูดเรื่องนี้ก็ดีแล้ว พรุ่งนี้ดิฉันขออนุญาตไปบ้านลานนา...”
        อดิศวร์สวนทันที “ไม่อนุญาต”
        วิรงรองสวนทันทีเช่นกัน “ขอถามว่าทำไม”
        “ขอตอบว่า พรุ่งนี้ แขกที่ฉันมอบหน้าที่ให้เธอคอยดูแลจะมาถึงโดมทองและเธอจะต้องอยู่ต้อนรับ”
        วิรงรองเม้มปาก “ค่ะ”
        “รับรองว่าเธอต้องหายเหงาแน่นอน”
       อดิศวร์หันหลังเดินออกไป วิรงรองสะบัดหน้าเดินขึ้นชั้นบนไปอย่างหงุดหงิด
      
       ส่วนแสงแขอยู่ตรงบริเวณหน้าห้องทำงานอดิศวร์ กำลังชะเง้อมองหา ขณะที่อดิศวร์เดินเข้ามา
        แสงแขยิ้มหวาน “คุณลบมาพอดี...คุณย่าให้มาตามคุณลบค่ะ”
       อดิศวร์พยักหน้า แล้วเดินไป แสงแขรีบเดินตาม โดยสายตาแสดงความรักความบูชาไม่ได้ละไปจากร่างชายหนุ่มเลย
      
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์นั่งสงบนิ่งขณะที่ อดิศวร์เดินเข้ามาติดตามด้วยแสงแข อดิศวร์เข้ามานั่งใกล้ๆ ขณะที่แสงแขคลานเลี่ยงไปนั่งมุมหนึ่งอย่างเรียบร้อย
        “มานั่งตรงนี้ซิ แสงแข”
       แสงแขคลานเข้ามานั่งปลายเท้าท่านผู้หญิง ก้มลงมองพื้นอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว
        ท่านผู้หญิงสรรักษ์เบือนหน้ามาทางลบ “ย่ามีเรื่องสำคัญจะพูดกับลบ”
        อดิศวร์จับมือย่าขึ้นมาบีบเบาๆ ท่าทีอ่อนโยน “คุณย่าจะให้ผมทำอะไรหรือครับ”
        “ย่าจะให้ลบแต่งงาน”
       อดิศวร์ชะงัก ขณะที่แสงแขเบิกตากว้างตื่นเต้น โดยยังคงก้มหน้าอยู่ สองมือบีบกันแน่น
        “ผมยังไม่มีใครเลย” อดิศวร์เอ่ยขึ้น
        “ย่าถึงได้จะเลือกให้ไงล่ะ”
        “ผมยังไม่พร้อมเลยครับ” อดิศวร์บ่ายเบี่ยง
        “ย่าน่ะออดแอดลงทุกวัน...จะตายวันนี้วันพรุ่งก็ไม่รู้...ย่าอยากเห็นลบเป็นฝั่งเป็นฝา มีเมียมีลูกให้ย่าชื่นใจก่อนตาย”
        “คุณย่ายังอยู่อีกนานครับ”
        “ไม่นานหรอก...ย่ารู้ตัวดี...ตามใจย่าเถอะนะลบ”
       อดิศวร์นิ่ง แสงแขก้มหน้าซึ่งแสดงความตื่นเต้นลงไปอีก
        “ย่าอยากได้หลานสะใภ้ที่สนิทและรู้ใจย่า”
        อดิศวร์มองย่า บอกท่าทีจริงจัง “การแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตผมไม่อยากรีบร้อน”
        “ย่าอยากให้ลบแต่งงานกับแสงแข”
       อดิศวร์สะดุ้ง เหลือบมองแสงแขแว่บหนึ่ง
       แสงแขกำลังเงยหน้ามองอดิศวร์ด้วยสีหน้าแววตาบอกความรู้สึกชัดแจ้ง
        “เชื่อย่านะลบ”
       อดิศวร์มีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “ผมตามใจคุณย่าได้ทุกอย่าง...”
       แสงแขหน้าเสีย
        “หมายความว่า ลบจะขัดใจย่า” ท่านผู้หญิงน้ำตาไหลริน
        อดิศวร์อึดอัด “เอาเป็นว่า ผมต้องขอเวลาคิดบ้างครับ”
        “ได้...ได้ ย่าอนุญาต และต้องการคำตอบรับนะลูก”
      
       อดิศวร์นิ่งไป ขณะที่แสงแขมีสีหน้าขัดเขิน


  


       ขณะที่อุษากำลังเตรียมเครื่องทำซุปให้ท่านผู้หญิงอยู่ในครัวนั้นเอง แสงแขเดินแกมวิ่ง ส่งเสียงตื่นเต้นเข้ามาก่อน
      
       “พี่อุษา พี่อุษา”
       อุษาเหลียวหน้ามามองแว่บหนึ่ง
       “โอ๊ย! แขดีใจ ที่สุดในโลกเลย”
       อุษาหันมามองอย่างแปลกใจ
       “แขกำลังจะได้แต่งงานกับคุณลบ”
       “จริงหรือ”
       “คุณย่าบอกคุณลบว่า อยากให้เขาแต่งงานกับแข”
       “แล้วคุณลบก็ตกลง”
       “คุณลบขอเวลาคิด แต่ยังไงก็คงไม่ปฏิเสธ เพราะคุณย่าพูดแกมบังคับให้ตกลง! โอ๊ย! แขมีความสุขเหลือเกิน”
       “อย่าแต่งงานกับคนที่เขาไม่ได้รักเราเลย”
       แสงแขชะงัก “อะไรนะ”
       “คุณลบไม่ได้รักแข...ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ขอเวลาคุณย่า”
       แสงแขโกรธ “อ้อ อิจฉาแขละซี! อิจฉาที่แขจะมีความสุข...จะได้เป็นคุณผู้หญิงของโดมทอง”
       “พี่จะอิจฉาเธอไปทำไม ถ้าหากคุณลบรักเธอ พี่จะสนับสนุนเต็มที่”
       “รักหรือไม่รักไม่สำคัญ สำคัญที่แขจะได้แต่งงานกับคุณลบ ได้เป็นเจ้าของคุณลบ”
       “แล้วเธอก็จะเป็นเหมือนคุณย่า...ต้องจมอยู่กับความเคียดแค้นขมขื่น”
       “ไม่มีวัน แขไม่โง่เหมือนยายแก่นั่นหรอก แขจะพยายามทำทุกอย่างให้คุณลบรัก และมีความสุข ขอแค่ให้ได้แต่งงานกับเขาเท่านั้น...โลกทั้งโลกก็จะอยู่ในมือแข” แสงแขเพ้อฝัน
       อุษามองน้องสาวอย่างเวทนา แล้วเบือนหน้ากลับไปเตรียมซุปต่อ
       แสงแขเดินออกไปอย่างหงุดหงิด
       “น้องได้ดี แทนที่จะดีใจด้วยก็ไม่มี”
      
       ตอนค่ำวันนั้น พิณทองจัดกระเป๋าเสื้อผ้าอยู่ภายในห้อง เป็นใบใหญ่ 1 กลาง 1 เรียบร้อยแล้วลากมาวางมุมหนึ่ง
       มีเสียงเคาะประตูเบาๆ พิณกำลังสำรวจข้าวของ อนุญาตโดยไม่ได้หันไปมอง
       “เชิญค่ะ”
       ประตูเปิดออก พิชญ์เดินเข้ามาแล้วชะงักเมื่อเห็นสัมภาระ
       “โอ้โฮ ! นี่จะไปอยู่สักกี่วันเนี้ย”
       พิณทองสะดุ้งหันมามอง
       “คุณมาทำไมคะ”
       “มาเตรียมตัวไปโดมทองพรุ่งนี้กับคุณไง กระเป๋าเสื้อผ้าอยู่ในรถข้างล่าง พรุ่งนี้จะได้ขับไปสนามบินเลย”
       “แต่...”
       “น้าลบให้เราสองคนไปฮันนีมูนที่นั่น...ถ้าคุณไปคนเดียว น้าลบคงโกรธผมแย่” พิชญ์ว่า
       “ถ้าพิชญ์ไม่เต็มใจก็อย่าไปเลย”
       พิชญ์ทรุดตัวลงนั่งแล้วถอนใจยาว “วันนี้ผมโดนคุณแม่เทศน์แทบทั้งวัน”
       พิณทองมีสีหน้าน้อยใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
       “แล้วผมก็คิดเหมือนคุณแม่...คนเราไม่ควรอยู่กับอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับมา ปัจจุบันกับอนาคตต่างหากที่สำคัญที่สุด”
       พิณทองยังยืนนิ่ง พิชญ์ลุกเดินมาโอบกอดพิณทอง พูดซึ้งๆ “รูปพลับพลึง ผมลบทิ้งแล้วก็เผาหมดทุกรูป ผมจะไม่โกหกเพื่อให้คุณสบายใจว่าผมลืมเขาแล้ว เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ผมให้สัญญาว่าจะพยายามลืมเขาให้เร็วที่สุด! เราจะเริ่มชีวิตใหม่ด้วยกันนะครับ”
       พิณทองน้ำตาคลอด้วยความตื้นตันใจ
      
       อดิศวร์ ศิโรดม รับฟังข่าวทางโทรศัพท์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
       “น้าลบดีใจด้วยที่คุณพิณกับสามีเข้าใจกันได้...โอเค ครับ...พรุ่งนี้พบกัน”
       อดิศวร์วางโทรศัพท์ลง แล้วเอนตัวพิงพนัก สีหน้าท่าทางดูเจ้าเล่ห์
       “คุณพิณมีความสุข แต่อีกคนนึงไม่แน่”
      
       ดวงจันทร์ข้างขึ้นสว่างนวล อยู่เหนือโดมทอง ทำให้มองเหมือนมีมนต์ขลัง แสงจันทร์ส่องลอดเข้ามาภายในห้องวิรงรอง ทำให้วิรงรองต้องพลิกตัวหันหลังให้ โดยที่ยังนอนหลับอยู่
       ตรงบริเวณยอดโดมทองเริ่มมีเงาดำวูบๆ วาบๆ แล้วแสงเทียนถูกจุดขึ้นวับแวม ตามด้วยเสียงวงมโหรีเริ่มบรรเลงเพลง “นางครวญ” ดังอ้อยสร้อยโหยหวน...วังเวงเป็นอย่างยิ่ง
      
       เปลือกตาวิรงรอง ขยับไปมา แล้วลืมขึ้น หญิงสาวมีท่าทีเหมือนกำลังฟังเสียง จากนั้นจึงลุกขึ้นนั่งฟัง แล้วค่อยๆเบือนหน้ากลับไปมองทางหน้าต่าง เห็นดวงจันทร์วันเพ็ญส่องสว่าง
       “วันขึ้น 15 ค่ำ”
      
       วิรงรองค่อยๆ ลุกเดินไปแอบข้างหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไป
      

       ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่างส่องกระทบโรงเก็บรถม้าเก่าๆ หลังนั้น จากโรงม้าเก่าๆ ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นใหม่เหมือนเพิ่งเริ่มสร้าง เสียงม้าร้องดังขึ้น แล้วประตูเปิดออกช้าๆ เจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ขับรถม้าออกมา และขับเรื่อยๆ ตรงไปที่ตัวโดมทอง
      
       วิรงรองซึ่งเดินกลับมานั่งที่เตียงชะงัก เมื่อได้ยินเสียงรถม้ากำลังวิ่งใกล้เข้ามา เธอรีบลุกขึ้นแล้วมาแนบตัวกับหน้าต่าง แง้มหน้าออกไปมอง เห็นรถม้าแล่นจากไกลๆ แล้วค่อยๆ เข้าใกล้ทุกที วิรงรองมองเขม็งแทบไม่หายใจ
       สักครู่หนึ่งรถม้าคันนั้นแล่นมาจอดใต้หน้าต่างแล้วหยุด วิรงรองมองตาไม่กระพริบ ท่านเจ้าคุณเงยหน้าขึ้นมาช้าๆ
       แสงจันทร์ส่องมาได้มุมพอดี
       วิรงรองถึงกับเบิกตากว้าง ยกมืออุดปากตัวเองไม่ให้มีเสียงลอดออกมา เสี้ยวหน้าภายใต้สงจันทร์นั้นเหมือนอดิศวร์เปี๊ยบ
       วิรงรองขยับออกห่างจากหน้าต่างแนบตัวกับผนังห้อง นัยน์ตามีแววตื่นตระหนก
       “คุณอดิศวร์ นี่มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าเรามาอยู่ในบ้านพวกโรคจิต”
       วิรงรองค่อยๆ เดินกลับมาที่เตียง
       “จะเอายังไงดี” ในที่สุดวิรงรองก็ลุกขึ้นอย่างตัดสินใจ “อยากรู้นักว่าถ้าจับได้คาหนังคาเขาจะทำยังไง”
       วิรงรองคว้าไฟฉาย เดินออกไปจากห้อง
       ออกมาหน้าห้องวิรงรองกราดไฟฉายไปทั่ว แล้วค่อยๆ เดินย่องไปที่บันได ก้าวลงไปอย่างระมัดระวัง
      
       วิรงรองค่อยๆ ย่องมาจนถึงประตู เขย่งขึ้นเปิดกลอนข้างบน ก่อนจะก้มลงเปิดกลอนข้างล่าง ค่อยๆ หมุนลูกบิดประตูเปิดออก แล้วก้าวออกไป
      
       ครู่ต่อมาวิรงรองก้าวออกมาแล้วปิดประตูเบาๆ ส่องไฟฉายไปข้างหน้า ออกเดินไปยังมุมห้องตัวเอง วิรงรองเดินมาถึงบริเวณใต้หน้าต่างห้องตัวเอง แล้วชะงัก เพราะทั่วบริเวณนั้นว่างเปล่า
       วิรงรองฉายไฟกราดทั่วทุกที่ มองไปโดยรอบๆ อย่างหงุดหงิด “หายไปไหนแล้ว”
       จากนั้นวิรงรองเดินฉายไฟดูบริเวณนั้นราวกับจะหาร่องรอย แล้วเรื่อยเลยขึ้นไปบนยอดโดม พบว่าบนยอดโดมนั้นมืดสนิท
       เสียงคุ้นหูของนายจ้างดังจึ้น “จะออกมาจับผีบ้านฉันเรอะ”
       วิรงรองสะดุ้งเฮือก ไฟฉายหลุดจากมือ กลิ้งไปที่เท้าคู่หนึ่ง วิรงรองหันมามอง อดิศวร์ก้มลงเก็บไฟฉาย
       “ว่าไง เจอผีหรือเปล่า”
       วิรงรองสบตาคู่ปรับอย่างรู้ทัน “ไม่ค่ะ เจอแต่คน คนโรคจิต”
       อดิศวร์ไม่พอใจ “บ้านฉันไม่เคยมีคนโรคจิต”
       “อย่าคิดนะว่าฉันรู้ไม่เท่าทันคุณ” พลางมองอดิศวร์ทั้งตัว “ถึงคุณจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วมากก็เถอะ”
       “เปลี่ยนเสื้อผ้า” อดิศวร์ฉงน
       “เอารถม้าไปแอบไว้ที่ไหน”
       “ชักสงสัยเสียแล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นโรคจิต” อดิศวร์เยาะหยัน
       “คุณทำอย่างนี้ทำไม”
       “ฉันทำอะไร”
       “ก็ที่แต่งตัวเป็นท่านเค้าท์ ขับรถม้าอยู่ใต้หน้าต่างห้องฉัน”
       อดิศวร์อ้าปากจะพูด
       “อย่าปฏิเสธ ฉันเห็นกับตา ถึงได้ออกมาข้างนอกนี่”
       อดิศวร์ยกมือขึ้นจะแตะหน้าผากลูกจ้างสาว
       วิรงรองถอยหลังทันที “จะทำอะไรน่ะ”
       “ก็จะดูซิว่าตัวร้อนหรือเปล่า”
       “ฉันไม่ได้บ้า”
       “เข้าบ้านได้แล้ว” อดิศวร์จะดึงแขน วิรงรองรู้ทันรีบเอาแขนซ่อนไว้ข้างหลังทันที
       “มานี่” อดิศวร์คว้าแขนมาจนได้
       วิรงรองสะบัด “ปล่อยนะ”
       อดิศวร์ไม่ฟังเสียง ดึงแขนวิให้ตามมาอย่างแรง วิรงรองหน้าคะมำเกือบหกล้ม
      
       อดิศวร์ดึงข้อมือวิรงรองขึ้นบันไดตามมา แล้วหยุดหน้าห้อง ก่อนจะปล่อยมือ
       “เข้าไปนอนได้แล้ว”
       วิรงรองมองอดิศวรแน่วแน่ “ดิฉันเห็นคุณจริงๆ”
       อดิศวร์ถอนใจเฮือกใหญ่
       “คุณยังเงยหน้าขึ้นมามองฉัน”
       วิรงรองเปิดประตูเดินนำอดิศวร์เข้าห้องขณะที่พูดพร้อมกับชี้ตรงไปที่หน้าต่าง
       “ตรงนี้”
       อดิศวร์ตามเข้ามามองตามหญิงสาวชี้ แล้วเบือนหน้ากลับมามอง
       “ฉันจะทำอย่างนั้นทำไม”
       “ดิฉันก็กำลังถามคุณอยู่นี่ไงคะ”
       “ฉันขอยืนยันว่าไม่ได้ทำ และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำ”
       “แต่ฉันเห็น”
       อดิศวร์สวนทันที “รู้ได้ยังไงว่าเป็นฉัน”
       “ผู้ชายคนนั้นหน้าตาเหมือนคุณเปี๊ยบ”
       อดิศวร์พยักหน้าช้าๆ มองวิรงรองนัยน์ตาเป็นประกาย ขณะยิ้มๆ
       “ความจริง...เธอไม่ต้องลงทุนถึงขนาดนี้ก็ได้”
       วิรงรองชะงัก “ลงทุนอะไร”
       “ก็...สร้างเรื่องขึ้น เพื่อให้ฉันเข้ามาในห้องเธอไง”
       วิรงรองเบิกตากว้าง มองอดิศวร์ทั้งโกรธและตกใจจนปากสั่นตัวสั่น พูดไม่ออก
       “แค่บอกดีๆ”
       วิรงรองตั้งสติได้ ขบกรามแน่น “ออกไป”
       “อ้าว! เปลี่ยนใจแล้วหรือ”
       วิรงรองเสียงเข้มขึ้นทันที “ฉันบอกให้ออกไป”
       อดิศวร์ก้มศีรษะให้นิดๆ แววตาเยาะหยัน “ราตรีสวัสดิ์”
       พออดิศวร์เดินออกไป วิรงรองรีบตามไปดึงประตูปิด แล้วล็อคแน่นหนา ก่อนจะหันกลับมาทรุดตัวลงหมดแรง ร้องไห้ด้วยความเจ็บใจ คับแค้นใจที่โดนดูถูก
       ด้านอดิศวร์ เปิดประตูเข้ามาแล้วทรุดตัวลงนั่งบนเตียง สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด นึกถึงเหตุการณ์ขณะวิรงรองพาไปดูบริเวณใต้หน้าต่าง ด้วยสีหน้าจริงจัง
       “คุณทำอย่างนี้ทำไม”
       “ฉันทำอะไร”
       “ก็ที่แต่งตัวเป็นท่านเค้าท์ ขับรถม้าอยู่ใต้หน้าต่างห้องฉัน”
       ภาพเหตุการณ์นั้นเลือนหายไป อดิศวร์ส่ายหน้าช้าๆ
       “สีหน้าท่าทางไม่น่าจะโกหก...หรือว่าจะตาฝาดไปเอง”
      
       อดิศวร์ลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมาช้าๆ อย่างใช้ความคิด


  


       เวลานั้นดวงจันทร์กลมโตถูกหมู่เมฆเคลื่อนเข้ามาบดบัง คฤหาสน์โดมทอง ตกอยู่ท่ามกลางเงามืดมองดูเหมือนอยู่ในอุ้งมือของปีศาจร้าย
      
       วิรงรองเดินแกมวิ่งหลงทางอยู่ในไอหมอก แล้วพยายามจะหาทางออก
       “ช่วยด้วย...ช่วยด้วย”
       วิรงรองวิ่งมาได้พักหนึ่ง แล้วมีเสียงพิชญ์เรียกดังก้องขึ้น
       “พลับพลึง! พลับพลึง!”
       วิรงรองหันไปตามเสียง เห็นพิชญ์ยืนอยู่ ส่งยิ้มมาหาอย่างอบอุ่น
       “พลับพลึง”
       วิรงรองยิ้มออกมาทั้งน้ำตา แล้วโผไปหา แต่แล้วใครคนหนึ่งคว้าตัวเธอไว้ พร้อมเสียงกระซิบอ่อนโยนที่หู
       “พลับพลึง...อย่าไป”
       วิรงรองหันขวับมาขณะพยายามดิ้นรน แล้วชะงัก ผู้ชายหน้าตาเหมือนอดิศวร์ แต่อยู่ในชุดท่านเค้าท์กำลังก้มลงมองอย่างมีอำนาจ
       “ปล่อย! ฉันจะไปหาพิชญ์ บอกให้ปล่อย”
       ท่านเจ้าคุณพูดเสียงแผ่วเบา อ่อนโยน แต่ทรงอำนาจ “ไปไม่ได้”
       พิชญ์ยื่นแขนออกมารับ “พลับพลึง”
       วิรงรองพยายามดิ้นรนให้ปล่อย น้ำตาไหลพรากสะอึกสะอื้นจะไปหาพิชญ์ให้ได้ แต่อ้อมแขนเจ้าคุณรัดไว้แน่นหนาเกินจะฝืน
      
       วิรงรองนอนดิ้นอยู่ในผ้าห่มที่รัดตัวไว้แน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา และยังสะอึกสะอื้นก่อนจะตะโกนออกมา
       “พิชญ์”
       วิรงรองลืมตา ตกใจตื่นขึ้น มองไปโดยรอบแล้วถอนใจ ดึงผ้าห่มออก ลุกขึ้นนั่ง
       “คงเป็นเพราะผ้าห่มนี่เอง”
       วิรงรองขยับตัวลุกเดินไปที่หน้าต่าง แล้วมองออกไป พบว่าภายนอกว่างเปล่า เงียบสนิทและวังเวง วิรงรองเดินไปเข้าห้องน้ำ เปิดก๊อกน้ำล้างคราบน้ำตา
      
       ขณะเดียวกัน บริเวณหน้าต่างห้องนอนท่านผู้หญิงสรรักษ์ แลเห็นเงาไม้ไหวไปมาด้วยลมแรง ก่อให้เกิดรูปเงาน่ากลัวเหมือนภูติผีปีศาจ ท้องฟ้าด้านนอกมืดครึ้ม ฟ้าร้องครืนครันน่ากลัว แล้วฝนเทลงมาอย่างหนักราวกับฟ้ารั่ว
       เสียงเพลงโหยหวน นางครวญ แทรกเข้ามาท่ามกลางเสียงฟ้าฝนอย่างน่าประหลาด
       ท่านผู้หญิงลืมตาโพลงขึ้นทันทีทันใด หากใครเห็นเป็นต้องสะดุ้ง
       ยินเสียงรถม้าแล่นใกล้เข้ามา ท่านผู้หญิงสรรักษ์ผุดลุกขึ้นนั่ง หันขวับไปมองทางหน้าต่างห้อง แลเห็นเงาไม้วูบวาบเหมือนมือที่พยายามเคาะหน้าต่างเรียกให้คนข้างในเปิด มีเสียงเรียกอีกด้วย
       ท่านผู้หญิงแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว ลุกเดินไม่มั่นคงนักไปที่หน้าต่าง แล้วค่อยๆ เปิดออกจะมองให้ถนัด
       ระหว่างเหตุการณ์ชวนสยองเหล่านี้ อุไรนอนหลับสนิทไม่ได้ยินไม่รู้เรื่องราวอะไรทั้งสิ้น
       มือคู่หนึ่ง พยายามจะดันหน้าต่างขึ้น ท่านผู้หญิงรีบปิดหน้าต่างทันใด แต่มือนั้นพยายามเคาะเรียกให้เปิด
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ ถอยออกมา 2-3 ก้าว มองอย่างสะใจ
       “แกไม่มีวันเข้ามาได้ เคาะเข้าไป...เคาะเข้าไป วิญญาณคนทรยศต้องร่อนเร่พเนจรเป็นสัมภเวสีอย่างนี้สมน้ำหน้า ไอ้คนทรยศ”
       ท่านผู้หญิงหัวเราะเหมือนคนบ้า หันกลับมาจะไปเตียง แต่แล้วหญิงชราต้องเบิกตากว้างกรี๊ดร้องลั่น เหงื่อท่วมตัว
       อุไรตกใจตื่น “ท่านเจ้าขา ท่านผู้หญิง”
       “อุไร ช่วยด้วย มันมาทั้ง 2 คนเลย”
       “อูย...ขนลุก” อุไรลูบแขนตัวเอง “ไม่มีใครเจ้าค่ะ...ท่านผู้หญิงอย่าพูดอย่างนี้ซิเจ้าคะ”
       ท่านผู้หญิงตวาดแต่เสียงเบา “ก็ฉันเห็นพวกมัน...ทั้งผัวทั้งนังเมียน้อย...ผัวมันมาเคาะหน้าต่างนั่น” พร้อมกับชี้มือไป
       อุไรมองตาม
       “ไม่มีใครสักคนเจ้าค่ะ ท่านผู้หญิงคงจะฝันไป”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์นัยน์ตาวาวโรจน์ “มันเป็นความจริง สมน้ำหน้ามัน กี่สิบปีแล้วล่ะ ที่มันต้องล่องลอยอยู่ข้างนอก! คนทรยศต้องถูกลงโทษ!”
       อุไรมองสีหน้าแววตาท่านผู้หญิงอย่างหวาดๆ
      
       รุ่งเช้าบรรยากาศในอาณาเขตของโดมทอง ขมุกขมัว ในครัวยามนั้นอุษากำลังเตรียมทำซุปให้ท่านผู้หญิงสรรักษ์ ขณะที่อุไรหน้าตาตื่นเล่าเรื่องให้ฟัง
       “เหลวไหล”
       “ไม่เหลวไม่ไหลค่ะ อุไรน่ะกลัวท่านผู้หญิงยิ่งกว่ากลัวผีอีกนะคะ”
       อุษามองดุและพูดเสียงเข้มๆ “อุไร”
       อุไรจ๋อยลง แต่ตั้งท่าจะเล่าอีก “ขอประทานโทษค่ะ...แต่...”
       “พอที แล้วก็ไม่ต้องเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เข้าใจไหม”
       “เข้าใจค่ะ” อุไรรับคำหนักแน่น
      
       แต่แล้วครู่ต่อมาวิรงรองก็เบือนหน้ามามองอุไร ซึ่งทำหน้าทำตาขึงขังประกอบ
       “จริงค่ะ ป้าอุไรงี้ขนลุกหมดเลย”
       วิรงรองพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “ไปทำงานได้แล้วจ้ะ ป้า”
       “นี่...นี่...คุณวิไม่เชื่อป้าหรือคะ”
       “ฉันจะเชื่อหรือในสิ่งที่เห็นกับตาตัวเองเท่านั้น”
       อุไรร้อง “ว้า”
       “ถามหน่อย ป้าอุไรเห็นกับตาตัวเองหรือเปล่า”
       อุไรจำใจส่ายหน้า “ไปละค่ะ” แล้วนึกได้ ขึงขังขึ้นมาอย่างเดิม “แต่ท่านผู้หญิงคงไม่โกหก”
       วิรงรองขัดขึ้นทันที “ป้าจ๋าป้า”
       “ไปก็ได้ค่ะ เอ้อ ทำไมไม่มีใครเชื่อซักคน”
       อุไรเดินบ่นบ้าออกไป
       วิรงรองรีบตามมาปิดประตู แล้วเดินกลับมาหยิบโทรศัพท์ขึ้นกด สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นทันที
       “รุทธิ์! วิมีเรื่องตื่นเต้นจะเล่าให้ฟัง”
      
       ส่วนแสงแขเดินกลับไปกลับมาหน้าห้องทำงานอดิศวร์ พยายามใช้ความคิดว่าจะเอาอะไรเป็นข้ออ้าง เพื่อเข้าไปหาข้างในดี
       “ถ้าคุณลบถามว่า เข้ามาทำไม จะตอบว่ายังไงดี อ้อ! นึกออกแล้ว...ถามเรื่องกลางวันจะทานอะไร”
       ขณะที่แสงแขสูดลมหายใจยาว เตรียมจะเข้าไป อุษาเข้ามาพอดี
       “จะเข้าไปพบคุณลบเหรอ”
       อุษาพยักหน้า ยกมือขึ้นจะเคาะประตู แสงแขจับมือพี่สาวไว้
       “มีธุระอะไรกับคุณลบ”
       “มากไปมั้ย แสงแข”
       “ไม่ แขเป็นคู่หมายของคุณลบ ใครจะเข้าไปพบ ต้องผ่านแขก่อน”
       อุษามองน้องอย่างเวทนา “พี่ไม่อยากให้เธอหวังขนาดนั้น”
       แสงแขพูดเสียงแข็งใส่ “แขจะหวัง แล้วก็รู้ว่าต้องสมหวังด้วย คุณลบไม่มีวันขัดใจคุณย่าอยู่แล้ว”
       “แต่เรื่องนี้ไม่แน่ เพราะเรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่” อุษาว่า
       “ยังไงแขก็ต้องได้แต่งกับคุณลบ ไม่เชื่อก็คอยดู”
       อุษาส่ายหน้า เคาะประตูก่อนเปิดเข้าไป
       แสงแขตัดสินใจรีบตามทันที
      
       อดิศวร์เงยหน้าขึ้นมอง 2 สาว แล้วหยุดมองจ้องหน้าแสงแข
       “เข้ามาทำไม แสงแข”
       “เอ้อ...แข...แขมาถามว่า กลางวันนี้คุณลบจะรับประทานอะไรคะ แขจะได้สั่ง...”
       อดิศวร์ขัดขึ้น เสียงดุ “นี่มันหน้าที่อุษาไม่ใช่หรือ”
       “ก็ใช่ค่ะ...แต่...เอ้อ”
       “หน้าที่อุษาก็ปล่อยให้เขาทำไป ส่วนเธอ...คุณย่ามีคำสั่งให้คอยดูแลท่าน...เธอก็ไม่ควรทิ้งมาอย่างนี้”
       แสงแขไม่ละความพยายาม “แต่คุณย่าท่านสั่งให้แขคอยดูแลคุณลบด้วยค่ะ”
       “ไม่ต้อง ดูแลคุณย่าคนเดียวก็พอแล้ว...ออกไปได้”
       แสงแขหน้าเสีย เสียงอ่อยๆ “ค่ะ” แล้วออกไป
       อดิศวร์เบือนหน้ามาทางอุษา “เย็นนี้ไม่ต้องเตรียมอาหารให้พี่กับแขกที่จะมาพัก เพราะพี่จะพาเข้าไปทานในเมือง”
       “ค่ะ...คุณลบจะไปกี่โมงคะ อุษาจะได้สั่งลุงสมเอารถออก”
       “ประมาณบ่าย 4 โมง พี่จะขับไปเองคันนึง ส่วนนายสมให้เอากระเป๋าเสื้อผ้ากลับมาไว้ที่บ้านก่อน”
       “ค่ะ”
       อุษาเดินไปที่ประตู
       “เดี๋ยว”
       อุษาหันมามอง
       “วิรงรองล่ะ” อดิศวร์ถามเรื่อยๆ
       “น่าจะอยู่ในห้องนะคะ...คุณลบจะให้ไปตาม”
       “ไม่ต้อง จนกว่าแขกจะมา”
      
       อุษาพึมพำรับคำเบาๆ แล้วออกไป อดิศวร์เอนตัวพิงพนัก สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด


  


       ด้านอนิรุทธิ์ในชุดนายทหารเรือนั่งอยู่ในออฟฟิศกรมกองต้นสังกัด กำลังพูดโทรศัพท์อยู่กับวิรงรอง
      
       “แล้ววิมั่นใจหรือว่าใช่ คุณอดิศวร์”
       “โอ๊ย หน้าตาเป็นศัตรูกับคนทั้งโลกแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว”
       “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า”
       “จริงๆ นะ รุทธิ์ ถ้าไม่ใช่คุณอดิศวร์ก็มีอีกอย่างเดียว...”
       “อะไร”
       “ผี!” วิรงรองบอก
       คราวนี้อนิรุทธิ์ถึงกับหัวเราะร่วน
       “อย่าหัวเราะดีนักนะรุทธิ์ บ้านนี้มีอะไรแปลกๆหลายอย่าง”
       “ผมไม่เชื่อเรื่องผี”
       “บอกตามตรงนะ วิก็ไม่ค่อยเชื่อ แต่กำลังคิดว่า อาจมีใครสักคนถูกขังอยู่บนยอดโดม”
       “ใครขัง”
       “ผู้ต้องสงสัยคนแรกคือ คุณอดิศวร์ และเขากำลังจะทำให้วิคิดว่าตัวเองเป็นบ้า”
       “เขาจะทำอย่างนั้นไปทำไม”
       “ตอนนี้ไม่รู้ แต่วิจะพยายามสืบให้รู้จนได้”
       สีหน้าวิรงรองเหมือนตั้งอกตั้งใจแน่วแน่
      
       ขณะที่อุษากำลังรินน้ำส้มจากเหยือกในตู้เย็น แสงแขเดินเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียด อุษาเก็บน้ำส้มเข้าตู้เย็น แล้วหันกลับมายกอีกแก้วขึ้นดื่ม แต่ต้องตกใจ
       “แสงแข”
       “คุณลบพูดอะไรกับพี่”
       อุษาถอนใจ “แค่บอกว่าจะพาแขกไปทานอาหารเย็นในเมือง”
       “แขก แขกที่ไหน ทำไมแขไม่รู้” แสงแขโวยวาย
       อุษาอ่อนใจหนักขึ้น “ก็หลานคุณลบที่เพิ่งแต่งงานไง...เขาเลื่อนกำหนดมาเร็วขึ้น”
       “แล้วทำไมไม่มีใครบอกแข”
       “แล้วทำไมจะต้องบอก”
       แสงแขเชิดหน้า “แสงเป็นคู่หมายของคุณลบ”
       “เธอคิดไปคนเดียว...คุณลบเขาไม่ได้รับรู้อะไรด้วย”
       “คุณย่า...” แสงแขจะอ้างท่านผู้หญิง
       อุษาขัดขึ้น “เธอต้องถามคุณลบ ไม่ใช่คุณย่า ฟังนะ...พี่ไม่อยากเห็นเธอเสียใจ”
       แสงแขปฏิเสธ “ไม่”
       อุษาเดินเข้ามาจับแขนแสงแข พูดเสียงอ่อนโยน “แสงแข”
       แสงแขไม่ยอมฟัง ะบัดแขนออกแล้วชี้หน้าอุษา “แขจะไปถามคุณลบ พี่อุษาจะได้เลิกข้องใจเสียที”
       แสงแขเดินไปเร็วรี่ อุษามองตามอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
      
       โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ดังขึ้น วิรงรองซึ่งกำลัง เซิร์ชดูเกี่ยวกับ “โดมทอง” ในเน็ตวางมือแล้วรีบเดินมาหยิบขึ้นดู
       หญิงสาวย่นจมูกนิดหนึ่ง “โทร.มาทำไม” ลังเลอยู่อีกเดี๋ยว จึงตัดสินใจรับ “มีอะไรจะใช้ดิฉันหรือคะ”
       “ลงมาพบฉันที่ห้องทำงานหน่อย”
       พูดจบก็มีเสียงกดตัดสาย วิรงรองแค้นจัด มองโทรศัพท์อย่างหงุดหงิดราวกับเป็นลบ
       “คุณคิดว่าคุณเป็นใคร ถึงสั่งได้สั่งเอา”
       วิรงรองหงุดหงิดอยู่อีกครู่หนึ่ง แต่แล้วก็เดินออกไป
      
       2 สาวคู่ปรับ มาถึงหน้าห้องทำงานอดิศวร์พร้อมๆ กัน พอดี
       แสงแขมองเขม็งขณะถาม “จะไปไหน”
       “นี่มันห้องทำงานของคุณอดิศวร์ไม่ใช่หรือคะ” วิรงรองยอกย้อน
       “ไม่ต้องมาย้อน จะเข้าไปยั่วยวนคุณลบล่ะซี”
       วิรงรองนัยน์ตาเป็นประกายวาววับ ด้วยไม่พอใจ “คุณอดิศวร์เรียกดิฉันมาพบค่ะ”
       “โกหก”
       “งั้นคุณแสงแขก็ลองเข้าไปถามดูซิคะ”
       “ไม่ต้องมาท้า จำใส่กะลาหัวไว้นะ ฉันเป็นคู่หมั้นคู่หมายของคุณอดิศวร์ เพราะฉะนั้นเขาไม่มีสายตาจะมองใครอีก! ถึงจะแค่เล่นๆ กับผู้หญิงใจง่ายก็ตาม เขารักฉันมาก”
       “ดิฉันจะเข้าไปได้หรือยังคะ หรือว่าคุณจะเข้าไปด้วย”
       แสงแขเม้มปาก “ไม่จำเป็น เพราะยังไงคุณลบก็ต้องเล่าให้ฉันฟังอยู่ดี”
       วิรงรองเปิดประตูเดินเข้าไป โดยแสงแขมองตามอย่างเกลียดชัง
      
       พอเจอหน้าอดิศวร์ก็ต่อว่าทันที
       “ทำไมมาช้า”
       “เพราะต้องมัวแต่ตอบคำถามคู่หมั้นของคุณค่ะ” วิรงรองประชดออกไปโดยไม่รู้ตัว
       ผู้เป็นนายจ้างเลิกคิ้ว สีหน้าฉงน “คู่หมั้นฉัน”
       “ก็คุณแสงแขไงคะ”
       อดิศวร์นิ่วหน้าอีกนิดหนึ่ง แล้วเอนหลังพิงพนัก
       “แขกพิเศษของฉันจะมาถึงเย็นนี้ แต่ฉันจะพาไปทานข้าวในเมือง...คงจะกลับดึกหน่อย”
       วิรงรองยังคงฟังเงียบๆ
       “เพื่อไม่ให้เธอนอนไม่หลับ ฉันก็เลยจะให้พบกับแขกคนพิเศษพรุ่งนี้เช้า”
       “ทำไมดิฉันจะต้องนอนไม่หลับ”
       “ฉันก็พูดไปอย่างนั้น...เธอไปได้แล้ว”
       วิรงรองเดินออกไปเงียบๆ
      
       พอวิรงรองก้าวออกมา แล้วต้องชะงักนิดหนึ่งเมื่อเห็นแสงแขยังคงยืนรออยู่ แสงแขขยับจะพูด แต่ประตูเปิดออก อดิศวร์ยืนมองอยู่
       “แสงแข...เข้ามาข้างในซิ”
       แสงแขหน้าชื่นทันตาเห็น แล้วปรายตามองเยาะวิรงรองแว่บหนึ่ง ก่อนจะรีบตามอดิศวร์เข้าไปข้างใน
      
       วิรงรองยืนนิ่งครู่หนึ่ง แล้วเดินออกไป


  


       สองคนอยู่ในห้องทำงาน อดิศวร์เอ่ยขึ้น
      
       “นั่งซิ”
       แสงขมีสีหน้าท่าทางกระตือรือร้นสุดชีวิต “ค่ะ” พลางทรุดตัวลงนั่ง
       “คุณลบจะให้แขไปด้วยใช่มั้ยคะ...แขจะได้”
       อดิศวร์ สวนออกมา “เปล่า”
       แสงแขอึ้งไป
       “พี่อยากจะทำความเข้าใจกับเธอเรื่องที่คุณย่าพูด”
       แสงแขมองอดิศวร์ด้วยดวงตาเป็นประกาย อย่างตั้งใจฟัง
       “เราเป็นพี่น้องกัน ถึงจะห่างมาก...แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องกันอยู่ดี” อดิศวร์เว้นวรรคนิดๆ “พี่คงทำตามที่คุณย่าบอกไม่ได้”
       แสงแขหน้าซีด “คุณลบ”
       “อีกอย่าง...พี่ก็เอ็นดูเธอเหมือนอุษา...พี่ไม่อยากให้เธอเข้าใจผิด”
       แสงแขพยายามจะพูดท้วง อ้างคำท่านผู้หญิงสรรักษ์ “แต่คุณย่า”
       “คุณย่าท่านก็พูดไปอย่างนั้นเอง...เพราะเห็นพี่ยังโสด...เธอก็ยังโสด”
       แสงแขน้ำตาร่วง
       “แล้วพี่จะอธิบายให้คุณย่าฟังเอง”
       แสงแขทนฟังไม่ไหว เดินแกมวิ่งร้องไห้ออกไป อดิศวร์มองตามแล้วถอนใจ
      
       ครู่ต่อมาแสงแขเปิดประตูเข้ามาในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ น้ำตาไหลพราก
       “คุณย่าขา”
       “ร้องห่มร้องไห้ทำไม น่ารำคาญ อุไร แกออกไปก่อน”
       “เจ้าค่ะ” อุไรคลานออกไปไวๆ
       แสงแขสะอึกสะอื้น ครวญคร่ำ “คุณลบบอกว่า เธอไม่ได้รักแข...จะไม่หมั้นหมายกับแข”
       “สมน้ำหน้า” ท่านผู้หญิงด่า
       แสงแขสะอึก
       “สาระแนไปประกาศตัวล่ะซี! โง่ โง่ดักดาน”
       แสงแขสะอื้นฮักๆ
       “เรื่องแบบนี้ใครเขาโฉ่งฉ่างกันบ้าง แกต้องเงียบ ปล่อยให้ฉันจัดการเอง”
       แสงแขก้มลงกราบ “แขผิดไปแล้วค่ะ”
       “นี่ถ้ามีคนอื่นละก็ ฉันจะไม่ส่งเสริมแกหรอก”
       “แสงรักคุณลบ”
       ท่านผู้หญิงตวาด “หยุดพล่ามเสียที รำคาญ”
       แสงแขก้มหน้า ทำเป็นสะอึกสะอื้น
      
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์มองอย่างเกลียดชังครู่หนึ่ง แล้วเบือนไปทางอื่น “เมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล”
       แสงแขเงยหน้าขึ้นมอง ใจชื้นขึ้น
       “ออกไป”
       แสงแขหน้าเสีย “แล้ว...”
       “บอกให้ออกไป”
       แสงแขนัยน์ตาเป็นประกายวูบหนึ่งแบบนึกถึง จุดจี้ใจดำท่านขึ้นมาได้ “นังวิรงรองคงหัวเราะเยาะแย่เลย”
       ได้ผล ท่านผู้หญิงหันขวับมามอง “อะไรนะ”
       “นังวิรงรองน่ะ มันคิดจะจับคุณลบ...แขเลยบอกมันว่า คุณลบกับแขจะหมั้นหมายกัน...ดูมันผิดหวังมากนะคะ นี่ถ้ามันรู้ความจริง...”
       “ก็ไม่ต้องให้มันรู้ บอกแล้วไง ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล”
       แสงแขยิ้มอย่างมีชัย
      
       อาศกาศตอนค่ำวันนี้ หนาวเย็น มีหมอกปกคลุมทั่วบริเวณ ขณะที่อดิศวร์ขับรถพาพิชญ์ และพิณทองเข้าประตูอาณาเขตโดมทองมา สมซึ่งยืนอยู่ปิดประตู
       อดิศวร์ขับรถไปจอดหน้าตึก ทั้ง 3 คนเปิดประตูก้าวลงมา พิชญ์และพิณทองมองไปโดยรอบ
       “ที่นี่อากาศเย็นจังนะคะ” พิณทองกอดอกห่อตัว
       “รีบเข้าไปข้างในเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”
       อดิศวร์บอก พลางเดินนำทั้ง 2 เข้าบ้าน พิชญ์โอบเอวพิณทองตามไป
      
       แสงแขกับอุษา ยืนรออยู่ขณะที่อดิศวร์พา 2 หนุ่มสาวเข้ามา อุษาและแสงแขยิ้มอย่างมีไมตรีโดยเฉพาะแสงแข
       “นี่อุษากับแสงแข...แล้วนี่คุณพิชญ์กับพิณทอง” อดิศวร์แนะนำ
       ทั้ง 4 คนก้มศรีษะให้กันเป็นการทักทาย
       "ได้ยินชื่อคุณทั้ง 2 คนมานานแล้ว...ยินดีด้วยนะคะ"
       "ขอบคุณครับ" / "ขอบคุณค่ะ" สองคนบอก
       "อุษาพาไปที่ห้องซิ...จะได้พักผ่อนกัน" อดิศวร์เอ่ยขึ้น
       พิณทองกอดแขนอดิศวร์ "ขอบคุณมากนะคะ น้าลบ"
       แสงแขลอบมองท่าทางสนิทสนมนั้นอย่างขวางๆ
       อดิศวร์จับหัวพิณทองโยกอย่างเอ็นดู “พักผ่อนให้สบายนะ พรุ่งนี้น้าลบจะพาเที่ยวโดมทอง”
       “ค่ะ” พิณทองจูงมือพิชญ์ “ไปค่ะ พิชญ์”
       “เชิญทางนี้ค่ะ” อุษาเชื้อเชิญ
       2 คนเดินตามอุษาไป
       “น่ารักเหมาะสมกันจังเลยนะคะ”
       อดิศวร์พยักหน้า แล้วเดินไปอีกทาง จะไปห้องทำงาน
       แสงแขถาม “คุณลบจะไปไหนคะ”
       “ทำงาน”
       “เอ้อ...คุณลบจะดื่มอะไรร้อนๆ...”
       “ไม่ละ...ขอบใจมาก” อดิศวร์เดินไปเลย
       แสงแขมองตามอย่างน้อยใจ
      
       อุษาพาทั้ง 2 คน เดินมาถึงหน้าห้องพักที่เตรียมไว้
       “ถึงแล้วค่ะ”
       พิชญ์และพิณทองมองไปโดยรอบ
       “ปีกนี้มีหลายห้องนะคะ” พิณทองถาม
       “ค่ะ...ดิฉันอยู่ห้องนั้น” อุษาชี้มือไป “ถ้าต้องการอะไรก็เรียกได้นะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”
       “ขอบคุณมากค่ะ”
       “มีคนอยู่ครบทุกห้องหรือเปล่าครับ” พิชญ์เอ่ยถามขึ้น
       “มีสามห้องค่ะ...ห้องถัดจากห้องดิฉันไปเป็นห้องแสงแข ส่วนห้องติดๆ กับคุณนี่ เป็นห้องของคนที่มาช่วยดูแลคุณย่า...แล้วก็จะช่วยดูแลคุณทั้ง 2 คนด้วย...พรุ่งนี้เช้าคงได้พบกัน”
       2 คนพยักหน้ารับรู้ เปิดประตูเข้าห้องไปแล้วปิดลง
      
       จังหวะเดียวกันนี้ประตูห้องวิรงรองเปิดออก หญิงสาวก้าวออกมา สวนกันกับ 2 คน แค่เส้นยาแดงผ่าแปด
        

       วิรงรองเหลือบมองประตูห้องพิชญ์แว่บหนึ่งแล้วพูดเบาๆ
      
       “มากันแล้วหรือคะ”
        “ค่ะ! เพิ่งมาถึงเมื่อสักครู่นี้เอง”
        “พี่อุษามีอะไรให้วิช่วยไหมคะ”
        “ไม่มีอะไรแล้วค่ะ..คุณวิพักผ่อนเถอะ...พรุ่งนี้คงต้องเหนื่อยทั้งวัน”
       แสงแขเดินเข้ามา โดยส่งเสียงนำมาก่อน
        “ซุบซิบนินทาอะไรกัน”
        “คุณวิแค่ออกมาถามพี่ว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า”
        “คนมีน้ำใจจริงไม่เห็นน่าจะต้องถาม”
       ว่าพลางแสงแขเคาะประตูห้องพิชญ์กับพิณทอง ขณะวิรงรองเม้มปาก
        “มันต้องอย่างฉันนี่”
       ประตูเปิดออก พิชญ์เดินออกมา ขณะที่วิรงรองกลับเข้าห้องไปแล้วปิดประตูลง
        แสงแขยิ้มอ่อนหวาน “ต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่าคะ”
        “ไม่ครับ...ขอบคุณมาก”
        “งั้นก็เชิญพักผ่อนตามสบายค่ะ”
       พิชญ์ก้มศีรษะให้นิดๆ แล้วเดินเข้าห้องไป
        “พรุ่งนี้แสงจะเป็นคนดูแลพาคุณลบเที่ยวเอง...ช่วยบอกแม่วิรงรองด้วยว่าไม่ต้องเสนอหน้า”
        “แต่คุณลบสั่ง”
        “แม่คนนั้นเพิ่งมาอยู่โดมทองได้ไม่เท่าไหร่ จะชำนาญสถานที่เท่ากับเจ้าของบ้านอย่างแขได้ยังไง” แสงแขอ้าง
        “เธอไปพูดกับคุณลบเองก็แล้วกัน”
        แสงแขยิ้มอย่างเหนือกว่า “แขน่ะไม่ต้องพูดหรอก! มีคนพูดให้แล้ว”
       แสงแขเดินเชิดเข้าห้องไป อุษามองตามพลางส่ายหน้า
      
        วิรงรองยิ้มกว้างพอฟังที่อุษามาบอกจบ
       “ก็ดีน่ะซีคะ...วิไม่เสียใจหรอก...สบายใจเสียด้วยซ้ำ...พี่อุษาไปนอนเถอะค่ะ”
        “แต่ก่อน....แสงแขไม่เคยเข้ามาวุ่นวายอย่างนี้”
        “นั่นเพราะเธอยังไม่ได้เป็นคู่หมั้นของคุณอดิศวร์ไงคะ”
        อุษาสะดุ้ง “คุณลบยังไม่ได้หมั้นกับแสงแขนะคะ”
        “ยังไงก็ต้องหมั้นกันอยู่ดีนั่นแหละค่ะ” วิรงรองเว้นไปนิด “พอดีเลย...พรุ่งนี้วิจะได้ไปบ้านเจ้าลานนา”
       สีหน้าวิรงรองแจ่มใสสบายอกสบายใจ
      
       ฝ่ายอดิศวร์อยู่ในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์แล้ว อุไรอยู่อีกมุมของห้อง ท่านผู้หญิงยิ้มแย้มแจ่มใส
       “แสงแขน่ะมันปรนนิบัติดูแลย่าทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน...เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมี ลบพาหลานไปไหน ก็พาแสงแขติดไปด้วยก็แล้วกัน นึกว่าเห็นแก่ย่าเถอะนะ มันจะได้มีกำลังใจมาคอยดูแลย่า”
        อดิศวร์ขรึมลง “ครับ”
        “ขอบใจมาก”
        “พรุ่งนี้เช้า ผมจะพาพิณทองกับพิชญ์มากราบคุณย่านะครับ”
        ท่านผู้หญิงสรรักษ์รีบปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก...ตอนนี้ย่าไม่ค่อยอยากจะพบใคร! ลบไปพักผ่อนเถอะ”
        “ครับ..คุณย่านอนหลับฝันดีนะครับ”
        ท่านผู้หญิงสีหน้าหมองลง “ขอบใจ..แต่ย่าน่ะไม่เคยฝันดีมานานแล้ว...นับตั้งแต่รู้ว่าปู่ของลบนอกใจ...ย่าก็ฝันร้ายมาตลอด” จู่ๆ น้ำตารื้นขึ้นมา “มันทุกข์ทรมานใจแสนสาหัสที่จับได้ว่า ผู้ชายที่หลงคิดว่ารักเราคนเดียวกลับปันใจให้คนอื่น”
       อดิศวร์ลูบแขนท่านผู้หญิงเบาๆอย่างปลอบโยน
        “แล้วคนๆ นั้น ก็เป็นน้องในไส้ที่เรารักมาก”
       ก้อนสะอึ้นขึ้นมาจุกอก จนท่านผู้หญิงพูดไม่ออก
        “ผมคิดว่าคุณปู่ก็รักคุณย่ามาก”
        “หลอกลวงทั้งเพ” ท่านผู้หญิงมองหลาน น้ำตาไหล “ลบหน้าตาเหมือนคุณปู่มากเหลือเกิน..เหมือนราวกับเป็นคนๆเดียวกัน..เพราะฉะนั้น ลบอย่าทำให้ย่าเสียใจซ้ำแล้วซ้ำอีกนะลูก”
        อดิศวร์พยายามเปลี่ยนบรรยากาศ “คุณย่าพูดแต่ว่า ผมเหมือนคุณปู่มาก..แต่ผมไม่เคยเห็นรูปท่านเลย”
        ท่านผู้หญิงเหมือนไม่อยากพูดถึง “มันหายไปหมดแล้ว...ลบไปนอนเถอะ”
        “ในห้องเก็บของมีไหมครับ”
        ท่านผู้หญิงสรรักษ์บอกห้วนๆ “ไม่มี”
        ลบ ถ้าอย่างนั้นก็อาจจะอยู่ในห้องบนยอดโดม
        หญิงชราสะดุ้งเฮือก นัยน์ตาเบิกกว้าง “อย่าขึ้นไปนะลบ! ห้ามขึ้นไปเด็ดขาด”
        “ทำไมล่ะครับ”
        ท่านผู้หญิงตั้งสติได้ “เพราะบนนั้นไม่มีอะไร ลบต้องเชื่อย่า ห้ามขึ้นไปบนนั้นเด็ดขาด”
        “แค่ขึ้นไปทำความสะอาดก็ไม่ได้หรอกหรือครับ”
        ท่านผู้หญิงสรรักษ์นัยน์ตากร้าวไม่พอใจ “นี่ลบพยายามจะขัดใจย่าใช่มั้ย! ข้างบนนั้นมันถูกสาป! ถ้าลบรักย่าก็ต้องอย่าขึ้นไป! จำเอาไว้ว่าอย่าขึ้นไป!อย่าขึ้นไป!...อย่าขึ้นไป! ได้ยินมั้ย”
       ยิ่งพูดแววตายิ่งดูลุกโพลงอย่างน่ากลัว
      
       บรรยากาศในบริเวณใต้หน้าต่างวิรงรองตรงกับยอดโดมนั้นเงียบสงัด
       อดิศวร์เดินมาช้าๆ แล้วหยุดเงยหน้าขึ้นมองอย่างใช้ความคิด เห็นบนยอดโดมมืดสนิท ไม่มีวี่แววสิ่งผิดปกติใดๆ เสียงท่านผู้หญิงดังก้องในหู
        “ข้างบนนั้นมันถูกสาป ถ้าลบรักย่าก็ต้องอย่าขึ้นไป จำเอาไว้ว่าอย่าขึ้นไป! …อย่าขึ้นไป!...อย่าขึ้นไป! ได้ยินมั้ย”
        “ทำไมคุณย่าพูดอย่างนั้น”
        “คุณลบ” เสียงสมดังขึ้น
       อดิศวร์สะดุ้งหันขวับมามอง สมก้าวออกมาจากเงามืด
       “ขอโทษครับที่ทำให้คุณลบตกใจ”
        “บนยอดโดมนั้นเป็นที่เก็บข้าวของ ของบรรพบุรุษฉันหรือเปล่า”
        “ไม่ทราบครับ”
        “นายสมเป็นคนเก่าคนแก่น่าจะรู้”
        “ผมก็รู้แต่ในสิ่งที่เจ้านายให้รู้แค่นั้นครับ”
       อดิศวร์พยักหน้ารับรู้ ขยับออกเดิน
        “ทำไมคุณลบถึงได้อยากทราบขึ้นมาล่ะครับ” สมถามขึ้น
        “ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
      
       อดิศวร์เดินกลับ สมมองตามสีหน้าเคร่งขรึม


  


       ด้านสองคนอาบน้ำเสร็จ พิชญ์ออกมาจากห้องน้ำในชุดนอน พิณทองกำลังยืนมองออกไปทางหน้าต่าง มองเทือกเขาทะมึนเบื้องหน้า ท่ามกลางแสงจันทร์ วันแรม 1 ค่ำ
      
        พิณทองหันมามองพิชญ์พลางบอก “สวยจังเลยค่ะ”
        พิชญ์แปลกใจไม่หาย “พิณไม่เคยมาจริงๆ หรือ”
        “จริงซีคะ..เพราะคุณทวดท่านรักสันโดด แล้วก็ไม่ชอบให้คนแปลกหน้าเข้ามาทำลายความสงบของโดมทองอีกอย่าง คุณแม่พิณเป็นลูกพี่ลูกน้องกับทางคุณแม่น้าลบ...ไม่ใช่สายคุณทวด ก็เลยไม่ค่อยได้เข้ามายุ่ง”
        พิชญ์เข้ามาโอบกอดพิณไว้และก้มลงจูบหน้าผาก “ถ้าอย่างนั้น นี่ก็เป็นโอกาสพิเศษจริงๆ”
        พิณทองซบหน้ากับพิชญ์อย่างอบอุ่นและมีความสุข “ค่ะ...พิเศษมากๆ...พิชญ์ชอบที่นี่ไหมค่ะ”
        “ไม่รู้ซิ! เพิ่งมาถึง...ยังไม่ทันเห็นอะไรเลยตอบไม่ถูก...แต่ตัวปราสาท...เอ๊ย! ตัวบ้านนี่ คลาสสิกมาก”
        “งั้นพรุ่งนี้เราคงได้รู้ว่า “โดมทอง” สวยจริงตามคำร่ำลือหรือเปล่า”
       พิชญ์มองออกไปยังดวงจันทร์ที่สว่างนวลเหนือทิวเขาเบื้องหน้า
      
       แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า พร้อมเสียงไก่ขัน บรรยากาศดูสดชื่นแจ่มใส โดมทองวันนี้ดูสวยไปอีกแบบท่ามกลางแสงเงินแสงทองนั้น
       ภายในครัว อุษาเตรียมอาหารเช้าโดยมีอุไรเป็นลูกมือ วิรงรองแต่งตัวทะมัดทะแมงเดินเข้ามา
        “พี่อุษาคะ”
       2 คนหันมามอง
        “จะไปตั้งแต่ป่านนี้เลยหรือคะ ยังไม่ทันจะ 6 โมงเลย” อุษาทัก
        “ไปเช้าๆ จะได้ไม่วุ่นวาย”
        “แล้วนี่จะไปยังไงคะ..ป้าจะไปปลุกพี่สม”
        วิรงรองรีบขัดขึ้น “ไม่ต้องจ้ะ...เจ้าภูไทเขามารับ..ถ้าป้าจะช่วยละก็ ไปขอกุญแจ ลุงสมมาเปิดประตูให้หน่อยก็แล้วกัน”
        “ได้ค่ะ...ไปเดี๋ยวนี้เลย”
       อุไรออกไป
        “ไม่รอขออนุญาตคุณลบก่อนหรือคะ” อุษาท้วง
        วิรงรองส่ายหน้า “ไม่จำเป็นหรอกค่ะ เพราะวันนี้คุณอดิศวร์ คงพาแขกเที่ยวทั้งวัน...พี่อุษาทำอะไรคะนั่น”
        “พี่ไม่ค่อยแน่ใจว่าแขกของคุณลบจะชอบอะไร เลยทอดไข่ดาวไส้กรอก แล้วก็มีข้าวต้มกุ้งด้วย”
        “พี่อุษาทำอะไรก็อร่อยอยู่แล้ว...วิไปรอกุญแจข้างนอกนะคะ”
        “ค่ะ”
       อุษามองตามวิรงรองซึ่งเดินออกไปอย่างร่าเริงด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก
      
       บรรยากาศภายนอกซึ่งขมุกขมัวด้วยหมอก แล้วค่อยๆ สว่างขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาขับไล่
       สายหมอกนั้น
       แสงแขซึ่งแต่งตัวเตรียมนำเที่ยวเต็มที่ เดินมาเคาะประตูห้องพิชญ์ด้วยสีหน้าแจ่มใส พิชญ์และพิณทองเปิดประตูออกมา..แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
        “แขไม่ได้มาปลุกใช่มั้ยค่ะ”
        “ไม่หรอกค่ะ...เราอาบน้ำแต่งตัวเสร็จกันตั้งแต่โมงนึงแน่ะ”
        “งั้นลงไปเลยค่ะ อาหารเช้าคงเสร็จเรียบร้อยแล้ว..ที่นี่ทานอาหารเช้า 8โมงค่ะ”
       สองคนพยักหน้ารับขณะเดินตามแสงไป...โดย 2 คนคุยกันเบาๆ
      
       อดิศวร์นั่งอยู่หัวโต๊ะเรียบร้อย ขณะที่อุษา และอุไรยกอาหารมากลางโต๊ะอย่างมีระเบียบ เป็นเมนูอาหารฝรั่ง
       มีซุป และข้าวต้ม
       แสงแขเดินนำพิชญ์และพิณทองเข้ามา
        “Good morning ค่ะ น้าลบขา! พิณตื่นเต้นจังเลย”
        “เดี๋ยวถ้าได้ออกไปเที่ยวข้างนอกแล้วอาจจะตื่นเต้นมากกว่านี้อีก...” พลางอดิศวร์หันมาทางพิชญ์ “เมื่อคืนหลับสบายไหม...คุณพิชญ์”
        “สบายมากเลยครับ...ทีแรกนึกว่าแปลกที่จะนอนไม่หลับ..ที่ไหนได้...”
        “อากาศเย็นสบายดีมากเลยค่ะ” พิณทองเสริม
        “กลางวันอาจจะอุ่นขึ้นหน่อย แต่ก็ไม่ร้อนเหมือนกรุงเทพฯ...เอ้า...เลือกกันเลยว่าจะทานอะไร หรือจะทานให้หมดทุกอย่างก็ได้”
        “หรูหรายังกับอาหารเช้าของโรงแรมเลยนะคะพิชญ์”
        “ครับ...”
        “อุษา...” อดิศวร์มองมาเป็นเชิงถาม
        “ค่ะ...เอ้อ...” อุษาก้มหน้าและตอบเสียงเบา “ไปบ้านเจ้าภูไทค่ะ”
       แสงแขเหลือบมองอดิศวร์อย่างระแวง
       นัยน์ตาอดิศวร์เป็นประกายกร้าวแว่บหนึ่ง แล้วสงบเป็นปกติ
        “ใครหรือคะ”
        “เด็กที่น้าจ้างมาดูแลคุณทวดน่ะ ทีแรกว่าจะให้ช่วยพาพิณกับคุณพิชญ์เที่ยว แต่แสงแขเขาอาสาพาไปเอง”
       ประโยคแสดงความสนิทสนมนั้น ทำให้แสงแขเงยหน้ามองอดิศวร์พร้อมยิ้มหวาน นัยน์ตาบอกความในใจ
       พิณทองอมยิ้ม แล้วสะกิดพิชญ์ให้มอง มีเพียงอุษาที่ดูอึดอัด
      
       ขณะอดิศวร์สีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติ


  


       ทิวทัศน์อันสวยงามยามเช้าในอาณาเขต “โดมทอง” ปรากฏต่อหน้าทุกคน อดิศวร์เดินนำออกมาโดยมีสมยืนรออยู่พร้อมม้า 1 ตัว
      
        “โอ๊ะโห!...ใครจะขี่ม้าคะเนี้ย...พิณไม่เป็นนะ”
        “น้าลบเอง ส่วนคุณพิณกับแสงแขนั่งรถกอล์ฟกับคุณพิชญ์คงไม่ว่าอะไรนะที่ให้แขกขับเอง” ประโยคสุดท้ายอดิศวร์หันมาพูดยิ้มๆ กับพิชญ์
        “ไม่เลยครับ”
        “วันนี้เราจะไปทางด้านที่ติดทะเลก่อน”
       อดิศวร์ขึ้นม้า พิชญ์ช่วยพยุงพิณขึ้นรถ โดยแสงขึ้นไปนั่งคล่องแคล่ว อดิศวร์ขี่ม้านำ พิชญ์ขึ้นรถกอล์ฟขับตาม
       ระหว่างทางแสงแขชี้ทิวทัศน์ 2 ข้างทางพลางอธิบายให้สองคนฟัง
       เกลียวคลื่นซัดเข้าสู่ฝั่งเป็นระลอก ชายหาดส่วนตัวของโดมทองดูสงบสวยงาม เงียบสงบ ด้วยไม่มีผู้คนเดินเกะกะ
       อดิศวร์ขี่ม้านำทุกคนมาถึงบริเวณดงมะพร้าวและหยุดมองไปข้างหน้า
        พิณทองตื่นเต้นสุดๆ “สวยจังเลย...รู้งี้เอาชุดว่ายน้ำมาด้วยก็ดี”
        “จะกลับไปเอามั้ยคะ แสงจะไปเป็นเพื่อน” แสงแขอาสา
        “พรุ่งนี้ก็ได้น่า...เรายังอยู่อีกหลายวันไม่ใช่หรือ” พิชญ์บอก
        พิณทองรับคำอ่อยๆ “ก็ได้ค่ะ...เอ้อ...แต่ยังไงขอให้ได้แตะน้ำหน่อยก็ยังดี พิณชอบทะเล”
        “เอาเลย” อดิศวร์เชียร์
        “ไปด้วยกันมั้ยคะ พิชญ์”
        “ไปซิครับ”
       2 คนลงจากรถกอล์ฟ พิณทองวิ่งเริงร่าไปที่หาดทราย อย่างร่าเริง โดยพิชญ์ตามลงไป อดิศวร์ลงจากม้า โดยแสงแขลงจากรถมายืนข้างๆ ด้วยสีหน้ามีความสุขสดชื่น
        “เหมาะสมกันจังเลยนะคะ”
       อดิศวร์ไม่พูด เดินลงไปที่ชายหาด แสงแขรีบตามไปติดๆ
       พิณทองดูร่าเริงแจ่มใสในอิริยาบถต่างๆ โดยมีพิชญ์คอยอยู่ใกล้ๆ
        แสงแขเหลือบมองอดิศวร์ซึ่งเดินช้าๆ ข้างๆ ชวนคุย “แขกับพี่อุษานี่เหมือนใกล้เกลือกินด่างนะคะ อยู่กับทะเล แต่ออกมาเดินเล่นนับครั้งได้...ต่อไปคงต้องมาบ่อยๆ แล้ว”
       อดิศวร์ไม่หืออือ มองไปที่ 2 หนุ่มสาวด้วยความพอใจ
        แสงแขหงุดหงิดเล็กๆ แต่พยายามระงับไว้ “พาคุณย่ามาด้วย”
       อดิศวร์ยกมือโบกให้พิณทอง
        แสงแขพยายามอีก “ดีมั้ยคะ คุณลบ”
        “หือ...ว่าไงนะ”
        “แขบอกว่า เราน่าจะพาคุณย่ามาที่นี่ด้วย”
        “พี่เคยชวนแล้ว แต่ท่านไม่ยอมมา”
        “งั้นแขจะชวนเอง...ถ้า...เอ้อ เราสองคนมาด้วย...แขว่าท่านต้องมา”
       อดิศวร์เดินไปที่ซากเรือ แสงแขก็รีบเดินเคียงข้างไปด้วย ปากก็ชวนคุยไปเรื่อย
       ด้านพิณทองและพิชญ์ หันมามองอดิศวร์ และแสงแข ซึ่งมองจากด้านหลัง จะเห็นเหมือน 2 คน เดินคุยกันอย่างสนิทสนม
        “พิชญ์ว่าน้าลบเป็นแฟนกับคุณแสงแขหรือเปล่าคะ”
        พิชญ์ยิ้มนิดๆ “คุณแสงแขอยากเป็นแฟนน้าลบมากกว่า แต่น้าลบคงไม่”
        “รู้ได้ไง”
        “ดูแว่บเดียวก็รู้”
        “แล้วคุณอุษาล่ะคะ”
        พิชญ์ส่ายหน้า “ไม่อีกเหมือนกัน”
        พิณทองถอนใจเฮือก “เฮ้อ! เสียดาย! น้าลบของพิณทั้งหล่อทั้งเท่ห์พร้อมไปหมด แต่ทำไมไม่ยอมมีแฟนสักทีก็ไม่รู้! พิณอยากให้น้าลบมีความสุข”
        “น้าลบของพิณอาจจะมีความสุขที่อยู่คนเดียวก็ได้...ระวังแมงกระพรุน”
        พิณทองร้อง “ว้าย” พลางกระโดดกอดพิชญ์ด้วยความตกใจ
       พิชญ์อุ้มพิณทองข้ามไปได้หวุดหวิด ทั้ง 2 สนิทสนมกันยิ่งขึ้น
       ตรงบริเวณซากเรือ อดิศวร์และแสงแขนั่งมองมาทางสองคน
        “น่าอิจฉานะคะ”
       อดิศวร์ลุกขึ้น แล้วออกเดินไป
        แสงแขมองตามอย่างน้อยใจ แต่ก็รีบลุกขึ้น “จะไปไหนคะคุณลบ..แขเมื่อย อยากนั่งต่อ”
        “ก็นั่งไปซิ..พี่จะเดินออกกำลังหน่อย นานๆ จะได้ออกมาอย่างที่เธอว่า”
        “งั้นแขไปด้วย”
       แสงรีบเดินตาม อดิศวร์มีสีหน้าเหมือนรำคาญขึ้นมาแว่บหนึ่ง
      
       กล้วยไม้ในเรือนเพาะชำบ้านเจ้าภูไท ออกดอกเบ่งบานสวยสะพรั่งเต็มไปหมด โดยมีคนงานกำลังเลือกตัดดอกจะตาย
       2 สาว เดินมาด้วยกัน วิรงรองมีสีหน้าตื่นเต้นเพลิดเพลินเป็นอย่างยิ่ง
        “นี่ก็สวย! โน่นก็สวย! นั่นก็สวย! สวยไปหมด”
        “แหม! พูดยังกับที่โดมทองไม่สวยยังงั้นแหละ” ลานนาว่า
        วิรงรองหยุดยืนนิ่งคิดครู่หนึ่ง “สวย! แต่สวยแบบซังกะตาย”
        “บ้า” ลานนาหัวเราะคิก
        “อ้าวจริงๆ นะ ...ที่นั่นดูลึกลับ..ไร้ชีวิตแล้วก็...” วิรงรองทำหน้าสยองประกอบ
        ลานนาตาโต “แล้วก็อะไร”
        “มีผีด้วย”
        ลานนาร้อง “ฮ้า”
        “แต่อาจจะเป็นพวกโรคจิตก็ได้”
        เสียงพูดคำเมืองของบัวคำสาวใช้บ้านลานนา ดังขึ้น
       “เจ้าขา......คุณวิขา...”
       2 สาวหันไปมอง บัวคำวิ่งถลาเข้ามา แต่เบรคไม่อยู่ลื่นหกล้ม
        “โอ๊ย”
        “เป็นไงล่ะ! เจ็บมั้ย! ซุ่มซ่ามดีนัก” ลานนาเอ็ดเอา
        “อูย...จุดเส็บๆ...เจ็บสุดๆ” บัวคำพยายามลุกขึ้น วิรงรองซึ่งอยู่ใกล้ๆ ช่วยพยุง
        “ค่อยๆ ลุก”
        บัวคำมองวิรงรองอย่างซาบซึ้ง “อู๊ย...ย...แท้งกิ้วหลาย แท้งก้ายหลิวค่ะ คนอะไรทั้งสวยทั้งใจดี...ไม่มีอีกแล้วใน 3 โลก…ดีเว่อร์! ดี...”
        วิรงรองบอก “พอ”
        “ไม่พอค่ะ”
        “บัวคำ! มาทำไม” ลานนาแปลกใจ
        บัวคำเกาหัวเริ่มงง “มาทำไมหรือคะ นั่นซิคะ..มาทำไม..เอ! บัวคำมาทำไมคะเจ้า”
        ลานนาหงุดหงิด “ไปกันเถอะ วิ”
       บัวขยับเดินตาม
        ลานนาบอก “หยุด”
       บัวคำหยุดกึก
        “ห้ามตามมาจนกว่าจะคิดออก”
       ลานนาจูงวิรงรองพากันเดินออกไป โดยมีบัวคำพยายามยืนคิด
      
       ด้านภูไทกำลังนั่งปรึกษางานกับพันธุ์สูรย์ในบริเวณบ้าน สักครู่หนึ่งลานนาและวิรงรองเดินคุยกันมาอย่างร่าเริง
        ภูไทหันมามอง “มากันแล้ว”
       ภูไทและพันธุ์สูรย์ลุกขึ้นยืน วิรงรองมองเห็นพันธุ์สูรย์พลางหยุดเดินและเบิกตากว้าง
        “คุณพันธุ์สูรย์”
        “สวัสดีครับ..คุณวิรงรอง” พันธ์สูรย์ทักตอบ
      
       อีกมุมในอาณาบริเวณบ้าน แลเห็นไม้ดอกบานสะพรั่งสวยงาม โดยเฉพาะดอกกุหลาบ สมกับเป็นบ้านของเจ้าของบริษัทส่งออกดอกไม้ วิรงรองและพันธุ์สูรย์ เดินคุยกันมาบริเวณนั้น
        “เมื่อกี้ลานนาบอกว่า คุณอดิศวร์ห้ามคุณพันธุ์สูรย์เข้าไปในโดมทอง”
        พันธุ์สูรย์มีท่าทางไม่ค่อยอยากพูดถึงนัก “คุณวิรงรองอยากได้ดอกกุหลาบไหม...เดี๋ยวผมจะได้...”
        วิรงรองหยุดเดิน “คุณพันธุ์สูรย์”
        พันธุ์สูรย์หยุดเดินและหันกลับมา “ครับ”
        “ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือคะ”
       พันธุ์สูรย์มีสีหน้าเหมือนลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
        วิรงรองเสียงอ่อนลง “ขอโทษค่ะ!...ฉันนี่เสียมารยาทจัง”
        “ไม่เป็นไร...” พันธุ์สูรย์เว้นนิด “คงเพราะผมไม่เจียมกะลาหัวดันไปหลงรักน้องสาวของเขามั้ง”
        “ฉันมั่นใจว่าคุณอุษาก็รักคุณ”
        พันธุ์สูรย์ถอนใจยาว “ถึงยังไง เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ!...คุณอุษาต้องเชื่อพี่ชายของของเธออยู่ดี”
        วิรงรองโวยวายตามประสา “ไม่ยุติธรรม”
        พันธุ์สูรย์ออกเดิน “กลับกันเถอะครับ...ป่านนี้อาหารเช้าคงเสร็จแล้ว”
        “ฉันจะช่วยคุณเอง” วิรงรองบอก
        “ขอบคุณในความหวังดี...แต่ไม่มีประโยชน์หรอกครับ” พันธุ์สูรย์พูดปลงๆ
        “ต้องมีค่ะ! คอยดูไปก็แล้วกัน”
      
       สีหน้าวิรงรองแน่วแน่ มั่นอกมั่นใจมาก


  


       บัวคำเดินกระโผลกกระเผลกกลับมาบริเวณเรือนกล้วยไม้
      
        “นึกออกแล้วหรือยะ” ลานนาถาม
        “ออกแล้วค่ะ!...เจ้าพี่ให้ไปตามเจ้าน้องกับเจ้าเพื่อนให้มารับประทานอาหารเช้า” บัวคำสะดุ้ง “อุ๊ยตาย! ยังไม่มีใครยกออกมาอีกหรือคะ”
       บัวคำรีบเดินเข้าไป โดยสะดุดซุ่มซ่ามอีกตามเคย
        “ดู๊..ดูมัน” ภูไทขำ
        ลานนาเบือนหน้ามามองพี่ชายจริงจัง “พี่ชาย...พี่ชายชอบเพื่อนของน้องหรือเปล่า”
        ภูไทเขินและเฉไฉ “พี่ก็ชอบเพื่อนของยัยน้องทุกคน”
        “แหม...พี่ชาย....ชา...ย” ลานนาลากเสียง “น้องหมายถึงวิรงรองน่ะค่ะ”
        ภูไทยิ่งเขินจัด “เขาก็เป็นเพื่อนของยัยน้องเหมือนกันนี่”
        “โอ๊ย! พี่ชาย! เดี๋ยวได้ปล่อยให้อกหักซะเลย”
        ภูไทสะดุ้ง “เฮ้ย”
        “ว้าย! พี่ชายพูดจาหยาบคาย”
       ขณะที่ 2 คนคุยกัน...พันธุ์สูรย์และวิรงรองกำลังเดินคุยกันตรงมา
        “จุ๊! ยัยน้อง! พอได้แล้ว! มากันแล้ว”
        ลานนาหันไปมองและโบกมือให้ “วิ..หิวหรือยัง”
        “ยังจ้ะ” วิรงรองเดินมาใกล้
        “จัดดอกไม้ให้คุณวิหรือเปล่า...” ลานนาพูดพลางลุกขึ้นขยับเก้าอี้ให้วินั่ง โดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเสียงกระแอมและสีหน้าล้อเลียนของน้องสาว
        “ผมสั่งคนงานไว้แล้วครับ” พันธุ์สูรย์บอก
        วิรงรองลงนั่งท่าทีเกรงใจ “ขอบคุณค่ะ...แย่จังเลย...มาทานข้าว แล้วยังจะหอบดอกไม้สวยๆ กลับไปอีก”
        “โอ๊ย! ไม่ต้องเกรงใจ..พี่ชายฉันอยากจะยกให้หมดทั้งไร่ด้วยซ้ำ”
       เจ้าภูไทหน้าแดงจัด ขณะที่พันธุ์สูรย์หัวเราะ พลางลุกขึ้นช่วยเลื่อนจานอาหารที่บัวคำและสาวใช้อีกคนใส่ถาด มาวาง
        “บ้าจริง! ลานนาเนี่ย” วิรงรองเอ็ดเพื่อนที่แซวอยู่นั่น
      
       ทางด้านอุษาเข็นรถท่านผู้หญิงสรรักษ์เข้ามาช้าๆ ตรงมุมสวยๆ ไม่ไกลตัวบ้านนัก
        “ตาลบกับแสงแขยังไม่กลับมาใช่มั้ย”
        “ค่ะ”
        ท่านผู้หญิงยิ้ม “ดี”
        อุษาตัดสินใจถาม “คุณย่าคะ...”
        “กลับได้แล้ว! ฉันอยากนอนพัก” ท่านผู้หญิงรู้ทันรีบตัดบท
       อุษาจำใจเข็นรถกลับเข้าตึกไป
      
       ด้านอดิศวร์พาทุกคนมาที่ม้าและรถกอล์ฟ
        พิณทองสีหน้าแววตาร่าเริงแจ่มใสขณะกอดแขนพิชญ์ “เราจะไปไหนต่อคะ”
       นาทีนั้นนัยน์ตาอดิศวร์มีลับลมคมในบางประการซ่อนอยู่ “ยังไม่บอก...อยากให้เห็นเอง”
       อดิศวร์ขึ้นม้า อีก 3 คนขึ้นรถกอล์ฟ ตามกันไป
      
       ทุ่งดอกพลับพลึงปลิวไสว ตามสายลมขาวพร่าง สุดลูกหูลูกตา
       อดิศวร์ลงจากหลังม้า ขณะที่พิชญ์นั่งตะลึงอยู่ในรถ ส่วนพิณลงมาด้วยสีหน้าแววตาตื่นเต้นและ
       ทึ่งสุดๆ โดยมีแสงแขลงมายืนอมยิ้มข้างๆ อดิศวร์
        “สวยเหลือเกินค่ะน้าลบ..สวยซึ้งๆ ที่สุด...พิณไม่เคยเห็นดอกพลับพลึงมากมายขนาดนี้เลย”
        “คุณพิชญ์ถึงกับอึ้งไปเลย” อดิศวร์ว่า
        พิณทองกัดพิชญ์เล็กๆ “พิชญ์เขามีความหลังกับดอกพลับพลึงค่ะ”
        แสงแขพูดโดยไม่ทันคิดอะไร “แปลกจัง! ทำไมคนชอบมีความหลังกับดอกพลับพลึง”
        พิณทองหันมามองแข “ทำไมหรือคะ”
        “คือ...”
       แสงแขจะเม้าท์ อดิศวร์ขัดขึ้น “คุณพิชญ์ถ่ายรูปให้คุณพิณซิ”
       พิชญ์ขยับตัวจะมา
        “อย่าเลยค่ะ...” พิณทองเบือนหน้าไปมองทุ่งพลับพลึง “มันสวยก็จริง..แต่พิณไม่อยากถ่ายภาพเก็บเอาไว้”
       พิชญ์มองพิณทองแว่บหนึ่ง แสงแขมองท่าทีของทั้ง 2 อย่างสะกิดใจขึ้นมา
        “งั้นก็ไปที่อื่นกันต่อ” อดิศวร์ว่า
        “พิณอยากกลับแล้วค่ะ น้าลบ”
        “เป็นอะไรหรือเปล่า” อดิศวร์ถาม
        “เปล่าค่ะ...แต่แดดเริ่มแรง”
        “งั้นก็กลับ”
       ทั้งหมดขึ้นพาหนะของตนแล้วกลับ
       พิชญ์และพิณทองต่างจมอยู่ในความคิดของตน
      
       ทั้ง 4 คนเดินเข้ามาในบ้าน โดยที่พิณทองเปลี่ยนไปเป็นคนละคน สีหน้าแววตาแจ่มใสขาออกไป
       กลับกลายเป็นซึมเศร้ากังวลเป็นทุกข์
        “คุณพิณ..ขอน้าลบคุยด้วยหน่อยได้ไหม”
        พิณทองพยักหน้าแกนๆ “ค่ะ”
        “เชิญทางนี้”
       อดิศวร์แตะแขนพิณทองอย่างอ่อนโยนพาเดินแยกไป พิชญ์และแสงแขมองตาม โดยเฉพาะแสงมีแววริษยาฉายโชนในดวงตา ขณะที่พิชญ์เดินแยกไปทางปีกที่เป็นห้องพักของตน
        “รักกันเหลือเกิน! คุณน้าคุณหลาน” แสงแขแดกดัน
      
       อดิศวร์พาพิณทองเข้ามาในห้องทำงานแล้วปิดประตูเบาๆ แล้วเดินมาทรุดตัวลงนั่ง
        “ไหน..บอกน้าลบซิว่า คุณพิณเป็นอะไร”
       พิณทองส่ายหน้าน้ำตาร่วง
        “ทำไม...ไม่ไว้ใจน้าลบหรือครับ”
        พิณทองพูดเสียงปนสะอื้น “ดอกพลับพลึงค่ะ...แฟนเก่าพิชญ์เขาชื่อพลับพลึง! น้าลบไม่เห็นสีหน้าเขาตอนที่เห็นทุ่งพลับพลึงหรอกหรือคะ”
        “ทำไมคุณพิณถึงรู้ว่าแฟนเขาชื่อนั้น..เขาบอกหรือ”
        “เปล่าค่ะ...พิณแอบได้ยินเขาพูดโทรศัพท์กับเพื่อน..เขาให้เพื่อนช่วยตามหา...” เสียงพิณทองขาดหายไปในลำคอ
        “แล้ว...คุณพิณเคยเห็นผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า”
        “ไม่ค่ะ!”
       อดิศวร์ลอบถอนใจโล่งอก
        “ฟังน้าลบให้ดีนะ ผู้หญิงชื่อเชยๆ คนนั้นเป็นอดีตไปแล้ว...คุณพิณคือปัจจุบันและอนาคตของเขา”
        “ถ้าเขากลับไปหากันอีกล่ะคะ พิณรู้ว่า เขารักผู้หญิงคนนั้นมาก”
        “ไม่มีวัน! น้าลบรับรองว่า เขาจะไม่มีวันย้อนกลับไปหาผู้หญิงคนนั้นเด็ดขาด”
        “น้าลบรู้ได้ยังไง”
        “น้ายิ่งกว่ารู้อีก...คุณพิณทำใจให้สบาย แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด..เชื่อน้าลบนะ”
       พิณทองเอนศีรษะพิงอดิศวร์ราวกับจะยึดเป็นที่พึ่งพิง
       ด้านพิชญ์นอนก่ายหน้าผากบนเตียง สีหน้าและแววตาขมขื่นสะเทือนใจ ภาพทุ่งดอกพลับพลึงผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
       พิชญ์ถอนใจยาว
      
        “พลับพลึง..ใครนะช่างปลูกไว้เต็มไปหมด”
       ฝ่ายแสงแขกระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้ในห้องรับแขกอย่างหงุดหงิด โอบอ้อมเดินย่องเข้ามาด้วยสีหน้าสอดรู้สอดเห็น
       ทำเสียงกระซิบกระซาบ
      
       “สนุกมั้ยค่ะ คุณแสงแขขา”
        “สนุกบ้าสนุกบออะไร!..รำคาญนังคุณหลานนัก”
        โอบอ้อมตาโต “คุณแขหึงหรือคะ”
        “นังบ้า”
       แสงแขผลักโอบอ้อมจนหงายหลัง สาวใช้ผู้สอพลอจอมสาระแนร้องลั่น
        “นังคนนี้มีปากสักแต่ว่าพูด”
        “โห! พูดเหมือนท่านผู้หญิงเลย”
        “แกหาว่าฉันเชย...ฉันแก่เรอะ”
        “อุ๊ย! เปล่าค่ะ! ไม่กล้า”
       แสงลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมาช้าๆ ด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
        “ผัวเมียคู่นี้แปลก”
        โอบอ้อมรีบสอดต่อ “แปลกยังไงคะ”
        “นังโอบ” แสงแขแผดเสียงใส่
       คราวนี้โอบอ้อมหัวหด
      
       เวลาผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง เจ้าภูไทขับรถมาส่งวิรงรองถึงบริเวณหน้าประตูใหญ่โดมทองแล้ว
        “จอดตรงนี้แหละค่ะ”
       ภูไทจอดรถ สมซึ่งนั่งๆนอนๆ อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่เดินมาเปิดประตู
        “ยังกับมาคอยรอเปิดประตูให้คุณแน่ะ”
        “ก็แกเป็นคนมาเปิดให้วิออกไปตอนเช้านี่คะ” วิรงรองไหว้ภูไท “ขอบคุณนะคะที่กรุณามาส่ง”
        ภูไทรับไหว้ “อย่าลืมกุหลาบครับ”
        “ค่ะ”
       วิรงรองก้าวลงมา โดยภูไทรีบกระวีกระวาดลงมาก่อนแล้วอ้อมมาเปิดประตูด้านหลัง หอบช่อกุหลาบช่อใหญ่ส่งให้
        “ขอบคุณอีกครั้งนึงค่ะ”
       วิรงรองยิ้มให้อย่างแจ่มใส แล้วเดินเข้าข้างใน ภูไทมองตามแล้วขึ้นรถขับออกไป
        “ขอบคุณนะคะ ลุงสม”
       สมยิ้มนิดๆ ขณะใส่กุญแจประตู วิรงรองเดินลัดเลาะตรงไปที่ตัวบ้าน
      
       ขณะที่วิรงรองเดินมาตามทางที่มีต้นไม้ร่มครึ้ม พลางก้มลงสูดกลิ่นหอมของกุหลาบในอ้อมแขนอย่างชื่นอกชื่นใจ
        “ฮื้ม..หอมจัง”
        “สดชื่นผิดไปเป็นคนละคนเลยนะ” เสียงอดิศวร์ดังขึ้น
       วิรงรองสะดุ้งและหันไปทางทิศที่มาของเสียง เห็นอดิศวร์ยืนมองมาด้วยสายตาจับผิดและตำหนิชัดแจ้ง
        “รู้จักวลีที่ว่า “ไปลามาไหว้” ไหม”
       วิรงรองสะอึกที่ถูกด่า
        “คนที่เขามีมารยาท..มีการอบรม..เวลาจะออกไปไหน เขาต้องบอกให้ผู้ใหญ่ หรือเจ้าของบ้านรู้ทุกครั้ง..ไม่ใช่นึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มา”
        “คุณหาว่าฉันไม่มีมารยาท”
        “แล้วมันใช่หรือเปล่าล่ะ! ที่แย่ไปกว่านั้น ฉันมอบหน้าที่ให้เธอคอยดูแลแขกที่มาพัก แต่เธอกลับขัดคำสั่งหนีไปเที่ยว”
        วิรงรองโกรธจนตัวสั่น “ก็คุณแสงแข…”
        อดิศวร์ดุสวนทันที “อย่าโทษคนอื่น! ทำผิดแล้วก็ต้องรับผิด”
        “ดิฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”
        อดิศวร์ยิ้มเยาะพูดเป็นปริศนา “เชื่อเถอะว่าเดี๋ยวเธอจะต้องเปลี่ยนคำพูด..แถมอาจจะนึกขอบใจฉัน”
        วิรงรองจ้องอดิศวร์ตาลุกโพลงเหมือนจะเผาให้มอดไหม้ “ฉันเกลียดคุณ”
       จากนั้นวิรงรองก็เดินลิ่วๆ ตรงไปที่ตัวบ้าน อดิศวร์มองตามด้วยสายตาเคร่งขรึม
      
       วิรงรองหอบดอกกุหลาบมาที่หน้าห้องอุษาแล้วเคาะประตู สักครู่หนึ่งประตูเปิดออก
        อุษามองกุหลาบตาโต “กุหลาบสวยจัง! เชิญค่ะ”
       วิรงรองเดินเข้าไป อุษาปิดประตู
        “กุหลาบนี่ของเราคนละครึ่ง” วิรงรองเว้นนิดแล้วมองหน้าอุษายิ้มๆ “...คุณพันธุ์สูรย์ ฝากให้พี่อุษาไงคะ”
       สีหน้าอุษาขรึมลงทันที แล้วเดินไปที่หน้าต่าง วิรงรองหอบกุหลาบเข้าไปเปิดน้ำใส่อ่างล้างหน้าแช่เอาไว้ แล้วเดินออกมา
        “รับไว้เถอะค่ะ”
        “พี่...”
        “คุณพันธุ์สูรย์รักพี่อุษามาก”
        “อย่าพูดถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”
        “ทำไมจะเป็นไปไม่ได้คะ คนเรามีอิสระที่จะรักแล้วก็เลือกคนที่ตัวเองรัก”
        “แต่ไม่ใช่พี่...ครอบครัวเราไม่เหมือนคนอื่น”
       ขณะอุษาพูด วิรงรองจัดการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด
        อุษาตกใจ “จะทำอะไรน่ะ”
        วิรงรองมีสีหน้าแจ่มใส และพูดโทรศัพท์ “รอเดี๋ยวนะคะ” หันมาส่งโทรศัพท์ให้อุษาพร้อมกับยิ้มกริ่ม “มีคนอยากจะพูดกับพี่อุษาค่ะ”
        อุษามีสีหน้าว้าวุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง “ไม่..ไม่ค่ะ...”
        “พี่อุษาไม่ได้ทำอะไรผิดนะคะ...รับเถอะค่ะ...เชื่อวิ”
       วิรงรองพูดพลางจับมือถือใส่ในมืออุษาแล้วยกขึ้นแนบหู
        “คุณอุษา”
       ได้ยินเสียงพันธุ์สูรย์อุษาน้ำตาคลอขึ้นทันที
      
       ไม่นานต่อมารอนิรุทธิ์กำลังคุยโทรศัพท์กับวิรงรอง
        “วิ! นั่นมันแหย่รังแตนเชียวนะนั่น!...มันเรื่องของเขาน่า อย่าไปยุ่งด้วยเลย”
        “ไม่ยุ่งไม่ได้! มีอย่างที่ไหน..บังคับไม่ให้คนรักกัน”
        “ก็ถ้าคุณอุษาเขาเชื่อพี่น้องเขา”
        วิรงรองหัวเราะนัยน์ตาพราว “ตอนนี้ชักจะเริ่มไม่เชื่อแล้ว”
        อนิรุทธิ์พยักหน้าหงึกหงัก “สงสัยจะว่างมาก”
        “ใช่! ว่างมาก...แค่นี้นะ...วันนี้ยังไม่ได้โทรรายงานตัวกับคุณเลย คิดถึงนะจ๊ะ”
       วิรงรองปิดโทรศัพท์ แล้วกดใหม่
        “สวัสดีค่ะ คุณ”
      
       อดิศวร์ซึ่งยืนอยู่ตรงระเบียงหลังห้องทำงาน มองออกไปนอกหน้าต่างหันกลับมาช้าๆ สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
       ภาพเหตุการณ์ที่พิณทองเข้ามาร้องไห้ในห้องนี้ผุดขึ้นมา
       อดิศวร์ถอนใจยาว แล้วกดโทรศัพท์ แต่สายวิรงรองไม่ว่าง อดิศวร์เลยหงุดหงิด
       “คุยกับผู้ชายคนไหนอีกล่ะ”
       อดิศวร์เหมือนจะพลุ่งพล่านครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจเดินออกไป
      
       วิรงรองกำลังคุยกับคุณปราง ผู้เป็นมารดา น้ำตาเริ่มคลอด้วยความคิดถึง
        “หนูคิดถึงคุณมากเลยค่ะ...ได้ยินเสียงคุณแล้วหนูอยากกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้นวิรงรองหันไปมอง
       “เดี๋ยวหนูโทร.กลับ ใหม่นะคะ...คุณอุษามาเคาะประตู”
       วิรงรองปิดโทรศัพท์แล้วเดินไปเปิดประตูด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ด้วยนึกว่าเป็นอุษา
        “มีอะไร”
       สีหน้ายิ้มแย้มของวิรงรองเปลี่ยนเป็นแปลกใจ และไม่พอใจทันทีที่เห็นว่าเป็นลบถามด้วยน้ำเสียงหมางเมิน
       “มีธุระอะไรคะ”
       อดิศวร์เดินเข้ามาในห้องแล้วปิดประตู
        “ดิฉันไม่ชอบให้ทำอย่างนี้”
        “ปกติฉันก็ไม่ชอบ แล้วก็ไม่เคยทำ” อดิศวรย้อน
        “แสดงว่านี่ไม่ปกติ”
        “ใช่!...ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”
        วิรงรองตื่นเต้น “จะให้ฉันกลับบ้านแล้วใช่ไหมคะ”
        “เปล่า”
       วิรงรองมีสีหน้าเซ็งอย่างเดิมทันที
        “เธอต้องเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในห้องนี่สักพักหนึ่ง”
       วิรงรองเบิกตากว้าง
        “ข้าวปลาอาหารฉันจะให้อุไรเอาเข้ามาให้..แล้วถ้าเธอต้องการอะไร ก็บอกอุไร”
        วิรงรองขัดขึ้นทันที “อ้อ!... เดี๋ยวนี้คิดจะดัดแปลงห้องนี้เป็นคุกแล้วหรือคะ”
        อดิศวร์ออกอาการลำบากใจเล็กๆ “ก็แค่ระยะเดียวเองเท่านั้น”
        “วินาทีเดียวฉันก็ไม่ยอม! ฉันไม่ใช่นักโทษของคุณ”
        “คิดว่าฉันขอร้องก็แล้วกัน”
        วิรงรองเริ่มแปลกใจกับท่าทีและน้ำเสียงของอดิศวร์ “ทำไม”
        “ไม่ต้องถาม”
       อดิศวร์เดินไปที่ประตู แล้วหันมา..สีหน้าแววตาเด็ดขาดอย่างเดิม
        “ถ้าเธอไม่ยอม ฉันก็ต้องจำใจขัง” แล้วเปิดประตูแล้วเดินออกไปเลย
       วิรงรองเดินมากระชากประตูเปิดออก ก่อนที่อดิศวร์จะปิด
      
        วิรงรองตามอดิศวร์ออกมา พลางโวยลั่น “คิดหรือว่าฉันจะยอมให้คุณขัง”
        อดิศวร์เสียงเบาแต่เข้มจัด “ก็ลองดู”
        วิรงรองจ้องตาอดิศวร์เข้มไม่แพ้กัน “ใช่! ก็ลองดู”
       ประตู 2 ห้องเปิดออกพร้อมกัน ห้องอุษา และห้องพิณทอง โดยทั้งอุษาและพิณทองมีสีหน้าแปลกใจ
        “น้าลบคะ”
       วิรงรองหันไปมองตามเสียงช้าๆ พิชญ์ซึ่งยืนเคียงพิณทองอยู่เบิกตากว้าง ทั้งดีใจตื่นเต้นจนลืมตัวไม่คาดคิด
      
        จบตอนที่  4
ตอนที่ 5
      
       เวลานั้นแข้งขาวิรงรองไร้เรี่ยวแรง ร่างเซผงะไป 2-3 ก้าว ตามองพิชญ์ซึ่งตกใจไม่คาดคิดเช่นกัน พิชญ์ก้าวเข้ามาหาอย่างลืมตัว
      
       “พลับพลึง”
       อุษามองภาพนั้นเหมือนยังงงๆ ขณะที่พิณทองเหมือนเริ่มจะเข้าใจ
       อดิศวร์โอบไหล่วิรงรองไว้ทันที “คุณพิชญ์คงจำคนผิด นี่คุณวิรงรอง...เธอกับผมกำลังศึกษากันอยู่”
       พิชญ์มองหน้าวิรงรองเขม็ง “จริงหรือ พลับพลึง”
       วิรงรองช็อก เดินกลับเข้าห้อง แล้วปิดประตูโดยไม่พูดไม่จาในขณะที่พิณทองก็เดินกลับเข้าห้องไปเงียบๆ เช่นกัน
       พิชญ์ขยับจะตรงไปห้องวิรงรอง “พลับพลึง”
       อดิศวร์ขยับขวางไว้ทันที “ผิดห้องแล้ว ห้องนี้ของผม...ของคุณห้องนั้น”
       พิชญ์ถึงกับอึ้งไป
       “คุณควรจะเข้าไปอธิบายให้ภรรยาคุณเข้าใจ”
       “ขอผมพูดกับพลับพลึงก่อนได้ไหม”
       “ไม่ได้”
       อดิศวร์มองพิชญ์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เอาจริงเอาจัง
       “คุณไม่ควรทำให้คุณพิณเสียใจ ! อีกอย่างวิรงรองกับผมกำลังดูใจกันอยู่”
       “ผมไม่เชื่อ”
       “ก็ช่วยไม่ได้”
       พิชญ์จ้องตาอดิศวร์เขม็ง ขบกรามแน่น แล้วเดินกลับไปเปิดประตูเข้าห้องไป
       อดิศวร์หันกลับมา สบตาอุษาเข้าพอดี อุษาสะดุ้งเฮือก
       “ถ้ามีใครถาม ก็ให้ตอบตามนี้”
       อุษาพึมพำแทบไม่มีเสียง “ค่ะ”
       อดิศวร์เดินไปทันที อุษายกมือลูบหน้า
       “นี่มันเรื่องอะไรกัน”
      
       สองคนกลับเข้าห้องห้องพิชญ์เรียกชื่อออกมา
       “พิณทอง”
       พิณหันกลับมา น้ำตาคลอ “ผู้หญิงคนนั้นคือคนรักเก่าของคุณ”
       พิชญ์นิ่งอย่างยอมรับ
       “คุณยังรักเขา...พิณเห็นสายตาคุณ”
       พิชญ์ลงนั่ง “แต่คุณก็ได้ยินที่น้าลบพูดแล้ว” ประโยคต่อมาพิชญ์บอกอย่างขมขื่น “เขากำลังศึกษากันอยู่”
       “เสียดายเขามากใช่ไหมคะ” พิณทองเจ็บปวดในใจ
       “อย่าสนใจความรู้สึกของผมเลย”
       พิณทองหยิบหมวก แล้วเดินไปที่ประตู
       “พิณจะไปไหน”
       “ไปอยู่คนเดียวเงียบๆ...พิณต้องอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่อย่างนั้น...”
       พิณทองน้ำตาร่วงพรู แล้วรีบเปิดประตูเดินออกไป พิชญ์ทิ้งตัวลงนั่ง สีหน้าแววตาทั้งสับสนปนกลัดกลุ้ม
      
       ด้านวิรงรองร้องไห้ด้วยความคับแค้นใจ
       “เขาต้องรู้ ต้องรู้แน่ๆ คนอะไรร้ายกาจที่สุด วางแผนได้ชั่วร้ายที่สุด”
       วิรงรองสะอึกสะอึ้นอยู่อย่างนั้น
      
       ตรงบริเวณมุมสวยนอกตัวบ้าน บรรยากาศร่มครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุยืนยาว พิณทองเดินเข้ามาในบริเวณนั้น พลางถอดหมวกออก ทรุดตัวลงนั่ง น้ำตาที่เหือดแห้งไป กลับไหลออกมาอีก
       ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ ผุดเข้ามาในห้วงความคิด โดยเฉพาะปฏิกิริยาของพิชญ์ที่พบวิรงรองโดยไม่คาดคิด
       ภาพเหล่านั้นเลือนหาย พิณทองร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บปวดขมขื่น
       สักพักหนึ่ง อดิศวร์เดินเข้ามา มองหลานอย่างสงสารจับใจครู่หนึ่ง
       “ก็อย่างที่น้าลบเคยพูด...วิรงรองเป็นอดีตของพิชญ์ไปแล้ว !
       พิณทองเงยหน้าขึ้น “น้าลบไม่เห็นสายตาของพิชญ์ที่เขามองหรือคะ พิชญ์ยังรักเขาอยู่ พิณไม่น่าเชื่อคุณแม่ เชื่อคุณป้าแต่งงานกับพิชญ์เลย...ถ้าย้อนเวลากลับไปได้...” พิณทองสะอึ้นฮักๆ
       อดิศวร์เดินมาใกล้แล้วโอบไหล่พิณทองไว้
       “ในเมื่อเราย้อนเวลากลับไปไม่ได้... เราก็ต้องหันกลับมามองปัจจุบันแล้วทำทุกอย่างให้ดีที่สุด”
       “พูดง่ายนะคะ แต่มันทำยากมาก”
       “ตอนนี้คุณพิณกำลังตกใจ กำลังทุกข์ ก็เลยคิดอย่างนั้น ต้องรอให้เวลาผ่านไปอีกสักพักหนึ่ง...อย่าลืมว่าเขากับน้าลบกำลังคบกัน
       พิณทองมองน้าอย่างเพ่งพิศ “พิณถามจริงๆ แล้วก็อยากให้น้าลบตอบจริงๆ...น้าลบรู้เรื่องนี้มานานแล้วใช่ไหมคะ”
       “ก็...บังเอิญรู้ไม่นานนัก”
       “น้าลบก็เลยตัดสินใจช่วยพิณ...โดยพา...ผู้หญิงคนนั้นมาที่นี่ ...น้าลบคบกับเขาก็เพื่อพิณ”
       อดิศวร์เมินมองไปอีกทาง
       “มันก็...ไม่เชิง”
       “ที่พิณถามนี่ก็เพราะคิดว่า มันไม่ยุติธรรมสำหรับเขา”
       อดิศวร์เบือนกลับมามองพิณเอ็นดู “จนอย่างนี้ แล้วยังจะเป็นห่วงความรู้สึกเขาอีก”
       พิณทองส่ายหน้า “พิณรู้ว่า...การอยู่กับคนที่ไม่รักเรามันทรมานมาก”
       “น้าลบขอโทษที่ทำให้คุณพิณต้องทุกข์ใจ...ถ้าคุณพิณอยากจะกลับ”
       “พิณคงกลับเร็วๆ นี้ไม่ได้...พิณไม่อยากให้คุณแม่ไม่สบายใจ”
       “ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่คุณพิณ...น้าลบจะให้เขาย้ายมาอยู่ปีกเดียวกับน้าลบ”
       “ไม่ต้องค่ะ”
       “น้าลบสั่งไปแล้ว...อย่างน้อยคุณพิณอาจจะรู้สึกดีขึ้น”
       พิณทองนิ่งงันไป
       อดิศวร์จูงพิณทองเดินกลับบ้านช้าๆ โดยดึงหมวกไปสวมให้
      
       สองสาวอยู่ในห้องด้วยกัน วิรงรองพูดอย่างซังกะตาย “จะเอาวิไปอยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นค่ะ ให้ไปอยู่นอกบ้านก็ได้! เพราะวิมันไม่มีชีวิตจิตใจ”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ...พี่คิดว่าคุณลบไม่อยากให้ทั้งคุณวิแล้วก็คุณพิณทองต้องกระทบกระเทือนจิตใจ”
       วิรงรองแค่นหัวเราะ “คงแค่พิณทองคนเดียวกระมังคะ” แล้วลุกขึ้นเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อผ้าออกมา
       “มาค่ะ ! พี่ช่วย” อุษาช่วยจัดกระเป๋าให้ “ห้องทางโน้นที่คุณวิจะไปอยู่ก็เหมือนห้องนี้เลยค่ะ เพียงแต่ว่าโต๊ะเครื่องแป้งอยู่คนละด้าน ...แต่พี่สั่งให้เขาย้ายให้เหมือนห้องนี้แล้ว คุณวิจะได้รู้สึกเหมือนเดิม”
       “แล้วแต่พี่อุษาเถอะค่ะ”
       ทั้ง 2 ช่วยกันจัดเสื้อผ้าเงียบๆ
      
       อุษาเดินลงมาชั้นล่างจะไปรายงานอดิศวร์ที่ห้องทำงาน แสงแขซึ่งรออยู่บริเวณนั้นรีบเดินตรงมาอย่างหงุดหงิดกังวล
       “พี่อุษา”
       อุษาหันมามอง
       “เกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณลบให้นังนั่นมันย้ายมาอยู่ห้องติดๆ กันด้วย”
       “เธอต้องไปถามคุณลบเอาเอง”
       “แต่แขถามพี่อุษา”
       “งั้นพี่บอกได้เลยว่า พี่ไม่รู้...เมื่อคุณลบมีคำสั่งมา...พี่ก็ทำตาม”
       “แขไม่เชื่อว่าพี่อุษาไม่รู้”
       “ถ้าอย่างนั้นก็จนใจ...พี่ต้องไปรายงานคุณลบแล้ว”
       อุษาเดินไป แสงมองตามอย่างหงุดหงิด
       “ไม่ง้อก็ได้”
      
       ที่พึ่งของแสงแขคือท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์
       พอได้ฟังท่านผู้หญิงก็มีสีหน้าถมึงทึง “อะไรนะ ตาลบน่ะเรอะให้นังผีนั่นย้ายไปอยู่ห้องติดกัน”
       “ค่ะ...แขคิดว่า บางที อาจจะไม่ใช่ความคิดของคุณลบหรอกค่ะ คุณลบไม่ใช่คนอย่างนั้น นังวิรงรองน่ะ มันมารยาเก่งนะคะ ทำหงิมๆ ติ๋มๆ...แต่ร้ายลึก” แสงแขใส่ไฟ
       “ไปตามตาลบมา”
       “เอ้อ...คุณย่าขา คุณย่าอย่าบอกคุณลบนะคะ ว่าแขเป็นคนมารายงานคุณย่า”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ฉุน จนหลุดปาก “เอ๊ะ นังคนนี้ แกคิดว่าฉันโง่นักเรอะ เฮอะ ถ้าฉันโง่ละก็ ...นังนั่นไม่ได้ระเห็จขึ้นไปตายอยู่บนนั้นหรอก”
       แสงแขงง “ใครหรือคะ”
       “ไม่ต้องมาสาระแนอยากรู้ ไปตามตาลบมา”
       “ค่ะ”
       แสงแขคลานออกไป
       “ฉันไม่มีวันยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเด็ดขาด”
       หญิงชราคำราม
      
       แสงแขเดินออกมา ท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัวเปลี่ยนเป็นเริดเชิดทันที ขณะเรียกอุไรซึ่งรออยู่
       “มานี่ซิ”
       อุไรรีบเดินมายืนค้อมตัวข้างหน้า
       “คุกเข่าลงซิยะ! ยืนทื่ออยู่ได้” แสงแขวางอำนาจ
       อุไรงง “คุกเข่าหรือคะ”
       “เออ! แล้วก็รู้ไว้ด้วยว่า แกกำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าคุณผู้หญิงคนต่อไปของโดมทอง”
       “ยังงั้นเชียวหรือคะ” อุไรสงสัยหน้าตาย
       “ใช่...ไปเชิญคุณลบมาพบท่านผู้หญิงเดี๋ยวนี้”
       “ค่ะ”
       อุไรรีบลุกเดินไป ด้วยสีหน้ายังไม่หายมึนงง ส่วนแสงแขเชิดหน้าอย่างภาคภูมิแล้วเดินกลับเข้าห้องท่านผู้หญิงไป
      
       อดิศวร์ ศิโรดม ยืนหันหลังอยู่ระเบียงหลังห้องขณะถามอุษา
       “เขาบ่นอะไรบ้างหรือเปล่า”
       อุษานิ่งไป ท่าทางอึดอัด
       อดิศวร์หันกลับมามอง “ว่าไง”
       “เอ้อ...” อุษาไม่อยากพูด
       “อุษา” อดิศวร์คาดคั้นเสียงเข้ม
       “คุณวิรงรองบอกว่า จะให้เธอไปอยู่นอกบ้านก็ได้ เพราะเธอไม่มีชีวิตจิตใจค่ะ”
       อดิศวร์นิ่งไป พอดีมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ
       “ใครอีกล่ะ...” อดิศวร์หงุดหงิด เว้นไปนิด “เข้ามา”
       ประตูเปิดออก อุไรเดินตัวลีบเข้ามา
       “ว่าไง” อดิศวร์ถามเสียงขุ่น
       “ท่านผู้หญิงให้มาเชิญคุณลบไปพบค่ะ”
       อดิศวร์หงุดหงิดทันที “ใครปากสว่างไปรายงานอะไรอีกล่ะ”
       “อุไรเปล่าค่ะ”
       “ฉันไม่ได้ถาม” อดิศวร์เสียงเขียว
       อุไรงง “อ้าว”
       อดิศวร์เดินออกไปท่าทางหงุดหงิด
       อุไรรีบเข้ามากระซิบอุษา “สงสัยจะเป็นคุณแสงแขค่ะ”
       อุษาเบือนหน้ามามอง สีหน้านิ่งเฉยเรียบสนิท อุไรทำหน้าเจื่อนๆ อุษาเดินออกไป อุไรรีบตาม
      
       อดิศวร์เปิดประตูเดินเข้ามาในห้องท่านผู้หญิง เห็นแสงแขกำลังนวดเฟ้นให้ท่านผู้หญิงสรรักษ์อย่างตั้งอกตั้งใจ
       ชายหนุ่มเดินมาที่เตียง แสงแขลงมาอย่างเรียบร้อย แล้วเดินออกไปอย่างสงบเสงี่ยม
       อดิศวร์จับมือหญิงชรา “คุณย่าจะให้ผมทำอะไรหรือครับ”
       “ลบไม่รักย่าแล้วใช่ไหม” น้ำเสียงผู้เป็นย่าน้อยอกน้อยใจสุดๆ
       “ทำไมคุณย่าพูดอย่างนั้นล่ะครับ”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์จ้องหน้าหลานเขม็ง “เพราะลบไม่เชื่อฟังย่า! ลบให้นังผีพลับพลึงย้ายไปอยู่ห้องใกล้ๆ ลบ”
       สีหน้าอดิศวร์เคร่งขรึมลง “ใครเอาเรื่องนี้มาฟ้องคุณย่าหรือครับ”
       “โอ๊ย! บ่าวไพร่เยอะแยะไป! อย่าคิดว่าย่าหูป่าตาเฟื่อน”
       “ใครที่เอาเรื่องร้อนหูร้อนใจมาบอกคุณย่า จะอยู่บ้านนี้ไม่ได้” อดิศวร์พูดเสียงแข็ง
       “อย่าพาลนะลบ คนที่มาบอกสมควรจะได้รับการยกย่อง เพราะเขาจงรักภักดีกับย่า ถ้าลบไล่เขาไปเราก็คงต้องขัดใจกัน”
       อดิศวร์นิ่งงันไป
       “เป็นความจริงใช่ไหม”
       “ครับ”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์น้ำตาไหลริน มือไม้เริ่มเกร็ง
       “คุณย่าครับ”
       “ออกไป”
       “ผมมีเหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้น”
       “เหตุผลที่อยากจะได้มันใช่มั้ย ลบนะลบ ย่าขอแค่นี้ทำไมให้ย่าไม่ได้! ผู้หญิงมากมายก่ายกอง ลบจะแต่งกับใครย่าไม่ว่า จะเป็นยาจกเข็นใจ ย่าก็ทำใจยอมรับได้ ! ยกเว้นนังพลับพลึงคนนั้นคนเดียว”
       “เขาชื่อวิรงรองครับ...ไม่ใช่พลับพลึง”
       “จะชื่ออะไรก็แล้วแต่ แต่มันเป็นคนๆ เดียวกัน”
       “เป็นไปไม่ได้ ที่คน 2 คนจะเหมือนกันขนาดนั้น โดยที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวดองกันเลย”
       “อย่าเถียงย่า! ถ้าไม่เชื่อ...”
       ท่านหยุดชะงักเหมือนนึกได้
       “ทำไมหรือครับ” อดิศวร์ถาม
       ท่านผู้หญิงเลี่ยงไปพูดอย่างอื่น “เชื่อย่าซิ ย่าไม่มีวันลืมมันเลย”
       อดิศวร์นิ่ง ท่านผู้หญิงมองหน้าหลานชายอย่างครุ่นคิด
      
       ประตูเปิดออก อดิศวร์ก้าวออกมาแล้วปิดเบาๆ แสงแขซึ่งรออยู่ด้วยความกระวนกระวายรีบเดินตรงมาหา
       “คุณลบคะ”
       อดิศวร์ไม่มองแสงแขแม้แต่หางตา เดินเลยไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
       แสงแขรีบเร่งฝีเท้าตาม “แขไม่รู้เรื่องเลยนะคะ...คุณลบ”
       อดิศวร์หยุดเดินและหันมามองด้วยสีหน้าเย็นชา “เธอไม่รู้เรื่องอะไร”
       แสงแขชะงัก..อึกอักหลบตาด้วยรู้ตัวว่าพลาดไปถนัด
       อดิศวร์เสียงเข้มขึ้น “เธอไม่รู้เรื่องอะไร”
       “เอ้อ...ไม่รู้เรื่องที่คุณย่าพูดกับคุณลบน่ะค่ะ คือ...แขเห็นคุณลบเดินหน้าบึ้งออกมา ก็..เลยเดาเอาเองว่า..คง..คงเป็นเรื่องไม่ค่อยดี”
       “พี่รักและเคารพคุณย่าก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องหลับหูหลับตาทำตามที่ท่านต้องการทุกอย่าง! และคุณย่าก็รู้จักพี่ดีจนไม่คิดจะบังคับพี่”
       อดิศวร์เดินไปทันที
       แสงแขมองตาม น้ำตาคลอด้วยความคับแค้นใจ
      
       2 สาวบ่าวนายเดินตามกันมา จนดูว่าห่างจากตัวบ้านและผู้คนตามสมควร
       แสงแขหันกลับมาหาโอบอ้อม “แกรู้จักใครที่พอจะไว้ใจได้มั้ย”
       “ทำไมหรือคะ”
       “ฉันจะให้มันทำงานสำคัญ! แต่ต้องเก็บความลับได้นะ!”
       “พี่ชายโอบค่ะ! ชอบโทร.มา...” ชะงัก เมื่อนึกได้
       “แกมีโทรศัพท์” สงแขมองเขม็งจับผิด
       โอบยิ้มแห้งๆ
       “รู้ใช่มั้ยว่า คุณย่ากับคุณลบห้ามทุกคนมีโทรศัพท์”
       “ก็แหม..โอบต้องติดต่อไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของพ่อแม่พี่น้องญาติโกโห...”
       แสงแขสวนออกมา “ล้นจริงแกนี่”
       “คุณแขจะให้พี่อ๊อดมาพบเมื่อไหร่คะ”
       “มาที่นี่ไม่ได้! ฉันจะไปพบกับเขาเอง”
       “เมื่อไหร่ดีคะ”
       แสงแขนัยน์ตาเป็นประกายวาววับด้วยความมาดหมายขณะบอก “พรุ่งนี้เช้า”
      
       ค่ำแล้ว เกลียวคลื่นลูกใหญ่ซัดสาดเข้าสู่ฝั่งค่อนข้างแรงด้วยกระแสลม ทำให้ทั่วบริเวณดูค่อนข้างน่ากลัว
       ทิวมะพร้าวโอนเอนตามแรงลมเช่นกัน
       บนท้องฟ้า..สายฝนกระจายไปทั่ว...พร้อมแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ
       ทุกคนอยู่ภายในห้องอาหาร ประจำที่ยกเว้นวิรงรองโดยมีโอบคอยเสิร์ฟ
       พิณทองเบือนหน้ามาทางอดิศวร์โดยทุกคนไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว “คุณวิรงรองล่ะคะ”...น้าลบ”
       สีหน้าทุกคนนิ่งอึ้งกันไปหมด
       “คุณวิทานแล้วค่ะ” อุษาบอก
       “อ้าว...ทำไมอย่างนั้นล่ะ..ปกติเธอเคยมาทานพร้อมกันหรือเปล่า” พิณทองว่า
       ทุกคนอึ้งกันไปอีก
       พิชญ์เรียกเบาๆ เป็นเชิงเตือน “พิณ”
       พิณทองมองหน้าอดิศวร์ “คะ..น้าลบ”
       พิชญ์แตะแขนพิณทอง เสียงยังเบาแต่เข้มขึ้น “พิณทอง”
       พิณทองผินหน้ามาทางพิชญ์ “พิณต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่เคยเป็นค่ะ...ไม่อยากให้เรามาเปลี่ยนแปลงอะไร” แล้วหันมามองน้าชาย “พิณเดาว่าก่อนหน้าที่พิณจะมา คุณวิรงรองจะต้องลงมาทานข้าวพร้อมกันใช่ใหมคะ”
       แสงแขตอบแทนอดิศวร์ “เขาก็ลงมาบ้าง ไม่ลงมาบ้างค่ะ เอาแน่อะไรไม่ได้”
       “แต่พิณไม่เคยเห็นเขาลงมาร่วมโต๊ะเลยนะคะ”
       “ทานข้าวเถอะ คุณพิณ...ทุกคนเขาหิวกันแล้ว..รวมทั้งน้าลบด้วย”
       อดิศวร์เริ่มกิน ทุกคนทำตาม โดยพิณทองยังคงมีสีหน้าติดใจในเรื่องที่พูดอยู่
      
       ด้านวิรงรองยืนมองออกไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้า ซึ่งฝนเริ่มตกลงมาปรอยๆ แล้ว ยืนมองเหม่ออยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง แล้วเดินกลับมาทรุดลงนั่งบนเตียงน้ำตารึ้นขึ้นมาอีก คิดถึงมารดาจับใจ
       “คุณขา..หนูคิดถึงคุณจังเลย”
       สีหน้าของวิรงรองดูเศร้าโศกและว้าเหว่เหลือแสน
      
       หลังมื้อค่ำ ภายในห้องนั่งเล่นเวลานั้น สายฝนตกกระทบหน้าต่างกระจก อดิศวร์เดินนำคนทั้ง 2 เข้ามาแต่ละคนสีหน้าเคร่งขรึม
       “นั่งซิ…”
       พิชญ์ลงนั่งใกล้ๆ พิณทอง แต่พิณทองลุกไปนั่งเก้าอี้อีกตัว พิชญ์ลอบถอนใจกึ่งหงุดหงิดกึ่งรำคาญ
       “น้าลบอยากจะเคลียร์เรื่องวิรงรอง”
       พิณทองปรายตามองพิชญ์แว่บหนึ่ง “ดีค่ะ!..พิณเองก็ไม่อยากมีอะไรค้างคาใจ”
       “เรา 2 คน...น้าลบกับเขาอยากจะเริ่มชีวิตใหม่ด้วยกัน”
       พิชญ์ก้มหน้า คับแค้นใจขบกรามแน่น
       “วิรงรองเองก็อยากจะลืมเรื่องที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น น้าลบไม่อยากให้คุณพิณรื้อฟื้นขึ้นมาอีก” คราวนี้หันไปมองพิชญ์ “คุณด้วยคุณพิชญ์...อะไรที่ผ่านมาแล้ว ก็ขอให้ผ่านเลย...อย่าจมอยู่กับอดีต..ชีวิตเราทุกคนต้องดำเนินต่อไป”
       “ผมยังข้องใจอยู่อย่างนึง! แล้วก็คิดว่าพิณเองก็เหมือนกัน” พิชญ์เอ่ยขึ้น
       “ผมยินดีตอบทุกข้อ”
       “ทำไมเรา 2 คนถึงต้องมาเจอกับพลับ...เอ้อ ... วิรงรองที่นี่!... มันเป็นความตั้งใจของน้าลบหรือเปล่า”
       อดิศวร์สบตาพิชญ์ “ครอบครัวผมกับครอบครัวคุณป้าสุรภีซึ่งเป็นแม่บุญธรรมของวิรงรองสนิทกันเหมือนญาติ...ท่านคอยส่งพยาบาลมาดูแลคุณย่า จนกระทั่งวิรงรองมีเรื่องไม่สบายใจมาก...คุณแม่เขาปรึกษากับคุณป้าสุรภี แล้วตกลงใจ ให้มาอยู่ที่นี่เพื่อให้ลืมเรื่องที่กรุงเทพฯ แล้วก็ช่วยดูแลคุณย่าไปด้วย”
       พิณทองมีสีหน้าแววตาอ่อนลงเล็กน้อยขณะถาม “หมายความว่า..เขาเป็นฝ่ายตัดสินใจหนีมา”
       “ใช่!”
       พิชญ์ดูสะเทือนใจ
       “เขาไม่ได้คิดจะต่อสู้เลยด้วยซ้ำ”
       “ผมขอตัวก่อนนะครับ”
       พิชญ์เดินออกไปเงียบๆ พิณทองมองตามแล้วเบือนหน้ากลับมา
       “พูดแล้ว..พิณดูเหมือนนางมารร้าย ขณะที่วิรงรองเหมือนนางฟ้าเลยนะคะ”
       “ไม่ใช่อย่างนั้น...ที่น้าลบเล่าให้ฟังก็เพราะอยากให้คุณพิณสบายใจ”
       พิณทองน้ำตาคลอ “พิณคงไม่มีวันสบายใจไปได้หรอกค่ะ”
       “งั้นคุณพิณก็ควรจะกลับไป”
       “ไม่ค่ะ!...มันเจ็บมากนะค่ะที่ต้องเห็นสามียังอาลัยอาวรณ์คนรักเก่าอยู่ แต่พิณก็ต้องการให้เรา 2 คน เผชิญหน้ากับความรู้สึกเหล่านั้น..ซึ่งอาจเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาให้หายได้” พิณทองเว้นไปนิดหนึ่ง “หรือไม่ก็ให้มันตายไปเลยเพราะยังดีกว่าทนทรมานอยู่กับความหวาดระแวงและความไม่แน่ใจ”
       อดิศวร์ยิ้มพอใจ “คุณพิณคิดถูกแล้ว! หลานสาวของน้าลบเก่งมาก”
       พิณทองหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
      
       ด้านนอกโดมทองฝนยังคงตกอยู่ ในขณะที่พิชญ์เดินเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลง พิชญ์เดินช้าๆ มาเอนตัวลงนอน...เหม่อมองเพดานเศร้าๆ
       “ถ้าคนเรารักกันจริง ทำไมจะต้องยอมเสียสละถึงขนาดนั้น”
       “เขาไม่ได้คิดจะต่อสู้เลยด้วยซ้ำ” เสียงอดิศวร์ดังก้องในหู
       สีหน้าพิชญ์เศร้าสร้อยน้ำตารึ้นขึ้นมา นัยน์ตามองดูชื้นๆ ด้วยความสะเทือนใจสุดๆ
       “หรือว่า...พลับพลึงไม่ได้รักผมเลยถึงได้เปลี่ยนใจเร็วนัก”
      
       ส่วนอดิศวร์พาพิณทองเดินมาถึงบริเวณหน้าห้องวิรงรอง
       “ห้องนี้หรือคะ”
       “ใช่! ส่วนนี่ห้องน้าลบ” อดิศวร์ชี้ที่ห้องตัวเอง “แน่ใจนะว่าพร้อมแล้ว”
       พิณทองรับคำหนักแน่น “ค่ะ”
       อดิศวร์เคาะประตูเบาๆ
      
       วิรงรองลุกขึ้นนั่ง และลุกเดินไปที่ประตู
       “ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ”
       “ฉันเองค่ะ...พิณทอง”
       วิรงรองชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเปิดประตู เห็นพิณทองยืนอยู่
       “ขอเข้าไปข้างในหน่อยได้ไหมคะ”
       วิรงรองไม่ได้พูดอะไร แต่เบี่ยงตัวให้
       “ขอบคุณ”
       พิณทองเดินเข้าห้องมาวิรงรองปิดประตู อดิศวร์ยืนอยู่หลังประตูขณะที่ประตูปิดลง
      
       2 คนยืนมองกันนิ่งๆ ราวกับจะประเมินกัน แต่ไม่มีท่าทีท้าทาย
       วิรงรองขยับตัว “มีอะไรหรือคะ”
       พิณทองขยับตัวเช่นกัน “ฉันอยากมาขอโทษ”
       “เรื่องอะไรคะ”
       “ก็...ที่เข้าใจผิดคิดว่า คุณยังไม่เลิกติดต่อกับพิชญ์”
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       ทั้ง 2 นิ่งกันไปอีก มีแต่เสียงลมเสียงฝนจากภายนอกดังซ่าๆ
       ในที่สุดพิณทองก็เดินไปที่ประตู มือจับลูกบิด แล้วนึกได้ หันกลับมา
       “น้าลบเป็นคนดี...เป็น Prince charming ...ฉันดีใจกับคุณด้วย”
       พิณทองเปิดประตูเดินออกไป วิรงรองซึ่งยืนอึ้งไม่คาดคิด เริ่มรู้สึกตัว บ่นบ้าด้วยความหมั่นไส้
      
       “จะบ้าเหรอ...Prince charming ที่ไหน! ท่านเคาท์แดร็คคูล่าน่ะซิไม่ว่า”
      
       อดิศวร์ซึ่งรออยู่แล้วที่หน้าห้องพาพิณทองเดินออกมาที่เฉลียง ซึ่งมีหลังคายาวกันฝน
        
        “ท่าทางเขาหยิ่งไม่ใช่เล่นนะคะ”
        “เขาว่ายังไงบ้างล่ะ”
        “พิณขอโทษเขาที่เข้าใจผิด เขาก็แค่บอกว่าไม่เป็นไร” พิณทองเว้นจังหวะพูดนิดหนึ่ง “แต่ก่อนจะออกมา พิณไม่ลืมอวยให้น้าลบด้วยนะคะ”
        “อวยอะไร”
        “พิณบอกว่าน้าลบเป็นคนดี...เป็น Prince charming”
        “เขาคงสวนในใจว่า เป็นซาตานมากกว่า” อดิศวร์รู้ทัน
        “โอ๊ย ถ้าซาตานเหมือนน้าลบ ผู้หญิงคงสมัครเป็นสาวกกันเยอะ อย่างน้อยก็คุณแสงแขคนหนึ่งละ” พิณทองเย้า
        “อย่าเอาแสงแขเข้ามาเกี่ยว น้าลบไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด”
        “แล้วคุณวิรงรองล่ะคะ”
        “มัวแต่มาล้อเรื่องน้าลบ...แล้วเรื่องของตัวเราเองล่ะ” อดิศวร์เปลี่ยนเรื่อง
        สีหน้าพิณทองค่อยๆ สลดลง ส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ทราบซิคะ...อาจจะลงเอยไม่ดีนักก็ได้”
        “คุณพิณรักเขาหรือเปล่า”
       พิณก้มหน้าลงขณะพยักหน้า
        “ถ้าอย่างนั้นก็จงรักษาชีวิตแต่งงานไว้ให้ยืนยาวที่สุด”
       พิณทองเงยหน้าขึ้น พลางทอดถอนใจ นัยน์ตาที่มองพิณทองดูเศร้าหมอง
      
       พิชญ์เดินมาเปิดประตู พิณทองเดินเข้ามา แล้วพิชญ์จึงปิดประตูลง พยายามทำสีหน้าให้แจ่มใสราวกับไม่ได้มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจก่อนหน้านี้
        “คุยอะไรกับน้าลบนานจัง”
        “ก็คุยเรื่อยๆ น่ะค่ะ”
       เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น พิณเดินไปหยิบขึ้นมาดู รับสายบิดารัฐมนตรีพจน์ด้วยสีหน้าแจ่มใส “สวัสดีค่ะ คุณพ่อขา”
       พิชญ์ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ พจน์
        “สบายดีหรือลูก” พจน์ซึ่งอยู่คฤหาสน์ในกรุงเทพฯ ถาม
        “ค่ะ ..... คุณพ่อล่ะคะ”
        “ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ หนูล่ะ โดมทองเป็นยังไงบ้าง”
        พิณทองอึ้งไปครู่หนึ่ง “ก็ดีค่ะ”
        ท่านรัฐมนตรีจับน้ำเสียงและความผิดปกติได้ “พิณทอง...มีอะไรหรือลูก”
       พิณทองกำโทรศัพท์แน่น แล้วเสียงสั่นเครือ “คุณพ่อ...”
      
       คุณหญิงแว่นแก้วกำลังลองตุ้มหูคู่ใหม่อยู่หน้ากระจก ขณะที่สามีเดินเข้ามาหา
        “สวยไหมคะ”
        พจน์พูดอย่างฉุนเฉียว “เพราะคุณคนเดียว”
        แว่นแก้วงวยงง “อะไรอีกล่ะ”
        “รู้หรือเปล่าว่า พิณทองไปเจอใครที่โดมทอง”
        “ก็เจอท่านผู้หญิง...ตาลบ” คุณหญิงว่า
        “คู่รักเก่าตาพิชญ์”
        แว่นแก้วได้ฟังก็ตกใจ “อะไรนะ”
        “ผมเตือนคุณแล้วว่าอย่าบังคับลูก แล้วเป็นไง นายพิชญ์นั่นยังลืมคนรักเก่าไม่ได้...คนที่ต้องเสียใจช้ำใจก็คือพิณทอง” รัฐมนตรีพจน์ด่าภรรยา
        “แล้วแม่นั่นมันไปเสนอหน้าอยู่ที่นั่นได้ยังไง” แว่นแก้วโมโห
        “เขาไปช่วยดูแลท่านผู้หญิง”
        “จะไปจับตาลบมากกว่า พอพิชญ์หลุดมือ ก็ต้องรีบหาผู้ชายคนใหม่แทน นังคนนี้มันมารยาสารพัด ฉันต้องเตือนตาลบ”
       แว่นแก้วเดินมาหยิบโทรศัพท์ พจน์ดึงเอาไว้ “คุณจะทำอะไร”
        “โทร. หาตาลบ”
        “ลบน่ะช่างเถอะ เขาเป็นผู้ใหญ่ขนาดนั้นคงไม่ถูกผู้หญิงหลอกง่ายๆ ยัยพิณนี่ซิ ร้องห่มร้องไห้ ผมบอกให้กลับก็ไม่ยอม”
        “งั้นเราก็ไปรับ”
        “ไม่มีประโยชน์ แกบอกว่า จะจัดการเองด้วยวิธีของแก”
       แว่นแก้วเดินกลับไปกลับมาอย่างใช้ความคิด
        “ผมบอกแล้ว...ให้เขาลองศึกษากันก่อน”
        “มัวแต่ศึกษา แม่นั่นจะได้คว้าพิชญ์ไปน่ะซีคะ คุณพี่วัชรีไม่มีทางยอมหรอก”
        “แล้วเป็นไงล่ะ” พจน์ย้อนเอา
        “ฉันจะลองปรึกษาคุณพี่ดู” แว่นแก้วบอก
      
       ทางด้านพิชญ์อาบน้ำแต่งตัวแล้ว ถอนใจเฮือก ขณะทรุดตัวลงนั่ง
        “กลับกรุงเทพฯ กันดีกว่า”
        “ไม่ค่ะ พิณตั้งใจไว้แล้ว”
        “แล้วคุณก็ต้องมานั่งร้องไห้ฟ้องคุณพ่อ คุณแม่เป็นเด็กๆ” พิชญ์ต่อว่า
        พิณทองเบิกตากว้าง “พิณไม่ได้ฟ้อง! แต่พิณไม่เคยมีความลับกับคุณพ่อคุณแม่”
        “คุณโตแล้ว...มีครอบครัวแล้ว..บางอย่างที่จะทำให้ผู้ใหญ่ ไม่สบายใจก็ไม่ควรจะเล่า”
        “พูดเอาแต่ได้”
       พิณทองฉุนเดินไปที่ประตู
        พิชญ์ร้องถาม “นั่นจะไปไหน”
        “ไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ห้องนี้”
       พิชญ์จับแขนไว้ สีหน้าแววตาดุๆ
        “แล้วคนอื่นเขาจะคิดยังไง มีเหตุผลบ้างซิ”
        “ปล่อย”
        พิชญ์ไม่ยอม “มานี่”
       พิชญ์จับพิณมากดให้ลงนั่งบนเตียง
        “ถ้าจะเป็นอย่างนี้ละก็ กลับบ้านดีกว่า”
        พิณทองเชิดหน้าดื้อดึง “พิณไม่กลับ”
        “แล้วเราจะต้องมานั่งทะเลาะกันอย่างนี้หรือ”
       พิณทองนิ่งงันไป
        “พิณทอง” พิชญ์เรียกเสียงอ่อนโยน
       พิณทองลุกเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วหยิบชุดนอนเดินเข้าห้องน้ำไป
      
       คุณหญิงวัชรีอยู่ในห้องนอน คุยกับคุณหญิงแว่นแก้วซึ่งอยู่ในห้องรับแขก
        “ตายแล้ว! มีเรื่องอย่างนี้ด้วยเหรอ”
        “นั่นซิคะคุณพี่...โลกมันกลมจริงๆ...แล้วนี่จะทำยังไงกันดี”
        “ใจเย็นๆ ก่อน พี่จะจัดการเอง”
       สีหน้าวัชรีมุ่งมั่นมาดหมาย
      
       บรรยากาศยามเช้าของบริเวณภายนอกตัวบ้านวิรงรองแสนสดใส ผิดกับภายในที่ทั้ง 2 คนนั่งเผชิญหน้ากัน โดยมีน้ำท่าและพายไก่อยู่บนโต๊ะรับแขกตรงหน้าวัชรี แต่วัชรีเชิดหน้า ท่าทางไม่เป็นมิตรเอาเลย
        “คุณต้องเอาลูกสาวออกมาจากที่นั่น”
        “ขอประทานโทษค่ะ แล้วจะให้ดิฉันพาแกไปไว้ที่ไหนล่ะคะ! อยู่ที่บ้านก็ไม่ได้ เพราะลูกชายคุณรู้จัก...อุตส่าห์ส่งไปเสียไกล ลูกสะใภ้คุณยังอุตส่าห์ไปเกี่ยวดองกับเจ้าของบ้านเข้าอีก! นี่ดิฉันก็เริ่มจะรำคาญใจเหมือนกันแล้วนะคะ” ปรางบอก
        “จะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ นอกจากสองแห่งนี่”
        “ก็ต้องขอประทานโทษอีกครั้งนึงค่ะ...ดิฉันกับลูกสาวไม่รับคำสั่งใคร”
        “ถ้าฉันจะเซ็นเช็คให้” วัชรีวางอำนาจใส่
        “เช็คก็ไม่รับ...คำสั่งก็ไม่รับเหมือนกัน! ถึงเราจะไม่ร่ำรวยเท่าพวกคุณแต่ก็ไม่ได้ยากจนเข็ญใจ”
        “งั้นต้องการอะไรก็บอกมา”
        “ต้องการให้คุณออกไปจากบ้านดิฉันค่ะ”
       วัชรีเบิกตากว้างตกใจไม่คาดคิดว่าจะถูกไล่
      
       ขณะที่รัฐมนตรีพจน์ เดินลงมาในห้องโถงนั้น เป็นเวลาเดียวกับที่แว่นแก้ววางโทรศัพท์ลง รีบเรียกพจน์ไว้
        “คุณคะ…มาฟังนี่ก่อน...คุณพี่วัชรีเพิ่งโทร.มาเล่า”
        “ผมต้องรีบไป วันนี้มีประชุม”
        “ฟังเดี๋ยวเดียวจะเป็นไรไป”
        “เป็นไรซิ! เพราะผมจะไปประชุมไม่ทัน”
       พจน์เดินออกไปเลย
        “คุณพจน์”
       พจน์โบกมือให้โดยไม่หันกลับมา แว่นแก้วมองตามอย่างหงุดหงิด
      
       ดอกไม้เบ่งบานสวยงามในแจกันที่วางอยู่ตรงมุมหนึ่งในห้อง ปรางนั่งพิงพนัก สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด ในที่สุดปรางเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มาจะกด แต่แล้วมือปรางชะงักค้าง เกิดเปลี่ยนใจ
        “ไม่ดีกว่า”
       ปรางวางโทรศัพท์ลง แล้วเดินเข้าไปในครัว
      
       เวลาเดียวกันนั้น รถสามล้อคันหนึ่งพาแสงแข และโอบอ้อม มาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านไม้เก่าๆ ในต่างจังหวัด ดูออกว่าเจ้าบ้านมีฐานะค่อนข้างยากจน
        “จอดตรงนี้ละลุง”
       รถสามล้อจอด แสงแขและโอบอ้อมก้าวลงมา แสงแขส่งค่าโดยสารให้
        “พี่อ๊อด พี่อ๊อด ตื่นเรอะยัง” โอบตะโกนดังลั่น
        “ตื่นแล้ว รอเดี๋ยว” เสียงผู้ชายตอบออกมา
       ตามด้วยเสียงบ้วนปาก แล้วจึงเห็นอ๊อดพี่ชายโอบอ้อมโผล่หน้าขึ้นมา บ้วนน้ำลงมาเกือบโดน สองสาว
        “ว้าย” แสงแขกระโดดหนีทันที
        “เฮ้ย ระวังหน่อย…ทางนี้ค่ะ คุณแขขา”
       โอบอ้อมพาแสงไปนั่งตรงเตียงที่ใต้ถุนบ้าน แสงแขมองไปโดยรอบอย่างรังเกียจแว่บหนึ่ง
        “ต๊าย ลืมเอาน้ำฝนให้คุณแข”
        แสงแขสวนทันที “ไม่ต้อง”
       อ๊อดเดินลงมาที่ใต้ถุนบ้าน โดยมีเมียชื่อสร้อยตามมาด้วย ทั้ง 2 ไหว้แสงแข
        “สวยจัง” สร้อยชมซึ่งๆ หน้า
        แสงปลื้มเล็กๆ “ขอบใจ” แล้วหันมาทางอ๊อด “โอบเล่าให้ฟังคร่าวๆ แล้วใช่ไหม”
        อ๊อดบอก “จ้ะ”
        “ทีนี้เป็นรายละเอียด ฟังให้ดีนะ”
       อ๊อดพยักหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจฟัง
        แสงแขกำชับในตอนท้าย “แล้วก็อย่าให้พลาดเด็ดขาด”
        
       3 ล้อขับรถพา 2 สาวมาเรื่อยๆ แลเห็นบรรยากาศต่างจังหวัด 2 ข้างทาง
        “สบายใจขึ้นหรือยังคะ”
        “ยัง! จนกว่านังนั่นมันจะถูกฝังอยู่ใต้ทะเล”
       สีหน้าและแววตาแสงแขดูโหดร้ายและอำมหิตยิ่งนัก
      
        
       เช้าวันนี้ตรงแนวไม้อันร่มครึ้ม บริเวณภายนอกโดมทอง วิรงรองเดินทอดอารมณ์เข้ามาบริเวณนั้น บางขณะก็ก้มลงเก็บดอกไม้ที่ร่วงอยู่บริเวณใต้ต้น
        เสียงพิชญ์ดังขึ้น “พลับพลึง”
       วิรงรองสะดุ้ง หันกลับไปมอง เห็นพิชญ์ยืนมองมา สายตายังมีแววรักใคร่อาลัยอาวรณ์
        วิรงรองพึมพำเบาๆ “พิชญ์”
        “ในที่สุดก็ได้คุยกับคุณตามลำพังเสียที”
        วิรงรองขยับตัว “ฉันต้องกลับเข้าบ้านแล้วค่ะ”
        พิชญ์ขยับขวางไว้ “อย่าเพิ่ง” ประโยคต่อมาน้ำเสียงพิชญ์อ่อนโยน และขอร้อง “ได้โปรด”
       วิรงรองเมินมองไปทางอื่น แต่ก็ไม่ได้ขยับไปไหน พิชญ์ขยับจะเข้ามาใกล้ วิรงรองถอยหลังทันที และนัยน์ตาแน่วแน่
       “ยืนอยู่ตรงนั้นนั่นแหละค่ะ...ไม่อย่างนั้น ฉันจะไม่ฟังต่อ”
        พิชญ์มองมาด้วยแววตาตัดพ้อ “เป็นเพราะน้าลบใช่ไหม”
        “เป็นเพราะภรรยาคุณต่างหาก”
       พิชญ์อึ้ง
        “คุณมีธุระอะไรก็กรุณารีบพูดด้วยค่ะ”
        สีหน้าแววตาของพิชญ์ดูสะเทือนใจสุดๆ “รู้หรือเปล่าว่า ผมพยายามตามหาคุณตลอดเวลา คุณใจแข็งเหลือเกิน”
        วิรงรองน้ำตารื้นขึ้นมาแว่บหนึ่ง “หมดเรื่องที่คุณจะพูดแล้วใช่ไหมคะ”
        “จนถึงขนาดนี้ คุณก็ยังใจร้าย” พิชญ์ตัดพ้อ
        “ขอตัวนะคะ” วิรงรองพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น รีบเดินออกไปจากบริเวณนั้น เพื่อไม่ให้พิชญ์เห็นน้ำตาที่เริ่มคลอ
        พิชญ์รีบเดินตาม “วิ”
      
       อดิศวร์ยืนมองเหตุการณ์มาจากระเบียงห้องทำงานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
       ด้านพิชญ์กำลังเร่งฝีเท้าให้ทันวิรงรอง
        “พลับพลึง”
        วิรงรองหันกลับไป “ฉันชื่อวิรงรอง...ไม่ใช่พลับพลึง กรุณาเรียกให้ถูกด้วยค่ะ”
       อดิศวร์ซึ่งเห็นภาพนั้นไกลๆ สีหน้าบึ้งขึ้นไปอีก แล้วยกมือกอดอก
       พิชญ์ยังไม่ยอม
        “แต่คุณคือพลับพลึงของผม”
        “ฉันชื่อวิรงรอง ไม่ใช่พลับพลึง” วิรงรองตะโกนเสียงลั่นด้วยอารมณ์โกรธขึ้ง แล้วหันหลังกลับวิ่งตรงเข้าบ้านไป
       พิชญ์รีบตาม
       2 คนวิ่งตามกันมาถึงหน้าบ้าน เห็นอดิศวร์ก้าวออกมา ทั้งคู่ชะงัก
       อดิศวร์สีหน้าเรียบเฉย “เล่นไล่จับกันแต่เช้า”
       วิรงรองไม่อยากเถียงด้วยรีบเดินเข้าบ้านโดยไม่มองหน้ามองตาใคร อดิศวร์ผินหน้าจากวิรงรองมามองพิชญ์
        “เรื่องของคุณกับวิรงรองจบไปแล้ว”
        “จบแบบยังไม่เคลียร์” พิชญ์มองอดิศวร์อย่างเหนือกว่า “ผมมั่นใจว่าพลับพลึงยังรักผมอยู่”
       พิชญ์เดินเข้าบ้าน อดิศวร์ดึงไหล่ไว้ นัยน์ตาวาวโรจน์
        “อย่าได้พูดประโยคนี้ให้หลานผมได้ยินเด็ดขาด”
        “ผมไม่ปัญญาอ่อนขนาดนั้นหรอก”
       พิชญ์ปัดมือออก แล้วเดินเข้าบ้าน อดิศวร์มองตามอย่างหงุดหงิด
      
       วิรงรองเปิดประตูเข้ามาในห้อง แล้วทิ้งตัวพิงประตูที่ปิดลง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลพราก สักพักหนึ่งจึงเดินเข้าห้องน้ำ ยกมือเปิดก๊อก ก้มหน้าลงล้างคราบน้ำตา
      
       ด้านพิณทองยืนอยู่ที่ระเบียงห้อง ทอดสายตาไปยังเทือกเขาเบื้องหน้า เหมือนตกอยู่ในภวังค์ พักหนึ่งประตูระเบียงเปิดออก พิชญ์เดินมาหา
       พิชญ์หยุดมองพิณทองด้วยสีหน้าแววตาครุ่นคิด
        พิณทองหันกลับมา จะเดินเข้าห้องแล้วชะงัก ฝืนยิ้ม “ไปไหนมาหรือคะ”
        พิชญ์ไม่ตอบขยับตัวเดินเล่น พูดพลางเดินมาท้าวระเบียงมองออกไป “ที่นี่สวยจริงๆ...แต่สวยแบบเหงาๆ”
        พิณทองอดเหน็บไม่ได้ “พิชญ์ไม่เห็นน่าจะเหงานะคะ”
       พิชญ์หันมา พิณทองสบตาสามี “พิณพูดอะไรผิดหรือคะ”
        “ผมไม่ชอบให้คุณประชดประชัน”
        “พิชญ์ร้อนตัวเองต่างหาก”
        พิชญ์เดินมาใกล้แล้วรวบมือทั้ง 2 ของพิณทองไว้ “คุณต้องช่วยผมสิ พิณทอง ช่วยให้ผมลืมเขาให้สนิท”
        พิณทองดึงมือออกอย่างหมางเมิน “ไม่มีใครช่วยได้หรอกค่ะ นอกจากตัวคุณเอง”
       พลางพิณทองเดินไปที่ประตู แล้วหันกลับมาอย่างนึกได้
        “พิณจะพยายามอดทนรอให้ถึงวันนั้น ซึ่งถ้าคุณทำไม่ได้ เราก็คงต้องแยกกัน”
       พิชญ์ชะงัก มองดูพิณทองเดินกลับเข้าห้องไป
      
       พิณทองหยิบหมวกจะเดินออกไปจากห้อง พิชญ์ตามเข้ามา ด้วยสีหน้าแววตาที่พยายามจะให้แจ่มใส
        “เราควรไปกราบคุณย่าน้าลบกันก่อนไหม แล้วค่อยไปเที่ยวในเมือง”
       พิณทองหันกลับมามอง
        “เรามาตั้งหลายวันแล้วยังไม่ได้ไปกราบท่านเลย”
        “น้าลบบอกว่า ท่านไม่ค่อยสบาย เลยไม่อยากให้ใครพบ” พิชญ์ว่า
        “ถึงอย่างนั้นเราก็ควรจะไป”
       พิชญ์พูดพลางเดินมาเปิดประตู โอบไหล่พิณทองออกไป
      
       อดิศวร์ยืนอยู่ในห้องโถงใหญ่ มองรูปบรรพบุรุษแต่ละคนอย่างใช้ความคิด
        “คุณย่าเอารูปคุณปู่ไปไว้ที่ไหน”
       อุไรพาพิชญ์และพิณทองเดินเข้ามา
        “นี่ค่ะ”
        “ขอบใจนะจ้ะ”
       อุไรชะเง้อมองรูปหวาดๆ แล้วรีบเดินออกไป ขณะที่พิณทองและพิชญ์เดินเข้ามา
        “น้าลบคะ”
       พิชญ์มองภาพเหล่านั้นทึ่งๆ
        “พิณอยากไปกราบคุณทวด”
       อดิศวร์มีสีหน้าแววตาเหมือนจะอึดอัดแว่บหนึ่ง พิณทองสังเกตเห็นพอดี
       “ถึงท่านจะไม่พูดอะไรก็ไม่เป็นไรค่ะ”
        อดิศวร์พยักหน้า “ก็ได้”
        พิชญ์ชี้รูปท่านผู้หญิงตอนสาว “นั่นรูปใครครับ”
        “รูปคุณย่าเมื่อตอนสาวๆ ส่วนรูปนี้เป็นรูปล่าสุด แต่ก็หลายปีมาแล้วเหมือนกัน” อดิศวร์บอก
        “สวยมากนะครับ...ถึงแก่แล้วก็ยังมีเค้าสวย”
       จากนั้นอดิศวร์ก็เดินนำออกไป 2 คนเดินตาม โดยไม่วายหันมาดูรูปต่างๆ อีกอย่างติดใจ
      
       ภายในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์เวลานั้น แสงแขซึ่งกำลังนวดท่านผู้หญิงอยู่เดินมาที่ประตู แล้วเปิดเมื่อได้ยินเสียงเคาะเบาๆ
        แสงแขยิ้มหวาน “อ้าว คุณลบ คุณพิชญ์ คุณพิณ เชิญค่ะ”
       แสงแขเปิดประตูกว้างขึ้น แล้วเบี่ยงตัวให้ทุกคนเดินเข้ามาพร้อมกับปิดประตู ท่านผู้หญิงสรรักษ์ซึ่งหลับอยู่ ลืมตาขึ้นเลื่อนลอย อดิศวร์เข้ามาพยุงท่านให้ลุกนั่ง
        “นั่นพาใครมาล่ะ”
        “พิณทองลูกสาวพี่แก้วครับ แล้วนั่นคุณพิชญ์สามีพิณทอง”
       2 คนทรุดตัวลงก้มกราบท่านผู้หญิงเพ่งมองพิณทอง “เข้ามาใกล้ๆ นี่ซิ”
       พิณทองคลานเข้ามาใกล้อีก หญิงชราขยับตัวจ้องหน้าจริงจัง จนพิณทองเหมือนจะหวาดๆ “ต้องระวังผัวของเราให้ดีนะ”
       พิณทองและพิชญ์ชะงัก รวมทั้งอดิศวร์และแสงแขด้วย
        “อย่าให้นังพลับพลึงมันแย่งไปได้”
       ทุกคนสะดุ้ง โดยเฉพาะพิณทองหวาดระแวงแคลงใจ
        “เคยเห็นมันหรือยัง นังพลับพลึงน่ะ มันจะมาตอนวันพระจันทร์เต็มดวง” ท่านผู้หญิงสรรักษ์น้ำตาไหลริน “มันแย่งท่านเจ้าคุณของฉันไป...” แต่ยิ่งพูดยิ่งเพ้อ
        “คุณย่าครับ” อดิศวร์บีบมือเบาๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา “นี่ลบครับ...แล้วนั่นหลานสาวกับหลานเขยของคุณย่า”
        “ระวังนังพลับพลึงมันให้ดีๆ” หญิงชราย้ำคำเดิม
        “แสงแข...พาคุณพิชญ์กับพิณทองออกไปก่อน”
        “ค่ะ” แสงแขหันมาทาง 2 คน “เชิญค่ะ”
       พิชญ์และพิณทอง ตามแสงออกไปงงๆ
        อดิศวร์ทอดเสียงอ่อนโยน “คุณย่า...”
        ท่านผู้หญิงจับมืออดิศวร์ไว้ “เตือนหลานด้วยนะลบ ระวังนังพลับพลึงมันจะแย่งผัว”
        “คุณย่านอนดีกว่า...ผมจะอยู่เป็นเพื่อน”
       อดิศวร์ปรับหมอนใหม่ให้ท่านผู้หญิงลงนอน
      
        
        พอออกมาด้านนอกพิณทองก็ซักแสงแขซึ่งยืนลังเลอยู่
       “คะ...คุณแสงแข...ทำไมคุณทวดถึงพูดอย่างนั้น”
        “ท่านก็พูดตามประสาคนแก่ที่หลงๆ ลืมๆ น่ะพิณ ...อย่ารบกวนคุณแสงแขเลย”
        พิณทองยังคงมองแสงแขไม่วางตาขณะถาม “ผู้หญิงที่ชื่อพลับพลึง เป็นใครคะ”
        แสงแขตัดสินใจ “เป็นน้องสาวแท้ๆ ของคุณย่าค่ะ...พวกเราเรียกท่านว่าคุณย่าน้อย”
        “แล้ว...เรื่องที่คุณทวดพูด”
        พิชญ์เรียกเป็นเชิงเตือน “พิณทอง”
        “เท่าที่ทราบ ท่านเป็นภรรยาน้อยของคุณปู่ค่ะ...คุณย่าเจ็บช้ำน้ำใจมาก...”
        “ตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหนคะ...”
        “ไม่มีใครทราบแน่นอนค่ะ...บางคนก็ว่าท่านเสียไปแล้ว..บ้างก็ว่าท่านหนีออกจากบ้านไป แต่ไม่เคยมีใครได้ข่าวจากท่านเลย”
        “แล้วคุณทวดผู้ชายล่ะคะ...”
        พิชญ์นิ่วหน้า “พอได้แล้วน่า...พิณ”
        “ท่านตรอมใจตายตั้งแต่คุณย่าน้อยหายไปค่ะ...คุณย่าเองก็เจ็บปวดมาก สังเกตในห้องโถงใหญ่ซิคะ...มีรูปบรรพบุรุษทุกท่าน ยกเว้นคุณปู่กับคุณย่าน้อย”
       พิณทองสีหน้าสนอกสนใจเป็นอย่างยิ่ง
      
       บริเวณสองข้างทางต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ออกดอกสะพรั่ง เวลานั้นรถคันหนึ่งแล่นมา ภายในรถเป็นพิณทองและพิชญ์ ซึ่งเป็นคนขับ พิณทองยังไม่หายตื่นเต้น
        “ยังกับนิยายแน่ะ...ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ”
        “พิณไม่น่าซัก คุณแสงแขเอาเป็นเอาตายอย่างนั้นเลย”
        “พิณอยากรู้นี่...พิชญ์ว่าไม่น่าแปลกหรือคะ ที่คุณทวดน้อยชื่อเหมือนแฟนคุณ” พิณทองเหน็บอีกจนได้
       พิชญ์ถอนใจ
        “แล้วก็มีเรื่อง...เอ้อ..รักสามเศร้าคล้ายๆ กันอีก”
        พิชญ์รีบแก้ “แต่พลับพลึงไม่ได้แย่ง...”
        พิณทองกระแทกเสียงใส่ทันที “อ๋อ! รู้แล้วค่ะว่าพลับพลึงของคุณเป็นคนดี...เสียสละ...พิณต่างหากที่ได้ชื่อว่าแย่ง”
        พิชญ์รีบพูดและยื่นมือมาจับพิณทอง “ไม่เอาน่า...เราสัญญากันแล้วไงว่าวันนี้เราจะไม่ทะเลาะกัน เดี๋ยวเที่ยวไม่สนุก”
       พิณทองชักมือกลับมา นัยน์ตามองไปข้างหน้าอย่างเคร่งขรึม พิชญ์เหลือบมองพิณทองแว่บหนึ่งอย่างอ่อนใจ
      
       ตรงมุมหนึ่งภายนอกบ้านใต้ร่มไม้ บรรยากาศสวยงามร่มรื่น วิรงรองจูงแกมลากอุษามาที่มุมนั้น แล้วเหลียวมองโดยรอบอย่างระมัดระวัง แล้วปล่อยมืออุษาและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยสีหน้าท่าทางกระตือรือร้น
        อุษารีบจับมือวิไว้ทันที “ไม่นะคะ”
        “โถ..สงสารคุณพันธุ์สูรย์เถอะค่ะ...แค่คุยกับเขานิดเดียว”
       วิรงรองจัดการกดโทรศัพท์ทันที ขณะที่อุษาดูว้าวุ่นใจ
        “คุณวิ...”
        วิรงรองยิ้มกริ่ม “พี่อุษาอยู่ตรงนี้แล้วนะคะ” ส่งโทรศัพท์ยัดใส่มืออุษา “วิจะไปรอทางโน้น! เชิญคุยกันตามสบายค่ะ”
       วิรงรองรีบเดินออกไป
       อุษามือสั่นขณะยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู แต่ไม่พูด
        พันธุ์สูรย์อยู่ในบ้านเจ้าภูไท พูดทักเสียงอ่อนโยน “คุณอุษา...”
        อุษาทักกลับเสียงเบา “คะ...”
        “เมื่อไหร่เราจะได้พบกัน”
        “ไม่...ไม่ทราบค่ะ”
        “คุณวิรงรองบอกว่า เธอจะให้คุณพาไปเที่ยวตลาดพรุ่งนี้”
        “ดิฉันคง...คงไม่ว่างค่ะ”
        “อย่าใจร้าย นักเลยครับ” พันธุ์สูรย์อ้อน แกมตัดพ้อ
        “พอเถอะค่ะ...แค่นี้นะคะ...”
       อุษาปิดโทรศัพท์ วิรงรองซึ่งยืนลับๆ ล่อๆ เป็นคนดูต้นทางอยู่ รีบเดินตรงมาถามนัยน์ตาพราว
       “ว่าไงคะ”
        อุษายิ่งดูอัดอั้นตันใจและว้าวุ่น “พรุ่งนี้พี่ไม่ไปด้วยนะคะ”
        วิรงรองลากเสียง “พี่อุษา.....”
        “คุณวิรงรอง ได้โปรดอย่ายุ่งกับพี่เลยค่ะ..พี่พอใจกับชีวิตของพี่”
        “ชีวิตที่เหมือนตกเป็นทาสอย่างนี้หรือคะ”
        “อย่าพูดให้มันเกินไป! คุณย่ากับคุณลบดูแลพี่อย่างดี”
        “วิบอกแล้วว่า เพราะพี่มีประโยชน์กับเขา”
       อุษาหันหลังเดินไปอย่างเร็ว วิรงรองไม่ยอมแพ้รีบเดินตามทันทีที่หายงง
      
       อุษาเดินแกมวิ่งเข้ามาในบริเวณหน้าบ้าน ขณะที่อดิศวร์เดินออกมาพอดี
        อุษาตกใจ “คุณลบ”
        “วิ่งหนีอะไรมา”
       พูดยังไม่ทันขาดคำ วิรงรองตามเข้ามา
        “พี่อุ...อุ๊ย”
        “อ้อ...ไม่ใช่ผี...แต่เป็นพวกล่าผี” อดิศวร์เหน็บ
        วิรงรองมองเขม็ง “คุณว่าใครคะ”
        อดิศวร์สบตาลูกจ้างสาว “ก็ใครล่ะที่ชอบออกมาด้อมๆ มองๆ ล่าผีตอนดึกๆ”
       อุษาขยับจะปลีกตัวออกไป..วิรงรองจำใจเลิกทะเลาะรีบคว้าข้อมือไว้
       “เดี๋ยวค่ะ พี่อุษา..คุณอดิศวร์ค่ะ..พรุ่งนี้พี่อุษากับดิฉันขออนุญาตเข้าเมือง คือพี่อุษาอยากจะออกไปเปิดหูเปิดตาน่ะค่ะ”
       อดิศวร์ผินหน้ามาทางอุษา แล้วเบือนกลับมาที่วิรงรอง ขณะอุษารีบก้มหน้างุด
       วิรงรองรีบสะกิดอุษาให้รับคำ
        “ฉันดูท่าทางเธออยากจะไปมากกว่าอุษาอีกนะ! ว่าไง..อุษา”
        อุษายิ้มแห้งๆ “ค่ะ”
        “งั้นไปบอกสม”
        วิรงรองบอกทันที “ไม่ต้องค่ะ...เราจะไปกันเอง”
       อดิศวร์มองวิรงรองจับพิรุธ
        วิรงรองยิ้มใส “พี่อุษาคงไม่พาหลงหรอกค่ะ”
        “ตามใจ”
        “ขอบคุณค่ะ...” วิรงรองรีบพูดด้วยกลัวว่าลบจะเปลี่ยนใจ
       วิรงรองรีบจูงอุษาเดินไป เพื่อกันไม่ให้อดิศวร์ซักถามอุษา
       อดิศวร์มองตามอย่างครุ่นคิด
      
       2 คนเดินมาถึงบริเวณนั้น แล้วอุษาดึงแขนจากวิรงรองอย่างไม่พอใจนัก
        “ทำไมทำกับพี่อย่างนี้”
       วิรงรองยิ้มหวานพออกพอใจ แล้วหัวเราะคิกๆ
        อุษาแปลกใจ “หัวเราะอะไรคะ”
        “ก็วิเพิ่งเห็นพี่อุษาโกรธน่ะซีคะ..ปกติเห็นใจเย้น..น..เย็น”
        “จะไม่ให้โกรธได้ยังไง ในเมื่อคุณวิเล่นเอาพี่ไปอ้างกับคุณลบหน้าตาเฉย”
        “วิอยากให้พี่อุษา...”
       วิรงรองพูดยังไม่ทันจบ...แสงแขเดินเข้ามาหน้างอหงิก
        “มามุดหัวอยู่ที่นี่เอง”
        อุษาปราม “หยาบคาย”
        “แค่เนี้ยนะ หยาบคาย! นี่ยังไม่ได้...”
        อุษาสวนคำเสียงแข็ง “แสงแข”
        “ก็มันจริงนี่! คุณย่าน่ะยิ่งกว่าหยาบ”
        วิรงรองพูดเบาๆ กับอุษา “วิไปก่อนนะคะ...วันนี้ยังไม่ได้โทรศัพท์ถึงคุณแม่เลย”
        “ค่ะ”
       วิรงรองเดินออกไป
        แสงแขสะบัดหน้าพรืด “หมั่นไส้”
       อุษาเดินเลี่ยงไป
        “พี่อุษา! คุณย่าเรียก”
        อุษานิ่วหน้าหันมามอง “อ้าว! แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก”
        “ถ้าบอกตั้งแต่แรก พี่อุษาก็ไม่โดนคุณย่าด่าน่ะซิ”
       แสงแขเดินหัวเราะร่าจากไป อุษามองตามเคืองๆ แล้วเดินออกไปอีกทาง
      
       ดึกสงัด ภายในห้องวิรงรองปิดไฟมืดสลัว บรรยากาศวังเวง วิรงรองนอนหลับสนิท ลมภายนอกพัดกรูเกรียว ดังหวีดหวิวน่ากลัว บานหน้าต่างเปิดออกราวกับถูกผลักอย่างแรง ลมพัดเข้ามา ม่านปลิวไสว วิรงรองขดตัวด้วยความหนาวทั้งๆ ที่หลับ
       ไอหมอกจางๆ ม้วนตัวเข้ามาในห้อง ชวนเย็นยะเยือก เสียง พลับพลึง ดังขึ้นมาเบาๆ แผ่วโหย เหมือนคนร้องไห้
        “วิรงรอง...วิรงรอง”
       ร่างวิรงรองบนเตียงขยับตัวเล็กน้อย เหมือนจะได้ยินเสียงนั้น
        “วิรงรอง”
        วิรงรองพึมพำทั้งๆ ที่ยังหลับตา “ใคร..พี่อุษาหรือคะ”
        “วิรงรอง..ตื่นแล้วฟังฉัน” พลับพลึงถอนสะอึ้น
       เปลือกตาวิรงรองขยับครู่หนึ่ง แล้วลืมตาขึ้นช้าๆ สายตาเห็นร่างๆ หนึ่งซึ่งที่แท้คือคุณพลับพลึงซึ่งเสียบดอกพลับพลึงสีขาวที่ผม กำลังยืนอยู่ในมุมห้อง มีความเคลื่อนไหวเล็กน้อย พร้อมเสียงโซ่ตรวนครืดคราด
       วิรงรองตกตะลึงมองภาพนั้น
       ร่างนั้นค่อยๆ ขยับเดินราวกับมีอะไรถ่วงไว้ที่ข้อเท้า เห็นหน้าไม่ชัดนัก เนื่องจากไอหมอกที่ค่อนข้างหนา
        “พี่อุษาหรือเปล่า”
        “ฉันต่างหาก..วิรงรอง..ฉันเอง”
       เสียงนั้นขาดเป็นห้วงๆ เพราะแรงสะอึ้น วิรงรองยังมองเขม็ง ร่างกายขยับเขยื้อนไม่ได้ เสียงเพลง “นางครวญ” ดังขึ้นเบาๆ ชวนขนลุก
        “วิรงรอง”
       แล้วร่างนั้นเหมือนสะดุดอะไรบางอย่าง ล้มลงตรงหน้าเตียง วิรงรองสะดุ้งเฮือก..ร้องออกมาด้วยความตกใจ
       มือของพลับพลึงค่อยๆ เลื่อนมาจับขอบเตียงเหมือนจะพยุงร่างให้ลุกขึ้น วิรงรองกรีดร้องสุดเสียงดังสนั่น
      
       วิรงรองยังไม่รู้ว่า ห้องใหม่ของตนคือห้องเดิมที่พลับพลึงเคยอาศัยอยู่!
      
       ด้านอดิศวร์ตกใจตื่นลุกขึ้นนั่งด้วยเสียงกรีดร้องของวิรงรอง
      
        “วิรงรอง”
       อดิศวร์รีบลุกขึ้นไปเปิดประตู เดินออกไป
      
       แทบจะทันที อดิศวร์รีบเดินมาเคาะห้องวิรงรองแล้วร้องเรียก
        “วิรงรอง! วิรงรอง”
       ทุกอย่างเงียบสนิท
        อดิศวร์ร้อนใจ รัวทุบหนักขึ้น “วิรงรอง”
       ทุกอย่างยังเงียบงันอยู่เช่นเดิม อดิศวร์รีบกลับเข้าไปในห้องตัวเอง
       อดิศวร์รีบร้อนเข้ามา เหลียวหน้าเหลียวหลัง แล้วรีบไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง เปิดลิ้นชักออกหยิบกุญแจห้องออกมา แล้ววิ่งออกไปจากห้องอย่างรีบร้อน
       อดิศวร์วิ่งเข้ามา...ไขกุญแจ รีบเข้าไป เจอร่างวิรงรองซึ่งนอนหมดสติอยู่หน้าเตียง
        “วิรงรอง”
       อดิศวร์ทรุดตัวลงช้อนร่างวิขึ้นมา แล้วค่อยๆ วางบนเตียงอย่างทะนุถนอม ลูบเรือนผมเบาๆ
       “วิรงรอง”
       วิรงรองค่อยๆ ลืมตาขึ้น..ตกใจเมื่อเห็นอดิศวร์
        “คุณอดิศวร์” ถดตัวถอยไปจนสุดเตียง “เข้ามาได้ยังไง!..ออกไปนะ”
        อดิศวร์เซ็ง “เอ้า! ทำคุณบูชาโทษเสียอีก ฉันได้ยินเสียงเธอร้องก็เลยรีบเข้ามาดู!
        วิรงรองหันไปมองมุมห้องอีกที “มีคนเข้ามาในนี้”
        “ก็ฉันนี่ไง”
        “ไม่ใช่! เป็นผู้หญิง..เขารู้จักชื่อดิฉันด้วย”
        “คงเป็นผีที่คุณกำลังตามหาอยู่มั้ง” อดิศวร์แขวะ
        วิรงรองหันขวับมามอง “เชิญออกไปได้”
       วิรงรองลุกลงจากเตียงเดินไปเปิดประตูให้ อดิศวร์ลุกจากเตียงขยับจะเดิน แล้วชะงักก้มมอง ที่พื้นห้อง ซึ่งลบเกือบเหยียบ มีดอกพลับพลึงตกอยู่
       อดิศวร์ก้มลงเก็บขึ้นมา
        “อะไรคะ”
        “ดอกพลับพลึง”
        วิรงรองสะดุ้ง “ผู้หญิงคนนั้นเสียบดอกพลับพลึงที่ผม”
        อดิศวร์ไม่คิดอย่างนั้น “เธอเอาเข้ามาเองมากกว่ามั้ง...เห็นชอบไปเก็บมาปักแจกันนี่”
        “แต่ฉันไม่ได้ไปเก็บหลายวันแล้ว”
        อดิศวร์วางดอกไม้บนโต๊ะข้างเตียงและเดินมาที่ประตู “ฉันว่าเธอคงว่างเกินไป ลองหาอะไรทำหน่อยดีไหม จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน”
       อดิศวร์เดินออกไป วิรงรองตามไปปิดประตูดังปังอย่างหงุดหงิด
        “คนบ้า”
       วิรงรองเดินกลับมาที่เตียง หยิบดอกพลับพลึงขึ้นมาดูด้วยสีหน้าพิศวง
      
       เช้ามืดอุษาและอุไรกำลังช่วยกันทำอาหารเช้า วิรงรองเดินเข้ามา 2 มือไขว้หลัง
        “คุณวิ..วันนี้ลงมาแต่เช้ามืดเลยนะคะ” อุไรทัก
        วิรงรองยื่นดอกพลับพลึงให้อุษาดู “นี่ค่ะ”
        อุษางง “ทำไมหรือคะ”
        “เมื่อคืนมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในห้องวิ..เขาเสียบดอกไม้ดอกนี้ที่ผม”
        อุไรอุทานดังลั่น “ผี”
        อุษาหันมาดุ “อุไร”
        “ถ้าไม่ใช่ผีแล้วจะเป็นอะไรได้ล่ะค่ะ! ดีไม่ดี..อาจเป็นผีคุณพลับพลึง!เพราะห้องนั้นเดิมเคยเป็นห้องของเธอ นี่อุไรไม่ได้เอาความลับมาเปิดเผยนะคะ มันพรั่งพรูออกมาเอง”
       วิรงรองมองอุไรพลางเบิกตากว้าง
        “อุไร! จะออกไปได้หรือยัง” อุษาเอ็ดเอา
        “ค้ะแล้วไค่...ได้แล้วค่ะ! เดี๋ยว ต้องอาราธนาพระก่อน”
       พลางอุไรกุมพระพนมมือไหว้ ปากพึมพำสวดมนต์แล้วเดินออกไป
        วิรงรองหันมามองอุษา “ห้องนั้นเคยเป็นห้องของคุณพลับพลึงจริงหรือคะ”
        “คนเก่าคนแก่เขาว่าอย่างนั้นค่ะ”
        วิรงรองมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด “ถ้าอย่างนั้น ผู้หญิงที่วิเห็นก็อาจจะเป็นวิญญาณคุณพลับพลึงจริงๆ”
       “ไปกันใหญ่แล้ว...คุณย่าน้อยเสียหรือยังก็ไม่มีใครยืนยันได้” อุษาว่า
        “ท่านคงไม่อยู่แล้วละค่ะ” วิรงรองบอก
        “คุณวิทราบได้ยังไง”
        “ไม่รู้ซิคะ..แต่วิค่อนข้างแน่ใจ...”
        “อยากย้ายห้องหรือเปล่า” อุษาถาม
        “ไม่ค่ะ...” วิรงรองบอกด้วยสีหน้าแน่วแน่ “เมื่อคืน ท่านคงพยายามจะบอกอะไรบางอย่าง”
       สีหน้าวิรงรองใคร่ครวญครุ่นคิดหนัก
      
       ทั่วท้องทุ่งดอกพลับพลึงโอนเอนตามสายลม วิรงรองเดินคุยโทรศัพท์อยู่ในบริเวณนั้น คู่สนทนาคืออนิรุทธิ์ ซึ่งอยู่ในออฟฟิศกรมทหารที่กรุงเทพฯ
      
        “เมื่อคืนเกือบจะเห็นหน้าคุณพลับพลึงอยู่แล้ว...แต่หมอกกระจายบังไว้หมดเห็นแวบๆ แค่เค้าโครงหน้า แล้วก็ดอกพลับพลึงที่เสียบผม”
        อนิรุทธิ์ลากเสียงเป็นเชิงเตือน “วิ...มันก็แค่ความฝัน”
        วิรงรองแย้งเสียงแข็ง “แล้วทำไมหน้าต่างเปิด”
        “หน้าต่างเปิดเพราะลมแรง ผมฟังรายงานสภาพอากาศ..เขาบอกว่า เมื่อคืน มีพายุเข้าที่นั่น”
        “แล้วดอกพลับพลึงล่ะ มาจากไหน”
        “ก็อาจจะเป็นคุณอดิศวร์ เขานึกหมั่นไส้วิ”
        วิรงรองขัดขึ้นทันที “เขาไม่ใช่คนอย่างนั้นนะ”
        “นั่นแน่! มีแก้แทนกัน” อนิรุทธิ์แซว
        วิรงรองเขินแวบหนึ่ง “บ้า! วิจะบอกว่าดอกไม้นั่นไม่ได้มาจากเขาแน่” เว้นจังหวะไปอีกนิด “รุทธิ์! วิจะเอาจริงแล้ว! วิจะเริ่มต้นสืบเรื่องราวทั้งหมด”
        อนิรุทธิ์ร้องลั่น “เฮ้ย”
        “แล้วถ้าติดขัดอะไร วิจะโทร.มาปรึกษา โอเค นะคู่หู”
       วิรงรองปิดโทรศัพท์
        “เดี๋ยว! เดี๊ยว...วิ...เฮ้อ! หาเรื่องแล้วมั้ยล่ะ”
       อนิรุทธิ์ส่ายหน้าขำปนระอา พลางปิดโทรศัพท์
      
       บรรยากาศบริเวณเรือนคนรับใช้ดูเงียบสงัด ออกไปทางวังเวง เห็นผ้าปูที