กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายรัชชานนท์

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ 08.jpg
12-6-2013 12:15


คุณชายรัชชานนท์.jpg
23-5-2013 11:34



สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายรัชชานนท์



ออกอากาศ : ทุกวันศุกร์ เวลา 20.25 น. และวันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
บทประพันธ์โดย : ซ่อนกลิ่น
บทโทรทัศน์โดย : พิมพ์ธนา
กำกับการแสดงโดย : พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
ดำเนินงานสร้างโดย : ธัญญา โสภณ
อำนวยการผลิตโดย : บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด

รายชื่อนักแสดง

ธนิน มนูศิลป์   รับบท   รัชชานนท์
ณฐพร เตมีรักษ์   รับบท   สร้อยฟ้า
พงศกร เมตตารินกานนท์   รับบท   จ่อย
จรณ โสรัตน์   รับบท   ม.ล.ชัชวีร์
พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง   รับบท   เจ้าหลวงสุริยวงศ์
ธนากร โปษยานนท์   รับบท   ม.ร.ว.อนุพันธ์
มยุริน ฝองผุดพันธ์   รับบท   ม.ร.ว.ดาณีนุช
สันติสุข พรมศิริ   รับบท   นายพลเซกอง
ศักราช ฤกษ์ธำรง   รับบท   ไกรสร
โอลิเวอร์ บีเวอร์   รับบท   แฮรี่
ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์   รับบท   แม่เฒ่า
เอกพันธ์ บันลือฤทธ์   รับบท   โพนโฮง
ต๋อง ชวนชื่น   รับบท   บุญโฮม
เตชินท์ ปิ่นชาตรี   รับบท   ทับทิม
ภัทรากร ตั้งศุภกุล   รับบท   จันทรา
เบญจวรรณ อาร์ตเนอร์   รับบท   เจ้าส่องดาว
อุดม ชวนชื่น   รับบท   พรานเกิ้น
อ.เกริกเกียรติ พันธ์พิพัฒน์   รับบท   พรานเจ้ย


เรื่องย่อ ละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายรัชชานนท์




       ในปี 2503 เมื่อ ม.ร.ว.รัชชานนท์ จุฑาเทพ (ธนิน มนูศิลป์) คุณชายเล็กแห่งวังจุฑาเทพ ตัดสินใจหนีการดูตัวที่ หม่อมย่าเอียด (จารุวรรณ ปัญโญภาส) ที่ต้องการจับคู่กับ หม่อมหลวงศินีนุช เทวพรหม (พิมพ์ทอง วชิราคม) เพื่อทำตามพระประสงค์ของหม่อมเจ้าวิชชากร พระบิดาที่ต้องการดองกับตระกูลเทวพรหม
      
       รัชชานนท์ร่วมวางแผนกับ รณพีร์ (เจมส์ มาร์) น้องชายคู่หู หนีการดูตัวกับศินีนุชไปอย่างเฉียดฉิว โดยรีบหนีไปรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิศวกรรมโยธาประจำที่จังหวัดหนองคาย และเดินทางออกไปโดยไม่บอกใคร ทำให้ทุกคนในวังจุฑาเทพวุ่นวายกันไปหมด
      
       ที่หนองคายรัชชานนท์ได้ช่วย จันทา (ภัทรากร ตั้งศุภกุล) สาวบ้านป่าลูกสาวของ พรานเจ้ย (อ.เกริกเกียรติ พันธ์พิพัฒน์) จากการข่มเหงของทหารเวียงพูคำ รัชชานนท์ เป็นขาเดินป่าถ่ายรูป จึงของให้พรานเจ้ยนำทางเที่ยวในป่า โดยมีจันทาร่วมเดินทาง
      
       การเดินทางเข้าป่าครั้งนี้ทำให้ชีวิตรัชชานนท์ต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อรัชชานนท์ต้องเจอกับกลุ่มทหารเวียงพูคำที่ตามมาแก้แค้น ทำให้ทั้งจันทาและรัชชานนท์ถูกยิ่งบาดเจ็บ ส่วนพรานเจ้ยก็ป้องกันลูกสาวจนตัวตาย แต่ก่อนหน้านั้นพรานเจ้ยก็เคยให้สร้อยรูปพระจันทร์แก่จันทาไว้ เพื่อให้จันทาได้ตามหาพ่อแม่ที่แท้จริง รัชชานนท์และจันทารอดชีวิตได้เพราะ สร้อย (ณฐพร เตมีรักษ์) สาวบ้านป่ากับ จ่อย (พงศกร เมตตาริกานนท์)เพื่อนคู่หู ทั้งคู่จึงพาจันทาและรัชชานนท์มารักษาตัวในหมู่บ้านวลาหก อันเป็นหมู่บ้านหลี้ภัยของชาวเวียงพูคำ
      
       สร้อยได้ค้นพบว่ารัชชานนท์คือคนในทำนายของแม่เฒ่า (ทัศวรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา) ที่จะสามารถมาทำลายมนต์หมอกที่ปกป้องวลาหกให้เสื่อมคลายไป สร้อยจึงพยายามกำจัดรัชชานนท์ให้ออกไปจากหมู่บ้านแต่ไม่สำเร็จ อีกทั้งพ่อใหญ่ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) พ่อของสร้อยซึ่งเป็นผู้นำหมู่บ้านสั่งให้ดูแลรัชชานนท์ไว้ เพราะรัชชานนท์จะเป็นผู้นำของสำคัญกลับมาสู่ชาวเวียงพูคำ สร้อยทำอะไรไม่ได้ เพราะไกรสอน (ศักราช ฤกษ์ธำรง) และแฮรี่ (โอริเวอร์ บีเวอร์) เห็นชอบทางเดียวกันกับพ่อใหญ่
      
       เมื่อรณพีร์กับ ชัชวีร์ (จรณ โสรัตน์) มาหารัชชานนท์ที่หนองคาย จึงรู้ว่ารัชชานนท์หายไปในป่า เรื่องรู้ถึงวังจุฑาเทพ ธราธร (เกรท วรินทร) และ พุฒิภัทร (จิรายุ ตั้งศรีสุข) จึงต้องไปช่วยตามหารัชชานนท์ในป่า โดยมีศินีนุชขอตามไปด้วย และมี ย่าอ่อน (ตุ๊ก ดวงตา) เป็นให้การสนันสนุน
      
       แม่เฒ่า รักษารัชชานนท์จนหาย รัชชานนท์รู้สึกผิดมากที่พาจันทาเข้าไปในป่า ทำให้พ่อของจันทาตาย จึงขอรับผิดชอบจันทาและรับปากจะพาไปอยู่กรุงเทพด้วย จันทาเข้าใจผิดคิดว่ารัชชานนท์จะรับตนไปเป็นภรรยา ขณะที่สร้อยกลุ้มใจเรื่องที่พ่อใหญ่ต้องการให้เธอออกไปจากหมู่บ้านพร้อมรัชชานนท์
      
       นายพลเซกอง (สันติสุข พรหมศิริ) ได้โค่นบังลังก์เจ้าสุริยวงศ์เมื่อ 15 ปีก่อน ทำให้แผ่นดินเวียงพูคำต้องลุกเป็นไฟ ชาวเวียงพูคำต่างอพยพลี้ภัยเข้ามาในไทย นายพลเซกองจึงสั่งให้พวกทหารตามจับตัวไป เพื่อไม่ให้รวมกลุ่มเป็นกองกำลังกู้ชาติ พ่อใหญ่ เป็นหนึ่งในกลุ่มที่จงรักภักดิ์ดีต่อเจ้าหลวง จึงเป็นเป้าหมายให้ทหารเวียงพูคำคอยเล่นงาน
       สร้อยไม่เข้าใจทำไมพ่อใหญ่ต้องส่งเธอออกไป จึงไปปรึกษารัชชานนท์ พอได้ฟัง รัชชานนท์ จึงเผลอกอดปลอบใจสร้อย ทันใดนั้นพ่อใหญ่ก็เข้ามาเห็นพอดี และเห็นว่าสิ่งที่ทั้งคู่ทำเป็นเรื่องผิดผี ทั้งคู่ต้องแต่งงานกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
      
       ระหว่างนั้นบรรดาพี่ๆ น้องๆ ของรัชชานนท์เข้ากันไปตามหาในป่า โดยให้ศินีนุชรออยู่ที่แค้มป์และมีรณพีร์รออยู่เป็นเพื่อน แล้วเมื่อพวกเขาตามหารัชชานนท์จนเจอก็ดีใจมาก แต่ก็ต้องช็อคเมื่อรู้ว่ารัชชานนท์แต่งงานแล้ว
      
       เมื่อถึงเวลาพ่อใหญ่จึงสั่งให้สร้อยไปอยู่กรุงเทพฯ กับรัชชานนท์ โดยมีภารกิจต้องตามหาเจ้ารังสิมันต์เจ้ารัชทายาทให้เจอ โดยมีจ่อยกับจันทาตามไปด้วย ก่อนไปรัชชานนท์ได้จดทะเบียนสมรสกับสร้อย เพื่อไม่ให้ย่าเอียดบิดพลิ้วไล่สร้อยออกจากวังจุฑาเทพไป
      
       ทันทีที่ย่าทั้ง 2 รู้เรื่องก็ลมแทบจับ แต่หม่อมย่าเอียดยังให้โอกาสสร้อย 1 เดือนที่จะให้ทำตัวเป็นแม่บ้านแม่เรือน
      
       รัชชานนท์กับสร้อยช่วยกันสืบหาเจ้ารัชทายาทจนพบว่า อนุพันธ์ (ธนากร โปษยานนท์)พ่อของชัชวีร์มีแหวนเจ้ารัชทายาทอยู่
      
       และแล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อความจริงเปิดเผยว่าหม่อมหลวงชัชวีร์ เทวพรหม แท้จิงแล้วคือเจ้ารังสิมันต์ที่หายสาบสูญไปเมื่อ 10 ปีก่อน รัชชานนท์และเหล่าคุณชายจึงตัดสินใจช่วยชัชวีร์ไปกู้เวียงพูคำคืน รัชชานนท์และคุณชายได้ช่วยกันกอบกู้บังลังก์ให้กับชัชวีร์จนสำเร็จ จนทำให้รู้ความจริงว่า พ่อใหญ่ คือ เจ้าสุริยวงศ์ และไกสอนคือพ่อของจ่อยคือพลเอก ไกรสอน ผู้คุมกองเวียงพูคำ ส่วนสร้อยคือเจ้าหญิงสร้อยฟ้าและจันทาเป็นลูกไกสอนที่พลัดหลงกัน สร้อยกับชัชวีร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้ารังสิมันต์และเจ้าสร้อยฟ้าอย่างสมเกียรติ ทำให้รัชชานนท์รู้สึกต่ำต้อยขึ้นมาทันที หนีกลับไปกรุงเทพฯ อย่างเงียบๆ ทำให้สร้อยฟ้าเสียหน้าและเสียใจมาก
      
       ต่อมาเจ้ารังสิมันต์พาเจ้าสร้อยฟ้ามากราบเยี่ยมย่าอีก และรับจันทาไปแต่งงานด้วย ทำให้หม่อมย่าทั้ง 2 รู้ว่าสร้อยสาวชาวป่าคือเจ้าหญิงสูงศกดิ์ ย่าเอียดกับย่าอ่อนนับถือในความมุ่งมั่นรักชาติของเจ้าหญิงชาวป่าที่เคยดูถูกไว้อย่างหมดใจ
      
       คราวนี้เรื่องกลับตาลปัตร กลายเป็นว่าฝ่ายจุฑาเทพเป็นฝ่ายที่ไม่คู่ควรกับเจ้าหญิงแห่งเวียงพูคำ
      
       แต่แล้วสร้อยฟ้ายอมลดทิฐิ เธอจึงไปตามหารัชชานนท์จนเจอ แล้วทั้งคู่ก็ครองคู่กันอย่างมีความสุข
      

+++++++++++ จบบริบูรณ์ +++++++++++




ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายรัชชานนท์

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       ณ หมู่บ้านวลาหก ในช่วงเวลายามเย็น แลเห็นม่านหมอกหนาทึบแผ่ตัวลงปกคลุมแมกไม้กลางป่าดูช่างลึกลับ พร้อมๆ กับแว่วเสียงของ แม่เฒ่า ผู้เป็นหมอรักษาโรคภัยประจำหมู่บ้านดังขึ้น
      
       “...เมื่อกษัตริย์ผู้สวมมงกุฎแห่งเทพมาเยือน เสียงเรียกจะทำให้หมอกคุ้มภัยจางหาย...”
       ม่านหมอกค่อยๆ แตกกระจาย เปิดให้เห็นหมู่บ้านวลาหกที่ซ่อนตัวอยู่หลังแมกไม้อย่างเลือนราง
       “...เมื่อถึงเวลานั้น วลาหกจะเสียแก้วตาไป แต่จะได้ดวงใจของเวียงพูคำกลับคืนมา..”
       สิ้นคำทายทัก ม่านหมอกอันน่าพิศวงก็รวมตัวกันปกคลุมหมู่บ้านวลาหกไว้ดังเดิม
      
       ภายในวังจุฑาเทพ ห้องส่วนตัวของรัชชานนท์ นิตยสาร National Geographic ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเดินป่าวางอยู่ในโต๊ะทำงาน ภาพนั้นฉายให้เห็นภาพป่าทึบมีมวลหมอกปกคลุมอย่างน่าค้นหา บนโต๊ะมีเครื่องเขียน และรูปถ่ายรัชชานนท์ในวัย10 ขวบและพุฒิภัทรวัย13 ขวบ ถ่ายคู่กัน ทั้งคู่เป็นพี่น้องที่เกิดจากของหม่อมเจ้าวิชชากรและหม่อมหยก
       ความรีบร้อนของ หม่อมราชวงศ์ รัชชานนท์ จุฑาเทพ ขณะที่เอื้อมมือเข้ามาคว้านิตยสารอย่างรวดเร็ว ทำให้กรอบรูปถ่ายครอบครัวล้มคว่ำหน้าลงบนโต๊ะ เขาจับนิตยสารยัดใส่กระเป๋าเดินทางอย่างเร่งรีบ ก่อนจะคว้ากระเป๋าเดินทางและกระเป๋ากล้องถ่ายรูปอย่างรวดเร็ว เขาหันกลับมามองที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง แล้วจับกรอบรูปถ่ายขึ้นตั้งใหม่ จากนั้นก็ผลุนผลันออกไปจากห้อง
       รูปถ่ายครอบครัวกรอบเงินบานนั้นมีตราราชสกุล “จุฑาเทพ” อันมีความหมายว่า “มงกุฎแห่งเทพ” ประดับอยู่
      
       บริเวณที่จอดรถในวังจุฑาเทพ เวลาต่อเนื่องมา รัชชานนท์ถือกระเป๋าเดินทางเดินมาถึงที่รถ เปิดท้ายรถแล้วโยนกระเป๋าลงไป แต่สะพายกระเป๋ากล้องไว้กับตัว เขาปิดท้ายรถดังปัง! แล้วสะดุ้งเฮือกตกใจเสียเอง เขามองซ้ายมองขวากลัวว่าใครจะมาเห็นเข้า !!
       รัชชานนท์ค่อยๆ เข็นรถออกไปกะจะไปสตาร์ทรถที่หน้าวัง คุณชายพุฒิภัทร ผู้เป็นพี่ชายวางมือแปะลงท้ายรถช่วยเข็นให้ รัชชานนท์ร้อนใจพะวงอยู่กับภารกิจการหนีออกจากวัง โดยไม่ทันหันไปมอง เพราะคิดว่าเป็นสมบุญคนรับใช้
       “ทำไมเพิ่งมาวะ เร็วๆ ช่วยกันหน่อย เดี๋ยวไม่ทันรถไฟ”
       คุณชายรณพีร์เข้ามาช่วยเข็นรถอีกคน
       รัชชานนท์รู้สึกว่า รถขยับไปได้เร็วขึ้นอย่างน่าประหลาด
       “เออๆ ดีมาก สมบุญ เดี๋ยวฉันจะตกรางวัลให้อย่างงามเลย แกนี่แรงดีเหมือนกันนี่หว่า”
       รัชชานนท์ชะงักเพิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติว่า มีคนมาช่วยถึงสองแรงซ้ายขวา เขาค่อยๆหันมองซ้ายขวาเห็นเป็นพุฒิภัทรกับรณพีร์ที่ช่วยเข็นรถให้
       รัชชานนท์หัวเราะแหะๆบอก
       “อย่าบอกพี่ชายใหญ่นะ”
       รณพีร์ขำๆ
       “ช้าไปแล้วล่ะ”
       พุฒิภัทรพยักพเยิดไปทางหน้าตึกอย่างเอาบุญ รัชชานนท์หันไปมอง เห็นคุณชายธราธรยืนนิ่ง มีสมบุญยืนหน้าจ๋อยอยู่ด้านหลัง ธราธรมองมาที่รัชชานนท์ที่ยืนเซ็งในอารมณ์ที่ภารกิจล้มเหลวเสียได้
      
       ธราธรเดินนำเข้ามาในห้องรับแขก พุฒิภัทรกับรณพีร์ประกบตัวรัชชานนท์ตามมาติดๆ
       “ปล่อยๆ ปล่อยได้แล้ว ไม่หนีแล้ว ไม่หนีแล้วก็ได้”
       รัชชานนท์บอกก่อนสะบัดตัวหลุดออกมาได้ เขาทิ้งตัวลงนั่งอย่างเซ็งจัด
       “การหนีไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้หรอกนะ” ธราธรพูดขึ้น
       “ผมไม่เห็นทางอื่นแล้วจริงๆ”
       “นายจะกลัวอะไร งานคืนนี้ก็แค่งานเลี้ยงต้อนรับศินีนุชเรียนจบจากปีนัง” พุฒิภัทรว่า
       รณพีร์ น้องเล็กแห่งวังจุฑาเทพ ลูกหม่อมอุบลวรรณ ชายาเอกของหม่อมเจ้าวิชชากร อดเข้าข้างพี่ชายคนสนิทไม่ได้ จึงพูดขัดขึ้น
       “แค่งานเลี้ยงที่ไหนครับ ก็รู้ๆ อยู่ว่า งานคืนนี้เป็นงานเลี้ยงจับคู่ของหม่อมย่าท่าน คืนนี้ไม่ผมก็พี่ชายเล็กต้องถูกจับตีตราจองอย่างเป็นทางการแน่ๆ”
       “อย่างนายยังพอรอดตัว ชายพีร์ ตั้งแต่มีเรื่องยายมารตี คุณลุงเทวพันธ์ก็เข้าหน้าหม่อมย่าไม่ติด ฉันนี่ซิวะ ตอนนี้คุณหญิงดารณีนุชประกาศไปทั่วว่า ศินีนุชเป็นคู่หมายของฉัน ถ้าฉันไปงานคืนนี้ มีหวังดิ้นไม่หลุด ได้ถูกจับแต่งงานแน่ !” รัชชานนท์บอก
       “แล้วคิดว่า นายจะหนีพ้นงั้นหรือ ยังไงหม่อมย่าก็จะต้องจับนายไปเจอกับศินีนุชอยู่ดี” ธราธรผู้เป็นพี่ใหญ่บอก
       “นั่นน่ะซิ สู้ไปทำความรู้จักกันไปเลยวันนี้ ถ้านายไม่ถูกชะตากับศินีนุชจริงๆ ก็เรียนหม่อมย่าไป ถ้าหากนายมีเหตุผลที่ดี หม่อมย่าท่านก็อาจจะรับฟังก็ได้” พุฒิภัทรให้เหตุผล
       “แต่คราวนี้หม่อมย่าหมายมั่นปั้นมือเหลือเกิน ผมไม่ขอเสี่ยงล่ะครับ ขอเผ่นไปตั้งหลักก่อนดีกว่า ลาล่ะครับ”
       รัชชานนท์พรวดพราดออกไปไม่ให้ทุกคนได้ตั้งตัว ธราธและพุฒิภัทรร้องเรียก
       “ชายเล็ก !!”
       รัชชานนท์เดินออกไป แล้วค่อยๆเดินถอยกลับมาอย่างช้าๆด้วยท่าทางหวั่นๆ ทั้งหม่อมย่าเอียดและย่าอ่อนสาวเท้าก้าวเข้ามาช้าๆ หม่อมย่าเอียดหน้านิ่งดุ น่าเกรงขาม รัชชานนท์ยืนนิ่งงันเสียวสันหลังวาบๆ ด้วยความเกรง
      
       หม่อมย่าเอียดจ้องมองรัชชานนท์ที่นั่งดื้อเงียบอยู่
       “ชายเล็ก ! เธอคิดจะทำอะไรของเธอ”
       ย่าอ่อนคอยรับใช้ย่าเอียดอยู่ไม่ห่างรีบขยับมาให้ข้อมูลทันที
       “ก็คิดจะหนีน่ะซิคะ คุณพี่ นี่ถ้าเรามาช้านิดเดียว ป่านนี้คงหนีไปดื่มเหล้า เที่ยวผู้หญิงที่ไหนแล้วก็ไม่รู้”
       รณพีร์รีบขยับยื่นหน้าเข้ามาทำทะเล้นลดความตึงเครียดของสถานการณ์
       “คงเป็นโลลิต้าล่ะครับ ย่าอ่อน นักร้องที่นั่นสวยหยาดฟ้ามาดินกันทุกคน”
       ย่าอ่อนตีแขนรณพีร์ส่งเสียงดุอย่างไม่จริงจัง
       “ ชายพีร์ ! ไม่ใช่เวลาพูดเล่น”
       หม่อมย่าเอียดปรายตามองรณพีร์ดุๆโดยไม่พูดจาอะไร รณพีร์ยิ้มแห้งๆสงบปากทันที ธราธรกับพุฒิภัทรมองหน้าหาทางช่วยน้องชาย
       “ชายเล็กแค่หุนหันไปชั่วขณะน่ะครับ หม่อมย่า” พุฒิภัทรบอก
       “เราคุยกันรู้เรื่องแล้ว ยังไงคืนนี้ชายเล็กก็จะไปงานที่วังกิตติวงศ์แน่นอนครับ หม่อมย่าไม่ต้องเป็นห่วง”
       “เดี๋ยวซิครับ พี่ชายใหญ่!” รัชชานนท์จะท้วงติง
       หม่อมเอียด รวบรัดตัดบททันที
       “งั้นก็ดีแล้ว ย่าเชื่อในตัวเธอนะ รัชชานนท์ เธอมีสายเลือดของจุฑาเทพ เธอย่อมรู้จักหน้าที่ของตัวเอง อย่าได้ทำให้ย่าต้องผิดหวัง !”
      
       รัชชานนท์จนมุมพูดไม่ออกได้แต่หันไปสบตากับรณพีร์ เพื่อขอความช่วยเหลือ


  


       วังกิตติวงศ์ เป็นวังเก่าแก่หรูหราของราชสกุลกิตติวงศ์ พ่อของ หม่อมราชวงศ์ ดารณีนุช เทวพรหม ภายในสวนสวย มีโต๊ะปูผ้าขาวจัดเรียงอยู่กลาง สถานที่ถูกตกแต่งสวยงามจวนใกล้เสร็จสมบูรณ์
      
       เรืออากาศโท มล.ชัชวีร์ เทวพรหม เพื่อนสนิทของรณพีร์ยืนคุมคนรับใช้สองคนที่กำลังยกเก้าอี้เข้ามาเพิ่ม คนรับใช้อีก 2-3 คนกำลังทำหน้าที่เก็บกวาดอยู่ด้านหลัง
       “วางไว้ตรงนี้เลย เดี๋ยวฉันจัดการต่อเอง”
       คนรับใช้สองคนเดินออกไป ชัชวีร์จัดเก้าอี้ให้เข้าที่เข้าทาง จัดดึงผ้าปูโต๊ะให้เรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนวางช่อดอกกุหลาบแดงไว้กลางโต๊ะ คุณหญิงดารณีนุชเดินเข้ามาตรวจตราจับผิดการทำงานของชัชวีร์ ที่เธอชอบจับผิดเพราะชัชวีร์เป็นลูกชายของ ม.ร.ว. อนุพันธ์ กับเมียที่ไม่ยอมเปิดเผย!!
       “ทำไมเป็นกุหลาบแดง ฉันสั่งกุหลาบขาวไม่ใช่หรือ”
       “น้องนุชขอเปลี่ยนเป็นกุหลาบแดงน่ะครับ คุณหญิง”
       คุณหญิงดารณีนุชนิ่ง ทำคอแข็งไป เมื่อเล่นงานชัชวีร์ไม่ได้แต่ยังหาเรื่องต่อ
       “แล้วทำไมไม่บอกฉัน งานคืนนี้สำคัญมาก ทุกอย่างต้องผ่านความเห็นชอบจากฉัน!”
       “น้องนุชเปลี่ยนใจกลับไปกลับมาทุกห้านาที ผมก็เลยคิดว่ารอให้จัดเตรียมงานทุกอย่างเรียบร้อยก่อน แล้วจะกราบเรียนคุณหญิงเสียทีเดียว”
       “แกอย่ามาโยนความผิดให้ลูกสาวฉันนะ นายชัช ! ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิดอีก ไปเอาสันดานไพร่มาจากไหน จากแม่ของแกล่ะซิ !”
       “คุณหญิงก็ทราบว่า ผมไม่เคยรู้ว่า แม่ผมเป็นใคร ผมรู้แต่ว่า ตั้งแต่เกิดมา ผมก็มีคุณหญิงคนเดียวที่คอยสั่งคอยสอนผม”
       ม.ร.ว.ดารณีนุชโกรธจี๊ด
       “นี่แกหาว่า แกได้สันดานไพร่มาจากฉันงั้นหรือ ไอ้ชัช !”
       คุณหญิงดารณีนุชเงื้อมือจะตบชัชวีร์ แต่ พลตรี ม.ร.ว. อนุพันธ์ผู้เป็นสามี เอื้อมมือจับไว้ทันท่วงที เธอหันไปมองแล้วถามสามี
       “มาห้ามฉันทำไม ฉันจะตบสั่งสอนไอ้ลูกกาฝากของคุณ !”
       คุณหญิงดารณีนุชดิ้นรนจะเอาเรื่องชัชวีร์ให้ได้ แต่สามีจับตัวเมียไว้แน่น ชัชวีร์รู้ว่าควรทำยังไงเขาเดินออกไปจากความวุ่นวายอย่างเงียบๆเพียงลำพัง
       “เออ ดี ไสหัวไปเลย แล้วคืนนี้ไม่ต้องมาเสนอหน้าให้ฉันเห็นหรือไม่ต้องมาเหยียบที่นี่เลยก็ยิ่งดี จะไปตายที่ไหน ก็ไป !”
       “คุณหญิง !”
       ม.ร.ว. อนุพันธ์ เทวพรหมจ้องหน้าภรรยาอย่างโกรธจัด
      
       ชัชวีร์เดินเหนื่อยใจออกมาจากตัวตึกไปตามทางที่จอดรถ เดินอยู่ครู่หนึ่งก็ชะงักรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่คนเดียว เขายังทำตัวปกติแต่ระแวดระวังตัวมากขึ้น รณพีร์โผล่พรวดเข้ามาจู่โจมล็อกคอ เขาเบี่ยงตัวหลบได้ทันแล้วหันกลับมาเล่นงาน เขาเงื้อมือจะชกหน้าแต่ยั้งมือไว้ทันเพราะเห็นว่าเป็นรณพีร์
       “เล่นอะไรบ้าๆ ! ชายพีร์ ถ้าฉันมีปืน นายโดนส่องไปแล้ว”
       “เสืออากาศอย่างเรา จะทักทายกันธรรมดาได้ยังไง นี่โดนคุณแม่เลี้ยงเล่นงานมาอีกล่ะซิ”
       ชัชวีร์สีหน้าเรียบเฉย
       “คุณหญิงไม่เคยรับฉันเป็นลูก เรียกว่า แม่เลี้ยงคงไม่ได้หรอก ฉันเป็นแค่ไอ้เด็กข้างถนนที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น”
       “เฮ้ย ยังไงนายก็เป็นลูกของคุณลุงอนุพันธ์ นายก็เป็นเทวพรหมคนนึงเหมือนกัน”
       ชัชวีร์ยิ้มขมขื่น
       “ฉันเนี่ยนะ เทวพรหม ไม่อาจเอื้อมหรอก”
       ร.ท. มล. ชัชวีร์ เทวพรหมยิ้มขรึมยอมรับในฐานะตัวเองโดยดุษฎี
      
       คุณหญิงดารณีนุชจ้องหน้าสามีอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่นิดเดียว
       “ทำไม! ฉันพูดผิดตรงไหน คนอย่างไอ้ชัชไม่คู่ควรที่จะอยู่ที่นี่ ถ้าจะอยู่ก็อยู่ได้ในฐานะบ่าวรับใช้เท่านั้น อย่าได้ยกตัวตีเสมอลูกนุชของฉัน”
       “แต่ชัชวีร์เป็นลูกชายของผม”
       คุณหญิงสวนกลับทันที
       “คุณแน่ใจได้ยังไงว่า ไอ้ชัชเป็นลูกของคุณจริงๆ ลงแม่มันใจง่ายนอนกับคุณได้ มันก็คงนอนกับผู้ชายไปทั่วแหละ”
       “คุณอย่ามาดูถูกแม่ของชัชวีร์ !”
       “หรือว่าไม่จริง ถ้ามันเป็นผู้หญิงดีๆ ทำไมคุณไม่กล้าบอกมาล่ะว่า มันเป็นใคร ถ้าฉันทายไม่ผิด แม่ไอ้ชัชคงเป็นผู้หญิงโคมเขียวที่คงเน่าตายในซ่องที่ไหนซักแห่ง มันถึงส่งลูกชายมาให้คุณเลี้ยง คุณคงคิดว่า คุณล้างประวัติชุบตัวให้ไอ้ชัชได้ล่ะซิ ถึงมันจะได้ชื่อว่า เป็นหม่อมหลวงชัชวีร์ เทวพรหม แต่ยังไงมันก็ยังเป็นลูกชายนังผู้หญิงส่ำส่อนอยู่วันยันค่ำ !”
       “พอได้แล้ว !”
       คุณชายอนุพันธ์โกรธสุดขีดจับแขนคุณหญิงบีบแน่น ถ้าเขาฆ่าได้คงฆ่าตายไปแล้ว เขาพูดอย่างข่มอารมณ์
       “พอได้แล้ว ไม่ว่ายังไง ชัชวีร์ก็เป็นลูกชายของผม เป็นลูกชายที่เกิดจากผู้หญิงที่ผมรักและจะรักตลอดไป !”
       คุณชายอนุพันธ์ปล่อยมือจากคุณหญิงแล้วเดินออกไปอย่างไม่เหลียวหลัง น้ำคำของสามีที่ตอกย้ำทำให้ ม.ร.ว. ดารณีนุชถึงกับน้ำตาคลอ
       “ฉันเกลียดแก ไอ้ชัชวีร์ !”
      
       ชัชวีร์เดินมาถึงรถเก่าๆ ของตัวเองจอดอยู่ท่ามกลางรถหรูหราทันสมัยหลายคันในวังกิตติวงศ์ คุณชายรณพีร์เดินตามมาติดๆ
       “เฮ้ย นายชัช! แล้วนี่จะไปไหน”
       “ไปนอนที่กองบินฯ”
       “ไปไม่ได้นะโว้ย นายจะต้องอยู่ช่วยพี่ชายเล็กกับฉัน คืออย่างนี้นะ ฉันมีแผนแล้วว่า จะทำยังไง พี่ชายเล็กถึงจะหลุดรอดเงื้อมมือจากคุณหญิงแม่ของนายได้”
       “อย่าดึงฉันไปยุ่งด้วยเลยว่ะ”
       “ได้ยังไง ถ้านายไม่ช่วย มีหวังพี่ชายฉันตายแน่ ฉันเพิ่งได้ข่าวมาว่า คุณหญิงจะรวบรัดประกาศหมั้นในคืนนี้เลย ยังไงเราก็ต้องช่วยพี่ชายเล็กนะ นายชัช!”
       “ฉันช่วยนายไม่ได้จริงๆ ฉันไม่อยากให้คุณหญิงท่านเกลียดฉันไปมากกว่านี้ นายคงเข้าใจนะ”
       ชัชวีร์ขึ้นรถของตัวเองแล้วขับออกไป
       “แล้วจะทำยังไงต่อละทีนี้”
      
       รณพีร์ ยืนกลุ้มอย่างหมดหวัง


  


       วังจุฑาเทพในเวลาค่ำคืน สองคุณชาย ธราธรกับพุฒิภัทรประคองหม่อมย่าเอียดเดินออกมาจากตัวตึก ย่าอ่อนเดินตามมาส่ง ถนอม คนขับรถ ยืนรออยู่ที่รถ
      
       “นี่คุณหญิงดารณีนุชคงปลื้มใจตายเลยนะคะ ปกติคุณพี่ไม่เคยยอมออกงานที่ไหนง่ายๆ ทางเราให้เกียรติถึงเพียงนี้ ไม่รู้ทางโน้นจะจัดงานใหญ่โตสมเกียรติหรือเปล่า” ย่าอ่อนบอก
       “ฉันก็ไม่ได้มีเกียรติอะไรนักหนา เป็นแค่ย่าแก่ๆ คนนึงที่อยากให้หลานๆได้ดิบได้ดี ได้แต่งงานมีครอบครัวที่ดีเท่านั้น”
       “หลานทุกคนก็ซาบซึ้งในความหวังดีของหม่อมย่าครับ” ธราธรบอก
       “แต่บางครั้งมันก็เป็นเรื่องของพรหมลิขิตนะครับ หม่อมย่า ถ้าเป็นคู่กันแล้วก็คงไม่แคล้วกัน” พุฒิภัทรว่า
       “ย่าเชื่อว่า คู่ของชายเล็กกับหนูนุชนี่ต้องไม่แคล้วกันแน่ๆ” ย่าอ่อนพูดแล้วหันไปทางพี่สาว
       “คุณพี่วางใจเถอะค่ะ คราวนี้จุฑาเทพกับเทวพรหมจะต้องได้ตกล่องปล่องชิ้นกันแน่ๆ”
       “เราจะได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับทางเทวพรหมได้ซักที แล้วนี่พ่อตัวดีอยู่ไหนล่ะ ยังไม่ลงมาอีกหรือ” ย่าเอียดบอก
       “ชายเล็กขอไปรถชายพีร์น่ะครับ จะได้ไม่ต้องนั่งเบียดกัน” ธราธรบอก
       “นั่นครับ หม่อมย่า เดินลิ่วๆกันไปโน่นแล้ว” พุฒิภัทรบอก
       คุณชายรณพีร์กึ่งดึงกึ่งลากสมบุญในชุดสูทของรัชชานนท์ไปที่รถ ย่าเอียดเขม็งมองไปเห็นแต่ด้านหลังสมบุญที่ทำตัวงอๆอย่างกลัวจัด รณพีร์หันมามองย่าเอียดแล้วโบกมือส่งยิ้มให้เพื่อให้ตายใจไปก่อน
       รณพีร์รีบเปิดประตูรถแล้วผลักสมบุญเซถลาเข้ารถไปจนหัวทิ่มหัวตำ แล้วแล่นรถฉิวออกไปก่อนโดยไม่รอใคร
       หม่อมย่าเอียดไม่ติดใจสงสัยอะไร ถนอมเปิดประตูรถให้เจ้านายทุกคนขึ้นรถไป ย่าอ่อนยืนยิ้มเล็กยิ้มน้อยอย่างวาดฝันถึงคู่รัชชานนท์กับศินีนุชได้ลงเอยเสียที
       “เห็นทีคราวนี้วังจุฑาเทพจะได้มีงานมงคลอีกงานแล้ว”
       รถของวังจุฑาเทพเคลื่อนจากตัวตึกไปจนออกไปนอกรั้วบ้านที่มีตราราชสกุลจุฑาเทพบนกำแพงวังเรืองรองใต้แสงไฟ
      
       ท่ามกลางบรรยากาศงานเลี้ยงหรูหรากลางสวนของวังกิตติวงศ์ กลุ่มแขกเดินถือแก้วแชมเปญเดินทักทายกัน หม่อมย่าเอียดนั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่โต๊ะรับแขกวีไอพีจัดแต่งอย่างหรู คุณชายธราธรกับพุฒิภัทรนั่งจิบแชมเปญเป็นเพื่อนหม่อมย่าอยู่
       “คิดถึงชายรุจนะครับ หม่อมย่า อยู่ที่โน่นคงต้องไปงานเลี้ยงอย่างนี้ไม่เว้นแต่ละวัน” ธราธรบอก
       “แต่ตอนนี้ต่อให้ต้องไปงานเลี้ยงวันละสิบงาน ชายรุจคงไม่เบื่อแล้วล่ะครับ ก็มีคุณรสาอยู่ข้างๆด้วยนี่ครับ” พุฒิภัทรบอก
       “เห็นไหมล่ะ พอแต่งงานกันไป ชีวิตก็สุขสมบูรณ์ขึ้น ย่าถึงอยากให้หลานทุกคนแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา ไม่รู้ว่าชายเล็กกับชายพีร์จะบิดพลิ้วเรื่องแต่งงานไปทำไม”
       คุณชายอนุพันธ์กับคุณหญิงดารณีนุชเดินเข้ามาไหว้ทำความเคารพหม่อมย่าเอียด
       “สวัสดีครับ หม่อมป้า”
       สองคุณชายรีบไหว้คุณชายกับคุณหญิง
       “สวัสดีค่า หม่อมป้าขา ขอประทานโทษจริงๆนะคะที่ออกมาต้อนรับช้าไปหน่อย แล้วนี่คุณชายเล็กอยู่ไหนคะ ลูกนุชอยากเจอพี่ชายเล็กจะแย่แล้ว” ม.ร.ว. ดารณีนุชบอก
       ม.ร.ว. อนุพันธ์ ส่งเสียงปรามภรรยา
       “คุณหญิง”
       “เราจะต้องกระดากอายไปทำไมคะ คนทั้งพระนครก็รู้กันหมดแล้วว่า ลูกนุชกับคุณชายเล็กเป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน ทุกคนที่มาในงานคืนนี้ไม่ได้มาแค่แสดงความยินดีที่ลูกนุชเรียนจบกลับมาเท่านั้น แต่ยังมาแสดงความยินดีกับการประกาศการหมั้นหมายของเราสองสกุลด้วยนะคะ”
       หม่อมย่าเอียดนิ่งอึ้งเพิ่งรู้เรื่องนี้ ฝ่ายสองคุณชายเห็นความเจ้ากี้เจ้าการของคุณหญิงแล้วกลัวแทนใจแทนรัชชานนท์ ม.ร.ว.ดารณีนุชหัวเราะ
       “หม่อมป้าเห็นด้วยใช่มั้ยล่ะคะ แหม ก็ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว เราไม่ต้องมีพิธีการอะไรให้มันเยิ่นเย้อหรอกค่ะ ประกาศหมั้นเสียวันนี้แล้วก็หาฤกษ์แต่งงานเลย !”
       หม่อมย่าเอียดมองดารณีนุชแล้วพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว
      
       ภายในวังกิตติวงศ์ ม.ร.ว. รณพีร์ จุฑาเทพ เดินถือแก้วแชมเปญสองใบในมือมาหยุดที่มุมห่างไกลผู้คน สมบุญในชุดสูทหรูยืนหันหลังตัวโค้งตัวงอ คุณชายส่งแก้วแชมเปญให้
       “มาถึงนี่แล้ว จะกลัวอะไร ดื่มย้อมใจไปก่อน ไป”
       ม.ล.วิไลรัมภา เทวพรหมถลามาเกาะแขนรณพีร์ไว้
       “พี่ชายพีร์ ! มาหลบอยู่นี่เอง รัมภาตามหาเสียทั่วงาน ไปค่ะ ไปเต้นรำกัน”
       “พี่ไปเต้นรำด้วยไม่ได้ พี่ต้องอยู่เป็นเพื่อน...เพื่อนพี่ชายเล็ก”
       เสียงเพลงวอลทช์จากวงดนตรีเปลี่ยนเป็นเพลงบรรเลงดดังกระหึ่ม ดูยิ่งใหญ่
       บริเวณโต๊ะหม่อมเอียด ธราธร พุฒิภัทร ม.ร.ว.อนุพันธ์และคุณหญิงดารณีนุชหันไปมองที่ทางเข้างาน แขกที่มาร่วมงานต่างหยุดนิ่งหันไปมองเป็นตาเดียว
       ม.ล. ศินีนุช เทวพรหมในชุดราตรีหรูสวมใส่เพชรแบบจัดเต็มจนดูพราวแพรวไปทั้งตัวเดินเข้างานอย่างช้าๆ พลางส่งยิ้มโปรยเสน่ห์ให้ผู้คนที่เดินผ่าน วิไลรัมภาสะบัดหน้าเมินหนีอย่างหมั่นไส้
       “เปิดตัวราวกับเป็นเจ้าหญิง !”
       ศินีนุชเดินผ่านคุณชายรณพีร์กับวิไลรัมภาอย่างไม่สนใจ เพราะเธอกำลังเป็นปลื้มพองลมกับสายตาชื่นชมของชายหนุ่มทุกคนในงาน คุณชายรีบยืนบังสมบุญไว้ทันที
      
       ศินีนุชกวาดตามองหารัชชานนท์อย่างตื่นเต้น มองข้ามหัวหม่อมเอียดไปอย่างไม่คิดอะไร


  


       คุณหญิงดารณีนุชรีบเข้าไปหาลูกสาวโดยไว
      
       “ลูกนุช ไปกราบหม่อมย่าก่อน”
       ศินีนุชนึกได้เมื่อโดนทักท้วง
       “หม่อมย่า ! อุ๊ย ! ได้ค่ะ คุณแม่”
       ศินีนุชปราดเข้าไปย่อตัวลงกราบที่ตักหม่อมย่าเอียดอย่างอ่อนหวาน
       “นุชกราบสวัสดีหม่อมย่าค่ะ”
       “ไหว้พระเถอะ ลูก”
       ศินีนุชผละจากหม่อมย่าเอียดอย่างฉับไวปราดตามองคุณชายธราธรกับคุณชายพุฒิภัทรพลางยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อย
       “สวัสดีค่ะ พี่ชายใหญ่ พี่ชายภัทร”
       สองคุณชายรับไหว้พลางมองพิจารณาว่าที่น้องสะใภ้ ศินีนุชยิ้มหวานอย่างมั่นใจ
       “นุชสวยขึ้นมาก จนจำนุชไม่ได้เลยล่ะซิคะ แล้วพี่ชายเล็กล่ะคะ”
       “ยืนอยู่กับชายพีร์ตรงโน้น” คุณชายธราธรบอก
       ศินีนุชตื่นเต้นลุกขึ้นพรึบพรับพรวดพราดออกไปทันที
       “อุ๊ย งั้นนุชขอไปเซย์ฮัลโหลกับพี่ชายเล็กก่อนนะคะ”
       หม่อมย่าเอียดมองศินีนุชที่ดูกระโดกกระเดกอย่างอึ้งๆ คุณหญิงดารณีนุชหัวเราะเอ็นดู
       “ลูกคนนี้ ไปเรียนอยู่เมืองนอกเสียนาน จนจะกลายเป็นแหม่มไปแล้ว หม่อมป้าคงไม่ถือสานะคะ”
       ม.ร.ว. อนุพันธ์ไม่เห็นด้วยกับการตามใจลูกของคุณหญิงแต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร ฝ่าย สองคุณชายมองหน้ากันอย่างขำๆ
      
       ศินีนุชเดินเร็วๆ มาทางที่คุณชายรณพีร์ยืนอยู่ วิไลรัมภาเดินมาประกบข้างศินีนุชทันที
       “จะรีบไปหาพี่ชายเล็กหรือจ๊ะ นุช งั้นก็รีบหน่อยนะ เดี๋ยวพี่ชายเล็กรู้ทันแผนจับลูกเขยของคุณอาหญิงในคืนนี้ ได้เผ่นหนีแทบไม่ทันแน่ๆ”
       “ขอบใจนะที่มาเตือน แต่เธอน่าจะห่วงเรื่องตัวเองมากกว่า รีบไปจับพี่ชายพีร์ไว้ให้มั่นๆ เพราะถ้าหากฉันได้แต่งงานกับพี่ชายเล็กเมื่อไหร่ เธอก็หมดหวังจากพี่ชายพีร์เมื่อนั้น” ศินีนุชหัวเราะแล้วพูดต่อ
       “แต่ก็ไม่เป็นไรนี่นะ อยู่เป็นสาวเทื้อไปก็ดี คุณลุงเทวพันธ์จะได้มีลูกสาวไว้ดูแลตอนแก่ไงล่ะ ขอโทษนะ ว่าที่สามีของฉันรออยู่”
       ศินีนุชเดินฉับๆ ออกไป ส่วนวิไลรัมภายืนมองตามอย่างเจ็บใจ
       ศินีนุชเดินเร็วๆตรงมาเห็นคุณชายรณพีร์ยืนอยู่กับสมบุญที่ยืนหันหลังให้ เธอหยุดชะงักจับเผ้าจับผมให้เข้าที่แล้วค่อยๆ เดินนวยนาดเข้าไป ยกมือไหว้คุณชายรณพีร์กับสมบุญ
       เธอทอดเสียงหวานใส่
       “สวัสดีค่ะ พี่ชายพีร์ พี่ชายเล็ก”
       รณพีร์อึกอัก
       “เออ...สวัสดีจ้ะ น้องนุช นี่ถ้าไปเจอกันที่อื่น คงจำกันไม่ได้แน่ๆ”
       คุณชายรณพีร์รีบยืนบังสมบุญไว้เพื่อถ่วงเวลาหาทางหนีทีไล่ สมบุญหันหน้าหนีเลิ่กลั่กๆเธอพยายามชะโงกมองหน้าสมบุญที่คิดว่าเป็นคุณชายรัชชานนท์
       “แล้วพี่ชายเล็กล่ะคะ จำน้องนุชคนนี้ได้ไหมเอ่ย เราไม่ได้เจอกันตั้งสี่ห้าปีแล้ว จะไม่ทักทายกันหน่อยหรือคะ พี่ชายเล็ก หรือเราจะทักทายกันแบบธรรมเนียมฝรั่ง”
       ศินีนุชส่งมือทอดสะพานให้สมบุญอย่างมีจริต เธอยิ้มหวาน
       “Good evening. How have you been”
       รณพีร์คิดอะไรไม่ทันดึงมือสมบุญให้จับมือเธอไปก่อน เธอยิ้มชื่นใจ
       “นุชดีใจจริงๆนะคะที่ได้เจอพี่ชายเล็กอีกครั้ง”
       วิไลรัมภาเดินเข้ามาหยุดมองอย่างหมั่นไส้ ศินีนุชเริ่มแปลกใจที่คุณชายรัชชานนท์ตัวปลอมยังก้มหน้าก้มตาหลบอยู่หลังรณพีร์ ผู้เป็นน้องชาย
       “พี่ชายเล็กไม่มีอะไรจะพูดกับนุชเลยหรือคะ ไม่ต้องเขินอายหรอกค่ะ พี่ชายเล็กคะ !”
       ศินีนุชดันรณพีร์ออกไปแล้วจับตัวสมบุญหันกลับมา เธอปล่อยมือจากสมบุญผงะถอยหลังออกมา ส่งเสียงด้วยความตกใจ
       “แกเป็นใคร !!”
       สมบุญยืนเหงื่อแตก ขาสั่นพรับๆด้วยความกลัว
       รณพีร์ยืนกลั้นหัวเราะอยู่ข้างๆ วิไลรัมภาหัวเราะพรืดออกมาอย่างสาแก่ใจ
       “แกเป็นใคร แล้วพี่ชายเล็กอยู่ไหน !”
       ศินีนุชเต้นเร่าๆ ด้วยความตกใจและโกรธ
      
       บนตู้เสบียงรถไฟ รัชชานนท์หัวเราะขำเมื่อนึกถึงภาพที่ ม.ล. ศินีนุชได้เจอกับสมบุญสวมรอยเป็นเขา
       “โทษทีนะ สมบุญ คิดว่าช่วยนายแกซักครั้งก็แล้วกัน”
       รัชชานนท์จิบกาแฟพลางหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นอ่าน ลุง 2 คนที่อยู่โต๊ะใกล้ๆ ทุบโต๊ะทุ่มเถียงกันเสียงดัง
       “เฮ้ย ยังไงคราวนี้โผนก็ต้องชนะ” ลุงคนที่ 1 บอก
       “คนไทยจะไปสู้ฝรั่งได้ยังไงวะ ดูอย่างจำเริญซิ แพ้ตั้งสองครั้งสองคราอับอายขายหน้าไปทั่วโลก” ลุงคนที่ 2 ว่า
       รัชชานนท์วางหนังสือพิมพ์หันไปมองทั้งลุงสองคน
       “เอ็งเป็นคนไทยหรือเปล่าวะ ทำไมถึงเหยียบย่ำคนไทยด้วยกันอย่างนี้ไป อยู่เมืองฝรั่งเลยไป ไอ้พวกหนักแผ่นดิน !” ลุงคนที่ 1 ว่า
       “มันจะมากไปแล้วโว้ย !”
       ลุงคนที่ 2 กระชากคอเสื้อจะชกหน้าลุงคนที่ 1รัชชานนท์รีบเข้ามาห้ามมวย
       “ใจเย็นๆครับ ลุง มีอะไรค่อยๆ พูดกันดีกว่านะครับ คุยเรื่องโผน กิ่งเพชรกันอยู่ใช่ไหมครับ ผมว่า โผนเก่งหาใครเทียบได้ แต่เปเรซก็ใช่ย่อย เพิ่งได้เหรียญทองโอลิมปิคมาไม่กี่ปีนี้เอง ดูทางมวยแล้ว..ผมว่าสูสีนะครับ”
       คุณชายจับลุงสองคนแยกออกจากกันได้แล้วนั่งร่วมวงคุยด้วย
       หนังสือพิมพ์ที่รัชชานนท์วางไว้บนโต๊ะและยังไม่ทันได้อ่าน พาดหัว
       “เวียงพูคำร้อนระอุ เซกองลั่นไม่ใช่เผด็จการ รอเจ้าหลวงคืนบังลังก์”
       พร้อมภาพประกอบของนายพลเซกองและเจ้าหลวงสุริยวงศ์
       ทว่าภาพของเจ้าหลวงสุริยวงศ์เห็นเพียงเสี้ยวเดียว เพราะถูกลมพัดจนหน้าหนังสือพิมพ์พับปิดภาพไป ลมพัดอยู่สองสามวูบ ก่อนจะมาวูบใหม่
      
       และพัดเอาหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับปลิวหายไปนอกหน้าต่างรถไฟ
      

       หม่อมเอียดนิ่งอึ้ง หน้าชาแล้วชาอีกด้วยความอับอายขายหน้า พลตรี ม.ร.ว. อนุพันธ์ นั่งหน้าตึงอย่างไม่พอใจ ดารณีนุชกับลูกสาวนั่งทำหน้าไม่ถูก
      
        “ฉันต้องขอโทษแทนชายเล็กด้วยนะคะ คุณชาย”
        “ผมไม่ต้องการคำขอโทษ แต่ผมอยากได้คำอธิบายมากกว่าครับ”
        ธราธรกับพุฒิภัทรหันไปมองรณพีร์ที่ยืนอยู่ห่างออกไป สมบุญยืนตัวลีบอยู่เบื้องหลัง
        “ว่ายังไงล่ะ ชายพีร์ มีคำอธิบายไหม” ธราธรถาม
        คุณชายพุฒิภัทรสำทับดุๆ
        “อธิบายมาให้ดีล่ะ ชายพีร์”
        “คือ..คือพี่ชายเล็กถูกท่านอธิบดีเรียกตัวกะทันหันน่ะครับ หม่อมย่าคาดคั้นให้พี่ชายเล็กมางานคืนนี้ให้ได้ เราไม่รู้จะทำยังไงดี ก็เลยให้สมบุญสวมรอยแทนพี่ชายเล็กไปก่อน” รณพีร์อธิบาย
        “อุ๊ย นี่หมายความว่า พี่ชายเล็กเสร็จงานแล้วก็จะตามมาใช่ไหม นี่คงเป็นแผนเซอร์ไพรส์นุชแน่ๆ เลยใช่มั้ยล่ะคะ แล้วพี่ชายเล็กจะมาเมื่อไหร่คะ”
        “เออ...คงไม่มาแล้วล่ะครับ น้องนุช แล้วทางที่ดีน้องนุชอย่ารอเลย พี่ชายเล็กคงไม่กลับในวันสองวันนี้หรอกครับ”
        วิไลรัมภาเดินเข้ามาฟังเงียบๆ
        “คุณชายเล็กมางานคืนนี้ไม่ได้ แล้วทำไมไม่บอกกล่าวกันดีๆ ทำไมต้องเล่นพิเรนทร์อย่างนี้ด้วย ทำอย่างนี้ผมถือว่าไม่ให้เกียรติกัน” อนุพันธ์บอก
        “คุณชายคะ คุณชายเล็กคงไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ ถึงคุณชายเล็กจะมางานคืนนี้ไม่ได้ แต่โอกาสหน้าก็ยังมี...” ดารณีบอก
        “ไม่มีโอกาสหน้าแล้ว ! ที่จริงสัญญาระหว่างท่านชายวิชชากรกับพี่เทวพันธ์ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับทางเราอยู่แล้ว ศินีนุชไม่จำเป็นจะต้องแต่งงานกับคุณชายเล็กเพื่อรักษาสัญญา ถ้าอยากจะอยู่งานเลี้ยงต่อ ก็เชิญนะครับ แต่ผมขอตัวก่อน”
        พลตรี ม.ร.ว.อนุพันธ์เดินออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ หม่อมย่าเอียดนิ่งอึ้ง คอแข็งเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง !!
        “ไม่นะคะ คุณพ่อ !”
        ม.ร.ว. ดารณีนุชละล่ำละลัก
        “อย่าไปฟังนะคะ หม่อมป้า คุณชายกำลังหัวเสียก็เลยพูดออกไปไม่ทันคิด...ยังไงเรื่องหมั้นหมายของคุณชายเล็กกับลูกนุชก็ต้องเป็นไปตามที่เราคุยกันไว้นะคะ”
        “คุณอาหญิงอย่าเพิ่งห่วงเรื่องหมั้นหมายเลยนะคะ ห่วงงานคืนนี้จะดีกว่า คุณอาหญิงจะประกาศข่าวดียังไงล่ะคะ ในเมื่อคู่หมายของศินีนุชหนีไปเสียแล้วอย่างนี้ โถ..ฉันสงสารเธอเสียจริงๆ นุช แม่สายบัวแต่งตัวเก้อ !” วิไลรัมภาพูดพลางหัวเยาะเย้ย
        ศินีนุชนิ่งโกรธอับอายได้แต่ส่งสายตาอาฆาตไปที่ลูกพี่ลูกน้องอย่างวิไลรัมภา รณพีร์แอบดีใจที่แผนการสำเร็จแล้ว เขารีบตีหน้าขรึมทันทีที่เห็นสายตาดุๆของย่าเอียด
      
        ภายในวังจุฑาเทพ เวลาต่อมา หม่อมย่าเอียดนั่งลงนิ่งคิดพิจารณาอย่างหนัก ย่าอ่อนตามมานั่งด้วยพลางสูดยาดมเหมือนลมจะใส่
        “ชายเล็กหนีไปหรือคะ คุณพี่ ชายเล็กนะชายเล็ก ทำอะไรไม่รู้จักคิด คุณชายอนุพันธ์เป็นถึงนายพลถือศักดิ์ศรีเกียรติยศเสียยิ่งกว่าอะไร ไปทำเรื่องหยามเกียรติท่านได้ยังไง แล้วนี่เราจะทำยังไงดีล่ะคะ คุณพี่”
        หม่อมเอียดหันไปมองธราธรกับพุฒิภัทรอย่างเอาเรื่อง
        “ชายใหญ่! ชายภัทร! ไปตามชายเล็กกลับมา”
        “เรายังไม่รู้เลยนะครับว่า ชายเล็กหนีไปไหน แล้วจะตามตัวเจอได้ยังไงล่ะครับ” พุฒิภัทรบอก
        “ไม่รู้ล่ะ ไปตามหาให้เจอก็แล้วกัน และต้องตามกลับมาภายในวันพรุ่งนี้ด้วย!”
        ธราธรนิ่งคิด
        “ชายเล็กเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ คงไม่กล้าทิ้งงานหนีไปไหนไกล อย่างมากก็คงไปหลบอยู่ที่บ้านหัวหินซักพัก”
        รณพีร์ฟังอยู่นานเลยอดปากไวไม่ได้
        “พี่ชายใหญ่ประเมินความสามารถของพี่ชายเล็กต่ำไปแล้วล่ะครับ ถ้าจะหนีก็ต้องหนีไปให้ไกล ไม่ให้คนจับได้ ถ้าหนีแล้วถูกจับได้แล้วจะหนีไป ทำไมล่ะครับ”
        ธราธรกับพุฒิภัทรหันมามองรณพีร์พร้อมกันอย่างดุๆ รณพีร์จะกลับลำก็สายเสียแล้ว
        “แล้วที่ว่าหนีไปให้ไกลน่ะ ไกลแค่ไหน” พุฒิภัทรถาม
        “ผม...ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
        “แต่ฉันแน่ใจว่า นายรู้ว่า ชายเล็กหนีไปไหน นายยังมีความผิดติดตัวที่ช่วยชายเล็กหนีไป นี่จะเป็นโอกาสที่นายจะได้แก้ตัว ว่ายังไงล่ะ ชายพีร์ !” ธราธรคาดคั้น
        รณพีร์จำยอมบอก
        “พี่ชายเล็กหนีไปหนองคายครับ ถึงจะไปตามก็เปล่าประโยชน์ เพราะว่าพี่ชายเล็กขอย้ายไปประจำที่แขวงการทางที่โน่นอย่างถาวรแล้วล่ะครับ”
        หม่อมย่าเอียดกับย่าอ่อนนิ่งอึ้งไป ย่าอ่อนสูดยาดมเฮือกใหญ่อีกรอบ
        ธราธรกับพุฒิภัทรมองรณพีร์อย่างนึกไม่ถึงว่ารัชชานนท์จะเอาจริงถึงเพียงนี้
      
        เช้าวันใหม่ รถไฟจากกรุงเทพฯ แล่นเทียบชานชาลาสถานีรถไฟหนองคาย … รถจิ๊ปเก่าๆ แล่นอย่างเชื่องช้าเลียบถนนริมแม่น้ำโขง ภายในรถ รัชชานนท์นั่งคู่กับบุญโฮมที่เป็นคนขับรถ
        “บุญโฮม อีกไกลไหมกว่าจะถึงบ้านพัก”
        “ไม่ไกลหรอกครับ คุณชาย จากนี่ไม่ถึงยี่สิบกิโล ไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว คุณชายอยากถึงบ้านพักเร็วๆใช่ไหมครับ งั้นผมเหยียบเลยนะครับ”
        บุญโฮมเร่งคันเร่งเต็มที่ รถกระตุกๆ เหมือนจะแล่นเร็วแต่ก็ได้ความเร็วระดับเดิม รัชชานนท์มองรถคันอื่นๆที่แล่นแซงหน้าไปทีละคัน แม้แต่รถสามล้อถีบก็แซงไปได้ คุณชายพึมพำ
        “วันนี้จะถึงไหมเนี่ย”
        รัชชานนท์หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปสองข้างทางเป็นทิวทัศน์แม่น้ำโขงฆ่าเวลา เขาหยุดกดรัวชัตเตอร์ ชะงักมองไปทางอีกฟากของแม่น้ำโขง
        “บุญโฮม”
        “ผมขับรถเร็วไปหรือครับ ขอประทานโทษครับ”
        บุญโฮมรีบชะลอรถจนเกือบจะหยุด รัชชานนท์ขำ
        “เร็วจนหัวใจฉันแทบวายเลยล่ะ ...ข้ามแม่น้ำโขงไปฝั่งโน้นเป็นอะไร”
        “นั่นเขตแดนเวียงพูคำครับ คุณชาย”
        “เวียงพูคำ”
      
        รัชชานนท์มองไปทางเขตแดนเวียงพูคำอย่างสนใจ


  


       บรรยากาศป่าทึบที่ดูลึกลับน่ากลัว ไม่มีเสียงใดๆ นอกจากเสียงลมและใบไม้ไหวราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ เสียงสวบสาบของคนที่ย่ำพื้นดินดังขึ้น ราวเสียงคนเดินอย่างรีบร้อน
      
       จ่อยย่ำเดินพรวดพราดเข้ามาพลางตะโกนเรียก
        “อีนางสร้อย! สร้อยเอ๊ย อยู่ไสของมันวะเนี่ย”
        จ่อยมองหาสร้อยจนไม่ทันระวัง เหยียบพรวดลงไปในแร้วดักสัตว์ แร้วรวบเข้าที่ข้อเท้าของจ่อยพร้อมๆ ดึงร่างของจ่อยไปห้อยโตงเตงบนต้นไม้
        “เฮ้ย! ช่วยด้วย ช่วยข้อยด้วย !”
        จ่อยตะเกียกตะกายโหนตัวเพื่อตัดเชือกที่ข้อเท้าแต่ไม่สำเร็จ
        “ฮ่วย ! เฮ็ดจังได๋ดีล่ะทีนี้ มีไผอยู่บ้าง ช่วยด้วย” จ่อยแหกปาก
        สร้อยก้าวเข้ามา มือที่ถือหน้าไม้ค่อยๆยกขึ้นสูงเตรียมเล็งยิง จ่อยตกใจมากที่เห็นว่าใครคนหนึ่งกำลังยิงหน้าไม้มาที่ตน
        “เฮ้ย ! อย่ายิง อย่า”
        ลูกดอกจากหน้าไม้แล่นพุ่งไปตัดเชือกที่รัดข้อเท้าของจ่อยอยู่ขาดผึง ร่างจ่อยร่วงหล่น ตุ๊บ! มากองหมอบอยู่ จ่อยค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองเห็นสร้อยถือหน้าไม้ยืนจังก้าก้มลงมองอย่างรำคาญใจ
      
        สร้อยเดินอาดๆลุยบุกแหวกป่าออกมา จ่อยเดินกระโผลกกระเผลกตามมา
        “อีสร้อย รอข้อยด้วย สิฟ่าวไปไส”
        “บ่ต้องตามมา”
        “พ่อใหญ่สั่งไว้ ให้คอยตามเจ้าไว้ กลัวเจ้าสิไปก่อเรื่อง เจ้ากะฮู้อยู่ว่า พ่อใหญ่ให้พวกเฮาอยู่เฉยๆ อย่าเพิ่งเฮ็ดอิหยัง”
        “ข้อยอยู่เฉยๆ บ่ได้ ไอ้พวกทหารเวียงเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที ไปๆ บ่ต้องตามมา สิไปไสกะไป ไป”
        “บ่ไป เจ้าไปไส ข้อยไปด้วย ข้อยมีหน้าที่คุ้มกันเจ้า”
        “เฮอะ เซ่อซ่าอย่างเจ้าสิคุ้มกันอะหยังข้อยได้ รำคาญอีหลีโว้ย ฮู้จังซี้ บ่ช่วยดีกว่า ปล่อยให้แห้งตายอยู่ในป่านั่นแหละ”
        “สิว่าเจ้าบ่ช่วย ข้อยกะหาทางเองได้เว้ย”
        สร้อยจุ๊ปาก
        “เงียบ !”
        จ่อยรีบหุบปากนิ่งเงียบ สร้อยนิ่งฟังเสียงแปลกปลอมในป่า เธอรีบเร่งฝีเท้าลัดเลาะหลบไปตามต้นไม้อย่างคล่องแคล่วว่องไว จ่อยตามติดสร้อยไม่ยอมปล่อยให้คลาดสายตา สร้อยหลบวูบหลังต้นไม้ใหญ่ จ่อยตามมาหลบอยู่หลังสร้อย จ่อยกระซิบถาม
        “มีอะหยัง”
        สร้อยบุ้ยใบ้ให้จ่อยมองไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน จ่อยมองตามเห็นทหาร 4-5 คน เดินวนเวียนหาทางเข้าหมู่บ้านวลาหกอยู่ สร้อยจับตามองพวกทหารเวียงพูคำอย่างระแวดระวัง มือจับหน้าไม้ไว้เตรียมพร้อม
        “เตรียมตัว ! ถ้าพวกมันข้ามขอนไม้นั่นมา ก็ลงมือได้เลย”
        กลุ่มทหารเวียงพูคำเดินมาหยุดอยู่บริเวณทางเข้า เห็นแต่ป่ารกชัฎเข้าไปไม่ได้
        “ไสวะ ทางเข้าหมู่บ้าน” ทหารคนที่ 1 พูด
        “เมื่อกี้ข้าเห็นจริงๆ มันหายไปไสแล้ววะ” ทหารคนที่ 2 บอก
        “บ่ใช่หม่องนี้ ก็น่าจะเป็นทางโพ้น”
        กลุ่มทหารเวียงถอยออกไป
        สร้อยปล่อยมือจากหน้าไม้ที่จับกระชับเตรียมพร้อม
        สร้อยพึมพำ
        “มนต์หมอกของแม่เฒ่ากำลังสิเสื่อมแล้วอีหลี”
        มวลหมอกที่ปกป้องทางเข้าหมู่บ้านปรากฎขึ้นแล้วจางหายไป สร้อยเริ่มกังวลใจกลัวทหารเวียงพูคำจะเข้ามาในหมู่บ้านวลาหกได้
      
        รถจี๊ปจอดอยู่ที่ริมถนนเลียบแม่น้ำโขง รัชชานนท์ถ่ายรูปอยู่ที่ริมแม่น้ำโขงอีกสามสี่รูป
       บุญโฮมยืนกุมเป้ารออยู่อย่างสุภาพ
        “เราจะข้ามไปฝั่งโน้นได้ไหม บุญโฮม ฉันอยากไปถ่ายรูป”
        “อย่าเลยครับ คุณชาย สถานการณ์ในเวียงพูคำยังวุ่นวายอยู่ ตั้งแต่นายพลเซกองขึ้นปกครองประเทศ บ้านเมืองก็ไม่เคยสงบสุข ชาวเวียงพูคำอยู่อย่างลำบากยากแค้น อพยพข้ามมาไทยไม่เว้นแต่ละวัน จนทหารเวียงตามไล่ล่าจับตัวกลับไปไม่หวาดไม่ไหว”
        “ทำไมล่ะ”
        “นายพลเซกองคงกลัวว่าจะมารวมกลุ่มกับกองกำลังกู้ชาติทางนี้กระมังครับ มีข่าวลือหนาหูเหลือเกินว่า หลังจากที่เจ้าหลวงสุริยวงศ์ถูกโค่นบังลังก์เมื่อสิบกว่าปีก่อน ก็ได้หนีตายข้ามมาฝั่งไทยและได้รวบรวมกองกำลังเพื่อจะกลับไปกอบกู้เวียงพูคำกลับคืนมา”
        “นี่หมายความว่าเจ้าหลวงองค์ก่อนของเวียงพูคำอยู่ในไทยนี่เองหรือ ฉันเคยได้ข่าวว่า พระองค์ทรงลี้ภัยไปอยู่ที่ฝรั่งเศสนี่นา”
        “ผมก็ไม่รู้ว่า ข่าวไหนจริงข่าวไหนเท็จ แต่ตอนนี้ชาวเวียงพูคำกำลังเรียกร้องให้เจ้าหลวงสุริยวงศ์กลับมา เพราะทนความเผด็จการของนายพลเซกองไม่ไหว นายพลเซกองก็เลยหวาดระแวงกลัวการโค่นอำนาจ ไม่ว่ามีข่าวชาวเวียงพูคำไปรวมตัวกันที่ไหน นายพลเซกองสั่งทหารเวียงให้ไปทลายเสียสิ้น ถ้าหากคุณชายเจอะเจอไอ้พวกทหารเวียง ก็อย่าไปยุ่งกับพวกมันเชียว ไอ้พวกนี้มันกร่างเหลือเกิน เดี๋ยวจะมีเรื่องกันเปล่าๆ”
      
        รัชชานนท์ไม่ได้สนใจฟังคำเตือนของบุญโฮมได้แต่มองไปที่เวียงพูคำที่อยู่อีกฟากฝั่งของแม่น้ำโขง


  


       ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของหมู่บ้านวลาหก เรือนไม้หลายสิบหลังปลูกอยู่ห่างๆ กัน ชาวบ้านรวมกลุ่มกันสานตะกร้ากระบุง บางบ้านเริ่มก่อไฟหุงข้าว
      
       เด็กเล็กๆ วิ่งเล่นกันเกรียวกราวดูเป็นหมู่บ้านที่ปกติสุขธรรมดาๆหมู่บ้านหนึ่ง
        เรือนของพ่อใหญ่ เป็นเรือนหลังใหญ่ และเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน พ่อใหญ่วัย 60 ปีกำลังโขกหมากรุกอยู่กับไกสอน อยู่ลานหน้าเรือนใหญ่ แฮรี่ อาจารย์ชาวเยอรมันสอนหนังสือกลุ่มเด็กๆที่ล้อมวงอยู่
        ไกสอนมองหมากรุกบนกระดานอย่างเคร่งเครียดแล้วตัดสินใจเดินหมากต่อ พ่อใหญ่มองปราดเดียวก็ขยับตัวหมากรุกฆาตชนะไกสอนได้อย่างง่ายดาย
        ไกสอนหัวเราะบอก
        “แพ้อีกจนได้”
        สร้อยถือหน้าไม้เดินเร็วรี่ตรงมาหาพ่อใหญ่อย่างร้อนใจ จ่อยกระหืดกระหอบเดินตามมาแทบไม่ทัน
        “พ่อใหญ่ ! พวกทหารเวียงมันมาป้วนเปี้ยนแถวทางเข้าหมู่บ้านอีกแล้ว เฮาสิเฮ็ดจังได๋ต่อไป ให้ข้อยจับตัวพวกมันไว้ดีบ่ คนกะเล่าลืออยู่แล้วว่า แถวนี้เป็นป่าอาถรรพ์ ถ้าทหารเวียงหายตัวไปบ่มีร่องรอย ต่อไปกะสิยิ่งบ่มีใครกล้าเข้ามาใกล้หมู่บ้านเฮา”
        “แล้วตอนนี้พวกทหารเวียงอยู่ไส”
        “พวกมันหาทางเข้าบ่เจอ กะเลยไปที่อื่นแล้ว”
        “คืนนี้พวกมันต้องไปพักแรมที่ข้างลำธารแน่ พ่อใหญ่ให้คนไปกับข้อยสักสองสามคน”
        พ่อใหญ่พูดขัด
        “พ่อบ่ให้เจ้าไป พวกทหารเวียงไปแล้วกะแล้วกัน ห้ามเจ้าเฮ็ดอะหยังทั้งสิ้น เข้าใจบ่ เจ้าสร้อย หน้าที่ของเจ้าคือการเรียนหนังสือกับแฮรี่ ห้ามเจ้าเฮ็ดสิ่งใดนอกเหนือคำสั่งพ่อ ไปได้แล้ว ไป”
        “พ่อใหญ่ !”
        พ่อใหญ่มองหน้าสร้อยนิ่งอย่างปราม สร้อยทำอะไรไมได้ นอกจากเดินฮึดฮัดออกไปอย่างไม่พอใจ
        “รอไอ้จ่อยด้วย อีสร้อย !”
        จ่อยวิ่งตามสร้อยออกไป
        พ่อใหญ่ขยับจับเรียงตั้งหมากรุกบนกระดานเหมือนจะเริ่มเกมใหม่แต่ใจครุ่นคิดเรื่องทหารเวียงพูคำอย่างหนักใจ แฮรี่เข้ามาร่วมวงปรึกษาหารือด้วย
        “ดูเหมือนว่าคำทำนายของแม่เฒ่าจะใกล้ความจริงขึ้นทุกที”
        นั่นน่ะซิ บ่เคยมีไผเข้ามาใกล้หมู่บ้านเฮาได้ขนาดนี้ ถ้ามนต์หมอกของแม่เฒ่าปกป้องหมู่บ้านวลาหกบ่ได้อีกต่อไป เฮาคงสิต้องไปอยู่ที่อื่นล่ะมัง พ่อใหญ่” ไกสอนบอก
        “เตรียมการอพยพไว้ได้เลย...” พ่อใหญ่บอก
        พ่อใหญ่หยิบไม้ค้ำยันขึ้นมายันตัวขึ้นยืน ขาของพ่อใหญ่ข้างซ้ายขาดอันเนื่องมาจากสงครามสิ้นชาติเมื่อ 18 ปีก่อน
        “เฮาเสียดวงใจไปแล้ว เฮาบ่ยอมเสียดวงตาไปอีกเป็นอันขาด ครั้งนี้เฮาจะหนีเป็นครั้งสุดท้าย ครั้งต่อไปเฮาสิต้องได้กลับเวียงพูคำบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเฮา !”
        พ่อใหญ่สรหน้า แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก
      
        ตุ๊กตาฟางถูกสร้อยยิงพรุนด้วยลูกดอกนับสิบอย่างพอดิบพอดี สร้อยยิงหน้าไม้จนลูกดอกหมดเกลี้ยง จ่อยยื่นกำลูกดอกอีกหนึ่งให้ตรงหน้า
        “เอ้า ยิงเสียให้พอ”
        สร้อยรับลูกดอกจากจ่อยมายิงซ้ำอีกครั้ง
        “สบายใจบ่”
        “บ่ ! ข้อยบ่เข้าใจ จังได๋พ่อใหญ่ถึงบ่คิดเฮ็ดอะหยังเลย ให้อยู่เฉยๆ ฮึ อยู่เฉยๆรอให้พวกทหารเวียงมาฆ่าหรือจังได๋”
        “พ่อใหญ่เป็นห่วงเจ้าสิเป็นอันตรายน่ะซิ ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่เถอะ อีสร้อย”
        “บ่ได้ ! ข้อยเป็นลูกสาวพ่อใหญ่ ข้อยมีหน้าที่ช่วยพ่อใหญ่ดูแลทุกคนในหมู่บ้าน ไอ้พวกนายพลเซกองมันโหดเหี้ยมอำมหิตแค่ไหน ฮู้บ่ ! ถ้าพวกมันบุกเข้ามาได้ สิเกิดอะหยัง ฮู้บ่ !”
        “ข้อยฮู้ๆ แต่เจ้าเป็นแม่หญิง เจ้าสิไปเฮ็ดอะหยังได้”
        “เป็นแม่หญิงแล้วเป็นจังได๋ ข้อยเก่งเรื่องสู้รบบ่แพ้ผู้บ่าวคนใด ข้อยบ่ยอมอยู่เฉยๆแน่ ที่เฮาต้องบ้านแตกสาแหรกขาด แม่กะมาตาย พ่อต้องพิการ กะเพราะไอ้เซกองผู้เดียว ในเมื่อมันบ่ยอมปล่อยให้พวกเฮาอยู่อย่างสงบสุข ข้อยก็บ่ปล่อยมันคือกัน ไอ้เซกอง ! ไอ้คนขายชาติ”
        สร้อยยิงหน้าไม้อีกครั้งปักใจกลางหัวใจของตุ๊กตาฟางทันที!
      
        รถจี๊ปแล่นช้าอืดอาดมาจอดอยู่หน้าบ้านพัก วิชัย ผอ.แขวงการทางและเจ้าหน้าที่ 4-5 คนยืนรอต้อนรับ บุญโฮมรีบลงจากรถจะไปเปิดประตูรถให้รัชชานนท์ แต่เขาเปิดประตูรถลงมาเองเสียก่อน วิชัยปราดเข้าไปหารัชชานนท์
        รัชชานนท์ยกมือไหว้วิชัยกับเจ้าหน้าที่ที่มารอรับก่อนจนวิชัยรับไหว้แทบไม่ทัน
        “สวัสดีครับ ท่านผอ.วิชัยใช่ไหมครับ “
        วิชัยทำหน้าเลิ่กลั่ก
        “ครับ ใช่ครับ สวัสดีครับ คุณชายรัชชานนท์ ผม..ผอ.วิชัยในนามของแขวงการทางหนองคาย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คุณชายให้เกียรติมาร่วมงานกับเรา ผมไม่เคยคิดเลยว่า ในชีวิตนี้จะได้มีโอกาสทำงานกับบุคคลผู้มีเกียรติสูงส่ง”
        รัชชานนท์พูดขัด
        “ท่านผอ.ครับ ได้โปรดปฏิบัติกับผมเหมือนเจ้าหน้าที่วิศวกรคนอื่นๆ เถอะนะครับ”
        “ไม่ต้องห่วงครับ ผมเป็นถึงผอ. ผมไม่เลือกปฏิบัติอยู่แล้ว คุณชายเพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ เชิญพักผ่อนตามสบายนะครับ แล้วจะพักอีกซักสามสี่วันค่อยเริ่มงานก็ได้ หรืออยากจะเที่ยวที่ไหนหรือต้องการอะไรบอกบุญโฮมได้เลยนะครับ”
       “เรื่องเที่ยวไว้ทีหลังเถอะครับ ผมขอเริ่มงานวันนี้เลยดีกว่า ผมขอตัวอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ขอบคุณทุกคนนะครับที่มาต้อนรับ”
        บุญโฮมถือกระเป๋าเดินทางเข้ามาจะเอาเข้าไปเก็บในบ้านให้
        “ไม่ต้อง ฉันเอง”
        รัชชานนท์หันไปพูดกับเจ้าหน้าที่
        “เดี๋ยวเจอกันที่ไซท์งานนะครับ”
        รัชชานนท์ถือกระเป๋าเดินทางเดินเร็วๆ เข้าบ้านไป
        ผอ. วิชัยแปลกใจ
        “ท่าทางขยันขันแข็งดีนะ”
        “คนหนุ่มก็ไฟแรงอย่างนี้แหละครับ ท่านผอ. แต่คนเป็นเจ้าเป็นนายจะทำงานหนักๆไหวเร้อ วันนี้ผมว่า ไม่เกินครึ่งวันก็หมดแรงแล้วล่ะครับ”
      
        วิชัยกับบุญโฮมมองตามรัชชานนท์คาดเดากันไปต่างๆนานา


  


       ณ ถนนแห่งหนึ่ง ลมแรงจนพัดฝุ่นแดงจากดินลูกรังคลุ้งตลบจนมองแทบไม่เห็นถนน รัชชานนท์แบกเครื่องมือวัดถนนเดินเข้ามาท่ามกลางฝุ่นแดงที่ค่อยๆ เบาบางลง
      
       บุญโฮมแบกไม้วัดเดินขาลากตามมาอย่างห่างออกไปไกล เขาจัดแจงตั้งเครื่องวัดวางบนพื้น ส่องมองทาง คำนวณพื้นที่แล้วจดลงสมุด
        บุญโฮมเพิ่งเดินมาถึง เหงื่อโทรมตัว รัชชานนท์ยกเครื่องวัดถนนแล้วเดินขยับไปที่วัดอีกจุดห่างออกไป บุญโฮมเดินเหนื่อยตามไปอีกหลายๆมุมของถนน
        บุญโฮมเหนื่อยแฮ่กบอก
        “คุณชายครับ”
        รัชชานนท์พูดสบายๆ
        “มีอะไร”
        “คุณชายจะไม่พักเสียหน่อยหรือครับ”
        “เหนื่อยแล้วหรือ”
        บุญโฮมถึงกับหอบ
        “ไม่เหนื่อยครับ ไม่เหนื่อย แต่ผมไม่อยากให้คุณชายทำงานหักโหมเกินไป วันนี้น่าจะสำรวจที่ทางก็พอ แล้วเดี๋ยววันจันทร์เราค่อยลงมือทำงานกันจริงจัง ไม่ดีกว่าหรือครับ คุณชาย”
        “ไหนๆก็มาแล้ว ฉันก็อยากจะเริ่มงานเลย”
        รัชชานนท์มองไปรอบๆ ตัวที่เป็นพื้นที่แห้งแล้งสุดลูกหูลูกตา
        “ในที่สุดฉันก็ได้ทำในสิ่งที่ฉันฝันไว้ ฉันได้ทำงานตอบแทนแผ่นดินเกิดของฉันเสียที”
        รัชชานนท์มุ่งมั่นแน่วแน่กับอุดมการณ์ของตัวเอง
      
        ภายในเรือนหม่อมย่าที่อยู่ในบริเวณวังจุฑาเทพ หม่อมย่าเอียดนั่งถักโครเชต์ลูกไม้ลายละเอียดยิบพลางครุ่นคิดเรื่องรัชชานนท์ ย่าอ่อนเดินนำคนรับใช้ 2 คนช่วยกันยกชุดน้ำชาเข้ามาจัดวางให้
        “วันนี้ฉันไม่รับของว่างล่ะ กินไม่ลง”
        “โธ่ คุณพี่ขา อย่ากลุ้มใจเรื่องชายเล็กไปเลยนะคะ ยังไงชายใหญ่ก็ต้องตามตัวกลับมาได้แน่ๆ พูดถึงก็มาพอดี”
        ธราธรเดินเข้ามา โดยมีพุฒิภัทรลากตัวรณพีร์ตามมาอีกคน ย่าอ่อนพยักหน้าบอกสัญญาณให้คนรับใช้ คนรับใช้ทั้งสองรีบถอยออกไป
        “ท่านอธิบดีว่ายังไงบ้างล่ะ ชายใหญ่” หม่อมย่าเอียดถาม
        “เรื่องที่จะให้ย้ายชายเล็กกลับมา ท่านไม่ขัดข้องหรอกครับ แต่ผมไม่เห็นด้วยเลยนะครับ หม่อมย่า ไหนๆชายเล็กก็ย้ายไปแล้ว เราน่าจะเปล่อยให้ชายเล็กทำงานที่โน่นซักระยะหนึ่งไม่ดีกว่าหรือครับ” ธราธรว่า
        พุฒิภัทรเสริม
        “ชายเล็กจะได้ใช้ความรู้ที่ได้เรียนมาอย่างเต็มที่นะครับ หม่อมย่า ชายเล็กเลือกเรียนวิศวกรรมโยธาก็เพื่อที่จะกลับมาพัฒนาประเทศ ตอนนี้หน้าที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมดนะครับ”
        “แต่เรื่องแต่งงานก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องหน้าที่การงาน ขอให้ชายเล็กแต่งงานกับศินีนุชก่อน แล้วอยากย้ายไปทำงานที่ไหนย่าจะไม่ห้ามเลย”
        รณพีร์แย้ง
        “แต่พี่ชายเล็กไม่ได้รักชอบกับน้องนุชเธอเลยนะครับ”
        “อุ๊ย ก็ชายเล็กเล่นหนีไปเสียก่อนนี่นา ถ้าหากได้ทำความรู้จักกับหนูนุชที่ทั้งสวยทั้งอ่อนหวาน รับรองชายเล็กหลงรักเธอได้ไม่ยากหรอก” ย่าอ่อนบอก
        รณพีร์แกล้งถาม
        “ย่าอ่อนได้เจอกับน้องนุชแล้วหรือครับ”
        “อุ๊ย ไม่ต้องเจอ ย่าก็แน่ใจว่า หนูนุชคนนี้ต้องสวยเพียบพร้อมไม่มีที่ติแน่ๆ ก็เธอมีสายเลือดผู้ดีเก่าทั้งจากทางคุณชายอนุพันธ์ เทวพรหม คุณหญิงดารณีนุชก็มาทางสายกิตติวงศ์ สกุลเก่าแก่ที่ได้ชื่อว่ามั่งคั่งที่สุด หนูศินีนุชนี่แหละที่เหมาะสมกับชายเล็กที่สุดแล้ว”
        “แต่ย่าอ่อนครับ คนที่มีชาติมีตระกูลก็ใช่ว่า จะเป็นคนดีเสมอไปนะครับ เราก็เห็นตัวอย่างจากมารตีมาแล้ว” รณพีร์บอก
        “เรื่องมารตีก็จบไปแล้ว จะรื้อฟื้นขึ้นมาอีกทำไม เธออย่าพูดมากนัก ชายพีร์ ย่ายังไม่ได้ชำระความกับเธอเลยนะ”
        รณพีร์โอด
        “ชำระความอะไรล่ะครับ ถ้าไม่ได้ผม ป่านนี้ก็คงไม่มีใครรู้ว่าพี่ชายเล็กหนีไปไหน”
        “แล้วถ้าเธอไม่ร่วมมือด้วย ชายเล็กจะหนีไปได้ไหมล่ะ ย่าจะตัดเงินปันผลในส่วนของเธอสามเดือน ทุกศุกร์เสาร์ที่ออกเที่ยวทุกอาทิตย์ก็ห้ามไปอีกเด็ดขาด จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง”
        “หม่อมย่า” รณพีร์เสียงอ่อยทันที
        ย่าเอียดหันไปสำทับธราธรกับพุฒิภัทรที่ยิ้มขำน้องชายอยู่
        “ชายใหญ่ ชายภัทร ติดต่อชายเล็กให้ได้เร็วที่สุด แล้วบอกไปว่า ย่าสั่งให้ชายเล็กกลับมาทันที !”
        ธราธรากับพุฒิภัทรนิ่งฟังอย่างต้องทำตาม
      
        บนถนนลูกรัง รัชชานนท์ยังคงส่องกล้องตรวจวัดระยะทางอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บุญโฮมยืนถือไม้วัดที่ปักอยู่บนพื้นอย่างหมดแรง รัชชานนท์จดตัวเลขลงในสมุดแล้วเก็บสมุดใส่กระเป๋าสะพาย เขาเก็บเครื่องมือเครื่องไม้พลางยกแบกเดินออกไป
        “เอ้า กลับกันได้แล้ว”
        บุญโฮมดีใจ
        “เสร็จงานแล้วหรือครับ มาครับ ผมถือให้เอง”
        “ไม่เป็นไร ฉันถือเองได้ เดินกลับไหวหรือเปล่า”
        บุญโฮมมองไปไกลๆ อย่างท้อใจที่ยังไม่เห็นรถที่จอดอยู่
        “ไม่ไหวก็ต้องไหวล่ะครับ”
        รัชชานนท์ตบไหล่บุญโฮมอย่างขำๆ
        “เดี๋ยวไปกินข้าวเย็นกัน ฉันเลี้ยงเอง งบไม่อั้น”
        บุญโฮมหายเหนื่อยกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันใด
        “งั้นเราต้องไปร้านพรานเจ้ยกัน เป็นร้านเหล้า เอ๊ย ร้านข้าว ที่เด็ดดวงที่สุดของที่นี่เลยครับ เชิญครับๆ คุณชาย” บุญโฮมแนะนำ
        “แต่เดี๋ยว !”
        บุญโฮมหน้าเสียกลัวรัชชานนท์เปลี่ยนใจ
        “ขอกุญแจรถด้วย ฉันขอขับเองนะ ถ้าให้บุญโฮมขับ อาจจะถึงพรุ่งนี้เช้า”
      
        บุญโฮมรีบส่งกุญแจรถให้ แล้วดึงเครื่องไม้เครื่องมือจากรัชชานนท์มา เขามองบุญโฮมอย่างขำๆ ซึ่งเดินลิ่วๆนำไป
      

       ในเวลาต่อมา ที่ร้านเหล้าของพรานเจ้ยมีลูกค้าแน่นร้าน บุญโฮมเดินนำรัชชานนท์เข้ามาในร้านแล้ว
      
        “ร้านนี้อาหารป่าอร่อยอย่างนี้เลย คุณชายกินแล้วจะต้องติดใจ” บุญโฮมพูดพลางยกนิ้วโป้งขึ้นรับรอง
        “ฉันไม่ชอบกินอาหารป่า”
        “อาหารอย่างอื่นก็อร่อยครับ นอกจากอาหารอร่อย เหล้าชั้นยอดแล้ว ลูกสาวเจ้าของร้านยังสวยอย่างกับนางสาวศรีสยามเลยนะครับ คุณชาย”
        รัชชานนท์ยิ้มขำ
        “สวยขนาดนั้นเชียว”
        “ผมว่าสวยกว่าด้วยซ้ำครับ แม่กรองแก้ว นางสาวศรีสยามคนล่าสุดเทียบไม่ได้เลยล่ะครับ”
        รัชชานนท์กับบุญโฮมนั่งลงที่โต๊ะมุมในของร้าน
        “ฉันชักอยากเห็นหน้าแล้วสิ อยากรู้ว่าสวยกว่าพี่สะใภ้ฉันแค่ไหน” ประโยคหลังรัชชานนท์พูดเสียงเบา พึมพำ
        “นั่นไงครับ คุณชาย”
        รัชชานนท์หันไปมองแล้วนิ่งชะงัก เป็นอย่างที่บุญโฮมโฆษณาไว้จริงๆ จันทาถือจานอาหารเดินมาจากครัวหลังร้านมาเสิร์ฟให้ลูกค้า
        “นั่นล่ะครับ จันทาลูกสาวของพรานเจ้ยเจ้าของร้านนี้”
        จันทาหันมาสบตากับรัชชานนท์อย่างไม่ตั้งใจ เขาจ้องมองชื่นชมในความสวย จนจันทาต้องหลบตาอย่างเขินอายเดินหนีไป
        ม.ร.ว. รัชชานนท์ จุฑาเทพมองตามอย่างไม่วางตา
      
        เรือนพ่อใหญ่ในหมู่บ้านวลาหก สร้อยกับจ่อยนั่งเรียนอยู่กับหนังสือกับแฮรี่
        “วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 หรือปีพ.ศ.2436 เป็นปีที่ชาติตะวันตกได้แผ่อิทธิพลมายังประเทศไทยอย่างหนัก แต่เพราะด้วยความปรีชาสามารถของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทำให้ไทยเสียดินแดนเพียงบางส่วน”
        สร้อยวางหนังสือลงปึงปังอย่างเบื่อหน่าย
        “เป็นหยังเฮาต้องไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ประเทศอื่นด้วยล่ะ แฮรี่ เฮาเป็นชาวเวียงพูคำ เรียนไปก็บ่มีประโยชน์”
        “สยามประเทศเป็นประเทศเดียวในเซาท์อีสต์เอเซียที่รอดพ้นจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก โดยใช้กุศโลบายทางการเมืองที่ชาญฉลาด เราควรจะศึกษาไว้”
        “แต่ข้อยบ่อยากเรียน ! ข้อยอยากเรียนฟันดาบยิงปืนหรือการสร้างค่ายกลป้องกันทหารเวียงบุกมามากกว่า”
        จ่อยสนับสนุน
        “นั่นน่ะซิ ให้มาท่องจำตำราเป็นเล่มๆพวกนี้ น่าเบื่อแท้หนอ”
        พ่อใหญ่กับไกสอนเดินเข้ามา
        “เบื่อกะต้องเรียน เป็นหน้าที่ของพวกเจ้าทั้งสองที่จะต้องเรียนกอบโกยความฮู้จากแฮรี่ให้มากที่สุด แล้วเจ้าสิฮู้เองว่า ความฮู้ทุกอย่างสิมีประโยชน์ต่อเจ้า” พ่อใหญ่ว่า
        สร้อยลุกไปเผชิญหน้ากับพ่อใหญ่
        “เฮาอยู่ในป่าในเขา เรียนหนังสือไปกะซำนั้น นอกจากพ่อใหญ่สิคึดการอันใดอยู่ พ่อใหญ่ชอบบอกว่า พวกเฮาเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ แต่ข้อยบ่เชื่อหรอก ข้อยบ่ได้โง่ ข้อยฮู้ว่า พ่อใหญ่เป็นไผ !”
        ไกสอนกับแฮรี่มองหน้ากันอย่างกระวนกระวายใจแล้วหันไปมองพ่อใหญ่ที่ยืนนิ่งอยู่
        “อีสร้อยเอ๊ย พ่อใหญ่สิเป็นไผไปได้ นอกจากเป็นพ่อเจ้า” ไกสอนบอก
        “พ่อใหญ่ต้องเคยเป็นคนสำคัญของเวียงพูคำ พ่อใหญ่เคยเป็นนายทหารใช่บ่ ที่พ่อใหญ่พิการขาขาดกะเพราะไปสู้รบกับพวกนายพลเซกอง”
        “ตอนนี้อย่าเพิ่งรู้อะไรเลย นี่ยังไม่ถึงเวลา” แฮรี่ว่า
        สร้อยไม่ฟัง
        “พ่อใหญ่มีแผนการที่สิกลับไปช่วยเจ้าหลวงสุริยวงศ์ใช่บ่ พ่อใหญ่ถึงได้ให้ลุงไกสอนฝึกทหารให้ชาวบ้าน”
        “เจ้าเข้าใจถูกแล้ว พ่อมีแผนการที่สิช่วยเจ้าหลวงสุริยวงศ์กลับคืนบัลลังก์เวียงพูคำ”
        สร้อยดีใจ
        “พ่อใหญ่ !”
        “ตอนนี้เจ้าฮู้แค่นี้กะพอ อย่างที่แฮรี่บอก เมื่อฮอดเวลา เจ้าสิฮู้ทุกอย่างเอง แล้วเจ้าสิฮู้ว่า ภาระหน้าที่ของเจ้าใหญ่หลวงแค่ไหน !”
        สร้อยมองพ่อใหญ่อย่างไม่เข้าใจนัก แต่ก็ดีใจที่ได้รู้ว่าพ่อใหญ่ไม่ใช่ธรรมดา
      
        รัชชานนท์จิบเหล้าที่ร้านพรานเจ้ย พลางมองจันทาที่วิ่งวุ่นเสิร์ฟอาหารและเหล้า บุญโฮมดื่มไม่หยุดอย่างมีความสุขสำราญจนเริ่มเมาแล้ว
        “เด็ดดวงอย่างที่ผมว่าไหมล่ะครับ คุณชาย ทั้งอาหารปาก อาหารตา ถูกใจไหมล่ะคร้าบ”
        ทหารเวียงพูคำ 3 คนที่เมาพอประมาณอยู่แล้วเดินเข้ามาที่ร้าน ลูกค้าทุกโต๊ะรีบวางเงินลงบนโต๊ะแล้วเดินออกไปอย่างไม่อยากมีเรื่อง รัชชานนท์จับตามองกลุ่มทหารที่นั่งลงตรงโต๊ะกลางร้านอย่างวางก้าม
        จันทาเข้ามาเก็บจานและแก้วเหล้าที่โต๊ะทหารเวียงพูคำ
        “วันนี้จะกินอะไรดีจ๊ะ”
        ทหารคนที่ 1บอก
        “เอาเหล้าขาวกับกับแกล้มมาซักสองสามอย่าง”
        จันทารีบเก็บจาน แก้วเหล้าจะเดินออก แต่ทหารคนที่ 2 จับมือไว้
        “แล้วก็ขอคนนั่งกินเหล้าเป็นเพื่อนซักคนด้วยนะ”
        ชชานนท์ขยับตัวลุกขึ้นเมื่อเห็นทหารจับมือจันทาลูบไปมาอย่างลวนลาม
        “พวกพี่ก็มากันตั้งหลายคน คงไม่ต้องให้จันทานั่งเป็นเพื่อนหรอกมั้งจ๊ะ”
        จันทาดึงมือออกจากทหารคนที่ 2 แล้วรีบเดินไปที่หลังร้าน กลุ่มทหารเวียงพูคำมองหน้ากันแล้วหัวเราะลั่นอย่างสนุก รัชชานนท์ค่อยนั่งลงได้ แต่ก็ยังไม่วางใจ
        “บุญโฮม ช่วยจับตาไอ้พวกทหารเวียงด้วย ดูไม่น่าไว้ใจ”
        รัชชานนท์หันไปมองบุญโฮมที่เมาหลับฟุบคาโต๊ะไปแล้ว เขาหันไปมองที่โต๊ะทหาร เห็นทหารเวียงพุคำกินเหล้าอยู่คนเดียว
        รัชชานนท์รีบมองไปรอบๆ ร้านหาทหารเวียงอีกสองคน
        “ช่วยด้วย !” เสียงจันทากรีดร้องขึ้น
      
        รัชชานนท์รีบพุ่งเข้าไปตามเสียงจันทาที่ดังมาจากหลังร้าน


  


       ที่หลังร้านเหล้าพรานเจ้ย ทหารเวียงพูคำสองคนช่วยกันจับตัวจันทาไว้แล้วจะลากพาออกไป จันทาดิ้นรนไม่ยอมไปง่ายๆ
      
        “ปล่อยฉัน ปล่อย ช่วยด้วย ช่วยด้วย! ”
        ทหารคนที่ 1บอก
        “เล่นตัวนัก จัดการเสียตรงนี้เลย”
        ทหารคนที่ 1 โยนจันทาลงไปนอนหมอบที่พื้น แล้วทหารทั้งสองก็ย่างเท้าเข้าไปหา จันทาถอยตัวหนีอย่างลนลาน ทหาร คนที่1 จับเธอตรึงลงกับพื้น ขณะที่ทหารคนที่ 2 กำลังโถมเข้าใส่จันทา
        รัชชานนท์เข้ามากระชากตัวทหารคนที่ 2 ออกมาแล้วต่อยเปรี้ยง ! เข้าให้ ทหารคนที่ 1 โผเข้าเล่นงานรัชชานนท์ แต่ถูกเขาถีบยอดอกจนหงายหลังไป ทหารทั้งสองตั้งหลักใหม่ได้รี่เข้ามารุมยำรัชชานนท์ เขาจัดการกับทหารทั้งสองจนหมอบกระแตไป
        รัชชานนท์ยืนเหนื่อยหอบแทบยืนไม่ไหว แต่ยังมีแรงส่งยิ้มให้จันทาได้
        จันทายิ้มให้อย่างขอบคุณและดีใจแต่ต้องตกใจเมื่อเห็นทหารคนที่ 3 โผล่พรวดเข้ามา
        “ระวัง !”
        ทหารคนที่ 3 พุ่งเข้าเล่นงานรัชชานนท์โดยไม่ทันระวังตัว รัชชานนท์สู้พัลวันกับทหาร คนนั้นจนเสียทีถอยร่นไปติดข้างฝา ทหารดึงมีดออกจากเอว เงื้อมือขึ้นจะแทงรัชชานนท์ พรานเจ้ยมาทันเวลาใช้ด้ามปืนยาวฟาดหัวทหารดังโพละ ! เหมือนมะพร้าวถูกทุบ
        มีดในมือทหารร่วงหล่นลงพื้นก่อนที่จะทรุดตัวฮวบลงไปกองที่พื้น
        “พ่อ !”
        จันทาวิ่งไปกอดพรานเจ้ยอย่างดีใจ
        รัชชานนท์ยืนเกาะผนังพยุงตัวไว้ไม่ให้ล้มพลางมองไปที่พรานเจ้ยอย่างโล่งใจ
      
        พรานเจ้ยส่งแก้วเหล้าให้รัชชานนท์
        “ผมต้องขอบคุณคุณมากเลยนะครับ ที่ช่วยลูกสาวผมไว้ คุณ...”
        บุญโฮมเริ่มสร่างเมาหน่อยๆ โงหัวขึ้นร่วมวง
        “คุณ..คุณชาย นี่คุณชายรัชชานนท์”
        จันทาถือจานกับแกล้มมาสองจานวางลงบนโต๊ะ เธอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อรู้ว่า รัชชานนท์เป็นถึงหม่อมราชวงศ์
        “แล้วนี่ก็..ก็พรานเจ้ยครับ คุณชาย”
        บุญโฮมล้มฟุบไปกับโต๊ะอีก
        “คุณชายมีบุญคุณกับผมล้นเหลือ ถ้าไม่ได้คุณชาย จันทาคงตกนรกทั้งเป็นไปแล้ว”
        จันทามองรัชชานนท์ด้วยความซาบซึ้งขอบคุณ แต่เขินอายเกินกว่าจะพูดอะไร
        “ถ้าผมไม่ได้พรานเจ้ย ผมก็คงจะตายไปแล้วเหมือนกัน ไม่มีใครมีบุญคุณกับใครหรอกครับ”
        “ยังไงผมก็เป็นหนี้บุญคุณคุณชายครับ ถ้าคุณชายต้องการให้ผมรับใช้อะไร บอกผมมาได้เลย”
        “ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกครับ บุญโฮมบอกว่า พรานเจ้ยเชี่ยวชาญเรื่องการเดินป่า ผมเองเป็นคนชอบเที่ยวป่า ถ้าพรานเจ้ยพอจะช่วยนำทางให้ผมได้ไหมครับ”
        “ได้เลยครับ ไม่มีปัญหา คุณชายอยากจะไปล่าอะไรล่ะครับ ผมจะได้พาไปถูกแหล่ง”
        “ผมไม่ชอบล่าสัตว์หรอกครับ ชอบเที่ยวป่าเฉยๆ นี่ถ้าจะให้ดี เราน่าจะไปกันหลายๆคนนะครับ จะได้สนุก จันทาไปกับเราด้วยซิ”
        รัชชานนท์หันไปยิ้มให้จันทา ถือโอกาสชวนไปเที่ยวด้วยอย่างเนียนๆ พรานเจ้ยเริ่มไหวตัว
        “จันทาต้องเฝ้าร้านน่ะครับ เราไปกันวันพรุ่งนี้เลยดีไหมครับ คุณชาย”
        “ก็ดีเหมือนกันครับ ผมว่างอยู่พอดี เริ่มงานอีกทีก็วันจันทร์ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะว่างอีกเมื่อไหร่”
        รัชชานนท์มองจันทาอย่างมีนัยจะชวนจันทาไปด้วย บุญโฮมโงหัวขึ้นมาอีกครั้งบอก
        “คุณชายครับ คุณชาย ระวังไอ้พวกทหารเวียงด้วยนะครับ ท่าทางไว้ใจไม่ได้”
        บุญโฮมฟุบลงกับโต๊ะแล้วตัวอ่อนเลื้อยหล่นจากเก้าอี้ไปนอนที่พื้น ทุกคนมองบุญโฮมอย่างขำๆ พรานเจ้ยลงไปประคองบุญโฮมให้ขึ้นมานั่ง
        “ไอ้นี่ เมาไม่รู้เรื่องจริงๆ”
        รัชชานนท์ฉวยโอกาสที่พรานเจ้ยกำลังวุ่นกับบุญโฮมขยับเข้าไปใกล้จันทาแล้วกระซิบบอก
        “หาทางไปให้ได้นะ จันทา เราจะได้เจอกันอีก”
        จันทาได้แต่อายม้วนไม่กล้าตอบอะไร หัวใจเต้นแรงอย่างดีใจ ม.ร.ว. รัชชานนท์มองหน้าสาวชาวบ้านแล้วยิ้มกริ่ม รู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจ
      
        ท่ามกลางบรรยากาศแม่น้ำโขงในตอนเช้าตรู่ รัชชานนท์สะพายกระเป๋าเดินป่าเดินเร็วๆ ออกมาจากตัวบ้าน บุญโฮมถือซองโทรเลขเดินเข้ามา
        “คุณชายครับ มีโทรเลขมาครับ”
        “ไว้ก่อนแล้วกัน”
        “นี่ต้องเป็นเรื่องด่วนแน่ๆ ไม่งั้นเค้าคงไม่ส่งโทรเลขมาหรอกครับ คุณชายเปิดดูซักหน่อยเถอะนะครับ”
        “ไม่ต้องเปิดดู ฉันก็รู้ว่า ใครเป็นคนส่งโทรเลขมา ช่วยตอบกลับให้หน่อยนะว่า - ไม่กลับ ยังไงก็ไม่กลับ”
        รัชชานนท์เดินลิ่วๆออกไปแล้วถอยกลับมา
        บุญโฮมยิ้มแล้วยื่นซองโทรเลขให้ แต่รัชชานนท์กลับกระตุกกุญแจรถจากมือไปแทน
        “ขอยืมรถซักสองวันนะ”
      
        รัชชานนท์เดินออกไปทันที ทิ้งให้บุญโฮมยืนถือซองโทรเลขหน้าเหวออยู่


  


       รถจี๊ปแล่นเร็วมาจอดอยู่ที่หน้าร้านเหล้าพรานเจ้ย รัชชานนท์กระโดดลงจากรถอย่างกระฉับกระเฉง พรานเจ้ยกับลูกหาบ 2 คนเดินออกมาจากร้าน
      
        “ผมมาเร็วเกินไปหรือเปล่าครับเนี่ย ผมไม่ได้เดินป่ามานานแล้ว ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ พอตื่นก็รีบบึ่งมาเลยล่ะครับ”
        “มาเร็วก็ดีแล้วครับ เราจะได้มีเวลาเที่ยวให้ทั่ว ไปกันเลยดีไหมครับ”
        “เราไปกันแค่นี้หรือครับ”
        รัชชานนท์รีรอมองไปในร้าน หวังว่าจันทาจะไปด้วย
        “ครับ ไปป่าแบบนี้ ไปกันยิ่งน้อยก็ยิ่งดี”
        พรานเจ้ยเดินนำหน้าไป ลูกหาบสองคนหอบสัมภาระและเสบียงเดินตาม รัชชานนท์ได้แต่เดินตามพรานเจ้ยไป เพราะคิดว่า จันทาไม่ได้ไปด้วยแน่
        “พ่อ ! รอจันทาด้วย”
        รัชชานนท์หันไปมองเห็นจันทาถือย่ามผ้าเดินตามมาสมทบ
        “จันทา !”
        รัชชานนท์ยิ้มกว้างอย่างดีใจที่เห็นจันทาไปด้วย
      
        บรรยากาศป่าทึบสีเขียวชะอุ่มมีชีวิตชีวา พรานเจ้ยกับลูกหาบ 2 คนเดินนำทางมา
       รัชชานนท์กับจันทาเดินคุยกันมารั้งท้าย
        “ฉันดีใจจริงๆ ที่จันทามาได้”
        “พ่อไม่อยากทิ้งจันทาไว้ที่ร้านคนเดียว กลัวพวกทหารเวียงจะมารังแกจันทาอีกน่ะจ้ะ แล้วทำไมคุณชายถึงอยากให้จันทามาด้วยล่ะจ๊ะ”
        “ถ้าเราได้มาเที่ยวด้วยกัน เราก็จะได้มีโอกาสรู้จักกันมากขึ้นไงล่ะ ฉันมาทำงานที่นี่คนเดียว นอกจากบุญโฮมแล้ว ก็ไม่รู้จักใครเลย ก็เลยอยากมีจันทาเป็นเพื่อนเพิ่มอีกคน”
        “จันทาไม่อาจเอื้อมเป็นเพื่อนกับคุณชายหรอกจ้ะ ขอแค่จันทาได้ทำงานรับใช้คุณชาย เพื่อตอบแทนที่คุณชายได้ช่วยชีวิตจันทาไว้ก็พอแล้ว”
        รัชชานนท์ฉวยมือจันทามากุมไว้
        “อย่าพูดเรื่องบุญคุณอะไรอีกนะ จันทา ฉันทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น ฉันไม่ได้สูงส่งมาจากไหน ฉันกับจันทาก็เป็นมนุษย์มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ทำไม เราจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้”
        พรานเจ้ยหันกลับมามองรัชชานนท์กับจันทาแล้วกระแอมเสียงดัง
        “รีบเดินหน่อยก็ดีนะครับ”
        รัชชานนท์รู้ตัว รีบปล่อยมือ จันทาเขินอายรีบเดินเร็วๆ ตรงไปหาพรานเจ้ย รัชชานนท์มองตามอย่างเอ็นดู เขามองไปทางด้านขวา ซึ่งเป็นบริเวณเข้าหมู่บ้านวลาหก ซึ่งมีขอนไม้ใหญ่ขวางไว้เป็นสัญลักษณ์
        “เราไปกันทางโน้นได้ไหมครับ พรานเจ้ย”
        รัชชานนท์มีความรู้สึกเหมือนมีอะไรดึงดูดให้เข้าไปใกล้
        “ทางโน้นทางไหนครับ”
        รัชชานนท์ชี้ไปที่ทางเข้าหมู่บ้านวลาหก มวลหมอกสีขาวจางๆ เริ่มแผ่เบาบางปกคลุมทางเข้า เมื่อเขามองไปอีกครั้ง หมอกขาวๆ จางหายไปแล้ว รัชชานนท์ยิ่งสงสัยหนักขึ้น
        “ไปทางโน้นกันเถอะครับ”
        รัชชานนท์เดินนำลิ่วๆ ไปเหมือนรู้ทาง ลูกหาบสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กหวาดหวั่น
        “ลุงเจ้ย นั่นมันทางไป” ลูกหาบคนที่ 1 บอก
        “ทางไปป่าอาถรรพ์”
        จันทามองพ่ออย่างงุนงง ไม่เข้าใจ
      
        ในหมู่บ้านวลาหก สร้อยไล่เตะ ไล่ชกจ่อยที่ยอมเป็นคู่ชกให้ จ่อยยกมือขึ้นป้องหน้าเอาแต่ตั้งรับอย่างเดียวไม่กล้าตอบโต้ใดๆ
        “สู้ซิ ไอ้จ่อย เป็นหยังบ่ยอมสู้ หา !”
        “ข้อยบ่อยากรังแกแม่หญิง”
        สร้อยโมโห
        “ผู้หญิงเหรอ”
        สร้อยเตะจ่อยป๊าดๆ อย่างไม่ได้อย่างใจ
        “สู้ข้อยบ่ได้ กะบอกมาเถอะ”
        “เป็นหยังสิสู้บ่ได้ !”
        จ่อยเผลอลงมือ ตั้งการ์ดปิดหน้าไว้ สร้อยชกเปรี้ยงเข้าที่หน้าจ่อยอย่างจัง จนจ่อยหงายหลังล้มลงไปคลุกฝุ่น
        “เล่นทีเผลอ ข้อยบ่ออมมือให้แล้ว เป็นไงเป็นกัน”
        จ่อยตะเกียกตะกายลุกขึ้นเต้นฟุตเวิร์คยอมที่จะสู้กับสร้อยแล้ว สร้อยแย็บหมัดออกไปสองสามหมัดโดนจ่อยทุกหมัด
        ทับทิมวิ่งมาพอเห็นสร้อยก็รีบหลีกเลี่ยงไปทางอื่น
        “ไอ้ทับทิม !”
        จ่อยรี่เข้ามาจะชกสร้อย สร้อยผลักหน้าจ่อยถอยออกไป สร้อยรีบไปดักหน้าทับทิมรายงานข่าว
        “มีเรื่องอะหยัง ไอ้ทหารเวียงมันมาอีกแล้วใช่บ่”
        “บ่ใช่”
        ทับทิมหลบตาพยายามจะหนี สร้อยกระชากคอเสื้อทับทิมมาใกล้
        “บอกมา มีเรื่องอะหยัง บ่บอก เจ้าเจ็บตัวแน่ !”
      
        สร้อยเข้ามาขยุ้มคอเสื้อทับทิมอย่างเอาจริงเอาจังมาก


  


       รัชชานนท์ก้าวยาวๆ เดินมาจนถึงขอนไม้วางขวางทางเข้าหมู่บ้านอยู่ พรานเจ้ยกับจันทาตามมา ส่วนลูกหาบอีกสองคนเดินตามมาอย่างห่างๆ อย่างเกรงกลัว
      
       รัชชานนท์ยืนจ้องมองไปที่ทางเข้าหมู่บ้านอย่างรู้สึกว่ามีอะไรซ่อนเร้นอยู่หลังป่าชัฎนั้น
       “เห็นไหมล่ะครับว่า ทางนี้ไม่มีอะไร มีแต่ป่ารกชัฎ ไปทางเดิมดีกว่านะครับ คุณชาย”
       “คืนนี้เราพักกันตรงนี้นะ พรานเจ้ย”
       พรานเจ้ยทักท้วง
       “คุณชายครับ”
       “ผมไม่เชื่อว่า ป่าแถวนี้เป็นป่าอาถรรพ์หรอกครับ ถ้าใช่ก็ดี คืนนี้เราจะได้พิสูจน์ดูว่า มันจะอาถรรพ์ยังไง”
       รัชชานนท์เริ่มรู้สึกเสียวสันหลังเหมือนมีใครแอบมองอยู่ เขาหันไปมองต้นไม้ใหญ่ที่อยู่บนเนินสูง สร้อยแอบอยู่หลังต้นไม้หลบหันหลังกลับเหมือนรัชชานนท์ปล่อยกระแสบางอย่างมา
       จ่อยที่หมอบแอบอยู่ใกล้ๆ มองสร้อยอย่างแปลกใจ
       “บ่ต้องกลัว พวกมันบ่เห็นเฮาดอก”
       “ข่อยบ่ได้ย่าน แค่ระวัง !”
       สร้อยหันไปแอบมองรัชชานนท์อีกครั้งแล้วนิ่งคิด
       “บ่ใช่พวกทหารเวียง แต่กะบ่ใช่ชาวบ้านธรรมดา”
       “กะพวกคนเมืองที่มาเที่ยวป่าเท่านั้นแหละ กลับกันเถอะ อีสร้อย”
       รัชชานนท์มองไปรอบๆ อย่างสำรวจตรวจตรา สร้อยจ้องมองรัชชานนท์เขม็งอย่างไม่ไว้ใจ
       “ข้อยบ่กลับ ผู้บ่าวผู้นี้บ่ได้มาดี ข้อยต้องจับตาเบิ่งมันไว้”
       สร้อยมองรัชชานนท์มีลางสังหรณ์บางอย่างที่บอกไม่ถูก
      
       รัชชานนท์กับจันทาเดินห่างมาจากที่ตั้งจุดพักแรม ทั้งสองช่วยกันเก็บกิ่งไม้แห้งๆไปเป็นฟืน เสียงชะนีดังโหยหวนแหวกความเงียบขึ้นมา จันทาสะดุ้งตกใจจนทำกิ่งไม้หล่นหมด
       รัชชานนท์หัวเราะ
       “จันทาก็เป็นไปกับเค้าด้วยหรือ”
       จันทาค้อนควัก
       “ก็จันทาขี้ขลาด ไม่ได้เก่งกล้าหาญเหมือนคุณชายนี่จ๊ะ พ่อเคยบอกว่า ในโลกนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรามองไม่เห็น อย่าได้คิดลบหลู่”
       “ฉันก็ไม่ได้ลบหลู่ แต่ฉันต้องเห็น ฉันถึงจะเชื่อ ที่พวกลูกหาบกลัวเรื่องป่าอาถรรพ์กัน ก็เห็นพูดกันไป ไม่เห็นบอกเลยว่า มันอาถรรพ์ยังไง”
       “เขาว่ากันว่า ใครมาป่าแถวนี้ต้องมีอันเดินวนเวียนกลับมาที่เดิมทุกครั้ง บ้างก็ว่าเห็นเสือสมิงออกมาจากป่าอาถรรพ์ ก็เลยไม่มีใครกล้าที่จะเฉียดใกล้เลย”
       รัชชานนท์เครียด
       “เสือสมิง เสือสมิงที่เค้าเล่ากันว่า แปลงกายเป็นอะไรก็ได้ใช่ไหม”
       รัชชานนท์ทำเป็นมองไปที่ด้านหลังจันทา
       “คุณชาย...คุณชายเห็นอะไรหรือจ๊ะ”
       “เห็นว่า เสือสมิงชอบแปลงกายเป็นผู้หญิงสวยๆ ใช่แล้ว ต้องใช่แน่ๆ”
       จันทาเสียวสันหลังผวาไปเกาะแขนรัชชานนท์ไว้
       “เสือสมิงหรือจ้ะ คุณชาย มันอยู่ข้างหลังจันทาหรือ”
       รัชชานนท์จับมือจันทาไว้ ยิ้มขำที่หลอกง่ายเหลือเกิน
       “ใช่ที่ไหนกัน ฉันแค่สงสัยเฉยๆว่า ผู้หญิงสวยๆ อย่างจันทามาอยู่กลางป่าอย่างนี้ ใช่เสือสมิงแปลงกายมาหลอกให้ผู้ชายตกหลุมรักหรือเปล่า”
       จันทาเขินอายผลักรัชชานนท์ออกไป
       “คุณชายนี่...เล่นอะไรก็ไม่รู้”
       รัชชานนท์หัวเราะขำ ทันใดลูกดอกพุ่งตรงใส่หัวรัชชานนท์อย่างจัง
       “โอ๊ย !”
       จันทาตกใจ
       “เห็นไหม คุณชาย ป่านี้มีอาถรรพ์จริงๆ”
       “ใช่ที่ไหนแหละ แค่ลูกไม้หล่นใส่หัวฉันเท่านั้นแหละ”
       รัชชานนท์พาจันทาเดินออกไปแต่ยังคลำหัวป้อยๆด้วยความเจ็บ
       สร้อยถือหน้าไม้กับจ่อยเดินออกมาจากที่ซ่อนตัวไม่ไกลนัก
       “เฮ็ดอะหยังของเจ้า เดี๋ยวพวกมันก็ฮู้ตัวหรอก”
       “มือไวปานวอก รำคาญตา !”
       สร้อยมองตามอย่างเหม็นหน้ารัชชานนท์
      
       บริเวณที่พักแรมใกล้ทางเข้าหมู่บ้านในยามค่ำคืน พรานเจ้ยกับจันทานั่งเฝ้ากองไฟอยู่ ลูกหาบ 2 คนจัดที่นอนอยู่ห่างออกไปมาก รัชชานนท์เดินเข้ามาจะมานั่งข้างจันทา พรานเจ้ยจับตามองอยู่ รัชชานนท์เลยลงนั่งข้างพรานเจ้ยแทน
       “คุณชายไปนอนเถอะครับ คืนนี้ผมกับลูกน้องจะผลัดกันเฝ้ากองไฟเอง”
       “ไม่ได้หรอกครับ จะให้ผมสบายอยู่คนเดียวได้ยังไง ผมเป็นคนนอนดึกอยู่แล้ว ผมขออยู่ช่วงหัวค่ำเอง ถ้าง่วงเมื่อไหร่ เดี๋ยวผมไปปลุกพรานเจ้ยเอง ตกลงตามนี้นะครับ”
       “งั้นก็ตามใจคุณชายครับ ไป จันทา ไปนอนได้แล้ว”
       เจ้ยดึงจันทาเดินออกไปด้วยกัน
       รัชชานนท์เติมกิ่งไม้ใส่กองไฟไป รู้สึกสุขสงบที่ได้อยู่กลางป่าอีกครั้ง จันทาหอบผ้าห่มเดินกลับมา รีบส่งให้รัชชานนท์แล้วจะรีบกลับออกไปกลัวพรานเจ้ยเห็น
       รัชชานนท์ไม่ยอมให้จันทาไปง่ายๆ ดึงมือจันทาให้นั่งด้วยกัน
       “อย่าเพิ่งไปซิ นั่งคุยเป็นเพื่อนก่อน”
       “เดี๋ยวพ่อว่า...”
       “พรานเจ้ยนี่หวงลูกสาวจริงๆ นะ แต่ถามจริงๆ เถอะ พรานเจ้ยกับจันทานี่เป็นพ่อลูกกันจริงๆ หรือ หน้าตาไม่เห็นเหมือนกันเลย หรือว่าจันทาจะเหมือนแม่”
       “จันทาไม่ใช่ลูกแท้ๆของพ่อหรอกจ้ะ พ่อเก็บจันทามาเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ จันทาก็จำอะไรไม่ได้หรอกนะจ๊ะ รู้แต่ว่า เกิดมาจันทาก็มีพ่อเจ้ยแล้ว”
       “แล้วจันทาไม่คิดจะไปตามหาพ่อแม่หรือ”
       “พ่อแม่ไม่ต้องการจันทา แล้วจันทาจะไปตามหาทำไม แล้วจันทาอยู่กับพ่อก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ไม่ต้องการใครที่ไหนแล้ว”
       จันทานิ่งไป อดเศร้าที่ไม่มีพ่อแม่ไม่ได้ รัชชานนท์เอื้อมมือไปแตะหลังมือเธอเบาๆ อย่างปลอบใจ พรานเจ้ยก้าวเข้ามายืนมองอย่างขรึมเงียบ
       “จันทา เอาผ้าห่มมาให้แล้ว ก็กลับไปนอนเสีย”
       จันทารีบผละเดินกลับออกไป พรานเจ้ยเดินเข้ามาใกล้รัชชานนท์ให้ร้อนๆหนาวๆเล่นพรานเจ้ยส่งขวดเหล้าดีบุกเล็กๆให้
       “แรงหน่อยนะ ไว้กินแก้หนาว”
       “ขอบคุณครับ”
       รัชชานนท์รับขวดเหล้ากระดกดื่มอึกใหญ่
       “รสชาติเยี่ยมเลยครับ ผมคงต้องขอสูตรบ้างแล้วล่ะ”
       “ผสมไม่ยากหรอกครับ แค่เหล้าผสมเลือดค่างสดๆ ถ้าจะให้ดีต้องเชือดค่างด้วยมือตัวเอง !”
       พรานเจ้ยยิ้มแต่ดูแอบเหี้ยมแล้วเดินออกไป
      
       รัชชานนท์มองขวดเหล้าในมือตัวเองอย่างสยอง ขยักขย้อนแต่อ้วกไม่ออก

       ด้านสร้อยอยู่ในเงามืดเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ๆ ที่พักแรมของกลุ่มรัชชานนท์ เห็นเขาขนกิ่งไม้กลับเข้ามาใส่กองไฟ พลางเขี่ยให้กองไฟคุตลอดเวลา รัชชานนท์มองไปที่ทางเข้าหมู่บ้านวลาหก
      
       หมู่มนต์หมอกจากเบาบางเริ่มหนาทึบปกคลุมทางเข้าจนเห็นได้ชัด
       “เราไม่ได้ตาฝาดไป”
       ควันเบาบางลอยเข้ามาที่พักแรม รัชชานนท์เริ่มง่วงงุนจนลืมตาไม่ขึ้นแม้จะพยายามตบหน้าตัวเองหลายครั้ง
       “เป็นอะไรวะ”
       ควันเบาบางออกจากปลายไม้ที่เป่ายาสลบของสร้อยเห็นลางๆอยู่ในความมืด
       รัชชานนท์ทนความง่วงไม่ไหวล้มลงไปนอนที่พื้น สร้อยในชุดดำผูกผ้าปิดหน้าก้าวเข้ามาหารัชชานนท์ เธอพลิกตัวรัชชานนท์ขึ้น จ้องมองดูพลางค้นตัวหาอาวุธ เจอปืนและมีดที่รัชชานนท์พกติดตัว เธอโยนปืนและมีดของเขาให้ออกไปไกลตัว สร้อยกลั้นใจล้วงกระเป๋ากางเกงดึงกระเป๋าสตางค์ออกมา
       สร้อยกำลังจะเปิดค้นหาหลักฐานในกระเป๋าสตางค์ว่ารัชชานนท์เป็นใคร เขาลืมตาใช้สติเฮือกสุดท้ายคว้ามือสร้อยไว้ กระเป๋าสตางค์ของรัชชานนท์กระเด็นหวืดออกไปไกลในความมืด
       สร้อยตกใจ
       “เฮ้ย !”
       รัชชานนท์โถมเข้าจับตัวสร้อยตรึงกับพื้น สร้อยดิ้นรนอึกอักอยู่ในอ้อมกอดของรัชชานนท์ ก่อนถีบเขาออกไป แต่เขากลับเข้ามาจับตัวสร้อยได้อีกครั้งแม้จะมึนๆเบลอๆก็ตาม
       “แกเป็นใคร !”
       รัชชานนท์เอื้อมมือจะกระชากผ้าปิดหน้าสร้อยออก เธอสวนหมัดใส่หน้าเขาอย่างเต็มเปา จนหงายหลังสลบเหมือดไม่เป็นท่า
      
       สร้อยยืนหอบเหนื่อย เปิดผ้าปิดหน้าออกยืนจ้องมองรัชชานนท์อย่างโมโห!!
      
       เรือนพ่อใหญ่ในหมู่บ้านวลาหก เวลากลางคืน สร้อยผลุนผลันเข้ามาในเรือน ยังใจหายใจคว่ำที่เกือบถูกจับรัชชานนท์จับตัวไว้ได้
      
       “เกือบไปแล้ว!” สร้อยพึมพำ
       “ไปไสมา! เจ้าสร้อย” เสียงพ่อใหญ่ถามดังเข้ามา
       สร้อยสะดุ้งเฮือก หันขวับไปเห็นพ่อใหญ่อยู่ที่มุมมืดของห้อง พ่อนั่งรอลูกสาวอยู่นานแล้ว
       “พ่อใหญ่!”
       พ่อใหญ่มองสร้อยในชุดดำรัดกุม มือถือหน้าไม้ หน้าตาตื่นๆ ก็รู้ว่าไปก่อเรื่องมาแน่
       “พ่อสั่งไว้ว่าอะหยัง!”
       สร้อยเสียงอ่อย
       “ข้อยกะบ่ได้เฮ็ดอะหยังซักหน่อย แค่ไปจับตาเบิ่งไอ้กลุ่มที่มาใหม่ บ่ให้เข้ามาในหมู่บ้านเฮาได้”
       “ไอ้ทับทิมไปเบิ่งมาแล้ว พวกมันมาเที่ยวป่าล่าสัตว์ ดูท่าทีแล้วไม่น่าสิ เป็นภัยกับหมู่เฮา”
       “แต่ข้อยบ่ไว้ใจไอ้ผู้ชายคนเมืองนั่น จั๋งไดกะต้องคอยเฝ้าระวังไว้จนกว่ามันสิออกไปจากป่านี้”
       “นั่นบ่ใช่หน้าที่ของเจ้า ห้ามเจ้าไปใกล้พวกมันอีก เข้าใจบ่ ถ้าเจ้าบ่เชื่อพ่อ คราวนี้พ่อสิลงโทษเจ้าให้หนักเทียว”
       สร้อยทำหน้าดื้อไม่พอใจที่ถูกพ่อใหญ่สั่งห้าม
      
       เช้าวันใหม่ รัชชานนท์นอนอยู่ใกล้ซากกองไฟเมื่อคืน เขาตื่นขึ้นอย่างสะลึมสะลืมก่อนที่จำได้ว่ามีคนบุกรุกเมื่อคืน เขาลุกพรวดพราดขึ้นมาทันที แล้วมองไปรอบๆดูสภาพที่พัก พรานเจ้ยเพิ่งรู้สึกตัวตื่นขึ้น หันไปเขย่าตัวจันทาที่ยังหลับไม่รู้เรื่อง
       “จันทาๆ ตื่น ลูก ตื่น !”
       จันทาขยับตัวตื่นขึ้นอย่างงุนงง
       เจ้ยลุกขึ้นไปเตะลูกหาบ 2 คนที่นอนระเกะระกะอยู่ที่พื้น
       “ตื่นโว้ย ตื่น อะไรวะ ทำไมนอนหลับเป็นตายกันหมด”
       ลูกหาบ 2 คนลุกขึ้นมองหน้ากันเลิ่กลั่กๆ ทุกคนรู้สึกมึนงงด้วยควันยาสลบของสร้อย
       “นี่..นี่มันเกิดอะไรขึ้น !” ลูกหาบคน 1 พูดขึ้น
       “ก็บอกแล้ว ป่านี้มันมีอาถรรพ์ !” ลุกหาบคนที่ 2 บอก
       รัชชานนท์เดินเข้ามาขัดจังหวะ
       “ไม่ใช่เรื่องอาถรรพ์อะไรหรอก เมื่อคืนมีคนบุกรุกเข้ามา”
       “ถ้ามีคนบุกรุก ผมก็ต้องรู้” พรานเจ้ยบอก
       “ถ้ามันไม่ใช่คนล่ะ พ่อ”
       รัชชานนท์ก้มลงหยิบกระเป๋าสตางค์ที่ตกหล่นอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วพูดด้วยความมั่นใจ “มันไม่ใช่ผีสางแน่ มันเป็นคนเหมือนอย่างเราๆ”
       “แล้วมันเป็นใคร ต้องการอะไร” จันทาว่า
       “ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่า มันเป็นใคร ถ้ามันเป็นโจร แล้วโจรที่ไหนถึงมาปล้นคนกลางป่าอย่างนี้ !”
      
        รัชชานนท์นิ่งคิด ในท่าทีสงสัย


  


       เวลาเดียวกัน ที่เรือนหม่อมเอียดภายในวังจุฑาเทพ หม่อมเอียดนั่งนิ่ง หน้าเครียด จนทุกคนรอบข้างต่างสะบัดร้อนสะบัดหนาวไปตามๆ กัน
      
       “นี่ชายเล็กยังไม่ติดต่อกลับมาอีกหรือ แม่อ่อน”
       ย่าอ่อนรีบรินน้ำชาให้พี่สาวอย่างเอาใจ
       “ยังค่ะ คุณพี่ แต่เดี๋ยวชายเล็กคงจะติดต่อกลับมาเองล่ะค่ะ
       “เดี๋ยวของเธอน่ะ มันเมื่อไหร่กัน”
       ธราธรกับพุฒิภัทรนั่งร่วมวงดื่มน้ำชาอยู่ด้วย
       “หม่อมย่าครับ สมบุญเพิ่งไปส่งโทรเลขเมื่อวานเอง ให้เวลาชายเล็กหน่อยซิครับ” ธธราธรบอก
       “แล้วถ้าจะให้ดี เราอย่าเพิ่งให้ชายเล็กย้ายกลับมาเลยนะครับ ชายเล็กเพิ่งทำงานที่โน่นได้วันสองวันก็ย้ายกลับมาแล้ว เดี๋ยวคนจะหาว่าเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อหรอกครับ” ” พุฒิภัทรว่า
       “นั่นน่ะซิครับ ถึงท่านอธิบดีจะไม่ขัดข้องเรื่องที่จะให้ชายเล็กย้ายกลับมา แต่ท่านก็ลำบากใจอยู่นะครับ หม่อมย่า ทำอย่างนี้เราจะถูกครหาได้ว่า ทำตัวมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น”
       “อุ๊ย คราวนี้คงต้องยอมให้ถูกครหาล่ะ เราต้องเอาตัวชายเล็กกลับมาให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะเตลิดหนีไปที่อื่นอีก จริงมั้ยล่ะคะ คุณพี่” ย่าอ่อนบอก
       สมศรี คนรับใช้ประจำตัวของหม่อมย่าเอียดเดินค้อมตัวเข้ามา
       “คุณท่านเจ้าคะ มีแขกมาขอพบเจ้าค่ะ”
       ย่าอ่อนเสียงดุเข้ม
       “ใครมาหาคุณพี่แต่เช้า ช่างไม่รู้กาลเทศะเสียจริงๆ ! เดี๋ยวน้องไปจัดการเองค่ะ คุณพี่”
       ย่าอ่อนเดินฉับๆออกไปทันที ธราธรกับพุฒิภัทรมองหน้ากันอย่างเหนื่อยใจที่หาทางเปลี่ยนใจหม่อมย่าเอียดไม่ได้
      
       ภายในห้องรับแขก ย่าอ่อนยิ้มหน้าบานเริงร่าดีใจจนลืมคำพูดเมื่อครู่เสียสิ้น ก่อนโผเข้าไปกอดศินีนุช
       “นี่หนูนุชจริงๆหรือเนี่ย สวยจนย่าจำไม่ได้เลย นี่สวยกว่าคุณหญิงตอนสาวๆอีกนะเนี่ย”
       ม.ร.ว. ดารณีนุช เทวพรหมนั่งยิ้มหน้าบานรับคำชม ธราธรกับพุฒิภัทรประคองหม่อมย่าเอียดนั่งลง
       “ดิฉันขอประทานโทษจริงๆนะคะที่มารบกวนแต่เช้า”
       “เช้าอะไร นี่เกือบสองโมงเช้าเข้าไปแล้ว ปกติแขกเหรื่อก็มาเยี่ยมคุณพี่ เวลานี้แหละ แล้วคุณหญิงจะต้องมาเกรงใจอะไร เราก็เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว จริงมั้ยล่ะคะ คุณพี่” ย่าอ่อนบอก
       หม่อมย่าเอียดยิ้มรับนิดๆแต่ยังสงวนท่าที รู้ว่าดารณีนุชมาเรื่องรัชชานนท์แน่ ธราธรกับพุฒิภัทรมองหน้ากันอย่างขำๆที่ย่าอ่อนกลับคำได้ฉับไวตามใจชอบ
       “แล้วนี่คุณหญิงมีธุระอะไรล่ะ” หม่อมย่าเอียดถาม
       ศินีนุชโพล่ง
       “ก็เรื่องพี่ชายเล็กน่ะซิคะ หม่อมย่า ตกลงพี่ชายเล็กจะกลับมาเมื่อไหร่คะ เมื่อคืนพี่ชายพีร์ก็ตอบกำกวมเสียเหลือเกิน เลยไม่รู้แน่ชัดว่าพี่ชายเล็กไปไหน ไปทำอะไร จะกลับเมื่อไหร่”
       ดารณีนุชเตือนลูกสาว
       “ลูกนุช”
       ศินีนุชยังไม่รู้ตัว
       “อะไรหรือคะ คุณแม่ ก็เรามาหาหม่อมย่าก็เพราะจะมาถามเรื่องพี่ชายเล็กไม่ใช่หรือคะ”
       คุณหญิงดารณีนุชแอบอ่อนใจกับความไม่รู้มารยาทของลูกสาว ได้แต่ปั้นยิ้มทำเอ็นดูลูกไป
       “ขอประทานโทษนะคะ หม่อมป้า ลูกนุชเป็นห่วงคุณชายเล็ก ก็เลยร้อนใจไปหน่อย แล้วเรื่องคุณชายเล็กนี่ยังไงคะ กลับมาหรือยัง”
       หม่อมย่าเอียดหันไปมองธราธรกับพุฒิภัทร ทั้งหมดมองหน้ากันอย่างหาทางออก
      
       ภายในป่า รัชชานนท์เก็บข้าวของยัดใส่กระเป๋าเตรียมพร้อมจะเดินป่าต่อ พรานเจ้ยกับจันทาเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อย ลูกหาบ 2 คนยืนหน้าซีดหวาดหวั่นอยู่ไม่ไกล
       รัชชานนท์สะพายกระเป๋าเดินมาหาพรานเจ้ยกับจันทา
       “สายมากแล้ว เรารีบเดินทางต่อเลยดีกว่า”
       “คุณชายยังจะไปต่ออีกเหรอครับ ผมว่าสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจอย่างนี้ เราน่าจะกลับกันดีกว่า” พรานเจ้ยบอก
       “ก็ผมบอกแล้วว่า ป่านี้ไม่มีอาถรรพ์หรือผีสางอะไร เมื่อคืนที่เราหมดสติไม่รู้ตัว ก็เป็นฝีมือของคน ผมยังเกือบจับตัวมันได้เลย จะต้องไปกลัวอะไร”
       “มันสามารถเข้าถึงตัวเราได้ง่ายดายอย่างนี้ ก็ยิ่งน่ากลัวไปใหญ่ ตอนนี้มันอยู่ในที่ลับ แต่เราอยู่ในที่แจ้ง เราเสียเปรียบพวกมันอยู่นะครับ คุณชาย”
       “แล้วที่สำคัญเราไม่รู้เลยว่า พวกมันเป็นใคร” จันทาพูดอย่างหวาดกลัว
       “หรือว่า...เรื่องที่เค้าเล่าลือที่ว่า ชาวเวียงพูคำหนีมาซ่อนตัวอยู่ในป่านี้ จะเป็นเรื่องจริง” พรานเจ้ยบอก
       “ก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน ชาวเวียงพูคำอพยพข้ามมาไม่ขาดสาย ก็คงจะมีบางส่วนกระจัดกระจายมาอยู่ป่าบ้างล่ะ” รัชชานนท์ว่า
       “แต่เค้าว่าชาวเวียงพูคำที่มาซ่อนตัวอยู่ในป่า เป็นกองกำลังกู้ชาตินะครับคุณชาย แล้วผู้นำกองกำลังกู้ชาติก็คือเจ้าหลวงเวียงพูคำ !”
      
       รัชชานนท์มองเจ้ยอย่างแปลกใจ กับเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่ออย่างยิ่ง


  


       ภายในห้องรับแขกของวังจุฑาเทพบรรยากาศแสนอึมครึม ดารณีนุชกับศินีนุชมองไปที่เจ้าของบ้านทั้งหลายที่นั่งกันไม่ติด
      
       “ว่ายังไงล่ะคะ คุณชายเล็กกลับมาหรือยังคะ”
       หม่อมเอียดพูดอ้อมแอ้ม
       “ชายเล็กยังไม่กลับ แต่คิดว่าอีกวันสองวันคงจะกลับ”
       “แล้วนี่พี่ชายเล็กถูกเรียกตัวไปทำอะไร ที่ไหนหรือคะ ถ้าไม่ได้ไปไกลจากกรุงเทพฯมาก นุชจะไปหาพี่ชายเล็กเอง นุชอยากไปเซอร์ไพรส์พี่ชายเล็กน่ะค่ะ หม่อมย่าขา”
       ย่าอ่อนหลุดปาก
       “โอ๊ย ถ้าชายเล็กไปไม่ไกล เราคงตามตัวกลับมาได้แล้วล่ะ แต่นี่หนีไปสุดเขตชายแดนโน่น หนูนุชคงไปหาไม่ไหวหรอกมั้ง”
       ศินีนุชหน้าเหรอหรา
       “หนี พี่ชายเล็กหนีอะไร หนีใครหรือคะ”
       ย่าอ่อนตะครุบปากตัวเองก่อนยิ้มแหยๆให้ หม่อมย่าเอียดมองอย่างตำหนิ
       “ชายเล็กเบื่องานนั่งโต๊ะ ก็เลยหนีไปทำงานที่หนองคาย แต่ก็เป็นการชั่วคราวเท่านั้น” ธราธรพยายามแก้สถานการณ์
       “เรายังไม่รู้ว่า ชายเล็กจะกลับมาเมื่อไหร่ แต่เค้าจะต้องกลับมาแน่ เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงครับ” พุฒิภัทรบอก
       “ตายจริง แล้วนี่ป้าจะไปบอกคุณลุงอนุพันธ์ยังไงดีล่ะทีนี้ คุณลุงยังขุ่นใจเรื่องเมื่อคืนอยู่เลย ยังไงก็ต้องตามตัวคุณชายเล็กกลับมาให้เร็วที่สุดนะ กลับมาเมื่อไหร่ก็รีบจัดงานหมั้นทันที คนเค้าจะได้เลิกพูดถึงคุณชายเล็กเสียๆหายๆเรื่องที่หายตัวไปเมื่อคืน ตกลงตามนี้เลยนะคะ หม่อมป้าขา”
       ม.ร.ว. ดารณีนุช เทวพรหมรวบรัดตัดความ ตีหัวเข้าบ้านจนทุกคนตามไม่ทัน
       ธราธรกับพุฒิภัทรมองหน้ากัน เมื่อห็นว่าที่แม่ยายของรัชชานนท์แล้วรู้สึกเป็นห่วงแทนน้องชาย
      
       พรานเจ้ยเดินนำทางออกมาจากจุดพักแรม รัชชานนท์กับจันทาเดินตามมาไม่ห่าง ลูกหาบ 2 คนเดินรั้งท้ายมาพลางมองหน้ามองหลังอย่างหวั่นๆ รัชชานนท์สาวเท้ามาเดินเคียงข้างพรานเจ้ย
       “พรานเจ้ยยังเล่าไม่จบ เค้าเล่าลือว่าอะไรอีก”
       “ว่ากันว่า ตอนที่นายพลเซกองก่อการกบฎ เจ้าหลวงได้หนีตายข้ามมาที่ฝั่งไทย มีนายทหารและประชาชนที่จงรักภักดีตามมาด้วย และแอบส้องสุมกำลังเพื่อจะกลับไปกอบกู้บ้านกู้เมืองคืน”
       “เค้าว่า เจ้าหลวงพาเจ้ารัชทายาทกับพระธิดาหนีมาด้วยจ้ะ”
       รัชชานนท์ฟังแล้วขำ
       “งั้นเรามาตามหาเจ้าชายเจ้าหญิงกันมั้ยล่ะ จันทา ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว ป่าเมืองไทยคงจะน่าอยู่ไม่เบา ถึงได้มีทั้งพระราชา เจ้าชาย เจ้าหญิงมาหลบซ่อนอยู่ที่นี่”
       “คุณชายไม่เชื่อหรือจ๊ะ”
       “ก็มันฟังเหมือนนิทานหลอกเด็กเกินไป ในป่านี้อาจจะมีชาวเวียงพูคำหนีมาหลบซ่อน แต่ถึงขนาดมีเจ้าหลวงลี้ภัยมาด้วย เป็นไปไม่ได้แน่”
       รัชชานนท์มั่นใจในความคิดของตัวเองมาก
      
       หน้าเรือนแม่เฒ่าในหมู่บ้านวลาหก แม่เฒ่า หมอประจำหมู่บ้านกำลังปอกรากไม้เพื่อทำยา นางปอกไป เล่านิทานไป มีกลุ่มเด็กๆนั่งล้อมวงฟังอย่างสนใจ
       “พระราชาผู้มีคุณธรรมปกครองบ้านเมืองอย่างสงบร่มเย็นเป็นเวลาช้านาน จนเมื่อจอมปีศาจเกิดมักใหญ่ใฝ่สูง เข้าช่วงชิงโค่นล้มบัลลังก์เจ้าชีวิต แล้วหมายสิถอนรากถอนโคน คึดสิประหารทุกคนเสียสิ้น ดีที่พระราชาพาพระธิดาหนีมาได้ แต่กะพลัดพรากจากราชินีที่พาพระโอรสหนีไปอีกทาง..”
       สร้อยเดินมาหยุดฟังอยู่ไม่ไกล
       “เมื่อใดที่หน่อเนื้อแห่งสวรรค์ได้พบกัน เมื่อนั้นเฮาสิได้อาณาจักรของเฮากลับคืนมา”
       สร้อยเดินเข้าไปใกล้แม่เฒ่า
       “ข้อยฟังแม่เฒ่าเล่านิทานเฮื่องนี้มาตั้งแต่ยังจ้อย พระราชาที่แม่เฒ่าเล่าคือ เจ้าหลวงเวียงพูคำแม่นบ่ งั้นแสดงว่าเจ้าหลวงยังบ่ตาย แล้วโอรส พระธิดาของเจ้าหลวงล่ะ ยังมีชีวิตอยู่บ่ แล้วพวกเพิ่นอยู่ไส”
       แม่เฒ่ายิ้มและพูดแฝงนัยบางอย่าง
       “อีกบ่นาน เมื่อมงกุฎแห่งเทพมาฮอด เจ้ากะสิฮู้เอง”
       สร้อยทำสีหน้ามึนงง ไม่เข้าใจ
       “มงกุฎแห่งเทพอะหยัง”
       จ่อยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาลากสร้อย
       “อีสร้อยๆ ที่ท้ายหมู่บ้าน..ไปฟ่าว ไป”
      
       จ่อยลากตัวสร้อยออกไปด้วยกันอย่างรวดเร็ว


  


       ตรงบริเวณท้ายหมู่บ้านเวลานั้น ไกสอนกับแฮรี่กำลังควบคุมกลุ่มชายฉกรรจ์ 4-5 คนขนอาวุธต่างๆ ทั้งปืนทั้งหน้าไม้รวบรวมใส่ลังไว้ ทับทิมช่วยชาวบ้านอีก 4-5 คน ขนเสบียงข้าวสาร อาหารแห้งใส่เกวียนไว้
      
       จ่อยลากตัวสร้อยเดินมาหยุดแอบหลังต้นไม้
       “มีอะหยัง”
       “มีตาบ่ เบิ่งเอง”
       สร้อยหันไปจับตามองกลุ่มผู้ชายที่ช่วยกันขนอาวุธและเสบียงอยู่
       จ่อยกระซิบถาม
       “เจ้าคึดว่าจังได๋ พ่อกับแฮรี่กำลังเตรียมอพยพแม่นบ่ เฮาเฝ้าเบิ่งเงียบๆไปก่อน ประเดี๋ยวค่อยจับตัวไผซักคนมาซักถาม ดีบ่”
       สร้อยพุ่งตัวออกไปทันที
       “เฮ้ย อีสร้อย ! ข้อยบอกให้เบิ่งเงียบๆ”
       สร้อยตรงเข้าไปหาไกสอนและแฮรี่ที่กำลังตรวจนับอาวุธปืนและลูกกระสุน
       “เฮ็ดอะหยังกันอยู่”
       ไกสอนกับแฮรี่หันขวับมามองสร้อยอย่างตกใจ
       “เฮากำลังสิหนีอีกแล้วแม่นบ่”
       “กลับไป นี่บ่ใช่เรื่องของเด็ก.. ไอ้จ่อย” ไกสอนบอก
       จ่อยค่อยๆโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ที่แอบซ่อนตัวอยู่
       “จ๋า...พ่อ ฮู้ได้จั๋งได”
       “อีสร้อยอยู่ไส กะมีเจ้าอยู่นั่น ไป พาตัวอีสร้อยออกไป ไป” ไกสอนบอก
       “เป็นหยังเฮาต้องหนีด้วย เฮากะมีคนมีอาวุธพร้อม ถ้าไอ้พวกทหารเวียงเข้ามากะลองสู้กันซักตั้ง ถ้าเฮาหนีกะต้องหนีตลอดไป แล้วจังซี้ มื้อใด๋เฮา สิได้กลับเวียงพูคำ”
       “เรามีคนมีอาวุธแค่หยิบมือจะไปสู้อะไรกับพวกทหารเวียงได้ การต่อสู้กับศัตรูโดยไม่ดูกำลังตัวเอง ก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่าๆ” แฮรี่บอก
       “แล้วพ่อใหญ่มีแผนการอะหยังต่อจากนี้ มีอะหยังให้ข้อยช่วยได้บ้าง”
       “เจ้าบ่ต้องเฮ็ดอะหยัง อย่างที่พ่อใหญ่สั่งไว้ เจ้ามีหน้าที่เฮียนหนังสือก็เฮียนไป ตอนนี้ยังบ่เถิงเวลา”
       สร้อยพูดขัด
       “บ่เถิงเวลาๆ พูดจังซี้มากี่ปีแล้ว มื้อใด๋สิเถิงเวลาเสียที บ่ฮู้ล่ะ ข้อยบ่ยอมอยู่เฉยๆ ดอก ข้อยสิช่วยปกป้องหมู่บ้านของเฮาเอง บ่ให้ไผเข้ามารุกรานได้”
       สร้อยผลุนผลันออกไปทันที จ่อยยืนรีรออยู่ไม่รู้จะทำยังไง ไกสอนถลึงตามอง จ่อยรีบเผ่นตามสร้อยไปทันที ไกสอนกับแฮรี่มองหน้ากันอย่างหนักใจ
      
       วังกิตติวงศ์ ร.ท. ม.ล. ชัชวีร์ถือกระเป๋าเสื้อผ้าเดินออกมาจากในบ้าน แต่ต้องชะงักหยุดยืนนิ่งเมื่อเห็นพ่อยืนรออยู่แล้ว
       “นี่แกไม่คิดจะกลับมาอยู่บ้านแล้วหรือไง”
       “ผมพักอยู่ที่กองบินฯ จะสะดวกกว่าน่ะครับ คุณพ่อ”
       “แต่พ่ออยากให้แกกลับมาอยู่ที่บ้าน แกเป็นลูกของพ่อ แกมีสิทธิ์ที่จะอยู่บ้านนี้เท่าๆกับยายนุช”
       “ผมจะมีสิทธิ์เท่ากับน้องนุชได้ยังไงครับ น้องนุชเป็นลูกของคุณหญิงดารณีนุช ภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของคุณพ่อ แต่ผมเป็นลูกของผู้หญิงข้างถนนที่ไหนก็ไม่รู้”
       “อย่าพูดจาดูถูกแม่ของแก !”
       “งั้นคุณพ่อบอกผมซิครับว่า แม่ผมเป็นใคร ถ้าแม่ผมไม่มีประวัติน่าอับอาย พ่อก็ต้องบอกได้ว่า แม่ผมเป็นใคร แต่นี่ผมไม่รู้แม้แต่ชื่อของแม่ แล้วจะให้ผมคิดเป็นอื่นได้ยังไง”
       “พ่อบอกได้แต่ว่า แม่ของแกเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจงดงามที่สุด”
       “คุณพ่อบอกไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรครับ ไม่ว่าแม่ผมเป็นใคร ผมก็เป็นลูกนอกสมรส ไม่ต่างกับลูกบ่าวไพร่ในบ้านนี้อยู่ดี ผมรู้ฐานะตัวเองดี ผมถึงรู้ว่าผมควรจะวางตัวเองไว้ตรงไหน”
       คุณหญิงดารณีนุชกับศินีนุชเดินเข้ามา
       “รู้ ก็ดีแล้ว แล้วมาทำไม สั่งแล้วไม่ใช่หรือ ถ้าไม่เรียก ไม่ต้องมา”
       “ผมแวะมาเอาเสื้อผ้าเท่านั้นครับ ผมลาล่ะครับ”
       ชัชวีร์ยกมือไหว้ลาอนุพันธ์กับดารณีนุชแล้วเดินออกไปทันที ศินีนุชนึกอะไรบางอย่างได้
       “เดี๋ยว พี่ชัช นุชมีเรื่องจะพูดด้วย”
       ศินีนุชรีบตามชัชวีร์ออกไป อนุพันธ์จ้องมองดารณีนุชอย่างไม่พอใจ
       “คุณจะกดขี่ข่มเหงนายชัชไปถึงไหน”
       “ฉันไม่อยากเห็นหน้ามัน เห็นหน้ามันทีไรก็คิดถึงแม่มัน ที่ฉันยอมให้คุณเอามันมาเลี้ยงในบ้านจนโตก็เกินพอแล้ว ฉันจะไม่ทนให้มันอยู่เป็นเสนียดบ้านนี้อีกต่อไปอีก”
       พลตรี ม.ร.ว. อนุพันธ์มองเมียตัวเองอย่างรังเกียจจนไม่อยากจะพูดด้วยอีกต่อไป เขาเดินหนี
       “นั่นคุณจะไปไหน เรายังพูดกันไม่จบ !”
       ดารณีนุชตามไปราวีอนุพันธ์
      
       ชัชวีร์เดินเร็วๆ ในใจอยากหนีออกไปวังกิตติวงศ์โดยเร็ว ศินีนุชเดินไล่ตามมาจนทัน เธอรั้งแขนชัชวีร์ไว้
       “พี่ชัชๆ รอเดี๋ยวซิ นุชบอกว่า มีเรื่องพูดด้วยไง”
       ชัชวีร์ยอมหยุดหันมาพูดกับศินีนุช
       “มีอะไรครับ น้องนุช”
       ศินีนุชสั่งฉอดๆ
       “เรื่องพี่ชายเล็กน่ะซิ พี่ชัชคอยไปตามข่าวพี่ชายเล็กให้นุชด้วย ถ้าเค้ากลับมาเมื่อไหร่ มาบอกนุชทันที เข้าใจมั้ย”
       “พี่ต้องทำงาน ไม่มีเวลาหรอกครับ”
       “เอ๊ะ นุชสั่ง พี่ชัชก็ต้องทำตามซิ คุณแม่บอกไว้ว่า มีอะไรให้ใช้พี่ชัช พี่ชัชมีหน้าที่ทำงานรับใช้ทุกคน ตอนนี้พี่ชัชมีหน้าที่ที่จะช่วยให้นุชได้แต่งงานกับพี่ชายเล็กเร็วๆ รู้ไว้ด้วย”
       ศินีนุชเดินฉับๆออกไปอย่างเอาแต่ใจ ชัชวีร์ถอนใจยาวอย่างเบื่อหน่าย เขาหันกลับไปจะเดินไปที่รถ รณพีร์โผล่หน้าพรวดเข้ามาไม่รู้เนื้อรู้ตัว
       “นายชัช ! โชคดีจริงที่มาทัน”
      
       ชัชวีร์ถอนใจยาวอีกเฮือกใหญ่ๆ เพราะรู้ว่า รณพีร์ต้องหาเรื่องมาให้อีกคน
ตอนที่ 2
      
       ด้านอนุพันธ์พยายามข่มอารมณ์สุดขีด เดินหนีดารณีนุชตรงไปยังห้องทำงาน แต่ถูกภรรยาเดินมาดึงตัวไว้
      
       “ทำไม ไม่พอใจหรือ ถ้าคุณไม่พอใจ ก็ให้มันไปอยู่วังเทวพรหมซิ แต่ที่นี่วังกิตติวงศ์ เป็นบ้านของฉัน ฉันมีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้!”
       อนุพันธ์นิ่งอึ้ง ดารณีนุชยิ้มเยาะที่อนุพันธ์พูดไม่ออก
       “คุณคงลืมไปแล้วสิว่า ที่คุณอยู่ได้อย่างมีเกียรติทุกวันนี้ ก็เพราะมีฉันช่วยค้ำชูอยู่”
       “ผมอยู่อย่างมีเกียรติเพราะผมทำงานรับใช้แผ่นดิน ไม่ใช่เพราะอาศัยเงินทองหรือชื่อเสียงวงศ์ตระกูล คุณคงไม่เข้าใจคำว่า เกียรติยศศักดิ์ศรี อยู่แล้วนี่ ไม่งั้นวันนี้คุณคงไม่แล่นไปไปที่วังจุฑาเทพแต่เช้าหรอก”
       “คุณพูดให้ดีๆ นะ คุณชาย”
       “ทางผู้ชายก็แสดงท่าทีอยู่แล้วว่า ไม่เต็มใจที่จะหมั้นหมายกับยายนุช แต่คุณก็ยังเอาลูกสาวไปประเคนให้ ไม่รู้จักรักศักดิ์ศรีเอาเสียเลย”
       “เอ๊ะ คุณนี่ หม่อมป้ามาทาบทามลูกนุชเองนะ ฉันไปประเคนให้ที่ไหน ถ้าไม่ได้ลูกนุชไปเป็นหลานสะใภ้ หม่อมป้าก็ต้องจำยอมให้คุณชายพีร์แต่งงานกับแม่วิไลรัมภา โถๆ ทางโน้นตัวสั่นอยากดองกับทางจุฑาเทพเต็มที ก็จนกรอบไม่มีจะกินอยู่แล้วนี่ เทียบกับทางเราที่มีฐานะมีสกุลรุณชาติ ดีพร้อมไปทุกด้าน มีหรือว่าทางโน้นจะไม่เต็มใจ”
       “คุณชายเล็กคงจะเต็มใจมาก แค่นัดเจอตัววันแรก ก็เผ่นหนีแทบไม่ทัน แต่เอาเถอะ ถ้าเมื่อคืนยังอับอายขายขี้หน้ายังไม่พอ ก็เชิญดันดุรังต่อไป”
       อนุพันธ์เดินเข้าห้องทำงานไป ดารณีนุชยืนหงุดหงิดและโมโห
      
       รณพีร์เดินตามตื๊อชัชวีร์มาตลอดทางจนถึงรถของชัชวีร์ที่จอดอยู่
       “อะไรวะ ไปด้วยกันแค่นี้ ไม่ได้เหรอ ไหนๆนายก็ยอมช่วยแล้ว ก็ช่วยให้ตลอดซิวะ”
       “เฮ้ย ฉันไปช่วยตอนไหน ฉันบอกแล้วว่า เรื่องนี้ฉันไม่ขอยุ่งด้วย”
       “ก็เมื่อวานนายช่วยปิดเรื่องที่พี่ชายเล็กหนีไป ก็เท่ากับนายร่วมมือกับฉันด้วยแหละ ไหนๆเราก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว เราก็ต้องร่วมมือกันต่อไป”
       “อย่ามาตีขลุมโว้ย ฉันไม่หลงกลหรอก”
       รณพีร์ไม่ฟัง
       “ฉันไปลางานให้นายแล้ว เรารีบจับรถไฟกันพรุ่งนี้เช้าเลยนะ เราต้องตามตัวพี่ชายเล็กให้เจอก่อนคนอื่น พาพี่ชายเล็กหนีไปหลบที่ไหนซักสามสี่เดือน น้องนุชทนคำครหาไม่ไหว รับรองต้องรีบหาคู่หมายใหม่แก้หน้าแน่นอน ว่าไง แผนของฉันยอดมั้ยล่ะ”
       ชัชวีร์มองรณพีร์อย่างหน่ายใจที่ดื้อรั้นเอาแต่ใจจริงๆ
       “เออ แผนของนายยอดเยี่ยมมาก ได้ ฉันจะช่วยนาย ดีเหมือนกัน ฉันก็อยากเห็นเพื่อนเป็นฝั่งเป็นฝาเต็มทีเหมือนกัน”
       “เฮ้ยๆ ใครบอกว่า ฉันจะแต่งงาน”
       “ถ้าพี่ชายเล็กรอดพ้นจากการแต่งงานครั้งนี้ เหยื่อรายต่อไปก็คือนายไม่ใช่หรือ น้องวิไลรัมภานี่ น่ารักช่างฉอเลาะ นางในฝันของนายเลยนี่ เหมาะสมกับนายไม่เบา ยินดีล่วงหน้าเลยนะ เพื่อน”
       ชัชวีร์ยิ้มขำตบไหล่รณพีร์อย่างแรงจนไหล่แทบทรุด รณพีร์นิ่งอึ้งลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย
      
       ท่ามกลางบรรยากาศความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้และสัตว์ป่า รัชชานนท์ถ่ายภาพป่าเขียวชะอุ่ม ภาพกวางเยื้องย่าง นกแปลกตา ฯลฯ อย่างเพลิดเพลิน
       พรานเจ้ยกับลูกหาบ 2 คนเดินตรวจตราระแวดระวังอยู่วงนอก เขาหันกล้องมาถ่ายรูปจันทาที่ยืนเหม่อมองกล้วยไม้สวยๆบนต้นไม้ใหญ่ หลังถ่ายรูป 3-4 ใบก็ลดกล้องลงและมองจันทาที่สวยหวานน่ามอง เธอเห็นเขาจ้องมองมาก็สะเทิ้นอายทำอะไรไม่ถูก
       “ถ้าในป่านี้มีเจ้าหญิงมาแอบซ่อนอยู่จริง ก็คงเป็นจันทานี่แหละ”
       “คุณชายพูดอย่างนี้ เดี๋ยวเหาจะกินหัวเอา จันทาเป็นแค่สาวบ้านนอกความรู้ก็ไม่มี ไปเปรียบเป็นเจ้าหญิงได้ยังไงจ๊ะ”
       “ไม่แน่นะ จันทาอาจจะเป็นเจ้าหญิงเวียงพูคำก็ได้ แต่เกิดพลัดหลงกับเจ้าพ่อตอนที่หนีข้ามมาที่ฝั่งไทย”
       เขาพูดล้อๆ จันทาต่อไป
       “นี่ถ้าฝ่าพระบาทได้กลับสู่บังลังก์เวียงพูคำเมื่อไหร่ ก็อย่าลืมเกล้ากระหม่อมเสียล่ะพะย่ะค่ะ”
       จันทาค้อนควัก
       “คุณชายไม่เชื่อที่จันทาเล่า ก็ไม่เห็นจะต้องมาล้อกันเลย”
       “ไม่ได้ล้อ จันทาสวยเหมือนเจ้าหญิงจริงๆ ไป เราไปถ่ายรูปกันต่อดีกว่า ฉันอยากถ่ายรูปจันทาเก็บไว้เป็นที่ระลึก”
       รัชชานนท์ลืมตัวฉวยจับมือจันทาไว้จะดึงตัวให้เดินไปด้วยกัน พรานเจ้ยเดินเข้ามาจ้องมองที่มือรัชชานนท์ที่จับมือลูกสาวไว้ จันทารีบดึงมือออกทันที
       “ไปเตรียมข้าวเย็น ไป”
       จันทารีบเดินก้มหน้างุดๆ ออกไป รัชชานนท์ยิ้มเจื่อนๆให้พรานเจ้ย
       “ขอโทษนะครับ พรานเจ้ย ผมไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกเสียนาน บางครั้งผมก็ลืมธรรมเนียมไทยไปบ้าง”
       “ก็อย่าลืมให้บ่อยนักนะครับ คุณชาย ถึงเราจะเป็นคนบ้านป่าเมืองเถื่อน แต่เราก็เคร่งครัดขนบธรรมเนียมประเพณี ชายหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน ถูกเนื้อต้องตัวกัน ถือเป็นการผิดผี แล้วผู้ชายที่พลั้งเผลอทำผิดผี ก็กลายเป็นผีไปซะหลายคนแล้ว”
       พรานเจ้ยขยับปืนในมือเล็กน้อยเป็นการข่มขวัญแล้วดึงตัวจันทาออกไป รัชชานนท์ยืนนิ่งอึ้ง อยากเขกหัวตัวเองที่มือไวได้ทุกทีสิน่า
      
       จันทาก่อกองไฟเตรียมทำอาหารเย็นตรงที่พักริมลำธาร ลูกหาบ 2 คน ล้างปลาขอดเกล็ดอยู่ไม่ไกลนัก พรานเจ้ยหอบกิ่งไม้มาเพิ่มแล้วนั่งลงช่วยจันทาก่อกองไฟ
       “พ่อเห็นหรือยัง พี่ดำได้ปลามาตัวเบ้อเริ่มเลย แต่ไม่รู้คุณชายจะเบื่อหรือเปล่านะ กินปลาแทบทุกมื้อ แต่คุณชายกินง่ายอยู่ง่ายเนอะ พ่อ ทำอะไรให้กิน ก็ไม่เคยเห็นบ่นอะไรซักคำ ดูไม่เหมือนคนเป็นเจ้าเป็นนายเลย”
       พรานเจ้ยเสียงเข้มขรึม
       “แต่ยังไงเค้าก็เป็นเจ้าเป็นนาย”
       จันทาหยุดชะงักมองหน้าพรานเจ้ยที่พูดต่อ
       “เค้าเป็นคุณชายสูงส่งแตกต่างกับเราราวฟ้ากับดิน เราต้องรู้จักเจียมตัว เค้าเป็นใคร แล้วเราเป็นใคร เอาตัวไปใกล้ชิดสนิทสนม คิดว่ามันถูกมันควรแล้วหรือ จันทา”
       “ฉันก็...ก็แค่อยากตอบแทนพระคุณคุณชายเท่านั้น ฉันคงมีโอกาสรับใช้คุณชายได้แค่เวลานี้ แค่นี้ก็ไม่ได้หรือจ๊ะ พ่อ”
       “ไม่ได้! พ่อกลัวเจ้าจะถลำตัวลึกลงไปกว่านี้ ต่อไปนี้อยู่ห่างๆ คุณชายไว้จะเป็นผลดีต่อตัวเจ้าเอง”
       จันทารีบเดินหนีออกไปด้วยความน้อยใจในความต่ำต้อยของตัวเอง รัชชานนท์เดินสวนเข้ามาพอดี
       “จะไปไหน จันทา”
      
       จันทาเดินลิ่วๆ ออกไป รัชชานนท์มองตามแล้วหันมามองพรานเจ้ย เดาว่าเธอทะเลาะกับพ่อแน่


  


       จันทาเดินมาสงบสติอารมณ์อีกมุมหนึ่งไกลออกมาจากที่พักแรมพอควร รัชชานนท์เดินเข้ามา เขาเอื้อมมือจะแตะไหล่จันทาแล้วรีบหดมือกลับเมื่อนึกถึงคำที่พรานเจ้ยเตือน
      
       “จันทา...พรานเจ้ยพูดอะไรกับเธอหรือ”
       “ไม่มีอะไรจ๊ะ พ่อแค่...แค่เตือนจันทาเท่านั้น”
       “เรื่องฉันใช่มั้ย”
       จันทาเสียใจจนน้ำตาจะไหล ได้แต่พยักหน้ารับ
       “ที่จริงเป็นความผิดของฉันเอง ถ้าฉันไม่ทำตัวรุ่มร่าม พรานเจ้ยก็คงไม่เป็นห่วงจันทาอย่างนี้ จันทาอย่าไปโกรธพ่อเลย พ่อสั่งสอนอะไรก็ต้องเชื่อฟัง เข้าใจมั้ย”
       “แม้แต่สั่งให้อยู่ห่างๆ คุณชายงั้นหรือจ๊ะ”
       รัชชานนท์หัวเราะขำ
       “พรานเจ้ยหวงลูกสาวขนาดหนักเลยนะเนี่ย โธ่เอ๊ย ฉันแค่แหย่จันทาเล่น พรานเจ้ยคิดมากไปไกลโน้น ฉันไม่มีทางมองเธอไปเป็นอื่น นอกจากน้องสาวหรอก”
       จันทาใจหายวูบ
       “คุณชายเห็นจันทาเป็นแค่น้องสาว”
       “ก็ฉันมีแต่พี่น้องผู้ชาย ก็อยากมีน้องสาวซักคนเหมือนกัน”
       รัชชานนท์ลูบผมจันทาอย่างเอ็นดู
       “ว่าไง มาเป็นน้องสาวฉันมั้ยล่ะ จันทา”
       สร้อยที่แอบดูอยู่หลังต้นไม้ ขยับหยิบหน้าไม้ขึ้นมา
       “ไอ้วอกนี่ เจ้าชู้หลาย!”
       จันทาแอบน้อยใจเบี่ยงหัวหนีออก
       “จันทาเป็นผู้หญิงต้อยต่ำ คงเป็นได้แค่บ่าวรับใช้คุณชาย ไม่อาจเอื้อมที่จะไปเป็นอื่นหรอกจ้ะ”
       “คนจะสูงจะต่ำอยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่อยู่ที่ฐานะหรือชาติตระกูล แต่ถ้าเธอเห็นฉันสูงศักดิ์จนคบหาไม่ได้ ฉันคงบังคับใจไม่ได้”
       รัชชานนท์แกล้งทำไม่พอใจจะเดินออกไป จันทาตกใจเดินตามไปจับแขนรัชชานนท์ไว้
       “คุณชายอย่าโกรธซิจ๊ะ ถ้าหากคุณชายไม่รังเกียจ”
       รัชชานนท์หันมาจับมือจันทาที่เกาะแขนตัวเองอยู่ ยิ้มนึกอยู่แล้วว่าจันทาต้องเรียกตัวไว้
       “ไม่รังเกียจเลย ไม่ว่าฐานะเราจะแตกต่างกันแค่ไหน เราก็คบกันได้ ไม่ว่าจะคบเป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อน หรือเป็นมากกว่าเพื่อน...”
       รัชชานนท์รีบดึงมือออก แทบจะตบปากตัวเองที่ปากไวตามนิสัย เขารีบกลับลำทันที “มากกว่าเพื่อน..ก็เป็นเพื่อนตายกันไง”
       รัชชานนท์แก้ตัวไม่ทันเสียแล้ว จันทาฟังอะไรไม่ได้ยินอีกเลย หูอื้ออึงรู้สึกเหมือนถูกบอกรัก สร้อยหมั่นไส้ หมั่นเขี้ยวรัชชานนท์มาก เล็งยิงลูกดอกเตรียมยิงใส่หัวอีกซักดอก
       สร้อยชะงักมือนิ่ง ก้มลงแนบหูที่พื้นฟังเสียงแล้วผลุนผลันออกไปโดยเร็ว รัชชานนท์เหลียวมองไปรอบๆ รู้สึกเหมือนมีคนอื่นอยู่ด้วยนอกจากจันทา
      
       สร้อยเดินหลุดจากที่แอบเฝ้ามองรัชชานนท์ เดินสำรวจตรวจตรามาตามทาง เธอนิ่งชะงักได้ยินเสียงเดินสวบสาบเข้ามา สร้อยหลบวูบไปที่หลังต้นไม้ทันที เธอดึงมีดที่เหน็บที่เอวออกมาเตรียมตัวพร้อม เพียงพริบตาสร้อยพุ่งจากที่ซ่อน กระโดดถีบคนที่เซ่อซ่าเข้ามากระเด็นหงายท้องไป
       “เฮ้ย ! ไผวะ”
       สร้อยปราดเข้าไปเอาเท้ายันอกเขาไว้ แต่ต้องชะงักมือที่เตรียมปักมีดใส่
       “ป๊าดโธ่ ไอ้ควายเถิกนี่เอง”
       จ่อยตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างเสียฟอร์มสุดๆ
       “คน ! บ่ใช่ควาย ! ทีหลังสิถีบไผ กะดูตาม้าตาเรือก่อน บ่ใช่ถีบส่งเดช”
       “ข้อยกะต้องป้องกันตัวก่อน ถ้ามัวรีรอคึดก่อน เป็นพวกทหารเวียง ข้อยกะตายเป็นผีเฝ้าป่าไปแล้ว แล้วนี่มาผู้เดียวใช่บ่”
       “แล้วสิมีไผอีกนอกจากข้อย คนทั้งหมู่บ้านกลัวเจ้าหัวหดหมด บ่มีใครกล้าตามเจ้ามาหรอก”
       “มีคนมา !”
       สร้อยรีบเดินออกไปตามหาเสียงฝีเท้าที่ได้ยิน จ่อยรีบตามไปติดๆ
      
       จันทาเดินนำรัชชานนท์มาถึงน้ำตกสูงตระหง่าน
       “นี่ไงจ๊ะ คุณชาย น้ำตกที่สวยที่สุดในป่านี้”
       “จันทามาเที่ยวป่าบ่อยเหรอ ดูชำนาญทางไม่แพ้พรานเจ้ยเลย”
       “ตอนเด็กๆ พ่อพาจันทามาบ่อยจ้ะ แต่พอโตแล้ว ก็ไม่ค่อยมาแล้ว เชิญคุณชายตามสบายเลยนะจ๊ะ จันทาต้องรีบไปก่อน เดี๋ยวพ่อจะว่าอีก”
       “อ้าว ไม่เล่นน้ำด้วยกันเหรอ”
       จันทายิ้มเขินส่ายหน้าทันทีแล้วรีบจ้ำเท้าเดินออกไป รัชชานนท์ตะโกนไล่หลังหยอกล้อ “น่า มาเล่นน้ำด้วยกัน รับรองฉันจะไม่แอบมองเธอหรอก”
       จันทารีบจ้ำเดินเร็วขึ้น รัชชานนท์มองตามอย่างเอ็นดู เขาเริ่มถอดรองเท้า ถุงเท้าและถอดเสื้อตามลำดับ สร้อยค่อยๆ ย่องมาที่หลังโขดหินใหญ่ รัชชานนท์ถอดกางเกงเป็นชิ้นเกือบสุดท้าย ท่อนบนของรัชชานนท์เผยให้เห็นสร้อยคอที่มีจี้หยกอยู่
       สร้อยตาโต ตกใจรีบหันหลังให้กับร่างเปลือยของรัชชานนท์ แต่ก็แอบชำเลืองมองเป็นระยะๆเขากระโจนลงน้ำและอาบน้ำอย่างสบายใจ สร้อยเพิ่งมีโอกาสได้เห็นรัชชานนท์อยู่คนเดียว เธอมองรัชชานนท์อย่างพินิจพิเคราะห์
       ใบหน้าของรัชชานนท์หล่อเหลาคมคาย กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนอันแข็งแรง ดูวาบหวิว สร้อยมองเขาอย่างนิ่งงัน เหมือนโดนมนต์เสน่ห์ไปชั่ววูบ
       จ่อยโผล่พรวดมาข้างหลัง ชะโงกมองตามว่า สร้อยมองอะไร
       “มาทำอะหยังตรงนี้ อีสร้อย เฮ้ย เบิ่งผู้ชายแก้ผ้าอาบน้ำ!”
       สร้อยเอาศอกกระทุ้งใส่จ่อยจนตัวงอแทบจุก
       “เสียงดังไปได้ ! เจอไผหรือเปล่า”
       “บ่มีไผเลย เจ้าหูฝาดไปมั้ง”
       “เจ้าไปลาดตระเวนอีก ไป ข้อยได้ยินเสียงฝีเท้าคนมาหลายอยู่”
       “แล้วเจ้าล่ะ จะเบิ่งผู้ชายแก้ผ้าอยู่ตรงนี้เรอะ”
       “เจ้าไปก่อน เดี๋ยวข้อยจะตามไป”
       “เพิ่งฮู้นะเนี่ย ชอบเบิ่งผู้ชายแก้ผ้า”
       สร้อยหันไปจ้องหน้าจ่อยอย่างเอาเรื่อง จ่อยถอยไปตั้งหลักแล้วรีบไปโดยเร็ว เธอหันกลับไปแอบมองรัชชานนท์อีก
       “ไผกันที่ตามมาสมทบอีก ใช่คนของไอ้บักอันนี่หรือเปล่า”
       รัชชานนท์กำลังว่ายน้ำอยู่เพลินๆ ก็หยุดชะงักมองไปด้านบนที่สร้อยแอบอยู่ “ทำไมรู้สึกแปลกๆอีกแล้ววะ”
      
       รัชชานนท์กวาดตามองไปรอบๆ พยายามหาว่ามีอะไรผิดปกติ


  


       จันทาเดินยิ้มอารมณ์ดีกลับมา พรานเจ้ยกับลูกหาบ 2 คน ช่วยกันปิ้งปลาจนเสร็จเรียบร้อย ลูกหาบรับปลาย่างแยกออกไปนั่งกินที่อื่น จันทาเข้ามาดึงปลาย่างในมือพรานเจ้ยไป
      
       “ฉันช่วยแกะปลาให้นะ พ่อกินปลาทีไร ก้างติดคอทุกที”
       เจ้ยมองจันทาที่ค่อยๆ บรรจงแกะปลาให้ ดูอารมณ์ดีผิดกว่าเมื่อครู่
       “ไปคุยอะไรกับคุณชายมา” พรานเจ้ยรู้ทัน
       “เราก็คุยกันเรื่อยเปื่อย พ่อไม่ต้องเป็นห่วง ฉันเป็นลูกพ่อ ยังไงฉันก็จะต้องเชื่อฟังคำสอนของพ่อ”
       “พ่อไม่ห่วงไม่ได้หรอก ถึงเจ้าจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่พ่อก็รักเจ้ายิ่งชีวิตของพ่อเอง พ่อสัญญากับตัวเองว่า จะดูแลเจ้าอย่างดีจนกว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของเจ้ามารับเจ้ากลับไป”
       “พวกเค้าไม่มีวันกลับมารับฉันหรอก พ่อ ถ้าพวกเค้าต้องการฉัน ก็คงไม่ทิ้งฉันไว้ในป่าแต่แรก พ่อไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีกนะ ฉันไม่อยากฟัง”
       พรานเจ้ยมองจันทาอย่างไตร่ตรองชั่งใจแล้วตัดสินใจหยิบสร้อยจี้รูปพระจันทร์ออกมาส่งให้จันทา
       “เจ้าดูนี่ นี่เป็นสร้อยที่ติดตัวเจ้ามา ตอนที่พ่อไปเจอเจ้าถูกทิ้งไว้กลางป่า”
       จันทามองสร้อยที่มีจี้รูปพระจันทร์ในมืออย่างแปลกใจ พรานเจ้ยดึงสร้อยจากมือจันทาแล้วสวมใส่คอให้ลูกไว้
       “เก็บเอาไว้ สร้อยเส้นนี้จะพาเจ้าไปพบพ่อแม่ที่แท้จริงของเจ้า พ่อเชื่อว่า พวกเค้าไม่ได้ตั้งใจทิ้งเจ้าหรอก ช่วงสิบห้าปีก่อนที่พ่อพบเจ้า เป็นช่วงที่เวียงพูคำกำลังระส่ำระสาย ผู้คนบ้านแตกสาแหรกขาด ครอบครัวนับพันนับหมื่นต้องพลัดพรากจากกัน เจ้าอาจจะเป็นหนึ่งในนั้น”
       จันทาแปลกใจ
       “พ่อ คิดว่า ฉันเป็นคนเวียงพูคำหรือจ๊ะ”
       ลูกหาบ1เสียงดังตกใจดังเรียกเข้ามา
       “ลุงเจ้ยๆ !”
       พรานเจ้ยกับจันทาหันไปมองที่มาของเสียงร้องตกใจ
       ทหารเวียงพูคำ 3 คนพาพวกอีกสองคนบุกกันเข้ามา พรานเจ้ยลุกขึ้นยืนกางกั้นป้องกันจันทาไว้ทันที ลูกหาบ 2 คนรีบคว้ามีด คว้าปืนอย่างตื่นกลัว จันทากลัวจนตัวสั่น
       “พ่อ...”
       พรานเจ้ยกับจันทาค่อยๆ ถอยกรูดอย่างระวังตัว
      
       รัชชานนท์ว่ายน้ำออกไปหันหลังให้กับฝั่ง สร้อยเห็นทางสะดวกค่อยๆไต่ลงจากโขดหินไปถึงกองเสื้อผ้าของเขาที่ถอดทิ้งไว้ เธอลงมือรื้อค้นจนเจอกระเป๋าสตางค์ในกางเกงของรัชชานนท์
       “เดี๋ยวกะฮู้ว่าไอ้บักนี่เป็นไผ”
       เสียงปืนดังลั่นขึ้นกลางป่าเงียบ สร้อยชะงัก ตกใจยืนนิ่งฟังว่า เสียงมาจากไหน รัชชานนท์รีบหันกลับมา แล้วว่ายน้ำมาอย่างรวดเร็วเดินโทงๆขึ้นมาจากน้ำ
       รัชชานนท์กับสร้อยต่างยืนชะงักมองหน้ากัน สร้อยมองรัชชานนท์ขึ้นๆลงๆ อย่างตะลึงพรึนพรืด
       รัชชานนท์และสร้อยต่างร้องกันเสียงหลง
       “เฮ้ย !”
       เสียงปืนดังอีก 2-3 นัด,สร้อยถือกระเป๋าสตางค์ของรัชชานนท์เผ่นแน่บออกไปทันที
       “เฮ้ย อย่าหนี !”
       รัชชานนท์รีบใส่เสื้อผ้าอย่างรวดเร็วว่องไวพลางวิ่งไล่กวดสร้อยออกไป
      
       พรานเจ้ยพาตัวจันทาถอยหนีพลางยิงปืนใส่กลุ่มทหารเวียงพูคำอย่างไม่ยั้ง กลุ่มทหารแตกฮือพากันหลบกระสุน แล้วยิงโต้กลับ ลูกหาบคนที่ 1 ทนไม่ไหวโผล่จากที่หลบ ยิงใส่ทหารแต่ถูกยิงกลับล้มหงายหลังไป
       ทหาร1 บอก
       “เฮ้ย ระวัง อย่าให้โดนผู้หญิง”
       “มื้อนี้ต้องเอามันทำเมียให้ได้ !” ทหารคนที่ 2 บอก
       พรานเจ้ยดึงจันทามาหลบที่หลังโขดหิน
       “หนีไปก่อน ลูก หนีไป”
       “พ่อนั่นแหละหนีไป”
       จันทาขยับจะออกไป พรานเจ้ยดึงตัวจันทาไว้
       “เจ้าจะทำอะไร”
       “ฉันจะไปบอกพวกมันให้ปล่อยเราทุกคนไป แล้วพวกมันจะทำอะไรฉัน ฉันก็ยอมทั้งนั้น ฉันจะไม่ให้ทุกคนมาตายเพราะฉัน”
       กลุ่มทหารเวียงพูคำค่อยๆ ลัดเลาะเข้ามาใกล้พรานเจ้ยกับจันทา
       “ถึงมันได้ตัวเจ้า มันก็ฆ่าพวกเราอยู่ดี มันตามมาถึงที่นี่ก็ตั้งใจจะมาล้างแค้นเราอยู่แล้ว”
       ลูกหาบคนที่ 2 คลานต่ำเข้ามาหาพรานเจ้ย
       “ไอ้เข้มมันตายแล้ว ลุงเจ้ย เราหนีมันไม่พ้นแน่”
       “จันทา ฟังพ่อให้ดี เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ หนีไปซะ ไอ้ดำพาจันทาหนีไป ไป”
       พรานเจ้ยผลักจันทาไปทางลูกหาบแล้วตัวเองพุ่งออกไปพลางยิงใส่ทหารจนกระสุนหมด
       “พ่อ !”
       ลูกหาบคนที่ 2 ลากตัวจันทาออกไป รัชชานนท์ถลันเข้ามาทันได้เห็นพรานเจ้ยถูกยิงเปรี้ยงที่หัวไหล่จนต้องทรุดตัวลง
       “พรานเจ้ย !”
       รัชชานนท์ชักปืนขึ้นยิงโต้ตอบพลางวิ่งไปประคองพรานเจ้ยไว้
       “พ่อ ! ช่วยด้วย”
       รัชชานนท์กับเจ้ยหันไปเห็นจันทาถูกทหาร 2 คนลากตัวไป ลูกหาบคนที่ 2 พยายามยื้อช่วยจันทา แต่ถูกทหารเวียงพูคำเสียบมีดปักท้องทรุดตัวล้มลงไป พรานเจ้ยกัดฟันลุกขึ้นจะตามไปช่วยจันทา
       “จันทา !”
       พรานเจ้ยแทบขาดใจที่เห็นจันทาถูกทหารเวียงพูคำสองคนลากตัวออกไปไกลแล้ว ทหารอีกสามคนที่เป็นโจทก์กับรัชชานนท์เข้ามาล้อมตัวเขากับพรานเจ้ยไว้ รัชชานนท์ยืนหลังชนกับพรานเจ้ยจ้องพวกทหารเวียงอย่างไม่กลัวเกรง
       “ถ้าบ่อยากตาย ก็กราบตีนขอขมาพวกข้าซะ !”
       “ก็ได้”
       “คุณชาย !”
       รัชชานนท์ทำทีจะย่อตัวลงคุกเข่าลงแล้วโผเข้าเอาท้ายปืนฟาดซ้ายขวาใส่ทหาร
      
       รัชชานนท์ได้โอกาสดึงพรานเจ้ยวิ่งหนีออกไป กลุ่มทหารวิ่งไล่กวดตามไป


  


       บนเรือนแม่เฒ่า ในหมู่บ้านวลาหกเวลานั้น แม่เฒ่าต้มยาหม้อใหญ่ควันโขมงอยู่ ทับทิมขนไม้ฟืนกองใหญ่มาวางไว้บนพื้นให้
      
       “ขอบใจๆ แล้วเดี๋ยวเจ้าไปเปิดเฮือนตาจั่นไว้ กวาดล้างเช็ดถูให้เรียบร้อย”
       “เฮือนตาจั่นร้างมาเป็นแรมปี สิพังมิพังแหล่ ไผสิไปอยู่ แม่เฒ่า”
       “บ่ต้องถามมาก ไปเฮ็ดตามที่ข้อยบอก ไป”
       ทับทิมเดินออกสวนทางกับไกสอนกับแฮรี่ที่เดินเข้ามา
       “นี่สิมีเรื่องอะหยังเกิดขึ้น แม่เฒ่า”
       “จะมีใครมาที่หมู่บ้านของเราหรือ แม่เฒ่า แล้วนี่ต้มยาทำไมตั้งมากมาย” แฮรี่ถาม
       “กะต้องมีคนเจ็บคนไข้ซิ ข้อยเถิงได้ต้มยาเตรียมไว้ บ่จังสั้นข้อยสิต้มยาเฮ็ดอะหยัง”
       “มีไผเจ็บไข้บ่สบายหรือ แม่เฒ่า ข้อยบ่เห็นไผเป็นอะหยังนี่” ไกสอนถาม
       “คนเจ็บกำลังมา..คนที่พวกเฮารอคอยอยู่กำลังสิมา พวกเจ้าอย่าเพิ่งเฮ็ดสิ่งใด รอให้คนผู้นี้มาฮอดก่อน”
       แฮรี่ยิ้ม
       “แม่เฒ่ารู้ล่วงหน้าอีกตามเคยว่า เรามาหาแม่เฒ่าทำไม ถ้าแม่เฒ่าให้เราอยู่เฉยๆไปก่อน แสดงว่า เรายังไม่ควรอพยพไปจากที่นี่ล่ะมั้ง ท่านไกสอน”
       “แล้วคนที่แม่เฒ่าเว้าฮอด นี่เพิ่นเป็นไผกัน”
       “เพิ่นสิเป็นผู้ที่นำพวกเฮากลับไปสู่เวียงพูคำได้ในเร็ววัน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนของเฮาว่า ตัดสินใจจั๋งได”
       ไกสอนกับแฮรี่มองแม่เฒ่าอย่างไม่เข้าใจนัก
      
       สร้อยก้มตัววิ่งลัดเลาะบนโขดหินมาอย่างคล่องแคล่ว จ่อยวิ่งตามไล่ๆมา สร้อยกับจ่อยหมอบอยู่ที่บนโขดหินสูงมองไปที่ริมลำธารที่ต่ำลงไป สร้อยเห็นรัชชานนท์พาตัวพรานเจ้ยหนีมาไม่ไกลนัก ฝ่ายพรานเจ้ยเหนื่อยหอบหยุดพัก สร้อยขยับตัวจะไต่ลงไป แต่จ่อยดึงตัวสร้อยไว้
       “เฮาเบิ่งไปก่อนดีบ่ ไผเป็นไผยังบ่ฮู้แน่”
       “เจ้าสิรอให้พวกเพิ่นโดนทหารเวียงฆ่าตายหมดก่อนหรือจั๋งได เจ้าไปช่วยแม่หญิง ไป ทางนี้ข้อยจัดการเอง ไป”
       จ่อยรีบผละออกไปตามคำสั่งของสร้อย เธอจับตาคอยจังหวะจะเข้าช่วยรัชชานนท์
       รัชชานนท์มองพรานเจ้ยที่เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ เลือดที่ไหล่ไหลพลั่ก
       “ไหวมั้ย พรานเจ้ย เอาอย่างนี้เดี๋ยวผมจะล่อพวกมันไปทางอื่น”
       “ไม่ต้องครับ ไม่ต้องสนใจผม คุณชายรีบไปช่วยจันทา ไปช่วยลูกผมด้วย”
       “ผมทิ้งพรานเจ้ยไม่ได้”
       กระสุนลั่นเปรี้ยงแหวกกลางอากาศมาแต่เฉียดรัชชานนท์ไปนิดเดียว รัชชานนท์กับพรานเจ้ยหันไปมอง เห็นกลุ่มทหารเวียงพูคำ 3 คนวิ่งไล่ตามมา
       รัชชานนท์ยิงปืนใส่ทหารเวียงคนที่ 1 ตัดที่ขั้วหัวใจล้มลงไปได้
       “คุณชายรีบไปช่วยจันทา ไม่ต้องห่วงผม !”
       พรานเจ้ยโผเข้าไปหาทหารเวียงที่เหลือ 2 คนหมายจะเอาตัวเข้าแลกให้รัชชานนท์หนี พรานเจ้ยคว้าท่อนไม้เหวี่ยงใส่อย่างบ้าคลั่ง ทหารเวียงคนที่ 2 ถูกท่อนไม้ฟาดเข้าอย่างจังจนร่วงลงพื้นไป ทหารเวียงคนที่ 3 ยิงปืนใส่พรานเจ้ยแบบรัวหลายนัดจนพรานเจ้ยล้มลง
       รัชชานนท์โผเข้าชาร์ททหารคนที่ 3 จนล้มลง ก่อนรัวชกซัดใส่ไม่เลี้ยงด้วยความแค้น เขาดึงมีดจากเอวขึ้นมา เงื้อมค้างลังเลใจชั่ววูบหนึ่ง
       ทหารเวียงคนที่ 3 ถีบรัชชานนท์ออกไป กระชากมีดพุ่งจะเสียบใส่ สร้อยยิงลูกศรจากหน้าไม้พุ่งไปปักที่หน้าอกทหารเวียงคนที่ 2 จนผงะทรุดตัวล้มไป
       รัชชานนท์รีบเข้าไปประคองตัวพรานเจ้ยขึ้น เขาเคียดแค้นเสียใจเป็นอย่างมาก
       “พรานเจ้ย ผมขอโทษ ผมขอโทษ”
       “จันทา..ช่วยลูกผมด้วย”
       เจ้ยสั่งเสียเป็นคำสุดท้ายหายใจ เฮือกสุดท้ายก่อนจะหมดลมไป
       “พรานเจ้ย !”
       ทหารคนที่ 2 ที่ร่วงไปที่พื้นก่อนหน้า ค่อยๆโงนเงนลุกขึ้นเห็นศพของเพื่อนสองค ทหารดึงมีที่ข้อเท้าออกมาก่อนพุ่งไปหารัชชานนท์ที่ยังประคองร่างพรานเจ้ยอยู่
       รัชชานนท์ทันหันไปเห็น หลบวืดไปได้แล้วรีบลุกขึ้นตั้งหลักจับมือทหารไว้ ฝ่ายทหารสะบัดมือหลุดจากรัชชานนท์ได้แทงเสียบเข้าแต่เฉียดฉิวได้แค่สีข้าง
       รัชชานนท์ซัดจนทหารจนล้มลง ทหารที่ล้มลงข้างศพเพื่อนที่มีปืนในมือ ทหารกระชากปืนเพื่อนมาจะยิงใส่รัชชานนท์ ลูกศรจากสร้อยพุ่งไปปักที่ไหล่ทหาร มือทหารเฉออกไปผิดจังหวะ กระสุนปืนเฉียดเข้าที่หัวไหล่ซ้ายของรัชชานนท์ทำให้เซถอยหลังไป
       ทหารตามไปซัดรัชชานนท์อีกรอบจนเขาร่วงลงไปในลำธาร ทหารมองร่างรัชชานนท์ไหลไปตามน้ำอย่างสะใจ แต่เพียงหันหน้ากลับมา สร้อยที่ยืนหน้าทะมึนอยู่ ฟาดหน้าไม้ใส่ทหารอย่างเต็มแรงจนทรุดตัวงอ แต่ยังกัดฟันโผเข้าใส่จะเล่นงานสร้อย
       ทหารชะงักกึก หน้าตางุนงงมองที่ท้องตัวเองมีมีดปักอยู่ สร้อยค่อยๆถอนมีดออกจากท้อง ทหารค่อยๆตัวอ่อนทรุดตัวลง
       สร้อยมองไปที่ลำธารไม่เห็นร่างของรัชชานนท์แล้ว
      
       ฝ่ายทหารเวียงพูคำอีก 2 คนได้ลากตัวจันทาออกมาจากที่พักริมลำธารมาไกล จันทาดิ้นไม่หลุด
       “ปล่อยฉัน ฉันจะไปหาพ่อ ฉันขอร้องเถอะนะ ปล่อยฉันไป”
       “ฤทธิ์มากจริงโว้ย จัดการมันซะตรงนี้ดีมั้ย มันจะได้หุบปาก” ทหารคนที่ 4 บอก
       “บ่ได้ เดี๋ยวพี่คำไสฆ่ามึงหรอก ไปต่อ ไป” ทหารคนที่ 5 ว่า
       “ถ้ามึงบ่ปากมาก พี่คำไสจะฮู้เรอะ เฝ้าต้นทางไว้” ทหารคนที่ 4 ว่า
       ทหาคนที่ 4 ผลักจันทาลงไปที่หลังพุ่มไม้ เธอกระถดตัวถอยหนีอย่างกลัวสุดชีวิต
       “พ่อ ! ช่วยจันทาด้วย”
       ทหารเวียงคนที่ 5 ยืนเฝ้าต้นทางมองไปทางที่มาอย่างไม่สบายใจ ระหว่างที่ทหารหันซ้ายแลขวา จ่อยก็กระโดดลงมาจากต้นไม้ตุ๊บลงต่อหน้า
       “เฮ้ย ! ไผวะ !”
       จ่อยชกทหารคนที่ 5 ทันทีโดยไม่ให้ได้ตั้งตัว ทหารเซไปก่อนจะตั้งหลักใหม่พุ่งไปหาจ่อยที่หลบได้แล้ว ตวัดตีนฟาดใส่หลังจนหลังแอ่น ทหารคนที่ 5 ล้มหน้าคว่ำลงไป
       เสียงจันทา.กรี๊ดลั่น
       “ปล่อยฉัน ปล่อย !”
       จ่อยเผ่นเข้าไปทางเสียงหลังพุ่มไม้ เห็นทหารคนที่ 4 กำลังคร่อมอยู่บนตัวจันทา ฉีกเสื้อขาดแคว่ก จ่อยจิกหัวทหารดึงออกมา จันทาตะเกียกตะกายลุกขึ้นถอยกรูดหนี
       จ่อยเตะต่อยทหารอย่างไม่ยั้งมือจนทหารสู้ไม่ได้ ต้องชักปืนออกมา จ่อยกระโดดเตะปืนกระเด็นออกไป ทหารเข้าสู้ประชิดตัวจ่อย
       จ่อยใช้มือเปล่าต่อสู้เพียงพักเดียวก็หักคอทหารแครกเดียว ทหารร่วงตายไป
       “ระวัง !” เสียงจันทาเตือนจ่อย
       จ่อยหันไปมองเพิ่งเห็นทหารเวียง 5 ถือปืนโงนเงนมาหา ทหารสับนกขึ้นเตรียมเหนี่ยวไกปืน จันทาโผเข้าไปแย่งปืนจากทหาร เสียงปืนดังขึ้นเปรี้ยง จันทาสะดุ้งแล้วค่อยๆ ทรุดตัวล้มลงไปกับพื้น ตายังลืมโพลง เลือดที่ท้องค่อยๆไหลริน
       “มึง ! ตาย”
       จ่อยเห็นสภาพจันทาแล้วเกิดความแค้นใจพุ่งออกมาอย่างบอกไม่ถูก จ่อยพุ่งเข้าเอามีดเสียบอกซ้ายของทหารอย่างไม่ต้องคิด
      
       จ่อยยืนมองร่างจันทาที่นอนแน่นิ่งอย่างเจ็บใจ คิดว่าจันทาตายแล้ว

       สร้อยวิ่งไปตามฝั่งริมลำธารอย่างเร่งรีบ มองไปตามสายน้ำแต่ก็ไม่เห็นร่างรัชชานนท์ สร้อยปีนขึ้นบนโขดหินมองไปทั่วทั้งลำธาร แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของรัชชานนท์
      
       สร้อยวิ่งและวิ่งไปตามความยาวของลำธารใหญ่ หยุดยืนอย่างเหนื่อยหอบ จนเริ่มหมดหวัง เสียงแม่เฒ่าดังเข้ามาในประสาทสัมผัส “ใช้แต่ตาสิมองเห็นอะหยัง...”
       “บ่ให้ใช้ตา แล้วสิให้ใช้อะหยังเล่า”
       สร้อยหลับตาลงทำสมาธิพักหนึ่งแล้วลืมตาขึ้นใหม่ เธอมองไปที่ลำธารอย่างมีสติ แล้วค่อยๆ เห็นมือรัชชานนท์โผล่ขึ้นจากน้ำไหวๆ สร้อยรีบวิ่งกระโดดพุ่งตัวลงไปในลำธาร ว่ายน้ำตรงไปหาร่างรัชชานนท์แล้วรีบคว้าเหนี่ยวคอพาพยุงตัวว่ายเข้าฝั่ง
       กระแสน้ำเริ่มแรงซัดพาทั้งสองคนออกไป สร้อยพยายามพาตัวรัชชานนท์ออกไปสุดกำลัง รัชชานนท์เริ่มพอมีสติขึ้นมา
       “ปล่อยฉัน เดี๋ยวตายกันหมด”
       “บ่!”
       สร้อยดิ้นรนกระเสือกกระสนล็อกคอรัชชานนท์ที่ว่ายทวนกระแสน้ำอยู่นาน จนสามารถพาเขาถึงริมฝั่งจนได้ รัชชานนท์หน้าซีดหมดสติไป สร้อยตบหน้ารัชชานนท์ให้รู้สึกตัว
       “เฮ้ย อย่าตายนะโว้ย ฟื้นซิ ฟื้น”
       สร้อยทั้งตบหน้า ทั้งเขย่าตัวรัชชานนท์อย่างแรงจนสุดท้ายทุบเข้าที่อกปั๊กๆ เขาไอโขลกพ่นน้ำพรวดออกมา เขาค่อยๆลืมตามองสร้อยที่ก้มหน้ามองมา สายตาของรัชชานนท์เห็นภาพสร้อยที่เลือนลางเหมือนนางไม้ดูน่าพิศวง
       “มีเจ้าหญิงจริงๆ ด้วย”
       “ละเมออะหยังวะ”
       สร้อยจ้องมองรัชชานนท์อย่างโล่งใจที่ยังไม่ตาย
      
       จ่อยอุ้มร่างของจันทามาวางไว้เคียงข้างศพของพรานเจ้ย จ่อยหันไปลากศพทหารเวียงสามคนไปกองรวมกันไว้ จ่อยเดินกลับมานั่งยองๆ มองจันทาอย่างอนาถใจ
       “นี่คงเป็นพ่อของเจ้าแม่นบ่ ข้อยพาเจ้ามาอยู่กับพ่อแล้วเด้อ”
       มือของจันทาขยับเล็กน้อย จ่อยจ้องมองจันทานึกว่าตาฝาด
       “เฮ้ย เจ้า เจ้ายังบ่ตาย”
       จ่อยฉวยจับข้อมือจันทาแล้วไปจับชีพจรที่คออีกรอบ
       “ไอ้จ่อยเอ๊ย อะหยังเซ่อได้จังซี่ เจ้ายังบ่ตาย อดทนไว้ๆ”
       จ่อยรีบช้อนตัวจันทาขึ้นอุ้มแล้ววิ่งออกไปอย่างเร็วจี๋
      
       สร้อยเดินพาทับทิมเข้ามาอย่างรวดเร็ว
       “ฟ่าวสิฟ่าว ชักช้าอยู่ได้”
       “สิฟ่าวไปไส เจ้าว่าไอ้บักที่เจ้าช่วยโดนทั้งมีดทั้งปืน ข้อยว่าคงบ่รอดแล้วล่ะมั้ง”
       “อย่ามาปากเสีย ถ้าอีสร้อยช่วยผู้ใด ผู้นั้นตายบ่ได้”
       สร้อยพาทับทิมจนมาถึงที่ร่างรัชชานนท์นอนหมดสติอยู่
       “เอ้า ฟ่าวแบกกลับไปเลย พาไปที่เฮือนแม่เฒ่าไวๆ ไปๆ”
       “เสียเวลาเปล่าๆ ดูสภาพแล้ว กว่าสิเถิงมือแม่เฒ่ากะคงเลือดหมดตัว”
       “ข้อยสั่งให้แบกไป กะแบกไปสิ หรือว่าเจ้ากล้าหือขัดคำสั่งข้อย”
       ทับทิมก้มลงแบกร่างรัชชานนท์ขึ้นพาดไหล่
       “มันเป็นไผกะบ่ฮู้ ช่วยคนบ่ดูตาม้าตาเรือ ระวังเถอะ ภัยสิเถิงโต”
       สร้อยถลึงตามองอย่างดุๆ ทับทิมหุบปากแบกรัชชานนท์เดินเทิ่งๆออกไป สร้อยจี้หยกรูปมังกรล้อมหีบทองของรัชชานนท์ร่วงหล่นลงพื้นโดยที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น สร้อยเดินตามหลังทับทิมแล้วผลักเร่งหลังไปตลอดทาง
      
       วังจุฑาเทพในเวลากลางคืน คุณชายรณพีร์ถือกระเป๋าเดินทางใบเล็กเดินออกมาจากตัวบ้าน เขามองซ้ายมองขวาจนเห็นสมบุญเดินมาจากทางรั้วบ้านก็รีบเดินลิ่วๆไปหา
       “เรียกรถให้ฉันได้หรือยัง สมบุญ”
       “ได้แล้วครับ จอดรถอยู่ข้างนอก กว่าจะเรียกได้ รออยู่นานสองนาน แล้วนี่คุณชายจะไปราชการที่ไหนหรือครับ ทำไมลับๆล่อๆชอบกล รถที่วังก็มีแต่ทำไมต้องไปรถแท๊กซี่ แล้วเรียกรถให้ไปหัวลำโพง..ก็ต้องไปต่างจังหวัด นี่คุณชายคิดจะไปไหนหรือครับ”
       รณพีร์ยิ้ม
       “ไปหาพี่ชายเล็กที่หนองคาย”
       “โธ่ คุณชายพีร์ หาเรื่องให้ผมอีกแล้วไหมล่ะครับ”
       รณพีร์ยัดเงินสิบบาทใส่มือสมบุญ
       “เอ้า นี่ฉันให้ ขอบใจที่ช่วยนะ ถ้าพี่ชายเล็กรู้ว่า แกมีส่วนช่วยให้เค้าหนีรอดการแต่งงานไปได้ แกจะต้องได้เงินรางวัลก้อนใหญ่ๆอีกก้อนเลย ฉันไปล่ะ”
       รณพีร์ตบไหล่สมบุญอย่างสบายใจแล้วเดินผิวปากตัวปลิวออกไป
       “ผม ผมไม่ได้ช่วย ผมไม่รู้ ไม่เห็น ตายแน่ คราวนี้ไอ้สมบุญตายแน่ๆ”
      
       สมบุญยืนกำเงินอย่างหวาดหวั่น


  


       เช้าวันใหม่ หม่อมเอียดวางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะอาหาร ท่าทีโกรธขึ้ง ขัดใจเมื่อรู้เรื่องรณพีร์แอบหนีไป
      
       “นี่ชายพีร์คิดจะทำอะไร”
       ย่าอ่อนนั่งไม่อยู่สุขหาทางแก้ตัวให้รณพีร์ เหลือบมองสมบุญยืนตัวลีบ ตัวงอเป็นกุ้งอยู่
       “นี่เป็นความผิดของแกคนเดียว แกปล่อยให้ชายพีร์ไปได้ยังไง คราวที่แล้วโดนตัดเงินเดือน ยังไม่เข็ดใช่มั้ย คราวนี้ถึงยังกล้าก่อเรื่องอีก...”
       ย่าอ่อนหันไปบอกพี่สาว
       “อย่างนี้ตัดเงินเดือนเดือนเดียวไม่พอแล้วล่ะค่ะ ต้องตัดซักสามเดือนเลยค่ะ คุณพี่
       “คนที่ก่อเรื่องคือ พ่อหลานรักของเธอต่างหาก แม่อ่อน”
       “โอ๊ย คงไม่หรอกมั้งคะ คุณพี่ ชายพีร์เพิ่งโดนคุณพี่ดุไปเอง นี่คงไปตามชายเล็กกลับมา เพื่อเป็นการแก้ตัวยังไงล่ะคะ”
       “ชายพีร์น่ะหรือจะไปช่วยตามชายเล็กกลับมา พากันไปสร้างเรื่องปวดหัวให้ฉันอีกล่ะไม่ว่า ว่ายังไง สมบุญ คุณชายพีร์พูดว่ายังไงก่อนหนีไป”
       สมบุญยืนฟังเพลินๆ พอหม่อมเอียดหันมาถามอย่างไม่ทันตั้งตัวก็รีบละล่ำละลักตอบโดยไม่คิด สมบุญพูดเร็วรัว
       “คุณชายพีร์บอกว่า จะไปช่วยคุณชายเล็กหนีการแต่งงานครับ”
       “ไอ้สมบุญ !” ย่าอ่อนตกใจ
       “ไปได้แล้ว !”
       สมบุญรีบถอยหนีออกไปโดยเร็ว ย่าอ่อนเต้นผางโวยวายไล่หลัง
       “แกยังไปไม่ได้ คุณพี่ยังไม่ได้ลงโทษมันเลยนะคะ ให้น้องตัดเงินเดือนมันนะคะ ตัดเงินเดือนไปถึงสิ้นปีเลย ตัดไปถึงปีหน้าเลยยิ่งดี คุณพี่ขา อย่าเพิ่งไปเชื่อ ไอ้สมบุญมันอาจจะฟังมาผิดๆ ก็ได้”
       ธราธรกับพุฒิภัทรเดินเข้าแล้วต้องชะงักเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ดี
       “พอได้แล้ว แม่อ่อน”
       หม่อมเอียดมองน้องสาวด้วยสายตาดุเข้ม ทำให้ย่าอ่อนนิ่งเงียบสงบไปได้
       ธราธรกับพุฒิภัทรมองหน้ากันแล้วถอยออกไปเงียบๆ โดยไม่ต้องพูด
       “ชายใหญ่! ชายภัทร! จะไปไหน”
       ธราธรกับพุฒิภัทรชะงักกึกหันกลับมามองหม่อมย่าเอียดอย่างลำบากใจ
      
       บรรยากาศยามเช้าของหมู่บ้านวลาหกแสนสดชื่น ที่เรือนตาจั่นเช้านั้น รัชชานนท์ลืมตาเห็นภาพเบลอๆ ของเพดานสูงของเรือนไม้เก่าๆมีหยากไย่เต็มไปหมด มุมต่างๆของเรือนตาจั่นค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
       รัชชานนท์ลืมตามองไปรอบๆ ตัวค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา
       “พรานเจ้ย จันทา”
       รัชชานนท์นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นได้ รีบลุกพรวดขึ้นมาแต่รู้สึกมึนงงต้องทรุดตัวลงไปนั่ง เขาสำรวจสภาพตัวเองที่ใส่เสื้อผ้าใหม่ มีผ้าพันแผลที่ไหล่ซ้าย เนื้อตัวสะอาดขึ้น
       “ตื่นแล้วบ่”
       รัชชานนท์หันไปมองตามเสียงเห็นสร้อยที่นั่งจับเจ่าเฝ้าอยู่นานขยับเข้ามาหารัชชานนท์
       “ตื่นแล้วกะมากินยา แม่เฒ่าสั่งไว้ เจ้าฮู้สึกตัวมื้อใดให้กินยาทันที”
       สร้อยเทยาจากหม้อใส่ชามใบใหญ่แล้วยกชามยาจะเข้าจ่อใส่ปากรัชชานนท์
       “เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อน ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย”
       “หมู่บ้านวลาหก”
       “แล้วเธอเป็นใคร”
       รัชชานนท์จ้องมองสร้อยอย่างคุ้นหน้า
       “เธอ...ฉันเคยเจอเธอแล้ว เธอแอบไปขโมยของฉันที่ลำธาร งั้นไอ้โจรป่าที่แอบเข้าไปที่แคมป์ฉันเมื่อคืน คงเป็นเธอนี่เอง”
       “ข้อยบ่ได้เป็นโจร ! คนอะหยังบ่ได้สำนึกบุญคุณกันเลย ถ้าบ่ได้ข้อย ป่านนี้เจ้าตายไปแล้ว”
       “แล้วนี่มีใครรอดมาได้อีกบ้าง นอกจากช่วยฉันแล้ว เธอได้ช่วยคนอื่นด้วยหรือเปล่า”
       สร้อยตีหน้าตาย
       “บ่ ข้อยช่วยเจ้ามาได้ผู้เดียว”
       “ไม่มีใครรอดมาได้เลยหรือ!”
      
       รัชชานนท์นิ่งอึ้ง ทั้งตกใจ และเสียใจจนบอกไม่ถูก คิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุทำให้พรานเจ้ยกับจันทาต้องมาตาย!


  


       ภายในห้องรับแขกวังจุฑาเทพ หม่อมเอียดนั่งลงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ย่าอ่อนรีบนั่งเคียงข้างด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
      
       “ไปตามชายเล็กกลับมา!” หม่อมเอียดพูดน้ำเสียงเฉียบขาด
       ธราธรกับพุฒิภัทรยังไม่ทันจะลงนั่งต้องชะงัก สองพี่น้องมองหน้ากัน
       “ถ้าหากภายในอาทิตย์นี้ ชายเล็กยังไม่ยอมกลับมา ผมก็ว่าจะไปตามอยู่เหมือนกันครับ” ธราธรบอก
       “ไปวันนี้เลย ชายใหญ่ ไม่ต้องรออะไรแล้ว ชายภัทรไปกับชายใหญ่ด้วย ชายใหญ่คนเดียวคงจัดการกับเจ้าสองคนนั้นไม่อยู่แน่”
       ธราธรพูดเสียงจริงจัง
       “ผมไปตอนนี้ไม่ได้หรอกครับ วันนี้ผมมีนัดประชุมกับท่านอธิบดีที่กรมศิลป์ แล้วผมก็ยังมีงานค้างอยู่อีกตั้งมากมาย อยู่ๆจะให้ผมลางานไปเพราะเรื่องส่วนตัว มันไม่ถูกต้องนะครับ”
       “งั้นชายภัทรไปคนเดียวก็แล้วกัน” ย่าอ่อนบอก
       “ผมก็ไปไม่ได้ครับ ผมมีนัดผ่าตัด” พุฒิภัทรบอก
       “โอ๊ย ถ้าไม่ใช่คนไข้สำคัญ ก็ให้หมอคนอื่นผ่าตัดแทนเถอะ ธุระของเราสำคัญกว่านะ ชายภัทร”
       “ไม่มีธุระเรื่องไหนสำคัญกว่าชีวิตคนไข้ของผมหรอกครับ ย่าอ่อน”
       “หม่อมย่าไม่ต้องห่วงครับ ถึงชายพีร์ไปเจอชายเล็กที่โน่น ชายเล็กก็ไม่บ้าตามชายพีร์หรอกครับ เค้ามีความรับผิดชอบพอที่จะไม่ทิ้งงานการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ที่คนเรียกเราว่าเป็น“ห้าสิงห์จุฑาเทพ” เป็นเพราะพวกเราทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อแผ่นดินนะครับ หม่อมย่า” ธราธรบอก
       “เอาล่ะๆ ย่าเชื่อ...ว่าชายเล็กคงไม่ยอมทิ้งงาน แต่ก็คงไม่ยอมกลับมาง่ายๆ เหมือนกัน เธอสองคนไปสะสางงานการให้เรียบร้อย แล้วรีบไปตามชายเล็กกลับมาให้ย่า ย่าให้เวลาสามวัน!” หม่อมเอียดบอก
       ธราธรกับพุฒิภัทรเรียกขึ้นพร้อมกัน
       “หม่อมย่าครับ”
       “ไม่ต้องมาต่อรอง ย่าพูดคำไหนคำนั้น !”
       พุฒิภัทรหันไปมองธราธรแล้วต่างพยักหน้าให้กันอย่างจำยอม
      
       ภายในเรือนตาจั่น รัชชานนท์กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงฝาเรือนอยู่อย่างซึมเศร้าหมดอาลัย สร้อยถือชามยารออย่างรำคาญใจ
       “ฟ่าวๆ กินยา เดี๋ยวยาสิเย็นเสียหมด”
       “ฉันไม่อยากกิน”
       “บ่อยากกะต้องกิน บ่จังสั้นแผลเจ้าสิเป็นพิษถึงตาย กินไวๆ”
       “บอกว่าไม่กิน ตายก็ตาย”
       “เจ้าเป็นผู้ชายอีหลีบ่ เป็นหยังเถิงได้อ่อนแอจังซี่ กินยาซะ สิได้หายไวๆ มีแฮงไปแก้แค้นให้พวกพ้องของเจ้า บ่ยอมกินแม่นบ่”
       สร้อยขยับเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็ว ตบที่แผลตรงไหล่ซ้ายของรัชชานนท์แค่เบาๆ
       รัชชานนท์เจ็บสาหัส ร้อง “โอ๊ย !”
       สร้อยได้โอกาสบีบจมูกรัชชานนท์เต็มแรงจนรัชชานนท์ต้องอ้าปากพะงาบๆให้สร้อยกรอกยาใส่ปากจนยาหมดชาม รัชชานนท์พะอืดพะอมด้วยความขม
       “ทำไมขมอย่างนี้ !”
       “ยากะต้องขมน่ะสิ กินยาแล้วกะนอนพักซะ คงอีกหลายมื้อกว่าเจ้าสิมีแฮงไปเบิ่งคู่ฮักของเจ้าได้”
       “คู่รักของฉัน เธอหมายถึง ผู้หญิงที่มากับฉันใช่มั้ย จันทา จันทายังไม่ตายเหรอ แล้วทำไมเธอถึงบอกว่า ไม่มีใครรอดมาเลยล่ะ”
       สร้อยทำกวน
       “ข้อยบ่ได้บอกว่า บ่มีไผรอด ข้อยบอกว่า ข้อยช่วยเจ้ามาได้ผู้เดียวต่างหาก ส่วนคู่ฮักของเจ้า บักจ่อยเป็นคนช่วย ข้อยพูดผิดตรงไส”
       “เรื่องความเป็นความตายอย่างนี้ มาพูดจาเล่นลิ้นได้ยังไง ตอนนี้จันทาอยู่ที่ไหน ฉันจะไปหาเค้า”
       “คู่ฮักเจ้าโดนยิงอาการสาหัสเป็นตายคือกัน แม่เฒ่าบอกว่า ถ้าผ่านคืนนี้ไปกะรอด เจ้ารอไปมื้ออื่นสิดีกว่า ไปตอนนี้กะช่วยอะหยังบ่ได้”
       “ยังไงฉันก็ต้องไป”
       รัชชานนท์รีบลุกขึ้นแล้วต้องทรุดตัวลงนั่งแล้วค่อยๆล้มลงไปอย่างหมดแรงง่วงงุน สร้อยยิ้ม
       “หมดฤทธิ์ได้เสียที ยาแม่เฒ่าแฮงได้ใจแท้”
       สร้อยยืนมองรัชชานนท์อย่างพอใจที่จัดการให้หลับไปได้
      
       ภายในเรือนพ่อใหญ่ เวลาต่อมา ไกสอนกับแฮรี่สำรวจตรวจตรากระเป๋าเสื้อผ้า อาวุธข้าวของของรัชชานนท์รวมทั้งของพรานเจ้ยและจันทา รวมทั้งปืนและอาวุธของทหารเวียงพูคำที่วางเรียงรายอยู่
       พ่อใหญ่เดินเข้ามาด้วยไม้ค้ำยัน ไกสอนกับแฮรี่หลีกทางให้พ่อใหญ่เข้ามานั่งเป็นประธาน
       “เป็นหยังอาวุธเถิงได้มากมายก่ายกองจังซี้ เทื้อนี้พวกทหารเวียงมากันกี่มากน้อย”
       “มากันห้าคน แต่โดนฆ่าตายหมด เทื้อนี้พวกมันบ่ได้มาค้นหาพวกเฮา แต่ตั้งใจมาหาเรื่องพวกที่มาเดินป่า กลุ่มที่อีสร้อยคอยไปตามเฝ้าอยู่น่ะ พ่อใหญ่ กะบ่ฮู้ว่ามีเรื่องโกรธแค้นอะหยัง ถึงต้องมาตามฆ่าเถิงในป่า” ไกสอนบอก
       “ทหารของไอ้นายพลเซกอง มันใช่ทหารจริงๆที่ไหน เป็นโจรดีๆนี่เอง นี่คงคิดว่าอยู่ในเวียงพูคำ ถึงได้เที่ยวปล้นชิงฉุดคร่าผู้หญิงได้ตามใจชอบ” แฮรี่บอก
       “เทื้อนี้ข้อยคงสิลงโทษเจ้าสร้อยบ่ได้ ถ้าเจ้าสร้อยบ่ไปคอยเฝ้าเบิ่งไว้ พวกคนเดินป่าคงได้ถูกทหารเวียงฆ่าตายกันหมด แล้วนี่ช่วยมาได้กี่คน” พ่อใหญ่ถาม
       “สองคน ผู้ชายคน ผู้หญิงคน ผู้ชายดูเหมือนบ่ใช่คนที่นี่” ไกสอนบอก
       ทับทิมเดินเข้ามาพร้อมปืนและกล้องถ่ายรูป
       “ยังเก็บข้าวของมาบ่หมดอีกเรอะ เฮาต้องกลบเกลื่อนร่องรอยทุกอย่างให้สิ้นซาก อย่าให้ไอ้พวกทหารเวียงมันฮู้ว่าเกิดอะหยังขึ้น” พ่อใหญ่ถาม
       “พ่อใหญ่บ่ต้องเป็นห่วง ข้อยเฮ็ดตามที่พ่อใหญ่สั่งทุกอย่าง เก็บกวาดจนบ่มีร่องรอยเหลืออยู่ ศพกะฝังเรียบร้อย” ทับทิมบอก
       พ่อใหญ่รับกล้องถ่ายรูปจากทับทิมมาดู
       “คนที่เจ้าสร้อยช่วยไว้ได้ ท่าทางมีฐานะ ใช้ของราคาแพงจังซี่ น่าจะมาจากเมืองหลวง” ทับทิมนึกได้ ส่งกระเป๋าสตางค์ของรัชชานนท์ให้พ่อใหญ่
       “อีสร้อยให้เอานี่มาให้พ่อใหญ่...กระเป๋าเงินของผู้ชายที่อีสร้อยช่วยไว้”
       พ่อใหญ่เปิดกระเป๋าสตางค์รัชชานนท์ออกมา เห็นรูปถ่ายหม่อมหยกกับหม่อมเจ้าวิชชากรอยู่ในกระเป๋า แต่โดนน้ำมายับเยินพอควร พ่อใหญ่ดึงบัตรประชาชนของรัชชานนท์ออกดูแล้วนิ่งอึ้งไป
       พ่อใหญ่หันไปพยักหน้าให้ ทับทิมถอยออกไปอย่างรู้งาน
      
       ไกสอนกับแฮรี่หันไปมองพ่อใหญ่อย่างสงสัยว่ามีอะไรสำคัญที่จะบอก


  


       ด้านจ่อยเดินไปเดินมาในเรือนแม่เฒ่าอย่างกังวลใจ แล้วตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องอย่างทนไม่ไหว จ่อยชะงักเมื่อเห็นแม่เฒ่ากำลังโปะสมุนไพรใส่แผลที่ท้องจันทา แล้วเริ่มพันผ้าพันแผลให้
      
       “บ่เป็นอะหยัง เข้ามาได้”
       “เพิ่นยังบ่ฟื้นอีกหรือ แม่เฒ่า แล้วนี่สิรอดบ่ เป็นความผิดของข้อยแท้ๆ ข้อยน่าสิพาเพิ่นมาหาแม่เฒ่าให้เร็วกว่านี้”
       “บ่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก บักจ่อย ลมหายใจของเพิ่นแผ่วหลาย เป็นไผ กะคึดว่า เพิ่นหมดลมแล้ว”
       “แต่แม่เฒ่ารักษาเพิ่นได้แม่นบ่ แม่เฒ่าเป็นหมอเทวดา เถิงไผสิเจ็บปางตาย ถ้ามาเถิงมือแม่เฒ่าแล้วหายดีทุกราย เพิ่นต้องหายแม่นบ่”
       “ข้อยยังบ่ฮู้”
       “โธ่ แม่เฒ่า แม่เฒ่าบ่ฮู้ แล้วสิมีไผฮู้ได้อีกเล่า เพิ่นต้องรอดเด้อ บ่จังสั้น ข้อยคงฮู้สึกผิดไปจนวันตาย”
       “เจ้ากะมาช่วยข้อยสิ มัวแต่พร่ำเพ้อคร่ำครวญ ช่วยอะหยังได้”
       “แต่ข้อยเป็นผู้ชาย”
       “บ่เป็นอะหยัง บ่ผิดผีดอก”
       แม่เฒ่ามองจันทาแล้วหันมามองจ่อยอย่างมีสัมผัสพิเศษว่า สองคนนี้มีความผูกพันกันอยู่
       “เจ้าเป็นคนช่วยชีวิตเพิ่น แสดงว่าเจ้าสองคนมีดวงชะตาต้องกัน สิต้องดูแลเกื้อกูลกันไปอีกนาน”
       “จั๋งไดข้อยกะว่าบ่ดี ข้อยไปช่วยต้มยามาให้ดีกว่า ถ้าเพิ่นฟื้น กะตะโกนบอกด้วยเด้อ แม่เฒ่า ฟื้นขึ้นมาซักทีเด้อ” ต่อยพูดกับแม่เฒ่าแล้วหันไปพูดกับจันทาที่ไม่ได้สติอยู่
       จ่อยรีบเดินออกไปโดยเร็ว แต่ยังหันมามองจันทาอย่างเป็นห่วง แม่เฒ่าพันผ้าให้จันทาจนเสร็จแล้วเริ่มถอดเสื้อที่ใส่อยู่ออก แม่เฒ่าชะงัก เมื่อเห็นสร้อยจี้รูปพระจันทร์ที่จันทาใส่อยู่
       “สร้อยพระจันทร์”
       แม่เฒ่ามองสร้อยแล้วรู้สึกสะกิดใจว่า จันทาน่าจะเป็นคนเวียงพูคำ แต่ไม่รู้มากกว่านี้
      
       พ่อใหญ่ยังคงถือบัตรประชาชนของรัชชานนท์อยู่ในมือ ไกสอนกับแฮรี่รอฟังอยู่ว่า รัชชานนท์คือใคร
       “ผู้ชายที่เจ้าสร้อยช่วยชีวิตไว้เป็นไผหรือ พ่อใหญ่” ไกสอนถาม
       พ่อใหญ่ส่งบัตรประชาชนให้ไกสอนดู
       “หม่อมราชวงศ์รัชชานนท์ จุฑาเทพ”
       แฮรี่สะดุดหู
       “จุฑาเทพ หรือ ท่านไกสอน”
       แฮรี่รีบรับบัตรประชาชนจากไกสอนมาดู
       “เฮาคงให้ผู้ชายคนนี้อยู่ที่นี่นานบ่ได้ เพิ่นเป็นคนมีเชื้อมีสาย มาหายตัวไปจังซี้ อีกบ่นานญาติพี่น้องเพิ่นต้องมาตามแน่ๆ มนต์หมอกของแม่เฒ่าก็เสื่อมถอยลงทุกวัน ดีบ่ดีพวกเพิ่นอาจสิเข้ามาถึงหมู่บ้านเฮาได้” พ่อใหญ่บอก
       “พ่อใหญ่ครับ จำคำทำนายของแม่เฒ่าได้ใช่มั้ยครับ คุณชายรัชชานนท์ คนนี้อาจจะเป็นคนในคำทำนาย” แฮรี่ว่า
       “เถิงเพิ่นสิเป็นเจ้าเป็นนาย กะอาจบ่ใช่ กษัตริย์ผู้สวมมงกุฎแห่งเทพ”กะได้ แฮรี่”
       “แต่ผมว่ามีความเป็นไปได้สูงนะครับ จุฑาเทพ มีความหมายว่า มงกุฎแห่งเทพ ส่วนรัชชานนท์ แปลได้สองความหมาย จะแปลว่า ผู้ซึ่งมีความยินดีในสมบัติหรือผู้ซึ่งมีความยินดีในความเป็นกษัตริย์ก็ได้” แฮรี่บอก
       “รัชชานนท์ จุฑาเทพ กษัตริย์ผู้สวมมงกุฎแห่งเทพ”
       “เมื่อกษัตริย์ผู้สวมมงกุฎแห่งเทพมาเยือน เสียงเรียกจะทำให้หมอกคุ้มภัยจางหาย” ไกสอนทวนคำทำนาย
       “มื้อได๋ที่บ่มีมนต์หมอกคุ้มกัน มื้อนั้นหมู่บ้านวลาหกกะสิเถิงกาลอวสาน”
       พ่อใหญ่นิ่งอึ้ง กังวลใจหนักมากขึ้น
      
       เรือนตาจั่นในเวลาต่อมา รัชชานนท์ค่อยๆ ฟื้นตื่นขึ้นอีกรอบ เขาขยับจะลุกขึ้นแต่ขยับไม่ได้แล้วพบว่าตัวเองถูกมัดมือมัดเท้าเป็นข้าวต้มมัด ขยับไปไหนไม่ได้
       “เฮ้ย มัดฉันไว้ทำไม”
       “ข้อยบ่มีเวลามาเฝ้าเจ้าได้ทั้งวันทั้งคืน มัดไว้จังซี้แหละสิหนีไปไสบ่ได้ แล้วกะป้อนยาป้อนข้าวง่ายดี เอ้า กินข้าวเสีย แล้วสิได้กินยา ข้อยต้มข้าวเปียกมาให้”
       รัชชานนท์ถดตัวขึ้นมานั่งจนได้ เขาชะโงกมองชามข้าวต้มในมือสร้อยอย่างสงสัย
       “ข้าวเปียก อ๋อ..ข้าวต้ม”
       “นี่ข้าวเปียก บ่ใช่ข้าวต้ม เจ้าสิอยากกินข้าวต้มหรือ เรื่องมากอีหลี ต้มข้าวเปียกมาให้ ดันอยากกินข้าวต้ม”
       “ก็นี่ไง ข้าวต้ม”
       สร้อยยังฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียดต่อไป เธอคิดว่ารัชชานนท์ยังอยากกินข้าวต้มมัดอยู่
       “ฮู้บ่ เฮ็ดข้าวต้มมันยุ่งยากหลาย ต้องแช่ข้าวเหนียวเป็นชั่วโมงๆ ต้มกับน้ำกะทิ แล้วยังต้องไปตัดใบตองมาห่ออีก แล้วเป็นคนเจ็บ ไผกินข้าวต้มกัน”
       รัชชานนท์เหนื่อยใจ
       “ฉันก็ไม่ได้อยากกินข้าวต้มอย่างที่เธอว่า ข้าวเปียกของเธอก็คือข้าวต้มในความหมายของฉัน เฮ้อ ช่างมันเถอะๆ ข้าวเปียกก็ข้าวเปียกแก้มัดให้ฉันก่อนสิ ไม่งั้นฉันจะกินยังไง”
       “แก้มัดบ่ได้ เดี๋ยวเจ้าหนีไปหาคู่ฮัก แม่เฒ่าสั่งไว้ เจ้าต้องกินยาให้ครบทุกมื้อทุกขนาน บ่จังสั้นเจ้ากะบ่หาย เข้าใจบ่”
       “ก็ได้ๆ ฉันจะทำตามเธอทุกอย่าง ฉันก็อยากจะหายเร็วๆเหมือนกัน จะได้รีบไปดูจันทา”
       “ดี ! ว่าง่ายๆ มื้อหลังสิทำข้าวต้มให้กิน”
       สร้อยตักข้าวต้มยัดใส่ปากรัชชานนท์ที่กล้ำกลืนไปด้วยหน้าตาเหยเก
       “ฮ้อนไปหรือจังได๋”
       “ข้าวต้ม เอ๊ย ข้าวเปียกของเธอ ทำไมมันหวานอย่างนี้ล่ะ”
       “หวานได้จังได๋ ข้อยใส่แต่เกลือบ่ได้ใส่น้ำตาลซักหน่อย เจ้าบ่ซำบาย กินอะหยังกะเลยบ่ถูกปาก กินเร็วๆเข้า ข้อยมีงานอื่นต้องเฮ็ดอีก บ่ฮู้ เป็นหยังแม่เฒ่าต้องสั่งให้ข้อยมาคอยดูแลเจ้าด้วย น่าเบื่อแท้”
       “ฉันยังไม่รู้เลยว่า เธอชื่ออะไร”
       “สร้อย”
       “ชื่อสร้อยเฉยๆ หรือ”
       “แล้วสิให้ชื่ออะหยัง ชื่อสร้อยฟ้าสร้อยสวรรค์หรือจังได๋ ข้อยกะชื่อสร้อย คำเดียวนี่แหละ ข้อยเป็นคนบ้านป่า บ่ใช่คนเมืองหลวงอย่างเจ้านี่ คุณชายรัชชานนท์ !”
      
        รัชชานนท์นิ่งอึ้งไม่คาดคิดว่า สร้อยจะรู้จักชื่อเขาแล้ว
      

      ฟากคุณชายรณพีร์กับชัชวีร์สะพายกระเป๋าเดินทางเดินเข้ามาที่บ้านพัก ในจังหวัดหนองคาย
      
       “ป่านนี้พี่ชายเล็กน่าจะออกไปทำงานแล้วนะ” ชัชวีร์บอก
       “ถ้าไม่อยู่ที่นี่ เดี๋ยวค่อยไปตามที่แขวงการทางฯ” รณพีร์ว่า
       รณพีร์กับชัชวีร์หยุดมองไปรอบๆบ้าน รู้สึกถึงความเงียบสงบ
       “ท่าทางพี่ชายเล็กไม่อยู่จริงๆว่ะ”
       “งั้นก็ทิ้งกระเป๋าไว้ที่นี่ อาบน้ำอาบท่ากันก่อน แล้วค่อยไปตามพี่ชายเล็กกัน”
       บุญโฮมกระหืดกระหอบเข้ามา ไม่ทันจะมองว่าเป็นใคร คิดว่าเป็นคุณชายรัชชานนท์
       “คุณชาย คุณชายกลับมาแล้วหรือครับ ผมค่อยโล่งอกหน่อย นึกว่า คุณชายถูกเสือคาบในป่าไปกินซะแล้ว อ้าว ! ไม่ใช่คุณชายรัชชานนท์นี่”
       บุญโฮมชะงัก เมื่อทันได้เห็น จริงๆว่าเป็นใครกันที่มา
       “ก็ไม่ใช่น่ะซิ ผมเป็นน้องชายของคุณชายรัชชานนท์ครับ นี่ลุงทำงานกับพี่ชายผมใช่มั้ยครับ” รณพีร์ว่า
       “ใช่ครับ ผมชื่อบุญโฮมครับ ท่านผู้อำนวยการให้ผมคอยดูแลรับใช้คุณชาย”
       “เมื่อกี้ลุงพูดว่ายังไงนะครับ พี่ชายเล็ก เออ...คุณชายรัชชานนท์ไปเที่ยวป่าหรือครับ” ชัชวีร์ถาม
       “ครับ คุณชายไปเมื่อสองวันก่อน เห็นว่าจะกลับมาให้ทันเข้างานวันนี้ แต่ทำไมยังไม่มาก็ไม่ทราบครับ”
       รณพีร์ขำ
       “พี่ชายเล็กกลัวถูกจับแต่งงานจนหนีเตลิดเข้าป่าไปเลยหรือ ท่าทางจะกลัวเอามาก”
       ชัชวีร์พูดเสียงจริงจัง
       “คุณชายบอกว่า จะกลับวันนี้แน่ๆใช่มั้ยครับ แล้วนี่คุณชายไปกับใคร ไปยังไง แล้วสั่งอะไรไว้ก่อนไปหรือเปล่า ช่วยเล่ามาให้ละเอียดด้วย”
       “เฮ้ย ไอ้ชัช พี่ชายเล็กกลับช้าวันสองวัน คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง”
       “แต่พี่ชายเล็กเป็นคนที่ต่อให้เที่ยวหนักแค่ไหน ก็ไม่เคยเหลวไหลเรื่องงาน ถ้าหากบอกว่าจะกลับมาทำงานวันนี้ แล้วไม่กลับมา ฉันว่า มันไม่เข้าทีแล้วว่ะ” ชัชวีร์บอก
       รณพีร์ชักจะคล้อยตามเหตุผลของชัชวีร์
      
       รัชชานนท์นั่งขยับตัวอย่างอึดอัดที่ถูกมัดมือมัดเท้าไว้อยู่ สร้อยเก็บชามข้าวต้มกับชามยาใส่ตะกร้าแล้วจะผละออกไป
       “เดี๋ยวๆ นั่นเธอจะไปไหน จะทิ้งฉันไว้อย่างนี้ไม่ได้นะ ถ้าฉันต้องเข้าห้องน้ำห้องท่า จะทำยังไง”
       สร้อยยืนมองรัชชานนท์อย่างรำคาญใจ ตัดสินใจไม่ถูก
       “แก้มัดฉันออกเถอะนะ สร้อยฟ้า”
       “ข้อยชื่อสร้อย บ่ใช่ชื่อสร้อยฟ้า”
       รัชชานนท์ยิ้มประจบ
       “แต่ฉันว่าเธอน่าจะชื่อสร้อยฟ้ามากกว่า เธอน่ะดูสวยเหมือนนางฟ้านางสวรรค์ก็ไม่ปาน ตอนที่เธอช่วยฉันจากน้ำ ฉันยังนึกว่า เธอเป็นนางไม้เลย นะจ๊ะสร้อยฟ้าคนสวย แก้มัดฉันเถอะ ฉันขอไปดูจันทาประเดี๋ยวเดียว”
       “เจ้าฮู้บ่ ข้อยเกลียดผู้ชายแบบไหนที่สุด”
       สร้อยดึงมีดออกจากเอวขึ้นมา
       “ข้อยเกลียดผู้ชายเจ้าชู้มือไวอย่างเจ้าที่สุด เจ้ารูปงามปากหวานจังซี้ คงหลอกผู้หญิงมาหลาย ถ้าเจ้าเสียโฉมหน้าตาอัปลักษณ์กะคงไปหลอกผู้หญิงบ่ได้อีก”
       สร้อยขยับพรวดเดียวไปถึงตัวรัชชานนท์ เธอทำหน้าขึงขังพลางเงื้อมีดขึ้น
       “เฮ้ยๆ ฉันไม่เคยหลอกผู้หญิงที่ไหนนะ ชมเธอสวยนี่ผิดด้วยหรือ อย่า !”
       รัชชานนท์หลับตายกมือขึ้นปิดป้องหน้าอย่างหวาดเสียวเมื่อเห็นสร้อยพุ่งมีดเข้ามา เสียงมีดฟันเชือกที่ข้อมือรัชชานนท์ดังฉึก เขาลืมตาขึ้นเห็นเชือกที่มัดมือขาดออกจากกัน สร้อยยังถือมีดชี้หน้าสั่งสอนรัชชานนท์
       “เข็ดบ่ ทีหลังกะอย่าไปทำเจ้าชู้ปากหวานกับผู้หญิงที่ไสอีก แก้มัดให้แล้ว อยากไปไสกะไป”
       สร้อยคว้าตะกร้าชามข้าวต้ม ชามยาผลุบออกไปจากเรือน
       “เดี๋ยว คอยด้วย”
       รัชชานนท์รีบลุกจะตามสร้อยไป แต่ต้องล้มตึงหน้าคว่ำเพราะเท้ายังถูกมัดอยู่ เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างเสียฟอร์มที่สุด
      
       ท่ามกลางบรรยากาศสงบสุขของหมู่บ้านวลาหก รัชชานนท์เดินโงนเงนอย่างอิดโรยลงมาจากเรือนตาจั่น เขามองไปรอบๆตัวเห็นหมู่บ้านเล็กๆกลางป่าใหญ่ ชาวบ้าน 3- 4 คนเดินผ่านมาส่งยิ้มให้รัชชานนท์อย่างมีไมตรี เขาขยับเสื้อ กางเกงที่รุ่มร่ามอย่างขัดเขิน แต่ส่งยิ้มให้
       รัชชานนท์เห็นหลังไวๆของสร้อยที่เดินไปไกล เขารีบไล่กวดตามสร้อยจนทัน
       “เดี๋ยวอย่าเพิ่งไป”
       รัชชานนท์คว้าแขนสร้อยรั้งตัวไว้ สร้อยสะบัดตัวออกจากรัชชานนท์
       “อย่ามือไวกับข้อย !”
       “ขอโทษที ไม่ได้ตั้งใจ แล้วนี่ฉันจะไปหาจันทาได้ที่ไหน”
       “หมู่บ้านเล็กแค่นี้ ถ้าเจ้าบ่มีปัญญาหาคู่ฮักเจอ กะบ่ต้องเฮ็ดอะหยังกินแล้ว คนเมืองที่มันเซ่อแท้เด้อ”
       สร้อยเดินออกไปอย่างไม่สนใจรัชชานนท์อีก
       “ไม่ง้อก็ได้”
       รัชชานนท์คิดๆ
       “แม่เฒ่า... ยายสร้อยแก่นทะโมนบอกว่า แม่เฒ่ารักษาจันทาอยู่”
       ชาวบ้าน 2-3 คนเดินผ่านมาพอดี รัชชานนท์รีบดักหน้าไว้
       “ลุงครับ เรือนของแม่เฒ่าอยู่ไหนครับ”
       รัชชานนท์บ่นพึมพำในลำคอ
       “จะรู้จักไหมเนี่ย”
       ชายชาวบ้านชี้ไปทางท้ายหมู่บ้าน
       “เฮือนแม่เฒ่าหรือ อยู่ทางพู้น อยู่ท้ายหมู่บ้านพู้น เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวกะเจอเด้อ”
       “ขอบคุณครับๆ”
       รัชชานนท์รีบออกไปตามหาจันทาต่อทันที
       รัชชานนท์เดินมาตามทางท้ายหมู่บ้านตามที่ชาวบ้านชี้บอกมา เขาเดินหยุดตรงบริเวณชาวบ้าน 2-3 คนกำลังตากปลาอยู่หน้าเรือน
       “ป้าครับ เรือนของแม่เฒ่าอยู่ไหนครับ ไปอีกไกลมั้ยครับ”
       หญิงชาวบ้านบอก
       “ทางพู้นๆ ย่างไปเรื่อยๆ”
       รัชชานนท์ผละออกมาอย่างไม่รู้อะไรมากขึ้น
       “ทางพู้นน่ะทางไหนหว่า”
       รัชชานนท์เดินต่อไปเรื่อยๆพลางมองไปรอบๆตัว บ้านแต่ละหลังดูเหมือนๆกันหมด
       รัชชานนท์ยังคงถามทางชาวบ้านมาตลอดทาง แวะเข้าไปดูบ้านแต่ละหลังแต่ต้องถอยออกมาโดยมีชาวบ้านเดินออกมาส่งพลางชี้ไปทางท้ายหมู่บ้านอีก
      
       รัชชานนท์เดินมุ่งมั่นหาเรือนแม่เฒ่าต่อไปอย่างไม่ลดละ แม้จะเริ่มอ่อนแรง


  


       ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบนิ่ง รัชชานนท์เดินด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อยเข้ามาหยุดมองเรือนของแม่เฒ่า
      
       “หลังสุดท้ายแล้ว น่าจะใช่”
       รัชชานนท์เดินวนเวียนรอบๆ หน้าเรือนที่มีกระจาดกระด้ง ซึ่งเต็มไปด้วยรากไม้สมุนไพร เขามองหาเจ้าของบ้านแต่ก็ไม่เจอใคร
       “ขอโทษนะครับ มีใครอยู่หรือเปล่าครับ”
       สร้อยเดินออกมาชะโงกหน้าจากบนชานเรือน
       “บ่เซ่อเท่าไหร่นี่ หาเจอจนได้” สร้อยบอก
       “งั้นนี่ก็คือเรือนของแม่เฒ่าใช่มั้ย เธอจะมาที่นี่ก็ไม่บอก”
       “เป็นหยังต้องบอก อยากมาเบิ่งแม่หญิงของเจ้าแม่นบ่ กะขึ้นมาเบิ่งสิ”
       สร้อยผละออกไป
       “จันทา”
       รัชชานนท์ก้าวขึ้นบันไดไปบนเรือนทันที
      
       บนเรือนแม่เฒ่า สร้อยเดินลิ่วๆไปเปิดประตูห้องแล้วเดินนำหน้าเข้าไป รัชชานนท์ขึ้นเรือนมารีบเดินตามเข้าห้องทันที เขาชะงักนิ่งไปทันที เมื่อเห็นสภาพจันทาซึ่งนอนหน้าขาวซีดอยู่บนที่นอน เขาเข้าไปใกล้จันทาและดึงมือมาจับไว้
       “จันทา...เธอต้องไม่เป็นอะไรนะ จันทา ได้ยินฉันมั้ย เพราะฉันคนเดียวที่ทำให้เธอต้องมาเจ็บแบบนี้ ไม่ได้ ฉันปล่อยเธอไว้แบบนี้ไม่ได้”
       สร้อยมองดูท่าทีของรัชชานนท์ยิ่งแน่ใจว่าทั้งสองเป็นคู่รักกัน รัชชานนท์ประคองตัวจันทาขึ้น
       “นั่นเจ้าสิเฮ็ดอะหยัง”
       “ฉันจะพาจันทาไปหมอในจังหวัดน่ะซิ ถ้าไม่รีบพาไปหาหมอที่มีเครื่องมือเครื่องไม้ดีๆ มีหวังจันทาตายแน่”
       “แม่หญิงของเจ้าได้ตายแน่ ถ้าเจ้าพาเพิ่นไป จากหมู่บ้านเฮาออกไปจากป่านี่ ใช้เวลาเป็นวัน เพิ่นได้ตายก่อนถึงมือหมอแน่ แต่บ่เชื่อก็ตามใจ ว่าแต่เจ้าอุ้มเพิ่นไหวเร้อ”
       รัชชานนท์กัดฟันข่มความเจ็บที่แผล ประคองจันทาอุ้มขึ้นมาแต่ก็อุ้มไม่ไหว
       “ตัวเองยังเอาตัวบ่รอด เฮ้อ บ่เจียมตัวแท้น้อ”
       แม่เฒ่าถือหม้อยาเดินเข้ามาแล้วบอก
       “วางแม่หญิงของเจ้าลง”
       รัชชานนท์หันไปมองแม่เฒ่าที่ยืนมองมาอย่างใจเย็น
       “แต่ว่าจันทาดูอาการไม่ดีเลยนะครับ”
       “ข้อยสิรักษาเพิ่นให้เอง บ่ได้เป็นห่วง เชื่อข้อยเถอะ วางแม่หญิงลง”
       สายตาอันเยือกเย็นของแม่เฒ่าทำให้รัชชานนท์ค่อยๆวางจันทาลง
       “โธ่ นึกว่าสิอวดเก่งไปได้นานแค่ไส” สร้อยบอก
       รัชชานนท์ยังกุมมือจันทาไว้อย่างเป็นห่วง
       “มื้อนี้เพิ่นยังบ่ฟื้นดอก ค่อยมาใหม่มื้ออื่น”
       “ผมจะแน่ใจได้ยังไงว่า คุณยาย เออ...แม่เฒ่าจะรักษาจันทาได้ แม่เฒ่าเคยรักษาคนไข้อย่างจันทามาก่อนหรือเปล่า ผมยอมให้จันทาตายไม่ได้นะครับ”
       “เจ้าบ่ยอมให้เพิ่นตาย แล้วเพิ่นสิตายได้จังได๋เล่า”
       รัชชานนท์มองแม่เฒ่าอย่างไม่เข้าใจ ที่ไม่ได้ทำให้แน่ใจเลยว่าจันทาจะรอดปลอดภัย
      
       เวลาต่อเนื่องมา แม่เฒ่าเดินออกมาส่งรัชชานนท์
       “เจ้ากลับไปพักรักษาตัวให้หายดีก่อน บ่ต้องเป็นห่วงแม่หญิงของเจ้า เพิ่นหาทางกลับมาหาครอบครัวได้แล้ว เพิ่นคงบ่ยอมตายง่ายๆ”
       แม่เฒ่าเดินกลับขึ้นเรือนไปโดยไม่ฟังคำทัดทานจากรัชชานนท์อีก
       “เดี๋ยวซิครับ แม่เฒ่า อย่างนี้จันทาพ้นขีดอันตรายแล้วหรือยัง แล้วจะฟื้นคืนสติเมื่อไหร่ เฮ้อ ถามไปก็เท่านั้น จะเอาอะไรกับหมอผีบ้านป่า”
       รากไม้พุ่งใส่หัวรัชชานนท์ทันที
       “โอ๊ย !”
       รัชชานนท์หันไปมอง เห็นสร้อยถือรากไม้อีกอันยืนมองมาอย่างไม่ชอบใจ
       “แม่เฒ่าบ่ใช่หมอผี เจ้าอย่ามาทำปากพล่อยแถวนี้ เจ้าเองที่รอดตายมาได้ กะเพราะแม่เฒ่าช่วยรักษาให้ ถ้าแม่เฒ่าบ่เก่งจริง กะบ่เป็นที่นับหน้าถือตาของคนหมู่บ้านวลาหกหรอก เจ้าวอกเอ๊ย”
       รัชชานนท์แตะแผลที่ตรงไหล่ซ้ายที่เริ่มรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มจะศรัทธาแม่เฒ่าขึ้นมาบ้าง
       “ฉันก็หวังว่าแม่เฒ่าจะเก่งอย่างที่เธอว่า ตอนนี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากฝากความหวังไว้ที่แม่เฒ่าของเธอ เออ... หมู่บ้านของเธอนี่ชื่อเพราะดีนะ หมู่บ้านวลาหก”
       “วลาหกแปลว่า หมอก”
       “หมู่บ้านของเธอคงมีหมอกลงตลอดล่ะซิ ถึงได้ชื่อนี้ งั้นหมอกที่ฉันเห็นในป่าก็คงเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเธอนี่เอง”
      
       รถจี๊ปของรัชชานนท์จอดอยู่หน้าร้านเหล้าของพรานเจ้ยที่ปิดเงียบ พ่อค้าขายของป่า 2 คนถือกระชุใส่ของป่ามาหยุดที่หน้าร้าน บุญโฮมพาคุณชายรณพีร์กับชัชวีร์เดินเข้ามา
       “นี่ครับ ร้านของพรานเจ้ย พรานที่เป็นคนนำทางพาคุณชายไปเดินป่า พรานเจ้ยเป็นพรานที่เก่งที่สุดของหนองคายเลยล่ะครับ”
       พ่อค้าขายของป่าเคาะประตูเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากในร้านพรานเจ้ย
       บุญโฮมถามพ่อค้า
       “พรานเจ้ยยังไม่กลับมาอีกหรือ แล้วจันทาล่ะ”
       พ่อค้าคนที่ 1บอก
       “จันทาก็ไม่อยู่เหมือนกัน ฉันเวียนมาดูหลายรอบแล้ว ก็ยังไม่เห็นมีใครมาเปิดร้าน”
       พ่อค้า2 บอก
       “พวกฉันก็มาส่งของเวลานี้ประจำ ไม่เคยที่จะมีปัญหาเลย นี่เล่นหายไปทั้งพ่อทั้งลูก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
       พ่อค้าขายของป่า 2 คนเดินออกไปอย่างเซ็งๆ บุญโฮมหันกลับมาหารณพีร์กับชัชวีร์
       “พรานเจ้ยยังไม่กลับจากป่า รถที่คุณชายเอาไปใช้ก็ยังจอดอยู่ที่นี่ ก็แสดงว่า คุณชายยังอยู่ในป่าแน่ๆครับ ป่าที่นี่กว้างใหญ่สวยงาม คุณชายคงเที่ยวเพลินจนลืมเวลามังครับ”
       “เป็นไปไม่ได้หรอก คุณชายมีความรับผิดชอบพอที่จะไม่เอาเวลางานไปเที่ยว ยิ่งเพิ่งจะมาเริ่มงานใหม่ที่นี่ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ นายคิดว่ายังไง” ชัชวีร์บอก
       “ฉันก็คิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าพี่ชายเล็กกลับมาไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยก็ต้องให้คนมาส่งข่าว สงสัยจะมีเรื่องไม่ชอบมาพากลอย่างที่นายว่า”
       “ถ้าอย่างนั้นก็คงมีเหตุผลเดียวที่คุณชายยังไม่กลับมา” บุญโฮมบอก
       “อะไรหรือ ลุง”
       บุญโฮม พูดด้วยนำเสียงสบายๆ
       “หลงป่าครับ”
       รณพีร์กับชัชวีร์ร้องขึ้นพร้อมกัน
       “หลงป่า!”
      
       สองหนุ่มตกใจเหลียวมองหน้ากัน รู้สึกเป็นห่วงรัชชานนท์ยิ่งขึ้น


  


       ข่าวร้ายของรัชชานนท์รู้ถึงวังจุฑาเทพในเย็นวันเดียวกัน หม่อมเอียดกับย่าอ่อนมองหน้ากันอย่างตกใจ
      
       “หลงป่า!”
       ธราธรกับพุฒิภัทรมองหน้ากันอย่างกังวลใจ แต่ยังควบคุมสติไว้ได้ดี
       “หม่อมย่าอย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ ชายพีร์ก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก ตอนนี้ ยังเป็นแค่การคาดเดาเท่านั้น” ธราธรบอก
       “ไหนเล่ามาให้หมดซิว่า ชายพีร์ส่งข่าวมาว่ายังไงบ้าง”
       คุณชายพุฒิภัทรเล่าให้หม่อมเอียดฟัง
       “ชายเล็กไปเดินป่าแล้วก็หายเงียบไป ทั้งที่มีกำหนดว่าจะกลับมาทำงานวันนี้น่ะครับ ชายพีร์กับนายชัชเห็นท่าว่าจะไม่ดีก็เลยรีบโทรศัพท์ทางไกลแจ้งข่าวกับพี่ชายใหญ่ที่กรมฯ”
       ย่าอ่อนแทบลมจับ ควักยาดมมาสูดหลายเฮือก
       “ชายเล็ก ! พ่อคุณของย่า ย่าจะไม่ได้เห็นหน้าชายเล็กแล้วหรือนี่”
       “ย่าอ่อนครับ อย่าเพิ่งคิดไปในทางร้ายซิครับ ไว้รอชายพีร์ยืนยันมาอีกครั้งว่า ชายเล็กหลงป่าจริงๆเสียก่อน” ธราธรบอก
       “ไม่ต้องรอให้ใครมายืนยันหรอก ชายเล็กหายเข้าป่าไปไม่กลับออกมา ก็ต้องหลงป่าแน่ๆอยู่แล้ว คุณพี่คะ เราจะรออยู่เฉยๆไม่ได้นะคะ ก่อนอื่น เราต้องรีบติดต่อท่านผู้ว่าฯ เดี๋ยวน้องจะไปหาหมายเลขโทรศัพท์ให้นะคะ” ย่าอ่อนบอก
       ธราธรทักท้วง
       “เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปนะครับ ย่าอ่อน”
       “คุณชายรัชชานนท์ จุฑาเทพหายตัวไปในป่า ก็ต้องเป็นเรื่องใหญ่อยู่แล้ว เราเป็นคนมีหน้ามีตาไม่ใช่ชาวบ้านร้านตลาดธรรมดานะ ชายใหญ่” ย่าอ่อนว่า
       หม่อมเอียดบอก
       “ยิ่งเราเป็นคนสำคัญมีหน้ามีตาจะทำอะไรก็ต้องระวัง... ไม่ต้องรอฟังข่าวจากชายพีร์แล้ว ย่าอยากให้ชายใหญ่กับชายภัทรรีบไปตามหาตัวชายเล็กอย่างเร็วที่สุด เรื่องนี้คนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”
       “แต่น้องว่า...ถ้าหากคนรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี จะได้ช่วยๆกันตามหา”
       หม่อมเอียดพูดขัด
       “ไม่ได้ ข่าวเรื่องชายเล็กหายไปจะให้รู้ถึงคนข้างนอกไม่ได้ สองสามปีที่ผ่านมา วังจุฑาเทพเรามีแต่เรื่อง เรื่องท่านพินิจยังไม่ทันจะจาง มามีเรื่องนี้อีก เฮ้อ... ได้ยินแล้วใช่มั้ย แม่อ่อน”
       ย่าอ่อนอ้อมแอ้ม
       “ได้ยินค่ะ คุณพี่”
       ย่าอ่อนรับปากเสียงอ่อย แต่ตาหลุกหลิก คิดจะบอกศินีนุชทันที
      
       สร้อยเดินนำรัชชานนท์เดินมาลิ่วๆ มาที่ทางเข้าของหมู่บ้านวลาหก เขาเดินตามมาอย่างช้าๆ ท่าทางยังอิดโรยจากอาการบาดเจ็บอยู่ เธอหันไปมองอย่างขัดใจแล้วเดินกลับไปลากตัวเขามา
       “เดินไวๆหน่อยซิ ชักช้าอยู่ได้”
       รัชชานนท์แหย่
       “อ๊ะๆ อย่ามามือไวกับฉันนะ”
       สร้อยรีบปล่อยมือจากรัชชานนท์
       “กะบ่อยากได้จับนักหรอก ถ้าเจ้าบ่เดินช้ายังกับเต่าคลาน เอ้า ฮอดแล้ว”
       สร้อยรอสังเกตว่า รัชชานนท์ทำให้มนต์หมอกเสื่อมหายไปหรือไม่ รัชชานนท์เดินช้าๆ ไปที่ขอนไม้
       “ฉันเคยมาตรงนี้แล้วนี่นา ฉันจำขอนไม้ท่อนนี้ได้”
       รัชชานนท์เดินตรงๆเรื่อยๆ ควันหมอกค่อยๆลอยมารวมตัวรอบๆ ตัวรัชชานนท์
       “แปลกจริง”
       รัชชานนท์มองไปรอบๆตัวที่มีหมอกล้อมรอบตัวอยู่ จ่อยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
       “มาอยู่หม่องนี้นี่เอง ข้อยวิ่งตามหาเสียทั่วหมู่บ้าน”
       “เจ้าตามหาข้อยเฮ็ดหยัง”
       “ข้อยบ่ได้ตามหาเจ้า ข้อยมาตามไอ้บักนี่ ไอ้คนเมือง พ่อใหญ่ให้ไปพบ ตามข้อยมาเดี๋ยวนี้เลย มาๆ”
       จ่อยหันกลับเดินเข้าไปทางเข้าหมู่บ้าน
       “พ่อใหญ่นี่ใครหรือ สร้อย เป็นผู้ใหญ่บ้านที่นี่งั้นหรือ” รัชชานนท์ถาม
       “แล้วเจ้ากะสิฮู้เอง ไปให้ไว อย่าให้พ่อใหญ่ต้องรอ”
       สร้อยผลักให้รัชชานนท์ออกเดินไป
      
       บนเรือนพ่อใหญ่ในเวลาต่อมา พ่อใหญ่ ไกสอนและแฮรี่นั่งอยู่ประจำตำแหน่ง จ่อยเดินนำรัชชานนท์เข้ามา มีสร้อยตามรั้งท้ายคอยผลักเป็นระยะๆ
       “เดินไวๆ”
       “ก็รีบเดินอยู่นี่ไง ฉันเพิ่งถูกยิงมา เห็นใจกันบ้าง”
       รัชชานนท์ชะงัก เมื่อมองเห็นพ่อใหญ่นั่งเป็นประธานอยู่ เขารีบยกมือไหว้พ่อใหญ่ รวมทั้งไกสอนและแฮรี่ เขาชะงักนิดหนึ่งอีกครั้ง เมื่อเห็นฝรั่งมาอยู่ที่หมู่บ้านกลางป่าอย่างนี้
       “สวัสดีครับ พ่อใหญ่ใช่มั้ยครับ”
       “แม่นแล้ว นี่คือพ่อใหญ่ของหมู่เฮา แล้วกะพ่อไกสอนของข้อยกับแฮรี่ เพิ่นเป็นมือขวาของพ่อใหญ่” จ่อยแนะนำ
       รัชชานนท์ยิ้ม
       “ส่วนผม...พ่อใหญ่คงรู้แล้วว่าผมเป็นใคร”
       พ่อใหญ่ส่งกระเป๋าสตางค์คืนให้รัชชานนท์และพูดภาษากลาง
       “ผมต้องขอโทษแทนลูกสาวด้วย”
       รัชชานนท์หันไปมองสร้อยแล้วยิ้มอย่างเข้าใจ
       “สร้อยเป็นลูกสาวผู้ใหญ่บ้านนี่เอง มิน่าล่ะ...”
       สร้อยทำหน้า ทำตาเอาเรื่องถาม
       “มิน่าอะหยัง”
       “มิน่าถึงได้เก่งกล้าสามารถผิดผู้หญิงธรรมดายังไงล่ะ”
       “พวกคุณเข้ามาใกล้หมู่บ้านเราเหลือเกิน เราจึงจำเป็นต้องรู้ว่าพวกคุณเป็นใคร เป็นมิตรหรือว่าศัตรู” พ่อใหญ่บอก
       “ตอนนี้เฮาฮู้แล้วว่า เฮามีศัตรูคนเดียวกัน นั่นคือ ไอ้พวกทหารเวียง” ไกสอนบอก
       แฮรี่ถาม
       “คุณไปมีเรื่องอะไรกับพวกทหารเวียงหรือครับ”
       “เจอกันที่ร้านเหล้าในเมืองครับ พวกมันข่มเหงผู้หญิงในร้าน ผมเข้าไปช่วยไว้ทัน เราจับตัวพวกมันส่งตำรวจแล้วนะครับ ไม่คิดเลยว่า พวกมันจะออกจากคุกมาได้เร็วขนาดนี้”
       “ไอ้พวกทหารเวียงมันกะสันดานชั่วอย่างนี้ทุกคนแหละ แม่หญิงที่เจ้าว่ากะเป็นคู่ฮักเจ้าล่ะซิ พวกมันเถิงได้ตามมาฉุดเพื่อแก้หน้า ท่าทางเจ้าคงมีแต่ปัญหาเรื่องผู้หญิง แม่นบ่” สร้อยว่า
       “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณชาย คนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ทำผิดแล้วแทนที่จะสำนึกผิด กลับมาตามแก้แค้น ที่ว่านายพลเซกองไปเกณฑ์นักโทษมาเป็นทหารเห็นจะไม่ผิด ชาวเวียงพูคำถึงได้เดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า”
      
        คุณชายรัชชานนท์มองพ่อใหญ่อย่างจับสังเกต และสัมผัสได้ว่าพ่อใหญ่ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา!!


  


       รัชชานนท์แอบสังเกตมองไปรอบๆ เห็นตู้ที่เต็มไปด้วยหนังสือ แผนที่ที่วางแอบอยู่เครื่องเล่นแผ่นเสียง ข้าวของเครื่องใช้ที่ดูดีผิดชาวบ้านป่ามาก
      
       “ผมก็พูดนอกเรื่องเสียยืดยาว ก็ขี้บ่นไปตามประสาคนแก่คนเฒ่า เห็นเจ้าสร้อยบอกว่า เพื่อนของคุณชายอาการยังไม่ดีนัก ถ้าอย่างนั้นก็อยู่พักรักษาตัวจนหายดีก่อน แล้วค่อยกลับออกไปก็แล้วกัน”
       “แม่หญิงที่เจ็บน่ะอยู่ต่อได้ แต่บักคุณชายผู้นี้อยู่ต่อบ่ได้นะ พ่อใหญ่”
       พ่อใหญ่ ไม่ฟังบอก
       “เชิญคุณชายพักอยู่ที่หมู่บ้านเราตามสบายนะครับ”
       “ขอบคุณมากครับ ผมจะไม่ลืมพระคุณของพ่อใหญ่ในครั้งนี้เลยครับ”
       รัชชานนท์ยกมือไหว้ขอบคุณพ่อใหญ่อีกครั้ง!!
      
       ไกสอนกับแฮรี่เดินออกมาส่งรัชชานนท์ที่หน้าเรือน
       “ขอบคุณครับ ส่งผมแค่นี้ก็พอครับ ถึงบ้านที่นี่จะดูเหมือนๆกันหมด แต่ผมคิดว่าผมน่าจะกลับที่พักได้ถูก ว่าแต่ว่าบ้านที่ผมพักเป็นบ้านใครหรือครับ ผมมาพักอยู่อย่างนี้ รบกวนเจ้าของบ้านแย่”
       “คุณชายบ่ต้องเกรงใจ เจ้าของบ้านบ่อยู่แล้ว ตาจั่นเจ้าของเฮือนตายไปห้าหกปีแล้ว คุณชายพักได้ตามสบาย” ไกสอนบอก
       “ตาจั่นร่ำร้องอยากกลับไปตายที่แผ่นดินเกิด แต่ก็ต้องกลับมาถูกฝังใต้แผ่นดินของคนอื่น” แฮรี่ว่า
       “แผ่นดินเกิดที่ว่านี่ คุณแฮรี่คงหมายถึง แผ่นดินของเวียงพูคำใช่มั้ยครับ”
       ไกสอนมองแฮรี่ อดตำหนิไม่ได้ที่หลุดปากพูดออกไป
       “ถึงคุณแฮรี่จะไม่พูดถึงตาจั่น ผมก็พอจะเดาได้ว่า ชาวหมู่บ้านวลาหกคือ ชาวเวียงพูคำที่ลี้ภัยมาซ่อนตัวอยู่ ไม่งั้นพวกคุณคงไม่มองทหารเวียงเป็นศัตรู แล้วเรื่องที่ระวังแข็งขันไม่ให้ใครมาเฉียดใกล้หมู่บ้านอีก ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะไม่บอกใครเรื่องหมู่บ้านวลาหก แล้วถ้าหากทางคุณต้องการอะไร ผมยินดีช่วยเหลือทุกอย่างนะครับ”
       ไกสอนค่อยสบายใจขึ้น
       “ขอบคุณครับ คุณชาย ขอคุณชายเก็บเรื่องหมู่บ้านวลาหกเป็นความลับไว้กะพอ บ่ต้องช่วยเหลืออะหยังดอกครับ”
       “เรายังไม่ต้องการความช่วยเหลือตอนนี้ครับ แต่วันหน้าเราอาจจะต้องให้คุณชายช่วย หวังว่าคุณชายจะจดจำคำพูดวันนี้ไว้นะครับ”
       รัชชานนท์สีหน้าแน่วแน่ว่า จะไม่ลืมคำพูดที่จะช่วยเหลือแน่นอน
      
       บนเรือนพ่อใหญ่ สร้อยปราดเข้าไปหาพ่อใหญ่อย่างร้อนอกร้อนใจ
       “เฮาจะให้บักคุณชายอยู่ที่นี่ต่อไปบ่ได้นะ พ่อใหญ่ เพิ่นเป็นคนที่สิเฮ็ดให้มนต์หมอกที่คุ้มภัยหมู่บ้านเฮาเสื่อมสลาย”
       “คุณชายรัชชานนท์อาจสิเป็นคนในคำทำนาย”
       “คำทำนายอะหยัง” จ่อยถาม
       “กะคำทำนายของแม่เฒ่าที่ว่า ผู้ใดเห็นมนต์หมอก ผู้นั้นสิเป็นผู้ทำลายหมู่บ้านวลาหกยังไงเล่า” สร้อยว่า
       “เจ้าสร้อยเอ๊ย จำกะจำมาผิดๆ แม่เฒ่าเพิ่นว่า มงกุฎแห่งเทพมาเยือนเมื่อใด มนต์หมอกกะสิเสื่อมสลายไป เพิ่นบ่ได้มาทำลายหมู่บ้านเฮา”
       “กะคือกันแหละ พ่อใหญ่ ถ้ามนต์หมอกเสื่อมสลายไป กะบ่มีอะหยังปกป้องหมู่บ้านอีกต่อไป อีกบ่นานหมู่บ้านวลาหกกะต้องถูกทำลายไป”
       “เซาก่อนๆ ข้อยตามบ่ทัน ตกลงบักคุณชายกะคือมงกุฎแห่งเทพจังสั้นบ่” จ่อยถาม
       “แม่นแล้ว บักคุณชายเป็นมงกุฎแห่งเทพที่แม่เฒ่าพูดเถิงบ่อยๆ ข้อยจำคำทำนายได้แล้ว นอกจากเพิ่นสิเฮ็ดให้มนต์หมอกเสื่อมสลาย เพิ่นยังสิเฮ็ดให้พ่อใหญ่เสียแก้วตาไป”
       “แต่เฮาสิได้ดวงใจกลับคืนมา...เพราะจังซี้เฮาจึงไล่คุณชายไปบ่ได้” พ่อใหญ่บอก
       “แฮรี่เคยบอกว่า ข้อยเป็นแก้วตาของพ่อใหญ่ แล้วไผเป็นดวงใจของพ่อใหญ่ เป็นหยังเพิ่นถึงมีความสำคัญกว่าชีวิตของทุกคนที่นี่” สร้อยถาม
       “เมื่อเถิงเวลาเจ้ากะสิฮู้เอง บ่ว่าจังได๋คุณชายกะสิพักอยู่ที่นี่ต่อไป เจ้าอย่าได้คึดเฮ็ดอะหยัง อย่าได้ขัดคำสั่งของพ่อเด็ดขาด เข้าใจบ่”
       สร้อยนิ่งเงียบ ทำดื้อเงียบไม่ยอมตอบ พ่อใหญ่เสียงเข้มถามลูกสาว
       “เข้าใจบ่”
       จ่อยรีบตอบแทน
       “เข้าใจจ้ะ พ่อใหญ่”
      
        สร้อยยังคงทำหน้าดื้อๆ ไม่คิดจะยอมทำตามคำสั่งของพ่อใหญ่แม้แต่น้อย
      

       ตกตอนค่ำ รัชชานนท์เดินสำรวจดูภายในเรือนตาจั่น พบว่ามีตะกร้าเสื้อผ้าวางอยู่ เขาหยิบเสื้อผ้าออกมาดู เป็นเสื้อผ้าผู้ชายแบบที่จ่อยใส่
      
       “มีอะไรมั่งเนี่ย เสื้อกางเกง ผ้าขาวม้า ดีจริงมีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนด้วย”
       สร้อยโยนกระเป๋าปึง!ลงตรงหน้า คืนให้รัชชานนท์ เขาเงยหน้าขึ้นมอง
       “เอ้า กระเป๋าของเจ้า แล้วนี่กะคงเป็นของเจ้าด้วย”
       สร้อยจะโยนกล้องถ่ายรูปคืนให้
       “เฮ้ย อย่าโยนๆ”
       รัชชานนท์รีบลุกขึ้นตะครุบรับกล้องถ่ายรูปมา
       “ขอบใจนะสร้อย อุตส่าห์ไปตามเก็บข้าวของมาคืนให้ นี่ฉันทำใจว่า จะไม่ได้กล้องคืนแล้วนะเนี่ย”
       “ไปขอบใจพ่อใหญ่พู้น พ่อใหญ่เป็นคนสั่งให้ไปเก็บข้าวของๆ เจ้ากับคู่ฮักมา ได้เสื้อผ้าคืนมาแล้ว ต่อไปกะบ่ต้องใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ของไอ้จ่อยให้ระคายผิวผู้ดีของเจ้าแล้ว กินข้าวแล้วแม่นบ่ เดี๋ยวสิเอายามาให้”
       สร้อยหมุนตัวเดินออกไปแล้วต้องชะงักเพราะเสียงเรียกของรัชชานนท์
       “เดี๋ยวก่อน สร้อย”
       สร้อยหันกลับมามองอย่างรำคาญใจ
       “อะหยัง”
       “ขอบใจนะ”
       “ข้อยบอกแล้วว่าให้ไปขอบใจพ่อใหญ่”
       “ฉันต้องขอบใจเธอนั่นแหละถูกแล้ว ขอบใจที่ช่วยชีวิตฉันไว้ ทั้งๆที่ฉันเป็นคนแปลกหน้า แต่เธอก็ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยฉัน เสียดายจริงๆที่ฉันไม่มีเงินติดตัวมาเลย”
       “ข้อยบ่ต้องการเงินของเจ้า! ไผกะตามที่กำลังตายต่อหน้าข้อย ข้อยกะต้องช่วย บ่ต้องคึดว่าเป็นหนี้บุญคุณกัน ช่วยแล้วก็แล้วกันไป”
       “ไม่ได้หรอก ยังไงฉันก็ต้องตอบแทนบุญคุณเธอ”
       จ่อยถือหม้อยาใบใหญ่เข้ามา
       “จังสั้นเจ้ากะต้องรักษาตัวให้แข็งแรงไวๆ ข้อยสิได้บ่ต้องเสียเวลามาดูแลเจ้า ไอ้จ่อยเทยาให้เพิ่นสิ”
       จ่อยรีบจัดแจงเทยาใส่ชามใบใหญ่กว่าเดิม
       “ต้องกินหมดชามนี่เลยหรือ”
       “แม่นแล้ว แล้วกะบ่ใช่ชามเดียว”
       สร้อยกับจ่อยชูห้านิ้วขึ้น แล้วพูดพร้อมๆกัน
       “ห้าชาม!”
       รัชชานนท์มองชามยาใบใหญ่อย่างแหยงๆ
       “กินสิ ถ้าอยากตอบแทนบุญคุณข้อย กะกินให้หมดหม้อนี่ กิน”
       รัชชานนท์กลั้นหายใจดื่มยาชามใหญ่เข้าไปด้วยสีหน้าเหยเก
      
       สร้อยกับจ่อยเดินลงมาจากเรือนตาจั่น สร้อยหัวเราะขำ
       “เจ้าเห็นหน้าบักคุณชายบ่ ตลกดีแท้ ดีล่ะ มื้ออื่นข้อยสิบังคับให้เพิ่นกินยาซักสิบหม้อ เอาให้อ้วกแตกตายกันไปเลย”
       “เจ้ากะเล่นเป็นเด็กน้อยไปได้ ตกลงเจ้ายอมให้เพิ่นอยู่เป็นแขกคนสำคัญของพ่อใหญ่ต่อไปจังสั้นเรอะ บ่คิดจัดการอะหยังหรือจังได๋”
       “ข้อยจัดการบักคุณชายแน่ เพิ่นกำลังนำภัยมาสู่หมู่บ้านเฮา จังได๋ข้อยกะบ่ยอมให้เพิ่นอยู่ที่นี่”
       “เจ้าคิดสิเฮ็ดอะหยัง บอกข้อยมาได้เลย ข้อยสิช่วยเจ้าเอง”
       “แล้วมื้ออื่นเจ้ากะสิฮู้เอง”
       สร้อยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เพราะคิดแผนการไว้เรียบร้อยแล้ว
      
       บนเรือน รัชชานนท์รื้อเสื้อผ้าข้าวของออกมาจากกระเป๋าอย่างโล่งใจที่ได้ของคืนมาครบ เขาหยิบกระเป๋าสตางค์เปิดดูรูปพ่อกับแม่ที่ติดอยู่ในกระเป๋าสตางค์ รูปหม่อมเจ้าวิชชากรกับหม่อมหยกทำให้รัชชานนท์นึกถึงสร้อยหยกขึ้นได้
       “สร้อยหยกของเรา...คงจะหายไปแล้ว”
      
        รัชชานนท์แตะที่คอด้วยความเสียดายสร้อยที่แม่ให้ไว้หายไป


  


       เช้าวันใหม่ คุณชายรณพีร์กับชัชวีร์ในชุดรัดกุม สะพายกระเป๋าเตรียมตัวไปเดินป่าเต็มที่
      
       “นี่นายแน่ใจหรือว่า เราจะตามหาพี่ชายเล็กเจอ นี่ขนาดพี่ชายเล็กเชี่ยวชาญเรื่องการเดินป่า แล้วยังมีพรานนำทางไปด้วย ยังหลงป่าเลย” ชัชวีร์ถาม
       “ไม่ต้องห่วงน่า เดี๋ยวเราก็หาพรานเก่งๆซักคน ไม่เห็นจะยากอะไร” รณพีร์บอก
       “แล้วเราจะไม่รอพี่ชายใหญ่ก่อนหรือ”
       “พี่ชายใหญ่สั่งให้เราสืบข่าวจนกว่าจะได้ข้อมูลแน่ชัดใช่มั้ยล่ะ”
       “แต่พี่ชายใหญ่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้นายไปสืบข่าวในป่านะ ไอ้พีร์”
       “เราก็อาศัยที่คำสั่งของพี่ชายยังคลุมเครืออยู่ รีบเข้าป่าไปหาพี่ชายเล็กกัน ตอนนี้เลย”
       บุญโฮมถือซองโทรเลขวิ่งกระหืดกระหอบมา
       “โทรเลขจากกรุงเทพฯครับ คุณชาย”
       รณพีร์รับซองโทรเลขมาเปิดอ่านแล้วรู้สึกขัดใจมาก
       “โทรเลขจากพี่ชายใหญ่”
       ชัชวีร์ดึงโทรเลขจากรณพีร์มาอ่าน - - จะไปถึงเย็นนี้ รอก่อน อย่าเพิ่งไปตามเล็กในป่า
       ชัชวีร์ยิ้มถาม
       “ว่ายังไงล่ะ คราวนี้คำสั่งของพี่ชายใหญ่คงไม่คลุมเครือแล้วสินะ ออกจะชัดแจ้งอย่างนี้แล้ว ยังจะคิดไปตามพี่ชายเล็กในป่าอีกหรือเปล่า”
       คุณชายรณพีร์หงุดหงิดใจที่ไม่ได้ทำตามอย่างแผนที่วางไว้
      
       ท่ามกลางบรรยากาศหมู่บ้านวลาหกในตอนเช้า รัชชานนท์ดูแข็งแรงมากขึ้นมากแล้ว และกำลังซ่อมแซมบ้านโดยเริ่มแกะไม้ผุๆ ออก สร้อยกับจ่อยเดินมาท้าวสะเอวมอง
       “ท่าทางแข็งแฮงขึ้นเยอะแล้วนี่”
       รัชชานนท์ยิ้มกว้างหันมามองสร้อย
       “ใช่ ฉันรู้สึกดีขึ้นมากเลย ไม่ปวดแผลแล้วด้วย หนำซ้ำยังรู้สึกแข็งแรงกว่าเดิมอีก ไม่น่าเชื่อเลยว่ายาของแม่เฒ่าจะได้ผลจริงๆ”
       “ทีนี้ต่อไปเจ้าคงบ่กล้าเรียกแม่เฒ่าว่า หมอผีบ้านป่าแล้ว แม่นบ่”
       “เมื่อวานฉันกำลังห่วงจันทาก็เลยพลั้งปากไปหน่อย ฉันไม่ได้ตั้งใจดูหมิ่นแม่เฒ่าของเธอเลยนะ”
       “แล้วนี่เฮ็ดอะหยังอยู่ สิพังเฮือนตาจั่นหรือจังได๋”
       “ฉันกำลังซ่อมบ้านให้ต่างหาก ฉันไม่อยากอยู่เฉยๆ อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง”
       “ถ้าอยากเฮ็ดตัวให้เป็นประโยชน์ กะตามพวกเฮามา”
       “เธอจะให้ฉันทำอะไร”
       “ตามมา กะสิฮู้เอง” จ่อยบอก
       รัชชานนท์วางเครื่องมือเครื่องไม้แล้วรีบเดินตามไปสร้อยกับจ่อยออกไป
      
       ทั้งสามคนเดินมายังทางเข้าหมู่บ้านวลาหก
       “เธอจะให้ฉันทำอะไร ก็บอกมาได้เลย เออ..นี่ฉันเรียนทางด้านวิศวกรรมมา ถ้าเธออยากให้ฉันช่วยสร้างทางเข้าหมู่บ้านก็ได้นะ”
       สร้อยกับจ่อยหันกลับมามองรัชชานนท์
       “สร้างทางเข้าหมู่บ้านไปเฮ็ดหยัง สร้างให้ไอ้พวกทหารเวียงเข้ามาง่ายๆจังสั้นเรอะ ใช้หัวหรือใช้อะหยังคึด” สร้อยบอก
       “งั้นฉันจะช่วยอะไรได้บ้างล่ะ”
       “เจ้าเป็นคนเฮ็ดให้มนต์หมอกของแม่เฒ่าเสื่อมสลาย เจ้าสิต้องรับผิดชอบ” จ่อยบอก
       “มนต์หมอกอะไรกัน”
       “กะมนต์หมอกที่ปกป้องหมู่บ้านวลาหกไว้น่ะสิ เว้าไปเจ้ากะบ่เข้าใจ เอาเป็นว่า เจ้าสิต้องหาทางป้องกันบ่ให้ไอ้พวกทหารเวียงเข้ามาในหมู่บ้านเฮาได้ ถ้าเจ้าเฮ็ดได้ กะถือว่า เจ้าได้ชดใช้บุญคุณข้อยแล้ว” สร้อยบอก
       จ่อยเสริม
       “ถ้าเจ้าเฮ็ดบ่ได้ เจ้ากะออกไปจากหมู่บ้านเฮาไป ส่วนแม่หญิงของเจ้าเพิ่นหายดีเมื่อใด เฮาสิพาเพิ่นไปคืนเจ้าเอง”
       “ได้ ฉันจะช่วยพวกเธอปกป้องหมู่บ้านวลาหกเอง”
       สร้อยกับจ่อยหันไปมองรัชชานนท์ไม่คิดว่ารัชชานนท์จะคิดได้รวดเร็วอย่างนี้
      
       รัชชานนท์ฟันต้นไผ่อย่างขยันขันแข็ง แล้วโยนลงไปรวมกับไม้ไผ่กองใหญ่บนพื้น สร้อยกับจ่อยยืนมองรัชชานนท์อย่างไม่ศรัทธานัก
       “ยืนเฉยๆทำไม มาช่วยกันหน่อยสิ ช่วยเหลาไม้ไผ่ให้เป็นปลายแหลม แล้วช่วยหาเถาวัลย์มาทำเชือกด้วยนะ”
       “เจ้าว่า เจ้าสิเฮ็ดอะหยังนะ” สร้อยถาม
       “ฉันจะสร้างด่านป้องกันไม่ให้พวกทหารเวียงเข้าไปในหมู่บ้านของเธอ”
       “ถ้าบ่มีมนต์หมอกคุ้มภัยของแม่เฒ่า ด่านอะหยังกะป้องกันไอ้พวกทหารเวียงบ่ได้ดอก”
       “แต่ถ้าเรามีด่านป้องกันเอาไว้ ก็จะช่วยไม่ให้ทหารเวียงเข้าไปในหมู่บ้านได้ง่ายนัก อย่างน้อยก็อาจจะช่วยถ่วงเวลา ให้เราได้เตรียมตัวตั้งรับพวกมัน ตอนนี้ฉันเห็นว่านี่เป็นวิธีเดียวที่จะปกป้องหมู่บ้านวลาหกจากพวกทหารเวียง”
       “ลองดูกะได้ ข้อยกะอยากฮู้ว่า ไอ้ด่านป้องกันของเจ้ามันสิป้องกันหมู่บ้านเฮาได้อย่างที่เจ้าว่าบ่ ” สร้อยบอก
       สร้อยตรงเข้าไปหยิบไม้ไผ่ขึ้นมาแล้วใช้มีดเหลาปลายไม้ไผ่ จ่อยเห็นแล้วต้องลงมือช่วยอีกคน
      
       รัชชานนท์มองทั้งคู่อย่างพอใจแล้วหันไปตัดไม้ไผ่ต่อ


  


       ภายในวังจุฑาเทพ เช้าวันเดียวกันนั้น สมบุญหิ้วกระเป๋าเดินทางสองใบเดินออกมาจากตึก หม่อมเอียดกับย่าอ่อนเดินออกมาส่งหลานชายทั้งสอง
      
       “ถ้าได้เรื่องยังไงรีบส่งข่าวมานะ ชายใหญ่” หม่อมเอียดบอก
       “แล้วทำไมต้องรีบร้อนไปตั้งแต่หัววัน อีกตั้งหลายชั่วโมงกว่ารถไฟจะออก”
       ย่าอ่อนพูดถ่วงเวลา พลางแอบชะเง้อรอใครบางคนที่กำลังจะมา ธราธรบอก
       “เราไม่ได้ไปทางรถไฟครับ ย่าอ่อน เราจะไปกับเครื่องบินลำเลียงไปลงที่อุดรฯ นายยอดยศช่วยติดต่อทางกองบินให้น่ะครับ”
       พุฒิภัทรบอก
       “คุณย่าไม่ต้องห่วงว่าข่าวชายเล็กจะรั่วไหลไปนะครับ นายยอดยศเพื่อนชายพีร์คนนี้วางใจได้ แต่ไม่รู้ว่าเราจะปิดเรื่องนี้นานแค่ไหนนะครับ”
       คุณหญิงดารณีนุชดึงตัวศินีนุชเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
       “หม่อมป้าขา ดิฉันได้ข่าวว่าคุณชายเล็กหายตัวไป เป็นเรื่องจริงหรือคะ”
       “พี่ชายเล็กหายไปเมื่อไหร่ หายไปได้ยังไงคะ หม่อมย่า”
       หม่อมเอียดอ่อนใจ
       “คงจะได้รับคำตอบแล้วนะ ชายภัทร”
       หม่อมเอียดมองย่าอ่อนอย่างรู้ทัน ว่าเป็นคนส่งข่าวบอกสองแม่ลูก ย่าอ่อนหลบหน้าหลบตาทำเป็นไม่รู้เรื่อง ธราธรกับพุฒิภัทรนิ่งอึ้งไป
      
       หม่อมเอียดนั่งนิ่งท่าทางสุขุมเยือกเย็นอยู่ภายในห้องรับแขก ย่าอ่อนนั่งบีบเนื้อบีบตัวห่างออกไปอย่างรู้ตัว ดารณีนุชกับศินีนุชแทบจะลุกผางจากเก้าอี้เมื่อรู้รายละเอียดทั้งหมด
       “คุณชายเล็กหลงป่า !”
       “พี่ชายเล็กไปหลงป่าได้ยังไงคะ โธ่ พี่ชายเล็กของนุช ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
       “นี่ถ้าคุณชายใหญ่รีบไปตามคุณชายเล็กกลับมาเสียเนิ่นๆ เรื่องนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น แล้วจะจัดการเรื่องนี้ยังไงต่อไปคะ หม่อมป้า”
       ม.ร.ว. ดารณีนุช เทวพรหม มองตำหนิคุณชายธราธรอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย พุฒิภัทรหันไปมองพี่ชาย เห็นเค้าลางของบรรยากาศที่เริ่มมึนตึงขึ้นเรื่อยๆ
       ธราธรเห็นหม่อมย่าเอียดคอแข็ง นึกเคืองดารณีนุชที่ซักถามอย่างเอาเรื่องแบบไม่เกรงใจกันเลย ธราธรรีบตอบให้แทน
       “ผมกับชายภัทรกำลังจะไปตามหาชายเล็กกันอยู่ครับ”
       “นุชขอไปด้วยค่ะ” ศินีนุชบอก
       “พี่ว่าน้องนุชรอฟังข่าวอยู่ทางนี้ดีกว่านะครับ น้องนุชเป็นผู้หญิงคงจะไปสมบุกสมบันลุยป่ากับพวกพี่ๆไม่ไหวแน่” พุฒิภัทรบอก
       “นุชไม่กลัวความลำบากค่ะ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟยังไง เพื่อพี่ชายเล็กแล้ว นุชทนได้ ขอให้นุชไปด้วยเถอะนะคะ นุชเป็นห่วงพี่ชายเล็กเหลือเกินค่ะ”
       คุณหญิงดารณีนุชพูดแกมสั่งบอก
       “ให้ลูกนุชไปด้วยเถอะ รับรองลูกนุชไม่เป็นภาระหรอก มีคนช่วยหลายๆคน ไม่ดีหรือไง”
       “แต่ผมคิดว่า ไม่สะดวกนะครับ คุณป้าหญิง พวกที่ไปมีแต่ผู้ชายทั้งนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความลำบากอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมด้วย” ธราธรแย้งขัด
       ย่าอ่อนรีบนำเสนอ
       “ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ชัชวีร์ก็ไปด้วยนี่ หนูนุชมีพี่ชายไปด้วยก็กันข้อครหาได้แล้ว”
       หม่อมย่าเอียดปรายตามองน้องสาว จนย่าอ่อนต้องกลับไปทำตัวสงบเสงี่ยมเหมือนเดิม ดารณีนุชรีบรวบรัดตัดความ
       “งั้นเป็นอันตกลงนะคะ หม่อมป้า ให้ลูกนุชไปกับพวกพี่ๆด้วย”
       “ย่าขอบใจหนูนุชนะ ที่มีน้ำใจอยากไปช่วยตามหาชายเล็ก”
       คุณชายธราธรกับพุฒิภัทรมองหม่อมเอียด คิดว่าต้องคัดค้านแน่ๆ
       “ถ้าหนูนุชอยากไปด้วยจริงๆ ย่าอนุญาตให้ไป”
       ธราธรกับพุฒิภัทรร้อง “หม่อมย่า!” ขึ้นพร้อมกัน
       ศินีนุชดีใจกระดี๊กระด๊าปราดเข้าไปกราบที่ตักของหม่อมเอียดทันที
       “ขอบพระคุณนะคะ หม่อมย่า”
       ย่าอ่อนยิ้มกว้างดีใจเตรียมรับการกราบของศินีนุชเต็มที่ แต่ต้องเก้อไป เมื่อศินีนุชโผเข้าไปกอดแม่อย่างดีใจ โดยไม่ได้ใส่ใจย่าอ่อนแม้แต่น้อย
       “คุณแม่ขา หม่อมย่าอนุญาตแล้วค่ะ งั้นนุชขอไปเตรียมตัวก่อนนะคะ ตายแล้ว นุชไม่มีชุดเดินป่าเลย แล้วยังข้าวของเครื่องใช้สำหรับไปแคมปิ้งอีก นุชขอเวลาเตรียมตัววันนึงนะคะ แค่วันเดียวเองค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ยังไงเราก็ต้องตามตัวพี่ชายเล็กเจอแน่ๆ นุชจะเป็นเทพีนำโชคพาให้ทุกคนไปพบพี่ชายเล็กเองค่ะ”
       ธราธรกับพุฒิภัทรนิ่งอึ้ง ปวดหัวเป็นที่สุด
      
       ตรงบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน มีขอนไม้ท่อนใหญ่ขวางทางอยู่เป็นสัญลักษณ์ จ่อยย่ำเดินมาแล้วกระโดดข้ามขอนไม้ เดินตรงมาเรื่อยๆ จนถึงเชือกเถาวัลย์เส้นบางที่คาดขึงอยู่ระดับแค่ตาตุ่ม รัชชานนท์ร้องบอก
       “ระวัง!”
       จ่อยหันไปมองตามเสียงแค่แว้บเดียว
       “แค่นี้บ่ยั่นดอก”
       จ่อยเดินต่อไปอย่างไม่ยี่หระ ข้อเท้าเกี่ยวเข้ากับเชือกเถาวัลย์ที่คาดขึงไว้
       ทันใดนั้น กลไกที่วางไว้ก็ทำงาน เชือกเถาวัลย์ดึงไม้ไผ่ปลายแหลมให้พุ่งออกมา และก่อนที่ไม้ไผ่ปลายแหลมจะพุ่งแทงจ่อยที่ยืนตะลึงอยู่
       “เฮ้ย!”
       รัชชานนท์กระโดดเข้าชาร์ตตัวจ่อยล้มลง, ไม้ไผ่ปลายแหลมปักฉึกที่ต้นไม้แทนที่หัวใจของจ่อย สร้อยเดินมาดึงไม้ไผ่ปลายแหลมออกจากต้นไม้ จ่อยสะบัดตัวลุกขึ้นอย่างเสียเหลี่ยม รัชชานนท์ค่อยๆลุกตามขึ้นมา
       “เห็นมั้ยว่า มันได้ผล นี่แค่ไม้ไผ่ลำเดียวนะ คิดดูซิว่า ถ้าใช้ไม้ไผ่ทั้งกอจะเป็นยังไง เชื่อหรือยังว่า ฉันช่วยเธอปกป้องหมู่บ้านของเธอได้”
       “เชื่อกะเชื่อ งั้นเจ้ากะเฮ็ดต่อไปให้เสร็จ ข้อยกับไอ้จ่อยสิไปลาดตระเวน ดูว่ามีวี่แววไอ้พวกทหารเวียงบ่” สร้อยบอก
       “ฉันไปด้วยสิ วันหลังฉันจะได้มาลาดตระเวนแทนเธอได้ยังไงล่ะ”
       “สิไปเฮ็ดหยัง บ่ใช่หน้าที่ของเจ้า” จ่อยบอก
       “อยากไป กะไปด้วยกัน”
       “เจ้าสิให้เพิ่นไปเฮ็ดหยัง เกะกะเปล่าๆ อยู่หม่องนี้แหละ เฮ็ดงานของเจ้าให้เสร็จ อย่าได้ยุ่งเรื่องผู้อื่น”
       สร้อยถลึงตาส่งสัญญาณให้จ่อยหุบปากไปเสีย จ่อยเพิ่งนึกถึงแผนการต่อไปได้ แล้วกลับลำทันทีทันควัน
       “เออ..แต่อยากไปกะไป เผื่อเจอไอ้พวกทหารเวียงสิได้ช่วยกัน”
      
       สร้อยกับจ่อยเดินนำรัชชานนท์ออกไป


  


       สร้อยกับจ่อยเดินสำรวจตรวจตราไปตามทาง รัชชานนท์เดินตามหลังมาอย่างระมัดระวัง
      
       “บ่มีรอยเท้า ไอ้พวกทหารเวียงคงยังบ่มาตามพวกพ้องของมัน”
       “ข้อยหวังว่ามนต์หมอกของแม่เฒ่าสิคุ้มกันพวกเฮาไปจนกว่าหาที่อยู่ใหม่ได้เด้อ” จ่อยบอก
       “ว่าแต่ไอ้มนต์หมอกที่พวกเธอพูดถึงบ่อยๆนี่ มันคืออะไร”
       “บอกไปเจ้ากะคงบ่เชื่อ”
       “ก็ลองพูดมาสิ”
       “เฮาอยู่ที่หมู่บ้านวลาหกนี่มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว แต่บ่มีไผเคยได้ยินชื่อหรือเคยเห็นหมู่บ้านเฮาเลย กะเพราะแม่เฒ่าได้เสกมนต์หมอกบังตาบ่ให้ไผได้เห็น”
       “มนต์หมอกของแม่เฒ่าศักดิ์สิทธิ์หลายเด้อ” จ่อยสำทับ
       “แต่ว่ากันว่า ถ้ามีไผเข้าฮอดหมู่บ้านเฮาได้ ผู้นั้นสิเป็นผู้ที่มาทำลายมนต์หมอก และผู้นั้นกะคือเจ้า !”
       สร้อยกับจ่อยมองสบตากันส่งสัญญาณให้กัน ทั้งสองแยกออกจากกันไปข้างทาง รัชชานนท์กำลังฟังเพลินๆ เมื่อเดินต่อไปแล้วก็เหยียบพรวดไปที่หลุมดักสัตว์ เขาหล่นร่วงลงไปในหลุมดักสัตว์ที่ลึกท่วมหัว
       “เฮ้ย!”
       สร้อยกับจ่อยเดินมาชะโงกมอง แล้วยิ้มอย่างสาแก่ใจ
       “ทีนี้เข้าใจแล้วบ่ เจ้าเป็นคนทำลายมนต์หมอกที่คุ้มภัยหมู่บ้านเฮา ข้อยบ่ยอมให้เจ้ากลับไปที่หมู่บ้านเฮาอีก”
       สร้อยกับจ่อยเดินออกไป
       “เดี๋ยวก่อนสิ เดี๋ยว เธอจะทิ้งฉันไว้ที่นี่งั้นหรือ ร้อยฟ้า สร้อยฟ้า”
       สร้อยโผล่หน้ากลับมาอีกอย่างโมโหที่รัชชานนท์ตั้งชื่อใหม่ให้
       “ข้อยบ่ได้ชื่อสร้อยฟ้า ข้อยชื่อสร้อย ตะโกนไปเถอะ บ่มีไผมาช่วยเจ้าดอก”
       สร้อยถอยออกไป รัชชานนท์ยืนนิ่งอึ้งอยู่คนเดียวกลางหลุมดักสัตว์ที่ลึกน่ากลัว
      
       แม่น้ำโขงในบรรยากาศเงียบสงบสวยงาม แลเห็นชายป่าเขียวชะอุ่มอยู่ไกลลิบตา ม.ร.ว. รณพีร์ จุฑาเทพ ยืนอยู่ที่บริเวณท่าน้ำริมโขง ทอดสายตามองไกลออกไปยังป่าที่อาจจะเป็นที่ ที่รัชชานนท์หลงอยู่
      
       เขามองนาฬิกาข้อมืออย่างกระวนกระวายใจ รู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก
       ร.ท. ม.ล.ชัชวีร์ เทวพรหมกับบุญโฮมเดินมาจากทางตลาดกลับมาหารณพีร์ บุญโฮมคุยฟุ้งโขมงมาตลอดทาง
       “ที่นี่มีที่เที่ยวเยอะครับ คุณชัชวีร์ ถ้าจะให้ผมแนะนำ เราก็น่าเริ่มต้นด้วยการล่องเรือชมทิวทัศน์อันงดงามของลำน้ำโขง จากนั้นก็ไปกราบสักการะพระธาตุบังพวน ถ้าสนใจผมจะได้ไปว่าเรือไว้ให้ก่อนเลย “
       “ก็น่าไปอยู่เหมือนกัน ถ้าหากว่าใช้เวลาไม่นาน” ชัชวีร์บอก
       รณพีร์ขัดการพูดคุยขึ้น
       “เวลาอย่างนี้นายยังมีใจจะเที่ยวอีกเหรอวะ”
       “ตอนนี้เราจะทำอะไรได้อีก นอกจากหาอะไรทำฆ่าเวลาระหว่างรอพี่ชายใหญ่ ที่ฉันให้ลุงบุญโฮมพาเราออกนี่ ก็เพราะอยากให้นายหยุดคิดเรื่องพี่ชายเล็กซักพัก คิดไปก็วุ่นวายใจเปล่าๆ”
       “แต่ยังไงฉันก็รออยู่เฉยๆไม่ได้ ฉันบอกไม่ถูกว่ะ แต่ฉันแน่ใจว่า ตอนนี้พี่ชายเล็กกำลังตกอยู่ในอันตราย! ฉันจะไม่รอพี่ชายใหญ่แล้ว”
       ชัชวีร์มองรณพีร์อย่างไม่เห็นด้วย แต่ก็รู้ว่าคงห้ามไม่ได้แน่ !!
      
       ขณะเดียวกัน ภายในป่า รัชชานนท์กำลังดิ้นรนหาทางขึ้นจากหลุมดักสัตว์ เขาเดินวนไปเวียนมารอบๆที่ก้นหลุมลึก แม้จะพยายามไต่ปีนขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าแต่แล้วก็ต้องร่วงแป๊กลงไปกองที่พื้นไปทุกครั้ง เขาฮึดฮัดโมโหตัวเองที่ปีนขึ้นไปไม่ได้เสียที
       “โธ่เว้ย !”
       รัชชานนท์โมโหชกผนังของหลุมจนดินร่วงกราว เสียงนกป่าบินพรึ่บพรั่บอยู่เหนือหัวรัชชานนท์เป็นสัญญาณให้รู้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในป่า เขายืนนิ่งฟังเสียงบรรยากาศที่เริ่มดูน่ากลัว ไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้น
      
       สร้อยกับจ่อยที่พากันเร่งรีบกลับไปหมู่บ้านวลาหกต้องหยุดชะงัก ทั้งสองมองเหนือแมกไม้ที่มีฝูงนกบินกรูออกจากทางชายป่า
       “นี่มันอะหยัง นกกาเถิงได้บินแตกพืงจังซี่”
       “บ่มีอะหยังดอก ฟ่าวไปเถอะ แล้วนี่ถ้ามีไผถามถึงบักคุณชาย เจ้าสิตอบว่าจังได๋ล่ะ อีสร้อย”
       “สิไปยากอะหยัง ข้อยกะสิตอบว่า ข้อยบ่ฮู้บ่เห็น บักคุณชายนี่หลอกง่ายดีแท้ ดี ปล่อยให้ทรมานอยู่ในป่าซักคืน มื้ออื่นค่อยมาดูเพิ่นใหม่ ถ้ายังดื้อด้านบ่ยอมไปจากหมู่บ้านเฮาดีๆ กะสิโดนหนักกว่านี้ !” สร้อยบอกพลางยิ้มสะใจ
       จ่อยเงยหน้ามองนกพิราบสื่อสารบินผ่านข้ามหัวไป
       “อีสร้อย นั่นมัน...”
       “นกพิราบสื่อสารจากในเมือง ต้องมีเฮื่องอะหยังแน่”
      
        สร้อยรีบรุดเดินไปอย่างรวดเร็ว จ่อยตามไปติดๆร้อนใจไม่แพ้กัน
ตอนที่ 3
      
       ภายในวังจุพาเทพ หม่อมเอียดนั่งจิบน้ำชาอยู่ที่เรือนของตน พลางจับตามองน้องสาวอย่างไม่ชอบใจนัก ย่าอ่อนเลื่อนจานสโคนให้เอาใจเอาใจ แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
      
       “รับสโคนมั้ยคะ คุณพี่ หนูเกษเพิ่งให้คนส่งมาให้เมื่อเช้า รับประทานสโคนกับน้ำชา เข้ากันที่สุด อร๊อยอร่อยนะคะ คุณพี่ เดี๋ยวน้องทาเนยให้นะคะ”
       “ไม่ต้อง!”
       หม่อมเอียดวางถ้วยน้ำชาอย่างขัดใจ
       “นี่เธอไม่รู้ตัวเลยหรือยังไงว่า ทำอะไรลงไป”
       “น้องขอโทษจริงๆค่ะ ที่ขัดคำสั่งของคุณพี่ แต่น้องทำไปเพราะหวังดีจริงๆ นะคะ ให้หนูนุชไปตามหาชายเล็กด้วย มีหรือที่ชายเล็กจะไม่ซาบซึ้งน้ำใจของเธอ ยิ่งได้บุกป่าฝ่าดงตกระกำลำบากด้วยกัน ก็ต้องยิ่งเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น ทีนี้ชายเล็กก็จะไม่เห็นผู้หญิงคนไหนดีไปกว่าหนูนุชอีกแล้ว”
       “ก็ขอให้แผนการของเธอในครั้งนี้สำเร็จแล้วกันนะ แม่อ่อน”
       ย่าอ่อนยิ้มอย่างได้ทีบอก
       “ที่จริงคุณพี่ก็คิดอย่างเดียวกับน้องใช่มั้ยล่ะคะ ไม่งั้นคุณพี่คงไม่อนุญาตให้หนูนุชตามไปด้วยหรอก เมื่อคราวที่ชายใหญ่หายไปก็กลับมาพร้อมหนูมะปราง ว่าที่หลานสะใภ้ของเรา คราวนี้ก็คงไม่ต่างกัน ยังไงชายเล็กต้องพาหลานสะใภ้กลับมาด้วยแน่ๆค่ะ”
       “แล้วก็ขอให้เป็นหลานสะใภ้ที่เราหมายหมั้นปั้นมือด้วย อย่าได้เกิดเรื่องผิดฝาผิดตัวเหมือนคราวชายใหญ่ก็แล้วกัน ต่อไปก็อย่าได้ขัดคำสั่งฉันอีก ป่านนี้คนไม่รู้เรื่องชายเล็กกันไปทั่วแล้วเรอะ”
       “อุ๊ย คุณหญิงดารณีนุชคงไม่บอกใครอื่นอีกหรอกมั้งคะ เธอเป็นผู้ดีในสายเลือด ไม่ใช่คนปากยื่นปากยาวอยู่แล้ว”
       “ฉันหมายถึงหล่อนต่างหาก แม่อ่อน แม่ฆ้องปากแตก หวังว่าเธอคงไม่ได้ไปโพนทะนาเรื่องชายเล็กในวงไพ่ตองของเธอด้วยหรอกนะ”
       ย่าอ่อนอึกอักๆ ไม่กล้าตอบแล้วรีบฉวยโอกาสเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นคุณชายธราธรกับพุฒิภัทรเดินเข้ามา
       “ชายใหญ่! ว่ายังไง ติดต่อชายพีร์ได้หรือยัง”
       ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ
       “ยังเลยครับ ผมให้สมบุญส่งโทรเลขตามไปอีกฉบับแล้ว เรื่องที่เราจะต้องเลื่อนการเดินทางเป็นพรุ่งนี้ แต่หม่อมย่าครับ ผมกับชายภัทรขอไปวันนี้ได้มั้ยครับ แล้วให้น้องนุชตามไปทีหลังก็ได้”
       “ถ้าเรารอจนถึงวันพรุ่งนี้ เราเกรงว่า มันอาจจะสายเกินไป !” พุฒิภัทรบอก
       ธราธรกับพุฒิภัทรมองหม่อมเอียดอย่างจริงจัง สีหน้าเคร่งเครียด
      
       ขณะเดียวกัน พ่อใหญ่นั่งเป็นประธานอยู่บนเรือน แฮรี่นั่งขนาบอยู่ ทั้งสองเฝ้ามองเหตุการณ์ตรงหน้าอยู่ ไกสอนกำลังดึงม้วนกระดาษเล็กๆ ที่ติดมากับขานกพิราบสื่อสารออกมา
       ไกสอนส่งนกพิราบคืนให้ทับทิมนำไปขังไว้ในกรงนก ทับทิมถือกรงนกพิราบออกไปอย่างรู้งาน
       ไกสอนคลี่ม้วนกระดาษออกอ่าน แล้วรีบส่งให้พ่อใหญ่ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด พ่อใหญ่อ่านข้อความอย่างนิ่งคิดพิจารณา
       “เป็นไปอย่างที่คึดไว้ บ่มีผิด”
       สร้อยกับจ่อยพรวดพราดเข้ามาด้วยความอยากรู้
       “พ่อใหญ่! สายในเมืองส่งข่าวมาว่าอะหยัง ไอ้พวกทหารเวียงมันฮู้เฮื่องหมู่บ้านวลาหกแล้วบ่ พวกมันสิบุกมามื้อเหิง”
       “ใจเย็นๆ อีสร้อย บ่มีเฮื่องอะหยังดอก สายของเฮาส่งข่าวมาตามปกติ” ไกสอนบอก มีแฮรี่สนับสนุน
       “ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ พ่อใหญ่คงจะรีบสั่งการไปแล้ว ไม่อยู่เฉยแน่”
       “อย่ามาหลอกข้อยเสียให้ยาก ถ้าบ่มีเฮื่องสำคัญ สายในเมืองบ่ส่งข่าวมาดอก เป็นหยังชอบปิดบังความจริงกับข้อยนัก ข้อยเป็นลูกของพ่อใหญ่ ข้อยมีสิทธิ์ที่สิฮู้ !”
       จ่อยสะกิดเตือนสร้อยอย่างเกรงๆทั้งสร้อยและบรรดาผู้ใหญ่ในห้อง
       “อีสร้อยเอ๊ย เพิ่นบอกว่าบ่มีอะหยัง กะบ่มีเด้อ”
       “บ่บอกกะบ่เป็นหยัง ข้อยสิไปสืบข่าวเอง”
       “เจ้าสร้อย”
       สร้อยไม่ยอมฟังพ่อ ผลุนผลันออกไปโดยเร็ว จ่อยรีบตามไปติดๆ
      
       สร้อยเดินดุ่มๆ ลงมาจากเรือนพ่อใหญ่ จ่อยรีบไปขวางทางไว้
       “อีสร้อย! เจ้าสิไปสืบข่าวได้จังได๋ เกิดมาเจ้ากะอยู่แต่ในป่าในดง บ่เคยย่างเท้าออกจากป่าแม้แต่ก้าวเดียว แล้วเจ้าสิไปสืบข่าวในเมืองได้จังได๋”
       “ไผบอกว่า ข้อยสิไปสืบข่าวในเมือง เจ้านี่เซ่อหลาย บ่ต้องไปไสไกล ข้อยกะหาข่าวของข้อยได้”
       สร้อยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์หาทางได้อยู่แล้ว
      
       ฝ่ายคุณชายธราธรกับพุฒิภัทรกำลังรอคำตอบจากหม่อมเอียดอยู่
       “ย่ามีเหตุผลของย่าที่ยอมให้หนูนุชไปด้วย”
       ธราธรบอก
       “ผมก็ไม่ได้คัดค้านไม่ให้น้องนุชไปด้วยนี่ครับ แต่ผมกับชายภัทรอยากเดินทางล่วงหน้าไปก่อน”
       ย่าอ่อนรีบเข้าข้างย่าเอียดทันที
       “แต่หนูนุชเป็นผู้หญิงนะ จะให้เดินทางไปคนเดียวได้ยังไง ไม่ได้ๆ ยังไงก็ต้องรอไปพร้อมๆกับหนูนุช”
       “แต่ยังไงเราก็ต้องออกเดินทางในวันนี้นะครับ เราติดต่อเครื่องบินลำเลียงไว้แล้ว ถ้าเราเลื่อนเดินทางไปพรุ่งนี้ ก็ต้องไปทางรถไฟ เสียเวลาเปล่าๆ”
       “เรื่องนั้นเดี๋ยวย่าจะหาทางแก้ปัญหาให้เอง ย่ารับปากกับคุณหญิงดารณีนุชไปแล้ว จะให้ย่ากลับคำได้ยังไง ที่ชายเล็กหนีงานเลี้ยงไป ก็ทำให้ทางโน้นขุ่นข้องหมองใจมากพอแล้ว ย่าไม่อยากให้มีเรื่องต้องผิดใจกันอีก”
       “หม่อมย่าอย่าเพิ่งไปห่วงเรื่องอื่นเลยครับ ห่วงเรื่องชายเล็กดีกว่า เรายังไม่รู้เลยว่า เราจะตามหาชายเล็กเจอหรือเปล่า” ธราธรบอก
       พุฒิภัทรสนับสนุน
       “แล้วขืนเราชักช้า เราอาจจะต้องไปตามหาชายพีร์อีกคน”
       ย่าอ่อนหน้าตื่นทันที
       “หมายความว่ายังไง ชายภัทร”
       “ย่าอ่อนไม่รู้จักหลานรักคนนี้หรือครับ ชายพีร์สนิทกับชายเล็กเป็นที่สุด ชายเล็กตกอยู่ในอันตรายอย่างนี้ ชายพีร์อยู่ไม่เป็นสุขแน่ ตอนนี้เราคงได้แต่ภาวนาล่ะครับว่า ชายพีร์จะไม่ตัดสินใจทำอะไรบุ่มบ่ามก่อนที่เราจะไปถึง”
       หม่มอเอียดบอกอีก
       “ไม่ว่าจะยังไง คำสั่งของย่าจะไม่เปลี่ยนแปลง”
      
        ธราธรกับพุฒิภัทรมองหน้ากันอย่างหมดหวัง
ฝ่ายพ่อใหญ่อ่านข้อความข่าวที่อยู่ในมืออีกครั้ง ไกสอนกับแฮรี่ต่างมองหน้ากันอย่างหนักใจ ทั้งคู่ต่างนิ่งรอคำสั่งจากพ่อใหญ่
      
       “ตอนนี้พวกทหารเวียงน่าสิมาฮอดชายป่าแล้ว”
       “พ่อใหญ่อย่าเพิ่งเป็นกังวลไป แม่เฒ่าบอกว่า มนต์หมอกยังคงปกป้องหมู่บ้านเฮาไปได้อีกระยะ ถึงคุณชายรัชชานนท์สิเป็นมงกุฎแห่งเทพในคำทำนายจริงๆ กะบ่ได้เฮ็ดให้มนต์หมอกหายไปในทันทีทันใด” ไกสอนบอก
       แฮรี่บอก
       “เรื่องคุณชายรัชชานนท์จะเป็นคนในคำทำนายหรือไม่ คงไม่ต้องมาถกเถียงกันแล้วล่ะ ท่านไกสอน ถ้าไม่ใช่คุณชายคนนี้ จะมีผู้ชายสูงศักดิ์คนไหนที่จะเข้ามาถึงหมู่บ้านเราที่อยู่กลางป่าลึกอย่างนี้ได้อีก”
       “คุณชายคนนี้เป็นทั้งผู้ที่นำข่าวดีและข่าวร้ายมาสู่หมู่เฮา แต่ตอนนี้เฮาสิต้องจัดการเฮื่องข่าวร้ายก่อน” พ่อใหญ่บอก
       พ่อใหญ่นิ่งคิดหาทางปกป้องหมู่บ้านวลาหก
      
       สร้อยปีนป่ายขึ้นต้นไม้สูงใหญ่ที่อยู่หลังเรือนพ่อใหญ่ จ่อยปีนตามไปอย่างรวดเร็วแต่คล่องแคล่วสู้สร้อยไม่ได้ สร้อยโหนตัวกระโดดจากต้นไม้ไปเกาะที่ขอบหน้าต่างห้องประชุมของพ่อใหญ่ จ่อยกระโดดไปเกาะตาม แต่มือลื่นหลุดพลาดเกือบร่วงหล่นไป สร้อยคว้ามือไว้ทัน
       จ่อยร้องตกใจ
       “เฮ้ย!”
       “เบาๆ!”
       สร้อยกับจ่อยเกาะอยู่ขอบหน้าต่างห้อยต่องแต่งอยู่แล้วค่อยๆ ขยับตัวไปทางห้องพ่อใหญ่ช้าๆ สร้อยกับจ่อยปีนเกาะเกี่ยวขอบหน้าต่างไว้ด้วยมือและตีนอย่างเหนียวแน่น
      
       พ่อใหญ่นิ่งคิดตริตรองอย่างสุขุมเยือกเย็น
       “สายในเมืองส่งข่าวมาว่า มื้อเช้ามีทหารเวียงข้ามมาฝั่งไทยมากผิดปกติ บ่ต่ำกว่าครึ่งร้อย ทางเวียงพูคำส่งทหารมามากจังซี้ คงบ่ได้มาค้นหาพวกเฮาเท่านั้น เฮาคิดว่า พวกมันคงสิมาตามหาทหารเวียงที่หายไปด้วย”
       “ข้อยกะคึดจังสั้นเหมือนกัน พ่อใหญ่ ทับทิมนับศพทหารเวียงที่ถูกฆ่าตายได้เถิงห้าศพ บ่ใช่จำนวนน้อยๆเลย” ไกสอนบอก
       “ถ้าเป็นอย่างนั้น ทางนายพลเซกองจะต้องยิ่งเชื่อว่ามีกองกำลังกู้ชาติซ่อนตัวอยู่ในป่านี้จริงๆ เราคงรอฤกษ์วันอพยพจากแม่เฒ่าไม่ได้แล้วกระมัง” แฮรี่ว่า
       “ในเวลาที่พวกทหารเวียงเพ่นพล่านอยู่ทั่วป่าจังซี้ เฮายังอพยพบ่ได้”
       สร้อยที่เกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่าง ตกใจตื่นตระหนก พึมพำไม่ออกเสียง
       “ทหารเวียง!”
       พ่อใหญ่ชะงักนิดหนึ่ง แต่สีหน้าไม่เปลี่ยน รู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นที่หน้าต่าง
       “ไกสอนสั่งการลงไป ห้ามผู้ใดออกไปจากหมู่บ้านอย่างเด็ดขาด รวมทั้งเจ้าด้วย เจ้าสร้อย !”
       ในทันทีทันใด พ่อใหญ่ก็หยิบตัวหมากรุกขว้างพุ่งตรงไปที่มือของสร้อยที่เกาะขอบหน้าต่างอยู่
       “โอ๊ย!”
       “เฮ้ย!”
       สร้อยตกใจ หงายหลังหลุดร่วงลงไปนอนคลุกฝุ่นที่พื้นพร้อมๆกับจ่อยที่ตกใจปล่อยมือตกลงไปเอง พ่อใหญ่มองไปทางหน้าต่าง เหนื่อยใจกับความดื้อดึงของลูกสาวอยู่เหมือนกัน
      
       ทั้งสองคนนอนแอ้งแม้งกินฝุ่นอยู่ที่พื้นดิน สร้อยรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ไกสอนเผ่นพรวดลงมาจากเรือนมาถึงหัวบันได
       “อีสร้อย! สิไปไส”
       สร้อยวิ่งหนีไปอย่างไม่ฟัง แล้วต้องชะงักกึกเพราะเสียงพ่อใหญ่
       “เจ้าสร้อย!”
       สร้อยหันกลับมามอง เห็นพ่อใหญ่ยืนอยู่บนชานเรือนมองมาอย่างเอาเรื่อง แฮรี่ยืนเคียงข้างอยู่
       “ข้อยต้องไป พ่อใหญ่ บ่จังสั้นเพิ่นต้องตายแน่!”
       สร้อยเกรงพ่อก็เกรง แต่ก็ตัดสินใจวิ่งออกไปด้วยความเป็นห่วงรัชชานนท์ ไกสอนก้าวพรวดๆ มาถึงตัวจ่อย
       “ไอ้จ่อย! อีสร้อยหมายถึงไผ ไผต้องตาย”
       ไกสอนขยุ้มคอเสื้อจ่อย จ้องหน้าเค้นถามอย่างเครียด
       “บักคุณชายน่ะ พ่อ..ตอนนี้บักคุณชายติดอยู่ในป่า ถ้าไอ้พวกทหารเวียงเจอเข้า เพิ่น..เพิ่นคงบ่รอด!”
       พ่อใหญ่ได้ยินชัดทุกคำจากจ่อย มีสีหน้าหนักใจยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม
      
       สร้อยวิ่งตะบึงมาตามทางในป่าอย่างร้อนรน จนมาถึงปากหลุมดักสัตว์ที่กักรัชชานนท์ไว้ เธอมองซ้าย มองขวาแล้วรีบปีนป่ายขึ้นต้นไม้ ใช้มีดตัดเถาวัลย์อย่างรวดเร็ว สร้อยกระโดดลงจากต้นไม้แล้วโยนเถาวัลย์ลงไปในหลุม
       “เอ้า ฟ่าวปีนขึ้นมา เร็วเข้า เฮ็ดอะหยังอยู่ ชักช้าจริง!”
       สร้อยชะโงกหน้ามองไปที่ในหลุมดักสัตว์แล้วต้องชะงักงงงัน ภายในหลุมว่างเปล่า
       “เฮ้ย ! หายไปไส หรือว่า...หรือว่าเพิ่นโดนจับไปแล้ว”
       สร้อยงงงันและตกใจมาก
      
       บริเวณร้านเหล้าพรานเจ้ย คุณชายรณพีร์กับชัชวีร์ต่างสะพายกระเป๋าและสัมภาระการเดินป่า
       “ไอ้พีร์! นายแน่ใจแล้วจริงๆเหรอ” ชัชวีร์ถามย้ำ
       “แน่เสียยิ่งกว่าแน่ ตอนนี้ฉันรอไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว นายไม่ต้องห่วง ลุงบุญโฮมหาพรานนำทางให้เราได้แล้ว เห็นว่าพรานคนนี้เก่งมาก รู้จักทุกตารางนิ้วของผืนป่าเลย เราต้องตามหาพี่ชายเล็กเจอแน่”
       “นายตัดสินใจแน่แล้ว ฉันก็จะไม่ห้ามอะไรนายอีก เอาไงเอากัน”
       บุญโฮมเดินเข้ามาด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจภูมิใจเสนอมาก
       “มากันแล้วหรือครับ ผมพาพรานที่เก่งที่สุดของหนองคายมาให้แล้ว”
       ชัชวีร์หยอก
       “อ้าว ไม่ใช่พรานเจ้ยหรอกเหรอที่เก่งที่สุดน่ะ”
       “ก็ใช่ครับ พรานเจ้ยเป็นพรานมือหนึ่งของที่นี่ แต่ถ้าเทียบอายุการทำงานแล้ว พรานเกิ้นน่าจะชำนาญการเดินป่ากว่าอยู่แล้ว เชื่อมือผมเถอะครับ ถ้าไม่เก่งจริง ผมไม่กล้าแนะนำหรอกครับ นั่นไงครับ พรานเกิ้นมาโน่นแล้ว”
       รณพีร์กับชัชวีร์หันไปมองเห็นชายหนุ่มในชุดทะมัดทะแมง 3 คนเดินเข้ามา ต่างเดาว่าคนไหนเป็นพรานเกิ้น เพราะแต่ละคนดูแข็งแรงบึกบึนดี ชายหนุ่มบึกบึนทั้งสามเดินผ่านรณพีร์กับชัชวีร์ไป สองเพื่อนซี้หันมองตามอย่างเหวอๆ
       “อ้าว ! ไม่ใช่เหรอ”
       ชัชวีร์หันกลับมาแล้วต้องชะงัก สะกิดรณพีร์ด้วยสีหน้าหวาดหวั่น
       “ไอ้พีร์ๆ !”
       “อะไร”
       รณพีร์หันกลับมาแล้วต้องชะงักอึ้งตามเพื่อนไป บุญโฮมมั่นใจ พูดเสียงดังฟังชัด
       “พรานเกิ้น ! เข้ามาเลยๆ คุณๆ เค้ารออยู่ นี่ไงครับ พรานเกิ้น พรานป่าผู้เก่งกาจที่ไม่มีใครเทียบได้!”
       พรานเกิ้นในสภาพพรานป่าแก่งั่ก รุ่นปลดระวาง เดินงกๆเงิ่นๆเข้ามา พรานเกิ้นยกมือไหว้ท่วมหัว พลางยิ้มกว้างโชว์เหงือกแดงแจ๋ฟันฟางแทบไม่เหลือ
       “ซาหวัดดีครับ ข้อยซื่อ..พรานเกิ้น..ยินดีรับใช้เด้อครับเด้อ”
      
       รณพีร์กับชัชวีร์จ้องมองพรานเกิ้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
สร้อยวิ่งลัดเลาะมาตามทางในป่าเพื่อตามหาร่องรอยของรัชชานนท์จนลืมระวังตัว เธอวิ่งมาหยุดกึก เมื่อรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนจะใกล้เข้ามาทุกที
      
       ด้วยสัญชาติญาณทำให้สร้อยหันขวับ เห็นทหารเวียงพูคำ 4 คนเดินลาดตระเวนอยู่ไกลๆ ยังไม่มีใครมองมาทางสร้อย เธอรีบหลบวูบไปหลังต้นไม้ใหญ่ดึงมีดที่เหน็บเอวขึ้นมาเตรียมตัวรับมือ อย่างไม่กลัวตาย สร้อยชะโงกหน้าไปดูทหารอีกครั้ง ทันทีทันใดมือรัชชานนท์เข้ามาตะปบปิดปากสร้อยไว้ และลากตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
       สร้อยถูกรัชชานนท์ลากตัวมาที่หลังพุ่มไม้ใหญ่อีกมุมหนึ่งของป่า เธอดิ้นรนมาตลอดทางทั้งที่ถูกรัชชานนท์เอามือล็อกคอและปิดปากไว้แน่น เมื่อเธอได้จังหวะก็ศอกใส่เขาจนตัวงอต้องต้องคลายมือออก เธอฟาดมือตามไปอีกหลายดอกแล้วหันไปประจันหน้า เงื้อมมีดในมือขึ้นเตรียมเสียบ
       รัชชานนท์รีบจับมือสร้อยไว้ก่อนที่จะโดนแทงอกทะลุ
       “เฮ้ย! เดี๋ยวๆ นี่ฉันเอง !”
       สร้อยชะงักเพิ่งเห็นว่าเป็นรัชชานนท์อย่างชัดๆเต็มตา
       “อ้าว! ยังบ่ตายดอกเหรอ”
       สร้อยสะบัดตัวออกรชานนท์
       “ถ้าฮู้ว่าเก่งจังซี้ กะบ่ออกมาช่วยดอก เสียเวลาแท้”
       รัชชานนท์ดึงสร้อยไว้ก่อนที่จะเดินออกไป
       “จะไปไหน”
       “กลับบ้านน่ะซิ ถามได้”
       “จะกลับได้ยังไง ทหารเวียงเดินเพ่นพล่านเต็มไปหมด คืนนี้เราออกไปจากที่นี่ไม่ได้แน่ !”
       สร้อยนิ่งอึ้งเพิ่งนึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่ทหารเวียงแห่กันมา
      
       บนเรือนแม่เฒ่า จ่อยเดินวนไปเวียนมาอย่างกลุ้มใจเหลือเกิน แม่เฒ่าปอกเปลือกรากไม้ไปพลางมองจ่อยอย่างใจเย็น
       “ข้อยสิเฮ็ดจังได๋ดี แม่เฒ่า พ่อใหญ่สั่งห้ามไว้อย่างเด็ดขาด บ่ว่าไผกะห้ามออกไปจากหมู่บ้าน แล้วจังซี้ข้อยสิไปช่วยอีสร้อยได้จังได๋”
       “เจ้าบ่ต้องเป็นห่วงอีสร้อยดอก เพิ่นมีคนไปช่วยแล้ว”
       “ไผ! ไผสิไปช่วยอีสร้อยได้ มันออกไปตัวคนเดียว ไอ้พวกทหารเวียงมันมากันเป็นสิบเป็นร้อย เถิงอีสร้อยสิเก่งกล้าปานใด๋ มันกะเป็นแม่หญิง จังได๋กะสู้ผู้ชายบ่ได้ แม่เฒ่า มีแม่เฒ่าผู้เดียวที่ช่วยได้ แม่เฒ่าไปเว้ากับพ่อใหญ่ให้ข้อยได้บ่”
       “บ่ ข้อยบ่ไปดอก พ่อใหญ่ตัดสินใจสิ่งใดไปแล้ว บ่เคยเปลี่ยนใจ บ่ต้องกลุ้มใจไป บ่มีไผเฮ็ดอะหยังแก้วตาของเฮาได้ดอก ถ้าว่างนัก กะมาช่วยข้อยป้อนข้าวป้อนยาคนเจ็บดีกว่า”
       “ป้อนข้าวป้อนยาไผหรือ แม่เฒ่า ไผล้มเจ็บอีกล่ะ”
       “ตอนนี้สิมีไผได้ กะแม่หญิงของเจ้าจังได๋เล่า”
       “นี่...นี่หมายความ แม่หญิงฟื้นแล้วบ่ แม่เฒ่า แล้วเป็นหยังบ่บอกข้อย นี่แสดงว่า แม่หญิงรอดตายแล้วบ่ แม่หญิงรอดตายแล้ว !”
       จ่อยดีใจตื่นเต้นวิ่งเข้าไปในเรือนแล้ววิ่งออกมาใหม่ สีหน้าเลิ่กลั่กดีใจอย่างทำอะไรไม่ถูก
       “ข้อยเข้าไปเบิ่งแม่หญิงได้บ่ เข้าไปตอนนี้ได้เลย หรือว่าต้องรอ หรือว่าจังได๋ดี”
       แม่เฒ่ายิ้มบอก
       “ได้ เข้าไปได้เลย แม่หญิงเพิ่นกะคงอยากเจอเจ้าคือกัน”
       จ่อยรีบตรงเข้าไปในห้องข้างในทันที แม่เฒ่ามองตาม...
      
       ด้านจันทานอนหลับอยู่บนที่นอนบนเรือน จ่อยเดินตึงตังเข้ามาก่อนที่จะรู้สึกตัวแล้วเบาฝีเท้าลง ค่อยๆขยับไปนั่งข้างๆ จันทา จ่อยเอื้อมมือจะไปแตะมือจันทา แล้วต้องรีบหดมือกลับเมื่อเห็นจันทาเริ่มขยับตัวตื่น จันทาค่อยๆ ลืมตาอย่างดีใจ จ่อยพร่ำพูดไม่หยุดอย่างลืมตัว
       “ฟื้นแล้ว...เจ้าฟื้นแล้ว เจ้าเป็นจังได๋บ้าง ยังเจ็บแผลบ่ เจ้าถูกยิงมา นอนบ่มีสติมาสองมื้อแล้วแต่บ่ต้องย่านเด้อ แม่เฒ่าช่วยรักษาเจ้าอยู่ จังได๋เจ้ากะต้องหายดี เจ้า...เจ้า”
       “ข้อยชื่อ...จันทา”
       จันทาค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งพิงฝาเรือนไว้ แต่ยังคงอ่อนแรงอยู่ จ่อยเคอะๆ เขินๆ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
       “เออ...ข้อยชื่อ จ่อย จันทา จ่อย ชื่อคล้องกันดีเน้อ แม่เฒ่าบอกเจ้าแล้วบ่ ว่าเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้จังได๋”
       “จ้ะ แม่เฒ่าบอกข้อยแล้ว เจ้าเป็นคนที่ช่วยข้อยไว้ ข้อยขอบใจเจ้าหลายๆ ถ้าบ่ได้เจ้าช่วยข้อยไว้ ข้อยคงตายอยู่ในป่านั่นแล้ว แต่มีเฮื่องนึงที่แม่เฒ่าบ่ยอมบอก พ่อของข้อย...เจ้าได้ช่วยพ่อเจ้ยของข้อยมาด้วยบ่”
       จ่อยรีบหลบตา ไม่กล้าบอกความจริง ได้แต่คิดหาทางออก
       “เออ...คือตอนที่ข้อยเข้าไปช่วยเจ้า ข้อยกะมัวแต่ห่วงเจ้า บ่ฮู้ไผเป็นไผ ข้อยช่วยไผได้ กะฟ่าวช่วยมา จังได๋เจ้ารอถามบักคุณชายเด้อ เพิ่นน่าสิตอบเจ้าได้”
       “คุณชาย...คุณชายอยู่ที่นี่ด้วยคือกันบ่ คุณชายยังบ่ตาย แล้วตอนนี้คุณชายอยู่ไสล่ะจ๊ะ”
       จ่อยนิ่งอึ้งตอบไม่ได้ ได้แต่ทำตาปริบๆไป
      
       สร้อยเดินลัดเลาะมาตามหลังโขดหินที่รัชชานนท์เคยต่อสู้กับทหารเวียงพูคำและพรานเจ้ยเสียชีวิตที่นี่ รัชชานนท์เดินตามหลังสร้อยมาไม่ห่าง สร้อยได้ยินเสียงฝีเท้าเหยียบกรวดหินเข้ามา เธอหลบวูบหลังโขดหินทันทีแล้วดึงรัชชานนท์หลบไปด้วย ทหารเวียงพูคำ 3 คนเดินเข้ามาตรวจตราหาร่องรอยเพื่อนทหารที่หายตัวไป
       “ทีนี้เชื่อฉันแล้วหรือยัง”
       “ทหารเวียงส่ำนี่ ขวางทางข้อยบ่ได้ดอก”
       สร้อยดึงหน้าไม้ออกมาเตรียมจะยิงใส่ทหารเวียง แต่เขารั้งมือไว้
       “อย่านะ สร้อย ! พวกมันไม่ได้มากันแค่นี้ ถ้าขืนเธอฆ่าไอ้สามคนนี้ ประเดี๋ยวพรรคพวกมันได้แห่กันมาแน่ เรามีกันแค่สองคนสู้พวกมันไม่ไหวหรอก”
       ทหารทั้งสามคนเดินวนเวียนหาร่องรอย ไม่ยอมไปไหน
       ทหาร1 บอก
       “ไอ้คำไสอาจบ่ได้มาที่ป่านี่กะได้ บ่มีร่องรอยอะหยังเลย”
       ทหาร2 บอก
       “แต่มีคนเห็นไอ้คำไสพาลูกน้องสามสี่คนเข้ามาในป่า แล้วบ่ได้ออกไปเลย”
       “บ่ฮู้ล่ะ ถ้ามื้อนี้ตามหามันบ่เจอ กะต้องบ่ตามหามันแล้ว ไอ้คำไสผู้นี้มันชอบหาเฮื่องใส่ตัว มันอาจไปฉุดลูกเมียผู้ใหญ่ผู้โต จนถูกฆ่าหมกดินที่ไสไปแล้วกะได้”
       ทหาร3 บอก
       “แล้วลูกน้องของมันล่ะ จังได๋ถึงได้หายตัวตามไปด้วย”
       “บ่ฮู้โว้ย ! พวกมันอาจเบื่อที่สิต้องมาเที่ยวตามหาไอ้พวกกบฎตามป่า ตามเขาจังซี้ หนีทหารไปแล้วกะได้ ไผสิไปฮู้วะ”
       ทหารคนที่ 1 เดินดุ่มๆดูจนทั่วบริเวณนั้นพอเป็นพิธีอย่างรำคาญใจ รัชชานนท์กับสร้อยจับตาดูพวกทหารเวียงพูคำอย่างไม่ให้คลาดสายตาแล้วชะงักตกใจที่เห็นเศษเสื้อของทหารที่ถูกสร้อยฆ่าตาย ตกอยู่ที่พื้นริมลำธาร!! ทหารคนที่1 เดินอย่างเกียจคร้าน มองไปรอบๆอย่างลวกๆไม่ทันเห็นเศษผ้านั้น
       ทหารเวียงพูคำอีกสองคนยังคงสอดส่ายตามองหารอยเท้าและร่องรอยอื่นอยู่ ทหารคนที่ 2 ชะงักมองไปที่พื้นแล้วคุกเข่าลง รัชชานนท์กับสร้อยขยับตัวมาชิดกันจ้องมองไปที่ทหารคนนั้น สายตาแทบไม่กะพริบ ทหารคนนั้นเอื้อมมือไปหยิบเศษฟืนบนพื้น ขณะที่เศษผ้าค่อยๆปลิวลงน้ำไป
       “เคยมีคนมาก่อไฟหม่องนี้”
       ทหาร1 บอก
       “แปลกอะหยัง ไผเดินทางมาเที่ยวป่าที่นี่ กะต้องมาพักหม่องนี้ทั้งนั้น”
       รัชชานนท์กับสร้อยถอนใจพร้อมกันอย่างโล่งใจ ก่อนหันหน้ามองกัน พบว่าขยับตัวมาตัวชิดติดกันเกินไปมาก สร้อยขยับออกห่างทันที ทหารเวียงพูคำอีก 7 คนเดินตบเท้าเข้ามาสมทบ
       ทหาร4 บอก
       “ทางนี้บ่มีอะหยังแล้ว ไปค้นหาที่อื่นต่อไป”
       ทหารเวียงทั้งสิบคนเดินออกไปเป็นขบวน ดูผู้คนคับคั่งกว่าทุกครั้ง
       “เป็นยังไงล่ะ พวกมันมาเป็นสิบอย่างนี้ ยังคิดว่า รับมือไหวมั้ย”
       สร้อยฉุนจ้องหน้ารัชชานนท์อย่างเหม็นหน้าสุดๆ เหมือนโดนหยาม เธอลุกเดินออกไป
      
       รัชชานนท์มองตามอย่างไม่ถือสา ออกจะขำปนเอ็นดูด้วยซ้ำ
สร้อยเดินหนีรัชชานนท์ออกมา แต่เขาตามมาจนทันกัน
      
       “แล้วนี่คืนนี้เราควรจะพักแรมที่ตรงไหนดีล่ะ สร้อย เราต้องหลบให้ห่างไอ้พวกทหารเวียงไว้ รอให้พ้นวันนี้ไปก่อน แล้วค่อยหาทางกลับหมู่บ้านกัน”
       สร้อยเดินดุ่มๆด้วยสีหน้าหงิกหงออยู่
       “เจ้าสิหลบไปไสกะไป บ่ต้องมายุ่งกับข้อย”
       “อย่าบอกนะว่า เธอคิดจะทิ้งฉัน ! เธอกลับมาช่วยฉัน ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงฉันหรอกเหรอ แล้วทำไมจะมาทิ้งกันไปดื้อๆอย่างนี้ล่ะ”
       “ข้อยคึดผิดเองที่กลับมาช่วยเจ้า ข้อยน่าสิปล่อยให้เจ้าถูกทหารเวียงฆ่าตายเสียตั้งแต่มื้อก่อนด้วยซ้ำ ถ้าบ่ใช่เพราะเจ้า ไอ้พวกทหารเวียงคงบ่แห่กันมาเต็มป่าจังซี้ดอก”
       “เธออย่ามาพาลดีกว่า ก่อนหน้าที่ฉันจะมาที่นี่ พวกทหารเวียงก็หมุนเวียนกันมาค้นหาหมู่บ้านของเธออยู่แล้ว เธอกำลังโกรธตัวเองที่ทำอะไรพวกทหารเวียงไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ ถึงได้มาลงที่ฉัน ถ้าเธออยากไปฆ่าพวกทหารเวียงให้หมด ก็ไปเลย ถ้าคิดว่า การฆ่าคนมันช่วยแก้ปัญหาได้”
       “ตอนนี้ข้อยอยากฆ่าเจ้ามากกว่า เจ้ามันตัวโชคร้าย ตั้งแต่มื้อแรกที่ข้อยเห็นหน้าเจ้า ข้อยกะฮู้แล้วว่า เจ้าต้องเป็นคนที่นำภัยพิบัติมาสู่หมู่บ้านวลาหก เป็นหยังเจ้าต้องมาที่นี่ด้วย”
       “ถ้าฉันรู้ว่า มันจะเกิดเรื่องอย่างนี้ ฉันก็ไม่มาหรอก ตอนนี้ไม่ว่าเธอกำลังโกรธแค้นใคร ฉันหรือว่าทหารเวียง ก็เก็บไว้ก่อน สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือ รักษาชีวิตของเธอไว้ ไม่ใช่เวลาอวดเก่งทำตัวมุทะลุ เข้าใจมั้ย”
       รัชชานนท์หันไปมองรอบๆตัว เพื่อหาทางหนีทีไล่
       “เราต้องหาที่ซ่อนตัว ไม่แน่ว่าพวกทหารเวียงอาจจะย้อนกลับมาอีก”
       รัชชานนท์หันมามองอีกครั้ง สร้อยหายวับไปแล้วอย่างไม่มีร่องรอย!
      
       บนเรือน พ่อใหญ่นั่งเขียนบันทึกลงบนสมุดบันทึกปกหนังอยู่มุมห้องอย่างสงบเงียบ ไกสอนกับแฮรี่เดินเข้ามาอย่างร้อนรน แล้วร้องเรียกพร้อมกัน
       “พ่อใหญ่ !”
       พ่อใหญ่ยกมือขึ้นห้ามไม่ให้ทั้งสองพูด จนเขียนบันทึกบรรทัดสุดท้ายของหน้าจนเสร็จ พ่อใหญ่วางปากกา เงยหน้าขึ้นพร้อมที่จะฟัง
       ไกสอนถาม
       “พ่อใหญ่...จังได๋เฮากะต้องส่งคนออกไปช่วยอีสร้อย พ่อใหญ่บ่ต้องย่านว่า คนของเฮาสิไปเสี่ยงอันตราย หมู่เฮาเต็มใจที่สิออกไปช่วยอีสร้อย บ่มีไผย่านความตาย”
       “พ่อใหญ่ออกไปดูที่หน้าเรือนได้เลย คนทั้งหมู่บ้านมาขออาสาออกไปช่วยเจ้าสร้อย ทุกคนพร้อมจะเสียสละชีวิตของตัวเอง ขอเพียงพ่อใหญ่สั่งมาคำเดียว” แฮรี่บอก
       “เฮาบ่ยอมให้ผู้ใดมาเสียสละชีวิตเพื่อคนผู้เดียว”
       “ชีวิตของผู้ใดกะบ่มีค่าเท่าชีวิตอีสร้อย อีสร้อยบ่ใช่ลูกสาวของพ่อใหญ่แห่งหมู่บ้านวลาหกซำนั้น แต่กะยังเป็น...”
       พ่อใหญ่พูดขัด
       “เฮาฮู้...แต่จังได๋เฮากะบ่เปลี่ยนใจ ถ้าหากคนของเฮาสิต้องเสียสละชีวิต กะต้องเสียสละชีวิตเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน มันสิมีประโยชน์กว่ามาตายเพราะเจ้าลูกสาวหัวดื้อของเฮาคนเดียว”
       ไกสอนกับแฮรี่มองหน้ากันอย่างท้อใจ แต่ต้องนิ่งเงียบยอมรับฟังพ่อใหญ่ที่ค่อยๆ เปิดสมุดบันทึกเขียนต่อบันทึกที่ค้างไว้ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
      
       ไกสอนกับแฮรี่เดินหมดหวังลงมาจากเรือนพ่อใหญ่ ทับทิมและกลุ่มชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่มนับสิบๆ คนยืนออรอฟังคำตอบอยู่ ทุกคนถืออาวุธเตรียมพร้อมเดินทางทันที
       จ่อยวิ่งหน้าตื่นแหวกฝูงชนเข้ามาหาไกสอน
       “พ่อใหญ่ว่าจังได๋ พ่อ พ่อใหญ่ยอมให้พวกเฮาออกไปช่วยอีสร้อยบ่”
       “บ่ ! คำสั่งของพ่อใหญ่ยังเป็นไปคือเก่า ทุกคนกลับไปเฮือนตัวเอง ไป”
       กลุ่มชาวบ้านส่งเสียงฮือฮาอย่างผิดหวัง แต่ก็ไม่กลัวขัดคำสั่งพ่อใหญ่ต่างทยอยเดินออกไป ทับทิมสีหน้าดูเครียดกลุ้ม ยืนนิ่งคิดอยู่อึดใจก่อนเดินตามกลุ่มชาวบ้านไปอย่างขัดคำสั่งไม่ได้
       จ่อยยังปักหลักอยู่ไม่ยอมเดินออก
       “เป็นหยังพ่อใหญ่เถิงได้ใจแข็งจังซี้ นี่ชีวิตของลูกสาวพ่อใหญ่ทั้งคนนะ ถ้าหากอีสร้อยเป็นอะหยังไป คนที่เสียใจที่สุดกะสิเป็นพ่อใหญ่เอง”
       “เจ้าพูดถูก คนที่เสียใจที่สุดก็คือพ่อใหญ่ ผู้ปกครองที่มีคุณธรรมเท่านั้น ถึงจะตัดสินใจเด็ดเดี่ยวได้อย่างนี้ เจ้าสร้อยฝ่าฝืนคำสั่งพ่อใหญ่เอง แล้วพ่อใหญ่จะยอมให้คนของเราเสี่ยงตายออกไปช่วยได้ยังไง ต่อไปกฎของหมู่บ้านก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป” แฮรี่บอก
       “ข้อยบ่เข้าใจ กฎของหมู่บ้านสิสำคัญไปกว่าชีวิตอีสร้อยได้จังได๋ พ่อใหญ่บ่ฮักลูกสาวหรือจังได๋ ข้อยบ่เข้าใจ จังได๋กะบ่เข้าใจ !”
       จ่อยเดินโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไป ไกสอนกับแฮรี่มองหน้ากัน ทั้งคู่ต่างหนักใจเป็นห่วงสร้อยไม่ต่างกับทุกคน
      
       หมู่บ้านวลาหกในยามเย็น พ่อใหญ่ยืนอยู่ที่ริมหน้าต่างมองไปที่ท้องฟ้าที่ใกล้จะมืดลงทุกทีๆ
       “เจ้าสร้อย”
       พ่อใหญ่ค่อยๆ เดินมานั่งที่มุมเดิม เปิดสมุดบันทึกขึ้นมาใหม่ เขาพลิกเปิดสมุดบันทึกไปตั้งแต่หน้าแรก สมุดบันทึกเล่มนี้ พ่อใหญ่ตั้งใจบันทึกความทรงจำไว้ให้คนรุ่นต่อไป
       ที่หน้าแรกของสมุดบันทึก มีตราราชสกุลของราชวงศ์ “พูคำวงศ์” แห่งอาณาจักรเวียงพูคำ พ่อใหญ่ค่อยๆ ดึงรูปของเจ้าส่องดาวออกมาจากปกของสมุดบันทึกที่ซ่อนไว้
       ภาพใบนั้นเก่าคร่ำคร่า เจ้าส่องดาวในวัยสามสิบในชุดสาววังเวียงพูคำ
       “มีเจ้าผู้เดียวที่เข้าใจ...เจ้าสร้อยบ่ใช่เป็นลูกสาวของเฮาผู้เดียว ชาวเวียงพูคำทุกคนเป็นลูกของเฮา แล้วเฮาสิปล่อยให้ลูกคนอื่นไปตายได้จังได๋”
      
        พ่อใหญ่จ้องมองรูปเจ้าส่องดาวด้วยสายตาแน่วนิ่ง
      
       ที่วังกิตติวงศ์ ภายในห้องทำงาน พลตรี ม.ร.ว. อนุพันธ์ เทวพรหม ยืนอยู่ที่ริมหน้าต่างมองไกลออกไป เขานิ่งคิดถึงเจ้าส่องดาว พลางแตะที่อกซ้ายแล้วดึงนาฬิกาพกออกมาเปิดดู
      
       เมื่อนาฬิกาพกถูกเปิดออกมา กลายเป็นล็อกเก็ตใส่รูปของเจ้าส่องดาววัยยี่สิบในชุดนักเรียนการเรือนของไทยยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เขามองรูปของเจ้าส่องดาวด้วยสายตาอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน
       จู่ๆ คุณหญิงดารณีนุชเปิดประตู ผลัวะ! เข้ามาอย่างถือวิสาสะ เธอชะงักมองอนุพันธ์อย่างแปลกใจในท่าที เขาเก็บนาฬิกาพกเข้าไปในเสื้ออย่างไม่รีบร้อน หันไปมองภรรยาอย่างตำหนิ
       “มีเรื่องรีบด่วนอะไรนักหนาหรือ คุณหญิง ถึงได้ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่จะเคาะประตูก่อนเข้ามา”
       “ใช่ ฉันมีเรื่องด่วนที่รอไม่ได้ ก็เรื่องที่ฉันโทรศัพท์ไปปรึกษาคุณเมื่อตอนบ่ายไงล่ะ คุณสั่งไปทางกองบินฯหรือยัง”
       “นี่คุณหญิง ผมไม่มีอำนาจจะไปสั่งการหน่วยงานไหนก็ได้ตามใจชอบนะ แล้วที่สำคัญเครื่องบินของทางกองบินฯ เค้าไว้ใช้สำหรับงานราชการไม่ใช่ไว้ใช้สำหรับเรื่องส่วนตัว”
       “แต่นี่มันเป็นเรื่องความเป็นความตายของคุณชายเล็กนะ เราต้องรีบไปตามหาตัวคุณชายเล็กให้เร็วที่สุด คุณเป็นถึงนายพล ถ้าไม่มีอำนาจสั่งการ แล้วใครจะมี คุณไม่คิดอยากจะช่วยอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ”
       “ใช่ ผมไม่คิดจะช่วยส่งเสริมลูกไปในทางที่ผิดอย่างคุณ ผมจะไม่ยอมปล่อยให้ยายนุชไปตามหาคุณชายเล็กอย่างเด็ดขาด ! เป็นผู้หญิงไปตะลอนตามหาผู้ชายได้ยังไง”
       ศินีนุชพรวดพราดเข้ามา
       “แต่นุชต้องไปนะคะ คุณพ่อ นุชต้องไปตามหาพี่ชายเล็ก”
       “พ่อบอกว่า ไม่ก็ไม่ ยังไงพ่อก็ไม่อนุญาต”
       ศินีนุชเบะปากอยากร้องไห้
       “คุณแม่ขา”
       ศินีนุชมองแม่อย่างอ้อนวอน
      
       อนุพันธ์นิ่งขึงด้วยความโกรธ ก่อนเปิดประตูห้องทำงาน ผลัวะ! ออกไป เขาเดินลิ่วหนีดารณีนุชออกมา แม้เธอเดินตามไล่หลังมา ก็ตามไม่ทันเพราะศินีนุชเกาะหน้าเกาะหลังอยู่
       “คุณแม่ขา คุณแม่ต้องช่วยนุชนะคะ ถ้านุชไม่ได้ไปตามหาพี่ชายเล็ก นุชต้องขาดใจตายแน่ๆ คุณแม่คงไม่อยากให้นุชตายใช่มั้ยคะ”
       คุณหญิงดารณีนุชดันตัวลูกสาวออกไปเบาๆ
       “ก็แม่กำลังช่วยอยู่นี่ไง หยุดพิรี้พิไรเสียที เดี๋ยวแม่จัดการทุกอย่างให้เอง ถึงคุณพ่อจะไม่ยอมช่วย ท่านตาของลูกก็มีลูกน้องอยู่ทุกกองทัพ แต่ละคนที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนายพันนายพลก็เพราะบารมีของท่านตาทั้งนั้น ถ้ารู้ว่าเรากำลังเดือดร้อน ยังไงก็ต้องช่วยเหลือ ไม่เหมือนลูกน้องเก่าบางคนที่ได้ดีแล้วลืมตัว คนที่ไม่รู้จักทดแทนบุญคุณ ไม่มีวันเจริญหรอก”
       อนุพันธ์ชะงัก รู้ว่าดารณีนุชด่ากระทบเข้าให้ เขาหันกลับมาประจันหน้า
       “คุณหญิง ! หยุดเอาความคิดผิดๆใส่หัวลูกเสียที ท่านพ่อของคุณไม่เคยใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปในทางที่ไม่ชอบ ลูกน้องของท่านทุกคนที่ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ก็ด้วยความสามารถและคุณงามความดี ท่านไม่เคยต้องการให้ใครทดแทนบุญคุณ สิ่งที่เราทุกคนต้องทดแทน ก็คือทดแทนคุณแผ่นดินเท่านั้น ! ผมขอร้องล่ะ อย่าคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัว จนต้องทำให้ท่านพ่อของคุณต้องแปดเปื้อนเลย”
       ดารณีนุชไม่ฟัง
       “คุณไม่ช่วยก็ไม่ต้องช่วย ไม่ต้องมาพูดให้ยืดยาว ถ้าท่านพ่อยังอยู่ ท่านจะต้องช่วยฉันแน่ ท่านต้องเห็นแก่ลูกเห็นแก่หลาน ไม่เหมือนคุณที่ไม่เคยสนใจลูกเมีย สนใจห่วงแต่ไอ้ชัช ไอ้ลูกกาฝาก... ลูกนุช ไปสั่งนังจวงจัดกระเป๋าเดินทางให้เรียบร้อย แล้ววันนี้รีบนอนแต่หัวค่ำนะ พรุ่งนี้ลูกต้องเดินทางแต่เช้า”
       ศินีนุชลิงโลด
       “ตกลงนุชไปได้แล้วหรือคะ แล้วที่คุณพ่อสั่งเมื่อครู่นี้”
       ดารณีนุชปรายตามองอนุพันธ์
       “ไม่ต้องห่วง ปัญหาทางนี้ เดี๋ยวแม่จัดการเอง”
       ศินีนุชกระโดดกอดแม่แล้วหอมฟอดใหญ่
       “ขอบคุณคุณแม่นะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ พรุ่งนี้นุชจะได้เจอพี่ชายเล็กแล้ว ดีใจจังเลยค่ะ ตายแล้วๆ นุชต้องไปเลือกชุดใหม่แล้ว เจอกันครั้งนี้ นุชจะต้องทำให้พี่ชายเล็กติดตาตรึงใจจนลืมไม่ลงเลย”
       ศินีนุชกระดี๊กระด๊าไปซักพักก็นึกได้ว่าพ่อยืนตาเขม็งมองมาอย่างตึงเครียด
       “นุช นุช... ขอตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวจะจัดกระเป๋าไม่ทัน”
       - ศินีนุชกอดแม่เร็วๆหนึ่งกอดแล้วรีบฉากตัวหลบออกไปโดยเร็ว
       “ยังไงผมก็จะไม่ให้ยายนุชไป”
       “คุณมีปัญหาอะไรนักหนาไม่ทราบ ทำไมลูกนุชจะไปตามหาคู่หมั้นคู่หมายไม่ได้ ทำเป็นคนหัวเก่าไม่เข้าเรื่อง หม่อมป้าเอียดยังเห็นดีด้วยเลย ไม่รู้ล่ะ ฉันจะให้ลูกนุชไป แล้วใครก็มาห้ามฉันไม่ได้!”
       ดารณีนุชตัดบทแล้วเดินสะบัดออกไปอย่างไม่ยี่หระ แต่แล้วก็ต้องชะงักกึก
       “คุณหญิง มีอีกเรื่องที่คุณยังเข้าใจผิดอยู่ !”
       ดารณีนุชค่อยๆหันกลับมามอง อยากรู้ว่า อนุพันธ์จะว่าอะไรได้อีก
       “ผมยอมแต่งงานกับผู้หญิงอย่างคุณ ยอมใช้ชีวิตเหมือนตกนรกมากว่ายี่สิบปี ก็เพราะเห็นแก่ท่านพ่อของคุณ ฉะนั้นต่อไป อย่ามากล่าวหาว่า ผมไม่เคยทดแทนบุญคุณท่านพ่อของคุณ”
       อนุพันธ์มองดารณีนุชอย่างเย็นชาแล้วเดินออกไป
       “คุณชายอนุพันธ์ ! แล้วคิดว่าฉันมีความสุขนักหรือที่ได้แต่งงานกับคุณ ชีวิตฉันก็เหมือนตกนรกเหมือนกันที่ต้องอยู่กับผู้ชายไม่มีหัวใจอย่างคุณ”
      
       ม.ร.ว. ดารณีนุช ทั้งโกรธทั้งเจ็บ จนแทบจะเต้นเร่าๆ ทำได้แต่ด่าว่าไล่หลังอนุพันธ์ไปเท่านั้น
ฟากรณพีร์กับชัชวีร์สะพายกระเป๋าและสัมภาระเดินนำมาตรงบริเวณกระท่อมชายป่า ชัชวีร์หันไปมองด้านหลังเพื่อมองหาพรานเกิ้น
      
       “อ้าว! พรานเกิ้นไปไหนแล้ว เมื่อกี้ยังเห็นเดินตามหลังมาอยู่เลย”
       “ไม่เป็นลมก็คงหัวใจวายล้มกลิ้งลงเหวไปแล้วมั้ง”รณพีร์ว่า
       “ทำเป็นพูดเล่นไป ฉันว่า เราย้อนกลับไปดูแกหน่อยดีกว่าว่ะ “
       “บ่ต้องๆ ข้อยมาแล้วเด้อ”
       พรานเกิ้นเดินงกๆ เงิ่นๆ ท่าทางเหนื่อยหอบเข้ามาอย่างช้าๆ
       “ผู้หนุ่มผู้สาวสมัยนี้ใจฮ้อนกันจริงๆ ฟ่าวไปไสกัน จังได๋ป่ากะหนีไปไสดอก ย่างช้าๆ จะได้ชมนกชมไม้ไปด้วย”
       “เราไม่ได้มาเที่ยวนะ พรานเกิ้น เรามาตามหาคน ไหนพรานเกิ้นบอกว่า จะพาเรามาที่จุดพักแรมก่อน คนที่มาเดินป่าที่นี่จะต้องมาพักแรมแถวนี้ก่อนงั้นเหรอ” รณพีร์บอก
       “แม่นแล้ว ไผมาเที่ยวป่าที่นี่ กะต้องมาพักที่เฮือนของป่าไม้ก่อน”
       “พรานเกิ้นหมายถึงบ้านพักป่าไม้งั้นเหรอ” ชัชวีร์ถาม
       รณพีร์กับชัชวีร์หันขวับไปมองกระท่อมโทรมๆ เล็กๆ พังๆ ข้างหน้า
       “นี่นะ บ้านพักป่าไม้ !”
       รณพีร์กับชัชวีร์ถามขึ้นพร้อมกัน
       “แน่ใจนะ”
       พรานเกิ้นหันไปมองกระท่อมอย่างไม่แน่ใจอยู่เหมือนกัน ก่อนรีบควักแผนที่ออกมาดู และมั่วไปเรื่อย
       “แม่นแล้ว ! ที่นี่แหละ บ่ผิดดอก คืนนี้เฮาจะพักกันที่นี่”
       รณพีร์กับชัชวีร์มองหน้ากันอย่างเหวอๆ
      
       รัชชานนท์เดินมาตามทางในป่าอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง ไม่รู้ว่าสร้อยหายไปทางไหน เขาตะโกนเรียก
       “สร้อย ! เธออยู่ไหน”
       รัชชานนท์ชะงักหยุดกึก เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ยังมีทหารเวียงพูคำอยู่ในป่าแห่งนี้ เขาลดเสียงเป็นพึมพำ
       “แล้วจะตามหาตัวได้ยังไงเนี่ย”
       รัชชานนท์มองหารอยเท้าบนพื้น แต่ก็ไม่มีร่องรอยให้ตามหา เขามองไปที่ยอดไม้ไกลๆ เห็นหมอกลอยอยู่จางๆ เหนือหมู่บ้านวลาหก
       “น่าจะกลับไปทางหมู่บ้าน”
       รัชชานนท์ตัดสินใจเดินไปทางหมู่บ้านวลาหก แล้วต้องชะงักได้ยินเสียงสวบสาบข้างหน้า เขาเห็นพงไม้ไหวๆ เหมือนมีการเคลื่อนไหวอยู่ เขารีบดึงปืนจากเอวมาถือไว้ ตั้งรับรอ มีอาการทั้งเกร็งและตื่นเต้น เพราะนึกว่าเป็นทหารเวียงพูคำ
       กระต่ายป่าตัวใหญ่ยักษ์วิ่งแหวกพงไม้ ผ่านหน้ารัชชานนท์ไป เขาปาดเหงื่อถอนใจอย่างโล่งอก เขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเบาๆ จากยอดไม้เหนือหัว
       “เธอใช่มั้ย สร้อย เธออยู่แถวนี้ใช่มั้ย”
       ลูกไม้ป่าถูกขว้างใส่หัวรัชชานนท์อย่างแรงและอย่างจังแบบไม่ยั้งมือ
       “โอ๊ย ! อย่าให้จับตัวได้ล่ะ”
       รัชชานนท์หันไปทางต้นไม้สูงที่เป็นทิศทางของลูกไม้ที่ขว้างมา สร้อยเกาะอยู่บนต้นไม้สูง มีกิ่งไม้ใบไม้บดบังจนไม่เห็นตัว เธอกระโดดจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปอีกต้น และอีกต้นอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งไล่ตามสร้อยไปเรื่อยๆ จนไม่ทันระวังตัว ลื่นไถลล้มหน้าคว่ำลงไป
       สร้อยหยุดกระโดดหนี ยืนเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ก้มหน้าชะโงกดูรัชชานนท์ที่นอนอยู่ที่พื้น
       “สมน้ำหน้า”
       รัชชานนท์ตะเกียกตะกายลุกขึ้น
       “นี่เธอ ! นี่ไม่ใช่เวลาเล่น ลงมาเดี๋ยวนี้”
       “บ่ลง ! เจ้าสิมาจากไส กะกลับไปทางนั้น ไปๆๆ”
       สร้อยเด็ดลูกไม้ใกล้มือขว้างใส่รัชชานนท์อย่างไม่ยั้ง โดยไม่ทันได้มองว่า กิ่งไม้ที่ยืนอยู่นั้นเริ่มจะรับน้ำหนักไม่ไหวและที่สุดก็หักโผละ ! เธอหล่นลงมาจากต้นไม้โดยไขว้คว้าหาที่ยึดไว้ไม่ทัน
       รัชชานนท์กระโดดเข้าไปรับตัวสร้อยไว้แล้ว ทั้งสองคนก็หกล้มกลิ้งหลุนๆไปด้วยกัน เขากอดเธฮไว้ในอ้อมอก กลิ้งไปไม่กี่ตลบก็หยุดแน่นิ่งอยู่กลางฝุ่นและใบไม้แห้งฟุ้งตลบ
       ทั้งคู๋มองหน้ากันนิ่ง สร้อยเพิ่งรู้สึกตัวว่าถูกเขากอดไว้แน่น
       “ปล่อย !”
       “ไม่ปล่อย ! สัญญาก่อนว่าจะไม่หนีไปไหนอีก”
       “บ่ ! บอกให้ปล่อย !”
       “ไม่ !”
       สร้อยดันแล้วถีบยอดอกรัชชานนท์จนกระเด็นออกไป เธอลุกขึ้น ปัดเนื้อปัดตัวแล้วเดินตุปัดตุเป๋ออกไป รัชชานนท์ค่อยๆลุกขึ้น เนื้อตัวยอกไปหมด
      
       รณพีร์ตั้งเต๊นท์พักกำลังจะเสร็จอยู่แล้ว จากนั้นก็ขนฟืนเดินเข้ามากองไว้ตรงหน้าพรานเกิ้นที่กำลังพยายามตีเหล็กจุดกองไฟอยู่
       “โธ่ถัง คุณจะไปเก็บฟืนให้เหนื่อยทำหยัง อยู่เฉยๆเด้อ เดี๋ยวข้อยเฮ็ดทุกอย่างให้เอง แล้วคุณๆจะนอนในเต๊นท์อีหลีบ่ นอนในนั้นจะสบายจังได๋ เข้าไปนอนในกระท่อมดีกว่า ที่นอนหมอนมุ้งมีพร้อม”
       “ไม่ล่ะ ฉันไม่อยากถูกกระท่อมพังลงมาทับตาย นี่พรานเกิ้น ฉันยังไม่อยาก ยังเหลือเวลาอีกเป็นชั่วโมงกว่าพระอาทิตย์จะตก ใกล้ๆแถวนี้มีที่ไหนที่คนเดินป่าชอบไปเที่ยวบ้าง ฉันอยากลองไปสำรวจดู” รณพีร์บอก
       “นั่นซิ ไหนๆเราก็มาถึงแล้ว เราน่าจะเริ่มตามหาพี่ชายเล็กกันเลย”ชัชวีร์ว่า “บ่ได้ๆ มื้อนี้เฮาจะไปไกลกว่านี้บ่ได้ ป่ายังบ่เปิดเด้อ รอมื้ออื่นก่อน รอให้ข้อยทำพิธีเปิดป่าเสียก่อน แล้วพวกเฮาถึงจะเข้าไปในป่าได้”
       “ฉันไม่ไปไกลหรอก ขอเดินดูรอบๆ แถวนี้ อาจจะมีร่องรอยของพี่ชายฉันก็ได้ พรานเกิ้นไปไม่ไหว ก็รออยู่ที่นี่แหละ”
       “ไผบอกว่า ข้อยบ่ไหว ข้อยยังไหวอยู่ ยังมีเรี่ยวมีแรงไปต่อได้เป็นวันๆ ไปๆ คุณๆอยากไปไส บอกมา ข้อยสินำทางให้”
       พรานเกิ้นขยับตัวลุกขึ้นอย่างยากอย่างเย็น ชัชวีร์รีบดันตัวพรานเกิ้นให้ลงนั่ง
       “เชื่อแล้วๆ เราเชื่อแล้วว่าพรานเกิ้นยังไหวอยู่ แต่พรานเกิ้นรออยู่ที่นี่ดีกว่า ไม่งั้นใครจะเป็นคนเตรียมอาหารเย็นล่ะ จริงมั้ย”
       “แม่นแล้วๆ ข้อยควรรออยู่ที่นี่ ข้อยจะได้เฮ็ดข้าวแลงไว้ให้คุณๆ แล้วก็จัดที่หลับที่นอนไว้ให้ เออ...ว่าแต่ มีไผดังไฟเป็นบ่”
       พรานเกิ้นยิ้มแห้งๆแล้วชูแท่งเหล็กจุดไฟกับมีดขึ้นมาให้ดู
       “ข้อยพยายามจุดไฟอยู่นานหลาย จังได๋ๆมันกะบ่ติดซักที !”
      
       รณพีร์กับชัชวีร์ต้องมองหน้ากันอีกครั้งอย่างอ่อนใจ
ส่วนสร้อยเดินโซเซนิดๆตามทางในป่ามาพลางปัดฝุ่นปัดใบไม้ที่ติดผมออก รัชชานนท์เดินตามคว้าแขนสร้อยไว้ รั้งไม่ให้ไปง่ายๆ
      
       “สร้อย...สร้อยฟ้า”
       สร้อยสะบัดตัวออก
       “เอิ้นชื่อนี้อีกแล้ว ข้อยบอกกี่เทื้อแล้วว่า ข้อยชื่อ “สร้อย” ได้ยินบ่ สร้อยๆๆ บ่ใช่ สร้อยฟ้า”
       “ไม่รู้ซิ ฉันว่า เธอเหมาะที่จะชื่อ “สร้อยฟ้า” มากกว่า ฉันจะเรียกเธออย่างนี้แหละ ไม่เหมือนใครดี แล้วนี่หายโกรธฉันหรือยัง”
       สร้อยนิ่งไม่ยอมพูดด้วย
       “ฉันเป็นตัวโชคร้ายจริงๆ ทุกอย่างเป็นเพราะฉัน เพราะเธอต้องช่วยชีวิตฉัน ถึงได้เกิดเรื่องเกิดราวอย่างนี้ ตอนนี้ทางเดียวที่จะหยุดไม่ให้พวกทหารเวียงกลับมาค้นหาพรรคพวกที่หายไป ก็คือ ฉันจะต้องไปมอบตัวกับพวกมัน ถ้ามันได้คนผิดแล้ว มันคงจะไม่กลับมาอีก”
       “บ่ได้ ! เถิงเจ้าไปรับผิดแทนทุกคน ไอ้พวกทหารเวียงกะบ่หยุดตามหาพวกเฮาดอก บ่ต้องฟังที่ข้อยพูดมื้อกี้ ข้อยกำลังเคียด..เคียดที่เฮ็ดอะหยังไอ้พวกชั่วช้าบ่ได้ ได้แต่หลบๆซ่อนๆพวกมันไปวันๆ”
       สร้อยทำใจได้สงบแล้วหันไปมองรัชชานนท์
       “เจ้าเห็นลำธารทางโพ้นบ่ ถ้าเจ้าย่างไปตามลำธารไปทางเหนือเรื่อยๆ เจ้าสิเจอเฮือนของป่าไม้หลังเก่า เจ้าย่างไปต่ออีก บ่เกินห้ากิโลกะสิเจอที่พักของพวกพรานป่า”
       “เดี๋ยวๆ เธอบอกเรื่องนี้ทำไม”
       “เจ้าฟ่าวออกไปจากป่านี้ในตอนที่ยังมีโอกาส อย่าได้เอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เลย ถ้าเจ้ายังห่วงคู่ฮักของเจ้า”
       “ตอนนี้ฉันไม่ได้ห่วงใครเลย นอกจากเธอ สร้อยฟ้า ฉันจะไม่มีวันทิ้งเธอแน่ เหมือนกับที่เธอก็ไม่มีวันทิ้งฉันเหมือนกัน เธอถึงได้กลับมาช่วยฉัน”
       รัชชานนท์มองสร้อยอย่างแน่วแน่ไม่เปลี่ยนใจ
      
       รณพีร์กับชัชวีร์เดินมาจากกระท่อมมาไกลมากแล้ว เขาเดินหารอยเท้าและร่องรอยต่างๆว่า มีผู้คนเคยเดินทางผ่านมาทางนี้หรือไม่
       “แถวนี้เหมือนไม่เคยมีใครเคยผ่านมาเลย ไม่มีรอยเท้า ไม่มีร่องรอยอะไรเลย พนันได้เลย แม้แต่อีตาพรานเกิ้นก็ไม่เคยเหยียบมาที่นี่ บอกให้พามาที่นี่คนเดินป่าเค้ามากัน นี่พามาที่ไหนก็ไม่รู้” รณพีร์บอก
       ชัชวีร์ขำๆ
       “ลุงบุญโฮมรับรองแข็งขันว่า พรานเกิ้นของเรานี่เป็นพรานที่เก่งที่สุด และน่าจะมีอายุการทำงานที่ยาวนานที่สุดด้วย”
       “ปู่แกอายุเฉียดร้อยแล้วล่ะมั้ง นี่แกอาจจะเกิดทันสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วยซ้ำ เวรกรรมอะไรวะเนี่ย ฉันว่านะ นอกจากเราจะตามหาพี่ชายเล็กไม่เจอแล้ว เราอาจจะหลงทางออกไปจากป่านี่ไม่ได้อีกด้วย”
       “ตอนนี้ไม่ต้องพึ่งคนนำทางแล้ว เราต้องพึ่งตัวเองนี่แหละ” ชัชวีร์ว่า
       “ไม่ว่ายังไง ฉันก็ต้องตามหาพี่ชายเล็กให้เจอ ถ้าไม่เจอ ฉันไม่กลับเด็ดขาด”
       ชัชวีร์ตบไหล่รณพีร์อย่างเข้าใจในความเป็นห่วงของรณพีร์ที่มีต่อรัชชานนท์
      
       ฝ่ายรัชชานนท์กับสร้อยลัดเลาะเข้ามาตามทางในป่า เธอหันไปมองเขาที่เดินตามมาอย่างเงียบๆ
       “ทางพู้นมีถ้ำพอสิให้พักแรมได้ คืนนี้เฮาสิไปพักที่พู้นกัน”
       “เธอไม่ไล่ฉันกลับไปแล้วใช่มั้ย”
       “ข้อยบ่ชอบบังคับไผ เจ้าอยากอยู่กะอยู่ไป อย่าเสียใจทีหลังกะแล้วกัน”
       “แล้วเธอล่ะเสียใจมั้ยที่กลับมาช่วยฉัน”
       “เสียใจ”
       “อ้าว ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ”
       “ถ้าข้อยฮู้ว่า เจ้าขึ้นมาจากหลุมดักสัตว์เองได้ ข้อยบ่กลับมาช่วยเจ้าให้เสียแฮงดอก นี่พ่อใหญ่คงเคียดข้อยหลาย ข้อยบ่เคยเห็นพ่อใหญ่มองข้อยจังสั้นมาก่อนเลย...มองแบบอยากเฆี่ยนข้อยเต็มทน จังสั้นน่ะ”
       “พ่อใหญ่ไม่ได้โกรธเธอหรอก ท่านเป็นห่วงมากกว่า”
       “พ่อใหญ่บ่เป็นห่วงข้อยดอก เพิ่นฮู้ว่า ข้อยเอาโตรอดได้อยู่แล้ว ไอ้ทหารเวียงตัวใดกะจับข้อยบ่ได้”
       “นั่นเสียงอะไร ใช่พวกมันหรือเปล่า”
       เสียงสวบสาบเหมือนคนเดินแหวกพงหญ้าไหวๆเข้ามาตรงหน้า
       ในพริบตาเดียวทหารเวียงพูคำ 2 คนก็พรวดพราดออกมาจากพงหญ้า รณพีร์กับชัชวีร์กำลังเดินตามดูร่องรอยของรัชชานนท์อยู่ ทั้งสองไม่ทันระวัง ไม่คิดว่าจะมีใครคนอื่นอีก ต้องชะงักแปลกใจ ทหารเวียงพูคำ 2 คนคว้าปืนออกมาจ่อไปที่รณพีร์กับชัชวีร์
       ในเวลาแทบจะนาทีเดียวกันนั้น ทั้งสองหนุ่มก็คว้าปืนออกมาตั้งรับ เตรียมพร้อมจะดวลกับทหารทั้งสองคน
      
       ฝ่ายทหารจับปืนมั่น เหงื่อกาฬแตกพลัก ในบรรยากาศเครียดขึง เช่นเดียวกับฝ่ายรณพีร์กับชัชวีร์ ที่พร้อมจะเหนี่ยวไกได้ทุกเมื่อ!!
กระต่ายป่าตัวใหญ่ยักษ์วิ่งออกมาจากพงหญ้าที่ไหวไปมานั้น รัชชานนท์กับสร้อยที่ยืนเกร็งรอรับสถานการณ์อยู่ ค่อยผ่อนคลายอย่างโล่งอก
      
       "โธ่เอ๊ย ไอ้ตัวนี้อีกแล้ว ท่าทางมันวอนอยากจะเป็นอาหารเย็นของเรานะ เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง"
       "อย่า!"
       สร้อยรั้งตัวรัชชานนท์ไว้ก่อนที่เขาจะเล็งปืนไปที่กระต่ายป่า
       "ปล่อยมันไปเถอะ มันน่าฮักออก ข้อยกินมันบ่ลงดอก พ่อใหญ่กะบ่ชอบให้ไผล่าสัตว์โดยบ่จำเป็น"
       "ไม่ก็ไม่ ฉันเองก็ไม่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเหมือนกัน แต่เห็นว่าเราไม่มีเสบียงอะไรติดมาเลย"
       "อยู่ในป่า บ่ต้องย่านอดตายดอก อะหยังๆ กะกินได้ทั้งนั้น แต่ตอนนี้เฮาฟ่าวไปหาที่พักกันก่อนดีกว่า"
       รัชชานนท์มองสร้อยแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู
       "ผู้หญิง...ยังไงก็เป็นผู้หญิงวันยันค่ำ ใจอ่อน ขี้สงสาร แต่ทำไมสงสารเจ้ากระต่ายตัวนั้น แต่ไม่สงสารฉันบ้างล่ะ แกล้งทิ้งฉันไว้คนเดียวในป่าได้ลงคอ"
       "กะเจ้ากระต่ายตัวนั้นมันน่าฮัก แต่เจ้ามันขี้เดียดหลาย !"
       สร้อยเผลอตัวค้อนควักใส่แล้วเดินออกไป รัชชานนท์มองตามแล้วแอบอมยิ้ม
      
       บริเวณชายป่า รณพีร์กับชัชวีร์ต่างถือปืนอย่างระวังให้กัน พร้อมประจันหน้ากับทหารเวียงพูคำ 2 คน
       รณพีร์บอกกับชัชวีร์
       "พวกทหารเวียงพูคำ"
       ทหารคนที่ 1ถาม
       "พวกเจ้าเป็นไผ มาเฮ็ดอะหยังที่นี่"
       "เราต่างหากที่ควรจะถามว่า พวกแกมาทำอะไรที่นี่"
       ทหารคนที่ 2 บอก
       "เฮามาตามหาคน ! พวกเจ้ามากันแค่สองคน หรือว่ามีผู้อื่นอีก"
       "เราไม่จำเป็นต้องตอบ พวกแกไม่รู้หรือยังไงว่า กำลังยืนอยู่บนผืนแผ่นดินไทย มีสิทธิ์อะไรถึงได้ใช้ปืนข่มขู่ซักถามกันอย่างนี้ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวเก็บปืน แล้วกลับไปซะ" ชัชวีร์บอก
       ทหารคนที่ 1 บอก
       "บ่ ! ถ้าพวกเจ้าบ่ตอบ กะต้องไปกับพวกเฮา"
       รณพีร์กับชัชวีร์สับไกปืน เตรียมเหนี่ยวปืนยิงดวลกับพวกทหาร พรานเกิ้นถือกระติกน้ำเดินเซ่อซ่าผ่าเข้ามากลางวงอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้
       " คุณชาย ! คุณชัช ! มาเฮ็ดอะหยังตรงนี้ครับ"
       ทหารเวียงทั้งสองมองพรานเกิ้นอย่างงงๆ
       รณพีร์กับชัชวีร์ฉวยโอกาสที่ทหารเวียงพูคำกำลังเผลอ พุ่งชาร์ตตัวจนทั้งสองล้มลง พรานเกิ้นตกใจถอยกรูด ลุ้นอย่างหวาดเสียว มองดูรณพีร์กับชัชวีร์ตะลุมบอนกับพวกทหาร
       ทั้งรณพีร์และชัชวีร์จัดการคว่ำทหารเวียงทั้งสองลงพื้นอย่างง่ายดาย
      
       รณพีร์กับชัชวีร์มัดมือทหาร 2 คนด้วยเชือกแล้วลากตัว มาถึงที่พัก พรานเกิ้นหอบกระติกน้ำและอาวุธปืนของพวกทหารเดินลากเท้าตามมาทางด้านหลัง ทหารถูกรณพีร์กับชัชวีร์มัดไว้กับต้นไม้
       "แล้วเราจะทำยังไงกับไอ้สองคนนี้ดีวะ ไอ้ชัช"
       "เราคงต้องส่งพวกมันไปให้ทางการจัดการโดยด่วน ต่อไปทางเวียงพูคำจะได้ไม่ส่งทหารเข้ามาลาดตระเวนในป่าของเราตามใจชอบอย่างนี้" ชัชวีร์บอก
       "แล้วเรื่องพี่ชายเล็กล่ะ"
       "เอาอย่างนี้แล้วกัน ฉันกับพรานเกิ้นจะจัดการเรื่องทหารเวียงเอง ส่วนนายก็ไปตามหาพี่ชายเล็กต่อ"
       รณพีร์หันไปมองพรานเกิ้นที่กำลังรวบรวมปืนและอาวุธของทหารเวียงพูคำเป็นกองเดียวกัน ฝ่ายพรานเกิ้นหยิบจับอะไรก็หลุดร่วงจากมือไปอย่างน่าหวาดเสียวว่า จะทำปืนลั่นใส่ตัวเอง
       "ฉันไปกับนายดีกว่าว่ะ ขืนปล่อยให้นายไปกับพรานเกิ้น มีหวังไม่ได้ออกไปจากป่านี้แน่"
       พรานเกิ้นกระย่องกระแย่งเข้ามาหารณพีร์กับชัชวีร์
       "อาหารเย็นพร้อมแล้วครับ คุณชาย คุณชัช"
       "เรายังไม่ได้ขอบใจพรานเกิ้นเลย ที่ไปเจอเราได้จังหวะพอดี ไม่งั้นเราคงจัดการกับทหารเวียงไม่ได้ง่ายอย่างนี้ ขอบใจนะ พรานเกิ้น ว่าแต่ตามไปเจอเราได้ยังไง" ชัชวีร์บอก
       "นั่นน่ะซิ เราก็ไม่ได้บอกพรานเกิ้นไว้ว่า เราจะไปทางไหน" รณพีร์บอก
       พรานเกิ้นพูดประสาซื่อๆ
       "ข้อยกะบ่คิดว่าจะได้ไปเจอคุณๆคือกัน เออ คือ ข้อยออกไปหาน้ำ แล้วหลงทาง"
       รณพีร์กับชัชวีร์ต่างร้องเสียงหลง
       "หลงทาง !"
       พรานเกิ้นยิ้มกว้างจนเห็นเหงือก
       "แม่นแล้วครับ ข้อยเดินหลงทางกลับที่พักบ่ถูก แต่โชคดีแท้ที่ไปเจอคุณๆ เข้า บ่จังสั้นกะบ่ฮู้ว่าจะกลับมาที่นี่จังได๋คือกัน"
       "พรานมือหนึ่งเดินหลงป่า เยี่ยมจริงๆ !" รณพีร์บอก
       รณพีร์กับชัชวีร์มองหน้ากันอย่างหน่ายใจ
      
       ถ้ำเร้นลับในป่า รัชชานนท์ร้องดีใจที่ก่อกองไฟอยู่อย่างขะมักเขม้น ใบหน้ามีรอยดำเป็นปื้น,เหงื่อแตกพลั่ก
       " สำเร็จ !"
       รัชชานนท์ปาดเหงื่อมองกองไฟกองน้อยๆอย่างภูมิใจ ชั่วอึดใจสร้อยห็ก้าวเท้าฉับเข้ามากระทืบกองไฟจนดับฟึ่บ รัชชานนท์เงยหน้ามอง อ้าปากค้าง
       สร้อยไปหาน้ำดื่มเพิ่งกลับมา ในมือมีกระบอกไม้ไผ่หลายกระบอก
       "เฮ้ย ! ทำอะไรน่ะ รู้มั้ยว่า ฉันจุดอยู่เป็นชั่วโมงกว่าจะจุดไฟติด"
       "ไผบอกให้เจ้าดังไฟ อยากให้ไอ้พวกทหารเวียงตามเฮาเจอหรือจังได๋ เจ้านี่เซ่อบ่แพ้บักจ่อยมันเลย"
       "ฉันก็ลืมคิดไป แต่ก่อกองไฟกองเล็กๆ คงไม่เป็นอะไรล่ะมั้ง ถ้าไม่อย่างนั้นคืนนี้ได้หนาวตายล่ะ"
       "หนาวกะต้องทนเอา หนาวซำนี้บ่เฮ็ดไผตายดอก แต่ถ้าเจ้าตายไปอีหลี ข้อยสิฝังศพเจ้าอย่างดีเลย บ่ต้องเป็นห่วง"
       สร้อยนั่งลงข้างรัชชานนท์ แล้วส่งกระบอกไม้ไผ่ให้
       รัชชานนท์อ้อนแบบล้อๆ
       "แล้วเธอจะปล่อยให้ฉันหนาวตายจริงๆ หรือ สร้อยฟ้า"
       "ข้อยบ่ได้ชื่อสร้อยฟ้า"
       สร้อยตัดความรำคาญ
       "เอาเถอะๆ ท่าทางเจ้าคงสิมีชีวิตอยู่บ่นาน อยากเอิ้นข้อยว่าอะหยังกะเอิ้นไป ตามใจ !"
       รัชชานนท์กำลังดื่มน้ำจากกระบอกไม้ไผ่อยู่แทบสำลัก
       "อ้าว ! ทำไมมาแช่งกันอย่างนี้ล่ะ"
       "ข้อยบ่ได้แช่ง ผู้ชายเจ้าชู้อย่างเจ้า มีคู่ฮักแล้วแต่กะชอบเว้าสาวไปทั่ว ระวังเถอะ ไปเว้าสาวที่มีเจ้าของแล้ว ได้ถูกปืนส่องเข้าซักเทื้อ เจ้าสิเว้าสิเฮ็ดอะหยังกะคึดฮอดใจคู่ฮักที่นอนพะงาบๆอยู่ที่เฮือนแม่เฒ่าบ้าง"
       "เธอเข้าใจผิดแล้ว จันทาไม่ใช่คู่รักของฉัน"
       สร้อยมองรัชชานนท์เกิดอารมณ์ดีใจขึ้นมาวูบหนึ่งโดยไม่รู้ว่าทำไม
       "ข้อยบ่เชื่อ"
       "จันทาไม่ใช่คู่รักของฉันจริงๆ ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยรักผู้หญิงคนไหนเลย แล้วก็ไม่คิดว่า จะเจอผู้หญิงคนไหนที่จะทำให้ฉันรักได้ จนกระทั่ง..."
       รัชชานนท์จ้องสร้อยนิ่งแล้วค่อยๆยื่นหน้าไปใกล้หน้าสร้อย แกล้งจ้องจนทำให้สร้อยเคอะเขินได้
       "จนกระทั่งอะหยัง..."
       "จนกระทั่งฉันได้เจอเธอ" รัชชานนท์เสียงอ่อนหวาน
       สร้อยนิ่งอึ้งนึกว่า รัชชานนท์กำลังจะบอกความในใจ
       "นาทีที่ฉันได้เจอเธอ เป็นนาทีเฉียดความตาย เมื่อฉันรอดจากเงื้อมมือมัจจุราชมาได้ ฉันก็เลยตั้งใจแน่วแน่ว่า ฉันจะต้องรีบหาเมียก่อนตาย ไม่งั้นเสียชาติเกิด เธอว่าจริงมั้ยล่ะ !"
       สร้อยนิ่งอึ้ง ไม่คิดว่ารัชชานนท์จะหักมุมตัดอารมณ์ด้วยมุขทะเล้นอย่างนี้
       "อยากมีเมีย แล้วมาบอกข้อยเฮ็ดหยัง ! หลอกให้ฟังอยู่นานสองนาน"
       สร้อยผลักรัชชานนท์ให้ออกไปห่างๆแล้วลุกขึ้น
       "นั่นจะไปไหน"
       "ไปนอนน่ะซิ เจ้านอนหม่องนี้ ข้อยสินอนพู้น ห้ามเจ้าเหยียบเข้าไปในถ้ำ เข้าใจบ่"
      
       สร้อยเดินตึงตังเข้าไปข้างในถ้ำ ปล่อยให้รัชชานนท์อยู่ปากถ้ำมองตามไปอย่างขำๆ
      
       อีกฟากหนึ่ง บริเวณกระท่อมชายป่า ชัชวีร์นั่งอยู่หน้ากองไฟหน้าเต็นท์ รณพีร์เข้ามานั่งข้างๆ พลางส่งขวดเหล้าดีบุกให้
      
       "แก้หนาวซักหน่อยมั้ย"
       ชัชวีร์รับขวดเหล้าดีบุกมาจิบพอแก้หนาวแล้วส่งคืนไป
       "พอเรากลับเข้าเมือง คงต้องไปหาที่โทรศัพท์ โทรไปขอลางานต่ออีกสองสามวัน แล้วนี่นายบอกคุณลุงอนุพันธ์หรือเปล่าว่า นายมากับฉัน" รณพีร์บอก
       "เปล่า...จะต้องบอกทำไม"
       "นายนี่ชอบทำเหมือนคนอยู่ตัวคนเดียว ถึงคุณป้าหญิงจะไม่ยอมรับนาย แต่นายก็ยังมีคุณลุงอนุพันธ์นะโว้ย ท่านไม่ค่อยแสดงออกแต่ฉันก็รู้ว่า ท่านรักนายอย่างกับอะไรดี ท่านอาจจะมีเหตุผลของท่านก็ได้ที่ไม่ยอมบอกนายเรื่องแม่"
       "เหตุผลอะไรวะ นอกจาก...แม่ไม่ได้ตั้งใจจะมีฉัน หรืออาจจะทั้งพ่อทั้งแม่เลยก็ได้ที่ไม่ได้ตั้งใจให้ฉันเกิดมา"
       "นายก็คิดไปในแง่ร้ายไปได้ ฉันเชื่อว่า ซักวันนึงคุณลุงต้องบอกนายแน่ว่า แม่ของนายเป็นใคร"
       "ถึงตอนนั้นฉันคงไม่อยากรู้แล้ว ช่างเถอะๆ แม่ฉันจะเป็นใครก็ช่าง ฉันไม่สนใจแล้ว"
       "แต่ฉันรู้ว่า นายสนใจ...นี่เป็นเรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจนายมาตลอดชีวิต"
       ชัชวีร์รีบเปลี่ยนเรื่อง
       "นายเฝ้ายามกะแรกแล้วกันฉันไปนอนก่อน เดี๋ยวเที่ยงคืนค่อยมาผลัดเวรยามกัน"
       ชัชวีร์ลุกขึ้นเดินดุ่มๆ มุดเข้าไปในเต๊นท์นอน รณพีร์มองตามอย่างเข้าใจเพื่อน
      
       ในอดีตเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ... ผืนป่ากว้างตกอยู่ในความมืด มีเพียงแสงจันทร์ส่องสว่างลางๆ หมอกจางๆเริ่มลอยมาแล้วแผ่ขยายปกคลุมจนมองไม่เห็นอะไร ผืนป่าเห็นแต่มวลหมอกเต็มไปหมด
       ภาพความทรงจำในวัยเด็กของสร้อย เจ้าตัวฝันถึงอยู่บ่อยครั้ง
       มวลหมอกที่ปกคลุมผืนป่าเปลี่ยนเป็นฝุ่นสีแดงฟุ้งตลบบนถนนลูกรัง ชาวเวียงพูคำกำลังอพยพกันอย่างอลหม่าน ผู้คนพากันหลั่งไหลมาจากทุกทิศทุกทาง
       สร้อยเห็นส่องดาวในชุดสาวชาวบ้านจับมือชัชวีร์ไว้แน่น เธอพยายามเดินแทรกตัวฝูงชนเข้ามาหาสร้อย และยื่นมือไขว่คว้ามาที่สร้อย
       สร้อยที่พ่อใหญ่อุ้มอยู่ ยื่นมือมาที่เจ้าส่องดาว พยายามจับมือแม่ไว้ มือของส่องดาวเอื้อมมือมาจับมือสร้อยไว้แล้วก็เลื่อนหลุดออกไป
       เจ้าส่องดาวกับชัชวีร์ถูกกลืนหายไปในฝูงชนที่ถาโถมเข้าใส่
       สร้อย ดิ้นรนร้องไห้ ยื่นมือไขว่คว้าหาแม่จนสุดมือเอื้อมแต่ก็เอื้อมไม่ถึง
      
       สร้อยนอนหลับอยู่ข้างในถ้ำ ขยับตัวไปมาอย่างกระสับกระส่ายและละเมอเสียงดัง
       " อย่า...อย่าไป... อย่า !"
       สร้อยละเมอร้องไห้เสียงดัง เอื้อมมือไขว่คว้าเหมือนมีใครอยู่ตรงหน้า
       "อย่าไป !"
       รัชชานนท์ถลาเข้ามาจับมือสร้อยไว้
       "สร้อยฟ้า ! เป็นอะไร"
       สร้อยสะดุ้งตื่นโผเข้ากอดรัชชานนท์ ร้องไห้ต่อเหมือนยังอยู่ในความฝัน
       "อย่าไปนะ อย่าไป..."
       รัชชานนท์กอดสร้อยไว้แนบอก ลูบไหล่ลูบหลังปลอบใจ
       "ไม่ต้องร้อง แค่ฝันร้ายเท่านั้น ตอนนี้เธออยู่กับฉัน จำได้มั้ย"
       "ฝันร้าย บ่เหมือนฝันเลย"
       สร้อยเงยหน้าขึ้นมอง เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในอ้อมกอดรัชชานนท์อยู่ เขาก้มลงมามองสร้อยอย่างเป็นห่วง ใกล้จนลมหายใจรดแก้มของเธอ
       "เจ้า ! เจ้าเข้ามาเฮ็ดหยัง"
       สร้อยรีบผลักรัชชานนท์ออกไปแล้วถดตัวถอยหนี ทั้งเก้อเขิน ทั้งโกรธ
       "ข้อยสั่งแล้วว่า ห้ามเจ้าเข้ามา ! อยากตายใช่บ่"
       "ฉันได้ยินเสียงเธอร้อง จะไม่ให้เข้ามาดูได้ยังไง ทำบุญบูชาโทษแล้วมั้ยล่ะ"
       รัชชานนท์มองสร้อยอย่างขำปนระอาใจแล้วเดินออกจากถ้ำ สร้อยมองตาม ภาพฝันร้ายเมื่อครู่วูบเข้ามาในหัวอีก
       เธอเห็นส่องดาวกับชัชวีร์หลุดหายเข้าไปในฝูงชนที่อลหม่านมีฝุ่นฟุ้งตลบ
      
       ในบรรยากาศวุ่นวายสับสนของฝูงชนที่กำลังลี้หนีภัยจากเวียงพูคำ เสียงปืนเสียงระเบิดดังลั่นตลอดเวลา กลุ่มทหารเวียงพูคำไล่ล่ากลุ่มบ้านที่หอบสัมภาระหนีออกจากประเทศตัวเองข้ามแดนมาที่ฝั่งไทย บางกลุ่มหนีข้ามมาทัน บางกลุ่มถูกยิงล้มตายไป
       ชัชวีร์จับมือส่องดาวไว้ ส่องดาวหันไปมองไปด้านหลังตลอดเวลา ชัชวีร์หันไปเห็นใครบางคนที่ตามมาได้ทัน แล้วดึงตัวชัชวีร์และส่องดาวฝ่าฝูงชนสวนทางออกไป
       ชัชวีร์ยื่นมือไปจับมือใหญ่หนาที่ใส่แหวนเจ้าหลวง ชัชวีร์เห็นพ่อใหญ่ในภาพเลือนลางมองไม่ชัดว่าเป็นใคร เห็นแต่มือที่ยื่นมาและแหวนเจ้าหลวงที่นิ้วชี้เท่านั้น
       ระเบิดลงตูมใหญ่ที่เบื้องหลังพ่อใหญ่ ฝูงชนที่อยู่รอบๆแตกฮือหนีตายกันอลหม่านยิ่งกว่าเดิม เสียงปืนดังขึ้น ท่ามกลางเสียงคนร้องเรียกกัน เสียงร้องไห้จ้าของเด็กน้อยดังขึ้นสับสนไปหมด มือของพ่อใหญ่เลื่อนหลุดไปจากมือของชัชวีร์
       ชัชวีร์ผวาจะคว้ามือพ่อใหญ่ไว้แต่ไม่ทัน เขาเห็นเพียงด้านหลังของพ่อใหญ่ที่อุ้มสร้อยหายไปกับฝูงชน ส่องดาวดึงชัชวีร์กลับมาให้หนีไปอีกทาง ชัชวีร์ดิ้นรนไม่ยอมไปกับส่องดาว
       "ปล่อย ปล่อย"
      
       ภาพฝันของชัชวีร์ดูรุนแรงสับสนกว่าภาพฝันเลือนๆ ของสร้อย ภาพจำในอดีตมันน่ากลัวจนทำให้ชัชวีร์จำความตอนเด็กไม่ได้เลย
ชัชวีร์นอนหลับกระสับกระส่ายอยู่ในเต็นท์ ภายในกระท่อมกลางป่า เขาร้องละเมอออกมา
      
       "ปล่อย ปล่อย"
       ชัชวีร์สะดุ้งเฮือกตื่นจากฝันร้าย เหงื่อท่วมตัวลุกพรวดขึ้นนั่ง
       "ปล่อย!"
       รณพีร์เปิดเต็นท์โผล่หน้าเข้ามาดู
       "เป็นอะไรวะ ฝันร้ายอีกแล้วล่ะซิ"
       "เออ..ฝันร้าย ฉันคงนอนไม่หลับแล้วล่ะ ฉันเฝ้ายามต่อให้เอง"
       รณพีร์ถอยออกให้ชัชวีร์มุดเต็นท์ออกไป
      
       รัชชานนท์กำลังก่อไฟขึ้นกองเล็กๆ สร้อยเดินมานั่งข้างๆรัชชานนท์ไม่พูดไม่จา เขากางมือกางไม้กางกั้นไม่ให้สร้อยเข้ามายุ่งกับกองไฟ
       "อย่านะ อย่ามาดับกองไฟของฉันอีก ยังไงฉันก็ต้องก่อไฟล่ะ เห็นมั้ย เธอหนาวจนนอนฝันร้ายเลย"
       สร้อยมองรัชชานนท์ด้วยสีหน้าเฉยๆ ไม่คิดจะดับกองไฟอีก
       "ข้อยบ่ได้หนาวจนนอนฝันร้าย ข้อยฝันร้ายจังซี้บ่อยๆ บ่ฮู้เป็นอะหยัง ฝันเฮื่องเดิมซ้ำๆซากๆ"
       "เธอฝันว่าอะไร"
       "ข้อยมักสิฝันถึงผู้หญิงผู้นึง เป็นไผกะบ่ฮู้ ข้อยบ่เคยเห็นหน้า ช่างมันเถอะ มันกะเป็นแค่ความฝัน"
       "แต่ถ้าเธอฝันเรื่องเดิมอยู่บ่อยๆ มันอาจจะไม่ใช่เป็นแค่ความฝันก็ได้ มันอาจจะเป็นเหตุการณ์ที่เธอเคยเจอ แล้วต้องเป็นเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจเธอทีเดียว เธอถึงได้เก็บมาฝัน"
       "ข้อยกะเคยคิดจังสั้น ผู้หญิงที่ข้อยฝันถึงอาจสิเป็นแม่ของข้อย แต่ข้อยบ่มีวันฮู้ดอก เกิดมาข้อยบ่เคยเห็นหน้าแม่ รูปซักใบกะบ่มี"
       "เกิดอะไรขึ้นกับแม่ของเธอเหรอ ท่านไม่ได้หนีมากับเธอด้วยหรือไง"
       "แม่หนีมากับพวกเฮาด้วย แต่พลัดหลงกันตอนข้ามมาที่ฝั่งไทย พ่อใหญ่ให้คนตามหาอยู่หลายปี แต่กะบ่เจอ แม่คงตายไปแล้ว พ่อใหญ่เถิงบ่ยอมเว้าเฮื่องแม่อีก"
       "แล้วเธอมีพี่น้องอีกหรือเปล่า"
       "บ่มี พ่อใหญ่มีข้อยคนเดียว ข้อยคึดเสมอว่า ข้อยสิต้องตอบแทนบุญคุณของพ่อใหญ่ บ่ว่าจังได๋ ข้อยกะสิพาพ่อใหญ่กลับเวียงพูคำแผ่นดินเกิดให้ได้ !"
       "ฉันจะช่วยเธอเอง สร้อยฟ้า !"
       "เจ้าบ่ใช่คนเวียงพูคำ บ่ใช่เฮื่องของเจ้าที่มาตายเพื่อผู้อื่น"
       "แต่ฉันรอดตายก็เพราะคนเวียงพูคำคนนี้ได้ช่วยฉันไว้..."
       รัชชานนท์ดึงมือสร้อยมากุมไว้
       "เธอเสี่ยงตายช่วยชีวิตฉันไว้ แล้วทำไมฉันเสี่ยงตายช่วยเธอบ้างไม่ได้ เมื่อไหร่ที่เธอกลับไปเวียงพูคำ ฉันจะไปกับเธอด้วย ฉันให้สัญญา !"
       สร้อยรีบดึงมือออกอย่างเก้อเขิน รัชชานนท์มองสร้อยนิ่ง ท่าทางบอกถึงความจริงจังและแววตาฉายความจริงใจ
      
       ชัชวีร์นั่งจิบเหล้าจากขวดเหล้าดีบุกเงียบๆอยู่หน้ากองไฟ รณพีร์เดินมานั่งข้างๆแล้วดึงขวดเหล้าจากชัชวีร์มากินบ้าง
       รณพีร์พูดพลางมองนาฬิกาข้อมือ
       "ฉันก็นอนไม่หลับเหมือนกันว่ะ ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ตอนนี้ฉันกับพี่ชายเล็กน่าจะอยู่กับสาวๆที่โลลิต้าหรือไม่ก็มูแลงรูจ ถ้านายยอมออกไปเที่ยวกับฉันบ้าง คงไม่ต้องนอนฝันร้ายอย่างนี้บ่อยๆหรอกวะ รับรองได้นอนฝันหวานทุกคืน ว่าแต่นายฝันถึงอะไร ไม่เคยยอมเล่าให้ฟังเลย"
       "ฝันไม่เป็นเรื่องเป็นราวน่ะ ฝันเหมือนอยู่ในสนามรบ"
       "ต้องเป็นตอนที่เราไปซ้อมรบทางอากาศที่ลพบุรีแน่ๆ ตอนนั้นนายเกือบทำเครื่องบินตก รอดตายมาอย่างหวุดหวิด นายถึงได้เก็บมาฝันเป็นตุเป็นตะอยู่นานอย่างนี้"
       "ไม่ใช่หรอกว่ะ ฉันฝันร้ายแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ในฝันฉันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เป็นที่ที่ฉันไม่รู้จัก ฉันเห็นทหาร เห็นชาวบ้านแต่งตัวแปลกๆ แล้วก็เห็นผู้ชายคนนึง... ฉันไม่เห็นหน้าหรอกนะว่า เค้าเป็นใคร แต่ฉันกลับรู้สึกคุ้นเคยเหมือนคนที่ฉันเคยรู้จัก"
       "นายอย่าไปจริงจังนักเลย มันก็เป็นแค่ความฝัน คนเราฝันได้สารพัดสารเพ ฉันยังเคยฝันว่าได้ควงวิเวียน ลีห์ไปเต้นรำที่สวนอัมพรฯเลย ในฝันฉันรู้สึกคุ้นเคยกับเธอราวกับรู้จักมานาน ตื่นมายังรู้สึกเหมือนไม่ใช่ความฝัน แต่มันก็เป็นแค่ความฝันล่ะว้า"
       "เออๆ มันก็แค่ความฝัน...ฉันก็อยากให้มันเป็นแค่ความฝันจริงๆ"
       ชัชวีร์นิ่งคิดถึงความฝันที่โหดร้ายที่ฝันถึงอยู่บ่อยๆ
      
       หมู่บ้านวลาหกในตอนเช้ามืด พ่อใหญ่นั่งอยู่ที่เดิมในเรือน เขานั่งอยู่ตั้งแต่เมื่อคืนจนเช้าด้วยความเป็นห่วงสร้อย พ่อใหญ่ค่อยๆเก็บรูปถ่ายของส่องดาวไว้ในสมุดบันทึก จากนั้นเปิดหีบใบเล็กบนโต๊ะเพื่อวางสมุดบันทึกลงในหีบใบเล็ก ในหีบใบนั้นมีสร้อยพร เครื่องประดับของส่องดาว 2-3 ชิ้นและแหวนเจ้าหลวงวางอยู่ด้วย
       หลังปิดหีบใบเล็กลง พ่อใหญ่ค่อยๆขยับหยิบไม้ค้ำยันมาพยุงตัวเองลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง
       "เจ้าสร้อย...กลับบ้านได้แล้วเด้อ"
       พ่อใหญ่ยืนนิ่งคิดถึงสร้อยอย่างกังวล
      
       บริเวณถ้ำในป่า กองไฟดับไปแล้ว คงมีแต่ควันลอยขึ้นบางๆ สร้อยนอนหลับอยู่ที่ปากถ้ำ ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นแล้วก็ตาโพลงเปิดกว้างด้วยความตกใจ เมื่อพบว่า ตัวเองนอนพิงอกรัชชานนท์อยู่ เธอรีบขยับจะลุกขึ้น
       รัชชานนท์ตื่นแล้ว แต่แกล้งทำหลับโอบไหล่สร้อยรั้งตัวไม่ให้ลุกขึ้น สร้อยพยายามลุกออกไปก่อนที่เขาจะตื่น แต่มือกาวของรัชชานนท์ยังรั้งสร้อยไว้อยู่ ! เธอเหลือบตาไปเห็นตาของเขาที่หลับไม่สนิท ขยับไปมาใต้เปลือกตา ก็รู้ว่าแกล้งหลับอยู่
       สร้อยถองศอกใส่รัชชานนท์อย่างแรง จนเขาร้องลั่น
       " โอ๊ย!"
       รัชชานนท์ถูกถองจนตัวงอจนต้องปล่อยมือจากสร้อย
       "สมน้ำหน้า อยากแกล้งหลับดีนัก"
       สร้อยสะบัดตัวลุกขึ้นจากรัชชานนท์มาได้ เขาจำยอมลุกขึ้นตามอย่างเสียดาย
       "ก็ฉันไม่อยากตื่นนี่นา มีคนนอนเบียดจนหายหนาว นอนหลับอุ่นสบายจนไม่อยากจะลุกเลย"
       สร้อยมองตาขวาง
       "แล้วเป็นหยังบ่ปลุก ปล่อยให้ข้อยนอนเบียดเจ้าอยู่ได้"
       รัชชานนท์ยิ้มกวน
       "ดุอย่างนี้ ใครจะไปกล้าปลุกล่ะ ก็ต้องปล่อยเลยตามเลย ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ถือสา จะไปกันเลยใช่มั้ย ไป ฉันจะพาเธอกลับไปหมู่บ้านวลาหกเอง ไม่ว่ายังไงวันนี้เราต้องกลับไปให้ได้"
       "ข้อยต่างหากที่สิพาเจ้ากลับไป ข้อยเป็นผู้นำ เจ้าเป็นผู้ตาม เข้าใจบ่"
      
       สร้อยรีบเดินออกไปโดยเร็ว รัชชานนท์เดินตามไปอย่างว่าง่าย ขี้เกียจเถียงด้วย
ขณะเดียวกันตรงบริเวณกระท่อมชายป่า รณพีร์กับชัชวีร์ช่วยกันเก็บเต็นท์และดับกองไฟจนเสร็จเรียบร้อยพร้อมเดินทาง
      
       "เรารีบออกเดินทางกันเลยดีกว่า ไอ้พีร์"
       รณพีร์มองไปทางเดินเข้าป่าอย่างเสียดายที่ไปต่อไม่ได้
       "ฉันรู้สึกเหมือนพี่ชายเล็กอยู่ใกล้ๆตรงนี้นี่เอง เหมือนเดินต่อไปอีกนิดเดียวก็จะได้เจอกันแล้ว"
       "ถ้านายจะเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ"
       "ไม่ล่ะ ตอนนี้เราต้องเก็บเรื่องส่วนตัวไว้ก่อน เราจัดการเรื่องทหารเวียงพูคำเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี หลังๆมานี่รู้ข่าวมาว่า ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่นี่หย่อนยานเหลือเกิน ปล่อยพวกทหารเวียงข้ามมาฝั่งไทยโครมๆราวกับเป็นประเทศของตัวเอง"
       "ถ้าทางจังหวัดรู้เรื่องที่พวกทหารเวียงเพ่นพล่านไปทั่วตามอำเภอใจอย่างนี้ คงเริ่มขยับทำอะไรบ้างล่ะทีนี้ แล้วนี่ไม่รู้พรานเกิ้นให้ข้าวให้น้ำกับไอ้สองคนนั่นเสร็จหรือยัง"
       รณพีร์หันไปมองที่ทหารเวียงพูคำสองคนที่ถูกมัดอยู่กับต้นไม้ แล้วหันไปสะกิดให้ชัชวีร์หันไปดู
       พรานเกิ้นถือจานข้าวและกระติกน้ำนั่งหลับนกอยู่ใกล้ๆทหารทั้งสองที่ทำตาปริบๆอยู่
       "ขอบใจว่ะ ที่ไม่เปลี่ยนใจ ! ถ้านายไม่ไปด้วย ฉันว่า ไม่รอดแน่"
       ชัชวีร์ตบไหล่รณพีร์อย่างขำๆ
      
       ภายในห้องรับแขก วังจุฑาเทพในตอนเช้าสายๆ ม.ร.ว. ธราธร จุฑาเทพ จิบกาแฟอยู่เหมือนจะใจเย็นแต่ตามองนาฬิกาข้อมือเป็นระยะๆ สักครู่หนึ่งคุณชายพุฒิภัทรเดินจากหน้าตึกเข้ามาอย่างร้อนใจ
       "น้องนุชยังไม่มาเลยครับ พี่ชายใหญ่ ทำยังไงดีครับ"
       "งั้นไม่รอแล้วดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ทันรถไฟ"
       ยังไม่ทันที่สองพี่น้องจะขยับตัวเดินออก หม่อมเอียดกับย่าอ่อนเดินเข้ามาขัดจังหวะพอดี
       "ไม่รอไม่ได้ ยังไงก็ต้องรอน้อง"
       "หม่อมย่าครับ ถ้าเราพลาดรถไฟเที่ยวเช้า ก็เท่ากับเสียเวลาไปอีกวันเต็มๆ เลยนะครับ ชายพีร์ก็เงียบหายไปไม่ส่งข่าวกลับมาเลย ไม่รู้ว่าทางโน้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า"
       "ไม่ต้องห่วง ยังไงก็ไปทันอยู่แล้ว รู้สึกว่า เครื่องบินจะออกในอีกสองชั่วโมงมีเวลาเหลือเฟือ"
       "เครื่องบินอะไรครับ หม่อมย่า เครื่องบินลำเลียงที่เราจะขอติดไปด้วย ก็ออกเดินทางไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว กว่าจะมีเที่ยวบินต่อไปก็เดือนหน้าโน้น" พุฒิภัทรว่า
       "ชายภัทร ลืมไปแล้วหรือว่า คุณพ่อของหนูนุชเป็นใคร พลตรีหม่อมราชวงศ์อนุพันธ์ เทวพรหม คุณชายโทรศัพท์กริ๊งเดียว สั่งเครื่องบินทั้งกองบินให้หยุดบินยังได้ สาอะไรกับแค่เครื่องบินลำเลียงลำเดียว" ย่าอ่อนพูดขึ้น
       "นี่คุณลุงอนุพันธ์เป็นคนสั่งให้ทางกองบินฯเลื่อนการเดินทางเพื่อรอเราหรือครับ ฟังดูไม่น่าใช่คุณลุงเลย" ธราธรบอก
       "ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน น่าจะเป็นฝีมือของคุณป้าหญิงมากกว่า"
       หม่อมเอียดบอก
       "ใครเป็นคนจัดการเรื่องการเดินทางก็ช่าง เอาเป็นว่า ทุกคนถึงหนองคาย ภายในวันนี้แน่นอน รอน้องอีกซักหน่อยแล้วกัน อีกประเดี๋ยวคงจะมาถึงแล้ว"
       ย่าอ่อนดี๊ด๊าดีใจ
       "หนูนุชมาแล้วล่ะค่ะ คุณพี่"
       ทุกคนหันไปมองที่ประตูทางเข้า ศินีนุชในชุดเดินป่าซาฟารีเต็มยศ เดินหน้าตาเริงร่าเข้ามา
       "สวัสดีค่ะ หม่อมย่า ย่าอ่อน สวัสดีค่ะ พี่ชายใหญ่ พี่ชายภัทร"
       ศินีนุชไหว้กราดสวัสดีทุกคนอย่างอ่อนหวาน
       "ขอโทษนะคะ ที่นุชมาช้าไปหน่อย เกิดมานุชไม่เคยเดินป่าเลยน่ะค่ะ ก็เลยจัดเตรียมข้าวของไม่ถูก เพิ่งจัดกระเป๋าเสร็จเมื่อเช้านี้เอง"
       ถนอมขนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ใบเล็ก 4 ใบเข้ามาวางไว้ ธราธรกับพุฒิภัทรมองกระเป๋าเดินทางแล้วหันมองหน้ากัน ยังไม่ทันออกเดินทางก็เหนื่อยแล้ว
       สมบุญขนกระเป๋าเดินทางอีก 3 ใบเดินทางเข้ามาวางไว้
       "ยังไม่หมดอีกเหรอ !" ธราธรถาม
       "หมดแล้วค่ะ นุชมีกระเป๋ามาแค่สี่ใบเอง กระเป๋านั่นไม่ใช่ของนุชนะคะ"
       "กระเป๋าของรัมภาเองค่ะ"
       วิไลรัมภาในชุดเดินทางทะมัดทะแมง เดินเข้ามาพร้อมกับโปรยยิ้มหวานให้ทุกคน
       ธราธรกับพุฒิภัทรอึ้งได้อีก
      
       กระเป๋าเดินทางของศินีนุชและวิไลรัมภาที่วางเรียงรายกันอยู่ในห้องรับแขก ศินีนุชกับวิไลรัมภานั่งประจันหน้ากันอยู่ ทั้งคู่ต่างจิกตาใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร ก่อนที่จะหันไปปั้นหน้ายิ้มอย่างอ่อนหวานรอรับฟังคำตัดสินจากหม่อมเอียดที่นั่งเป็นประธานอยู่
       วิไลรัมภาก้มลงไหว้หม่อมย่าเอียด ด้วยบทบาทสาวหวานน่ารักได้แนบเนียนกว่าศินีนุช
       "รัมภาต้องขอประทานโทษจริงๆนะคะ หม่อมย่า รัมภาทราบค่ะ รัมภาควรขออนุญาตหม่อมย่าก่อน แต่พี่ชายพีร์หายไปทั้งคนอย่างนี้ รัมภาร้อนใจจนอยู่เฉยๆไม่ได้จริงๆค่ะ"
       หม่อมเอียดปรายตามองย่าอ่อนที่นั่งแอบๆ อยู่เบื้องหลัง
       "แม่อ่อน...ฝีมือเธออีกแล้วล่ะซิ"
       ธราธรกับพุฒิภัทรที่นั่งมองหน้ากัน เริ่มปวดหัวตุ๊บๆ
       "หม่อมย่าอย่าตำหนิย่าอ่อนเลยนะคะ ย่าอ่อนแค่ส่งข่าวไปบอกเท่านั้น รัมภาเป็นคนตัดสินใจเองที่จะขอไปตามพี่ชายพีร์ด้วยอีกคน อนุญาตให้รัมภาไปด้วยนะคะ"
       "เธอไปด้วยไม่ได้หรอก รัมภา ! ไปก็ไปเป็นภาระให้คนอื่นเปล่าๆ" ศินีนุชบอก
       "ถ้าเธอไปได้ ฉันก็ต้องไปได้ แล้วขอโทษนะ ฉันกำลังขออนุญาตหม่อมย่า ไม่ได้ขออนุญาตเธอ ขอโทษแทนนุชด้วยนะคะ ที่พูดแทรกเข้ามาโดยไม่รู้กาลเทศะ ตกลงหม่อมย่าอนุญาตใช่มั้ยคะ"
       ย่าอ่อนรีบเสนอหน้าเข้ามา
       "อนุญาตอยู่แล้วล่ะจ้ะ หนูนุชไปตามชายเล็ก ส่วนหนูรัมภาก็ไปช่วยตามชายพีร์ ช่วยกันคนละไม้คนมือ จะได้ตามเจอเร็วๆ จริงมั้ยล่ะคะ คุณพี่"
       หม่อมเอียดปรายตามองย่าอ่อนจนย่าอ่อนคอหดและถอยกลับไปที่เดิม
       "ย่าว่า หนูรัมภาอย่าตามไปเลยนะ รอฟังข่าวอยู่ทางนี้จะดีกว่า"
       ศินีนุชยิ้มสะใจ ปรายตามองวิไลรัมภาอย่างผู้ชนะ
       "แต่รัมภาเป็นห่วงพี่ชายพีร์เหลือเกินนะคะ หม่อมย่า ถ้ารัมภาไม่ได้ไปตามพี่ชายพีร์ด้วยตัวเอง รัมภาคงกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่ๆ เลยค่ะ"
       "เราก็ยังไม่แน่ใจนะว่า ชายพีร์หายไปด้วยอีกคนหรือเปล่า น้องรัมภา อย่าเพิ่งเป็นห่วงไปก่อนล่วงหน้าเลย"
       "ไม่ค่ะ รัมภาต้องได้เห็นหน้าพี่ชายพีร์ก่อน รัมภาถึงจะแน่ใจว่า พี่ชายพีร์ปลอดภัยแล้วจริงๆ"
       "ยังไงเธอก็ไปด้วยไม่ได้ มีน้องนุชไปคนเดียว พี่ยังกลัวว่าจะดูแลไม่ไหวเลย ถ้าเธอไปด้วยอีกคน จะยิ่งวุ่นวายเข้าไปใหญ่" พุฒิภัทรบอก
       "ไม่ต้องดูแลรัมภาเลยค่ะ รัมภาดูแลตัวเองได้ รับรองรัมภาไม่ทำตัวเป็นภาระให้พี่ๆอย่างแน่นอน นะคะพี่ชายใหญ่ พี่ชายภัทร ให้รัมภาไปด้วยเถอะนะคะ"
       "ไม่ได้ ยังไงก็ไปไม่ได้ ! หม่อมย่าค่ะ ถ้ารัมภาไป นุชไม่ไปนะคะ แล้วถ้านุชไม่ไป เครื่องบินทหารที่คุณพ่อติดต่อไว้ให้ ก็คงต้องยกเลิกนะคะ ทีนี้ หม่อมย่าคงตัดสินใจได้แล้วนะคะว่า ควรให้รัมภาไปด้วยหรือเปล่า"
      
       ศินีนุชหันไปมองวิไลรัมภาอย่างเหนือกว่า ยังไงหล่อนก็ไม่มีทางไปด้วยได้แน่
ฝ่ายคุณหญิงดารณีนุชเดินเข้ามาในห้องทำงานของสามี มองปราดไปรอบๆ ห้อง แล้วนึกถึงภาพอนุพันธ์จ้องมองนาฬิกาพกอยู่นาน ด้วยสีหน้าอ่อนโยนค้างคาใจดารณีนุชเป็นอย่างมาก
      
       ดารณีนุชเริ่มค้นหานาฬิกาพกโดยตรงเข้าที่เสื้อสูทที่แขวนอยู่ ค้นดูในกระเป๋าเสื้อ เมื่อไม่เจอก็เริ่มค้นตามลิ้นชักโต๊ะทำงานและตู้ต่างๆในห้อง
       ดารณีนุชค้นมาจนถึงตู้ใบใหญ่ เปิดไล่ลิ้นชักทีละชั้นเจอแต่กองเอกสารจนมาถึงลิ้นชักล่างสุด แต่ปรากฎว่าลิ้นชักถูกล็อคอยู่
       "ทำไมต้องใส่กุญแจด้วย!"
       "นั่นคุณทำอะไร"
       ดารณีนุชสะดุ้งตกใจแล้วหันไปมองอนุพันธ์ที่เพิ่งเดินเข้ามา
       "ฉัน...ฉันเข้ามาโทรศัพท์ว่า จะโทรไปที่วังจุฑาเทพเสียหน่อย เป็นห่วงลูกนุช อยากรู้ว่า ลูกออกเดินทางหรือยัง"
       "ถ้าคุณเป็นห่วงลูกจริง ก็ไม่ควรปล่อยลูกออกไปรอนแรมกับผู้ชายตั้งแต่แรกแล้ว ผู้ชายหนีไปถึงชายแดน ก็ยังตามประเคนลูกสาวไปให้ถึงที่ อย่างนี้คิดว่า ผู้ชายจะเห็นค่าลูกสาวของเรามั้ยล่ะ"
       "คุณนี่พูดจาน่าเกลียดจริงๆ ฉันประเคนลูกสาวที่ไหน คุณชายเล็กเป็นคู่หมายของลูกนุช ทำไมลูกจะไปตามไม่ได้ แล้วนายชัชมันก็ไปด้วย ไม่มีใครกล้าครหาลูกสาวเราแน่ๆ"
       "นายชัชไปด้วยงั้นเหรอ"
       "อ้าว ! นี่ไม่รู้หรอกหรือคะว่า นายชัชกับคุณชายพีร์ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เรื่องอะไร หายเงียบไปเลย สงสัยจะหลงป่าไปด้วยล่ะมั้ง"
       "แล้วนี่พวกคุณชายใหญ่เดินทางกันยังไง ถ้าไปทางรถไฟกว่าจะถึงที่นั่นก็คงมืดค่ำแล้ว..แล้วจะเริ่มตามหาคุณชายเล็กได้เมื่อไหร่ล่ะนี่"
       ดารณีนุชเริ่มโกรธ
       "นี่พอรู้ว่า ลูกรักไปด้วย ก็เลยเป็นห่วงงั้นซิ ก่อนหน้านี้ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่คิดจะช่วยอะไรเลย จะมาช่วยอะไรตอนนี้ล่ะ ฉันจัดการทุกอย่างให้หมดแล้ว ป่านนี้ทุกคนคงจะถึงกองบินแล้วล่ะ"
       อนุพันธ์ รู้ทัน
       "คุณทำอะไรลงไป คุณหญิง !"
       "ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรมากหรอกค่ะ แค่โทรไปที่กองบินฯ บอกชื่อ ท่านนายพลอนุพันธ์ไป แล้วทุกอย่างก็เรียบร้อย ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย"
       "นี่ขอเป็นครั้งสุดท้ายนะ คุณหญิง อย่าได้เอาชื่อผมไปแอบอ้างอีก ไม่งั้น ได้เห็นดีกันแน่ แล้วก็อย่าเข้ามาในห้องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตอีก ไม่ว่าคุณเข้ามาค้นหาอะไร คุณไม่มีวันหาเจอหรอก !"
       อนุพันธ์เดินหน้านิ่งเฉยชาออกไป ดารณีนุชรีบตามไป
      
       อนุพันธ์เดินลิ่วๆมาถึงโถงวังกิตติวงศ์ และกำลังจะออกจากตัวตึก ดารณีนุชแล่นตามมาอย่างเอาเรื่อง คนรับใช้ 2-3 คนที่ทำความสะอาดอยู่หลบวูบไปตามกันอย่างรู้งานว่า มีการฉะกันอีกแน่ ดารณีนุชตามมารั้งตัวอนุพันธ์ไว้
       "คุณรู้ก็ดีแล้ว ! แล้วอยากรู้มั้ยล่ะว่า ฉันเข้าไปค้นหาอะไรในห้องทำงานของคุณ ฉันเข้าไปหานาฬิกาพกที่คุณติดตัวไว้ตลอดเวลา ฉันอยากรู้ว่า ใครเป็นคนให้คุณมา นังนั่นเหรอ ใช่มั้ย แม่ไอ้ชัช นังผู้หญิงชั้นต่ำให้มาใช่มั้ย !"
       อนุพันธ์หันขวับมองดารณีนุชอย่างฉุนโกรธ
       "ผมบอกคุณหลายครั้งแล้วนะคุณหญิง ว่าอย่าพูดจาดูถูกแม่ของชัชวีร์"
       "งั้นคุณก็บอกฉันซิว่า ใครให้มา ฉันรู้นะว่า มันไม่ใช่นาฬิกาพกธรรมดา ข้างในมีอะไร คุณถึงเปิดดูได้ทุกวัน"
       "มันเป็นเรื่องส่วนตัวของผม เราต่างคนต่างอยู่มานานแล้ว ก็ขอให้มันเป็นอย่างนั้นต่อไป"
       "แต่เรื่องนี้ฉันต้องรู้ให้ได้ ! ที่จริงนาฬิกาพกนั่นก็ดูดีมีราคาเกินกว่าที่จะเป็นของนังเมียข้างถนนของคุณ หรือคุณมีผู้หญิงคนอื่นอีก !"
       "ผมไม่มีผู้หญิงอื่น ตั้งแต่ผมเจอแม่ของชัชวีร์ ผมก็รู้ว่า ผมไม่สามารถจะมีใครได้อีก ผมเคยบอกคุณแล้วว่า ผมมีผู้หญิงที่ผมรักแล้ว แต่คุณก็ยังดึงดันจะแต่งงานกับผม"
       "ฉันคิดว่า...ฉันสามารถทำให้คุณรักได้"
       "ตอนนี้คุณคงรู้แล้วนะว่า คุณทำไม่ได้"
       อนุพันธ์เดินออกไปที่หน้าตึก นายทหารที่รอรับใช้อยู่ รีบยืนตรง
       "ไปเอารถออก"
       นายทหารรีบวิ่งออกไปตามคำสั่งทันที
      
       คุณหญิงดารณีนุชยืนกำมือด้วยความโกรธและเจ็บปวด ได้แต่ยืนนิ่งมองแผ่นหลังของอนุพันธ์ เห็นสามีดึงนาฬิกาพกออกมาดูอีกครั้ง
      
       ฟากหม่อมเอียดเดินออกมาส่งธราธรกับพุฒิภัทร ศินีนุชเดินตามหลังมาเกาะแขนหม่อมเอียดอย่างเอาใจ
      
       "หม่อมย่าตัดสินใจถูกแล้วล่ะค่ะ ที่ไม่ให้รัมภาไปด้วย แค่นุชไปคนเดียวก็เกินพอแล้ว นุชจะช่วยดูแลพี่ๆทุกคน จะทำตัวให้เป็นประโยชน์มากที่สุด รับรองนุชจะไม่ทำให้หม่อมย่าผิดหวังค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่หม่อมย่าเชื่อคำแนะนำของนุช"
       "ย่าไม่ได้ทำตามคำแนะนำหรือคำข่มขู่ของใคร"
       ศินีนุชนิ่งอึ้ง รู้ว่าย่าเอียดกระทบเข้าให้แล้ว
       "ย่าไม่ให้หนูรัมภาตามไปด้วยอยู่แล้ว หนูนุชไปคนเดียวก็เป็นภาระมากพอแล้ว ถ้าให้หนูรัมภาไปอีกคน คงจะไม่ไหว หนูรัมภาคงเข้าใจนะ"
       วิไลรัมภาเกาะแขนย่าอ่อนเดินตามมา ยิ้มให้ย่าเอียดอย่างอ่อนหวานปนเศร้า
       "รัมภาเข้าใจค่ะ งั้นรัมภาขอมารอฟังข่าวที่นี่ทุกวันนะคะ รัมภาจะได้มาอยู่เป็นเพื่อนหม่อมย่ากับย่าอ่อนด้วย"
       "โถ ! แม่คุณของย่าอ่อน ห่วงชายพีร์ก็ห่วง แล้วยังมีใจคิดถึงคนแก่อีก มาได้เลย ลูก มาได้ทุกวัน จะมาค้างคืนก็ได้ เดี๋ยวย่าจะให้นังแจ๋วจัดห้องหับไว้ให้"
       "ขอบคุณย่าอ่อนมากนะคะ"
       วิไลรัมภากอดย่าอ่อนอย่างเอาใจ
       "แล้วก็ขอบพระคุณหม่อมย่าด้วยที่เมตตารัมภามาตลอด"
       วิไลรัมภาถลาไปกราบที่ไหล่ของย่าเอียด แต่โดนศินีนุชดันกระเด็นออกไป แล้วตวัดสายตาจิกใส่ ศินีนุชให้รู้ว่า สนิทกับย่าๆ ที่นี่แค่ไหน
       ถนอมกับสมบุญช่วยกันขนกระเป๋าใส่ท้ายรถจนเสร็จเรียบร้อย
       "เราต้องรีบไปแล้วล่ะครับ เดี๋ยวจะไปไม่ทันเครื่องบิน" ธราธรบอก
       "ไปถึงแล้วก็รีบส่งข่าวมานะ อย่าหายไปเหมือนชายพีร์อีกคน"
       หม่อมเอียดรู้สึกจุกอกขึ้นมา เมื่อเห็นหลานชายจะไปอีกสองคนก็เริ่มกังวลใจมากขึ้น
       คุณชายพุฒิภัทรจับมือหม่อมเอียดไว้อย่างให้กำลังใจ
       "หม่อมย่าอย่ากังวลมากเกินไปเลยนะครับ เดี๋ยวโรคหัวใจจะกำเริบขึ้นมาอีก เชื่อผมนะครับ เราจะต้องตามหาชายเล็กเจอแน่ๆ"
       ธราธรบอก
       "เราจะพาชายเล็กกลับมาครับ หม่อมย่า ผมสัญญา!"
       คุณชายทั้งสองจับมือหม่อมเอียดอย่างให้คำมั่น จนหญิงชราค่อยสบายใจขึ้น ย่าอ่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาด้วยความตื้นตันและเป็นห่วง
       ธราธรกับพุฒิภัทรสบตากัน และรู้สึกหนักใจเหมือนกันว่า จะทำตามสัญญาได้ไหม
      
       ทางด้านรัชชานนท์กับสร้อยเดินลัดเลาะมาตามทางในป่า สร้อยชะงักได้ยินเสียงผิดปกติดังขึ้นมาจากทางข้างหน้า
       "มีอะไร"
       สร้อยดึงรัชชานนท์หลบวูบหลังต้นไม้ใหญ่
       "พวกทหารเวียงเหรอ"
       สร้อยเอามือตะปบปิดปากรัชชานนท์ไว้ ไม่ให้พูดอะไรได้อีก ทั้งคู่นิ่งรอแทบจะกลั้นหายใจ ทุกอย่างรอบตัวนิ่งเงียบสงบ ลมพัดใบไม้ไหวเบาๆ
       เสียงสวบสาบของคนหลายคนย่ำเท้าเดินเข้ามา อีกพักเดียว ทหาร 5 คนเดินลาดตระเวนกันมา
       ทหารเวียงพูคำคนที่ 1 เดินแยกจากกลุ่มมุ่งตรงมาต้นไม้ที่สองคนหลบอยู่ รัชชานนท์กับสร้อยนิ่งเกร็งด้วยความตึงเครียด สร้อยเกร็งจนกดมือที่ปิดปากรัชชานนท์แน่นได้อีก
       ทหาร กำลังจะเดินไปสำรวจหลังต้นไม้ เพียงอีกก้าวเดียวก็จะเห็นตัวสร้อยกับรัชชานนท์
       แต่ทหารเวียงคนที่ 6 วิ่งกระหืดกระหอบมาหาทหารเวียงคนที่ 2 ที่ดูเป็นผู้นำที่สุด
       "ผู้กองๆ คนของเฮาถูกคนไทยจับตัวไป !"
       ทหารคนที่ 1 ถอยออกมาจากต้นไม้มุ่งไปรวมกับกลุ่มทหารคนอื่นๆ
       ทหารคนที่ 2 บอก
       "กลับ !"
       ทหารคนที่ 2 เดินนำออกไป ลูกน้องอีกห้าคนรีบตามหัวหน้าไปอย่างรวดเร็ว
      
       สร้อยโล่งใจ
       "พวกมันไปแล้ว !"
       สร้อยสงสัยว่าทำไมรัชชานนท์ไม่พูดอะไร หันไปมองเห็นรัชชานนท์นิ่งเฉยยอมให้สร้อยปิดปากอยู่ สร้อยรีบดึงมือออกแทบไม่ทัน เขาแกล้งจับมือเธอรั้งไว้ชั่วครู่ก่อนจะยอมค่อยๆปล่อยมือไป รัชชานนท์มองสร้อยแล้วอดยิ้มไม่ได้
       "ยิ้มเฮ็ดหยัง"
       "บอกไม่ได้ ถ้าบอกเดี๋ยวได้ถูกเธอถีบแน่"
       สร้อยเสียงดุ
       "บอกมา !"
       "ที่ยิ้มก็เพราะรู้สึกดีน่ะซิ อยู่ดีๆก็มีผู้หญิงเอามือมาให้จูบ"
      
       สร้อยผลักรัชชานนท์หงายหลังออกไปแล้วรีบเดินหนีไป พลางถูมือเช็ดกับเสื้ออย่างขยะแขยง
จันทาเดินกระย่องกระแย่ง เพราะยังเจ็บแผลที่ถูกยิงอยู่ เธอออกมาจากห้องในเรือนแม่เฒ่า เดินมาหยิบเสื้อผ้าจากตะกร้าผ้าแล้วก็เห็นย่ามผ้าของตัวเองวางอยู่
      
       แม่เฒ่าเดินมาหาจันทาก่อนที่จันทาจะเอื้อมไปหยิบเสื้อผ้าของตัวเองในย่ามผ้า
       "แม่เฒ่า ! ไผเป็นผู้เอาย่ามผ้าของข้อยมาคืนให้"
       "บักทับทิม คนของท่านไกสอน"
       "เพิ่นกลับเข้าไปในป่ามื้อเหิง แล้วเพิ่นเจอไผบ่ ได้เจอพ่อของข้อยบ่ เกิดอะหยังขึ้นกับพ่อ บอกข้อยมาเถอะ แม่เฒ่า"
       แม่เฒ่าเปลี่ยนเรื่อง
       "นี่เสื้อผ้าที่ข้อยเตรียมไว้ให้เจ้า"
       แม่เฒ่าหยิบเสื้อผ้าจากตะกร้าส่งให้จันทา
       "เจ้าเป็นชาวเวียงพูคำกะต้องใส่เสื้อผ้าของเวียงพูคำ"
       "ข้อยบ่ใช่คนเวียงพูคำ"
       แม่เฒ่าหยิบสร้อยจี้พระจันทร์ส่งคืนให้จันทา
       "ถ้าสร้อยเส้นนี้เป็นของเจ้า เจ้ากะต้องเป็นคนเวียงพูคำ สร้อยเส้นนี้เป็นฝีมือของคนเวียงพูคำ ข้อยบ่ฮู้ดอกว่า เจ้าเป็นลูกหลานไผ แต่คงสืบหาบ่ยากดอก สร้อยงามๆจังซี้ต้องเป็นฝีมือของช่างเก่าแก่ในวังหลวง"
       "ข้อยบ่อยากฮู้ว่า ข้อยเป็นลูกหลานไผ ชีวิตนี้ข้อยมีพ่อเจ้ยผู้เดียวกะพอแล้ว แม่เฒ่าเก็บสร้อยนี้ไว้เถอะ ข้อยให้ ถือเป็นการขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้อยไว้"
       แม่เฒ่าไม่ยอมรับสร้อยจี้พระจันทร์ แต่ยัดใส่คืนในมือจันทา
       "บ่ได้ ! เจ้าต้องเก็บสร้อยเส้นนี้ไว้ แล้วสร้อยเส้นนี้จะพาเจ้ากลับไปที่ที่เจ้ามา พ่อที่เลี้ยงเจ้ามายังตั้งชื่อเจ้าว่า “จันทา” กะเพราะสร้อยพระจันทร์เส้นนี้ มื้อนี้เจ้ายังบ่ยอมรับ แต่มื้อหน้าเจ้าสิยอมรับเองว่า เจ้าเป็นคนเวียงพูคำ !"
       จ่อยโผล่หัวมาจากด้านหลังแม่เฒ่าแล้วหดหัวกลับไป แม่เฒ่ารู้โดยไม่ต้องหันไปมอง
       "มีอะหยัง บักจ่อย ! มีอะหยังกะขึ้นเฮือนมา"
       จ่อยค่อยๆโผล่หัวขึ้นมาใหม่ที่หัวบันไดแล้วคลานตุ๊บตั๊บเข้ามา หัวเราะแหะๆแก้เกี้ยว
       "เออ..ข้อยมาเบิ่งจันทา เออ หน้าตาสดใสดูดีกว่ามื้อวาน ข้อยเห็นแล้วกะซำบายใจ ข้อยไปล่ะ"
       จ่อยจะผลุบหลบออกไป แต่ถูกแม่เฒ่าเรียกไว้ก่อน
       "อย่าเพิ่งไป อยู่ดูแลจันทาที่นี่แหละ อีนกลูกบักบุญไสมันจับไข้ ข้อยว่าสิไปเบิ่งมันซักหน่อย"
       แม่เฒ่าเดินออกไป คำสั่งแม่เฒ่าทำให้จ่อยไม่กล้าไปไหน ได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆให้จันทา
      
       จันทาถือเสื้อผ้าที่จะเปลี่ยนเดินมาที่หลังเรือนแม่เฒ่า จ่อยเดินทื่อๆตามมาอย่างไม่ละสายตา จันทาหยุดเดินกะทันหัน หันหน้ากลับมาจ้องจ่อยที่เบรกแทบไม่ทันจนเกือบชนจันทาเข้าให้
       "อ้ายจ่อย ที่เจ้าหลบหน้าหลบตาข้อย เพราะกลัวว่าข้อยสิถามเฮื่องพ่อใช่บ่ เจ้าฮู้ว่า เกิดอะหยังกับพ่อข้อย แต่เจ้าบ่ยอมบอก ใช่บ่"
       "เออ..คือ..อีสร้อยสั่งห้ามไว้ ข้อยกะเลยบอกบ่ได้"
       จ่อยมั่วโยนเรื่องไปให้สร้อยก่อน
       "อีสร้อยเป็นไผ เป็นหยังเจ้าต้องเชื่อฟังเพิ่น"
       "อีสร้อยเป็นลูกสาวของพ่อใหญ่ พ่อใหญ่เป็นหัวหน้าของหมู่เฮา รองลงมาจากพ่อใหญ่ กะเป็นอีสร้อยนี่แหละ เออ..อีสร้อยสั่งห้ามไว้ ถ้าเจ้าอยากฮู้เฮื่องอะหยังกะให้ถามบักคุณชาย บ่ใช่เฮื่องของเฮาที่ไปยุ่งด้วย เจ้ากะใจเย็นๆรอบักคุณชายกลับมาล่ะกันนะ"
       "คุณชายไปไส เจ้ากะตอบบ่ได้อีก เจ้าไปไสกะไป ข้อยบ่อยากเว้ากับเจ้าแล้ว ไปซิ ไป"
       "แม่เฒ่าสั่งให้ข้อยคอยดูแลเจ้า"
       "ข้อยบ่ต้องการคนดูแล !"
       จ่อยมองจันทาอย่างรู้สึกคุ้นเคย อยากอยู่ใกล้ๆ อยากคอยดูแล
       "ตอนนี้เจ้ากะบ่มีไผ ขอให้ข้อยดูแลเจ้าเถอะนะ จันทา"
       จันทามองหน้าเซ่อๆซื่อๆของจ่อยแล้วใจอ่อนลง แต่ก็ยังปากแข็งใส่
       "ข้อยบอกให้ไป !"
       "โธ่ จันทา...อย่าเคียดข้อยเลย ! เจ้าสิให้ข้อยเฮ็ดอะหยัง ข้อยยอมทั้งนั้น"
       "ยังบ่ไปอีก ข้อยบอกให้ไป !"
       "โธ่...จันทา อย่าไล่ข้อยเลยเด้อ"
       "เจ้าอยู่ แล้วข้อยสิอาบน้ำได้จังได๋ล่ะ หรือเจ้าสิอยู่เบิ่งข้อยอาบน้ำ"
       จ่อยมองไปรอบๆเพิ่งรู้ว่า เดินกันมาถึงหลังเรือนที่มีโอ่งน้ำตั้งอยู่เป็นมุมอาบน้ำ จ่อยหัวเราะแหะๆ
       "เออ...งั้นข้อย ข้อยไปรอบนเฮือนล่ะกันเน้อ เจ้าอาบน้ำได้ตามซำบายเลย! ข้อยไปล่ะๆ"
      
       จ่อยรีบเผ่นออกไป จันทามองตามอย่างโกรธไม่ลงจริงๆ
รัชชานนท์กับสร้อยเดินกันมาอย่างเร่งรีบจนมาถึงใกล้ทางเข้าหมู่บ้าน ทั้งสองมองหน้ามองหลังแต่ไม่เห็นวี่แววของทหารเวียงพูคำอีกเลย
      
       "แปลกแท้ ไอ้พวกทหารเวียงหายไปหมดแล้ว"
       "ได้ยินเหมือนว่า คนของพวกมันถูกจับตัวไป ทางการของไทยอาจจะส่งคนมาก็ได้นะ ไม่งั้นพวกมันคงไม่รีบถอนกำลังคนออกไปเร็วอย่างนี้"
       "งั้นกะฟ่าวไปกันเถอะ ก่อนที่พวกมันสิย้อนกลับมาอีก"
       รัชชานนท์รั้งตัวสร้อยไว้ก่อนที่เธอรีบเร่งจะออกไป
       "สร้อยฟ้า..เธอคิดว่า เธอกับชาวหมู่บ้านวลาหกจะหลบซ่อนในป่านี้ไปได้อีกนานแค่ไหน ถ้าจะให้ดีพวกเธอน่าจะย้ายออกไปอยู่ในเมือง ฉันเชื่อว่าทางการไทยคุ้มครองพวกเธอได้แน่ นอกเสียแต่ว่า พวกเธอไม่ใช่ชาวเวียงพูคำธรรมดาๆ"
       สร้อยทำไม่รู้เรื่อง
       "เจ้าเว้าอะหยัง ข้อยบ่เข้าใจ !"
       "ฉันเชื่อว่า หมู่บ้านวลาหกไม่ใช่เป็นแค่หมู่บ้านของชาวเวียงพูคำที่ลี้ภัยมาเท่านั้น แต่เป็นที่ตั้งของกองกำลังกู้ชาติเวียงพูคำด้วย พ่อใหญ่ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาๆ ดูท่าทางแล้วต้องเคยเป็นนายทหารแน่ๆ แล้วยังลุงไกสอนกับแฮรี่อีก ทั้งสองคนดูยังไงก็ไม่ใช่..."
       สร้อยรีบพูดขัด
       "เจ้าอย่าได้ยุ่งกับเฮื่องของเฮาเลย ขอให้ฮู้ไว้กะพอว่า พวกเฮากำลังเฮ็ดในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะนี่คือภาระหน้าที่ของชาวเวียงพูคำทุกคนที่ต้องทวงแผ่นดินคืนกลับจากจอมเผด็จการที่กำลังทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ถ้าเจ้าอยากช่วย เมื่อไปจากที่นี่แล้ว กะขอให้ลืมเรื่องหมู่บ้านวลาหกเสีย กะพอแล้ว !"
       สร้อยรีบเดินออกไปอย่างเร็ว
       "เดี๋ยวก่อน สร้อยฟ้า อย่าเพิ่งไป"
       "อะหยังอีกล่ะ บ่ต้องเว้าโพด ตามมา"
       สร้อยก้าวพรวดๆเข้าไปในทางเข้าหมู่บ้าน โดยลืมเรื่องด่านป้องกันทหารเวียงพูคำที่รัชชานนท์ทำไว้ก่อนหน้านี้ไปเลย สร้อยก้าวพรวดพราดเกี่ยวเอาเชือกเถาวัลย์ที่ขึงขวางไว้ระดับข้อเท้า ทันใดเชือกเถาวัลย์ดึงเหนี่ยวเอาไม้ไผ่แหลมที่ซ่อนอยู่พุ่งวื๊ดออกมา
       รัชชานนท์กระโดดพุ่งตัวเข้ากอดสร้อยล้มลง ไม้ไผ่พุ่งเฉียดฉิวไม่โดนสร้อยแต่ถากไหล่ซ้ายของรัชชานนท์ไปแทน
       "โอ๊ย !"
       สร้อยตกใจ
       "โดนเจ้าแม่นบ่ เป็นอะหยัง เจ็บบ่"
       "เจ็บซิ ถามได้ !"
       สร้อยมองแผลที่ไหล่ของรัชชานนท์ที่โดนถากจนเลือดซิบๆเท่านั้น รัชชานนท์ยังคงกอดประคองสร้อยไว้อยู่ สร้อยจ้องหน้าเขม็งใส่ แต่เขาก็ยังไม่ปล่อยมือ
       "กะซ่ำนี้ยังบ่เจ็บเท่าไหร่ดอก ต้องจังซี้เถิงสิเจ็บแท้ !"
       สร้อยกดมือไปที่แผลของรัชชานนท์อย่างหมั่นเขี้ยวมาก
       "อ๊าก โอ๊ย"
       สร้อยผลักรัชชานนท์ออกไปแล้วรีบผละออก เธอยืนท้าวสะเอวมองรัชชานนท์อย่างสะใจ
      
       รัชชานนท์เดินกุมแผลเลือดไหลซิบที่ไหล่ซ้ายเข้ามาในหมู่บ้าน สร้อยที่เดินอยู่ข้างๆ ปรายตารัชชานนท์ แม้เป็นห่วงนิดๆแต่ทำไม่สนใจ รัชชานนท์แกล้งบ่นพึมพำ
       "เจ็บๆ เจ็บจริงๆ ผู้หญิงอะไร ตัวเล็กนิดเดียว แต่มือหนักชะมัด นี่จะเอากันถึงตายเลยใช่มั้ยเนี่ย"
       "บ่ต้องเว้าโพด แผลถากๆกะซำนี้บ่เถิงตายดอก เจ้าฟ่าวกลับไปเฮือนของเจ้าไป ข้อยสิฟ่าวไปหาพ่อใหญ่ ข้อยหายไปทั้งคืน เพิ่นคงสิห่วงข้อยแย่แล้ว"
       สร้อยรีบแยกออกไปแล้วชะงักด้วยความตกใจ นึกอะไรขึ้นได้กลับไปกระชากคอเสื้อรัชชานนท์ให้กลับมา สร้อยจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง
       "เจ้า...เจ้าห้ามบอกไผว่า เจ้ากับข้อยค้างแรมอยู่ในป่าด้วยกัน เข้าใจบ่"
       "ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไรเลย เราสองคนไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา"
       "เป็นหยังบ่ผิด ผู้บ่าวผู้สาวอยู่กันสองต่อสอง... เออน่า เฮ็ดตามที่ข้อยบอกล่ะกัน"
       "แล้วเรากลับมาด้วยกันอย่างนี้ จะโกหกคนอื่นได้ยังไง"
       "บ่มีไผเห็นนี่ว่า เฮากลับมาด้วยกัน"
       "อีสร้อย !"
       รัชชานนท์กับสร้อยหันไปมองเห็นจ่อยวิ่งเข้ามาด้วยความดีใจ
       "อีสร้อย ! เจ้ากลับมาแล้ว ฮู้บ่ ทุกคนเป็นห่วงเจ้ามากแค่ไหน เร็วเข้า ฟ่าวไปหาพ่อใหญ่ไวๆ"
       จ่อยหยุดชะงักเพิ่งเห็นว่ารัชชานนท์มากับสร้อยด้วย
       "นี่เจ้าสองคน...เจ้าสองคนกลับมาด้วยกันได้จังได๋ อย่า..อย่าบอกนะว่า เจ้ากับบักคุณชายอยู่ด้วยกันทั้งคืน"
      
       สร้อยกับรัชชานนท์มองหน้ากันอย่างทำหน้าไม่ถูก
เวลาต่อมา พ่อใหญ่มองจ้องสร้อยกับรัชชานนท์ด้วยสีหน้าเฉยเรียบจนดูไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่
      
       "บ่ ! บ่ใช่เป็นอย่างที่ทุกคนคึด! พ่อใหญ่ต้องฟังข้อยอธิบายก่อนเด้อ"
       "ทุกอย่างเป็นความผิดของผมเองครับ พ่อใหญ่ ถ้าเมื่อวานผมไม่เดินเซ่อซ่าตกลงไปในหลุมดักสัตว์ สร้อยก็คงไม่ต้องกลับไปช่วยผม"
       "เจ้าบ่ต้องเว้า ข้อยเว้าเอง ข้อยฟ่าวไปที่หลุมดักสัตว์ แต่ว่าคุณชายกะหายตัวไปแล้ว เฮาเลยบ่ได้เจอกัน แล้วข้อยกะหลบพวกทหารเวียงอยู่ในป่าทั้งคืน พอเช้ากะรีบกลับมาหมู่บ้าน เฮื่องกะมีแค่นี้แหละ"
       ไกสอนกับแฮรี่นั่งอยู่ประจำตำแหน่ง ต่างหันมองหน้ากันอย่างไม่ค่อยเชื่อนัก
       "เจ้าพูดยังกับว่า เจ้าบ่ได้เจอคุณชายจนกระทั่งมื้อเช้านี้ แม่นบ่" ไกสอนถาม
       สร้อยตบเข่าดังฉาด
       "แม่นแล้วๆ เป็นอย่างที่ลุงไกสอนว่านั่นแหละ"
       "แล้วทำไมถึงกลับมาพร้อมกันได้ล่ะ เจ้าสร้อย ! เจ้าเล่าข้ามอะไรไปหรือเปล่า" แฮรี่ ถาม "เฮาบ่ได้กลับมาพร้อมกัน บ่เชื่อกะถามบักจ่อยได้"
       ทุกคนหันไปมองจ่อยที่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ สร้อยถลึงตาใส่อย่างบังคับ
       "บักจ่อย ! บอกทุกคนไปซิ ว่า เจ้าเห็นข้อยกลับมาก่อน แล้วคุณชายค่อยตามมาทีหลัง"
       "ให้บักจ่อยมันเว้าเอง ว่าจังได๋ล่ะ บักจ่อย เจ้าเห็นอะหยัง กะเว้ามา" พ่อใหญ่บอก จ่อยหลบตาวูบบอก
       "อีสร้อยว่าจังได๋ กะเป็นจังสั้นแหละ พ่อใหญ่"
       สร้อยรีบตัดบท
       "ข้อยกับคุณชายกะกลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว เป็นอันหมดเฮื่องแล้วเด้อ ข้อยขอไปกินข้าวก่อนล่ะ หิวคักแล้ว"
       "เดี๋ยว ! อย่าเพิ่งไป เฮายังมีเฮื่องต้องเว้ากัน" พ่อใหญ่ว่าแล้วหันมาบอกกับรัชชานนท์ "ผมต้องขอโทษแทนเจ้าสร้อยมันด้วย ที่ทำให้คุณชายต้องลำบาก บักจ่อย !"
       จ่อยรีบขยับเข้ามาใกล้เพื่อรอรับคำสั่ง
       "พาคุณชายไปทำแผลที่เฮือนแม่เฒ่า ไป"
       รัชชานนท์มองสร้อยอย่างเป็นห่วง
       "ไปเถอะครับ คุณชาย อยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ ยังไงคนทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ !"
       สร้อยหน้าจ๋อยเจื่อนทันทีเมื่อรู้ว่า วันนี้ไม่รอดแน่! จ่อยดึงตัวรัชชานนท์ออกไป แต่เขาไม่วายหันมามองสร้อยอย่างเป็นห่วง
       3.4-3
       จ่อยกึ่งคุมกึ่งพารัชชานนท์มาที่เรือนแม่เฒ่า
      
       "ฉันไม่เป็นไรมากหรอก แผลแค่ถากๆเท่านั้น ฉันขอกลับไปดูสร้อยดีกว่า ไม่รู้จะถูกพ่อใหญ่ลงโทษอะไรบ้าง"
       "บ่ได้ พ่อใหญ่สั่งให้เจ้ามาทำแผล เจ้ากะต้องมา ไผกะขัดคำสั่งพ่อใหญ่ บ่ได้"
       "แล้วถ้ามีคนขัดคำสั่งพ่อใหญ่ จะเกิดอะไรขึ้นเหรอ พ่อใหญ่จะสั่งขังหรือว่าเฆี่ยนตีหรือยังไง"
       "เจ้าบ่ต้องห่วงอีสร้อยดอก พ่อใหญ่เป็นคนที่ยุติธรรม ไผทำผิดกะลงโทษ ไปตามที่ผิด ถ้าเจ้าสิห่วง กะห่วงแม่หญิงของเจ้าดีกว่า"
       "แม่หญิงของฉัน จันทาน่ะเหรอ จันทาเป็นยังไงบ้าง รู้สึกตัวแล้วหรือยัง"
       "ฮู้สึกตัวแล้วซิ ถ้าบ่จังสั้นสิยืนรอเจ้าอยู่โพ้นได้จังได๋ล่ะ"
       รัชชานนท์หันขวับมองไปที่บนเรือนของแม่เฒ่า จันทายืนมองมาที่รัชชานนท์นิ่งอึ้งตื้นตันที่ได้เห็นหน้าเขาอีกครั้ง
       "จันทา"
       รัชชานนท์รีบวิ่งเข้าไปหาจันทาแล้วรวบมือจันทากุมไว้
       "คุณชาย"
       จ่อยมองรัชชานนท์จับมือจันทาอย่างรู้สึกคันๆที่หัวใจอย่างบอกไม่ถูก
       "แล้วข้อยกะกลายเป็นหมาหัวเน่าไป"
       จ่อยเดินหน้าจ๋อยๆออกไป รัชชานนท์จับมือจันทาไว้อย่างดีใจ
      
       พ่อใหญ่นั่งนิ่งมองสร้อยคิดหนทางลงโทษลูกสาวตัวดีอยู่
       "ก่อนที่พ่อสิลงโทษเจ้า พ่ออยากฮู้ว่า เจ้าฮู้ตัวบ่ว่า เจ้าเฮ็ดผิดอะหยัง"
       สร้อยเสียงอ่อยลง
       "ฮู้ ข้อยขัดคำสั่งพ่อใหญ่ พ่อใหญ่ห้ามข้อยออกไปจากหมู่บ้าน แต่ข้อยกะยังดื้อดึงออกไป แต่ถ้าข้อยบ่ออกไป ป่านนี้คุณชายเพิ่นกะคงตายไปแล้ว ความดีข้อยกะยังมีอยู่นะ พ่อใหญ่"
       "อ้าว ! เจ้าบอกว่า เจ้าบ่ได้เจอคุณชายเลย แล้วเจ้าสิไปช่วยคุณชายได้จังได๋ล่ะ" ไกสอนว่า
       "เออ..ใช่ บ่เจอ ข้อยบ่ได้เจอคุณชายมื้อคืน แต่ข้อยเจอคุณชายมื้อเช้าที่ทางเข้าหมู่บ้าน ถ้าบ่ใช่ข้อย คุณชายกะหาทางกลับเข้าหมู่บ้านบ่ถูก"
       "เรื่องวุ่นวายทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นหรอก ถ้าเจ้าไม่หลอกให้คุณชายไปติดอยู่ในป่าตั้งแต่แรก เจ้าคิดอะไรของเจ้าเหรอ เจ้าสร้อย" แฮรี่ว่า
       "กะคุณชายเป็นคนในคำทำนาย เป็นคนที่สิเฮ็ดให้หมู่บ้านของเฮาต้องล่มสลาย ข้อยกะต้องกำจัดเพิ่นออกไป"
       พ่อใหญ่บอก
       "บ่ใช่หน้าที่ของเจ้า ! พ่อมีหน้าที่ดูแลคุ้มครองหมู่บ้านวลาหก บ่ใช่เจ้า เจ้าขัดคำสั่งของพ่อจักเทื้อแล้ว เทื้อนี้พ่อบ่ลงโทษเจ้าคงบ่ได้แล้ว เจ้าสร้อย"
      
       พ่อใหญ่มองหน้าเขม็งจนสร้อยต้องหลบตา หน้าตาเริ่มสลดรับผิดแต่โดยดี
ตอนที่ 4
      
       ไม่นานต่อมา พ่อใหญ่ถือไม้ค้ำยันพยุงตัว เดินออกมาจากภายในเรือนมาที่ชานบ้าน ไกสอนกับแฮรี่เดินตามหลังออกมา
      
       "พ่อใหญ่คึดว่าสิขังอีสร้อยไว้โดนซำได๋ อีสร้อยซนอย่างกับวอก บ่เคยอยู่สุข ขังแค่มื้อเดียวกะอาจสิขาดใจตายได้" ไกสอนว่า
       "นั่นน่ะซิครับ สั่งขังเจ็ดวัน สำหรับเจ้าสร้อยคงเหมือนถูกขังเจ็ดปีเลยนะครับ"
       "เฮาอยากให้เจ้าสร้อยมีเวลาได้สำนึกเถิ่งควมผิดที่ได้เฮ็ดไป เจ้าสร้อยใจฮ้อนเอาแต่ใจจังซี้ บ่ฮู้ว่า ต่อไปสิเฮ็ดงานใหญ่ได้จังได๋"
       "พ่อใหญ่อย่าลืมว่า เฮายังมีดวงใจของชาวเวียงพูคำ ที่ยังเป็นความหวังของหมู่เฮาอยู่"
       "แต่ก็เป็นความหวังที่เลือนลางเต็มทีนะ ท่านไกสอน จนป่านนี้เรายังไม่รู้เลยว่า ดวงใจของชาวเวียงพูคำหนีหายไปอยู่ที่ไหน ตอนนี้เราคงได้แต่ฝากความหวังไว้ที่เจ้าสร้อย เรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้ผมเริ่มตีความหมายของคำนายได้กระจ่างขึ้น"
       "มีอะหยังต้องตีความอีก เฮากะแน่ใจแล้วว่า คุณชายรัชชานนท์เป็นคนในคำทำนาย เป็นมงกุฎแห่งเทพ"
       "ก็คำทำนายที่ว่า “เมื่อถึงเวลานั้น วลาหกจะเสียแก้วตาไป” ผมเกรงว่าเราอาจจะเสียแก้วตาให้กับมงกุฎแห่งเทพนะครับ พ่อใหญ่ ผมแน่ใจว่า เจ้าสร้อยปิดบังความจริงอะไรบางอย่างอยู่ ถ้าหากว่าเจ้าสร้อยกับคุณชาย"
       พ่อใหญ่บอก
       "บ่ต้องเว้าต่อแล้ว แฮรี่ บางเฮื่องเฮาบ่ฮู้บ่เห็นสิดีกว่า แม้ว่าคุณชายสิเป็นคนในทำนายจริงๆ เฮากะยังบ่พร้อมที่สิเสียลูกสาวไป!"
       พ่อใหญ่นิ่งขรึมจนแฮรี่ไม่กล้าพูดอะไรต่ออีก
      
       แม้พ่อใหญ่จะพอเดาได้ว่า สร้อยกับรัชชานนท์หายไปในป่าด้วยกันทั้งคืน ก็ไม่คิดจะต่อความให้เป็นเรื่องไปมากกว่านี้
      
       สร้อยนั่งจับเจ่าอยู่ที่มุมห้องแล้วมองไปที่หนังสือเรียนกองโตพร้อมสมุดที่เปิดกางไว้พร้อมปากกา สร้อยถอนใจเฮือกขยับไปเปิดหนังสือประวัติศาสตร์เล่มโต สร้อยเขียนหนังสือไปได้ไม่กี่ตัวก็ปิดสมุดดังปังอย่างเบื่อหน่าย มองไปรอบๆห้องที่กักขังเธอไว้อยู่
       “เจ็ดมื้อ! ข้อยต้องท่องหนังสืออย่างนี้เจ็ดมื้อ ! ตายคักๆ"
       สร้อยล้มลงนอนแผ่หลากลางห้องแล้วเหลือบตามองไปที่ขวดยาต่างๆ ในล่วมยา สร้อยรีบลุกขึ้นมอง นึกถึงรัชชานนท์ที่ได้รับบาดเจ็บจากโดนไม้ไผ่ถากที่ไหล่
      
       รัชชานนท์กับจันทาเดินขึ้นมาบนเรือน รัชชานนท์ชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้มาตลอดทางเพื่อถ่วงเวลาที่จะพูดถึงเรื่องพรานเจ้ย
       "ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่า จันทาจะหายเร็วอย่างนี้ จันทารู้มั้ยว่า คนในหมู่บ้านนี้ยกย่องแม่เฒ่าว่าเป็นหมอเทวดา แล้วจันทารู้หรือยังว่าหมู่บ้านนี้ชื่ออะไร ชื่อหมู่บ้านวลาหก แปลว่า หมอก จันทาแข็งแรงกว่านี้เมื่อไหร่ ฉันจะพาจันทาเที่ยวให้ทั่วหมู่บ้านเลยนะ"
       "คุณชายจ๊ะ"
       รัชชานนท์ชะงักหันมามองจันทาที่มองมาอย่างขอร้อง
       "จันทาไม่อยากไปเที่ยวไหน จันทาอยากรู้เรื่องพ่อเจ้ย ตอนนี้พ่อเจ้ยของจันทาอยู่ที่ไหน พ่อเจ้ยบาดเจ็บอยู่ใช่มั้ยจ๊ะ พ่อเจ็บมากเลยเหรอ ถึงไม่มีใครยอมบอกอะไรจันทาเลย"
       รัชชานนท์รวบมือจันทาเข้ามา กุมมือไว้แน่นเพื่อปลอบใจ
       "จันทา"
       "พ่อคงจะบาดเจ็บสาหัสก็เลยมาหาจันทาไม่ได้ แต่แม่เฒ่าจะต้องรักษาพ่อได้ใช่มั้ย เหมือนกับที่แม่เฒ่ารักษาคุณชาย รักษาจันทา พ่อจะต้องหายดี แล้วเราก็จะได้กลับบ้านด้วยกัน..ใช่มั้ยจ๊ะ คุณชาย"
       ลึกๆ แล้วจันทาก็คิดว่า พ่อต้องมีอันเป็นไปแน่ แต่ก็ยังพยายามหลอกตัวเองอยู่
       "จันทา ฉันขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ มันเป็นความผิดของฉันเอง"
       จันทาเริ่มกลัวความจริง
       "ถ้าคุณชายยังไม่อยากบอกจันทาตอนนี้ ก็ยังไม่ต้องบอกก็ได้จ้ะ"
       สร้อยถือย่ามใส่ยาค่อยๆ ย่องขึ้นบันไดมา
       "พรานเจ้ยตายแล้ว จันทา พรานเจ้ยถูกทหารเวียงยิงตาย” รัชชานนท์บอก
       "พ่อ"
       จันทาสะเทือนใจอย่างรุนแรง นิ่งอึ้งเหมือนโลกถล่มทลาย ก่อนที่น้ำตาจะไหลพรากๆ ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน รัชชานนท์ต้องดึงรั้งร่างแบบบางของเธอเข้ามาใกล้ให้ซบลงที่ไหล่ของตน รัชชานนท์โอบกอดจันทาไว้หลวมๆ ปล่อยให้จันทาร้องไห้ต่อไป
      
       สร้อยยืนอึ้ง นิ่งงันไป ขณะมองรัชชานนท์กอดปลอบใจจันทาอยู่ ด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบอย่างที่เธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน!


  


       สร้อยเดินอย่างเซื่องซึมลงมาจากเรือนแม่เฒ่าอย่างช้าๆ จ่อยแบกกองฟืนเข้ามาวางกองไว้ที่ใต้ถุนเรือน พอเห็นสร้อยเข้าก็ชะงัก
      
       “อีสร้อย! มาได้จังได๋ พ่อใหญ่บ่ได้ลงโทษเจ้าดอกหรือ โชคดีแท้น้อที่เทื้อนี้ พ่อใหญ่บ่ได้เอาเฮื่องเจ้า”
       “ไผว่าล่ะ พ่อใหญ่สั่งขังข้อยเจ็ดมื้อเจ็ดคืน ห้ามก้าวออกจากเฮือนแม้แต่ก้าวเดียว ! แล้วยังสั่งให้ข้อยเฮียนหนังสือกับแฮรี่ทุกมื้อ ข้อยบ่ตายมื้อนี้ แล้วสิไปตายมื้อเหิง”
       จ่อยมองสร้อยขึ้นๆลงๆอย่างเป็นงง
       “อ้าวๆๆ พ่อใหญ่สั่งขังเจ้า แล้วเจ้ามานี่ได้จังได๋ อีสร้อย ! นี่เจ้าหนีพ่อใหญ่มาใช่บ่ หาเฮื่องอีกแล้วแม่นบ่ ไปๆ กลับไปเดี๋ยวนี้เลย ไป”
       จ่อยรีบดึงตัวสร้อยออกไปแล้วนึกได้ จ่อยชะงักหันมาจ้องหน้าสร้อยอย่างสงสัย
       “แล้วเจ้ามาเฮ็ดหยัง”
       สร้อยอึกอัก
       “ข้อย...ข้อยเอายามาให้บักคุณชาย”
       “เอามาเฮ็ดหยัง แม่เฒ่ากะมียาอยู่แล้ว นี่เจ้าห่วงบักคุณชายจนกล้าขัดคำสั่งพ่อใหญ่เชียวเรอะ นี่มันจังได๋ละเนี่ย”
       “คุณชายเจ็บตัวเพราะข้อย ข้อยกะต้องแสดงน้ำใจ เลยเอายามาให้ มันกะซำนั้น คือเพิ่นได้ยาดีแล้ว ยาของข้อยบ่มีประโยชน์แล้ว ข้อยกลับเฮือนล่ะ บ่ต้องบอกไผล่ะว่า ข้อยมา”
       สร้อยผละออกไปอย่างนึกเสียใจที่มาหารัชชานนท์แล้วต้องมาเจอภาพบาดตา
       “เซาเซา อีสร้อย รอข้อยด้วย”
       จ่อยรีบสาวเท้าตามสร้อยไปอย่างมีเรื่องคาใจ
      
       บนเรือนแม่เฒ่า รัชชานนท์โอบไหล่จันทาด้วยความสงสารจับใจ เธอนั่งนิ่งหลังจากร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล ดวงตาเหม่อลอยเหมือนคนเคว้งคว้างไร้ที่พึ่ง ได้แต่พิงตัวรัชชานนท์อย่างหมดแรง
       “จันทา..ถึงพ่อเจ้ยของเธอจะไม่อยู่แล้ว แต่เธอยังมีฉันนะ”
       “คุณชาย”
       จันทาเงยหน้าขึ้นมองรัชชานนท์อย่างซึ้งใจ แล้วเพิ่งรู้สึกตัวว่าใกล้ชิดรัชชานนท์เหลือเกิน เธอขยับตัวห่างออกมา แต่รัชชานนท์คว้ามือจันทาไว้เพื่อพูดด้วยอย่างจริงจัง
       “ฉันพูดจริงๆ ฉันจะดูแลเธอแทนพรานเจ้ยเอง”
       “คุณชายไม่ต้องมารับผิดชอบจันทาหรอก เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นความผิดของคุณชาย มันเป็นเวรเป็นกรรมของจันทาเอง”
       “แล้วเธอจะทำยังไงต่อไป เธอมีญาติพี่น้องที่ไหนที่พอจะพึ่งพาได้งั้นหรือ จันทา”
       จันทาแตะสร้อยจี้พระจันทร์ที่อยู่ใต้เสื้ออย่างอดไม่ได้ที่จะนึกถึงพ่อแม่ที่แท้จริง
       “ไม่มี แต่ไม่เป็นไร ถึงไม่มีพ่อแล้ว จันทาก็อยู่ได้”
       “เธอเป็นผู้หญิง เธอจะใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวได้ยังไง แล้วที่สำคัญเธอจะไปอยู่ที่ไหน ยังไงเธอก็กลับไปที่ร้านเหล้าของเธอไม่ได้แล้ว ไปอยู่กับฉันเถอะ จันทา ฉันจะคุ้มครองเธอเอง”
       “แล้วคุณชายจะให้จันทาไปอยู่ด้วยในฐานะอะไรคะ”
       “ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ทำให้จันทาต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ฉันจะจัดการเรื่องของจันทาให้ถูกต้อง พรานเจ้ยฝากจันทาไว้กับฉันแล้ว ฉันจะดูแลจันทาอย่างดีที่สุด ฉันให้สัญญา”
       จันทานิ่งอึ้งตีความเองว่า รัชชานนท์จะรับเธอเป็นเมีย เข้าใจไปคนละทางกับรัชชานนท์ที่ตั้งใจจะรับจันทาเป็นน้องสาวบุญธรรมเพื่อรับผิดชอบที่ทำให้จันทาต้องกำพร้าพ่อ
       รัชชานนท์สบายใจที่จัดการปัญหาคาใจได้ ไม่ได้รู้เลยว่าจันทาคิดเตลิดไปไกลแล้ว
      
       สร้อยจ้ำเดินมาอย่างรวดเร็วมาถึงหลังเรือนพ่อใหญ่ มีจ่อยเดินไล่ตามมา
       “อีสร้อยๆ เซาๆ ! อย่าฟ่าวไป”
       จ่อยวิ่งไปขวางทางพร้อมกางมือห้ามไม่ให้สร้อยไป
       “มีอะหยัง ! ข้อยต้องฟ่าวขึ้นเฮือน เดี๋ยวพ่อใหญ่สิจับได้ว่าข้อยหนีมา”
       “เกิดอะหยังขึ้นในป่ามื้อคืน !”
       สร้อยนิ่งอึ้งไปทันที ภาพที่เธออยู่กับรัชชานนท์สองต่อสองผ่านวูบเข้ามาในหัวทันที ภาพที่รัชชานนท์กอดสร้อยปลอบใจจากฝันร้าย แต่เธอยังปากแข็ง
       “บ่ ! บ่มีอะหยังเกิดขึ้น”
       “แล้วเป็นหยังเจ้าเถิงไปดีกับบักคุณชาย เจ้าเลิกคึดไล่เพิ่นออกไปจากหมู่บ้านแล้วใช่บ่ มีอะหยังเกิดขึ้น เจ้าเถิงได้เปลี่ยนไป”
       “บอกแล้วว่า บ่มีอะหยัง เลิกถามบ้าๆได้แล้ว เจ้ากะเห็นแล้วว่า คู่ฮักของเพิ่นกำลังหายดี อีกบ่โดนกะสิไปจากที่นี่แล้ว ข้อยสิไปไล่เพิ่นเฮ็ดหยัง”
       “แล้วเจ้าไปเจอบักคุณชายตอนไหน ถึงได้กลับมาด้วยกันได้ เจ้า..เจ้ากับคุณชายคงบ่ได้อยู่ด้วยกันทั้งคืนใช่บ่”
       สร้อยรีบกลบเกลื่อน
       “ป๊าดโธ่เว้ย ถามอะหยังกะบ่ฮู้ เฮื่องบ่เป็นเฮื่องแท้ๆ ฟ่าวๆ ช่วยข้อยปีนกลับขึ้นเฮือนเร็วเข้า ก้มลง !”
       จ่อยจำใจก้มตัวลงอย่างรู้งาน สร้อยรีบขึ้นเหยียบหลังจ่อย จากนั้นจ่อยๆค่อยลุกขึ้นยืน สร้อยใช้จ่อยเป็นตัวช่วยส่งขึ้นไปเกาะขอบหน้าต่างไว้ได้ สร้อยถีบหลังจ่อยจนหลังแอ่นเพื่อเป็นแรงส่งให้จับขอบหน้าต่างได้มั่นคงขึ้น จ่อยล้มลงหงายเงิบไป
       สร้อยเกาะขอบหน้าต่างได้เหนียวแน่นแล้วเหนี่ยวตัวเองพุ่งข้ามเข้ามาในห้องจนได้
       สร้อยทิ้งตัวลงพื้นเกือบหน้าทิ่ม แล้วรีบลุกขึ้นโผไปชะโงกที่หน้าต่างโบกมือให้จ่อย
       “ขอบใจนะ ไอ้จ่อย”
       จ่อยกำลังคลำตูดป้อยๆด้วยความเจ็บ ยกมือโบกให้อย่างแกนๆ
       “บ่เป็นหยัง แล้วอย่าหนีออกมาอีกล่ะ รับปากข้อยซิ”
       สร้อยดื้อมาก
       “บ่ ! ฟ่าวไปๆ เจอกันมื้ออื่น”
       สร้อยถอยออกมาจากหน้าต่างอย่างไม่สนใจจ่อยอีก
       “บ่มีไผขังอีสร้อยได้ดอก สั่งขังได้ ข้อยกะหนีได้ สิต้องไปย่านอะหยัง”
       “ เจ้าบ่ย่านอะหยังอีหลีบ่”
       สร้อยสะดุ้งเฮือกสุดตัวหันมาเห็นพ่อใหญ่นั่งรออยู่ที่มุมห้องอยู่แล้ว
       “แม้แต่พ่อ...เจ้ากะบ่ย่าน ใช่บ่”
       “พ่อใหญ่ ! ข้อยบ่ได้ตั้งใจขัดคำสั่งพ่อใหญ่เด้อ ข้อย..ข้อยจำเป็นที่ต้องออกไปอีหลี ข้อยไป..ไป”
       “คำสั่งของพ่อบ่ศักดิ์สิทธิ์ คำสอนของพ่อกะบ่มีความหมาย เจ้าโตแล้ว คึดเอง ตัดสินใจได้เอง พ่อสิบ่บังคับอะหยังเจ้าอีก เจ้าอยากเฮ็ดอะหยังกะเฮ็ดได้ตามใจเจ้า”
       “พ่อใหญ่ !”
       พ่อใหญ่ค่อยๆ ลุกขึ้นหยิบไม้ค้ำยันพยุงตัวเดินออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
      
       สร้อยยืนหนาวเย็นยะเยือกตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่พักเดียวก็รีบเร่งตามพ่อใหญ่ออกไป


  


       พ่อใหญ่ใช้ไม้ค้ำพยุงตัวเองเดินลงมาถึงหน้าเรือน สร้อยวิ่งพรวดพราดกระโดดข้ามบันไดมาหลายขั้นจนมาทันขวางทางพ่อใหญ่ไว้ได้
      
       “พ่อใหญ่ ! ข้อยผิดไปแล้ว พ่อใหญ่ยกโทษให้ข้อยด้วย ข้อยให้คำมั่นกับพ่อใหญ่ได้เลย ต่อไปข้อยสิเซื่อฟังพ่อใหญ่ทุกอย่าง”
       “หลีกไป”
       “ข้อยต้องเฮ็ดหยังพ่อใหญเถิงยกโทษให้ข้อย พ่อใหญ่สิขังข้อยกี่มื้อกี่คืนกะได้ สิขังเป็นเดือนกะได้ ข้อยบ่หนีอีก ข้อยฮู้ตัวแล้วว่า ข้อยเฮ็ดโตบ่ดี พ่อใหญ่สิดุด่าว่าข้อยจังได๋กะได้ อย่าได้ย่างหนีข้อยจังซี้”
       “พ่อบ่ได้ย่างหนีเจ้า พ่อให้อิสระเจ้าต่างหาก ปากเจ้าเว้าว่า เจ้าฟังพ่อ แต่ใจเจ้าบ่เคยเซื่อ ถ้าเจ้าฟังพ่ออีหลี เจ้ากะบ่ต้องให้พ่อลงโทษเจ้าดอก”
       “ข้อยฮู้ ข้อยเฮ็ดผิดมาหลายเทื้อหลายครา แต่กะเพราะข้อยอยากซ่วยงานพ่อใหญ่ ไอ้พวกทหารเวียงเข้ามาใกล้หมู่บ้านเฮาทุกทีๆ แล้วข้อยสิอยู่เฉยๆได้จังได๋ ข้อยกะต้องออกไป ข้อยเป็นลูกสาวพ่อใหญ่ ข้อยมีหน้าที่...”
       “บ่ใช่ ! เจ้ามีหน้าที่เดียวคือ ฮักษาชีวิตเจ้าเอาไว้ ! เอาเถอะ นี่คงเถิงเวลาที่พ่อควรปล่อยเจ้าแล้ว เจ้าสร้อย”
       พ่อใหญ่ขยับเดินออกไปอย่างไม่สนใจลูกสาวแล้วจริงๆ
       “พ่อใหญ่ ! พ่อใหญ่ยกโทษให้ข้อยอีหลีบ่ พ่อใหญ่”
       พ่อใหญ่ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ, สร้อยทรุดตัวลงคุกเข่าที่พื้น
       “ถ้าพ่อใหญ่บ่ยอมยกโทษให้ข้อย ข้อยสิคุกเข่าอยู่หม่องนี้”
       พ่อใหญ่ชะงักนิดเดียวแล้วก้าวเดินต่อไป
       “ข้อยบ่ลุกขึ้นจนกว่าพ่อใหญ่สิยกโทษให้”
       พ่อใหญ่เดินห่างออกไปจากสร้อยไปเรื่อยๆ เธอคุกเข่าอยู่ด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
      
       พ่อใหญ่ใช้ไม้ค้ำยันพยุงตัวเดินมาตามทางในหมู่บ้าน เห็นถึงความสงบสุขของคนในหมู่บ้าน ชาวบ้านตำข้าว เก็บปลาแห้งเนื้อแห้งที่ตากอยู่ เด็กเล็กวิ่งเล่นกันเกรียวกราว กลุ่มผู้ใหญ่โขกหมากรุกกัน เด็กเล่นกุบกับ (เดินบนกะลามะพร้าว) บางคนเล่นตีคลี
       พ่อใหญ่เดินผ่านไปที่ไหน ผู้คนต่างยกมือไหว้แสดงความเคารพยำเกรงยิ่ง บางคนวิ่งเอาตะกร้าผัก ปลาแห้งพวงใหญ่มาส่งมอบให้ พ่อใหญ่ได้แต่ยกมือห้ามไม่รับของใดๆจากชาวบ้าน
       พ่อใหญ่กวาดตามองคนในหมู่บ้านอย่างหนักใจเมื่อนึกถึงเวลาที่จะต้องหนีอีกครั้งแล้ว
       พ่อใหญ่มองไปเห็นทับทิมกับชายสองสามคนกำลังลากเกวียนอยู่ไกลๆ ซึ่งเป็นเกวียนที่บรรทุกเสบียงไว้เต็มออกไปท้ายหมู่บ้าน
       แม่เฒ่าถือล่วมยาเดินออกมาจากเรือนของชาวบ้านหลังหนึ่ง แม่เฒ่าเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ พ่อใหญ่แต่เยื้องหลัง
       “มงกุฎแห่งเทพกะมาฮอดหมู่บ้านเฮาแล้ว เฮาสิต้องรออะหยังอีก พ่อใหญ่บ่มีห่วงมื้อใด๋ กะมื้อนั้นแหละ”
       พ่อใหญ่นิ่งคิดยังตีความไม่ทัน
       “ห่วงของผู้เป็นพ่อแม่สิมีอะหยังกันเล่า”
       “เจ้าสร้อย จังสั้นกะบ่มีมื้อใดที่เฮาสิพาคนของเฮาออกไปจากที่นี่ได้ เฮาสิหมดห่วงลูก กะต่อเมื่อเฮาหมดลมหายใจเท่านั้น”
       “บ่ต้องรอถึงมื้อนั้นดอก พ่อใหญ่ มีคนผู้หนึ่งที่พ่อใหญ่ฝากแก้วตาให้ดูแลแทนได้”
       “ไผ”
       “แล้วพ่อใหญ่สิฮู้เอง มื้อใด๋ที่พ่อใหญ่เฮ็ดใจยกแก้วตาให้เพิ่นได้ มื้อนั้นกะเป็นฤกษ์งามยามดีที่พ่อใหญ่สิพาคนในหมู่บ้านอพยพไปจากที่นี่”
       แม่เฒ่าค่อยๆ เดินออกไป ปล่อยให้พ่อใหญ่คิดหนักหาทางออก
      
       ผ่านเวลามา ชาวบ้าน 6-7 คนเดินผ่านมาเห็นสีหน้าจริงจังของสร้อยก็ได้แต่ถอยออกไปื ชาวบ้านผลัดกันเอาข้าวเอาน้ำมาวางไว้ให้ แต่สร้อยยังคุกเข่านิ่งไม่ยอมแตะ พ่อใหญ่ยืนแอบดูอยู่ไกลๆ อย่างคิดตริตรองว่า จะทำยังไงกับลูกสาวคนนี้ดี
       จ่อยวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาสร้อย
       “อีสร้อย !”
       จ่อยมองสร้อยอย่างไม่รู้จะช่วยยังไงได้
       พ่อใหญ่ค่อยๆขยับเดินออกไปอย่างช้าๆ เผยให้เห็นถึงหลังของพ่อใหญ่ที่งุ้มลงเหมือนมีภาระหนักอึ้งอยู่บนบ่า สร้อยคุกเข่านิ่งจนเริ่มเหนื่อยล้าแต่ยังอดทนได้อยู่
      
       บริเวณหน่วย ตชด.ย่อยในจังหวัด หนองคาย คุณชายรณพีร์กับชัชวีร์เดินคุยมากับตชด. ยศร.ต.อ. คนที่ 1 ขณะที่ตชด. คนที่ 2 คุมตัวทหารเวียงพูคำสองคนไปรวมกับกลุ่มทหารเวียงอีกกลุ่มใหญ่ที่ทางการจับได้
       “หมวดตัดสินใจถูกแล้วล่ะที่ควบคุมตัวทหารเวียงพูคำมาที่นี่ เรากำลังรวบรวมตัวทหารเวียงที่ก่อปัญหาทั้งหมดไปที่กองร้อยฯวันนี้พอดี”
       “แล้วยังไงต่อครับ ผู้กอง ให้ผู้บังคับบัญชาทางโน้นมารับตัวลูกน้องกลับไป อีกวันสองวันเจ้าพวกนี้ก็ข้ามกลับมาก่อเรื่องอีก อย่างนี้ปัญหาก็ไม่จบไม่สิ้นน่ะซิครับ ผมว่า เราน่าจะจับพวกมันดำเนินคดี เอาให้เรื่องถึงศาลเลย” รณพีร์บอก
       “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ถ้าขืนทางเราทำเป็นเรื่องใหญ่ มันจะเกิดปัญหาตามมาอีกไม่รู้เท่าไหร่ เราก็ได้ทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดแล้ว หลังจากนี้ไปก็ขึ้นอยู่กับทางผู้ใหญ่แล้ว” ชัชวีร์บอก
       ตชด.1 บอก
       “ทางเราตระหนักถึงปัญหานี้อยู่ ต่อจากนี้ทางด่านตรวจคนเข้าเมืองจะเข้มงวดมากขึ้น ทหารเวียงพูคำจะข้ามแดนมาไม่ได้ง่ายๆเหมือนก่อนอย่างแน่นอน หมวดไปเที่ยวต่อได้อย่างสบายใจเลย รับรองไม่เจอทหารเวียงอีกแน่ ผมรับรองได้ !”
       ตชด. คนที่ 1 ตบไหล่รณพีร์อย่างสัพยอกแล้วเดินออก รณพีร์กับชัชวีร์รีบยกมือไหว้ลา รณพีร์มองนาฬิกาข้อมือแล้วก็ต้องเซ็งในอารมณ์
       “นี่ก็เย็นมากแล้ว จะกลับเข้าไปในป่าตอนนี้ก็คงไม่ได้แล้ว” รณพีร์บอก
       “กลับไปที่บ้านพักก่อน แล้วเราเดี๋ยวค่อยวางแผนกันใหม่” ชัชวีร์ว่า
       บุญโฮมเร่งรีบเดินเข้ามาหาทั้งสอง
       “อ้าว ! ลุงบุญโฮมนี่ มารับพรานเกิ้นเหรอ เราส่งกลับไปแล้ว ป่านนี้คงกลับไปตะบันหมากกินอยู่ที่บ้านแล้ว” รณพีร์ว่า
       ชัชวีร์ชักเอะใจ
       “ลุงรู้ได้ยังไงว่า เราอยู่ที่นี่”
       บุญโฮมบอก
       “ผมรู้ได้ยังไง ไม่สำคัญหรอกครับ มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า ถ้าอยากทราบว่าเรื่องอะไร ก็หันไปมองทางโน้นเลยครับ โน่นครับ มากันแล้ว”
       คุณชายธราธรกับพุฒิภัทรเดินหน้าเคร่งตรงเข้ามา บุญโฮมเห็นบรรยากาศเริ่มอึมครึมก็เลยรีบฉากหลบถอยออกไป รณพีร์กับชัชวีร์มองหน้ากันแล้วหันกลับไปมองพี่ชายทั้งสอง
       ชัชวีร์หน้าเคร่งทันทีด้วยความยำเกรง แต่รณพีร์ทำใจดีสู้เสือ ส่งยิ้มให้พี่ๆ อย่างประจบ


  


       มุมเงียบใน หน่วยตชด.ย่อย รณพีร์กับชัชวีร์เดินถอยหลังช้าๆ โดยมีธราธรกับพุฒิภัทรหน้าเคร่งเดินไล่บี้มาอย่างช้าๆ ที่สุดรณพีร์และชัชวีร์จนมุมหลังชนผนังตึกหนีไปไหนไม่พ้น
      
       “พี่ชายใหญ่กับพี่ชายภัทรนี่เก่งจริงๆ มาถึงเมื่อไหร่ครับเนี่ย ทำไม ตามหาเราเจอได้เร็วขนาดนี้”
       “เรามาถึงที่นี่ไม่ถึงสิบนาที ก็ได้ข่าววีรกรรมของสองเสืออากาศไทยแล้ว จะไม่ให้เราตามหาพวกนายเจอได้ยังไง” ธราธรบอก
       “ถึงพี่ๆจะไม่ตามมาเจอเราที่นี่ เราก็กำลังจะกลับไปรอที่บ้านพักแล้วล่ะครับ ได้พี่ชายใหญ่มานำทัพอย่างนี้ เราต้องตามหาพี่ชายเล็กเจอแน่ๆ” รณพีร์
       “แน่ใจหรือว่า นายรอพวกเราอยู่ ไอ้ที่บุ่มบ่ามรีบเข้าป่าไปตามชายเล็กจนมีเรื่องกับพวกทหารเวียงพูคำ ไม่ใช่เพราะไม่ยอมรอเราก่อนหรอกเหรอ ที่จริงนายผิดตั้งแต่แรกแล้วที่หนีมาที่นี่โดยไม่ปรึกษากันก่อน” พุฒิภัทรบอก
       รณพีร์เริ่มหงุดหงิด
       “ผมผิดด้วยหรือครับที่เป็นห่วงพี่ชายเล็ก”
       “ถ้านายอยากล่วงหน้าออกไปตามชายเล็กก่อน ก็ติดต่อส่งข่าวมาซิ ไม่ใช่หนีหายไปเฉยๆ ให้ทุกคนต้องเป็นห่วง เราต้องเสียเวลาตามหานาย แทนที่เวลานี้เราควรจะมานั่งร่วมวางแผนตามหาชายเล็กด้วยกัน” ธราธรบอก
       พุฒิภัทรบอกกับธราธร
       “ชายพีร์คงคิดว่า ไม่ต้องพึ่งเราก็ตามหาชายเล็กเองได้ งั้นเราต่างคนต่างแยกกันไปตามหาชายเล็กดีกว่านะครับ”
       “ก็ดีเหมือนกันกัน !”
       ธราธรกับพุฒิภัทรเดินออกไป ธราธรชะงักหันมาทิ้งท้ายให้รณพีร์รู้สึกผิดไปอีก
       “ชายพีร์ ขอให้รู้ไว้นะ เราทุกคนก็ห่วงชายเล็กไม่น้อยไปกว่านายเลย”
       ธราธรกับพุฒิภัทรถอยออกมาแล้วเดินออกไปอย่างเสียอารมณ์ ชัชวีร์หันไปมองรณพีร์เป็นเชิงเตือนสติเพื่อน บุ้ยใบ้ให้รีบตามพวกพี่ชายไป
       “ไอ้พีร์ !”
       รณพีร์ยังคงฮึดฮัดไม่ยอมเสียฟอร์มง่ายๆ ชัชวีร์มองอย่างอ่อนใจ
      
       ธราธรกับพุฒิภัทรเดินตรงออกมาจากอาคารของหน่วยตชด.ย่อย บุญโฮมยืนรออยู่ที่ข้างรถจี๊ปที่จอดรอ เมื่อเห็นคุณชายทั้งสองเดินมาถึงรถ บุญโฮมก็กุลีกุจอเปิดประตูให้ ธราธรกับพุฒิภัทรกำลังจะขึ้นรถแล้วต้องชะงัก
       “พี่ชายใหญ่ พี่ชายภัทร”
       ธราธรกับพุฒิภัทรชะงัก แล้วแอบสบตาและแอบยิ้มก่อนที่จะหันกลับมาประจันหน้ากับน้องชาย
       พุฒิภัทรพูดเสียงเบา
       “เป็นอย่างที่พี่ชายใหญ่คิดไว้เลยครับ”
       “ดื้อแพ่งนัก ต้องดัดนิสัยเสียหน่อย” ธราธรตอบเสียงเบา
       รณพีร์รีบเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าพี่ชายทั้งสอง รีบยกมือไหว้อย่างยอมรับผิด
       “ผมขอโทษครับ ผมผิดไปแล้ว”
       ชัชวีร์ก้าวเข้ามายกมือไหว้ขอโทษอีกคน
       “ผมก็ต้องขอโทษนะครับ ผมก็ผิดที่ไม่ได้ช่วยห้ามชายพีร์ไว้”
       ธราธรบอกกับชัชวีร์
       “สำหรับนาย ฉันยกโทษให้ เพราะฉันรู้ว่า นายคงถูกชายพีร์บังคับให้มาด้วย แต่สำหรับนาย ชายพีร์ เราคงต้องขอคิดดูก่อนว่า สมควรจะยกโทษให้หรือเปล่า” ธราธรแกล้งพูดกวน
       “โธ่ พี่ชายใหญ่ ผมก็ยอมรับผิดแล้ว ยกโทษให้ผมเถอะนะครับ ผมเป็นห่วงพี่ชายเล็ก ก็เลยไม่ได้คิดให้รอบคอบ ตอนที่ผมโทรทางไกลไปแจ้งข่าวพี่ชายเล็ก สายโทรศัพท์ก็ไม่ดี เสียงขาดๆหายๆ”
       “แต่เราส่งโทรเลขมาย้ำเตือนแล้วว่า ให้รอเราก่อน ไม่ได้ส่งฉบับเดียวด้วย” พุฒิภัทรว่า รณพีร์ทำเป็นคิด
       “โทรเลขๆ เราได้รับโทรเลขด้วยเหรอ ไอ้ชัช”
       บุญโฮมโพล่งบอก
       “ได้ซิครับ คุณชาย ผมส่งโทรเลขให้คุณชายกับมือผมเอง”
       “แล้วพอนายอ่านโทรเลขจบ นายก็บอกฉันว่า นายจะไม่รอพี่ชายใหญ่อย่างแน่นอน” ชัชวีร์ว่า
       รณพีร์มองชัชวีร์ตาขวาง
       “ไอ้เพื่อนทรยศ”
       “แล้วตกลงที่พากันลุยไปตามหาชายเล็กกันมานี่ นอกจากจับทหารเวียงกเฬวราก (กะ-เล-วะ-ราก)มาได้สองคน แล้วได้เรื่องอะไรมาอีกบ้าง”ธราธรถาม
       “ไม่ได้เรื่องอะไรเลยครับ”
       รณพีร์พูดแล้วแขวะประชดขำๆบุญโฮม
       “คงต้องขอบใจลุงบุญโฮมที่หาพรานนำทางชั้นยอดมาให้เรา”
       บุญโฮมยิ้มกว้างรับคำชมอย่างเต็มใจ เพราะยังคงมั่นใจในตัวพรานเกิ้นอยู่
       “พรานเกิ้นพรานมือหนึ่งของเราพาเดินวนเวียนอยู่นาน แล้วหยุดหมดแรงอยู่ที่ชายป่าที่เราไปเจอกับพวกทหารเวียงนั่นแหละครับ”
       “แต่ที่เราไปครั้งนี้ก็ไม่ใช่เปล่าประโยชน์เสียทีเดียวนะครับ อย่างน้อยก็ทำให้ทางเวียงพูคำไม่กล้าส่งทหารข้ามมาไปอีกพักใหญ่ๆ พรุ่งนี้เราจะได้ตามหาพี่ชายเล็กโดยไม่ต้องพะวงว่าจะต้องไปเจอพวกทหารเวียงอีก” ชัชวีร์บอก
       “ฉันชักจะเป็นห่วงแล้วล่ะซิ ที่ชายเล็กหายไปนี่ ไม่ใช่เพราะถูกทหารเวียงจับตัวไปนะ พวกมันอาจจะเข้าใจผิด คิดว่าชายเล็กเป็นพวกลี้ภัย” ธราธรว่า
       ผมไม่คิดว่าอย่างนั้นครับ ผมแน่ใจว่า พี่ชายเล็กยังติดอยู่ในป่านั่น มัน
       “เป็นความรู้สึกเหมือนตอนที่พี่ชายใหญ่หายไปกับน้องมะปราง ตอนนั้นแน่ใจว่า พี่ชายใหญ่ต้องปลอดภัย ตอนนี้ก็เหมือนกัน ผมเชื่อว่า พี่ชายเล็กต้องไม่เป็นอะไร” รณพีร์บอก
       “ฉันก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน ขอแค่เราอย่าหมดความหวังเท่านั้น ไม่ว่าจะต้องเหนื่อยยากแค่ไหน เราจะต้องพาชายเล็กกลับบ้านให้ได้” พุฒิภัทรว่า
       พุฒิภัทรตบไหล่รณพีร์ให้ความมั่นใจ ธราธรเข้ามาตบไหล่กอดคอน้องชายทั้งสองสร้างความมั่นใจอีกแรง
        
       ชัชวีร์มองสามพี่น้องอย่างชื่นชม แต่อดเจ็บแปลบๆ นึกเปรียบเทียบไม่ได้ ที่เขามีชีวิตที่โดดเดี่ยวอ้างว้าง รณพีร์มีครอบครัวที่อบอุ่น ขณะที่ชัชวีร์ไม่มีใครเลย

      บนเรือนแม่เฒ่าเวลานั้น รัชชานนท์กำลังใช้ผ้าพันแผลใหม่ที่ไหล่ซ้ายอย่างเก้ๆ กังๆ ไม่ถนัดนัก จันทาขยับเข้ามาช่วยพันผ้าให้จนเสร็จ แล้วรีบถอยออกมาอย่างขวยเขิน
      
       รัชชานนท์รีบคว้าเสื้อมาใส่อย่างรวดเร็ว ไม่ทันสังเกตอาการที่แปลกๆ ไปของจันทา
       “จันทากินยาแล้วนอนพักนะ นอนพักเยอะๆ จะได้แข็งแรงเร็วๆ”
       “คุณชายก็ยังไม่ได้กินยานี่จ๊ะ นี่ค่ะ ยาของคุณชาย”
       รัชชานนท์มองถ้วยยาด้วยสีหน้าเหยเกแล้วกลั้นใจคว้ามาดื่มอั๊กๆรวดเดียวหมด
       “คุณชายจะรีบไปไหนจ๊ะ”
       รัชชานนท์ยิ้มเมื่อนึกถึงสร้อย
       “จะไปเยี่ยมนักโทษเสียหน่อย ไม่รู้ถูกขังลืมไปหรือยัง”
       จ่อยเดินโครมครามเข้ามาอย่างร้อนรน
       “แม่เฒ่าๆ ! แม่เฒ่ายังบ่ต่าวมาอยู่”
       จันทาบอก
       “แม่เฒ่ายังบ่กลับมาเลย อ้ายจ่อย”
       “แม่เฒ่าบ่อยู่ แล้วไผสืไปซ่วยอีสร้อยได้”
       “มีอะไรเกิดขึ้นหรือ บักจ่อย พ่อใหญ่ลงโทษสร้อยฟ้าหนักเลยเหรอ”
       “หนักบ่หนัก ไปเบิ่งเอง แต่บ่ต้องไปดอก ถึงไปเจ้ากะช่วยบ่ได้ คนอย่างเจ้ามีแต่หาเฮื่องเดือดร้อนให้อีสร้อยมัน เจ้าอยู่ให้ห่างอีสร้อยไว้ ถ้าบ่เซื่อกันล่ะกะ...” จ่อยพูดทำหน้าเหี้ยม
       รัชชานนท์ไม่ฟังและไม่กลัว
       “สร้อยฟ้าอยู่ที่ไหน ยังอยู่ที่เรือนพ่อใหญ่ใช่มั้ย บักจ่อยรอแม่เฒ่าอยู่ที่นี่แล้วกัน จะได้อยู่เป็นเพื่อนจันทาด้วย”
       รัชชานนท์ผลุนผลันออกไปทันที
       จันทา/จ่อยพูดย้ำชื่อสร้อยของรัชชานนท์ขึ้นพร้อมกัน
       “สร้อยฟ้า”
       จันทากับจ่อยงุนงนกับชื่อสร้อยฟ้าไปคนละทาง จ่อยไม่คุ้นกับชื่อสร้อยฟ้า จันทาเองก็ยังไม่เคยเจอหน้ากับสร้อยเลย
      
       เวลาต่อเนื่องมา พ่อใหญ่ถือไม้ค้ำยันพยุงตัวเดินกลับมาแล้วหยุดนิ่งมองไปที่หน้าเรือน
       สร้อยยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พ่อใหญ่มองอย่างไม่ได้แปลกใจนัก ไกสอนกับแฮรี่รีบร้อนเดินเข้ามาหาพ่อใหญ่พลางหันไปมองสร้อยอย่างห่วงใย
       “พ่อใหญ่ นี่อีสร้อยคุกเข่ามาโดนแล้ว ยกโทษให้มันเถอะ “ ไกสอนว่า
       “ครั้งนี้เจ้าสร้อยคงจะสำนึกผิดแล้วจริงๆ สั่งให้เจ้าสร้อยลุกขึ้นเถอะครับ” แฮรี่ว่า
       “เฮาบ่ได้สั่งลงโทษมัน มันคุกเข่าของมันเอง กะให้มันลุกเอง”
       พ่อใหญ่เดินผ่านหน้าสร้อยที่คุกเข่าอยู่อย่างช้าๆ สร้อยพูดเสียงเบา
       “ข้อยขอโทษ ข้อยฮู้แล้วว่า ข้อยเฮ็ดผิด”
       พ่อใหญ่ยังคงเดินมุ่งไปที่บันไดจะขึ้นเรือนไปอย่างไม่สนใจฟังสร้อย ไกสอนกับแฮรี่มองพ่อใหญ่อย่างเกรงๆ ไม่กล้าคัดค้านอะไรอีก
       รัชชานนท์วิ่งพรวดพราดเข้ามาแล้วเห็นสร้อยคุกเข่าอยู่ที่พื้น
       “พ่อใหญ่ครับ”
       พ่อใหญ่หยุดเดินหันกลับมารอฟังรัชชานนท์
       “ผมทราบว่า ผมเป็นคนนอก ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็นใดๆ แต่การลงโทษสร้อยฟ้าอย่างนี้ มันออกจะเกินไปนะครับ”
       “ผมยกเลิกคำสั่งลงโทษไปแล้ว”
       “งั้นที่สร้อยฟ้าคุกเข่าอยู่อย่างนี้ก็เพราะต้องการลงโทษตัวเอง นั่นหนักหนาสาหัสกว่าถูกพ่อใหญ่สั่งลงโทษเสียอีก เพราะไม่มีรู้ว่าการลงโทษครั้งนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ การยกเลิกคำสั่งลงโทษไม่มีความหมายเลย ถ้าหากพ่อใหญ่ไม่ยอมยกโทษให้สร้อยฟ้า”
       “ผมจะยกโทษให้คนทำผิดที่สำนึกผิดจริงๆ แล้วเท่านั้น”
       “แล้วพ่อใหญ่รู้ได้ยังไงว่า สร้อยฟ้ายังไม่สำนึกผิด”
       “ผมรู้จักลูกสาวของผมดี”
       พ่อใหญ่ขยับตัวจะเดินออกไป รัชชานนท์ตัดสินใจคุกเข่าลง ในเวลาเดียวกับที่จ่อยวิ่งเข้ามา
       “คุณชาย !”
       ทุกคนชะงักมองรัชชานนท์อย่างตกใจคาดไม่ถึง
       “สร้อยฟ้าต้องขัดคำสั่งของพ่อใหญ่ก็เพื่อออกไปช่วยผม ผมเป็นต้นเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผมก็สมควรที่จะลงโทษตัวเองเหมือนกัน”
       “คุณชาย ! บ่ต้องมายุ่ง ข้อยเฮ็ดผิดผู้เดียว บ่เกี่ยวอะหยังกับเจ้า” สร้อยบอก
       “ถ้าพ่อใหญ่ทำโทษเธอตามสมควร ฉันจะไม่ยุ่ง การลงโทษ มันต้องมีขอบเขต แต่นี่มันไม่ใช่แล้ว ไม่ว่าเธอจะต้องคุกเข่าอยู่ที่นี่เป็นวัน เป็นเดือน”
       รัชชานนท์มองพ่อใหญ่นิ่งและเอาจริงเอาจัง
       “ฉันก็จะคุกเข่ากับเธอด้วย เพื่อให้พ่อใหญ่เห็นว่าเราสำนึกผิดจริงๆ”
       “ลุกขึ้นเถอะครับ คุณชาย” พ่อใหญ่บอก
       รัชชานนท์ยังคงนิ่งไม่ยอมขยับตัวลุกขึ้น พ่อใหญ่มองรัชชานนท์อย่างนิ่งคิดพิจารณา
       “เจ้าด้วย เจ้าสร้อย ลุกขึ้นมา”
       สร้อยดีใจมาก
       “พ่อใหญ่ยกโทษให้ข้อยแล้วแม่นบ่”
       พ่อใหญ่พยักหน้าให้แล้วขยับตัวเดินขึ้นเรือนไป รัชชานนท์รีบลุกขึ้นยืนแล้วช่วยพยุงสร้อยที่โผเผลุกขึ้นแทบจะยืนไม่ไหว ไกสอนกับแฮรี่ต่างดีใจเข้ามาช่วยพยุงรับสร้อยมาจากรัชชานนท์ จ่อยยืนมองรัชชานนท์ที่เป็นคนมาช่วยสร้อยอย่างขัดใจแล้วเดินคอตกออกไป
      
       สร้อยมองรัชชานนท์อย่างขอบคุณซึ้งใจ


  


       ส่วนบนเรือนพ่อใหญ่ เห็นพ่อใหญ่นั่งลงโดยมีไกสอนกับแฮรี่นั่งประกบซ้ายขวาประจำตำแหน่ง สร้อยค่อยๆคลานเข้ามาแล้วกราบลงที่เท้าของพ่อใหญ่และหมอบกอดเท้าพ่อใหญ่ไว้อยู่อย่างนั้น
      
       รัชชานนท์เดินเข้ามาหยุดอยู่ห่างออกไป กันตัวเองอยู่วงนอกไป
       “พ่อใหญ่”
       พ่อใหญ่ลูบหัวสร้อยเบาๆอย่างเมตตา
       “พ่อยกโทษให้เจ้า”
       พ่อใหญ่ดึงตัวสร้อยให้ลุกขึ้นมา สร้อยยังคงนั่งที่พื้นกอดเอวพ่อใหญ่ไว้
       “แต่จำไว้ คำสั่งของพ่อคือกฎของหมู่บ้าน บ่มีไผอยู่เหนือกฎ แม้แต่พ่อเอง บ้านเมืองสิเป็นจังได๋ ถ้าทุกคนบ่เคารพกฎเฮ็ดตามใจตัวเองคือเจ้า”
       “ข้อยผิดไปแล้ว พ่อใหญ่อย่าซังข้อยเด้อ”
       “พ่อบ่ซังเจ้า พ่อเป็นห่วงเจ้า”
       “ต่อไปข้อยสิเซื่อฟังพ่อใหญ่ นี่บ่ใช่แค่ลมปาก แต่เป็นสัญญาจากหัวใจของข้อย...ข้อยสิบ่เฮ็ดผิดต่อพ่อใหญ่อีก”
       “ดีแล้ว อีสร้อยเอ๊ย ควมพ่อแม่นี่ หนักเกิ่งธรณี ไผผู้ยำเกรงนบ หากสิฮุ่งเฮืองเมื่อหน้า” ไกสอนบอก
       “ท่านไกสอนพูดถูกเสียยิ่งกว่าถูก คนที่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ย่อมจะเจริญรุ่งเรืองทุกคน เจ้าสร้อย บทเรียนครั้งนี้คงจะสอนให้เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แล้วคงจะต้องขอบคุณคุณชายด้วยที่ทำให้เรื่องวันนี้จบลงได้อย่างรวดเร็ว” แฮรี่บอก
       “ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ ผมทำในสิ่งที่ควรทำ ที่จริงผมต้องขอโทษพ่อใหญ่ด้วยนะครับ” รัชชานนท์บอก
       รัชชานนท์เดินเข้าไปคุกเข่าที่พื้นเคียงข้างสร้อยแล้วยกมือไหว้พ่อใหญ่อย่างนอบน้อม
       “ผมขอโทษนะครับ พ่อใหญ่ หากสิ่งที่ผมทำลงไปเป็นการล่วงเกิน หรือละเมิดกฎของที่นี่ ผมกับสร้อยฟ้าร่วมเป็นร่วมตายกันมา ผมไม่สามารถทิ้งเพื่อนคนนี้ได้จริงๆ ครับ”
       พ่อใหญ่มองรัชชานนท์ที่คุกเข่าเคียงคู่กับสร้อย เริ่มรู้สึกมีเค้าลางบางอย่างตามที่แม่เฒ่าบอก
       “เดี๋ยวนะครับ คุณชายเอิ้นอีสร้อยว่าอะหยังนะครับ” ไกสอนถาม
       “นั่นซิ ก่อนหน้านี้ผมก็นึกว่า ผมฟังผิด นี่คุณชายเรียกเจ้าสร้อยว่า...” แฮรี่บอก
       รัชชานนท์ยิ้มขำๆ
       “สร้อยฟ้าครับ ผมเรียกของผมเอง ไม่รู้ซิครับ ผมว่าเธอน่าจะเหมาะกับชื่อนี้.... สร้อยฟ้า”
       สร้อยทำหน้าไม่ถูกรู้สึกถูกทุกคนจับตามองว่า เริ่มสนิทกับรัชชานนท์เกินไป ไกสอนกับแฮรี่หันไปมองพ่อใหญ่เป็นตาเดียว อะไรจะประจวบเหมาะอย่างนี้
      
       หน้าเรือนแม่เฒ่า จ่อยใช้ขวานผ่าฟืนอย่างแรงเป็นการระบายอารมณ์ จันทาเดินเข้ามาหยุดมองแล้วอยู่ๆก็ถามโพล่งออกมา
       “อ้ายจ่อย ไผคือสร้อยฟ้า”
       จ่อยยิ่งหงุดหงิด
       “สร้อยฟ้าอะหยัง บ่มี! ในหมู่บ้านเฮาบ่มีคนซื่อสร้อยฟ้า”
       “บ่มีได้จังได๋ คุณชายบอกว่าสิไปซ่วยผู้หญิงที่ซื่อสร้อยฟ้า เพิ่นเป็นไผ เป็นหยังคุณชายเถิงได้ห่วงเพิ่นหลาย”
       “สร้อยฟ้า..บักคุณชายคงหมายถึงอีสร้อย มันบ่ได้ซื่อสร้อยฟ้าเด้อ มันซื่ออีสร้อย มีบักคุณชายผู้เดียวที่เอิ้นมันว่า สร้อยฟ้า”
       “ผู้ที่ซ่วยชีวิตคุณชายไว้หลายเทื้อหลายหน กะคือ สร้อยฟ้าผู้นี้ใช่บ่ ที่คุณชายหายตัวไป กะหายไปกับสร้อยฟ้าใช่บ่”
       “มันชื่ออีสร้อย บ่ใช่สร้อยฟ้า อีสร้อยมันชังชื่อนี้หลาย บักคุณชายคงอยากเปลี่ยนให้อีสร้อยมีชื่อเหมือนสาวเมืองกรุง แต่จังได๋กะบ่มีไผเปลี่ยนอีสร้อยได้ดอก อีสร้อยกะต้องเป็นอีสร้อยของข้อย เอ๊ย ของหมู่เฮา บ่มีวันเป็นสร้อยฟ้าของไผดอก”
       “สร้อยฟ้า”
       จันทานิ่งคิดกังวลใจด้วยความสังหรณ์ใจตามประสาผู้หญิง
      
       ไกสอนกับแฮรี่เดินออกมาส่งรัชชานนท์
       “เฮาส่งคุณชายหม่องนี้เด้อ”
       รัชชานนท์มองไกสอนกับแฮรี่ที่ดูกระสับกระส่ายอยากกลับไปหาพ่อใหญ่เร็วๆ
       “เมื่อครู่ผมพูดอะไรผิดหรือเปล่าครับ หรือว่าเป็นเรื่องที่ผมเรียกชื่อสร้อยฟ้าผิดไปจากคนอื่น ถ้าหากมันไม่สมควรล่ะก็...”
       “เรื่องที่ขึ้นอยู่กับเจ้าสร้อยครับ ถ้าเจ้าตัวไม่ถือสา ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ผิดประเพณีแต่อย่างไร คุณชายกลับไปพักผ่อนเถอะครับ” แฮรี่บอก
       แฮรี่กับไกสอนแยกจากรัชชานนท์แล้วรีบกลับขึ้นเรือนไป รัชชานนท์เดินออกไปได้ก้าวสองก้าว ลูกไม้ป่าลอยละลิ่วมากระทบไหล่ เขาหันขวับไปทางทิศทางที่มาของลูกไม้ป่า แล้วก็เห็นสร้อยยืนอยู่บนเรือนมองลงมาก่อนกระโดด ตุ๊บ ! ลงมาตรงหน้า
       “เรียกกันดีๆก็ได้ มีอะไรเหรอ”
       “ขอบใจ”
       สร้อยเดินออกไปทันที รัชชานนท์คว้าแขนสร้อยไว้ไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ
       “เดี๋ยวๆ ขอบใจแค่นี้ยังไม่พอ”
       “แล้วส่ำใด๋ถึงพอ”
       “เดี๋ยวนะ ขอคิดดูก่อน ฉันช่วยให้พ่อใหญ่ยกโทษให้เธอได้ ช่วยให้เธอไม่ต้องถูกกักขัง เธอคิดว่าอิสรภาพของเธอนี่ มีค่าแค่ไหนล่ะ”
       รัชชานนท์แกล้งทวงบุญคุณไปและยังจับแขนสร้อยไว้ตลอด เขาเหนี่ยวรั้งเธอไม่ให้ไป สร้อยดิ้นรนแต่ไม่หลุดจากมือรัชชานนท์จนต้องยอมนิ่งคิดๆๆหาทางตอบแทนรัชชานนท์
       รัชชานนท์ยื่นหน้าไปใกล้หน้าสร้อยเกินความจำเป็น
       “คิดออกหรือยัง”
       สร้อยถอยหลังหนี แต่รัชชานนท์ยังก้าวตามไปและคอยยื่นหน้าแหย่เข้าไปใกล้ๆ
       “คิดออกหรือยังๆ ถ้าคิดไม่ออก ฉันจะคิดให้นะ ก็แค่...”
       รัชชานนท์เลื่อนมือที่จับแขนสร้อยไว้ไปกุมมือทำท่าจะแกล้งจูบมือ
       “คึดออกแล้ว”
       สร้อยสะบัดมือออกทันทีทันควันมือก็เลยเสยคางรัชชานนท์เข้าให้อย่างไม่ตั้งใจ จากนั้นสร้อยวิ่งออกไปทันที
      
       ทิ้งให้รัชชานนท์หน้าหงายเห็นดาวระยิบระยับไป


  


       พ่อใหญ่เปิดสมุดบันทึกปกหนังแล้วดึงกระดาษเก่าแก่คร่ำคร่าออกมา เป็นกระดาษเป็นแผ่นดวงมีวันเดือนปีเกิดของสร้อย และชื่อ “สร้อยฟ้า” ที่เขียนเป็นภาษาเวียงภูคำ
      
       “สร้อยฟ้า”
       พ่อใหญ่นึกแปลกใจที่รัชชานนท์เรียกชื่อเต็มของสร้อย พ่อใหญ่นึกถึงคำพูดของแม่เฒ่า
       “มีคนผู้หนึ่งที่พ่อใหญ่ฝากแก้วตาให้ดูแลแทนได้ แล้วพ่อใหญ่สิฮู้เอง มื้อใด๋ที่พ่อใหญ่เฮ็ดใจยกแก้วตาให้เพิ่นได้ มื้อนั้นกะคือฤกษ์งามยามดีที่พ่อใหญ่จะพาคนในหมู่บ้านอพยพไปจากที่นี่”
       ไกสอนกับแฮรี่รีบเร่งเดินเข้ามาหาพ่อใหญ่
       “นี่อาจเป็นเฮื่องบังเอิญกะได้ พ่อใหญ่ หรือเพิ่นอาจไปได้ยินชื่อนี้จากไผในหมู่บ้านกะเป็นไปได้” ไกสอนบอก
       “ไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่รู้ว่า เจ้าสร้อยมีชื่อเต็มๆว่า สร้อยฟ้า คุณชายคนนี้เป็นมากกว่ามงกุฎแห่งเทพที่ทำให้มนต์หมอกเสื่อมสลาย แต่เขาอาจจะเป็นผู้ที่ช่วยให้เรากลับไปเวียงภูคำได้เร็วขึ้น” แฮรี่บอก
       “เฮามีเจ้ารัชทายาทแล้ว บ่ต้องพึ่งพาผู้อื่นพาเฮากลับเวียงภูคำ” ไกสอนพูดต่อ
       “แต่ตอนนี้เรายังตามหาเจ้ารัชทายาทไม่เจอ คุณชายรัชชานนท์อาจเป็นกุญแจนำทางเราไปสู่จุดหมาย ไม่งั้นโชคชะตาคงไม่พาคุณชายมาถึงที่นี่หรอกครับ พ่อใหญ่”
       “คุณชายบ่ใช่ชาวเวียงภูคำ เฮาให้คุณชายมาเสี่ยงชีวิตกับเฮาบ่ได้ดอก แต่การมาคุณชายผู้นี้เฮ็ดให้เฮาตัดสินใจเฮื่องบางอย่างได้เร็วขึ้น ไกสอน. แฮรี่ เฮาได้ฤกษ์อพยพแล้ว”
       ไกสอนกับแฮรี่หันไปมองพ่อใหญ่อย่างตามไม่ทัน
      
       ธราธรกับพุฒิภัทรเดินเข้ามาในบ้านพัก ศินีนุชผุดลุกผุดนั่งอย่างหงุดหงิดที่รออยู่นาน เธอรีบโผเข้าไปหาธราธรกับพุฒิภัทรทันทีที่เห็นหน้า เธอกระเง้ากระงอดใส่ แต่ไม่ถึงกับปรี๊ดแตกยังควบคุมความเป็นนางเอกไว้ได้
       “พี่ชายใหญ่ ! พี่ชายภัทร ! ทำไมเพิ่งกลับมาคะ ไหนว่าจะถามข่าวคราวพี่ชายพีร์ประเดี๋ยวเดียว นี่อะไรคะ ทิ้งให้นุชอยู่ที่นี่คนเดียวเป็นชั่วโมงๆ”
       รณพีร์กับชัชวีร์เดินตามเข้ามา
       “อย่าต่อว่า พี่ชายใหญ่เลย น้องนุช เป็นความผิดของพี่เอง ที่ทำให้พี่ๆ กลับมาช้า”
       “พี่ชายพีร์ ! นุชดีใจจริงๆที่พี่ชายพีร์ปลอดภัย”
       “แล้วไม่ดีใจที่เห็นพี่ชัชเค้าหรอกเหรอ อย่างนี้พี่ชัชน้อยใจแย่นะ”
       “ก็..ก็ดีใจค่ะ นุชก็คิดไว้อยู่แล้วว่า พี่ๆต้องไม่เป็นอะไร เราเจอพี่ชายพีร์แล้ว งั้นเราก็ไปตามหาพี่ชายเล็กกันเลยซิคะ”
       “ไปตอนนี้ไม่ได้หรอก อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะมืดแล้ว เราจะไปกันพรุ่งนี้เช้า” ธราธรบอก “เราจะต้องออกเดินทางออกจากที่นี่ตั้งแต่ตีสี่ น้องนุชตื่นไหวหรือเปล่า” พุฒิภัทรถาม
       “ไหวซิคะ เพื่อพี่ชายเล็กแล้ว นุชทำได้ทุกอย่าง”
       รณพีร์มองศินีนุชอย่างขยาดๆไม่อยากให้ไปด้วย รีบหันไปกระซิบกับชัชวีร์
       “ทำอะไรเข้าซักอย่างซิวะ เราไปเดินป่าไม่ใช่ไปเที่ยวซาฟารี”
       “น้องนุชครับ เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทันนะครับ” ชัชวีร์บอก
       ศินีนุชลืมตัววี๊ดใส่
       “เอ๊ะ นุชบอกว่า ไหวก็ไหวซิคะ”
       ศินีนุชรู้ตัวก็ปรับสีหน้ายิ้มหวาน พูดน้ำเสียงไพเราะ
       “พี่ชัชเนี่ยชอบแกล้งขัดใจนุชอยู่เรื่อยเชียว เออ...แล้วคืนนี้เราจะพักที่ไหนดีคะ”
       “ก็พักที่นี่ซิครับ ที่นี่มีห้องนอนสองห้อง พวกเราผู้ชายนอนเบียดๆกันก็ได้ แค่คืนเดียวเอง ส่วนอีกห้องก็ยกให้น้องนุชไปเลยคนเดียว”รณพีร์บอก
       “นอนที่นี่ !”
       ศินีนุชมองไปรอบๆ อย่างสะพรึงกลัวในความเก่าแก่ของบ้านพัก
       “นุชนอนที่นี่ไม่ได้หรอกค่ะ นุชเดินสำรวจดูแล้ว ห้องนอนมีแต่ฟูกเก่าๆกับพัดลมเครื่องนึง วิทยุซักเครื่องก็ไม่มี ห้องน้ำก็สกปรก น้ำในโอ่งก็ขุ่นคลั่ก แล้วยังเรื่องอาหารการกินอีก เราอยู่ไกลปืนเที่ยงอย่างนี้จะไปหาร้านอาหารดีๆได้ที่ไหนล่ะคะ แล้วที่สำคัญไม่มีคนรับใช้”
       รณพีร์รีบขัดคอ
       “ถ้าน้องนุชพักที่นี่ไม่ได้ แล้วจะไปเข้าป่ากับพวกพี่ๆได้ยังไง น้องนุชลองคิดถึงป่า... ป่าจริงๆนะครับ ไม่ใช่ป่าในนวนิยายโรมานซ์”
       “พอได้แล้ว ชายพีร์ คืนนี้น้องนุชไปพักที่โรงแรมในเมืองก็แล้วกัน นายชัช ไปอยู่เป็นเพื่อนน้องนุช ไป” ธราธรบอก
       “ครับ พี่ชายใหญ่”
       บุญโฮมแบกกระเป๋าเดินทางสี่ใบของศินีนุชเข้ามาอย่างลำบากยากเย็น
       “ลุงบุญโฮม ยกกลับไปที่รถครับ คุณสองคนนั้นจะไปพักในเมือง” รณพีร์บอก
       “อ้าว ! งั้นเหรอ ยกกลับหมดนี่เลยหรือครับ”
       รณพีร์พยักหน้ารับขึงขัง ชัชวีร์เข้าไปดึงกระเป๋าเดินทางจากบุญโฮมมาช่วยยกให้
       “ไม่ต้องครับ ผมคนเดียวยกไหวครับ ไหวครับ ไหว” บุญโฮมกัดฟันพูด
       บุญโฮมแบกยกกระเป๋าเดินทางสี่ใบออกไปอย่างทุลักทุเล ชัชวีร์มองศินีนุชอย่างอ่อนใจ
      
       บุญโฮมยกกระเป๋าใบสุดท้ายของศินีนุชใส่รถจี๊ป ชัชวีร์ถือกระเป๋าเดินทางของตัวเองเดินเร็วๆออกมา ศินีนุชสาวเท้าตามแทบไม่ทัน
       “เดี๋ยว ! พี่ชัชอย่าเพิ่งไป เรายังมีเรื่องจะต้องคุยกัน”
       ศินีนุชตรงเข้าดึงตัวชัชวีร์ให้หันมาหา
       “ทำไมพี่ชัชไม่บอกนุชเรื่องที่มาตามหาพี่ชายเล็ก นุชสั่งแล้วใช่มั้ยว่า ให้คอยตามข่าวคราวพี่ชายเล็กให้นุช”
       “พี่ไม่อยากให้เรื่องยุ่งวุ่นวายไปมากกว่านี้ ก็เลยไม่บอกให้รู้”
       “นี่พี่ชัชกล่าวหาว่า นุชทำตัวยุ่งวุ่นวายหรือคะ นุชมาช่วยนะคะ ไม่ได้มาเป็นภาระอะไรเลย ไม่งั้นพี่ๆไม่ยอมให้นุชมาด้วยหรอกค่ะ แล้วอีกอย่าง นุชมีสิทธิ์มาตามหาคู่หมั้นคู่หมายของนุช”
       “นุชอย่าเพิ่งอ้างสิทธิ์อะไรเลย เรื่องหมั้นหมายยังอีกยาวไกล พี่ชายเล็กยังไม่เจอนุชด้วยซ้ำ พี่อยากให้นุชเผื่อใจไว้”
       “ทำไมนุชต้องเผื่อใจ คุณแม่บอกว่า ยังไงนุชก็จะต้องได้แต่งงานกับพี่ชายเล็ก นุชกับพี่ชายเล็กเหมาะสมกันที่สุด ไม่งั้นช่วงสี่ห้าปีที่นุชไปเรียนต่อที่ปีนัง พี่ชายเล็กก็คงมีคู่รักไปแล้ว แต่นี่พี่ชายเล็กรอนุชอยู่...”
       “แล้วทำไมทันทีที่รู้ว่าน้องนุชกลับมา พี่ชายเล็กก็รีบทำเรื่องขอย้ายมาทำงานที่นี่ทันทีเลยล่ะ พี่ถึงอยากเตือนให้นุชอย่าเพิ่งคิดเข้าข้างตัวเอง”
       ศินีนุชจี๊ดเจ็บ
       “ไม่ต้องมาเตือน! อย่ามาตีเสมอนุช อย่าลืมว่า พี่ชัชเป็นแค่ลูกเมียเก็บของคุณพ่อ มีหน้าที่รับใช้นุชก็รับใช้ไป นุชสั่งอะไรก็ให้เป็นไปตามที่สั่ง!”
      
        ศินีนุชเดินหงุดหงิดโมโหขึ้นรถไป ชัชวีร์ยืนนิ่งอย่างอดกลั้น


  


       ภายในครัวเรือนพ่อใหญ่ หม้อกะทิร้อนกรุ่นอยู่บนเตาไฟ มีข้าวเหนียวกองอยู่ในตะกร้าโปร่งรอสะเด็ดน้ำอยู่ สร้อยกำลังวุ่นวายกับการฉีกใบตองเตรียมทำข้าวต้มมัด
      
       รอบๆ ตัวเลอะเทอะไปด้วยเศษซากกองมะพร้าวขูด เศษใบตอง เชือกกล้วย เปลือกกล้วย
       สร้อยหันมากวนกะทิบนเตาแล้วหันรีหันขวางจนเจอกระปุกน้ำตาลและเกลือ แต่ก็ยังไม่แน่ใจได้อีก เลยเอานิ้วควักน้ำตาลและเกลือขึ้นมาแตะลิ้นชิมดู
       จ่อยโผล่เข้ามามองสร้อยอย่างแปลกใจ
       “เฮ็ดอะหยัง อีสร้อย ตั้งแต่เกิดมา ข้อยบ่เคยเห็นเจ้าย่างเข้ามาในครัวนี่เลย นี่เกิดอะหยังขึ้นมาเนี่ย แล้วนี่เจ้าเฮ็ดอะหยังอยู่”
       “ข้าวต้ม”
       “เฮ็ดไปเฮ็ดหยัง”
       “เฮ็ดไปกินน่ะซิ บ่ต้องถามโพด ออกไปๆ คนกำลังยุ่ง”
       “เฮ้ย เซาๆ”
       จ่อยมองตาเหลือกเมื่อเห็นสร้อยเทเกลือพรวดลงไปในน้ำกะทิ กวนฉับๆแล้วเทข้าวเหนียวตามลงแล้วกวนต่อไป จ่อยมองไปที่ข้าวเหนียวในกระทะอย่างสยองๆ
       ข้าวเหนียวในกระทะเหนียวหนืดดูไม่ออกว่าจะออกมาในรูปแบบไหน
      
       บนเรือนตาจั่น ข้าวต้มมัดสิบห่อถูกวางปึงลงตรงหน้ารัชชานนท์ สร้อยยิ้มอย่างภาคภูมิใจเสียเหลือเกิน
       “ข้าวต้มที่เจ้าเคยบ่นอยากกิน ! กินซะซิ”
       “ที่ว่าคิดออกๆ คือเจ้าข้าวต้มมัดนี่น่ะเหรอ เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้เหรอ”
       “บ่ได้ ! กินๆไป แล้วกะถือว่า ข้อยได้ตอบแทนบุญคุณเจ้าแล้ว กิน” สร้อยพูดแล้วสั่ง
       รัชชานนท์แกะข้าวต้มมัดออกมากินอย่างไม่เต็มใจ กัดไปแค่คำแรกก็ชะงักด้วยความเค็มปี๋
       สร้อยแอบหน้าเสีย
       “แซ่บบ่”
       รัชชานนท์ฝืนใจบอก
       “อร่อยๆ”
       สร้อยจ้องมองจนรัชชานนท์ต้องกล้ำกลืนกินไปจนหมดหนึ่งห่อด้วยสีหน้าทรมานสุดๆ
       เธอยิ้มกว้าง
       “แซ่บกะกินอีกซิ กินให้เหมิดเลย นี่ข้อยเฮ็ดเป็นเทื้อแรกเนาะนี่ คือเก่งแท้ข้อยนี่ เดี๋ยวข้อยขอแบ่งไปให้บักจ่อยมันกิน เป็นหยังบ่”
       รัชชานนท์รีบตอบ
       “บ่เป็นหยัง เอ๊ย ไม่เป็นไร เอาไปให้บักจ่อยหมดนี่เลยก็ได้ ฉันกินห่อเดียวก็อิ่มแล้ว”
       “บ่ได้ๆ ข้อยแบ่งไปครึ่งเดียวกะพอแล้ว ถ้าอยากกินมื้อใด๋กะบอก ข้อยสืเฮ็ดให้กินอีกเด้อ”
       สร้อยแบ่งข้าวต้มมัดไปห้าห่อแล้วเดินออกไปอย่างเริงร่า
       รัชชานนท์ขย้อนอยากจะคายออก สร้อยนึกได้หันมา เขาชะงักปิดปากไม่กล้าอ้วกออกมา
       “อ้อ แลงๆค่ำๆไปหาพ่อใหญ่ที่เฮือนด้วย พ่อใหญ่สั่งมา”
       สร้อยถือข้าวต้มมัดออกไปโดยเร็ว รัชชานนท์อมข้าวต้มมัดเต็มปากจดๆจ้องๆรอจังหวะ
       แต่รัชชานนท์ก็รอไม่ไหว สร้อยยังไม่ทันลงเรือนไป รัชชานนท์โผไปไปคายทิ้งออกนอกชานเรือน
      
       ที่ใต้ถุนเรือนแม่เฒ่า จ่อยพะอืดพะอมแล้วก็คายถุยทิ้งข้าวต้มมัดของสร้อยลงพื้นอย่างไม่เกรงใจ
       “ถุย! รสชาติหมาบ่แดก”
       สร้อยกระโดดผางลุกขึ้นยืนมองจ่อยอย่างโมโห
       “ไอ้จ่อย ! ปากเจ้าคือหมาแท้”
       “อีหลี ! เค็มอย่างกับเกลือ บ่มีไผกินลงดอก”
       “เดี๋ยวข้อยตำปากแตก บักคุณชายยังบอกว่าแซ่บอีหลี เจ้ามันบ่ฮู้จักของดีของอร่อย ถ้าบ่กินให้เหมิด กะบ่ต้องมาเว้ากันอีก”
       จ่อยเสียงอ่อย
       “คือ...คือข้อย ข้อยอิ่มแล้ว “
       “ข้อยสั่งให้กิน กะกิน กิน”
       จ่อยแกะข้าวต้มมัดอีกห่อมากินอย่างกล้ำกลืน
       “เออ..มันกะแซ่บๆเค็มๆ ดี ข้อยยอมรับแล้วว่า เจ้าเก่งแท้เด้อ ข้อยบ่ต้องกินอีกได้บ่ ข้อยต้องเก็บท้องไว้กินมื้อแลงมื้อใหญ่อีก”
       “เจ้าสิไปกินมื้อแลงที่ไส”
       “อ้าว เจ้าบ่ฮู้ดอกหรือ พ่อใหญ่สิจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญให้บักคุณชายกับจันทามื้อแลงนี้ จังได๋กะต้องมีของกินของอร่อยอีหลี นี่พ่อใหญ่เพิ่นคงอยากเฮียกขวัญเฮียกกำลังใจให้บักคุณชายกับจันทาก่อนที่เพิ่นทั้งสองไปจากที่นี่”
       “ไปจากที่นี่ พวกเพิ่นสิไปมื้อใด๋”
       “เห็นพ่อไกสอนบอกว่า เร็วที่สุดกะคงเป็นมื้อฮือ แลงนี้เจ้าแต่งตัวงามๆ ไว้เด้อ โดนแล้วที่หมู่บ้านเฮาบ่มีงานบุญงานมงคลจังซี้”
       สร้อยนิ่งอึ้งอดใจหายไม่ได้ ไม่คิดว่ารัชชานนท์จะไปจากที่นี่เร็วขนาดนี้
      
       ภายในห้องรับแขก วังจุฑาเทพ หม่อมเอียดกำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับธราธร
       “ขอบใจมาก ชายใหญ่ ได้เรื่องชายเล็กยังไงก็รีบส่งข่าวมาล่ะ แล้วฝากบอกชายพีร์ด้วยว่า กลับมาเมื่อไหร่ เราคงมีเรื่องต้องคุยกันยาว”
       ย่าอ่อนเดินเข้ามาหยุดฟังอย่างหูตั้ง
       “แล้วย่าจะรอฟังข่าวดีนะ”
       หม่อมเอียดวางโทรศัพท์ลง ย่าอ่อนปราดตรงเข้าไปหาพี่สาวทันที
       “ชายใหญ่โทรมาหรือคะ คุณพี่ นี่เจอตัวชายพีร์แล้วหรือคะ ชายพีร์ปลอดภัยดีไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ คุณพี่ไม่น่ารีบวางสายเลย น้องอยากคุยสายกับชายพีร์เสียหน่อย”
       “ไม่ต้องห่วงหรอก พ่อชายพีร์ของเธอปลอดภัยดี ห่วงแต่พ่อชายเล็กเถอะ จนป่านนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะตามตัวเจอเลย ตอนนี้เราคงจะทำอะไรไม่ได้ นอกจากรอ กว่าชายใหญ่จะส่งข่าวมาได้อีกก็คงหลายวัน แล้วนี่หนูรัมภากลับไปแล้วเรอะ” หม่อมเอียดอดถอนใจไม่ได้
       “กลับไปแล้วค่ะ คุณพี่ก็น่าจะให้หนูรัมภาอยู่ค้างกับเรานะคะ หนูรัมภาจะได้อยู่คอยรับชายพีร์ตอนกลับมาถึงบ้าน เดี๋ยวจะตามไม่ทันคู่ชายเล็กกับหนูนุช นี่ถ้าลงตัวจับแต่งงานกันได้ทั้งสองคู่ ก็วิเศษไปเลยนะคะ คุณพี่”
       “เธอก็ฝันหวานไปไกลโน่น เรายังตามหาชายเล็กไม่เจอเลย ว่าก็ว่าเถอะ ใจฉันเอนเอียงไปทางคู่ชายเล็กกับหนูนุชมากกว่า คุณชายอนุพันธ์กับคุณชายเทวพันธ์ถึงเป็นเทวพรหมเหมือนกัน”
       ย่าอ่อนตอบรับ
       “แต่คุณชายอนุพันธ์เหนือกว่าในทุกๆด้าน เป็นนายทหารที่ทุกคนยกย่องนับถือ แต่คุณชายเทวพันธ์ทำงานทำการอะไรก็ล้มเหลว คุณชายอนุพันธ์ถึงได้ตั้งแง่กับเรานัก”
       “ก็ดูคนของเราก่อเรื่องอะไรไว้บ้างล่ะ ฉันก็หวังว่า คุณชายอนุพันธ์จะไม่ตัดรอนเราเสียทีเดียว”
       “โอ๊ย ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ คุณพี่ คุณหญิงดารณีนุชอยู่ข้างเรานะคะ เธอพร้อมจะยกหนูนุชเป็นหลานสะใภ้เราอยู่แล้วล่ะค่ะ”
      
       ย่าอ่อนกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างมั่นใจ แต่หม่อมเอียดยังคงไม่แน่ใจนัก
      

       ขณะที่พลตรี ม.ร.ว. อนุพันธ์ เทวพรหม นั่งอ่านหนังสืออยู่ภายในห้องรับแขก วังกิตติวงศ์ พลางหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบด้วยสีหน้าสงบสุข
      
       คุณหญิงดารณีนุชเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าอย่างจงใจ บรรยากาศสงบสุขเริ่มแตกกระเจิง อนุพันธ์เงยหน้ามองอย่างรำคาญใจ
       “มีอะไร”
       “ฉันจะมาบอกคุณว่า ลูกนุชเดินทางถึงหนองคายอย่างปลอดภัยแล้ว ลูกฝากให้คุณชายใหญ่โทรมาบอกเมื่อครู่ใหญ่ ถึงคุณจะไม่สนใจลูก แต่ฉันก็ต้องมาบอกในฐานะที่คุณยังเป็นพ่อของลูกนุชอยู่”
       “ผมรู้แล้ว ผมให้คนทางโน้นคอยตามข่าวลูกให้อยู่”
       “ตามข่าวลูกคนไหนล่ะคะ ลูกของฉันหรือลูกของคุณ ฉันจะต้องทำยังไง คุณถึงจะรักลูกนุชเหมือนอย่างที่คุณรักไอ้ชัชไอ้ลูกกาฝากของคุณ”
       อนุพันธ์ผุดลุกขึ้นเผชิญหน้ากับดารณีนุชทันที
       “ผมไม่ตามใจลูก ไม่ได้หมายความว่า ผมไม่รักลูก ผมก็รักยายนุชเท่าๆที่คุณรักนั่นแหละ ผมไม่เห็นด้วยที่คุณยัดเยียดลูกให้คุณชายเล็ก เพราะผมไม่อยากให้ลูกของเราหมดค่า ! ผมถามคุณกลับบ้าง ผมต้องทำยังไง คุณถึงจะเลิกกดหัวนายชัชซักที ผมไม่ได้ขอให้คุณรักนายชัชเหมือนลูกขอแค่คุณมีความเมตตา”
       “ไม่มีวัน ถ้าคุณเก็บหมาแมวมาเลี้ยง ฉันอาจจะให้ความเมตตาได้บ้าง แต่นี่มันเป็นไม่ใช่ มันเป็นหนามยอกอกทิ่มแทงหัวใจของฉัน ตราบใดที่ฉันยังอยู่ มันก็เป็นได้แค่ไอ้ลูกขี้ครอกนั่นแหละ”
       “ชัชวีร์มีค่าสูงส่งเกินกว่าที่คุณจะคาดคิด แล้ววันนึงคุณจะต้องเสียใจกับการกระทำของคุณในวันนี้”
       อนุพันธ์เดินออกไป ดารณีนุชมองตามอย่างไม่เข้าใจ คิดว่า อนุพันธ์ยกย่องชัชวีร์เกินเหตุ
      
       อนุพันธ์เดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เขายืนสงบสติอยู่พักหนึ่งแล้วเดินไปเปิดลิ้นชักในตู้ที่ดารณีนุชเคยพยายามเปิดแต่เปิดไม่ออก อนุพันธ์หยิบกุญแจที่ติดอยู่กับตัวไขเปิดตู้แล้วหยิบหีบออกมา เขาค่อยๆ เปิดหีบออกเห็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับของเจ้าส่องดาว เขาหยิบผ้าคลุมไหล่ของเจ้าส่องดาวขึ้นแล้วแตะเพียงเบาๆอย่างทะนุถนอม เขาอยู่ในภวังค์จนไม่สังเกตว่า ประตูห้องทำงานเริ่มแง้มเปิดออก ดารณีนุชหยุดแอบมองที่ประตู ตาลุกโพลงด้วยความโกรธ เพราะเป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ อนุพันธ์ซ่อนข้าวของๆแม่ของชัชวีร์ไว้ในตู้ที่ดารณีนุชหมายตาไว้อยู่
       คุณหญิงดารณีนุชผละออกมาที่หน้าห้องทำงานอย่างหงุดหงิดฮึดฮัดทำอะไรไม่ได้
       “เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ! รักมันมากใช่มั้ย ถึงได้เก็บข้าวของๆมันไว้ มันเป็นใคร ไอ้ชัช ! แม่แกเป็นใคร”
       ม.ร.ว. ดารณีนุช เทวพรหมทั้งโกรธทั้งเจ็บจนจุกอกแทบกระอัก!!
      
       นาฬิกาพกที่มีรูปของเจ้าส่องดาวเปิดอยู่ในมือของอนุพันธ์ เขาจ้องมองอย่างอ้อยอิ่งอยู่กับความหลัง แล้วเขาก็เอื้อมไปหยิบรูปถ่ายในหีบเล็กอีกหลายรูป เป็นรูปถ่ายของเจ้าส่องดาว มีรูปถ่ายคู่ของเขากับเจ้าส่องดาว 2-3 รูป เขาค่อยๆหยิบมาดูทีละรูป เป็นรูปเจ้าส่องดาวในชุดปกติสากลแล้วมาหยุดที่รูปสุดท้ายของเจ้าส่องดาวในวัยสาวที่ใส่ชุดสาวชาวเวียงภูคำ ซึ่งเป็นคนละรูปกับที่พ่อใหญ่มี
       “ผมขอโทษ ผมน่าจะดูแลชัชวีร์ได้ดีกว่านี้ ผมขอโทษ”
       เจ้าส่องดาวในชุดสาวเวียงภูคำราวกับมีชีวิต
      
       สร้อยในชุดสาวเวียงภูคำที่ดูเป็นผู้หญิงที่สุดแล้วในชีวิต สวยแปลกตาไปกว่าเดิม แต่คงยังมีคราบความเป็นทะโมนอยู่ หัวยังยุ่งเหยิงปักดอกไม้รกๆ เสื้อกระโปรงยับยู่ยี่เหมือนเพิ่งถูกรื้อมาใส่ เธอเดินยิ้มอย่างโอ่ มั่นใจว่าวันนี้คงสวยไม่ใช่เล่น!!
       บรรยากาศพิธีบายศรีสู่ขวัญที่มีพ่อใหญ่นั่งเป็นประธาน มีพานบายศรีตั้งอยู่ตรงกลาง พร้อมเครื่องเซ่นต่างๆ ตามมีตามเกิดของชาวบ้านป่า ไกสอนและแฮรี่นั่งขนาบซ้ายขวาของพ่อใหญ่ จ่อยกำลังขยับยกจัดวางทุกอย่างให้เข้าที่ รวมทั้งมีกลุ่มพ่อเฒ่าแม่แก่นั่งอยู่เต็มชานเรือน
       ทุกคนหันไปมองสร้อยด้วยสีหน้าแปลกใจและอดยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้
       “อีสร้อย ! งามหลายแท้” จ่อยบอก
       สร้อยยิ้มกว้างอย่างยอมรับ ไม่ได้มีเขินอายแม้แต่น้อย
       “บ่ต้องบอก ข้อยกะฮู้ว่า ข้อยงามหลายอยู่”
       พ่อใหญ่มองสร้อยแล้วอดส่ายหน้ากับความแก่นเซี้ยวของลูกสาวไม่ได้ พ่อใหญ่หันไปเห็นทับทิมเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ห่างๆท่าทางมีเรื่องมารายงาน
       พ่อใหญ่พยักหน้าให้ไกสอนส่งสัญญาณให้ออกไป ไกสอนรีบขยับตัวเดินออกไปกับทับทิม
       แฮรี่หันไปมองพ่อใหญ่อย่างรู้กันว่า ทับทิมมีข่าวอะไรมาอีกแน่ แต่ไม่อยากทำลายท่ามกลางบรรยากาศงานมงคลที่น่าปลื้มปิติ
       “แม่เฒ่ามาแล้ว พ่อใหญ่” แฮรี่บอก
       แม่เฒ่าเดินนำรัชชานนท์กับจันทาเข้ามา
       สร้อยจ้องมองไปที่รัชชานนท์ที่เดินเคียงคู่กับจันทามาราวกับคู่บ่าวสาว จันทาในชุดสาวเวียงภูคำดูสวยละมุนอ่อนหวานไปตั้งแต่หัวจรดเท้า จ่อยมองจันทาอ้าปากค้างอดตกตะลึงไม่ได้
       “งามแท้ๆ งามอย่างกับนางฟ้านางสวรรค์”
       สร้อยยืนจ้องจันทารู้สึกว่าตัวเองหมองไปในทันที จันทาเงยหน้าขึ้นมองสร้อย เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้เจอหน้ากันจังๆ รัชชานนท์ยิ้มกว้างเมื่อเห็นสร้อยอย่างเต็มตา
       “วันนี้สวยจริง สร้อยฟ้า”
       จันทาแอบจับตารัชชานนท์อย่างหวั่นใจ
       “จังได๋กะบ่งามเท่าแม่หญิงของเจ้าดอก” สร้อยว่า
       สร้อยถอยออกไปนั่งอยู่มุมชานเรือนทันที จ่อยคลานตุ๊บตั๊บไปนั่งเคียงข้าง แม่เฒ่านั่งลงตรงหน้าพ่อใหญ่
      
       รัชชานนท์กับจันทานั่งลงตาม เขาคงยังหันไปมองสร้อยอย่างอดไม่ได้


  


       พระจันทร์เต็มดวงสว่างจ้าบนท้องฟ้า ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นของพิธีบายศรีสู่ขวัญที่ชานเรือน
      
       “ขวัญเอยมาฮอดแล้วให้อยู่แสนสบาย หายโพยภัยทุกข์โศก วิปโยค ทุกข์หนักหนา เจ้าเป็นมาหายคลาดแคล้ว ใสดั่งแก้วไพฑูรย์ เป็นมงคลมื้อนี้”
       แม่เฒ่านั่งทำพิธีให้ศีลให้พรเรียกขวัญให้รัชชานนท์กับจันทาที่นั่งอยู่คู่กัน
       “...ไม้เท้าซี้พยาธิ์หาย พยาธิ์ตายเอาปลายแหย่ อยู่นำพ่อแม่อย่าได้หนี สามพันปีให้เจ้ามั่นปานสุเมรุราช ให้เจ้าอาชญ์ดังเอราวัณ..”
       พ่อใหญ่ที่นั่งเป็นประธานมองไปที่รัชชานนท์อย่างนิ่งคิดพิจารณา แม่เฒ่าเอาด้ายขาวผูกข้อมือให้รัชชานนท์พลางสวดพึมพำให้พร แม่เฒ่าพึมพำ
       ” ฝนตกเจ้าอย่าด่วนไป ฟ้าฮ้องเจ้าอย่าด่วนไปไกล ให้เจ้ากลับมา สามื้อนี้วันนี้เดี๋ยวนี้ มาฮอดแล้วกูจักใส่กระแจขวัญนะผูก โมมัด พุธยัด ธาอุด ยัดปีด สัพพะทุกขา สัพพะยา สัพพะโรคา วินาศสัน ”
       แล้วแม่เฒ่าก็เอาด้ายขาวผูกข้อมือให้จันทาต่อไปพลางให้ศีลให้พรเรียกขวัญไป
       สร้อยกับจ่อยที่นั่งมองรัชชานนท์กับจันทาอยู่อย่างขวางตาเหลือเกิน
       “นี่มันพิธีบายศรีหรืองานกินดองเด้อ เป็นหยังเพิ่นดูยังกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว”
       สร้อยฟังแล้วขัดหูลุกพรวดๆออกไปจากเรือนทันที
       รัชชานนท์กับจันทาคลานมาที่ตรงหน้าพ่อใหญ่ให้พ่อใหญ่ผูกข้อมือให้รัชชานนท์
       “ขอให้มีขวัญ มีกำลัง มีสติ มีปัญญา จงมีศีลและมีธรรมนำพาชีวิต ไปสู่ความสุขความเจริญ”
       รัชชานนท์ยกมือไหว้พ่อใหญ่ พ่อใหญ่ขยับไปผูกข้อมือให้จันทาต่อไป
       “ขวัญเจ้าไปไกลกะให้มา ขวัญเจ้าไปนากะให้ต่าว เจ้าผ่านความทุกข์แค้น แสนสาหัส พ่อแม่ต้องจากไป ต่อไปขอให้บ่มีทุกข์บ่มีโรค มีแต่สุข”
       จันทาน้ำตาคลอเมื่อนึกถึงพรานเจ้ย พ่อใหญ่ผูกข้อมือให้แล้วแตะที่หัวจันทาอย่างเมตตา
       แฮรี่เข้ามาผูกข้อมือให้รัชชานนท์กับจันทาต่อไป มีพ่อเฒ่าแม่เฒ่ารอผูกข้อมือให้อีกหลายคน พ่อใหญ่มองหาสร้อยแต่ไม่เห็นเสียแล้ว จ่อยคลานเร็วๆมาจ่อแถวรอผูกข้อมือให้จันทา
       “เจ้าสร้อยล่ะ หายไปไส”
       “อีสร้อยมันเผ่นลงเฮือนไปแล้ว พ่อใหญ่”
       “เป็นหยังบ่อยู่จนจบพิธี เฮ็ดอะหยังตามใจตัวอีกแล้ว”
       รัชชานนท์ชะเง้อมองหาสร้อย
      
       ในบรรยากาศรื่นเริงยามเย็นของหมู่บ้านวลาหก กลุ่มผู้ชายจับกลุ่มคุยสังสรรค์ก๊งเหล้าสาโท กลุ่มเด็กวิ่งเล่นกันสนุกสนาน เสียงแคนดังครึกครื้นมาจากกลุ่มคนที่กำลังร้องรำทำเพลงอยู่ กลุ่มเด็กๆ ล้อมกันอยู่เป็นวงกว้างส่งเสียงเฮๆ ดังลั่นไม่ขาดสาย
      
       รัชชานนท์เดินตามหาสร้อยแล้วแหวกกลุ่มเด็กๆเข้ามาแล้วต้องชะงักอึ้ง สร้อยกำลังปีนเสาแข่งกับเด็กผู้ชาย ทั้งสองต่างปีนพรวดๆ ขึ้นไปยอดเสาของตัวเอง
       สร้อยปีนไปจนถึงยอดเสาแล้วปักธงชาติเวียงภูคำลงที่ปลายเสาพลางชูมืออย่างผู้ชนะ
       เด็กๆส่งเสียงเฮลั่นอีกรอบทำให้ผู้คนเข้ามามุงดูมากขึ้นๆ สร้อยปีนลงจากเสาอย่างรวดเร็วไวปานวอกแล้วกระโดดตุ๊บลงตรงหน้ารัชชานนท์
       รัชชานนท์มองสร้อยที่หมดสภาพสาวเวียงภูคำไปแล้วกระโปรงถูกถกเหน็บกางเกง หัวยุ่งยิ่งกว่าเดิมและเสื้อผ้าขาดวิ่งบางส่วน
       “มดสวยกันพอดี ! เล่นเป็นเด็กๆไปได้ พ่อใหญ่ถามหาแน่ะ รีบกลับไปเร็วเข้า”
       รัชชานนท์จะคว้าแขนดึงสร้อยออกไปด้วย แต่สร้อยเบี่ยงตัวหลบได้ทัน
       “บ่ไป พ่อใหญ่จัดพิธีรับขวัญเจ้ากับคู่ฮัก บ่ได้เกี่ยวอะหยังกับข้อย เดี๋ยวพิธีจบ ข้อยสิกลับเฮือนไปเอง ไป ไป เจ้ากลับไป ไป”
       “บอกกี่ครั้งแล้วว่า จันทาไม่ใช่คู่รักของฉัน ถ้าเธอไม่กลับ ฉันก็ไม่กลับ แล้วนี่เล่นอะไรอยู่ ฉันขอเล่นด้วยคนสิ”
       “บ่ได้เล่น นี่คือการแข่งขัน ไผเอาธงขึ้นไปเถิงยอดเสาก่อนกะชนะ”
       สร้อยหันไปเยาะเย้ยข่มทับเด็กผู้ชายที่แข่งปีนเสาแพ้ที่ยืนหน้าม่อยอยู่
       “ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นข้า เจ้าเป็นข้าของข้อยแล้ว ไอ้บุญมี”
       “โธ่เอ๊ย แข่งกับเด็ก ก็ต้องชนะซิ”
       “เจ้ามาแข่งกับข้อยบ่”
       “ถ้าฉันปีนเสาแข่งกับเธอ ฉันก็ต้องชนะอยู่แล้ว ดูตัวเองเสียก่อน ตัวเล็กเท่าเมี่ยง จะปีนสู้ฉันไหวเหรอ”
       “บ่กล้าแข่งกับข้อย กลัวแพ้กะบอกมาเถอะ ตัวโตยังกับยักษ์ปักหลั่น บ่กล้าแข่งกับผู้หญิง น่าอายแท้ๆ”
      
       สร้อยหัวเราะเยาะใส่ หมู่มวลเด็กๆ หัวเราะโห่รัชชานนท์ตาม เขามองสร้อยอย่างเอาเรื่อง


  


       ด้านไกสอนอ่านข้อความในกระดาษที่สายข่าวส่งมากับนกพิราบสื่อสารอยู่หลายรอบ แล้วพึมพำอย่างสงสัย
      
       “เกิดอะหยังขึ้น”
       ไกสอนเงยหน้าขึ้นมองทับทิมที่ยืนรอฟังคำสั่งอยู่
       “ข่าวร้ายใช่บ่”
       “บ่ ข่าวดี ข่าวดีจนข้อยบ่อยากเชื่อเลย อีกประเดี๋ยวพิธีบายศรีผูกข้อมือคงสิเสร็จสิ้น แล้วค่อยบอกข่าวนี้กับพ่อใหญ่”
       ไกสอนมองทับทิมอย่างนิ่งพิจารณา
       “ตอนนี้พ่อใหญ่ห่วงเฮื่องสายข่าวของเฮาที่อยู่เขตชายแดน เฮาควรเพิ่มกำลังคนคอยจับตามองการเคลื่อนไหวของทหารเวียงให้มากกว่านี้”
       “ข้อยบ่ไปได้บ่”
       “ข้อยยังบ่บอกเลยว่าสิให้เจ้าไปเฮ็ดอะหยัง ข้อยบ่ได้ส่งเจ้าไปเป็นสายข่าวอย่างเดียว ข้อยสิให้เจ้าไปคุมกองกำลังของเฮาที่ชายแดนด้วย มีเจ้าผู้เดียวที่ข้อยวางใจว่าสิเป็นผู้นำกองกำลังได้”
       “ข้อยบ่อยากเป็นผู้นำไผ ข้อยขออยู่ปกป้องพ่อใหญ่ที่นี่เถอะ ลุงไกสอน ข้อยยังบ่อยากไปไสจนกว่าข้อยฮู้แน่ว่า พ่อใหญ่และทุกคนอพยพไปอยู่ที่ปลอดภัยแล้ว ลุงไกสอนมอบหมายหน้าที่ให้ข้อยรับใช้พ่อใหญ่ กะขอให้ข้อยได้เฮ็ดหน้าที่ของข้อยเถอะ”
       ทับทิมที่มั่นคงแน่วแน่ จนไกสอนต้องยอมฟัง
      
       บริเวณลานกว้าง สร้อยขยับแขนขยับขาเตรียมพร้อมเต็มที่ รัชชานนท์ก้าวมายืนข้างสร้อย ท่าทางขึงขังเอาจริงไม่แพ้กัน
       รัชชานนท์กับสร้อยเงยหน้ามองไปที่ยอดเสาสูงลิ่ว รัชชานนท์กลืนน้ำลายเอื๊อก เสาสูงใช่เล่น
       “ไผขึ้นไปเอาธงจากยอดเสาลงมาได้ก่อน ชนะ”
       “ชนะแล้วได้อะไร”
       “แพ้เป็นข้า ชนะเป็นเจ้า เดี๋ยวเจ้าได้เป็นข้าของข้อยอีกคนแน่”
       สร้อยโผเข้าปีนขึ้นเสาอย่างรวดเร็วก่อนเลย
       “เฮ้ย ไม่มีนับหนึ่งสองสามก่อนหรือ ขี้โกงนี่นา”
       รัชชานนท์รีบปีนขึ้นเสาตามไปอย่างรวดเร็ว ตัวสูงใหญ่ของรัชชานนท์ปีนขึ้นพรวดๆได้รวดเร็วตีคู่เสมอกับสร้อยแล้วค่อยๆปีนขึ้นนำไป
       สร้อยมองรัชชานนท์ที่นำหน้าไปได้อย่างไม่ยอมแพ้ กอดเสาไว้แน่นแล้วถีบขาไปที่เสาของรัชชานนท์ให้เอนไปเอียงมาอย่างน่าหวาดเสียว
       “เฮ้ยๆ อย่าแกล้งกันซิ !”
       รัชชานนท์กอดเสาหยุดนิ่งทำให้สร้อยปีนนำไปได้พอผ่านตัวรัชชานนท์ก็ถีบให้อีกครั้ง
       รัชชานนท์ไม่ทันระวังตัวจึงรูดเสาร่วงหล่นลงมาถึงพื้น ส่วนสร้อยปีนขึ้นไปพรวดๆไปถึงยอดเสาแล้วดึงธงมาโบกเย้วๆไปมา แล้วปีนกลับลงมาสู่พื้นดินได้อย่างสวยงามพลางชูธงโบกสะบัดอย่างภาคภูมิใจ เด็กกรูเข้าไปเฮล้อมตัวสร้อยราวกับเป็นวีรสตรี
       รัชชานนท์กระย่องกระแย่งลุกขึ้นมองสร้อยอย่างเคืองๆแล้วก็อดขำกับท่ากระโดดโลดเต้นดีใจของสร้อยไม่ได้ ดูเป็นเด็กทะโมนใสซื่อน่าเอ็นดูจนโกรธไม่ลง
      
       สร้อยเดินลิ่วๆจะกลับไปทางเรือนพ่อใหญ่ รัชชานนท์เดินตามมาติดๆ
       “สร้อยฟ้า สร้อยฟ้า รอด้วยสิ”
       “ตามมาเฮ็ดหยัง กลับไปเฮือนของเจ้าไป”
       “ฉันเป็นข้าของเธอแล้วนี่ ฉันก็ต้องตามมารับใช้เธอสิ เออ แล้วนี่เธอไปจำมาจากไหน ไอ้สำนวนชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นข้าน่ะ ที่ฉันเคยได้ยินมา มันต้องเป็น”
       “ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร เป็นโจรบ่ดีใช้งานกะบ่ได้ ข้อยเลยเปลี่ยนเป็นแพ้เป็นข้าซะ ข้อยฮู้มาจากเฮื่องสามก๊ก แปลกใจล่ะซิที่สาวบ้านป่าอย่างข้อยอ่านหนังสือออก แฮรี่สอนข้อยเอง ข้อยเว้าภาษาฝรั่งกะได้นะ สิบอกให้ บ่เชื่อล่ะซี้”
       สร้อยยิ้มอวดอย่างเบ่งมาก
       รัชชานนท์ขำๆไม่เชื่อนัก
       “เชื่อๆ เธอมีเรื่องให้ฉันได้แปลกใจทุกวัน”
       รัชชานนท์มองสร้อยแล้วอดรู้สึกใจหายที่จะไม่ได้เห็นหน้ากวนๆของสร้อยอีก
       “เธอคงรู้แล้วว่าอีกวันสองวัน ฉันจะต้องไปจากที่นี่แล้ว แต่ฉันยังอยู่ทำงานที่หนองคายนี่อีกนาน ฉันกลับมาเยี่ยมเธออีกได้มั้ย สร้อยฟ้า”
       “บ่ต้องกลับมาดอก เจ้ากลับมาอีกที พวกเฮากะคงอพยพไปจากที่นี่แล้ว...เฮาคงบ่ได้เจอกันอีก ข้อยบอกเจ้าแล้ว เจ้าต้องลืมว่าเจ้าเคยฮู้จักหมู่บ้านวลาหก แล้วเจ้ากะต้องลืมด้วยว่าเคยฮู้จักข้อย”
       “ไม่หรอก ฉันไม่มีวันลืมเธอ สร้อยฟ้า ที่จริงที่ฉันตามหาเธอก็เพราะว่า...”
       รัชชานนท์ดึงด้ายขาวออกมาจากกระเป๋า
       “ฉันอยากจะให้เธอผูกข้อมือให้ฉัน”
       สร้อยมองด้ายขาวในมือรัชชานนท์อย่างลังเล เขายัดด้ายขาวใส่มือสร้อย
       “ผูกข้อมือให้ฉันหน่อยนะ นะ สร้อยฟ้า”
       สร้อยค่อยๆคลี่ด้ายขาวออกแล้วผูกข้อมือซ้ายให้รัชชานนท์ที่ยังว่างเปล่าเนื่องจากข้อมือขวามีด้ายขาวผูกอยู่เต็มข้อมือแล้ว
       “ข้อยเว้าบ่เป็นเด้อ บ่เคยผูกข้อมือรับขวัญให้ไผ”
       “ฉันไม่ต้องการให้เธอผูกข้อมือเพื่อเรียกขวัญฉันกลับมา ฉันให้เธอผูกข้อมือเพื่อเป็นการผูกเราสองคนเอาไว้ด้วยกัน ให้เธอรับฉันเป็นเพื่อนไว้อีกคน..ได้มั้ย สร้อยฟ้า”
       สร้อยเงยหน้าขึ้นมองรัชชานนท์นิ่งคิด
       “ได้...ข้อยผูกเจ้าเป็นเสี่ยว”
       รัชชานนท์เอื้อมมือลูบผมยุ่งๆของสร้อยอย่างเบามือ
       “เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ แล้วก็ไม่ได้เป็นเพื่อนกันธรรมดา เราเป็นเพื่อนร่วมเป็นเพื่อนร่วมตายกัน...และจะไม่มีวันลืมกัน”
       รัชชานนท์เผลอตัวก้มลงหอมจูบที่หัวยุ่งๆของสร้อย เธอนิ่งอึ้งไปช่วงขณะแล้วผลักรัชชานนท์ออกไป
       “เจ้า! เจ้า”
       สร้อยพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ผลักอกรัชชานนท์ออกไปอีกแล้ววิ่งหนีออกไปด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แปลกใจตัวเองที่ไม่โกรธรัชชานนท์อย่างที่ควรเป็น
      
       รัชชานนท์ยืนมองสร้อยวิ่งหนีออกไป รู้สึกดีๆอย่างประหลาด


  


       จันทาเดินลงมาจากเรือนพลางชะเง้อมองหารัชชานนท์ พ่อเฒ่าแม่แก่และชาวบ้านกลุ่มสุดท้ายทยอยเดินลงจากเรือนผ่านจันทาไป
      
       จ่อยเดินรั้งท้ายตามหลังมาเห็นจันทายังคงยืนรออยู่
       “อ้าว ! จันทา ยังบ่กลับอีกเรอะ นึกว่าไปแล้วเสียอีก”
       “คุณชายไปไสกะบ่ฮู้ ยังบ่กลับมาเลยจ้ะ”
       “เป็นหยังเจ้าต้องรอเพิ่น นี่มันกะมืดค่ำแล้ว กลับไปได้แล้ว บ่ต้องรอดอก ไปๆ ข้อยไปส่งเจ้าเอง”
       “เดี๋ยวคุณชายอาจกลับมา”
       จันทายังรีรอมองหารัชชานนท์อยู่
       “ดึกป่านนี้ยังบ่มา บักคุณชายคงลืมเจ้าไปแล้วล่ะเนาะ ไปๆ”
       จ่อยตอบซื่อๆอย่างที่คิด แต่ทำให้จันทาสะอึกอดน้อยใจรัชชานนท์ไม่ได้ จ่อยคว้าแขนจันทาพาเดินไป จันทารั้งตัวไว้จนจ่อยนึกได้รีบปล่อยมือจากจันทา
       จ่อยหัวเราะแหะๆบอก
       “ขอโทษเด้อ ข้อยใจฮ้อนไปหน่อย”
       จันทายอมเดินนำหน้าออกไป แต่อดหันไปมองหารัชชานนท์ไม่ได้ จ่อยรีบเดินตามไปดูแล ไกสอนกับทับทิมเดินเข้ามาอีกทางสวนทางกับจันทาต้องคลาดแคล้วกันอีกหน
      
       ในมือพ่อใหญ่ถือม้วนกระดาษอยู่ แล้วนิ่งคิดหลังได้อ่านข้อความจากสายข่าวแล้ว
       “สายจากในเมืองส่งข่าวมาว่า ตอนนี้ทางเวียงพูคำหยุดความเคลื่อนไหว ทหารเวียงที่ข้ามมาฝั่งไทยกะทยอยข้ามกลับไปสิเหมิดแล้ว”
       แฮรี่รับรู้ข่าวที่พ่อใหญ่บอก ไกสอนนิ่งคิดตรึกตรองมีทับทิมยืนอยู่อยู่เบื้องหลัง
       “นี่นายพลเซกองเลิกคึดส่งคนตามกำจัดกองกำลังกู้ชาติแล้วแม่นบ่” ไกสอนถาม
       “คงไม่ใช่หรอก ท่านไกสอน ตอนนี้สถานการณ์ในเวียงพูคำเริ่มตึงเครียด ตั้งแต่มีข่าวลือออกไปว่า เจ้าหลวงสุริยวงศ์ยังทรงมีชีวิตอยู่ ก็เริ่มมีการชุมนุมเรียกร้องให้เจ้าหลวงกลับไป ตอนนี้นายพลเซกองคงต้องการกำลังทหารกลับไปควบคุมสถานการณ์ในประเทศก่อน” แฮรี่ว่า
       “ทางไทยกะเริ่มเข้มงวดเรื่องการข้ามแดนของชาวเวียงพูคำแล้วด้วย บ่ยอมให้ทหารเวียงข้ามฝั่งมาง่ายๆคือเก่า เห็นว่าทหารเวียงก่อเฮื่องหนักข้อขึ้นทุกมื้อ นี่กะเพิ่งมีข่าวว่าทหารเวียงดวลปืนกับทหารไทยจนเป็นเฮื่องใหญ่โต”ทับทิมบอก
       “ถ้าจังสั้นตอนนี้กะเป็นโอกาสดีที่พวกเฮาสิฟ่าวอพยพไปจากที่นี่ ก่อนที่พวกทหารเวียงสิกลับมาอีก” ไกสอน
       “ที่พ่อใหญ่บอกว่าได้ฤกษ์อพยพแล้ว เพราะคาดการณ์ไว้อยู่แล้วใช่ไหมครับ ว่าอีกไม่นานทางเวียงพูคำจะถอนกำลังออกไป” แฮรี่ถาม
       “เฮากะคาดการณ์ว่า อีกบ่โดนทหารเวียงกะต้องอ่อนล้าถอนกำลังไปบ้าง แต่บ่คึดว่าสิเร็วจังซี้ กะดี ! พวกเฮาสิอพยพกันได้อย่างปลอดภัย” พ่อใหญ่บอก
       “พวกเฮาสิอพยพไปตามแผนที่เคยวางไว้แม่นบ่ พ่อใหญ่ เฮากับบักจ่อยสิพาอีสร้อยกับพวกผู้หญิงล่วงหน้าไปก่อน” ไกสอนบอก
       “บ่แม่น ! การอพยพเทื้อนี้เจ้าสร้อยสิบ่ไปกับพวกเฮา เฮาหาที่ปลอดภัยให้กับเจ้าสร้อยไว้แล้ว”
       ทุกคนหันไปมองพ่อใหญ่ด้วยสีหน้าอึ้งและประหลาดใจเป็นอันมาก
      
       บริเวณทางเดินไปเรือนพ่อใหญ่ สร้อยเดินลิ่วๆหนีรัชชานนท์มาด้วยรู้สึกเก้อเขินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเดินเร็วๆตามมาทันจนได้ เขาจะดึงแขนสร้อยไว้ แต่สร้อยเบี่ยงตัวหลบทัน
       “ตามมาเฮ็ดหยัง กลับเฮือนเจ้า ไปๆ”
       “เธอนี่ชอบไล่ฉันเสียจริง นี่เธอเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าแดงก่ำยังกับลูกตำลึงสุก เป็นเพราะฉันใช่มั้ย เมื่อกี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ฉันทำอะไรลงไป เวลาอยู่ใกล้เธอทีไร...ฉันมักจะเผลอตัวเผลอใจทุกที...ฉัน”
       “บ่ต้องมาขอโทษ...ข้อยสิคึดซะว่า เมื่อกี้บ่มีอะหยังเกิดขึ้น”
       รัชชานนท์ตีหน้าตาย
       “เปล่า..ฉันไม่ได้จะขอโทษ... ฉันแค่จะเตือนว่า ทีหน้าทีหลังอย่ามาใกล้ฉันอีก”
       รัชชานนท์ก้มหน้าไปใกล้หน้าสร้อยแล้วพูดต่อ
       “เพราะฉันไม่รู้ว่าควบคุมตัวเองได้แค่ไหน คราวหน้าฉันอาจจะไม่หยุดแค่นั้น”
       “บัก..บักคุณชาย !” สร้อยแผดเสียงใส่
       สร้อยเตะหน้าแข้งรัชชานนท์อย่างแรงจนเขาสะดุ้งโหยงถอยออกไปหลายก้าว
       “โอ๊ย”
       “เทื้อหน้าเจ้าสิเอาเปรียบข้อยกว่านี้แม่นบ่”
       “เดี๋ยวๆนะ ฉันพูดผิดไปหน่อย”
       สร้อยไม่ฟัง พุ่งเข้ารัวชกพุงของรัชชานนท์ จนต้องจับดันหัวสร้อยไว้ไม่ให้ชกถึงตัว สร้อยจึงได้ดิ้นรนรัวชกลมไปมา
       รัชชานนท์แก้ตัวพัลวัน
       “ฉันหมายถึงว่า ทีหลังอย่าไปใกล้ผู้ชายคนอื่นอย่างนี้... ผู้ชายคนอื่นคงจะไม่หยุดอยู่แค่นั้นอย่างฉัน”
       สร้อยหยุดเหมือนจะฟัง รัชชานนท์วางใจจึงปล่อยมือจากสร้อย
       สร้อยถือโอกาสชกพุงรัชชานนท์เข้าอย่างจังจนเขาตัวงอ
       “แก้ตัวน้ำขุ่นๆ ! แก้ตัวจังได๋กะฟังบ่ขึ้น จังซี้บ่ต้องมาเป็นเสี่ยวกันแล้ว”
       สร้อยสะบัดหน้าเดินออกมา รัชชานนท์ตั้งตัวได้รีบมาคว้าแขนสร้อยไว้แน่นไม่ยอมให้ไปง่ายๆ
       “ไม่ได้นะ เธอยอมรับเป็นเพื่อนฉันแล้ว จะมากลับคำได้ยังไง”
       จ่อยกับจันทาเดินด้วยกันมาจากทางเรือนพ่อใหญ่ ทั้งสองชะงักมองรัชชานนท์กับสร้อยที่จับมือถือแขนกันอยู่อย่างสนิทสนม สร้อยรีบสะบัดแขนจากรัชชานนท์
       “อีสร้อย” จ่อยเรียกเสียงดัง
       จันทาแทบไม่มีเสียง
       “คุณชาย”
       “ไปเที่ยวไสกันมา คงเที่ยวกันม่วนหลายล่ะซี้ ถึงได้ลืมคนที่รออยู่ทางนี้” จ่อยแดกดัน
       “จันทารอฉันอยู่หรือนี่ ขอโทษที ฉันไม่รู้จริงๆว่า จันทารอฉันอยู่...นึกว่าเธอจะกลับพร้อมกับแม่เฒ่า ขอโทษจริงๆ นะ จันทา”
       “จังสั้นเจ้ากะฟ่าวพาแม่หญิงของเจ้าไปส่งที่เฮือนซิ ไปๆ” สร้อยว่า
       “เดี๋ยวก่อน สร้อยฟ้า เรายังคุยกันไม่จบ”
       “บ่ต้องมาเว้า บ่อยากฟัง คนขี้ตั๋ว”
      
       สร้อยเดินลิ่วๆกลับไปที่เรือนพ่อใหญ่ จ่อยรีบสาวเท้าตามไป รัชชานนท์ยืนใจหายมองสร้อย ขณะที่จันทามองรัชชานนท์อย่างอดน้อยใจไม่ได้
      

       รัชชานนท์เดินมาส่งจันทาถึงหน้าเรือน จันทาเหลือบมองรัชชานนท์ที่ดูใจลอยนึกถึงคำพูดของสร้อยอย่างค้างคาใจ
      
       รัชชานนท์พึมพำออกมา
       “คนขี้ตั๋ว...คนขี้ตั๋วนี่แปลว่าอะไรหรือ จันทา”
       เขาถามให้แน่ใจ
       “คนโกหกจ้ะ คุณชายไปโกหกอะไรสร้อยหรือ”
       “ก็บอกความจริงไป แล้วมันเจ็บตัวนี่นา ก็เลยต้องตอบเลี่ยงๆ กันบ้าง สร้อยฟ้านี่มือหนักเท้าหนักอย่าบอกใครเชียว ฉันคงไม่มีวันเจอผู้หญิงคนไหนเหมือนสร้อยฟ้าได้อีก” รัชชานนท์ยิ้มขำอย่างเอ็นดู
       “คุณชายคงไม่อยากไปจากที่นี่แล้วมังจ๊ะ”
       “ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็อยากอยู่ที่นี่ไปอีกซักพัก แต่ฉันหายตัวมาหลายวัน คงต้องรีบกลับไปก่อนที่ข่าวนี้จะรู้ไปถึงครอบครัวของฉันที่กรุงเทพฯ แล้วฉันก็ต้องรีบพาเธอกลับเข้าเมืองด้วย ฉันจะได้รีบจัดการเรื่องของเธอให้เรียบร้อย”
       “คุณชายแน่ใจนะว่า จะไม่เสียใจทีหลัง ที่จริงคุณชายไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบดูแลจันทาเลย ถึงจันทาจะไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน แต่ก็พอมีเพื่อนที่จะไปขออาศัย”
       “เราพูดเรื่องนี้กันจบแล้ว จันทา เธอจะต้องไปอยู่กับฉัน ฉันจะดูแลเธอเอง ฉันจะไม่มีวันเปลี่ยนใจและจะไม่นึกเสียใจทีหลังด้วย”
       รัชชานนท์จับมือจันทาไว้อย่างให้คำมั่น จันทาใจพองโตเริ่มมีความมั่นใจกลับคืนมา
      
       สร้อยก้าวพรวดๆขึ้นบันไดมาหยุดนั่งหงุดหงิดใจอยู่ที่หัวบันไดเรือนพ่อใหญ่ จ่อยขึ้นบันไดตามมา
       “อีสร้อย จังได๋มานั่งอยู่หัวบันได เฮ็ดจังซี้มันขะลำฮู้บ่” (หมายถึง ผิดผี)
       สร้อยไม่ตอบอะไร ขยับตัวไปนั่งที่ชานเรือนแล้วนอนแผ่ลงที่พื้นแล้วก็ผุดลุกขึ้นมานั่งอีก
       “เป็นอะหยัง”
       “บ่ได้เป็นอะหยัง”
       “ว่าผู้อื่นขี้ตั๋ว เจ้ากะมาขี้ตั๋วเสียเอง”
       “ข้อยบ่ได้ขี้ตั๋ว ข้อยบ่ได้เป็นอะหยัง ข้อยกะแค่โมโหตัวเอง เมื่อกี้ข้อยน่าสิต่อยปากบักคุณชายอีกซักสองสามหมัด ข้อยสิได้หายแค้น”
       “บักคุณชายเฮ็ดอะหยังเจ้าล่ะ”
       สร้อยอึกอัก
       “เพิ่น...เพิ่น เออน่า เพิ่นเฮ็ดอะหยังกะซางเถาะ พอเพิ่นไปจากที่นี่แล้ว ข้อยกะคงสิลืมไปเอง”
       “ข้อยล่ะอยากให้บักคุณชายไปจากที่นี่เร็วๆ ไปมื้อนี้มื้ออื่นยิ่งดี... บ่ได้ซิ ถ้าบักคุณชายไป จันทากะต้องไปด้วย ข้อยห่วงจันทาหลายอยู่ เป็นหยังเถิงยอมไปอยู่กับเพิ่นง่ายๆ”
       “จันทาสิไปอยู่กับบักคุณชาย เป็นหยังต้องไปอยู่กับเพิ่นเล่า”
       “ถ้าจันทาบ่ไปอยู่กับคุณชาย แล้วสิให้เพิ่นไปอยู่กับไผ พ่อเพิ่นกะตายแล้ว ญาติพี่น้องกะบ่มี ถ้าบ่ใช่บักคุณชายอยากมาเที่ยวป่า พ่อของจันทากะบ่ต้องถูกทหารเวียงฆ่าตาย บักคุณชายต้องรับผิดชอบจันทา มันกะถูกแล้ว”
       “มันกะถูก...คุณชายต้องรับผิดชอบจันทา แต่รับผิดชอบจังได๋ล่ะ”
       จ่อยเพิ่งจะมานึกทบทวน
       “บักคุณชายกะรับจันทาไปเลี้ยงดู... ถ้าจังสั้นกะหมายความว่า บักคุณชายรับจันทาไปเป็นเมียแม่นบ่ อีสร้อย”
       สร้อยพึมพำ
       “รับไปเป็นเมีย”
      
       สร้อยใจหล่นวูบ นิ่งอึ้งไป
      
       เช้ามืดวันใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบของแม่น้ำโขง คุณชายพุฒิภัทรและรณพีร์แต่งตัวทะมัดทะแมงช่วยกันยกกระเป๋าและสัมภาระใส่ท้ายรถ
      
       คุณชายธราธรมองไปที่ทางเข้าบ้านแล้วมองนาฬิกาข้อมือเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้
       “นี่สายไปชั่วโมงแล้วนะ เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์จริงๆ”
       “เราไปกันเลยดีกว่า ไม่ต้องรอน้องนุชหรอกครับ” รณพีร์บอก
       “ไม่ได้ เดี๋ยวนายชัชได้โดนน้องนุชเล่นงานตายเลย” พุฒิภัทรว่า
       “อย่างมากนายชัชก็คงโดนน้องนุชด่าจนหูดับไม่ถึงกับสมองเสื่อมให้พี่ชายภัทรต้องรับไปรักษาหรอกครับ พี่ๆลองนึกภาพน้องนุชเข้าป่าไปกับเราซิครับ เธอสำรวยเหลือเกิน จะไปกับพวกเราไหวหรือครับ รีบไปตอนนี้เถอะครับ ทางกำลังสะดวก”
       รณพีร์พูดไม่ทันขาดคำ รถจี๊ปแล่นเร็วเข้ามาจอดตรงหน้า บรรดาคุณชายทั้งสามพรึ่บ
       ชัชวีร์กระโดดลงจากรถอย่างร้อนใจ แล้วรีบยกมือไหว้ธราธรกับพุฒิภัทรอย่างรู้สึกผิด
       “ผมขอโทษครับที่มาช้า ผมขอโทษจริงๆ คือว่า…”
       “ไม่ต้องอธิบายหรอก พวกเราเข้าใจ”
       ทุกคนหันไปมองที่รถเป็นตาเดียว ศินีนุชในชุดเดินป่าเต็มยศลงจากรถพลางบ่นไม่หยุดปาก
       “พี่ชัช ทำไมขับรถเร็วเป็นพายุหมุนอย่างนี้ จะรีบไปไหน ดูซิๆ ผมเผ้านุชยุ่งหมดแล้ว ขับรถยังกับกุ๊ยชั้นต่ำ คอยดูนะ กลับไปนุชจะฟ้องคุณแม่”
       ศินีนุชชะงักกึกหยุดพูด เมื่อพบว่าตัวเองเดินมาหยุดตรงหน้าคุณชายทั้งสาม เธอรีบปรับสีหน้ายิ้มหวาน
       “Good morning ค่ะ พี่ชายใหญ่ พี่ชายภัทร พี่ชายพีร์ เมื่อคืนนอนหลับสบายดีไหมคะ แล้วนี่ยืนรออะไรกันอยู่คะ รีบไปกันเลยดีมั้ยคะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไปค่ะ ไป เราต้องรีบตามหาพี่ชายเล็กให้เร็วที่สุด เวลานี้นาทีเดียวก็มีค่าค่ะ”
       รณพีร์แขวะ
       “แต่น้องนุชก็ผลาญเวลาอันมีค่าของเราไปราวชั่วโมงกว่าๆ แล้วล่ะนะ”
       ธราธรเตือนน้อง
       “ชายพีร์! อย่าพูดมากให้เสียเวลาไปกว่านี้เลย เรารีบไปกันเลยดีกว่า บุญโฮมบอกว่าจะพาพรานนำทางมือหนึ่งไปเจอเราที่ร้านเหล้าพรานเจ้ย เห็นว่าพวกนายรู้จักร้านนี้ดี เราคงต้องเอารถไปสองคัน”
       “เดี๋ยวนะครับๆ นี่พี่ชายใหญ่ให้ลุงบุญโฮมหาพรานนำทางให้หรือครับ” รณพีร์ว่า
       “พรานนำทางที่ว่านี่ ผมหวังว่าคงจะไม่ใช่...” ชัชวีร์ว่า
      
       ชัชวีร์กับรณพีร์หันมองหน้ากันอย่างหวาดหวั่น


  


       บริเวณหน้าร้านเหล้า พรานเกิ้นเจ้าเก่ายกมือไหว้ท่วมหัวพลางยิ้มกว้างจนเห็นเหงือกแดง
      
       “ซาหวัดดีครับ ข้อยซื่อพรานเกิ้น ยินดีรับใช้เด้อครับเด้อ”
       ธราธรกับพุฒิภัทรมองพรานเกิ้นด้วยความพิศวงไม่คิดว่า จะแก่หงำเหงือกปานนี้ รณพีร์กับชัชวีร์มองหน้ากันอย่างเซ็งในอารมณ์พลางกระทุ้งศอกใส่กัน โทษกันไปมา
       “ไม่ได้เตือนพี่ชายใหญ่ไว้ก่อนหรือไง” ชัชวีร์ถาม
       “ลืมโว้ย ก็ฉันมัวแต่ปวดหัวกับเรื่องน้องสาวนายอยู่”
       รณพีร์บอก แล้วรีบหันไปบอกธราธร
       “พี่ชายใหญ่ครับ ผมว่า เราไปกันเองก็ได้นะครับ ไม่ต้องใช้พรานนำทางหรอกครับ”
       “ไม่ได้หรอก เราให้บุญโฮมว่าจ้างพรานเกิ้นมาให้แล้ว เราจะเสียคำพูดได้ยังไง ต่อให้พวกนายเคยไปลุยป่าที่ไหนมาก่อนก็สู้คนท้องถิ่นไม่ได้หรอก”
       “คราวก่อนพวกนายก็ให้พรานเกิ้นคนนี้เป็นคนนำทางไม่ใช่หรือ ทำไมมีปัญหาอะไรงั้นหรือ” พุฒิภัทรถาม
       พรานเกิ้นยิ้มกว้างชิงบอก
       “บ่มีปัญหาอะหยังเลยครับ คุณชาย ข้อยนำทางพาคุณๆไปอย่างบ่ฮู้จักเหน็ดเหนื่อย คุณๆอยากได้อะหยัง ข้อยกะเฮ็ดได้ดังใจทุกอย่าง คุณๆคงสิถูกใจข้อยคักๆ ถึงได้ให้บุญโฮมไปตามข้อยมารับใช้อีก”
       รณพีร์กัดฟันพูด
       “ใช่ๆ ถูกใจมาก”
       “เออ...คือ เราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกนะครับ พี่ชายภัทร แต่พรานเกิ้นเพิ่งกลับจากป่ากับเรา แล้วต้องเดินทางกลับเข้าไปอีกในเวลาสั้นๆอย่างนี้ ผมกลัวว่าพรานเกิ้นจะเหนื่อยเกินไป ไหวแน่นะ พรานเกิ้น” ชัชวีร์ว่า
       “ไหวครับ ข้อยแข็งแฮงยิ่งกว่าม้าศึก ผู้บ่าวผู้สาวยังสู้ข้อยบ่ได้เลยครับ”
       “เราจะออกเดินทางหรือยังคะ”
       ทุกคนหันไปมองศินีนุชซึ่งเดินนำหน้าบุญโฮมที่แบกกระเป๋าเดินทางสี่ใบเข้ามา รณพีร์กัดฟันพูดเบาๆกับชัชวีร์
       “อยากจะบ้าตาย ! น้องนุชครับ น้องนุชคงไม่ขนกระเป๋าทั้งหมดนั่นเข้าป่าไปด้วยหรอกใช่มั้ย” รณพีร์ถาม
       “ทำไมล่ะคะ แค่กระเป๋าสี่ใบเอง มีปัญหาอะไรหรือคะ”
       ศินีนุชมองหน้าทุกคนด้วยสีหน้าใสซื่อ ไม่เข้าใจจริงๆ ฝ่ายกลุ่มผู้ชายมองด้วยสายตาละเหี่ยใจยิ่งนัก
      
       เรือนพ่อใหญ่ สร้อยนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์โลก ภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง สร้อยอ่านหนังสือเร็วปรื๊ดๆจนถึงหน้าสุดท้ายแล้วปิดหนังสือปัง เงยหน้ามองแฮรี่อย่างท้าทาย
       “ข้อยอ่านจบแล้ว ถามข้อยมาได้เลย ข้อยตอบได้หมดทุกข้อแน่นอน”
       “ไม่ต้องถามก็เชื่อว่า เจ้าจำได้ทุกอย่างที่อ่าน แต่การที่เจ้าจะนำความรู้ที่ได้จากหนังสือไปใช้ประโยชน์ได้แค่ไหน นั่นสำคัญกว่า”
       สร้อยพลิกดูหนังสือไปมาอย่างไม่แน่ใจ
       “แฮรี่กะชอบให้ข้อยอ่านแต่หนังสือประวัติศาสตร์ ข้อยบ่ฮู้ว่าสิเอาไปใช้ประโยชน์ได้จังได๋ ข้อยบ่ใช่ผู้ใหญ่ผู้โตสิไปเปลี่ยนแปลงอะหยังได้ สิ่งเดียวที่ข้อยเฮ็ดได้คือช่วยพาพวกเฮากลับเวียงภูคำ แต่ว่า..ถ้าไอ้นายพลเซกองยังปกครองเวียงภูคำอยู่ เฮาสิกลับไปได้จังได๋ล่ะ แฮรี่”
       “เราก็ต้องตามหาผู้ที่มีอำนาจปกครองเวียงภูคำโดยชอบธรรมก่อนน่ะซิ”
       “นี่ได้ข่าวเจ้าหลวงสุริยวงศ์แล้วแม่นบ่ เจ้าหลวงอยู่ไส ข้อยสิไปช่วยตามให้เอง แล้วข้อยสิช่วยเจ้าหลวงล้มอำนาจไอ้นายพลเซกองเอง”
       “เรื่องไม่ได้ง่ายอย่างนั้นหรอก ถ้าเจ้าหลวงกลับคืนบัลลังก์เวียงภูคำได้เมื่อไหร่ ก็ต้องรีบวางรากฐานให้มีการปกครองที่ยั่งยืนต่อไป การพัฒนาประเทศจะได้ไม่หยุดชะงักเพราะการแย่งชิงการปกครองกัน พูดง่ายๆก็คือเจ้าหลวงจะต้องมีรัชทายาทสืบราชสมบัติต่อ”
       สร้อยลุกขึ้นเดินไปเดินมาอย่างคิดจริงจังมาก
       “ถ้าจังสั้นเฮากะต้องไปตามหาเจ้าหลวง แล้วกะต้องไปตามหาเจ้ารัชทายาทอีกแม่นบ่ นี่มันยากแท้เกินกำลังข้อยแล้วล่ะมั้ง เจ้าหลวงเจ้าแผ่นดินคงบ่อยู่ในป่าในเขาให้ตามเจอง่ายๆ แล้วเจ้าหลวงมีเจ้ารัชทายาทแม่นอยู่บ่ บ่ใช่ว่าเป็นแค่นิทานหลอกเด็กของแม่เฒ่า”
       “เจ้าหลวงทรงมีพระโอรสอย่างแน่นอน และไม่ได้มีแต่พระโอรสเท่านั้นยังทรงมีพระธิดาด้วย พระโอรสที่เป็นเจ้ารัชทายาทที่เรากำลังตามหาตัวอยู่ชื่อเจ้ารังสิมันตุ์”
       “แล้วพระธิดาของเจ้าหลวงล่ะ ซื่ออะหยัง”
       แฮรี่อึกอักรีรอไม่กล้าตอบออกมา พ่อใหญ่กับไกสอนเดินเข้ามาพอดี
       “เจ้าฮู้ซำนั้นกะพอแล้ว เจ้าสร้อย ไปได้แล้ว ไป มื้อนี้เฮียนซำนี้พอ” พ่อใหญ่บอก
       สร้อยรู้ทัน
       “ข้อยอยู่นำบ่ได้บ๊อ พ่อใหญ่ ข้อยฮู้เฮื่องที่พวกเฮาสิต้องอพยพแล้ว มีอะหยังให้ข้อยช่วยบ่”
       “บ่มีอะหยังให้เจ้าช่วย ออกไปได้แล้ว ไป”
       พ่อใหญ่แค่มองหน้าสร้อยด้วยสีหน้านิ่งแต่มีอำนาจ สร้อยยอมเดินออกไปแต่โดยดี
       “ผมขอโทษครับ พ่อใหญ่ แต่ผมคิดว่า นี่น่าจะถึงเวลาแล้วที่เจ้าสร้อยจะรู้” แฮรี่บอก “เจ้าสร้อยสิได้ฮู้เฮื่องที่ควรฮู้แน่ แต่ยังบ่ใช่เวลานี้”
      
       พ่อใหญ่นิ่งขรึมหนักใจที่จะต้องบอกความจริงเรื่องที่สร้อย เป็น “เจ้าหญิงสร้อยฟ้า”


  


       บนเรือนตาจั่น รัชชานนท์เก็บเสื้อผ้าและข้าวของยัดใส่กระเป๋าอย่างชุ่ยๆ จันทาเดินถือเสื้อผ้าของรัชชานนท์มาวางไว้ให้แล้วดึงกระเป๋าจากเขามาจัดกระเป๋าให้ใหม่
      
       “ไม่ต้องจัดใหม่หรอก แล้วเสื้อผ้าของฉันก็ไม่ต้องเอาไปซักอีกนะ ฉันทำเอง ฉันเคยใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวหลายปี เคยซักผ้าทำอาหารเอง ไม่ใช่เรื่องยากลำบากสำหรับฉันเลย”
       “สำหรับจันทาก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไรเหมือนกัน จันทาเคยทำงานหนักกว่านี้มาแล้ว ให้จันทาได้ช่วยดูแลคุณชายเถอะนะจ๊ะ”
       “ก็ได้ ตามใจจันทา แต่ฉันคิดไว้แล้วนะ กลับไปนี่ ฉันคงต้องหาคนรับใช้ไว้ซักคนเอาไว้ช่วยงานจันทา แล้วจะได้กันข้อครหาด้วย หรือฉันจะส่งจันทาไปอยู่ที่บ้านกรุงเทพฯดี เรื่องนี้ฉันยังคิดไม่ตกเลย”
       สร้อยเดินขึ้นมาบนเรือน
       จันทางงๆกับคำพูดของคุณชายรัชชานนท์
       “ทำไมต้องส่งจันทาไปอยู่กรุงเทพฯด้วยล่ะจ้ะ หรือคุณชายอยากให้ทางผู้ใหญ่รับรู้เรื่องจันทา แล้วพวกท่านจะว่ายังไงบ้าง”
       รัชชานนท์คิดหนัก
       “ฉันก็กำลังคิดอยู่นี่แหละว่า ฉันจะเรียนคุณย่าของฉันเรื่องจันทาว่ายังไงดี เรื่องของเราอาจจะไม่ง่ายอย่างที่ฉันคิดไว้”
       รัชชานนท์เงยหน้าขึ้นเห็นสร้อยยืนฟังอยู่ เขาดีใจ
       “สร้อยฟ้า”
       สร้อยได้ยินทุกอย่างเต็มสองหู ตีความได้ว่าสองคนคุยเรื่องแต่งงานกัน สร้อยก็เลยถอยกลับออกไปอย่างรวดเร็ว รัชชานนท์ผุดลุกขึ้นทันที
       “สร้อยฟ้า ! เดี๋ยวซิ อย่าเพิ่งไป เดี๋ยวฉันกลับมานะ ไม่ต้องกลัว เรื่องของเรายังไงก็ต้องมีทางออก คุณย่ามีแต่หลานชาย ท่านต้องดีใจแน่ที่ได้หลานสาวมาเพิ่มอีกคน”
       รัชชานนท์รีบเผ่นลงเรือนไป
       “ได้หลานสาวเพิ่มอีกคน...บ่ใช่หลานสะใภ้ นี่มันหมายความว่าจังได๋”
       จันทาเริ่มใจหาย กลัวว่าเรื่องที่ผ่านมานั้น เธอคิดไปเองทั้งสิ้น !
      
       รัชชานนท์วิ่งมาจากทางเรือนตาจั่นมาอยู่กลางหมู่บ้านวลาหก แล้วมองไปรอบๆ ตัวหาสร้อย
       “สร้อยฟ้า”
       กลุ่มชาวบ้านเพิ่งกลับจากเก็บผัก เก็บของป่าเดินผ่านรัชชานนท์ไปมา เขามองไปทางไหนก็เห็นแต่ชาวหมู่บ้านวลาหกไม่มีวี่แววของสร้อยเลย
       รัชชานนท์เดินดุ่มๆ มั่วๆ ออกไปซอกไหนมุมไหนก็ตามหาสร้อยไม่เจอ
       เขาเห็นกลุ่มชาวบ้านในแต่ละบ้านที่อยู่หน้าเรือน บ้างสานเสื่อ บ้างตำข้าว บ้างตากปลาแห้ง ต่างมองมาที่เขาแล้วยิ้มขำกับหน้าตาตื่นๆเป็นกังวลของเขา
       รัชชานนท์เดินตามหาสร้อยต่อไป แม่เฒ่าถือตะกร้าสมุนไพรเดินสวนทางมา เขารีบคว้าตัวแม่เฒ่าไว้อย่างลืมตัว
       “เจอแม่เฒ่าก็ดีแล้ว แม่เฒ่าเห็นสร้อยฟ้าหรือเปล่าครับ คนอะไรก็ไม่รู้ ไวอย่างกับปรอท วิ่งปรู๊ดปร๊าดหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้”
       “ข้อยบ่เห็นดอก”
       “แม่เฒ่าต้องเห็นซิครับ มีแต่คนบอกว่า แม่เฒ่ารู้ทุกเรื่อง ทำนายอนาคตก็ยังได้ เรื่องแค่นี้ทำไมจะไม่รู้”
       “บ่มีไผฮู้ทุกเฮื่องดอก คุณชาย ข้อยบ่ได้เป็นผู้วิเศษมาจากไส ข้อยฮู้ได้เฉพาะเฮื่องที่สวรรค์ให้ฮู้กะซำนั้น”
       แม่เฒ่าจะเดินออกแล้วหันกลับมาบอกประโยคส่งท้าย
       “ใช้แต่ตาสิมองเห็นอะหยังกั๋น”
       แม่เฒ่าเดินออกไปอย่างใจเย็น รัชชานนท์ยืนงงตีความที่แม่เฒ่าพูด
      
       รัชชานนท์เดินมาตามทางเรื่อยๆจนถึงท้ายหมู่บ้าน ที่มีเกวียนซึ่งเต็มไปด้วยเสบียงสัมภาระที่จัดเตรียมสำหรับการอพยพ บริเวณนี้ที่เป็นทางออกสู่ป่าอีกทาง
       รัชชานนท์พึมพำ
       “ใช้แต่ตาจะเห็นอะไรได้...ไม่ใช้ตาแล้วจะให้ใช้อะไร”
       รัชชานนท์หลับตาลงแล้วตั้งสติคิดอีกครั้ง
       “สร้อยฟ้าจะไปไหนได้ บ้านพ่อใหญ่ บ้านแม่เฒ่า ต้นไม้ ลำธาร”
       รัชชานนท์ได้ยินเสียงน้ำตกดังขึ้นมาในความเงียบ
       “น้ำตก”
       รัชชานนท์เดินออกอย่างช้าๆไม่ผลีผลามเหมือนเมื่อครู่
       รัชชานนท์เดินมาตามทางจนได้ยินเสียงน้ำตกดังขึ้นชัดเจนขึ้นทุกทีๆ เขาเดินแหวกผ่านต้นไม้ที่หนาทึบหลุดออกมายืนอยู่ที่ตรงหน้าที่มีน้ำตกสูงลิ่ว
       “ไม่น่าเชื่อ หลังหมู่บ้านจะมีน้ำตกด้วย”
       รัชชานนท์ยืนชื่นชมความงามของน้ำตกได้ชั่วครู่ก็รีบกวาดตาหาสร้อย รอบๆน้ำตก ไม่มีวี่แววของสร้อย เขาเริ่มหมดหวัง
       มีดที่ยังใส่ปลอกมีดอยู่ทิ่มมาที่ด้านหลังของรัชชานนท์จนเขาสะดุ้งโหยงอย่างเสียววูบ
       “เฮ้ย”
       “ตามมาถึงหม่องนี้ได้จังได๋”
       รัชชานนท์จำเสียงได้
       “สร้อยฟ้า”
       รัชชานนท์รีบหันมาเผชิญหน้ากับสร้อยแล้วคว้ามือสร้อยที่ถือมีดไว้
       “ไผบอกให้หันมา หันกลับไป ข้อยบ่อยากเห็นหน้าเจ้า”
       สร้อยดึงมือออกจากรัชชานนท์อย่างเร็ว
       “ถ้าเธอไม่อยากเห็นหน้าฉัน แล้วเมื่อกี้เธอไปหาฉันทำไม”
       “ข้อยมีเฮื่องจะถามเจ้า แต่ตอนนี้ข้อยเปลี่ยนใจแล้ว”
       สร้อยเดินหนีไปปีนขึ้นไปบนโขดหินสูง
       “เดี๋ยวก่อนซิ สร้อยฟ้า”
      
        รัชชานนท์รีบปีนตามสร้อยขึ้นไปอย่างไม่ยอมลดละ


  


       สร้อยปีนขึ้นมาอย่างคล่องแคล่วมาหยุดยืนอยู่บนโขดหินสูง เขาปีนตามมายืนอยู่เคียงข้าง
      
       “เราไม่ได้เป็นเพื่อนกันแล้วเหรอ สร้อยฟ้า ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วย บอกมาได้เลย ถ้าเธอยังไม่อยากให้ฉันไปจากที่นี่ ฉันก็จะยังไม่ไป”
       “ข้อยบ่เคยเว้าซักคำว่า บ่อยากให้เจ้าไป เจ้าฟ่าวไปเถอะ สิได้ไปเอาลูก เอาเมียให้เรียบร้อย มีเมียแล้วกะอย่าเฮ็ดมือไวบายมือสาวไปทั่วเด้อ”
       “เอาเมีย...เธอหมายถึงแต่งงานน่ะเหรอ ไปได้ยินมาจากไหน ฉันต้องรีบกลับออกไปเพราะมีงานรออยู่”
       สร้อยไม่ฟัง
       “บ่ต้องเว้าต่อ ! เจ้าสิดองกับไผ บ่ใช่เฮื่องของข้อย ที่ข้อยไปหาเจ้ากะเพราะสิอยากถามเฮื่อง...เวียงภูคำ…เจ้าฮู้บ่ ตอนนี้สถานการณ์ในเวียงภูคำเป็นจังได๋”
       “เวียงภูคำปิดประเทศมากว่าสิบปี เพิ่งจะยอมเปิดประเทศเมื่อไม่นานมา นี้เอง แต่ก็มีข่าวเล็ดรอดออกมาว่า สถานการณ์ในเวียงภูคำไม่สู้ดีนัก ประชาชนไม่พอใจการปกครองแบบเผด็จการของนายพลเซกอง ก็เลยมีการชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นแทบทุกวัน ฉันเชื่อว่าคงมีผู้คนล้มตายไปไม่น้อยทีเดียว”
       “ถ้าเจ้าหลวงกลับไปปกครองเวียงภูคำได้มื้อใด๋ มื้อนั้นเวียงภูคำกะจะได้กลับมาสงบสุขคือเก่า แล้วข้อยกะสิพาพ่อใหญ่กลับแผ่นดินเกิดได้ แต่กะบ่ฮู้ว่ามื้อนั้นสิมาฮอดบ่”
       “สร้อยฟ้า ฉันให้คำสัญญากับเธอไว้แล้วนะว่า วันไหนที่เธอกลับเวียงภูคำ ฉันจะไปกับเธอด้วย”
       “เฮาบ่ได้เป็นอะหยังกัน เป็นหยังเจ้าสิมาเสี่ยงชีวิตกับข้อย”
       “ใครบอกว่า เราไม่ได้เป็นอะไรกัน เราผูกเสี่ยวกันแล้วนะ”
       รัชชานนท์ชูมือซ้ายที่ผูกด้ายขาวของสร้อยอยู่ให้ดู
       “เจ้าบ่ฮู้ดอกว่า คำว่าเสี่ยว มีความหมายจังใด๋ แค่เคยผ่านความเป็นความตายด้วยกันมาเทื้อเดียว ข้อยบ่ให้เจ้าเป็นเสี่ยวด้วยง่ายๆดอก”
       “แล้วฉันจะต้องทำยังไง เธอถึงจะรับฉันเป็นเพื่อน”
       สร้อยมองรัชชานนท์อย่างนิ่งคิดพิจารณา
      
       จันทาเก็บจัดกระจาด ตะกร้า ขวดสมุนไพรให้เข้าที่เข้าทางอย่างคนที่ไม่ชอบอยู่ว่าง จ่อยเดินพรวดๆเข้ามาแล้วพอใกล้ตัวจันทาก็ผ่อนฝีเท้าลงอย่างไม่แน่ใจนักว่า ตัวเองจะมาพูดอะไร
       จันทาหันมามองจ่อยพลางส่งยิ้มให้อย่างเจื่อนๆ เพราะยังกังวลกับคำพูดของรัชชานนท์ไม่หาย
       “อ้ายจ่อย.”
       “เออ...คือ พ่อให้มาเบิ่งเจ้า เจ้าแข็งแฮงเดินทางไกลได้แม่นบ่ เจ้าบ่ต้องเกรงใจเด้อ เจ้าพักอยู่ที่นี่กี่วันกี่เดือนกะได้ ขอให้เจ้าหายดีอีหลีก่อนแล้วค่อยกลับออกไป ให้บักคุณชายกลับไปก่อนกะได้ บ่ต้องกลับออกไปพร้อมกันเลยนี่นา”
       “แต่ข้อยอยากกลับไปพร้อมคุณชาย”
       จ่อยโพล่งพรั่งพรูขึ้น
       “เจ้ากับบักคุณชายบ่สมกันเลย !เจ้าคึดดูให้ดีๆ เจ้ากับเพิ่นกะเพิ่งฮู้จักกัน อยู่ๆสิต้องมาดองกัน แล้วสิอยู่กันรอดบ่ ข้อยบ่ไว้ใจบักคุณชายว่า สิดูแลเจ้าได้ดี ที่เพิ่นต้องรับเจ้าไปเลี้ยงดูเจ้ากะเพราะเหตุการณ์มันบังคับ ถ้าฮักชอบกันกะว่าไปอย่าง”
       จันทาเริ่มสะเทือนใจน้ำตาคลอ ยิ่งจ่อยมาพูดจี้ใจดำก็ยิ่งเสียใจ น้ำตาเริ่มไหล
       “ข้อยฮู้ ข้อยฮู้แล้ว”
       จันทาร้องไห้หนักขึ้น จนจ่อยตกใจมือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูก
       “ข้อยฮู้แล้ว คุณชายบ่ได้ฮักข้อย คุณชายฮับข้อยไปอยู่ด้วยเพราะความสงสาร บ่ใช่เพราะความฮัก บ่ใช่เลย บ่ใช่”
       จ่อยรีบกลับคำ
       “เออ...ข้อยอาจจะคึดไปเองกะได้ คุณชายอาจจะฮักเจ้าอยู่บ้าง เจ้าทั้งสวยทั้งอ่อนหวานจังซี้ ผู้บ่าวที่ไสกะต้องฮักเจ้า ไผบ่ฮักเจ้ากะบ่มีตาแล้ว แม้แต่ข้อยกะยังฮักเจ้าเลย จันทา”
       ทั้งจ่อยทั้งจันทาต่างชะงักกึก มองหน้ากัน จ่อยทำหน้าไม่ถูกที่หลุดปากบอกว่ารักจันทาออกไป
       “บ่ต้องคึดมาก บ่มีอะหยังๆ ไผๆกะฮักเจ้า ข้อยกะฮัก พ่อใหญ่กะฮัก พ่อไกสอนกะฮัก แฮรี่ แม่เฒ่า ทุกคนในหมู่บ้านฮักและเป็นห่วงเจ้าทั้งนั้น จังสั้นคุณชายกะต้องฮักเจ้า ถึงยังบ่ฮักมื้อนี้ แต่กะต้องฮักเจ้าซักมื้อ”
       จ่อยรีบเดินออกไปก่อนที่หลุดปากให้จันทาได้ร้องไห้อีก แม่เฒ่าถือล่วมยาเดินสวนทางเข้ามา มองจ่อยอย่างเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
       “บ่ต้องเป็นห่วงอีหล้าเด้อ บ่ต้องเป็นห่วง เจ้าไปเตรียมตัวเดินทางดีกว่า เทื้อนี้สิต้องเดินทางไปไกล ไปไกลเกินกว่าที่เจ้าสิฮู้”
       แม่เฒ่าเดินเข้าเรือนไป
       “เตรียมตัวเดินทาง เดินทางไปไส...”
       จ่อยงุนงงไม่ได้รู้เรื่องที่แม่เฒ่าพูดเลยแม้แต่นิดเดียว
      
       รัชชานนท์มองลงไปเบื้องล่าง เห็นสายน้ำตกไหลลงไปสู่ลำธารไกลสุดสายตา เขาขยับตัวเผลอเตะก้อนหินหล่นลิ่วๆลงตามสายน้ำ แล้วหายวับไปอย่างน่ากลัว
       “สร้อยฟ้า...นี่เธอจะให้ฉันพิสูจน์ตัวเองยังไง อย่าบอกนะว่า...”
       รัชชานนท์มองไปเบื้องล่างของน้ำตกอีกครั้งพลางกลืนน้ำลายเอื๊อกๆอย่างหวาดเสียวสร้อยชะเง้อมองไปเบื้องล่างแล้วหันมาพยักหน้าหงึกๆใส่รัชชานนท์อย่างสบายอารมณ์
       “บ่กล้าล่ะซี้ ! เจ้านี่เก่งแต่เฮื่องเว้าสาว เฮื่องอื่นบ่ได้ความ”
       “อย่ามาดูถูกกัน ! ถ้าหากการที่ฉันโดดลงไป จะเป็นการพิสูจน์ความเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายของเราล่ะก็ ฉันจะโดด”
       “กะโดดไปซิ”
       รัชชานนท์ยืนรวบรวมกำลังใจอยู่ชั่วครู่
       “ชักช้าจริง เจ้าบ่โดด ข้อยโดดเอง”
       สร้อยกระโดดพรวดลงไปยังสายน้ำเบื้องล่างทันที
       รัชชานนท์ตกใจ
       “สร้อยฟ้า”
       รัชชานนท์กระโดดลงจากน้ำตกตามไปอย่างไม่ต้องคิด
      
       ร่างของสร้อยกับรัชชานนท์ร่วงลงมาจากยอดน้ำตก สู่ลำธารที่ไหลเชี่ยวกรากเบื้องล่างตูมใหญ่
      

       จบตอนที่ 4
ตอนที่ 5
      
       เวลาต่อมา ในลำธารอันเชี่ยวกรากไม่มี่วี่แววของทั้งคู่อยู่ชั่วอึดใจ สร้อยโผล่ขึ้นมาจากน้ำอย่างสนุกสะใจ แต่พอมองหารัชชานนท์ไม่เจอ เธอเริ่มใจเสีย
      
       “คุณชาย! คุณชาย”
       รัชชานนท์โผล่พรวดขึ้นจากน้ำห่างออกไปจากสร้อย ชูมือโบกไปมาขอความช่วยเหลือ
       “ช่วยด้วยๆ ฉันว่ายน้ำไม่เป็น”
       รัชชานนท์ตะเกียกตะกายจะจมน้ำ แล้วพุ่งพรวดขึ้นมาใหม่
       “ช่วยด้วย!”
       สร้อยตกใจ รีบว่ายน้ำไปหารัชชานนท์แล้วคว้าคอกอดไว้จะพาพยุงเข้าฝั่ง
       “ข้อยขอโทษ บ่ฮู้ว่า เจ้าว่ายน้ำบ่เป็น”
       สร้อยพยุงพารัชชานนท์ลอยคอจนมาถึงจุดน้ำตื้น สร้อยเหนื่อยหอบแฮ่กๆ แล้วชะงักที่รัชชานนท์ยังคงเกาะตนอยู่ไม่ยอมปล่อยมือ สร้อยนึกได้
       “เจ้าว่ายน้ำเป็นนี่ คนขี้ตั๋ว”
       สร้อยโมโหจนหน้ามืด หันไปแล้วโผไปทั้งตัวจับหัวรัชชานนท์กดลงน้ำด้วยแรงทั้งหมดที่มี
       รัชชานนท์สู้เอาตัวรอด พยายามจับมือสร้อยไว้ไม่ให้โดนเล่นงานได้อีก สร้อยทั้งทุบ ทั้งถีบใส่รัชชานนท์อย่างไม่ยั้งมือ
       รัชชานนท์ตัดสินใจรวบตัวสร้อยเข้ามากอดไว้แน่น จนสร้อยกระดิกตัวไม่ได้
       “ปล่อย”
       “ขอโทษที่แกล้งนะ”
       “บอกให้ปล่อย”
       “ยกโทษให้ก่อนซิ”
       สร้อยจ้องมองรัชชานนท์อย่างโมโหตัวเองที่สู้ไม่ได้ จำยอมพยักหน้าให้
       “กะได้..ข้อยกโทษให้เจ้า”
       รัชชานนท์ปล่อยมือจากสร้อยอย่างระวังรู้ว่า อาจจะมีหมัดแถมตามมาแน่ สร้อยค่อยๆลุยน้ำขึ้นฝั่งไปให้รัชชานนท์ตายใจ เขาเดินลุยน้ำตามสร้อยไป
       “เราดีกันแล้วนะ สร้อยฟ้า”
       “ไผว่าล่ะ”
       สร้อยหันขวับกลับมาสวนหมัดใส่รัชชานนท์หงายเงิบลงน้ำไป สร้อยยิ้มอย่างสะใจค่อยหายโมโหหายเหนื่อยหน่อย
      
       รัชชานนท์กับสร้อยค่อยๆเดินลากขาขึ้นมาจากลำธารอย่างเหนื่อยแรง ทั้งคู่นั่งลงพักเอาแรง เสื้อผ้าเปียกโชกทั้งตัวจนต้องบิดเสื้อบิดกางเกงเอาน้ำออก
       สร้อยดึงผ้าโพกหัวออกมาบิดน้ำทิ้งพลางสะบัดสยายผมยาว
       “เธอรู้ได้ยังไงว่า ฉันว่ายน้ำเป็น เป็นเธอนี่เองที่ไปแอบดูฉันอาบน้ำ ตอนนั้นฉันนึกว่าคิดไปเองที่รู้สึกว่า มีใครแอบมองอยู่ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนใกล้ตัวนี่เอง”
       “บ่ใช่ๆ ข้อยตามจับตาดูเจ้าอีหลี แต่กะเห็นแต่เจ้าเว้าสาวกับแม่หญิงของเจ้า บ่เคยไปแอบดูเจ้าอาบน้ำเลย”
       “แล้วไป ไม่งั้นฉันอายเธอแย่เลย ถ้าเธอได้เห็นปานใหญ่น่าเกลียดที่หลังของฉัน”
       “เป็นเล่น ข้อยบ่เห็นสักนิด เจ้าบ่มีปานสักหน่อย”
       “นั่นแน่ ไหนบอกว่า ไม่ได้แอบดูฉันอาบน้ำ”
       “คนเมืองเจ้าเล่ห์นัก”
       สร้อยรีบลุกหนีรัชชานนท์ ทั้งอายทั้งโมโห เขารีบไปดึงสร้อยไว้
       “ไม่เอาน่า สร้อยฟ้า เราอย่าทะเลาะกันอีกเลย เรามีเวลาอยู่ด้วยกันไม่มากแล้วนะ ฉันจะไปจากที่นี่พรุ่งนี้แล้ว”
       สร้อยชะงักนิ่งอย่างใจหาย รัชชานนท์ก็มองสร้อยอย่างไม่วางตาแล้วค่อยๆลูบผมยุ่งๆของสร้อย เธอดูสวยเป็นธรรมชาติ เป็นผู้หญิงที่รัชชานนท์ไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน
       “เราอาจจะไม่ได้พบกันอีก ฉันไม่มีวันลืมเธอได้แน่ สร้อยฟ้า และฉันก็ไม่อยากให้เธอลืมฉันเหมือนกัน ฉันรู้ความหมายของคำว่าเสี่ยวมากกว่าที่เธอคิด เราไม่ได้เป็นแค่เพื่อนกัน แต่เราเป็นเพื่อนแท้ที่ตายแทนกันได้”
       รัชชานนท์ยื่นมือออกไป สร้อยมองสายตารัชชานนท์ที่มีแต่ความจริงใจให้ เธอยอมยื่นมือไปจับมือเขาไว้ รัชชานนท์ยื่นอีกมือกุมมือสร้อยไว้ทั้งสองมือ
       สร้อยวางมือลงบนมือรัชชานนท์ แล้วจับมือรัชชานนท์ไว้ด้วยสองมือเหมือนกัน
      
       จ่อยค่อยๆขึ้นเรือนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องในเรือนพ่อใหญ่ แล้วพึมพำ
       “ถ้าพ่อใหญ่ช่วยเว้า จันทากะสิต้องยอมอยู่ที่นี่ต่อแน่ๆ”
       เสียงไกสอนดังจนจ่อยต้องชะงัก
       “ข้อยคึดว่า จังได๋อีสร้อยกะบ่ยอมดอก พ่อใหญ่”
       จ่อยหยุดชะงักแอบฟังอยู่หน้าห้อง
       ภายในห้อง พ่อใหญ่กำลังปรึกษาหารือกับไกสอนและแฮรี่อยู่
       “ถ้าบ่ยอมกะต้องบังคับกันล่ะ” พ่อใหญ่ว่า
       “พ่อใหญ่คิดดีแล้วหรือครับที่จะให้คุณชายรัชชานนท์พาเจ้าสร้อยไปจากที่นี่” แฮรี่ถาม จ่อยตกใจ
       “เฮาให้เจ้าสร้อยไปอยู่กับคุณชายในเมืองเป็นการชั่วคราว เฮาสิบ่ต้องคอยเป็นห่วงว่ามันไปก่อเฮื่องอะหยังอีก ไว้เฮาอพยพไปอยู่ที่ปลอดภัยมื้อได๋ค่อยไปรับเจ้าสร้อยกลับมา”
       “พ่อใหญ่บ่ฮู้ฤทธิ์เดชของอีสร้อยเสียแล้ว ถ้าเฮาส่งเพิ่นไปในเมืองแค่นี้ รับรองบ่ทันพ้นวัน เพิ่นได้หนีกลับมาแน่” ไกสอนว่า
       “ถ้าจังสั้นเฮาคงต้องส่งเจ้าสร้อยไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ถ้าคุณชายบ่มีปัญหามื้ออื่นกะให้เจ้าสร้อยเดินทางไปพร้อมคุณชายเลย” พ่อใหญ่บอก
       จ่อยยืนนิ่งตกใจกับเรื่องที่เพิ่งรับรู้แล้วรีบผละออกไป พ่อใหญ่ปรายตามองไปที่หน้าห้องรู้สึกว่ามีใครมายืนแอบฟังอยู่
      
       บริเวณชายป่า คุณชายธราธร พุฒิภัทร และรณพีร์เดินมาตามทางในป่า ทั้งสามหยุดยืนมองไปทางด้านหลังอย่างเหนื่อยหน่าย ชัชวีร์ประคองพาศินีนุชที่เดินๆหยุดๆมาตลอดทาง
       บุญโฮมกับพรานเกิ้นแบกกระเป๋าของศีนินุชมาคนละใบเดินรั้งท้ายมา
       ศินีนุชโวยวาย
       “ช้าๆซิ พี่ชัช นุชเดินตามไม่ทันแล้ว ! โอ๊ยๆ นุชเหยียบอะไรก็ไม่รู้ อี๋ยๆๆ บอกแล้วว่าให้ช่วยดูทางให้ พี่ชัชนี่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ”
       ชัชวีร์กัดฟันประคองน้องสาวต่างแม่เดินมาตามทางอย่างอดทน ชัชวีร์ต้องคอยปัดกิ่งไม้กรุยทางมาตลอดทาง ศินีนุชหยุดหอบด้วยความเหนื่อยเ งยหน้ามองคุณชายทั้งสามที่มองมา
       เธอฝืนใจส่งยิ้มให้พลางโบกมือให้อย่างเก๋ไก๋
       “พี่ๆล่วงหน้าไปก่อนเลยค่า เดี๋ยวนุชตามไป นุชไหวอยู่แล้ว”
       รณพีร์หันมาทำปากเบ้กับพี่ชายทั้งสอง
       “ผมบอกแล้วว่า ไม่ต้องรอๆ ดูซิครับว่า คุณน้องนุชเดินห้านาทีหยุดพักครึ่งชั่วโมง ผมว่ากว่าจะไปถึงน้ำตกที่หมายของเราก็คงพรุ่งนี้เช้าแน่”
       “อย่าบ่นนักเลย ชายพีร์ บ่นไปก็เสียแรงเปล่า เก็บแรงไว้ช่วยแบกกระเป๋าให้เธอเถอะ เห็นทีพรานเกิ้นคงช่วยแบกได้ไม่นานหรอก”
       พุฒิภัทรบอกพลางยิ้มขำ เมื่อความทุลักทุเลของทุกคนที่ตามหลังมาอีกครั้ง
       “พี่ชายใหญ่ครับ อย่างนี้ไม่ไหวแน่ๆเลยนะครับ” รณพีร์บอก
       “เราต้องหาที่ตั้งแคมป์ให้เร็วที่สุด แล้วให้น้องนุชเฝ้าอยู่ที่แคมป์ ให้ใครซักคนอยู่เป็นเพื่อนเธอ แล้วพวกเราค่อยแยกย้ายตามหาชายเล็กกัน” ธราธรบอก
       “ปัญหาอยู่ที่ว่า แล้วเมื่อไหร่เราจะได้ไปที่ตั้งแคมป์ได้ล่ะครับ” รณพีร์บอก
      
       คุณชายธราธร พี่ใหญ่แห่งจุฑาเทพ นิ่งคิดหาวิธีแก้ปัญหาโดยเร็ว


  


       ในเวลาต่อมา ศินีนุชนั่งอยู่บนเสลี่ยงที่ทำด้วยไม้ไผ่อย่างหยาบๆ โดยมีพรานเกิ้นกับบุญโฮมช่วยกันยกเสลี่ยงขึ้นเตรียมหาม ศินีนุชนั่งทำหน้าหวาดหวั่นเสียวไส้อยู่
      
       “ช้าๆ นะ ช้าๆ อย่าเดินเร็วล่ะ อย่าทำฉันตกลงไปเชียวนะ”
       พรานเกิ้นกับบุญโฮมยกเสลี่ยงไปอย่างทุลักทุเลผ่านหน้าคุณชายทั้งสามและชัชวีร์ช้าๆ
       “นุชเปลี่ยนใจแล้วล่ะค่ะ พี่ชายใหญ่ นุชเดินไหวค่ะ เพื่อพี่ชายเล็กแล้ว นุชทำได้ทุกอย่างค่ะ นุชไหวค่ะ ไหวจริงๆนะคะ”
       เสลี่ยงของศินีนุชเคลื่อนตัวผ่านไปท่ามกลางความโล่งใจของทุกคน
       “พี่ชายใหญ่ครับ”
       รณพีร์กับชัชวีร์หันมาชูนิ้วโป้งให้อย่างนับถือ พลอยให้พุฒิภัทรชูนิ้วโป้งให้ธราธรไปด้วย
       “เฮ้อ ! คราวนี้ค่อยเดินทางได้คล่องตัวหน่อย ไป ไอ้ชัช เรารีบไปกันก่อน ล่วงหน้ากันเลย รีบหาที่ตั้งแคมป์เหมาะๆ จะได้ตามหาพี่ชายเล็กได้เสียที” รณพีร์บอก
       “เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งเดินตัวปลิวไป นั่นกระเป๋าน้องนุช ช่วยกันยกคนละใบ”
       รณพีร์หันไปมองกระเป๋าใบใหญ่ของศินีนุชอย่างเซ็งจัด
       “นี่นับว่าโชคดีมากแล้ว ที่น้องนุชเธอยอมทิ้งกระเป๋าไว้ที่รถสองใบ ไม่งั้นได้ช่วยแบกกระเป๋ากันหลังแอ่นแน่” พุฒิภัทรบอก
       “ฉันแบกเอง นายไม่ต้องหรอก” ชัชวีร์บอก
       “เฮ้ย ไม่เป็นไร ฉันแบกไหว --เพื่อพี่ชายเล็กแล้ว นุชทำได้ทุกอย่างค่ะ นุชไหวค่ะ ไหวจริงๆ - - แต่พี่ๆไม่ไหวแล้ว” รณพีร์ล้อเลียนแบบท่าทาง น้ำเสียงของศินีนุช
       ศินีนุชกรีดเสียงลั่น ขณะนั่งบนเสลี่ยงที่เอนไปเอียงมาอย่างน่าหวาดเสียว
       “ระวังหน่อยซิ ระวังๆ อย่าให้ฉันตกลงไปเชียว !ไม่งั้นแกตาย”
       รณพีร์มองชัชวีร์อย่างเห็นใจ
       “ฉันถามนายจริงๆเถอะ ไอ้ชัช นายทนน้องสาวคนนี้ได้ยังไงวะ”
       “ถ้านายเป็นฉัน นายจะรู้เอง”
       ชัชวีร์ยกกระเป๋าของศินีนุชขึ้นแล้วเดินออกไป รณพีร์มองตามอย่างเห็นใจเพื่อน
      
       คุณหญิงดารณีนุชยิ้มเบิกบานเดินมากับหม่อมย่าเอียดและย่าอ่อนอยู่ในวังจุฑาเทพ
       “ตอนนี้ลูกนุชกับพวกพี่ๆ คงเข้าไปในป่าแล้วนะคะ ดิฉันรับรองได้เลยนะคะว่า ลูกนุชจะต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่มีทางที่จะทำตัวเป็นภาระหรือเป็นปัญหาให้พวกพี่ๆอย่างแน่นอนค่ะ”
       “น้องว่า เราคิดไม่ผิดหรอกค่ะที่อนุญาตให้หนูนุชไปด้วย ถึงหนูนุชจะเป็นผู้หญิงแต่ก็ดูเข้มแข็งอดทนไม่แพ้ผู้ชายเลยนะคะ ที่ไปก็มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น มีผู้หญิงไปด้วยซักคนจะได้ช่วยเรื่องอาหารการกิน เห็นว่าหนูนุชเรียนจบโรงเรียนการเรือนก่อนไปเรียนต่อที่ปีนัง อย่างนั้นฝีมือการทำอาหารต้องไม่แพ้ใครแน่ ใช่มั้ยล่ะค่ะ คุณหญิง” ย่าอ่อนบอก
       ดารณีนุชยิ้มรับอย่างไม่เต็มที่นัก เพราะศินีนุชทำอะไรไม่เป็นเลย
       “ค่ะ...ก็คงจะเป็นอย่างนั้น แต่กลัวว่าพวกพี่ๆจะไม่ยอมให้ลูกนุชหยิบจับอะไรน่ะซิคะ ทุกคนก็รู้กิตติศัพท์ของความเป็นสุภาพบุรุษของคุณชายวังจุฑาเทพดี ว่าดูแลและให้เกียรติสุภาพสตรีเหลือเกิน ดิฉันก็ว่าจะไม่พูดเรื่องนี้แล้วนะคะ เรื่องคุณชายเล็กกับลูกนุชน่ะค่ะ หม่อมป้า”
       หม่อมย่าเอียดบอก
       “รอไว้ให้เจอตัวชายเล็กก่อนเถอะนะ คุณหญิง ถ้าจับตัวกลับมาได้เมื่อไหร่ เราค่อยมาคุยเรื่องหมั้นหมายกัน”
       “แต่ผมขออนุญาตไม่เห็นด้วยนะครับ หม่อมป้า”
       ทุกคนหันไปเห็นพลตรี ม.ร.ว. อนุพันธ์เพิ่งเดินเข้ามา เขายกมือไหว้หม่อมย่าเอียดและย่าอ่อน ทั้งคู่รับไหว้อย่างตั้งรับไม่ทันนัก
       “คุณมาที่นี่ทำไม” ดารณีนุชถาม
       “คงเป็นครั้งแรกที่ใจเราตรงกันมั้ง คุณหญิงมาที่นี่ทำไม ผมก็มาด้วยเรื่องเดียวกัน แต่จุดประสงค์คงต่างกันอย่างแน่นอน”
       ดารณีนุชมองอนุพันธ์อย่างหงุดหงิดใจที่มาขัดจังหวะได้
      
       ภายในห้องรับแขก หม่อมย่าเอียดและย่าอ่อนนั่งอยู่ด้วยกัน ทั้งสองค่อนข้างเกรงใจอนุพันธ์อยู่เหมือนกัน ฝ่ายอนุพันธ์กับดารณีนุชต่างแยกนั่งกันคนละมุม ดารณีนุชรีบขยับรุกก่อนทันที
       “หม่อมป้าไม่ต้องไปฟังคุณชายอนุพันธ์หรอกค่ะ เรื่องนี้คุณชายไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจอะไร เรื่องของลูกนุชเป็นสิทธิ์ขาดของดิฉันคนเดียวค่ะ”
       “ผมก็เป็นพ่อของยายนุชนะ คุณหญิง”
       “คุณชายไม่เคยสนใจไยดีลูกนุชอยู่แล้ว แล้วจะมาสนใจอะไรตอนนี้ ฉันรู้นะ คุณกลัวลูกนุชจะได้ดีเกินหน้าลูกชายของคุณ คุณถึงพยายามขัดขวางไม่ให้ลูกนุชได้แต่งงานกับคุณชายเล็ก”
       “เหลวไหลเลอะเทอะใหญ่แล้ว คุณหญิง ถ้าผมไม่สนใจลูกนุช ผมจะไม่มาที่นี่ในวันนี้หรอก หม่อมป้าครับ ถึงผมจะไม่เห็นด้วยเรื่องสัญญาระหว่างพี่เทวพันธ์กับท่านชายวิชที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ผมก็ไม่คิดจะขัดขวางหรอกนะครับ”
       “แต่คุณชายก็ไม่สนับสนุน...แต่ฉันอยากจะให้คุณชายให้โอกาสชายเล็กอีกซักครั้งเถอะนะ ชายเล็กด่วนตัดสินใจตามประสาคนหนุ่ม แต่เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราคงไม่ตัดสินใจอะไรจนกว่าจะรู้แน่ว่า อะไรเป็นอะไรใช่มั้ยล่ะ คุณชาย”
       “คุณพี่พูดถูกที่สุดเลยค่ะ เราควรรอให้ชายเล็กได้ทำความรู้จักมักคุ้นกับหนูนุชอีกครั้ง เชื่อได้เลยว่า ชายเล็กจะต้องถูกตาต้องใจหนูนุชแน่ๆ ไม่ว่าจะมองไปด้านไหนหนูนุชก็เหมาะสมกับชายเล็กที่สุดแล้ว” ย่าอ่อนบอก
       “การแต่งงานไม่ได้ขึ้นกับความเหมาะสมอย่างเดียวนะครับ”
       “หรือว่าคุณชายเป็นห่วงเรื่องสินสอดทองหมั้น โอ๊ย ไม่ต้องห่วง รับรอง หนูนุชจะไม่น้อยหน้าใครเลย เมื่อคราวงานแต่งงานของชายรุจน่ะนะ ...” ย่าอ่อนพูดยังไม่จบ
       อนุพันธ์ แทรกขัดขึ้น
       “ผมไม่ได้สนใจเรื่องสินสอดทองหมั้นหรอกนะครับ ผมขอแค่ให้คุณชายเล็กเต็มใจที่จะแต่งงานกับลูกสาวของผมก็พอ ไม่ใช่แต่งงานเพราะสัญญาของผู้ใหญ่หรือถูกใครบังคับ การทำอะไรที่ต้องฝืนใจตัวเอง ไม่มีความสุขไปได้หรอกครับ มันมีแต่ความทรมานใจ”
      
       อนุพันธ์มองดารณีนุชเป็นเชิงให้รู้ว่า ต้องการสื่อถึงเธอโดยเฉพาะ


  


       ด้านรัชชานนท์กับสร้อยเดินกลับเข้ามาในหมู่บ้าน ต่างมองกันด้วยความรู้สึกดีๆ ยิ่งใกล้เวลาที่ต้องจากกัน รัชชานนท์ยิ่งไม่อยากจากสร้อยไป
      
       “สร้อยฟ้า... เธอเคยคิดถึงอนาคตของตัวเองบ้างมั้ย ความหวังของเธออยู่ที่เจ้าหลวงกับเจ้ารัชทายาท ถ้าเธอตามหาไม่เจอล่ะ เธอก็ต้องอพยพหนีทหารเวียงไปเรื่อยๆอย่างนี้ ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้เลยว่า เธอจะได้กลับไปเวียงภูคำ”
       “แล้วเจ้าสิให้ข้อยเฮ็ดจังได๋ล่ะ”
       “ ฉันอยากจะให้เธอมีชีวิตที่มั่นคงกว่านี้ ดีกว่านี้...เธอไปจากที่นี่กับฉัน ฉันจะดูแลเธอเอง”
       “ข้อยเล่าเฮื่องเจ้ารัชทายาทให้เจ้าฟัง เพราะไว้ใจเจ้า บ่ใช่เพราะต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า บ่ต้องมาสงสาร ข้อยมีชีวิตที่ดีอยู่แล้ว บ่ต้องให้ไผมาดูแล เจ้ามาดูแลข้อย แล้วเจ้าสิเอาจันทาไปไว้ที่ไส”
       “ฉันต้องดูแลจันทาอยู่แล้ว แต่สำหรับเธอ ฉันจะดูแลในอีกฐานะนึง ในฐานะ...ฉัน...ฉันจะพูดยังไงกับเธอดี”
       รัชชานนท์มีอาการเก้อเขินอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทับทิมเดินทื่อๆตรงเข้ามาหารัชชานนท์
       “ย่างตามหาเสียทั่ว มาอยู่หม่องนี้เอง พ่อใหญ่ให้ไปหาเดี๋ยวนี้เลย”
       ทับทิมเดินนำออกไปทันที รัชชานนท์จำต้องรีบเดินตามไป จ่อยวิ่งมาอีกทางตรงมาหาสร้อย
       “อีสร้อยๆ เกิดเฮื่องใหญ่แล้ว”
       สร้อยแปลกใจกับหน้าตาตื่นตกใจของจ่อย
      
       รัชชานนท์นิ่งคิด เมื่อได้รับรู้เรื่องที่พ่อใหญ่จะฝากสร้อยไปด้วย พ่อใหญ่นิ่งรอฟังคำตอบอย่างสงบเงียบ ส่วนไกสอนกับแฮรี่ต่างหน้ากันอย่างไม่แน่ใจนัก
       “ผมรู้ว่า ผมกำลังทำให้คุณชายต้องลำบากใจ แต่ผมมีความจำเป็นจริงๆที่ต้องขอความช่วยเหลือจากคุณชาย”
       “ผมไม่ได้ลำบากใจอะไรเลยครับ พ่อใหญ่ สร้อยฟ้าเคยช่วยชีวิตผมไว้ ผมเองก็ซาบซึ้งในความเมตตาของพ่อใหญ่และทุกคนในหมู่บ้านวลาหก ผมยินดีที่จะพาสร้อยไปด้วย แต่ว่าเรื่องที่จะให้พาสร้อยไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมยังติดขัดปัญหาบางอย่าง คือ..ผมยังไม่อยากกลับกรุงเทพฯในตอนนี้น่ะครับ แต่ผมขอให้พี่ชายช่วยได้ ว่าแต่สร้อยฟ้าพร้อมที่จะไปจากที่นี่เมื่อไหร่ล่ะครับ”
       สร้อยพรวดพราดเข้ามา จ่อยวิ่งตามรั้งท้ายมา
       “ข้อยบ่ไปกับเจ้า จังได๋ข้อยกะบ่ไป ไผกะบังคับข้อยบ่ได้”
       “เจ้าสร้อย”
       “ข้อยบ่ไป ! ให้ข้อยตายเสียดีกว่าที่สิไปจากพ่อใหญ่”
       สร้อยวิ่งพรวดพราดออกไปด้วยความโกรธจัด จ่อยรีบวิ่งตามไป
       “เดี๋ยวผมไปพูดกับสร้อยฟ้าให้เองครับ พ่อใหญ่”
       รัชชานนท์รีบเดินออกไป ไกสอนกับแฮรี่ขยับเข้ามาหาพ่อใหญ่อย่างไม่สบายใจ
       “พ่อใหญ่ ! อีสร้อยบ่ยอมอีหลี พ่อใหญ่คึดหาทางอื่นเถอะ” ไกสอนว่า
       “เรายังพอมีเวลาทบทวนเรื่องนี้ใหม่นะครับ พ่อใหญ่” แฮรี่บอก
       พ่อใหญ่ เฮาคึดดีแล้ว! บ่ว่าจังได๋ข้อยกะบ่เปลี่ยนใจ !
       พ่อใหญ่นิ่งอย่างมั่นคงในการตัดสินใจครั้งนี้มาก
      
       รัชชานนท์วิ่งออกมาตามหาสร้อย
       “อีสร้อยๆ ไปเฮ็ดหยังบนนั้น ลงมาก่อน”
       รัชชานนท์วิ่งไปตามเสียงของจ่อย จนเจอจ่อยกำลังตะโกนเรียกสร้อยที่อยู่บนต้นไม้
       “บ่ต้องมายุ่ง ! ไปๆ”
       รัชชานนท์วิ่งไปชะเง้อมองสร้อยที่อยู่บนต้นไม้สูง
       “สร้อยฟ้า ! ลงมาก่อน ลงมาคุยกัน”
       “บ่ลง ไปให้พ้น ไปๆ”
       สร้อยเด็ดลูกไม้อะไรได้ก็ขว้างใส่รัชชานนท์กับจ่อยอย่างเต็มแรง ให้ต้องสะดุ้งเจ็บไปตามๆกัน
       รัชชานนท์/จ่อย ต่างร้อง “เฮ้ยๆ”
       “ไปๆ ข้อยอยากอยู่คนเดียว”
       “เอ้า ! โกรธเสียให้พอ แล้วใช้เวลาที่อยู่คนเดียวนี่แหละ คิดดูให้ดี คิดอย่างคนใช้เหตุผล แล้วเธอจะรู้ว่าที่พ่อใหญ่ตัดสินใจอย่างนี้เพราะอะไร ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงเธอหรอกเหรอ”
       - สร้อยที่อยู่บนต้นไม้ยังนิ่งโกรธไม่ตอบโต้ใดๆทั้งนั้น
       “อีสร้อย ! ลงมาก่อนเถอะ”
       รัชชานนท์พูดกับจ่อย
       “ปล่อยให้อยู่คนเดียวก่อน ตอนนี้พูดอะไรไปคงไม่ฟังหรอก”
       รัชชานนท์ยืนรออย่างอดทน จ่อยยืนรอได้ซักพักก็เดินง่วนไปมาอย่างร้อนใจ อีกพักเดียวรัชชานนท์เงยหน้ามองไปบนต้นไม้ สร้อยหายไปอย่างเงียบกริบ
       “สร้อยฟ้า”
       จ่อยรีบปีนขึ้นบนต้นไม้ดู แล้วร้องลั่น
       “อีสร้อยหายไปแล้ว”
       รัชชานนท์นิ่งอึ้งอย่างหนักใจแทนพ่อใหญ่
      
       สร้อยผลุบเข้ามาในห้องแล้วรีบคว้าหยิบเสื้อผ้าจัดยัดใส่ย่ามผ้าอย่างลวกๆ แล้วหันไปเปิดตู้ที่ใส่อาวุธปืนแล้วหยิบคว้าปืนและกล่องกระสุนออกมา
       สร้อยผลุบเข้าไปในห้องพ่อใหญ่ รีบค้นหาแผนที่แล้วเอายัดใส่ย่ามผ้าแล้วหันไปเจอหีบเล็กบนโต๊ะประจำของพ่อใหญ่ สร้อยเดินไปเปิดหีบออกเห็นสมุดบันทึกปกหนังอยู่ในนั้น
       สร้อยเอื้อมมือไปยังไม่ทันจะแตะสมุดบันทึก พ่อใหญ่ก็เดินเข้ามาหยุดยืนมองสร้อย
       “เจ้าสร้อย”
       สร้อยตกใจรีบปิดหีบเล็กลงแล้วหันไปเผชิญหน้ากับพ่อใหญ่
       “พ่อใหญ่ ! บ่ต้องมาไล่ข้อยกะได้ ข้อยไปเอง ข้อยสิบ่อยู่เป็นภาระให้พ่อใหญ่แล้ว ข้อยสิไปให้ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว บ่ให้พ่อใหญ่ได้เห็นหน้าอีก”
       “พ่อบ่ได้คึดไล่เจ้า พ่อต้องการส่งเจ้าไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อน มื้อใด๋ที่พวกเฮาพร้อมกลับเวียงภูคำ พ่อสิไปรับเจ้ากลับมา”
       “เป็นหยังข้อยสิอยู่กับพ่อใหญ่บ่ได้ เพราะข้อยเป็นผู้หญิงใช่บ่ ถ้าข้อยเป็นผู้ชาย พ่อใหญ่กะบ่ขับไล่ข้อยไป พ่อใหญ่กะฮู้ ข้อยบ่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่ต้องให้ไผมาปกป้องดูแล”
       “พ่อบ่เคยคึดจังสั้น บ่ว่าลูกสาวหรือลูกชาย พ่อกะห่วงคือกัน เจ้าเคยรับปากว่าสิเชื่อฟังพ่อ เจ้าสัญญาจากหัวใจของเจ้าเอง ถ้าเจ้ารักษาคำสัญญาบ่ได้ กะบ่เป็นหยัง เจ้าชอบอ้างสิทธิ์เป็นลูกพ่อใหญ่ แต่เจ้าบ่เคยฮู้หน้าที่ จังซี้แล้วเจ้าเหมาะที่สิอยู่เคียงข้างพ่อบ่”
       สร้อยนิ่งทิ้งย่ามผ้าลงพื้นอย่างจำยอมในคำพูดของพ่อใหญ่
       “ได้ ข้อยสิเฮ็ดตามคำสั่งของพ่อใหญ่ ! ขอให้พ่อใหญ่ฮู้ไว้ด้วยว่า ข้อยบ่ได้ย่านดอกความตาย แต่ข้อยย่านสิบ่ได้เห็นหน้าพ่อใหญ่อีก”
      
       สร้อยวิ่งออกไปอย่างคนเสียขวัญ กำลังใจหมดสิ้น พ่อใหญ่ยืนนิ่งในท่าทีอันเด็ดเดี่ยว


  


       ส่วนภายในป่า ธราธร พุฒิภัทรและรณพีร์กำลังช่วยกันตั้งเต๊นท์ใหญ่อยู่ใกล้ลำธาร ชัชวีร์ยืนเฝ้าอยู่หน้าเต๊นท์เล็กที่ติดตั้งเสร็จ ด้วยท่าทางเบื่อหน่ายแต่ก็อดทนไหวอยู่
      
       บุญโฮมกับพรานเกิ้นนอนแผ่หราหมดแรงอยู่ข้างเสลี่ยงที่เอียงกะเท่เร่อยู่บนพื้น
       ศินีนุชในเสื้อคลุมอาบน้ำและหมวกว่ายน้ำสีสด เธอถือกระเป๋าใส่ของใช้สำหรับอาบน้ำเปิดเต๊นท์แล้วก้าวออกมาราวกับนางละครที่ออกมาจากม่านบนเวที เธอเดินผ่านชัชวีร์ไปอย่างไม่ใส่ใจ พลางส่งเสียงเจื้อยแจ้วก่อนที่จะเดินตรงไปหาคุณชายทั้งสาม
       “พี่ๆค่ะ นุชเหนียวเนื้อเหนียวตัวเต็มทนแล้ว นุชจะอาบน้ำได้ที่ไหนคะ”
       รณพีร์พยักเพยิดไปทางลำธารที่เห็นตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมศินีนุชไม่เห็น
       “ก็ลำธารนี่ไง”
       “อุ๊ย ! เราจะอาบน้ำตรงนี้กันเลยเหรอคะ ไม่ได้หรอกค่ะ ประเจิดประเจ้อแย่เลย นุชเป็นผู้หญิงนะคะ แล้วพี่ชายพีร์จะให้นุชอาบน้ำในลำธารที่มีคนย่ำไปย่ำมาเป็นร้อยเป็นพันเหรอคะ ไม่ไหวนะคะ”
       “ไหนน้องนุชบอกว่า เพื่อพี่ชายเล็กแล้ว น้องนุชทำได้ทุกอย่างไงคะ”
       ศินีนุชทำท่าอิหลักอิเหลื่อค่อยๆ เดินไปที่ริมลำธาร แล้วค่อยๆกลั้นใจแหย่เท้าลงไปในน้ำ เธอหันไปเห็นบุญโฮมกำลังวักน้ำล้างหน้าบ้วนปากใส่ลำธาร เธอรีบชักเท้ากลับทันที เธอส่ายหน้ายิกๆทำหน้าอยากร้องไห้
       “นุชอาบน้ำตรงนี้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
       รณพีร์แหย่ต่อ
       “อาบๆไปเถอะ น้องนุช ถ้าเห็นอะไรลอยมา ก็หลับหูหลับตาอาบไป อยู่ในป่าก็ต้องใช้ชีวิตแบบนี้แหละ”
       “อะไรจะลอยมาหรือคะ พี่ชายพีร์ !”
       “ชายพีร์! หยุดแหย่น้องนุชได้แล้ว พี่เห็นทางด้านหลังมีแอ่งน้ำอยู่แน่ะ น้องนุชไปอาบน้ำที่นั่นก็แล้วกัน ดูสะอาดและอยู่ในที่ลับตา แต่ต้องให้ใครซักคนไปเป็นเพื่อนน้องนุชด้วย” ธราธรบอก
       รณพีร์โบ้ยทันที
       “พี่ชายภัทรแล้วกันครับ คุณหมอจะได้ช่วยตรวจสอบความสะอาดของน้ำให้น้องนุชด้วยไงครับ ผมกับไอ้ชัชจะเริ่มออกไปตามหาพี่ชายเล็กกันเลย ส่วนพี่ชายใหญ่ก็อยู่เฝ้าแคมป์ไปก่อน ไป ไอ้ชัช”
       รณพีร์รีบช่วยชีวิตเพื่อน ลากชัชวีร์ออกไปทันที
       “ชายพีร์ !” พุฒิภัทรเรียก
       “เฮ้ย ! จะดีเหรอวะ”
       “ดีซิวะ”
       รณพีร์ลากตัวชัชวีร์เดินผ่านพรานเกิ้นที่ยังนอนเป็นซากอยู่
       “แข็งแฮงยิ่งกว่าม้าศึก ! เชื่อแล้วว่า พรานเกิ้นแข็งแรงจริงๆ”
       พรานเกิ้นรีบลุกขึ้นทำท่าแข็งขันยกสัมภาระที่ยังกองอยู่ขึ้นมา พอนายทั้งสองเดินไปก็ล้มลงนอนต่อ ศินีนุชยืนยิ้มหวานรอพุฒิภัทรนำทางไปอาบน้ำ พุฒิภัทรทำหน้าปูเลี่ยนๆไม่อยากไป ธราธรพยักหน้าบังคับให้พุฒิภัทรไป
      
       พุฒิภัทรเดินนำศินีนุชมาที่แอ่งน้ำทางด้านหลังที่พักแรม ศินีนุชรีบเดินตามพุฒิภัทรเดินโดยทิ้งระยะห่างไม่ยอมใกล้ชิดศินีนุชนัก เธอโผเข้าเกาะแขนพุฒิภัทรอย่างไม่ถือสา
       “รอนุชด้วยซิคะ พี่ชายภัทร จะรีบเดินไปไหน”
       “น้องนุชต้องรีบหน่อยนะ วันนี้ดูท่าทางจะมืดเร็ว”
       “ไม่ต้องห่วงค่ะ นุชเป็นคนปรับตัวเก่งค่ะ วันนี้เราเพิ่งเดินทางวันแรก ก็เลยขลุกขลักกันนิดหน่อย พรุ่งนี้รับรองเลยค่ะ นุชจะคล่องแคล่วว่องไวกว่านี้ นุชจะช่วยพี่ๆตามหาพี่ชายเล็กอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลยล่ะค่ะ แต่วันนี้ขอพักวันนึงนะคะ พรุ่งนี้ค่อยเริ่มต้นใหม่”
       ศินีนุชยิ้มหวานพลางถอดเสื้อคลุมอาบน้ำออกเผยให้เห็นชุดว่ายน้ำเก๋ไก๋ที่ไม่เข้ากับป่าเลย พุฒิภัทรค่อยๆหันหลังให้อย่างสุภาพ
       “น้องนุชรีบอาบน้ำเถอะ เราจะได้รีบกลับที่พัก”
       ศินีนุชหยิบฟองน้ำพร้อมขวดครีมอาบน้ำแล้วก้าวลงอาบน้ำเล่นน้ำอย่างสุขสำราญ
       “พี่ชายภัทรรอประเดี๋ยวเดียวค่ะ รับรองนุชอาบน้ำไม่นานหรอก”
       พุฒิภัทรยืนรออย่างเบื่อแต่ก็ต้องอดทนไม่ปริปากบ่น ศินีนุชยิ้มเริงร่า
       “น้ำเย็นจังเลยค่ะ พี่ชายภัทร น้ำที่นี่ใสแจ๋วจริงๆ ใสจนเห็นตัวปลาเลยล่ะค่ะ ปลาอะไรก็ไม่รู้ ตัวเล็กๆสีสดใส น่ารักจังเลยค่ะ”
       อยู่ๆศินีนุชก็นิ่งเงียบไปเสียเฉยๆ พุฒิภัทรนิ่งฟังอย่างแปลกใจ
       ศินีนุชจ้องไปที่อะไรบางอย่างที่ต้นไม้ไกลออกไปแล้วกรี๊ดลั่น
       “งูค่ะ พี่ชายภัทร งูๆๆ”
       ศินีนุชทิ้งทุกอย่างในมือแล้ววิ่งขึ้นจากแอ่งน้ำกระโจมเข้ากอดพุฒิภัทร
       “ไหนๆ ไหนงู”
       พุฒิภัทรดันตัวศินีนุชออกไปพร้อมมองหางู
       “อยู่โน่นค่ะ อยู่บนต้นไม้โน่น”
       “โธ่เอ๊ย น้องนุช มันอยู่ตั้งไกล มันไม่เลื้อยมาถึงนี่หรอก แล้วมันก็ไม่น่าใช่งูมีพิษด้วย นั่นมันงูเขียว ไม่อันตรายหรอก”
       “ไม่รู้ล่ะค่ะ งูอะไร นุชก็กลัวทั้งนั้น นั่น ! นั่นตัวอะไรอีกค่ะ หลังต้นไม้นั่น”
       ศินีนุชกรี๊ดแล้วกระโดดเข้ากอดพุฒิภัทรอีกรอบ พุฒิภัทรหันไปมองตัวที่ศินีนุชกรี๊ดใส่อย่างระอาใจ
       “นั่นมันตัวชะมด ! น่ากลัวตรงไหน”
       ศินีนุชยังคงหลับตากอดพุฒิภัทรแน่น
       “หน้าตามันน่าเกลียดนี่คะ โอ๊ย ทำไมมันมีอะไรต่ออะไรเยอะไปหมด”
       “ก็เพราะเราอยู่ในป่าน่ะซิ น้องนุช”
      
       พุฒิภัทรพยายามแกะมือศินีนุชออก ทั้งสองยุ่งพัลวันพัลเกอยู่ตรงนั้นอย่างน่าปวดหัว
      

       ในห้องที่มืดสลัวนั้น รัชชานนท์เดินถือตะเกียงเข้ามา ทำให้ห้องเริ่มสว่างขึ้น เขานุ่งแต่ผ้าขาวม้าตัวเดียวเพิ่งอาบน้ำกลับเข้ามาแล้วหยิบกางเกงขึ้นมา
      
       รัชชานนท์รู้สึกเแปลกๆเหมือนมีใครอยู่ในห้อง มองไปที่ฟูกนอนเห็นผ้าห่มเคลื่อนไหวไปมา
       “ใครน่ะ”
       สร้อยที่อยู่ใต้ผ้าห่มยังไม่ยอมตอบ
       “ไม่ตอบก็ไม่ต้องตอบ”
       รัชชานนท์ทำท่าจะถอดผ้าขาวผ้าออกเพื่อใส่กางเกงนอน สร้อยโผล่พรวดขึ้นมาจากผ้าห่ม
       “ห้ามถอด ! ข้อยบ่อยากดูคนแก้ผ้า”
       รัชชานนท์ยิ้มอย่างโล่งใจที่เห็นสร้อย รีบใส่กางเกงแล้วโยนผ้าขาวม้าทิ้งไปก่อนที่เข้าไปใกล้สร้อย
       “บ่ต้องเข้ามาใกล้”
       “แล้วไปทำอะไรใต้ผ้าห่มของฉัน”
       “ข้อยย่านว่าสิมีไผเห็นข้อยเข้า มันบ่งาม”
       “ก็รู้อยู่ว่าเข้ามาในห้องนี้ มันไม่งาม ก็ออกไปคุยข้างนอกกัน ไป”
       “ข้อยอยู่บ่โดนดอก...ข้อยมาขอร้องคุณชาย”
       รัชชานนท์จ้องหน้าสร้อยที่ตาบวมเป่งเพราะร้องไห้มาอย่างหนัก
       “นี่เธอร้องไห้เหรอ สร้อยฟ้า”
       สร้อยทำท่าจะร้องไห้อีกรอบแต่กลั้นน้ำตาไว้
      
       พ่อใหญ่นิ่งเครียดกว่าปกติยังคงคุมอารมณ์ไว้ได้อยู่ ไกสอนกับแฮรี่เดินเข้ามานั่งร่วมปรึกษาด้วย
       “พ่อใหญ่ คนของเฮากลับมาจากลาดตระเวนในป่าแล้ว บ่เจอทหารเวียงแม้แต่ผู้เดียว แต่เห็นว่ามีคนเมืองมาเที่ยวป่ากลุ่มใหญ่ ตอนนี้พักแรมอยู่ที่น้ำตก แต่เบิ่งแล้วเฮ็ดคือ นักท่องเที่ยวธรรมดา บ่มีพิษมีภัย” ไกสอนว่า
       “ตอนนี้เป็นช่วงที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราให้คุณชายพาเจ้าสร้อยออกไปจากหมู่บ้านพรุ่งนี้เลยมั้ยครับ” แฮรี่บอก
       “อีสร้อยบ่เต็มใจไปจังซี้ มันต้องก่อปัญหาปวดหัวให้คุณชายเป็นแน่ แล้วมันสิไปอยู่กับคุณชายในฐานะอะหยัง พ่อใหญ่บ่ย่านว่าผู้อื่นสิสงสัยเอาบ่ อยู่ๆคุณชายกะมีผู้สาวตามไปอยู่ด้วย” ไกสอนว่า
       “คุณชายสิพาจันทาไปอยู่ด้วย ไผถาม กะบอกไปว่าเจ้าสร้อยเป็นญาติกับจันทา เฮากะแค่ขออาศัยให้คุณชายพาเจ้าสร้อยไปส่งที่กรุงเทพฯ และช่วยหาที่พักให้เท่านั้น บ่ได้คึดจะให้เจ้าสร้อยพักอยู่กับคุณชายไปตลอด” พ่อใหญ่บอก
       “พ่อใหญ่คงเห็นอีสร้อยอยู่ป่าโดนไปแล้วบ่ คงอยากให้มันไปเฮียนฮู้ความศิวิไลซ์ของคนเมือง เป็นการเตรียมตัวก่อนที่พวกเฮาสิกลับเวียงภูคำ ข้อยกะบ่เคยคึดถึงข้อนี้เลย” ไกสอนว่า
       “ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนให้คุณชายหาที่เรียนให้เจ้าสร้อยด้วยนะครับ แล้วพ่อใหญ่จะให้ใครติดตามเจ้าสร้อยไปด้วย ให้ไปซักกี่คนดี”
       “เฮื่องนั้นบ่ต้องเป็นห่วง ที่เฮาเป็นห่วง กะคือภาระหน้าที่ที่ข้อยสิ มอบให้เจ้าสร้อย”
       พ่อใหญ่หยิบแหวนเจ้าหลวงออกมาวางไว้บนโต๊ะ
       “ถ้าเจ้าสร้อยฮู้เฮื่องนี้ คุณชายกะต้องฮู้ด้วย ปัญหากะคือ เฮาสิ ไว้ใจคุณชายผู้นี้ได้ส่ำใด๋ เฮาสิวางอนาคตของเวียงภูคำไว้ในมือของมงกุฎแห่งเทพได้บ่”
       พ่อใหญ่นิ่งคิดเรื่องที่จะให้สร้อยและรัชชานนท์ช่วยตามหาเจ้ารัชทายาท
      
       สร้อยเมินหน้าหนีรัชชานนท์เอาผ้าห่มเช็ดน้ำตาน้ำมูกแล้วรวบรวมสติใหม่ สร้อยหันมาจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง
       “เจ้าต้องช่วยข้อย”
       “เธอต้องเข้าใจพ่อใหญ่นะ พ่อใหญ่เป็นห่วงเธอ ถึงได้คิดจะส่งเธอไปอยู่กรุงเทพฯ พ่อใหญ่รู้ว่า อีกไม่นานเวียงภูคำก็ต้องส่งทหารมาอีก แล้วเธอคิดว่า เธอจะเอาชีวิตรอดได้ทุกครั้งงั้นเหรอ”
       “ข้อยสิยินดีตายกับทุกคนที่นี่ดีกว่าหนีเอาตัวรอดผู้เดียว”
       “แล้วถ้าทุกคนยอมตายกันหมด แล้วจะเหลือใครกลับไปกอบกู้แผ่นดินเวียงภูคำกลับคืนมาล่ะ”
       “จังได๋ข้อยกะบ่อยากไป ข้อยมีพ่อใหญ่อยู่ผู้เดียว...ข้อยสิทิ้งพ่อใหญ่ไปได้จังได๋ ข้อยชังพ่อใหญ่นัก เป็นหยังต้องบังคับให้ข้อยไปกับเจ้าด้วย เจ้าต้องไปบอกพ่อใหญ่นะ ไปบอกว่า เจ้าพาข้อยไปด้วยบ่ได้ เจ้าเป็นหนี้บุญคุณข้อย เจ้าต้องเฮ็ดตามที่ข้อยสั่ง”
       สร้อยพร่ำสั่งรัชชานนท์ทั้งน้ำตา เพราะรู้อยู่ว่ายังไงก็ขัดคำสั่งพ่อใหญ่ไม่ได้
       “เธอก็รู้ว่า ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้ ฉันเชื่อว่า พ่อใหญ่ตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้อง...ฉันให้สัญญา เธอจะต้องได้กลับมาพบพ่อใหญ่อย่างแน่นอน”
       “บ่มีไผฮู้ดอกว่า ต่อไปสิเกิดอะหยังขึ้นกับพวกเฮาที่นี่ ข้อยไปกะเท่ากับทิ้งให้พ่อใหญ่เสี่ยงชีวิตอยู่ที่นี่ แล้วเจ้าสิให้ข้อยเป็นลูกอกตัญญูหรือจังได๋ ข้อยฮู้จังได๋มื้อนี้กะต้องมาเถิง แต่บ่ฮู้ว่า มันสิมาถึงเร็วจังซี้ ข้อยยังเฮ็ดใจบ่ได้ บ่ได้อีหลี”
       สร้อยน้ำตาไหลเหมือนเด็กที่ขาดที่ยึดเหนี่ยว ยิ่งกลั้นน้ำตาก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น รัชชานนท์ดึงสร้อยเข้ามากอดไว้แนบอกอย่างปลอบใจ
       ทั้งสองไม่ได้รู้ตัวว่ากำลังกอดกันอยู่ใต้ผ้าห่มโดยที่รัชชานนท์ใส่แค่กางเกงตัวเดียว
       เสียงเคาะประตูเบาๆ ก่อนที่ไกสอนกับแฮรี่จะเดินเข้ามา โดยยังไม่ทันจะมองเข้าไปที่ฟูกที่นอน
       “คุณชายครับ เฮาขอโทษที่เข้ามารบกวน คือว่า พ่อใหญ่”
       ไกสอนชะงักมองไปที่รัชชานนท์กับสร้อยนอนกอดกันอยู่
       “อีสร้อย”
       แฮรี่เริ่มได้สติก่อนขยับถอยจะไปห้ามคนที่เดินตามมาข้างหลัง
       พ่อใหญ่ก้าวช้าๆ เข้ามาหยุดยืนกลางระหว่างไกสอนกับแฮรี่ จ้องมองไปที่รัชชานนท์กับสร้อยที่เพิ่งรู้สึกตัวรีบผละออกจากกัน
       “เจ้าสร้อย”
       รัชชานนท์กับสร้อยหน้าตาตื่นตกใจกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นเร็วเหลือเกิน จุกจนพูดไม่ออก
       พ่อใหญ่นิ่งขึ้งเครียดดูน่าเกรงขาม แต่สีหน้านิ่งเงียบเกินปกติ
      
       เหมือนระเบิดที่รอเวลาจะปะทุออกมา ทุกคนได้แต่นิ่งเงียบ กลั้นหายใจลุ้นรอดูเหตุการณ์ต่อไปอย่างระทึก!


  


       พ่อใหญ่ถือไม้ค้ำยัน พยุงตัวเดินออกมาถึงนอกชานเรือน สร้อยรีบตามออกมาติดๆ อย่างร้อนรน และกลัวจนทำอะไรไม่ถูก
      
       “พ่อใหญ่ !”
       พ่อใหญ่หยุดชะงักแต่ไม่หันหน้ากลับมามองลูกสาว
       “กลับเฮือน”
       รัชชานนท์รีบใส่เสื้อตามไปอีกคน
       ไกสอนกับแฮรี่ออกมาพร้อมรัชชานนท์ ช่วยกันประกบตัวรัชชานนท์ไว้ก่อน
       “พ่อใหญ่ครับ! ขอโอกาสให้ผมได้อธิบายก่อน...”
       พ่อใหญ่หันกลับมองรัชชานนท์ด้วยสายตาของผู้มีอำนาจจนคุณชายหนุ่มเกรงจนขาแทบอ่อน
       “เก็บข้าวของๆคุณซะคืนนี้ พรุ่งนี้ผมจะให้คนไปส่งที่ชายป่า”
       พ่อใหญ่ขยับตัวเดินลงเรือนไปอย่างเงียบๆ สร้อยรีบตามพ่อใหญ่ไปทันที
       “เดี๋ยวซิครับ พ่อใหญ่”
       รัชชานนท์ขยับจะตามไป แต่ถูกไกสอนและแฮรี่ดึงตัวไว้
       “บ่ต้องตาม ! สิตามไปเว้าอะหยัง สิบอกว่าเฮาเข้าใจผิดจังสั้นล่ะซิ” ไกสอนว่า
       “ก็มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ นี่ครับ คือ...ผมกับสร้อยฟ้า” รัชชานนท์พูดไม่ออก
       “คุณบ่ต้องมาแก้ตัว ! เฮ็ดจังซี้มันขะลำ ! คุณ..มัน..คนบ่ฮู้จักคุณคน”
       ไกสอนเดินออกไปอย่างโกรธจัด รัชชานนท์เถียงอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งอึ้ง
       “อย่าว่าแต่การถูกเนื้อต้องตัวกันเลย การที่ชายหญิงอยู่ตามลำพังสองคน ก็ถือว่าผิดผีบ้านผีเรือนแล้ว คุณชายคิดเอาเองเถอะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันเป็นความผิดใหญ่หลวงแค่ไหน”
       “แล้ว...แล้วผมควรจะทำยังไงดีครับ”
       “นั่นเป็นเรื่องที่คุณต้องหาคำตอบเอาเอง คุณยังโชคดีอยู่นะ คุณชายรัชชานนท์ ถ้าที่นี่เป็นแผ่นดินของเวียงภูคำ คุณชายไม่มีชีวิตรอดกลับไปแน่” แฮรี่บอก
       แฮรี่เดินออกไป รัชชานนท์เครียดหนักเข้าไปอีก ยังหาหนทางแก้ไขไม่ได้
      
       บรรยากาศยามค่ำบริเวณที่พักแรม มีเต๊นท์อยู่สองหลังใกล้ลำธาร ธราธรเทอาหารกระป๋องใส่หม้อเล็กเพื่ออุ่นอาหารบนกองไฟ เขามองไปที่พุฒิภัทร น้องชายที่ยืนเฝ้าหน้าเต๊นท์เล็กอย่างอดขำไม่ได้
       รณพีร์กับชัชวีร์เดินกลับเข้ามาอย่างเหนื่อยอ่อน
       “ได้เบาะแสอะไรมาบ้าง”
       รณพีร์ผิดหวังมาก
       “ไม่ได้อะไรเลยครับ”
       รณพีร์หันไปเห็นพุฒิภัทรยืนทำหน้าเหนื่อยหน่ายอยู่หน้าเต๊นท์เล็ก
       “แล้วนั่นพี่ชายภัทรไปยืนทำอะไรตรงนั้น... นี่คุณเธอเปลี่ยนชุดอีกแล้วหรือครับ”
       ธราธรหน่ายใจ
       “คราวนี้ขอเปลี่ยนชุดสำหรับดินเนอร์คืนนี้”
       ศินีนุชเปิดเต๊นท์ก้าวออกมาในชุดเดรสยาวสวย
       “ขอบคุณนะคะ พี่ชายภัทร “
       คุณชายพุฒิภัทร พูดจริงจังอย่างสั่งสอน
       “น้องนุชคงต้องรีบปรับตัวกับการใช้ชีวิตในป่าได้แล้ว พวกพี่ๆคงตามเฝ้าดูแลน้องนุชทุกย่างก้าวอย่างนี้ไม่ได้”
       “อุ๊ย ! พวกพี่ๆก็ไม่ต้องมาดูแลอะไรนุชมากหรอกค่ะ แหม ก็แค่ช่วยเฝ้าหน้าเต๊นท์เวลานุชเปลี่ยนเสื้อผ้าเท่านั้น แล้วก็ไปเป็นเพื่อนเวลานุชไปอาบน้ำ แล้วก็คอยอยู่เป็นเพื่อนนุช อย่าให้นุชอยู่คนเดียว แค่นั้นก็พอค่ะ อุ๊ย พี่ชายพีร์กลับมาแล้วเหรอคะ” ศินีนุชบอก
       ศินีนุชปราดเข้าไปหารณพีร์แล้วชะเง้อมองหารัชชานท์ทันที
       “พี่ชายเล็กล่ะค่ะ ไหน ไหนคะ พี่ชายเล็กอยู่ที่ไหน”
       “เรายังตามหาพี่ชายเล็กไม่เจอ” ชัชวีร์บอก
       “พี่ชายเล็กหลงป่านะครับ น้องนุช ไม่ได้หลงทางในสวนสนุก จะได้ตามหาเจอง่ายปานนั้น ป่ากว้างใหญ่ขนาดนี้ พี่ว่าอาจจะใช้เวลาเป็นเดือนๆ กว่าจะเจอ พี่ว่านะ น้องนุชกลับไปรอที่บ้านพักในเมืองดีกว่ามั้ย”
       “ถ้าพวกพี่ๆไปตามหาพี่ชายเล็กกันเอง เราน่าจะไปได้คล่องตัวขึ้น เราจะได้ไม่ต้องมาคอยห่วงหน้าพะวงหลังอยู่อย่างนี้ แล้วพวกพี่ก็ไม่อยากให้น้องนุชต้องมาลำบาก”
       ศินีนุชปรี๊ดสวนทันที
       “นี่ พี่ชัชหาว่า นุชเป็นตัวถ่วงเป็นภาระของพวกพี่ๆงั้นหรือ นุชมาด้วยก็เพราะนุชแน่ใจว่า นุชช่วยพวกพี่ๆตามหาพี่ชายเล็กได้ เพื่อพี่ชายเล็กแล้ว นุชไม่กลัวอะไร ไม่กลัวลำบาก ไม่กลัวเหนื่อย ไม่กลัวอันตรายใดๆทั้งสิ้น”
       “แล้วไม่กลัวผีด้วยหรือเปล่า” รณพีร์ข่มขู่
       ธราธร พุฒิภัทร ปรามเสียงดุ
       “ชายพีร์ !”
       ศินีนุชตกใจ
       “ผี...ผีอะไรคะ พี่ชายพีร์เอาที่ไหนมาพูด”
       รณพีร์ทนไม่ไหว เมินไม่มองสายตาตำหนิของพี่ชายทั้งสอง ถึงขั้นนี้ต้องใช้ไม้ตายแล้ว
       “ผีเจ้าป่าเจ้าเขายังไงล่ะ แล้วยังผีป่าผีดงทั้งหลายอีก มีเสียงเล่าลือว่า ป่าที่นี่มีอาถรรพ์ ใครเข้ามาแล้ว กลับออกไปไม่ได้ก็มี น้องนุชกลับไปในตอนที่ยังมีโอกาสดีกว่านะ”
       ศินีนุชเริ่มขนลุกด้วยความกลัว
       “ป่าอาถรรพ์หรือคะ...เข้ามาแล้วกลับไปไม่ได้ เพราะอะไรคะ”
       “เพราะผีเจ้าป่าเจ้าเขาไม่ให้กลับน่ะซิ”
       ศินีนุชมองไปทางด้านหลังรณพีร์ เห็นพรานเกิ้นถือตะเกียงเดินกระย่องกระย่องเข้ามาเงียบๆ
       “แอร๊ย... ผีๆๆ”
       ศินีนุชกรี๊ดจะกระโดดกอดรณพีร์ แต่รณพีร์หลบได้ทันก็เลยเข้ากอดชัชวีร์แทน ศินีนุชหลับหูหลับตากรี๊ดไม่หยุด บุญโฮมวิ่งเข้ามาทางเดียวกับเกิ้นเพราะเสียงกรีดร้องของศินีนุช
       “นั่นพรานเกิ้น! ไม่ใช่ผี” ธราธรบอก
       ศินีนุชหยุดกรีดร้องแล้วหันไปมองพรานเกิ้นที่ชูตะเกียงไฟส่องโชว์หน้าตัวเอง แต่ก็ยังน่ากลัวหลายอยู่
       “ข้อยเองเด้อ บ่ใช่ผีสางที่ไส!”
       ศินีนุชยังเกาะแขนชัชวีร์แน่น มองพรานเกิ้นอย่างหวาดกลัว แล้วมองไปรอบๆอย่างขนลุกเกรียว ทุกคนพุ่งตามองไปที่รณพีร์เพียงผู้เดียวซึ่งยังไม่รู้ตัว หัวเราะขำอยู่
       “คืนนี้ไม่ได้หลับไม่ได้นอนแน่!” พุฒิภัทรบ่น
      
       รณพีร์หันมาสบตากับหนุ่มๆคนอื่นแล้วต้องสะดุ้ง ยิ้มเจื่อนๆ อย่างรับผิด


  


       ชัชวีร์ยืนอยู่ห่างออกมาจากเต๊นท์ที่พักมองออกไปไกลในความมืดอย่างค้นหา รณพีร์เดินเข้ามาตบไหล่ชัชวีร์อย่างรู้สึกผิดอยู่บ้าง
      
       “ไม่ต้องเป็นห่วงนะ น้องนุชหลับไปแล้ว”
       ธราธรกับพุฒิภัทรเดินตามมาสมทบ
       “ถ้าไม่ได้คุณหมอพุฒิภัทรมาด้วย คงต้องจัดเวรยามเฝ้าน้องนุชทั้งคืนแน่”
       พุฒิภัทรบอกกับชัชวีร์
       “พี่ให้ยาคลายเครียดอ่อนๆไป จะได้หลับถึงเช้าไปเลย”
       “ทำไมไม่ให้ยาที่ทำให้หลับไปซักสามวันเลยล่ะครับ” รณพีร์ว่า
       “ยังจะมาทำพูดเล่นอีก หยุดหาเรื่องให้ทุกคนต้องปวดหัวได้แล้ว ไหนนายสรุปอีกครั้งซิ วันนี้นายไปตามหาชายเล็กตรงจุดไหนบ้าง แล้วทำไมถึงไม่ได้เบาะแสอะไรกลับมาเลย” ธราธรถาม
       “ไม่มีเบาะแสอะไรเลยจริงๆครับ มีแต่รอยเท้าของพวกทหารเวียงเต็มป่าไปหมด ราวกับว่า ไม่เคยมีใครมาเหยียบที่นี่นอกจากพวกทหารเวียงเท่านั้น”
       “มันไม่น่าเป็นไปได้ อย่างน้อยก็น่าจะมีร่องรอยของคนที่มาท่องเที่ยว หรือไม่ก็พวกพรานป่า หรือว่านี่เป็นฝีมือของพวกทหารเวียง” พุฒิภัทรบอก
       “ผมว่า ไม่น่าใช่ พวกทหารเวียงจะมากลบเกลื่อนร่องรอยพวกนี้ทำไม น่าจะเป็นฝีมือของพวกอื่นมากกว่า” ชัชวีร์บอก
       “สงสัยป่าที่นี่จะมีอาถรรพ์จริงๆ” รณพีร์บอก
       ธราธร/พุฒิภัทรปรามขึ้นพร้อมกัน
       “ชายพีร์”
       “ก็พี่ชายเล็กเล่นหายไปอย่างไร้ร่องรอยอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะที่นี่เป็นป่าอาถรรพ์ แล้วจะเป็นเพราะอะไรล่ะครับ ผมชักจะกลัวแล้วล่ะว่า เราจะตามหาพี่ชายเล็กไม่เจอ พรุ่งนี้เราจะไปตามหาพี่ชายเล็กที่ไหนต่อ ผมยังนึกไม่ออกเลย !”
       “ฉันรู้แล้วว่า พรุ่งนี้เราจะไปตามหาพี่ชายเล็กที่ไหน” ชัชวีร์บอก
       ชัชวีร์ชี้ไปทางเบื้องหน้า ทุกคนมองตามที่เขาชี้ ได้เห็นหมอกควันจางๆลอยอยู่ในความมืดที่อยู่ไกลออกไป ดูเป็นกลุ่มหมอกควันที่หนาทึบแล้วกระจายตัวเหลือหมอกควันจางๆอย่างน่าพิศวง
       ชัชวีร์มองไปทิศทางของหมอกควันอย่างรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างรออยู่ที่นั่น
      
       เรือนพ่อใหญ่ในตอนกลางคืนที่ดูเหมือนมีหมอกควันปกคลุมเรือนแล้วจางหายไป พ่อใหญ่นั่งนิ่งเงียบอยู่ ยังไม่ยอมมองสร้อยที่นั่งอยู่แทบเท้าพ่อใหญ่
       “พ่อใหญ่ ! พ่อใหญ่ด่าว่าอะหยังข้อย กะด่าว่ามา หรือพ่อใหญ่สิเฆี่ยนตีข้อยกะได้ แต่อย่าได้นิ่งเงียบจังซี้”
       “เจ้าสิให้พ่อด่าว่าอะหยัง พ่อด่าว่าเจ้ากะคือด่าว่าตัวพ่อเอง ที่พ่อบ่ได้อบรมสั่งสอนเจ้าให้ดี...”
       “ข้อยผิดเองที่บ่คึดหน้าคึดหลัง เฮ็ดเฮื่องบ่งาม แต่พ่อใหญ่เชื่อข้อยเด้อ ข้อยแค่ไปขอร้องคุณชายอย่าพาข้อยไปกรุงเทพฯด้วยซำนั้น ข้อยกับคุณชายบ่ได้เฮ็ดอะหยังกันเกินเลย ข้อยสาบานได้ ! พ่อใหญ่”
       ไกสอนกับแฮรี่ที่ยืนฟังอยู่ห่างๆ เริ่มขยับเข้ามา
       “บ่ว่าเจ้าฮู้สึกผิดปานใด กะบ่ช่วยลบล้างความผิดเทื้อนี้ไปได้ง่ายๆ อีสร้อยเอ๊ย ถ้าเจ้าฮู้จักเฮ็ดโตคือแม่หญิงคนอื่น กะคงบ่เกิดเฮื่องจังซี้ดอก” ไกสอนบอก
       “ที่จริงตอนนี้คนที่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ก็มีแค่พวกเรา ส่วนคุณชายรัชชานนท์ ผมแน่ใจว่า เขาเป็นสุภาพบุรุษพอที่จะไม่พูดเรื่องนี้อีกแน่ ให้เรื่องมันจบตรงนี้เลยแล้วกันนะครับ พ่อใหญ่” แฮรี่บอก
       “ถึงผู้อื่นบ่ฮู้ แต่เฮาฮู้ ! เฮาบ่เคยมองข้ามความผิดของไผ เจ้าสร้อยเองกะสิอยู่ด้วยความละอายแก่ใจไปตลอดชีวิต”
       สร้อยยิ่งก้มหน้ามุดลงไปด้วยความละอายยิ่งขึ้นอีก
       รัชชานนท์ก้าวเดินเข้ามาหยุดฟังเงียบๆ
       “เฮื่องนี้มีทางแก้ไขทางเดียว แต่พ่อใหญ่บ่ยอมใช่บ่ พ่อใหญ่ถึงยอมปล่อยคุณชายไปง่ายๆ !” ไกสอนว่า
       “มีทางแก้ไขยังไงหรือครับ ?!”
       ทุกคนหันไปมองรัชชานนท์เป็นตาเดียว
       “ถ้ามีทางแก้ไขเรื่องนี้ได้ ผมยินดีทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขสิ่งที่ผมทำลงไป”
       “ถึงคุณยินดี แต่พวกเฮาบ่ยินดี ถึงคุณสิมีเชื้อมีสายกะยังบ่คู่ควรกับอีสร้อย” ไกสอนว่า
       รัชชานนท์ยังคงไม่เข้าใจว่า ไกสอนหมายถึงการแต่งงานกับสร้อยเพื่อรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น
       “ลุงไกสอนหมายถึงอะไรครับ ใครไม่คู่ควรกับใคร อธิบายให้ผมเข้าใจกว่านี้ได้มั้ยครับ เรื่องที่ผมทำผิด ผมเข้าใจ ถ้าหากมีการลงโทษ ก็ขอให้ลงโทษผมคนเดียว ผมขอรับผิดชอบทุกอย่างเอง”
       แฮรี่ว่า
       “ถ้าหากคุณจะรับผิดชอบจริงๆ...ตามจารีตประเพณีของเรา คุณก็ต้องรับผิดชอบโดยการ..แต่งงานกับเจ้าสร้อย”
       สร้อยตกใจ
       “แต่งงาน ! บ่ ! ข้อยบ่แต่ง”
       รัชชานนท์นิ่งอึ้งพูดไม่ออก ไม่ทันเฉลียวใจว่าจะออกมาในรูปนี้
       “ทุกคนออกไปก่อน”
       ทุกคนยังนิ่งอึ้งเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ พ่อใหญ่จับตามองที่รัชชานนท์อยู่คนเดียว
       พ่อใหญ่ พูดกับรัชชานนท์
       “เรามีเรื่องต้องคุยกัน !” ก่อนหันไปบอกกับคนอื่นๆ “ออกไป”
       ไกสอนกับแฮรี่รีบเดินออกไป สร้อยลังเลมองพ่อใหญ่ที่ยังไม่ละสายตาจากรัชชานนท์
       สร้อยไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่มองรัชชานนท์ส่งสัญญาณให้ด้วยการส่ายหน้ายิกๆ
       พ่อใหญ่หันมามองจนสร้อยสะดุ้ง รีบออกไปจากห้องโดยเร็ว
      
       พ่อใหญ่หันมามองรัชชานนท์ถึงเวลาที่ลูกผู้ชายต้องเปิดอกคุยกัน!


  


       จันทาอยู่บนเรือนแม่เฒ่า นั่งอยู่ชานเรือนมองไปที่พระจันทร์บนท้องฟ้า เธอดึงสร้อยจี้พระจันทร์ที่ใส่อยู่ออกมาดู นึกถึงคำพูดของแม่เฒ่า
      
       “เจ้าต้องเก็บสร้อยเส้นนี้ไว้ แล้วสร้อยเส้นนี้จะพาเจ้ากลับไปที่ที่เจ้ามา พ่อที่เลี้ยงเจ้ามายังตั้งชื่อเจ้าว่า จันทา กะเพราะสร้อยพระจันทร์เส้นนี้ มื้อนี้เจ้ายังบ่ยอมรับ แต่มื้อหน้าเจ้าจะยอมรับเองว่า เจ้าเป็นคนเวียงภูคำ”
       “บ่...ข้อยบ่ใช่เป็นคนเวียงภูคำ บ่ใช่อีหลี มื้ออื่นข้อยสิไป