กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15
      
       ฟากธาริศขับรถมาตามทางราวกับจะบิน ขนาดนั้นยังไม่ทันใจแพทที่คอยเร่งตลอดเวลา
      
       “เร็วขึ้นอีกหน่อยได้มั้ยคะ”
       “คุณคิดว่า...อรเค้าคิดจะทำอะไร”
       “ถ้าไม่รีบตามไป เราจะรู้ได้ยังไงล่ะคะ ฉันไม่อยากให้ยายรัญต้องเผชิญหน้ากับภรรยาคุณคนเดียว... หรือว่าคุณอยากให้เป็นแบบนั้น”
       ธาริศอึ้งไป เหยียบคันเร่งเร็วขึ้นอย่างร้อนใจ
      
       ด้านรัญธิดายังอึกอักอยู่อย่างนั้น
       “คุณตอบผมมาซิรัญ...ว่าคุณมีความสัมพันธ์ยังไงกับธาริศ”
       “รัญ...รัญ”
       รัญธิดาตั้งท่าหันหลังเดินหนี แต่ปรากฏว่าทักษอรออกมาดักไว้
       “ก็มีความสัมพันธ์ฉันแฟนเก่า ที่ถ่านไฟพร้อมจะคุขึ้นมาอีกได้ทุกเมื่อน่ะซิคะ” ทักษอรพูดอย่างสะใจ
       รัญธิดาหันหน้าไปอีก เฉิดโฉมออกมายืนข้างพีท กลายเป็นรัญธิดายืนอยู่ตรงกลาง
       “คราวนี้คุณพีทคงไม่หาว่าเฉิดพูดเรื่องไร้สาระแล้วซินะคะ”
       รัญธิดาอึ้งที่ถูกรุม รู้สึกอับอายจนอยากร้องไห้
       “อย่าไปเชื่อครับพี่พีท” เสียงธาริศดังขึ้น
       ทุกคนมองไป เห็นแพทกับธาริศตรงเข้ามา
       รัญธิดาดีใจ “พี่ริศ! น้าแพท”
       “ทั้งหมดเป็นแผนของอร ที่หลอกให้รัญมาที่นี่” ธาริศบอก
       “แหม...ทนไม่ได้ จนต้องตามมาเชียวเหรอค่ ดูท่าทางยังมีเยื่อใยกันอยู่มากเชียวนะ คิดแล้วไม่ผิด” ทักษอรหันมาทางพีท “พี่พีทเห็นกับตา ได้ยินกับหู เชื่อที่อรบอกหรือยังล่ะคะ”
      
       พีทไม่ได้ตอบ แต่กำมือแน่นด้วยความโกรธ
       ธาริศเสียงเข้ม “อร! อรทำแบบนี้ทำไม”
       “อรก็อยากให้พี่พีทเห็นธาตุแท้ ของนังผู้หญิงที่พี่พีทกำลังจะแต่งงานด้วยยังไงล่ะคะ”
       “ใช่ค่ะ ต้องกระชากหน้ากากมันออกมาให้เห็น ทำเป็นตีหน้าซื่อ ใสบริสุทธิ์ที่แท้ ก็ผ่านมาไม่รู้กี่ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ เหม็นคาวไปหมด” เฉิดโฉมบอกอย่างสะใจ
       รัญธิดาน้ำตาไหลทั้งเจ็บทั้งอาย
       “หยุดพูดได้แล้ว นี่มันไม่ใช่เรื่องของเธอ” แพทตวาด
       “ยังจะกล้าพูดอีกเหรอ เธอนะแหละตัวดี วางแผนทั้งหมด คงจะอยากได้คุณพีทเป็นหลานเขยจนตัวสั่นล่ะซิ”
       พีทมองแพทอย่างผิดหวัง ปวดร้าว
       “หยุดนะ เฉิดโฉม” ธาริศตวาด
       ทักษอรออกรับแทน
       “พี่ธาริศ นั่นแหละหยุด เฉิดโฉมพูดถูกทุกอย่างผู้หญิงสองคนนี้รวมหัวกันหลอกพี่พีท”
       แพทหันไปหาพีท “คุณพีท เรื่องนี้เป็นแผนของคุณอร กับเฉิดนะคะ ยายรัญโดนแกล้ง”
       “ถึงขนาดนี้แล้วคุณยังจะกล้าปฎิเสธอีกเหรอว่า รัญธิดากับธาริศไม่มีอะไรกัน” พีทว่า แพทพูดไม่ออก “ที่ผมได้ยินจากปากรัญธิดา มันไม่ใช่เรื่องจริง ผมหูฝาดคิดไปเองใช่มั้ย” พีทหันมาที่รัญธิดา “ถามจริงๆ เถอะ คุณยังรักนายธาริศอยู่ใช่หรือเปล่า”
       ทุกคนอึ้งรอฟังคำตอบจากรัญธิดา แม้แต่ธาริศ
       รัญธิดาพูดไม่ออก “รัญ...รัญ...รัญ…”
       พีทยกมือห้ามไม่ให้พูดต่อหันมาทางธาริศ
       “แล้วนายล่ะ ธาริศ นายไม่เคยรู้จักรัญธิดามาก่อน นายไม่ได้รักผู้หญิงคนนี้ใช่มั้ย บอกฉันซิ.. ถ้านายยังเป็นลูกผู้ชายอยู่”
       ธาริศอึ้งไป สองคนสบตากัน
       “ผมรักรัญ เรารู้จักกันมานานแล้ว”
       ทักษอรปิดปากตัวเองไม่ให้ร้องกรี๊ดออกมา น้ำตาจะไหล
       พีทยิ้มให้ธาริศอย่างขมขื่น
       “ดี ขอบใจมากที่พูดตรงๆ”
       แล้วพีทก็ทนไม่ไหว ต่อยหน้าธาริศทันที
       หญิงสาวทั้งหมดตกใจกระจาย
       “นี่สำหรับทักษอรภรรยาของนาย”
       ธาริศอึ้งก้มหน้ารับผิด
       “พวกคุณเห็นผมเป็นไอ้หน้าโง่ ที่หลอกได้ง่ายๆ ใช่มั้ย”
       พีทบอกพลางหันมองสบตาแพทอย่างเย็นชา
       “ผมเสียดายนิดเดียว..ที่ผมเคยคิดว่าคุณเป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมาที่สุด.. แต่ที่แท้ คุณก็โกหกผมทุกอย่าง”
       แพทน้ำตาคลอ พยายามจะเถียงแต่พูดไม่ออก แล้วก็เดินออกไปเงียบๆ
       เฉิดโฉมสะใจ “อุ๊ย เรื่องจบแล้ว เศร้าจังเนอะ หึ หึ” ก่อนจะวิ่งตามพีทเกาะแขน “คุณพีทขา รอเฉิดด้วย”
       คนอื่นทุกคนที่เหลือยืนอึ้ง น้ำตาไหล ธาริศขบกรามแน่น ทั้งโกรธและรู้สึกผิด ทักษอรสะบัดหน้าเดินออกไป แพทมองรัญธิดาแล้วเข้าไปกอดปลอบใจ รัญธิดาร้องไห้สะอึกสะอื้น แพทเองก็เศร้าไม่แพ้กัน
      
       พีทขับรถมาหน้าตาเคร่งขรึม เฉิดโฉมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุข
       “เฉิดดีใจจริงๆ ที่คุณพีทตาสว่างแล้ว ผู้หญิงคนนี้ นี่ร้ายที่สุดเลยล่ะคะ ยัยน้าสาวก็ร้ายพอกัน รู้ทั้งรู้ว่าหลานตัวเองเป็นคนยังไง ยังจะช่วยปกปิด ช่วยกันไล่จับคุณพีท”
       พีทจอดรถเอี๊ยด เฉิดโฉมหัวทิ่ม พีทเอื้อมมือมาเปิดประตู
       “ลงไป”
       “อะ...อะไรน่ะคะ” เฉิดโฉมตาเหลือก
       “ลงไปจากรถของผมได้แล้ว ผมไม่ได้ชวนคุณขึ้นมา..เชิญ”
      
       เฉิดโฉมเงอะงะลงจากรถ พีทออกรถไปทันที เฉิดโฉมงงๆปนโกรธ


  


       ฝ่ายรุจรวีร้อนใจเหมือนกันเดินรอ วนไปวนมาอยู่ที่บ้าน ทักษอรกับธาริศเดินเข้าบ้านมา ต่างคนต่างหน้าเครียด รุจรวีทัก
      
       “กลับมาแล้วเหรอลูก”
       ธาริศนิ่งมาก “อร...พี่ว่า...เราพอกันแค่นี้เถอะ”
       รุจรวีชะงัก ตกใจ ทักษอรเองก็ช็อก
       “อะไรนะคะ..คนพูดประโยคนี้คงจะเป็นอรต่างหาก อรเป็นคนที่โดนสามีนอกใจนะคะ ทำไมพี่ริศถึงกล้าพูดแบบนี้กับอร”
       “ก็พี่พูดแทนอรยังไงล่ะ..จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราจะอยู่ด้วยกันทั้งๆ ที่เราคอยแต่หวาดระแวงไม่ไว้ใจกันแบบนี้”
       “อรทำอะไรผิดตรงไหน ในเมื่อมันเป็นเรื่องจริง พี่ก็เหมือนกัน แค่เห็นข้อความนิดเดียว ก็แล่นตามมันไป อยากเป็นชู้กับมันมากใช่มั้ย หญิงร้ายชายชั่ว เลวพอกันมันถึงคบกันได้ยังไง”
       ธาริศถึงสะอึกกับคำด่า อึ้งๆๆไปพัก
       รุจรวีเองก็ตกใจ “ลูกอร...ทำไมถึงพูดกับพี่เค้าแบบนั้น”
       “ถ้าอรเห็นว่าพี่เลวขนาดนั้น อรจะทนอยู่กับพี่อีกทำไม เราหย่ากันเถอะ”
       ทักษอรช็อก จนเงียบไปพักใหญ่ ถึงฝืนพูดออกมา
       “พี่...พูดเล่นใช่มั้ย”
       “จริง!” ธาริศบอกท่าทีแน่วนิ่ง
       ทักษอรน้ำตาแตกทันที
       “ตาธาริศ พูดอะไรออกมา เหลวไหลใหญ่แล้วนะเรา แม่ไม่ให้หย่า แกจะหย่ากับหนูอรไม่ได้”
       “แม่ครับ ผมแต่งงานกับอรตามที่แม่ขอแล้ว ผมพยายามทำหน้าที่ทั้งการเป็นลูก และสามีให้ดีที่สุดแล้ว แต่ต่อจากนี้ไป... ผมขอเถอะครับ”
       “ธาริศ!”
       “ไม่...ไม่...อรไม่ยอมให้พี่ริศไปไหน...อรไม่ยอม” ทักษอรโวยลั่น ก่อนจะเริ่มหอบ หายใจถี่ขึ้นๆ แล้วก็เกร็งจนนิ้วจีบกัน
       รุจวรีตกใจ “หนูอรๆๆ ตาริศ เห็นมั้ย ว่าแกทำอะไรไป แกทำให้หนูอรกำลังจะตาย โธ่ หนูอร”
       รุจรวีประคองเอาไว้ ทักษอรยังคงเกร็งชัก อยู่อย่างนั้น ธาริศมองอย่างรู้เท่าทันอาการ
       “อาการหอบ แบบนี้หมอบอกว่าเป็นโรคหอบที่เกิดจากอารมณ์ เดี๋ยวผมจะโทร.ตามหมอให้ แต่ที่จริงคุณหมอเคยบอกว่าให้เค้าหายใจลึก ๆ เดี๋ยวสักครู่จะหายเองครับ”
       ธาริศเดินออกไป ไม่สนทักษอรอีก รุจรวีเหวอไป ทักษอรมองตามธาริศที่ไม่สนใจตัวเองยิ่งเสียใจ
      
       รุ่งเช้าแพทที่ดูซึมจัด กำลังจัดโต๊ะอาหารเช้ากับทิพปภา รัญธิดาเดินลงมาจากข้างบน ทำท่าจะออกไปจากบ้าน
       “รัญจะไปไหนอีก แต่เช้า” ทิพปภาถามอย่างห่วงใย
       “รัญจะไปที่รีสอร์ต”
       ทิพปภาเป็นห่วงมาก “อย่าเพิ่งไปเลยลูก เรายังหาทางออกไม่ได้เลยว่าจะแก้ไข ถ้าหนูเจอคุณพีทเค้าเรื่องจะไปกันใหญ่”
       “มันไม่มีทางออกอะไรอีกแล้วล่ะค่ะ”
       รัญธิดาเดินออกไป ทิพปภากังวล
       “เอายังไงดีแพท แกทำอะไรซักอย่างซิ”
       “เรื่องมาถึงขนาดนี้ แพทจะทำอะไรได้อีกคะ” แพทถอนหายใจ
       อะตอมวิ่งเข้ามาพอดี
       “แม่แพทไปหรือยังครับ วันนี้อะตอมมีเวรทำความสะอาดตอนเช้า”
       “จ้ะ” แพทบอกทิพปภา “งั้นเดี๋ยวส่งอะตอมเสร็จแล้ว แพทจะรีบตามไปดูเองค่ะ”
       อะตอมไหว้ก่อนไป “ตอมไปก่อนนะครับ ป้าทิพ”
       แพทมองหน้าทิพปภา เป็นเชิงบอกว่าไม่อยากให้อะตอมรับรู้
       ทิพปภาฝืนยิ้มให้ “ตั้งใจเรียนนะลูก”
       อะตอมกับแพทออกไป
       “ที่เรื่องทั้งหมดมันเป็นแบบนี้ เพราะนังเฉิดโฉมนั้นคนเดียว”
       ท่าทางทิพปภาเหี้ยมเกรียม ดุดัน และเอาจริงมาก
      
       ฝ่ายรัญธิดาเดินเข้ามาในออฟฟิศของรีสอร์ต เจอพนักงานมองตามซุบซิบๆ กัน รัญธิดาเห็นก้มหน้าแต่แข็งใจเดินต่อไป
       จนพอเดินเข้ามาด้านในแล้วเจอฝนกับชู ฝนก็ชะงักไปเหมือนกัน เพราะเสียความรู้สึก แต่รัญธิดาทักขึ้นมาก่อน
       “พี่ฝน..เห็นคุณพีทมั้ยคะ”
       ฝนทนไม่ไหวตัดพ้อ “ทำไมน้องรัญทำแบบนี้ เสียแรงพี่อุตส่าห์เชียร์”
       รัญธิดารู้ทันทีว่าฝนรู้เรื่องแล้ว หลบตาเศร้าๆ
       “รัญ...รัญขอโทษค่ะ...ที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง”
       ชูกระแอมเตือนสติ “พี่ฝน” ฝนได้แต่ถอนหายใจ “ผมเห็นอยู่ในสวนทางโน้นครับ”
       “ขอบคุณค่ะ”
      
       รัญธิดาทำท่าจะเดินต่อ แต่ชะงักเพราะเฉิดโฉมเดินเข้ามากับเชอรี่
       “อุ๊ยตาย นี่ยังกล้ามาเหยียบที่นี่อีก ขอตบมือให้จริงๆ เลยนะ เธอนี่มันใจกล้าหน้าด้านจริงๆ มิน่า...ถึงได้กล้า คบผู้ชายทีเดียวสองคน”
       ฝนทนไม่ไหว จนต้องกลับมาช่วยเพราะจริงๆ ก็ยังเอ็นดูรัญธิดาอยู่
       “นี่...คนล้มแล้วอย่าข้ามกันซิ” ฝนบอก
       เฉิดโฉมไม่สนใจหันไปหาเชอรี่แบบมือ เชอรี่ยื่นลังให้
       “ฉันเก็บข้าวของบนโต๊ะ ของเธอให้แล้ว รับไปซิยะ”
       ฝนฉุน “มันเกินไปแล้วนะ น้องรัญ ยังไม่ได้ลาออกซักหน่อย”
       “ถึงไม่ลาวันนี้ วันหน้าก็ต้องลา...คิดดูซิว่าเธอจะกล้าทำงานที่นี้ต่อไปได้ยังไง ถ้าแม่นายและทุกๆ คนรู้ว่า เธอทำอะไรกับคุณพีทบ้าง...อย่างเธอนี้ ถ้าเป็นผู้ชายเค้าเรียกว่าอะไรนะเชอรี่”
       “พญาเทครัวไงจ๊ะ เฉิด” เชอรี่ว่า
       “อ้อใช่...พญาเทครัว..ได้ทั้งพี่ทั้งน้อง..เริดจริงๆ”
       เฉิดโฉมกับเชอรี่เดินหัวเราะจากไป
      
       รัญธิดายืนอึ้งหน้าชาแล้วชาอีก ฝนกับชูมองอย่างเห็นใจ
      

       ด้านพีททำงานอยู่ที่คอกม้าหน้าตาเฉยเมย ประทินเดินเข้ามามองอย่างเห็นใจ แล้วเข้ามาหา
      
       “เอ๊ะ นี่คุณพีทให้หญ้าเองเลยเหรอครับวันนี้”
       “แปลกตรงไหน ผมก็มาดูมะลิมันออกบ่อยๆ”
       “ดีครับ ดี ทำงานเยอะๆ จะได้ไม่มีเวลาคิด เออ...ให้ผมอยู่เป็นเพื่อนมั้ยครับ เผื่อ คุณพีทอยากจะ.. พูดอะไร ต่ออะไร...มันช่วยให้ดีขึ้นนะครับ”
       พีทชะงัก “นี่คงรู้ไปทั่วรีสอร์ทแล้วมั้ง ข่าวกระจายเร็วดีนะ”
       ประทินไม่ยังไม่กล้าพูดอะไร
       “ไม่ต้องห่วงผมสบายดี แค่รู้สึกเสียใจที่ถูกหลอกเท่านั้นเอง”
       เสียงรัญธิดาดังเข้ามา “รัญก็เสียใจเหมือนกันคะ”
       พีทหันไปเห็นรัญธิดามายืนอยู่ ประทินรู้สึกเป็นส่วนเกิน จึงค่อยๆ เลี่ยงออกไป
       “รัญอยากมาขอโทษคุณพีทอีกครั้ง รัญไม่ได้อยากโกหกคุณพีทเรื่องพี่ธาริศ แต่เรื่องมันนาน นานจนรัญคิดว่ามันจะจบไปแล้ว แต่จู่ๆ เค้าก็กลับมา...”
       พีทตัดบททันที “พอเถอะ สรุปก็คือ คุณยังรักนายธาริศอยู่...เท่านั้นเอง”
       รัญธิดาก้มหน้าเพราะเป็นเรื่องจริง ก่อนจะตัดสินใจยื่นซองจดหมายให้พีท
       “นี่ค่ะ ใบลาออก ยังไงรัญก็ต้องขอบคุณคุณพีท ที่ให้ความเมตตาและก็ดีกับรัญมาตลอด” รัญธิดายกมือไหว้ “รัญลาล่ะค่ะ” พูดเสร็จก็ตัดใจเดินหันหลังไป
       “เดี๋ยวก่อน” รัญธิดาชะงัก “เรื่องของเรามันเป็นคนละส่วนกันกับการทำงานคุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้หรอก กลับมาทำงานเหมือนเดิม ผมไม่ต้องการให้คุณออก”
       รัญธิดาน้ำตาคลอ “คุณพีทเป็นผู้ชายที่ดี ดีมากจนรัญรู้สึกผิดมากเหลือเกิน ที่ทำอย่างงี้กับคุณ”
       ว่าแล้วรัญธิดาก้มลงถอดแหวนที่พีทเคยให้ แล้วส่งคืนให้
       “รัญไม่คู่ควรกับมันเลยค่ะ”
       รัญธิดาเดินออกไปเศร้าๆ พีทก้มลงมองแหวนวงนั้นงงๆ ประทินกลับเข้ามา
       “คุณพีทไม่เป็นอะไรแน่นะครับ”
       “ผมเองก็รู้สึกผิดเหมือนกัน เพราะผมก็ตัดสินใจจะแต่งงานกับเค้าก็เพื่อแม่” พีทถอนหายใจ “ผมไม่ได้โกรธรัญธิดานะครับ ถ้าผมเป็นเค้า ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าผมจะทำยังไง” พร้อมกันนั้นพีททอดสายตาไปไกล “เพียงแต่ตอนนี้ ผมรู้สึก เหมือนถูกหักหลังมากกว่า เป็นการถูกหักหลังจากคนที่เรา...” พีทเกือบจะบอกว่า รัก แต่ยั้งปากเปลี่ยนเป็น “เชื่อใจ เค้ามากๆ”
       พีทนึกไปถึงฉากที่จูบกันในสตูดิโอขึ้นมา แต่รัญธิดาดูไม่เต็มใจ และนึกถึงคำพูดแพทขึ้นมาอีก
       “ถ้าคุณจะหูเบาเชื่อข่าวลือ แล้วยกเลิกการแต่งงานกับยายรัญ ด้วยเรื่องแค่นี้ ฉันก็ไม่รู้จะพูดอะไรได้อีก แล้วแต่คุณก็แล้วกัน”
       พีทเงยหน้าขึ้น แล้วเดินออกไปคนละทางกับรัญธิดา
       ประทินบ่นเบาๆ “ก็อาการแบบนี้แหละครับที่เค้าเรียกว่าอกหักน่ะ”
      
       ฟากรุจรวีกับทักษอรนั่งอยู่ อรนั่งบีบนิ้วมือตัวเองไปแบบประสาทเสีย ธาริศเปิดประตูออกมา แต่งตัวเรียบร้อย มือถือกระเป๋าเดินทางใบเล็กออกมาด้วย
       “ตาริศ”
       “พี่พร้อมแล้ว เราไปกันได้เลย พี่โทร.ไปนัดเจ้าหน้าที่ ที่เขตไว้เรียบร้อยแล้ว”
       “แม่ขอร้องอย่าทำแบบนี้เลยธาริศ”
       “ผมต่างหากที่ต้องขอร้องแม่ เรื่องนี้ให้เป็นการตัดสินใจของผมกับอรเถอะครับ”
       “เอาซิ ถ้าแกอยากให้ฉันตายตรงนี้ แกก็พาหนูอรไปหย่าได้เลย แล้วก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่า แม่อีก”
      
       “ตอนที่พ่อจะทิ้งแม่ไป แม่ให้ผมเลือกว่าจะอยู่กับใคร ผมเลือกที่จะอยู่กับแม่ เพราะผมรักแม่ แม่ให้ทำผมทำอะไร ผมก็ทำให้แม่มาเสมอ” ธาริศยกมือไหว้ขอโทษแม่ “ผมขอโทษครับ ถ้าการกระทำครั้งนี้ไม่ถูกใจแม่ แต่ขอให้ผมได้มีโอกาสได้เลือกทางเดินชีวิตของผมเองสักครั้งได้มั้ยครับแม่”
       รุจรวีอึ้ง รู้ว่าตัวเองผิดแต่ยังฐิทิ ปากแข็ง “นี่แก กำลังว่าฉันขีดเส้นให้แกเดินเหรอ บีบบังคับชีวิตแกมาตลอดงั้นเหรอ”
       “ผมรู้ดีที่แม่ทำทั้งหมดก็เพราะหวังดีกับผม รักผม แต่แม่ก็คงเห็นแล้ว ว่าเรื่องของชีวิตคู่ มันบังคับกันไม่ได้ ยิ่งดันทุรังก็มีแต่จะเจ็บปวด ผมขอเจ็บเพียงแค่นี้ได้มั้ยครับ แม่”
       สองคนแม่ลูกสบตากัน น้ำตาคลอ รุจรวีตัดสินใจ หันไปบอกทักษอร
       “เมื่อเช้าเด็กโทร.มาว่าที่สปามีปัญหา แม่จะกลับกรุงเทพฯ ก่อน เราสองคนตกลงกันก็แล้วกัน จะเอายังไงก็โทร.มาบอกแม่ให้แม่รู้ด้วย”
       รุจรวี ตัดใจออกไปตามแรงทิฐิ
       “คุณแม่! คุณแม่! จะทำแบบนี้กับอรไม่ได้นะคะ คุณแม่ลืมทุกอย่างที่อรทำให้แล้วเหรอคะ”
       รุจรวีหันกลับมา หน้าซีดเผือด ปวดร้าวและละอาย
       “ถ้าเป็นเรื่องเงิน อรไม่ต้องเป็นห่วง พี่จะหาคืนให้อรครบทุกบาททุกสตางค์เอง”
       รุจรวีมองธาริศน้ำตาคลอ เข้าใจธาริศทุกอย่างว่าทนผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เพราะอะไร แล้วรุจรวีก็เดินจากไป
       ทักษอรหงุดหงิด หันกลับมาเจอธาริศมองกดดันให้ตัดสินใจ
       “ก็ได้ค่ะอรจะหย่าให้ ถ้าพี่ธาริศแน่ใจว่าไม่ต้องการลูกในท้องของอร”
      
       ธาริศถึงกับผงะเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย


  


       ภายในห้องน้ำรีสอร์ตเวลานั้น เฉิดโฉมส่องกระจกมองความงามของตัวเองอย่างปลาบปลื้ม
      
       “ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จ อีกไม่นานเราก็จะกลายเป็นนายหญิงคนใหม่ของพีระแรนโช”
       เฉิดโฉมมีความสุข หยิบเครื่องสำอางมาแต่งหน้า ฮัมเพลงเบาๆ
       พนักงานทำความสะอาด ใส่หน้ากากอนามัยมิดชิด และใส่หมวกปิดผมไว้ด้วย เดินหิ้วไม้ถูพื้นกับถังน้ำเข้ามาถูพื้นอย่างขยันขันแข็ง เฉิดโฉมแต่งหน้าเสร็จ มองกระจก
       “แค่นี้ก็สวยพร้อมสำหรับคุณพีท”
       เฉิดโฉมหยิบกระเป๋า หันหน้าจะเดินออก แต่แล้วก็สะดุดกับไม้ถูพื้นที่เหมือนจะจงใจสอดเข้ามาขัดขา
       เฉิดโฉมเซถลาล้ม แล้วลุกขึ้นมาโกรธจัด
       “อีบ้า...อีเซ่อ... ถูพื้นภาษาอะไรถึงได้ซุ่มซ่ามแบบนี้ ห๊ะ”
       เฉิดโฉมเงื้อมือตั้งใจจะฟาดเข้าที่หน้าพนักงาน แต่กลับถูกคว้ามือเอาไว้ แล้วเอามือไปล็อคไขว้หลัง..เฉิดโฉมตาเหลือกเจ็บแขนมาก
       “ปล่อย...ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ โอ๊ยเจ็บ”
       “เท่านี้มันยังไม่พอหรอก”
       ที่แท้พนักงานคนนั้นคือทิพปภา และกำลังลากเฉิดไปที่อ่างล้างหน้า เปิดน้ำแล้วพยายามกดหัวเฉิดลงไป เฉิดโฉมดิ้น แต่ดิ้นไม่ได้มากเพราะเจ็บแขนที่โดนล็อค
       “แก...แกเป็นใครถึงได้ทำแบบนี้”
       “ก็เป็นคนที่เกลียดคนสาระแนอย่างแกไง”
       ทิพปภากดหัวเฉิดโฉมลงให้น้ำไหลผ่านหน้า เฉิดโฉมลืมหูลืมตาไม่ขึ้นสำลักกระอักกระไอ พยายามพูด
       “ปล่อย”
       ทิพปภาก้มลงกระซิบใกล้ๆ “จำไว้ว่าแกจะมารังควานคนที่ชั้นรักอีกไม่ได้”
       เฉิดโฉมสำลัก “คนที่แกรัก...ใคร”
       “อย่ายุ่งกับรัญธิดาอีก ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าชั้นไม่เตือน”
       เฉิดโฉมสำลักแทบหมดสติ เชอรี่เข้าประตูมา
       “เฉิด...” เชอรี่ตะลึง “นี่มันอะไรกัน”
       เชอรี่วิ่งเข้ามา ทิพปภาเลยตัดสินใจวิ่งชนเชอรี่ล้มลง แล้วหนีออกไป เฉิดโฉมทรุดลงกองกับพื้นสำลักกระอักกระไอ เชอรี่คลานไปประคองไว้
       “เฉิดเกิดอะไรขึ้น เธอเป็นยังไงบ้าง ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
       เฉิดโฉมหยุดคิด ภาพตอนที่เคยโดนคนตีหัวจากด้านหลังผุดขึ้นมา
       เฉิดโฉมตาลุกเข้าใจทุกอย่าง
       “นังรัญ..มันจ้างคนมาทำร้ายฉัน แกกับฉันอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้เสียแล้วนังรัญธิดา”
      
       ทิพปภารีบถอดหน้ากากกับหมวกโล่งอกเหมือนกันที่เกือบโดนจับได้ ใส่ลงถังขยะ
       “สมน้ำหน้า..แม่ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายหนูฟรีๆ หรอก รัญ”
       พนักงานรีสอร์ตเดินผ่านมา ทิพปภา รีบหลบหน้าตาทำเป็นคนที่มาเที่ยวในรีบสอร์ต เดินออกไปเนียนๆ
      
       แพทเดินเข้ามามองหารัญธิดา พอดีสวนกับประทินที่เดินเข้ามาทางคอกม้า
       แพทวิ่งไปหา “คุณประทินคะ เห็นยายรัญบ้างมั้ยคะ”
       ประทินมองมาอย่างสงสาร “เมื่อสักครู่ใหญ่ๆ ผมเห็นคุยกับคุณพีทอยู่ตรงคอกม้านะครับ แต่ก็ออกมานานแล้ว”
       แพทหน้าจ๋อยลง “คุยกับคุณพีท..แล้ว..ท่าทางคุณพีทเป็นงัยบ้างคะ”
       ประทินถอนใจ “ผมก็ไม่รู้รายละเอียดหรอกนะครับว่า เมื่อวานมันเกิดอะไรขึ้น ผมรู้แต่ว่ามีแต่ความจริงใจเท่านั้นแหล่ะครับที่สามารถแก้ปัญหาได้”
       เสียงพีท ดังขึ้น “คุณจะไปถามหาความจริงใจจากคนแบบนี้ได้อีกเหรอคุณประทิน”
       แพทหันไปหาพีทเดินเอื่อยๆ เข้ามา ประทินมองทั้งคู่แล้วเดินหลบไปอีก
       “ขอตัวก่อนครับ”
       พีทถามทันที “มาตามหาหลานสาวเหรอครับคุณน้า”
       แพทอึกอัก “ค่ะ...”
       “คงจะอยากมาดูให้แน่ใจซินะ ว่าผมยังเป็นไอ้หน้าโง่ ที่โดนคุณกับหลานสาวจูงจมูกอยู่อีกหรือป่าว”
       “คุณพีทเรื่องทั้งหมดนั้นฉันอธิบายได้นะคะ พวกเราไม่ได้หลอกคุณ ถ้าฉันหลอกคุณ แล้วที่ผ่านมาฉันจะขัดขวางไม่ให้คุณแต่งงานกับยายรัญทำไม”
       พีทยิ้มเยาะ “เรื่องมันเข้าใจง่ายนิดเดียว ที่ผ่านมา คุณก็ทำเป็นเล่นตัวเพื่อเรียกค่าตัวให้หลานคุณเพิ่มนะซิ แผนสูงสมกับเป็นมืออาชีพจริงๆ...นี่ถ้าเปลี่ยนมาขายเค้กมาเป็นส่งเด็กให้เสี่ยเลยคุณคงจะรวยตายเลย”
       แพทตบพีทเต็มแรง พีทโกรธมากเลยดึงตัวเข้ามาจูบ แพทผลักเต็มแรงแล้วตบอีกด้วยความแค้น พีทจูบอีกครั้งอย่างรวดเร็วเหมือนเดิม แพทดิ้นแล้วผลักออก คราวนี้โกรธจนน้ำตาไหล
       “หยุดเห็นฉันเป็นของเล่นของคุณเสียที ฉันไม่ใช่ผู้หญิงของคุณนะ”
       แพทน้ำตาไหลด้วยความเจ็บใจ น้อยใจที่พีทใจร้าย หยาบคาย เจ็บใจตัวเองที่ไปรักคนอย่างนั้น
       พีทมองสีหน้าแพทอย่างตกใจ ที่ตัวเองลืมตัวทำอะไรบ้าๆ ลงไปกับคนที่ตัวเองชอบ
       แพทหันหน้ากลับแล้วเดินจากไป
       “เดี๋ยว” พีทดึงแขนแพทไว้เต็มแรง แพทเซมาปะทะอกทั้งคู่สบตากันในระยะกระชั้นชิด
       “ผมไม่เคยเห็นคุณเป็นของเล่นเลย”
       พีทก้มลงจูบแพทอีกครั้ง คราวนี้อ่อนโยนนุ่มนวลเหมือนขอโทษ แพทอึ้งทำอะไรไม่ถูก ดูออกจะสมยอมนิดๆ ในความอ่อนโยนของพีท
       “นั่นแกกำลังทำอะไรอยู่ยายแพท” เสียงทิพปภาดังขึ้น
       แพทกับพีทสะดุ้ง แพทผละออกจากพีทอย่างรวดเร็ว มองทิพปภาที่เดินหน้าเหี้ยมตรงเข้ามาอย่างลนลานทำอะไร พีทเองก็เงอะงะ
       ทิพปภาเดินมาใกล้ ตบหน้าแพทเต็มแรง พีทตะลึง
       “คุณน้า!”
       ทิพปภามองพีทอย่างแค้นเคือง แล้วหันมาเฉ่งแพท
       “แกทำอย่างนี้ได้ยังงัย...เค้าเป็นคู่หมั้นของหลานสาวแท้ๆ ของแกนะ”
       แพทหน้าชา ทิพปภาหันหน้ากลับ เดินหนีออกไปทันที
       แพทได้สติ วิ่งตามไปทันที
       “พี่ทิพคะ” แพทตามทิพปภาไป
      
       ส่วนที่ด้านหลังพีทยืนงง สับสนอารมณ์ของตน แต่มั่นใจว่าตัวเองรักผู้หญิงเรือพ่วงคนนี้แน่นอนแล้ว
      

       ทิพปภาเดินหน้าบึ้งตึงบอกบุญไม่รับมา แพทวิ่งตามมาร้องเรียกไว้
      
       “พี่ทิพคะ”
       แพทวิ่งจนไปดักหน้าทิพปภาจนได้ ทิพปภามองมาอย่างเย็นชา
       “พี่ทิพคะ ฟังแพทก่อนนะคะ”
       “เพราะแบบนี้ใช่มั้ย แกถึงไม่ยอมให้ยายรัญแต่งงานแต่แรก ไม่งั้นเรื่องทุกอย่างมันก็จบไปตั้งนานแล้ว”
       “ไม่ใช่นะคะ แพทไม่ได้คิดแบบนั้น แพทเป็นห่วงรัญจริงๆ”
       “ห่วงบ้าบอนะซิ ฉันเห็นกับตา ว่าแกทำอะไรลงไป แกกะจะเอาคุณพีทไว้เองตั้งแต่แรกแล้ว ที่คุณพีทเค้ารู้เรื่องทุกอย่างจนโกรธขนาดนี้ ก็เป็นฝีมือแกเหมือนกันใช่มั้ย แกจงใจพานายธาริศไปที่นั่นเมื่อคืนนี้ เรื่องมันถึงได้ลุกลามใหญ่โต”
       แพทเสียใจสุดขีด “พี่ทิพ...พี่ทิพเคยเลี้ยงแพทมา พี่ทิพคิดว่าจะแพทมีนิสัยอย่างนั้นเหรอคะ”
       “ฉันไม่รู้ ฉันรู้แต่ว่าการ ป้อนข้าวป้อนน้ำให้แกกินแทนแม่แก มันไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับแก แกถึงตอบแทนฉันแบบนี้ ...คนอกตัญญู!”
       แพทจี๊ด เข้าไปถึงหัวใจ น้ำตาเอ่อ “พี่ทิพ ก็รู้ดีว่ามันไม่จริง แพทรักและเคารพที่ทิพเหมือนแม่คนหนึ่งเสมอ”
       “ถ้าแกรักฉันเหมือนที่ปากแกว่า แกก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นซิ”
       “พี่ทิพจะให้แพททำอะไร แพทยินดี”
       “ทำให้คุณพีทหายโกรธยายรัญ แล้วก็กลับมาแต่งงานกับยายรัญให้ได้ แกก็รู้นี่นาว่าอนาคตของยายรัญจะมั่นคงขนาดไหนถ้าได้แต่งงานกับคุณพีท”
       แพทปวดใจจี๊ด แต่กล้ำกลืนน้ำตา
       “ค่ะ...พี่ทิพไม่ต้องห่วงแพทจะทำให้คุณพีทกลับมารักยายรัญให้ได้”
       ทิพปภาอึ้งไปนิดนึง แล้วเดินออก รู้สึกผิดนิดๆ ที่ว่าแรงเกินไป
       ส่วนด้านหลัง แพทน้ำตาหยดเผาะ ปวดใจเพราะรู้ดีว่ารักพีทมากแล้ว
      
       ด้านรัญธิดากลับเข้าบ้านมาสภาพหมดเรี่ยวแรงใจ จนต้องทิ้งตัวลงนั่ง เสียงโทรศัทพ์ดัง รัญธิดาเปิดกระเป๋าตัวเองดู ก็ยังอยู่ ลุกขึ้นเดินดู เห็นเป็นโทรศัทพ์ซึ่งวางอยู่ที่โต๊ะอาหารที่ดัง
       “สวัสดีค่ะคุณครู พอดีน้าแพทลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้านน่ะค่ะ คุณครูมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ...อะไรนะคะ อะตอมอยู่โรงพยาบาล”
      
       ไม่นานต่อมารัญธิดาวิ่งมาอย่างตกใจ มองหาครูก่อนจะวิ่งไปหา ครูรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน
       “เกิดอะไรขึ้นคะครู...อะตอมเป็นอะไรไป”
       “อะตอมเลือกกำเดาไหลค่ะ แต่ชั่วโมงหนึ่งแล้วยังไหลไม่หยุดเลย คุณครูเลยพามาส่งโรงพยาบาล”
       รัญธิดาตกใจ “แล้วคุณหมอว่ายังไงบ้างคะ”
       “ตอนนี้เลือดหยุดแล้ว แต่คุณหมอก็อยากให้เช็ค ละเอียดอีกที แต่อะตอมแกร้องไห้ไม่ยอมให้ตรวจท่าเดียวนะคะ”
       “ขอบคุณคุณครูมากนะคะ เดี๋ยวรัญ ดูแลแกต่อเอง”
       “งั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ” ครูออกไป
       รัญธิดาเปิดเข้าไปในห้องฉุกเฉิน
      
       พอรัญธิดาเปิดประตูเข้ามา เห็นอะตอมกำลังร้องไห้อยู่กับพยาบาลที่ปลอบโยนอยู่
       “ฮือๆๆ ไม่เอา ๆ อะตอมไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย”
       รัญธิดาเข้ามาใกล้ๆ “ถ้างั้นอย่าร้องซิ หรือว่า เจ็บตรงไหนบอกพี่”
       “ไม่เจ็บ แต่อะตอมไม่อยากหาหมอ ตอมกลัวคุณหมอฉีดยาตอมอีก ฮือๆ ๆ”
       “เอ...พี่รัญเคยได้ยินใครพูดน้า ว่าตอมเป็นผู้ชายคนเดียวของบ้าน จะดูแลคนทั้งบ้าน แต่หาหมอแค่นี้ ก็ร้องไห้แล้ว แบบนี้จะไหวรื้อ”
       อะตอมครุ่นคิดนิดหนึ่ง แล้วจึงหยุดร้องไห้
       “ไหว...ตอมทำได้ ตอมจะดูแลแม่แพท พี่รัญ แล้วก็ป้าทิพ”
       พยาบาลยิ้มเอ็นดู รัญธิดาส่งซิกพยาบาลพยักหน้าแล้วเดินออกไป
       “แต่ถ้าพี่รัญอยากให้ตอมหยุดร้องไห้สนิท พี่รัญพาอะตอมไปกินไอติมซิ ตอมจะหยุดร้องแล้วให้หมอตรวจเลย”
       รัญธิดาอดขำไม่ได้ “เจ้าเล่ห์นักนะเรา ตัวแค่นี้รู้จักต่อรองแล้ว”
       อะตอมยิ้มหวานให้ รัญธิดาส่ายหน้า แต่ก็ยอมพาอะตอมเดินออกไป
       “ไป..แต่ต้องกลับมาให้คุณหมอตรวจอีกทีนะ”
       “ครับ”
       ทั้งคู่เดินออกจากห้องไป
       รัญธิดาจูงอะตอมที่ร่างเริงเป็นคนละคน เดินไปกระโดดไปเพราะจะไปกินไอติม ส่วนอีกทางสวนทางกัน ธาริศ กับทักษอร เดินเข้ามา โดยไม่เห็นกัน
      
       ฟากเตอร์ยังร้องไห้ตาบวม ทิชชูเต็ม แพทยื่นทิชชูให้เศร้าๆ
       “ตกลงใครเป็นคนโดนด่ากันแน่ แกหรือฉัน พอได้แล้ว”
       “ทำไมพี่ทิพ เค้าพูดถึงพูดจาทำร้ายจิตใจกันได้ขนาดนี้ นี้เค้าไม่เห็นความรักของแกเลยเหรอ ที่แกเลี้ยง ยายรัญ เลี้ยงอะตอม แบบนี้ยังว่าแกอกัตญูอีกเหรอ เค้าไม่รักแกเลยหรือไง”
       “รักซิ แต่เค้ารักรัญมากกว่า”
       “เลยมาทำร้ายแกแทน ใจร้ายที่สุด...เป็นชั้นนะ ฉันจะไม่มีวันพูดจาทำร้ายคนที่ฉันรักแบบนี้หรอก มันเลือดเย็นเกินไป”
       “น่าสงสารเค้าต่างหาก ทุกอย่างที่เค้าทำก็เพื่อรัญ เพื่อชดเชยกับการที่เค้าไม่ได้เลี้ยงรัญมา”
       เตอร์มองแพทอย่างสงสาร “แล้วจะทำยังไงกับหัวใจแกเอง...ตอนนี้คุณพีทเค้าก็เลิกกับยายรัญแล้ว เขาน่าจะ...”
       แพทขัดขึ้น “หัวใจของชั้นมันไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้..เวลานี้ชั้นคิดแต่ว่าจะทำยังไงคุณพีทถึงจะกลับมาแต่งงานกับยายรัญได้ ชั้นจะทำไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม”
       เตอร์ปวดตับ “แพท...แกจะบ้าเหรอ”
       แพทไม่ฟัง “เตอร์...ในเมื่อแกรู้เรื่องทุกอย่างในครอบครัวของชั้นหมดแล้ว แกต้องช่วยชั้นนะ”
       เตอร์ปิดหู “โอ๊ย ไม่รู้ชั้นไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น โอ้ย! จะบ้าตาย!”
       เตอร์เดินหนีไปที่เคาน์เตอร์ แพทนั่งซึม เตอร์หันมามองสงสารแพทจับใจ
      
       ด้านธาริศกับทักษอร อยู่หน้าห้องตรวจ
       “นี่พี่ธาริศคิดว่าอรโกหก เพื่อไม่ยอมให้พี่หย่างั้นเหรอคะ”
       “ถ้าอรมั่นใจ มันก็ไม่มีอะไรต้องกลัวนี่ เราตรวจไว้ก็ดีแล้วจะได้ดูแลตั้งแต่ต้น เพราะอรไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว”
       “เอาซิคะ อรพร้อม”
       พยาบาลเดินเข้ามาพร้อมทั้งที่ใส่ปัสสาวะ
       “เดี๋ยวรบกวนเก็บตัวอย่างปัสสาวะให้ด้วยนะคะ”
       ทักษอรยื่นมือไปรับ มือสั่นนิดๆ
       ธาริศไม่ทันมอง “แล้วจะรู้ผลวันนี้เลยใช่มั้ยครับ”
       พยาบาลพูดอย่างเอ็นดู “คุณพ่อใจร้อนจังนะคะ แน่นอนค่ะ”
       พยาบาลเดินออกไป ธาริศหันมองทักษอรซึ่งเชิดหน้า ทำท่าไม่แคร์ ชูที่ใส่ปัสสาวะเป็นเชิงอวดว่าเดี๋ยวคอยดู ก่อนจะเดินไปทางห้องน้ำ
      
       ธาริศมองตามพร้อมกับทอดถอนใจ ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึก...ดีใจหรือเสียใจ กับการตรวจครรภ์ครั้งนี้


  


       ธาริศยืนรออยู่หน้าห้องน้ำหญิงของโรงพยาบาล ดูนาฬิกากระวนกระวายใจนิดๆ ส่วนด้านในห้องน้ำทักษอรยืนมองขวดเก็บปัสสาวะอย่างว้าวุ่น
      
       “จะทำยังไงดีนะ”
       เสียงแมสเสจดัง ทักษอรหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า รีบกดดูข้อความ “มาถึงแล้ว”
       แล้วยิ้มออกมาอย่างดีใจ
       ทักษอรเปิดประตูออกมา ท่าทางเริดๆเชิดๆ เดินมาหาธาริศพลางบ่นๆ
       “ไม่รู้จะต้องมาตรวจที่โรงพยาบาลทำไมกัน ทำที่บ้านก็ได้”
       “มาตรวจที่โรงพยาบาลนี่แหละจะได้ไม่มีอะไรผิดพลาด”
       ทักษอรอึ้งไปนิด ธาริศเห็นท่าทางอรแล้วรู้สึกว่าตัวเองใจร้ายเกินไปท่าทีเลยอ่อนลง
       “พี่หมายถึง พี่ไม่อยากเห็นอรเสียใจอีก ถ้านึกว่าใช่แล้วมันไม่ใช่ น่ะจ้ะ
       ทักษอรเชิดใส่ แล้วชูขวดให้ดู สีหน้าปกติ
       “ยังไม่ได้เลยค่ะ ทานน้ำซักขวดคงช่วยได้ พี่ธาริศช่วยไปซื้อให้อรหน่อยได้มั้ย”
       ธาริศมองอย่างรู้เท่าทันว่าทักษอรพยายามจะลีลา
       “โอเค” ธาริศนิ่งคิด...จะดูซิว่ามีลูกเล่นอะไรอีกแล้วเดินไป
       ทักษอรรีบสอดตาเดินมองหาว่าเฉิดโฉมอยู่ไหน จนเห็นเฉิดโฉมโบกมือหยอยๆ อยู่ และรีบย่องๆมาหา
       “ทำไมเพิ่งมา”
       “คุณอรขา ฉี่คนท้องมันไม่ได้มีขายตามตลาดนะคะ ในเซเว่นก็ไม่มีขาย ฉันหามาได้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว”
       “พอแล้วไม่ต้องพูดมาก เอามาซิก่อนพี่ธาริศจะกลับมา”
       เฉิดโฉมส่งหลอดน้ำปัสสาวะให้ ทักษอรรับมาอย่างขยะแขยงหน่อยๆ แล้วรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไป
      
       ด้านพีทยืนซึม คิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไป เจ็บใจตัวเองที่ดันไปชอบผู้หญิงที่ไม่น่าไว้วางใจอย่างแพท
       ประทินเดินเข้ามาเห็นพีทเข้าก็ตกใจ
       “คุณพีทยังไม่กลับบ้านอีกเหรอครับ”
       พีทรู้สึกตัว “ยังเลย...แต่เดี๋ยวก็กลับละ”
       ประทินมองเจ้านายด้วยความสงสาร พีทลูบหน้าประทินเลยสังเกตเห็นแหวนที่รัญธิดาเพิ่งคืนให้ยังสวมอยู่ในนิ้วของพีท ก็เข้าใจว่าพีทคงเสียใจเรื่องรัญ
       “แล้วคุณพีทจะบอกแม่นายว่ายังไงครับ เรื่องของรัญ”
       พีทชะงักมองแหวนในมือ แล้วหนักใจ
       “คุณประทินยังไม่ต้องบอกอะไรทั้งนั้น แล้วก็ระวังอย่าให้ใครไปพูดเรื่องนี้ให้แม่ฟัง...แล้วผมจะจัดการเรื่องนี้เอง”
       “ครับผม”
       ประทินทำท่าจะเดินออกไป
       “คุณประทิน” ประทินชะงักแล้วลังเลนิดหน่อยก่อนถาม “คุณ...แพทกลับรึยัง”
       “เอ....ท่าจะกลับนานแล้วนะครับ ผมไม่เห็นเลย...คุณพีทมีธุระอะไรด่วนรึเปล่า เดี๋ยวผมโทร.ไปตามให้”
       “ไม่มีอะไร...คุณประทินกลับไปก่อนเถอะ”
       ประทินก้มหัวให้แล้วออกไป พีทยืนนิ่งถอนใจยาว
      
       ฟากธาริศกับทักษอรนั่งอยู่หน้าโต๊ะวินิจฉัยโรค กับคุณหมอซึ่งกำลังยิ้มให้
       “ผลตรวจออกมาเป็นโพสซิทีฟ ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ”
       ทักษอรยิ้มเยาะสามี “อย่างนี้เชื่อรึยังคะพี่ริศ ว่าอรท้องจริงๆ”
       หมอชำเลืองมองธาริศเป็นเชิงตำหนินิดๆ ธาริศรู้สึกผิด
       “เชื่อสิจ๊ะ ทำไมจะไม่เชื่อ”
       “แล้วพี่ดีใจช่มั้ยคะ ที่เรากำลังจะมีลูกกัน...อรมีความสุขจังเลยคะ”
       ทักษอรโผเข้ากอด ธาริศจำต้องโอบไว้
      
       ตรงทางเดินหน้าห้อง สองคนเปิดประตูห้องตรวจออกมา
       ทักษอรทำหน้าเศร้า “พี่ริศจะกลับกรุงเทพฯ ก็ได้นะคะ อรจะไม่รั้งพี่เอาไว้...เราจะหย่ากันก็ได้ ลูกในท้องคนเดียวอรเลี้ยงได้คะ”
       “อร อย่าพูดอย่างนั้นสิ พี่ขอโทษ”
       “อรไม่อยากให้พี่ธาริศทุกข์ใจอีก..ไม่อยากให้พี่จำใจต้องอยู่กับอรเพราะลูก”
       “พี่ขอโทษที่ทำร้ายจิตใจอร..เรามาเริ่มต้นกันใหม่เถอะนะ”
       ทักษอรตีบทแตกกระจุย น้ำตาคลอเบ้า “พี่ริศแน่ใจนะคะ”
      
       จังหวะนี้อะตอมกับรัญธิดา เดินเข้ามาอีกมุม
       “ไอศกรีม ก็กินแล้ว ร้องก็ไม่ร้องแล้ว คราวนี้คงให้หมอตรวจได้แล้วนะ”
       “แต่ตอมไม่ได้เป็นไรแล้วนี่ ดูซิฮะ” อะตอมยกรูจมูกให้ดู “เลือดไม่ไหลแล้วนะฮะ”
       รัญธิดาก้มลงตรวจดูจมูก ขณะที่อะตอมมองไปอีกทาง เห็นทักษอรโผเข้ากอดธาริศอย่างซึ้งใจพอดี
       อะตอมดีใจวิ่งปรู๊ดไปหา
       “อ้าว จะไปไหนล่ะอะตอม”
       รัญธิดาวิ่งตามแล้วชะงัก เมื่อเห็นอะตอมวิ่งไปกอดขาธาริศอย่างดีใจ
       “อาริศ...ตอมคิดถึงอาริศจังเลย”
       “อาก็คิดถึงอะตอมเหมือกัน”
       ทักษอรมองตาขวางไปที่รัญธิดาทันที ธาริศมองตาม รัญธิดาตะลึงแล้วรีบหลบตาหันไปทางอื่น
       ทั้งหมดอึดอัด มีอะตอมไม่รู้เรื่องคนเดียว
       “อาริศไม่สบายเหรอครับ ถึงมาหาหมอ”
       ธาริศละสายตาจากรัญธิดา “เปล่าครับ อาอรต่างหากที่ไม่สบาย..แล้วอะตอมล่ะเป็นอะไรไป”
       “ตอมสบายดีครับ ตอมแข็งแรง แต่พี่รัญไม่ยอมเชื่อ” อะตอมเบ่งกล้ามอวด
       “นี่จะกลับกันได้หรือยังคะ พี่ธาริศ อรชักคลื่นไส้แล้ว ขอโทษทีนะ คนท้องก็แบบนี้แหละ”
       รัญธิดาตะลึง แต่ยังไม่หันกลับมา ทักษอรเดินเข้าไปหา
       “เจอเธอก็ดีแล้ว รัญธิดา...เธอคงยังไม่รู้ข่าวดีของเราสองคน เรากำลังจะมีลูกกัน ลูกของฉันกับพี่ธาริศ”
       รัญธิดาหันมามองเฉพาะหน้าพูดเสียงเรียบๆ “ยินดีด้วยค่ะ”
       ทักษอรลดเสียงให้เบาลง “ก็คิดว่า พวกที่ชอบลักกินขโยกินสามีชาวบ้านคงรู้เสียทีว่าใครเป็นตัวจริง หวังว่าคงไม่หน้าด้านสิ้นคิด แย่งพ่อของเด็กตาดำ ๆที่กำลังเกิดมาหรอกนะ” แล้วหันมาทางอะตอม “ต่อไปอาธาริศเค้ามีลูกแล้วคงไม่ว่าง พาเด็กไม่มีพ่ออย่างหนูไปไหนต่อไหนอีกแล้วนะ”
       ธาริศไม่พอใจ “อร”
       รัญธิดาตัวชา
       ทักษอรทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แกล้งจะอาเจียน “ไปกันเถอะคะ พี่ธาริศ อรไม่ไหวแล้ว โอ๊ย...”
       “อาไปก่อนนะครับอะตอม”
       ธาริศมองรัญธิดาที่ยังไม่ยอมหันมามอง ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน
       ทักษอรลากธาริศออกไป
       “ทำไมแฟนอาริศถึงได้ใจร้ายจังละครับพี่รัญ” อะตอมบ่น
       รัญธิดากลั้นน้ำตา ฝืนยิ้มบอกให้อะตอมเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร
       “ช่างเค้าเถอะ อะตอม”
       “ถ้าอย่างนั้นเรากลับกันเถอะครับ ตอมอยากกลับบ้านแล้ว”
       รัญธิดาพยักหน้าส่งๆไป
       อะตอมร้อง “เย้...”
      
       เด็กชายตัวน้อยรีบวิ่งนำไป เพราะกลับโดนจับหาหมออีก รัญธิดาเดินใจลอยตามไป โดยไม่รู้สึกตัว
      

      กลับถึงบ้านตอนค่ำ รัญธิดาขึ้นชั้นบนเดินเข้าห้องมา พอประตูปิดลง ความเข้มแข็งทั้งหมด ปาลาสะนาไปทันที หญิงสาวทรุดลงกองกับพื้นห้อง น้ำตาไหลพราก สะอื้นฮักๆ และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
      
       ด้านแพทยืนเหม่ออยู่ในห้องนอน ภาพจำหลายเหตุการณ์ระหว่างเธอกับพีทผุดขึ้นมาราวสายน้ำไหล ทั้งตอนผจญภัยด้วยกัน แพททะเลาะพีท พีทด่าแพทกลับ และพีทจูบแพท กระทั่งเหตุการณืสุดท้ายตอนรัญธิดาที่บอกแพทว่าจะลืมอดีตทั้งหมด ถ้าหากได้แต่งงานกับพีท
       ภาพเหล่านั้นเลือนหายไป แพทน้ำตาคลอ สับสนว้าวุ่นในใจ
      
       ขณะเดียวกันพีทประคองกันตาที่ดูอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ให้กินยา กันตายิ้มกิริยาเพลียๆ แล้วลูบแก้มลูกชายอย่างอ่อนโยน ก่อนหลับตาลง
       พีทห่มผ้าให้แม่ แล้วลุกขึ้นมายืนมองหน้าเศร้าๆ ครู่หนึ่งพีทก้มลงมองแหวนที่เคยให้รัญธิดา แล้วเงยหน้าขึ้นมาท่าทางลังเล
      
       ฟากแพททรุดลงนั่งที่เตียงอย่างโรยแรง คิดถึงเหตุการณ์ตอนที่ถูกทิพปภาด่าเรื่องพีท และยื่นคำขาดว่าให้ทำยังไงก็ได้ที่จะให้รัญธิดากลับไปคืนดีกับพีท
       แพทกล้ำกลืนน้ำตา แล้วฮึดเหมือนตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
      
       เช้าวันต่อมาแพทเดินหงอยๆ มาตามทางในออฟฟิศของรีสอร์ต จู่ๆ ประตูห้องน้ำเปิดออกอย่างกะทันหัน พีทเดินออกมา ทั้งคู่ชะงักตกใจ
       แพทได้สติหันหลังกลับทันที
       “เดี๋ยว...เมื่อวานเป็นยังไงบ้าง...คนเลี้ยงคุณเค้าว่าอะไรรึเปล่า” พีทหมายถึงทิพปภา
       แพทไม่สบตา “ไม่มีอะไรนี่คะ”
       พีทโล่งอก เพราะเป็นห่วงแพท “งั้นก็ดีแล้ว...ผมมีเรื่องอยากคุยกับคุณ”
       “แต่ชั้นไม่ว่างคะ...ต้องทำงาน”
       แพททำท่าจะเดินไป
       “คืนนี้ทุ่มตรงไปพบกับผมที่บ้านพัก ผมมีเรื่องสำคัญมากที่คุณจะต้องฟัง”
       พูดจบพีทเดินไปเลย แพทหันขวับกลับมาด้วยความโกรธ
       แพทตะโกนไล่หลัง “แล้วทำไมชั้นจะต้องฟังคุณด้วย...ชั้นไม่ไปหรอก คนบ้า”
       พีททำเหมือนไม่ได้ยิน ไม่ได้หันหลังกลับมามอง แพทฮึดฮัดอยู่คนเดียว
      
       พีทเดินท่าทางอารมณ์เสียเข้ามาตรงคอกม้า เริ่มทำงานบางอย่าง ทำไปนิดหนึ่งก็ยิ้มออกมา เพราะอารมณ์ดี ที่ได้แกล้งแพท
       ธาริศเดินเข้ามาเงียบๆ พีทเงยหน้าขึ้นมาเห็นก็ชะงัก ธาริศเดินเข้ามาใกล้ ต่างคนต่างดูเชิงกัน พีทยังเมินๆ
       “เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด มันเป็นความผิดของผมคนเดียว ผมขอโทษครับพี่พีท” ธาริศยกมือไหว้ “อย่าโกรธรัญเค้าเลยนะครับ”
       พีททอดถอนใจ “แล้วนายจะทำยังไงต่อไป”
       “เรื่องของผมกับรัญมันจบไปแล้ว อย่างที่บอก...มันเป็นแค่อดีตที่ยาวนาน เป็นความรักที่ฝังใจ แต่ในเมื่อเราต่างคนก็มีพันธะมันก็ควรที่จะจบลงแค่นั้น”
       พีทมองธาริศท่าทีอ่อนลง เริ่มสงสาร
       “ถ้านายยังรักรัญจริง ทำไมถึงไม่พยายามต่อสู้เพื่อให้ได้ความรักคืนมาล่ะ”
       “อรกำลังจะมีลูกครับพี่พีท ผมทำไม่ได้ มันสายเกินไปแล้ว”
       พีทอึ้ง มองอย่างเข้าใจ
       “ฝากดูแลด้วยนะครับ พี่พีทเป็นผู้ชายที่ดีที่สุด พี่คงจะทำให้รัญมีความสุขและมีรอยยิ้มได้อีกครั้งนึง”
       พีทถอนใจยาว ครุ่นคิดก่อนพูดบอก
       “ไม่แน่หรอกนะธาริศ...ชั้นอาจจะทำอะไรบางอย่าง แต่นายหรือทุกๆ คน คาดไม่ถึงก็ได้”
       ธาริศมองอย่างประหลาดใจ พีทมีสีหน้ามุ่งมั่น จริงจังมาก
      
       ด้านรัญธิดากับแพทเดินจะไปโรงอาหารพนักงาน ผู้คนเดินสวนมาสะกิดกันซุบซิบ บางคนที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ ก็มองเมื่อรัญธิดาไปถึง แล้วสุมหัวกันเม้าท์
       “ฮ้า! จริงเหรอ…” รายแรกบอก
       “ทำม้าย... ถึงได้เป็นคนร้ายกาจแบบนี้ ไม่น่าเชื่อเลย” อีกคนว่า
       รัญธิดาชะงัก ก้าวขาเดินต่อไม่ออก น้ำตาคลอ แพทแตะแขนเบาๆ
       “รัญ ไม่อยากทานข้าว...รัญไม่หิว...น้าแพทไปคนเดียวก็แล้วกัน”
       แพทพูดปลอบอย่างเข้มแข็ง “รัญถ้ารัญหนีตอนนี้ก็คงต้องวิ่งหนีปัญหาไปตลอดชีวิต”
       “แต่น้าแพทก็เห็นสายตาของคนพวกนั้น...”
       “รัญต้องเข้มแข็ง ต้องคิดให้ได้ว่าเราก้าวพลาดไปแล้ว แต่ก็พร้อมจะเริ่มต้นใหม่”
       “เริ่มต้นเหรอคะ รัญยังไม่เห็นมีทางไหนเลยที่จะเริ่มต้นใหม่ได้”
       แพทมองหลานสาวด้วยท่าทีอ่อนโยน และน้ำตาคลอตามรัญธิดาด้วยความสงสารสุดขีด
       “ต้องมีสิรัญ...น้าแพทคนนี้แหละที่จะทำทุกอย่างเพื่อจะหาทางเริ่มต้นใหม่ให้รัญเอง...คอยดูสิ”
       รัญธิดามองแพทอย่างท้อแท้ ไม่อยากเชื่ออะไรอีกแล้ว แต่ดูแพทมีท่าทางมุ่งมั่น ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
      
       แพทยังไม่มาพบพีทตามนัด พีทรออยู่ในบ้านพักส่วนตัวของพีทในรีสอร์ต นาฬิกาใหญ่บอกเวลา ทุ่ม 45 นาที แล้ว พีทยืนมองแล้วถอนใจ บอกตัวเองเสียงเศร้าๆ
       “นี่ คุณจะไม่ยอมฟังเรื่องที่ผมอยากบอกจริงๆ เหรอ”
       เสียงออดดังขึ้น พีทกระปี้กระเป่ารีบลุกขึ้นทันที ท่าทางดีใจเหมือนเด็กๆ แต่แล้วก็นึกได้ว่าเสียฟอร์ม ก็เลยลงนั่งอีกครั้ง ทำท่าชิลๆ รอจนเสียงออดดังอีกครั้ง ก็เริ่มจัดเสื้อผ้าให้เทห์ๆ จนออดดังครั้งที่ 3 ถึงได้ลุกไปเปิดประตู
       ที่หน้าประตูบ้านแพท มีท่าทางเขินๆ แปลกๆ เพราะต้องง้อผู้ชายคนนี้ ในมือถือกล่องขนมเค้กมาด้วย
       พีทมองหัวจรดเท้า ทักเสียงเนือยๆ เหมือนไม่ยินดียินร้าย
       “นึกว่าคุณจะไม่มาแล้วซะอีก... เชิญครับ”
       พีทเดินหน้าเข้ามาหา แต่ก็ลอบมองตลอด แพทยินเก้ๆ กังๆ ดูไม่มั่นใจนัก
       “คุณทานข้าวมารึยัง ผมให้เด็กตั้งโต๊ะรอไว้แล้ว...เชิญ”
       พีทผายมือไปทางโต๊ะทานอาหารที่จัดเต็มและสวยงามมาก แต่แพทมัวแต่จมอยู่กับความผิดของตัวเองเลยไม่ทันมอง
       “ชั้นกินมาแล้วค่ะ” พีทหุบยิ้มทันควัน “ชั้นมีเรื่องอยากพูดกับคุณ”
       “ใจตรงกัน ผมก็มีเรื่องที่อยากจะพูดกับคุณ ...นั่งก่อนสิ”
       พีทลงไปนั่ง แพทร้อนใจนั่งไม่ลง
       “ขอชั้นพูดก่อนนะคะ...ชั้นขอโทษกับเรื่องทุกอย่างที่ผ่านมาที่ชั้นทำตัวไม่ดีกับคุณแล้วก็เหมือนหลอกลวงคุณเรื่องยายรัญ...แต่ชั้นสาบานนะว่าชั้นไม่เคยรู้เรื่องคุณธาริศมาก่อนเลย จนมารู้ก่อนคุณแค่ไม่กี่วัน”
       พีทถอนใจเบื่อๆ “เอาเหอะ ผมเบื่อเรื่องนี้เต็มทนแล้ว..ขอผมพูดบ้าง คือ...”
       แพทตัดบท “ไม่ได้คะ เราต้องพูดกันเพราะเรื่องนี้สำคัญมาก ชั้นไม่อยากให้คุณเข้าใจผิด แล้วก็โกรธยายรัญต่อไป เรื่องในอดีตมันก็คืออดีต ไม่ควรจะเก็บมาสนใจ”
       “โอเค โอเค ผมไม่คิดแล้วก็ได้ พอใจมั้ย”
       แพทถอนใจ โล่งอก ยิ้มออก “ถ้างั้น กินเค้กนี้นะคะ ชั้นทำมาให้คุณสุดฝีมือเลย”
       “ทำให้ผม?” พีทฉงน “แล้วนี้มันใช่เวลาจะกินเค้กมั้ย คุณฟังเรื่องที่ผมจะพูดบ้างซิ”
       “กินก่อนเถอะค่ะ นะคะ ชั้นจะได้สบายใจ ว่าคุณยกโทษให้พวกเราแล้วจริงๆ”
       แพทรีบเดินไปที่โต๊ะ เอาจานมาใส่เค้ก
       “แพท คุณแพท…”
       พีทอ้าปากจะพูดแล้วหุบปาก พยายามสงบสติอารมณ์ที่เริ่มจะหงุดหงิดแพทขึ้นมาอีกแล้ว เกาหัวอย่างงุ่นง่าน ไม่รู้จะทำยังไงดี
      
       ขณะเดียวกันอะตอมวิ่งเล่นคึกคักอยู่คนเดียวในบ้าน รัญธิดานั่งซึมอยู่ที่มุมห้อง ทิพปภามองชะเง้อออกไปข้างนอก
       “ยายแพทไปไหน บอกว่าจะกลับมากินข้าวด้วยกันก็ไม่ยักมา”
       “นั่นซิฮะ หมู่นี้อะตอมไม่ได้กินข้าวกับแม่แพทเลยสักวัน อะตอมจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาอยู่แล้วนะป้าทิพ” อะตอมบอก
       ทิพปภาขำ หัวเราะอะตอมดังๆ กอดหลานไว้อย่างรักใคร่ รัญธิดายังคงนั่งซึม ไม่สนใจอะไร
      
       เค้กฝีมือแพท ถูกจัดใส่จานวางลงตรงหน้าพีท
       “นี่คะ เค้กที่ทำจากความสำนึกผิด จากใจของชั้น ทานสักคำสิคะ”
       พีทถอนใจ มองหน้าแพทเซ็งๆ แล้วจ้องแพทที่เผลอนั่งคุกเข่าวางจานเค้กต่อหน้า และนึกบางอย่างออก ทำท่าเฉยเมย เก๊กสุดขีด เหมือนเด็กเกเร
       “ผมไม่อยากกิน”
       แพทชะงัก หน้าเสีย
       “ไหนคุณบอกว่า คุณไม่โกรธแล้ว...”
       “ถ้าจะให้ผมกินจริงๆ ก็ป้อนผมสิ”
       แพทลังเล ระแวงในพฤติกรรมที่ผ่านมาของพีท จนพีทลุกขึ้นท่าทางปั้นปึ่ง
       “ตามใจนะ ผมก็ไม่อยากยกโทษให้คุณเท่าไหร่หรอก”
       แพทรีบลุกขึ้น
       “ไม่ได้นะคะ คุณต้องรับคำขอโทษจากเรา”
       พีทมองหน้าแพทนิ่งๆ แพทค่อยๆ ตักเค้กอย่างลังเล ก่อนจะยอมตักป้อนให้ แต่พีทเบือนหน้าหนี แพทชะงัก
       พีทบอกเสียงดุๆ “หน้าตาไม่เต็มใจอย่างนี้ เต็มใจขอโทษรึเปล่าเนี่ย”
       แพทถอนใจยาว เริ่มรำคาญความเยอะ แล้วฉีกยิ้มค่อยๆ ป้อนเค้กให้ พีทอ้าปากรับเค้ก แล้วจับมือแพทเอาไว้ด้วย ตาสบตากัน เหมือนโลกหยุดหมุน บรรยากาศอึดอัด แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานและอบอุ่น
       พีทค่อยๆ ยิ้มให้ หน้าตาเต็มไปด้วยความรัก
       “คราวนี้คงถึงเวลาที่ผมจะพูดบ้างแล้ว เรื่องของเรา”
       แพทได้สติถอยห่างออกมา ทำเหมือนไม่ได้ยิน
       “ขอบคุณนะคะที่ยอมรับคำขอโทษ ตอนนี้คุณก็หลายโกรธแล้ว กลับไปหายายรัญเถอะคะ รัญกำลังเสียใจมากนะคะ”
       พีทโพล่งขึ้น “แต่ผมไม่เคยรักรัญธิดา” แพทอึ้งตะลึงงัน
       “อะไรนะคะ”
       “ที่ผ่านมาผมก็แค่หน้าคนที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด เพื่อจะแต่งงานให้แม่สบายใจ ผมรู้ว่าผมผิด ผมขอโทษ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมรักใคร”
       แพทลนลานร้อนตัว “ไม่นะคะ รัญเป็นคนดีมากคะ รัญเป็นคนที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณจริงๆ นี่แสดงว่าคุณยังไม่หายโกรธรัญจริงๆ ใช่มั้ยคะ...หายเถอะค่ะ ชั้นไหว้ล่ะ กลับไปหายายรัญเถอะ”
       “นี่คุณทำทุกอย่างก็เพื่อรัญธิดาเหรอเนี๊ยะ แล้วเรื่องของเราล่ะ”
       “ไม่เคยมีเรื่องของเราหรอกค่ะ เราเป็นแค่เจ้านายกับลูกน้อง แล้วชั้นก็เป็นน้าของรัญเท่านั้น”
       “แล้วที่เราจูบกับล่ะ...”
       แพทอึ้ง ก่อนจะมองพีทอย่างเฉยเมย
       “ตลกจังเลย คุณถามเหมือนเด็กๆ กะอีแค่จูบ มันไม่ได้มีความหมายอะไรสักหน่อย...”
       พีทชักโกรธ “ยังงั้นเหรอ....มันไม่มีความหมายอะไรเลยใช่มั้ย...ดี”
      
       ว่าแล้วพีทดึงแพทเข้ามาแล้วจูบอย่างรุนแรงและบ้าคลั่ง


  


       แพทผลักพีทออกแล้วตั้งท่าจะวิ่งหนี แต่พีทกระชากกลับมาแรงๆ แพทเสียหลักล้มบนโซฟา พีทโถมตัวก้มลงไปจูบอีกด้วยความเจ็บแค้นเต็มกำลัง
      
       จนสักครู่หนึ่ง พีทได้สติลุกขึ้นมา พยายามสงบอารมณ์
       “ผมขอโทษ...คุณไม่น่ายั่วโมโหผม”
       แพทค่อยๆ ลุกนั่งข้างๆ ผมเผ้า เสื้อผ้ายับเยิน แต่ยังเยือกเย็น ทั้งๆ ที่ใจบอบช้ำปวดร้าวเหลือเกิน
       “คุณจะทำอะไรกับชั้นก็ได้ค่ะ ถ้าคุณกลับไปคบกับยายรัญอีก ชั้นยินดี”
       พีทตกตะลึกมองแพทอย่างไม่เชื่อสายตาแล้วลุกขึ้นยืน
       “คุณมันเป็นคนบ้า คุณไม่มีหัวใจ คุณแพท!”
       พีทโกรธสุดขีด ผลุนผลันออกไป ปิดประตูปัง แพทนั่งนิ่ง น้ำตาไหลพรากๆ ปวดร้าวใจเหลือแสน
      
       ด้านทิพปภาเดินลงมาจากชั้นบน ท่าทางกังวลจัด ชะเง้อไปดูทางประตูเข้าบ้าน พร้อมกับพึมพำ
       “ไปไหนน้า...โทรศัพท์ก็ไม่ยอมเปิด”
       เสียงรถแล่นเข้ามา ทิพปภาดีใจ รีบเดินไปรอที่ประตู แพทเดินเข้ามาท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรง บอบช้ำ
       “คราวหลังไปไหน ก็โทรบอกบ้างนะ ฉันง่วงนอน ขี้เกียจรอปิดประตู เอ๊ะ...”
       ทิพปภาเพิ่งเห็นว่าเสื้อผ้าแพทหลุดหลุ่ย
       “ไปทำอะไรมา...เสื้อผ้ามันถึงได้หลุดลุ่ย เหมือนไปฟัดกับใคร หรือว่า...” อดห่วงแพทไม่ได้ “โดนทำร้ายหรือเปล่า บอกพี่ซิแพท”
       พอพี่สาวแสดงความเป็นห่วงตัวเอง แพทก็ทนเข้มแข็งต่อไม่ไหว ปล่อยโฮออกมา
       “แพท ขอโทษค่ะพี่ทิพ แพททำไม่สำเร็จ”
      
       ฟากพีทเดินวนไปวนมา เจ็บแค้นใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ในที่สุดทนไม่ไหว หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบอกด้วยหน้าตาดุดัน
       “คุณประทิน ผมมีเรื่องด่วนอยากให้คุณจัดการ”
      
       เช้าวันต่อมา ทิพปภาจ่ายตลาดเสร็จ เดินถือตระกร้าของสดแห้งออกมา ก้มหน้าจะเอาเศษเงินใส่กระเป๋ากางเกง แต่ชนกับหญิงคนหนึ่งที่รีบเดินเข้ามา จนทำให้เศษเงินหล่น ตะกร้าร่วง ทิพปภาโวยตามหลัง
       “เฮ้ย...ตลาดนะโว้ย ไม่ใช่บ้านพ่อแม่แก หัดเดินดูทางบ้างซิ ขอโทษซักคำก็ไม่มี”
       ผู้หญิงคนนั้นเดินพ้นไปแล้ว หยุดชะงัก
       “อ้าว...พูดจาชวนเอาไม้ดีปากขนาดนี้ก็สวยสิ”
       หญิงคนนั้นหันกลับมา เงื้อมือจะตบ ทิพปภาเองก็เตรียมสู้เต็มที่ แต่แล้วทั้งคู่ต่างก็ชะงัก สบตากัน ร้องออกมาพร้อมกัน
       “อีทิพ” / “นังสา”
       ผู้หญิงคนนั้นที่แท้เป็น สา เพื่อนเก่าในคุกนั่นเอง
      
       สองคนคุยกันอยู่อีกมุมในตลาด
       “นี่แกออกจากคุกมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
       “เพิ่งจะออกมาเมื่อวาน หิวปลาร้าจนมือสั่น เลยพุ่งเข้าไปซื้อ ไม่ได้ดูตาม้าตาเรือ” สาบอก
       “เกือบจะได้ตบกันฉลองพ้นโทษซะแล้ว” ทิพปภาหัวเราะ “แล้วทำไมแกมาอยู่ ที่นี้ล่ะ ไหนว่าบ้านอยู่ที่ระยองไง” ทิพปภาแปลกใจ
       “นั่นมันบ้านผัว...เมื่อวานกลับไปถึงก็เจอเมียใหม่มันเสนอหน้าอยู่ ก็เลยตบมันซะ สมใจแล้วก็เผ่น มาอาศัยบ้านหลานมันไปก่อน แกล่ะ หน้าตาสดใสนะ ได้อยู่กับลูกสาวสมใจแล้วซิ”
       “ใช่ ๆ ได้อยู่กับลูกกับหลาน แค่นี้ก็มีความสุขมากแล้ว”
      
       อีกด้านหนึ่ง เชอรี่กับเฉิดโฉมเดินถือถุงตรงเข้ามาทางสองคนพอดี
       “เอาละ ของครบเรียบร้อย...ที่นี่ก็กลับไปไหว้เจ้าแม่ได้”
       “เธอนี่มันเป็นเอามากเลยนะ เฉิด จะจับคุณพีทให้ได้ นี่ต้องใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วยเลยเหรอ”
       อยู่ๆ เฉิดโฉมก็เบรกเอี๊ยด เบิกตาโพลง มองไปข้างหน้าเขม็ง
       “แล้วค่อยเจอกันอีกนะสา ชั้นต้องกลับบ้านแล้ว...ไปก่อนนะ”
       ทิพปภาล่ำลาเพื่อนแล้วเดินจากไป
       เชอรี่กับเฉิดโฉมรีบเดินไปหาสาทันที โลกแคบอะไรเช่นนี้ เพราะสาเป็นน้าของเชอรี่นั่นเอง และรู้จักกับเฉิดแมอีกด้วย
       “น้าสา...”
       “อ้าว...ซื้อของครบแล้วเหรอ...แล้วนี่แกจะไปบนเจ้าแม่เรื่องอะไรกันล่ะ”
       “น้าสาคะ เมื่อกี้ นังคนนั้นมันมาคุยอะไรกับน้า”
       “ใคร” สางง
       “ก็ผู้หญิงคนที่น้าคุยด้วยเมื่อกี้ นังทิพ ที่เป็นคนใช้ อยู่บ้านนังรัญธิดาคนที่เป็นมารหัวใจของเฉิดไง” เฉิดโฉมว่า
       “เฮ้ย ใช่เหรอ ก็มันบอกน้าว่าอยู่กับลูกสาวนะ อีเนี่ยมันรักลูกมากตั้งแต่อยู่คุกแล้ว วันๆ มันก็เพ้อหาลูกมันทั้งวัน”
       เฉิดโฉมตกใจกับข้อมูลใหม่ “ลูกสาวงั้นเหรอ”
       เฉิดโฉมครุ่นคิด ถึงพิรุธต่างๆ ของทิพปภาที่ผ่านๆ มา
       ตั้งแต่ตอนเห็นครั้งแรก มาสืบเรื่องพีทที่รีสอร์ต ออกอาการเป็นห่วงรัญธิดาเป็นพิเศษ และเหตุการณ์ตามตีตนจนสลบคาที่ และตอนโดนทิพปภาจับกดอ่างล้างหน้าในห้องน้ำ
       เฉิดโฉมลำดับเรื่องราว เข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง
       “อย่างนี้นี่เอง”
       ว่าแล้วก็รีบหยิบโทรศัทพ์มา เปิดรูปแพทในเครื่องให้ดู
       “คนนี้ใช่มั้ย ลูกสาวเค้า”
       “ไม่ใช่ นี่น้องสาวมันที่มันฝากให้เลี้ยงลูกสาวให้ตอนมันอยู่ในคุก...น้าเคยเห็นมันไปเยี่ยมบ่อยๆ” สาบอก
       เฉิดโฉมค่อยๆ ยิ้มออกมาอย่างเหี้ยมเกรียม เชอรี่มองอย่างงุนงงนิดๆ ยังตามไม่ค่อยทัน
       “สนุกแน่ละคราวนี้...รัญธิดา”
      
       เฉิดโฉมยิ้มร้าย ขณะพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงโหดๆ
      
       ไม่นานต่อมาเฉิดโฉมกับเชอรี่เดินเข้ามาในออฟฟิศ เชอรี่มองหน้าเฉิดโฉมที่วางท่าทางโหดเหี้ยม สมใจนึกมาตลอดทาง
       “เธอคิดจะทำอะไรของเธอเหรอเฉิด...ทำท่าทางน่ากลัวจังเลย”
       “ในที่สุดเราก็รู้ความลับของมันอีกอย่าง ไม่คิดว่ามันจะกล้าทำขนาดนี้...คอยดู ฉันจะทำให้มันไม่มีแม้แต่ที่จะยืนในพีระแรนโซ ไม่กล้าสู้หน้าใครได้อีกและสิ่งที่มันทำกับฉัน ต้องได้รับการชดใช้”
       เชอรี่มองไปเห็น เห็นพวกคนงานวุ่นวาย เดินขวักไขว่กันไปมา บ้างขนอาหาร บ้างขนเข่งดอกไม้เข้าไป ชูเดินผ่านมา เชอรี่รีบดักไว้
       “เดี๋ยวๆ นี่ ที่รีสอร์ตมีงานอะไรเหรอ ทำไมมันวุ่นวายจัง”
       “คุณพีทสั่งให้เปิดห้องจัดเลี้ยง จัดงานด่วนนะซิ” ชูบอก
       “งานอะไร ทำไมฉันไม่รู้” เฉิดโฉมงุนงง
       “โอ้โห้ นี่คุณตำแหน่งอะไร ถึงได้ใหญ่โตจนถึงต้องรู้ทุกเรื่องเชียวเหรอ” ชูแขวะ
       ประทินเดินเข้ามาพอดี
       “อ้าว...ชูพูดมากอยู่นั้น บอกให้รีบไปรับหนูรัญ กับครอบครัวมาไงฉันจะได้ไปรับแม่นายอีก เดี๋ยวก็ไม่ทันกันพอดี”
       “ครับๆ”
       ชูรีบออกไป
       “ตกลงมันงานอะไรกันแน่ค่ะผู้จัดการ ถึงต้องรับแม่นายมาด้วย” เฉิดโฉมยิ่งสงสัยหนัก
       “ยังเดาไม่ออกอีกเหรอ งานด่วนแบบสายฟ้าแล่บ ที่ต้องให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมารับรู้ร่วมกันน่ะ...มันยังจะมีอะไรอีกล่ะ”
       ประทินเดินหนีไป เฉิดโฉมกับเชอรี่ตะลึงงัน
       “เฉิด...”
       เฉิดโฉมยืนอึ้ง ตกใจซะยิ่งกว่าโดนสายฟ้าฟาดลงกลางกบาลอีก
      
       ในเวลาต่อมา ประทินเข็นรถเข็นพากันตาเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง ทุกอย่างเตรียมการเกือบสมบูรณ์แล้ว พีทเห็นรีบเดินมารับมารดา พีทแต่งตัวหล่อดีกว่าปกติ ในห้องไม่ได้ตกแต่งหรูมากมาก เพราะพีทตั้งใจจัดแค่เงียบๆ และให้เร็วที่สุด เพื่อประชดแพท มีบังตากั้นส่วนที่เป็นเวทีเอาไว้ ไม่ให้ใครเห็น
       “ให้ประทินไปรับแม่มา มีอะไรด่วนเหรอจ๊ะ”
       ทักษอรกับธาริศเดินงงๆ เข้ามาพอดี
       “อ้าว ธาริศ หนูอรก็มาเหมือนกันหรือนี่”
       “พี่พีทให้คนไปตามน่ะค่ะ บอกว่าจะมีงานเลี้ยงเล็กๆ ในครอบครัว
       พีทยิ้มนิดๆ ท่าทางไม่ได้มีความสุขนัก ปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มด้วย
       “ตาพีท! นี่แม่ชักจะงงไปใหญ่แล้วนะ ทำไมมันดูมีลับลมคมในจัง”
       “เดี๋ยวทุกคนก็จะทราบครับ”
      
       จังหวะนี้แพทกับรัญธิดา เดินเข้ามา อย่างห่วงๆ พร้อมชู มีฝนเดินตามมาด้วย พีทเงยหน้าขึ้นเห็นหน้าแพท ก็เครียดขึ้นมาอีก พูดน้ำเสียงเยาะๆ
       “นี่ไง คนสำคัญของงานมาพอดี”
       แพทเดินตรงเข้าไปหา ถามเบาๆ “คุณคิดจะทำอะไรอีก”
       “แหมคุณน้าครับ ทำไมทำเสียงแข็งกับผมอย่างนั้นล่ะ ผมกำลังทำในสิ่งที่คุณอยากได้ยังไง”
       พีทจับมือรัญธิดาไว้ ดึงออกมายืนเด่น กลางวงรัญธิดาและทุกๆ คน งงเป็นแถว
       “ที่ผมเชิญทุกคนมาวันนี้ ก็เพราะอยากให้ทุกคนมาเป็นสักขีพยาน ในวันแต่งงานของผมกับรัญธิดาครับ”
       พีทหันไปทางประทินพยักหน้าให้ ประทินกับชูช่วยกันยกที่บังตาออก เผยให้เห็นที่ข้างหลังเป็นตั่งรดน้ำสังข์ ฝนเอาดอกไม้ตั้ง
       ทุกคนตกใจมาก รวมทั้งรัญธิดา ดึงมือออกจากมือพีททันที แต่พีทรั้งเอาไว้ กุมแน่น
      
       พีทมองสบตาแพทเต็มตามีแววประชดประชัน และเจ็บปวดฉายชัด แพทตาชาวูบ อึ้ง ตะลึงงันไปทันที
      

       จบตอนที่  15
ตอนที่ 16
      
       ขณะเดียวกันนังเตอร์เกย์ผมทอง จอดรถที่หน้าอาคารห้องจัดเลี้ยงอย่างรวดเร็ว ทิพปภารีบลงจากรถทันที
      
       “ขอบใจมากนะเตอร์ที่ขับรถมาส่ง”
       “เตอร์ไปด้วยพี่ทิพ เผื่อช่วยอะไรได้”
       ทิพปภากับเตอร์ลงมา เชอรี่ยืนรออยู่ หน้าตาร้อนรน
       “น้าทิพใช่มั้ยคะ หนูฉันมารอน้าอยู่”
       “อ๋อ คุณใช่มั้ยที่โทร.ไปบอก ฉันว่ายายรัญ เกิดเรื่อง...เรื่องอะไรบอกชั้นมาเร็วๆ สิ” ทิพปภาร้อนใจมาก
       “ตามหนูมาเถอะค่ะ รัญธิดากำลังแย่”
       เชอรี่รีบพาทิพปภากับเตอร์เข้าไปด้านใน ส่วนอีกมุมตรงด้านหน้าเฉิดโฉมโผล่ออกมาดู หน้าตาเหี้ยมเกรียมปนสะใจ ขณะมองตาม
      
       ทักษอรโวยลั่นห้อง
       “นี่มันเรื่องตลกใช่มั้ยคะ พี่พีทก็รู้ความจริง แล้วว่ายายนี่มันเป็นยังไง พี่พีทยังกล้าแต่งงานกับผู้หญิงที่เจ้าเล่ห์ร้ายกาจคนนี้อีกเหรอ”
       ธาริศปราม “หยุดเถอะอร”
       “มันอะไรกันตาพีท หนูอรพูดถึงเรื่องอะไร” กันตาถามลูกชาย
       “อย่าไปสนใจเลยครับแม่...งานวันนี้มันอาจจะเป็นงานแต่งงานที่เล็กๆ เรียบๆ แต่ผมก็เห็นว่า ในเมื่อเราสองคนต่างก็มีผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่ายมารับรับรู้แล้ว ก็คงน่าจะเพียงพอ ทั้งคุณแม่ของผม แล้วก็...” พีทหันไปมองแพทอย่างขมขื่น “คุณน้าของเจ้าสาว
       แพทพูดอะไรไม่ออกรู้ดีว่าพีททำเพราะอะไร น้ำตาคลอแต่กลั้นเอาไว้ไม่ให้ไหล
       “พีท ก็เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าจะรอตามฤกษ์ที่ได้มาใหม่”
       “ขอโทษครับแม่ แต่ผมรอไม่ไหวอีกแล้ว...ไม่ว่าจะเร็วหรือช้าก็ต้องแต่งเหมือนกัน ฤกษ์ที่ดี ควรเป็นฤกษ์ที่เราสะดวก ไม่ใช่หรือครับแม่”
       กันตาถอนใจ “ถ้าทางคุณแพทกับหนูรัญ ไม่มีปัญหาแม่ก็ไม่ว่าอะไรหรอก”
       “ว่าไงครับ คุณน้าแพท” พีทจงใจพูดประชด “คุณน้าคงเห็นแก่ความรักของเรานะครับ เพราะสิ่งที่ผมทำก็เป็นไปอย่างที่คุณน้าต้องการได้ทุกอย่าง”
       กันตาหันไปมองแพทรอฟังคำตอบ แพทจำต้องพูดออกไป
       “ค่ะ...ชั้น...ยินดี”
       รัญธิดามองแพทอย่างงุนงงกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้น พีทเองก็อึ้งไป เมื่อแพทยินยอม
       “ถ้าอย่างนั้น เราเริ่มพิธีกันดีกว่า” พีทหันมาทางรัญธิดา “เชิญครับรัญ”
       พีทจูงรัญพาไปนั่งที่ตั่ง
       จังหวะนี้ประตูห้องจักเลี้ยงถูกผลักเข้ามา มีเชอรี่นำมา พร้อมกับเตอร์และทิพปภา
       “เดี๋ยวค่ะ รอแขกคนสำคัญอีกคนก่อนซิคะ”
       เสียงเชอรี่ดังขึ้น ทุกคนชะงักหันไปมอง
       เชอรี่ถอยหลังหลบทางเห็นเป็นทิพปภา กับเตอร์ยืนงงอยู่ รัญธิดากับแพทตกใจ ทิพปภายังงงอยู่ แต่พอเห็นทุกคนแล้ว และเห็นรัญธิดากับพีทอยู่บนเวทีที่มีตั่งรดน้ำสังข์ก็เข้าใจทันที
       “แกหลอกฉัน”
       ทิพปภาหันหลังจะเดินกลับ แต่เจอเฉิดโฉมยืนอยู่ด้านหลังอีกที
       “จะไปไหนละคะ คุณแม่เจ้าสาว”
       รัญธิดากับแพทช็อกทันที คนอื่นยังงงๆ ตามไม่ทัน ทิพปภากับเตอร์ตกใจมาก
       “เธอเธอพูดเรื่องบ้าบออะไร ฉันไม่รู้เรื่อง หลีกไป ฉันจะกลับบ้าน ไปเตอร์”
       “ค่ะ พี่ทิพ”
       เตอร์จูงทิพปภาจะเดินออกจากห้อง เสียงเฉิดโฉมดังขึ้น
      
       “ถ้ากลับตอนนี้ เธอก็จะไม่ได้เห็นตอนลูกสาวเธอโดนจับเข้าคุกน่ะซิ”


  


       คราวนี้ทิพปภากับเตอร์ชะงัก เหลียวขวับกลับมามอง เฉิดโฉมชูเอกสารในมือขึ้น
        
       “ฉันจะแจ้งความ ว่ารัญธิดาปลอมแปลงเอกสารของบริษัท...”
       แพทสวนขึ้นทันที “เธอพูดเรื่องอะไรน่ะ”
       เฉิดโฉมเดินตรงเข้ามาหาแพทใกล้ๆ พูดใส่หน้า
       “ไม่ต้องมาตีหน้าซื่อ แกมันก็พวกเดียวกันร่วมมือกับหลานแก ปลอมเอกสาร”
       “ผมบอกคุณแล้วนะเฉิดโฉม ว่าถ้าคุณสร้างเรื่องหลอกลวงอีกครั้ง ผมจะไล่คุณออกทันที” พีทประกาศก้อง
       “แต่คราวนี้มันเป็นเรื่องจริงนะคะคุณพีท ในทะเบียนประวัติพนักงาน รัญธิดาลงว่า แม่ตายไปแล้ว แต่มันไม่ใช่เรื่องจริง เพราะนี่ แม่ของรัญธิดายืนอยู่ตรงนี้”
       ทุกคนฮือฮา ทักษอรฟังด้วยความสะใจอยู่เงียบๆ ชำเลืองมองธาริศที่ยืนช็อก ห่วงใยรัญธิดาอยู่
       “ไม่จริง...เธอโกหก...ชั้นเป็นแค่คนใช้ของรัญเท่านั้น” ทิพปภาเถียงสุดเสียง
       “เฉิดไม่กล่าวหาใครลอยๆ หรอกค่ะ คราวนี้เฉิดมีพยานมาด้วย”
       สาเดินออกมาท่าทางตื่นๆ งงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ทิพปภาสะดุ้ง
       “นังสา” ทิพปภาโกรธจัด
       “ผู้หญิงคนนี้ยืนยันได้ว่า แม่ของรัญธิกายังไม่ตาย และเคยติดคุกในข้อหาค้ายาเสพติดพร้อมกับเธอ”
       ทุกคนช็อกมาก ทักษอรแสดงกิริยาขยะแขยง
       “ขอโทษนะนังทิพ...ชั้นไม่รู้ว่าเรื่องมันจะวุ่นวายขนาดนี้...ชั้นก็แค่เล่าไปตามที่เห็น” สาบอก
       “โกหก พวกแกมันหาเรื่องใส่ความรัญ มันไม่ใช่เรื่องจริง แม่ของรัญธิดาตายไปแล้ว ฉันจะฆ่าแก”
       ทิพปภาปราดเข้าไปบีบคอเฉิดโฉม
       กันตาตะโกนก้อง “พอที พอหยุดได้แล้ว” แล้วไอเพราะเจ็บปอดอย่างรุนแรง
       ประทิน ฝน และชู เข้าไปช่วยดึงทิพออกมาจากเฉิดโฉม
       ทิพปภาสะบัดตัวจากการจับของประทินแล้ววิ่งไปหากันตา คุกเข่ามองหน้าอย่างวิงวอน
       “คุณนายขา อย่าไปเชื่อมันนะคะคนพวกนี้มันอิจฉารัญ มันถึงกุเรื่องขึ้นมา ฉันเป็นแค่คนใช้ ไม่ได้เป็นอะไรกับรัญอย่างที่มันพูดเลย รัญธิดาไม่ใช่ลูกฉันจริงๆ เชื่อฉันเถอะค่ะ”
       ทิพปภามองกันตาอย่างวิงวอน ทักษอรหัวเราะออกมาดังๆ ด้วยความสมเพช พีทมองรัญธิดางงๆ รัญธิดาตัวสั่นไปทั้งตัวตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แพททนไม่ไหว เดินไปหาทิพปภาลงนั่งประคอง
       “พี่ทิพอย่าทำแบบนี้เลย คนพวกนี้เค้าเห็นเราเป็นแค่ตัวตลกเท่านั้น เรากลับบ้านเราดีกว่าค่ะ”
       ทิพปภาไม่ฟังสะบัดอย่างแรง “ไม่ๆ นี่มันงานแต่งงานของรัญนะ งานจะต้องไม่ล้ม รัญต้องได้แต่งงานกับคุณพีท” พลางลุกขึ้นถลาเข้าไปหาพีท “คุณพีทคะ มันไม่ใช่เรื่องจริง น้าไม่ได้เป็นอะไรกับรัญธิดาจริงๆ นะ เชื่อน้าเถอะนะ นะ”
       พีทยืนนิ่ง
       “ใครก็ได้ช่วยจบละครน้ำเน่าเรื่องนี้ให้ทีเถอะ” ทักษอรเหยียดหยัน
       ทิพปภาไม่สนอะไรแล้ว รีบเข้าวิ่งไปหาจับแขนทักษอรวิงวอน
       “เชื่อชั้นเถอะคะ ชั้นไม่ได้โกหกนะคะ”
       ทักษอรสะบัดแขนทันทีอย่างรังเกียจ ทิพปภาทรุดลงคุกเข่าต่อหน้ากันตาอีกที
       “คุณนายคะ...ชั้นเคยช่วยคุณนายไว้นะคะ จำได้มั้ยคะ”
       รัญธิดาทนมองสภาพของแม่ไม่ไหว น้ำตาไหลพราก พร้อมกับเอ่ยขึ้น
       “พอเถอะค่ะแม่!”
       ทุกคนชะงักมองรัญธิดา แม้แต่ทิพปภาก็ด้วย รัญธิดาน้ำตาไหลเป็นทาง เดินมาหาแม่เหมือนตัดสินใจได้แล้ว
       “ไม่...อย่ามาเรียกน้าแบบนั้น หนูรัญ....น้าไม่ใช่แม่ของหนู”
       รัญธิดายืนนิ่ง ก่อนจะทรุดตัวลงประคองทิพปภาให้ลุกขึ้น
       “ทุกคนคะ รัญไม่ได้เป็นเด็กกำพร้าหรอกค่ะ แม่ของรัญยังไม่ตาย แต่เพิ่งพ้นโทษออกมาจากเรือนจำ ผู้หญิงคนนี้ ชื่อทิพปภา เป็นแม่ของรัญเองค่ะ”
       เฉิดโฉมสะใจสุดๆ แพทตกตะลึง พีท กันตา และธาริศต่างก็ตกใจ ทักษอรมีสีหน้าเหยียดหยันรู้สึกขยะแขยง
       “รัญ!” แพทจะห้าม แต่รัญธิดาบอกต่อ
       “และเอกสารพวกนั้น...รัญก็เป็นคนเปลี่ยนเองจริงๆ”
       “แค่เรื่องคอยจ้องจะแย่งสามีคนอื่นก็แย่แล้ว แต่นี่กล้าโกหกว่าแม่ตายแบบนี้มันลูกอกตัญูชัดๆ ป้ากันต์ยังอยากให้พี่พีทแต่งงานกับคนแบบนี้อีกเหรอค่ะ” ทักษอรว่า
       ทุกคนมองกันตา เหมือนจะให้ตัดสินเรื่องทั้งหมด กันตาเริ่มหายใจขัดเพราะตกใจมากเกิน เลยเหนื่อย
       “ฉันดูหนูผิดไปจริงๆ...รัญธิดา”
       กันตาบังคับรถให้เลื่อนออกไป รัญธิดา ทิพปภา และแพทมองตามอย่างปวดร้าว แล้วกันตาก็หยุด ไอยกใหญ่อย่างรุนแรง เหมือนจะขาดใจ พีทวิ่งพรวดตามไปประคอง
      
       “แม่ครับ แม่...”

      ไม่นานต่อมา พีทประคองกันตาลงนั่งเอนๆ ที่โซฟาในบ้าน ธาริศกับทักษอรตามเข้ามาด้วย สภาพกันตาหน้าตายังดูซีดเซียว
      
       “เดี๋ยวคุณหมอกำลังมานะครับ แม่แน่ใจเหรอว่าจะไม่ไปโรงพยาบาล”
       “แม่ไม่เป็นไรหรอก แค่ตกใจไปหน่อยเท่านั้นเอง นอนพักซักหน่อยก็คงหายแม่ ยังไม่อยากกลับไปโรงพยาบาล”
       ทิพปภาเดินอาดๆ ตามเข้ามา ท่าทางยังทุกข์ร้อนหนัก รัญธิดาวิ่งตามมาพร้อมแพทและเตอร์
       “แม่คะ อย่าค่ะ” รัญธิดาร้องห้าม
       ทุกคนหันไปมอง
       “ทำเรื่องเดือนร้อนขนาดนี้แล้วยังกล้ามาอีกเหรอ” ทักษอรด่า
       ธาริศดึงเมียไว้
       “ไม่ใช่เรื่องของเรานะอร”
       ธาริศดึงทักษอรให้ถอยออกห่าง
       ทิพปภาตรงเข้ามา ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ยกมือพนมอย่างน่าเวทนา
       “เรื่องทั้งหมด มันเป็นความผิดของฉันเอง ต้นเหตุทั้งหมดคือฉัน ถ้าฉันไม่ได้โลภมาก ค้ายา จนต้องติดคุก รัญก็จะไม่กลายเป็นเด็กมีปัญหาแบบนี้ รัญแกน่าสงสารมากนะคะ คุณให้อภัยแกเถอะนะคะ”
       กันตามองทิพปภาที่น้ำตาไหลอาบหน้าเป็นทาง แล้วมองรัญธิดาที่มีแพทประคองอยู่ ก่อนจะพูดอย่างเรียบๆ
       “ในฐานะ ที่เราเป็นแม่เหมือนกัน ฉันเข้าใจความรู้สึกเธอดี ว่าเธอรักลูกขนาดไหน เรื่องในอดีตฉันไม่เคยถือสา คนเราผิดพลาดกันได้...แม้แต่เรื่องของรัญธิดากับธาริศชั้นก็ได้ยินข่าวลือมา แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ...แต่การไม่ยอมรับแม่ตัวเอง ทำอายที่มีแม่ติดคุกจนต้องโกหกทุกๆ คน จนปลอมแปลงเอกสารนี่ มันมากเกินไปที่ฉันจะยอมรับเค้ามาเป็นลูกสะใภ้ได้”
       “ไม่นะคะ อย่าทำแบบนี้กับลูกของฉันเลย ให้โอกาสรัญเถอะ ฉันกราบขอโทษคุณแทนลูกฉันก็ได้นะ”
       ทิพปภาก้มลงกราบเท้ากันตา กันตาดึงเท้าหนี ทุกคนตกใจ รัญธิดาตะลึง สะเทือนใจสุดขีด จนน้ำตาไหลพราก
       “แม่จ๋า...”
       “อย่าทำแบบนี้เลยคุณทิพ มันไม่มีประโยชน์หรอก”
       ทิพปภายังไม่ละความพยายามหันไปมองพีท
       “คุณพีทคะ”
       พีทหันหน้าหนีไม่อยากสบตา
       “ชั้นว่าเธอพาแม่กลับบ้านไปเถอะรัญธิดา คุณป้ากันต์ท่านจะได้พักผ่อน” ทักษอรบอก
       แพทกับรัญธิดาค่อยๆ ก้มลงประคองทิพปภาให้ลุกขึ้น ทิพปภายอมลุกขึ้นแต่ยังดิ้นรน
       “ปล่อยนะ ชั้นจะอธิบายให้คุณกันต์กับคุณพีทฟัง...”
       เตอร์มาช่วยอีกคน ทิพปภาโดนดึงถอยไป แล้วหางตาเหลือบไปเห็นที่ใกล้ๆ มีมีดปลอกผลไม้วางอยู่ในถาด ทิพปภาสะบัดทุกคน แล้วไปคว้ามีดปอกผลไม้ขึ้นมา
       “ที่ทิพ!” แพทร้องลั่น
       ทิพปภาเอามีดมาจ่อที่ข้อมือ ทุกคนตกใจสุดขีด
       “นั่นแม่จะทำอะไร!”
       กันตาห้าม “อย่าทำอะไรโง่ๆ อย่างนั้นนะคุณ”
       “แม่ขอโทษนะรัญ ที่แม่ทำลายชีวิตของลูกมาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต... คนเลวๆ อย่างแม่ไม่ควรเกิดมาเป็นแม่คนเลย”
       รัญธิดาใจหล่นวูบ “ไม่นะคะแม่...ไม่จริง”
       “ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นเพราะแม่คนเดียว แม่เป็นตั้งปัญหาของลูก...แม่ไม่ควรมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกเลย”
       แพทร้องเสียงหลง “อย่านะคะพี่ทิพ”
       ไม่ทันแล้ว ทิพปภาเชือดข้อมือทันที เลือดกระฉูดโดนหน้าแพท และ รัญธิดา ทุกคนในห้องตกตะลึง
       “แม่รักลูกมากนะรัญธิดา...”
       ทิพปภาล้มลง
       “แม่” รัญธิดาตะโกนสุดเสียง
       แพทกับเตอร์ทรุดลงประคองทิพปภาไว้
       “พี่ทิพ...พี่ทิพ ทำไมถึงทำอย่างนี้”
       รัญธิดาช็อก น้ำตาไหลพรากๆ ส่วนกันตาเป็นลมเพราะตกใจ พีทรีบเข้าไปประคอง
       “แม่ครับ”
       เหตุการณ์วุ่นวายชุลมุน ธาริศรีบไปประคองทิพปภาหันมาบอกเตอร์
       “คุณไปเตรียมรถ แล้วก็พาคุณทิพไปโรงพยาบาลเร็ว...”
       ธาริศอุ้มทิพปภาออกไป เตอร์กับแพทวิ่งตามไปด้วย พีทสั่งทักษอรเสียงเข้ม
       “เรียกรถพยาบาลมาเร็ว อร”
       “ค่ะ...”
       รัญธิดายังยืนช็อกอยู่ น้ำตานองหน้า กว่าจะได้สติ
       “แม่...แม่จ๋า...”
      
       รัญธิดาวิ่งออกไปจากห้อง


  


       เวลาผ่านไปอีก 2-3 เช้านี้อะตอมด้อมๆ มองๆ อยู่แถวกระถางกล้วยไม้ที่ออกดอกสวยงามข้างบ้าน แพทถือตระกร้าใส่อาหารเยี่ยมผู้ป่วยเดินออกมา ส่ายตามองหา
      
       “อะตอมอยู่ไหนลูก”
       “มาแล้วครับ”
       อะตอมวิ่งมาหาเอามือซ่อนไว้ข้างหลัง
       “เอ๊...นั่นเอาอะไรไว้ข้างหลังนะ”
       “ไม่มี๊...อะตอมเมื่อยแขนน่ะครับ รีบ ไปกันเถอะครับเดี๋ยวคนป่วยรอ”
       อะตอมวิ่งนำออกไป ทำให้เห็นว่าด้านหลังที่ซ่อนอยู่ คือช่อกล้วยไม้ที่มองอยู่เมื่อกี้
       “อะตอม นั่นมันกล้วยไม้ของแม่แพทนี่นา”
       อะตอมหยุดชะงักหันมามองจ๋อยๆ แล้วค่อยๆ เอาดอกไม้มาจากด้านหลัง ชูให้แพทดูพลางบอก
       “ก็เค้าบอกว่า ถ้ามีดอกไม้ไปเยี่ยมคนป่วยแล้วคนป่วยจะสดชื่นเร็วขึ้น อะตอมก็เลย ขอยืมดอกไม้ของแม่แพทหน่อย”
       แพทอึ้ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
       “อะตอมเด็กดี...แม่แพทว่า ป้าทิพจะต้องดีใจแน่ๆ เลยจ้ะ”
       อะตอมยิ้มหวาน รัญธิดาเดินออกมา”
       “น้าแพทคะ ขอรัญไปด้วยคนนะคะ”
       แพทยิ้มรับอย่างดีใจ
      
       ไม่นานต่อมา อะตอมกำลังหอมแก้มทิพปภา ที่นอนอยู่บนเตียง
       “ป้าทิพหายเร็วๆ นะครับ อะตอมเอาดอกไม้มาเยี่ยมด้วย สวยมั้ย”
       “ถ้าอะตอมหอมแก้มป้าบ่อยๆ แบบนี้ ก็หายเร็วแน่”
       “ได้ครับ วันละร้อยทียังได้เลย” อะตอมฉอเลาะ
       “ฮือ เอาหน้าเหลือเกินนะเรา” แพทเย้า
       พวกผู้ใหญ่หัวเราะกันกับความน่ารักของอะตอม แพทมองไปข้างหลัง เห็นรัญธิดายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ เลยลุกขึ้นดึงมือมาหา
       “พี่ทิพคะ รัญเค้ารอจนพี่อาการดีขึ้น...เค้าบอกว่ามีเรื่องอยากคุยกับพี่น่ะค่ะ”
       แพทดันหลังรัญธิดาให้เข้าไปใกล้ๆ ทิพปภายิ้มอย่างดีใจ
      
       ครู่ต่อมาสองคนอยู่ในสนามหญ้าสวนสวยในโรงพยาบาล ทิพปภานั่งอยู่ในรถเข็น มีรัญธิดาเข็นรถให้ ใบหน้าทิพปภายิ้มแย้มดูมีความสุข
       “เหนื่อยมั้ยลูก ต้องวิ่งไปวิ่งมาดูแม่ทุกวันแบบนี้”
       รัญน้ำตาร่วงเผาะทันที
       “จนอย่างงี้แล้ว แม่ยังห่วงรัญอีกเหรอคะ”
       “ทำไมถึงถามอย่างนั้นล่ะรัญ แม่เป็นห่วงลูกตลอดเวลา”
       รัญธิดาอ้อมไปด้านหน้า ตัดสินใจค่อยๆ ทรุดตัวลงก้มกราบที่เท้าแม่
       “รัญขอโทษค่ะ รัญเป็นลูกอกตัญญูจริงๆ รัญทำตัวเลวๆกับแม่ตลอด แม่ตีรัญเลย ตีซิ ตีเลยรัญมันเลว”
       รัญธิดาจับมือแม่มาให้ตบตีตัวเอง ทิพปภายั้งมือไว้
       “รัญลูกแม่ อย่าทำแบบนี้ลูก หนูไม่ผิด หนูไม่ได้เลว อย่าโทษตัวเอง แม่ต่างหากที่เลว ไม่ดี ไม่สามารถเลี้ยงหนูให้มีความสุขมีหน้ามีตาทัดเทียมคนอื่น ไม่ว่าจะตอนหนูเด็กๆ หรือตอนนี้ แม่ก็ไม่เคยทำสำเร็จ”
       “รัญไม่เคยอยากมีเงิน รัญไม่ได้ต้องการมีหน้ามีตาทัดเทียมคนอื่น ไม่ว่าจะตอนเด็กหรือโต สิ่งที่รัญต้องการคือแม่ รัญอยากให้แม่อยู่ใกล้ๆ คอยกอดรัญเอาไว้ ที่รัญโกรธแม่มาตลอด ไม่ใช่เพราะรัญโทษว่าแม่ทำไม่ดีเลยต้องติดคุก แต่รัญโกรธ...ที่สิ่งที่แม่ทำมันทำให้แม่ต้องจากรัญไปต่างหาก”
       ทิพปภาน้ำตาไหลพราก “โธ่รัญ...แม่ขอโทษ...ขอโทษนะลูก”
       “แม่อยู่กับรัญ อย่าทิ้งรัญไปไหนอีกนะ รัญรักแม่”
       ทิพปภาผวาตัวเข้ากอดรัญธิดา มีความสุขที่สุดในชีวิต สองคนยิ้มให้กันทั้งน้ำตา เมื่อได้ปรับความเข้าใจกัน ทิพปภาเช็ดน้ำตาให้ลูกสาวอย่างอ่อนโยนและเต็มตื้น
       “ต่อไปนี้เราจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเสียทีนะ ส่วนเรื่องคุณพีท…” ทิพปภาตั้งใจจะบอกว่า...แม่จะจัดการ
       รัญธิดารีบบอก “รัญไม่ได้รักคุณพีท มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหลอกตัวเองอีกต่อไป รัญอยากแต่งงานกับเค้าก็เพื่อวิ่งหนีอดีตเท่านั้น ตอนนี้มันไม่จำเป็นอีกแล้ว”
       “ลูกยังรักคุณธาริศอยู่...ใช่มั้ย” รัญธิดาเงียบ ทิพปภาบอกต่อ “งั้นลูกก็ควรบอกเรื่องของอะตอมกับเค้า”
       “ไม่ค่ะ ตอนนี้เค้ากำลังจะมีลูกกับคุณอร มีครอบครัวใหม่ รัญไม่อยากทำลายชีวิตครอบครัวของเค้าคุณอรเธอไม่ได้ผิดอะไร ให้เรื่องมันจบไปแบบนี้ก็ดีแล้ว นับแต่นี้ไป เราสองคนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก”
       ทิพปภาสะท้อนใจกอดรัญธิดาอีกครั้ง ด้วยความสงสารจับจิต
      
       “โธ่ชีวิต.....รัญลูกแม่”
      

       วันต่อมาภายในห้องทานอาหารที่วิลล่าของธาริศและทักษอรในรีสอร์ท ทักษอรจิบน้ำส้ม ที่น้อยสาวใช้จากกรุงเทพฯ เสิร์ฟให้ พร้อมของว่าง และคอยดูแล
      
       ทักษอรลืมตัวว่ากำลังสวมบทคนท้อง แทบจะบ้วนน้ำส้มออกมา พลางหันมาเฉ่งน้อย
       “อี๋ย์ น้ำส้มอะไร ทำไมมันเปรี้ยวปรี๊ดเข็ดฟันขนาดนี้ ใครจะกินไปลง ฉันไม่ ชอบกินอะไรเปรี้ยว ๆ บอกไม่เคยจำ เดี๋ยวก็เอาราดหัวเสียเลย”
       “เอ่อ...ก็คุณธาริศสั่งให้เตรียมให้คุณอรค่ะ บอกว่าคนท้องชอบกินของเปรี้ยว” สาวใช้บอก
       ทักษอรชะงักนึกขึ้นได้ เสียงเบาลงไปนิดหนึ่ง “ไปคั้นมาให้ฉันใหม่ เอาแบบเดิมที่ฉันกินประจำ แล้วก็ไม่ต้องสาระแนนบอกพี่ธาริศนะเรื่องนี้” บ่นบ้าตามเรื่อง “อุตส่าห์ให้มาจากกรุงเทพฯ นึกว่าจะได้เรียกใช้สอยง่ายๆ....ไม่ได้เรื่อง!”
       น้อยลอบทำหน้าเซ็งนิดหนึ่ง
       “ค่ะ”
       “เอาแก้วน้ำส้มไปเปลี่ยน...เดี๋ยวๆ แล้วนี่พี่ธาริศกินข้าวแล้วเหรอ”
       “คุณธาริศไม่อยู่ค่ะ ออกไปตั้งแต่เช้า” สาวใช้บอก
       “ไปไหน ทำไมไม่บอกฉัน หรือว่าแอบกลับไปหานังรัญ”
       ทักษอรลุกพรวดขึ้นทันที เดินไปหยิบโทรศัพท์
      
       ธาริศเข้ากรุงเทพฯ แต่เช้า จอดรถหน้าสปาของรุจรวีแล้ว กำลังเดินมาตามฟุตบาท ผ่านร้านรวงต่างๆ คุยโทรศัทพ์ไป
       “พี่มาหาคุณแม่น่ะอร”
       ทักษอรคุยโทรศัทพ์จิกธาริศ
       “แล้วทำไมถึงบอกอรก่อน อย่าให้อรรู้นะว่ากลับไปหานังรัญ”
       ธาริศทอดถอนใจ “ไหนอรสัญญาแล้วไงว่าเราสองคนจะเริ่มต้นกันใหม่ ถ้าขืนทำแบบนี้มันก็ไม่จบหรอก”
       ทักษอรอ่อนลง สำนึกได้ขึ้นมา “โอเคค่ะ งั้น...พี่ก็ซื้อตับบดที่ร้านข้างๆ สปามาให้ด้วยก็แล้วกันนะคะ”
       “อรทำแบบนี้เพราะอยากจะเช็คว่าพี่มาจริงหรือเปล่าใช่มั้ย อรไม่ชอบตับบด”
       “เอ่อ...เปล่าค่ะ...อรอยากกินจริงๆ ก็คนท้องนะอยากกินอะไรที่ไม่เคยกิน แหม พูดแล้วน้ำลายสอขึ้นมาทันที...พี่ธาริศ...พี่ธาริศ ทำไมเงียบไปล่ะ เกิดอะไรขึ้น พี่ธาริศ”
      
       ธาริศยืนนิ่งเมื่อเห็นมีกุญแจคล้องประตูสปา รีบวางโทรศัทพ์เข้ามาดู งงว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ มีมือมาแตะ
       ตัวธาริศเบาๆ ธาริศหันไปเห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง
       “คุณชื่อธาริศใช่มั้ยคะ”
       ธาริศงวยงง “ใช่”
       “มีคนฝากจดหมายไว้ให้คุณ”
       ผู้หญิงคนนั้นยื่นจดหมายให้ ธาริศรับมางงๆ ว่าจดหมายใคร
      
       ทางด้านพีทจับมือกันตาที่นอนอยู่บนเตียง กันตาอาการดูแย่มาก แต่ยังพยายามฝืนยิ้มกับลูก
       “หมอบอกว่าแม่มีน้ำในท้อง ต้องเจาะน้ำออก แม่จะได้สบายขึ้น”
       กันตายกมือขึ้นลูบแก้มพีท “อย่าทำหน้าแบบนั้นซิ ไม่หล่อเลยลูกแม่...เรื่องธรรมดาจะตาย แม่ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ”
       “ถ้าผมไม่ให้ประทินรับแม่ออกไปงานวันนั้น แม่อาจจะไม่ทรุดลงแบบนี้”
       “ลูกก็รู้ ว่ามันไม่เกี่ยวกับอะไรทั้งนั้น...ถ้าจะโทษคงต้องโทษโรคภัยในตัวแม่นี่แหละ...ตั้งแต่วันนั้นเจอครอบครัวนั้นบ้างหรือเปล่า”
       พีทส่ายหน้าแทนคำตอบ
       “แม่ขอโทษนะ ที่เอาแต่อารมณ์บอกยกเลิกการแต่งงานไปโดยพลการ แม่ไม่ได้ถามความสมัครใจของลูกเลย...แต่แม่ขอถามสักคำเถอะนะว่าพีทรักรัญธิดาจริงๆ หรือเปล่า... หรือแค่จะแต่งงานเพื่อเอาใจแม่”
       พีทเงียบอยู่อย่างนั้น กันตาพยักหน้าอย่างเข้าใจ
       กันตาสะท้อนใจ “ถ้าเป็นอย่างนั้น พีทก็ใจร้ายกับหนูรัญมากนะลูก...”
       “ผมอยากมีความรักเหมือนพ่อกับแม่ ที่รักกันจนตายจากกันไป”
       กันตาอ้าแขนออก พีทโผเข้ามาสู่อ้อมกอดแม่ กันตาลูบผมลูกชายอย่างแสนรัก
       “งั้นลูกก็ต้องแต่งงานกับคนที่ลูกรักซิจ๊ะ ถามใจตัวเองให้ดีก่อนซิว่า ลูกรักใคร”
       กันตาบอกราวกับรู้ใจลูกชายสุดที่รัก พีทกอดแม่สีหน้าครุ่นคิดตรึกตรอง
      
       ธาริศอยู่ในสวนสาธารณะเปิดอ่านจดหมายออกอ่าน พบว่าเป็นลายมือของรุจรวีผู้เป็นมารดา


  


       ก่อนหน้านี้ รุจรวีนั่งเขียนจดหมายจนเสร็จ พับใส่ซอง แล้วหยิบรูปธาริศที่วางอยู่บนโต๊ะติดมือมาด้วยครู่ต่อมารุจรวีอยู่ในชุดเดินทาง นั่งมาในรถแท็กซี่ เช็ดน้ำตาที่ไหลรินลงมา นึกถึงถ้อยคำที่ตัวเองเขียนบอกลาลูกชาย
      
       “ธาริศ...มีคนชวนแม่ไปเปิดสปาที่เบลเยี่ยม แม่คิดว่ามันเป็นลู่ทางที่ดี ขอโทษที่แม่ขี้ขลาดเกินกว่าจะพูดเรื่องนี้ต่อหน้าลูก...แม่คิดว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของแม่ น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตแม่ เพราะถ้าแม่ยังอยู่ แม่คงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปบงการชีวิตลูกอีกเหมือนที่ผ่านมา เมื่อคิดย้อนไปแล้วเรื่องที่มันเกิดขึ้น ก็เพราะ....แม่ ต่อไปนี้แม่ขอคืนชีวิตที่เหลือให้กับลูก ลูกพูดถูกว่าลูกควรจะได้เลือกทางเดินชีวิตของลูกเอง...ไม่ว่าลูกจะตัดสินใจยังไง แม่ก็ยังรักลูกเสมอ”
      
       เวลานั้นธาริศอ่านจดหมายจบ หยิบเช็คในซองจดหมายขึ้นมาดู แล้วอ่านต่อ
      
       “...เงินจำนวนนี้แม่ได้จากการขายสปา คงมากพอที่จะคืนศักดิ์ศรีให้กับลูก เผื่อวันไหน ที่ลูกไม่อยากตกต้องเป็นเบี้ยล่างหนูอรอีก
       รักลูกที่สุด”
      
       ธาริศทรุดลงนั่งหมดเรี่ยวแรง ทั้งรู้สึกผิดและคิดถึงรุจรวี อย่างรุนแรง
      
       เวลาเดียวกันนั้น พีทยืนรออยู่หน้าลิฟท์ก่อนจะก้าวเข้าไปเมื่อลิฟท์เปิดออก ประตูลิฟท์กำลังจะปิด มีเสียงดังขึ้น
       “รอด้วยค่ะ”
       พีทกดลิฟท์รอ แพทวิ่งเหนื่อยๆ เข้ามา
       แพทพูดโดยไม่ทันมอง “ขอบคุณค่ะ”
       พีทตกใจเมื่อเห็นเป็นแพท ด้านแพทเองก็อึ้งเมื่อเห็นเป็นพีท โดยเพิ่งกลับจากเยี่ยมทิพปภา ขณะที่ประตูกำลังจะปิด แพทรีบกดปุ่มเปิดแล้วก้าวออกไป พีทจับแขนไว้
       “ผมไม่กัดหรอกน่า คุณจะลงข้างล่างไม่ใช่เหรอ”
       แพทสะบัด
       “ฉันไม่อยากใช้ลิฟท์เดียวกับคุณ”
       แพทตั้งท่าจะออก แต่ถูกพีทดึงเข้ามาแล้วกดลิฟท์ปิดทันที
       “อย่ามาเรื่องมากน่า”
       แพทกดปุ่มเปิด อย่างโมโห
       “ชั้นจะทำอะไรก็เรื่องของชั้น”
       ประตูไม่ทันเปิด พีทก็กดปุ่มปิดประตูอีก แพทเงยหน้ามองโกรธๆ แล้วกดเปิด พีทก็กดปิดอีก
       แพทตั้งท่าจะกดอีก พีทตีมือแพททันที
      
       “เฮ้ย นี่คุณมาตีฉันทำไม”
       “ก็คุณน่ะทำตัวเป็นเด็กไปได้ กดไปกดมา เดี๋ยวลิฟท์ก็เสียพอดี นี่มันลิฟท์โรงพยาบาลนะคุณ มีจิตสาธารณะช่วยกันรักษาหน่อยซิ แล้วคุณรู้มั้ยว่ากดลิฟท์แต่ละครั้ง มันสิ้นเปลืองพลังงานไปเท่าไหร่ รู้จัก รักษ์โลกบ้างนะคุณ”
       แพทเจอพีทใส่เป็นชุด งงไปเหมือนกัน เลยต้องยอมอยู่ในลิฟท์ต่อ ลิฟท์เลื่อนขึ้นไปได้นิดก็ชะงัก ไฟในลิฟท์กระพริบๆ แล้วไฟดับวูบ
       แพทร้องลั่น “ว้าย...อะไรน่ะ”
       ไฟสว่างอีกครั้ง ลิฟท์หยุดนิ่ง แพทหน้าตาตื่น
       “ลิฟท์ค้าง” พีทบอก
       แพทตื่นตกใจ
      
       เตอร์เดินเลี้ยวจากมุมตึกมา แล้วงงๆ เมื่อเห็นที่หน้าลิฟท์ มีพยาบาลและช่างมุงกันที่ลิฟท์ท่าทางวุ่นวาย
       “เกิดอะไรขึ้นฮะเนี่ย”
       “ลิฟท์ค้างน่ะค่ะ มีคนติดอยู่ในนั้น”
       เตอร์ทำหน้าตกใจ ลิฟท์อีกตัวหนึ่งข้างกันเปิดออก เฉิดโฉมถือกระเช้าผลไม้จะมาเยี่ยมกันตา เห็นคนมุงเลยถาม
       “มีอะไรกันเหรอคะเนี่ย”
       “ลิฟท์ค้างน่ะสิ ไม่รู้ยายแพทติดอยู่ในนั้นรึเปล่า มันพึ่งออกมาเลย...” เตอร์บอกแกมบ่น
       เฉิดโฉมกลับหัวเราะชอบใจ เบ้หน้าใส่ “อุ๊ยตาย น่าสนใจจัง...สมน้ำหน้า”
       “มันไม่ใช่ เวลามาเยาะเย้ยกันนะ ยายแพทมันกลัวที่แคบซะด้วยสิ”
       เตอร์หยิบโทรศัพท์มากดหาแพท แต่เป็นเสียงไม่มีสัญญาณ เฉิดโฉมทำท่าชอบใจ วางกระเช้า รอดูเหตุการณ์ทันที
      
       ส่วนในลิฟท์ แพทออกอาการตื่นตกใจโวยวายไม่หยุด แต่พีทยืนพิงลิฟท์นิ่งๆ อย่างใจเย็น
       “ตั้งนานแล้ว ทำไมไม่มีใครมาช่วยเราสักทีล่ะ” แพทกดปุ่มเสียงในลิฟท์ถี่ๆ อย่างร้อนใจ “ช่วยด้วยค่ะช่วยด้วย”
       “ใจเย็นๆ น่าคุณ เค้าก็รับรู้แล้วเดี๋ยวเจ้าหน้าที่เค้าก็มาช่วยเองแหละ”
      
       “แน่เหรอ ทำไมฉันรู้สึกเหมือนหายใจไม่ค่อยสะดวกเลย หรือว่าอากาศกำลังจะหมด จริงๆ ด้วยเรากำลังจะตาย เพราะขาดอากาศหายใจ”
       พีทหัวเราะหึๆ “คุณนี่ช่างสร้างเรื่องจริงๆ อันที่จริง ผมไม่ควรจะให้คุณขึ้นลิฟท์มาด้วยเลย...ผมน่าจะรู้ว่าทุกครั้งที่เจอกับคุณมันจะต้องเกิดเรื่อง...”
       แพทอึดอัดมากขึ้น พยายามหายใจแรงๆ
       “แต่ชั้นหายใจไม่ออกจริงๆ นะ”
       “งั้นก็นั่งนิ่งๆ อยู่เฉยๆ อย่าโวยวาย โอเค้...”
       พีทกดตัวแพทให้ลงนั่งที่พื้นลิฟท์
       แพทเริ่มทรุดตัวลงนั่ง หายใจเร็วและแรง แต่เหมือนลมหายใจไม่เข้าปอด เหงื่อแตกพลั่ก พีทลงนั่งชิลล์ๆ ข้างๆ แพทอาการหนักลงอีก หน้าซีดเผือด หายใจทางปากแต่ก็ไม่มีลมหายใจเข้าไป พีทหันไปมองเห็นเข้าก็ตกใจ
       “คุณเป็นอะไร หน้าซีดเชียว”
       “ฉันไม่ชอบอยู่ที่แคบๆ แบบนี้เลย ฉัน...หายใจ...ไม่ออก...”
       พีทมองอย่างตกใจเขย่าตัวเรียกสติ “แพท...คุณแพท”
       แพทอาการหนักขึ้นอีก ถึงกับลงนอนที่พื้น พีทตกใจมาก ประคองแพทขึ้นมา
       “แพททำใจดีๆ หายใจลึกๆ” พีททุบประตูลิฟท์ร้องเสียงดัง “เร็วเข้าครับ...เปิดประตูเร็วๆ”
       แพททุรนทุราย เหมือนพยายามหาอากาศหายใจพีทกดหัวแพทไว้กับอกตัวเอง
       “ฟังผมนะ...คุณพยายามหายใจตามผมนะ...หายใจเข้า...หายใจออก...หายใจเข้า หายใจออก” แพทพยายามทำตาม “นั่นละ ดีมาก ผมอยู่กับคุณ เราจะหายใจไปด้วยกันนะ ...หายใจเข้า...หายใจออก”
      
       พีทจับมือโอบกอดแพทไว้ จนแพทเริ่มสงบ หายตื่นกลัว
      

       ขณะเดียวกันเตอร์กับเฉิดโฉมลุ้นกันอยู่ด้านนอกคนละฝั่ง เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง ช่วยกันแงะลิฟท์ เตอร์ร้อนใจไปหมด ห่วงเพื่อนสาว
      
       “เร็วๆ สิครับ...นี่มันนานแล้วนะ”
       “นั่นสิ ขืนช้ากว่านี้ เพื่อนอีตานี่คงจะขาดออกซิเจน ตายแหงแก๋แน่ๆ เลย” เฉิดโฉมหัวเราะชอบใจ
       เจ้าหน้าที่ค่อยๆ แงะลิฟท์ออก
       “เปิดได้แล้วครับ”
       เตอร์ดีใจ ประตูค่อยๆ เปิดออก เตอร์วิ่งเข้าไป เฉิดโฉมก็ชะโงกไปดูอย่างสอดรู้สอดเห็น
       “ไหน...ตายรึเปล่า”
      
       แต่แล้วก็ชะงักเมื่อเห็น พีทกับแพทนั่งกอดกันอยู่ แพทดูอ่อนแรงอยู่
       เฉิดโฉมตะลึง “คุณพีท”
       “ยายแพท...เป็นอะไรไปน่ะ” เตอร์แหกปากดังลั่น
       พีทอุ้มแพทขึ้นมาจากพื้น เฉิดโฉมตาปลิ้นด้วยความอิจฉา
       “ดูเหมือนคุณแพทเธอจะไม่สบายนะ คงกลัวที่แคบ”
       พยาบาลที่อยู่ด้วย เข้าไปดูแลพาแพทนั่งรถเข็น เอาแอมโมเนียให้ดมทันที
       “เป็นยังไงบ้างคะ”
       แพทลืมตาขึ้นเพลียๆ “มะ...ไม่เป็นไรแล้วค่ะ”
       แพทพยายามลุกขึ้น พยาบาลห้าม
       “ดิฉันว่า ยังไงนั่งพักสักครู่ก่อนดีกว่านะคะ เชิญเลยค่ะ”
       พยาบาลเข็นรถแพทออกไป เตอร์วิ่งตาม พีทมองตามไป ขยับจะตาม ถูกเฉิดโฉมรั้งแขนไว้
       “คุณพีทขา เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมถึงได้ไปอยู่กับยายตัวร้ายนั่นล่ะคะ”
       พีทมองหน้าเฉิดโฉมอย่างเย็นชา แล้วเดินลงบันไดไปต่อหน้าต่อตา
       เฉิดโฉมหน้าเจือนจ๋อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโมโห
      
       เวลาผ่านไปอีกหลายวัน พีทต้องตกใจพอได้ฟังที่ทักษอรพูดจบ
       “จะไปอังกฤษพรุ่งนี้นี่เหรอ!”
       “ใช่ค่ะ ตอนนี้คุณแม่ก็ไม่อยู่แล้ว เรื่องทุกอย่างก็ไม่มีอะไรต้องห่วง อรกับพี่ธาริศก็เลยเห็นตรงกันว่า เราควรจะไปให้เร็วที่สุด”
       พีทเหลียวไปมองธาริศ เห็นธาริศนั่งหน้าตานิ่งๆ ดูยอมรับกับชะตากรรม พีทเข้าได้ทันที ว่าทักษอรต้องการปิดจ็อบ
       “ก็ดี..เหมือนกัน...แล้วจะไปอยู่นานแค่ไหน”
       “อรคิดว่าอรจะไปคลอดลูกที่นั้น...อรคิดว่า พี่ริศกับอรคงจะมีชีวิตที่สงบสุขไม่วุ่นวายเหมือนอยู่ที่นี่”
       พีททอดถอนใจ
       “เรื่องงานของพี่พีท ผมมอบหมายให้ลูกน้องดูแลแล้ว”
       ธาริศชำเลืองมองทักษอรนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่พูดอะไรอีก พีทมองธาริศอย่างเห็นใจ
       “ถ้าทั้งสองคนคิดมาดีแล้ว พี่ก็คงได้แต่อวยพรให้โชคดี...เอาเถอะจะไปลาแม่ไม่ใช่เหรอ...เดี๋ยวพี่เคลียร์งานตรงนี้เสร็จแล้วจะรีบตามไปนะ”
       ธาริศลุกขึ้น ทักษอรลุกตาม เกาะแขนธาริศออกไป
       ทั้งคู่เดินเข้ามาตรงที่จอดรถ ทักษอรทำท่าจะเปิดประตูขึ้นรถ ธาริศที่ท่าทางครุ่นคิดตลอดทาง หยุดเดิน
       “อร...ไหนๆ นี่ก็เป็นวันสุดท้ายของเราที่นี่แล้ว...พี่มีเรื่องอยากจะขอร้องอะไรสักอย่างได้มั้ยจ๊ะ”
       ทักษอรมองอย่างเย็นชา
      
       ที่สนามเด็กเล่นในหมู่บ้าน อะตอมวิ่งเล่นเตะบอลกับเพื่อนๆ ทั้งรุ่นราวคราวเดียวกัน กับรุ่นพี่อย่างสนุกสนาน จังหวะหนึ่งอะตอมเตะลูกบอลออกนอกสนามไปไกล
       “ไปเก็บเลยอะตอม” เพื่อนบอก
       อะตอมพยักหน้า “รอแป๊บนึงนะ”
       อะตอม รีบวิ่งออกไปเก็บลูก ไล่ตามลูกบอลมาอีกทาง ปรากฏว่าลูกบอลถูกธาริศเก็บไว้ได้ อะตอมเงยหน้ามาเห็นเป็นธาริศก็ดีใจ
       “อาริศ ตอมคิดถึงจังเลย” อะตอมโผเข้ากอดทันที
       ธาริศทรุดลงนั่งกอดอะตอม
       “อาก็คิดถึงตอม”
       “แม่แพทบอกว่าอาริศงานเยอะ ไม่ว่างมาเล่นกับตอมแล้ว แต่ตอมไม่เชื่อหรอก นี่ไงอาริศกลับมาแล้ว”
       ธาริศแสลงใจ “อา...มาลาอะตอมน่ะครับ อามีธุระต้องไปอังกฤษคงจะมาหาตอมไม่ได้อีก”
       อะตอมถามซื่อๆ “อังกฤษไกลกว่าเชียงใหม่มั้ย เมื่อก่อนพี่รัญไปเรียนที่เชียงใหม่แม่แพทก็บอกว่าไกล แต่พี่รัญก็กลับมา”
       “อังกฤษอยู่ไกลมากกว่านั้นอีก ต้องนั่งเครื่องบินไปไกล อยู่อีกซีกหนึ่งของโลกเลย”
       “งั้นเวลาตอมคิดถึงอาริศ ตอมจะทำยังไง”
       ธาริศตื้นตันอย่างประหลาด ลูบหัวอะตอมแล้วหยิบเหรียญทองอันเล็กๆ มาคล้องให้
       “นี่เป็นเหรียญทองเหรียญแรกที่อาได้จากการเล่นฟุตบอลตอนเด็กๆ อาตั้งใจเอามาให้อะตอม เวลาคิดถึงอา อะตอมก็เอาเหรียญนี้ออกมาดูได้นะ”
       อะตอมยิ้มแก้มแทบแตก ไหว้ขอบคุณอย่างดีใจ “ขอบคุณครับ”
       ทักษอรเดินหน้ามุ่ยเข้ามา หยุดยืนไกลๆ
       “ไปกันได้รึยังคะพี่ริศ อย่าลืมนะคะว่าเรายังจัดกระเป๋าไม่เสร็จ”
       “อาต้องไปแล้วล่ะ อะตอมเป็นเด็กดีนะครับ”
       “ครับ”
       ธาริศเอาเหรียญคล้องคอให้อะตอม แล้วจูบแก้มอะตอมทั้งสองข้าง
       ธาริศบอกเบาๆ “อะตอมเป็นลูกผู้ชายต้องคอยดูแล ป้าทิพแม่แพทแล้วก็..พี่รัญให้ดีนะครับ”
      
       “ครับผม”
       ธาริศจูบอีกที แล้วตัดใจเดินกลับไปหาทักษอร ที่แดกดันอย่างหมั่นไส้
       “หมดแล้วใช่มั้ยคะ ธุระของพี่”
       ธาริศพยักหน้า
       “อีกหน่อยเราก็มีลูกของเราเองแล้ว ไม่ต้องไปอาลัยอาวรณ์ลูกคนอื่นแบบนี้หรอกค่ะ”
       ทักษอรสวมบทแม่ท้องลมต่อ ธาริศไม่ได้พูดอะไร แต่หันไปดูอะตอมอีกที ก่อนจะเดินไปขึ้นรถ ขับออกไป
       อะตอมโบกมือให้หยอยๆ น้ำตาไหลอาบแก้ม ตะโกนบอก
       “แล้วคิดถึงอะตอมบ้านนะครับ อาริศ”
       อะตอมยืนร้องไห้สะอึกสะอื้น อย่างน่าสงสาร แล้วมีมือรัญธิดาที่เดินเข้ามาหาแตะด้านหลังเบาๆ
       “อะตอม กลับบ้านได้แล้ว.. อ้าวนั่นร้องไห้ทำไม”
       อะตอมสะอื้นฮักๆ “อาริศ อาริศจะไปอังกฤษแล้วพี่รัญ”
       รัญธิดาหน้าซีด
       “ตอมรู้ได้ยังไง”
       “อาริศมาลาตอม นั่นไง ฮือๆ” อะตอมตามรถ
       รัญธิดามองตามเห็นรถธาริศวิ่งไปไกลๆ รัญธิดาใจหายวับ ขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาเริ่มเอ่อๆ ขึ้นมา ด้วยรู้ว่าสายสัมพันธ์ทั้งหมดต้องจบลงแน่นอนแล้ว
      
       ตกตอนเย็น ขณะที่แพทกำลังเตรียมของไปเยี่ยมทิพปภา รัญธิดาเดินก้มหน้าเข้ามาเศร้าๆ
       “ทำไมมาช้าจังเลย เดี๋ยวพี่ทิพก็รอหรอก...” เงยหน้ามาเห็นรัญธิดาคนเดียว “อ้าว...อะตอมล่ะ...”
       รัญธิดาซ่อนหน้าหลบตา “อะตอมขอเล่นกับเพื่อนอีกแป๊บนึง เดี๋ยวมาค่ะ”
       “แล้วรัญไปตามใจทำไม..เอาใหญ่แล้วนะอะตอมนี่ เดี๋ยวพี่ไปตามเอง...” แพทชะงักเมื่อเห็นท่าทางของหลานแปลกไปจึงถามอย่างเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้น..เป็นอะไรรึเปล่ารัญ...”
       รัญธิดาน้ำตาคลอๆ “เค้าไปแล้วค่ะ”
       แพทงง “ใคร...ใครไปไหน”
       รัญธิดาน้ำตาหยดริน “พี่ธาริศ...เค้ากำลังจะไปอังกฤษกับคุณอร” แพทอึ้ง “คุณอรเค้าท้องค่ะ เค้ากำลังจะมีลูกด้วยกันค่ะน้าแพท”
       รัญธิดาร้องไห้อย่างหมดความอดทน แพทเข้าไปกอดปลอบเหมือนรัญธิดาเป็นเด็กเล็กๆ
      
       รัญธิดาร้องไห้อย่างรุนแรง


  


       ฝ่ายอะตอมนั่งดูเหรียญที่ธาริศให้อย่างเศร้าๆ อยู่ที่บึงน้ำใหญ่ในหมู่บ้าน พอมีเสียงเครื่องบินดังก็เงยหน้าขึ้นดูเห็นเครื่องบินลอยอยู่บนฟ้า
      
       “เอ๊ะ...” คิดถึงที่ธาริศบอกว่าต้องนั่งเครื่องบินไป “อาธาริศอยู่บนนั้นหรือเปล่านะ....” อะตอมรีบตะโกน ”บ๋าย บายๆ อาธาริศ ตอมอยู่นี่ เห็นตอมมั้ยครับ...” เด็กชายตัวน้อยลุกขึ้น “รีบกลับมาเร็วๆ นะ อาธาริศครับ...”
       อะตอมวิ่งไป โบกมือไปเรื่อยๆ เพื่อให้ทันเครื่องบิน จนกระทั่งวิ่งมาใกล้บึงน้ำ ตามัวแต่มองบนฟ้าโบกมือ แล้วก็ก้าวลงไปเพราะไม่ทันดู ตกน้ำดังตูม
       อะตอมพยายามตะเกียกตะกาย ช่วยตัวเอง
      
       ราวกับมีสัญญาณลางร้ายบางประการระหว่างลูกกับพ่อถูกส่งถึงกัน เพราะขวดน้ำหอมในห้องธาริศหล่นลงพื้นแตกกระจาย ธาริศตกใจเพราะใจลอยจนมือไปปัดโดน เขาโมโหตัวเอง แล้วก้มลงเก็บ มองไปบนเตียงเห็นกระเป๋าเดินทางถูกเปิดค้างอยู่
      
       ด้านแพทยังกอดปลอบรัญธิดาอยู่ครู่ใหญ่ๆ
       “พอเถอะรัญ...เลิกร้องได้แล้ว”
       รัญธิดาฮึดท่าทีเข้มแข็งขึ้น ผละตัวออกมาเช็ดน้ำตา
       “นั่นสิคะ..ไม่รู้จะร้องไห้ทำไม..รัญอยู่ได้โดยไม่มีเค้ามานานแล้วนี่นา”
       แพทมองหลานด้วยความสงสาร
       ที่หน้าบ้านเวลานั้นมียามหมู่บ้านมาตะโกนสุ้มเสียงตกอกตกใจ พร้อมทั้งกดออดระรัว
       “คุณครับ มีใครอยู่บ้านบ้างครับ” สองคนมองหน้ากัน ประมาณเสียงใครแล้วชะโงกหน้าไปดู
       “มีอะไรหรือคะ” แพทร้องถาม
       “หนูอะตอมครับ..หนูอะตอมตกน้ำ!”
       รัญธิดากับแพทตกใจสุดขีด
      
       ไวเท่าความคิด แม่จริงแม่เทียมวิ่งเข้ามาตรงบึงน้ำ หน้าตาตกใจสุดขีด โดยไม่คิดชีวิต
      
       แพทร้องเรียก “อะตอมๆ”
       เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยคนหนึ่ง กำลังอุ้มพาอะตอมขึ้นมาจากบึงน้ำ อะตอมหน้าซีดเผือด เหมือนไม่มีสติ แพทถลาไปกอด
       “อะตอม ลูกแม่...เป็นยังไงบ้างลูก...”
       “ถอยไปก่อนครับ..ถอย”
       เจ้าหน้าที่กู้ภัยคนดังกล่าวรีบผายปอด กู้ชีวิตให้อะตอมอย่างคล่องแคล่วคุ้นชิน บรรยากาศชุลมุนวุ่นวาย แพทร้องไห้ปลุกอะตอมตลอดเวลา
       “ตื่นสิลูก...อะตอม อะตอม”
       ในขณะที่รัญธิดายืนตัวแข็งทื่อ มองภาพอะตอมที่ไม่ได้สติอยู่ นัยน์ตาเบิกโพลงตกใจสุดขีดรำพึงรำพันอยู่กับตัวเอง
       “ไม่ ไม่”
       พร้อมๆ กับที่ภาพจำเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้เมื่ออดีตผุดขึ้นมาในห้วงคิด
      
       เมื่อ 5 ปี ก่อน รัญธิดานั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ตรงลานหน้าบ้าน อะตอมในวัยเกือบขวบ นั่งเล่นอยู่ใกล้ๆ กับของเล่น รัญธิดาไม่ได้สนใจนัก เอาของเล่นให้เล่น แต่ตาอ่านหนังสือ แพทเดินออกมาจากในบ้าน
       “รัญดูอะตอมด้วยนะ น้าจะออกไปซื้อของปากซอย”
       รัญธิดาพยักหน้ารับแกนๆ แต่ไม่เงยหน้า
       “เดี๋ยวเอานมให้อะตอมกินด้วยนะ” แพทกำชับบอกแล้วออกไป
       คราวนี้รัญธิดาเงยหน้าขึ้น เห็นอะตอมนั่งเล่นเฉยอยู่ จึงลุกขึ้นเดินเข้าบ้านไป
       ไม่ไกลนักตรงสวนหน้าบ้าน มีบ่อน้ำเล็กๆ อยู่ด้วย อะตอมค่อยๆ เดินเตาะแตะไปที่บ่อน้ำ...ท่าทางน่าหวาดเสียว
       พอรัญธิดาเดินถือขวดนมมา มองไปไม่เห็นอะตอมที่เดิม
       “อะตอม!”
       รัญธิดาสอดตามองหาอีกที เห็นในบ่อน้ำ น้ำกระเพื่อม เหมือนมีอะไรดิ้นอยู่ รัญธิดาตกใจจนทำขวดนมหล่น
       “อะตอม!”
       รัญธิดากระโจนลงไปในน้ำ ท่าทางตกใจสุดขีด
       แพทเข้าประตูมาเห็นเหตุการณ์ ของหล่นจากมือหน้าซีดขาว
       “อะตอม...”
       รัญธิดาช้อนอุ้มอะตอมขึ้นมาจากน้ำ แพทปราดเข้ามาแย่งอะตอมไปจากมือดุอย่างโมโห
       “รัญดูอะตอมยังไงถึงได้เป็นแบบนี้ แย่จริงๆ”
       “อะตอม อะตอม ฟื้นสิลูก”
       แพทเอาอะตอมวางลงที่พื้น ก้มลงเป่าปากผายปอดทันที
       รัญธิดามองภาพตรงหน้าด้วยความเสียใจ ก้มลงมองดูสองมือของตัวเองอย่างเจ็บปวดรวดร้าวที่ไม่สามารถช่วยอะไรลูกชายได้
      
       รัญธิดาดึงตัวเองกลับมา เหมือนจะซ้ำรอยเดิม เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยรายนั้น แหงนหน้าอะตอมขึ้นมา อะตอมสำลักน้ำพรวด แพทร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เจ้าหน้าที่เอาตะตอมขึ้นเปล ทุกอย่างดูจะเคลื่อนไหวไปอย่างช้าๆ บรรยากาศอึงอลไปหมด
      
       ไม่นานต่อมารัญธิดากำลังยืนมองอะตอมที่นอนหลับอยู่ในห้องผู้ป่วย ของโรงพยาบาล แพทนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ ทิพปภาซึ่งยังอยู่ในชุดคนไข้เดินเข้ามา พลางถาม
       “อะตอมเป็นไง”
       “ปลอดภัยแล้วค่ะ แต่...”
       แพทบอก พร้อมกับปรายตาเหลือบไปมองรัญธิดา ทิพปภามองตาม เห็นรัญธิดายืนตัวแข็งน้ำตาไหลพราก อาการยังช็อกๆ อยู่ ขณะคร่ำครวญออกมา
       “ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี รัญไม่เคยดูแลอะตอมได้เลย...รัญไม่ควรเข้าใกล้อะตอมอีก...”
       ทิพปภาเข้ามากอดรัญธิดาเอาไว้
       “ไม่เอาลูก มันไม่จริง อย่าลงโทษตัวเองอีก มันไม่ใช่ความผิดของหนู”
       “ถ้ารัญพูดแบบนี้ น้าก็ไม่สมควรดูแล อะตอมอีกต่อไปเหมือนกัน เพราะน้าดูแลอะตอมไม่ดีพอ อะตอมถึงได้ตกน้ำแบบนี้ รัญ...ต่อไปนี้ เรามาช่วยกันดูแลอะตอมดีกว่านะ”
       รัญธิดามองแม่กับน้า ที่คอยปลอบใจและให้อภัยตัวเอง ก็ค่อยๆ สงบลง
       อะตอมฟื้นขึ้นมาพอดี แต่ดูอ่อนแรงอยู่มาก “แม่แพทครับ”
       “นั่นไง คนเก่งฟื้นแล้ว”
       ทุกคนขยับตัวไปข้างๆ เตียง พอเห็นหน้าแพท รัญธิดา แล้วทิพปภา เด็กน้อยก็ยิ้มแฉ่งให้ทุกคน
       “ป้าทิพ แม่แพท พี่รัญ อยู่กันพร้อมหน้าเลย”
       “ฟื้นแล้วเหรอ ตัวแสบ...ซนนักนะเราน่ะ” แพทน้ำตาคลอๆ “เกือบจะไม่ได้เห็นหน้ากันอีกแล้ว...”
      
       อะตอมจามทำจมูกฟุดฟิด พร้อมกับเอามือขยี้จมูกแรงๆ
       “อย่าอามือขยี้จมูกซิครับ..เอากระดาษนี่...”
       อะตอมเอามือออก ปรากฏว่าที่มือเปื้อนเลือดนิดหนึ่ง จมูกอะตอมมีเลือกกำเดาไหลออกมานิดหน่อย
       “อ้าว!! เลือดกำเดาออกเสียแล้ว แหงนหน้าขึ้นนะ เดี๋ยวแม่แพทกดไว้ให้”
       รัญธิดาดึงทิชชูส่งให้ แพทรีบเอามาเช็ด แต่พอเอาทิชชูออก เลือดกลับไหลออกมาอีก และคราวนี้ไหลเยอะมากขึ้น และไหลไม่หยุด
       รัญธิดามองหน้ากับทิพปภาใจไม่ดี รีบดึงกระดาษมามากกว่าเดิมส่งให้อีก แต่เลือดก็เหมือนเยอะขึ้นเรื่อยๆๆๆ จนเลอะไปทั้งหน้าอะตอม
       “อะตอม...นี่มันอะไรกัน..อะตอมบอกป้า” ทิพปภาตกใจสุดขีด
       ทุกคนตกใจ รัญธิดาถลาเข้าไปกดออดหัวเตียง
       “คุณพยาบาลคะ ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย”
      
       อะตอมเลือดไหลไม่หยุด ทุกคนหน้าตาตื่นตระหนกตกใจไปเป็นแถบ
      

       จบตอนที่  16
ตอนที่ 17
      
       สามคนรออยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ยืนมองเข้าไปในห้องอย่างอกสั่นขวัญแขวน จนไม่ทันมองว่าที่หน้าห้องฉุกเฉินอีกด้านหนึ่ง พีทเดินผ่านไปแล้ว แต่ชะงักหันกลับมามอง ก่อนจะเดินตรงมาหา
      
       “เกิดอะไรขึ้นหรือครับ..ใครเป็นอะไรไป”
       ทุกคนถึงกับสะดุ้ง หันไปมองพีท
       “อะตอมค่ะ เป็นอะไรไม่รู้ จู่ๆ เลือดกำเดาแกก็ไหล แล้วก็ไหลมาก ขึ้นๆ เรื่อยๆ จนเลอะเต็มไปหมด” ทิพปภาตอบแทน
       พีทตกใจ “อะตอม”
       หมอออกมา
       “ใครเป็นแม่ของเด็กครับ”
       รัญธิดาอ้าปากตั้งท่าจะบอก แต่แพทเร็วกว่าพุ่งเข้าไปหาหมอ
       “ฉันค่ะ อะตอมเป็นอะไรไปคะ ทำไมเลือดถึงได้ไหลมากมายขนาดนั้น”
       “คนไข้เป็นโรคเกล็ดเลือดต่ำครับ เลือดถึงไหลไม่หยุดแบบนั้น และตอนนี้ คนไข้ก็มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำมาก หมอต้องให้เกร็ดเลือดด่วนแต่ว่าทาง ธนาคารเลือดแจ้งว่าไม่สามารถหาเลือดที่เข้ากันได้ เนื่องจากเลือดของลูกคุณมีแอนตี้บอดี้หลายตัวที่แตกต่างจากคนทั่วไป” หมอเล่าอาการ
       ทิพปภาตกใจมาก “มันหมายความว่าอะไรคะ”
       “อะตอมมีเลือดกรุ๊ปพิเศษที่หายากมาก ถ้าเรามัวแต่รอจากกรุงเทพฯ ก็อาจไม่ทันการก็ได้นะครับ”
       แพทกับรัญธิดาอึ้ง
       “แล้ว..แล้วเราต้องทำยังไงคะ” ทิพปภาซัก
       “บางที คนในครอบครัวที่มีเลือดกรุ๊ปเดียวกัน อย่างเช่นพ่อหรือแม่คงจะช่วยให้เลือดกับลูกได้” หมอบอก
       รัญธิดาโพล่งขึ้นมาทันที “ชั้นยินดีค่ะ
       สองคนตกใจ ยกเว้นหมอกับพีท
       “ยายรัญ!” ทิพปภาร้องขึ้น
       “หมอว่า...ควรจะลองแม่ของเด็กก่อนดีมั้ยครับ” หมอยังไม่รู้เรื่อง
       “ก็ชั้นนี่แหละค่ะ...ชั้นเป็นแม่ของอะตอม” รัญธิดาโพล่งขึ้นอีกครั้ง
       พีทได้ยินถึงกับผงะ มองจ้องหน้ารัญธิดาเขม็ง
       “รัญ” แพทบีบแขนหลาน “ใจเย็นๆก่อน”
       รัญธิดาไม่สนใจอีกแล้ว “รัญไม่สนใจอีกแล้ว ว่าใครจะได้ยินหรือรับรู้เรื่องนี้ ถึงเวลาแล้วที่รัญจะได้ทำหน้าที่ของแม่เสียที รัญให้กำเนิดเค้ามา เลือดของรัญต้องให้อะตอมได้ซิ”
       “งั้นเชิญทางนี้ครับ” หมอบอก
       พีทถึงกับพูดไม่ออก
      
       รัญธิดานอนอยู่บนเตียงในห้องให้เลือด ท่าทางกังวลร้อนรนใจ พยาบาลเดินกลับมาหาหน้าตาผิดหวัง
       “เสียใจด้วยนะคะคุณรัญธิดา...เกล็ดเลือดของคุณเข้ากับของหนูอะตอมไม่ได้ค่ะ”
       รัญธิดาตกตะลึงหันไปทางหมอ “เป็นไปได้ยังไงคะหมอ ชั้นเป็นแม่ของเค้านะคะ”
       พยาบาลรีบปลอบโยน “แต่อาจมีคนอื่นในครอบครัวที่กรุ๊ปเลือดตรงกับแกก็ได้นะคะ”
       รัญธิดาลนลาน ท่าทางกลัดกลุ้มว้าวุ่นเหลือเกิน
       “ถ้างั้น...ถ้างั้นชั้นจะไปเรียกคนอื่นเข้ามาลองดูนะคะ”
       รัญธิดาวิ่งอย่างรีบร้อนออกไป
      
       สักครู่หนึ่งแพทเดินเข้ามา ทุกคนมองอย่างมีความหวัง แพทส่ายหน้า ทุกคนจ๋อย
       “แล้วเราจะเอายังไงกันดี...” ทิพปภาเอ่ยขึ้น
       “ทำไมเลือดของพวเราทุกคนแม้แต่รัญ ถึงให้อะตอมไม่ได้ล่ะ ฉันไม่เข้าใจ” แพทงงหนัก
       “หมอบอกแล้วไง ว่าเลือดอะตอมเข้ากับคนอื่นยาก” พีทบอก
       “อะตอมกำลังจะตาย ลูกของหนูกำลังจะตาย แม่จ๋า”
       รัญธิดาคร่ำครวญ ขณะซุกตัวลงกอดกับทิพปภาแน่นน้ำตาไหลพราก ทิพปภาเห็นสภาพลูกก็ทุกข์ไปด้วย
       “เป็นพราะน้า น้ามีหน้าที่ดูแลอะตอม อะตอมมีรอยจ้ำเลือดเป็นประจำ แต่น้าไม่เคยเอะใจ นึกว่าแกไปวิ่งซนมาเป็นปกติ”
       “รัญเอง ก็น่าจะให้คุณหมอตรวจตั้งแต่วันนั้นที่แกเลือดกำเดาไหล แต่...เพราะรัญที่มัวแต่สนใจเรื่องของตัวเอง รัญเป็นแม่ที่เลวมาก รัญน่าจะตายไปให้พ้นๆ” รัญธิดาโทษตัวเอง
       “รัญ...อย่าพูดอย่างนั้นลูก อะตอมต้องไม่เป็นอะไร แม่จะไม่ยอมให้อะตอมเป็นอะไรไปเด็ดขาด”
       “จริงของคุณทิพครับนี่มันไม่ใช่เวลามาโทษตัวเอง หรือฟูมฟายกัน เราจะต้องเข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้ช่วยกันหาเกล็ดเลือดที่เข้ากับอะตอมให้ได้ซิ” พีทว่า
       รัญธิดาลุกขึ้นทันที
       “น้าแพทคะ ขอยืมกุญแจรถหน่อยค่ะ”
       แพทส่งให้งงๆ “รัญจะทำอะไร”
       “ยังมีอีกคน จะช่วยอะตอมได้”
       พูดเท่านั้นรัญธิดาลุกขึ้นวิ่งไปทันที แพทเรียกไว้
       “รัญธิดา...”
       รัญธิดาวิ่งหายไปแล้ว ทิพปภาจับมือแพทไว้อย่างหวั่นใจ
       “รัญหมายถึงใคร” พีทงงสุดๆ
      
       ที่หน้าวิลล่า คนขับรถกับสาวใช้เก็บของขึ้นรถ ธาริศกับทักษอรเตรียมตัวไปสนามบิน ธาริศดูหน้าตาเศร้าหมอง
       “ไปกันเถอะค่ะ”
       ธาริศตัดใจเดินขึ้นรถ โทรศัทพ์ดังขึ้น ธาริศดึงออกมา ทักษอรชำเลืองดู เห็นเป็นชื่อรัญธิดา ก็ปรี๊ดแตกทันที แย่งมือถือมา
       “เห็นมั้ยคะ ว่าถ้ายังอยู่เมืองไทยจะเกิดอะไร มันไม่เคยยอมปล่อยพี่ไปจริงๆ”
       ทักษอรแย่งโทรศัพท์ในมือธาริศมาโยนลงพื้น ธาริศพูดไม่ออก
       “ขึ้นรถได้แล้วค่ะ เดี๋ยวก็ตกเครื่องกันพอดี”
       รถของทักษอรแล่นออกจากบ้านไป
       รัญธิดาขับรถเข้ามาจอด โดยรถทักษอรแล่นออกไปไม่นาน รัญธิดารีบวิ่งลงมาที่หน้าวิลล่า ตะโกนเรียก
       “พี่ธาริศ...พี่ธาริศคะ”
       รัญธิดามองไปรอบบ้าน เห็นแต่ความว่างเปล่า ไฟในห้องดับหมด รัญธิดายกโทรศัพท์ขึ้นโทร.ออกอย่างร้อนใจแต่ปรากฏว่าเสียงโทรศัทพ์ธาริศดังอยู่ที่พื้น รัญธิดาเริ่มหมดหวัง จนยามของรีสอร์ตเดินผ่านมาเห็นเข้า
       “คุณรัญ...มาทำอะไรตรงนี้ครับ”
       “คุณธาริศ..ชั้นมาตามหาคุณธาริศ”
       “คุณธาริศกับคุณอรเช็คเอ้าท์ออกไปแล้วครับ...เห็นว่าจะไปต่างประเทศกันนะครับ ถ้าผมจำไม่ผิด”
       รัญธิดาแทบทรุด ผิดหวังมาก
       “ไม่จริง...ไม่จริง...”
       รัญธิดาน้ำตาจะไหล วิ่งเข้าไปในบ้าน
      
       รัญธิดาเดินเข้าไปในบ้านพัก ทุกอย่างเงียบสงัด มืดมิดไร้ซึ่งแสงไฟ รัญธิดาสิ้นหวัง ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นบ้าน
       “อะตอม..อะตอมลูกแม่...แม่ขอโทษ”
       รัญธิดาร้องไห้สะอึกสะอื้น ใจจะขาดรอนๆ กลัวอะตอมจะตายเป็นที่สุด
       อยู่ๆ ไฟก็สว่างพรึ่บขึ้นมา รัญธิดาเหลียวขวับไปมอง เห็นทักษอรยืนอยู่ตรงประตูด้านหน้ามีธาริศยืนตะลึงอยู่ด้วย
       “เธอมาทำอะไรที่นี่!” ทักษอรแปลกใจมาก
       รัญธิดาลุกขึ้น ถลาไปหาธาริศ จับแขนไว้
       “พี่ธาริศคะ ช่วยด้วย...ช่วยอะตอมด้วยค่ะ”
       ธาริศตะลึง ทักษอรกระชากแขนรัญธิดาที่จับธาริศค้างอยู่ให้หันมาทางตน แล้วตบฉาดใหญ่
       “หน้าด้าน! คนอย่างเธอที่หนังหน้าทำด้วยอะไรนะ ถึงได้ไม่มีความละอายเอา ซะเลย...ถึงขนาดนี้แล้วยังมาวุ่นวายกับสามีชั้นอีกเหรอ...ชั้นไม่น่าลืมพาสปอร์ตแล้วกลับมาเจอคนสกปรกโสโครกอย่างเธอเลย”
       รัญธิดาไม่สนหันมาบอกธาริศ “พี่ธาริศคะ พี่ธาริศเป็นคนเดียวที่จะช่วยอะตอมได้”
       “อย่าไปฟังค่ะ พี่ธาริศไปเอาพาสปอร์ตให้อรหน่อย...เดี๋ยวอรจะคุยกับเค้าเอง”
       ธาริศมองหน้ารัญธิดา พยายามจะตัดใจจะเดินเข้าห้อง
       รัญธิดาโพล่งออกมา “อะตอมกำลังจะตายค่ะ ต้องการเกล็ดเลือดด่วน เลือดพวกเราใช้ไม่ได้เลย”
       ธาริศชะงักหันขวับมา
       “อะไรนะ!”
       ทักษอรแหวใส่ “ขอโทษนะ ถึงพี่ธาริศเค้าจะเอ็นดูเด็กอะตอมมาก แต่เราไม่ใช่สภากาชาดนะ เราคงช่วยอะไรเธอไม่ได้ อย่ามาใช้มุกนี้ดึงพี่ธาริศไว้ รีบไปเถอะค่ะพี่ธาริศ เดี๋ยวเช็คอินไม่ทัน”
       ธาริศยืนนิ่งมองหน้ารัญธิดาเป็นเชิงถาม ก่อนจะพูดออกไป
       “มันเกิดอะไรขึ้น รัญธิดา อะตอมเป็นอะไร”
       “แกเป็นโลหิตค่ะ ต้องการเกล็ดเลือดด่วน..แต่เลือดของแกเป็นกรุ๊ปที่หายากมาก...ถ้ารอจากกรุงเทพฯก็กลัวจะไม่ทันการ”
       “แล้วยายแม่มันละ มัวแต่ทำอะไร ทำไมไม่ให้เลือดลูก” ทักษอรแหวใส่
       “พวกเราทุกคนไม่มีใครมีเลือดตรงกับอะตอมเลยค่ะ...รัญถึง...ถึงได้ต้องมาขอพี่ธาริศ”
       ธาริศงง “แล้วรัญรู้ได้ยังไง ว่าพี่จะเลือดตรงกับอะตอม”
       รัญธิดามองธาริศกับทักษอรอย่างสิ้นหวัง แต่แล้วตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวก่อนพูดความลับที่เธอปกปิดออกมา
      
       “ก็เพราะ...พี่ธาริศ..เป็นพ่อของอะตอมน่ะสิคะ”


  


       ทุกคนเงียบกันไปหมด ต่างคนต่างตะลึง ธาริศตัวแข็งเป็นหิน...ไม่เชื่อหู
      
       “อะ...อะไรนะ”
       รัญธิดาน้ำตาไหลพรากขณะบอกย้ำ “อะตอม..คือลูกของรัญ...กับพี่ธาริศค่ะ”
       ทักษอรตะลึงรับไม่ได้ ความโกรธพุ่งขึ้นมาเป็นริ้วๆ แล้วระเบิดร้องกรี๊ดสุดเสียง
       “ไม่จริ๊ง นังผู้หญิงหน้าด้าน โกหกไร้ยางอาย..อย่าไปฟังมันนะค่ะพี่ริศ”
       ทักษอรถลาเข้าไปตบรัญธิดา แต่ถูกธาริศดึงไว้ทัน
       “พูดอีกครั้งซิรัญ...”
       “เมื่อ 6 ปีที่แล้ว รัญท้องกับพี่ รัญตั้งใจจะบอกให้พี่รู้ตอนที่รัญไปรอที่สถานีรถไฟ แต่...” รัญธิดาไม่พูดต่อ ยกมือไหว้ทักษอร “ฉันขอร้องล่ะคะ คุณอร ฉันไม่ได้อยากแย่งพี่ธาริศมาจากคุณ ฉันแค่อยากได้เลือดของเค้าไปช่วยอะตอม” รัญธิดาหันมาทางธาริศ “ช่วยลูกของเราด้วยนะคะ”
       ธาริศอึ้งตะลึงช็อกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วผลุนผลันวิ่งออกไปทันที
       ทักษอรเห็นดังนั้นก็กรี๊ดขึ้นสุดเสียง เสียงนั้นดังโหยหวน “อ๊าย...พี่ธาริศ...พี่ธาริศ”
       รัญธิดาวิ่งตามออกไป
       ทิ้งทักษอรที่ร้องกรี๊ดทรุดลงกองกับพื้นไว้เพียงลำพัง
      
       ไม่นานต่อมาธาริศนอนอยู่บนเตียงเตรียมพร้อม บีบมือเข้าออกเพื่อปั๊มเลือดให้ไหลจากตัวลงสู่สายยางเร็วขึ้น
       สองพ่อลูกอยู่กันคนละห้องกัน
      
       อะตอมยังนอนสลบอยู่รับเลือดทีละหยดจากถุงให้เลือด ที่ไหลมาตามสายเข้าที่มือ และไหลเวียนสู่ร่างกายตัวอะตอม
       แพท รัญธิดา ทิพปภา และพีท ยืนมองอะตอมจากผ่านกระจกหน้าห้องอย่างห่วงใย
      
       ธาริศนั่งซึมอยู่ที่มุมหนึ่ง จิบน้ำหวานเพื่อให้ร่างกายมีพลังขึ้น ท่าทางสับสนว้าวุ่นใจมาก พีทเดินเข้ามามองอย่างสงสารแล้วลงนั่ง...ตบไหล่
       “หมอบอกว่า อะตอมอาการดีขึ้น...ท่าจะฟื้นได้ในเร็วๆนี้”
       ธาริศถอนใจอย่างโล่งอก
       “อะตอม..เค้าเป็นลูกของผมจริงๆ เหรอเนี่ย”
       “มีนายคนเดียวที่มีเลือดเข้ากับอะตอมได้...มันคงเป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วมั้ง”
       ธาริศมองพีทอย่างทุกข์ทรมาน
       “รัญเค้าทำกับผมอย่างนี้ได้ยังไง...เค้าปิดบังทุกคน เค้าไม่ยอมบอกผมเลยแม้แต่คำเดียว ว่าเรามีลูกด้วยกัน”
       “เค้าคงจะมีเหตุผลของเค้า...” พีทถอนใจ “ผู้หญิงบ้านนั้น คงต้องเผชิญกับอะไรมากมายเหลือเกิน จนต้องปิดบังทุกอย่างแบบนี้”
       ธาริศลุกขึ้น “ผมต้องพูดกับรัญให้รู้เรื่อง”
       พีทลุกขึ้นจับไหล่ธาริศไว้
       “แต่ตอนนี้มันดึกมากแล้วนะ ชั้นคิดว่าอรเองก็คงรอคำอธิบายจากนายอยู่”
       ธาริศอิดออด “แต่ผม...”
       “นายยังเป็นสามีของอรอยู่...นายคงจะเห็นใจเค้าด้วย...โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่เค้าเองก็มีลูกของนายอยู่ในท้อง”
       ธาริศอึ้ง..อ่อนลงในทันที ตระหนักถึงหน้าที่และภาระของตัวเอง
       “กลับไปก่อนเถอะธาริศ แล้วพี่จะดูแลทางนี้ให้...”
       ธาริศลังเล ไม่มั่นใจว่าพีทหมายถึงอะไร แล้วถอนใจเดินออกไป พีทเองก็หนักใจไม่แพ้กัน
      
       พอธาริศเปิดประตูเข้าบ้านมาต้องชะงัก เมื่อเห็นทักษอรยังนอนรออยู่ที่โซฟา ในเสื้อผ้าชุดเดิม ทักษอรลุกขึ้นมานั่งทันทีที่ได้ยินเสียงธาริศ
       “อร...พี่...”
       ทักษอรลุกขึ้น ยิ้มหวานให้
       “ไม่ต้องอธิบายอะไรหรอกค่ะ อรยอมรับนะคะว่าตกใจแล้วก็โกรธมากเมื่อรู้ว่าเด็กนั่น...แต่พี่ริศไม่ต้องห่วงค่ะมาถึงตอนนี้ อรทำใจได้แล้ว”
       ธาริศฉงน “ทำใจ”
       “ใช่ค่ะ เพราะต่อให้อรโกรธและอาละวาดยังไง ความจริงก็คือ...อะตอมก็เป็น...ลูกของพี่”
       ธาริศจับมือทักษอรขึ้นมาด้วยความดีใจ เพราะคิดว่าทักษอรจะยอมปล่อยตนไป
       “ขอบคุณมากอร พี่ดีใจที่อรเข้าใจ ถ้าอย่างนั้น...”
       “อรคงเห็นแก่ตัวไม่พอที่จะห้ามไม่ให้พี่ทำหน้าที่พ่อของลูกกับอะตอม อย่างน้อยๆ แกก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพี่ ถึงพี่จะไม่ได้ตั้งใจให้แกเกิดมาก็เถอะนะคะ แต่อะตอมก็ควรจะได้รับความรักจากพี่ไม่ต่างอะไรจากลูกของเรา”
       ว่าพลางทักษอรผู้แสนดี จับมือธาริศมาทาบกับท้องลมของตัวเอง
       “โชคดีเหลือเกินลูกของเราที่กำลังจะเกิดมา มีพ่อและแม่ครบสมบรูณ์”
       ธาริศฟังแล้วก็ถึงกับห่อเหี่ยวกับความหวังที่ดับวูบ อยากอธิบาย “อร พี่คิดว่า...”
      
       ทักษอรแอ๊บใส่ ไม่เข้าใจ “ไม่เอาค่ะ...เลิกเครียดได้แล้วนะ ในเมื่อพี่ย้อนเวลาไปแก้ไขความผิดพลาดในอดีตไม่ได้ พี่ก็ทำเรื่องปัจจุบันของเรา ของลูกที่กำลังจะเกิดมาให้ดีที่สุดดีกว่านะคะ ประวัติศาสตร์จะได้ไม่ซ้ำรอย” ทักษอรเขย่งตัวจูบแก้มธาริศฟอดใหญ่ “อรง่วงจังเลย ไปนอนก่อนดีกว่า..กู๊ดไนท์ค่ะ”
       ทักษอรเดินเข้าห้องไป ธาริศเซ็งอย่างหนัก อึดอัดอีกแล้วอยากระเบิด ทิ้งตัวลงนั่งเต็มแรง โดยไม่รู้ว่าที่ด้านหลังประตูห้องเปิดออกอีก ทักษอรยืนมองมาหน้าตาโหดเหี้ยมสุดๆ
      
       เช้าวันต่อมากันตาอยู่ในห้องผู้ป่วยของโรงพยาบาล กำลังตกใจกับข่าวล่าสุดที่ได้รู้จากปากของพีท
       “อะตอมเป็นลูกของตาริศกับหนูรัญจริงๆเหรอ”
       พีทดูอึกอักที่ต้องมารายงานแม่เหมือนกัน “ครับ....แม่”
       “เฮ้อ…นี่แหละนะ สุดท้ายทำไมเด็กตาดำๆ ต้องมารับกรรมจากการกระทำที่ไม่คิดหน้าคิดหลังของผู้ใหญ่ด้วย”
       “ความจริงเรื่องทั้งหมดมันก็เกิดขึ้นจากความไม่เดียงสาของนายริศกับรัญน่ะล่ะครับแม่ ทั้งสองคนก็ยังอายุน้อยมากตอนนั้น คงจะรับผิดชอบอะไรไม่ไหว” พีทบอก
       “จะเกิดจากอะไรก็ช่างเถอะ ตอนนี้คนที่แม่ห่วงที่สุดก็คืออะตอม แกจะรู้สึกยังไง ถ้ารู้ว่าคนที่เรียกว่าพี่มาตลอดคือแม่ แล้วจู่ๆพ่อที่จะไม่วันทำหน้าที่พ่อให้ตัวเองได้ก็เดินเข้ามาในชีวิต” กันตาว่า
       พีทอึ้งไปเหมือนกัน
       “ผมคิดว่า...คุณแทพ...คงจะอธิบายเรื่องนี่ให้อะตอมฟังได้...”
       กันตาพูดเสียงอ่อนโยน “น่าสงสารหนูแพท...ที่ผ่านมาแค่หนูแพทเลี้ยงอะตอมให้เติบโตมาเป็นเด็กน่ารักได้มันก็หนักหนาเอาการแล้ว แม่ว่า..ถ้าเป็นไปได้เราไม่ควรทิ้งปัญหาไว้ให้หนูแพทรับผิดชอบคนเดียวต่อไปอีก”
       พีทท่าทางครุ่นคิดตาม เหมือนตัดสินใจจะทำอะไรบางอย่าง
      
       ที่มุมเงียบๆ ลับตาคนในร้านกาแฟเตอร์ รัญธิดาลงนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามทักษอร ด้วยท่าทางเรียบเฉยเย็นชา พูดเข้าเรื่องทันที
       “พูดมาเถอะค่ะ ชั้นจะได้กลับไปเฝ้าอะตอม”
       “ที่ชั้นโทร.เรียกเธอออกมาก็เพราะฉันอยากคุยกับเธอตัวต่อตัวในฐานะที่เป็นลูกผู้หญิงเหมือนกัน”
       “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันกับลูก ไม่มีวันเข้าไปยุ่มย่ามกับชีวิตครอบครัวคุณแน่ ฉันบอกแล้วว่าไม่ได้ต้องการตัวพี่ธาริศ...ชั้นแค่ต้องการเลือดมาช่วยชีวิตอะตอมเท่านั้น”
       “โถ...มองฉันในแง่ดีหน่อยซิจ๊ะ ที่ฉันมานี่ก็มาเพราะความเห็นอกเห็นใจ แล้วก็เข้าใจเพราะฉันก็กำลังจะเป็นแม่คนเหมือนกัน”
       รัญธิดาแปลกใจกับท่าทีของทักษอร
       “ต่อให้ความจริงอะไรต่อมิอะไรมันจะเปิดเผยออกมาแล้วก็ตามนะ แต่ชีวิตของทุกคนก็ต้องเดินต่อ ยังไงก็ขอให้ทางเดินของฉันกับพี่ธาริศ เป็นทางเดินคนละเส้นกับเธอแล้วก็ลูกละกัน”
       รัญธิดาเสียใจแต่พยายามสะกดไว้ “ฉันว่า คุณน่าจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูดแต่แรกนะคะ” พร้อมกับลุกขึ้นจะเดินหนี
       ทักษอรลุกขึ้นตาม “แหม...รัญธิดาจ๊ะ คนเราน่ะชอบพูดอย่าง ทำอีกอย่างเสมอ”
       รัญธิดาโกรธจัด “คนอย่างชั้น พูดจริงทำจริงเสมอค่ะ”
       ทักษอรยิ้มหยัน “งั้นก็ดี...ที่ผ่านมา เธอคงเข้าใจดีว่าคนเราจะเจ็บปวดแค่ไหนที่ต้องตกอยู่ในสภาพแม่ของลูกที่ไม่มีพ่อ เพราะฉะนั้นชั้นหวังว่าเธอคงไม่เป็นต้นเหตุให้ฉันกับลูกต้องตกอยู่ในสภาพทุเรศๆ เหมือนที่เธอกับลูกเคยเป็นใช่มั้ย”
       ทักษอรจ้องหน้ารัญธิดา นัยน์ตาดุเข้มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนจะสะกดจิต
       “อย่าห่วงเลยค่ะ ชั้นไม่ทำอย่างนั้นแน่...”
       “งั้นก็ดี...” ทักษอรเปิดกระเป๋า “พี่ริศเค้าไม่อยากพูดเรื่องนี้กับเธอเอง เค้าเลยฝากชั้นมา นี่จ้ะ”
       ทักษอรหยิบเช็คจากกระเป๋ายื่นให้ รัญธิดามองเห็นตัวเลขในเช็คระบุว่า “ห้าล้านบาท” ถึงกับอึ้งไป
       “พี่ธาริศกับฉัน เราตกลงใจกันว่าอยากแสดงความรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น เธอกับลูกจะได้มีทุนไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตัวเอง รับไว้นะจ๊ะ”
       รัญธิดาหูตาพร่าพรายไปหมด ด้วยเข้าใจผิดคิดว่าธาริศทำแบบนี้จริงจึงส่งเช็คคืนไป
       “ทำไม น้อยเกินไปเหรอ? พี่ธาริศเค้าเป็นห่วงลูกของเธอนะ..ไม่ใช่เธอ” ทักษอรย้อนถาม
       “ชั้นดูแลอะตอมได้ โดยไม่ต้องคอยขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ฝากบอกคุณธาริศด้วยว่า...ขอบคุณมากที่ช่วยอะตอมไว้ แต่เราก็ยังคงเป็นคนแปลกหน้าต่อกันอยู่ดี...ไปอังกฤษหรือที่ไหนก็ได้ ที่คุณอยากไปเถอะค่ะ ชั้นขอร้อง...ออกจากชีวิตฉันไปเสียที”
       รัญธิดาฉีกเช็คเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วโยงลงพื้นก่อนจะเดินจากไป
      
       ทักษอรมองตามแล้วเหยียดยิ้มออกมาอย่างสาสมใจ
        

       เวลาผ่านไปอีก 2-3 วัน ภายในห้องผู้ป่วย ทิพปภาที่สีหน้าตาดูล้าๆ กำลังป้อนอาหารคำสุดท้ายให้อะตอมเสร็จพอดี หน้าตาอะตอมสดใสขึ้นมาก
      
       “โอ้โห.....เก่งมากๆเลยลูก ทานหมดเกลี้ยงเลย คราวนี้ก็ทานยานะ”
       อะตอมอิดออด “ตอมไม่อยากทานยา ยาไม่อร่อย”
       ทิพปภานิ่งคิดว่าจะพูดกล่อมไงดี แล้วก็นึกขึ้นได้ “ถ้าตอมอยากหาย ก็ต้องกินยานะลูก จะได้ไปโรงเรียน ไปเจอมะนาวกับนานาไวๆ ไงจ๊ะ”
       อะตอมครุ่นคิดนิดหนึ่ง “ได้ครับ...เพื่อมะนาวกับนานา ตอมจะกินยาครับป้าทิพ”
       ในขณะที่ทิพปภาป้อนยาอะตอมเสร็จ เตอร์เคาะประตูก่อนจะโผล่เข้ามาพร้อมข้าวของเยี่ยมไข้
       “ฮัลโล่ อะตอม เป็นไงบ้างครับ”
       “น้าเตอร์”
       เตอร์เดินไปไฮไฟทักอะตอมแมนๆ แล้วไหว้ทิพปภา
       “นี่อะตอมอาการดีขึ้นรึยังครับ”
       “ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะเริ่มซ่าส์ได้แล้ว” ทิพปภาบอก
       “ว้าว…ดีจัง” เตอร์หยิบถุงขึ้นมา “รู้มั้ยว่าวันนี้น้าเตอร์ซื้อของมาฝากอะตอมด้วยน้า แอ่น...แอน…แอ๊น นี่ไง...”
       เตอร์ภูมิใจนำเสนอ โดยไม่รู้หล่อนหยิบแมกกาซีนที่ผู้ชายเปลือยท่อนบนโชว์กล้ามขึ้นมา พอเห็นอะตอมกับทิพปภาทำตาปริบๆ ถึงได้หันไปดูหนังสือในมือตัวเองว่าเป็นอะไร
       “ว้าย...อันนี้มันของน้าเตอร์” เกย์ผมทองรีบเก็บหนังสือยัดลงถุง แล้วหยิบหนังสือนิทานสองเล่มขึ้นมา “นี่ไง...หนังสือนิทานเรื่องสโนไวท์ แล้วก็ซินเดอเรลล่า เวลาอะตอมนอนเบื่อๆ จะได้หยิบขึ้นมาอ่านไง ดีมั้ย”
       “นั่นมันนิทานของผู้หญิงนะครับน้าเตอร์” อะตอมท้วง
       “ไม่มีประเภทไอ้แมงมุม ซุปเปอร์แมนเหรอ” ทิพปภาถาม
       เตอร์เพิ่งนึกขึ้นได้ “เออจริง...น้าขอโทษนะตอม พอดีตอนเด็กๆ น้าชอบอ่านพวกนี้น่ะจ๊ะ ถ้างั้นเดี๋ยวคราวหน้าจะซื้อให้ใหม่นะ” เตอร์หันมาทางทิพปภา “เอ้อ.....พี่ทิพฮะ ได้ข่าวว่าแม่คุณพีทก็นอนป่วยอยู่ที่นี่เหมือนกัน ใช่มั้ยคะ”
       “ใช่จ้ะ รู้สึกเหมือนจะอยู่ชั้นบนนี่ละ แต่พวกเรายังไม่มีใครได้ไปเยี่ยมกันเลย มัวแต่วุ่นๆ กับเรื่องอะตอมอยู่...แล้วรัญกินอะไรมารึยัง..ผลไม้มั้ย เดี๋ยวพี่บอกให้”
       อะตอมนิ่งฟังการสนทนาด้วยความสนใจ
      
       รัญธิดาเปิดประตูออฟฟิศออกมา ถือแฟ้มและข้าวของพะรุงพะรัง พูดโทรศัพท์กับแพทไปด้วย
       “น้าแพทคะ รัญเสร็จงานแล้ว เดี๋ยวไปเจอน้าแพทที่รถเลยนะคะ รัญไม่อยากให้อะตอมรอนาน”
       รัญธิดาวางสายแล้วชะงัก เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็ยิ่งตกใจเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าคือพีท
       “คุณพีท”
      
       พีทกับรัญธิดานั่งคุยกันอยู่ในรีสอร์ต ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมเล็กน้อย
       “คุณพีทมีธุระอะไรเหรอคะ”
       “เรื่องอะตอมน่ะครับคือ...ผมอยากจะมาขอเป็นคนรับผิดชอบดูแลอะตอมแทนนายริศเอง” พีทบอก
       “รัญไม่เข้าใจ”
       “ไม่ว่ายังไง..นายธาริศก็เป็นน้องชายของผม ผมก็เลยอยากช่วยครอบครัวรัญดูแลแกบ้าง”
       “ไม่จำเป็นหรอกคุณ”
       เสียงแพทดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวเดินหน้าตาถมึงทึงพุ่งมาหาพีทอย่างเอาเรื่อง ราวกับแม่เสือหวงลูกก็ไม่ปาน
       “ลูกฉัน หลานฉัน ฉันเลี้ยงเองได้”
       “ผมรู้ว่าคุณเก่ง แต่คุณก็น่าจะรู้ดีว่าลำพังความรักของคุณอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้อะตอมเติบโตขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์”
       “อ้อ งั้นเงินของพวกคุณคงทำให้อะตอมโตมาเป็นคนเต็มคนมากขึ้นใช่มั้ย” แพทเถียง
       “ที่ผมพูดนี่ไม่ได้หมายความแค่เรื่องเงินเท่านั้น ตอนนี้อะตอมก็เป็นเหมือนลูกหลานคนหนึ่งของตระกูลผม ผมก็แค่คิดว่าถ้าเราช่วยกันดูแลแก ก็จะทำให้โลกของแกใหญ่ขึ้น ไม่ใช่มีแค่ผู้หญิงหญิงตัวเล็กๆ เพียงไม่กี่คนที่บ้านคุณเท่านั้น” พีทบอก
       “แล้วที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะผู้ชายตัวโตๆ ฉลาด แล้วก็ร่ำรวยอย่างพวกคุณเหรอที่ทิ้งปัญหาทุกอย่างไว้ แล้วทำจนชีวิตหลานฉันจนไม่เหลือชิ้นดี” แพทแดกดัน
       พีทฉุนโต้ทันควัน “นี่คุณ...ทำไมคุณถึงไม่พยายามจะเข้าใจบ้างนะ”
       ธาริศเดินเข้ามาในจังหวะนี้ พูดเสียงดัง
       “เลิกทะเลาะกันเถอะครับ”
       ทั้งหมดหันไปมองธาริศ
       “ในเมื่อปัญหาทุกอย่างเกิดจากผม ก็ขอให้ผมเป็นคนจัดการเรื่องของอะตอมเองในฐานะพ่อเถอะครับ”
       พอรัญธิดาเห็นธาริศ ความอัดอั้นตันใจก็พุ่งพล่านขึ้นมาทันที
       “รัญว่าหน้าที่พ่อของคุณมันจบไปนานแล้วค่ะ คุณธาริศ”
       “ก็เพราะอย่างนั้น พี่ถึงพยายามหาทางแก้ไข แล้วก็ชดเชยสำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นไง”
       รัญธิดายิ้มเยาะอย่างขมขื่น “ชดเชยด้วยวิธีใช้เงินแก้ปัญหาน่ะเหรอคะ”
       ธาริศไม่รู้เรื่องที่ทักษอรโผล่มาพร้อมเช็ค จนทำให้รัญธิดาเข้าใจผิด
       “รัญพูดอะไร พี่ไม่ได้คิดจะทำแบบนั้นนะ”
       แพทขัดขึ้น “พอเถอะค่ะถ้าพวกคุณอยากช่วยจริงๆ ก็แค่หายไปจากชีวิตของพวกเรา ทำเหมือนกับว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แค่นั้นพอ”
       รัญธิดาเสริม “ได้มั้ยคะ ปล่อยพวกเราเอาไว้ตามลำพังเถอะค่ะ...เพราะเราไม่ต้องการพวกคุณ”
      
       คำพูดของรัญธิดากระแทกเข้าใบหน้าพีทกับธาริศ สองหนุ่มอึ้ง นิ่งงันกันไป
        
       อ่านต่อตอนต่อไป เวลา 17.00 น.


  


       ขณะเดียวกันภายในห้องพักของกันตา แม่นายของชาวพีระแรนโชนอนอย่างอ่อนแรง ท่าทางเบื่อๆ โดยมีพยาบาลพิเศษคอยเฝ้าดูแล พยาบาลปอกผลไม้เสร็จแล้วลุกขึ้นไปล้างมือในห้องน้ำ
      
       กันตาท่าทางเบื่อๆ มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วขยับลุกขึ้นนั่ง ทำท่าจะลุกขึ้นยืน ก่อนจะสิ้นแรงล้มฮวบหงายลงบนเตียงพยาบาลวิ่งหน้าตาตื่นออกมา
       “ว้าย คุณคะ”
       พยายาลรีบเข้ามาประคองกันตา
       “เกิดอะไรขึ้นคะ คุณจะลุกขึ้นมาทำไมไม่เรียกหนู”
       “ชั้นก็แค่...อยากลุกขึ้นยืน...ไม่คิดว่าจะไม่มีแรงขนาดนี้”
       “โธ่...หนูบอกแล้วไงคะว่าจะลุกยืนหรือจะนั่งให้บอกหนู หนูจะได้คอยประคอง...นี่ถ้าเมื่อกี้ล้มฟาดไปล่ะก็...แย่เลย”
       พยาบาลรีบเปลี่ยนเรื่องพูด
       “คุณกันต์อยากได้อะไรคะ ถึงได้ลุกขึ้นยืน...หนูจะไปเอาให้ค่ะ”
       กันตาบอกหน้าเศร้า “ชั้นเบื่อห้องสีเหลี่ยมนี่เต็มทนแล้ว...หนูพาชั้นออกไปสูดอากาศข้างนอกห้องได้มั้ย”
       พยาบาลอึกอักนิดหน่อย
      
       ขณะเดียวกันมีเสียงเคาะประตูห้องทำงานพีทที่รีสอร์ตเบาๆ ก่อนจะเห็นเฉิดโฉมเดินเข้ามา ขณะพีทก้มหน้าดูแฟ้มประวัติอยู่
       “คุณพีท ให้คุณประทินไปตามเฉิดมาทำไมคะ มีอะไรจะเรียกใช้เฉิดรึเปล่า”
       “ผมได้พิจารณาผลงานของคุณในปีนี้แล้ว...เฉิดโฉม...คุณหาลูกค้ามาให้รีสอร์ตอย่างต่อเนื่อง...ทำงานได้ดี น่าพอใจ...ผมก็เลย...”
       พีทพูดไม่ทันจบเฉิดโฉมโพล่งออกมา “จะพิจารณาโบนัสเพิ่ม!”
       พีทยิ้ม “จะว่าอย่างนั้นก็ได้..คุณบ่มมาตลอดเรื่องอยากเจริญก้าวหน้าไม่ใช่เหรอเฉิดโฉม ผมก็เลยอยากให้คุณสมหวังเสียที...ผมคิดว่า...ผมจะให้คุณไปประจำอยู่สำนักงานขายที่กรุงเทพฯ...พอใจมั้ย”
       เฉิดโฉมตะลึง “อะไรนะคะ”
       พีทบอกต่อ “ค่าใช่จ่ายในการอยู่กรุงเทพฯ มันสูงกว่าที่นี่ ผมก็เลยจะเพิ่มเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงให้คุณด้วย...พรุ่งนี้ประทินคงจะคุยรายละเอียดกับคุณอีกที”
       เฉิดโฉมตกใจ “คุณพีท....ทำอย่างนี่กับเฉิดไม่ได้นะคะ”
       “ขอตัวก่อนนะครับ...ผมต้องไปหาแม่แล้ว”
       พีทเดินออกไป เฉิดโฉมเต้นเร่าๆ แล้วตามไป
      
       พีทเดินออกมาหน้าห้อง เฉิดโฉมวิ่งตามออกมา
       “คุณพีทคะ รอเดี๋ยวสิคะ คุณพีท”
       พีทไม่สนใจเดินไปเลย เชอรี่ตรงเข้าหาเฉิดโฉม
       “เฉิด...เกิดอะไรขึ้น ชั้นได้ยินข่าวว่าเธอได้เลื่อนตำแหน่งเหรอ...”
       “เลื่อนบ้าเลื่อนบออะไร...เค้าพยายามกำจัดชั้นต่างหาก...”
       เชอรี่ตกใจ “กำจัดเธอ!”
       “คุณพีทย้ายชั้นไปประจำที่สำนักงานขายที่...อย่างหวังเลยว่าชั้นจะ ปล่อยมือจากเค้าง่ายๆ...แล้วเราจะได้เห็นกัน!”
       เฉิดโฉม มีสีหน้าโกรธแค้นแสนสาหัส
      
       ด้านอะตอมนั่งเล่นหุ่นยนต์ไปมาอยู่บนเตียงในห้องพัก โดยมีทิพปภานอนหลับอยู่ที่โซฟา ขณะที่เตอร์ก็นั่งอ่านแมกกาซีนชาวสีม่วงอยู่ด้วยความเมามัน
       “ว้าย อ๊าย นั่นกล้ามแขนหรือเทือกเขาหิมาลัย ทำไมมันใหญ่ขนาดนั้น” เตอร์พลิกมาดูอีกหน้าเห็นชายขนดก “แม่เจ้า.....ขนหน้าอก! รกอย่างกะป่าอะเมซอน เห็นแล้วอยากผจญภัยอ่ะ”
       ระหว่างนั้นอะตอมยิ่งเล่นหุ่นต่อสู้ไปมายิ่งเสียงดัง
       “อะตอมครับ ลดเสียงซาวน์เอฟเฟคท์หน่อยลูก ป้าทิพหลับพักผ่อนอยู่”
       “ขอโทษครับ”
       จู่ๆ บุรุษพยาบาลหล่อล่ำก็เปิดประตูห้องเข้ามา
       บุรุษพยาบาลพูดโดยไม่ทันมอง “ได้เวลากายภาพแล้วครับคุณยาย...”
       พอบุรุษหันมาเห็นว่าใครเป็นใครก็ตกใจ ส่วนเตอร์ก็ถึงกับตะลึงที่ได้เจอหนุ่มหล่อ
       “ขอโทษครับ เข้าห้องผิด” บุรุษพยาบาลรีบออกไป
       เตอร์หันมาทางอะตอมทันที นัยน์ตาวิบวับ “อะตอมครับ...น้าเตอร์ขอไปกายกรรม...เอ้ย...กายภาพแป๊บนึงนะครับ เดี๋ยวมา”
      
       “ครับ...”
       ว่าแล้วเตอร์ก็รีบตามบุรุษพยาบาลออกไปทันที อะตอมมองซ้ายมองขวาท่าทางเบื่อๆ แล้วหันไปหาทิพปภา
       “ป้าทิพ...ป้าทิพครับ”
       อะตอมลงจากเตียงไปหา
       “อะตอมขอออกไปเล่นข้างนอกแป๊บนึงได้มั้ยครับ...ป้าทิพ” อะตอมเขย่าแขนเรียก
       “อืม...” ทิพปภางัวเงีย ไม่รู้สึกตัว แล้วพลิกหลับต่อ อะตอมยิ้มแป้น
       “ขอบคุณครับ....”
       อะตอมวิ่งออกไปนอกห้อง
      
       อะตอมออกจากห้องเดินไปเรื่อยในวอร์ดผู้ป่วย ผ่านตรงไหนก็ช่างบังเอิญไม่มีใครเห็น
      

       ในที่สุดอะตอมวิ่งเข้ามาที่สวนบนดาดฟ้าแล้วชะงัก...ด้วยที่บนนั้นมีพยาบาลซึ่งเข็นรถพากันตาชมบรรยากาศ ดูต้นไม้อยู่ กันตาไอออกมาอย่างแรง
      
       “จะกลับเข้าห้องงหรือยังคะคุณ”
       “ขอฉันอยู่ข้างนอกอีกประเดี๋ยวเถอะ”
       อะตอมทำหน้าคิดๆ นิดหนึ่ง
       ที่ตรงหน้ากันตาอยู่ๆ ก็มีดอกไม้ดอกเล็กๆ ยื่นมา กันตามองอย่างแปลกใจ เห็นอะตอมยืนยิ้มแป้นส่งดอกไม้ให้
       “เวลาไม่สบาย ดอกไม้สวยๆ จะช่วยให้เราหายป่วยได้นะครับ”
       กันตายิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ แม้แต่พยาบาลก็หัวเราะเบาๆ
       “ขอบใจมากจ้ะหนู หนูไปเอาดอกไม้มาจากไหนจ๊ะเนี่ย”
       อะตอมบอกอายๆ “ตรงนู้นครับ....คุณพยาบาลไม่ว่าผมใช่มั้ยครับ”
       วาพลางอะตอมพยายามยิ้มหว่านเสน่ห์ให้พยาบาลเป็นเชิงประจบ เพราะเด็ดดอกไม้ของโรงพยาบาล
       “ตายจริง...ลูกใครคะเนี่ยน่ารักจังเลย”
       “ตอมชื่อ อะตอมครับ เป็นลูกแม่แพท น้องพี่รัญ หลานป้าทิพ”
       พยาบาลขำอีก แต่กันตามองอย่างพิจารณา
      
       “หนูเองน่ะเหรอ...อะตอมลูกของหนูรัญ”
       “ไม่ใช่ครับพี่รัญเป็นพี่สาวของตอม” อะตอมบอกเสียงแจ๋ว
       กันตามองเด็กน้อยทั่วตัว “แล้วนี่หนูหายดีแล้วหรือครับ”
       “หายดีแล้วครับ” อะตอมเบ่งกล้าม “ตอมแข็งแรงมาก....ป้าทิพบอกว่าตอมแข็งแรงยังกับซุปเปอร์แมนเลยครับคุณยาย”
       กันตามองอะตอมอย่างเอ็นดู แล้วเอื้อมมือไปลูบผมเบาๆ
       “เรียกฉันว่าย่าเถอะจ้ะอะตอม....หลานย่า...”
       “ครับคุณย่า”
       อะตอมยิ้มหวานให้กันตา
      
       ด้านแพทกับรัญธิดาถือของเปิดประตูเข้ามาในห้อง แพทไม่เห็นอะตอมในห้องก็แปลกใจ รัญธิดารีบไปปลุกแม่
       “แม่คะแม่”
       ทิพปภางัวเงีย “อ้าว! มากันแล้วเหรอ”
       “อะตอมอยู่ไหนเหรอคะพี่ทิพ”
       ทิพปภางงๆ มองหา “สงสัยเตอร์พาออกไปมั้ง”
       สักครู่เตอร์เดินเลียไอติมโคนในมือเดินเข้ามาในห้องด้วยอาการร่าเริง แพทไม่เห็นอะตอมเข้ามาด้วยก็แปลกใจ
       “อะตอมล่ะเตอร์”
       เตอร์หน้าตื่น “นั่นสิ....อะตอมหายไปไหน”
       ทุกคนต่างตื่นตระหนกตกใจ
      
       ประตูห้องอะตอมเปิดออก ทุกคนแยกย้ายกันตามหา ท่าทางร้อนใจ ทิพปภาพยายามถามจากพยาบาล แต่พยาบาลส่ายหน้า
      
       เตอร์วิ่งลงบันไดหนีไฟ บ่นบ้ากับตัวเอง “มัวแต่ตามผู้ชายจนลืมหลาน โธ่เอ๋ย นังเตอร์เอ๊ย”
       ส่วนอีกมุมหนึ่ง แพทหันมาเจอทิพปภากับรัญธิดา
       “ว่าไงคะพี่ทิพ”
       “ไม่มีใครเห็นอะตอมเลย”
       “พยาบาลช่วยหาที่ตามห้องอื่นๆ ก็ไม่มีค่ะ” รัญธิดาบอก
       “เดี๋ยวแพทลงไปดูชั้นหนึ่งดีกว่า เผื่อตอมไปเดินเล่น”
       “รัญว่าแม่ไปรอที่ห้องดีกว่ามั้ยคะ เผื่ออะตอมกลับมาจะได้มีใครบอกพวกเรา แล้วเดี๋ยวรัญไปดูชั้นอื่นอีกที”
       แล้วทั้งหมดก็แยกกันไปอย่างกังวลใจ
      
       ฝ่ายแพทเดินเหลียวซ้ายแลขวาตามทางเดินในสวน ก็เป็นจังหวะที่พีทเดินเลี้ยวมาเจอกันพอดี ทั้งคู่อึ้งๆ กันไปเล็กน้อย พีทเพิ่งมาถึงโรงพยาบาลจะขึ้นไปเยี่ยมกันตา ถือดอกไม้มาด้วย
       “คุณ...” / “คุณ...”
       แพทได้สติก่อน “คุณมาที่นี่ทำไม อย่าบอกนะว่าจะมาวุ่นวายกับอะตอมอีก”
       “นี่...คุณลืมไปแล้วเหรอไงว่าแม่ผมก็นอนป่วยอยู่ที่นี่ด้วย”
       แพทอึ้งไปนิด เพิ่งคิดได้ว่าจริงด้วย
       “คุณนี่หวงลูกจนขึ้นสมองนะ เอ๊ยไม่ใช่ซิ หลานต่างหาก ลูกตัวเองก็ไม่ใช่”
       “จะลูกหรือหลาน ก็เหมือนกัน ฉันเลี้ยงของฉันเองได้ ไม่ต้องให้พวกคุณเข้ามามีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูหรอก”
       พีทพูดท่าทีอ่อนลง “คุณแพท...ความสัมพันธ์ทางสายเลือดน่ะมันตัดให้ขาดไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ”
       “อะตอมมีแต่เลือดจากครอบครัวของฉันฝ่ายเดียวเท่านั้น...คนอื่นไม่เกี่ยว”
       แพททำท่าจะเดินไป พีทจับแขนไว้
       “แล้วเกร็ดเลือดที่อะตอมได้รับจากธาริศไปล่ะ...คุณลืมมันไปแล้วเหรอ ความจำสั้นจริงนะคุณ”
      
       แพทอึ้งมองหน้าพีทเขม็ง สองคนสบตากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ


  


       ขณะเดียวกันอะตอมมองลงมาจากดาดฟ้า เห็นแพทกับพีทอยู่ข้างล่าง โดยพีทกำลังจับแขนแพท อะตอมตาโต
      
        “แม่แพทมาแล้ว!” พลางหันมาหากันตา “ตอมไปก่อนนะครับคุณย่า...เดี๋ยวโดนดุ”
        “เลยจะทิ้งย่าไปเลยเหรอเนี่ย...”
        “แล้วเราออกมาเจอกันใหม่นะครับ...”
       อะตอมชะโงกหน้ามาหอมแก้มกันตา
        “หายเร็วๆ นะครับคุณย่าคนสวย...”
       อะตอมวิ่งปร๋อไปเลย กันตามองตามเอ็นดูมากๆ พยาบาลหัวเราะชอบใจ
       กันตาเบือนหน้าไปดูข้างล่าง นิ่วหน้าฉงนเมื่อเห็นแพทกับพีทอยู่ด้วยกันในสวนสวยของโรงพยาบาล
      
       เวลานั้นแพทสะบัดแขนพีทออก
        “ปล่อยชั้นเดี๋ยวนี้....ปล่อย...” แพทสะบัดออก
        “ทำไมคุณถึงได้ดื้อนักนะ คุณแทพ ทั้งดื้อทั้งหัวแข็ง พูดอะไรไม่เคยเชื่อกันบ้างเลย”
        “แล้วคุณเป็นใคร ทำไมถึงจะต้องเชื่อคุณ”
        “คุณเป็น...” พีทอึกอักนิดหนึ่ง “เป็นลูกน้องของผมไง”
        แพทหัวเราะ “นั่นมันก็แค่ในที่ทำงาน แต่เวลานี้ชั้นเป็นอิสระ ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังอะไรคุณ”
       แพทออกเดิน พีทไปดักหน้า โมโหมากๆ
        “การรับความช่วยเหลือจากครอบครัวของผมนี่มันทำร้ายศักดิ์ศรีของ คุณมากนักรึไง”
        “ก็ชั้นบอกแล้วไงคะ ว่ามันไม่จำเป็น ชั้นดูแลครอบครัวของชั้นเองได้”
        “แต่ผมทนเห็นคุณต้องเหน็ดเหนื่อยแบกภาระต่างๆ เพียงคนเดียวอีก ไม่ได้แล้ว...แพท...”
       ขาดคำพีทดึงแพทเข้ามากอด
        “ขอให้ผมได้แบ่งเบาภาระคุณบ้างเถอะ..สักนิดก็ยังดี...นะครับ”
       แพทตัวแข็งทื่อ แล้วผละตัวออก
        “เลิกทำอย่างนี้กับชั้นเสียที ที่ผ่านมาพวกคุณยังทำร้ายครอบครัวชั้น ไม่พออีกเหรอคะ”
       แพทเดินจากไป พีทมองตะลึง
      
       กันตาอยู่บนดาดฟ้าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ด้วยความตกตะลึง มองภาพพีทที่คอตกท่าทางเศร้าสร้อยพึมพำเบาๆ
       “มันเป็นอย่างนี่เอง...ตาพีท...”
       ข้างล่างพีทก้มลงเก็บดอกไม้ที่พื้น แล้วเดินเศร้าๆ ตรงเข้าไปทางตึก
       กันตาเข้าใจทุกอย่าง สงสารพีทจับใจ
      
       รัญธิดายังคงวิ่งหน้าตาตื่นมองหาอะตอมไปทั่ว อะตอมโผล่มาจากช่องบันได
        “พี่รัญค้าบ...”
       รัญธิดาเหลียวขวับมามองอย่างโล่งอก “อะตอม”
       รัญธิดาวิ่งเข้าหาอะตอม อะตอมก็วิ่งมาแล้วชะงักทั้งคู่ ตรงกลางธาริศก้าวออกจากมุมตึก
        “อะตอม”
       อะตอมตาโต ดีใจ
        “อาธาริศ!”
       อะตอมโผเข้ากอดธาริศ รัญธิดาอึ้งตะลึงกับภาพตรงหน้า ธาริศกอดอะตอมแน่นน้ำตาจะไหล มั่นใจว่าอะตอมเป็นลูกแล้ว
        ธาริศกอดแน่น “อะตอม..หายดีแล้วหรือครับเนี่ย”
        “หายแล้วครับ ตอมแข็งแรง...แล้วนี่อาธาริศไม่ได้ไป...” อะตอมคิดๆ “อังกฤษ เหรอครับ”
        ธาริศส่ายหน้า “จะไปได้ยังไง ในเมื่ออะตอมไม่สบายขนาดนี้...อะตอมลูกพ่อ...”
       อะตอมทำหน้างงนิดๆ รัญธิดา เข้ามาดึงอะตอมไปทันที
        “ไปกันเถอะอะตอม...ป้าทิพกับแม่เค้าเป็นห่วง...รออยู่...”
        ธาริศฉุนกึก ลุกขึ้นโวยใส่ “ป้าทิพ...แม่แพท..นี่รัญไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอที่พูดแบบนั้น”
       รัญธิดาชะงักหันขวับ ตวาดใส่ “มันไม่ใช่เรื่องคุณ ไปให้พ้นนะ...อย่าให้ชั้นเห็นหน้าคุณอีก”
      
       รัญธิดาอุ้มอะตอมขึ้น แล้ววิ่งจากไป ด้วยกลัวจะร้องไห้ ธาริศมองตามยังค้างคาใจ
      

       ขณะเดียวกันเห็นช่อดอกไม้สวยอยู่ในมือกันตา เป็นดอกไม้ที่พีทเอามาให้
      
        “ขอบใจมากลูกรัก”
       พีทก้มลงหอมแก้มกันตาทั้งสองข้าง
        “คุณหมอบอกว่า วันนี้แม่ออกไปรับอากาศบริสุทธิ์มาเหรอครับ”
        “จ้ะ...แม่ยังได้เจอหนูอะตอมเลย” กันตาหันไปทางพยาบาลส่งดอกไม้ให้ “ช่วยเอาออกไปใส่แจกันมาให้ทีเถอะจ้ะ”
        “ค่ะ...”
       พยาบาลเอาดอกไม้เดินออกไป
        “อะตอมเป็นเด็กน่ารักมาก...คุณแพท เลี้ยงอะตอมดีจริงๆ”
        “อะตอมเป็นเด็กที่..ไม่ว่าใครก็อดหลงรักไม่ได้...”
        “แล้วตาริศล่ะ..เค้าจะทำยังไงกับหนูอะตอม” กันตาถาม ท่าทีเป็นกังวล
        พีทถอนใจ “ผมก็ไม่ทราบ...แต่จะทำอะไรก็คงไม่ถนัดเพราะอรก็คอยจะอาละวาดอยู่”
      
       “แม่เองก็สงสารทุกคนในกรณีนี้...” กันตามองพีทเขม็ง “พีท...ลูกยังรักหนูรัญอยู่รึเปล่าจ๊ะ”
        พีทอึกอัก “ผม...เอ่อ...”
        “ทำไมพีทถึงคิดจะแต่งงานกับหนูรัญในตอนแรก...”
        “ก็...ผม..เค้าเป็นคนดี เรียบร้อย น่าจะถูกใจแม่...”
        “นี่น่ะหรือ ความคิดของลูกชายคนเก่งที่แม่แสนจะภูมิใจ...แต่งงานกับผู้หญิงดีๆ สักคนเพื่อแม่...พีททำได้ยังไงลูก”
        “รัญเค้าเป็นคนน่ารักนะครับแม่”
        “แต่พีทก็ไม่ได้รักเค้า...ไม่เหมือนที่ลูกรู้สึกกับคุณแพท”
        พีทตกใจ “แม่!”
        “อย่าตกใจเลย แม่พอจะดูออก...แล้วถ้ารักคุณแพท แล้วพีทไปหมั้นกับรัญทำไมตั้งแต่แรก”
        พีทหลบตาแม่ “คุณแพทเค้า...เป็นแม่ม่าย..ลูกติด...ผมคิดว่าแม่คงจะไม่ชอบ”
        “ทำไมลูกถึงได้คิดอะไรแบบนั้น คิดว่าแม่จะมีความสุขเหรอถ้าลูกของแม่ไม่มีความสุข...คุณแพทเป็นคนดีมีความรับผิดชอบ... เป็นเด็กน่ารัก ถ้าลูกชอบเค้าก็คงจะบอกเค้าไปตรงๆ”
        “แต่เค้า...คงไม่ได้ชอบผมหรอกครับแม่...เค้าดูจะเกลี่ยดขี้หน้าผมด้วยซ้ำไป”
        “อย่างนั้นเหรอ แต่แม่ว่าไม่แน่นะ...โอ๊ย...”
       กันตาปวดท้องกะทันหัน ตัวบิดงอด้วยความเจ็บอย่างรุนแรง
        “แม่ครับ แม่เป็นอะไร”
        “อูย...”
       กันตาครางกดมือบนท้อง เจ็บแทบขาดใจ พีทลนลาน กดออดเรียกพยาบาล
        “ช่วยด้วยครับ เข้ามาดูแม่ผมด้วย... แม่ครับ แม่....”
       กันตาดิ้นไปมาเจ็บปวดแทบขาดใจหน้าซีดเผือด พีทมองอย่างตกใจมาก ประคองแม่เอาไว้ในอ้อมกอด
      
       เวลาต่อมาพีทลงนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะหมอเจ้าของไข้ ท่าทางกระวนกระวาย
       “แม่เป็นยังไงบ้างครับคุณหมอ”
       หมอตัดสินใจพูด “หมอขอพูดตรงๆเลยละกันนะครับ คือ...คุณกันตาท่านคง...เหลืออีกเวลาไม่มากแล้ว”
       แม้จะทำใจไว้บ้าง แต่พีทฟังแล้วถึงกับรู้สึกเหมือนหูอื้อไปหมด
        
       “แม่…”
       “ค่าเม็ดเลือดขาวก็ต่ำมากจนเป็นห่วง ตอนนี้ไม่เฉพาะแค่ปอด แต่มะเร็งมันกระจายไปทุกส่วนของร่างกายแล้ว”
       “งั้นหมอก็รักษาซิ อยากทำอะไรก็รีบทำเลย มียาอะไรที่ดีก็สั่งมาเลย จะแพงแค่ไหนผมก็ยินดีจ่าย...หมอต้องช่วยแม่ผม ให้ได้นะ”
       “เวลานี้เราทำได้ก็แค่รักษาตามอาการเท่านั้น ถ้าจะให้หมอแนะ...นำคุณควรใช้เวลาที่เหลือ ทำให้คนไข้มีความสุขที่สุดและมีกำลังใจอาจจะมีปาฏิหารย์เกิดขึ้นก็ได้”
       พีทฟังแล้วก็คิดหนัก
      
       แพทอยู่ตรงตู้กดกาแฟ กดกาแฟออกมาแล้วจะเดินกลับห้อง มาตามทางเดินเงียบไม่มีคน
       จู่ๆ ประตูห้องหนึ่งเปิด พร้อมกับพีทออกมาท่าทางงงๆ เหมือนไม่มีสติ แพทชะงักมอง พีทหยุดยืน แล้วหันหน้าเข้าผนังซบลงอย่างคนใกล้หมดแรง แพทตกใจในท่าทางอันเศร้าโศกนั้น เลยเดินเข้าไปหาช้าๆ
        “คุณ”
       พีทสะดุ้งหันมา หน้าตามีแต่น้ำตาอาบแก้ม....พีทพอเห็นแพทก็หันหนีพยายามเช็ดน้ำตา
        “เกิดอะไรขึ้นคะ...มีใครเป็นอะไรรึเปล่า”
       พีทพูดไม่ออก ทำท่าจะเดินหนี แพทดึงแขนไว้
        “คุณพีทคะ”
       พีทชะงัก แพทเดินมาดักหน้า มองมาด้วยสายตาห่วงใย
        “หรือว่า...แม่นาย...แม่นายเป็นอะไรรึเปล่าคะ”
       พีทน้ำตาคลอ อ่อนแออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
        “แม่..แม่ของผม...ท่านกำลังจะตาย”
       แพทตกตะลึง พีทหันหน้าหนีไปอีกด้าน ร้องไห้เงียบๆ แพทมองสงสารสุดใจ พีททรุดตัวลงนั่งกับพื้น น้ำตาไหลเงียบๆ หมดสิ้นเรี่ยวแรง
      
       แพทลงนั่งข้างๆ กอดปลอบเหมือนเพื่อนที่คอยให้กำลังใจกัน และเห็นใจกันในเวลาอีกฝ่ายมีความทุกข์


  


       นาฬิกาที่ผนังห้องรับแขกในวิลล่า เห็นเป็นเวลา 3 ทุ่มกว่าแล้ว ทักษอรมองอย่างคั่งแค้นอกจะระเบิดรอมร่อ แล้วกดโทรศัพท์หาธาริศ แต่ไม่มีสัญญาณ ทักษอรโกรธมาก เดินหงุดหงิดงุ่นง่าน กลับไปกลับมา
      
       ส่วนภายในห้องพักอะตอม รัญธิดาอ่านนิทานหน้าสุดท้ายจบ อะตอมหลับปุ๋ย รัญธิดาปิดหนังสือลง
        “หลับเรียบร้อย ต่อให้ปลุกก็คงไม่ตื่น”
        “เตอร์กับรัญกลับไปเถอะจ๊ะ ดึกแล้ว”
        “แม่กลับไปเถอะค่ะ คืนนี้รัญจะอยู่ดูอะตอมเอง”
        “แต่พรุ่งนี้หนูจะทำงานไม่ไหวนะลูก”
        “ไหวค่ะ...ยังงัยก็ไหว” รัญธิดาบอก
        “งั้นก็ดี....อะตอมคงจะดีใจ” ทิพปภาหันมาทางเตอร์ “เอ๊ะนี่ยายแพทหายไปไหน บอกจะไปกินกาแฟเดี๋ยวเดียว”
        “ช่างเค้าเถอะค่ะ ยายคนนั้นน่ะลมเพลมพัด....เดี๋ยวเตอร์ไปส่งพี่ทิพเอง”
       ทิพปภาหันมามองรัญธิดาที่มองอะตอมอยู่
        “ทีนี้รัญคงเข้าใจแล้วใช่มั้ยว่าความรักของแม่มันเป็นยังไง” รัญธิดามองหน้าทิพปภา “คนที่แม่ไม่มีวันที่จะไม่รักลูกหรอกรัญธิดา”
       รัญธิดาน้ำตาคลอ
        “แม่...”
       รัญธิดาโผเข้ากอดแม่ ทิพปภากอดลูกไว้แน่น ความขุ่นข้องต่างๆ ในใจสลายสิ้น แม่ลูกเข้าใจกันดีแล้ว เตอร์มองอย่างปลาบปลื้มน้ำตาคลอไปด้วย
      
       เตอร์กับทิพปภาเดินออกจากลิฟท์มา เห็นแพทนั่งซึมอยู่ตรงเก้าอี้ในล็อบบี้
        “ยายแพท มานั่งทำอะไรตรงนี้ยะ นึกว่าหนีกลับไปแล้วซะอีก”
       แพทรีบลุกขึ้น
        “เปล่า...ลงมานั่งคิดอะไรนิดหน่อย...จะกลับกันแล้วใช่มั้ย”
        “คืนนี้ยายรัญจะนอนเฝ้าอะตอม พรุ่งนี้ชั้นจะมาผลัดเวรแต่เช้า....เรา รีบกลับกันเถอะ”
       แพทพยักหน้า ทั้งหมดออกเดินไป ส่วนที่ด้านหลังธาริศโผล่ออกมาเหมือนแอบฟังอยู่แล้ว
      
       กลางดึกในห้องพัก อะตอมหลับสนิท รัญธิดานั่งข้างๆ เตียงลูบผมอะตอม นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าท้องอะตอม ตามด้วยตอนที่แพทบอกว่าจะเลี้ยงลูกให้เอง
       ภาพเหล่านั้นเลือนหาย รัญธิดาถอนใจยาว
        “แม่ขอโทษนะอะตอม...แม่ขอโทษ”
       เสียงเคาะประตูดังเบาๆ รัญธิดาหันไปมองอย่างแปลกใจ ลุกจะไปเปิดแต่ไม่ทัน ธาริศเปิดเข้ามาเองรัญธิดาตกใจ
        “พี่ธาริศ! พี่มาอีกทำไม”
        “พี่อยากจะพูดกับรัญให้รู้เรื่อง”
        “ไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันอีกแล้ว พี่กลับไปเถอะ”
        “รัญอาจจะจบเรื่องของเราได้...แต่เรื่องระหว่างพี่กับอะตอมมันไม่มีวันจบ...พี่เป็นพ่อของเค้าน่ะรัญ รัญควรจะให้โอกาสพี่ดูแลแกบ้าง”
        “ไม่จำเป็นหรอกค่ะ ที่ผ่านมาพี่ก็ช่วยชีวิตเราไว้แล้ว...รัญขอบพระคุณพี่มาก แต่เราไม่ต้องการอะไรจากพี่อีก”
       ธาริศจับแขนรัญธิดาไว้ พูดตัดพ้อ
        “ทำไมรัญถึงใจร้ายนัก...รัญพรากลูกไปจากพี่ 5 ปีเต็ม...แล้วพอตอนนี้เมื่อพี่มีโอกาสจะชดเชยเวลาที่ผ่านมา รัญยังจะกรีดกันไม่หันพี่ทำหน้าที่พ่อของอะตอมอีกวันเหรอ”
        เสียงขุ่นเคืองคั่งแค้นผสมแดกดันของทักษอรดังเข้ามา
       “ช่างเป็นคุณพ่อดีเด่นเหลือเกินนะคะพี่ริศ”
       รัญธิดากับธาริศหันขวับ ทักษอรยืนอยู่ตรงประตูหน้าตาโกรธจัด
        “อร!!!”
        “ถ้าอยากเป็นคนดีขนาดนั้น ทำไมไม่เริ่มจากการดูแลลูกเมียที่บ้านก่อนล่ะคะ...ลูกในท้องอรเนี่ยพี่ริศเคยเอาใจใส่บ้างมั้ย”
        “จะลูกคนไหนพี่ก็ดูแลทั้งนั้น เพราะเค้าเป็นลูกของพี่”
        “เหรอคะ แล้วทำไมไม่ว่าจะเวลาไหนพี่ริศถึงได้เอาแต่วิ่งแร่มาหาลูกหาเมียเก่าแบบนี้ แล้วอรกับลูกเนี่ยเคยสนใจบ้างมั้ย”
        “ขอโทษนะคะ คุณช่วยไปทะเลาะกันที่บ้านเถอะค่ะ ก่อนที่ลูกของชั้นจะตื่น”
        “ลูกของเธองั้นเหรอ...เธอเป็นห่วงว่าลูกของเธอจะตื่น แล้วเคยสนใจลูกของชั้นบ้างมั้ยว่าจะเป็นยังไง...มันจะเกิดมามีพ่อหรือป่าวก็ไม่รู้”
        “ไปกันใหญ่แล้วอร...กลับกันเถอะ”
        “อรไม่กลับ ยังงัยวันนี้เราก็ต้องพูดกันให้รู้เรื่องว่าพี่ริศจะเลือกใครระหว่างอรกับลูกในท้องหรือว่านังแพศยานี่”
        “พอได้แล้วอร”
        “เชิญออกไปได้แล้วค่ะ ก่อนที่ชั้นจะเรียก รปภ. มาพาคุณออกไป”
        “นี่เธอกล้าไล่ชั้นเหรอ” ทักษอรปรี่เข้าไปหารัญธิดาเงื้อมือจะตบ
        “อย่านะอร”
       ธาริศเข้าไปขวางจับข้อมือทักษอรไว้ ถูกทักษอรสะบัด อะตอมลืมตาขึ้นเพราะเสียงดัง อาการงัยเงียและงงๆ...ธาริศกับทักษอรยื้อกันอยู่สักพักจนในที่สุดทักษอรสะบัดหลุดตะโกนเสียงดัง
       “พี่ริศรักมันมากนักเหรอถึงได้ทำแบบนี้”
        “พี่รัญ...พี่รัญครับ”
       รัญธิดารีบเดินไปกอดอะตอมไว้
        “กลับกันก่อนเถอะอร เดี๋ยวอะตอมตกใจ”
        “กลัวลูกนังนั่นจะตกใจ แล้วลูกของอรล่ะเคยสนใจมั้ย...ถ้าเป็นอย่างนี้ละก็อย่ามีเลย...นี่แนะๆ”
       ทักษอรเอามือทุบๆ ท้องตัวเอง รัญธิดากับธาริศช็อก คาดไม่ถึง ธาริศวิ่งไปจับมือทักษอรไว้
        “อย่านะอร...อย่า”
        “อรจะอยู่ไปทำไม ถ้าพี่ริศไม่รักอร....ปล่อย...”
       พยาบาลวิ่งเข้ามาเจอเห็นภาพตรงหน้าก็เข้าไปดึงทักษอรไว้ เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย
      
       ทักษอรเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายผสมโวยวายอยู่อย่างนั้น
      

       จบตอนที่  17
ตอนที่ 18
      
       เช้าวันต่อมาพีทเข็นรถของกันตาเข้ามาในบ้านพัก สภาพกันตาทุรุดลงอย่างได้ชัด ใบหน้าดูซีดเซียวร่วงโรย อาการหนัก ร่างกายอ่อนแรงลงมาก
      
       “หมออนุญาตให้แม่กลับบ้านมาได้ยังไงไม่รู้” พีทบ่น
       กันตาพูดแบบอ่อนแรง ยิ้มเพลียๆ “แม่เป็นคนขอหมอเอง แม่อยากกลับบ้าน ถึงอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว หมอเค้าก็ได้แต่รักษาไปตามอาการ”
       พีทเข้าไปกอดแม่ “แม่อย่าพูดแบบนี้ซิครับ ผมไม่ยอมให้แม่เป็นอะไรหรอก”
       กันตากอดตอบ “อะไรกัน หมู่นี้ลูกชายแม่ขี้แย่จริงเชียว แบบนี้สาวๆ มาเห็นเสียฟอร์มแย่นะ”
       “ผมไม่สนใจหรอกครับ ผมรักแม่อยากกอดแม่มันผิดตรงไหน”
       กันตามองอย่างเอ็นดู “ไม่สนแน่นะ”
       เสียงกดออด พยาบาลเดินไปเปิด กันตามองประตู
       “ถึงจะเป็นคนนี้ก็ไม่สนงั้นเหรอ”
       พีทเหลียวไปมอง เห็นแพทยืนอยู่ พร้อมตะกร้าใส่ของกิน
       “หมออนุญาตให้แม่นายกลับมาบ้านแล้วเหรอคะ”
       พีทมองหน้าแม่ กันตายิ้มให้เหมือนจะบอกว่าเป็นคนจัดการเรื่องนี้เอง
       “ขอบใจมานะหนูที่อุตส่าห์ มาตามคำเชิญ”
       “แพททำซุปมันฝรั่งมาให้แม่นายด้วยค่ะ วันนี้อากาศเย็นกินซุปร้อนๆ น่าจะคล่องคอดี เดี๋ยวแพทไปเอาใส่ชามมาให้นะคะ”
       “ชั้นไปช่วยค่ะ”
       แพทกับพยาบาลเดินเข้าครัวไป พีทดูงงๆ กันตาจับมือพีท
       “ชีวิตของเรามันสั้นเหลือเกินนะพีท...ถ้าลูกรักใครชอบใครก็ควรจะแสดงออกไปตรงๆ ให้เค้ารู้ให้เร็วที่สุด จะได้ไม่มานั่งเสียใจทีหลัง”
       พีทอึ้งคุกเข่าลงกอดกันตาไว้
       “ขอบคุณครับแม่”
       แม่ลูกกอดกันอย่างซาบซึ้ง รู้ว่าเหลือเวลาอีกไม่นาน
      
       ขณะเดียวกันธาริศหน้าตาบึ้งตึงเดินออกมาหน้าบ้านพัก เอากระเป๋ายัดใส่ท้ายรถ ทักษอรวิ่งตามออกมาติดๆ
       “พี่ธาริศ...นี่พี่จะพาอรกลับกรุงเทพฯทำไม”
       “ก็อรเองไม่ใช่เหรอที่ร่ำร้องอยากจะไปจากที่นี่นัก....ขึ้นรถสิ”
       “พาอรกลับอยู่กรุงเทพฯ เพราะพี่ริศจะได้กลับมาหานั่งนั่นสะดวก โดยไม่มีอรกีดขวางใช่มั้ย”
       “อรเลิกหาเรื่องคนอื่นซะที จากการกระทำของอรเมื่อคืน มันก็ทำให้เห็นแล้วว่าความจริงอรไม่ได้รักลูกเลยสักนิด อรจะให้พี่รู้สึกยังไงกับผู้หญิงที่ไม่รักแม้แต่ลูกของตัวเอง แถมยังพร้อมจะทำร้ายเค้าได้อีก”
       ธาริศขึ้นรถปิดประตู ทักษอรตกใจ
       “พี่ริศ อรขอโทษ อรไม่ได้ตั้งใจ อรจะไม่ทำอีกแล้ว อรขอโทษ”
       ทักษอรรีบวิ่งตามขึ้นรถไป ธาริศออกรถไปอย่างเร็วและแรง
      
       ด้านพีทเข็นรถให้กันตาพาขึ้นมาบนเนินเขาสวย อันเป็นจุดชมวิว มีดอกหญ้าเล็กๆ ขึ้นเต็ม แลดูสวยงาม
       “ที่บนนี้สวยจังเลยนะคะแม่นาย...”
       “ใช่จ้ะ...แม่ชอบที่นี่มาก...ขอบใจมากนะพีทที่ยอมตามใจพาแม่ขึ้นมาบนนี้”
      
       แพทมองรอบตัว เหมือนจะซึมซับความงดงามของธรรมชาติโดย มองไปทางหนึ่งเห็นดอกหญ้าเล็กๆ เลยเลี่ยงไปเก็บอย่างตั้งใจ


  


       กันตากับพีทเหม่อมองวิวทิวทัศน์เบื้องหน้าอย่างรื่นรมย์ โดยเฉพาะกันตาทอดสายตามองอย่างลึกซึ้ง ราวกับจะกอบเก็บธรรมชาติแสนงามไว้ตลอดกาล
      
       “คิดถึงพ่อของลูกจังเลย”
       “ครับ...ผมยังจำได้แม่เล่าว่าพ่อแม่บอกว่าชอบที่ตรงนี้ พ่อก็ตัดสินใจซื้อทันทีแล้วก็สร้างรีสอร์ตขึ้นมา”
       “แม่คิดถึงพ่อเหลือเกิน...เต้าไม่น่าอายุสั้นขนาดนี้” กันตาเหม่อมองไปที่ขอบฟ้าไกล ด้วยคิดถึงคนรัก
       แพทเอาช่อดอกไม้เล็กๆ มาส่งให้
       “ดอกไม้ค่ะนายแม่”
       กันตารับไว้แล้วมองแพทอย่างเอ็นดู
       “วันเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน วันเวลาที่เราจะได้อยู่กับคนที่เรารัก มันก็ช่างสั้นจนน่าใจหาย...แล้วหนูสองคนจะไปเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ทำไม”
       แพทอึ้ง “แม่นาย...แล้วพูดเรื่องอะไรคะ”
       “แม่รู้ว่าตาพีทเค้าชอบหนูนะแพท ไม่ใช่หนูรัญ...แต่ความเข้าใจผิดแง่งอนกันมันก็เลยทำให้เรื่องมันเป็นแบบนี้”
       “ไม่จริงหรอกค่ะ แม่นายเข้าใจผิด” แพทท้วง
       “บอกสิพีทว่าแม่เข้าใจไม่ผิด” กันตามองจ้องหน้าลูกชาย
       พีทอึ้ง แพทและกันตามองหน้า พีทไม่ยอมสบตาแพท
       “ครับแม่...”
       กันตาค่อยๆ ยิ้มออกมา แพทตะลึง
       “ไม่จริงหรอก...”
       “คุณแพทเป็นเด็กดี เข้มแข้ง เป็นคนรับผิดชอบ...ชั้นชอบหนูมาก...เพราะฉะนั้น...หนูจะรังเกียจมั้ยจ๊ะ...ถ้าจะ...แต่งงานกับตาพีทลูกชายชั้น...”
       แพทตะลึงอีก พีทเขินจนพูดไม่ออก
       “แม่ครับ...”
       กันตายิ้มบางๆ “แม่อยากให้ลูกเป็นฝั่นเป็นฝากับคนที่ลูกรัก....ก่อนที่แม่จะอาการหนักไปมากกว่านี้”
       “แต่...”
       กันตาค่อยๆ ถอดแหวนออกจากมือช้าๆ ท่าทีอ่อนแรงลงทุกทีๆ
       “แหวนวงนี้...พ่อของตาพีทใส่ให้แม่ที่ตรงนี้...แล้วก็ขอแม่แต่งงาน...พีทใส่ให้คุณแพทสิ”
       พีทกับแพทสบตากันเต็มๆครั้งแรก แพทพูดอะไรไม่ออก พีทตัดสินใจคุกเข่าข้างแม่รับแหวนมา ก่อนจะเงยหน้ามองแพท
       “คุณจะ...ให้เกียรติผมมั้ย คุณแพท...”
       แพทอึ้งลังเล แล้วมองหน้ากันตาที่อ่อนโรย แต่มองอย่างขอร้อง แพทค่อยๆคุกเข่าลงอีกด้านของกันตา กันตาค่อยๆยิ้ม...พีทใส่แหวนให้แพทช้าๆ ...สบตากัน กันตาวางมือที่สั่นเพราะอ่อนแรงลงบนหัวของคนทั้งคู่
       “รักกันให้มากๆ ...รักกันให้ยืดยาวนะ...แม่ดีใจ...ที่อยู่จนได้เห็น..วันนี้นะลูก...”
       กันตามือตกลง พิงเบาะรถเข็น มองพีทกับแพทที่ยังอึ้งๆ สบตากันอยู่
       กันตาพูดเสียงเบาๆ “จูบกันสักหน่อยสิลูก...เพื่อแม่....”
       พีทกับแพทตกใจมองหน้า กันตายิ้มอ่อนๆ
       ทั้งคู่หันไปมองหน้ากันแล้วตัดสินใจ พีทก้มหน้าเข้าไปหาแพทช้าๆ ที่ละนิด...จนปากชิดกัน กันตายิ้มอย่างเปี่ยมสุข แล้วหลับตา...ลมหายใจขาดหายไป
       แพทกับพีทจูบกัน แล้วค่อยๆ แยกออกมา ตายังสบกันอยู่ อย่างมหัศจรรย์ งุนงงในสิ่งที่เกิดขึ้น พีทยิ้มให้แพทอย่างจริงใจ เต็มไปด้วยความรักที่กล้าแสดงออกอย่างชัดเจนกันครั้งแรก อ่อนหวานจนแพทหลบตาเขินๆ มองมาทางกันตา แล้วชะงัก
       “แม่นาย...แม่นายคะ”
       พีทหันขวับมาเห็นกันตาหลับตาพริ้ม ปากยังมีรอยยิ้มนิดๆ พีทถลามาหากันตาร้องไห้ออกมาอย่างตกใจ
       แพทอึ้ง ซึม...นึกถึงความเมตตาที่กันตาเคยมอบให้ตนก็ยิ่งทำให้เสียใจมาก แพทซบลงที่เข่ากันตาร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาอย่างสุดกลั้น
      
       ทั้งสองร้องไห้กับร่างไร้วิญญาณของกันตา ท่ามกลางบรรยกาศรอบตัวที่แสนเศร้าสลด
      

       ทางด้านทักษอรนอนอยู่ในห้องที่บ้าน โดยมีธาริศนั่งเฝ้าจับมืออยู่ข้างเตียงอย่างเป็นห่วง
      
        “หิวมั้ย พี่ให้เด็กทำข้าวต้มไว้ให้”
       ทักษอรแอบยิ้มนิดๆ ที่รู้ว่าแผนได้ผล แต่ยังอดเหน็บสามีไม่ได้
        “พี่ธาริศเอาใจอรเพราะเป็นห่วงลูกเท่านั้นเองใช่มั้ย”
        “พี่ห่วงทั้งอร และลูกนั้นแหละ”
        ทักษอรสำทับด้วยการบีบน้ำตา “อร คิดว่า พี่จะไม่สนใจอรกับลูกเสียแล้ว”
       ธาริศตัดใจ “อร...ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเป็นยังไง แต่พี่ขอได้มั้ย นับจากนี้ไป ขอให้เราเริ่มต้นกันใหม่ พี่อยากให้ลูกรับรู้แต่สิ่งดีๆ อรรู้มั้ย เค้าบอกว่า เด็กสามารถรับรู้อารมณ์ของพ่อและแม่ได้ตั้งแต่อยู่ในท้องนะ”
       ทักษอรร้อง “โอ๊ย”
       ธาริศตกใจ “เป็นอะไรหรืออร เจ็บต้องไหน”
       “อรอาจจะอุปาทานไปเองนะคะ เพราะนี้ยังไม่กี่เดือนเลย แต่อรรู้สึกเหมือน.. เหมือนลูกดิ้น”
       ทักษอรเอามือธาริศมาทาบกับท้องลมของตัวเอง
       “ตรงนี้ค่ะ พี่รู้สึกมั้ยคะ”
       ธาริศเริ่มซาบซึ้งไปด้วยจนน้ำตาคลอ ทักษอรยิ้มอย่างพอใจที่ดึงธาริศกลับมาได้ จังหวะนี้เสียงโทรศัทพ์มือถือดังธาริศกดรับ
        “ว่าไงประทินมีอะไรเหรอ...ฮ้า! ได้ ฉันจะรีบไปขอบใจนะที่โทร.มาบอก”
        “มีเรื่องอะไรอีกเหรอคะ” ทักษอรสงสัย
        ธาริศบอกเสียงเศร้า “ป้ากันเสียแล้ว”
      
       เย็นนั้น พีทยืนดูรูปแม่ที่ตั้งวางเด่นอยู่ในโถงของศาลาสวดศพของวัดแห่งหนึ่งอย่างเศร้าสร้อย ฝนถือถาดข้าวเล็กๆ เป็นสำรับไหว้ศพมา อึ้งไปนิด แอบเช็ดน้ำตา ด้วยความสะเทือนใจ
        “คุณพีทขาเอาข้าวให้แม่นายเถอะค่ะ พี่ให้เค้าจัดให้แล้ว” ฝนบอก
        พีทก้มลงมอง “ของโปรดแม่ทั้งนั้น...พี่ฝน ว่าแม่จะได้ทานจริงๆ เหรอครับ”
       “ไม่รู้หรอกค่ะ แต่พี่ฝนก็จัดให้ดีที่สุดเหมือนที่ท่านมีชีวิตอยู่ และตอนที่ท่านจากไปแล้วพี่ฝนก็อยากทำให้ดีที่สุดเหมือนกัน เพื่อระลึกถึงท่านเป็นครั้งสุดท้าย”
       “นั้นซินะครับ...” พีทเอาถาดข้าววางบอกกับรูปแม่ “แม่ครับ ทานข้าวครับ...แต่ยังไง ผมอยากให้แม่อยู่ทานข้าวกับเราจริงๆ เหมือนเมื่อก่อนมากกว่า”
      
       พีทพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล หันหน้าหนี แล้วเดินหนีไปอีกทาง ฝนเข้าใจดี พูดอะไรไม่ออก
       ขณะพีทเดินออกไป ทักษอรกับธาริศเดินสวนเข้ามา เห็นพอดี
       “นั้นไงค่ะ พี่พีท พี่พีทคะ แน่ะเรียกก็ไม่หัน พิลึกจริงเชียว แขกมางานไม่ยักกะมาต้อนรับ”
       ประทินเข้ามารับหน้าแทน ไหว้ทักษอรกับธาริศ แล้วก็แอบกระซิบธาริศให้รู้
        “คุณพีทยังไม่ค่อย .. เต็มร้อยนะครับ”
       ธาริศพยักหน้าเข้าใจดี หันไปบอกทักษอร “ช่างเถอะอร เราก็ไม่ใช่แขกที่ไหน ปล่อยพี่พีทไปสงบใจสักพักดีกว่า”
       “โอเคค่ะ” แต่ก็อดไม่ได้ได้ “ก็เข้าใจนะคะว่าเสียใจ แต่ว่าเมื่อมีงานแบบนี้ ยังไงก็ต้องมีคนคอยรับแขก ผู้ใหญ่ จะมาให้พวกลิ่วล้อหางแถว คอยต้อนรับแบบนี้มันไม่ได้”
       คำพูดกระแทกหน้าประทินจังๆ จนมีสะอึก
       “งั้นเดียว อรช่วยพี่พีทดีกว่านะคะ”
      
        ทักษอรเดินนำเข้าไปข้างในศาลา ก่อนจะทำตัวเป็นเจ้าภาพ ไหว้แขกผูใหญ่ที่นั่งอยู่


  


       ขณะเดียวกันแพท รัญธิดา ทิพปภา และอะตอม ในชุดดำไว้ทุกข์ ทั้งหมดเดินเข้ามาอีกทาง แต่รัญธิดาพยายามรั้งพี่กับแม่ไว้ ไม่อยากเผชิญหน้าสองคน
      
        “จะดีเหรอค่ะน้าแพท เอ่อ คือ...รัญ...รัญ รัญไม่อยากเจอคุณอรกับพี่ธาริศ”
        แพทบอกเสียงจริงจัง “เรามาเคารพศพแม่นายนะรัญ เพื่อเป็นการให้เกียรติแม่นาย ไม่เกี่ยวกับพวกเค้าซักหน่อย”
        ทิพปภาเสริม “นั่นซิลูก คนไทยเรา งานอื่นไม่ไปนะไม่มีใครว่าหรอกนะ แต่งานศพยังไงก็ต้องมา มาลากันเป็นครั้งสุดท้าย...ตอนมีชีวิต แม่นายท่านก็เอ็นดูหนูมากอยู่นะ รวมทั้งพวกเราทุกคน แม้กระทั่งอะตอม”
       ว่าพลางทิพปภาจับหัวอะตอมโยกเบาๆ
        “รัญไม่มีอะไรต้องกลัวเลย เราไม่ได้ทำผิดแล้วก็ไม่ได้มาหาเรื่องใคร จำไว้” แพทบอก
        “ค่ะ...เพื่อแม่นาย” รัญธิดาปรับสีหน้า
       ทั้งหมดเดินเข้าไปทางศาลา
      
       รัญธิดา แพท อะตอม และทิพปภาเดินเข้ามา ชูกำลังเสิร์ฟน้ำอยู่สะกิดฝนให้ดูทันที แล้วต่างก็ตกใจว่าจะมีเรื่อง คู่รักต่างวัยรีบเดินไปหาประทิน
        “แย่แล้วครับ ผู้จัดการ...” ชูจะบอกว่าทางโน้นครับ “มากันทั้งครอบครัวเลย...ถ้าคุณอรเห็น มีหวัง...”
      
        ฝนมองในแง่ดี “เฮ้ย นี่มันงานศพนะ แล้วก็กลางวัดแบบนี้ คุณอรเธอไม่กล้าวีนกลางงาน
       แบบนี้หรอก ไม่เกรงใจคุณพีท ก็ต้องให้เกียรติคนตายกันบ้างล่ะ”
        “โอโห้ พูดยังกะไม่เคยเห็นฤทธิ์คุณอร ธรรมดาเสียที่ไหน” ชูโต้
        ประทินตัดบท “เอาล่ะ อย่าเพิ่งพูดมาก เรื่องมันยังไม่เกิดขึ้น อย่างเพิ่งตีตนไปก่อนไข้กันหน่อยเลย...ว่าแต่ คุณอรกับคุณธาริศอยู่ไหน”
       ฝนบุ้ยใบ้ไปอีกทาง สามคนเห็นทักษอรกำลังสาละวนกับการต้อนรับแขกผู้ใหญ่อยู่ข้างธาริศ
        “เดี๋ยวฉันจะไปกันคุณอรไว้ก็แล้วกัน” ประทินบอกกับฝน “เธอรีบรับทางคุณแพท หนูรัญ ก็แล้วกัน”
       ประทินรีบออกไปทางธาริศกับทักษอรทันที ขณะฝนเดินไปรับครอบครัวแพท ที่เดินตรงเข้ามา
        “เชิญทางนี้เลยค่ะ”
       ฝนแอบหันไปเหลือบมองอีกฝั่งไม่ได้ เห็นประทินพยายามเอาตัวบังไว้ เพื่อไม่ให้ทักษอรหันมาเห็นรัญธิดากับแพทนั่นเอง
      
       ครู่ต่อมาครอบครัวแพททั้งหมดไหว้เคารพศพอยู่ มีฝนคอยดูแลส่งธูปให้
       “อะตอม ไหว้ลาคุณย่าแม่นาย เสียนะ”
       “ครับ”
       อะตอมทำตาม ทุกคนน้ำตาคลอเมื่อมองรูปกันตานึกถึงความเมตตาที่ผู้ล่วงลับมอบให้
       “ป้าทิพ แม่แพท พี่รัญ อย่าเสียใจเลยครับ ย่าแม่นายไปสบายแล้ว” อะตอมปลอบ
       “หนูอะตอมรู้เหรอลูกว่าตายคืออะไร” ทิพปภาทึ่ง
       “รู้ครับ ก็แม่แพทเคยบอก ตายก็คือไม่หายใจ คุยกับเราไม่ได้อีก แต่ถ้าทำดี ใจดี ก็จะไปสวรรค์ อย่างย่าแม่นาย”
       “โถ... ลูก”
       ทิพปภาดึงหลานที่เพิ่งพ้นความตายเข้ามากอดอย่างตื้นตัน ทุกคนรวมทั้งฝนยิ้มทั้งน้ำตา เอ็นดูกับคำพูดบริสุทธิ์ของอะตอม
       แพทแอบมองหาพีทไปทั่ว เมื่อไม่เห็น ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ หันมาทางฝน
        “เอ่อ...คุณพีทล่ะค่ะ พี่ฝน ตั้งแต่มายังไม่เห็นเลย”
        “นั้นซิคะ คุณพีทรักแม่นายมาก เป็นยังไงบ้างคะ” รัญธิดาเป็นห่วง
       ฝนอดที่จะถอนหายใจไม่ได้ “ดูแย่มากเลยค่ะ ข้าวปลาก็ไม่ยอมทาน พูดก็น้อยคำลงเรื่อยๆ เธอยังทำใจไม่ได้ โธ่ก็มีกันสองคนแม่ลูกเท่านั้น”
      
       ฝนพูดแล้วก็ทำท่าจะร้องไห้อีก แพทพลอยเหลียวมองหาอย่างเป็นกังวลไปด้วย
      

       แพทเดินออกมามองหาพีท จนพบว่าพีทยืนซึมอยู่มุมหนึ่งใต้ต้นไม้ ห่างศาลาออกมา แพทเดินเข้ามา พีทจำเสียงเดินได้ รีบร้องห้าม
      
        “อย่าเข้ามา ผมอยากอยู่คนเดียว ปล่อยผมไว้ที่นี่เถอะ”
        “ฉันไม่ได้มาขอร้องให้คุณเข้มแข็งนะ แต่ฉันขอให้คุณลุกขึ้นแล้วดำเนินชีวิตต่อ ทำสิ่งที่ควรทำ” แพทเตือนสติ
        พีทยังทำใจไม่ได้ “ไม่ต้องมาสอนผม คุณไม่เสียใจเพราะไม่ใช่แม่ของคุณนี่”
        “แม่ตาย ตอนฉันยังเด็กมาก งานศพแม่ก็จัดอย่างรวดเร็วจนฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าร้องไห้หรือเปล่าหลังจากนั้นพ่อก็พาฉันมาให้พี่ทิพเลี้ยง แต่คุณรู้มั้ย ว่าฉันดีใจที่แม่ตาย เพราะแม่จะได้ไม่ต้องทำงานหนัก โดนพ่อไถเงินอีก”
       พีทอึ้งเจอเรื่องเศร้า ดราม่ากว่าหลายขุม แพทบอกต่อ
       “คุณน่าจะดีใจนะ ที่ท่านไม่ต้องทรมานเจ็บปวดด้วยโรคร้ายแบบนี้”
       แพทพูดเสร็จก็จะเดินออก พีทเอื้อมมือมาจับมือแพทดึงเอาไว้ไม่ให้ไป แพทเหลือบดูมือตัวเอง
        “ผมก็อยากรู้สึกเหมือนคุณบอก...แต่ทำไม ทำไมมันถึงยากเหลือเกิน”
       แพทหันมา เอาอีกมือมาบีบมือพีทไว้
       “ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนคุณ... ถ้าคุณพร้อมเมื่อไหร่เราค่อยออกไป..ส่งแม่นายเป็นครั้งสุดท้ายด้วยกัน”
       พีทพยักหน้า แพทอดไม่ได้ที่จะกอดพีทอย่างปลอบใจ
      
       เห็นพระสงฆ์เข้านั่งประจำที่นั่งในศาลาเตรียมสวดแล้ว ฝนพารัญธิดากับทิพปภา และอะตอมอยู่นั่งอยู่อีกทาง อะตอมแอบกระซิบทิพปภา มีฝนคอยประกบ นั่งไม่ติด
       “ป้าทิพตอมปวดฉี่”
       “เดี๋ยวพระก็จะสวดแล้ว” ทิพปภาบอก
       “งั้นเดี๋ยวรัญพาไปเองก็ได้ค่ะ”
       พูดจบรัญธิดาก็จูงอะตอมไปทันที ฝนห้ามไม่ทัน แล้วสองคนก็เจอกับธาริศที่เดินเข้ามาตรงนั้นพอดี
       ธาริศกับรัญมองหน้ากัน พยักหน้าทักทายกันอย่างพยายามจะให้ห่างเหิน อะตอมกระตุกขาธาริศยิกๆ
        “อาธาริศ ตอมนึกแล้วว่า อาต้องมาไหว้ย่าแม่นายเหมือนกัน ดีใจจังเลย ได้เจอกันอีกแล้ว”
       ธาริศเลยต้องก้มลงนั่งคุยกับลูกชาย
        “อาก็ดีใจเหมือนกันที่เจออะตอม อาคิดถึงอะตอมที่สุด ขออาหอมหน่อยได้มั้ย”
       รัญธิดารีบดึงอะตอมออกห่าง
        “อะตอม จะไปห้องน้ำไม่ใช่เหรอ รีบไปเถอะ อย่ากวนอาเค้าเลย”
      
        ธาริศอาสา “งั้นเดี๋ยวอาพาไปเอง” พลางหันมาทางรัญธิดาสายตาเว้าวอน “ให้พี่ดูแลอะตอมเล็ก ๆ น้อยๆ บ้างเถอะนะ”
       รัญธิดาอึ้งนิ่งไปแต่ก็ตัดใจพยักหน้า
       ธาริศส่งมือให้อะตอม แต่อะตอมเอื้อมมือมาจับธาริศไว้แทน แต่ทันใดนั้น ทักษอรก็ถลันเข้ามาปัดมือธาริศกับอะตอมออกอย่างแรง
        “แกจะทำอะไรอีก”
       อะตอมตกใจถึงกับร้องไห้จ้าทันที
       เสียงร้องของอะตอม ทำให้ทุกคนหันมามอง ทิพปภาเองที่อยู่อีกฝั่งมองมาอย่างตกใจ รีบลุกขึ้น
       ฝ่ายประทินซึ่งรับแขกอยู่หันมาเห็นก็ตกใจ
        “ในที่สุด ก็เจอกันจนได้...แย่แล้ว” ประทินรีบออกไป ตามแพทกับพีท
       ทิพปภากับฝนรีบวิ่งเข้ามา ทิพปภาอุ้มอะตอมที่ยังร้องไห้อยู่ทันที
        “ช่วยดูเมียคุณ อย่าให้บ้าไปมากนักเลย หลานฉันไปทำอะไรให้”
        ทักษอรแผดเสียงด่ากราดทันที “แกนะซินังขี้คุก ขี้ยา แกมีอะไรมาเทียบฉันได้ถึงมาว่าฉันแบบนี้”
        ทิพปภาสุดทน “อย่างน้อย ฉันก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่เอาผัวไม่อยู่ จนต้องใช้ลูกเป็นข้ออ้างดึงผัวไว้หรอก”
      
       ทักษอรร้องกรี๊ดด “แอร๊ย... แก”


  


       พร้อมกันนั้นทักษอรถลาจะเข้าไปตีทิพปภา ธาริศไวกว่าดึงเอาไว้ทัน ทางรัญธิดาก็ดึงทิพปภาเอาไว้ทั้งตัว
      
        ทิพปภาท้าเหย็งๆ “มาซิโว้ย กูไม่ยอมให้แกมารังแกลูกกู หลานกู เหมือนกัน”
        “แม่คะพอเถอะค่ะ อย่าไปต่อความยาวเลย เราไปกันเถอะ นะคะอย่าให้อะตอมเห็นภาพแบบนี้เลยนะ”
       ทิพปภาชะงักคิดได้
        “ก็ได้ ไป อะตอมไปกับยาย อย่าไปยุ่งกับผู้หญิงสติไม่ดีแบบนี้เลย”
       ทิพปภาพาอะตอมออกไป
        ธาริศต่อว่าแกมขอร้อง “อรนี่มันวัดนะ พอแล้วสงบสติอารมณ์หน่อยซิ”
        “ก็พี่นั่นแหละ ทำไมไปยุ่งกับไอ้เด็กนั้นอีก ลูกพี่อยู่นี่ อยู่ในท้องอรนี่” ทักษอรด่า แล้วชี้ท้องลมตัวเอง
       ธาริศชักฉุนเหมือนกัน “พี่รู้ ว่าลูกอยู่ที่นี่ แต่อะตอมก็ลูกพี่เหมือนกัน ที่อรทำมันมากเกินไปแล้ว”
       ทักษอรจี๊ดที่โดนด่าจังๆ ธาริศหันไปบอกรัญธิดา “พี่..... พี่ไม่รู้จะพูดอะไรได้มากกว่าขอโทษ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       รัญธิดาสบตาธาริศก่อนเดินออกไป ทักษอรมองธาริศที่มองตามรัญธิดาไปอย่างอาลัยอาวรณ์ ก็จี๊ดขึ้นอีกรอบ
        
       “มากไปเหรอ แค่นั้นมันไม่มากไปหรอก ต้องอย่างนี้ซิ”
       ทักษอรขาดสติวิ่งไปหารัญธิดาทันที กระชากผมให้หันกลับมาแล้วก็เอากระเป๋าถือกระหน่ำตีๆๆ รัญธิดา จนกระเป๋าหล่นข้าวของในกระเป๋าใบหรูหล่นกระจาย ยังไม่พอตามไปตบๆๆๆ รัญธิดาไม่ยั้ง ธาริศพยายามห้าม แต่ก็ห้ามไม่เต็มที่เพราะจะกระชากออกมาก็กลัวลูกกระเทือนลูกในท้อง
        “อรอย่า อรพอแล้ว ระวังลูกในท้อง อย่า...”
      
       จังหวะนี้แพทกะพีทวิ่งเข้ามาอีกทาง ประทินตามมา ชี้ให้สองคนดู ทักษอรที่กำลังอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง กลางวัด
       “อยู่นั่นครับ”
       พีทเข้ามากระชากตัวทักษอรออก บอกเสียงเข้ม
        “หยุด หยุดเดี๋ยวนี้ นี้มันงานศพแม่ฉันนะ ให้เกียรติกันบ้างซิ”
        ธาริศรีบบอก “ผมขอโทษครับ”
       พีทส่งตัวทักษอรกลับไปให้ “พาภรรยานายกลับบ้านไปเดี๋ยวนี้”
       แพทรีบเข้าไปดูรัญธิดาที่นั่งกองอยู่ให้ลุกขึ้น
        “ขอโทษค่ะ รัญไม่ได้ตั้งใจทำลายงาน…”
        แพทส่ายหน้าเพราะรู้ดีว่าไม่ใช่ความผิดของหลานแน่ “น้ารู้ไม่ใช่ความผิดของรัญ”
        ธาริศเสียงแข็ง “อร กลับบ้านเถอะ”
       ทักษอรชี้หน้ารัญธิดาคาดโทษทิ้งทวน อย่างเอาเรื่อง
       “เดี๋ยวค่ะ คุณ กระเป๋า”
       ฝนรีบจะเข้าไปรวบข้าวของที่ตกรวมๆ อยู่ แต่ถูกทักษอรผลักไปเต็มแรง
      
        “อย่ามายุ่งกับของในกระเป๋าของฉัน”

      ทักษอรหยิบข้าวของใส่กระเป๋าตัวเอง ธาริศต้องเข้าไปช่วย ทักษอรรีบเช็คของ แต่ต้องตกใจพบว่ายาบางอย่างไม่อยู่ รีบมองหา
      
        “อรหาอะไร” ธาริศแปลกใจ
        “ยาของอร เอ่อ...เปล่าๆ ค่ะ ช่างมันเถอะ”
       “นั่นหรือเปล่าคะ”
       ฝนชี้ไปยังยาที่อยู่ข้างเท้าแพทไม่ไกลนัก
       ทักษอรตกใจจนผิดสังเกต รีบพุ่งเข้าไปหยิบยา แต่ปรากฏว่า แพทอยู่ใกล้กว่าเลยหยิบได้ก่อน
        “เอายาของฉันมา”
       แพทจะยื่นให้ แต่ชะงักเมื่อเห็นซองยาติดป้ายตัวเล็กๆ แต่เห็นชัดเจนว่า “หญิงมีครรภ์ห้ามรับประทาน”
        “เอ๊ะ คุณทานยานี้ได้ด้วยเหรอ ก็เค้าติดไว้ว่าห้ามหญิงมีครรภ์รับประทาน” แพทแปลกใจ
        ทักษอรแหวใส่ “อย่ามายุ่งกับของๆ ฉัน”
       ทักษอรจะคว้าเอายา แต่แพทไม่ให้ ทักษอรชักร้อนรนเมื่อธาริศเริ่มมองมาอย่างจับสังเกต ฝนเข้ามาดูตัวยาใกล้ๆ พบว่าเป็นยาแก้สิวโรเอคคิวเทน
        “อุ๋ย นี่มันยาแก้สิวนี่ค่ะ พี่ฝนรู้จักดี หมอจ่ายให้พี่ฝนประจำ แถมยังกำชับแล้วกำชับอีก ว่าทานยาตัวนี้ ห้ามท้องเด็กขาดเพราะจะมีผลต่อเด็กทำให้พิการได้”
        ธาริศชักสนใจมากขึ้นๆ “แล้วอรทานได้ยังไง อรไม่รู้เหรอว่ามันมีผลต่อลูกเรา”
        “เอ่อ..อร......เอ่อ..” ทักษอรไปไม่เป็น
        “ตกลงคุณท้องจริงหรือเปล่า” แพทถามขึ้น
       ทักษอรถึงกับสะดุ้ง
        “แกอย่ามาใส่ความฉันนะ พวกแกมันเลวทั้งนั้น แกต้องการจะแย่งพี่ธาริศไปให้นังหลานหน้าด้านของแก”
       ทักษอรพาลจะเข้าไปตีแพท แต่พีทดึงตัวแพทไปไว้ข้างหลัง เอาตัวเองมายืนกันเอาไว้
        “อย่านะอร อย่าทำอะไรคุณแพทเด็ดขาด”
        “ฉันแค่ถามเท่านั้นเอง คนเป็นแม่ที่ไหนกันจะกล้ากินยาพวกนี้ ถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริงคุณก็ตอบมาซิ” แพทว่า
       ธาริศเห็นสีหน้าทักษอรซีดขาว ก็รู้ว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติ
        “พี่ธาริศอย่าไปฟังมันนะคะ ก็เราไปตรวจกันแล้วไง หมอก็ยืนยันแล้ว ว่าอรท้อง พี่ก็ได้ยินกับหู”
        “ถ้าอรยืนยันแบบนี้ งั้นก็ไปตรวจกันอีกรอบ ดีมั้ยอร ไปซิไปตอนนี้แหละ เอายานี้ไปรึกษาหมอด้วย”
       ธาริศจับมือทักษอรจะลากไป ทักษอรส่ายหน้าหนี น้ำตาคลอ พยายามแกะมือออก
        “ไม่ๆ อรไม่ไป...อรไม่ไป”
       ธาริศรู้ในทันที ถึงกับมือตกลง ปล่อยมือทักษอรเสียใจถึงขีดสุด
      
        “อรกล้าทำถึงขนาดนี้เชียวเหรอ...”


  


       ทักษอรจนตรอก หันมาโวยสู้
      
       “ใช่ ก็เพราะอรรักพี่ยังไง อรสามารถทำอะไรก็ได้เพื่อให้พี่อยู่กับอร”
        “แม้กระทั่งได้แค่ตัว แต่ไม่มีหัวใจอรก็ยอมงั้นเหรอ”
       “ใช่”
       “งั้นอรไม่ได้รักพี่หรอก อรแค่เห็นพี่เป็นสมบัติอย่างหนึ่งของอรเท่านั้นเอง”
       ธาริศเดินหนีออกไปทันที
      
       “พี่ธาริศ อย่าไป อย่าทิ้งอรไป…”
       ทักษอรแทบคลั่ง ยิ่งหันมาเห็นสายตาทุกคู่ที่มองมาอย่างตำหนิ จึงถอยห่างออกไป พีท แพท พารัญ ธิดาเดินไปในศาลา คนอื่นๆ ทยอยตามเข้าไป ทักษอรทิ้งตัวลงนั่งร้องไห้โฮออกมาอย่างหมดสภาพ เคว้งคว้างอยู่คนเดียว ก่อนจะเงยหน้านองน้ำตา หันไปมองตามหลังแพทกับรัญธิดาด้วยสายตาโกรธแค้น
       “เพราะพวกแก พี่ธาริศถึงทิ้งฉันไป”
       ทักษอรกำมือแน่นอย่างเอาเรื่อง
      
       ค่ำคืนนั้นทักษอรคลุมหัวปิดหน้าใส่แว่นดำ เหลียวซ้ายเหลียวขวา ดูว่าไม่มีใครตามมา หยุด แล้วเดินเข้าใปในบ้านเก่าๆ หลังหนึ่ง
       เวลาเดียวกันทักษอรคลุมหัวปิดหน้า ใส่แว่นดำ เดินเข้ามาในบ้านไม้เก่าๆ หลังหนึ่ง ที่ห้องด้านใน ชายกลางคนท่าทางน่ากลัวนั่งอยู่ พูดทักทายยิ้มๆ
       “ไม่น่าเชื่อว่า คุณอรโตเป็นสาวแล้วจะสวยขนาดนี้ ตั้งแต่คุณพ่อคุณตายก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย”
        “ไม่ต้องมาเสียเวลารำลึกความหลัง ตกลงว่าไง ที่ชั้นโทร.ถาม ได้เรื่องมั้ย”
       “ผมล้างมือแล้ว ไม่อยากเปื้อนเลือดอีก”
       “งั้นแกพอจะมีคนมั้ยล่ะ ฉันมีงานสำคัญให้ทำ”
       “มันก็ต้องดูว่าเงินถึงหรือเปล่า”
       ทักษอรควักเงินออกมาปึกหนึ่ง ชายคนนั้นหยิบขึ้นมากรีดดู ยิ้มอย่างชอบใจ ก่อนจะผิวปากเหมือนให้สัญญาณ ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา
        “งานอะไร สั่งไอ้นี่ได้เลย มันยินดีทุกอย่าง”
       ทักษอรหันไปมอง เห็นเป็นเปลี่ยนซึ่งใบหน้ามีริ้วรอยแผลเป็นจากบาดแผลที่ถูกธาริศยิงคราวก่อน
       ทักษอรชะงัก คลับคล้ายคลับคลา แต่เปลี่ยนจำได้
       “สวัสดีครับคุณทักษอร” เปลี่ยนทักทาย
      
        ทักษอรเริ่มจำได้ “นาย...เปลี่ยน นี่ แกยังไม่ตายเหรอ”
      
        จบตอนที่  18
ตอนที่ 19
      
       บ่ายวันต่อมา แพทนั่งอยู่ในร้านกาแฟของเตอร์ มานั่งรอไปรับอะตอมที่โรงเรียน ซึ่งโดนเตอร์โวยใส่เสียงดังลั่นพอรู้เรื่องทักษอรโดนฉีกหน้ากากกลางวัดเรื่องท้องลมวันก่อน แต่ชีดันพลาด
      
       “เสียดายๆๆๆๆ ฉันพลาดซีนสำคัญแบบนี้ไปได้ไง ทำไมแกไม่โทร.ตามฉันละแพท”
       “จะบ้าเหรอ ฉันจะรู้ได้ไง ว่าคุณอรเธอจะกล้าโกหกว่าท้อง”
       “คุณธาริศก็นะ ปล่อยให้เมียหลอกอยู่ได้ไงนานสองนาน ถ้ายังจับไม่ได้ต่อไปชีจะหลอกว่าไงต่อนะ ท้องมาปีกว่าแล้วยังไม่คลอดสักทีงั้นเหรอ คนนะไม่ใช่ช้าง” เกย์สาวเม้าท์มอยสนุกปาก
       “คิดๆ ดูก็น่าสงสารนะเตอร์คุณอรเธอยอม ทำทุกอย่างเพื่อที่จะดึงสามีเอาไว้”
       “โอ๊ย ผู้หญิงจิตแบบนั้น สามีที่ไหนจะอยู่ด้วยได้ จิกผัวตลอดเว ชาติที่แล้วคงเป็นไก่แน่นอน...เออ จริงซิ แล้วตอนนี้ตอนนี้หล่อนไปกบดาลอยู่ที่ไหนเรื่องมันจะเป็นยังไงต่อไป”
       แพทส่ายหน้า “ไม่รู้”
       “แล้วคุณธาริศล่ะ ถ้าเป็นอิสระแล้วเค้าจะกลับมาหายายรัญมั้ย”
       แพทส่ายหน้าอีก “ฉันไม่รู้”
       “งั้น คำถามสุดท้ายนะ แล้วเธอกับคุณพีทล่ะ...ไหนว่าถึงกับหมั้นหมายต่อหน้าแม่นายแล้วไม่ใช่เหรอ”
       เตอร์จับมือที่ใส่แหวนของแพทชูขึ้นมา แพทดึงมือออก
       “ไม่รู้...แต่ตอนนี้ดึกมากแล้ว ชั้นกลับก่อนนะ”
       แพทออกไปจากร้านทันที
       “โอ๊ย เดี๋ยวซิ พอถึงคำถามไคลแมกซ์ละชิ่งหนีเลยนะยะ แพท ถามอะไรก็ไม่รู้ๆ น่าเบื่อที่สุดแม่คนนี้นี่”
       ที่ด้านนอกร้าน เห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ แต่เตอร์ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร
      
       เป็นรถทักษอรนั่นเอง ที่เวลานี้มองตามแพทที่เดินขึ้นรถแล้วขับออกไป พูดโทรศัพท์กับปลายสายอย่างเลือดเย็น
       “นังแพทมันออกไปแล้ว...แกตามมันไปได้เลย แล้วก็จัดการฆ่าไอ้เด็กอะตอมต่อหน้ามันนั่นแหละ”
      
       มีไอ้ชิดลูกน้องคนเก่าของเปลี่ยน เป็นคนขับรถให้
       เปลี่ยนอยู่บนรถอีกคันมีไอ้ชิดลูกน้องคนเก่าของเปลี่ยน เป็นคนขับรถให้
       เปลี่ยนคุยโทรศัทพ์กับทักษอรอยู่ พอได้ฟังถึงกับอึ้ง
       “ฆ่าเด็กอะตอมงั้นเหรอ!”
       “ก็ใช่นะซิ ฆ่านังรัญ หรือนังแพท พวกมันตายไปก็แค่นั้น มันไม่สะใจเท่ากับฆ่าลูกมันหรอก มันจะได้ตายทั้งเป็นกันทั้งหมดนั้นแหละ”
       ทักษอรวางมือถือ แล้วก็ลูบท้องตัวเองยิ้มอย่างอารมณ์ดี
       “ลูกจ๋า...ลูกว่าแม่คิดแบบนี้มันถูกแล้วใช่มั้ยจ้ะ ต่อไปพอมันตาย พ่อเค้าก็จะกลับมาอยู่กับเรานะ ฮะๆ ๆ ๆ”
       ทักษอรยามนี้เหมือนคนป่วยโรคจิตเต็มขั้น สายตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
      
       เย็นนั้นพอแพทเดินลงรถมาเห็นรัญธิดายืนรออยู่กับอะตอมแล้ว
       “อ้าวรัญ มาได้ไง”
       “พอดีรัญว่างนะคะ ไม่อยากอยู่บ้านให้ฟุ้งซ่าน เลยมารับอะตอมด้วย”
       “แล้วก็ไม่บอก งั้น เดี๋ยววันนี้เราไปทานข้าวข้างนอกกันดีมั้ย เดี๋ยวโทร.บอกพี่ทิพไม่ต้องทำกับข้าว”
       อะตอมยิ้ม “ดีครับ รีบไปกันเลย พยาธิในท้องอะตอมร้องกันใหญ่แล้ว”
       แพทค่อยๆ ยิ้มออก จูงอะตอมขึ้นรถ
       ส่วนในรถตู้ที่จอดซุ่มอยู่อีกมุม เปลี่ยนชักปืนเก็บเสียงออกมาเหมือนเตรียมพร้อม พยักหน้าให้ชิดสมุนคู่ใจ ชิดขับตามรถออกไป
       แพทขับรถตามทางท่าทีสบายๆ รัญธิดาฟังอะตอมร้องเพลงเด็กๆ เล่นอย่างบันเทิงใจ บรรยากาศแสนอบอุ่น
       จู่ๆ รถตู้เปลี่ยนขับเข้ามาใกล้ ก่อนจะหักรถเข้าปาดหน้า แพทหักหลบแทบไม่ทัน รถไปจอดนิ่งแพทเดินลงแล้วเข้าไปต่อว่าอย่างมีอารมณ์
       “นี่ ขับรถเป็นหรือเปล่า รู้มั้ยว่าในรถมีเด็ก...”
       เปลี่ยน กับชิดเปิดประตูลงมา แพทพอเห็นหน้าเท่านั้นก็ตกใจ
       “นายเปลี่ยน!”
       เปลี่ยนแสยะยิ้มอย่างเอาเรื่อง “นังตัวแสบ”
       แพทตกใจรู้ทันทีว่ามีเรื่องแน่ ทำท่าจะวิ่งหนีขึ้นรถ
       แต่รัญธิดากับอะตอมดันตามลงมา ด้วยความเป็นห่วง
       “น้าแพท มีอะไร”
       แพทรีบตะโกนบอก “หนีไป รัญ พาอะตอมหนีไป”
       รัญธิดาตั้งสติรีบพาอะตอมวิ่งขึ้นรถ
       ส่วนแพทวิ่งหนี โดนชิดวิ่งมาจับตัว แพทสะบัดหนี ดิ้นสู้สุดชีวิตโดนตบเต็มแรง ก่อนจะถูกชิดเอาปืนจี้หัว
       ทางฝ่ายรัญธิดาวิ่งมาที่คนขับแต่ด้วยความรีบร้อนลนลานจนมือไม้สั่น ทำกุญแจหล่น เปลี่ยนเข้ามาดึงประตูรถออก กระชากตัวรัญธิดาออกมา เอาปืนขู่
       “ออกมา”
       ก่อนจะอุ้มตัวอะตอมออกมาด้วย อะตอมร้องไห้จ้าเสียขวัญสุดขีด
       “อะตอมๆ อย่าทำอะไรอะตอม ฉันขอร้อง อย่าทำอะไรเด็ก”
       ชิดลากตัวแพทมารวมใกล้กัน
       “ฉันมีเงินอยู่ในกระเป๋านะ แกอยากได้อะไรเอาไปเลย” แพทพยายามคุมสติ ต่อรอง
      
       “อยากได้อะไรเอาไป...แล้วถ้าบอกว่า กูอยากได้ชีวิตเด็กนี้ล่ะ”
       สองคนสะดุ้งแทบช็อก
      
       ด้านทิพปภากับเตอร์ชะเง้อรอ 3 คน อยู่นานแล้ว
       “ไหนบอกว่ากำลังจะถึง ทำไมยังไม่มาอีก ...หรือว่าจะเปลี่ยนใจ”
       “เดี๋ยวเตอร์โทร.ตามให้ฮ่ะ พี่ทิพ”
       เตอร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทร.ตอนแรก็ร่าเริงดี
       “อยู่ไหนย่ะยายแพท ฉันรอแก จนหน้ามันต้องตบแป้งใหม่อีกรอบแล้วนะยะ…” แล้วเปลี่ยนเป็นตาเหลือก ตกใจ “แก...แกเป็นใครอ่ะ...”
      
       ด้านพีทเปิดประตูห้องพักในบ้านเดินนำเข้ามา มีธาริศตาม
       “นายพักห้องนี้แหละ”
       “ต้องกวนพี่พีทอีกแล้ว ขอโทษจริงๆ ครับ”
       “เฮ้ย คิดมากน่า...ฉันดีใจต่างหากที่นายมาอยู่ด้วย ตอนนี้ฉันก็ไม่มีใครอีกแล้ว ตัวคนเดียวเหมือนนายนั้นแหละ”
       “คุณแพทล่ะครับ...ผมดูออกนะว่าพี่พีทชอบเธอ”
       “ใช่ แล้วต่อจากนี้ไปฉันจะไม่ยอมเสียเวลาอีกแล้ว...แม่พูดถูก ชีวิตคนเรามันสั้นจริงๆ เราไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น...นายล่ะ ถึงนายจะไม่มีลูกกับอรแล้ว แต่นายก็ยังมีอะตอม”
       “ผมก็คิดแบบนั้น แต่ไม่รู้เหมือนกันว่า ว่ารัญเค้าจะยอมให้โอกาสผมอีกหรือเปล่า”
       พีทประชดนิดๆ “ผู้หญิงบ้านนี้ ตัวเล็กๆ แต่ใจแข็งกันทุกคนจริงๆ แต่ยังไง ผู้ชายตัวโตๆ อย่างเราก็ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน จริงมั้ย”
       พีทหันไปยักคิ้วให้ ยื่นมือจับกันประสาลูกผู้ชาย ธาริศยิ้มแล้วก็จับมือ
       เสียงนังเตอร์แหลมเข้ามา “คุณพีท คุณธาริศค่ะ แย่แล้วค่ะ”
       สองหนุ่มหันไป เห็นเตอร์กับทิพปภาโผล่เข้ามาทันที
       “เกิดอะไรขึ้นครับ”
       “คุณพีท ช่วยยายแพทนะ” แล้วทิพปภาจึงหันไปทางธาริศ “ถ้าคุณยังมีความเป็นคนอยู่ คุณต้องช่วยลุกคุณ ช่วยอะตอม ช่วยลูกของคุณ แล้วก็ยายรัญด้วย ฉันขอร้อง”
       “เดี๋ยวครับ เดี๋ยวก่อน พูดช้าๆ มันเกิดอะไรขึ้น” พีทถามอย่างร้อนใจปนงง
       “ยายแพท ยายรัญ แล้วก็อะตอม ทั้งหมดถูกโจรจับตัวไป”
      
       ทั้งพีทและธาริศตกใจแทบช็อก

      เปลี่ยนพาสามคนมาที่กระท่อมในเหมืองร้าง แพทกับรัญธิดา ถูกผลักเข้าไป อะตอมมาหลังสุด
        “อะตอม!” แพทกะรัญธิดาร้องเรียก
        อะตอมร้องไห้อย่างน่าสงสาร “ฮือๆ ตอมเจ็บ”
        แพทคำรามอย่างแค้นใจ “แกมันเก่งแต่เก่งเด็กเท่านั้น อะตอมไปทำอะไรให้แก เด็กมันสู้แกไม่ได้หรอก”
        รัญธิดาขอร้องอีกคน “ปล่อยอะตอมไปเถอะ ฉันขอร้อง อะตอมแกไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย”
        เปลี่ยนเยาะหยัน “โถๆๆ น่าสงสาร นังตัวดี แกทำฉันไว้แสบมาก ปล่อยไปง่ายๆ ได้ยังไง”
        “งั้นมันก็เป็นเรื่องของฉันกับแก...สองคนนี้ไม่รู้เกี่ยวอะไรด้วย ปล่อยทั้งสองคนไปชิ แกโกรธฉัน แกก็มาทำฉันนี้ อย่าทำอะไรหลานฉันเลย”
        รัญธิดาตกใจ “น้าแพท”
        “ใครบอกว่าไม่เกี่ยว ไอ้เด็กนี่มันผิดที่เป็นลูกเอ็งไง มันถึงต้องตาย มีคนเค้าอยากเห็นแกสองคนแดดิ้นตอนลูกแกตายต่อหน้าต่อตาว่ามันจะเจ็บปวดขนาดไหน ฮะๆๆ”
        “จัดการยิงเด็กมันเลยมั้ย พี่ เราจะได้ไปรับเงิน”
       ชิดว่าแล้วชักปืนไปทางอะตอม
        แพทกะรัญธิดาตะโกนก้อง “อย่า”
       เปลี่ยนปัดปืนชิดออกเต็มแรง
        “ใครใช้ให้เอ็งทำ ข้ายังไม่ได้สั่ง เรื่องอะไรเราจะรับเงินจากนังนั้น แค่ทางเดียว ในเมื่อเราสมควรจะได้มากกว่านี้ ฮะๆๆๆ”
       เปลี่ยนหัวเราะเสียงดังลั่น
      
       ฟากพีทตกใจมาก
        “โดนจับตัวไปทั้งหมดงั้นเหรอ”
        “ผมจะไปช่วยรัญ กับลูก” ธาริศหุนหันจะไป
        “เฮ้ย เดี๋ยวซิ นายจะไปที่ไหน ช่วยยังไง เรายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
       “ผมไม่สนผมต้องช่วยรัญ อะตอม ผมกลัวสองคนจะมีอันตราย” ธาริศบอก
       “ใจเย็นก่อนซิ ฉันเชื่อว่าตอนนี้ คุณแพท รัญ อะตอมยังปลอดภัย ถ้ามันจงให้พี่ทิพ กับคุณเตอร์ รู้ว่าทั้งหมดถูกจับไป เพราะงั้นมันต้องติดต่อกลับมาอีกแน่ เราต้องรอ มันคงมีแผนอะไรซักอย่าง” พีทนิ่งคิด
       “เรียกค่าไถ่! หรือว่ามันจะจับตัวทั้งหมดไปเรียกค่าไถ่ เตอร์ดูในหนัง ตามรูปการแล้วมันต้องเป็นแบบนั้นแน่นอน”
       “แต่เราไม่ใช่คนมีเงิน แล้วก็ไม่เคยมีศัตรูที่ไหน” ทิพปภาบอก
       เตอร์คิดๆ “ไม่จริงฮ่ะ มีอยู่คนหนึ่ง”
       “ยัยทักษอร!” ทิพปภานึกออก
       ทักษอรเดินนวยนาดท้องลมนมแฟบเข้ามา
        “มีใส่ร้ายกันแบบนี้ มันไม่มากไปหน่อยเหรอ”
       ทุกคนหันไป ธาริศแปลกใจ
        “อร นี่อรมาทำไมอีก”
       “พี่ธาริศ อรมาเพื่อขอโทษสิ่งที่อรทำทั้งหมด อรสำนึกแล้ว ว่าสิ่งที่ทำมันเลวร้าย และสร้างความเจ็บปวดกับพี่ขนาดไหน พี่ธาริศขา...ยกโทษให้อร แล้วเรามาเริ่มต้นกันใหม่เถอะนะคะ อรสัญญาว่าอร จะปรับปรุงตัว ไม่ข่มพี่ ให้อิสระแกพี่ทุกอย่าง หรือพี่อยากจะรับอะตอมเป็นลูกอรก็จะไม่ห้ามอีก เอาเลยค่ะ แต่ขอให้พี่ยกโทษให้อร อย่าทิ้งอรเท่านั้น”
       ธาริศเริ่มสับสน
        “ตอนนี้อะตอม โดนจับตัวทั้ง รัญและคุณแพทด้วยยังไม่รู้เลยว่าเป็นยังไง”
       ทักษอรแกล้งตกใจเว่อร์ๆ “ต๊ายจริง นี่พวกโจรมันฆ่าเด็กอะตอมแล้วเหรอค่ะ พวกโจรใจยักษ์ใจมารทำ
       กับเด็กได้ลงคอ”
       “นี่หลานฉันยังไม่ตาย อย่ามาแช่งกันแบบนี้” ทิพปภาเสียงเขียว
       ทักษอรยักไหล่ทำนองไม่ได้ตั้งใจ แต่ลอบยิ้มอย่างสะใจ
       โทรศัทพ์มือถือที่อยู่ในมือเตอร์ดัง
        “มันโทร.มาแล้ว!”
       ทุกคนหันมาให้ความสนใจ
      
       เตอร์วางโทรศัทพ์ลงบนโต๊ะ เปิดสปีกเกอร์โฟน ทุนคนรุมฟังอย่างเป็นห่วง ยกเว้นทักษอร
        “อย่าทำร้ายผู้หญิงกับเด็กนะ ถ้าแกยังเป็นลูกผู้ชายอยู่” ธาริศร้องออกไป
        “แกจะเอาไงบอกมา” พีทตาม
       เปลี่ยนโทรศัทพ์อยู่ได้ยินเสียงพีท ยิ่งแค้นใหญ่
       “ไอ้พีทนั้นแกเองเหรอ...ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลา”
        พีทแปลกใจ “นี่แกรู้จักชั้นด้วยเหรอ”
        เปลี่ยนเยาะ “อะไรกัน จำลูกน้องเก่าแก่ที่เคยรับใช้แกมานานไม่ได้เชียวเหรอ แกมันไม่เคยรู้จักบุญคุณคนเอาเสียเลยนะ”
        พีทนึกได้ในทันที “ไอ้เปลี่ยน...ไอ้เลว”
       “อ๋อ จำได้แล้วเหรอ”
       เปลี่ยนฉุดกระชากลากแพทดึงออกมา เสียงอะตอมกับรัญธิดาร้องอย่างตกใจ เสียขวัญ
       “น้าแพท” / “แม่แพท”
       เปลี่ยนส่งโทรศัทพ์ให้ลูกน้อง ชิดคอยถือจ่อให้เปลี่ยนฟังเสียงฝั่งโน้น
       “มานี่ นังตัวดี ทักไอ้พีทมันหน่อยซิ”
       แพทเบือนหน้าหนีไม่พูด
       “ฉันบอกให้พูดไง” แพทเงียบไม่ยอมพูด เปลี่ยนโมโหตบแพทเปรี้ยง
       “โอ๊ย...” แพทถุยน้ำลายใส่หน้าเปลี่ยน ตะโกนออกไป “ไม่ต้องสนใจ อย่าไปไปเชื่อมันคุณพีท”
       เปลี่ยนตามไปตบอีกสองสามที
       “อย่า อย่าทำน้าแพท” รัญธิดาใจจะขาด
       อะตอมร้องไห้เสียขวัญอย่างหนัก
       พีทฟังเสียงอยู่ทุกคนลุ้นใจแทบขาด ฟังเสียงร้องของรัญธิดา สลับกับอะตอม พีท กะธาริศกำมือแน่น
       “ไอ้ชาติชั่ว หยุดนะ อย่าทำอะไรแพท” พีทตะโกนกรอกสาย
       “เดี๋ยวซิ มันยังไม่สนุกเลย”
       “ปล่อย ฉันนะ ปล่อย โอ๊ย”
       เปลี่ยนลากตัวแพท เข้าไปกดหัวจุ๋มในโอ่งน้ำที่มีน้ำอยู่เต็ม รัญธิดายิ่งร้องไห้ใหญ่
        “อย่าๆ อย่าทำแบบนั้นฮือๆ อย่าทรมานน้าแพทเลย”
        ธาริศตกใจรีบถาม “รัญ รัญเป็นไงบ้าง”
        “พี่ธาริศ ช่วยรัญกับลูกด้วย”
        เปลี่ยนหัวเราะ เล่นสนุกกับความกลัวของทุกคน “ฮะๆๆ สนุกจริงโว้ย”
       ทักษอรที่ลอบยิ้ม และแอบพูดแบบไม่มีเสียงแช่งไปด้วย หันหน้าหนีคนอื่น
        “ฆ่ามัน ฆ่ามันเลย”
       ในขณะที่ทุกคนร้อนร้น เตอร์กอดทิพปภาร้องไห้สงสารสามคน
        “ไอ้เปลี่ยน ไอ้หน้าตัวเมีย ถ้าแกทำอะไรคุณแพทอีก ฉันจะฆ่าแก” พีทคำราม กัดฟันแน่น
       เปลี่ยนแกล้งจนสมใจ จึงดึงแพทขึ้นมา ปล่อยแพทไป แพทร่วงลงอย่างหมดแรง ไอสำลักน้ำใหญ่
       เปลี่ยนเอาโทรศัทพ์จากชิดมาคุยต่อ
        “เป็นไง ได้ยินเสียงหัวเราะของสุดที่รักของแกมั้ย หึหึ”
       “แกต้องการอะไรบอกมาฉันยอมทุกอย่างแล้ว ขอแค่อย่าทำร้ายคุณแพท รัญ แล้วก็อะตอมก็พอ” พีทควบคุมสติ
        “สิบล้าน ฉันต้องการเงินสิบล้าน แลกกับสามคนนี้ ฮะ ๆๆๆ”
       พูดจบเปลี่ยนก็ตัดสายไปเลย
        “เดี๋ยวซิ อย่าเพิ่งวาง เราจะแน่ใจได้ไง ว่าแกจะพูดความจริง”
       “โธ่...เงินตั้งมากมายขนาดนั้น ฉันจะไปเอามาจากที่ไหน” ทิพปภาครวญ
       “แบบนี้มันก็เหมือนต้องการฆ่ายายแพท รัญ แล้วก็อะตอมกันชัดๆ ฮือๆ” เตอร์หน้าเสียสุดๆ
       “ผมไม่ยอมแน่นอน เราจะต้องช่วยคุณแพท รัญ แล้วก็อะตอมให้ได้” ธาริศบอกหนักแน่น
       “ใช่ ถ้ามันต้องการเงิน เราก็จะให้มันไป ต่อให้มากกว่าสิบล้าน ผมก็ให้มันได้แลกกับชีวิตของแพท แล้วก็ทุกคน”
       ทักษอรโมโหมาก เพราะผิดแผนไปหมด แต่แล้วก็ต้องข่มใจเดินไปจับแขนธาริศปลอบ ทำตัวแสนดี
        “ทำไมถึงเกิดเรื่องร้ายๆ แบบนี้ขึ้นได้นะ ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองทุกคนด้วยเถอะ”
      
       ทักษอรเดินเข้าห้องพักที่บ้านมา พอปิดประตูก็หงุดหงิด เหวี่ยงหมอนทิ้งระบายอารมณ์ ก่อนจะหยิบโทรศัทพ์ขึ้นมาโทร.ออก
        “ไอ้เปลี่ยน นี่แกจะทำอะไร แกทำผิดคำสั่งฉัน ฉันบอกให้ฆ่าไอ้เด็กนั้นไง แกจับตัวนังพวกนั้นไปทำไม”
       เปลี่ยนคุยโทรศัทพ์อยู่กับทักษอร
        “ใจเย็นๆ ซิครับ คุณอร เรื่องมันกำลังสนุกเลย”
       “ฉันไม่มีอารมณ์เล่นสนุกอะไรกับแกอีกแล้ว ฉันต้องการให้เด็กอะตอมมันตาย เข้าใจมั้ย แล้วถ้าแกทำไม่ได้ ฉันก็จะให้คนอื่นทำ ในเมื่อแกทำงานไม่สำเร็จ ค่าจ้างอีกครึ่งแกก็ไม่ต้องเอา”
       “งั้นก็ได้แต่ผมจะบอกผัวคุณว่าเรื่องทั้งหมดคุณเป็นคนสั่งให้ผมทำ”
       ขาดคำ เปลี่ยนเปิดประตูระเบียงปรากฏตัวเข้ามา ทักษอร ตกใจถึงกับโทรศัทพ์หล่น
       “แก!”
       “หรือไม่ คุณก็รออีกนิด ให้ผมได้รับเงินจากไอ้พีทเสียก่อน แล้วผมจะจัดการไอ้เด็กอะตอมให้คุณแน่ๆ แถม ศพนังแพทกับนังรัญให้ด้วย เอ๊า คุณจะเก็บนังสองคนไว้ทำไมอีกให้มันตายต่อหน้าผัวคุณกับไอ้พีทนั้นแหละ มันสะใจดี”
      
       คราวนี้ทั้งทักษอรและเปลี่ยนยิ้มออกมาอย่างโหดเหี้ยม
      
       เวลาต่อมาทักษอรอยู่ในชุดนอน และเพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ แต่แล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นเปลี่ยนตามเข้ามายืนรออยู่อย่างใจเย็น
      
        “แกตามชั้นมาที่นี่ทำไม”
       “นอนคนเดียวไม่หนาวเหรอคุณ...ถ้าอย่างนั้นก็คงจะจริงสินะ ที่เค้าว่านายธาริศมันไปหลงนังรัญจนทิ้งคุณ...”
       ทักษอรโกรธด่าเอา “ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของฉัน” ยื่นเงินให้ “ไม่รู้จะต้องตามมาถึงที่นี่ทำไม เงินแค่นี้เอง หลังเสร็จงานฉันให้แกแน่”
       “โธ่ คุณทำงานมันก็ต้องกินต้องใช้ ต้องมีค่าอุปกรณ์ ค่าอาหาร ค่า....”
       ทักษอรสวนออกมา “พอๆ ฉันไม่อยากฟัง แล้วก็จำไว้นะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามทำอันตรายพี่ธาริศเด็ดขาด...ได้แล้วก็ไปซิ แล้วก็ไม่ต้องมาที่นี่อีก ถ้าไม่อยากถูกจับได้”
       เปลี่ยนคุยโว “ที่นี่มันถิ่นผมมาก่อน ไม่ต้องห่วง ไอ้พีทไม่นึกไม่ถึงหรอก ว่าผมจะกล้าเข้ามาเหยียบจมูกมันถึงที่”
       ทักษอรหมั่นไส้ เปลี่ยนเก็บเงินก่อนจะเดินออกไปทางประตู
       “เดี๋ยว แกจะออกไปทางนั้นไม่ได้นะ เดี๋ยวคนอื่นจะเห็นเข้า”
       เปลี่ยนมองอย่างรำคาญแล้วเดินมาที่หน้าต่างจากระเบียง
      
       พีทยืนครุ่นคิดอยู่ว่าจะหาทางช่วยแพทยังไงดี ทั้งกลุ้ม ทั้งเป็นห่วง ขณะเดียวกัน ที่ระเบียงด้านบนห้องนอนทักษอร เห็นเปลี่ยนเดินออกมา เปลี่ยนเห็นพีทก็ชะงัก พีทเงยหน้าขึ้นมองเห็นพอดี ทั้งคู่สบตากัน
        พีทตกใจ “นายเปลี่ยน”
       เปลี่ยนชะงักหันไปบอกทักษอร
       “ไอ้พีท มันอยู่ข้างล่าง”
        ทักษอรตกใจระคนโมโหด้วย “เพราะแกมันโง่มาที่นี่...ทางนี้ พี่พีทต้องรู้เรื่องแน่ๆ”
      
       เปลี่ยนคิดอย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งหนีออกไปทางประตู ทักษอรลนลานกลัวความแตก
      
        จบตอนที่  19
ตอนที่ 20 จบบริบูรณ์
      
       ทักษอรตกใจสุดขีด ก็ไม่รู้จะเอายังไงดี กลัวคนอื่นรู้ว่าสมรู้ร่วมคิดกับเปลี่ยน มองไปเห็นผ้าพันคอตัวเอง วางอยู่บนเตียงแล้วก็เก็ตทันที
      
       ด้านพีทวิ่งกลับเข้าบ้าน ตรงมาในห้องนอนคว้าปืนในลิ้นชัก รีบวิ่งออกมา พุ่งไปที่บ้านทักษอร พีทถีบประตูห้องทักษอร เปิดประตูผางออกมา พีทเล็งปืนออกไป
       “หยุดนะ”
       พีทวิ่งไปที่ระเบียง มองไป ไม่เห็นเปลี่ยนแล้ว ด้วยเปลี่ยนอาศัยความมืดและชำนาญทางวิ่งหนีไป
       “พี่พีท ช่วยอรด้วยค่ะ”
       พีทหันไป เห็นทักษอรโดนมัดมือด้วยผ้าพันคอ โดยไม่รู้ว่าหล่อนเอามัดตัวเอง ทักษอรร้องไห้ตกใจดราม่าเต็มที่เพื่อดึงความสนใจจากพีท
       “ช่วยอรด้วยค่ะ อรกลัว ไอ้เปลี่นมันบุกเข้ามา ฮือๆ”
       พีทลังเลนิดๆ แต่ต้องรีบแก้มัดทักษอร
       “มันบอกว่า มันจะจับอรไปด้วยอีกคนน่ะค่ะ”
       ธาริศ และชู วิ่งเข้ามา เพิ่งรู้เรื่อง
       “นายชูบอกว่า เห็นไอ้เปลี่ยนวิ่งไปทางสวนครับ” ธาริศบอก
       พีทรีบวิ่งออกไปทันที
       “พี่ธาริศช่วยอรด้วยค่ะ มันจะจับอรไป”
       ทักษอรโผเข้ากอดธาริศทันที ซบหน้าร้องไห้ฟูมฟายเสียขวัญ
      
       ครู่ต่อมาทุกคนมาร่วมตัวกันที่ห้องโถงใหญ่บ้านพีท ประทินกับชูเข้ามารายงาน ท่าทางประทินดูเหนื่อยๆ
       “ผมวิ่งตามไอ้เปลี่ยนไปในสวน แต่มันก็หนีไปได้....ตอนนี้ผมให้คนงานช่วยกันกระจายค้นทั่วรีสอร์ตแล้วครับ”
       “ผมไปค้นทางเรือนคนงาน ก็ไม่มีใครเห็นครับ” ชูบอก
       “มันคงอาศัยความมืด กับความคุ้นเคยที่นี่ถึงหลบไปได้อย่างง่ายดาย” พีทพูดแล้วหันมาทางประทิน “งั้นต่อไปก็กำชับทุกคนนะ ให้คอยดูแลระมัดระวังกันด้วย”
       ประทินรับ “ครับ” แข็งขัน
       “มันใจกล้ามากนะครับ จับคนไปไม่พอ ยังเข้ามาถึงที่นี่อีก...”
       “แต่มันน่าสงสัย” ทิพปภามอง “ว่าทำไมมันต้องเข้าไปในห้องคุณทักษอรด้วย”
       ทุกคนมองทักษอรที่เปลี่ยนชุดใหม่ให้รัดกุมแล้ว เป็นตาเดียว
       “ถามได้...มันก็จะจับชั้นไปเรียกค่าไถ่อีกคนสิ” ทักษอรรีบเข้าไปอ้อนธาริศกลบเกลื่อน “โชคดีที่พี่พีทเข้ามาเสียก่อนไม่งั้นอรต้องแย่แน่ๆ เลย”
       เตอร์พูดลอยๆ “แหม เสียดายจริงๆ”
       ทักษอรหันควับไปมองเตอร์ อย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ
       “ผมคิดว่าระยะนี้ทุกคนควรรวมตัวกันไว้ และเพื่อความปลอดภัย ผมอยากให้คุณทิพกับคุณเตอร์พักที่นี่ชั่วคราวจนกว่าเรื่องจะเรียบร้อย”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ชั้นกลับไปอยู่ที่บ้านดีกว่า” ทิพปภาปฏิเสธ
       ธาริศเป็นห่วงจริงๆ รีบบอก “ขนาดที่นี่มีคนอยู่เยอะแยะมันยังกล้ามา แล้วที่บ้านคุณตอนนี้ก็ไม่มีใครเลย อันตรายเปล่าๆ นะครับ
       เตอร์รีบรับความหวังดี “อุ๊ย จริงด้วยฮ่ะพี่ทิพ เตอร์เห็นด้วย”
       ทิพปภาเลยจำต้องพยักหน้ารับ “ขอบใจคุณสองคนมากที่มีน้ำใจ”
       ทักษอรตาขวางแอบหมั่นไส้ แล้วก็ทำเป็นตกใจ “อุ๊ย มีอีกอย่างหนึ่งนะคะ ที่อรยังไม่ได้บอกทุกคน...” ทักษอรหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา “ไอ้เปลี่ยนมันทิ้งกระดาษแผ่นนี้ไว้ในห้องอรค่ะ”
       พีทหยิบมาอ่าน เนื้อความกระดาษเขียนว่า “เอาเงิน 10 ล้าน มาที่อู่รถเก่าข้างวัดตอนบ่ายโมง ถ้าบอกตำรวจ ตัวประกันจะตายทันที” ทุกคนอึ้ง พีทกลุ้มหนัก เป็นห่วง 3 คน โดยเฉพาะแพท
      
       วันต่อมาพีทกับธาริศ ขับรถเข้ามาจอดอู่ที่นัดหมาย ถือกระเป๋าเงินลงมา อย่างระมัดระวังตัว
       “ไอ้เปลี่ยนฉันมาแล้ว” พีทตะโกนขณะมองรอบตัว “แกอยู่ที่ไหน”
       เงียบไม่มีคำตอบ มีแต่เหมือนมีสายตาคนแอบมาจากมุมหนึ่ง
       “เราเอาเงินที่แกต้องการมาให้แล้ว ปล่อยตัว อะตอม กับผู้หญิงเสียซิ” ธาริศตะโกนอีกคน
       มีเสียงดังจากข้างหลัง พีทกับธาริศตกใจ หันไป เจอแมวกระโดดออกไป สองคนค่อยโล่งอก เสียงโทรศัทพ์พีทดัง
       “ฮัลโหล ฉันมาถึงแล้ว แกจะเอาไง”
       เปลี่ยนหลบอยู่อีกมุมฝั่งตรงข้าม
       “เอากระเป๋าไปวางไว้ ที่รถข้างหน้า”
       “ตัวประกันล่ะ ฉันยังไม่เห็นตัวประกันเลย” พีทเสียงเข้ม
       เปลี่ยนหัวเราะหึๆ “แกมีสิทธิ์ต่อรองด้วยเหรอ ฉันบอกให้เอาเงินวางก็เอาเงินวางไว้ซิ แล้วเปิดกระเป๋าให้ชั้นดูด้วย”
       ธาริศมองลุ้นว่าเปลี่ยนให้ทำอะไร พีทเดินเข้ากระเป๋าไปวางไว้ที่หน้ารถเก่าๆ คันหนึ่ง เปิดกระเป๋าออกให้ดูเงิน แล้วก็เดินกลับออกมา แอบมองหน้ากันกับธาริศแว่บหนึ่ง อย่างรู้กัน แล้วกลับมายืนอยู่ข้างธาริศ
       เปลี่ยนแอบอยู่มุมหนึ่ง ยิ้มอย่างสะใจวางหูโทรศัพท์ หัวเราะชอบใจ
       “ฮะ ๆ ๆ ๆ ๆ”
      
       ส่วนที่บ้านพีท ทิพปภานั่งไม่ติดเดินไปเดินมา เตอร์ยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์
       “ลูกไม่เคยขออะไรเลยในชีวิต แม้กระทั่งให้ลูกกลายเป็นผู้หญิงจริงๆ แต่ครั้งนี้ลูกขอให้ท่านคุ้มครองยัยแพท ยัยรัญอะตอม คุณพีท คุณธาริศ ให้ปลอดภัยด้วยเถอะ”
       “ทำไมคุณพีทไม่ส่งข่าวกลับมาเลยนะ” ทิพปภากังวลหนัก
       ขณะที่ทักษอรนั่งมองเบื่อๆ ยิ้มเยาะ
       “หวังว่าพี่พีทกับพี่ธาริศไปช่วยไม่ทัน...ไอ้โจรก็เลยฆ่าพวกนั้นหมดแล้ว”
       ทิพปภากับเตอร์หันขวับ ไปมองทักษอรด้วยความโมโห ทักษอรทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
       ประทินเปิดประตูเข้ามาพูดทันที
       “ตำรวจส่งข่าวมาแล้วครับคุณพีทกับคุณธาริศไปถึงที่นัดหมายแล้ว แต่มันยังไม่พาตัวประกันออกมา ทางตำรวจก็เลยยังไม่กล้าทำอะไร”
       ทักษอรชะงักทันทีเมื่อได้ยินคำว่าตำรวจ “อะไรนะ นี่พี่พีทบอกตำรวจงั้นเหรอ” ทุกคนมองทักษอรงงๆ “ไอ้เปลี่ยนมันห้ามไว้แล้วนี่นา...”
       ทักษอรตกใจ
      
       ด้านเปลี่ยนหันไปบอกชิด
       “เดี๋ยวเอ็งออกไปเอากระเป๋าเงินมา ไอ้ชิด”
       ชิดลุกขึ้นหยิบปืนออกมาถือแล้วค่อยๆ เดินลัดเลาะไปตามรถที่จอดอยู่ เสียงโทรศัพท์เปลี่ยนดัง
       “ฮัลโหล ว่าไง...คนสวย”
       ทักษอรแอบมาโทรศัทพ์ตรงมุมหนึ่งในรีสอร์ท
       “คุณพีทแจ้งตำรวจ รีบหนีไป”
       เปลี่ยนตกใจ “อะไรนะ”
       ชิดเดินออกไปตรงไปที่รถ
       เปลี่ยนตะโกนก้อง “ไอ้ชิด...ระวัง! ตำรวจ!”
       ขาดคำเปลี่ยนควักปืนออกมายิงออกไปทันทีตรงจุดที่พีทและธาริศยืนอยู่แถวๆ นั้น พีทและธาริศ รีบม้วนตัวหาที่หลบ
       ตำรวจที่หลบอยู่ในรถสองคน ยิงตอบโต้ออกมา
       “มันรู้ตัวแล้ว” พีทบอก
       “พี่พีท....ระวัง”
       ธาริศเตือนพีทให้หลบกระสุนที่ยิงเฉี่ยวไปมาที่ใกล้ๆ
       ชิดวิ่งหลบยิงตอบโต้ กับตำรวจ พีทกับธาริศ ควักปืนขึ้นมายิงสู้เหมือนกัน จนชิดวิ่งหลบออกมาได้กับเปลี่ยน
       เปลี่ยนตัดสินใจขับรถเก่า แหกฝ่าออกมา พีท ธาริศ กับตำรวจกระโดดหลบ ตำรวจรีบวอแจ้งสกัด พีทกระโดดขึ้นรถจะขับตามอย่างใจร้อน แต่ธาริศรีบชี้บอก
       “มันยิงยางรถเราแบน”
       “โธ่เว้ย มันรู้ตัวได้ยังไง” พีทโมโห
       “พวกมันรู้ว่าเราแจ้งตำรวจแบบนี้ รัญ คุณแพท อะตอม จะเป็นอันตรายหรือเปล่าครับ พี่พีท”
       พีทได้แต่ถอนหายใจ “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
       สองคนหนักใจกันทั้งคู่
      
       ตำรวจเดินกลับมาที่บ้านพีท ทุกคนกลัดกลุ้มร้อนใจ ทักษอรทำไม่รู้ไม่ชี้
       เตอร์ถลามาหา “เป็นไงฮะ ดักสกัดรถพวกมันได้หรือเปล่า”
       “เราพบคนร้ายจอดทิ้งไว้ข้างทาง คาดว่าคงเปลี่ยนรถอีกคันหนีไป” ตำรวจว่า
       ธาริศเซ็ง ถอนหายใจ พีทหน้าหมองด้วยความเป็นห่วงตัวประกัน ทิพปภาน้ำตาคลอ
       “รัญ...อะตอม...แพท..อย่าเป็นอะไรไปนะ”
       เตอร์ประคองทิพปภาไว้ คอยให้กำลังใจ
       “แต่ผมคิดว่าคนร้ายคงติดต่อกลับมาอีกแน่ เพราะมันยังไม่ได้เงินไป” ตำรวจบอก
       “โอเคครับ ถ้าพวกมันติดต่อมา ผมจะรีบแจ้งสารวัตรนะครับ”
       “ดีครับ...เราจะได้วางแผนจับกุมอีกครั้ง ส่วนตอนนี้ผมจะส่งกำลังตำรวจมาดูแลที่รีสอร์ตเพิ่ม”
       “ไม่ต้องดีกว่าครับ ผมมีคนของผม เดี๋ยวแขกที่มาจะตกใจเปล่าๆ ขอบคุณสารวัตรมาก”
       “ใช่ครับ ตอนนี้ทางเราวางเวรยามไว้หนาแน่นแล้ว” ประทินบอก
       “งั้นถ้ามีอะไรคืบหน้าก็รีบส่งข่าว ผมนะครับ”
       สารวัตรออกไป ประทินไปส่ง
       ทิพปภาร้องไห้ “ป่านนี้พวกมันคงโกรธมาก โธ่ แล้วทุกคนจะเป็นยังไงกันเนี่ย”
       “ก็อรบอกแล้วว่ามันไม่ให้แจ้งตำรวจ พี่พีทกับพี่ธาริศก็ยังดื้อ แล้วเป็นไงเงินแค่10 ล้านให้มันไปก็จบแล้ว”
       “พวกนั้นเป็นผู้ร้ายเรียกค่าไถ่ทำผิดกฎหมายนะอร จะปล่อยให้มันลอยนวลไปเฉยๆ ได้ไง”
       ประทินเข้ามาอีกรอบหน้าตากังวลใจมาก
       “คุณพีทครับมีคนฝากของไว้ที่รีเซฟชั่นข้างหน้าครับ”
       พีทเปิดออก อย่างระมัดระวัง แล้วต้องอึ้ง ทุกคนมองอย่างอยากรู้ พีทเปิดให้ทุกคนดูปรากฏว่าเป็นมือปลอม แต่เปื้อดเลือดเต็มไปหมด เตอร์ตกใจ ร้องไห้โฮ
       ทิพปภางง “มือปลอม...มันส่งมาทำไม”
       พีทค่อยๆหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ใส่ในกล่อง
       “เอ๊ะ ก็น่าจะเป็นมือ...คุณแพท หรือไม่ก็รัญธิดาละมั่งค่ะ... อี๋ย์”
       “คราวนี้เป็นมือปลอม แต่คราวหน้าจะต้องเป็นมือของผู้หญิงหรือเด็กแน่ๆ ถ้ามึงยังกล้าเล่นตุกติกกับกูอีก จำไว้”
       ทุกคนอึ้งอีก หวั่นกลัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
      
       ส่วนที่โกดังในเหมืองร้าง เปลี่ยนหงุดหงิดกับชิด
       “นี่ถ้าเราไหวตัวไม่ทัน คงโดนตำรวจจับแล้ว เจ็บใจจริงๆ”
       “ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว แกก็ต้องโดนตำรวจจับแน่ๆ” แพทบอกอย่างสะใจ
       เปลี่ยนเดินมาจิกหัวแพทให้เงยหน้า แพทนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ แต่ไม่ร้อง
       เปลี่ยนพูดเสียงเหี้ยม “แต่ก็คงไม่ก่อนที่กูได้ฆ่าพวกมึงแน่ๆ นังปากดี...”
       รัญธิดามองอะตอมที่สะลึมสะลือนอนพาดตัก ท่าทางเหมือนเป็นไข้หนักอยู่
       “ฉันขอร้องล่ะนะ ปล่อยอะตอมไปเถอะนะ อะตอมกำลังเป็นไข้...นึกว่าสงสารเด็กเถอะ”
       เปลี่ยนมองอะตอมอย่างพิจารณา อะตอมหน้าซีด นอนซึมถูกมัดมือน่าสงสาร
       “นะจ๊ะ...ชั้นขอร้อง...”
       แพทบอกอย่างหนักแน่น มุ่งมั่น “แกจะฆ่าชั้นเลยก็ได้นะนายเปลี่ยน...เพื่อแลกกับชีวิตของอะตอม”
       “น้าแพท”
       เปลี่ยนยิ้มชั่วที่มุมปาก “รักกันดีเหลือเกิน แต่ไม่ต้องห่วงเธอได้ตายสมใจแน่...” แล้วหันไปหาแพท “ฉันจะส่งศพเธอไปให้เป็นของขวัญไอ้พีท โทษฐานที่มันทำชีวิตชั้นพังพินาศ ส่วนศพแก” เปลี่ยนหมายถึงรัญธิดา “กับไอ้เด็กนี่ ชั้นจะให้เป็นของขวัญแด่คุณอร คนสวย ฮะๆๆๆๆ”
       แพทกับรัญธิดา ได้ยินชื่อทักษอรหลุดออกมา คิดไม่ถึง ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างตกใจ
      
       ด้านทิพปภาเดินกลับไป กลับมาในห้องอย่างวิตกกังวล ครุ่นคิด เตอร์นั่งสวดมนต์ไหว้พระอยู่
       “มันน่าสงสัยจริงๆนะเตอร์”
       เตอร์เงยหน้าขึ้นมอง “พี่ทิพสงสัยอะไรฮะ”
       “ก็เรื่องวันนี้น่ะสิ...พวกโจรมันรู้เรื่องตำรวจได้ยังไง คุณพีทสั่งให้ปิดเป็นความลับ มีแต่เรา 2-3 คนเท่านั้นที่รู้..หรือว่า..จะมีหนอนบ่อนไส้ในพวกเรา”
       เตอร์คิดตามออกจะเห็นด้วย
       “ก็จริงนะฮะ...แต่ใครจะทำแบบนั้น ในเมื่อเราทุกคนที่อยู่ตรงนี้ก็เป็นคนที่รักและห่วง ยายแพท รัญ แล้วก็อะตอมทั้งนั้น มีแต่ยายแม่มดทักษอรคนเดียวที่ เกลียดพวกเรา แต่ถ้ากล้าทำแบบนั้น ก็ใจร้ายเกินไปหน่อยแล้ว”
       ทิพปถาชะงักหันมองหน้าเตอร์ รู้สึกเอะใจ แต่ตัดสินใจปกปิดไว้
       แล้วถอนหายใจ “พี่อาจคิดมากไปเองก็ได้...แต่ยังไง ก็ขออย่าให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำเดิมขึ้นอีกเลย...ไอ้เปลี่ยนมันนัดมอบเงินอีกทีพรุ่งนี้...แต่คราวนี้ คุณพีท คุณธาริศ เดิมพันเอาชีวิตตัวเองเข้าเสี่ยงโดย ไม่ให้ตำรวจเข้ามายุ่ง หวังว่าพวกมันคงยอมปล่อยครอบครัวของพี่ออกมาตามสัญญา”
       เตอร์จับมือทิพปภาบีบไว้ ให้กำลังใจกันและกัน ทั้งๆ ที่ก็หวั่นใจอยู่
      
       รถธาริศแล่นเข้ามาจอดสนิทหน้ากระท่อมร้างกลางเขาลูกหนึ่ง พีทกับธาริศมองหน้ากัน
       “คราวนี้เราจะไม่พลาดอีก เราต้องช่วย ทุกคนกลับไปให้ได้”
       ธาริศหยิบปืนจากหน้ารถส่งให้พีทคนละกระบอก ทั้งคู่หน้าตามุ่งมั่น ขณะเก็บปืนเข้าซ่อนในตัว
       “ถึงจะต้องแลกด้วยชีวิตของตัวเอง ผมก็ยินดี”
       พีทตบหลังธาริศเบาๆ
       “เราจะต้องไม่เป็นอะไรธาริศ..และเราจะต้องช่วยชีวิตคนที่เรารักออกมาให้ได้”
       “ครับ....เพื่อคนที่เรารัก...”
       ทั้งคู่จับมือกัน สองคนเดินไปที่กระท่อม พร้อมกระเป๋าใส่เงิน
      
       ส่วนที่ด้านในกระท่อมกลางเขา สองคนเปิดประตูก้าวไปข้างใน อย่างระมัดระวังพร้อมกระเป๋าเงิน เจอปืนจ่อหัวทันที เป็นชิด กับคนร้ายลูกน้องเปลี่ยนอีกคน
       “ยกมือขึ้น”
       สองคนยกมือแต่โดยดีเพื่อแสดงความบริสุทธิใจ ธาริศวางกระเป๋าเงินไว้ข้างตัว
       “ไม่มีอาวุธ ไม่มีตำรวจ” พีทบอก
       “แล้วก็เงินเพิ่มเป็นสองเท่าอย่างที่พวกแกต้องการ” ธาริศเสริม
       ชิดพยักหน้า ลูกน้องเปิดกระเป๋าใส่เงินดู ชิดมองอย่างพอใจ
      
       ฝ่ายทิพปภาแอบเข้ามาห้องทักษอร เพื่อค้นหาห้องหลักฐาน มองไปรอบตัว เสียงเตอร์ดังขึ้นอีก
       “ใครจะทำแบบนั้นละค่ะ เราทุกคนที่อยู่ตรงนี้ก็เป็นคนที่รักและห่วง ยายแพท รัญ แล้วก็อะตอมทั้งนั้น มีแต่ยายแม่มดทักษอรคนเดียวที่ เกลียดพวกเรา”
       ประตูห้องถูกหมุนเข้ามา ทิพปภาตกใจมือไม้สั่นรีบหาที่ซ่อน ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปหลบใต้เตียง
       ทิพปภาเห็นเท้าทักษอรเดินเข้ามา พร้อมกับคุยโทรศัทพ์
       “ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ แค่ได้ยินพี่ธาริศ ร่ำร้องถึงนังรัญฉันก็แทบอยากจะไปฉีกเนื้อมันออกเป็นชิ้น ๆ เสียเอง”
       ทิพปภาได้ยินถึงกับตกใจปิดปากตัวเอง
      
       ลูกน้องเปลี่ยนอีกคนเฝ้าตัวประกันอยู่ ท่าทีเซ็งๆ แพทกระเถิบเข้ามาใกล้รัญธิดา ด้านอะตอมที่ดูอาการหนัก
       แพทกระซิบ “อะตอม...อะตอมครับ”
       “ตัวร้อนขึ้นอีกค่ะน้าแพท” รัญธิดาจะร้องไห้สงสารอะตอมมาก “เราจะทำยังไงกันดีคะ”
       แพทมองอะตอมที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่บนตักรัญธิดา อย่างสงสารแพทกระซิบบอก
       “ไม่ต้องกลัวนะครับ แม่แพทจะพาอะตอม กับพี่รัญหนีไปให้ได้”
       แพทครุ่นคิดแล้วมองลูกน้องเปลี่ยนที่ดูจะไม่สนใจ สาวๆ นัก แพทเบี่ยงตัวหันมือให้รัญธิดาอย่างเนียนๆ
       “รัญ ...เอามือมา”
       รัญธิดางง “คะ”
       “เราสองคนมาแก้มัดให้กัน ตอนลูกน้องมันเผลอนี่แหละ”
       รัญธิดาเข้าใจทันที ทั้งคู่ค่อยๆ หันหลังชนกัน ทำเป็นเหมือนพิงกันเพื่อหลับ แต่มือยุกยิก แก้มัดให้กันและกันอย่างรีบเร่ง
       อะตอมไอโขลกๆ ขึ้นมา เมื่อทั้งคู่แก้มัดกันใกล้เสร็จ ลูกน้องหันมามอง เชือกปมสุดท้ายแก้เสร็จพอดี แต่ทั้งคู่ก็ยังจับเชือกอยู่เหมือนยังถูกมัด
       แพทอ้อนวอน “นี่พี่ ขอน้ำให้ลูกฉันหน่อยเถอะ”
       รัญธิดาผสมโรง “ใช่ คิดว่าสงสารเด็กเถอะนะจ๊ะ ขอน้ำให้เด็กกินหน่อยเถอะยังไง เราหนีไปไม่ได้หรอก”
       อะตอมไออีก ท่าทีน่าสงสารมาก
       คนร้ายอดใจอ่อนไม่ได้ เดินถือขวดน้ำเข้ามา นั่งลงใกล้ๆ แล้วพิจารณาจับหน้าผากอะตอม
       “ไข้สูงอยู่นะเนี่ย...อ่ะ...กินซะไอ้หนู”
       คนร้ายประคองอะตอมให้ลุกขึ้น ป้อนน้ำ โดยระหว่างนั้นแพทมองรอบตัวเห็นมีเศษไม้ ค่อยๆ เอื้อมมือไปเอามาซ่อนไว้ด้านหลัง
       แพทกับรัญธิดามองหน้ากัน ให้จังหวะ แพทเอาท่อนไม้หวดใส่หัวคนร้ายเต็มแรง คนร้ายคว่ำไปหมดสติทันที รัญธิดาลนลานรีบแก้มัดอะตอม
       “อะตอมๆ”
       อะตอมค่อยๆ ลืมตามาดู “พี่รัญ”
       “เราไปกันเถอะ..เร็ว”
       รัญธิดาอุ้มอะตอมขึ้น แล้วรีบร้อนตามแพทออกจากตรงนั้นไป
       คนร้ายค่อยๆ ได้สติ โงหัวขึ้น เลือดแดงเต็มท้ายทอย มันมองหาตัวประกัน เมื่อรู้ว่าหนีไปแล้วก็ควักปืนยิงเป็น สัญญาณ
      
       เปลี่ยนวิ่งเข้ามาอีกทาง พร้อมทั้งโทรศัทพ์ที่ยังคุยค้างกับทักษอรอยู่
       “เกิดอะไรขึ้น” เปลี่ยนมองหาตัวประกันสามคน
       ลูกน้องลุกยืนโซเซ
       “นังผู้หญิงมันพาเด็กหนีไปแล้วครับพี่”
       เปลี่ยนตกใจ วิ่งตามไปทันที ลูกน้องวิ่งตามไปด้วย
      
       ทักษอรได้ยินเสียงเปลี่ยนคุยกับลูกน้อง ก็ตกใจ
       “อะไรนะ แกปล่อยให้มันหนีไปไม่ได้นะ...”
       แต่ไม่ได้ยินสัญญาณแล้ว ด้วยเปลี่ยนตัดสาย
       “บ้า ที่สุด”
       ทักษอรร้อนใจพยายามโทร.อีก แต่ไม่มีคนรับ
       “พวกมันจะหนีไปไม่ได้ ชั้นไม่ยอม”
       ทักษอรคำรามคว้ากระเป๋าแล้วรีบวิ่งผลุนผลันออกไป ทิพปภารีบคลานออกมา
       “นึกแล้ว...ว่าต้องเป็นฝีมือแก”
       ทิพปภารีบตามทักษอรออกไปทันที
      
       ทักษอรเร่งฝีเท้าเดินเร็วๆ หน้าตาเอาเรื่อง ทิพปภาสะกดรอยเดินตามมาตลอด
       ทิพปภารีบเดินตาม แต่พอเลี้ยวตามมาแต่ปรากฏว่าทักษอรหายไปแล้ว
       “หายไปไหนแล้ว”
       “ฉันอยู่นี่ นังขี้คุก”
       ทิพปภาหันไปเห็นทักษอรจะเอากระถางทุ่ม แต่ทิพปภาแข็งแรงกว่าปัดไปได้ และปัดทักษอรล้มลงไป
       ทิพปภาจิกหัวอรขึ้นมา
       “แกนี่เอง ที่เป็นคนสั่งจับลูกหลานฉันไป ถ้าแกไม่อยากเจ็บตัวก็บอกมาเอาพวกเค้าไปไว้ไหน”
       “อย่านะ อย่า ฉันยอมแล้วอย่าทำอะไรฉันเลย ก็ได้ฉันจะบอก”
       “ก็บอกมาสิ ก่อนที่ชั้นจะฆ่าแก”
       ทักษอรถือจังหวะที่ทิพปภาไม่ทันระวังตัว ล้วงกระเป๋าเอาเอาที่ช็อตไฟฟ้า ช็อตใส่จนทิพปภาสลบไป ทักษอรยิ้มอย่างโหดเหี้ยม ลุกขึ้นมองทิพปภาที่นอนหมดสติอยู่
       “ไม่มีใครเอาชนะคนอย่างชั้นได้หรอก จำเอาไว้...”
       ทักษอรเดินหน้าเหี้ยมออกไป
      
       ด้านชิดตรวจดูเงิน มีคนร้ายอีกคนคุมเชิง ดูพีท กับธาริศอยู่ ชิดปิดประเป๋า
       “เงินครบ ดีมาก”
       “แกได้เงินแล้วงั้นก็ส่งผู้หญิง กับเด็กมาซิ” ธาริศบอก
       “ได้... ตอนนี้เค้ารอพวกแกอยู่ข้างนอก...ออกไปหาเค้าสิ”
       ธาริศกับพีทมองหน้ากัน ดีใจ แต่ยังไม่เชื่อนัก ค่อยๆหันหลังเดินจะออกจากกระท่อม
       โดยไม่ทันตั้งตัว ชิดยิงปืนใส่พีท ยิงบริเวณช่วงตัว หลายนัดมาก ในขณะที่อีกคนก็ยิงธาริศ ทั้งสองคนล้มคว่ำหน้าลงไปทันที แล้วทำเป็นตาย
       “เฮ้ยไป”
       ชิดกับลูกน้องก้าวข้าม ธาริศ กับพีทออกไป พีทกับธาริศที่นอนแน่นิ่ง เหมือนตาย
      
       ฟากแพทพาอะตอมที่รัญธิดาอุ้มอยู่วิ่งหนี พวกเปลี่ยน กับลูกน้องไล่ตาม วิ่งมา ปรากฏว่ารัญธิดาดันล้ม
       “รัญ..ส่งอะตอมมา”
       แพทอุ้มอะตอมขึ้น
       “แม่แพทครับ...ตอมเจ็บ”
       “ไม่เป็นไรนะลูก..เราจะต้องหนีไปให้ได้”
       เสียงเปลี่ยนดังขึ้น “คงจะไม่สำเร็จหรอก นังตัวแสบ”
       แพทเงยหน้าขึ้น เห็นเปลี่ยนกับลูกน้องเดินใกล้เข้ามา มือเล็งปืนมาที่แพทและรัญธิดา ทั้งสองคนหน้าซีด
      
       พีทกับธาริศที่นอนที่นอนนิ่งกับพื้น ในที่สุดพีทลืมตามองธาริศ ธาริศลุกขึ้น
       “โอ๊ย...ย”
       พีทลุกขึ้นนั่งด้วย
       “นายโอเคนะ”
       ธาริศปลดกระดุมเสื้อ ดึงเสื้อเกราะออกมา
       “โชคดีที่พี่พีทเดาทางมันออก ให้ใส่เสื้อเกราะเอาไว้ ไม่อย่างนั้นป่านนี้...”
       “เราคงจะตายก่อนจะได้ช่วยคนที่เรารัก...” พีทยิ้ม “รีบไปกันเถอะ ก่อนจะตามพวกมันไปไม่ทัน”
       ทั้งคู่ลุกขึ้น เจ็บหลังนิดหน่อยเพราะแรงกระแทกของกระสุน แต่ก็รีบวิ่งออกไป
      
       ชิดจอดรถ ลงไปทางเหมือง เห็นรถพีทตามเข้ามาจอด พีทกับธาริศ ค่อยๆ ลงจากรถย่องตามไปอย่างระวัง
      
       รัญธิดากับแพท โดนผลักเข้ามากองกับพื้น อะตอมร้องไห้จ้า กอดแพทไว้
       “แม่แพท...พี่รัญ...”
       “เก่งนักนะมึง ทำกูเหนื่อย”
       เปลี่ยนดึงแพทขึ้นมา แล้วยกมือจะตบ
       อะตอมร้องลั่น “อย่า”
       เสียงทักษอรร้องขึ้น “หยุด”
       ทักษอรเดินเข้ามา แพทกับรัญธิดาเห็นก็ตกใจ
       “คุณอร”
       แพทกับรัญธิดามองทักษอรอย่างระวังว่าจะมาไม้ไหน ทักษอรมองแพทกับรัญอย่างเย็นชา มองอะตอมที่ร้องไห้อยู่ แล้วหันไปสบตากับเปลี่ยน
       “ฉันจัดการเอง...จับมันไว้”
       ลูกน้องจับแพทกับรัญธิดา ทักษอรเดินเข้าไปตบหน้าแพทฉาดใหญ่
       “นี่สำหรับ ความแส่ของแกที่ชอบจับหลานสาวใส่พานถวายผู้ชาย” แล้วก็หันมาหารัญธิดา ตบเต็มแรง เช่นกัน “แล้วก็สำหรับพี่ธาริศ บอกแล้วไงเค้าเป็นของฉัน”
       “คุณเองใช่มั้ย ที่เป็นตัวการจับพวกเรามา” แพทโกรธจัด
       “ถ้าไม่มีนังรัญ ไม่มีไอ้เด็กนั่น.. พี่ธาริศเค้าก็ไม่มีวันที่จะทิ้งชั้นไป” ทักษอรคำราม
       “คุณทำอย่างนี้กับอะตอมได้ยังไง ใจร้ายเกินไปแล้ว” รัญธิดาโกรธมาก
       “แล้วแก นังรัญธิดา แกดีกว่าฉันตรงไหน ใจแตก ชิงสุกก่อนห่าม จนลูกออกมาแล้วก็เที่ยวไปยกให้คนอื่น โกหกลูกว่าตัวเองเป็นแค่พี่สาว..แกไม่ใจร้ายกับเด็กเลยนะ น่าหัวเราะ”
       อะตอมมองทุกอย่าง งงๆ ไม่เข้าใจ แล้วมองหน้ารัญธิดาเป็นเชิงถาม รัญธิดากอดอะตอมไว้
       “ถูก ฉันเป็นทุกอย่าง อย่างที่คุณพูดมา นั่นก็เพราะ..ชั้นไม่พร้อมที่จะดูแลอะตอม...ชั้นไม่กล้าบอกเค้าว่า เค้าคือลูกชายของชั้น เพราะชั้นกลัวว่าเค้าจะโกรธและเกลียดชั้นที่ทิ้งเค้าไป ให้คนอื่นเลี้ยงตั้งแต่เด็กๆ แต่ตอนนี้ฉันพร้อมแล้วที่จะใช้ความรักของฉัน ทำให้ครอบครัวของฉันกลับมาเต็มเหมือนเดิม”
       รัญธิดากอดกระชับอะตอมแน่นขึ้นอีก
       “พร้อมเหรอ...แกพร้อมก็เพราะอยากจะลากพี่ธาริศกลับเข้าไปในชีวิตของแกล่ะซิ น่าขำ..แกต้องการให้สามีของชั้นไปเป็นพ่อของลูกชายแก ...ทั้งๆ ที่เค้าเป็นผัวของชั้น ได้ยินมั้ย พี่ธาริศเป็นของชั้นคนเดียวเท่านั้น”
       รัญธิดาสวนออกมา “และเค้าก็คงจะยังเป็นสามีของคุณอยู่ ถ้าคุณไม่ใจร้ายกับเค้าอย่างที่ผ่านมา”
       ทักษอรตบอีกฉาดเข้าที่หน้ารัญธิดา
       “ยังจะมาพูดดีอีก เพราะแกคนเดียว ทุกอย่างมันถึงได้เป็นแบบนี้”
       รัญธิดาบอกอย่างแน่วแน่ หนักแน่น “ชั้นไม่เคยคิดจะดึงพี่ธาริศกลับมาเลย ถ้าคุณหนักแน่นกับความรักของคุณจริงๆ ชั้นก็เป็นเพียงคนนอนของครอบครัวคุณ พี่ธาริศเค้าคงทำแค่คิดถึงชั้นอยู่ห่างๆ เท่านั้น ถ้าคุณไม่ใช่เป็นคนผลักเค้าเข้ามาหาชั้น”
       ทักษอรได้ยินความจริงถึงรับไม่ได้ ร้องกรี๊ด “หยุดนะหยุดพูดเดี๋ยวนี้”
       ทักษอรเข้าไปขย้ำบีบคอรัญธิดา
       แพทตกใจมาก “อย่านะ คุณอร พอแล้ว”
       รัญธิดาแย่ลงทุกที อะตอมที่ยืนอยู่ วิ่งเข้าไปทุบๆ ๆทักษอรเพื่อช่วยรัญธิดา
       “นังแม่มดใจร้าย ปล่อยพี่รัญนะ ปล่อยๆๆๆ”
       ทักษอรเลยหันมาผลักอะตอมออกไปเต็มแรง ร่างเด็กน้อยแทบปลิวไป หัวกระแทกก้อนหิน สลบไป
       แพทตะลึง
       “อะตอม!!”
       แพทเหลียวขวับไปดูอะตอม ทักษอรมองตาม เลยต้องปล่อยรัญธิดาโดยไม่รู้ตัว รัญธิดาหอบหายใจ แต่ก็รีบคลานไปดูอะตอม
       “อะตอม...อะตอมเป็นอะไรไปลูก”
       อะตอมยังนอนนิ่ง แพทกับรัญธิดาร้องไห้ พยายามเรียกอะตอม
      
       ทักษอรเดินไปหาเปลี่ยน
       “ฉันเบื่อเรื่องนี้เต็มที่แล้ว มันควรจะจบไปได้แล้ว..ชั้นขออย่างเดียว...” มองรัญธิดาเขม็ง “ฉันขอยิงนังนี่ด้วยตัวฉันเอง ส่วนนังคนนั้น” ทักษอรหมายถึงแพท “แกจะไปทำอะไรมันก็ทำ”
       เปลี่ยนค่อยๆ ยิ้มออกมาอย่างชอบใจ มองแพทอย่างสาแก่ใจ แล้วส่งปืนอีกกระบอกให้ทักษอร ก่อนจะดึงแพทออกมาจากในถ้ำ แพทพยายามขืนตัวร้องเรียกทั้งรัญธิดาแล้วก็อะตอม ใจจะขาด
       เปลี่ยนตบแพทด้วยมือที่ถือปืน แพทหมดสติ เปลี่ยนอุ้มแพทออกไป รัญธิดาร้องไห้เรียกแพทตลอด ทักษอรมองรัญธิดากับอะตอมอย่างประสงค์ร้าย
      
       ฟากชิด กับลูกน้อง ตามกันมา มีธาริศ กับพีทตามมาห่าง ๆ ชิดรู้สึกเหมือนคนตามมาข้างหลัง หันไปมอง พีทกับธาริศแยกกันหลบหลังต้นไม้
      
       ส่วนเปลี่ยนเอาตัวแพทที่สลบมานอนบนหิน แพทเริ่มได้สติค่อยๆ ลืมตา เปลี่ยนแสยะยิ้มให้
       “สวยๆ ขาวๆแบบนี้ ถ้าตายไปง่ายๆ ก็คงจะน่าเสียดาย”
       แพทพยามถดตัวถอยหนี เปลี่ยนเอื้อมมือมาจะลูบแก้ม แพทปัดมือ เปลี่ยนหัวเราะ
       “หวงตัวจริงนะคนสวย”
       เปลี่ยนกอดหมับก้มหน้าจะจูบ แต่แพทเอามือดันหน้าเปลี่ยนไว้ ดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต
      
       ชิดหันไปอีกที จะเดินต่อ แต่ธาริศเหยีบบกิ่งไม้หักเป๊าะ ชิดหันมายิงสวนไปทันที ทำให้ธาริศกับพีทต้องยิงโต้ตอบ เปลี่ยนก้มลงกำลังจะจูบแพทได้ยิน จึงชะงัก
       “เสียงไม่ได้มาจากในถ้ำนี่หว่า”
       เปลี่ยนมองออกไปทางนอกถ้ำ
       แพทกัดฟันรวบรวมเรี่ยวแรงถีบเปลี่ยนจนเสียหลัก แล้วโซเซวิ่งออกมา เปลี่ยนโมโหวิ่งตามไป
      
       ธาริศกับพีทยิงโต้ตอบกับชิดและลูกน้อง ชิดพยายามจะเอากระเป๋าเงินหนีนำไป
       “ตามไป...เดี๋ยวชั้นจะยิงป้องกันไว้ให้”
       ธาริศพยักหน้า แล้วพยายามลัดเลาะตามชิดไป
       พีทยิงซัดกับลูกน้องเปลี่ยน ก่อนที่ลูกปืนจะหมด พีทต้องคอยวิ่งหลบบ้าง ก่อนจะใช้ไหวพริบ หลบอยู่ในพุ่มไม้ใช้ไม้ซัดหัวคนร้ายจนปืนหล่น มาสู้กันด้วยมือเปล่า จนในที่สุดพีทก็กำจัดคนร้าย แล้ววิ่งต่อไป
       ฟากชิดกับธาริศ ยิงกันนัว ชิดหนีเข้าไปในถ้ำ ธาริศตามเข้าไป
      
       ทางฟากเตอร์ ร้อนใจเรื่องทิพปภาอยู่กับประทิน ที่บ้านพีทในรีสอร์ต
       “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆ พี่ทิพถึงได้หายไป”
       “คุณอรก็หายปอีกคน ยามด้านหน้าบอกว่า เห็นคุณอรขับรถออกไปข้างนอก เร็วยังกับพายุ”
       เตอร์ฉงน “นางจะไปไหน ไหนว่าไม่สบายอยู่ไง คุณประทินเตอร์ใจไม่ดีเลยฮ่ะ”
       ชูประคองทิพปภา เข้ามาเตอร์ปราดเดียวเข้าไปถึง
       “พี่ทิพ...เกิดอะไรขึ้น”
       “ผมเจอคุณทิพนอนหมดสติอยู่ในสวนด้านซาฟารีครับ” ชูรายงาน
       “ตายแล้ว พี่ทิพ เกิดอะไรขึ้นใครทำพี่แบบนี้”
       “อร...ทักษอร มันเป็นมันเป็นตัวการของเรื่องทั้งหมดนี้”
       เตอร์กับประทินตกใจ คาดไม่ถึง
      
       ส่วนทักษอรเล็งปืนมาทางรัญธิดา อะตอมยังนอนหมดสติตรงพื้น
       “ไม่นะคะ คุณอร อย่าทำผิดอีกเลยนะคะ วางปืนลงเถอะ แล้วปล่อยฉันไป”
       “ถ้าฉันปล่อยแกไปนะเหรอ แกก็ไปฟ้องพี่ธาริศ ให้เค้าเกลียดฉันนะซิ แต่ถ้าแกตาย ลูกแกตาย ฉันกับพี่ธาริศเราก็จะได้เริ่มต้นกันใหม่ เราจะต้องมีลูกด้วยกัน เป็นครอบครัวที่อบอุ่นที่สุด”
       ทักษอรขยับเดินเข้าใกล้รัญธิดามากขึ้นเรื่อยๆ ทีละก้าว ๆ โดยรัญธิดาค่อยๆ ถดตัวถอยหนี
      
       ส่วนที่พื้นด้านหน้า อะตอมได้สติค่อยๆ ลืมตาลุกขึ้นนั่ง ชิดวิ่งนำเข้ามา เรียกหาเปลี่ยน
       “พี่เปลี่ยน” ชิดชะงัก
       ทักษอรหันมามองอย่างตกใจ ธาริศวิ่งตามมาด้วย ทักษอรยิ่งตกใจ
       “พี่ธาริศ!”
       สองคนชะงัก
       “อร...รัญ...”
       ธาริศมองปืนในมือทักษอร ซึ่งหน้าซีดตกใจรีบลดปืนลง
       “พี่มาที่นี่ได้ยังไง”
       ก่อนที่อะไรจะเป็นอะไร อะตอมเห็นธาริศดีใจสุดขีดลุกขึ้นยืน
       “อาธาริศครับ ช่วยด้วย...”
       อะตอมจะวิ่งไปหาธาริศ ชิดคว้าตัวเอาไว้
       “วางปืนลงไม่งั้นไอ้เด็กนี่ตายแน่ๆ”
       ทุกคนเว้นทักษอรตกใจมาก
       แพทวิ่งหนีอย่างกระปลกกระเปลี้ย อ่อนแรงลงมาเรื่อยๆ เปลี่ยนวิ่งตามมา แพทโดนกิ่งไม้เกี่ยวชายเสื้อขาด ก่อนจะลื่นไถล กลิ้งตกลงมาตามทางลาดชัน เปลี่ยนลื่นไถลตามมาแต่ไม่ได้ล้ม แสยะยิ้ม
       “ทีแรกชั้นก็ว่าจะเมตตาเธอบ้าง...แต่ตอนนี้ชั้นเปลี่ยนใจแล้ว”
       เปลี่ยนหยิบปืนออกมาเล็งไปที่แพท
       แพทหลับตา พร้อมยอมตายแล้ว ที่ด้านหลังพีทกระโดดถีบเข้าใส่เปลี่ยนเต็มแรง เปลี่ยนเซถลาปืนกระเด็นหล่นจากมือ
       แพทตะลึง “คุณพีท”
       “ตายยากจริงนะไอ้พีท.. .ดีจะได้จัดการพร้อมกันทั้งสองคน”
       “ถ้าฉันตาย ก็ไม่มีใครจัดการคนเลว อย่างแกน่ะซิ”
       เปลี่ยนจะคว้าปืนที่พื้น พีทเตะทิ้งให้กระเด็นไปไกล
       สองคนวิ่งเข้าหากัน ร้องลั่น “อ๊ากกก” ไม่รู้ใครเป็นใคร
       พีทกะเปลี่ยนผลัดกันรุกผลัดกันรับ สะบักสะบอมด้วยกันทั้งคู่ จนเปลี่ยนควักมีดสั้นมาแทงพีทเฉี่ยวไปหนึ่งแผล ก่อนที่จะสู้กันต่อ
       ในที่สุดพีทก็เป็นฝ่ายเสียหลัก ตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เปลี่ยนจ้วงมีดแทง พีทใช้มือรับเลือดไหลเป็นทาง แต่พีทฮึดเป็นครั้งสุดท้าย ผลักมือกลับ แทงเปลี่ยนเข้าที่หน้าอกเต็มๆ เปลี่ยนหงายหลัง ลงไปนอน ขาดใจตายคาที่ ในสภาพลืมตาโพลง
       พีทถึงกับทรุด แพทรีบตะเกียกตะกายเข้ามาหา สองคนโผกอดกันแน่น ด้วยความเป็นห่วงกันและกันสุดชีวิต
       “คุณแพท คุณไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”
       แพทส่ายหน้า “คุณล่ะคะ”
       “ผมไม่เป็นอะไร...ดีใจเหลือเกินที่ได้เห็นหน้าคุณ”
       ทั้งคู่กอดกันแน่นอย่างห่วงใยกันและกัน
      
       ส่วนเหตุการณ์ในโกดัง อะตอมกลัวจนร้องไห้
       “อาธาริศครับ ...อาธาริศ”
       ธาริศวางปืนลงกับพื้น “อย่านะ อย่าทำอะไรลูกชั้น”
       “อะตอม” รัญธิดาร้องไห้
       ทักษอรจี๊ด “ลูก เรียกกันได้เต็มปากเต็มคำเหลือเกิน แล้วเมียที่อยู่ตรงนี้ละ พี่เคยเป็นห่วงบ้างมั้ย” ทักษอรฮึดขึ้นมา “ยิงเลย ยิงได้เด็กบ้านั้นเลย พ่อกับแม่มันจะได้ขาดใจตายอยู่ตรงนี้แหละ”
       “อร! พูดอะไรออกมา นี่คืออรที่พี่รู้จักจริงๆ เหรอ ทำไมใจร้ายแบบนี้”
       “ที่อรเป็นแบบนี้ก็เพราะพี่ไง พี่บังคับให้อรต้องใจร้าย ให้อรเป็นบ้าอยู่แบบนี้ ในเมื่ออรไม่มีความสุข ทุกคนก็ต้องไม่มีความสุข ตกนรกไปด้วยกันนี่แหละ”
       ธาริศส่ายหน้ามองอร อย่างสิ้นหวัง อรยิ่งเจ็บปวด
       “อร...พี่เสียใจ...ที่เคยเห็นอรเป็นเด็กดี ที่น่าสงสารตลอดมา...แต่ตอนนี้...พี่ไม่เหลือความรู้สึกดีๆไว้ให้อรอีกเลย”
       ทักษอรโยนปืนทิ้งทันที ถลาไปเขย่าแขนธาริศ
       “ไม่จริง พี่รักอร จำไว้ว่าพี่ต้องรักอรซิเราเป็นผัวเมียกันนะ” ทักษอรสั่งชิดเสียงกร้าว “ฉันสั่งให้ยิงไง ลืมไปแล้วเหรอ ว่าฉันเป็นคนจ่ายเงินให้พวกแก ช้าอยู่ทำไม”
       ชิดยิ้มเหี้ยม “คำสั่งนายจ้าง สำคัญเสมอ” มันค่อยๆยกปืนขึ้น
       “ไม่” ธาริศตะโกนก้อง
       เสียงปืนดังปัง ชิดล้มลงตาย ปราฎว่ารัญธิดาหยิบปืนที่ทักษอรทิ้งเอาไว้ และเป็นคนเหนี่ยวไกยิงเอง ด้วยมือที่สั่นเทากลั้นใจยิงทั้งน้ำตาด้วยความกลัว อะตอมวิ่งไปหารัญธิดา กอดไว้แน่น แล้วร้องไห้ อย่างเด็กที่ตกใจกลัวสุดขีด ธาริศสะบัดแขนทักษอรแล้ววิ่งไปกอดทั้งสองไว้
       “ปลอดภัยแล้วอะตอม ลูกปลอดภัยแล้ว”
       “อะตอม อะตอมลูกแม่”
       ทั้งคู่ผลัดกันกอดหอมอะตอม แล้วธาริศกอดรัญธิดาไว้ด้วย ทุกคนดีใจที่รอดชีวิตมา
       ทักษอรมองภาพตรงหน้าด้วยความคั่งแค้น น้ำตาไหลพรากยอมรับอย่างหมดใจ ว่าเรื่องของตัวเองมันเป็นไปไม่ได้ ค่อยๆ ทรุดลงนั่งกับพื้น ตามองไปเห็นปืนที่ธาริศทิ้งไว้ ตอนชิดบอกให้ทิ้งปืน ทักษอรค่อยๆหยิบปืนขึ้นมาช้าๆ แล้วเล็งไปที่ธาริศกับรัญธิดา กิริยาดูขาดสติมาก ๆ
       “พี่ธาริศ...หยุดนะคะ...พอที”
       รัญธิดาเงยหน้าขึ้นเห็น ทักษอรค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
       รัญธิดาตกใจ “ไม่นะ คุณอร อย่าทำแบบนี้”
       “อร อย่านะ วางปืนลงเถอะ”
       รัญธิดาลุกขึ้น เอาตัวบังธาริศและอะตอมไว้
       “เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะฉันยิงฉันเถอะค่ะ แต่ขอร้องให้ปล่อยพี่ธาริศ กับอะตอมไป”
       ธาริศยอมไม่ได้ “ไม่ รัญ” ลุกขึ้นดึงรัญธิดาไปหลบ แล้วมองจ้องทักษอร “ยิงพี่เถอะอร ถ้ามันจะทำให้อรหายโกรธ หายแค้น พี่ขอโทษที่ทำร้ายจิตใจอรทุกอย่าง”
       “หลบไปเถอะค่ะพี่ธาริศ ความจริง รัญควรตายตั้งนานแล้ว ถ้าพี่ไม่ช่วยรัญไว้ที่สถานีรถไฟเมื่อ 6 ปี ชีวิตรัญไม่มีอะไรต้องเสียดายอีก การที่รัญได้พบพี่...ได้มีลูกน่ารักอย่างอะตอม เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตรัญแล้ว”
       “รักกันมากใช่มั้ย ตายแทนกันได้เลยเหรอ ฮะๆๆๆ ความรักแบบนี้มันมีจริงๆ เหรอ ชั้นไม่เชื่อหรอก”
       “อร ถ้าอรรักใครสักคนมากพอ อรจะรู้ว่าอรยินดีเสียสละทุกอย่างให้เค้าได้ แม้แต่ชีวิต” ธาริศหันไปมองรัญธิดา แล้วก็มองเลยไปยังอะตอม
       รัญธิดาซึ้ง ออกมาเคียงข้างธาริศ
       “ยิงเราสองคนเถอะค่ะ เรื่องทุกอย่างจะได้จบแต่ฉันขออย่างเดียว อย่าทำร้ายลูกฉันเลย ฉันขอละคะ คุณอร”
       ทักษอรลดปืนลง ทั้งน้ำตา เพราะรู้ดีว่าตัวเองเข้าไม่ถึงความรู้สึกนี้ “เสียสละได้แม้แต่ชีวิตอย่างงั้นเหรอไร้สาระสิ้นดี” พลางเช็ดน้ำตา “ตายได้เพื่อคนที่เรารักอย่างนั้นเหรอ”
       ทักษอรค่อยๆ ยกปืนขึ้นอีกครั้ง ธาริศผลักอะตอมให้ถอยห่างออกไป
       รัญธิดากอดธาริศเอาไว้ ธาริศกอดตอบอย่างพร้อมจะตายด้วยกัน
       ทักษอรบาดใจเหลือแสน น้ำตาไหลพราก มองคนทั้งคู่ที่ดูรักกันสุดขีด อะตอมร้องไห้วิ่งไปกอดธาริศกับรัญไว้
       “ไม่เอา...อย่าตาย ตอมไม่ให้ใครตายทั้งนั้น แล้วตอมจะอยู่กับใคร”
       ธาริศก้มลงมองอะตอม แล้วทรุดลงกอด
       “อะตอมลูกพ่อ ถอยออกไป พ่อรักลูกนะครับ”
       “แม่ก็รักลูกนะอะตอม แม่ขอโทษที่แม่ไม่กล้าบอกลูกว่า แม่รักลูกสักแค่ไหน”
       “พ่อครับ แม่ครับ อย่าตายนะครับ อย่าตาย...”
       ทั้งสามคนกอดกันกลม ทักษอรน้ำตาไหลพรากๆ มองปืนในมือ แล้วค่อยๆ ยกขึ้นเหนี่ยวไกปัง ทุกคนหันมามองเห็นทักษอรล้มลงทั้งยืน
       “อร!”
       ธาริศวิ่งไปหา
       “อร...ทำไมถึงทำแบบนี้”
       “อรรักพี่ธาริศมากนะคะ อรยอมตายได้ เพื่อ....พี่...ธาริศ”
       พูดจบทักษอรก็สิ้นลม ธาริศกอดทักษอรไว้
       ทักษอรนอนตายในอ้อมกอดธาริศ สภาพน่าสงสาร รัญธิดากอดอะตอมไว้ไม่ให้มองภาพน่าอนาถนั้น
      
       1 ปี ผ่านไป
       เช้าวันนี้ ธาริศเอาดอกไม้มาวางที่หลุมศพทักษอร
       “พี่เอาดอกลิลลี่ที่อรชอบมาให้จ้ะ”
       รัญธิดากับอะตอมยืนอยู่ข้างหลัง รัญธิดายิ้มให้อะตอมแล้วทั้งคู่เดินเข้าไป อะตอมวางดอกกุหลาบดอกหนึ่งไว้หน้าหลุม แล้วยกมือไหว้
       “แม่รัญ บอกว่า อาอรคิดว่าไม่มีใครรัก ก็เลยทำแบบนั้นลงไป แต่จริงๆ ทุกคน ก็รักอาอรนะครับ แล้วอะตอมไม่โกรธอาอรด้วยครับ พ่อธาริศบอกว่าจะพาพวกเรามาเยี่ยมอาอรทุกปี อาอรจะได้ไม่เหงา”
       ธาริศกับรัญธิดายิ้มให้กันที่อะตอมเป็นเด็กคิดดี
       รัญธิดาเข้ามาไหว้ เป็นคนสุดท้าย
       “หลับให้สบายนะคะ คุณอร พวกเราทุกคนอโหสิให้คุณ”
       ทิพปภาเดินเข้ามา
       “เอ๊า พ่อแม่ลูกสามคน มีใครสนใจอยากรีบกลับทานข้าวแช่ ฝีมือยายบ้างมั้ย”
       อะตอมรีบยกมือ “อยากฮะ อะตอมชอบกินข้าวแช่ป้า...”
       ทิพปภามองหน้า ล้อๆ
       “ฮั่นแน่...”
       อะตอมเปลี่ยนคำ “เอ๊ย...ยายทิพ ม๊ากก....ที่สุดในโลกเลยฮะ”
       “ขอพ่อกินด้วยได้มั้ยครับ”
       “งั้นวิ่งแข่งกันมั้ยใคร ถึงรถก่อนคนนั้นได้กินคนแรก”
       “ได้เลย 1…2…”
       ธาริศยังไม่ทันนับ 3 อะตอมวิ่งจู๊ดไป ธาริศ หัวเราะเสียงดัง ก่อนวิ่งตามไปคว้าตัวอะตอมขี่คอ วิ่งไปด้วยกัน ทิพปภากับรัญธิดามองภาพเบื้องหน้าแล้วหันมายิ้มให้กัน
       “รัญนี่โง่จริงๆ หลงกลัวตั้งนาน ว่าอะตอมแกจะโกรธถ้ารู้เรื่องทั้งหมด ที่รัญไม่ยอมรับแกเป็นลูก ที่ไหนได้ แกเข้าใจทุกอย่าง แถมดีใจเสียอีก คนอย่างรัญ ไม่น่าจะโชคดีมีความสุขแบบนี้เลย...”
       “อย่าโทษตัวเองเลยลูก ความจำเป็นมันทำให้คนเรา ต้องเอาตัวรอด อะตอมเป็นเด็กฉลาด และได้รับความรักความอบอุ่นเต็มที่จากยายแพท แกถึงไม่เคยรู้สึกขาดอะไร เมื่อมีคนรักแกเพิ่มแกก็ดีใจเท่านั้นเอง สำหรับเด็ก”
       “ใช่ค่ะ บางทีถ้าผู้ใหญ่เราคิดน้อยๆ แบบเด็กๆ บางก็คงไม่เกิดเรื่อวุ่นๆ หรอกนะคะ”
       “ถึงยายแพทไม่ใช่แม่ที่แท้จริง เป็นสาวโสด และไม่เคยมีลูกด้วยซ้ำตอนเลี้ยงอะตอม แต่กลับมีสัญชาติญาณความเป็นแม่ มากกว่าแม่ๆ อย่างเราเสียอีกนะลูกนะ”
       รัญธิดายิ้มรับ ทิพปภากอดลูกสาวอีกครั้งด้วยความเข้าใจ
      
       ด้านชูกับฝนกำลังขายขนมจีบกันอยู่ ฝนเขินเด็ดใบไม้ไปตามเรื่อง
       “เอ่อ...พี่ฝน เราสองคนก็ดูใจกันมานานแล้วนะ ชูขอพูดตรงๆ แล้วกันนะ ชูคิดว่า มันสมควรแก่เวลาแล้วที่...ที่...”
       ฝนขัดจังหวะ “เดี๋ยวๆ ขอเวลาทำใจก่อนนะ อีกอย่าง...” ควักตลับแป้งออกมาดูหน้าตัวเอง “เอาล่ะสวยพร้อม ตกลงๆๆ ฉันตกลง สินสอดไม่ต้อง ฉันมีพร้อมแล้ว”
       “เฮ้ย นี่ผมยังไม่ได้ขอ ให้ผมขอก่อนซิ แล้วที่บอกว่ามันสมควรแก่เวลานี่คือเวลา ที่พี่ควรย้อมผมได้แล้ว ผมเริ่มขาวแล้ว”
       “ไอ้บ้า ไอ้บ้าชู”
       ฝนไล่ตีชูไป
      
       ที่สนามสวยๆ พีทอุ้มเด็กอ่อนคนละมืออย่างมีความสุข ครอบครัวธาริศ เดินเข้ามาสมทบ
       “ว่าไงจ๊ะ พ่อเรือพ่วง เลี้ยงลูกง่วนอยู่เชียวนะ”
       “สวัสดีครับพี่ทิพ”
       ทิพเข้ามาช่วยอุ้มหลาน
       “ไม่ใช่พ่วงลำเดียวเลยครับ คราวนี้พ่วงสองลำเลยล่ะ” ธาริศเย้า
       ทุกคนหัวเราะอย่างมีความสุข
       “แล้วนี่ น้าแพทไปไหนละค่ะ รัญจะมาชวนไปกินข้าวแช่ที่บ้าน”
       พีทหน้าจ๋อย เศร้าทันที
       “คุณแพทเค้า...”
       เตอร์วิ่งหน้าตาตื่นโลกแตกเข้ามา
       “แย่แล้วค่ะ คุณพีท ทุกคน...ก็ ยายแพทนะซิฮะ เอาจริง เตอร์ห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง”
       พีทตกใจฝากลูกไว้กับรัญธิดา
       “ฝากลูกก่อนนะครับทุกคน เดี๋ยวผมมา...” แล้ววิ่งตื๊อออกไปทันที
      
       แพทเดินลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กๆ หน้าตาบึ้งตึงมาถึงเนินในสนามหญ้าของรีสอร์ทสวยๆ พีทรีบวิ่งเข้ามาดักด้านหน้า
       “คุณจะไปไหน” แล้วพีทมาดึงกระเป๋าไว้
       “ปล่อยฉัน ฉันบอกคุณแล้วไง ว่าฉันจะไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไปมันถึงเวลาแล้ว ที่ฉันควรจะทำตามความฝันในวัยสาวของฉันเสียที...ฉันจะไปออกเดินทางรอบโลก”
       “เพ้อเจ้อไปหรือเปล่าคุณ”
       “นี่คุณว่าฉันเหรอ” แพทโมโห จัดแจงถอดแหวนที่แม่นายให้ “เอาแหวนของคุณคืนไป”
       “เฮ้ย นี่ไม่ใช่แหวนผม แหวนของแม่ แม่เป็นคนให้คุณ เพราะงั้น ผมไม่รับคืนหรอก”
       “ใช่ซิ ก็ทุกอย่างที่คุณทำ ก็เพื่อแม่นาย ทั้งนั้น แหวนวงนี้เราใส่กันก็ต่อหน้าแม่นาย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วคุณ...คุณ...คุณไม่เคยบอกว่ารักฉันเลยสักครั้งเดียว”
       พีทอึ้งไปนิดแล้วก็หัวเราะก๊าก
       “ฮะ ๆ ๆ คุณนี่ตลกจริง ตกลงที่งอนผม จะแบ็คแพครอบโลกก็เพราะผมไม่ได้บอกรักคุณงั้นเหรอ” แพทยิ่งโมโหที่โดนจับได้ “ลูกสองแล้วนะ ยังจะไปไหนอีกเหรอ”
       “ใช่ซิ ฉันมันบ้า ฉันมาเพ้อเจ้อ งั้นก็ปล่อยฉันไปตามทางของฉันซิ ปล่อยๆ”
       แพทเดินหนีงอนสุดขีด พีทกอดแพทไว้จากด้านหลัง แล้วบอกรักด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยธรรมดา
       “ผมรักคุณ”
       แพทอึ้งแล้วก็เริ่มเขิน
       “บ้า มาพูดอะไรกันตรงนี้”
       พีททำไม่รู้ไม่ชี้ “อ้าวก็คุณอยากได้ยินไม่ใช่เหรอ ผมรักคุณ” กอดแล้วตะโกน “ผมรักแพท ผมรักเมียของผม ได้ยินมั้ย เจ้าข้าเอ๊ย...ผมรักคุณแพท”
       แพทปิดปากพีท “พอแล้วคะ...พอแล้ว”
       ปรากฏว่ามีเสียง “ฮิ้ว....” ดังแซวขึ้นมา โดยดังมาจากรถกอลฟ์ที่บรรทุก ธาริศ รัญธิดา ทิพปภา เตอร์ และอะตอม ส่วนฝนกับชูอุ้มลูกสองคนของพีทกะแพทตามมา แพทหันไปเห็นยิ่งเขิน แต่แล้วก็แพทก็เริ่มผะอืดผะอม เหมือนจะอ้วก
       “เป็นอะไรคุณ” พีทมองหน้าแพท เห็นแพทยิ้มแหยๆ “หา! อีกแล้วเหรอ นี่กี่เดือนแล้ว”
       “สาม” แพทบอก
       “ทะเลาะกันแบบนี้ ลูกหัวปีท้ายปีแบบที่โบราณท่านว่าไว้เปี๊ยบ” ทิพปภาบอก
       อะตอมสงสัย “แปลว่าอะไรครับ ยายทิพ”
       “ก็แปลว่า อะตอมจะมีน้องเพิ่มอีกคนแล้วไง”
       อะตอมร้อง “เย้” วิ่งเข้าไปกอดแพทกับพีทอย่างดีใจ พีทอุ้มอะตอมเอาไว้ ทั้งหมดเข้ามาแสดงความยินดีกับสองคน ธาริศกอดรัญธิดาแล้วกระซิบบอกเสียงหวานซึ้ง
       “งั้น...คู่เราก็ต้องเร่งเครื่องให้ทันพี่พีทกับคุณแพทแล้วนะ”
      
       ยามนั้นเห็นแต่บรรยากาศแสนสดใส อบอวลไปด้วยความรัก และความสุข คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
      
       จบบริบูรณ์
กลับไปยังรายบอร์ด