กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 7] ไฟหวน

Firehoew.png
13-5-2013 15:54



ไฟหวน

ออกอากาศ : ศุกร์ - เสาร์ - อาทิตย์ เวลา 20.25 น. ทางช่อง 7  
บทประพันธ์โดย : ฐา-นวดี สถิตยุทธการ
บทโทรทัศน์โดย : ฐา-นวดี สถิตยุทธการ
กำกับการแสดงโดย : มารุต สาโรวาท
ผลิตโดย : บ. มาสเคอเรด จำกัด โดย มารุต สาโรวาท
แนวละคร : ดราม่า

รายชื่อนักแสดง

ธนพล นิ่มทัยสุข   รับบท   ไอศูรย์   
ธัญญะสุภางค์ จิรปรีชานนท์   รับบท   มัทนา
แซมมี่ เคาวเวลล์   รับบท   บุปผา   
ปิยะธิดา วรมุสิก   รับบท   คุณหญิงมณี   
สุรวุฑ ไหมกัน   รับบท   เจ้าคุณเทพ
ภาณุ สุวรรณโณ   รับบท   สิน  
ภารดี อยู่ผาสุข   รับบท   ผกา   
รัชยา รักษ์กสิกรณ์   รับบท   อิ่ม   
น้ำทิพย์ เสียมทอง   รับบท   สร้อย  
วจี กัลย์จาฤก   รับบท   คุณหญิงแจ่มจันทร์   
ธีร์ วณิชนันทธาดา   รับบท   คุณเพชร  
กรรณาภรณ์ พวงทอง   รับบท   คุณพลอย  
ธัญสินี พรมวิสุทธิ์   รับบท   อุ่น  
ณัฎฐริณีย์ กรรณสูต   รับบท   คุณชไม   
ชรัส เฟื่องอารมย์   รับบท   ตาเถา   
ปิยพันธ์ ขำกฤษ   รับบท   แสง

เรื่องย่อ ละครไฟหวน



       เจ้าคุณเทพ (สุรวุฑ ไหมกัน) และ คุณหญิงมณี (ปิยธิดา วรมุสิก) ผู้เป็นเจ้าของวัง “เทพมณี” ต้องต้อนรับแขกเหรื่อ ที่มาร่วมแสดงความยินดีที่คุณหญิงตั้งท้องลูกคนแรก รวมทั้ง คุณชไม (ณัฎฐริณีย์ กรรณสูต) เพื่อนสนิทของคุณหญิงมณีที่เดินทางมาจากเชียงใหม่ด้วย
      
       คุณชไมมีความสามารถเรื่องดูดวง เมื่ออยู่กันตามลำพัง คุณชไมจึงดูดวงให้คุณหญิงมณี แล้วทำนายว่าลูกในท้องที่จะเกิดมาจะเป็นผู้หญิง แต่คุณหญิงมณีจะมีลูกได้แค่คนเดียวเท่านั้น คุณหญิงไม่เชื่อคำทำนายของคุณชไม เพราะคิดว่าเป็นเพียงคำพูดไร้สาระ
      
       ส่วนเจ้าคุณเทพเมื่อรู้เรื่องกลับไม่ใส่ใจกับคำทำนาย เพราะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้
      
       แต่แล้วเรื่องราวดูเหมือนจะเป็นจริงดังคำทำนายของคุณชไม เมื่อถึงกำหนดคลอดลูก คุณหญิงมณีปวดท้องทุรนทุรายอยู่หลายวัน จนกระทั่งในที่สุดคุณหญิงก็คลอดลูกสาวออกมา แล้วเกิดอาการเลือดเป็นพิษ หมอฝรั่งที่โรงพยาบาลบอกว่าคุณหญิงมณีจะไม่สามารถมีลูกได้อีก ไม่เช่นนั้นจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิต คุณหญิงเสียใจมาก เธอนึกถึงคำพูดของคุณชไมขึ้นมาจับใจ
      
       ครั้นเมื่อร่างกายหายป่วยเป็นปกติแล้ว คุณหญิงมณีจึงพา มัทนา ลูกสาวคนเดียวของเธอ เดินทางไปขอโทษคุณชไม แต่เมื่อคุณชไมดูดวงให้หนูน้อยมัทนา เธอก็ถึงกับต้องตกใจ เมื่อคำทำนายออกมาว่าหนูน้อยจะต้องตายเพราะพี่น้องร่วมสายเลือด
      
       แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อคุณหญิงมณีไม่สามารถมีลูกได้อีก!!
      
       ไม่นานนักคุณหญิงก็ได้รู้ความจริงว่า เจ้าคุณเทพแอบมีเมียน้อยชื่อ อุ่น (ธัญสินี พรมวิสุทธิ์) ซึ่งกำลังท้องแก่ใกล้คลอด คุณหญิงมณีโกรธจนแทบคลั่ง เธอกลัวว่าลูกที่กำลังจะเกิดของเจ้าคุณเทพคนนี้ จะมาทำร้าย มัทนาลูกสาวของเธอดั่งคำทำนาย คุณหญิงมณีเลยสั่งให้ สร้อย (น้ำทิพย์ เสียมทอง) บ่าวคนสนิท ไปเผาบ้านของอุ่น
      
       แต่ค่ำคืนนั้นอุ่นเกิดเจ็บท้องต้องคลอดก่อนกำหนด ทำให้อิ่ม (รัชยา รักษ์กสิกรณ์) พี่สาวของเธอต้องรีบพาหนูน้อยที่เพิ่งคลอดออกมาพร้อมปานแดงที่ต้นขา และมีอาการตัวซีด ออกมาจากบ้านเพื่อไปหาหมอเพียงลำพัง ก่อนที่คนร้ายก็ลอบเข้ามาวางเพลิงเผาบ้าน ทำให้อุ่นต้องนอนจมอยู่ในกองเพลิง ระหว่างที่อิ่ม พาหลานกลับมาบ้าน เธอแอบเห็น ว่าสร้อยเป็นอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เธอจึงรู้ทันทีว่าคุณหญิงมณีสั่งมาฆ่าอุ่นและลูกแน่นอน
      
       อิ่มกลัวมากจึงอุ้มหลานวิ่งหนีเตลิดไป แต่เคราะห์ร้ายถูกรถเก๋งที่ ผกา (ภารดี อยู่ผาสุข) เจ้าของซ่องชื่อดัง แห่งหอโคมแดงนั่งมากับแขกชนเข้าอย่างจัง อิ่มกับเด็กน้อยกระเด็นล้มไป คนละทิศละทาง เธอพยายามตะเกียกตะกายไปหาหลานที่อยู่อีกฟากของถนน ผกาจึงช่วยพาทั้งสองไปส่งโรงพยาบาล ด้วยความกลัวและความตกใจสุดขีด ทำให้เมื่ออิ่มฟื้นขึ้นมาก็กลายเป็นคนเสียสติวิ่งออกไปจากโรงพยาบาลแล้วหายสาบสูญไปเลย
      
       ด้านผกา มาเยี่ยมที่โรงพยาบาลจึงพบว่าอิ่มเสียสติ และหนีออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว โดยทิ้งเด็กน้อยเอาไว้ ผกาจึงพาเด็กน้อยที่เธอตั้งชื่อว่า บุปผา และนำไปเลี้ยงในซ่อง
      
       ด้านคุณหญิงมณีถึงจะคิดว่าได้กำจัดลูกอีกคนหนึ่งของเจ้าคุณเทพ ที่กลัวว่าจะเป็นคนฆ่ามัทนาในอนาคตตามคำทำนายไปเรียบร้อยแล้ว แต่ถึงกระนั้นคุณหญิงมณีก็ยังไม่วางใจเพราะกลัวว่าเจ้าคุณเทพที่ยังหนุ่มแน่นสามารถมีลูกกับหญิงอื่นได้อีก คุณหญิงมณีจึงสั่งให้สร้อยไปหาตาเถา (ชรัส เฟื่องอารมย์) หมอชาวบ้านเพื่อขอยาที่ทำให้เจ้าคุณเทพกินแล้วเป็นหมันมาให้ พอเจ้าคุณเทพกลับมาก็รู้เรื่องว่าอุ่นและ ลูกในท้องตายเพราะไฟไหม้บ้าน เจ้าคุณเทพเสียใจมากจนล้มป่วย คุณหญิงมณีจึงได้โอกาสวางยาเจ้าคุณเทพ โดยโกหกว่าเป็นยาบำรุงจนเจ้าคุณเทพเป็นหมันสมใจ
      
       20 ปีต่อมา เด็กหญิงลูกสาวของอุ่น เติบโตเป็นสาวสวยสะพรั่ง บุปฝา (แซมมี่ เคาวเวลล์) เป็นโสเภณีเบอร์หนึ่งของซ่องหอโคมแดง แต่ด้วยนิสัยมักใหญ่ใฝ่สูง เธอจะเลือกบริการเฉพาะแขกกระเป๋าหนักเท่านั้น เพื่อหวังว่าสักวันเธอจะไปเป็นคุณหญิงแทนการเป็นโสเภณีเช่นนี้ ดังนั้นเมื่อ สิน (ภาณุ สุวรรณโณ) คนขับรถของบ้านเจ้าคุณเทพมาเที่ยวและอยากใช้บริการของเธอ บุปผาก็ให้ผกาปฏิเสธไปทันที
      
       วันหนึ่งบุปผาไปตัดชุดที่ร้านในตลาด เธอจึงได้พบกับ ไอศูรย์ (ธนพล นิ่มทัยสุข) หมอหนุ่มที่จบจากเมืองนอก ผู้เป็นเจ้าของ “วังรัตนา” บุปผาก็ตกหลุมรักชายหนุ่มขึ้นมาทันที เธอพยายามเข้าไปทำความรู้จัก และให้ท่าชายหนุ่มด้วยความมั่นใจ เพราะคิดว่าเขาจะต้องศิโรราบต่อความสวยของเธอดังเช่นผู้ชายทุกคน แต่ไอศูรย์ไม่มีท่าทีสนใจเธอเลย ผิดกับท่าที ที่ไอศูรย์มอบให้คุณหนูมัทนา (โบ-ธัญญะสุภางค์ จิรปรีชานนท์) ลูกสาวเจ้าคุณเทพที่เพิ่งมาถึงร้านโดยมีสินเป็นคนขับรถ ไอศูรย์พูดจาหวานหูและดูแลอย่างดี ทำให้บุปผายิ่งสนใจชายหนุ่มและอยากจะเอาชนะใจเขาให้ได้
      
       เมื่อสินกลับไปเที่ยวที่ซ่องอีกครั้ง บุปผาก็เปลี่ยนท่าที มาต้อนรับสินอย่างดี และยอมให้เขาใช้บริการในที่สุด ทำให้สินหลงใหลในตัวบุปผามาก บุปผาได้รู้ว่าไอศูรย์กับมัทนาเป็นคู่หมายกัน และไอศูรย์ก็ยังเป็นหมอประจำตัวของคุณหญิงมณีแม่ของมัทนาด้วย ดังนั้นบุปผาจึงคิดแผนให้ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับไอศูรย์ด้วยการออดอ้อนขอสินให้พาตนเข้าไปอยู่ในบ้านของมัทนา แต่ขอให้บอกกับทุกคนว่าเธอเป็นน้องสาวของสิน เพราะไม่อยากให้ใครมองตนไม่ดีว่าหนีตามผู้ชายมา ซึ่งสินก็ยอมทำตาม
      
       สินพาบุปผาเข้าไปกราบ และขออนุญาตคุณหญิงมณีให้น้องสาวอยู่ด้วย แม้คุณหญิงมณีจะ
       ไม่สู้เต็มใจนัก แต่มัทนาเห็นใจบุปผา จึงขอร้องให้มารดายอมให้น้องสาวของสินอยู่ด้วย
      
       เมื่อบุปผาอยู่ในบ้านของมัทนาในฐานะคนใช้ เธอก็แทบจะไม่ทำอะไรเลยนอกจากเฝ้ารอให้ไอศูรย์มาที่นี่ และเสนอตัวเข้าไปรับใช้ ด้วยความที่บุปผาไม่ได้แต่งหน้าแต่งตัวจัดจ้านเช่นครั้งที่อยู่หอโคมแดง ทำให้ไอศูรย์จำบุปผาไม่ได้
      
       อยู่มาวันหนึ่งคุณหญิงมณี และเจ้าคุณเทพจัดงานวันเกิดให้มัทนา มีแขกเหรื่อแต่งตัวโก้หรูมาร่วมงานมากมาย รวมทั้ง คุณพลอย (กรรณาภรณ์ พวงทอง) เพื่อนสนิทของมัทนาที่มาพร้อม คุณเพชร (ธีร์ วณิชนันทธาดา) พี่ชายซึ่งเป็นนายตำรวจหนุ่ม ซึ่งก็แอบมีใจให้มัฑนาอยู่ ความอ่อนหวานของมัฑนา ทำให้บุปผาเกิดอาการหมั่นไส้ เธอจึงคิดหาวิธีกลั่นแกล้งมัฑนา อยู่เสมอ แต่ยิ่งทำให้ไอศูรย์ ได้ใกล้ชิดมัฑนามากยิ่งขึ้น บุปผาจึงใช้คุณเพชรเป็นเครื่องมือทำให้มัทนากับไอศูรย์เข้าใจผิดกัน พร้อมๆ กับหาโอกาสออดอ้อนไอศูรย์ ว่าตนอยู่ข้างเขาเสมอ
      
       และในระหว่างที่บุปผาคุยกับไอศูรย์ตามลำพังนั้น สินก็มาเห็นเข้าจึงไม่พอใจ สั่งห้ามไม่ให้บุปผาอยู่ใกล้ไอศูรย์อีก แต่บุปผาไม่ยอม สินขู่ว่าจะบอกทุกคนว่าบุปผาเป็นเมียเขา หญิงสาวจึงรีบใช้มารยา ทำให้สินหายโกรธ แต่บุปผาเห็นท่าไม่ดีถ้าปล่อยสินเอาไว้เช่นนี้ เธอจึงไปปรึกษากับผกา ผกาจึงพาบุปผาไปขอยาที่ทำให้เป็นอัมพาตจากตาเถา หมอสมุนไพรที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
      
       บุปผานำสมุนไพรมาให้สินกิน แล้วสินก็เกิดอาการเป็นอัมพาต และพูดไม่ได้อีกต่อไป คุณหญิงมณีสั่งให้เอาสินไปอยู่กระท่อมหลังสวน แล้วให้บุปผาผู้เป็นน้องสาวคอยดูแล บุปผาก็แกล้งทำเป็นเต็มใจ แต่พออยู่กันตามลำพังบุปผาก็ไม่เคยดูแลสินเลย สินรู้ว่าที่ตนเป็นอย่างนี้ก็เป็นเพราะฝีมือของบุปผา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนเสียใจที่หลงเชื่อผู้หญิงเลวๆ อย่างบุปผา
      
       ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของบุปฝา ไม่นานนักเธอก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นรับความไว้ใจจากคุณหญิงมณี ให้เป็นคนรับใช้ส่วนตัวของมัฑนา จากนั้นเป็นต้นมา มัทนาจึงมีบุปผาคอยไปไหนมาไหนด้วยตลอดรวมทั้งเวลาไปที่วังรัตนาของไอศูรย์ ที่นั่นบุปผาได้พบกับ คุณหญิงแจ่มจันทร์ (วจี กัลย์จาฤก) มารดาจอมเจ้ายศเจ้าอย่างของไอศูรย์
      
       วันหนึ่งขณะที่มัทนาไปทำบุญที่วัดตามปกติทุกวันพระ ระหว่างทางกลับมัทนาได้พบกับหญิงบ้าสติไม่ดี ที่มาจากต่างถิ่นถูกชาวบ้านไล่ตีเพราะไปขโมยข้าวมากิน หญิงบ้ากลัวจนวิ่งตกลงไปในน้ำ หญิงบ้าว่ายน้ำไม่เป็นพยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด มัทนาเห็นดังนั้นก็กระโดดลงไปช่วยไว้ แต่หญิงบ้าสลบไปก่อน มัทนาจึงรีบพาหญิงบ้าไปส่งที่โรงพยาบาลโดยมีไอศูรย์เป็นแพทย์ผู้รักษา
      
       เมื่อมัทนารู้ว่าหญิงบ้าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเลยรับเป็นเจ้าของไข้ ทำให้มัทนากับไอศูรย์ได้ใกล้ชิดกันอีกครั้งเพราะต้องคอยพูดคุยกันเรื่องอาการป่วยของหญิงบ้า อาการของหญิงบ้าดีขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของไอศูรย์และมัทนาที่ปรับความเข้าใจกันได้ บุปผารู้เรื่องก็ไม่พอใจรีบเอาเรื่องที่มัทนาไปคลุกคลีกับหญิงบ้าชั้นต่ำ ไปบอกกับคุณหญิงมณี คุณหญิงจึงสั่งห้ามไม่ให้มัทนาไปยุ่งอีก แต่มัทนาไม่ยอม เพราะหากทิ้งหญิงบ้าไปแล้วเธอจะอยู่อย่างไรจึงยอมขัดคำสั่งมารดา
      
       ไม่นานนักหญิงบ้าก็เริ่มจะจำความได้ว่าเธอชื่อ “อิ่ม” แต่เธอโกหกมัทนาว่าชื่อ “เอม” น้องสาวที่มีอยู่เพียงคนเดียวก็ถูกไฟไหม้ตายในบ้าน อิ่ม ได้รู้ว่ามัทนาคือลูกสาวของเจ้าคุณเทพ จึงขอเธอเข้าไปทำงานในวัง เพื่อหาโอกาสบอกความจริงทั้งหมดกับเจ้าคุณเทพ
      
       และวันที่อิ่มรอคอยก็มาถึง อิ่มพยายามหาทางเข้าพบเจ้าคุณเทพตามลำพัง พอเจ้าคุณเทพเห็นอิ่มก็จำได้ทันทีว่าคือพี่สาวของอุ่นนั่นเอง อิ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้าคุณเทพฟังว่าคุณหญิงมณีเป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดที่สั่งสร้อย ให้จ้างคนไปเผาบ้านตน เพื่อให้อุ่นน้องสาวตนกับหลานในท้องตาย
      
       เจ้าคุณเทพเสียใจมาก เขาไม่คิดเลยว่าหญิงที่แสนสูงส่งจะใจคอโหดร้ายมากมายถึงเพียงนี้ แต่เพื่อเห็นแก่มัทนา เจ้าคุณเทพจึงขอร้องให้อิ่มเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เพราะไม่อยากให้มัทนาเสียใจ แล้วอิ่มก็บอกกับเจ้าคุณเทพว่าลูกสาวของอุ่นกับเจ้าคุณเทพยังไม่ตาย แต่ระหว่างทางหนีอิ่มเกิดอุบัติเหตุ เธอจึงเสียสติ และคิดว่าคงมีคนใจบุญเอาตัวหลานสาวไปเลี้ยงดูแล้ว เจ้าคุณเทพดีใจมากจึงแอบสืบข่าวลูกสาวอีกคนอย่างลับๆ
      
       แล้ววันหนึ่ง สร้อย ก็จำได้ว่าเอมก็คืออิ่มพี่สาวของอุ่นนั่นเอง คุณหญิงมณีจึงจับตัวอิ่มมาทรมาน อิ่มทนความเจ็บปวดไม่ไหวยอมรับความจริง คุณหญิงมณีตัดสินใจจะฆ่าอิ่ม แต่โชคดีที่อิ่มหลบหนีออกมาได้ ระหว่างทางหนีอิ่มพบกับบุปผาโดยบังเอิญ บุปผาช่วยชีวิตอิ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ ช่วงเวลาวุ่นวายนั้นเองอิ่มก็เห็นปานที่ต้นขาขวาของบุปผา จึงรู้ว่าบุปผาคือหลานสาวของตนก็ดีใจ
      
       อิ่มบอกกับบุปผาว่าพ่อที่แท้จริงของบุปผาก็คือเจ้าคุณเทพนั่นเอง บุปผาดีใจมากที่ตนคือลูกสาวอีกคนของเจ้าคุณเทพ และ เธอคือคุณหนูแห่งวังนี้ อิ่มบอกให้บุปผาไปบอกความจริงกับเจ้าคุณเทพเพราะขณะนี้เจ้าคุณเทพกำลังตามหาบุปผาอยู่ แต่บุปผาบอกว่ายังไม่ถึงเวลา พร้อมกับพาอิ่มไปซ่อนตัวอยู่ที่บ้านเช่าหลังหนึ่ง
      
       ขณะที่เจ้าคุณเทพตามหาลูกสาวอีกคน คุณหญิงมณีก็แอบส่งคนตามหาลูกสาวอีกคนของเจ้าคุณเทพ เช่นกัน เพื่อหวังจะกำจัดเด็กคนนี้ให้ได้ก่อนที่เจ้าคุณเทพจะเจอตัว เมื่อเจ้าคุณเทพกลับมาที่วังก็พบว่าอิ่มหนีออกจากวังไปแล้ว เจ้าคุณเทพท้อใจมากคิดว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสพบลูกสาวอีกคนแล้ว คุณหญิงมณีจึงโล่งอก แต่ก็ยังสั่งให้สร้อยส่งคนคอยตามหาไม่หยุด โดยที่คุณหญิงมณีไม่รู้เลยว่าคนที่คุณหญิงตามหานั้นคือบุปผาที่อยู่ใต้จมูกของเธอนั่นเอง!
      
       ใกล้ถึงวันเกิดคุณหญิงมณี บุปผาจึงแสร้งยุให้คุณหญิงมณีจัดงานเลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่อลังการ เพื่อให้สมฐานะ คุณหญิงมณีเห็นด้วยจึงให้บุปผาเป็นแม่งานโดยไม่รู้เลยว่าบุปผามีแผนชั่วร้ายอยู่
      
       และแล้วงานเลี้ยงวันเกิดของคุณหญิงมณีก็มาถึง บุปผาใช้จังหวะเหมาะขึ้นบนเวทีประกาศบอกทุกคนว่าเธอคือลูกสาวอีกคนหนึ่งของเจ้าคุณเทพกับแม่อุ่น ทุกคนตื่นตะลึง
      
       คุณหญิงมณีต่อว่าบุปผาว่าพูดโกหก บุปผาให้อิ่มออกมาปรากฏตัวและยืนยันต่อหน้าเจ้าคุณเทพว่าตนคือลูกอีกคนของเจ้าคุณเทพจริงๆ เจ้าคุณเทพดีใจมากยอมรับบุปผาเป็นลูกและโอบกอดบุปผาด้วยความรัก มัทนาก็ดีใจที่มีน้องสาวเช่นกัน แต่คุณหญิงมณีนั้นแค้นใจมากที่ถูกบุปผาหลอกใช้
      
       พอได้เข้ามาเป็นคุณหนูของวัง บุปผาก็ทำตัวเทียบเท่ามัทนาทุกอย่าง ทำให้คุณหญิงมณีไม่พอใจมากขึ้นอีกจึงด่าว่าบุปผา บุปผาแค้นใจเลยใส่ความคุณหญิงมณีว่าทำร้ายตน จนเจ้าคุณเทพไม่พอใจต่อว่าคุณหญิงมณีอย่างรุนแรง เมื่อมีบิดาปกป้องและให้ท้ายบุปผาก็วางอำนาจบาตรใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม ทำให้คุณหญิงมณีโกรธแค้นบุปผาเป็นเท่าทวีคูณ
      
       เมื่ออีกาได้แปลงกายไปเป็นหงส์เทียบเท่ากับมัทนาแล้ว บุปผาคิดว่าไอศูรย์คงมีใจให้แก่เธอได้ไม่ยาก จึงพยายามยั่วยวนไอศูรย์แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะไอศูรย์นั้นมีความรักมั่นคงกับมัทนาเพียงคนเดียว บุปผาแค้นใจมาก คุณหญิงมณีจึงรู้ว่าบุปผามีใจให้ไอศูรย์และพยายามแย่งไอศูรย์ไปจากลูกสาวที่รักของเธอ คุณหญิงมณีจึงคิดใช้จุดอ่อนข้อนี้เพื่อกำจัดบุปผาให้พ้นทาง
      
       วันหนึ่งบุปผาได้รับจดหมายจากไอศูรย์ให้ไปพบที่ท้ายป่าเพราะมีเรื่องสำคัญจะสารภาพ บุปผาหน้ามืดตามัวเพราะความรักที่มีต่อไอศูรย์จึงไม่ได้ฉุกใจคิดเลยว่านั่นคือแผนลวงของคุณหญิงมณี เมื่อบุปผาไปถึงจึงพบกับโจรที่คุณหญิงจ้างมาเพื่อฆ่าบุปผา แต่มัทนามาเจอเข้าจึงช่วยบุปผาจนตัวเองได้รับบาดเจ็บ แต่ทั้งคู่ก็หนีรอดมาได้
      
       บุปผาเอาเรื่องราวทั้งหมดไปเล่าให้อิ่มฟัง อิ่มมั่นใจว่าเป็นฝีมือของคุณหญิงมณีแน่ อิ่มแค้นคุณหญิงมณีเลยหลุดปากพูดเรื่องที่คุณหญิงสั่งคนเผาบ้านจนอุ่นแม่ของบุปผาตายในกองไฟ บุปผาแค้นใจจะไปเอาเรื่องคุณหญิงมณีเข้าคุก แต่อิ่มขอร้องบอกรับปากกับเจ้าคุณเทพไว้ว่าจะไม่เล่าเรื่องนี้กับใคร ถ้าบุปผาไปเอาเรื่องคุณหญิงมณีเจ้าคุณเทพต้องโกรธมาก เจ้าคุณเทพไม่อยากเอาเรื่องคุณหญิงมณีเพราะเห็นแก่มัทนานั่นเอง
      
       เมื่อบุปผาไม่สามารถเอาเรื่องคุณหญิงมณีที่วางแผนฆ่าแม่ของตนเข้าคุกได้ เพราะทั้งเจ้าคุณเทพและอิ่มเห็นแก่มัทนา บุปผาจึงคิดว่ามัทนาก็ควรจะสูญเสียอะไรให้ตนบ้าง บุปผาจึงเอาเรื่องนี้ไปบอกมัทนาเพื่อข่มขู่ให้มัทนาถอนหมั้นและเลิกยุ่งเกี่ยวกับไอศูรย์เสีย ถ้าไม่อยากให้คุณหญิงมณีแม่ของเธอถูกจับเข้าคุก มัทนารู้ความจริงก็เสียใจมากเธอจึงถอนหมั้นกับไอศูรย์ทันทีเพื่อปกป้องมารดา
      
       ไม่มีใครเข้าใจเหตุผลที่มัทนาขอถอนหมั้นกับไอศูรย์เลย โดยเฉพาะตัวไอศูรย์เอง เขาไม่เข้าใจว่าเขาทำผิดอะไร ไอศูรย์พยายามถามมัทนาแต่เธอก็มักจะหลบหน้าหลบตาไม่ยอมพบเขาเลย จนกระทั่งวันหนึ่งไอศูรย์ดักพบมัทนาจนได้ มัทนาอยากให้ไอศูรย์ตัดใจจึงโกหกว่าตอนนี้เธอรักอยู่กับคุณเพชรทำให้ไอศูรย์เสียใจมาก บุปผาจึงใช้ช่วงเวลานี้ปลอบใจไอศูรย์แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะใจไอศูรย์ได้ ไอศูรย์ปฏิเสธความรักที่บุปผามีต่อเขาแม้จะไม่มีมัทนาแล้วก็ตาม บุปผาเสียใจมากแต่ก็ไม่ยอมแพ้ บุปผาต้องการเอาไอศูรย์มาเป็นของตัวเองให้ได้จึงวางแผนมอมเหล้าไอศูรย์และสร้างเรื่องว่าไอศูรย์ปลุกปล้ำเธอ ทำให้ไอศูรย์ต้องยอมตกลงแต่งงานกับบุปผา
      
       แม้คุณหญิงแจ่มจันทร์แม่ของไอศูรย์จะไม่ชอบบุปผาเพราะมีแม่เป็นแค่หญิงชาวบ้านต่ำต้อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ต้องยอมจัดงานตามประเพณีเพราะเห็นแก่เจ้าคุณเทพ
      
       ขณะที่บุปผากำลังวุ่นวายอยู่กับเรื่องแต่งงานกับไอศูรย์นั้นเอง มัทนาที่หัวใจเจ็บช้ำเพราะรู้เรื่องที่ไอศูรย์กำลังจะแต่งงานกับบุปผา จึงมาเยี่ยมสินที่ไม่มีคนดูแล มัทนาได้พาหมอมารักษาสินที่เธอเคารพรักเหมือนพี่ชายคนหนึ่งเพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ จนอาการอัมพาตของสินเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่หมอกลับพบว่าสินกำลังป่วยหนักด้วยโรคใหม่
      
       ก่อนวันแต่งงานผกาที่กำลังลำบากเพราะถูกตำรวจปิดซ่องเพิ่งรู้เรื่องว่าบุปผาได้ดีไปเป็นลูกสาวเจ้าคุณเทพก็มาหาบุปผาเพื่อขอเงิน แต่บุปผาไม่ยอมให้เพราะแค้นใจที่เคยถูกผกาโขกสับและบังคับให้ขายตัว จึงไล่ผกาไปอย่างหมูอย่างหมา ผกาเสียใจและแค้นใจมากจึงตั้งใจจะทำลายงานแต่งงานของบุปผา
      
       เมื่อวันแต่งงานของบุปผาและไอศูรย์มาถึง ผกามาเจอมัทนาที่เดินเศร้าอยู่หน้างานจึงบอกมัทนาว่าเธอคือแม่ที่เคยเลี้ยงดูบุปผามาก่อนเพิ่งรู้ข่าวว่าบุปผาจะแต่งงาน แต่เข้าไปในงานไม่ได้เพราะลืมเอาบัตรเชิญมา จึงขอให้มัทนาพาเธอและเพื่อนๆเข้าไปแสดงความยินดีกับบุปผาด้วยเพราะบุปผาสั่งคนงานห้ามไม่ให้คนที่ไม่มีบัตรเชิญเข้าไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผกามาป่วนในงานของตน พอผกาและเหล่าโสเภณีเข้ามาในงานเลี้ยงได้สำเร็จ ผกาก็เปิดเผยความจริงว่าบุปผาคือโสเภณีที่เคยทำงานในซ่องของตนมาก่อน บรรดาโสเภณีที่อยู่ในสังกัดของผกาก็ออกมาช่วยกันพูดเป็นพยาน คุณหญิงแจ่มจันอับอายมากเลยประกาศยกเลิกงานแต่งงานทั้งหมด
      
       บุปผาแค้นใจมากคิดว่ามัทนาพาผกามาทำลายงานแต่งงานของตน จึงเปิดโปงเรื่องที่คุณหญิงมณีแม่ของมัทนาเป็นคนสั่งวางเพลิงเผาบ้านจนแม่ของตนต้องตาย คุณหญิงมณีโกรธมากจึงไปหยิบปืนจะมาฆ่าบุปผา แต่มัทนามาปกป้องบุปผาและขอร้องให้แม่ไว้ชีวิตน้องสาวตน คุณหญิงมณีคับแค้นใจระบายทุกอย่างออกมาว่าที่ทำไปเพราะหมอดูทำนายว่ามัทนาจะถูกน้องของตัวเองฆ่าตาย
      
       จังหวะนั้นเองบุปผาแย่งปืนจากคุณหญิงมณีมาได้ จึงเล็งปืนไปที่มัทนาด้วยความแค้นและคิดจะฆ่ามัทนาเสีย เจ้าคุณเทพขอร้องบุปผาเพราะไม่อยากให้พี่น้องฆ่ากันเองแต่บุปผาไม่ฟัง แต่วินาทีที่บุปผาลั่นไก ก็มีเสียงปืนจากอีกกระบอกดังขึ้น! บุปผาทรุดตัวลงแล้วหันไปเห็นว่าเป็นสินนั่นเองที่เป็นคนยิงเธอ
      
       แต่บุปผายังไม่ตาย แค่โดนยิงถากๆสินกำลังจะยิงซ้ำแต่มัทนาขอร้องไว้ บุปผาไม่คาดคิดว่าสินจะหาย สินแค้นใจพูดพรั่งพรูความแค้นบอกว่าถึงแม้เขาจะหายจากอัมพาต แต่อีกไม่นานเขาก็ต้องตายอยู่ดีเพราะเขาติดโรคร้ายมาจากบุปผา พูดจบสินก็ยิงตัวเองตาย บุปผาตกใจมากที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้าย
      
       เวลาผ่านไปบุปผานอนป่วยใกล้ตายอยู่กระท่อมท้ายสวน โดยมีเพียงเจ้าคุณเทพ อิ่มและมัทนาเท่านั้นคอยช่วยกันดูแลเพราะคนอื่นๆ พากันรังเกียจกลัวว่าจะติดโรคจากบุปผากันหมด วันหนึ่งขณะที่มัทนากำลังเช็ดตัวให้บุปผาอย่างไม่เคยคิดรังเกียจเลย บุปผามองมัทนาแล้วร้องไห้รู้สึกผิดว่าทั้งที่เธอคิดจะเอาชีวิตมัทนาแต่มัทนากลับช่วยชีวิตเธอแล้วยังดูแลเธออย่างดีอีก บุปผาจึงหยิบมีดที่ซ่อนเอาไว้แล้วยกขึ้นมา คุณหญิงมณีมาเห็นก็กรีดร้องเพราะคิดว่าคำทำนายกำลังจะเป็นจริง แต่แล้วบุปผากลับหันมีดแทงตัวตาย!
      
       หลังจากบุปผาตายคุณหญิงมณีเสียใจและรู้สึกผิดมาก เรื่องราวเลวร้ายทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความงมงายหลงเชื่อคำทำนายของหมอดูของตน ดุจรับเอาไฟร้ายเข้าตัวและยอมให้ไฟนั้นหวนกลับมาทำร้ายผู้คนรอบข้างตัวเธอ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ คุณหญิงมณีจึงตัดสินใจเข้ามอบตัวกับตำรวจข้อหาจ้างวานฆ่าโดยไม่ซัดทอดใครเลย คุณหญิงยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว
      
       มัทนารู้สึกภูมิใจที่คุณหญิงมณีทำผิดแล้วยอมรับผิด เจ้าคุณเทพแม้จะเสียใจมากแต่ก็รู้ว่าที่คุณหญิงทำลงไปทั้งหมดด้วยความรักลูก จึงไปเยี่ยมคุณหญิงมณีที่คุกทุกวันไม่ขาด
      
       ส่วนคุณหญิงแจ่มจันทร์ ซึ่งแม้จะประกาศไม่ยอมให้ไอศูรย์ยุ่งเกี่ยวกับมัทนาและครอบครัวของเจ้าคุณเทพอีก แต่ด้วยความรักมั่นคงของไอศูรย์ที่มีต่อมัทนาเพียงคนเดียว และความดีงามของ มัทนา ทำให้คุณหญิงแจ่มจันทร์เห็นใจยอมให้ทั้งคู่แต่งงานกันในที่สุด
      

++++จบบริบูรณ์++++


      

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครไฟหวน

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       ปีพุทธศักราช 2482 ภายในบ้านเทพบริบาลอันใหญ่โต โอ่อ่า สวยงาม และบรรยากาศร่มรื่น นางสร้อยถูกตามตัวให้มาพบใครคนหนึ่งที่ห้องส่วนตัวบนเรือนใหญ่ ในเวลาตอนกลางวัน และไม่นานต่อมา ถุงเงินถูกโยนลงที่พื้นตรงหน้านางสร้อย เป็นเงินจำนวนมากโขเอาการ
      
       สร้อยมองถุงเงินนั้น แล้วเงยหน้าขึ้นมองหน้าคนที่โยนเงินให้ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็น คุณหญิงมณี ภรรยาของท่านนายพลเทพ ประมุขแห่งบ้านเทพบริบาลนั่นเอง
       มณีนั้นอุ้มทารกน้อย ธิดาสุดสวาทที่เพิ่งคลอดเอาไว้กับอกตลอดเวลา ขณะสั่งการน้ำเสียงเข้ม
       “นังสร้อย! แกเอาเงินนี่ไปจ้างใครก็ได้ที่ไว้ใจได้ แล้วไปจัดการอย่าให้นังผู้หญิงที่ชื่อ อุ่น กับลูกของมันมีชีวิตอยู่อีกต่อไป” มณีสั่งเสียงเย็นเยียบเฉียบขาด
       “เจ้าค่ะ”
       สร้อยรีบเก็บเงินแล้วลุกออกไปทันที
      
       ตกตอนกลางคืน ที่บ้านหลังหนึ่ง ในจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นบ้านไม้ของชาวบ้านทั่วไป และภายในห้องๆ หนึ่งในบ้านหลังนั้น แลเห็นอุ่นที่ท้องแก่กำลังนอนร้องครวญครางอยู่บนที่นอน อิ่มผู้เป็นพี่สาววิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาถามอาการ
       “แกเป็นยังไงบ้างนังอุ่น”
       อุ่นบิดตัวไปมา “โอย..พี่อิ่ม ช่วยฉันด้วย ฉันปวดท้องเหลือเกิน”
       “แต่นี่มันยังไม่ถึงกำหนดคลอดนี่นา” อิ่มชักกังวล
       อุ่นส่ายหน้า เจ็บท้องและจุกจนพูดอะไรไม่ออก เหงื่อกาฬแตกไปทั้งตัว อิ่มเห็นอาการก็ละล้าละลังทำอะไรไม่ถูกเอาเลย
       “ไปหาหมอไหวไม๊อุ่น”
       อุ่นส่ายหน้า ดิ้นไปมา
       “งั้นฉันจะไปตามหมอมา แกรอก่อนนะ”
       อิ่มจะลุกไป แต่อุ่นคว้าแขนไว้ขอร้อง
       “พี่อิ่มอย่าทิ้งฉันไป ฉันเจ็บท้องเหลือเกิน โอ๊ย…”
       “ทำใจดีๆไว้อุ่น” อิ่มมองไปยังที่นอน แลเห็นว่าน้ำคร่ำเดินแล้ว เลอะเต็มที่นอนทีเดียวก็ตกใจ
       “ว๊าย...น้ำเดินแล้ว ทำไงดีล่ะเนี่ย นังอุ่น แกอย่าเพิ่งออกลูกมาตอนนี้นะ ให้ฉันไปตามหมอก่อน…”
       อิ่จะไป แต่อุ่นไม่ยอมปล่อยแขนพี่สาว บีบแน่นสุดแรงจนอิ่มเจ็บไปหมด และขยับตัวไปไหนไม่ได้ แล้วอุ่นก็กรีดร้องออกมาสุดเสียง
       เสียงกรีดร้องของอุ่นดังก้องออกมานอกบ้าน ท่ามกลางความมืดมิดและบรรยากาศเงียบสงัดของคืนพระจันทร์ข้างแรม
      
       หนึ่งชีวิตได้ถือกำเนิดขึ้นมาในคืนเดือนมืด คืนพระจันทร์ข้างแรมนี้ ราวกับจะเป็นการตอกย้ำว่าชีวิตนี้ จะต้องตกอยู่ในด้านมืดเสมอๆ
       อิ่มช้อนร่างเด็กแรกเกิดคนหนึ่งออกมาจากร่างอุ่น เด็กน้อยกระดุกกระดิกไปมาพอให้เห็นว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ร้องเสียงดังอย่างที่เด็กแรกเกิดทั่วไปควรจะเป็น
       “ออกมาแล้วอุ่น..เด็กออกมาแล้ว...”
       อิ่มพูดเท่านั้นก็ชะงัก เมื่อสายตาแลเห็นว่าที่บริเวณต้นขาเด็กน้อย มีปานแดงดวงหนึ่งปรากฏอยู่
       “มีปานแดงที่ต้นขาด้วย...”
       อุ่นพยายามจะชะเง้อมามองลูก “ขอฉันดูหน้าลูกหน่อยสิพี่อิ่ม ลูกฉันเป็นยังไงบ้าง ทำไมฉันไม่ได้ยินเสียงลูกร้องเลยล่ะ”
       “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เด็กหายใจนะ” อิ่มพยายามจะเขย่าตัวเด็ก “ร้องสิเอ็ง...ร้องสิ”
       “อย่าให้ลูกฉันตายนะพี่อิ่ม ลูกฉัน..กับท่านนายพล...”
       อิ่มพยายามเขย่าตัวเด็กอีก แต่เด็กก็ไม่ยอมร้องออกมาสักแอะ อิ่มว้าวุ่นใจมาก
       “นังอุ่น..ฉันจะเอาเด็กไปหาหมอ” อิ่มผุดลุกขึ้นทันที
       “อย่าให้ลูกฉันตายนะพี่อิ่ม ฉันฝากลูกฉันด้วย พี่อิ่มอย่าให้ลูกฉันตายนะ” อุ่นร้องบอก
       อิ่มพยักหน้ารับแล้วเอาผ้าพันตัวเด็กอย่างลวกๆ แล้ววิ่งลงจากบ้านไป อุ่นมองตามจนลับตาแล้วนอนหายใจรวยรินด้วยความเหนื่อยอ่อน
      
       สักครู่หนึ่งแลเห็นอิ่มวิ่งอุ้มเด็กอ่อนลงจากเรือน แล้ววิ่งหายไปในความมืดทางด้านหนึ่งของบ้าน ในจังหวะเดียวกันกับที่สร้อยพาไอ้พุ่มเดินเร็วๆ ตรงมาที่บ้านอุ่นจากทางอีกด้านหนึ่งเช่นกัน
       สร้อยมองเห็นหลังอิ่มวิ่งหายไปในความมืดไวๆ ไม่รู้ว่าอิ่มอุ้มเด็กไปด้วยเพราะเด็กไม่ร้องนั่นเอง
       สร้อยหันไปทำสัญญาณให้พุ่มเงียบเสียง ก่อนที่จะเดินไปปีนรั้วมองเข้าไปในบ้าน มองตรงไปทางหน้าต่าง แลเห็นอุ่นนอนครางร้องโอดโอยเบาๆ อยู่บนที่นอน สร้อยปีนลงมา
      
       สร้อยกลับมาบอกพุ่ม ตามที่คิดเอาเอง
       “นังอุ่นมันอยู่คนเดียว สงสัยใกล้คลอดเต็มที นังพี่สาวมันคงวิ่งไปตามหมอน่ะ แกรีบลงมือเถอะไอ้พุ่ม”
       แล้วสร้อยกับไอ้พุ่มก็เริ่มเอาปี๊บน้ำมันที่หิ้วมาด้วย ช่วยกันราดไปรอบๆ ไปบ้านอุ่นจนทั่ว แล้วไอ้พุ่มก็จุดไฟขึ้น
       ไฟในมือพุ่มปลิวไปตามแรงลม
       สร้อยพยักหน้าให้สัญญาณ พุ่มโยนไม้ขีดที่จุดไฟนั้นลงที่กองน้ำมันที่ราดไว้ ไฟลุกติดพรึ่บขึ้นทันที
      
       เปลวไฟลุกโชน และลามไปรอบๆ บ้านตามทางที่ราดน้ำมันไว้อย่างรวดเร็ว


  


       ด้านอุ่นยังนอนแบบอ่อนเพลียอยู่บนที่นอน สักครู่ก็ได้กลิ่นควันไฟ พอลืมตาขึ้นมามองก็เห็นควันไฟระอุไปทั่วบ้านแล้ว อุ่นตาโตด้วยความตกใจ
      
       “ไฟ..ไฟไหม้”
       อุ่นพยายามลุกขึ้นนั่งและยืนโผเผขึ้น จัดผ้านุ่งให้กระชับ แล้ววิ่งอย่างอ่อนแรงไปที่ประตูบ้าน แต่ทันทีที่เปิดประตูบ้านออก ไฟก็โหมใส่หน้าทันที อุ่นหวีดร้องสุดเสียงแล้วผงะถอยกลับเข้ามาในบ้าน วิ่งไปยังประตูทางออกอีกด้าน แต่ก็เจอไฟลุกโชนโหมแรงเช่นเดียวกัน อุ่นทำอะไรไม่ถูก เรี่ยวแรงก็ไม่ค่อยมี วิ่งโผเผหาทางออกอยู่ไปมา
       “ช่วยด้วย ไฟไหม้ ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย”
      
       สร้อยและพุ่มที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงอุ่นร้องให้ช่วย
       “ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย..ไฟไหม้”
       สร้อยยิ้มพอใจ สีหน้าเหี้ยมเกรียม
       เวลาผ่านไปอุ่นเริ่มสำลักควันไฟอ่อนแรงจนทรุดลงไปกับพื้นวิ่งต่อไม่ไหวแล้ว
       “ช่วยด้วย...ใครก็ได้...ช่วยด้วย…”
      
       ด้านอิ่มที่ยังไม่รู้เรื่องไฟไหม้อะไร อุ้มเด็กแรกเกิดจะเอาไปหาหมออย่างรีบร้อน แล้วจู่ๆ เด็กอ่อนที่นิ่งเงียบไม่ร้องมาตั้งแต่เกิด กลับร้องไห้จ้าขึ้นอย่างอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย คล้ายจะรับรู้ว่าแม่ผู้ให้กำเนิดกำลังมีอันตรายถึงชีวิต อิ่มชะงักหยุดวิ่ง แปลกใจมาก
       “อ้าว..อยู่ๆ ก็ร้องไห้จ้าขึ้นมาเสียอย่างนั้นแหละ เอาไงดี ละนี่..”
       อิ่มตัดสินใจไม่ถูกระหว่างจะวิ่งไปหาหมอ หรือกลับไปที่บ้านดี แต่พอหันไปมองทางทิศที่ตั้งของบ้าน อิ่มก็ต้องชะงัก
       เมื่อแลเห็นลุกไฟโชนขึ้นจับท้องฟ้าในทิศทางที่บ้านอุ่นตั้งอยู่ เปลวไฟโชนแสงขึ้นฟ้าด้วยอิ่มตกใจ
       “ไฟไหม้”
       อิ่มตัดสินใจอุ้มเด็กวิ่งกลับไปที่บ้านอุ่นทันที
      
       ฝ่ายอุ่นพยายามซมซานหาทางออกอย่างลนลาน ท่ามกลางกลุ่มควันที่เริ่มตลบไปทั่ว แล้วก็เจอทางออกเป็นประตูหลังบ้าน อุ่นรวบรวมกำลังที่มีวิ่งไปที่ประตูหลังบ้านทันที
      
       สร้อยกับพุ่มกำลังคอยดูให้ไฟไหม้รอบบ้านอย่างจงใจจะให้วอดวายไปทั้งหมด แล้วสร้อยก็ชะงัก เมื่อเห็นอุ่นกำลังจะออกมาทางประตูหลังบ้าน
       สร้อยหันไปสั่งพุ่ม “แกอยู่ตรงนี้นะ คอยดูให้ไฟมันไหม้ให้หมด อย่าให้เหลือซากเลยนะ”
       แล้วสร้อยรีบวิ่งไปทางหลังบ้านตรงจุดที่เห็นอุ่นทันที
      
       อุ่นกำลังจะออกจากบ้านเพื่อหนีไฟ เอามือกุมท้องไว้ด้วย เพราะเพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ สร้อยวิ่งเข้ามายืนจังก้าดักหน้าไว้
       “หยุด”
       สร้อยกราดตามองที่ท้อง เห็นมืออุ่นกุมท้องไว้ และท้องอุ่นก็ยังใหญ่คล้ายคนที่ยังอุ้มท้องอยู่ โดยไม่สำเหนียกว่าคนคลอดลูกใหม่ๆ ท้องยังไม่ยุบลงทันที นั่นทำให้สร้อยยังเข้าใจว่าอุ่นยังไม่ได้คลอดลูกออกมา
       อุ่นชะงักเพราะไม่รู้จักกัน “แกเป็นใคร! มาเผาบ้านฉันทำไม”
       สร้อยไม่ตอบ หันซ้ายหันขวาแล้วคว้าได้ของบางอย่างตรงแถวนั้น กระชับในมือแล้วเอาขึ้นมาขู่อุ่น
       ที่แท้ในมือของสร้อย เป็นมีดทำครัว อุ่นเห็นก็ตาโตด้วยความตกใจกลัว
      
       อิ่มวิ่งอุ้มลูกอุ่นกลับมาถึงที่บ้านพอดีได้เห็นเหตุการณ์ระหว่างสร้อยกับอุ่น อิ่มตะลึงตกใจจนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
       สร้อยจ้องหน้าอุ่นเขม็ง
       “ฉันจะเป็นใครแกไม่ต้องรู้หรอก! กลับเข้าไปในบ้านเดี๋ยวนี้” สร้อยตะคอกขู่ “ไป”
       แล้วสร้อยก็ขยับมีดในมือขู่อีก ให้อุ่นจำต้องถอยหลังหนีกลับเข้าไปในบ้าน แต่ทันใดนั้น ! ฝ้าเพดานที่ลุกติดไฟอยู่ก็หล่นโครมลงมา เฉียดหลังอุ่นไปนิดเดียว อุ่นหวีดร้องด้วยความตกใจแล้วกระโจนหนีอย่างลืมตัว
       แต่กลายเป็นว่าอุ่นพุ่งร่างเข้าหาสร้อยซึ่งยังถือมีดอยู่ในมือ ทำให้มีดในมือสร้อยเสียบฉึก เข้าที่ท้องอุ่นจังๆ
       อิ่มเห็นภาพตรงหน้า ตกใจสุดขีด เผลอตัวร้อง
       “นังอุ่น” แล้วรีบเอามือปิดปากตัวเองหมับทันที
      
       อุ่นกับสร้อย ต่างฝ่ายต่างชะงักค้างไปชั่วขณะ สร้อยมีสีหน้าตกใจ เพราะไม่ได้คิดว่าจะมาฆ่าอุ่นด้วยมือตัวเอง คิดแต่ว่าจะให้อุ่นถูกเผาตายคาเรือนมากกว่า สร้อยมองหน้าอุ่น เห็นสีหน้าอุ่นแสดงความเจ็บปวด อุ่นผงะออกเอามือกุมท้องที่ถูกแทง แล้วฉวยจังหวะที่สร้อยยังตกใจอยู่ จะวิ่งผ่านสร้อยหนีไป แต่สร้อยกลับได้สติอย่างรวดเร็ว หันไปจิกผมอุ่นไว้ ทำให้อุ่นต้องพลิกตัวหักลับมาหา
       “แกจะหนีไปไหนไม่ได้ วันนี้คือวันตายของแก กับลูกแก”
       อุ่นตกใจดวงตาเหลือกลาน “อย่าทำอะไรลูกฉันนะ”
       แต่สร้อยไม่สนใจคำขอร้องของอุ่น และโดยที่อุ่นไม่ได้คาดคิด สร้อยตัดสินใจใช้มีดที่ยังถืออยู่ในมือพุ่งแทงเข้าที่ท้องอุ่นอีกครั้ง อุ่นตาลอยคว้าง แววตาแสดงความเจ็บปวดสุดชีวิต แล้วสร้อยก็กระชากมีดออก แล้วผลักอุ่นให้กลับเข้าไปในเรือนที่ไฟกำลังไหม้อยู่ ร่างอุ่นเซซังถลากลับเข้าไปในเรือน แล้วฟุบลงกับพื้นแน่นิ่งไป จังหวะนี้คานไม้ติดไฟอันหนึ่งหล่นลงมากั้นระหว่างอุ่นกับสร้อย ในขณะที่สร้อยยืนดูเฉย จนกระทั่งไฟโหมหนักขึ้น สร้อยจึงถอยห่างออกมาจากหลังเรือนไป
       อิ่มที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากบริเวณใต้ถุนบ้านอีกด้าน และยังเห็นใบหน้าสร้อยอย่างชัดเจน จำติดตา
      
       อิ่มอ้าปากค้าง ร้องไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก แล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังอุ้มเด็กทารกแรกเกิดลูกสาวของอุ่นอยู่ในอ้อมอก
      
       อิ่มกอดเด็กแนบกระชับกับอกแน่นแล้วตัดสินใจออกวิ่งหนีไปจากบ้านหลังนั้นอย่างรวดเร็ว


  


       ฝ่ายสร้อยยังคงยืนดูเรือนของอุ่นไฟไหม้อย่างเลือดเย็น สักครู่พุ่มวิ่งเข้ามาหาเตือนสร้อย
      
       “ชาวบ้านเริ่มเห็นแสงไฟแล้วนังสร้อย เรารีบไปกันเถอะ”
       แล้วสร้อยกับพุ่มก็รีบเร้นกายวิ่งหนีหายไปในความมืด ขณะที่เรือนของอุ่น ถูกไฟโหมไหม้หนักหน่วง ชนิดที่อุ่นไม่มีทางรอดตายได้เลย
      
       อิ่มวิ่งอุ้มเด็กทารกหนีกระเซอะกระเซิงมา เหลียวหันกลับไปมองข้างหลังอย่างหวาดกลัวจับหัวใจว่าสร้อยจะตามมาทำร้ายตนรึเปล่า
       จังหวะนี้รถที่ผกาโสเภณีประจำซ่องนั่งมา โดยมีแขกเป็นคนขับรถ ผกาเอียงหัวซบไหล่แขกอย่างประจบประแจงอยู่
       สร้อยวิ่งเข้ามาแล้วไม่ทันได้ระวังตัว วิ่งถลันลงไปที่ถนน ทันใดนั้น รถของผกาที่แล่นมาจึงเบรกไม่ทัน พุ่งเข้าชนร่างของอิ่มเข้าให้จังๆ แม้จะพยายามเบรกแล้ว แต่แรงรถก็ยังกระแทกร่างของอิ่มอยู่ดี อิ่มล้มฟุบลงกับพื้นพร้อมเด็กที่ยังอุ้มแนบอกอยู่ เด็กร้องไห้จ้าด้วยความตกใจ
       รถจอดเอี๊ยด จนสนิท สักครู่ก็เห็นผกา และแขกลูกค้า วิ่งลงจากรถมาดูอิ่มด้วยความตกใจ
       สายตาของผกาเห็นที่บริเวณหัวของอิ่มมีเลือดไหลซึมออกมา เห็นได้ชัดเจนว่าอิ่มได้รับบาดเจ็บที่หัว
       “วิ่งทะเล่อทะล่ามาไม่ดูรถเลยโว๊ย” แขกกลัดมันบ่น
       ผกาฉุนไม่พอใจแขกที่แล้งน้ำใจ แต่ยังพูดเสียงอ่อนเสียงหวานอย่างประจบเอาใจ
       “แหม...ท่านคะ คนเขาบาดเจ็บนะคะท่าน แถมยังอุ้มเด็กมาด้วย”
       ผกาพลิกตัวอิ่มให้หงายขึ้น ในขณะที่แขกไม่สนใจจะเข้ามาช่วยเลย ผกาคว้าตัวเด็กมาอุ้มไว้แทน ผกาก้มลงมองเด็ก
       เห็นเด็กหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู และหยุดร้องทันทีที่ผกาเอาตัวมาอุ้มไว้
       ผกาถูกชะตากับเด็กคนนี้ทันที
       “ท่านคะ เราพาคนเจ็บไปส่งโรงหมอกันเถอะค่ะ” ผกาเห็นอาการแขกลังเลก็โน้มน้าวอีก “นึกเสียว่า..ช่วยคนเอาบุญนะคะท่าน”
       แขกจำใจเข้ามาช่วยอุ้มอิ่มแล้วเอาขึ้นรถ ผการีบตามไปดูอย่างเป็นห่วง
       ผกาขึ้นนั่งบนรถยังอุ้มเด็กอยู่กับอกแนบแน่น ผูกพันกันอย่างประหลาด
      
       ไม่นานต่อมาผกากำลังส่งเด็กให้พยาบาลเอาไปตรวจดูบาดแผล ในขณะที่ตาก็มองตามอิ่มที่ถูกเข็นเข้าห้องรักษาไป
       ผกาบอกกับหมอ “ช่วยดูเด็กนี่ให้หน่อยค่ะหมอ ดิฉันไม่ทราบว่าแกจะมีบาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า แล้วดิฉันก็ฝากหมอดูแลคนแม่โน่นด้วยนะคะ ค่ารักษาเท่าไหร่ ดิฉันจะเป็นคนรับผิดชอบเองค่ะ”
       หมอรับเด็กแล้วเดินไปที่ห้องรักษา ผกาจะเดินตาม แขกดึงแขนไว้
       “แล้วฉันล่ะ”
       ผกายิ้มประจบประแจง โน้มน้าวแขกต่อ “โธ่..ท่านคะ คิดจะช่วยคนแล้ว ก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุดสิคะ เอาเถอะค่ะ เสร็จเรื่องวันนี้แล้ว ผกาจะบริการให้ท่านเปล่าๆ ไม่คิดเงินเลยสักแดง ดีไม๊คะ”
       แขกจอมหื่นเพิ่งยิ้มออกมาได้ ผกาแอบค้อน แล้วหันไปมองตามอิ่มอย่างเป็นห่วง
      
       กลางดึกคุณหญิงมณีอยู่บนเรือน และกำลังซักถามสร้อยอยู่ โดยที่ในมือยังอุ้มลูกน้อยอยู่ กับอกเหมือนพยายามจะปกป้องลูกสาวไว้ด้วยอ้อมอกแม่อยู่ตลอดเวลา
       “เรียบร้อยไม๊นังสร้อย”
       “เรียบร้อยเจ้าค่ะคุณหญิง นังนั่นมันตายทั้งกลม ตายทั้งแม่ทั้งลูกในกองไฟในบ้านนั่นแหละเจ้าค่ะ”
       “ดีมาก” มณียิ้ม “หมดเสี้ยนหนามแทงใจฉันเสียที” แล้วโยนถุงเงินให้สร้อยอีก “เอ้า...ฉันให้รางวัลแก แล้วจำไว้ เรื่องนี้แกจะให้ท่านนายพลรู้ไม่ได้เด็ดขาดนะ”
       “เจ้าค่ะ” สร้อยรีบออกไป
       มณียิ้มออกมาด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม แต่พอก้มลงมองลูกน้อยที่อุ้มอยู่แนบอก สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นคนละคน ท่าทีอ่อนโยนขึ้นมาทันที
       มณีวางเด็กอ่อนในเปล ทารกน้อยหน้าตาผิวพรรณงดงามหมดจดนัก
       “ลูกแม่ ดวงใจของแม่..แม่มีลูกแค่คนเดียว และกว่าจะมีได้..ก็ลำบากแทบขาดใจ” มณีบรรจงจูบลูกน้อยอย่างรักใคร่ “เพราะฉะนั้นแม้ว่าแม่จะต้องแลกด้วยชีวิต แม่ก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลูกได้เป็นอันขาด” คุณหญิงประกาศก้อง “แม่ขอสาบาน”
       แล้วคุณหญิงมณีก็ร้องเพลงกล่อมลูกเบาๆ
       “หลับเสีย ดวงหทัยของแม่ แม่อยู่ดูแล ขวัญแม่นอนเถิดลูกเอย…”
       คุณหญิงมองหน้าหน้าเด็กหญิงตัวน้อย ธิดาสุดสวาทอย่างแสนรัก
      
       วันต่อมาใบหน้าเด็กหญิงอีกคน หลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดผกาที่กำลังอุ้มอยู่
       “โชคดีที่เด็กไม่เป็นอะไรเลยครับ เข้าใจว่า แม่เด็กที่อุ้มเด็กมา คงจะเอาตัวบังเด็กไว้ตอนที่ถูกรถชน เด็กถึงได้ไม่เป็นอะไร” หมอเอ่ยขึ้น
       “แล้วตอนนี้..คนที่เป็นแม่เด็ก..เป็นยังไงบ้างแล้วคะคุณหมอ”
       “ยังไม่ได้สติเลยครับ เลยยังไม่รู้ว่า อาการบาดเจ็บที่ศีรษะเธอจะมีผลอะไรบ้างหรือเปล่า”
       ผกาพยักหน้ารับทราบ “ขอดิฉันไปเยี่ยมหน่อยได้ไม๊คะ”
       “เชิญครับ”
      
       ภายในห้องผู้ป่วย อิ่มที่นอนหลับอยู่ สักครู่ก็เริ่มได้สติ ค่อยๆ ปรือตาขึ้นแล้วมองไปรอบๆอย่างงุนงงไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน สีหน้าหวาดกลัวไปทุกอย่าง แล้วอิ่มก็หันไปทันทีที่ได้ยินเสียงประตูห้องเปิดออก
       อิ่มเห็นผกาอุ้มเด็กเดินเข้ามา แต่แล้วกลับเห็นหน้าผกา เป็นใบหน้าของสร้อย ด้วยอาการบาดเจ็บที่หัว ยังไม่รู้ว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรคือจินตนาการ ผกากลายเป็นสร้อยในสายตาของอิ่ม
       อิ่มขยับตัวหนีและเริ่มร้องโวยวายด้วยความตกใจกลัวทันที จ้องผกาไม่วางตา และยังผกาเป็นสร้อยอยู่อย่างนั้น
      
       พร้อมกันนี้ภาพตอนที่อิ่มเห็นสร้อยกระซวกแทงอุ่นอย่างเลือดเย็นผุดขึ้นมาหลอกหลอน


  


       อิ่มสติแตกขึ้นมาทันที ร้องโวยวายสุดเสียง
      
       “ออกไปนะ!แกอย่าทำอะไรฉันนะ ฉันกลัวแล้ว”
       อิ่มยกมือไหว้ผกาปลกๆ ผกาอยู่ในอาการงวยงง ค่อยๆ เดินเข้าไปหาอิ่ม
       “ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอกจ้ะ”
       อิ่มก็ยังเห็นหน้าผกาเป็นหน้าสร้อยอยู่ดี และเริ่มสติแตก
       “ช่วยด้วย! มันตามมาฆ่าฉันแล้ว! มันจะฆ่าฉันอีกคน”
       ผกายืนงง อิ่มคว้าข้าวของแถวนั้นขว้างปาใส่ผกาอย่างป้องกันตัวเอง แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจวิ่งพุ่งเข้าชนผกา เพื่อจะหนีออกไปที่ประตู ผกากลัวเด็กจะเป็นอะไรไปจึงกอดเด็กไว้กับอกแน่น ทำให้ตัวเองล้มลง อิ่มไม่สนใจ วิ่งร้องโวยวายหนีไป
       “ช่วยด้วย! มันจะฆ่าฉัน! มันจะฆ่าฉัน”
       หมอ และพยาบาล 2 คน วิ่งเข้ามา และพยายามจะจับตัวอิ่มเอาไว้ แต่อิ่มสู้สุดฤทธิ์ทำให้ไม่มีใครจับตัวได้ อิ่มวิ่งหนีไปได้
       หมอสั่งพยาบาล “ตามไปเร็ว”
       พยาบาล 2 คน วิ่งตามอิ่มไป หมอรีบเข้ามาดูผกา
       “เป็นไงบ้างครับคุณ”
       “ฉันไม่เป็นไรค่ะ” ผกาก้มลงมองเด็กที่อุ้มอยู่ “เด็กก็ไม่เป็นไรเหมือนกันค่ะ” ผกามองไปทางที่อิ่มวิ่งไป ด้วยสีหน้าสงสัย “แต่คุณหมอคะ ดิฉันไม่ได้ทำอะไรเธอเลยนะคะ ทำไมเธอถึงได้ทำท่าตกใจกลัวดิฉันอย่างกับเห็นผีเสียขนาดนี้”
       “สงสัยว่า...อาการบาดเจ็บที่ศีรษะคงจะทำให้คนไข้เกิดอาการสับสนไปน่ะครับ ไม่ทราบว่า..คุณพอทราบไม๊ครับว่าคนไข้ชื่ออะไร”
       “ไม่ทราบเลยค่ะ”
      
       อิ่มวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงเข้ามาจนถึงริมน้ำแห่งหนึ่ง พอเห็นว่ามีพยาบาลวิ่งตามมา อิ่มก็ตัดสินใจวิ่งลงไปหลบซ่อนตัวอยู่ในเรือ สักครู่พยาบาลก็วิ่งตามมาถึง แต่ไม่เห็นอิ่มแล้ว พยาบาลทั้ง 2 วิ่งเลยไป อิ่มโผล่หน้าออกมาดู พอดีมีคนเรือเดินมา อิ่มซ่อนตัวอีก คนเรือไม่รู้ว่าอิ่มอยู่ในเรือด้วย ก็ออกเรือไปจากท่าเลย
       พอเรือออกไปสักพัก อิ่มก็โผล่หน้าออกมาจากที่ซ่อนดูเหตุการณ์บนฝั่ง ภาพที่อิ่มซ่อนตัวอยู่ในเรือค่อยๆ ห่างออกไป ห่างออกไปเรื่อยๆ
       อิ่มหายไปกับเรือลำนั้น แต่ไปไหน ไม่มีใครรู้อีกเลย
      
       วันต่อมาหมอกำลังบอกกับผกา
       “ไม่มีใครตามหาแม่เด็กพบเลยครับคุณผกา”
       “โธ่...เวรกรรมจริง แล้วเด็กคนนี้ละคะหมอ จะยังไงต่อไปคะ”
       “ถ้าแม่เด็กไม่กลับมา ก็คงต้องหาคนอุปการะเด็กต่อไปละครับ”
       ผกาก้มลงมองดูเด็กที่อุ้มไว้แนบอก
       “ถ้าอย่างนั้น ดิฉันจะขออุปการะเด็กคนนี้เองค่ะ”
      
       เวลาต่อมา ผกาพาเด็กกลับมาที่ซ่องชั้นสูง ที่หล่อนทำงานอยู่ เพ็ญ แม่บ้านประจำซ่องตกใจมากพอฟังเรื่องจบ
       “คุณผกาจะเลี้ยงเด็กคนนี้”
       “ใช่ ทำไมล่ะ”
       “ก็...” เพ็ญอึกอัก “...คุณผกาเป็น..เอ้อ…”
       “ผู้หญิงหากิน” ผกาสวนออกมาอย่างไม่ยี่หระ
       เพ็ญพยักหน้า สีหน้าจ๋อยๆ “แล้วนี่มัน...” ชะโงกดูเด็กอีกครั้ง “เด็กผู้หญิงด้วยนะคะคุณ ให้มาโตในซ่อง จะดีรึคะ”
       “แต่การที่ฉันรับเด็กคนนี้มาเลี้ยง ให้มีที่อยู่ที่กิน มันก็ดีกว่าให้เด็กไปอยู่สถานสงเคราะห์ หรือไปเป็นขอทานอยู่ข้างถนนไม่ใช่รึเพ็ญ ส่วนที่ว่า...โตขึ้นแล้วเขาจะเป็นอะไร นั่นก็สุดแท้แต่บุญวาสนาที่เขาทำมาในชาติก่อนก็แล้วกัน” โสเภณีผู้มีจิตใจอารีก้มลงดูเด็กขณะบอก “ฉันจะตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า...บุปผา...ให้เข้ากับชื่อของฉัน “ผกา” ที่แปลว่าดอกไม้เหมือนกัน”
       ผกาจ้องหน้าเด็กทารกคนนั้นไม่วางตา
      
       วันเวลาผ่านไป 18 ปี ต่อมา บุปผาเติบโตเป็นสาว และกำลังแต่งหน้าอยู่อย่างบรรจงหน้ากระจก ในห้องส่วนตัว เริ่มจากเขียนคิ้ว ปัดแก้ม ทาปาก แล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มตัว
      
       เผยโฉมให้เห็นว่าหล่อนนั้นเป็นหญิงสาวใบหน้าสวยงาม แต่งหน้า แต่งตัวจัดจ้าน สมฐานะโสเภณีดาวเด่น แห่งหอโคมแดง
      

       บุปผามองสำรวจเงาตัวเองที่สะท้อนในกระจกอย่างพึงพอใจ แล้วจึงค่อยหลุดจากโลกส่วนตัวของตนเมื่อได้ยินเสียงของเดือนกับสิรี เพื่อนโสเภณี ร้องโวยวายขึ้น
      
       “ว้าย! อย่าค่ะคุณกำพล” นั่นเป็นเสียงสิริ
       ตามด้วยเสียงเดือน “อย่านะคะคุณศักดิ์ชัย”
       บุปผาละตัวจากโต๊ะแต่งตัว วิ่งไปชะโงกดูที่หน้าต่าง
      
       เมื่อมองลงไปบุปผาเห็นเหตุการณ์ในห้องโถงกลางของหอโคมแดง ว่ามีผู้ชาย 2 คน กำลังเอาปืนขึ้นเล็งใส่หน้าอีกฝ่ายหนึ่งอยู่อย่างไม่มีใครยอมใคร โดยมีเดือนพยายามห้าม กำพล ลูกชายนายพล ไว้ ในขณะที่สิรีพยายามห้าม ศักดิ์ชัย ลูกชายพ่อค้าใหญ่ ไม่ให้อะไรรุนแรงเช่นกัน
       ส่วนมุกกับพิกุล โสเภณี ซึ่งอายุมากแล้ว ก็ยืนดูเหตุการณ์อยู่อย่างไม่สนใจจะช่วยใคร ผกากับเพ็ญซึ่งเวลานี้อายุมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเดินเร็วๆ เข้ามา
       ตอนนี้ผกาเป็นแม่เล้าเจ้าของซ่องเองแล้วในกรุงเทพฯ และนำเอาเพ็ญจากนครปฐม ตามมาทำงานคอยรับใช้ด้วย
      
       บุปผาจากที่มีสีหน้าตื่นเต้นเพราะทีแรกไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก แต่พอหลังจากที่ได้เห็นแล้ว ก็หายตื่นเต้น บุปผายิ้มผยอง แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง สำรวจความเรียบร้อยของหน้าและเสื้อผ้าที่สวมใส่อีกครั้ง ก่อนจะเดินนวยนาดออกจากห้องไป
      
       ด้านผกาวิ่งเข้ามาห้ามเหตุร้าย โดยเข้ามายืนตรงกลางระหว่างกำพลกับศักดิ์ชัย)
       “อุ๊ย..อะไรกันเนี่ย ถึงขั้นจะฆ่าจะแกงกันเชียวหรือคะ”
       คุณกำพล คุณศักดิ์ชัย
       กำพลยังคงเอาปืนเล็งใส่หน้าศักดิ์ชัยไม่ยอมรามือ ศักดิ์ชัยก็เช่นกัน
       กำพลบอกกับผกา “ผมไม่มีวันยอมให้ใครมาแย่งบุปผาของผมไปหรอก”
       “แต่ข้ามาก่อนเอ็ง วันนี้บุปผาเป็นของข้า” ศักดิ์ชัยบอก สองหนุ่มนักเลงใหญ่โต้เถียงแย่งชิงบุปผานั่นเอง
       “ของข้าต่างหาก” กำพลไม่ยอม
       ศักดิ์ชัยเองก็ไม่ยอมแพ้ กระชับมือเล็งตรงหน้ากำพลอย่างเอาจริง กำพลก็ไม่ถอย สองหนุ่มจ้องหน้ากันอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ผกาเห็นท่าไม่ดีจึงเข้าขวางตรงกลาง
       “โถๆๆๆ นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็เรื่องแม่บุปผานี่เอง เอาอย่างนี้ดีไม๊คะ ประเดี๋ยวแม่บุปผาก็คงจะลงมาแล้ว ดิฉันว่า..ให้แม่บุปผาเขาเป็นคนตัดสินใจเองดีกว่าว่าหล่อนจะเลือกไปกับคุณคนไหน ของแบบนี้...” ผกายิ้มขี้เล่นใส่สองหนุ่ม “ต้องให้ผู้หญิงเขาเป็นฝ่ายเลือกนะคะ”
       เดือนกับสิรีถอยออกมาอยู่นอกวง กระซิบคุยกันเองเบาๆ
       “เธอว่าบุปผาจะไปกับใคร คุณกำพล หรือคุณศักดิ์ชัย” เดือนว่า
       “ฉันว่าบุปผาเลือกคุณศักดิ์ชัย เพราะคุณศักดิ์ชัยเป็นถึงลูกพ่อค้าใหญ่นะ” สิริบอก
       “แต่ฉันว่าบุปผาเลือกคุณกำพลมากกว่า คุณกำพลเป็นถึงลูกนายพลนะยะ ลูกพ่อค้าหรือจะสู้ลูกนายพล”
       มุกฟังอยู่ด้วยก็พูดจาแดกดัน “จะลูกนายพล หรือลูกพ่อค้า ลงแก้ผ้าแล้วมันก็ผู้ชายเหมือนๆ กันละว้า”
       พิกุลผสมโรง “ใช่..ใช่”
       แล้วทุกคนก็หยุดพูดลงทันที เมื่อบุปผาเดินนวยนาดเข้ามา ชายหนุ่มทั้งสองรีบวิ่งเข้าไปหาทันที ร้องเรียกชื่อพร้อมเพรียง
       “บุปผา”
       “วันนี้บุปผาไปกับผมนะ” กำพลบอก
       ศักดิ์ชัยหรือจะยอม “ไม่ คุณต้องไปกับผม”
       แล้วสองหนุ่มก็มองหน้ากันอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ ผกาเข้ามาแทรก
       “บุปผาจะไปกับใครดีจ๊ะ”
       บุปผายิ้มยั่วยวนหว่านเสน่ห์ มองกำพลที มองศักดิ์ชัยที สลับกัน ทุกคนรอฟังคำตอบจากปากบุปผา
      
       ไม่นานต่อมาห้องสำหรับรับแขกของบุปผา แลเห็นบุปผากำลังเอาน้ำผึ้งหยดลงบนกลางอกของผู้ชายคนหนึ่งที่นอนเปลือยอกอยู่บนเตียงอย่างใจเย็น บุปผาถกกระโปรงไว้สูงจนเห็นปานแดงที่ต้นขาของหล่อน
       เสียงกระเส่าของชายหนึ่งดังขึ้น “บุปผา...จะทำอะไรผมน่ะ”
       บุปผาพูดด้วยเสียงอ้อล้อ “บุปผาก็แค่..เอาน้ำผึ้งหยดบนตัวคุณ...เท่านั้นเองค่ะ”
       ผู้ชายคนนั้นที่แท้เป็นกำพลที่เวลานี้มีผ้าผูกปิดตาอยู่
       “แล้วบุปผาจะหยดน้ำผึ้งทำไม” กำพลถาม
       บุปผายิ้มพราย “ก็บุปผาอยากให้คุณกำพลเป็นผู้ชายตัวหวานนะสิคะ”
       พูดจบบุปผาก็หัวเราะคิกคัก แล้วก้มลงทำอะไรบางอย่างที่ตัวกำพล ใบหน้ากำพลท่าทางตื่นเต้นสุดขีด พูดเสียงกระเส่า)
       “แหม..บุปผา..ขี้เล่นอีกแล้ว...” สีหน้าที่มีผ้าคาดตาอยู่ออกอาการสยิว
       จากนั้นบุปผาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากกิจกรรมที่หล่อนกำลังทำอยู่ หัวเราะคิกคักน้ำเสียงระรื่นท่าทีเย้ายวน
      
       บุปผานั้นจัดเป็นโสเภณีค่าตัวแพง ผู้ชายรุมกันแย่งตัว เพราะเธอมีลีลาเด็ดและให้บริการถึงใจไม่เหมือนโสเภณีคนอื่น


  


       เวลาเดียวกัน ภายในห้องเรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แลเห็นนิสิตหญิงชายกำลังนั่งเรียนอยู่อย่างตั้งใจ
      
       หนึ่งในนั้นมีมัทนาลูกสาวของคุณหญิงมณี ที่นั่งเรียนคู่กันกับพลอย ส่วนที่หน้าต่างห้องเรียน เห็นนิสิตชาย 2 คนกำลังชะเง้อมองมาในห้อง พลอยเห็นก็มองตามสายตานิสิตชายทั้ง 2 นั้น และก็รู้ว่าพวกเขามาแอบดูมัทนานั่นเอง พลอยแอบยิ้มอย่างอ่อนใจ เพราะรู้ดีว่าเพื่อนรักนั้นมีผู้ชายหมายหลงใหลมากมายจนเป็นเรื่องปกติ แล้วทันใดนั้นนิสิตชายทั้ง 2 ก็ถูกอาจารย์ผู้หญิงท่านหนึ่ง เดินเข้ามาข้างหลัง ชะเง้อมองตามเข้ามาในห้อง
       “มาแอบดูนิสิตน้องใหม่กันอีกแล้วเรอะ มานี่เลย” แล้วจากนั้นอาจารย์ก็ดึงหูนิสิตชายทั้ง 2 ออกไป
       พลอยมองตามแล้วหัวเราะเบาๆ มัทนาหันไปมองพลอย แล้วสะกิดให้เพื่อนหันกลับมาตั้งใจเรียน
      
       มัทนากับพลอยเดินออกมาจากห้องเรียน แล้วมีนิสิตชาย 2 คน มายืนดักรออยู่คนละมุม มัทนากับพลอยเดินมา นิสิตชายทั้ง 2 ทำท่าจะเข้ามาพูดด้วย มัทนารีบเดินก้มหน้างุดๆ ไม่เปิดโอกาสให้ใครเข้ามาพูดด้วยได้เลย พลอยรีบจ้ำตาม
      
       ครู่หนึ่งมัทนาเดินนำพลอยเข้ามาอีกมุมในมหาวิทยาลัย
       “เดินช้าๆ หน่อยสิยายมัท”
       มัทนาหยุดเดิน แล้วหันไปรอพลอยให้เดินตามมาจนทัน
       “ขอโทษจ้ะ”
       พลอยมองมัทนาแล้วยิ้มล้อๆ แกล้งพูดแซวอย่างเป็นทางการมาก
       “คุณหนูมัทนา เทพบริบาล เจ้าขา ต่อไปนี้คุณหนูมัทนาจะต้องเริ่มทำตัวให้ชินกับนิสิตชายบ้างแล้วนะเจ้าคะ เพราะเราสองคน ไม่ได้เรียนในโรงเรียนหญิงล้วนกันอีกแล้ว”
       มัทนาค้อนให้ “ฉันก็พยายามปรับตัวอยู่หรอกน่ายายพลอย” ว่าพลางชะเง้อมองหาคนรถ “เอ๊ะ..ทำไมป่านนี้นายสินยังไม่มารับนะ”
       พลอยมองหารถของตัวเองบ้าง พอเห็นรถก็ยิ้ม “แต่รถที่บ้านฉันมาโน่นแล้ว”
       รถยนต์สุดหรูคันหนึ่งแล่นเข้ามาในระยะไกล
       “เอ๊ะ ใครขับมาน่ะ ไม่ใช่นายด้วงนี่”
       พลอยมีสีหน้าฉงน ขณะเดินลงจากระเบียงทางเดินอย่างเร็วไปที่ถนน มัทนาตามไป
      
       พลอยวิ่งลงมาที่ริมถนนในมหาวิทยาลัย มัทนาตามมายืนรอด้วย แล้วรถคันนั้นก็แล่นเข้ามาจอดตรงหน้าสองสาว พลอยมองดูคนขับอย่างตื่นตะลึงเมื่อเห็นว่าเขาคือ เพชร ผู้เป็นพี่ชาย ในชุดเครื่องแบบนายทหารเต็มยศก้าวลงมาจากรถ พลอยสีหน้าตื่นเต้นมาก
       “พี่เพชร พี่เพชรกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย”
       “เมื่อบ่ายนี้เอง พี่เลยอาสานายด้วงมารับน้องสาวพี่ด้วยตัวเอง อยากเห็นน้องสาวในชุดนิสิตใหม่จะแย่อยู่แล้ว”
       เพชรมองพลอยเต็มตัวอย่างเป็นปลื้มแล้วมองเลยไปข้างหลัง จึงเห็นว่ามัทนายกมือไหว้เขาโดยไม่ต้องมีใครบอก เพชรประทับใจดวงตาคู่นั้นทันที
       พลอยหันมองตามสายตาของพี่ชาย แล้วนึกได้
       “พี่เพชร จำยายมัทไม่ได้หรือคะ มัทนา เทพบริบาล ลูกสาวท่านนายพลเทพกับคุณหญิงมณีไงคะ”
       เพชรตกใจ “มัทนา ยายมัทที่ชอบร้องไห้ขี้มูกโป่งน่ะเหรอ”
       “เดี๋ยวนี้ยายมัทไม่ร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้วค่ะ แต่กลายเป็นสาวสวย หนุ่มๆ ตามจีบกันเกรียว”
       มัทนาเอ็ด “พลอย”
       “ก็มันเรื่องจริงนี่ เออ..แล้วนี่เธอจำพี่เพชรได้รึเปล่า พี่เพชรไปเรียนทหารที่อังกฤษเสียหลายปี ไปตอนที่เรายังเด็กๆ กันอยู่เลยน่ะ”
       “ก็คลับคล้ายคลับคลาอยู่” มัทนาว่า
       “ดีละ ถ้าเช่นนั้นพี่กลับมาอยู่บ้านคราวนี้ คงได้ไปมาหาสู่กันเหมือนเคย” เพชรมองมัทนาตาไม่กระพริบ
       พลอยกระแอมเตือนแต่เพชรก็ไม่ได้ยิน มัทนาเสมองหารถ แล้วเห็นรถยนต์หรูอีกคันแล่นเข้ามาจอดเทียบ ก่อนที่นายสินคนขับรถ จะรีบลงจากรถมาเปิดประตูให้มัทนา
       “ฉันกลับบ้านก่อนนะ สวัสดีค่ะพี่เพชร”
       มัทนายกมือไหว้ลาเพชรแล้วเดินขึ้นรถไป เพชรยังมองตามไม่เลิก พลอยมองพี่ชายยิ้มๆ
       “หลงสเน่ห์ยายขี้มูกโป่งเสียแล้วหรือคะพี่ชาย”
       เพชรยิ้ม ถามหยั่งเชิงทันที “เมื่อครู่น้องบอกว่า..น้องมัทมีหนุ่มๆ ตามจีบกันเกรียว แล้วน้องมัทเธอตกลงปลงใจกับใครรึยังล่ะ”
       “ยังหรอกค่ะ บางที..เนื้อคู่ของยายมัทอาจจะเป็นพี่เพชรก็ได้น๊า...”
       “ขอให้มันจริงเถอะ”
       พลอยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “น้องก็อยากได้ยายมัทเป็นพี่สะใภ้เหมือนกันค่ะ ยายมัทน่ะ รูปก็สวย รวยทรัพย์ ชาติตระกูลก็ดี การศึกษาก็ดี พี่เพชรจะหาผู้หญิงที่เพียบพร้อมอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้วค่ะ”
       เพชรยิ้มแล้วมองตามรถมัทนาไป ตาเป็นประกายชวนฝัน
      
       รถที่มีนายสินขับแล่นมาตามทาง มัทนานั่งอยู่ที่เบาะหลัง ถามเสียงเฉยๆ ไม่ใช่ต่อว่า “ทำไมวันนี้นายสินมารับฉันช้าจริง”
       สินบอกด้วยสีหน้าดูร้อนใจ “ผมต้องขอโทษคุณหนูด้วยครับที่มารับช้า พอดีคุณหญิงให้ผมเอารถไปซื้อต้นไม้ดอกไม้มาตกแต่งบ้านขอรับ”
       “เอ๋ จะมีแขกมาที่บ้านเราอีกหรือจ๊ะ” มัทนาฉงน
       “คงอย่างนั้นละครับ”
       มัทนาพยักหน้ารับรู้ แล้วคิดอะไรได้ “ก่อนเข้าบ้าน นายสินช่วยแวะตลาดให้ฉันทีเถอะจ้ะ ฉันจะซื้อผลไม้เอาไปฝากคุณพ่อคุณแม่หน่อย”
       “ครับ”
      
       สักครู่หนึ่ง รถมัทนาก็แล่นไปจากมหาวิทยาลัย


  


       ส่วนเหตุการณ์ที่หอโคมแดงอยู่ในความเรียบร้อย เห็นกำพลเดินท่าทางสะโหลสะเหล แต่ยิ้มพรายอย่างมีความสุขลงมาจากชั้นบน แล้วล้วงหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมาส่งให้ผกา โดยเดือน สิรี และมุกก็นั่งอยู่แถวนั้นด้วย
      
       “ฉันฝากเงินนี่ให้บุปผาเป็นพิเศษด้วยนะผกา บอกให้บุปผาเอาไปซื้อชุดสวยๆ ใส่ แล้วก็ซื้อน้ำผึ้งมาอีก..บอกบุปผาด้วยว่า..ฉันชอบมาก” กำพลลากเสียงยาวอย่างพอใจ
       พูดแล้วกำพลก็หัวเราะร่าเดินออกไป เดือนกับสิรีโดดเข้าคุยกันอย่างชื่นชมบุปผาทันที ขณะที่บุปผาค่อยๆ เดินนวยนาดลงมาจากชั้นบนแต่ยังไม่มีใครเห็น
       “นังบุปผานี่ช่างสรรหาอะไรมาเล่นสนุกกับแขกได้อยู่เรื่อยๆ เลยนะ..สิรี”
       มุกโพล่งขึ้นทันที “วิตถารละไม่ว่า”
       บุปผาที่เดินมาได้ยินพอดีก็โมโห
       “คอยดูเถ๊อะ..นังบุปผามันชอบเล่นพิสดารขึ้นไปทุกวันๆ อย่างนี้ มันคงไม่ได้แก่ตายหรอก มันต้องเป็นโรคตาย” มุกพูดลอยหน้าลอยตา
       ขาดคำ บุปผาก็ยกเท้าถีบมุกโครม มุกไม่รู้ตัวเลยหน้าคว่ำล้มใส่ข้าวของแตกเสียงดังเปรื่องปร่าง พิกุลผวาเข้าไปช่วยประคองมุกให้ลุกขึ้น พอมุกลุกขึ้นได้ชี้หน้าด่าบุปผาทันที
       “นังบุปผา ! แกมันจะมากเกินไปแล้วนะ”
       “ก็พี่มุกอยากมาแช่งให้ฉันไม่ตายดีทำไมล่ะ เพราะ ฉะนั้นแค่นี้มันไม่มากเกินไปหรอกสำหรับคนปากเน่าปากหนอนอย่างพี่น่ะ”
       “ฮึ่ย อีบุปผา มึงรู้จักกูน้อยไปแล้ว” มุกพุ่งเข้าไปตบบุปผาทันที
       บุปผาเบี่ยงตัวหลบทำให้มุกพลาดหน้าทิ่มไป บุปผาฉวยจังหวะนั้น เห็นเพ็ญที่กำลังถือกระโถนน้ำสกปรก ออกมาจากในห้องที่ใช้รับแขกเมื่อครู่ลงมาพอดี บุปผาคว้ากระโถนไว้แล้วเอาน้ำสกปรกในกระโถนสาดใส่มุกทันที มุกตกใจร้องกรี๊ดกร๊าด ทุกคนในที่นั้นตกใจไปตามๆ กัน
       “อ๊าย” มุกเช็ดปาดน้ำที่เปียกอยู่ตามตัว
       พิกุลดมๆแล้วทำหน้าสะอิดสะเอียน “อี๊ ! นี่มันน้ำสกปรกทั้งนั้นเลยนะนังมุก”
       มุกดมตามตัวเองแล้วทำหน้าขยะแขยง
       เพ็ญบอกเสียงอ่อยๆ “ป้าเพิ่งไปเก็บกระโถนนี่มาจากห้องที่บุปผาใช้ต้อนรับคุณกำพลเมื่อกี้นี้เองจ้ะ”
       “แอร๊ย...” มุกร้องกรี๊ด แล้วพุ่งจะเข้าตบบุปผาอีก ผกาทนไม่ไหวรีบเข้าขวางตรงกลางเสียก่อน
       “นี่ๆๆๆๆ พอทีๆ แขกอื่นก็ยังมีอยู่ เกรงใจเขามั่งสิ ประเดี๋ยวแขกก็หนีหมดหรอก”
       “แต่อีบุปผามันถีบฉันก่อนนี่ แม่ผกาก็เห็น”
       โสเภณีภายในหอโคมแดงแห่งนี้ทุกคน เรียกผกาว่า “แม่”
       “เห็น ก็สมควรโดนไหมล่ะ ก็หล่อนอยากไปแช่งนังบุปผามันก่อนทำไมล่ะ เป็นใคร ใครก็โกรธ” บุปผาว่า
       “แม่ผกาเข้าข้างนังบุปผา เพราะเห็นว่ามันกำลังเป็นตัวเรียกแขกใช่ไม๊ แล้วฉันล่ะ ฉันก็ทำงานรับใช้แม่ผกามาตั้งนาน แม่ผกาไม่เห็นแก่ความดีของฉันมั่งเลยเหรอ” มุกไม่ยอม
       “ก็เพราะเห็นน่ะสิ แม่จึงยังเลี้ยงหล่อนไว้จนทุกวันนี้ไง”
       “แม่เห็นนังบุปผามันสาว มันสวย มันสดกว่าฉัน แม่ก็ยกย่องเชิดชูมัน แต่คอยดูเถิ๊ด..คนอย่างมัน ไม่มีวันเห็นใครดีไปกว่าตัวมันเองหรอก”
       มุกปรามาสแล้วเดินสะบัดตัวออกไป พิกุลตามไปด้วย ผกามองตามอย่างอ่อนใจ บุปผาเข้าไปหาผกา
       “แม่อย่าไปฟังพี่มุกนะ ถึงฉันจะเป็นผู้หญิงขายตัว แต่ฉันก็ไม่ใช่คนอกตัญญู ฉันมีวันนี้ได้ก็เพราะแม่ เพราะฉะนั้น..ถ้าวันไหนฉันเกิดได้ดิบได้ดีขึ้นมา ฉันจะไม่มีวันทิ้งแม่ ไม่เชื่อ..แม่คอยดู”
       บุปผามีสีหน้าเอาจริง
      
       ขณะเดียวกันสินขับรถมาส่งมัทนาที่หน้าตลาด
       “นายสินส่งฉันที่หน้าตลาดก็ได้จ้ะ แล้วนายสินไปหาที่จอดรถเถอะ ฉันซื้อผลไม้ฝากคุณแม่เดี๋ยวเดียว เสร็จแล้วจะเดินไปที่รถเอง”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมจอดรถเสร็จแล้วจะตามไปช่วยคุณหนูถือของนะครับ”
       มัทนาพยักหน้า แล้วลงจากรถไป
      
       ขณะที่มัทนาเดินตรงไปที่ตลาดนั้น ก็แลไปเห็นอะไรบางอย่างที่กองไม้ก่อนถึงตลาด สายตามัทนา เห็นบางส่วนของชายคนหนึ่งโผล่ออกมาจากกองไม้
       มัทนาค่อยๆ เดินเข้าไปดูใกล้ๆ ด้วยความสงสัย พอเข้าไปถึงก็เห็นว่าเป็นชายคนหนึ่งกำลังซุกตัวอยู่ด้วยท่าทางอ่อนแรง หายใจหอบแรง มือจับข้อเท้าเอาไว้คล้ายว่าเจ็บข้อเท้า
       “คุณ..ไม่สบายหรือคะ”
       ชายคนนั้นลืมตาขึ้นมองมัทนา
       “ให้ฉันพาไปหาหมอเอาไหมจ๊ะ”
       ชายคนนั้นส่ายหน้า แล้วผงกหัวขึ้นมองไปรอบๆ ท่าทางหวาดระแวงจัด มัทนามองตามอย่างสงสัย แต่ก็ไม่เห็นใคร ชายคนนั้นพยายามจะลุกขึ้นแต่เจ็บข้อเท้า มัทนาเลยเข้าไปช่วยพยุง
       “มา..ฉันช่วย”
       มัทนาช่วยพยุงชายคนนั้นขึ้น ทันใดนั้นตำรวจ 2 นายก็วิ่งเข้ามา
       “เฮ้ย! หยุดนะ!” ตำรวจ 1 ใน 2 ตะโกนก้อง
       มัทนาชะงัก ตกใจ หันไปมองตำรวจอย่างงงๆ และโดยไม่ทันตั้งตัว ชายคนที่เธอกำลังช่วยพยุงอยู่ก็หันมาล็อคคอมัทนาไว้เป็นตัวประกัน แล้วล้วงหยิบปืนขึ้นมาเล็งขู่ใส่ตำรวจทั้ง 2 คนนั้น มัทนาตกใจสุดขีด
       “อย่าเข้ามานะ! ไม่งั้นนังนี่..ตาย” คนร้ายขู่
       สินได้ยินเสียงโหวกเหวกจึงวิ่งเข้ามา พอเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตกใจ
       “คุณหนู”
       คนร้ายตกใจ หันไปยิงสินเปรี้ยง นายสินก้มหลบวูบ รอดไปได้อย่างหวุดหวิด ชายคนนั้นตัดสินใจลากตัวมัทนาไว้เป็นโล่กำบังแล้ววิ่งหนี ตำรวจ 2 นาย กับสินวิ่งตาม
      
       เวลาต่อมา แลเห็นชายคนนั้นลากตัวมัทนาวิ่งหนีมาอีกมุมของตลาด พร้อมกับหันไปเอาปืนยิงขู่ตำรวจและสินเพื่อไม่ให้ตามมาถึงตัวได้โดยง่าย
      
       ทำให้ตำรวจและสินต้องคอยหลบกระสุนอยู่เป็นระยะๆ


  


       ชาวบ้านเริ่มโผล่หน้ามาดูเหตุการณ์ แล้วในที่สุดมัทนาซึ่งถูกลากถูลู่ถูกังไม่ปรานีปราศรัยก็สะดุดล้มลง ทำให้ชายคนนั้นพลอยล้มไปด้วย
        
       มัทนาตะกายหนี แต่คนร้ายพยายามจะคว้าตัวมัทนาเอาไว้เป็นโล่มนุษย์อีก แต่ดึงได้แต่ขามัทนาเท่านั้น จนมัทนาหน้าทิ่ม
       “ว้าย”
       ตำรวจทำท่าจะพุ่งเข้าชาร์จชายคนนั้น ชายคนนั้นจึงหันไปยิงใส่ ไม่โดน แต่ตำรวจ 1ก็ผงะหงายไป ตำรวจ 2 จึงยิงสวน เข้าที่ท้องชายคนนั้น ชายคนนั้นร้องโอ๊ยแล้วล้มหงายแน่นิ่งไป มัทนาหันไปดู เห็นชายคนนั้นยังหายใจรวยรินอยู่ ตำรวจกับสินวิ่งเข้ามาดู ชาวบ้านเห็นเหตุการณ์สงบแล้วก็ตามมาดูด้วย
       “คุณหนู ระวังครับ” สินร้องบอก
       “เขาทำอะไรฉันไม่ได้แล้วละนายสิน เขาเจ็บมาก”
       “นายผินมันเพิ่งปล้นบ้านคนมาครับ เราตามจับมันมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว” ตำรวจคนหนึ่งบอก
       “ท่าทางเขาเจ็บหนัก พาเขาไปหาหมอดีกว่า”
       มัทนาเข้าดูอาการชายคนนั้นอย่างกังวล เลือดเปื้อนเสื้อเธอด้วย จังหวะนี้ ไอศูรย์ เดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี จึงหยุดฟัง
       “อย่าลำบากเลยครับคุณหนู ให้เป็นธุระของตำรวจดีกว่า” สินว่า
       “ถึงเขาจะเป็นคนร้าย แต่เขาก็เป็น คน คนหนึ่งเหมือนกันนะนายสิน ชีวิตของเขาก็มีค่าไม่ต่างอะไรไปจากเรา”
       คำพูดประโยคนั้นนั้นกระแทกเข้าที่หน้าไอศูรย์อย่างจัง เขารู้สึกประทับใจมัทนาขึ้นมาทันที ไอศูรย์เดินเข้ามา
       “ผมเป็นหมอ ขอผมดูอาการเขาหน่อย”
       นาทีนั้นไอศูรย์กับมัทนาสบตากัน เหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ แล้วไอศูรย์ก็หันกลับไปดูแผลให้ชายคนร้ายอย่างไม่รังเกียจ
       สายตาของมัทนามองหน้าหมอหนุ่มอย่างอึ้งๆ ทึ่ง และประทับใจในตัวไอศูรย์ในนาทีนั้นเช่นกัน
      
       ไม่นานนัก แลเห็นมัทนา สิน และตำรวจ 2 คนนั่งรออยู่ที่ทางเดินในโรงพยาบาล สักครู่หนึ่งต่อมา ไอศูรย์ก็เดินออกมาจากห้องฉุกเฉินข้างใน
       “ผ่าตัดเรียบร้อยครับ แต่คงต้องให้คนไข้พักฟื้นสักระยะ”
       ตำรวจ 2 คนพยักหน้ารับทราบ แล้วเดินจากไป
       “ขอบคุณนะคะหมอ” มัทนาเอ่ยขึ้น
       ไอศูรย์มองหน้ามัทนานิ่ง “คุณขอบคุณผมทั้งๆ ที่คุณไม่ได้เป็นแม้แต่ญาติของเขา” “ฉันขอบคุณ..ที่คุณมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยไม่เกี่ยงงอนว่าเขาจะเป็นคนดีหรือคนร้ายต่างหากละคะ”
       “ผมเป็นหมอ ผมเลือกที่จะช่วยชีวิตคน โดยไม่เลือกว่าเขาเป็นใคร” ไอศูรย์บอก
       “คุณทำให้ฉันคิดถึงคำว่า..เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก”
       “แต่คุณทำให้ผมคิดถึงคำว่า..งามนอก งามใน” ไอศูรย์พูดเป็นนัย
       “คุณชมฉันเกินไปแล้วค่ะ”
       ไอศูรย์พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ผมไม่ได้ชม ผมพูดอย่างที่ผมคิด”
       ทั้งสองมองหน้าอย่างรู้สึกดีต่อกัน จังหวะนี้สินเข้ามาแทรก
       “คุณหนูครับ ค่ำแล้ว รีบกลับบ้านเถอะครับ ประเดี๋ยวท่านนายพลกับคุณหญิงจะเป็นห่วง”
       มัทนาพยักหน้ารับ แล้วหันไปพูดกับไอศูรย์ “ฉันกลับก่อนนะคะ”
       “ครับ”
       มัทนายกมือไหว้แล้วจะเดินออกไป แล้วนึกได้ ยังไม่รู้ชื่อหมอ จึงหันกลับมา เห็นไอศูรย์ยังมองจ้องอยู่ เลยเก้อเขินจนพูดอะไรไม่ถูก ไอศูรย์กลายเป็นฝ่ายพูดเสียเอง
       “ผมชื่อไอศูรย์ เป็นหมออยู่ที่นี่”
       “ฉันชื่อมัทนา เทพบริบาลค่ะ” มัทนาทำอะไรไม่ถูกอีก ตัดสินใจยกมือไหว้ไอศูรย์อีกครั้งแล้วรีบเดินออกไปเลย
       ไอศูรย์มองตามแล้วยิ้มพึมพำออกมา “มัทนา เทพบริบาล”
      
       นายสินขับรถมาส่งมัทนาถึงหน้าตึกเอาตอนค่ำมืดแล้ว สวิงสาวใช้เดินออกมาจากตัวตึกจะมารับมัทนา มัทนาหยิบเงินจำนวนมากพอควรออกมาส่งให้นายสิน
       สินมองเงินอย่างงงๆ “เงินค่าอะไรครับ”
       “อย่าบอกคุณแม่ หรือใคร เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อบ่ายนี้นะ ฉันไม่อยากให้คุณพ่อ คุณแม่ ต้องเป็นห่วงน่ะ” มัทนากำชับ
       สินเข้าใจรับเงินไว้แล้วยิ้มขณะตอบ “ผมเข้าใจครับ”
       มัทนาก้าวลงจากรถไป สวิงเข้ามารับข้าวของมัทนาไปถือ ทั้งสองเข้าบ้านไป สินก้มมองเงินในมือแล้วยิ้มร่าท่าทางดีใจ
      
       ไม่นานหลังจากนั้น คุณหญิงมณี และนายพลเทพ เดินเร็วรี่เข้ามาหามัทนาที่เดินเข้าบ้านมาในห้องโถงเรือนใหญ่ด้วยท่าทางเหนื่อยๆ
       “ทำไมกลับค่ำนักเล่าลูก” มณีถาม
       “แม่เขาเป็นห่วงหนูจนนั่งไม่ติดเลยรู้ไม๊” เทพบอก
       มัทนายกมือไหว้พ่อกับแม่ “มัทขอโทษค่ะคุณพ่อ คุณแม่ เผอิญมีเรื่องระหว่างทางกลับบ้านหน่อยน่ะค่ะ”
       มณีมองตามตัวลูก เห็นคราบเลือดที่เสื้อมัทนาก็ตกใจมาก รีบสำรวจเนื้อตัวลูกสาวเป็นการใหญ่
       “เลือด ! เกิดอะไรขึ้นลูก”
       “หนูบาดเจ็บตรงไหน ใครทำอะไรลูก” เทพเองก็เป็นห่วงเช่นกัน
       “มัทไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ คือว่าระหว่างทางกลับบ้าน มัทเจอคนเจ็บที่ข้างทางน่ะค่ะ ก็เลยเอาเขาไปส่งโรงพยาบาล แล้วก็รอฟังอาการเขาจนแน่ใจว่าปลอดภัย ถึงได้กลับบ้านมาช้านี่แหละค่ะ” มัทนายกมือไหว้แม่ “มัทขอโทษค่ะแม่ ที่ทำให้แม่เป็นห่วง”
       “เฮ้อ..โล่งใจไปที เห็นเลือดทีแรกแม่เกือบเป็นลมนึกว่าหนูเป็นอะไร นี่ถ้าหนูเป็นอะไรไป แม่จะอยู่ได้ยังไง้...รีบไปอาบน้ำเถอะลูก แล้วเดี๋ยวแม่มีอะไรจะคุยด้วย”
       มัทนามองแม่ด้วยความอยากรู้ แต่คุณหญิงไม่ยอมพูดอะไรต่อ พยักพเยิดให้ลูกสาวไปอาบน้ำ
      
       มัทนาออกไปแล้ว นายพลเทพมองผู้เป็นภรรยาอย่างหนักใจ
      

       ขณะเดียวกันที่หอโคมแดง เดือนกับสิรีกำลังตื่นเต้นกับประดาของหอม เพอร์ฟูม ที่มีคนส่งมาให้บุปผาชุดใหญ่ ล้วนแล้วแต่ของนอกทั้งสิ้น
      
       “โอ้ว..เพอร์ฟูมฝรั่งเศสนี่ กลิ่นหอมยวนใจไม่เหมือนเพอร์ฟูมบ้านเราเลยนะจ๊ะแม่” เดือนว่า
       “คุณดิเรกเธอเพิ่งกลับจากฝรั่งเศส ก็เลยส่งของฝากพวกนี้มาให้บุปผา บุปผาลองเลือกดูสิ ถ้าไม่ชอบอันไหน ก็แบ่งๆให้คนอื่นๆได้เอาไปใช้เป็นบุญบ้าง” ผกาว่า
       บุปผามองของในกระเช้า แล้วหยิบของหอมขวดเล็กๆ 2 ขวด ส่งให้เดือนกับสิรี
       สองคนยิ้มร่าขอบอกขอบใจใหญ่ “ขอบใจจ้ะบุปผา”
       สองสาวตาโตตื่นเต้น ลองของหอมกันใหญ่ แล้วบุปผาก็ยกทั้งกระเช้าที่เหลือให้ผกา
       “ที่เหลือนี่ ฉันยกให้แม่หมดเลยจ้ะ”
       ผกามองบุปผาแล้วยิ้มเยื้อน ไม่เสียใจเลยที่เก็บมันมาเลี้ยง พิกุลมองตาละห้อย แต่บุปผาไม่ให้อะไรกับมุกและพิกุลสักอย่าง ทำให้มุกแค้นใจ สะบัดตัวลุกขึ้น
       “อีพิกุล เราไปช่วยนังเพ็ญยกสำรับกับข้าวดีกว่า”
       พิกุลไม่อยากไป “แต่...” ตายังมองของหอมของบุปผาตาละห้อยอยู่
       ผกานึกสงสาร หยิบของเห็นชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งจากกระเช้าส่งให้พิกุล
       “เอ้า..มากมายขนาดนี้ แม่ใช้ไม่หมดหรอก แบ่งๆ กันใช้”
       พิกุลรับมาแล้วยิ้มด้วยความดีใจ ไม่สนใจมุกเลย มุกยิ่งโมโห ฮึดฮัดฟึดฟัด แล้วเดินออกไปอย่างฉุนเฉียว
      
       มุกเดินฮึดฮัดๆ เข้ามาในครัว ขณะที่เพ็ญกำลังตักแกงใส่ชามเล็กๆ แยกเป็นคนๆ สาละวนอยู่
       “หิวแล้วเหรอจ๊ะแม่มุก ป้าทำจวนเสร็จแล้ว รออีกเดี๋ยวเดียว”
       มุกนิ่งคิดอะไรบางอย่าง แล้วเดินไปที่สำรับที่ใส่ชามแกง
       “ฉันช่วยถือถาดชามแกงนี่ไปให้ก่อนนะ”
       “ขอบใจๆ” เพ็ญหันไปวุ่นวายกับอย่างอื่นต่อ
       ส่วนมุกก้มมองที่ชามแกงถ้วยเล็กๆ ที่เรียงรายอยู่ในถาด
       มุกหันไปมองเพ็ญอีกที จนแน่ใจว่าเพ็ญไม่ได้สนใจตน จึงหันกลับมามองชามแกงในถาด แล้วค่อยๆ บ้วนน้ำลายลงในชามแกงใบหนึ่ง นอกจากนี้ยังถอดรองเท้า แล้วเอารองเท้ามากวนในชามแกง
       จากนั้นมุกเดินถือถาดใส่ชาดแกงออกไปพลางยิ้มร้ายออกมาในสีหน้า
      
       มุกเอาชามแกงเข้ามาวางเสิร์ฟรายตัว แต่ชามแกงที่บ้วนน้ำลายไว้ และใช้รองเท้ากวนในชาม นั้น จำเพาะเจาะจงที่จะวางเสิร์ฟให้บุปผาโดยเฉพาะ
       บุปผาพูดพอเป็นพิธี “ขอบใจ”
       “ไม่เป็นไร...”
       เพ็ญเดินยกถามสำรับอาหารอย่างอื่นๆ ตามเข้ามา ทุกคนเริ่มลงมือกิน มุกแอบชำเลืองมองอย่างลุ้นๆว่าบุปผาจะกินแกงรึยัง แต่ก็ต้องแอบขัดใจเพราะบุปผามัวแต่กินอย่างอื่น ไม่กินแกงเสียที
       “บุปผา พรุ่งนี้คุณศักดิ์ชัยเขาจองตัวเธอนะ” ผกาบอก
       บุปผาเบ้ปาก “ไปกับคุณศักดิ์ชัยทีไร เนื้อตัวเขียวช้ำทุกที”
       “แต่คุณศักดิ์ชัยเขาเงินถุงเงินถังนะ เขาจ่ายค่าตัวบุปผาไม่เคยอั้น”
       “ก็จ่ายคุ้มกับที่สนุกกับฉันไม่เคยยั้ง ไม่เคยพอ เหมือนกันแหละจ้ะแม่ ไม่ละ พรุ่งนี้ฉันขอพักดีกว่า”
       ผกาพยักหน้า ยอมตามใจ
       มุกอดปาก แขวะออกมาไม่ได้ “เรื่องมากจริง”
       บุปผาสวนกลับไม่ยอมแพ้ “ที่เรื่องมากได้ก็เพราะฉันมีดียังไงล่ะ ไม่เหมือนคนบางคนหรอก บางวันไม่ได้รับแขกเลยสักคน ใกล้จะปลดระวางเต็มทีแล้วละ”
       “เออฉันจะรอดูนะนังบุปผา...ว่าวันไหนที่แกแก่เหนียงยาน ถกผ้าถุงรอผู้ชาย ถึงขนาดยอมลงทุนนอนแบให้เขาเปล่า เขายังเมิน วันนั้นละ..แกก็จะได้ชื่อว่ากะหรี่ปลดระวางเหมือนกันนั่นแหละวะ”
       “คนอย่างฉัน ไม่มีวันมีวันนั้นหรอก”
       แล้วบุปผาก็สะบัดลุกเดินไปอย่างอารมณ์ เดือนตะโกนตาม
       “ไม่กินข้าวแล้วเหรอบุปผา”
       “กินไม่ลงแล้ว ทนเหม็นปากคนบางคนไม่ไหว” บุปผาเดินขึ้นห้องไปเลย
       มุกได้แต่ฮึดฮัดๆ พิกุลมองชามแกงของบุปผาแล้วคว้ามาราวกับกลัวใครจะแย่ง
       “บุปผามันไม่กินแล้ว ฉันกินเอง” พูดจบพิกุลก็ตักแกงชามนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อยทันที
       มุกพยายามห้ามพิกุล แต่ก็ไม่ทันแล้ว มุกเลยได้แต่เจ็บใจที่แกล้งบุปผาไม่สำเร็จ พิกุลซวยแทนเพราะความตะกละ
      
       ผกามองความบาดหมางของลูกๆ ด้วยสีหน้าอ่อนใจ


  


       บุปผาเดินอารมณ์เสียกลับเข้ามาในห้อง กระแทกตัวลงนั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ภาพสะท้อนให้เห็นเงาตัวเองในกระจกเป็นหญิงงามจัดคนหนึ่ง
      
       “ฉันจะไม่มีวันเป็นอย่างนั้น สักวันหนึ่ง..ฉันจะต้องได้ดี ฉันจะต้องเจอกับผู้ชายดีๆ แล้วฉันจะไปให้พ้นจากที่นี่ให้ได้”
       ภาพบุปผาทั้งตัวจริง และเงาสะท้อนในกระจกมุ่งมั่นมาดหมายมาก
      
       คืนนั้นที่บ้านไอศูรย์ แลเห็นไอศูรย์เดินท่าทางเหนื่อยล้าเข้ามาในบ้าน คุณหญิงแจ่มจันทร์ผู้เป็นมารดาถลาเข้ามาหา
       “ทำไมกลับบ้านช้าจริงพ่อต้น”
       “วันนี้มีผ่าตัดด่วนน่ะครับแม่ เป็นคนร้าย ถูกตำรวจยิงมา อาการสาหัส ผ่าตัดอยู่หลายชั่วโมงเลยครับ..กว่าจะเสร็จ”
       “เฮ้อ..มัวแต่เอาเวลาไปช่วยรักษาคนร้าย คนดีๆ อย่างลูกแม่เลยต้องเหนื่อยแย่เลย เอ้อ...นี่มีคนมารอพบต้นอยู่นานแล้วแน่ะ”
       ไอศูรย์แปลกใจ “ใครครับ”
      
       ไอศูรย์เดินเข้ามาในห้องรับแขก สีหน้าของหมอหนุ่มตื่นเต้นเมื่อเห็นว่าใครมารอพบเขาอยู่
       “เพชร กลับเมืองไทยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับเนี่ย”
       เพชรลุกขึ้นรับไอศูรย์ พลอยยืนตาม ยกมือไหว้ไอศูรย์ด้วย
       “ผมเพิ่งกลับมาถึงเมื่อกลางวันนี้เองครับพี่ต้น แล้วไปไหว้ผู้ใหญ่มาทั่วเมืองก่อนจะไปรับยายพลอยกลับจากมหาวิทยาลัย แล้วก็มาแวะมาบอกข่าวว่าผมกลับมาแล้วที่นี่เป็นที่สุดท้ายครับ”
       ไอศูรย์หันไปมองพลอย พลอยสบตาไอศูรย์ แล้วใจเต้นตึกตัก หลงรักแต่แรกเห็น
       “นี่น้องพลอยหรือเนี่ย พี่จำไม่ได้เลย เข้ามหาวิทยาลัยแล้วด้วย” ไอศูรย์ยิ้มทัก
       เพชรบอกอย่างภาคภูมิใจ “เพิ่งเป็นนิสิตใหม่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯครับพี่ต้น”
       “เก่งจริง…”
       พลอยยิ้มปลื้มที่ถูกชมซึ่งหน้า แล้วแอบมองไอศูรย์อีกครั้ง รู้สึกใจเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
      
       ขณะเดียวกันที่บ้านเทพบริบาล ประตูห้องโถงเปิดอยู่แล้ว นายพลเทพอ่านหนังสืออยู่ ส่วนคุณหญิงมณีกำลังดูเครื่องเพชร
       มัทนาเคาะที่หน้าประตูเบาๆ เพื่อให้สัญญาณแก่คุณหญิงมณีก่อนจะเดินเข้ามาในห้อง แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าคุณหญิงมณี
       “คุณแม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับมัทคะ”
       นายพลเทพหยุดอ่านหนังสือ หันมาฟังอย่างตั้งใจ คุณหญิงมณีมองหน้ามัทนาเต็มตา ลูบหัวลูกสาวอย่างรักใคร่
       “ปีนี้ลูกสาวแม่โตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเป็นยังไงบ้างลูก”
       “ก็สนุกดีค่ะคุณแม่ มัทได้พบเพื่อนใหม่เยอะแยะเลยค่ะ มัทเลยรู้สึกโลกมันกว้างกว่าที่เคยเป็น”
       นายพลเทพหัวเราะเบาๆ “ยิ่งเติบโต ยายหนูของพ่อก็จะยิ่งได้เห็นโลกมากขึ้น และได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ลูก...”
       คุณหญิงมณีพยายามตบเข้าเรื่องที่ตั้งใจจะพูดแต่แรก “และหนทางที่จะก้าวเดินไปข้างหน้านั้น ย่อมมีทั้งสุขและทุกข์”
       “ค่ะ” มัทนายังงงๆ ว่าแม่จะพูดอะไร
       “เพราะฉะนั้นแม่ถึงอยากจะมั่นใจว่าคนที่อยู่เคียงข้างหนูในวันที่พ่อกับแม่ไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว เขาเป็นคนดีจริงๆ”
       “คุณแม่กำลังจะบอกอะไรมัทคะ”
       คุณหญิงมณีพูดช้าๆ ท่าทีจริงจัง “แม่อยากให้หนูหมั้นกับลูกชายของเพื่อนแม่”
       มัทนาตะลึง
       “แม่ให้คนไปสืบประวัติมาหมดแล้ว เขาเป็นคนดี ชาติตระกูลดี เรียนจบจากเมืองนอก และไม่มีเบื้องหลังในชีวิตอะไรให้น่ากังวล แม่คิดว่าเขาเหมาะสมกับลูกสาวคนเดียวของแม่มาก”
       มัทนายังพูดอะไรไม่ออกอยู่ นายพลเทพสงสารลูกจับใจ คุณหญิงมณีมองหน้าลูกสาวอย่างจับความรู้สึก
       “หนูไม่ได้รักกับใครที่ไหนอยู่ใช่ไม๊ลูก”
       สีหน้ามัทนาครุ่นคิด
       เหตุการณ์ตอนที่ไอศูรย์กับมัทนาสบตากัน ราวโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ ผุดขึ้นมา มัทนานึกถึงไอศูรย์!!
      
       มัทนายังตะลึงนิ่งอั้นพูดอะไรไม่ออกอยู่
       คุณหญิงมณีถามย้ำ “ลูกมัทไม่ได้รักชอบอยู่กับใครใช่ไม๊จ๊ะ”
       มัทนาตอบเสียงแผ่ว “ไม่มีค่ะคุณแม่”
       คุณหญิงเยื้อนยิ้มพอใจ “งั้นก็ดีแล้ว อาทิตย์นี้แม่จะได้นัดเพื่อนแม่ให้พาลูกชายมาเที่ยวที่บ้านเรา หนูจะได้ทำความรู้จักกับพี่เขาไว้”
       “ค่ะคุณแม่”
      
       มัทนามีท่าทีซึมไปเลย


  


       มัทนาเดินหน้าเศร้าซึมเศร้ากลับมาที่ห้อง แล้วล้มตัวลงนอนที่เตียง อยากจะร้องไห้ เพราะเพิ่งจะเคยรู้สึกรักใครเป็นครั้งแรกชีวิต ก็เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นเสียแล้ว
      
       หากมองออกไปนอกหน้าต่างยามนั้น จะเห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยเด่น แต่มีเงาไม้บดบัง ราวกับจะบอกเล่าว่าความรักระหว่างมัทนากับไอศูรย์ ที่มีอุปสรรคขัดขวาง
      
       ด้านนายพลเทพ นอนอยู่บนเตียงแล้ว ด้วยสีหน้าหนักใจ ในขณะที่คุณหญิงมณีเพิ่งก้มลงกราบพระกับหมอนเสร็จ แล้วจึงล้มตัวลงนอน ท่านนายพลเหลือบมองคุณหญิงอย่างเกรงใจก่อนจะถาม
       “คุณหญิงคิดดีแล้วหรือ ผมเกรงว่ามันจะเป็นการบังคับฝืนใจลูก..ถ้าลูกไม่ชอบ”
       “ดิฉันเชื่อว่า..ดิฉันคิดไม่ผิดหรอกค่ะ แล้วคนเป็นแม่ย่อมต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกกันทั้งนั้น โดยเฉพาะ…” คุณหญิงมณีเน้นคำ “ลูกคนเดียวอย่างยายมัท”
       นายพลเทพลอบถอนใจ ไม่พูดอะไรอีก คุณหญิงมณีพลิกตัวนอนหันหลังให้สามีคล้ายจะหลับ แต่จริงๆ แล้วยืนลืมตาโพลงอยู่ เพราะคิดถึงอะไรบางอย่าง
       ที่แท้คุณหญิงมณี กำลังนึกถึงเรื่องราวในอดีต
      
       เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 18 ปี ก่อน ที่บ้านของชไมในจังหวัดเชียงใหม่ เวลาช่วงกลางวันวันนั้นชไมกำลังเอาสายสิญจน์ผูกข้อมือคุณหญิงมณีพลางอวยพร
       “เทวดาอารักษ์ เหล่าเทพรักษา พระพุทธคุ้มครอง ดิฉันขอให้ลูกคนนี้ของท่านนายพลกับคุณหญิงเป็นอภิชาตบุตรนะคะ”
       มณียิ้ม แล้วเอามือลูบท้องตัวเองอยู่อย่างนั้นขณะบอก
       “ไม่ว่าลูกคนนี้จะเป็นลูกผู้หญิงหรือลูกผู้ชาย ก็จะเป็นลูกคนแรกของเราค่ะคุณชไม แล้วหลังจากนี้ดิฉันจะมีลูกให้ท่านนายพลได้เชยชมอีกหลายๆ คนเลยค่ะ ท่านนายพลท่านอยากมีลูกหลายๆ คน ท่านว่า..บ้านจะได้ครึกครื้นดีน่ะค่ะ”
       ชไมพูดเสียงหนักแน่น “ไม่ค่ะคุณหญิง”
       มณีชะงัก มองหน้าชไมอย่างไม่เข้าใจ
       “คุณหญิงจะมีลูกแค่คนนี้คนเดียวเท่านั้น หลังจากท้องนี้แล้ว คุณหญิงจะมีลูกอีกไม่ได้ค่ะ”
       มณีโมโหพุ่งพล่าน “ไม่! ดิฉันไม่เชื่อ! ดิฉันก็ยังอายุน้อย ท่านนายพลเองก็ยังอายุไม่มากเท่าไหร่ ทำไมเราถึงจะมีลูกอีกไม่ได้ เป็นหมอดูยังไง ดูไม่แม่นเลย”
       พูดจบคุณหญิงมณีก็คว้ากระเป๋า แล้วเดินปังๆ ออกไปทันที ทิ้งให้ชไมมองตามอย่างปลงๆ
      
       เวลาผ่านไปคุณหญิงมณีที่ท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที นอนดิ้นทุรนทุราย ร้องครวญครางอยู่บนเตียง โดยนายพลเทพมองอยู่อย่างตื่นตะลึงทำอะไรไม่ถูก เห็นบนที่นอนมีเลือดเปรอะเปื้อนอยู่เป็นดวงแลดูน่ากลัว
       “ใครอยู่ข้างนอก ไปเอารถออกมาเร็ว คุณหญิงตกเลือด”
       มณียังคงดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียงอย่างทรมาน
       เวลาผ่านไปคุณหญิงมณีนอนอุ้มเด็กอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง นายพลเทพกับหมอยืนอยู่ข้างเตียง
       “โชคดีนะครับที่ท่านนายพลพาคุณหญิงมาถึงมือหมอได้เร็ว จึงปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูก”
       ท่านนายพลยิ้มดีใจ แล้วจับมือลูกสาวเล่น
       “แต่หมอเสียใจนะครับที่จะต้องบอกว่า...คุณหญิงมณีคงไม่สามารถมีลูกได้อีกแล้ว”
       คำพูดนั้นของหมอกระแทกเข้าที่ใบหน้าคุณหญิงมณีอย่างจัง คุณหญิงตื่นตะลึง
      
       เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือน คุณหญิงมณีกับชไมกำลังนั่งดูการรำฟ้อนพิธีบายศรีสู่ขวัญอยู่ด้วยกัน เมื่อการแสดงจบ มณีก็หันมาพูดกับชไมด้วยสีหน้าเศร้าๆ
       “คุณชไมเป็นหมอดูตาทิพย์จริงๆ ค่ะ หมอบอกว่า..ดิฉันไม่สามารถมีลูกได้อีกแล้ว เพราะจะเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษและอาจถึงตายได้อีก” น้ำเสียงคุณหญิงซึมๆ “เสียดายจังค่ะท่านนายพลท่านอยากมีลูกชายหญิงหลายๆ คน”
       ชไมมองตาคุณหญิงมณีนิ่ง ก่อนจะพูดอย่างเนิบช้า
       “ดิฉันพูดว่า คุณหญิงจะมีลูกอีกไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านนายพลจะมีลูกอีกไม่ได้นี่คะ”
       มณีนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง “นี่หมายความว่า” คุณหญิงนึกรู้ ส่ายหน้าทันที “ดิฉันไม่เชื่อ ท่านนายพลไม่ใช่ผู้ชายเหลวไหล! ดิฉันไม่เชื่อ”
       ชไมมองหน้าคุณหญิงมณีนิ่ง ไม่ตอบอะไร คุณหญิงเริ่มใจคอไม่ดี เพราะรู้แล้วว่าชไมไม่เคยทำนายผิด แล้วชไมก็เอื้อมมือมาจับมือเด็กไว้
       ชไมหลับตานิ่งเพ่งดูทางจิตอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อยลืมตาขึ้นบอกคุณหญิงมณี
       “คุณหญิงต้องระวังลูกของท่านนายพลที่เกิดกับหญิงอื่นให้มากนะคะ เพราะลูกของท่านนายพลที่เกิดกับหญิงอื่นจะย้อนกลับมาทำร้ายลูกของคุณหญิงจนถึงชีวิตในภายหลังค่ะ”
      
       คุณหญิงมณีตะลึง


  


       ไม่นานหลังจากนั้น คุณหญิงมณีกำลังอยู่ในอารมณ์ร้อนใจสุดๆ สร้อยเข้ามารายงาน
      
       “สร้อยไปสืบได้เรื่องมาแล้วค่ะคุณหญิง”
       มณีเข้าไปเขย่าตัวสร้อย “ได้เรื่องว่าไง”
       “ท่านนายพลไปมีเมียอีกคนอยู่ที่แถวหัวเมือง ชื่อนังอุ่นเจ้าค่ะ แล้วตอนนี้นังอุ่นมันก็ท้องแก่ใกล้คลอดแล้วด้วยเจ้าค่ะ”
       คุณหญิงมณีโกรธสุดขีด เดินไปค้นหาอะไรบางอย่างจากลิ้นชักแล้วเอามาโยนให้สร้อย
       “นังสร้อย ! แกเอาเงินนี่ไปจ้างใครก็ได้ที่ไว้ใจได้ แล้วไปจัดการอย่าให้นังผู้หญิงที่ชื่อ อุ่น กับลูกของมัน มีชีวิตอยู่อีกต่อไป”
       ภาพเรือนของอุ่น ตอนที่ไฟกำลังโหมไหม้ชนิดที่อุ่นไม่มีทางรอดตายได้เลย ตามคำบอกเล่าของสร้อยผุดขึ้นมาอีกครั้ง
       เวลาต่อมา คุณหญิงมณีกำลังอุ้มลูกอยู่ ทอดสายตามองไปไกล ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดคุณหญิงเห็นนายพลเทพผู้เป็นสามี กำลังดูต้นไม้อยู่ เธอรู้สึกว่าเขายังหนุ่มและมีเสน่ห์อยู่มากจนน่าระแวง
       “นังสร้อย แกรู้จักหมอยาฝีมือดีที่ไหนบ้างไม๊”
       “คุณหญิงถามทำไมหรือเจ้าคะ” สร้อยเอาหลังมือแตะตัวเด็กทารกลูกสาวคุณหญิง “เอ๊..ตัวก็ไม่ร้อนนี่เจ้าคะ”
       “ลูกสาวฉันสบายดี แต่ฉันกำลังคิดถึงคำทำนายของคุณชไมอยู่ต่างหาก เธอบอกว่า..ถึงฉันจะมีลูกอีกไม่ได้ แต่ท่านนายพลยังจะมีลูกอีกได้ และลูกที่เกิดกับผู้หญิงอื่นนั่น จะย้อนกลับมาทำร้ายลูกฉัน เพราะฉะนั้น..ถึง นังอุ่นมันจะตายไป แต่ท่านนายพลก็อาจจะไปมีเมียน้อยคนอื่นได้อีก เพราะฉะนั้น ฉันต้องการความแน่ใจว่า ท่านนายพลจะไปมีลูกกับใครอื่นไม่ได้ต่อไป”
      
       หลังจากนั้นไม่นานสร้อยสืบเสาะจนพบหมอยาชื่อ ตาเถา ซึ่งเวลานี้กำลังส่งยาหม้อถุงหนึ่งให้คุณหญิงมณี แล้วบรรยายบอกสรรพคุณ โดยมีสร้อยอยู่ด้วย
       “เอ้า เอายานี่ไปผสมน้ำ 1 กา แล้วต้มในคืนเดือนแรม ที่ฟ้ามืดสนิท แล้วเอาผสมกับอาหารให้ท่านนายพลกินทุกวัน ไม่เกินหนึ่งเดือน ท่านนายพลก็จะไม่สามารถทำให้ผู้หญิงคนไหนมีลูกได้อีก”
       สร้อยอดสงสัยไม่ได้ “ไม่สามารถทำให้ผู้หญิงคนไหนมีลูกได้อีกแต่ไม่ได้หมายความว่าท่านนายพลจะทำ” สร้อยชำเลืองมองคุณหญิงมณีก่อนพูด “กิจอย่างว่า ไม่ได้ใช่ไม๊จ๊ะพ่อหมอ”
       ตาเถาหัวเราะชอบใจ “ไอ้ “กิจอย่างว่า” น่ะทำได้ คุณหญิงไม่ต้องห่วงหรอก เพียงแต่ว่าจะมีลูกอีกไม่ได้แล้ว”
       คุณหญิงมณีก้มลงมองดูถุงยาหม้อในมือตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มพอใจ แต่แววตาเหี้ยมเกรียม
      
       สีหน้าอันเหี้ยมเกรียมจากเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ฉายชัดอยู่บนใบหน้าสวมสมวัยของคุณหญิงมณีที่กำลังนอนอยู่บนเตียงแบบเดียวกันเป๊ะ ขณะคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือของตน
      

       วันต่อมา ช่วงตอนกลางวัน บุปผา ศัตรูที่คุณหญิงมณีคิดว่าได้กำจัดไปจนสิ้นซากแล้ว แท้จริงยังมีชีวิตอยู่ และยังเฉิดฉายและร้อนแรงอยู่ในหอโคมแดง แห่งนี้
      
       พิกุลมีสีหน้าตกใจพอฟังที่มุกบอก
       “หา แกถ่มน้ำลายลงในชามแกง เอารองเท้ากวนในชามแกง ของนังบุปผามันเหรอ”
       มุกรีบกระโดดปิดปากพิกุลทันที แล้วเหลียวหน้าเหลียวหลังดูว่ามีใครมาได้ยินหรือไม่ แต่ก็ไม่เห็นใคร
       แต่หากสองสาวมองขึ้นไปก็จะเห็นว่าบุปผาเดินอยู่ที่ระเบียงชั้น 2 และได้ยินเข้าพอดี จึงรีบหลบเข้าชิดผนังแล้วแอบฟังต่อไป โดยที่มุกและพิกุลไม่เห็น
       “ก็ฉันเกลียดมันนี่ มันไม่เห็นหัวคนอื่น นี่ถ้าฉันถ่มน้ำลายใส่หน้ามันได้ หรือเอารองเท้าตบหน้ามันได้ฉันทำไปแล้ว”
       ขาดคำ มุกก็ถูกของปาใส่ โดนเข้าที่หัวคิ้วอย่างจัง จนเลือดไหลซึมออกมาทันที
       “โอ๊ย” มุกร้อง ชณะเอามือแตะที่แผล โดยอัติโนมัติ เห็นมือของมุกเปื้อนเลือด
       มุกเงยหน้ามองที่มา จึงเห็นว่าเป็นฝีมือของบุปผา มุกโมโหจนทนไม่ไหว หันไปคว้าของใกล้มือแล้วปากลับไปใส่บุปผาบ้าง แต่บุปผาอยู่ในจุดที่ชัยภูมิดีกว่า จึงไม่โดนเลย บุปผาคว้าของอย่างอื่นมาปาใส่มุกอีก มุกก็โต้ตอบไม่ยอมแพ้ จึงเกิดเป็นสงครามย่อยระหว่างมุกกับบุปผา พิกุลได้ร้องวี้ดว้ายแล้วหลบของที่บุปผาปาลงมา
       ผกา เพ็ญ เดือน สิรี ได้ยินเสียงโหวกเหวกพากันวิ่งออกมาดู
       ผกาแผดเสียงดังสนั่น “อะไรกัน อะไรกัน”
       มุกรีบฟ้องทันที “นังบุปผามันเอาของเขวี้ยงใส่หัวฉัน”
       “อ้าว..บุปผา ทำไมทำอย่างนั้นล่ะ” ผกาแปลกใจ
       “ก็พี่มุกบ้วนน้ำลายใส่ชามแกง และเอารองเท้าลงไปกวนในชามแกง ของฉันเมื่อวานน่ะสิแม่”
       เดือน สิริ และเพ็ญ ทำหน้าอี๋แขยงไปตามๆ กัน
       “ดีนะที่ฉันไม่ได้กิน” บุปผาบอก
       พิกุลเสียงอ่อยๆ “แต่ฉันกิน”
       “แม่ต้องทำโทษนังบุปผามันนะ มันทำฉันหัวแตก” มุกไม่ยอม
       “แต่พี่มุกแกล้งฉันก่อน” บุปผาก็ไม่ยอม
       “เอาละๆ ผิดทั้งคู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้น…”
      
       ไม่นานต่อมาผู้หญิงทั้ง 3 คน บุปผา เดือน และ มุก เดินนวยนาดเข้ามาที่โรงพยาบาล บุปผาเดินนำไปบอกพยาบาล
       “มาทำแผล...” บุปผาชี้ไปที่มุก “หัวแตกค่ะ” พยาบาลเดินไปหามุก
       “เชิญทางนี้ค่ะ”
       มุกเดินไปกับพยาบาล จะพาไปหาหมอให้ดูอาการ บุปผากับเดือนขยับจะตามไป บุปผาแอบเบ้ปากใส่มุก แล้วหยุดเดินหันมาพูดกับเดือน เลยยังไม่ทันเห็นไอศูรย์ที่ใส่เสื้อกาวน์ชุดหมอเดินเข้าไปถามไถ่อาการของมุกอยู่
       “เฮอะ ! นี่ถ้าแม่ผกาไม่สั่งให้ฉันพาพี่มุกมาหาหมอละก็ ฉันไม่มีวันยอมมาหรอก”
       พูดจบบุปผาก็จะเดินตามมุกไปแต่แล้วก็ต้องชะงัก สายตาของบุปผาเห็นไอศูรย์จังๆ
       บุปผามีสีหน้าตื่นตะลึง หลงรักไอศูรย์ทันที เดือนหันมามองดูบุปผาอย่างงงๆ ยังไม่รู้ว่าบุปผาปิ๊งไอศูรย์เข้าให้แล้ว
       จังหวะนี้ชาวบ้าน 2 คนเดินผ่านบุปผากับเดือนไปพอดี ชาวบ้าน 2 คนนั้นชี้ชวนให้กันดูมุกที่แต่งตัวสีสันฉูดฉาดอย่างโสเภณีไม่เหมือนคนปกติทั่วไป
       “ดูนั่นสิ..ท่าทางจะเป็นผู้หญิงอาชีพอย่างว่า...”
       ชาวบ้านอีกคนพูดจาอย่างดูถูก “อย่าเดินเข้าไปใกล้ๆ ประเดี๋ยวเสนียดจะโดดมาติดตัวเรา”
       บุปผาเม้มปากทันที รู้ดีว่าชาวบ้านทั่วไปรังเกียจคนที่มีอาชีพอย่างหล่อน
       ไอศูรย์ถามมุก “ไม่ทราบว่ามีญาติมาด้วยไม๊ครับ”
      
       มุกหันมาจะชี้บุปผาให้ไอศูรย์ดู แต่ก็ไม่เห็นทั้งบุปผาและเดือนแล้ว มุกหน้าเหวอไปเลย


  


       เดือนแทบจะต้องวิ่งตามบุปผาที่เดินลิ่วพรวดพราดออกมาจากโรงพยาบาลอย่างเร็วรี่ ด้วยบุปผาไม่อยากให้ไอศูรย์รู้ว่าเธอเป็นโสเภณี
      
       “บุปผา จะรีบไปไหนน่ะ แล้วเราจะทิ้งพี่มุกเอาไว้อย่างนั้นเหรอ”
       “เดี๋ยวพี่มุกเขาก็กลับบ้านเองได้แหละน่า เขาไม่ได้ปัญญาอ่อนสักหน่อ”
       “แต่แม่ผกาให้บุปผาพาพี่มุกมาทำแผลนะ บุปผาทิ้งพี่มุกไว้ตามลำพังที่โรงพยาบาลอย่างงั้น มีหวังได้เป็นเรื่องอีก”
       บุปผาบอกอย่างถือดี “เป็นเรื่องก็เป็นเรื่องสิ กลัวซะที่ไหน”
       “แล้วนี่บุปผาจะรีบไปไหน”
       “กลับบ้าน” บุปผาโกหก “ฉันลืมไปน่ะว่าวันนี้นัดแขกเอาไว้”
       เดือนงง “อ้าว..เหรอ ไหนว่าวันนี้บุปผาขอพักไง”
       บุปผาหงุดหงิดใส่ “อย่าถามเซาซี้ได้ไม๊เดือน”
       เดือนหุบปากทันที แล้วเดินตามบุปผาไปเงียบๆ บุปผายังหมกมุ่นครุ่นคิดถึงไอศูรย์ตลอดเวลา
      
       เวลาเดียวกัน คุณหญิงมณีเดินมาส่งมัทนาขึ้นรถเพื่อไปมหาวิทยาลัย
       “อย่าลืมนะลูก..อาทิตย์นี้แม่จะนัดเพื่อนแม่ให้พาลูกชายมาบ้านเรา”
       มัทนารับเสียงอ่อยๆ “ค่ะคุณแม่”
       คุณหญิงมณีชะเง้อมองหารถ
       “เอ๊ะ ทำไมนายสินยังไม่เอารถมารออีก”
       ทันใดนั้นรถคันหรูประจำบ้านก็แล่นเข้ามาจอดที่หน้าตึก คนที่ทำหน้าที่คนขับกลายเป็นนายพลเทพซะนี่ คุณหญิงมณีกับมัทนามองอย่างงงๆ
       “อ้าว..ท่านนายพลจะไปไหนคะ แล้วนี่นายสินหายไปไหน”
       “นายสินมันลาป่วย ผมก็เลยคิดว่าจะขับรถไปส่งลูกสาวเราไปมหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง”
       มัทนายิ้มดีใจ “ดีจังค่ะคุณพ่อ” พลางหันมาทางแม่ “มัทไปก่อนนะคะ” ไหว้ลาแม่แล้ววิ่งขึ้นรถไป
       คุณหญิงมณีมองตามรถไป ยิ้มมีความสุข เชื่อว่าชีวิตตอนนี้กำลังดำเนินไปในทางที่เธอขีด และต้องการทุกประการแล้ว
      
       นายพลเทพเป็นคนขับรถ ขับแล่นมาตามทาง มัทนานั่งมาข้างๆ ใบหน้ายิ้มแย้ม
       “วันนี้คุณพ่อว่างหรือคะ”
       “ไม่ว่างหรอก”
       มัทนางง หน้าเหวอ “อ้าว”
       “แต่พ่อมีเรื่องอยากคุยกับมัทตามลำพังน่ะ”
       มัทนารู้ทันที “เรื่องที่คุณแม่คุยกับมัทเมื่อคืน”
       “ลูกสาวพ่อฉลาดเสมอ”
       นายพลเทพยิ้ม เอื้อมมือมาลูบหัวมัทนาเบาๆ อย่างรักใคร่เอ็นดูสุดหัวใจ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
       “แล้วมัทคิดว่ายังไงลูก”
       มัทนาถอนใจเบาๆ ก่อนบอก“มัท...ตามใจคุณแม่ค่ะ”
       “ทั้งๆ ที่มัทยังไม่เคยเจอหน้าค่าตาลูกชายเพื่อนแม่เขาเลยสักครั้งน่ะเหรอ มัท เรื่องคู่ครอง พ่ออยากให้ลูกเลือกด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะพ่อหรือแม่เป็นคนเลือกให้ เพราะผู้ชายคนนั้น...มัทจะต้องอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตนะลูก”
       “มัททราบค่ะคุณพ่อ แต่มัทก็เชื่อว่า...สิ่งที่คุณพ่อ คุณแม่ เลือกให้ลูก ต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอค่ะ”
       นายพลเทพลอบถอนใจ ไม่อยากให้ลูกถูกคลุมถุงชน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ส่วนมัทนาเอง
       สีหน้าก็ไม่สบายใจนัก แต่พยายามไม่แสดงออก เพราะไม่อยากให้พ่อกลุ้มใจมากไปกว่านี้
      
       นายสินพาตัวเองมานั่งอยู่ตรงหน้าผกา พิกุลกับสิรีนั่งแต่งเล็บอยู่ไกลๆ
       “วันนี้ฉันขอบุปผาได้ไม๊คุณผกา”
       “บุปผาไม่อยู่ เลือกคนอื่นแทนได้ไม๊ ที่ว่างอยู่ตอนนี้ก็มีพิกุลกับสิรีน่ะ”
       นายสินเบ้หน้า “ไม่ ฉันขอบุปผาแค่คนเดียวเท่านั้น โธ่...คุณผกา ฉันมาที่นี่ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว แต่ฉันไม่เคยได้ขึ้นห้องกับบุปผาสักที แต่คราวนี้...”
       นายสินล้วงหยิบเงินปึกใหญ่ออกมาส่งให้ผกา เป็นเงินที่ได้จากมัทนาเป็นค่าปิดปากไม่ให้บอกใครเรื่องที่ถูกโจรจับเป็นตัวประกันเมื่อวานนี้นั่นเอง
       “ฉันขอบุปผานะ..คุณผกานะ...”
       พิกุลกับสิรีแอบกระซิบนินทานายสินกัน
       “เชอะ ก็รู้ๆกันอยู่ว่านังบุปผาน่ะ มันเลือกแขกที่จะขึ้นห้องด้วยจะตายไป”
       สิริเห็นด้วย “ใช่ บุปผาน่ะ มันเลือกขึ้นห้องแต่กับลูกท่านหลานเธอเท่านั้น กระจอกงอกง่อย เป็นแค่คนขับรถเขาอย่างนายสิน บุปผามันไม่ชายตาแลร้อก”
       ผกาส่ายหน้า
       “แต่วันนี้บุปผามันไม่อยู่จริงๆ มันออกไปข้างนอก”
       ขาดคำของผกา บุปผากับเดือนก็เดินเข้ามาในบ้าน นายสินหันไปเห็นก็ยิ้มร่าออกมาทันที
       “นั่นไง บุปผากลับมาแล้ว” รีบเอาเงินยัดใส่มือผกา แล้วเดินไปหาบุปผาทันที “บุปผา วันนี้ขึ้นห้องกับผมนะ นะ…”
       บุปผาสะบัดมือนายสินออกอย่างไม่แคร์
       “ไม่!” แล้วเดินหนีขึ้นห้องส่วนตัวไปเลย
       นายสินได้แต่มองตามตาละห้อย พิกุลกับสิรีพยักพเยิดหน้าให้แก่กันเป็นเชิงว่า ไหมล่ะ บุปผามันไม่แลจริงๆ ผกาเดินเข้าไปหาเดือน
       “มุกล่ะ”
       เดือนยิ้มแหยทันที
      
       ตกกลางคืนบุปผาเดินเข้ามานั่งในห้อง สีหน้าครุ่นคิด ถึงเหตุการณ์วันนี้ ตอนที่บุปผาอยู่ที่โรงพยาบาล และกำลังจะเดินตามมุกไปหาหมอ แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นไอศูรย์เป็นครั้งแรก บุปผาสีหน้าตื่นตะลึง หลงรักไอศูรย์ทันที
      
       นึกขึ้นมาแล้ว บุปผายิ้มตาวาว คิดแผนอะไรบางอย่าง มีเสียงเคาะประตู แล้วผกาก็เข้ามา บุปผาหุบยิ้มทันที
       “แม่จะเข้ามาด่าฉันเรื่องที่ฉันทิ้งพี่มุกเอาไว้ที่โรงพยาบาลใช่ไม๊”
       ผกาพยักหน้า “ก็รู้ตัวนี่ว่าทำอะไรผิด” แม่เล้าใหญ่เสียงอ่อนลง ใช้ไม้นวมอบรม “บุปผาเอ๊ย..ถึงจะไม่ชอบหน้ากัน แต่เมื่อต้องอยู่ด้วยกัน ก็ควรจะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะลูก แม่น่ะไม่ได้อยากให้เจ้าทำอาชีพนี้เลย เพราะผู้หญิงอาชีพอย่างเราน่ะ ไม่มีใครรัก แล้วก็จริงใจกับเราเท่ากับคนอาชีพเดียวกันหรอก ในวันที่เราแก่เราเจ็บ และใกล้ตาย คนที่นั่งเฝ้าเราอยู่ข้างเตียง มันก็คือคนที่อยู่บ้านนี้ด้วยกันเท่านั้นแหละ”
       “ไม่แม่ คนอย่างฉัน ไม่มีวันตายอนาถาอย่างนั้นหรอก ชีวิตฉันมันจะต้องไปได้ดีกว่านั้น ฉันจะต้องได้เป็นคุณผู้หญิงบ้านใหญ่ เป็นสะใภ้ลูกท่านหลานเธอ บางที..ผัวฉัน เขาอาจจะเป็นหมอก็ได้นะแม่”
       ผกาฟังแล้วงง “บุปผาพูดอย่างนี้...หมายความว่ายังไงลูก”
      
       บุปผาไม่ตอบ แต่ยิ้มพราย นัยน์ตาเป็นประกายวาววับ หล่อนมีแผนอะไรบางอย่างในใจ


  


       เช้าวันต่อมา เหมือนมีสายตาของใครคนหนึ่งมาแอบดูไอศูรย์ ซึ่งกำลังยืนคุยงานอยู่กับพยาบาลตรงเคาน์เตอร์
      
       ที่แท้เป็นบุปผานั่นเองที่มาแอบดูอยู่ วันนี้บุปผาแต่งตัวสวยงามเรียบร้อยผิดปกติ เพราะไม่อยากให้ไอศูรย์รู้ว่าหล่อนเป็นโสเภณี มองต่อสักครู่หนึ่งแล้วบุปผาก็ผลุบตัวหลบหายไป
      
       ครู่ต่อมาบุปผาเดินมาที่มุมลับตาคน แล้วเปิดกระเป๋าหยิบเอาของออกมา มันเป็นมีดปลายแหลมเล่มหนึ่ง คมมีดเป็นประกายวาววับน่ากลัว อยู่ในมือขวาของบุปผา
       บุปผามองมีด ก่อนจะเอามีดวางลงบนฝ่ามือซ้าย แล้วใช้มือซ้ายนั้นกำมีดเอาไว้แน่นอยู่สักครู่ บุปผามีสีหน้ามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ตัดสินใจเด็ดขาด แล้วใช้มือขวาดึงมีดรูดออกจากมือซ้ายที่กำมีดอยู่อย่างรวดเร็ว ทำให้มีดบาดฝ่ามือข้างซ้ายของเธอเป็นแผลเหวอะหวะทันที
       ตัวตนของบุปผาเป็นคนใจกล้า ชนิดที่กล้าได้กล้าเสีย มุ่งมั่นจะเอาอะไรแล้วต้องเอาให้ได้ แม้ว่าจะต้องลงทุนด้วยการเจ็บตัวหล่อนก็ยอม
       บุปผาซึ่งเวลานี้มือซ้ายมีแผลมีดบาดเหวอะหวะ เลือดสีแดงฉานเปรอะเปื้อนเต็มมือ แต่บุปผากลับมีแววตาเป็นประกายพอใจเป็นอย่างยิ่ง
      
       บุปผาเดินกุมมือที่เลือดโชกเข้ามาในโรงพยาบาล สีหน้าเจ็บปวดมาก ตรงเข้าไปที่เคาน์เตอร์
       “ช่วยฉันด้วยค่ะ”
       พยาบาลวิ่งออกมาจากเคาน์เตอร์ มองมือบุปผาแล้วตกใจ
       “เชิญที่ห้องทำแผลเลยค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะรีบไปตามหมอมาให้”
       “หมอไอศูรย์ใช่ไม๊คะ” บุปผาถาม
       “คงจะเป็นหมออื่นน่ะค่ะ เพราะหมอไอศูรย์กำลังจะออกเวรแล้ว”
       บุปผาผิดหวัง นิ่งคิดไปนิดเดียวแล้วทำหน้าเจ็บปวดขึ้นมาทันที
       “โอ๊ย”
       พยาบาลตกใจรีบร้อนพาบุปผาไปห้องทำแผลทันที บุปผาเดินท่าทางกะปลกกะเปลี้ยไปกับพยาบาล แต่ก็ลอบยิ้มอย่างพอใจ
      
       พยาบาลพาบุปผาเข้ามานั่งในห้องตรวจแล้ว
       “รอสักครู่นะคะ”
       บุปผาพยักหน้ารับสีหน้าเพลียๆ แต่พอพยาบาลออกจากห้องไป บุปผาก็สีหน้ากลับเป็นปกติ มองสำรวจไปรอบๆ อย่างสนใจ ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลมาก่อน สักครู่พยาบาล ก็เดินนำหมอไอศูรย์เข้ามา
       “ดิฉันต้องขอโทษคุณหมอไอศูรย์ด้วยนะคะที่ตามตัวหมอมาอย่างกะทันหัน ทั้งๆ ที่คุณหมอได้เวลาออกเวรแล้ว”
       “ไม่เป็นไรครับ”
       บุปผาสมใจ รีบสำออยขึ้นมาทันที
       “โอ๊ย...”
       ไอศูรย์รีบลงนั่งข้างเตียง “ขอหมอดูแผลหน่อยครับ”
       บุปผายื่นมือข้างที่เจ็บให้หมอดู ไอศูรย์ดูแผล
       “คงต้องเย็บ…” ไอศูรย์หันไปสั่งพยาบาล “ไปเอาอุปกรณ์เย็บแผลมาทีครับ”
       พยาบาลออกไป
       บุปผาแกล้งทำหน้ากลัว “อื๋อ...”
       ไอศูรย์ยิ้มให้บุปผาปลอบใจ “ผมจะพยายามเย็บให้เบามือที่สุดครับ คุณถนัดมือขวาใช่ไม๊ครับ”
       บุปผาพยักหน้า
       “งั้นยังโชคดีที่เจ็บที่มือซ้าย และแผลไม่ลึกเท่าไหร่”
       บุปผาแสร้งทำหน้าแหย “ต้องเย็บกี่เข็มคะหมอ ฉันกลัว”
       “เย็บไม่กี่เข็มหรอกครับ ไปโดนอะไรบาดมาละครับนี่”
       “มีดค่ะ”
       ไอศูรย์สงสัย “แล้วทำไมถึงโดนมีดบาดมาในลักษณะนี้ได้ละครับ ไม่ใช่ลักษณะมีดบาดเพราะทำกับข้าวแน่”
       บุปผานิ่งไปนิดเดียว “อุบัติเหตุน่ะค่ะ”
       พยาบาลกลับเข้ามาพร้อมอุปกรณ์ทำแผล ไอศูรย์หันไปรับ แล้วเริ่มทำแผลให้บุปผา โดยมีพยาบาล คอยช่วยส่งอุปกรณ์ให้
        
       บุปผาไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตัวเองสักนิด สายตาเอาแต่จ้องมองแต่ไอศูรย์ไม่วางตาเอาเลย


  


       เวลาต่อมามือบุปผาได้รับการพันแผลเรียบร้อยแล้ว
      
       “วันนี้คงจะระบมแล้วก็ตึงๆ แผลหน่อยนะครับ แล้วหลังจากนี้ คุณต้องมาทำความสะอาดแผลที่โรงพยาบาลนี่ทุกวัน สัก 3 วันก็น่าจะดีขึ้นมากละครับ”
       บุปผาขยับจะพูดกับไอศูรย์ แต่พยาบาล เข้ามาเสียก่อน
       “คุณหมอคะ..รถที่บ้านคุณหมอมารอคุณหมออยู่นานแล้วค่ะ”
       ไอศูรย์พยักหน้ารับ แล้วหันกลับมาหาบุปผา
       “เดี๋ยวหมอจะจัดยาให้นะครับ” ไอศูรย์ลุกขึ้นจะไป
       บุปผายังไม่อยากให้ไอศูรย์ไป คิดอะไรอยู่สักครู่ แล้วก็ทำท่าโงนเงนเหมือนจะเป็นลม พูดออกมาเสียงแผ่ว
       “หมอ…”
       ไอศูรย์หันมาดูสีหน้าตกใจ “คุณ”
       ไอศูรย์วิ่งเข้ามารับร่างของบุปผาได้ทันก่อนที่บุปผาจะล้มฟาดพื้นไป แล้วอุ้มไปวางที่เตียงพยาบาล แล้วหันไปสั่งพยาบาล
       “เอาแอมโมเนียมาที”
       พยาบาลคนแรกออกไป ไอศูรย์หันไปสั่งพยาบาลอีกคน
       “ช่วยไปบอกคนรถของผมทีว่า..ให้เขาเอารถกลับไปที่บ้านก่อน และให้เรียนคุณแม่ด้วยว่าผมยังติดคนไข้อยู่ คงจะไปตามนัดไม่ได้”
       พยาบาลคนที่ 2 รับคำแล้วออกไป พยาบาลคนแรกเอาแอมโมเนียกลับเข้ามาให้ ไอศูรย์เอาแอมโมเนียให้บุปผาดม
      
       ด้านคุณหญิงมณีกำลังดูแลความเรียบร้อยสวยงามของชุดที่มัทนาใส่อยู่ ด้วยสีหน้าพึงพอใจ
       “เห็นไม๊..แม่บอกแล้วว่าลูกใส่ชุดนี้แล้วสวยมากจ้ะ”
       มัทนาท้วงสีหน้าไม่ค่อยดีนัก “แต่..อยู่บ้านแท้ๆ ชุดนี้มันจะไม่มากไปหน่อยหรือคะแม่”
       “ตามใจแม่เขาหน่อยเถอะ จะได้ไม่ต้องฟังเสียงบ่น”
       คุณหญิงหันไปค้อนท่านนายพลผู้เป็นสามี แล้วหันกลับมาพูดกับลูกสาวต่อ
       “ถึงจะอยู่บ้าน แต่คนที่เขาจะมาพบหนู เขาเป็นคนสำคัญนี่จ๊ะ”
       “ใครคะแม่”
       “คนที่แม่จะให้หนูหมั้นกับเขาน่ะ…”
       พอมณีพูดจบเพชรก็เดินเข้ามาพอดี มัทนาหันไปมองแล้วตะลึง
       “พี่เพชร!”
      
       ด้านบุปผาก็ค่อยๆ ปรือตาขึ้นเหมือนเพิ่งได้สติ เห็นไอศูรย์มองมาสีหน้าห่วงใย
       “ฉัน..เป็นลมไปเหรอคะหมอ”
       “ครับ คุณคงตกใจกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ประกอบกับอ่อนเพลียที่เสียเลือด เลยเป็นลมไปน่ะครับ”
       “ดีนะคะที่คุณหมอหันมารับตัวคุณเอาไว้ทัน ไม่อย่างนั้นศีรษะคุณอาจจะฟาดพื้นได้” พยาบาลบอก
       บุปผายกมือไหว้ไอศูรย์ “ต้องขอบพระคุณ-คุณหมอมากเลยค่ะที่ช่วยฉันไว้”
       “ไม่ต้องขอบคุณอะไรหรอกครับ มันเป็นหน้าที่ของหมออยู่แล้วที่จะต้องดูแลรักษาคนเจ็บอย่างดีที่สุด”
       “แต่ถึงยังไง ฉันก็คิดว่าคุณหมอมีพระคุณต่อฉันมาก และสักวันฉันจะต้องตอบแทนบุญคุณให้แก่หมออย่างแน่นอนค่ะ ฉันชื่อ..บุปผาค่ะ”
       “ครับ” ไอศูรย์ยิ้มนิดๆ
      
       ตลอดเวลา บุปผามองไอศูรย์ไม่วางตาราวกับจะกลืนกิน
      

       จบตอนที่ 1
ตอนที่ 2
      
       เพชรกับพลอย กำลังไหว้ทักทายคุณหญิงมณีกับนายพลเทพอย่างนอบน้อม ผู้ใหญ่ทั้งสองรับไหว้แล้วเยื้อนยิ้ม
      
       คุณหญิงมณีและนายพลเทพคุ้นเคยกับพลอย เพื่อนรักของลูกสาวดีอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยได้พบกับเพชร เพราะไปเรียนอยู่เมืองนอกหลายปี
       “แหม..ไม่เห็นไม่กี่ปี พ่อเพชรโตเป็นหนุ่มเต็มตัวเลยทีเดียว นี่ถ้าไปพบกันข้างนอก หรือไม่ได้พบพร้อมหนูพลอย ป้าคงจำพ่อเพชรไม่ได้” คุณหญิงว่า
       “จบนายร้อยมาจากอังกฤษรึ” ท่านนายพลถาม
       “ครับคุณลุง พอกลับมาถึงเมืองไทย..ผมก็รีบกลับมาไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ รวมทั้งคุณลุง คุณป้าด้วย เพื่อรายงานตัวว่ากลับมาแล้ว..นี่ล่ะครับ” เพชรบอก
       นายพลเทพยิ้ม “ดีๆ คนหนุ่มร่ำเรียนจบมาจากเมืองนอกเมืองนา จะได้เอาความรู้กลับมาช่วยกันพัฒนาประเทศ”
       “พี่เพชรก็ตั้งใจอย่างนั้นเต็มที่เลยค่ะคุณลุงเทพขา…”
       ทุกคนยิ้มแย้มชื่นมื่นให้กัน เพชรหันมามองมัทนา ด้วยแววตาหลงใหล คุณหญิงมณีเห็นแววตานั้นของเพชรก็นิ่งไป ดูออกว่าไม่ชอบใจนัก แต่ไม่แสดงอะไรออกมา เก็บอาการตามมารยาทสังคม
      
       ทางด้านไอศูรย์กำลังเอายาแก้อักเสบให้บุปผาและอธิบายวิธีการใช้ให้
       “ยานี่ต้องกิน 3 เวลาหลังอาหารนะครับ แล้วก็ต้องทำความสะอาดแผลทุกวัน วันแรกๆมาทำที่โรงพยาบาลนี่ก็ได้ แต่พอแผลแห้งแล้ว จะทำแผลเองที่บ้านก็ได้ครับ”
       “ค่ะหมอ” บุปผามองไอศูรย์ตาไม่ยอมกระพริบ
       แต่ไอศูรย์ไม่ได้สนใจนอกเหนือกว่าที่ควรจะเป็น
       “เรียบร้อยแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ”
       บุปผาไหว้ไอศูรย์อย่างชดช้อย และมองตามไอศูรย์ไปจนลับตา
      
       ไม่นานต่อมาแลเห็นบุปผาเดินกลับเข้ามาที่หอพร้อมของกินมากมาย สีหน้าร่าเริงมาก คนอื่นๆ หันมามองอย่างสนใจ
       “ไปไหนมาแต่เช้าเลยลูก” ผกาถาม
       บุปผาชูมือให้ดู “ฉันทำมีดบาดมือน่ะแม่ เลยไปให้หมอเย็บ”
       ผกาตกใจ “ถึงขั้นต้องเย็บเชียวเหรอลูก ไปทำอีท่าไหนถึงได้โดนมีดบาดขนาดจะต้องเย็บกันเลยทีเดียว”
       บุปผาตัดบท “จะท่าไหนก็ช่างมันเถอะแม่” ชูของที่ซื้อกลับมาให้ดูอีก “แต่ฉันซื้อของกินอร่อยๆมาฝากแม่กับทุกคนเลยนะ”
       บุปผาเอาของกินที่ซื้อมาเปิดให้ทุกคนดู คนอื่นๆ ฮือฮาชอบใจ ยกเว้นมุก
       “ต๊าย! น่ากินจัง” เดือนวี้ดว้ายตามเรื่อง
       “ขอบใจนะบุปผา”
       พิกุลว่าแล้วรีบหยิบของกินเข้าปาก จากนั้นหยิบชิ้นหนึ่งเดินเอามาส่งให้มุกอย่างหวังดี มุกรับขนมมามองแล้วเบ้หน้าใส่
       “ฉันไม่กินหรอก นังบุปผามันแอบใส่ยาพิษมาด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้”
       พูดจบมุกก็เอาของกินในมือปาใส่หน้าบุปผา บุปผาร้อง “โอ๊ย” รีบเอามือเช็ดของกินที่เลอะเต็มหน้าแล้วโดดขึ้นชี้หน้ามุกอย่างโกรธแค้น
       “ฉันอุตส่าห์ซื้อของกินอร่อยๆมาฝาก ทำไมพี่มุกมาทำยังงี้ล่ะ”
       แล้วบุปผาก็คว้าของกินมาปาใส่มุกบ้างอย่างไม่ยอมแพ้ ของนั่นเข้าเต็มๆ หน้ามุกเลย มุกโมโห โดดเข้าตบบุปผา แต่บุปผาหลบทัน แล้วตบกลับจนมุกเซถลาเสียหลัก แต่พอตั้งหลักก็โดดเข้าใส่บุปผาอีกครั้ง สองนางตบกันไปมา คนที่เหลือต้องเข้าช่วยแยกกันเป็นที่โกลาหล
      
       ที่บ้านเทพบริบาลเวลานั้น มัทนา คุณหญิงมณี นายพลเทพ เดินออกมาส่งเพชรกับพลอยขึ้นรถกลับ เพชรและพลอยยกมือไหว้ลาผู้ใหญ่ทั้งสอง มัทนาไหว้เพชร คุณหญิงจับตามองดูทั้งคู่อย่างจะจับสังเกต เพชรกับพลอยขึ้นรถแล้วขับออกไป ทันทีที่รถแล่นออกไป คุณหญิงมณีก็พูดขึ้นทันที
       “มัทไม่ได้ชอบพออยู่กับพี่ชายของยายพลอยนี่ใช่ไม๊ลูก”
       “โธ่..คุณแม่ขา มัทเห็นพี่เพชรมาตั้งแต่เด็กๆ คิดแต่ว่าเขาเป็นพี่ชายคนหนึ่งเท่านั้นแหละค่ะแม่”
       “จริงนะ แม่เห็นสายตาที่พ่อเพชรเค้ามองมัท แม่ไม่สบายใจเลย”
       มัทนาเงียบ ดูออก และรู้อยู่เหมือนกันว่าเพชรคิดยังไงกับเธอ
       “คุณจะไม่สบายใจไปทำไม ถ้าเขามารักมาชอบยายมัทก็ดีสิ ลูกคนดีๆ มีการศึกษา อนาคตมีแววก้าวหน้าอย่างนี้ ดูไว้เผื่อๆสักคน..ก็ไม่เลวนะคุณ” นายพลเทพบอก
       “ไม่ค่ะ ดิฉันไม่ดูใครเอาไว้เผื่ออีกแล้ว ดิฉันมั่นใจว่าลูกชายของคุณหญิงแจ่มจันทร์เหมาะกับยายมัทที่สุด” พูแล้วนึกขึ้นได้ “ว่าแต่..ทำไมคุณหญิงกับลูกชายยังไม่มาสักทีนะ” พลางชะเง้อคอมองไปหน้าบ้าน
       สร้อยเข้ามาพอดี “คุณหญิงขา..คุณหญิงแจ่มจันทร์โทร.เข้ามา จะขอเรียนสายด้วยค่ะ”
      
       คุณหญิงมณีสีหน้าแปลกใจ


  


       ครู่ต่อมาคุณหญิงมณีเพิ่งวางสายโทรศัพท์ลงแป้น แล้วหันมาบอกนายพลเทพกับมัทนาด้วยสีหน้าผิดหวัง
      
       “คุณหญิงแจ่มจันทร์โทร.เข้ามาขอโทษว่าวันนี้มาไม่ได้แล้ว เพราะลูกชายติดงานกะทันหัน”
       “ก็ไม่เป็นไร ถ้าลูกเรากับลูกเขาตักบาตรร่วมขันกันมา ยังไงเสียก็ต้องได้เจอกันจนได้นั่นแหละคุณหญิง”
       คุณหญิงทำหน้าผิดหวังไม่หาย แต่มัทนาแอบโล่งอก ใจเหม่อลอยคิดไปถึงหมอไอศูรย์
      
       เวลาเดียวกัน ผกากับเดือนช่วยกันลากตัวบุปผากลับมาที่ห้องอย่างยากลำบาก
       “แม่ปล่อยฉันนะ! ฉันจะกลับไปตบพี่มุกให้มันหายบ้าเสียที แม่ก็เห็น พี่มุกหาเรื่องฉันก่อนนะ”
       “เออ! เห็น” ผกาตะคอก “แต่พอได้แล้ว”
       บุปผาชะงัก เมื่อเห็นผกาสีหน้าเด็ดขาด
       “พี่มุกหาเรื่องฉันก่อน แม่ต้องลงโทษพี่มุกด้วยละ”
       แล้วบุปผาก็กุมมือข้างที่เป็นแผลมีดบาด ทำหน้าโอดโอยไม่ส่งเสียงออกมา ผกามองอย่างสงสัย แล้วโบกมือไล่เดือนออกไป เดือนออกไปแล้ว ผกาจึงค่อยพูด
       “เรื่องลงโทษนังมุกน่ะ แม่ทำแน่ ว่าแต่..เล่าเรื่องมีดบาดจนต้องเย็บให้แม่ฟังสิบุปผา มันไม่ใช่อุบัติเหตุใช่ไม๊”
       บุปผาชะงักแล้วยิ้มออกมา “แม่รู้ทันฉันเสมอเลย ก็ฉันเคยบอกแม่แล้วนี่นะ..ว่าผัวฉันในอนาคตน่ะ เขาเป็นหมอ”
       ผการู้สึกกังวล “เขาเป็นถึงหมอ แล้วเขาจะ...” ผกาทอดเสียงค้างคำเหมือนลำบากใจที่จะพูด
       บุปผาพูดต่อคำเสียเอง “มาเอาผู้หญิงหากินอย่างฉันเป็นเมียรึเปล่า..แม่จะพูดอย่างนี้ใช่ไม๊”
       ผกาพยักหน้า
       “ฉันก็จะไม่ให้เขารู้สิว่า..ฉันเป็นผู้หญิงหากิน”
       “แล้วบุปผาดูดีๆรึยังว่าเขามีลูกมีเมียแล้วหรือยัง
       “ฉันไม่รู้หรอกว่าเขามีลูก มีเมียแล้วหรือยัง แต่ถึงจะมีแล้ว ฉันก็ไม่สน มีได้ก็เลิกได้”
       ผกาขมวดคิ้ว พูดเสียงจริงจัง “บุปผา ผู้หญิงอาชีพอย่างเรานี่ เกิดมาก็มีกรรมมากแล้วนะลูก ไม่งั้นเราคงไม่ต้องมามีอาชีพที่ผู้คนในสังคมเขารังเกียจเรากันยังงี้หรอก แม่ไม่อยากให้บุปผาทำบาป ทำกรรมอะไรให้มากไปกว่านี้อีก แย่งผัวแย่งเมียคนอื่น มันบาปนะลูกนะ”
       บุปผาทำสีหน้าไม่ยี่หระ “ฉันไม่กลัวบาปหรอกจ้ะแม่ มัวแต่กลัวบาป ก็คงต้องขายตัวไปจนตาย ฉันบอกแม่แล้วไงจ๊ะว่า..จะไม่ยอมขายตัวไปจนหมดสภาพอย่างพี่มุกพี่พิกุลหรอก คนอย่างอีบุปผามันจะต้องได้ดีกว่านี้”
       บุปผาพูดด้วยสีหน้าแววตามั่นใจในตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่ผกามีสีหน้ากังวล
      
       ไอศูรย์กลับถึงบ้านแล้ว กำลังไหว้ขอโทษคุณหญิงแจ่มจันทร์อยู่ โฉมนั่งขัดเครื่องเงินอยู่ใกล้ๆ
       “ผมต้องขอโทษคุณแม่ด้วยจริงๆ ครับที่วันนี้ผิดนัด แต่บังเอิญมีคนไข้ด่วนเข้ามาตอนที่กำลังออกเวรพอดี”
       “ถ้ามีคนไข้จริง แม่ก็ไม่ว่าอะไรหรอกจ้ะ” แจ่มจันทร์บอกอย่างจริงจัง “แต่ นัดคราวหน้า ห้ามเลื่อนอีก ธุระของแม่ครั้งนี้สำคัญมาก แม่อยากให้ต้นไปเป็นเพื่อนแม่จริงๆ”
       “ผมรับปากครับแม่..ว่านัดคราวนี้ ไม่มีพลาดแล้วครับ”
       แจ่มจันทร์ยิ้มออก “ดีจ้ะ เอ้า! เพิ่งกลับมาถึงบ้านเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำเถอะลูก เดี๋ยวแม่จะให้โฉมเอาของว่างขึ้นไปให้”
       “ขอบคุณครับแม่” ไอศูรย์ออกไป
       คุณหญิงแจ่มจันทร์มองตามไอศูรย์ไปด้วยแววตาชื่นชมลูกชาย โฉมขยับเข้ามาใกล้
       “คุณหญิงจะไม่เกริ่นบอกคุณไอศูรย์สักหน่อยหรือคะว่าจะให้ไปธุระอะไร”
       แจ่มจันทร์ยิ้ม “ไม่ละ ให้ต้นไปแล้วรู้เอง”
       “แล้วคุณหญิงไม่กลัวว่าคุณต้นเธอจะปฏิเสธเหรอคะ”
       “ฉันรู้จักลูกชายฉันดีจ้ะแม่โฉม เรื่องอะไรที่ฉันบอกให้ลูกทำ ลูกไม่เคยขัดคำสั่งฉันสักที”
       คุณหญิงแจ่มจันทร์ มีสีหน้ามั่นใจมาก
      
       ด้านไอศูรย์กำลังเตรียมตัวจะอาบน้ำ โฉมถือของว่างเข้ามา
       “ขอบคุณมากครับป้า เออ..ป้าโฉมครับ รู้ไม๊ครับว่าคุณแม่จะให้ผมไปเป็นเพื่อนเรื่องธุระอะไร”
       “เอ่อ...” โฉมหลบตา “ไม่ทราบค่ะ”
       ไอศูรย์ไม่เอะใจอะไร หมกมุ่นกับเรื่องที่กำลังคิดอยู่ แล้วเลยตัดสินใจถามโฉม “เออ..ป้าโฉมรู้จักคนในตระกูล “เทพบริบาล” บ้างไม๊ครับ”
       โฉมตาโตตกใจ “คุณต้นถามทำไมคะ”
       “เผอิญว่าเมื่อวันก่อนมีคนในตระกูล “เทพบริบาล” พาคนไข้เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลน่ะครับ ตกลงป้ารู้จักคนบ้านนั้นใช่ไม๊ครับ”
       โฉมพยักหน้ารับ “แล้วใครกันคะ คนของเทพบริบาลที่คุณต้นได้พบ”
       “เธอชื่อมัทนาครับ มัทนา เทพบริบาล”
       โฉมยิ้มกว้างออกมาทันที “ป้ารู้จักค่ะ”
      
       ไอศูรย์ยิ้มท่าทางตื่นเต้น โฉมเองก็เช่นเดียวกัน


  


       เช้าวันต่อมา เพชรขับรถมาส่งพลอยที่มหาวิทยาลัย ลงจากรถเดินมาส่งพลอยถึงโต๊ะคณะที่มัทนานั่งรออยู่
      
       “น้องมัทมาแต่เช้าเลยนะ ยายพลอยสู้ไม่ได้เลย มัวแต่โน่นนี่ เลยออกสายทุกวัน”
       พลอยค้อนเพชรขวับ ประชด “ค่า..น้องนี่..ผิดเสมอแหละค่า”
       เพชรยื่นหนังสือเล่มหนึ่งให้มัทนา “พี่มีเล่มนี้ติดกลับมาจากอังกฤษด้วย ตอนซื้อเห็นปกมันสวยดี แต่พอเปิดเห็นตัวหนังสือแล้วตาลาย ท่าจะอ่านไม่ไหว เลยว่าน่าจะเอามาให้น้องมัทอ่านแทน..ท่าจะดีกว่า”
       มัทนายกมือไหว้ “ขอบคุณนะคะพี่เพชร” พลางยื่นมือออกไปรับ
       จังหวะนี้มือมัทนากับมือเพชรแตะโดนกันเมื่อยื่นหนังสือให้แก่กันโดยไม่ได้ตั้งใจ
       มัทนาหน้าเก้อๆ แต่เพชรยิ้มชอบใจ พลอยแอบค้อนพี่ชาย
       “มัทไปเรียนก่อนนะคะ”
       มัทนาไหว้เพชรแล้วดึงตัวพลอยเดินไป เพชรมองตามแล้วยิ้มชื่น
      
       เวลาต่อมาสองสาวเดินมาด้วยกันตรงทางเดินในมหาวิทยาลัย พลอยมองหนังสือของเพชรที่ยังอยู่ในมือมัทนาอย่างชั่งใจ แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจพูดออกมา
       “เธอรู้ใช่ไม๊ว่าทำไมพี่เพชรเขาถึงให้หนังสือเล่มนี้กับเธอ”
       มัทนาไม่ตอบ แต่มองตาพลอยไม่หลบ พลอยยิ้ม
       “นึกแล้วว่าเพื่อนฉันไม่โง่ เธอรู้ว่าพี่เพชรมาชอบเธอ ว่าแต่เธอละจ๊ะ..ชอบพี่เพชรบ้างหรือเปล่า”
       มัทนานิ่งงันไป ไม่รู้จะบอกเพื่อนยงไงดี ทั้งเรื่องไอศูรย์ และคนที่แม่จะให้หมั้นด้วย “มัทรู้ไม๊ แค่เห็นหน้าเธอเพียงครั้งเดียว พี่เพชรก็หลงใหลได้ปลื้มเธออย่างหัวปักหัวปำเลย พี่เพชรน่ะ..เขาไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลยนะ และเมื่อเธอก็ยังไม่มีใคร ก็ช่วยเปิดใจรับพี่ชายฉันหน่อยนะ” พลอยเชียร์อัพ
       มัทนาไม่ตอบ มองข้ามไปข้างหลังพลอย แล้วก็หน้าตื่นตะลึงขึ้นมาอย่างกะทันหัน
       “หมอ”
       พลอยหันขวับไปมองบ้าง พอเห็นว่าเป็นไอศูรย์ที่ยืนยิ้มอยู่ พลอยก็ตะลึงไปด้วยอีกคน
       “พี่ต้น”
       ทั้งสามต่างมองกันไปอย่างงงๆ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้จักกันได้ยังไง
      
       ที่หอโคมแดง เวลาเดียวกัน มุกนั่งขัดพื้นอยู่ด้วยอาการกระแทกกระทั้น พิกุล เดือน สิรีนั่งแต่งองค์ทรงเครื่องอยู่ใกล้ๆ
       “นี่ใจคอแกจะไม่ช่วยฉันทำงานบ้างเลยเรอะ ! นังพิกุล”
       พิกุลตอบซื่อๆ “อ้าว..ก็ฉันไม่ได้ถูกแม่ผกาทำโทษอย่างแกนี่”
       มุกโมโห กระแทกแปรงขัดดังปังจนพิกุลสะดุ้ง
       “อ๋อ..นังพิกุล เดี๋ยวนี้แกเป็นพวกนังบุปผามันแล้วเรอะ”
       “เปล่า ฉันก็แค่พูดไปตามเรื่องที่มันเกิด ก็แกหาเรื่องนังบุปผามันก่อนจริงๆ นี่ แกก็ต้องถูกลงโทษ ความจริงฉันก็อยากจะช่วยแกขัดพื้นหรอกนะ จะได้เสร็จเร็วๆ แต่เดี๋ยวต้องรับแขก”
       มุกทำท่าฮึดฮัดๆ สักครู่บุปผาแต่งตัวสวยเดินเข้ามา เดือนกับสิรีเห็นก็ทัก
       “จะออกไปไหนเหรอบุปผา” เดือนทักก่อน
       “ไปหาหมอ ทำแผล”
       “ให้ฉันไปเป็นเพื่อนไม๊” สิรีอาสา
       บุปผาลืมตัว เสียงห้วนใส่ “ไม่ต้อง” แล้วนึกได้ เสียงอ่อนลง “ไม่เป็นไรจ้ะ ฉันไปเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวก็กลับแล้ว”
       บุปผาจะเดินออกจากบ้านไป แต่พอเห็นมุกขัดพื้นอยู่ บุปผาก็แกล้งเดินเฉียดจนปลายกระโปรงระหัวมุก แล้วหัวเราะคิกคักๆ ออกไป มุกทนไม่ไหว เอาแปรงขัดพื้นเขวี้ยงตามหลังบุปผาไป แต่บุปผาเดินออกไปลับตัวแล้ว แปรงนั้นเขวี้ยงไปโดนพิกุลแทน
      
       ไอศูรย์นั่งอยู่กับมัทนา และพลอยหน้าคณะในมหาวิทยาลัย
       “ไม่น่าเชื่อเลยนะคะพี่ต้นว่า..โลกมันจะกลมขนาดนี้”
       “นั่นสิ” ไอศูรย์มองมัทนาแล้วยิ้ม
       พลอยมองเห็นสายตาที่ไอศูรย์มองมัทนาก็เริ่มนึกรู้อะไร สีหน้าเคร่งขรึมลง
       “แล้วนี่พี่ต้นมาที่นี่ทำไมคะ”
       ไอศูรย์หน้าเก้อๆ พูดปดออกไป “พี่ก็แค่..ผ่านๆ มา แล้วบังเอิญเห็นน้องพลอยกับคุณมัทนาเดินมาพอดี ก็เลยเข้ามาทักน่ะ”
       พลอยไม่เชื่อ “แหม..โลกกลมๆ ของเราสามคนนี่ยังเต็มไปด้วยความบังเอิญอีกนะคะ บังเอิญยายมัทรู้จักกันพี่ต้น บังเอิญพี่ต้นก็รู้จักกับพลอย แถมพลอยบังเอิญเป็นเพื่อนสนิทกับยายมัทอีก ต้องเอาเรื่องนี้กลับไปเล่าให้พี่เพชรฟังสักหน่อยแล้ว”
       พูดจบพลอยก็เห็นมัทนากับไอศูรย์มองตากัน
      
       พลอยลอบถอนใจด้วยความกังวล


  


       ด้านบุปผาเดินถือกระเช้าใส่ผลไม้เข้ามาที่เค้าน์เตอร์โรพยาบาล
      
       “ฉันมาพบหมอไอศูรย์ค่ะ”
       พยาบาลคนเดิมจำบุปผาได้ “คุณจะมาทำความสะอาดแผลใช่ไม๊คะ เชิญทางนี้เลยค่ะ ประเดี๋ยวดิฉันจะทำความสะอาดแผลให้คุณเอง”
       “อ้าว..แล้วหมอ”
       “ทำความสะอาดแผล..เป็นหน้าที่ของพยาบาลค่ะ ไม่ต้องถึงมือหมอหรอกค่ะ เชิญค่ะ”
       พยาบาลเดินนำไป บุปผาเดินตามพลางทำหน้าเซ็ง ที่ไม่ได้เจอไอศูรย์
      
       พยาบาลทำแผลใหม่ให้บุปผาเสร็จเรียบร้อยแล้ว บุปผาเอากระเช้าผลไม้ส่งให้พยาบาล
       “งั้นฉันฝากผลไม้นี่ให้หมอไอศูรย์ทีนะคะ”
       “ค่ะ”
       บุปผามีสีหน้าเซ็งสุดๆ
      
       บุปผาเดินอารมณ์เสียออกมาจากโรงพยาบาล เพราะผิดหวังที่ไม่ได้เจอไอศูรย์
       สวนกับหญิงชาวบ้าน 2 คน บุปผาจำชาวบ้าน 2 คนนี้ได้ เป็นคนเดียวกับที่นินทาหล่อนวันก่อน
       “ดูนั่นสิ..ท่าทางจะเป็นผู้หญิงอาชีพอย่างว่า”
       “อย่าเดินเข้าไปใกล้ๆ ประเดี๋ยวเสนียดจะโดดมาติดตัวเรา”
      
       บุปผาซึ่งกำลังอารมณ์เสียอยู่ เลยนึกหมั่นไส้ หาเรื่องระบายอารมณ์ เหลียวซ้ายแลขวา เห็นรถเข็นถาดยาของโรงพยาบาล จึงเดินไปผลักรถเข็นถาดยานั้นให้พุ่งเข้าใส่ชาวบ้านทั้งสองอย่างแรง ชาวบ้านทั้งสองไม่รู้เนื้อรู้ตัว ถูกรถเข็นถาดยาพุ่งเข้าชนเลยล้มลง ส่งเสียงร้องวี้ดว้ายทั้งตกใจและเจ็บตัว
       เสียงดังอึกทึกครึกโครมไปทั่วบริเวณ บุปผาหัวเราะชอบใจแล้วรีบชิ่ง เดินออกไปก่อนที่ใครจะมาเห็นว่าเป็นฝีมือตน
       บุปผาเลยไม่ได้เห็นไอศูรย์ที่เดินเข้ามาจากอีกทาง ไอศูรย์รีบเข้าช่วยเหลือชาวบ้าน 2 คนนั้นอย่างกุลีกุจอ
      
       บุปผาเดินจะกลับหอโคมแดง สินขับรถผ่านมา เห็นบุปผาเดินอยู่ข้างถนน ก็ดีใจรีบจอดรถ แล้ววิ่งเข้ามาหา
       “บุปผา” สินยิ้มแป้นดีใจมาก
       บุปผาหันมามองสิน
       “มาทำอะไรแถวนี้จ๊ะ” สินมองเห็นมือที่มีผ้าพันแผลของบุปผา ก็มีสีหน้าตกใจ เป็นห่วง) “มือเป็นอะไรไปจ๊ะบุปผา”
       บุปผาตอบอย่างไม่แคร์ความรู้สึกสินเลย “ถ้าไม่เป็นอะไรแล้วจะต้องพันผ้าพันแผลไว้อย่างเรอะ ถามอะไรโง่ๆ”
       สินหน้าเจื่อนไปนิดหนึ่ง แล้วก็รีบเอาใจบุปผาต่อ
       “แล้วนี่บุปผาจะไปไหนจ๊ะ ให้ฉันไปส่งนะ ฉันมีรถมาด้วย” สินชี้ไปยังรถที่จอดอยู่
       บุปผาชะเง้อมองตาม เห็นรถที่สินขับมาหรูหรามาก จึงมีท่าทีสนใจ
       “ฉันเพิ่งไปส่งคุณหนูที่มหาวิทยาลัยมาน่ะ เย็นๆ ถึงค่อยไปรับ บุปผาจะไปไหน ให้ฉันไปส่งนะ”
       บุปผามองหน้าสินนิ่ง ส่วนสินพยายามยิ้มประจบเอาใจบุปผาเต็มที่ แล้วบุปผาก็
       ยิ้มหวานให้สิน เพราะเห็นแก่ประโยชน์ สินเนื้อเต้นดีใจสุดๆ
      
       ฟากสองสาวกำลังนั่งเรียนอยู่ในห้อง พลอยลอบมองมัทนาอยู่บ่อยๆ จนในที่สุดมัทนาก็กระซิบถามพลอยโดยไม่ละสายตาจากอาจารย์ที่สอนอยู่หน้าห้อง
       “อยากจะถามอะไรก็ถามมาเลยพลอย เธอจะได้เลิกแอบมองหน้าฉันสักที”
       พลอยถอนใจ “เธอชอบพี่ต้นไม๊”
       มัทนาหันมามองหน้าพลอยท่าทีฉงน “ถามทำไม”
       “ก็ฉันอยากรู้ว่าพี่ชายฉันจะมีความหวังไม๊น่ะสิ”
       มัทนาถอนใจบ้าง หน้าสลดลง “ฉันจะชอบหรือไม่ชอบเขา มันก็ไม่มีความหมายอะไรหรอก”
       พลอยงง “ทำไม”
       “ก็เพราะ..แม่ฉันกำลังจะให้ฉันหมั้นกับลูกชายเพื่อนแม่น่ะสิ”
       พลอยหน้าเหวอไปเลย
      
       เวลาเดียวกันภายในห้องทำงานไอศูรย์ที่โรงพยาบาล แลเห็นไอศูรย์กำลังนั่งเขียนงานอยู่ สักครู่จึงมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
       “เชิญครับ”
       เพชรเปิดประตูเข้ามาแล้วยกมือไหว้ไอศูรย์
       “สวัสดีครับพี่ต้น”
       “เพชร มีใครที่บ้านเป็นอะไรหรือเปล่า ถึงมาหาพี่ถึงที่นี่”
       “ไม่มีใครเป็นอะไรหรอกครับ แต่ผมอยากจะหาเพื่อนคุยด้วยหน่อยน่ะครับ พี่ต้นว่างรึเปล่าครับ”
       ไอศูรย์ดูนาฬิกา “พี่มีเวลาว่างสักชั่วโมง ก่อนจะเข้าเวรน่ะ เพชรอยากคุยกับพี่เรื่องอะไรล่ะ”
       เพชรยิ้มเขินๆ “ผม..ไปชอบผู้หญิงคนหนึ่งเข้าครับพี่ต้น”
       ไอศูรย์ยิ้มนิดๆ “ใครล่ะ”
       “เธอเป็นเพื่อนกับน้องสาวของผมเองครับเรียนอยู่ด้วย กันที่คณะอักษรศาสตร์ เธอชื่อมัทนา..”
       ไอศูรย์ชะงักไป “มัทนา”
       “มัทนา เทพบริบาล ลูกสาวคนเดียวของนายพลเทพ กับคุณหญิงมณีน่ะครับ” เพชรบอก
      
        ไอศูรย์อึ้งไปทันที
      

       ด้านสินขับรถมาจอดส่งบุปผาที่หน้าหอโคมแดง พอจอดรถเสร็จ สินก็หันมาคว้ามือบุปผาขึ้นมาจูบอย่างหลงใหล
      
       “บุปผา..คราวหน้า..ขึ้นห้องกับฉันนะ นะ”
       บุปผาหันมามองหน้าสิน ด้วยสีหน้าเย็นชา แล้วกระชากมือออกจากมือสิน ไม่พูดอะไรสักคำแต่เดินลงจากรถไปเลย ไม่แยแสแม้จะเอ่ยปากขอบคุณ เพราะเห็นว่าตอนนี้สินหมดประโยชน์แล้ว สินหน้าเศร้าไปเลย
      
       เย็นนั้น สินเดินคอตกกลับเข้าบ้านมาด้วยสีหน้าเศร้าซึม สร้อย แสง และคนใช้ อื่นๆ กำลังนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกัน สร้อยมองสินอย่างสงสัย
       “เป็นอะไรไปน่ะไอ้สิน เดินคอตกอย่างกับคนอกหักมาอย่างงั้นแหละ”
       สินตอบซึมๆ “ก็ทำนองนั้นแหละ”
       “เอ้ย..จริงเหรอ! ไอ้สิน แกไปรักผู้หญิงที่ไหนเข้าล่ะเนี่ยอย่าบอกนะว่าแกใฝ่สูงไปแอบรักดอกฟ้าที่ไหนเข้า เขาถึงได้หมางเมินเอากับแกอย่างนี้น่ะ” สร้อยซักใหญ่
       “ถึงเขาจะไม่ใช่ดอกฟ้าจริงๆ แต่เขาก็เป็นดอกฟ้าสำหรับฉันละ ดอกฟ้าที่อยู่ไกลเกินจะเอื้อมไม่ถึง”
       แสงผู้เป็นหลานชายหัวเราะก๊าก “โฮ้ย ! น้าสินนี่น้ำเน่าจังเลยนะแม่นะ มิน่า..ผู้หญิงเขาถึงไม่รัก”
       “แกก็อย่าไปทับถมคนอื่นเขาหน่อยเลยว๊าไอ้แสง แกไม่โดนกับตัวเข้าบ้าง ก็ยังไม่รู้สึกหรอก”
       “คนอย่างฉันน่ะเหรอ ถ้ารักถ้าชอบผู้หญิงคนไหนแล้วถ้าเล่นตัวนัก ฉันก็ฉุดมาทำเมียซะเลย ง่ายดีออกแม่”
       “ไอ้ลูกบ้า” สร้อยคว้าตะหลิวไล่ตีแสง
       แสงหัวเราะอย่างไม่เกรงกลัวแล้ววิ่งวนรอบตัวสร้อย ก่อนจะฉวยจังหวะกระตุกเอากระเป๋าตังค์แม่ไปหน้าตาเฉย
       “เอ้ย! เอากระเป๋าเงินแม่คืนมานะ ฉันรู้นะว่าแกจะเอาเงินไปเข้าบ่อน ลูกเอ๊ย แม่บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าไอ้บ่อนเนี่ยมันจะทำแกหายนะ ทำไมไม่เชื่อไม่ฟังกันบ้าง”
       แสงพูดไป หยิบเงินออกจากกระเป๋าไป “ไม่หายนะหรอกน่า แค่เล่นสนุกๆ เท่านั้น ขอยืมตังค์ไปก่อนนะ ฉันไปละ”
       พูดจบแสงก็โยนกระเป๋าเงินคืนให้สร้อย แล้ววิ่งออกไป สร้อยก้มเก็บกระเป๋าเงินแล้วบ่นบ้าไปตามประสา
       “มีลูกกับเขาคน ไม่ได้อย่างใจเล้ย ! รู้งี้เอาขี้เถ้ายัดปากให้มันตายเสียตั้งแต่เกิดก็ดีหรอก”สร้อยบ่นต่อไปเรื่อย
       ในขณะที่สินเองเอาแต่นั่งเงียบ สีหน้าเศร้าซึม หลงรักบุปผาเต็มหัวใจ แต่บุปผาไม่เคยเหลียวแลเลย
       ดูเหมือนจะเป็นกรรมอย่างหนึ่งของสร้อยที่มีลูกไม่ดีสักคน เพราะสร้อยเป็นคนมือสกปรก ทำงานสกปรกให้คุณหญิงมณีตลอดมา แม้กระทั่งฆ่าคนตาย!
      
       ยามเย็น
       ไอศูรย์เดินกลับเข้าบ้านมา สีหน้าครุ่นคิด ยังคิดติดใจถึงเรื่องที่เพชรมาคุยด้วยเมื่อบ่าย
       “ผม...ไปชอบผู้หญิงคนหนึ่งเข้าครับพี่ต้น”
       “ใครล่ะ”
       “มัทนา เทพบริบาล ลูกสาวคนเดียวของนายพลเทพ กับคุณหญิงมณีน่ะครับ”
       คิดแล้วไอศูรย์ถอนใจใหญ่ด้วยความกลุ้มใจ แล้วโฉมเข้ามา
       “คุณต้น...คุณหญิงรอพบอยู่ค่ะ”
       ไอศูรย์สีหน้าแปลกใจ
      
       ไอศูรย์เดินมาอีกมุมในบ้านไอศูรย์ คุณหญิงแจ่มจันทร์รออยู่ โฉมปลีกตัวคอยดูแลใกล้ๆ
       ไอศูรย์ตกใจหลังฟังผู้เป็นมารดาเล่าจบ
       “อะไรนะครับ ! แม่จะให้ผมหมั้นกับลูกสาวเพื่อนแม่”
       แจ่มจันทร์พยักหน้ารับ “ใช่ ก็ทีแรกที่แม่ชวนต้นไปธุระกับแม่ แต่ไม่ได้บอกต้นว่าจะไปไหน ก็คือแม่จะพาต้นไปพบน้อง จะได้รู้จักกัน แต่วันนั้นเราก็ต้องยกเลิกนัดไป แม่เลยร้อนใจกลัวว่ากว่าต้นจะได้พบกับน้อง ต้นอาจเผลอไปคว้าพยาบาลสาวๆ มาเป็นสะใภ้ให้แม่ซะก่อนน่ะสิ”
       “โธ่..แม่ครับ แม่ก็รู้ว่าผมไม่ใช่ผู้ชายใจเร็วสักหน่อย”
       “จะไปไว้ใจได้เรอะ ผู้หญิงกับผู้ชายน่ะ ลงอยู่ใกล้กันบ่อยๆ มันก็เหมือนน้ำตาลใกล้มด มันอดใจไม่ค่อยได้หรอก แล้วแม่ดูแล้ว เด็กคนนี้ เป็นเด็กดี มีชาติตระกูล กิริยามารยาทเรียบร้อย เหมาะกับต้นที่สุด”
       “แต่...” ไอศูรย์พูดไม่ออก
       “อย่าบอกแม่นะว่าต้นไปชอบใครอยู่น่ะ”
       ไอศูรย์ถามวัดใจ “ก็ถ้าผมมีคนที่ผมชอบพออยู่แล้วละครับแม่”
       แจ่มจันทร์บอกอย่างเผด็จการ “ต้นก็ต้องตัดใจจากผู้หญิงคนนั้นซะ เพราะลูกสะใภ้ของแม่ จะต้องเป็นลูกสาวของคุณหญิงมณีคนเดียวเท่านั้น”
       ไอศูรย์ อึ้ง “แม่ว่า..ลูกสาวใครนะครับ”
       แจ่มจันทร์พูดอย่างเน้นคำ “ลูกสาวคุณหญิงมณีกับท่านนายพลเทพ แม่จะให้ต้นหมั้นกับหนูมัทนา หนูมัทนาเรียนจบเมื่อไหร่ ก็จะให้แต่งงานกันเลยทันที”
      
       ไอศูรย์ อึ้ง ตะลึง อ้างปากค้าง ไปในทันที


  


       ฟากเพชรอ้าปากค้างอาการเดียวกับไอศูรย์เมื่อครู่นี้เปี๊ยบ
      
       “อะไรนะ น้องมัทจะหมั้น กับใคร”
       พลอยส่ายหน้าไม่รู้ เพชรมีสีหน้าร้อนใจมาก
      
       เช้าวันนี้ไอศูรย์เดินอารมณ์ดีเข้ามาในโรงพยาบาล พยาบาล 2 คนเห็นก็ทักแซว
       “แหม..วันนี้ดูคุณหมออารมณ์ดีจังนะคะ”
       ไอศูรย์ไม่ตอบ แต่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี)
       “ยิ้มอย่างนี้..สงสัยจะมีข่าวดี..รึเปล่าคะคุณหมอ”
       ไอศูรย์ไม่ตอบอีก แต่ยิ้มกว้างมากกว่าเดิม แล้วเดินเข้าห้องทำงานไป พยาบาลหันไปเม้าท์กันทันที
       “ยิ้มอย่างนี้ ต้องกำลังจะมีข่าวดีแน่ๆ”
       สองพยาบาลเม้าท์กันต่ออย่างสนุกสนาน เพชรเดินเข้ามา สีหน้าไม่ดี
       “หมอไอศูรย์เข้ามารึยังครับ”
       “เข้ามาแล้วค่ะ”
       เพชรเดินดุ่มตรงไปที่ห้องทำงานของไอศูรย์ทันที
      
       ไอศูรย์เดินเข้ามาในห้องทำงาน แต่ยังไม่ทันจะทำอะไร เพชรก็พรวดพราดตามเข้ามา “พี่ต้น”
       ไอศูรย์เห็นหน้าเพชรก็ชะงักไปทันที
       “เพชร มีอะไรเหรอ”
       “พี่ต้น...น้องมัทนาจะหมั้น หมั้นกับใครก็ไม่รู้”
       ไอศูรย์หน้าเครียดขึ้นมาทันที
      
       ครู่ต่อมาเพชร ลุกพรวดขึ้น ไม่พูดอะไรเลย แต่จ้องหน้าไอศูรย์อย่างแค้นเคืองสุดขีด
       ไอศูรย์ร้อนใจ “เพชร ฟังพี่ก่อน พี่ก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าแม่พี่จะให้พี่หมั้นกับคุณมัทนา”
       “แต่พี่ต้นก็รู้ว่าผมชอบน้องมัทนาอยู่ ถ้าพี่ต้นไม่ได้ชอบอยู่กับน้องมัทนา พี่ต้นก็ควรจะปฏิเสธการหมั้นสิครับ”
       เห็นไอศูรย์นิ่ง เพชรเลยอึ้ง รู้แล้วว่าอาการนิ่งของไอศูรย์นั้นคือการยอมรับว่าไอศูรย์ก็ชอบมัทนาเหมือนกัน เพชรพยักหน้าเข้าใจอย่างช้าๆ แววตาเจ็บปวดจะเดินออกไป ไอศูรย์เรียกไว้
       “เพชร”
       เพชรหยุด แต่ไม่หันมามองหน้าไอศูรย์เลย
       “ถึงจะเกิดเรื่องนี้ขึ้น แต่เราสองคน..ก็ยังจะเป็นพี่น้องกันได้อยู่ใช่ไม๊”
       เพชรไม่ตอบ เดินออกไปเลย ไอศูรย์ถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม
      
       ที่หอโคมแดง ตอนสาย บุปผากำลังนอนหลับสบายอยู่ มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
       “บุปผา...ตื่นรึยังลูก…”
       บุปผาเริ่มขยับตัวอย่างขี้เกียจ เสียงเคาะประตูยังคงดังอยู่ บุปผาค่อยๆ ลุกขึ้น และเดินไปเปิดประตูห้องอย่างขี้เกียจ เจอผกา
       “คุณศักดิ์ชัยมาแน่ะ”
       บุปผาเบ้ปาก “แม่ให้คนอื่นรับแขกไปแทนฉันทีเถอะ ขอฉันนอนต่อก่อนนะแม่นะ” บุปผาจะเดินกลับไปนอนต่อ
       “แต่บุปผาก็รู้..คุณศักดิ์ชัยเขาขอแต่บุปผา คนอื่นเขาก็ไม่เอา”
       “งั้นแม่ก็ไล่เขากลับไปก่อน วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์อยากจะรับแขก”
       ผกาทำหน้ากลุ้ม บุปผาจะกลับเข้าห้อง แต่ยังไม่ทันจะเข้า ศักดิ์ชัยก็เดินพรวดพราดเข้ามาแล้วกระชากแขนบุปผาไว้ เดือนกับสิรีวิ่งตามเข้ามา พยายามรั้งตัวศักดิ์ชัยไว้ไม่ให้ถึงตัวบุปผา แต่ก็สู้แรงผู้ชายไม่ได้
       “บุปผา คุณปฏิเสธผมหลายครั้งแล้วนะ ทำไม ผมมีอะไรน่ารังเกียจนักเหรอ”
       บุปผาไม่สนใจ “ปล่อยฉันนะคุณศักดิ์ชัย”
       “ไม่ปล่อย วันนี้คุณต้องขึ้นห้องกับผม”
       แต่บุปผาไม่เล่นด้วย สะบัดตัวออก ศักดิ์ชัยยิ่งเคือง ยื้อยุดตัวบุปผาไว้ บุปผาโมโหผลักศักดิ์ชัยอย่างไม่ทันคิดอะไร ศักดิ์ชัยเสียหลัก ผงะหงายเงิบแล้วกลิ้งตกบันไดไปท่ามกลางเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดของเหล่าผู้หญิง
       มุก พิกุล เพ็ญ วิ่งเข้ามาดูเหตุการณ์ พอเห็นศักดิ์ชัยนอนแน่นิ่งไม่ได้สติอยู่ที่เชิงบันได มุกกับพิกุลก็พลอยร้องวี้ดว้ายไปด้วย
       มุกกรี๊ด “อ๊าย... นังบุปผา แกผลักคุณศักดิ์ชัยตกบันไดเรอะ พ่อเขามาเอาเรื่องแกตายแน่”
      
       บุปผาหน้าเสียไปเลย


  


       ร่างศักดิ์ชัยถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉินไป โดยมี 4 หญิงมายืนรออยู่ที่ทางเดิน ทุกคนสีหน้าไม่ดี โดยเฉพาะบุปผา
      
       “ทำไมต้องเอาคุณศักดิ์ชัยมาส่งที่โรงพยาบาลนี้ด้วยแม่”
       “ก็ที่นี่เป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุด หมอเก่งที่สุดน่ะสิ บุปผาเอ๊ย คุณศักดิ์ชัยเขาเป็นถึงลูกพ่อค้าใหญ่ พลัดตกบันไดลงไปขนาดนั้น ไม่คอหักตายคาบ้านเราก็บุญถมไปแล้ว ยังไงๆ เราก็ต้องพาเขามาหาหมอที่เก่งที่สุดละ”
       บุปผาหน้าไม่ดีมองไปรอบๆตัว บุปผา เห็นไอศูรย์กำลังถูกตามตัวให้เข้าไปในห้องฉุกเฉิน
       พอบุปผาเห็นไอศูรย์ กับพยาบาล 2 คน บุปผาก็รีบหลบหลังผกาทันที
       ผกาสงสัย “เป็นอะไรไปบุปผา”
       “ฉันกลับไปรอฟังผลที่บ้านได้ไม๊แม่”
       “ไม่ได้ เราน่ะเป็นตัวต้นเหตุ ก็ควรจะอยู่รอดูอาการคุณศักดิ์ชัยเขาที่นี่ เดี๋ยวพ่อคุณศักดิ์ชัยเขาก็คงจะมา บุปผาจะหลบหน้าพ่อเขาไม่ได้หรอกนะ เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปกว่าเดิม”
       “ฉันไม่ได้จะหลบหน้าพ่อคุณศักดิ์ชัยสักหน่อย”
       “แล้วจะหลบหน้าใคร” ผกาชักเอะใจ เปลี่ยนเป็นกระซิบถามบุปผาส่วนตัว “อย่าบอกนะว่าหมอที่บุปผาเคยพูดถึงให้แม่ฟัง เขาทำงานอยู่ที่นี่น่ะ”
       “ไม่ใช่แค่ทำงานที่นี่ เขาเป็นเจ้าของโรงพยาบาลนี้เลยละแม่ แล้วถ้าเขารู้ว่าฉันเป็นผู้หญิงหากิน เขาก็จะไม่เอาฉันน่ะสิ แม่ให้ฉันกลับบ้านนะ แล้วเรื่องคุณศักดิ์ชัยจะเอายังไงค่อยว่ากัน”
       ผกานิ่งคิดไปครู่ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างจำใจ เห็นแก่อนาคตของบุปผา บุปผายิ้มดีใจ แล้วรีบผลุบออกไปจากโรงพยาบาลทันที
      
       บุปผาเดินกลับเข้าหอโคมแดงมาอย่างร้อนใจ มุก พิกุล เพ็ญ เห็นบุปผากลับมาคนเดียวก็สงสัย
       “ทำไมกลับมาคนเดียวละยะนังบุปผา นี่..อย่าบอกนะว่าคุณศักดิ์ชัยตายแล้วน่ะ” มุกทำเป็นตกใจ
       “บ้า เขายังไม่ตายย่ะ หมอกำลังรักษาอยู่”
       “แล้วนี่หล่อนกลับมาบ้านทำไม แล้วคนอื่นๆล่ะ”
       บุปผาไม่สนใจจะตอบมุก ตรงไปยังโทรศัพท์ ยกหูแล้วหมุนโทรออก มุก พิกุล เพ็ญ แอบฟังอย่างอยากรู้ แต่บุปผาหันหลัง เอาตัวบัง ไม่ให้ใครรู้ว่าเธอกำลังโทร.หาใคร
      
       ส่วนทางด้านมัทนายืนรอพลอยอยู่ในบ้าน พอเห็นหน้าเพื่อนก็ยิ้มดีใจ แต่พอเห็นว่าพลอยหน้าบึ้ง ก็แปลกใจ พลอยพุ่งเข้ามาหามัทนาก็เปิดฉากต่อว่าไม่ยั้ง
       “นี่เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่รึเปล่านี่ยายมัท”
       มัทนาเหวอ “เป็นสิ ทำไมถามยังงี้ล่ะพลอย”
       “แล้วทำไมเธอต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ด้วยว่า..คนที่คุณแม่เธอจะให้เธอหมั้นด้วย คือพี่ต้น”
       มัทนางงมาก “พี่ต้น หมอไอศูรย์น่ะเหรอ”
       “ก็ใช่น่ะสิ เธออย่าบอกนะว่าเธอไม่รู้น่ะ”
      
       ไม่นานนัก คุณหญิงมณีเยื้อนยิ้มเมื่อบอกกับมัทนา
       “ใช่จ้ะ พ่อต้น เป็นลูกชายคนเดียวของคุณหญิงแจ่มจันทร์ คนที่แม่อยากให้มัทหมั้นด้วยนั่นแหละจ้ะ”
       สีหน้ามัทนางวยงง และทำหน้าไม่ถูก ด้วยคาดไม่ถึง
      
       ส่วนที่หอโคมแดง บุปผานั่งไม่ติดที่ มุก พิกุล และเพ็ญ มองบุปผาอย่างสนใจอยากรู้ สักครู่ ผกาก็พาเดือนกับสิรีกลับเข้าบ้านมา บุปผารีบถลาเข้าไปหาผกาทันที
       “แม่..คุณศักดิ์ชัยเป็นยังไงบ้าง”
       “พ้นขีดอันตรายแล้ว…”
       บุปผาถอนใจโล่งอก
       “แต่...”
       ผกายังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ พงษ์ศักดิ์พ่อของศักดิ์ชัยกับลูกน้องจำนวนหนึ่งก็เดินกร่างพรวดพราดเข้ามาในหอโคมแดง แล้วโวยวายเสียงดัง พวกผู้หญิงตื่นตระหนกหน้าซีดกันไปหมด
       “ไหน อีคนไหนวะ ที่มันผลักลูกชายอั๊วตกบันได อั๊วจะเอามันส่งตำรวจ” พงษ์ศักดิ์มองกราด
       มุกรีบชี้บุปผาทันที “คนนี้เลยค่ะ”
       ผกาเอ็ดเอา “มุก”
       มุกหดมือ หน้าม่อย แต่ก็หันไปมองบุปผาเป็นเชิงว่า..คราวนี้หล่อนซวยแน่
       “ลื๊อเองเหรอที่ผลักลูกชายอั๊วตกบันไดน่ะ” พงษ์ศักดิ์หันไปพยักหน้าให้สัญญาณลูกน้องที่มาด้วย
       ลูกน้องทั้งสองพุ่งเข้าจับตัวบุปผาไว้ ผกาหน้าเสีย แต่ยังไม่ทันที่ลูกน้องของพงษ์ศักดิ์จะลากตัวบุปผาไปไหน กำพลก็เดินเข้ามาเสียก่อน
       “ใจเย็นๆสิครับเจ้าสัว เรื่องที่เกิดขึ้นน่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ บุปผาไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย”
       บุปผาพอเห็นกำพลมาก็ยิ้มร่า
       “ลื้อเป็นใครวะ มาสาระแนเรื่องของคนอื่น รู้ไม๊ อั๊วเป็นใคร”
       “ผมรู้ว่าเจ้าสัวเป็นใคร และผมก็เชื่อว่าเจ้าสัวก็รู้จักพ่อผมดีเหมือนกัน พ่อผม พลเอกสมพล ปิยะศักดิ์ไงครับ”
       พงษ์ศักดิ์นิ่งไปทันที
       “ผมคิดว่า...เรื่องที่เกิดขึ้นนี่ เราคงตกลงกันอย่างเงียบๆ ได้นะครับเจ้าสัว”
      
       พงษ์ศักดิ์เม้มปากแน่น ในขณะที่บุปผายิ้มอย่างผู้มีชัย


  


       ตกเย็นวันนั้น บุปผากราบที่อกกำพลในท่าทีชดช้อย
      
       “บุปผาต้องกราบขอบคุณ คุณกำพลมากนะคะ ที่มาช่วยบุปผา นี่ถ้าไม่ได้คุณกำพล บุปผาคงต้องแย่แน่ๆ”
       มุกที่ยืนนินทาบุปผาอยู่อีกมุมหนึ่งกับพิกุล มุกแอบมองบุปผาด้วยความชิงชัง ในขณะที่ผกา เพ็ญ เดือน และสิรี ช่วยกันหาน้ำ หาของว่างมาต้อนรับกำพลอย่างเอิกเหริก
       “หนอย นังนี่ ! ที่แท้โทรไปตามให้คุณกำพลมาช่วย”
       พิกุลพูดอย่างซื่อๆ “ฉันว่าบุปผามันเก่งนะที่คิดได้ว่าต้องโทร.หาคุณกำพลน่ะ เพราะพ่อค้าคนไหนๆ ก็ต้องกลัว ต้องเกรงใจพวกทหารทั้งนั้นแหละ คุณกำพลเขาเป็นลูกนายทหารใหญ่”
       มุกอารมณ์เสียกระแทกเสียงใส่ “เออ ไม่ต้องพูดแล้ว”
       ด้านบุปผา ยิ้มหวานให้กำพล
       “งั้นวันนี้บุปผาจะ “รับใช้” คุณกำพลอย่างเต็มที่เลยนะคะ”
       กำพลหัวเราะชอบใจ “บุปผาน่ารักกับฉันเสมอ แต่วันนี้ฉันอยากให้บุปผา “ดูแล” เพื่อนคนหนึ่งให้ฉันหน่อยได้ไม๊ มันกำลังเครียดๆ เรื่องผู้หญิงอยู่”
       “ได้สิคะ แล้วเพื่อนคุณกำพลอยู่ที่ไหนละคะ”
       “ฉันบอกให้มันตามมาที่นี่” กำพลมองไปที่ทางเข้าหอโคมแดง “อ้ะ มาพอดี”
       ขาดคำเพชรก็เดินเข้ามา ท่าทางเมาๆ ไม่สนใจใคร หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่เรื่องของตัวเอง บุปผามองเพชรอย่างสนใจ
      
       ขณะเดียวกันคุณหญิงมณี นายพลเทพ และมัทนา กำลังยืนรอรับไอศูรย์ และคุณหญิงแจ่มจันทร์ อยู่ที่หน้าตึก พอรถไอศูรย์แล่นเข้ามาจอด มัทนาก็มีสีหน้าประหม่า แต่พยายามระงับอาการไว้ ไอศูรย์ลงจากรถเปิดประตูให้แม่อย่างสุภาพ ทั้งหมดทักทายกัน
       “ในที่สุด...พ่อต้นก็ได้เจอกับน้องสักที” มณีเอ่ยขึ้น
       ไอศูรย์กับมัทนามองหน้ากัน แล้วยิ้มให้แก่กันอย่างตื่นเต้นและดีใจ
      
       ส่วนด้านในครัวบ้านเทพบริบาล ทุกคนง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารคาวหวาน และของว่าง สร้อยเดินกลับเข้ามาถาม
       “ป้าแย้ม ของว่างเสร็จรึยัง แขกมาแล้ว”
       “เสร็จแล้วๆ” แย้มกุลีกุจอจัดสำรับให้สวยงาม
       “ใครมาน่ะแม่ ขับรถหรูเชียว” แสงถาม
       “ว่าที่คู่หมั้นของคุณหนู วันนี้เขามาดูตัวกัน”
       สภาคนใช้ที่เหลือพากันร้อง “เหรอๆ” เป็นแถว แล้วรุมซักถามสร้อยกันเป็นการใหญ่ในทำนองเดียวกันว่า...ไอศูรย์หน้าตายังไง จะหมั้นกันเมื่อไหร่ เสียงดังเซ็งแซ่
      
       ฟากเพชร นั่งซึมๆ อยู่ที่เตียงในห้องรับแขกของบุปผา ยังมีอาการเมาอยู่ ท่าทีไม่สนใจบุปผาแม้แต่จะมองหน้า บุปผาพยายามเคล้าเคลียปรนนิบัติเอาใจ
       เพชรเมาหนักเพราะดื่มดับกลุ้ม เสียใจเรื่องไอศูรย์กับมัทนา จึงไม่สนใจใครหน้าไหน
       “คุณชื่ออะไรคะ” บุปผาถามเสียงหวาน
       เพชรตอบห้วนๆ “เพชร”
       “ชื่อดีจริง”
       เพชรถามไปงั้นๆ “แล้วเธอล่ะ ชื่ออะไร”
       “จะชื่ออะไรก็ได้ค่ะ ตามแต่คุณอยากจะเรียก”
       เพชรนิ่งไปชั่วครู่ก่อนบอก “มัทนา”
       บุปผานิ่วหน้า แปลกใจ “คุณอยากเรียกฉันว่า “มัทนา” หรือคะ” บุปผายิ้มหวานเอาใจ “ก็ได้ค่ะ ฉันชื่อ...มัทนา”
       บุปผายื่นหน้าไปชิดหน้าเพชร ขณะที่เพชรยังหมกมุ่นจมจ่อมอยู่กับความคิดตัวเอง จนไม่สนใจจะมองหน้าบุปผาเลย
       “จูบ “มัทนา” หน่อยสิคะ”
       เพชรนิ่งไปนิดหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็หันไปตะโบมจูบและไซ้ซอกคอบุปผาอย่างหื่นหิว คล้ายกับจะใช้บุปผาเป็นที่ระบายอารมณ์แค้นในใจแทนมัทนาตัวจริง แล้วโถมใส่ดาราเด่นของหอโคมแดงทั้งตัว
      
       บุปผาหัวเราะคิกคัก ชอบอกชอบใจ
     
       คุณหญิงมณี คุณหญิงแจ่มจันทร์ และนายพลเทพ แยกตัวมาคุยกันตามลำพังผู้ใหญ่ ทั้งสามหันไปมองดูไอศูรย์กับมัทนาที่นั่งคุยกันอยู่ไกลๆ สองคน
      
       ในสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสาม แลเห็นไอศูรย์กับมัทนาคุยกันอยู่สองคนด้วยสีหน้าชื่นมื่น สามคน ยิ้มอย่างพึงใจ
       “เห็นเด็กสองคนนั่นเข้ากันได้ ดิฉันก็สบายใจแล้วล่ะค่ะคุณหญิง” มณีเอ่ย
       “นั่นสิคะ ทีแรกดิฉันก็กลัวว่าพ่อต้นจะปฏิเสธ แต่ที่ไหนได้” แจ่มจันทร์ยิ้มชอบใจ “ท่าทางจะหลงเสน่ห์หนูมัทนาเข้าเสียแล้ว แหม..ถ้าทุกอย่างราบรื่นอย่างนี้ เห็นทีดิฉันจะต้อง รีบจัดการเรื่องหมั้นหมายอย่างเป็นทางการแล้วล่ะค่ะ”
       มณีหันไปหาสามี “คุณว่ายังไงคะ”
       นายพลเทพละสายตาจากการมองมัทนากับไอศูรย์ หันกลับมาตอบคุณหญิงมณีด้วย
       สีหน้าสบายใจ
       “เห็นลูกมัทกับพ่อต้นคุยถูกคออย่างนี้ ผมก็ไม่ขัดข้องอะไร”
       “งั้นก็ดีแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นดิฉันว่าจะชวนคุณหญิงแจ่มจันทร์ให้ขึ้นไปหาหมอดูที่เชียงใหม่กับดิฉัน ให้เธอดูฤกษ์มงคลให้ลูกของเรา” มณีว่า
       แจ่มจันทร์สีหน้าแปลกใจ “เธอ”
       “ค่ะ หมอดูของดิฉันคนนี้ เธอมีญาณทิพย์ค่ะ ถึงได้ดูหมอแม่นราวกับจับวาง เธอชื่อ คุณชไม ค่ะ”
       คุณหญิงแจ่มจันทร์พยักหน้ารับเป็นเชิงว่าตกลง ผู้ใหญ่ทั้งสามยิ้มชื่นมื่น แล้วหันกลับไปมองที่ไอศูรย์กับมัทนาอีกครั้ง
      
       ฝ่ายไอศูรย์กับมัทนา คุยกันอย่างมีความสุข
       “ผมไม่นึกเลยว่า..โชคชะตาจะเล่นตลกกับเราอย่างนี้”
       มัทนามีสีหน้าเก้อเขิน “นั่นสิคะหมอ”
       “เลิกเรียกผมว่า หมอ ได้ไม๊” ไอศูรย์มองหน้า
       “แล้วจะให้เรียกว่ายังไงละคะ”
       ไอศูรย์บอกเสียงนุ่มนวล “พี่ต้น กับ น้องมัท”
       มัทนายิ้ม เขินมากขึ้นไปอีก “ค่ะ พี่ต้น”
       สองหนุ่มสาว มองตากันอย่างแช่มชื่น
      
       ส่วนบุปผาเดินเข้ามาที่โรงพยาบาล เพื่อมาทำแผล ก่อนจะเดินเข้าด้านในก็หยุดสำรวจเสื้อผ้า หน้า ผม ให้เป๊ะ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินเข้าไปแจ้งที่เคาน์เตอร์
       “ดิฉันมาขอพบหมอไอศูรย์ค่ะ”
       เจ้าหน้าที่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ถาม “พบหมอเรื่องอะไรคะ พอดีคุณหมอจะออกเวร
       เร็ว กำลังจะกลับบ้าน พบคุณหมอท่านอื่นแทนได้ไม๊คะ”
       บุปผายังไม่ทันจะตอบก็ได้ยินพยาบาล 2 คน เจ้าเก่า ซุบซิบกันเรื่องไอศูรย์
       “นี่ๆๆๆ เธอ รู้ข่าวรึยังว่าคุณหมอไอศูรย์จะหมั้นน่ะ” พยาบาล1 เปิดประเด็น
       คำพูดนั้นกระแทกเข้าที่ใบหน้าของบุปผาทันที หล่อนมีสีหน้าตื่นตะลึง ไปกับข่าวที่ได้ยิน
       พยาบาล 2 ซัก “หมั้นกับใครเหรอเธอ”
       พยาบาล 1 บอกทันที “กับลูกสาวคุณหญิงมณี นายพลเทพ ชื่อ คุณมัทนา”
       บุปผาขมวดคิ้วฉับทันที และทันใดนั้นไอศูรย์ก็เดินออกมาจากห้องข้างใน พยาบาลหยุดปาก ก้มหน้าก้มตาทำงาน บุปผาเห็นไอศูรย์ก็ยิ้มร่า รีบเดินเข้าไปดักหน้าแล้วยกมือไหว้ท่าทีชดช้อย
       “สวัสดีค่ะคุณหมอ”
       ไอศูรย์ยกมือรับไหว้ มองบุปผา พยายามทบทวนความจำว่าเคยเจอที่ไหน บุปผายกมือที่ยังมีผ้าพันแผลอยู่ให้ดู ไอศูรย์จึงจำได้
       “อ๋อ..คุณนั่นเอง ขอบคุณนะครับสำหรับกระเช้าผลไม้ ความจริง..ไม่จำเป็นเลย เพราะถึงยังไงผมก็ต้องทำแผลให้คุณอยู่แล้ว”
       “แต่ฉันก็อยากจะขอบคุณน่ะค่ะ”
       ไอศูรย์พยักหน้าเข้าใจ “ขอบคุณอีกครั้งนะครับ แล้วผมก็ขอตัวก่อน” พลางก้มหัวลาบุปผาแล้วเดินออกไป
       บุปผาทำท่าจะตาม แต่พยายาบาล 1 มาขวางไว้
       “เชิญพบหมอประสงค์ทางนี้เลยค่ะ”
       บุปผาได้แต่ทำหน้าเจ็บใจ เข้าถึงตัวไอศูรย์ไม่ได้สักที
      
       ไม่นานต่อมา บุปผาเดินออกมาจากโรงพยาบาลหลังทำแผลที่มือใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่บุปผาอารมณ์เสียเรื่องไอศูรย์มาก เลยไม่ได้สนใจใคร แล้วจู่ๆ ก็มีใครคนหนึ่งวิ่งเข้ามาจับตัวบุปผาเขย่าแล้วถามระรัว
       “แก แกเห็นหลานฉันไม๊ เห็นหลานฉันไม๊”
       บุปผากำลังอารมณ์เสียอยู่ เลยสะบัดอิ่มออกไปสุดแรง
       “ไป๊ อีบ้า”
       หญิงบ้าถูกบุปผาผลักเซล้มลง เมื่อบุปผามองเต็มตา จึงเห็นเป็นคนบ้าเสื้อผ้ามอมแมมสกปรก
       “อี๊ บ้าจริงๆ นี่หว่า”
       หญิงบ้าลุกขึ้นมาแล้วพุ่งเข้ามาถามบุปผาอีก
       “แกไม่เห็นหลานฉันเหรอ หลานฉันเพิ่งเกิดได้วันเดียว ตัวเล็กเท่านี้เอง” หญิงบ้าทำมือขนาดเด็กทารกให้บุปผาดู แล้วเบะปากร้องไห้ “ไม่รู้หลานฉันหายไปไหน ฮือๆ หลานฉันหาย ๆ”
       “ฉันไม่รู้ ไปถามหาที่อื่นไป๊ ในโรงพยาบาลนั่นไง” บุปผาตัดรำคาญชี้ไปในโรงพยาบาล “หลานแกอาจจะอยู่ในนั้นก็ได้”
       หญิงบ้าหันไปมองในโรงพยาบาลที่บุปผาชี้ไป บุปผาฉวยจังหวะนั้นจะเดินหนี หญิงบ้าไม่ยอมหันกลับมายื้อยุดฉุดมือบุปผาไว้
       “ไปดูด้วยกันสิ ไปช่วยหาหลานฉันหน่อย นะ ๆๆ”
       บุปผาอดรนทนไม่ไหว ร้องฮึ่ย แล้วผลักไสอิ่มออกไปสุดแรง อิ่มล้มหงายก้นจ้ำเบ้าไป บุปผาเดินหนีเร็วๆ ออกไปเลย อิ่มลุกขึ้นได้ บุปผาหายไปแล้ว
      
       อนิจจา โลกกลมอะไรเช่นนี้ เพราะหญิงบ้าคนนั้น ที่แท้คือ อิ่ม พี่สาวของอุ่น แม่ของบุปฝานั่นเอง


  


       บุปผาเดินอารมณ์เสียสุดขีดกลับเข้ามาในหอโคมแดง เหล่าสาวๆ กำลังนั่งอยู่ในโถงกลาง กินของว่างที่เพ็ญทำมาเสิร์ฟบ้าง ทำเล็บกันอยู่บ้าง บุปผาเดินมากระแทกเท้าปังๆ แล้วเดินเข้าห้องไปเลย
      
       ทุกคนมองหน้ากันเหวอๆ ไม่รู้บุปผาเป็นอะไร ในขณะที่มุกทำท่าจะหยิบอะไรเขวี้ยงตามหลังบุปผาไปด้วยความหมั่นไส้ พิกุลรีบยกมือขึ้นปิดหัว เพราะคราวที่แล้วเขวี้ยงกันพลาดมาโดนหัวพิกุลทีหนึ่งแล้ว พอพิกุลลืมตามาเห็นว่ามุกไม่ได้เขวี้ยงจริง เพราะยังเกรงใจผกาอยู่ พิกุลก็พูดขึ้นอย่างซื่อๆ
       “สงสัย...วันนี้พยาบาลทำแผลให้บุปผาเจ็บน่ะ”
       มุกหันมามองพิกุลด้วยสีหน้าเอือมระอาในความซื่อปนโง่ของพิกุล ผกาสีหน้าครุ่นคิด แล้วเดินตามบุปผาไปที่ห้อง
      
       ฝ่ายบุปผาเดินมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอารมณ์เสียอยู่ นอนมองเพดาน คิดอะไรอยู่
       บุปผาพึมพำชื่อ “มัทนา” ที่พยาบาลพูดถึงกัน
       ผกาเข้ามาพอดี
       “อารมณ์เสียเรื่องอะไรมาลูก หรือว่า คุณหมอรู้แล้วว่าบุปผาเป็น...” ผกาพูดไม่จบ ถูกตัดบทเสียก่อน
       “ยังหรอกแม่ หมอเขายังไม่รู้หรอกว่าฉันเป็นใคร”
       “อ้าว...งั้นบุปผาอารมณ์เสียเรื่องอะไร”
       “คุณหมอเขากำลังจะหมั้นกับลูกสาวคุณหญิง พ่อเป็นนายพล”
       ผกานึกรู้ทันที ค่อยๆ สอนอย่างใจเย็น “บุปผาเอ๊ย..แม่จะบอกอะไรให้นะ แข่งเรือแข่งพายน่ะมันอาจจะแข่งกันได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาน่ะ ลูกไปแข่งกับเขาไม่ไหวหรอกนะ”
       บุปผาบอกอย่างดื้อดึง “ไม่แม่ ฉันไม่เชื่ออย่างที่แม่พูดหรอก ใช่ ฉันอาจจะเลือกเกิดไม่ได้ เกิดมาก็ถูกแม่ทิ้ง แม่เก็บฉันมาเลี้ยงในซ่อง ฉันถึงโตมาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากผู้หญิงขายตัว นั่นคือสิ่งที่ฉันเลือกไม่ได้ แต่ทางเดินชีวิตข้างหน้า ฉันเชื่อว่าฉันเลือกได้ ฉันจะต้องแต่งงานกับหมอไอศูรย์ให้ได้ ไม่เชื่อแม่คอยดูสิ”
       ผกาอดถามขึ้นไม่ได้ “บุปผาจะแต่งกับเขาได้ยังไง ในเมื่อเขามีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้วน่ะ”
       บุปผาไม่ตอบ แต่คิดแผนอะไรบางอย่างขึ้นมา
      
       วันต่อมา บุปผากำลังหัดขับรถของกำพลอยู่ตรงถนนละแวกหน้าหอโคมแดงนั้นเอง โดยมีกำพลนั่งอยู่ข้างๆ กำลังสอนขับรถให้บุปผา
       “บุปผาเหยียบคลัชก่อน แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเกียร์นะ ผ่อนคลัชช้าๆ ให้รถจะได้ไม่กระตุก”
       บุปผาทำตามที่กำพลสอนเป๊ะ
       ผกา และบรรดาสาวๆ มายืนออดูบุปผาหัดขับรถอย่างตื่นเต้น
       “บุปผาเก่งเนอะแม่เนอะ คุณกำพลหัดให้เดี๋ยวเดียว บุปผาขับรถเป็นเลย” พิกุลว่า
       ผกายิ้มภูมิใจในตัวบุปผา มุกเบ้ปาก ค้อนขวับๆ อย่างหมั่นไส้
      
       ไม่นานนักบุปผากับกำพลนั่งในรถ บุปผาทำได้ดี กำพลยิ้มพอใจขณะถาม
       “บุปผานึกยังไงถึงได้อยากหัดขับรถน่ะ”
       บุปผายิ้มหวานใส่กำพลโปรยสเน่ห์ “ก็บุปผาอยากเป็นผู้หญิงเก่งอย่างคนอื่นเขาบ้างน่ะสิคะคุณกำพล”
       กำพลทำตาเจ้าชู้ “แต่ถึงบุปผาจะขับรถไม่เป็น แต่บุปผาก็เก่ง เรื่องอื่น ชนิดที่ผู้หญิงอื่นสู้บุปผาไม่ได้เลย...รู้ไม๊”
       บุปผาแสร้งค้อนกำพลอย่างมีจริต แล้วมองนาฬิกา ดูเวลา แววตามีแผน
       “บุปผาพอจะขับคล่องแล้ว เราลองขับออกไปไกลๆ กว่านี้ดีไม๊คะ” บุปผาฉอเลาะ
       “เอาสิ บุปผาอยากขับไปแถวไหนก็ไปเลย ฉันตามใจบุปผาทุกอย่างเลยจ้ะ”
       บุปผายิ้มมีแผน
       ด้านพวกผกา ทุกคนเห็นรถบุปผาเริ่มขับรถแล่นออกไปไกลจากหน้าหอโคมแดง
       เดือนงง “อ้าว..นั่นบุปผาจะขับรถไปไหนน่ะ”
       ผกาพอจะเดาได้ว่าบุปผาจะทำอะไร
      
       จริงดังที่ผกาคิด บุปผาขับรถมาแถวหน้าโรงพยาบาล แล้วขับวนไปวนมา ตาสอดส่ายมองไปแถวหน้าโรงพยาบาลตลอดเวลา
       กำพลชักแปลกใจ “ทำไมบุปผาขับมาแถวโรงพยาบาลนี่ล่ะจ๊ะ”
       “อ้าว..คุณกำพลไม่รู้หรือคะ แถวโรงพยาบาลเนี่ย คนขับรถไม่เร็ว เพราะเป็นเขตโรงพยาบาล บุปผาเพิ่งขับรถเป็นใหม่ๆ ออกถนนใหญ่ทั้งที ก็ต้องมาแถวที่รถไม่เร็วก่อนสิคะ คล่องกว่านี้แล้ว ค่อยไปที่ถนนอื่น” บุปผาตอแหล
       กำพลพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ บุปผาแอบเหลือบมองนาฬิกา รอเวลาไอศูรย์ออกเวร
       ไม่นานนักบุปผา ก็แลเห็นไอศูรย์เดินออกมาจากโรงพยาบาลตรงตามเวลาที่เคยปฏิบัติเป๊ะ
       บุปผายิ้มสมใจ พอเห็นไอศูรย์ขึ้นรถขับออกไป บุปผาก็ค่อยๆ ขับตาม โดยหันมาพูดทีเล่นทีจริงกับกำพล
       “คุณกำพลระวังให้ดีนะคะ ทีนี้บุปผาจะลองขับให้เร็วขึ้นแล้ว”
       กำพลหัวเราะชอบใจ ยังไม่รู้เรื่องอะไร
      
       รถบุปผาขับตามรถไอศูรย์ไปห่างๆ


  


       ไม่นานหลังจากนั้น บุปผาขับรถตามไอศูรย์มาจนถึงบ้านหลังใหญ่โต และเห็นไอศูรย์เลี้ยวรถเข้าประตูบ้านไป
      
       บุปหาเห็นป้ายชื่อบ้านเขียนว่า “บ้านเทพบริบาล” บุปผาชะเง้อมองตาม
       แล้วสายตาของบุปผา ก็เห็นนายสินมาช่วยเปิดประตูรถให้ไอศูรย์
       บุปผาตื่นเต้นตาโต พึมพำออกมา “นายสินเป็นคนรถอยู่ที่บ้านนี้เหรอเนี่ย”
       กำพลงง “บุปผาว่าอะไรนะจ๊ะ”
       บุปผารู้สึกตัว รีบหันไปอ้อนกำพล “โอ๊ย..คุณกำพลคะ บุปผาชักเหนื่อยแล้วสิคะ สงสัยจะขับรถกลับไม่ไหว คุณกำพลช่วยขับแทนบุปผาทีเถอะค่ะ”
       “อ้ะ ได้จ้ะ ๆ”
       บุปผาจอดรถแถวหน้าบ้านเทพบริบาล แล้วลงจากรถ เดินช้าๆ ถ่วงเวลา สอดสายตามองเข้าไปในบ้านตลอดเวลา
       สายตาของบุปผา แลเห็นไอศูรย์เดินขึ้นตึก ที่มีมัทนา คุณหญิงมณี และนายพลเทพยืนรอรับอยู่
       บุปผาไม่รู้เลยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่หล่อนได้เห็นนายพลเทพ พ่อแท้ๆ ของตน
       บุปผามองดูต่อเห็นมัทนายกมือไหว้ไอศูรย์ และไอศูรย์รับไหว้มัทนา ก่อนจะหันไปไหว้คุณหญิงมณี กับนายพลเทพ แล้วทั้งหมดก็เดินเข้าบ้านไป สีหน้าชื่นมื่นกันถ้วนหน้า
       บุปผาสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
      
       ด้าน 4 คน นั่งสนทนากันอยู่ในห้องรับแขก โดยมีสร้อยยกน้ำมาเสิร์ฟอย่างรู้หน้าที่
       “มี หมอ แวะเวียนมาหาบ่อยๆอย่างงี้ ลุงค่อยสบายใจหน่อย” นายพลเทพเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี
       “ทำไมล่ะครับ คุณลุงเทพก็ดูสุขภาพแข็งแรงดีนี่ครับ”
       “ลุงน่ะห่วงคุณหญิงเขาต่างหาก เขาไม่ค่อยแข็งแรงตั้งแต่สมัยท้องยายมัทแล้ว ตอนนั้นเกือบจะเสียยายมัทไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะครรภ์เป็นพิษ ดีว่าไปส่งถึงมือหมอทัน เลยรอดมาได้ทั้งแม่ทั้งลูก แต่ก็นี่แหละ..มันทำให้ลุงกับป้า ถึงมียายมัทได้คนเดียว”
       เทพส่ายหน้า แววตาเศร้า มณีแอบเหลือบไปสบตากับสร้อย เพราะรู้นัยกันดีว่าทั้งสองแอบเอายาสมุนไพรของ ตาเถา ให้เทพกินจนเป็นหมัน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เทพมีลูกกับใครได้อีก ตลอดระยะ เวลาหลายปีที่ผ่านมา
       “เอ้าๆ ลุงนี่ก็พูดอะไรไม่รู้ ประเดี๋ยวหนุ่มๆ สาวๆ จะหมดสนุกกันซะก่อน ลุงไปอ่านหนังสือที่ห้องโน่นดีกว่า พ่อต้นกับยายมัทจะได้คุยกัน”
       เทพพูดจบก็ลุกขึ้นเดินไป มณีกับสร้อยตามไป เหลือเพียงไอศูรย์กับมัทนา
       เมื่ออยู่กันลำพัง มัทนาก็มีสีหน้าเก้อเขินไอศูรย์ ด้วยยังไม่คุ้นเคยกันมากเท่าไหร่
       “ท่าทางคุณลุงคงอยากมีลูกหลายๆ คน” ไอศูรย์เย้า
       “ค่ะ...” มัทนาค้างคำ ยังไม่คุ้นที่จะเรียกชื่อเล่นไอศูรย์สักเท่าไหร่ “...พี่ต้นคุณพ่ออยากมีลูกหลายคน แต่ก็มีมัทได้เพียงคนเดียวคุณพ่อจะบ่นทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ไม่ค่อยบ่นต่อหน้า
       คุณแม่สักเท่าไหร่หรอกค่ะ เพราะเกรงว่าคุณแม่จะเสียใจ”
       ไอศูรย์พยักหน้ารับทราบแล้วมองหน้ามัทนาซึ้งๆ มัทนาออกอาการขวยเขิน ไอศูรย์ยิ้มอย่างเอ็นดู
      
       ในอีกมุมของคฤหาสน์ คุณหญิงมณีกับสร้อยยังแอบยืนดูไอศูรย์กับมัทนาอยู่ ไม่ได้เดินตามนายพลเทพไปที่ห้องนั่งเล่น คุณหญิงมณียิ้มย่องปลื้มใจ
       “เห็นพ่อต้นกับลูกมัทเข้ากันได้อย่างนี้ ฉันก็สบายใจแล้วละนังสร้อย”
       แล้วคุณหญิงมณีก็นึกอะไรได้ สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา
       “ไปรับยาที่ตาเถามาเรียบร้อยไม๊”
       สร้อยทำหน้าบูดบึ้งนึกโมโห “ตาเถานี่ชักร้ายขึ้นทุกวันแล้วค่ะคุณหญิงแกจะขอขึ้นค่ายาอีกค่ะ”
       “อะไรนะ” มณีทำหน้าหงุดหงิด “เฮ้อ! คนพรรค์นี้ ได้คืบจะเอาศอก ฉันละเกลียดจริงๆ แต่ยังไงๆ ฉันก็ต้องพึ่งเขา ตาเถาเรียกเงินอีกเท่าไหร่ก็เห็นจะต้องยอมจ่าย แต่ต้องได้ยามาเพราะฉันจะไม่ยอมประมาทในเรื่องนี้เป็นอันขาด หัวเด็ดตีนขาดยังไง ฉันจะไม่ยอมให้ท่านนายพลไปแอบมีลูกที่ไหนได้อีก ยายมัทจะต้องเป็นลูกคนเดียวของท่านนายพลอย่างนี้ตลอดไป”
      
       สีหน้าคุณหญิงมณีมุ่งมั่นมาดหมายเอามากๆ


  


       ครู่ต่อมานายพลเทพเดินมาอีกห้อง แต่มองเห็นห้องที่ไอศูรย์กับมัทนานั่งอยู่ ในสายตาของเทพ เห็นไอศูรย์กับมัทนานั่งคุยกันอยู่ด้วยท่าทางถูกคอกันเป็นอย่างยิ่งก็ยิ้มดีใจ ที่ลูกกับไอศูรย์ชอบกันจริงๆ ไม่ต้องคลุมถุงชนอย่างที่ตนกลัว
      
       แล้วเวลานั้นท่านนายพลก็เผลอเหม่อคิดถึงอดีตขึ้นมา
      
       เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่บ้านอุ่น เวลาตอนกลางวัน นายพลเทพกำลังเอามือลูบท้องอุ่น ที่กำลังท้องแก่อยู่ด้วยความดีใจ
       “อยากเห็นหน้าลูกคนนี้จริง อยากรู้นักว่าจะเป็นลูกผู้หญิง หรือลูกผู้ชาย”
       “ถ้าเป็นลูกผู้หญิง ท่านนายพลจะผิดหวังไม๊คะ” อุ่นถาม
       “ไม่ จะลูกผู้หญิง หรือลูกผู้ชายก็ได้ ฉันยินดีทั้งนั้นแหละ ฉันชอบเด็ก อยากให้ที่บ้านมีเด็กๆ หลายๆ คน”
       อุ่นมีสีหน้าวิตกกังวล “ท่านขา...ท่านจะบอกเรื่องของเรากับคุณหญิงเมื่อไหร่คะ อุ่นกลัวว่า..ถ้าคุณหญิงรู้เรื่องของอุ่นกับลูกแล้วท่านจะโกรธ”
       “ไม่หรอกแม่อุ่น คุณหญิงเขาเป็นใจเย็น ฉันเชื่อว่า เมื่อคุณหญิงรู้ว่าเธอเป็นเมียฉัน และกำลังจะมีลูกให้ฉันอีกคน คุณหญิงเขาก็คงจะยอมรับได้แหละน่า” เทพปลอบ
       “จริงหรือคะ”
       “จริงสิ อุ่นอย่าเพิ่งคิดอะไรให้มากความไปเลย รักษาตัวให้ดีก่อน อีกไม่กี่วันก็จะคลอดแล้ว วันคลอด ฉันจะหาโอกาสมาอยู่เป็นเพื่อนเธอ”
       อุ่นยิ้มแล้วกอดนายพลเทพไว้อย่างรักใคร่ ท่านนายพลกอดตอบ
       แต่แล้วก็เกิดเรื่องร้าย บ้านอุ่นถูกไฟไหม้ คืนนั้นนายพลเทพวิ่งหน้าตื่นพร้อมชาวบ้านเข้ามา บ้านทั้งหลังเหลือแต่ตอตะโก เทพเห็นสภาพบ้านก็เข่าอ่อน รีบถามชาวบ้าน
       “แล้วอุ่นล่ะ อุ่นอยู่ที่ไหน”
       ชาวบ้านส่ายหน้าพลางบอก “เห็นตำรวจเขาบอกว่า..ถูกไฟครอกตายอยู่ในบ้านครับท่าน”
       เทพตะลึง “รวมทั้งลูกในท้องด้วยงั้นหรือ”
       “ก็คงอย่างนั้นครับท่าน เพราะนังอุ่นมันยังไม่ถึงกำหนดคลอด ลงถูกไฟครอกตายอย่างงี้ ก็คงตายหมดทั้งแม่ทั้งลูกนั่นแหละครับท่าน”
       เทพสะเทือนใจแทบจะร้องไห้ออกมาตรงนั้นเลยทีเดียว
      
       ท่านนายพลดึงตัวเองกลับมา ทอดถอนลมหายใจยาวด้วยความเศร้าเมื่อนึกถึงการสูญเสียลูก-เมียอีกบ้านหนึ่งไปเมื่อในอดีต
      
       จากบ่ายคล้อยเป็นมืดค่ำ นายพลเทพไม่รู้ว่าตัวเองคิดผิด เพราะยังมีบุปผาอีกคนที่เป็นลูกของเขา และยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ยังไม่มีใครรู้
       เวลานี้บุปผานอนคิดอะไรอยู่บนเตียง สีหน้าเคร่งเครียด ผกาเข้ามาหา
       “คุณกำพลกลับไปตั้งนานแล้ว ทำไมบุปผายังไม่ลงไปกินข้าวอีกล่ะลูก เป็นอะไร แล้ววันนี้บุปผาหลอกพาคุณกำพลขับรถไปถึงไหนกันมา”
       บุปผาอดยิ้มไม่ได้ “แหม..แม่นี่รู้ทันฉันเสมอเลยนะ”
       “ก็แม่..เป็นแม่ ถึงจะไม่ได้เบ่งออกมาเอง แต่ก็เลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะละ เอ้า ว่ามา..วันนี้หลอกพาคุณกำพลไปไหนมา”
       “ไปดักดูหมอไอศูรย์ที่โรงพยาบาลจ้ะแม่ ทีแรกกะว่าจะขับตามไปดูบ้านเขา ฉันอยากรู้ว่าบ้านเขาอยู่ที่ไหน แต่เขาไม่ได้กลับบ้าน หมอเขาไปที่บ้าน...เทพบริบาล” พูดถึงตรงนี้บุปผาหน้าบูดบึ้งขึ้นมา “คงจะเป็นบ้านว่าที่คู่หมั้นของหมอเขาละ ฉันเห็นหน้าแล้วนะแม่ สะสวยทีเดียว”
       “ก็ในเมื่อเขาสวยหล่อ ชาติตระกูลสมกันดี แล้วกำลังจะหมั้นกันด้วย แม่ว่าบุปผาอย่าไปยุ่งกับเขาเลยดีไม๊ เขากับเราคงไม่ใช่คู่บุญ คู่วาสนาต่อกันหรอก”
       บุปผาเสียงแข็ง “แม่อยากอยู่ในซ่องอย่างนี้ไปจนตายเหรอ”
       ผกาเงียบไปทันที
       บุปผาบอกต่อ “แต่ฉันไม่ เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ยอมรามือเรื่องนี้ง่ายๆ เขายังไม่ได้หมั้นกันสักหน่อย แต่ถึงหมั้นแล้ว ก็ถอนหมั้นกันได้” แววตาบุปผาวาววับ แสดงความร้ายกาจออกมา “และฉันนึกออกแล้วด้วยว่า..ฉันจะจัดการเรื่องนี้ยังไง”
       บุปผาเริ่มรู้ตัวว่า พูดแรงๆ ใส่ผกา เลยหันไปกอดเอวอ้อนอย่างเด็กๆ พูดให้ความหวังแก่ผกา
       “แม่จ๋า จำไว้นะ วันไหนที่ฉันได้ดีขึ้นมา แม่ก็จะต้องได้ดีไปกับฉันด้วย ฉันจะพาแม่ออกจากซ่องนี่ ไปเป็นคนมีเกียรติในสังคมเหมือนอย่างคนอื่นๆ ให้ได้ แม่เชื่อฉัน”
       บุปผากอดเอวผกาประจบเอาไว้ แล้วยิ้มร้าย มีแผนอะไรบางอย่างอีกแล้ว
      
       ส่วนผกาสีหน้าก็มีความหวังว่าชีวิตบั้นปลายคงจะสุขสบายอย่างที่บุปผาให้ความหวังเสียที
      

      เช้าวันต่อมา แลเห็นสวิงเข้ามารายงานมัทนาซึ่งเตรียมตัวจะไปเรียน ว่าสินไม่สบาย
      
       “นายสินป่วยอีกแล้วเหรอเนี่ย” มัทนาแปลกใจ
       “ค่ะคุณมัท วันนี้ก็คงจะขับรถไปส่งคุณมัทที่มหาวิทยาลัยไม่ได้”
       มัทนานึกเป็นห่วง “ตายจริง นายสนเป็นอะไรมากรึเปล่าจ๊ะสวิง”
       “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่เห็นว่าเดี๋ยวจะออกไปหาหมอ”
       “งั้นก็ตามคนอื่นมาขับรถแทนก็แล้วกัน”
       สวิงมีสีหน้าไม่สู้ดี “ไม่มีใครอยู่เลยค่ะคุณมัท”
       มัทนาหน้าเสีย “อ้าว..แล้วฉันจะไปมหาวิทยาลัยได้ยังไงกันล่ะเนี่ย”
       จังหวะนี้คุณหญิงมณีเดินเข้ามาหา
       “ไปได้สิจ๊ะลูกมัท แม่โทร.ไปตามคนขับรถพิเศษมาให้แล้ว”
       มัทนาทำหน้างง แต่คุณหญิงไม่ทันต้องตอบ ไอศูรย์ก็เดินยิ้มเข้ามาหา
       “พร้อมจะไปมหาวิทยาลัยหรือยังครับน้องมัท”
       มัทนายิ้มทั้งขำทั้งเซอร์ไพรส์ แล้วหันไปมองแม่ คุณหญิงมณีก็ยิ้มชื่น ทุกอย่างดูราบรื่นและเป็นไปตามทางที่เธอกำหนดทุกอย่างแล้ว
      
       เหตุการณ์ที่หอโคมแดง วันนี้มุกแต่งตัวสวยพิเศษ พร้อมจะรับแขกที่ผกานัดให้ คนอื่นนั่งทำโน่นนี่ บุปผาวิ่งเข้ามาหาผกา
       “แม่จ๋า..วันนี้ฉันเห็นนายสินนัดจะเข้ามาใช่ไม๊จ๊ะแม่”
       ผกาพยักหน้า “แม่จะให้มุก เป็นคนรับแขก”
       มุกได้ยินทำยืดสีหน้าภูมิใจ ดีใจ จะได้ทำงาน
       “วันนี้ฉันขอเป็นคนขึ้นห้องกับนายสินนะแม่”
       ทุกคนอ้าปากค้าง เพราะรู้ดีว่าบุปผาไม่เคยยอมขึ้นห้องกับคนชนชั้นล่าง เลือกขึ้นห้องแต่กับคนรวยเท่านั้น มุกทนไม่ได้ พุ่งเข้ามาผลักบุปผาด้วยความโมโห
       “อ๊าย นังบุปผา นี่มันเรื่องอะไรกันยะ อยู่ๆ ก็จะมาแย่งแขกของฉัน ทำยังงี้ คิดจะมีเรื่องกับฉันใช่ไม๊”
       เดือนก็งง “นั่นสิ บุปผาไม่เคยยอมขึ้นห้องกับนายสินเลยนี่นา”
       สิรีพยายามเกลี้ยกล่อม “ยกให้พี่มุกเขารับแขกนายสินไปเถอะนะบุปผานะ”
       “แต่วันนี้ฉันจะขึ้นห้องกับนายสินเอง ฉันมีเหตุผลของฉัน” บุปผาบอก
       “เหตุผลของแกก็คือ..แกจะแกล้งฉันใช่ไม๊นังบุปผา” มุกแค้น
       “ฉันบอกไปแล้วว่าฉันมีเหตุผลของฉัน หรือว่าพี่มุกจะให้นายสินเป็นคนเลือก ว่าจะขึ้นห้องกับใครก็ได้นะ” บุปผาพูดท้าทายอย่างถือดี
       “ขืนให้เขาเลือก เขาก็เลือกแกน่ะสินังบุปผา นายสินน่ะขอขึ้นห้องกับแกไม่รู้กี่หนแล้ว แกก็เล่นตัวตลอด มาคราวนี้แกคิดจะแกล้งฉัน เห็นนานๆ ฉันถึงจะได้รับแขกสักที แกก็จะมาแย่ง ยังงี้มันต้องเจอกันหน่อยโว๊ย”
       พูดจบมุกก็พุ่งเข้าตบบุปผาด้วยความโมโห ผการู้ทัน พุ่งเข้าขวางทางก่อนแล้วคว้ามือมุกเอาไว้
       “เอาเถอะๆ ในเมื่อนังบุปผามันมีเหตุผลของมัน แม่ก็จะให้บุปผาขึ้นห้องกับนายสิน”
       มุกกรี๊ดแตก “แอร๊ย แม่”
       “เอาน่าๆ มุก อย่ากรี๊ด แม่ปวดหัว เอาเป็นว่าวันนี้แม่จะให้บุปผาขึ้นห้องกับนายสิน แล้วแม่จะจัดแขกอื่นขึ้นห้องกับแก ทั้งรอบเช้า รอบบ่าย เอาให้หนำใจแกเลย ตกลงไม๊”
       มุกพูดไม่ออก ได้แต่เดินสะบัดสะบิ้งไปกระแทกตัวนั่งห่างออกไป บุปผายิ้มพอใจ
       “ขอบคุณจ้ะแม่ ฉันรับรองว่า ฉันจะไม่ทำให้แม่ผิดหวังเลยที่ตัดสินใจให้ฉันขึ้นห้องกับนายสินครั้งนี้”
       บุปผายิ้มร่า ในขณะที่ผกามองอย่างสงสัยว่าบุปผากำลังคิดจะทำอะไร
      
       ไอศูรย์ขับรถมาส่งมัทนาที่มหาวิทยาลัย มัทนายกมือไหว้ไอศูรย์
       “ขอบคุณนะคะพี่ต้น ที่มาส่งมัท”
       “ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้...เล็กน้อยมาก”
       “รีบไปเถอะค่ะ มัทไม่อยากให้พี่ต้นไปเข้าเวรที่โรงพยาบาลสาย”
       ไอศูรย์พยักหน้ารับ “พี่ไปนะ”
       มัทนายกมือไหว้ไอศูรย์อีกครั้ง ขณะเดียวหันนั้นเพชรก็ขับรถมาส่งพลอยที่มหาวิทยาลัยเช่นกัน ทั้งสี่เจอกัน เพชรมีอาการปั้นปึ่งใส่ไอศูรย์ ในขณะเดียวกันพลอยก็ไม่พูดกับมัทนา
       “เพชร” ไอศูรย์ทัก
       เพชรไม่มองหน้าไอศูรย์ หันมาบอกพลอย
       “ตั้งใจเรียนนะ เดี๋ยวตอนเย็นพี่มารับ”
       แล้วเพชรก็ขึ้นรถขับออกไปเลย ไอศูรย์หน้าเครียด หันมาพยักหน้าเป็นลามัทนา แล้วขึ้นรถขับตามรถเพชรไป มัทนามองพลอย เห็นพลอยจะขึ้นตึกเรียนโดยไม่รอเธอ จึงเรียกไว้
       “พลอย”
       แต่พลอยไม่สนใจ ขึ้นตึกเรียนไปเลย โดยไม่พูดกับมัทนา มัทนาถอนใจเซ็ง
      
       ด้านไอศูรย์ขับรถตามเพชรมา แล้วพยายามจะให้เพชรจอด ในที่สุดเพชรยอมจอดรถ แต่นั่งปึ่งอยู่ในรถไม่ยอมลง ไอศูรย์ลงจากรถ วิ่งไปหาเพชรที่ด้านคนขับ
       “เพชร พี่ว่าเราควรจะต้องคุยกัน”
       “แต่ผมไม่มีอะไรจะต้องคุยกับพี่ต้นนี่ครับ ขอโทษนะครับ ผมต้องรีบไปทำงาน”
       พูดจบเพชรก็ขับรถพรืดออกไปเลย ปล่อยให้ไอศูรย์ยืนอึ้งอยู่ที่เดิมด้วยความกลุ้มใจที่ต้องมาผิดใจกันเพราะเรื่องมัทนา
      
       ส่วนพลอยเดินมาตามทางเดินในอาคารเรียนของมหาวิทยาลัย โดยไม่สนใจมัทนา ที่วิ่งตามมาดึงแขนพลอยไว้
       “พลอย หยุดพูดกันก่อนสิ”
       “ฉันไม่มีอะไรจะพูด”
       “แต่ฉันมี” มัทนาดึงพลอยไว้สุดแรงจนพลอยต้องหยุด แต่ก็ยังไม่ยอมมองหน้ามัทนาอยู่ดี “พลอย ฉันไม่รู้จริงๆว่าแม่จะให้ฉันหมั้นกับพี่ต้น ฉันรู้แต่ว่าแม่จะให้ฉันหมั้นกับลูกชายเพื่อนของแม่”
       “แล้วเธอก็ไม่เคยถามเลยงั้นสิ”
       “จริง ฉันไม่เคยถาม เพราะฉันไม่เคยขัดใจแม่ แม่จะให้ฉันทำอะไร ฉันก็ทำตามที่พ่อกับแม่บอกให้ทำมาตลอด ในเมื่อแม่จะให้ฉันหมั้น ฉันก็จะหมั้นตามใจท่าน”
       “แล้วเธอชอบพี่ต้น พอที่จะยอมรับหมั้นเขารึเปล่าล่ะ” พลอยถาม
       มัทนาพยักหน้าช้าๆ พลอยอึ้งไปชั่วขณะ แล้วในที่สุดก็ถอนใจใหญ่ พูดเสียงอ่อนลง
       “สรุปว่า..พี่ชายฉันหมดหวังละสิ”
       “ฉันขอโทษนะพลอย แต่เรื่องแบบนี้..มันบังคับใจกันไม่ได้น่ะ ฉันชอบพี่เพชร เหมือนอย่างพี่ชายคนหนึ่ง”
       “เอาละๆ สรุปว่า..พี่เพชรฉันก็ต้องอกหักไปตามระเบียบ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากฉัน” พลอยเสียงแผ่วลง
       มัทนารู้ได้ทันที “เธอชอบพี่ต้น”
       พลอยพยักหน้า
       “โธ่..ฉันขอโทษ”
       “ทำไมเธอต้องขอโทษ เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ก็อย่างที่เธอบอกนั่นแหละ เรื่องแบบนี้มันบังคับใจกันไม่ได้ ในเมื่อพี่ต้นเขาไม่ได้ชอบฉัน แต่เขาชอบเธอ ฉันก็ควรจะดีใจไปกับเธอมากกว่า ที่กำลังจะมีความรักที่สมหวังและลงตัว”
       “ขอบคุณนะพลอย ขอบคุณที่เข้าใจฉัน ฉันคงจะหาเพื่อนที่ดีอย่างเธอไม่ได้อีกแล้ว”
       สองสาวเพื่อนซี้ จับมือและมองตากัน แล้วยิ้มให้กันอย่างเข้าใจ มัทนาดีใจมากๆ
      
       ด้านไอศูรย์เดินหน้าขรึมๆ เข้ามาที่โรงพยาบาล ไม่สบายใจเรื่องเพชรอยู่ แล้วจู่ๆ อิ่มก็วิ่งเข้ามาเกาะแขนไอศูรย์
       “เห็นหลานฉันไม๊”
       ไอศูรย์ตกใจ “หลานป้าหายไปเหรอครับ”
       “หาย มันหายไป” อ่มทำท่าอุ้มเด็กแกว่งไปมา “ฉันอุ้มของฉันมาดีๆ อยู่ๆ มันก็หายไป” พูดแล้วอิ่มก็ตาเหลือกขึ้นมากะทันหัน “หรือว่า..มันจะถูกฆ่าให้ตายตามแม่มันไปแล้ว ไม่ ม่าย...”
      
        สุดท้ายอิ่มก็ร้องกรี๊ดๆ ไอศูรย์พยายามกอดปลอบใจ อิ่มกอดไอศูรย์แล้วร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง


  


       ที่หอโคมแดง เวลานั้น สินใจดีใจจนเนื้อเต้น
      
       "บุปผาจะขึ้นห้องกับผม จริงๆเหรอเนี่ย”
       บุปผาพยักหน้ายิ้มๆ
       “ผมดีใจจังเลยที่บุปผายอมขึ้นห้องกับผม”
       “ฉันก็ดีใจที่จะได้ขึ้นห้องกับนาย”
       สีหน้าบุปผา ยิ้มมีเลศนัย
      
       ฟากคุณหญิงมณี เอาเงินส่งให้สร้อยจำนวนมาก
       “เอ้า..เอาเงินไปให้ตาเถาซะ แล้วรีบเอายากลับมา ฉันไม่ต้องการให้ยาที่ให้ท่านนายพลมันขาดช่วง ป้องกันความผิดพลาดเอาไว้ก่อน รีบไปรีบกลับนะนังสร้อย”
       “ค่ะคุณหญิง” สร้อยนับเงินที่ได้จากคุณหญิงมณีง่วน
       สองคนไม่รู้ว่าแสงยืนแอบมองอยู่ที่มุมบ้าน ด้วยสีหน้าฉงนสงสัย
      
       ขณะที่สร้อยเดินออกจากบ้าน แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อแสงโผล่พรวดเข้ามา
       “ฮั่นแน่ ! แม่จะไปไหนน่ะ”
       “ฮุ้ย ไอ้แสงนี่ โผล่เข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง เกิดแม่หัวใจวายตายไปกะทันหัน แกจะว่ายังไงฮึ”
       “คนอย่างแม่น่ะ ฉันรู้ ไม่ตายง่ายๆ หรอก” แสงหรี่ตามอง “แม่จะไปไหนน่ะ”
       “ไปธุระ”
       “ธุระให้คุณหญิงใช่ไม๊”
       “แกรู้ได้ไง”
       “ก็ฉันเห็นคุณหญิงเอาเงินตั้งเยอะให้แม่ คุณหญิงให้แม่เอาเงินไปทำอะไรเหรอ”
       “ไปซื้อของ”
       “ของอะไร”
       “แกอย่ารู้เลย”
       “งั้นแสดงว่า ของที่แม่จะออกไปซื้อให้คุณหญิงเนี่ย มันต้องเป็นของไม่ดีใช่ไม๊ แม่ถึงไม่อยากให้ใครรู้ แม้แต่ลูกของตัวเอง”
       “เอ๊ะ ไอ้แสงนี่ แกจะมาถามเซ้าซี้แม่ทำไมเนี่ย”
       แสงแบมือขอเงินแม่หน้าตาเฉย พลางพูดขู่
       “ถ้าแม่ไม่ให้ ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ท่านนายพลฟัง แล้วท่านนายพลก็คงจะไปถามคุณหญิงเอาเองแหละว่า คุณหญิงใช้ให้แม่ไปซื้ออะไร”
       “อย่านะ”
       แสงยิ้ม แล้วกระดิกมือ สร้อยมองมือลูกที่แบและกระดิกอย่างยียวน ชักสีหน้า แล้วกัดฟันหยิบเงินจำนวนหนึ่งส่งให้ แสงรับเงินไปจูบ สร้อยมองค้อน โมโหลูกมาก
      
       สองคนอยู่ในห้อง สินเพิ่งพลิกตัวลงจากตัวบุปผา แล้วนอนแผ่ หลับตาพริ้มอย่างหมดแรง แต่สีหน้าอิ่มเอมใจมาก
       “บุปผาจ๋า...เธอพาฉันขึ้นสวรรค์จริงๆ”
       บุปผาเบ้ปาก อย่างรังเกียจ แต่พอสินลืมตาขึ้นแล้วหันมามองเธออย่างหลงใหล บุปผาก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มหวานเอาใจสินผิดกว่าเคยทันที
       “บุปผารู้ไม๊..ฉันคอยเวลาที่จะได้อยู่กับเธออย่างนี้มานานแค่ไหน แต่บุปผาไม่เคยยอมขึ้นห้องกับฉันเลย จนฉันไม่นึกเลยว่า จู่ๆ วันนี้ฉันมีโชควาสนาได้มาอยู่ที่นี่กับบุปผาจริงๆ ถามหน่อยเถอะจ้ะ ทำไมวันนี้บุปผาถึงได้ยอมมาขึ้นห้องกับฉันได้ล่ะจ๊ะ”
       “ก็ฉันชอบนายสินน่ะสิ”
       สินตกใจ “บุปผาพูดอะไรนะ ! พูดใหม่อีกทีสิ”
       บุปผาพูดช้าๆ “ฉันชอบนายสิน” แล้วแสร้งทำหน้าเศร้า “แต่แม่ผกาบอกฉันว่าให้ฉันเลือกขึ้นห้องแต่กับพวกเศรษฐีไปก่อน เพราะอีกหน่อยพอฉันแก่ หมดความสาวความสวยแล้ว ฉันก็คงจะเลือกมากอย่างนี้ไม่ได้อีก” บุปผาสำทับด้วยการแสร้งร้องไห้ “นายสินรู้ไม๊ว่าพวกเศรษฐีน่ะ เขาจ่ายหนักก็จริง แต่เขาก็ เล่น ฉันหนักหนาเหมือนกัน บางครั้งนะ..ฉันถึงกับจับไข้เลยทีเดียว”
       “จริงเหรอ” สินแสนสงสารบุปผา
       “ใจจริง ฉันอยากจะเลิกอาชีพนี้แล้ว อยากจะออกไปจากที่นี่ ไปใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา แต่แม่ผกาไม่ยอม อ้างบุญคุณที่เลี้ยงดูฉันมาแต่แบเบาะ มันก็เลยทำให้ฉันไม่กล้าไปไหน หรือทำอะไรที่ขัดใจแม่”
       สินฟังแล้วตื้นตัน “โถ..แม่คุณ”
       “นายสินรักฉันบ้างรึเปล่า”
       “รักสิ รักมาตั้งนานแล้ว และฉันก็ไม่เคยรังเกียจเลยว่าเธอเป็นใคร ทำอาชีพอะไร”
       “ถ้านายสินรักฉันจริง นายสนพาฉันหนีไปจากที่นี่นะ”
       สินตกตะลึง “หา อะไรนะ”
       สินยังคงตะลึงค้างอยู่อย่างนั้น ในขณะที่บุปผาสีหน้าจริงจัง ไม่พูดเล่น
      
       เย็นนั้นไอศูรย์กับพยาบาล 2 คน ยืนมองดูอิ่มนั่งกินข้าวอย่างหิวโหยและมูมมาม
       “คนบ้าขนานแท้เลยค่ะหมอ” พยาบาล 1 ว่า
       “พูดไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ค่ะ เอาแต่ถามว่า..เห็นหลานฉันไม๊ เห็นหลานฉันไม๊” พยาบาล 2 บอก
       พยาบาล 1 เสริม “สงสัยจะทำหลานหาย เลยเสียใจจนเป็นบ้าไปอย่างนี้นะคะหมอ”
       ไอศูรย์ถอนใจ “น่าสงสารจริง”
       “แล้วเราจะเอายังไงต่อไปดีคะหมอ” พยาบาล 1 ถาม
       “หาเสื้อผ้าสะอาดๆ ให้ใส่ แล้วให้นอนที่เตียงคนไข้ว่างๆ ไปก่อน ผมไม่อยากปล่อยแกไปเดินเร่ร่อนอีก เดี๋ยวเป็นอันตราย”
       ไอศูรย์ยืนมองดูอิ่มกินข้าวด้วยความสงสาร อิ่มหันมามองไอศูรย์ รับรู้ถึงความเมตตาที่ไอศูรย์มีให้ อิ่มยิ้มกว้างให้ไอศูรย์จนเห็นข้าวที่กำลังเคี้ยวอยู่เต็มปาก แล้วตะโกนถาม
       “ตกลงแกเห็นหลานฉันไม๊”
      
       ไอศูรย์ส่ายหน้า อิ่มหน้าสลดลงทันที


  


       คืนนั้น สองคนอยู่ในห้องนอนแล้ว คุณหญิงมณีเอ่ยขึ้น
      
       “มะรืนนี้..ดิฉันจะขึ้นเหนือกับคุณหญิงแจ่มจันทร์ ไปหาคุณชไมนะคะ”
       “จะให้ผมไปด้วยไม๊”
       “ไม่ต้องหรอกค่ะ ดิฉันไปกับคุณหญิงแจ่มจันทร์ได้ค่ะ”
       มีเสียงเคาะประตู มณีเดินไปเปิด เป็นสร้อยที่มาเคาะประตู และส่งถ้วยยาให้คุณหญิงมณีอย่างรู้กัน มณีรับถ้วยยามาจากสร้อย ปิดประตูห้อง แล้วเดินเอาถ้วยยาไปให้นายพลเทพ
       “ยาบำรุงค่ะคุณ”
       เทพมองถ้วยยาอย่างเบื่อๆ “เฮ้อ..ผมชักเริ่มเบื่อกินยาบำรุงนี่แล้วละคุณ แปลกนะ..คุณแท้ๆ ที่เจ็บออดแอด จนมีลูกอีกไม่ได้ ไม่ยักกะเป็นคนกินยา กลับกลายเป็นผมเสียนี่ที่ต้องเป็นคนกินยาบำรุง ผมเลิกกินเสียทีดีไม๊”
       มณีแว้ดออกมาอย่างลืมตัว “ไม่ได้นะคะ” แล้วนึกขึ้นได้จึงเปลี่ยนเสียงเป็นอ่อนลง “ดิฉันอยากให้คุณแข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกของเมียไปนานๆหรอกค่ะ ถึงสรรหายาบำรุงมาให้คุณกิน กินซะค่ะ จะได้แข็งแรง อยู่ต่อไปด้วยกันนานๆ เป็นตาเป็นยายช่วยกันเลี้ยงลูกของยายมัทกับตาต้นไปด้วยกัน”
       นายพลเทพนึกถึงการได้ชีวิตอยู่เลี้ยงเด็กอีกครั้ง ก็ดื่มยาบำรุงจนหมดถ้วยด้วยความเต็มใจ ในขณะที่คุณหญิงมณีก็จับตามองดูอย่างพอใจ
      
       วันต่อมา ที่หอโคมแดง ผกาตกใจเมื่อบุปผามาบอก
       “อะไรนะ บุปผาจะไปจากที่นี่”
       “ใช่จ้ะแม่ ฉันจะไปอยู่กับนายสิน”
       ผกางงมาก “ก็..ก็ไหนว่าอยากจะได้ผัวหมอ ไหงมาคว้าเอาคนขับรถเอาง่ายๆอย่างงี้เล่าบุปผา”
       บุปผาหัวเราะ “แม่ยังไม่เข้าใจ นายสินน่ะ..มันเป็นแค่บันไดที่ฉันจะใช้ก้าวเดินไปหาผัวหมอต่างหากเล่า”
       “อธิบายสิ”
       “นายสินเป็นคนขับรถอยู่ที่บ้านว่าที่คู่หมั้นของหมอไอศูรย์ เพราะฉะนั้นหมอก็จะต้องไปมาหาสู่ที่บ้านนั้นไม่ขาด การที่ฉันเข้าไปอยู่ในบ้านนั้นกับนายสิน มันจะทำให้ฉันมีโอกาสเข้าถึงตัวหมอไอศูรย์ง่ายกว่าที่อื่น”
       ผกายักหน้า “อืม..แม่ชักเริ่มเข้าใจละ แต่เอ๊ะ ถ้าบุปผาไป ที่นี่ก็จะขาดรายได้น่ะสิ บุปผาก็รู้อยู่ว่า แกน่ะเป็นดาราของที่นี่”
       บุปผากอดประจบผกา พูดเสียงหวาน “แม่อย่าห่วงเลย ถึงฉันจะไม่อยู่ แต่ฉันก็จะหาทางหาเงิน ส่งกลับมาให้แม่ ให้แม่มีรายได้เหมือนตอนที่ฉันอยู่เลย”
       ผกายังดูเป็นกังวล “แน่นะ”
       “แน่สิจ๊ะ”
       “แล้วบุปผาจะไปอยู่กับนายสิน ในฐานะอะไร”
       บุปผาไม่ตอบ แต่ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
      
       เช้าวันต่อมา บุปผาที่ยามนี้แต่งตัวมิดชิดเรียบร้อย หน้าไม่แต่ง เพิ่งเงยหน้าขึ้นจากการกราบนายพลเทพ และมัทนา โดยมีนายสินนั่งอยู่ข้างๆ สีหน้าและท่าทางของบุปผาเวลานี้เรียบร้อยผิดตาไปจากตอนที่อยู่ที่หอโคมแดงลิบลับ
       “น้องสาวผมครับท่าน มันเพิ่งมาจากบ้านนอกเพราะทนแล้งไม่ไหว เลยจะมาขออาศัยอยู่ด้วยน่ะครับท่าน มันว่าไม่ต้องมีเงินดาวเงินเดือนอะไรให้มันก็ได้ ขอแค่ให้มันได้มีที่ซุกหัวนอนที่นี่ มีข้าวกิน มันก็พอใจแล้ว”
       “แหม..มาวันนี้..คุณหญิงเขาก็ไม่อยู่เสียด้วย เขาขึ้นไปหาหมอดูให้ดูฤกษ์ดูยามหมั้นให้ยายมัทที่เชียงใหม่โน่น แล้วเรื่องงานในบ้านนี่..ฉันก็ไม่กล้าตัดสินใจ กลัวคุณหญิงจะว่าเอา”
       สินหน้าเสีย บุปผาก็แสร้งทำเป็นหน้าเสียไปด้วย
       ครู่หนึ่งสินยกมือไหว้ท่วมหัว “ท่านรับมันไว้รับใช้ในบ้านสักคนเถอะนะครับ ขืนส่งมันกลับบ้านนอก มีหวังมันกลับไปอดตายแน่ นะครับ ผมขอร้อง…”
       นายพลเทพมีสีหน้าอึดอัดไม่กล้าตัดสินใจ มัทนาเป็นฝ่ายใจอ่อนเสียเอง
       “รับไว้เถอะค่ะคุณพ่อ สงสารเขานะคะ แล้วบ้านเราออกจะกว้างขวาง มีคนเพิ่มขึ้นอีกคนเดียว คงไม่กระไรนักหนาหรอกค่ะ ถ้ายังไงมัทจะช่วยพูดกับคุณแม่เอง”
       บุปผาหันมายิ้มซื่อๆ ให้มัทนาคล้ายสำนึกบุญคุณ มัทนาเลยยิ่งใจอ่อนใหญ่
       “นะคะคุณพ่อ”
       “เอ้าๆ เอาอย่างนั้นก็ได้”
       บุปผายิ้มร่า สีหน้าดีใจอย่างใสซื่อ ก้มลงกราบแทบเท้านายพลเทพกับมัทนาทันที
       “ขอบพระคุณค่ะท่าน ขอบพระคุณค่ะคุณหนู” บุปผาแสร้งทำเป็นไหว้ปลกๆ ไม่เลิกรา
       “เอ้า...พอๆๆ ไม่ต้องไหว้แล้ว ว่าแต่เราน่ะ..ชื่ออะไรล่ะ”
       “ฉันชื่อ “บุปผา” จ้ะ” บุปผาแนะนำตัว
       มัทนาทวนชื่อ “บุปผา”
       บุปผา มัทนา และนายพลเทพ พ่อกับลูกสาวต่างแม่สองคน มองหน้ากันไปมา ต่างยังไม่มีใครรู้ความจริงนี้สักคน แม้แต่ตัวบุปผาเอง!
      
       ขณะที่สินพาบุปผาเดินถือกระเป๋าเสื้อผ้าไปหลังบ้าน โดยมีนายพลเทพยืนมองอยู่จากระเบียงบ้าน สักครู่มัทนาก็เดินเข้ามาหา มองตามสายตาพ่อไป พอเห็นว่าพ่อมองอะไรอยู่ก็เลยถาม
      
       “กลัวว่าคุณแม่จะโกรธหรือคะ ที่เราอนุญาตให้น้องสาวนายสินเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยน่ะค่ะ”
       “ไม่หรอก แม่เค้าไม่โกรธหรอก มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
       ด้านบุปผา เหมือนมีเซ้นส์อะไรบางอย่างว่ามีคนมองอยู่ จึงหันมามอง
       สายตาของบุปผา เห็นนายพลเทพกับมัทนายืนอยู่ที่ระเบียงบ้านและกำลังมองมายังตน
       บุปผายิ้มให้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน แล้วหันหลังก้มหน้าเดินตามสินต่อไปราวกับคนเจียมเนื้อเจียมตัว
       แต่ทันทีที่บุปผาหันหลังให้นายพลเทพกับมัทนา ใบหน้าของหล่อนก็เปลี่ยนไปทันที กลายเป็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยไฟอิจฉาริษยามัทนาเป็นอย่างยิ่ง
       ส่วนนายพลเทพ หันมาถามมัทนา
       “เรื่องที่จะหมั้นหมายกับพ่อต้น ตกลงมัทเต็มใจใช่ไม๊ลูก”
       มัทนายิ้มอายไม่ตอบ ก้มหน้าพยักหน้า เทพยิ้มดีใจแล้วโอบมัทนาไว้อย่างรักใคร่
       “พ่อดีใจจริงที่พ่อกับแม่ไม่ได้ฝืนใจลูก เพราะมันหมดยุคคลุมถุงชนแล้ว เฮ้อ...แล้วนี่แม่เขากับคุณหญิงแจ่มจันทร์ไปพบคุณชไมที่เชียงใหม่ ไม่รู้ได้เรื่องว่ายังไงบ้างนะ”
      
       บนเรือนของชไมเวลาเดียวกันนั้น ชไมไหว้คุณหญิงมณีและคุณหญิงแจ่มจันทร์อย่างอ่อนน้อม สร้อย กับ โฉม มาด้วย คอยดูแลรับใช้นายหญิง
       แจ่มจันทร์เอ่ยขึ้น “ได้ยินชื่อเสียงทางด้านการมีญาณทิพย์ของคุณชไมมานานแล้วค่ะ แต่เพิ่งมีโอกาสได้พบตัวจริงวันนี้เอง”
       “วันนี้มีอะไรจะให้ดิฉันช่วยหรือคะ” ชไมถาม
       “ดิฉันอยากให้ช่วยดูดวงลูกชายดิฉันกับหนูมัท ลูกสาวคุณหญิงมณีทีเถอะค่ะ ว่าเขาเป็นเนื้อคู่กันใช่ไม๊ แล้วจะมีฤกษ์มงคลวันไหนสำหรับการหมั้นได้บ้างน่ะค่ะ”
       ชไมรับแผ่นดวง 2 แผ่นจากคุณหญิงแจ่มจันทร์เอามา เพ่งจิตอยู่สักครู่
       “สองคนนี้..เป็นเนื้อคู่กันมาหลายภพหลายชาติแล้วค่ะ”
       สองคุณหญิงดีใจมาก ยิ้มให้กัน แต่แล้วก็ต้องยิ้มค้างเมื่อได้ฟังที่ชไมพูดต่อ
       “แต่ในชาตินี้ ดิฉันยังไม่เห็นดวงชะตาว่าจะลงเอยกันได้ หนำซ้ำหนูมัทนายังดวงร้าวอีกต่างหาก เพราะจู่ๆ ก็มีดาวมฤตยูมาทับลัคนา”
       มณีตกตะลึง “ดวงร้าว หมายความว่าลูกมัทของดิฉันจะ…จะตายหรือคะคุณชไม”
       “ยังไม่ถึงขั้นนั้นค่ะคุณหญิง แค่ดวงร้าว ยังไม่ถึงกับดวงแตก แต่ก็ไม่ค่อยดีนัก” ชไมบอก
       “แล้ว..จะแก้ไขยังไงได้ไม๊คะ” มณีร้อนใจ
       ชไมหลับตาไปชั่วครู่ แล้วลืมตาขึ้นมาบอก “พาหนูมัทนาขึ้นมาหาดิฉันที่นี่ ดิฉันจะทำพิธีต่อดวงชะตาให้”
       มณีละล่ำละลักรับคำ “ได้ค่ะได้”
       ชไมมองมายังคุณหญิงแจ่มจันทร์ “พาลูกชายคุณหญิงขึ้นมาด้วยกันเลยนะคะ เพราะดวงลูกชายคุณหญิงเกื้อหนุนกับดวงหนูมัทอยู่ พาขึ้นมาให้เขาได้ทำบุญร่วมกันที่นี่ จะได้ช่วยค้ำดวงให้หนูมัทอีกแรง”
      
        คุณหญิงแจ่มจันทร์พยักหน้ารับ ในขณะที่คุณหญิงมณีหน้าเครียด


  


       พอคุณหญิงทั้งสองเดินออกมาจากเรือนชไม คุณหญิงมณีก็พูดขึ้นทันที
      
       “ห้ามใครเอาเรื่องวันนี้ไปบอกใครโดยเด็ดขาดนะ…ขอให้เรื่องนี้รู้กันเพียงแค่เราสี่คนเท่านี้พอ”
       สร้อยกับโฉมพยักหน้ารับ คุณหญิงมณีหันไปมองหน้าคุณหญิงแจ่มจันทร์
       “ค่ะ แต่เราจะบอกลูกๆ หรือท่านนายพล เรื่องฤกษ์หมั้นยังไงกันดีละคะ” แจ่มจันทร์เป็นกังวล
       มณีนิ่งคิด “ดิฉันจะบอกว่า...คุณชไมให้พาเจ้าตัวขึ้นมาผูกฤกษ์ด้วยตัวเองค่ะ”
       คุณหญิงแจ่มจันทร์พยักหน้าเข้าใจและเห็นด้วย ขณะที่สีหน้าคุณหญิงมณี เครียดเคร่งมากๆ
      
       เวลาเดียวกัน บุปผา กำลังนั่งอยู่ตรงกลางในโรงครัว โดยมีสินและคนใช้อื่นๆล้อมวงมอง บุปผาไหว้ทุกคนด้วยท่าทางอ่อนน้อมเรียบร้อย
       “ฉันขอฝากตัวกับทุกคนด้วยค่ะ”
       คนอื่นรับไหว้บุปผา
       “แกมีน้องสาวกับเขาด้วยเหรอไอ้สิน ทำไมฉันไม่เคยรู้” ทับทิม แม่ครัวใหญ่ถามอย่างแปลกใจ
       สินเหลือบมาสบตากับบุปผานิดหนึ่งก่อนจะตอบ “ก็ฉันไม่เคยบอกใครนี่ป้า”
       แสงเดินวนรอบตัวบุปผา มองจ้องอย่างสนใจมาก “ทำไมหน้าตาไม่เห็นเหมือนกันเลย”
       สินเริ่มฉุน “ก็ทำไมต้องหน้าเหมือนกัน”
       “แล้วมีกันสองคนพี่น้องแค่นี้เหรอ..สิน” สวิงถาม
       “ใช่จ้ะ” สินบอก
       “ค่อยยังชั่ว ไม่งั้นอยู่ๆ ไป พี่สินคงพาญาติพี่น้องมาอยู่ในบ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ละ” แสงแขวะ
       สินโมโห “ฉันจะพาญาติมาอยู่กี่คน มันก็ไม่ใช่เรื่องของแกไอ้แสง ถ้าคุณข้างบนท่านอนุญาต”
       “แหม..พูดแค่นี้ทำโมโห ไปดีกว่า”
       แสงเดินออกไป แต่ไม่วายเหลียวมามองดูบุปผาอีกครั้งอย่างติดใจในความสวย
       แต่บุปผาไม่สนใจ ขณะที่สินเริ่มไม่พอใจแสง
       “แล้วนี่จะให้มันพักที่ไหนล่ะ” ทับทิมถาม
      
       สินพาบุปผามาที่ห้องพัก ดูสะอาดสะอ้านแต่เรียบกริบ ไม่มีการตกแต่งอะไรมากเกินไปกว่าข้าวของจำเป็น บุปผามองไปรอบๆ ห้องแล้วทำหน้าเซ็งๆ สินเดินเข้ามาโอบกอดบุปผาจากทางด้านหลัง แล้วหอมแก้ม บุปผาสะบัดตัวออกจากสินอย่างแรงทันที
       “ฮื้อ ทำอะไรเนี่ย”
       “ก็จะขอชื่นใจบุปผาหน่อยน่ะสิจ๊ะ บุปผาจะไม่ให้รางวัลฉันบ้างเลยเหรอ ฉันอุตส่าห์พาบุปผาเข้ามาอยู่ในบ้านนี้...อย่างที่บุปผาต้องการแล้วไงจ๊ะ”
       บุปผามีท่าทีอ่อนลง เพราะยังต้องหลอกใช้นายสินต่ออีกนาน “ให้รางวัลก็ได้” พลางยื่มแก้มให้สินหอม
       สินหอมอย่างดีใจ แล้วบุปผาก็รีบเขยิบออกห่าง
       “พอแล้ว ฉันไม่อยากให้ความลับของเราแตกตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่ ขืนท่านนายพลรู้ว่าเราโกหก มีหลังโดนไล่ออกทั้งคู่”
       “จ้ะๆ แล้วฉันรีบทำงานเก็บเงินให้ได้มากๆ แล้วเราจะได้ออกจากบ้านนี้ไปสร้างครอบครัวด้วยกันสักวันนึงนะ” สินเพ้อ
       บุปผาพยักหน้าไปแกนๆ สินดีใจมาก รวบตัวบุปผามากอดอีกครั้ง บุปผายอมให้กอด แต่แอบเบ้ปากรังเกียจ แต่สินไม่รู้ตัวเลย บุปผาเริ่มหลอกถาม
       “นายสิน เอ๊ย..พี่สินสิ ต่อไปฉันต้องเรียกพี่สินให้ติดปาก”
       “เรียกตลอดไปเลยก็ได้จ้ะ ฉันชอบให้บุปผาเรียกฉันว่าพี่สิน มากกว่าเรียกว่านายสินเป็นไหนๆ”
       “คุณหนูนี่ซ๊วยสวยนะ สวยออกอย่างนี้ เธอมีคู่รักรึยัง”
       “มีแล้ว เป็นหมอชื่อไอศูรย์ เป็นลูกชายคนเดียวของคุณหญิงแจ่มจันทร์ นี่ก็เห็นว่าอีกไม่นานจะหมั้นกัน”
       สินพูดไปเรื่อย ดีใจได้มีเรื่องพูดคุยกับบุปผามากกว่าที่เคย ในขณะที่บุปผาสีหน้าสนใจในข้อมูลเกี่ยวกับตัวไอศูรย์เป็นอย่างยิ่ง
      
       ขณะเดียวกันเดือนและคนอื่นๆ ตกใจมาก พอฟังที่ผกาบอก
       “อะไรนะจ๊ะแม่ ! บุปผาไม่อยู่ที่นี่แล้ว”
       สิรีซักต่อ “บุปผาไปไหนเหรอจ๊ะแม่ ทำไมพวกเราไม่รู้เรื่องเลย”
       “คุณกำพลรับมันไปเลี้ยงเป็นเมียออกหน้าออกตาเหรอจ๊ะแม่” พิกุลถาม
       ผกาส่ายหน้า รู้อยู่แล้วว่าบุปผาไปอยู่ที่ไหน แต่ตกลงกันไว้ว่าจะไม่บอกใครจนกว่า
       บุปผาจะไปได้ดีแล้ว
       พิกุล เดือน และสิรี ร้อง “อ้าว” พร้อมกัน
       “เอาเถอะ พวกแกไม่จำเป็นจะต้องรู้หรอกว่านังบุปผามันไปอยู่ที่ไหน รู้แค่ว่ามันกำลังจะไปได้ดีแล้วก็พอ” ผกาตัดบท
       “ให้มันไปได้ดีจริงๆ เห๊อะ” มุกแขวะ
       ผกาจิกตาใส่มุก แต่มุกทำไม่เห็น
       “แม่...งั้นถ้านังบุปผามันไม่อยู่แล้ว ฉันขอห้องมันนะ”
       “ไม่ได้”
       “อ้าว...ทำไมล่ะแม่”
       “ถึงมันจะไม่อยู่แล้ว แต่แม่ก็จะเก็บห้องมันไว้” ผกามีสีหน้าขรึมลง “เผื่อว่ามันอาจจะต้องกลับมา…”
       “แม่พูดอย่างงี้ก็แสดงว่า แม่ก็ไม่มั่นใจเหมือนกันใช่ไม๊ล่ะ...ว่านังบุปผามันจะไปได้ดีจริงๆ”
      
       ผกานิ่งไปเลย
      
        จบตอนที่ 2
ตอนที่ 3
      
       ขณะเดียวกัน ภายในห้องพักคนไข้ที่ไอศูรย์ให้อิ่มอาศัยอยู่ อิ่มยังคงหลับอยู่ และกำลังฝันร้าย ฝันถึงเหตุการณ์ตอนที่อิ่มเห็นสร้อยแทงอุ่นผุดขึ้นมาหลอกหลอน ตามมาด้วยเหตุการณ์ตอนที่อิ่มอุ้มเด็กทารกมาแล้วถูกรถของแขกผกาชนจนสลบไป
      
       นั่นคือความจำสุดท้ายของอิ่มกับเด็กทารกน้อย อิ่มไม่เคยเจอเด็กอีกเลย จึงไม่รู้ว่าเด็กเติบโตและได้กลายเป็นบุปผาไปแล้วในวันนี้ ภาพจำในใจของอิ่ม มีแต่ภาพเด็กทารกเพียงอย่างเดียว
       สักครู่หนึ่งอิ่มสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ แล้วมองสำรวจไปรอบๆ งงๆ ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แล้วเลยตัดสินใจเดินออกจากห้องไป
      
       อิ่มเดินงงๆ มาตามทางในโรงพยาบาล แลเห็นหมอ พยาบาล คนไข้ทั่วไป เดินกันอยู่ขวักไขว่ อิ่มเดินเข้าไปหาคนเหล่านั้น
       “แก...แก...เห็นหลานฉันไม๊”
       คนที่ถูกถาม ส่ายหน้าปฏิเสธ มองอิ่มอย่างแปลกๆ อิ่มไม่สนใจ เดินไปถามกับอีกคน
       “แกเห็นหลานฉันไม๊ หลานฉันเพิ่งเกิดได้แค่วันเดียว ตัวยังแดงๆ อยู่เลย ตัวแค่นี้เอง” อิ่มทำมือให้ดูประกอบ
       คนที่อิ่มถามก็ส่ายหน้าไม่เห็นอีก อิ่มทำหน้าขัดใจ ออกเดินหาหลานต่อไป
      
       อิ่มเดินมาจนถึงแผนกสูติฯ แลเห็นแม่เด็กคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กทารกอยู่ อิ่มมองเขม็งไปยังเด็กทารกที่อยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นแม่
       อิ่มตาโต เข้าใจว่าเป็นหลานตัวเองที่หายไป “หลานฉัน”
       แล้วโดยที่ไม่มีใครคาดคิด อิ่มก็วิ่งเข้าไปกระชากเอาตัวเด็กทารกนั้นมาจากอ้อมอกแม่ แล้ววิ่งหนีไปเลย แม่เด็กตกใจร้องโวยวาย
       “ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย คนขโมยเด็ก”
       แม่เด็กวิ่งตามอิ่มไป แต่กระย่องกระแย่งเต็มทีเพราะเจ็บแผลคลอดอยู่เลยล้มลง พยาบาลวิ่งออกมาดูเหตุการณ์
       “ช่วยฉันด้วยค่ะ มีคนขโมยลูกฉันไป วิ่งไปทางโน้น”
       แม่เด็กชี้ไปทางที่อิ่มวิ่งหนีไป พยาบาลส่วนหนึ่งวิ่งตามอิ่มไป พยาบาลอีกส่วนดูอาการแม่เพิ่งคลอด
       อิ่มวิ่งอุ้มเด็กหนีมา พอหันไปเห็นว่าพยาบาลวิ่งตามมา อิ่มก็ตัดสินใจวิ่งไปซ่อนหลังพุ่มไม้ ทำให้พยาบาลไม่เห็นวิ่งเลยไป พอพยาบาลวิ่งผ่านไป อิ่มก็อุ้มเด็กวิ่งไปอีกทาง คนละทางกับพยาบาล
      
       ครู่ต่อมา อิ่มวิ่งอุ้มเด็กมา พอเจอคนอื่น อิ่มก็หยุดวิ่ง แล้วพยายามทำหน้าให้เป็นปกติเรียบเฉย เหมือนไม่ได้ทำอะไรผิดมา แล้วอิ่มก็ทำท่าว่าจะเดินออกนอกประตูโรงพยาบาล กำลังจะออกนอกโรงพยาบาลได้อยู่แล้วเชียว พอดีเด็กเกิดร้องไห้จ้าขึ้นมา อิ่มเลยชะงัก แล้วพยายามกล่อมให้เด็กหยุดร้อง
       “โอ๋ๆๆๆ อย่าร้องนะลูก เดี๋ยวป้าจะพากลับไปหาแม่ แม่อุ่นไง จำได้ไม๊ หนูเป็นลูกแม่อุ่นไง”
       แต่เด็กกลับยิ่งร้องไห้จ้าหนักกว่าเดิม อิ่มเริ่มจะคลั่งอีกพยายามแกว่งเด็กแรงขึ้นเพื่อที่จะให้เด็กหยุดร้อง แต่ยิ่งแกว่งเด็กก็ยิ่งร้อง พยาบาล 2 คนที่วิ่งตามหาอิ่มอยู่ก็วิ่งเข้ามา
       พยาบาล 1 ร้องเรียก “หยุดนะ อย่าทำอะไรเด็กนะ”
       “ฉันเปล่าทำอะไรเด็ก นี่มันหลานฉันแท้ๆ ฉันจะทำร้ายมันได้ยังไง”
       พยาบาลไม่เชื่อ พุ่งเข้าไปยื้อยุดเด็กจากอิ่ม จนอิ่มโมโห ผลักพยาบาลกระเด็นไป แล้วก็อุ้มเด็กวิ่งออกจากโรงพยาบาลไป
      
       อิ่มยังคงวิ่งอุ้มเด็กออกมา แต่แล้วก็ปะทะเข้ากับไอศูรย์อย่างจังจนอิ่มเซไป ไอศูรย์รีบคว้าตัวไว้ ทำให้อิ่มไม่ล้ม ไอศูรย์มองหน้าอิ่ม
       “อ้าว..คุณ...” ไอศูรย์มองสิ่งที่อิ่มอุ้มมาเห็นเป็นเด็กทารก
       ไอศูรย์ขมวดคิ้วทันที “ไปเอาเด็กที่ไหนมาเนี่ย...”
       อิ่มไม่ตอบ พยายามบิดข้อมือให้หลุดจากการจับกุมของไอศูรย์ให้ได้ แต่ไอศูรย์ก็ไม่ยอมปล่อย ยึดข้อมืออิ่มไว้แน่น
       “นี่หลานฉัน หลานฉันเอง”
       แต่ไอศูรย์ไม่เชื่อ และไม่ยอมปล่อยอิ่ม พยาบาล 2 คนวิ่งเข้ามา
       “คุณหมอจับไว้ค่ะ อย่าปล่อยเชียวนะคะ คุณคนนี้ขโมยเด็กมาจากแม่เขาค่ะ”
       ไอศูรย์จ้องหน้าอิ่มเขม็ง ไม่อยากจะเชื่อว่าอิ่มทำเรื่องร้ายแรงอย่างนี้ แต่อิ่มส่ายหน้าเป็นทำนองว่า ไม่ได้ขโมย
       “ฉันไม่ได้ขโมย นี่มันหลานฉัน หลานฉันจริงๆ”
       อิ่มสีหน้าเชื่อมั่นอย่างนั้นจริงๆ ไอศูรย์นึกเวทนาอิ่มจับใจ
      
       ด้านบุปผากำลังจัดข้าวของเข้าที่ เห็นบุปผาเปิดกล่องที่มีกุญแจล็อคแน่นหนาออกดูราวกับว่าบุปผาได้เอาของมีค่าทุกอย่างมาจากหอโคมแดงหมดเลย ไม่ได้คิดจะกลับไปอีกแล้ว
       ภายในกล่อง แลเห็นของจำพวกเครื่องประดับมีค่าที่ได้มาจากแขกที่เคยใช้บริการเธออยู่มากมาย และมีเงินปึกหนึ่ง
       บุปผาตรวจความเรียบร้อยเสร็จก็ล็อคแน่นหนาอย่างเก่า แล้วหันไปเห็นพวกขวดน้ำหอมที่เอามาด้วย บุปผายิ้ม หยิบขึ้นมาจะเอามาฉีดใส่ตัวอย่างเคย แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ควร เดี๋ยวคนอื่นจับได้ว่าเด็กที่เพิ่งมาจากบ้านนอกมีน้ำหอมใช้ได้ยังไง
       บุปผาจำใจโยนขวดน้ำหอมกลับลงในกระเป๋าเสื้อผ้าล็อคทุกอย่างแน่นหนา เช็คความเรียบร้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
      
       ก่อนจะเอากระเป๋าซุกใต้เตียง ในจุดที่บุปผาคิดว่าคนไม่ค่อยสังเกต แล้วจึงเดินออกจากห้องไป


  


       ไม่นานต่อมาบุปผาเดินสำรวจบริเวณบ้านเทพบริบาลอย่างสนใจ แล้วชะงักเมื่อเห็นมัทนากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในสนามหญ้า บุปผาอิจฉาแอบเบ้ปากใส่มัทนา แล้วนึกอะไรขึ้นได้ รีบปรับสีหน้าแล้วเดินเข้าไปหามัทนาด้วยท่าทีเรียบร้อย
      
       “อ้าว..บุปผา มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ”
       “ไม่มีค่ะคุณหนู แต่ตอนอยู่ที่บ้านนอก บุปผาต้องทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางจนดึกทุกวัน บุปผาเลยไม่อยากอยู่เฉยๆ คุณหนูมีงานอะไรจะใช้บุปผาไม๊คะ” บุปผาฉอเลาะ
       “ยังไม่มีหรอกจ้ะ ต้องรอให้คุณแม่กลับจากไปธุระที่เชียงใหม่ก่อน คุณแม่คงจะจัดสรรหน้าที่ให้บุปผาเอง”
       บุปผาพยักหน้ารับรู้ แล้วมองว่ามัทนาอ่านอะไรอยู่
       “คุณหนูท่าจะเรียนเก่งนะคะ มีแต่หนังสือฝรั่งทั้งนั้น”
       มัทนายิ้มให้ “ฉันชอบเรียนหนังสือจ้ะ รู้สึกว่ามีอะไรให้เรียนรู้มากมายในโลกนี้ บุปผาล่ะ ได้เรียนหนังสือถึงชั้นไหน”
       “ก็เรียนมาแค่พออ่านออก เขียนได้ เท่านั้นแหละค่ะ พ่อกับแม่บอกว่าคนโง่ๆ อย่างบุปผา เรียนไปก็เท่านั้น ออกมาช่วยกันทำนาทำไร่ดีกว่า”
       มัทนามองบุปผาจับสังเกต “แต่บุปผาท่าทางไม่เหมือนคนทำไร่ไถนาเลยนะ ผิวออกจะสวยผ่องทีเดียว”
       บุปผาชะงักไปนิดหนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะตอบอะไร สวิงก็เข้ามา
       “คุณหนูขา คุณหญิงกลับมาแล้วค่ะ”
       มัทนายิ้มดีใจ จะวิ่งไป แล้วนึกได้หันกลับมาหาบุปผา จนบุปผารีบทำหน้าแบ๊วแทบไม่ทัน
       “ไปด้วยกันสิบุปผา ฉันจะได้แนะนำเธอกับคุณแม่”
      
       ไม่นานนัก มัทนาวิ่งเข้ามากอดคุณหญิงมณีอย่างดีใจ
       “ดีใจจัง คุณแม่กลับมาสักที”
       คุณหญิงมณีกอดมัทนาตอบอย่างรักใคร่
       “แล้วธุระที่ไปหาคุณชไม เรียบร้อยไม๊คุณหญิง”
       มณีหน้าเปลี่ยนไป ตอบสั้นๆ “ค่ะ”
       พอดีคุณหญิงมณีเห็นบุปผาที่ตามมา นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ก็ชะงัก มัทนาหันไปมองตามสายตาแม่ก็รีบบอก
       “นั่นบุปผาค่ะแม่”
       คุณหญิงมณีมองบุปผาเขม็ง ในขณะที่บุปผาทำหน้าแบ๊วใสซื่อยกมือไหว้อย่างนอบน้อม โดยมีมัทนากับนายพลเทพยืนอยู่ตรงกลาง มีสร้อยนั่งห่างออกไป และมองบุปผาอย่างไม่ไว้ใจ
       สองคนอยู่ในห้องนอนด้วยกัน นายพลเทพถามขึ้น
       “คุณหญิงไม่โกรธใช่ไม๊ที่ผมรับน้องสาวนายสินมันเข้ามาอยู่ในบ้านเพิ่มอีกคนหนึ่งน่ะ”
       “ไม่หรอกค่ะ ถ้าเป็นน้องสาวนายสินจริงๆ ก็ดีค่ะ จะได้เข้ามาช่วยกันทำงาน แล้วเดี๋ยวดิฉันจะดูเรื่องเงินเดือนเงินดาวให้เขาบ้าง”
       เทพยิ้มแล้วถามต่อ “ตกลงว่าคุณชไมให้ฤกษ์หมั้นลูกมัทกับตาต้นมาเมื่อไหร่จ๊ะ”
       มณีตอบด้วยสีหน้าเป็นปกติ “คุณชไมให้พายายมัทกับพ่อต้นขึ้นไปหาที่เชียงใหม่ก่อนค่ะ เธอจะต้องผูกดวงให้เจ้าตัวโดยตรงค่ะ”
       นายพลเทพพยักหน้ารับรู้ ไม่ติดใจอะไร ขณะที่คุณหญิงมณีสีหน้าแอบกังวล
      
       ส่วนในครัว สร้อยจดสายตาจ้องมองหน้าบุปผาเขม็ง
       “น้องแกจริงๆ เหรอนายสิน”
       สินหน้าเจื่อนไปนิดหนึ่ง “โธ่..บอกว่าน้องก็น้องสิพี่สร้อย”
       สร้อยไม่เชื่อ คว้ามือบุปผามาดู
       “เนี่ยเรอะ มือคนทำไร่ทำนา มือไม่ด้าน เล็บก็ยาว บอกฉันมาตามตรงนายสิน นังนี่เป็นเมียแกใช่ไม๊”
       สินอึกอัก คิดคำโกหกไม่ทัน บุปผารีบตอบแก้สถานการณ์แทน
       “คือว่าฉันหยุดทำนามาพักใหญ่แล้วจ้ะ เพราะพ่อกับแม่คิดจะเอาฉันไปขายซ่อง เขาว่าจะได้เงินดีกว่าทำนา พี่สินรู้เรื่องเข้าก็เลยรีบไปพาตัวฉันมาที่นี่ ก่อนจะถูกขายซ่องน่ะจ้ะ”
       สร้อยนิ่งไป เรื่องของบุปผาดูมีน้ำหนักอยู่
       “นังสร้อย แกมันขี้ระแวงเกินไปแล้วมั๊ง ไอ้สินมันบอกว่าน้องก็น้องสิ แล้วรูปร่างหน้าตาอย่างนังบุปผานี่มันก็น่าจับขายซ่องจริงซะด้วย แกเลิกสงสัยได้แล้ว” ทับทิมบอก
       “เออๆๆๆๆ”
       แม้สร้อยจะเชื่อ แต่ก็มีลางสังหรณ์บางอย่างทำให้ไม่ชอบหน้าบุปผาเอาเสียเลย จ้องหน้าบุปผาเขม็ง บุปผาพยายามทำหน้าเรียบร้อยใสซื่อสุดชีวิต
      
       ด้านไอศูรย์นั่งมองหน้าอิ่มอย่างครุ่นคิด อิ่มมองไอศูรย์ ด้วยแววตาเว้าวอน
       “หลานฉันจริงๆนะคุณ มันเพิ่งเกิดได้วันเดียว แต่ตอนเกิดมันไม่ร้อง ฉันก็เลยจะอุ้มมันไปหาหมอ คุณเป็นหมอใช่ไม๊ ช่วยดูอาการให้มันหน่อยสิ ดูให้หน่อยว่าหลานฉันมันเป็นอะไร มันถึงไม่ร้องน่ะ”
       “น้าครับ เด็กนั่นไม่ใช่หลานน้าหรอกครับ”
       อิ่มกรี๊ดทันที “ทำไมจะไม่ใช่ ต้องใช่สิ ก็ฉันอยู่กับมันตอนมันคลอด ฉันเห็นกับตา ตอนมันออกมาจากท้อง นังอุ่นน่ะ หลานฉันแน่ๆ หลานฉันจริงๆ”
       แล้วอิ่มก็ร้องไห้ออกมา
       “เอาหลานฉันคืนมานะ เอาหลานฉันคืนมา...”
       ไอศูรย์มองแล้วถอนใจด้วยความเวทนา แล้วมองไปที่หน้าห้องทำงาน เห็นหมอปรีชามายืนมองผ่านกระจกห้องเข้ามา
       ไอศูรย์พยักหน้ารับเป็นเชิงว่าเห็นหมอปรีชาแล้ว
      
       จากนั้นจึงหันไปพยักหน้าให้พยาบาลเข้ามาคุมตัวอิ่มไว้ ก่อนจะเดินออกไป


  


       ไอศูรย์เดินออกจากห้องมาหาหมอปรีชาที่ยืนรออยู่ที่หน้าห้อง
      
       “คนไข้จำชื่อตัวเองไม่ได้ และแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับจินตนาการครับ พี่ปรีชาช่วยดูแลคนรายนี้ให้ผมหน่อยนะครับ” ไอศูรย์เหลียวกลับไปมองอิ่มอีกครั้ง เห็นอิ่มนั่งคอตกอยู่
       ไอศูรย์หันกลับมาคุยกับหมอปรีชาต่อ
       “ผมว่า..แกน่าสงสารออก จำอะไรไม่ได้อย่างงี้ คงจะหาตัวญาติพี่น้องไม่เจอหรอกครับ แล้วขืนปล่อยแกไป ผมก็กลัวว่าแกจะเป็นอันตรายน่ะครับ”
       ปรีชายิ้ม ตบบ่าไอศูรย์ “ต้นใจดีเสมอ เอ้า พี่จะดูแลเคสนี้ให้ต้นอย่างดีที่สุด”
       ไอศูรย์ดีใจยกมือไหว้ปรีชา “ขอบคุณครับพี่”
       ไอศูรย์หันมองอิ่มอีกครั้งด้วยแววตาเวทนา เห็นอิ่มมองออกอย่างเลื่อนลอย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
      
       ที่หอโคมแดงเวลานั้น กำพลโมโหหนัก กำลังเอะอะ อาละวาดใส่ผกาเสียงดังลั่น คนอื่นๆ พากันเกร็งไปหมด
       “คุณผกาบอกผมมาเดี๋ยวนี้ ว่าบุปผาไปอยู่ไหน”
       “ดิฉันก็ไม่ทราบค่ะ”
       “ผมไม่เชื่อ ! ว่าคุณผกาจะไม่รู้ว่าบุปผาย้ายไปอยู่ที่ไหน”
       “ดิฉันไม่ทราบจริงๆ ค่ะคุณกำพล บุปผาไม่ได้บอกไว้”
       “แล้วคุณผกาติดต่อกับบุปผาได้ไม๊”
       ผกาส่ายหน้า “ต้องรอให้บุปผาติดต่อกลับมาเองค่ะ”
       “ถ้าบุปผาติดต่อกลับมา คุณผกาโทร.บอกผมด้วย”
       ผการับคำ แต่กำพลยังฮึดฮัดขัดใจ มุกเดินเข้ามาเกาะแขนกำพลประจบประแจงยั่วยวน
       “บุปผาไม่อยู่ แต่มุกอยู่นะคะคุณกำพลขา”
       กำพลหันไปทางมุก มองไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้า วกกลับขึ้นมามองหน้าใหม่ แล้วเดินออกไปอย่างไม่แยแส มุกได้แต่ร้องกรี๊ดๆ ด้วยความเจ็บใจและอับอาย
       “อีบุปผานะอีบุปผา ขนาดแกไม่อยู่แล้ว แกยังทำฉันเจ็บได้อีก อี๊ๆๆๆ เจ็บใจๆๆๆ”
       คนอื่นๆ ต่างเอามืออุดหูกันใหญ่ ผกาส่ายหน้าเหนื่อยใจกับมุกเต็มที
      
       กำพลนั่งหน้าเซ็งรออยู่ในบ้าน เพชรเพิ่งกลับจากที่ทำงานเดินเข้ามา
       “อารมณ์เสียอะไรมากำพล”
       กำพลส่ายหน้าแบบไม่อยากตอบ
       “เอ้า ไม่อยากตอบก็อย่าตอบ”
       มีเสียงรถแล่นเข้ามา เพชรเดินไปชะโงกหน้าต่างดูแล้วยิ้ม
       “ยายพลอยกลับมาพอดี เดี๋ยวฉันมานะ”
       เพชรเดินออกไปรับพลอยที่หน้าตึก แล้วพากันเข้ามา
       “พลอย..นี่กำพล เพื่อนพี่เอง”
       พลอยยกมือไหว้ กำพลรับไหว้ มองพลอยอย่างสนใจ เพชรรู้สึกสะกิดใจ
       “พลอยขอตัวไปทำการบ้านก่อนนะคะพี่เพชร”
       “จ้ะๆ ไปเถอะ”
       พลอยออกไป กำพลมองตาม ท่าทีสนใจ ถ้าจะแต่งงานก็ต้องเลือกลูกสาวคนดีๆ มีสกุล แต่เรื่องบนเตียงนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
       “สนใจยายพลอยเหรอ”
       “น่ารักดี มีคู่รักรึยังล่ะ”
       “เฮ้ยๆ บอกก่อนนะ ห้ามแกทำเล่นๆ กับน้องสาวฉันเป็นอันขาดนะ ไม่งั้นฉันเอาแกตายแน่ ชีวิตนี้ฉันมีกันแค่สองคนพี่น้องกันเท่านั้นนะโว๊ย”
       “เออ..รู้น่า...” เพชรมองตามพลอยไปจนลับตา
      
       พลอยเข้ามาในห้อง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย หยิบหนังสือเรียนออกมา เหมือนว่าจะทำการบ้านจริงอย่างที่บอกเพชร แต่พอเปิดหนังสือที่มีกระดาษคั่นอยู่นั้น แท้จริงแล้วคือรูปถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่ง
       รูปถ่ายใบนั้น เป็นรูปถ่ายของเพชรที่ถ่ายคู่กับไอศูรย์สมัยเด็กๆ
       แท้จริงแล้วพลอยเองก็ยังตัดใจจากไอศูรย์ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้คิดแย่งชิงมาจากมัทนา
      
       มัทนาตาโต เมื่อสวิงมาบอก
       “คุณหมอไอศูรย์มาค่ะคุณหนู”
       มัทนายิ้มแล้วรีบเดินออกไปทันที สวิงยิ้ม เป็นปลื้มเห็นคุณหนูแสนดีมีความรัก
      
       เย็นนั้น สร้อยสีหน้าตื่นเต้นเช่นกัน
       “ต๊าย คุณหมอไอศูรย์มาเหรอ”
       บุปผาที่กำลังล้างผักอยู่ ชะงักไปทันที สีหน้าตื่นเต้นแต่ระงับอาการไว้
       “ป้าทับทิมมีของว่างอะไรรับแขกบ้างล่ะเนี่ย”
       “สาคูไส้หมูกำลังจะเสร็จพอดี”
       บุปผารีบอาสา “ให้ฉันยกขึ้นไปรับแขกให้ไม๊จ๊ะ”
       “ไม่ต้อง เดี๋ยวนังสวิงมาก็ลงมาเอาขึ้นไปเสิร์ฟแขกเอง แกเพิ่งมาจากบ้านนอก เดี๋ยวทำอะไรขายหน้าแขก”
       บุปผานิ่งงันไป ไม่ชอบสร้อยเอาเสียเลย แต่คิดจะหาทางไปดูหาไอศูรย์ให้ได้
       “งั้นฉันขอไปห้องน้ำหน่อยนะจ๊ะ”
       สร้อยพยักหน้า ไม่ทันสนใจ เพราะวุ่นวายจัดของว่างต้อนรับไอศูรย์ บุปผาออกไป
      
       มัทนาฟังเรื่องที่ไอศูรย์เล่าจบ มีสีหน้าสลดลง ด้วยความเวทนาอิ่ม
       “โถ..ป้าคนนั้นแกคงเสียใจมากนะคะที่หลานหาย ก็เลยเสียสติไป แล้วพี่ต้นพอรู้ไหมคะว่าหลานแกหายไปไหน”
       ไอศูรย์ส่ายหน้า “เราไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับป้าคนนี้เลย คงต้องรอให้พี่ปรีชา รุ่นพี่ของพี่ ที่เป็นจิตแพทย์ช่วยดูแลรักษาอาการให้แกจนกว่าจะดีขึ้น ก็อาจจะพูดจากันรู้เรื่องขึ้นได้บ้างน่ะ”
       “น่าสงสารจริง งั้นพรุ่งนี้ตอนเย็นมัทเลิกเรียนแล้ว มัทจะแวะไปเยี่ยมคุณป้าคนนี้ดีไม๊คะ”
       “ก็ดีเหมือนกันจ้ะ บางที...ถ้ามีใครไปเยี่ยม ไปพูดไปคุยกับแกบ้าง บางที..อาการแกอาจจะดีขึ้นบ้างก็ได้”
       “งั้นพรุ่งนี้มัทจะไปค่ะ”
       สองหนุ่มสาวมองหน้ากันแล้วยิ้ม ถูกใจกันเป็นอย่างยิ่ง คุณหญิงมณีกับสร้อยแอบมองดูอยู่
      
       คุณหญิงมณียิ้มปลื้มใจ ทุกอย่างดูราบรื่นดังใจ ไม่มีอะไรน่ากังวล


  


       เวลาเดียวกัน บุปผามาแอบมองมัทนานั่งคุยกับไอศูรย์อยู่ บุปผาทำหน้าชิงชังมัทนา แล้วพอบุปผาขยับตัวจะออกจากที่ซุ่มซ่อนตัวไปหาไอศูรย์กับมัทนา
      
       แต่ยังไม่ทันจะเดินไปก็มีมือใครคนหนึ่งโดดเข้าปิดปากบุปผาไว้ บุปผาดิ้นสู้สุดฤทธิ์ แล้วหันไปข่วนหน้าคนๆ นั้นอย่างแรง จนคนๆ นั้นต้องปล่อยมือออกจากปากบุปผาร้องลั่น
       “โอ๊ย” เป็นแสงนั่นเอง
       บุปผาหันไปมองเห็นเป็นแสง ก็หน้าบูดบึ้งขึ้งโกรธ หน้าแสงมีรอยเล็บบุปผาข่วนเป็นแถบ
       “โหย..ล้อเล่นแค่นี้ เล่นกันเสียแรงเลยนะจ๊ะบุปผา”
       “ฉันไม่ชอบให้เล่นอย่างนี้ ไม่ชอบให้ใครถูกเนื้อต้องตัว”
       “โอ๊ะโอ้ว...หวงเนื้อหวงตัวซะด้วย รู้ไม๊..ยิ่งหวงตัว ผู้ชายยิ่งชอบ บุปผาคงไม่เคยต้องมือชายมาก่อนล่ะสิ”
       “ใช่ เพราะฉะนั้นพี่แสงรู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่ามาเล่นอะไรอย่างนี้กับฉันอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะฟ้องพี่สิน”
       พูดจบบุปผาก็เดินอารมณ์เสียออกไป แสงมองตาม สีหน้ามุ่งมั่น ขณะบอกกับตัวเอง
       “ยิ่งสะอาดบริสุทธิ์เท่าไหร่ ไอ้แสงคนนี้ก็ยิ่งชอบโว๊ย” -----
      
       ขณะที่บุปผาเดินห่างออกมาจากแสง สีหน้ายังโมโหแสงอยู่
       “แกรู้จักอีบุปผาคนนี้น้อยเกินไปแล้ว”
       บุปผาจะหาทางเข้าไปหาไอศูรย์อีก แต่แล้วสร้อยก็เดินช่วยสวิงถือถาดของว่างจะเอาขึ้นบนบ้าน สร้อยเห็นท่าทางบุปผาก็ขมวดคิ้ว สวิงเดินเลยขึ้นบ้านไป สร้อยกับบุปผาคุยกันสองคน
       “แกมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ ไหนว่าไปส้วม”
       “เอ้อ..ฉันนึกว่าฉันได้ยินเสียงคุณหนูเรียกหาน่ะจ้ะ แต่ฉันคงหูฝาดไป เอ่อ...” มองถาดสำรับของว่างในมือสร้อย “ให้ฉันช่วยนะจ๊ะ”
       สร้อยตวัดเสียงใส่ “ไม่ต้อง กลับไปล้างผักในครัวต่อไป๊ อย่าให้ฉันเห็นว่าแกมาสาระแน ด้อมๆมองๆ อะไรอยู่แถวนี้อีก ! ไป”
       บุปผาพยักหน้ารับจ๋อยๆ แล้วเดินกลับครัวไป สร้อยมองตาม แววตาไม่ไว้ใจเอาเลย
      
       บุปผาเดินเข้ามาสีหน้าเจ็บใจ
       “โฮ้ย อุปสรรคเยอะจริงโว๊ย เอาเถ๊อะ ถึงไม่ได้พบหน้าหมอไอศูรย์วันนี้ แต่วันหน้า...ยังไงอีบุปผาคนนี้ก็ต้องได้เจอหมอไอศูรย์แน่”
       บุปผาสีหน้ามั่นใจมาก
      
       ตกกลางคืนไอศูรย์กลับมาจากบ้านเทพบริบาล เดินเข้ามาในห้องโถง คุณหญิงแจ่มจันทร์ทัก
       “มีคนไข้ด่วนอีกเหรอลูก ถึงได้กลับค่ำเชียว”
       ไอศูรย์ยิ้ม “เปล่าครับ ผมแวะไปหาน้องมัทมาครับ”
       แจ่มจันทร์ยิ้มชอบใจ “น้องน่ารักใช่ไม๊”
       ไอศูรย์ยิ้มเขิน “ครับ”
       แจ่มจันทร์พูดจริงจังขึ้น “อาทิตย์หน้าแม่อยากให้ต้นไปเชียงใหม่ด้วยกัน หมอดูที่แม่ไปหาที่เชียงใหม่เขาอยากจะผูกดวงให้ต้นกับหนูมัท ดูฤกษ์พานาทีวันหมั้นให้กับตัวน่ะลูก”
       “ได้ครับแม่ เอาทางแม่กับทางบ้านโน้นสะดวกเมื่อไหร่ก็บอกผมล่วงหน้าสักวัน สองวันก็ได้ครับ ผมจะได้สั่งงานที่โรงพยาบาลไว้ก่อน ก็ไปกันได้เลยครับ”
       แจ่มจันทร์เยื้อนยิ้ม “ไปอาบน้ำเถอะลูก”
       ไอศูรย์พยักหน้ารับแล้วเดินขึ้นห้องไป คุณหญิงแจ่มจันทร์กับโฉมมองตามไอศูรย์ไปอย่างชื่นชมและปลาบปลื้ม
       “เฮ้อ..เลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อย เผลอแผล็บเดียว กลาย เป็นหมอหนุ่ม และจะแต่งงานซะแล้ว” โฉมว่า
       “ฉันดีใจนะที่ตาต้นจะได้แต่งงงานกับเด็กดีอย่างหนูมัท ท่านนายพลเทพกับคุณหญิงมณีเลี้ยงลูกได้ดีจริงๆ ครอบครัวเราจะได้ดองกับครอบครัวของคนดีๆ ฉันก็ถือว่าเป็นบุญอย่างหนึ่งนะ จริงไม๊โฉม”
       “จริงค่ะคุณหญิง”
       สองนายบ่าวยิ้มชื่นอย่างมีความสุข ไม่สังหรณ์เลยสักนิดว่าครอบครัวคุณหญิงมณีมีเบื้องหลังดำมืดอยู่มากมาย
      
       เวลาเดียวกันนั้นเห็นสร้อยกำลังส่งถ้วยเครื่องดื่มให้คุณหญิงมณีที่หน้าห้อง เพื่อเอาไปให้นายพลเทพดื่มเช่นทุกคืน
       “ขอบใจจ้ะสร้อย”
       สร้อยส่งให้แล้วก็ยังยืนรออยู่ที่เดิม มองคุณหญิงนิ่งๆ คุณหญิงมณีมองหน้าสร้อยอย่างแปลกใจ แต่ไม่พูดอะไร รับถ้วยเครื่องดื่มมา แล้วเดินเอาไปให้สามีดื่ม นายพลเทพก็รับไปดื่มอย่างคุ้นเคยเหมือนเช่นทุกคืน คุณหญิงมณีรับถ้วยเครื่องดื่มกลับมาจากนายพลเทพ ก้มดูเห็นถ้วยเครื่องดื่มเกลี้ยงสนิทก็ยิ้มอย่างพอใจ เดินเอาถ้วยเปล่ากลับไปส่งให้สร้อยที่ยังยืนรออยู่ที่หน้าห้องอย่างสงบ แล้วเดินออกไปนอกห้อง ปิดประตูห้องลงจนสนิท
      
       สองนายบ่าวอยู่ตรงทางเดินหน้าห้องนอน คุณหญิงมณีเดินนำสร้อยให้ห่างจากห้องนอนเพราะกลัวนายพลเทพจะได้ยินเรื่องคุยกัน
       “มีอะไรรึสร้อย”
       “น้องสาวนายสินน่ะสิคะคุณหญิง สร้อยว่าท่าทางไม่น่าไว้ใจเลย สร้อยรู้สึกว่ารูปร่างหน้าตามัน ไม่เห็นเหมือนคนที่เพิ่งมาจากบ้านนอกเลยค่ะ แต่มันว่ามันหยุดทำนามาพักใหญ่แล้ว เพราะพ่อแม่จะเอามันไปขายซ่อง สินรู้เรื่องเข้าก็เลยรีบไปพาตัวมาที่นี่ ก่อนจะถูกขายน่ะค่ะ” สร้อยร่ายยาว
       “มันก็เป็นไปได้นี่ แล้วสร้อยติดใจสงสัยอะไรเหรอ” มณีว่า
       “นายสินทำงานกับเรามาตั้งนาน ทำไมเราไม่เคยรู้เลยละคะว่ามีน้องสาว น้องสาวจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ”
       “ก็เพราะนายสินทำงานกับเรามานานน่ะสิ ฉันถึงไม่คิดว่านายสินมันจะมาโกหกเราเพื่ออะไร”
       สร้อยขัดใจที่คุณหญิงมณีไม่ร้อนใจไปด้วย “แล้ววันนี้ตอนที่คุณต้นมาหาคุณหนู สร้อยก็เจอมันมาแอบดูอยู่ด้วยค่ะ ท่าทางอยากรู้อยากเห็นชอบก๊ล”
       “เด็กบ้านนอกน่ะ ก็คงจะอยากรู้อยากเห็นไปตามประสาละ ฉันว่าไม่มีอะไรหรอก แต่ถ้าสร้อยยังไม่ไว้ใจก็คอยตามดูมันหน่อย ถ้ามีอะไรผิดปกติ ค่อยมาบอกฉัน”
       “ค่ะ”
      
       สร้อยสงสัยในตัวบุปผาไม่คลาย

       ฝ่ายบุปผาเดินย่องเข้ามาตรงโถงบนตึกใหญ่ เหลียวซ้ายแลขวา เห็นว่าไฟในบ้านส่วนใหญ่ปิดมืดหมดแล้ว บุปผามองหาอะไรบางอย่าง
      
       จนเมื่อเห็นโทรศัพท์เครื่องหนึ่งวางอยู่ที่โต๊ะเล็กบุปผายิ้มออกมา
      
       ที่หอโคมแดงเวลาเดียวกัน ทั้ง 6 กำลังล้อมวงคุยกันอยู่
       เดือนเอ่ยขึ้น “ฉันอยากรู้จริงจริ๊ง..ว่านังบุปผามันออกไปอยู่ที่ไหนน๊า”
       ผกานิ่ง ไม่พูดอะไรเลย
       “ฉันว่า..นังนี่มันต้องมีผู้ชายมาหลอกว่าจะเอาไปเลี้ยงดู มันก็หลงเชื่อ เลยเก็บกระเป๋าหนีตามผู้ชายไปแน่ๆ เลย” มุกแดกดัน
       “แหม..พี่มุก คนอย่างบุปผาน่ะมันไม่โง่ถูกผู้ชายหลอกเอาง่ายๆ หรอก มันสิ..จะเป็นฝ่ายหลอกผู้ชายละไม่ว่า”
       มุกเบ้ปาก “ฮึ..แต่เชื่อเถอะว๊า..ไม่นานหรอกมันต้องซมซานกลับมาขายตัวที่นี่อย่างเดิม”
       พิกุลพูดอย่างซื่อๆ ตามเคย “อ้าวๆๆๆๆ พี่มุก ก็ถ้านังบุปผามันจะไปได้ดีจริงๆ ทำไมพี่ไม่ยินดีกับมันล่ะ พี่อิจฉามันเหรอ อายุเยอะแล้วนะ ไม่ควรขี้อิจฉา..รู้ไม๊”
       มุกโมโห คว้าของใกล้มือเขวี้ยงใส่ พิกุลร้องวี้ด แล้วคว้าของใกล้มือเขวี้ยงกลับจากนั้นจึงกลายเป็นการเปิดฉากขว้างของใส่กันอย่างไม่มีใครยอมแพ้ใคร คนอื่นๆที่โดนลูกหลงร้องวี้ดว้ายกันใหญ่ ผกาทนไม่ไหว ร้องห้ามเสียงเฉียบขาด
       “หยุด”
       ทุกคนชะงักค้าง
       “กัดกันยังกับหมา ทั้งๆ ที่กินข้าวหม้อเดียวกันแท้ๆ”
       “ก็นังบุปผานั่นแหละแม่..ต้นเหตุ” มุกฟ้อง
       ผกาถลึงตาดุมุก มุกหน้าคว่ำไปเลย เพ็ญวิ่งเข้ามาบอก
       “คุณผกาขา..บุปผาโทร.มา”
       ผกาดีใจ วิ่งไปรับโทรศัพท์ทันที คนอื่นๆ รีบตามไปเพราะอดใจอยากรู้เรื่องบุปผาไม่ได้
       “บุปผาเหรอลูก”
      
       บุปผากำลังแอบใช้โทรศัพท์บ้านเทพบริบาลโทร.กลับมาหาผกา จึงต้องพูดเสียงค่อยๆ “จ้ะแม่ นี่บุปผาเอง”
       “ตกลงนั่นบุปผาอยู่ที่ไหนลูก”
       “นายสินพาบุปผาเข้ามาอยู่ในบ้าน...” บุปผาหยุดพูดกะทันหัน เมื่อเห็นสร้อยเดินลงมาจากชั้นบน
       สร้อยสังหรณ์ใจ มองไปที่โต๊ะโทรศัพท์ เห็นเป็นเงาดำๆ ของบุปผา แต่เห็นไม่ชัดว่าอะไร
       สร้อยตัดสินใจเดินไปดู บุปผาแอบชะโงกมองสร้อยอีก เห็นสร้อยกำลังเดินตรงมาที่โต๊ะโทรศัพท์
       บุปผาคิดหาทางออกอย่างรวดเร็ว แล้วตัดสินใจวางหูโทรศัพท์ลงแป้นไปเลย
      
       ผกางง ที่สายโทรศัพท์ถูกตัดไปเสียเฉยๆ อย่างงั้น
       “บุปผา บุปผา”
       เดือนยื่นหน้าเข้ามาถาม “บุปผาทำไมเหรอจ๊ะแม่”
       “วางสายไปเสียเฉยๆ อย่างนั้นแหละ”
      
       ด้านสร้อย เดินมาถึงโต๊ะโทรศัพท์ กวาดตามอง แต่ไม่เห็นใครเลย สร้อยงุนงง นึกว่าตัวเองคงตาฝาด จึงเดินออกจากตึกใหญ่ไป
       ที่แท้บุปผายืนแอบอยู่ที่นอกหน้าต่าง ทำตัวลีบเล็กแทบไม่หายใจ เพราะกลัวสร้อยเห็น พอสร้อยไปแล้ว บุปผาก็ถอนใจโล่งอก จะปีนกลับเข้ามา แล้วพลาด ล้มลง เจ็บแปล๊บที่ข้อเท้า แต่ไม่ยอมร้องสักแอะ พยายามกัดฟันจะลุกขึ้นแต่ก็ลุกไม่ขึ้น แล้วทันใดนั้นก็มีใครบางคนเข้ามาประคองบุปผาไว้ บุปผาเงยหน้าขึ้นมอง
       “พี่สิน”
      
       สินประคองบุปผากลับมานั่งที่เตียงในห้อง แล้วคุกเข่าลงสำรวจข้อเท้าของบุปผา
       “เจ็บมากไม๊จ๊ะบุปผา”
       สินขยับข้อเท้าบุปผาไปมาเพื่อดูว่าบาดเจ็บตรงไหน บุปผาสะดุ้ง เจ็บแต่ก็ไม่ร้องสักแอะ
       “คิดว่าแค่แพลงน่ะ แต่ไม่ถึงกับหัก คืนนี้บุปผาทายาแล้วเอาผ้าพันไว้ พรุ่งนี้เช้าก็น่าจะทุเลาลงหรอกจ้ะ เอ้า..เดี๋ยวฉันไปเอายามาทาให้บุปผาก็แล้วกันนะ”
       สินจะลุกไป บุปผาคว้าแขนไว้ บอกเสียงแข็ง
       “ไม่ต้อง” แล้วนึกได้ เสียงอ่อนลง “ฉันมียามาจากบ้านจ้ะพี่สิน เดี๋ยวฉันทำเองได้ พี่สินรีบออกไปจากห้องนี้ก่อนเถอะ ประเดี๋ยวใครมาเห็นเข้า” รีบผลักไสนายสินให้ออกไป “ออกไปก่อนนะ”
       สินมองบุปผาอย่างรักใคร่ จะหอมแก้มลา แต่บุปผายันอกไว้ แล้วจิกตาดุใส่ สินยิ้มแหย บอก “จ้ะๆๆๆ” แล้วรีบออกไปจากห้องทันที
       บุปผาตามไปล็อคห้อง แล้วยืนพิงประตูถอนใจเฮือกใหญ่ ด้วยความโล่งอก
      
       สินเดินออกจากห้องบุปผา จะกลับไปที่ห้องตัวเอง โดยไม่ทันเห็นว่าแสงยืนซุ่มอยู่ที่มุมมืดไกลๆ เอามือลูบแก้มตรงที่ถูกบุปผาข่วนเอาไว้ แสงสงสัยในท่าทางแปลกๆ ระหว่างสินกับบุปผาเป็นอย่างมาก
      
       แสงตัดสินใจจะตามจับตาดูให้รู้ความจริงให้ได้สักวันหนึ่ง


  


       ฟากคุณหญิงมณีที่กำลังนอนอยู่ในห้อง ยังลืมตาโพลงนอนไม่หลับ ขณะที่นายพลเทพหลับสนิทไปแล้ว
      
       เหตุการณ์ตอนตอนที่ชไมบอกคุณหญิงมณีเรื่องมัทนาดวงร้าวผุดขึ้นมาในมโนนึก
       “สองคนนี้..เป็นเนื้อคู่กันมาหลายภพหลายชาติแล้วค่ะ แต่ในชาตินี้..ดิฉันยังไม่เห็นดวงชะตาว่าจะลงเอยกันได้ หนำซ้ำหนูมัทนายังดวงร้าวอีกต่างหาก เพราะจู่ๆ ก็มีดาวมฤตยูมาทับลัคนา”
       คิดแล้วคุณหญิงมณีนอนหน้าเครียด กังวลเรื่องมัทนาเป็นที่สุดข่มตาหลับไม่ลงจนเช้า
       เช้าวันต่อมาสร้อยกำลังปรึกษากับคุณหญิงมณีเรื่องบุปผาอยู่ คุณหญิงมณีมีท่าทางเพลียๆ ไม่สดใสเหมือนเคย เพราะเมื่อคืนนอนไม่หลับทั้งคืน
       “ตกลงคุณหญิงจะให้แม่บุปผา น้องสาวนายสินทำหน้าที่อะไรในบ้านบ้างคะ”
       “เพิ่งมาจากบ้านนอกคงยังไม่ค่อยรู้อะไร เอางี้ เช้านี้ให้บุปผาช่วยงานในครัวไปก่อน”
       “ค่ะคุณหญิง”
       จังหวะนี้นายพลเทพเดินโอบบ่ามัทนาในชุดนิสิตเข้ามาอย่างอารมณ์ดี คุณหญิงมณีเห็นก็ยิ้มให้
       “แม่ขา..เย็นนี้เลิกเรียนแล้ว มัทจะแวะไปหาพี่ต้นที่โรงพยาบาลหน่อยนะคะ”
       “จะนัดกัน ทำไมไม่ที่บ้านโน้น หรือบ้านนี้ล่ะลูก”
       “คือว่ามัทจะไปเยี่ยมคนไข้พิเศษของพี่ต้นน่ะค่ะ”
       เทพแปลกใจ “คนไข้พิเศษ…ใครกันลูก”
      
       ขณะเดียวกันอิ่มกำลังอุ้มตุ๊กตาเด็ก ห่อผ้าแบบเดียวกับที่เคยห่อลูกของอุ่นตอนคลอด โยกตัวพลางฮัมเพลงกล่อมเด็กเบาๆ เห็นปรีชากับไอศูรย์ยืนมองอยู่อย่างเวทนา
       “พี่ตั้งชื่อคนไข้พิเศษคนนี้ของต้นว่า รุ่ง เพื่อสะดวกแก่การเรียกชื่อ ตอนนี้พี่ให้ยากล่อมประสาทไว้ เธอเลยอยู่ในอาการสงบลงได้ อย่างที่เห็นนี่แหละ”
       “พี่ปรีชาว่าเธอเป็นอย่างนี้เพราะอะไรครับ”
       “พี่คิดว่าที่เป็นอย่างนี้ คงเป็นเพราะเธอสูญเสียหลานไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เด็กอาจจะตายหรืออาจจะถูกขโมยตัวไปก็ได้ เธอถึงได้หมกมุ่นอยู่กับการตามหาเด็กยังงี้” ปรีชาบอก
       “แล้วพี่ปรีชาคิดว่า ป้ารุ่ง นี่จะมีโอกาสหายเป็นปกติไม๊ครับ ความจำกลับมาเหมือนเดิมได้ไม๊ครับ”
       “ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะบอก แต่ถ้าแกกินยาที่พี่จัดให้โดยไม่ขาด แกก็คงจะไม่อาละวาดแล้วละ”
       ไอศูรย์พยักหน้ารับทราบ แล้วมองอิ่มอย่างเวทนา ไอศูรย์เพ่งมองดูอิ่มนั่งกล่อมตุ๊กตาเด็กที่เธอหลงคิดว่าเป็นหลานที่หายไป สีหน้าอิ่มนิ่งสงบผิดกว่าวันอื่น ที่แล้วๆ มา
      
       ขณะเดียวกันพลอยในชุดนิสิตเดินลงบันไดมาจากชั้นบน
       “เอ้า..เร็วจ้า..แม่นิสิตอักษรศาสตร์ เดี๋ยวก็ไปเรียนสายอีกหรอก”
       “ก็รีบอยู่นี่แหละค่า”
       พลอยรีบจนทำหนังสือที่หอบอยู่หล่นลงพื้น เป็นหนังสือเล่มเดียวกับที่คั่นรูปวัยเด็กของไอศูรย์กับเพชร
       “เอ๊า ยายซุ่มซ่าม” เพชรก้มลงเก็บ
       พลอยพยายามรีบแย่งเก็บก่อน แต่ไม่ทัน เพชรไวกว่า พอเพชรก้มหนังสือได้ กระดาษอะไรบางอย่างก็ร่วงออกมาจากหนังสือ เพชรหยิบขึ้นมาดู
       เห็นว่ามันคือรูปถ่ายของเพชรกับไอศูรย์ตอนเด็กที่พลอยแอบเอามาเก็บไว้ดูส่วนตัวนั่นเอง
       เพชรหันไปมองหน้าน้องสาว พลอยซ่อนหน้าหลบตา
       “ตัดใจจากพี่ต้นเสียเถอะพลอย รักเขาต่อไปก็มีแต่จะเจ็บปวด น้องสาวพี่ ควรจะได้สมหวังกับความรัก ไม่ควรต้องมาเจ็บปวดเพราะผู้ชายคนเดียวอย่างนี้”
       พลอยดึงรูปนั้นจากมือเพชร เอามาสอดกลับเข้าเก็บในหนังสือตามเดิม
       “บอกให้พลอยตัดใจจากพี่ต้น แล้วพี่เพชรละคะ พี่เพชรตัดใจจากยายมัทได้รึยัง”
       เพชรนิ่งงันไปในทันที
      
       ด้านกำพลมานั่งเซ็งอยู่ที่ห้องโถงหอโคมแดง โดยมีเดือนกับสิรีคอยปรนนิบัติบีบนวดเอาใจ แต่กำพลก็ไม่ได้สนใจจะขึ้นห้องกับใคร แค่อยากมานั่งเซ็งและผิดหวังที่ไม่ได้เจอบุปผา
       “ทำยังไงฉันถึงจะติดต่อบุปผาได้”
       สองสาวส่ายหน้า
       “เมื่อคืนบุปผาก็โทร.กลับมานะคะคุณกำพล แต่ยังไม่ทันจะพูดกันรู้เรื่อง สายก็ตัดไปเสียก่อน เลยไม่ทันได้พูดกันว่าบุปผาย้ายไปอยู่ที่ไหนน่ะค่ะ” สิริรายงาน
       กำพลส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
      
       ครู่ต่อมากำพลเดินหน้าเซ็งๆ ออกมาจากหอโคมแดง แล้วก็ต้องชะงักเมื่อมีใครคนหนึ่งเดินมาดักหน้าไว้ กำพลเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเป็นมุกที่มายืนดักรออยู่
      
       สองคนพากันมาอยู่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง
       “มุกรู้ว่าคุณกำพลน่ะชอบอี..เอ้อ..แม่บุปผามาก อุตส่าห์เอาอกเอาใจมันสารพัด แต่ดู๊..อยู่ๆมันก็หายไปไหน ไม่บอกไม่กล่าวคุณกำพลเลย”
       กำพลฉุน “ไม่ต้องตอกย้ำได้ไม๊ เธอพาฉันมาที่นี่ มีอะไรก็ว่ามาเลย”
       “มุกเชื่อว่าบุปผาต้องบอกแม่ผกาแน่ว่าย้ายไปอยู่ที่ไหน”
       “แล้วไง”
       “มุกจะคอยช่วยสืบจากแม่ผกาให้เอาไม๊ละคะว่าบุปผามันย้ายไปอยู่ที่ไหน”
       “ถ้าเธอช่วยสืบเรื่องบุปผาให้ฉัน แล้วเธอได้อะไร”
       มุกแบมือตรงหน้ากำพลแล้วกระดิกๆ
       “เงินไงละคะ ผู้หญิงขายตัวอย่างมุก จะอยากได้อะไรละคะถ้าไม่ใช่เงิน”
       กำพลนิ่งคิด “ตกลง ถ้าเธอสืบจนรู้ว่าบุปผาย้ายไปอยู่ที่ไหนได้จริง ฉันจะให้เธอหมื่นนึง”
       มุกตาโตด้วยความตื่นเต้น “หมื่นนึง”
      
       มุกรีบพยักหน้าตกลงทันที


  


       เวลาเดียวกัน ภายในครัวบ้านเทพบริบาล สร้อยกับทับทิมตาโต
      
       “วันนี้คุณหญิงจะลงครัวเองเลยหรือคะ ความจริงอยากรับประทานอะไร สั่งสร้อยมาก็ได้ค่ะ”
       มณียิ้ม “ไม่เป็นไรหรอก นานๆ ลงครัวเองซะบ้าง..ก็ดีเหมือนกัน แล้วพอดีเมื่อเช้าท่านนายพลบ่นๆ ว่าอยากทาน ยำแตงกวา น่ะ”
       “งั้นอิฉันจะเตรียมเครื่องให้นะคะคุณหญิง” ทับทิมบอก
       “ไม่ต้องจ้ะ ป้าทับทิมทำอะไรค้างอยู่ก็ทำไปเถอะ” มณีหันไปเห็นบุปผา “ให้แม่บุปผานี่ช่วยฉันก็ได้”
       บุปผายิ้มใส่ซื่อให้คุณหญิงมณีทันที
      
       เวลาต่อมาคุณหญิงมณีกำลังคั่วพริกชี้ฟ้า คั่วไป ก็อธิบายให้บุปผาฟังไปด้วย
       “พริกคั่วแห้งนี่ เป็นเครื่องอย่างหนึ่งของยำแตงกวา แม่บุปผา หล่อนทำกับข้าวเป็นบ้างไม๊”
       “ไม่ค่อยเป็นค่ะคุณหญิง”
       สร้อยพยายามซักไซ้ “แล้วตอนอยู่บ้านนอก เธอไม่ต้องทำกับข้าวกินหรอกเรอะ”
       “ตอนอยู่บ้าน แม่เป็นคนทำกับข้าวค่ะ”
       “เอาละ เอาละ แม่บุปผาทำกับข้าวไม่เป็นก็มาดูวิธีทำไว้ ฉันจะสอนให้”
       บุปผาทำท่าสนอกสนใจมาก “ค่ะ”
       คุณหญิงมณีคั่วพริกได้สักครู่ ก็เกิดวิงเวียนเพราะอดนอนจนตะหลิวกระแทกกับกระทะ
       แลเห็นพริกคั่วกำลังจะกระเด็นหกใส่คุณหญิงมณี บุปผารีบกระโดดเข้าผลักคุณหญิงให้พ้นจากกระทะอย่างว่องไว บุปผาจึงโดนพริกคั่วร้อนๆ จากกระทะหกใส่ขาเสียเอง
       บุปผามีสีหน้าเจ็บปวด
       มณีตกใจ “บุปผา”
       บุปผานั่งพังพาบอยู่ที่พื้นครัว สีหน้าปวดแสบปวดร้อนที่ขาเป็นอย่างมาก
      
       ส่วนเพชรกำลังทำงานอยู่ที่กรมทหาร กำพลเดินหน้าเซ็งเข้ามานั่งในห้องเพชร ไม่พูดไม่จาอะไร
       “เป็นอะไรไปวะกำพล”
       กำพลส่ายหน้าไม่ตอบ
       “เมื่อวานก็ไปนั่งหน้าบูดอย่างงี้ที่บ้านฉันมาทีนึงแล้ว วันนี้ก็เป็นอีก แกมีเรื่องอะไรเบื่อโลกนักหนาวะ”
       กำพลส่ายหน้าอีก เพชรถอนใจ มองกำพลอย่างพิจารณา
       “เย็นนี้ว่างไม๊” เพชรถาม
       “ถามทำไม”
       “จะชวนแกไปรับยายพลอยที่มหาวิทยาลัยด้วยกันน่ะ”
       กำพลยิ้มออกมาได้
      
       ฟากมณีกำลังเอายาสีฟันทาที่ขาบุปผาตรงที่โดนพริกแห้งคั่วร้อนๆ ราดเอา
       บุปผาแสบแต่ก็ทน ไม่ปริปากร้องสักแอะ
       “ยาสีฟันสมุนไพรเนี่ย..ใช้ทาแผลถูกของร้อน หายเร็วกว่ายาอย่างอื่นนะ”
       คุณหญิงมณีมองบุปผาที่อดทนมาก แล้วชอบใจนึกเอ็นดู
       “ทนเอาหน่อยนะ เดี๋ยวเดียวก็คงค่อยยังชั่วแล้ว” แล้วมณีก็ส่ายหน้า ท่าทีกลุ้มๆ “เป็นเพราะเมื่อคืนฉันนอนคิดอะไรดึกไปหน่อยน่ะ วันนี้เลยหน้ามืด”
       สร้อยสบตากับคุณหญิง เข้าใจทันทีว่ามณีนอนคิดเรื่องอะไร
       “นี่ถ้าบุปผาไม่ผลักฉันออก พริกคั่วร้อนนั่นก็คงหกราดฉันแทนแน่ๆ ขอบใจนะบุปผา เธอเจ็บตัวแทนฉันจริงๆ”
       “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง”
       คุณหญิงมณีหันไปหยิบเงินจากกระเป๋าจำนวนหนึ่งมาส่งให้บุปผา
       “เอ้า..ฉันให้..เป็นสินน้ำใจที่หล่อนช่วยฉัน รับไว้สิ”
       บุปผายกมือไหว้มณีแล้วรับเงินไว้
       “แล้วเย็นนี้หล่อนก็ติดรถไปกับนายสินที่จะออกไปรับคุณหนูที่มหาวิทยาลัยด้วย ไปแวะซื้อเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ตามใจชอบ ก่อนไปรับยายมัทนะ”
       บุปผายิ้มตาใสซื่อ ทำหน้าดีใจเหมือนเด็กๆ ได้รางวัล คุณหญิงมณีมองอย่างเอ็นดู ในขณะที่สร้อยยังมีสีหน้ากังวลและระแวงไม่คลาย
      
       ฝ่ายมัทนากำลังนั่งอ่านหนังสือเรียนอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนหน้าคณะ พลอยเดินเข้ามาหา
       “เอ้าๆ จะขยันไปถึงไหนจ๊า...คุณหนูมัทนาจ๋า แค่นี้เกียรตินิยมก็ไม่หนีไปไหนอยู่แล้วล่ะจ้า”
       มัทนายิ้ม “แหม..พลอยก็”
       พลอยเจ็บปวดแต่พยายามฝืนยิ้มให้เพื่อน “ตกลงเธอจะหมั้นกับพี่ต้นเมื่อไหร่เหรอ”
       เวลาเดียวกันนายพลเทพกำลังนั่งคุยกับคุณหญิงมัทนีอยู่ด้วยเรื่องเดียวกัน
       “อาทิตย์หน้าดิฉันจะพายายมัทขึ้นเชียงใหม่ไปหาคุณชไม จะไปด้วยกันไม๊คะ”
       “คงจะไปไม่ได้ละคุณ เห็นว่าจะมีประชุมจัดงานฉลองกึ่งพุทธกาลช่วงอาทิตย์หน้าพอดี” เทพบอกพลางทอดสายตามองไปหน้าบ้าน
       เห็นบุปผากำลังจะขึ้นนั่งรถสินออกไปข้างนอก
       “นั่นคุณใช้น้องสาวนายสินมันไปไหนเหรอ”
       มณีชะเง้อมองตาม “อ๋อ..ดิฉันให้มันออกไปซื้อเสื้อ ซื้อผ้าใส่ตามประสาผู้หญิงน่ะค่ะ เด็กคนนี้ใช้ได้นะคะคุณ มีน้ำอดน้ำทนดีทีเดียว”
       “ดูคุณจะชอบใจเด็กคนนี้มากอยู่นะ”
       “ค่ะ ชอบ” มณีมองไปนอกบ้านอีกครั้ง
       สองคนเห็นบุปผานั่งรถออกไปกับสิน
      
       บุปผานั่งมาในรถที่สินเป็นคนขับ
       “คุณหญิงให้รางวัลบุปผามาตั้งเยอะ บุปผาอยากจะไปไหน อยากซื้ออะไรจ๊ะ”
      
       บุปผายิ้ม ไม่ยอมตอบ


  


       ไม่นานต่อมา บุปผากำลังจ่ายเงินซื้อเสื้อเชิ้ตผู้ชายตัวหนึ่ง สินมองแล้วขมวดคิ้ว กระชากแขนมาถาม
      
       “บุปผาซื้อเสื้อให้ใคร”
       บุปผายิ้ม แล้วส่งเสื้อที่เพิ่งซื้อนั้นให้สิน เอาใจเพราะยังต้องหลอกใช้อีกนาน
       “ฉันก็ซื้อให้พี่สินน่ะสิ พี่สินดีกับฉัน เมตตาฉัน ฉันก็อยากจะตอบแทนน้ำใจพี่สินบ้างน่ะสิ” สินดีใจจนหน้าแดง “จริงเหรอบุปผา บุปผาน่ารักจริง” บุปผายิ้มให้ สินดูเวลา
       “ไปรับคุณหนูที่มหาวิทยาลัยกันสักทีดีกว่า ประเดี๋ยวช้า คุณหนูจะรอ”
       บุปผาพยักหน้ารับ ทั้งคู่เดินไป บุปผาเดินคู่กับสินตรงไปที่จอดรถ บุปผาแอบทำหน้าเบื่อๆ แต่ทำอะไรไม่ได้ สินก็ไม่รู้เรื่องอะไร ยังยิ้มปลื้มอกปลื้มใจที่บุปผามีน้ำใจซื้อเสื้อให้ตน
       จังหวะนี้ เดือนซึ่งเดินควงมากับแสงมาจากอีกทาง ชะงักกึก เห็นด้านหลังบุปผา
       เดือนดีใจ “เฮ้..บุปผา”
       แต่บุปผากับนายสินเดินลับตัวไปแล้ว แสงชะเง้อตาม
       “เดือนเรียกใครน่ะ”
       “เพื่อนจ้ะ..ชื่อบุปผา”
       แสงขมวดคิ้วทันที “ชื่อ บุปผา เหรอ”
       แสงสงสัยบุปผามากขึ้นไปอีก
      
       ด้านสินขับรถมากับบุปผา เพื่อจะมารอรับมัทนากลับจากมหาวิทยาลัย พอจอดรถ บุปผาก็เปิดประตูรถจะลงไป
       “จะไปไหนน่ะบุปผา”
       “ขี้เกียจนั่งรอในรถเฉยๆ น่ะสิ คุณหนูจะออกมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ฉันก็เลยจะลงไปเดินดูอะไรแถวนี้หน่อยน่ะ”
       สินทำท่าจะไปด้วย บุปผาหันมาทำตาเขียวใส่
       “ไม่ต้องตามฉันไปหรอก ฉันไปแค่นี้ ไม่ได้หนีหายไปไหนสักหน่อย”
       สินหน้าจ๋อย ลงนั่งรอในรถตามเดิม บุปผาเดินออกไป แต่แอบทำหน้าเบื่อสินเต็มแก่ แต่สินไม่รู้ตัว
      
       บุปผาเดินมาตามทางเดินในมหาวิทยาลัย มองดูนิสิตที่อยู่ในเครื่องแบบอย่างริษยา อิจฉาทุกคนที่สถานภาพสูงกว่า แต่แล้วบุปผามองไป เห็นอะไรบางอย่างก็ชะงัก หล่อนเห็นเพชรเดินมากับกำพล
       บุปผาตาโต ตกใจ ไม่นึกว่าจะเจอสองหนุ่ม ลูกค้าเก่าที่นี่ ยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อบุปผาเห็นกำพลมองมา และเห็นเธอเช่นกัน แต่เพชรไม่เห็น แล้วกำพลก็เดินตรงมาหาบุปผา
       บุปผาตัดสินใจโกยแนบ วิ่งหนีทันที
      
       บุปผาวิ่งหนีมา มองหาที่ซ่อน บุปผารีบซ่อนตัว สักครู่กำพลก็วิ่งตามมาถึง แต่หาบุปผาไม่เจอ บุปผาทำหน้างง เพชรวิ่งตามมาอีกคน
       “แกวิ่งมาทำไมวะ กำพล”
       “ฉันคิดว่า..ฉันเห็น...” กำพลนึกได้ว่าไม่ควรบอกเพชรว่าเห็นบุปผา “...คนรู้จักน่ะ”
       “ใคร คงไม่ใช่ผู้หญิงหรอกนะ ถ้าใช่ ฉันจะไม่ช่วยแกเรื่องยายพลอยอีก”
       “ไม่ใช่ผู้หญิงหรอก ผู้ชายน่ะ แต่ช่างเถอะ ฉันคงตาฝาดไปเอง”
       “ไปๆ ป่านนี้ยายพลอยเลิกเรียนแล้วมั้ง เดี๋ยวออกมาไม่เห็นเรา จะบ่นเอาอีก” เพชรลากกำพลเดินไป
       สองหนุ่มเดินออกไป บุปผาจึงโผล่ออกมาจากที่ซ่อน แล้วถอนใจโล่งอกที่กำพลไม่เห็นเธอ แต่แล้วบุปผาก็ต้องสะดุ้งเมื่อใครคนหนึ่งมาจับแขนเธอ
       “บุปผา มาทำอะไรอะไรอยู่ตรงนี้”
       บุปผาหันไปมอง “คุณหนู” รีบหาข้อแก้ตัว “บุปผาก็มาเดินดูตึกเรียนน่ะค่ะ มัวแต่ดูเพลิน บุปผาเลยหลงทาง” พร้อมกันนี้บุปผาแสร้งทำหน้ายิ้มแห้งๆ มัทนายิ้มขำอย่างเอ็นดู
      
       เพชรกับกำพลยืนรอพลอยอยู่ที่รถ สักครู่พลอยก็เดินเข้ามา พอเห็นว่ากำพลก็มาด้วย พลอยก็แปลกใจ ยกมือไหว้
       “พี่กำพล...วันนี้จะไปไหนกับพี่เพชรเหรอคะ”
       “จะไปไหน ก็มารับพลอยน่ะสิ เอ้า...พี่กับกำพลมารอพลอยตั้งนานแล้ว หิวจะตาย ไปหาอะไรกินกันเถอะ ไป”
       ทั้งสามขึ้นรถไป กำพลเอาอกเอาใจพลอยเป็นพิเศษ เปิดปิดประตูรถให้
      
       มัทนาเดินกลับมาที่รถพร้อมบุปผา สินยืนรออยู่อย่างเป็นห่วงที่บุปผาหายไปนาน พอเห็นว่าเดินมาด้วยกัน สินก็ทำหน้างงๆ
       “อ้าว..คุณหนู ไปเจอตัวบุปผาที่ไหนล่ะครับเนี่ย”
       “หลังตึกนี่เองจ้ะ บุปผาเขาหลงทางน่ะ”
       สินหัวเราะด้วยความเอ็นดูบุปผา แล้วแกล้งพูดล้อ “เพิ่งมาจากบ้านนอกก็ยังงี้ละครับคุณหนู กลับบ้านกันนะครับคุณหนู”
       “ยังจ้ะ วันนี้ฉันขออนุญาตมาคุณแม่แล้วว่าจะไปธุระก่อนกลับบ้าน”
       สินถามด้วยสีหน้าแปลกใจ “คุณหนูจะไปธุระที่ไหนหรือครับ”
       สินขับรถพามัทนากับบุปผามาที่โรงพยาบาล พอรถมาจอดที่หน้าโรงพยาบาล บุปผาก็ตาโตด้วยความตื่นเต้น แล้วยิ้มกว้างด้วยความดีใจเมื่อรู้ว่ามัทนาจะมาธุระที่ไหน มัทนาลงจากรถ บุปผาจะตาม สินร้องทัก
       “บุปผารออยู่ที่รถนี่แหละ ไม่ต้องตามคุณหนูไปหรอก คุณหนูแวะมาหาว่าที่คู่หมั้นน่ะ”
       แต่บุปผาไม่สนใจสิน จะตามมัทนาให้ได้
       “ให้บุปผาเดินไปเป็นเพื่อนนะคะคุณหนู ขอบุปผาเดินดูโรงพยาบาลหน่อย ที่บ้านนอกมีแต่อนามัยสุขศาลา บุปผาไม่เคยเข้าโรงพยาบาลใหญ่ๆ ยังงี้มาก่อนเลยค่ะ”
       มัทนายิ้มขำ “เอ้า...ตามใจจ้ะ”
       บุปผายิ้มร่า แล้วเดินตามมัทนาไปติดๆ
      
       มัทนาเดินนำหน้าบุปผาเข้ามาในโรงพยาบาล แวะถามที่เคาน์เตอร์
       “ดิฉันมาขอพบหมอไอศูรย์ ศรัทธาธร ค่ะ”
       พยาบาล 1 “นัดไว้รึเปล่าคะ”
       “นัดค่ะ ดิฉันชื่อมัทนาค่ะ”
       “มัทนา” พยาบาล 2 อุทาน ท่าทีตื่นเต้น “ว่าที่คู่หมั้นของคุณหมอใช่ไม๊คะ” มัทนาพยักหน้ายิ้มเขินๆ
       “เชิญทางนี้เลยค่ะคุณมัทนา” พยาบาล 2 เดินนำไป
       มัทนาเดินตามพยาบาล 2 ไป บุปผาตามติด พยาบาล 1 มองตามบุปผาแล้วขมวดคิ้วสงสัย คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็น แต่เพราะตอนนี้บุปผาไม่ได้แต่งหน้าจัด เลยไม่แน่ใจว่าใช่รึเปล่า
      
       “หน้าคุ้นๆ แฮะ” พยาบาล 1 พึมพำ
      

       พยาบาล 2 พามัทนากับบุปผามาถึงห้องทำงานไอศูรย์ เคาะประตูเบาๆ แล้วเปิดเข้าไป
      
       “คุณมัทนามาค่ะคุณหมอ” แล้วพยาบาลก็เดินออกไป
       ไอศูรย์มีสีหน้าดีใจ เดินมารับมัทนาที่หน้าห้อง
       “น้องมัท”
       มัทยายกมือไหว้ไอศูรย์ บุปผาไหว้ตาม ไอศูรย์รับไหว้ แล้วชะงักเมื่อเห็นบุปผาที่มองหน้าเขาอย่างดีใจ มัทนาเลยแนะนำบุปผา
       “บุปผาค่ะพี่ต้น เป็นน้องสาวนายสิน คนขับรถที่บ้านน่ะค่ะ นายสินเพิ่งไปรับตัวมาจากบ้านที่ต่าง จังหวัด มาอยู่ที่บ้านน้องมัทได้ 2 วันเองค่ะ”
       “งั้นหรือครับ หน้าคล้ายๆ คนไข้พี่คนหนึ่งเลย ชื่อบุปผาเหมือนกันด้วย” ไอศูรย์มองบุปผาอย่างพิจารณาอีกครั้ง “แต่คนไข้พี่คนนั้น...ท่าทางจะเป็นคนในพระนครนี่มากกว่า”
       “งั้นคงไม่ใช่จริงๆแหละค่ะพี่ต้น เพราะบุปผาเพิ่งมาจากต่างจังหวัดได้ 2 วันนี่เองค่ะ”
       ไอศูรย์พยักหน้ารับรู้ บุปผายิ้มให้ แต่ไอศูรย์หมดความสนใจบุปผาแล้ว แค่สนใจว่าเป็นคนที่มากับมัทนาเท่านั้น ไอศูรย์หันกลับไปคุยและสนใจแต่มัทนาคนเดียว บุปผาเลยยิ้มเก้อ
       “ไหนคะ..คุณป้าคนที่พี่ต้นเล่าให้ฟัง”
       “ตามมาสิ พี่จะพาน้องมัทไปพบ”
       ไอศูรย์เชื้อเชิญ มัทนาเดินนำไป ไอศูรย์ตามหลัง บุปผารั้งท้าย เมื่อบุปผาเห็นไอศูรย์เทคแคร์มัทนาดีเหลือเกิน ยิ่งอิจฉามัทนาอย่างแรง
      
       อิ่มนั่งหลับอยู่ในสวน อุ้มตุ๊กตาเด็ก กอดอยู่ในอ้อมอกเหมือนอุ้มเด็กทารกจริงๆ
       ใครบางคนเดินเข้าหาอิ่มและเรียกอิ่ม
       “พี่อิ่ม...พี่อิ่ม”
       อิ่มลืมตาตื่นขึ้นมาตามเสียงเรียก เห็นเป็นอุ่นที่เดินเข้ามาหา
       “นังอุ่น”
       “ลูกฉัน” อุ่นเอ่ยขึ้น
       อิ่มยกตุ๊กตาในอ้อมแขนให้ผีอุ่นดู “นี่ไง...ลูกแก...ฉันดูแลลูกให้แกอย่างดีเลย”
       “ไม่ใช่...นี่ไม่ใช่ลูกฉัน ลูกฉันกำลังมา”
       อิ่มทำหน้าไม่เข้าใจ ก้มลงมองดูตุ๊กตาในอ้อมแขนอีกที แล้วพออิ่มเงยหน้าขึ้นมา ผีอุ่นก็หายไปแล้ว อิ่มลุกขึ้นเดินตามหาผีอุ่น
       “นังอุ่น...นังอุ่น...”
      
       ไอศูรย์ มัทนา และบุปผาเดินเข้ามา ไอศูรย์เห็นอาการของอิ่มที่เหมือนเดินหาอะไรบางอย่างอยู่ก็แปลกใจ เลยเดินเข้าไปจับตัวไว้
       “ป้ารุ่งครับ”
       อิ่มหันมามองไอศูรย์ งงๆ แต่จำได้ และรับรู้ว่าเป็นคนที่อ่อนโยนกับตัวเองเสมอมา จึงมีอาการสงบลง
       มัทนาถามไอศูรย์ “คุณป้าชื่อรุ่งหรือคะพี่ต้น”
       “เปล่าครับ แต่ว่าเราไม่รู้ว่าแกชื่ออะไร ก็เลยตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “รุ่ง” จะได้เรียกกันได้สะดวก”
       มัทนายิ้ม แล้วเดินเข้าไปหาอิ่ม พูดทักทายด้วยอย่างอ่อนโยน
       “ป้ารุ่งขา..หนูชื่อมัทนานะคะ”
       อิ่มมองมัทนา แล้วยิ้มให้อย่างงงๆ ไม่คุ้ยหน้า ไม่เคยเห็น แต่รับรู้ความอ่อนโยนของ
       มัทนาได้ แล้วอิ่มก็มองเลยไปข้างหลังมัทนา
       เห็นหน้าบุปผา แล้วจู่ๆ จากหน้าบุปผา ก็กลายเป็นหน้าของอุ่นซ้อนขึ้นมา เหมือนผีอุ่นพยายามจะมาบอกอิ่มว่าบุปผานี่แหละคือลูก
       “อุ่น”
       อิ่มตาโต ทิ้งตุ๊กตาในมือแล้ววิ่งเข้าไปกอดบุปผาแน่น
       “อุ่น! แกยังไม่ตายเหรอเนี่ย ฉันดีใจจริงๆ เลยที่แกยังไม่ตาย ฉันดีใจจริงๆ”
       บุปผาตกใจ พยายามดิ้นหนี
       “อะไรกันคะเนี่ยคุณหมอ”
       “ผมก็ไม่ทราบ ป้าแกไม่เคยมีอาการอย่างนี้มาก่อนเลย”
       ไอศูรย์พยายามรั้งตัวอิ่มออกจากบุปผา แล้วกวักมือเรียกพยาบาล 2 คน ให้เข้ามาช่วยเอาตัวอิ่มออกไปให้ห่างจากบุปผา พยาบาล 2 คน มาเอาตัวอิ่มออกไป อิ่มร้องโวยวายไปตลอดทาง จะไม่ยอมปล่อยมือจากตัวบุปผา
       “นังอุ่น”
       พยาบาล 2 คน ลากตัวอิ่มที่โวยวายเสียงดังออกไป มัทนามองตามด้วยความสงสาร ขณะที่บุปผามองอย่างรำคาญ แต่พยายามทำตัวเรียบร้อยอยู่จึงต้องระงับอาการไว้อย่างเต็มที่
      
       มัทนานึกสงสัยจึงถามขึ้น
       “ใครคือ “อุ่น” คะพี่ต้น”
       “พี่ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับน้องมัท ตั้งแต่รับตัวป้ารุ่งมารักษาตัวอยู่ที่นี่ แกไม่เคยเอ่ยชื่อใครเลย แม้แต่ชื่อของตัวแกเอง ก็เพิ่งจะมีวันนี้ละครับ ที่แกเรียกชื่อ...” ไอศูรย์หันไปมองหน้าบุปผา “…อุ่น”
       “สงสัยบุปผาจะหน้าเหมือนคนที่ป้าแกเคยรู้จักนะคะ” มัทนาว่า
       “เป็นไปได้ครับ” ไอศูรย์มองหน้าบุปผานิ่ง ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป พี่อาจจะต้องขอตัวคนของน้องมัทให้มาช่วยพี่หมอปรีชาทำการรักษาป้ารุ่งบ้างได้ไม๊ครับ เผื่อว่าความจำของป้ารุ่งอาจจะดีขึ้น หรือกลับมาจำความได้เหมือนอย่างเดิม”
       มัทนายินดี “เอาสิคะ แต่ทั้งนี้ต้องแล้วแต่เจ้าตัวเขาด้วยนะคะ ไงจ๊ะ บุปผา...ยินดีจะช่วยงานหมอไอศูรย์บ้างได้ไม๊”
       พลางมัทนาหันไปมองหน้าบุปผา บุปผายิ้มอ่อนโยน
       “ได้สิคะ ช่วยคนถือว่าได้บุญกุศลเยอะนี่คะคุณหนู เผื่อว่าบางทีบุญกุศลส่งให้บุปผาสมหวังกับใครเขาบ้างในชาตินี้นะคะ”
       มัทนายิ้มขำ เพราะไม่รู้นัยยะที่แท้จริงของอีกฝ่าย บุปผามองไอศูรย์อย่างหมายมั่น
      
       แต่ไอศูรย์กับมัทนาไม่เอะใจเลยว่า บุปผานี่แหละจะเป็นตัวปัญหาใหญ่บนเส้นทางความรักของเขาและเธอในอนาคตข้างหน้านี้


  


       คืนนั้นเดือนกลับมาถึงหอโคมแดงก็เล่าเรื่องที่เจอบุปผาให้ผกาฟัง
      
       “จริงนะจ๊ะแม่ ตอนที่ฉันออกไปเที่ยวกับแขกที่ตลาด ฉันว่า..ฉันเห็นนังบุปผาจริงๆ มันไปกับผู้ชาย แต่ว่าฉันเห็นแว้บเดียว เห็นแต่ข้างหลังด้วย ก็เลยไม่รู้เป็นใคร”
       ผกานิ่ง มุกมีสีหน้าครุ่นคิด พยายามปะติดปะต่อเรื่องราว
       “อย่างนี้ก็แสดงว่า...นังบุปผามันยังอยู่ในพระนครนี่น่ะสิ”
       ด้านบุปผาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ และจะเดินกลับห้อง จู่ๆ แสงก็พุ่งเข้ามาคว้ามือไว้แล้วถาม
       “วันนี้เธอไปที่ตลาดมาใช่ไม๊”
       “ถ้าใช่ แล้วพี่แสงจะทำไม”
       แสงหรี่ตามองบุปผา “เธอไม่ใช่น้องสาวพี่สินใช่ไม๊ ฉันรู้นะว่าเธอไม่ใช่น้องสาวพี่สิน เธอไม่ได้เพิ่งจากบ้านนอก ไม่งั้นเธอจะรู้จักกับผู้หญิงที่อยู่หอโคมแดงได้ยังไง บอกมานะว่าเธอเป็นใครกันแน่บุปผา”
       บุปผาสะบัดตัวหลุดออกจากแสง แล้วหันไปตบหน้าแสงสุดแรงเสียงดังผัวะ แสงโมโห มาก รวบแขนบุปผาบีบอย่างแรง บุปผาเจ็บ ดิ้นสู้แต่ก็สู้แรงผู้ชายไม่ได้
       “ปล่อยฉันนะ ฉันบอกให้ปล่อย”
       คนอื่นๆ วิ่งเข้ามาเมื่อได้ยินเสียงเอะอะ พอบุปผาเห็นคนอื่นๆ วิ่งเข้าก็รีบตะโกนบอก
       “พี่สินช่วยฉันด้วย พี่แสงจะปล้ำฉัน”
       สินโมโหหึง พุ่งเข้าไปชกแสงทันที แสงล้มหงายลงไป พอลุกขึ้นได้ก็กลับมาชกสู้สินใหม่ สองคนเลยชกกันอุตลุด คนอื่นๆ ได้แต่ร้องกรี๊ดกร๊าดห้ามปราม แต่ก็ห้ามไม่อยู่ จนกระทั่งมีน้ำถังใหญ่สาดใส่ผู้ชาย 2 คนโครม เหตุการณ์ชุลมุนจึงชะงักค้างไป ทุกคนหันไปมองคนสาดน้ำใส่
       ที่แท้เป็นสร้อยนั่นเองที่เป็นคนสาดน้ำใส่ยุติเหตุการณ์
      
       ทุกคนรวมตัวอยู่ในครัว แสงปฏิเสธลั่น
       “ฉันไม่ได้ปล้ำบุปผาจริงๆ นะแม่”
       “ถ้าไม่ได้ปล้ำ แล้วทำไมบุปผาถึงต้องโวยวายเพราะตกใจขนาดนั้นด้วย ไอ้แสง ฉันเห็นสายตาที่แกมองบุปผาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่ในบ้านนี้แล้ว ฉันรู้ว่าแกคิดอะไรอยู่ ฮึ่ย” สินพุ่งเข้าไปชกแสงอีก
       แสงชกกลับ คนอื่นๆ ต้องช่วยกันแยกตัวออกอย่างโกลาหล
       สร้อยตะโกนลั่น “พอได้แล้ว ไม่งั้นฉันจะฟ้องคุณหญิงให้ตัดเงินเดือนพวกแกคนละ 3 เดือนเลย”
       สินกับแสงชะงักไปทันที
       “ไม่มีใครอยู่ในเหตุการณ์กับพวกแก 2 คน เพราะฉะนั้นก็มีแต่พวกแกเท่านั้นที่รู้ความจริงว่าแกมีเรื่องอะไรกัน เอาเป็นว่า..เรื่องวันนี้ให้เลิกแล้วต่อกันไป แล้วไอ้แสง ถ้าไม่จำเป็นแกก็อยู่ห่างๆ นังบุปผามันไว้ ไอ้สินมันหวงน้องสาวมัน แกก็อย่าไปยุ่ง เข้าใจไม๊”
       แสงเม้มปาก จำใจพยักหน้ารับคำสั่งแม่ แสงมองจ้องหน้าบุปผา ตั้งใจว่าสักวันมันจะต้องเปิดโปงให้ได้ว่าบุปผาคือใครกันแน่
      
       สินพาบุปผากลับมาส่งที่ห้อง
       “ต่อไปนี้บุปผาต้องระวังไอ้แสงให้ดีนะ ฉันรู้ว่ามันคิดอะไรอยู่ แต่บุปผาเป็นเมียฉัน ฉันจะไม่มีวันยอมให้มันแตะต้องบุปผาเป็นอันขาด”
       บุปผาพยักหน้ารับคำ “พี่สินไปนอนเถอะ”
       สินพยักหน้าแล้วออกไป แต่ก็ไม่วายเหลียวกลับมามองบุปผาจนประตูห้องปิดลง บุปผารีบล็อคห้อง แล้วถอนใจใหญ่ด้วยความเครียด
       “ไอ้แสงนี่มันชักจะรู้มากเกินไปแล้ว” ตาบุปผาลุกวาวด้วยความโกรธ “ว่าแต่...ไอ้แสงมันรู้เรื่องหอโคมแดงได้ยังไง”
       บุปผาสีหน้าเป็นกังวล กลัวความลับแตก
      
       กลางดึกคืนนั้นผกากำลังพูดโทรศัพท์ด้วยสีหน้าตื่นเต้น
       “บุปผา เป็นยังไงบ้าง ทุกอย่างเรียบร้อยไม๊ลูก”
       ที่แท้บุปผาแอบมาโทรศัพท์คุยกับผกาโดยนั่งซุกตัวอยู่ข้างโต๊ะโทรศัพท์ พูดไปก็เหลียวหน้าเหลียวหลังไป กลัวใครมาเห็น บุปผาพูดเสียงกระซิบ
       “เรียบร้อยจ้ะแม่ ตอนนี้ฉันเข้ามาอยู่ในบ้านเทพบริบาลแล้ว แต่แม่..ฉันมาพูดโทรศัพท์กับแม่บ่อยๆ ไม่ได้นะ เพราะถ้าใครมาเห็นจะสงสัยเอาได้ แต่ฉันจะพยายามหาทางส่งข่าวถึงแม่เป็นระยะๆ นะจ๊ะ”
       “จ้ะๆ แม่เข้าใจ”
       “เออนี่แม่ ที่ฉันโทร.มานี่ ฉันมีเรื่องอยากจะขอให้แม่ทำอะไรให้ฉันอย่างนึงด้วยจ้ะ”
      
       เช้าวันต่อมาผกากำลังประกาศคำสั่งให้ทุกคนในบ้านรับรู้พร้อมกัน
       “ต่อไปนี้นะ ถ้ามีลูกค้าเก่ามาถามถึงบุปผา ทุกคนต้องบอกว่าบุปผาย้ายออกไปแล้ว ไม่รู้ไปไหน”
       พิกุลบอกอย่างพาซื่อ “เราก็ไม่รู้จริงๆนี่จ๊ะแม่ว่านังบุปผามันออก ไปอยู่ที่ไหน อยู่ๆ มันก็เก็บกระเป๋าหายไปเลย ไม่ล่ำลาคนในบ้านสักคน ทั้งๆที่เคยกินเคยนอนอยู่ด้วยกันทุกวัน”
       มุกท้วง “แต่คุณกำพลเขาก็คงจะอยากรู้อยู่ละนะจ๊ะแม่...ว่านังบุปผามันไปอยู่ที่ไหน วัวเคยค้า ม้าเคยขี่ มันตัดกันไม่ขาดหรอก แม่จ๋า..นังบุปผามันไปเป็นเมียเก็บใครเหรอ มันถึงต้องเป็นความลับนักว่ามันไปอยู่ที่ไหนน่ะ”
       ผกาตัดบท “เออน่า แกไม่ต้องรู้หรอก แล้วถ้าเป็นคนอื่นมาถามหา นังบุปผาละก็ ให้บอกไปเลยว่าไม่เคยมีคนชื่อ บุปผา อยู่ที่นี่”
       เดือนกะพิกุลร้อง “อ้าว”
       สิรีงง “ทำไมล่ะจ๊ะแม่”
       “เถอะน่า...แม่สั่งให้พูดยังงี้ ก็พูดไปสิ อย่าถามมากได้ไม๊”
       ทุกคนเลยหุบปากกันไปหมด ยกเว้นมุกคนเดียวที่มีสีหน้าครุ่นคิด
      
       มุกเดินควงกำพลเข้ามาในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ท่าทางร่าเริงมาก
       “คุณกำพลรู้ไม๊คะว่า อีพวกที่หอโคมแดงน่ะมันตื่นเต้นกันใหญ่ที่คุณกำพลไปรับมุกออกมาจากบ้านน่ะค่ะ”
       “ก็เธอบอกว่ามีเรื่องบุปผาจะบอกฉัน ฉันก็ต้องรับเธอออกมาน่ะสิ ตกลงรู้แล้วเหรอว่าบุปผาอยู่ที่ไหน”
       มุกส่ายหน้า กำพลอารมณ์เสีย สีหน้าผิดหวังอย่างแรง
       “อ้าว...แล้วเธอตามฉันมาทำไมล่ะนี่ เสียเวลาจริง”
       “ถึงมุกจะไม่รู้ว่านังบุปผาไปอยู่ที่ไหน แต่ก็รู้ล่ะค่ะว่ามันยังอยู่ในพระนครนี่ละ เพราะมีคนเห็นมันเดินอยู่ในตลาด แล้วเมื่อเช้าแม่ผกายังสั่งแปลกๆ เรื่องนังบุปผาอีกด้วยว่าถ้ามีใครมาถามหามัน ให้บอกว่าไม่เคยมีคนชื่อบุปผาอยู่ที่หอโคมแดง”
       กำพลพยักหน้ารับรู้
       “ไหนละคะคุณกำพล..หมื่นนึงที่ว่าจะให้มุกน่ะ ถ้ามุกเอาข้อมูลเรื่องนังบุปผามาบอก”
       กำพลส่ายหน้าปฏิเสธ “ตราบใดที่ฉันยังไม่เจอตัวบุปผา เธอก็ยังจะไม่ได้เห็นเงินหมื่นนึงนั่นหรอก”
      
        พูดจบกำพลก็เดินออกไปทันที มุกกระทืบเท้าด้วยความเจ็บใจ


  


       เวลาเดียวกันบุปผากำลังยกสำรับเสิร์ฟคุณๆ บนเรือน โดยมีสร้อยควบคุมการทำงานอยู่อย่างใกล้ชิด
      
       “วางจานลงบนโต๊ะค่อยๆ อย่าให้มีเสียง”
       บุปผาทำตามทุกอย่างได้อย่างดี จนกระทั่งถึงตรงหน้านายพลเทพ ทันทีที่ท่านนายพลเงยหน้ามองหน้าบุปผา
       บุปผาเองก็มองหน้าตอบ เป็นครั้งแรกที่หล่อนได้เข้าใกล้พ่อบังเกิดเกล้าอย่างนี้ บุปผาจึงเกิดอาการชะงัก ขึ้นมาอย่างกะทันหัน รู้สึกแปลกๆ โดยไม่รู้สาเหตุ จนเผลอทำชามแกงหกใส่นายพลเทพ
       สร้อยร้องเอ็ดตะโร “ตายแล้ว นังบุปผา ทำไมซุ่มซ่ามอย่างนี้”
       “บุปผาขอโทษค่ะท่าน บุปผาขอโทษ”
       มณีไม่โกรธ เพียงแค่หัวเราะเบาๆ “เฮ้อ..เด็กบ้านนอกก็อย่างงี้นะคะคุณ ยังหยิบจับอะไรไม่ค่อยถูก อย่าถือสาเลยนะคะ”
       เทพพูดอย่างเมตตา “ช่างเถอะ ฉันไม่ถือสาหรอก”
       สร้อยเอ็ดเบาๆ “รีบเก็บเข้าสิ..นังบุปผา”
       “ค่ะๆ” บุปผารีบเก็บ รีบเช็ดของสกปรกจากตัวเทพ
       “แม่ขา..มัทขออนุญาตแม่พาบุปผาไปที่โรงพยาบาลพี่ต้นได้ไม๊คะ คือมีคนไข้ความจำเสื่อมคนหนึ่งคิดว่าบุปผาเป็นคนรู้จัก พี่ต้นเลยคิดว่า บางทีถ้าเขาได้เห็นหน้าบุปผาบ่อยๆ ก็อาจจะจำความขึ้นมาได้อีกน่ะค่ะ”
       “เอาสิ บุปผาไปช่วยเขาได้ไม๊”
       บุปผายิ้มซื่อตาใส “ได้ค่ะ”
       “งั้นแม่ก็อนุญาตจ้ะ”
       มัทนากับบุปผายิ้มดีใจ แต่ด้วยความคิดกันคนละอย่าง
      
       ไม่นานหลังจากนั้น ไอศูรย์ขอบอกขอบใจบุปผาเป็นการใหญ่
       “ฉันต้องขอบคุณบุปผามากนะที่อุตส่าห์มาช่วย”
       “บุปผาดีใจค่ะที่จะได้ช่วย จะให้บุปผาทำอะไรบ้างคะ”
       ไอศูรย์หันไปหาปรีชาเพื่อให้ช่วยอธิบายแทน
       “หมอต้นบอกผมว่า ป้ารุ่งดูจะถูกชะตากับคุณมากกว่าใคร หมอเลยอยากให้คุณค่อยๆ คุยกับเขา เรื่องสัพเพเหระอะไรก็ได้ ให้เขาคุ้นเคยกับคุณเสียก่อน แล้วค่อยขยับไปการรักษาขั้นต่อไปทีหลัง”
       บุปผามีท่าทางเต็มอกเต็มใจมาก “ได้ค่ะหมอ”
       ทุกคนรู้สึกดีมองบุปผาอย่างชื่นชม
       ไม่นานต่อมาบุปผาค่อยๆ นั่งลงตรงหน้าอิ่ม ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน คนอื่นๆ ยืนมองอยู่ห่างๆ
       “ป้ารุ่งจ๋า...ฉันชื่อบุปผานะจ๊ะ”
       อิ่มส่ายหน้าพึมพำ “อุ่น”
       “ไม่ใช่อุ่นจ้ะ บุปผาต่างหาก”
       อิ่มยังยืนยัน “อุ่น”
       “เอ้า..อุ่นก็อุ่น…”
       อิ่มยิ้มแล้วจับมือบุปผาไว้ ดีใจเหมือนได้เจอคนคุ้นเคย ขณะที่ไอศูรย์ มัทนา และปรีชา ที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ทุกคนยิ้มดีใจที่เห็นอิ่มมีท่าทางเป็นมิตรกับบุปผาอย่างดี
       “นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ป้ารุ่งแกยอมพูดกับใครดีๆ อย่างนี้ ไม่งั้นนะ..ถ้าไม่อาละวาด ก็ไม่ยอมพูดกับใครเลย” ปรีชาว่า
       “ป้ารุ่งคงจะถูกชะตากับบุปผาน่ะค่ะ”
       “ขอบคุณนะครับน้องมัทที่อุตส่าห์ให้บุปผามาช่วยเรา”
       มัทนาบอก “แต่มัทคงต้องยกความดีนี้ให้บุปผาค่ะ เพราะถ้าบุปผาเขาไม่อยากมา มัทก็คงบังคับเขาไม่ได้ บุปผาเป็นคนดีจริงๆ เลยนะคะพี่ต้น”
       สองคนยิ้มให้แก่กัน บุปผาเหลียวมามอง เห็นสองคนยิ้มให้กันก็อิจฉา เลยคิดแผนชั่วอะไรบางอย่างขึ้นมา หันไปกระซิบกระอิ่ม โดยไม่ให้ใครได้ยิน
       “ฉันได้ยินมาว่าหลานป้ารุ่งหายไปใช่ไม๊จ๊ะ”
       “ใช่ๆ หลานหาย...หายไป”
       “ป้าจ๋า...ฉันรู้นะว่าใครเอาหลานป้าไป”
       อิ่มตาโต “ใคร...เอา...หลานไป”
       บุปผาชี้ไปที่มัทนา อิ่มมองตาม เห็นมัทนาคุยอยู่กับไอศูรย์และปรีชาอยู่
       และโดยที่ไม่มีใครคาดคิด อิ่มก็พุ่งเข้าไปบีบคอมัทนาอย่างรวดเร็ว
       “เอาหลานฉันคืนมานะ”
       ทุกคนตกตะลึงไปตามๆ กัน อิ่มบีบคอมัทนาแรงขึ้นๆ จนมัทนามีสีหน้าเจ็บปวด
      
       “เอาหลานฉันคืนมา” อิ่มตะโกนก้อง
        

      อิ่มตั้งหน้าตั้งตาบีบคอมัทนา พร้อมกับเขย่าๆ อย่างแรง
      
       “แกเอาหลานฉันไปไว้ไหน บอกมาเดี๋ยวนี้นะ”
       มัทนาพูดไม่ออก พยายามจะผลักอิ่มออกไป แต่เรี่ยวแรงอิ่มมากมายกว่าคนธรรมดา
       มัทนาเริ่มหน้าเขียวเหมือนจะขาดใจ ไอศูรย์กับปรีชาได้สติ รีบพุ่งเข้าไปดึงตัวอิ่มออกมาจากมัทนาอย่างสุดกำลัง ปรีชาเรียกบุรุษพยาบาลให้มาช่วยกันตัวอิ่มออกไป บุปผาได้โอกาสเข้าไปประคองมัทนาไว้ ทำทีเป็นห่วงใย
       “คุณหนูเป็นยังไงบ้างคะ เจ็บมากไม๊คะ”
       มัทนายังพูดอะไรไม่ออก ไอศูรย์เข้ามาอีกคน
       “น้องมัท..เป็นยังไงบ้าง”
       มัทนายังเสียขวัญอยู่ “พี่ต้น”
       ไอศูรย์ตัดสินใจรวบตัวมัทนามากอดไว้ บุปมามองอย่างอิจฉา
       “โอ๋ๆ ขวัญเอ๊ยขวัญมานะจ๊ะน้องมัท ไม่มีใครทำอันตรายน้องมัทได้แล้วล่ะจ้ะ ไปนั่งก่อนเถอะจ้ะ”
       ไอศูรย์ประคองมัทนาไปนั่งทีท่าทะนุถนอม ไม่มีใครสนใจบุปผาเลย บุปผามองตามไอศูรย์ที่ประคองมัทนาไปแล้วแอบเบ้ปากด้วยความริษยาอย่างแรง อดรนทนไม่ได้ เข้าไปแทรก
       “คุณหมอไปดูอาการป้ารุ่งเถอะค่ะ เดี๋ยวบุปผาดูแลคุณหนูเอง”
       ไอศูรย์ปฏิเสธ “ไม่เป็นไร บุปผาตามไปดูป้ารุ่งเถอะ ผมจะดูน้องมัทเอง”
       บุปผาแอบทำหน้าไม่พอใจอย่างแรง จำต้องเดินไป แต่ไม่วายหันกลับมามองไอศูรย์ที่ดูแลมัทนาอย่างดี ด้วยความอิจฉาอย่างที่สุด
      
       ด้านหมอปรีชากำลังฉีดยาระงับประสาทให้อิ่มอยู่ โดยมีบุรุษพยาบาลอยู่ช่วยด้วย อิ่มหลับลงอย่างรวดเร็วเพราะฤทธิ์ยา บุปผาเดินมาดูที่หน้าห้อง ไม่ได้แคร์อิ่มเลย เบ้ปากอย่างเบื่อๆ บ่นบ้ากับตัวเอง
       “ฮึ! อีป้าบ้า! แกน่าจะบีบคอนังคุณหนูขี้แยนั่นให้คอหักตายไปเลยรู้ไม๊ ฮึ่ย”
       บุปผาเซ็งสุดๆ
      
       ไม่นานหลังจากนั้น ไอศูรย์เดินมาส่งมัทนากับบุปผาขึ้นรถกลับบ้าน สินรออยู่ที่รถอยู่แล้ว
       “น้องมัทแน่ใจนะจ๊ะไม่เป็นอะไร”
       มัทนาจับตรงคอตัวเองตรงที่ถูกอิ่มบีบคอ “ค่ะ เจ็บไม่มากหรอกค่ะ แต่ตกใจมากกว่า”
       “ก็น่าตกใจอยู่หรอกที่อยู่ๆ ป้ารุ่งแกก็ลุกขึ้นมาทำร้ายคนอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ระยะหลังมานี่ ป้ารุ่งแกสงบลงมากแล้ว”
       บุปผาขัดขึ้น “ลงว่าเป็นคนบ้า เราเดาใจเขาไม่ออกหรอกค่ะคุณหมอ”
       มัทนาแก้แทน “ป้ารุ่งแกไม่ได้บ้าสักหน่อยบุปผา แกความจำเสื่อมต่างหาก” มัทนาบอกกับไอศูรย์ “แล้วป้ารุ่งแกก็คงไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายน้องมัทหรอกค่ะ พี่ต้นอย่าบอกเรื่องนี้กับคุณพ่อคุณแม่น้องมัทนะคะ น้องมัทไม่อยากให้ท่านกังวล”
       ไอศูรย์พยักหน้ารับ ในขณะที่มัทนาสีหน้ากังวล ส่วนบุปผา คิดอะไรบางอย่างได้
      
       ตกตอนเย็น ทับทิมออกอาการตาโตด้วยความตกใจ
       “ว้าย ตายจริง แล้วคุณหนูเป็นยังไงมั่งล่ะนังบุปผา”
       บุปผาเป็นคนเอาเรื่องนี้มาเล่าให้เหล่าคนใช้ฟัง ทุกคนกลุ้มรุมฟังกันอย่างตื่นเต้นมาก
       “ก็เจ็บน่ะสิจ๊ะป้า นี่ถ้าคุณหมอไอศูรย์เข้าไปช่วยไม่ทัน มีหวังคุณหนูเรา..โดนป้าบ้านั่นหักคอไปแล้วล่ะจ้ะ”
       เหล่าคนใช้อื่นๆ ต่างฮือฮา วิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับมัทนากันยกใหญ่ บุปผาแอบมองหน้าสร้อย เห็นสร้อยสีหน้าวิตกกังวลเป็นห่วงมัทนา บุปผาแอบยิ้มสมใจ
      
       ด้านคุณหญิงมณี กอดมัทนาด้วยท่าทางเป็นห่วงสุดชีวิต
       “เกิดเรื่องร้ายแรงอย่างนี้ขึ้น ทำไมมัทไม่เล่าให้แม่ฟัง”
       “แล้วคุณแม่รู้เรื่องนี้มาจากที่ไหนคะ”
       “แม่จะรู้เรื่องมาจากไหนมันก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า..เกิดเรื่องร้ายแรงขนาดนี้ ทำไมมัทไม่เล่าให้แม่ฟัง”
       “ก็มัทไม่อยากให้คุณแม่ตกใจนี่คะ”
       “แล้วมัทเป็นอะไรมากรึเปล่าลูก”
       “มัทไม่เป็นอะไรหรอกค่ะคุณพ่อ แค่ตกใจเท่านั้น”
       มณีนิ่งคิด “แม่จะไม่ให้มัทไปช่วยงานที่โรงพยาบาลอีก” รีบดักคอทันที “ห้ามเถียง แม่ไม่อยากให้มัทต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับคนบ้าคนหนึ่งอีก”
       มัทนามีสีหน้าร้อนใจ หันไปหาพ่อให้ช่วย แต่นายพลเทพกลับพูดหน้าตาเฉย
       “พ่อเห็นด้วยกับแม่เขานะลูก”
       มัทนาหน้าเสียทันที บุปผาได้โอกาส
       “ถ้างั้นให้บุปผาไปช่วยคุณหมอไอศูรย์คนเดียวก็ได้ค่ะ เพราะปกติป้ารุ่งแกก็พูดแต่กับบุปผาคนเดียวอยู่แล้วค่ะ”
       สร้อยระแวง ไม่ไว้ใจบุปผา และไม่อยากให้ไปใกล้ชิดกับไอศูรย์
       “ไม่ดีมั้ง ฉันว่าให้พวกหมอๆ เขารักษาอียายป้าบ้านั่นกันไปเองเถอะ อย่างแก..จะไปช่วยอะไรเขาได้”
       บุปผานิ่งไปทันที นึกโกรธสร้อย แต่ไม่แสดงออก แต่มัทนากลับเห็นดีด้วย
       “ถ้าคุณแม่ไม่ให้มัทไป ก็ให้บุปผาไปเถอะนะคะ มัทไม่อยากให้พี่ต้นรู้สึกว่ามัทรับปากเขาแล้วไม่รับผิดชอบ”
       มณีนิ่งไปครู่หนึ่ง “เอ้า..ก็ได้จ้ะ”
      
       มัทนากับบุปผายิ้มออก แต่สร้อยทำหน้าไม่พอใจ บุปผาหันไปเห็นสีหน้าสร้อยก็นิ่งไป
      
      บุปผาเดินกลับมาที่ห้อง สีหน้าแค้นเคืองใจมาก
      
       “ฮึ อีสร้อย คิดจะกีดกันฉันจากคุณหมอเรอะ แกรู้จักอีบุปผาคนนี้น้อยเกินไปเสียแล้ว”
       บุปผาแค้นจัดคิดหาทางเอาคืนสร้อย
      
       ค่ำแล้วทับทิมกำลังนึ่งไข่ตุ๋นอยู่ เป็นถ้วยเล็กๆ หลายๆ ถ้วย บุปผาเดินเข้ามา
       “ฉันช่วยนะจ๊ะป้า”
       ทับทิมไม่เงยหน้าจากงานที่ทำอยู่ “เออ เอาสิ ช่วยเอาลังถึงไข่ตุ๋นนั่นขึ้นตั้งบนเตาทีก็แล้วกัน”
       บุปผายิ้ม หันไปมองดูว่าทับทิมไม่สนใจตนแน่แล้ว บุปผาก็ล้วงหยิบเอาแปรงสีฟันออกมาจากกระเป๋า แล้วเอาถูๆๆๆๆ ฟันตัวเอง แล้วเอาลงไปกวนๆๆๆๆ ในถ้วยไข่ตุ๋นใบหนึ่ง ก่อนจะเอาลังถึงไข่ตุ๋นทั้งหมดขึ้นตั้งบนเตา บุปผายิ้มสะใจ
      
       สร้อยคัดค้านเรื่องบุปผา หัวชนฝา
       “จะดีรึคะคุณหญิง ที่จะให้แม่บุปผานั่นไปที่โรงพยาบาลตามลำพังน่ะค่ะ สร้อยกลัวค่ะ ปล่อยให้ผู้หญิงกับผู้ชายอยู่ใกล้ชิดกันมากๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้นะคะคุณหญิง”
       “ที่โรงพยาบาลนั่น คนออกจะเยอะแยะ แม่บุปผาไม่ได้ไปอยู่กับพ่อต้นตามลำพังสองคนเสียหน่อย แล้วอีกอย่าง ฉันก็มั่นใจว่าผู้ชายอย่างพ่อต้นไม่ใช่ผู้ชายมักง่าย”
       สร้อยย้อน “ว่าได้หรือคะ ท่านนายพลก็ไม่ใช่ผู้ชายมักง่ายเหมือนกันล่ะค่ะ แล้วเป็นไงคะ” สร้อยกระซิบบอก “ถ้าตอนนั้นเราไม่ได้สืบจนรู้เรื่องนังอุ่นกับลูกมันเสียก่อน ป่านนี้คุณหญิงคงได้มีลูกเลี้ยงอายุพอๆ กับคุณหนูมัทนาแล้วล่ะค่ะ”
       คุณหญิงมณีหน้าเครียดขึ้นมาทันที
       “เอาเถอะ..เรื่องนั้นมันก็ผ่านมานานแล้ว จะไปพูดถึงมันทำไมอีก แล้วตอนนี้ท่านนายพลก็อยู่กับร่องกับรอย และไม่มีโอกาสมีลูกกับใครได้อีกแล้ว”
       คุณหญิงมณีมั่นใจว่าทุกอย่างอยู่ในความควบคุมแล้ว
      
       ด้านนายพลเทพเดินมารับสายโทรศัพท์
       “ฮัลโหล ดำเกิงเหรอ โทร.มามีธุระอะไรกับฉันรึ”
       ฟังแล้วนายพลเทพก็มีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเมื่อคนจากปลายสายบอกอะไรบางอย่าง)
       “พรุ่งนี้เช้า ไปพบฉันที่หลังกรม”
       เทพวางสายลง แล้วสีหน้ามีความหวังอย่างยิ่งยวด
      
       คืนนั้นบุปผาถือถาดใส่ถ้วยไข่ตุ๋นเข้ามาเสิร์ฟทุกคน ซึ่งกำลังล้อมวงเตรียมจะกินข้าวกันอยู่ สวิงลุกขึ้นช่วยบุปผาแจกถ้วยไข่ตุ๋นให้แก่คนใช้ทุกคน แต่บุปผาคว้าถ้วยที่เอาแปรงสีฟันลงไปกวนจากมือสวิงไว้ก่อน สวิงมองบุปผาอย่างสงสัย แต่บุปผาทำไม่รู้ไม่ชี้ เอาถ้วยใบนั้นวางตรงหน้าสร้อย ที่เพิ่งเดินเข้ามานั่งร่วมวงกับคนอื่นๆ แล้วบุปผาก็หยิบถ้วยอื่นแจกคนอื่นต่อไป โดยไม่มีใครสังเกตเห็นความจงใจนี้ของบุปผานอกจากแสง
       บุปผายังไม่รู้ตัวว่าแสงจับตามองอยู่ เพราะมัวแต่มองดูสร้อยเอาช้อนตักไข่ตุ๋นจากถ้วยที่บุปผาเอาแปรงสีฟันลงไปกวนใส่ปากกินอย่างเอร็ดอร่อย บุปผายิ้มสะใจ
       เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของแสงโดยตลอด
      
       ขณะที่บุปผาเดินยิ้มอารมณ์ดีมา สะใจที่สร้อยกินขี้ฟันของตัวเองโดยไม่รู้ตัว แล้วทันใดนั้นแสงก็โผล่พรวดออกมาจากมุมตึก คว้าข้อมือบุปผาไว้
       “บอกมานะ! ว่าแกเอาอะไรใส่ลงไปในถ้วยไข่ตุ๋นแม่ฉัน”
       บุปผาตกใจ แต่กลบเกลื่อนอย่างรวดเร็ว สะบัดข้อมือออกจากแสง
       “จะบ้าเรอะพี่แสง ฉันจะเอาอะไรใส่ลงไป ไข่ตุ๋นมันก็เหมือนๆ กันหมดทุกถ้วยนั่นแหละ”
       “ไม่เหมือน ! ถ้วยที่แม่ฉันกิน มันต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ สารภาพกับฉันมาเสียดีๆ นะ ไม่งั้นฉันจะไปบอกแม่”
       บุปผาลอยหน้าท้า “อยากไปบอก..ก็ไปบอกเลย พี่แสงไม่มีหลักฐานอะไรจะมาปรักปรำฉันได้หรอก”
       “พูดอย่างนี้แสดงว่าเธอใส่อะไรลงไปในนั้นให้แม่ฉันกินจริงๆ ใช่ไม๊” แสงคว้าข้อมือบุปผามาบิดอย่างแรง
       บุปผาร้องโอ๊ย พยายามจะดึงมือออกแต่สู้แรงแสงไม่ได้ ทันใดนั้นสินก็โผล่พรวดเข้ามากระโดดถีบแสงเปรี้ยง แสงล้มหงายไปเลย บุปผารีบหลบหลังสิน
       “พี่สินช่วยฉันด้วย พี่แสงลวนลามฉัน”
       “อีกแล้วเรอะ แก”
       สินพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อแสงขึ้นมาแล้วจะชกอีก แต่ทันใดนั้นสร้อยก็วิ่งเข้ามาขวางไว้
       “หยุด พอที ไอ้แสง แกเลิกยุ่งกับนังบุปผามันสักทีได้ไม๊ แล้วไอ้สิน แกพานังบุปผากลับห้องไปทีไป๊ แล้วอย่าให้ฉันรู้นะว่าพวกแกมีเรื่องแบบนี้กันอีกไม่งั้น...ไม่ใครก็ใคร ต้องได้ระเห็จออกจากบ้านเทพบริบาลนี่แน่”
       สินสะบัดหน้าแล้วพาบุปผาออกไปทางหนึ่ง แสงก็ฮึดฮัดๆ ออกไปอีกทางหนึ่ง สร้อยถอนใจใหญ่ด้วยความกลัดกลุ้ม แล้วเดินออกไปทางเดียวกับแสง
      
       แสงเดินมากระแทกตัวนั่งลงบนเตียงอย่างอารมณ์เสีย สร้อยเดินตามเข้ามา
       “แกลวนลามนังบุปผามันจริงเหรอแสง”
       “ฉันเปล่า”
       “แล้วทะเลาะกันเรื่องอะไร”
       “ก็ฉันสงสัยว่า..ฮึ่ย พูดไปก็เท่านั้นแหละแม่ ไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่าง แต่ฉันว่านังบุปผานี่มันไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างที่มันแสร้งทำตัวหรอกนะแม่”
       สร้อยนิ่ง คิดอย่างเดียวกัน แต่ก็ไม่มีหลักฐานอะไรพิสูจน์ เลยตัดบท
       “เอาเถอะๆ มันจะเป็นคนแบบไหนแน่ สักวันเราก็คงได้รู้ แต่ฉันขอเตือนแกก่อนนะไอ้แสง อยู่ห่างๆนังบุปผาเอาไว้ แกก็รู้ว่าไอ้สินมันหวงน้องสาวมันยังกับอะไรดี เพราะฉะนั้นแกก็อย่าไปยุ่งกับมัน ไม่งั้น..สักวันแกจะต้องเดือดร้อนเพราะมัน เข้าใจไม๊”
      
       แสงพยักหน้ารับ สร้อยไม่ชอบบุปผามากขึ้นทุกทีๆ


  


       ด้านบุปผาจะเดินกลับห้อง สินตามมาแล้วดึงแขนไว้
      
       “ตกลงไอ้แสงมันลวนลามบุปผาจริงๆ ใช่ไม๊”
       “ก็ใช่น่ะสิพี่สิน ถามยังงี้... ไม่เชื่อฉันรึไง”
       “เชื่อๆๆๆๆๆ สิจ๊า พี่ก็เห็นอยู่ว่าไอ้แสงมันชอบมองบุปผาไม่วางตาเลย พี่ไม่สบายใจเลยรู้ไม๊ พี่กลัวว่า..สักวัน..บุปผาจะเสียท่ามัน”
       “คนอย่างฉัน ไม่เสียทีใครง่ายๆหรอก”
       สินเปลี่ยนเรื่อง ตาเป็นประกาย “บุปผาจ๋า...พี่พาบุปผาเข้ามาอยู่ที่นี่ก็หลายวันแล้ว บุปผาจะไม่ให้รางวัลพี่หน่อยเหรอ”
       บุปผานิ่ง สินเลยเดินเข้าไปกอดบุปผา บุปผาไม่บ่ายเบี่ยง รู้ว่าถ้าเล่นตัวทุกครั้งเดี๋ยวสินจะโกรธแล้วพลอยลำบากไปด้วย บุปผายอมให้นายสินไซ้ซอกคอตามสบาย แต่พอนายสินจะรุกมากกว่านั้น บุปผาก็ยันอกไว้แล้วมองซ้ายมองขวา แล้วฉุดมือนายสินให้ไปที่หลังพุ่มไม้ในมุมมืดของสวนเพราะกลัวว่าใครจะมาเห็น สินยิ้มย่องดีใจมาก
       “ชื่นใจจริงบุปผา รู้ไม๊ว่ายิ่งได้เข้ามาอยู่ในบ้านเดียวกันอย่างนี้ แต่แตะต้องไม่ได้ มันทรมานใจพี่ขนาดไหน”
       สินผลักบุปผาให้นอนลงแล้วโดดขึ้นคร่อมร่างบุปผา แล้วเริ่มต้นซุกไซ้อย่างคลั่งไคล้)
      
       รุ่งเช้าคุณหญิงมณี นายพลเทพ นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว มัทนารีบวิ่งเข้ามานั่ง
       “ขอโทษค่ะที่มัทลงมาช้า มัวแต่คุยโทรศัพท์กับพี่ต้นเรื่องที่ว่ามัทจะไม่ไปช่วยที่โรงพยาบาลแล้วน่ะค่ะ”
       มณีเป็นกังวล “แล้วพ่อต้นเข้าใจใช่ไม๊”
       “ค่ะแม่”
       สร้อยกับสวิง และบุปผาเข้ามาเสิร์ฟอาหารเช้า
       “บุปผาไปคนเดียว ก็อย่าทำอะไรกะเล่อกะล่าให้ขายหน้ามาถึงฉันล่ะ” มณีบอก
       บุปผารับคำทำท่าเรียบร้อยมาก “ค่ะคุณหญิง”
       “เอ้อ..คุณหญิง วันนี้ผมมีงานราชการถึงช่วงค่ำนะ คงจะกลับบ้านช้าหน่อย”
       “ให้นายสินขับรถให้ไม๊คะคุณ” มณีถาม
       เทพตอบทันที “ไม่ต้องหรอก ผมขับไปเองสะดวกกว่า เพราะไม่รู้จะเสร็จราชการเมื่อไหร่”
       “ค่ะคุณ”
       นายพลเทพสีหน้าพอใจ
      
       ทุกคนเดินออกมาส่งนายพลเทพขึ้นรถไปทำงาน นายพลเทพโบกมือลาคุณหญิงมณีแล้วขึ้นรถขับออกไป สีหน้าเคร่งขรึม แต่พอขับออกมาได้หน่อย นายพลเทพก็มองกระจกส่องหลัง
       เห็นคุณหญิงมณีกับมัทนายืนมองตามหลังรถมา โดยมีบุปผานั่งอยู่ข้างๆ
       นายพลเทพ มีความในใจที่บอกใครไม่ได้
      
       เวลาต่อมา นายพลเทพยืนรอใครบางคนอยู่ที่หลังกรม ด้วยท่าทางกระวนกระวาย สักครู่ดำเกิงก็เดินเข้ามา นายพลเทพรีบเดินเข้าไปหาทันที ร้อนใจไม่รอให้ดำเกิงต้องเดินเข้ามา
       “ว่ามาสิดำเกิง ที่ว่ามีข่าวน่ะ ข่าวอะไร”
       “ที่ท่านให้กระผมเป็นธุระเรื่องขายที่ดินที่เคยเป็นบ้านของคุณอุ่น กระผมก็เลยได้พบกับชาวบ้านแถวนั้น เขาเล่าให้กระผมฟังว่าคืนที่เกิดไฟไหม้นั้น มีคนเห็นคุณอิ่ม พี่สาวคุณอุ่น วิ่งอุ้มเด็กทารกคนหนึ่งออกจากบ้านแล้วก็หายตัวไปตั้งแต่นั้น กระผมจึงคิดว่าเด็กทารกที่คุณอิ่มอุ้มหายไปคืนนั้น น่าจะเป็นลูกของท่านขอรับ”
       เทพตะลึง “ก็ไหนว่าแม่อุ่นตายพร้อมลูกในท้องอย่างไรเล่า”
       “แต่ตอนที่พบศพคุณอุ่นหลังจากไฟมอดแล้วนั่น สภาพศพไหม้เกรียมจนไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีลูกอยู่ในท้องหรือไม่นี่ขอรับท่าน”
       เทพหายใจแรงด้วยความตื่นเต้น “หมายความว่า..ลูกฉัน ที่เกิดกับแม่อุ่น ยังอาจจะมีชีวิตอยู่ใช่ไม๊ดำเกิง”
       “ก็ถ้าเราสามารถหาตัวคุณอิ่มพบ เราก็คงจะได้รู้ความจริงกันละขอรับท่าน แต่มันอาจจะไม่ง่าย เพราะเรื่องมันผ่านมานานเกือบ 20 ปีแล้วนะขอรับท่าน”
       เทพตัดสินใจทันที “ถึงจะไม่ง่าย แต่ฉันก็จะต้องรู้ให้ได้ว่าลูกฉันยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ดำเกิง จะต้องเสียเงินอีกเท่าไหร่ก็เสียไป แต่ต้องสืบให้ได้ว่าแม่อิ่มไปอยู่ที่ไหน และเด็กที่แม่อิ่มอุ้มหายไปในคืนนั้นใช่ลูกฉันหรือไม่”
       สีหน้านายพลเทพ ดูตื่นเต้นและมีความหวังกับข่าวใหม่ที่ได้รู้นี่เป็นอย่างยิ่ง
      
       เย็นวันนั้นบุปผาแต่งตัวเรียบร้อยมายืนรออยู่ที่รถแล้ว สร้อยเดินเข้ามา มองสำรวจบุปผาตั้งแต่หัวจรดเท้า
       “แต่งตัวให้สะอาดสะอ้านเรียบร้อยนะแก อย่าให้คุณหมอไอศูรย์เขาดูถูกคนบ้านเราเอาได้”
       บุปผารับคำท่าทีสงบเสงี่ยม “ค่ะ”
       “แล้วเดี๋ยวให้นายสินเขารอรับแกกลับมาบ้านด้วยนะ” สร้อยบอก
       “ค่ะ”
       สินเดินเข้ามา ไม่ทันได้ยินว่าสร้อยสั่งอะไรบุปผา
       “เอ้า..ไปกันได้แล้ว”
       บุปผากับนายสินขึ้นรถแล้วขับออกไป
      
       ไม่นานต่อมาสินขับรถมาจอดที่หน้าโรงพยาบาล
       “เดี๋ยวพี่สินกลับบ้านไปได้เลยนะ” บุปผาบอก
       “อ้าว..แล้วเดี๋ยวบุปผาจะกลับบ้านยังไงละจ๊ะ”
       “ฉันหาทางกลับบ้านได้เองแหละน่า แต่พี่สร้อยสั่งให้ฉันบอกพี่สินว่า..ส่งฉันเสร็จแล้วให้พี่กลับบ้านเลย เพราะวันนี้ท่านนายพลจะกลับดึก พี่สร้อยอยากให้พี่สินกลับไปช่วยเฝ้าบ้านน่ะ”
       “เอางั้นเหรอ ก็ได้ๆ แล้วบุปผาเสร็จแล้ว...กลับบ้านทันทีเลยนะจ๊ะ อย่าเถลไถลไปที่ไหนล่ะ”
       “รู้แล้วล่ะน่า” บุปผาลงจากรถไป
       สินมองตามอย่างเป็นห่วง พอเห็นบุปผาเดินเข้าไปในโรงพยาบาลแล้วก็ขับรถกลับบ้านไป บุปผาหยุดเดินแล้วหันไปแอบดู เห็นสินไปแน่แล้วก็เบ้ปากทำหน้าเบื่อ แล้วหยิบเครื่องสำอางที่แอบพกมา เอาขึ้นมาแต่งหน้าบางๆ พอให้มีสีสันสดใสขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ฉูดฉาด
      
       แล้วสำรวจเสื้อผ้าหน้าผมทุกอย่างจนพอใจ


  


       ครู่ต่อมาไอศูรย์กำลังเดินคุยมากับบุปผาตามทางเดิน
      
       “หมอปรีชาก็แปลกใจนะ..ทำไมเมื่อวานป้ารุ่งถึงได้ลุกขึ้นทำร้ายน้องมัทอย่างนั้น ทั้งที่ระยะหลังมานี่ป้ารุ่งอาการดีขึ้นมากแล้ว แม้จะยังจำอะไรไม่ได้ แต่ก็ไม่อาละวาดเหมือนแต่ก่อน”
       บุปผาทำเป็นพยักหน้ารับรู้ “แล้ววันนี้จะให้บุปผาทำอะไรบ้างคะ”
       “ค่อยๆ คุยกับป้ารุ่ง พี่หมอปรีชาอยากให้บุปผาพยายามถามชื่อแก ถ้าแกเริ่มจำชื่อตัวเองได้ บางทีเราอาจจะสามารถตามหาญาติแกได้บ้าง”
       บุปผาพยักหน้ารับแล้วยิ้มหวานให้ไอศูรย์ ไอศูรย์มองแว่บเดียวแล้วก็เดินต่อ ไม่ได้สนใจบุปผามากเกินควร บุปผาไม่ยอมแพ้
       ทันใดนั้นอิ่มก็วิ่งเข้ามากอดบุปผาไว้แน่น อิ่มเห็นผีอุ่นยืนอยู่ใกล้ๆ ผีอุ่นมองบุปผาอย่างรักใคร่ พยายามจะเรียกลูก แต่สื่อสารกับใครอื่นไม่ได้นอกจากอิ่ม ผีอุ่นจึงต้องใช้ปากอิ่มเป็นสื่อ “ลูก” ผีอุ่นว่า
       อิ่มพูดตาม “ลูก”
       บุปผายิ้มให้ “ฉันมาแล้วจ้ะป้ารุ่ง”
       ผีอุ่นส่ายหน้า อิ่มก็ส่ายหน้าตาม
       “ไม่ได้ชื่อรุ่ง ชื่อ...อุ่น” ผีอุ่นบอก
       อิ่มพูดตามอุ่นทุกคำ “ไม่ได้ชื่อรุ่ง ชื่อ...อุ่น”
       บุปผาเย้า ขำๆ “อ้าว ไหนเคยเรียกฉันว่า อุ่น ไงจ๊ะ ตกลงวันนี้..ป้าชื่อ อุ่น เสียแล้วหรือจ๊ะ”
       อิ่มพยักหน้า บุปผาหันไปหัวเราะกับไอศูรย์ ไอศูรย์ก็พลอยขำไปด้วย ต่างเข้าใจว่าเป็นเพราะอาการเลอะเลือนของอิ่ม เลยเรียกชื่อสับสนไปหมด อิ่มกอดบุปผาแน่นอย่างรักใคร่
       บุปผาหันไปกระซิบไอศูรย์ “วันนี้ป้ารุ่งฟุ้งไปใหญ่เลยนะคะ”
       ไอศูรย์พยักหน้ารับ และแล้วอิ่มก็มีท่าทางเหมือนจะเป็นลม ไอศูรย์กับบุปผารีบประคองร่างอิ่มเป็นโกลาหล
      
       สร้อยเห็นนายสินกลับมาบ้านคนเดียวก็แปลกใจ
       “อ้าว..ทำไมกลับมาเร็ว แล้วนังบุปผาล่ะ”
       สินทำหน้างง “อยู่ที่โรงพยาบาลน่ะสิพี่สร้อย ก็บุปผาบอกว่าพอฉันส่งเสร็จก็ให้กลับมาเลย ให้มาช่วยเฝ้าบ้าน ไม่ใช่เหรอ”
       สร้อยนิ่งไป แล้วพยักหน้าหงึกหงัก ไม่พูดอะไรอีก แต่สีหน้าครุ่นคิด
      
       หมอปรีชากำลังตรวจดูอาการอิ่มที่นอนอยู่ แล้วหันมาส่ายหน้ากับไอศูรย์และบุปผาที่ยืนรอฟังอาการอยู่ใกล้ๆ
       “วันนี้ให้บุปผากลับไปก่อนก็ได้นะต้น ปล่อยให้ป้ารุ่งนอนหลับไปก่อนเถอะ”
       ไอศูรย์พยักหน้ารับแล้วพาบุปผาเดินออกไป บุปผาแสร้งทำหน้าเสีย
       “แต่พี่สินกลับไปบ้านแล้วน่ะค่ะคุณหมอ อีก 3 ชั่วโมงถึงจะกลับมารับบุปผาใหม่”
       “ไม่เป็นไร งั้นฉันจะขับรถไปส่งบุปผากลับบ้านเอง”
       บุปผายิ้มร่าออกมาทันที
      
       ไอศูรย์ขับรถพาบุปผากลับบ้าน บุปผานั่งหน้ามาด้วยสีหน้าระรื่น แต่ไอศูรย์มัวแต่คิดเรื่องอิ่ม
       “แปลกจริง..ทำไมจู่ๆ ป้ารุ่งก็เป็นลมไปเสียเฉยๆ อย่างนั้น”
       บุปผาเหลือบมองไอศูรย์ แล้วคิดแผนได้ เลยทำท่าเหมือนจะเป็นลมขึ้นมาบ้าง
       บุปผาร้อง “โอย”
       ไอศูรย์หันมามอง
       “อ้าว..บุปผา เป็นอะไรไป”
       บุปผาไม่ตอบ แต่ทำท่าคอพับคออ่อนพิงประตูรถหลับตาแล้วนิ่งไป ไอศูรย์รีบเบนรถจอดเข้าข้างทางทันที
       “บุปผา! บุปผา”
      
       เพชรนั่งรถมากับเพื่อนตำรวจ โดยที่เพื่อนตำรวจเป็นคนขับ แล้วเพชรก็เห็นรถไอศูรย์จอดอยู่ข้างทาง เพชรชะเง้อมอง เห็นไอศูรย์กำลังชะโงกดูอาการบุปผาอยู่ ซึ่งดูเผินๆ เหมือนไอศูรย์กำลังจูบกับบุปผา
       เพชรร้อง “เฮ้ย”
       “มีอะไรเหรอวะเพชร” เพื่อนสงสัย
       เพชรโบกมือเป็นเชิงว่าไม่มีอะไร แล้วเม้มปากหน้าเครียดไปเลย รถเพชรแล่นลับตาไป
      
       ไอศูรย์กำลังร้องเรียกบุปผา
       “บุปผา...บุปผา”
       บุปผาค่อยๆปรือตาขึ้น “บุปผาเป็นอะไรไปคะหมอ”
       “บุปผาเป็นลมน่ะ บุปผาหิวรึเปล่า”
       บุปผาทำท่าคิด “คงอย่างนั้นน่ะค่ะ เพราะวันนี้ทำงานวุ่นๆ ทั้ง วัน แล้วก็รีบมาที่โรงพยาบาล เลยยังไม่ได้กินอะไรเลย”
       “โธ่.. งั้นเอาอย่างนี้ ไหนๆ วันนี้ก็กลับเร็วแล้ว ฉันจะพาเธอไปหาอะไรทานก่อนกลับบ้าน เพื่อเป็นการขอบคุณที่เธอมาช่วยงานที่โรงพยาบาลด้วย..ดีไม๊”
      
       บุปผารีบพยักหน้า ยิ้มร่าออกมาทันที


  


       ไม่นานต่อมา ไอศูรย์สั่งอาหารกับบริกรหลายอย่าง บุปผามองอย่างปลาบปลื้ม
      
       “บุปผาอยากสั่งอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า”
       บุปผาส่ายหน้า “ที่คุณหมอสั่งไปนั่นก็มากจนจะทานไม่หมดแล้วล่ะค่ะ”
       “ก็ฉันเห็นเธอหิว แล้วก็อยากให้เธอได้ทานเต็มที่ แต่ทานได้แค่ไหนก็แค่นั้นละ ถ้าไม่หมดก็ช่างมันเถอะ”
       บุปผายกมือไหว้อย่างเรียบร้อย “บุปผาขอบพระคุณคุณหมอมากนะคะที่เมตตาเด็กบ้านนอกอย่างบุปผา”
       “ไม่เป็นไร”
       บุปผายิ้ม มองไอศูรย์อย่างปลาบปลื้มมาก
      
       ด้านคุณหญิงมณีกำลังเอาเครื่องเพชรออกมาดูอยู่กับมัทนา
       “มัท แม่ว่าแม่จะเอาสร้อยชุดนี้ไปให้ช่างรื้อตัวเรือนออก เอามาทำเข็มกลัดกับตุ้มหูเข้าชุดกัน เผื่อจะเอาไว้ใส่วันงานหมั้นของหนูน่ะ..ดีไม๊ลูก”
       “ก็ดีค่ะคุณแม่”
       สร้อยเดินเข้ามาหา รายงาน “มีคนมาขอพบคุณหญิงค่ะ”
       มณีชะงัก “ใคร”
       หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาหา
       “ดิฉันเองค่ะ”
       มณีมองอย่างสงสัย ไม่รู้จัก “เธอเป็นใคร มีธุระอะไรกับฉันเหรอ”
       ผู้หญิงคนนั้นยิ้ม “ดิฉันชื่อ พิม เป็นลูกสาวของท่านนายพลเทพค่ะ”
       มณีผุดลุกขึ้นทันที “ไม่จริง ท่านนายพลมีลูกแค่คนเดียวคือลูกมัทนา แกโกหก”
       “ดิฉันไม่ได้โกหก ดิฉันเป็นลูกสาวของท่านนายพลเทพจริงๆ และต่อจากนี้ไป..ดิฉันจะต้องเป็นลูกสาวคนเดียวของท่านนายพลด้วย จะต้องไม่มีลูกคนอื่นอีก”
       พูดจบหญิงคนนั้นก็หันขวับไปจ้องมัทนาอย่างประสงค์ร้าย และโดยที่ไม่มีใครทันได้คิดอะไร หญิงสาวคนนั้นก็ล้วงเอามีดออกมา แล้วพุ่งเข้าจ้วงแทงมัทนา ที่ยืนงงอยู่ใกล้ๆคุณหญิงมณีอย่างไม่ยั้งเลย มัทนาร้องอย่างเจ็บปวด เลือดเปรอะไปทั่ว คุณหญิงมณีเห็นอย่างนั้นก็กรีดร้องสุดเสียง
       “ไม่.....”
      
       คุณหญิงมณีผุดลุกขึ้นตะโกนสุดเสียง แล้วนั่งหายใจหอบด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด สร้อยวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
       “คุณหญิงเป็นอะไรไปคะ”
       มณีเริ่มตั้งสติได้ รู้ตัวว่าฝันไป ก็ถอนใจยาวอย่างโล่งอก
       “ฉันฝันร้ายน่ะสร้อย ฝันว่า..จู่ๆ ก็มีคนมาหา มาบอกว่าเป็นลูกสาวอีกคนของท่านนายพล แล้วก็พุ่งเข้าทำร้ายยายมัท โอ๊ย..ภาพมันยังติดตาฉันอยู่เลย”
       คุณหญิงมณียกมือขึ้นลูบหน้าอย่างเครียดๆ สร้อยเข้ามาปลอบ
       “สร้อยว่าคุณหญิงคงกังวลกับเรื่องที่คุณชไมบอกว่าคุณหนูกำลังดวงร้าวจนเก็บเอามาฝันร้ายน่ะค่ะคุณหญิงอย่าลืมสิคะว่าท่านนายพลไม่มีทางจะมีลูกที่ไหนได้อีกแล้ว”
       คุณหญิงมณีพยักหน้ารับอย่างเห็นจริงด้วย พลางถอนใจเฮือกใหญ่ สีหน้าผ่อนคลายลง
      
       ส่วนบุปผากินข้าวคำสุดท้ายเสร็จ ก็พนมมือไหว้จานข้าวท่าทางเรียบร้อย พยายามจะสร้างภาพโชว์ความเป็นคนดีให้ไอศูรย์เห็น
       “อิ่มไม๊”
       บุปผายิ้มอายๆ “อิ่มค่ะ” พลางยกมือไหว้ไอศูรย์อีกครั้ง “บุปผาต้องขอบคุณคุณหมออีกครั้งนะคะ ถ้าไม่ได้คุณหมอ เด็กบ้านนอกอย่างบุปผาก็คงจะไม่มีโอกาสได้ทานอาหารดีๆ อย่างนี้”
       “ฉันสิ ต้องขอบคุณเธอที่อุตส่าห์ไปช่วยงานที่โรงพยาบาล ทั้งๆ ที่ป้ารุ่งก็ไม่ใช่ญาติของเธอ เธอเป็นคนจิตใจดีจริงๆ..บุปผา”
       บุปผาแสร้งยิ้มเอียงอาย แล้วก็มองไปที่ทางเข้าร้าน แต่ต้องชะงัก
       บุปผาเห็นกำพลกับมุกกำลังจะเดินเข้ามาในร้าน บุปผาตาโตด้วยความตกใจ ผุดลุกขึ้นทันที
       “บุปผาขอไปเข้าห้องน้ำสักครู่นะคะหมอ”
       ไอศูรย์พยักหน้า บุปผาลุกไป แต่ยังเหลียวกลับมามอง ก็เห็นว่ากำพลกับมุกมองมาพอดี
       “เอ๊ะ..นั่นเหมือน..บุปผาเลยนะคะคุณกำพล”
       บุปผาเห็นท่าไม่ดี รีบผลุบไปทางห้องน้ำหลังร้านทันที
      
       บุปผาเดินหนีเร็วๆ เข้ามาที่หลังร้าน
       “บ้าจริง ! ทำไมต้องมาเจอคุณกำพลกับอีนังพี่มุกที่นี่ด้วยนะ ไม่ จะให้เจอฉันไม่ได้ ไม่งั้นคุณหมอต้องรู้แน่ว่าฉันเคยอยู่ที่หอโคมแดงมาก่อน” ชะเง้อคอมองไปในร้าน
      
       บุปผาเห็นกำพลกับมุกเดินผ่านโต๊ะที่ไอศูรย์นั่งอยู่ ตรงมาที่หลังร้านอย่างรีบร้อน
      
       บุปผาตาโตด้วยความตกใจ มองไปที่ห้องน้ำ เห็นว่าเป็นทางตัน บุปผาเลยตัดสินใจวิ่งเข้าไปในครัวของร้าน กำพลกับมุกเดินเร็วๆ เข้ามา สายตาของกำพลและมุก เห็นหลังบุปผาวิ่งหายไปทางครัวไวๆ กำพลกับมุกรีบตามไปทันที สองคนมุ่งมั่นว่าวันนี้ต้องจับตัวบุปผาให้ได้
      
       บุปผาวิ่งเข้ามาในครัว เห็นว่าไม่มีทางออกทางอื่นอีก บุปผาพยายามคิดหาทางหนีทีไล่ หันซ้ายหันขวา เห็นหม้อต้มน้ำเดือดใบหนึ่งตั้งอยู่บนเตา บุปผาคิดอะไรได้ ตัดสินใจยืนแอบข้างประตู พอกำพลกับมุกเปิดประตูเข้ามา บุปผาก็กระชากหม้อใบนั้นให้ตกลงพื้น น้ำเดือดหกกระจาย กำพลกับมุกร้องลั่นสะบัดขาเร่าๆ คนในครัวคนอื่นหันมามองเห็นว่าน้ำเดือดหกใส่กำพล และมุกก็รีบวิ่งเข้ามาดู
      
       บุปผาฉวยจังหวะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายโกลาหลกันอยู่ ผลุบออกจากครัวไปอย่างว่องไว
      

        จบตอนที่ 3
ตอนที่ 4
      
       บุปผาเดินกลับเข้ามาในส่วนของห้องอาหารเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตรวจเช็คจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ แล้วเดินกลับไปยังโต๊ะที่ไอศูรย์นั่งอยู่
      
       “เรียบร้อยแล้วค่ะหมอ”
       ไอศูรย์พยักหน้า แล้วลุกขึ้นเดินนำบุปผาออกจากร้านไป บุปผาเหลียวกลับไปมองทางห้องครัว เห็นว่ากำพลกับมุกไม่ได้กลับออกมาอีก บุปผายิ้มพอใจที่สลัดกำพลกับมุกหลุดได้สมใจ
      
       ไอศูรย์ขับรถมาจอดที่หน้าตึกบ้านมัทนา บุปผาหันมาไหว้ไอศูรย์อีกครั้ง
       “ขอบคุณคุณหมอมากนะคะที่มาส่งบุปผาน่ะค่ะ”
       “ไม่เป็นไร ฉันจะได้แวะมาหาน้องมัทด้วยน่ะ”
       พูดจบไอศูรย์ก็เดินขึ้นตึกไป บุปผายืนโมโหที่ไอศูรย์เอาแต่คิดถึงมัทนาตลอด ไม่สนใจตัวเองเลยสักนิด แต่ยังไม่ทันที่บุปผาจะเดินกลับเข้าหลังบ้าน สร้อยก็พุ่งเข้ามาคว้าแขนไว้ ถามคาดคั้นอย่างเอาเรื่อง
       “ทำไมแกถึงให้นายสินมันกลับมาบ้านก่อน ไม่ให้มันรอรับแกกลับ”
       บุปผาทำหน้าซื่อใส่ “ฉันเปล่าให้พี่สินกลับก่อนนะจ๊ะ แต่พี่สินบอกว่าเป็นห่วงบ้าน แล้วก็ขี้เกียจนั่งรออยู่ที่โรง พยาบาลด้วย เลยขอกลับก่อน แล้วให้ฉันกลับเองน่ะจ้ะ”
       สร้อยหรี่ตามองจ้องอย่างจับผิด “จริงเหรอ”
       “จริงสิจ๊ะ”
       “งั้นก็แล้วไป...” แล้วสร้อยก็เดินขึ้นตึกไป
       บุปผาทำหน้า “ชิ” ใส่ ขณะตามหลังสร้อยไป
      
       ไอศูรย์ยกมือไหว้คุณหญิงมณี และหันไปรับไหว้มัทนา แล้วทั้งหมดก็นั่งลงในห้องรับแขก
       สร้อยนั่งคอยรับใช้อยู่ใกล้ๆ
       “วันนี้อาการป้ารุ่งดีขึ้นไม๊คะพี่ต้น” มัทนาถามอย่างตื่นเต้น
       “จู่ๆวันนี้ป้ารุ่งแกก็เรียกบุปผาว่า..ลูก แล้วก็บอกว่าตัวเองชื่อ...อุ่น”
       “อ้าว ไหนทีแรก ป้ารุ่งเรียกบุปผาว่า “อุ่น” ทำไมตอนนี้มาเรียกตัวเองว่า “อุ่น” เสียอย่างนั้นละคะพี่ต้น”
       “พี่หมอปรีชาบอกว่า..ความจำแกคงสับสนมากน่ะ”
       “โถ...น่าสงสารจังนะคะพี่ต้น” มัทนายิ่งสงสาร
       “แล้วแม่บุปผาช่วยอะไรได้บ้างไม๊คะคุณต้น” สร้อยถาม
       “มากครับ ตอนนี้บุปผาเป็นคนเดียวที่ป้ารุ่งยอมพูดด้วย” ไอศูรย์บอก
       “แปลก...” มณีว่า
       “พี่หมอปรีชาเชื่อว่าบุปผาอาจจะหน้าเหมือน หรือมีบุคลิกเหมือนคนที่ป้ารุ่งเคยรู้จักน่ะครับ”
       คุณหญิงมณีกับสร้อยพยักหน้ารับรู้ และเข้าใจ แล้วไอศูรย์ก็หันไปมองมัทนาแล้วยิ้มให้ มัทนายิ้มตอบ สองคนมองตากันหวาน คุณหญิงมณีกับสร้อยมองแล้วยิ้มพอใจที่เห็นสองคนรักกัน ส่วนที่ริมระเบียง แลเห็นว่าบุปผามาแอบดูอยู่
       บุปผาเห็นไอศูรย์กับมัทนามองตากันหวานฉ่ำ ก็แทบคลั่งด้วยไฟริษยาในใจ
      
       เหล่าแม่ยั่วเมืองของหอโคมแดง ทุกคนกำลังรุมดูแผลพองแดงตรงขามุก ที่โดนน้ำเดือดหกใส่ที่ร้านอาหารพร้อมกำพล
       พิกุลร้องลั่น “อ๊าย... อย่างนี้ต้องเป็นแผลเป็นแน่เลยนังมุก” มุกโมโหยันพิกุลจนร่างตกเก้าอี้ดังโครม ด้วยความโมโห
       “แกอย่ามาแช่งฉันนะนังพิกุล หมอบอกว่าหมั่นทายาบ่อยๆ แผลก็จะค่อยๆ หายย่ะ แต่แม่..ฉันว่าผู้หญิงที่ฉันเห็นที่ร้านอาหารนั่น เป็นนังบุปผาจริงๆ นะแม่”
       คนอื่นๆ ตื่นเต้นกันใหญ่ แต่ผกากลับนิ่งเฉย
       “จริงเหรอ แล้วมันมากับใครล่ะ” ผกาถาม
       “ไม่รู้ ไม่ทันเห็น แต่คุณกำพลเขาก็เห็นเหมือนฉันแหละเราสองคนถึงได้วิ่งตามมันไปที่หลังร้าน แล้วก็เลยโดนน้ำเดือดมันหกใส่มายังงี้ไงล่ะ” มุกบอก
       “ว๊า..เลยไม่รู้เลยว่านังบุปผามันไปอยู่ที่ไหน กับใคร” สิรีว่า
       มุกหันไปมองผกาที่นั่งนิ่งเงียบมาตลอด
       “แม่รู้ใช่ไม๊ว่านังบุปผามันจะออกไปอยู่ที่ไหน กับใคร”
       ทุกคนหันไปมองผกาอย่างสนใจ ผกาเลยพูดตัดบท
       “มันไปดีแล้ว พวกเราก็อย่าไปสนใจมันเลยน่า” แล้วลุกเดินหนีไป
       มุกมองตาม ยิ่งมั่นใจว่าผกาต้องรู้ว่าบุปผาไปอยู่ที่ไหนแน่ๆ
      
       ค่ำนั้นไอศูรย์ขับรถกลับมาถึงหน้าบ้าน จอดรถบีบแตรและรอให้คนในบ้านมาเปิดประตูบ้านให้ ระหว่างนั้นเองประตูรถฝั่งไอศูรย์นั่งก็ถูกเปิดออกอย่างแรง ไอศูรย์ก็ถูกกระชากตัวลงมาจากรถ แล้วถูกชกโครม อย่างชนิดที่ไม่ให้โอกาสตั้งตัวเลย ไอศูรย์เซถลาไป ก่อนจะหันมาเห็นว่าคนที่ชกตนเป็นใคร
       “เพชร”
       “ผมไม่นึกเลยนะว่าพี่ต้นเป็นคนอย่างนี้ กำลังจะหมั้นกับน้องมัทอยู่แท้ๆ แต่กลับพาผู้หญิงอื่นไปจอดรถทำบัดสีอยู่ริมถนน ไม่อายผีสางเทวดาเลย ทุเรศที่สุด”
       ไอศูรย์งง “เพชรพูดอะไรพี่ไม่เข้าใจเลย”
       “ฮึ่ย! พี่ต้นไม่ต้องมาทำตีหน้าซื่อ ทำเป็นไม่เข้าใจ ผมเห็นมากับตาของผมเองเลยว่าพี่ต้นทำอะไร ผมผิดหวังในตัวพี่ต้นที่สุด”
       ยิ่งพูดก็ยิ่งอารมณ์เดือด เพชรพุ่งเข้าไปกระชากคอไอศูรย์มาชกอีก ไอศูรย์ชกสวนบ้าง สองหนุ่มเลยชกกันชุลมุน จนในที่สุดไอศูรย์ก็เพลี่ยงพล้ำถูกเพชรชกจนล้มไปกองกับพื้น เพชรตามไปชี้หน้าด่าไอศูรย์อย่างเกรี้ยวกราด
       “ผู้หญิงดีๆ อย่างน้องมัทไม่สมควรจะเป็นคู่ครองของผู้ชายเจ้าชู้อย่างพี่ต้น ตราบใดที่น้องมัทกับพี่ต้นยังไม่ได้หมั้นกัน ผมนี่แหละ..จะแย่งน้องมัทมาจากพี่ต้นให้ได้ ไม่เชื่อคอยดู”
      
       พูดจบเพชรก็เดินออกไป ไอศูรย์มองตามอย่างฉงนฉงาย ไม่เข้าใจอะไรเลย


  


       วันต่อมาพลอยแต่งตัวชุดนิสิตพร้อมจะออกจากบ้าน เดินหอบหนังสือเรียนลงมาจากชั้นบนเจอคนใช้หญิงชื่อจิตร จึงถาม
      
       “นายผินเตรียมรถพร้อมรึยังจ๊ะ..จิตร”
       เพชรเดินถือกุญแจรถเข้ามา
       “จะไปติวหนังสือสอบที่บ้านน้องมัทใช่ไม๊ยายพลอย พี่ไปส่งให้เอง”
       พลอยมีสีหน้ารู้ทันแต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร เพชรก็เดินนำไปที่รถก่อนแล้ว พลอยเลยจำต้องตามไป
      
       เพชรขับรถเข้ามาจอดที่หน้าตึก มัทนาวิ่งลงมารับ พอเห็นเพชรก็ยกมือไหว้
       “วันนี้พี่เพชรว่างเหรอคะ”
       “อะไรที่เกี่ยวกับน้องมัท พี่ว่างเสมอล่ะจ้ะ” เพชรประกาศตัวชัดเจน
       มัทนาอึ้งไป ในขณะที่พลอยตาโต
      
       ทับทิมเอาของว่างใส่ถาดส่งให้บุปผาอย่างรีบร้อน
       “เอ้าๆ รีบเอาของว่างขึ้นไปเสิร์ฟคุณหนูกับเพื่อนเร็ว”
       บุปผารับถาดของว่างจากทับทิมแล้วรีบเอาขึ้นตึกไปทันที
      
       สามคนอยู่ในห้องนั่งเล่น ในขณะที่บุปผาประคองถาดของว่างจะเอาขึ้นมาเสิร์ฟพวกมัทนา และโดยไม่ทันตั้งตัว พอบุปผาเงยหน้าขึ้นเห็นหน้าเพชรชัดๆ บุปผาก็ตกใจสุดขีด
       ภาพเหตุการณ์ตอนที่เพชรไปนอนกับบุปผาที่หอโคมแดงผุดขึ้นในหัว
       “คุณชื่ออะไรคะ”
       “เพชร”
       “ชื่อดีจริง”
       เพชรถามไปงั้นๆ “แล้วเธอล่ะ ชื่ออะไร”
       “จะชื่ออะไรก็ได้ค่ะ ตามแต่คุณอยากจะเรียก”
       เพชรนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนบอก “มัทนา”
       “คุณอยากเรียกฉันว่า มัทนา หรือคะ ก็ได้ค่ะ ฉันชื่อ...มัทนา”
       บุปผายื่นหน้าไปชิดหน้าเพชร แม้เพชรจะยังหมกมุ่นอยู่กับความคิดตัวเอง จนไม่สนใจจะมองหน้าบุปผาเลย
       “จูบ มัทนา หน่อยสิคะ”
       เพชรนิ่งไปนิดหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็หันไปตะโบมจูบและไซ้ซอกคอบุปผาคล้ายใช้บุปผาเป็นที่ระบายอารมณ์แค้นใจแทนมัทนาตัวจริง แล้วโถมใส่บุปผาทั้งตัว บุปผาหัวเราะคิกคักชอบใจ
      
       บุปผานึกแล้วก็ยิ่งตกใจที่เจอเพชรอย่างกะทันหัน กลัวว่าเพชรจะจำได้ว่าเธอเคยอยู่หอโคมแดงมาก่อน จนทำแก้วน้ำตกแตกกระจาย ทุกคนเลยหันมามองบุปผา บุปผารีบก้มหน้างุดเก็บแก้ว เช็ดน้ำโกลาหล เพชรลุกเข้ามาช่วยอย่างเป็นสุภาพบุรุษ แล้วมองหน้าบุปผาอย่างพิจารณา
       “เอ๊ะ..เราเคยเจอกันไม๊…”
       บุปผาตอบทันที “ไม่ค่ะ! เราไม่เคยเจอกันเลยค่ะ”
       “แต่ฉันเหมือนเคยเห็นเธอมาก่อน”
       “คุณคงจำผิดเสียแล้วล่ะค่ะ บุปผาเพิ่งมาจากบ้านนอกได้ไม่กี่วันนี้เอง”
       เพชรยังคลางแคลงใจ
       “จริงค่ะพี่เพชร บุปผาเพิ่งมาจากต่างจังหวัด มาอยู่บ้านนี้ไม่กี่วันเองค่ะ” มัทนาเสริม
       “งั้นพี่คงจำผิดไป”
       มัทนาบอกกับบุปผา “พี่เพชร เป็นพี่ชายของคุณพลอย เพื่อนสนิทฉันเองจ้ะบุปผา”
       “เอ้อ..ค่ะ”
       “หมู่นี้พี่เพชรชักเลอะเทอะใหญ่แล้ว จำคนผิดคนถูก ไปๆ พี่เพชรจะไปธุระที่ไหนก็รีบไปเถอะค่ะ พลอยกับยายมัทจะได้เริ่มติวหนังสือกันสักที” พลอยไล่พี่ชาย ท่าทีขำๆ
       พลอยผลักไสเพชรให้ออกไป มัทนารีบเดินตามไปส่งเพชร บุปผามองตาม พอเพชรเดินหลุดไป บุปผาก็ถอนใจเฮือกใหญ่ สีหน้าไม่สบายใจมาก
      
       ด้านกำพลอยู่ที่บ้าน ก็กำลังจ่อมจมคิดถึงแต่เรื่องบุปผาอยู่ มั่นใจว่าคนที่เห็นข้างหลังวิ่งหายไปทางครัวไวๆ ต้องใช่บุปผาแน่
       ยิ่งคิดกำพลยิ่งมั่นใจ พึมพำออกมา “ต้องใช่บุปผาแน่ๆ”
       กำพลฮึดฮัดๆ อารมณ์เสียที่จับตัวบุปผาไม่ทัน พ่อเดินเข้ามาพอดี
       “วันนี้แกไม่ออกไปไหนเหรอ”
       “คงไม่หรอกครับพ่อ ยังเจ็บขาที่โดนน้ำร้อนลวกเมื่อวานไม่หายเลยครับ”
       “ไปทำท่าไหนมาฮึ..ถึงได้โดนน้ำร้อนลวกเอาได้น่ะ”
       “อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะครับพ่อ”
       พ่อมองกำพลอย่างสงสัย
       “ไม่ใช่ไปเล่นพิสดารกับผู้หญิงที่ไหนใช่ไม๊ มีคนมาเล่าให้พ่อฟังว่าแกน่ะชอบไปคลุกอยู่ที่หอโคมแดงอยู่บ่อยๆ เบาๆ ลงหน่อยเถอะว๊าไอ้พล ประเดี๋ยวไปติดโรคพรรค์อย่างว่ามา ผู้หญิงดีๆเขาจะไม่เอาแก พ่อยังอยากได้ลูกสาวคนดีๆ เป็นสะใภ้นะ ไม่ใช่ผู้หญิงหอโคมแดง”
       “ครับพ่อ”
       พ่อเดินออกไป กำพลถอนใจ แล้วเดินไปโทรศัพท์หาเพชร
       “เพชรเหรอ”
      
       เช้าวันต่อมามัทนากับนายพลเทพกำลังยืนใส่บาตรอยู่ที่หน้าบ้านด้วยสีหน้าสงบเสงี่ยม โดยมีบุปผาและสวิงช่วยส่งของใส่บาตรให้อย่างรู้หน้าที่
       คุณหญิงมณีกับสร้อยมองออกมาจากในบ้าน เห็นสองพ่อลูกยืนใส่บาตรอยู่หน้าบ้าน)คุณหญิงมณีสีหน้าเครียดๆ
       “คุณหญิงสงสัยเหมือนสร้อยไม๊คะ...ว่าทำไมท่านนายพลถึงใส่บาตรทุกวันนี้ของปี”
       มณีหน้าเครียดๆ “สร้อยคิดว่ายังไงล่ะ”
       สร้อยกระซิบตอบ “ก็วันนี้..มันวันตายของนังอุ่น กับลูกของมัน..สร้อยจำได้แม่นเชียวค่ะเพราะว่าสร้อย”
       เหตุการณ์ในอดีตผุดขึ้นในหัวสร้อยอีกครา ตอนนั้นสร้อยถือมีดขู่ให้อุ่นกลับเข้าไปในบ้านที่ไฟกำลังโหมไหม้
       “ฉันจะเป็นใครแกไม่ต้องรู้หรอก กลับเข้าไปในบ้านเดี๋ยวนี้” สร้อยตะคอกขู่ซ้ำ “ไป”
       สร้อยขยับมีดในมือขู่ให้อุ่นจำต้องถอยหลังหนีกลับเข้าไปในบ้าน แล้วฝ้าเพดานที่ลุกติดไฟอยู่ก็หล่นโครม เฉียดหลังอุ่นไปนิดเดียว อุ่นหวีดร้องด้วยความตกใจแล้วกระโจนหนีอย่างลืมตัว จึงพุ่งร่างเข้าหาสร้อยซึ่งยังถือมีดอยู่ในมือ ทำให้มีดในมือสร้อยเสียบจึ้ก เข้าที่ท้องอุ่น
       สร้อยคิดแล้วก็ยิ่งมั่นใจ
       “ท่านนายพลทำเหมือนว่าทำบุญให้กับพวกมันสองแม่ลูกยังงั้นแหละค่ะคุณหญิง นี่ถ้าลูกในท้องในอุ่นมันยังไม่ตาย ก็คงจะอายุไล่เลี่ยกับคุณหนูมัทนานะคะ”
       คุณหญิงมณีตาลุกวาว
       “ฮึ..ถึงท่านนายพลจะยังอาลัยอาวรณ์พวกมันอยู่ แต่พวกมันก็ตายไปหมดแล้วทั้งแม่ทั้งลูกนั่นแหละ”
       คุณหญิงมณีมองดูนายพลเทพกับมัทนาใส่บาตร โดยมีบุปผาช่วยส่งของให้อย่างเงียบๆ
      
       สร้อยรู้ดีว่าไม่ควรพูดกวนอารมณ์ของคุณหญิงมณีให้ขุ่นมัวขึ้นมาอีก จึงสงบปากทันที


  


       เทพกับมัทนาใส่บาตรพระรูปสุดท้ายเสร็จพอดี หลวงพ่อล้วงลงไปในย่ามหยิบเอาพระองค์เล็กๆ มาส่งให้เทพกับมัทนาคนละองค์ สองพ่อลูกยกมือไหว้ หลวงพ่อให้ศีลให้พรต่ออีกสักครู่ก็เดินไป
      
       “ไปกรวดน้ำกันลูก”
       เทพโอบบ่ามัทนาเดินกลับเข้าบ้าน ขณะที่สวิงกับบุปผาช่วยกันเก็บของใส่บาตรกลับ
      
       นายพลเทพกำลังกรวดน้ำลงที่โคนต้นไม้ใหญ่ภายในบ้าน มีมัทนานั่งอยู่ใกล้ๆ
       “ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้กระทำในวันนี้ให้แก่นางอุ่น...ภรรยาของข้าพเจ้า…”
       ขณะที่นายพลเทพกำลังกล่าวคำอธิษฐานในใจ โดยไม่รู้ว่าที่ด้านหลัง วิญญาณของอุ่นนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ นั่นเอง อุ่นมองนายพลเทพแล้วน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งใจที่นายพลเทพยังไม่ลืมตน แต่ก็ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับนายพลเทพได้
      
       ด้านบุปผาเดินถือข้าวของใส่บาตรกลับเข้าหลังบ้าน ตามหลังสวิงไป สวิงเดินลับตัวไปแล้ว แต่บุปผาหยุดเดิน แล้วมองไปที่นายพลเทพ
      
       เห็นนายพลเทพและมัทนากำลังกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลกันอยู่
       “และลูกของข้าพเจ้าที่เกิดกับนางอุ่น หากบุญวาสนายังมีต่อกัน ก็ขอให้ได้พบเจอกันอีก” เทพอธิษฐานในใจต่อ
       บุปผาเห็นแล้วรู้สึกดีกับนายพลเทพอย่างประหลาด แล้วทันใดนั้นบุปผาก็รู้สึกว่าเหมือนมีลมเย็นพัดผ่านตัวเธอไป บุปผามองรอบตัวอย่างงงๆ ว่าทำไมถึงมีลมเย็นพัดผ่านตัวเธอไป ที่แท้วิญญาณของอุ่นยืนอยู่ข้างตัวบุปผานั่นแหละ แต่บุปผาไม่รู้ตัว
       วิญญาณอุ่นเรียกบุปผาว่า “ลูก...ลูก” เห็นปากขยับ แต่ไม่ได้ยินเสียง เพราะผีอุ่นสื่อสารกับบุปผาไม่ได้
       แล้วทันใดนั้นวิญญาณอุ่นก็หันไปมองเห็นสร้อยเดินพรวดเข้ามา วิญญาณอุ่นมีสีหน้าตกใจ ด้วยยังจดจำเหตุการณ์ได้แม่น ในตอนที่สร้อยใช้มีดพุ่งแทงเข้าที่ท้องอุ่นอีกครั้ง จนอุ่นตาลอยคว้าง แววตาเจ็บปวดสุดชีวิต
       วิญญาณอุ่นจางหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะยังคงกลัวสร้อยที่เป็นคนฆ่าเธอตายอยู่มาก สร้อยเข้ามาถามบุปผาเสียงเข้ม
       “มัวแต่ยืนทำหน้าเซ่ออยู่ทำไมล่ะนั่น รีบขนของเข้าบ้านสิ
       บุปผาได้สติรีบขนของเข้าบ้านทันที สร้อยมองตามบุปผาไป ไม่เคยชอบหน้าบุปผา อย่างไร และก็ยังไม่ชอบอยู่อย่างนั้นแหละ
      
       บุปผาเอาของมาเก็บเข้าที่ในครัว มัทนาเดินเข้ามาหา
       “บุปผา”
       บุปผาหันไปหา “ขา..คุณหนูมีอะไรจะใช้บุปผาหรือคะ”
       มัทนา ยื่นพระองค์เล็กๆ ให้บุปผา
       “ฉันได้พระมาจากหลวงพ่อตอนที่ใส่บาตรกับคุณพ่อเมื่อเช้านี้น่ะ ฉันฝากบุปผาเอาไปให้ป้ารุ่งทีนะ เผื่อว่าคุณพระคุณเจ้าจะช่วยบันดาลให้ความจำป้ารุ่งกลับคืนมา”
       “ได้ค่ะ”
       “ขอบใจจ้ะ” มัทนาเดินออกไป
       พอมัทนาเดินลับตัวไป บุปผาก็เบ้ปากใส่ลับหลัง
       “ชิ! ทำเป็นคนดี” บุปผาก้มลงมองพระในมือแล้วยิ้ม
      
       ไม่นานหลังจากนั้น ไอศูรย์กำลังมองพระที่อยู่ในมือบุปผา แล้วยิ้ม อิ่มนั่งอยู่ใกล้ๆ ด้วย “เธอเป็นคนดีจริงๆบุปผา อุตส่าห์หาพระมาให้ป้ารุ่ง”
       “ก็แค่ของเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่บุปผาจะพอหามาให้ได้น่ะค่ะ” บุปผาสร้างภาพ
       ไอศูรย์ยิ้ม “งั้นเธอเอาให้ป้ารุ่งด้วยตัวเองเลยสิ”
       “ค่ะ” บุปผาหันไปหาอิ่ม “ป้ารุ่งจ๋า...ฉันเอาพระมาฝากจ้ะ ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองป้ารุ่งนะจ๊ะ”
       อิ่มมองพระในมือบุปผาแล้วยิ้มดีใจ บุปผาตัดสินใจคล้องพระใส่คออิ่ม อิ่มจับพระที่คล้อง อยู่ที่คอเล่น มีสีหน้าดีใจ บุปผายิ้มหวานให้อิ่ม พยาบาลเดินเข้ามา
       “หมอคะ..มีคนไข้ด่วนเข้ามาค่ะ”
       ไอศูรย์ลุกเดินตามพยาบาลไปทันที บุปผาสีหน้าผิดหวังที่ไอศูรย์ไม่ได้อยู่ด้วย
       อิ่มสะกิดบุปผา “ขอบใจนะ..ขอบใจ ชอบๆ”
       บุปผาตวาดใส่อิ่มอย่างไม่เกรงใจเพราะไม่มีใครอยู่แล้ว “เออ ชอบก็ดี”
       บุปผาทั้งหงุดหงิด และผิดหวัง ความสัมพันธ์ของเธอกับไอศูรย์ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย
      
       ด้านสินจอดรถนอนหลับรอบุปผาอยู่ บุปผาเดินกระฟัดกระเฟียดมาขึ้นรถ สินตกใจตื่น เห็นท่าทางของบุปผาก็งง
       “เป็นอะไรไปน่ะบุปผา ป้ารุ่งก่อเรื่องอะไรขึ้นอีกเหรอ”
       “เปล่า”
       “แล้วบุปผาอารมณ์เสียเรื่องอะไรมา เอ๊ๆๆๆ ขี้หงุดหงิดอย่างนี้ ท้องรึเปล่าบุปผา” สินยิ้มย่อง “ถ้าบุปผาท้องจริงๆ ก็ดีน่ะสิ ฉันจะได้บอกความจริงกับทุกคนเสียทีว่าบุปผาน่ะเป็นเมียฉัน ไม่ใช่น้อง”
       บุปผาปรี๊ด “ถ้าพี่สินบอกคนอื่นว่าฉันเป็นอะไรกับพี่ พี่กับฉัน...เราขาดกัน”
       สินอึ้งไปทันที บุปผาอ่อนลง กลัววีนใส่นายสินมากเกินไปแล้วตนจะเดือดร้อน
       “ฉันก็แค่หงุดหงิดนิดหน่อย..เพราะเหนื่อยน่ะ พี่สินก็น่าจะรู้ อยู่กับคนบ้า มันไม่ใช่เรื่องง่าย”
       สินจับมือบุปผาเพื่อให้กำลังใจ “งั้นพี่ไปบอกคุณหญิงให้เอาไม๊ว่าบุปผาเลิกมาช่วยงานที่โรงพยาบาลนี่”
       “อย่านะ” บุปผาอ่อนลงอีก “พี่ก็รู้ว่าฉันเป็นคนเพิ่งมาอยู่ใหม่ ขืนเรื่องมาก เจ้านายเหม็นขี้หน้าขึ้นมา..ฉันจะลำบาก”
       “อืม..จริง”
       “กลับบ้านเถอะพี่สิน”
      
       สินพยักหน้ารับแล้วขับรถออกไป หน้าตาบุปผายังหงุดหงิดไม่คลาย


  


       วันต่อมานายพลเทพนั่งคุยอยู่กับดำเกิง ที่หลังกรม
      
       “หาตัวแม่อิ่มพบแล้วรึดำเกิง”
       “ยังขอรับ แต่กระผมให้คนออกสืบข่าวไปทั่ว แต่ยังไม่พบตัวเลยขอรับ แต่มีข่าวว่า..มีผู้หญิงรูปร่าง หน้าตา และอายุ ใกล้เคียงกับคุณอิ่ม เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลที่ใกล้บ้านคุณอุ่นที่สุด ในคืนที่เกิดไฟไหม้นั้น”
       เทพถามอย่างร้อนรน “แล้วเด็กล่ะ”
       “ยังไม่ทราบขอรับ คงต้องไปขอข้อมูลจากโรงพยาบาลนั่นก่อน”
       “ก็ไปขอมาสิ”
       “แต่ข้อมูลการรักษาคนไข้ เป็นความลับทางการแพทย์นะขอรับท่าน คงเดินเข้าไปขอมาเฉยๆ เขาคงไม่ให้แน่”
       “โรงพยาบาลอะไร บอกชื่อมา ถ้านายพลเทพ เทพบริบาล เป็นคนขอ หน้าไหนมันจะกล้าไม่ให้ข้อมูล ก็ให้มันรู้ไป”
       สีหน้านายพลเทพมุ่งมั่นมาดหมายเอามากๆ
      
       ขณะเดียวกันมัทนามีสีหน้าแปลกใจ เมื่อเพชรเอาบัตรละครการกุศลมาส่งให้
       “เย็นนี้ ไปดูละครการกุศลด้วยกันนะครับน้องมัท”
       มัทนาลังเล “ไปดูกันสองคนหรือคะพี่เพชร”
       เพชรรีบบอก “อ๋อ...ยายพลอยก็ไปด้วยจ้ะ”
       มัทนาอดแปลกใจไม่ได้ “เจอกันที่มหาวิทยาลัย ไม่เห็นพลอยบอกมัทเลยนี่คะ”
       “ยายพลอยยังไม่รู้หรอกครับว่าพี่มาชวนน้องมัทไปด้วย พี่อยากให้ยายพลอยแปลกใจเล่นน่ะ ไปด้วยกันนะครับ”
       มัทนายังลังเลอยู่อย่างนั้น จังหวะนี้นายพลเทพเดินเข้ามาพอดี มัทนารีบลุกไปกอดพ่อ
       “คุณพ่อ..ทำไมวันนี้กลับเร็วจังคะ”
       เพชรรีบยกมือไหว้ นายพลเทพรับไหว้
       “แวะมาคุยกับยายมัทเหรอ”
       “ผมจะมาชวนน้องมัทไปดูละครการกุศลด้วยกันกับผมน่ะครับ”
       ท่านนายพลพยักหน้ารับรู้ เพชรกลัวนายพลเทพไม่อนุญาต เลยรีบพูดต่อ
       “ยายพลอยน้องสาวผม ก็ไปด้วยนะครับ ไปกันหลายๆ คน...สนุกดีน่ะครับ”
       นายพลเทพคิดถึงว่า บางทีมัทนาก็อาจจะมีพี่น้องเหมือนกัน เลยพูดออกไป
       “นี่ถ้าลูกมัทมีพี่มีน้องอย่างเพชรกับพลอยบ้าง ก็คงจะดีนะ เอ้าๆ จะไปดูละครการกุศลกันเหรอ เอาสิ ไปเถอะ” พลางบอกกับลูกสาว “อย่าให้พ่อเพชรเขามาชวนเก้อเลยลูก จะเสียมารยาทรู้ไม๊”
       แล้วนายพลเทพก็เดินขึ้นห้องไป มัทนาอึ้ง ในขณะที่เพชรยิ้มร่า
       เวลาเดียวกันคุณหญิงมณีแวะมาคุยกับคุณหญิงแจ่มจันทร์ที่บ้านอีกฝ่าย โดยมีโฉมนั่งคอยรับใช้อยู่ใกล้ๆ
       “คุณชไมโทรมานัดวันให้พายายมัทขึ้นไปสะเดาะเคราะห์ที่เชียงใหม่แล้วค่ะ เป็นวันศุกร์หน้านะคะคุณหญิง” มณีบอก
       แจ่มจันทร์เยื้อนยิ้ม “ได้ค่ะ ดิฉันจะได้บอกให้ตาต้นเตรียมตัวไปด้วยกัน”
       “ความจริงดิฉันอยากไปให้เร็วกว่านี้นะคะ แต่ก็ต้องรอฤกษ์จากคุณชไมเสียก่อน คุณหญิงเองก็มีลูก คงเข้าใจหัวอกแม่ด้วยกันนะคะว่าอะไรที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของลูก คนเป็นแม่จะนิ่งนอนใจไม่ได้”
       “เข้าใจค่ะคุณหญิง” แจ่มจันทร์ว่า
       “ยิ่งดิฉันมีลูกแค่คนเดียว ดิฉันยอมทำ ทุกอย่าง เพื่อลูกได้ เพราะที่สุดของชีวิตก็คือลูกนี่ล่ะค่ะ”
       คุณหญิงมณีพูดด้วยเสียงเฉียบขาด สีหน้าแววตาเด็ดเดี่ยวมาก
       อนิจจาถ้าหากคุณหญิงมณีรู้ความจริงว่า ลูกที่เกิดจากเมียน้อยอีกคนของสามี ยังมีชีวิตอยู่ คุณหญิงมณีจะทำอย่างไรหนอ
      
       เย็นวันนั้นพลอยแต่งตัวสวยงาม มายืนรอเพชรอยู่ที่โถง แปลกใจที่เพชรยังไม่ลงมาเสียที ก็เลยเรียก
       “พี่เพชร แต่งตัวเสร็จรึยังค๊า เดี๋ยวไปโรงละครสายนะคะ”
       เพชรแต่งตัวหล่อเนี้ยบเดินลงมาจากชั้นบน พลอยมองแล้วทึ่ง
       “โห..แต่งเสียหล่อเชียวค่ะพี่เพชร นี่..พลอยถามจริงๆ เถอะค่ะ พี่เพชรนึกยังไงถึงได้อยากไปดูละครการกุศลเรื่องนี้นักคะ”
       “ก็พี่อยากเป็นคนมีวัฒนธรรมกับเขาบ้างน่ะสิ ประเดี๋ยวจะหาว่าทหาร...มีดีแต่รบ”
       พลอยขำ “เอ้าๆๆๆ รีบไปเถอะค่ะ”
       “ใครว่าพี่จะไปกับพลอยล่ะ พี่หาคนไปดูละครกับพลอยไว้ให้แล้ว นั่นไง เดินมาโน่นแล้ว”
       พลอยเหลียวไปดู เห็นกำพลเดินแต่งตัวหล่อยิ้มร่าเข้ามา พลอยหันไปมองหน้าเพชรแล้ว
       อ้าปากค้างเหวอไปเลย
      
       พอคุณหญิงมณีกลับมาถึงบ้าน เดินเข้ามาในห้องโถง สร้อยรีบเข้ามารับกระเป๋า คุณหญิงเห็นมัทนาแต่งตัวสวยลงมาจากชั้นบนก็แปลกใจ
       “จะไปไหนเหรอลูกมัท”
       “มัทจะไปดูละครการกุศลค่ะแม่”
       “ไปกับพ่อต้นเหรอ” มณีถาม
       มัทนาอ้ำอึ้ง “ไม่ใช่ค่ะ..เอ้อ...”
       ยังไม่ทันที่มัทนาจะพูดต่อ เพชรก็เดินเข้ามา พอเห็นคุณหญิงมณี เพชรก็ยกมือไหว้ทันที คุณหญิงมีสีหน้าแปลกใจ หันมามองหน้ามัทนาเป็นเชิงถาม มัทนาตอบเสียงอ่อย
       “ไปกับพี่เพชรค่ะแม่”
       คุณหญิงมณีอึ้ง นิ่งงันไป จังหวะนี้ไอศูรย์เดินเข้ามาอีกคน ไอศูรย์ยกมือไหว้คุณหญิงมณี แล้วยิ้มให้มัทนา แต่พอเห็นเพชรอยู่ตรงนั้นด้วย ไอศูรย์ก็อึ้งไปอีกคน
      
       คุณหญิงมณีลากมือมัทนาเข้ามามุมหนึ่ง คุยกันสองคนคน
       “ทำไมมัททำอย่างนี้ลูก กำลังจะหมั้นจะหมายกับพ่อต้นอยู่แล้ว กลับจะออกไปเที่ยวกับคนอื่น มันไม่งามเลยรู้ไม๊ลูก”
       “มัทก็ไม่ได้อยากไปหรอกค่ะ แต่พอดีตอนที่พี่เพชรมาชวน คุณพ่อก็อยู่ด้วย คุณพ่อเลยบอกให้ไป อย่าให้พี่เพชรมาชวนเก้อ เดี๋ยวจะเสียมารยาทน่ะค่ะ”
      
       คุณหญิงมณีพูดไม่ออก เมื่อรู้ว่าคนอนุญาตให้ลูกสาวไปคือสามีนั่นเอง
      

       ด้านเพชรกำลังยืดใหญ่ และพูดจาเยาะเย้ยไอศูรย์ออกมา
      
       “เสียใจด้วยนะครับพี่ต้น พอดีผมมีตั๋วดูละครจำนวนจำกัดเสียด้วย ไม่อย่างนั้นก็ว่าจะชวนพี่ต้นไปด้วยหรอกครับ”
       แล้วเพชรก็ยื่นหน้าเข้าไปพูดใส่หน้าไอศูรย์ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
       “ผมบอกพี่ต้นแล้วใช่ไม๊ครับว่า ตราบใดที่พี่ต้นกับน้องมัทยังไม่ได้หมั้นกัน ผมจะแย่งน้องมัทมาจากพี่ต้นให้ได้”
       ไอศูรย์หน้าเครียดไปเลย ระหว่างนี้แลเห็นบุปผาแอบฟังอยู่ที่ริมหน้าต่าง ยิ้มสะใจเมื่อได้รู้ว่าเพชรกำลังพยายามจะแย่งมัทนาไปจากไอศูรย์ ซึ่งจะทำให้บุปผามีโอกาสได้ไอศูรย์ไปครองอีกด้วย
      
       ค่ำนั้นคุณหญิงมณีกับไอศูรย์ยืนส่งมัทนากับเพชรที่หน้าตึก มัทนามองไอศูรย์อย่างเกรงใจมาก แต่ยังไม่มีโอกาสจะพูดคุยด้วย ส่วนเพชรก็ยกมือไหว้ลาคุณหญิงมณีและไอศูรย์อย่างร่าเริง
       “พอดูละครจบ ผมจะรีบพาน้องมัทกลับมาส่งทันทีเลยนะครับคุณป้า พี่ต้น”
       แล้วเพชรก็พามัทนาขึ้นรถขับออกไป คุณหญิงมณีหันไปมองไอศูรย์อย่างลำบากใจ ไอศูรย์ยกมือไหว้ลาคุณหญิงมณีทันที
       “งั้นผมลากลับเลยก็แล้วกันนะครับคุณป้า”
       “ไม่ทานข้าวด้วยกันก่อนรึจ๊ะพ่อต้น”
       “ไม่ละครับ ขอบพระคุณครับคุณป้า”
       ไอศูรย์ยกมือไหว้อีกครั้งแล้วไปขึ้นรถเลย คุณหญิงมณีหน้าเครียด หันไประบายกับสร้อย
       “ทำไมท่านนายพลถึงได้อนุญาตให้ลูกมัทไปกับพ่อเพชรนะ! นี่ท่านนายพลอยู่ไหนเนี่ยสร้อย”
       “ข้างบนค่ะ เออ..คุณหญิงคะ”
       แต่คุณหญิงมณีไม่สนใจจะฟังสร้อยแล้ว เดินพุ่งไปข้างบนทันที สร้อยเลยยังไม่มีโอกาสได้บอกเรื่องที่สงสัยเลย สร้อยออกอาการเซ็ง
      
       นายพลเทพกำลังนอนคิดอะไรอยู่ คุณหญิงมณีก็เดินพรวดเข้ามา ใบหน้าบูดบึ้ง
       “ทำไมคุณทำอย่างนี้คะ ทำไมคุณถึงอนุญาตให้ลูกมัทไปดูละครการกุศลกับพ่อเพชรนะสิคะ คุณก็รู้ว่าลูกเรากำลังจะหมั้นกับลูกชายของคุณหญิงแจ่มจันทร์อยู่แล้ว มันไม่งามเลย”
       “ก็ผมเห็นว่าพ่อเพชรเขามาขออนุญาตอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ยายพลอย น้องสาวเขาก็ไปด้วย แล้วไปดูละครการกุศลนะคุณ ไม่ได้ไปเที่ยวกันลำพังสองคนเสียที่ไหน ผมก็เลยอนุญาตให้ลูกไปน่ะสิ” เทพอธิบาย
       มณีเสียงแข็ง “แต่ถ้าคุณหญิงแจ่มจันทร์รู้ คงไม่พอใจ”
       เทพใช้ไม้อ่อนเข้าหา “ผมขอโทษนะที่ไม่ทันคิดอะไรให้รอบคอบ”
       มณีถอนใจ “เอาเถอะค่ะ อนุญาตไปแล้วก็แล้วไปเถอะค่ะ อย่าให้มีครั้งที่สองก็แล้วกันนะคะ”
       นายพลพยักหน้ารับ แล้ววกกลับไปคิดเรื่องอิ่มอีก คุณหญิงเห็นสีหน้าของสามีก็ให้สงสัย
       “มีอะไรรึเปล่าคะคุณ”
       เทพรู้สึกตัว รีบปฏิเสธทันที “ไม่มี ไม่มี คุณกลับมาหนื่อยๆ ไปอาบน้ำเถอะ” เทพโอบบ่าพาภรรยาไปที่ห้องน้ำ
       คุณหญิงมณียังคาใจอยู่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
      
       ด้านไอศูรย์เดินสีหน้าหงุดหงิดกลับมาบ้าน คุณหญิงแจ่มจันทร์ทักลูกชายอย่างแปลกใจ
       “อ้าว...ไหนต้นโทร.มาบอกว่าวันนี้จะไปหาหนูมัทที่บ้านโน้นยังไงละจ๊ะ แล้วทำไมถึงกลับเร็วอย่างนี้”
       “น้องมัทไม่อยู่ ออกไปดูละครการกุศลกับเพื่อนครับ”
       “อ้าวเหรอ”
       ไอศูรย์ไม่พูดอะไรอีกเดินขึ้นข้างบนไปเลย แจ่มจันทร์หันไปมองหน้ากับโฉมอย่างงงๆไอศูรย์หงุดหงิดไม่หายเรื่องที่มัทนาไปกับเพชร
      
       ทางด้านเพชรพามัทนาเดินมาที่หน้าโรงละคร มัทนาสีหน้าไม่สบายใจนัก
       “ไหนพี่เพชรบอกว่างานนี้ยายพลอยจะมาด้วยไงคะ”
       “ยายพลอยน่ะเหรอ มาสิ พี่ไม่ได้โกหกน้องมัทหรอกครับ”
       “แล้วไหนละคะ..ยายพลอย”
       มัทนาพยายามเหลียวมองหาพลอย แล้วจึงเห็นพลอยเดินเข้ามากับกำพล พลอยอึ้งไปเลยเมื่อเห็นว่าเพชรพาใครมาด้วย พลอยจ้องหน้ามัทนาอย่างโกรธขึ้ง
      
       พลอยดึงตัวมัทนามาต่อว่า
       “ยายมัท! เธอกำลังจะหมั้นกับพี่ต้นอยู่แล้ว แล้วทำไมเธอถึงออกมาเที่ยวกับพี่เพชรอย่างนี้ หา! เธอไม่ได้รักพี่ต้นจริงๆ ใช่ไม๊! ฉันผิดหวังในตัวเธอจริงๆ”
       พูดจบพลอยสะบัดตัวจะเดินหนี มัทนารีบคว้ามือพลอยไว้ พยายามจะอธิบาย
       “พลอย ฟังฉันก่อน ก็พี่เพชร...”
       พลอยหันกลับมาตบหน้ามัทนาดังผัวะ ด้วยความโกรธ
       “ถ้าพี่เพชรไปชวนเธอ แล้วเธอปฏิเสธ พี่เพชรก็คงจะไม่สามารถลากตัวเธอมาจนถึงโรงละครนี่ได้หรอก เรื่องแบบนี้...มันตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอกนะยายมัท” ถึงตอนนี้พลอยพูดเน้นคำ “ฉันผิดหวังในตัวเธอจริงๆ”
       พลอยเดินสะบัดตัวออกไป มัทนาเอามือลูบแก้มข้างที่ถูกตบ สีหน้ากลุ้มใจสุดขีด
       เวลาต่อมา ทั้ง 4 คน นั่งดูละครอยู่ในโรงละคร มัทนาพยายามมองหน้าพลอย อยากจะง้อเพื่อน แต่พลอยไม่สนใจมัทนาเลย ขณะเดียวกันเพชรเอาแต่แอบมองมัทนาอย่างหลงใหล โดยที่มัทนาเองก็ไม่รู้ตัว
      
       ฟากไอศูรย์ นั่งจมจ่อมอยู่ที่เก้าอี้ในห้องนอน ยังนอนไม่หลับ ไม่อยากทำอะไรเลย อารมณ์ยังขุ่นมัว ที่มัทนาออกไปเที่ยวกับเพชร
      
       บุปผาเดินเข้ามา เหลียวซ้ายแลขวาเห็นไม่มีใคร
       จังหวะนี้สินเดินผ่านมาพอดี และเห็นท่าทางลับๆ ล่อๆ ของบุปผาก็สงสัย พอเห็นบุปผาแอบขึ้นตึกใหญ่ไป สินก็ขมวดคิ้ว สงสัยหนักขึ้นไปอีก รีบแอบตามบุปผาไป โดยที่บุปผาไม่ทันรู้ตัว
       บุปผาแอบขึ้นมาบนตึกใหญ่ เมื่อไม่เห็นใครแน่ๆ แล้ว ก็รีบเดินไปแอบใช้โทรศัพท์ทันที สินตามมาแอบดูอย่างคลางแคลงใจ
       “บุปผาจะโทรไปหาใครดึกๆ ดื่นๆ อย่างนี้นะ”
      
       เวลาเดียวกัน ผกาอยู่ที่หอโคมแดง และกำลังพูดโทรศัพท์ สีหน้าดีใจที่บุปผาโทร.กลับมาหา พิกุล เดือน สิรี และเพ็ญ กำลังนั่งคุยกันจุ๊กจิ๊กอยู่ไกลๆ มีแต่มุกคนเดียวเท่านั้นที่พยายามจะเงี่ยหูฟังว่าผกาพูดโทรศัพท์กับใคร แต่ก็ไม่ได้ยิน
       “บุปผาเหรอลูก...เป็นยังไงบ้าง เงียบหายไปหลายวันเลย แม่เป็นห่วงนะ..รู้ไม๊”
       บุปผา พูดโทรศัพท์อย่างร่าเริงดีใจ
       “ขอบคุณจ้ะแม่ที่เป็นห่วงฉัน ฉันสบายดี และอีกหน่อยก็จะยิ่งสบายดีกว่านี้อีก เพราะตอนนี้คุณหมอไอศูรย์กำลังมีเรื่องผิดใจกับว่าที่คู่หมั้นของเขา ซึ่งมันก็เลยกลายเป็นโอกาสของฉันแล้ว”
       ทันใดนั้นสินก็โผล่พรวดเข้ามากดตัดสายโทรศัพท์ของบุปผาอย่างรวดเร็ว พอบุปผาเห็นว่าคนที่มากดตัดสายโทรศัพท์คือสิน ก็อ้าปากค้างด้วยความตกใจ
      
       สินคว้าข้อมือบุปผาแล้วฉุดลากตัวลงจากตึกไปอย่างไม่ปรานีปราศรัย


  


       ทางด้านผกา ตกใจมาก ที่จู่ๆ โทรศัพท์บุปผาก็ตัดสายไปเฉยๆ
      
       “บุปผา บุปผา” ผกาหน้าเครียด “เกิดอะไรขึ้นกับบุปผารึเปล่าเนี่ย”
       สีหน้าผกายามนี้เป็นห่วงบุปผาจับใจ
      
       ฝ่ายสินลากตัวบุปผาออกมาจนพ้นตึก บุปผาพยายามจะดึงมือออกจากสินแต่ไม่สำเร็จ
       “ปล่อยฉันนะพี่สิน ฉันเจ็บนะ”
       สินจับบุปผาเหวี่ยงลงไปที่พื้นด้วยความโมโหสุดขีด
       “บุปผาไม่ได้รักฉัน ไม่ได้คิดจะเข้ามาทำงานในบ้านนี่เพื่อเก็บเงินแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่กับฉันใช่ไม๊ แต่ความจริงบุปผาหลอกใช้ฉันให้พาเข้ามาอยู่ที่บ้านนี้ เพราะบุปผาคิดจะหาทางใกล้ชิดคุณหมอไอศูรย์ต่างหาก”
       บุปผาตีมึน ทำไก๋ “พี่สินพูดอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ”
       “บุปผาไม่ต้องมาทำเป็นโง่ ไม่รู้เรื่อง บุปผาน่ะเป็นคนฉลาดจะตาย คนที่โง่น่ะ..คือฉันต่างหากล่ะ ที่โง่จนถูกผู้หญิงหลอกใช้ แล้วไอ้คนโง่คนนี้แหละ จะไปบอกความจริงกับทุกคนว่า..แท้ที่จริงแล้ว บุปผาไม่ใช่น้องสาวฉัน แต่เป็นเมีย”
       พูดจบสินก็เดินพุ่งไปที่เรือนคนใช้ทันที
       “อย่านะ” บุปผาตกใจสุดขีด รีบวิ่งตามไป
      
       บุปผาวิ่งตามมาดึงแขนสินเอาไว้ แต่สินสะบัดหลุด แล้วเดินจ้ำพรวดๆ ตรงไปที่เรือนคนใช้ บุปผารู้ทันทีว่าท่าจะห้ามสินไม่อยู่แล้ว ไม่รู้จะทำยังไงดี ร้อนใจมาก บุปผาเหลียวซ้ายแลขวา เจอท่อนไม้ท่อนหนึ่ง จึงคว้าท่อนไม้นั้นแล้ววิ่งตามไปฟาดต้นคอสินเต็มแรง
       สินทรุดฮวบลงฟุบกับพื้นแล้วแน่นิ่งไป บุปผาตกใจ ทิ้งท่อนไม้ แล้วรีบเข้าไปพลิกตัวสินให้หงายขึ้นเพื่อดูอาการ เห็นสินนิ่งอยู่อย่างนั้น บุปผารีบเอาหูแนบกับอกนายสินเพื่อฟังว่าหัวใจยังเต้นอยู่หรือไม่
       “ยังไม่ตาย” บุปผาหน้าเครียดขึ้นมาอีก “ถ้ามันไม่ตาย ฟื้นขึ้นมา...มันต้องบอกคนอื่นแน่ว่าเราเป็นใคร”
       บุปผาเจ็บใจที่สินไม่ตาย เหลียวซ้ายแลขวาแล้วคว้าหินก้อนหนึ่งขึ้นมาจะใช้ทุบหัวนายสินซ้ำเพื่อฆ่าปิดปากเสีย
       แต่ในจังหวะที่บุปผากำลังจะเอาก้อนหินทุบหัวนายสิน แสงก็เดินผ่านมาพอดี แต่ด้วยความที่บุปผาอยู่ในเงามืด แสงจึงเห็นไม่ชัดว่าบุปผากำลังจะทำอะไร
       “เฮ้ย! อะไรกันน่ะ”
       บุปผาโยนก้อนหินนั้นทิ้งในพุ่มไม้ทันที แล้วรีบพลิกสถานการณ์
       “ช่วยด้วย พี่สินหกล้มหัวฟาดพื้นแล้วแน่นิ่งไปเลยจ้ะ”
       แสงรีบวิ่งเข้ามาดู “พี่สิน..พี่สิน”
       สินครางในลำคอออกมานิดหนึ่ง เป็นสัญญาณว่ายังไม่ตายจริงๆ แสงตะโกนเรียกคนอื่น
       “ใครอยู่แถวนี้ มาช่วยกันหน่อยเร็ว”
       คนอื่นๆ ได้ยินเสียงเอ็ดตะโร จึงวิ่งกรูเข้ามาดูอาการสินกันชุลมุน บุปผากังวลสุดขีด กลัวว่าถ้าสินรู้สึกตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ ความลับของหล่อนปิดบังต้องแตกดังโพล๊ะอย่างแน่นอน
      
       สินถูกนำตัวมาส่งที่โรงพยาบาลของไอศูรย์ในทันที บุปผา คุณหญิงมณี แสง ไสว และสร้อย ยืนรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน คนอื่นๆ ต่างเป็นห่วงเกรงว่าสินจะตาย มีแต่บุปผาที่กลัวว่าสินจะรอด สักครู่หนึ่งไอศูรย์ก็เดินเร็วๆ เข้ามา พอเห็นคนของบ้านเทพบริบาลยืนออกันอยู่ ไอศูรย์ก็มีสีหน้าตกใจ รีบถามคุณหญิงมณี
       “คนที่นี่โทร.ไปตามผมให้มาด่วน บอกว่ามีคนไข้อาการสาหัสเข้ามา อาจจะต้องผ่าตัด ใครเป็นอะไรหรือครับคุณป้า”
       “นายสินจ้ะ หกล้มหัวฟาดพื้น ช่วยดูให้หน่อยนะพ่อต้น เพราะยังไงเสียนายสินก็เป็นคนเก่าคนแก่ของบ้านเทพบริบาลน่ะ” มณีบอก
       “ไม่ต้องห่วงครับคุณป้า ผมจะดูแลนายสินอย่างดีที่สุด”
       บุปผาพุ่งเข้ามาหาไอศูรย์ “ช่วยหน่อยนะคะคุณหมอ บุปผามีพี่สินเป็นญาติคนเดียวในชีวิต ถ้าพี่สินเป็นอะไรไป...” แล้วบุปผาก็แสร้งร้องไห้อย่างน่าสงสาร
       ไอศูรย์หลงเชื่อว่าบุปผาเป็นห่วงพี่ชายจริงๆ จึงพูดปลอบ “ทำใจดีๆ ไว้ก่อนนะบุปผา นายสินอาจจะไม่เป็นอะไรมากก็ได้ ฉันจะเข้าไปดูอาการนายสินให้เดี๋ยวนี้ละ”
       ไอศูรย์รีบเข้าไปในห้องฉุกเฉิน บุปผามองตามกังวลเรื่องสินจะฟื้น กลัวความลับแตก
       “บุปผา นายสินหกล้มหัวฟาดได้ยังไง” มณีถาม
       บุปผานิ่งคิด โกหก “บุปผาก็ไม่ทราบค่ะคุณนาย รู้แต่ว่าพี่สินจะไปคอยเปิดประตูบ้านให้คุณหนูตอนกลับมาจากไปดูละคร บุปผาก็เลยว่าจะไปอยู่เป็นเพื่อนพี่สิน แต่พอเดินไป ก็เจอพี่สินนอนไม่รู้สึกตัวอยู่ในสนามนั่นแหละค่ะ”
       คุณหญิงมณีพยักหน้ารับ ยังไม่ติดใจอะไร แต่คนที่สงสัยคือแสง แสงดึงตัวสร้อยออกจากกลุ่มไป
      
       แสงลากสร้อยเข้ามายังมุมหนึ่ง
       “ลากแม่มาทำไมเนี่ยไอ้แสง”
       “แม่ แม่ไม่สงสัยบ้างเลยเหรอว่าทำไมพี่สินถึงจะหกล้มหัวฟาดพื้น จนไม่รู้สึกตัวขนาดนี้ได้เนี่ย”
       สร้อยชะงัก เอะใจ “แล้วแกสงสัยอะไร”
       “ฉันก็ไม่รู้นะ แต่ตอนก่อนที่ฉันจะไปเจอ ฉันได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน แต่จับความไม่ได้ แล้วพอฉันวิ่งเข้าไปดู ฉันก็เห็นนังบุปผามันทำท่าแปลกๆ”
       “แปลกยังไง”
       “ฉันก็เห็นไม่ถนัดตาหรอกนะ เพราะตรงนั้นมันมืด แม่ จะเป็นไปได้ไม๊ว่าพี่สินจะไม่ได้หกล้มเอง”
       “แกคิดว่านังบุปผามันผลักไอ้สินเหรอ”
       “แม่ว่ามันเป็นไปได้ไม๊ล่ะ ว่าไอ้สองคนพี่น้องนี่อาจจะทะเลาะกันจนเรื่องมันเลยเถิด” แสงสันนิษฐาน
       “แม่ไม่รู้ แต่เราคงจะได้รู้แน่ ตอนที่ไอ้สินมันฟื้นขึ้นมานั่นแหละ”
      
       สร้อยบอกลูกชายด้วยสีหน้ามั่นใจมาก


  


       ฝ่ายมัทนาเดินกลับเข้ามาในบ้าน ครุ่นคิดอยู่แต่กับเรื่องที่ทะเลาะกับพลอย ไม่สบายใจเลยที่ทะเลาะกับเพื่อนรัก มัทนาเอามือคลำแก้มข้างที่ถูกพลอยตบ แล้วชะงักเมื่อเห็น นายพลเทพยังนั่งอยู่ในบ้านทั้งๆ ที่ดึกแล้ว โดยมีสวิงนั่งเฝ้าเป็นเพื่อน
       “ทำไมคุณพ่อยังไม่ขึ้นนอนอีกคะเนี่ย มีอะไรรึเปล่าคะ”
       นายพลเทพพยักหน้าให้ลูกสาว
      
       เหตุการณ์ที่โรงพยาบาล บุปผามีสีหน้ากังวลหนัก พอไอศูรย์เดินออกมา บุปผารีบพุ่งเข้าไปหา
       “พี่สินเป็นยังไงบ้างคะคุณหมอ”
       “ตอนนี้นายสินยังไม่รู้สึกตัว เลยยังบอกอะไรมากไม่ได้คงต้องรอให้ฟื้นเสียก่อนน่ะบุปผา แล้วฉันว่าบุปผากับทุกคนกลับบ้านไปก่อนก็ได้นะครับ เพราะตอนนี้ก็ยังทำอะไรไม่ได้ ไว้มาเยี่ยมกันใหม่ตอนเช้าจะดีกว่านะครับ”
       มณีพยักหน้า “ขอบใจพ่อต้นมากนะ ป้าฝากนายสินด้วยก็แล้วกัน ไป ทุกคน กลับกันเถอะ”
       บุปผาตีหน้าเศร้า “แต่บุปผาอยากรออยู่ที่นี่ ถ้าพี่สินฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ จะได้เห็นบุปผาเป็นคนแรกน่ะค่ะคุณหญิง”
       “กลับเถอะบุปผา กว่านายสินจะฟื้น ก็คงจะเป็นพรุ่งนี้น่ะ อยู่ไปก็ทรมานตัวเองเปล่า” อศูรย์ว่า
       “คุณหมอบอกให้กลับก็กลับเถอะน่า แล้วพรุ่งนี้แกค่อยมาใหม่” สร้อยบอก
       บุปผาจำใจกลับไปพร้อมกับคนอื่น แต่ไม่สบายใจเลย กลัวสินจะฟื้นก่อนที่บุปผาจะกลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง แล้วความลับของเธอจะแตก บุปผาเครียดจัด
      
       ทุกคนกลับมาจากโรงพยาบาล มัทนากับนายพลเทพที่นั่งรอฟังข่าวอยู่รีบเข้ามาถามทันที
       “นายสินเป็นยังไงบ้างคะคุณแม่”
       “ยังไม่รู้สึกตัว พ่อต้นบอกให้ไปเยี่ยมใหม่พรุ่งนี้”
       มัทนาเห็นหน้าบุปผาเครียดๆ ก็สงสาร เข้าไปจับมือบุปผาให้กำลังใจ
       “ทำใจดีๆ ไว้ก่อนนะบุปผา บางทีนายสินอาจจะไม่เป็นอะไรมากก็ได้ ถึงมือพี่ต้นแล้ว พี่ต้นคงจะช่วยรักษานายสินให้อย่างดีที่สุดน่ะ”
       บุปผาพยักหน้ารับซึมๆ ทุกคนต่างเข้าใจไปว่าบุปผาเป็นห่วงสินมาก
       “ไปนอนกันเถอะ วันนี้ทุกคนเหนื่อยกันมามากแล้ว” มณีบอก
       ทุกคนแยกย้ายทยอยกันเดินออกไป มัทนามองตามบุปผาไป
       “สงสารบุปผาจังเลยนะคะคุณแม่” มัทนายกมือไหว้ “สาธุ ขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองให้นายสินปลอดภัยด้วยเถอะนะคะ”
       มัทนายืนมองตามบุปผาไปจนลับตา สงสารบุปผาจับหัวใจ
      
       พอบุปผาเดินเข้าห้องปิดประตูได้ สีหน้าซึมเศร้าก็เปลี่ยนไปเป็นดุดันทันที
       “ไอ้สิน ทำไมแกถึงไม่ตายๆ ไปซะเลยนะ ฮึ่ย นี่ถ้าแกฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ แกต้องเปิดโปงความลับของฉันแน่ๆ”
       บุปผาทั้งกังวลและอารมณ์เสียสุดๆ แล้วก็ตัดสินใจอะไรได้
       “งั้นฉันจะต้องทำให้แกไม่มีโอกาสได้ฟื้นขึ้นมาเปิดโปงฉันได้อีกเลย”
       บุปผาคำรามอย่างเลือดเย็น
      
       รุ่งเช้ามัทนากำลังพูดกับสวิง
       “สวิงจ๋า..ไปบอกบุปผาทีว่า..ให้ไปที่โรงพยาบาลพร้อมฉันเช้านี้เลย ฉันจะไปเยี่ยมนายสิน”
       “บุปผามันออกไปเยี่ยมนายสินตั้งแต่เช้ามืดแล้วล่ะค่ะ”
       มัทนางง “อ้าว”
      
       บุปผาพาตัวเองมาอยู่ในห้องพักฟื้นของสิน ที่โรงพยาบาลแล้ว และเวลานี้เดินถือหมอนตรงเข้าไปหาสินที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง
       ตอนแรกนายสินยังไม่ได้สติอยู่ แต่พอบุปผาเดินถือหมอนเข้ามาใกล้ สินก็เริ่มฟื้นได้สติ ลืมตาโพลงขึ้นมา
       สินเห็นบุปผาเดินถือหมอนเข้ามาอย่างประสงค์ร้าย รู้ทันทีว่าบุปผาคิดจะทำอะไร สินตาเหลือก ขยับตัวจะหนี แต่ไม่ทันแล้วเพราะบุปผาพุ่งเอาหมอนเข้าไปกดเข้าที่ใบหน้าสินเต็มแรงเพื่อให้สินขาดอากาศหายใจอย่างรวดเร็ว
      
       สีหน้าบุปผายามนี้ดุดัน เหี้ยมเกรียม และเลือดเย็นมาก ในใจของหล่อนคิดเพียงอย่างเดียวคือ ต้องกำจัดเสี้ยนหนามออกจากชีวิตให้จงได้


  


       ขณะที่บุปผาเอาหมอนกดเข้าไปที่หน้าสินไว้หมายจะให้ขาดใจตายนั้น สินพยายามจะดิ้นรน แต่ไม่มีเรี่ยวแรงสู้ เหมือนใกล้จะขาดใจตายรอมร่อ บุปผายิ้มเหี้ยมออกมา แต่แล้วทันใดนั้นเสียงไอศูรย์ก็ดังขึ้น
      
       “บุปผา...”
       ไอศูรย์เดินเข้ามาในห้อง แต่เห็นเพียงแค่ว่าบุปผายืนหันหลังอยู่ที่ข้างเตียงสิน ไอศูรย์จึงไม่เห็นว่าบุปผาทำอะไร เพราะตัวบุปผาบังอยู่
       บุปผามีสีหน้าตกใจสุดขีดที่ไอศูรย์เข้ามากระทันหันเช่นนี้ แต่หล่อนก็มีปฏิภาณดีพอที่จะไม่หันไปมองไอศูรย์ แต่รีบเอาหมอนที่กำลังใช้ปิดหน้าสินนั้น ซ้อนเข้าใต้ศีรษะของสินอย่างรวดเร็ว แล้วบุปผาก็ค่อยหันมาหาไอศูรย์
       “อ้าว...คุณหมอ”
       “มาเยี่ยมนายสินแต่เช้าเลยนะบุปผา”
       “ค่ะ พอดีบุปผาเห็นพี่สินนอนท่าทางไม่ค่อยสบาย บุปผาก็เลยจะเอาหมอนซ้อนให้พี่สินอีกใบ พี่สินชอบหนอนหมอนสูงๆ น่ะค่ะคุณหมอ”
       ไอศูรย์มองตาม ก็เห็นว่าสินนอนหนุนหมอนที่ซ้อนกันอยู่ 2 ใบจริงๆ
       “นายสินโชคดีจริงที่มีน้องสาวอย่างเธอ” ไอศูรย์เอ่ยชม
       สินพยายามจะมองมายังไอศูรย์เพื่อจะบอกความจริง แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา ไอศูรย์มองสินแล้วบอกกับบุปผาสีหน้าเรียบเฉย
       “เออ..บุปผา ตามฉันไปที่ห้องทำงานหน่อยสิ ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ” ไอศูรย์พูดจบแล้วเดินออกไปทันที
       บุปผามองตามอย่างสงสัยใคร่รู้ว่าไอศูรย์จะคุยอะไร แล้วก็ยิ้มดีใจว่าจะได้มีโอกาสคุยกับไอศูรย์สองต่อสอง แต่ก่อนที่จะเดินออกไป บุปผาก็ก้มลงกระซิบข้างหูสินน้ำเสียงกร้าวแข็ง
       “อย่าได้คิดจะเปิดปากพูดเรื่องฉันเชียวนะพี่สิน ไม่อย่างนั้น...คราวหน้าพี่สินคงจะไม่โชคดีอย่างนี้อีก”
       พูดจบบุปผาก็เดินออกไป สินมองตามบุปผาไป แววตาหวาดกลัวสุดชีวิต
      
       บุปผาแสร้งทำสีหน้าตกใจสุดขีด พอฟังจบ
       “อะไรนะคะคุณหมอ! พี่สินเป็นอัมพาต”
       ไอศูรย์พยักหน้า หน้าขรึมจัด “ผลจากการหกล้มทำให้นายสินกระดูกต้นคอร้าว จึงมีอาการเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงไป…”
       “หมายความว่า...พี่สินจะเดินไม่ได้” บุปผาครวญ
       ไอศูรย์พยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึมอย่างเก่า
       บุปผารีบถาม “แล้วพูดละคะ พี่สินพูดได้ไม๊คะ”
       ไอศูรย์ส่ายหน้า บุปผานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็ร้องไห้โฮออกมา
       “โธ่..เวรกรรมอะไรของพี่สินนะ ทำไมถึงได้โชคร้ายอย่างนี้” บุปผาร้องไห้ฟูมฟายเสียใจท่าทีน่าสงสาร
       ไอศูรย์ปลอบ “ใจเย็นๆ ก่อนนะบุปผา นายสินอายุยังไม่มาก หากโชคดี กระดูกที่ร้าวอาจสมานตัวเองได้ นายสินก็มีโอกาสกลับ มาพูดหรือเคลื่อนไหวได้อีก แม้จะมีโอกาสไม่มากนัก แต่ฉันก็ไม่อยากให้เธอสิ้นหวังนะบุปผา”
       บุปผารีบเข้าไปคุกเข่ากราบที่ตักไอศูรย์
       “คุณหมอต้องช่วยพี่สินให้กลับมาเดินได้ พูดได้อีกครั้งนะคะ บุปผาไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกแล้ว ถ้าไม่มีพี่สิน ชีวิตบุปผาก็ไม่เหลือใครแล้ว คุณหมอต้องช่วยพี่สินนะคะ”
       บุปผากราบที่ตักอีกแล้วนิ่งอยู่อย่างนั้น
       แล้วทั้งสองก็ต้องสะดุ้ง เมื่อเสียงสร้อยดังขึ้น
       “นังบุปผา”
       บุปผากับไอศูรย์เหลียวขวับไปมอง สองคนเห็นสร้อยเดินนำคุณหญิงมณี และ มัทนาเข้ามา สร้อยกับคุณหญิงมณีเห็นภาพบุปผาซบตักไอศูรย์ แต่มัทนาเดินตามมาหลังสุด ไม่เห็นอะไร จึงมีสีหน้าปกติไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่คุณหญิงมณีกับสร้อยจิกตาใส่บุปผาอย่างไม่พอใจ
      
       สร้อยลากตัวบุปผาออกมามุมหนึ่งของโรงพยาบาลแล้วเปิดฉากด่า
       “นังบุปผา ฉันรู้นะว่าแกคิดจะทำอะไร”
       บุปผาแสร้งทำหน้าเหรอหรา “ฉัน...จะทำอะไร”
       “ไม่ต้องมาตีหน้าซื่อ ฉันจะบอกให้นะ ความพยายามแกไม่เป็นผลหรอก เพราะคุณหมอไอศูรย์กำลังจะหมั้นกับคุณหนูอยู่เร็วๆนี้แล้ว รู้ไว้ด้วย”
       บุปผายังคงทำหน้าซื่อตาใสไม่รู้เรื่องอะไร สร้อยผลักบุปผาออกไปอย่างหมั่นไส้ แล้วเดินหนีไป พอร่างสร้อยลับตัวไป สีหน้าบุปผาก็เปลี่ยนจากใสซื่อกลายเป็นร้ายกาจขึ้นมาทันที
       “ก็ให้มันรู้ไปสิว่าจะได้หมั้นกัน”
       บุปผาบอกตัวเองอย่างมั่นใจ
      
       ด้านมัทนา รู้เรื่องแล้วว่านายสินเป็นอะไรจากไอศูรย์
       “โธ่..นายสิน..น่าสงสารจริง” มัทนาน้ำตาคลอ แล้วหันไปหาคุณหญิงมณี “คุณแม่ขา..เราต้องหาทางรักษานายสินกันอย่างดีที่สุดนะคะ”
       “นายสินเป็นคนเก่าคนแก่ของเรา แม่ไม่ทอดทิ้งมันหรอก” มณีบอกพลางหันมาทางไอศูรย์ “ขอป้าไปเยี่ยมนายสินหน่อยได้ไม๊จ๊ะ”
       “เชิญครับ”
       ไอศูรย์ลุกขึ้นเดินนำออกไป คุณหญิงมณีกับมัทนาตามติด
      
       มัทนาอยู่ในห้องคนไข้แล้ว กำลังก้มลงพูดกับนายสินอย่างห่วงใยในท่าทีอ่อนโยน
       “พี่ต้นเป็นหมอที่เก่งมากนะจ๊ะนายสิน พี่ต้นจะต้องหาทางรักษานายสินอย่างดีที่สุดจ้ะ”
       สินพยายามจะพูดกับมัทนา แต่ก็พูดไม่ได้ มัทนามองอย่างเวทนา ทำท่าจะร้องไห้ออกมา แต่ไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าสิน กลัวสินใจเสีย มัทนาจึงเดินเลี่ยงออกไปยืนกับไอศูรย์ที่หน้าห้อง ปล่อยให้คุณหญิงมณีเข้าไปเยี่ยมบ้าง
       “เอาเถอะ..นายสิน ฉันรับรองว่าฉันจะไม่ทอดทิ้งแก จะเลี้ยงดูแก กับแม่บุปผา น้องสาวของแกต่อไป...”
       สินพยายามจะพูดกับคุณหญิงมณีเรื่องบุปผาไม่ใช่น้อง แต่เป็นเมีย แต่ก็พูดไม่ได้ ได้แต่ส่งเสียง อือๆ อาๆ คุณหญิงมณีได้แต่ส่ายหน้า เวทนานัก
       ขณะเดียวกันไอศูรย์บอกมัทนาสีหน้าเรียบเฉย ยังโกรธเรื่องมัทนาไปดูละครกับเพชรอยู่
       “ไม่ต้องห่วง พี่จะรักษานายสินให้อย่างดีที่สุด”
       “ขอบคุณพี่ต้นแทนนายสินด้วยค่ะ” มัทนามองไอศูรย์ ด้วยแววตาสำนึกผิด “พี่ต้นขา..เรื่องเมื่อวาน พี่ต้นอย่าโกรธน้องมัทนะคะ ที่น้องมัทไปดูละครการกุศลกับพี่เพชร ก็เพราะคุณพ่อบอกให้ไปน่ะค่ะ”
       ไอศูรย์มีสีหน้าดีขึ้นมาทันที “จริงเหรอ”
       “น้องมัทไม่ได้อยากไปหรอกค่ะ แต่ไม่กล้าขัดคุณพ่อ” มัทนาว่า
       คราวนี้ไอศูรย์ค่อยยิ้มออก มัทนาเลยสีหน้าดีขึ้นตามไปด้วย
       “พี่ต้นหายโกรธน้องมัทแล้วใช่ไม๊คะ”
       “ก็ถ้าน้องมัทไปเพราะคุณลุงบอกให้ไป พี่ก็ไม่โกรธ”
       มัทนายิ้มกว้างด้วยความดีใจ ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วยิ้มให้แก่กัน สร้อยกับบุปผาเดินกลับเข้ามาสมทบ
      
       พอบุปผาเห็นมัทนากับไอศูรย์มองหน้าแถมสบตากันหวานชื่น ก็มีสีหน้าเจ็บใจขึ้นมาทันที

       บุปผาเดินอารมณ์เสียออกมาตรงมุมหนึ่งในโรงพยาบาล
      
       “ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ไปได้นะ เมื่อวานคุณหมอกับนังคุณหนูเพิ่งจะผิดใจกันอยู่หยกๆ วันนี้กลับมาดีกันได้ยังไงนี่” แล้วนึกถึงสินขึ้นมา “ยังดีนะที่ไอ้สินมันเป็นอัมพาตพูดไม่ได้ไปแล้ว ก็หมดไปเรื่องนึง แต่ถ้ามันตายๆ ไปเสียเลย ชีวิตฉันก็คงจะง่ายกว่านี้”
       บุปผาเดินผ่านห้องอิ่มพอดี อิ่มมองมาเห็นบุปผาก็ยิ้มดีใจ วิ่งเข้ามาหา บุปผากำลังอารมณ์เสียอยู่ก็ยิ่งรำคาญ “ฮึ่ย”
       บุปผาผลักอิ่มออกไปสุดแรง ร่างอิ่มเซถลาเข้าไปในห้องล้มหัวฟาดพื้นแล้วแน่นิ่งไป บุปผามองดูด้วยความตกใจ รีบเหลียวซ้ายแลขวา พอเห็นว่าไม่มีใครเห็นการกระทำของหล่อน บุปผาก็รีบวิ่งหนีไปเร็วรี่ โดยไม่สนใจจะช่วยเหลือดูอาการอิ่มแต่อย่างใด
       ปล่อยให้อิ่มฟุบสลบอยู่กับพื้นตามลำพัง
      
       ฟากไอศูรย์ขับรถมาส่งมัทนาที่มหาวิทยาลัย ไอศูรย์ลงมาเปิดประตูรถให้มัทนาอย่าง
       เอาอกเอาใจ มัทนายกมือไหว้
       “ขอบคุณพี่ต้นมากนะคะที่ขับรถมาส่งน้องมัท”
       “ตั้งใจเรียนนะ ไม่ต้องห่วงเรื่องนายสิน พี่จะดูแลเขาให้อย่างดีที่สุด”
       มัทนายกมือไหว้ไอศูรย์อีกครั้ง “ขอบคุณพี่ต้นแทนบุปผาด้วยค่ะ สงสารบุปผาเหลือเกิน มีกันอยู่แค่สองคนพี่น้องแท้ๆ นายสินยังมาล้มเจ็บอย่างนี้เสียอีก”
       ยังไม่ทันที่ไอศูรย์จะตอบอะไร เพชรก็ขับรถมาส่งพลอยเหมือนกัน พอทั้งหมดเห็นกัน ต่างก็มีปฏิกิริยามึนตึงต่อกันขึ้นมาทันที พลอยไหว้ลาเพชรแล้วลงจากรถ แล้วรีบเดินขึ้นตึกเรียนไปเลย
       มัทนาไหว้ลาไอศูรย์ “น้องมัทไปก่อนนะคะพี่ต้น”
       แล้วมัทนาก็รีบวิ่งตามพลอยไปทันที เพชรมองไอศูรย์อย่างงงๆ ไม่นึกว่าไอศูรย์กับมัทนาจะคืนดีกันได้เร็วอย่างนี้
       แต่ไอศูรย์มองเพชรแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยนและทักทายอย่างจริงใจ ไม่ได้ประชด
       “ไปดูละครเมื่อคืน..สนุกไม๊เพชร”
       เพชรแดกดัน ตอบเสียงห้วน “ได้ไปดูกับน้องมัทนา ยิ่งดูละครได้สนุกกว่าที่คิดไว้อีกครับพี่ต้น”
       ไอศูรย์พยายามประนีประนอมอย่างที่สุด “เพชร พี่ไม่อยากผิดใจกับเพชร เพราะเราก็รู้จักกันมาหลายปีแล้ว”
       “มาพูดตอนนี้มันสายไปแล้วละ ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะครับ ตราบใดที่พี่ต้นกับน้องมัทยังไม่ได้หมั้นหมายกัน ผมจะไม่ยอมรามือจากน้องมัทอย่างแน่นอน”
       พูดจบเพชรก็เดินกลับขึ้นรถแล้วขับพรืดออกไป ไอศูรย์ถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม
      
       ด้านมัทนาวิ่งตามมาจนทันดึงแขนพลอยไว้
       “พลอย..พูดกับเราก่อนสิ”
       แต่พลอยสะบัดแขนออกอย่างแรง
       “ไม่พูด ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับผู้หญิงที่คิดจะจับปลาสองมืออย่างเธอ”
       พลอยเดินสะบัดตัวออกไป มัทนาได้แต่ยืนน้ำตาปริ่มด้วยความเสียใจที่ความ สัมพันธ์กับเพื่อนต้องมาขาดสะบั้นลงแบบนี้
      
       ไอศูรย์เดินสีหน้าเหนื่อยใจเรื่องเพชรกลับเข้ามาในโรงพยาบาล เดินผ่านห้องอิ่ม เห็นอิ่มนอนฟุบอยู่ที่พื้น
       ไอศูรย์ตกใจมาก “ป้ารุ่ง”
       ไอศูรย์วิ่งเข้าไปประคองร่างอิ่มให้พลิกหงายขึ้น เห็นที่หน้าผากมีเลือดไหลซึมอยู่
       “พยาบาล มาช่วยกันหน่อยเร็ว”
       อิ่มหัวแตก นอนแน่นิ่งไม่ได้สติอยู่อย่างนั้น
       อา...ผลจากการที่อิ่มล้มหัวฟาดพื้นคราวนี้ จะทำให้อิ่มเริ่มจำความได้ทีละนิดๆ เพราะน้ำมือของบุปผาแท้ๆ
      
       ทับทิมและคนอื่นๆ รู้เรื่องจากบุปผา ต่างมีสีหน้าตกใจ
       “ฮ้า ไอ้สินมันถึงกับเป็นอัมพาตเชียวเหรอวะ”
       บุปผาพยักหน้า แล้วก้มหน้าร้องไห้ คนอื่นๆหน้าเศร้า สลดไปตามๆกัน)
       “เวรกรรมอะไรของมันกันเนี่ย” สวิงว่า
       ไสวเห็นด้วย “นั่นสิ”
       แสงมองบุปผาอย่างไม่ไว้ใจ “บุปผา..ฉันถามหน่อยเถอะ พี่สินหกล้มได้ยังไง”
       “ฉันไม่รู้ ก็ฉันบอกแล้วไงว่าตอนที่เดินไปเจอพี่สิน พี่สินก็นอนไม่รู้สึกตัวอยู่แล้ว”
       แสงโพล่งขึ้น “ฉันไม่เชื่อ ฉันได้ยินเสียงเธอทะเลาะกับพี่สิน”
       บุปผาอึ้งไป แล้วรีบตั้งสติ “พี่แสงหูฝาดไปรึเปล่า ฉันจะทะเลาะกับพี่สินทำไมกันล่ะ”
       “นั่นสิ” ไสวบอก
       สวิงหงุดหงิด “นี่แก พูดอย่างอื่นบ้างก็ได้นะ”
       ไสวหน้าแหยไป ส่วนแสงก็เงียบไป เพราะตอบไม่ได้เหมือนกัน ได้แต่มองหน้าบุปผาอย่างยังแคลงใจ แต่ไม่มีข้อพิสูจน์อะไร บุปผาทำหน้าใสซื่อน่าสงสารต่อไปเนียนๆ
      
       ทางด้านอิ่มนอนหลับอยู่ ที่หัวได้รับการทำแผลที่ถูกบุปผาผลักจนล้มเรียบร้อยแล้ว หมอปรีชากำลังยืนคุยอยู่กับไอศูรย์ ด้วยสีหน้ากังวล
       “ท่าทางจะล้มแรงไม่ใช่เล่นหรอก แผลถึงได้ช้ำขนาดนั้น แต่จะมีผลมากน้อยแค่ไหน คงต้องรอดูอาการตอนที่ป้ารุ่งแกฟื้นขึ้นมาอีกทีน่ะต้น”
       ไอศูรย์พยักหน้ารับรู้ แล้วมองอิ่มอย่างเวทนา
       คุณหญิงมณีกับสร้อยกำลังคุยกันอยู่บนตึกใหญ่
       “คุณหญิงขา..เรื่องนังบุปผากับคุณหมอไอศูรย์น่ะค่ะ”
       “ไม่ต้องพูดแล้วสร้อย ฉันรู้ เรื่องบางเรื่อง เราควรจะตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม”
      
       มณีตัดบทด้วยคิดหาทางออกเรื่องนี้ไว้แล้ว


  


       บุปผาสีหน้าตกใจพอฟังมณีพูดจบ
      
       “คุณหญิงให้บุปผาเลิกไปช่วยงานคุณหมอที่โรงพยาบาล”
       “ใช่”
       บุปผาอิดออด “แต่ป้ารุ่ง…”
       “เรื่องของคนบ้า ปล่อยให้หมอเขารักษากันต่อไปเองเถอะ ส่วนแก..คอยดูแลนายสินดีกว่า เขาเป็นพี่ชายแท้ๆ ของแกนะ ถึงขั้นเป็นอัมพาต พูดไม่ได้ขนาดนี้ แกควรจะห่วงพี่ชายมากกว่าคนอื่นนะ”
       เจอไม้นี้เข้า บุปผาพูดอะไรไม่ออกเลย แล้วเหลือบไปเห็นสร้อยทำหน้าสะใจอยู่ บุปผาโมโหแต่ต้องพยายามสะกดอารมณ์ไว้
       “ค่ะคุณหญิง” บุปผาเดินก้มหน้าออกไป
       พอบุปผาเดินพ้นไป นายพลเทพก็ถามคุณหญิงมณีอย่างสงสัย
       “มีอะไรกันรึคุณ”
       “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่กันไว้ก็ดีกว่าแก้น่ะค่ะคุณ”
       ท่านายพลยิ่งสงสัยมากขึ้น “คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ”
       “เรื่องผู้หญิงกับผู้ชายไงคะ ดิฉันไม่อยากให้นังบุปผามันอยู่ใกล้ชิดพ่อต้นมากเกินไป ถึงพ่อต้นจะเป็นคนดี แต่ดิฉันกลัวค่ะ กลัวว่าเอา น้ำตาล ไปอยู่ใกล้ๆ มด ประเดี๋ยว มด มันอดใจไม่ได้ จะยุ่งเสียเปล่าๆ”
       คุณหญิงมณีก็มองหน้านายพลเทพนิ่งๆ เทพซึ่งมีชนักติดหลังอยู่เรื่องอุ่น แม้จะเชื่อว่าคุณหญิงมณีไม่รู้เรื่องอุ่นในอดีต แต่ก็ไม่อยากพูดให้มากความไปจึงนิ่งเสีย
       คุณหญิงมณีเหลียวไปมองหน้ากับสร้อยอย่างรู้กัน
      
       ส่วนบุปผาเดินหงุดหงิดมาตามทางเดินในบ้าน
       “คิดจะกีดกันฉันเหรอนังคุณหญิง คนอย่างอีบุปผา ไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอกเว้ย”
      
       ค่ำนั้นเพชรเพิ่งเดินกลับเข้าบ้านมา พอเปิดไฟก็ต้องสะดุ้งเมื่อพบว่าพลอยนั่งรอเขาอยู่ในความมืด
       “ยายพลอย ทำไมมานั่งมืดๆอย่างนี้ พี่ตกใจหมด รอพี่อยู่เหรอ”
       พลอยพยักหน้ารับ “พลอยมีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับพี่เพชรหน่อยค่ะ”
       “เรื่องอะไร” เพชรฉงนในท่าทีและคำพูดของน้องสาว
       “เรื่องเรามาร่วมมือกันดีไม๊คะ ในเมื่อพี่เพชรก็ยังชอบยายมัทอยู่ และยายมัทก็ยังไม่ได้หมั้นกับพี่ต้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แค่เป็นคู่หมายกันเท่านั้น เพราะฉะนั้น อะไรๆ มันก็ยังอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้”
       เพชรยิ้ม ชักนึกสนุก “แล้วไง…”
       “ก็ถ้าเรามาร่วมมือกัน พี่เพชรต้องพยายามเอาชนะใจยายมัทให้ได้ แล้วพลอยก็จะได้มีโอกาสกับพี่ต้นบ้าง” พลอยเผยไพ่ในมือ
       “แล้วไอ้กำพลล่ะ พลอยก็รู้ว่าตอนนี้กำพลมันเดินเข้าออกบ้านเรา หัวบันไดไม่แห้งเลยเพราะอะไร”
       พลอยยิ้มร้ายออกมา “พลอยมีสิทธิ์จะเลือกคนที่ดีที่สุดให้กับตัวเองไม่ใช่หรือคะพี่เพชร”
       เพชรหัวเราะชอบใจ แล้วเดินมายื่นมือให้น้องสาวจับ
       “ตกลง”
       พลอยยื่นมือไปจับมือพี่ชายเป็นการตกลง สองพี่น้องมองหน้ากันอย่างมาดหมาย
      
       วันต่อมา สองคนนัดเจอกันที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ผกามาถึงก่อนนั่งรอบุปผาอยู่ สักครู่บุปผาก็เข้ามา เหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครเห็นว่าเธอมาพบกับผกา จึงเดินเข้ามาหาผกา
       “แม่”
       ผกาหันมาเห็นบุปผาก็ยิ้มดีใจ “บุปผา...” มองสำรวจอย่างแปลกตา “แต่งตัวอย่างนี้ แม่เกือบจำไม่ได้เลย”
       “ก็ตอนนี้ฉันเป็นคนใช้อยู่ในบ้านเทพบริบาลนี่จ๊ะ จะให้แต่งตัวเหมือนอย่างตอนที่อยู่หอโคมแดงคงไม่ได้หรอก”
       “บุปผาสบายดีไม๊ลูก แม่เป็นห่วงนะ”
       “ฉันสบายดีจ้ะแม่ แม่ไม่ต้องห่วงหรอก แต่ที่ฉันนัดแม่ออกมาพบนี่ เพราะฉันมีเรื่องอยากให้แม่ช่วย…”
       ผกามองหน้าบุปผาเป็นเชิงถามว่าธุระสำคัญอะไร
      
       ไอศูรย์มาหามัทนาที่บ้าน มัทนายกมือไหว้ขอโทษไอศูรย์
       “มัทต้องขอโทษพี่ต้นด้วยนะคะ ที่คุณแม่สั่งให้บุปผาเลิกไปช่วยเรื่องป้ารุ่งที่โรงพยาบาลน่ะค่ะ”
       “น้องมัทไม่ต้องมาขอโทษพี่หรอกจ้ะ เพราะถึงคุณป้าจะไม่สั่งเลิก พี่ก็คงจะขอเลิกเอง เพราะพี่ก็เห็นว่าบุปผาควรจะอยู่ดูแลนายสินมากกว่า เรื่องป้ารุ่ง..ให้เป็นธุระของพี่หมอปรีชาไปเถอะ”
       มัทนาไหว้ไอศูรย์อีกครั้ง “ขอบคุณนะคะที่เข้าใจ”
       ไอศูรย์ยิ้มให้มัทนา โดยไม่รู้ว่าคุณหญิงมณีกับคุณหญิงแจ่มจันทร์ยืนมองลูกชาย ลูกสาว จากมุมหนึ่งของบ้าน โดยมีสร้อยกับโฉม นั่งคอยรับใช้อยู่ใกล้ๆ ด้วย
       “เห็นตาต้นกับหนูมัทคืนดีกันได้อย่างนี้ ดิฉันค่อยสบายใจหน่อยค่ะคุณหญิง เพราะดิฉันไม่อยากได้ผู้หญิงคนไหนมาเป็นลูกสะใภ้ นอกจากหนูมัทหรอกค่ะ” แจ่มจันทร์บอกยิ้มๆ
       คุณหญิงมณียิ้มพอใจ
      
       ด้านผกาได้ฟังที่บุปผาบอกก็ตกใจมาก
       “บุปผาจะทำเสน่ห์หมอไอศูรย์ ไม่ แม่ไม่เห็นด้วย”
       บุปผามีสีหน้าผิดหวังอย่างรุนแรง “ทำไมล่ะจ๊ะแม่”
       “การทำเสน่ห์ หรือการทำของใส่คนอื่นน่ะ มันเป็นคุณไสย์ที่สกปรกที่สุด ดีไม่ดี สิ่งเลวร้ายจากของที่เอามาทำเสน่ห์มันจะย้อนกลับมาเข้าตัวเรานะลูก”
       “ฉันไม่กลัวหรอก ฉันกลัวพลาดจากหมอไอศูรย์มากกว่า”
       “แต่ยังไงๆแม่ก็ไม่เห็นด้วย อย่าว่าแต่ทำเสน่ห์เลยเอาแค่คิดจะวางยานี่ก็บาปมากแล้ว”
       บุปผาชะงัก สะกิดใจ “วางยา”
       ผกาชะงักเมื่อเห็นสีหน้าบุปผา “บุปผาคิดอะไรอยู่”
       บุปผาได้แผนใหม่ “เอ้า..ฉันไม่ทำเสน่ห์คุณหมอก็ได้ งั้นฉันแค่วางยาก็ได้ เอาแค่เบาะๆ พอให้ล้มหมอนนอนเสื่อก็พอ”
       ผกางง “แกจะวางยาคุณหมอทำไม”
       “ฉันจะวางยาคุณหญิงต่างหากล่ะจ๊ะแม่ เพราะตอนนี้ นังคุณหญิงมันระแวงฉัน แล้วเกิดมันไล่ฉันออกจากบ้าน ทุกอย่างที่ฉันลงทุนมาก็จะสูญเปล่าหมด แต่...”
      
       บุปผามองไปเบื้องหน้า เห็นภาพเหตุการณ์ที่หล่อนวางแผนผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ


   


       โดยบุปผาวางแผนว่าค่ำนั้นหล่อนถือถาดอาหารจะขึ้นตึกใหญ่ แต่หยุดวางถาดลงที่ระเบียงหลังบ้านก่อนขึ้นตึก เหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใคร จึงหยิบเอาขวดยาเล็กๆ ที่เหน็บเอวมาด้วยออกมาเหยาะใส่ถ้วยอาหาร 2-3 หยด
      
       “ฉันจะวางยานังคุณหญิง” เสียงบุปผาเล่าความ
      
       จากนั้นบุปผาจะเอาถ้วยอาหารที่ใส่ยาวางลงตรงหน้าคุณหญิงมณี ท่าทางเนียนมาก ไม่มีพิรุธเลย แล้วเอาถ้วยอาหารอื่นๆ วางเสิร์ฟนายพลเทพ และมัทนา อย่างเรียบร้อย โดยมีสร้อยยืนคุมอยู่ห่างๆ คุณหญิงมณีกินอาหารที่ถูกใส่ยาอย่างไม่รู้เรื่องอะไร บุปผายิ้มพอใจ
      
       พอตกกลางคืน ขณะที่คุณหญิงมณีที่นอนหลับอยู่ดีๆ ก็เริ่มกระอักกระไอออกมา และไอรุนแรงขึ้นจนนายพลเทพตกใจตื่นตาม รีบลุกขึ้นมาดูแลอาการคุณหญิงมณีด้วยความเป็นห่วง
      
       “แต่พอนังคุณหญิงมันล้มป่วย ฉันก็จะเลิกวางยา” บุปผาบอก
      
       คุณหญิงมณีนั่งอยู่ที่เก้าอี้นอนในห้องนั่งเล่น สีหน้าซีดเซียว มีมัทนา นายพลเทพ และสร้อย คอยดูแลปรนนิบัติอยู่ใกล้ๆ แล้วบุปผาก็คลานเข่าเอาถ้วยยาสมุนไพรต้มมาให้คุณหญิงมณีดื่ม
       “แล้วทำทีเป็นต้มสมุนไพรให้มันกินเพื่อรักษาอาการแทน” บุปผาบอกอีก
      
       บุปผาเล่าแผนให้ผกาฟังต่อไป
       “นังคุณหญิงมันก็จะค่อยๆ อาการดีขึ้น แล้วก็เชื่อว่าฉันเป็นคนช่วยรักษา ทีนี้ฉันก็จะได้กลายเป็นคนโปรดของคุณหญิงไงละจ๊ะแม่ เป็นไง แผนฉันเข้าท่าไม๊ล่ะ”
       ผกายังกังวลอยู่ “แต่หมอไอศูรย์เขาเป็นหมอนะ เขาจะไม่รู้เชียวเหรอว่าคุณหญิงถูกวางยาน่ะ”
       “ฉันรู้มาว่ายาแบบนี้ การแพทย์สมัยใหม่ตรวจไม่พบหรอกจ้ะแม่”
       ผกายังมีสีหน้าลังเล บุปผารีบใช้ลูกอ้อน โผเข้ากอดเอว
       “แม่จ๋า...ฉันแค่จะวางยาเพื่อให้คุณหญิงรักฉัน ฉันจะได้ไม่ถูกเฉดหัวออกจากบ้านนั้นง่ายๆเท่านั้นแหละจ้ะแม่ ไม่ได้จะฆ่าคุณหญิงสักหน่อย ฉันจะได้มีโอกาสจับหมอไอศูรย์แต่งงานกับฉันให้ได้ แล้วพอฉันได้ดีแล้ว แม่ก็จะได้เลิกกิจการหอโคมแดงเสียทีไงจ๊ะ แม่ช่วยฉันนะ”
       ผกามีสีหน้าคิดหนัก บุปผามองหน้าผกาอย่างลุ้นๆ
       “ไม่” ผกาบอกด้วยเสียงอันเฉียบขาด
       บุปผาหน้าง้ำลงทันที
      
       ทางด้านนายพลเทพกำลังคุยอยู่กับดำเกิง ลูกน้องคนสนิท
       “ฉันโทร.ไปหาผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ดำเกิงบอกฉันเรียบร้อยแล้ว เขาตกลงจะอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง ดำเกิงเอารูปไปให้เขาดู”
       นายพลเทพยื่นรูปถ่ายใบหนึ่งให้ดำเกิง เป็นรูปถ่ายของอิ่มกับอุ่น
       “ถามเขามาให้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นใช่แม่อิ่มรึเปล่า”
       นายพลเทพชี้อิ่มในรูปให้ดำเกิงดู
       “ถ้าใช่แม่อิ่มจริงๆ แล้วเด็กนั่นใช่ลูกฉันไม๊ แล้วเวลานี้เด็กนั่นอยู่ที่ไหน ตราบใดที่เรื่องนี้ยังไม่กระจ่าง ฉันคงไม่มีวันตายตาหลับแน่”
       ดำเกิงรับรูปถ่ายจากนายพลเทพ แล้วเดินออกไป
       “ขอให้ลูกฉันกับอุ่นยังมีชีวิตอยู่ด้วยเถอะ”
       เทพภาวนาอยู่ในใจ สีหน้าแอบมีความหวัง
      
       ส่วนอิ่มนอนหลับอยู่ในห้องพักฟื้น สักครู่ก็เริ่มส่ายหน้าไปมาเหมือนคนฝันร้าย
       ฝันเห็นตอนที่ตัวเองอุ้มบุปผาตอนเป็นทารกวิ่งหนีมาจากบ้านอุ่น ด้วยความตกใจกลัวสุดขีด เหมือนว่าอิ่มจะให้ค่อยๆ ฟื้นคืนความจำได้ทีละน้อยๆ
      
       อิ่มสีหน้าหงุดหงิดทั้งๆ ที่ยังหลับอยู่ เหมือนคนที่พยายามจะคิดอะไรให้ออก แต่ก็คิดไม่ตกสักที ข้างๆ เตียงอิ่มเวลานั้นหากอิ่มรับรู้จะแลเห็นผีอุ่นนั่งอยู่ข้างๆ นั่นเอง แต่ก็ช่วยอะไรอิ่มไม่ได้
      
       เวลานั้นนายพลเทพกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่น แสงเดินเข้ามา
       “มีแขกมาขอพบท่านขอรับ”
       “ใคร”
       แสงไม่ได้ตอบ เพราะอุ่นเดินเข้ามาเสียก่อน นายพลเทพลุกขึ้นมองอย่างดีใจ
       “อุ่น”
       อุ่นยกมือไหว้นายพลเทพอย่างนอบน้อม
       “อุ่นเองเจ้าค่ะท่าน”
       เทพชะงัก “เอ๊ะ แต่เธอตายไปแล้วนี่”
       อุ่นหน้าเศร้า “เจ้าค่ะท่าน แต่ลูกของเรายังไม่ตายนะเจ้าคะ” เสียงของอุ่นดังขึ้นเรื่อยๆ “ลูกของเรายังมีชีวิตอยู่ ท่านจะต้องตามหาตัวลูกของเราให้พบนะเจ้าคะ ลูกของเรายังมีชีวิตอยู่”
      
       นายพลเทพสะดุ้งพรวดตื่นขึ้นมาตอนดึก ร้องลั่น
       “ลูก!”
       เทพหายใจหอบๆ แล้วตั้งสติอยู่สักพัก จึงได้รู้ว่าเป็นเพียงความฝัน เพราะหมกมุ่นกับข้อมูลที่เพิ่งรับรู้มาจากดำเกิงมากเกินไปนั่นเอง นายพลเทพถอนใจเฮือก แล้วนึกได้ว่าเขาอาจทำให้คุณหญิงมณีตกใจตื่นแล้วระแวงเขาก็ได้ จึงหันไปมองภรรยา
       นายพลเทพเห็นคุณหญิงมณีนอนหลับนิ่งอยู่ ไม่รู้สึกตัวเลย ท่านนายพลถอนใจโล่งอก แล้วล้มตัวลงนอนใหม่ แต่ทันทีที่เทพนอนนิ่งไป
      
       คุณหญิงมณีก็ลืมตาโพลงขึ้นมาทันที ได้ยินสิ่งที่นายพลเทพละเมอพูดออกมาทุกคำ


   


       ภายห้องทำงานของหมอในโรงพยาบาลที่ผกาเคยพาอุ่นมารักษาตัวเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ช่วงเวลาตอนกลางวัน
      
       ดำเกิงลูกน้องนายพลเทพ นั่งอยู่กับหมอ ซึ่งยามนี้แก่ตัวลงไปตามวันเวลา
       “ผู้อำนวยการบอกผมแล้วว่า...ให้ผมอำนวยความสะดวกแก่คุณทุกอย่าง คุณมีอะไรจะให้ผมช่วยหรือครับ”
       ดำเกิงส่งรูปถ่ายของอิ่มกับอุ่น ที่ได้จากนายพลเทพ ให้หมอดู แล้วชี้ตรงรูปอิ่ม
       “ผู้หญิงที่ถูกรถชนเมื่อ 18 ปีก่อน ใช่ผู้หญิงในรูปนี้ไหมครับหมอ”
       หมอรับรูปถ่ายอิ่มกับอุ่นมาดู เพ่งมองที่อิ่ม
       “อืม..เรื่องมันก็เกิดขึ้นนานแล้ว...” หมอพยายามรื้อฟื้นความจำตัวเอง
       ภาพจำตอนที่อิ่มวิ่งร้องโวยวายจะหนี ผุดขึ้นมา
       “ช่วยด้วย ! มันจะฆ่าฉัน ! มันจะฆ่าฉัน”
       หมอ กับพยาบาล 2 คน วิ่งเข้ามา และพยายามจะจับตัวอิ่มเอาไว้ แต่อิ่มสู้สุดฤทธิ์ทำให้ไม่มีใครจับตัวได้ อิ่มวิ่งหนีไป
       หมอสั่งพยาบาล “ตามไปเร็ว”
       พยาบาล 2 คน วิ่งตามอิ่มไป
       หมอหันมาถามผกาที่ถูกอิ่มผลักล้ม “เป็นไงบ้างครับคุณ”
       “ฉันไม่เป็นไรค่ะ” ผกาก้มลงมองเด็กที่อุ้มอยู่ “เด็กก็ไม่เป็นไรเหมือนกันค่ะ”
       หมอนึกแล้วเอ่ยขึ้น “ผมคิดว่าผู้หญิงคนที่ถูกรถชนมาในคืนนั้น กับผู้หญิงในรูปนี้ เป็นคนๆ เดียวกัน”
       ดำเกิงยิ้มด้วยความดีใจ
       “แต่ผมไม่ทราบว่าเธอชื่ออะไรนะครับ เพราะว่าเธอถูกรถชนจนสมองถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนความจำเสื่อม” หมอเล่าต่อ
       “ความจำเสื่อม” ดำเกิงตกใจกับข้อมูลนี้
       หมอพยักหน้า “แล้วเธอก็หนีหายออกไปจากโรงพยาบาล ตั้งแต่วันนั้น แล้วเราก็ไม่เคยพบตัวเธออีกเลย”
       “แล้วเด็กละครับ เป็นลูกของผู้หญิงคนนี้ หรือว่าลูกใคร” ดำเกิงรีบซัก
       “เราไม่รู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเด็กคนนี้เลยครับ ผมคงให้ข้อมูลคุณได้เพียงเท่านี้ละครับ”
       ดำเกิงมีสีหน้าผิดหวัง “ขอบคุณครับหมอ” ยกมือไหว้หมอแล้วลุกขึ้นจะกลับ แล้วบ่นงึมงำกับตัวเอง
       “เฮ้อ..อุตส่าห์ดั้นด้นหามาจนถึงนี่ เจอทางตันเสียได้”
       หมอนึกอะไรขึ้นมาได้ “เอ้อ...เดี๋ยวครับ”
       ดำเกิงหันไปมองหน้าหมออย่างแปลกใจ
      
       ไม่นานหลังจากนั้น ผกาเดินหิ้วถุงข้าวของพะรุงพะรังกลับมา เดือนกับมุกวิ่งเข้ามารับ
       “อ๊าย วันนี้แม่ซื้อข้าวของกลับมามากมายเลย ซื้ออะไรมาบ้างจ๊ะ” มุกถาม
       เดือนเปิดถุงดู “อุ๊ย...ของอร่อยๆ ทั้งนั้นเลย”
       ผกามองหาลูกๆ “สิรีกับพิกุลล่ะ”
       “รับแขกอยู่จ้ะแม่”
       ผกาพยักหน้ารับรู้ แล้วยังไม่ทันที่คนทั้งสามจะทำอะไรต่อ เมียหลวงนางหนึ่งก็พรวดเข้ามาในหอโคมแดง พร้อมชายฉกรรจ์ถือไม้หน้าสามในมือทุกคน สามสาวร้องวี้ดว้ายตกใจใหญ่ เพ็ญวิ่งเข้ามาสมทบ พอเห็นก็ร้องอุทานด้วยความตกใจไปด้วยอีกคน
       เมียหลวงแผดเสียงถาม “คุณพจน์อยู่ไหน”!
       ผกาถามออกไป “คุณพจน์อะไรกันคะ”
       เมียหลวงโกรธ “อ๋อ..ไม่บอกใช่ไม๊” หันไปสั่งเหล่าชายฉกรรจ์ “ค้น เจอคุณพจน์อยู่ที่ไหน ลากตัวออกมา”
       เหล่าชายฉกรรจ์แยกย้ายกันไปเดินตามหาพจน์ เมียหลวงก็เดินหาด้วย ผกาวิ่งเข้าไปดึงแขนเมียหลวงไว้
       “คุณทำอย่างนี้ไม่ได้นะคะ”
       “ทำไมจะไม่ได้ ฉันเป็นเมีย ฉันจะมาลากผัวฉันกลับบ้าน อีหน้าไหนก็ห้ามยุ่ง”
       แล้วเมียหลวงก็มองผกาตั้งแต่หัวจรดเท้า เหยียดยิ้มพูดอย่างดูถูก
       “หล่อนมันก็เป็นแค่อีผู้หญิงที่ขาย ที่นาผืนกะแบะเท่าฝ่ามือ หากิน อย่าบังอาจมาจับตัวฉัน เดี๋ยวตัวเสนียดมันจะเกาะฉันเข้า”
       ผกายืนอึ้งไป แต่พอเมียหลวงออกเดินตามหาผัวต่อ ผกาก็ทนไม่ได้ วิ่งเข้าไปดึงแขนเมียหลวงไว้อีก เมียหลวงเลยหันมาตบผกาเสียงดังผลัวะ เดือน มุก และเพ็ญ หวีดร้องแล้ววิ่งเข้ามาประคองผกา มุกเห็นผกาเลือดกบปากก็โมโห
       “แกตบแม่ฉันเหรอ” มุกพุ่งเข้าไปตบเมียหลวงดังผลัวะ!
       เมียหลวงร้องแล้วพุ่งเข้าตบมุกบ้าง สองคนเลยตบกับอุตลุด ชายฉกรรจ์คนหนึ่งวิ่งเข้ามาช่วยเมียหลวง ตบมุก จนมุกฟุบไป เดือนเข้ามาดูมุก ในขณะที่เพ็ญยังดูผกาอยู่
       ชายฉกรรจ์คนนั้น ถามด้วยความเป็นห่วง “คุณหญิงเป็นยังไงบ้างขอรับ”
       เมียหลวงเช็ดเลือดมุมปาก “ฉันไม่เป็นไร หาตัวคุณพจน์ให้เจอ”
       ชายฉกรรจ์ผละไป ผกาเป็นห่วงสิรีกับพิกุลจึงสั่งเพ็ญ
       “ตามไป”
      
       เพ็ญวิ่งตามชายฉกรรจ์คนนั้นไป
      

      ครู่ต่อมาชายฉกรรจ์ถีบประตูเปรี้ยง เข้ามา เห็นสิรีกับพจน์สะดุ้งเฮือกลุกขึ้นมาจากเตียง แล้วชายฉกรรจ์ 2 ก็พุ่งเข้าไปตบสิรีผลัวะ จนสิรีฟุบไป พจน์ตะลึง เพ็ญวิ่งเข้ามาดู
      
       “สิรี” เพ็ญพุ่งเข้าไปดูอาการสิรี เห็นเลือดกบปาก
       ชายฉกรรจ์อีกคนเอาเสื้อผ้าของพจน์ส่งให้
       “คุณหญิงมาตามขอรับท่าน”
       พจน์ลนลานใส่เสื้อผ้าแล้วรีบออกจากห้องไป ชายฉกรรจ์ทั้งสองเอาไม้หน้าสามที่ถือติดมือมาด้วยฟาดทำลายข้าวของในห้องจนเละเทะ สิรีกับเพ็ญได้แต่มองดู ด้วยสีหน้าหวาดกลัว ตัวสั่นเทา
      
       ส่วนอีกห้องแลเห็นพิกุลกับชายอีกคนหนึ่ง กำลังนั่งเบิกตาโพลงอยู่บนเตียงด้วยความตื่นตะลึง เมื่อมีชายฉกรรจ์อีกคนเอาไม้หน้าสามมาทุบทำลายข้าวของภายในห้องจนป่นปี้ เช่นเดียวกับห้องที่แล้วไม่มีผิด พิกุลกับชายคนนั้น ได้แต่นั่งดูตัวแข็งทื่อแม้แต่จะขยับตัวก็ไม่กล้าทำ
       ด้านผกา เดือน และมุก ต่างนั่งกอดกันอยู่ด้วยสีหน้าหวาดกลัว สักครู่พจน์ก็ลนลานเข้ามา เมียหลวงหันไปชี้หน้าด่า
       “โกหกว่าไปราชการ ที่แท้ก็มามุดผ้าถุงอยู่ที่นี่เอง! ไป! กลับบ้าน”
       ว่าแล้วคุณหญิงเมียหลวงนางนั้นก็ดึงหูพจน์ลากตัวออกไป เพ็ญประคองสิรีตามเข้ามา พิกุลวิ่งตามเข้ามาเป็นคนสุดท้าย ชายฉกรรจ์ทั้งหมดยังยืนคุมเชิงอยู่ เห็นพวกผกาทุกคนไม่โต้ตอบอะไร ได้แต่กอดกันตัวสั่นด้วยความกลัวกัน แต่ชายฉกรรจ์ 1 ใน 2 ยังไม่วายเอาไม้หน้าสามฟาดทำลายข้าวของใกล้มืออีกครั้งด้วยความฮึกเหิมสะใจ เสียงข้าวของแตกดังเปรื่องปร่างอย่างน่าตกใจ สีหน้าผกาเวลานี้ทั้งกลัว ทั้งแค้นใจที่ถูกรังแกจนน้ำตาไหลออกมา
      
       ฝ่ายดำเกิงเอาความที่ได้รู้จากหมอกลับมาบอกนายพลเทพที่ห้องทำงานภายในกรม นายพลเทพสีหน้าตื่นเต้นดีใจมาก)
       “อิ่มยังไม่ตาย ลูกฉันกับอุ่นยังมีชีวิตอยู่” จ้องหน้าดำเกิงคาดคั้น “แล้วเวลานี้...ลูกฉันอยู่ที่ไหน”
       ดำเกิงเล่าเรื่องที่คุยกับหมอต่อ
      
       โดยเริ่มจากเหตุการณ์ตอนนั้นที่ดำเกิงหันกลับไปมองหน้าหมออย่างสงสัย
       “มีอะไรหรือครับหมอ”
       “เรื่องเด็กคนนั้น...”
       หมอเล่าเรื่องที่ตนคุยกับผกาเมื่อ 18 ปี ก่อนให้ด้ำเกิงฟังจนเห็นเป็นภาพ
      
       “ไม่มีใครตามหาแม่เด็กพบเลยครับคุณผกา”
       “โธ่..เวรกรรมจริง..แล้วเด็กคนนี้ละคะหมอ จะยังไงต่อไปคะ”
       “ถ้าแม่เด็กไม่กลับมา ก็คงต้องหาคนอุปการะเด็กต่อไปละครับ”
       ผกาก้มลงมองดูเด็กที่อุ้มไว้
       “ถ้าอย่างนั้น..ดิฉันจะขออุปการะเด็กคนนี้เองค่ะ”
      
       สองคนอยู่ที่ห้องทำงานของนายพลเทพภายในกรมทหาร นายพลเทพรับรู้ข้อมูลใหม่ด้วยอาการตื่นตะลึง
       “อะไรนะ ผู้หญิงหยำฉ่ารับเอาลูกฉันไปเลี้ยง”
       “ขอรับท่าน ตามสมุดบันทึกของโรงพยาบาลลงไว้ว่า...ผู้หญิงคนนั้นชื่อ..ผกา แสงฉาย”
      
       เวลาเดียวกันที่หอโคมแดงสภาพเละเทะ ผกากำลังนั่งเก็บของที่ยังอยู่ในสภาพที่พอใช้ได้ขึ้นมาประกอบใหม่ น้ำตาคลอๆ แต่พยายามกลั้นน้ำตาไว้ เดือนกับพิกุลช่วยด้วย ในขณะที่เพ็ญเอายาใส่แผลให้มุกที่โดนตบอยู่
       พิกุลเก็บไป ร้องไห้ไปด้วยความเสียดาย “ของพังเสียหายเกือบหมดเลยจ้ะแม่ แทบจะไม่มีอะไรเหลือดีเลย”
       เดือนครวญ “น่าเสียดายจัง”
       “ช่างมันเถอะ ขอเพียงพวกเราไม่เป็นอะไรกันไปมากกว่านี้ก็นับว่าบุญแล้ว” ผกาบอก
       “ทำไมเขาต้องทำกับเราถึงขนาดนี้ด้วยล่ะจ๊ะแม่ เรามันก็แค่คนทำมาหากิน ไม่ได้ไปทำร้ายใครสักหน่อย” พิกุลว่า
       “พวกเราเป็นฝ่ายช่วยเขาเสียด้วยซ้ำนะแม่นะ ช่วยไม่ให้เขาต้องเหนื่อย” สิริเสริม
       มุกระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความแค้นใจ “พวกแกโง่รึเปล่า! ไม่มีใครเขามองเราเป็นคนดีหรอก อาชีพอย่างพวกเราน่ะ...มีแต่คนดูถูกดูแคลน มีศักดิ์ศรีความเป็นคนไม่เท่าคนอื่นหรอก รู้ไว้เสียด้วย”
       ผกามีสีหน้าชอกช้ำใจ พูดด้วยน้ำเสียงเยาะหยันชะตาชีวิตตัวเอง
       “ใช่ เรามีศักดิ์ศรีความเป็นคนไม่เท่าคนอื่นจริงๆ”
       แล้วผกาก็นึกถึงบุปผาขึ้นมา พึมพำเบาๆ คนเดียว
       “บุปผาเอ๊ย...ถ้าแกหนีจาก ปลักตม ตรงนี้ไปได้ดีสมหวังดังใจ...แม่ก็จะได้ขึ้นจาก ปลักตม ตรงนี้ได้ด้วยเหมือนกัน”
       ถึงตอนนี้ผกาคิดทบทวนคำขอร้องบุปผาอีกครั้ง
      
       ฝ่ายนายพลเทพมีสีหน้าเครียดเคร่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจบอกออกไป
       “เอาเถอะดำเกิง หาตัวลูกฉันให้พบก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
       “ขอรับท่าน”
       สีหน้านายพลเทพ เคร่งขรึม มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องที่ว่าลูกอีกคนที่เกิดกับอุ่นยังไม่ตาย จึงไม่ทันเห็นว่าคุณหญิงมณีเดินเข้ามา และได้ยินเรื่องที่สนทนาตอนนี้เข้าพอดี
       “แต่จำไว้นะดำเกิง เธอต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับอย่างที่สุดนะ ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด โดยเฉพาะคุณหญิงมณี”
       “ขอรับท่าน” ดำเกิงค้อมตัวเดินออกไป
       นายพลเทพมีสีหน้าครุ่นคิด ทั้งดีใจที่รู้ว่าลูกอีกคนของตนยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็กังวลใจว่าจะตามหาเจอหรือไม่ และหากเจอแล้วจะอยู่ในสถานะไหน ท่านนายพลทอดถอนใจ
      
       ส่วนคุณหญิงมณี ค้างคาใจและสงสัยสุดๆ ว่านายพลเทพกำลังมีความลับอะไรที่ให้เธอรู้ไม่ได้


  


       ด้านสร้อยกับแสงรอคุณหญิงมณีอยู่ที่จอดรถ สักครู่คุณหญิงมณีเดินลงมาจากตึก สีหน้าเรียบเฉย
      
       “พบท่านนายพลไม๊คะคุณหญิง”
       “ไม่พบ”
       สร้อยร้อง “อ้าว”
       คุณหญิงมณีไม่ตอบอะไร ขึ้นไปนั่งรถทันที สร้อยจำต้องขึ้นรถตาม สีหน้าคุณหญิงมณีคิดอะไรอยู่คนเดียวเงียบๆ
      
       วันต่อมาผกาตัดสินใจพาบุปผามาพบตาเถา เพื่อซื้อยา สีหน้าผกายังกังวลอยู่มาก แต่บุปผาท่าทางตื่นเต้นดีใจ
       “รับปากกับแม่ก่อนนะบุปผา ว่าแกจะวางยานังคุณหญิง แค่พอให้มันป่วย แล้วพอทุกอย่างเป็นไปตามแผนแล้ว แกก็จะเลิกให้ยานังคุณหญิงน่ะ” ผกาย้ำ
       “โธ่...แม่ ฉันแค่อยากเป็นเมียหมอไอศูรย์เท่านั้นนะ ฉันยังไม่อยากเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตายหรอกจ้ะ”
       บุปผายังเห็นสีหน้าผกาไม่สบายใจก็รีบประจบอีก
       “แม่จ๋า..ถ้าแผนของฉันสำเร็จ ฉันได้แต่งงานกับหมอไอศูรย์เมื่อไหร่ ฉันก็จะรับแม่มาอยู่กับฉันด้วย พอกันที..อาชีพขายตัว...ฉันจะเลี้ยงดูแม่ให้อยู่สุขสบายเสียที”
       บุปผาเอามือแตะแผลบนใบหน้าผกา ที่ถูกเมียหลวงตบ ซึ่งยังมีร่องรอยเขียวช้ำอยู่
       ผกาเอามือแตะแผลนั้นบ้าง ด้วยสีหน้าเจ็บใจ
       “จริงๆ นะบุปผา”
       “จริงสิจ๊ะแม่ แม่เป็นคนเลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่วันที่ฉันเกิด ถ้าไม่มีแม่ผกาคนนี้ ก็คงไม่มีนังบุปผาในวันนี้เหมือนกัน”
       ผกาสีหน้าสบายใจมากขึ้น แล้วเดินนำบุปผาขึ้นบ้านตาเถาไป
      
       บุปผายกมือไหว้ตาเถาอย่างอ่อนน้อม ไอ้หลงนั่งคอยรับใช้อยู่ใกล้ๆ ตาเถา ส่วนที่ด้านหลังตาเถา เห็นตาถิ่นโผล่หน้ามามองบุปผาอย่างสนใจ บุปผาเห็นและมองสบตากันแว้บหนึ่ง เพราะไม่คิดว่าตาถิ่นจะมีประโยชน์อะไรกับหล่อนได้ บุปผาเลยมองตาถิ่นอย่างเมินๆ
       ตาเถาถามผกาอย่างมักคุ้นกัน “นี่รึลูกสาวเอ็ง”
       “จ้ะพ่อหมอ ว่าแต่..พ่อหมอมียาอย่างที่ฉันว่าไม๊จ๊ะ”
       “มี แต่มันไม่ใช่ยาที่จะหากันได้ง่ายๆ หรอกนะแม่ผกา”
       บุปผารู้ทัน “ถึงแพงฉันก็ไม่เกี่ยงจ้ะ”
       ตาเถามองบุปผาแล้วยิ้มในสีหน้าอย่างพอใจ แล้วหันไปพยักหน้ากับไอ้หลงอย่างรู้กัน ไอ้หลงคลานไปหยิบกล่องไม้จากมุมห้องมาส่งให้ ตาเถารับมาเปิด บุปผาชะเง้อมองอย่างสนใจ
       ในกล่องไม้ใบนั้น มีขวดยาเล็กๆ ขวดหนึ่ง เป็นขวดแก้วสีน้ำตาลเล็กเท่านิ้วก้อย มีฝาปิดไว้ ตาเถาหยิบขึ้นมา 1 ขวด
       “ขวดเล็กแค่นี้เองเหรอจ๊ะพ่อหมอ” บุปผาถาม
       “เล็กๆ นี่แหละ ฤทธิ์แรงนักละรู้ไม๊ แค่หยด หรือสองหยด ก็จะทำให้เกิดอาการแขนขาอ่อนแรง คล้ายจะเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต แต่ถ้ามากๆ ละก็ ถึงตายเลยทีเดียว”
       ผกามองอย่างกังวล “แล้วพ่อหมอแน่ใจนะว่า..ยานี่ พวกหมอสมัยใหม่จะตรวจไม่พบน่ะ”
       ตาเถาฉุนกึก “แน่ใจสิ นี่ถ้าเอ็งไม่เชื่อถือข้า เอ็งจะมาหาข้าทำไม ตกลงจะเอาหรือไม่เอา”
       บุปผาบอกทันที “เอาจ้ะ..เอา”
       บุปผาเอื้อมมือจะไปรับเอาขวดยาจากมือตาเถา แต่ตาเถาหดมือทันควัน บุปผารู้ทัน จึงล้วงหยิบเงินจำนวนหนึ่งเอาออกมาส่งให้ตาเถา ตาเถารับเงินไปนับดูว่าครบตามจำนวนที่ต้องการ แล้วจึงส่งขวดยานั้นให้บุปผา บุปผารับยามาดู ด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ
      
       เสร็จธุระได้ยาตามต้องการแล้ว บุปผากับผกาเดินออกจากบ้านตาเถา บุปผาชูขวดยาดูอย่างตื่นเต้นมาก จังหวะนี้ตาถิ่น แอบตามมาดูบุปผาจนลับตาไป ตาเถาโผล่ออกมาคว้าคอตาถิ่น
       “เฮ้ย...มองตามตาละห้อยเชียวนะเอ็ง พวกผู้หญิงพรรค์อย่างว่า เอ็งอย่าริไปยุ่งเกี่ยวด้วยเชียว โดยเฉพาะนังคนลูกนั่นน่ะ ท่าทางจะร้ายไม่เบาเลย ไปๆ เข้าบ้าน”
       ว่าแล้วตาเถาก็ลากคอตาถิ่นเข้าบ้านไป แต่ตาถิ่นก็ยังไม่วายเหลียวมองตามบุปผาอีกจนลับตาไป
      
       ในเวลาเดียวกันคุณหญิงมณีกำลังนั่งคิดอะไรบางอย่างอยู่ คาใจตอนที่นายพลเทพ
       กำลังสั่งกำชับดำเกิงโดยไม่เห็นว่าตนเดินมาได้ยินเข้าพอดี
       “แต่จำไว้นะดำเกิง เธอต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับอย่างที่สุดนะ ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด โดยเฉพาะคุณหญิงมณี”
       “ขอรับท่าน” ดำเกิงเดินออกไป
      
       คุณหญิงมณีสีหน้าครุ่นคิด ขณะที่สร้อยพาผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาหา คุณหญิงมณีมองชายผู้นั้นอย่างสำรวจขณะถาม
       “ไว้ใจได้ใช่ไม๊”
       “ไอ้พุ่มนี่มันไว้ใจได้ค่ะคุณหญิง มันเป็นญาติของสร้อยเอง คุณหญิงจะให้มันทำอะไรหรือคะ”
      
       ชายคนนั้นที่แท้เป็นไอ้พุ่มคนที่เคยไปช่วยงานสร้อยเผาเรือนอุ่นนั่นเอง


  


       ฝ่ายบุปผาเข้ามาในห้องพักฟื้นของสิน แล้วกำลังก้มลงพูดข้างหูสิน ด้วยสีหน้าเลือดเย็น
      
       “ฉันก็ไม่ได้อยากจะมาเยี่ยมเยียนแกนักหรอกนะไอ้สิน แต่ถ้าฉัน...ซึ่งเป็นน้องสาวแท้ๆ ญาติเพียงคนเดียวที่แกมี ไม่มาเยี่ยมแกเสียเลย คนอื่นเขาจะสงสัยฉันเอาได้ ฉันก็เลยต้องมา ความจริงแกโชคดีแล้วนะไอ้สิน ที่แกเป็นง่อยเดินไม่ได้ พูดไม่ได้อย่างนี้น่ะ เพราะไม่อย่างนั้น” พูดถึงตรงนี้บุปผาหยิบเอาขวดยาที่ได้จากตาเถา ซึ่งเหน็บอยู่ที่เอวขึ้นมาชูให้สินดู สินมองดูขวดยาในมือบุปผาอย่างหวาดกลัว
       “ฉันก็คงต้องใช้ยาในขวดนี้กับแกด้วย แกรู้ไม๊..ยานี่ มันทำอะไรได้บ้าง เขาบอกว่า..แค่หยด สองหยด ก็ทำให้เกิดอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง คล้ายจะเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตอย่างที่แกเป็นอย่างนี้ละ แต่ถ้ามากกว่านั้นก็…”
       บุปผาทิ้งคำพูดแล้วแกล้งทำท่าตาเหลือกเหมือนคนขาดใจตาย แล้วก็หัวเราะชอบอกชอบใจใหญ่
       “แล้วแกรู้ไม๊..ฉันจะใช้ยาขวดนี้กับใคร ก็กับนังคุณหญิงมณี นังผู้ดีแปดสาแหรก เจ้านายที่แกจงรักภักดีนักหนาไงล่ะ”
       พูดจบบุปผาก็หัวเราะร่าชอบใจในแผนร้ายของตัวเอง ในขณะที่สินตาเหลือกลานด้วยความกลัวบุปผาจับขั้วหัวใจ
      
       วันต่อมาดำเกิงมารายงานเรื่องที่ไปสืบมาให้นายพลเทพฟัง สองคนอยู่ในห้องทำงานที่กรมทหาร
       “กระผมได้ให้คนออกสืบหาโสเภณีที่ชื่อ ผกา แสงฉาย ทั่วทั้งละแวกเรือนเก่าของคุณอุ่น และโรงพยาบาลที่คุณอิ่มเข้ารับรักษาตัวจนหมดแล้วขอรับท่าน พบว่าซ่องที่แม่ผกาคนนี้เคยอยู่ มันปิดไปแล้ว”
       นายพลเทพมีสีหน้าผิดหวังรุนแรง “โธ่ นี่แปลว่าฉันจะไม่มีโอกาสได้พบลูกของฉันที่เกิดกับแม่อุ่นเลยใช่ไม๊นี่”
       “ก็ยังไม่ถึงกับหมดหนทางเสียทีเดียวหรอกขอรับท่าน”
       ท่านนายพลมีสีหน้าดีขึ้น “ยังไง”
       “แม่เล้าเก่าที่แม่ผกาเคยทำงานอยู่ด้วย บอกว่าแม่ผกาพาเด็กเข้ามากรุงเทพฯ นี่ละขอรับ”
       “มาอยู่กับญาติรึ”
       “แม่ผกาไม่มีญาติขอรับ กระผมเลยคิดว่าแม่ผกาคงเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ นี่มากกว่า”
       เทพนิ่งคิดตริตรอง “คนเคยขายตัว ก็คงทำงานไม่พ้นงานเดิมๆหรอก” แล้วพูดเหมือนตัดสินใจ “ดำเกิง เธอให้คนของเธอลองตระเวนไปตามซ่องต่างๆ ให้ทั่วกรุงเทพฯ นี่ บางที..แม่ผกากับลูกที่ฉันตามหาอยู่ อาจจะอยู่ไม่ใกล้ไกลนี่ละ”
       สีหน้านายพลเทพยังมีความหวังอยู่
       ขณะที่ดำเกิงเดินลงมาจากตึก พุ่มที่ยืนแอบอยู่โผล่หน้าออกมาดู พอเห็นดำเกิงเดินไป พุ่มก็รีบเดินตามดำเกิงไปทันที โดยที่ดำเกิงไม่รู้ตัว
      
       ภายในครัวบ้านเทพบริบาลค่ำนั้น ทุกคนในครัวกำลังวุ่นวายกับการทำอาหารค่ำกันอยู่ ทับทิมบอกสวิง
       “เอ้า...นังหวิง ยกสำรับขึ้นเรือนที”
       บุปผารีบอาสาทันที “ให้ฉันช่วยนะจ๊ะ”
       บุปผารีบช่วยยกสำรับขึ้นเรือนทันที สร้อยกับแสงมองตามอย่างไม่ไว้ใจ
      
       ทุกอย่างเหมือนฉากตอนที่บุปผาเล่าแผนให้ผกาฟังเป๊ะๆ
       บุปผาถือถาดอาหารจะขึ้นตึกใหญ่ บุปผาหยุดวางถาดลงที่ระเบียงหลังบ้าน ก่อนขึ้นตึก เหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใคร จึงหยิบเอาขวดยาเล็กๆ ที่เหน็บเอวมาด้วยออกมาจะเหยาะใส่ถ้วยอาหาร เหมือนอย่างที่บุปผาคิดเอาไว้ แต่ยังไม่ทันจะเปิดฝาขวดเพราะเหยาะยาลงอาหาร บุปผาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากข้างหลัง
       “บุปผา”
       บุปผาตกใจจนทำขวดยาตกจากมือ ขวดยาตกลงพื้นแล้วกลิ้งไป
       บุปผาหันมามอง เห็นเป็นนายพลเทพเป็นคนเรียกเธอ
       “ท่าน...” บุปผากวาดตามองหาขวดยา ด้วยใจเต้นระทึก จนเห็นขวดยากลิ้งไปตามพื้นแล้วหยุดอยู่ที่มุมหนึ่ง
       และบุปผาเห็นว่านายพลเทพไม่เห็นว่าเธอทำขวดยาตก จึงพยายามทำหน้าปกติ
       “มีอะไรจะใช้บุปผาหรือคะ”
       “นายสินเป็นยังไงบ้าง”
       บุปผาตีหน้าเศร้า “พี่สินพูดไม่ได้ ขยับตัวก็ไม่ได้เลยค่ะท่าน”
       นายพลเทพมองมาด้วยความสงสาร “ไม่ต้องกังวลนะบุปผา ฉันกับคุณหญิงไม่
       ทอดทิ้งเธอกับพี่ชายเธอแน่ นายสินรับใช้ฉันมาหลายปี ฉันกับคุณหญิงก็จะดูแลเธอกับพี่ชายเธอต่อไป”
       บุปผารีบวางถาดแล้วคุกเข้าพนมมือไหว้นายพลเทพทันที
       “ท่านเมตตาบุปผากับพี่สินมากเลยค่ะ”
       อา...สองคนประสานตากัน ต่างรู้สึกดีต่อกันอย่างประหลาด
       จังหวะนี้มีสายตาของใครคนหนึ่ง มองภาพนายพลเทพกับบุปผามองตากัน เจ้าของสายตาคู่นั้น เป็นคุณหญิงมณี ซึ่งเข้าใจผิดคิดว่าบุปผาให้ท่านายพลเทพ ก็หน้าบึ้งขึ้นมาทันที
       “คุยอะไรกันอยู่คะ”
       นายพลเทพกับบุปผาหันมามองคุณหญิงมณี
       “อ๋อ..ผมกำลังถามเรื่องอาการนายสินอยู่น่ะ ผมบอกบุปผาไปแล้วว่า..เราจะไม่ทอดทิ้งนายสิน”
       คุณหญิงมณีสีหน้าผ่อนคลายลง แต่ก็ยังอดระแวงบุปผาไม่ได้ ขยับจะเดินเข้ามาหา
       นายพลเทพ ทันใดนั้นเท้าคุณหญิงมณี เหยียบขวดยาที่บุปผาทำตก ขวดแตกดังเป๊าะ
       ทุกคนชะงัก ก้มลงมองที่เท้าคุณหญิงมณี บุปผาเห็นขวดยาถูกคุณหญิงมณีเหยียบแตกถึงกับอ้าปากค้าง
       “อ้าว..คุณหญิงเหยียบโดนอะไรล่ะนั่น”
       บุปผาลนลานตอบ “สงสัยจะเป็นเศษแก้วน่ะค่ะ บุปผาเห็นมันตกอยู่ที่พื้นเมื่อกี้ กำลังคิดว่าเดี๋ยวยกสำรับเสร็จแล้วจะกลับลงมาเก็บไปทิ้ง กลัวว่าจะมีใครเหยียบเข้าแล้วจะยุ่ง จะบาดเท้าเอาเสียเปล่าๆ บุปผาว่า..ท่านกับคุณหญิงขึ้นเรือนก่อนเถอะค่ะ ตรงนี้บุปผาจัดการเองค่ะ”
       บุปผาพยายามคะยั้นคะยอให้นายพลเทพกับคุณหญิงมณีขึ้นตึกไป แล้วรีบลนลานหาเศษผ้ามาเก็บขวดแก้วอย่างรีบร้อน ก่อนที่ใครจะมาสงสัยว่ามันคือขวดอะไร
       “โธ่เอ๊ย ทำไมเป็นอย่างนี้นะ ฮึ่ย”
      
        บุปผาเซ็งสุดขีดที่แผนล้มเหลว แต่แล้วก็ทำหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


  


       ทั้งคู่เดินกลับขึ้นตึกมาด้วยกัน คุณหญิงมณีกระตุกแขนนายพลเทพไว้ให้หันมา มองจ้องตาสามีด้วยใบหน้าเครียดเคร่ง
      
       “เดี๋ยวก่อนค่ะคุณ”
       “มีอะไรเหรอคุณหญิง”
       “เมื่อกี้..พูดกับนังบุปผาแต่เรื่องนายสินแน่หรือคะ”
       “ก็ใช่น่ะสิ คุณหญิงถามทำไม” หันมาเห็นหน้าเมียก็ชักจะเดาอารมณ์ได้ “นี่คุณอย่าบอกนะว่าคุณหึงผมกับเด็กนั่นน่ะ”
       “แล้วคุณกับมันทำอะไรให้น่าหึงไม๊ล่ะค่ะ” มณีจ้องตานายพลเทพอย่างจับผิด
       “โธ่..คุณ ผมไม่ได้คิดอะไรกับเด็กนั่นเลยนะ”
       “ให้มันจริงเถอะค่ะ”
       พูดจบคุณหญิงมณีก็เดินออกไป นายพลเทพถอนใจระอาใจกับอารมณ์อันแปรปรวนของคุณหญิงมณีเหลือเกิน
      
       บุปผาเดินมาถึงหน้าบ้านตาเถา แล้วก็หยุดยืนมองหน้าบ้านดูลาดเลาก่อน ไม่ไว้ใจเพราะมาคนเดียว แล้วทันใดนั้นก็มีใครบางคนพุ่งเข้ามาทางข้างหลังแล้วปิดปากเธอไว้แน่น บุปผาตกใจสุดขีด ดิ้นสู้สุดตัว แล้วในที่สุดบุปผาก็เอาศอกกระทุ้งท้องใครคนนั้นเข้าอย่างแรง ใครคนนั้นจึงปล่อยมือออกจากปากเธอ บุปผาคลานไปคว้าท่อนไม้แถวนั้นมาจะฟาดซ้ำ แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
       ที่แท้เป็นตาถิ่นที่นอนสีหน้าเหยเกมือกุมที่ท้อง
       “โห..จะแหย่หน่อยเดียว เล่นกันเสียแรงเลยนะน้องสาว”
       บุปผาตวัดเสียงห้วนจัด “ก็ฉันไม่ชอบให้แหย่กันเล่นแบบนี้นี่”
       “แล้ววันนี้มาคนเดียวรึจ๊ะ” ตาถิ่นถามแววตากรุ้มกริ่ม
       “ใช่” บุปผาบอกแล้วถามใจร้อน “ตาเถาอยู่ไม๊”
       “อยู่”
       บุปผาไม่พูดต่อ หันตัวจะเดินเข้าบ้าน ตาถิ่นพุ่งเข้าไปรวบตัวเอาไว้อีก
       “อย่า เข้าไปไม่ได้”
       บุปผาดิ้นสู้อีก ก่อนจะผลักตาถิ่นออกไปเต็มแรง แล้วผลุนผลันเข้าไปในบ้านตาเถาทันที ตาถิ่นร้องเฮ้ย ! แล้วรีบวิ่งตามไป
      
       เวลานั้นตาเถากำลังกรอกยาอะไรบางอย่างเข้าปากหลง ซึ่งกำลังชักดิ้นชักงออย่างรุนแรงจนตาเหลือกลานอยู่ ยาเข้าปากไอ้หลงบ้าง ถูกพ่นออกมาบ้าง หกเรี่ยราดบ้าง เละเทะไปทั่ว
       “กินเข้าไปสิวะไอ้หลง! กินเข้าไป” ตาเถาสั่ง
       บุปผาพรวดเข้ามาแล้วชะงักกึก เห็นหลงกับตาเถากำลังพัลวันพัลตูกันอยู่
       บุปผาตกใจสุดขีด ตาถิ่นพรวดตามเข้ามา
       “อย่าเข้าไป”
       ตาเถาชะงักหันมามอง เห็นตาถิ่นตามบุปผาเข้ามา ตาเถาอารมณ์เสีย
       “เฮ้ย ปล่อยให้นังนี่มันเข้ามาได้ยังไงวะไอ้ถิ่น เอามันออกไป”
       ตาถิ่นฉุดแขนบุปผาลากออกไปทันที “ออกมานี่เร็ว”
       ตาถิ่นลากตัวบุปผาออกไปจนได้
      
       ตาถิ่นลากตัวบุปผาออกมาจากในบ้าน บุปผายังตกใจและสงสัยไม่หาย
       “เกิดอะไรขึ้นน่ะ เด็กนั่นมันเป็นอะไร”
       “เอ้อ...” ตาถิ่นโกหก “มันไม่สบาย พี่เถาเลยต้องให้มันกินยาสมุนไพรน่ะ เฮ้ย..ทีหลังจะมา ต้องนัดมาก่อนรู้ไม๊ จะพรวดพราดมาอย่างนี้ไม่ได้”
       “ก็ฉันไม่รู้นี่”
       “แล้วนี่มาทำไมล่ะ”
       “ฉันจะมาเอายา..อย่างที่เคยเอาไปคราวที่แล้วน่ะ ขวดนั้นฉันทำขวดตกแตก” บุปผาเอาเงินยัดใส่มือตาถิ่น พูดเสียงหวาน “พี่ชายจ๋า..กลับเข้าไปขอยาจากตาเถาให้ฉันหน่อยเถอะ อย่าให้ฉันมาเสียเที่ยวเปล่าเลยนะ นะ นะ”
       ตาถิ่นก็ยังมีท่าทางอ้ำอึ้งลังเล บุปผาเลยแกล้งเอาหน้าอกเบียดแขนตาถิ่น
       ตาถิ่นหายใจแรง “ฉันก็อยากจะเอามาให้หรอกนะ แต่มันต้องให้พี่เถาจัดมาให้”
       “ไม่มีสำรองเลยเหรอ”
       ตาถิ่นส่ายหน้า “ยาพรรค์นี้ มันต้องทำขึ้นพิเศษ เอาอย่างนี้ ฉันจะบอกพี่เถาให้ อีกสองวันน้องสาวค่อยกลับมาเอา”
       บุปผาถอนใจเซ็งสุดขีด แผนการไม่เป็นที่วาดไว้
       ตาถิ่นเดินกลับเข้ามาในบ้าน พบไอ้หลงนอนหายใจรวยรินหมดสติไปแล้ว ตาถิ่น
       สีหน้าตกใจ
       “ไอ้หลงมันตายแล้วเหรอพี่”
       ตาถิ่นคลานเข้าไปดูหลงใกล้ๆ เห็นหลงทำท่ากระอักกระไอเหมือนจะอ้วกออกมาแต่ก็ยังไม่ได้สติ ตาถิ่นถอนใจโล่งอกที่ไอ้หลงยังไม่ตาย ตาเถาถีบตาถิ่นเปรี้ยง ด้วยความโมโห
       “เอ็งปล่อยให้นังผู้หญิงหยำฉ่าคนนั้นเข้ามาได้ยังไงวะ ข้ากำลังทดลองยาตัวใหม่กับไอ้หลงอยู่ ถ้านังนั่นมันรู้เรื่องแล้วเอาไปบอกตำรวจ เอ็งกับข้ามีหวังได้ติดตะรางกันหัวโตแน่”
       “ก็ฉันไม่นึกว่ามันจะวิ่งพรวดพราดเข้ามานี่พี่ แหม..นังนี่มันไวยังกับปรอทเลย”
       “เออ ทีหลังก็อย่าประมาท นังนี่มันท่าทางร้ายน้อยอยู่เมื่อไหร่ล่ะ แล้วมันมา..มันจะเอาอะไร”
      
       บุปผามาระบายอารมณ์หงุดหงิดใส่สิน ที่ได้แต่นอนทำตาปริบๆ ทำอะไรไม่ได้
       “ฮึ่ย ทำไมชีวิตฉันมันถึงมีอุปสรรคมากขนาดนี้นะ”
       บุปผาหันไปมองสิน เห็นสินมองหล่อนอยู่ด้วยตาเหลือกลานกลัวสุดขีด
       “มองฉันทำไมเนี่ย อ๋อ แกอยากจะฟ้องคนอื่นล่ะสิว่า ถูกฉันเอาไม้ฟาดกบาลเข้าให้น่ะ แกถึงได้มาเป็นอย่างนี้ ฮึ รู้ไว้ด้วย แกไม่มีวันจะพูดอะไร หรือบอกอะไรใครได้อีกแล้ว แกต้องนอนเป็นผักอย่างนี้ไปจนตาย รู้ไม๊ๆๆ”
       บุปผาโมโห หยิกๆๆๆๆ ตามตัวสินระบายอารมณ์ สินได้แต่ทำหน้าเหยเกแต่ขยับหนีไม่ได้ แล้วบุปผาก็ต้องสะดุ้งสุดตัว
       “บุปผามาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ”
       บุปผาหันไป เห็นไอศูรย์เดินเข้ามา รีบเปลี่ยนอารมณ์ทันที
       “เพิ่งมาค่ะหมอ เป็นห่วงพี่สินเหลือเกิน นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องทำงานที่บ้าน บุปผาก็อยากจะมาเฝ้า มาดูแลพี่สินตลอดทั้งวันเลย”
       “ไม่จำเป็นหรอกบุปผา ฉันสั่งให้พยาบาลที่นี่ดูนายสินอย่างดีอยู่แล้ว แล้วอีกสัก 2 วันก็คิดว่าจะอนุญาตให้พานายสินกลับไปดูแลกันต่อที่บ้านได้”
       “ที่บ้าน” บุปผาตกใจ
      
       ไอศูรย์พยักหน้า บุปผาหันไปมองสิน เห็นสินยังคงมองบุปผาอย่างหวาดผวา กลัวจนน้ำตาไหลพราก
      

       จบตอนที่ 4
ตอนที่ 5
      
       ในเวลาต่อมา ไอศูรย์กับบุปผาเดินคุยกันมาตามทางในโรงพยาบาล
      
       “แต่ก่อนที่จะให้พานายสินกลับบ้าน ฉันจะให้พยาบาลมาช่วยสอนวิธีดูแลนายสินให้กับบุปผานะ เพราะคนเจ็บอาการอย่างนี้ ต้องดูแลมากเป็นพิเศษนะ”
       “ถึงจะดูแลมากแค่ไหนบุปผาก็ไม่กลัวหรอกค่ะหมอ พี่สินดูแลบุปผามามากแล้ว ถึงเวลาที่บุปผาจะได้ตอบแทนบุญคุณพี่สินบ้างแล้วค่ะ”
       “เธอเป็นคนดีจริงบุปผา ฉันส่งเธอแค่นี้นะ”
       บุปผายกมือไหว้ไอศูรย์ด้วยท่าทีกระชดกระช้อย ไอศูรย์ยิ้มอย่างเอ็นดู บุปผามองไอศูรย์ตาแป๋ว แต่ทว่าไอศูรย์กลับไม่ได้สนใจมากไปกว่าที่เคย บุปผาผิดหวัง และเจ็บใจนัก ที่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สามารถมัดใจไอศูรย์ได้ เหมือนผู้ชายคนอื่นๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตหล่อน
      
       บุปผาเดินออกมาหน้าโรงพยาบาล ยังเห็นไอศูรย์เดินสั่งงานกับพยาบาลอยู่ข้างหลังไกลๆ บุปผาหงุดหงิด
       “ถ้าไม่ได้มาเยี่ยมไอ้สินที่โรงพยาบาลนี่ ฉันก็แทบจะไม่มีโอกาสได้พบหมอไอศูรย์เลยสิ”
       บุปผาหมกมุ่นอยู่กับความคิดตัวเองจนไม่ทันเห็นมุกที่ออกมาช้อปปิ้ง แล้วผ่านมาเห็นบุปผาเข้ามาพอดี
       “เอ้ย..นั่นมันนังบุปผานี่” มุกวิ่งเข้ามาหาบุปผาทันที “นังบุปผา ฉันเกือบจำแกไม่ได้เลย”
       บุปผาตกใจที่เห็นมุก รีบเหลียวกลับไปมองที่โรงพยาบาล แต่ยังเห็นไอศูรย์ยืนคุยงานอยู่กับพยาบาลไม่ไกลนัก
       “คุณจำคนผิดแล้วล่ะค่ะ”
       บุปผาพยายามเดินหนี แต่มุกก็เดินตามไม่ลดละ
       “แน๊ๆ ฉันจำแกไม่มีวันผิดหรอกนังบุปผา ถึงแกจะไม่ได้แต่งหน้าทาปาก แต่งตัวยั่วผู้ชายเหมือนอย่างเคย แต่ฉันก็จำแกได้ แล้วแกมาทำอะไรอยู่แถวนี้”
       มุกมองสำรวจบุปผาทั้งตัว
       “แล้วทำไมถึงแต่งตัวอย่างนี้ล่ะ เอ๊ะ นี่แกกำลังจะชุบตัว ใหม่ ไม่ให้ใครรู้ว่าแกเคยเป็นผู้หญิงขายตัวมาก่อนใช่ไม๊”
       บุปผาหน้าเสีย กลัวไอศูรย์ได้ยิน รีบจุ๊ปากใส่มุกทันที แต่มุกกลับยิ่งได้ใจ ตะโกนเสียงดัง ชี้ชวนให้ผู้คนหันมาดูบุปผา หวังจะแกล้งให้บุปผาหน้าแตก
       “เจ้าข้าเอ๊ย ! รู้กันไว้เสียนะว่า...นังนี่มันชื่อบุปผา มันเคยขายตัวอยู่ที่หอโคมแดงมาก่อน”
       ผู้คนแถวนั้นเริ่มหันมามองกันอย่างสนใจ รวมทั้งไอศูรย์ด้วย บุปผาโกรธมุกสุดๆ จิกหัวมุกลากออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ไอศูรย์จะได้รู้ความลับของเธอ แล้วพอไอศูรย์เดินออกมาดูว่าเสียงเอะอะ อะไร ก็ไม่เห็นใครตรงนั้นเสียแล้ว
      
       บุปผาจิกหัวมุกลากเข้ามาอย่างไม่ปรานีปราศรัย มุกได้แต่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บ
       “อีบุปผา มึงจิกหัวกูทำไม กูเจ็บนะ”
       “เจ็บสิดี จะได้จำว่าทีหลังอย่าปากมากเรื่องของฉัน”
       มุกเริ่มดิ้นสู้ พยายามจะจิกข่วนบุปผา บุปผาโมโหจับหัวมุกกดลงในน้ำ มุกถูกจับกดลงในน้ำจนมิดทั้งหัว ตะเกียกตะกายสุดฤทธิ์ พอบุปผาเห็นมุกจะขาดใจก็จิกหัวมุกยกขึ้นมาใหม่
       “ทีนี้..จะจำได้รึยังว่าเราไม่เคยรู้จักกัน”
       บุปผาจับหัวมุกกดลงในน้ำอีกพัก ก็ยกขึ้นมาพูดกรอกหูใหม่
       “ไม่เคยมีผู้หญิงชื่อบุปผาอยู่ที่หอโคมแดงมาก่อน”
       บุปผาจับหัวมุกกดน้ำอีก แล้วยกขึ้นมาใหม่อีกรอบ มุกหายใจพะงาบๆ เหมือนจะขาดใจ
       “แล้วถ้าพี่ยังจะพยายามบอกคนอื่นว่าฉันเป็นใครอย่างเมื่อกี้นี้อีก ฉันรับรองว่าพี่จะไม่โดนเท่านี้แน่ ไม่เชื่อก็ลองดู”
       บุปผาปล่อยมือจากหัวมุกที่จิกไว้ ร่างมุกทรุดฮวบลงนอนอย่างไร้เรี่ยวแรงต่อสู้ใดๆ บุปผามองอย่างสะใจแล้วเดินออกไป มุกนอนแผ่หลาอย่างหมดสภาพ หายใจรวยรินอยู่ตรงนั้น
      
       ด้านผกากำลังนั่งทำบัญชีอยู่ สาวอื่นนั่งแต่งตัวเตรียมรอรับแขก
       “พี่มุกไปซื้อของห้างไหนนะ ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับเลย” สิริเอ่ยขึ้น
       พิกุลพูดอย่างซื่อๆ ตามเคย “ถึงจะรีบกลับเร็ว พี่มุกก็ไม่มีแขกขึ้นห้องกับมันสักหน่อย”
       ขาดคำมุกก็เดินเข้ามาท่าทางหมดสภาพไร้เรี่ยวแรง ผกาหันไปเห็นก็ตกใจ
       “มุก”
       ทุกคนหันไปมองตามเสียงร้องของผกา แล้วก็ตกใจไม่แพ้กัน ต่างรีบวิ่งเข้าไปดูอาการของมุกกันทันที
      
       ผกานัดเจอบุปผาที่สวนสาธารณะเดิม ผกามีสีหน้าเคร่งเครียดมาก
       “แม่ว่าบุปผาทำกับนังมุกเกินไปหน่อยนะ”
       “มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ มันอยากปากมากทำไมล่ะ ดีนะที่หมอไอศูรย์เขาไม่ทันได้ยินน่ะ นี่ถ้าพี่มุกทำความลับฉันแตกละก็ ฉันจะไม่แค่จับมันกดน้ำเท่านั้นหรอกนะแม่แต่ฉัน...”
       “จะฆ่ามันรึไง”
      
       ผกาขัดคออย่างเหลืออด


  


       บุปผานิ่งไป แล้วเปลี่ยนอารมณ์เป็นอ้อนประจบ
      
       “มันก็ไม่ถึงกับอย่างนั้นหรอกจ้ะแม่ ฉันจะฆ่าใครได้ เพียงแต่ฉันไม่อยากให้มันเกิดเหตุอะไรที่จะทำให้ฉันต้องฝันสลายน่ะแม่ แม่เข้าใจฉันใช่ไม๊ เพราะแม่เองก็คงไม่อยากอยู่ที่หอโคมแดงไปตลอดชีวิตเหมือนกันละ”
       ผกานิ่งไปอย่างยอมรับ “แล้วเรื่องยาของตาเถาล่ะ”
       “ฉันจะต้องกลับไปเอายาที่บ้านตาเถาใหม่ แต่ถึงวันนั้นนังคุณหญิงกับนังคุณหนูมันก็ขึ้นไปเชียงใหม่แล้ว ต้องรอมันกลับลงมาจากเชียงใหม่เสียก่อน ถึงจะเริ่มให้ยา นังคุณหญิงได้”
       “เขาจะไปเที่ยวกันเหรอ”
       บุปผาส่ายหน้า “ไปหาแม่หมออะไรก็ไม่รู้ ไปผูกดวงดูฤกษ์หมั้นกัน หมอไอศูรย์ก็ไปด้วย”
       ขณะพูดบุปผาสีหน้าริษยาอย่างแรง สองคนก็ไม่รู้ตัวว่ามีใครคนหนึ่งกำลังแอบมองทั้งสองอยู่อย่างสนใจ ที่แท้เป็นนายแสงนั่นเอง
       แสงมองบุปผาคุยกับผกาท่าทางสนิทสนมก็นึกสงสัย
       “ใครวะ..หน้าคุ้นๆ แต่เอ๊..ก็ไหนนังบุปผามันว่าไม่มีญาติที่ไหนนอกจากพี่สินนี่หว่า”
       แสงแอบมองบุปผากับผกาต่อไป บุปผาลาผกาแล้ว
       “ฉันกลับแล้วนะแม่ เดี๋ยวคนในบ้านจะสงสัยเอาว่าทำไมฉันออกมาเยี่ยมไอ้สินที่โรงพยาบาลนานนัก”
       แสงเห็นบุปผากับผกาเดินแยกจากไปกันคนละทาง แสงมีสีหน้าครุ่นคิด ตัดสินใจว่าจะต้องรู้ให้ได้ว่าผู้หญิงที่บุปผาออกมานัดพบนี้คือใคร แสงแอบตามผกาไปโดยที่ผกาไม่รู้ตัว
      
       ผกาเดินกลับมาถึงหอโคมแดงโดยที่ไม่รู้ตัวว่าแสงแอบตามมา พอแสงเห็นว่าผกาเดินมาที่ไหนก็ตาโต
       “เฮ้ย นี่มัน”
       เดือนก็เปิดประตูออกมารับผกา พอแสงเห็นหน้าเดือนก็ยิ่งตะลึงไปใหญ่
      
       ตกตอนค่ำบุปผาเพิ่งอาบน้ำเสร็จจะเดินกลับห้อง แสงพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือบุปผาแล้วบิดอย่างแรง
       “อะไรกันเนี่ยพี่แสง”
       “ฉันรู้ความจริงหมดแล้วว่าแกเป็นใคร มาจากไหน ! ตอนเห็นหน้าแกทีแรก..ตอนที่พี่สินพาแกเข้ามาอยู่ที่นี่ ฉันก็ว่าแกหน้าคุ้นๆ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน แต่วันนี้ฉันรู้แล้วว่าแกเป็นใคร แกไม่ใช่น้องพี่สินหรอก แต่แกเคยอยู่หอโคมแดงมาก่อน”
       บุปผาตะลึง แต่รีบกลบเกลื่อน “พี่แสงพูดอะไร ฉันไม่เข้าใจ”
       “ไม่ต้องมาทำไขสือเลย วันนี้ฉันเจอแกไปนัดพบกับนังแม่เล้าหอโคมแดงมา แกมัน..อีผู้หญิงหยำฉ่า”
       บุปผาตกใจมากที่แสงรู้ความจริง กลัวความแตก พยายามคิดหาทางออกอย่างรวดเร็ว แล้วโดยที่แสงไม่ทันคาดคิด บุปผาก็ข่วนหน้าแสงเต็มแรง เพื่อจะยั่วให้แสงโกรธ แสงร้องโอ๊ย แล้ตบบุปผาผลัวะ ด้วยความโกรธ บุปผาก็รู้ว่ายั่วให้แสงโกรธขึ้นก็เอาอีก บุปผาเดินเข้าไปถ่มน้ำลายใส่หน้าแสงอย่าท้าทาย แสงขาดสติทันที
       “มึง”
       แสงพุ่งเข้าตบตีบุปผาอย่างขาดสติ คราวนี้บุปผาแกล้งไม่สู้ แต่ทำล้มลงกับพื้นยอมให้แสงตบตี แต่ร้องเสียงลั่น
       “พี่แสงอย่าทำฉัน ! ฉันยอมแล้ว..ฉันยอมแล้ว”
       แสงชะงัก มองหน้าบุปผาอย่างงงๆ ว่าทำไมบุปผาถึงได้ร้องออกมาอย่างนั้น แล้วในจังหวะที่แสงชะงัก เงื้อมือที่ตบบุปผาค้างอยู่นั้น คนอื่นๆ ก็วิ่งเข้ามา พอบุปผาเห็นคนเริ่มวิ่งเข้ามาก็แกล้งทำเป็นสลบไปเลย แสงยิ่งงงหนัก ใช้สองมือเขย่าคอบุปผาเรียก
       “อีบุปผา”
       แต่บุปผาก็หลับตานิ่งอยู่ แล้วแสงก็รู้ทันทีว่าตัวเองติดกับดักบุปผาแล้ว และได้ยินเสียง
       นายพลเทพตวาดเสียงดังว่า
       “หยุดนะไอ้แสง แกเป็นบ้าอะไรถึงได้ทำร้ายบุปผาอย่างนั้นน่ะ” ท่าทีของท่านนายพลเหมือนพ่อที่ปกป้องลูก
       มัทนาวิ่งเข้าไปดูอาการบุปผาอย่างเป็นห่วงทันที แสงสีหน้าเจ็บใจมาก เมื่อตระหนักว่าเขาได้เสียรู้บุปผาซะแล้ว
      
       บุปผาค่อยๆ ลืมตาขึ้นเหมือนคนเพิ่งได้สติ แลเห็นว่ามัทนากำลังก้มหน้าลงมองดูเธออยู่ด้วยแววตาเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง หน้าตาบุปผามีร่องรอยช้ำแตกช้ำอยู่เต็ม พอมัทนาเห็นบุปผาฟื้นแล้วก็ยิ้มดีใจ
       “บุปผา เป็นยังไงบ้างจ๊ะ”
       บุปผาขยับตัวลุกขึ้น เห็นทุกคนอยู่กับพร้อมหน้า โดยมีนายพลเทพกับคุณหญิงมณีนั่งเป็นประธานอยู่ แล้วพอบุปผาหันไปเห็นแสง บุปผาก็รีบซุกหน้ากับมัทนาทันที
       “คุณหนูขา..คุณหนูช่วยบุปผาด้วย..พี่แสง...” ทำเหมือนสะเทิอนใจไม่อยากพูด
       “แสงมันทำอะไรแก พูดออกมาสิ” สร้อยคาดคั้น
       “พี่แสงจะปล้ำบุปผา แต่บุปผาไม่ยอม พี่แสงก็เลย...” บุปผาร้องไห้โฮออกมา มัทนาปลอบ
       “ไม่จริง ฉันไม่ได้จะปล้ำแกสักหน่อย ท่านขอรับ...คุณหญิงขอรับ อย่าไปเชื่อคำพูดนังนี่มัน มันเป็นพวกผู้หญิงหยำฉ่า”
       บุปผาร้องไห้เสียงดังขึ้นไปอีก “ทำไมพี่แสงต้องใส่ร้ายบุปผาด้วย” พร้อมกับซุกหน้าร้องไห้กับมัทนา “คุณหนูขา..ถามใครดูก็ได้ค่ะ พี่แสงน่ะพยายามจะปล้ำบุปผาหลายครั้งแล้วค่ะ แต่พี่สินมาช่วยไว้ได้ทันทุกครั้ง นี่พี่สินไม่อยู่ พี่แสงก็เลย...”
       มัทนามองหน้าพ่อแม่เป็นเชิงถามจะเอาไงดี
       “ว่าไงทับทิม” มณีถาม
       “จริงค่ะคุณหญิง ตั้งแต่นังบุปผามันเข้ามาอยู่ที่นี่ ไอ้แสงมันก็ตามตอแยนังบุปผาหลายครั้งแล้ว จนเคยชกต่อยกับไอ้สินมาแล้วค่ะ”
      
       ไสว สวิง พยักหน้าสนับสนุนว่าจริง แสงพูดไม่ออก สร้อยก็พูดไม่ออก เพราะมันดันเป็นเรื่องจริง


  


       นายพลเทพโกรธจัด ประกาศก้อง
      
       “ไอ้แสง ฉันไม่นึกเลยว่าแกจะเลวจนกล้าคิดทำเรื่องระยำตำบอนอย่างนี้ในบ้านฉัน คนพรรค์นี้เห็นทีจะเลี้ยงไว้ไม่ได้แล้ว”
       สร้อยตะลึง “ท่าน”
       นายพลเทพไม่สนใจ “เก็บของแล้วออกจากบ้านฉันไปเลยนะ”
       สร้อยหันไปมองหน้าคุณหญิงมณีเป็นเชิงขอร้องให้ช่วยลูกชายเธอด้วย แต่คุณหญิงมณีก็พูดอะไรไม่ออก สร้อยจึงได้แต่มองหน้าบุปผาที่แสร้งร้องไห้อยู่ด้วยความเจ็บใจอย่างที่สุด
      
       แสงกำลังเก็บข้าวของอยู่ด้วยความเจ็บใจ สร้อยเองก็เจ็บใจพอกัน
       “เสียรู้มันจนได้ ! นังนี่มันงูพิษชัดๆ”
       “ทำไมแกถึงว่า-ว่านังบุปผามันเป็นผู้หญิงหยำฉ่าล่ะ”
       “ก็วันนี้ฉันพบมันอยู่กับแม่เล้าจากหอโคมแดงน่ะสิ ทีแรกฉันก็นึกไม่ออกหรอกว่ามันนัดเจอกับใคร ฉันเลยแอบตามนังแม่เล้านั่นไปจนถึงหอโคมแดง ฉันก็เลยเดาได้ว่านังบุปผามันต้องเคยเป็นผู้หญิงขายตัวที่นั่นมาก่อน”
       “แกเดาเอาเหรอเนี่ย โธ่เอ๊ย ! ฉันก็นึกว่าแกเคยขึ้นห้องกับมันมาก่อน”
       “ไม่เคยหรอก แต่ฉันมานึกได้ว่าดาวเด่นประจำหอโคมแดงน่ะชื่อบุปผา แต่มันเลือกรับแต่แขกรวยๆ ฉันก็เลยไม่เคยได้ขึ้นห้องกับมัน แม้แต่หน้ามันก็ไม่เคยได้เห็น”
       “เวร! หลักฐานอะไรก็ไม่มีสักอย่าง แล้วใครจะเชื่อคำพูดแกได้วะไอ้แสง หนำซ้ำ..คนอื่นยังเป็นพยานให้มันอีกด้วยว่าแกเคยจะปล้ำมันตั้งหลายครั้ง”
       “แล้วแม่เชื่อฉันไม๊ล่ะ”
       สร้อยชักลังเล “ไม่รู้สิ.. แต่ไอ้สินมันคงไม่กล้าโกหกท่านกับคุณหญิงหรอกมั้ง ถ้าไม่ใช่น้องสาวจริงๆ น่ะ”
       แสงผิดหวังอย่างรุนแรง “ขนาดแม่ยังไม่เชื่อฉัน แล้วใครหน้าไหนมันจะเชื่อล่ะ แต่คอยดูเถ๊อะ ! สักวัน..ฉันจะฉีกหน้ากาก นังตัวแสบนี่ให้ทุกคนได้เห็นว่าตัวจริงมันเป็นใคร”
       สีหน้าแสงยามนี้อาฆาตมาดร้ายบุปผาเต็มที่
      
       ฝ่ายคุณหญิงมณีกำลังต่อว่านายพลเทพอยู่
       “คุณทำรุนแรงเกินไปรึเปล่าคะ แค่เด็กๆ มันมีเรื่องทะเลาะกัน ถึงกับต้องไล่ออกจากบ้านเชียวรึคะ”
       “คุณก็รู้ว่า..ผมทนผู้ชายที่ทำร้ายผู้หญิงไม่ได้”
       มณีชักหึงเลยพาลพาโล “โดยเฉพาะทำร้ายแม่บุปผานี่ด้วยรึเปล่า”
       เทพขมวดคิ้วไม่พอใจทันที “เอ๊..คุณนี่ถามแปลก คุณก็เห็นอยู่กับตาว่าบุปผาถูกไอ้แสงมันตบตีจนหน้าตาแตกขนาดนั้น ผมเป็นประมุขของบ้าน ถ้าไม่ตัดสินอะไรให้เด็ดขาดลงไป ผมก็คงเป็นประมุขของบ้านไม่ได้”
       “แต่ดูคุณจะปกป้องแม่บุปผานี่มากเกินหน้าเกินตาไปหน่อยแล้วนะคะ” มณีย้อน
       “อย่าหึงผมไปหน่อยเลยน่าคุณหญิง ผมเห็นเด็กบุปผานั่น..ไม่ต่างอะไรไปจากลูกเราเลย”
       คุณหญิงมณีปรี๊ดทันที พูดเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ อย่างลืมตัว
       “ไม่ได้นะคะ! คุณจะเห็นใครเป็นลูกเหมือนยายมัทไม่ได้! เราสองคนมีลูกแค่คนเดียวเท่านั้น” ตอนสุดท้ายคุณหญิงมณีพูดเกือบจะเป็นตะโกน “เท่านั้น”
       เทพตกใจ “คุณหญิง คุณหญิงเป็นอะไรน่ะ ผมก็แค่พูดเปรียบเทียบเฉยๆ เพราะผมเห็นบุปผามันอายุไล่เลี่ยกับลูกมัท..ก็เท่านั้นเอง”
       มณีพยายามสงบสติ “ค่ะ แต่จำไว้นะคะ คุณมีลูกแค่คนเดียว อย่ายกคนอื่นขึ้นเทียมลูกเราเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้น..คุณกับฉัน..เป็นได้เห็นดีกัน”
       พูดจบคุณหญิงมณีก็เดินปึงปังออกไป นายพลเทพเริ่มกังวล นี่ถ้าคุณหญิงมณีรู้ว่า ตนอาจจะมีลูกซุกซ่อนไว้อีกคน ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในอนาคต
      
       ท่านนายพลมีสีหน้าไม่สบายใจอย่างหนัก


  


       คืนเดียวกันนั้นมุกกำลังเล่าเรื่องบุปผาให้กำพลฟังอยู่ ด้วยสีหน้าเจ็บแค้นใจสุดขีด
      
       “ที่มุกป่วยอยู่นี่..ก็เป็นฝีมือของนังบุปผามันล่ะค่ะคุณกำพล มันทำกับมุกเจ็บแสบนัก”
       “ตกลงบุปผาก็ยังอยู่ในกรุงเทพฯนี่”
       “อยู่ค่ะ แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปมาก เหมือนเป็นคนละคนเลยทีเดียว”
       “ยังไง”
       “มันแต่งตัวเรียบร้อยมากจนมุกเกือบจำมันไม่ได้ แต่งตัวเหมือนเป็นคนใช้บ้านใครเค้าอย่างนั้นแหละ”
       “แล้วไปพบบุปผาเขาที่ไหน”
       “แถวโรงพยาบาล...ค่ะ แต่คนอย่างนังบุปผามันไม่มีวันเลิกขายตัวแล้วไปเป็นแม่บ้านหรอกค่ะคุณกำพล ถ้ามันจะทำอย่างนั้น มันก็ต้องมีเหตุผลอื่นที่สำคัญเสียจนมันต้องยอมทำ”
       กำพลครุ่นคิด “ฉันจะลองไปตามหาบุปผาที่โรงพยาบาลนั่นดู บางทีอาจจะมีคนรู้จักบุปผาบ้างก็ได้”
       มุกแบมือขอเงิน “แล้วเงินรางวัลหมื่นนึงของมุกละคะ”
       “ตราบใดที่ฉันยังไม่ได้พบตัวบุปผา เธอก็ยังไม่มีวันได้เห็นเงินหมื่นนึงนั่นหรอก” พูดจบกำพลก็เดินหนีไป
       มุกแอบทำหน้า “ชิ” ใส่อย่างอารมณ์เสียไล่หลังกำพลไป
      
       ขณะเดียวกันคุณหญิงมณีส่งซองเงินจำนวนหนึ่งให้สร้อย
       “เอ้า..ฉันให้ทุนไอ้แสงก้อนนึง..เอาไว้ใช้จนกว่าจะหางานใหม่ได้ หรือจะลงทุนทำกิจการอะไร..ก็ตามแต่ใจมันก็แล้วกันนะสร้อย”
       สร้อยยกมือไหว้คุณหญิงมณีแล้วรับเงินมา ซาบซึ้งน้ำใจคุณหญิงมณีจนน้ำตาร่วง “ขอบพระคุณคุณหญิงมากค่ะ พระคุณนี้..อีสร้อยจะไม่มีวันลืมเลย” สร้อยบ่นออกมา “ไอ้แสงมันพลาดเอง ที่ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคน”
       “แล้วคนของแกได้เรื่องอะไรมาบ้างรึยัง”
       สร้อยรีบเหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครจึงรายงานคุณหญิงมณี
       “ไอ้พุ่มมันบอกว่า..ท่านนายพลใช้ลูกน้องให้ออกตามหาผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ค่ะ”
       มณีเนื้อเต้นสนใจเต็มที่ “ใคร แล้วหาทำไม”
       “ยังไม่ทราบค่ะ รู้แต่ว่าผู้หญิงคนนั้นชื่อ...ผกา”
       “สร้อย จะต้องเสียเงินอีกเท่าไหร่ฉันก็ไม่ว่า แต่ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่านังผกานี่มันเป็นใคร และท่านนายพลตามหามันทำไม”
      
       ฟากผกากำลังนั่งมองดูเงาตัวเองในกระจกโต๊ะเครื่องแป้ง เพ็ญเดินเอาน้ำเข้ามาให้
       “คุณผกายังสวยอยู่หรอกค่ะ”
       “ไม่หรอก ฉันแก่แล้วเพ็ญ ที่เห็นสวยอยู่นี่ก็เพราะเครื่อง สำอางทั้งนั้นละ ปีนี้ฉันแก่ลงไปมากแล้วนะเพ็ญ ไม่ใช่สาวๆอีกต่อไป บางที..มันคงถึงเวลาแล้วกระมังที่ฉันควรจะเดินออกจากเส้นทางสายโลกีย์นี่เสียที”
       เพ็ญตาโต ตกใจ “คุณผกาจะเลิกกิจการรึคะ”
       “ใช่ แต่คงยังไม่เร็วๆ นี้หรอก แต่จะเมื่อไหร่นั้น..คงต้องขึ้นอยู่กับนังบุปผามันละ” ผกาเยื้อนยิ้มกับตัวเอง “ฉันคิดไม่ผิดเลยจริงๆ ที่เก็บเด็กคนนี้มาเลี้ยง ก็เห็นจะได้ฝากผีฝากไข้กับมันนี่แหละนะเพ็ญนะ”
       พูดจบผกาก็ยิ้มด้วยสีหน้าเปี่ยมความหวังว่าบุปผาจะพาเธอไปสู่ชีวิตที่ดีกว่านี้ได้ในวันหนึ่งข้างหน้า และอีกไม่นานนี้เอง
      
       วันต่อมา บุปผาชูขวดแก้วเล็กๆ ที่บรรจุยาของตาเถาขึ้นดูด้วยสีหน้าพอใจ
       “จำไว้นะ แต่ 2 หยดก็พอแล้ว” ตาเถากำชับ
       “จำได้จ้ะ”
       บุปผาเอาขวดยาเก็บแล้วลุกเดินออกไป ตาถิ่นขยับจะเดินไปส่ง แต่ตาเถาคว้ามือไว้ ไม่อยากให้ตาถิ่นยุ่งเกี่ยวกับบุปผามากนัก ตาถิ่นจึงจำต้องนั่งลง
       ขณะที่บุปผาเดินลงมาจากเรือนตาเถา แล้วชะงัก เมื่อเห็นสร้อยเดินตรงมาที่บ้านตาเถาเช่นกัน
       บุปผาทั้งตกใจ สงสัย และอยากรู้มาก จึงตัดสินใจหาที่ซ่อน แล้วมองดูจนเห็นสร้อยเข้าบ้านตาเถาไป บุปผาตัดสินใจย่องตามไปแอบดู
      
       บุปผามาแอบชะโงกดูว่าสร้อยมาหาตาเถาทำไม ไม่นานนักบุปผาเห็นสร้อยส่งเงินจำนวนมากให้ตาเถา และเห็นตาเถาส่งยาบางอย่างให้ สร้อยรับยามาเก็บแล้วขยับตัวจะลุกกลับ บุปผาเห็นอย่างนั้นก็รีบวิ่งกลับไปอย่างว่องไว
      
       สร้อยเพิ่งกลับมาจากนอกบ้าน เดินเข้ามา บุปผาโผล่หน้ามาดู รออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นสร้อยจะเดินขึ้นตึกใหญ่ไป บุปผาก็ตามไปทันที
      
       บุปผาแอบตามสร้อยขึ้นมาบนตึก โดยที่สร้อยไม่รู้ตัว สร้อยไปพบคุณหญิงมณีตรงมุมลับตา
       “ได้ยามาเรียบร้อยไม๊”
       “เรียบร้อยค่ะ” สร้อยส่งยาให้คุณหญิงมณี “แต่ไอ้เถามันงก มันจะขึ้นค่ายาอีกแล้วค่ะคุณหญิง”
       มณีหน้าเครียดขึ้นมาทันที พูดด้วยท่าทีรำคาญใจ
       “มันเรียกเท่าไหร่ก็จ่ายให้มันไป”
       “แต่สร้อยว่านี่มันก็เรียกเกินราคามาไม่รู้เท่าไหร่แล้วนะคะคุณหญิง มันคงย่ามใจว่าเราต้องอาศัยยาของมันไปตลอด”
       “ก็ใช่อย่างที่มันคิดจริงๆนั่นแหละสร้อย” มณีชูยาขึ้นมองดู
       นั่นทำให้บุปผาเห็นยาในมือคุณหญิงมณีถนัดตา
       “ก็เพราะยาของตาเถานี่แหละ ที่ทำให้ท่านนายพลไปมีลูกกับผู้หญิงหน้าไหนไม่ได้อีกมาจนทุกวันนี้”
       บุปผามีสีหน้าตื่นตกใจ
       “คุณหญิงวางยาท่านนายพลให้เป็นหมันเหรอเนี่ย”
       แต่แล้วบุปผาก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อมีเสียงของมัทนาร้องทักมาจากข้างหลัง
       “บุปผามาทำอะไรอยู่ตรงนี้จ๊ะ”
       คุณหญิงมณีกับสร้อยได้ยิน เหลียวขวับไปมองทันที แลเห็นมัทนากำลังยืนอยู่กับบุปผา
      
       โดยที่บุปผานั้นยืนอึ้ง เป็นใบ้ ทำอะไรไม่ถูกไปทันที
      

       มัทนาตกใจหน้าตาเลิ่กลั่ก คุณหญิงมณีปราดเข้ามาตรงที่บุปผายืนอยู่ทันที สร้อยตามมาติดๆ ทั้งสองมีสีหน้ากังวลจัด กลัวว่าบุปผาจะเห็นว่าทำอะไรกัน
      
       “บุปผา! แกมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
       “เอ้อ...บุปผาเพิ่งมาค่ะ”
       สร้อยจ้องหน้าถามคาดคั้น “แล้วมาทำไม”
       “เอ้อ...” บุปผาตั้งสติคิดหาทางออกอย่างรวดเร็ว “บุปผาคิดว่าจะมาปรึกษาเรื่องพี่สินค่ะ”
       “ปรึกษาว่ายังไง” มณีถาม
       “คือ...หมอไอศูรย์จะให้พี่สินออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่บ้านได้แล้ว แต่ต้องดูแลมากอยู่ บุปผาก็เลยจะมาถามคุณหญิงว่า...จะเอายังไงกับพี่สินดี..น่ะค่ะ”
       มณีถอนใจโล่งอก “หมอให้กลับ ก็เอากลับมาดูแลกันที่บ้านนี่แหละ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะดูแลนายสินต่อไป เรื่องที่จะมาบอกมีเท่านี้ใช่ไม๊”
       “ค่ะ”
       “งั้นก็กลับไปได้แล้ว”
       บุปผาก้มหน้า แล้วคลานออกไปอย่างเรียบร้อย คุณหญิงมณีกับสร้อยมองตาม มัทนาตัดสินใจตามบุปผาไป พอทั้งสองลับตัวไป คุณหญิงมณีก็หันมาถามสร้อยอย่างเป็นกังวล
       “นังสร้อย แกคิดว่านังบุปผามันจะได้ยินเรื่องที่เราพูดไม๊”
       “ถ้ามันเพิ่งมาจริงๆ มันก็ไม่น่าจะได้ยินนะคะ” สร้อยว่า
       “ขออย่าให้มันได้ยินเล้ย”
       คุณหญิงมณีมีสีหน้ากังวลเอามากๆ
      
       บุปผาเดินถอนใจอย่างโล่งใจมาตามทางจะไปยังเรือนที่พัก มัทนาวิ่งตามมา
       “บุปผา...เดี๋ยวจ้ะ”
       บุปผาหันไป เห็นมัทนาวิ่งเข้ามาคว้าข้อมือบุปผาไว้
       “บุปผา ฉันเห็นใจเธอเรื่องนายสินจริงๆ แต่ฉันรับรองได้ว่าเรา คือฉัน คุณพ่อ แล้วก็คุณแม่ ไม่มีทางทิ้งนายสินแน่ ขอให้เธอสบายใจเถอะนะ”
       “ค่ะ คุณหนู”
       มัทนาสาวน้อยผู้แสนดีงาม คิดอะไรบางอย่าง แล้วตัดสินใจถอดสร้อยคอที่ใส่อยู่ส่งให้บุปผา บุปผารับมาอย่างแปลกใจ
       “ฉันอนุญาตให้เธอเอาไปขายได้ เผื่อว่าเธออยากจะใช้จ่ายอะไรเพื่อนายสิน เธอจะได้ไม่ต้องรอเงินเดือนจากคุณแม่ตอนสิ้นเดือนไงจ๊ะ”
       บุปผาจำใจไหว้มัทนาด้วยท่าทีตื้นตันใจ “ขอบคุณค่ะคุณหนู คุณหนูเมตตาบุปผาจริงๆ เลย ถ้ามีโอกาสบุปผาจะไปบอกพี่สินด้วยนะคะว่าคุณหนูช่วยเหลือเราสองพี่น้องขนาดไหน”
       มัทนายิ้มให้บุปผาอย่างอ่อนโยน แล้วค่อยเดินกลับขึ้นเรือนไป บุปผามองตามแล้วเบ้ปากใส่
       “ชิ! เรื่องอะไรจะเอาไปขายซื้อของให้ไอ้สินมันล่ะ ให้ฉัน มันก็ต้องเป็นของฉันสิ” แล้วบุปผาก็หวนกลับไปคิดเรื่องที่ได้ยินมาอีกครั้งรำพึงออกมา “ท่านนายพล”
       บุปผาเป็นห่วงนายพลเทพอย่างประหลาด
      
       เวลาเดียวกัน นายพลเทพมีสีหน้าตื่นเต้นมากเมื่อได้ยินเรื่องที่ดำเกิงเอามารายงาน
       “พบตัวแม่ผกาแล้ว”
       “ขอรับ”
       “ที่ไหน พาฉันไปพบตัวเดี๋ยวนี้เลย”
       “จะดีรึขอรับท่าน คือว่าแม่ผกาคนนี้...เป็นแม่เล้านะขอรับ ที่ที่เธออยู่ก็คือ…”
       “ฉันรู้แล้วน่า แต่ฉันต้องการพบแม่ผกาคนนี้โดยเร็วที่สุด ดำเกิง...พาฉันไปเดี๋ยวนี้”
       แม้จะไม่เห็นด้วย แต่ดำเกิงจำต้องยอมพยักหน้ารับคำ
      
       ดำเกิงเดินนำนายพลเทพมาที่หน้ากรมทหารเพื่อไปหาผกา โดยไม่รู้ว่าในอีกมุมหนึ่งเห็นพุ่มแอบซุ่มดูอยู่ พอพุ่มเห็นนายพลเทพเดินมา พุ่มก็รีบสะกดรอยตาม แต่แล้วก็มีคนเดินตัดหน้าจนชนเข้ากับพุ่มอย่างจัง ชายคนนั้นล้มกลิ้งลงไป พุ่มหันมามอง โดยไม่คิดช่วย เพราะจะตามนายพลเทพ ชายคนนั้นโวยวายเสียงดัง
       “เฮ้ย! ชนคนจนล้ม ไม่คิดจะขอโทษกันบ้างเลยเรอะ !
       ผู้คนแถวนั้นเริ่มหันมามอง พุ่มเลยจำใจต้องวิ่งกลับมาประคอง ชายคนดังกล่าวให้ลุกขึ้น
       “ขอโทษ..ขอโทษ…”
       พุ่มพยายามชะเง้อมองตามนายพลเทพไป พอ ชายคนนั้นลุกขึ้นได้เรียบร้อยแล้ว พุ่มก็รีบวิ่งตามนายพลเทพไปกวาดตามองหา
       แต่ไม่เห็นนายพลเทพกับดำเกิงเสียแล้ว พุ่มเจ็บใจที่คลาดกันไปจนได้
      
       ไม่นานต่อมา คุณหญิงมณีอารมณ์เสียมาก เมื่อรู้เรื่อง
       “ไหนว่าคนของแกเป็นมือดีไงล่ะนังสร้อย ทำไมทำงานแค่นี้ก็พลาด”
       สร้อยหน้าเสีย
       “แล้วฉันจะรู้ได้ไงว่าท่านนายพลกำลังตามหาผู้หญิงที่ชื่อ ผกา ทำไม”
      
       คุณหญิงมณีสีหน้าอารมณ์เสียสุดขีด สร้อยหน้าจ๋อยสนิท


  


       ส่วนดำเกิงเดินนำนายพลเทพมาตรงหน้าซ่องแห่งหนึ่ง
      
       “มาตอนกลางวันอย่างนี้ คนค่อยน้อยหน่อยขอรับท่าน...จะได้ไม่มีใครเห็นว่าท่านมา”
       “แม่ผกาอยู่ที่นี่รึ”
       “ขอรับ”
       ดำเกิงก็เดินนำนายพลเทพไปที่ประตู แล้วกดกระดิ่งเบาๆ สักครู่ก็มีคนมาเปิด ดำเกิงพูดอะไรบางอย่างกับคนเฝ้าประตู แล้วคนเฝ้าประตูก็เปิดประตูให้ดำเกิงและนายพลเทพเข้าไป
      
       ชายคนเฝ้าประตูเดินนำนายพลเทพและดำเกิงเข้ามาด้านใน ท่านนายพลกวาดตามองไปรอบๆ อย่างสังเวชใจ นึกในใจว่าถ้าลูกอีกคนหนึ่งของเขาอยู่ที่นี่ก็จะเป็นเรื่องที่น่าอนาถใจมาก
       บังเอิญอะไรเช่นนี้ จังหวะเดียวกันแสงซึ่งกำลังเดินโอบโสเภณีคนหนึ่งจะเข้าห้อง หันมาเห็นสองคน จึงชะงักด้วยความตกใจ
       “ท่านนี่”
       แสงหยุดยืนแอบดูเหตุการณ์ โสเภณีที่แสงโอบอยู่ดึงแขนให้เข้าห้อง
       “เข้าห้องสิพี่…”
       “เธอเข้าไปก่อน เดี๋ยวฉันตามไป”
       โสเภณีเดินเข้าห้องไป แสงยังยืนแอบมองดูนายพลเทพต่อ แต่นายพลกับดำเกิงไม่เห็นแสง
       ชายคนเฝ้าประตูชี้ไปที่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งนั่งหันหลังอยู่ มองจากด้านหลังคล้ายผกามาก
       “นั่นละครับ แม่ผกา เจ้าของที่นี่”
       อารามดีใจและตื่นเต้น นายพลเทพเดินพรวดเข้าไปหาทันที
       “คุณผกา”
      
       ขณะเดียวกันสินกำลังมองบุปผาที่มาเยี่ยมด้วยแววตาหวาดกลัว
       “ไอ้สิน แกรู้ไม๊ว่านังคุณหญิงของแกมันไม่ใช่คนดีหรอก มันวางยาท่านนายพลเพื่อให้เป็นหมัน ฉันจะต้องหาทางบอกท่านให้ได้” บุปผาปรายตามามองสิน “ส่วนแก...ถ้าออกจากโรงพยาบาล กลับไปอยู่บ้านเมื่อไหร่ ฉันก็คงมีโอกาสพบหมอไอศูรย์ได้ยาก”
       แล้วบุปผาก็คิดอะไรขึ้นมาได้ จึงเดินไปหยิบเหยือกน้ำ แล้วเดินกลับเอาเข้ามาราดลงที่ตัวสินอย่างช้าๆ สินตาเหลือก พยายามจะขยับหนี แต่ก็หนีไม่ได้ จึงถูกราดจนตัวชุ่มไปหมด จากนั้นบุปผาก็เอาผ้าห่มห่มตัวนายสินไว้เพื่อให้นายสินตัวชื้นอยู่นานๆ นอกจากนี้บุปผายังเอาพัดลมมาพัดจ่อที่ตัวสินอีกด้วย
       “ฉันทำแบบนี้ทำไมรู้ไม๊” บุปผายิ้มเหี้ยม “แกจะได้เป็นหวัดไง ถ้าเป็นปอดบวมเลยก็ยิ่งดี เพราะมันจะทำให้แกต้องอยู่ที่โรงพยาบาลนี่ต่อไปอีก แล้วฉันก็จะได้หาเหตุมาหาหมอไอศูรย์ได้ยังไงล่ะ”
       บุปผาตบแก้มสินเบาๆ เป็นเชิงหยอกล้อ
       “อดทนหน่อยนะจ๊ะพี่สินจ๋า...อย่าเพิ่งใจเสาะตายไปเสียก่อนล่ะ ฉันอยากให้พี่มีชีวิตอยู่จนถึงวันที่พี่มีน้องเขยเป็นหมอชื่อไอศูรย์น่ะ”
       สินพยายามส่ายหน้า อึดอัดคับแค้นใจในการการกระทำของบุปผาเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่จะช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากอันตราย
      
       ฟากอิ่มนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง เหมือนว่าอิ่มกำลังฝันเห็นอะไรบางอย่าง
       อิ่มนึกถึงเหตุการณ์ในคืนที่อุ่นจะคลอดลูก
       “พี่อิ่มอย่าทิ้งฉันไป ฉันเจ็บท้องเหลือเกิน โอ๊ย...”
       “ทำใจดีๆไว้อุ่น...” อิ่มมองไปยังที่นอน เห็นน้ำคร่ำเดินแล้ว เลอะเต็มที่นอน
       “ว๊าย...น้ำเดินแล้ว ทำไงดีล่ะเนี่ย นังอุ่น แกอย่าเพิ่งออกลูกมาตอนนี้นะ ให้ฉันไปตามหมอก่อน”
       แต่อุ่นไม่ยอมปล่อยแขนอิ่ม แถมบีบแน่นจนสุดแรงจนอิ่มเจ็บไปหมด และขยับตัวไปไหนไม่ได้ แล้วอุ่นก็กรีดร้องออกมาสุดเสียง
      
       อิ่มกรีดร้องประสานกับเสียงของอุ่นในฝัน แล้วลุกพรวดขึ้น ไอศูรย์กับหมอปรีชาวิ่งเข้ามาจับตัวอิ่มไว้ อิ่มมองหน้าไอศูรย์ มีแววตางุนงง สับสนระหว่างความจริงในปัจจุบัน กับความจำจากอดีต
       “หลานฉัน...อยู่ที่ไหน”
       ไอศูรย์หันไปมองหน้ากับหมอปรีชาแล้วถอนใจ นึกว่าอิ่มยังอาการเลอะเลือนเหมือนเช่นเดิมอยู่ แต่อิ่มกลับมีแววตาเริ่มจำเรื่องราวในอดีตได้ แม้จะยังไม่ปะติดปะต่อกัน อิ่มเขย่าตัวไอศูรย์
       “หลานฉันอยู่ที่ไหน”
       “ใจเย็นๆ ก่อนนะครับป้ารุ่ง” ไอศูรย์พูดดีๆ ด้วย
       “ไม่ ฉันไม่ได้ชื่อ รุ่ง ฉันชื่อ...อิ่ม”
       ไอศูรย์กับหมอปรีชามีสีหน้าตื่นเต้นมาก
       “ป้าจำชื่อตัวเองได้แล้วหรือครับ” ไอศุรย์ถาม
       อิ่มพยักหน้า
       “แล้วป้าอิ่มจำอะไรได้อีกบ้างครับ”
       อิ่มพยายามคิดทบทวน “อุ่น...น้องสาวฉันชื่อ อุ่น มันเพิ่งคลอดลูกออกมา...หลานฉัน” อิ่มว่า
       “แล้วจำได้ไม๊ครับว่าตอนนี้คุณอุ่นอยู่ที่ไหน ถ้าป้าอิ่มนึกออก ผมจะได้ไปตามหาตัวคุณอุ่นมาให้”
       อิ่มพยายามคิดอีก แต่แล้วก็ต้องกุมหัว ปวดหัวจนแทบจะระเบิด เพราะพยายามเค้นความทรงจำมากเกินไป
       ปรีชารีบบอก “ถ้ายังคิดไม่ออกก็ยังไม่ต้องคิดครับป้าอิ่ม ทำใจให้สบายก่อนเถอะครับ”
       หมอปรีชาประคองอิ่มนอนลง อิ่มนอนลงอย่างว่าง่าย ไอศูรย์กับหมอปรีชามองอิ่ม แล้วหันมามองหน้ากันเองอย่างมีความหวัง
      
       หากสองหนุ่มรับรู้ก็จะเห็นว่าวิญญาณอุ่น ซึ่งยืนมองดูพี่สาวอย่างมีความหวังไปด้วยว่าถ้าอิ่มจำความได้ ก็อาจจะตามหาลูกเธอได้ด้วย


  


       ครู่ต่อมาไอศูรย์กับหมอปรีชาเดินคุยกันมาสีหน้าดีใจ
      
       “ท่าทางเราจะมีความหวังแล้วละต้น ป้ารุ่ง..เอ๊ย..ป้าอิ่มท่าทางจะเริ่มจำความได้บ้างแล้ว” ปรีชาว่า
       “แล้วพี่หมอว่าความทรงจำของป้าอิ่มจะกลับคืนมาทั้งหมดได้ไม๊ครับ”
       “ยังคาดไม่ได้ แต่เราต้องไม่คาดคั้นให้แกคิด เพราะอาจทำให้แกคิดมากจนสมองสับสน แล้วเลยแยกไม่ออกว่าอะไรคือความทรงจำที่แท้จริง กับจินตนาการ”
       ไอศูรย์พยักหน้ารับ แล้วหมอปรีชาก็เดินแยกไป บุปผาเดินเข้ามาจากอีกทาง
       ไอศูรย์เห็นพอดี “อ้าว..บุปผา มาเยี่ยมนายสินเหรอ”
       “ค่ะ แล้วเลยคิดว่าจะแวะเยี่ยมป้ารุ่งด้วย”
       “ต่อไปบุปผาจะเรียก ป้ารุ่ง ไม่ได้แล้วนะ ต้องเรียก ป้าอิ่ม”
       เห็นบุปผาทำหน้างง ไอศูรย์เลยรีบอธิบาย
       “ป้ารุ่ง ของบุปผาน่ะเริ่มจำอะไรได้บ้างแล้วนะ แกจำได้แล้วว่าแกชื่อ อิ่ม แล้วนี่ถ้าโชคดีกว่านี้ แกก็อาจจะจำความทั้งหมดได้ แล้วฉันก็จะได้ตามหาญาติแกได้สักที อ้าว..บุปผาร้องไห้ทำไม”
       บุปผาทำเป็นตื้นตันใจเหลือแสน “บุปผาดีใจค่ะที่ป้าอิ่มอาการดีขึ้น ถึงจะยังไม่มาก แต่
       อย่างน้อยเราก็มีความหวังไม่ใช่หรือคะหมอ”
       แล้วบุปผาก็สำทับด้วยการแสร้งบีบน้ำตาสีหน้าปลาบปลื้มใจ จนไอศูรย์เลยต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าของเขาออกมาส่งให้บุปผาเช็ดน้ำตา บุปผารับผ้าเช็ดหน้าของไอศูรย์มาเช็ดน้ำตาแล้วแสร้งพูดอีก
       “บุปผาทำผ้าเช็ดหน้าหมอเลอะเทอะหมดแล้วค่ะ บุปผาจะเอากลับไปซักให้หมอนะคะ แล้วบุปผาจะรีบเอามาคืนให้วันหลัง”
       “ช่างเถอะ บุปผาเก็บเอาไว้ใช้เลยก็ได้ อย่ากังวลไปเลย”
       บุปผายิ้มตาหวานให้ไอศูรย์ แต่แล้วก็ต้องผิดหวังอีกเมื่อได้ยินไอศูรย์พูดต่อ
       “ฉันขอตัวก่อนนะ”
       ไอศูรย์ก็เดินออกไปเลย บุปผายกมือไหว้ลาแทบไม่ทัน บุปผาเจ็บใจที่หมอไอศูรย์ก็ยังคงไม่สนใจเธออยู่ดี
      
       ด้านกำพลเดินเข้ามาที่โรงพยาบาลตามข้อมูลของมุก กวาดตามองหาบุปผาไปทั่ว แล้วกำพลก็เลยตัดสินใจถามหาบุปผากับพยาบาลคนหนึ่ง
       “เอ้อ...ขอโทษครับ ที่นี่มีแม่บ้านที่ชื่อ บุปผา ไม๊ครับ”
       “แม่บ้านชื่อบุปผาเหรอคะ” พยาบาลคิดไปคิดมา “ไม่มีนี่คะ”
       กำพลออกอาการเซ็งไปทันที “ฉันจะหาตัวเธอเจอได้ที่ไหนกันเนี่ย...บุปผา”
      
       กำพลเดินสีหน้าผิดหวังออกมาจากโรงพยาบาล แล้วทันใดนั้นเขาก็เห็นบุปผาซึ่งกำลังจะกลับบ้าน เทพบริบาล เดินอยู่ริมถนนข้างนอกโรงพยาบาลพอดี กำพลดีใจมาก
       “บุปผา”
       บุปผาหันขวับไปมอง เห็นเป็นกำพลก็ตกใจมาก บุปผาตัดสินใจวิ่งหนีเอาดื้อๆ กว่ากำพลจะวิ่งตามมาถึงตรงจุดที่เห็นบุปผาเดินอยู่ หล่อนก็หายตัวไปเสียแล้ว กำพลเจ็บใจมาก
       “โว๊ย เกือบจะจับตัวได้อยู่แล้วเชียว” กำพลครุ่นคิดไปมา “บุปผามาอยู่แถวนี้อย่างที่นังมุกมันบอกจริงๆ ด้วย เธอหนีฉันไม่พ้นแน่...บุปผา”
      
       ฝ่ายบุปผาวิ่งเข้ามามุมหนึ่งของถนน แล้วหยุดยืนหอบด้วยความเหนื่อย เหลียวกลับไปมองข้างหลัง ดูจนแน่ใจแล้วว่ากำพลไม่ได้ตามมาก็ถอนใจโล่งอก
       “โฮ้ย เกือบไปแล้วไม๊ล่ะ ดีนะที่คุณกำพลไม่เจอเราที่โรงพยาบาลน่ะ ไม่อย่างนั้น...ลำบากแน่”
       บุปผาผ่อนลมหายใจอีกครั้ง แล้วก้มลงดูมือตัวเอง มองผ้าเช็ดหน้าที่ไอศูรย์ให้มา ซึ่งถูกกำอยู่ในมือแน่นในระหว่างที่วิ่งหนีกำพลมา
       บุปผามองผ้าเช็ดหน้านั้นด้วยสีหน้ามุ่งมั่นว่าจะต้องจับผู้เป็นเจ้าของผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นให้จงได้ ในเร็ววันนี้
      
       ที่บ้านเทพบริบาล แลเห็นมัทนากำลังอ่านหนังสืออยู่ สวิงเดินเข้ามาพร้อมกระเช้าดอกไม้ขนาดใหญ่ ที่มีกล่องของขวัญเล็กๆ ใส่มาด้วย พร้อมจดหมาย
       “คุณหนูขา มีคนเอาของมาส่งให้คุณหนูค่ะ”
       “ใครเหรอจ๊ะ”
       สวิงส่ายหน้าไม่รู้ ส่งกระเช้าดอกไม้ให้ มัทนารับมาดู เห็นดอกไม้ก็ยิ้ม
       “สงสัยพี่ต้นจะส่งมา”
       มัทนายิ้มชื่น หยิบกล่องของขวัญเล็กๆ มาเปิดดู เห็นเป็นสร้อยเพชรเล็กๆ จุ๋มจิ๋มน่ารัก มัทนายิ้มอีก สีหน้าปลื้มใจ แต่พอเปิดการ์ดออกอ่าน สีหน้าก็เปลี่ยนใจ
       มัทนาอ่านข้อความในการ์ด “ขอบคุณที่ไปดูละครการกุศลกับพี่นะครับ พี่เพชร”
       มัทนาถอนใจกลุ้มๆ แล้วนึกได้
      
       “สวิงจ๊ะ คนที่เอาของมาส่งให้ เขากลับไปรึยังจ๊ะ”


  


       ขณะเดียวกันนายพลเทพนั่งมาในรถกับดำเกิง สีหน้าผิดหวังเป็นอย่างมากนึกไปถึงตอนที่ตนเดินพุ่งเข้าไปหาหญิงที่คนเปิดประตูบอกว่าชื่อผกา
      
       แต่พอผกาหันมา เห็นว่าเธอเป็นหญิงที่แต่งตัวจัดจ้านคนหนึ่งแต่ไม่ใช่ผกาแห่งหอโคมแดง และยิ้มร่าให้นายพลเทพ
       “มีอะไรให้ ผกา รับใช้หรือคะท่าน”
       “เธอชื่อ ผกา ใช่ไม๊”
       “จะชื่อ ผกา หรือชื่ออะไรก็ได้ ตามแต่ท่านจะอยากเรียกค่ะ”
       ว่าแล้ว ผกา ก็เข้ามานัวเนียนายพลเทพอย่างเชิญชวน
       “ท่านอยากจะให้ผการับใช้ท่านเอง หรือว่าจะเรียกเด็กๆของผการับใช้ท่านก็ได้นะคะ ท่านมาที่นี่ รับรองไม่ผิดหวังหรอกค่ะ”
       นายพลเทพส่ายหน้า “ฉันไม่ได้มาสนุกหรอกนะ ฉันมีธุระต้องการจะคุยกับเธอคนเดียว”
       “ถึงจะคุยเฉยๆ แต่ท่านก็ต้องจ่ายค่าเสียเวลาเต็มราคาเหมือนกันนะคะ”
       นายพลเทพหงุดหงิดกับความเห็นแก่ได้ของผกา เลยตัดรำคาญด้วยการหยิบเงินออกมาจำนวนหนึ่งให้ผกาไป ผการับเอาเงินนั้นมานับแล้วยัดใส่ร่องอกอย่างรวดเร็ว แล้วยิ้มให้ท่านนายพลอย่างประจบประแจง
       “อยากจะคุยอะไรหรือคะท่าน”
       “ฉันแค่อยากจะมาถามเธอว่า...เมื่อ 18 ปีที่แล้ว เธอได้รับเลี้ยงเด็กคนหนึ่งเอาไว้รึเปล่า”
       “เปล่านี่คะ”
       ท่านนายพล ขมวดคิ้ว แล้วเริ่มเอะใจ “เธอชื่อ ผกา แสงฉาย รึเปล่า”
       ผกามีสีหน้าแปลกใจ “ผกาชื่อ ผกา คำแสง ค่ะ”
       นายพลเทพหันขวับไปมองดำเกิงทันที ซึ่งดำเกิงก้มหน้าหลบตาคิดในใจ ซวยแล้ว ทำงานผิดพลาด
       นายพลเทพสีหน้าผิดหวังอย่างแรง
      
       นายพลเทพคิดแล้วยิ่งเครียด
       “กระผมขอโทษขอรับท่าน ที่ไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องเสียก่อนที่จะไปเรียนท่าน กระผมไม่นึกว่าจะมีแม่เล้าที่ชื่อ ผกา หลายคนในกรุงเทพฯ”
       “ครั้งนี้ฉันจะยกโทษให้เธอ แต่เธอต้องไปสืบหาตัว ผกา แสงฉาย ให้พบให้เร็วที่สุด ฉันจะต้องถาม แม่ผกา ให้ได้ว่าลูกฉันกับแม่อุ่นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และเวลานี้อยู่ที่ไหน ฉันจะต้องรู้ให้ได้”
       ดำเกิงรับคำเสียงอ่อยๆ “ขอรับท่าน”
       นายพลเทพถอนใจเครียดๆ
      
       ด้านแม่เล้า ผกา คำแสง ทรุดลงนั่งอย่างเซ็งๆ
       “โธ่เอ๊ย นึกว่าจะได้เหยื่อผู้ดีกับเค้าสักที นัง ผกา แสงฉาย นั่น มันมีดีกว่าอี ผกา คำแสง คนนี้ตรงไหนยะ”
       แล้ว ผกา ก็ต้องสะดุ้งเมื่อแสงพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือไว้
       “เจ๊ ผู้ชายคนเมื่อกี้ เขามาที่นี่ทำไมเหรอ”
       “ถามทำไม”
       “ฉันเคยเป็นคนขับรถให้ท่านมาก่อน แต่ไม่เคยเห็นท่านเข้ามาในสถานที่อย่างนี้ เลยสงสัยน่ะสิว่าท่านมาทำไม”
       “เขามาถามหาคน”
       “ใคร”
       ผกาไม่ยอมตอบ แต่แบมือแล้วกระดิกๆ ขอเงิน แสงทำหน้าโมโห แต่ก็ควักเงินออกมายัดใส่มือผกาอย่างไม่เต็มใจ ผกานับเงินแล้วก็เอายัดใส่ร่องอกอีก แล้วก็ยิ้มให้แสงอย่างประจบเหมือนกับที่ยิ้มให้นายพลเทพไม่มีผิด
       “เขามาถามหาคนชื่อ ผกา แต่ไม่ใช่” ชี้ที่ตัวเอง “อี ผกา คนนี้ เธอจะสนใจไปทำไมรึ”
       แสงไม่ตอบ ได้แต่บ่นงึมงำครุ่นคิด “ท่านนายพลจะมาหาผู้หญิงชื่อ ผกา ทำไมกัน”
       “โถๆๆๆๆ อุตส่าห์เข้ามาถามหาผู้หญิงชื่อ ผกา ถึงในซ่อง ถ้าไม่ใช่อีผกาคนนี้ มันก็มีอีผกาอยู่ไม่กี่คนหรอกที่อยู่ในซ่องเหมือนๆ กันน่ะ”
      
       แสงคิดตามที่ ผกา คำแสง พูด แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็ตาโตขึ้นมาทันที
      

       ด้าน ผกา แสงฉาย อยู่ที่หอโคมแดง กำลังนั่งคุยจุ๊กจิ๊กเบาๆ อยู่กับเพ็ญเพียง 2 คน
      
       “เพ็ญ ถ้าเกิดฉันได้ดีมีสุขจริงๆ อย่างที่คิดไว้นะ..ฉันจะพาแกไปจากที่นี่ด้วยกัน”
       เพ็ญฟังแล้วดีใจ “จริงหรือคะคุณผกา”
       “จริงสิ เพ็ญอุตส่าห์ติดตามรับใช้ฉันมาตั้งแต่สมัยยังอยู่ที่นครปฐมโน่นด้วยกัน ถ้าฉันสุขสบาย ฉันจะทิ้งเพ็ญได้ยังไงล่ะ”
       เหมือนมีสายตาของใครบางคน มองผกากับเพ็ญที่นั่งคุยกันอย่างอารมณ์ดี
       ที่แท้เป็นมุก พิกุล เดือน และสิรี มายืนซุ่มแอบดูผกาอยู่ที่มุมไกล ด้วยสีหน้าสงสัย
       “เชื่อไม๊ว่านี่..แม่ต้องกำลังพูดถึงนังบุปผาอยู่” เดือนว่า
       “เชื่อ ก็แหม..คนเคยอยู่ด้วยกันมาตลอด อยู่ๆ ก็หายไป แม่ก็คงคิดถึงมันมากอยู่ละ” สิรีบอก
       มุกทำทีเป็นถามหยั่งเชิง “แกว่าแม่ได้ติดต่อกับบุปผาบ้างรึเปล่า”
       เดือนกับสิรีนิ่งเงียบ แต่พิกุลพูดโดยไม่คิดอย่างเคย
       “แน่น๊อน วันก่อนฉันยังแอบฟังแม่โทรศัพท์คุยกับนังบุปผามันด้วย เห็นนัดเจอกันด้วยละ”
       “แม่นัดกับนังบุปผา” มุกตาลุกวาว
       “เออสิ ถามทำไม” พิกุลแปลกใจ
       มุกทำไม่รู้ไม่ชี้ “ก็ถามไปยังงั้นๆ แหละ”
       แล้วมุกก็เดินแยกออกมาจากกลุ่ม
       “อีบุปผา ยิ่งแกอยากจะปกปิดกำพืดดั้งเดิมของแกมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งอยากเปิดโปงแกมากขึ้นเท่านั้น เพราะแกทำกับฉันไว้แสบมาก รับรองได้เลยว่า..ฉันจะต้องเอาคืนแกให้แสบยิ่งกว่า คอยดู”
       มุกแค้นฝังหุ่น อาฆาตแค้นบุปผาเป็นอย่างมาก
      
       ส่วนบุปผาเพิ่งเดินกลับมาถึงบ้านเทพบริบาล เห็นรถนายพลเทพเพิ่งแล่นเข้าไปในบ้าน บุปผาอยากจะบอกเรื่องที่นายพลเทพถูกวางยาให้รู้ จึงรีบวิ่งตามไปที่ตึกใหญ่ทันที
      
       ขณะที่นายพลเทพกำลังนั่งครุ่นคิดถึงเรื่องที่ไปหาผกามา ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สักครู่บุปผาก็คลานเอาน้ำเย็นเข้ามาเสิร์ฟ แต่ท่านนายพลก็ยังไม่ทันสังเกต บุปผาเลยแกล้งทำที่รองแก้วตกพื้นเสียงดังนายพลเทพจึงรู้สึกตัว
       “อ้าว...บุปผา เอาอะไรเข้ามาน่ะ”
       “น้ำมะตูมเย็นค่ะท่าน”
       บุปผาส่งน้ำมะตูมเย็นให้นายพลเทพ ท่านนายพลรับมาดื่ม แล้วก็จะนั่งคิดอะไรต่อ แต่เห็นบุปผาไปออกไปเสียที จึงหันมาถาม
       “มีอะไรรึเปล่าบุปผา”
       บุปผาไหว้นายพลเทพ “บุปผาจะมากราบขอบพระคุณที่ท่านเมตตาบุปผา ไล่พี่แสงออกจากบ้านไปเพราะพี่แสงทำร้ายบุปผา นอกจากพี่สินแล้ว ก็เห็นจะมีแต่ท่านนี่ละค่ะที่เมตตาบุปผาเหลือเกิน”
       “ฉันไม่ชอบให้ใครมาทำเรื่องบัดสีในบ้านนี้ เธอเอง..ก็อายุไล่เลี่ยกับยายมัท ฉันก็เห็นเธอไม่ต่างอะไรไปจากลูกหลานของฉันคนนึงเหมือนกัน”
       บุปผาซาบซึ้งใจมาก แสร้งถาม “เอ้อ..แล้วทำไมท่านถึงมีลูกคนเดียวละคะ”
       “คุณหญิงเธอไม่แข็งแรงน่ะ เลยมีลูกได้คนเดียว”
       จังหวะนี้คุณหญิงมณีเดินผ่านมา เห็นเหมือนบุปผากำลังจะพูดอะไรบางอย่างกับนายพลเทพ
       คุณหญิงมณีไม่สบายใจ รีบพุ่งเข้าไปแทรกทันที
       “คุยอะไรกันอยู่คะคุณ”
       ทั้งบุปผาและนายพลเทพหันมามอง เห็นคุณหญิงมณีเดินหน้านิ่งเข้ามา แต่ตาจับจ้องอยู่ที่บุปผาตลอดเวลา นายพลเทพตอบเสียงเรียบ
       “บุปผาเขาเอาน้ำมะตูมเย็นขึ้นมาให้ แล้วก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระน่ะคุณ”
       คุณหญิงมณีมองบุปผาสลับกับนายพลเทพอย่างคลางแคลงใจ เห็นนายพลเทพหน้านิ่งๆไม่มีอารมณ์อะไร ส่วนบุปผาก็รีบก้มหน้าคลานออกไป
      
       คุณหญิงมณีมองตามบุปผาไปอย่างยังติดใจสงสัยไม่หาย และไม่สบายใจนัก


  


       ตกตอนเย็นวันนั้นคุณหญิงมณีคุยอยู่กับสร้อย
      
       “สร้อย แกไม่ต้องขึ้นไปบ้านคุณชไมที่เชียงใหม่กับฉันแล้วนะ ฉันจะเอานังสวิงไปแทน”
       “อ้าว..ทำไมล่ะคะคุณหญิง”
       “ฉันไม่ไว้ใจนังบุปผามัน เมื่อกี้ฉันเห็นมันขึ้นไปคุยกับท่านนายพลบนบ้านงุบงิบๆ ฉันจับความไม่ได้ แต่พอถามท่านนายพล ท่านก็บอกว่าคุยกันเรื่องสัพเพเหระ แล้วฉันก็ดูหน้าท่านไม่ออกว่าท่านคิดอะไรอยู่”
       “คุณหญิงคิดว่ามันได้ยินเรื่องที่เราคุยกันเมื่อคืน”
       มณีพยักหน้า “แล้วถ้ามันเอามาบอกท่านนายพล แล้วความลับเรื่องยาที่เราเอาให้ท่านกินมาตลอดหลายปีนี่แตกขึ้นมาละก็ ท่านกับฉันคงมีปัญหากันแน่”
       “งั้นสร้อยจะจับตามันไว้ให้ดีค่ะ คุณหญิงไม่ต้องห่วง”
      
       สองคนอยู่ในร้านไอติมด้วยกัน มัทนาสีหน้าตื่นเต้นดีใจ เมื่อไอศูรย์เล่าเรื่องอาการอิ่มให้ฟัง
       “ป้ารุ่งเริ่มจำความได้แล้ว”
       ไอศูรย์พยักหน้ายิ้มๆ “ตอนนี้น้องมัทต้องเรียกแกว่า ป้าอิ่ม แล้วจ้ะ”
       มัทนาหัวเราะขำๆ “ค่ะๆ ป้าอิ่มก็ป้าอิ่ม”
       “แต่น้องมัทก็อย่าเพิ่งดีใจมากไปครับ ป้าอิ่มแกเพิ่งเริ่มจำความได้ ซึ่งอาจจะจำได้แค่นี้ก็ได้ เรายังทำอะไรไม่ได้นอกจากคอยดูอาการแกต่อไป”
       “แต่อย่างน้อย..มันก็มีความหวังไม่ใช่หรือคะพี่ต้น”
       ไอศูรย์หัวเราะ “น้องมัทพูดเหมือนบุปผาเลย”
       มัทนาทำหน้างง
       “พี่พบบุปผาไปเยี่ยมนายสินที่โรงพยาบาลเมื่อตอนกลางวันนี่น่ะ พี่ก็เลยเล่าเรื่องป้าอิ่มให้บุปผาฟังแล้ว อย่างน้อย...บุปผาก็เคยช่วยพี่กับพี่หมอปรีชารักษาป้าอิ่มอยู่ช่วงหนึ่ง”
       “บุปผาเป็นคนดีมากเลยนะคะพี่ต้น แม้ป้าอิ่มจะไม่ญาติ แต่บุปผาก็เต็มใจช่วยเหลือในการรักษาทุกอย่าง แล้วนี่ยังต้องคอยวิ่งมาเยี่ยมมาดูแลนายสินอีก บุปผาคงเหนื่อยแย่เลย มัทสงสารบุปผาจริงค่ะ”
       ไอศูรย์มองมัทนาอย่างปลื้มใจที่มัทนาเป็นคนดีมีเมตตา สองหนุ่มสาวมองตากันชื่นมื่น
      
       ขณะเดียวกันพลอยกับเพื่อนหญิงกำลังจะเดินเข้าร้านมาที่หน้าร้านไอติมเช่นกัน แล้วเพื่อนหญิงชะงักเมื่อมองเข้าไปในร้าน
       “เอ๊ะ นั่นมันยายมัทนี่”
       พลอยมองตาม เห็นว่าไอศูรย์กับมัทนาอยู่ในร้าน
       “เอ๊..ไหนวันก่อนเธอว่าเขาควงพี่ชายเธอไปดูละครการกุศลกันมาไม่ใช่รึ ทำไมวันนี้มานั่งคุยกระหนุงกระหนิงกับผู้ชายอื่นอีก ไม่นึกเลยนะว่ายายมัทท่าทางออกติ๋มๆ แต่กลับเฟลิร์ตไม่ใช่เล่นน่ะนี่” เพื่อนพลอยว่า
       พลอยโมโห “นี่ เป็นเพื่อนกันรึเปล่าเนี่ย ทำไมถึงได้พูดจายังงี้ ตราบใดที่ผู้หญิงเรายังไม่แต่งงาน เราก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกคนที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือเธอพูดถึงเพื่อนยังงี้ เขาเรียกว่า คนปากเสีย นะยะ”
       เพื่อนร้องกรี๊ดเบาๆ ด้วยความโมโห แล้วก็เดินกระทืบเท้าออกไป พลอยยังมีสีหน้าโมโหกรุ่นๆ อยู่
       มัทนามองออกมาที่หน้าร้านพอดี เห็นพลอยเข้า
       “เอ๊ะ..นั่นยายพลอยนี่คะพี่ต้น น้องมัทไปชวนเธอมานั่งทานไอศกรีมกับเรานะคะ”
       ไอศูรย์พยักหน้า มัทนาวิ่งออกไปที่หน้าร้านทันที
       มัทนาวิ่งออกมาหาพลอยที่หน้าร้าน ดีใจที่ได้เจอเพื่อน
       “พลอย”
       พลอยหันมาหา
       “มาทานไอศกรีมเหมือนกันเหรอ มาทานด้วยกันสิ พี่ต้นนั่งอยู่ข้างในแน่ะ”
       “อ๋อ..แล้วพอฉันเข้าไปนั่งด้วย เธอก็จะแกล้งให้ฉันกลายเป็น หมาหัวเน่า ใช่ไม๊ล่ะ ยายมัท...เสียแรงนะที่เราอุตส่าห์คบกันเป็นเพื่อนมาหลายปีจริงๆ”
       พูดจบพลอยก็เดินปังๆ ออกไปเลย มัทนามองตาม ทำท่าจะร้องไห้ด้วยความเสียใจ
      
       มัทนาเดินหน้าม่อยกลับเข้ามาหาไอศูรย์
       “น้องพลอยไม่เข้ามาทานด้วยกันกับเราเหรอครับน้องมัท”
       มัทนาส่ายหน้าเศร้าๆ
       “ช่างเถอะครับ เขาไม่มาก็ไม่มา”
       ไอศูรย์มองมัทนาแววตาปลอบโยน มัทนายิ้มขอบคุณ
      
       ที่แท้พลอยยังยืนแอบมองสองหนุ่มสาวมาจากนอกร้านอีกมุมหนึ่ง พลอยมุ่งมั่นจะเอาชนะมัทนาให้ได้สักวัน


  


       เวลายามเย็น เพชรเดินหน้าเซ็งสุดขีดกลับเข้าบ้านมา พลอยลุกพรวดก้าวเดินเข้ามาถึงตัว
      
       “พี่เพชร วันนี้พลอยไปเจอยายมัทไปกินไอศกรีมกับพี่ต้นด้วย ไหนพี่เพชรตกลงกับพลอยว่าเราจะร่วมมือกันทำให้สองคนนั้นไม่ได้หมั้นกันไงคะ”
       “ทำไมพี่จะไม่ได้ทำอะไร พี่ก็พยายามเอาชนะใจน้องมัทอยู่”
       “พี่เพชรทำอะไรคะ”
       เพชรเล่าเรื่องที่ส่งกล่องของขวัญเล็กๆ ไปให้มัทนา ก่อนจะหยิบของชิ้นนั้นออกมาจากกระเป๋ามาส่งให้พลอยดู พลอยรับมาเปิดดู
       แลเห็นสร้อย และการ์ดใบเดิมที่เพชรเขียนข้อความไป แต่มีลายมือของมัทนาเขียนต่อท้ายกลับมาว่า
       “ขอบคุณสำหรับดอกไม้และของขวัญ แต่มัทขออนุญาตไม่รับนะคะ มัทนา”
       พลอยเงยหน้าขึ้นมองหน้าเพชร เห็นพี่ชายออกอาการเซ็งสุดขีด
       “น้องมัทใจแข็งเหลือเกิน” เพชรครวญ
       “แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะพี่เพชร...นี่เราสองคน จะไม่มีความหวังกันเลยหรือไงคะ”
       “ไม่ พี่ยังไม่ยอมแพ้ง่ายหรอก พี่จะต้องชนะพี่ต้นให้ได้ คนที่จะได้แต่งงานกับน้องมัทต้องเป็นพี่ ไม่ใช่พี่ต้น”
       เพชรมีสีหน้ามุ่งมั่นตั้งใจมาก พลอยเลยมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
      
       เย็นย่ำวันนั้นไอศูรย์กำลังทำงานอยู่ พยาบาลวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
       “คุณหมอคะ เร็วค่ะ นายสิน”
       ไอศูรย์รีบวิ่งไปที่ห้องสินทันที
      
       ไอศูรย์วิ่งเข้ามาพบว่าสินไข้ขึ้นสูงจนชัก ไอศูรย์กับพยาบาลช่วยกันจับร่างสินไม่ให้แขนขาฟาดเปะปะ
       “ช่วยกันจับหน่อย ผมจะเอาผ้ายัดปากคนไข้ไม่ให้กัดลิ้นตัวเอง”
       แต่กระนั้นแขนสินก็ฟาดโดนพยาบาลจนพยาบาลกระเด็นชนโต๊ะล้มเสียงดัง ทำให้ทุกอย่างยิ่งโกลาหลมากขึ้นไปอีก ไอศูรย์พยายามจะเอาผ้ายัดใส่ปากแต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดไอศูรย์ก็ตัดสินใจใช้หลังมืออุดปากสิน ยอมให้สินกัดที่หลังมือเขาไว้ก่อนที่จะกัดลิ้นตัวเอง
       เห็นชัดว่าหลังมือไอศูรย์ที่ถูกสินกัดเต็มแรง
       ไอศูรย์สีหน้าเจ็บปวดแต่อดทนยอมเจ็บเต็มที่ เพราะห่วงคนไข้มากกว่าตัวเอง จนสักครู่สินก็หยุดชักแล้วสลบไป ไอศูรย์ดึงมือออกเห็นรอยฟันสินกัดขึ้นเป็นแนว เลือดซึม ไอศูรย์กุมมือที่เป็นแผลไว้แล้วยืนมองดูสินที่สลบไปอย่างกังวล
      
       ค่ำแล้วเห็นพยาบาลพันแผลให้ไอศูรย์เพิ่งเสร็จพอดี ไอศูรย์หน้าเครียด แปลกใจมาก
       “ทำไมจู่ๆ นายสินก็เป็นปอดบวม แล้วก็ไข้ขึ้นสูงจนชักยังงี้ล่ะ”
       “ไม่ทราบเลยค่ะหมอ ตอนที่คุณบุปผามาเยี่ยม ก็เห็นยังดีๆ อยู่เลยนะคะ จนกระทั่งเย็นดิฉันจะเข้าไปพลิกตัวให้คนไข้ ถึงได้รู้ว่าไข้ขึ้นสูงจนชักน่ะค่ะ”
       “แล้วผมจะไปบอกบุปผายังไงล่ะเนี่ย” ไอศูรย์ใจคอไม่ดี มีสีหน้ากลัดกลุ้มเห็นได้ชัด
      
       คืนนั้นบุปผาเอาผ้าเช็ดหน้าของไอศูรย์ขึ้นมาดอมดม สีหน้าชื่นใจกับกลิ่นโคโลญจน์ที่ไอศูรย์เหยาะใส่ในผ้าเช็ดหน้า แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อมีเสียงเคาะประตูดังปังๆ ขึ้นมาอย่างกะทันหัน พร้อมเสียงสร้อยดังลั่น
       “นังบุปผา หมอไอศูรย์มาพบแกแน่ะ”
       บุปผามีสีหน้าประหลาดใจขึ้นมาก่อน แล้วก็เปลี่ยนเป็นยิ้มสาสมใจ เพราะเดาล่วงหน้าไว้แล้วว่าไอศูรย์จะมาหาหล่อนด้วยเรื่องอะไร
      
       ไม่นานต่อมา บุปผาเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญ ส่วนคนอื่นๆ รับฟังเรื่องสินจากไอศูรย์ด้วยสีหน้าเศร้าใจ ไอศูรย์ยังมีผ้าพันแผลที่มือด้วย
       “โธ่...พี่สิน เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรขนาดนี้”
       มัทนาสงสารบุปผาจับใจ เดินเข้าไปกอดปลอบใจ
       “ใจเย็นๆ ก่อนนะบุปผา ยังไงตอนนี้นายสินก็อาการคงที่แล้ว คงไม่มีอะไรร้ายแรงแล้วละ”
       มณีถอนใจ “พ่อต้นก็เลยพลอยต้องมาเจ็บไปด้วย”
       ไอศูรย์ยกมือข้างที่มีผ้าพันแผลขึ้นดู “ไม่เป็นไรหรอกครับคุณป้า แผลแค่นี้..เดี๋ยวก็หาย”
       บุปผาสะอื้นไห้ พลางถามหยั่งเชิง “แล้วอย่างนี้พี่สินก็ต้องอยู่โรงพยาบาลต่อไปอีกใช่ไม๊คะ”
       ไอศูรย์พยักหน้ารับ “ก็จนกว่าฉันจะแน่ใจว่านายสินปลอดภัย และแข็งแรงพอที่จะพากลับมาดูแลต่อที่บ้านได้น่ะ”
       บุปผายกมือไหว้ไอศูรย์ “ฝากพี่สินด้วยนะคะหมอ บุปผาไม่มีใครอีกแล้ว..ไม่มีใครอีกแล้ว” ว่าแล้วก็ร้องไห้อีกอย่างน่าเวทนา
      
       มัทนากอดไว้แน่น สงสารบุปผาจับใจ ไอศูรย์ก็เช่นกัน


  


       บุปผากับสร้อยเดินกลับมาที่ห้องพัก บุปผาเดินเช็ดน้ำตาป้อยๆ มาตลอดทาง สร้อยสงสารสินก็จริง แต่หมั่นไส้บุปผาไม่หาย เพราะเป็นต้นเหตุที่ทำให้แสงต้องถูกไล่ออกจากบ้าน
      
       สร้อยพูดเสียงห้วนๆ “หมอเขารับปากว่าดูแลไอ้สินให้อย่างดีแล้ว แกก็สบายใจเถอะ”
       บุปผาพยักหน้าหงึกๆ แล้วทำเดินก้มหน้าร้องไห้เข้าห้องไป สร้อยส่ายหน้าเหนื่อยใจ
      
       ทันทีที่บุปผาเดินเข้าห้องปิดประตูสนิทเรียบร้อย อาการร้องไห้ก็เปลี่ยนไปเป็นลิงโลดอารมณ์ดีอย่างฉับพลัน
       “ขอบใจนะไอ้สิน ที่แกซื้อเวลาให้ฉันได้มีโอกาสพบกับคุณหมอไอศุรย์ต่อไปอีกหน่อย ฉันคิดไม่ผิดเลยที่เลือกใช้แก”
       บุปผายิ้มร้ายอย่างสาสมใจ
      
       กลางดึกคืนนั้น คุณหญิงมณีนอนหลับอยู่บนเตียง จู่ๆ ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่านายพลเทพยืนมองเธออยู่ที่ข้างเตียง
       “อ้าว..นอนไม่หลับรึคะคุณ”
       “ใช่ ผมนอนไม่หลับ วันนี้บุปผามันบอกผมหมดแล้วว่า คุณวางยาผม! คุณทำให้ผมเป็นหมัน มีลูกอีกไม่ได้ ทั้งๆ ที่คุณก็รู้ว่าผมอยากมีลูกมากแค่ไหน”
       มณีตั้งสติ พยายามอธิบาย “เดี๋ยวๆ นะคะ ฟังฉันก่อนนะคะคุณ”
       เทพตะโกนเสียงดังใส่หน้า “ผมไม่ฟังอะไรทั้งนั้นแล้ว ผมผิดหวังในตัวคุณมาก ผมไม่อยากเห็นหน้าคุณอีกต่อไป”
       นายพลเทพโกรธจัด ทำท่าจะเดินออกจากห้อง คุณหญิงมณีรีบลุกวิ่งไปดึงแขนสามีไว้ แต่นายพลเทพไม่สนใจ สะบัดแขนออกด้วยความโมโหจนร่างคุณหญิงมณีกระเด็นไป แล้วท่านนายพลก็เดินปังๆ ออกไปจากห้อง คุณหญิงมณีกัดฟันวิ่งตามไป
      
       คุณหญิงมณีวิ่งตามมาตะโกนไล่หลังนายพลเทพที่ทำท่าว่าจะเดินออกจากบ้านไป
       “ใช่! ฉันวางยาให้คุณเป็นหมัน เพราะฉันไม่ต้องการให้คุณไปมีลูกกับอีผู้หญิงหน้าไหนอีก” มณีโกรธจนเผลอหลุดปาก “ไม่ว่าจะเป็นอีอุ่นหรือผู้หญิงคนไหน คุณต้องมียายมัทแค่คนเดียวเท่านั้น ได้ยินไม๊”
       เทพชะงักกึก “อย่าบอกนะว่า ที่อุ่นตาย มันเป็นฝีมือคุณ”
       “ใช่” มณีพูดอย่างถือดี
       แล้วโดยที่คุณหญิงมณีไม่ได้คาดคิด นายพลเทพตบหน้าคุณหญิงมณีผลัวะ คุณหญิงถึงกับเซหัวไปกระแทกกำแพงอย่างแรง
       “โอ๊ย”
       มณียกมือคลำหัวตรงที่ถูกกระแทก เห็นมีเลือดเปื้อนมือ คุณหญิงมณีเลยอารมณ์ยิ่งเดือดมากขึ้นไปอีก
       “คุณกล้าทำกับฉันยังงี้เหรอ”
       แล้วคุณหญิงมณีก็พุ่งถลาเข้าไปตบตีสามี นายพลเทพยกมือขึ้นปัดป้อง แล้วบันดาลโทสะผลักคุณหญิงมณีออกไปเพื่อไม่ให้เข้ามาตบตีได้อีก แต่เพราะคุณหญิงมณีกำลังยืนอยู่ที่หัวบันไดพอดี จึงเสียหลัก ผงะหงายแล้วกลิ้งตกบันไดไป คุณหญิงมณีกรีดร้องสุดเสียง
       “แอร๊ยยย”
      
       คุณหญิงมณีกรีดร้อง พร้อมกับตกใจตื่นลุกพรวดขึ้น เหงื่อกาฬชุ่มไปทั้งตัว นายพลเทพผวาเข้ามาหาด้วยความตกใจ
       “เป็นอะไรไปคุณ”
       ท่านนายพลเห็นคุณหญิงยังหายใจหอบ สีหน้าตื่นตระหนกไม่หาย จึงคว้าตัวคุณหญิงมณีมากอดปลอบใจ
       “คุณคงฝันร้ายไปน่ะ”
       มณีเริ่มได้สติ พูดเสียงอ่อนระโหย “ค่ะ ดิฉันฝันร้าย.. ฝันร้ายจริงๆ”
      
       แล้วคุณหญิงมณีก็ถอนใจอย่างโล่งอก ที่เรื่องร้ายทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ความฝัน
      
        วันต่อมา นายพลเทพกำลังมายืนส่งมัทนากับคุณหญิงมณีขึ้นรถเพื่อเดินทางไปเชียงใหม่
      
       “เดินทางปลอดภัยนะคุณ”
       “ค่ะ”
       มัทนายิ้มยกมือไหว้พ่อ “มัทไปนะคะ แล้วจะซื้อของฝากจากเชียงใหม่มาฝากคุณพ่อนะคะ”
       “ไม่ต้องหรอกลูก แค่มัทกลับมาให้พ่อเห็นหน้า พ่อก็ชื่นใจแล้ว”
       มัทนากับคุณหญิงมณียิ้ม ทั้งหมดล่ำลากัน แล้วมัทนา คุณหญิง และสวิงขึ้นรถไป นายพลเทพ สร้อย และบุปผายืนส่ง จนรถแล่นออกไป บุปผาปรายตามองนายพลเทพแว้บหนึ่ง นายพลเทพเดินกลับขึ้นตึกไป บุปผาอยากพูดกับนายพลเทพเรื่องถูกวางยา แต่ถูกสร้อยดึงตัวไว้
       “ผีตอกตะปูที่เท้ารึไงหา กลับไปทำงานในครัวสิ”
       บุปผาหันตัวจะเดินไปที่ครัว
       สร้อยพูดขึ้นมาอีก “อ้อ ! อีกเรื่องนึงนะนังบุปผา”
       บุปผาชะงัก หันมาฟังสร้อยพูดต่อ
       “ช่วงที่คุณหญิงกับคูณหนูไม่อยู่นี่ แกไม่ต้องขึ้นไปรับใช้บนตึกโน่น”
       บุปผาฉงน “อ้าว..ทำไมล่ะจ๊ะพี่สร้อย”
       “ก็เพราะท่านนายพล...ท่านอยู่คนเดียวน่ะสิ แล้วแกก็เป็นสาวเป็นแส้ ขึ้นไปรับใช้ในเวลาที่ไม่ใครอยู่ มันจะไม่งาม”
       ว่าแล้วสร้อยก็ยื่นหน้าพูดกับบุปผาใกล้ๆ เป็นเชิงขู่
       “ถ้าแกกับพี่ชายยังอยากจะมีที่ซุกหัวนอนอยู่ที่นี่ต่อไปละก็ ทำตามที่ฉันสั่ง เข้าใจไม๊”
       “จ้ะ พี่สร้อย”
       บุปผาเดินไปที่ครัวไม่พูดอะไรอีก สร้อยมองตามบุปผาไปอย่างชิงชัง
      
       บุปผาเดินอารมณ์เสียมา
       “ถูกอีสร้อยมันคุมตัวแจอย่างนี้ แล้วเราจะบอกท่านนายพลเรื่องที่ถูกวางยาได้ยังไงกันล่ะ” แล้วบุปผาก็คิดอะไรได้ “แต่ถึงมีโอกาสบอก ท่านจะเชื่อเราเหรอ”
       บุปผานิ่งคิดอยู่อีกครู่ ก็มีสีหน้าเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ ยิ้มร้ายออกมา
      
       ที่แท้บุปผาแอบเดินตามสร้อยที่กำลังยกสำรับขึ้นไปให้นายพลเทพบนตึก พอบุปผาเห็นสร้อยขึ้นตึกไปเรียบร้อยแล้ว บุปผาก็รีบวิ่งไปที่เรือนคนใช้ทันที
      
       บุปผาวิ่งกลับมาที่แถวห้องพักคนใช้ เหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครมาเห็น ก็ผลุบเข้าห้องสร้อยอย่างรวดเร็ว
      
       บุปผาเดินเข้ามาในห้องสร้อย แล้วเริ่มค้นหาขวดยาที่สร้อยใส่ให้นายพลเทพกินทุกคืน
       “ขวดยาที่เราเห็น มันต้องอยู่ในห้องนี่แน่ๆ”
       บุปผาเดินเปิดหาไปตามที่ต่างๆ ที่คิดว่าสร้อยจะซ่อนยาไว้
      
       ขณะเดียวกันสร้อยเสิร์ฟสำหรับกับข้าวให้นายพลเทพอยู่ แล้วรู้สึกปวดท้องขึ้นมา จึงหันมากระซิบบอกกับทับทิม
       “ฝากดูท่านหน่อยนะ ฉันจะไปเข้าส้วม”
       ทับทิมพยักหน้ารับ สร้อยเดินตัวงอออกไป
      
       ด้านบุปผายังคงหาขวดยาอยู่ แต่ก็ไม่เจอสักที
       “ถ้าไม่มีหลักฐานเอาไปยืนยันกับท่านนายพล ท่านต้องไม่มีวันเชื่อแน่ๆ ต้องหาให้เจอ”
       แล้วทันใดนั้นบุปผาก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมีเสียงคนจะเปิดประตูห้องเข้ามา บุปผาสีหน้าตกใจสุดขีด ไม่รู้จะทำยังไงดี หนีไม่ทัน ตัดสินใจหาที่ซ่อน ในที่สุดบุปผาก็เข้าไปซ่อนตัวในตู้เสื้อของสร้อย ปิดประตูตู้แทบจะสนิท
       สร้อยเข้ามาในห้อง แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ
       บุปผาคิดจะแว้บออกตอนที่สร้อยเข้าไปในห้องน้ำ เปิดประตูตู้เสื้อผ้าก้าวขาออกมาได้ข้างหนึ่ง แอบมองดูสร้อย
       บุปผาเห็นสร้อยยังอยู่ในห้องน้ำ แต่ไม่ได้ปิดประตูห้องน้ำสนิท จึงเห็นว่าสร้อยกำลังขยับชายผ้าถุง นั่นจึงทำให้บุปผาเห็นว่าสร้อยเหน็บขวดยาของตาเถาเอาไว้ที่ขอบชายพกนั่นเอง บุปผาขมวดคิ้วเซ็ง แล้วก็นึกได้ จะรีบแว้บออกจากห้องไปก่อนที่จะถูกสร้อยจับได้ แต่ยังไม่ทันจะออก สร้อยก็เปิดประตูห้องน้ำออกมา บุปผาจึงจำต้องรีบผลุบกลับเข้าไปในตู้อีก ส่วนสร้อยเดินผ่านตู้เสื้อผ้าแล้วชะงัก เห็นตู้เสื้อผ้าปิดไม่สนิท
       สร้อยเดินมาที่ตู้เสื้อผ้า ทำท่าว่าจะเปิดตู้เสื้อผ้าออก
       บุปผาหลับตาปี๋ นึกว่าคราวนี้สร้อยต้องเปิดประตูตู้เสื้อผ้ามาเจอตัวเองแน่ๆ แล้ว
       สร้อยกำลังเปิดประตูตู้เสื้อผ้าออก แต่ยังไม่ทันจะมองเข้าไปในตู้ ก็มีเสียงเคาะประตูหน้าห้องเสียก่อน สร้อยชะงักจากการเปิดตู้ บุปผาที่อยู่ในตู้พลอยชะงักไปด้วย
       “ใคร”
       “ฉันเองจ้ะพี่สร้อย” เป็นไสวนั่นแอง
       “มีอะไร”
       “แสงมันมาขอพบพี่จ้ะ”
       สร้อยดีใจรีบปิดประตูเสื้อผ้าเข้าไปใหม่โดยไม่หันไปดู แล้วรีบเดินออกจากห้องไปทันที บุปผาถอนใจยาวอย่างโล่งอกสุดๆ แล้วครุ่นคิด
       “แต่ถ้าอีสร้อยมันเอายาเก็บไว้กับตัวตลอดเวลาอย่างนั้น เราคงไม่มีทางเอามันไปเป็นหลักฐานกับท่านนายพลได้แน่ๆ ฮึ่ย”
      
       บุปผาเจ็บใจสุดๆ


  


       สร้อยยิ้มร่า เดินมาหาแสงที่ยืนรออยู่นอกกำแพง ไม่กล้าเข้าไปในบ้าน
      
       “แม่.. ฉันไม่กล้าเข้าไปน่ะ เห็นเขาบอกว่าท่านนายพลอยู่ในบ้าน”
       “ใช่..ไม่เข้าไปน่ะดีแล้ว แกเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้ไปอยู่ไหน”
       “ฉันไปเช่าห้องอยู่ที่ท้ายตลาดน่ะ แถวนั้นคนมันเยอะดี คงจะมีลู่ทางหางานทำได้ง่ายหน่อยน่ะแม่ แต่ที่ฉันมานี่ ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับแม่ เรื่องท่านนายพล”
       สร้อยแปลกใจมาก “ท่านนายพลทำไม”
       “ฉันบังเอิญไปพบท่านนายพลที่ซ่องแห่งหนึ่ง” แสงบอก
       สร้อยตกใจ “ซ่อง”
       “ท่านไม่ได้ไปเที่ยวหรอก แต่ท่านไปหาคนๆ หนึ่ง ชื่อ ผกา แต่แม่ผกาที่อยู่ที่ซ่องนั่นน่ะ เป็นคนละคนกับที่ท่านตามหา”
       “แล้วแกรู้ไม๊ว่าท่านจะตามหาแม่ผกาอะไรนี่..ทำไม”
       “ไม่รู้ แต่ฉันรู้ว่า...ผกาที่ท่านนายพลกำลังตามหาอยู่น่ะ อยู่ที่ไหน”
       สร้อยตาโต ตื่นเต้นมาก
       ขณะเดียวกันนั้น ผกากำลังบอกเพ็ญเสียงเบา ผกาไม่ให้ใครรู้ว่าเธอยังติดต่อกับบุปผาอยู่ นอกจากเพ็ญ
       “ฝากบ้านด้วยนะเพ็ญ”
       มุกเดินผ่านมาพอดี เห็นผกากำลังซุบซิบกับเพ็ญก็หยุดแอบฟัง
       “ฉันจะออกไปหาบุปผามันหน่อย”
       มุกตาโตเมื่อรู้ว่าผกากำลังจะไปไหน เห็นเพ็ญพยักหน้ารับ มุกรอจังหวะให้เพ็ญเดินไปแล้วมุกก็รีบแอบสะกดรอยตามผกาไป กะว่าวันนี้ต้องตามผกาไปจนรู้ให้ได้ว่าบุปผาออกไปอยู่ที่ไหน
      
       ขณะที่ผกากำลังใส่รองเท้าเตรียมจะออกจากบ้าน แล้วชะงักเมื่อเห็นเงาแว้บๆ แต่ไม่รู้ว่าว่าเป็นมุก ที่แอบซุ่มรอจะตามไป ผกาเหลียวขวับไปมอง มุกจึงรีบหลบเข้ามุมบ้านทันควัน ผกามองไปจึงไม่เห็นใคร
       ผกาลุกขึ้นยืน ขมวดคิ้ว มั่นใจว่ามีคนซุ่มแอบดูอยู่ ผกาจึงเดินไปเปิดประตูบ้าน
       ด้านมุกที่หลบอยู่ แทบจะไม่หายใจ เมื่อได้ยินประตูบ้านเปิดแล้วปิด มุกรีบโผล่หน้าออกมาดูจากที่ซ่อน กลัวจะตามผกาไปไม่ทัน แต่แล้วก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นว่าผกานั้นยังไม่ได้ออกไป แต่กลับมายืนประชิดหน้าเธออยู่นั่นเอง
       “แม่” มุกตกใจ
       ผกาถามเสียงเรียบ “จะตามแม่ทำไม”
       มุกตีมึน ทำไม่รู้ไม่ชี้ “ก็วันนี้ฉันว่าง แม่จะไปไหนล่ะ ฉันไปด้วยสิ”
       “ไม่ได้” ผกาขึ้นเสียง
       “ทำไมล่ะแม่ ก็แม่จะไปซื้อของไม่ใช่เหรอ” มุกเซ้าซี้
       “บอกว่าไม่ก็ไม่ได้สิ”
       สองคนประสานตากัน แล้วผกาก็สั่งเสียงเฉียบขาด
       “นังมุก ฉันขอสั่งให้แกอยู่บ้าน ถ้าไม่เชื่อกัน แกก็ออกไปอยู่ที่อื่นได้เลย”
       เจอไม้แข็งนี้เข้า มุกหน้าเจื่อนไป ไม่กล้าขัดคำสั่งผกา จึงได้แต่ยืนมองผกาที่เดินออกจากบ้านไปอย่างเจ็บใจ ที่ไม่สามารถตามไปได้
      
       ผกาเดินออกมาจากหอโคมแดง พอปิดประตูได้ก็หยุดยืนถอนใจโล่งอก ที่สกัดมุกได้ทัน แต่โล่งใจได้ไม่นาน ผกาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อสร้อยพุ่งพรวดเข้ามาดักหน้าเธอไว้
       “แกชื่อ ผกา ใช่ไม๊”
       ผกาถามกลับด้วยสีหน้าระแวง “ถามทำไม”
       “ตอบมาสิ ว่าใช่หรือไม่ใช่” สร้อยคาดคั้น
       “ไม่ใช่” ผกาเดินหนีทันที
       สร้อยตามไปแล้วดึงแขนผกาไว้ ผกาหันขวับกลับมามองสร้อย แล้วแว่บคิดอะไรบางอย่าง เป็นตอนที่คุณหญิงเมียหลวงตามมาตบผกาจนเลือดกบปาก ผการะแวงว่าสร้อยจะป็นพวก “เมียหลวง” อีกคนหนึ่ง ที่ไม่ชอบใจคนในอาชีพของตน เลยตามมาราวี
      
       คิดดังนี้แล้วสีหน้าผการะแวงจัด ตัดสินใจผลักอกสร้อยเต็มแรง จนสร้อยล้มลง แล้วผกาก็วิ่งหนีเอาดื้อๆ


  


       ผกาวิ่งหนีสร้อยมาพลางเหลียวหน้าเหลียวหลังอย่างระวัง จนชนเข้ากับอะไรบางอย่างเต็มแรง ผกามีสีหน้าเจ็บปวดเพราะได้แผลด้วย แต่ข่มความเจ็บวิ่งต่อหนีสร้อยจนหลุดรอดไป
      
       พอสร้อยเพิ่งวิ่งตามมา แต่มองหาผกาไม่เจอแล้ว แสงวิ่งตามมาสมทบ ช่วยมองหาผกาด้วย แต่ก็ไม่เห็นแล้ว ทั้งสร้อยทั้งแสงสีหน้าเจ็บใจมาก
      
       ด้านบุปผามานั่งรอผกาอยู่นานแล้วแล้ว พอเห็นผกามาก็ต่อว่าทันที โดยที่ยังไม่เห็นแผลผกา
       “ทำไมมาช้านักล่ะแม่” บุปผาเพิ่งเห็นแผลผกา ก็ตาโตตกใจ “นั่นแม่เป็นโดนอะไรมาน่ะ”
       “อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะลูก ว่าแต่บุปผามีเรื่องอะไรเหรอ ถึงได้นัดแม่ออกมา”
       “ฉันมีเรื่องกลุ้มใจน่ะแม่ คือว่าฉันบังเอิญไปรู้มาว่านังคุณหญิงมันแอบวางยาให้ท่านเจ้าคุณเป็นหมัน”
       “โธ่..แม่ก็นึกว่าแกมีเรื่องอะไรร้ายแรง บางที..คุณหญิงเธออาจจะกลัวว่าท่านนายพลจะไปไข่ทิ้งเรี่ยราดไว้ที่ไหน ที่จะทำให้ครอบครัวเดือดร้อนในภายหลังได้น่ะสิ เธอถึงต้องวางยาท่านนายพลให้เป็นหมันน่ะ”
       “แต่แม่ก็รู้ ไอ้ยาพวกนี้ ถ้ากินเข้าไปมากๆ มันอาจจะไม่ได้แค่เป็นหมันน่ะสิ ฉันเป็นห่วงท่านนายพลน่ะ ท่านเมตตาฉันมากนะแม่ ฉันรักแล้วก็เคารพท่านเหมือนพ่อคนหนึ่งเลย”
       “อย่าเพิ่งห่วงคนอื่นเลย ห่วงตัวเองก่อนเถอะ นี่นังคุณหนูของแกขึ้นไปหาแม่หมอเพื่อดูฤกษ์หมั้นที่เชียงใหม่วันนี้ไม่ใช่เหรอ ถ้าเกิดได้ฤกษ์หมั้นวันนี้พรุ่งนี้ขึ้นมาละก็ ไอ้ที่แกลงทุนลงแรงไป มันก็สูญเปล่าทั้งหมดนะ”
       บุปผาคิดตาม
       “แกจะทำอะไรก็รีบทำเสียเถอะ แต่พอแกได้ดีมีสุขแล้วก็อย่าลืมแม่ซะล่ะ แม่อยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่เต็มทีแล้ว..แม่ไม่อยากถูกพวกเมียหลวงตามมาราวีอีกแล้ว” ผกาคลำแผลที่เพิ่งได้มาใหม่เมื่อกี้นี้
&