กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 5] หัวใจเรือพ่วง

หัวใจเรือพ่วง.jpg
4-6-2013 11:20



หัวใจเรือพ่วง



ออกอากาศ : ทุกคืนวันพุธ-พฤหัส 20.10 - 21.40 น. ช่อง 5
บทประพันธ์โดย :  ธุวดารา
บทละครโทรทัศน์ โดย : ธนินทร อุชุภาพ
กำกับการแสดงโดย : บรรเจิด พุทธโศภิษฐ์
ผลิตโดย : บริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด
อำนวยการผลิตโดย : ถกลเกียรติ วีรวรรณ , นิพนธ์ ผิวเณร

รายชื่อนักแสดง

สน  ส่งไพศาล   รับบท   พิรภพ / พีท  
อรจิรา  แหลมวิไล   รับบท   ธันยธรณ์ / แพท   
คีรติ  มหาพฤกษ์พงศ์   รับบท   รัญธิดา / รัญ   
สหรัฐต์  หิรัญญ์ธนภูวดล   รับบท   ธาริศ   
พรรณวรท  ด้วยเศียรเกล้า   รับบท   ทักษอร  
ด.ช.อชิรวิชช์  เดชปรอท   รับบท   อะตอม  
ชฎาพร  รัตนากร   รับบท   ทิพปภา  
กาญจนา  จินดาวัฒน์   รับบท   กันตา
ปภัสรา  เตชะไพบูลย์   รับบท   รุจวี  
ธนวัฒน์  ประสิทธิสมพร   รับบท   เตอร์   
สิตางศุ์  ปุณภพ   รับบท   เฉิดโฉม   
วิทยา  เจตะภัย   รับบท   ประทิน  
วราพรรณ  หงุ่ยตระกูล   รับบท   ฝน  
วิทิต  แลต   รับบท   เปลี่ยน   
สมชาติ ทรงกลด (จั๊กกะบุ๋ม เชิญยิ้ม)   รับบท   ชู



เรื่องย่อ ละครหัวใจเรือพ่วง



       ธันยธรณ์ หรือแพท (อรจิรา แหลมวิไล) โกรธมากเมื่อจับได้ว่าเมื่อ รัญธิดา หรือรัญ (คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์)หลานสาว แอบหมั้นกับพิรภพ (สน ส่งไพศาล) นายจ้างหนุ่มเจ้าของ รีสอร์ท รัญเองก็เสียใจคิดว่าแพทขัดขวางอนาคตที่สวยงามของเธอ เพราะทิพปภา (ชฎาพร รัตนากร) แม่ของเธอติดคุกด้วยข้อหายาเสพย์ติด ซึ่งเป็นเรื่องที่รัญรับไม่ได้ และไม่เคยไปเยี่ยมแม่เลยตลอดเวลาที่ติดคุก รวมทั้งปกปิดเรื่องในอดีตของเธอกับทุกคนด้วย
        
       เมื่อ 6 ปีก่อน แพทพาอะตอม (ด.ช.อชิรวิชช์ เดชปรอท) ลูกชาย และรัญธิดา มาอยู่ที่ปากช่อง ท่ามกลางเสียงนินทา แต่แพทก็กัดฟันเลี้ยงดูลูกชายและส่งเสียรัญจนจบ ด้วยการเป็นพนักงานบริษัทเล็กๆ และทำเค้กส่งขายที่ร้านกาแฟของเตอร์ (ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร) เพื่อนสนิทของเธอที่ปากช่อง
       พิรภพต้องการรีบแต่งงานกับรัญ เพราะเพิ่งรู้ว่ากันตา (กาญจนา จินดาวัฒน์) แม่ของเค้าเป็นโรคมะเร็ง และเล็งเห็นว่า รัญเป็นผู้หญิงที่เหมาะสมที่สุด จึงไปปรึกษากับธาริศ (สหรัฐต์ หิรัญญ์ธนภูวดล) ลูกพี่ลูกน้อง พิรภพจึงชวนแพทมาทำงานที่ รีสอร์ท สองคนเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน จนรัญต้องคอยห้ามทัพเป็นประจำ แต่แพทมักมีข้อแนะนำดีๆ ในเรื่องงานที่พิรภพคิดไม่ถึงเสมอ ในขณะเดียวกันรัญ ก็กลัวว่าแพทจะเปิดเผยความลับของเธอ นอกจากนี้ เฉิดโฉม (สิตางศุ์ ปุณภพ) ประชาสัมพันธ์สาวที่ชอบพีทอยู่ จึงคอยหาเรื่องจับผิดสองน้าหลานอยู่เสมอ
      
       ธาริศพาภรรยาคือ ทักษอร (พรรณวรท ด้วยเศียรเกล้า) มาพักผ่อนที่รีสอร์ท ทักษอรสร้างภาพเป็นหญิงสาวขี้โรคให้ธาริศคอยดูแล เพราะรู้ว่า ธาริศยังไม่ลืมคนรักเก่า ด้านธาริศได้เจอกับว่าที่เจ้าสาวของพี่ชายคือรัญ ก็ตกใจมาก ทำให้นึกถึงเรื่องราวในอดีตระหว่างตนกับรัญ ที่ในอดีต ย่ามักจะด่าทอทุบตีรัญเป็นประจำ จนรัญน้อยใจในชีวิตของตัวเองและคิดฆ่าตาย แต่ธาริศมาช่วยไว้ และปลอบใจรัญ ด้วยความใกล้ชิดหนุ่มสาวจึงได้เสียกัน สองคนสัญญากันว่าจะหนีไปใช้ชีวิตร่วมกัน แต่รุ่งขึ้น ธาริศกลับไม่มาตามสัญญา ต่อมารัญ ตั้งท้อง ย่ายิ่งโกรธและขายหน้า สั่งให้รัญออกจากโรงเรียน โชดดีที่แพทยื่นมือเข้ามาช่วย พารัญไปอยู่ที่อื่นและรับอะตอมเป็นลูกเสียเอง
      
       ธาริศพยายามเตือนพิรภพ ว่ารัญอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงที่ดี รัญเองก็หลบหน้าธาริศ แต่ธาริศกลับพยายามพาตัวเข้ามาตอแย โดยอ้างเรื่องที่รัญปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตหวังจะจับพิรภพ จนวันหนึ่งธาริศช่วยอะตอมที่เกือบถูกม้าในคอกดีดไว้ได้ และด้วยสายเลือดก็ทำให้พ่อลูกเล่นกันถูกคอ แม้แต่ รุจวี(ปภัสรา เตชะไพบูลย์) แม่ของธาริศที่ไม่ชอบรัญกับแพท ก็ยังหลงเสน่ห์ความน่ารักของอะตอม รัญแสดงออกชัดเจนว่าไม่ชอบให้ธาริศมายุ่งกับอะตอมอีก ถึงกับคาดโทษอะตอมถ้าจับได้ว่าหนีมาเล่นกับธาริศ สร้างความงุนงงให้กับทุกคนมาก
      
       ทิพปภาได้รับการอภัยโทษออกจากคุกมาเร็วกว่ากำหนด กลับมาอยู่กับแพท รัญกลัวพิรภพจะรู้ ทิพปภาจึงตัดสินใจปกปิดฐานะของตัวเอง เมื่อพิรภพมาก็บอกว่าเป็นแค่คนใช้ ทำให้แพทยิ่งผิดหวังในตัวหลานสาวมากขึ้น
      
       พิรภพพาแพทกับอะตอมไปน้ำตก อะตอมเกิดอุบัติเหตุตกน้ำ แพทรีบจะไปช่วยจนทำให้ขาเพลงตกน้ำไปอีกคน โชคดีที่พิรภพช่วยเอาไว้ทัน แพทและอะตอมไข้ขึ้นสูง ทำให้รัญต้องมาเฝ้าแทนและมีโอกาสดูแลอะตอมอย่างใกล้ชิด ตกดึกอะตอมฝันร้ายตื่นมาร้องไห้ ธาริศผ่านมาได้ยินจึงเข้ามาปลอบ รัญเห็นพ่อลูกอยู่ด้วยกันก็ใจอ่อนจนเกือบบอกความจริง แต่ทักษอรเข้ามาเห็นธาริศกับรัญก็เกิดอาการหอบหืดชักอย่างรุนแรง และเริ่มสงสัยทั้งคู่ จึงให้เฉิดโฉมจับตาดูจนรู้ความจริงว่า รัญคือคนรักเก่าของธาริศนั้นเอง
      
       พิรภพเริ่มประทับใจในตัวแม่ม่ายอย่างแพทมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่กันตาอาการกำเริบหนัก ขอให้พิรภพรีบแต่งงาน เฉิดโฉมจึงประกาศความจริงให้ทุกคนรู้ พิรภพโกรธมาก รัญจึงสารภาพความจริงว่าอะตอมเป็นลูกตัวเองไม่ใช่ลูกของแพท ทิพปภาถึงกับยอมกราบเท้าขอโทษกันตากับพิรภพขอร้องไม่ให้ยกเลิกการแต่งงาน รัญซึ้งใจมาก และปรับความเข้าใจกับแม่ได้
      
       ทักษอรทะเลาะกับธาริศอย่างรุนแรงเรื่องจะรับอะตอมเป็นลูก เพราะกลัว ธาริศจะกลับไปคืนดีกับรัญ จนแอบจ้าง เปลี่ยน (วิทิต แลต) คนงานเก่าของรีสอร์ทมาจับตัวอะตอมไปจัดการฆ่า พิรภพกับธาริศตามไปช่วยได้ เปลี่ยนโดนจับยอมรับสารภาพว่าทักษอรเป็นจ้าง ทักษอรโมโหจะยิงเปลี่ยน แต่กลับโดนยิงตายเสียเอง รุจรวียอมเปิดเผยความจริงว่าในอดีตธุรกิจที่บ้านมีปัญหา บ้านทักษอรยื่นมือเข้ามาช่วย รุจรวีจึงต้องบังคับให้ธาริศแต่งงานกับทักษอรเพื่อตอบแทนบุญคุณ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รักทักษอรเลย
       หลังเหตุการณ์ ร้ายๆ ผ่านไป รัญ อะตอม และ ธาริศจึงกลับมาอยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก ส่วนแพทและพิรภพต่างก็กลับมาเป็นอิสระปราศจากพันธะอีกครั้ง
        
       เรื่องราวความรักของอดีตแม่ม่ายเรือพ่วงและเจ้าของรีสอร์ทหนุ่มจะลงเอยอย่างไร? ติดตามได้ใน “หัวใจเรือพ่วง”


ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครรัหัวใจเรือพ่วง

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       ตอนเย็นวันนั้น แลเห็นของเล่นเด็กผู้ชายวางระเกะระกะเกลื่อนบ้านไปหมด ขณะที่ แพท หรือ ธัณยธรณ์ แม่ม่ายสาวสวยลูกติด คุยโทรศัทพ์ไปเก็บของเล่นไป ในอาการรีบเร่งสุด ๆ
      
       จังหวะหนึ่งแพทหันไปมองดูนาฬิกาพลางบอกคู่สนทนา “อีกครึ่งชั่วโมง แพทไปถึงแน่นอน แพทแค่แวะไปรับลูกมาส่งบ้านเท่านั้นเอง ไม่เลทค่ะ พี่ป๋อง แพทรู้หน้าที่ดี...ค่ะ ค่ะ แพทจะออกไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”
       แพทกดวางสายโทรศัทพ์ แล้วรีบร้อนกดโทร.หา รัญธิดา ผู้เป็นหลานสาว เร่งให้ปลายสายรับไวๆ
       “รับซิยายรัญ...ทำอะไรอยู่นะ ทำไมไม่รับสาย” แพทกดสายทิ้ง เหลียวไปดูนาฬิกายิ่งร้อนใจใหญ่ ตะโกนบอก “ตอม ตอม เดี๋ยวแม่แพทจะต้องออกไปทำงานต่อแล้วนะ ตอมอาบน้ำแล้วก็เข้านอนเองนะครับ ได้ยินแม่แพทมั้ย” แพทกดโทรศัพท์หารัญธิดาอีกครั้ง แล้วรออย่างร้อนใจ
       จังหวะนี้ อะตอม เด็กชายวัย 6 ขวบวิ่งตื้อเข้ามาหายิ้มแฉ่ง
       “แม่แพทคร๊าบ อะตอมอาบน้ำเสร็จแล้ว เก่งมั้ย”
       แพทหันไปมอง ขณะวางสายจากรัญธิดาซึ่งไม่มีคนรับ แล้วตั้งท่าจะเดินเข้าไปหาเด็กชายตัวน้อย ปากก็พูดชมนำไปก่อน
       “เก่งมากจ้ะ แต่จะเก่งกว่านี้อีก ถ้าอะตอมเก็บของเล่นพวกนี้ด้วย ให้เรียบร้อย เอ๊าะ...” แพทไม่ทันพูดจบก็ร้อง “โอ๊ยย...” ออกมา
       เพราะเท้าดันเหยียบพรืดเข้าที่รถเด็กเล่นคันเล็กๆ ที่วางอยู่ จนเสียหลักจะลื่นไถล ล้มลง แพทนอนนิ่งไป อะตอมตกใจมาก ร้องไห้ฮือๆ
       “แม่แพท! ฮือๆ แม่แพท อย่าเป็นอะไรนะ ฮือๆ แม่แพทอย่าตายนะ ฮือ ๆ”
       แพทค่อยๆ ลืมตา
       “แม่แพทไม่เป็นไรหรอก” แล้วค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง “แต่คราวหน้าก็ไม่แน่”
       อะตอมร้องใหญ่ “ไม่ได้ๆ อะตอมไม่ให้แม่แพทเป็นอะไรหรอก อะตอมจะอยู่กับใคร”
       แพทเช็ดน้ำตาให้อะตอม
       “เอาล่ะ ไม่ต้องร้อง เป็นลูกผู้ชายต้องเข็มแข็ง จริงมั้ย” อะตอมพยักหน้ารับ “เอาล่ะแม่แพทต้องไปทำงานจริงๆ แล้วนะ ตอมเข้านอนเลยนะ จำได้มั้ยว่า…”
       อะตอมท่องต่อออกมาอย่างแคล่วคล่อง “เด็กดีต้องเข้าก่อนสามทุ่ม” แพทยิ้มกว้าง ยกนิ้วให้เป็นเชิงบอกว่าดีมาก “แม่แพทไปเถอะ ตอมอยู่ได้สบายมาก” เด็กน้อยบอก
      
       แพทจูบลาอะตอม ก่อนที่อะตอมจะหอมแก้มกลับ
      
       “ดีมากจ้ะ กู๊ดไนท์นะ” แพทคว้ากระเป๋ารีบออกไป แต่ปากก็ยังไม่วายบอก “เดี๋ยว พี่รัญก็คงกลับมาแล้ว บอกพี่รัญกับข้าวอยู่ในครัวนะ” ออกไปแล้วโผล่หน้ากลับมาใหม่
       “ถ้าอีกครึ่งชั่วโมงพี่รัญยังไม่กลับมา ตอมโทร.หาแม่แพทนะครับ แม่แพทจะให้ลุงเตอร์มาอยู่เป็นเพื่อนแทน”
       “ครับ” อะตอมรับคำ
       แพทถอนใจ แล้วตัดใจออกจากบ้านไป
      
       ขณะเดียวกัน พีท หรือ พิรภพ เจ้าของรีสอร์ท ฟ้าเคียงดิน ในปากช่อง โคราช ขับรถมาจอดหน้าบ้านแพทพอดี รถยนต์ของพีทไม่ได้หรูมาก ออกสไตล์ลุยๆ มากกว่า
       “ต้องกวนคุณพีท ให้แวะมาส่ง ขอบคุณมากนะคะ” รัญธิดาที่นั่งข้างๆ ยกมือไหว้ พลางขยับกระเป๋าสะพาย
       “ไม่เป็นไร ผมจะเข้าไปในอำเภออยู่แล้ว เอ่อ... คือ...”
       เหมือนพีท มีอะไรในใจอยากจะพูดกับรัญธิดา แต่ยังตัดสินใจไม่ได้
       “คะ” รัญธิดารอฟัง
       พีทเกิดเปลี่ยนใจไม่พูด “เปล่า เจอกันวันจันทร์”
       “ค่ะ”
       รัญกดเข็มขัดนิรภัย แต่ไม่ออก
       “เอ๊ะ” รัญธิดาหันไปมองหน้าพีท “เข็มขัดมันติดน่ะค่ะ”
       “แบบนี้ประจำ...มาผมช่วย”
       เลยกลายเป็นว่ามือพีทไปจับมือรัญธิดา พีทรีบปล่อยมือ ก้มหัวเชิงขอโทษ หญิงสาวพยักหน้ารับเขินๆ ปล่อยมือเหมือนกัน พีทแก้สถานการณ์ต่อ
       “มันต้องมีเทคนิคนิดหน่อย ต้องแบบนี้ครับ”
       พีทเข้ามาช่วยปลด ก้มหน้ามาเหมือนกันพอดี สองคนหลบไปหลบมา แล้วจังหวะหนึ่งสองหนุ่มสาวเลยหันหน้ามาป๊ะกันจังๆ ต่างคนต่างชะงักกันไป
      
       ด้านแพทรีบร้อนเดินออกมาจะไปขึ้นรถ มือก็กดโทรศัพท์หารัญธิดา บ่นบ้าไปด้วย
       “ยายรัญนะยายรัญ ไหนว่าจะรีบกลับมา..คอยดูนะ ถ้าเจอจะ...”
       แต่แล้วแพทก็ต้องชะงักทันที เมื่อมองไปเห็นรัญธิดากับพีทอยู่ในรถ แต่ในมุมที่เธอมองเห็นเหมือนกับว่าสองคนกำลังจะโน้มหน้าเข้าหากัน
       “เฮ้ย” แพทตกใจจนโทรศัพท์มือถือร่วงจากมือ
      
       ส่วนในรถพีทช่วยดึงเข็มขัดออกให้จนหลุดในที่สุด แต่ก็ออกอาการประดักประเดิดพอควร รัญธิดายิ้มให้เป็นเชิงขอบคุณ
       จังหวะนี้แพทก้าวพรวดมาถึงเปิดประตูรถฝั่งพีท กระชากไหล่พีทอย่างแรง
       “นี่คุณกำลังทำอะไรหลานฉัน”
       ร่างพีทร่วงลงมาจากรถตามแรงกระชาก หมดฟอร์มหล่อไปเลย
      
       เห็นดังนั้นรัญธิดาทำหน้าตกอกตกใจ รีบตามลงมา
       "น้าแพททำอะไรน่ะ"
       แพทไม่สนใจ ใส่พีททีนที “กล้าดียังไงถึงได้ทำอย่างนี้กับหลานสาวชั้น”
       “น้าแพทค่ะ..คุณพีทเค้าเป็นเจ้านายรัญนะคะ”
       พีทค่อยๆ ลุกจากพี้นงง ปัดฝุ่นตามกางเกงไปมา
       “เป็นเจ้านาย ยิ่งไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้”
       “น้าแพท! คุณพีทเค้าแค่มาส่งรัญที่บ้านเท่านั้นเอง...แล้วทำไมอยู่ๆน้ารัญถึง...” รัญธิดาเสียงขุ่น
       แพทโต้ทันควัน “น้าเห็นกับตา แล้วก็เข้าใจทุกอย่างดี ไม่ต้องพูดแล้ว” มองกราดพีทตั้งแต่หัวจรดเท้า “พวกสมภารกินไก่วัด”
       พีทชักไม่ไหว “สมภารกินไก่วัด! คุณมีสิทธิ์อะไรมาเรียกผมอย่างนั้น”
       “มันยังน้อยไป อย่าคิดว่าเราอยู่กันลำพังผู้หญิง แล้วคุณจะลวนลามหลานสาวฉันได้นะ”
       “ลวนลาม! แค่ช่วยปลดเบลท์ให้เนี่ยนะ ถือว่าลวนลานแล้วเหรอ” พีทว่า
       แพทชะงักกึก “ปลด...”
       “ใช่ค่ะ เบลท์มันติด คุณพีทก็ช่วยดึงเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น น้าแพทคิดว่าเราสองคนทำอะไรกันเหรอคะ”
       แพทอึ้งไปนิด แล้วเริ่มแถ
       “ก็ คือ น้า...” พอหันไปมองพีทบ้าง “ฉัน...” เลยพูดไม่ออก เพราะตัวเองเข้าใจผิดเต็มประตู
       รัญธิดาถอนใจยาวอย่างหงุดหงิด แล้วเดินปังๆ เข้าบ้านไปอย่างโกรธๆ แพทมองตามอึ้งๆ แล้วทำท่าจะเดินตาม
       “ผมว่าบางทีคุณน้าอาจะต้องปรึกษาจักษุแพทย์บ้างนะครับ อายุเยอะแล้ว สายตาอาจจะผิดปกติ” พีทเหน็บ
      
       แพทมองพีทตาแทบถลน ก่อนจะสะบัดหน้าเข้าบ้านไป พีทหัวเราะขำ ชอบใจนิดๆ


  


       แพทตามเข้าบ้านมา เจอรัญธิดารินน้ำดื่มอยู่ด้วยหน้าตาเบื่อหน่ายปนเซ็ง
      
       “เดี๋ยวรัญ” รัญธิดาเซ็ง ค่อยๆ หันมา “ผู้ชายคนนี้เป็นใคร...แล้วทำไมเค้าต้องมาส่งรัญถึงบ้านแบบนี้”
       รัญธิดายักไหล่พรืด เหมือนไม่มีความหมายอะไรขณะบอก
       “ก็บอกแล้วไงว่าเค้าเป็นเจ้านายของรัญ ชื่อคุณพีท พิรภพ เป็นเจ้าของรีสอร์ต ฟ้าเคียงดิน ที่รัญทำงานอยู่ด้วยไงล่ะค่ะ”
       แพทยังเดือดกับท่าทีหลานสาว ถามจี้ต่อ “เจ้านาย...แล้วทำไมท่าทางสนิทสนมกันแบบนี้ น้าคิดว่ารัญควรจะเข้าใจเสียอีก ว่ารัญไม่ควรทำแบบนี้”
       “มันไม่ได้มีอะไรเสียหายนี่คะ แล้วไอ้การที่รัญตั้งหน้าตั้งตาเรียนจนจบได้เกียรตินิยม มีงานทำ มันไม่ได้แสดงให้น้าแพทเห็นเหรอคะว่า รัญเป็นเด็กดีสมกับน้ำพักน้ำแรงที่น้าแพทส่งเสียรัญมา” รัญธิดาประชดน้าสาวอยู่ในที
       “น้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่น้าเตือนด้วยความเป็นห่วง รัญเพิ่งจบเพิ่งทำงานได้ไม่กี่เดือน ชีวิตรัญยังต้องไปอีกยาว น้าไม่อยากให้รัญ..รีบร้อน ไม่ว่าเรื่องอะไร”
       “ทำไมคะ น้าแพทกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยงั้นเหรอคะ” รัญธิดาย้อนเอา
       แพทตกใจมาก “รัญ! พูดอะไรออกมา”
       รัญธิดาพูดอย่างขมขื่น “มันคือสิ่งที่น้าแพทกังวล อยู่ไม่ใช่หรือคะ ไม่ต้องห่วง ถ้ารัญจะมีความรัก รักของรัญจะต้องรักด้วยสมอง ไม่ใช่แค่หัวใจ แล้วก็ไม่ใช่ความรักที่เพ้อเจ้อตามหาเจ้าชายแบบในนิยายเด็ดขาด”
       “ถ้ารัญมองความรักเป็นแบบนั้น มันจะมีความสุขได้ยังไง”
       รัญธิดายิ้มเยาะ “อย่าห่วงเลยค่ะ รัญมีความสุขแน่ๆ และในเวลานี้ รัญก็พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า ณ ตอนนี้สำหรับรัญ คุณพีทคือคนที่เหมาะสมควร ที่จะคบหาที่สุดแล้ว”
       “รัญ นี่มันหมายความว่ายังไง รัญคบกับผู้ชายคนนั้นแล้วงั้นเหรอ”
       “ยังหรอกค่ะ แต่ก็ไม่แน่ ถ้าเค้ามาชอบรัญ...รัญก็จะแต่งงานกับเขา”
       แพทอ้าปากค้างพูดไม่ออก รัญธิดาประสานสายตากับแพท อย่างไม่เกรงกลัว
       เสียงโทรศัทพ์แพทดังแทรกขึ้นมา แพทสะดุ้งนึกออกว่าตัวเองต้องรีบไปงาน รัญธิดาถือโอกาสเดินหนีขึ้นข้างบนไป แพทรีบหยิบโทรศัทพ์ขึ้นมาดู เห็นชื่อ ป๋อง โทร.มา ก็ยิ่งตกใจ
       “ตายแล้ว งานเลี้ยง”
      
       ค่ำนั้นบรรยากาศในงาน เห็นป้ายผ้าที่หน้างาน “งานวันน้อยหน่า ของดีปากช่อง” เด่นหรา
       รถแพทแทบจะบินมาขับหัวทิ่มเข้ามาจอด แพทเปิดประตูก่อนจะวิ่งกระหืดกระหอบออกไปเป้าหมายคือหลังเวทีใหญ่ ตลอดทางในงานแพทต้องวิ่งหลบหลีกผู้คนที่กำลังเตรียมงานอยู่ แขกเริ่มทยอยกันมาแล้ว
       ที่ด้านหน้าเวที เห็นป๋อง เจ้าของบริษัทออร์แกนไนซ์ ชื่อดังของงานตามต่างจังหวัด กำลังเตรียมงานวุ่นอยู่ แพทวิ่งลิ้นห้อยหอบแฮ่กมาถึง ป๋องหันมามอง ท่าทีเย็นชา
       แพทรีบไหว้ทั้งที่ยังหอบอยู่ “ขอโทษค่ะ พี่ป๋อง พอดี แพทมีเรื่องที่บ้านนิดหน่อย เลยมาช้าไปนิด”
       ป๋องดูนาฬิกาแล้วพูดแดกดัน “ก็ทำไมไม่มาพร้อมประธานเสียเลยล่ะ เราเป็นสต๊าฟท์จัดงานนะ ไม่ใช่แขก”
       แพทจ๋อยหนัก “จะไม่ให้เกิดเรื่องอย่างนี้อีกค่ะ” แล้วรีบกราบขอโทษ
       “พี่เห็นใจนะ ว่าแพทต้องดูแลลูกคนเดียว แต่เดือนนี้นะ มัน 3 ครั้งแล้ว ที่เธอมาสายเพราะเรื่องทางบ้านแบบนี้” ป๋องบ่น
       “แพทขอโทษจริงๆ ค่ะ เอาอย่างงี้แล้วกัน แพทยินดีให้พี่หักเงินเดือนแพทค่ะ นี่แพทไม่ได้ประชดนะคะ แต่แพทพูดจริงๆ เพราะแพทก็รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม เพราะแพทรับเงินเดือนเต็มๆ จากพี่ แต่ทำงานไม่เต็มเวลา เอาเรื่องส่วนตัวมา เบียดบังเวลาทำงานแบบนี้ มันก็เป็นเรื่องไม่สมควร หรือ พี่จะไล่แพทออกก็ได้นะคะ แพทไม่โกรธพี่หรอกค่ะ”
       ป๋องอึ้งไปเหมือนกัน เมื่อเจอคนจริง ท่าทีเริ่มอ่อนลง
       “เรื่องมันก็...ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น ก็เตือนเอาไว้เมื่อสำนึกได้ก็ดีแล้ว เอาล่ะงั้นก็ไปทำงานได้แล้ว”
       แพทออกไป ป๋องมองตามแล้วก็บ่น กับผู้ช่วยที่ยืนข้างๆ
       “คนทำงานดีแล้วก็เก่ง แถมยังอึดอีกต่างหาก แบบนี้ขืนไล่ออกง่ายๆ ก็เสียดายแย่นะสิ”
      
       อีกฟากหนึ่งในงาน ขาเรียวงามคู่นั้น เดินนวยนาดเข้ามาในงาน เจ้าของขาคือเฉิดโฉม พีอาร์สาวของ ฟ้าเคียงดินรีสอร์ต ซึ่งคืนนี้แต่งตัวสวยเอ็กซ์แตกมาก
       เฉิดโฉมหันไปถามเพื่อนสาวนามว่า เชอรี่ “เป็นไง”
       “สวยเป๊ะ” เชอรี่อวยส่ง
       เฉิดโฉม ยิ้มพอใจ ส่งสัญญาณไปกันเถอะ เพื่อนสองคน เชอรี่ กับชบา คอยแหวกทางคนให้เดิน
      
       เฉิดโฉมมาทรวดทรงสบึมส์มาหยุดที่โต๊ะรับสมัครประกวด ธิดาน้อยหน่า หล่อนโพสท่า ท้าวสะเอวสวยงามเต็มที่ มาดราวกับนางแบบ
       “ขอใบสมัครด้วย” เฉิดโฉมบอก
       เงียบกริบ ทีมงานคนรับสมัครมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
       “เอ่อ แน่ใจหรือคะ”
       เฉิดโฉมหงุดหงิด หล่อนคิดเองเออเองเสร็จสรรพ “ทำไม หรือว่าฉันสวยเด่น จนข่มทุกคน...มันก็ช่วยไม่ได้นะ”
       แพทเดินมาเห็นพอดี พุ่งเข้ามาจัดการ
       “คุณมาสมัครผิดงานหรือเปล่า นี่มันประกวดเทพีน้อยหน่านะคะ”
       เฉิดโฉมจ้องหน้าแพท “ก็ใช่นะซิ ฉันจะมาประกวด แล้วเธอเป็นใคร มีปัญหาอะไรกับการเข้า
       ประกวดของฉันเหรอ”
       “ฉันเป็นเจ้าหน้าที่จัดงานประกวดครั้งนี้ งั้นก็ขอสถิติ ของคุณด้วยค่ะ”
       เฉิดโฉมจ้อคล่องปรื๋อ “สถิติ อ๋อ รู้แล้ว ฉันเคยได้ตำแหน่ง ธิดาข้าวโพดหวานสองปีซ้อน แถมด้วยตำแหน่งขวัญใจช่างภาพนางงามลอยกระทงวัดโคกจัน”
       เชอรี่สาระแนแห่บุญ ช่วยเสริม “แถม อีกตำแหน่งอย่าลืม ว่าที่คุณนายแห่งรีสอร์ตฟ้าเคียงดินนะ”
       ตำแหน่งหลังถูกจริตเฉิดโฉมนัก หล่อนหัวเราะคิกคัก ชอบใจมาก
       “บ้า พูดอะไรก็ไม่รู้”
       แพทชะงักนิดหนึ่งเมื่อได้ยินชื่อรีสอร์ต
       “ตำแหน่งพวกนั้นฉันไม่ต้องการรู้ ฉันอยากรู้แค่ คุณสามารถแบกน้อยหน่าได้มากที่สุดกี่กิโล” แพทบอกอย่างหมั่นไส้
       เฉิดโฉมตาโต “อะไรนะ นางงามบ้าอะไรย่ะ วัดกันที่การแบกน้อยหน่า ฮะ ๆๆๆๆ ตลกละ”
       “ผู้หญิงห้าวๆ ทำไมวัดกันที่การแบกน้อยหน่า มันตลกตรงไหน” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น
       เฉิดโฉมชะงัก มองไปรอบๆ เพิ่งสังเกตเห็นว่าผู้สมัครอื่นยืนมองอยู่ ล้วนเป็นพวกรูปร่างอวบอ้วน ทั้งนั้น เริ่มเสียเซลฟ์ไม่แน่ใจ
       “เราเปลี่ยนกติกาใหม่ คิดว่าคุณคงไม่ได้อ่านระเบียบการรับสมัคร ก่อนที่จะมาใช่มั้ยคะ” แพทย้อนถาม
       เฉิดโฉมกรี๊ด “อ๊าย เปลี่ยนได้ยังไง เปลี่ยนตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครเป็นคนเปลี่ยนกติกาบ้าบอนี้”
       “ฉันเองค่ะ ฉันเป็นคนเปลี่ยนเอง นี่เป็นงานของเกษตรกร เป็นวันของเกษตรกร ฉันจึงคิดว่าเราควรตระหนักถึงคุณค่าน้ำพักน้ำแรงในการทำงาน มากกว่าจะวัดกันแค่ความสวยงามของร่างกาย จริงมั้ยคะ”
       แพทว่าพร้อมกับหันไปหาบรรดาผู้สมัครอื่นๆ ซึ่งทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย
      
       ทำให้เฉิดโฉมซึ่งเตรียมอาละวาดอยู่ ไม่กล้าหือ
      

       เฉิดโฉมซับหน้า ตบแป้งอย่างเคียดแค้น ที่เสียฟอร์ม พลางบ่นบ้าระบายอารมณ์อยู่ที่ม้านั่งกับเชอรี่และชบา
      
       “ที่แท้นังคนจัดงานก็เป็นแม่หม้าย ผัวทิ้งนี่เอง พวกมีปมในใจถึงเที่ยวอิจฉา สาว สวย โสด และดีอย่างฉัน”
       “แต่เอ ทิ้งหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจนะ เพราะเค้าไม่ได้ยืนยันกัน แต่เค้าว่ากันว่าตั้งแต่แม่คนนั้นมันย้ายมาอยู่อำเภอนี้เมื่อ 6 ปีก่อน ก็ไม่มีผัวตามมาอยู่แล้ว” ชบาบอก
       “โอ๊ย อย่างนี้โดนทิ้งแน่นอนอยู่แล้ว หน้าตาก็งั้นๆ ใครจะอยากอยู่ด้วยนาน เผลอๆ นะฉันว่า มันคงโดนผู้ชายหลอกฟัน แล้วก็ท้อง ถึงต้องหอบลูกหนีมาอยู่ที่นี่ไง”
       เพื่อนทั้ง 2 พยักหน้าเห็นด้วย คล้อยตามเฉิดโฉม
       “จริงๆ”
       “อุ๊ย เมื่อกี้ แกบอกว่ามันมีหลานสาว เพิ่งเข้ามาทำงานที่ฟ้าคียงดินใช่มั้ย หรือว่า...”
       สามสาวชะงักหันมองหน้ากันแล้วร้องลั่นประสานเสียง
       “ยายรัญ”
      
       ด้านรัญธิดาเปลี่ยนชุดนอนแล้ว กำลังจะล้มตัวลงนอน แต่แล้วสะดุ้งเหมือนโดน สามคน เรียกชื่อดังๆ พอหันไปมองถึงเห็นว่าเป็นโทรศัพท์ดัง
      
       แพทยืนโทรศัพท์อยู่ข้างเวที ส่วนที่บนเวทีเห็นบรรดานางงามยกแข่งน้อยหน่าแข่งกันอยู่ ผู้คนในงานเชียร์กันเป็นที่สนุกสนาน บรรยากาศคึกคัก แพทหันหลบมาอีกทาง
       “รัญ...นี่น้าเองนะ นั้นรัญนอนหรือยัง”
       “ถ้าน้าแพทโทร.มาเพื่อคุยเรื่องคุณพีท ไว้กลับมาคุยกันที่บ้านดีมั้ยคะ”
       “เรื่องนั้นนะ เราต้องคุยกันต่อแน่ แต่ที่โทร.มานี่ อยากให้รัญช่วยดูอะตอมหน่อย แกหลับหรือยัง”
       รัญธิดาแอบถอนหายใจ แล้วโกหกบอกไป
       “หลับ...ไปแล้วค่ะ”
       “ดีๆ นี่น้ายังไม่เสร็จงานเลย แต่คงอีกไม่เกินชั่วโมง งั้นรัญก็นอนได้เลยนะ ไม่ต้องรอ”
       “ได้ค่ะ งั้น แค่นี้ใช่มั้ยคะ”
       “เดี๋ยวๆ มีอีกเรื่อง พรุ่งนี้ เราไปเยี่ยมพี่ทิพกันแต่เช้าเลยนะ ออกเช้าหน่อย รัญจะได้มีเวลาคุยกับพี่ทิพนานๆ ให้สมกับที่เค้าคิดถึง อยากเจอ”
       รัญธิดาสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย “เอ๊ะ นี่ถึงเวลาเยี่ยมแล้วเหรอคะ”
       “ก็ใช่นะซิ อะไรกันนี่รัญจำไม่ได้เลยเหรอ” รัญธิดาเงียบ อึ้งไป แพทข่มอารมณ์ไม่ให้โกรธ “เอาเถอะ...ต่อไปน้าจะคอยเตือนรัญเอง”
       ระหว่างนี้ป๋องเดินมาท่าทางร้อนรน
       “เฮ้ย แพท เจ้าหน่องมันลืมสายสะพายนางงามไว้ที่ออฟฟิศนะ บ้าชะมัด”
       “แค่นี้ก่อนนะรัญ” แพทรีบวางโทรศัพท์ แล้วอาสา “งั้นเดี๋ยวแพทไปเอาให้เองค่ะ”
      
       แพทรีบออกไป ป๋องหันหลังเดินกลับแต่ต้องสะดุ้ง เมื่อเจอเตอร์ หรือ ปีเตอร์ เกย์ร่างเล็กผมทองเพื่อนของแพทยืนโพสท่าส่งจูบ ใส่วิกผมยาวสวยผมปลิวสยายอยู่
       “รูปร่าง หน้าตาแบบนี้ พอจะเข้าประกวดมิสน้อยหน่าได้มั้ยคะ พี่ป๋อง”
       “ปีเตอร์” ป๋องเป่าปาก “สบาย หุ่นแบบนี้ท่าทางแบกข้าวสารยังได้เลย แค่แบกน้อยหน่าแข่งเรื่องจิ๊บๆ”
       เตอร์ค้อนขวับ “แหม พี่ป๋องอ่ะ ใจร้ายที่สุด หญิงสาวบอบบางอย่างเตอร์จะสามารถใช้แรงงานอย่างนั้นได้ยังไง ก็ได้...งั้นไม่ประกวดแล้ว เดี๋ยวชนะ...” สองคนหัวเราะกันไป เตอร์ถอดวิกออก “เตอร์เอาเค้กมาส่งให้เรียบร้อยแล้วนะคะ แล้วนี่ยายแพทไปไหนซะล่ะพี่ป๋อง”
      
       อะตอมหลับสนิทแล้ว ตอนที่รัญธิดาเปิดประตูห้องเข้ามา ยืนดูอะตอมห่างๆ เงียบๆ สีหน้าเรียบเฉย อะตอมดิ้นจนผ้าห่มกองอยู่กับพื้น
       รัญธิดาหยุดคิดก่อนหยิบผ้าขึ้นมาจะห่มให้เบาๆ
       อะตอมละเมอ หัวเราะขึ้นมา ฝันว่าเล่นกับแม่อยู่
       “ฮะๆๆ ตอมรักแม่แพทที่สุดในโลกเลย แม่แพทอย่างทิ้งตอมไปไหนนะฮะ”
       รัญธิดาได้ยินแล้วก็ชะงักไปพักใหญ่ ท่าทางเจ็บช้ำน้ำใจไม่ใช่น้อย ก่อนจะเปลี่ยนใจทิ้งผ้าห่มไว้เหมือนเดิม แล้วเดินออกจากห้องปิดประตูลง
      
       แพทมาถึงออฟฟิศ มองๆ หา เห็นสายสะพายนางงามวางอยู่ รีบคว้าไป แพทกำลังปิดประตูออฟฟิศ เป็นประตูแบบห้องแถว
       เหมือนมีสายตาคู่หนึ่งมองจ้องแพทมาจากด้านหลัง และค่อยๆ เดินใกล้เข้ามาๆ แพทรู้สึกผิดปกติ หันขวับไป จังหวะเดียวกับคนร้ายพุ่งเข้ามาพุ่งตะปบ แพทรีบฉากหลบ
       “สวยนี่หว่า” คนร้ายยิ้มหื่น
       “แกจะทำอะไรนะ ฉะ...ฉันไม่มีอะไรหรอกนะ อย่าทำอะไรฉันเลย”
       “พี่ไม่ใจร้าย ทำคนสวยให้เสียโฉมหรอก”
       แพทกลัวมาก แต่กุมสติไว้
       “อย่าทำอะไรเลยนะ สงสารเถอะ ฉันมีลูกเล็กๆ ต้องดูแล”
       “มีลูกแล้ว เป็นแม่หม้ายงั้นเหรอ ดีๆ แบบนี้ก็ไม่ต้องสอนมาก” คนร้ายดันชอบอีก
       “อย่านะ นี่ ๆ ในกระเป๋าฉันมีเงินอยู่ แล้วก็นาฬิกานี่ด้วย ฉันยกให้ หมดเลย เอาไปเลย”
       แพทค่อยๆ ยื่นกระเป๋าให้คนร้าย แต่พอได้จังหวะก็เอากระเป๋าฟาดหน้ามันเต็มแรง
       “นี่แน่ะ” แพทวิ่งหนีสุดชีวิต แหกปากร้องดังลั่น “ช่วยด้วย”
       คนร้ายวิ่งตาม
       อีกมุมหนึ่ง ไม่ไกลจากจุดที่แพทโดนคนร้ายฉุด เฉิดโฉมกับเพื่อน 2 นางโผล่หน้าออกมา
       “พี่ชายแกทำบ้าอะไรนะ ฉันแค่ให้ไปแกล้งขู่มันกลัวเท่านั้นเอง”
       ชบาท่าทางกลุ้มๆ “ไม่รู้เหมือนกัน สงสัยคงกินยาเข้าไป”
       เฉิดโฉมตาโตตกใจ “ห๊า นี่เมายาบ้าเหรอ มิน่าถึงได้กลัดมันแบบนั้น”
       “แล้วเอาไงดี ไปบอกให้หยุดมั้ย” เชอรี่จิตตก
       “บ้าซิขืนไปบอกตอนนี้ นังนั่นมันก็เห็นหน้าเรา มันได้เอาตำรวจมาจับเรานะซิ คงต้องแล้วแต่บุญแต่กรรมแล้วกัน...เรารีบหนีกันเถอะ”
       ทุกคนแยกย้ายกันไปหน้าตาตื่น
      
       แพทวิ่งหนีมาตรงถนนเปลี่ยว
       “ช่วยด้วย ๆๆ”
       คนร้ายวิ่งมาทัน จับผมแพทไว้ ดึงแทพเข้ามาใกล้ดมกลิ่นผมแพท
       “อย่านะ อย่าทำอะไรฉัน ฉันขอร้อง”
       “กลัวทำไม ก็ของมันเคยอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
       “ไอ้บ้า” แพทเริ่มโมโห
       “เฮ้ย ปล่อยมือแกเดี๋ยวนี้นะ” เสียงเตอร์แหลมเข้ามา ฟังดูแมนมาก
       คนร้ายหันไป เห็นเตอร์ ยืนอยู่ พร้อมไม้ในมือ มาดอย่างเท่ห์
       “เรื่องผัวเมีย อย่ามายุ่ง” คนร้ายใช้มุกผัวเมีย
       เตอร์ด่า “ไอ้โกหก แกไม่ใช่ผัวแพท”
       แพทถือโอกาส จังหวะที่คนร้ายเผลอ กระแทกเข่าเข้าเป้ามันอย่างแรง แล้ววิ่งมาอยู่ข้างหลังเตอร์
       “พี่เตอร์ ช่วยด้วย”
       “อย่าบอกนะว่าแกเป็นผัวของนังคนนี้”
       เตอร์ลืมตัวสาวแตกใส่ “อ๊าย...หยาบคาย”
       “เอาเลยเตอร์ จัดการมันเลย เอาเลย จัดการมันให้หมอบเลย”
       แพทเชียร์เต็มที่ ไม่ทันดูว่าเตอร์อึกอักก่อนจะหันมากระซิบ
       “จะบ้าเหรอ หมอบเหมิบอะไรล่ะ ฉันต่อยเป็นเสียทีไหน ถ้าตบกันตัวต่อตัวก็พอลุ้น”
       “อ้าว แล้วถือไม้มาทำไม”
       “ก็เอามาขู่มันนะซิ”
       “งั้นเอาไงดีล่ะ มันเข้ามาแล้ว”
       เตอร์มองหน้าแพทว่าจะเอายังไงกันดี คนร้ายเดินย่างสามขุมเข้ามา เตอร์ตัดสินใจขว้างไม้ ใส่ แล้วร้องกรี๊ด
       “อ๊าย... วิ่ง! แพท วิ่ง”
       กะเทยหนึ่ง ม่ายลูกติดหนึ่ง ใส่เกียร์วิ่งหนีกันเต็มที่ คนร้ายวิ่งไล่กวดตามมาติดๆ
       สองคนวิ่งแยกกันไปคนละทาง คนร้ายตัดสินใจวิ่งตามแพท
      
       แพทวิ่งมาที่ถนนอีกด้านเจอรถวิ่งมาพอดี แสงไฟสาดใส่แพทเอามือบังหน้า รถจอดแพทวิ่งไปเคาะกระจก
       “ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย”
       กระจกลดลงเห็นหน้าคนขับ ทั้งคู่ต่างคนต่างชะงัก
       “คุณ” / “คุณ”
       คนร้ายวิ่งตามมาจนจะทันแล้ว
       “ช่วยชั้นด้วยค่ะ คนนั้นมันตามชั้นมา”
       พีทรีบลงมาจากรถ คนร้ายชะงัก
       “ผัวมาอีกคนแล้วเหรอ...แหม! ผัวเยอะจริงนะแม่คุณ” คนร้ายบอก
       พีทชะงักมองหน้า คนร้ายได้ทีต่อยพีททันที พีทเสียหลัก คนร้ายจะซ้ำแพทกระโดดเข้าใส่คนร้ายทางด้านหลัง คนร้ายสะบัดหลุด แพทเซล้ม พีทลุกขึ้นมาเปิดฉากบู๊ใส่กัน แต่ในที่สุด คนร้ายก็สู้ไม่ได้ และฉวยโอกาสวิ่งหนีไป
       พีทกลับมาดูแพทที่ยังนอนกองอยู่กับพื้น
       “คุณเป็นอะไรมั้ย”
      
       แพทไม่ตอบ เหลียวมองไปรอบๆ ตัว


  


       ครู่ต่อมาแพทกับพีทช่วยกันหาสายสะพายที่หล่นอยู่ตรงบริเวณหน้าออฟฟิศ
      
       “เจอหรือยังล่ะคุณ”
       พีทชูสายสะพายที่ถูกทิ้งไว้ “นี่หรือเปล่าสายสะพายที่คุณหา”
       “ตายจริง เละหมดเลย...แล้วนี่จะไปให้นางงามได้ยังไงล่ะ” แพทยิ่งกลุ้มๆ รีบเอาชายเสื้อเช็ดรอยเปื้อนอย่างเอางานเอาการ
       “นี่ผมถามอีกครั้ง คุณจะไม่แจ้งความสักหน่อยเหรอ”
       “ช่างมันเถอะ ฉันก็ไม่ได้เป็นอะไร ฉันจะรีบไป ขอบคุณนะคะอุตส่าห์ช่วยชั้น” แพทยกมือไหว้ ก่อนเดินจากไปอย่างรีบร้อน
       “นี่คุณ คุณเกือบโดนข่มขืนนะ ไม่เป็นไรเหรอ” พีทถามย้ำ
       แพทหยุดกึก หันขวับมา
       “หรือว่าเป็นแม่หม้าย เรื่องแบบนี้เค้าไม่ถือกัน...”
       แพทตบพีททันทีเช่นกันที่พูดจบ
       “เฮ้ย”
       “ถ้าคุณคิดว่า การที่คุณช่วยชั้นมันทำให้คุณดูถูกชั้นได้อย่างนี้ล่ะก็...ผิดไปแล้วล่ะ”
       “แต่ผมเป็นคนช่วยคุณนะ ไม่พูดกับผมดีๆ แล้วยังมาตบหน้าผมอีก” พีทลูบหน้าตัวเองพร้อมกับบ่นอุบ “มือหนักชะมัด”
       แพทค้นกระเป๋าสะพาย แล้วยื่นนามบัตรยัดใส่มือพีท
       พีทงง “อะไร”
       “ฉันไปทำงานเปิดร้านใหม่ให้เค้า เค้าลด 10 เปอร์เซนต์เลยนะ ฉันยกให้คุณ
       พีทมองนามบัตร “ให้ผม...” แล้วอ่านดู “คลินิกทำฟัน” คราวนี้ยิ่งงง ไม่เก็ต
       “ใช่ ไปหาคุณหมอ ให้ผ่าหมาออกจากปากเสียบ้างนะ” พีทอึ้งบ้างไม่คิดว่าจะโดนด่าแบบนี้ แพทเดินออกไปทันที แล้วชะงักหันกลับมา
       “อ้อ อีกอย่าง เรื่องหลานสาวฉัน มันยังไม่จบแค่นี้แน่นอน”
       แพทรีบวิ่งออกไป
       พีทโมโห “ยาย...” แต่ดันนึกคำด่าไม่ออก “เพี้ยนหรือเปล่าวะ บ้าจริง” หนุ่มหล่อคลำแก้มตัวเองที่ถูกต่อยป้อยๆ
      
       ด้านรัญธิดานอนหลับกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง ท่าทางเหมือนฝันร้าย รัญธิดาฝันถึงเหตุการณ์ตอนตัวเอง อายุ 10 ขวบ และกำลังพยายามยื้อจากการฉุดของตำรวจจะเข้าไปหาแม่ ขณะที่ผู้เป็นแม่ ถูกตำรวจ 2-3 นาย ลากออกไป เห็นแต่ด้านหลัง เด็กหญิงรัญธิดา ดิ้นรนร้องไห้ อย่างแรง
       “แม่ แม่จ๋า...อย่าเอาแม่หนูไป...หนูจะอยู่กับแม่...แม่จ๋า แม่จ๋า...”
       รัญธิดาสะดุ้งตื่น น้ำตายังไหลอยู่อย่างนั้น ลุกขึ้นนั่ง ปิดหน้าหายใจแรง ไม่อยากยอมรับภาพเก่าๆ พวกนั้น แล้วเงยหน้า ตัดสินใจอะไรบางอย่าง
      
       สองคนอยู่ในร้านกาแฟของเตอร์ แพทกำลังเอาเค้กจากกล่องมาเรียงใส่ตู้ แต่ต้องชะงัก
       “ใช่นะซิ ก็พอแยกกัน ชั้นก็วิ่งร้องกรี๊ดๆ กลัวแทบแย่ มองไปเห็นถังขยะวางอยู่ก็เลยลงไปแอบในนั้น มดกัดแทบตาย จะขึ้นมาก็ไม่กล้า กลัวไอ้ผู้ร้ายมันย้อนกลับมา”
       แพทหัวเราะร่วนออกมา
       “ขอโทษที ฉันไม่ได้หัวเราะเยาะเจ๊นะ ขอบคุณด้วยซ้ำที่ผ่านไปช่วย แต่คิดถึงท่าทางเจ๊ตอนเข้มถือไม้ สู้กับมันแล้วอดขำไม่ได้สุดท้าย ก็วิ่งโกยอ้าวกันทั้งสองคน”
       “นี่ฉันไม่ใช่ บัวขาว ป ประมุข นะ ฉันขายกาแฟจ้ะ”
       เตอร์ค้อนให้แบบขำๆ แพทเลยหัวเราะไปด้วย
       “เอ่อ...เจ๊รู้จัก เจ้าของรีสอร์ท ฟ้าเคียงดิน ที่ชื่อ พีท เพิด อะไรมั้ย”
       “อ๋อ คุณพีท น่ะเหรอ เค้ามารับช่วงดูแลรีสอร์ทต่อจากพ่อที่เสีย หลายปีแล้วล่ะ แล้วจากนั้นมารีสอร์ทก็เจริญรุ่งมาเรื่อยๆ ใครๆ ในปากช่อง ก็รู้จักกันทั้งนั้น เป็น แมนออฟเดอะเยียร์ของจังหวัดนี้เลยนะ ที่สำคัญยังโสด และหล่อมาก.....”
       แพททำหน้าเบะ “ถ้าดี ขนาดนั้น แล้วทำไมยังไม่แต่งงาน หรือว่าจริง ๆ มีเมียแล้ว ฉันหมายถึงทั้งที่ซุกไว้และไม่เปิดเผยนะ”
       “โอ๊ย! ทั้งหล่อทั้งรวยเลือกได้ขนาดนั้น สาวแก่แม่ม่ายเข้าแถวกันมาให้เลือกเต็มไปหมด แต่ไม่เห็นเค้าจะจริงจังกับใครซักที”
       แพทยิ่งเห็นด้วยกับความคิดตัวเอง รู้สึกไม่ดีกับพีทมากขึ้น
       เอ๊ะ แต่ความจริงหลานเธอก็ทำงานที่ฟ้าเคียงดินไม่ใช่เหรอ ทำไมเธอไม่ถามเรื่องคุณพีทจากยายรัญนะ
       แพทไม่ตอบ แต่เหลือบมองนาฬิกาที่ติดผนัง แล้วก็ตกใจ
       “อุ๊ย 8 โมงกว่าแล้วเหรอ ไปก่อนนะ ฉันนัดยายรัญเอาไว้”
       “เดี๋ยวซิ ยังไม่ได้เคลียร์ค่าเค้กงวดนี้เลย”
       แพทไม่ได้หันมาตอบ แต่ยกมือประมาณว่าไว้ก่อน
       “ชีวิตรีบเร่งเหลือเกินแม่คุณ อยู่ปากช่องนะยะ ไม่ใช่กรุงเทพฯหรือนิวยอร์คจะรีบไปไหน”
      
       เช้านั้นอะตอมยืนรายงานแม่แพทที่เพิ่งกลับมาถึงเสียงแจ๋ว
       “พี่รัญบอกว่าไม่ต้องรอ ให้เราสองคนไปได้เลยฮะ”
       แพทพอใจ “แหมใจร้อนจริงพี่รัญเนี่ย แม่แพทออกไปส่งเค้กแป็บเดี๋ยวเอง คงอยากเจอป้าทิพมากจนรอไปพร้อมเราไม่ไหว”
       “ไม่ใช่ฮะ พี่รัญบอกว่ามีงานด่วนต้องไปทำ ไม่ไปเยี่ยมป้าทิพแล้ว”
      
       แพทตะลึง “ว่าไงนะ”

       ด้านทิพปภายิ้มย่องผ่องใส กินไปคุยถึงลูกสาวไปอย่างเมามัน เสียงดังลั่นโรงอาหารเรือนจำ
      
       “ลูกสาวฉันจบเกียรตินิยมเชียวนะ จบปุ๊บก็ได้ทำงานปั๊บในรีสอร์ตใหญ่โตเลยแหละ”
       “เหรอ แบบนี้ ก็มาเยี่ยมพี่บ่อยนะซิ ไม่เหมือนชั้นติดมาสามเดือนแล้ว ไอ้ผัวตัวดีมันมาเยี่ยมแค่ครั้งเดียว” เพื่อนนักโทษว่า
       สม นักโทษขาใหญ่ประจำคุก ที่อยู่ข้างหลังนั่งฟังอย่างหมั่นไส้
       “ก็.. เอ่อ” ทิพปภาอึกอักไปนิดก่อนจะคุยฟุ้งโกหกใส่ “ก็..มาประจำ แต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยก็ห่างหน่อย เพราะเรียนหนัก แต่วันแม่ วันเกิด วันพระ วันโกนส่งการ์ดมาให้ไม่ขาดเลย”
       “พี่นี้มีบุญนะ มีลูกกตัญญู คนเป็นแม่ จะมีอะไรภูมิใจกว่านี้อีก” เพื่อนอวย
       “เออ คนเรามันทำบุญมาไม่เหมือนกัน พูดก็พูดเถอะนะ ลูกสาวฉันมันก็สวย แล้วก็เก่งเหมือนแม่มันนั้นแหละ ฮะๆๆๆๆ” ทิพปภาคุยใหญ่ แล้วหัวเราะชอบใจ
       สมเหลืออด “งั้นเดี๋ยวก็ได้เข้ามากินข้าวแดงเหมือนแม่มันด้วย ฮะ ๆๆๆ”
       “เฮ้ย พูดจาหมาๆ แบบนี้ได้ยังไงวะ”
       “ทำไมมึงจะทำอะไรกูอีทิพ ก็มึงพูดเองว่าเหมือนมึง งั้นลูกเอ็งมันต้องขี้คุกเหมือนเอ็ง นั้นแหละ เข้ามากูจะรับน้องใหม่ให้หนำใจเลย ฮะๆๆๆ”
       ทิพปภาปรี๊ดทันที เอาถาดข้าวยีหัวสม
       “มึงด่ากูได้ แต่ห้ามแตะลูกกู อีสม”
       สมตบกลับ แล้วจับหัวทิพปภาโขกกับโต๊ะ ก่อนจะกระโจนเข้ามานั่งคร่อมตบไม่ยั้ง ทิพปภาเองก็พยายามสู้ยิบตาเหมือนกัน สลับกันตบไปมา นักโทษอื่นๆ คอยเชียร์
       ผู้คุมหญิงวิ่งเข้ามา เป่านักหวีดเสียดังปริ๊ด ในขณะที่ทิพปภากำลังเสียเปรียบ โดนบีบคออยู่พอดี
      
       แพทมาเยี่ยมทิพปภา อะตอมนั่งข้างๆ แพทฟังแล้วสุดจะกลุ้ม
       “โธ่! พี่ทิพ อุตส่าได้เป็นนักโทษชั้นดี ไปมีเรื่องอีกทำไม”
       “ก็มันมาว่ารัญ พี่ไม่ตบให้ฟันร่วงก็ดีเท่าไหร่แล้ว”
       “แต่มันจะทำให้พี่โดนลดชั้น แล้วมันก็จะมีผลกับการขอลดโทษนะ...”
       ทิพปภาตวาดใส่ทันที แพทยังพูดไม่จบ “พอแล้ว ฉันอยู่ในนี้มา 10 ปี ฉันรู้ดีกว่าแกว่าต้องทำไง” แพทเลยต้องเงียบ
       อะตอมแทรกขึ้น “อย่าทะเลาะกันครับ คุณครูบอกว่า ทะเลาะกันเป็นสิ่งไม่ดี”
       ทิพปภาจี๊ดทันที เมื่อถูกแทงใจดำ “เออ ก็เพราะป้าทิพ มันเป็นคนเลว ชอบทำเรื่องชั่วๆ ยังไง ถึงต้องมาใช้กรรมติดคุกอยู่ในนี้” ทิพปภาน้ำตาคลอ “อย่าทำผิดทำเลวแบบป้าทิพนะอะตอม อย่าทำเป็นอันขาด เพราะเราจะไม่เหลือคนที่เรารักอยู่ข้างๆ อีกเลย”
      
       ภาพเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีก่อน ผุดขึ้นมาหลอกหลอนทิพปภาอีกครั้ง เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตอนกลางวัน ที่ข้างทางบริเวณพงหญ้ารกเรื้อ แห่งหนึ่ง
       เสียงปืนดังปัง ชล สามีทิพปภายิงสวนออกไป ทิพปภาหลบอยู่ที่หลังรถกะบะมีกระเป๋าใส่ยา สามียิงต่อสู้ สองคนโดนตำรวจล้อมจับ
       ทิพปภา ลนลาน “เอาไงดีพี่ ตำรวจล้อมเราไว้หมดแล้ว”
       “เดี๋ยวพี่จะยิงคุ้มกันให้ ทิพเอาของหนีไปก่อน”
       “ไม่ ถ้าจะไปก็ไปด้วยกัน”
       สามีตัดสินใจพยักหน้าก่อนจะยิงโต้ตอบตำรวจไปอีกรอบ แล้วพากันวิ่งออกไป ชลโดนยิงเข้ากลางหลัง ทรุดตัวนอนลงไป ก่อนสิ้นใจตายคาที่
       ทิพปภากรีดร้อง “พี่ ....พี่ชล....พี่....”
       ตำรวจสองคน เข้าชาร์จทิพปภาทันที
       “วางกระเป๋าลง แล้วยกมือขึ้น”
       ทิพปภาทิ้งกระเป๋า ยกมือตามสั่ง ตำรวจผลักให้นอนลง กดไว้ ทิพปภาน้ำพาไหลพราก มองสามีที่นอนตายอยู่ หัวใจสลาย
       “พี่ ฮือ ๆๆๆๆ”
       ตำรวจอีกคนเปิดประเป๋า เห็นยาบ้าอัดอยู่เต็ม
      
       อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน ทิฟปภาอยู่ในห้องขังแล้ว ย่ามาเกาะกรงขังชี้หน้าด่า รัญธิดายืนอยู่ข้างๆ น้ำตาไหลพรากตลอดเวลา
       “ลูกกูตายเพราะมึง อีทิพ อะไรดลใจ ให้มึงทำเรื่องชั่วๆ แบบนี้ เพราะมึงใช่มั้ยที่อยากรวย บังคับให้ไอ้ชลมันค้ายา มันถึงได้ตาย อีคนเลว
       ทิพปภาส่ายหน้า น้ำตาไหล มองหน้าลูกสาว เห็นรัญธิดาร้องไห้
       “แม่...แม่จ๋า...ออกมาเถอะ แม่เข้าไปอยู่ในนั้นทำไม” ทิพปภาเอาลูกมากอดผ่านกรงขัง ร้องไห้กันทั้งแม่ลูก
       “ฉันผิดไปแล้วจ้ะแม่ แต่ว่าลูกฉันมันไม่ได้รู้เรื่องอะไร ฝากรัญมันด้วยนะ”
       ย่ามองรัญธิดาด้วยความเกลียดชัง
       “กูเลี้ยงพ่อมันมา ยังไม่ทันมันได้เลี้ยงดูกูตอบแทน มึงยังเอาลูกมาให้กูเลี้ยงอีกเหรอ”
       ทิพปภายกมือขึ้นไหว้แม่ผัว
       “ฉันไม่เหลือใครจริงๆ จ้ะแม่ ฉันขอร้องละแม่ นึกว่าสงสารเถอะ รัญมันก็หลานแม่นะ”
       รัญธิดาถอยกรูด “ไม่ไป หนูจะอยู่กับแม่”
       “มึงจะอยู่กับแม่มึงในคุกเหรอ ไป ไปกับย่า”
       ย่าเข้ามาลากตัวรัญธิดาออกไป ทั้งๆ ที่รัญขืนตัวเองไว้ ทิพปภามองดูลูกที่ถูกลากตัวออกไปอย่างเจ็บปวด
      
       ภายในที่ห้องเยี่ยม ทิพปภาดึงตัวเองกลับมาน้ำตาคลอๆ แล้วก็เมินหน้าหนี เช็ดน้ำตา ทำใจให้เข้มแข็งอีกครั้ง
       “คนเลวอย่างป้า มันก็ต้องได้รับกรรมแบบนี้แหละ” ทิพปภาถามอะตอม “แล้วพี่รัญอยู่ไหนล่ะ พามาหาป้าซิ ป้าคิดถึงอยากเห็นหน้าพี่รัญเต็มแก่แล้ว”
       เด็กชายตัวน้อยอึกอัก “เอ่อ คือว่า...”
       พลางอะตอมเหลือบตาดูแม่ ว่าจะเอาไงกันดี แพทจับมืออะตอมดึงเอาไว้ แอบส่ายหน้าไม่ให้พูด
       “เอ๊ะ ยังไงกัน แม่ลูกคู่นี้ เงียบกันไปทั้งคู่” ทิพปภาคาดคั้นแพท “ว่าไงแพทรัญล่ะ ฉันจะได้เรียกอีพวกนั้นมาดูลูกสาวฉัน พวกมันจะได้อิจฉา ว่าลูกของชั้นน่ะมันเลิศขนาดไหน”
      
       แพทกลืนน้ำลายเอื้อก อึกอักไม่รู้จะบอกยังไง


  


       ด้านรัญธิดายืนอยู่ที่เคาน์เตอร์อาคารต้อนรับของฟ้าเคียงดินรีสอร์ต คิดคำนึงถึงเรื่องเมื่ออดีตนี้เช่นกัน แล้วก็รู้สึกเจ็บแค้นขึ้นมาอีก จังหวะนี้เฉิดโฉมวิ่งหน้าตื่นมาหา
      
       “นี่เธอ กรุ๊ปทัวร์ยังไม่ลงใช่มั้ย” เฉิดโฉมถาม
       “ค่ะ เมื่อกี้ ไกด์โทร.มาบอกอีกสิบห้านาทีค่ะ รถมีปัญหานิดหน่อย”
       เฉิดโฉมถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบเอากระจกแป้งมาส่องตบความเรียบร้อย
       “เอ๊ะ วันนี้มันหยุดเธอไม่ใช่เหรอ แล้วมาเสนอหน้าทำไมไม่ทราบ”
       “อ๋อ...รัญแลกเวรกับพี่เจี๊ยบนะคะ พี่เค้าต้องพาลูกไปหาหมอ รัญอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้มีธุระที่ไหน เลย มาทำงานดีกว่า”
       “โอ๊ย ขยันจริงนะๆ แต่บอกก่อน ถึงจะเอาหน้าแบบนี้แต่เงินเดือนไม่ขึ้นหรอกนะ” แล้วจู่ๆ โฉมก็คิดได้รีบเช็ค “เออนี่...เธออยู่กับน้าสาวเหรอ แล้ว...น้าเธอ ยังอยู่ดีมั้ย ไม่ได้โดนปละ...” เฉิดโฉมจะพูดว่าปล้ำ “เอ๊ย...คือหมายถึง ไม่ได้เจ็บไข้อะไรใช่มั้ย”
       “ค่ะ ก็ปกติดีนี่คะ” เฉิดโฉมโล่งอก รัญธิดาเอะใจ “เอ๊ะ นี่ พี่โฉมรู้จักน้าแพทด้วยเหรอ”
       เฉิดโฉมรีบบอก “เปล่าๆ ก็แค่ได้ยินเค้าคุยกันๆ แล้วแม่เธออยู่ไหนล่ะ ทำไมถึงมาอยู่กับ น้าล่ะ” รัญธิดาชักสีหน้าทันที “แล้วตกลงที่เค้าว่าน้าเธอโดนผัวทิ้งจนต้องหอบลูกชายมาอยู่ที่นี่นะจริงหรือเปล่า”
       “รัญคิดว่านี่มันเป็นเรื่องส่วนตัว ถึงพี่โฉมจะรู้ก็ไม่ได้ทำให้งานดีขึ้นหรอกค่ะ รัญขอไม่ตอบนะคะ ...กรุ๊ปทัวร์มาพอดี รัญขอตัวไปทำงานที่ควรทำก่อน”
       รัญตัดบทแล้วเดินออกไป
       “หน็อย นังเด็กใหม่ คิดว่ามันจะติ๋มๆ ไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะ” เฉิดโฉมฮึดฮัดท่าทีหมั่นไส้
      
       แพทพาอะตอมออกมาหน้าเรือนจำ อะตอมหน้านิ่วคิ้วขมวด แพทสังเกตเห็น
       “อะตอม เป็นอะไรไปเหรอ”
       “แม่แพทฮะ ตอมว่า ที่เราทำเมื่อกี้ มันไม่ถูกต้องนะฮะ”
       เหตุการณ์เมื่อครู่ในห้องเยี่ยมผู้ต้องขัง ผุดขึ้นในความคิดเด็กน้อย
       เวลานั้นแพทยื่นการ์ดให้ทิปภา
       “นี่ค่ะ รัญฝากมาให้ค่ะพี่ทิพ”
       ทิพอึ้งไป แล้วก็ยิ้มแต่ก็รับมาดูอย่างปลาบปลื้ม
       “คือ รัญบอกว่ามีกรุ๊ปทัวร์เกาหลีมาลงกระทันหัน เป็นเวรแกพอดี เลยต้องอยู่ดูแล เค้าฝากกราบขอโทษพี่ทิพย์มาด้วยค่ะ”
       “อ๋อ งั้นเหรอ งานต้องสำคัญกว่านะ น่ารักจริงๆ มาไม่ได้ ก็มีของให้แม่ไม่ได้ขาด...ลูกรัญของแม่” ทิพปภาจูบการ์ดน้ำตาคลอ
       แพทแอบโล่งอก
      
       อะตอมเอ่ยขึ้น “การ์ดนั้น แม่แพทแวะซื้อตอนมาไม่ใช่หรือครับ” แพทสะดุ้ง “ครูบอกว่า การโกหกเป็นสิ่งไม่ดี
       “เอ่อ...คือ” แพทตัดสินใจ “ความจริง พี่รัญเค้าฝากให้แม่แพทซื้อให้นะ เค้าบอกแม่มาตั้งหลายวันแล้ว”
       “แม่แพทมาทีไร ก็เอาของมาให้ป้าทิพ แล้วก็บอกว่าพี่รัญฝากมาให้ทุกที” อะตอมบ่น
       แพทร้อนตัว เดินชนผู้หญิงที่ผ่านมา
       “อุ๊ย ขอโทษค่ะ” แต่แล้วก็ชะงัก เพราะคลับคลายคลับคลา “คุณ...เจี๊ยบใช่มั้ยคะ”
       ที่แท้เป็น เจี๊ยบ พนักงานหญิงในรีสอร์ทฟ้าเคียงดินคนหนึ่งที่รู้จักกับรัญธิดา และแพท
      
       ขณะเดียวกันพีทยืนมองดูรัญธิดาจากหน้าต่าง สีหน้าครุ่นคิดตัดสินใจ ไม่ได้มีอารมณ์วาบหวามอินเลิฟแต่อย่างใด
       พีทมองดูรัญธิดาต้อนรับแขกอย่างร่าเริงแจ่มใส ช่วยประคองคนแก่ลงรถตู้มาอย่างสุภาพ และหัวเราะระรื่นกับเด็กๆ ที่ตามมาด้วย
       จังหวะนี้ประทินเคาะห้องเข้ามา พีทหันกลับมา
       “ผมเอายาที่คุณพีทเจอในห้องนายแม่ไปเช็คให้แล้วครับ” พลางประทินส่งเอกสารให้
       “แน่ใจนะ ว่าแม่ไม่รู้เรื่องนี้”
       “ครับ ผมระวังอย่างดี หมอยืนยันว่า เป็นอย่างที่เราคิดจริงๆ”
       พีทรับเอกสารที่เปิดดูแล้วก็ถอนหายใจหนักหน่วง สีหน้าเศร้าลงขณะถาม
       “ระยะไหนแล้ว”
       “ระยะที่สามครับ นายแม่ขอร้องหมอที่รักษาให้ปิดเป็นความลับ แต่เท่าที่ผมสืบทราบ ดูเหมือนว่าตอนนี้ยาที่ให้จะไม่ได้ผล มะเร็งเริ่มลามไปส่วนอื่น หมอกำลังจะเปลี่ยนยาตัวใหม่ให้”
       พีทไม่มีแรงพูดตอบ ทำได้แค่พยักหน้ารับ แล้วทรุดตัวลงนั่ง ตามองรูปถ่ายที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเป็นรูปแต่งงานเก่าๆ ของพ่อกับแม่ น้ำตาค่อยๆ เอ่อ เมื่อคิดถึงคำของพ่อ
       “ผู้หญิงคนนี้ พ่อรักสุดหัวใจ ถ้าพ่อเป็นอะไรไป ลูกต้องดูแลแม่ให้ดีที่สุดนะ”
       พีทเงยหน้า ไม่ให้น้ำตาเอ่อ ก่อนจะลุกขึ้น ตัดสินใจเด็ดขาด
       “ประทิน เดี๋ยวตามรัญธิดามาหาผมด้วย”
      
       ไม่นานหลังจากนั้นประตูห้องทำงานพีทเปิดออก เห็นรัญธิดาเดินเข้าไป พีทนั่งอยู่เงยหน้าขึ้นมามอง ประตูปิดลง
      
       เย็นนั้นรัญธิดาเดินเข้าบ้านมา ท่าทางเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่อย่างลึกซึ้ง เสียงแพทดังขัดขึ้น
       “พี่ทิพ เค้าชอบการ์ดมาก”
       รัญธิดาสะดุ้ง เมื่อเจอแพทยืนอยู่มุมหนึ่ง
       “คะ”
       “จะไม่ถามหน่อยเหรอ ว่าการ์ดอะไร” แพทจ้องหน้าหลานสาว
       รัญธิดายักไหล่ แล้วเดินไปรินน้ำอย่างไม่สนใจ แพททนไม่ไหว
       “อย่าทำกิริยาแบบนี้นะ นั่นนะแม่เรานะ พี่ทิพเค้าคิดว่ารัญจะไปเยี่ยมวันนี้ เค้าตั้งตารอรัญแต่ก็ผิดหวังเหมือนเดิม”
       “ก็รัญติดงานไปไม่ได้”
       “โกหก วันนี้น้าเจอคุณเจี๊ยบ เค้าบอกว่ารัญเป็นคนขอแลกเวรกับเค้าเอง กี่ปีแล้วที่รัญไม่เคยไปเยี่ยมแม่ ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ปิดเทอมรัญก็ไม่เคยกลับบ้าน อ้างว่าทำงานที่คณะ จบกลับมาทำงาน ที่นี่ รัญก็หาข้ออ้างได้ทุกครั้งที่จะไปเยี่ยมพี่ทิพ รัญไม่สงสารแม่บ้างเหรอ รู้มั้ยว่าชีวิตในนั้นมันทรมานแค่ไหน”
       “แล้วชีวิตรัญที่ผ่านมาล่ะ มันก็ทรมานพอกัน รัญไม่ได้อยากจมปลักอยู่อย่างนี้ รัญอยากมีชีวิตใหม่จริง ๆ เสียที น้าแพทเข้าใจมั้ย รัญอยากลืมอดีตให้หมด รัญไม่ได้อยากมีแม่ขี้คุก! รัญอายคนเค้า เข้าใจมั้ย”
       แพทบันดาดาลโทสะตบหน้าหลานสาวทันที รัญธิดาอึ้งไปเหมือนกัน แพทเองก็เสียใจที่ตบหลาน และที่เสียใจยิ่งกว่าคือความคิดแค้นของรัญธิดาที่มีต่อทิพปภา
       “น้าเลี้ยงรัญมา ทุ่มเททั้งหมดของชีวิตตัวเอง ไม่ได้เพื่อให้รัญกลายเป็นคนอกตัญญูแบบนี้”
       สองสาวมองหน้ากัน ต่างสะท้อนความรู้สึกภายในใจที่มีต่อกันออกมา รัญธิดานั้นเต็มไปด้วยความโกรธ เกลียดที่มีต่อแม่และชะตาชีวิตของตัวเอง รัญวิ่งหนีออกมา แพทถอนใจยาว มองมือตัวเองที่ตบหลาน แล้วทรุดอย่างเสียใจ
      
       รัญธิดาเข้าห้องมา ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ ก่อนเช็ดน้ำตาตัดสินใจได้ หยิบโทรศัทพ์ขึ้นมากดโทร.ออก
      
       พีทอยู่ห้องทำงานพีทหยิบโทรศัทพ์ขึ้นมากดรับ
       “ฮัลโหล”
       “คุณพีทคะ เรื่องที่คุณพีทถามรัญเมื่อตอนบ่าย รัญพร้อมจะให้คำตอบแล้ว รัญยินดีคบกับคุณจริงๆ แล้วค่ะ”
       พีทนิ่งๆ “ขอบคุณมาก ที่ให้เกียรติผม ขอบคุณจริงๆ รัญธิดา...ผมจะดูแลคุณอย่างดีที่สุด”
       พีทวางหูโทรศัทพ์ช้าๆ แต่สีหน้าไม่ได้มีความยินดีกับคำตอบที่ได้รับ สายตาของหนุ่มรูปงามกลับเหลือบมองรูปพ่อกับแม่ที่วางอยู่แทนหยิบรูปขึ้นมามอง
       “ผมจะทำหน้าที่ของลูกที่ดี ให้สมบรูณ์ที่สุดด้วยชีวิตของผมเองนะครับแม่”
       รัญธิดาเองก็เหมือนกัน เมื่อวางหูไปก็ไม่มีสีหน้ายิ้มแย้มยินดีอย่างคนที่กำลังมีแฟน กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกกดดันที่อยู่ข้างใน รัญธิดาเปิดลิ้นชัก หยิบตลับใส่สร้อยที่ร้อยแหวนเงินวงเล็กๆ ที่แอบไว้ออกมาดู เห็นเป็นแหวนที่ธาริศให้ไว้ หญิงสาวมองดูด้วยความรู้สึกทั้งรักและแค้น
       “ชีวิตของรัญ จะต้องไม่เป็นแบบที่ผ่านมาอีก...ไม่มีวัน”
      
       รัญธิดาเก็บแหวนใส่ตลับเก็บเข้าลิ้นชัก แล้วปิดลิ้นชักทันที ตัดสินใจเด็ดขาด ในท่าทีอันมาดมั่น
      

       คืนเดียวกันนั้น พีทเทน้ำเต้าหู้จากถุงใส่ถ้วย กันตาผู้เป็นมารดานั่งมองอย่างชื่นใจอยู่ด้านหลัง
      
       “แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นล่ะลูก พีทถึงได้มาหาแม่ดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้”
       พีทยกเอาถ้วยน้ำเต้าหู้มาส่งให้แม่พลางบอก
       “อยู่ดีๆ ผมก็คิดถึงแม่ขึ้นมานะครับ...ขับรถผ่านน้ำเต้าหู้เจ้านี้ เห็นคนรอคิวกันแถวยาวปี้ด เลยซื้อมาให้แม่ลองชิมดูว่าดีมั้ย”
       กันตาลองกินน้ำเต้าหู้
       “อืม...ชื่นใจ...อร่อยดีจ้ะ ลองชิมดูไหมลูก” กันตาว่าพลางเอาถ้วยมาจ่อปากลูกชาย
       พีทสบตาแม่พร้อมกับยิ้มให้ แล้วจิบน้ำเต้าหู้
       “อืม...อร่อยดีนะครับ ไม่หวานดี...แต่ผมว่าก็ยังสู้เจ้าโกชินที่แม่เคยซื้อให้ตอนเด็กๆ ไม่ได้...ไม่รู้แกย้ายไปอยู่ซะที่ไหน”
       กันตาหลบตานิดๆ ก่อนตอบ
       “อ๋อ แกเสียไปเมื่อเดือนก่อนนี้เอง เค้าบอกว่าแกเป็นมะเร็งนะ พอตรวจเจอว่าเป็น อีกเดือนหนึ่งก็เสียเลย”
       พีทอึ้งมองแม่นิ่งๆ กันตาหันไปมองทางอื่น พลางจิบน้ำเต้าหู้ ทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
       พีทถามขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่แม่จะไม่เป็นแบบนั้นใช่มั้ยครับ”
       กันตาชะงัก ทั้งห้องเงียบกริบ อึ้งกันไปทั้งสองแม่ลูก ก่อนที่กันตาจะพูดเสียงดังกลบเกลื่อน
       “อะไร โอ๊ย ลูกคิดว่าไอ้โรคพวกนี้จะทำอะไรคุณนายกันตาแห่งฟ้าเคียงดินได้เหรอ ลูกเคยเห็นแม่ไม่สบายกับเค้าบ้างหรือเปล่า หนังเหนียวขนาดนี้ไม่มีทาง”
       พีทพลอยพูดเล่นไปด้วย “นั้นซิฮะ คนอย่างคุณนายกันตา ขนาดโรคภัยยังกลัว” แล้วลุกขึ้นยืน พูดสัพยอกผู้เป็นมารดา “แม่กินวิตามินหรือยังครับ เดี๋ยวผมไปจัดให้ กินวิตามินเยอะๆ จะได้มีแรงทะเลาะกับผมไปได้อีกนานๆ ไงครับ”
       “โอ๊ย ไม่ต้องห่วง แม่จะตามวุ่นวายกับพีทไปอีกสิบปียี่สิบปี จนลูกเบื่อเลยแหละ...คอยดูสิ”
       กันตาหัวเราะชอบใจพีทหัวเราะตาม แล้วลุกไปหยิบวิตามินมาจัดเป็นชุดๆ รอยยิ้มบนใบหน้ากันตาจางลงกลายเป็นหม่นหมอง พีทเองมองแม่อยู่ด้านหลัง รู้สึกเป็นห่วง และกังวลมากเช่นกัน
      
       กันตาเปลี่ยนชุดนอนแล้วเอนตัวลงนอน พีทตามมาส่งแม่เข้านอน ห่มผ้าให้แม่
       “กลับไปบ้านลูกได้แล้วล่ะจ้ะ”
       “กู๊ดไนท์ครับแม่”
      
       “กู๊ดไนท์จ๊ะขับรถดีๆ นะลูก”
       พีทปิดไฟ เดินออกจากห้องไป ลับร่างลูกชายกันตายันกายลุกขึ้น สักครู่หนึ่งยินเสียงรถพีทขับแล่นออกจากบ้านแว่วๆ กันตาถอนหายใจ เหมือนทำใจได้ เตรียมตัวนอน หญิงสูงวัยค่อยๆ ถอดวิกออก วางไว้ข้างตัว เห็นว่าผลข้างเคียงจากการทำคีโม เวลานี้กันตาหัวล้านหมดหัวแล้ว
       ซึ่งพีทไม่รู้ เรื่องนี้!
      
       เช้าวันต่อมา แพทเปิดประตูเข้ามาในร้านกาแฟของปีเตอร์ อย่างรีบร้อน เดินตรงมาหาเตอร์ที่เคาน์เตอร์
      
       ตัวละคร แพท เฉิดโฉม เตอร์ เชอรี่( เพื่อนแก๊งสวยใสไร้สมองของเฉิด ทำงานที่เดียวกัน คอยเป็นลูกคู่ให้โฉม
      
       “มีอะไรเหรอจ๊ะโทร.ไปตามชั้นทำไม”
       เตอร์หันไปพยักพเยิดให้แพทดู เห็นเฉิดโฉม กับเชอรี่เพื่อนร่วมแก๊งสวยใสไร้สมอง ซึ่งทำงานที่เดียวกันและคอยเป็นลูกคู่ให้เฉิดโฉม นั่งอยู่ในร้านนานแล้ว เตอร์แอบกระซิบ
       “ยายสองคนนั่นน่ะซื้อกาแฟแก้วเดียว แถมแก้วเล็กสุดด้วยนะ นั่งมาสามชั่วโมงแล้ว แต่นั้นน่ะไม่ใช่ประเด็นหรอก...มันอยู่ที่ว่า คราวก่อนแพทถามเรื่องคุณพีทเจ้าของรีสอร์ตฟ้าเคียงดินใช่มั้ย”
       แพทพยักหน้า “ใช่”
       เตอร์เม้าท์มอยต่อ “ตลอดสามที่ชั่วโมงที่นั่งมา ยายสองคนเนี่ยเมาท์เรื่องคุณพีทเสียสองชั่วโมงครึ่งนะซิ”
       แพทชะงัก คราวนี้เหลียวไปมองอย่างสนใจ
      
       ครู่ต่อมาแพทถือเหยือกน้ำเข้าไปเติมให้ เฉิดโฉมที่เมาท์อยู่กับเชอรี่
       “รับน้ำเพิ่มมั้ยค่ะ”
       เฉิดโฉมเงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าเป็นแพทก็จำได้ ออกอาการตกใจเล็กน้อย แล้วแดกดันทันที
       “เธอนั่นเอง ต๊าย นี่รับจ็อบเป็นสาวเสิร์ฟร้านกาแฟด้วยเหรอ”
       “คุณจำฉันได้” แพทชะงัก
       “แน่นอน เธอทำให้พลาดการประกวดเทพีน้อยหน่า แล้วฉันก็รู้อีกนะ ว่าเธอเป็นน้าสาวของยายรัญธิดา”
       “เอ๊ะ นี่คุณดูจะรู้เรื่องฉันดีจังนะ”
       เฉิดโฉม รีบโวยวายกลบเกลื่อน “แม่ม่ายอย่างเธอ ใครๆ เขาก็รู้เรื่องกันทั้งอำเภอ...แล้วอีกอย่าง...ชั้นกำลังจะมาเป็นนายหญิงของรีสอร์ตฟ้าเคียงดิน ชั้นก็ต้องรู้เรื่องลูกน้องในปกครองชั้นดี”
       แพทชะงัก “นายหญิงของรีสอร์ต”
       เตอร์ทนไม่ไหว แถเข้ามา
       “คนเรานี่ก็แปลกนะ เรื่องคนอื่นละชอบสอดรู้กันดีนัก แต่ไม่เคยมองตัวเอง กำลังจะเป็นนายหญิงงั้นเหรอ...คิดไปเองหรือเปล่าคะคุณ”
       “เฉิด เค้าหาว่าแกมั่วนิ่มเอาเองว่าเป็นแฟนคุณพีทล่ะ” เชอรี่บอก
       เฉิดโฉมตวาดแว้ด “ฉันได้ยินแล้ว งั้นดูนี่”
       เฉิดโฉมรีบกดโทรศัพท์ แล้วโชว์รูปที่ถ่ายกับพีท แต่เป็นภาพถ่ายกันหลายคน พีทถ่ายกับพนักงานในรีสอร์ต แต่เฉิดโฉมอยู่ติดกับพีท เฉิดโฉมรีบขยายรูปให้คนอื่นๆ หลุดเฟรมไป เหลือตัวเองกับพีท 2 คน
       เฉิดโฉม คุยโว “เห็นหรือยัง ชัดมั้ย”
       เตอร์คว้าโทรศัพท์มาดูแล้วหัวเราะ
       “ไม่ชัด” แล้วเกย์ผมทองเอาโทรศัพท์มาเคาะให้กลายเป็นภาพปกติแล้วหัวเราะขบขัน “ภาพหมู่ ฮะๆ ๆๆ แหมทำไมไม่เอาที่มันไกลกว่านี้ล่ะ หรือว่าจะถ่ายติ่งหู แล้วก็ให้ทายซิ แฟนฉันเป็นใครก็ได้นะ”
       เฉิดโฉมปรี๊ดไม่ยอมเสียหน้า ตะแบงต่อ
       “ก็ภาพพวกนี้น่ะถ่ายที่ทำงาน จะประเจิดประเจ้อได้ยังไง มันก็ต้องรักษาภาพเจ้านายลูกน้องเอาไว้ แต่ลับหลังคนอื่น...” เฉิดโฉมเว้นวรรค จงใจเว้นให้คิดเอง แล้วหันไปหัวเราะคิกคักกับเชอรี่ “ใครจะมารู้ดีเท่าชั้นกับคุณพีท...” หัวเราะชอบอกชอบใจ “จริงมั้ยเชอรี่”
       เชอรี่หัวเราะคิกคิก
       แพทชักคิดหนัก ไม่ค่อย ไว้ใจพีทขึ้นมาอีกพึมพำเบาๆ ไม่มีใครได้ยิน
      
        “ผู้ชายแบบนั้น...ไว้ใจไม่ได้จริงๆ”


  


       เฉิดโฉมเดินดูดกาแฟเข้ามาหน้าออฟฟิศรีสอร์ตพร้อมกับเชอรี่ นึกขึ้นได้ว่าตัวเองหนีงานไปนั่งเมาท์อยู่หลายชั่วโมง จึงรีบเอาแก้วแอบไว้ข้างหลังกัน
      
       สองสาวมองไปเห็น ฝนกับพนักงานรีสอร์ต 3 - 4 คน ยืนมุงกันอยู่ที่ระเบียง ท่าทางฝนลุ้นสุดๆ แถมหัวเราะคิกคัก บางครั้งถึงกับเอามือปิดหน้าอายๆ ปนชื่นชม เฉิดโฉม สนใจทันที
       “นี่ มุงดูอะไรกันนะ” เฉิดโฉมแหวใส่
       ฝนหันมา “คุณพีท...คุณพีท” แล้วพูดไม่ออก เอาแต่หัวเราะคิกคัก
       เฉิดโฉมเข้าไปดูบ้าง เห็นรัญธิดากับพีท เดินคุยกันอยู่ที่สนามหญ้ามุมหนึ่งในรีสอร์ต ท่าทางสนิทสนม
      
       เฉิดโฉม ตาถลน “นังเด็กใหม่ มันจะมากไปแล้ว เสนอหน้าไปตีเสมอคุยกับคุณพีทเป็นวรรคเป็นเวรแบบนั้นได้ยังไงอย่างนี้ต้องสั่งสอน”
       “คนเค้ากิ๊กกัน มันจะตีเสมอตรงไหนเหรอค่ะ คุณเฉิด” ฝนว่า
       เฉิดโฉมฉุน “นี่นังฝนพูดอะไรออกมา ตบปากตัวเองเดี๋ยวนี้...หรือจะให้ชั้นตบสั่งสอนให้”
       ฝนโมโหที่ถูกจิกหัวด่า แต่แล้วก็ข่มอารมณ์สวนกลับ
       “เอางี้มั้ยคะ ถ้าฉันพูดผิด ฉันจะให้คุณเฉิดตบ แต่ถ้าไม่ ขอกลับกัน”
       “กลับกัน หมายความว่าไงนะ”
       เชอรี่แปลให้ “อ๋อ ก็หมายถึงนังฝนมันจะตบปากเธอแทนไงเฉิด”
       เฉิดโฉมกรี๊ด ดิ้นเร่าๆ เพิ่งเข้าใจ
       “อ๊าย...” ชี้หน้าจะเอาเรื่อง “นังฝน นังนี่กล้า...” ทำท่าจะเข้าไปตบฝน
       ประทินเดินเข้ามาในจังหวะนี้พอดี เอ็ดพวกสาวๆ
       “อ้าวๆ จับกลุ่มกันทำอะไร หวยก็ยังไม่ออกนี่นา”
       ฝนรีบหนีไปหาประทิน “นี่ยิ่งกว่าหวยออกอีกพี่ทิน”
       “ผู้จัดการมาก็ดีแล้ว ควรสั่งสอนเหมดคนนี้บ้างนะ เที่ยวปล่อยข่าวลือมั่วๆ ออกมาสร้างความเสียหายให้กับคุณพีทและรีสอร์ตของเรา”
       ฝนเถียงอีก “มันจะเสียหายตรงไหน กับการที่รีสอร์ตเราจะมีนายหญิงเสียที! ดูซิ เดินคุยกระหนุกกระหนิงแบบนี้ คุณพีทน่ะ เคยทำแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนกัน นอกจากแม่นาย”
       ประทินเขกหัวฝนดังโป๊ก
       “นี่แน่ะ ช่างวิเคราะห์ดีนักนะ รู้ไปเสียทุกเรื่องจริง ๆ นะเอ็ง ห้องลูกค้าทำความสะอาดเสร็จแล้วเหรอ”
       ฝนสะดุ้งบ้างเพราะทำงานยังไม่เสร็จ
       ประทินหันไปแดกดันไล่บี้คนอื่นๆ “พวกนี่ก็เหมือนกัน ว่าไง หน้าฟร้อนท์ไม่มีคนอยู่เลย ลูกค้าเข้ามาให้เดินชมเองเลยมั้ย จะได้ไม่ต้องจ้างพวกเธอแล้ว ดีมั้ย”
       พนักงานรวมทั้งเฉิดโฉม สลายตัว แต่พอพนักงานสาวๆ สลายตัวไปหมด ประทินก็อดแอบดูไม่ได้ พลางพึมพำออกมา
       “เอ...หรือมันจะจริงอย่างนังฝนว่า”
      
       เย็นนั้นพีทเปิดประตูรถให้รัญธิดาที่ยืนรออยู่ รัญธิดายิ้มขอบคุณให้ กำลังจะก้าวขึ้นรถ แต่โดนเฉิดโฉมซึ่งโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ เบียดตัวเข้ามาแทรกจนร่างรัญธิดาเซออกไป
      
       “คุณพีทขา...อุ้ย บังเอิญจัง เฉิดกำลังจะเข้าเมือง ขอติดรถไปด้วยนะคะ อ้าว ยืนอยู่
       ทำไมละจ๊ะ รัญ ไปนั่งหลังซิ จะได้รีบไป”
       “รถรับส่งพนักงานก็มีไม่ใช่เหรอเฉิดโฉม” พีทว่า
       เฉิดโฉมไม่สำนึก “แหม คุณพีทขา คือวันนี้เฉิดก็เวียนหัว ไม่ค่อยสบาย เลยไม่อยากนั่ง
       เบียดๆ รวมๆ ไปกับพนักงานอื่น โอ๊ยๆ รู้สึกเหมือนหน้ามืดอีกแล้ว”
       ไม่พูดเปล่าๆ เฉิดโฉม แสร้งทำเป็นซวนเซไปปะทะอกพีท ถือโอกาสซบ คิดว่าสำเร็จแน่ แถมยังแอบยิ้มเย้ยรัญธิดา รัญธิดารู้ทันแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ พีทเองส่ายหน้าไม่รู้ทำไง เฉิดโฉมยิ่งออเซาะใหญ่ ทำตัวอ่อนเปลี้ยเป็นลมล้มลง พีทเลยอุ้มเฉิดโฉมขึ้นมา เฉิดโฉมหรี่ตาแอบมองรัญธิดาที่ตกใจอยู่ และมองอย่างพอใจ
       ประทินเดินกึ่งวิ่งเข้ามา
       “เกิดอะไรขึ้นครับนี่คุณพีท”
       “เฉิดโฉมไม่สบาย นายช่วยพาเค้าไปห้องพยาบาลทีก็แล้วกัน หรือถ้าเป็นมากก็เรียกรถพยาบาลมารับได้เลย ชั้นกับรัญต้องรีบกลับบ้าน”
       “ได้ครับ อึ๊บ” ประทินรับร่างเฉิดโฉมไว้
       “อ๊าย” เฉิดโฉมกรี๊ด รีบตะกุยตะกายลุกขึ้นหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง “เดี๋ยวค่ะ คุณพีท ทำไมทิ้งโฉมแบบนี้ล่ะคะ”
       “อ้าว หายดีแล้วนี่ งั้นก็ดี” เฉิดโฉมหุบปากทันที ไม่กล้าพูดมากที่พีทรู้ทัน พีทหันมาชวนรัญธิดา “เราก็ ไปกันเถอะครับ”
       “ขอโทษทีนะคะ พี่โฉม บังเอิญรัญกับคุณพีท มีเรื่อง...” รัญธิดาจงใจเน้นคำให้รู้ “ส่วนตัวต้องรีบไป”
       พีทกับรัญธิดาเดินออกไป เฉิดโฉมได้แต่หงุดหงิดดิ้นกระแด่วๆ ลงจากอ้อมกอดประทิน
       “ปล่อยนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้” ลูบเนื้อลูบตัวประทินอย่างรังเกียจ “อี๋!”
       “เธอนี่ตัวหนักไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะ อุ้มแป๊บเดียวเล่นเอาหอบ” ประทินบ่น
       “บ้า” เฉิดโฉมด่า แล้วก็ฉุกคิดที่รัญธิดาพูด “เรื่องส่วนตัวนี่หมายความ สองคน...” พีอาร์สาวทรงสบึมส์ไม่กล้าพูดออกมา ได้แต่ทำมือเป็นสัญลักษณ์โดยเอานิ้วมือชนกัน
       “ฟีจเจอริ่งกันน่ะเหรอ ยังหรอก คุณพีทกับหนูรัญไม่ใช่คนไวไฟแบบนั้น คงแค่ดูๆ กันอยู่เฉยๆ”
       เฉิดโฉมแทบคลั่ง รับไม่ได้ “อ๊ายๆๆ จะแบบไหนก็ ไม่จริงๆๆๆๆ”
      
       ไม่นานต่อมา พีทขับรถมาส่งรัญธิดาที่หน้าบ้าน
       “ความจริงคุณพีทไม่ต้องมาส่งรัญก็ได้ รัญกลับรถพนักงานเหมือนเดิมก็ได้
       “อย่าพูดแบบนั้นซิ เธอตกลงคบกับฉันแล้วนะ ฉันต้องดูแลเธอสิ” พีทว่า
       รัญธิดายิ้มรับบาง ๆ อย่างขวยเขิน
       “คุณพีทจะเข้าบ้านก่อนมั้ยคะ”
       “ไม่ดีกว่า ผมจะ...” ชายหนุ่มรูปงามพูดไม่ทันจบ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงแตรลั่น หันไปด้านหลังเห็นรถแพทจ่อท้ายอยู่
       แพทจงใจกดแตรอย่างกวนโมโห เมื่อมองไปเห็นพีทอยู่กับรัญธิดา โดยมีอะตอมนั่งอยู่ในรถด้วย
       อะตอมยกมืออุดหู “แม่แพท กดแตรทำไมฮะ”
       “ไล่ไก่น่ะลูก ไก่วัด มันจะได้วิ่งหนีไม่โดนสมภารจับกิน” แพทบอก
       เด็กชายตัวน้อย งงไม่เก็ตคำแม่ “ไหนล่ะครับไก่วัด ไม่เห็นมีเลย”
       แพทไม่ตอบ เปิดประตูรถลงมายืน แต่มือกดแตรต่อพร้อมกับตะโกนเสียงดัง
       “ช่วยเลื่อนรถไปหน่อยนะคะ ชั้นจะรีบเข้าบ้าน”
       รัญธิดาได้แต่ส่ายหัวถอนหายใจ เพราะรู้ว่าแพทแกล้งโวยวาย พีทหันกลับมาบอกรัญธิดายิ้มๆ
       “ผมคิดว่า...ผมเปลี่ยนใจแล้วล่ะ”
      
       แพทเดินหน้างอง้ำ เข้าครัวมา มีรัญธิดาเดินตามต้อยๆ
       “อะไรนะ จะกินข้าวที่นี่เหรอ เสียใจนะ น้าไม่ได้เตรียมกับข้าวไว้”
       “คุณพีททานง่ายค่ะ แค่ไข่เจียวก็ทานได้แล้ว”
       “แต่น้าเจียวไข่ให้อะตอมกิน ไม่ได้ไว้ให้แขก”
       “คุณพีทไม่ใช่แขกใหญ่โตนี่คะ และที่สำคัญ รัญ...” หญิงสาวโกหกออกไป “รัญเป็นคน
       เชิญเค้าเองน้าแพทจะให้รัญเสียมารยาทไล่เค้ากลับเหรอ”
       แพทประชดส่ง “ก็ดี เอาเลยซิ แล้วต่อไปรัญไม่ควรให้เค้ามารับมาส่งอีก เจ้านายอะไรกันมาส่งลูกน้องถึงบ้านได้ทุกเย็น พิลึก”
       “ทำไมคะ”
       “ก็เพราะคนจะนินทาเอานะซิว่า ทำเจ้าชู้ไม่เลือกหน้า”
       “แล้วทำไมต้องกลัวล่ะคะ ในเมื่อเราตกลงคบกันแล้ว”
       “ว่าไงนะ”
      
       ไข่ที่เตรียมตอกในมือแพท ร่วงตกลงพื้นครัวทันควัน
      

       จบตอนที่  1
ตอนที่ 2
      
       ทางด้านอะตอมนั่งกอดอกมองหน้าพีทอยู่ในห้องรับแขก ต่างคนต่างมองกันไปมาพักใหญ่ๆ
      
       “คุณลุงมาจีบพี่รัญเหรอฮะ” เด็กชายตัวน้อยเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
       พีทยิ้มขำๆ ขณะตอบ “ใช่ครับ”
       “ดี แม่แพทสอนว่าลูกผู้ชาย กล้าทำก็กล้ารับ งั้นก็ได้ แต่ต้องเป็นแฟนจริงๆ ห้ามมาหลอกพี่รัญนะครับ” อะตอมบอกราวกับตัวเองเป็นผู้ใหญ่
       “นี่อะตอมรู้ด้วยเหรอ ว่าเป็นแฟนแปลว่าอะไร”
       “ทำไมจะไม่รู้”
       “เก่งจริง...แล้วอะตอมล่ะ มีแฟนหรือยัง”
       “ก็...มีอยู่คนหนึ่ง เค้าชอบถักเปียมาโรงเรียนทุกวัน แล้วก็ผูกโบว์เป็นสีๆ สีฟ้าบ้าง สีชมพูบ้าง อะตอมชอบแอบมองเค้า”
       พีทขำอีก “แค่แอบมอง?...แล้วเราบอกเค้าหรือเปล่า”
       อะตอมส่ายหน้าอายๆ
       “ลูกผู้ชาย ชอบใครก็บอกกันตรงๆ ซิครับดูอย่างลุงซิ ลุงชอบพี่รัญ ลุงก็ยอมรับว่าชอบ”
       “แล้วถ้าบอกไปแล้วเค้าไม่ชอบล่ะ เราก็หน้าแตกซิครับ”
       “เค้าไม่ชอบเราก็เป็นเรื่องของเค้า เราก็ชอบเค้าต่อไป บอกเสร็จก็หอมแก้มไปทีหนึ่ง แค่นี้เอง หน้าแตกตรงไหน ได้หอมแก้มสาวเนี่ย”
       อะตอมตาโต
       “ฮู้...ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอ” พีทไม่ตอบ แต่ขยิบตาให้เป็นเชิงบอก แน่นอนเจ๋งมั้ยล่า
      
       จังหวะนี้แพทพรวดเข้ามาจะเข้าเรื่อง รัญธิดาตามมารั้งไว้
       “น้าแพทคะ เดี๋ยวค่ะ”
       “อ้าวกับข้าวเสร็จแล้วเหรอฮะ แม่แพท” อะตอมหันมามองแม่
       แพทชะงักเมื่อเห็นหน้าอะตอม ไม่อยากทะเลาะหน้าลูกชาย แล้วก็เลยตัดสินใจ
       “ยังจ้ะ แต่แม่แพทอยาก...ขอตัวคุณลุง ไปช่วยแม่ในครัวหน่อย” แพทปรายตามองพีทแค้นๆ “เชิญทางนี้หน่อยค่ะ...คุณพีท”
       พีทงงว่าแพทเรียกตัวเองเนี่ยเหรอ
      
       พีทพับแขนเสื้อ ท่าทางทะมัดทะแมงเดินตามแพทเข้าครัวมา
       “บอกได้คำเดียวเลย ว่าคุณเลือกถูกคนแล้ว เพราะ การเจียวไข่คือสิ่งเดียวที่ผมทำเป็นและอร่อยที่สุดเลย”
       พีทมองไปยังถาดไข่ที่วางอยู่ กำลังจะเอื้อมไปหยิบ แต่ปรากฏว่าแพทเลื่อนหนี พีทเลยรู้ว่าเป็นเรื่องอื่น
       “คุณมีแฟนอยู่แล้ว แล้วมาคบกับหลานฉันทำไม” แพทจ้องหน้าเขม็ง
       “ทำไม คุณ...น้าแพท ถึงพูดกับผมแบบนั้นล่ะ” พีทแกล้งยั่ว นับญาติกับแพท
       “อย่ามานับญาติกับฉัน ฉันไม่ได้เป็นญาติฝั่งไหนของคุณ จำไว้นะ หลานสาวฉันเป็นเด็กดี ไม่เหมาะกับพวกกะล่อนเจ้าชู้อย่างคุณ อย่ามายุ่งกับหลานสาวฉัน ไม่งั้นฉันจะบอกแฟนคุณว่ากำลังจะนอกใจเค้า”
       พีทฉงน “แฟนผม นี่ผมว่าคุณสร้างเรื่องเองไปกันใหญ่แล้วมั่ง ผมไม่มีแฟน”
       แพทหัวเราะเยาะ “หึ หึ ผู้ชายพอจับได้ก็พูดแบบนี้ทั้งนั้นร้อยทั้งร้อย”
       “คุณน้าแพทครับ คุณอาจจะเคยโดนผู้ชายหลอกมาก่อน แต่อย่าเอาเรื่องของตัวเองมาเหมารวมแบบนี้ซิครับ”
       แพทของขึ้นแทบจะกรี๊ด “พูดดีๆ นะคุณ ชั้นเคยไปถูกใครที่ไหนหลอก คุณเอามาจากไหน” หยิบมีดแถวๆ นั้นขึ้นมาถือขู่
       พีทมองมีดในมือแพทอย่างอ่อนใจปนขำ
       “ก็หน้าตาแบบนี้ นิสัยแบบนี้ ใครจะทนอยู่ด้วยไหว เป็นผมชิงหนีตายไปก่อนดีกว่า”
       แพทได้สติ โยนมีดในมือลงบนโต๊ะ แต่ยังจี๊ดใจอยู่
       “แล้วคุณล่ะ พวกเจ้าชู้จีบไปทั่ว คิดว่าฉันรู้ไม่ทันเหรอ มาขอคบหลานสาวฉัน ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีผู้หญิงอื่นต่อคิวอยู่เป็นสิบๆ คน คุณคิดจะหลอกหลานสาวฉันเหรอ เมินเสียเถอะ”
       พีทโกรธมากเช่นกัน “นี่คุณ...เป็นอะไรมากหรือเปล่าเนี่ย คุณเป็นแค่น้าของรัญนะ ไม่ใช่แม่รัญจะคบใคร เค้ามีสิทธิ์เลือกเอง”
       “ฉันเป็นคนดูแลแกมาอุทิศทั้งชีวิตของฉันเพื่อแก ฉันจะไม่ยอมให้คุณหลอกกินฟรีหลานฉันหรอก ออกไปจากชีวิตหลานฉันได้แล้วมาทางไหน ก็ไปทางนั้นเลยไป”
       พีทอารมณ์ขุ่น เหมือนถูกท้าทายเชิงชาย “เสียใจ ไม่ว่าจะคุณจะพูดยังไง ผมก็จะไม่เลิกคบกับรัญธิดาหลานสาวคุณแน่นอน”
       สองคนจ้องหน้าสู้สายตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
      
       ทุกคนอยู่ที่โต๊ะอาหาร พีทกับแพทยังมองหน้าอย่างเอาเรื่อง อารมณ์ยังกรุ่นกันอยู่เงียบๆ พีทเริ่มกวน ตักไข่เจียวให้รัญธิดาแต่สายตามมองแพท
       “ไข่เจียวนี่ผมทำเอง รับรองอร่อยจนรัญไม่อยากกินฝีมือคนอื่นอีก”
       “งั้นเหรอค่ะ ขอบคุณค่ะ” รัญธิดากำลังจะกิน แพทรีบทักทันที รัญธิดาชะงัก
       “กินไข่มากๆ คลอเรสเตอรอลล์สูง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด กินผัดผักดีกว่า น้าทำเอง”
       แพทตักผัดผักให้
       พีทแย้ง “ผักมันก็มีประโยชน์นะ แต่เสียดายน้ำมันเยอะมาก ขืนกินเข้าไปคงไม่ดีแน่ กินไข่ผมดีกว่ารัญ”
       พีทตักไข่ให้รัญธิดาอีก แพทค้อนขวับ ไม่ยอมแพ้
       “พูดจาน่าเกลียดที่สุด ไข่เจียวย่ะ ไม่ใช่ไข่ผม กินผักเขียวๆ ดีกว่ารัญ”
       “ไข่เจียวดีกว่า”
       “ผัดผักเถอะ”
       กลายเป็นว่าสองคนเปิดสงครามน้ำลายใส่กัน แย่งกันตักกับข้าวตัวเองใส่จานรัญธิดา อย่างไม่ยอมแพ้จนล้นจาน รัญธิดาเองก็เริ่มอึดอัด อะตอมมองผู้ใหญ่ทำสงครามกันอย่างงงๆ รัญธิดาทนไม่ไว้ต้องลุกขึ้นยืนตบโต๊ะโครม!
       “พอเถอะค่ะ ทั้งสองคนนั้นแหละ รัญโตแล้ว รัญจะตัดสินใจเองว่าจะกินอะไร อะไรเหมาะกับรัญ ...น้าแพทคะ รัญขอร้องอย่าทำแบบนี้อีกเลย ยังไงรัญก็จะคบกับคุณพีท”
       ทุกคนอึ้งไป พีทยิ้มพอใจอย่างผู้ชนะ แพทพยายามต่อ
       “รัญดูดีแล้วเหรอ ผู้ชายคนนี้ไม่จริงใจกับรัญนะ เค้ามีผู้หญิงคนอื่นอยู่แล้ว”
       “ถ้าน้าแพทหมายถึง พี่เฉิด รัญคิดว่าน้าแพทคงเข้าใจอะไรผิดแล้ว พี่เฉิดเป็นแค่พนักงานคนหนึ่งในรีสอร์ตเท่านั้น แล้วรัญก็รู้ดีว่าพี่เฉิดเป็นยังไง ที่เราสองคนมาบอกเรื่องที่เราตัดสินใจคบกันให้น้ารัญรู้ ก็เพื่อให้รับทราบเท่านั้น แต่ไม่ได้ต้องการขออนุญาตน้ารัญเลยนะคะ”
       แพทจุกอกกับคำพูดของรัญธิดา พีทเองก็อึ้งมองหน้ารัญธิดาอย่างตกใจนิดๆ ว่าแรงไปหรือเปล่า
       “โอเค...น้าเข้าใจแล้ว น้าลืมไปว่ารัญโตแล้วน้าผิดเอง ที่นึกว่ารัญยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ อยู่”
       แพทสะท้อนใจ น้ำตาเจ้ากรรมเริ่มคลอด้วยความน้อยใจกับคำพูดของหลานสาว และรีบหันหน้าหนีไม่ให้อะตอมเห็น แพทไม่สบตาใครขณะพูด
       “เกือบลืม วันนี้มีพุดดิ้งเป็นของหวานของโปรดอะตอม เดี๋ยวแม่แพทไปเอาให้นะ”
      
       จากนั้นม่ายสาวก็รีบเดินออกไปทันที รัญธิดาถอนหายใจ ส่วนพีทเริ่มอึ้งเมื่อเห็นท่าทีของแพท


  


       แพทรีบเดินเข้ามาในครัว เปิดก๊อกน้ำล้างมือ พยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติ แต่แล้วน้ำตากลับไหลรินออกมา เมื่อนึกถึงเรื่องราว 7 ปี ก่อนหน้านี้
      
       เวลานั้นแพทเพิ่งจะกลับจากเมืองนอก อายุ เพียง 22 ปี รู้ข่าวร้ายของทิพปภาจึงรีบเดินทางไปเยี่ยมที่เรือนจำ สองคนผวาเข้าหากันอย่างดีใจ
       “พี่ทิพ”
       “แพท นี่แกมาเยี่ยมพี่เหรอ” แล้วแพทก็คิดได้ “แกจะมาสมน้ำหน้าฉันใช่มั้ย ใช่ซิ แกมันสบายแล้วนี้ ไม่ต้องมาลำบากอย่างฉัน พ่อตายก็ไม่เคยเหลือสมบัติอะไรให้เลย”
       “ยายเสียหลายปีแล้ว เหลือแต่ป้าจันกับสามี แพทเลยตัดสินใจกลับมาเมืองไทย แพทกลับมา ก็ไปหาพี่ทิพที่บ้านเก่า...ถึงรู้ข่าว...เรื่องพี่ทิพ”
       ทิพปภาเบ้ปากใส่ เหมือนเย้ยหยัน แพทไม่ได้ใส่ใจ เล่าต่อ
       “แพทไม่เคยลืมนะ ว่าพี่ทิพเลี้ยงแพทมาตั้งแต่เกิด แพทสำนึกในบุญคุณของพี่ทิพเสมอ”
       ทิพปภาสวนคำตัดพ้อต่อว่าทันที “เชอะ จำบุญคุณได้ แต่กี่ปีมาแล้ว แกไม่เคยโผล่หัวมาดูฉัน เงินทองสักบาทก็ไม่เคยส่งมาให้สุขสบาย ได้ตามยายแกไปอยู่เมืองนอกเมืองนา แทนที่จะขอเงินยายแก ส่งมาให้ฉันบ้าง” แพทอึ้งพูดไม่ถูก “ไม่มี...ปล่อยให้ฉันต้องดิ้นรน หาเลี้ยงปากท้อง จนต้องทำเรื่องชั่วๆ จนต้องติดคุก ต้องโดนแยกแม่ แยกลูก” พอพูดถึงลูกทิพปภาก็เสียงเครือสั่น “ลูกรัญของแม่”
       “รัญ! แล้วตอนนี้ รัญอยู่ไหนคะ”
      
       ไม่นานต่อมา ธัณยธรณ์ หรือ แพท พาตัวเองมาอยู่ที่บ้านแม่สามีของทิพปภาในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง
       เมื่อไปถึงแพทแลเห็นถาดพริกที่ตากไว้ ร่วงลงกับพื้น ตามมาด้วยกะละมัง และอื่นๆ เป็นทาง เพราะรัญธิดาในวัย 15 หยกๆ พยายามยื้อ ปัดมือย่าที่ทั้งลากทั้งฉุดอย่างไม่ปรานีปราศรัย จะลากหลานสาวมาผูกไว้กับเสาบ้าน หลังจากรู้ว่าหลานสาวตัวดีตั้งท้อง!
       รัญธิดาร้องไห้โฮ น้ำตาไหลพรากๆ ส่วนย่ามือก็ถือไม้เรียวหวดไปด้วย
       “ฮือๆ โอ๊ย หนูเจ็บนะ ปล่อยหนู หนูไม่ใช่หมู ไม่ใช่หมานะ ได้จับล่ามกันแบบนี้ ปล่อยซิ บอกให้ปล่อย”
       ย่าไม่ปล่อยแถมด่าเสียงดัง “ไม่โว้ย จะจับล่ามมันไว้แบบนี้แหละ จะได้ไม่ไปเที่ยวแรดที่ไหนอีก
       รู้มั้ย ชาวบ้านเค้านินทากันจนข้าจะเอาปี๊บคลุมหัวอยู่แล้ว สันดานแม่มันจริงๆ แม่มันก็ขี้คุก นังลูกมันก็เลวไม่แพ้กัน เที่ยวแรดไปทั่ว”
       “หนูไม่ได้เป็นแบบนั้น” รัญธิดาเถียง
       “ยังจะกล้าพูดอีกเหรอ โดนมันหลอกแล้วยังไม่สำนึก บอกมาว่ามันเป็นใคร ไม่งั้นข้าจะตีเอ็งให้ตายตรงนี้แหละ”
       ย่าแค้นใจ หวดไม่ยั้งมือ
       “โอ๊ยๆ ย่าใจร้าย หนูเกลียดย่า”
       “คิดว่าข้ารักเอ็งมากงั้นเหรอ ทำแต่เรื่องเดือนร้อน ให้ไม่สิ้นสุด ขนาดยังไม่ทันแตกเนื้อสาวดี ก็ทำเรื่องเสียแล้ว ถ้าไม่เห็นแก่พ่อเอ็ง ข้าก็ไม่เลี้ยงเอาไว้หรอก”
       แพททนฟังไม่ได้ “ถ้าอย่างนั้น หนูจะเอาหลานหนูไปเลี้ยงเอง”
       ย่าหันไป เห็นแพทเดินเข้ามา
       “แกเป็นใคร อย่ามายุ่ง ฉันจะสั่งสอนหลานฉัน”
       “หนูชื่อแพท เป็นน้องสาวคนเล็กของพี่ทิพ!”
      
       เวลาต่อมาผู้เป็นย่าเอากระเป๋าเดินทางเก่าๆ พร้อมเสื้อผ้ามาเขวี้ยงใส่รัญธิดา แพทรีบดึงไปหลบข้างหลังตน
       ย่าพูดใส่หน้าแพท “อยากจะเอาก็เอาไปเลย แต่ขออย่าง เอาไปแล้ว อย่าเอามาคืนแล้วกัน ข้าไม่รับอีกแล้ว!”
       ขาดคำย่าเดินกลับขึ้นบ้านไป รัญธิดาเก็บเสื้อผ้าที่หล่นใส่กระเป๋า แพทเข้ามาช่วยเห็นร่องรอย แผลโดนมัดที่ข้อมือ และรอยตีที่แขน ยิ่งสงสารหลานสาวจับใจ
       “โธ่เอ๊ย เจ็บมากมั้ยรัญ”
       เด็กสาวส่ายหน้า “หนูชินแล้ว”
       “แปลว่าย่าตีหนูแบบนี้ประจำเหรอ”
       รัญธิดาไม่ตอบ แต่กัดริมฝีปากข่มความรู้สึก แพทสงสาร กอดหลานไว้
       “ไม่เป็นไรนะ นับจากนี้ น้าจะดูแลรัญเอง”
       “น้าแพทจะเลี้ยงรัญจริงๆ เหรอ” รัญธิดาตื่นเต้น
       แพทพยักหน้า “จริงซิจ๊ะ”
       “น้าแพทเป็นน้องของแม่จริงๆ เหรอ”
       “จริงสิจ๊ะ ตอนน้าเกิด พี่ทิพเค้าก็เป็นสาวแล้ว”
       รัญธิดาอึ้งไปนิด ก่อนจะระบายความคับแค้นออกมา “ถึงไม่ใช่ รัญก็ไม่สนหรอก ขอให้ออกจากบ้านย่าก็พอ ย่าไม่รักรัญ ชอบตีรัญด่ารัญ” พูดถึงตรงนี้ รัญธิดาก้มหน้าน้ำตาไหล “แม่เอารัญมาไว้ที่นี่ทำไมก็ไม่รู้”
       “แม่เค้าไม่มีทางเลือก แต่ไม่ต้องกลัวอีกแล้วนะ ต่อไปรัญจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที น้าจะดูแลรัญเอง น้าสัญญา”
       รัญธิดาโผเข้ากอดแพทร้องไห้สะอึกสะอื้น แพทกอดหลานอย่างเวทนา
      
       เตอร์ฟังเรื่องนี้รอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ แต่ฟังเมื่อไหร่ก็ร้องไห้เมื่อนั้น แพทที่นั่งเหม่ออยู่ หันมาดู
       “ร้องทำไมเตอร์ เรื่องนี้ฉันก็เคยเล่าให้เธอฟังแล้วนี้ไม่ใช่เหรอ”
       “ก็ฟังทีไร มันก็อดเศร้าไม่ได้ทุกที ย่าอะไรใจร้ายใจดำกับหลานตัวเองได้ขนาดนั้น”
       “ฉันถึงต้องไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ ฉันเคยสัญญากับรัญเอาไว้ว่าจะให้ชีวิตใหม่กับแก ฉันจะไม่ยอมให้แกก้าวผิดอีกเด็ดขาด”
       เตอร์คาใจมาก “ก้าวผิด? เรื่องอะไร เธอพูดเหมือนรัญเคยทำอะไรผิดงั้นแหละ”
       แพทหลบตา “คือฉันหมายถึงไม่อยากให้แกรีบร้อนนะ แกยังเด็กเกินไป ตัดสินใจทำอะไร ก็อาจจะไม่รอบคอบ”
       เตอร์งง “เด็กเหรอ...ยายรัญตอนนี้ก็อายุพอๆ กับตอนที่เธอตัดสินใจเอาเค้ามาดูแลไม่ใช่เหรอ”แพทเงียบ “แพท เธอนะดูแลแกมาตั้ง 4-5 ปี ทำงานงกๆ ส่งเสียให้รัญเรียนจนจบมหาวิทยาลัย ตอนนี้หลานสาวของเธอนะโตแล้ว ปล่อยให้เค้าเรียนรู้ชีวิตด้วยตัวเองเถอะ เธอจะทุ่มเทอะไรกันมากมาย แล้วตัวเธอล่ะ ไอ้ความฝันที่อยากปั่นจักรยานไปรอบโลกของเธอน่ะ ไม่คิดจะทำให้มันเป็นจริงบ้างเหรอ”
       แพทหัวเราะเจื่อนๆ “ความฝันพวกนั้นมันเป็นเรื่องไร้สาระนะเตอร์ ฉันคงต้องดูแลรัญจนกว่าจะแน่ใจว่า เค้าอยู่ในมือของคนที่ดีพอ”
       เตอร์หมั่นไส้ ส่ายหน้าดิก ไม่รู้จะว่าไงแล้ว “โอ๊ย แม่คุณ! นี่เธอจะกตัญญูเอาโล่เหรอยะ”
       “ฉันก็เป็นแค่คนธรรมดา ที่รู้ว่าคนเราควรจะกตัญญูต่อผู้มีพระคุณไม่ใช่เหรอ ไม่งั้นคนเราจะต่างอะไรสัตว์เดรัจฉานล่ะ จริงมั้ย”
       แพทตอบอย่างมุ่งมั่น เตอร์อึ้ง ใบ้กิน
      
       คืนนี้ภายในโรงนอนคุกนักโทษหญิง ไม่ต่างจากคืนอื่นๆ ในชีวิตของทิพปภา แลเห็นนักโทษหญิงนอนในคุกเบียดกันเป็นตับ
       ทิพปภานอนดูการ์ดที่แพทเอามาให้ น้ำตาซึม
       “คนที่มาเยี่ยมบ่อยๆ นั้น ลูกสาว เหรอมาเหรอ สวยดีนะ แต่หน้าไม่ค่อยเหมือนเอ็ง คงเหมือนพ่อมันนะซิ”
       เพื่อนที่นอนอยู่ใกล้กันทัก
       “ไม่ใช่ นั่นมันน้องสาวน่ะ คนละแม่กัน ก็เลยหน้าไม่เหมือน”
       เพื่อนลุกขึ้นนั่ง
       “โอ๊ย อย่ามาโกหกเลย ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ คลานตามกันมา ใครมันจะบ้ามาเยี่ยมทุกเดือนแบบนี้ มาคุกนะโว้ยไม่ใช่ไปเดินห้าง ข้าเห็นสายตามันมองเอ็ง รักยังกับแม่”
       “แม่มันตายตั้งแต่เด็ก พ่อก็เลยเอามาให้ฉันเลี้ยง ป้อนข้าวป้อนน้ำอยู่พักใหญ่ จะว่าไปก็เหมือนแม่มันคนหนึ่งเหมือนกันนั้นแหละ ฉันเลยฝากฝังให้มันดูลูกสาวให้” ทิพปภาว่า
       “ข้าถึงว่า เอ็งโชคดี มันไม่ทุกคนหรอกว่ะที่จะกตัญญูอย่างน้องสาวเอ็ง อีทิพเอ๊ย ถึงลูกแท้ๆ มันจะไม่เอาเอ็งก็ช่างหัวมันเถอะวะ”
       ทิพปภาหันขวับตาขวางทันที
       “อย่าพูดแบบนี้นะ รัญมันไม่ว่างถึงไม่ได้มาเยี่ยม แต่มันก็รักฉันจะตายไป”
       ทิพปภาลุกขึ้น หยิบกล่องเล็กๆ ที่แอบไว้ใต้หมอน มองซ้ายมองขวาไม่เห็นผุ้คุมเห็นการ์ดอวยพร พวงมาลัยมะลิแห้ง อัดอยู่เต็ม ทิพปภาหยิบขึ้นมาอย่างทะนุถนอม
       “เห็นมั้ยรัญมันไม่เคยทิ้งฉัน ฝากของมาให้เสมอ ฉันเก็บไว้ทุกชิ้น ทุกวันนี้ที่ฉันทนมีชีวิตอยู่ในนี้ได้ ก็เพราะของพวกนี้แหละ รู้มั้ยถ้าฉันพ้นโทษเมื่อไหร่ ฉันจะไปอยู่ลูก จะนอนกอดกันทุกคืนให้สมกับที่ฉันต้องห่างมานาน”
       “เออ เป็นได้อย่างนั้นก็ดี” เพื่อนเออออ แต่ไม่ได้เชื่อ
       ผู้คุมที่อยู่ด้านนอก เคาะไม้กับกรงเหล็ก
       “ได้เวลานอนแล้ว ยังไม่หยุดส่งเสียงกันอีก ไม่อยากนอนกันใช่มั้ย”
       ทิพปภากับเพื่อนรีบแทรกตัวลงไปหาที่นอนทันที เบียดนักโทษคนอื่นๆ จนเกิดกระแทก เอาศอกถองกัน เพื่อรักษาเขตนอนของตัวเอง
      
       ทิพปภายังกำการ์ดเอาไว้แนบอก ด้วยความหวังที่มีอยู่เต็มเปี่ยม
        

       วันต่อมา เตอร์กับแพท เดินหน้าตาตื่นตรงดิ่งมาทางหน้าห้องเรียนชั้นอนุบาลอย่างรีบร้อน สองคนมาหยุดอยู่หน้าห้องพักครู แพทจะถลาเข้าไปแต่เตอร์รั้งไว้
      
       “เดี๋ยวก่อน ขอเวลาฉันทำใจก่อน คงไม่มีเรื่องอะไรร้ายแรงมากใช่มั้ย”
       “ไม่รู้เหมือนกัน ครูเค้าโทร.ไปตามให้มาคุยกันที่โรงเรียน เฮ้ย นี่ตกลงใครชวนใครมาเป็นเพื่อนเนี่ย”
       “แหม ก็ฉันเป็นคนตื่นเต้นง่ายนี่ยะ เอาล่ะ ฉันพร้อมแล้วไปเถอะ”
       เตอร์เก๊กแมนแล้วผลักประตูนำเข้าไป แพทรีบตามไปติดๆ
      
       แพทอยู่กับอะตอม เตอร์ และคุณครูประจำชั้น
       แพทตกใจมากพอฟังจบ “อะตอมไล่หอมแก้มเพื่อนผู้หญิงงั้นเหรอคะ”
       เตอร์แอบขำก๊าก จนแพทสะกิดเตือน
       “ใช่ค่ะ คุณครูคิดว่า คุณแม่ควรจะทำความเข้าใจกับแกให้มากกว่านี้นะคะ” คุณครูบอก
       แพทหันมาหาอะตอมทำนองถามว่าเกิดอะไรขึ้น
       “ก็ตอมชอบมะนาวมาตั้งนานแล้ว ตอมก็เลยบอกมะนาวไป แต่ถ้ามะนาวไม่ชอบตอมก็ไม่เป็นไร”
       “แล้วเรื่องหอมแก้ม” แพทคาใจ
       “ก็พอบอกรักเสร็จ เราก็ต้องหอมแก้มเค้า คุณลุงบอกว่าผู้ชาย ก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น”
       ทุกคนในห้องทำท่าจะเป็นลม แพทสะดุดหูกับคำว่า คุณลุง
       “คุณลุงคนไหน ที่บอกอะตอมแบบนี้” แพทหันหาเตอร์ “เจ๊เหรอ”
       เตอร์กรี๊ด “ว้าย เปล่านะ”
       อะตอมโพล่งขึ้น “ก็ลุงพีท ที่มาบ้านเรากะพี่รัญไงฮะ”
       แพทได้ยินชื่อถึงกับควันออกหู โมโหมาก
       “ตอม แม่แพทสอนตอมเสมอไม่ใช่เหรอว่า เป็นผู้ชายก็ต้องสุภาพให้เกียรติผู้หญิง ตอมทำแบบนั้นมันเป็นการหยาบคายมากนะ”
       “แต่มันเจ๋งมากเลยนะแม่ ตอนแรกมะนาวยืนตาค้างไปเลย” เด็กชายตัวน้อยลดเสียงพูดเบาๆ “แล้วถึงจะร้องไห้”
       “ฟังแม่แพทนะ สิ่งที่อะตอมทำลงไปมันไม่ถูก ผู้ชายที่ดีนะ เค้าไม่ทำแบบนี้หรอก อย่างลุงเตอร์ก็ไม่มีวันทำแบบนั้น เด็ดขาด จริงมั้ยเตอร์”
       เตอร์รีบเก๊กแมนแทบไม่ทัน “จริงครับอะตอม แม่แพทพูดถูก ทำแบบนั้นนะมันไม่สุภาพ ผู้หญิงเค้าไม่ชอบหรอก ลุงคอนเฟิร์ม”
       อะตอมทำหน้างง สับสน ขณะที่แพทโมโหพีทมาก
       “นายพีทนะนายพีท อีตาบ้า”
      
       ทางด้านพีทกำลังขี่ม้าไล่ต้อนวัวอยู่ มีแม่วัวที่หลุดออกมาและกำลังตื่น โดยมีคนงานอีก 2-3คนช่วยต้อนด้วย ระหว่างนั้นเห็นรองเท้าคู่หนึ่งก้าวเข้ามา มองไปเห็นพีทกำลังขี่ม้าอยู่ แต่ไม่ได้สังเกตจะเดินเข้าไปในคอกวัว ประทินปรี่เข้ามาจับไว้
       “อย่าเพิ่งเข้าไปครับ แม่วัวหลุดออกมาคุณพีทกำลังไล่ต้อนอยู่ครับ”
       ธาริศเงยหน้ามองพีทยิ้มๆ “นี่ พี่พีทต้องลงมือไล่ต้อนเองเลยเหรอ”
       “ครับคุณธาริศนังมะลิมันเป็นแม่วัวสาวนะครับ” ประทินแอบป้องปากบอก “ยังซิงอยู่เลย กำลังจะเอาผสมปีหน้า แต่ไม่รู้หลุดมาได้ยังไง คุณพีทหวงมาก เลยต้องจัดการเอง
       ธาริศยืนมอง จนพีทต้อนวัวได้ได้สำเร็จ มาดอย่างเท่ห์ พีทกระโดดลงจากม้า เข้ามาตบหัวตบไหล่ ลูบไปทั่วๆ ตัวแม่วัวอย่างปลอบใจ พลางหันไปสั่งคนงาน ให้มารับเชือกพากลับเข้าคอก
       “กล้ามเนื้อที่คอมันยังกระตุกอยู่เลย คงยังตกใจอยู่ ระวังหน่อยนะ”
       “ครับ” คนงานรับคำ
      
       ธาริศเดินเข้ามาพร้อมประทิน ธาริศตบมือให้
       “โอ้โห้ เท่ห์มากเลยพี่พีท”
       พีทหันมาทัก “อ้าว ธาริศ มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
       “ก็ตั้งแต่พี่พีททำตัวเป็นคาวบอย จับนางมะลิแล้วนะครับ...แหม จริงๆนะถ้าผมเป็นสาวๆ ได้เห็นความเท่ห์ของพี่พีท ผมคงหลงรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น”
       “ไอ้บ้า”
       “แหม! ผมว่าคงมีสาวๆ หลายคนแถวนี้เลยล่ะครับ ที่รู้สึกอย่างที่คุณธาริศบอก”
       ประทินหัวเราะชอบใจใหญ่ หันไปทางพีทเห็นพีทมองนิ่งอยู่ เลยค่อยๆ หยุดหัวเราะและหลบไป
       “พี่พีทมีเรื่องอะไรหรือเปล่า ถึงได้โทร.ไปหาผม”
       พีทมองธาริศอย่างครุ่นคิด
      
       พีทกับธาริศเดินมาคุยกัน แถวคอกวัว ด้านหลังสองหนุ่มแลเห็นทิวทัศน์สวยงามของรีสอร์ต
       “ขอโทษที่ให้มาหาถึงรีสอร์ต แทนที่จะไปหานาย”
       “กรุงเทพฯ ปากช่อง ไม่ได้ไกลมากมาย ผมไม่ได้มาที่นี่ตั้งนาน ออกจะคิดถึง พี่พีทขยายกิจการไปเยอะเลย อย่างคอกวัวเมื่อกี้ แต่ก่อนก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้”
       “พี่ก็ขยายไปเรื่อยๆ เอาไว้เป็นกิจกรรมให้แขกที่มาพักมารีดนมกันสนุกๆ ด้วย”
       “โอ้โห้ พี่พีทยังสนุกงานกับแบบนี้ สงสัยอีกนาน กว่าผมจะมีพี่สะใภ้”
       พีทตัดสินใจพูดธุระ “ที่เรียกนายมา ก็เพราะอยากปรึกษารื่องนี้แหละ นายคิดว่าไง ถ้าฉันจะแต่งงานเป็นเรื่องเป็นราวเสียทีดีมั้ย”
       “อะไรนะครับ หรือว่า พี่พีทไปทำใครท้อง”
       “เฮ้ย ฉันไม่ใช่ผู้ชายชั่วๆ ไม่มีความรับผิดชอบ แบบนั้นหรอก”
       คำพูดดังกล่าว ทำเอารอยยิ้มธาริศจางลงนิดหนึ่ง
       “คือผมแปลกใจนะครับ เพราะที่ผ่านมา ตั้งแต่ลุงเสีย พี่พีทก็เอาแต่สนใจทำงาน คบใครก็แค่ฉาบฉวย จนผมคิดว่าผู้หญิงคนเดียวที่พี่รัก ก็คือคุณป้าเท่านั้น”
       พีทถอนใจ “ก็เพราะที่ผ่านมามันยังไม่มีใครถูกใจ ก็เท่านั้นเอง”
       “งั้นแปลว่าตอนนี้มีแล้ว...พอถูกใจบุ๊บก็อยากแต่งบั๊บ” ธาริศเย้า
       “เค้าเป็นผู้หญิงที่...ไม่เหมือนคนอื่น ดูเฉยๆ ขรึมๆ เอาการเอางาน ไม่วี้ดว้ายน่ารำคาญเหมือนผู้หญิงอื่นๆ”
       ธาริศยิ้มกริ่ม “ผมชักอยากเห็นหน้าผู้หญิงคนพิเศษของพี่พีทแล้วซิเนี่ย”
      
       บ่ายคล้อยจวนค่ำ เวลานั้นรัญธิดารับโทรศัทพ์พีท ยืนคุยอยู่อีกมุมตรงบริเวณฟร้อนท์รีสอร์ต
       “รัญอยู่ที่ฟร้อนท์อยู่แล้วค่ะ คุณพีทจะมาหางั้นเหรอค่ะ ได้ค่ะ รัญจะรอ อ้อ จะให้รัญสั่งของว่างเตรียมไว้ให้แขกคุณพีทมั้ยค่ะ”
       พีทคุยโทรศัทพ์ มีธาริศยืนฟังอยู่ห่างๆ ยิ้มๆ
       “ก็ดี แต่ไม่ใช่แขกหรอกนะลูกพี่ลูกน้องของผมเอง เค้ามาจากกรุงเทพฯ อยากเจอหน้า เออ...” พีทนึกเขิน ธาริศพยักพเยิด เชียร์ให้พูด “ว่าที่พี่สะใภ้น่ะ”
       รัญธิดาอดเขินไม่ได้เมื่อได้ยิน
       “มันต้องแบบนี้ ซิพี่ชายผม” ธาริศบอก
       รัญธิดาเก็บมือถือ หยิบโทรศัทพ์ภายในจะสั่งอาหารว่าง แต่ต้องชะงักเมื่อเห็น แพทเดินขึ้นบันไดมา หน้าตาเอาเรื่อง รัญธิดายังไม่รู้ว่าน้าสาวจะมาด่าพีทเรื่องสอนอะตอม รัญธิดารีบไปรับหน้า
       “น้าแพท มาทำอะไรที่นี่คะ”
       แพทเสียงเข้ม “เจ้านายของรัญอยู่มั้ย น้ามีเรื่องจะคุยด้วย”
      
       รัญธิดารู้ทันที ว่าสองคนมีเรื่องกันอีก รัญธิดาอึกอักใหญ่


  


       ครู่ต่อมารัญธิดากึ่งจูงกึ่งลากแพทมาที่รถตรงหน้ารีสอร์ต
      
       “คุณพีทไม่อยู่จริงๆ ค่ะน้าแพท ออกไปตั้งแต่บ่าย แล้วก็ไม่ได้บอกไว้ด้วยว่ากลับตอนไหน น้าแพทรออยู่ก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
       แพทปลดมือหลานสาวออก “ไม่เป็นไรน้าจะรอ มันต้องคุยกันให้รู้เรื่อง เค้ามีสิทธิ์อะไรมาสอนให้อะตอมทำเรื่องทุเรศๆ แบบนั้น เดี๋ยวน้าจะเล่นงานให้เจ็บเลยคอยดู”
       เวลาเดียวกันนั้นพีทขับรถเข้ามาอีกทาง ธาริศนั่งมาด้วย แต่หันหน้าไปอีกทางมัวแต่มองบรรยากาศนอกรถ เอาที่บังแดดปิดไว้
       รัญธิดามองเห็นรถพีทมาแต่ไกลยิ่งตกใจ รีบเบี่ยงตัวหลบ บังแพทไว้ รั้งตัวแพทไปอีกทาง พลางเปิดประตูรถ ให้แพทเข้าไป
       “อุ๊ย อย่ารอเลยค่ะ เสียเวลาเปล่า” พลางก้มดูนาฬิกา “ได้เวลารัญเลิกงานพอดี กลับบ้านดีกว่าค่ะ ต้องไปแวะรับอะตอมที่ร้านน้าเตอร์อีกไม่ใช่เหรอคะ ทิ้งไว้นานเกรงใจน้าเตอร์ ไปเถอะค่ะน้าแพท”
       “แต่ว่า...เรื่องนี่น้ายอมไม่ได้นะ ผู้ชายเถื่อนๆ บ้าบอ แบบนี้ รัญชอบได้ไงนะ”
       “เราไปคุยกันที่บ้านดีกว่า จะได้ถามอะตอมไปด้วยบางทีอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ได้ ไปเถอะค่ะ”
       แพทขับรถออกไปอย่างเสียไม่ได้ แต่ก็ยังบ่นบ้าอยู่ รัญธิดาแอบโล่งอก
       ด้านพีทเพิ่งขับรถเข้ามาจอด หลังรถแพทออกไปได้ระยะหนึ่ง พีทลงมามองรถแพทที่วิ่งออกไปอย่างงงๆ ธาริศยังไม่ลงจากรถ
       ฝนวิ่งเข้ามารับหน้าทันที
       “หนูรัญฝากเรียนคุณพีทว่าอยู่รอไม่ได้ค่ะ ต้องขอโทษด้วย”
       “อ้าว..เกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย” พีทงง
       รัญธิดานั่งอยู่ในรถแอบมองกระจกข้าง เห็นพีทกำลังคุยอยู่กับฝนก็แอบโล่งอก
       รัญธิดามองกระจกจากไกลๆ เห็นธาริศลงมาจากรถ รัญธิดาถึงกับตะลึง ตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ
       แพทเห็นหลานสาวนิ่งเงียบก็แปลกใจ
       “เป็นอะไรเหรอรัญ...รัญดูอะไรอยู่เหรอ”
       แพทจะชะเง้อดูกระจกหลังบ้าง รัญธิดารู้สึกตัว คิดขึ้นได้ รีบเอามือบิดกระจกหนีทันที
       “รัญเคืองตานะคะ ไม่รู้อะไรเข้าตา รัญเลยมองไม่ค่อยชัด”
       รัญธิดารีบแกล้งเขี่ยตา
      
       ฝั่งธาริศที่เดินลงจากรถ เข้ามาถาม
       “มีอะไรครับพี่พีท”
       “เสียใจด้วย ผู้หญิงที่นายอยากเจอเค้ากลับไปแล้ว เราเข้าไปข้างในกันเถอะ”
       พีทพาธาริศเดินเข้ารีสอร์ทไป
       รัญธิดาที่แอบบิดกระจกไปดูอีกที แต่ไม่เห็นใครแล้ว หญิงสาวเผลอเอามือกุมหัวใจ รับรู้หัวใจที่เต้นแรงขึ้นมา ค่อยๆ คลายความตื่นเต้นลงไป
      
       พีททำท่าเซ็งมากๆ
       “สงสัยยายน้าตัวแสบจะมาลากหลานสาวกลับบ้าน” พีทถอนใจ “เฮ้อ…ที่ตามนายมาก็เพราะอยากปรึกษาเรื่องน้าเค้านี่แหละ หวงหลานสาวชะมัด ขู่ฉันฟ่อ ๆ ยังกะจงอางหวงไข่”
       ธาริศเอ่ยขึ้น “เวลาครับช่วยได้ เราต้องทำให้เค้าเห็นว่าเราจริงใจกับหลานเค้าไม่ได้มาหลอกเล่น ทำให้สม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไป แกจะเห็นความจริงใจของพี่พีทเอง”
       “แต่ฉันคงจะรอนานขนาดนั้นไม่ไหวว่ะ ชั้นต้องรีบ...” พีทชะงัก ไม่กล้าพูดต่อ
       ธาริศขำที่ดูพีทหงุดหงิด
       “ท่าทางจะใจร้อนจริงพี่ชายผม เอ๊ะ นี่ พี่พีทคบกับเค้านานแค่ไหนแล้วครับ”
       พีทรีบกลบเกลื่อน “เฮ้ย นานแค่ไหนมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลยถามแบบนี้นายไม่เคยมีความรักหรือไงวะ”
       ธาริศอึ้งไปนิด “จริงซินะครับ เวลาไม่ใช่คำตอบเสมอไปสำหรับความรัก” แล้วก็รีบเปลี่ยนเรื่อง “งั้นผมว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่จะแสดงความจริงใจของลูกผู้ชายอย่างเราได้เร็วที่สุด”
       “ยังไง” พีทรอฟัง
       “หมั้นครับ ขอหมั้นเค้าไว้ก่อน นอกจากแสดงความจริงใจแล้วยัง เป็นการให้เกียรติฝ่ายหญิงด้วย”
       พีทฟังคำตอบแล้วก็อึ้งไป
      
       ธาริศเปิดประตูเข้าบ้านมากลางดึก เสียงทักษอรทักแดกดันขึ้น
       “ไปแข่งขับรถโครตช้าลงสถิติโลกอยู่เหรอคะ”
       ธาริศสะดุ้ง หันไปเห็นทักษอรยืนกอดอกอยู่หน้าตาเอาเรื่อง
       “อร ยังไม่นอนอีกเหรอ คิดว่าคุณหลับไปแล้วเสียอีก”
       “ไม่มีภรรยาคนไหนนอนหลับหรอกค่ะ ถ้าตี 2 แล้ว สามียังไม่กลับถึงบ้าน”
       ธาริศเงียบ ไม่ตอบถอดเน็ทไท
       ทักษอรเริ่มวีน “อรพูดกับพี่อยู่นะ ได้ยินมั้ย”
       ธาริศพยายามใจเย็น “ได้ยิน แต่ก็อรบอกเองว่าตีสอง พี่ว่างั้นเราค่อยคุยกันพรุ่งนี้ดีกว่า”
       “อรจะคุยตอนนี้ แล้วก็เดี๋ยวนี้ พี่ก็ต้องคุยกับอร เข้าใจมั้ย อรโทร.ไปหาพี่พีท เค้าบอกว่าพี่ออกมาจากรีสอร์ทตั้งแต่เย็นแล้ว ปากช่อง -กรุงเทพฯ มันไกลกันมากต้องใช้ขับรถตั้ง 7-8 ชั่วโมงเหรอถึงได้ถึงบ้านเอาป่านนี้”
       ธาริศถอนหายใจเอือมๆ “พี่เลยไปงานเลี้ยงรุ่นต่อ”
       ทักษอรปี๊ดทันที “ไปทำไม ก็อรบอกแล้วว่าไม่ต้องไป ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรกับงานที่บริษัท เพื่อนสมัยมัธยม โอ๊ย แล้วไม่ต้องขุดเลี้ยงไปถึงรุ่นประถม อนุบาลเลยเหรอ ปัญญาอ่อนมากๆ”
       ธาริศหน้าตึง ข่มอารมณ์ อดทนสุดๆ
       “เพื่อนเก่าๆ มิตรภาพเก่าๆ มันตีความเป็นมูลค่าไม่ได้หรอกนะ แต่มันคือความรู้สึกดี ๆ ที่จะอยู่กับเราเสมอ”
       ทักษอรย้อน “อ๋อ นี่พี่ธาริศกำลังจะบอกอรว่าคิดถึงความหลังอยู่ใช่มั้ยคะ”
       “ไปกันใหญ่แล้วอร”
       “อรพูดถูกแทงใจดำใจมั้ยล่ะ งั้นจะไปไหนก็ไป ไปคิดถึงความหลังเสียให้พอ ไม่ต้องมานอนข้างอร ในห้องนี้ บนเตียงนี้” ทักษอรประชด
       “โอเคงั้นพี่จะไปนอนห้องหนังสือ”
       ธาริศตั้งท่าจะเดินออก ทักษอรยิ่งโมโห เข้ามาฉุดกระชากธาริศไว้ให้หันหน้ากลับมา
       “พี่ธาริศกล้าทำแบบนี้กับอร เพราะเห็นอรอ่อนแอ ไม่รักอรแล้วใช่มั้ย”
       ธาริศเซ็งปลดมือเมียออก แล้วจะเดินออกจากห้อง
       ทักษอรเริ่มหอบขึ้นเรื่อยๆ หายใจไม่ค่อยออก หนักขึ้นๆๆ จนถึงขั้นชักหน้าเขียว ทรงตัวอยู่ไม่ไหว
       “อร”
      
       ธาริศตกใจหันมามอง รีบปราดเข้ามาประคองทันที
      

       เช้าวันต่อมา ธาริศเพิ่งกลับจากโรงพยาบาล กำลังประคองทักษอรเข้ามานั่งลงในห้องนั่งเล่น พร้อมกับจัดหมอนให้อิง โดยมีรุจรวี ผู้เป็นมารดา มาคอยยืนคุม ดูแล และจัดแจงสั่งการธาริศ
      
       “เอาหมอนสอดหลังน้องด้วยตาธาริศ จะได้นั่งสบายๆ นั่นแหละ”
       ทักษอรอารมณ์ดีขึ้น เวลาที่สามีมาเอาใจใส่คอยดูแล
       “คุณแม่อยู่ทานข้าว คุยกับอรก่อนนะคะ อย่าเพิ่งรีบกลับ” ทักษอรว่า
       “คุณแม่อยากทานอะไรครับ เดี๋ยวผมให้เด็กเตรียมให้” ธาริศเอาใจ
       “โอ๊ย มันไม่ใช่เวลาจะมาสนใจแม่ หนูอรต่างหากที่แกต้องคอยดูแลพูดแล้วก็ขอต่อว่าหน่อยเถอะทำไมไม่บอกแม่ ว่าหนูอรไม่สบาย นี่ถ้าหนูอรไม่โทร.ไปบอกว่าเข้าโรงพยาบาล แม่ก็ไม่รู้ เหลวไหลจริง ๆ นะเรา”
       ถูกมารดาเอ็ด ธาริศเงียบ เมื่อได้ยินว่าอรโทร.ไปบอก ทักษอรยิ้มสะใจในสีหน้า
       “พี่ธาริศเค้าคงเบื่อมั่งคะ เพราะอรเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ
       “โอ๊ย อย่าพูดแบบนั้นไม่ได้นะจ๊ะหนูอร ถ้าขืนตาธาริศเป็นแบบนั้น แม่นี่แหละจะเป็นคนแรกที่จะจัดการเค้าเอง” ทักษอรยิ้มอย่างเป็นต่อ “พี่เค้าห่วงหนูมากนะ แต่เค้าเป็นคนพูดน้อยแบบนี้เอง..ใช่ไหมตาริศ”
       ธาริศยิ้มรับบางๆ อย่างอึดอัด ทักษอรกอดแขนธาริศไว้ ก่อนออกคำสั่งอย่างเคยตัว
       “พี่ธาริศเร่งแอร์ให้หน่อยได้มั้ยคะ อรร้อน”
       ธาริศได้แต่พยักหน้ารับ ทำตามคำสั่งเมียขี้โรคเจ้าอารมณ์
      
       ธาริศเดินเข้ามาในห้องทำงาน ท่าทางดูอึดอัดใจมาก ชายหนุ่มทอดถอนหายใจอย่างหนักหน่วง หลับตานิ่งๆ ก่อนจะเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน หยิบหนังสือขึ้นมา พลิกเปิดไปหน้าหนึ่ง หยิบรูปถ่ายเก่าๆ ที่สอดไว้ในหนังสือออกมาดู
       เห็นเป็นภาพมือของหญิงชายจับกัน เหมือนนั่งกุมมือกันอยู่ โดยที่นิ้วมือมีแหวนวงเล็กๆ ใส่อยู่ เป็นวงเดียวกับที่รัญธิดาร้อยใส่สร้อยนั่นเอง จังหวะนี้เสียงเคาะประตู ธาริศลุกลี้ลุกลน สอดรูปไว้จะเก็บหนังสือ รุจรวีเข้ามาทันทีที่เคาะ โดยไม่รอคำอนุญาตของบุตรชาย
       “อ่านหนังสืออยู่เหรอลูก” ธาริศรีบพลิกหน้าหนังสือไปหน้าอื่นทันที “แม่จะกลับแล้วนะ”
       พลางรุจรวีเอามือรูดตามชั้นหนังสือดูฝุ่น ตามประสามคนเจ้าระเบียบ เห็นไม่มีอะไรติดมือก็พอใจ
       “เดี๋ยวผมไปส่งครับ”
       “ไม่ต้องหรอก อยู่ดูแลหนูอรเถอะ ให้คนขับรถขับไปส่งแม่ก็ได้...นี่ธาริศ ทำไมถึงได้มีเรื่องทะเลาะกันจนหนูอรถึงได้หอบกำเริบแบบนี้ หนูอรเค้าโทร.ไปร้องห่มร้องไห้กับแม่ยกใหญ่”
       ธาริศถอนหายใจ “ผมไปงานเลี้ยงมา อรเค้าก็เลยไม่พอใจนะครับ”
       “ไปงาน แล้วทำไมไม่พาหนูอรไปด้วยล่ะ แบบนี้เค้าก็น้อยใจนะซิ” ผู้เป็นมารดาตำหนิ
       “ผมชวนแล้ว แต่เค้าไม่อยากไป แล้วนี้มันงานเลี้ยงโรงเรียนนะครับ มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น”
       รุจรวีเข้าใจลูกชาย แต่ยังไม่ยอม “แต่แกก็ต้องเข้าใจนะ...หนูอร เค้าไม่มีใครแล้ว แถมยังไม่สบายอีกก็มีหงุดหงิดบ้างเป็นธรรมดา เรานั้นแหละต้องเอาใจเค้าให้เยอะๆ นะ แม่เคยรับปากกับพ่อแม่หนูอรไว้แล้ว ว่าจะดูแลลูกสาวเค้าให้ดีที่สุด อย่าให้แม่เสียคำพูดนะ”
       “ผมทราบครับ”
       “อีกอย่าง” รุจรวีมองหน้าธาริศอย่างเอาจริงเอาจัง “อะไรที่มันผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป อย่าไปรื้อฟื้นอีกเข้าใจมั้ย”
       ธาริศได้แต่หลบตา ท่าทางอึดอัดใจ
      
       ฟากรัญธิดาค้นของอยู่ในห้องอย่างร้อนรน เปิดดูลิ้นชักที่เคยใส่ตลับสร้อยเอาไว้ แต่ไม่มี พยายามหาอีก จนเหลือบไปเห็นที่ขาโต๊ะในห้อง มีชิ้นส่วนหุ่นยนต์เล็กๆ ตกอยู่ รัญธิดาชะงัก หยิบขึ้นมาดู แล้วก็รู้ทันที
       “อะตอม”
       รัญธิดาลุกขึ้นทันที ท่าทางโมโห
      
       อะตอมกำลังต่อหุ่นยนต์อย่างสนุกสนานอยู่ในห้องนั่งเล่น แล้วก็หยิบหุ่นอีกตัวมาต่อ แต่ชิ้นส่วนหายไป
       “เอ ปืนเลเซอร์มันหายไปไหนน้า”
       รัญธิดาเดินเข้ามา
       “อยู่นี่ไง” แบมือให้ดู อะตอมตกใจหลบตาอย่างมีพิรุธ รัญธิดายิ่งเข้าใจผิดว่าอะตอมเอาของไป “เราเข้าไปในห้องพี่ใช่มั้ย อะตอม” อะตอมไม่ตอบ รัญธิดาคาดคั้นใหญ่ “พี่ถามว่าใช่มั้ย! สร้อยพี่อยู่ไหน”
       รัญธิดาเดินเข้ามาหา แต่อะตอมกลับถอยห่าง และวิ่งหนีไปเจอแพทที่เข้ามาพอดี เด็กชายตัวน้อยลบหลังแพท รัญธิดาตามมาจะคว้าตัว
       “เป็นเด็กมือไวแบบนี้มันใช้ไม่ได้นะอะตอม เที่ยวหยิบของๆ คนอื่นไปแบบนี้ อีกหน่อยจะไม่มีใครรัก แม่แพทก็จะไม่รักรู้มั้ย”
       อะตอมได้ยินว่าแม่ไม่รัก น้ำตาคลอขึ้นมาทันที
       แพทฉุน “พอแล้วรัญ มันเรื่องอะไร ทำไมใช้คำพูดแบบนั้นกับอะตอม”
       “ก็อะตอมเข้าไปค้นของส่วนตัวของรัญ แล้วของของรัญก็หายไป แล้วถ้าตอมไปทำแบบนี้กับคนอื่น เค้าอาจจับตอมส่งตำรวจนะ”
       “พอได้แล้ว! อะตอมไม่เคยมีนิสัยอย่างนั้น” แพทหันมาถามอะตอม “ตอมบอกแม่แพทมาซิลูก ตอมเข้าไปห้องพี่รัญหรือเปล่าครับ”
       “ครับ” แพทอึ้งไปเล็กน้อย แล้วตัดใจถามต่อ
       “แล้วตอมเอาของพี่รัญไปหรือเปล่า”
       “เปล่าครับ ตอมไม่ได้เอาอะไรไป”
       แพทพยักหน้าโล่งอกหันมาทางรัญ “เอาล่ะ คงได้ยินแล้วนะ”
       “ถ้าตอมไม่ได้เอาไป แล้วสร้อยของรัญมันหายไปได้ไง”
       “รัญ ทำไมถึงอคติกับอะตอมนัก คิดว่าอะตอมจะทำสิ่งร้ายๆ ขนาดนั้นได้เหรอ ลืมไปแล้วหรือว่าอะตอมเป็นใคร”
       รัญธิดาสวนขึ้นทันที
       “รัญทำเพราะหวังดีกับอะตอมนะซิคะ น้าแพทอย่าเข้าข้างอะตอมอย่างไม่ลืมหูลืมตาเลย”
       “รัญไม่เคยเลี้ยงแก จะมารู้จักแกดีกว่าน้าได้ยังไง”
       รัญธิดานิ่งอึ้งไปทันที มีท่าทีปวดร้าวขึ้นมา น้ำตาคลอ แพทเองก็ดูจะเสียใจ ที่หลุดปากออกไป
       แรงๆ อะตอมน้ำตาคลอ เสียใจที่เป็นสาเหตุให้สองคนทะเลาะกัน
       “แม่แพทกับพี่รัญ อย่าทะเลาะกัน ฮือๆ ตอมยอมแล้ว"
      
       อะตอมวิ่งร้องไห้ออกไป แพทรีบวิ่งตาม รัญธิดายังนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตามออกไป


  


       อะตอมวิ่งเข้ามาในห้องรัญธิดา มองหาบางอย่าง ก่อนจะหยิบการ์ดเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะเอามาให้ ซึ่งรัญธิดาไม่ได้สังเกตในตอนแรก
      
       แพทวิ่งตามเข้ามาเรียก “อะตอม”
       รัญธิดาเดินตามมานิ่งๆ
       “ตอมแค่อยากเอานี่ ให้พี่รัญเท่านั้น แต่ถ้าพี่รัญไม่ชอบ ตอมขอโทษฮะ ฮือๆๆ” เด็กชายร่ำไห้
       รัญธิดารับการ์ดมาเปิดดู อย่างงงๆ เห็นเป็นลายมือของอะตอม
       “ขอเชิญ ร่วมงานวันเกิด...ด.ช. อะตอม ครบ 6 ขวบ” รัญธิดางงไปหมด
       แพทถอนใจ “เข้าใจแล้ว มะรืนนี้เป็นวันเกิดอะตอม เราจะจัดงานกันเล็กๆ บ้าน อะตอมก็แค่อยากชวนรัญมางานเท่านั้น ใช่มั้ยครับ”
       อะตอมได้แต่พยักหน้า ยังสะอื้นอยู่
       รัญธิดาชักงงใหญ่ และไม่แน่ใจ แต่ก็ยังใจแข็ง “แล้วสร้อยล่ะ เอาสร้อยมาคืนพี่แล้วพี่จะไม่โกรธ”
       อะตอมงง “สร้อยอะไรฮะ”
       แพทชักฉุน “เอ๊ะ รัญ ก็ตอมบอกแล้วว่าไม่ได้เอาไป แกแค่เอาการ์ดมาวางเท่านั้น เชื่อตอมบ้างซิ ไหนสร้อยอะไร มา น้าจะช่วยหาเอง”
       แพทเข้ามาช่วยค้น ลามไปถึงที่นอน ยกหมอนขึ้นดู เห็นสร้อยหล่นมาจากหมอนแพทหยิบขึ้นมาดู เห็นสร้อยร้อยแหวนเอาไว้
       รัญธิดาดีใจมาก “อยู่นี่เอง” คว้ามาถือแนบอกไว้อย่างทะนุถนอม
       “สร้อยร้อยแหวนอันนี้นะเหรอ ไหนบอกมาซิว่ามันสำคัญยังไงนัก ถึงได้ฟาดงวงฟาดงาใส่ทุกคนขนาดนี้”
       “ก็มันเป็นสร้อยที่...” รัญธิดาชะงักไม่กล้าพูด รีบเปลี่ยนคำ “สร้อยอะไรมันไม่สำคัญ แต่มันเป็นของของรัญ...รัญไม่ค่อยชอบให้ใครเข้ามาวุ่นวายให้ห้องของรัญ น้าแพทคงเข้าใจนะคะ”
       แพททำได้แค่พยักหน้ารับ
       “ไปกันเถอะอะตอม” แพทจูงลูกชายออกจากห้องไป อะตอมเหลียวมามองรัญธิดาอย่างน้อยใจมาก
       รัญธิดาใจหาย เรียกไว้ “อะตอม” อะตอมหันกลับมามองอย่างเศร้าๆ รัญธิดาพูดไม่ออกมองแพทแทน “รัญไม่สนิทกับอะตอม เล่นกับเด็กไม่ค่อยเป็นน้าแพทก็รู้”
       แพทถอนหายใจ ทนไม่ไหวแล้ว “รัญต้องการมีความสุขในชีวิตใช่มั้ย”
       “น้าแพทเข้าใจรัญแล้วใช่มั้ยคะ”
       “รัญถามหาความสุข วิ่งหาขอโอกาส กับคนข้างนอก รัญยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมจะเชื่อที่เค้าพูด รัญดีกับทุกคนทั้งโลก แต่กับคนในบ้าน...รัญรำคาญทุกครั้งที่อะตอมเข้ามาใกล้ ไม่พยายามทำความรู้จัก ไม่เคยเชื่อใจคนในบ้านเลย...แล้วรัญจะมีความสุขได้ยังไง”
       แพทใส่เป็นชุด แล้วพาอะตอมออกไปทันที รัญธิดาสลด อึ้ง นิ่งงันไป
      
       เย็นวันเดียวกัน กันตาออกมาจากห้อง ใส่วิกผมอันใหม่ เห็นพีทรออยู่ในห้องโถง
       “ขอโทษทีนะจ๊ะ ให้รอนาน ชุดนี้ใช้ได้มั้ย”
       “โอ้โห้ เราไปกินข้าวกันในตลาดเท่านั้นนะฮะแม่” พีทแซว
       “อ่ะไม่ได้ซิ เผื่อแม่เจอว่าที่ลูกสะใภ้กะทันหัน จะได้ดูดี” พีทหยุดกึก กันตาพูดต่อ “คุณรวีโทร.หาแม่ บอกว่า ธาริศเล่าให้ฟังว่าลูกมีแฟนแล้ว”
       “เก็บอะไรไม่อยู่เล้ย เจ้าธาริศเนี่ย...ผมนึกแล้วเชียว”
       กันตาแกล้งทำเสียงเข้ม “เรื่องสำคัญขนาดนี้ ทำไมพีทไม่บอกแม่เอง”
       “คือ แม่ฟังก่อนนะครับ...มันเพิ่งเริ่มนะครับ ผมก็อยากให้อะไรๆ มันลงตัวกว่านี้” พีทรีบอธิบาย
       กันตาสวนออกมา “ไม่ต้องแล้ว แน่ใจเลย” ตบมือชอบใจ แถมยกนิ้วให้ “ลูกชายฉันจะมีแฟนแล้ว รู้มั้ยนี่เป็นสิ่งที่แม่รอมานานแล้ว” หญิงสูงวัยกอดลูกชายไว้อย่างรักใคร่
       ตอนแรกงงๆ แต่พีท ยิ้มออกพอเห็นว่าแม่ดีใจ
       “เอาล่ะครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว”
       พีทเดินไปหยิบซองเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ ยื่นให้แม่
       “อะไร” กันตาไม่ได้เปิดดู
       “ประวัติการเรียนของรัญธิดาครับ จบ เกียรตินิยมอันดับสอง แล้วก็ใบตรวจสุขภาพ แข็งแรงดี ผมให้ฝ่ายบุคคลซีร็อกมาให้ ส่วนประวัติครอบครัว เดี๋ยวผมจะให้ประทินเช็คอีกที”
       กันตาขำ แซวลูกชาย “เฮ้ย พอๆ พีท นี่ลูกเลือกแฟนหรือว่าแม่วัวกันเนี่ย มันถึงต้องมีใบรับรองพวกนี้”
       พีทอึ้งไปนิด เพราะจริง ๆ เป็นอย่างที่ผู้เป็นแม่บอก แล้วก็เลยหัวเราะกลบเกลื่อน
       “ฮะๆๆ ผมล้อแม่เล่นนะ”
       กันตาพูดอย่างดีใจ “พีท แม่ไม่สนหรอกนะ ว่าคนที่ลูกรักจะโปรไฟล์เป็นไง ฉลาดมั้ย สวยแค่ไหน ขอแค่ให้เค้าทำให้ลูกของแม่มีความสุข ดูแลลูก...” กันตาตั้งใจจะพูดคำว่า แทนแม่ แต่เปลี่ยน “ได้...นั้นก็คงเป็นสิ่งที่คนเป็นแม่ต้องการที่สุด แม่เชื่อสายตาลูกจ้ะ”
       แม่ลูกสบตากัน เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก พีทสวมกอดแม่แน่น ต่างคนต่างห่วงใยกันในวันข้างหน้า
      
       แพทดูแลให้อะตอมกราบพระเสร็จ ลงนอน แพทห่มผ้าให้
       “วันนี้ไหว้พระนานจัง ตอมขออะไรเหรอ บอกแม่แพทได้มั้ยน่า”
       “ตอม... ตอมขอให้แม่แพทรักตอมตลอดไป นานๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” เด็กน้อยบอก
       แพทแปลกใจ “ทำไมคิดว่าแม่แพทจะไม่รักตอมล่ะ”
       “ก็...พี่รัญเค้าบอกว่า...”
       แพทขัดขึ้น “อะตอม” กอดลูกชายแน่น “ฟังนะแม่แพทรักตอมเสมอนะลูก แล้วพี่รัญก็รักตอมเหมือนกันนะ แต่ตอนนั้นพี่รัญเค้ากำลังโมโห ก็เลยพูดไปแบบนั้น เราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะไม่รักกันได้ยังไง จริงมั้ย”
       อะตอมยิ้มออก แพทเลยถามต่อ
       “แม่ถามอีกนิดได้มั้ยจ๊ะ แล้วทำไมตอมไม่บอกพี่รัญไปตั้งแต่แรกล่ะว่าเข้าไปในห้องเค้าทำไม”
       “ถ้าบอก มันจะเป็นเซอร์ไพร์ได้ยังไงล่ะครับ”
       “อืมจริงซินะ ถ้าจะเซอร์ไพร์ก็ต้องไม่บอกให้รู้ แม่แพทเป็นคนบอกตอมเองนี่น่า ลืมไปได้...ฉลาดนักนะ ไอ้ตัวดี”
       แพทแกล้งก้มลงหอมอะตอมไปทั่วตัว ให้อะตอมจักจี้ แม่ลูกกอดกันกลิ้งไปมาทั่วเตียง
       ที่หน้าประตูเวลานั้น รัญธิดาแอบยืนมองแพทกับอะตอมด้วยรู้สึกสับสนในใจ ปนน้อยใจ รู้สึกเป็นคนนอก เลยหันตัวจะเดินกลับ แต่แพทเหลือบมาเห็นเสียก่อน เรียกไว้
       “อ้าว รัญ...มีอะไรหรือเปล่า เข้ามาซิ”
       รัญธิดาอึ้งไปนิด แล้วก็ตัดใจพูด
       “อืม... รัญจะมาถามอะตอมว่า งานวันเกิดอะตอมเริ่ม 6 โมงใช่มั้ย รอพี่ด้วยนะ พี่จะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด อย่าเพิ่งตัดเค้กก่อนล่ะ”
       อะตอมดีใจ ยิ้มแป้นทันที “เย้ พี่รัญ จะมางานวันเกิดของตอมแล้ว”
       รัญธิดายิ้มตอบ อะตอมสปริงตัวลุกขึ้นทันที วิ่งเข้าไปหากอดรัญธิดา
       “แม่แพทจะทำเค้กวันเกิดรสช็อคโกเกตอร่อยสุดยอดเลยฮะพี่รัญ”
       รัญธิดาทำตัวไม่ถูก รู้สึกอึดอัด ตัวแข็งเป็นหิน แล้วค่อยๆ แกะมืออะตอมออก ถอยออกมานิดหนึ่ง อะตอมงงไปเหมือนกัน แพทสังเกตอากัปกริยาหลานสาวอยู่แล้ว รีบเข้าไปจับอะตอม ไม่ให้อะตอมรู้สึก
       “ขี้โม้นักนะเรา” แพทหันมาพูดกับหลานสาว “น้าดีใจนะที่รัญจะอยู่...รัญไม่เคยอยู่บ้านตรงกับงานวันเกิดอะตอมเลย ปีนี้ได้อยู่พร้อมหน้ากันเสียที” แล้วหันมาทางอะตอม “ดีใจใช่ไหมลูก”
       อะตอมพยักหน้าหงึกๆ แล้วกระโดดกอดแพทอีกครั้ง แพทกอดอะตอมไว้ หัวเราะกันคิกคักมีความสุข
       รัญธิดายิ้มรับท่าทีเรียบเฉย ยังอดแสลงใจไม่ได้ เมื่อเห็นความสนิทสนมของแพทกับอะตอม ก่อนจะถอนตัวปิดประตูออกไป แพทมองตาม
      
       รัญธิดาเดินออกมาจากห้องนั้น ยืนนิ่ง เสียงหัวเราะของอะตอมยังดังลอดออกมารัญธิดาน้ำตาคลอ แล้วตัดใจค่อยๆ หันหลังจะเดินกลับห้อง แพทเปิดประตูออกมาพอดี
       “เดี๋ยวรัญ” แพทเดินเข้ามาหา “น้าดีใจนะที่รัญเริ่มเปิดใจกับพวกเรา” รัญธิดายิ้มรับ “แล้วก็..เรื่องคุณพีท”
       “น้าแพทคะ รัญขอเถอะค่ะ รัญยังไม่อยากพูดเรื่องนั้นตอนนี้”
       “เปล่า น้าไม่ได้จะต่อว่า แต่น้าอยากให้รัญรู้ ว่าน้าไม่เคยคิดขัดขวางถ้ารัญจะมีความรัก ความรักมันเป็นสิ่งสวยงามเสมอ คนเราต่างหากที่ทำให้มันบิดเบี้ยวไปเอง”
       รัญธิดานิ่งไป อย่างคนมีแผลในใจ
       “แล้วเราต้องอยู่กับสิ่งบิดเบี้ยวนั้นตลอดชีวิต โดยไม่มีโอกาสแก้ตัวใหม่เลยหรือคะ”
       “มีซิ...น้าถึงอยากให้รัญไตร่ตรองให้ดี รัญยังเด็ก เพิ่งจะเรียนจบ ชีวิตรัญเพิ่งจะเริ่มเท่านั้นรัญยังมีโอกาสอีกมาก ค่อยๆ คิด พิจจารณา ถ้าความรักที่รัญเลือกมันดีและเหมาะกับรัญ มันจะค่อยๆ พิสูจน์ตัวเอง อย่าเพิ่งรีบร้อนกระโจนเข้าไป น้าขอแค่นี้ รับปากกับน้าได้มั้ย”
       “ค่ะ รัญจะไม่รีบร้อน รัญจะพิจารณาความรักครั้งนี้ให้ดีที่สุด...รัญจะไม่มีวันทำอะไรผิดพลาดอีกแล้วค่ะ”
      
       แพทยิ้มออกมาอย่างดีใจ สองน้าหลานดูจะเข้าอกเข้าใจกันดีแล้ว
      

       วันต่อมาที่บริเวณช้อปปิ้งมอลล์เล็กๆ ในปากช่อง โคราช ซึ่งมีทางเดินเล็กๆ อยู่ตรงกลาง สองข้างทางเป็นร้านรวงหันหน้าชนกัน ทักษอรเดินควงธาริศมาตามทางเดินนั้น
      
       “นึกยังไง ถึงให้พี่มากินข้าวเที่ยงไกลถึงนี่”
       “อรก็อยากมาเยี่ยมป้ากันบ้าง ไม่ได้มากราบท่านตั้งนาน แล้วก็จะได้แวะคุยกับพี่พีทด้วย” ทักษอรเหลือบมองธาริศเป็นนัย “อยากรู้ว่าพี่พีทมีเรื่องอะไรหรือเปล่า ถึงต้องตามพี่ริศมาคุยด้วยวันก่อน”
       ธาริศถอนใจเซ็งๆ “อรยังติดใจเรื่องเมื่อวันก่อนอีกเหรอ”
       “แล้วพี่จะกลัวทำไมคะ ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด”
       ธาริศถอนหายใจอีกครั้ง พยายามคุมสติเพราะอึดอัดเต็มทน ทักษอรไม่สน มองไปที่วินโดส์หน้าร้านขายของ
       “อุ๊ยตาย ร้านนี้น่ารักจัง”
       ทักษอร เข้าไปในร้านไปทันที ธาริศกำลังจะเดินตามมาไป แต่โทรศัทพ์มา ธาริศเลยหยุดรับโทรศัทพ์ หันหน้าไปทางหน้าร้าน ที่เป็นกระจกใส
      
       ที่ร้านตรงข้ามเยื้องๆ กันนั้น เป็นร้านขายของเล่นที่เป็นหุ่นยนต์เด็กผู้ชาย ประตูร้านเปิดง้างไว้เห็นรัญธิดา ถือกล่องของขวัญยืนคุยกับแม่ค้าตรงหน้าประตู มีแม่ค้าส่งเสียงออกมา
       “รับรองว่าน้องต้องชอบหุ่นยนต์ที่คุณเลือกแน่นอน”
       “ก็หวังว่าอย่างนั้น ขอบคุณนะคะ ให้เลือกตั้งนาน”
       รัญธิดร่ำลาเสร็จ เดินออกมา มีคนสวนไปมาเยอะพอควร เป็นจังหวะเดียวกับที่ธาริศเงยหน้าขึ้นมาในกระจก เห็นเงารัญธิดาเดินผ่านเต็มๆ โดยที่ตัวเขาเองหันหลังให้
       ธาริศถึงกับชะงัก ทั้งตกใจ และดีใจที่ได้เจอรัญธิดา จนพูดไม่ออก ธาริศรีบหันไปดู แต่ด้วยคนเยอะ จึงเห็นแค่ด้านหลังรัญธิดาที่เดินเลี้ยวไปอีกทาง ธาริศรีบเบียดคนตามไปทันที
       ทักษอรออกมาจากร้าน เพราะไม่เห็นธาริศตามมาสักที
      
       ธาริศวิ่งตามมาอีกมุมของมอลล์ สอดตามองหา แล้วเจอด้านหลังผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อสีเดียวกับรัญธิดา
      
       “เดี๋ยวก่อน” ธาริศจับแขนดึงไว้
       ปรากฏว่าพอหันมาก็ไม่ใช่ ผู้หญิงคนนั้นทำหน้างง
       “อุ๊ย! อะไรกันเนี่ย”
       ธาริศเหวอ กร่อย “ขอโทษครับ”
       ผู้หญิงคนนั้นเดินออกไปอย่างหงุดหงิด จังหวะนี้ทักษอรอยู่ด้านหลัง มีหอบเล็กๆ เพราะเดินตาม
       “พี่ธาริศ...อยู่นี่เอง...ผู้หญิงคนนั้นใครๆ”
       “พี่ทักคนผิดน่ะ ช่างเถอะ ตกลงได้ของมั้ย” ทักษอรส่ายหน้าอย่างโมโห “งั้นก็ไปร้านอาหารเลยแล้วกัน อรหิวหรือยัง”
       “ไม่กงไม่กินแล้ว อรอยากกลับกรุงเทพฯ”
       “อ้าว! ทำไมล่ะ ก็อรอยากไปเยี่ยมป้ากันไม่ใช่เหรอ แล้ว...”
       “ก็ตอนนี้อรเปลี่ยนใจแล้ว กลับค่ะ”
       ทักษอรเดินสะบัดหน้ากลับไปอย่างคนเอาแต่ใจ ธาริศทำได้แค่ถอนหายใจตามไปเงียบๆ
       จังหวะเดียวกันนี้ เห็นรัญธิดาเดินผ่านไปอีกมุมตึก
      
       รัญธิดาเดินมาถามทาง มองของข้างในถุงที่ซื้อมาท่าทียิ้มแย้ม ฝนแอบอยู่มุมตึก ดึงรัญธิดาเข้าไปหา
       “น้องรัญหายไปไหนมาค่ะ”
       “ไป...ซื้อของนิดหน่อยค่ะ มีอะไรเรื่องอะไรหรือค่ะ พี่ฝน”
       ฝนดึงรัญธิดาหลบมาอีกพลางกระซิบ สักครู่รัญธิดาก็ออกอาการตกใจมาก
       “คุณพีทขอประวัติรัญไปจากฝ่ายบุคคล พี่ฝนฟังมาไม่ผิดแน่นะคะ”
       “น้องรัญคะ เรื่องในฟ้าเคียงดิน พี่ฝนไม่เคยพลาด” ฝนคุย
       รัญธิดาหน้าเสีย
       “น้องรัญดูกังวลจัง ทำไมล่ะคะ เป็นพี่ พี่จะไชโยให้ลั่นรีสอร์ต” ฝนหัวเราะชอบใจ “ลองคิดดูซิคะ แค่เริ่มคบหากัน คุณพีทก็เอาประวัติน้องรัญไปดู สงสัยว่าจะเอาไปดูฤกษ์ยามนะคะเนี่ย!”
       “โธ่ พี่ฝน ใครจะเอาเอกสารสมัครงานไปทำแบบนั้น แล้วอีกอย่างคุณพีทกับรัญก็ยังไม่ได้คิดไกลไปขนาดนั้น”
       “อ้าวน้องรัญ อย่ามองข้ามไป การที่คนฟลอร์ๆ พื้นๆ ธรรมดาๆ อย่างเรา จะมีโอกาสได้คบกับ คนระดับเจ้าของรีสอร์ตแบบนี้ มันมีโอกาสน้อยมากนะ เค้าก็ต้องเช็คคุณสมบัติกันบ้าง พื้นเพเป็นไง มีตำหนิตรงไหน...เป็นลูกเต้าเหล่าใครอะไรอย่างเงี้ย”
      
       ฝนร่ายยาวไม่คิดอะไร รัญธิดาสะดุ้งทันที
       “ไม่ต้องดูอื่นไกล” ฝนตบอกตัวเอง “สมัยก่อนแค่เพื่อนผู้ชายมาหาที่บ้าน พ่อยังเสียงเขียว ถามเพื่อนพี่เลยว่า ไอ้คนนี้มันลูกเต้าเหล่าใคร”
       ประทินเดินเข้ามาข้างหลังพอดี
       “อ๋อ เหรอ... แล้วที่รู้มากขนาดนี้ ที่ผ่านมา เคยมีแฟนกับเค้าบ้างมั้ย
       ฝนติดลม สวนคำออกไปทันที “ไม่มีน่ะซิ ถึงโมโห” แล้วนึกได้ หันขวับไปเพิ่งเห็นว่าเป็นประทิน “อุ๋ย พี่ทิน”
       ประทิน เขกหัวฝนเข้าให้
       “เออ งั้นก็ไม่ต้องปากมากเที่ยวคิดแทนคนอื่น” ฝนจ๋อย ประทินหันมาทางรัญธิดา “หนูรัญ อยู่
       นี่เอง คุณพีทเรียกพบน่ะครับ”
       รัญธิดาตกใจสุดขีด!
      
       ประทินพารัญธิดาเดินเข้ามาที่หน้าบ้านกันตา
       “เอ๊ะ ที่นี่เหรอคะ รัญคิดว่าคุณพีทจะพบรัญที่รีสอร์ตเสียอีก” รัญธิดางงๆ
       “คุณพีทให้พาหนูรัญมาพบที่นี่ แม่นายอยากพบคุณรัญนะครับ”
       รัญธิดาถึงกับสะดุ้ง
       “แม่นาย!”
      
       ครู่ต่อมารัญธิดาไหว้กันตาที่นั่งรออยู่ในห้องนั่งเล่นอย่างตื่นเต้น ส่วนกันตามีท่าทีสบายๆ
       “นี่เหรอ รัญธิดา หน้าตาน่ารักดีจริง เอ...ทำไมแม่ไม่เคยเจอเลยล่ะ”
       “แม่ไม่ได้แวะไปรีสอร์ต ตั้งหลายเดือนแล้วนี่ครับ” พีทว่า
       “จริงซินะ หนูคงเพิ่งจะมาทำงาน...ตามสบายนะจ๊ะหนู..เอ๊ะ ทำไมหน้าซีดๆ ไม่สบายเหรอจ๊ะ”
       “รัญ...รัญรู้สึกเหมือนจะเป็นลมน่ะค่ะ ไม่คิดว่าจะได้เจอ...แม่นาย”
       “ฮะๆๆๆ แม่นาย...ใครสั่งสอนให้เรียกชั้นอย่างนั้นจ๊ะ ฮ่าๆๆ”
       กันตาหัวเราะชอบใจใหญ่กับสรรพนามที่หญิงสาวเรียกขาน พีทดีใจที่เห็นแม่ชอบรัญธิดา
      
       เย็นนั้นเตอร์มาช่วยดูแล จัดโต๊ะ อะตอมตื่นเต้นวิ่งไปวิ่งมา แพทถือเค้กมา
       “ว้าว เค้กมาแล้ว น่ากินจัง” เตอร์ดี๊ด๊าทำท่าจะแตะครีมชิม
       อะตอมปิดปากไว้ “ไม่ได้ฮะ ต้องรอพี่รัญก่อน นี่กี่โมงแล้วฮะ”
       เตอร์พยายามจะตอบแต่ตอบไม่ได้ เพราะถูกปิดปากอยู่ แพทถือขนมเดินเข้ามาวาง ตอบแทน
       “ห้าโมง สี่สิบห้าจ้ะ”
       “งั้นเดี๋ยวพี่รัญก็กลับมาจากทำงานแล้วซิ ตอมไปรอพี่รัญข้างนอกดีกว่า” อะตอมยังไม่วายบอกเตอร์ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม “ลุงเตอร์ฮะ รอพี่รัญแป๊ปนึงนะครับ”
       อะตอมวิ่งจู๊ดออกไปแล้ว เตอร์พูดพร่ำอย่างเอ็นดู
       “อะตอมนี้ก็แปลกนะ รักพี่รัญจังเลย ทั้งๆ ที่ดูรัญก็ไม่ได้อินังขังขอบกับตัวเองเท่าไหร่นัก”
       แพทพยายามทำเนียนๆ “แหม...คนในครอบครัววเดียวกัน มันก็ต้องมีความผูกพัน...ทางสายเลือดกันเป็นธรรมดา ถึงจะไม่ได้สนิทกันก็เถอะ” แล้วดุเพื่อนสาวรุ่นพี่ “นี่อย่ามายุแยงให้ลูกกับหลานฉันทะเลาะกันหน่อยเลย”
       เตอร์ค้อนขวับ “ย่ะ ฉันก็ทักเล่นๆ ไม่ได้จริงจังเสียหน่อย ทำเสียงแข็งจนชั้นตกใจ ไหน..มีอะไรกินกันก่อนบ้างไหมย่ะเนี่ย” เสเดินไปหาของกินซะเลย
       แพทถอนใจยาวสงสารลูกจับใจ
      
       ทุกคนทานข้าวด้วยกันที่โต๊ะอาหาร มีประทิน กับแม่บ้านคอยดูแล รัญธิดาแอบดูนาฬิกาเงียบๆ
       กันตาสังเกตเห็น
       “ชวนทานข้าวโดยไม่ได้บอกได้กล่าวกันล่วงหน้าแบบนี้ ทางบ้านคงไม่ว่านะจ๊ะหนูรัญ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ...วันนี้ที่บ้านเองก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษอยู่แล้ว เดี๋ยวรัญค่อยโทร.บอกก็ได้ค่ะ” หญิงสาวหลบตานิดหนึ่งเพราะรู้ดีว่านัดกับอะตอมไว้
       “รัญเค้าอยู่กับน้าสาว แล้วก็หลานชายอีกคนครับแม่” พีทพูดเสริม
       “อ้าว แล้วพ่อแม่ล่ะจ๊ะ ไปไหน”
       รัญธิดาออกอาการอึดอัดทันที หลบตานิดๆ อีก “พ่อเสียไปแล้วค่ะ ส่วนแม่....แม่ก็...” พูดเสียงเบาๆ แทบจะได้ยินคนเดียว “...ไม่อยู่ น้าสาวเป็นคนเลี้ยงรัญมาน่ะค่ะ”
       ประทินแทรกขึ้น “ไม่ได้อยู่ด้วยกัน นี่หนูรัญหมายถึง พ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็กๆ ใช่มั้ยครับ”
       กันตาเอ็ดเอา “ประทิน...เสียมารยาทนะ ให้หนูรัญเค้าพูดเองดีกว่า”
       รัญธิดารีบเออออ รับ “ไม่เป็นไรค่ะแม่นาย...ก็เป็นอย่างที่ผู้จัดการพูดนั้นแหละค่ะ...” แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “เอ๊ะ แม่นายเหงื่อออกเต็มเลย ร้อนมากหรือคะ”
       พีทหันมามองแม่ทันที เพิ่งสังเกตเช่นกันว่า เห็นเหงื่อตามหน้ากันตา
       “เดี๋ยวผมเร่งแอร์ให้ครับ”
       พีทรีบเดินไปหยิบรีโมททันที แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นว่ารีโมท ตั้งไว้ 18 องศา ในขณะที่กันตารู้ จึงรีบออกตัว
       “สงสัย แม่คงเผลอ ตั้งไว้สูงไปหน่อยเลยร้อนแบบนี้ ใช่มั้ยจ๊ะพีท”
       “ใช่ครับ” พีทกดลดอุณหภูมิลง แต่จริงๆ ก็ทนกดต่อไม่ได้แล้วอยู่ดีก่อนเดินกลับมา รัญธิดากับประทินอดลูบแขนนิดๆ ไม่ได้ เพราะหนาว กันตายังเหงื่อซึมอยู่ เลยรีบออกตัว
       “ปรับไว้เหมือนเดิมเถอะตาพีท ดูซิ หนูรัญหนาวจนขนลุกไปหมดแล้ว แม่ก็เป็นแบบนี้แหละ” ทำทีเป็นขำๆ ไปกับรัญธิดา “คนวัยทองนะหนู เดี๋ยวจู่ๆ มันก็ร้อน บางทีมันก็หนาว ขึ้นมาเองเฉยๆ”
       ประทินกับพีทลอบมองหน้ากัน เพราะรู้ดีว่ากันตาเป็นอะไร
      
       กันตาเดินปรี่เข้ามาในห้อง รีบเช็ดเหงื่อที่ออกเต็มหน้าไปหมด ก่อนจะรู้สึกแปลกๆ ในปาก หยิบทิชชู่ขึ้นมาถ่ม ปรากฏว่ามีเลือดออก กันตาตกใจโผไปดูที่กระจก เห็นเลือดซึมจางๆ ที่มุมปาก จึงรีบเอาทิชชูเช็ดๆๆ ใหญ่ พีทเดินตามเข้ามาพอดี ชะงัก
       “แม่ครับ...” พีทชะงัก เพราะเห็นอยู่ว่าแม่ทำอะไร
       กันตารีบเอาตัวบังกองทิชูเปื้อนเลือด พีทพอมองเห็น แต่ทำทีเป็นไม่รู้เรื่อง
       กันตาทำเป็นยิ้มแย้ม “ว่าไงจ๊ะ แม่เข้ามาเติมหน้าน่ะ เหงื่อออกเต็มเครื่องสำอางลบหมด”
       พีทฝืนทำเสียงเป็นปกติ “ไม่ต้องเติมแล้วก็ได้ครับ เดี๋ยวผมจะกลับแล้ว แม่จะ..ได้พักผ่อน”
       “เอางั้นเหรอจ๊ะ ก็ได้ พีท”
       พีทสะเทือนใจจนทนไม่ไหว เข้ากอดแม่แน่นด้วยความเป็นห่วง อยากถามอาการแม่ แต่เสียงหายไปในลำคอ ด้วยรู้ดีว่าผู้เป็นแม่ไม่ชอบให้ใครเห็นตัวเองอ่อนแอ มองกองทิชชูที่เปื้อนเลือดด้านหลังอย่างปวดร้าว ชายหนุ่มควบคุมเสียงไม่ให้สั่น
       “ผมรักแม่นะครับ”
       “แม่ก็รักลูกจ้ะ”
       กันตากอดตอบ อดน้ำตาซึมไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ได้นานแค่ไหน สองคนแม่ลูกผละออกจากกัน ต่างฝ่ายต่างทำเป็นร่าเริงเหมือนเดิม ไม่รู้เรื่องซึ่งกันและกัน
       “แม่ชอบหนูรัญนะ ลูกจะทำอะไรก็รีบทำ เพราะแม่คงเหลือเวลาอีกไม่นาน”
       “อย่าพูดแบบนั้นซิครับ”
       “มันเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับและต้องเจอหลีกเหลี่ยงไม่ได้หรอก ชีวิตคนเราไม่ได้ยาวนัก ถ้า ลูกเจอคนที่ใช่ ก็จะเสียเวลาอีกทำไม รีบตักตวงความสุขไว้ดีกว่า จริงมั้ย รีบๆ แต่ง แล้วก็เอาหลานมาให้แม่อุ้มไวๆ นะ คราวนี้แม่จะได้หน้าบานกับเค้าบ้าง ฮะๆๆๆ”
      
       ไม่นานนัก เห็นรถพีทจอดอยู่ข้างทาง รัญธิดานั่งรออยู่ในรถ ไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ พีทออกมาคุยโทรศัพท์ข้างนอก ห่างรถออกมา สีหน้าดูเคร่งเครียดมาก
       “ว่าไง ทำไมแม่เป็นแบบนั้น”
      
       ประทินอยู่หน้าบ้านกันตาพูดสายเบาๆ “หมอบอกว่าเป็นผลมาจากการทำคีโมน่ะครับ คนไข้แต่ละคนอาการก็จะไม่เหมือนกัน บางรายก็ปวดตามร่างกาย หนาวสั่น แต่บางรายก็อาจจะเหมือนแม่นาย ...ยามันไม่ได้ฆ่าแต่เจ้าเซลมะเร็งนะครับ แต่มันฆ่าเซลส์ดีๆ ในร่างกายไปด้วย...แม่นายคงเหมือนต้นไม้ที่โดดแดดเผา แล้วก็มีไฟรุมอยู่ข้างในตลอดเวลา”
       พีทรับฟังอาการแม่อย่างทรมานไปด้วย ชายหนุ่มกำมือแน่น
       พีทเดินกลับเข้ามานั่งในรถ เหมือนคนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง รัญธิดายังไม่รู้เรื่องอะไรทอดยิ้มให้
       “ไฟที่รีสอร์ทใช้ได้แล้วใช่มั้ยคะ”
       พีทโกหกไป “ใช่”
       “โชคดีนะคะที่เรามีเครื่องปั่นไฟสำรอง ไม่งั้นคงโดนลูกค้าต่อว่าแน่ๆ”
       รัญธิดาพูดไปเรื่อยๆ พีทหันกลับมามอง แล้วถอนใจยาว ก่อนตัดสินใจถาม
       “คุณต้องรีบกลับบ้านมั้ย”
      
       รัญธิดาแปลกใจ ว่าทำไมพีทถามอย่างนี้?


  


       ด้านเตอร์พยายามสร้างบรรยากาศ ยกแก้วน้ำดื่ม พร้อมกับแหกปากร้องเพลงเสียงดัง
      
       “แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู...”
       พร้อมกับผายมือไปยังเจ้าภาพตัวน้อย แต่ปรากฏว่าอะตอมนั่งหลับโงนเงน ทำท่าเหมือนพยักหน้าให้ แพทเลยจับหัวลูกชายมาซบกับตัวเอง เตอร์ยิ้มแจ๋
       “คือ กลัวมันเงียบน่ะ ฉันก็เลยอยากให้ครึกครื้น...ไม่ขำเหรอ”
       แต่แพทไม่ขำด้วย พยายามระงับอารมณ์สุดขีด มองนาฬิกาอีกที 3 ทุ่มกว่าแล้ว
       “ฉันว่าอย่ารออีกเลยแก ตัดเค้กเลยดีกว่า ไหนๆ เจ้าของวันเกิดก็หลับเสียแล้ว” เตอร์ว่า
       “ตามใจแล้วกัน อยากทำอะไรก็ทำ เดี๋ยวฉันเอาอะตอมเข้านอนก่อน” แพทช้อนอุ้มอะตอมขึ้นมาเดินไปทางห้องนอนลูกชาย
      
       อะตอมนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงแล้ว แพทค่อยๆ ปิดประตูลง ยังรู้สึกโมโหกรุ่นๆ อยู่ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทร.ออก
      
       รัญธิดาล้างมืออยู่ในห้องน้ำหญิง เสียงโทรศัทพ์ดัง หญิงสาวเอาขึ้นมาดู เห็นรูปแพทขึ้นหน้าจอ โทร.เข้ามา รัญธิดาหน้าเสียเหมือนกัน และไม่กล้ารับ
       “โทร.มาอีกแล้วเหรอ”
       รัญธิดาตัดสินใจให้สายเรียกจนหยุดไป เห็นว่า miss call จากแพท 5 ครั้ง รัญตัดสินใจกดปิดเครื่อง แล้วเดินออกไป
      
       รัญธิดานั่งคุยกับพีทอยู่ในบรรยากาศสลัวราง โรแมนติก ของร้านอาหารกึ่งผับแห่งนั้น สองคนสั่งเฉพาะเครื่องดื่มคนละแก้ว
       “วันนี้รัญไม่คิดว่าคุณพีทจะพาไปหาแม่นาย แม่นายใจดีจังเลยนะคะ ไม่เห็นดุเหมือนที่รัญคิดไว้ เอ่อ ขอโทษนะคะ”
       “ไม่เป็นไรครับ...แม่เป็นคนแบบนี้ละครับ สบายๆ อารมณ์ดี” สุ้มเสียงและสีหน้าพีท เริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ และขมขื่นกับการต้องปกปิดเรื่องที่แม่ป่วยหนักไม่ให้แม่รู้ “แต่จริงๆ แม่เป็นผู้หญิงที่ใจแข็งมากนะครับ แม่บอกเสมอว่าชีวิตคนเราแต่ละคนมีเรื่องยากลำบากมากพอแล้ว ฉะนั้น ก็อย่าเอาความทุกข์ของเราไปแสดงให้คนอื่นเห็น แม่จึงชอบที่จะให้มีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะกันมากกว่า”
       รัญธิดาฟังไป ก็เริ่มอิน โยงเข้าเรื่องของตัวเองประสาคนมีปมเหมือนกัน
       “แต่เรื่องบางเรื่อง มันก็เจ็บปวดจน เราก็ไม่สามารถหันหลังให้มัน แล้วหัวเราะออกมาได้หรอกนะคะ” พอพูดแล้วเริ่มรู้ตัว แล้วก็เลยเสยิ้มสดใสเปลี่ยนอารมณ์ “แหม...รัญก็เพ้อเจ้ออะไรไม่รู้ อย่าถือสาเลยนะคะ สงสัยเป็นเพราะเครื่องดื่ม กับบรรยากาศสวยๆ พวกนี้พาไป”
       พีทก็ดึงตัวเองกลับมา ทำเป็นสดใสเหมือนกัน ยิ้มรับ
       “ถ้ารัญชอบ วันหลังผมจะพามาอีก...ถ้าน้าคุณอนุญาต” สองคนหัวเราะกันอย่างเข้าใจ
       “ความจริงน้าแพทก็เคยอยู่เมืองนอกนะคะ แต่ทำไมถึงได้หัวโบราณนักก็ไม่รู้ ไม่รู้จะห่วงอะไรนัก”
       “หน้าตาผมคงไม่ค่อยน่าไว้ใจมั่งครับ น้าคุณเลยไม่ชอบขี้หน้า...” พีทอึ้งไปนิดแล้วก็ตัดสินใจพูดจะขอหมั้น “แต่ผมคิดว่า...ผมมีวิธีที่จะทำให้เค้าไว้ใจผมมากขึ้นแล้ว”
       “จะทำยังไงเหรอคะ”
       พีทนิ่งไปอึดใจ มองดูแหวนทองเกลี้ยงๆ ที่ใส่ติดนิ้วก้อย ตัดสินใจแน่วแน่ เสียงโทรศัทพ์พีทดัง
       “ขอโทษทีนะฮะ เอ...เบอร์ใคร ไม่คุ้นเลย” พีทกดรับ “สวัสดีครับ”
       แพทโมโหเต็มที่ เตอร์คอยฟัง
       “หลานสาวฉัน อยู่กับคุณใช่มั้ย”
       เสียงแพทแผดดังลั่นลอดออกมา จนพีทตั้งเอาโทรศัทพ์ออกห่างหู พีทพูดทำปากแบบไม่มีเสียงให้รัญธิดารู้
       “น้าคุณโทร.มา”
       รัญธิดาหน้าตาไม่สบายใจขึ้นมาทันที
       แพทอาละวาดต่อ “นี่ฉันถามว่ายายรัญ อยู่กับคุณใช่มั้ย ทำไมไม่พูด นี่ฉันแพท น้าสาวยายรัญนะ”
       รัญธิดาร้อนรนกลัวความลับแตก ตัดสินใจว่าจะทำยังไงดี แล้วก็ทำมือส่งสัญญาณว่าส่งโทรศัทพ์มานี่ พีทยื่นให้ รัญธิดาลังเลแล้วในที่สุดกดตัดสายและปิดเครื่องไปเลย
       “คุณพาหลานสาวฉันไปไหน ทำไมยายรัญถึงไม่กลับบ้าน ทั้งๆ ที่...” แพทผิดสังเกต “ฮัลโหลๆๆ” แพทโมดหที่สายตัดไป กดอีก แต่เป็นสัญญาณบอกว่าติดต่อไม่ได้ เจอไม้นี้แพทยิ่งจี๊ดหนัก
       “เค้าว่ายังไง” เตอร์รีบถาม
       “ก็ปิดเครื่องหนีฉันเลยนะซิ ทุเรศที่สุด” แพทหงุดหงิด งุ่นง่านมาก
      
       ด้านรัญธิดาส่งโทรศัทพ์มือถือ คืนไปให้พีท
       “ทำแบบนี้คุณน้าเค้าจะยิ่งโกรธนะครับ”
       รัญธิดาหลบตา
       “รับตอนนี้ น้าแพทก็ไม่พอใจอยู่ดี ค่อยโดนดุทีเดียวตอนกลับบ้านดีกว่า” รัญธิดาฝืนยิ้ม “ยังไงคุณพีทก็ไม่ได้พารัญมาทำอะไรเสียหายนี่คะ”
       “คุณรู้จักน้าสาวคุณดีกว่าผมอยู่แล้ว งั้นก็ตามใจคุณ” พีทเออออ
       “เอ๊ะ เมื่อกี้...คุณพีทบอกว่ามีวิธีไหนที่ทำให้น้ารัญไว้ใจงั้นหรือคะ ฉันชักสนใจแล้วซิ”
       พีทไม่ตอบ แต่ค่อยๆ ยิ้มออกมาบนใบหน้า
      
       ไม่นานหลังจากนั้น รถพีทแล่นเข้ามาจอด มองไปในบ้านเห็นแพทอยู่ด้านใน แพทชะเง้อรอคอยทางหน้าต่าง เห็นแสงไฟรถเข้ามา แพทรีบเปิดประตูออกมาแล้วอึ้ง รัญธิดาอยู่ในรถเริ่มหน้าเสีย
       “น้าแพท ท่าทางคงโกรธมาก คือ...ความจริง....วันนี้วันเกิดอะตอมน่ะค่ะ” พีทอึ้งนิดๆ เพราะเพิ่งรู้ “แต่ว่าพอแม่นายชวนทานข้าว รัญก็เลย...”
       พีทพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ถ้างั้นเดี๋ยวผมลงไปเป็นเพื่อน เพราะว่าคราวนี้ ผมก็มีส่วนผิดด้วยเหมือนกัน
       สองคนลงรถมา แพทตรงเข้ามาต่อว่าทันที
       “รัญทำไมถึงได้ผิดสัญญากันอะตอม”
       “คือ...” รัญอึกอัก
       พีทรีบผมออกรับแทน “ผมผิดเอง ผมชวนรัญไปกินข้าวกับแม่ผม”
       แพทอึ้งไปนิดหนึ่ง แต่เครื่องติดแล้ว เลยต่อว่าต่อ “ทำไมต้องเป็นวันนี้ แล้วรัญไม่ได้บอกคุณเหรอ ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของอะตอม แล้วเค้าก็รอพี่รัญมาเป่าเค้กด้วยกัน” รัญธิดาหันไปมองหน้าพีทเป็นเชิงขอโทษ “รู้มั้ยอะตอมยืนยันจะรอพี่รัญ รอจนหลับไปแล้ว”
       “ผมขอโทษ เอาเป็นว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงวันเกิดอะตอมอีกรอบเอง”
       แพทจี๊ด พูดรัวเร็วใส่เป็นชุด “ไม่ต้องมาทำอวดรวยที่นี่ มันไม่เหมือนกัน เด็กเค้าเสียความตั้งใจ มันเสียความรู้สึกไปแล้ว เรียกกลับมาไม่ได้ แล้วฉันก็ยังไม่ได้เอาเรื่องคุณที่ปิดโทรศัทพ์ใส่ฉันด้วย อ๋อ รู้แล้วคุณใช่มั้ย ที่บอกไม่ให้ยายรัญรับโทรศัพท์ฉัน ไม่มีใครบอกคุณเหรอว่านิสัยแบบนี้มันแย่มากๆ แล้วฉันก็ต้องการคุยกับหลานฉัน คุณไม่ต้องมาออกรับแทนเลย มันเป็นเรื่องในครอบครัวของเรา ไม่ใช่กงการอะไรของคุณ”
       พีทตั้งท่าจะเถียงแพทต่ออีก แต่นึกได้ว่าไม่ควร เลยพยายามสงบสติอารมณ์
       “เอาละ ผมจะไม่โกรธคุณหรอก เพราะวันนี้เป็นวันดีและผมคิดว่าคุณต้องอยากแสดงความยินดีกับเราสองคน”
       “แสงความยินดีบ้าอะไร...รัญ...”
       พีทจับมือรัญธิดา พร้อมกับพูดขัดขึ้น
       “เราหมั้นกันเรียบร้อยแล้ว”
       แพทชะงักกึก “อะไรนะ”
       แพทหันไปมองหน้าหลานสาว รัญธิดาชูนิ้วที่มีแหวนให้แพทดู
       “เราเพิ่งตกลงหมั้นกันค่ะ แล้วที่รัญกลับดึกวันนี้ก็เพราะ ไปฉลองกันนิหน่อยนะคะ”
       แพทอึ้ง ตะลึง สมองตื้อเหมือนโดนไฟช๊อต
      
       แพทนิ่งแต่กรุ่นอยู่ข้างใน เก็บข้าวของงานปาร์ตี้ที่ยังวางอยู่ รัญธิดาตามเข้ามาเห็นเค้กที่ไม่ได้เป่าวางอยู่อึ้งไปเหมือนกัน
       “น้าแพทคะ คุณพีทเค้าจริงใจกับรัญนะคะ เค้าพารัญไปหาแม่ เค้าให้เกียรติรัญทุกอย่าง”
       แพทมองหน้าหลานสาว
       “รัญจำได้ไหมว่ารัญเพิ่งรับปากน้าเองว่า จะดูความรักครั้งนี้ให้ดีเสียก่อนไม่รีบร้อนอีก”
       รัญธิดาพยายามแก้ตัว “สถานะการณ์ตอนนั้นมันไม่เหมือนตอนนี้...ก็...ในเมื่อทุกอย่างมันก็เหมาะสมดี รัญก็ไม่อยากรอแล้ว”
       “ทำไมจะรอไม่ได้ รัญรู้จักผู้ชายคนนี้ดีแค่ไหน แล้วเค้า..รู้จักรัญดีแค่ไหน” รัญธิดาอึ้ง รู้ว่าแพทพูดถูก “ไอ้ความร่ำรวย ความเหมาะสม มันไม่ได้เป็นดัชนีวัดว่าเราจะมีความสุขกับชีวิตครอบครัวหรอกนะ รัญ”
       รัญธิดานิ่งเงียบเพราะตัดสินใจเร็วไปจริงๆ พีทเดินเข้ามางียบๆ และทันได้ยิน
       “ผมคิดว่า คุณน่าจะให้เกียรติการตัดสินใจของรัญธิดาบ้าง หลานคุณไม่ใช่ผู้หญิง เห็นแก่เงินนะครับ แล้วที่ผมทำทั้งหมด ก็เพราะอยากให้คุณเห็นความจริงใจของผม”
       “บอกแล้วไง ฉันคุยกับหลานฉัน ไม่ได้คุยกับคุณ ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้”
       พีทฉุนขาด “ตกลงคุณเป็นน้าจริงๆ หรือเปล่า หลานสาวหมั้น แทนที่จะดีใจ กลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ คุณไม่พอใจที่หลานสาวโชคดีมีผู้ชายดีๆ อย่างผมดูแล ไม่ต้องเป็นแม่ม่ายแก่ๆ เหี่ยวเฉาเหงาหงอยอยู่คนเดียวเหมือนคุณ คุณอิจฉารัญใช่มั้ยคุณน้า”
       แพทไม่พูดพล่ามทำเพลงหยิบเค้กขึ้นโปะหน้าพีทเต็มๆ
       “ขอแสดงความยินดีด้วย โอเคมั้ย”
       รัญธิดาเองก็ตกใจ คิดไม่ถึง แพทเดินหนีไป พีทโมโห แต่ทำอะไรไม่ได้ รัญธิดาตกตะลึงก่อนจะมาช่วยเช็ด
      
       คืนนั้นอะตอมที่นอนหลับอยู่ ใครคนหนึ่งเดินเข้านั่งลงมองหน้าอะตอม
       “สุขสันต์วันเกิดจ้ะ”
       มือของใครคนนั้นวางหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่ข้างหมอนอะตอม
       ที่แท้เป็นรัญธิดา ซึ่งหยุดยืนแล้วหันกลับมามองอะตอมอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เปิดประตูออก แล้วปิดลงไปอย่างแผ่วเบา
      
       สองคนนั่งกินข้าวด้วยกัน แต่ไม่ยอมมองหน้ากัน จังหวะนี้อะตอมวิ่งตื้อลงมาพร้อมตุ๊กตาหุ่นยนต์
       “แม่แพท”
       อะตอมกระโดดเข้าหอมแก้มแพทฟอดใหญ่ แพทงง
       “อะไร เจ้าตัวยุ่ง”
       “ขอบคุณนะครับที่ให้กันดั๊มตัวใหม่ เป็นของขวัญวัน เกิดที่ตอมชอบที่สุด ตอมรักแม่แพทที่สุดในโลกเลย”
       แพทหันไปมองหน้าหลานสาว เป็นเชิงถามว่าของรัญธิดาใช่มั้ย และกำลังอ้าปากจะพูด แต่รัญธิดารีบชิงพูดก่อน
       “ได้ของขวัญถูกใจแบบนี้ ก็ถูกต้องแล้วล่ะ แม่แพทเค้ารักเราที่สุด เราก็ต้องรักแม่แพทมากที่สุดเหมือนกัน”
       แพทมองหน้ารัญธิดา นึกสงสารขึ้นมา รู้ทันทีว่ารัญธิดาเป็นคนให้ของขวัญลูกชาย
       “สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะอะตอม เมื่อวานพี่รัญมีธุระด่วนนะ เลยมาไม่ทัน”
       “ไม่เป็นไรฮะ ตอมแค่เสียดายพี่รัญเลยไม่ได้กินเค้กวันเกิดตอม อร่อยมากเลย” อะตอมบอก
       “รู้ได้ยังไง ตอมยังไม่ได้ตัดเค้กเลย หลับไปเสียก่อนไม่ใช่เหรอ” แพทแปลกใจ
       อะตอมเขิน บอกเบาๆ “ก็ ตอมแอบชิมดูนิดนึงแล้ว..แค่นิดเดียวเองจริงๆ นะฮะ”
       แพทกับรัญก็เลยหัวเราะขำกับความไร้เดียงสาของอะตอม สองคนหัวเราะขำกันแล้วเป็นจังหวะที่หันมายิ้มกันพอดี ต่างชะงักกันไปนิด ก่อนที่แพทจะยิ้มให้ต่อ รัญธิดายิ้มตอบอย่างดีใจที่แพทหายโกรธ
       “โอเค ตอนนี้ เราก็อยู่พร้อมหน้ากันแล้ว ตัดเค้กเป่าเทียนกันดีมั้ย แม่แพทมีเค้กเพิ่งอบเสร็จใหม่ อร่อยสุดยอดเลย ใครเห็นด้วย”
       ทั้งหมดยกมือพร้อมกัน
       อะตอมร้อง “เย้ๆ”
       บรรยากาศชื่นมื่น เปี่ยมสุข กลับมาเยือนครอบครัวสามคนอีกครั้ง
      
       แพทขับรถมาจอดหน้าประตูทางเข้าเรือนจำ รัญธิดานั่งอยู่ในรถด้วย
       “น้าดีใจนะ ที่รัญไม่ปฏิเสธคำชวนของน้า”
       “รัญมีทางเลือกด้วยเหรอ”
       “พี่ทิพก็เป็นแม่ของรัญ รัญหนีความจริงไปไม่ได้หรอก และน้าคิดว่า ถึงแม้รัญจะยืนยันว่าเป็นการหมั้นที่ไม่เป็นทางการ แต่ยังไงก็ต้องให้ผู้ใหญ่รับรู้ไว้ ถ้ารัญคิดว่านี่เป็นเรื่องดี พี่ทิพก็ควรจะรับรู้ข่าวดีนี้จากปากรัญ”
       “ค่ะ รัญจะเข้าไป แต่น้าแพทอย่าลืมคำสัญญาเหมือนกันนะคะ ขอเวลาให้รัญบอกเรื่องนี้กับคุณพีทเอง”
       แพทพยักหน้ารับ รัญธิดาลงจากรถไป หวั่นวิตกว่าเจอแม่แล้วจะทำตัวยังไง ส่วนแพทยิ้มแย้มรำพึงกับตัวเองอย่างดีใจ
      
       “อย่างน้อย การหมั้นครั้งนี้ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน”
      

       จบตอนที่  2
ตอนที่ 3
      
       ขณะเดียวกันนั้น ทิพปภากำลังขัดพื้นห้องน้ำอยู่นั้น สายตาดันไปเห็นซองพลาสติกเล็กๆ เหน็บอยู่ใต้ซิงค์น้ำ ทิพปภาเอื้อมมือเข้าไปแกะออกมาดู จึงพบว่าเป็นซองใส่ยาบ้าราว 5-6 เม็ด
      
       ทิพปภาตกใจมือไม้สั่นจนทำซองหล่น พอจะก้มลงไปเก็บ ปรากฏว่าเท้าของสมขาใหญ่ประจำคุก เหยียบเท้าทิพปภาเอาไว้
       “อะไรที่ไม่ใช่ของเอ็ง ก็อย่าเสือกเข้ามายุ่งอีทิพ”
       “แล้วมีตรงไหนที่มันติดป้าย ว่าเป็นของเอ็งเหรอ”
       “อีทิพ มึงอยากลองดีกับกูใช่มั้ย
       สมโกรธจัดพุ่งเข้าใส่ทันที ทิพปภาดิ้นรนต่อสู้ จนล้มกลิ้งไปกับพื้นทั้งสองคน ในที่สุดขาใหญ่ก็จิกหัวทิพปภาได้ ลากเข้าไปกดลงในถังน้ำใบใหญ่ที่วางอยู่ ทิพปภาเกือบไม่ไหวอยู่แล้ว เพื่อนนักโทษของทิพปภา วิ่งเข้ามาเห็นไม่รู้ทำไง เลยตะโกนช่วย
       “ผู้คุมมา”
       ได้ผล สมชะงัก จำต้องปล่อยทิพปภา แต่ยังขู่ทิ้งท้าย
       “วันนี้ถือว่าเอ็งโชคดีนะอีทิพ แต่ถ้ายังซ่าแบบนี้อีก ระวังเอ็งจะไม่ได้ออกไปเห็นหน้าลูกสาวสุดที่รักของเอ็งอีก”
       ทิพปภาสะดุ้งทันทีเมื่อได้ยินสมพูดถึงลูก สมรีบเก็บถุงยาบ้ายัดไว้ในเสื้อ ก่อนจะรีบออกไป ทิพปภาสำลักน้ำหน้าดำหน้าแดง
       เพื่อนรีบเข้ามาดูถามอาการ “เป็นไงบ้าง”
       ทิพปภาไม่ทันพูดอะไร พอดีผู้คุมเดินเข้ามา
       “อ้าว เกิดเรื่องอะไร”
       “เปล่าจ้ะ ฉันลื่นล้มตอนขัดห้องน้ำน่ะ” ทิพปภาตัดสินใจพูดปด
       ผู้คุมไม่เชื่อนัก แต่เมื่อทิพปภาไม่ได้ว่าอะไร ก็ได้แต่ทักเป็นนัยๆ “ถ้าไม่มีเรื่องก็ดี อย่าไปเพิ่มโทษให้ตัวเองแล้วกัน ทีหลังก็ระวังๆ ไว้” พลางชี้ไปที่ทิพปภา “อ้าว มีคนมาขอเยี่ยมเรา”
      
       รัญธิดาเข้ามานั่งรออยู่ที่ห้องเยี่ยม นั่งกุมมือแน่นบิดไปมาอย่างกังวลและเครียดจัด
       ทิพปภาเดินมาตามทางเดินพร้อมกับผู้คุม สีหน้าตื่นเต้นดีใจ ที่จะได้พบลูก เพราะก่อนหน้านี้ได้ถามผู้คุมแล้ว
       “พี่บอกว่าไม่ใช่ยายแพท...แล้วเป็นใครเหรอจ๊ะ”
       “ไม่รู้สิ...ไม่เคยเห็นหน้า แต่เห็นลงชื่อในสมุดเยี่ยมไว้ว่า รัญธิดา”
       ทิพปภาตาเป็นประกาย
       ในขณะที่ทิพปภาดีใจจะได้พบหน้าลูกสาว รัญธิดากลับยิ่งเครียดขึ้นๆๆๆ มือปัดกันอยู่บนตักไปมา
       ผู้คุมเปิดประตูให้ ทิพปภาเดินเข้ามาในห้องเยี่ยมอย่างดีใจ
       “รัญลูกแม่”
       ทว่าทุกอย่างเงียบกริบ ทั้งห้องว่างเปล่า บนเก้าอี้ที่รัญธิดาเคยนั่งอยู่ ไม่มีร่างของใครแล้ว ทิพปภามองไปรอบตัวอย่างผิดหวัง
      
       รัญธิดาเดินจ้ำอ้าวออกมาจากเรือนจำ เหมือนหนีอะไรสักอย่าง เหงื่อกาฬออกเต็มหน้า ก่อนจะทนไม่ไหว ทรุดลงนั่งตัวสั่น ไร้เรี่ยวแรง น้ำตาไหลพรากด้วยความอัดอั้น ภาพจำแสนเจ็บปวดครั้งอดีตผุดขึ้นมาหลอกหลอน
      
       เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นที่สนามหญ้าโรงเรียน รัญธิดาอายุราวๆ 10 ขวบ ตกใจตื่นอยู่ในวงล้อมของเพื่อนๆ 4- 5 คน ที่พากันล้อเรื่องทิพปภาอย่างสนุกสนาน
       “ไอ้ลูกขี้คุก ๆๆๆ”
       รัญธิดาทั้งอับอายและเสียใจ พยายามปิดหูไม่ฟัง พอจะเดินออกเพื่อนก็เอามือกั้นไม่ให้ไปไหน แถมยังล้อต่อ รัญธิดาทนไม่ไหวตัดสินใจผลักเพื่อนเต็มแรงจนเพื่อนเซออกไปและล้มลงระเนระนาด รัญธิดาตกใจ เด็กผู้ชายตัวอ้วน มาดนักเลงหัวโจกกลุ่มชี้หน้าขู่อีก
       “แกล้งเพื่อนเหรอ เดี๋ยวเรียกตำรวจมาจับเหมือนแม่เธอหรอก”
       รัญธิดายิ่งตกใจ
       “เราๆๆ เปล่านะ”
       รัญธิดาถอยหลังหนี
       เด็กอ้วน ชี้หน้าด่าต่อ “เด็กนิสัยไม่ดี” ว่าแล้วก็เอากล่องนมที่อยู่ในมือขว้างใส่หน้ารัญธิดา พร้อมกับตะโกนบอกเพื่อนๆ “เร็วพวกเราช่วยกัน”
       จากนั้นเด็กนรก ก็ช่วยกันเอากล่องนมในมือขว้างใส่ รัญธิดาได้แต่เอามือบัง แต่ไม่ทัน มีคนหนึ่งเอาก้อนหินเล็กๆ ขว้างมาโดนตรงขมับรัญธิดาเข้าอย่างจัง จนหัวแตกเลือดไหลออกมา แก๊งเด็กนรกวิ่งหนีออกไปโดยเร็ว รัญธิดาเอามือแตะขมับดู เห็นเลือดติดมือ ได้แต่ยืนร้องไห้อยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว
      
       รัญธิดาดึงตัวเองกลับมา แต่อดเอามือแตะตรงขมับที่เคยโดนหินขว้างไม่ได้ แม้จะไม่ได้มีแผลให้เห็นที่ผิวหนัง แต่มันกลับเป็นแผลฝังลึกในใจ กลายเป็นความโกรธเกลียดแม่แทน รัญธิดาไม่ได้ร้องไห้ แต่นัยน์ตาแข็งกร้าวด้วยความเจ็บแค้น
      
       แพทแวะมาหาเตอร์ที่ร้านกาแฟ ถอนหายใจอย่างโล่งอก
       “ป่านนี้พี่ทิพย์คงมีความสุขที่เห็นยายรัญไปเยี่ยม”
       “ไหนเธอว่า ไม่อยากให้รัญคบกันคุณพีทยังไง แล้วให้ไปบอกแม่ทำไม” เกย์ผมทองคาใจ
       “ก็มีผู้ชายมาติดพันลูกสาว ขนาดหมั้นหมายกัน ไม่บอกได้ยังไงล่ะ
       “อ๊าย นี่คุณพีทหมั้นกับรัญแล้วเหรอ โอ๊ย ใจหนึ่งก็อยากจะร้องไห้ด้วยความเสียดาย แต่อีกใจก็ต้องดีใจกับหลานเธอ สงสัยคงเป็นได้แค่การยิ้มทั้งน้ำตา” เตอร์พิราบรำพัน
       “ดีใจทำไม ไปแอบหมั้นกันสองคน แบบนี้มันให้เกียรติที่ไหน ยายรัญก็เหมือนกัน รับปากกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วเชียว ว่าจะลองคนดูนานๆ ก่อน”
       “แต่ถ้าคุณพีทขอฉัน ฉันก็ไม่ปฎิเสธเหมือนกันนะ” เตอร์เพ้อ
       แพทตาเขียวเสียงขุ่น “เตอร์”
       “แหม แพท คุณพีทเค้าทำขนาดนี้ ก็แสดงว่าเค้าต้องการแสดงความจริงใจให้เธอเห็นไม่ได้คิดจะเล่นๆ กับรัญ จะหาผู้ชายดีๆ เพอร์เฟ็กท์ตัวอย่างนี้ได้ที่ไหนอีก...หล่อ รวย นิสัยดี เพียบพร้อม”
       แพทหยัน “นายคนนั้นเนี่ยนะ นิสัยดี”
       “ถ้าไม่ดีเค้าจะหมั้นหมายถึงขั้นจะแต่งงานกับเด็กธรรมดาๆ อย่างยายรัญเหรอจ๊ะเธอ”
       แพทถอนใจ “การแต่งงานมันเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตนะ คนสองคนจะแต่งงานกัน ก็ต้องรู้จักตัวตนจริงๆ ของกันและกัน ไม่มีความลับต่อกัน ไม่งั้นจะอยู่กันยืดได้ไง”
       “ตัวตนอะไรยะ แล้วไอ้ความลับที่ว่า มันหมายถึงของคุณพีทหรือว่า ของรัญ” เตอร์คาใจอยู่นั่น
       แพทเลยคิดได้ว่าพูดมากไป รีบหยุด “ฉันก็..หมายถึงคุณพีทนะซิ เธอบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเค้านะ เพอร์เฟค เป็นผู้ชายที่สมบรูณ์แบบขนาดนี้ ผู้หญิงตามกันเกรียว แล้วทำไมมาลงเอยที่ยายรัญหลานชั้น มันต้องมีอะไรสักอย่าง นี่อย่าพูดมาก แล้วเบอร์ที่ฉันให้หานะ ได้หรือยัง”
      
       เวลาเดียวกันนั้นพีทกอดทักทายกันตาอย่างแสนรัก
       “โทร.ตามให้ลูกออกมาเวลางาน ขอโทษทีนะ”
       “โธ่ แม่ครับ ขอโทษทำไม ผมมีเวลาให้แม่เสมอ งานที่รีสอร์ตก็มีประทินดูอยู่ แม่มีอะไรเหรอครับถึงโทร.หาผม หรือว่าอยากไปไหน อยากได้อะไร”
       “ไม่ใช่ ๆ แม่แค่อยากคุยกับพีทนะ เรื่อง หนูรัญ”
       “ผม...ก็อยากคุยกับแม่เรื่งนี้เหมือนกันครับ”
       กันตาหัวเราะชอบใจ “ฮะ ๆๆๆ วันนี้ดูเหมือนพวกเราทุกคน จะใจตรงกันนะ”
       “พวกเราทุกคน” พีทรู้สึกสะดุดหู คำที่แม่ใช้มันฟังดูแปลกๆ
       กันตาพาพีทเดินเข้ามาในบ้าน แพทที่นั่งรออยู่ลุกขึ้นยืน
       “สวัสดีค่ะ ฉันขอคุยเรื่องรัญด้วยคนนะคะ”
      
       พีทแปลกใจที่เห็นแพทอยู่ที่บ้านแม่
      
       ด้านรัญธิดามองซ้ายมองขวา เมื่อไม่เห็นใคร รีบผลักประตูเข้าไปในห้องหนึ่ง มีป้ายหน้าห้องติดบอกไว้ว่า “ฝ่ายบุคคล”
       รัญธิดานั่งอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เปิดเข้าที่ไฟล์ข้อมูลพนักงาน
       ที่หน้าข้อมูลพนักงาน เป็นชื่อ และรูปใบหน้ารัญธิดาปรากฏขึ้นมา รัญธิดาเลื่อนเมาท์ไปที่ “ชื่อมารดา” นางทิพปภา ธุวดา อาชีพ ....(แม่บ้าน).... รัญธิดาเปลี่ยนเป็นขีดว่าง โดยคิดไปถึงตอนที่ไปกินข้าวกับกันตาคืนนั้น
       “อ้าว แล้วพ่อแม่ล่ะจ๊ะ ไปไหน” กันตาถาม
       “พ่อเสียไปแล้วค่ะ ส่วนแม่...แม่ก็...” รัญธิดาพูดเบาๆ “ไม่อยู่ น้าสาวเป็นคนเลี้ยงรัญมาน่ะค่ะ”
       ประทินแทรกขึ้น “ไม่ได้อยู่ด้วยกัน นี่หนูรัญหมายถึง พ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็กๆ ใช่มั้ย”
       แล้วเลื่อนลงมาที่สถานะ จากที่แจ้งว่า...ยังมีชีวิตอยู่ เปลี่ยนมาติ๊กที่...แยกกันอยู่...แทน
       ระหว่างนี้มือของเฉิดโฉมผลักประตูเข้ามา รัญธิดาสะดุ้งสุดตัว
       “นั่นใคร ทำอะไรน่ะ”
       รัญธิดารีบก้มตัวตั้งท่าจะมุดไปใต้โต๊ะ แต่ให้บังเอิญว่ามือปัดไปโดนเอกสารหล่นสองสามแผ่นไปด้วย แต่ไม่ เพราะเฉิดโฉมพุ่งเข้ามาแล้ว
       “เธอเข้ามาทำอะไรที่นี่”
       “เอ่อ คือ...รัญ...รัญ เอาเอกสารของลูกค้ามาให้พี่เจี๊ยบน่ะค่ะ”
       เฉิดโฉมไม่เชื่อ “แต่ที่ฉันเห็น เหมือนเธอตั้งใจหลบฉัน”
       “ไม่ใช่ค่ะ พอดีรัญทำเอกสารหล่น ก็เลยก้มลงเก็บ”
       รัญธิดาทำเป็นก้มลงเก็บเอกสารที่ทำหล่น
       เฉิดโฉมจับมือรัญธิดาหมับ รัญธิดาตกใจสุดขีดคิดว่าถูกจับได้ แต่เฉิดโฉมกลับถามเรื่องอื่น จ้องไปยังแหวนที่รัญธิดาใส่ตาเหลือก
      
       “เธอไปเอาแหวนนี่มาจากไหน”


  


       ไม่นานต่อมาเฉิดโฉมลากแล้วผลักรัญธิดาเข้าไปท่ามกลางวงพนักงานคนอื่นๆ ในรีสอร์ตที่มุงดูอยู่ ฝนเข้ามาช่วยประคอง
      
       เฉิดโฉมหันไปหาประทิน “ผู้จัดการค่ะเรียกตำรวจ มาเอาตัวไปเลย”
       ประทินงง “ใจเย็นๆ นี่มันเรื่องอะไร”
       “ก็แม่คนนี้ เค้าขโมยแหวนของคุณพีทมานะซิคะ” เฉิดโฉมบอกเสียงดัง
       ทกคนอึ้ง เชอรี่ เจี๊ยบ ชบา มีสีหน้าตกใจ
       “ไม่จริงนะคะ รัญไม่ได้ขโมย คุณพีทเป็นคนให้แหวนวงนี้กับรัญเอง”
       “กล้าพูดจริงนะ เค้าจะให้เธอทำไมยะ กะอยู่แล้วเชียวว่าหน้าตาอย่างเธอมันไว้ใจไม่ได้จริงๆ”
       เชอรี่ กะชบาประสานเสียง “ต๊าย...น่าไม่อายจริงๆ”
       ฝนเข้ามาเป็นพวกรัญธิดา
       “โธ่เอ๋ย ก็เข้าใจง่ายนิดเดียวค่ะคุณเฉิด แหวนคุณพีทอยู่ที่นิ้วคุณรัญ ก็แปลว่า น้องรัญกับคุณพีทเค้าแลกแหวนแทนใจกันแล้วนะซิ”
       ทุกคนชะงักกึก เฉิดโฉมอ้าปากค้าง
       “ขอโทษนะคะ รัญไม่มีแหวนแลกหรอกค่ะ”
       ฝนแก้ให้อีก “อ๋อ ถ้าให้ฝ่ายเดียวแบบนี้ก็ต้องเรียกว่าแหวนหมั้นแล้วล่ะค่ะ ผิดคำพี่เสียที่ไหน เห็นมั้ยล่ะ เรื่องที่คุณพีทเอาประวัติไปดู มันเห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าเค้าจริงจังกันคุณรัญ แล้วก็..ยังพาไปไหว้แม่นายอีก”
       เฉิดโฉมกรี๊ด “พาไปหาแม่นายแม่ ไม่นะ นี่พี่ฝน เลิกเต้าข่าวได้แล้ว ฉันไม่เชื่อหรอก”
       “ถ้าไม่เชื่อก็ถามพี่ทิน ดูซิ ก็พี่ทินเป็นคน...” ฝนจะพูดว่า...บอก
       แต่ถูกประทินกระแอมๆ ขัดคอฝนให้หยุด
       “นังฝน...เอาแต่เนื้อๆ พอ”
       “เอาล่ะ ใครจะบอกก็ช่างเถอะ แต่สรุปว่า คุณพีทหมั้นกับน้องรัญแล้วใช่มั้ยคะ”
       เฉิดโฉม เชอรี่ เจี๊ยบ แหกปากพร้อมกัน “หมั้น”
       รัญธิดาก้มหน้ารับ ยิ้มเขินๆ ฝนตบมือแสดงความยินดี
       “งั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะหนูรัญ”
       “ยังไงฉันก็ไม่เชื่อ ฉันจะรอถามคุณพีท ให้แน่ใจเมื่อคุณพีทกลับมา”
       เฉิดโฉมทำอะไรไม่ได้ ก็เลยเดินออกไป แต่ตั้งใจกระแทกโดนไหล่รัญธิดา ก่อนจะหันมามองหน้า
       “คนอย่างเธอไม่เห็นจะมีอะไรดีสู้ฉันได้เลย อย่าพลาดก็แล้วกัน ฉันจะคอยจับตาดูเธอ”
       รัญธิดาไม่ตอบโต้ เฉิดโฉมเดินปึงปังออกไป เชอรี่ตาม ฝนออกรับแทนตามหลัง
       “โอ๊ย คนดีๆ อย่างหนูรัญ มีอะไรให้จับผิด คนเรานี่หนอ ไม่กล้ายอมรับความจริง”
       รัญธิดาหันมายิ้มรับเรียบๆ แต่ในใจแอบหวั่นไหว
      
       ส่วนแพทยกมือไหว้กันตาอีกครั้งอย่างสุภาพเรียบร้อย กันตากับพีทมายืนส่งที่หน้าบ้าน
       “ขอบคุณนะคะ ที่เข้าใจว่าแพทไม่อยากให้ทั้งสองคนรีบร้อน เอาเป็นว่าเรื่องหมั้นขอแค่ผู้ใหญ่รับรู้ก็พอ จะได้ไม่มีอะไรออกนอกลู่นอกทาง ไม่ต้องจัดงานอะไร ส่วนเรื่องแต่งงาน...แพทคงต้องขอเอาไว้ก่อนจนถึงเวลาเหมาะสม”
      
       พีทเหลืออดสวนทันที “แล้วเมื่อไหร่ล่ะถึงจะเหมาะสมของคุณ”
       “เมื่อฉันอนุญาตค่ะ” แพทหันมาพูดกับกันตานิ่มๆ “คือ แพทรับปากพี่สาวว่าจะดูแลรัญอย่างดีแพทก็ต้องทำหน้าที่ให้เต็มที่”
       “จ้ะ ฉันเข้าใจ อ๋อ เรียกฉันว่า แม่นายก็ได้นะจ๊ะ เหมือนคนอื่นๆ” กันตายิ้มแย้ม
       “ได้ค่ะ แม่นาย งั้นแพทลานะคะ”
       ทันทีที่หันหลังให้กันตากับพีท แพทก็ยิ้มกริ่ม สบายใจเฉิบที่ทำงานสำเร็จ เดินตัวปลิวออกมา
       “ลูกไปทำอะไรรุ่มร่ามให้น้าเค้าไม่ไว้ใจหรือเปล่าจ๊ะ” กันตาแซวลูกชาย
       “โธ่ แม่ครับ มองผมเป็นไอ้หื่นกามไปได้”
       กันตามองลูกชายขำๆ ไม่จริงจัง พลางหัวเราะ “ฮะๆๆ ก็แม่รู้สึกอย่างนั้น” แล้วกันตาก็ต้องถอนหายใจ เมื่อคิดถึงอาการป่วยของตัวเอง “เฮ้ย เสียดายนะถ้าได้รีบแต่งกันก็คงดี”
       พีทอึ้งไปนิด ก่อนบอก “นั่นซิฮะ ไม่ควรต้องเสียเวลารออะไรอีก” ชักโกรธขึ้นมา “เพราะยาย
       น้าตัวแสบนี่ทีเดียว ตัวเองเป็นแม่ม่าย คงผิดหวังในชีวิตคู่ ก็เลยไม่อยากให้หลานสาวแต่งงานน่ะซิ”
       กันตาเอ็ด “พีท อย่าพูดแบบนี้นะ ไม่น่ารักเลย แม่ก็เป็นแม่ม่ายเหมือนกันนะ หลังจากพ่อลูกเสีย ก็ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวมาเหมือนกัน รู้ดีว่ามันต้องใช้ความเข้มแข็งทั้งใจและกาย นี่เค้าต้องเลี้ยงทั้งลูกและหลานด้วยตัวคนเดียว มันหนักมากนะลูกสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนั้น”
       “ขอโทษฮะแม่ ผมเจ้าอารมณ์ไปหน่อย” ชายหนุ่มทอดถอนใจ “ความจริงผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกอะไรเขา แต่...” ไม่รู้จะอธิบายยังไง “เค้าเหมือนทำทุกอย่างเพื่อกีดกันเรื่องผมกับรัญ”
       กันตาปลอบลูกชาย “ใจเย็นๆ นะลูก คนเราคู่กันแล้วมันก็ไม่แคล้วกันหรอก ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไร เชื่อแม่เถอะลูก”
       พีทมองตามไปทางที่แพทจากไป ด้วยสีหน้าแค้นๆ
      
       วันต่อมา ธาริศประชุมงาน กำลังดูแบบบ้านในคอมพิวเตอร์กับลูกน้อง 2-3 คน
       “คุณธาริศคะ คุณอรโทร.มาอีกแล้วค่ะ” เลขาเข้ามารายงาน
       “บอกไปซิ ผมติดประชุม”
       เลขาอึกอัก “บอกแล้วค่ะ แต่ว่า เธอยืนยันว่าจะให้คุณไปให้ได้ เพราะเธอจองที่นั่ง เอาไว้แล้ว เออ.. เธอโทร.มา หลายครั้งแล้วนะคะ”
       ธาริศหันไปมองหน้าเลขา “ตกลงนี่คุณเป็นเลขาของใครกันแน่..ของผมหรือภรรยาผม”
       “ค่ะ”
       เลขาจ๋อยสนิท จะผลักประตูออกไป ในจังหวะเดียวกับที่ทักษอรเปิดเข้ามา เลขาต้องถอยกรูดทันที ลูกน้องคนอื่นๆ มองหน้ากันเลิ่กลัก
       “พี่ธาริศ เห็นอรเป็นตัวอะไรคะ ทำไมอรโทร.มาถึงไม่รับ”
       “ไม่เห็นเหรอว่าผมกำลังประชุมอยู่ พรุ่งนี้ต้องไปฟรีเซ้นต์ลูกค้า พาคุณอรไปรอที่ห้องผมก่อน”
       “ไม่ค่ะ อรไม่รออีกแล้ว... ยกเลิกประชุม หรือไม่ ก็ให้คนอื่นทำแทนไปซิ ไม่งั้นเราจะจ้างพวกนี้เอาไว้ทำไม ถ้าพี่ธาริศต้องทำเอง”
       ลูกน้องมองหน้ากันเหลอหลา
       “ไม่เอาน่าอร อย่าทำตัวเป็นเด็กเลย ก็อรก็ไม่ยอมบอกล่วงหน้านี่นา ผมจะได้เคลียร์งาน”
       “แค่พาภรรยาไปดูละคร ทำไมต้องบอกล่วงหน้า พี่ธาริศเป็นสามีอร มีหน้าที่ดูแลอรอยู่แล้ว พี่เห็นงานสำคัญกว่าอรงั้นเหรอ”
       “ผมว่าเราค่อยกลับไปคุยกันที่บ้านดีกว่า ตอนนี้ผมต้องทำงานนะอร”
       “คุยกันที่นี่แหละ จะได้รับรู้โดยทั่วกันว่าใครคือเจ้าของบริษัทตัวจริง เพราะดูเหมือนพี่ธาริศคงลืมไปแล้วว่าคุณพ่ออรเป็นคนลงทุนทำบริษัทนี้ ซึ่งก็หมายความว่าอรเป็นคนจ่ายเงินเดือนของทุกคนที่นี่” ทักษอรมองจ้องหน้าธาริศ “รวมทั้งพี่ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าอรบอกให้ยกเลิกการประชุม ก็ต้องยกเลิก แล้วพี่ก็ ต้องไปดูละครเวทีกับอร เข้าใจมั้ยคะ”
       ลูกน้องแอบมองหน้ากัน บ้างก็สะกิดกัน ธาริศอับอายขายหน้าสุดๆ และยิ่งอัดอั้นใจ
      
       ตกกลางคืนทักษอรอารมณ์ดีเดินเข้าบ้านมา ขณะที่ธาริศหน้าตาเรียบเฉย
       “นักแสดงเล่นดี๊ดีนะคะ เพลงก็เพราะดีจัง วันหลังเราไปดูกันใหม่นะคะ”
       “ครับ” ธาริศไม่มองหน้า
       ทักษอรหันไปกอด “เย้ พี่ธาริศรับปากอรแล้วนะ งั้นประมาณเดือนหน้าเค้าจะมีเรื่องใหม่ อรจะจองบัตรเอาไว้เลย คราวนี้จะได้นั่งแถวหน้าสุด เรียกว่าเห็นรูขุมขนนักแสดงเลยละค่ะ”
       “ครับ” ธาริศปลดมือทักษอรอย่างสุภาพ แล้วเดินหนีเข้าบ้าน
       “นี่พี่ธาริศยังไม่หายโกรธอร อีกเหรอ อรรู้ว่าอรฉีกหน้าพี่ไปหน่อยตอนที่อยู่บริษัท แต่อรก็แค่ไม่อยากให้พี่เห็นงานหรืออย่างอื่นสำคัญกว่าอร”
       “ถ้าอรไม่อยากให้พี่ทำงาน อรก็ควรปิดบริษัทดีกว่านะ”
       ทักษอรหน้าตึง ชักไม่พอใจ “อย่ามาพูดประชดอรแบบนี้นะอรไม่ชอบ อรหวังดีนะคะ เห็นพี่ธาริศทำงานเหนื่อย อรก็อยากให้พี่ธาริศได้พักผ่อนเปิดหูเปิดตาบ้าง อรทำผิดเหรอ”
       “โอเค. อรไม่ผิด” ธาริศตัดบท อึดอัดเต็มที่ “พี่ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ”
       ธาริศเดินไป ทักษอรเซ็งนิดๆ แต่ก็นึกแผนการบางอย่างขึ้นมา
      
       ธาริศนอนอยู่ในอ่างน้ำ ใบหน้าหล่อเหลาปริ่มน้ำมองดูเพดานอย่างอึดอัด ก่อนจะค่อยๆ หลับตา ปล่อบใบหน้าให้จมลงอยู่ใต้น้ำอยู่พักใหญ่ เหมือนอยากหนีปัจจุบัน หลบไปอยู่ในอดีต
       ยินเสียงหัวเราะแจ่มใสของหญิงสาว ดังเข้ามาในมโนนึก
      
       เสียงหัวเราะนั้น พาธาริศย้อนไปในอดีตหวานเมื่อวันวาน ที่เขาและเธอขี่จักรยานด้วยกัน สองคนหัวเราะชอบใจ ในภาพจำของธาริศเห็นแต่แขนขาของผู้หญิงคนหนึ่งโผล่มา เพราะตัวธาริศบัง
       ที่แท้เป็นธาริศกับหญิงสาวคนหนึ่งไปเที่ยวด้วยกัน สองคนหัวเราะอย่างแจ่มใส จังหวะต่อมาธาริศและสาวน้อยคนนั้นนั่งดูท้องฟ้ากัน เห็นมือของเธอชี้ชวนดูก้อนเมฆ ในนิ้วนางข้างนั้นสวมแหวนซึ่งปรากฏอยู่ในรูปด้วย แต่ไม่เห็นหน้าหญิงสาวชัดเจน เห็นเพียงข้างหลัง และผมที่ปลิวสยายไปตามแรงลม
       “พี่ ว่าเมฆก้อนนั้นเหมือนอะไรคะ” หญิงสาวคนนั้นถามเสียงใส
       “นก” ธาริศบอก
       “ไม่ใช่อ่ะ ต้นไม้ต่างหาก” สาวน้อยหัวเราะคิกคัก
      
       จังหวะนี้มือของทักษอรเปิดประตูห้องน้ำเข้ามา ขณะที่ธาริศยังนอนนิ่งอยู่ใต้น้ำในอ่าง ครู่ต่อมาเท้าทักษอรเดินเข้ามาใกล้อ่าง จับมือธาริศที่จับขอบอ่างอยู่ ธาริศตกใจตื่นจากภวังค์ โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ หันไปมองเห็นทักษอรใส่เสื้อคลุมนั่งยิ้มยั่วอยู่ขอบอ่าง
       “อร” ธาริศแปลกใจ
       “อรทำให้พี่ตกใจเหรอคะ” ธาริศส่ายหน้า ทักษอรส่งสายตาเยิ้ม “อรถูหลังให้มั้ย”
      
       ทักษอรไล้ไปตามแขนจนถึงไหล่ ธาริศมองตาม แล้วจับมือภรรยาขาวีน แต่ยังไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร

       ครู่ต่อมาธาริศอุ้มร่างภรรยาวางลงบนที่นอน ทักษอรยิ้มกริ่มคิดว่าธาริศเสร็จเธอแน่
      
       “อรรู้ว่าตัวเองไม่ค่อยแข็งแรง ทำหน้าที่ภรรยาได้ไม่เต็มที่ แต่อรรักพี่มากนะคะ”
       ธาริศยังไม่พูดอะไร แค่ลูบผมทักษอรให้เข้าที่เข้าทาง
       “พี่ธาริศห้ามทิ้งอรไปไหน ต้องอยู่กับอรตลอดไปนะคะ”
       ทักษอรหลับตาพริ้มรอรับจูบจากสามี แต่กลายเป็นธาริศหอมแค่หน้าผาก
       “วันนี้อรออกไปข้างนอกคงเหนื่อยมากแล้ว นอนพักดีกว่านะ ฝันดีจ้ะ”
       ธาริศลุกขึ้น ทักษอรลุกพรวดขึ้นนั่งทันที
       “เดี๋ยวซิคะ แล้วพี่จะไปไหน”
       “ผมมีงานต้องเคลียร์ต่อ อรนอนก่อนได้เลยไม่ต้องรอ”
       ธาริศเดินออกไป ทิ้งทักษอรอรไว้ให้หงุดหงิด อารมณ์ค้างเติ่ง
       “ทำงานอีกแล้วเหรอ บ้าจริงๆ”
       ทักษอรหงุดหงิดเหวี่ยงวีน ปัดของที่อยู่ใกล้มือ จนพาลมายังหนังสือที่วางอยู่ฝั่งธาริศ จะจับทุ่มจู่ๆ รูปภาพที่ธาริศเคยดูวันที่แม่แวะมา กระเด็นตกลงมาอยู่ที่พื้น ทักษอรเดินไปหยิบขึ้นมาดู
       ปรากฏว่าธาริศย้อนกลับมาพอดี ธาริศตกใจเห็นรูปในมืออร
       “ขอคืนพี่เถอะ...” ทักษอรเห็นสีหน้าธาริศก็ไม่ให้ “รูปพี่ถ่ายไว้เล่นๆ นะ”
       ทักษอรพินิจดู “...เอ๊ะ นี่มือผู้หญิงนี่ มือใครคะ”
       ธาริศเงียบไม่ตอบ ทักษอรของขึ้นทันที
       “อรถามว่ามือใคร นังผู้หญิงคนนี้มันเป็นใคร ขนาดไม่เห็นหน้าพี่ยังเก็บรูปมันเอาไว้”
       “อย่าเหลวไหวน่ะอร ขอรูปผมคืนเถอะ”
       “เหลวไหลอะไร ถ้าพี่ไม่ได้รักมัน พี่จะเก็บไว้ทำไม” ทักษอรทำท่าจะฉีก ธาริศกระชากคืนมาอย่างรุนแรง
       “นี่มันของส่วนตัวของผมนะอร”
       “ไม่มีทั้งนั้น ตั้งแต่วันที่พี่แต่งงานกับอร แม้แต่ลมหายใจก็เป็นของอร”
       ธาริศมองหน้าทักษอรอย่างเย็นชา
       “พี่ยังเป็นคนอยู่นะอร...อย่าทำกับพี่เหมือนกับพี่เป็นสัตว์เลี้ยงของอร”
       ธาริศเดินออกจากห้องไปพร้อมรูป ทักษอรร้องกรี๊ดอย่างโกรธแค้น ขว้างปาข้าวของระบายอารมณ์
      
       วันต่อมา ตอนพักเที่ยงที่โรงอาหารของพนักงานฟ้าเคียงดินรีสอร์ต ฝนกระโดดขึ้นไปยืนบนโต๊ะยาวสำหรับนั่งกินข้าว พร้อมกับชูแก้วขึ้น
       “ตอนนี้รีสอร์ตฟ้าเคียงดินของเรา ได้มีว่าที่นายหญิงคนใหม่แล้ว”
       ชูคนสวน นำคนงานร้องเฮดังลั่น แต่แล้วก็ชะงัก ทักท้วงด้วยอาการกึ่มๆ เหมือนคนเมาค้าง
       “เฮ้ย พี่ฝน ว่าที่นายหญิงคนใหม่ ฟังดูแปลกๆ วะ เพราะนายหญิงคนเก่า คุณพีทก็ยังไม่มีเลย
       “เออ จริง งั้น...ตอนนี้คุณพีทได้มีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว ฉันขอถือโอกาสอันดีนี้ ชวนพวกเราร่วมฉลองความสุขกัน”
       ชูเป็นต้นเสียงร้อง “เฮ” ทุกคนเฮตาม
       สิ้นเสียเฮ ก็มีเสียเสียงร้องไห้ “ฮือๆ ” แผดแทรกขึ้นมา ทุกคนมองไปตามต้นเสียงเห็นเฉิดโฉมนั่งร้องไห้อยู่
       “ฮือๆๆ”
       ชูชักลังเล ว่าจะเอายังไงต่อดี แล้วตัดสินใจยกแก้วนำเฮต่อ
       “เฮ” ทุกคนเฮตามอีก
       เฉิดโฉมร้องไห้ดังขึ้นกว่าเดิมอีก “ฮือๆๆ”
       ชูร้อง “เฮ” เฉิดโฉมก็ร้อง “ฮือๆๆ” แข่ง
       ชูทนไม่ไหว “เอ่อ...ประทานโทษครับ ญาติเสียหรือครับ คุณเฉิดโฉม ถึงมานั่งร้องไห้ตรงนี้”
       เฉิดโฉมแว้ดใส่ “ญาติผู้ใหญ่แกนะซิเสีย ไอ้ชู” ชูสะดุ้งโหยง จู่ๆ ก็โดนด่า เฉิดโฉมบ่นบ้าต่อ “ฉันทนไม่ได้ต่างหาก ฉลองบ้าบออะไรกัน ไม่เห็นจะน่ายินดีตรงไหน เชอะ กะอีแค่เด็กจบใหม่ เป็นแค่พนักงานต๊อกต๋อยธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นเองทำไมคุณพีทถึง เอามันมาเป็นแฟน ของดี ๆ สวยๆ อยู่ใกล้ตัวแท้ๆ กลับไม่มอง คุณพีทนะคุณพีท เพชรกับพลอยมันต่างกันชัดๆ อยู่แล้วยังแยกไม่ออก”
       “แต่ฉันว่า คุณพีทนะตาถึงเลยล่ะค่ะ ถึงคว้าเอาเพชรมากกว่าพลอยพาสติกขายตามตลาดนัด” ฝนแขวะเอา
       เฉิดโฉมโมโห คิดตามคำฝนอยู่สักพักแล้วก็คิดได้ “อ๊าย นี่แกว่าฉันเป็นพลอยพลาสติกเหรอ นัง
       ฝน วันนี้ฉันขอตบปากสั่งสอนแกแทนผู้จัดการหน่อยเถอะ”
       เฉิดโฉมยกฝ่ามือจะตบ แต่ฝนรู้ทันก้มหลบ จนเฉิดโฉมเสียหลัก เซหลุนๆ ถลาไป
      
       จังหวะนี้เปลี่ยนหัวหน้าคนงานรีสอร์ต กับลูกน้อง 2 คน เดินเข้ามา เฉิดโฉมเซมาปะทะกับอกเปลี่ยน แต่ยังไม่ได้มองดูหนังหน้า
       เฉิดโฉมจับๆ หน้าอกดู “อุ๊ย อกผู้ชาย”
       แต่ครั้นพอเงยหน้าขึ้นดูถึงเห็นว่าเป็นเปลี่ยน ส่งสายตากระลิ้มกระเหลี่ยมาให้ แถมยังลูบแขนเฉิดโฉมอีก พีอาร์สาวอึ๋มรีบเด้งออก
       “นายเปลี่ยน อึ๋ย” เฉิดโฉมทำหน้าขยะแขยง
       “ผิวคุณเฉิดนี่นิ่มมือดีนะครับ” เปลี่ยนมองตาเป็นมัน
       เฉิดโฉมรีบสะบัดตัวออกทันที เปลี่ยนยิ้มในสีหน้าไม่ได้ว่าอะไร
       เปลี่ยนเดินเข้ามาในโรงอาหาร พร้อมลูกน้องประจำตัวอีกสองคน หนึ่งในนั้นคือไอ้ชิด จอมโหด
       “มาสุ่มหัวอะไรกันตรงนี้” เปลี่ยนพูดเสียงดุ
       หมู่มวลคนงานเงียบกริบรวมทั้งชู ที่หลบๆ หน้า เพราะกลัวเปลี่ยน มีแต่ฝนที่ไม่กลัวเพราะเป็นหลานประทิน
       “ก็แค่ฉลองที่คุณพีทหมั้นกับน้องรัญ กันนิดหน่อย แล้วตอนนี้มันก็เป็นเวลาพักด้วย”
       เปลี่ยนฉงน เพราะเพิ่งรู้ “คุณพีทหมั้นงั้นเหรอ” แล้วมองเห็นแก้วอยู่ในมือพนักงาน
       “แต่ยังไง ก็ถือว่าอยู่ในเวลางาน กินเหล้าในเวลางาน ฉันจะหักค่าแรง 10 เปอร์เซ็นต์ สำหรับพวกลูกจ้างรายวัน ส่วนพวกพนักงานประจำ ก็ต้องโดนลงโทษเหมือนกัน” เปลี่ยนมองไปที่ฝนอย่างเอาเรื่อง “อย่าคิดว่าเป็นญาติ ผู้จัดการแล้วจะพ้นผิด”
       เสียงคนงานบ่นงึมงำตามมา
       “มีใครมีปัญหา ก็ออกไป มีคนอยากทำงานที่นี่เยอะแยะ”
       เปลี่ยนสำทับอย่างวางอำนาจ คนงานเงียบกริบไม่มีใครกล้าหืออีก
       “เดี๋ยวพี่เปลี่ยน” ฝนเดินถือแก้วมา เทต่อหน้าให้เปลี่ยนเห็น “เรากินน้ำแดงฉลองกัน มันผิดตรงไหน ไม่มีใครกินเหล้าซักคน จริงมั้ย”
       ชูรีบเชียร์ “ใช่จ้ะ พวกเราก็เมาน้ำแดงกัน บางคนเมาน้ำเปล่ายังมีเลย หัวหน้าชิมดูซิ”
       เปลี่ยนปัดแก้วชูทิ้ง ลูกน้องสองคนเข้าจับล็อคตัวชูไว้ แก้วน้ำกระเด็นไปที่หยุดที่เท้าพีท ซึ่งเดินเข้ามาพอดี
       “มีเรื่องอะไรเหรอ พี่เปลี่ยน”
       เปลี่ยน เปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนน้อมกับพีท ทันที
      
       พีทมาคุยกับเปลี่ยนอีกมุมในรีสอร์ต มีชิดยืนอยู่ไม่ไกลนัก
       “สรุปว่าทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด แล้วเค้าก็ทำเพราะต้องการแสดงความยินดีกับผม งั้นก็คงไม่มีอะไรต้องลงโทษ”
       “ครับ คุณพีท” เปลี่ยนหันไปสั่งชิด “ไปบอกให้แยกย้ายกันไปทำงาน”
       ชิดก้มหัวรับคำ แล้วเดินไปทางกลุ่มคนงาน
       “ผมว่า น้าทำรุนแรงกับคนงานไปหน่อยนะครับ” พีทเอ่ยขึ้น เป็นเชิงตำหนิ
       “คนงานพวกนี้ รับค่าจ้างเป็นรายวัน ส่วนมากก็หวังแค่ค่าจ้าง ไม่ค่อยตั้งใจทำงานเท่าไหร่ ผมถึงต้องดูแลเข้มงวดครับ”
       พีททักท้วง “แต่ว่า...”
       เปลี่ยนสวนขึ้นมา “ตั้งแต่สมัยพ่อคุณพีท เราก็ดูแลแบบนี้มาตลอด”
       พีทเลยพูดไม่ออก
       “ความจริง ผมกำลังคิดอยากปรับปรุงส่วนนี้อยู่เหมือนกัน อีกหน่อยเราจะรับคนงานส่วนนี้ทั้งหมดเป็นพนักงานประจำได้”
       เปลี่ยนรับทราบ “ครับ” แล้วทำท่าจะเลี้ยวเดินออกไป
       “อ้อ น้าเปลี่ยนครับ เรื่องที่ผมให้ถามเรื่องที่ดินตรงหุบเขา ตกลงได้เรื่องยังไงบ้างครับ”
       “ชาวบ้านยังไม่อยากขายครับเค้าบอกว่าอยากเก็บให้ลูกหลานมากกว่า” เปลี่ยนว่า
       “ไม่ใช่เพราะ กำนันคงใช้อิทธิพลข่มขู่ซื้อเก็บไว้เองเหมือนคราวก่อนหรอกนะครับ” พีทดักคอ
       “เค้ายืนยันกับผมแบบนั้น แต่ผมจะสืบให้อีกที”
       “ฝากด้วยนะครับ”
      
       เปลี่ยนก้มหน้ารับ แต่แอบยิ้มเยาะในที ก่อนเดินจากไป


  


       วันต่อมา ขณะที่รัญธิดากับเพื่อนพนักงานฟ้าเคียงดินรีสอร์ต กำลังช่วยกันจัดเอกสารตั้งบู๊ธในชอปปิ้งมอลล์ของปากช่อง ส่วนเฉิดโฉมเอาแต่ตบแป้งอยู่ข้างๆ
      
       “ที่จริง หนูรัญไม่ต้องเข้ากรุงเทพก็ได้งานออกบู๊ธแค่นี้ ทำกันไม่กี่คนก็ได้ กลับไปรีสอร์ตดีกว่า เผื่อคุณพีทจะเรียกหา” ประทินซึ่งอยู่ด้วยเอ่ยขึ้น
       “ปกติ เวลาทำงานก็ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่หรอกค่ะ รัญก็ทำงานของรัญ คุณพีทก็ดูแลในส่วนของเธอ”
       “ไม่เหมือนกัน ตอนนี้หนูรัญเป็นคู่หมั้นแล้ว” ประทินท้วง
       “งั้นยิ่งทำค่ะ จะได้ไม่มีใครว่าได้”
       เฉิดโฉมได้ยินแล้วก็หมั่นไส้ แถเข้ามาทันที
       “แหม แค่นี้ต้องออกตัวกลัวไม่รู้เหรอย่ะ ว่าเป็นคู่ขา เอ๊ย คู่รักเจ้านายถึงต้องทำตัวติดตลอดเว...ไม่ใช่ภรรยาสักหน่อย”
       รัญธิดาพยายามไม่โต้ตอบ
       “ก็คงอีกไม่นาน และถ้าถึงตอนนั้น หนูรัญก็จะกลายเป็นนายหญิง ซึ่งก็คือนายจ้างพวกเราด้วยซ้ำ” ประทินพูดใส่หน้า
       เฉิดโฉม ไม่อินังขังขอบ “แต่อะไร มันก็ไม่แน่นอนหรอกนะคะ ตราบใดที่ยังไม่ได้แต่ง ถึงตอน
       นั้นนายหญิงของรีสอร์ตฟ้าเคียงดินอาจจะ เป็นคนอื่นที่ดูดีกว่า สวยกว่า เหมาะสมกว่า” ขณะพูดเฉิดโฉมย้ำคำพร้อมกับมองรัญจิกตาใส่ “เด็กกะโปโลแบบนี้จริงมั้ย”
       “จริงค่ะ พี่เฉิดพูดถูก แต่เสียดายเรื่องแบบนี้บางทีมันก็อยู่ที่ฝ่ายชายนะคะ ถ้าเค้าชอบของเก่า คงเลือกไปนานแล้ว...จริงมั้ยคะ”
       เจอรัญธิดาย้อนแสบทรวง เฉิดโฉมจี๊ด ประทินเองก็อดหัวเราะ เฉิดโฉมหยิบโบรชัวร์มาปึกใหญ่
       “แต่ตอนนี้มันคือเวลาทำงาน ในฐานะที่ฉันแก่กว่า เอ๊ย อาวุโสกว่าเอ๊ย มีประสบการณ์ทำงานมามากกว่าเธอ ฉันเป็นซีเนียร์ เพราะฉะนั้น...” พลางยื่นโบรชัวร์ให้ “เอาไป แจกให้หมดนะ”
      
       ทางด้านแพท กำลังตรวจเช็คคิวงานกับพนักงานชายรุ่นน้อง อยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เห็นมีพนักงานเดินเข้าออก เตรียมจัดงานแต่งงานกันวุ่นวายพอควร
       “ป้ายชื่อบ่าวสาว ที่พี่สั่งให้แก้ เรียบร้อยแล้วใช่มั้ย”
       “ครับพี่แพท”
       “อ๋อ อย่าลืมนะ ช่วงปล่อยตัวบ่าวสาวเข้ามา พี่อยากให้ดิมไฟลงอีกนิดมันสว่างเกินไป”
       เสียงโทรศัทพ์แพทดังขึ้น แพทกดรับสาย ป๋อง ที่โทร.เข้ามา
      
       “ค่ะ พี่ป๋อง กำลังเช็คความเรียบร้อยครั้งสุดท้ายค่ะ เหลือแต่เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อยๆ ค่ะ” แพทเดินไปคุยไปจนออกจากห้องจัดงานมา “อะไรนะคะ เจ้าสาวอยากให้ในห้องจัดเลี้ยงมีกลิ่นดอกมะลิด้วย...นี่มันไม่ใช่วันแม่นะคะ...ล้อเล่นค่ะ ได้สิคะได้”
      
       ไม่นานต่อมาแพทยืนอยู่ตรงล็อบบี้โรงแรม คุยอยู่กับเซลส์ขายงานจัดเลี้ยง ในมือถือสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นมะลิ
       “ขอบคุณนะคะ ที่ช่วยหาสเปรย์กลิ่นมะลิให้ เจ้าสาวคงประทับใจทางโรงแรมมาก ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ” เซลส์คนนั้นยิ้มรับ เดินถือสเปรย์แยกไป
       แพทเดินแยกออกมา ขณะกำลังจะขึ้นลิฟท์เหลือบไปทางหนึ่งเห็นพีทนั่งรอใครบางคนอยู่ที่ล็อบบี้ท่าทางกระสับกระส่าย
       แพทอดเหลือบดูไม่ได้ สักครู่จึงเห็นผู้หญิงสวยคนหนึ่งเดินเข้ามา แพทไม่รู้ว่าเป็นเพื่อนเก่าของพีทซึ่งเป็นหมอของโรงพยาบาลในปากช่อง โดยพีทนัดเพื่อนมาเจอเพื่อหาข้อมูลการไม่สบายของกันตาผู้เป็นมารดา สองคนจับมือทักทายกันอย่างสนิทสนม จับสองมือกุม ไม่เท่านั้นยังหอมแก้มแนบแก้มแบบฝรั่งอีกด้วย แพทถึงกับชะงัก ตาลุกชันทันที
       “คิดถึงจังเลย ไม่เจอกันตั้งนาน” หญิงสาวสวยทักทายพีท
       “นั่นสิ โอ้โห ทำไมสวยขึ้นขนาดนี้” พีททักกลับใบหน้ายิ้มแย้ม
       แพทอยากรู้อยากเห็น ชะงักทันที คิดอยู่นิดหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจ ควักมือถือออกมาถ่ายคลิปแพทกับหญิงคนนั้นเอาไว้ พร้อมกันนี้ยังทำตัวเนียนๆ หยิบแจกันที่วางอยู่ตรงแถวนั้นเอามาบังหน้า พยายามยืนแอบฟัง แต่ไม่ได้ยิน เลยขยับเข้าไปใกล้อีก
       “ถ้าคิดจะจีบก็ไม่ทันแล้วย่ะ ลูกสองแล้ว ไหนมีอะไรอยากให้ฉันดู” หญิงนางนั้นแซวขำๆ
       พีทมองซ้ายมองขวา เมื่อไม่เห็นใครที่รู้จัก จึงหยิบของในซองเอกสารเล็กๆ ออกมา
       “แม่รู้จักคนเยอะ เราไม่อยากให้เรื่องนี้รู้ไปถึงแม่” พีทบอก
       “ฉันจะรีบให้เพื่อนที่ดูเรื่องมะเร็งโดยเฉพาะอ่านผลให้ แล้วจะโทร.มาคุยกับเธออีกที” เพื่อนพีทบอก
       ขณะเดียวกัน แพทพยายามแทรกตัวเข้าไปนั่งเก้าอี้ที่ใกล้พีทที่สุด โดยนั่งหันหลังให้สองคน
       เพื่อนผู้หญิงลุกขึ้นกอดปลอบใจ “เข้มแข็งนะพีท ชั้นเป็นกำลังใจให้”
       แพทแอบเงยขึ้นดู ตาโตเท่าไข่นกกระจอกเทศ ตกใจสุดๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโมโห ว่าพีททำแบบนี้ได้ยังไง ว่าแล้วก็คว้ากล้องมือถือขึ้นมากดด้วยความรีบร้อน และโมโห ทำให้โทรศัทพ์หล่น กระเด็นไปใกล้ทางโต๊ะพีท พีทได้ยินปรายหางตาไปเห็นแพทแล้ว แต่แกล้งทำเป็นไม่เห็น
       “ขอบใจ”
       ครั้นพอเพื่อนผู้หญิงเดินออกไป แพทรีบหันหน้าหลบ กำลังตัดสินใจว่าจะเอาไงดี หันไปอีกทีพบว่าพีทไม่อยู่แล้ว แพทดีใจที่รอดตัว
       “โชคดีจริงๆ”
       แพทถลาไปที่โทรศัทพ์ที่ตกอยู่ที่พื้น กำลังจะก้มลงหยิบ แต่ดันมีมือมาหยิบให้แทน แพทตกใจ
       “ขอบคุณค่ะ” แพทเอื้อมมือไปจะหยิบ แต่ต้องรีบหดมือกลับในทันที เมื่อเงยหน้ามอง เห็นเป็นพีทนั่นเอง แพทตกใจล้มก้นกระแทกพื้น
       “คุณ”
       “ท่าทางคุณแปลกใจจริงๆ นะที่เห็นผมมาที่นี่”
       พีทเอาโทรศัพท์แพทใส่กระเป๋ากางเกงตัวเอง แล้วเดินห่างไป แพทตกใจรีบวิ่งตาม
       “คุณ..หยุดเดี๋ยวนี้นะ คุณ”
      
       เวลาต่อมาแพทอยู่ในรถพีท ซึ่งขับมาตามถนนเปลี่ยนสายหนึ่ง
       “เฮ้ย คุณจอดรถซิ...ฉันไม่อยากไปกับคุณ เอาโทรศัทพ์ฉันคืนมาด้วย”
       “ไม่ให้ บอกมาก่อนว่า สะกดรอยตามดูผมทำไม”
       “สะกดรอยตาม” แพทหัวเราะอย่างสมเพชนิดๆ “ถ้าฉันไม่ตาม ฉันจะเห็นธาตุแท้ของคุณเหรอ แอบนัดพบผู้หญิงมาพลอดรัก ตามโรงแรม”
       “ผู้หญิง! พลอดรัก!” พีทขำ ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดัง
       “ฉันเห็นเต็มสองตา แล้วก็มีรูปเป็นหลักฐาน คุณยังจะเถียงอีกเหรอ คอยดูนะ ฉันจะเอารูปพวกนั้นให้ยายรัญดู ยายรัญจะได้ตาสว่างแล้วก็เลิกกับคุณ”
       พีทโมโหจนทนไม่ไหวจอดรถเอี๊ยด แพทหัวทิ่ม
       “คุณนี่! โรคจิตหรือเปล่า อยากให้คนเค้าเลิกกัน”
       “งั้นก็บอกมาซิผู้หญิงที่กอดกับคุณเป็นใคร หรือว่า กอดล่ำลาแฟนเก่างั้นเหรอ”
       พีทโมโหจนไม่รู้จะเถียงยังไง เปิดประตู แล้วดึงแพทลงมา
       “เฮ้ย คุณจะพาฉันไปไหน”
       “ลงมาเถอะน่า อยากรู้นักไม่เหรอ ว่าวันๆ ผมทำอะไรบ้าง ตามมาดูสิ เชิญเลย”
       “ปล่อย ปล่อยนะ อีตาบ้า” แพทดิ้นรนขัดขืนเป็นการใหญ่
       แต่พีทก็ไม่ยอมปล่อย ลากพาแพทเดินฝ่าเข้าไปในดงไร่ข้าวโพดที่อยู่ข้างๆ
      
       สองคนไม่รู้ว่าในไร่ข้าวโพดอีกมุม เหมือนมีสายตาใครคนหนึ่งแอบมองพีทกับแพทที่เดินเข้าไปใครคนนั้นคุยโทรศัทพ์อยู่
      
       “ไอ้พีทมันบุกมาถึงนี่เอง เอาไงดีนาย”

       เวลาเดียวกัน ตรงบริเวณทางเดิน ใกล้ๆ ทางเข้าช้อปปิ้งมอลล์ในปากช่อง มีลานกลางแจ้งสำหรับจัดกิจกรรม รัญธิดายืนแจกโปรชัวร์ให้คนผ่านไปมาอยู่ตรงนั้น
      
       “รีสอร์ตฟ้าเคียงดิน ปากช่องค่ะ”
       มีผู้คนยอมรับอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ไม่รับ รัญธิดาไม่ท้อพยายามแจกต่อ
       ด้านเฉิดโฉม มาแอบดูพลางยิ้มเยาะที่แกล้งรัญธิดาสำเร็จ เฉิดโฉมดูดกาแฟหันกลับไปอย่างสบายใจ จู่ ๆ รัญธิดาก็ได้ยินเสียงเพลงดังขึ้น เสียงเพลงนั้นทำให้รัญธิดาถึงกับชะงัก เดินไปตามเสียงเพลงโดยไม่รู้ตัว
      
       รัญธิดาเดินเข้ามาหยุดยืนดูอยู่ตรงลานกลางแจ้ง เห็นนักดนตรีเปิดหมวกกำลังเล่นกีตาร์ร้องเพลง ซึ่งมีคนล้อมวงดูประมาณหนึ่ง รัญธิดาหยุดฟัง สะท้อนใจ และนึกถึงเพลงนี้ที่ใครคนนั้นเล่นให้เธอฟัง
      
       ตอนนั้นรัญธิดา อายุ ประมาณ 16 ปี ธาริศเล่นกีตาร์เพลงนี้อยู่ รัญธิดาหน้าตาเคลิ้มฝัน มีความสุข ดูแต่หน้าก็รู้แล้วว่าเด็กสาวอินเลิฟสุดๆ
      
       นึกขึ้นมาแล้ว รัญธิดาน้ำตาคลอ แล้วหักห้ามใจ หันหลังจะเดินห่างออกมา แต่แล้วชะงักเมื่อพบว่า ที่ด้านหน้าร่างธาริศยืนเหม่อฟังเพลงอยู่อย่างตั้งใจ ในระยะห่างออกไปพอสมควร รัญธิดาตกตะลึงอย่างแรง ตัวชา ก้าวขาไม่ได้ ธาริศค่อยเปลี่ยนสายตาหันมา คล้ายรู้ตัวว่ามีคนมองอยู่ จึงหันมามอง สบตากับรัญธิดาอย่างจัง!
       ทั้งคู่ตกตะลึง พูดไม่ออก รัญธิดาได้สติก่อน หันหลังกลับ วิ่งหนีออกไปเต็มแนง
       ธาริศได้สติ “รัญธิดา” ออกวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว
      
       รัญธิดาวิ่งออกไปตามทางในห้างอย่างเสียขวัญ ธาริศวิ่งตามไม่ลดละ แต่มีคนมาขวางทางตลอด รัญธิดาวิ่งขึ้นบันไดเลื่อน ด้านหลังธาริศตามมา
       “รัญ...รอเดี๋ยว”
       บนบันไดเลื่อนมีหญิงสูงอายุยืนบังอยู่ หันมามองธาริศว่าเรียกใคร ทำให้ยืนขวางทางเต็มบันได ธาริศพยายามขอทาง
       “ขอโทษนะครับ ขอทางหน่อย..รัญ”
       รัญธิดาวิ่งนำหน้าไปตามทางชั้นบน แล้วหลุดไปตามทางแยก
       ธาริศวิ่งตามมาจนถึงทางแยก แต่ไม่มีร่างของรัญธิดาแล้ว ธาริศมองรอบทิศ ท่าทางผิดหวังมาก
      
       ส่วนรัญธิดาวิ่งหนีมาก่อนจะหลบเข้าไปในมุมลับตาคน น้ำตาไหลพราก
       “ไม่จริง..มันไม่ใช่เรื่องจริง..ไม่จริง”
       รัญธิดาพึมพำ พยายามปิดปากห้ามตัวเองไม่ให้ร้อง แต่เหมือนน้ำตาก็ยิ่งไหลออกมา เหมือนความทุกข์ที่อยู่ในใจ
      
       แพทกับพีทเดินดูไร่ มองวิวทิวทัศน์สวยงามอย่างเบิกบานใจ
       “นี่คุณ..คุณบ้าหรือดี คุณพาชั้นมาที่นี่ทำไม ชั้นมีงานทำค้างอยู่นะ” แพมบ่นอุบ
       ทั้ง2คนชะงัก เมื่อเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ เมื่อมีปืนยาวจ่ออยู่ที่เอวพีทและแพทคนละกระบอก
       “ก็บอกแล้วว่าไม่ขายไง พวกเอ็งยังไม่กลับไปอีกเหรอ” เสียงผู้ชายดังขึ้น
       แพทกับพีทตกใจ ยกมือขึ้นอัตโนมัติ แสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีอาวุธ
       “ใจเย็นๆ ครับ ผมเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกนะครับ แล้วก็ไม่ได้พกอาวุธอันตรายอะไรมา”
       “จริงค่ะ รถเราเสียหลักตกข้างทางอยู่ตรงถนนข้างนอกโน้น เราเลยมาหาคนช่วยค่ะ”
       ที่แท้เป็นป้าลุงสองผัวเมียเจ้าของที่ดินซึ่งมองหน้ากันงงๆ
       แพทกับพีทค่อยๆหันหลังไปมองช้าๆ หน้าตาตื่นกลัว
       “เรามาดีจริงๆ นะครับ ใจเย็นๆ นะครับ”
       ลุงกับป้าค่อยๆ ลดปืนลงช้าๆ
      
       ครู่ต่อมา พีทคุยกับลุง สามคนอยู่ในโรงเก็บอีกมุม
       “ตอนเด็กๆ พ่อผมเคยพามาแถวนี้ ผมจำได้ ตอนนี้เริ่มมีคนสนใจที่แถวนี้แล้วเหรอครับ”
       “ถ้ามาขอซื้อดีๆ ก็คงพอคุยกันได้ แต่นี่มันมากดราคาจะเอาไปขายต่อ ถึงผมเป็นชาวนาชาวไร่ แต่ก็ไม่ได้โง่นะ” ลุงบอก
       พีทเงียบไม่พูดอะไร แพทไม่รู้เรื่องรู้ราวพูดไปเรื่อย
       “อย่าขายดีแล้วค่ะ ลุง พวกที่มาซื้อ ก็คงเอาไปขายต่อกับพวกนายทุน ซึ่งก็คงซื้อไปทำสนามกอล์ฟบ้าง บ้านพักตากอากาศบ้าง นับวันคนพื้นที่ก็ยิ่งไม่มีที่ทำมาหากิน”
       “อย่าเหมารวมซิคุณ แต่คนที่ซื้อเค้าอาจไม่เป็นอย่างนั้นทุกคนก็ได้”
       ป้าเดินเข้ามาพร้อมขันน้ำในมือ
       “กินน้ำก่อนคุณ”
       ป้าส่งขันน้ำให้แพทกิน แพทดื่มน้ำจากในขันอย่างชื่นใจ
       “น้ำหวานจังเลยจ๊ะป้า”
       “น้ำฝนในตุ่มข้างนอกน่ะ” ป้าบอก
       “ไม่ได้กินน้ำฝนแบบนี้มานานแล้วชื่นใจกว่าน้ำในตู้เย็นเสียอีก งั้นขออีกหน่อยนะป้า”
       “เออ เอาเถอะ มีเยอะแยะ ไปตักเอาเลยจะกินแค่ไหน ไม่หวงหรอก น้ำจากฟ้าไม่ได้ซื้อได้หาอะไร”
       “ขอบคุณค่ะ”
       แพทยิ้มแป้น รีบออกไป
       “แม่สาวคนนั้น...” ป้าตั้งท่าจะพูดต่อ พีทรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธทันที
       “ไม่ใช่ ครับ ไม่ใช่ ผมรู้ว่าป้าจะถามอะไร ไม่ใช่เมียผมครับ แฟนก็ไม่ใช่นะครับ เค้าเป็นน้าของแฟนผม”
       “เปล่า...ป้าจะถามว่าคุณหิวน้ำหรือเปล่าล่ะ แม่สาวคนนั้นกินจนหมดขัน คุณตามไปกินซิ”
       พีทหน้าแตก
      
       ขณะที่แพทเดินไปตักน้ำจากตุ่มที่วางเรียงกันอยู่ด้านนอก เห็นมีมือใครคนหนึ่งเลื่อนกระเบื้องจากหลังคา ทำให้กระเบื้องนั้นค่อยๆ เลื่อนลงมา ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือลูกน้องของกำนันที่เป็นคนทำ พีทเดินตามออกมาเห็นพอดี
       “ระวัง คุณ”
       พีทโถมเข้าไปทั้งตัว เอาตัวเองบังแพทไว้ได้ แต่กลับล้มลงไปทั้งคู่ สองคนผัวเมียวิ่งออกมาดู ตกใจเช่นกัน แต่มีกระเบื้องอีกแผ่นเลื่อนลงมาอีก
       แพทตะโกนบอก “ระวัง คุณ”
       พีทกลิ้งตัวหลบอีกที ทั้งสองกอดกันกลมกลิ้งออกไป ต่างคนต่างรู้สึกแปลกๆ ทั้งคู่ฟุบอยู่ตรงบริเวณใกล้ๆ นั้นสักครู่
       “เป็นยังไงกันมั้งคุณ...คุณ” ลุงเรียกทั้งสองคน
       แพทกับพีท ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
       “ผมไม่เป็นไร” พีทค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น
       “แต่ฉันเป็น...โอ๊ย!!”
      
       แพทจับที่เท้า พบว่าเศษกระเบื้องบางส่วน กระเด็นมาโดนหลังเท้าของเธอ จนมีเลือดไหลซึมออกมา


  


       ในเวลาเดียวกัน ที่ร้านสปาของรุจรวีในกรุงเทพฯ ทักษอรเลื่อนซองกระดาษให้แม่สามี รุจวีรับมาท่าทางเขินๆ แล้วเปิดดู เป็นเช็คเงินสดจำนวน 2 ล้านบาท
      
       “แค่นี้คงพอนะค่ะคุณแม่” ทักษอรเอ่ยขึ้น
       รุจรวีดูจำนวนเงินบนเช็คอย่างพอใจ “พอจ๊ะขอบใจมากนะลูก ความจริงแม่ติดค่าตกแต่งไม่เท่าไหร่หรอกนะ แต่ช่างมันทำเหมือนเรื่องคอขาดบาดตาย เดี๋ยวพอแม่หมุนเงินได้เมื่อไหร่จะรีบเอาไปคืนลูกอรนะจ๊ะ”
       “ไม่ต้องหรอกค่ะคุณแม่ เงินของหนูก็เหมือนของคุณแม่นั่นแหละค่ะ แต่คุณแม่ต้องรับปากนะค่ะว่าจะจัดการเรื่องพี่ธาริศให้หนู” ทักษอรบอกเงื่อนไข
       รุจรวีมีท่าทีอ่อนลง “เรื่องรูปนั่นเหรอจ๊ะ”
       “ผู้หญิงคนนั้นมันเป็นใครคะคุณแม่ ขนาดเห็นแค่มือ พี่ธาริศก็ยังเก็บรูปมันไว้”
       รุจรวีหลบตาวูบ “มันก็คงจะเป็นแค่ป๊อปปี้เลิฟน่ะจ้ะ”
       ทักษอรจี๊ดขึ้นมา “นี่มันเป็นเรื่องจริงเหรอคะ คุณแม่ก็รู้เห็นเป็นใจ หลอกอรด้วยเหมือนกัน”
       รุจรวีรีบออกตัว “แม่ก็...ไม่ค่อยรู้อะไรมาก เรื่องมันตั้งแต่สมัยตาธาริศยังเรียนมหาวิทยาลัย ผู้หญิงคนนั้น หน้าตายังไงแม่ยังไม่เคยเห็นเลย” หญิงสูงวัยทอดถอนหายใจพยายามปลอบ “ใจเย็นๆ ก่อนนะจ๊ะอร เรื่องในอดีตปล่อยมันไปเถอะ”
       “คุณแม่คงต้องบอกพี่ธาริศมากกว่า ตั้งหลายปีแล้วยังแอบเก็บรูปเอาไว้
       “มันไม่สำคัญหรอก เพราะตอนนี้ตาธาริศเค้าเป็นสามีหนู แม่คิดว่า บางทีลูกสองคนอาจจะเครียดเกินไป ตาธาริศก็ทำแต่งาน หนูก็ต้องอยู่บ้านคนเดียว เรื่องแค่นิดเดียวถึงได้กลายเป็นเรื่องใหญ่แบบนี้”
       “แล้วคุณแม่จะให้อรทำยังไง” ทักษอรเริ่มมีท่าทีอ่อนลง
       “บางที เราก็ควรใช้ไม้นวมกับผู้ชายบ้างนะจ๊ะ การทะเลาะกันมันไม่ช่วยมให้อะไรๆ ดีขึ้นหรอก...เชื่อแม่เถอะจ้ะ”
       ทักษอรชะงักครุ่นคิดตาม
      
       ตกตอนกลางคืน พีทเดินออกมาจากห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ท่าทางเครียดๆ เฉิดโฉมถลาเข้ามาหา จับแขนถามอย่างห่วงใย
       “คุณพีท คุณพีทเจ็บตรงไหนมั่งคะ พอเฉิดรู้ข่าวว่าคุณพีทเกิดอุบัติเหตุนะคะ เฉิดก็ร้อนใจ กรุงเทพฯ ปากช่องระยะทางแค่นี้เอง ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง แต่คราวนี้ทำไมมันช่างนานแสนนาน เหลือเกิน”
       พีทดึงมือออกจากเฉิดโฉม เงยหน้ามองรัญธิดาที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักกับประทิน
      
       “ผมไม่ได้เป็นอะไร” พลางเดินไปหารัญธิดา “แต่คุณน้าของคุณ...”
       รัญธิดาใจหล่นวูบ หน้าซีดลงทันที “น้าแพทเป็นอะไรไปค่ะ” รัญธิดาเสียงดังขึ้น “น้าแพท”
       พร้อมกันนั้นรัญธิดาทำท่าจะถลาเข้าไปในห้องฉุกเฉิน แต่ต้องชะงัก เพราะ บุรุษพยาบาลเข็นรถพาแพทออกมาพอดี
       “น้าไม่ได้เป็นอะไรหรอกจ้ะ”
       รัญธิดาชะงัก แพทยิ้มให้ เห็นที่เท้าข้างหนึ่งมีผ้าพันอยู่เต็ม
      
       ไม่นานต่อมา ที่หน้าบ้านแพท อะตอมกระโดดเข้ากอดแพทเต็มแรง
       “แม่แพทครับ แม่แพทไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”
       “แม่แพทไม่เป็นอะไร เราเข้าบ้านกันก่อนเถอะจ้ะ” แพทโขยกเขยกมีไม้เท้าพยุงเดินเข้าบ้านไปกับอะตอม
       พีทซึ่งมาส่งมองตามแล้วหันมาทางรัญธิดา
       “คุณหมอบอกว่าเย็บแผลให้เรียบร้อยส่วนที่โดนกระเบื้องบาด เอ็กเรย์เรียบร้อย ไม่มีกระดูกเท้าร้าวหรือหัก แต่คุณน้าของรัญอาจจะคงเดินไม่ถนัดไปหลายวัน อีกอย่าง เรื่องค่าใช้จ่าย รัญไม่ต้องเป็นห่วงนะ ผมจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง”
       “ขอบคุณค่ะ”
       “ขอบคุณทำไม ผมเป็นคนพาคุณแพทไปได้รับบาดเจ็บ ผมก็ต้องรับผิดชอบสิ” ชายหนุ่มถอนใจโล่งอก “ผมขอตัวกลับก่อนนะ”
       พีทเดินจะไปขึ้นรถ แต่ชะงักนึกบางอย่างขึ้นได้ หันมา
       “เกือบลืม” พีทควักกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ของแพทออกมา “ฝากคืนโทรศัพท์นี้ ให้น้าของคุณด้วย...ฝากบอกเค้าด้วยว่า...ผมขอโทษ”
       พีทเดินขึ้นรถขับออกไป รัญธิดายังยืนถอนใจอยู่ อาการยังไม่ค่อยดีนัก เพราะเพิ่งเจอธาริศมาไม่นาน
      
       แพทนั่งพักกึ่งเอน พันผ้าไว้ ข้างเตียงมีไม้เท้าข้างหนึ่งไว้ยันช่วยลุกขึ้น รัญธิดาตามมาเอาโทรศัพท์วางไว้ให้
       “คุณพีทฝากมาให้ น้าแพทค่ะ”
       แพทดีใจ รีบกดหารูป
       “โชคดีนะ ที่ยังไม่ได้ลบ”
       “ตกลงมันเรื่องอะไรกันคะ ทำไมโทรศัพท์น้าแพทไปอยู่ที่คุณพีท แล้ว...”
       แพทมองอะตอม
       “อะตอมออกไปข้างนอกก่อนไป” อะตอมออกไป
       “น้าคิดว่า ถ้าจะเล่าเรื่องทั้งหมด เราควรเริ่มที่รัญดูรูปที่น้าถ่ายมาก่อน”
       แพทยื่นโทรศัทพ์ให้ รัญธิดารับมาดู เห็นเป็นรูปพีทที่กอดกับผู้หญิงตรงล็อบบี้โรงแรม ก็อึ้งไปนิดหนึ่ง
       “เพราะรูปพวกนี้แหละ น้าถึงโดนนายนั่นลากไปด้วย เห็นรึยังรัญธิดา ว่าผู้ชายที่เธอเลือกเค้าร้ายขนาดไหน”
       แพทบอกสีหน้าเรียบเฉย
      
       ส่วนธาริศ เดินกลับไปกลับมาอย่างวุ่นวายใจ ภาพในอดีตหลั่งไหลเข้ามาในห้วงคำนึงราวกับสายน้ำ
       ภายในห้องพักขนากเล็ก สภาพเหมือนหอพักทั่ว ข้าวของอุปกรณ์การเรียนดูออกว่าเป็นห้องนักศึกษาสถาปัตย์ ด้วยมีกองกระดาษ เขียนแบบ และโมเดลต่างๆ วางอยู่
       ธาริศเค้กก้อนเล็กๆ วางลงตรงหน้าของรัญธิดา ในวัย 15 ปี
       “สุขสันต์วันเกิดจ๊ะ รัญ”
       รัญธิดามีสีหน้าปลาบปลื้ม
       “ขอบคุณค่ะพี่ริศ เค้กน่ากินจังเลย”
       “อธิษฐานสิจ๊ะ แล้วเป่าเทียนคำอธิษฐานจะได้เป็นจริง”
       รัญธิดายิ้มกว้างท่าทีน่ารัก หลับตาอธิษฐาน แล้วเป่าเค้กอย่างตั้งอกตั้งใจ
       “พี่มีของให้รัญด้วย” ธาริศบอก
       รัญธิดายิ้ม “อะไรคะ”
       “เปิดดูสิ”
       รัญธิดาเปิดกล่องดู ข้างในเป็นแหวนวงเล็กๆ วงเดียวกับในรูปถ่ายที่ธาริศหวงแหน และวงเดียวกับที่บ้านของรัญธิดานั่นเอง รัญธิดาตื่นเต้นปนตกใจ ธาริศหยิบขึ้นมา แล้วจับมือรัญธิดาไว้
       รัญธิดาตื่นตกใจพยายามดึงมือออก
       “พี่ริศ!”
       “พี่ยกให้แหวนวงนี้เป็นตัวแทนความรักของเรา ที่จะไม่มีจุดสิ้นสุดเหมือนวงกลมของแหวนวงนี้”
       ธาริศใส่แหวนให้รัญธิดาที่ตะลึงอยู่
       “อีกไม่กี่เดือนพี่ก็จะเรียนจบแล้ว พี่จะรีบหางานทำแล้วเก็บเงินสักก้อน สร้างบ้านเล็กๆ ที่พี่ออกแบบเอง แล้วเราก็จะอยู่ด้วยกัน พี่จะไม่มีวันให้รัญโดนทำร้ายอีกแล้ว พี่จะเป็นคนดูแลรัญเอง”
       รัญธิดาตื้นตันใจ “พี่ธาริศ”
       “สัญญากับพี่นะ ว่าจะแต่งงานกันทันทีที่พี่เรียนจบ”
       ทั้งคู่สบตากัน รัญธิดาพยักหนีรับ แล้วโผเข้ากอดธาริศอย่างเด็กที่ดีใจได้ของถูกใจ ทั้งคู่กอดกันแนบแน่น
      
       ธาริศดึงตัวเองกลับมา ถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม
      

       จังหวะนี้ประตูบ้านเปิดออก ทักษอรเดินเข้ามาทั้งคู่ชะงัก สบตากัน ธาริศเป็นฝ่ายเดินเลี่ยงหนีเข้าห้องไป
      
       ทักษอรฉุนกึก “พี่ธาริศ!” ธาริศชะงัก “นี่ใจคอจะไม่ทักไม่ทาย ถามไถ่กันหน่อยเลยเหรอค่ะว่าอรไปไหนมา”
       ธาริศถอนใจนิดๆ “อรไปไหนมาละจ๊ะ”
       “อรไปหาคุณแม่ของพี่มาค่ะ”
       “จ้ะ....ก็ดี” ทำท่าจะเดินหนีอีก
       ทักษอรโพล่งขึ้น “พี่ริศ อรถามจริงๆ เหอะ พี่ริศเคยรักอรบ้างมั้ยคะ”
       ธาริศชะงัก “พูดอะไรอย่างนั้นละอร ดึกแล้วนือรกลับมาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำก่อนเถอะ”
       “ว่าไงค่ะ” ทักษอรน้ำตาคลอ แล้วค่อยๆ ไหลลงมาอาบสองแก้ม
       ธาริศมองทักษอร เห็นน้ำตาและท่าทีแสนเจ็บช้ำ จึงเริ่มอ่อนโยนลง เดินไปหาทักษอรโอบไหล่เบาๆใจอ่อนเล็กน้อย นึกถึงเรื่องราวในอดีต
      
       ตอนนั้นธาริศอายุเพียง 20 ปี รุจรวีผู้เป็นแม่น้ำตาคลอ ขณะพูดอ้อนวอนธาริศที่มีท่าทีโกรธแค้นอยู่
       “เถอะนะ ธาริศ ...เห็นแก่แม่ ทักษอรเป็นเด็กดีแล้วเค้าก็รักลูกมากนะจ๊ะ”
       “แต่ผมไม่ได้รักเค้า ผมจะแต่งงานกับเค้าได้ยังไง”
       “ธาริศ พ่อของลูกเค้าทิ้งเราสองคนไว้กับหนี้ก้อนใหญ่นะ ถ้าหนูไม่แต่งงานกับหนูอร เราสองคนจะมีปัญญาอะไรไปใช้หนี้เค้า”
       ธาริศแทบคลั่ง
       “แต่ผม...ผมรักคนอื่นอยู่แล้วครับแม่”
       “หรือลูกจะปล่อยให้แม่ล้มละลาย แล้วก็หนีไปอย่างพ่อเค้า ความรักน่ะมันกินไม่ได้นะลูก”
       ธาริศอึ้ง รุจรวีเข้ามากุมมือลูกชายไว้
       “แม่เลี้ยงลูกมาให้ทั้งความรักความเข้าใจ ตามใจลูกทุกอย่าง แล้วเวลานี้ แม่ขอให้ลูกช่วย ลูกจะไม่ยอมทำเพื่อแม่เลยหรอจ๊ะ”
       ธาริศสบตาแม่ พูดไม่ออก
      
       นึกเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ธาริศหันมาหาภรรยา พูดเอาใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
       “คิดมากอะไร วุ่นวายไปกันใหญ่แล้ว ไปอาบน้ำเถอะจ้ะ เดี๋ยวพี่ผสม น้ำอุ่นไว้ให้นะ”
       ธาริศจูบผมทักษอรอย่างอ่อนโยน แล้วโอบไหล่พาเข้าห้องไป
      
       สองคนอยู่มุมหนึ่งในบ้าน ท่าทีแพทโมโหหนัก
       “อะไรนะ นี่รัญไม่เชื่อน้าเหรอ”
       “เปล่าค่ะ รัญเชื่อว่าถ้าแพทถ่ายรูปนั้นมาจริงๆ ไม่ได้สร้างเรื่องหรือโกหก”
       “ถ้าอย่างนั้นก็ไปบอกเลิกตานั้นได้เลย” รัญธิดาอึ้งๆ ไป “หรือถ้ารัญไม่กล้า น้าจะไปพูดให้เอง”
       “น้าแพทคะ สมัยนี้ ผู้หญิงกับผู้ชายที่เป็นเพื่อนกันกอดทักทายกันแบบนี้เยอะแยะนะคะ ไม่ได้เป็นเรื่องที่เป็นไปทางชู้สาวอย่างเดียว สถานที่ที่เค้าพบกันมันก็เป็นที่สาธารณะ ไม่ได้ทำในที่ลับตาคน”
       แพทขึ้นเสียง “พอแล้ว! ไม่ต้องยกเหตุผลร้อยแปดมาหรอก ทั้งหมดมันเป็นเพราะรัญไม่อยากเลิกกับนายพีทนั่นต่างหาก”
       “รัญจะไปถามเค้าให้รู้เรื่องก่อนค่ะ ว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่” รัญธิดาบอก
       แพทอดฉุนไม่ได้ “จะต้องถามทำไมอีกในเมื่อมันเห็นอยู่ชัดๆ แบบนี้แล้ว”
       “น้าแพทคะ รัญทราบว่าน้าแพทหวังดี แต่คนเราถ้าจะคบกัน แต่ไม่เชื่อใจกัน แล้วจะคบกันต่อไปยังไง จริงมั้ยคะ”
       “น้าดีใจที่รัญพูดแบบนี้ แล้วรัญละ ทำอะไรให้เค้าเชื่อในตัวรัญบ้างแล้วหรือเปล่า คนเราถ้าจะคบกันแล้วมีเรื่องปกปิดเรื่องโกหก ความสัมพันธ์มันจะไปรอดได้ยังไง...ถ้าวันนึงคุณพีทเค้ารู้ว่ารัญ” แพทอดพูดเรื่องอดีตขึ้นมาไม่ได้
       รัญธิดาตวาดขึ้นมาสุดเสียง “พอแล้วค่ะ...พอที”
       แพทชะงัก
       “น้าแพทไม่เข้าใจหรอกค่ะ ไม่มีวันเข้าใจ”
       รัญธิดาน้ำตาคลอแล้ววิ่งหนีออกจากห้องนั้นทันที แพทถอนใจ ทั้งเหนื่อยอ่อนและหนักใจ
      
       รัญธิดาวิ่งเข้ามาในห้อง น้ำตาคลอ ภาพตอนเจอธาริศแว่บเข้ามาในห้วงคิด ตอนสองคนตาสบกันอย่างตะลึง และธาริศวิ่งตาม
       รัญธิดาน้ำตาไหลเป็นทาง มองแหวนของพีทในมือ ครวญคร่ำ
       “คุณพีทค่ะ ช่วยรัญด้วย รัญอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ รัญต้องลืมเค้าให้ได้”
       รัญธิดาน้ำตาไหลอาบแก้ม แต่แววตาแน่วแน่ตัดสินใจได้เด็ดขาด
      
       เช้ามืดวันต่อมา เปลี่ยนโมโห ตบหัว ชิด ลูกน้องอย่างแรงที่สะเออะ แต่ดันทำพลาด สองคนอยู่ที่ลานบ้านกำนันคง
       “บอกแล้วไง เรื่องนี้ข้าจะเป็นคนจัดการเอง”
       “ก็แค่เตือนมันนิดๆ หน่อยๆ จะเป็นอะไรไป” ชิดบ่น
       “เป็นซิวะ มันทำให้ข้าทำงานยากขึ้น แกมันประมาท ทำกระเบื้องหล่นใส่มันอย่างไม่มีลีลาอย่างนี้นะ ไอ้พีทมันไม่ใช่ไก่อ่อนไม่รู้เรื่องอะไรนะโว้ย มันต้องรู้ว่ามีคนจงใจทำร้ายมัน...ถ้ามันไม่ฉลาด มันคงไม่ขึ้นมาคุมรีสอร์ทแทนพ่อมันได้หรอก”
       “แล้วก็คุมพวกเอ็งด้วยใช่มั้ย” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น
       เปลี่ยนชะงัก “ไอ้ชัย!”
       เปลี่ยนคลักปืนออกมาทันที ชัยควักปืนออกมาด้วย ต่างคนต่างเล็งกัน ด้านหลังชิดก็ควักปืนออกมาด้วยเหมือนกัน บรรยากาศตึงเครียด
       เสียงปืนดังปัง!
       เป็นกำนันคงยิงปืนขึ้นฟ้า สองคนหันมาดู
       “เฮ้ย กินข้าวหม้อเดียว กัดกันทำไมวะ”
       “กำนัน” เปลี่ยนอุทาน
       “เก็บปืนข้าบอกให้เก็บปืน”
       ทุกคนลังเลอยู่อึดใจ แล้วจึงยอมเก็บปืนแต่โดยดี
       “เรื่องไอ้พีท ข้าเป็นคนสั่งไอ้ชัยเองว่าให้สั่งสอนมัน” กำนันคงเดินเข้ามาหาเปลี่ยน “ไหนเอ็งว่าไอ้พีทมันไม่สนที่ดินตรงนั้น แล้วทำไมมันถึงลงไปดูเอง”
       เปลี่ยนหลบตา “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่กำนันไม่ต้องห่วง เมื่อฉันรับปากว่า จะจัดการให้ ก็ต้องทำให้สำเร็จแน่นอน แต่ขอเวลาฉันหน่อยเถอะ”
       “เออ ก็ให้มันได้อย่างปากพูดเถอะ อย่าเป็นแค่ราคาคุยเหมือนคราวก่อนก็แล้วกัน...เลี้ยงคนแล้วไม่มีผลงาน ก็ไม่รู้จะเลี้ยงไว้ทำไมพวก เอ็งว่ามั้ย” กำนันคงว่า
      
       เปลี่ยนชักหนาวๆ อยู่เหมือนกัน


  


       เปลี่ยนกับชิดเดินคุยกันเข้ามาในรีสอร์ตอีกมุม
      
       “ฉันว่าไอ้กำนันมันกำลังขู่พี่เปลี่ยนนะ”
       “เออ ข้ารู้แล้ว แต่เอ็งไม่ต้องกลัวไปหรอก มันก็ได้แค่ขู่เท่านั้นแหละวะ ของอย่างนี้ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ข้า ก็กำความลับของมันอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน!”
       “แล้วพี่คิดว่าคุณพีทมันจะรู้ไหมว่าเรากำลังทำงานให้ฝ่ายตรงข้ามอยู่”
       “จะรู้ได้ยังไง ในเมื่อข้าก็ทำท่าจงรักภักดีออกอย่างนี้...ทั้งๆ ที่ข้าเกลียดไอ้เด็กนั่นอย่างกับอะไร มันชอบทำเป็นว่ารู้อะไรดีทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว มันเป็นแค่เด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมใกล้ๆ นั้นมี...”
       เสียงพุ่มไม้ไหว เปลี่ยนชะงักทันที
       “นั้นใคร! มาทำอะไรตรงนี้”
       ชิดควักปืนขึ้นเล็งทันที
       “ออกมาบอกให้ออกมา ไม่งั้นฉันยิงสมองกระจุยแน่”
       ชูค่อยๆ ออกมา เอาผ้าคลุมลง แล้วยกสองมือขึ้น
       “ฉันเองพี่ อย่ายิง”
       “ไอ้ชูเอ็งมาทำอะไรแถวนี้ นี่ยังไม่ถึงเวลาเข้างานเลย หรือว่าเอ็งแอบ สะกดรอยตามข้า” เปลี่ยนถามเสียงดัง
       ชูงง “สะกดรอยตาม ตามไปไหนเหรอพี่” เปลี่ยนไม่ตอบเพราะดูชูไม่รู้ “ฉันมาจับหนอนนะ เช้า ๆ แบบนี้ มันชอบมากินดอกไม้ กลีบสวยๆ ที่ฉันเผ้าประคบประหงมดูแล แหว่งหมด”
       ชูทำทีส่องต้นไม้หาหนอนทันที
       “งั้นเหรอ” ชูพยักหน้ายืนยันความบริสุทธิ์ใจ “เออดี หัดทำงานให้คุ้มค่าแรงที่จ้างบ้างไปไอ้ชิด”
       เปลี่ยนกับชิดเดินออกไป ชูโล่งอก เหลียวหน้าเหลียวหลัง พอไม่เห็นใคร รีบทำสัญญาณส่งเสียง
       ก่อนจะมีเสียงส่งตอบออกมา ชูดีใจรีบเข้าไปหาที่พุ่มไม้ ปรากฏว่าเป็นฝน ฝนมองไปทางเปลี่ยน
       “น้าเปลี่ยนไปไหนมาแต่เช้ามืดแบบนี้ ดูลับๆ ล่อๆ พิกล”
       “ก็อาจจะเหมือนชูก็ได้ ที่ทนไม่ไหวเพราะใจมันสั่งให้ออกมา”
       ฝนตีชูดังผัวะ “อี๋ย์ สำนวนลิเกมาก” ฝนออกอาการเขินๆ เล่นตัว “นัดฉันมา มีเรื่องอะไร ก็รีบๆ พูดมาซิ ฉันมีงานต้องทำอีกเยอะแยะ”
       “ถ้าบอกว่าเรื่องคิดถึง ฝนจะเชื่อชูมั้ย”
       ฝนเขินซัดไปอีกผัวะ ยังไว้ตัวไว้ท่าอยู่นิดๆ เช่นเคย
      
       เช้าวันเดียวกัน แพทกำลังจัดอาหารเช้าให้อะตอม มีเตอร์ทำหน้าหนักใจอยู่ใกล้ๆ แพทยังใช้ไม้เท้าอยู่
       “เมื่อคืนพี่ป๋องโทรมาโวยวายกับชั้นจนหูชา หาว่าเธอทิ้งงาน นี่ถ้าเค้ารุ้ว่าเธอเจ็บตัวขนาดนี้เค้าคงจะหายโกรธนะ”
       แพทถอนใจ “ถึงยังไงชั้นก็ผิด ที่ทิ้งงานไปแบบนั้น พี่ป๋องคงไม่หายโกรธง่ายๆ หรอก”
      
       “เธอก็ไปขอทาเค้าสิ บอกว่า...ว่าที่น้องเขยลากไปทำธุระ”
       “มันสายไปแล้วละ พี่ป๋องโทร.มาเมื่อเช้า ฉันบอกเค้าไปแล้วว่าฉันลาออก”
       เตอร์ตาโต ตกใจ “อะไรนะ” / “อะไรนะคะ”
       เสียงรัญธิดาดังขึ้นพร้อมๆ กับเตอร์
       ทุกคนหันไปมองรัญธิดาที่เดินออกมา
       “น้าแพทพูดว่าอะไรนะคะ”
       “น้าขอลาออกจากงาน เพราะน้าทำงานบกพร่อง มันก็ถูกแล้วไม่ใช่หรอ น้าทิ้งงานมากลางคัน ทั้งๆที่งานกำลังจะเริ่มอยู่แล้ว พี่ป๋องถูกลูกค้าต่อว่า ชื่อเสียงของบริษัทก็เสียหาย น้าไม่สมควรทำงานกับพี่ป๋องอีกต่อไป”
       “แต่ว่า...รัญจะไปอธิบายกับคุณป๋องเอง”
       แพทยิ้มให้ “อย่าห่วงเลยรัญ น่าน่ะยังสามารถเลี้ยงอะตอม เลี้ยงรัญได้น่า คนเก่งๆ อย่างน้าน่ะทำงานกับใครก็ได้ทั้งนั้น ไปกันเถอะเตอร์ ชั้นคงขับรถไม่ได้อีกหลายวัน เธอต้องทำหน้าที่เป็นคุณพ่อขับรถคอยรับส่งอะตอมกับชั้นนะ”
       เตอร์ร้องลั่น “ว้าย พูดอะไรหยาบคาย พ่อเพ่ออะไร บ้าที่สุด น้าย่ะ น้าสาว”
       เตอร์ค้อนขวับ แพทโขยกเขยกจูงอะตอมออกจากบ้านไป รัญธิดามองตามอย่างหนักใจ)
      
       ขณะเดียวกันพีทคุยกับประทินที่ห้องทำงาน
       “แม่นายสั่งให้ผมบอกคุณพีทว่า ท่านอยากจะจัดงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับคุณรัญเข้ามาสู่ครอบครัวในคืนวันศุกร์นี้ครับ”
       “จะทำอย่างนั้นได้ยังไง แม่รับปากกับยัยน้าตัวแสบนั่นว่าจะไม่มีพิธีฉลองหมั้นอะไรทั้งนั้น...ขืนจัดงานแบบนี้เค้าก็ได้อาละวาดอีกสิ”
       “ผมว่าแม่นายคงอยากจะมีงานรื่นเริงน่ะครับ หมู่นี้ท่านดูซึมๆ ไป เราก็ทำเหมือนเป็นงานธรรมดา ไม่ได้มีโอกาสพิเศษอะไร แค่อยากจัดงานเฉยๆ แบบนี้ดีไหมครับ”
       พีทถอนใจ “ท่ามันจะทำให้แม่มีความสุขก็เอาเถอะ...ตามใจ”
       ประทินยิ้มโล่งอก ทำท่าจะออกจากห้องแล้วชะงัก หันกลับมา
       “แล้วเรื่องอุบัติเหตุเมื่อวาน”
       “มันไม่ใช่อุบัติเหตุ ฉันเห็นกลับตา ว่ามีคนอยู่บนหลังคา แล้วผลักกระเบื้องหล่นลงมา”
       ประทินตกใจ “แล้วมันเป็นใครครับ”
       “ฉันเห็นหน้าไม่ถนัด”
       “มันเป็นคนของกำนันหรือเปล่าครับ”
       “ถ้าเรายังไม่มีหลักฐานก็ไม่ควรไปปรักปรำเค้า เรื่องนี้อย่าพูดออกไปนะ แม้แต่แม่นายก็รู้ไม่ได้ แล้วคุณประทินก็ไปสืบเรื่องนี้มาว่าใครเป็นคนทำ”
       “ครับ”
       มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ก่อนจะเห็นรัญธิดาโผล่เข้ามา หน้าตาดูร้อนใจ
       “คุณพีทคะ รัญขออนุญาตคุยด้วยหน่อยสิคะ”
      
       พีทกับรัญธิดาเดินคุยกันมาในรีสอร์ต
       “ตกลงน้าคุณ เค้าจะไม่ยอมมองผมในทางที่ดีบ้างเลยใช่มั้ย ยังดีนะ ที่รัญหนักแน่นพอ ไม่ตามเกมเค้าที่อยากให้เราเลิกกัน”
       “ค่ะ”
       รัญธิดาพยักหน้ารับ ไม่ได้ถามต่อ จนพีทแปลกใจ
       “รัญจะไม่ถามเหรอผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
       “ไม่ค่ะ รัญไม่อยากรู้ ...” รัญธิดาหันมายิ้มให้ “ถ้าคุณพีทอยากบอกก็คงบอกไปแล้ว รัญคิดว่างั้นก็ไม่ควรก้าวก่าย คนเราต่อให้สนิทกันแค่ไหน แต่ก็ต้องมีมุมส่วนตัวกันทั้งนั้น เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ได้อยากบอกให้ใครรับรู้”
       “ก็เพราะแบบนี้แหละผมถึงเลือกรัญ ถึงรัญจะอายุน้อย แต่ผมว่าดูรัญเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ดูเข้าใจโลก ไม่เรื่องมากยุ่งยากเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       “มีแค่เรื่องนี้ใช่ไหมที่คุณอยากจะถามผม”
       รัญธิดาอึกอัก “คือ...” ตัดสินใจบอกออกมา “คุณพีทคะ...เรื่องเมื่อวาน...ที่น้าแพทไปที่สวนกับคุณน่ะค่ะ คือ...น้าแพทโดนตำหนิเรื่องทิ้งงาน เค้าก็เลยลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ”
       “ลาออกงั้นเหรอ”
      
       พีทอึ้ง นิ่งงันไป พลอยรู้สึกแย่ไปด้วย

       จบตอนที่  3
ตอนที่ 4
      
       ทางด้านเตอร์กำลังวุ่นวายอยู่กับการเสิร์ฟกาแฟ เทคแคร์ลูกค้าอยู่ในร้าน ก่อนจะเหลือบดูนาฬิกา
      
       “อุ๊ย ตายแล้ว บ่ายสามแล้วเหรอเนี่ย...” เตอร์หันไปบอกเด็กในร้าน “พี่ไปธุระ เดี๋ยวมานะ”
       เตอร์รีบจะผลักประตูร้านออกไป แต่ปรากฏว่ามีคนเปิดเข้ามาเสียก่อน เตอร์วี้ดใส่
       “อ๊าย ตาบอดหรือไงย่ะ เปิดสวนเข้ามาได้ ซิลิโคนจมูกชั้นเบี้ยวไป ใครจะรับผิดชอบ” แต่พอเห็นว่าเป็นใคร จึงชะงักทันที “อุ๊ย คุณพีท!”
       “ผมมาหาคุณแพท ไปหาที่บ้านก็ไม่เจอ เค้าไม่ได้อยู่ที่นี่เหรอครับ”
       “หายายแพท มีธุระอะไรกับเค้าไม่ทราบคะ”
       พีทมองหน้าเตอร์งงๆ
       “ฉันเป็นเพื่อนรักของยายแพท ถ้าคุณมีอะไรกับยายแพท พูดกับฉันก็ได้”
       พีทมองหน้าเตอร์อย่างลังเล
      
       แพทที่ขายังเจ็บอยู่ นั่งชะเง้อคอมองไปที่หน้าโรงเรียนอนุบาลอย่างหงุดหงิด โดยมีอะตอมเล่นอยู่ข้างๆ แพทหยิบโทรศัพท์มาโทร. แต่โทร.ไม่ติด
       “ทำอะไรอยุ่นะนังเตอร์
       รถพีทแล่นเข้ามาจอดเทียบ พีทลงมาอะตอมเห็นพีทยกมือไหว้
       “สวัสดีครับลุงพีท”
       แพทมอง งงๆ
       “ครับผม ลุงแวะมาทำธุระแถวนี้ ผ่านโรงเรียนอะตอมพอดี ก็เลยคิดได้ว่า น่าจะแวะดู เด็กผู้หญิงที่ตอมเคยเล่าให้ฟังหน่อย หน้าตาจะน่ารักแค่ไหนน่ะ”
       อะตอมยิ้มเขินๆ “อ๋อ มะนาว เค้ากลับไปแล้วฮะ”
       แพทฉุนกึก “นี่ยังจะกล้าพูดเรื่องนี้อีกเหรอ ฉันยังไม่ได้เอาเรื่องคุณเลยนะ” กระชิบว่าพีทเบาๆ ไม่อยากให้อะตอมได้ยิน “สอนให้ลูกฉันชีกอตั้งแต่เด็ก”
       “เดี้ยงขนาดนี้ แล้วยังจะดุอีก เอางี้ไปว่ากันที่บ้านก็แล้วกัน จะกลับบ้านใช่มั้ยคุณขึ้นมาเลย เดี๋ยวผมไปส่งเอง”
       “คงไม่ต้องรบกวนคุณหรอก ฉันมีคนมารับ”
       เสียงโทรศัทพ์ดังพอดี มีรูปเตอร์ขึ้นหน้าจอ แพทยิ้มอย่างถือดี
       “เพื่อนฉันกำลังจะมารับแล้ว”
      
       เตอร์โทรศัทพ์หาแพทอย่างร้อนรน
       “ฮัลโหลแพท เหรอ ทำไงดีลูกค้าที่ร้านเยอะมากเลย ไม่รู้จะมากันทำไมนักเนี่ย...โอ๊ย ใช่ แล้วเด็กก็ทำคนเดียวไม่ไหว ฉันก็ต้องช่วยมัน”
       “งั้นเหรอ งั้นแกก็ดูร้านไปเถอะ เฮ้ย ไม่ต้องจะไล่ลูกค้าไปได้ไง...คราวหลังใครจะเข้าร้าน เออ เดี๋ยวฉันหาทางกลับเอง รถประจำทางมีเยอะแยะ”
       เตอร์ปิดโทรศัทพ์ นั่งเล่นอย่างสบายใจเฉิบ ในร้านกาแฟมีลูกค้าแค่ไม่กี่คน เตอร์ยิ้มกริ่มวางแผนกะพีท
       “ขอโทษนะยายแพท ชั้นแค่อยากให้เธอนั่งรถสบายๆ น่ะ อย่าโกรธกันนะ”
      
       ด้านพีทแอบฟังอยู่ อมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเก๊กหล่อเหมือนเดิม มองแพทเป็นทำนองว่าเอาไง แพทหันหลังคิดหนักว่าจะเอายังไงดี
       “กลับล้านกันเถอะครับแม่แพท อะตอมปวดท้อง”
       อะตอมวิ่งจู๊ดไปขึ้นรถพีททันที พีทยิ้มแล้วตามไป แพทอึดอัดแต่ทำอะไรไม่ได้ ต้องเดินใช้ไม้เท้ากะเผลกๆ ตามไป
       ไม่นานต่อมาพีทขับรถมาจอดส่งที่บ้าน อะตอมรีบร้อนลงจากรถ รีบขอบคุณพีทด้วย โดยที่ไม่ต้องสอน
       “ขอบคุณฮะ”
       เด็กน้อยวิ่งจู๊ดเข้าไปในบ้านทันที
       “ขอบคุณนะคะที่มาส่งเรา”
       แพทบอกขณะลงจากรถ
       “เดี๋ยวก่อน ผมได้ข่าวข่าวว่าคุณ ลาออกจากงาน เพราะเรื่องเมื่อวาน”
       “ฉันเบื่องานก็เลยออกแค่นั้นเอง อย่ามาทำหน้าแบบนั้น มันไม่เกี่ยวกับคุณเลยสักนิด”
       “แต่ผมว่าเกี่ยวนะ คุณบอกผมแล้วว่าคุณมีงานต้องทำ แต่ผมก็ยังลากคุณไปกับผมจนได้”
       “โอ๊ย ขอทีๆ อย่ามาดราม่าได้มั้ย ถึงฉันออกจากงาน แต่ฉันก็ไม่อดตายแล้วก็บอกอีกครั้ง ว่าไม่ต้องมารู้สึกผิดอยากรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น เรื่องนี้ฉันเป็นคนตัดสินใจเอง ไม่เกี่ยวกับคุณ”
       “นี่ผมพูดจริงๆ เหมือนกัน ผมอยากให้คุณมาทำงานที่รีสอร์ต” พีทว่า
       “ฉัน ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ คนอย่างฉันไปสมัครงานที่ไหนใครๆ ก็รับ ฉันหางานเองได้ ...แต่ก็ขอบใจนะที่มีน้ำใจอยากให้ความช่วยเหลือ แล้วก็เรื่องที่มาส่งวันนี้ด้วย เอาล่ะ คุณหมดธุระแล้วใช่มั้ย”
       พีทออกจะงงๆ อยู่ ได้แต่พยักหน้า
       แพทรีบเดินเข้าบ้าน แต่เสียหลักไม้เท้าลื่น ร่างเซถลาพีทจับแขนโอบไว้ทันก่อนจะล้ม ทั้งคู่หน้าเกือบแนบชิดกัน ตาสบกัน ต่างคนต่างตกใจ
       แพทได้สติก่อน สะบัดตัวหลุดออกมา แล้วเดินโขยกเขยกเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว
       พีทยืนนิ่งส่ายหน้า แล้วเดินตามเข้าไป
      
       พีทเดินเข้ามาเห็นแพทกำลังเก็บของอะตอมอยู่
       “วันศุกร์นี้คุณแม่ผมจะจัดปาร์ตี้เล็กๆ ที่รีสอร์ต คุณจะจัดงานให้เราได้ไหม”
       แพทเก็บของโดยไม่มอง “รีสอร์ตคุณก็มีแผนกจัดเลี้ยงไม่ใช่หรอ มาให้ชั้นทำทำไม ฉันไม่ว่าง”
       “อย่างน้อยก็ทำเค้กกับขนมให้เราก็ยังดี ใครๆ ก็บอกว่าคุณทำขนมเค้กอร่อย เอ๊ะ หรือว่าไม่อร่อยนะ” พีทยิ้มเจ้าเล่ห์
       “โอ้ย...ขนมของฉันน่ะ ใครได้ชิมก็ต้องติดใจกันทั้งนั้นแหละ”
       “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ทำมาสิ ผมอยากให้แม่ชิม ถ้าหากว่ามันไม่เป็นพิษ”
       แพทโมโหเอาหมอนขว้าง พร้อมกับไล่ตะเพิด
       “ออกไปนะ ออกไปให้พ้นเลย แล้วไม่ต้องกลับมาอีก”
       “นี่ผมพูดจริงๆ นะ แม่ผมท่านอยากจัดงานเลี้ยง ท่านอยากให้คุณรัญไปร่วมงานด้วย แล้วผมก็มีญาติๆ 4-5 คน คุณไม่ต้องห่วงหรอกว่าผมจะพารัญไปทำอะไร”
       แพท ตาลุก
       “ฉันไม่อนุญาตให้ยายรัญไป”
       “คุณกล้าบอกคุณแม่ผมหรือเปล่าละ ตามใจนะ ถ้าคุณไม่ยอมทำขนมให้ คุณก็คงไม่ได้ไปร่วมงาน คิดดูดีๆ ละ”
      
       พีททำหน้ากวนๆ ใส่ ก่อนเดินออกไป แพททำหน้าร้อนใจ อยากจะกรี๊ด


  


       เย็นวันต่อมา งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นที่ริมสระน้ำในฟ้าเคียงดินรีสอร์ต รอบบริเวณสระถูกตกแต่งด้วยบรรยากาศสวยงามและดูโรแมนติก เห็นบรรดาพนักงานรีสอร์ตช่วยกันเตรียมงานอย่างสบายๆ ดอกไม้ถูกนำมาประดับตามมุมอย่างงดงาม
      
       ตรงบริเวณโต๊ะอาหารด้านหนึ่งของงาน แพทกำลังเอาคัพเค้กหน้าตาดูน่ากินจัดวางบนจานอย่างสวย รัญธิดาชื่นชมอยู่ใกล้ๆ
       “สวยจังเลยค่ะน้าแพท น่ากินที่สุดเลย”
       แพทเงยหน้ายิ้มรับ แต่ตากวาดหาคู่ปรับคือพีทอย่างระแวง
       “ไม่ได้สิ น้าต้องแสดงฝีมือให้เต็มที่ ไม่ให้ใครมาว่าได้ว่าขนมของพวกเราไม่อร่อย”
       ฝนเดินยิ้มเข้ามา
       “โอ๊ย ใครจะกล้าว่าคะคุณ ขนมคุณน้าคุณรัญเนี่ยน่ากินยังกับขนมสวรรค์ ถ้าฝนได้ชิมสักคำคงเป็นบุญที่สุดแล้ว”
       แพทหัวเราะ “เดี๋ยวฉันจะเก็บไว้ให้ต่างหากเลยนะจ๊ะ ปากหวานแบบนี้ฟังแล้วชื่นใจที่สุดเลย”
       ฝนยิ้มกว้างแล้วมองมาทางรัญธิดา “จริงๆ คุณรัญไม่ต้องมาช่วยตรงนี้หรอกนะค่ะ ไปแต่งตัวสวยๆเตรียมตัวรับแขกดีกว่า เดี๋ยวก็คงทยอยกันมาแล้วล่ะค่ะ”
       “จะมีเหรอ ชุดสวยๆ น่ะ” เสียงเฉิดโฉมแหลมเข้ามา
       ทุกคนมองเฉิดโฉมที่เดินเข้ามาเป็นตาเดียว เฉิดโฉมทำหน้าอึ้งๆ
       “จริงๆ พนักงานอย่างพวกเรา แต่งตัวเรียบๆ แบบนี้ก็ดีแล้วนี่ จะไปแต่งสวยๆ ทำไม แต่งไปก็สู้คนรวยๆ เค้าไม่ได้หรอก”
       “แต่คุณรัญ เป็นคู่หมั้นของเจ้านาย ย่อมมีสิทธิแต่งสวยๆ ได้ เค้าไม่ใช่พนักงานธรรมดาไก่กาอย่าง...” ฝนเว้นวรรค
       เฉิดโฉมร้องกรี๊ด “อ๊าย...อย่างใคร พูดดีๆ นะพี่ฝน”
       “ก็อย่างฝนน่ะสิ ใช่ไหมคะคุณน้า”
       กันตาเดินเข้ามาพอดี แต่งตัวอย่างสวยงาม สง่า และเครื่องประดับตระการตา ยิ้มทักทายรัญธิดา
       “หนูรัญ”
       ทุกคนเงียบกริบ สำรวมทันที
       “มาอยู่นี่เอง ไปแต่งตัวได้แล้วจ้ะ”
       “แต่รัญไม่ได้เอาชุดมาเปลี่ยนน่ะค่ะแม่นาย รัญไม่นึกว่า...”
       เฉิดโฉมแอบยิ้มเยาะ
       “ไม่เป็นไร ฉันเตรียมชุดไว้ให้แล้ว”
       เฉิดโฉมตกใจ “อะไรนะคะ”
       “หนูรัญเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของงานวันนี้ ชั้นก็เลยเตรียมเสื้อผ้าให้เป็นของขวัญของหนูน่ะจ๊ะ ตามชั้นมาทางนี้สิจ๊ะ”
       กันตาบอก พลางจูงมือรัญธิดาไปอีกทาง
       เฉิดโฉมอ้าปากค้าง แพทมองเฉิดโฉมอย่างสมเพช แล้วเดินโขยกเขยกห่างออกมา
      
       แพทเดินกะเผลกมาอีกมุมของงาน เพื่อหารถจะกลับ
       เสียงพีทดังขึ้น “จะกลับแล้วหรอครับคุณน้า”
       แพทหันขวับไปเห็นพีทแต่งตัวหล่อลากเดินเข้ามา ในมือมีคัพเค้กอยู่
       “ฝีมือไม่เลวนะเนี่ย สวยดี แต่จะอร่อยสมราคาคุยหรือเปล่าก็ไม่รู้” กัดคัพเค้กคำใหญ่ๆ แล้วร้องเสียงดัง “โอ๊ย” ร้อมกับเอามือกุมท้องเหมือนเจ็บปวดมาก
       แพทตกใจ “เป็นอะไรน่ะคุณ”
       “เปล่า...อร่อยดี ไม่น่าเชื่อ”
       “บ้าเอ้ย” แพทดึงขนมมาจากมือพีทด้วยความโมโห “ไม่ต้องกินแล้ว” จัดการปาลงถังขยะแถวๆ นั้น
       แล้วแพทก็เดินออกไป พีทหัวเราะชอบใจตามหลัง ประทินเดินเข้ามา
       “มีอะไรหรอครับคุณพีท ให้คนไปตามผม”
       “ให้คนไปส่งน้าของรัญกลับบ้านด้วย ขาเค้าเจ็บก็เพราะไปกับฉัน ฝากดูแลเค้าด้วยละกัน”
       พีทเดินห่างออกมา ประทินมองตามอย่างงงๆ -
       ภายในห้องพักแขกในรีสอร์ต รัญธิดาแต่งตัวเสร็จ เดินออกมาจากห้องน้ำ กันตาถึงกับอึ้ง เพราะสวยงามมาก เป็นชุดหรูหราดีไซน์เนี้ยบ รัญธิดาทำท่าเขินๆ ไม่ค่อยมั่นใจ
       “สวยจริงๆ ว่าที่สะใภ้ของฉัน”
       รัญธิดาเขิน “มันสวยเกินไปค่ะ หนูไม่เคยใส่อะไรที่หรูหราแบบนี้มาก่อน”
       “ไม่มีอะไรที่เกินไปหรอกจ๊ะหนู เงินมันบันดาลได้ทุกอย่าง ถ้าเรารู้จักใช้มันให้เป็นน่ะนะ”
       รัญธิดาอิดออด “แต่ว่า...”
       “หนูกำลังมาเป็นคนในครอบครัวของฉัน ฉันอยากจะทำทุกอย่างให้หนูกับตาพีทมีความสุข”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนจะเห็นพีทโผล่เข้ามา
       “โอ้โห้ สวยจังเลยรัญ”
       “มาก็ดีแล้วพาหนูรัญออกไปเถอะลูก ป่านนี้แขกเหรื่อคงทยอยกันมาแล้วละ”
       พีทยิ้มให้รัญธิดาแล้วยื่นแขนให้ รัญธิดาแตะแขนพีทอย่างเขินอาย กันตายิ้มเอ็นดู แล้วเดินนำไป พีทและรัญธิดาเดินตามมา
      
       รถของธาริศแล่นเข้ามาจอด ธาริศกับทักษอรลงจากรถ ทั้งคู่แต่งตัวสวยงาม ทักษอรดูมีความสุขขึ้น
       “พี่ขอบใจอรนะที่ยอมมางานแบบนี้ด้วย ป้ากันตาคงจะดีใจที่เจออร”
       “อรคิดว่าบางทีเราสองคน คงต้องการเวลาที่จะเริ่มต้นกันใหม่ อรขอโทษที่บางครั้งอรก็โมโหเอาแต่ใจตัวเองเดินไป พี่ริศคงไม่เกลียดอรนะคะ”
       ธาริศฝืนยิ้ม “อย่าพูดแบบนั้นเลย เข้าไปข้างในกันเถอะ”
       ทั้งคู่ขยับจะเดิน ประทินเดินแกมวิ่งเข้ามาต้อนรับ
       “คุณธาริศ คุณทักษอร สวัสดีครับ”
       “คุณประทินยังอยู่อีกเหรอค่ะเนี่ย” ทักษอรทัก
       ประทินชะงัก “จะให้ผมไปไหนละครับคุณ”
       ทักษอรหัวเราะขำ “อรหมายถึง ดีจริงที่คุณประทินยังอยู่ที่ฟ้าเคียงดินนี่”
       ประทินหันมาพูดกับธาริศ “กระเป๋าอยู่ด้านหลังใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมจัดการยกไปละกันเที่ยวนี้มาอยุ่หลายๆวันนะครับคุณรีสอร์ตเราจะได้คึกคัก”
       ประทินพยักหน้าเรียกพนักงานมาช่วยกันนกกระเป๋าใบใหญ่ๆ จากท้ายรถ ทักษอรยิ้มให้ธาริศ
       “ให้โอกาสอรหน่อยนะคะพี่ริศ อรจะพยายามปรับตัวแล้วเราจะเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน”
       ทักษอรควงแขนธาริศอย่างรักใคร่ ธาริศเม้มปากฝืนใจ แล้วเดินควงกันเข้างานไป
      
       บรรยากาศในงานเลี้ยง เริ่มคึกคัก เห็นผู้คนเริ่มทยอยมากัน แต่งตัวสวยหล่อทุกคนธาริศกับทักษอรเดินเข้ามา กันตาเดินมาหา
       “ธาริศ ยายอร”
       ทั้งคู่หันไปยกมือไหว้กันตา
       “ป้ากันต์” ธาริศทัก
       “ดีใจจริงๆ ที่หลานมาได้ แล้วแม่ละจ๊ะ”
       “แม่ขอตัวครับ บอกว่าติดนัดสำคัญ ฝากขอโทษคุณป้ามาด้วย”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ แม่รวีนะเค้านักธุรกิจรัดตัว” กันตามองมายังทักษอร “เป็นไงบ้างยายอร สวยขึ้นทุกวันนะเราเนี้ย”
       “คุณป้าละก็ พูดแบบนี้อรเขินแย่”
       “แต่ก็ผอมซะเหลือเกินนะเรา มาเที่ยวนี้อยู่หลายๆ วันหน่อยสิ อากาศที่ปากช่องมันอาจทำให้หนุอรเจริญอาหารได้บ้างนะ”
       ทักษอรหันไปยิ้มกับธาริศ แล้วจับมือไว้ “เราก็ตั้งใจว่าคราวนี้จะรบกวนคุณป้าอยู่กันหลายวันหน่อยน่ะค่ะ เบื่อกรุงเทพฯ เต็มทน”
       “รบกงรบกวนอารายกัน ป้าดีใจละไม่ว่า ตาพีทเองก็คงจะชอบใจ ที่มีธาริศมาอยู่เป็นเพื่อน” มองไปเห็นพีทเข้า “นั้นไงมาพอดี ตาพีทจ๊ะ”
       พีทเดินเข้ามาหา ทั้งทักษอร และธาริศยกมือไหว้
       “สวัสดีครับพี่พีท ไหนล่ะครับคนสำคัญของพี่”
       “เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้เลย ไปไหนแล้วหว่า” พีทมองหา
       ทักษอรแซว “ดูแลยังไงค่ะพี่พีท ปล่อยให้คู่หมั้นหาย”
       ทุกคนหัวเราะกัน บรรยากาศชื่นมื่น
       “นั่นไงตาพีท น้องมาแล้ว ทางนี้จ้ะหนู”
       รัญธิดาเดินมาทางด้านหลังธาริศ พีทเดินไปหาจับเอาแขนรัญธิดามาคล้องแขนตัวเอง ประกาศตัวเต็มที่
       “ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จัก รัญธิดาคู่หมั้นของผม”
       ธาริศกับรัญธิดาสบตากันอย่างจัง
       “รัญจ๊ะ นี่ธาริศน้องชายของผม ธาริศเป็นลูกชายของน้ารุจรวีน้องสาวของแม่ แล้วนี่ทักษอร ภรรยาของธาริศจ้ะ” พีทแนะนำสีหน้ายิ้มแย้ม
       รัญธิดาตกตะลึง เลือดในกายเหมือนแข็งไปหมดทั่วทั้งตัวแล้ว
       ธาริศเองก็ยืนนิ่งตะลึงงัน ตามองแขนรัญธิดาที่คล้องอยู่กับแขนพีท โดยลืมไปว่ามือตนเองก็ถูกทักษอรจับอยู่เช่นกัน
       ทักษอร ยิ้มแย้มแจ่มใส โดยไม่รู้เรื่องราวใดๆ
      
       สีหน้ารัญธิดายามนี้ซีดขาวราวกระดาษ ตกใจถึงขีดสุด
        

       งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่พีทแนะนำรัญธิดาให้ธาริศและทักษอรรู้จัก ธาริศและรัญธิดาช็อค ตกตะลึง อยู่อย่างนั้น โดยไม่มีใครทันสังเกต
      
       จู่ๆ รัญธิดารู้สึกหน้ามืด ร่างกายสิ้นเรี่ยวแรง ซวนเซไปเล็กน้อย พีทตกใจนิดๆ รีบโอบประคอง
       “รัญ! คุณเป็นอะไร”
       “เปล่าค่ะ” รัญธิดาเห็นทุกคนมองมาเป็นตาเดียว “คงเป็นเพราะอากาศร้อนน่ะค่ะ รัญเลยปวด หัวนิดหน่อย”
       กันตาเป็นห่วง “ไหวไหมหนูรัญ กลับไปนอนพักก่อนไหม”
       รัญธิดาฝืนยิ้ม “หนูไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ” พลางพูดกับพีท “ขอตัวไปโทร.หาน้าแพทก่อนนะคะ ว่าถึงบ้านหรือยัง รัญเป็นห่วง”
       รัญธิดารีบเดินออกไป
      
       รัญธิดาเดินแกมวิ่งเข้ามาในห้องน้ำอย่างเสียขวัญ แล้วหยุดหอบหายใจบอกกับตัวเอง
       “ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ มันต้องไม่จริง”
       ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ผุดขึ้นมาในห้วงคิด ตอนเห็นธาริศ และเสียงพีทแนะนำว่าเป็นน้องชาย และ ทักษอรเป็นภรรยา
       รัญธิดา น้ำตาคลอ เหตุการณ์ในห้องที่หอพักเช้าตรู่วันนั้นผุดเข้ามาแทนที่
      
       เวลานั้นรัญธิดานอนน้ำตาไหลอยู่ ธาริศเปลือยอก นอนอิงแอบลูบผมรัญธิดาด้วยใบหน้าสำนึกผิด
       “พี่ขอโทษนะรัญ พี่ไม่น่ากินเหล้าเข้าไปเลย พี่เสียใจจริงๆ”
       รัญธิดายิ้มให้ธาริศ “ถ้ามันเกิดขึ้นเพราะพี่ริศเมา ก็ช่างมันเถอะค่ะ”
       ธาริศลุกขึ้นนั่ง “ไม่ใช่อย่างนั้นนะรัญ มันเกิดขึ้นเพราะพี่รักรัญจริงๆ แต่รัญยังเด็กเหลือเกิน แล้วรัญก็ไว้ใจพี่ พี่ไม่น่าจะทำอย่างนี้เลย แต่พี่ให้สัญญา ว่าพี่จะรับผิดชอบทุกอย่าง พี่รักรัญ เราจะแต่งงานกันทันทีที่พี่เรียนจบ”
       “ใครเค้าจะยอมให้พี่แต่งงานกับเด็กจนๆ ที่น่ารังเกียจอย่างรัญ”
       “ใครก็ห้ามพี่ไม่ได้หรอก ถ้ามีใครขัดขว้างเราก็จะหนีตามกันไป พี่สัญญาว่าพี่จะไม่มีวันทิ้งรัญ”
       รัญธิดามองธาริศอย่างเชื่อมั่น และมีความหวัง ธาริศดึงรัญธิดาไปกอดแนบอกแกร่ง
      
       อีกเหตุการณ์ตามมาติดๆ ค่ำคืนหนึ่ง รัญธิดาเดินเข้ามาในสถานีรถไฟอย่างมีความหวัง ถือกระเป๋าเดินทางใบเล็กๆ มาด้วย และเดินพูดโทรศัพท์ ราคาถูกๆ มาตามทาง
       “ค่ะ...รัญมาถึงที่สถานีแล้วนะค่ะ รัญจะรอพี่ริศค่ะ ออกมาเร็วๆ นะคะ”
       รัญธิดาวางโทรศัพท์อย่างมีความสุข แล้วก้มลงมองท้องของตัวเอง ลูบเบาๆ อย่างมีความหมายแล้วเงยหน้าขึ้นรำพึงเบาๆ
       “รัญมีเรื่องสำคัญต้องบอกพี่ริศด้วยค่ะ”
       รัญธิดายิ้มกับตัวเองอย่างมีความสุข
       เวลาผันผ่านไปสักระยะ นาฬิกาที่สถานีรถไฟหมุนไปเรื่อยๆ รถขบวนต่างๆ ผ่านไปหลายขบวนแล้ว
       รัญธิดาเริ่มกระวนกระวาย จนซึมลงเรื่อยๆ
       นาฬิกาหมุนบอกเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ รัญธิดานั่งเหม่อ กดโทรศัพท์อีก แต่ได้ยินเสียงฝากข้อความดังออกมา เด็กสาวกดทิ้งอย่างหมดอาลัยตายอยากแล้วนั่งเหม่อซึม น้ำตาค่อยๆ เอ่อ ออกมา รู้ตัวแล้วว่าถูกทิ้งแน่นอน
      
       รัญธิดาดึงตัวเองออกมา มองใบหน้าตัวเองในกระจก มีน้ำตาหยดลงมา แล้วรวบรวมสติ รีบเช็ดออกมาทันที รัญธิดามองตัวเองในกระจก
       “มันจบลงแล้วรัญธิดา พอได้แล้ว”
       แต่แล้วกลับร้องไห้ออกมาอีกอย่างหนักหน่วง หยุดไม่ได้
      
       ที่โต๊ะเจ้าภาพ อาหารเริ่มเสิร์ฟของกินเล่น เฉิดโฉมเป็นคนเสิร์ฟ ธาริศยังตกตะลึงและมองหารัญธิดา ทักษอรคุยอย่างมีความสุขกับกันตาและพีท
       “คู่หมั้นพี่พีทน่ารักดีนะค่ะ คบกันมานานแล้วหรอค่ะพี่พีท”
       “ก็...สักระยะนึงน่ะจ้ะ”
       “หนูรัญเค้าเป็นเด็กน่าเอ็นดูนะจ๊ะ เงียบๆ เฉยๆ ไม่เปรี้ยวปรู๊ดปร๊าดน่าเวียนหัว เหมือนเด็กคนอื่นสมัยนี้” คำพูดกันตาทำเอาเฉิดโฉมสะดุ้ง รีบถอยออกไป
       “ดีจังเลยค่ะ ในที่สุดผู้ชายเจ้าเสน่ห์อย่างพี่พีทก็มาลงเอยที่คนเรียบร้อยอย่าง คุณรัญธิดาจนได้ พี่พีทคงจะรักเค้ามากเลยสินะค่ะ”
       ธาริศหันขวับมามองพีททันที รอฟัง
       พีทยิ้มจางลงเล็กน้อย “ก็...ต้องมากสิ ไม่อย่างนั้นจะรีบหมั้นอย่างนี้เหรอ แล้วอีกอย่าง นายริศ เค้าก็คอยยุพี่ด้วย ใช่ไหมธาริศ”
       ธาริศหลบตา “ผมขอตัว ไปเข้าห้องน้ำแป๊ปนึงนะครับ เดี๋ยวกลับมา”
       ธาริศลุกขึ้นจากโต๊ะเดินออกไปเลย
      
       ทักษอรยิ้มแย้มคุยต่อโดยไม่ทันสังเกต หรือติดใจใดๆ


  


       ที่บ้านแพทเวลาเดียวกัน แพทเพิ่งกลับมาถึง คุยกับเตอร์ ขณะที่อะตอมนั่งดูทีวีอยู่ ไม่สนใจใคร
      
       “ขอบใจมากนะเตอร์ ที่มาช่วยดูอะตอมให้”
       “ไม่เป็นไรหรอกย่ะ ไม่งั้นจะเป็นเพื่อนกันไปทำติ่งอะไร แต่นี่ทางคุณพีทเค้าก็น่ารักดีเนอะ อุตส่าห์ให้รถมาส่งเธอที่บ้าน เค้าคงเมตตาหญิงขาพิการ อย่างหล่อนแน่ๆ” เตอร์กัดตามประสา
       แพทเบะปากทำท่าเซ็งไม่เห็นด้วย
       “ขึ้นไปนอนเถอะครับอะตอม”
       “เดี๋ยวก่อนแพท นี่แกจะไม่ไปทำงานที่ PEERA RANCHO จริงๆ เหรอ”
       “ก็จริงนะสิ จะทำไม”
       “แล้วแกจะได้อะไรกัน ลำพังขายเค้กที่ร้านชั้นอย่างเดียวน่ะ มันไม่พอค่าขนมอะตอมหรอกนะยะหล่อน”
       “เอาเถอะน่าอย่าห่วงเลย คนอย่างชั้นน่ะเอาตัวรอดได้เสมอแหละเตอร์”
       “อย่าดื้อน่าแพท อย่างน้อยๆ ก็ทำไปซักพัก จนกว่าจะหาอย่างอื่นทำได้ก็ยังดี” พลางดูนาฬิกา “ตายแล้ว ชั้นนัดเด็กเอาไว้ ชั้นต้องไปละนะ ตายๆๆ ลืมได้ยังไง นัดสำคัญขนาดนี้ ไปละ”
       “เดี๋ยวชั้นไปเปิดประตูให้”
       แพทเดินโขยกๆ ตามเตอร์ไป อะตอมตามมาสีหน้าครุ่นคิด แสดงว่าเด็กน้อยฟังมาตลอด
      
       ที่มุมหนึ่งในงานเลี้ยง รัญธิดาเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วชะงัก เจอกับธาริศที่ยืนรออยู่ ทั้งคู่สบตากันนิ่งนาน แล้วรัญธิดาได้สติ ขยับจะเดินผ่านเลยไป
       “ไม่ได้เจอกันนานจนคุณคงจำผมไม่ได้แล้วละมั้ง”
       รัญธิดาชะงัก “ถึงแม้จะอยากลืม แต่เรื่องเลวๆ ที่คุณเคยหลอกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้ มันคงจะลืมไมได้ง่ายๆ หรอกค่ะ”
       ธาริศจับแขนรัญธิดาไว้ “ผมไม่เคยหลอกคุณ นะรัญธิดา ที่ผ่านมา...”
       รัญธิดาตัดบท “ปล่อยแขนดิฉันเถอะค่ะ ก่อนที่ภรรยาของคุณจะมาเห็น”
       ธาริศชะงัก ปล่อยมือช้าๆ
       “นั่นสินะ คุณเองก็คงจะกลัวว่าคู่หมั้นของคุณจะมาเห็นเหมือนกัน ถามจริงๆ เถอะรัญธิดา คุณไม่กลัวเลยหรอ ว่าวันหนึ่งพี่พีทจะรู้ความ จริง ว่าคู่หมั้นของเค้ากับน้องชายเคยเป็นผัวเมียกันมาก่อน”
       รัญธิดาสุดทนตบฉาดใหญ่ที่ใบหน้าธาริศเต็มแรง ธาริศชะงักไป
       “ให้มันจบเถอะค่ะคุณธาริศ เรื่องของเรามันไม่มีค่าน่าจดจำเลยสักนิด แล้วตัวคุณก็เหมือนกันคุณไม่เคยมีความหมายอะไรกับฉันเลย จำเอาไว้”
       รัญธิดาเดินเข้างานไป ธาริศยืนอึ้ง ปวดร้าว ทักษอรโผล่ออกมาจากอีกทาง ไม่ทันเห็นเหตุการณ์
       “พี่ริศ มาอยู่นี่เอง คุณป้าให้มาตามค่ะ เค้าจะเสิร์ฟ Main dish ไปกันเถอะค่ะ”
       ทักษอรลากแขนธาริศออกไป
      
       กลางดึกคืนนั้นรถของพีทมาจอดที่หน้าบ้านแพท พีทดับเครื่อง รัญธิดายังคงนั่งนิ่งไม่รู้ตัวเหม่อๆ พีทเลยลงจากรถมาเปิดประตูให้
       “ถึงบ้านแล้วครับ”
       รัญธิดาสะดุ้ง รู้สึกตัว “ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”
       “เป็นอะไรรึเปล่า คุณนั่งเงียบมาตลอดทางเลย”
       รัญธิดาหลบตา “เอ่อ...รัญปวดหัวน่ะค่ะ ยังไม่ดีขึ้นเลย”
       พีทเอามือจับหน้าผากรัญธิดาอย่างจะวัดอุณภูมิ
       “ทำอะไรกันน่ะ” เสียงแพทแหลมเข้ามา
       พีทสะดุ้ง ตกใจ หันไปทางแพทยืนจ้องตาเขม็งอยู่ใกล้ๆ
       “ฉันถามว่าทำอะไรกัน!”
       “รัญขอตัวเข้าบ้านก่อนนะคะ ปวดหัวจังเลย”
       รัญธิดาเดินเข้าบ้านกัน พีทมองตามแล้วสะดุ้งเพราะแพทมายืนขวางทางสายตามองมาอย่างเอาเรื่อง
       “ทำไมยายรัญถึงได้ปวดหัว”
       “เอ้า! ผมจะไปรู้ได้ยังไงล่ะคุณ ผมไม่ใช่ซินแสนะ”
       “คงเป็นเพราะอยู่กับคนบ้าๆ บอๆ อย่างคุณแน่ๆ”
       แพทหมั่นไส้ สะบัดหน้าจะเข้าบ้าน
       “เดี๋ยวก่อน เรื่องงานว่ายังไง จะไปทำที่โรงแรมผมมั้ย”
       “ไม่” แพทบอกเสียงแข็ง
       “ทำไมไม่ หรือว่า...” พีทยั่ว ยื่นหน้าไปใกล้ๆ “คุณกลัวผม”
       “กลัวคุณ? จะบ้า! ทำไมต้องกลัวด้วย”
       “ถ้าไม่กลัวก็ดี ให้มันจริงเถอะ” พีทยื่นหน้าไปใกล้อีก จนแพทต้องผงะออกมา
       พีทหัวเราะชอบใจที่แพทเป็นฝ่ายหลบ แล้วเดินไปขึ้นรถและขับออกไป
       “ไอ้บ้าเอ้ย...คนบ้าแบบนี้ ยายรัญไปรักลงได้ยังไง๊”
      
       แพททั้งโมโหและหงุดหงิด
      

      ทักษอรหลับไปแล้ว ขณะที่ธาริศใส่ชุดนอน ออกมาเดินไปเดินมาอย่างกลัดกลุ้ม อยู่ตรงระเบียงด้านหลังห้องพักในรีสอร์ต ตั้งแต่กลางดึกจวบจนเที่ยงคืน
      
       ภาพอดีตผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงของชายหนุ่ม ในคืนที่รัญธิดาอยู่ในสถานีรถไฟนั้น ธาริศเดินคุยมือถือมาตามทางด้านในหอพัก มือหนึ่งถือกระเป๋าใบเล็กๆ หน้าหน้าตามีความสุข
       “พี่ส่งโปรเจ็กท์เสร็จเรียบร้อยให้แล้วนะ พี่กำลังไปหา...รอหน่อยนะจ๊ะ...ได้...งั้นเดี๋ยวเราเจอกันที่สถานี แล้วตั้งแต่นี้ไปเราจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เพื่อจะดูแลชีวิตรัญธิดาไม่ให้มีใครมาทำร้ายรัญได้อีก พี่รักรัญนะ”
      
       เช้าวันต่อมา อะตอมในชุดนักเรียนกินอาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะอาหาร อะตอมดูครุ่นคิดด้วยท่าทีแปลกๆ แพทเดินหอบขนมคัพเค็กหลายๆ ชิ้นมาวางใว้บนโต๊ะแล้วมองขึ้นไปข้างบน
       “พี่รัญเป็นอะไรหรือเปล่านะ ทำไมตื่นสายจัง”
       แพทเดินขึ้นไปข้างบน อะตอมลุกมาหยิบกล่องขนมเปิดออกดู สีหน้าเด็กน้อยครุ่นคิดอยู่อย่างนั้น
      
       ครู่ต่อมาแพทเปิดประตูห้องรัญธิดาเข้าไป
       “รัญ ทำไมตื่นสายเอาป่านี้ ไม่ไปทำงานเหรอจ๊ะ”
       รัญธิดาปรือตามามองแพท ท่าทางเหมือนคนป่วยอาการหนัก
       “น้าแพท...รัญปวดหัว”
       แพททำท่าตกใจ แล้วเดินไปจับหน้าผากหลานสาว
       “ตายแล้ว ตัวร้อนจี๋เลย...ท่าทางจะเป็นไข้ด้วยนะเนี้ย...คงจะโดนน้ำค้างจากงานเมื่อคืน...รัญ นอนพักนะเดี๋ยวน้าจะโทร.ไปลางานให้ แล้วพอน้าไปส่งอะตอมกับส่งขนมเสร็จ จะรีบกลับมาดูนะ”
       แพททำท่าจะออกไป รัญธิดาจับมือแพทรั้งไว้น้ำตาคลอ
       “น้าแพท...”
       แพทชะงัก “เป็นไร..ปวดหัวมากเลยหรอ...รอเดี๋ยวนะ น้าจะไปหายาให้”
       รัญธิดาดึงไว้ “รัญอยากแต่งงานให้เร็วที่สุด”
       แพทตาลุก “ทำไม นายพีทเค้าทำอะไรรัญเหรอเมื่อคืนนี้”
       “เปล่าค่ะ...รัญแค่...อยากแต่งงาน รัญอยากจบอดีตเลวๆ ลงเสียที”
       แพทชะงักท่าทางอ่อนลง แล้วลงนั่งข้างๆ ข้างเตียง
       “ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกรัญธิดา ที่เราจะวิ่งหนีความจริง เราควรจะเคลียร์ตัวเองให้ก่อนสิ่งอื่น...บอกความจริงทุกอย่างกับคุณพีทเค้าไปซะ แล้วเริ่มกันใหม่ เชื่อน้าเถอะ”
       รัญธิดานิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก
       “ถ้านายพีทคนนั้นเค้าเป็นคนดีแล้วรักรัญจริง เค้าจะต้องรับได้ แล้วชีวิตของรัญก็จะไม่ต้องมีความลับอีก”
       แพทลูบหัวรัญธิดาเบาๆ ด้วยความสงสาร แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป
       รัญน้ำตาค่ายๆ เอ่อขึ้นมาอีก พลางพึมพำเบาๆ
       “มันเป็นไปไม่ได้แล้วค่ะน้าแพท...มันเป็นไปไม่ได้”
      
       เวลานั้นที่สระว่ายน้ำรีสอร์ต ธาริศว่ายน้ำออกกำลังอยู่ พีทเดินร่าเริงเข้ามาในชุดเสื้อคลุมว่ายน้ำมองธาริศที่ว่ายน้ำอยู่ ธาริศหยุดว่ายน้ำขึ้นมาจากสระ พีทถอดเสื้อคลุมแล้วเดินไปนั่งข้างๆ
       “นี่คุณอรไม่ออกมาว่ายน้ำด้วยกันหรอ”
       “อรเค้าตื่นสายทุกวันแหละครับ...” ธาริศบอก
       “พี่จะแวะมาถามว่า วันนี้นายว่างหรือเปล่า พี่จะพาไปดูที่ ที่บอกว่าจะให้นายออกแบบอาคารให้ใหม่น่ะ”
       “วันนี้ผมไม่ว่างครับ”
       พีทอึ้ง “อ้าว”
       ธาริศอธิบาย “เดี๋ยวจะออกไปซื้อของให้อรซักหน่อยนะครับ...คือพอดีมันเป็นวันครบรอบวันที่เรา เจอกันครั้งแรก ก็เลยอยากจะให้เค้าเซอร์ไพรส์หน่อย”
       พีทยิ้มพลางแซว “โอ้โห...นายนี่สุดยอดจริงๆ จำได้แม้แต่วันที่เจอกันครั้งแรก มิน่าคุณ ทักษอรเค้ารักนายจังเลย ต้องเรียนรู้วิธีเอาใจสาวจากนายไว้ซะหน่อยละมั้งเนี่ย”
       ธาริศหลบตาวูบ
       “ทีนี้...ผมอยากจะขอรบกวนให้ รัญ..เอ่อ....รัญธิดา เค้าช่วยพาไปหน่อยจะได้ ไหมครับ”
       พีทมีสีหน้าฉงน ทำไมต้องเป็นรัญธิดา “รัญ”
       “คือ...เผื่อว่าเค้าจะรู้ใจว่าอรควรจะชอบอะไรน่ะครับ ผมเลือกของให้ผู้หญิงไม่ค่อยเก่งซะด้วย”
       “อ๋อ...ได้สิ...เอาเลยรัญเค้าคงเต็มใจไปช่วยนายแน่ๆ”
       พีทลุกขึ้นยืน กระโดดน้ำลงไปว่ายอย่างสบายใจ ธาริศค่อยๆ ผ่อนระบายลมหายใจแผ่วเบา
      
       ประทินบอกธาริศที่มาถามหารัญธิดาในออฟฟิศรีสอร์ต
       “วันนี้รัญธิดาไม่มาทำงานครับ”
       ธาริศช็อก “ว่าไงนะ”
       “ทางบ้านรัญธิดาโทรมาแจ้งว่า รัญธิดาเป็นไข้น่ะครับ คงจะโดนน้ำค้างจากงานเมื่อคืนน่ะครับ”
       ธาริศอึ้ง ยืนงง
       “แต่คุณธาริศไม่ต้องห่วงนะครับ คุณพีทโทร.มาสั่งแล้วให้ผมช่วยหาคนไปเลือกของขวัญให้คุณทักษอร ผมก็เลยคิดว่า...”
       เสียงเฉิดโฉมแหลมเข้ามา “เฉิดโฉมเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดค่ะ”
       ธาริศหันไปมองเห็นเฉิดโฉมเดินนวยนาดเข้ามาอย่างเฉิดฉายร่าเริง
       “เฉิดโฉมยินดีรับใช้ค่ะ ขอให้คุณธาริศสั่งมาเท่านั้น”
       ประทินเสริม “เฉิดโฉมเป็นคนคล่องแคล่วมากครับ หวังว่าคุณธาริศคงพอใจ”
       ธาริศมองเฉิดโฉมที่ทำท่าน่ารักอยู่แล้วอึ้งไป
      
       ไม่นานต่อมาเฉิดโฉม กุลีกุจอช่วยเลือกของในชอปปิ้งมอลล์ของปากช่องอย่างร่าเริง ธาริศเดินตามเฉิดโฉมมาอย่างเซ็งๆ
      
       “คุณธาริศคิดไม่ผิดหรอกค่ะ ที่มากับเฉิด เฉิดเนี่ยนักช้อปมือหนึ่ง แล้วที่ปากช่องก็มีทุกอย่างเลยละค่ะ คุณธาริศอยากดูของประเภทไหนค่ะ”
       “อะไรก็ได้” ธิริศบอกไปแกนๆ
       “แหวนเพชรซักวงมั้ยคะ” เฉิดโฉมนำเสนอ
       “เยอะไปมั้ง ผมมีแหวนแต่งงานแล้ว เอ่อ...พี่พีทกับคู่หมั้นเค้ารักกันมานานแล้วเหรอ”
       เฉิดโฉมเมาท์มันส์ “โอ๊ย แป๊บเดี๋ยวเอง ยายรัญมาทำงานที่นี่ไม่ถึงปี ทุกคนในรีสอร์ต ก็แปลกใจกันทั้งนั้น เสือผู้หญิงอย่างคุณพีท มีผู้หญิงดีๆ สวยๆ มาให้เลือกถมไป แต่กลับเลือกหน้าจืดๆ อย่างยายรัญ อย่าหาว่าเฉิดใส่ไฟเลยนะคะ แต่ใครๆ ก็ดูออก ว่ายายรัญ ตั้งใจจับคุณพีทมาตั้งแต่ต้น รวย หล่อ ขนาดนั้น ใครๆ ก็อยากได้”
       ธาริศสะดุดหู “ตั้งใจจับ”
       เฉิดโฉมสบโอกาสใส่ไฟใหญ่ “ค่ะ ก็บ้านยายรัญนะธรรมดาจะตายไปค่อนข้างจนด้วยซ้ำ อยู่กับน้าสาวที่เป็นม่าย คงต้องทำงานกันสารพัดกว่าเพื่อหาเงินมาส่งเสียยายรัญให้เรียบจบ คงลำบากกันน่าดู แบบนี้ถ้าไม่หวังเงินแล้วจะหวังอะไร จริงมั้ยคะ”
       ธาริศครุ่นคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ก่อนจะควักเงินยัดใส่มือเฉิดโฉม
      
       “คุณอยากซื้ออะไรก็ซื้อแล้วกัน เดี๋ยวผมไปรอที่รถ”


  


       ด้านแพทกำลังพรีเซ้นต์ขนมเค้ก ที่จัดเตรียมไว้แต่เช้ากับแม่ค้าเจ้าของร้านเค้ก
      
       “เค้กโฮมเมดนะคะ ไม่ใส่สารกันบูด ชิมดูได้นะคะพี่ รับรองลูกค้าต้องชอบแน่ๆ หนูรบกวนพี่วางแค่ 10 ชิ้นก่อนก็ได้”
       แม่ค้าชิมดู
       “รสชาติก็พอใช้ได้นะ” แพทยิ้มแฉ่ง “แต่เค้กที่ร้านก็มีเยอะแล้ว รับของเธอมาขายอีกกลัวจะขายไม่หมดนะซิ ขอโทษทีนะ”
       แพทยิ้มค้าง แม่ค้าเดินเข้าร้านไป แพทต้องหอบเค้กออกมา
       “รสชาติพอใช้ได้ เหอะ อร่อยเลยล่ะ ไม่รับฝากก็ไม่รับฝากซิ ไปร้านอื่นก็ได้ มันต้องมีสักร้านแหละน่า”
       แพทควักโพยลิสท์รายชื่อร้านที่จะฝากขายมาขีดออกไป จังหวะนี้เสียงโทรศัทพ์มีสายเข้ามา แพทดูเบอร์แล้วรีบกดรับ
       “ค่ะ คุณครู เอ๊ะ...ว่าไงนะคะ อะตอมแอบมุดรั้วโรงเรียนหนีไป” แพทตกใจสุดขีด
      
       เด็กชายอะตอมในชุดโรงเรียน เดินถือถาดใส่ขนมเค้กตะโกนขายอยู่ข้างทาง
       “เค้กอร่อยๆ ครับ เชิญซื้อเค้กอร่อยๆ ครับ”
       วัยรุ่น 3-4 คน เดินผ่านชะงัก
       “งั้นเหรอ ไอ้หนู งั้นถ้าอร่อย ขอกินฟรีได้หรือเปล่า” 1 ใน 4 ท่าทีเป็นหัวโจกบอก
       “กินฟรีไม่ได้ครับ ชิ้นละ 20 บาท”
       “โหย 20 บาท ชิ้นเล็กนิดเดียว แพงอ่ะ ขอชิมก่อนนะว่าอร่อยหรือป่าว” วัยรุ่นมาดนักเลงหยิบเค้กจะกิน อะตอมดึงไว้
       “อย่านะ กินฟรีไม่ได้ครับ”
       วัยรุ่นหัวเราะชอบใจ แกล้ง เอาเค้กหลบมืออะตอม แล้วแย่งส่งกันเหมือนลิงชิงบอล อะตอมวิ่งวุ่นตามเด็กจนเค้กทั้งกล่องตกพื้นหมด วัยรุ่นชะงักเพราะไม่ตั้งใจจะแกล้งขนาดนั้น อะตอมร้องไห้โฮ
       “ขนมเค้กของผม”
       มีเสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น “พวกนายแกล้งเด็กทำไม”
       ทุกคนหันไป ธาริศยืนนิ่งหน้าตาเอาเรื่อง วัยรุ่นตกใจ วิ่งหนีไปหมด ธาริศหันมามองอะตอมอย่างสงสาร อะตอมยังนั่งร้องไห้มองขนมเค้กที่หล่นพื้นอยู่
       “เป็นอะไรหรือป่าวหนู พวกพี่เค้าทำอะไรหรือป่าว”
       อะตอมไม่มองมายังธาริศ เอาแต่มองกล่องขนม “ขนม ขนม” พลางถอนสะอื้น
       ธาริศสงสาร ลงนั่งข้างๆ หยิบขนมขึ้นมา
       “ขนมตกหมดเลย”
       “ผมต้องถูกตีแน่ๆ เลย” อะตอมครวญ
       ธาริศสบตาอะตอม รู้สึกเอ็นดูเด็กชายตรงหน้าอย่างประหลาด
       “ทำไมละครับ”
      
       “ผมเอาเค้กของแม่มา จะเอามาช่วยขาย แต่ขนมตกหมดเลย” เด็กชายบ่น
       ธาริศมองอะตอมอย่างสงสาร เช็ดน้ำตาบนหน้าให้
       “เป็นลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้นะครับ ขนมเค้กชิ้นละเท่าไหร่ เดี๋ยวคุณอาจะซื้อเองทั้งหมดนี่เลย”
       “จริงเหรอครับ”
       อะตอมตาโตเป็นประกายเจิดจ้า
      
       ไม่นานนักธาริศขับรถมาส่งอะตอมที่หน้าโรงเรียน
       “เอาล่ะ ที่นี่ใช่มั้ยครับ ถึงแล้ว”
       “ฮะ” อะตอมบอก
       ธาริศมองอย่างเอ็นดู
       “การช่วยแม่หาเงินเป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่หนีโรงเรียนออกมาแบบนี้อีกนะครับ เข้าใจมั้ย”
       “เข้าใจครับ แล้วก็...” อะตอมไหว้ขอบคุณอย่างสวยงาม “ขอบคุณครับที่มาส่งผม”
       “ขอบคุณเฉยๆ ไม่เอา ขอเพิ่มอีกอย่างได้มั้ย” ธาริศยิ้มพลางชี้ที่แก้ม “หอมแก้มอาสักที”
       อะตอม โผเข้าไปหอม แล้วยังเหนี่ยวคอธาริศมาหอมเร็วๆ ติดกัน หอมไปนับไป
       “1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ตอมให้คุณอา 10 ทีเลย เพราะคุณอาหล่อแล้วก็ ใจดีที่สุดในโลก”
       ธาริศหัวเราะเสียงดังชอบใจ
      
       ที่โรงเรียนกำลังวุ่นวายหนัก แพทตอบคำถามตำรวจที่สอบปากคำอยู่ ท่าทีร้อนใจจนจะร้องไห้อยู่แล้ว
       “ทำไมไม่มีใครเห็นเลยล่ะคะ ว่าอะตอมหายออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
       ครูประจำชั้นรีบหลบตา “ต้องขอโทษจริงๆ นะคะ แต่ว่า...”
       จังหวะนี้ครูอีกคนพาอะตอมเดินเข้ามาพอดี
       “เจอแล้วค่ะ มีคนพาอะตอมมาส่งไว้หน้าโรงเรียน”
       แพทลุกขึ้น ถลาไปหาอะตอม กอดลูกชายไว้แน่น
       “อะตอม! เป็นอะไรหรือเปล่า ไปไหนมา รู้มั้ยว่าทุกคนเค้าเป็นห่วง ลูกหนีออกจากโรงเรียนไม่ได้นะ แม่แพทโกรธมากนะที่ลูกทำแบบนี้” อะตอมจ๋อยสนิม แพทหันมาถามครู “แล้วใครเป็นคนพามาส่งค่ะ”
       “เค้าไม่ได้บอกชื่อค่ะ บอกแต่ว่าเจออะตอมไปนั่งขายเค้กอยู่ ที่ลานจอดรถหน้าศูนย์การค้าเลยพามาส่ง”
       “ขายเค้ก”
       แพทอึ้ง งงๆ อะตอมค่อยๆ ล้วงกางเกง ยื่นเงินส่งให้
       “เงินค่าเค้กฮะ ตอมอยากช่วยแม่แพทหาเงินค่าขนมครับ”
       แพทอึ้งไป “นี่ ลูกหนีโรงเรียนเพราะอยากช่วยแม่หาเงินงั้นเหรอ”
       แพทพูดอะไรไม่ออกอีก ได้แต่ดึงอะตอมมากอดอย่างแสนรัก
      
       หลังเลิกเรียนแพทพาอะตอมแวะมาที่ร้านกาแฟของเตอร์ อะตอมเล่นอยู่ไม่ไกล เตอร์กับแพทคุยกัน
       “เป็นไงล่ะ อึ้งละซิ อะตอมก็คงได้ยินเธอพูดเรื่องตกงานนั้นแหละ แกก็เลยกังวลอยากช่วยแม่ คราวนี้ยังจะปากดีหางานเองอยู่อีกมั้ย มีคนช่วยไปทำงานก็เล่นตัวไม่ทำเสียอีก” เตอร์ว่า
       “อ๋อ...ที่แท้เธอรู้เห็นเป็นใจกับนายพีทนี่เอง” แพทแขวะด้วยความหมั่นไส้
       “ก็ แหม...เค้ามาขอร้องฉันว่าอยากคุยกับเธอ ฉันเห็นเค้าจริงใจก็เลย ให้โอกาส” เตอร์ยิ้มกริ่ม
       “เชอะ เห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อนชัดๆ”
       “อ่ะ มันแน่นอนอยู่แล้ว น่าสนใจกว่าเยอะ นี่ แล้วตกลงว่าแกว่าไง ฉันว่าคุณพีทเค้าก็เป็นสุภาพบุรุษดีนะ เรื่องนี้เค้าทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ต้องรับผิดชอบก็ได้”
       “ฉันมีศักดิ์ศรีพอ ไม่ไปเอาเงินจากเค้าให้เค้าดูถูกครอบครัวเราหรอก” แพทบอกอย่างถือดี
       “คิดมากไปมั้ยเนี่ย มันคนละเรื่องกันนะยะแม่คุณ เค้ามาจ้างให้เธอทำงานไม่ใช่ให้ไปนั่งสวยอยู่เฉยๆ เธอก็ทำงานให้คุ้มค่าจ้างซิ ฉันถามหน่อยหาการสมัยนี้มันหาง่ายนักเหรอ ไอ้ตะเวนขายเค้กแบบนี้มันจะพอเลี้ยงลูกเหรอ หรือว่าอยากให้อะตอมมันออกจากโรงเรียนมาช่วยหล่อนขายเค้กจริงๆ ยะ”
       เจอเพื่อนสาวนังเตอร์ หรือ ปีเตอร์ ใส่เป็นชุด แพทเงียบกริบไม่รู้จะตอบยังไง
       เตอร์บอกเสียงอ่อนลง “แพท คิดให้ดีๆ นะ เค้าคงไม่มาตามอัญเชิญแกไปทำงานกันบ่อยๆ หรอก แล้วฉันว่านะ ดีซะอีก ได้ทำงานที่เดียวกันทั้งยายรัญ ทั้งคุณพีท สองคนจะได้อยู่ในสายตาเธอไง”
       แพทนิ่งฟัง เกิดพุทธิปัญญา ขึ้นมาทันที “ทำไมฉันไม่เคยคิดถึงข้อนี้นะ”
      
       แพทเริ่มใคร่ครวญครุ่นคิดหนัก
      

      ขณะเดียวกันธาริศจอดรถหน้าออฟฟิศรีสอร์ตก้าวลงมา แล้วเดินเข้ามาบริเวณหน้ารีเซฟชั่น เฉิดโฉมเดินเข้ามาหาพร้อมส่งดอกไม้ให้
      
       “คุณธาริศขา...คุณหายไปไหนมา เฉิดโฉมรอคุณแทบแย่เลยถามใครก็ไม่มีใครรู้ว่าคุณหายไปไหน”
       “ผม...ขอโทษที ผมมีธุระด่วนต้องไปทำ”
       “โฉมตกใจหมดเลย ก็เลยนั่งรถสองแถวกลับมารอคุณที่นี่” เฉิดโฉมชูช่อดอกไม้ในมือ “นี่ไงคะ แถ่นแถ้น...ช่อดอกไม้แสนสวยที่จะให้คุณทักษอร”
       “ขอบใจมากครับ”
       ธาริศไม่สนใจฟัง ทำท่าจะเดินหนี พีทเดินออกมาพร้อมช่อดอกไม้เช่นกัน เฉิดโฉมถลาไปหา
       “คุณพีท...คุณพีทจะไปไหนคะ”
       “ผมจะไปเยี่ยมรัญธิดา” หันมาทางธาริศ “เห็นเค้าว่าเป็นไข้สูง...พี่ไปก่อนะ”
       พีทชูช่อดอกไม้ทำเป็นอวดธาริศอย่างขำๆว่าก็ทำเป็นเหมือนกันนะแล้วเดินจากไป
       เฉิดโฉมนึกหมั่นไส้พึมพำเบาๆ “เป็นไข้ใจรึว่าออเซาะกันแน่...เชอะ”
       ธาริศมองตามพีทที่ขึ้นรถขับออกไป แววตาครุ่นคิด
      
       เย็นนั้น พีทขับเข้าซอยมาจอดหน้าบ้านรัญธิดา พีทลงจากรถเดินเข้าบ้าน โดยไม่รู้ว่าที่ด้านหลังรถธาริศ เข้ามาจอดอยู่ห่างออกไป ธาริศมองตามนิ่งๆ
       สักครู่หนึ่งพีทลงจากรถพร้อมช่อดอกไม้ กดออดแล้วยืนรอ ทุกอย่างเงียบ พีทกดอีกครั้งทุกอย่างยังคงเงียบพีทชะเง้อมอง
       “รถก็อยู่..ยังไงกันนะ”
       พีทเปิดประตูรั้วแล้วเดินเข้าไปอย่างไม่ค่อยมั่นใจ
      
       ด้านในบ้านเวลานั้น แพทใส่หูฟังเปิดเพลงดังลั่น แล้วถูบ้านอยู่อย่างเมามันส์ โดยหันหลังให้หน้าบ้าน ถูจากในบ้านถอยมาหน้าบ้าน
       พีทเปิดประตูกระจกมาเห็นแพท
       “ขอโทษนะครับผมกดออดแล้วแต่ไม่มีใครมาเปิด” พีทชะงัก เห็นแพททำท่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น แถมยังถูไปออกเสต็ปไปเล็กน้อย พีทยิ้มขำๆ
       จนพอมาถึงโต๊ะ แพทลงไปนั่งถูใต้โต๊ะ เอาผ้าขี้ริ้วไปเช็ดขัดเก้าอี้อย่างเมามันส์ พีทลงไปนั่งอย่างเงียบๆแพทขยับไหล่เป็นที่สนุกสนาน แถมยังร้องตามอย่างเพี้ยนๆ ดังๆ พีทขำมาก
       แพทเงยหน้าเช็ดใต้โต๊ะอย่างคนสะอาดจัด แล้วเห็นพีทจากหางตาชะงักหันขวับมามองหน้าพีทอยู่ในระยะประชิดกับหน้าแพทพอดี แพทตกใจสุดขีดหงายหลังเงิบ
       พีทหัวเราะท่าทางของแพทเต็มเสียง
       แพทได้สติเอาหูฟังออกจากหู
       “คุณ! อีตาบ้า! บุกรุกเข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง”
       พีทยังขำอยู่ “บุกรุกอะไร ผมตะโกนซะคอแทบแตก กดออดด้วยแต่คุณก็ไม่ได้ยิน” พลางหยิบหูฟังจากมือแพทมาฟังใกล้ๆ “โอ้โห! เปิดเพลงดังขนาดนี้ ระวังแก้วหูแตกนะคุณ”
       แพทกระชากคืนมา “คุณไม่ต้องมายุ่ง”
       เพราะแพทรีบร้อนจะลุกขึ้นยืน หัวเลยไปกระแทกโต๊ะอีก
       “โอ๊ย”
       พีทตกใจ “ใจเย็นคุณเป็นไรมากรึเปล่า”
       พีทลูบหัวให้ พลางก้มลงมาดูใกล้ๆ แพทมองหน้าพีทแล้วผลักหน้าให้ไปไกลๆ
       “ไปให้ไกลๆ เลยอย่ามาฉวยโอกาสกับฉัน”
       พีทชักฉุน “ผมเนี่ยนะฉวยโอกาส เฮ้อ…ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ”
       “ออกไปเลย ออกจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้”
       “คงไม่ได้หรอกครับคุณน้า เพราะผมาเยี่ยมรัญธิดาน่ะครับ”
       “อะไรนะ!”
       “ผมจะมาเยี่ยมคู่หมั้นของผม” พีทชูช่อดอกไม้ให้ดู
      
       สักครู่ต่อมา สองคนอยู่ในห้องด้วยกัน รัญธิดามองช่อดอกไม้ในมือช็อกๆ
       “ขอบคุณนะคะที่อุส่าห์มาเยี่ยมรัญ”
       พีทเอื้อมมือไปจับหน้าผากรัญธิดา แพทเปิดประตูเข้ามาพอดีถือถาดน้ำมาให้มองตาขวาง
       “ตัวก็ไม่ร้อนเท่าไหร่แล้ว ยังปวดหัวอยู่รึเปล่าครับ”
       “นิดหน่อยค่ะ”
       แพทกระแอม “กินน้ำกันก่อนนะคะ ยายรัญกินยาเถอะ ครบ 4 ชั่วโมงแล้ว”
       พีทกุลีกุจรช่วยประคองรัญธิดาให้นั่ง ตรงเข้าไปป้อนยาป้อนน้ำอย่างตั้งใจ
       แพทเข้าไปแยกพีทออกจากหลานสาว “พอแล้ว ฉันรู้สึกมือคุณจะมายุ่งวุ่นวายกับหลานสาวฉันเหลือเกิน นี่ขนาดต่อหน้าฉันยังขนาดนี้ แล้วกลับหลังจะเป็นยังไง”
       “คิดมากไปหรือเปล่า ก็แค่ช่วยเหลือรัญธิดาเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรน่าเกลียดอย่างที่คุณกำลั งใส่ความผม อีกอย่างเราเป็นคู่หมั้น โดนเนื้อโดนตัวกันแค่นี้แค่นี้มันจะเป็นอะไร นี่มันสมัยไหนกันแล้วคุณ ผมว่าคุณกลับไปถูบ้านเหมือนเดิมดีกว่า ปล่อยให้เราสองคนคุยกันเอง ผมมาเยี่ยมรัญต้องการคุยกับรัญ ไม่ใช่คุณ”
       แพทเจอใส่แบบจัดหนักเลยปรี๊ดแตก
       “แต่นี่มันบ้านฉัน ฉันอยากนั่งที่ไหนมันก็เรื่องของฉัน คุณไม่มีสิทธิมาสั่งให้ฉันทำโน่นทำนี่ และถึงคุณจะมาเยี่ยมรัญ แต่ในฐานะที่ฉันเป็นผู้ใหญ่ของบ้านนี้ คุณต้องให้ความเคารพฉันด้วย”
       พีทขำ “แล้วผมไม่เคารพคุณต้องไหน”
       “ก็ไอ้การที่มือไม่คุณเป็นหนวดปลาหมึก คอยเกาะแกะหลานสาวฉันนี่ไง”
       พีทหัวเราะขันๆ “ควรไปหาหมอเสียบ้าง ให้หมอนะ ให้หมอสั่งฮอร์โมนมาให้กินบ้าง จะได้หายพุ่งพล่านลงเสียที”
       “นี่คุณว่าฉัน วัยทองงั้นเหรอ”
       พีทย้อน “คุณพูดเองนะ
       รัญธิดาเห็นท่าไม่ดี จึงพยายามห้าม
       “เอ่อ...น้าแพทคะ คุณพีทคะ รัญว่าใจเย็นๆ กันทั้งสองคนดีกว่านะคะ”
       แต่...ไม่ได้ผล สองคนประคารมกันต่อ
       “อย่ามาห้ามยายรัญ เธอก็เห็นว่านายคนนั้นร้ายกาจแค่ไหน”
       “ผมพูดตามที่เห็น ไม่ได้ใส่ความสักนิด คุณน้าคุณคงว่างงานนานเกินไปแล้ว จนมีเวลาหาเรื่องคอยจับผิดคนอื่นทุกฝีก้าวแบบนี้”
       แพทโกรธมาก ตั้งท่าจะว่าต่อ แล้วก็เริ่มคิดได้
       “จริง ฉันอาจจะว่างงานนานเกินไปจริงๆ อย่างที่คุณว่า” พีทกับรัญธิดามองหน้ากัน งงว่าแพทจะมาไม้ไหนอีก “ถ้าความจำคุณยังดีอยู่ คงจำได้ว่าคุณชวนฉันไปทำงานที่รีสอร์ต”
       พีทพนักหน้ารับรู้ “แต่คุณปฎิเสธ”
      
       “ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันอยากไปทำงาน Peera Rancho ถ้าคุณเป็นลูกผู้ชายพอ คงไม่กลับคำนะ”


  


       ด้านธาริศ ตัดสินใจลงจากรถ เดินมาค่อยๆ ชะเง้อมอง เห็นรัญธิดาเดินมาส่งพีทที่รถ ธาริศรีบหลบ
      
       “ความจริงคุณไม่ต้องลงมาส่งผมก็ได้”
       “รัญอยากจะ ขอบคุณมากนะค่ะที่คุณพีทยอมทำตามที่รัญขอเรื่องน้าแพท แต่รัญเริ่มกลัวอะไรบ้างอย่าง”
       พีทนิ่วหน้าฉงน “รัญกลัวอะไร”
       “เอ่อ...รัญกลัวคนจะนินทา ว่าไม่ทันไร ก็ใช้เส้นสายเสียแล้ว”
       “แต่ผมว่ารัญกลัวอย่างอื่นมากกว่า” พีทว่า
       รัญธิดาตกใจ “คุณพีท”
       “ผมรู้ว่ารัญก็คงดูออกมั้ง ว่าเมื่อกี้ทำไมน้าคุณเค้าก็รับปากไปทำงานกับผม”
       พีทมองเข้าไปให้บ้าน รัญธิดามองตาม
      
       แพทแง้มม่านดูสองคนอยู่
       “คราวนี้แหละ ฉันจะได้คอยจับตามองนายไม่ให้คลาดสายตา”
       แพทยกมือขึ้นทำสัญลักษณ์ ใช้สองนิ้วชี้ไปที่ตาตัวเอง และที่พีท ประมาณฉันจับตามองนาย
      
       พีทมองมาไปเหมือนสองคนสบตากัน พีทยักไหล่นิดๆ เหมือนไม่แคร์
       เสียงอะตอมดังขึ้น “แม่แพทครับ อยู่ไหน”
       “อยู่นี่ครับ ตอมจะเอาอะไร”
       แพทเลยต้องปิดม่านเดินไปหาอะตอม
      
       พีทจับมือรัญธิดาไว้ พูดให้กำลังใจ “อย่ากังวลไปเลยนะรัญทุกอย่างมันกำลังจะดีขึ้น”
       “ยังไงคะ รัญยังไม่เข้าใจอยู่ดี”
       “การที่น้าคุณยอมไปทำงานกับผม ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไร แต่ผมถือว่ามันก็เป็นสัญณาณที่ดีนะว่าเค้ายอมเปิดใจรับผมบ้างแล้ว ผมจะใช้โอกาสนี้แสดงให้เค้าเห็น ว่าผมจริงใจกับรัญจริงๆ แล้ว อีกไม่นานเค้า
       ต้องอนุญาตให้เราแต่งงานกัน”
       “แล้ว...ถ้าเป็นตัวรัญเองล่ะคะ ที่ไม่ดีพอสำหรับคุณพีท”
       “เป็นไปไมได้หรอก ผมเลือกรัญ เพราะสำหรับผมรัญเป็นผู้หญิงที่ดีพร้อมนอกจากวางตัวดี มีมารยาท แล้วก็ยังรักนวลสงวนตัวอีก เพราะฉะนั้น ไม่มีวันที่คุณจะไม่ดีพอสำหรับผม”
       รัญธิดายิ่งหนาวหนัก ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองจะเปิดเผยความจริงต่างๆ ตามที่แพทแนะนำไม่ได้
       “ขอบคุณค่ะ ที่ให้เกียรติรัญขนาดนี้”
       “ผมพูดอย่างที่ผมรู้สึกจริงๆ ผมเชื่อว่ารัญจะต้องเป็นแม่ และภรรยาที่ดีได้แน่ๆ”
       พีทจับมือรัญธิดาขึ้นมาจูบเบาๆ รัญธิดาพยายามฝืนยิ้มรับ
       “ผมไปนะครับ”
       พีทขึ้นรถแล้วขับรถออกไปเลย รัญธิดายืนส่งจนรถพีทลับตา จึงหันกลับเดินเข้าบ้าน เสียงคุ้นหูดังขึ้น
       “แหมฉากเมื่อกี้ ดูโรแมนติกจังเลยนะ แต่เสียดายนางเอกสำส่อนไปหน่อย”
       รัญธิดาหันไปเห็นธาริศที่แอบดูอยู่ ก้าวเดินออกมา
       “คุณธาริศ” รัญธิดากวาดตามองรอบๆ กลัวใครมาเห็น “คุณมาได้ยังไง”
       “มายังไง มันไม่สำคัญ เท่ากับ...มาทำไมหรอก ตอนนี้ไม่ได้มีคนอื่นอยู่แล้ว ไม่ต้องเล่นละครกันดีกว่ารัญ”
       ธาริศเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ รัญธิดาตัดสินใจถอยหลังก่อนจะวิ่งหนี ธาริศไวกว่าจับไว้ลากตัวรัญธิดามาอีกทาง
       ธาริศลากรัญธิดาซึ่งขัดขืนเข้ามามุมหนึ่งในสวนหน้าบ้าน
       “ปล่อย ฉันนะ ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนช่วย”
       “ก็เอาซิร้องเลย หรือว่าจะโทรตามพี่พีทกลับมาดีล่ะ ก็ดีเหมือนกันจะได้เล่าให้พี่พีทฟังเสียเลยว่าเราเคยสนิทสนมกันแค่ไหน” ธาริศจ้องหน้า
       “คุณพูดเรื่องอะไร ฉันจำไม่ได้ รัญธิดาเด็กผู้ใหญ่โง่ๆ คนนั้นได้ตายไปแล้ว ตั้งแต่วันที่คุณหลอกให้ฉัน ไปรอที่สถานีรถไฟ”
       ธาริศรู้สึกผิดขึ้นมา “รัญ พี่ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้นนะ คือ…พี่...”
       รัญธิดาตัดบททันที “พอเถอะ ไม่ต้องรื้อฟื้นอีกแล้ว เรื่องพวกนั้นฉันลืมไปหมดแล้ว ตอนนี้เราสองคนต่างก็ชีวิตของตัวเอง คุณเองก็มีภรรยาแล้ว ส่วนฉันก็กำลังจะเป็นพี่สะใภ้ของคุณ ปล่อยให้เรื่องในอดีตมันผ่านไปเถอะ”
       “รัญ ลืมไปหมดแล้วงั้นเหรอ”
       “ใช่...มันก็แค่ เรื่องเล่นๆ ตลกขำๆ ตอนวัยรุ่นเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรกันฉัน แม้แต่นิดเดียว”
       ธาริศเจ็บจี๊ดในใจ คิดไม่ถึงว่ารัญจะพูดแบบนี้ “ไม่มีความหมาย นั่นซินะ แล้วนี่...ผมกำลังทำอะไรอยู่ ผมมาหาคุณทำไมกัน” ธาริศปล่อยรัญธิดา ร่างของเขาเซซังไป “ผมได้ข่าวว่าคุณไม่สบาย คุณไม่ได้เป็นอะไรมากใช่ไหม”
       “ฉันสบายดี ไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย” รัญธิดาบอกด้วยใบหน้าเรียบเฉย
       “งั้นก็...ขอโทษที่มารบกวน”
       ธาริศเดินออกไป จู่ๆ อะตอมก็วิ่งพุ่งเข้ามากอดไว้
       “คุณอาสุดหล่อ มาหาผมหรือฮะ”
       ธาริศเห็นหน้าอะตอมจำได้ ยิ้มรับแม้จะแปลกใจ
       รัญธิดาออกอาการตกใจเมื่อเห็นสองคนรู้จักกัน “อะตอม”
       “อะตอม? นี่หนูอยู่ที่นี่เหรอ” ธาริศแปลกใจ
       “ฮะ บ้านผมอยู่ตรงโน้น”
       “งั้น” ธาริศหันไปมองรัญธิดา “ผู้หญิงคนนี้คือ...แม่ของหนูนะซิ”
       รัญธิดาถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินที่ธาริศพูด ธาริศมองรัญธิดาอย่างคาดคั้น
       เสียงแพทดังขัดขึ้น “อะตอม รัญ อยู่ไหนกัน”
       “ไม่ใช่ฮะ นี่น้ารัญ เป็นน้าของผม ผมเป็นลูกแม่แพท”
       ว่าแล้วอะตอม หันไปเรียกแพท
       “แม่แพท ตอมอยู่นี่ฮะ กับน้ารัญ”
       แพทเดินเข้ามาสองคน พลางถาม
       “ออกมาทำอะไรกันตรงนี้สองคนน้าหลาน แม่ทำกับข้าวเสร็จแล้วนะ”
       “แม่แพทครับ คุณอาคนนี้ไงครับที่ซื้อเค้กของอะตอมหมดวันนั้น”
       อะตอมหันกลับมาจะแนะนำธาริศ แต่ปรากฏว่าธาริศไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว อะตอมเลยงง
       “ไหนใครเหรอ? รัญ” แพทถาม
       “ใครก็ไม่รู้คะ เค้ามาถามทางนะคะแต่ไปแล้ว อะตอมคงจำผิด เราเข้าบ้านเถอะค่ะ ค่ำแล้ว ยุงทั้งนั้น”
      
       รัญธิดารีบพาแพทกับอะตอมเข้าบ้าน แต่อดเหลียวกลับไปมองไม่ได้ ขณะที่ธาริศแอบหลบอยู่หลังต้นไม้ มองตามสามคนไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด
      

       จบตอนที่  4
ตอนที่ 5
      
       เวลานั้นสองแม่ลูกอยู่ในห้องนั่งเล่น แพทยืนคุมอะตอมใส่ชุดนอนแล้วดื่มนมจนหมด อะตอมยิ้มคว่ำแก้วโชว์ให้แม่ดู
      
       “ดีมาก แล้วก็อย่าลืมบ้วนปากด้วยนะครับ เดี๋ยวแม่ตามไปเล่านิทานนะ”
       “ฮะ แต่แม่แพทตามมาเร็วๆ นะ ตอมคิดถึง”
       แพทยิ้ม ขำลูกอ้อนของอะตอม “จ้า”
       อะตอมยื่นแก้วส่งให้ แพทเดินออกไปทางครัว ตอมวิ่งขึ้นข้างบน
       แต่ปรากฏว่าจังหวะนี้ รัญธิดาซึ่งแอบอยู่ตรงซอกตู้ เอาหุ่นยนต์ตัวเล็กๆ มาชูล่อ อะตอมที่วิ่งมาหยุดกึกตาโตทันที
       “อยากได้มั้ย”
      
       รัญธิดาพาอะตอมมาคุยอีกทางด้วยท่าทีซีเรียส
       “เจอกันแค่ครั้งเดียวจริงๆ นะ เค้าไม่ได้คุยอะไรกับอะตอมอีกนอกจากที่เล่าให้พี่ฟังจริงๆ เหรอ”
       ที่แท้รัญธิดาซักไซ้เด็กน้อยเรื่องธาริศ
       “ไม่มีแล้วฮะ ตอมตอบหมดแล้ว พี่รัญให้ตอมได้หรือยัง”
       รัญธิดาแบมือโชว์หุ่นยนต์ อะตอมจะคว้า แต่รัญธิดากลับยกมือหนี
       “เดี๋ยวพี่ให้แน่ แต่ตอมต้องรับปากก่อนว่าจะไม่เจอแล้วก็ห้ามคุยกับเค้าอีกเด็ดขาด”
       “ทำไมล่ะฮะ”
       รัญธิดาอึกอัก “ตอมยังเด็กมองคนไม่ออกหรอกว่าจริงๆ เค้าเป็นยังไง เชื่อพี่ก็แล้วกัน”
       อะตอมท้วง “แต่ตอมว่าคุณอาใจดีออก ตอมชอบคุณอา”
       “ไม่ได้นะ” รัญธิดาลืมตัว พูดเสียงแข็งใส่ทันที แล้วยังจับแขนอะตอมบีบแน่น
       อะตอมร้อง “โอ๊ย ตอมเจ็บ”
       รัญธิดารู้สึกตัวรีบปล่อยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
       “พี่ขอโทษ...แต่เชื่อพี่เถอะ ผู้ชายคนนี้เป็นคนไม่ดีหรอก ตอมไม่ควรเข้าใกล้ เข้าใจมั้ย...สัญญากับพี่นะอะตอม”
       อะตอมรับปากไปอย่างงงๆ “ฮะ...ได้ฮะ”
       “มีอีกอย่าง ห้ามเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังอีก แม้แต่แม่แพท”
       “ฮะ.. ฮะ แล้ว...” แบมือขอหุ่นยนต์
       รัญธิดายื่นหุ่นยนต์ให้ อะตอมรับมาอย่างดีใจ ขณะที่รัญธิดาแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
       ฉากที่ 3 บ้านธาริศ/รีสอร์ท(หน้าบ้าน) ต่อเนื่อง
       ธาริศกลับมาบ้านพักในรีสอร์ทอย่างคนหมดแรง นั่งเสียใจอยู่พักหนึ่ง บ้านมืดทั้งหลัง แต่พอหันไปทางหน้าบ้าน ไฟสว่างขึ้น ธาริศเพ่งมองไปเห็นทักษอรแต่ตัวสวยยืนอยู่
       ทักษอรพาธาริศมาที่โต๊ะอาหาร ซึ่งจัดแต่งอย่างโรแมนติก ธาริศงง
       “มีอะไร พิเศษเหรออร แล้วน้อยไปไหน”
       ทักษอรยิ้มหวาน “แหม นี่ตั้งใจจะเซอร์ไพร์จนถึงที่สุดเลยใช่มั้ยคะ...ยายเฉิดโฉมบอกอรหมดแล้ว ยายนี้ประจบสอพลอเหลือเกิน แต่ก็ช่างเถอะ”
       “บอกเรื่องอะไร พี่งง” ธาริศงงอยู่
       “พี่ธาริศ นี่ปากแข็งจริงๆ ก็ไหนพี่บอกใครๆ ว่าวันนี้เป็นวันครบรอบที่เราพบกันครั้งแรกไม่ใช่เหรอคะ แหมอรเองยังจำไม่ได้เลย”
       ธาริศสะดุ้งไม่คิดว่าเฉิดโฉมจะนำเรื่องที่ตนโกหกพีทมาเล่าให้ทักษอรฟัง ธาริศหลบตาเพราะรู้สึกผิดที่โกหก
       “คือพี่...”
       “ตั้งแต่แต่งงานกัน อรไม่เคยเห็นพี่ธาริศโรแมนติกจำอะไรเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ได้ แต่พอมาที่นี่เท่านั้น... มาค่ะ ชนแก้วกัน”
       ทักษอรยกแล้วไวน์ดื่ม
       “อรไม่ควรดื่มนะ หมอบอกแล้วไม่ใช่เหรอ”
       “ช่างหมอเถอะค่ะ รักษามาตั้งนานแล้วไม่เห็นจะหาย ดื่มแค่แก้ว สองแก้ว อาการอรก็ไม่แย่ลงกว่านี้หรอก ไหนล่ะคะ ของขวัญ”
       ทักษอรยิ้มอย่างดีใจ ธาริศมองหน้าทักษอรก็โกหกไม่ลง
       “ไม่มี พี่...พี่ไม่ได้ซื้อของขวัญให้อร” ธาริศทั้งรู้สึกผิดจนต้องดึงทักษรอรเข้ามากอด “พี่ขอโทษจริงๆ”
       ทักษอรงงเพราะไม่รู้เรื่อง ธาริศกอดไว้ครู่แล้วก็ปล่อยตัวภรรยา ตัดสินใจได้ว่าต้องไม่ทำแบบนี้อีก ตัดใจตัวเองแต่ต้น รีบเดินออกมา อรงงว่าเกิดอะไรขึ้น ตามไป
      
       ทัษอรตามเข้ามาในห้องนอน เห็นธาริศเก็บเสื้อผ้า ลากกระเป๋าออกมาก็แปลกใจ
       “นี่พี่ทำอะไรคะ ไม่มีของขวัญก็ไม่เป็นไรค่ะ แค่พี่ริศจำวันครบรอบของเราได้เท่านี้อรก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว”
       ธาริศตัดสินใจเด็ดขาด “อร...กลับกันเถอะ กลับบ้านเรา พี่ไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว กลับไปแล้วพี่จะพาอรไปดินเนอร์ แล้วก็ซื้อของขวัญให้อร อรอยากได้อะไรพี่พยายามทำให้อรทุกอย่าง”
       “ไม่ค่ะ...อรกำลังสนุก รู้มั้ยคะ ว่าอรกำลังคิดเล่นๆ ว่าจะสร้างบ้านที่นี่สักหลังดีมั้ย เอาใกล้ๆ กับรีสอร์ตพี่พีทนี่แหละ”
       ธาริศยิ่งตกใจ รีบปฎิเสธ “พี่ไม่เห็นด้วย พี่ไม่ชอบที่นี่”
       “แต่อรชอบ เกิดอะไรขึ้นค่ะ เราเพิ่งมาได้วันเดียวเอง ไหนตอนก่อนมา พี่ริศบอกว่าจะต้องอยู่ช่วยงานพี่พีท แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น หรือพี่ริศทะเลาะกับพี่พีท”
       ธาริศชะงักไป “เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น” ธาริศพยายามหาข้ออ้างต่อ “พอดีพี่มีงานด่วนนิดหน่อย”
       ทักษอรเริ่มโมโห “งานด่วน! ก็อรบอกแล้วไง ว่าถ้าพวกที่ออฟฟิตทำงานแทนพี่ไม่ได้ ก็ไล่ออกให้หมด”
       “มันไม่ใช่อย่างนั้น อย่าไปพาลคนอื่นซิ” ธาริศจนตรอกไม่รู้จะบอกว่ายังไง “เอาอย่างงี้อรอยู่ต่อก็ได้ แต่พี่จะกลับก่อน อยากกลับเมื่อไหร่พี่จะมารับ ดีมั้ย”
       “ไม่ได้ค่ะ อรอยู่พี่ก็ต้องอยู่กับอร เข้าใจมั้ยค่ะ ต้องอยู่ที่นี่ ต้องอยู่ ๆ ๆ”
       ทักษอรหอบ และเริ่มมีชักเกร็งขึ้นมานิดๆ ธาริศรีบเข้าไปประคอง
       “อร” อรเริ่มชักมากขั้น ธาริศร้อนใจ “ได้ๆ พี่จะอยู่ที่นี่ต่อ...พอได้แล้วอร”
      
       ทักษอรยังคงมีอาการเกร็งและชักอยู่อย่างนั้น


  


       ที่รีสอร์ต พีระ แรนโช เช้าวันนี้ แพทซึ่งหายจากอาการเจ็บเท้าโดยสิ้นเชิง ไม่มีผ้าพันแผลแล้ว กำลังยืนอยู่หน้าพีทในออฟฟิศ พีทยืนท่าทีสบายๆ มาดกวนๆ มองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า และมองจากเท้าจรดหัวอยู่อย่างนั้น จนแพททนไม่ไหว
      
       “ขอโทษนะคะ ไอ้การมองสำรวจฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าเนี่ย มันเกี่ยวกับการทำงานตรงไหน ฉันไม่ได้มาประกวดนางงาม”
       พีทยิ้มขำ “ก็ถูก เพราะรูปร่างอย่างคุณไม่ได้มาตราฐานนางงาม..” พีทขยับมายืนข้างหลัง “แต่ข้างหลังก็ดูดีอยู่นะ”
       แพทสุดทน ตวาดแว้ดใส่ “ไอ้บ้า”
       “ขอบคุณที่ชม”
       “ฉันด่าไม่ได้ชม”
       “ไม่เป็นไร ผมไม่ถือ...ตกลงคุณอยู่ฝ่ายจัดกิจกรรมลูกค้าก็แล้วกันนะ”
       แพทงงๆ ตามไม่ทันเมื่อพีทเปลี่ยนเรื่อง มีเสียงเคาะประตูพอดี แล้วเห็นประทินเข้ามา
       “คุณพีท มีอะไรเหรอครับ”
       พีทหยิบแฟ้มมาเซ็น แล้วยื่นแฟ้มให้ประทิน “คุณแพทจะเข้ามาเป็นพนักงานของพีระแรนโช ฝากคุณประทินดูแลต่อด้วยนะ”
       “อ๋อ ครับ ยินดีต้อนรับครับๆ งั้นเชิญทางนี้เลยครับ เดี๋ยวผมจะแนะนำงานให้”
       แพทก้มหัวให้ประทินเป็นเชิงขอบคุณ แล้วก็ออกไปกับประทิน พีทมองตามช้าๆ
      
       ไม่นานต่อมาประทินพาแพท มาแนะนำตัวกับพนักงาน มี ฝน ชู และคนอื่นๆ ที่จับกลุ่มกันอยู่ในโรงอาหาร ฝนทักทาย โอภาปราศรัยด้วยอย่างเป็นมิตร
       “เป็นน้าสาวคุณรัญเหรอคะ แต่ดูอายุไม่ต่างกันเท่าไหร่เลยนะคะ แต่ที่แน่ๆ หน้าตาดีกันทั้งบ้านเลยนะคะเนี่ย”
       “มีอะไรก็ช่วยแนะนำด้วยแล้วกันนะคะ” แพทบอก
       “โอ๊ย คุณแพทก็ ดิฉันเป็นแค่แม่บ้านจะไปกล้าแนะนำคุณแพทได้ยังไง” ฝนว่า
       “จะตำแหน่งอะไรไม่สำคัญ แต่ถือว่าพี่ฝนทำงานมาก่อนแพท ยังไงก็ย่อมมีประสบการณ์มากกว่า รู้อะไรๆ มากกว่าอยู่แล้ว”
       ชูผสมโรงท่าทีชื่นชม “ใช่เลยครับ ถูกคนเลยล่ะครับ เพราะถ้าคุณแพทอยากรู้อะไรในรีสอร์ตแห่งนี้ต้องถามเธอคนนี้ละครับ”
       ประทินเห็นด้วย “เออจริง ของไอ้ชูมันครับ พูดง่ายๆ ว่าสู่รู้ไปเสียทุกเรื่องนั่นเอง”
       “แหมพี่ทิน จะว่าฉันชอบสาระแนใช่มั้ย แต่เอาเถอะ ..วันนี้วันดี ฉันจะถือว่านี่เป็นคำชมก็แล้วกันนะ”
       ทั้งหมดหัวเราะกันครื้นเครง เฉิดโฉมเดินเฉิดฉายเข้ามาพร้อม เชอรี่ ลูกคู่
       “โอ๊ะ ตายๆ ไม่ทันไร ก็เอาญาติโยมมาทำงานเสียแล้ว...แบบนี้ต่อให้ พวกเรา ทำงานกันจนหลังขดหลังแข็ง แต่คงไม่มีโอกาสดีๆ หรอก เพราะเราไม่มีหลานสาวสวยๆ มาล่อ”
       เชอรี่รับลูกต่อ “อ๋อ ที่เค้าเรียกว่าใช้เต้าไต่ใช่มั้ย”
       แพทหันไปมอง ด้วยแววตาเย็นชา
       “บางคนถึงมีก็ใช้ไต่ไม่ได้นะคะ เพราะเป็นนมพลาสติก” ฝนแขวะ
       เฉิดโฉมเผลอปาก “เค้าเรียกซิลิโคนต่างหากไม่ใช่พลาสติก แต่แกรู้ได้ยังไง ว่าเราไปทำมา”
       เชอรี่บอกเฉิดโฉม “ไปบอกเค้าทำไมล่ะ”
       นั่นแหละเฉิดโฉมถึงได้สติ เอามืออุดปากไว้
       “ฉันคิดว่าถ้าคุณคิดแค่นั้น คุณก็กำลังดูถูก คุณพีทเจ้านายคุณอย่างมาก...แต่ที่สำคัญ เอาไว้ ให้ฉันทำงานก่อนดีมั้ยค่ะ แล้วค่อยวิจารณ์” แพทว่า
       “อุ๊ยตาย เชอรี่ เห็นมั้ย ใครก็ไม่รู้ร้อนตัว แล้วฉันพูดผิดตรงไหน อ่ะ ก็ได้ ฉันจะให้อยู่โอกาส ทำงานแผนกอะไรนะ กิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์งั้นเหรอ .. ก็ดีเหมือนกันนะ”
       เฉิดโฉมยิ้มเยาะในทีทุกคนมองอย่างไม่ค่อยไว้ใจ
      
       ครู่ต่อมาทุกคนย้ายมาที่อีกมุมในรีสอร์ต เฉิดโฉมส่งลูกหมาให้แพท
       “นี่คือเจ้าหญิงลูกหมอของคุณหญิงจี๋ ภรรยารัฐมนตรีพนิตที่เป็นแขกวีไอพีของเรา เค้าอยากให้เธอจัดกิจกรรมให้สุนัขของเค้าเพลินเพลินระหว่างที่เค้าไปขี่ม้า”
       ประทินขัดขึ้น “มันไม่ใช่หน้าที่ของเรานะเฉิด คุณหญิงท่านมีคนเลี้ยงไอ้เจ้าหญิงมาด้วยไม่ใช่เหรอ”
       “ก็ใช่ค่ะคุณประทิน แต่คนเลี้ยงเค้าเป็นไข้ คุณหญิงท่านก็เลยมาถามเฉิดว่า พอจะช่วยได้มั้ย นี่มันก็ถือเป็นการดูแลแขกไม่ใช่เหรอคะ...เป็นหน้าที่ของพวกลูกค้าสัมพันธ์โดยตรง...ถ้าไม่ถือว่าตัวเองเป็นเด็กเส้นก็น่าจะทำได้นะคะ” เฉิดโฉมปรายตามองมายังแพท
       เชอรี่ผสมโรงตามเคย “ใช่ หรือว่ารังเกียจไม่ยอมทำ”
      
       ระหว่างนี้รัญธิดาเดินเร็วๆ เข้ามากับฝน ซึ่งฝนไปตามนั่นเอง
       “เกิดอะไรขึ้นคะ น้าแพท”
       “โอ๊ะ ตายๆ นี่ถึงขนาดยกพวกกันมาเลยเหรอ ขาดคำเสียที่ไหน ยังไม่ทันไร ก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่เสียแล้ว เอ๊า พวกเรา” เฉิดโฉมตะโกนบอกพนักงาน “มาดูเร็ว พนักงานตัวเล็กๆ ที่น่าสงสาร กำลังจะโดนแฟนสาวคุณพีทรังแก”
       ชูอึ้งๆ “เอ๊ะ นี่คุณเฉิดเค้าสับสนอะไรหรือเปล่า เค้าต่างหากเป็นฝ่ายรังแกคนอื่นอยู่เห็นๆ”
       “ไหนๆ ก็ไหนๆ งั้นก็ตบให้สมองคุณเฉิดเข้าที่แล้วกัน”
       ฝนว่าพลางถลาเข้าไปจะตบเฉิดโฉม ชูกับแพทดึงไว้ แต่เฉิดโฉมกับเชอรี่ถลาเข้ามา
       “กล้ากับชั้นเหรอพี่ฝน”
       ประทินรีบห้ามทัพ “หยุด เอาล่ะ พอแล้วๆ ทั้งหมดนั้นแหละ ช่วยเกรงใจคนที่ ยืนเป็นหัวหลักหัวตออยู่ตรงนี้หน่อยนะ ผมคือผู้จัดการที่นี่คงลืมกันไปแล้ว”
       แพทยกมือไหว้ประทิน “ขอโทษค่ะ ที่ทำให้วุ่นวาย” แล้วหันไปหาเฉิดโฉมตัดสินใจแล้ว “ส่งหมามาสิคะ”
       แพทรับลูกหมามา ฝั่งแพทฮือฮา ไม่อยากให้รับ เฉิดโฉมสะใจมากคิดว่าแกล้งแพทได้สำเร็จ
       “น้าแพทคะ มันไม่จำเป็น” รัญธิดาห้าม
       ฝนขัดขึ้น “จริงคะ คุณแพท ส่งมานี่ เอามาเดี๋ยวพี่ให้ชูจัดการเอง”
       “ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่พาหมาไปเดินเล่นมันไม่ได้ยากอะไร ถือเป็นการสำรวจรีสอร์ทไปในตัว” แพทหันมาหาเฉิดโฉม “วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันเข้ามาทำงานที่นี่ ยังไม่อยากมีเรื่องกับใครให้เสียสิริมงคลในชีวิต อีกอย่างคนเราถ้าลองคิดจะแกล้งคนอื่น มันก็ต้องหาเรื่องมาจนได้ ไม่ว่าเรื่องนั้นมันจะปัญญาอ่อนขนาดไหน...ไปเจ้าหมาน้อย”
       แพทเดินจูงหมาออกไป รัญธิดารีบตาม เฉิดโฉมยืนอึ้งคาที่
       เชอรี่รีบกระซิบ “เค้าด่าเธอ ใช่มั้ยเฉิด”
       เฉิดโฉมตวาดแว้ด “หุบปาก! ชั้นรู้แล้ว”
       จากนั้นเฉิดโฉมก็สะบัดหน้าเดินหนีไป เชอรี่ตามติด ชูกับฝนหัวเราะชอบใจ
      
       แพทเดินจูงหมาในสนามหญ้า รัญธิดารีบตามมาอย่างร้อนใจ
       “น้าแพททำแบบนี้เพราะรัญใช่มั้ยคะ ปกติน้าแพทไม่ใช่คนยอมใครแบบนี้”
       แพทหันมามอง แต่ไม่ตอบ “ไม่ว่าทำงานอะไรก็ต้องอดทนกันต้องนั้น ไม่ว่าจะอดทนเรื่องงาน หรือเรื่องคน ความจริงมันก็ถูกของเค้านะ น้าได้มาทำงานที่นี้ก็เพราะรัญจริงๆ เพราะงั้นก็ยิ่งต้องตั้งใจไม่ทำให้รัญเสียชื่อ”
       แพทก้มลงปล่อยให้หมาวิ่งเล่น
       “น้าแพท”
       “ขอที อย่ามาทำหน้าซึ้งแถวนี้ เห็นมั้ยว่าน้าตั้งใจมาทำงานจริงๆ ไม่ได้ค่อยตามจับผิดเรากับคุณพีทอย่างเดียว ไปเถอะเจ้าหมา...” แพทพูดไม่ทันจบ เหลียวมองไป เพิ่งเห็นว่าหมาหายไปแล้ว “...เฮ้ย..ไปไหน”
      
       ปรากฏว่าในมือแพทเหลือแต่สายจูง หมาน้อยของคุณหญิงจี๋หายไปแล้ว
      
       สองสาวน้าหลานมองหากัน ด้วยความตกใจ
        

      รัญธิดาแยกตัวเดินตามหาน้องหมามาอีกทาง
      
       “เจ้าหญิง...เจ้าหญิง...ไปไหนนะ”
       รัญธิดาเห็นหางหมาวิ่งดุ๊กดิ๊กไป รีบตามไป ปรากฏว่าหมาวิ่งมาเลียมือธาริศอยู่
       “เจ้าหญิง” รัญธิดาชะงักกึก
      
       “หมาของเธอเหรอ”
       รัญธดาตกใจจนเหวอ “ไม่ใช่ เอ่อ ใช่”
       “ตกลงยังไงกันแน่ แค่หมาของตัวเองรึเปล่ายังจำไม่ได้ รู้สึกเธอจะเป็นพวกความจำสั้นจริงๆ นะ มิน่า..ถึงได้บอกว่าจำเรื่องที่ผ่านมาไม่ได้”
       “เรื่องบางเรื่องที่ไม่มีค่าควรจำ มันก็ไม่รู้จะต้องจำไปทำไมให้รกสมองในเมื่อมีสิ่งดีๆ รออยู่ในชีวิตมากมาย” รัญธิดาย้อนเจ็บ
       ธาริศโกรธจัด “อย่างเช่นพี่งั้นซิ”
       “ค่ะ”
       “หน้าไม่อาย ผู้หญิงอย่างเธอมันก็แค่ผู้หญิงใจแตก ไม่เหมาะสมกับพี่ชายฉันแม้แต่นิดเดียว”
       รัญธิดาพูดออกมาด้วยเสียงอันขมขื่น “เหมาะหรือไม่เหมาะ ตอนนี้ก็คงไม่เกี่ยวกับคุณ เพราะเป็นเรื่องของฉันกับคุณพีท...เรื่องของคนสองคนที่...ที่...รักกัน” รัญธิดาเน้นคำตอนท้าย
       ธาริศเยาะหยัน “หึ...คำว่ารักสำหรับผู้หญิงอย่างเธอมันช่างง่ายดายนักนะ ฉันไม่น่าโง่เลย เมื่อหกปีก่อน ฉันก็เคยได้ยินคำพูดนี้หลุดมาจากปากดธอไม่ใช่เหรอ พี่ธาริศคะ พี่ธาริศขา รัญรักพี่คนเดียว หรือว่าสำหรับเธอคำว่ารักก็เป็น แค่การพูดลอยๆ เพื่อจับผู้ชายเท่านั้น”
       รัญธิดาบันดาลโทสะ ตบหน้าธาริศฉาดใหญ่ น้ำตาเริ่มเอ่อกลบตา
       “สิ่งที่ฉันเสียใจที่สุดในชีวิต ก็คือเป็นการได้เจอกับคุณ”
       รัญธิดาวิ่งออกไป ธาริศได้แต่ยืนอึ้ง
       จังหวะที่รัญธิดาเลี้ยวออกมา ก็เจอกับทักษอรพอดี
       “คุณรัญ...เห็นพี่ธาริศบ้างมั้ยคะ”
       ขาดคำธาริศก็อุ้มลูกหมาตามออกมาพอดี
       “เดี๋ยว รัญ”
       ทั้งธาริศ และรัญธิดาต่างตกใจ ทักษอรเองก็ประหลาดใจมาก
      
       ด้านแพทเดินแยกตามหาน้องหมา คนละทางกับรัญธิดา แพทเดินมาจนถึงด้านหลังโรงซักรีดซึ่งมีราวผ้าตากไว้เป็นแนว
       “เจ้าหญิง...เจ้าหญิง” แพทร้องเรียกหมาน้อย แต่ต้องชะงัก เพราะไกลออกไปหน่อย เปลี่ยนยืนด่าคนงานหญิงอยู่
       “ถือว่าฉันขอร้องเถอะ พ่อเปลี่ยน ลูกฉันไม่สบายจริงๆ”
       แพทรีบหลบหลังผ้าที่ตากแอบฟังเงียบๆ
       “คนที่ยากทำงานที่นี่มีเยอะแยะ ถ้าใครนึกจะมาก็มาอย่างเอ็ง งานการก็เสียหายหมด”
       “ค่าแรงก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่แล้ว ถ้าพ่อเปลี่ยนหักเงินฉันอีก แล้วฉันจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่ายาให้ลูก” ลูกจ้างหญิงว่า
       “อ๋อ นี่เอ็งว่าข้าโกงค่าแรงเอ็งเหรอ อย่าลืมนะ ว่าเอ็งยินยอมให้ข้าหักเงินเอ็งตั้งแต่ต้น อย่าลืมนะว่าตอนเอ็งไม่มีงานทำ ใครกันที่มาอ้อนวอนขอให้ข้าช่วยรับเข้างานทำ”
       แพทยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่ามันแปลกๆ
       “ตกลงจ้ะ หักก็หัก แต่ขอก็หักออกไปจากค่าแรงของอาทิตย์นี้ไปได้มั้ย”
       “ก็แค่นั้น เรื่องมากอยู่ได้” เปลี่ยนยิ้มเจ้าเล่ห์ หันไปหาลูกน้องคู่ใจ ชิดชักตังค์ออกมานับ แล้วส่งสมุดให้
       “เซ็นชื่อให้เรียบร้อยเสียด้วย”
       ลูกจ้างหญิงเซ็นชื่อเสร็จ ก็คืนปากกาให้ แต่ปากกาหล่น ชิดก้มลงเก็บ เห็นรองเท้าแพทโผล่มา
       “นั่นใคร”
       เปลี่ยนหันขวับไปมองตามชิด
       “ฉันบอกให้ออกมาไง”
       ชิดชักปืนออกมาทันที แพทตกใจ แล้วตัดสินใจจะก้าวออกไป ชิดค่อยๆ เดินมาเช่นกัน
      
       แต่แล้วกลับมีมือของใครคนหนึ่งมาปิดปากแพทเสียก่อน และลากตัวออกไป


  


       ที่แท้เป็นชูนั่นเองที่เป็นคนปิดปากและลากแพทมาอีกมุมของรีสอร์ท แพทแกะมือออกถามทันที
      
       “ทำอะไรอ่ะ ชู...ดึงฉันมาทำไม”
       “เชื่อผมเถอะครับ อย่าไปยุ่งกับคนพวกนั้นเลย” ชูย้ำ
       “ทำไมถึงยุ่งไม่ได้ เค้าเป็นใครเหรอ ทำไมดูทุกคนต้องกลัวเค้า” แพทงง
       “น้าเปลี่ยน เค้าเป็นหัวหน้าคนงาน เป็นคนเก่าคนแก่ มาตั้งแต่สมัยพ่อคุณพีทแล้ว พวกคนงานที่เป็นลูกจ้างรายวัน น้าเปลี่ยนแกจะเป็นคนคอยดูแล”
       “แต่ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่เค้าทำกับผู้หญิงคนนั้นมันไม่ถูกต้องนะ”
       แพทมองไปเห็นคนงานหญิงคนเดิมเดินอยู่ รีบเรียกไว้
       “นั่นไง พี่คนเมื่อกี้ ตกลงมันเป็นไง ทำไมเค้าถึงมีสิทธิหักค่าแรงพี่ล่ะ ก็พี่รับค่าจ้างรายวันไม่ใช่เหรอ”
       คนงานหญิงอึกอัก แพทซักต่อ
       “แล้วที่บอกว่าไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยนี้มันหมายความว่ายังไง บอกมาเถอะพี่ไม่ต้องกลัวนะ มีเรื่องอะไรไม่ถูกต้องก็ต้องบอกกัน เราทำงานที่เดียวกันนะ”
       “ไม่...ไม่มี ไม่มีอะไรทั้งนั้น”
       คนงานหญิงสะบัดมือแล้วรีบเดินหนีไป
       “มีซิ ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามันไม่ใช่เรื่องปกตินะ เดี๋ยวซิ อย่าเพิ่งไป” แพทเรียกใหญ่
       เสียงเปลี่ยนดังขัดขึ้น “อะไรที่ไม่ใช่เรื่องตัวเอง ก็อย่ายุ่งดีกว่า”
       แพทหันไปมองตามเสียง เห็นเปลี่ยนเดินมา มีชิดตามติด ชูหน้าซีด ค่อยๆ ถอยไป
       “น้าเปลี่ยน”
       เปลี่ยนมองแพทอย่างสำรวจ “พนักงานคนใหม่เหรอ ฉันไม่เคยเห็นหน้า”
       “เอ่อ นี่ คุณแพท น้าสาวของคุณรัญ เพิ่งจะมาทำงานที่นี่” ชูแนะนำ
       “เพิ่งเข้ามาทำ มิน่า” เปลี่ยนจ้องหน้าแพท พูดขู่กลายๆ “ถ้าอยากทำงานที่นี่นานๆ ก็ควรเรียนรู้สักหน่อยนะ ว่าอะไรควรยุ่ง อะไรไม่ควรยุ่ง และใครเป็นใคร”
       “แต่ยังไงชั้นก็ฉันคิดว่า ไม่ควรจะมีคนที่ใหญ่กว่าคุณพีทซึ่งเป็นเจ้าขอรีสอร์ตหรอกนะคะ คุณว่าจริงมั้ย แต่ก็ขอบคุณสำหรับคำแนะนำให้พนักงานใหม่อย่างฉัน” แพทย้อนอย่างไม่เกรงกลัว
       เปลี่ยนมองหน้าเอาเรื่อง พูดเสียงเรียบๆ
       “ที่พูดก็เพราะเตือนด้วยความหวังดี เก็บเอาไปคิดไว้บ้างก็แล้วกันนะ”
       จากนั้นเปลี่ยนพยักหน้าลูกน้องให้เดินออกไป แพทมองตามไม่กลัว ชูกลืนน้ำลายลงคอ ท่าทางสยองขวัญ แพทหันมามอง ชูชิ่งเดินเลี้ยวไปอีกทางแล้ว
      
       สามคนอยู่ตรงล็อบบี้ ทักษรอรเกาะแขนธาริศนั่งลง รัญธิดาแอบมองอยู่ หมาน้อยอยู่กับรัญธิดาแล้ว
       “ยังดีนะคะ ที่พี่ธาริศจับลูกหมาไว้ได้ แต่แหมเพิ่งรู้นะคะ ว่าระดับแฟนเจ้าของรีสอร์ต ต้องคอยทำเรื่องพวกนี้ด้วย”
       “เรามีหน้าที่บริการลูกค้า อะไรที่ทำให้ลูกค้าพอใจเราก็ยินดีทำค่ะ” รัญธิดาว่า
       “นี่ถ้าเป็นอร อรไม่มีวันทำหรอก หมาตัวเองเอามาเที่ยว ก็ควรจะรับผิดชอบไม่ให้คนอื่นเค้าเดือดร้อน คุณรัญน่ารักอย่างนี้นี่เองถึงมัดใจพี่พีทไว้ได้ จริงมั้ยคะ พี่ธาริศ”
       “คนเราต้องคบ ต้องรู้จักกันนานๆ ถึงจะรู้นิสัยกัน ยิ่งคนจะแต่งงานกัน นิสัยอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องรู้จักไปถึงสันดานคนนั้นด้วยนะ พี่ว่า” ธาริศจงใจแดกดันรัญธิดา
      
       “อุ๊ย วันนี้พูดจาดุเดือดจังนะคะพี่ธาริศ คุณรัญอย่าถือเลยนะคะ พี่ธาริศเค้าเป็นคนแบบนี้ล่ะค่ะ ไม่ค่อยหวาน เรื่องโรแมนติกอย่าหวัง แต่สิ่งที่น่ารักคือ พี่เค้าคอยดูแลเมียขี้โรคแบบอรเป็นอย่างดีมาตลอด และ สม่ำเสมอ”
       ทักษอรหันไปยิ้มหวานให้พร้อมกับจับมือธาริศมากุม ธาริศจำต้องยิ้มตอบ รัญธิดาเจ็บแปลบในใจขึ้นมา แกล้งถาม
       “คุณธาริศคอยดูแลคุณอรขนาดนี้ คงจะ...รักคุณอรมาก”
       “คนเป็นสามีภรรยา...แต่งงานกันก็ต้องรักกันซิครับ แล้วคุณรัญกับพี่พีทล่ะครับ” ธาริศย้อนถาม
       “คุณพีทเป็นคนเอาใจใส่ฉันมากค่ะ เป็นสุภาพบุรุษมาก อย่างที่ฉันไม่เคยเจอในผู้ชายคนไหนมาก่อน” ธาริศได้ยินก็หึงขึ้นมา รัญธิดาหันมาทางทักษอร “ขอบคุณมากนะคะที่จับลูกหมานี้ให้ ขอตัวไปทำงานต่อก่อนค่ะ”
       รัญธิดาอุ้มน้องหมาออกไป รีบหันหลังกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลอีกรอบ
       “อยากรู้จริงๆ คุณรัญมีดีอะไรน่ะ เสือผู้หญิงอย่างพี่พีท ถึงยอมถอดเขี้ยวเล็บคิดจะลงเอยกับสาวน้อยไร้เดียงสาอย่างนี้” ทักษอรเจื้อยแจ้ว
       ธาริศยิ่งได้ฟังยิ่งหึง
       “อย่าไปยุ่งกับเค้าเลย น่าอร”
       “เอ๊ะ จะได้ยังไงเค้ากำลังจะมาเป็นพี่สะใภ้คุณนะ เราก็ควรรู้จักกันให้มากกว่านี้ซิ จริงมั้ยคะ”
       ธาริศอึ้ง นิ่งงันไป
      
       แพทเดินเข้ามาตรงหน้าโรงเรือนเก็บหญ้าให้ม้า และยังมองหาเจ้าลูกหมาต่อ
       “เจ้าหญิง...เจ้าหญิง...เฮ้อ ตกลงต้องตามเจ้าลูกหมาตัวแสบกันทั้งวัน ใช่มั้ยเนี่ย”
       ระหว่างนี้เหมือนมีสายตาใครคนหนึ่งจ้องมองแพทจากด้านหลัง แพทรู้สึกหันมามอง แต่ไม่มีใคร เลยเดินเข้าไปข้างในที่เก็บหญ้าให้ม้า แพทได้ยินเสียงแอ๊ดของประตูก็เอะใจ รีบวิ่งออกมาดู พบว่าเป็นประตูถูกปิดล็อคจากด้านนอกโรงเรือน
       “เฮ้ย” แพทตบประตู พร้อมกับตะโกนเสียงดัง “ใครอยู่ข้างนอก...เปิดเดี๋ยวนี้นะ เปิด”
       แพททุบประตูอุตลุด
       ส่วนด้านนอกประตู เห็นมือชิดกำลังคล้องโซ่คล้องประตูล็อคกุญแจไว้ โดยมีเปลี่ยนยืนดูอยู่ แล้วยิ้มร้ายออกมาอย่างสะใจ
       แพทได้ยินเสียงล็อค ก็รีบเอาหูแนบประตู ได้ยินเสียงหัวเราะหึ หึ หึ ซึ่งเปลี่ยนจงใจให้แพทได้ยิน
       “ใคร! นั่นใคร! มีคนอยู่ข้างนอกใช่มั้ย เปิดประตูซิ...มีใครอยู่ข้างนอก”
      
       ทุกอย่างเงียบกริบ แพทโดนขังอยู่ข้างในโรงเรือนเก็บหญ้า ขณะที่เวลาค่ำลงทุกที
      

       ทางด้านประทินฝน และชู อยู่ที่ออฟฟิศ พีระ แรนโช รีสอร์ต ประทินเริ่มเป็นห่วงแพท เพราะหายไปนาน
      
        “คุณแพทหายไปงั้นเหรอ ก็โทร.เข้ามือถือซิวะ”
        “โทร.เรียบร้อยแล้วน้า” ฝนบอก
        “อ้าว แล้วเจอมั้ยวะ ตกลงอยู่ไหน”
        “เจอ” ฝนชูโทรศัพท์แพทให้ดู “นี่ไง วางอยู่ที่โต๊ะทำงาน”
        “หรือว่า...หรือว่า...” ชูหน้าตาตื่น
        “อะไรวะ ไอ้ชู พูดซักทีซิ” ประทินหงุดหงิด
        “เมื่อตอนสาย คุณแพทเจอกับน้าเปลี่ยน น้าเปลี่ยนแก...แกเตือนคุณแพทเป็นนัยๆ อยู่” ชูว่า
        ฝนฉงน “ทำไมต้องเตือน คุณแพทก็ไปรู้เห็นอะไร”
        “ก็เรื่องที่เรารู้ๆ กันนั่นแหละ” ชูบอก
       คราวนี้ฝนมองหน้ากับประทิน แล้วถอนหายใจ เพราะพูดไม่ออก เปลี่ยนเดินเข้ามาอย่างสบายใจกับชิด ทันได้ยินประโยคที่ชูบอกสองคน จ้องหน้าชูเขม็ง
       “อ้าวๆ ไอ้ชู พูดอะไรก็ระวังๆ หน่อยนะโว้ย ข้าเสียหายนะ ข้าก็แค่พูดจาทักทายให้คำแนะนำ สั่งสอนไปตามที่ควรในฐานะคนเก้าคนแก่ มันก็แค่นั้นเอง ไหนเอ็งพูดมาซิ ไอ้ชู ว่าข้าพูดผิดไปจากที่เอ็งเห็นหรือเปล่า”
       ชูหลบตาวูบไม่กล้าพูดอะไรอีก
       “ไม่ผิดจ๊ะ...”
       เปลี่ยนยิ้ม ยักไหล่ประมาณว่านั่นไง
       “เรื่องบางอย่างที่คนเค้าไม่พูด ก็อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้นะ บาปกรรมมันมีจริงสักวันมันจะตามสนอง”
       เปลี่ยนย้อนฝนหันมาทางประทิน “เหรอ...ญาติเอ็งนี่ปากดีจริงนะไอ้ทิน หัดสั่งสอนให้รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่เสียบ้างก็ดีนะ ก่อนที่ข้าจะคันไม้คันมืออยากสั่งสอนมันแทนเอ็ง”
       ประทินเดินขึ้นมารับหน้าแทนฝน มองหน้ากับเปลี่ยน ประมาณว่ายังเกรงๆ กันอยู่ เพราะรุ่นใหญ่พอกัน เปลี่ยนเดินหนีไป ชิดตามติด
       “น้าทินอ่ะ...ทำไมถึงปล่อยให้เค้ากำเริบขนาดนี้”
       “ก็มันไม่มีหลักฐาน ไม่มีคนงานคนไหนยอมพูด จะให้ข้าทำไง ช่างหัวมันเถอะ ช่วยกันตาม คุณแพทดีกว่า” ประทินตัดบท
      
       ส่วนที่โรงเก็บหญ้าม้า แพททุบประตูจนหมดแรง ทรุดตัวลงนั่งหมดอาลัยตายอยาก สักพักหนึ่งประตูค่อยๆ ขยับ เหมือนจะเปิด แพทเงยหน้าขึ้นมองอย่างตกใจ
       “หรือพวกมันจะย้อนกลับมา”
       แพทมองซ้ายมองขวาหาอาวุธ ว่าจะเอาไงดี
       ประตูเปิดออกจริงๆ มีใครคนหนึ่งยืนอยู่ แพทหลบอยู่ข้างประตู แล้วตัดสินใจทุ่มฟ่อนฟางเข้าไปเต็มแรง ร่างใครคนนั้นทรุดลงไปกับพื้น แพทเอาฟางอีกก้อนทุ่มซ้ำ
        “นี่แน่ะ นึกเหรอว่าจะรังแกชั้นได้”
       ร่างนั้นค่อยๆ พลิกตัวมาเห็นว่าเป็นพีท ยกหัวขึ้นมานิดหนึ่ง แล้วหมดสติไป แพทช็อก
        “คะ.....คุณ” แพทรีบเข้าไปดู เรียกสติ
       “เฮ้ย คุณๆ เป็นอะไรหรือเปล่า แย่แล้ว ฉันเพิ่งฆ่านายจ้างตัวเองไปเหรอเนี่ย”
       แพทเอามืออังจมูกว่ามีลมหายใจหรือเปล่า ปรากฏว่าไม่มี
       “ไม่หายใจ เฮ้ย เป็นไปได้ไง”
       แพทช็อกต่อ ก่อนจะแนบหน้ากับอกฟังเสียงหัวใจ พีทลืมตาโพลงยิ้มขำโพล่งขึ้น
       “ฆาตกร! คุณฆ่าผม”
       แพทตกใจหงายหลังเงิบ พีทค่อยๆ ลุกขึ้น แพทถดตัวถอยหนี พีทจับขอเท้าไว้
        “คิดจะฆ่ากัน แล้วยังจะหนีอีก จะไปไหน”
       “ปล่อยฉันซิ...นายยังไม่ตาย เจ้าเล่ห์ชะมัด นี่แน่ะ”
       แพทสะบัดขาถีบสุดฤทธิ์ พีทที่นั่งไม่มั่นคงเลยเสียหลักหงายหลังก้นจ้ำเบ้าไป
       “เฮ้ย! อะไรกันเนี่ยะ คุณคิดจะฆ่าผมเหรอถึงเอากองฟางมาทุ่มใส่ผม แล้วยังจะมาถีบผมอีก คุณทำแบบนี้ทำไม อ๋อ รู้แล้ว ห้ามไม่ให้รัญคบกับผมไม่ได้ คิดจะฆ่ากันเลยเหรอ ใจร้ายมากนะคุณ”
       “จะบ้าเหรอ ใครจะไปคิดทำอย่างนั้น” แพทปรี๊ด
       “อ้าว แล้วที่คุณเอาก้อนฟางทุ่มใส่ผมเมื่อกี้ อย่าบอกนะว่าผีผลัก”
       “ฉันเป็นคนทุ่มเอง ฉันยอมรับ ก็มีคนแกล้งขังฉันไว้ในนี่ นึกออกแล้ว ต้องเป็นคุณแน่ๆ ที่แกล้งฉัน ฉันเพิ่งมาทำงานวันแรก จะไปมีเรื่องกับใคร ก็คุณนี่แหละ ที่ไม่ชอบหน้าฉัน อ๋อ มียายเฉิดโฉมอะไรอีกคน” แพทใส่เป็นชุด
       “เฮ้ย ผมเพิ่งมาถึง อย่าเพ้อเจ้อได้มั้ย” พีทโวยกลับ
       “ฉันไม่ได้เพ้อเจ้อ ฉันพูดเรื่องจริง มีคนตั้งใจขังฉันในนี้แน่นอน เพราะตอนฉันเข้ามา ประตูยังไม่ได้ล็อก”
       “ทำเพื่อ...”
       “ไม่รู้ รู้แต่ว่าถ้าไม่มีคนมาเจอ ชั้นคงต้องตายอยู่ที่นี้แน่ๆ” แพทมั่นใจมาก
       พีทไม่ค่อยเชื่อ “โอ๊ย โอ๊ย ปวดหัว สงสัยที่ล้มหัวฟาดไปเมื่อกี้แน่ๆ
       พีทแกล้งจับหัวทำเป็นเจ็บเต็มประดา แพทตกใจมาก ขยับเข้าไปดูใกล้ๆ พีทได้ทีแกล้งหมดสติ คว่ำหน้าลงไปทับแพทเต็มๆ แพทถึงกับตัวแข็งทื่อ จะผลักขึ้นก็ไม่รอดเพราะพีททับลงมาทั้งตัว แถมหน้ายังซบอยู่ใกล้นิดเดียว
       “คุณ คุณ เป็นอะไรหรือเปล่า อุ๊ย”
       แพทตกใจขึ้นไปอีก เมื่อหน้าพีทอยู่ใกล้หน้าตัวเองนิดเดียว แถมยังลืมตามอง ตาประสานกัน พีทยักคิ้วให้อย่างกวนๆ
       “โอเค ค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว”
       “อีตาบ้า ทำไมกวนขนาดนี้นะ”
       แพทหมั่นไส้เลยยกเข่ากระแทกเข้า ตรงหว่างขาพีทไปเต็มๆ พีทจุกถึงกับตัวงอ แพทผลักพีทออก เดินหนีไปอย่างโมโห
       พีททั้งจุกทั้งเจ็บ ค่อย ๆ ลุกขึ้น เขย่งตามมา
      
       แพทเดินออกมาอย่างโมโห พีทตามมา
        “เฮ้ย นี่ คุณ ทำร้ายร่างกายแล้วหนีเหรอ”
       “อย่างนายน่ะ ไม่ตายง่ายๆ หรอก เจ้าเล่ห์ขนาดนี้ ฉันไม่เข้าใจเลยนะ ยายรัญเลือกนายได้ไง กระล่อนขนาดนี้ ไม่เห็นจะมีดีตรงไหน เค้าว่าสาวๆ กรี๊ดนายนัก ฉันว่าเค้ากรี๊ดเพราะสมบัติของนายมากกว่า”
       “ผมถึงเลือกหลานสาวคุณไง” แพทชะงักทันที “คุณรัญไม่เคยเห่อผม เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ รวมทั้งการวางตัว กริยามารยาท เรื่องส่วนตัวก็ไม่มีอะไรเสียหายเลย ผมขอแค่นี้เองสำหรับ ผู้หญิงที่จะมาเป็นนายหญิงของ พีระ แรนโช”
       แพทอึ้งๆ “นี่ คุณ...คิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ”
       “ใช่ รัญเป็นผู้หญิงที่เฟอร์เฟคท์ที่สุดสำหรับผม ผมชื่มชมรัญด้วยซ้ำนะ ทั้งๆ ที่เป็นกำพร้าทั้งพ่อและแม่ แต่ก็ไม่ได้ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา เรียนจนจบมีงานทำ”
       แพทแปลกใจ “กำพร้างั้นเหรอ ยายรัญบอกคุณว่าแกกำพร้างั้นเหรอ”
       “ใช่ ในใบสมัครงานก็เขียนไว้แบบนั้น มีอะไรเหรอ”
       แพทถึงกับอึ้ง ยังไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ประทิน กับ ฝน และชูเข้ามาเสียก่อน
       “อ้าว คุณแพทอยู่นี่เอง ผมตามหากับแทบแย่ ไหนว่าคุณแพทหายไปยังไง ไอ้ชูนี่ มันมั่วจริงๆ” ประทินด่าชูเอา
      
       แพทยิ้มให้ แต่ก็ยังอดนึกถึงเรื่องที่พีทพูดไม่ได้


  


       เย็นนั้นผู้คุมตามทิฟปภามารับโทรศัทพ์ในห้องธุรการ โดยให้คุยกันต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ที่ยกหูฟังด้วย
        “มีอะไรเหรอแพท”
      
       แพทคุยโทรศัทพ์ต่อหน้ารัญธิดา ตรงมุมหนึ่งในพีระฯรีสอร์ต ซึ่งยืนก้มหน้าอยู่ข้างๆ
        “พี่ทิพ วันก่อนรัญมาเยี่ยมพี่ทิพหรือเปล่า”
       “ก็...” ทิพปภานิ่งไปพัก ก่อนตัดสินใจโกหก “มา แต่แบ๊ปเดี๋ยวแล้วก็ไป”
       “แน่ใจนะ อย่าโกหกแพท”
       ทิพปภาฉุน “ฉันจะโกหกแกให้ได้อะไรขึ้นมา ยายรัญมันลูกฉัน มันคิดถึงแม่ ก็มาเยี่ยมแม่ แค่นี้ฉันก็สบายใจแล้ว จะมาคาดคั้นอะไรนักหนา วันหลังถ้าไม่มีเรื่องที่ดีกว่านี้ก็ไม่ต้องมาเยี่ยมอีก น่ารำคาญ” ทำท่าจะวางโทรศัพท์
        แพทจ๋อยไป ที่โดนด่ากลับ “เดี๋ยวค่ะ พี่ทิพ มีอีกเรื่องเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าทำเรื่องขอลดโทษให้พี่อีกแล้วนะจ๊ะ ในฐานะที่เป็นนักโทษชั้นดี พี่คงหมดโทษเร็วขึ้นอีกหลายปี
        “ให้มันออกไปก่อนแน่ๆ เถอะ แล้วค่อยพูดกัน”
       ทิพปภาวางหูโครม
      
       กลับจากที่ทำงาน สองสาวหยุดคุยกันที่หน้าบ้าน
        “ก็บอกแล้วว่ารัญแวะไปจริงๆ ไม่ได้โกหก น้าแพทเป็นคนส่งรัญเองนี่นา” รัญธิดารับลูกจากแม่
        “ดี แต่รัญก็ยังไม่ได้บอกพี่ทิพเรื่องคุณพีทใช่มั้ย”
       “รัญ...” รัญธิดาคิดหาข้อแก้ตัว “ไม่ได้เจอแม่ตั้งหลายปี แม่มีเรื่องคุยเต็มไปหมด รัญไม่รู้จะหาจังหวะไหนบอก”
       แพทถอนหายใจไม่รู้จะว่าไง “เอาเถอะ แล้วทางนี้ละ รัญจะบอกยังไงถ้าที่ทิพออกมา บอกว่าแม่ที่ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมางั้นเหรอ”
       รัญธิดาสะดุ้ง ไม่คิดว่าแพทจะรู้
      
       “น้าแพท!”
       “น้าคิดว่ามีอีกเรื่องนะ ที่เราต้องคุยกัน”
       จังหวะนี้พีทขับรถเข้ามาจอด ทั้งคู่ชะงัก รัญธิดารีบชิ่งวิ่งไปหา
       “คุณพีท มีอะไรคะ”
       แพทเลยเงียบ
       “ไปกันหรือยัง” พีทถาม
       “จะไปไหนกัน” แพทสงสัย
        พีทงงๆๆ “ผมจะมารับคุณรัญไปกินข้าวเย็น” พีทหันมาทางรัญ “รัญครับ”
       รัญธิดาทำท่าจะเดินตามไป
       “ชั้นไปด้วย!” แพทโพล่งขึ้น
       สองคนชะงักมองแพทอึ้งๆ แพทยักไหล่พรืด
       “ชั้นก็หิวแล้วเหมือนกันนี่ หวังว่าคุณคงไม่รังเกียจชั้นกับอะตอมหรอกนะคะ” แพทมัดมือชก พีททำตามแบบงงๆ และงง
        
       ด้านทิพปภาอยู่ที่บริเวณสวนผักเรือนจำ ทิพปภานั่งดูกระดาษในมือ เป็นข้อความที่รัญฝากไว้ให้วันก่อน
       “รัญมาเยี่ยมแม่ แต่มีธุระด่วน รอไม่ได้ ไปก่อนนะ”
       ทิพปภามองกระดาษอย่างชื่นใจ แล้วพับเก็บใส่กระเป๋า
       “พิพ...อีทิพ”
       เพื่อนสะกิดเรียกให้ทิพปภารู้ตัว ทิพปภารดน้ำต่อ
        “มีอะไรเหรอ”
        “ไอ้สมมันเล็งมาทางนี้ ไม่รู้จะเกี่ยวกับที่เอ็งเจอของเมื่อวันก่อนหรือเปล่า”
       สมกับพวกที่อยู่อีกแปลงหนึ่งมองจ้องหน้าทิพปภาเขม็ง
        “ช่างมันซิ ไม่เห็นต้องกลัว”
       สมกับพวกเดินกร่างเข้ามาหา
        “ขยันจริงนะ อีทิพ” ทิพปภาเงียบ “ได้ข่าวว่าลูกสาวมาเยี่ยมเหรอ หน้าตาสวยดีนะ มีผัวหรือยังล่ะ”
        “ลูกกูมีผัวหรือไม่มี คงไม่หนักหัวส่วนไหนของเอ็งหรอก” ทิพปภาสวนอย่างไม่กลัวเกรง
        “อะอ้าว พูดแบบนี้ ก็ไม่แน่ เพราะเพื่อนกูที่อยู่นอกคุกบางทีเค้าอาจจะอยากเป็นผัวลูกสาวเอ็งขึ้นมาก็ได้”
       ทิพปภาตะลึง ใจหายวับ เพราะรักลูกสุดชีวิต
        “จะทำอะไรลูกกู ถ้าแตะลูกกู กูเอาเอ็งตายอีสม”
        “ใจเย็นๆ กูก็แค่ล้อเล่นนะ” สมพูดหน้านิ่งๆ ก่อนจะมองซ้ายมองขวา พยักหน้าให้ลูกน้องช่วยเบียด ตัวบังผู้คุม ตัวเองมากระซิบคุยกับทิพปภาให้ถนัดยิ่งขึ้น
       “กูไม่ได้อยากมีเรื่องกับเอ็งนะ แต่เห็นเอ็งใจกล้า ก็อยากหาตังค์ให้เก็บไว้ตอนออกไปจากที่นี่ คนอย่างเราออกไปจะหากินอะไรได้ ใครจะรับคนอย่างเราเข้าทำงาน มีอย่างเดียวคือนั่งแบมือขอลูกกินเท่านั้น”
       ทิพปภาคิดหนัก
        “เอ็งไม่สงสารลูกมันเหรอวะ”
       ทิพปภานิ่งไปพักหนึ่งก่อนตัดใจถาม “เอ็งต้องการอะไร”
       “เย็นนี้เวรเอ็งช่วยงานโรงครัวใช่มั้ย”
        
       ตอนเย็นวันเดียวกัน นักโทษช่วยกันขนเข่งใส่ผักต่างๆ เข้ามาในโรงครัว มีผู้คนยืนคุมอยู่ห่างๆ ทิพปภากำลังหั่นผักอะไรไปตามเรื่อง แต่สายตาสอดส่องมองรอบๆ ตัว อย่างสังเกตการ
       ครู่ต่อมาลังผักถูกขนมาที่ทิพปภาหั่นผักอยู่ ทิพปภาเริ่มมือไม้สั่นตั้งท่าจะหยิบฟักทอง
       “เดี๋ยวก่อน”
       ผู้คุมเดินมามองหน้าทิพปภา แล้วก็เปิดลังใบหนึ่งหยิบฟักทองขึ้นมาดู คิดว่าอาจจะมีการซ่อนของในนี้ แต่ไม่มีอะไร
        “ฉันทำต่อได้หรือยัง”
       ผู้คุมพยักหน้า ทิพปภาค่อยๆ หยิบฟักทองขึ้นมา เห็นช่องที่ถูกเจาะเอาไว้ จึงหยิบถุงโคเคนที่ใส่ยัดมาในนั้นเหน็บเข้าที่เอว
       ไม่นานหลังจากนั้นทิพปภาถือขันเตรียมตัวไปอาบน้ำเดินสวนกับลูกน้องสม แล้วแอบยื่นมือส่งถุงโคเคนให้
      
       ตกตอนกลางคืน ภายในเรือนนอนนักโทษหญิง ทุกคนกำลังสวดมนต์ พร้อมกันรวมทั้งทิพปภา
        “อะระหังสัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา... สังฆังนะมามิ”
       ทิพปภาสวดมนต์พลางเหลือบมองไปที่สมอยู่ สองคนสบตากัน สมยิ้มให้
      
       แต่ทิพปภายังรู้สึกผิดอยู่ในใจ ยิ้มได้ไม่เต็มที่ แล้วหลบตาวูบ
      

       เช้าวันต่อมา พีทเดินคุยมากับรัญธิดาตรงถนนในรีสอร์ท์ แถวสนามกอล์ฟ ท่าทีสบายอกสบายใจมากมาย
      
        “เป็นอะไรคะคุณพีท ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่”
        “ก็มันสบายใจนี่ ค่อยยังชั่ว วันนี้มีเราแค่สองคน”
       รัญธิดาหัวเราะเบาๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร
        “ให้ตายเถอะ ผมคิดถูกหรือผิดก็ไม่รู้ที่ชวนน้าคุณมาทำงานด้วย โอ้โห้เค้าไม่ยอมให้เราสองคนอยู่ด้วยกันลำพังบ้างเล้ย... ยังดีนะที่วันนี้ผมไหวตัวทัน เลยให้ ไปซื้อของในอำเภอ” พีทยักคิ้วให้พร้อมทำหน้าเจ้าเล่ห์ “เราต้องมีโอกาสอยู่ด้วยกัน 2 คน”
        “คุณพีท” รัญธิดาตกใจนิดๆ
        “โธ่รัญ ถ้าไม่ทำแบบนี้ เมื่อไหร่เราจะได้อยู่ด้วยกันล่ะ”
        รัญธิดาแกล้งขู่ “เจ้าเล่ห์จริงๆ เดี๋ยวเถอะน้าแพทกลับมารัญจะฟ้อง”
        “ถ้าขืนรัญบอกมีหวังโดนคุณน้าจอมแสบ” พีททำท่าเชือดคอขณะพูด “จัดการผมแน่”
       รัญธิดาหัวเราะขำอีกที พีทเลยขำไปด้วย
       จังหวะนี้จากอีกมุมไกลๆ เห็นธาริศจ๊อคกิ้งอยู่ แต่ต้องชะงัก เมื่อเห็นรัญธิดากับพีทเดินเล่นหัวเราะกันอย่างมีความสุข ธาริศหยุดดู เริ่มหึงและไม่พอใจ
       “รัญ เมื่อวันก่อนที่ไปทานข้าว คุณแม่แอบถามผมว่าเมื่อไหร่เราสองคนจะแต่งงานกัน ท่านบอกแอบไปดูฤกษ์มาแล้วนะ เดือนหน้านี้มีฤกษ์ดีเสียด้วย น่าเสียดายชะมัด”
       พีทพารัญธิดาลงรถ แล้วเดินคุยกันริมบ่อน้ำในรีสอร์ต
       “บางทีนะ ผมอยากเรียกน้าคุณมาคุยตัวต่อตัวเลย มันมีปัญกาอะไรนักหนาถึงไม่ยอมอนุญาติให้เราแต่งงานกันเสียที”
       รัญธิดารีบบอก “อย่านะคะ รัญรับปากกับน้าแพทแล้วจะเป็นคนบอกเรื่องนี้เอง”
        พีทชะงัก รัญธิดาเองตกใจที่ตัวเองเผลอหลุดปาก
       “บอกเอง เรื่องอะไรรัญ คุณสองคนตกลงอะไรกัน”
       “คือ...” รัญธิดานิ่งไปรวมรวมสติพักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูด “ถ้ารัญมีเรื่องบางอย่าง...อยากบอกให้คุณพีทรับรู้...เรื่อง ...เรื่อง...”
       ทว่ารัญธิดายิ่งพูดยิ่งติดๆ ขัดๆ ใจสั่น ด้วยความกลัว มือบิดกันไปมา จนพีทต้องจับมือไว้
       ธาริศยิ่งเห็นยิ่งโมโห
        “คงอ้อนพี่พีทเต็มที่ละซิ”
       ธาริศมองรอบตัวแล้วหยิบลูกมะพร้าวลูกใหญ่เหมาะมือแถวๆ นั้นขึ้นมาถือ
       “พูดมาเถอะรัญ ไม่ต้องกลัว ผมพร้อมจะฟังรัญเสมอ”
       รัญธิดาตั้งใจใหม่ “เรื่อง แม่ ของรัญ...”
       จังหวะนี้เสียงลูกมะพร้าวหล่นลงน้ำตูมใหญ่ น้ำกระเซ็นโดนทั้งคู่
       พีทโวยวาย “เฮ้ย อะไรวะ!” พีทมองหันตามลูกมะพร้าว เลยมองรอบตัวงงๆ “ลูกมะพร้าวมันมาจากไหนเนี่ย”
       รัญธิดามองรอบๆ ตัว งงๆ เช่นกัน พีทเดินดูแถวๆ นั้น ที่เมื้อกี้ธาริศอยู่ก็ไม่มีใคร เลยเดินกลับมานั่ง
       “ไม่เห็นมีใครเลย...” แล้วนึกได้ “เอ๊ะ...เมื่อกี้รัญจะบอกอะไรเรื่องแม่ เหรอ”
       รัญธิดาอึ้งไปนิด เกิดเปลี่ยนใจ “รัญ เอ่อ...รัญจะบอกว่า รัญเคยรับปากน้าแพท ว่ารัญจะทดแทนบุญคุณที่น้าแพทเลี้ยงดูรัญมาแทนแม่ให้สุขสบาย ก่อนที่รัญแต่งงาน”
       “โธ่เอ๋ย เรื่องนี้เองเหรอ สรุปว่าน้าคุณเค้ากลัวว่าถ้าคุณแต่งงานจะไม่เลี้ยงเค้าเหรอ เห็นแก่ตัวมากนะ ผมว่า...”
       “อย่าว่าน้าแพทอย่างนั้นเลยค่ะ รัญเป็นคนตั้งใจเอง แต่รัญก็ผิดสัญญา เมื่อเจอคุณ”
       “รัญเป็นผู้หญิงที่ดีจริง ๆ ไม่ต้องห่วงนะรัญ ผมจะทำให้น้าคุณเชื่อมั่นจนยอมเอ่ยปากอนุญาติออกมาเองให้ได้”
       รัญธิดายิ่งรู้สึกผิดที่ต้องโกหกอีก แต่ไม่รู้จะทำยังไง
      
       ธาริศกลับมาเข้ามาในบ้านพัก หน้ามุ่ยยังหงุดหงิดนิดๆ เจอทักษอรเดินไปเดินมาในชุดนอนด้วยความร้อนใจ
       “ไปไหนแต่เช้า โทรศัพท์ก็ไม่เอาไป อรเกือบจะแจ้งความคนหายแล้วนะ”
       ธาริศข่มอารมณ์ตอบไป “พี่ก็บอกอรแล้วนะ ก่อนออกไปว่าจะไปวิ่ง อรบอกเอง ว่าไปเถอะจะนอนต่อ”
       ทักษอรเปลี่ยนท่าทีอ่อนลง “อ้าวเหรอค่ะ ก็...อรคงยังไม่ตื่นดี ช่างเถอะ...อรมีข่าวดีจะบอก ตอนแรกก็ไม่แน่ใจ แต่ว่านี่เลทก็เดือนกว่าๆ จะสองเดือนแล้ว พี่ธาริศจะไม่พูดอะไรเหรอ”
       ธาริศอึ้งไปนิดหนึ่ง แล้วเข้าใจ เพราะอรคลำท้องตัวเองอย่างมีความสุข
       “พี่ดีใจ แต่อยากให้อรเผื่อใจไว้บ้าง ไม่อยากให้อรผิดหวังอีก”
       “แต่ครั้งนี้อร แน่ใจค่ะ อรรู้สึกว่าต้องใช่แน่ๆ” ทักษอรลูบท้อง “แหม ดีจริง พี่พีทก็กำลังจะแต่งงาน คุณรัญก็ยังเด็กอยู่ คงมีลูกไม่ยาก อุ๊ย ลูกเราเป็นผู้ชาย แล้วลูกพี่พีทถ้าเป็นผู้หญิง ก็ดีสิ เผื่อจะได้หมั้นหมายกัน”
       “ไม่ ไม่ดี” ธาริศโพล่งขึ้น ทักษอรมองหน้าชักไม่พอใจ
       “ทำไมล่ะคะ ต้องดีซิ ก็เหมือนเราสองคนไงค่ะ พ่อแม่เป็นเพื่อนกัน เราก็ได้แต่งงานกัน หรือว่า...” ทักษอรพูดเสียงแข็ง “พี่ธาริศไม่พอใจที่ต้องแต่งงานกับอร”
       ธาริศรีบแก้ตัว “มัน ไม่ใช่แบบนั้น...แต่พี่หมายความว่า...”
       “งั้นก็ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น”
       เด็กรับใช้เข้ามาพอดี
        “คุณคะ...คุณหมอมาแล้วค่ะ”
       ทักษอรยิ้มระรื่นด้วยความดีใจ
        
       สักพักหนึ่งธาริศออกมาส่งหมอ
        “ขอบคุณ คุณหมอมากนะครับ รบกวนให้คุณหมอมาถึงที่นี่ เกรงใจจริงๆ”
       “ไม่เป็นไรครับ...เราดูแลกันประจำอยู่แล้ว...ผมว่า คุณธาริศเข้าไปดูคุณอรดีกว่า”
      
       ทักษอรนอนขดตัวอยู่บนเตียง ธาริศเข้ามา ทักษอรน้ำตาไหล พยายามปฏิเสธความจริง
       “อรไม่น่าโทร.ตามหมอมาเลย บางทีรอให้แน่ใจอีกหน่อยก็น่าจะดี”
       ธาริศถอนหายใจ เพราะรู้ดี “หมอบอกว่าช่วงนี้อรไม่ค่อยแข็งแรง เรื่องประจำเดือนที่ขาดไป...หมอสั่งยาให้แล้ว เดี๋ยวก็คงมาปกติ”
       “จะช่วงไหนอรก็ไม่เคยแข็งแรง เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กจนโต แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะมีลูกได้เสียที” ทักษอรคร่ำครวญ
       “อร...ความจริงเราอยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว บางที...” ธาริศตัดใจพูด “การมีลูกมันไม่ใช่ ทุกอย่างของชีวิตคู่หรอกนะ ไม่มีลูกก็ไม่เป็นไร”
       “ไม่ค่ะอรอยากมี ไม่งั้นชีวิตคู่มันจะสมบรูณ์ได้ยังไง อรรู้พี่ธาริศพูดเอาใจอรไปยังงั้นเอง ทั้งคุณแม่ พี่ธาริศก็อยากมีลูกหลานไว้สืบสกุลทั้งนั้น ใครๆ ก็มี อรก็ต้องมีซิ มีอะไรบ้างที่อรอยากได้แล้วไม่ได้ ฮือๆๆ”
       ทักษอรร้องไห้ออกมา เพราะรู้ดีอยู่ลึกๆ ว่าสิ่งที่จะยึดธาริศอยู่กับตัวเองตลอดไปคือลูก ธาริศไม่รู้ทำยังไง เลยมากอดภรรยาเอาไว้เพื่อปลอบใจ ทักษอรยิ่งกอดธาริศไว้แน่น
       “พี่ธาริศอย่าทิ้งอรไปไหนนะ พี่ต้องรักอร อยู่กับอรนะ”
      
       ธาริศกอดตอบตบเนื้อตัวเบาๆ เหมือนปลอบโยน ด้วยอดสงสารทักษอรไม่ได้เช่นกัน


  


       ทางด้านกันตาเดินเลือกซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ตไป คุยโทรศัพท์ไป คู่สนทนาคือรุจรวี มารดาธาริศ
      
        “ไม่ต้องห่วงหรอกรวี ธาริศกับยัยอรก็ดูมีความสุขกันดี...เธอเองก็น่าจะมาพักผ่อนซะที่นี้ด้วย โธ่... คนกันเองแท้ๆ ไม่เห็นต้องเกรงใจ...จ้ะ...พี่นะเหรอ...ก็” ตัดใจไม่บอก “สบายดีจ้ะ...แข็งแรงดีเหมือนเดิม... ใช่...แล้วเจอกันนะ สวัสดีจ้ะ”
      
       กันตาปิดโทรศัทพ์ เข็นรถไปได้อีกหน่อย ก็ต้องชะงัก จับชั้นวางของใกล้ๆ มือป่ายของบนชั้นล้ม รู้สึกคลื่นไส้
      
       จังหวะเดียวกันนี้แพทเดินซื้อของอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตเดียวกัน เดินเลือกตามโพยยาวเหยียด รถเข็นเต็มแน่น พอซื้ออย่างหนึ่งก็ขีดติ๊กว่าซื้อแล้ว
        “น้ำยาขัดห้องน้ำ...แล้วอะไรอีกอย่างเนี่ยะ...โอ้ย! อดทนไว้ แพท เค้าเป็นเจ้านายจะใช้อะไรก็ต้องทำ ถึงมันไม่เกี่ยวกับงานก็ตาม” แพทพิงรถเอาโพยขึ้นมาดู “ยังขาดอะไรอีกล่ะ เนี่ย”
       แพทเข็นรถเลี้ยวตรงหัวมุมชั้นวางของ แต่ต้องชะงักเมื่อมองไปเห็นร่างกันตากำลังรูดลงทรุดกับพื้น หมดสติคว่ำหน้าอยู่
        “คุณ เป็นอะไร....คุณคะ” แพทประคองขึ้น พอเห็นหน้าคนเจ็บถนัดก็ตาโตด้วยความตกใจ “นายแม่!”
      
       ส่วนรัญธิดาเดินเข้ามาในบริเวณบ้านพักถือตระกร้าใส่อาหารมาด้วย ท่าทีไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ แล้วชะงัก เมื่อเห็นธาริศโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ เปิดฉากแขวะทันที
       “พลอดรักริมสระน้ำกับพี่พีทเสร็จแล้วเหรอ ถึงได้มาที่นี่”
       รัญธิดาสะดุ้ง มองไปเห็นธาริศยืนอยู่ แล้วก็คิดได้
       “อ๋อ...ที่แท้ก็คุณนั้นเอง ที่ปาก้อนหินนั้นมา...อันธพาลชัดๆ คุณทำเพื่ออะไร”
       ธาริศยักไหล่ ไม่ยอมตอบรู้ว่าพลาดจึงรีบถามเรื่องอื่น “เธอเข้ามาทำอะไรที่นี่”
       “คุณประทินบอกว่าคุณอรไม่สบาย เลยสั่งให้ฉัน เอาอาหารอ่อนๆ มาให้น่ะค่ะ”
       “อรไม่ได้เป็นอะไรมาก ผมดูแลภรรยาผมได้”
       “ฉันทราบว่าคุณรักภรรยาคุณมาก ฉันก็ไม่ได้อยากเข้ามายุ่มยามชีวิตคู่ของคุณ แต่ฉันทำตามที่ได้รับคำสั่งสั่งเท่านั้น”
       รัญธิดาเอาชามข้าวต้มออกมาวางบนโต๊ะหน้าบ้าน
       “เพราะนอกจากคุณทั้งสองจะเป็นแขกของรีสอร์ทของเราแล้ว คุณก็ยังเป็นน้องชายของคุณพีทอีกด้วย”
       ธาริศเยาะ “รีสอร์ตของเรา พูดจาเต็มปากเต็มคำเหลือเกิน นี่คงอยากเป็นเมียพี่พีทจนตัวสั่นเลยสินะ”
       รัญธิดาโกรธแต่ข่มอารมณ์ แต่เถียงต่อ “ฉันพูดผิดงั้นเหรอ ก็ในเมื่อสามีภรรยา คือคนๆ เดียวกัน ของๆ สามีก็คือของๆ ภรรยา”
       ธาริศยิ่งหึง “เธอนอนกับพี่พีทแล้วซิ”
       “มันก็เป็นเรื่องของฉัน”
       ธาริศเดินเข้าใกล้ กระซิบใส่
        “แล้วเธอบอกพี่พีทหรือเปล่า...ว่าเธอเคยมีอะไรกับชั้นแล้ว”
       รัญธิดามือไม้สั่นระริกเม้มปากด้วยความปวดใจ ธาริศเข้ามาใกล้ ตามองรัญธิดาเขม็ง
       “ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ ที่เคยเป็นเมียน้องแล้วยังจะมายุ่งกับพี่ชายเค้าอีกน่ะ”
       รัญธิดาสุดทนหยิบแก้วน้ำในถาดบนโต๊ะ สาดธาริศเต็มแรง ธาริศอึ้งไป
       รัญธิดาพูดอย่างเจ็บปวด “ถ้าเทียบกับคุณพีทแล้ว ผู้ชายอย่างคุณมันไม่ได้เรื่องสักนิดเลยได้ยินมั้ยคะ”
       รัญธิดาสะบัดหน้าจะเดินออกมา ธาริศดึงเอาไว้โกรธจัด
       “จะไปไหน”
       ร่างรัญธิดาโดนเหวี่ยงมาติดผนังบ้านพักอีกมุม แล้วธาริศดึงแขนไว้ทั้งสองข้าง รัญธิดาตกใจมาก
       “ปล่อยฉันนะ จะทำอะไร”
        รัญธิดาเบือนหน้าหนี ธาริศก้มหน้าลงมาจนใกล้ เหมือนจะจูบแล้วพูดใส่
        “ไม่มีใครสอนเหรอ ว่าอย่าดูถูกศักร์ศรีผู้ชายกันแบบนี้”
       “คุณมีศักดิ์ศรีของคุณ ฉันก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน อย่าเหยียบย่ำกันให้มากนัก”
       ธาริศเย้ยหยัน “ผู้หญิงอย่าเธอมีศักดิ์ศรีตรงไหน เธอมันก็แค่ เด็กสาวใจแตกมาให้ท่าผู้ชายถึงห้อง ถ้าใครไม่เอาก็โง่เต็มที่แล้ว”
       รัญธิดาถึงกับอึ้งไปด้วยความเจ็บปวด แล้วยิ้มเยาะให้กับตัวเอง หลับตานิ่งน้ำตาไหลพรากลงมา เงียบๆ เจ็บแสบไปถึงทรวงใน
       ธาริศเองพอเห็นน้ำตาของรัญธิดา ก็ได้สติว่าตัวเองทำเกินไป เพราะความรักที่มีต่อรัญไม่เคยหายไป ค่อยๆ ปล่อยมือที่จับรัญธิดาออก
       “พี่..ขอโทษนะรัญ....พี่ไม่ได้ตั้งใจจะ...”
       รัญธิดาสวนคำออกมา “คุณมันเป็นผู้ชายน่าขยะแขยงที่สุด ฉันขอยืนยันว่าไม่มีส่วนไหนที่คุณจะเทียบคุณพีทได้เลย”
       รัญธิดาวิ่งหนีออกไป พยายามเช็ดน้ำตา ไม่แสดงความอ่อนแอให้ธาริศเห็น ธาริศเองก็เจ็บปวดกับการกระทำของตัวเองเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะบอกยังไง ได้แต่โมโหตัวเอง
       “โธ่เว้ย”
      
       รัญธิดาวิ่งออกมาหน้าบ้านชนกับเฉิดโฉม ที่เดินเข้ามาพอดี
        “ว้าย” เฉิดโฉมร้องลั่น
       “ขอโทษค่ะ”
       “เธอนี่เอง” เฉิดโฉมชะงัก เห็นร่องรอยน้ำตาที่ใบหน้ารัญธิดา ซึ่งรัญธิดารีบเช็ดน้ำตาแล้ววิ่งหนีไป
        เฉิดโฉมบ่นงึมงำ “เป็นอะไรยะ ร้องไห้ทำไม หรือโดนอะไรเข้าตา”
      
       ยังไม่ทันขาดคำ ธาริศก็โผล่พรวดพราดออกมา แล้วชะงักเมื่อเห็นเฉิดโฉม
       “คุณธาริศ สวัสดีค่ะ” เฉิดโฉมไหว้ชดช้อยสวยงาม “อุ๊ย”
      
       เฉิดโฉมเพิ่งสังเกตเห็นว่าธาริศตัวเปียกซ่ก และเริ่มสงสัยว่าสองคนมีอะไรกันหรือเปล่า?
      
       ทางด้านแพทพยุงพากันตาเข้ามานั่งพักที่โซฟาในบ้าน
       “ระวังค่ะ” แล้วประคองให้กันตานอน “แพทว่าเราควรไปโรงพยาบาลมากกว่านะคะ นายแม่”
       “ไม่ต้องๆ ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอก คนแก่ก็เวียนหัวหน้ามือแบบนี้แหละ เดี๋ยวนอนพักก็หาย”
       กันตาเสยผมแล้วติดวิกชะงักมือเอาไว้ แพทเพิ่งสังเกตเห็นว่าวิกผมเบี้ยวๆ
       “เอ่อ...แพทว่า ถอดวิกออกดีกว่ามั้ยคะ จะได้สบายขึ้น”
       กันตารีบจับวิกไว้ เสียงแข็งขึ้นมาทันที “ไม่ต้อง” แล้วคิดขึ้นได้ “คือ ฉันไม่อึดอัดหรอกใส่จนชินเสียแล้ว”
       แพทท้วง “แต่ว่า...”
       เสียงคุ้นหูดังขึ้น “แม่ไม่อยากถอด ก็ไม่ต้องถอดซิ อย่าวุ่นวายนักเลยคุณ”
       แพทหันไปมอง พีทเดินเข้ามาในบ้าน มานั่งข้างแม่จับมือไว้
       “ฉันหวังดีนะ ไม่เคยเรียนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเหรอ อะไรที่ทำให้คนป่วย อึดอัด ก็ควรจะปลด ออกชั่วคราว”
       พีทบอกหน้าตาเฉย “ไม่เคย” แพทเลยได้แต่มองหน้าอย่างเข่นเขี้ยวใส่ “แม่ฮะ เป็นไงบ้างฮะ”
       “สบายมากจ้ะ...แค่หน้ามืดไปหน่อยเดียว”
       ทักได้แค่นี้ กันตาก็ตั้งท่าจะอาเจียนอีก พีทรีบเข้ามาประคอง ในขณะที่แพทรีบเอาถังขยะใบเล็กยืนให้อาเจียรใส่ พีทหน้าตาทุกข์ร้อน
      
       พีทอุ้มกันตาเข้ามาในห้องนอน แล้ววางบนเตียงอย่างทะนุถนอม
        “เดี๋ยวแพทไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้ดีกว่านะคะ จะได้สดชื่นขึ้น”
       กันตายิ้มรับแต่ก็อ่อนแรงเต็มที
       แพทลุกขึ้น แล้วก็ชะงักนิดหน่อย ที่ผ่านโต๊ะเครื่องแป้ง เห็นวิกผมวางอยู่หลายอัน
       แพทเข้าไปในห้องน้ำ มองหาผ้าขนหนูผืนเล็ก เปิดตู้มากลับเห็นแต่วิตามินเยอะแยะไปหมด เลยยิ่งรู้สึกแปลกใจ
        “โอ้โห้ นี่กินวิตามินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ”
        เสียงพีทตะโกนเข้ามา “ได้หรือยังคุณ”
        “ได้แล้วค่ะ”
       แพทรีบเอาผ้าชุบน้ำออกไป
       สองคนนั่งอยู่ตรงโต๊ะนั่งเล่น ที่สนามมุมสวยๆ หน้าบ้านพัก
       เฉิดโฉมเลื่อนจานผลไม้ให้ทักษอรอย่างเอาใจ
       “ได้ข่าวว่าคุณอร ไม่ค่อยสบาย เฉิดก็เลยมาเยี่ยมน่ะค่ะ...ลองทานผลไม้ พวกนี้หน่อยซิคะจะได้ชื่นใจ”
       “ทำไมไม่ปอกมาให้เรียบร้อยล่ะ”
       เฉิดโฉมสะอึกกับการจิกหัวใช้ของทักษอร แต่ต้องข่มทำอ่อนหวานต่อไป
       “ได้ค่ะ คราวหน้าเฉิดจะจัดการให้ เอ๊ะแล้วเมื่อกี้รัญธิดา เค้าเอาอะไรมาเยี่ยมคุณอร”
       “คุณรัญธิดามาตอนไหน...ไม่ได้มาสักหน่อย...เธอเพ้อเจ้ออะไรน่ะ” ถูกด่าอีกดอก
       “ไม่ได้เพ้อนะคะ ก็ตอนเฉิดเข้ามา เจอแม่...เอ่อ รัญธิดาน่ะค่ะ ท่าทางลุกลี้ลุรน แล้วสักแป๊บนึงคุณธาริศก็วิ่งตามออกไป”
       ทักษอรชะงักทันที
       “เฉิดไม่อยากพูดหรอกนะคะ แต่ว่า คุณอรควรระไว้บ้างก็ดีนะคะ รัญธิดานะไม่ใช่ผู้หญิงซื่อๆ หวานๆ อยากที่เห็นหรอกนะคะ ไม่งั้นคงไม่จับคุณพีทไว้ได้หรอก”
       “แล้วเธอเองล่ะ...ดีกว่าเค้าตรงไหน...ชั้นได้ข่าวว่าเธอเองก็อ่อยพี่พีทน่าดูไม่ใช่เหรอ เพียงแต่พี่พีทเค้าเลือกรัญ ไม่ใช่เธอ” โดนดอกนี้เฉิดโฉมหน้าเจื่อนไปนิดๆ ที่โดนด่าตรงๆ “ขอบใจนะที่อุตสาห์หวังดีมาบอก แต่เสียดายฉันไม่ชอบวิธีการใส่ไฟแบบนี้ พี่ธาริศ เค้าไม่สิ้นคิดลงไปยุ่ง กับผู้หญิงของพี่ชายหรอก”
        “คุณธาริศนะอาจจะไม่ยุ่งแน่ๆ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงเป็นฝ่ายไปยุ่งเองล่ะคะ” เฉิดโฉมทิ้งไพ่
       ทักษอรถึงกับชะงักอีก
        “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ฉันไม่เอาไว้แน่! เธอไม่ต้องห่วง เอาล่ะ...เธอกลับไปได้แล้ว ชั้นไม่อยากคุยกับเธอ”
      
       เฉิดโฉมอึ้งแล้วลุกออกไปงงๆ ขณะที่ทักษอรครุ่นคิดอย่างหวั่นไหว
      

       จบตอนที่  5
ตอนที่ 6
      
       เวลาเดียวกันนั้น พีทเดินมาส่งแพทขึ้นรถที่หน้าบ้าน
      
       “ขอบคุณคุณมาก ที่ช่วยแม่ไว้ยังโทร.ตามผมอีกด้วย
       แพทร้อนใจ “คุณแน่ใจเหรอว่าจะไม่ตามหมอมาดูแม่นายซักหน่อย ฉันว่าน่าจะพาไปเช็คที่ไปโรงพยาบาล ดีกว่านะคะ”
       พีทหลบตาแพท เพราะรู้ดีว่ากันตาเป็นอะไร และปิดบังอะไรอยู่
       “แม่ไม่อยากไป...ผมเองก็ไม่อยากขัดใจแม่”
       “คุณจะตามใจแม่นายแบบนี้ไม่ได้นะคะ ท่านดูอ่อนเพลีย แล้วก็อาการหนักมากนะคะ...คือ มันไม่เหมือนคนแก่ที่ปวดหัว เวียนหัวธรรมดาๆ”
       พีทสะดุ้ง เมื่อแพทมาไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะมั่วๆ ไป “วินิจฉัยเก่งขนาดนี้ ทำไมตอนเด็กๆ ไม่เลือกเรียนหมอละคุณ”
       “ฉันอ่อนฟิสิกส์นะซิ...เอ้ย...นี่ฉันจริงจังนะ คุณเห็นมั้ย ในห้องมีวิกเยอะมาก แล้วแม่นายก็ต้องใส่วิกตลอดเวลา”
       พีทพยายามปัดๆ ไป “แม่ชอบแต่งตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไรไม่เห็นแปลกตรงไหน”
       “แล้ววิตามินล่ะ ฉันเจอขวดวิตามิน แล้วก็ยาต่างๆ เยอะมากในห้องน้ำ ทำไมจะต้องบำรุงขนาดนั้น คุณไม่เป็นห่วงแม่คุณเลยเหรอ เคยถามท่านบ้างมั้ย ว่าเป็นอะไร ไม่สงสัยบ้างหรือไง”
       “สงสัย”
       “นั้นไง ว่าแล้ว แล้วทำไมถึง”
       พีทกลบเกลื่อนด้วยการทำเป็นโมโหใส่ “สงสัยว่าทำไม คุณถึงชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นนัก สงสัยว่าผู้ชายแบบไหนคุณถึงจะยอมรับเป็นหลานเขย สงสัยว่าเมื่อไหร่คุณจะยอมให้ผมแต่งงานกับรัญได้เสียที”
       แพทอึ้งไป
       “คุณตอบคำถามพวกนี้ผมก่อนดีมั้ย ก่อนจะไปยุ่งเรื่องแม่ผม”
       แพทงงที่โดนพีทโมโหใส่ พีทรีบไล่
       “อ้าว ยืนอยู่ทำไมล่ะกลับไปได้แล้ว ผมจะเข้าไปดูแม่ผม”
       พีทหันหลังให้เดินเข้าบ้าน ไป แพทมองตามงุนงง
      
       แพทเอาขนมมาส่งร้านเตอร์ เพื่อนสาว แต่อาการดูยังงงๆ อยู่ แพทจิบกาแฟอึกหนึ่งและระบายต่อ
       “ลองคิดดูอีกสิ ฉันผิดตรงไหนเนี่ย ถึงมาโมโหใส่ ฉันถามด้วยความเป็นห่วงแม่เค้าแท้ ๆ ทำไมต้องโวยวายขนาดนั้น”
       “โอ๊ย เค้าก็รำคาญชะนีอย่างเธอน่ะซิเซ้าซี้อยู่ได้ ใครจะไม่โกรธถ้ามีคนมาหาว่า ไม่รู้จักสนใจ ไม่ดูแลแม่ นี่รู้มั้ยคุณพีทเค้ารักแม่เค้ามากนะยะ แหม...มันน่าเอ็นดูจริงๆ ผู้ชายรักแม่เนี่ย”
       แพทอดค้อนให้ไม่ได้ ที่จู่ๆ เตอร์ก็ปลื้มพีทแทนที่จะเข้าข้างตัวเอง แล้วก็คิดออก
       “ถ้ารักแม่จริง เค้าก็ต้องสังเกตเห็นอะไรที่มันผิดปกติเหมือนที่ชั้นเห็นซิ แต่นี้...หรือว่า เค้าอาจคุณรู้อยู่แล้วว่านายแม่เป็นอะไร แต่ปิดไม่อยากให้คนอื่นรู้”
       “จะบ้าเหรอเค้าจะทำแบบนั้นทำไมกันยะ”
       “นั่นซิ ชั้นก็ไม่เข้าใจตรงนี้ เค้ามีเหตุผลอะไรต้องทำแบบนั้น”
       “แม่คุณ...มันไม่ใช่หนังเชอร์ล็อกโฮมนะยะ จะได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนกันมากมาย โอ๊ยปวดหัวกับเธอจริงๆ ไม่เอาด้วยแล้ว”
       เตอร์เหวี่ยงเบาๆ หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาดู แล้วก็ตกใจ
       “อุ๊ยตาย ทำไมช่างมีความคิดสร้างสรรค์ในทางเลวๆ ได้ขนาดนี้ ขนาดติดคุกแท้ๆ ยังไม่สำนึกเลยเหรอ”
       “ไหนขอดูหน่อยซิ”
       แพทหยิบหนังสือพิมพ์มาดู เห็นข่าวพาดหัวข่าวหรา “พบยาบ้าในอาหารเยี่ยม จนท. รับมีออเดอร์จากในคุก เพียบ” แพททำหน้ากังวล ครุ่นคิด
      
       ขณะเดียวกัน ที่บริเวณสนามออกกำลังในคุก ทิพปภานั่งอยู่ที่มุมหนึ่งในสนามกำลังใช้ก้อนหินเล็กๆ ขูดพื้นซีเมนต์ วาดรูปการ์ตูนเด็กผู้หญิง ผมยาวง่ายๆ เป็นตัวแทนของรัญธิดา จบที่การเติมไฝอันเป็นสัญลักษณ์ของลูกสาว
       จังหวะนี้สมกับลูกน้องอยู่อีกมุม โดยมีผู้คุมเดินสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ไม่ได้สนใจมากนัก
       สมเดินเข้ามาใกล้ๆ ใช้เท้าสมเหยียบพื้นซีเมนต์ตรงหน้า ทิพปภาเงยหน้ามองทันทีอย่างไม่พอใจ
       “เฮ้ย! ที่มีตั้งเยอะ ทำไมไม่ไปเดินตรงอื่นวะ”
       สมมองซ้ายมองขวา เห็นผู้คุมและเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้สนใจ รีบกระซิบ
       “วันนี้ของเข้าล็อตใหญ่เข้ามา”
       ทิพปภาพยักหน้า “ฉันต้องทำไง”
       “ส่งให้ที่เดิม...ของขาดหลายวันแล้ว แต่ระวังหน่อย ช่วงนี้ ผู้คุมมันเข้ม”
       สมมองไปเห็นผู้คุมหันมามอง รีบทำเสียงดังทำทีเป็นหาเรื่อง
       “ก็ข้าพอใจอยากเดินตรงนี้มีอะไรมั้ย เอ็งมีปัญหาเหรอ อีทิพ”
       พร้อมกันนี้สมใช้เท้าขยี้ไปที่รูปการ์ตูนของรัญธิดา ทิพปภาลุกขึ้นยืนทำท่าเหมือนจะมีเรื่องกัน ผู้คุมเห็นรีบเป่านักหวีดปิ๊ด ชี้มือทำนองให้แยกกัน สมยกมืออย่างกวนๆ ประมาณว่าไม่ได้มีอะไร แล้วเดินออกไป
       ทิ้งให้ทิพปภาไว้คนเดียว ทิพปภาเหลือบมองรูปการ์ตูนรัญธิดาอีกครั้ง สีหน้าครุ่นคิดตัดสินใจ ก่อนจะเหลือบขึ้นสบตากับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่มองนาน
      
       ทิพปภามองซ้ายมองขวาถือห่อยา ซึ่งคราวนี้ขนาดใหญ่หน่อยเดินเข้ามาในห้องน้ำ
       สมที่ดักรออยู่แล้ว พร้อมลูกน้องออกมา ทิพปภาส่งของให้มือไม้สั่น
       “ได้มาแล้วจ้ะ”
       “กลัวจนมือสั่นเลยเหรออีทิพ”
       สมหยอกเอิน เอามือตบแก้มทิพปภาเบาๆ แต่ทิพปภาปัดมือออกหลบทาง แล้วก็รีบวิ่งหนีทันที
       “ป๊อดว่ะ หึหึ”
       ผู้คุมสวนเข้ามาทันที เป่านักหวีด พร้อมอาวุธครบมือ
       “หยุดอยู่กับที่ แล้วเอามือไว้บนหัว”
      
       ผู้คุมเปิดตู้ ค้นของนักโทษแต่ละคน ค้นข้าวของออกมาเต็มไปหมด ดึงรูปดาราที่ปิดอยู่ในล็อกเกอร์ออกมา เห็นซองยาถูกซ่อนไว้
       ไม่นานต่อมาผู้คุมลากสมและลูกน้องออกไป ผ่านหน้าทิพปภาที่ยืนอยู่อยู่กับนักโทษหญิงคนอื่น ๆ
       “อีทิพ ฝีมือมึงใช่มั้ย...มึงเป็นสายให้ผู้คุม!”
       “เออ กูมารอนานเมื่อไหร่มึงจะขนล็อตใหญ่สักที...แล้วก็เสร็จจนได้”
       สมกระโดดเข้ามาบีบคอทิพปภา
       “อีเลว”
       เจ้าหน้าที่รีบเข้ามาทุบ ดึงตัวทิพปภาออก แล้วลากตัวสมไป สมยังก่นด่า แช่ง ไม่หยุด
       “มึงคอยดู ออกไปได้เมื่อไหร่ กูจะจัดการมึง อีนกสองหัว”
       ทิพปภารู้สึกกลัว ใจเต้นตึกตัก แต่พยายามทำใจดีสู้เสือ
      
       ทิพปภายืนอยู่หน้าโต๊ะในห้องทำงานพัศดี เจ้าหน้าที่เรือนจำทำมือให้นั่งลง
       “ขอบใจมากนะที่ช่วยเป็นสายให้กับราชการ ผมคิดว่าน่าจะมีการตอบแทนความดีของคุณในครั้งนี้ให้เป็นรูปธรรม”
       “ยังไงคะ ท่าน”
       เจ้าหน้าที่ยิ้มอย่างพอใจ ประตูห้องปิดลง
      
       แพทพาอะตอมเข้ามานั่งตรงโต๊ะในมุมร่มรื่น มุมหนึ่งในรีสอร์ต
       “มานั่งตรงนี้นะครับ
       “ทำไมแม่แพทต้องพาอะตอมมาที่นี้ด้วยครับ” เด็กชายงง
       “ก็วันนี้อะตอมมีน้ำมูก ถ้าให้ไปโรงเรียนก็จะเอาไปติดเพื่อนๆ ซิครับ” แพทอธิบาย
       ฝนเดินยิ้มแป้นเข้ามาหา พร้อมกระดาษกับสี
       “มาแล้วค่ะ สีกับกระดาษวาดรูปสำหรับเด็กน่ารักอย่างคุณอะตอม”
       อะตอมไหว้ “ขอบคุณครับ”
       ข้างนอกมีเสียงเอะอะ อะไรบ้างอย่าง ฝนชะเง้อไปดู
       แพทสงสัย “เสียงเอะอะ อะไรน่ะ”
       “พี่ไปดูก่อนนะคะ เดี๋ยวตกข่าว”
       ฝนรีบเผ่นออกไป แพทหันมามองอะตอม
       “อะตอมนั่งวาดรูปอยู่ตรงนี้ก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่แพทมา”
       “ครับ”
       แพทวิ่งตามฝนออกไป ส่วนอะตอมนั่งวาดรูปอย่างสบายใจ
      
       ด้านรัญธิดากำลังขับรถกอล์ฟพาลูกค้ามาดูบริเวณในรีสอร์ต ทักษอรยืนมองรัญธิดาจากบ้านพักตัวเองชั่งใจว่าเชื่อคำพูดของเฉิดดีหรือเปล่า
       “ตอนก็เฉิดเข้ามา เจอแม่...เอ่อ รัญธิดา นะคะ ท่าทางลุกลี้ลุกลน พอเข้ามา ก็เจอกับคุณธาริศ ท่าทางแปลกๆ รัญธิดานะไม่ใช่ผู้หญิงซื่อๆ หวานๆ อยากที่เห็นหรอกนะคะ ไม่งั้นคงไม่จับคุณพีทไว้ได้หรอก”
       ในที่สุดหันมาบอกธาริศ ที่กำลังพิมพ์งานในโน้ตบุคอยู่
       “พี่ธาริศคะ วันนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศไปว่ายน้ำกันดีมั้ยคะ”
       ธาริศแปลกใจ “อรชอบว่ายน้ำตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่ไม่เห็นอรชอบออกกำลังกายอะไรเลยนี่นา”
      
       ครู่ต่อมาทักษอรใส่ชุดคลุมนั่งอยู่ตรงสระน้ำรีสอร์ต ธาริศอยู่ด้วย สักพักรัญธิดาเดินเข้ามา ธาริศหันไปมองแล้วอึ้ง
       ทักษอรยิ้มหวาน “ต้องกวนให้คุณรัญ ทิ้งลูกค้ามา ขอโทษจริงๆ อรไม่น่าลืม”
       “ไม่เป็นไรค่ะ เป็นหน้าที่ของรัญอยู่แล้ว นี่ค่ะครีมกันแดดที่คุณอรต้องการ”
       รัญธิดาส่งให้ พยายามไม่สนใจธาริศ ทักษอรรับมาแล้วก็ยื่นให้ธาริศแทน
       “พี่ธาริศทาให้หน่อยได้มั้ยค่ะ อรทาด้านหลังไม่ถึง”
       ทักษอรหันหลังให้ทันที ธาริศอึ้ง มองรัญธิดา แต่รัญธิดามองเมินไปทางอื่น
       ธาริศเปิดฝาหลอด ทาหลังให้ทักษอร
       “ทาทั่วๆนะคะ อรกลัวผิวจะไหม้น่ะค่ะ ตรงคอนี้ด้วยนะคะ”
       “ท่าไม่มีอะไรแล้ว ดิชั้นขอตัว”
       “พี่พีทหายไปไหนครับเนี่ยะคุณรัญธิดา ผมยังไม่เห็นเค้าเลยวันนี้” ธาริศชวนคุย
       “แหม... พี่ริศ เรียกคุณรัญธิดาเต็มยศ ดูห่างเหินจัง คุณรัญเค้ากำลังจะมาเป็นพี่สะใภ้เรานะคะ”
       “งั้นเรียกคุณพี่สะใภ้เลยดีมั้ยอร ถึงยังไม่ได้แต่ง แต่เรียกล่วงหน้าก็คงไม่เป็นไร” ธาริศจงใจแดกดันพูดเน้นคำ “ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด พี่พีทคงไม่เปลี่ยนใจง่ายๆ”
       “แหม... คุณรัญออกจะน่ารักแบบนี้ จะมีอะไรผิดพลาดได้ยังไง พูดแบบนี้เดี๋ยวคุณรัญโกรธขึ้นมา อรไม่รู้ด้วยนะ” ทักษอรว่า
       “ไม่เป็นไรค่ะ รัญไม่โกรธหรอก เพราะจะชื่ออะไร มันก็แค่เป็นส่งสมมุติเท่านั้น จะเปลี่ยนกี่ร้อย กี่พันชื่อก็ได้ สำคัญที่ตัวตนจริงๆ ต่างหากว่าเป็นไง” รัญธิดาเหน็บกลับ
       ธาริศไม่ยอม “แต่ผู้หญิงบางคนก็เสแสร้งเก่งจนผู้ชายตามไม่ทันก็มีนะครับ ไม่งั้นคงไม่มีคำพังเพยที่ว่า มารยาหญิงร้อยเล่มเวียน ออกมาหรอก”
       “ก็คงอย่างนั้นมั้งคะ ขอตัวก่อนนะคะ เชิญคุณสองคนตามสบาย รัญขอตัวไปดูแขกต่อนะคะ”
       รัญธิดาเดินออกไปเลย
       “ตายจริง คุณรัญคงโกรธ ถึงได้หนีไปเลย พี่ธาริศ ทำไมถึงได้ไปพูดกับเค้าแบบนั้นล่ะคะ”
       “พี่ก็พูดรวมๆ เท่านั้น ไม่ได้เจาะจงใครซักหน่อย ถ้าเค้าไม่ได้ทำพฤติกรรมแบบนั้นก็ไม่เห็นต้องร้อนตัว จริงมั้ย” ธาริศเปลี่ยนเรื่อง “ไปว่ายน้ำเถอะ อรชวนพี่มาว่ายน้ำไม่ใช่เหรอ”
       ธาริศรีบกระโดดลงน้ำไป เพื่อดับอารมณ์ตัวเอง ทักษอรแอบยิ้มที่ธาริศไม่ได้มีท่าทีเหมือนจะชอบรัญธิดาอย่างที่เฉิดโฉมใส่ไฟ
       ทักษอรพึมพำ “เพ้อเจ้อจริงๆ ยัยเฉิดโฉม ไม่เห็นพี่ริศมีทีท่าอะไรสักนิด”
      
       รัญธิดาเดินหนีเข้ามาสงบสติอารมณ์ที่โต๊ะทำงานตัวเอง รีบเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างน้อยใจ กับคำประชดประชันของธาริศ และภาพบาดตาที่เห็นธาริศทาครีมให้ทักษอร
       “เรามีคุณพีทอยู่ จำไว้ซิรัญ” รัญธิดาเตือนตัวเอง
       ฝนวิ่งเข้ามาในจังหวะนี้ หน้าตาตื่น
       “คุณรัญๆ คุณรัญขา รีบไปเถอะค่ะ”
       รัญธิดารีบหันหลังเช็ดน้ำตา ก่อนจะหันมาถาม
       “มีอะไรเหรอพี่ฝน”
      
       ที่ด้านหลังครัว ของรีสอร์ตเวลานั้น สุก คนงานหญิงยืนก้มหน้ารับผิดอยู่ คนงานอื่นๆ ยืนดูอยู่ไม่กล้าเข้าใกล้ เปลี่ยนยืนด่า
       “คนอย่างนังสุกเอาไว้ไม่ได้ ไอ้ชิดมัดนังนี้ไว้ แล้วค่อยจับส่งตำรวจอีกที...อีคนขี้โขมย”
       “อย่าจับฉันส่งตำรวจเลยนะ ฉันขอร้อง”
       สุกยกมือไหว้ขอร้อง ชิดตรงเข้ามามัด สุกไม่ยอมเลยผลักชิดออก ชิดตรงเข้ามาตบๆๆ เป็นการสั่งสอน
       แพทที่ยืนดูอยู่ด้วย ทนไม่ได้
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
       ชูดึงแขนห้ามไว้ “อย่าครับ คุณแพท”
       แพทสะบัดมือ ก่อนจะเข้าไปห้าม
       “พอแล้ว ถึงสุกจะทำผิด แต่เราก็ไม่มีสิทธิ์ทุบจะตีอย่างงี้ จะเรียกตำรวจมาจับก็เรียกไปซิ”
       “ก็มันขัดขืน ใครๆ ก็เห็นทั้งนั้น จริงมั้ย” เปลี่ยนกราดตาไปที่คนงาน ทุกคนพากันหลบตาไม่มีใครกล้าพูด “อีกอย่างสั่งสอนให้คนงานดูแล้วก็จะได้หลาบจำ อย่าเอาเยี่ยงอย่างนังสุกเด็ดขาด”
       สุกส่งสายตามองแพทเป็นเชิงอ้อนวอนให้ช่วย
       “ฉันไม่ได้ตั้งใจ ลูกฉันไม่สบาย ฉันอยากให้ลูกได้กินของดีๆ”
       “โกหก วันก่อนแกก็ขโมยกาแฟในห้องครัวของในรีสอร์ทไป ลูกแกกินกาแฟด้วยเหรอนังสุก”
       สุกพูดไม่ออก
       “ก็ถ้าน้าไม่หักค่าแรงฉันก็คงไม่ต้องทำแบบนี้”
       แพทหันไปมองหน้าเปลี่ยน ทำนองว่าไงล่ะเรื่องนี้ เปลี่ยนโมโหเลยเข้าไปตบหน้าสุกจนล้มกลิ้งไปอีกรอบ
       “อีสุก ปากดีนักนะแก ยังจะโกหกใส่ความข้าอีกเหรอ”
       แพทเข้าไปขวางทันที
       “พอได้แล้ว”
       “หลีกไปดีกว่าคุณ เดี๋ยวจะโดนลูกหลงไปด้วย มือไม้ผมมันเร็ว บางทีก็ยั้งไม่อยู่หรอกนะ โดยเฉพาะ” เปลี่ยนดึงปืนออกมาลูบเล่นๆ “ไอ้ลูกปืนมันไม่เข้าใครออกใครซะด้วย”
       ชูรีบวิ่งไปดึงแพท
       “คุณแพทครับ หลีกออกมาเถอะครับ”
       แพทกลัวแต่ยังใจแข็ง “ก็เอาซิ ถ้าลูกปืนในมือน้ามันแล่นมาโดนฉัน ฉันก็มีทุกคนที่นี้เป็นพยานให้ได้ ว่ามันบังเอิญแล่นมาโดน หรือว่าจงใจ”
       เปลี่ยนฉุนโดนท้าทาย “คุณท้าทายผมงั้นเหรอ”
       “ฉันแค่พูดเรื่องจริง”
       รัญธิดาวิ่งเข้ามาพร้อมกับพีท มีประทิน และฝน ตามมาข้างหลัง
       “มีเรื่องอะไรกัน”
       ทุกคนชะงัก รัญธิดารีบวิ่งเข้าไปจับมือแพท
       “รัญมาทันใช่มั้ยคะ น้าแพทไม่เป็นไรนะคะ”
       “ไม่จ้ะ น้าไม่ได้เป็นอะไร”
      
       พีทสบตากับเปลี่ยนที่ทำหน้าเฉยเมยไม่เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ

       ฝน ชู กับคนงาน รอกันอยู่ด้านนอกออฟฟิศ ชูตบอกอย่างโล่งใจ
      
       “โชคดีนะ ที่พี่ฝนไปตามคุณพีทมาทัน ฉันละหวาดเสียวแทนคุณแพทเสียจริงๆ ทำไมถึงได้กล้าบ้าบิ่นขนาดนั้น”
      
        “คุณรัญนะซิหัวไว พอรู้เรื่องบั๊บก็รีบไปตามคุณพีทมาทันที” ฝนว่า
        “อ๋อ ที่แท้ก็มีหมาไปเห่าให้คุณพีทรู้นี่เอง มันน่าตบปากพวกหมาปากเปราะช่างเห่านัก” ชิดเอ่ยขึ้น
        “เอ็งว่าใครเป็นหมาวะไอ้ชิด” ฝนชักฉุน
        “ก็ว่าเอ็งนั้นแหละ สารแนนัก นังฝน”
        “เฮ้ย รังแกผู้หญิงไม่ใช่ลูกผู้ชายนี่หว่า” ชิดหันไปมองหน้าชู
        “เอ็งมีปัญหาเหรอไอ้ชู”
        “ก็... ก็...” ชูชักกลัว แต่ต้องทำแมนต่อ “เอ่อ ...พี่ฝนจ๋า อย่าไปเสียสมาธิกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย โอ๊ะ ดูนั้นซิ ผู้จัดการ พาตำรวจมาแล้ว”
       เห็นประทินพาตำรวจเดินเข้าไปด้านใน
      
       ซึ่งภายในห้องประชุมใหญ่ของรีสอร์ต แพทยืนข้างรัญธิดา
        “มีเรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมพี่เปลี่ยนไม่ไปตามผม” พีทมองหน้าเปลี่ยน
        “ผมเห็นว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของคนงาน ที่คุณพีทให้ผมเป็นคนคุม แล้วมันก็มีหลักฐานว่านังสุกมันขโมยของจริง” พลางหันไปหาสุก “ไม่เชื่อลองถามมันดูซิครับ”
        “จริงมั้ยสุก แกเอาของไปจริงๆ เหรอ”
       สุกก้มหน้า พยักหน้า “ค่ะ”
       เปลี่ยนยิ้ม “ตอนแรกมันก็โกหกว่าไม่ได้เอาไป แต่ผมจับได้ มันก็เลยต้องยอมรับ”
       “แต่แค่นมสดใกล้หมดอายุ ยังไงก็ต้องทิ้งอยู่ดี เอาไปเสิร์ฟให้แขกก็ไม่ได้สุกเอาไปให้ลูกเค้ากิน มันจะผิดอะไรนักหนา” แพทแย้งเต็มที่
       “แต่ขโมยก็คือขโมย ถ้าคนงานทุกคนคิดเหมือนนังสุก รีสอร์ตก็คงแย่ และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันทำแบบนี้...แต่...”
        
       พีทขัดขึ้น “กฎก็ต้องเป็นกฎ น้าเปลี่ยนทำถูกแล้ว”
       แพทชะงัก หันมองหน้าพีท เปลี่ยนยิ้มเยาะใส่แพททันที แพทยิ่งโกรธ โวยวายดังลั่น
       “อะไรกัน...ตกลงจะง่ายๆ แบบนี้เหรอ จะไม่สอบสวนอะไรเพิ่มเติมเลยเหรอ นี่เราทำงานกับคนนะไม่ใช่เครื่องจักร ต้องสอบถามให้รู้เรื่องเค้าจจะมีความจำเป็นอะไรก็ได้”
       เสียงเคาะประตู ประทินเข้ามาพร้อมตำรวจ
       “สารวัตรมาแล้วครับ”
       “งั้นก็เชิญครับ” พีทหันไปหาแพท “ต่อจากนี้คงต้องให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ”
       “ขออนุญาตตัวนำผู้ต้องสงสัยไปสอบสวนที่โรงพักครับ”
       ตำรวจเข้าไปควบคุมตัวสุก
        “คุณขา อย่าเอาฉันไปส่งตำรวจเลยนะคะ ถ้าฉันโดนจับแล้วลูกฉันจะทำยังไง ลูกฉันไม่สบาย ฮือๆๆ”
       “คุณพีทค่ะ พิจารณาอีกทีเถอะค่ะ สงสารเด็ก” รัญธิดาอ้อนวอน
       “รัญ ถึงผมอยากทำก็คงไม่ได้ มันเป็นคดีอาญานะ รัญเข้าใจผมมั้ย”
       รัญธิดาเจอไม้นี้ไปเลยพูดไม่ออก
        “งั้นขอเชิญ คุณพีทและผู้เกี่ยวข้อง ไปให้ปากคำด้วยนะครับ” ตำรวจบอก
        “ยินดีครับ”
       พีทเดินตามตำรวจไป แพททนไม่ไหว ตะโกนว่าตามหลัง
        “คุณมันเป็นคนใจร้าย แล้วก็ไม่มีหัวใจต่างหาก คนทำผิดด้วยความจำเป็น คุณก็ไม่ยอมยกโทษให้”
       พีทตาวาวหันขวับมาทันที
       “มันก็แล้วแต่คุณจะคิด” แล้วหันกลับมาทางตำรวจ “เชิญครับคุณตำรวจ”
       เปลี่ยนเดินตามผ่านหน้ารัญธิดา หยุดพูดกับ 2 สาว “ทุกคนก็มีความจำเป็นในชีวิตทั้งนั้นจะเอามาอ้างเพื่อทำความผิด มันไม่ใช่เรื่องถูกต้องนะครับ คุณแพท”
       แพทยิ่งโมโห มองหน้าเปลี่ยนเอาเรื่อง เพราะรู้ดีว่าเปลี่ยนก็ไม่ใช่คนดี รัญธิดาจับแขนแพทไว้ให้ใจเย็นๆ
       พีทปล่อยตำรวจจับคนงานเข้าคุกจริง แต่ก็ได้ไปให้การช่วยลูกคนงานที่ป่วยอยู่
      
       สองสาวอยู่ตรงมุมลับตา แพทยังโมโหกรุ่นๆ มาโวยวายกับรัญ
       “รัญ เห็นมั้ยว่าผู้ชายคนนี้เป็นยังไง ใจร้ายใจดำขนาดไหนยังจะอยากแต่งงานกับเค้าอีกเหรอ”
       “แต่คุณพีทเค้าจำเป็นต้องทำนะคะ ถ้าปล่อยเรื่องนี้ไป แล้วทุกคนทำตามสุก มันก็คงไม่ดีแน่ๆ รัญคิดว่ารัญเข้าใจคุณพีทนะคะ”
       แพทเยาะ “อ๋อ...ก็เลยเชือดไก่ให้ลิงดูงั้นเหรอ ยังไงก็เถอะ น้าไม่เห็นด้วย แล้วเราก็อย่ามาเข้าข้างกันเลย”
       แพทมองไป เห็นกระดาษวาดรูประบายสีแล้ว ถูกทิ้งไว้ ก็ชะงัก
       “อะตอมล่ะ...ก็น้าให้นั่งวาดรูปเล่น รออยู่ในนี้นี่น่า”
      
       อะตอมแอบมองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร เลยแอบวิ่งมาที่คอกม้า มองไปเห็น จึงหยิบฟางติดมือเข้าไปใกล้ๆ ยื่นให้ม้าตัวหนึ่งกิน
       “เอ๊า หิวมั้ย กินเสียซิ”
       อะตอมเอาฟางสามสี่เส้นเส้น ไปยื่นๆ แหย่ๆ ให้ม้า แต่ม้าไม่ยอมกิน
       “อะตอม ทำไมไม่กินล่ะ”
       พยามแหย่ไปม้าอีก จนม้าเริ่มรำคาญ หันซ้ายหันขวาเพื่อหันหน้าหนี
        “สงสัยมันจะไม่เห็น”
       อะตอมเลยโยนฟางกองใหม่ เท่าที่จะดึงไหว ข้างไปทางม้า
        “มากินเร็ว”
       ปรากฏว่าม้าตกใจ ยกขาหน้าขึ้นสูง เชือกหลุดทันที อะตอมถอยหลังหนี ตกใจล้มก้นจ้ำเบ้า
       “โอ๊ย!”
       อะตอมเห็นขาม้า กำลังจะตกลงมาโดนตัวเอง เด็กน้อยอามือปัดหน้าความตกใจ ทันใดนั้น ธาริศพุ่งเข้ามา ดึงอะตอมไว้กับตัว แล้วก็กลิ้งตัวหลบลงไปกลิ้งกับพื้น
       ม้าโขกขาลงมาพลาดเป้า
       ธาริศตะโกนเรียนคนให้มาช่วย “ใครอยู่ข้างนอกบ้าง เข้ามานี้หน่อย”
       คนงานสองคนรีบวิ่งเข้ามา หาจังหวะดึงม้าไว้
       ธาริศพาอะตอมมาข้างรั้ว ยังกอดไว้ท่าทีปกป้อง อะตอมเอ็งก็ยังตกใจ ตัวสั่น ร้องไห้ฮือๆๆ ด้วยความกลัว
        “ไม่เป็นไรแล้ว...หนู”
       ธาริศกอดอะตอมปลอบเอาไว้ พอมองหน้าเพิ่งเห็นว่าเป็นอะตอม
       “อ้าว...” ธิริศพยายามคิดชื่อ “อะตอม”
      
       อะตอมตาโตดีใจมาก “คุณอา”
      
       แพทและรัญธิดาแยกย้ายกันตามหาอะตอมตามที่ต่างๆ และตามมุมต่างๆ ของรีสอร์ต อย่างร้อนใจ ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งเครียด โดยเฉพาะแพทถึงกับน้ำตาคลอ
      
       ด้านธาริศอยู่ในห้องน้ำที่บ้านพัก กำลังถอดเสื้อผ้าให้อะตอมที่ออกจะมอมแมม อะตอมอิดออดไม่อยากถอดกางเกง
        “ต้องอาบด้วยจริงๆ เหรอครับ”
       “ต้องซิครับ ถ้าคุณแม่มาเห็นว่าอะตอมมอมแมมขนาดนี้ก็คงตกใจแย่ว่าอะตอมไปทำอะไรมา”
       อะตอมทำหน้าบูดแต่ก็จำยอมถอด ธาริศเปิดฝักบัวให้ อะตอมร้องลั่น
       “โอ๊ย...เย็นจังเลยครับ”
       ธาริศหัวเราะชอบใจ อะตอมทำหน้าเจ้าเล่ห์ แล้วสาดน้ำใส่ธาริศทันที
       “นี่แน่ะ”
       “เฮ้ย! อะตอม” ธิริศยกแขนปาดน้ำที่หน้า “จะเล่นอย่างนี้เหรอ...ด้าย”
       ธาริศแกล้งฉีดน้ำใส่อะตอม อะตอมวักน้ำใส่ธาริศ ทั้งคู่หัวเราะกันเสียงดัง สนุกสนานราวกับพ่อลูก!!
      
       แพทกับรัญตามหาอะตอม จนมาเจอกันที่มุมหนึ่ง
       “อะตอม” แพทหันไปเห็นรัญธิดา “เป็นยังงัยเจอมั้ยรัญ”
       รัญธิดาร้อนใจมาก “ยังไม่เจอเลยค่ะ เดี๋ยวรัญไปดูทางโน้นก่อนนะคะ”
       แล้วรัญธิดาวิ่งไปอีกทาง แพทน้ำตาคลอ วิ่งไปอีกด้าน
      
       ส่วนธาริศเอาเสื้อยืดตัวหนึ่งเดินมาหาอะตอม ซึ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ตัวธาริศเองก็เปียกมะลอกมะแลก
       “เอ้า ชูมือขึ้นสูงๆ”
       อะตอมยกมือขึ้น ธาริศเอาเสื้อยืดใส่ให้ เสื้อยาวจนระพื้น เพราะเป็นเสื้อธาริศนั่นเอง ธาริศเห็นหัวเราะขำ
       “โอ้โห พอดีเป๊ะ”
       ธาริศม้วนพับแขนเสื้อให้
       “ตัวมันใหญ่อะครับ อะตอมไม่ใส่ไม่ได้เหรอครับ”
       “เฮ้ย! อะตอมจะแก้ผ้าเป็นชีเปลือยอยู่ได้ยังงัย ใส่ตัวนี้ไปแหละดีแล้ว แล้วรออาอยู่ในนี้ เดี๋ยวอาเอาเสื้อผ้าของอะตอมไปให้เค้าซักอบก่อน อีกไม่นานก็เสร็จ รอเดี๋ยวนะครับอย่าซนล่ะ”
       ธาริศเดินออกไปพร้อมเสื้อผ้าของอะตอม
       อะตอมเดินมองไปรอบๆ ห้องอย่างซุกซน ที่หัวเตียงมีเข็มกลัดของทักษอรวางอยู่ เป็นรูปตัวแมลงน่าสนใจ อะตอมหยิบมาดูอย่างทึ่ง
        “นี่มันแมลงอะไรน้า”
        เสียงทักษอรดังขึ้น “พี่ธาริศคะ”
       อะตอมหันไปดู มือยังถือเข็มกลัดอยู่ ทักษอรเปิดประตูเข้ามาแล้วชะงัก ตกใจ
       ทักษอรเสียงดัง “หนูเป็นใคร เข้ามาทำอะไรในห้องฉัน” มองเห็นของในมืออะตอม “แล้วนั่น!!(เดินมาดึงออกจากมือแล้วตวาด “เข้าขโมยของเหรอ”
       อะตอมถอยกรูด ตกใจเสียง
        “ผมเปล่า”
       ทักษอรจ้องเขม็ง “ไม่ต้องมาโกหก” พลางมองสำรวจไปรอบห้อง “ดูซิค้นห้องจนเละไปหมดอย่างนี้ แล้วยังเอาเสื้อพี่ริศมาใส่อีก เด็กอะไรทำไมร้ายกาจแบบนี้”
       ทักษอรคว้าตัวอะตอมไว้ อะตอมดิ้นให้ปล่อย
        “เปล่านะ ผมไม่ได้ทำ ปล่อย”
       อะตอมดิ้นรนสะบัดจนหลุด แล้ววิ่งหนีรอบห้อง ทักษอรไล่จับล่อหลอกกันอยู่สักครู่ ทักษอรเข้าตะครุบแล้วสะดุดผ้าเช็ดตัวที่ธาริศทิ้งไว้ที่พื้นล้มลง
        “ว้าย”
       อะตอมตกใจตาโต
      
       ขณะเดียวกันธาริศเดินเข้าบริเวณบ้านมา โดยมีเฉิดโฉมถือถาดอาหารกับเครื่องดื่มสำหรับเด็กมาด้วย ทั้งคู่ชะงัก เพราะยินเสียงทักษอรโวยวายมาจากด้านใน
        “อย่าหนีนะเด็กบ้า ฉันบอกให้หยุด”
       อะตอมวิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากในบ้าน ทักษอรวิ่งตามมาท่าทางโกรธแค้น อะตอมเห็นธาริศก็โผเข้าหา
        “คุณอา คุณอาครับ ช่วยตอมด้วย”
       อะตอมเข้าแอบหลังธาริศ ทักษอรโถมเข้าใส่ แต่ธาริศจับเอาไว้
        “เดี๋ยวก่อน เกิดอะไรขึ้น”
       ทักษอรฟ้องทันที “เด็กคนนี้ค่ะพี่ธาริศ ไอ้เด็กคนนี้มันแอบเข้ามาในห้องของเรา รื้อของซะเละหมดเลย แล้วมันยังจะขโมยของ ของอรอีกด้วย”
       เฉิดโฉมทำหน้าสยอง
       ธาริศฉงน “ขโมยของ”
        “ตอมเปล่านะครับ ตอมแค่หยิบแมลงมาดูเท่านั้น”
       “อย่ามาโกหก แล้วยังเสื้อพี่ริศที่มันใส่นั่นอีก” ทักษอรบอกกับเฉิดโฉม “นี่เธอ เรียกตำรวจเดี๋ยวนี้”
       “ได้ค่ะ คุณอร” เฉิดโฉมกระชากแขนอะตอม “มานี่เดี๋ยวนี้ไอ้เด็กขี้ขโมย”
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะ” ธาริศเดินไปอุ้มอะตอม “อะตอมมาที่นี่กับผม เค้าไม่ได้มาทำอะไรบ้าๆ อย่างที่คุณทั้ง 2 คนกล่าวหาหรอก”
       ทั้งทักษอรและเฉิดโฉมอึ้ง ระคนตกใจ
      
       ทักษอรเสียงเปลี่ยนทันทีพอรู้เรื่องราว
       “นี่ลูกชายคุณแพทงั้นเหรอค่ะ มิน่า น่าตาน่ารักเชียวดูไม่เหมือนลูกคนงานแถวนี้เลย”
       “ใช่...เด็กกำลังขวัญเสียที่เกือบโดนม้าดีด พี่ก็เลยพามาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อให้ อรก็น่าจะคิดสักนิดว่าเด็กตัวแค่นี้ จะทำอะไรได้” ธาริศตำหนิเล็กๆ
       ทักษอรรีบเปลี่ยนท่าที “ไม่ค่ะ อรก็คิดอย่างนั้น แต่อารามตกใจ ว่าจู่ๆ ก็มีเด็กที่ไหนไม่รู้เข้ามาเลยโวยวายไปหน่อย เอางี้.. เดี๋ยวน้าให้ช็อกโกเลต ปลอบใจก็แล้วกันนะจ๊ะ”
       เฉิดโฉมเข้ามา ถือถาดอาหารเมื่อครู่ พร้อมเสื้อชุดเก่าของอะตอมซึ่งซักเสร็จแล้ว
       “มาแล้วค่ะชุดของน้องอะตอม แล้วก็มักกะโรนีร้อนๆ ค่ะ”
       เฉิดโฉมวางของให้บนโต๊ะ
       ธาริศมองอะตอมแล้วจับหัวโยกเบาๆ อย่างเอ็นดู “อะตอมครับทีหลังถ้าอยากขี่ม้าให้มาหาอานะ เดี๋ยวอาสอนให้เอง ตกลงมั้ย”
       อะตอมดีใจ “สุดยอดเลย จริงเหรอฮะ”
       “แน่นอน แต่อะตอมต้องไปขออนุญาตแม่แพทก่อน แล้วก็ห้ามไปที่คอกม้าคนเดียวอีก มันอันตรายมาก โอเคมั้ย”
       อะตอมรีบรับคำ “ฮะๆๆๆ แต่คุณอาต้องสัญญาเหมือนกันนะว่าจะสอนอะตอมขี่ม้า”
       “ได้อยู่แล้ว มา งั้น สัญญาลูกผู้ชาย”
       สองคนตีมือกันเป็นสัญญาลูกผู้ชาย เฉิดโฉมมองอย่างหมั่นไส้
      
       ส่วนอีกฟากหนึ่งแพทกับรัญธิดาช่วยกันตามหาอะตอมจนทั่ว แล้วมาเจอกันอีกที่หนึ่ง
       “อะตอมหายไปไหนนะ อะตอมได้ยินแม่แพทมั้ยลูก” แพทน้ำตาไหลพราก “อะตอม”
       “ใจเย็นค่ะน้าแพท แกก็คงไปวิ่งเล่นอยู่แถวนี้แหละค่ะ” รัญธิดาปลอบ ตัวเองก็ใจเสียไม่ต่างกัน
       “แต่เราก็หาจนทั่วแล้วนี่นา”
       ฝนกับชูเดินเข้ามาพอดี
       “เจอมั้ยจ๊ะพี่ฝน” แพทถามทันที
       “ไม่มีเลยค่ะ หาจนทั่วแล้ว” ฝนบอก
       “อ๋อ มีอีกที่ สระน้ำครับยังไม่ได้ไปดู” ชูว่า
       แพทใจหายวับ
       “สระน้ำ จริงสิ” ถลาลุกขึ้นจะออกไป
       เฉิดโฉมเดินนวยนาดเข้ามา
       “โอ๊ย...ถ้าอยู่ที่นั้นไปตอนนี้ก็คงจะจมอยู่ก้นสระแล้วล่ะ”
       ฝนฉุน “อ้าว ทำไมพูดแมวๆ แบบนั้นล่ะค่ะ คุณเฉิด ไม่ช่วยหาก็ไม่เป็นไร แต่ช่วยหุบปากไว้ดีกว่านะคะ”
       “ทำไมต้องหุบ นี่มันที่ทำงาน ไม่ใช่เนสเซอรี่ จะได้เอาลูกมาเลี้ยงกันยั้วเยี้ยแบบนี้ แล้วก็หัดสั่งสอนลูกเสียบ้างนะ ปล่อยให้เที่ยวเข้าไปวิ่งเล่นบ้านพักคุณอรกับคุณธาริศได้ยังไง”
       รัญธิดาสะดุ้งโหยงได้ยินแบบนั้นออกอาการตกตะลึง
       “อะ....อะไรนะ”
        แพทงง “บ้านพักคุณอรกับคุณธาริศ อะตอมไปที่นั่นได้ยังไง”
       รัญธิดาวิ่งตื้อไปทันที ก่อนแพทจะตั้งตัว
        “อ้าวรัญ...เดี๋ยวสิ”
       แพทรีบตามรัญธิดาไป
      
       ทักษอรนั่งเซ็งหน้าตาเหม็นเบื่ออยู่ในสนามหน้าบ้าน ดูธาริศกับอะตอมเตะบอลกันที่สนามท่าทางสนุกสนานมาก อะตอมซึ่งใส่ชุดของตัวเองแล้ว เตะบอลมาทางทักษอร จนต้องรีบหลบ ธาริศวิ่งมาเก็บ
       ธาริศยิ้มร่าอย่างมีความสุข “มาเล่นด้วยกันมั้ยอร”
        “ไม่อ่ะค่ะ อรแพ้ดอกหญ้า แล้วก็วิ่งเตะบอลแบบไม่ไหวหรอก”
        “เล่นกับเด็ก ๆ น่าอรไม่ได้จริงจังอะไร”
       ทักษอรจำต้องยิ้ม เพราะเห็นว่าธาริศอารมณ์ดีมาก
        “คุณอา ได้หรือยัง ส่งมาเลย” อะตอมเร่ง
       ธาริศโยนไป อะตอมเตะแต่ไม่โดนบอลกลิ้งเลยไป
       จังหวะนี้รัญธิดาใบหน้าบึ้งตึงเดินเข้ามา
        “อะตอม มาที่นี่ได้ยังไง กลับบ้านเดี๋ยวนี้”
       รัญธิดาเข้ามาจูงอะตอมไปเลย อะตอมหน้าจ๋อย ธาริศฉุนกึก
        “เดี๋ยวซิคุณ นี่มันอะไรกัน แกกำลังเล่นกันสนุกๆ อยู่”
       แพทเพิ่งวิ่งตามถึง
        “อะตอม อยู่นี่เอง แม่แพทเป็นห่วงมากนะ”
       แพทวิ่งมาคุกเข่ากอดอะตอมเต็มแรง น้ำหูน้ำตาไหล
        “อะตอมไปเล่นที่คอกม้านะครับ ม้าเกือบดีดใส่ ผมเลยพามาล้างเนื้อล้างตัวที่บ้าน”
       รัญธิดาอึ้งไปนิด แพทตะลึง
       “งั้นเหรอค่ะ” แพทสำรวจตามตัวอะตอม “อะตอมเจ็บตรงไหนรึป่าว ทำไมถึงได้ทำอย่างนั้น”
       ธาริศรีบบอก “ผมเช็คแล้วไม่มีตรงไหนบาดเจ็บ เลยครับ คุณแพท แค่ตกใจเท่านั้น แต่ตอนนี้คงหายแล้ว จริงมั้ยอะตอม”
       “งั้นก็ ขอบคุณคุณธาริศนะคะ ขอโทษจริงๆ ที่ต้องรบกวนคุณสองคนพอดีแกไม่สบายนะคะ เป็นหวัดเลยไม่ให้ไปโรงเรียน แพทเลยต้องเอามาด้วย ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้”
       “ไม่เป็นไรครับ วันหลังเอามาฝากผมก็ได้นะครับ เล่นกับอะตอมสนุกดี” ธาริศบอก
       รัญธิดาเสียงดัง “ไม่ต้อง” ทุกคนมองรัญธิดาเป็นตาเดียว รัญธิดาคิดขึ้นมาได้รีบเสียงอ่อนลง “ไม่ดีหรอกค่ะ อะตอมซนจะตาย คุณอรไม่ค่อยสบายอยู่ จะไม่ได้พักผ่อน ทำให้รำคาญเปล่าๆ”
       “ไม่ได้รำคาญอะไร อรเค้าก็รักเด็กอยู่แล้วจริงมั้ยจ๊ะ” ธาริศโอบไหล่เมียขี้โรคโชว์ ทักษอรจำเป็นต้องยิ้มรับ
       “แพทว่าจริงอย่างที่รัญพูดนะคะ แพทคงไม่กล้ารบกวนคุณสองคนหรอกค่ะ”
       รัญธิดารีบตัดบท “เรากลับกันดีมั้ยค่ะน้าแพท กวนคุณอรกับ.. คุณธาริศมานานแล้ว ขอบคุณคุณสองคนซิอะตอม”
       อะตอมยกมือไหว้
       “ไปเถอะค่ะ”
       รัญธิดารีบร้อนพาอะตอมออกไป แพทหันมาขอบคุณอีกครั้งแล้วรีบตามไป งงๆ เหมือนกัน
       “สองคนนั้นเค้าคงเป็นห่วงอะตอมมากนะคะ คุณรัญถึงกับเผลอขึ้นเสียงกับพี่ริศเลยนะคะ แต่หลานเค้าก็ซนเป็นบ้า”
       ธาริศเง็ง “อ้าว ทำไมพูดอย่างนั้น อรไม่ชอบเด็กเหรอ”
       ทักษอรได้สติยิ้มกลบเกลื่อน “ชอบสิคะ โดยเฉพาะลูกของเรา”
        ว่าพลางทักษอรโอบแขนรอบไหล่ธาริศ จะโน้มคอมาจูบ ธาริศปลดแขนออก
       “ตัวพี่มีแต่เกสรดอกหญ้า เดี๋ยวอรจะคัน พี่ไปอาบน้ำก่อนนะจ๊ะ”
       ธาริศเดินออกไป ทักษอรหงุดหงิดอารมณ์ค้างเติ่ง
      
       สามคนกลับมาถึงบ้าน ในตอนเย็น อะตอมลงนั่งโซฟา แพทลงนั่งข้างๆ
       “อะตอมครับสัญญากับแม่แพทก่อน ว่าอะตอมจะไม่ทำอย่างนี้อีก แม่แพทสั่งห้ามอะไรอะตอมก็ต้องเชื่อ ไม่อย่างนั้นแม่แพทจะลงโทษอะตอมให้หนักเลย”
       อะตอมจ๋อย “ครับผม”
       “แล้วอีกอย่าง คุณธาริศน่ะ ไม่ต้องไปเล่นกับเค้าอีกเข้าใจมั้ย” รัญธิดากำชับ
       อะตอมงง “ทำไมละครับ”
       รัญธิดาดุ “ไม่ต้องถาม พี่บอกอะไรก็เชื่อบ้าง วันนี้ยังทำความเดือดร้อนไม่พออีกหรือไง
       อะตอมจ๋อยสนิท แพทไกล่เกลี่ย
        “เอาล่ะ อะตอมไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวแม่จะทำกับข้าว”
       อะตอมลุกเดินออกไป แพทมองตามแล้วหันมามองหน้ารัญธิดา
        “รัญ...มีอะไรหรือป่าว ถ้าท่างรัญดูจะไม่ค่อยชอบคุณธาริศเค้าเลยนะ”
        รัญธิดาหลบตา “ป่าวนี่คะ รัญไม่ได้ไม่ชอบเค้าซะหน่อย”
      
       รัญธิดาลุกขึ้น เดินขึ้นบ้านในทันที แพทมองตามงงๆ
      
     วันต่อมาพีทกับประทินเดินดูความเรียบร้อยมาเรื่อยๆ คุยกันไปตามทางในรีสอร์ต
      
        “วันนี้คุณพีทน่าจะพักสักหน่อยนะครับ เมื่อคืนก็อยู่เฝ้านัง สุดสวยออกลูกเกือบเช้า” ประทินบอก
       “แม่วัวพันธ์ดีคลอดทั้งที จะไม่ให้อยู่ได้ยังไง ผมไหวอยู่น่า...ดูนี่” พีทเบ่งกล้ามให้ประทินดู “เออ... แล้วตกลงคดีของสุกไปถึงไหน”
        ประทินพูดอย่างเอางานเอาการ “จัดการเรียบร้อยแล้วครับ ตามที่คุณพีทสั่งแล้วครับ”
       พีทกับประทินเดินมาตรงที่แพทซึ่งกำลังสอนลูกค้ารีสอร์ตสี่ห้าคนให้ทำแยมผลไม้ทานเองอยู่ เป็นศาลาเล็กๆ มุมสวยมุมหนึ่ง โดยมีพนักงานคอยเป็นลูกมือช่วยเหลือ
        “คอยๆ กวนนะคะ ใจเย็น...ที่รีสอร์ตเรามีผลไม้ปลอดสารมากมาย ซึ่งถ้ามากเกินไปเราก็สามารถเอามาแปรรูปเป็นแยม แบบที่เรากำลังทำอยู่นี่…”
       แพทชะงักเมื่อมองไป เห็นพีทกำลังยืนมองดู แพทเมินๆ ยังหงุดหงิดเรื่องของสุกเมื่อวันก่อน
        “ก็ดูคล่องแคล่วดีนะ” พีทบอก
        “โอ้โห้เก่งเลยล่ะครับ คุณแพทแกขยันคิดกิจกรรมโน่นนี่มาให้ลูกค้าทำ ลูกค้าชอบมากครับ”
        พีทชอบใจแต่ตอบกวนๆ “ก็ดี...จะได้คุ้มเงินเดือนที่จ้างมา”
       พีทมองเข้าไปเห็นฝนถืออุปกรณ์บางอย่างออกมาข้างนอก ประทินมองตาม
       “คุณแพทเธอน่ารักดีนะครับ อัธยาศัยก็ดี” ปากพูดถึงแพทแต่ประทินส่งสายตามองตามฝนละห้อย “ช่างพูดช่างคุยใครๆ ก็รัก”
        พีทมองแพทที่หัวเราะกับลูกค้าอยู่ เผลอตัว “อืม...”
        ประทินเพ้อต่อ “เสียดาย...ไม่น่าเป็นญาติกันเล้ย
        “อืม...” แล้วพีทก็คิดได้ว่าลืมตัว ประทินก็เช่นกัน ต่างคนต่างกันมามองหน้า พีทรีบทักก่อน “นี่น้าหมายถึงใคร...พี่ฝนเหรอ”
       ประทินเขิน “เอ่อ.. คือ ผมหมายถึง” แล้วอธิบายไม่ถูก ออกนอกเรื่อง “เอ่อ..แล้วเรื่องยายสุกเนี่ย คุณพีทจะปล่อยให้คุณแพทเธอเข้าใจไปอย่างนี้เหรอครับ เธอไม่พอใจคุณพีทมากนะครับ เสียดายโอกาส”
       “ไม่จำเป็น ผมเป็นนายจ้าง การตัดสินใจทั้งหมดเป็นเรื่องของผมอยู่แล้วบอกไปก็ไม่ได้ทำให้ผมดีขึ้นในสายตาเค้าหรอก”
       พีทเดินออกไปทันที ประทินเดินตาม
       ที่ด้านใน แพทเหลือบมองตามพีทที่เดินออกไป
        “เชอะ” แพทครุ่นคิดนิดหนึ่ง ก่อนหันไปพูดพนักงาน “แพทฝากดูแขกนิดนึงนะจ๊ะ”
      
       พีทเดินเข้าไปในห้อง ท่าทางอ่อนเพลีย แล้วลงนั่งหลับตา นวดต้นคอ ขมับตัวเองให้ผ่อนคลาย
       ประตูเปิดออกโดยไม่ได้เคาะ เฉิดโฉมโผล่เข้ามา พร้อมถาดกาแฟ มองท่าทางของพีทแล้วย่องเข้าใกล้
        “เฉิดช่วยนวดให้มั้ยคะ
       พีทนิ่งไปแต่ไม่มีท่าทีตกใจ ก่อนจะลืมตาขึ้นมองเนือยๆ
        “ทำไมไม่รู้จักเคาะประตู”
       เฉิดโฉมติดอ่างชั่วขณะ “เฉิด...เอ่อ...มือไม่ว่างน่ะค่ะ เฉิดได้ยินว่าเมื่อคืนคุณพีทไม่ได้นอนทั้งคืน ก็เลยเอากาแฟมาให้” วางแก้วกาแฟแล้วรีรอ “ความจริงเฉิดนวดเก่งมากเลยนะคะ นวดแล้วผ่อนคลายมากเลยค่ะ เฉิดเคยไปเรียนที่วัดโพธิ์มาด้วยนะคะ”
       “ไม่ต้องหรอก ขอบใจ”
       “แต่เฉิดอยากบริการน่ะค่ะ เฉิดสงสารคุณพีท อุ๊ย”
       ในขณะพูด เฉิดโฉมอ้อมโต๊ะจะเข้าไปนวดให้ แต่บังเอิญสะดุดพรมที่วางไว้ เซถลาไปนั่งบนตักของพีทพอดี ต่างคนต่างตกใจ เสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วแพทเปิดประตูพรวดเข้ามา
       “นี่คุณ ฉัน...”
       แพทชะงักเมื่อเห็นเฉิดโฉมอยู่บนตักพีท มองตาแทบถลน พีทค่อยๆ แกะมือเฉิดโฉมออก ยืดตัวขึ้นช้าๆ แบบไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร
       เฉิดโฉมดัดจริต “อุ๊ย คุณแพทอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะคะ เราไม่มีอะไรกันอย่างคุณแพทเห็น”
       “ใช่ ยังไม่ได้มีอะไร แต่ถ้าฉันไม่เข้ามาก็ไม่แน่ใช่มั้ย” แพทย้อน
       พีทยังใจเย็น ท่าทีกวนๆ อยู่ “คุณมีธุระอะไรกับผมเหรอคุณแพท”
       “นี่คุณ ไม่คิดจะอธิบายอะไรสักนิดเลยเหรอ ว่าคุณสองคนกำลังทำอะไรลับหลังยายรัญ”
       เฉิดโฉมลอบยิ้มแว่บหนึ่ง
       “ตายแล้ว นี่คุณแพทกำลังหึงแทนหลานสาวหรือคะเนี่ย”
       “ฉันไม่ได้ปัญาอ่อนจะไปหึงแทนทำไม แต่ฉันกำลังไม่พอใจ เพราะผู้ชายคนนี้บอกว่าอยากแต่งงานกับหลานสาวฉันนักหนา และอยากให้ฉันไว้ใจ แต่สิ่งที่ฉันเห็นคือคุณกำลังนอกใจหลานสาวฉัน แล้วจะให้ฉันอนุญาตให้คุณแต่งงานกับยายรัญนะเหรอ ไม่มีทาง”
       แพทเดินออกไปจากห้องอย่างโกรธจัด ปิดประตูโครม เฉิดโฉมยิ้มตามหลังแล้วรีบหุบ ทำหน้าเศร้าอย่างไวว่อง
       “คุณแพทคงโกรธมาก ทำไงดีค่ะ เอาอย่างนี้เฉิดจะไปอธิบายให้ฟังเอง”
       พีทรู้ทัน “ผมเข้าใจความหวังดีแต่อยู่เฉยๆ จะดีกว่า เรื่องนี้ ผมจัดการเองได้ แต่ตอนนี้คุณออกไปจากห้องของผมก่อนดีกว่า...แล้วอย่าเข้ามาอีกถ้าผมไม่ได้เรียก...ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าผมใจร้ายก็แล้วกัน
       เฉิดโฉมเดินหน้าจ๋อยคอตกออกไป
      
       แพทรีบเดินออกมา ยังอารมณ์เสียเรื่องพีทอยู่
        “ไอ้ผู้ชายบ้า ไอ้ผู้ชายเฮงซวย”
       ฝนเดินเข้ามาไกลๆ แพทรีบเรียกไว้
        “พี่ฝนเห็นยายรัญมั้ย”
        ฝนสะดุ้งตกใจ “คุณแพท” รีบเอานมซ่อนข้างหลัง “ไม่เห็นค่ะ”
       แพทเพิ่งสังเกตว่าฝนดูทำท่าแปลก ๆ แอบอะไรไว้ข้างหลัง
       “นั่นอะไรคะ...ที่อยู่ข้างหลัง”
       “อ๋อ...ก็ นมสดของแม่วัวในรีสอร์ตที่เราทดลองเลี้ยงไงคะ”
       “แพทรู้ค่ะ แต่ว่าพี่ฝน จะเอาไปไหนหรือคะ ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ ด้วย”
       “เปล่า นี่ค่ะ” ฝนอึกอักส่อพิรุธ “พี่จะเอาไปให้ครัว ไปก่อนนะคะ คุณแพท”
       ฝนรีบเดินแล้วตัดสินใจวิ่งออกไป แพทสงสัย ตัดสินใจตามไป
       ตรงริมรั้วท้ายรีสอร์ต ฝนเหลียวซ้ายแลขวาเดินมาบริเวณนั้น แพทตามมาห่างๆ ฝนหันไปดู แพทรีบหลบไม่ให้เห็น จนถึงริมรั้ว จึงพบว่าสุกที่โดนจับวันก่อนยืนรออยู่นอกรั้ว ฝนรีบยื่นขวดนมให้ แพทเลยแสดงตัวทันที
        “พี่ฝน”
       ฝนและสุกสะดุ้งเฮือก แต่หนีไม่ทัน แพทเดินเข้ามาใกล้ ฝนหลบตาสุกก็ทำท่าหวาดกลัว
        “พี่ฝนเอานมมาให้สุกนี่เอง นี่พี่ฝนเอานมมาให้สุกจะได้เอาไปให้เด็กกินใช่มั้ย”
        “ใช่จ้ะ” สุกบอก
        “คุณแพท.. อย่าเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ใครฟังนะคะ” ฝนกำชับ
       “หมายถึงคุณพีทน่ะเหรอ เรื่องอะไรจะต้องบอกคนใจร้ายนิสัยไม่ดีแบบนั้น เค้าจะได้ไล่พี่ฝนออกอีกคนนะซิ”
       ฝนรีบบอก “ไม่ใช่ค่ะ พี่หมายถึงคนอื่นๆ ในไร่ ต่างหาก ความจริง นมเนี่ยพี่ไม่กล้าเอามาให้พี่สุกโดยพลการหรอกค่ะเพราะเท่ากับเป็นการขโมยชัดๆ ถ้าคุณพีทไม่ได้เป็นคนสั่ง”
        แพทชะงักนึกว่าฟังผิด “อะไรนะ แพทฟังผิดไปหรือเปล่า”
        “จริงๆ ค่ะ นมในรีสอร์ตเราเหลือเยอะแยะ คุณพีทเลยให้พี่เอามาแบ่งให้พี่สุก แต่ถ้าคนงานอื่นในไร่เห็น ก็คงไม่ดี เกิดทุกคนขโมยตามล่ะก็จะเกิดเรื่องยุ่งกันใหญ่”
        “แล้วสุกออกมาจากคุกตั้งแต่เมื่อไหร่” แพทถาม
       “ฉันไม่ได้ติดคุกหรอกค่ะ นายให้ผู้จัดการมาประกันตัวออกมาตั้งแต่คืนนั้นแล้ว”
       แพทชะงัก หูตั้งเป็นรอบที่สองพึมพำอยู่คนเดียว
       “จริงเหรอ นายคนนั้นเค้าทำอย่างนั้นจริงๆ เหรอเนี่ย”
      
       แพทสับสนท่าทางไม่แน่ใจ ครุ่นคิดหนัก ตกลงนายดีหรือเลวอีตาพีท!
      
       จบตอนที่  6
ตอนที่ 7
      
       ในวันเดียวกันนั้น รุจรวีกำลังดูแลลูกค้าในสปาหรูของตน มีลูกค้ามักคุ้นเดินเข้ามา
      
       “อ้าว คุณพี่หญิง สวัสดีค่ะ วันนี้ทำอะไรดีคะ”
       “ไม่ล่ะค่ะ คุณรวี” คุณหญิงเปิดประเป๋าหยิบเช็คเอามายืนให้ “พี่แวะเอาเช็คมาคืน ไหน
       บอกว่าเช็คมันไม่มีสปริงแน่นอนไงค่ะ แล้วทำไมถึงเด้งได้”
       รุจรวีทำหน้าตกใจ ลากคุณหญิงออกมาให้ห่างผู้คน
       “ใจเย็นนะคะพี่หญิง คงมีอะไรผิดพลาดแน่ เอางี้เดี๋ยว ดิฉันจะโทร.ไปคุยกับทางแบงค์เอง แล้วจะโทร.เรียนคุณพี่ดีมั้ยค่ะ”
       “ไม่ต้องวุ่นวายหรอก มันไม่มีอะไรผิดพลาดอยู่แล้วถ้าคุณมีเงินในบัญชีพอ” คุณหญิงไม่ไว้หน้า
       รุจรวีรู้อยู่แต่ต้องแถรับหน้าต่อไป “แหมคุณพี่ขา พอดี ตอนนี้ หุ้นบนพอร์ทมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ดิฉันจะรีบเคลียร์ให้เร็วที่สุดนะคะ เอาอย่างนี้แล้วกันคะ” หันไปหาหนักงาน “หนูจ๋า...มานี่เร็ว...พาคุณพี่หญิงไปนวดหน้า แล้วก็อบตัวด้วยนะ ทำให้สุดฝีมือเลยนะ” หันมาจิ๊จ๊ะเอาใจคุณหญิง “ดีมั้ยคะ คุณพี่ วันนี้บริการฟรีทุกอย่างค่ะ”
       พนักงานพาคุณหญิงออกไป รุจรวีรีบควักโทรศัพท์ออกมากดโทร. อย่างร้อนใจ
       “เป็นไงบ้าง...อะไรกัน แดงทั้งกระดานเลยเหรอ ไหนว่าหุ้นตัวนี้ดีไง งั้นก็ขายทิ้งไปแล้วกัน ขาดทุนสามแสนยังดีกว่าไม่เหลืออะไรเลย”
       รุจรวีกดวางสายในท่าทีหงุดหงิด
      
       “นี่” หันมาเรียกพนักงานอีกคนในร้าน “เดี๋ยวพอยายคุณหญิงนั้นเสร็จ ก็ปิดๆ ร้านเลยนะ อ้อ...แล้วพรุ่งนี้ถ้ายายคุณหญิงมาอีก ก็บอกว่า ฉันไม่อยู่สามสี่วัน”
       “คุณรวี จะไปไหนคะ”
       รุจรวีไม่ตอบเดินตัวปลิวออกไปเลย
      
       แพทนั่งหน้างออยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่ง เตอร์เอากาแฟมาให้
       “เมื่อไหร่จะเลิกทำหน้างอเป็นมะเหงกอย่างนี้ซะทีจ๊ะหล่อน”
       แพทบ่นบ้าตามประสา แน่นอนว่าโจทก์คือ พีท พิรภพ คนเดียวคนเดิม “ฉันไม่เข้าใจเลยว่าอีตาบ้านั่นเค้าเป็นคนยังงัยกันแน่ บางครั้งก็ดี แต่ส่วนใหญ่จะเล๊วเลว”
       “คุณพีทเค้าจะเป็นคนยังงัยฉันก็ไม่รู้หรอกนะ รู้แต่ว่าเค้าเป็นคนหล๊อหล่อ”
       พลางเตอร์ทำท่าเคลิ้มฝันประกอบ ประตูร้านเปิดธาริศเดินเข้ามา เตอร์ชะงัก ตาแทบถลนออกนอกเบ้า เพ้อต่อ
       “หล่อ....หล่อมว๊ากก...”
       แพทหันไปมองตาม ด้วยสีหน้าประหลาดใจ “คุณธาริศ!”
       ธาริศเห็นแพทเข้าพอดี ยิ้มให้แล้วเดินมาหา
       “คุณแพท โลกกลมจริงๆ เลย”
       “คุณธาริศมาทำไมที่นี่คะ มีอะไรหรือป่าว”
       ธาริศงง “เปล่านิ ผมขับรถผ่านมา อยากดื่มกาแฟสักแก้วพอดี แล้วคุณล่ะครับ”
       เตอร์เสนอหน้าทันที “ถ้างั้นรอเดี๋ยวนะฮะ เดี๋ยวเตอร์ชงกาแฟให้สุดฝีมือเลย ยายแพทเธอไปเอาเค้กฝีมือเธอมารับแขกซิ ไปเร็วๆ”
       เตอร์รีบร้อนไปชงกาแฟไวว่อง
      
       เฉิดโฉมกับเชอรี่เดินจะเข้าร้านกาแฟเตอร์ แต่แล้วเฉิดโฉมก็ชะงัก ร้องเสียงดัง
       “ว้าย”
       เชอรี่สะดุ้ง ร้องตาม “ว้ายๆๆๆ” แล้วตั้งสติได้ “มีอะไรเหรอเฉิด”
       “เธอดูนั่น”
       เฉิดโฉมชี้เข้าไปในร้านกาแฟ เห็นแพทเอาจานใส่เค้กมาเสิร์ฟให้ธาริศ โดยธาริศยิ้มขอบคุณ แล้วถามอะไรแพท 2-3 คำ แพทหัวเราะชอบใจ
       เฉิดโฉมคำราม “คุณธาริศกับนังนั่นอยู่ด้วยกันได้ยังไง”
       ในร้านเห็นแพทลงนั่งกับธาริศ เตอร์เอากาแฟมาเสิร์ฟให้ท่าทางสนิทสนม
       เฉิดโฉม นึกได้ “ดีละ อย่างนี้เธอเสร็จฉันแน่”
       เฉิดโฉมค้นกระเป๋าหาโทรศัพท์ทันที
      
       ด้านทักษอรนอนคว่ำหน้าให้พนักงานนวดอยู่ในห้องสปา อย่างสบายๆ เสียงโทรศัทพ์ดัง มีแมสเสจเข้ามาดังต่อเนื่องหลายที จนอรทักษอรชักรำคาญ ยกมือให้พนักงานส่งโทรศัทพ์เข้ามาให้
       “โอ๊ย อะไรกัน”
       ทักษอรกดดู แล้วลุกพรวดขึ้นทันทีที่เห็นรูป แพทกับธาริศ หัวเราะกันเริงร่าอยู่ที่ร้านกาแฟ
       ที่ด้านนอกร้านกาแฟอีกมุม เฉิดโฉมคุยโทรศัทพ์กับทักษอรอยู่ตรงนั้น เชอรี่คอยฟังอยู่ด้วยอย่างอยากรู้อยากเห็น
       “อุ๊ย คุณอรเห็นรูปที่ส่งไปให้แล้วเหรอค่ะ เร็วจัง”
       “รูปที่เธอส่งมามันคืออะไร” ทักษอรคาใจ
       “ก็ตามที่เห็นนั้นแหละค่ะ เฉิดมาที่ร้านกาแฟแล้วก็เจอภาพเด็ด... คุณธาริศนะ ก็คงยิ้มรับไปตามมารยาท แต่ผู้หญิงซิค่ะ หูตาแพรวพราวเหลือเกิน เฉิดบอกแล้ว ว่าสาวๆ ตระกูลนี้ไม่ธรรมดาหรอก ยายหลานจับคุณพีทจนอยู่แล้ว ที่นี่ก็เหลือแต่น้าสาว ยังไม่มีใครเอาซักที คุณอรรู้มั้ยว่าว่าเค้าลือกันให้แซด ว่ายายน้านะท้องไม่พ่อ ถึงได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ ไม่มีใครรู้ว่าพ่อของเด็กอะตอมเป็นใคร ใครจะถามยังไง ยายนี้ก็ไม่เคยปริปาก...แม่ม่ายใบเลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงลูกคนเดียว ตอนนี้ก็คงกำลังกวาดตาหาใครซักคนมาช่วยอุปถัมภ์อยู่ เผลอๆ เรื่องที่คุณธาริศช่วยเด็กอะตอมที่คอกม้า อาจจะเป็นแผนยายแพทใช้เด็กเป็นสะพานก็ได้ แม่ที่ไหนจะกันปล่อยลูกให้มาเล่นที่คอกม้าคนเดียว จริงมั้ยคะ”
       ทักษอรไขว้เขวเริ่มกังวลไปกับคำพูดให้ร้ายแพทของเฉิดโฉม
      
       ฝ่ายเฉิดโฉมยิ้มสะใจ ขณะกดโทรศัทพ์วาง
       เชอรี่บ่น “เฉิด...มันสนุกตรงไหน เนี่ย ฉันยังนึกไม่ออกเธอทำแบบนี้แล้วได้อะไร”
       “ก็มันเป็นน้าสาวนังรัญไง มันก็เท่ากับศัตรูของฉัน อะไรที่ทำให้ครอบครัวนี้เดือนร้อนมันก็สะใจฉันทั้งนั้น อีกอย่าง แกคิดดู มันจะฉาวโฉ่กันแค่ไหนถ้าน้องสะใภ้เกิดอาละวาดหึงหวงว่าน้าสาวแฟนมาแย่งน้องชาย คุณพีท คุณพีทอาจจะเลิกอยากแต่งงานกับยายรัญธิดาหน้าจืดคนนั้นก็ได้จริงมั้ย”
       เชอรี่คิดตาม “แหมเธอนี่นังมารร้ายของจริงเลยนะเฉิด เลวไม่มีที่ติจริงๆ ฮะๆๆๆ”
      
       เฉิดโฉมงงนิดๆ ว่าเชอรี่ชมจริงหรือเปล่า? แต่ที่สุดก็ร่วมหัวเราะไปด้วย


  


       ส่วนในร้านกาแฟ ธาริศลุกขึ้นจากเก้าอี้เหมือนจะกลับ ขนมและกาแฟหมดไปแล้ว
      
       “ขอบคุณมากนะครับคุณเตอร์ คุณแพท กาแฟกับเค้กของคุณนี่อร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ”
       แพทส่งกล่องเค้กให้
       “ต้องขอบคุณ คุณธาริศมากกว่าค่ะที่แวะมาอุดหนุน เค้กในกล่องนี้ฝากไปให้คุณทักษอรชิมด้วยนะคะ” แพทบอก
       “ขอบคุณมากนะครับ อรคงจะชอบแน่ๆเลย”
       ธาริศรับกล่องเค้กมายิ้มให้แพทอย่างแจ่มใส จู่ๆ ประตูร้านเปิดออกเต็มแรงทักษอรหน้าบึ้งตึงยืนอยู่
       “พี่ธาริศ”
       ทุกคนหันไปมอง
       “อ้าว อร มาได้ยังงัย ไหนว่าวันนี้จะอยู่สปาทั้งวันไง”
       “เปลี่ยนใจแล้วค่ะ”
       “แล้วอรรู้ได้ยังไงว่าพี่อยู่ที่นี่ พี่ผ่านมาแวะกินกาแฟไม่ยักรู้ว่าคุณแพทเป็นหุ้นส่วนที่นี่ด้วย” ธาริศว่า
       “ดื่มอะไรเย็นๆ หน่อยมั้ยคะคุณอร เดี๋ยวดิฉันเอาขนมเค้กมาให้ชิม” แพทยิ้มแย้ม
       “ไม่! อรไม่ชอบกินเค้ก มันเลี่ยน กลับกันหรือยังค่ะ อรมารับพี่ธาริศกลับ”
       แพทแอบมองหน้ากันกับเตอร์รู้สึกว่าทักษอรพูดแปลกๆ
       “คุณอรน่ารักจังนะฮะ คงกลัวว่าคุณธาริศคงหาทางกลับรีสอร์ทไม่ถูก” เตอร์แหลมขึ้น
       “อ๋อเปล่าค่ะ พี่ธาริศคงไม่หลงทางง่าย ๆ” ทักษอรมองหน้าแพทโดยเฉพาะ ขณะพูด “แต่หลงอย่างอื่นน่ะไม่แน่..ยิ่งถ้ามีพวกแมวขโมยที่คอยจ้องอยู่อย่างนี้ยิ่งน่ากลัว”
       พูดจบทักษอรรีบคล้องแขนธาริศแสดงความเป็นเจ้าของ
       “ไปค่ะ พี่ริศ”
       ทักษอรลากธาริศออกไปจากร้าน โดยที่ธาริศไม่ทันพูดอะไร
       เตอร์ทนไม่ไหว “นี่เค้าหมายถึงใครที่เป็นแมวขโมย ฉันหรือเธอ”
       แพทอึ้งพูดไม่ออกให้เตอร์เงียบ บรรยากาศตึงเครียด ธาริศหันมายิ้มให้แพทเป็นเชิงขอโทษ
      
       รถธาริศเข้ามาจอดหน้าบ้านพีก ทักษอรลงจากรถหน้าบูดบึ้ง ธาริศเดินตามลงมา
       “เดี๋ยว อร ผมไม่ชอบเลย เมื่อกี้ที่ร้าน ทำไมอรถึงพูดแบบนั้นกับคุณแพท”
       “อรพูดผิดตรงไหน ก็เค้าตั้งใจจะอ่อยพี่ธาริศ”
       “นี่อร คิดแบบนั้นได้ยังไง คุณแพทมีลูกแล้วนะ ก็อะตอมยังไง”
       “มีลูก แต่ไม่มีสามี ใครจะรู้เค้าอาจจะมาหาแถวนี้ก็ได้”
       ธาริศคาดไม่ถึง “อร”
       ธาริศอึ้ง เด็กรับใช้ที่ทางรีสอร์ตส่งมาคอยดูแลสองคนหอบกระเป๋าเข้ามา
       “กระเป๋าได้แล้วค่ะ”
       “เอาไปใส่รถ” ทักษอรสั่ง
       “นี่ อรจะไปไหน” ธาริศงง
       “ไม่ใช่อร แต่เราค่ะ อรให้เด็กเก็บข้าวของให้พี่หมดแล้ว เราจะกลับกรุงเทพฯกัน”
       “อย่าทำแบบนี้ซิอร” ธาริศบอกกับเด็ก “เอาของไปเก็บ”
       เด็กเอาของลงจากรถ
       “เอาไปใส่รถ” ทักษอรสั่งอีก
       เด็กหยิบของขึ้นรถ
       ธาริศสั่งเสียงแข็ง “ฉันบอกให้เอาไปเก็บไง”
       คราวนี้เด็กนิ่ง เอากระเป๋าวางที่พื้น เพราะเหนื่อย
       “เราจะยังไม่ไปไหนทั้งนั้น” ธาริศบอกเสียงขุ่น
       “ที่พี่ธาริศอยากอยู่ที่นี่ เพราะเริ่มหลงเสน่ห์มันแล้วใช่มั้ย เห็นมั้ยล่ะ สิ่งที่อรคิดคือเรื่องจริง ทั้งนั้น พี่ธาริศทำแบบนี้ได้ยังไง”
       ทักษอรเข้าไปตีธาริศ เด็กรับใช้ตาโต แล้วรีบเดินหนีอย่างไว
       ธาริศรวบมืออรไว้ “เดี๋ยวซิ ฟังผมก่อน”
       “ไม่ อรไม่ฟัง พี่ธาริศนอกใจอร”
       จังหวะนี้เสียงรุจรวีดังแทรกเข้ามา
       “ถ้าตาธาริศทำแบบนั้น แม่นี่แหละจะเป็นคนจัดการเอง”
       ทั้งสองคนชะงักหันไปเห็น รุจรวี เดินเข้ามาพร้อมพีท
       “คุณแม่” สองคนอุทาน
      
       ตรงลานสวยๆ ในรีสอร์ต พีทชี้ให้ดูที่ดินบริเวณนั้น
       “ตรงนี้ไง ที่พี่อยากสร้างบ้านพักเพิ่ม พี่คุยกับธาริศไว้คร่าวๆ แล้วเรื่องคอนเซ็ปท์ที่ต้องการ”
       “อรก็รู้อยู่แล้ว ว่าพี่มาที่นี่ก็เพราะต้องทำงานให้พี่พีท”
       “แต่อรไม่อยากให้ทำแล้ว” ทักษอรโพล่งขึ้น
       ทุกคนอึ้ง
       “อร...รีสอร์ทของเรากำลังขยายนะจ๊ะ...ถ้าอรไม่ให้ธาริศช่วยพี่ พี่ก็คงต้องไปพึ่งคนอื่น นอกจากนี้ก็ยังมีที่ข้างหน้ารีสอร์ทที่พี่อยากทำเป็นมอลล์เล็กๆ มีร้านค้า ร้านอาหาร แล้วก็ร้านขายกาแฟ เค้กให้นั่งสบายๆ วันนี้พี่ถึงให้ธาริศลองไปสำรวจร้านกาแฟแถวๆ นี้ รวมทั้งร้านของคุณแพทด้วย จะได้เอาไว้เป็นตัวอย่าง”
       พีทร่ายยาว ธาริศงงๆ พีทเลยแอบขยิบตากับธาริศส่งซิกให้รู้ว่าจะช่วย ธาริศรีบเออออ
       “ครับๆ ผมไปเพราะพี่พีทบอก...และก็ไม่รู้ด้วยว่าร้านนั้นเป็นของเพื่อนคุณแพท” ธาริศเหลือบมองทักษอรให้รู้ว่าที่ไปกับแพทเพราะอะไร ทักษอรรับทราบแต่ยังคอแข็ง “ร้านแถวนี้สวยดีนะพี่พีท ถ้าทางจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของเรา”
       รุจรวีเคลียร์ “อ๋อ เข้าใจแล่ะ เป็นแบบนี้เอง สรุปว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น สบายใจได้แล้วใช่มั้ยลูกอร”
       “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี” ทักษอรเชิดๆ ไม่ค่อยยอมรับ
       “งั้นก็สรุปว่า ตาธาริศคงอยู่ที่นี่ต่ออีกพักเพื่อช่วยงานพีท ดีจริง งั้นก็อย่าเพิ่งรีบกลับเลยนะหนูอร อากาศที่นี้ดีจะตาย แม่ก็เพิ่งจะมา อยู่กับแม่ก่อนนะจ๊ะ...แม่อยากพักผ่อนที่นี้สักระบะหนึ่ง นะลูกนะ”
       “ก็ได้ ค่ะ อรเห็นแก่คุณแม่นะคะ
       รุจรวียิ้มเอาใจทักษอร
       “ไหน พาแม่ไปดูบ้านพักหน่อยซิจ๊ะ....ตาพีท เดินนำซิหลาน”
       รวีลากแขนทักษอรออกไป พีทตบไหล่ธาริศเบาๆ แล้วตามไป ธาริศยืนถอนใจ ทั้งอึดอัด และคับแค้นใจ
      
       เวลาเย็นจวนค่ำแพทขับรถมาจอดหน้าบ้าน รัญกับแพท อะตอมลงจากรถ ถือถุงข้าวของมาด้วย กลับจากจ่ายตลาด เห็นพีทรออยู่หน้าบ้านหน้าบึ้ง รัญธิดาเดินเข้ามาหา
       “คุณพีท มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ทำไมไม่โทร.มาบอกก่อนล่ะคะ”
       พีทหันมาใส่แพททันที “นี่คุณ วันหลัง ทำอะไรก็ระวังหน่อย เจ้าของเค้าหวง ธาริศน่ะแต่งงานแล้วนะ”
       รัญธิดาสะดุ้ง คิดว่าพีทว่าตัวเอง
       “คุณพีทหมายถึง...”
       “ถามน้าสาวคุณดีกว่า”
       แพทหันไปบอกอะตอมไม่อยากทะเลาะต่อหน้าลูก
       “ตอมไปวิ่งเล่นกับเพื่อนก่อนนะ แม่มีเรื่องคุยกับลุงพีท”
       “ฮะ”
       อะตอมวิ่งออกไป แพทหันมาแว้ดใส่พีท
       “คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ จะบ้ารึไง”
       “อ้าว ก็ที่คุณชวนนายธาริศไปกินกาแฟไง อรเค้าไม่พอใจนักหรอกนะ สองคนนั้นเค้าทะเละกันใหญ่โตเลย”
       แพทแหวกลับ “คุณจะบ้ารึไง ใครชวน? คุณธาริศเค้าบังเอิญแวะไป เพราะเห็นว่าร้านเตอร์มันสวยดี เค้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชั้นอยู่ที่นั้น...แล้วชั้นจะบอกให้รู้เลยว่า ชั้นเป็นคนมีศีลธรรม ไม่ใช่คนสิ้นคิดทำอะไรทุเรศ ๆ แบบที่คุณว่า”
       “ก็ดี...ผมก็คิดว่าน้องชายผม รู้จักอะไรควรไม่ควร คุณอรเค้าไม่ค่อยแข็งแรง ถ้าคิดจะแย่งสามีคนป่วยนี้แย่มากนะคุณ” พีทกัด
       รัญธิดาถึงกับชะงักรู้สึกกระตุกหัวใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
       แพทควันออกหูโกรธจัด “ออกไปเดี๋ยวนี้นะ ออกจากบ้านชั้นก่อนที่ชั้นจะฆ่าคุณ”
       แพทปรี่จะเข้าไปจะเอาเรื่อง รัญธิดารู้สึกตัวรีบดึงแพทไว้
       “น้ารัญ อย่าค่ะ”
       “มาห้ามน้าทำไม รัญไม่ได้ยินเค้าพูดเหรอ ดูถูกกันมากเกินไปแล้ว”
       “นี่คุณโกรธมากๆ ระวังหน้ามืดนะ อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยแล้ว อีกอย่างถ้าคุณไม่ได้ทำก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อน ผมแค่มาเตือนคุณด้วยความหวังดีก็เท่านั้นเอง”
       แพทยิ้มให้ “งั้นฉันก็คงต้องขอบคุณคุณซินะ”
      
       แพทยิ้มหวาน แต่แล้วก็ควักผักที่อยู่ในถุง ทั้งแครอท ผักสดๆ ออกขว้างใส่พีททันที พีทต้องหลบให้วุ่น รัญธิดาคอยห้าม
      

       เวลาเย็นจวนค่ำแพทขับรถมาจอดหน้าบ้าน รัญกับแพท อะตอมลงจากรถ ถือถุงข้าวของมาด้วย กลับจากจ่ายตลาด เห็นพีทรออยู่หน้าบ้านหน้าบึ้ง รัญธิดาเดินเข้ามาหา
      
       “คุณพีท มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ทำไมไม่โทร.มาบอกก่อนล่ะคะ”
       พีทหันมาใส่แพททันที “นี่คุณ วันหลัง ทำอะไรก็ระวังหน่อย เจ้าของเค้าหวง ธาริศน่ะแต่งงานแล้วนะ”
       รัญธิดาสะดุ้ง คิดว่าพีทว่าตัวเอง
       “คุณพีทหมายถึง...”
       “ถามน้าสาวคุณดีกว่า”
       แพทหันไปบอกอะตอมไม่อยากทะเลาะต่อหน้าลูก
       “ตอมไปวิ่งเล่นกับเพื่อนก่อนนะ แม่มีเรื่องคุยกับลุงพีท”
       “ฮะ”
       อะตอมวิ่งออกไป แพทหันมาแว้ดใส่พีท
       “คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ จะบ้ารึไง”
       “อ้าว ก็ที่คุณชวนนายธาริศไปกินกาแฟไง อรเค้าไม่พอใจนักหรอกนะ สองคนนั้นเค้าทะเละกันใหญ่โตเลย”
       แพทแหวกลับ “คุณจะบ้ารึไง ใครชวน? คุณธาริศเค้าบังเอิญแวะไป เพราะเห็นว่าร้านเตอร์มันสวยดี เค้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชั้นอยู่ที่นั้น...แล้วชั้นจะบอกให้รู้เลยว่า ชั้นเป็นคนมีศีลธรรม ไม่ใช่คนสิ้นคิดทำอะไรทุเรศ ๆ แบบที่คุณว่า”
       “ก็ดี...ผมก็คิดว่าน้องชายผม รู้จักอะไรควรไม่ควร คุณอรเค้าไม่ค่อยแข็งแรง ถ้าคิดจะแย่งสามีคนป่วยนี้แย่มากนะคุณ” พีทกัด
       รัญธิดาถึงกับชะงักรู้สึกกระตุกหัวใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
       แพทควันออกหูโกรธจัด “ออกไปเดี๋ยวนี้นะ ออกจากบ้านชั้นก่อนที่ชั้นจะฆ่าคุณ”
       แพทปรี่จะเข้าไปจะเอาเรื่อง รัญธิดารู้สึกตัวรีบดึงแพทไว้
       “น้ารัญ อย่าค่ะ”
       “มาห้ามน้าทำไม รัญไม่ได้ยินเค้าพูดเหรอ ดูถูกกันมากเกินไปแล้ว”
       “นี่คุณโกรธมากๆ ระวังหน้ามืดนะ อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยแล้ว อีกอย่างถ้าคุณไม่ได้ทำก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อน ผมแค่มาเตือนคุณด้วยความหวังดีก็เท่านั้นเอง”
       แพทยิ้มให้ “งั้นฉันก็คงต้องขอบคุณคุณซินะ”
       แพทยิ้มหวาน แต่แล้วก็ควักผักที่อยู่ในถุง ทั้งแครอท ผักสดๆ ออกขว้างใส่พีททันที พีทต้องหลบให้วุ่น รัญธิดาคอยห้าม
      
       7.2-1
       ด้านอะตอมนั่งเล่นอยู่คนเดียวเหงาๆ อยู่สนามเด็กเล่นลำพัง ธาริศขับรถผ่านมาเห็นเข้า จึงจอดรถลดกระจกลงแล้วทักเสียงดัง
       “อะตอม”
       “คุณอา!”
       อะตอมยิ้มแฉ่ง แล้วก็คิดขึ้นได้ที่รัญธิดาเคยสั่งตอนเอาหุ่นยนต์มาล่อ
       “เดี๋ยวพี่ให้แน่ แต่ตอมต้องรับปากก่อนว่าจะไม่เจอแล้วก็ห้ามคุยกับเค้าอีกเด็ดขาด”
       คิดแล้วอะตอมปิดปาก รีบก้มหน้า เดินหนี
       “อ้าว อะตอมจะไปไหน วันนั้นยังไม่รู้เลยนะ ว่าใครแพ้ใครชนะ ไปเตะฟุตบอลกันต่อมั้ย”
       อะตอมตาวาว แล้วก็ตัดใจส่ายหน้า
       “ทำไมไม่พูดกับอาล่ะ แบบนี้อาจะรู้ได้ไงว่าอะตอมจะเอายังไง”
       “พูดไม่ได้ฮะ พี่รัญให้ผมรับปากจะไม่พูดกับคุณอา”
       ธาริศชะงักขมวดคิ้ว ไม่พอใจทันที แล้วก็คิดได้
       “ตรงนี้ ก็ไม่เห็นมีพี่รัญสักหน่อยจริงมั้ย ถ้าอาไม่บอก อะตอมไม่บอก แล้วใครจะรู้ เราสองคนเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ”
       เด็กชายอะตอมเริ่มคิดหนัก
       ธาริศอ้อน “อากำลังเหงามากเลยนะ และอาก็คิดถึงอะตอม ตั้งใจจะชวนอะตอมไปกินไอศกรีมด้วยกัน ไอศกรีมถ้วยโตๆ นะ บีบวิปครีมขาวๆ ลงไป แล้วก็ราดช็อโกเลตลงไปหน่อยนะ อื้อฮือ แต่สงสัยคงต้องกินคนเดียวเสียแล้ว เพราะอะตอมคงไม่กับอาใช่มั้ย”
       อะตอมกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ด้วยความอยากกิน
      
       เวลาต่อมาพนักงานเอาไอศกรีมถ้วยใหญ่มาเสิร์ฟ 2 ถ้วย อะตอมตาลุกขยับเข้าหาถ้วยไอศกรีม ธาริศเองก็ชอบใจเช่นกัน
       น่าแปลกที่อาการที่กินไอศกรีมของสองคน ก็คล้ายกัน เอียงคอนิดๆ เหมือนกัน หยิบเชอร์รี่มากินก่อนพร้อมๆกัน วางก้านไว้ข้างจาน ลักษณะเดียวกัน แล้วเริ่มตักไอศกรีมพร้อมกัน
       อะตอมตักคำใหญ่ๆ เข้าปาก “อร่อยที่สุดในโลกเลยครับอาธาริศ”
       ธาริศวางมือจากไอศกรีม มองอะตอมอย่างเอ็นดู และลูบหัวอะตอมเบาๆ อะตอมกินต่อย่างมีความสุข
       ธาริศมองยิ้มๆ ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงเอ็นดูเด็กคนนี้นัก เรื่องกลุ้มๆ ทุกข์ใจ ที่ผ่านมาเมื่อกี้ไม่เหลืออยู่ในหัวแล้ว


  


       ค่ำแล้ว แพทยืนรออยู่หน้าบ้าน หน้าตาร้อนใจ เพราะปรากฎว่าอะตอมหายตัวไปอีกแล้ว
      
       “ไปเล่นถึงไหนนะ แถวนี้ก็ไม่มี”
       รัญธิดาวิ่งเข้ามาพร้อมพีท
       “ที่สนามเด็กเล่นก็ไม่มีค่ะ น้าแพท”
       แพทหน้าซีดเผือด
       “ที่บ้านตาตั้มก็ไม่มี น้าไม่น่าปล่อยให้แกไปคนเดียวเลย”
       พีทบอก “เอางี้เดี๋ยวผมขับรถออกตามให้”
       แพทเริ่มพาล “เพราะคุณคนเดียว ถ้าคุณไม่มาพูดเรื่องบ้าๆ นั้น ฉันก็คงไม่ต้องไล่อะตอมให้ไปเล่นที่อื่น”
       “อ้าว นี่มาโทษผมงั้นเหรอ”
       “ก็หรือไม่จริงล่ะ”
       รัญธิดาทุกข์ใจ รีบเข้าห้ามทัพ “เอาล่ะคะ อย่าเพิ่งทะเลาะกันอีกเลย ไปตามอะตอมกันก่อนดีกว่า”
       ระหว่างนี้รถธาริศวิ่งมาจอด ธาริศลงมาพร้อมอะตอม พออะตอมเห็นแพทกับรัญธิดา ก็รู้ว่าตัวเองทำผิดก้มหน้าหลบตา
       รัญธิดาตกใจ อะตอมลงมาแอบหลังธาริศแจ.....
       “อะตอม” แพทตกใจระคนดีใจ
       “นี่อะตอมไปกับคุณงั้นเหรอ” รัญธิดาถามทันที
       “ครับ ผมเป็นคนชวนแกไปทานไอศกรีมเอง”
       พีทถอนใจ “นายน่าจะบอกใครไว้สักนิดนะ คุณแพทกับรัญตกใจแทบแย่”
       ธาริศมองหน้ารัญธิดาอย่างท้าทาย ขณะที่รัญธิดาหันไปมองอะตอมถามเสียงแข็ง
       “อะตอมสัญญากับพี่แล้วนะ”
       อะตอมก้มหน้าพึมพำเบาๆ “ขอโทษฮะ”
       ธาริศหันมาทางแพท “ผมขอโทษนะครับคุณแพท ตั้งใจจะพาไปแป๊บเดียว แต่เพลินไปหน่อย ขอโทษนะครับ อย่าโกรธแกเลยนะครับคุณแพท”
       “คราวหลังก็อย่าทำแบบนี้อีกก็แล้วกันนะคะ...ไม่อย่างนั้นชั้นคงหัวใจวายตายแน่ๆ” แพทบอก
       “อะตอม...เข้าบ้าน”
       รัญธิดาหันไปคว้าแขนอะตอมกลับเข้าไปในบ้านทันที
       อะตอมจะร้องไห้ “แม่แพทครับ”
       “พี่บอกให้มานี่”
       แพทงงๆ ที่รัญดูโกรธมาก แต่ก็ไล่สองหนุ่มกลับไป
       “เอาล่ะค่ะ หมดเรื่องแล้ว งั้นก็กลับกันไปทั้งสองคนนั้นแหละ เราจะได้อยู่กันสงบๆ เสียที ไปซิ”
       แพทไล่แล้วรีบเดินตามเข้าบ้าน พีทกับธาริศยืนอึ้งๆ กันไป
      
       รัญธิดาลากแขนอะตอมมาที่มุมหนึ่งในบ้าน
       “อะตอม จำได้มั้ย พี่รัญห้ามแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าไม่ให้ไปเล่นกับผู้ชายคนนั้นอีก อะตอมผิดสัญญากับพี่ได้ยังไง”
       อะตอมจะร้องไห้ “ตอมขอโทษฮะ”
       “พี่บอกแล้วใช่มั้ย ว่าถ้าทำอีก พี่จะทำโทษอะตอม...แบมือมา”
       อะตอมเบะปาก แต่ก็ยื่นมือสั่นๆ ออกไป น้ำตาคลอด้วยความกลัว
       รัญธิดาตีมืออะตอมแต่ไม่แรงนัก
       “นี่แน่ะ...ลูกผู้ชายเค้าไม่ผิดคำสัญญากันหรอกนะ”
       อะตอมร้องไห้แงๆ แพทตกใจวิ่งเข้ามา
       “รัญ ตีอะตอมทำไม”
       “ตีให้จำไงคะน้าแพท เที่ยวไปกับคนอื่นง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง ถ้าเกิดเป็นพวกผู้ร้ายที่ขโมยเด็กไปขายจะทำยังไง”
       อะตอมร้องไห้ไม่หยุด
       รัญธิดาดุ “หยุดร้องได้แล้ว”
       “พอแล้วรัญ ที่รัญพูดมันก็ถูก น้าจะสอนแกเองว่าทำแบบนี้ไม่ได้ มันอันตราย” แพทกอดอะตอม “ไม่เป็นไรแล้วนะครับ”
       “น้าแพทใจดีแบบนี้ อะตอมถึงได้ดื้อนัก พูดอะไรไม่ฟัง”
       “อะตอมยังเด็ก ค่อยๆ สอนกันก็ได้”
       “ค่อยๆ สอนได้หรอก กี่ครั้งแล้วที่อะตอมหายไป หนีออกจากโรงเรียนบ้าง หนีไปเข้าคอกม้าบ้าง แล้วยังครั้งนี้อีก นี่เหรอคะ ที่น้าแพทบอกว่าสอนได้น่ะ”
       “พอได้แล้วรัญ...รัญลืมไปแล้วเหรอว่า น้าต่างหากที่เป็นแม่ของอะตอมไม่ใช่รัญ!”
       ทุกอย่างเงียบกริบ รัญธิดามองแพทอย่างปวดร้าว แพทก็ดูมีท่าทีตกใจอย่างน่าประหลาด
       แพทตะกุกตะกัก “รัญ...น้า...”
       รัญธิดาน้ำตาเต็มหน้า เดินจากไปเงียบๆ อะตอมเงยหน้าขึ้นมามองคนนู้นที คนนี้ที อย่างไม่เข้าใจ
      
       แพทเสียใจหลับตาลงอย่างปวดร้าวและทรุดตัวลงกอดอะตอมไว้สีหน้ากังวลหนัก
      

       เช้าวันต่อมารัญธิดานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน แพทเดินเข้ามาหา ภายในห้องไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย รัญธิดาเงยหน้าขึ้นมามองพอดี แพทถือถุงเสื้อผ้าอะตอมเก่าๆ มาด้วย ทั้งคู่สบตากัน รัญธิดาหน้าบึ้งตึงยังโกรธเรื่องเมื่อคืนอยู่ แพทยิ้มกว้างให้อย่างเอาใจ
      
       “รัญ ทำไมวันนี้ออกมาแต่เช้าไม่รอน้า...เดี๋ยวน้าจะชวนไป...” แพทยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ
       รัญธิดาตัดบททันที “รัญมีงานต้องทำ ขอตัวก่อนนะคะ”
       ว่าแล้วรัญธิดาก็ลุกขึ้น เดินหนีไป แพทยืนนิ่ง ทอดถอนใจ แล้วทำท่าจะกลับออกไป ประตูห้องเปิดออก พีทเข้ามาอย่างรีบร้อน
       “รัญ!” พีทชะงักเมื่อเห็นแพท มองไปรอบห้อง “รัญธิดาล่ะครับ”
       แพทพาล “ไม่ทราบ...ถ้าอยู่คุณก็ต้องเห็นแล้วสิ”
       พีทเซ็งๆ “ถ้างั้นฝากคุณน้าบอกรัญด้วยก็แล้วกันว่า ผมจะออกไปดูเรื่องที่ คงไม่กลับเลยจนเย็น ไม่ต้องรอกินข้าวกลางวันก็แล้วกันนะครับ”
       พีทพูดจบก็เดินออกไปเลย แพททำหน้าเซ็งบ่นงึมงำ
       “ชั้นไม่ใช่แมสเซ็นเจอร์นะยะ จะได้คอยส่งเอกสารให้นาย...เชอะ”
       แม่ม่ายลูกหนึ่ง หน้างอง้ำ
      
       แพทพาตัวเองมาอยู่ที่กระต๊อบซอมซ่อเกือบพังบ้านของสุกกับลูก มีฝนมาเป็นเพื่อนด้วย แพทส่งเสื้อเด็กชุดเก่าของอะตอมให้สุก
       “เสื้อผ้าแล้วก็ของเล่นพวกนี้เป็นของลูกชายฉันเอง ถึงจะไม่ใหม่แต่รับรองว่าสะอาดแล้วก็ยังใช้ได้ทุกตัว”
       สุกซาบซึ้ง “ขอบคุณมากค่ะ คุณแพท”
       “อีกอย่างในฐานนะที่เราเป็นแม่หมือนกัน” พลางส่งเงินจำนวนหนึ่งให้ “เอาเงินนี่ไป อาจจะไม่มากนักแต่ฉันว่าน่าจะพอให้พาลูกไปหาหมอได้”
       สุกอึ้ง
       “ถ้ามีอะไรขาดเหลือก็บอกฉันได้นะ เห็นฝนบอกว่าปีนี้ลูกจะเข้าโรงเรียนแล้วใช่มั้ย”
       สุกรับเงินแล้วไหว้ท่วมหัวอย่างตื้นตัน พลางบอก
       “คุณพูดเหมือนนาย ไม่มีผิด”
       แพทชะงัก
       “คือ คุณพีทก็ฝากให้ฝนมาบอกสุกแบบนี้เหมือนกัน แล้วยังฝากสตางค์มาให้ด้วยบอกให้น้าสุกเอาไปพาลูกหาหมอ
       “ก็แปลกนะ ความจริงคุณพีทก็เหมือนไม่ใช่คนใจไม้ใส่ระกำแต่ทำไม ไม่รู้จักดูแล คนงานให้ดีตั้งแต่ตอนที่เค้าทำงานด้วย”
       “โอ๊ย...ก็เพราะเรื่องแบบนี้ ไม่มีทางรู้ถึงหูคุณพีทหรอกค่ะ น้าเปลี่ยนแกจัดการดูแลทุกอย่างเองหมด แม้กระทั่งค่าแรง” ฝนเผลอหลุดปาก
       “แล้วทำไมไม่มีใครเล่าให้คุณพีทฟัง เค้าจะได้รู้เรื่อง”
       ฝนรู้ว่าหลุดปากออกมา มีท่าทีถอดใจ “จะเล่ายังไงล่ะคะ แค่น้าเปลี่ยนมองตา คนงานทุกคนก็เงียบแล้วหลักฐานอะไรก็ไม่มี แล้วจะให้เอาอะไรไปบอกคุณพีท น้าเปลี่ยนนะแกเป็นคนเก่าคนแก่มาตั้งแต่สมัยพ่อคุณพีทนะคะ”
       แพทหงุดหงิด “ทุกคนก็เลยเฉย ปล่อยให้คนงานโดนกดขี่แบบนี้ไปเรื่อยๆ แบบนี้เหรอ” หันมาพูดกับสุก “มันไม่ใช่แต่พวกเธอนะที่โดนโกง แต่คุณพีทก็โดนด้วย ปล่อยให้คนโกงอยู่ข้างตัวเค้าโดยไม่มีใครกล้าบอกอะไร ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ...น้าสุกจะต้องเล่าเรื่องนี้ให้คุณพีทฟังนะ”
       สุกเงียบกริบ ไม่ตอบเหมือนเดิม
       แพทคาดคั้น “รับปากชั้นสิ”
       สุกหลบตา ก้มหน้าต่ำลงไปอีก คราวนี้แพทถอนใจด้วยความโมโห ลุกขึ้นยืน
       “เอาล่ะ ตามใจฉันไม่บังคับแล้ว ฉันไปล่ะนะคะ”
       สุกหลุดปากออกมา “บอกให้นายระวังตัวด้วยนะจ๊ะ”
       “ระวังตัว? เรื่องอะไร” แพทฉงน
       สุกอึกอัดอีก
       แพทหันมาหา คาดคั้นอีก “บอกมาสิว่ามีอะไร เธอไปได้ยินอะไรมาสุก”
       “คือ...ผัวฉันมันไปรับจ้างตัดอ้อยให้กำนัน...แล้วมันก็ได้ยิน...เอ่อ…”
       แพทคาดคั้นหนัก “ได้ยินอะไร”
       สุกเงยหน้าขึ้น ตัดสินใจจะพูดบางอย่างออกไป
      
       ที่บ้านกำนันในเวลาเดียวกัน กำนันออกอาการเดือดดาล โกรธมากขณะย้อนถามลูกน้องที่มารายงาน
       “ว่าไงนะ พวกนั้นมันตกลงขายที่ให้ไอ้พีทแล้วงั้นเหรอ”
       กำนันอยู่กับลูกน้อง เปลี่ยนกับชิดนั่งอยู่ด้วย
       “ครับ ได้ข่าวว่าวันนี้มันกำลังจะไปเซ็นสัญญาซื้อ ขายกันที่ไร่
       กำนันหันขวับมาหาเปลี่ยนอย่างโมโห เปลี่ยนพยายามแก้ตัว
       “ว่าไงไอ้เปลี่ยน”
      
       “ไม่ไงหรอก ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย เป็นเรื่องเข้าใจผิดล่ะมั้ง ฉันจับตาดูไอ้พีทอยู่ไม่เห็นมันทำอะไรอย่างที่แกว่า”
       ลูกน้องเถียง “แกแกล้งตาตาบอดมากกว่า ถึงไม่รู้ไม่เห็น คราวที่แล้วแกก็บอกกำนันแบบนี้...หรือว่า...แกเปลี่ยนใจไปอยู่ข้างไอ้พีทแล้ว”
       “อ้าว เอ็งพูดอย่างนี้ก็หาเรื่องนี่หว่า”
       เปลี่ยนของขึ้น ลุกยืนพรวดจะเอาเรื่อง แต่กำนันชักปืนขึ้นมา ลูกน้องที่อยู่สามสี่คน ชักปืนเล็งใส่เช่นกัน เปลี่ยนตกอยู่ในวงล้อม
       “ข้าเคยเตือนเอ็งแล้วใช่มั้ยไอ้เปลี่ยน ว่าคนอย่างข้าไม่เคยเลี้ยงใครฟรีๆ”
       กำนันเดินเข้าใกล้ เปลี่ยนค่อยๆ ถอยไป
       “อย่านะกำนัน เรารู้จักกันมานาน ฉันทำงานให้กำนันมาก็เยอะ” เปลี่ยนยกมือไหว้ “ขอโอกาสให้ฉันอีกครั้งเถอะ”
       กำนันหัวเราะชอบใจ “เอ็งกลัวตายขึ้นมาเหรอไอ้เปลี่ยน” หยุดหัวเราะกึก “แต่เอ็งคิดว่าข้าจะใจดีขนาดนั้นเลยเหรอวะ ที่ตรงนั้นน่ะข้าหมายตาไว้นานแล้วว่า มันจะต้องเป็นของข้าคนเดียวเท่านั้น!”
       ทุกคนลุ้นระทึกว่ากำนันจะเหนี่ยวไกปืนหรือเปล่า เปลี่ยนเหงื่อแตกพลั่ก จนในที่สุดก็ไม่ยิง แต่ประกาศก้องออกมา
       “งั้นเอ็งก็เลือกเอาว่าจะให้ลูกปืนกระบอกนี้มันจะเจาะเป็นหัวเอ็งหรือหัวไอ้พีท”
      
       เปลี่ยนโล่งอก แต่มีแววตาอันโหดเหี้ยมผุดขึ้นบนใบหน้า


  


       ตรงถนนแถวภูเขาที่ตัดผ่านไร่ข้าวโพด พีทขับรถมาตามทางในบริเวณนั้น มีธาริศนั่งมาด้วย
      
       “ที่แถบนี้สวยมากนะครับ” ธาริศเอ่ยขึ้น
       “ใช่ ใครๆก็อยากได้ โดยเฉพาะ” แววตาพีทเข้มขึ้นนิดหนึ่งขณะพูด “คนมีอิทธิพลแถวนี้ โชดคีที่เจ้าของยอมขายให้ฉัน”
       “พี่พีทจะทำรีสอร์ตอีกแห่งเหรอครับ”
       พีทส่ายหน้า “เปล่าหรอก...ที่อยากซื้อไร่ก็เพราะ ฉันเสียดายชีวิตชาวบ้านเดิมๆ แถวนี้ที่เค้าอยู่กันมาวะ อืม...สร้างเป็นเรือนหอน่าจะดีกว่า เลยชวนนายมาดูไง เผื่อมีไอเดีย”
       ธาริศอึ้ง แล้วก็ตัดสินใจ “ผมอยากให้พี่พีททบทวนอีกที ผมว่า ผู้หญิงคนนั้นอาจยังไม่เหมาะที่จะเป็นนายหญิง ของพีระแรนโช”
       พีทเบรกรถเอียด หันมามองธาริศ
       “แล้วนายคิดว่าเค้าไม่เหมาะตรงไหน”
       “ผม...คิดว่าพี่ยังไม่รู้จักเค้าดี ชีวิตเค้าผ่านอะไรมาบ้าง บางทีเค้าอาจจะอะไรซ่อนอยู่”
       “แล้วนายรู้เหรอ? ว่ารัญเค้าปกปิดอะไรฉัน ว่ามาซิ ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน”
       ธาริศมองหน้าพีทอยู่ครู่ แล้วก็พูดไม่ออก ไม่รู้จะพูดได้ยังไงหลบตาวูบ
       “ไม่ ไม่ทราบหรอกครับ ผมแค่รู้สึกว่าพี่เพิ่งจะรู้จักเค้าได้ไม่นานเท่านั้นเอง ยังไม่น่าจะรีบตัดสินใจ”
       “ฉันเคยบอกนายแล้วไงเวลาแค่นี้ ก็พอแล้วสำหรับฉัน ชั้นมีเหตุผลของชั้นเอง...ที่จริงนายกับอร ก็ไม่ได้มีเวลาคบหากันมาก่อนไม่ใช่เหรอ เห็นนายสองคนก็มีความสุขกันดีนี่นา”
       ธาริศเลยพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มรับแล้วเงียบไป
       พีทออกรถ ขับไปต่อสักระยะ แล้วก็ต้องเสียหลัก ยางระเบิด โดยตะปูเรือใบที่โรยไว้ตามพื้นถนน
       “เฮ้ย อะไรวะ”
       รถจอดพีทลงรถมาดู ธาริศตามลงมา พีทหยิบตะปูเรือใบขึ้นมามอง
       “นี่มันตะบูเรือใบนี่นา... เกิดอะไรขึ้น”
       ขณะที่สองหนุ่มงงๆ อยู่ เสียงใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น
       “ยกมือขึ้น ทั้งสองคน”
       พีทกับธาริศตกใจ หันไปมองด้านหลัง เห็นชาย 2 คน ซึ่งไม่รู้ว่าที่แท้เป็น ชิดกับเปลี่ยน ซึ่งใส่หมวกไหมพรหมคลุมหน้าตาจ่อปืนยืนอยู่ ทั้งคู่ตกใจ
      
       ขณะเดียวกัน ที่บริเวณโกดังเก็บข้าวโพดในไร่ ลุงโดนกำนันตบล้มกลิ้งลงไป ป้ารีบถลาเข้าไปหา ประคองลุงขึ้นมา
       “ฉันตกลงกับคุณพีทไว้แล้วจะขายให้กำนันได้ไง” ลุงบอก
       “ไม่ต้องไปรอมันหรอก ไอ้พีทมันไม่มาแล้ว” กำนันหัวเราะเหี้ยมอย่างมีนัย แล้วยื่นมือ ลูกน้องส่งสัญญาให้
       “เอ็งจะเซ็นขายให้ข้าดีๆ หรือว่าอยากตามไปขายที่กับไอ้พีทในนรก”
       มือกำนันจ่อปืนแล้วขึ้นไก ลุงกับป้ากลืนน้ำลายเอื๊อก
      
       ภายในรถที่ประทินขับ แพทนั่งข้างๆ อย่างร้อนใจ
       “ขับเร็วๆ เข้าสิคะคุณประทิน ช้าอย่างนี้มันจะไปทันได้ยังไง
       “ใจเย็นๆ สิคุณ ผมก็เป็นห่วงคุณพีทเหมือนกัน แต่เราก็ควนมั่นใจเรื่องความปลอดภัยของตัวเองด้วยนะครับ” ประทินว่า
       ประทินยังคงขับรถอย่างใจเย็น
       แพทร้อนใจ มองไปแล้วเห็นที่ด้านหน้ารถพีทจอดคาอยู่บนถนน
       “นั่น!!!
       “รถคุณพีท”
       ประทินจอดรถชิดข้างทาง แพทรีบวิ่งมาดู
       “ไม่อยู่ ไม่มีใครอยู่ใน”
       ประทินรีบเข้ามาดูๆ สังเกตเห็นว่ามีตะปูอยู่ที่ถนน และยางรถพีทแบน
       “ตะปูเรือใบ มีคนจงใจโรยเอาไว้บนถนน”
       แพทฟังแล้วยิ่งตกใจ “คงจะจริงอย่างที่ สามีสุกบอกว่าคุณพีทอยู่ในอันตราย ทำไงดีล่ะค่ะ”
       “ผมไม่น่าปล่อยให้คุณพีทมากับ คุณธาริศ มากันสองคนเลย”
       จ่าๆ มีเสียงปืนดังปังๆ ขึ้นมาจากที่ไกลๆ แพทหันไปดู
       “เสียงปืนนี่นา” ประทินตกใจสุดขีด
       “ดังมาจากในไร่” แพทบอกประทินทันที “โทร.ตามตำรวจด่วนเลยค่ะ”
       ประทินรีบหยิบโทรศัทพ์ขึ้นมากด แพทมองอย่างร้อนใจประทินรอสาย
       “สวัสดีครับ ผมขอแจ้ง เหตุด่วนครับ”
       แพททนรอไม่ไหว วิ่งเข้าไปในไร่ โดยที่ประทินไม่ทันสังเกต มัวแต่พูดโทรศัพท์อยู่
      
       ในมุมหนึ่งของไร่ เห็นพีทกับธาริศวิ่งหลบกระสุนพัลวัน โดยมีเปลี่ยนกับชิดวิ่งไล่ยิงตามหลัง เสื้อผ้ามอมแมมเหมือนต่อสู้กันมาก่อน
       พีทกับธาริศวิ่งหนีหลบเปลี่ยนกับชิด อยู่ในไร่ข้าวโพด
       “รวมกันแบบนี้ เราเสียเปรียบ แยกกันดีกว่าพี่” ธาริศวิ่งออกไปเลย
       “เฮ้ย เดี๋ยว”
       พีทเรียกไว้ แต่ไม่ทันธาริศวิ่งไปแล้ว พวกเปลี่ยนวิ่งจี้เข้ามา พีทเลยออกวิ่งไปอีกทาง
       “ไอ้ชิด เอ็งไปทางโน้น ข้าตามไอ้พีทไปเอง”
       ทั้งคู่แยกกัน
       ชิดย่องเข้ามาอีกมุมในไร่ข้าวโพด เห็นเสื้อธาริศบางส่วนแลบออกมาจะพุ่งเข้าไปยิง ปรากฏว่าเป็นเสื้อแขวนหลอกไว้ พอหันมาโดยธาริศแตะหน้าหงาย จนปืนหลุดมือ จึงหันมาใช้มือเปล่าต่อยกันแทน ซัดกันนัว ไปมา ผลัดกันรุกผลัดกันรับ
      
       แพทตัดสินใจวิ่งบุกเข้ามาในไร่ หน้าตาตื่น พอได้ยินเสียงปืนก็ยิ่งร้อนใจ มองหาที่มาแล้ววิ่งไปตามเสียงปืน
      
       ฝ่ายประทินวางโทรศัพท์ หันมา
       “เรียบร้อย..ไปกันเถอะคุณแพท” แล้วต้องชะงัก มองหา “คุณแพท...ไปไหนแล้วล่ะเนี่ย” ประทินร้อนใจ
      
       ส่วนเปลี่ยนยังตามไล่หลังพีทมาตามไร่ข้าวโพด สอดส่ายสายตา พีทโผล่มาจากข้างหลัง เขาโจมตีเปลี่ยนจนล้มไป ปืนกระเด็นหลุดจากมือหมดสติ
       พีทค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ๆ
       “แกเป็นใคร...ต้องการอะไร”
       พีทตั้งท่าจะเปิดหมวกเพื่อเปิดดูหน้า แต่เปลี่ยนลืมตา แล้วเตะเข้าที่ก้านคอ 2 คนเปิดฉากซัดกันไปสองสามที ก่อนที่เปลี่ยนจะฉวยจังหวะ หยิบปืนมาได้ ยิงพีทอีกรอบ พีทกลิ้งหลบแบบเฉียดฉิว เปลี่ยนยิงไม่ยั้ง เม็ดข้าวโพดกระจุย จนในที่สุดพีทนอนแน่นิ่งเหมือนโดนปืน เปลี่ยนชะงักหยุดยิง เดินไปใกล้จุดที่พีทนอนอยู่
       “มันช่วยไม่ได้จริงๆ ผมเตือนแล้ว ว่าอย่ายุ่งกับที่ดินแปลงนี้”
       เปลี่ยนเล็งปืนจะยิงพีท แต่คราวนี้ปรากฏว่าพีทกำดินขว้างใส่หน้า ทำให้เปลี่ยนเสียจังหวะ พีทหนีไปได้
      
       พีทวิ่งหลบมาไกลพอควร หยุดหอบหายใจ พุ่มไม้ใกล้ๆ มีเสียงดังสวบสาบ พีทหลบหลังต้นไม้ กระชับไม้เตรียมทุบ แพทหลับตากรี๊ดตกใจ พีทชะงักทัน
       “คุณมาได้ไง”
       แพทร้อง “ว้าย”
       ลูกกระสุนเฉี่ยวหลังไปโดนต้นไม้ด้านหลัง พีทพาแพทกลิ้งหลบล้มลงไปทั้งคู่
       “ขอบใจนะ คุณช่วยได้ดีมาก”
       แพทตาเขียวใส่ เปลี่ยนวิ่งตามมา
       “วิ่ง! เร็ว!”
      
       พีทรีบบอกแล้วลากแพทกันวิ่งหนีสุดชีวิต เปลี่ยนยิงใส่แล้ววิ่งไล่ตามมา
      

       ส่วนที่รีสอร์ต รัญธิดาตกใจมากพอได้ฟังเรื่องราวจากฝน
      
       “แล้วพี่ฝนปล่อยให้น้าแพทไปกับผู้จัดการได้ยังไง ก็รู้อยู่ว่ามันอันตรายมาก แล้วแจ้งตำรวจแล้วรึยัง”
       “แจ้งแล้วค่ะ...เมื่อกี้พี่ฝนลองโทร.เข้าเครื่องคุณแพทกับพี่ประทินก็ไม่มีใครรับสายเลย คุณพีทก็ไม่รับ.. คุณรัญมีเบอร์คุณธาริศรึเปล่าคะ จะได้ลองโทร.ดู”
       รัญธิดายิ่งช็อค
       “อะไรนะ คุณธาริศไปด้วยงั้นเหรอ”
       “ค่ะ นายชูบอกว่า เห็นคุณพีทขับรถออกไปกับคุณธาริศ”
       รัญธิดาตกใจสุดขีด
       “ฉัน...ฉันจะไปดูเอง ฉันทนรออยู่แบบนี้ไม่ไหวแล้ว”
       รัญธิดาหันไปเห็นทักษอรยืนอยู่ ถึงกับชะงัก
       “พี่ธาริศเป็นอะไร นี่มันเกิดอะไรขึ้น..บอกชั้นมาสิ” ทักษอรถาม
       รัญธิดากับฝนนิ่งอึ้ง
      
       ฟากพีทจูงมือแพทจูงวิ่งมาอีกมุม ธาริศวิ่งจากอีกทางมาเจอกัน ท่าทางกะปลกกะเปลี้ยทั้งสองฝ่าย
       “ธาริศ”
       ธาริศดีใจ “พี่พีท อ้าว คุณแพท มาได้ยังไง”
       “ฉันไม่ได้อยากพูดซ้ำหรอกนะ แต่ฉันมาช่วยพวกคุณไง”
       ทั้งพีทและธาริศมองหน้ากันแล้วยิ้มเพราะเป็นไปไม่ได้ แพทโมโหนิดๆ ขึ้นเสียงใส่
       “อย่างน้อย ฉันว่าฉันพอจะรู้ละ ว่าพวกที่พยายามจะฆ่าคุณมันเป็นใคร”
       สองหนุ่มถามพร้อมๆ กัน “ใคร”
       “ก็พวกกำนันไง...เค้าโกรธที่คุณจะมาแย่งซื้อที่ ที่เค้าหมายตาเอาไว้” แพทว่า
       เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น “รู้ตอนนี้สายไปแล้ว”
       ทั้งหมดหันไป เห็นเปลี่ยนกับชิด ยืนเล็งปืนอยู่คนละด้าน
       ทั้งสามคนอยู่ในวงล้อม เปลี่ยนกับชิดเดินใกล้เข้ามา พีทกับธาริศขยับขึ้นมายืนขวางแพทไว้
       “ถ้าแกยังเป็นลูกผู้ชายพอ ปล่อยผู้หญิงคนนี้ไป เค้าไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้”
       “ไม่เกี่ยวได้ยังไง นังตัวแสบมันรนหาที่เอง”
       เปลี่ยนขยับเข้าใกล้ มันเข้าไปอีก แพทหวาดกลัวมาก
       จังหวะนี้เสียงรถหวอตำรวจดัง ชิดตาเหลือก
       “สะ...เสียงอะไรน่ะพี่”
       เปลี่ยนกับชิดหันมามองเลิ่กลั่กทันที
      
       ที่แท้รถตำรวจพร้อมไซเรนดังเข้ามาที่ถนนด้านหน้าไร่ ประทินรออยู่อย่างร้อนใจ รถตำรวจเข้ามาจอด ประทินพากำลังตำรวจบุกเข้าไป
      
       มือใครคนหนึ่งจุดไฟแช็คคบเพลิง กำนันกับลูกน้อง มาหยุดอยู่ที่ปลายไร่อีกมุม
       ลูกน้องมีท่าทีกลัวๆ “เอาจริงเหรอกำนัน ไอ้เปลี่ยนมันยังอยู่ในนั้นนะ”
       “ช่างมันซิวะ.. ก็มันเสือกทำงานชักช้าเอง ตำรวจมาแล้ว เดี๋ยวก็หนีกันไม่ทันหรอก”
       กำนันไม่สนพยักหน้า ลูกน้องโยนลงไปที่ไร่ ซากต้นข้าวโพดแห้งๆ ในไร่ ไฟลุกพรึ่บ
       “ไปกันได้แล้ว... เร็ว”
       กำนันกับลูกน้องรีบขึ้นรถหนีไป
      
       ส่วนเหตุการณ์ในไร่ข้าวโพดยังตึงเครียด ชิดกับเปลี่ยนยังสับสนอยู่
       แพทขยับขึ้นมาข้างหน้า “ตำรวจกำลังมา แกสองคนไม่มีทางรอดหรอก ยอมมอบตัวเสียดีกว่า แกสองคนไม่มีทางรอดหรอก ยอมมอบตัวเสียดีกว่า”
       “เอาไงดีพี่” ชิดถาม
       แพทยักคิ้วให้พีทกับธาริศ
       “เชื่อหรือยังว่าฉันมาช่วย ชั้นเป็นคนให้ตามตำรวจมาเอง” แพทว่า
       เปลี่ยนโมโหเข้าไปตบหน้าแพทจนคว่ำไป พีทกับธาริศถลาเข้าไปจะช่วยแต่โดนเล็งปืนไว้
      
       “รังแกผู้หญิง แกมันหน้าตัวเมีย”
       พีทด่า เลยโดนตบกับปากกระบอกปืน ธาริศเห็นมีจังหวะเลยเข้ามาปัดข้อมือชิด แย่งปืนมาได้ แล้วเอาปืนเล็งชิดไว้ เปลี่ยนจับกระชากแพทมา เอาปืนจี้พร้อมๆ กับที่ธาริศจี้ปืนที่ชิด
       เปลี่ยนชะงัก มองชิดที่กำลังโดนปืนจ่อ
       ธาริศมองแพทที่กำลังโดนเปลี่ยนจับเป็นตัวประกันล็อคไว้ ต่างคนต่างทำอะไรไม่ถูก พีทยืนอึ้ง เลือดไหลซึมออกมาตรงมุมปาก
      
       ด้านทักษอรด่ากราดทุกคน
       “ถ้าสามีฉันเป็นอะไรไปจะว่าไง ใครจะรับผิดชอบ บ้าจริงๆ เรื่องร้ายแรงขนาดนี้ ทำไมไม่มีใครบอกฉัน
       ทักษอรจิกตามองไปทั่ว ฝนหลบตาวูบพูดไม่ออก
       “รัญก็เพิ่งจะทราบไม่นานค่ะ”
       “ได้ยังไง เธอเป็นแฟนพี่พีทได้ยังไง แล้วยายน้าเธอแล่นตามไปทำไม แทนที่จะเป็นเธอ หรือว่าเห็นว่าพี่ริศไปด้วย ก็เลยไปอยากจะตามไป ไม่ดูตาม้าตาเรือเลยเหรอว่ามันไม่ใช่เวลาเอาหน้ากับสามีชาวบ้าน”
       “น้ารัญเป็นคนรู้ว่าคุณพีท และคุณธาริศมีอันตราย ถึงได้มาตามคุณประทินไปช่วย ก่อนที่คนอื่นจะรู้เรื่องน่ะค่ะ”
       ทักษอรฮึดฮัด “ฉันจะไปเรียนคุณแม่ กับป้ากันให้รู้เรื่องนี้” พร้อมกับทำท่าจะออกไป
       รัญธิดาดักหน้าไว้ “ไม่ได้นะคะ เรายังไม่รู้เรื่องทั้งหมดอย่าเพิ่งบอกให้ท่านตกใจเลย”
       “เธอกล้าห้ามฉันเหรอรัญธิดา”
       ทักษอรเดินเข้ามาเอาเรื่อง
       จังหวะนี้ชูวิ่งหน้าตั้งเข้ามา หอบแฮ่กๆ ขณะเล่า “ผู้จัดการติดต่อมาแล้วครับ บอกว่าตอนนี้พากำลังตำรวจไปช่วยแล้วครับ”
       ทุกคนถอนใจออกมาพร้อมกัน
       ฝนอุทานลั่น “คุณพระ คุณเจ้าช่วยแล้ว”
       “แต่ว่า...จู่ๆ ไฟก็ไหม้ ในไร่ที่ ตอนนี้ เจ้าหน้าที่กำลังระดมช่วยกันดับไฟ” ชูว่า
       “แล้วทุกคนล่ะ คุณพีท คุณธาริศ น้าแพท” รัญธิดาถามรัวเร็ว
       “ทุกคนยังติดอยู่ในไร่กันหมดเลยครับ...ลมก็แรง ไฟลามต้นข้าวโพดแห้งกว้างขึ้นเรื่อยๆ เลยครับ” ชูบอก
       ทุกคนช็อคสุดขีด
       ทักษอรค่อยๆ หายใจแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มเกร็ง มือสองข้างจีบเข้าหากัน อันเป็นอาการของโรคหอบจากอารมณ์ เวลาเครียดจัด รัญธิดาเห็นก็ตกใจ รีบเข้าไปประคอง
       “คุณอร....คุณอร”
      
       อีกฟากหนึ่ง ไฟซึ่งกำลังลามไร่ข้าวโพด ลมพัดมาหอบกลุ่มควันกลุ่มใหญ่มาทางกลุ่มพีท เปลี่ยนล็อคคอแพทเป็นตัวประกัน แพทเริ่มไอ ควันเริ่มเยอะ
       “อย่าสำออยหน่อยเลย อยู่นิ่งๆ”
       ลมพัดโหมแรงหอบควันไฟมาอีก ทุกคนมองหาควันตลบอบอวล
       ธาริศตกใจ “ไฟกำลังไหม้ไร่นี้”
       เปลี่ยนรีบหันไปดูควันไฟหนาแน่น ทุกคนเริ่มสำลักควัน เปลี่ยนเริ่มลนลาน
       “แกจะเอาไง ปล่อยพวกเราไป หรือจะตายด้วยกันในกองไฟ”
       เปลวไฟเริ่มลามมาใกล้มากขึ้น เปลี่ยนชิงจังหวะผลักแพทอย่างแรงเข้าไปที่พีท จนพีทเสียหลักล้มลงกับพื้น พร้อมแพทที่ล้มตามกันไป ธาริศตกใจ เปลี่ยนวิ่งหนีไป ชิดรีบสลัดธาริศที่ล็อคคอไว้แล้วหนีตามเปลี่ยนไป ธาริศผวาจะตามพีทเรียกไว้
       “ไม่ต้องตาม หาทางออกจากที่นี่ดีกว่า”
       ทุกคนสำลักกระอักกระไอไปตามๆ กัน
       “รีบไปกันเถอะค่ะ ก่อนที่เราสามคนจะกลายเป็นข้าวโพดคั่ว”
       ต้นข้าวโพดใกล้ๆ ถูกลูกไฟกระเด็นใส่ ลุกเป็นไฟขึ้นมา
       พีทตะโกน “คุณแพท ระวัง” แล้วรีบดึงให้แพทหลบมาโอบไว้อย่างปกป้อง
       ธาริศไอแค่กๆ “ไฟลามมาทางนี้เรื่อย ๆ รีบไปเถอะครับ”
       “ไปทางไหนล่ะคะ ควันเยอะไปหมด จนมองไม่เห็นอะไรเลย” แพทสำลักควัน ไอยาวตลอดเวลา
       พีทตัดสินใจ “มาทางนี้...เร็ว”
       พีทลากแพทออกมา ธาริศตามมา
       อีกครู่หนึ่งแพท พีท และธาริศ วิ่งซมซานไปมุมต่างๆ เจอแต่กำแพงไฟ เลยหลบออกมาด้านตรงข้าม 2-3 มุม ในที่สุดมาหลบอยู่ที่มุมหนึ่ง เพราะแพทหยุดไอจนตัวงอ
       “ชั้น...ชั้น...ไม่ไหวแล้ว”
       แพททรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง
       “ไหวสิ..ต้องไหว...แข็งใจอีกนิดนึง” พีทบอก
       “ชั้น..จะได้กลับไปเจออะตอมอีกครั้งมั้ย” แพทครวญ
       “ต้องได้เจอแน่นอน ผมให้สัญญา
       แพทยิ้มให้ในควันอันลางเลือน แล้วหมดสติไป
       ธาริศตกใจ “พี่พีท”
       “แค่หมดสติไปน่ะ”
       พีทตัดสินใจอุ้มแพทขึ้นมา ทั้งหมดทำท่าจะไปต่อ แต่แล้วต้องชะงัก
       “ข้างหน้า เหมือนมีคนตรงมาหาเรา” ธาริศบอก
       “หรือว่า พวกมันจะย้อนกลับมา” พีทว่า
       ธาริศกระชับปืนเตรียมยิง บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาอีก ธาริศเตรียมเหนี่ยวไกทุกขณะ ใครคนนั้นเข้ามาใกล้ขึ้นอีก พีทเพ่งดูแล้วก็จำได้ ปรากฏว่าเป็นลุงเจ้าของไร่ คลุมหัวเข้ามา
       “อย่ายิง ธาริศ ลุงเจ้าของไร่” พีทตะโกน “ทางนี้ลุง..ทางนี้”
       ร่างลุงที่เป็นเงาตะคุ่มๆ เดินเข้ามาใกล้
       “นี่ผ้าชุบน้ำ เอาปิดปากปิดจมูกไว้...แล้วตามผมมาทางนี้ครับ ผมจะพาออกไป เร็วเข้าคุณ”
      
       ลุงส่งผ้าชุบน้ำให้ทุกคน เอามาพันหน้าไว้ ก่อนจะนำทางพาพีท แพท และธาริศออกไป


  


       ขณะเดียวกันในห้องผู้ป่วยที่โรงพยาบาล รุจรวี ยืนดูทักษอรที่หลับอยู่บนเตียง ถอนหายใจ ตำหนิรัญธิดากลายๆ
      
       “ยายอร เค้าไม่ค่อยสบายมาแต่ไหนแต่ไร ตาธาริศกับฉันถึงต้องค่อยดูแล ไม่ให้มีเรื่องกระทบกระเทือนใจ แต่ก็นะ เรื่องนี้มันก็...ไม่ใช่ความผิดของเธอเหมือนกัน”
       รัญธิดาจ๋อยทำอะไรไม่ได้
       “แล้วเค้าส่งข่าวมารึยัง ว่าธาริศออกมาไร่ข้าวโพดนั้นได้รึเปล่า”
       รัญธิดาจ๋อยสนิท
      
       รัญธิดาเปิดประตูออกมาหน้ายังจ๋อยอยู่ อยากร้องไห้เต็มที่ รถเข็นคนไข้ถูกเข็นออกมาจากห้องฉุกเฉินพร้อมเสียงโวยวายคุ้นหู
       “ก็บอกว่าไม่เป็นไรแล้ว เดินได้แล้วไงเล่า...ปล่อยชั้นนะ”
       รัญธิดาลุกขึ้น มองไปตามเสียง เห็นแพทพยายามลุกจากรถเข็น มีบุรุษพยาบาลพยายามห้าม
       “น้าแพท”
       แพทหันมาหา “รัญ”
       “น้าแพทปลอดภัยนะคะ”
       “คนอย่างน้าแพทสบายมาก หัวแข็งหนังเหนียว ตายยาก...แค่หน้ามืดไปหน่อยเดียวเท่านั้นแหละ หลานเอ๊ย”
       แต่รัญธิดามองดูสภาพแพทซึ่งมอมแมมมาก ดูตรงข้ามกับสิ่งที่บอก แพทเลยหัวเราะเก้อ ๆ
       “แล้วคนอื่นละค่ะ เป็นไง ปลอดภัยรึเปล่า...แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน”
       “ใจเย็นๆ ปลอดภัยจริงๆ ได้ลุงเจ้าของไร่มาช่วยไว้ทัน ตอนนี้คงให้คุณหมอตรวจอยู่ อ้าวนั่นไง มาแล้ว...คุณธาริศ” แพทร้องเรียก
       รัญธิดาหันเห็นธาริศเดินเข้ามา จากทางหนึ่ง
       รัญธิดายิ้มให้ด้วยความดีใจน้ำตาเริ่มปริ่ม ในขณะที่ธาริศเองก็มองรัญธิดาอย่างดีใจเช่นกัน จนเผลอพูดออกมาเบาๆ
       “รัญ”
       ธาริศก้าวเร็วอย่างลืมตัวเหมือนจะวิ่งมาหา แต่ทันใดนั้นพีทซึ่งออกจากห้องฉุกเฉินมาเรียกขึ้น
       “รัญธิดา”
       ธาริศถึงกับชะงัก รัญธิดาเองก็เหมือนกัน ละสายตาเปลี่ยนไปมองพีทแทน
       พีทเดินเข้ามา
       “ดีใจมั้ย ที่ผมปลอดภัย ทุกอย่าง”
       พีทกอดรัญธิดาไว้ เหมือนปลอบใจตัวเองด้วย รัญธิดายืนตัวแข็ง ธาริศยืนมองอย่างร้าวรานใจ
       “ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง”
       “พี่ธาริศ”
       ทุกคนหันไปมอง พีทเองก็คลายอ้อมกอด ทักษอรยืนอยู่ทางกนึ่ง แล้ววิ่งเข้ามาโผเข้ากอดธาริศ
       “พี่ธาริศปลอดภัยแล้ว พี่ธาริศปลอยภัย” ทักษอรร้องไห้โฮ
       ธาริศกอดทักษอรไว้เช่นกัน รัญธิดามองอย่างร้าวรานใจไม่แพ้กัน
      
       เย็นมากแล้ว รัญธิดาคุยกับครู นักเรียนกลับหมดแล้ว รัญธิดามองดูรอบๆ โรงเรียน
       “เงียบจังนะคะ”
       “ใช่ค่ะเพราะเด็กๆ คนอื่นผู้ปกครองมารับกลับไปหมดแล้ว”
       “งั้นก็เหลืออะตอมอยู่คนเดียว ต้องรบกวนให้คุณครูกลับเย็นแบบนี้ ขอโทษจริงๆ นะคะ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ แล้วคุณแม่ล่ะคะ”
      
       “ก็อย่างที่โทรมาบอก น้าแพทกลัวว่าถ้าอะตอมแกเห็นสภาพมอมแมมของแม่แล้วจะตกใจ รัญก็เลยอาสามาเองให้น้าแพทรออยู่ที่บ้านดีกว่า”
       “อ๋อ ค่ะดีแล้ว”
       2 คนเดินมาหยุดที่สนาม
       “ดิฉันให้แกเล่นของเล่น รออยู่ตรงนั้น”
       “ขอบคุณค่ะ”
       ครูออกไปลับตัว รัญธิดาค่อยๆ เดินเข้าไป มองไปที่เครื่องเล่นที่ครูบอก ปรากฏว่าไม่มี แต่พอมองไปอีกหน่อยตรงเสาเห็นอะตอมนั่งหลับพิงเสาคอพับคออ่อนอยู่ รัญธิดาเดินเข้าไปดู
       “รอจนหลับไปเลยเหรอเนี่ย”
       รัญธิดาค่อยๆ นั่งลง จากอารมณ์แค่เอ็นดูที่เห็นนั่งหลับ เมื่อเห็นอะตอมที่หลับเหงื่อซกอยู่ ค่อยๆ พินิจดู ความรู้สึกของแม่ลูก ก็พุ่งขึ้นมา รัญธิดาค่อยๆ เอื้อมมือเข้าไปลูบหัวเบาๆ อะตอมลืมตาขึ้นยิ้ม หน้าตายังไม่ตื่นดี
       “แม่ค้าบ...แม่มารับอะตอมแล้วเหรอ”
       อะตอมโผเข้ากอดรัญธิดาแล้วซุกหลับต่ออีก รัญธิดาตัวแข็งทื่อ กลั้นใจสักพัก แล้วพยายามปลุก
       “อะตอม..อะตอม..ตื่นสิ..นี่พี่รัญเอง..ไม่ใช่แม่”
       อะตอมไม่ตื่นซ้ำยังกอดแน่นขึ้นไปอีก รัญธิดาสงบใจค่อยๆ อุ้มอะตอมขึ้นมา เป็นการอุ้มครั้งแรก ความอบอุ่นแล่นเข้ามากระแทกใจ จนน้ำตาค่อยๆ คลอตา
       “ขอโทษนะอะตอม...ขอโทษจริงๆ พี่มารับกลับบ้าน ไปกลับบ้านกันเถอะ”
       น้ำตารัญธิดาค่อยๆ ไหลรินออกมาอย่างไม่มีเหตุผล
      
       ด้านเปลี่ยนกำลังลนลานเก็บของในบ้านพัก
       “เร็วๆเข้าเหอะพี่เปลี่ยน...ไม่รู้พี่จะย้อนกลับมาที่นี่ทำไม”
       เปลี่ยนพลิกที่นอน เอาเงินที่ซ่อนไว้มาชูขึ้น
       “ถ้าไม่เพราะไอ้นี่ข้าไม่กลับมาหรอก” พร้อมกับเอาเงินใสกระเป๋า
       “ที่จริงเราจะไม่หนีก็ได้นี่นา เราเพราะไอ้พีทมันไม่เห็นหน้าเราสักหน่อย” ชิดว่า
       “ไอ้โง่ ถึงมันไม่เห็นหน้า แต่การที่นังแพทมันแส่ไปช่วยได้แบบนั้น แสดงว่ามันต้องรู้เรื่องแผนของเรา...แต่ถ้าไม่ใช่ก็รอให้แน่ใจแล้วเราค่อยกลับมาวันหลัง”
       “แล้วไอ้กำนันมันหักหลังเราแถมยังจะเผาเราทั้งเป็น คิดแล้วเจ็บใจ” ชิดบอก
       “เอ็งไม่ต้องกลัว เรื่องนั้นข้าคิดบัญชีแน่ แต่ตอนนี้ไปจากที่นี่ก่อน”
       เปลี่ยนเปิดประตูแล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็น ประทิน ชู และคนงานชาย ดักรออยู่ข้างหน้า ทั้งคู่สบตากันอย่างเยือกเย็น
       “คุณพีท มีเรื่องอยากคุยด้วย ทั้งสองคน”
       เปลี่ยนกับชิดจะขยับ แต่คนงานชายขยับตามแบบรู้ทัน
      
       ไม่นานต่อมาทุกคนอยู่ที่มุมหนึ่งในรีสอร์ต พีทยืนมองนิ่งๆ เปลี่ยนกับชิดทำท่าฮึดฮัด ประทินยื่นสมุดบัญชีให้พีท
       “นี่เป็นสมุดบัญชีที่น้าเปลี่ยนให้คนงานเซ็นรับเงินครับ ซึ่งไม่ตรงกับฝ่ายบัญชีเลย”
       พีทหยิบมาเปิดดูสักพัก เปลี่ยนถลึงตามองประทินและคนงานรอบๆ ตัวอย่างโกรธแค้นทุกคน เว้นประทินที่หลบตา
       “นานแค่ไหนแล้ว ที่น้าเปลี่ยนทำแบบนี้” พีทถาม
       “ผมไม่ได้ทำอะไรพวกนี้มันใส่ร้ายผมทั้งนั้น ผมทำงานกับคุณพีทมาตั้งแต่คุณพ่อคุณท่านไว้ใจถึงให้ผมคุมคนงานทั้งหมด แล้วที่ผ่านมาก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไร ผมถูกใส่ร้ายจริงๆ” เปลี่ยนแถ
       “ก็ที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าพูดนะซิ น้าขู่ทุกคนไว้ คนงานรับเงินรายวันต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ใครกล้ามีปัญหาน้าก็ไล่ออก ไม่ให้ทำ” ฝนว่า
       “อีฝน เอ็งหุบปากไปเลย ไหนใครว่าข้าโกงค่าแรง ก็พูดออกมาสิ...พูดออกมาเลย”
       เปลี่ยนมองกราดรอบข้างอย่างดุดัน ทุกคนหลบตาหุบปากเงียบ บางคนก็ถึงกับถอยหลังด้วยความกลัว
       “แล้วถ้ามีคนกล้าเป็นพยานล่ะ”
       แพทกับรัญธิดาพาสุกเดินออกมา สุกท่าทางกลัวๆ อยู่มาก
       เปลี่ยนตกใจแล้วเปลี่ยนเป็นโกรธหันไปบอกพีท “อีสุกมันโกรธที่ผมจับได้เรื่องมันขโมยจนมันโดนไล่ออก คุณพีทจะยังเชื่อมันอีกเหรอครับ”
       “เรื่องนั้นผมตัดสินใจเอง ว่ามาสุกมีอะไรจะบอกฉัน” พีทถาม
       สุกมองเปลี่ยนไม่เต็มตา เปลี่ยนส่งสายตาอาฆาตแค้นเอาเรื่องตอบ
       “พูดไปเลยสุก มีอะไรก็บอกคุณพีท ไม่ต้องกลัวนะ” แพทบอก
       สุกนิ่งไป มองเปลี่ยนอีกครั้งแล้วก็ตัดสินใจส่ายหน้า
       “ไม่มีจ้ะ”
       เปลี่ยนถอนโล่งอก ทุกคนผิดหวัง
       โดยเฉพาะแพท “อ้าว ทำไมทำแบบนี้ ไหนเธอบอกฉัน ว่าคุณพีทเป็นคนดีไง คุณพีทเค้าช่วยเธอ เธอก็อยากช่วยเค้าตอบแทน”
       สุกอึดอัดจนจะร้องไห้ “นายเปลี่ยนก็มีบุญคุณกับฉัน เค้าให้งานฉันทำ”
       “ไม่ใช่ คุณพีทต่างหากที่เป็นคนให้งานทำ เงินที่นายเปลี่ยนจ่ายให้เธอมันก็ไม่ใช่เงินของเค้า เป็นของคุณพีทเหมือนกัน เค้าเอาเปรียบทั้งพวกเรา แล้วก็คุณพีท” แพทชี้ไปที่พีท “นี่ต่างหากคือคนที่มีบุญคุณไม่ใช่ คนนี้ ถ้าพวกเธอเป็นคนกตัญญูจริงก็ต้องช่วยคุณพีทจับคนโกงซิ” คราวนี้แพทหันไปหาคนงานทั้งหลาย “ฉันขอถามเป็นครั้งสุดท้าย ใครที่โดนนายเปลี่ยนหักหัวคิวบ้าง”
       ทุกคนเงียบ ชิดหัวเราะเบาๆ ในขณะที่เปลี่ยนยิ้มอย่างพอใจ
       “พอใจยังครับ...คุณแพท” เปลี่ยนพูด เน้นๆคำ อย่างกวนบาทา
       รัญธิดาพยายามขอร้อง “พี่สุกคะ ขอร้องเถอะค่ะ น้าเปลี่ยนแกทำอะไรพี่ไม่ได้แล้วนะคะ”
       สุกอึกอัก
       เปลี่ยนเริ่มกร่าง “ผมบอกแล้วว่า ผมไม่ได้ทำอะไร...ผมถูกใส่ร้าย” แล้วหัวเราะร่าอย่างสะใจ
       สุกยกมือ “ชั้นเองค่ะ ที่ถูกนายเปลี่ยนหักหัวคิวและโกงค่าแรง”
       เปลี่ยนเบรคเสียงหัวเราะทันที มองสุกอย่างเอาเรื่อง
       “อีสุก”
       คนงานอื่นๆ ค่อยๆ ยกมือที่ละคนสองคนจนครบ
       “พวกเราก็โดน” / “ผมด้วย” / “ชั้นด้วย”
       พีทเข้ามารวบตัว แพทยิ้มดีใจกับสุก เปลี่ยนแค้นจัด ฮึดฮัดใหญ่
       “ผมคงให้น้า..ทำงานที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว” พีทบอก
       “ผมว่าน่าจะเชิญตำรวจมาดีมั้ยครับ... เพราะนี่ถือว่าเป็นการยัดยอกทรัพย์” ประทินว่า
       “คุณพีท ขอโอกาสผมเถอะครับ ผมจะคืนเงินให้ก็แล้วกันนะครับ”
       เปลี่ยนควักเงินที่อยู่ในกระเป๋าให้พีท
       “ผมไม่ได้ต้องการเงิน” พีทชี้ที่อกตรงหัวใจ “ตรงนี้ต่างหากที่ผมต้องการ ตั้งแต่สมัยพ่อมา ผมคิดเสมอ ว่าน้าคือคนในครอบครัวของเรา ผมเชื่อใจน้ามาตลอด แต่ตอนนี้น้าได้ทำลายความไว้ใจทั้งหมดของผม นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผมรับไม่ได้ คนเรา แต่ถ้าไม่มีความจริงใจกันจะอยู่ด้วยกันยังไง”
       แพทกับรัญธิดาลอบมองหน้ากัน เพราะตัวเองก็มีความลับเช่นกัน
       “เออ มีอีกอย่าง เราเจอหมวกสองใบนี่ด้วย”
       ประทินเอาหมวกไหมพรมมาส่งให้พีท เป็นหมวกมอมแมมไปด้วยเขม่า พีทค่อยๆ รับมาดูใกล้ๆ เปลี่ยนกับชิตแอบมองหน้ากัน ประมาณว่าชิบหายแล้ว สองวายร้ายฉวยจังหวะรีบลุกขึ้น เอาตัวคนงานผลักให้ล้มกระแทกกัน แล้วรีบวิ่งหนีออกไป
       “มันหนีไปแล้ว”
       พีทเอาหมวกมาดู
       “กลิ่นควันไฟยังหึ่งอยู่เลย” พีทว่า
       “ผัวนังสุกมันบอกว่าเห็นไอ้เปลี่ยน ไปบ้านกำนันบ่อยๆ” ประทินบอก
       “นี่แปลว่า คนร้ายที่ตามยิงคุณในไร่ก็เป็นฝีมือของนายเปลี่ยนกับนายชิด” แพทตะลึง
       พีทขัดขึ้นทันที “พอแล้ว ..ผมไม่อยากฟัง” หันมาบอกประทิน “ส่งเป็นหลักฐานให้ตำรวจ แล้วแต่ตำรวจจะจัดการต่อไปก็แล้วกัน”
       พีทถอนหายใจยกมือลูบหน้า อย่างอัดอั้น สะเทือนใจกับความจริงที่ได้รู้ ที่เสียใจมาก รัญเดินเข้ามาใกล้จะให้กำลังใจ
       “คุณพีทคะ”
       พีทยกมือประมาณว่าโอเค “ผมอยากอยู่คนเดียวสักพัก”
       พีทฝืนใจยิ้มให้ทุกคนแล้วเดินออกไป แพทแอบสบตากับรัญธิดามองเห็นสัญญาณบางอย่าง
      
       สักครู่ต่อมารัญธิดาเดินออกมาหยุดยืนอย่างอึดอัดใจ แพทตามมาห่างๆ
       “เราคงต้องรีบสารภาพเรื่องทุกอย่างกับคุณพีทนะ ทั้งเรื่องพี่ทิพ แล้วก็เรื่อง...”
       รัญธิดาสวนคำอย่างดื้อรั้น “ไม่ได้ค่ะ จะเรื่องอะไรก็บอกไม่ได้ทั้งนั้น”
       “ทำไม รัญก็ได้ยินไม่ใช่เหรอว่าคุณพีทเค้าถือสามากขนาดไหนกับการโกหกหลอกลวง รีบบอกตอนนี้ดีกว่า จะไม่ได้เสียความรู้สึกกันไปมากกว่านี้”
       “ก็เพราะอย่างนี้นะซิค่ะ ถ้าเราบอกความจริงทุกอย่าง มันก็จะจบเหมือนนายเปลี่ยน...เค้าคงจะเกลียดรัญมาก”
       “แล้วรัญจะปิดเค้าตลอดไปงั้นเหรอ ความลับมันไม่มีในโลกหรอกนะ
       “แต่มันต้องอยู่ให้นานที่สุด อย่างน้อยก็จนกว่ารัญจะได้แต่งงานกับคุณพีท”
      
       รัญธิดาเดินหนีทันทีเป็นการตัดบท แพทถอนใจทั้งหงุดหงิดและไม่สบายใจ
      

       จบตอนที่  7
ตอนที่ 8
      
       วันต่อมา รุจรวีคุยอยู่กับทักษอรอย่างอ่อนหวาน ทั้งสองคนอยู่ในห้องโถงบ้านพักของ พีระ แรนโช รีสอร์ต
      
       “แม่ว่าถ้าแม่ได้เงินไปลงทุนอีกสักก้อน แม่ต้องคืนทุนแน่นอน หุ้นตัวที่แม่ดูไว้ มันกำลังขึ้นเลยล่ะจ๊ะ หนูอร”
       “คราวที่แล้ว คุณแม่ก็พูดแบบนี้” รุจรวีหน้าเสีย “แต่ก็เอาเถอะค่ะ ถ้าคุณแม่อยากลองดูอีก ก็ได้ สองแสนดีใช่มั้ยคะ”
      
       รุจรวียิ้มเรี่ยราด “ใช่จ้ะ”
       ทักษอร หยิบเช็คในกระเป๋าขึ้นมาเขียน
       “แต่คุณแม่ต้องจัดการเรื่องน้าสาวรัญธิดาให้หนู หนูไม่ชอบที่ยายนี่ ชอบมาป่วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ พี่ธาริศ”
       “ได้จ้ะ เป็นแม่ม่ายมาทำตัวแบบนี้คงไม่เหมาะ แม่เองก็เป็นแม่ม่ายเลี้ยงตาธาริศมาคนเดียวเหมือนกันแต่ไม่เคยทำตัวเสื่อมเสียให้ใครนินทา
       รุจรวีเอื้อมมือไปรับ แต่ทักษอรยักกลับไว้ไม่ยื่นให้
       “รวมทั้งเด็กอะตอมด้วย”
       รุจรวีงง “อะตอม...ไหนเหรอจ๊ะ”
       “ลูกของยายแพท พี่ธาริศเอ็นดูมันมาก แถมพามาเล่นด้วย...หนูไม่ชอบ”
       “อ๋อ จ้ะๆ แม่เข้าใจแล้ว ได้ ๆ”
       ทักษอรยื่นเช็คให้รุจรวี
       เสียงธาริศดังเข้ามา “เดี๋ยวก่อน”
       รุจรวีหันไปมอง ธาริศเข้ามาดึงเช็คออกไป
       “แม่ครับ พอเถอะครับ” แล้วหันมาทางทักษอร “ถ้าอรยังรักพี่ อย่าตามใจแม่ผิดๆ แบบนี้อีก”
       รุจรวีไม่พอใจ “มันเรื่องของแม่กับหนูอรนะตาริศ เอาเช็คคืนมาให้แม่”
       นอกจากไม่คืน ธาริศยังฉีกเช็คทิ้ง ทั้งรุจรวี และทักษอรต่างมองหน้ากัน ไม่คิดว่าธาริศจะทำแบบนี้
      
       ธาริศซึ่งถือสมุดสเก็ตงานกับหมวกคุมงาน เตรียมตัวไปดูที่ เดินออกมา รุจรวีเดินตามมาหน้าตึงท่าทางฉุนเฉียว
       “ธาริศ...ธาริศ มาคุยกับแม่ก่อน หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
       ธาริศยอมหยุดหันมาหามารดา
       “แม่เล่นหุ้นจนหมดตัวใช่มั้ยครับ”
       “เรื่องการลงทุนมันก็ต้องมีขาดทุนกันบ้างเป็นธรรมดา แต่พอได้กำไร มันก็คุ้มเกินคุ้มนะ” รุจรวีแก้ต่าง
       “แต่เท่าที่ผมเห็น แม่ขาดทุนมาหลายครั้งแล้วนะครับ ผมว่าแม่น่าจะตั้งใจดูแลธุรกิจสปาที่มีอยู่ให้ดีกว่า แค่นั้นก็มีเงินให้แม่ใช้จ่ายสบายๆ อย่าทำอะไรเกินตัวอีกเลย”
       “ไม่ต้องมาสอนฉัน ฉันทำงานหาเลี้ยงตัวเองมาตลอด ตั้งแต่พ่อแกยังอยู่กับเราด้วยซ้ำ ถ้าฉันขี้ขลาดไม่กล้าลงทุนทำอะไรสักอย่าง อย่างพ่อแก ฉันคงไม่เลี้ยงแกโตจนมาถึงทุกวันนี้หรอก”
       ธาริศเจ็บจี๊ดในใจเมื่อรุจรวีโยงไปถึงบิดาอีก แต่ไม่สามารถพูดอะไรได้
       “แต่ตอนนี้ แม่ก็ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นอีกแล้ว ผมเลี้ยงแม่ได้”
      
       “แล้วแกจะเดือนร้อนทำไมนัก หนูอรเค้ายินดีให้แม่ เงินพวกนั้นมันเล็กน้อยมากสำหรับเค้า เป็นลูกสะใภ้ทำไมจะให้เงินแม่สามีไม่ได้ ไม่เห็นมันจะมีปัญหาอะไร”
       ธาริศมองหน้าแม่ “ปัญหามันคือ...ผมจะกลายเป็นทาสเค้าตลอดไป...พอเถอะครับแม่ อย่าเอาเงินอรอีกเลย เหลือศักดิ์ศรีความเป็นคนให้ผมบ้าง”
       รุจรวีโกรธจัด “ตาธาริศ”
       ทั้งคู่สบตากัน มีแต่ความเจ็บปวดทั้งคู่
       “ผมขอโทษครับ...ผมขอตัวไปทำงานก่อน”
       ธาริศเดินออกไป รุจรวีได้แต่เสียใจ แต่ด้วยทิฐิ จึงไม่สามารถเอ่ยปากขอโทษลูกชายได้ว่าตัวเองเป็นคนผิด
      
       เวลาต่อมา ที่ออฟฟิศชั่วคราว ไม่ไกลจากไซต์งานก่อสร้างในรีสอร์ต ซึ่งเป็นบ้านเล็กชั้นเดียวริมน้ำ
       ธาริศนั่งเขียนพิมพ์เขียวอยู่ในนั้น แต่ไม่มีสมาธิพอ ยังเสียใจเรื่องทะเลาะกับแม่ ในที่สุดก็ปัดข้าวของใกล้ๆ ลงพื้นหมด
       “โธ่เว้ย”
       ประตูเปิดออก รัญธิดาเดินเข้ามาแล้วชะงัก ธาริศรีบหันหลังให้
       รัญธิดาตกใจ อึ้งๆ “คุณพีทให้ฉันเอาตัวอย่างสีที่ชอบมาให้คุณ ...คือ.. วันนี้คุณพีท ออกไปข้างนอก”
       ธาริศพยายามข่มใจ “งั้นก็เอาวางไว้บนโต๊ะนั่นแหละ”
       รัญธิดาเดินเอามาวาง แล้วลังเลเห็นสีหน้าธาริศแย่มากๆ
       “ทะเลาะกับคุณอรมาเหรอคะ
       ธาริศเสียงเขียว “มันไม่ใช่เรื่องของคุณ
       รัญธิดาจี๊ดอุตส่าห์เป็นห่วง “ขอโทษ จริงของคุณ ฉันไม่ควรยุ่งเรื่องส่วนตัวของคนอื่น”
       พูดจบรัญธิดาตั้งท่าจะเดินไป
       “เดี๋ยวก่อน!”
       รัญธิดาชะงัก ธาริศหันมามอง ดวงตาเจ็บช้ำ
       “เมื่อก่อน เวลาที่เธอเป็นทุกข์มากๆ ที่ถูกยายดุด่า...เธอทำยังไงบ้างก่อนที่จะเจอกับผม”
      
       รัญชะงักอึ้ง


  


       สองคน อยู่ด้วยกันตรงบริเวณห้องอาบน้ำ ซึ่งเป็นส่วนของห้องเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวในออฟฟิศชั่วคราวแห่งนี้ มือรัญธิดาเปิดฝักบัวแรงๆ น้ำไหลออกมาเป็นสาย บอกเสียงเรียบ
      
       “เข้าไปซิ”
       ธาริศงงง
       “ถ้าคุณอึดอัดอะไร อยากระบายอะไรออกมาก็เอาเลย ตอนอยู่บ้านยาย ฉันมักจะเอาหัวจุ่มลงไปในโอ่ง แล้วก็ตะโกนดังๆ หรือไม่ก็ร้องไห้ สายน้ำมันจะช่วยให้เราสงบ มันอาจจะดูเด็กๆ ไปหน่อย แต่ฉันว่ามันก็ได้ผลดีดีทีเดียว คุณทะเลาะกับแม่มาเหรอคะ”
       ธาริศเงียบไม่ตอบ
       “แล้วแต่คุณแล้วกัน...อย่างน้อยน้ำเย็นๆ มันก็จะช่วยให้ใจเราเย็นขึ้น”
       รัญธิดาเดินหนี ปิดประตูทำเป็นไม่ใส่ใจ
       เป็นธาริศทั้งชุด ค่อยๆขยับเข้าไปยืนใต้ฝักบัว....หลับตายืนนิ่งปล่อยให้น้ำจากฝักบัวไหลผ่านหน้า ดับความร้อนรุ่มในใจ แล้วตะโกนออกมาดังๆ ระบายอารมณ์
       “โธ่เว้ย...”
       รัญธิดายืนอยู่หน้าห้อง แอบยิ้มนิดๆ ด้วยความดีใจที่ช่วยธาริศได้ ก่อนเดินไป
      
       พอรัญธิดาเปิดประตูห้องแต่งตัวออกไป แต่ต้องชะงักเมื่อเห็น เฉิดโฉมกับทักษอรเดินมา รัญธิดาไม่รู้ทำยังไง รีบหลบเข้าไปในห้องหลังประตู ขณะที่สองสาวเดินมาหน้าห้อง
       “เธอแน่ใจเหรอว่าพี่ธาริศอยู่ในนี่” ทักษอรถาม
       “ค่ะ ก็คนงานบอกอย่างงั้น คนงานบอกว่าเห็นคุณธาริศเดินมาทางนี้ค่ะ”
       “แต่ว่า นี่มันห้องแต่งตัวของผู้ชาย ชั้นจะเข้าไปได้เหรอ”
       “แล้วจะเป็นไรไปล่ะคะ ตอนนี้ไม่มีแขกมาใช้หรอกค่ะ ดีเสียอีกก็คุณอรบอกว่าอยากมาปรับความเข้าใจกับคุณธาริศไม่ใช่เหรอคะ” เฉิดโฉมยิ้มเป็นนัย “อยู่กันแค่สองคนแบบนี้ยิ่งดี จะได้จิจ๊ะกันลับหูลับตาใครๆ...อิอิอิ”
       ที่ด้านในรัญธิดาตกใจมากไม่รู้จะทำยัง มือเฉิดโฉมเปิดประตูเข้ามา ทักษอร กวาดตามองไปทั่วๆ
       “ไม่เห็นมีใคร กลับเถอะพี่ธาริศคงไม่ได้อยู่ในนี่”
       “ไหนๆ ก็มาแล้ว เข้าไปดูข้างในหน่อยเถอะค่ะ เผื่อคุณธาริศจะเข้าห้องน้ำอยู่ด้านใน”
       ระหว่างนั้นรัญธิดาหลบอยู่หลังล็อกเกอร์ใส่ของ ด้านในอีกทีเห็นห้องอาบน้ำก็ตกใจ
      
       รัญธิดารีบเปิดประตูเข้ามาในห้องน้ำแล้วปิดล็อค ธาริศตกใจ
       “เธอเข้ามาทำไม”
       รัญธิดาไม่พูดแต่ยกมือจุ๊ปากให้เงียบ ลูกปิดประตูหมุนกึกกัก แล้วมีเสียงเคาะประตู
       “พี่ธาริศคะ อยู่ในนี้หรือเปล่า”
       เป็นเสียงทักษอร ธาริศและรัญธิดาตกใจมาก
      
       ตรงแผงขายผลไม้ในตลาด ทิพปภาอยู่ตรงนั้น กำลังส่งที่อยู่ให้แม่ค้าพลางถาม
       “พอจะรู้จักมั้ย ว่าหมู่บ้านนี้อยู่ที่ไหน ไปยังไง”
       “จะรู้จักได้ไงล่ะคุณ ปากช่องนะไม่ใช่กว้างแค่ฝ่ามือ..ไปถามบุรุษไปรษณีย์สิยะ”
       ทิพปภากระชากกระดาษมา ด่าแม่ค้ากลับ
       “ไม่รู้แล้วจะเอาไปดูทำไม เสียเวลา น่านำคาญ”
       ทิพปภาหันหลังเดินหนี
       อีกมุมไม่ไกลนัก พีทซื้อผลไม้อยู่ ควักเงินจ่ายค่าผลไม้ แล้วเอากระเป๋าตังค์ใส่กางเกงหลัง ก่อนเดินออกไปที่รถ ทิพปภาหันมาเห็นกระเป๋าตังค์ตกอยู่ที่พื้น มองกระเป๋าตังค์ตาเขม็ง
      
       ขณะที่พีทขึ้นรถกำลังจะสตาร์ท ทิพปภามาเคาะกระจกด้านข้าง พีทหันไปดูลดกระจกลงอย่างงงๆ
       “มีอะไรเหรอครับ”
       ทิพปภาชูกระเป๋า
       “นี่กระเป๋าคุณหรือเปล่า”
       พีทสำรวจหากระเป๋าตัวเองด้านหลัง
       “ขอบคุณมากฮะ คุณน้า”
       พีทยกมือไหว้รับมา ทิพปภาส่งเสร็จก็หันหลังกลับแบบไม่ยินดียินร้ายไม่ได้หวังผลตอบแทน พีทรีบเรียกไว้
       “คุณน้าเดี๋ยวฮะ คุณน้าจะไปไหนหรือฮะ ผมไปส่งมั้ยฮะ”
       “ฉันจะไปหาลูกสาวของชั้น”
      
       ทิพปภาบอกอย่างมาดหมาย

      ขณะเดียวกันนั้น ทักษอรเดินเข้ามาหน้าห้องอาบน้ำในออฟฟิศชั่วคราวของรีสอร์ต พลางตะโกนบอก
      
       “พี่ธาริศ นี่อรเองนะคะ”
       ธาริศกับรัญธิดาที่อยู่ในห้องน้ำ ตกใจไม่รู้ทำไง ธาริศเอื้อมมือปิดปากรัญ ก่อนจะเบี่ยงตัวให้รัญหลบอยู่ด้านหลัง
       “อรอยากทำความเข้าใจกับพี่เรื่องคุณแม่พี่”
       “พี่โอเคแล้วอรเรื่องนั้น พี่ไม่ได้โกรธอรสักนิดเดียว” ธาริศตะสินใจตะโกนออกไป
       “งั้นก็ออกมาคุยกันซิคะ”
       “ไว้กลับไปคุยกันที่บ้านดีกว่า”
       “ก็ได้ค่ะ ถ้าพี่ธาริศไม่ออกมา งั้นอรจะเป็นคนเข้าไปเอง”
       ธาริศตกใจ รัญเองก็ตะลึงพรึงเพริด....ตาเบิกกว้าง ถ้าทักษอรเข้ามาจะเกิดอะไรขึ้น สองคนตะลึงตัวแข็งทั้งคู่ทำอะไรไม่ถูก ลูกบิดประตูถูกแตะทำท่าจะเปิดออก
       ที่ด้านนอกของห้อง จู่ๆ มีเสียงผู้ชายร้อง “เฮ้ย”
       ทักษอรหันไปดู เห็นผู้ชายนุ่งผ้าเช็ดตัวเข้ามาจะอาบน้ำ ทั้งคู่ตกใจ
       ทักษอรร้อง “ว้าย” รีบเอามือปิดตาหันหลังให้ทันที
       ผู้ชายโวยวายใส่ทันควัน “นี่ห้องผู้ชายนะครับคุณ เข้ามาได้ไงเนี่ย” พลางจับผ้าเช็ดตัวกระชับไว้แน่น
       “ค่ะ...ขอโทษค่ะ...ไปเดี๋ยวนี้ค่ะ” ทักษอรลนลานตะโกนบอกธาริศ “งั้นอรไปรอที่บ้านนะคะ” จากนั้นก็รีบออกไป
       ผู้ชายข้างนอกบ่นพึมพำ “อะไรวะ เข้ามาได้ยังไง” แล้วจึงเข้าห้องอาบน้ำห้องข้างๆ ไป
       ส่วนในห้องน้ำอีกห้องรัญธิดายังคงอยู่ในอ้อมแขนธาริศ สักครู่ธาริศค่อยๆ ปล่อยมือที่ปิดปากรัญธิดาออกถอนใจอย่างโล่งอก
       “อรไปแล้ว”
       สองคนยิ้มให้กันอย่างโล่งใจ
       “ดูซิ รัญเปียกหมดเลย”
       ธาริศยกมือขึ้นเช็ดหยดน้ำตามไรผมให้
       รัญธิดามองอีกฝ่าย “พี่ก็เหมือนกันนั้นแหละ ดูไม่ได้เลย” พร้อมกับยิ้มขำๆ
      
       ว่าแล้วรัญธิดาก็ยกมือขึ้นเช็ดหยดน้ำที่ใบหน้าธาริศ สองคนอดหัวเราะให้กันไม่ได้ แล้วก็ต้องชะงักเมื่อรับรู้ว่าตอนนี้อยู่ใกล้ชิดกันมาก ใจเต้นโครมคราม...รับรู้ความรักที่มีอยู่ในใจกันและกัน ความรักความผู้กพันดูดดึงสองคนให้ค่อย ๆ เอนหน้าเข้าหากัน แต่พอปากจะแตะถึงกัน แต่แล้วก็หยุดชะงักกันทั้งสองคน แล้วก็รีบผลักกันออกห่าง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีผุดขึ้นมาในหัว
       รัญธิดาบอกเสียงแข็ง “คุณอรรอคุณอยู่ที่บ้าน”
       “ใช่...ส่วนรัญ ก็มีพี่พีทรออยู่”
       สองคนมองหน้ากัน ต่างคนต่างคิดได้ รัญธิดารีบเบี่ยงตัวออกมาจากห้องน้ำเดินสะเปะสะปะออกไป ธาริศเองก็เปิดน้ำราดหัวใหม่อีกรอบเพื่อพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองเช่นกัน
      
       คู่ต่อมารัญธิดาเดินออกมาอย่างรวดเร็ว รู้สึกหวั่นกลัวเมื่อรู้ว่าตัวเองยังรักธาริศอยู่มาก รัญธิดาว้าวุ่น สับสน หวาดกลัวกับอารมณ์ของตัวเอง
       “ไม่ ไม่ มันต้องไม่เป็นแบบนี้”
       แล้วจึงคิดได้ว่าควรหาพีทให้เร็วที่สุด
      
       ด้านพีทขับรถมาตามทางในหมู่บ้าน
       “คุณรู้จักแน่เหรอ” ทิพปภาถามย้ำ
       “ถ้าหมู่บ้านบ้านนั้น ผมรู้จักดี คู่หมั้นของผมอยู่ในที่นั่น เดี๋ยวพอถึงหมู่บ้านแล้วคุณน้าบอกผมนะครับ ว่าบ้านเลขที่เท่าไหร่” พีทบอกยิ้มๆ
       ทิพปภามองอย่างมีความสุข มองกระดาษจดที่อยู่อีกที
      
       ฟากรัญธิดาเดินเข้ามาเก็บกระเป๋าที่โต๊ะทำงาน ตัวยังหมาดๆ อยู่ ฝนที่ปัดกวาดแถวนั้นหันมาดูด้วยสีหน้าตกใจ
       “ตายแล้วคุณรัญ! ไปทำอะไรมาคะ ทำไมเปียกปอนขนาดนี้”
       “มีอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะค่ะ พี่ฝนไม่ต้องบอกใครนะคะ รัญจะกลับบ้านก่อนนะคะ” รัญธิดาออกอาการอึกอัก
       ฝนรับปากงงๆ “ค่ะ...ได้ค่ะ”
       รัญธิดาหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า อย่างตัดสินใจ แล้วเดินออกจากห้องไป
      
       รถพีทขับเข้ามาจอดตรงหน้าบ้านแพท พีทหันมองทิพอย่างงุนงง
       “แน่ใจเหรอครับ ว่าลูกของคุณน้าอยู่บ้านหลังนี้”
       ทิพปภามองบ้านอย่างดื่มด่ำ ไม่ตอบ แล้วเปิดประตูรถ เดินลงไป พีทตกใจเปิดประตูตาม
       “เดี๋ยวก่อนครับ คุณน้า...... นี่มัน...”
       พีทชะงักค้าง เพราะโทรศัพท์ดังขัดขึ้น พีทละล้าละลัง เห็นทิพปภาเปิดประตูรั้วเข้าบ้านแพทไป ก็ตกใจ แต่ต้องเดินไปหยิบโทรศัพท์ในรถ
      
       รัญธิดาเดินพูดโทรศัพท์มาตามทางในรีสอร์ต
       “คุณพีทคะ คุณอยู่ที่ไหน รัญมีเรื่องสำคัญมากอยากจะพูดกับคุณ”
       “คุณจะเชื่อมั้ย ถ้าผมจะบอกว่า ผมกำลังอยู่ที่หน้าบ้านคุณ... คือ...ตอนนี้...”
       รัญธิดามัวแต่กังวลเลยไม่ใส่ใจฟังที่พีทจะพูด รีบตัดบท “รออยู่ที่นั้นนะคะ อย่าไปไหน รัญกำลังจะไปหาคุณเดี๋ยวนี้”
       รัญธิดาวางหูเร่งฝีเท้าอย่างร้อนใจ
       พีทวางหู วุ่นวายใจ แล้วมองไปในบ้าน ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไป
      
       ทิพปภาลองเปิดประตูกระจกหน้าตัวบ้าน แต่ก็ติดล็อคอยู่ ทิพปภาลังเลสักครู่แล้วเขย่าประตูอีก พีทตามมาคว้าแขนไว้
       “เดี๋ยวครับคุณน้า คุณน้าบอกว่าลูกสาวอยู่ที่นี่”
       ทิพปภาเริ่มรำคาญ “ก็จริงนะซิ” หยิบกระดาษจดที่อยู่มาให้ดู “นี่ไงบ้านเลขที่...” แล้วอ่านเลขที่บ้าน “คุณก็เห็นแล้วนี้น่า”
       พีทเอากระดาษจดที่อยู่มาดู แล้วทำหน้างงๆ
       “แล้วลูกสาวคุณน้าชื่ออะไร”
       “ชื่อ...” ทิพปภาชะงัก “ทำไมคุณจะต้องถาม มันธุระกงการอะไรของคุณไม่ทราบ ขอบคุณมากที่มาส่ง แต่กลับไปได้แล้ว”
       พีทท้วง “แต่...”
       ทิพปภาไม่ฟังพูดจบก็เดินไปหลังบ้านเลย ไม่ฟังคำตอบ
      
       พีทยิ่งงง มองที่อยู่ในมืออีกครั้ง เห็นตรงกับเลขที่บ้านแพท พีทเกิดอาการละล้าละลัง ว่าจะทำไงดี?


  


       ทักษอรเดินออกจากด้านในบ้านพัก มาชะเง้อ ชะแง้รอธาริศอย่างร้อนใจ เฉิดโฉมโผล่พรวดเข้ามาหา
      
       “คุณอรคะ... เป็นงัยบ้างคะ ตกลงคุณธาริศอยู่ในห้องน้ำรึเปล่าคะ”
       “ใช่” ทักษอรไม่สนใจ ชะเง้อมองธาริศต่อ
       “แล้วได้คุยกันเรียบร้อยมั้ยคะ”
       “ยัง”
       ทักษอรตอบห้วนๆ จะหนีเข้าบ้านเพราะรำคาญ เฉิดโฉมดึงแขนไว้
       “อ้าว ทำไมล่ะคะ โอกาสดีๆ แบบนั้นน่าจะคุยกันให้รู้เรื่องนะคะ เก็บเอาไว้ทำไม”
       ทักษอรตวาดแว้ด “เธอนี่อะไรนะ ปัญญาอ่อนหรือเปล่า เลิกยุ่งกับชั้นได้แล้ว รำคาญ!”
       ทักษอรสะบัดแขนออก แล้วเดินเข้าบ้าน เฉิดโฉมเสียหลักล้มลงบนพื้น
       “ว้าย”
       ชูพรวนดินอยู่ใกล้ๆ เห็น ลุกขึ้นยืนมอง
       “คุณเฉิด” ชูวิ่งเข้ามา “คุณเฉิดเป็นอะไรรึเปล่าครับ”
       “จะถามทำไม รีบดึงชั้นลุกขึ้นที... เร็วๆ”
       ชูดึงขึ้น แต่ดึงแรงไปหน่อย ร่างเฉิดโฉมปลิวมาปะทะอกชู
       “ว้าย!”
       ที่ด้านหลัง ฝนยืนหน้าหงิกอยู่
       “ไอ้ชู!”
       ชูหันไปสะดุ้ง รีบผละออกจากเฉิดโฉมทันที
       “พี่ฝน...”
       ฝนโมโหหึง “อย่างงี้นี้เองเหรอ ที่เข้าว่าผู้ชายเชื่อไม่ได้สักคน นี่มันจริงแท้ๆ”
       “ไม่ใช่นะพี่ฝน ชูรักพี่ฝนคนเดียวจริงๆ” ชูอ้อน
       “ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ต้องมาพูดแล้ว งอน!”
       ฝนเดินหนีไป
       “โธ่พี่ฝน อย่าเพิ่งไป รอชูก่อน” ชูวิ่งตามออกไปง้อ
       เฉิดโฉมหมั่นไส้ “โธ่ นังฝน นังบ้า ชั้นไม่เอาไอ้ชูหน้าโง่นี้หรอก พวกบ้าทั้งนั้น...นังคุณอรก็เหมือนกัน อารมณ์แปรปวนนัก สมควรแล้วที่ผัวไม่สนใจ เชอะ!”
       เฉิดโฉมยืนเหี่ยวหน้าหงิกงออยู่คนเดียว ท่าทางหงุดหงิดมากๆ
       ในขณะที่พีทยืนชะเง้อไปทางหลังบ้านอย่างกังวล เรื่องที่ว่าทิพปภาจะทำอะไร อยู่ๆ รัญธิดาก็เปิดประตูรั้วเข้ามา
       “คุณพีท”
       พีทดีใจ “รัญ...คุณมาก็ดีแล้ว มีผู้หญิงคนนึง...”
       พูดยังไม่ทันขาดคำ รัญธิดาก็พุ่งมาถึงตัว แล้วผวาเข้ากอดพีทแน่น อย่างจะให้เป็นที่พึ่ง
       “คุณพีทคะ”
       พีทตะลึงงัน ไม่รู้ว่ารัญธิดาพยายามลบความรู้สึกที่มีต่อธาริศออกไปให้ได้ พีทถามด้วยเสียงอ่อนโยน
       “เกิดอะไรขึ้นเหรอรัญ”
       รัญธิดารู้สึกตัวค่อยๆ คลายอ้อมกอดออก
       “เปล่าค่ะ รัญแค่อยากได้ความมั่นใจ”
       พีทฟังยิ่งแปลกใจ
       “มั่นใจ...เรื่องอะไร....มีอะไรเหรอ”
       รัญธิดาพูดเหมือนตัดสินใจแล้ว “คุณพีทยังอยากแต่งงานกับรัญอยู่รึเปล่า”
       “แน่นอนซิ ทำไมถามอย่างงั้นล่ะ”
       “งั้นเราแต่งงานกันเลยดีมั้ยคะ แต่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
       “นี่หมายความว่า น้าคุณเค้าอนุญาตแล้วเหรอ”
       “รัญไม่สนใจอะไรอีกแล้ว...รัญอยาก...”
       รัญธิดาค้างคำ ชะงักเมื่อมองไปเห็นทิพปภา ยืนอยู่ด้านหลัง ถึงกับยืนตัวแข็งทื่อตกใจจนพูดไม่ออก ในขณะที่ทิพปภาดีใจน้ำตาคลอที่ได้เจอหน้าลูก ตื้นตัน พึมพำเบาๆ กับตัวเอง
       “รัญ...”
       รัญธิดาตะลึง ค่อยๆ ถอยหลังทีละก้าว เหมือนเห็นผี พีทมองสายตา แล้วหันไปเห็นทิพปภา
       “คุณน้าคนนี้เค้ามาตามหาลูกสาว ผมก็เลยขับรถพามา แต่สงสัยแกคงจะได้ที่อยู่มาผิด เพราะพอมาถึงกลายเป็นบ้านของรัญไปได้ แปลกจริงๆ”
       ขณะที่พีทพูด รัญธิดากับทิพปภาสบตากันตลอดเวลา ทิพปภาค่อยๆ เดินเข้ามาหาทีละก้าว ทีละก้าว ขณะที่รัญธิดาถอยห่างทีละก้าวเช่นกัน
       ทิพปภามาจนถึงตัว รัญธิดาทำอะไรไม่ถูก อึกอักชั่วขณะ แล้วตัดสินใจ
       “รัญ เอ่อ รัญ... รัญว่าน้าคงเข้าใจผิดแล้วล่ะ บ้านนี้ เป็นบ้านของน้าแพทกับรัญ ลูกสาวของน้าคงไม่ได้อยู่ที่นี้หรอกค่ะ”
       ทิพปภาค่อยๆ หุบยิ้ม คิดไม่ถึงว่ารัญธิดาจะพูดแบบนี้ ช็อกคาที่ สองคนแม่ลูกสบตากัน ทิพปภาเพิ่งเข้าใจว่าลูกสาวรู้สึกยังไงกับตัว
       “นั่นซิครับ ผมก็ว่าอย่างนั้น เอ่อ...ว่าแต่ลูกสาวน้าชื่ออะไรน่ะครับ
       รัญธิดาหันขวับไปมองหน้า สบตากันกับทิพปภา ในอาการวุ่นวายใจ พยายามจะห้ามทางสายตา ทิพปภาเองก็สับสนหนัก
       “ลูกสาวฉัน ชื่อ...เอ่อ...ชื่อ...” ทิพปภาลังเล ยังไม่กล้าพูด
       “ชื่ออะไรครับ เพราะบ้านนี้มีแค่รัญกับคุณแพท แล้วก็อะตอมลูกชาย คุณแพท ถ้ายังไงผมจะได้ไปช่วยกดออดตามหาแถวๆ ในซอยนี้ให้” พีทพูดอย่างมีไมตรี
       “ลูกสาวฉัน....ชื่อ...” ทิพปภาน้ำตาหยดรินลงมา
       พีทมองด้วยสงสาร “อนุญาติให้เราช่วยคุณน้าเถอะนะครับ รัญเองเค้าก็เต็มใจช่วย เพราะเค้ากำพร้าแม่...เข้าใจหัวอกคนที่ไม่มีแม่ดี...ลูกสาวของคุณน้าคงดีใจมากที่ได้เจอแม่อีกครั้ง”
       “กำพร้าแม่”
       ทิพปภามองรัญธิดาอย่างปวดร้าว ด้วยรัญธิดาตัดสินใจทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุด
       “ใช่ค่ะ...รัญไม่มีแม่...แม่ของรัญ...เสียไปนานแล้วค่ะ” รัญธิดาย้ำ
       รัญธิดากับทิพปภาสบตากัน น้ำตาทิพปภาไหลพราก เข้าใจทุกอย่าง พีทยิ่งสงสารนึกว่าคิดถึงลูก
       “ฉันคงเข้าใจผิดจริงๆ ขอโทษนะหนู ฉันคงจดเลขที่บ้านมาผิดจริงๆ ชั้นไม่..ไม่รบกวนล่ะนะ”
       ทิพปภาสบตารัญธิดาอีกครั้ง รัญธิดาเองก็ปวดร้าวไม่แพ้กัน ทิพปภาหันหลังจะเดินกลับออกไป
       เสียงคุ้นหูของใครคนหนึ่งดังขึ้น “บ้านเลขที่นั่นไม่ผิดหรอก”
       ทุกคนหันไปมอง แพทเดินเข้ามากับอะตอมเพิ่งกลับจากโรงเรียน
       รัญธิดาหน้าซีด “น้าแพท”
       แพทมองรัญธิดาอย่างเจ็บปวด
       “ชั้นรู้จักผู้หญิงคนนี้ดี”
      
       พีทงงทันที หันไปมองรัญธิดา บรรยากาศอึดอัดและเงียบกริบ ทุกคนดูต่างอึกอัก ลังเลกันหมด
      

       รัญธิดาตัดสินใจดึงพีทมาที่รถ พีทยังคงลังเลมองเข้าไปในบ้านตลอดด้วยความเป็นห่วง
      
       “รัญแน่ใจเหรอ ว่าจะให้ผมกลับไปก่อน ตกลงน้าคนนั้นกับครอบครัวรัญมันยังไงกันแน่ รัญบอกว่าไม่รู้จัก แต่คุณแพทบอกรู้จัก ...แถมยังเรียกว่าพี่อีก ถ้าเค้าเป็นพี่สาวคุณแพท เค้าก็ต้องป็น...”
       รัญธิดาขัดขึ้น “รัญไม่รู้อะไรทั้งนั้น คุณพีทกลับไปก่อนเถอะ”
       “ผู้หญิงคนนั้นอาจจะเป็นพวกสิบแปดมงกุฏอะไรก็ได้นะ ผมเป็นคนพาเค้ามาที่นี่ ผมก็ควรจะรับผิดชอบ”
       “ไม่ต้องค่ะ รัญจัดการเองได้”
       “แต่บ้านคุณมีแต่ผู้หญิง” พีทท้วง
       “ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกค่ะ”
       “แต่ผมเป็นห่วง”
       รัญธิดาเผลอขึ้นเสียง “เอ๊ะ รัญบอกว่าไม่ต้อง ก็ไม่ต้องสิ”
       พีทถึงกับชะงัก รัญธิดารู้สึกตัวว่าเสียงอ่อนลง “เรื่องแค่นี้ให้เราจักการกันเองดีกว่า คุณพีทกลับไปก่อนนะคะ ได้เรื่องยังไงแล้วรัญจะส่งข่าวให้ทราบ...ถือว่ารัญขอร้อง...นะคะ”
       พีทอึ้งไปแต่ก็ต้องยอม
       “ก็ได้”
       พีทขึ้นรถขับออกไป รัญธิดาถอนหายใจโล่งอกไปอีกเปลาะ ที่พีทยอมกลับ แต่พอหันหน้าเข้าไปในบ้าน ก็ต้องถอนหายใจอีกครั้งอย่างหนักใจ
      
       พอรัญธิดาเดินเข้ามาในบ้าน แพทก็เริ่มเปิดฉากใส่ทันที มีทิพปภานั่งอยู่ใกล้ๆ
       “ทำไมเธอถึงไม่บอกคุณพีท ว่าพี่ทิพเป็นใคร”
       รัญธิดาทำหูทวนลม นิ่งเฉยเหมือนไม่ได้ยิน ทิพปภามองลูกสาวอย่างปวดใจ
       “นี่มันเป็นโอกาสทีดีแล้วนะ รัญน่าจะบอกเรื่องนี้กับคุณพีทไปเลย ความลับมันจะได้จบลงเสียที”
       “ชีวิตของรัญต่างหากที่มันจะจบ ถ้าคุณพีทเค้ารู้ความจริง” รัญธิดาบอกหน้าตึง
       แพทฉุน “ยายรัญ พี่ทิพคือแม่แท้ๆ ของเธอนะ แล้วคุณพีทคือคนที่เธอจะแต่งงานด้วยไม่ใช่เหรอ”
       รัญธิดาระเบิดออกมา “คงไม่มีผู้ชายคนไหน ที่อยากจะแต่