กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[อื่นๆ] [True] รักนี้ชั่วนิจนิรันดร์ Autumn In My Heart - Thai Version

579734_320756181383682_2076899134_n.jpg
7-5-2013 11:13



รักนี้ชั่วนิจนิรันดร์
Autumn In My Heart - Thai Version  



ออกอากาศ : ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 21.00 น. ทางช่อง True Asian Series
บทละครโทรทัศน์ โดย : ทีฆะเดช วัชรธานินทร์
กำกับการแสดงโดย : ศิวโรจณ์ คงสกุล
ผลิตโดย : บริษัท เฮโล โปรดักส์ชั่น จำกัด โดย อนันดา เอเวอริงแฮมและนภัสริญญ์ พรหมพิลา
อำนวยการผลิตโดย : ทรูวิชั่นส์

รายชื่อนักแสดง

เจษฎาภรณ์ ผลดี รับบท พาทิน
สุชาร์ มานะยิ่ง รับบท พิชชา
ปรมะ อิ่มอโนทัย รับบท จิราพัชร หรือ (พัชร)
พัทธ์ธีรา ศรุติพงศ์โภคิน รับบท แพน
อาภา ภาวิไล รับบท อรอินทุ์
ณัฐวัฒน์ ชัยณรงค์โสภณ (น้องกันต์) รับบท พาทิน วัยเด็ก
พรสรวง รวยรื่น (น้องเซียงเซียง) รับบท พิชชา วัยเด็ก
รสริน จันทรา รับบท แม่ของพาทินและแพน
ปรเมศร์ น้อยอ่ำ พ่อของพาทินและแพน
กาญจนา จินดาวัฒน์ รับบท แม่ของพิชชา
ฐษชัย ธนะอรรถกาล (กี๋ AF5) รับบท พี่ชายของพิชชา
สุดารัตน์ เผ่าปฏิมากร (เกรป AF7) รับบท เพื่อนของพิชชา




เรื่องย่อ ละครรักนี้ชั่วนิจนิรันดร์



       พิชชา และ แพน เด็กหญิงสองคนเกิดวันเดียวกัน ณ โรงพยาบาลประจำอำเภอที่ปราณบุรี  เด็กชายพาทิน ตื่นเต้นกับการที่จะได้เห็นหน้าน้องสาว ด้วยความไม่เดียงสา ทำให้ พาทิน ทำป้ายชื่อของ พิชชา และ แพน ตกหล่นลงบนพื้น และพยาบาลที่อยู่เวรในวันนั้นได้เก็บป้ายชื่อของเด็กหญิงสองคนมาไว้ที่เดิม แต่เกิดการสลับชื่อกันอย่างไม่รู้ตัวทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่น่าติดตาม
      
       สิบสี่ปีผ่านไป พิชชา  (น้องเซียงเซียง) เด็กสาวที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะดีโดยมี พงศกร วชิรวิทย์ (ปรเมศร์ น้อยอ่ำ) ผู้เป็นพ่อ และเป็นอาจารย์ประจำภาคในวิทยาลัยประจำจังหวัด พิชชา เข้าเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนมัธยมประจำเขตที่ พงศกร เป็นเจ้าของ พาทิน (น้องกันต์) พี่ชายของเธอ เป็นหนุ่มเนื้อหอมที่มีนักเรียนหญิงมาชอบมากมาย พิชชา มักถูกไหว้วานจากเพื่อนร่วมห้องบ้างและรุ่นพี่บ้าง ให้เอาของ และขนมไปฝากให้ พาทิน บ่อยๆ พิชชา แอบหวงพี่ชายจึงไม่ชอบใจนัก แต่ก็ปฏิเสธคำไหว้วานจากสาวๆ เหล่านั้นไม่ได้ ซึ่ง พาทิน เองถึงแม้จะเป็นหนุ่มเนื้อหอมแต่เค้าเองก็รักน้องสาวคนนี้อย่างสุดใจ
      
       แพน โตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนโดยมี สุนทรี (กาญจนา จินดาวัฒน์) ผู้เป็นแม่ของเธอต้องปากกัดตีนถีบเลี้ยงดูมาลำพัง แพน มีพี่ชายชื่อ พงษ์ (กี๋ AF5) ที่เกเร ไม่เอาถ่าน ส่วนพ่อของเธอตายไปตั้งแต่เธอยังไม่เกิด แพน เรียนห้องเดียวกันกับ พิชชา เธอไม่ค่อยชอบ พิชชา นัก เพราะพิชชามีพร้อมทุกอย่าง ในขณะที่เธอเองก็ขาดไปเสียทุกอย่างเช่นกัน ทั้งคู่แอบมีการแข่งขันกันอยู่เงียบๆ และ แพน ก็รู้สึกว่า การมี พิชชา ทำให้ตัวเธอมีปมด้อยที่เด่นชัดมากยิ่งขึ้น แพน จึงพยายามแย่งชิงทุกอย่างมาจาก พิชชา
      
       วันหนึ่ง พิชชา ถูก แพน แกล้ง พาทิน รู้เรื่องเข้าและจะไปตามเอาเรื่องกับ แพน เมื่อ พิชชา รู้เรื่องจึงจะตามไปห้ามระหว่างนั้นเธอถูกรถเฉี่ยวชนจึงต้องไปโรงพยาบาล พ่อแม่และพาทิน ต่างตกใจและตามมาที่โรงพยาบาล และในวันนั้นเอง เป็นวันที่ พ่อแม่ และ พาทิน ได้รับทราบจากคุณพ่อว่า พิชชา มีกรุ๊ปเลือดที่ไม่ตรงกับใครในครอบครัวเลย ทางโรงพยาบาลจึงสันนิฐานว่า พิชชา อาจจะไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของครอบครัว เมื่อ พงศกร ทราบเรื่อง จึงตามหาว่าลูกสาวที่แท้จริงของตนเป็นใครและอยู่ที่ไหน จนเมื่อทราบว่าลูกสาวที่แท้จริงของเขาถูกสับเปลี่ยน กับลูกสาวของ สุนทรี (กาญจนา จินดาวัฒน์) ดังนั้น พงศกร จึงขอเข้าไปพบเธอเพื่อหาทางออก พาทิน แอบรู้เรื่องนี้ และมีความกังวลใจเป็นอย่างมาก
      
       วันหนึ่งสุนทรีผู้เป็นแม่ เกิดทะเลาะกับ แพน และ เผลอพลั้งปากบอกความจริงออกไปว่าแท้จริงแล้วนั้น แพน ไม่ใช่ลูกของตน แต่เป็นลูกของบ้าน พงศกร ทำให้ แพน ตกใจกับสิ่งที่ได้ฟัง และ รีบไปที่บ้านพงศกร พิชชา รู้ความจริงทั้งหมดและ ทั้งพิชชา และ แพนก็ถูกนำกลับมาให้อยู่กับครอบครัวของตัวเอง ส่วนครอบครัวของ พงศกร และ พาทิน พี่ชาย ทำใจไม่ได้ กับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาย้ายครอบครัวไปอเมริกา โดยนำ พาทิน และแพน (อร-พัทธ์ธีรา ศรุติพงศ์โภคิน) ไปอยู่ด้วยกัน ทำให้ พาทินต้องห่างจาก พิชชา ตั้งแต่เวลานั้น
      
       สิบปีผ่านไป พาทิน (ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี) กลับมาที่ปราณบุรีอีกครั้ง เขารำลึกอดีตกับน้องสาวในวัยเยาว์ พาทิน กำลังจะแต่งงานกับ อรอินทุ์ (อาภา ภาวิไล) คู่หมั้นหญิงสาวที่เรียนเมืองนอกมาด้วยกัน ในขณะเดียวกัน พิชชา (ออม สุชาร์ มานะยิ่ง) เองก็โตเป็นสาวเต็มตัว และทำงานที่โรงแรมห้าดาวประจำจังหวัด ลูกชายเจ้าของโรงแรมคือ จิราพัชร หรือ พัชร (ปรมะ อิ่มอโนทัย) หนุ่มนักเรียนนอกที่เป็นที่หมายปองของสาวๆ เป็นหนุ่มหล่อเจ้าเสน่ห์ ที่ถ้าใครได้รู้จักจะต้องหลงรักอย่างไม่รู้ตัว พัชร เป็นเพื่อนรุ่นน้องที่สนิทกับ พาทิน เพราะเรียนมาด้วยกัน
      
       พาทิน มาที่โรงแรมของ พัชร เพื่อจะมาบอกว่าเขาเองก็ได้กลับมาทำงานเป็นอาจารย์สอนที่นี่แล้วเหมือนกัน และการมาของ พาทินในครั้งนี้ ทำให้ได้พบกับ พิชชา น้องสาวที่เขาทั้งรักและคิดถึงมาตลอด ทำให้ทั้งคู่ต่างสานสัมพันธ์กันอีกครั้ง โดยความรักของพวกเขามี คู่หมั้นอย่าง อรอินทุ์ และ พัชร ที่แอบรัก พิชชา เป็นตัวแปรสำคัญทำหรับพวกเขา
      
       เรื่องราวความรักที่ซับซ้อนของพวกเขาจะดำเนินต่อไปอย่างไร ความรู้สึกในวัยเยาว์ที่มีอยู่ จะถูกรื้อฟื้นให้เป็นรักนี้ชั่วนิจนิรันดร์หรือไม่ ติดตามใน “รักนี้ชั่วนิจนิรันดร์” (Autumn In My Heart - Thai Version)

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครรักนี้ชั่วนิจนิรันดร์  (Autumn In My Heart - Thai Version)

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       เด็กชายพาทินมองผ่านกระจกใสที่กั้นระหว่างโถงทางเดินกับห้องรวมเด็กทารกแรกเกิด เห็นทารกหลายคน นอนอยู่ในเปลพลาสติก เรียงไปเป็นแถว แต่ละคนจะมีป้ายชื่อเขียนติดไว้ที่แท่นวางเปลให้รู้ใครเป็นใคร
      
       พงศกร ผู้เป็นพ่อ และเป็นอาจารย์ประจำภาคในวิทยาลัยประจำจังหวัดซึ่งกำลังอุ้มพาทิน ชี้ให้ดูน้องสาวแรกเกิด ด้วยสีหน้าท่าทางดีใจมาก
       “นั่นไง น้องนอนหลับปุ๋ยเลย น่ารักใช่ไหมล่ะลูก”
       “รออยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพ่อมา”
       พงศกรวางพาทินลง เดินไปที่ห้องทะเบียนที่อยู่ใกล้ๆ พยาบาลในห้องเด็กแรกเกิดเปิดประตูเดินออกจากห้อง เธอเดินไปพลางมองเอกสารที่อยู่ในมือไปพลาง พาทินเดินเตาะแตะเข้าไปในห้องเด็กแรกเกิดที่ประตูเปิดค้างเอาไว้ เด็กน้อยพาทินเดินไปที่แท่นวางเปลพลาสติก เขาเอื้อมมือไปถูกป้ายชื่อที่ติดไว้ที่แท่น มันหล่นลงที่พื้น เขามองและหยิบมันขึ้นมา มองซ้ายมองขวาสับสนประสาเด็กที่ยังไม่ประสีประสา เขาเห็นแท่นข้างๆ มีป้ายแบบ เดียวกันติดไว้ จึงเดินเข้าไปหยิบออกมา มองดูป้ายทั้งคู่ในมือ ป้ายอันหนึ่งหลุดจากมือหล่นลงบนพื้น เขาเลยโยนอีกอันที่ยังอยู่ในมือทิ้งไป พยาบาลเดินกลับเข้ามาในห้อง เห็นพาทินเดินเตาะแตะ
       “อ้าว เข้ามาเล่นในนี้ไม่ได้นะคะ ต้องออกไปแล้วล่ะค่ะ”
       พยาบาลเก็บป้ายชื่อที่หล่นขึ้นมา และติดเอาไว้ที่แท่นวางเปลเหมือนเดิม ทว่าเธอวางสลับตำแหน่งมันโดยที่ไม่รู้ตัว ก่อนที่จะอุ้มพาทินเดินออกจากห้องไป พาทินหันไปมองเด็กน้อยคนนั้นที่กำลังหาวอยู่ในเปลอย่างงุนงงและรู้สึกแปลกๆ
      
       หลายปีผ่านไป พาทินเติบโตเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นหน้าตาหล่อเหลา อายุ 16 ปี ขณะที่พิชชาเป็นสาวน้อยวัย 14 ปี วันนี้ทั้งสองอยู่ในชุดนักเรียนมัธยม กำลังขี่จักรยานมุ่งหน้าไปโรงเรียนผ่านท้องทุ่งนา บรรยากาศเขียวขจี
      
       ในห้องวิชาศิลปะของโรงเรียนเขาย้อย ในห้องมีงานปั้นวางกระจายอยู่ตามโต๊ะ และภาพวาดของนักเรียนติดอยู่บนบอร์ดที่ผนัง พาทินนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวในสุดของห้องใกล้หน้าต่าง กำลังวาดรูป เขาทำพู่กันตก ก่อนที่จะก้มลงไปเก็บ ประตูหน้าห้องเปิด วรากร เด็กสาวคนหนึ่งสวมแว่น ถักผมเปีย ในมือมีแผ่นกระดาษใบหนึ่ง เดินเข้ามานั่ง ซบหน้าลงบนเก้าอี้ ร้องไห้ ออกมา พาทินได้ยินเสียงเขาเงยหน้ามองไปทิศทางนั้นเห็นวรากรขยำกระดาษในมือทิ้ง
       “พาทิน คนใจดำ”
       พาทินงงที่ได้ยินชื่อตัวเอง เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย วรากรเบะปากร้องไห้อีก ครู่หนึ่งก็สังเกตเห็นพาทินที่มุมห้อง เธอสะดุ้งเล็กน้อยขยับแว่นลุกขึ้นยืน อายๆ
       “พาทิน”
       พาทินได้แต่มองงงๆ...ขณะเดียวกัน บริเวณทางเดินนอกห้อง พิชชาเดินมามือข้างหนึ่งถือกระเป๋าเรียน ส่วนอีกข้างถือกล่องของขวัญสีส้ม เธอมองกล่องในมือด้วยความรู้สึกลำบากใจ
       ในห้องเรียน...วรากรยื่นกระดาษจดหมายในมือให้พาทินส่งเสียงเครือ
       “เธอขยำจดหมายนี่ทิ้งเหรอ”
       “ขอโทษที ฉันไม่รู้ว่าจดหมายใคร”
       “แล้วเธอ...” วรากรหยุดนิดนึง “ไม่ชอบฉันเหรอ”
       พาทินลำบากใจ เขาเห็นพิชชายืนอยู่หน้าห้อง วรากรหันไปมองตาม ก่อนที่หันกลับไปมองพาทิน
       “ฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว”
       วรากรมองพาทินที พิชชาที เธอรู้สึกสับสน ก่อนที่จะหันไปขว้างก้อนจดหมายในมือใส่พาทิน วิ่งออกจากห้องไป พาทินหันกลับมาล้างพู่กัน พิชชาที่ยืนมองอยู่พักใหญ่แล้ว ลังเล แต่ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหา
       “อะไรอีกล่ะ” พาทินหันมามอง
       พิชชาไม่พูดอะไร เธอยื่นกล่องของขวัญในมือให้
       “มีคนฝากมาให้”
       พาทินรับมันมา โยนลงไปในถังใส่น้ำล้างพู่กันพร้อมต่อว่า
       “ชอบเป็นเด็กส่งของเหรอ”
       พาทินยิบกระเป๋านักเรียนที่วางอยู่ เดินอารมณ์เสียออกไป พิชชามองตาม ไม่รู้จะทำยังไงต่อ เด็กสาวอีกสองคนวิ่งเข้ามา สุพรรณีรีบถาม
       “นี่เขาว่ายังไงมั่ง”
       พิชชาชี้ลงไปในถังน้ำ ทั้งสองคนมองตาม สุพรรณีอึ้ง
       “ของขวัญเราเหรอ”
       ศิริขวัญไม่ชอบใจ
       “อะไรกัน ไม่เปิดดูด้วยซ้ำไป”
       ทั้งสองก้มลงไปเก็บของขวัญจากถังน้ำ สุพรรณีเสียใจ
       “ใจร้ายชะมัดเลย”
       ศิริขวัญเสริม
       “นั่นนะซิ”
       พิชชามองดูทั้งคู่ แอบยิ้ม สุพรรณีจ๋อยๆไป
       “เจ็บใจจังเลยอ่ะ”
       พิชชารู้สึกตัว วิ่งออกจากห้องศิลปะ แล้ววิ่งลงบันไดอาคาร เห็นพาทินกำลังจูงจักรยานก็เรียกไว้
       “รอเดี๋ยวพี่ทิน พี่ ก็รู้ว่าเค้าขี่จักรยานไม่เก่ง”
       พาทินไม่สน ขี่จักรยานออกไป พิชชาเซ็ง หันไปที่จักรยานของตัวเอง
      
       พาทินและพิชชา ขี่จักรยานไปตามทางกลับบ้าน พาทินหันไปมองเธอเป็นระยะๆ พิชชาขี่จักรยานอย่าง เก้ๆ กังๆ พาทินจอดรถรอ ทั้งคู่ลงเดินจูงจักยานแทน...สองคนเดินมาด้วยกันพักใหญ่ โดยไม่พูดกัน พิชชามีท่าทีอึดอัดใจจึงเอ่ยขึ้นก่อน
       “ฉันทำเรื่องที่พี่ไม่ชอบอีกแล้วใช่มั้ย บอกตามตรง เค้าก็ไม่ชอบหรอกนะ”
       พาทินแอบอมยิ้มกับท่าทีของพิชชา
       “แต่มันไม่ใช่ความผิดของเค้านะ ก็รุ่นพี่เขาขอให้ช่วย ถ้าพี่ไม่ชอบ ทำไมไม่หาแฟนซะ เลยล่ะ บางทีมันน่ารำคาญนะ”
       พาทินหันมามองพิชชา เธอรู้สึกตัวว่าบ่นมากไปหน่อย เลยรีบแก้เก้อ
       “อะ อะ เปล่านะ ไม่ได้ว่าสักหน่อย”
       พาทินหันกลับไปอมยิ้ม
       “คราวนี้ พี่อย่าโกรธนานก็แล้วกัน”
       พาทินหันมาทำหน้าเข้ม พิชชาหน้าเจื่อนหลบสายตา พาทินค่อยๆยิ้มให้
       “คราวนี้ จะยกโทษให้”
       พิชชาฉีกยิ้มดีใจ
       “ต้องอย่างนั้นสิ”
       ทั้งคู่เดินผ่านทุ่งนา พิชชาคาดคั้น
       “บอกมานะว่าใคร”
       พาทินทำไม่รู้ไม่ชี้
       “อะไร”
       “ก็ผู้หญิงที่พี่ชอบนะซิ เค้าอยากรู้”
       “เงียบเถอะน่า”
       “พี่ชอบใครเหรอ”
       “ความลับ”
       “เค้าจะบอกแม่”
       พาทินเสียงดุ
       “พิชชา”
       “เค้าจะบอก”
       “งั้นเป่ายิ้งฉุบดีไหม”
       “ก็ได้”
       พิชชาบิดนิ้ว บริหารมือไปมา
       “พร้อมแล้วล่ะ”
       ทั้งสองเป่า ยิ้ง ฉุบกัน
       “เป่า ยิ้ง ฉุบ”
       พิชชาออกค้อน พาทินออกกระดาษ
       “โห่ แพ้อีกแล้ว ทำไมเค้าต้องแพ้ทุกทีเลยอ่ะ” พิชชาบ่นอุบ
       พาทินยิ้มพอใจ
       “ก็ออกก้อนหินทุกทีนี่ เอ๊ะ...”
       พาทินมองฟ้า...ทั้งสองขี่จักรยานฝ่าสายฝนที่กำลังตกลงมาถึงจะเปียกโชก แต่ทั้งคู่ก็ยังสนุกหัวเราะและยิ้มกันได้อยู่
      
       พาทินและพิชชา นั่งยองๆ มองดูสายฝนจากชายคาประตูหน้าบ้านร้าง
       “เบื่อจัง เมื่อไหร่จะหยุดซะที” พิชชาบ่น
       พาทินมองฟ้า
       “เดี๋ยวก็หยุดแล้วล่ะ”
       พิชชาจับชายกระโปรงสะบัด
       “โอ๊ย เปียกหมดทั้งตัวแล้ว”
       พิชชานึกบางอย่างออก เธอลุกขึ้นรูดซิบกระโปรงนักเรียนถอดมันออก เห็นสลิปที่สวมไว้ข้างใน พาทินเห็นเธอทำแบบนั้นก็ตกใจ เขารีบลุกขึ้นเอาตัวบังเธอไว้
       “นี่ๆ จะทำอะไร”
       พาทินมองซ้าย มองขวา
       “ไม่เห็นต้องกลัวเลย แถวนี้ไม่มีใครสักหน่อย เค้าใส่ซับในเอาไว้ด้วย”
       พิชชาบิดกระโปรงที่ชุ่มน้ำในมือ
       “ซับในเหรอ นี่เริ่มใส่ตั้งแต่เมื่อไหร่”
       “นี่เค้าอยู่ ม.ต้นแล้วนะ”
       พิชชาเอากระโปรงนักเรียนไปตากที่อานจักรยาน พาทินอมยิ้ม แอบมองลูกไม้ที่ปลายกระโปรงซับในของเธอ เขาหัวเราะเบาๆ พิชชาหันกลับมาเห็น
       “มองอะไร”
       พาทินหัวเราะ ไม่ตอบอะไร เขายื่นมือไปรองหยดน้ำฝนที่ตกจากชายคาเล่น พิชชาเห็นเข้าก็เอาอย่าง ยื่นมือไปรับหยดน้ำฝนแบบเดียวกับเขา พาทินยิ้มๆ
       “เย็นดี”
       “ไหนบอกว่าเดี๋ยวก็หยุดไง”
       “เดี่ยวมันก็หยุดเองนั่นแหละ”
       ทั้งคู่หัวเราะมีความสุข
      
       ในบ้านวชิรวิทย์...พจนินท์ สระผมให้พิชชา ที่นั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำแล้วถามอย่างสงสัย
       “พี่เขามีแฟนเหรอ”
       “อืม แต่ไม่ยอมบอกว่าใคร”
       พจนินท์ หัวเราะ
       “แล้วเราล่ะมีใครหรือเปล่า”
       “มีแล้วค่ะ”
       พจนินท์ ตาโต
       “จริงเหรอ ใครกันน่ะ แม่รู้จักหรือเปล่า”
       พิชชาพยักหน้ารับ
       “พี่ทินไง”
       “โธ่เอ๊ย นี่แน่ะ”
       พจนินท์ ใช้มือจี้เอว ทั้งคู่หัวเราะ ก่อนที่พิชชาจะแสดงอาการเจ็บ จึงหยุดมือมองเข้าไปในอ่างน้ำ
       “อุ้ย เป็นสาวแล้วนะ”
       “แม่อ่ะ”
       พิชชาอาย หันมามองแม่แล้วดีดน้ำใส่พลางหัวเราะ
       “แนะอาย”
       “มา หนูจะสระให้แม่บ้าง”
       พจนินท์ หมุนตัวหันหลังให้
       “เมื่อไหร่ที่หนูมีแฟน ต้องบอกให้แม่รู้นะ”
       “แน่นอนค่ะ” พิชชาเอามือเขี่ยใบติ่งหูแม่ “แม่ต้องอายุยืนมากๆ เลย”
       “ทำไมเหรอ”
       “ก็ติ่งหูใหญ่ขนาดนี้”
       พจนินท์ จับติ่งหูตัวเอง
       “ก็เหมือนของคุณยายแหละลูก”
       “เหรอคะ”
       “ใช่”
       พิชชา จับติ่งหูตัวเองบ้าง
       “แต่ของหนูเล็กนิดเดียวเอง”
       พจนินท์ หันกลับมามอง
       “จริงๆ เหรอ ไหนขอแม่ดูซิ มันเล็กแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ”
       พิชชาทำหน้าเศร้า
       “ไม่เห็นเหมือนแม่เลย แม่เก็บหนูมาจากข้างถนนหรือเปล่า”
       พจนินท์ ใช้นิ้วชี้ดีดที่หน้าผากพิชชาเบาๆ
       “เด็กโง่”
       ทั้งคู่หัวร่อต่อกระซิกกัน
      
       บนโต๊ะอาหาร มีกับข้าววางอยู่เต็มโต๊ะ พิชชาตักข้าวเข้าปากเคี้ยว สีหน้าเบื่อ
       “โอ๊ย...” เธอเอามือลูบท้อง “ไม่ไหวแล้ว” พิชชาหันไปมองพจนินท์ ที่นั่งอยู่ข้างๆ “แม่หนูว่าหนูกินเยอะไปแล้วนะเนี่ย”
       “กินเข้าไปเถอะ ช่วงนี้หนูต้องกินเข้าไปเพื่อบำรุงให้เต็มที่รู้ไหม”
       พงศกรกับพาทินเงยหน้ามองพิชชา
       “บำรุงทำไมเหรอ” พงศกรถามอย่างไม่เข้าใจ
       พิชชาหน้าตื่น ที่อยู่ๆ พจนินท์ ก็พูดออกมาแบบนั้น เธอกวาดตามองพงศกรและพาทิน
       “แม่คะ” พิชชาอายๆ
       พงศกรถามย้ำ
       “มีอะไร”
       “พ่อ ลูกกำลังเป็นสาวแล้วนะ”
       พาทินพอรู้ความหมายของสิ่งที่แม่พูด เขาแกล้งถามต่อ
       “มีอะไรเหรอฮะ”
       พจนินท์อมยิ้ม พิชชาดึงเสื้อแม่ส่ายหน้าไม่ให้พูด
       “แม่”
       “หน้าอกขึ้นแล้ว” พจนินท์ บอกขำๆ
       พงศกรทวนคำ
       “มีหน้าอก”
       “หน้าอกเหรอ ยังไง”
       พาทินวางช้อนในมือ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ พิชชา ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้เช่นกัน เดินออกจากโต๊ะ ก่อนจะส่งเสียงห้าม
       “พี่ไม่ต้องมานะ”
       พาทินยิ้มๆ
       “อายอะไร”
       “นิสัยไม่ดี”
       พาทินแกล้งแหย่พิชชา เดินตามเธอ พิชชาอายวิ่งหนีขึ้นห้อง
       “แม่คะ”
       พจนินท์ ปราม
       “อย่าแกล้งน้องสิ”
      
       พาทินหยุดตาม หัวเราะที่แกล้งน้องได้ บรรยากาศของครอบครัวเต็มไปด้วยความสุข
        
       ค่ำนั้น ทุกคนนั่งที่โต๊ะเหล็กกลมที่สนาม นั่งกินของหวานหลังอาหาร หยอกล้อตามประสาครอบครัว ทุกคนมีสีหน้าเบิกบานมีความสุข
      
       เช้าตรู่...พาทินและพิชชา ในชุดนักเรียนขี่จักรมาตามทาง พาทินใช้มือข้างหนึ่งจับจักรยานของพิชชาไว้ พิชชารีบบอก
       “อย่าเพิ่งปล่อยนะ”
       พาทินค่อยๆ ปล่อยมือจากจักรยานของเธอ พิชชากลัวๆ
       “อย่าเพิ่งนะพี่”
       “ปล่อยล่ะนะ”
       พาทินปั่นจักรยานห่างออกไป พิชชาหน้าเคร่งเครียดพยายามประคองตัว แม้ว่าจักรยานจะส่ายไปมาอยู่
       “ขี่ได้แล้วนี่”
       พิชชาร้องลั่น
       “เดี๋ยวเค้าจะไปฟ้องแม่ด้วย”
       “เชิญเลย ก็ขี่ได้แล้วนี่น่า”
       “ก็เค้ากลัวนี่”
       “เร็วเข้า ตามให้ทันนะ”
       พาทินเร่งปั่นห่างออกไป
       “รอด้วย”
       พิชชายังปั่นจักรยาน ส่ายซ้าย ส่ายขวา เก้ๆ กังๆ ตามพาทิน ท่ามกลางบรรยากาศสองข้างทางที่สวยงาม
      
       พาทินและพิชชา จูงจักรยาน ท่ามกลางนักเรียนเดินบ้าง จูงจักรยานบ้าง กำลังเดินเข้าโรงเรียน พิชชากำลังซ้อมสิ่งที่ต้องไปพูดหน้าชั้นเรียนให้พาทินฟัง
       “พี่ฟังนะ ข้าพเจ้าไม่ขอรับประกันใดๆ ทั้งสิ้น ว่าทุกคนจะมีการบ้านน้อยลง แต่ถ้าข้าพเจ้าได้รับเลือกเป็นหัวหน้าห้อง ข้าพเจ้าจะทำดีที่สุดเพื่อห้องนี้”
       “พี่ต้องบอกว่ามันก็ใช้ได้นะ เธอต้องคิดแบบนี้ใช่ไหม”
       พิชชาค้อนพาทินเพราะเขารู้ทัน
       “ฉันไม่ออกความเห็นจะดีกว่ามั้ง พี่ก็คิดแบบนี้”
       “พี่ต้องอิจฉา ถ้าฉันชนะ” เขากำหมัดชูขึ้น “พี่รู้เธอก็ต้องคิดแบบนี้”
       “เธอต้องแพ้ยายแพน แน่นอน พี่ต้องคิดแบบนี้”
       พาทินงงกับชื่อที่พิชชายกขึ้นมาอ้าง
       “แพนไหน”
       พิชชาทำหน้าหมันไส้เล็กๆ
       “คู่แข่งของเค้าไง”
       พาทินกังวล
       “คู่แข่งเหรอ...เขารังแกเธอหรือเปล่า”
       พิชชายิ้ม ภูมิใจส่ายหน้าปฎิเสธ
       “เปล่าซะหน่อย”
       พาทินรู้สึกยังกังวลอยู่ แต่ก็ไม่ได้ซักอะไรต่อ
      
       แพนและสุนิสายืนคุยกันที่ทางเดินหน้าห้องเรียนศิลปะ พาทินเดินมาตามทาง เมื่อเห็นพาทินกำลังเดินเข้าห้อง แพนจูงมือสุนิสาเดินเข้าไปหาเขา
       “พี่พาทิน”
       พาทินชะงักหยุดเดิน
       “มีอะไรเหรอ”
       พาทินเดินเข้าห้องศิลปะ แพนและสุนิสาเดินตามไป
       “มีเรื่องจะขอร้องรุ่นพี่หน่อยค่ะ ฉันชอบที่รุ่นพี่วาดมากเลยล่ะ รูปที่แขวนตรงประตู”
       พาทินถามนิ่งๆ
       “แล้วไงเหรอ”
       แพนอ้อน
       “ช่วยวาดให้ฉันสักรูปได้ไหม ฉันอยากเอาไปประกอบกับบทกลอนที่จะส่งประกวดน่ะค่ะ”
       พาทินที่กำลังเปิดหน้าต่างของห้อง หันมามองแพน
       “เราเคยรู้จักกันเหรอ”
       แพนหน้าจ๋อยลงทันทีเสียงอ่อยลง
       “ไม่รู้จักค่ะ”
       “แล้วทำไมฉันต้องช่วยเธอด้วย”
       พาทินเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำของเขา แพนรู้สึกผิดหวัง
       “ฉันไม่ว่างหรอก เข้าใจนะ”
       แพนรู้สึกโมโหกับท่าทีของพาทินที่แสดงกับเธอ เธอวิ่งออกไป สุนิสารีบตาม
       “แพน รอด้วย”
       พาทินฉุกคิดเรื่องชื่อของเธอ เขาหันกลับไปมองทั้งคู่
       “เดี่ยว”
       สุนิสาหยุดที่ประตูหันกลับมามองเขา
       “เขาชื่อแพนเหรอ”
       สุนิสาน้ำเสียงเคืองแทนเพื่อน
       “ใช่”
       “ห้อง ม.1/2 เหรอ”
       สุนิสาพยักหน้ารับ
      
       นักเรียนทุกคนนั่งที่โต๊ะของตัวเอง ฟังครูประภัทสร ครูประจำชั้นที่กำลังนับคะแนนการเลือกหัวหน้าห้อง ครูขานชื่อของพิชชาและแพน สลับกันไปตามใบคะแนนที่หยิบขึ้นมา นักเรียนคนหนึ่งเขียนคะแนนที่ คุณครูนับลงบนกระดานดำ
       “อันนี้ใบสุดท้ายแล้ว” ครูประภัทสรคลี่กระดาษในมือ “พิชชา” ครูหันไปมองกระดานดำข้างหลังดู
       คะแนนที่ขีดเอาไว้ “เอาล่ะ จากการนับคะแนน พิชชาได้ยี่สิบเก้า ส่วนคุณัญญาได้ไปสิบหกเสียง ตกลงหัวหน้าห้องก็คือ พิชชา”
       พิชชาดีใจ เพื่อนๆ ร่วมมายินดี ส่วนแพนเครียด ผิดหวังที่แพ้พิชชา ครูประภัทสรประกาศ
       “พิชชาเป็นหัวหน้าห้อง ส่วนคุณัญญาก็เป็นรองหัวหน้า ปรบมือให้เพื่อนหน่อยจ๊ะ”
       นักเรียนทุกคนปรบมือยินดี พิชชาและแพนลุกขึ้นค้อมหัวให้เพื่อนๆ
       “ครูยังมีข่าวดีจะประกาศอีกเรื่องหนึ่ง ผลสอบครั้งแรกของเทอมนี้ ห้องของเราได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งเลย”
       นักเรียนทุกคนส่งเสียงและปรบมือดีใจ คุณครูยกมือจุ๊ปากให้เงียบเสียง
       “โดยเฉพาะคุณัญญา สอบได้ เอ ทุกวิชา ยินดีด้วยนะจ๊ะ”
       แพนดีใจแบบฝืนๆ
      
       บ้านของสุนทรีอยู่ใกล้ๆ บริเวณท่าเรือประมง เป็นบ้านเช่าเล็กๆ เปิดขายข้าวแกง ดูซอมซ่อ สุนทรีกำลังต้มแกงอยู่ที่หลังบ้าน แพนเดินเข้ามาในร้าน สุนทรีได้ยินเสียง เธอร้องทัก
       “เฮ้ยกลับมาแล้ว ดูหน้าร้านให้หน่อย เสร็จแล้ว แม่จะออกไปซื้อของหน่อย”
       แพนเซ็งที่แม่รู้ทัน เธอวางกระเป๋าไว้ที่ข้างบันได ดึงเสื้อที่สอดในกระโปรงออก นั่งเฝ้าหน้าร้านมองคนที่เดินผ่านหน้าร้าน
      
       ช่วงเย็น แพนนั่งทำบัญชีกับแม่
       “กำไรไม่มีเลยวันนี้” สุนทรีบ่นๆ
       ค่ำนั้น แพนและสุนทรี นอนอยู่บนเสื่อที่ปูอยู่บนพื้นทับด้วยที่นอนแบนๆ สุนทรีนอนก่ายหน้าผากคิดอะไรอยู่ในหัว
       “แม่...”
       “หือ”
       แพนคิด ไม่แน่ใจว่าจะพูดดีไหม
       “หนูสอบได้ เอ ทุกวิชา”
       สุนทรีตามองเพดานไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
       “ก็ดีแล้ว...แต่ฉันไม่มีอะไรจะให้นะ”
       แพนถอนใจ
       “หนูก็ไม่ได้จะขออะไร แค่อยากบอกให้แม่รู้”
       สุนทรีจับน้ำเสียงน้อยใจของแพนได้ เธอหันกลับมามองลูกสาวที่หันข้างให้ สุนทรีมองด้วยความเห็นใจ แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้มาก
      
       เช้าวันใหม่...ครูประภัทสร ยืนบอกข่าวต่างๆ ของโรงเรียนให้นักเรียนรับทราบ
       “ในเดือนหน้านี้จะมีงานประจำปีของโรงเรียน ทุกคนรู้แล้วนะ ห้องของเราก็จะมีกิจกรรมเข้าร่วมด้วยนะจะ ห้องของเราจะส่งบทกลอนเข้าประกวด”
       พิชชาและเพื่อนๆ ขานรับคำครู
       “ครูคิดว่าทั้งพิชชาและคุณัญญามีทักษะที่ดี”
       พิชชาและแพนยิ้มรับคำชม
       “แต่คุณัญญาเคยลงประกวดไปในเทอมที่แล้ว ครูเลยอยากลองให้พิชชาเป็นตัวแทนของห้องดูบ้าง”
       แพนหน้าเสีย พิชชาหันไปเห็นสายตาของแพนที่มองเธออย่างไม่พอใจนัก ก็เลยทำสีหน้าไม่ถูก รู้สึกลำบากใจ ครูประภัทสรหันไปหาแพน
       “โอเคไหม”
       แพนรับคำทั้งที่ยังไม่พอใจอยู่
       “ค่ะ”
       “อีกอย่าง พิชชา ยังมีพี่ชายมาช่วยวาดภาพประกอบให้ด้วยอีก”
       ทั้งห้องปรบมือดีใจ พิชชาดูภูมิใจเมื่อครูพูดถึงพี่ชาย ส่วนแพนไม่พอใจที่พิชชาถูกชื่นชมไปทุกอย่าง
      
       นักเรียนทั้งห้องกำลังเปลี่ยนเครื่องแบบนักเรียนเป็นชุดพละศึกษา เสื้อผ้าที่ถูกผลัดออก กองอยู่บนโต๊ะของนักเรียนแต่ละคน พิชชาหยิบกระโปรงซับในของเธอคลี่ออกและกำลังพับ กิ่งเทียนเพื่อนร่วมโต๊ะของเธอหันมาเห็นกระโปรงนั้น
       “กระโปรงซับในของเธอสวยจัง”
       “เหรอ”
       “ฉันอยากมีแบบนี้บ้างจังเลย”
       แพนที่นั่งหงอย ได้ยินก็หันไปมอง สุนิสาและทัศนีย์เพื่อนสนิทของแพนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สุนิสาพูดขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจ
       “พิชชาทำไมถึงได้เป็นหัวหน้า ทั้งๆ ที่แพนสอบได้ที่หนึ่ง”
       กิ่งเทียนแทรกขึ้น
       “ได้คะแนนเสียงข้างมาก ก็ต้องได้เป็นหัวหน้าห้องซิ”
       สุนิสามองหน้า
       “กิ่ง เธออย่างยุ่งดีกว่า เป็นคนรับใช้เขาหรือยังไง”
       กิ่งเทียนลุกขึ้นจากเก้าอี้ โมโห
       “ว่าไงนะ”
       ทัศนีย์เยาะ
       “ได้ลงประกวดบทกลอน เพราะบารมีของพี่เจ้าชายของเธอ ดีจังเลยนะ”
       พิชชารู้สึกโกรธที่พาดพิงพี่ชาย เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่ก็ข่มความรู้สึกนั้นไว้ หันไปมองทั้งสองคน ทั้งคู่เห็นสายตาเอาจริงของพิชชาเลยไม่กล้าพูดอะไรต่อ พิชชาเปลี่ยนท่าที ยิ้มให้
       “นั่นนะซิ ฉันรู้สึกดีมากๆ เลย เพราะถ้าพี่ของฉันเป็นเจ้าชาย ฉันก็เป็นเจ้าหญิงด้วยนะซิ ขอบใจมากที่ยกย่องให้ฉันเป็นเจ้าหญิง”
       กิ่งเทียนเสริม
       “จริงด้วย พี่ของเธอเหมาะจะเป็นเจ้าชายจริงๆ ส่วนฉันก็เป็นพระชายาผู้เลอโฉม”
       เสียงโห่ของเพื่อนหลายๆ คนดังขรม แต่ทั้งพิชชาและกิ่งเทียน ก็หัวเราะตามเสียงโห่นั้น พิชชาเดินเข้าไปหาแพนที่นั่งฟุบกับโต๊ะ พิชชายื่นมือให้
       “เรามาร่วมมือกันดีกว่าน่า ถ้าเธอมีอะไรจะพูด ก็น่าจะบอกออกมาเอง ฉันยินดีที่จะรับฟังอยู่แล้ว”
       แพนมองพิชชาแต่ไม่พูดอะไร เธอหันไปมองทางอื่น พิชชารู้สึกจนใจ ไม่รู้จะทำยังไงต่อ
      
       คุณครูเป่านกหวีดพร้อมกับโยนลูกวอลเลย์บอลส่งให้พิชชาเปิดเกม เธอและเพื่อนๆ เล่นกันอย่างสนุกสนาน แพนนั่งอยู่คนเดียวในห้อง ร้องไห้เสียใจกับเรื่องของตัวเองเมื่อเปรียบเทียบกับพิชชา
      
       พิชชาเดินเข้าห้องเรียน เพื่อจะเปลี่ยนชุดกลับ เธอหยิบเสื้อผ้าที่พับเอาไว้บนโต๊ะเรียนออกมารู้สึกว่ามีสิ่งที่ขาดหายไป กิ่งเทียนวิ่งเข้ามาหา
       “พิชชา กระโปรงซับในของเธอมันไปห้อยอยู่บนต้นไม้ ออกไปดูเร็วเข้า”
       กิ่งเทียนดึงมือพิชชาชา จูงวิ่งออกจากห้องเรียน...นักเรียนกลุ่มใหญ่ทั้งหญิงชาย ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ส่งเสียงวิจารณ์และพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พิชชากับกิ่งเทียนวิ่งมาถึง บนต้นไม้ซับในของพิชชาถูกแขวนอยู่สูง มีตัวหนังสือเขียนบอกเอาไว้ว่าเป็นของพิชชาชั้น ม.1/2 กิ่งเทียนพาพิชชาแหวกกลุ่มนักเรียนเข้ามา พิชชามองดูรู้สึกโกรธ กิ่งเทียนโมโหแทนเพื่อน
       “ฝีมือของยายแพน แน่เลย ฉันจะไปบอกคุณครู”
       พิชชาดึงเธอเอาไว้
       “ไม่ต้องหรอก”
       พิชชานิ่งคิดหาทาง เธอเดินไปที่ต้นไม้ โหนกิ่งที่ใกล้สุด ดึงตีวขึ้นไปบนต้นไม้ ท่ามกลางสายตาของนักเรียนทั้งหมด กิ่งเทียนหน้าตื่น
       “พิชชา ทำอะไรน่ะ เดี๋ยวก็ตกลงมาเจ็บตัวหรอก ลงมาเถอะ”
       พิชชายังคงค่อยๆ ปีนป่ายไปทีละกิ่งๆ นักเรียนบนอาคารเรียนรอบๆ เห็นการกระทำของพิชชา ต่างก็มองดูอย่างสนใจ บ้างก็ส่งเสียงเชียร์ บ้างก็ร้องเตือน
       พาทิน ออกมามองที่หน้าต่างห้องเรียนตามเสียงของเพื่อนๆ เพื่อนบอกพาทิน
       “เฮ้ย นั่นน้องนายไม่ใช่เหรอ”
      
       พาทินทั้งงง แปลกใจ และก็เป็นห่วงพิชชา เขารีบวิ่งออกจากห้องเรียนไปในทันที
      
       พิชชายังปีนไป จนเกือบจะถึงกิ่งที่กระโปรงซับในของเธอถูกแขวนเอาไว้ ท่ามกลางเสียงของนักเรียนที่ส่งเสียงอื้ออึง พาทินวิ่งมาถึงโคนต้นไม้ มองดูพิชชาอย่างเป็นห่วง
      
       พิชชาเอื้อมมือออกไป พยายามคว้ากระโปรงนั้นกลับมา แต่ก็ยังเอื้อมไม่ถึง
       พาทินมองดูอย่างใจหายใจคว่ำ นักเรียนที่มองดูอยู่ก็ลุ้นกันเต็มที่ พิชชาพยายามอยู่หลายครั้ง ในที่สุดเธอก็คว้าเอามันกลับมาได้ กลุ่มนักเรียนที่ยืนดู รอลุ้นก็ส่งเสียงเฮ ปรบมือดีใจ พิชชาโบกกระโปรงในมือเหมือนเป็นธงแห่งชัยชนะ ให้เพื่อนนักเรียนมีเพียงพาทินเท่านั้นที่ไม่ได้รู้สึกยินดีกับสิ่งที่พิชชาทำในครั้งนี้
      
       พิชชากับพาทินเดินจูงจักรยาน กิ่งเทียนเดินตัวเปล่า ทั้งสามเดินออกจากรั้วโรงเรียน พาทินมีสีหน้าบอกบุญไม่รับ พิชชาหันมาถาม
       “พี่โมโหเหรอ ทำไมต้องโมโหด้วยล่ะ”
       กิ่งเทียนยังโกรธไม่หาย
       “เป็นฉันๆ ก็โมโห เธอไม่ต้องไปต่อว่าเขานะ”
       “พี่คะ”
       พาทินถามเสียงเข้ม
       “รู้ตัวไหมว่าใครเป็นคนทำ”
       “เค้าไม่รู้หรอก”
       กิ่งเทียนแค้นๆ
       “ต้องเป็น ยายแพนแน่ๆ เลย ยายนี่คอยหาเรื่องเธออยู่เรื่อยเลย”
       พาทินสะดุดกับชื่อของแพนที่ได้ยินอีก
       “แพนเหรอ”
       พิชชาแย้ง
       “ไม่ใช่เขาหรอกน่า”
       กิ่งเทียนไม่เข้าใจ
       “ทำไมล่ะ มันต้องเป็นยายนั่นอยู่แล้วล่ะ”
       พาทินเห็นแพนที่ยืนคุยกับเพื่อนที่ตู้โทรศัพท์ เขาขึ้นจักรยานปั่นตรงเข้าไปหาเธอ พิชชาดุเพื่อน
       “เงียบเถอะน่ากิ่ง”
       “พี่เธอไม่รู้จักยายนั่นหรอก”
       ทั้งคู่หันมาเห็นพาทินปั่นจักรยานออกไปแล้ว กิ่งเทียนหน้าเหวอ
       “อ้าว รู้จักหรอกเหรอ”
       พิชชากลัวเรื่องจะบานปลาย เธอรีบขึ้นจักรยานแล้วปั่นตามหลังไป
       “พี่”
       พิชชาถีบจักรยานอย่างเก้ๆ กังๆ รถบรรทุกเล็กคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาพอดี แพนเห็นรถคันนั้นเลี้ยวปาดหน้าจักรยานของพิชชา เธอตกใจ กิ่งเทียนร้องลั่น
       “พิชชา”
       พาทินได้ยินเสียงเรียกพิชชาของกิ่งเทียน เขาหยุดจักรยานหันกลับไปมอง
       “พิชชา”
       พาทินทิ้งจักรยานวิ่งเข้าไปหาพิชชาที่นอนบนพื้นถนน ข้างๆจักรยาน
      
       พาทินนั่งซึมอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน พงศกรและพจนินท์ วิ่งมาถึงพอดี
       “พิชชาอยู่ไหน”พจนินท์ ถามอย่างร้อนใจ
       พาทินลุกขึ้น เขาพูดอะไรไม่ออก น้ำตาไหล พงศกรและพจนินท์ ร้อนใจ ที่เขาไม่ตอบอะไร
       “ผมผิดเองครับ น่าจะรอน้องขี่จักรยานตามมา” พาทินสะอื้น “ถ้าผมรอ ก็คงไม่เป็นแบบนี้ หมอบอกว่าต้องผ่าตัด ถ้าน้องเป็นอะไรไป แล้วผมจะทำยังไงดี”
       พจนินท์ เช็ดน้ำตาให้แล้วดึงพาทินเข้ามาปลอบ
      
       สุนทรีเตรียมทำกับข้าวไว้สำหรับขายในวันรุ่งขึ้น แพนนั่งเป็นลูกมืออยู่ข้างๆ เหม่อคิดสีหน้าไม่ค่อยดีนัก สุนทรีสังเกตเห็น
       “รีบทำเข้าสิ มัวแต่ใจลอยไปไหนต่อไหน แล้วนี่มีการบ้านหรือเปล่า”
       แพนได้สติ เธอส่ายหน้าปฏิเสธ ถอนใจ
       “วันนี้ เป็นอะไร”
       “เปล่า” มือแพนยังคงทำ แต่ใจไม่ได้จดจ่อ “แม่...ถ้าเราไม่ได้ลงมือทุบหัวปลาแต่เป็นสาเหตุให้มันถูกฆ่า เราจะบาปไหม”
       สุนทรีแปลกใจที่อยู่ดีๆ แพนก็มีท่าทีแบบนั้น เธอหยุดมือมองลูกสาว
       “ไปทำอะไรมาเนี่ย”
       “เปล่านะ แค่อยากรู้”
       สุนทรียังคงสงสัย หันกลับไปทำงานต่อ
       “ถ้าไม่เจตนาก็คงบาปน้อยหน่อย”
       แพนท่าทีหนักใจ
       “ก็ยังคงบาปอยู่ใช่ไหม”
       “คงงั้นแหละ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต”
       แพนรู้สึกผิดเมื่อได้ยินคำตอบของแม่
      
       หมอดูรายละเอียดเอกสารยินยอมให้ผ่าตัด พงศกรถามเสียงเครียดเป็นห่วงพิชชา
       “หมอครับ ใช้เวลานานไหมครับ”
       “ไม่มีอะไรต้องห่วงนะครับ จะมีก็แค่เรื่องมีแผลเป็นเล็กๆ นะครับ ต้องขอเลือดทางคุณเอาไว้ เผื่อในกรณีที่คนไข้อาจจะเสียเลือดมาก”
       พจนินท์ รีบบอก
       “เอาของฉันไปใช้ได้เลยค่ะ”
       “ไม่เป็นไรหรอกคุณ เอาของผมดีกว่า”
       “ของคุณพงศกรเป็นกรุ๊ป บีใช่ไหมครับ”
       พงศกรและพจนินท์ งง ต่างมองหน้ากันและกัน หมอเห็นท่าทีทั้งคู่ก็แปลกใจ เขามองดูเอกสารอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
       “ลูกสาวพวกคุณ มีเลือดกรุ๊ป บี”
       “คงไม่ใช่หรอกครับ เป็นกรุ๊ป โอ พวกเราทั้งคู่ก็กรุ๊ป โอ ครับ”
       หมอสงสัย
       “เอ๊ะ พวกคุณแน่ใจหรือเปล่าครับ เพราะถ้าอย่างนั้นลูกสาวของพวกคุณก็เป็นกรุ๊ป บี ไม่ได้แน่ๆ”
       หมอเห็นทั้งคู่ลังเล และไม่แน่ใจเรื่องที่ได้รู้
       “ผมว่า พวกคุณไปเจาะเลือดตรวจ เพื่อความแน่ใจดีกว่า”
       พจนินท์ งงๆไม่เข้าใจ
       “หมอ หมายความว่ายังไงคะ”
       พงศกรกับพจนินท์ ต่างมองหน้ากัน สับสนกับรายละเอียดที่หมอยืนยัน
      
       พงศกรกับพจนินท์ นอนบนเตียงในห้องตรวจเลือด พยาบาลใช้เข็มดูดตัวอย่างเลือด พงศกรหันไปมองพ่อ สายตาสงสัย
       เจ้าหน้าที่ห้องตรวจ เอาเอกสารผลตรวจเดินไปหา พงศกรกับพจนินท์ ที่รอฟังอยู่
       “ได้ผลตรวจเลือดแล้วครับ คุณทั้งคู่มีเลือดกรุ๊ป โอ ครับ”
       พงศกรหันไปมองพจนินท์
       “ถ้าเราสองคนกรุ๊ป โอ ลูกของเราก็เป็น บี ไม่ได้ใช่ไหมครับ”
       “ใช่ครับ”
       “ไม่มีข้อยกเว้นใช่ไหม”
       “ครับ ไม่มีทางเป็นไปได้”
       พจนินท์ ตกใจ เธอทรุดตัวหมดแรงกับความจริงที่รู้
      
       พงศกรกับพจนินท์ เดินเข้ามาหา พาทินยังคงนั่งอยู่หน้าห้อง เขาลุกขึ้นถามเมื่อเห็นสีหน้าของทั้งคู่
       “มีอะไรเหรอครับ พิชชาเป็นอะไรเหรอครับ”
       พงศกรกับพจนินท์ ไม่ได้เตรียมตัวที่จะหาคำอธิบายให้เขา พจนินท์นั่งลงที่เก้าอี้อย่างหมดแรง
       “ไม่มีอะไรหรอก คอยให้หมอผ่าตัดเสร็จก่อนเถอะ”
       พงศกรมองพจนินท์ เขานั่งลงข้างๆ เธอ พาทินเห็นท่าทีของทั้งคู่ ก็ได้แต่สงสัย ทั้งหมดได้แต่นั่งรอการผ่าตัดให้เสร็จสิ้นลง
      
       ดึกคืนนั้น พงศกรขับรถพาพจนินท์ กลับบ้าน พจนินท์ นั่งเงียบไปตลอดทาง มีความสงสัยต่างๆ นาๆ อยู่ในใจ พงศกรเองก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน พงศกรจอดรถข้างทาง
       “แม่ พ่อว่าเราต้องคุยกันหน่อย”
       พจนินท์ กังวล ไม่ได้สนใจสิ่งที่พงศกรพูด
       “ฉันควรจะอยู่ดูลูก ถ้าพื้นขึ้นมาแล้วไม่เจอฉันล่ะก็...ให้ฉันกลับที่โรงพยาบาลดีกว่า คุณกลับไปเอาเสื้อผ้า”
       “เราต้องคุยกัน”
       “คุยเรื่องอะไร ฉันไม่มีเรื่องอะไรจะคุย”
       พงศกรนิ่งคิด ลังเล
       “เรื่องกรุ๊ปเลือดของลูก เราทั้งคู่มีเลือดกรุ๊ป โอ”
       พจนินท์ หันกลับไปมองพงศกร รู้สึกว่าคำพูดของเขามีนัยยะบางอย่าง
       “แล้วไงคะ คุณไม่รู้กรุ๊ปเลือดตัวเองเหรอ”
       พงศกรถอนใจ
       “แม่ พิชชาเลือดกรุ๊ป บี นะ”
       พจนินท์ น้ำตาคลอ
       “แล้วไง คุณจะพูดอะไรแน่”
       “พิชชาอาจจะไม่ใช่ลูกเราก็ได้”
       พจนินท์ นิ่งคิด เธอไม่อยากยอมรับ
       “ไม่จริง”
       พงศกรมีท่าทีหนักใจไม่แพ้กัน
      
       พิชชานอนหลับอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด พาทินนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ
       “มองเธอนอนแบบนี้ พี่กลัวว่าเธอจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก” เขาจับมือเธอ “เจ็บไหม พี่เสียใจที่ทำให้เธอต้องเจ็บตัว”
       “คราวนี้ อโหสิให้”
       พาทินหันไปมองพิชชา เธอลืมตาขึ้นมองเขา พาทินยิ้ม พิชชาหัวเราะเบาๆ ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง
       “ถ้าเค้าฟื้นขึ้นมา พี่คงไม่ขอโทษเค้าง่ายๆ สินะ”
       พาทินหมันไส้
       “รู้ได้ยังไง”
       พิชชาทำหน้าเซ็งที่พาทินรู้ทันไปหมด เธอหยิบแก้วน้ำข้างเตียง พาทินรินน้ำให้
       “พ่อกับแม่คงเป็นห่วง เค้าน่าดูเลย”
       “แหงอยู่แล้ว แม่กลับไปเอาเสื้อผ้า ตอนเช้าถึงจะมา”
       พิชชายกแก้วขึ้นดื่ม
       “แล้วพี่ล่ะ”
       “พี่จะปล่อยให้เธออยู่คนเดียวได้ยังไง”
       “ไม่ใช่ ฉันหมายถึงว่า พี่เป็นห่วงฉันไหม”
       พาทินยิ้มเจ้าเล่ห์
       “ไม่ ไม่เลยสักนิด”
       พิชชาเซ็ง คิดว่าจะได้คำตอบที่น่าพอใจกว่านี้ เธอล้มตัวลงนอนงอนๆ
       “นิสัยไม่ดี”
       พาทินดีใจที่เธองอน แสดงว่าเธอไม่เป็นอะไรมาก
       “พี่ น่ะเหมือนใจมันหยุดเต้นไปเลย”
       พิชชายิ้มออก เธอเอามือจับหัวของพาทินลูบเบาๆ
       “งั้น เค้าอโหสิให้”
       พาทินปัดมือเธอออก
       “เอาใหญ่แล้วนะเรา"
       พิชชาแกล้งมารยา
       “เจ็บอ่ะ จะฟ้องแม่ด้วย”
       พิชชา งอนพลิกตัวหันหนี พาทินยิ้ม
      
       พงศกรกับพจนินท์ นอนอยู่บนเตียง ทั้งคู่ข่มตาให้หลับไม่ได้ กังวลเรื่องความจริงของพิชชา
       “ยังไง พิชชาก็เป็นลูกของเรา ต้องมีอะไรสับสนแน่ เพราะพิชชาเป็นลูกของฉัน”พจนินท์พูดขึ้น
       “แต่ถ้าเกิด ไม่ใช่ล่ะ”
       พจนินท์ กังวลหนักกว่าเดิม เมื่อได้ยินสิ่งที่สามีพูด
       “แล้ว ลูกของเรา อยู่ที่ไหนล่ะ...แม่”
       พจนินท์ พลิกตัวหนีไม่อยากรับฟัง
       “ฉันไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว ไม่ต้องมาบอกว่าคุณคิดยังไง ฉันไม่อยากฟัง”
       พงศกรหนักใจในท่าทีของพจนินท์ เขาเองก็หาทางออกไม่เจอเช่นกัน
      
       เช้าวันต่อมา พงศกรมาที่โรงพยาบาลเล็กๆ ดั้งเดิมที่อยู่ในเขตอำเภอ พ่อนั่งอยู่ข้างๆ หมอที่กำลังดูเอกสารหลักฐานทำคลอด
       “วันนั้นมีคุณแม่มาคลอดบุตร อยู่สองราย คือคุณพจนินท์ กับ คุณสุนทรี ตอนแรกเกิด เราได้ตรวจเลือดของทารกทั้งคู่แล้ว บุตรของ คุณพจนินท์ เป็นกรุ๊ป โอ ส่วนบุตรของ คุณสุนทรีเป็นเลือดกรุ๊ป บี ครับ”
       “ลูกผมเลือดกรุ๊ป โอ เหรอครับ”
       “ครับ ตามทะเบียนประวัติ ไม่ผิดแน่ แต่ถ้าลูกคุณมีเลือดเป็นกรุ๊ป บี ล่ะก็ คงมีการสลับตัวเด็กแน่ๆ เลย”
       พงศกรไม่คิดว่าสิ่งที่เขากังวลจะกลายเป็นจริง เขาโมโหมากขึ้น เมื่อหมอบอกถึงความเป็นไปได้ เขาคว้าคอหมอเขย่าไปมาด้วยความโกรธ พยาบาลวิ่งเข้ามาห้าม เขาได้สติ พักหนึ่งก็ร้องไห้ออกมา
      
       พจนินท์ ที่ยังสวมชุดนอน เลือกเสื้อผ้าของพิชชาจากตู้เสื้อผ้าพับใส่กระเป๋า เธอหยิบเสื้อตัวโปรดของเธอขึ้นมาลูบด้วยความทะนุถนอม น้ำตาไหล
      
       พงศกรแอบยืนมองพจนินท์ ผ่านประตูที่แง้มอยู่ ตัดสินใจบางอย่าง
      
       ขณะที่แพนกำลังเดินไปโรงเรียน ระหว่างทางเธอ เห็นพาทินที่มาดักรอพบ เธอแปลกใจ พาทินเดินเข้าไปหา
      
       “ฉันจะวาดรูปประกอบบทกลอนที่เธอจะส่งประกวดให้”
       แพนแปลกใจ
       “ทำไมล่ะ”
       “เธอชอบรูปที่ฉันวาดไม่ใช่เหรอ”
       แพนยิ้มเยาะ
       “พิชชาขอให้รุ่นพี่มาเหรอ”
       พาทินส่ายหน้าปฏิเสธ
       “ฉันจะวาดให้เอง แต่ขออย่างเดียว เธอต้องเลิกรังแกน้องฉัน”
       “ฉันไม่ใช่นักเลงนะ แล้วก็ไม่เคยแกล้งใครด้วย”
       “ถ้าไม่ใช่ ก็อย่าไปยุ่งกับเขาสิ อยู่ห่างๆ เขาเลย ถ้าไม่อยากเสียใจ ฉันจะวาดรูปให้เป็นการตอบแทน ตกลงไหม”
       แพนรู้สึกอับอายและเสียหน้า
       “ใครจะไปสนใจรูปวาดของเธอ จะบอกให้ไม่ต้องมาขู่ฉันหรอก ฉันจะเอาไปคิดดูก็ได้ ถ้ารุ่นพี่คุกเข่าขอร้อง”
       พาทินมองแพนอย่างโกรธ เขาตัดสินใจวางกระเป๋าในมือลงบนพื้น ย่อตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเธอ ท่ามกลางคนที่เดินผ่านไปผ่านมา
       “อย่ายุ่งกับพิชชาอีก”
       แพนคาดไม่ถึงว่าเขาจะยอมทำแบบนั้น เธอตกใจและรู้สึกผิด ลังเลใจก่อนที่จะตัดสินใจวิ่งจากไป พาทินลุกขึ้น เห็นพงศกรกับพจนินท์ ขับรถผ่านตลาดไป เขามองตามอย่างสงสัย
      
       พงศกรและพจนินท์ เดินไปตามทางมองหาร้านขายข้าวแกงตามที่อยู่ที่จดมาในกระดาษ พงศกรพ่อถามแม่ค้าคนหนึ่ง เธอชี้บอกทางเขา
       พงศกรกับพจนินท์ เดินจนมาถึงร้านขายข้าวแกงเล็กๆ ใกล้ๆ ท่าเรือ สุนทรีกำลังไล่ลูกค้าขี้เมาคนหนึ่งออกมาจากร้าน เพราะเขามากินฟรี
       “ไปให้พ้นเลย”
       “อะไร แค่นี้ต้องไล่กันด้วยเหรอ”
       สุนทรีเอาน้ำสาดขี้เมาคนนั้น
       “ใจร้ายจริงๆ ฉันจะไม่มาร้านนี้อีกแล้ว”
       “ก็ดี เอะอะ ก็จะกินฟรี ไม่ยอมจ่ายเงิน นี่ไม่ใช่โรงทานนะ ไปให้ไกลๆ เลย อย่ามาให้เห็นอีกนะ”
       สุนทรีเดินกลับเข้าไปในร้าน พงศกรกับพจนินท์ ตกใจกับกริยาที่สุนทรีแสดงออกมา ทั้งคู่รู้สึกอึดอัดใจ พงศกรเดินตรงไปที่ร้าน เขาหันมาเห็นพจนินท์ ที่ไม่ยอมก้าวเท้าตามมา เขาเดินกลับไปฉุดมือให้เดินไปด้วยกัน พาทินเดินตามมาเห็นหลังของพ่อแม่ที่เดินเข้าไปในร้านนั้น
      
       พจนินท์กวาดตาดูไปรอบๆ สภาพของร้านดูซอมซ่อ ทุกอย่างดูไร้ระเบียบ มีข้าวของวางเกะกะไปหมด สุนทรีเดินออกมาจากหลังร้าน เห็นทั้งคู่ก็เดินไปต้อนรับ
       “มีเท่าที่เห็นนี้นะ จะรับอะไร”
       ทั้งคู่ไม่ตอบ ได้แต่จ้องมองสุนทรี เธอเองก็สังเกตดูทั้งคู่เช่นกัน
       “แต่งตัวซะดี”
       พงศกรกับพจนินท์ ตั้งต้นไม่ถูกที่จะเริ่มพูดคุยยังไง
       “คือเราจะมาคุยกับคุณ เรื่องลูกสาวหน่อยครับ”
       “ลูกฉันเป็นยังไง” สุนทรีนิ่งมองทั้งคู่ “พวกคุณเป็นครูเหรอ ลูกฉันทำอะไรผิดเหรอ”
       “เปล่า พวกเราไม่ใช่ครูหรอกครับ คือ ลูกสาวคุณเกิดวันที่ 4 ตุลาคม ใช่หรือเปล่า”
       สุนทรีแปลกใจที่เขารู้รายละเอียดนี้ เธอมองเขาอย่างไม่ไว้ใจ
       “คุณรู้ได้ยังไง”
       “คุณคลอดเธอที่โรงพยาบาลประจำอำเภอใช่ไหม”
       สุนทรีกวาดตามองทั้งคู่ ยิ่งไม่ไว้ใจ
       “พวกคุณเป็นใครกันแน่”
       “เราขอพบเธอหน่อยได้ไหมครับ”
       “นี่มันเรื่องอะไรกัน”
       พจนินท์ นั่งฟังอยู่นาน เธอทนไม่ไหวทำท่าจะลุกออกไป พงศกรจับแขนเธอเอาไว้
       “ฉันไม่อยากพบเธอ คุณไม่ได้บอกว่าจะพาฉันมาที่นี่”
       “แม่ มีเหตุผลหน่อยสิ”
       สุนทรีสงสัย
       “เรื่องอะไรกันแน่”
       พจนินท์ ลุกขึ้นจากโต๊ะ
       “ฉันจะไปเยี่ยมลูก”
       “อย่าทำตัวเป็นเด็กน่า”
       “ดูคุณพูดเข้าสิ”
       สุนทรีฟังทั้งคู่ โดยที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ รู้สึกหงุดหงิดใจ เธอเหวี่ยงผ้าเช็ดโต๊ะลงบนโต๊ะ
       “เห็นฉันเป็นอะไร คิดว่าตัวเองเป็นใคร เข้ามาเถียงอะไรกัน”
       พจนินท์ สวนทันที
       “คุณไม่รู้เรื่องอะไรหรอก”
       สุนทรีโมโห
       “อะไรนะ พูดยังงี้ เดี่ยวสวย”
       สุทรีขยับตัวเข้าหาพจนินท์ พงศกรเห็นว่าเรื่องเริ่มวุ่นวายมากขึ้น เขายื้อแขนของสุนทรีเอาไว้
       “ลูกของเราถูกสับตัวกันนะคุณ”
       พจนินท์ ตกใจที่พงศกร ตัดสินใจพูดความจริงออกไป ทรุดตัวลงอย่างหมดแรง สุนทรีตกใจจนพูดไม่ออก เธอได้แต่จ้องมองพ่อกับพจนินท์ ตะลึงกับเรื่องที่ได้รับรู้
       “นี่แกอย่ามาล้อเล่นนะ ไม่ตลกนะ”
       พงศกรถอนใจ
       “ลูกสาวของเราถูกสับตัวกัน ทางโรงพยาบาลเขายืนยันมาแล้ว”
       สุนทรีมองพงศกร เขามีท่าทีจริงจัง ทำให้เธอรู้ว่า เขาไม่ได้ล้อเล่น เธอทรุดตัวนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ พาทินแอบมองผ่านหน้าต่างร้าน ได้ยินและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด รู้สึกเสียใจลึกๆ
      
       พาทินเดิน ใจลอยไปตามทาง เขาคิดถึงเรื่องความจริงน่าตกใจ ที่ได้รับรู้มา เขาไม่ยอมรับความ
       จริงเรื่องนี้
       พงศกรขับรถพาพจนินท์กลับบ้าน ทั้งคู่ไม่พูดอะไร นิ่งใส่กันอยู่พักใหญ่
       “พาฉันไปโรงพยาบาล”
       “กลับไปบ้านก่อน”
       “ฉันอยากไปหาลูก”
       พงศกรเลี้ยวรถเปลี่ยนเส้นทางไปที่โรงพยาบาล
       “คุณใจดำแบบนี้ได้ยังไง คุณทำแบบนี้กับฉัน กับลูกได้ยังไง”
       พงศกรไม่พูดอะไร เขาก็รู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่าเธอ
      
       บ่ายแก่ๆ พงศกรขับรถมาจอดที่หน้าโรงพยาบาล ทั้งคู่กำลังจะลงจากรถ
       “คุณไม่ต้องขึ้นไปหรอก ฉันจะไปคนเดียว”
       พจนินท์ไม่รอคำตอบหรือคำพูดจากพงศกร เธอเปิดประตูเดินลงจากรถไป ทิ้งให้เขานั่งลำบากใจอยู่รถเพียงลำพัง
       พิชชานั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เตียงอย่างเซ็งๆ เสียงเปิดประตูทำให้เธอหันไปมอง
       “แม่คะ”
       “พิชชา”
       “หนูบอกแล้ว แม่ไม่ต้องมาก็ได้ค่ะ”
       “ข้างนอกฝนตก แม่รู้เวลาฟ้าร้อง หนูจะกลัว แม่ก็เลยมาอยู่ดูแลหนูไง”
       “หนูโตแล้วนะแม่ ไม่ต้องมาโอ๋หนูหรอกค่ะ”
       “ไม่ใช่ลูกแหง่ของแม่แล้วหรือนี่”
       พจนินท์เอื้อมมือไปจับแก้มของพิชชา ดึงเธอเข้ามากอดอย่างสุดรัก
       “แม่จะคอยดูแลหนู จะไม่ให้มาทำอะไรหนูได้”
       พิชชารู้สึกว่าวันนี้แม่แปลกไป
       “แม่คะ”
       “หนูเป็นลูกของแม่นะ แม่จะอยู่กับหนู คอยดูหนูไปตลอดเลย จะดูตอนลูกเข้ามหาลัย ดูตอนลูกมีแฟน ตอนแต่งงานแม่ก็จะช่วยเลือกชุดให้ พอมีลูกแม่ก็จะ...”
       “แม่”
       เสียงของพิชชาที่เรียก ทำให้พจนินท์ตั้งสติกลับมา เธอเช็ดน้ำตา
       “หิวไหม กินบะหมี่ที่แม่ซื้อมากันดีกว่า”
       พิชชาพยักหน้ารับ ทั้งคู่หัวเราะ มีความสุข
      
       ในความทรงจำของพาทินวัยสองขวบ ตอนที่พบพิชชาครั้งแรก พงศกรอุ้มพาทินดูเด็กน้อยที่นอนอยู่ในห้อเด็กอ่อน
       “นั่นไงน่ารักใช่ไหมล่ะลูก น้องของลูกนอนหลับปุ๋ยเลย”
       เด็กหญิงแรกเกิดนอนหลับปุ๋ย พาทิน มองเด็กหญิง สายตาสงสัย
       “รออยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพ่อมา”
       พงศกรวางพาทินลง เดินไปที่ห้องทะเบียนที่อยู่ใกล้ๆ พยาบาลในห้องเด็กแรกเกิดเปิดประตูเดินออกจาก ห้อง เธอเดินไปพลางมองเอกสารที่อยู่ในมือไปพลาง พาทินเดินเตาะแตะเข้าไปในห้องเด็กแรกเกิดที่ประตูเปิดค้างเอาไว้
      
       พจนินท์นอนอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้นหลังคลอด พงศกรเปิดประตูเดินเข้ามา พจนินท์รู้สึกตัว
       “นอนเถอะ ไม่ต้องลุกขี้นมาหรอก”
       “พิชชา โอเคไหม”
       “แน่นอน ไม่ต้องห่วง”
       “พาทินล่ะ”
       “อยู่ข้างนอกนี้ล่ะ เดี่ยวจะถ่ายรูปมาให้ดูนะ”
       พงศกรหยิบกล้องถ่ายรูปเดินออกไป พจนินท์มีความสุขแม้จะเพลียๆอยู่
      
       พาทินเดินไปที่แท่นวางเปลพลาสติก เขาเอื้อมมือไปถูกป้ายชื่อที่ติดไว้ที่แท่น มันหล่นลงที่พื้น เขามองและหยิบมันขึ้นมา มองซ้ายมองขวาสับสนประสาเด็กที่ยังไม่ประสีประสา เขาเห็นแท่นข้างๆ มีป้ายแบบเดียวกันติดไว้ เขาเดินเข้าไปหยิบออกมา มองดูป้ายทั้งคู่ในมือ ป้ายอันหนึ่งหลุดจากมือหล่นลงบนพื้น เขาเลยโยนอีกอันที่ยังอยู่ในมือทิ้งไป พยาบาลเดินกลับเข้ามาในห้อง เห็นพาทินเดินเตาะแตะ
       “อ้าว เข้ามาเล่นในนี้ไม่ได้นะคะ ต้องออกไปแล้วล่ะค่ะ”
       พยาบาลเก็บป้ายชื่อที่หล่นขึ้นมาและติดเอาไว้ที่แท่นวางเปลเหมือนเดิม เธอวางสลับตำแหน่งมันโดยที่ไม่รู้ตัว ก่อนที่จะอุ้มพาทินเดินออกจากห้องไป พาทินหันไปมองเด็กน้อยคนนั้นที่กำลังหาวอยู่ในเปล พาทินงงและรู้สึกแปลกๆ
      
       พงศกรเดินถือกล้องมาตามทาง พยาบาลอุ้มพาทินเดินออกมาจากห้องพอดี
       “ซนนะเรา”
       พงศกรรับพาทินที่พยาบาลส่งให้เขา เธอเดินจากไป เขากับพาทินยืนมองดูพิชชาผ่านกระจกหน้าห้องยกกล้องถ่ายรูปพิชชาผ่านกระจก ก่อนที่จะเดินไป เขาสวนกับสุนทรีที่เดินมาดูลูกที่หน้าต่างกระจกนี้ เช่นกัน สุนทรียืนมองดูลูกสาว ด้วยท่าทีเศร้าซึม
      
       สุนทรีนั่งคิดสิ่งที่พงศกรพูดเรื่องลูกของทั้งคู่ คำพูดของเขายังติดอยู่ในหัว
       “ลูกของเราสับตัวกันนะครับ”
      
       ค่ำนั้น พจนินท์เดินคิดถึงเรื่องพิชชาที่สนามหน้าบ้าน พงศกรนั่งอยู่ในห้องรับแขก คิดหาทางออกเรื่องพิชชาเช่นเดียวกัน
      
       พงศกรออกจากห้องรับแขก มานั่งที่โต๊ะสนามกับพจนินท์พาทินเดินเข้าประตูรั้วมา
       “บ้านหลังนั้นโทรมจริงๆ” พงศกรนิ่งคิด “ผู้หญิงคนนั้นก็เหมือนกัน ไม่อยากจะเชื่อเลย”
       พจนินท์ไม่พูดอะไร เธอนั่งน้ำตาไหล
       “พ่อเสียใจ แต่พ่อก็รักแม่กับพิชชาสุดหัวใจนะ”
       “ฉันรู้ค่ะ”
       พจนินท์เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาอีก พงศกรปวดใจ
       “นึกภาพว่าลูกของเราต้องโตมาในที่แบบนั้น”
       “เอาแบบนี้ คุณรับงานแลกเปลี่ยนอาจารย์ที่ทางกระทรวงเสนอมาให้สิ ก่อนที่มันจะแย่ไปกว่านี้ เราย้ายไปอเมริกาแล้วลืมเรื่องนี้นะ เป็นทางเดียวที่เราจะทำได้นะ”
       พงศกรน้ำตาซึม พยักหน้ารับคำอย่างฝืนใจ พาทินยืนแอบฟังที่สวน เขาเองก็รู้สึกลำบากใจเช่นกัน เขาเดินกลับออกไปนอกบ้าน
      
       พิชชานอนอ่านหนังสือ พาทินเปิดประตูห้องเดินเข้ามา
       “จบแล้ว”
       พิชชาเห็นเขาเข้า ทั้งดีใจและแปลกใจ
       “พี่คะ” พิชชาคิดสงสัย “วันนี้ทุกคนแปลกจัง ตอนแรกเป็นแม่ ตอนนี้เป็นพี่เหรอ” พิชชายิ้ม
       เปลี่ยนท่าที “พี่จะกินอะไรไหม”
       พาทินยื้อเธอไม่ให้ลุกขึ้น เมื่อเห็นพิชชากระตือรือร้น
       “ไม่ต้องหรอก ขอบใจนะ”
       พาทินนั่งลงที่เตียงข้างๆ พิชชาแปลกใจทีท่าขอเขา
       “พี่ดูแปลกๆนะ มีอะไรหรือเปล่า”
       พาทินคิดอยู่นาน ลังเล
       “พี่ควรเล่าเรื่องความลับหรือเปล่า”
       “ความลับเหรอ”
       “เรื่องผู้หญิงที่พี่ชอบ”
       พิชชาตื่นเต้น
       “จริงเหรอ เป็นคนยังไงน่ะ”
       พาทินนึก
       “ซุ่มซ่าม หัวดื้อ เวลากินอะไร ก็มักทำเลอะเทอะ”
       พิชชานึกตามรู้สึกคุ้นๆ
       “แล้วสวยไหม”
       “ไม่เชิง ผมก็ยาวเท่าเธอ ตาก็โตพอกัน สูงก็เท่ากัน พูดง่ายๆ ว่าน่าเกลียดมากแถมยังขี่จักรยานไม่แข็งด้วย”
       พิชชานึกตาม
       “นั่นมันฉันนี่ เลิกล้อเล่นได้แล้ว”
       “ไม่ได้ล้อนะ” พาทินยิ้ม “พิชชา พี่ถามหน่อย ถ้าเราไม่ใช่พี่น้องกัน คิดว่าเราจะได้เจอกันหรือเปล่า”
       พิชชาแปลกใจในคำถามของพาทิน เธอนิ่งคิดก่อนที่จะยิ้มออกมา
       “ต้องได้เจออยู่แล้วสิ ต้องเป็นชะตาลิขิต แบบอมตะด้วย”
       พาทินยิ้ม
       “มายิ้งฉุบกัน ถ้าเธอชนะถือว่าเป็นอย่างที่เธอพูด ถ้าพี่ชนะก็ถือว่าไม่ใช่”
       “ได้ ขอแป๊บนึง”
       พิชชาบริหารนิ้วเตรียมพร้อม พาทินมองพิชชา นึกถึงตอนที่เป่ายิ้งฉุบกันระหว่างทางไปโรงเรียน เธอออกค้อนเสมอ
       “พร้อมแล้ว”
       ทั้งคู่เป่ายิ้งฉุบกัน พาทินรู้ว่าพิชชาต้องออกค้อนอยู่แล้ว เขาแกล้งออกกรรไกร แพ้เธอ
       “ชนะแล้ว เห็นไหมๆ ชะตาลิขิตให้เรามาพบกัน”
       พิชชาลูบมือภูมิใจ พาทินมองพิชชาดีใจโดยที่ไม่รู้เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยความกังวลใจ
      
       เช้าวันใหม่...พงศกรกับพจนินท์เดินเข้างานโรงเรียน พร้อมกับผู้ปกครองและนักเรียนคนอื่นๆ
       “คุณไปบอกคุณครูของลูกๆ ก็แล้วกัน ว่าเราจะย้ายไปอเมริกาเดือนหน้า”
       “ก็ได้” พงศกรถอนใจ “ฉันก็อยากไปเต็มทีแล้วเหมือนกัน แน่ใจนะว่าจะเอาแบบนี้”
       ทั้งคู่หยุดเดินมองหน้ากัน พงศกรมองหน้า พจนินท์
       “คุณไม่อยากเห็นแกแน่เหรอ”
       พจนินท์รู้สึกลังเล
       “ไม่ค่ะ...อย่าบอกนะว่าคุณ...”
       “ผมก็จะไม่ไปพบแกเหมือนกัน ถ้าได้เห็นก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ผมทิ้งพิชชาไม่ได้ ไม่ไปพบก็จะดีกว่า”
       ทั้งคู่อยู่ในบริเวณที่จัดงานประกวดบทกลอน ครูประภัทสรกำลังชมพาทินที่วาดภาพประกอบบทกลอน
       “ต้องขอบคุณพาทินค่ะ เขามีน้ำใจทากที่วาดภาพมาให้ เดี๋ยวต้องขอตัวไปดูทางโน้นก่อนนะคะ เดินดูงานรอบๆ ได้เลยนะคะ”
       ครูประภัทสรเดินออกไป พจนินท์มองบทกลอนที่อยู่บนภาพของพาทิน
       “กลอนเพราะจัง”
       พจนินท์มองมุมภาพเขียนรายละเอียดชื่อบทกลอน และคนแต่ง
       “คุณัญญา แช่มช้อย” พจนินท์หันไปถามพิชชิชา “ใครกันลูก”
       พาทินตอบอย่างเสียไม่ได้
       “ก็แค่นักเรียนหญิงคนหนึ่ง”
       พิชชาค้อนพาทินที่แสดงกริยาไม่ดีออกมา
       “คนที่หนูเล่าให้แม่ฟังว่าได้ เอทุกวิชาไงคะ”
       “อ๋อ คนนั้นเหรอ ไหนล่ะ”
       พิชชากับพจนินท์ส่ายสายตามองหาไปทั่วๆ พจนินท์ชะงัก สุนทรีเดินเข้ามาในงาน พงศกร พจนินท์และพาทิน หันไปมองเป็นตาเดียวกัน สุนทรีถามบริเวณที่จัดงานกับเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่ง เธอชี้ทางให้สุนทรี แพนวิ่งเข้ามาพอดี
       “หนูบอกแล้วไงว่าไม่ต้องมา”
       “ทำไมล่ะ ฉันก็อยากเห็นผลงานของลูกฉันเหมือนกัน ไหน ผลงานของแกอยู่ตรงไหน”
       สุนทรีเดินมองหา แล้วเธอก็เห็นบ้านวชิรวิทย์ทั้งครอบครัวอยู่ตรงนั้นด้วย ต่างฝ่ายต่างทำสีหน้าไม่ถูกยืนตะลึง
      
       พิชชาและแพนต่างงุนงงกับท่าทีของครอบครัวตัวเอง ที่มีให้กัน
ตอนที่ 2
      
       ในห้องพักครู...ครอบครัววชิรวิทย์นั่งอยู่ฟากหนึ่งของโต๊ะ สุนทรีและแพนนั่งอยู่อีกฟากหนึ่ง ครูประภัทสรนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ
      
       “คุณพงศกร เป็นประธานกลุ่มอุปถัมภ์โรงเรียน พาทินก็เป็นประธานนักเรียนมัธยม ส่วนพิชชาก็เป็นหัวหน้าห้อง”
       สุนทรีมองพิชชาอย่างสนใจมาก
       “เป็นหัวหน้าห้องเหรอ”
       พิชชาพยักหน้ารับ และยิ้มให้สุนทรี
       “สวัสดีค่ะ”
       ครูประภัทสรแนะนำต่อ
       “คุณัญญา เป็นนักเรียนที่สอบได้เกรดเอ ทุกวิชา แล้วก็เป็นรองหัวหน้าห้องด้วยค่ะ”
       สุนทรีหันไปมองแพนที่ก้มหน้าไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจอะไรนัก
       “ไม่เห็นแกบอกฉันเลย”
       แพนมองอายกริยาแม่ที่แสดงออก
       “แม่”
       พงศกรและพจนินท์มองดูแพน สายตาของทั้งคู่สงสาร แพนค้อมหัวให้ทั้งคู่
       “สวัสดีค่ะ หนูชื่อคุณัญญาค่ะ”
       พจนินท์มองหน้าแพน
       “คุณัญญา เหรอ”
       พจนินท์รู้สึกตัวก็หลบสายตาจากแพน พงศกรมองแพนไม่วางตา
       “หน้าตาสดใสดี”
       แพนรู้สึกแปลกที่ พงศกรมาชมเธอ พิชชายิ้มดีใจที่พ่อชมแพน พาทินมองพิชชาอย่างไม่ชอบใจนัก ครูประภัทสรเอ่ยขึ้น
       “เป็นโอกาสดีค่ะ ที่มาพร้อมหน้าพร้อมตา ก็เลยอยากคุยเรื่องกิจกรรมของโรงเรียนหน่อย”
       “กิจกรรมเหรอ ฉันไม่ค่อยมีเวลาหรอกค่ะ” สุนทรีหันไปหาแพน “ว่างนักหรือไง งานที่บ้านก็แทบไม่มีเวลาแล้ว แกยังจะทำกิจกรรมพวกนี้อีกเหรอ”
       พงศกรและพจนินท์เห็นสุนทรีหันไปต่อว่าแพน ทั้งคู่ไม่สบายใจ ครูประภัทสรเห็นท่าไม่ดีรีบอธิบาย
       “ไม่ใช่แบบที่คุณแม่เข้าใจนะคะ คืออันนี้ไม่ได้เป็นภาระอะไรทั้งนั้นค่ะ”
       พงศกรสงสารแพน
       “เออคุณครับ คุณน่าจะภูมิใจนะครับ อย่างน้อยๆ เพื่อนๆ ก็เลือกแกเป็นรองหัวหน้าชั้น อย่าไปว่าเธอเลยครับ”
       สุนทรีมองพงศกร เธอไม่รู้จะหาเหตุมาแย้งเขายังไง พาทินมองเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้า เขารู้สึกอึดอัดใจ ลุกขึ้นจากโต๊ะ ทุกคนหันไปมองเขา
       “ผมขอไปห้องน้ำครับ”
       พาทินเดินออกจากห้องไป เด็กนักเรียนคนหนึ่งเดินเข้าห้องมา
       “ครูคะโทรศัพท์ค่ะ”
       ครูประภัทรสรบอกทุกคน
       “ขอตัวก่อนนะคะ”
       ครูประภัทรสรเดินออกจากห้องไป พงศกรหันไปมองแพน
       “หนูเรียนเก่ง” เขาหันไปมองสุนทรี “คุณก็ควรภูมิใจนะ”
       สุนทรีค้อมหัวรับคำของเขา เธอเองก็หันไปมองพิชชาเช่นกัน
       “หนูก็หมือนกัน”
       พงศกรถามสุนทรี
       “แล้วมีพี่น้องหรือเปล่า”
       “มีพี่ชายคนหนึ่ง”
       “งั้นก็เหมือนกันสิ”
       แพนแทรกขึ้น
       “ไม่หรอกค่ะ เขาไม่เหมือน”
       สุนทรีหันไปมองแพนแล้วพูดแทรกขึ้นมา
       “คือเขาเรียนอาชีวะนะค่ะ”
       “ไม่ได้เรียนแล้ว โดนไล่ออก” แพนบอกทันที
       สุนทรีหันมาดุลูกสาว
       “นี่แกจะพูดไปทำไม”
       พงศกรถอนใจ รู้สึกเห็นใจ
       “แล้วพี่น้องรักกันดีไหม”
       แพนหลบตาอ้ำอึ้งที่จะตอบตรงๆ
       “ไม่เชิงค่ะ”
       พงศกรถามต่อ
       “ตอนเล็กๆ เคยเจ็บป่วยบ้างไหม”
       สุนทรีรู้สึกว่าเขาก้าวก่ายชีวิตเกินไปก็ไม่พอใจ
       “นี่ถึงฉันจะไม่ค่อยจะมีเงิน แต่ก็ไม่เลี้ยงลูกแบบทิ้งๆ ขว้างๆ นะ ถามแบบนี้ได้ยังไง”
       แพนและพิชชาต่างก็งงกับเรื่องที่ผู้ใหญ่ทั้งคู่คุย มีอารมณ์ใส่กัน ทั้งโต๊ะอยู่ในความอึมครึม พิชชาพูดขึ้น
       “แม่คะ”
       ทั้งสุนทรีและพจนินท์ หันไปมองเธอพร้อมกัน
      
       หลังจากที่แยกย้ายกันกลับบ้าน สุนทรีและแพนเดินมาตามทางเดินระหว่างอาคารเพื่อกลับบ้าน สุนทรีถามขึ้น
       “เด็กคนนั้นเป็นไง”
       แพนงงๆ
       “ใคร”
       “ก็คนที่เป็นหัวหน้าห้องแก”
       “พิชชานะเหรอ ยายนั่นนึกว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิง ปู่เป็นคนก่อตั้งโรงเรียน พ่อแม่ก็เป็นอาจารย์ ครอบครัวเขารวย”
       สุนทรีฟังแพนสาธยาย เธอได้แต่ครุ่นคิด
      
       พงศกรกับพจนินท์อยู่ในห้อง พจนินท์นั่งคิดเงียบอยู่ที่เตียง พงศกรตัดสินใจพูดในสิ่งที่รู้มา
       “แม่ของเขาไปตรวจเลือดที่โรงเรียน ผลเลือดออกมาเป็นกรุ๊ปโอ”
       พจนินท์ได้แต่นั่งฟัง นิ่งข่มใจ พงศกรไม่พูดอะไรต่อ เขาก็ลำบากใจกับความจริง
      
       พิชชานั่งเล่นที่โต๊ะสนามหน้าบ้าน กินของว่าง พาทินเดินมาหา
       “เหนื่อยไหม”
       “เหนื่อยสิ งานโรงเรียนทำเอาหมดแรงเลย”
       “ก็พี่เตรียมผลไม้ไว้ให้เธอแล้วไง”
       พิชชายกแก้วขึ้นมาเล่นสมมติเป็นตัวเธอกับพาทิน
       “เหนื่อยไหม เหนื่อยสิคะ เอากินผลไม้สิ อื้มอร่อยชื่นใจจัง ทำไมพี่ช่างใจดีจังเลย ก็เธอเป็นเด็กจิตใจดี เด็กดีก็ควรได้รับสิ่งดีๆ สิ”
       พาทินมองดูน้องเล่นสมมติ เขาอมยิ้มท่าทางของพิชชา มองดูแก้วในมือของเธอ
      
       ค่ำนั้นทั้งครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ฉลองวันเกิดให้พจนินท์ มีเค้กปักเทียนขนมต่างๆ และกล่องของขวัญสองสามกล่องอยู่บนโต๊ะ ทุกคนร้องเพลงอวยพร พจนินท์เป่าเค้ก ลูกๆปรบมือดีใจ พาทินยิ้มแย้มบอก
       “สุขสันต์วันเกิดครับ”
       พิชชากระเซ้า
       “เปิดของขวัญดูซิคะ”
       พจนินท์ปิดกล่องของขวัญดู เห็นแก้วเซรามิคทำมือสี่ใบ มีรูปวาดใบหน้าของทุกคนอยู่บนแก้วแต่ละใบ
       “โอ้โห นี่บ้านเรา พร้อมหน้าพร้อมตากันครบทุกคนเลย”
       พงศกรยิ้มมีความสุข
       “จริงด้วย”
       พาทินยิ้มแย้ม
       “พวกเราช่วยทำกันเองครับ”
       พิชชาส่ายหน้าปฏิเสธ
       “พี่เขาทำเองทั้งหมดเลย ทั้งปั้น วาดรูป เอาไปอบ”
       พจนินท์มองลูกสาว
       “อ้าว แล้วหนูทำอะไร”
       “หนูให้กำลังใจค่ะ” พิชชายิ้มภูมิใจ
       พงศกรหัวเราะ
       “เออ อย่างนี้เวลาไปไหนก็เอาไปด้วย เห็นรูปก็หายคิดถึงกัน”
       “ไม่หรอกค่ะ ยังไงๆ ฉันก็คิดถึงลูกๆ จะไม่ไปไหนไกลหรอก”
       พงศกรแหย่
       “แม่ติดลูก”
       พจนินท์หัวเราะ เธอหยิบแก้วออกจากกล่องส่งให้ทุกคน
       “มาดื่มฉลองกันหน่อย”
       ทุกคนชนแก้วกัน บรรยากาศอบอุ่นมีความสุข
      
       พาทินมองพิชชาที่กำลังสนุกโดยที่ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า
       “ฉันจะอยู่กับทุกคน ไม่ไปไหนไกลหรอก”
       “เธอพูดเหมือนแม่เมื่อปีก่อนเลย”
       “อ้าว ก็เป็นแม่ลูกกันก็ต้องเหมือนกันสิ”
       พาทินได้ยินคำพูดของเธอ เขาดูเหมือนเศร้าลง พิชชาสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขา พาทินรู้ตัวเขาฝืนยิ้มให้เธอบางๆ ลุกจากเก้าอี้ไปหยิบลูกบอลที่อยู่ตรงสนาม โยนให้เธอ ทั้งคู่โยนบอลเล่นกัน
      
       เช้าวันต่อมา...แพนแต่งตัวไปโรงเรียน สุนทรีเตรียมข้าวเช้าเอากับข้าววางไว้บนโต๊ะ แพนหันมาเห็นกับข้าว เธอนั่งที่โต๊ะกินข้าวเซ็งๆ
       “กินแต่ของเหลือประจำเลย”
       แพนกำลังใช้ช้อนตักกับข้าวนั้น สุนทรีได้ยิน เธอเดินไปหยิบจานกับข้าวที่วางอยู่บนโต๊ะออก
       “ทำไมทำแบบนี้ล่ะแม่”
       สุนทรีโมโห
       “ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่ต้องกิน”
       “พักนี้ แม่เป็นอะไร ชอบมาหงุดหงิดกับฉันเรื่อยเลย”
       สุนทรีรู้สึกตัว คุมตัวเองให้เย็นลง วางจานกับข้าวลงที่โต๊ะเหมือนเดิม
       “เลิกเรียนแล้วรีบกลับมา อย่าเถลไถลล่ะ”
       “จะกลับเร็วกลับช้า ก็เหมือนกันแหละ แม่จิกหัวใช้ฉันอยู่ตลอด”
       สุนทรีโมโห
       “ว่าไงนะ ปากดีนักนะมึง”
       สุนทรีขยับตัวเข้าหา แพนที่รู้เชิงของแม่อยู่แล้ว รีบคว้ากระเป๋านักเรียนวิ่งออกจากบ้านไป สุนทรีวิ่ง
       ตามไม่ทันได้แต่ตะโกนไล่หลังไป
       “กลับมาจะฟาดไม่เลี้ยงเลย รีบๆกลับ วันนี้งานยุ่งนะ”
       สุนทรีมองแพนที่วิ่งห่างออกไปด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ
      
       ในห้องนอน...พิชชาในชุดนักเรียนกำลังเตรียมกระเป๋า พจนนินท์เอาข้าวกล่องมาให้
       “นี่ข้าวกล่องจะ”
       “วันนี้แม่ทำอะไรคะ” เธอยกขึ้นดม “อะ หมูทอด ขอบคุณค่ะ”
       พิชชาเอาข้าวกล่องใส่ในกระเป๋านักเรียน เตรียมออกจากห้อง
       “หนูไปนะคะแม่”
       “เดี๋ยวก่อน” พจนินท์เดินเข้าไปหาลูกสาว “แม่ดูผมให้”
       พจนินท์ ลูบผมพิชชาเบาๆ เธอไล้ผมไปทัดข้างหูของลูกสาว พจนินท์มองใบหูแล้วนึก
       ถึงตอนที่คุยกันตอนที่สระผมให้พิชชาเรื่องใบหูที่ไม่เหมือนของเธอ...พจนินท์เหม่อคิดถึงตอนนั้น เสียงตะโกนเรียกของพาทินทำให้เธอ ได้สติ
       “พิชชาเร็วเข้า เดี๋ยวไปโรงเรียนสาย”
       “ไปได้แล้วลูก”
       “เย็นนี้เจอกันค่ะ” เธอตะโกนบอกพี่ชาย “ไปแล้วๆ”
      
       พิชชาเร่งเดินออกจากห้อง พจนินท์ยืนนิ่งคิดเรื่องพิชชา
      
       พาทินยืนคอยอยู่หน้าบ้าน เขาเตรียมจักรยาน พิชชาเร่งเท้าเดินไปหา
      
       “วันนี้ให้เขาซ้อนท้ายนะพี่”
       “อะไร เธอตัวหนักจะตาย ขี้เกียจจัง”
       พิชชาทำหน้ามุ่ย
       “เออขี่เองก็ได้ แต่แขนฉันยังไม่หายดี แล้วก็รู้สึกเวียนหัวหน่อยๆด้วย ฉันกลัวจะไปล้มอีก”
       พาทินหยุดชะงัก เมื่อได้ยินพิชชาเอ่ยปากเรื่องอุบัติเหตุ พิชชาบ่นต่อ
       “มันอันตรายจะตาย ยิ่งคนขี่จักรยานไม่แข็งด้วย มันจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ”
       พาทินยิ้มออกเมื่อรู้ว่าพิชชาแกล้งเจ้าเล่ห์ เขาถอยจักรยานกลับไปหา
       “เอ้า ขึ้นมา”
       พิชชายิ้มดีใจ
       “ขอบคุณ”
       “แค่วันนี้ วันเดียวนะ แล้วห้ามพูดอะไรเป็นลางแบบนี้อีกนะ”
       “ขอโทษเจ้าค่ะ”
       พิชชาฉีกยิ้มกว้าง
      
       ระหว่างทางไปโรงเรียน...พาทินขี่จักรยานมีพิชชาซ้อนท้าย นักเรียนบ้างเดิน บ้างขี่จักรยาน ระหว่างทางประปราย พิชชาและพาทินคุยกันสนุกสนาน ยิ่งใกล้โรงเรียน นักเรียนก็หนาตาขึ้น พาทินขี่เข้าประตูโรงเรียนไป...แพนเดินเลี้ยวมา เธอเห็นทั้งคู่ผ่านหน้าไป แพนมองทั้งคู่ด้วยความรู้สึกหลายอย่างผสมปนเปกัน รู้สึกผิดกับพิชชาเรื่องอุบัติเหตุ อิจฉาที่พิชชามีพร้อมทุกอย่าง
      
       ช่วงพักกลางวัน...พิชชายืนขึ้นพูดนำนักเรียนทำความเคารพครู
       “นักเรียนทุกคนทำความเคารพ”
       นักเรียนพร้อมเพรียงกัน
       “ขอบคุณค่ะ”
       ครูเดินออกจากห้องไป นักเรียนบางส่วนก็เดินออกจากห้องไปโรงอาหาร บางส่วนที่เอาข้าวกล่อง
       มาก็หยิบออกมากินด้วยกันเป็นกลุ่มๆ
       “หิวจะตายอยู่แล้ว”
       บ่นเสร็จ กิ่งเทียนก็หันไปหยิบกล่องข้าวจากใต้โต๊ะ พิชชาหันมาชวน
       “มาแลกกันกินนะ”
       “เอาสิ” กิ่งเทียนรีบเปิดกล่อง
       “ไม่ต้องรีบ” พิชชาหัวเราะเบาๆ
       “เวลามาโรงเรียน ช่วงพักกลางวันเป็นเวลาสุดโปรดของฉันเลย”
       “อ้าว ไม่ใช่เวลาที่ได้เจอพี่พาทินหรอกเหรอ”
       กิ่งเทียนคิดๆ
       “เออ...จริงๆ แล้วก็ใช่นะ”
       พิชชายิ้มๆ
       “แล้วถ้าต้องเลือก ระหว่างไม่ได้เห็นหน้าพี่พาทิน กับไม่มีช่วงพักกลางวัน เธอจะเลือกอะไร”
       “ต้องเลือกด้วยเหรอ”
       พิชชาพยักหน้ารับ กิ่งเทียนคิดหนัก
       “งั้นฉันเลือก...กินกับข้าวของเธอก็แล้วกัน”
       กิ่งเทียนฉวยกล่องข้าวของพิชชาที่วางอยู่บนโต๊ะมาไว้ในมือ
       “วันนี้เอาอะไรมากินเอ่ย”
       เพื่อนสองคนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างหน้าหันมามอง เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น
       “เออ วันนี้เธอเอาอะไรมากินน่ะ”
       เพื่อนอีกคนถามบ้าง
       “ใช่ๆ กับข้าวของเธอน่ากินทุกวันเลย”
       กิ่งเทียนเอ่ยชม
       “ของพิชชาน่ะ อร่อยทุกอย่าง”
       เพื่อนรีบบอก
       “เปิดเลย”
       กิ่งเทียนเปิดกล่องข้าวของพิชชาออก กับข้าวที่แม่เตรียมให้มากจากบ้านดูน่ากิน เพื่อนตาโต
       “โห น่ากินจัง”
       เพื่อนที่อยู่โต๊ะใกล้ๆ ได้ยินเสียงอุทานของกิ่งเทียนและเพื่อนก็สนใจเข้ามารุมล้อมที่โต๊ะ แพนที่นั่งอยู่ถัดไปข้างหลัง มองดูด้วยความสนใจ แต่ไม่กล้าเข้าไปร่วมวง เธอเปิดกล่องข้าวของตัวเองออกดู เป็นกับข้าวพื้นๆ ที่เหลือจากมื้อเย็นเมื่อวาน แพนอายตัดสินใจเอาไปกินที่โรงอาหาร พิชชาหันมาบอกเพื่อนๆ
       “เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำมานะ”
       พิชชาลุกขึ้นจากโต๊ะ หันไปชนแพนที่เดินมา กล่องข้าวของแพนตกลงบนพื้น ข้าวและกับกระจาย
       เต็มพื้น ทุกคนหันไปมองข้าวกล่องของแพน พิชชาตกใจ แพนมองข้าวกล่องของตัวเอง ทั้งอายและเจ็บใจ พิชชาหน้าเสีย
       “ขอโทษนะแพน”
       แพนไม่พูดอะไร จ้องมองพิชชาก่อนที่เดินออกไป
      
       บ่ายวันนั้น นักเรียนชายหญิง บ้างเดิน บ้างขี่จักรยาน ต่างทยอยกลับบ้าน แพนเดินออกจากประตูโรงเรียน ก้าวไปตามทางอย่างเซ็งๆ สายตาของเธอเหลือบไปเห็น พงษ์พี่ชายตัวแสบที่ยืนดักรออยู่
       แพนเดินเลี่ยง หนีไปอีกทาง
       “เฮ้ย แพน”
       พงษ์วิ่งตามมาคว้าแขนของแพน เธอยื้อดึงกลับ
       “จะรีบไปไหนเล่า ถ้าไม่อยากลำบากก็ตามมาดีๆ ดีกว่า”
       “ปล่อยนะ”
       พงษ์ดึงแพนไปที่มุมกำแพงโรงเรียน พิชชาเดินออกจากรั้วโรงเรียน เห็นทั้งคู่ยื้อยุดกันอยู่
       “ฉันไม่มีเงินหรอก”
       พงษ์เงื้อมือขึ้น
       “อย่ามาโกหกเลย ฉันรู้ว่าแกมีเงินที่เม้มเอาไว้”
       “นี่ ฉันไม่ใช่ขี้ขโมยอย่างพี่นะ ตัวเองนั่นแหละที่ชอบขโมยเงินแล้วหนีไป”
       พงษ์โกรธที่แพนเถียงจี้ใจดำ
       “วอนแล้ว”
       พงษ์เงื้อมือขึ้นจะตีแพน พิชชาวิ่งเข้ามายื้อห้ามไว้
       “อย่านะ...ฉันพอมีเงินอยู่บ้าง เอานี่ เอาไป” เธอเปิดกระเป๋าสตางค์หยิบเงินให้ “อย่ายุ่งกับเธอ”
       “เฮ้ย...” พงษ์หันไปมองแพน “เพื่อนแกเหรอ”
       แพนตกใจที่พิชชาเข้ามาเกี่ยว ปัดมือของทั้งคู่ เงินหล่นลงบนพื้น
       “ใครให้เธอเจ๋อเข้ามายุ่ง”
       พงษ์ผลักแพน
       “อีนี่”
       พิชชาตกใจ
       “อย่านะ”
       พงษ์ก้มลงเก็บเงินแล้ววิ่งหนีไป แพนร้องไห้ตะโกนไล่หลัง
       “อย่ากลับมานะแก ไปตายที่ไหนก็ไปเลย”
       “พี่เธอเหรอ”
       แพนสะอื้นกับคำถามของพิชชา
       “ใช่สิ พี่ของฉันเอง เป็นพวกเหลือขอไง พอใจไหม”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นนะ คือฉันแค่...”
       “แน่ล่ะ ใครจะมีพี่ชายแสนดีแบบของเธอล่ะ”
       แพนจ้ำเดินร้องไห้ออกไป พิชชาได้แต่ยืนมองไม่รู้จะทำอย่างไร
      
       พงศกรขับรถมาตามทาง แพนวิ่งข้ามถนนไม่มองทาง พงศกรเบรกรถ แพนตกใจ ค้อมหัวขอโทษ วิ่งต่อ
       “แพน”
       แพนหยุดหันมามองพงศกรที่ร้องเรียกเธอไว้ พงศกรลงจากรถเข้าไปหา
      
       ในห้องรับแขก บ้านวชิรวิทย์...พจนินท์ทำความสะอาดบ้าน เช็ดตู้โชว์ สายตาเธอมองเห็นรูปถ่ายของครอบครัวในนั้น เธอหยิบออกมาดู
      
       แพนและพงศกรนั่งที่ม้าหินริมบึง
       “ทำไมถึงวิ่งร้องไห้มา”
       แพนไม่ตอบ เธอนิ่งไม่แสดงท่าทีอะไร
       “หนูเดินไปโรงเรียนเหรอ ทำไมไม่ขี่จักรยานไปล่ะ บ้านอยู่ตั้งไกล”
       “ไม่มี” แพนน้ำเสียงห้วนๆ “ขี่ไม่เป็น บ้านเราไม่มีเงินซื้อหรอก”
       “พ่อหนูเสียตั้งแต่เมื่อไหร่”
       “ก่อนหนูจะเกิด”
       “คิดถึงเขาไหม”
       แพนหันไปมองเขา แปลกใจที่เขาถามแปลกๆ พงศกรรู้ตัว
       “ขอโทษที่ถาม เธอตั้งใจเรียน ช่วยงานแม่ หนูเป็นเด็กดี”
       “ที่ตั้งใจเรียน เพราะจะไม่ต้องทำงานหนัก โตไปจะได้ไปพ้นจากที่นี่”
       พงศกรสะท้อนใจถึงเหตุผลลึกๆ ข้างในของแพน
       “ฉันเสียใจนะ”
       แพนยิ่งสงสัยกับท่าทีแปลกๆ ของพงศกรที่แสดงออกมาแต่เธอไม่ได้ซักถามอะไร
      
       ในตัวเมืองหัวหิน...แพนนั่งกินอาหารที่พงศกรสั่งมาอย่างเอร็ดอร่อย พงศกรดูพอใจที่แพนมีความสุข เขาเติมน้ำอัดลมในแก้วที่พร่องของเธอ
       “ขอบคุณค่ะ”
      
       หลังจากที่ทานอาหารกันเสร็จ พงศกรพาแพนกลับบ้าน ระหว่างรถติดไฟแดงที่แยก แพนมองไปที่ร้านขายของเล่นที่อยู่ริมถนน พงศกรสังเกตเห็นเขามองตาม เห็นสายตาของเธอหยุดที่ตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่โชว์หน้าร้าน
      
       พจนินท์ยืนมองหน้าบ้านสุนทรี ลังเลใจที่จะเดินเข้าไป รถของพงศกรวิ่งเข้ามาจอดที่ปากทางเข้า แพนลงจากรถ พจนินท์แอบมองตามแพนที่ท่าทางดีใจ แพนเดินมาตามทางพักหนึ่ง นึกขึ้นได้ถึงตุ๊กตาหมีในมือ ยืนตัดสินใจอยู่พักหนึ่ง เดินเลี่ยงไปอีกทาง...สุนทรีเดินออกจากร้านมาทิ้งขยะ เห็นรถของพงศกรที่วิ่งแล่นออกไป เธอสงสัย แพนเห็นแม่ยืนอยู่หน้าบ้าน รีบเดินเข้าทางหลังบ้าน...พจนินท์ยิ่งสับสนในใจมากขึ้น
      
       แพนเล่นกับตุ๊กตาในห้องนอนอยู่พักหนึ่ง ตัดสินใจว่าจะเอามันไปไว้ที่ไหนดี แพนวางหมีนั่นลงบน
       ที่นอนงหยิบผ้าห่มที่วางกองอยู่มุมห้อคลุมมันเอาไว้ ขณะเดียวกันนั้นเสียงสุนทรีดังมาจากนอกห้อง
       “แพน กลับมาแล้วเหรอ”
       แพนสะดุ้งที่แม่ตะโกนเรียก
       “จ๋า แม่”
       “รีบออกมาช่วยหน่อย”
       แพนทำหน้าเซ็งที่ไม่มีเวลากับของเล่นใหม่ เธอเดินออกจากห้อง สุนทรีทำอาหารตามสั่ง แพนเป็นลูกมือยกจานไปให้ลูกค้า เก็บเงิน เช็ดโต๊ะ สุนทรีล้างมือเดินเข้าบ้าน แพนกวาดร้าน เก็บของ สุนทรีเดินถือตุ๊กตาหมีออกมาจากห้อง แพนเห็นเข้าก็ตกใจ นิ่งมอง
       “ไปได้มาจากไหน”
       “หนู ไม่ได้ขโมยมาก็แล้วกัน”
       “ใครซื้อให้ บอกมา”
       “ตอนกลับบ้าน พ่อของพิชชาเขา...”
       สุนทรีดึงตุ๊กตาหมีจากมือของลูกสาว แพนไม่ยอมเธอยื้อไว้ ทั้งคู่ดึงดันกันอยู่พักหนึ่ง แพนกลัวมันจะขาด เธอปล่อยมือ
       “แกเป็นขอทานหรือไง ทำไมต้องไปรับของๆ เขา ฉันไม่ได้เลี้ยงแกมาให้เป็นคนแบบนี้”
      
       สุนทรีเดินถือตุ๊กตานั้นออกไปนอกบ้าน แพนรู้ว่าแม่กำลังจะทำอะไร เธอเข้าไปดึงยื้อมันเอาไว้อีก สุนทรีแรงเยอะกว่า แขนตุ๊กตาหมีข้างหนึ่งขาดติดมือแพน
      
       แพนร้องไห้โฮ สุนทรีโยนตุ๊กตาหมีไปที่ข้างบ้านใกล้ถังขยะ บางส่วนของตุ๊กตาเปรอะน้ำครำ แพนเห็นแบบนั้นยิ่งเสียใจสะอื้นฮั่ก
      
       “แม่เป็นอะไร มันเป็นแค่ตุ๊กตาหมีตัวนึงเท่านั้น ทำไมโกรธอะไรนักหนา”
       สุนทรีหยุดคิด แพนโมโห น้อยใจ
       “ตั้งแต่ฉันเกิดมาแม่ซื้ออะไรให้ฉันบ้าง แม่เอาแต่ด่าว่า จิกหัวใช้ฉันตลอด”
       สุนทรีโมโหที่แพนย้อน
       “ว่าไงนะ เออ...ฉันต้องจิกใช้แก ก็เพราะอะไร ดูสิภาระบ้านเรามันเยอะขนาดไหน”
       “ฉันไม่อยากทนแล้ว ไม่เห็นมีใครที่โรงเรียนต้องเป็นแบบฉันเลย ทั้งๆ ที่ฉันเรียนเก่งกว่า แต่ก็ไม่เคยมีของเล่นอะไรกับเขา เสื้อผ้าสวยๆ ก็ไม่เคยมีใส่”
       “อ๋อ แกคิดแบบนั้นเหรอ อยากมีชีวิตที่ร่ำรวยสุขสบายก็เชิญ ไสหัวไปอยู่กับพวกนั้นเลยไป”
       “ฉันก็ไม่อยากอยู่แล้วเหมือนกัน”
       สุนทรียิ่งโกรธ
       “ออกไปเลย ไปอยู่กับพ่อแม่ของแกไป” สุนทรีอารมณ์โกรธเตลิด “พ่อแม่ที่แท้จริงของแกไง”
       แพนสะดุดกับคำพูดของแม่ จ้องมองอย่างสงสัย
       “พ่อแม่ที่แท้จริง”
       สุนทรีหยุดปากเมื่อแพนทวนคำ เธอรู้ว่าพูดมากเกินไปแล้ว แพนเห็นอาการของแม่ก็รู้ว่าไม่ใช่แค่
       เรื่องพลั้งปาก
       “แม่พูดจริงเหรอ”
       สุนทรีนิ่งไม่ตอบอะไร
       “เรื่องจริงเหรอ”
       “แกอยากไปให้พ้นๆ จากที่นี่ อยากมีพ่อแม่เป็นเศรษฐี สมใจแกแล้วนี่”
       แพนยังสับสนกับเรื่องที่สุนทรีบอกเธอ แต่แพนมองตาก็รู้ว่า แม่พูดเรื่องจริง
      
       ​พงศกรอุ้มตุ๊กตาหมีแบบเดียวที่ซื้อให้แพนออกมาจากร้านเดียวกัน พจนินท์ยืนรอที่รถที่จอดหน้าร้าน พงศกรแปลกใจที่เธอมายืนรอเขา
       “แม่ มาทำอะไรตรงนี้”
       “ฉันนั่งรถผ่านมาเห็นคุณพอดี ก็เลยยืนรอที่นี่”
      
       พงศกรขับรถกลับบ้านโดยมีพจนินท์นั่งข้างๆ ทั้งสองเงียบไม่พูดอะไรอยู่พักใหญ่ สักครู่พงศกรก็เอ่ยขึ้นก่อน
       “แม่ไปไหนมา”
       “แล้วคุณล่ะ” พจนินท์ย้อนถาม
       พงศกรไม่ตอบ พจนินท์คิดบางอย่างได้
       “เราไปเที่ยวกันไหม พาลูกๆ ไปด้วย”
       “วันนี้เลยเหรอ เย็นแล้วนะ”
       “ไปเถอะ ฉันอยากไป”
      
       บริเวณสวนริมเขื่อนแก่งกระจาน...พาทินและพิชชายืนริมเขื่อน พงศกรและพจนินท์ เตรียมอาหารที่สนามหญ้าใกล้ๆ พงศกรสอนทั้งคู่ให้ตกปลา พจนินท์มองดูทุกคนมีความสุขอยู่ตรงหน้า พงศกรเดินมาหาพจนินท์ เธอส่งเครื่องดื่มให้เขา
       “ฉันดีใจที่เรามาเที่ยวกัน ทุกคนมีความสุข แค่นี้ฉันก็พอใจแล้ว ไม่เอาอะไรอีกแล้ว”
       พงศกรรู้ว่าพจนินท์พูดขึ้นมามีความหมายแฝง
       “เมื่อเช้าท่านอธิการกระทรวงโทรมา ฉันเลยบอกไปว่าคุณตกลงจะรับงานแลกเปลี่ยนอาจารย์นั่นแล้ว”
       พงศกรรู้สึกอึดอัดใจ
       “คือ เมื่อตอนบ่ายผมไปที่...”
       พจนินท์ตัดบท
       “คุณคะ เราอยู่กันแบบนี้ก็มีความสุขพออยู่แล้วไม่ใช่เหรอ...ทำเพื่อฉันได้ไหม ฉันไม่ขออะไรอีกแล้ว ฉันจะเป็นแม่เป็นเมียให้ดีกว่านี้อีก คุณเองก็ทำใจด้วยได้ไหม”
       พงศกรลำบากและสับสนในใจ แต่ก็เข้าใจความรู้สึกของพจนินท์ เขาดึงเธอเข้ามากอดปลอบใจ ทั้ง
       คู่หันไปมองพิชชาและพาทินที่สนุกอยู่ริมเขื่อน ทั้งคู่ลืมสิ่งที่ต้องกังวลเมื่อครู่ไป
      
       ค่ำนั้น ทุกคนดูมีความสุข พิชชานั่งอยู่เบาะด้านหลังกับพาทิน เธอเห่อเล่นตุ๊กตาหมีที่พ่อซื้อมาให้ใหม่ พจนินท์หันไปหาพิชชา
       “สนุกไหม”
       “ก็ดีค่ะ” พิชชาหันไปหาพาทิน “แล้วพี่ล่ะ”
       พาทินยิ้ม
       “มากับเธอยังไงก็สนุกอยู่แล้วล่ะ”
       “ใช่สิ มีคนคอยให้แกล้งนี่”
       พจนินท์หัวเราะเบาๆ
       “งั้นไว้พวกเราหาโอกาสมาบ่อยๆ ดีกว่า”
       พงศกรเลี้ยวรถเข้าบ้าน แสงไฟจากหน้ารถ ทำให้ทุกคนเห็น แพนนั่งร้องไห้กอดตุ๊กตาหมีอยู่มุมหนึ่งในสวนหน้าบ้าน
      
       สุนทรีปิดหน้าร้าน เธอเดินเข้าบ้าน ล้างมือที่ตุ่มหน้าบ้าน มองเข้าไปข้างในที่เงียบ เธอเดินมานั่ง
       ที่หน้าห้อง
       “ฉันโมโหไปหน่อย มันน่าโมโหไหมล่ะ แกเอาฉันไปเปรียบกับคนอื่น จริงอยู่ที่ฉันไม่ได้เป็นเหมือนแม่คนอื่นๆ เขา ความรู้น้อย ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อโน่นซื้อนี่ให้แกเอาไปอวดใครๆ เขาได้ แต่ฉันก็เลี้ยงแกมาอย่างสุดความสามารถของฉันแล้ว เรามันมีบุญวาสนาอยู่แค่นี้”
       สุนทรีหยุดปาก เมื่อไม่เห็นแพนตอบโต้เหมือนปกติ เธอเปิดม่านกั้นออก แพนไม่อยู่ ตอนแรกสุนทรี
       สงสัยว่าไปไหน แล้วก็ฉุกคิดได้ เธอเปิดตู้เสื้อผ้าพลาสติกออกดู เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวของลูกสาวหายไปหมดแล้ว เธอเข้าใจทันทีว่าแพนหนีไปแล้ว สุนทรีนิ่งคิดน้ำตาไหล
      
       ทุกคนลงมาจากรถเดินเข้าไปหาแพน พิชชาสงสัยว่าแพนมาทำอะไรที่นี่
       “แพน มีอะไรเหรอ”
       แพนมองพงศกรและพจนินท์
       “ฉันถูกแม่ไล่ออกจากบ้าน ฉันไม่มีที่จะไปแล้ว”
       “แล้วทำไมเธอถึงมาที่นี่ล่ะ”
       พิชชามองตุ๊กตาที่อยู่ในมือของแพน และของตัวเอง
       “เราทะเลาะกันเพราะคุณให้หมีตัวนี้มา”
       พงศกรรู้สึกผิดและลำบากใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
       “เดี๋ยวฉันไปคุยกับแม่ของเธอให้”
       “หนูรู้เรื่องหมดแล้ว แม่เล่าทุกอย่างให้ฟังแล้ว”
       พงศกร พจนินท์และพาทินรู้สึกตกใจกับคำพูดของแพน พิชชาคนเดียวที่รู้สึกงง
       “แม่คะ แพนเขาพูดเรื่องอะไรคะ”
       พจนินท์ลำบากใจที่จะเล่าให้ฟัง แพนมองพงศกรกับพจนินท์
       “ จริงหรือเปล่าคะ ที่หนูเป็นลุกของคุณ”
       พงศกรและพจนินท์ได้แต่มองหน้าพิชชาที่สับสน งงงัน เธอหันไปมองหน้าแม่ที พาทินทีหาคำตอบ
       “แพน”
       แพนโพล่งออกมา
       “เราถูกสับตัวกัน”
       พาทินอึ้ง
       “แพน”
       “ฉันเป็นลูกของบ้านนี้ ไม่ใช่เธอซะหน่อย”
       พิชชาตะลึง เธออึ้งไปกับคำตอบของแพน พงศกรและพจนินท์เองเช่นกัน ทั้งคู่ได้แต่ยืนนิ่ง พิชชาเสียใจตุ๊กตาหมีที่อยู่ในมือหล่นลงพื้น เธอเดินหนีไป แพนเองก็เสียใจทรุดตัวลงนั่งกับพื้น พาทินเดินตามพิชชาไป
       “พิชชา”
       พาทินวิ่งตามพิชชาที่ออกจากบ้านไป พงศกรที่อยู่ในบ้านคิดหาทางกับเรื่องที่เกิดขึ้น พจนินท์ เดินคิดไม่ตกอยู่ที่สนามหน้าบ้าน
      
       แพนนั่งกอดตุ๊กตาน้ำตาไหลในห้องของพิชชา เธอกวาดตามองสภาพแวดล้อมใหม่ ความเสียใจ
       ลดลงไป แพนหยิบของโน่นนี่มาดูอย่างสนใจ
      
       พาทินวิ่งตามหาตะโกนเรียกชื่อพิชชาไปทั่ว เขาวิ่งจนไปถึงโกดังเก่าที่ทั้งคู่เคยมาหลบฝนกัน พิชชานั่งร้องไห้อยู่ลำพัง พาทินโล่งใจที่อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ไปไหนไกล เขาเดินเข้าไปหานั่งลงข้างๆ
       “ออกมาซะไกลเลย”
       “พี่...เค้าไม่ใช่ลูกของพ่อกับแม่เหรอ”
       “ใช่สิ”
       “แล้วเราไม่ใช่พี่น้องกันเหรอ”
       พิชชาน้ำตาไหลพราก
       “เธอเป็นน้องของพี่เสมอ”
       “แต่แพนบอกว่าเขาไม่ใช่”
       พาทินอึ้งไป
       “พิชชา”
       พิชชาสะอื้น
       “เค้าวาดรูปไม่เป็น หน้าตาเราก็ไม่เหมือนกัน หัวทึบ เรียนก็ไม่เก่ง ไม่เหมือนพ่อแม่ ไม่เหมือนพี่ มันเห็นชัดอยู่แล้ว”
       พาทินน้ำตาไหลสงสาร
       “พิชชา หยุดพูดแบบนั้นได้แล้ว เธอเป็นน้องพี่ เป็นน้องจริงๆ นะ...เรากลับบ้านกันเถอะ”
       พิชชายังคงร้องไห้
       “เรากลับบ้านกันเถอะ หยุดร้องไห้ได้แล้ว” เขาเช็ดน้ำตาตนเองที่ไหลออกมา“น้องสาวของพี่ไม่ใช่คนขี้แง ไม่เคยต้องทำให้พี่ต้องเป็นห่วง ตอนเธอเข้าโรงพยาบาลก็ไม่ร้องไห้ไม่ใช่เหรอ เค้ารู้ว่าพี่เป็นห่วง เค้าเลยไม่เคยร้องไห้สักเอะเลย”
       “แล้วตัวเองร้องไห้ทำไมล่ะ”
       ทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ พาทินเดินเข้าไปหายื่นมือให้ พิชชายังคงนั่งนิ่ง
       “งั้นพี่ให้เธอขี่หลัง จะแบกเธอกลับบ้านเอง”
       พิชชาได้ยินคำพูดของเขา เธอเช็ดน้ำตาลุกขึ้น พาทินย่อตัวลงให้เธอขี่ เขาแบกเธอเดินไปตามเส้นทางกลับบ้าน
      
       ดึกคืนนั้น พิชชานอนหลับด้วยความอ่อนเพลียอยู่บนเตียง ส่วนพาทินปูผ้านอนหลับอยู่บนพื้นห้อง พจนินท์นั่งอยู่บนเตียงข้างๆ พิชชา น้ำตาคลอเธอมองดูลูกด้วยความสงสาร พจนินท์ลูบผมของพิช
       ชาด้วยความทนุถนอม เธอเช็ดน้ำตาลุกขึ้นเดินออกจากห้อง
       พจนินท์ เดินออกจากห้องผ่านห้องนอนของพิชชา เธอมองดูลังเลใจ ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูห้องพิชชา เธอเห็นแพนนอนหลับอยู่บนเตียงของพิชชา เธอสะเทือนใจรีบเดินออกมา
      
       พงศกรนั่งคิดไม่ตกอยู่ที่ห้องรับแขก พจนินท์เดินลงมาจากห้อง
       “ลูกเป็นไงบ้าง”
       “พรุ่งนี้ฉันจะส่ง แพนกลับบ้าน”
       พงศกรชะงัก
       “แม่”
       “เอาแกกลับไปดีกว่า”
       พงศกรถอนใจ
       “แกหนีมาพึ่งเรานะ อย่าใจดำสิ”
       “ช่างปะไร จะว่าฉันใจดำก็ได้”
       พงศกรเหนื่อยใจกับความรั้นของพจนินท์
       “พิชชาเป็นลูกเรา แพนก็เหมือนกันนะ แกเป็นลูกในสายเลือด คิดดูสิว่าแกต้องอยู่แบบไหนมาตลอดสิบสี่ปี ถ้าแกมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ผมก็จะเห็นด้วยกับความคิดของคุณ เราคงไม่ต้องเจ็บปวดใจแบบนี้ แต่ตอนนี้ชีวิตแบบนั้นแกจะไม่มีอนาคตที่ดีเลยนะ”
       “หยุดเลย คุณไม่ต้องพูดอะไรแล้ว”
       “ผมจะไม่ส่งแกกลับไปหรอกนะ” เขามองภรรยา “คุณทำได้ลงคอเหรอ แกไม่มีความหมายต่อคุณบ้างเลยหรือ”
       พจนินท์เจ็บปวดใจ
       “พอแล้ว ฉันไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้อีก”
       “แม่”
       พจนินท์หันไปมองพงศกร
       “แล้วพิชชาล่ะ คุณคิดถึงความรูสึกของลูกบ้างไหม คุณจะทิ้งแก จะไล่แกไปเหรอ ถ้าฉันไม่ปกป้องแก ใครจะปกป้องล่ะ ถ้ายังสองจิตสองใจ เราจะเสียแกไปตลอดกาลนะ”
       พงศกรลำบากใจกับเหตุที่พจนินท์พูด ความรู้สึกต่างๆ ทำให้เขาตัดสินใจอะไรไม่ได้

      เช้าวันต่อมา...แพนหยิบเสื้อผ้าของพิชชาออกมาลอง พจนินท์เปิดเข้าห้องมาพอดี แพนหน้าเจื่อน พจนินท์สั่งเสียงแข็ง
      
       “อย่ายุ่งกับของๆ พิชชา” พจนีย์วางชุดชั้นในที่อยู่ในมือไว้ที่เตียง “นี่ชุดชั้นในของเธอ”
       พจนินท์เดินออกไป แพนได้แต่ซึมน้อยใจกับท่าทีของพจนินท์ที่มีต่อเธอ
      
       ในห้องอาหาร พจนินท์เตรียมมื้อเช้า ทุกคนทยอยมานั่งที่โต๊ะ แพนเดินมานั่ง
       “สวัสดีค่ะ”
       พจนินท์วางแก้วประจำตัวของแต่ละคนที่โต๊ะ แพนสังเกตว่าแก้วของเธอดูต่างไปจากทุกคนบรรยากาศบนโต๊ะอึมครึม พงศกรรู้สึกอึดอัดใจเขาลุกออกจากโต๊ะ แพนรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน
      
       พาทินขี่จักรยานพิชชาซ้อนท้าย ส่วนแพนขี่จักรยานที่เดิมเป็นของพิชชาไปตามเส้นทางไปโรงเรียน แพนและพาทินต่างฝ่าย ต่างขี่แข่งแย่งกันพลัดกันนำ สุดท้ายพาทินก็ปล่อยให้แพนแซงไปจนถึงโรงเรียน
      
       ​พาทินขี่จักรยานพาพิชชาเข้าประตูโรงเรียน ทั้งคู่เห็นแพนที่มาถึงก่อนรออยู่ที่ประตูแล้ว แพนยืนมองทั้งคู่อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเข็นรถเดินไป พิชชาและพาทินรู้สึกลำบากใจเรื่องสถานะของพิชชา
       “ทุกคนต้องรู้กันหมดแล้วแน่เลย พี่ต้องคิดแบบนี้แน่เลย”
       พาทินอึ้งๆ
       “พิชชา”
       “วันนี้เธอต้องแย่แน่เลย ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ฉันรู้นะว่าพี่ต้องคิดแบบนี้ แล้วทำไมวันนี้เธอไม่โดดเรียนซะนะ พี่ต้องคิดแบบนี้ต่อแน่เลย”
       “แต่ฉันจะไม่ยอมท้อถอยหรอก”
       พิชชามองหน้าเขา
       “ฉันเชื่อมั่นในตัวพิชชา พี่คิดแบบนี้ใช่ไหม”
       พาทินยิ้มที่พิชชาเดาใจเขาถูกหมด
       “อือ ใช่ พี่เชื่อในตัวเธอ”
       พิชชายิ้มให้
       “ฉันจะไม่ท้อหรอกพี่ ไม่ต้องห่วง”
       พาทินยิ้มรับ แต่ในใจเขาก็อดห่วงไม่ได้
      
       นักเรียนจับกลุ่มของใครของมันคุยสรรพเพเหระกัน แพนนั่งอยู่ที่โต๊ะ มีสุนิสาและทัศนีย์คุยกันอยู่ พิชชาเดินเข้าชั้นเรียน เพื่อนๆ หันมามองเธอเป็นตาเดียวกัน พิชชารู้สึกว่าทุกคนคงรู้เรื่องราวแล้ว เธอเดินไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง กิ่งเทียนฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะ สุนิสาหันมาถามแพน
       “นี่เธอย้ายเข้าไปอยู่บ้านเขาแล้วเหรอ”
       “อือ ก็ฉันเป็นลูกบ้านนั้นนี่”
       “แล้วเขาต้องย้ายกลับไปอยู่บ้านแม่ของเธอหรือเปล่า”
       พิชชาหันไปมองสุนิสา แพนทำไม่สนใจ
       “ก็แหงล่ะ”
       กิ่งเทียนเงยหน้าขึ้น หันไปมองพิชชา ใบหน้ายังเปื้อนน้ำตาอยู่คว้าตัวพิชชาเข้ามากอด
       “แล้วเธอจะทำยังไงล่ะ ฉันสงสารเธอจัง”
       พิชชาลูบหลังปลอบกิ่งเทียน
       “ไม่ต้องร้องไห้น่า ฉันไม่เป็นไรหรอก”
       แพนมองพิชชาด้วยความรู้สึกที่ปนเปกัน เธอหันไปมองทางอื่นไม่อยากให้เกิดความรู้สึกสาร
       พิชชา
      
       ​สุนทรีที่นั่งหมดอาลัย ตายอยาก อยู่ที่ร้าน พจนินท์เดินเข้ามาในร้าน
       “จะรับอะไร”
       สุนทรีหยุดเมื่อเห็นว่า พจนินท์นั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง
       “น้ำเปล่าขวดนึง”
       สุนทรีวางขวดน้ำและแก้วเปล่าลงบนโต๊ะ เธอนั่งลงตรงข้าม พจนินท์มองแก้วที่ดูเหมือนมีคราบจางๆ อยู่บนแก้ว เธอค่อยๆ รินน้ำจากขวดแล้วยกขึ้นดื่ม สุนทรีมองท่าทีของพจนินท์
       “มีคนบอกว่า แกไปอยู่ที่บ้านคุณใช่ไหม” สุนทรีถอนใจ นิ่งคิด “แล้วเราจะทำยังไงดี เรื่องแบบนี้ ถ้าเป็นคนอื่นๆ เขาจะทำยังไง”
       พจนินท์ตอบสุนทรีไม่ได้ เธอนั่งนิ่ง สุนทรีถามต่อ
       “แลกลูกกลับคืนไปเหรอ คุณว่าเราควรจะแลกลูกกลับคืนหรือเปล่า”
       พจนินท์รู้สึกลำบากใจ
       “คุณเอาแพนกลับคืนไป”
       สุนทรีมองพจนินท์ คิดไม่ถึงว่าพจนินท์เลือกทางออกแบบนี้
       “ฉันมาที่นี่เพื่อขอให้คุณรับแกกลับมาอยู่ที่นี่เหมือนเดิม พิชชาเป็นเด็กที่บอบบาง ฉันอยู่กับแกมาตลอด เราไม่เคยห่างกันเลย ฉันขอให้พิชชาอยู่กับฉันเหมือนเดิมเถอะนะ”
       “คุณไม่รู้สึกสงสารแพนมันบ้างเหรอ ที่ต้องมาอยู่กับฉันในสภาพแบบนี้”
       คำพูดของสุนทรีทำให้พจนินท์รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เธอน้ำตาคลอ
       “รับแกกลับไปและช่วยดูแลแกด้วยนะคะ”
       “ฉันเลี้ยงแพนมาไม่ได้ดีนัก” สุนทรีถอนใจ “พ่อแกติดพนัน เล่นจนหมดตัว ฉันต้องปากกัดตีนถีบเอาชีวิตให้รอด ไม่มีปัญญาเลี้ยงให้แกได้ดี คนอย่างฉันไม่ใช่แม่ที่ดีนัก”
       พจนินท์ยิ่งสะท้อนใจกับสิ่งที่สุนทรีพูด พจนินท์น้ำตาไหล
       “ดูแลแกด้วยนะคะ”
       “ถึงฉันจะไม่ใช่แม่ที่ดี แต่แพนมันก็เป็นลูกสาวของฉัน ฉันก็ปล่อยแกไปไม่ได้เหมือนกัน ฉันก็อยากขอร้องคุณแบบเดียวกันนั่นแหละ ช่วยดูแลพิชชาด้วย”
       พจนินท์และสุนทรีต่างก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน
      
       สุนทรีเดินไปส่งพจนินท์ที่ทางเข้าหมู่บ้าน
       “พิชชาเป็นเด็กแบบไหน กินเก่งไหม”
       “ค่ะ แกกินเก่ง แล้วแพนพูดได้ตอนกี่ขวบ ตั้งไข่ได้ตอนไหน”
       สุนทรีนิ่งคิด พจนินท์รู้สึกตัว
       “ขอโทษนะคะ แกเป็นเด็กดีไหม”
       พจนินท์ยิ่งถาม ยิ่งทำให้ทั้งเธอและสุนทรียิ่งเจ็บปวด ทั้งคู่ต่างฝ่ายน้ำตาอาบแก้ม
      
       บ่ายนั้น พจนินท์เข้ามาในห้องของพิชชา เธอเก็บสมุดบนโต๊ะเห็นชื่อของแพนบนปกสมุด เก็บเสื้อผ้าที่อยู่บนเตียง เห็นรอยปะรอยเย็บซ่อมที่เคยทำให้พิชชา ความรู้สึกที่โถมมาทำให้พจนินท์ ปวดใจ
      
       สุนทรีเศร้าใจ นั่งกินเหล้าเสียใจเงียบๆ เธอนึกถึงบทกลอนที่แพนเขียนในงานประจำโรงเรียน ยิ่ง
       เศร้ากับเนื้อหา
      
       พิชชาและกิ่งเทียนเดินออกจากโรงเรียนกลับบ้าน แพนยืนรออยู่ที่หน้าประตู ร้องเรียกพิชชา
       “พิชชา”
       พิชชาและกิ่งเทียนหันไปมองตามเสียงเรียก กิ่งเทียนหันไปถาม
       “มีอะไรเหรอ”
       แพนเดินเข้าไปหาทั้งคู่
       “เธอจะไปไหน”
       พิชชาไม่มั่นใจที่จะตอบ
       “กลับบ้าน”
       แพนยิ้มเยาะ
       “บ้านเธอไม่ได้ไปทางนั้นนะ”
       พิชชาไม่เถียง กิ่งเทียนไม่ชอบใจท่าทีของแพน
       “เธอพูดอะไรน่ะ”
       “ฉันจะเรียกเธอว่า พิชชา แช่มช้อย หรือจะเป็นพิชชา วชิรวิทย์ ล่ะ กลัวเหรอที่จะต้องกลายเป็นลูกแม่ค้าขายข้าวแกง”
       พิชชาโกรธที่แพนแสดงท่าทีนั้นออกมา
       “นิสัยไม่ดี เขายังเป็นแม่ของเธออยู่นะ พูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง อย่างน้อยเขาก็เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เล็กๆ ไม่ใช่เหรอ”
       แพนรู้สึกละอายที่พิชชาพูดออกมากระทบใจ พิชชาต่อว่า
       “คนอะไรนิสัยไม่ดี”
       แพนไม่โต้ตอบอะไร เธอเดินเข้าไปคว้ามือของพิชชาดึงเธอให้เดินไปด้วยกัน พิชชาตกใจ
       “อะไรกัน”
       “คนอย่างเธอจะไปรู้เรื่องอะไรของเราแม่ลูก มาดูด้วยตาของตัวเองดีกว่า”
       กิ่งเทียนเข้ามาดึงมือของแพนออก
       “หยุดนะ”
       แพนสะบัดมือกิ่งเทียนหลุดไป
       “เธออย่ามาเจ๋อหน่อยเลย”
       แพนดึงมือพิชชาลากเดินไป
       “ไปด้วยกัน”
       “พิชชา”
       กิ่งเทียนไม่รู้จะทำอย่างไรดี เธอนึกขึ้นได้วิ่งกลับเข้าไปในโรงเรียน
      
       สุนทรีกำลังเก็บโต๊ะ เพื่อนบ้านเดินเข้ามาคุยเรื่องแพน
       “นี่จริงหรือเปล่าที่ว่าแพนเป็นลูกคนรวย”
       สุนทรีหยุดมือ
       “ได้ยินมาจากไหน”
       “เขารู้กันไปทั่วแล้วล่ะ ลูกฉันเอามาเล่าให้ฟัง นี่แล้วบ้านนั้นเขาจ่ายค่าเลี่ยงดูให้เท่าไหร่ เรียกให้เต็มที่ไปเลยนะ อุตสาห์เลี้ยงมาตั้งสิบกว่าปี เอาให้คุ้มเลยนะ”
       สุนทรีอดทนฟังอยู่พักใหญ่ เริ่มทนไม่ไหว เธอคว้าแก้วน้ำที่กินเหลือบนโต๊ะสาดเพื่อนบ้านนั้น
       “ออกไปให้พ้นเลย”
       เพื่อนบ้านตกใจ
       “ตายแล้ว เอาน้ำมาสาดฉันทำไม จะบ้าหรือไง”
       สุนทรีผลักเพื่อนบ้านออกจากร้าน
       “ทำไมแกไม่เอาลูกขอแกไปขายเองล่ะ”
       เพื่อนบ้านชี้หน้า
       “ระวังปากแกหน่อย นี่ฉันไปทำอะไรให้”
       “พูดอีกทีสิ”
       สุนทรีขยับเข้าไปหา เพื่อนบ้านเห็นท่าทีเอาจริงของสุนทรี ก็รีบจ้ำอ้าวหนีออกมาพ้นรัศมี สุนทรีมองตามเพื่อนบ้านด้วยความโมโห หันกลับมาเห็นแพนและพิชชายืนมองเธออยู่ สุนทรีทำตัวไม่ถูก สุนทรีเห็นแพน เธอดีใจขยับเข้าหา
       “แพน”
       แพนถอยห่าง ดันพิชชาให้เดินไปหาสุนทรี
       “ฉันไม่ใช่ลูกของแม่แล้ว”
       สุนทรีเสียใจที่แพนพูดแบบนั้น แต่ก็โมโห
       “นี่แกวอนซะแล้ว”
       สุนทรีเดินเข้าไปหา แพนชี้ที่พิชชา
       “ยายนี่ต่างหากที่เป็นลูกสาวของแม่”
       แพนรู้แกวรีบวิ่งออกไป กิ่งเทียนพาพาทินเข้ามาพอดี พาทินดึงแพนไว้ เธอสะบัด พาทินผลักเธอ พิชชาตกใจ
       “พี่”
       แพนล้มลงหัวเข่ากระแทกพื้นแตก เลือดออก เธอเห็นเลือดร้องไห้ออกมา
       “พี่ทิน”
       แพนเสียใจวิ่งออกไป สุนทรีมองด้วยความเป็นห่วง เธอหันไปมองพิชชาที่ยืนอยู่ข้างๆ พิชชาเองก็ทำตัวไม่ถูก เธอยืนเก้ๆ กังๆ พาทินมองดูบรรยากาศนั้น เขาเดินเข้าไปหาพิชชา ดึงมือเธอเดินออกมา
       “กลับบ้านกันเถอะ”
      
       พิชชาสองจิตสองใจ ตัดสินใจไม่ถูก พาทินไม่รอให้เธอตัดสินใจ เขาดึงเธอเดินจากมา พิชชามองสุนทรีอย่างพะวง สุนทรีเองก็มองพิชชาเดินจากไปด้วยใจที่เจ็บปวด
ตอนที่ 3
      
       เย็นนั้น พิชชา พาทิน และกิ่งเทียน นั่งในศาลาข้างทาง พิชชานั่งร้องไห้ พาทินซึมไม่รู้จะปลอบใจน้องอย่างไรดี เขาได้แต่มอง
      
       พงศกรกลับจากวิทยาลัย เขาจอดรถ เดินเข้าบ้าน แพนเดินเข้าบ้านมา พงศกรเห็นที่หัวเข่าของเธอมีผ้าพันแผลก็มองอย่างสงสัย
       “แพน หนูเป็นอะไรน่ะ”
       แพนไม่ตอบ เธอได้แต่สะอื้น พงศกรพาเธอเดินเข้าบ้าน พจนินท์ เห็นหัวเข่าแพน
       “แพน หนูไปโดนอะไรมา”
       แพน ร้องไห้
       “พี่ทินผลักหนู”
       พจนินท์ถามอย่างสงสัย
       “พี่เขาผลักหนูทำไม”
       “เพราะพิชชา” แพนสะอื้น “เพราะพิชชา ทำให้พี่ทินเขาผลักหนูจนล้ม”
       พจนินท์ได้ยินว่าเพราะพิชชา เธอเปลี่ยนท่าที
       “หยุดร้องเป็นเด็กๆ ได้แล้ว ขึ้นไปอาบน้ำแล้วลงมากินข้าว”
       ขาดคำพจนินท์ก็หันเดินไปที่ครัว แพนรู้สึกว่าเมื่อรู้ว่าเป็นพิชชา พจนินท์ไม่สน หรือใส่ใจเธอ
       “หนูไปจากที่นี่ก็ได้”
       พจนินท์หยุดฝีเท้า
       “แม่เกลียดหนูเหรอคะ” แพนน้ำตาไหล “หนูไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของแม่เหรอ หนูลำบากอยู่ที่บ้านนั้นมาหลายปี ไม่เคยมีอะไรสักอย่าง มีพี่ชายก็นิสัยไม่ดี หนูอยากมีคนที่ห่วง รักใยดีหนูบ้าง” แพนสะอื้น “หนูเป็นคนใช้ไม่ได้ ถึงขนาดที่พ่อ แม่แท้ๆ ก็ยังรักหนูไม่ได้เชียวเหรอ”
       พจนินท์น้ำตาไหล เมื่อนึกถึงความจริงที่แพนพูดออกจากปาก
       “แม่คะ”
       พจนินท์หันกลับเดินเข้าไปกอดแพน ทั้งคู่ร้องไห้
       “แพน...แม่ขอโทษนะลูก แม่ผิดเอง ไม่ต้องร้องนะ”
       พงศกรมองสองแม่ลูกด้วยความรู้สึกที่ว่า โชคชะตาที่เล่นตลกกับครอบครัวของตัวเอง เขาเดินไป
       ตั้งสติข้างนอก
      
       พาทินเดินจูงมือพิชชาเดินเข้าบ้าน ทั้งคู่เห็นพ่อที่มองมาอย่างไม่พอใจ
       “สวัสดีครับพ่อ”
       “สวัสดีค่ะ”
       “พาทิน” พงศกรมองพิชชา “มาคุยกันหน่อย”
       “ไว้ทีหลังได้ไหมครับ”
       พงศกรโมโห
       “อะไรนะ...ทำไมถึงผลักน้องจนหัวเข่าแตก”
       “พิชชาเท่านั้นที่เป็นน้องของผม ผมไม่เคยทำให้พิชชาเจ็บตัวสักครั้ง”
       พงศกรถอนใจ เขารู้ว่าพาทินยังทำใจยอมรับไม่ได้
       “ลูกก็ควรทำดีกับแพน เหมือนพิชชาด้วยสิ แพนเขาเป็นน้องแท้ๆนะ”
       “เขาไม่ใช่น้องผม น้องสาวผมอยู่นี่แล้ว ผมไม่รู้ว่าพ่อแม่คิดอะไร แต่แพนไม่มีความหมายกับผม เขาไม่ใช่น้องของผม พ่อส่งเขากลับไปอยู่ที่บ้านของเขาเถอะ”
       พงศกรโกรธที่พาทินพูดแบบนั้นออกมา เขาระงับอารมณ์ไม่อยู่ตบหน้าพาทิน พิชชาตกใจ นึกไม่ถึง
       “พ่อคะ”
       พงศกรรู้สึกตัวว่าทำเกินไปหน่อย พาทินดันพิชชาให้เดินเข้าไปในบ้าน พิชชายืนลังเล รู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด พาทินสั่งเสียงเข้ม
       “เธอเข้าบ้านไปก่อน”
      
       พิชชาเดินเข้ามาในบ้านรู้สึกเสียใจ เธอได้ยินเสียงของพาทินที่ต่อว่าพ่อ
       “แล้วพิชชาล่ะครับ พ่อสนว่าน้องจะรู้สึกยังไงเหรอครับ”
       พิชชาได้ยินก็ยิ่งเสียใจ เธอนิ่งคิด ตั้งสติเดินไปที่ห้องนอนของตัวเอง
      
       พิชชาแง้มประตูห้องที่เปิดค้างไว้เห็นแพนนอนหลับอยู่บนเตียง พจนินท์นั่งอยู่ข้างๆ พิชชามองภาพนั้นด้วยหัวใจที่สลาย น้ำตาไหล
      
       ดึกคืนนั้น พิชชานั่งที่โต๊ะกินข้าว มองดูแก้วประจำตัวของครอบครัว เธอมองแก้วแต่ละใบที่เป็นตัวแทนของแต่ละคนในครอบครัว นึกถึงคำพูดที่ทุกคนพูดถึงเธอ ยิ่งคิดยิ่งทำให้เธอเศร้า พิชชาครุ่นคิดในใจ
       ‘ขอบคุณ พ่อกับแม่ แล้วก็พี่พาทิน ที่ช่วยเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี หนูจะระลึกทุกคนไปตลอด’
       พิชชาหยิบแก้วแต่ละใบที่เป็นตัวแทนของแต่จะคน ขึ้นมาจูบลาทั้งน้ำตา เธอค่อยๆ ขยับแก้วของตัวเองห่างออกจากใบอื่นไป
      
       ​พาทินที่นอนอยู่บนพื้นในห้องนอน ตื่นขึ้นมาเขามองไปที่เตียงด้วยความเป็นห่วง แต่ไม่เห็นพิชชาอยู่บนเตียง เขาเดินลงไปที่ชั้นล่าง พาทินเปิดไปที่ห้องครัว เขาเห็นแก้วประจำตัววางไว้ที่โต๊ะ แต่ของพิชชาหายไป เขาเดาเรื่องออก รีบวิ่งออกจากบ้านไปทันที
       พาทินวิ่งไปตามถนน ร้องเรียกพิชชาไปตลอดทาง
       “พิชชา....พิชชา....”
      
       สุนทรีกำลังจัดของเตรียมเปิดร้าน สายตาสะดุดกับร่างเล็กๆ ที่ยืนอยู่ที่ปากทางเข้าชุมชน พิชชา ในมือข้างหนึ่งมีกระเป๋าใบย่อมๆใส่ข้าวของส่วนตัว มืออีกข้างเป็นกระเป๋านักเรียน ยืนนิ่งมอง สุนทรีเพ่งมองเห็นว่าเด็กคนนั้นคือพิชชา...พิชชายิ้มให้ ทั้งคู่ยืนส่งความรู้สึกให้กันผ่านบรรยากาศในยามเช้า
      
       พิชชายกจานข้าวมาวางไว้ที่โต๊ะในร้าน นั่งรอสุนทรีที่ทำกับข้าวที่ครัว พงษ์ออกจากห้องมานั่งที่โต๊ะ พิชชามองเขาค้อมหัวให้ พงษ์มองพิชชาจำได้
       “อ๋อ เธอเอง ชื่ออะไร”
       “พิชชา”
       “พิชชา ไม่มีชื่อเล่นหรอ”
       พิชชาส่ายหน้า
       “ไอ้แพนมันโชคดีเป็นบ้าเลย”
       สุนทรียกจานกับข้าวที่เพิ่งทำออกมา
       “หุบปากได้หรือยัง”
       “ทำไม ไอ้คนที่ถูกสลับ ไม่เป็นฉันนะ”
       สุนทรีวางจานโครมลงบนโต๊ะ พิชชาสะดุ้ง พงษ์หัวเราะที่แหย่แม่ได้
       “ถ้าเป็นฉันจริงๆ แม่คงแฮปปี้กว่าใช่ไหมล่ะ”
       สุนทรีโมโห
       “ไอ้พงษ์”
       พงษ์ยกมือทำท่ายอม
       “โอเคๆ” พงษ์หันไปมองพิชชา “ทำแบบนี้ เดี๋ยวไอ้คนมาใหม่มันจะหนีไปอีกคน ฉันไม่รู้นะ”
       พงษ์ตักกับข้าวลงในจานกินโดยไม่รั้งรอ สุนทรีรู้สึกตัว กลับมาคุมอารมณ์ตัวเอง เธอมองพิชชาที่นิ่งคิดตั้งแต่พงษ์พูดเรื่องสลับตัว
       “กินข้าวสิ”
       พิชชามองอาหารมื้อเช้าบนโต๊ะด้วยความไม่คุ้นเคย อย่างที่เคย เธอมองการกินของพงษ์ที่ดูค่อนข้างมูมมาม ทำให้กินไม่ค่อยลง สุนทรีสังเกตเห็น พิชชาเห็นว่าสุนทรีมองอยู่ เธอค่อยๆ ฝืนกินมื้อเช้านั้น ไม่อยากให้สุนทรีลำบากใจ สุนทรีเห็นใจพิชชาที่เธอพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่ไม่คุ้นเคย
      
       ​พิชชากำลังเดินหิ้วถังน้ำ พงษ์วิ่งออกมาจากบ้านชนเธอล้มลง สุนทรีวิ่งไล่ตามมา
       “กลับมาเดี๋ยวนี้นะไอ้เวร”
       พงษ์ลุกขึ้นได้ก็วิ่งหนีต่อ สุนทรีวิ่งตามแต่ไม่ทัน ได้แต่ยืนด่าไล่หลังไป
       “เอาเงินฉันคืนมานะ อย่าได้กลับมาเสนอหน้าให้ฉันเห็นอีกนะ จะเพ่นกบาลให้แตกเชียว ไอ้ลูกไม่รักดี”
       สุนทรียืนหอบ พิชชาลุกขึ้น สุนทรีมองดูพิชชาเสื้อผ้าเปียกมือถือถังน้ำก็สงสัย
       “ทำอะไรอยู่น่ะ”
       “น้ำประปามันไม่ไหลค่ะ”
       สุนทรีถอนใจรู้สึกว่าพิชชาไม่เคยต้องทำงานมาก่อน เธอดึงถังน้ำจากมือของพิชชามาถือไว้
       “เอามาเดี๋ยวฉันทำเอง”
       “งั้นเดี๋ยวหนูถูบ้านให้ไหมคะ...มะ”
       เธอหยุดปาก ไม่คุ้นที่จะเรียก สุนทรีมองหน้าพิชชา
       “ไปๆ ถ้าจะให้ช่วย ฉันจะบอกเอง”
       สุนทรีหันเดินออกไป ก่อนที่จะฉุกคิดบางอย่าง หันมาบอกพิชชา
       “ถ้าลำบากใจที่เรียกแม่ ก็ไม่ต้องฝืนหรอก”
       สุนทรีเดินไปที่ท่าน้ำ พิชชารู้สึกผิดที่ทำให้สุนทรีน้อยใจ เพื่อนบ้านที่ติดกัน ร้องเรียก
       “สุน สุน มีโทรศัพท์”
       สุนทรีสงสัยว่าใครที่โทรมาหา
      
       พิชชานั่งเฝ้าร้าน อ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ชาวบ้านสองคนเดินเข้ามา นั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่งสั่งอาหาร
       “แม่ไม่อยู่เหรอ”
       พิชชาวางหนังสือพิมพ์ลง เดินเข้าไปหา
       “แม่ออกไปข้างนอกค่ะ”
       “ทำกับข้าวเป็นหรือเปล่า”
       “เป็นค่ะ”พิชชาบอกทันที
      
       พจนินท์นัดสุนทรีคุยกันที่ร้านอาหารริมเขื่อน สุนทรีฟังจุดประสงค์ของพจนินท์อย่างไม่เข้าใจ
       “คุณจะเอาแกกลับไป”
       “ฉันเสียใจจริงๆ แต่เราอยากได้พิชชากลับคืนมาค่ะ”
       สุนทรีโมโห
       “คุณกลับไปดีกว่า”
       “ฉันขอคุยกับพิชชาหน่อยได้ไหม”
       สุนทรีนิ่งมองพจนินท์
      
       “คุณเหมือนพวกคนหน้าเลือดเลย แกไม่ใช่สิ่งของนะ...เอาแพนมาคืนฉันก่อนสิ”
      
       พจนินท์ลำบากใจกับสิ่งที่สุนทรีขอเธอถอนใจอย่างหนักใจ
      
       “ฉันก็ให้แพนกลับคืนไปไม่ได้เหมือนกันค่ะ”
       สุนทรีสงสัย
       “ทำไมถึงคืนไม่ได้”
       พจนินท์ลำบากใจที่จะพูด
       “คือ...แกไม่อยากกลับมาอยู่กับคุณ”
       สุนทรีรู้สึกตกใจกับคำตอบที่ได้รับ เธอนิ่งเก็บความรู้สึก
       “มันบอกอย่างนั้นรึ”
       พจนินท์ไม่ตอบกลับ เธอเข้าใจว่าสุนทรีรู้สึกอย่างไร
       “เรา...กำลังจะย้ายไปอเมริกา เราทิ้งพิชชาเอาไว้ที่นี่ไม่ได้ค่ะ”
       สุนทรีนิ่งอยู่พักใหญ่
       “คุณจะพาแพนไปด้วยรึ”
       “ขอโทษจริงๆ ค่ะ แต่...จะเป็นไปได้ไหม ถ้าคุณจะปล่อยให้แกไปกับเรา ฉันจะเลี้ยงแกทั้งคู่เอง”
       สุนทรีคิดหนักที่ทั้งสองคนจะจากเธอไปไกล
       “เราจะไม่ยึดแกไว้ตลอดไปหรอกค่ะ เราอยากจะขอดูแลจนกว่าทั้งคู่จะเรียนจบมหาลัยได้ไหม นะคะ”
       สุนทรีรับฟังเหตุผลที่พจนินท์ให้ ถึงอนาคตของลูกทั้งคู่
       “ถ้ายังอยู่แบบนี้ พิชชาคงไม่ได้...” พจนินท์ถอนใจ “อย่าเห็นแก่ตัวเลยนะคะ”
       สุนทรีน้ำตาตกเมื่อพจนินท์พูดประโยคสุดท้าย เธอกัดฟันฝืนความช้ำใจ
       “เห็นแก่ตัวเหรอ”
       พจนินท์รู้สึกว่าพูดเกินไป
       “แต่เราเลี้ยงดูแกได้ดีกว่าคุณนะคะ”
       สุนทรีเช็ดน้ำตา
       “นี่คุณนาย ฉันเห็นแก่ตัว หาประโยชน์จากลูก จิกหัวใช้อยู่แต่ในร้าน ก็งานมันหนักหนาสาหัสในการดำรงชีวิตนี่ ฉันจะปล่อยแกไปได้ยังไง กับคนที่เลี้ยงมากับตีนเท่าฝาหอย มันยังไม่อยากกลับมาเลย มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ”
       สุนทรีลุกขึ้นจากโต๊ะ พจนินท์เรียกไว้
       “เดี๋ยวค่ะ”
       พจนินท์หยิบซองในกระเป๋าส่งให้ สุนทรีมองซองนั้นเข้าใจความหมาย
       “เท่าไหร่ละเนี่ย”
       “สำหรับการที่คุณกรุณาเลี้ยงดูแพนมาจนโต ส่วน...พิชชา ถ้าคุณยอมคืนแกให้เรา ฉันจะเพิ่มให้อีกนะคะ”
       สุนทรีนิ่งจ้องหน้าพจนินท์
       “เอามาทุกบาทที่คุณมีสิ”
       พจนินท์ชะงัก
       “คะ”
       “ให้ไม่ได้สิ คุณคิดว่าลูกตั้งสองคนมีค่าเพียงแค่นี้หรอกเหรอ ยอมจ่ายมาจนหมดตัวไม่ได้ ยังคิดจะต่อรองหรือไง”
       พจนินท์หนักใจ
       “ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ”
       สุนทรีหยิบซองที่วางอยู่บนโต๊ะขว้างใส่พจนินท์ สุนทรีน้ำตาไหล
       “เงินซื้อได้ทุกอย่างสินะ ฉันไม่รับเงินสกปรกแบบนี้หรอก คิดว่าฉันเป็นคนยังไง”
       พจนินท์นิ่งรู้สึกผิดที่ดูถูกความรู้สึกของสุนทรี ทั้งคู่ได้แต่มองกันไม่มีคำพูดอะไรออกมาจาก
       ความรู้สึกอีก
      
       พิชชากำลังทำกับข้าวหน้าเตา ได้ยินเสียงเรียกจากชาวบ้านที่เข้ามานั่งกินอยู่ เธอเดินไปหาทั้งคู่ที่
       โต๊ะ สองคนกำลังเริ่มเมาได้ที่
       “จานนี้ไม่เห็นมีเนื้อเลย”
       พิชชาไม่รู้ว่าจะบอกทั้งคู่ยังไงดี ชาวบ้านอีกคนมองพิชชากระลิ้มกระเลี่ย
       “ร้องเพลงไถ่โทษหน่อยสิ หน้าตาแบบนี้เสียงคงเพราะดี”
       สุนทรีเดินมาตามทางได้ยินเสียงคนที่ร้าน เธอเร่งฝีเท้าเดิน พิชชาที่ยืนงงทำอะไรไม่ถูกกับขี้เมาสองคน
       “ร้องเพราะๆ เดี๋ยวน้าให้ตังค์”
       สุนทรีที่ยืนฟังอยู่ทนไม่ไหว จ้ำเดินเข้าไปผลักขี้เมานั้น ดึงพิชชาออกมา
      
       พิชชาเดินตามสุนทรีที่พาเดินออกมาจากร้าน ไปยังร้านอาหารริมเขื่อน พจนินท์ยืนรอรถอยู่หน้าร้าน พิชชาเห็นพจนินท์ เธอดีใจวิ่งเข้าไปหา
       “แม่คะ”
       พจนินท์หันไปตามเสียงเรียก เห็นเป็นพิชชา เธอเองก็วิ่งไปหาพิชชาด้วยความคิดถึง
       “พิชชา ลูกแม่”
       ทั้งคู่น้ำตาไหล กอดกันด้วยความคิดถึง สุนทรีมองภาพทั้งคู่ ด้วยความรู้สึกสองอย่าง ดีใจและเสียใจไปพร้อมกัน เธอเดินเข้าไปหาทั้งคู่ พจนินท์เห็นสุนทรี เธอคลายกอดพิชชา
       “แกเรียกคุณว่าแม่ แกคงไม่พูดคำนั้นออกมา ถ้าแกไม่ตั้งใจ...แกไม่เคยเรียกฉันสักครั้งเลย”
       พิชชาและพจนินท์สะท้อนใจกับความรู้สึกจริงๆในใจของสุนทรี
       “ที่คุณพูดก็ถูกของคุณนะ ถ้าแกต้องมาจมปลักอยู่กับฉัน คงไม่มีอนาคตที่ดี ไม่มีโอกาสเรียนมหาลัย” สุนทรีนิ่งคิด “ฉันเข้าใจแล้วล่ะ ฉันคงใช้ชีวิตต่อไปได้ ฉันไม่เคยชอบเด็กๆ อยู่แล้วล่ะ แล้ว...ฉันก็ไม่ใช่แม่ที่ดีเท่าไหร่”
       สุนทรีตัดใจ
       “เอาแกกลับไปเถอะ”
       พิชชาและพจนินท์ตกใจกับสิ่งที่สุนทรีพูด พิชชาน้ำตาไหล สุนทรีมองหน้าลูกสาวในสายเลือด
       “กลับไปกับเขาซะ เขาจะย้ายไปอเมริกาแล้ว”
       พจนินท์ดีใจ
       “ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ”
       สุนทรีหันหลังเดินกลับไปที่ร้าน พิชชายืนมองสองจิตสองใจ มองสุนทรีเดินใจสลายกลับไป พจนินท์หันมาหาพิชชา
       “พิชชา กลับบ้านกันเถอะลูก”
       พิชชามองพจนินท์ ตัดสินใจ
       “หนูกลับไปไม่ได้ค่ะ”
       พจนินท์แปลกใจในสิ่งที่พิชชาบอก
       “หนูไม่ใช่ลูกของแม่อีกแล้ว แม่มีแพนกับพี่พาทินอยู่แล้ว”
       พจนินท์ชะงักอึ้ง
       “พิชชา”
       พิชชายิ้มทั้งน้ำตา
       “หนูไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูอยู่ได้ค่ะ”
       พิชชากลั้นน้ำตา ตัดใจหันหลังเดินตามสุนทรีไป พจนินท์ไม่ทันคิดว่าพิชชาจะตัดสินใจแบบนั้น
       “พิชชา”
       พิชชาเร่งฝีเท้าเดินจากไป สุนทรีก้มหน้าเดินซึมกลับมา พิชชาวิ่งไล่ตามมา
       “แม่คะ แม่”
       สุนทรีหยุดฝีเท้า พิชชาวิ่งมาทัน เธอกอดสุนทรีเอาไว้
       “แม่คะ หนูขอโทษค่ะ หนูจะอยู่กับแม่ค่ะ”
       สุนทรีปล่อยน้ำตาที่กลั้นไว้ เธอจับมือของพิชชาที่กอดเธอ ทั้งคู่ยืนร้องไห้อย่างไม่อายใคร พจนินท์ยืนมองทั้งคู่ เธอตัดใจเดินจากไป
      
       ช่วงพักเที่ยง แพนเปิดข้าวกล่องที่เตรียมมาจากบ้าน เพื่อนๆพากันรุมล้อม
       “ดูน่าอร่อยจังเลย” ทัศนีย์หันไปมองพิชชา “พิชชามากินด้วยกันสิ”
       แพนหันไปมองตาม กิ่งเทียนค้อน
       “ไม่ต้องมาชวนหรอก”
       พิชชาเปิดกล่องข้าวออก ข้างในเป็นหูหมูทอด สภาพดูไม่น่ากินเท่าไหร่ กิ่งเทียนมองดูแล้วไม่พูดอะไร พิชชายิ้มให้เพื่อน แพนชะโงกมองดูกล่องข้าวพิชชา
       “กิ่งเทียน เธอไม่รู้จักนั่นเหรอ หูหมูทอดไง”
       พิชชารู้ว่าแพนกำลังเยาะเย้ยเธอ ก็ถอนใจ เปลี่ยนทีท่าเป็นร่าเริง ยกมือไหว้กล่องข้าว
       “ขอบคุณค่ะแม่”
       พิชชาลงมือกินด้วยท่าทางอร่อย แพนมองพิชชาด้วยความสมเพช
      
       ​พิชชาเดินกลับบ้าน พาทินนั่งรอ เห็นเธอเดินผ่านเขาไป เขาสงสัยที่พิชชาไม่ทัก เขาลุกขึ้นเดินตามเธอไป พิชชารู้ว่าเขาเดินตามมา เธอเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเดินหนีเขา พาทินเร่งตาม พิชชาวิ่ง เขาวิ่งตาม
       “พิชชา ช้าหน่อยสิ พี่ตามไม่ทัน”
      
       พิชชาผ่อนฝีเท้า หันไปมองเขา พาทินยิ้มให้ พิชชาอดใจไม่ได้ยิ้มให้เขาเช่นกัน เธอรู้สึกตัวรอยยิ้มค่อยๆ จาง
      
       พิชชาและพาทินเดินคุยกันไปตามทางรถไฟ
      
       “ทางรถไฟนี่แล่นไปถึงชายทะเลเลยนะ”
       พิชชาตื่นเต้น
       “จริงเหรอ"
       “จริงสิ เธออยากไปทะเลไม่ใช่เหรอ”
       “อืม ไกลไหม”
       “เดินไปไม่ไหวหรอก อีกไม่กี่วันก็วันเกิดเธอแล้ว พี่พาไปเอาไหม”
       พิชชาไม่รับคำ เธอคิดเรื่องวันเกิดที่พาทินพูดออกมา
       “ฉันคิดถึงนาฬิกา”
       พาทินงงที่จู่ๆ พิชชาก็เปลี่ยนเรื่อง
       “นาฬิกาอะไร”
       “ก็ที่พี่เก็บเงินซื้อให้ฉันเมื่อปีก่อนไง”
       พาทินนึกออก
       “อ๋อ”
       “เป็นของอันแรกที่พี่ซื้อให้ ฉันลืมเอามันมาจากบ้านด้วย”
       พาทินคิดถึงนาฬิกานั่น
       “เหรอ”
       “เป็นของขวัญอันเดียวตั้งแต่เกิดมา”
       พิชชาและพาทินรู้สึกเศร้าเมื่อรู้สึกถึงเวลาที่ผูกพันกันมา
       พิชชาน้ำตาคลอ
       “พี่นี่แย่จริงๆ”
       พาทินไม่รู้จะพูดอะไรต่อ พิชชาเห็นพาทินเริ่มซึม เธอเปลี่ยนเรื่องคุย
       “พี่ ถ้าเกิดใหม่ได้ พี่อยากเกิดเป็นอะไร”
       พาทินไม่ตอบเขาถามเธอกลับ
       “แล้วเธอล่ะ”
       “ถ้าเกิดใหม่ได้จริงๆ ฉันอยากเกิดเป็นต้นไม้”
       พาทินสงสัย
       “เป็นต้นไม้เหรอ ทำไมล่ะ”
       “ต้นไม้น่ะ พอมันโต รากมันยึดลึกลงไปในดินแล้ว มันก็ไม่ต้องย้ายไปไหนอีก ไม่ต้องแยกจากใครไป”
       พาทินสะดุดใจกับคำตอบของพิชชา เขาพูดอะไรไม่ออก พิชชากลัวตัวเองจะกลั้นความรู้สึกเศร้าไม่อยู่ เธอรีบตัดบท
       “พี่ ฉันไปล่ะนะ”
       “พิชชา”
       “เราต้องตัดความผูกพันทิ้งนะพี่ เราไม่ใช่ครอบครัวกันแล้ว ฉันบอกแม่ไปแล้วว่าไม่ใช่ลูกของแม่อีกแล้ว”
       “เธอทำอย่างนั้นทำไม”
       พิชชาน้ำตาไหลกลั้นไม่อยู่
       “ฉันไม่อยากเศร้าอยู่คนเดียว เวลาที่ทุกคนไปอเมริกากันหมดแล้ว ฉันอยากลืมทุกๆ คน เพราะไม่อยากเศร้าคนเดียว” พิชชาสะอื้น “พี่เองก็ต้องทำใจด้วยเหมือนกันนะ ลืมฉันนะ”
       พิชชาวิ่งข้ามทางรถไป ก่อนที่พาทินจะพูดอะไร เขายืนมองเธอวิ่งห่างออกไป
      
       แพนนั่งซ้อมเปียโน โดยมีพงศกร ยืนอยู่ข้างๆ พจนนินท์เดินลงมาจากห้องนอน ท่าทางอ่อนเพลีย
       เธอนั่งลงที่เก้าอี้
       “แพน ขึ้นไปนอนได้แล้ว”
       พงศกรถามอย่างเป็นห่วง
       “เป็นยังไง คุณค่อยยังชั่วหรือยัง”
       พจนินท์ย้ำ
       “ไปนอนสิลูก”
       แพนมองแม่รู้สึกถึงอะไรบางอย่างจากท่าที และน้ำเสียง เธอลุกขึ้นเดินไปที่บันได พงศกรนั่งลง
       ข้างพจนินท์
       “ไปหาหมอไหม”
       “หมอช่วยไม่ได้หรอกเรื่องนี้”
       พงศกรรู้ว่าพจนินท์ความหมายว่าเป็นเรื่องของพิชชา
       “ฉันอยากเดินทางไปเร็ว จะได้พ้นจากความเจ็บปวดนี้เสียที”
       พงศกรถอนใจ
       “อีกไม่กี่วันเอง อดทนหน่อยนะ”
       พจนินท์น้ำตาคลอ
       “พิชชา ไม่ยอมไปกับเรา”
       พงศกรไม่รู้จะปลอบใจพจนินท์อย่างไรดี
       “ฉันเจ็บจริงๆ เหมือนใจจะขาด เหมือนกำลังจะตาย” พจนินท์น้ำตาไหล “คิดถึงพิชชา...คิดถึงมาก”
       แพนนิ่งแอบฟังอยู่ที่บันได เธอรู้สึกเสียใจ ค่อยๆเดินขึ้นบันไดไป
      
       เช้าตรู่ พิชชาเก็บกวาด เตรียมเปิดร้าน เธอหันไปเห็นดอกกุหลาบ ที่เพิ่งออกดอกที่รั้วบ้านตรงข้าม เธอดีใจเดินเข้าไปเพ่งมอง โน้มกิ่งมาดม ยิ้มดีใจ
      
       ในบ้านวชิรวิทย์....บนโต๊ะอาหารมีขนมและอาหารอยู่หลายอย่าง เตรียมพร้อม แพนเป่าเทียนบนเค้กวันเกิด พงศกรและพจนินท์ให้ของขวัญ เธอรีบแกะเปิดดู ข้างในเป็นเสื้อผ้าสำหรับวัยรุ่นผู้หญิง แพนตื่นเต้นดีใจ
       “ขอบคุณค่ะแม่”
       พจนินท์ยิ้มแย้ม
       “แฮปปี้เบิร์ทเดย์จ้ะ”
       “แม่คะ หนูชวนเพื่อนๆ มางานวันเกิดได้หรือเปล่า”
       พงศกรยิ้มแย้มบอก
       “จะชวนมาทั้งห้องก็ได้ลูก วันนี้ก็ถือว่าเป็นงานวันเกิดแล้วก็เลี้ยงลาบ้านนี้ก็แล้วกัน”
       แพนดีใจ
       “จริงนะคะ”
       พจนินท์ถามขึ้น
       “แล้วพิชชาล่ะ”
       แพนค่อยๆหุบยิ้ม พาทินนึกได้
       “นั่นสิ...วันนี้ก็วันเกิดของพิชชาเหมือนกัน”
       แพนฝืนยิ้ม
       “เขาคงมาไม่ได้หรอก”
       พาทินแปลกใจ
       “ทำไมล่ะ”
       “งานเขาคงยุ่ง”
       พาทิน สงสัย
       “งานอะไร”
       พจนินท์เข้าใจสิ่งที่แพนพูด พิชชาคงต้องทำงานหนักที่ร้าน พจนินท์เหม่อคิด
       “จะมาได้หรือเปล่านะ”
       แพนมองพจนินท์ที่ยังคิดถึงพิชชาอยู่
      
       แพนเดินกลับมาที่ห้องนอน นั่งลงที่เตียงด้วยความน้อยใจ พาทินเคาะประตูห้อง เปิดเข้ามา
       “อะไรล่ะพี่”
       “เอ้านี่ สุขสันต์วันเกิด”
       แพนฉีกยิ้มออกมาทันทีที่พาทินยื่นของขวัญให้
       “ขอบคุณมากค่ะพี่”
       แพนรีบแกะออกดู
       “กำลังอยากได้เลย” เธอทาบนาฬิกาที่เขาซื้อให้เป็นของขวัญกับข้อมือตัวเอง “น่ารักจัง ขอบคุณค่ะพี่”
       พาทินหันไปที่ชั้นวางหนังสือ ที่มีโหลแก้วใส่ของ เขาเอื้อมมือลงไปในโหลหยิบ นาฬิกาของพิชชา
       ออกมา
       “เรือนนี้ พี่ขอไปนะ”
       แพนมองนาฬิกาเรือนนั้นในมือของเขา
       “มันเป็นของพิชชา พี่ให้เขาเมื่อปีที่แล้ว”
       “ของพิชชา” แพนมองหน้าพี่ชาย “เพราะงั้นพี่เลยซื้ออันนี้มาให้ฉันเหรอ”
       “ไม่ใช่แบบนั้นนะ เขาอยากขอไปเป็นที่ระลึกแค่นั้นเอง”
       แพนนิ่งคิด ค่อยๆฝืนยิ้มออกมา
       “ก็ได้ ฉันไม่สนหรอก มันของๆ เขานี่”
       แพนยื่นมือออกไป พาทินไม่เข้าใจความหมายท่าทีของเธอ แพนหยิบนาฬิกานั้นออกมาจากมือ
       ของเขา
       “เดี๋ยวฉันเอาไปให้เขาที่โรงเรียนเอง”
       แพนเอานาฬิกานั้นใส่กระเป๋าโรงเรียน พาทินรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้ยื้อรั้งเอาไว้
      
       ​ก่อนถึงเวลาเข้าชั้น นักเรียนต่างจับกลุ่มคุยกัน กลุ่มใคร กลุ่มมัน กลุ่มของแพนดูใหญ่สุด แพนกำลังชวนเพื่อๆ ไปร่วมงานวันเกิดของเธอที่บ้าน พิชชากับกิ่งเทียนเพิ่งเดินเข้าชั้นเรียน ไปที่โต๊ะตัวเอง แพนแกล้งส่งเสียงดังชวนเพื่อนๆ
       “ฉันขอเชิญทุกคนไปงานเลี้ยงวันเกิดที่บ้านฉันนะ”
       สุนิสายิ้มยืนยัน
       “ฉันไปแน่ๆ”
      
       “ไปสนุกกันให้เต็มที่เลยนะ ถือว่าเป็นงานเลี้ยงอำลา
      
      พิชชาได้ยินคำว่าอำลาจากปากแพน เธอรู้สึกเศร้าลงทันที ทัศนีย์ถามขึ้น
      
       “แล้วรุ่นพี่พาทิน เขาอยู่ด้วยไหม”
       “อยู่สิ งานวันเกิดน้องสาวทั้งที อย่าลืมนะทุกๆ คนไปนะ”
       สุนิสารีบบอก
       “ฉันไม่มีของขวัญให้เธอเลยอ่ะ”
       แพนยิ้มให้เพื่อน
       “ไม่ต้องเอาอะไรไปหรอก แม่เตรียมขนอมกับของกินเอาไว้เพียบเลยล่ะ”
       ทัศนีย์ปลื้ม
       “เออ ฉันลืมไปว่าเธอรวยอยู่แล้ว”
       พิชชาพยายามไม่สนใจคำพูดของแพน เธอเอาหนังสือจากกระเป๋าเก็บไว้ในโต๊ะเรียน พบนาฬิกาที่
       พาทินให้เธออยู่ในนั้น พิชชาหยิบออกมาดู เธอนึกถึงพาทิน ยิ้มดีใจ ก่อนที่จะเก็บมันใส่กระเป๋านักเรียน แพนเห็นแอบยิ้มอย่างมีเลศนัย
      
       พิชชาเล่นเปียโน ส่วนเพื่อนร่วมชั้นร้องประสานเสียง มีครูสอนคอยกำกับ
      
       แพนนั่งร้องไห้ที่โต๊ะ โดยมีสุนิสาและทัศนีย์ นั่งปลอบอยู่ข้างๆ เพื่อนๆ ทยอยเดินมาเข้าชั้นเรียน
       “หยุดร้องไห้เถอะน่า”
       พิชชาและกิ่งเทียน เดินเข้าห้องเห็นแพนร้องไห้ กิ่งเทียนหมั่นไส้
       “ยายนี่เป็นอะไรของมัน”
       พิชชามองแพนด้วยความสนใจ
      
       นักเรียนทุกคนนั่งประจำโต๊ะของตัวเอง ครูประภัทสร ยืนเคร่งเครียดอยู่หน้าห้อง
       “ครูไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน ว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในห้องของเรา ครูขอบอกว่าไม่สบายใจมากที่ต้องทำแบบนี้ นักเรียนทุกคนเอากระเป๋าของตัวเอง ขึ้นมาไว้บนโต๊ะ”
       นักรียนนั่งตาแป๋วฟังครูด้วยบรรยากาศที่อึมครึม ต่างทำตามที่ครูบอก
       “นาฬิกาของ คุณัญญาหายไป ทั้งๆที่อยู่ในห้องเรียน”
       พิชชาและกิ่งเทียนหันไปมอง แพนที่ดูเสียใจอยู่
       “คุณัญญา อธิบายซิ นาฬิกาของเธอ หน้าตาเป็นยังไง”
       แพนสะอื้น
       “เป็นนาฬิกา รุปมิกกี้เม้าส์ค่ะ”
       พิชชาใจหายวาบ รู้ว่าแพนเล่นตลกกับเธอเข้าแล้ว
       “ใครที่เอาไป ขอคืนให้เราเถอะนะ เพราะมันมีค่ากับฉันมากเลย”
       แพนทำสะอื้นอีก ครูประภัทสรสั่งทุกคนเสียงเข้ม
       “นักเรียนทุกคนหลับตาให้หมด”
       พิชชาและนักเรียนทุกคนทำตาม
       “ใครที่เอาไปให้ยกมือขึ้น ขอให้สำนึกและยอมรับผิดมา ครูจะไม่ลงโทษเธอ”
       นักเรียนทุกคนนิ่ง ไม่มีใครยกมือ
       “ไม่มีใช่ไหม ถ้างั้นครูต้องขอค้นกระเป๋าของพวกเธอล่ะนะ”
       ครูประภัทสรลงมือค้นกระเป๋านักเรียน ไล่ไปทีละคนๆ พิชชารู้สึกไม่ดีนัก เพราะนาฬิกานั้นอยู่ในกระเป๋าเธอ ครูประภัทสรเดินตรวจจนมาถึงเธอ พิชชาจับกระเป๋าแน่น ข่มความรู้สึก ครูดึงกระเป๋าจากมือพิชชาเบาๆ แต่เธอยังยึดเอาไว้ ครูออกแรงมากขี้น จะกระเป๋าหลุดจากมือของเธอตกลงพื้น กระเป๋าเปิดออก นาฬิกาเรือนนั้นและของอื่นๆ ในกระเป๋ากระจายเกลื่อน นักเรียนต่างพร้อมใจกันลืมตา เมื่อได้ยินเสียง ครูประภัทสร
       “ตายแล้ว”
       ครูประภัทสรรู้สึกแปลกใจที่มันอยู่ในกระเป๋าของพิชชา แพนลุกขึ้นจากโต๊ะยืนมอง
       “ไม่เป็นไรค่ะครู คือหนูตั้งใจว่าจะให้เขาอยู่แล้ว ครูไม่ต้องลงโทษพิชชาเขานะคะ”
       พิชชารีบปฏิเสธ
       “ไม่ใช่นะคะ หนูไม่ได้ขโมยนะคะ” เธอสะอื้น “มันอยู่ในใต้โต๊ะอยู่ก่อนแล้ว พี่ชายหนู...”
       ครูประภัทสรสวน
       “พี่ชาย พาทินเขาเอามาให้เธอเหรอ”
       พิชชาไม่พูดอะไรต่อได้แต่น้ำตาไหล แพนเริ่มรู้สึกว่าเรื่องเลยเถิดไปแล้ว
      
       ในห้องพักครู...พิชชา พาทิน แพน ยืนเรียงแถวต่อหน้าครูประภัทสร
       “พาทิน เธอเป็นคนให้นาฬิกาพิชชาหรือเปล่า”
       พาทินรู้สึกลำบากใจที่จะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้ครูรับรู้ แพนเห็นพาทินอึกอัก เธอรีบชิงบอกครู
       “พี่พาทิน เห็นฉันเอานาฬิกาใส่กระเป๋ามาเมื่อเช้านี้นะ พิชชา”
       ครูประภัทสรหันมาหาพิชชา
       “จริงรึ พาทินเขาเป็นคนให้เธอแน่หรือพิชชา”
       พิชชาไม่ตอบอะไร ได้แต่ยืนนิ่งน้ำตาคลอ ครูประภัทสรไม่พอใจ
       “เธอโกหกครูเหรอ”
       พิชชาอยากอธิบายแต่พูดไม่ออก ครูประภัทสรหันไปหาพาทิน
       “งั้น พาทินบอกมาซิ เธอเป็นคนเอานาฬิกาให้พิชชาจริงหรือเปล่า”
       พาทินลำบากใจมากที่จะพูดความจริงที่ทำร้ายแพน หรือพูดโกหกให้พิชชาพ้นผิด
       “คือว่า...”
       พิชชาเห็นพาทิน เธอเข้าใจความรู้สึกของเขา ชิงสารภาพก่อนที่เขาจะเอ่ยปาก
       “เขาไม่ได้ให้หนูหรอกค่ะ หนูเพิ่งเจอหน้าพี่เขาตอนนี้เอง”
       ครูประภัทสร ไม่อยากจะเชื่อนักเมื่อพิชชาสารภาพออกมา
       “แปลว่า เธอขโมยไปจริงๆ เหรอ”
       แพนรีบแทรก
       “ทั้งหมดเป็นความผิดของหนูเอง คือหนูน่าจะเงียบๆ เอาไว้ ไม่ควรโวยวายไปก่อน ถ้ารู้ว่าพิชชาเป็นคนเอาไป เพราะยังไงมันก็เป็นของๆ เขา หนูผิดเองค่ะ”
       ทั้งสามคนต่างมีความรู้สึกที่แตกต่างกันไป พาทินวางตัวไม่ถูก พิชชารู้สึกเสียใจ ส่วนแพนก็รู้สึกว่า
       ตัวเอง ทำเกินไปแต่ก็ไม่กล้ายอมรับ
      
       หลังเลิกเรียน แพนนั่งรอที่หน้าโรงเรียน เห็นพาทินเดินออกมา เธอดีใจวิ่งเข้าไปหา
       “พี่เรากลับด้วยกันนะ วันนี้วันเกิดฉัน เพื่อนๆ เขาอยากเจอพี่ด้วยล่ะ”
       พาทินไม่ตอบอะไร ทำท่าเย็นชาใส่ เดินปลีกตัวออกมาไม่สนใจ แพนยืนมองเขาเดินไปด้วยความน้อยใจ
      
       พิชชาถูกครูลงโทษเขียนข้อความสำนึกผิด “ฉันจะไม่โกหกอีกๆ” บนกระดานดำจนเต็ม พาทินเดินเข้ามาหา มองด้วยความสงสาร พิชชาหันไปมองเขาด้วยความละอาย ในข้อความที่เขียน
       “พิชชา”
       พิชชาไม่ตอบ ยังคงเขียนบนกระดานต่อไป พาทินรู้ว่าเธอคงโกรธที่เขาไม่ยอมอธิบายครู
       เรื่องนาฬิกานั้น
       “ฉันไม่ได้โกหก” พิชชาเสียงเครือ “ฉันไม่เคยขโมยอะไรของใครเลย” พิชชาสะอื้น “ฉัน
       สาบานได้”
       พาทินสงสารจับใจ
       “พี่รู้”
       “พี่เข้าใจฉัน แค่นี้ฉันก็พอใจแล้วล่ะ”
       พาทินนิ่งคิด
       “วันนี้วันเกิดเธอ เราไปทะเลกันนะ”
       พิชชารู้สึกดีขึ้น เธอเช็ดน้ำตา ยิ้ม พยักหน้ารับคำชวน
      
       บรรยากาศ ชายหาด สามพระยาสงบเงียบ...พาทินขี่จักรยานให้พิชชาซ้อนมาที่มุมหนึ่งของหาด ก่อนที่ทั้งสองจะจอดไว้ใต้ต้นไม้แล้วลงเดินไปเก็บเปลือกหอยกันที่ชายหาด ทั้งสองวิ่งเล่นกันริมทะเลอย่างมีความสุขลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าที่โรงเรียนไว้ชั่วครู่ พาทินใช้ไม้วาดอะไรบางอย่างลงบนทราย พิชชาเดินวนดูไปรอบๆ
       “อย่าเพิ่งกวนสิ”
       “ฉันไม่ได้กวนพี่สักหน่อย กำลังดูว่าพี่วาดเป็นรูปอะไร ดูไม่เห็นออกเลย”
       “เดินออกไปทางโน้นก่อน เสร็จแล้วก็จะรู้ว่าเป็นรูปอะไร”
       พิชชาหน้ามุ่ยเดินออกไป พาทินใช้เวลาอีกพักหนึ่ง เขายืนมอง โยนไม้ในมือทิ้ง
       “เสร็จแล้ว”
       พิชชาเดินเข้ามาเดินๆ วนดู
       “พี่วาดใครน่ะ”
       “ถามได้ ก็เธอไง”
       พิชชาทำตาโต
       “ฉันเหรอ ทำไมไม่เห็นสวยเลย”
       พาทินยิ้ม
       “ไม่ถูกใจเหรอ”
       พิชชาส่ายหน้า
       “พี่วาดได้แย่มากเลย”
       พาทินดึงมือของเธอ
       “งั้น...พี่มีของที่เธอต้องชอบให้”
       พาทินดึงเธอไปที่จักรยาน หยิบกระเป๋านักเรียนที่วางอยู่ข้างๆ เปิดออก หยิบกล่องของขวัญที่อยู่
       ข้างในออกมา ส่งให้เธอ พิชชานั่งลงแกะออกดู ข้างในเป็นถ้วยประจำตัวที่มีรูปวาดหน้าของเขาอยู่ พิชชาดูดีใจแต่ก็ซึมในขณะเดียวกัน
       “คิดถึงพี่ก็มองดูมันได้ เธอจะได้ไม่เหงาไง พี่รู้ว่าเธอเอาถ้วยของเธอไปด้วย เอาใบนี้ไปอยู่ด้วยกัน”
       พิชชายิ้มให้เขาแม้จะเศร้าในใจ”
       “พี่กำลังจะไปแล้วซินะ ไปนานแค่ไห จะกลับมาเมื่อไหร่” พิชชาเสียงเครือ
       พาทินตอบไม่ได้ เขาเองก็ไม่รู้
       “คงต้องไปนานแน่ๆ เลย” เธอก้มหน้าน้ำตาหยด “พี่จะลืมฉันไหม พี่คงไม่
       ลืมฉันใช่ไหม”
       พาทินเศร้าเมื่อเห็นพิชชาเสียใจที่ต้องจากกัน
       “พี่ไม่ลืมเธอหรอก” เขาหันไปมองต้นไม้ “เธอเคยบอกว่าถ้าเกิดใหม่ได้ จะเกิดเป็นต้นไม้ใช่ไหม ต้นไม้เวลามันโตแล้วรากหยั่งลึกลงไปในดินแล้ว มันจะไม่ไปไหน พี่ก็จะกลับมาหาเธอ เพราะพี่รู้ว่าเธอจะไม่ไปไหน”
       พาทินเอามือตบหัวเธอเบาๆ ปลอบใจ พิชชายิ้มให้ทั้งน้ำตา ทั้งคู่นั่งลงที่ใต้ต้นไม้ริมหาด มองทะเลข้างหน้า โดยมีรูปพิชชาที่พาทินวาด อยู่ที่ชายหาด
      
       เช้าวันต่อมา ครูประภัทสรขานชื่อนักเรียนในชั้น นักเรียนขานรับเมื่อถึงชื่อตัวเอง
       “นุสรา วรรณพร ทัศนีย์ สุนิสา คุณัญญา” ครูหยุด ใช้ปากกาฆ่าชื่อในกระดาษออก “เออ ครูมีเรื่องแจ้งให้ทราบ พวกเธอคงรู้แล้วใช่ไหม ว่าคุณัญญา ลาออกจากโรงเรียนเราแล้ว เขาย้ายตามครอบไปเรียนต่อที่ต่างประเทศแล้วจะ คงต้องเลือกรองหัวหน้าห้องคนใหม่ขึ้นมาแทนเขา”
       พิชชาถึงจะรู้ว่าทุกคนที่บ้านจะจากเธอไปวันนี้ แต่สิ่งที่ครูประภัทสรพูดก็ย้ำเตือนเธอมากขึ้น พิชชา
       ใจหาย เธอลุกขึ้นวิ่งออกจากห้องเรียน ครูประภัทสรตกใจ
       “พิชชา”
      
       ครูมองตามเข้าใจความรู้สึกของพิชชา
ตอนที่ 4
      
       พิชชาถีบจักรยานไปที่บ้านวชิรวิทย์ ผ่านสถานที่ต่างๆ ที่เธอเคยคุ้นเคย พงศกรขับรถพาทุกคนออกจากบ้าน
      
       พิชชาเห็นรถนั้นไกลๆ เธอพยายามถีบจักรยานเพื่อตามให้ทัน เพื่อบอกลาครั้งสุดท้าย รถวิ่งไกลออกไป จนพิชชาตามไม่ทัน เธอหมดแรง เธอได้แต่พึมพำในใจ
       “พ่อคะ แม่คะ พี่ทิน”
       พิชชาเศร้า ได้แต่ยืนมองรถนั้นแล่นลับตาไป
       10 ปีต่อมา
       พาทินในวัย 26 ปี เดินมาตามทางที่ พิชชาเคยถีบจักรยานตาม เพื่อบอกลา เขาหยุดมอง ถนนที่ครั้งหนึ่งเคยพาพิชชาซ้อนท้ายจักรยานด้วยกัน...พาทินเดินมาตามถนน เขาหยุดมองที่หน้าร้านเช่าจักรยาน บริเวณชุมชนท่าน้ำริมเขื่อนแก่งกระจาน
       “ขอโทษครับ ผมขอเช่าจักรยานหน่อยครับ”
       เจ้าของร้านเดินออกมา
       “กี่ชั่วโมงดีครับ”
       “คิดค่าเช่ายังไงครับ”
       “ชั่วโมงละ หกสิบบาท”
       “งั้นผมขอเช่าสักสองชั่วโมง”
       “ขอบัตรประชาชนด้วยครับ”
       พาทินหยิบกระเป๋าตังค์ออกมา หยิบบัตรและเงินส่งให้
      
       พาทินขี่จักรยาน ไปตามที่ต่างๆ ที่เขาเคยใช้ เส้นทางถนนริมเขื่อน เส้นทางในอุทยาน เส้นทางระหว่างบ้านไปโรงเรียน เส้นทางริมทะเล...ภาพความหลังของเข้ากับพิชชา ผุดขึ้นมาเป็นช่วงๆ เมื่อผ่านจุดที่ทั้งคู่มีความทรงจำดีๆ ด้วยกัน
      
       พาทินมาที่บ้านเก่าของสุนทรีที่ชุมชนท่าน้ำริมเขื่อนแก่งกระจานเขานั่งที่โต๊ะตัวหนึ่งในร้าน เด็กสาวยกขวดน้ำอัดลมและน้ำแข็งมาส่งให้เขา
       “พี่คะ”
       พาทินได้ยินเสียงของพิชชา แต่พอเขาหันกลับไปเด็กสาวลูกเจ้าของร้านทัก
       “พี่เคยมา เมื่อปีที่แล้วใช่ไหม”
       พาทินยิ้มให้
       “จำได้ด้วยเหรอ”
       “จำได้ค่ะ พี่คือคนที่มาตามหาน้องสาวใช่ไหม”
       พาทินพยักหน้ารับ
       “แล้วเจอหรือยังคะ”
       พาทินส่ายหน้า
       “ยังเลย”
       “อือ คงไม่กลับมาที่แล้วมั้ง พวกเขาย้ายหนีหนี้ไปตั้งหลายปีแล้ว ก่อนที่แม่กับหนูจะย้ายมาอยู่ที่นี่ซะอีก”
       พาทินคิดตามเขารู้สึกหมดหวังที่จะได้เจอพิชชา
      
       อรอินทุ์ อาภาภัทร คนรักของพาทินกำลังลองชุดที่จะใช้ในงานหมั้น อยู่ภายในบ้าน ที่กรุงเทพ ระหว่างนั้นเธอคุยโทรศัพท์กับพาทินไปด้วย พนักงานจากบริษัทจัดงานแต่ง มองดูความเรียบร้อยของชุดอยู่ใกล้ๆ
       “จะกลับพรุ่งนี้เหรอคะ”
       “จ๊ะ”
       “ไปตามหาความหลังฝังใจหรือเปล่า”
       “ไม่ใช่หรอกจ๊ะ”
       อรอินทุ์ หันไปกวาดตามองในห้อง
       “คุณแม่ถามหาคุณอยู่”
       “ผมขอโทษนะ”
       “ฉันบอกว่าคุณต้องไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัย”
       “ขอโทษนะที่คุณต้องพูดโกหกให้”
       อรอินทุ์ยิ้ม
       “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะรอคุณที่บ้านนะคะ”
       “ครับ พรุ่งนี้เจอกันนะ”
       “ค่ะ คิดถึงคุณนะ”
       “ผมก็คิดถึงคุณ”
       พาทินวางสายไป อรอินทุ์ ยืนมองตัวเองที่พร้อมจะมีครอบครัวที่อบอุ่น
      
       ในโรงแรมหรู...เสาวนิตย์และชุติมา กำลังฟังเสียงของแขกที่จีบกันทางโทรศัพท์ ขณะที่นั่งอยู่ในส่วนทำงานของพนักงานรับสาย
       “เหลืออีกกี่ชิ้น เอาออกทีละชิ้นๆ นะ ค่อยๆ...”
       ทั้งคู่นั่งฟังด้วยความระทึกใจ พิชชาเดินเข้ามาเห็น ก็รู้ว่าทั้งคู่กำลังแอบฟังสายของแขก พิชชาเข้า
       ไปกดตัดสาย เสาวนิตย์เซ็งเลย
       “อ้าว ตัดสายทำไม กำลังจะ...”
       พิชชาจ้องหน้า
       “กำลังอะไร”
       เสาวนิตย์เสียดาย
       “ก็กำลังจะ...แบบนั้น”
       พิชชาดุ
       “ถ้าแขกรู้เข้า รายงานเข้ามา เธอสองคนจะถูกไล่ออกนะ”
       ชุติมารีบออกตัว
       “เฮ้ย ฉันไม่ได้รู้ด้วยนะ”
       เสาวนิตย์ หันขวับมามองหน้า
       “อ้าว แกนี่ เวลาสนุก สนุกด้วยกัน เวลาซวยชิ่งเฉยเลย”
       พิชชายิ้มที่ขู่เพื่อนได้ เสาวนิตย์เห็นก็รู้ว่าพิชชาแกล้งเธอทั้งคู่
       “พิชชา เธอน่ะผ่อนๆ บ้างเหอะ”
       “เราเป็นลูกจ้างเขา เรื่องผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เขาก็ไล่เราออกได้ง่ายๆ ฉันตกงานไม่ได้ เธอก็รู้อยู่”
       “ก็ได้ๆ เธอยกเรื่องนี้มาทีไร ฉันหมดสนุกทุกทีเลย”
       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่โต๊ะของพิชชา เธอเดินเข้าไปรับสาย
       “โอเปอเรเตอร์ ยินดีรับสายค่ะ”
       เสียงจิราพัชรดังมาจากปลายสาย
       “คุณช้อยหรือเปล่า”
       พิชชาจำเสียงที่ปลายสายได้
       “ค่ะ”
       “ว่างไปกินข้าวด้วยกันไหม”
       “ไม่ว่างค่ะ”
       “พรุ่งนี้ล่ะ”
       “ต้องไปรับเด็กๆ ค่ะ”
       จิราพัชรหัวเราะ
       “อย่าคิดมากน่า แค่อยากตอบแทนที่คุณมีน้ำใจให้ก็แค่นั้น ผมเองก็ไม่มีรสนิยมชอบแม่ม่ายหรือสาวสูงวัยอยู่แล้วน่า”
       พิชชานิ่งฟังไม่แสดงทีท่าอะไร เสาวนิตย์และชุติมาเอียงหูฟังอยากรู้
       “โอเค ไม่ไปก็ไม่ไปครับ”
       พิชชาวางสาย เสาวนิตย์ถามอย่างอยากรู้มาก
       “ใครน่ะ”
       ชุติมาตอบแทน
       “แขกห้อง 101 คนที่มาแข่งกอลฟ์บ่อยๆ ไง ชื่อ...พัชร เป็นแขกวีไอพี มาพักอยู่หลายอาทิตย์แล้ว เห็นพวกแม่บ้านบอกว่าขี้วีนเหมือนกัน”
       “เธอนี่รู้ไปหมดทุกเรื่องเลยนะ” พิชชามองนาฬิกาที่ผนัง “อ๊ะ ฉันกลับล่ะ”
       ชุติมาคิดได้
       “อ้าวหลอกด่าแล้วชิ่งหนีเหรอ พิชชา”
       พิชชาหัวเราะที่เพื่อนรู้ทัน เธอเก็บของโบกมือลาเพื่อนทั้งคู่
       “ไปนะ พรุ่งนี้เจอกัน”
      
       ​พิชชาเปลี่ยนชุดจากพนักงานเป็นชุดธรรมดาเดินออกจากตึกโรงแรม เธอตรงไปที่มอเตอร์ไซค์ของ
       ตัวเอง จิราพัชรเดินออกจากห้องพัก พิชชาสตาร์ทเครื่องขับมอเตอร์ไซค์ออกจากลานจอดรถ จิราพัชรมองตามเขาเห็นแต่หลังของเธอผ่านหน้าไป
      
       จิราพัชรเดินดูของตกแต่งในห้องทำงานผู้บริหาร จักรกฤษณ์ พี่ชายของพัชร นั่งเซ็นเอกสารที่โต๊ะ เขามองดูจิราพัชรที่เดินดูของอยู่
       “เมื่อไหร่จะเลิกทำตัว เหลวไหล ไร้สาระซะที”
       “พี่ไม่ชอบใช่ไหม ไล่ผมออกสิ”
       “อยากจะทำใจจะขาด แต่แกก็รู้ฉันทำไม่ได้”
       จิราพัชรท้าทาย
       “ทำไมล่ะพี่ ง่ายๆ แค่เซ็นเอกสารแก๊กเดียว”
       จักรกฤษณ์น้อยใจนิดๆ
       “แกมันลูกคนโปรด พ่อรักแกอยู่คนเดียว”
       จิราพัชรได้ยินคำนั้นออกจากปากพี่ชาย เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ แกล้งเดินชนแจกันราคาแพงที่วางอยู่ตกลงมาแตก จักรกฤษณ์ มองดูก็รู้ว่าน้องชายแกล้ง
       “อุ๊ป แพงไหมเนี่ย” จิราพัชรทำตกใจ
       จักรกฤษณ์มองน้องชายด้วยสายตาเย็นชา
       “นั่นมันเท่าเงินเดือนพนักงานคนหนึ่งทั้งปี แกก็เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่เคยเห็นใจใครอยู่แล้วนี่ อยากจะทำอะไรก็เชิญ ฉันพอกับแกแล้ว”
       จักรกฤษณ์เดินออกจากห้อง ทิ้งให้จิราพัชรยืนคิดอยู่คนเดียว
      
       เช้าวันใหม่...ในห้องพัก 101 ซึ่งเป็นห้องของจิราพัชร บนโต๊ะห้องรับแขกมีขวดเหล้าวางอยู่ สอง สามขวด เศษกระดาษ เศษอาหารกระจายอยู่บนพื้น
        จิราพัชรนอนอยู่บนเตียง เขายังสวมชุดของเมื่อวานอยู่ เขานอนกระสับกระส่าย ก่อนที่งัวเงียลุกขึ้นมา รู้สึกไม่สบายตัว ยังไม่สร่างจากอาการเมา เขาหงุดหงิด ยกโทรศัพท์ที่อยู่ข้างโต๊ะหัวเตียงขี้นมา กดเบอร์
       “ฮัลโหล”
       พิชชารับสาย
       “สวัสดีค่ะ”
       “นี่คุณ...ทำไมห้องพักที่นี่มันอึดอัดจังเลย อากาศหายไปไหนหมด”
       “ขออภัยนค่ะ ดิฉันจะโอนสายไปแผนกซ่อมบำรุงให้นะคะ”
       “ผมไม่อยากคุยกับช่าง ผมอยากสดชื่นน่ะ คุณช่วยผมหน่อยสิ นะๆ”
       ไม่มีเสียงตอบจากปลายสายอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่พิชชาตั้งสติพูดสาย
       “ดิฉันจะแนะนำ วิธีง่ายๆให้นะคะ”
       จิราพัชรยิ้มออกมา
       “ก่อนอื่นต้องเข้าไปในห้องน้ำก่อนนะคะ”
       จิราพัชรทำตามเขาลุกจากเตียง เดินไปที่ห้องน้ำอย่างมึนๆ เพราะเมา
       “ไปยืนตรงตำแหน่งเดียวกับ ก๊อกน้ำนะคะ เสร็จแล้ว หมุนสีฟ้าไปทางขวาครึ่งหนึ่งนะคะ”
       จิราพัชรทำตาม น้ำจากฝักบัวสาดใส่เขาจนเปียกไปหมด
       “บ้าเอ้ย นี่ๆ”
       พิชชาวางสายไปแล้ว จิราพัชรโกรธที่เธอแกล้ง แต่เขาก็สร่างเมา
      
       บ่ายนั้น พิชชาขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากลานจอดรถ พาทินเดินผ่านลานจอดนั่นเช่นกัน แต่พิชชาเลี้ยวไปอีกทาง
      
       จิราพัชรเล่นกอล์ฟกับเพื่อนๆ เขาตีได้ไม่ดีนัก ใช้มือตีท้ายทอยเบาๆ เขายังรู้สึกมึนๆ กับฤทธิ์
       เหล้าที่ค้างอยู่ จิราพัชรกำลังจะตีลูก พาทินเดินข้ามเนินมาไกลๆ
       “ใครวะ”
       จิราพัชรโบกมือไล่ให้ออกจากสนาม พาทินโบกมือตอบ จิราพัชรโมโหโยนไม้ลงพื้น เดินเข้าไปหา
       “เฮ้ย...ไอ้ทิน”
       พาทินยิ้มให้ จิราพัชรดีใจที่เจอเพื่อน
       “ไอ้บ้าเอ๊ย เป็นไงมึง”
       “กูสบายดี”
       “มาทำไมวะ”
       พาทินยิ้มแย้ม
       “ก็มาหามึงไง”
       พาทินและพัชรเดินจากสนามกอล์ฟไปที่ตึก พาทินชวนคุย
       “ดูท่ามึงก็ไปได้ดีนี่น่า”
       จิราพัชรถอนใจ
       “ดีบ้าอะไร พวกพี่ๆ มันเกลียดขี้หน้ากูจะตาย เพราะเป็นคนโปรดของพ่อ ไม่มีใครรู้หรอกว่า พ่อกูส่งมาฝึกงานกับพวกพี่ๆ”
       “แล้วอาชีพนักกอล์ฟล่ะ”
       “อีกสักพัก กูคงถูกไล่ออก ค่อยกลับไปเทินโปรใหม่”
       “ไหวเหรอ”
       “มาลองสักรอบไหมล่ะ”
       พาทินส่ายหน้าปฏิเสธ
      
       จิราพัชรไขกุญแจห้องพักเดินนำพาทินเข้ามาในห้อง เขาเดินเข้าไปที่ครัว พาทินนั่งที่โซฟา
       “ตามสบายเลย”
       “ทำไมไม่อยู่ที่ตึกใหญ่”
       “ถามเหมือนมึงไม่รู้จักกูไปได้”
       “ก็ขึ้นเป็นผู้บริหารแล้วนี่ครับท่าน นึกว่าอาจจะทำให้เปลี่ยนนิสัยของท่านได้บ้าง”
       “กูก็เป็นเหมือนเดิมของกูนั่นแหละ แล้วขอร้องเลยอย่ามาท่านเทิ่นกับกู ฟังแล้วยังไงไม่รู้ว่ะ”
       “ทำตัวให้ชินไว้หน่อยสิ”
       พาทินกวาดตามองไปรอบๆ เห็นภาพวาดที่ตกแต่งห้อง
       “มึงไม่วาดรูปแล้วเหรอ”
       จิราพัชรเดินเข้ามาหาพร้อมแก้วน้ำส่งให้พาทิน
       “จริงๆ พ่อไม่อยากให้กูเรียนศิลปะอยู่แล้ว พอเทินโปรอาชีพกอล์ฟ เลยไม่มีเวลากับมันเท่าไหร่ พ่อกูชอบใจ เลยยัดให้กูมาช่วยดูโรงแรมเรื่องการบริการ จะได้ยิ่งไม่ว่างก็เลย...”
       จิราพัชรยักไหล่ไม่แคร์
       “มึงไม่เหงาเหรอเนี่ย”
       “ทั้งเบื่อ ทั้งเหงา แต่ก็มีคนไว้ให้คอยแกล้งแหย่เล่น คลายเหงาได้บ้าง”
       พาทินหัวเราะ
       “เออ เชื่อแล้วว่าไม่มีเปลี่ยนไอ้คุณพัชรได้จริงๆ”
       “ที่จริงจะว่าแกล้งเขาก็ไม่ถูกนะ”
       พาทินหัวเราะ
       “คนอย่างมึง ยอมให้คนอื่นแหย่เล่นได้ด้วยเหรอ เขาเป็นใคร”
       “พนักงานรับโทรศัพท์ ชื่อคุณช้อย”
       “ช้อย ชื่อเชยเหมือนกันนะ ทำอะไรก็เห็นใจน้องฉันบ้างนะเว้ย เดือนหน้าแพนก็เรียนจบแล้ว”
       “มึงนี่ ไม่รู้อะไรเลยว่ะ”
       พาทินงงๆ
       “เราไม่ได้คบกันมาพักใหญ่แล้ว”
       พาทินถอนใจ จิราพัชรเห็นเขาหนักใจ
       “เฮ้ย ขอโทษทีว่ะ ที่ไปกันไม่รอด”
       พาทินพยักหน้ารับ
       “มึงกับแพนมันดันเหมือนกันเกินไป”
       จิราพัชรจิบน้ำ
       “แล้วอรเป็นไงบ้าง”
       “ก็สบายดี”
       “เฮ้อ คิดถึงตอนเรียนที่โน่นกับอรแล้วก็มึง ตอนนั้นโคตรสนุก ชีวิตกูตอนนั้นดีและก็มีความสุขที่สุดเลย เออ...มัวแต่คุยเรื่องกู แล้วมึงมาทำไมที่นี่”
       “ก็ว่าจะมาสอนหนังสือที่นี่”
       “ปักหลักที่นี่เหรอ ทำไมไม่ไปกรุงเทพ วะ”
       “พวกเราคงย้ายกลับมาอยู่ที่นี่”
       จิราพัชรงงๆ
       “พวกเรา”
       “ก็ทั้งบ้านกูนั่นแหละ ตอนนี้พ่อกับแม่ก็อยู่ที่กรุงเทพ”
       “นึกว่าจะกลับมาพร้อมแพน”
       “พ่อกับแม่มาธุระสำคัญ”
       จิราพัชรมองหน้าพาทินเพื่อคาดคั้นว่าธุระอะไร พาทินไม่ตอบได้แต่อมยิ้ม จิราพัชรเริ่มเดาออก
       “ไอ้บ้า ทำไมไม่บอกกู”
       จิราพัชรเข้าไปกอดพาทินแสดงความดีใจ
       “เมื่อไหร่วะ”
       “พรุ่งนี้”
       “แล้วกูจะเตรียมตัวทันยังไงวะ”
       “แค่งานหมั้นเฉยๆ ยังไม่มีอะไรมากหรอก มีแค่ญาติๆ เท่านั้น”
       “แต่งเมื่อไหร่”
       “ก็อีกสักพักแหละ”
       “ยินดีด้วยว่ะ”
       ทั้งคู่ชนแก้วกัน
       ค่ำนั้น จิราพัชรนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง เขาตื่นขึ้นมาเดินลงมาหาน้ำดื่มที่ครัว พาทินนั่งที่ระเบียงรับลม
       “ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเลยเหรอ”
       พาทินยังคงนั่งคิด จิราพัชรมองพาทินเขาคิดอะไรบางอย่างออก
       “เออ กูสงสัยอยู่อย่าง พรุ่งนี้จะหมั้นอยู่แล้ว วันนี้มึงทำไมถึงยังถ่อมาที่นี่”
       พาทินเหม่อคิด เขาเผลอตัวยิ้มออกมา
       “กูมาหาผู้หญิงคนหนึ่ง”
       จิราพัชรแปลกใจ
       “ใคร”
       “ไม่มีใครรู้จักหรอก”
       “มาหาผู้หญิงคนอื่น ทั้งๆ ที่กำลังจะหมั้น มึงก็ใช้ไม่ได้เหมือนกันนะ”
       “จะมาบอกกับเขาว่ากูกำลังจะหมั้น”
       “แล้วได้บอกมั๊ย”
       พาทินส่ายหน้า
       “ยังไม่ได้เจอเขาเลย”
      
       พาทินเหม่อคิดไปไกล จิราพัชรมองเพื่อนได้แต่สงสัย
      
       เช้าวันใหม่...จิราพัชรขับรถพา พาทินไปส่งที่สนามบิน บรรยากาศข้างทางเป็นป่าเขียว สดชื่น พิชชาขับมอเตอร์ไซค์สวนทางมา จิราพัชรมองเธอ
      
       พาทินมองตามสายตาของเพื่อนที่ละจากถนนเบื้องหน้า พาทินเตือนเพื่อน
       “เฮ้ย มองทางสิ”
       จิราพัชรพูดขึ้นลอยๆ
       “แถวนี้มีช้างเผือกด้วย”
       พาทินหัวเราะกับคำพูดของเพื่อนเขาเหลียวหลังไปมองตาม เห็นหลังเธอที่แล่นห่างออกไปแล้ว จิราพัชรมองตามเธอผ่านกระจกข้าง พิชชารู้สึกบางอย่าง เธอมองรถคันนั้นแล่นห่างไปทางกระจกข้างเช่นกัน
      
       บริเวณบ้านอาภาภัทร...พาทินและอรอินทุ์ ทำพิธีท่ามกลางผู้ใหญ่ของสองฝ่าย ญาติทั้งสองฝ่ายต่างรับหมั้นด้วยความสุข เมื่อพิธีจบญาติทั้งสองฝ่ายก็ทานอาหารด้วยกัน พาทินเดินเข้าไปในห้องของอรอินทุ์ นั่งลงที่เก้าอี้ เขาดูเนือยๆ อรอินทุ์ เดินเข้ามาเห็น เธอลงนั่งข้างๆ เขา
       “เหนื่อยเหรอคะ”
       พาทินส่ายหน้า ขยับไทคลายปมออก
       “เมื่อคืน ดื่มกับพัชรมากไปหน่อย เลยเพลียๆ น่ะ”
       อรอินทุ์ยิ้ม เธอมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก เอื้อมมือไปจับมือเขา ส่งความรู้สึกไปให้
       “ตอนเราได้เจอกันครั้งแรก คุณทำให้ฉันมีความรู้สึก อยากจะรู้จักผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้น ผู้ชายที่ตั้งคำถามแปลกๆ มีใครที่ตอบแล้วตรงอย่างใจคุณบ้างไหม เธอเป็นคนแบบไหนนะ”
       พาทินสะดุดกับคำพูดของอรอินทุ์
       “จำได้ไหม คุณถามฉันว่า ถ้าเกิดใหม่ได้ฉันอยากเกิดเป็นอะไร”
       พาทินพยักหน้ารับ
       “ฉันตอบคุณว่าอะไร”
       “ผมไม่มีวันลืมคำตอบนั้นหรอก”
       “ฉันตอบว่าอะไร”
       “เกิดเป็นต้นไม้”
       อรอินทุ์ ยิ้มที่เขายังจำคำของเธอได้
       “ต่อจากนี้ไป เราจะหยั่งรากของเราสร้างครอบครัวไปด้วยกันนะคะ”
       พาทินยิ้มรับ แต่ในรอยยิ้มนั้นมีความรู้สึกอื่นแฝงอยู่
      
       จิราพัชรขับรถกลับมาจากไปส่งพาทินที่สนามบิน เขามองไปที่เบาะข้างๆ มีโทรศัพท์มือถือของพาทินตกอยู่ เขาเก็บมันเอาไว้ จิราพัชรลงจากรถ เห็น เสาวนิตย์ที่เดินผ่านประตูทางเข้าหน้าโรงแรม เขานึกบางอย่างได้จากเครื่องแบบที่เธอสวม
      
       จิราพัชรเดินผ่านโถงโรงแรม ไปจนถึงส่วนทำงานโอเปอเรเตอร์ เขากวาดตามองไปทั่ว ไม่เห็นคนที่คิดว่าน่าจะใช่คุณช้อย เขาหันเดินกลับ เสาวนิตย์เดินถือของว่างที่เพิ่งออกไปซื้อกลับมา จิราพัชรเรียกเธอไว้
       “คุณครับ มีพนักงานที่ชื่อช้อยไหม”
       เสาวนิตย์งง
       “ไม่มีค่ะ”
       “คนที่มีลูกสอง”
       เสาวนิตย์หัวเราะ
       “คงไม่ใช่แผนกนี้หรอกค่ะ พวกเรายังโสดกันอยู่”
       จิราพัชรแปลกใจ
       “เหรอครับ ขอโทษด้วยนะครับ”
       เสาวนิตย์เดินเข้าห้อง จิราพัชรมองดูในห้องนั้นอีกรอบ เห็นสามสาว พิชชา เสาวนิตย์ ชุติมานั่งทำงานตามปกติ เขาเดินงงๆ จากมา
      
       จิราพัชรกลับเข้ามาในห้อง เขานั่งบนโซฟา ยังสงสัยเรื่องคุณช้อย เขามองโทรศัพท์มือถือสองเครื่องที่วางอยู่บนโต๊ะ นึกแผนการบางอย่างออก เขากดมือถือเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องรับสาย แล้ววางบนโทรศัพท์ห้องโทรไปแผนกต่อสาย
       “ฮัลโหล ขอสายคุณช้อยหน่อยครับ ผมเองนะห้อง 101”
       จิราพัชรรีบออกจากห้อง ตรงไปที่ส่วนทำงานโอเปอเรเตอร์ คุยไประหว่างทาง...จิราพัชรผ่านโถงโรงแรมไปที่ส่วนทำงาน เขาเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงาน เห็นพิชชาคนเดียวที่คุยสายอยู่
       “คุณช้อย ลูกสอง”
       พิชชารู้สึกว่าเสียงที่ได้ยินชัดเกินกว่าที่จะมาจากสาย เธอมองไปที่ประตู เห็นจิราพัชรยืนมองเธออยู่ พิชชาแปลกใจ เธอวางสายทันที
       “คุณช้อย ขอชื่อจริงให้ผมหน่อย อย่าโกหกอีกนะ”
       พิชชาลังเลที่จะบอก
       “พิชชาค่ะ”
      
       พิชชาเดินตามจิราพัชรมาที่โถงส่วนกลาง ที่ไม่พลุกพล่านมากนัก
       “เธอคือคุณช้อยจริงๆเหรอ”
       “ค่ะ”
       จิราพัชรใช้สายตามองรูปร่างของเธอ พิชชารู้สึกไม่ชอบใจที่ต้องมายืนให้เขามอง
       “มีลูกตั้งสองแล้ว ดูไม่เห็นเหมือนคนที่ผ่านการมีลูกเลย”
       “ดิฉันไม่เคยบอกว่า เป็นลูกของตัวเองสักหน่อย”
       “อ้าว แล้วโกหกทำไม บอกว่าตัวเองสี่สิบแล้ว”
       “สายตาที่คุณมองดิฉันเมื่อครู่ ก็รู้แล้วล่ะค่ะว่า คุณเป็นคนแบบไหน”
       “ผมเป็นคนแบบไหนเหรอ”
       “คนที่หว่านเสน่ห์กับผู้หญิงไปเรื่อย ในหัวคุณก็คงมองโลกในแง่เดียว”
       “แง่ไหน”
       “ในแง่ของผู้ชายเจ้าชู้นั่นแหละค่ะ”
       จิราพัชรรู้สึกเหมือนถูกด่า
       “ขอตัวนะคะ เราพนักงานไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาคุยกับแขกในเวลางาน ขอบคุณที่รับบริการค่ะ”
       พิชชาหันหลังเดินกลับไปที่ส่วนทำงานของเธอ จิราพัชรอยากจะรั้งเธอเอาไว้ แต่พิชชาจ้ำเดินไปไกลแล้ว
      
       ในห้องคอนโดหรูของอรอินทุ์ ข้าวของและภาพวาดขนาดต่างๆ วางพิงไว้ตามมุมต่างๆ มีงานศิลปะอื่นๆ วางกระจายตัวอยู่ที่ต่างๆ เหมือนพึ่งขนย้ายเข้ามา อรอินทุ์นำพาทินเข้ามาในห้อง เธอเปิดม่านให้แสงเข้า
       “คุณใช้ที่นี่ทำงานได้นะคะ สว่างดีด้วย”
       “คุณขนมาเองหมดเลยเหรอ”
       “ค่ะ ฉันรู้ว่าคุณอยากเอามันกลับมาเมืองไทยอยู่แล้ว เล่นเอาฉันหมดแรงเหมือนกันนะ”
       พาทินถอนใจ
       “คุณน่าจะบอกผมก่อน”
       “คุณไม่พอใจเหรอ”
       “เปล่าหรอกจ๊ะ คุณนะตั้งใจดี ผมขอบคุณนะ แต่คุณจะเหนื่อยเปล่าๆนะสิ”
       “ยังไงเหรอคะ”
       “ผมรับปากจะไปสอนที่หัวหิน”
       อรอินทุ์แปลกใจที่เขาไม่บอกปรึกษาเธอก่อน
       “จำพี่ดนัยได้ไหม คนที่เคยเล่าให้ฟัง เขาสอนอยู่ที่นั่นแล้วก็เช่าพื้นที่ทำงานศิลปะด้วย แกเอ่ยปากชวนให้ไปสอนด้วย ผมก็เลยรับปาก”
       “คุณไม่เห็นปรึกษาฉันเลย” อรอินทุ์งอน
       “ผมขอโทษนะอร”
       “แสดงว่าคุณจะไม่อยู่กรุงเทพ กับฉันสิ”
       “ผมโตมาจากเมืองเล็กๆ แบบนั้น ไม่ค่อยคุ้นกับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ๆหรอก...อีกอย่างผมคิดถึงที่โน่น”
       อรอินทุ์ มองแววตาของพาทินที่เป็นประกาย เมื่อพูดถึงบ้านเกิดของตัวเอง เธอถอนใจ ไม่รั้งเขาเอาไว้
       “เห็นแววตาของคุณแล้ว ฉันคงต้องยอมล่ะ ตามใจคุณเถอะค่ะ”
       พาทินยิ้มให้
       “ขอบคุณที่เข้าใจผมนะ”
      
       จิราพัชรนั่งเซ็งๆ อยู่ในห้อง เขากดหมายเลขโทรศัพท์ในห้องพัก พิชชารับสาย
       “คุณช้อย”
       “ค่ะ”
       “ต่อหมายเลขนี้ให้ผมหน่อย”
       “สักครู่ค่ะ” พิชชากดโทรศัพท์หมายเลขที่เขาบอกทันที
      
       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่ห้องรับแขก พาทินเดินออกมารับสาย
       “สวัสดีครับ”
       เสียงจิราพัชรดังมาจากปลายสาย
       “กูเอง”
       “เออ ว่าไง”
       “จะโทรปรึกษามึงเรื่องผู้หญิงหน่อย”
       “นึกยังไงวะ”
       “มึงก็รู้ สเป็คของกู ต้องสูงเพรียว หุ่นนางแบบ”
       “ที่ผ่านๆ มาก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ”
       “ก็ใช่นะสิ แต่คุณช้อย...”
       พิชชาต่อสายให้จิราพัชรจากห้องทำงาน เธอแอบฟังเสียงสนทนาของทั้งคู่ เมื่อได้ยินเรื่องพาดพิงมาถึงตัวเองก็รู้สึกหงุดหงิด
       “คุณช้อย”
       “นั่นแหละ เตี้ยก็แล้ว อายุก็เยอะ ใครเขาจะแล แต่กูก็ยังทู่ซี้ไปชอบ สงสัยมาตรฐานตัวเองคงตก ใช่ไหม”
       เสียงหัวเราะที่จิราพัชรตั้งใจกรอกผ่านสายมา ทำให้พิชชารู้ว่า เขารู้ว่าเธอแอบฟังเขาอยู่ พิชชากำลังจะตัดสาย เสียงของพาทินที่พูดโต้จิราพัชรทำให้เธอละมือ
       “นี่พูดถึงเรื่องอะไรของมึง”
       จิราพัชรหัวเราะ
       “ช่างมันเถอะ เรื่องหมั้นเป็นไงบ้าง”
       “ก็เรียบร้อยดี”
       “ยินดีด้วยเพื่อน”
       “ขอบใจ”
       “เออ แค่นี้แหละ ไว้ค่อยเจอกัน”
       พิชชาตัดสาย เธอทบทวนเสียงจากปลายสายที่ได้ยินรู้สึกคุ้นกับน้ำเสียงนั้นมาก
      
       เช้าวันต่อมา...มนตรี ผู้จัดการโรงแรม นั่งรอที่โต๊ะทานอาหารในห้อง มีแฟ้มงานเอกสารวางอยู่บนโต๊ะ จิราพัชรเดินมาจากชั้นบน มนตรีลุกขึ้นยืน
       “สวัสดีครับ ขอโทษที่ต้องรบกวน คุณพัชรแต่เช้า”
       “มีเรื่องอะไรเหรอ”
       มนตรีเปิดแฟ้มให้ดู
       “ท่านให้ผมเอารายละเอียดสรุปผลไตรมาสแรก เกี่ยวกับแผนกบริการลูกค้าต่างๆ มาให้คุณพัชรศึกษาดูครับ”
       จิราพัชรเปิดดูคร่าวๆ
       “คุณแม่เป็นยังไงบ้าง”
       “ก็สบายดีครับ อีกไม่กี่วันก็จะครบรอบวันเกิดของท่านแล้วล่ะครับ”
       “มีงานเลี้ยงใหญ่โต เหมือนทุกปี”
       “คุณพัชรจะขึ้นไปงานท่านไหมครับ”
       “ขอดูก่อนก็แล้วกัน”
       จิราพัชรสะดุดกับหัวข้อหนึ่งในเอกสาร
       “คนรับใช้พิเศษ คืออะไร”
       มนตรีกระแอมในคอ ดูอึกอัก
       “เป็นบริการพิเศษ สำหรับแขกเดอลูกซ์ นะครับ”
       จิราพัชรยังติดใจกับคำอธิบายที่กำกวมของมนตรี
       “คุณพัชรต้องการสักคนไหมครับ”
      
       จิราพัชรมองดูข้อความนั้นคิดบางอย่างในใจ
      
       มนตรีทำงานที่โต๊ะ พาณี หัวหน้าฝ่ายบริการลูกค้าเคาะประตู
      
       “เชิญครับ”
       พาณีถือเอกสารโอนพนักงาน ยื่นให้มนตรี
       “นี่อะไรคะ”
       มนตรีมองดูรายละเอียด เขาไม่ตอบอะไร
       “อยู่ๆ จะมาโอนพนักงานรับโทรศัพท์ ไปเป็นแม่บ้าน มีที่ไหนเขาทำกันแบบนี้”
       มนตรีถอนใจ
       “คือแขกห้อง 101 เขาอยากได้แม่บ้านพิเศษคอยดูแล”
       “ปกติ แผนกแม่บ้านก็ทำตรงนี้อยู่แล้วนี่คะ”
       “แต่คนนี้ แขกเขาระบุมา”
       พาณีเริ่มเข้าใจ
       “ขอมา ยังงั้นเหรอ แล้วเด็กคนนี้ล่ะ เขาว่าไง ที่อยู่ๆ เอาไปทำงานที่ลดความสามารถของเขา”
       “เงินเดือนก็ยังเท่าเดิม นั่นแหละ”
       “ฉันไม่เห็นด้วยค่ะ มาตรฐานของโรงแรมเราจะเสียไปนะคะ”
       “ก็แค่โยกย้ายพนักงานแค่นั้นล่ะน่า”
       พาณีดูไม่พอใจที่มนตรีทำตามน้ำ
      
       เช้าวันรุ่งขึ้น พิชชาและกิ่งเทียน ยืนคุยกัน กิ่งเทียนยิ้มแย้มดีใจ
       “ดีใจจังที่ได้เจอเธออีก”
       “ไม่เจอกันตั้งนานเลยนะ”
       “ฉันเพิ่งได้บรรจุนี่ล่ะ เธอทำที่นี่มานานหรือยัง”
       “ก็หลายเดือนแล้วล่ะ”
       พาณีเดินเข้ามาในห้อง พิชชารีบบอก
       “ค่อยคุยกันนะ”
       พนักงานเข้าแถวรอฟัง พาณีอบรมเรื่องระเบียบการทำงาน เธอเดินดูความเรียบร้อยของพนักทุกคน ทรงผม เสื้อผ้า ป้ายชื่อ พาณีเห็นป้ายชื่อของพิชชา ก็จำได้ว่าเป็นคนที่ถูกโอนย้ายมา
       “ฉันชื่อพาณี เป็นผู้จัดการแผนกแม่บ้านของที่นี่ หากมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับงาน สามารถมาพูดคุยกับฉันได้โดยตรง ลักษณะงานของแม่บ้าน ทุกคนคงรู้ดีว่า เราต้องไปมีส่วนใกล้ชิดกับแขกของโรงแรมมากกว่าแผนกอื่น แล้วก็งานในส่วนของเรา เป็นด่านแรกที่จะทำให้ชื่อเสียงของโรงแรมดีหรือเสียหายได้ เพราะฉะนั้น พวกเราควรระวังพฤติกรรมต่างๆ ที่จะทำให้เกิดความมัวหมองกับชื่อเสียงของโรงแรมด้วยนะคะ หากพนักงานคนใดมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก็จะถูกไล่ออกสถานเดียว”
       พาณีจงใจเดินมาพูดประโยคสุดท้ายที่พิชชายืน พิชชารับรู้ได้ถึงความจงใจนั้น
      
       จิราพัชรว่ายน้ำอยู่ในสระ พิชชาเดินตามอยู่ที่ขอบสระ
       “ทำไมต้องขอฉันมาเป็นแม่บ้านพิเศษส่วนตัวด้วยคะ”
       จิราพัชรยังคงว่ายน้ำจนถึงขอบสระอีกด้าน
       “ฉันเพิ่งได้บรรจุเป็นพนักงานรับโทรศัพท์ได้ไม่นาน คุณทำแบบนี้ทุกคนจะคิดยังไง หัวหน้าแผนกก็เพ่งเล็งมาที่ฉัน ฉันอาจจะถูกไล่ออกได้นะ คุณควรจะรับผิดชอบนะ”
       จิราพัชรโผล่ขึ้นจากน้ำ จนกระเซ็นไปถูกพิชชา เธอเบี่ยงตัวหลบ
       “แล้วยังไง แนะนำมาสิ”
       พิชชาเอือมกับความเอาแต่ใจของเขา
       “ฉันพูดกับคนอยู่หรือเปล่าเนี่ย”
       จิราพัชรได้ยินคำพูดของเธอ ตั้งใจจะเถียง แต่พิชชาเดินจ้ำไปพ้นรัศมีแล้ว เขาได้แต่ตะโกนไล่หลังไป
       “ระวังให้ดีเถอะ ฉันจะเรียกใช้ไม่ให้หยุดเลย”
       พิชชายังได้ยินหางเสียงของเขา เธอหันกลับมาค้อนเขา จิราพัชรยิ้มเยาะ เขารู้สึกสะใจที่ยั่วเธอได้บ้าง
      
       อรอินทุ์ และพาทินช่วยกันห่อผลงานศิลปะทั้งหมดในห้องพัก เตรียมส่งย้ายไปที่หัวหิน พาทินมองผลงานชิ้นหนึ่งที่เขาวาดเอาไว้นานแล้ว เป็นรูปทะเลที่บ้านเกิด อรอินทุ์ มองเขา อมยิ้มกับผลงานของตัวเอง
       “คุณไม่เคยขอให้ฉันเป็นแบบสักครั้งเลย”
       พาทินละสายตาจากภาพมองเธอ
       “เพราะคุณสวย จนผมวาดยังไงก็ไม่สวยเท่าตัวจริงได้”
       อรอินทุ์ รู้สึกเขินที่เขาชม เธอยิ้ม หน้าแดงพูดแก้เขิน
       “ภาพอะไรเหรอ”
       พาทินมองๆ
       “ทะเลที่บ้านเก่าน่ะ”
       “แล้วนี่ใคร”
       อรอินทุ์ ชี้ไปที่รูปผู้หญิงที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของทะเลนั้น
       “น้องสาว”
       “แพนเหรอ”
       พาทินส่ายหน้า
       “ลูกพี่ลูกน้อง”
       “เหรอ”
       พาทินคิดถึงอดีต
       “ผมพาเขาไปที่นั่น ไปเที่ยว ไปเล่นกัน เคยวาดหน้าเขาไว้บนหาดทรายที่นั่นด้วย
       “แสดงว่าเธอไม่สวย เพราะคุณวาดรูปเธอ”
       พาทินดูเขินที่จะพูดถึงพิชชา
       “เธอ...เธอไม่สวยหรอก”
       “แล้วตอนนี้เธอทำอะไรอยู่คะ”
       ความสดชื่นที่มีอยู่ของพาทินลดลง
       “ตั้งแต่ย้ายไปอเมริกา เราไม่ได้ติดต่อกันเลย คงย้ายไปแล้วล่ะ”
       พาทินหันไปเก็บของต่อ
       “คงต้องขนกันหลายเที่ยวเลย”
       “ให้ฉันไปด้วยนะ อยากแวะไปหาพัชรด้วย”
       “เอาไว้เข้าที่เข้าทางก่อน แล้วค่อยไปดีกว่านะ ถ้าอยากเจอมัน อีกไม่กี่วันมันก็จะขึ้นมางานวันเกิดแม่ที่กรุงเทพ”
       อรอินทุ์ พยักหน้ารับอย่างเสียดายนิดๆ
       “ฉันดีใจนะที่พัชรดูมีความรับผิดชอบเป็นผู้ใหญ่ขึ้น”
      
       จิราพัชรออกจากห้องตรงไปที่โทรศัพท์กดหมายเลขเรียกพิชชา
       “คุณช้อย ผมหิวแล้ว มาด่วนเลยนะ”
       เขาวางหู ยิ้มสะใจ...ครู่ใหญ่ต่อมา พิชชาในชุดฟอร์มของแม่บ้าน วิ่งเข้าห้องมาพร้อมชุดอาหารที่จิราพัชรโทรไปสั่ง เธอมองไปรอบห้องไม่พบเขา ได้ยินเสียงน้ำจากฝักบัวข้างบน เธอค้อนที่เขาแกล้ง พิชชาเห็นบนโต๊ะกลางมีกระป๋องเบียร์เศษอาหาร กระดาษชำระ วางกองเอาไว้ เธอลงมือเก็บกวาดมันลงถังขยะ พิชชาเห็นนาฬิกาข้อมือของเขาวางไว้ เธอหยิบมันขึ้นมาดูและวางกลับไว้ที่เดิม
       พิชชาดูดฝุ่น เช็ดโต๊ะ เก็บของที่วางเกะกะ จัดห้อง จนเสร็จเรียบร้อย แต่จิราพัชรก็ยังไม่ลงมา เธอไปที่ครัวเอาชุดอาหารนั้นใส่จานเตรียมไว้ให้เขา พิชชานึกบางอย่างออก...จิราพัชรลงมาจากห้องน้ำ มองห้องเก็บกวาดเรียบร้อย เขาไปที่ครัวอาหารถูกจัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อย เขานั่งลงที่เก้าอี้ หยิบหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาเปิดอ่าน พลางตักอาหารเข้าปาก แค่เคี้ยวไปสองคำแรก ก็รู้สึกว่ารสชาติอาหารแปลกๆ พอตักกินคำที่สองเขาก็บ้วนมันออกมา
      
       เวลาเที่ยง พิชชากลับมาที่ห้องเก็บอาหาร เธอเห็นจิราพัชรก้มๆ เงยๆ ค้นหาอะไรบางอย่างอยู่
       “มีอะไรหรือคะ”
       “นาฬิกา เมื่อคืนก็วางเอาไว้บนโต๊ะนี้นี่ คืนนี้ต้องไปงานวันเกิดแม่ด้วยสิ”
       “เมื่อกี้ก็ยังอยู่นี่คะ”
       พิชชารีบลงมือช่วยหาทันที
       “ตอนทำความสะอาดเห็นมันหรือเปล่า”
       พิชชาดูเหมือนจะนึกได้
       “อุ้ย”
       พิชชารีบวิ่งออกจากห้อง จิราพัชรมองตาม พอเธอพ้นตา เขาก็เอื้อมมือไปหยิบนาฬิกาที่อยู่ตรงซอก
       โซฟาออกมาเอามาใส่ ยิ้มที่แกล้งเธอได้อีกครั้ง
      
       พิชชาและกิ่งเทียน เปิดดูถุงใส่ขยะ ไล่ค้นไปทีละใบๆ กิ่งเทียนส่ายหน้า
       “ไม่เห็นมีเลย แน่ใจหรือเปล่าว่ามันหลงไปอยู่ในขยะ”
       “ก็ไม่แน่ใจนะ แต่ค้นที่ห้องพักแล้วมันไม่อยู่ที่นั่น”
       “เธอนี่มันดวงซวยกับเรื่องนาฬิกาจริงๆ”
       พิชชานึกถึงตอนถูกแพนแกล้งเรื่องนาฬิกาเธอหยุดคิด
       “นั่นสิ เป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยดีเลย”
       พิชชายิ่งร้อนใจ ค้นไปค้นมาจนเละ
       “ถุงนั้นฉันดูแล้ว พิชชาใจเย็นๆ นั่น เละเทะหมดเลย”
      
       จิราพัชรนั่งกินมื้อเที่ยงอยู่คนเดียวอยู่ในสโมสรด้วยความหิว พิชชาเดินเข้าไปหา วางนาฬิกาเรือนใหม่ให้เขา จิราพัชรมองนาฬิกานั้น หยิบขึ้นมาดู
       “ขอโทษด้วยค่ะ ฉันหานาฬิกาของคุณไม่เจอ ตอนนี้ขอให้คุณใช้เรือนนี้ไปก่อนนะคะ”
       จิราพัชรวางนาฬิกานั้นไว้ที่เดิม
       “ดิฉันจะซื้อใช้คืนให้ทีหลัง นาฬิกาของคุณราคาเท่าไหร่คะ”
       “แพงเอาการอยู่นะ ตอนซื้อมาก็ สามพันเหรียญ”
       พิชชาคำนวณค่าจากราคาที่เขาบอก เธอตกใจเมื่อคิดเป็นเงินไทย
       “แพงขนาดนั้นเชียวเหรอ”
       พิชชาตะลึง จิราพัชรเห็นอาการตกใจของเธอก็เปลี่ยนท่าที
       “ไว้คุยเรื่องนี้ทีหลังนะ”
       เขาเลิกชายเสื้อดูเวลา พิชชาเห็นนาฬิกาที่ข้อมือเขาก็จำได้
       “เอ๊ะ” พิชชายิ้มดีใจ “คุณเจอมันแล้วเหรอคะ”
       พิชชาโล่งใจ สักพักเธอค่อยๆ ลำดับเรื่อง ก็เข้าใจ เขาแกล้งเธอ
       “มื้อเช้าอาหารอร่อยนะ”
       พิชชาโกรธที่เขาแกล้งในสิ่งที่ฝังใจกลัวของเธอ
       “แค่ล้อเล่นน่า”
       พิชชายกแก้วน้ำที่วางอยู่ข้างๆ สาดน้ำใส่หน้าเขา แขกโต๊ะอื่นที่เห็นก็ตกใจ หันไปมองทั้งคู่
       “ล้อเล่นเหรอ” พิชชาน้ำตาคลอ “คุณไม่คิดถึงใจคนอื่นที่ต้องทุกข์ร้อน เพราะอาจจะต้องถูกมองว่าเป็นขโมย คนอย่างคุณมันใจดำ ฉันเกลียดคนแบบนี้ที่สุด”
       จิราพัชรมองเธอเสียใจ เขารู้สึกผิด พิชชาร้องไห้ เธอรู้สึกตัว ลืมไปว่าเขาเป็นแขกคนหนึ่งของโรงแรม พิชชากลั้นสะอื้นไว้
       “ขอโทษจริงๆค่ะ ดิฉันขอตัวนะคะ”
       พิชชาเดินจากไป จิราพัชรหยิบนาฬิกาที่เธอซื้อมาใช้เขามาดู รู้สึกเห็นใจเธอ
      
       บ่ายวันนั้น พิชชาออกจากห้องกำลังจะกลับบ้าน ระหว่างทางสวนกับพาณี
       “พิชชา เธอจะไปไหนน่ะ”
       พิชชาหยุดเดิน หันไปตามเสียงเรียก
       “กลับบ้านค่ะ”
       “อ้าว นี่เธอยังไม่ย้ายเข้ามาอยู่หออีกเหรอ”
       “กำลังจะย้ายเข้ามาค่ะ จะกลับไปเก็บของที่บ้านก่อน”
       “แล้วก็ที่อยากจะเตือนเธอเอาไว้หน่อย ที่นี่มันเป็นโรงแรมที่มีแขกเข้ามาพักตลอดเวลา ทำงานที่นี่ไม่ใช่มาเล่นขายของนะ อย่าทำสิ่งที่จะทำให้ชื่อเสียงของโรงแรมเสียหาย”
       พาณีพูดจบก็หันเดินออกไป พิชชาเรียกไว้
       “เดี๋ยวค่ะ ฉันทำอะไรเสียหายเหรอคะ”
       “นี่เธอ อย่ามาต่อปากต่อคำกับฉัน ที่เธอเอาน้ำสาดหน้าแขกที่ห้องอาหาร เมื่อบ่ายนี้ นั่นน่ะเสียหายไหม มีคนเห็นตั้งหลายคน”
       พิชชาเถียงไม่ออก เธอเงียบยอมรับ
       “อย่าให้มีอะไรแบบนี้ซ้ำสอง ฉันเซ็นไล่ออกจริงๆ เธอไม่ได้กลับมาทำงานที่นี่อีกแน่ๆ”
       พาณีกวาดตามองพิชชาที่นิ่งเงียบ ตั้งแต่หัวจรดเท้า
       “อ้อ แล้วอย่าใช้ทางลัดอื่นด้วยล่ะ”
       พิชชารู้สึกได้ถึงคำพูดส่งท้ายของพาณีที่ดูถูกเธอ พิชชามองพาณีเดินจากไปด้วยความท้อใจ
      
       พิชชาขี่มอเตอร์ไซค์เข้าหมู่บ้านมาเธอเห็นรถเก๋งคันหนึ่งจอดอยู่ที่รั้วบ้าน พิชชาขับเลยไป จอดแอบที่ใต้ต้นไม้ห่างออกไป ยืนหลบมองที่รั้วหน้าบ้าน สุนทรี พงษ์ และประชา ยืนคุยกันอยู่ ประชาส่งกล่องของขวัญให้สุนทรี เธอไม่อยากรับ แต่พงษ์คะยั้นคะยอ สุนทรีรับแบบเสียไม่ได้ ประชาเดินกลับไป พงษ์เดินไปเปิดประตูให้ แล้วขึ้นรถขับออกไป พิชชารอจนรถเลี้ยวออกไปจากซอย
      
       สุนทรีนั่งกินเหล้า พิชชานั่งอยู่ข้างๆ
       “แม่”
       “แค่แก้วเดียวน่า”
       สุนทรียกแก้วดื่ม
       “ที่หอ เขาให้กลับบ้านได้อาทิตย์ละครั้ง”
       “เมื่อกี้ คุณประชา เขาเอาของมาฝากไว้ให้ แม่รู้ว่าแกไม่ชอบเขา แต่เขาช่วยประกันตัวพี่แกออกมา บ้านนี้เขาก็...” สุนทรีถอนใจ “ช่างมันเถอะ”
       พิชชารู้ความรู้สึกของสุนทรี ที่ลำบากใจจะเอ่ยปากเรื่องที่ประชาอยากได้เธอไปเป็นเมียเขา พิชชา
       เข้าไปกอดสุนทรี
       “หนูขอโทษนะแม่ ที่ทำให้แม่ลำบากใจ แต่หนูยังอยากอยู่กันแม่ลูกแบบนี้ไปให้นานอีกหน่อย ปีหน้าบัญชีฝากเงินของหนูก็ถอนออกมาใช้ได้แล้ว แม่เอาไปใช้หนี้ เราจะได้สบาย ไม่ต้องไปพึ่งใครเขาอีกนะแม่นะ”
       สุนทรีรับความรู้สึกที่พิชชาต้องลำบากเพราะเธอและพงษ์ สุนทรีเห็นใจลูก
       “แม่เสียใจนะที่แกต้องลำบากแบบนี้ ตอนนั้นแม่น่าจะปล่อยแกไป”
       “แม่ก็…”
       ทั้งคู่ไม่พูดอะไรอีก กอดและโยกตัวปลอบกันและกัน
      
       พิชชาเข้ามาในห้อง เก็บเสื้อผ้าและของส่วนตัวลงกระเป๋า เธอเปิดกล่องที่เก็บของสำคัญออก ในนั้นมีถ้วยสองใบที่มีรูปเธอและพาทิน เธอมองถ้วยใบความรู้สึกคิดถึงเขาท้นใจ เธอน้ำตาไหล กอดถ้วยนั้นไว้กับอก
ตอนที่ 5
      
       ในสตูดิโอริมหาด พาทินเดินดู งานศิลปะในหลายรูปแบบที่ ดนัยเพื่อนรุ่นพี่ขนเข้ามาในสตู เขาสะดุดตากับถ้วยเซรามิคที่รูปร่างเบี้ยว เขานึกถึงถ้วยที่เคยทำเอาไว้เมื่อครั้งเป็นเด็ก ดนัยยืนมองพาทินสำรวจพื้นที่
      
       “เป็นไงทิน ไหวไหม”
       “รักเลยพี่ ขนของมาพรุ่งนี้ได้เลยไหม”
       “ก็ดีเลย พี่เองเสียดายที่นี่เหมือนกัน แต่ต้องกลับไปอยู่บ้านเป็นเพื่อนแม่ แกอายุเยอะแล้ว”
       “พี่เข้ามาทำงานได้เหมือนเดิมที่พี่ทำก็ได้ ผมใช้พื้นที่ทำงานไม่เยอะหรอก”
       “ไม่เป็นไร ที่บ้านก็ยังมีพื้นที่พอทำงานได้อยู่”
       “ผมอยู่คนเดียว มันเหงาเหมือนกันนะ”
       “แกจะนอนที่นี่ด้วยเหรอ”
       พาทินพยักหน้ารับ ดนัยถามอย่างสงสัย
       “แฟนแกไม่ว่าเอาเหรอ”
       “อร เขาเข้าใจผมอยู่แล้วล่ะ”
       พาทินสังเกตว่าดนัยหิ้วกระเป๋ากล้องอยู่
       “พี่ไปไหนต่อเนี่ย”
       “ว่าจะไปถ่าย วีดีโอ ทำอินสตอเลชั่น แถวๆ เขาเต่าหน่อย สนใจหรือเปล่า”
       พาทินพยักหน้ารับทันที
      
       พาทินเดินเล่นที่ริมหาด มองดูดนัยเพลินถ่ายวีดีโอ ในบริเวณชุมชนแถวหาดเขาเต่า พาทินยืนมองเรือประมงที่จอด เดินดูชุมชน ชาวเลที่เก็บของ แม่ค้าตากปลา พิชชาที่แวะซื้อของ หยิบใส่ตะกร้ามอเตอร์ไซค์ สตาร์ทเครื่องวิ่งออกจากชุมชน พาทินเดินจากทางแยก พิชชาขี่รถผ่านหน้าเขาไป เขาหันมาพอดีเห็นเสี้ยวหน้าของเธอ เขาจำเธอได้ทันที รีบจ้ำเดินกลับไป แต่พิชชาขี่รถออกไปไกลแล้ว พาทินวิ่งตามไปที่ถนน แต่เธอหายไปแล้วเขายืนคิด ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือคิดไปเอง
      
       เย็นนั้น พาทินและดนัยนั่งดู วีดีโอที่ดนัยถ่ายเอาไว้ กรอย้อนหลัง เดินหน้าอยู่หลายครั้ง ดนัยถามอย่าไม่เข้าใจ
       “แกจะดูอะไรเหรอ”
       “เหมือนคนรู้จักน่ะพี่ ไม่เจอกันมาหลายปีแล้ว พี่ๆ หยุดตรงนี้หน่อย”
       ภาพในกล้องเห็นพิชชา พาทินยิ้มดีใจ เขามองภาพเธอในกล้องอยู่นาน ใช่เธอจริงๆด้วย
      
       จิราพัชรแต่งตัวเพื่อไปงานแต่งงานขอแม่ไปที่กรุงเทพ เขาได้ยินเสียงเคาะประตู จึงเดินไปเปิด พบว่าพาทินยืนที่ประตู จิราพัชรแปลกใจ
       “อ้าว เอ้ย”
       “โชคดี ที่แกยังไปออกไป กูขอนอนที่ห้องมึงสองสองคืนได้ไหม”
       จิราพัชรสงสัย
       “ทำไมวะ”
      
       พาทินและจิราพัชร เดินคุยกันไปตามทางเดินไปตึกใหญ่
       “มีเรื่องฉุกละหุกอะไร ถึงกับต้องมาขอนอนกับกูเนี่ย”
       พาทินหัวเราะ
       “มึงนี่พูดน่าเกลียด”
       “อะไรๆ ไม่ต้องมากลบเกลื่อนเลย แค่กรุงเทพ ขับรถไปสองสามชั่วโมงก็ถึงแล้ว มีเรื่องอะไรบอกมา
       พาทินยิ้ม
       “ไม่มีอะไรหรอก สตูดิโอที่เช่าไว้มันยังไม่พร้อมเข้าไปอยู่”
       “ไม่ใช่เหตุผลว่ะ”
       พาทินจำนนขี้เกียจหลบเลี่ยง เมื่อเพื่อนไล่ซัก
       “พอดีเจอคนรู้จัก”
       จิราพัชรมองหน้า
       “นั่นไง แล้วคนรู้จักนั่นเป็นผู้หญิงใช่ไหม”
       พาทินไม่ตอบ จิราพัชรมองเขาด้วยความสงสัย พาทินรีบตัดบท
       “จะเล่าให้ฟังทีหลัง”
       จิราพัชรพยักหน้ายอมรับ เขายื่นกุญแจห้องให้
       “ลับลม คมในนะมึง เอ้า...กุญแจห้อง แล้วนี่มือถือที่มึงลืมเอาไว้ เมื่อคราวที่แล้วแบตจะหมดแล้ว เอางี้ เดี๋ยวกูจะไปฝากชาร์จที่ฟร้อนท์ พรุ่งนี้เช้าค่อยไปเอาก็แล้วกัน”
       “มึงไปกี่วัน”
       “เต็มที่ก็สองวัน มึงพักตามสบาย ทุกอย่างก็ลงบัญชีห้องเอาไว้ กูมาเคลียร์ทีหลังเอง”
       “ขอบใจ”
       จิราพัชรนึกได้
       “เฮ้ยๆ อันนี้สำคัญ มึงห้ามยุ่งกับคุณช้อยของกูนะ”
       พาทินแปลกใจ
       “ของมึงเหรอ”
       “เออสิ กูรู้มึงไม่ใช่คนแบบ มือไวใจเร็ว แต่กูหวงว่ะ”
       พาทินมองหน้าเพื่อน
       “เอาจริงเหรอ”
       “ไม่มีความหมายหรอก”
       “ยังไงของมึง”
       “มึงรอตรงนี้แหละ เดี๋ยวกูกลับมา”
       จิราพัชรยิ้มบริสุทธิ์ แบบคนมีความรัก พาทินเห็นรอยยิ้มนั้น จิราพัชรวิ่งออกไป พาทินรู้สึกว่าเพื่อนเปลี่ยนไป
      
       พิชชาทำงานอยู่ที่ส่วนทำงานแผนกแม่บ้าน เธอละมือจากการทำงาน เมื่อจิราพัชรเข้ามาหา
       “ผมจะขึ้นไปกรุงเทพ สักสองวัน” เขาหยิบมือถือของพาทินออกมา “อันนี้ของเพื่อนผมฝากชาร์จที่ฟร้อนท์ให้ด้วยนะ เขาจะมาพัก ช่วงที่ผมไปกรุงเทพ ฝากคุณดูแลเขาด้วยนะ”
       พิชชารับมือถือมา รับฟังสิ่งที่เขาฝากไว้ด้วยท่าทีเมินเฉย จิราพัชรรู้สึกเก้อเขินที่จะพูดกับเธอเป็นปกติเหมือนก่อนหน้านี้ เขาเดินเข้าไปใกล้ยื่นข้อมือที่ใส่นาฬิกาที่เธอซื้อมาใช้เขา ให้เธอดู
       “คุณว่าไง เหมาะกับชุดนี้ดีนะ”
       พิชชากวาดตามองแว่บหนึ่ง ก่อนที่จะวางเฉยต่อ
       “เท่ห์ดี ผมชอบกว่าเรือนเก่าอีกนะ”
       พิชชายังคงเฉย จิราพัชรสาธยายคุณสมบัติต่างๆ ให้เธอฟัง
       “จับเวลาก็ได้ มีไฟสว่างกว่าไฟฉายอีกนะ พอกดตรงนี้แล้วไฟกระพริบด้วย”
       พิชชาอดยิ้มไม่ได้ กับท่าทางเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ของเขา เธอรู้สึกตัวฝืนเก็บรอยยิ้มนั้นไว้ จิราพัชรแอบเห็น เขาดีใจที่เธอคลายความโกรธเขาลงไปบ้าง
       “ผมขอโทษนะ เรื่องที่แล้วๆ มา ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้คุณเสียใจนะ”
       จิราพัชรรู้สึกว่าตัวเองแปลกๆ ที่พูดอะไรแบบนี้ออกมา
       “ไปล่ะ ไว้ค่อยพบกัน”
       จิราพัชรเดินไปท่าทางเก้อๆ เขินๆ พิชชามองหลังเขา รู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร
      
       พาทินนั่งรอที่เก้าอี้แถวสวน เขานั่งนึกถึงหน้าของพิชชาที่เห็นในวีดีโอของดนัย เขาเผลอยิ้มดีใจ
       อย่าไม่รู้ตัว จิราพัชรเดินกลับเข้ามา เขาเห็นพาทินนั่งยิ้มอยู่คนเดียว
       “เออ ยิ้มคนเดียวก็เป็นนะมึง”
       พาทินรู้สึกตัว
       “ทำไมนานนัก”
       “มีธุระหัวใจนิดหน่อย ไม่ต้องเปลี่ยนเรื่อง เมื่อกี้เห็นมึงนั่งยิ้มคนเดียว”
       “ไปเถอะเดี๋ยวก็ตกเครื่องหรอก”
       “กลับต้องขอสอบสวนหน่อยว่ะ มึงมีพิรุธ”
       พาทินหัวเราะ ทั้งคู่เดินไปที่ลานจอดรถ
      
       พิชชาเดินมาที่ฟร้อนท์ หยิบมือถือที่จิราพัชรฝากมา เสียบชาร์จแบตไว้ เธอเขียนโน้ตกำกับเอาไว้ที่เครื่อง แขกห้อง 101
      
       สายวันรุ่งขึ้น พาทินเดินไปตามชุมชน เข้าซอยนั้นซอยนี้ไปทั่วเดินผ่านสุนทรีที่กำลังซื้อปลาจากชาวบ้านที่รู้จักกัน เขาจำเธอไม่ได้
      
       พิชชาเข้ามาทำความสะอาด จัดห้องพักของจิราพัชร หลังจากเสร็จเรียบร้อย เธอหยิบโทรศัพท์มือถือที่ฝากชาร์จ วางไว้ที่โต๊ะ เขียนโน้ตบอกแขกในห้องไว้
       ​
       พาทินกลับเข้ามาในห้อง ล้มตัวลงนอนบนโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อน เขาหาพิชชาไม่พบ เห็นโทรศัพท์มือถือวางไว้บนโต๊ะ หยิบโน้ตที่เขียนไว้ออกดู เธอเขียนบอกเรื่องของใช้ต่างๆ ที่เตรียมไว้ให้ เสื้อผ้าและข้อความที่ฝากไว้บนมือถือ พาทินเปิดข้อความดู เป็นข้อความของอรอินทุ์ ที่ฝากไว้
       “คุณอยู่ที่ไหน โทรกลับหาฉันนะคะ”
       “พัชรบอกว่า คุณพบคนรู้จัก”
       “โทรหาฉันนะถ้าคุณว่าง”
       พาทินมองข้อความของอรอินทุ์ รู้สึกผิดที่ปิดบังเรื่องของพิชชาเอาไว้ แต่ก็ไม่กล้าบอกความจริงให้รู้ พาทินมองโน้ตที่พิชชาทิ้งเอาไว้
       “ถ้ามีอะไรติดขัด หรือปัญหาในส่วนไหนของบริการห้อง โทรตามดิฉันได้เสมอค่ะ...ยินดีค่ะ ช้อย”
       พาทินมองหมายเลขโทรศัพท์ที่พิชชาทิ้งไว้รู้สึกแปลกใจ
      
       เช้าตรู่วันถัดมา...พาทินยังคงเดินตามหาพิชชา ไปทั่วละแวกนั้น แต่ก็ยังไม่พบเธอ เขานั่งพักที่หาดมองเรือประมงที่จอด มองดูชาวบ้านทำกิจกรรมของพวกเขาไป พาทินมองขอบฟ้าถอนใจ ได้แต่คิดถึงเธอ
      
       ช่วงสายๆ พิชชาเข็นรถที่มีของต่างๆ ที่ใช้ในการเก็บกวาด จัดห้องพัก ไปตามห้องพักในโรงแรม
      
       พาทินนั่งดื่มน้ำในร้านอาหาร เขาโทรคุยกับดนัยไปด้วย
       “ขอบคุณมากพี่...ไม่เป็นไรครับ...เขาเป็นคนที่ผมเคยรู้จัก...ครับๆ...แค่นี้ก็ขอบคุณพี่มากเลย...แล้วคุยกันอีกทีนะพี่”
      
       พาทินวางสาย ที่โทรศัพท์มีสัญญาณเตือนว่า แบตเตอรี่อ่อน เขาหยิบโน้ตของพิชชา ออกมาดู กดหมายเลขโทรหา

      พิชชาเข็นรถอุปกรทำความสะอาดไปตามห้องพัก เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมาดู เห็นหมายเลขที่ไม่คุ้น พิชชามองหมายเลขสี่ตัวท้ายนั้น รู้สึกแปลกใจ
       “สวัสดีค่ะ”
       “คุณช้อย ใช่ไหมครับ”
       พิชชารู้ว่า คนที่ปลายสายคือเพื่อนของจิราพัชร จากชื่อที่เขาทัก เธอคุ้นเสียงจากปลายสายนั้นมาก
       “ค่ะ”
       “พาทินผมพักอยู่ห้อง 101 ครับ”
       “อ๋อ ค่ะ มีอะไรให้รับใช้หรือคะ”
       พิชชานิ่งฟัง แต่ปลายสายก็เงียบไปพักใหญ่ๆ
       “ผมต้องวานให้คุณ ชาร์จโทรศัพท์ให้หน่อย”
       พิชชาแปลกใจ
       “หมดแล้วเหรอคะ”
       “มันคงเสื่อมแล้วล่ะครับ”
       “ฝากไว้ที่ฟร้อนท์ได้เลยค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะจัดการให้”
       ปลายสายเงียบลงไปอีกครั้ง พาทินนิ่งฟังเสียงนั้น
       “ขอโทษนะคะ ถ้ามีอะไรไม่สะดวกอยู่บ้าง”
       “เบอร์ต่อฝ่ายพนักงาน เบอร์อะไรหรือครับ”
       “ทำไมหรือคะ”
       “จะบอกเขาว่า ถ้ามีการจัดลำดับพนักงานบริการประทับใจ คุณน่าจะเป็นหนึ่ง
       ในนั้น”
       พิชชาหัวเราะเบาๆ
       “มันเป็นหน้าที่อยู่แล้วค่ะ...งั้นรบกวนถามเรื่องบริการด้วยค่ะ ทำไมคุณถึงเลือกมาพักที่นี่คะ”
       “อืม ผมมาตามหาคนที่เคยรู้จักน่ะครับ”
       “แล้วพบไหมคะ”
       “ยังเลยครับ...”
       พาทินนิ่งฟังเสียงเธอ เขารู้สึกว่าเธอเองก็นิ่งฟังเสียงของเขาเช่นกัน
       “ขอโทษนะครับ รู้สึกผมจะตอบไม่ตรงคำถาม”
       พิชชารู้สึกว่าตัวเอง ต่อปากต่อคำกับแขก จนเข้าไปรับรู้เรื่องส่วนตัวของแขกมากเกินไป
       “เอ่อ ขอตัวนะคะ ต้องวางสายแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวจะจัดการเรื่องโทรศัพท์ให้นะคะ”
       “รบกวน ฝากด้วยนะครับ”
       “ยินดีค่ะ”
       พิชชาวางสาย แต่มีความรู้สึกบางอย่างเกี่ยวกับแขกห้อง 101 ที่ค้างอยู่ในใจของเธอ...พาทินเองก็เกิดความรู้สึกแบบเดียวกับพิชชา
      
       พาทินนั่งรถกลับไปที่โรงแรม เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขารับสาย
       “สวัสดีครับ...ครับผมเอง...อะไรนะครับ...ฮัลโหล ได้ยินไม่ชัดเลยครับ อรทำไมนะครับ โรงพยาบาลครับ ฮัลโหล ๆ”
       แบตเตอรี่โทรศัพท์หมด สัญญาณขาดหาย พาทินมองตัดสินใจ
       “ขอโทษด้วยนะครับ รบกวนไปส่งผมที่สนามบินหน่อย”
       รถเปลี่ยนเส้นทาง เลี้ยวไปสนามบินหัวหิน
      
       พิชชาเดินมาที่ฟร้อนท์ มองดูส่วนที่ชาร์จมือถือ ไม่มีโทรศัพท์เครื่องนั้น เธอเดินไปถามนิตยา พนักงานที่ฟร้อนท์
       “พี่นิ แขกห้อง 101 เข้ามาหรือยัง”
       “ยังเลยนะ มีอะไรเหรอ”
       “เขาวานให้หนูดูโทรศัพท์ที่ฝากชาร์จน่ะค่ะ”
       “ไม่เห็นมีนะ”
       “ค่ะ”
       พิชชารู้สึกผิดหวังเล็กๆ
      
       อรอินทุ์นอนหลับอยู่บนเตียงผู้ป่วย อัจฉรา มารดาของเธอนั่งอยู่ข้างเตียง พาทินเปิดประตูเข้ามา อัจฉราหันไปมองเขา
       “เธอไปอยู่ที่ไหนมา ก็รู้ว่าน้องไม่ค่อยแข็งแรง ยิ่งติดต่อเธอไม่ได้ก็กังวล”
       “ขอโทษด้วยครับ”
       พาทินมองอรอินทุ์ รู้สึกผิด
      
       อรอินทุ์ยังคงนอนพักบนเตียง พาทินนั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างๆ มือของเธอกุมมือเขาเอาไว้ พาทินมองค่อยๆ ดึงมือตัวเองออก ลุกขึ้นจะหยิบของ อรอินทุ์ดึงมือเขากลับไม่ยอมปล่อยกุมมือเขาต่อ ทั้งที่ตายังปิดสนิท พาทินยิ้มกับเล่ห์น่ารักของอรอินทุ์
      
       ค่ำนั้น พิชชามาที่ห้อง เห็นห้อปิดไฟมืด ดูเหมือนแขกที่พักยังไม่กลับเข้ามา เธอหยิบกุญแจออกมา ลังเล...พิชชาไขเข้ามาในห้อง เธอเปิดไฟ จิราพัชรนั่งอยู่ในความมืดที่โต๊ะ ในมือมีแก้วเหล้าอยู่ในมือ เหล้าในขวดดูพร่องไปค่อนขวด พิชชาตกใจนิดหน่อย ไม่คิดว่าจะพบเขา
       “ขอโทษด้วยค่ะ ไม่คิดว่าคุณจะกลับมาแล้ว”
       พิชชาหันกลับ กำลังจะเดินออกจากห้อง จิราพัชรเรียกไว้
       “อยู่ก่อนสิ”
       เขาลุกขึ้นท่าทางเมาๆ ทรงตัวไม่ค่อยอยู่เดินไปหาเธอ
       “บังเอิญจัง ผมกำลังจะโทรหาคุณอยู่พอดี”
       “มีอะไรจะใช้ดิฉันหรือคะ”
       “อย่าทำห่างเหินสิ...” เขามองหน้าเธอ “รู้ตัวไหมว่าคุณเป็นคนน่ารัก”
       พิชชาถอยออกมา เมื่อจิราพัชรก้าวเข้าหา เขารู้สึกตัว
       “เหม็นเหล้าเหรอ”
       “มีอะไรหรือคะ”
       “ทำไมต้องกินเหล้าน่ะเหรอ”
       พิชชาอึดอัดใจ ที่จิราพัชรอยากให้เธอ เข้าไปรับรู้ความรู้สึกของเขา
       “ไม่จำเป็นต้องบอกดิฉันหรอกค่ะ ขอตัวนะคะ”
       พิชชาเดินปลีกตัวออกมา
       “ฉันดื่มฉลองไง ฉลองที่แม่กำลังจะแต่งงานใหม่ แม่จริงๆ ของฉันอยู่เมืองนอก กำลังจะแต่งงานใหม่เป็นครั้งที่ 4 พ่อฉันก็จะแต่งเป็นครั้งที่ 5”
       “คุณไปงานวันเกิดของแม่ไม่ใช่เหรอคะ”
       จิราพัชรถอนใจ
       “ผมมีแม่อยู่สองคน คนหนึ่งทิ้งผมไป ส่วนอีกคนก็ไม่ใยดี ก็ผมไม่ใช่ลูกจริงๆของเขานี่”
       พิชชารับรู้เรื่องของจิราพัชร เธอเห็นใจเขา แต่ไม่แสดงความรู้สึกนั้นออกมา
       “เออ แล้วนี่ผมมาพูดให้คุณฟังทำไม”
       จิราพัชรเห็นพิชชาไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมา เขาคิดว่าเธอเย็นชากับเขา
       “คุณเป็นใคร สำคัญถึงขั้นที่ต้องมาเล่าให้ฟังด้วยเหรอ”
       พิชชายังคงนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอะไร จิราพัชรู้สึกหงุดหงิดกับเธอ
       “ผมเข้าใจแล้ว เพราะผมสนใจคุณนี่เอง”
       พิชชาคิดว่าเธอต้องรับรู้มากเกินพอแล้ว
       “ขอตัวนะคะ”
       พิชชาเดินออก จิราพัชรคว้าข้อมือเธอ ดึงตัวเข้ามาใกล้ พิชชาตกใจ
       “มาคบกับผมได้ไหม เป็นคนรักของผมได้ไหม”
       พิชชาอึ้ง คาดไม่ถึงกับคำขอของเขา
       “ผมจะดูแลคุณ ให้ทุกอย่างที่คุณต้องการ”
       “ขอตัวนะคะ ดิฉันต้องกลับไปทำงานต่อ”
       จิราพัชรไม่ยอมปล่อย พิชชาดึงมือกลับ เดินหนี เขาดึงเธอเข้ามากอด พยายามจะจูบ พิชชาเบี่ยง
       หน้าหลบ ทั้งคู่ยื้อยุดกันอยู่ครู่หนึ่ง จิราพัชรรู้สึกตัว เขาผ่อนแรง พิชชาผลักเขาออก เดินหนีไป
      
       พิชชาวิ่งออกมาจากห้อง พาณี ตรวจดูความเรียบร้อยของห้องพักของแขกที่อยู่ตรงข้าม
       “ดูเรื่องก้นบุหรี่ ด้วยนะ บางทีแขกก็ทิ้งไว้ตรงสวน”
       พิชชาวิ่งมาพบพาณีพอดี พาณีมองพิชชา เสื้อผ้าดูไม่เรียบร้อย ผมเผ้าของพิชชายุ่งหลุดทรง พิชชารีบเดินจากไป พาณีมองไปที่ห้องที่พิชชาวิ่งออกมา
      
       พิชชาเดินกลับหอพัก เสียงฝากข้อความดังขึ้น เธอหยิบโทรศัพท์เปิดดูข้อความ เป็นข้อความจากแขกห้อง 101 อีกคน เธอจำหมายเลขสี่ตัวท้ายได้
       “พอดีมีธุระด่วนต้องกลับกรุงเทพ เลยไม่ได้ฝากโทรศัพท์ที่ฟร้อนท์ เกรงว่าคุณจะรอ ต้องขอโทษด้วย แขกห้อง 101”
       พิชชา มองข้อความนั้น มีความรู้สึกสองอย่างที่ปะทะกันอยู่ข้างใน เสียใจเรื่องที่จิราพัชรทำ ดี
       ใจที่มีบางคนยังใส่ใจเธอ พิชชานิ่งมองข้อความนั้นอยู่ครู่ใหญ่ ตัดสินใจพิมพ์ข้อความตอบกลับไป
       “ไม่เป็นไรค่ะ หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนะคะ ขอบคุณที่กังวลเรื่องของดิฉันเป็นเรื่องเล็กน้อยเองค่ะ ช้อย”
       พิชชากดส่งข้อความนั้นไป เธอมองท้องฟ้า แสงจันทร์สว่าง
      
       พาทินยืนสูบบุหรี่ ที่ปลายสุดทางเดินของห้องพักฟื้น เขายืนมองแสงจันทร์ที่ส่องลงมา ครุ่นคิดถึงพิชชา ภาพของเธอในวัยเยาว์ และภาพที่เขาพบเธอล่าสุด ผุดขึ้นมาในหัว
      
       วันใหม่...จิราพัชรนั่งคิดถึงเรื่องที่ทำกับพิชชาเมื่อคืน กิ่งเทียนเคาะประตู เดินเข้ามาในห้อง จิราพัชรหันไป แปลกใจที่เป็นกิ่งเทียน ไม่ใช่พิชชา
      
       “มีอะไรให้รับใช้คะ”
       “แม่บ้านคนเก่าไปไหนล่ะ”
       “พิชชา เหรอคะ” กิ่งเทียนน้ำเสียงประชด “ตอนนี้ถูกพักงาน ได้ยินว่าเธอมีเรื่องไม่ดีงามกับแขกคนหนึ่งค่ะ หัวหน้าแผนกรู้เข้า ก็เลยพักงานเธอ เธอคงถูกไล่ออก เพราะแขกท่านนั้น ทำยังไงได้คะท่าน งานแบบนี้ สำหรับคนอย่างเรา มันก็มีแต่เสีย”
       จิราพัชรรู้สึกว่าถูกประชดอยู่
       “ฉันถามแค่นิดเดียว”
       กิ่งเทียนประชดต่อ
       “ขอโทษที่ทำให้ท่านรำคาญใจ แต่ดิฉันสงสารเธอน่ะค่ะ นี่ก็เห็นว่าพี่ชายของเธอ พาไปแนะนำให้เจ้าของเงินกู้รู้จัก เธออาจจะต้องแต่งกับเขาเพื่อใช้หนี้”
       จิราพัชรคิดตามสิ่งที่กิ่งเทียนเล่า กิ่งเทียนประชดต่อ
       “ดิฉันต้องขอตัวนะคะ ถ้าท่านจะออกจากห้องพัก ก็โทรเรียกนะคะ ดิฉันจะกลับเข้ามาทำความสะอาด จัดห้องให้ทีหลังค่ะ ดิฉันยังไม่อยากถูกไล่ออก”
       กิ่งเทียนไม่รอคำตอบ หรือท่าทีอะไรของจิราพัชร เธอเดินออกไปจากห้อง
       “เดี๋ยวก่อน”
      
       พาทินและดนัย ช่วยขนของเข้าสตูดิโอ อรอินทุ์ เดินตามดู พยายามช่วย ดนัยห้าม
       “คุณอร ไม่ต้องหรอกครับ ไปนั่งนิ่งๆ ส่งใจช่วยเจ้าทินมันก็พอ”
       อรอินทุ์ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นภาระ เธอหยิบพวกของเล็กๆ น้อยๆ ช่วยจัดระเบียบ ดนัยบุ้ยใบ้ให้พาทินดู พาทินยิ้มปล่อยให้เธอช่วย อรอินทุ์จัดวางภาพเขียนของเขาไว้มุมหนึ่งของสตู เธอเห็นภาพทะเล ก็จำได้ว่าพาทินมีอดีตกับที่นั่น เธอหยิบมันขึ้นมาดู
       “ทินคะ หาดนี้อยู่ไกลไหม”
       พาทินละมือ มองดูภาพเขียนที่เธอถามถึง
       “พาฉันไปหน่อยได้ไหมคะ”
       พาทินยิ้มให้ เขาพยักหน้ารับ
      
       จิราพัชรจอดรถ เดินมาตามทางแถวบ้านสุนทรี ตามที่กิ่งเทียนบอก เขาแอบยืนมองที่บ้านหลังหนึ่ง เห็นพงษ์และพิชชา กำลังรอประชาเข้ามา จีราพัชรค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ทั้งคู่ พงษ์กำชับพิชชา
       “ทำตัวให้ดีๆ ล่ะ คุณประชาเขาเป็นคนดีใช้ได้คนหนึ่ง เขาชอบแกนะ”
       พิชชานิ่งฟังพงษ์พูด โดยที่ไม่รู้สึกอะไร พงษ์เห็นท่าทีของพิชชาก็เดาความรู้สึกของเธอออก
       “แกไม่ต้องคิดอะไร ไม่ได้มีแฟนอยู่ไม่ใช่เหรอ ถึงเขาจะไม่ได้เป็นคนรวยมากมาย แต่ถ้าได้กับเขา ชีวิตของเราก็จะดีขึ้น เข้าใจนะ ดีนะที่วันนี้แม่ไม่อยู่พูดกับแกตัวต่อตัวนี่ ค่อยง่ายหน่อย”
       เสียงรถยนต์วิ่งเข้ามาที่ถนนหน้าบ้าน พงษ์เดินไปรับ จิราพัชรค่อยๆ เดินทางสวนมะระ เข้าไปหาพิชชา เธอหันมาเห็นเขาเดินเข้ามาหาก็ตกใจ จิราพัชรคว้าข้อมือเธอดึงไปด้วยกัน...พงษ์และประชา เดินเข้ามาในบ้าน ไม่เห็นพิชชา พงษ์ตกใจ เขาหันมองไปมา เห็นทั้งคู่วิ่งไปทางสวน เขาวิ่งตามออกไป จิราพัชรจูงพิชชาวิ่งหนีไปขึ้นรถที่จอดไว้ขับออกไป พงษ์ตามไม่ทัน เขาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง
      
       จิราพัชรพาพิชชามาที่ชายหาด เขายืนเตะทรายด้วยความหงุดหงิดใจ พิชชายืนอยู่ข้างๆ มองท่าทีของเขา
       “ทำไมไม่บอกผมสักคำ เรื่องถูกไล่ออก”
       พิชชา มองเขาด้วยความหมั่นไส้ ที่เขาแสดงออกเหมือนว่ามันเป็นความผิดของเธอ
       “มันเป็นความผิดของฉันหรือไง”
       จิราพัชรถูกพิชชาย้อนถาม เขาพูดไม่ออก พิชชาตัดบท
       “ช่างมันเถอะ พูดไปก็มีแต่จะเสียความภูมิใจในตัวเอง”
       จิราพัชรทบทวนตัวเอง ในสิ่งที่ทำ เขาสำนึกได้
       “คุณคิดว่าเรื่องของคุณ มันทุกข์จนทนรับไม่ไหว เพราะคุณยังไม่รู้ถึงความทุกข์ของคนอื่นๆ เขา อยากฟังบ้างไหมว่าทุกข์ของคนอื่นมันเป็นยังไง ฉันไม่เคยได้อยู่ที่ไหนจนเรียกมันได้ว่าเป็นบ้านสักครั้ง พวกเราต้องย้ายหนีเจ้าหนี้ที่คอยมาทวงหนี้อยู่ตลอด พี่ชายของฉันก็ไม่เอาไหน เกเรมาตั้งแต่เด็กๆ มีเรื่องราวไม่เว้น เคยถูกทำร้ายจนมือข้างหนึ่งใช้ทำงานไม่ได้ แม่ก็ไม่เคยมีความสุข ต้องช้ำใจมาตลอด ตอนนี้เราพอจะอยู่ได้ ด้วยเงินเดือนจากงานที่ฉันทำ ตอนนี้ฉันตกงาน แล้วจะให้ฉันทำยังไง”
       จิราพัชรแย้ง
       “ก็ไม่เห็นจะต้องทำแบบนั้นเลย”
       “คุณประชานั่นเขามาชอบฉัน ในตอนนี้ฉันมีทางอื่นให้ปฏิเสธเขาเหรอ”
       จิราพัชรมองหน้า
       “เท่าไหร่ ที่คุณเป็นหนี้เขา ผมจะจ่ายให้”
       พิชชามองเขา
       “แบบนี้คุณคงไม่ปฏิเสธใช่ไหม ถ้าจะคบกับผม”
       พิชชารู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดออกมา เป็นการดูถูกอย่างแรง เธอตบหน้าเขาทันที
       “ฉันเสียใจที่ต้องมาพบคนใจดำอย่างคุณ ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก”
       พิชชาเดินไปทิ้งให้จิราพัชรยืนซึม
      
       พิชชาเดินเสียใจมาตามทาง พาทินและอรอินทุ์ นั่งอยู่ในรถ ทั้งคู่จอดที่ประตูทางเข้าอุทยาน พิชชาเห็นพาทินไกลๆ เธอหยุดยืนมองเขาครู่ใหญ่ เธอจำได้ว่าเขาคือพาทิน...พาทินเลี้ยวรถเข้าประตูอุทยานไป พิชชาเร่งฝีเท้าเดินตาม และเปลี่ยนเป็นวิ่งตามรถนั้นไป
      
       พาทินและอรอินทุ์ เดินไปตามชายหาด
       “เงียบดี เหมือนภาพที่คุณวาดไว้เลย”
       ภาพความหลังของเขากับพิชชา ซ้อนเข้ามาในความคิดของพาทิน
       “ที่นี่สำหรับผมมันไม่เคยเปลี่ยนไปเลย”
       อรอินทุ์ เห็นจิราพัชรที่ยืนมองทะเลคนเดียวอยู่ไกลๆ
       “นั่นพัชรหรือเปล่า”
       พาทินมองตาม
       “มาทำอะไรที่นี่ว่ะ” พาทินตะโกนเรียก “เฮ้ยไอ้พัชร”
       จิราพัชรได้ยินเสียงตะโกนเรียก เขาหันไปตามเสียงเรียก
      
       พิชชาเห็นรถของพาทินจอดอยู่ริมหาด เธอเหลียวมองหาเขา เห็นชายสองหญิงหนึ่งยืนคุยกันอยู่
       ตรงที่เธอเดินจากจิราพัชรมา พาทินยืนคุยกับจิราพัชร ส่วนอรอินทุ์ เดินเก็บก้อนหินสวยๆ และเปลือกหอยเล่น
       “โดนตบ” พาทินหัวเราะ “สมควรแล้ว”
       “มึงไม่เห็นใจเพื่อนบ้างเลยวะ”
       “เออสิ ใครล่ะ”
       จิราพัชรไม่ตอบ ลูบคลำแก้มข้างที่โดนตบ พาทินเหล่มองเพื่อน
       “คุณช้อย แม่บ้านเหรอ”
       “ยังเจ็บอยู่เลยเนี่ย”
       พาทินรู้ว่าเป็นช้อย เขารู้สึกหงุดหงิดจิราพัชรขึ้นมาทันที พาทินหยิบก้อนหินบนหาดใกล้ๆ ตัวขว้าง
       ระบายอารมณ์ไปในทะเล
       “มึงเป็นเพื่อนสนิทของกูนะ แต่กูไม่ชอบให้มึงทำตัวดูถูกผู้หญิงแบบนี้เลยว่ะ”
       จิราพัชรรู้สึกแปลกที่พาทินแสดงอารมณ์แบบนี้ออกมา
       “เฮ้ยๆ โกรธทำไมวะ”
       พาทินรู้สึกตัว
       “ขอโทษที...บางทีมึงก็ทำอะไรไม่คิดถึงคนอื่น กูรู้สึกว่าแม่บ้านช้อย เขาเป็นคนดี อย่าไปทำเล่นๆ กับเขาเลย”
       “ไม่ได้เล่นๆ กูจริงจัง”
       ทั้งคู่มองกัน หยั่งท่าที
       “ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน คนนี้กูจริงจัง”
       อรอินทุ์ เดินกลับมา เห็นทั้งคู่ดูขึงขัง
       “คุยอะไรกันน่ะ ดูซีเรียสจัง”
       อรอินทุ์ ยื่นไม้ที่เก็บมาให้พาทิน
      
       “วาดรูปให้ฉันหน่อย”
      
      พาทินกวาดไม้ในมือไปบนทราย อยู่พักหนึ่งจนเสร็จ ทั้งสามมองรูปที่พาทินวาดบนหาดทราย อรอินทุ์มองดูรูปแล้วยิ้ม เธอรู้สึกว่ามันดูไม่เหมือนเธอ
      
       “ไม่เห็นเหมือนฉันเลย”
       พาทินได้ยินอรอินทุ์ วิจารณ์ เขานึกถึงพิชชาคราวที่ต่อว่าเขาในแบบเดียวกัน
       “ใช่ พี่ไม่เคยวาดเหมือนเลย”
       แขนคู่หนึ่งเข้ามาสวมกอดพาทินจากด้านหลัง พาทินรู้สึกได้ทันทีว่าเป็นพิชชา จิราพัชรประหลาดใจที่พิชชาเข้ามากอดพาทิน อรอินทุ์รู้สึกงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น เธอจับต้นชนปลายไม่ถูก พิชชาน้ำตาไหล
       “พี่วาดได้แย่มาก”
       พาทินดีใจ
       “พิชชา”
       เย็นนั้น จิราพัชรและอรอินทุ์ นั่งอยู่ที่ลานด้านหน้าสตูดิโอ ดนัยชงกาแฟยกเข้ามาวางไว้ที่โต๊ะ หันไปมองพาทินและพิชชานั่งอยู่ชั้นบน อรอินทุ์หันมาบอก
       “ปล่อยพวกเขาคุยกันตามลำพังเถอะค่ะ พวกเขาไม่ได้เจอกันหลายปี”
       ดนัยถาม
       “เป็นลูกพี่ ลูกน้องหรอกเหรอ”
       จิราพัชรไม่ชอบใจ
       “ทำไมต้องซักไซร้ อะไรมากมาย”
       ดนัยมองหน้าจิราพัชร
       “คุณเป็นใคร”
       “ผมเป็นเพื่อนของไอ้ทิน แล้วก็เป็นแฟนของพิชชาด้วย”
       ดนัยไม่ชอบท่าทีของจิราพัชรนัก เขาลุกเดินออกไปจากวงสนทนา อรอินทุ์ปราม
       “พัชรพูดแบบนั้นทำไม”
       “ก็ผมรำคาญนี่ พี่เขาจะถามโน่นนี่ทำไม ผมอึดอัด”
       จิราพัชรดูว้าวุ่นใจ สงสัยความผูกพันของพิชชาและพาทิน
       “สองคนนั่น เป็นลูกพี่ลูกน้องกันจริงเหรอ”
       “ก็ทินเขาเคยบอกว่าอย่างนั้นนะ แล้วจริงเหรอที่เธอเป็นแฟนกับพิชชา”
       จิราพัชรยิ้มให้แทนคำตอบ เขายังสงสัยถึงคำตอบที่ยังไม่ชัดเจน
       “เป็นญาติกันทางฝ่ายไหน”
      
       พาทินและพิชชานั่งคุยกันที่ลานระเบียง ท่ามกลางข้าวของที่พาทินเพิ่งย้ายเข้ามา ยังไม่ได้จัด
       “ไม่นึกว่าจะพบกันแบบนี้ เธอกลายเป็นคุณช้อยไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
       พิชชายิ้ม
       “ไม่รู้เหมือนกัน”
       พาทินมองพิชชาด้วยสายตาโหยหาคิดถึง
       “พิชชา...เป็นไงบ้าง”
       พิชชาตื้นตันเมื่อเขาถาม ความรู้สึกล้นจน น้ำตารื้น พิชชายิ้ม
       “ฉันสบายดีค่ะพี่...แม่ก็ดีกับฉันมาก...ถึงพี่ชายฉันจะเกเร แต่เขาก็ไม่ได้รังแกฉันเลย”
       พาทินรู้สึกเจ็บลึกๆ ในใจ กับสิ่งที่พิชชาบอก
       “พี่รู้ว่าเธอต้องลำบากหนีหนี้”
       “คือ...” พิชชาไม่อยากให้เขากังวล “เราไม่ค่อยมีเงิน แต่ฉันกับแม่ก็ช่วยกันทำงาน ตาม
       ประสาแม่ลูก ก็พออยู่ได้ ฉันเป็นคนเข้ากับคนง่าย เลยมีงานทำเล็กๆ น้อยๆ อยู่เรื่อยๆ” เธอมองเขาด้วยความซึ้งใจ “พี่เป็นห่วงฉันหรือคะ”
       พาทินพยักหน้ารับ เขาสงสารเธอ น้ำตาคลอ ก้มหน้าซ่อนสายตา พิชชายิ้ม เข้าใจความรู้สึกของเขา
       “ห่วงมากไหม”
       น้ำเสียงของพิชชา ทำให้ความรู้สึกข้างใน บังคับให้พาทินมองตาเธอ เขาซ่อนน้ำตาไม่อยู่
       “มากที่สุด”
       พิชชาพูดอะไรไม่ออก เมื่อเห็นสายตาของพาทินส่งความรู้สึกทุกอย่างมายังเธอ พิชชาหลบตาพา
       ทิน กลัวความรู้สึกตัวเอง เธอนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่
       “คุณพ่อคุณแม่ ยังอยู่ที่โน่นเหรอคะ”
       พาทินเก็บความรู้สึกนั้นกลับมาซ่อนไว้
       “อืม แต่อีกไม่นานก็คงย้ายกลับมาอยู่ที่นี่แล้วล่ะ”
       “ฉันคิดถึงพวกท่านเสมอๆ คิดถึงพี่ ช่วงนี้ฉันคิดถึงพี่มาก...มันคงเป็นลางอะไรสักอย่าง...จะเป็นอะไรก็แล้วแต่” เธอเงยหน้ามองฟ้า “ขอบคุณมากที่ทำให้ฉันได้พบพี่อีก ฉันดีใจมากจริงๆ”
       พาทินมองพิชชา สิ่งที่เธอพูดทำให้เขายิ่งรู้สึกว่า ความรู้สึกของเขาและเธอเป็นแบบเดียวกัน พาทิน
       เอื้อมมือไปกุมมือของเธอไว้ พิชชายิ้มรับความรู้สึกที่เขาส่งมา
      
       อรอินทุ์วางกรอบรูปถ่ายของเธอกับพาทินที่ถ่ายคู่กัน ไว้บนโต๊ะทำงานของเขา พาทินเดินเข้ามา
       “คุณไม่ไปส่ง พิชชาเหรอคะ”
       “ไม่เป็นไรหรอก จิราพัชรพาเธอกลับไปที่โรงแรมแล้ว”
       “เธอดูน่ารักดีนะคะ เห็นคุณเกือบร้องไห้ออกมา คงดีใจที่ได้พบกัน”
       พาทินคิดทบทวน
       “ผมรู้สึกแปลก”
       “ทำไมเหรอคะ”
       “มันเป็นทางการยังไงไม่รู้ เหมือนเธอทำตัวให้ห่างเหิน”
       อรอินทุ์รู้สึกแปลกๆ กับสิ่งที่พาทินรู้สึก
       “คุณบินกลับเที่ยวกี่โมง กินกาแฟก่อนไหม”
       อรอินทุ์ยิ้ม
       “ขอบคุณค่ะ”
      
       จิราพัชรขับรถพาพิชชา กลับไปหอพักที่โรงแรม ทั้งคู่นั่งนิ่งในรถมาพักใหญ่
       “เป็นลูกพี่ ลูกน้องกันเหรอ”
       พิชชาหันไปมองเขา
       “ใช่”
       จิราพัชรยิ้ม
       “โลกแคบจังเนอะ ที่เธอดันเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพาทินมัน...อืม เรามาเริ่มกันใหม่ได้ไหม เรื่องที่ผ่านๆ มา ลืมไปให้หมด ขอให้ผมเริ่มต้นใหม่นะ เราสองคน” จิราพัชรรู้สึกเคอะเขิน “เออ ก็คิดซะว่า เพื่อนสนิทของญาติผู้พี่ มาทำความรู้จักก็แล้วกัน” เขาหัวเราะเบาๆ “เขาจะได้ไม่รู้ว่าผมทำคุณตกงาน”
       พิชชาตกใจเมื่อจิราพัชรพูดเรื่องตกงาน
       “คุณไม่ได้บอกว่าฉันกำลังตกงานใช่ไหม”
       “เปล่าๆ ผมไม่ได้พูดอะไร”
       “งั้นคุณช่วยไปอธิบายหัวหน้าแผนก เรื่องเข้าใจผิดได้ไหม ว่าฉันไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เขาคิด”
       จิราพัชรแปลกใจที่พิชชากระตือรือร้นเรื่องงาน
       “ฉันอยากได้งานคืน ไม่อยากให้พี่ทินรู้ว่าฉันถูกไล่ออกจากงาน”
       จิราพัชรรู้สึกลำบากใจกับคำขอของพิชชา
       “ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยเอ่ยปากขอร้องใคร...ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
       พิชชามองเขา เธอพอจะเข้าใจนิสัยของเขา
       “ฉันขอโทษค่ะ ที่ขอคุณมากไป”
       ทั้งคู่นิ่งเงียบไปพักใหญ่ จิราพัชรพูดขึ้นเรียบนิ่ง
      
       “มันสำคัญกับเธอมากเหรอ งานแบบนี้”
ตอนที่ 6
      
       จิราพัชรและพิชชามาที่แผนกแม่บ้านอธิบายเรื่องให้พาณีฟัง
      
       “ผมรับรองเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของเธอ”
       พาณีรับฟังอย่างแกนๆ
       “ตอนนี้คงไม่สำคัญแล้วล่ะ ว่าเรื่องจะเป็นยังไง เธอหายไปไม่มาทำงาน โดยไม่แจ้งสาเหตุ แล้วก็พาคนเข้ามาโวยวายที่แผนก”
       จิราพัชรโมโห
       “อะไรนะ มาโวยวาย เหรอ”
       พิชชาเห็นท่าทีของจิราพัชร ก็รู้ว่าเรื่องจะเป็นแบบไหนต่อ เธอรีบดึงเขาออกไปจากตรงนั้น
       “นี่คุณ เธอไม่ได้ผิดนะ แล้วถ้าผมชอบเธอ จีบเธอ มันจะเป็นยังไงเหรอ คุณไล่พนักงานออก เพราะเขามีความรักเหรอ นี่สงสัยคงไม่เคยมีใครมาจีบสิท่า เกิดมาคงไม่เคยมีแฟนใช่ไหมล่ะ”
       พาณีโกรธที่เขาว่าเธอ อย่างเสียหาย พิชชาห้าม
       “พอทีเถอะคุณ”
       พิชชาทั้งดึงและผลักเขาออกจากห้องไป หันกลับมาขอโทษพาณี
       “ขอโทษจริงๆค่ะ ที่กลายเป็นแบบนี้”
       “เธออยากมีแฟนนักก็เชิญ แต่อย่าทำสิ่งที่จะทำให้โรงแรมเสียชื่อ ฉันเตือนเธอแล้วใช่ไหม อย่ามาทำตัวเหลวแหลก ใช้เป็นทางลัดกับที่นี่”
       พาณีเดินหนี พิชชาดึงเธอไว้อ้อนวอน
       “ขอโทษค่ะ แต่อย่าให้ฉันต้องตกงานเลยนะคะ ฉันจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกค่ะ ดิฉันผิดเองที่ทำอะไรไม่คิด กรุณาด้วยนะคะ”
       พาณีแกะมือของพิชชาที่รั้งเอาไว้ออก แล้วเดินจากไปไม่สนใจ พิชชาอ่อนใจ เธอหาทางออกไม่เจอ
      
       พาทินนั่งมองทะเลยามค่ำ คิดถึงการที่เขาได้พบกับพิชชาอีกครั้ง...พิชชาขับมอเตอร์ไซค์เข้าชุมชน จอดรถไว้ที่หน้าบ้าน เธอมองเข้าไปในบ้านถอนใจ คิดไม่ตกกับปัญหารายล้อมที่เกิดขึ้น...พิชชาเปิดประตูห้อง ย่องเข้าไปหาสุนทรีที่นอนอยู่ เธฮตรงเข้าไปกอดแม่
       “เจ้าพงษ์ มันโมโหแกแทบคลั่งเลย”
       พิชชาชะงัก แต่ก็ทำเหมือนไม่มีอะไร
       “คืนนี้ขอหนูนอนด้วยนะแม่”
       สุนทรีลุกขึ้นจากที่นอน
       “มีเรื่องอะไรเหรอ ไอ้เลวนั่นมันบังคับให้ลูกไปหา คุณประชาหรือ”
       พงษ์เปิดประตูเข้ามา พิชชาตกใจลุกขึ้นแอบข้างหลังสุนทรี
       “ยายตัวดี กลับมาแล้วเหรอ ดี...ไปหาคุณประชาด้วยกัน”
       พงษ์ดึงมือพิชชา ยื้อลากไป
       “แม่”
       สุนทรีตวาด
       “ไอ้พงษ์มึงจะทำอะไร”
       “แม่อย่ายุ่งน่า”
       พิชชาสะบัดมือหลุดจากพงษ์ วิ่งไปหลบที่มุมห้อง พงษ์ก้าวเข้าไปหาดึงมืออีก
       “ไม่ต้องหนีให้เหนื่อยเลย วันนี้ยังไงก็ต้องไปพบคุณประชา แกกล้าหนีไปกับคนอื่นเหรอ ฉันขายหน้าคุณประชาเขา เผลอๆ ฉันจะต้องตกงานก็เพราะแก”
       พิชชาดิ้นรน ยื้อยุดไม่ยอมไปกับพงษ์ เขาโมโหเงื้อมือจะตบ ไม้กวาดที่อยู่ในมือสุนทรีฟาดไปบนหัวพงษ์เต็มแรง เขาหยุดเอามือกุมหัวคาดไม่ถึงหันไปมอง สุนทรียืนมองพงษ์สายตาเขม็ง
       “แม่ตีฉันทำไม”
       “มึงจะหยุดหรือไม่หยุด”
       พงษ์ลังเล เขาดึงมือพิชชาหยั่งเชิง สุนทรีเงื้อไม้ขึ้น พงษ์ปล่อยมือ พิชชานั่งร้องไห้ พงษ์ชี้หน้า
       “เพราะแกคนเดียวเลย จำเอาไว้ฉันไม่เลิกง่ายๆ หรอก”
       พงษ์ถอยออกไปจากห้อง สุนทรีลดไม้ที่กำแน่นในมือลง เธอนั่งลงข้างๆ พิชชา สุนทรีน้ำตาไหลคับแค้นใจเรื่องปัญหาต่างๆ ที่รุมล้อมตัว สุนทรีเช็ดน้ำตาให้
       “ช่วงนี้ไม่ต้องกลับมาบ้านสักพักก็ได้นะ”
       “แล้วแม่ล่ะ”
       “นี่ จะมาห่วงฉันทำไม ดูแลตัวแกเองให้ดีๆ เถอะ”
       สุนทรีน้ำตาไหล ที่พิชชายังมีแก่ใจห่วงเธอ สองแม่ลูกนั่งมองกัน ส่งความรู้สึกห่วงใยกันและกันผ่านมือที่กุมกันเอาไว้ พิชชารวบรวมสติ เช็ดน้ำตาให้แม่ หันไปหยิบกระเป๋าสตางค์ หยิบเงินที่มีอยู่ให้สุนทรี
       “แม่เอาเงินนี่ไว้ใช้นะ”
       “ไม่เอา แกก็ต้องกิน ต้องใช้”
       สุนทรีผลักมือพิชชาที่ยื่นเงินมา
       “หนูยังพอมี” พิชชายัดเงินใส่มือแม่ “พักที่หอก็ไม่ได้ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมากอยู่แล้ว แม่แอบเอาไว้อย่าให้พี่พงษ์รู้นะ”
       สุนทรีมองแขนของพิชชาเป็นรอยช้ำ
       “ดูสิ แขนลูกช้ำไปหมดเลย”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวมันก็หาย”
       สุนทรีถอนใจรู้สึกตัวเองไม่สามารถช่วยอะไรพิชชาได้
       “รีบไปเถอะ เดี่ยวมันกลับมาอีก”
       พิชชารีบเก็บของออกจากบ้าน สุนทรีนั่งน้ำตาซึมสงสารพิชชาจับใจ
      
       พิชชาเอาของวางที่มอเตอร์ไซค์ กวาดตามองไปทั่ว เมื่อไม่เห็นพงษ์ดักรอ เธอโล่งใจหยิบโทรศัพท์ออกมา เธอลังเล สองจิตสองใจที่จะโทรหาพาทิน
      
       เช้าวันต่อมา พาทินเลงมาจากห้องพักชั้นบน พิชชายืนพิงมอเตอร์ไซค์นอกรั้ว พาทินแปลกใจในตอนแรกที่เห็น แต่เขาก็ดีใจยิ้มออกมา
       “พิชชา”
       พิชชาหันไปมองตามเสียงเรียก เธอดีใจหิ้วกระเป๋า เปิดประตูรั้วเดินมาหาเขา
      
       “พี่คะ พี่ตื่นแต่เช้า
      
       พาทินเห็นพิชชาถือกระเป๋ามา สังเกตเห็นรอยเขียวช้ำที่แขนของเธอ
      
       “พิชชา แขนเธอ”
       พิชชาตัดบท
       “ฉันเล่าให้แม่ฟังว่า พี่กลับมาแล้ว ฉันบอกว่าจะขอมาพักอยู่กับพี่สักพักหนึ่ง”
       พาทินยังมองรอยช้ำที่แขนนั่น พิชชารู้สึกว่า พาทินเครียดกับรอยช้ำบนแขนเธอจึงเบนความสนใจ
       “ฉันขอแม่แล้ว แม่ไม่ว่าอะไร แค่สองสามวันได้ใช่ไหม”
       พาทินรู้ว่าพิชชาต้องถูกไล่ออกมา หรือหนีบางอย่างมา
       “เธอถูกไล่ออกมาเหรอ”
       “ใช่ซะเมื่อไหร่ละพี่ เออ...ฉันกลับก็ได้ หวังจะมาพึ่ง”
       “ใครบอกว่าไม่ได้ล่ะ”
       พิชชาดีใจ
       “อยู่ได้จริงๆนะ”
       “ได้สิ”
       พาทินหยิบกระเป๋าของพิชชาเดินพา ขึ้นห้องพักชั้นบน ทั้งสองเดินมาด้วยกันด้วยความรู้สึก กระอักกระอ่วนใจ
      
       พาทินค้นหายาทาแผลให้...พิชชาเข้าห้องน้ำ เมื่อมองกระจก เห็นแก้มตัวเองมีรอยแดงจากการกระแทก เธอรู้สึกว่าพาทินต้องกังวลใจกับเรื่องนี้...พิชชาเดินออกจากห้องน้ำ เห็นยาทาแผลวางไว้บนกระเป๋า เธอหยิบขึ้นมาดู รู้ว่าพาทินเอามาให้
       พิชชาเดินออกมาพบพาทินนั่งสูบบุหรี่อยู่ด้านนอก เธอนั่งลงข้างเขา
       “พี่คะ...คือ ฉันหนีออกจากบ้านเพราะมีเรื่องกับพี่พงษ์...ขอโทษนะคะที่ต้องโกหกพี่...คือฉัน ฉันไม่อยากจะ...”
       พาทินรู้ว่าพิชชาลำบากใจ เขาเอ่ยปากตัดบทไม่อยากให้เธอ ไม่สบายใจ
       “ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องเล่าก็ได้ อยู่กับพี่ซะที่นี่ละ พี่ดีใจที่เธอมาหานะ”
       พาทินยิ้มให้ พิชชายิ้มตอบ
       “แค่สอง สามวันเอง”
      
       พิชชานอนหลับอยู่ในห้อง พาทินนั่งอยู่ข้างเตียง เขามองดูรอยแดงที่อยู่บนใบหน้าของเธอ แล้วมองรอยช้ำบนแขนด้วยสายตาที่ห่วงใยและสงสาร พาทินรู้สึกเสียในที่เขาช่วยอะไรเธอไม่ได้ยามที่ต้องลำบาก
      
       พาทินถามหาพงษ์กับชาวบ้านในละแวกนั้น ชาวบ้านชี้ให้พาทินไปที่ร้านอาหาร พงษ์ยืนสูบบุหรี่ตรงหาดข้างร้านอาหาร พาทินเดินเขาไปหา
       “พงษ์ใช่ไหม”
       พงษ์หันไปมองสงสัย
       “ใช่ มีอะไรเหรอ”
       พาทินเหวี่ยงหมัดใส่ใบหน้าพงษ์ จนล้มคว่ำบนหาด พงษ์ลุกขึ้นได้ ทั้งที่ยังงงที่พาทินชกเขาอยู่
       “เฮ้ย เรื่องอะไรวะ มึงเป็นใคร”
       พาทินมองพงษ์เขม็ง
       “กูชื่อพาทิน”
       พงษ์พอจำชื่อเขาได้
       “กูมาเรื่องของพิชชา บอกแม่ของแกด้วย ฉันจะดูแลพิชชาเอง”
       พาทินเดินจากไป
       “นี่มันเรื่องอะไรของมึง”
       พาทินหันกลับมาคว้าคอพงษ์
       “จำเอาไว้ ถ้ามึงแตะต้องพิชชาอีก กูจะเอามึงให้ตายเลย”
       พาทินผลักพงษ์ออกไป พงษ์เห็นแววตาเอาจริงของพาทิน เขาไม่กล้าตอบโต้ตามวิสัยนักเลงของ
       ตัวเอง ได้แต่มองพาทินที่เดินจากไปอย่างแค้นใจ
      
       ​จิราพัชรนั่งพิงโซฟาอย่างเซ็งๆ มนตรียืนอยู่ข้างๆ
       “ผมจะไล่คนออก ต้องรายงานคุณด้วยเหรอ”
       “การไล่หัวหน้าแผนกออกมันเรื่องใหญ่นะครับ อีกอย่างคุณพาณีเขาก็ทำงานดีไม่มีบกพร่อง เป็นกำลังสำคัญอันหนึ่งของโรงแรมเรา”
       “คุณคิดว่าการตัดสินใจของผมมันผิดเหรอ”
       มนตรีคิดว่าเถียงไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมันเป็นอารมณ์ของจิราพัชร มากกว่าเหตุผล
       “เอ่อ...เอาอย่างนี้ไหมครับ ผมจะโอนให้เธอไปทำแผนกอื่นไปก่อน คุณจะได้...”
       ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของจิราพัชรดังขึ้น เขาหันไปไล่มนตรี
       “จะทำอะไรก็เชิญ ให้ไปพ้นหูพ้นตาผมก็พอ”
       มนตรีรีบรับคำ
       “งั้นผมจะจัดการไปตามนี้นะครับ”
       “เดี๋ยว จัดการจ้างคุณพิชชากลับมาทำงานด้วย”
       “ครับ”
       จิราพัชรรับโทรศัพท์ มนตรีโค้งให้ก่อนจะเดินออกจากห้อง
       “ฮัลโหล ว่าไงไอ้...พี่ทินครับ”
       “เฮ้ย กูโทรมาบอกว่า วันนี้กูเข้ามาสอนที่มหาลัยแล้วนะ”
       “ยังงั้นก็ต้องฉลองสิ”
       “วันนี้ไม่ได้ว่ะ”
       “ทำไมล่ะ”
       “มีแผนเอาไว้แล้ว”
       “เฮ้ย แผนอะไรวะ งั้นไว้กูจะเข้าไปหา”
       พาทินเดินคุยมือถือออกจากตึกคณะที่มหาลัยศิลปากร หัวหิน
       “เฮ้ย เดี๋ยวสิไอ้พัชร”
       จิราพัชรวางสายไปแล้ว
      
       พาทินและพิชชาเดินจ่ายตลาด ซื้อของไปทำมื้อเย็น พาทินมองของในมือที่หอบหิ้วมา
       “ต้องเยอะขนาดนี้เหรอ”
       “ก็เลี้ยงฉลองที่พี่เป็นอาจารย์ แล้วก็เป็นมื้อแรกที่จะได้กินอาหารฝีมือของฉัน”
       “พี่เคยกินฝีมือเธอมาก่อนแล้ว”
       พิชชาคิดถึงอดีต หัวเราะเบาๆ
       “อันนั้นไม่นับสิ หลายปีมานี่ ฉันฝึกฝีมือมาดีรับรองได้”
       พาทินยิ้ม ที่เธอดูร่าเริงขึ้น
       “คุณอร เขาทำกับข้าวเก่งหรือเปล่าคะ”
       พาทินนิ่งคิด
       “พี่ไม่แน่ใจนะ”
       “อะไรกัน พี่ไม่เคยกินอาหารฝีมือเธอเหรอ”
       “เคยสิ”
       “อ้าว แล้วพี่ไม่รู้เหรอว่าอร่อย ไม่อร่อย”
       “ก็รอกินฝีมือของเธอก่อน ถึงจะให้คำตอบได้”
       “เออๆ รู้ล่ะ เตรียมถล่มใช่ไหม ถ้าฉันทำไม่ดี”
       พาทินหัวเราะ ทั้งคู่คลายความเคอะเขินระหว่างกัน
       “เธอน่ารักดีนะคะ พี่รู้จักกับเธอ ตอนเรียนอยู่ที่โน่นเหรอ”
       “อือ”
       “เธอสนิทกับแพนไหม”
       พาทินพยักหน้ารับ
       “เราควรจะบอกคนอื่นเขายังไงดี เวลาที่พี่ต้องแนะนำเธอ”
       พิชชานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
       “ลูกพี่ ลูกน้อง อย่างนั้นก็ดีแล้วค่ะ คุณอรเขาไม่รู้เรื่องอะไรแบบนั้นดีกว่า ฉันกลัวว่าแพนจะไม่พอใจ เวลาเธอกลับมาแล้ว รู้ว่าพี่มาเจอกับฉัน”
       “เรื่องนั้นไว้ทุกคนกลับมาแล้วค่อยห่วงดีกว่า...พี่รู้สึกว่าเธอวางตัวห่างเหินยังไงก็ไม่รู้”
       พิชชาหัวเราะเบาๆ
       “ฉันยังรู้สึกกระดาก เพราะไม่ได้เจอพี่มาตั้งนาน เมื่อก่อนฉันไม่ได้เป็นแบบนี้เหรอ”
       พาทิน ส่ายหน้า
       “สมัยก่อนเธอต่อปาก ต่อคำกับพี่มากกว่านี้”
       พิชชายิ้ม
       “งั้นเหรอ...ว่าแต่ แพนเป็นไงบ้างคะ”
       “ก็สบายดี เรียนจบเอ็มบีเอ เดี๋ยวเขาก็กลับมาแล้ว”
       “เอ็มบีเอคืออะไรเหรอ”
       “ก็ปริญญาโทเกี่ยวกับบริหารธุรกิจ”
       “ปริญญาโทเหรอ อือ...ฉันไม่แปลกใจหรอก เพราะแพนเขาหัวดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
      
       พาทินรู้สึกว่าพิชชาคงไม่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย
      
      อรอินทุ์กำลังจัดมื้อเย็นที่เธอเตรียมไว้ที่โต๊ะ พาทินและพิชชากลับมาจากตลาดสด
      
       “ทินคะ”
       อรอินทุ์เห็นทั้งคู่เข้ามาด้วยกันก็รู้สึกแปลกใจ พิชชารู้สึกเคอะเขิน ทำตัวไม่ถูก
       “สวัสดีค่ะ”
       อรอินทุ์ค้อมหัวยิ้มบางๆ รับคำทักจากพิชชา
      
       พาทินและพิชชานั่งอยู่ที่โต๊ะ อรอินทุ์ยกอาหารที่ทำเสร็จมาวาง
       “คุณแม่ ส่งของกินมาให้ตั้งเยอะเลย” อรอินทุ์นั่งลงข้างพาทิน “พิชชา ลองดูสิ”
       “ค่ะ ดูน่ากินนะคะ”
       พาทินพูดขึ้น
       “อรน่าจะโทรบอกผมก่อน”
       อรอินทุ์หัวเราะเบาๆ
       “อรอยากให้คุณแปลกใจ แล้วเธอจะพักที่นี่เหรอ มันดูคับแคบนะ”
       “ฉันอยู่แค่ไม่กี่วันหรอกค่ะ”
       พาทินพูดขึ้น
       “ไม่หรอก ผมกะว่าจะให้เธออยู่ที่นี่ไปเลย”
       พิชชาชะงักอึ้ง
       “พี่คะ”
       พาทินหัวเราะ
       “ไม่ต้องเลย เธอไม่มีพักอยู่แล้ว อยู่ที่นี่ไปเถอะ”
       พิชชารู้สึกไม่สบายใจที่พาทินพูดแบบนั้นออกไป เธอเกรงใจอรอินทุ์
       “ก็ดีเหมือนกันนะ จะได้ช่วยดูแลทินเขาด้วย เขาน่ะบางทีก็ไม่ค่อยดูแลตัวเอง เรื่องกินอยู่ของคุณ พิชชาน่าจะทำได้ดีกว่านะ”
       อรอินทุ์ตักกับข้าวให้พาทิน พิชชามองทั้งคู่ รู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน
      
       พาทินเดินไปส่งอรอินทุ์ที่รถ
       “คุณน่าจะบอกฉัน ว่าพิชชาเข้ามาพักอยู่ที่นี่ด้วย”
       “ผมขอโทษนะ มันกระทันไปหน่อย คุณโกรธเหรอ”
       “ไม่หรอกค่ะ เธอมาอยู่ก็ดีนะ จะได้ช่วยดูคุณ ตอนนี้คุณเริ่มสอนหนังสือ พองานเยอะ เดี๋ยวคุณก็จะไม่ดูแลตัวเองอีก”
       “ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก”
       “เออ วันอาทิตย์นี้ ข้าวของของคุณพ่อ คุณแม่ก็จะส่งไปที่บ้านเก่าของคุณแล้วนะ”
       “ขอบคุณที่จัดการให้นะ”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มันเป็นหน้าที่ของลูกสะใภ้อยู่แล้วค่ะ”
       “คุณจ้างคนมาทำความสะอาด จัดของนะ ไม่ต้องลงมือเอง คุณยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่”
       “แหม ฉันอยากให้มันเรียบร้อยก่อนที่พวกท่านจะกลับมาถึงน่ะ”
       พาทินส่งตาดุให้อรอินทุ์ที่รั้นจะทำ เธอเห็นก็ยอม
       “โอเคๆ จ้างเขาก็ได้”
       “ขอบคุณครับ”
       “พอเสร็จแล้ว ชวนพัชกับพิชชาไปที่นั่นด้วยกันนะ”
       พาทินสะดุดกับความคิดของอรอินทุ์อันนี้
       “ชวนพิชชาไปด้วยเหรอ”
       “ตอนเด็กๆ เธอคงเคยไปบ้านคุณบ่อยๆ ไม่ใช่เหรอ”
       “อืม ไอ้พัชรมันคงอยากไป แต่ผมว่าพิชชาคงไม่อยากไปมั้ง”
       อรอินทุ์แปลกใจ
       “มีอะไรหรือเปล่า”
       พาทินเลี่ยงไป
       “เปล่าหรอกจ๊ะ แค่คิดว่าเธอคงยังไม่อยากไปตอนนี้หรอก”
       อรอินทุ์แปลกใจกับทีท่าของพาทินที่เปลี่ยนไปมากับเรื่องของพิชชา
      
       ค่ำนั้น พิชชานั่งที่โต๊ะทำงานของพาทิน เปิดหนังสือพิมพ์หน้าหางาน ในมือข้างหนึ่งมีปากกาคอยวงตำแหน่งงานที่เธอสนใจ พิชชาเห็นรูปถ่ายคู่กันของพาทินและอรอินทุ์ที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอหยิบมันขึ้นมาดู ใช้มือเช็ดคราบฝุ่นที่อยู่บนกรอบกระจก
      
       พาทินขับรถมาส่งที่หน้าโรงแรม อรอินทุ์ยังคงไม่ยอมลงจากรถ เธอนั่งอ้อยอิ่งจนเขาทัก
       “ถึงแล้วครับ”
       “อยากอยู่กับคุณอีกหน่อยไม่ได้เหรอ”
       พาทินยิ้มกับลูกอ้อนของคนรัก
       “ผมไม่ไปไหนหรอกอร อีกอย่างทิ้งพิชชาไว้ที่สตูคนเดียว ก็เลยอยากรีบกลับไปดูเธอหน่อย”
       อรอินทุ์ครุ่นคิด
       “จริงสิ แถวนั้นเปลี่ยว น่ากลัวเหมือนกัน โอเคค่ะ ฉันยอมก็ได้”
       อรอินทุ์ปลดล๊อคเข็มขัด หันไปหอมแก้มเขาก่อนที่จะเปิดประตูลงจากรถ
       “ราตรีสวัสค่ะทิน”
       อรอินทุ์โบกมือลาเขาเดินเข้าประตูโรงแรมไป พาทินมองอรอินทุ์เดินเข้าโรงแรมลับตา เขาเร่งรถวิ่งออกไป
      
       พาทินยืนมองอยู่ที่ลานระเบียงชั้นบน เห็นไฟวอมแวมข้างในห้องพักพิชชา เขาไม่แน่ใจว่าเธอ
       หลับไปแล้วหรือยัง...พาทินเคาะประตูเรียกเธอ พิชชานั่งอยู่ที่โต๊ะ ได้ยินเสียง เธอออกไปเปิดประตู
       “พี่มีอะไรเหรอคะ”
       พาทินส่ายหน้าปฏิเสธ
       “กลัวว่าเธอจะหลับไปก่อนที่พี่จะกลับมานะสิ แค่อยากมาบอกราตรีสวัสดิ์กับเธอ”
       พิชชายิ้มดีใจ
       “พี่คะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
       “จ๊ะ ไปนอนเถอะ”
       พาทินยิ้มให้ก่อนเดินจากไป พิชชาปิดประตูห้อง เธอยืนที่หน้าต่างมองพาทินเดินไป
      
       สายวันต่อมา...สไลด์ฉายภาพประกอบคำบรรยายวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะปรากฏบนจอ จิราพัชรเดินเข้ามาท่ามกลางความมีดในห้อง เขานั่งฟังพาทินบรรยายวิชา...พาทินเปิดไฟในห้องสว่าง หลังบรรยายจบ เขาสั่งงานนักศึกษา
       “อาทิตย์หน้า ผมจะขอทดสอบเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะอียิปต์ นอกเหนือที่ผมบรรยายในชั้นเรียนแล้ว ขอให้ค้นคว้ามาเพิ่มเติมด้วยนะครับ วันนี้พอแค่นะครับ”
       “ค่ะ”
       นักศึกษาทยอยออกจากห้องบรรยาย พาทินหันไปเก็บตำราเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาหันไปเห็นจิราพัชรที่นั่งส่งยิ้มมาให้
      
       ​พาทินและพัชรเดินอกมาจากห้องบรรยาย เดินไปคุยไป
       “มึงมาทำไม่เนี่ย”
       “ก็คิดถึงมึงนะสิ”
       “อย่าเลยก็รู้จักมึงดี”
       จิราพัชรหัวเราะที่พาทินดักคอเอาไว้
       “ทำงานแบบมึงนี่น่าอิจฉาชะมัดเลย ดูสิบรรยากาศสดใส มีแต่สาวๆ”
       “กูเป็นอาจารย์นะ”
       “เออ แล้วไง ไม่มีหัวใจหรือไง”
       พาทินส่ายหน้า
       “มึงนี่...อาทิตย์นี้มึงว่างไหม”
       “มีอะไรเหรอ”
       “กูกับอรจะแวะไปบ้านเดิมที่เคยอยู่ สนใจไปด้วยกันไหม”
       “บ้านเกิดเหรอ...พิชชาเคยอยู่ที่นั่นหรือเปล่า”
       พาทินเปลี่ยนท่าที เขาไม่ตอบ จิราพัชรพูดขึ้น
       “เฮ้ย มีเรื่องจะขอว่ะ”
       พาทินหยุดเดินมองเพื่อน จิราพัชรเห็นพาทินหยุดฟัง ก็พูดไม่ออกหัวเราะเบาๆ
       “พอจะพูดจริงๆ เสือกเขินพูดไม่ออกว่ะ...เรื่องพิชชา มึงช่วยพูดให้หน่อยสิ ว่ากูก็พอใช้ได้นะ ถ้าคบกันกูก็เป็นแฟนที่ดีให้เขาได้”
       พาทินจ้องหน้าเพื่อนยิ้มเยาะ
       “ไม่ได้ว่ะ”
      
       “อะไรวะ คุณพาทินครับ”
      
      พาทินเดินต่อพัชรเดินตาม
      
       “มึงน่ะเป็นเพื่อนที่ดีได้ แต่ไม่ดีพอสำหรับพิชชาหรอก”
       จิราพัชรส่งสารตาอ้อนวอน
       “พาทินครับ”
       “ไม่ได้ พิชชาดีเกินไปสำหรับนาย”
       “มึงจะหวงเขา คอยดูไปตลอดชีวิตเหรอ”
       พาทินยิ้ม
       “เออสิ”
       “ก่อนที่มึงจะกลับมาเจอเขา เขาเกือบจะต้องไปแต่งอยู่กับ เสี่ยเงินกู้อยู่แล้ว”
       พาทินหยุดมองจิราพัชร เขาไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน
       “นั่นไง มึงไม่รู้เรื่องนี้ล่ะสิ”
       จิราพัชรเดินไปทิ้งพาทินให้ยืนคิดเรื่องของพิชชา พาทินนึกได้
       “เฮ้ย พัชร”
       “กูเจอเธอก่อนนะเพื่อน ใครมาก่อนได้ก่อนนะ”
       จิราพัชรเร่งฝีเท้าเดินห่างไป พาทินเรียก
       “พัชร”
      
       พิชชาดีใจเมื่อจิราพัชรบอกเธอเรื่องงาน
       “จริงเหรอคะ”
       “ก็จริงสิ”
       “คุณเข้าไปขอโทษเธอใช่ไหม เธอถึงยอม”
       จิราพัชรไม่กล้าบอกเรื่องจริง
       “ก็ทำนองนั้นแหละ เธอได้งานคืนแล้ว จะกลับไปทำเลยไหม”
       พิชชาพยักหน้ากระตือรือร้น
       “ค่ะ ขอบคุณนะคะ...ดีใจจัง”
       จิราพัชรเห็นพิชชาดีใจ เขาก็รู้สึกมีความสุข เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน
       “พรุ่งนี้ฉันจะกลับไปทำงานเลย กลุ้มใจอยู่ตั้งนาน”
       “ดีแล้วล่ะ เออ...ขอมื้อค่ำเลี้ยงฉันตอบแทนได้ไหม”
       พิชชายิ้มสดใส
       “ได้สิคะ”
       พาทินเดินมาตามทาง เขาเห็นทั้งคู่ ก็หยุดยืนมอง
       “สมเหตุ สมผลใช่ไหม ที่จะมากินข้าวกัน”
       “แน่นอนอยู่แล้วค่ะ”
       จิราพัชรเห็นรอยยิ้มของพิชชาที่มอบให้ เขาสุขใจ
       “นี่ ขออะไรอย่างได้ไหม”
       พิชชาสงสัยว่าเขาจะขออะไร
       “อะไรเหรอคะ”
       “อย่าไปยิ้มแบบนี้ให้คนอื่นนะ รู้ไหม”
       พิชชายิ้มกับคำขอของเขา เธอเห็นพาทินที่ยืนมองอยู่ก็ส่งเสียงเรียก
       “พี่คะ”
       จิราพัชรหันไปมองตามเสียงเรียกของพิชชา พาทินโบกมือทัก จิราพัชรยักคิ้ว ยิ้มเยาะ
       “ฉันเจอเธอก่อนนะ”
       พาทินไม่สบอารมณ์เล็กๆ พิชชางงว่าทั้งคู่คุยถึงเรื่องอะไรกันอยู่
      
       ​เช้าวันต่อมา...พิชชาสวมชุดฟอร์มเข้ามาทำงานเหมือนปกติ เธอทักเพื่อนพนักงานคนอื่นๆ เพื่อนแม่บ้านไม่ได้ทักตอบ พิชชารู้สึกมีบางอย่างเปลี่ยนไป แต่ไม่ได้ติดใจอะไร พิชชาเข็นรถอุปกรณ์แม่บ้านไปตามทาง กิ่งเทียนวิ่งเข้ามาทักด้วยความดีใจ
       “ดีใจจังที่เธอได้กลับมาทำงานอีก”
       พิชชายิ้มกว้าง
       “ขอบใจนะกิ่ง”
       “ได้ข่าวว่าเธอเจอพี่พาทิน แล้วฉัน เฮ้อ...คิดถึงเขาจังเลย”
       พิชชาค้อน
       “อะไรกันเธอนี่”
       “ก็แหม รักแรกของฉันเลยนะ เขาเป็นไงบ้าง ยังหล่อเหมือนตอนเรียนไหม”
       “พี่เขาก็เป็นเหมือนเดิมนั่นแหละ...กิ่งทำไมทุกคนดูแปลกๆ ฉันทักทาย พวกเขาก็ไม่ทักตอบ”
       “พวกเขากลัวนะสิ”
       พิชชาแปลกใจ
       “กลัวฉันเหรอ ทำไมล่ะ”
       “ก็หัวหน้าแผนกยังโดนเด้งเลย ถูกย้ายไปคุมห้องอุปกรณ์สันทนาการที่สระว่ายน้ำโน่น”
       พิชชาตกใจ
       “คุณพาณีนะเหรอ โดนเด้งเพราะอะไร”
       “อ้าว เธอไม่รู้เรื่องหรอกเหรอ เห็นเขาบอกกันว่า ไปพูดไม่ดีกับผู้บริหารใหม่ ก็เลยโดนเชือด”
       “แล้วเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย”
       “ก็ผู้บริหารใหม่ เขาเป็นเพื่อนสนิทกับเธอนี่”
       พิชชางงไปหมด
       “บ้าแล้ว ฉันจะไปเป็นเพื่อนกับคนระดับนั้นได้ยังไง”
       กิ่งเทียนครุ่นคิด
       “ก็จริงนะ แต่ก็ดีไม่ใช่เหรอ ถ้าเขาไม่ถูกย้าย เธอก็กลับมาทำงานไม่ได้”
       พิชชาถอนใจ
       “แต่ถ้าผู้บริหารเอาแต่ใจ ย้ายพนักงานตามใจชอบ พวกเราก็แย่เหมือนกันนะ”
       “เห็นข่าววงในว่า เขาเป็นลูกคนสุดท้องของท่านประธาน ถูกตามใจจนเคยตัวชื่ออะไรน้า จำยาก”
       กิ่งเทียนพยายามนึก พิชชาตัดบท
       “ช่างมันเถอะกิ่ง”
       “อะๆ จำได้แล้ว ชื่อจิราพัชร”
       พิชชาสะดุดชื่อ
       “จิราพัชร...คุณพัชรเหรอ”
      
       พิชชาเข้ามาที่ห้องจิราพัชรเธอยืนด้วยท่าทางแบบพนักงาน จิราพัชรนั่งอยู่บนโซฟาดูเขาเซ็งๆ
       “เธอเป็นอะไร ทำไมต้องแสดงท่าทีแบบนี้ด้วย”
       “ขอโทษด้วยนะคะ ดิฉันผิดเองที่หลงคิดว่าคุณเป็นคนดี คิดว่าคุณไปขอโทษและชี้แจงจนเธอ ให้ดิฉันกลับเข้ามาทำงานต่อได้”
       “ใครบอกว่าผมไม่ได้ขอโทษเธอ”
       “แล้วทำไมเธอถึงถูกย้ายไปแผนกอื่นล่ะ”
       “คุณจะใส่ใจเขาทำไม ทีเขาเองยังไม่สนใจเหตุผลของคุณเลย คุณถูกเขาไล่ออกไม่ใช่เหรอ”
       พิชชานิ่งคิด
       “ในสายตาของเขา ดิฉันทำผิดระเบียบ ทำให้ชื่อเสียงโรงแรมเสียหายจริงๆ แล้วมันเป็นความเข้าใจผิด แต่มันเป็นก็เป็นหน้าที่ของเขาที่จะทำแบบนั้นไม่ใช่เหรอคะ”
       จิราพัชรยิ้มเยาะ
       “ช่างเป็นแม่พระซะจริงนะ”
       “ฉันอยากกลับมาทำงาน เพื่อจะได้ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งใคร คุณไม่คิดเหรอว่าเธอก็คิดแบบดิฉันเหมือนกัน”
       จิราพัชรพูดไม่ออกจำนนต่อเหตุผล
       “อย่าโทษคนอื่นเลยค่ะ ฉันพอจะรู้นิสัยคนอย่างพวกคุณ สนใจแต่ตัวเอง ใครจะเดือดร้อน คุณไม่คิดจะใส่ใจอยู่แล้ว”
       พิชชารู้สึกว่าไม่มีอะไรจะพูดกับเขาอีก
       “ดิฉันขอตัวนะคะ”
       “ใครบอกว่าผมไม่สน ไม่ใส่ใจใคร คุณอย่ามาตัดสินผมง่ายๆ แบบนั้น ที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ เพราะผมชอบคุณ”
       พิชชาชะงักไม่เดินต่อ เธอหันกลับมามองเขา จิราพัชรหน้าตาจริงจังมาก
       “ผมชอบคุณจริงๆ”
      
       บ่ายวันต่อมา ที่บ้านวชิรวิทย์...อรอินทุ์ยืนสั่งงาน พนักงานขนของเข้ามาในบ้าน พาทินช่วยขนของเล็กๆ เข้ามา
       “โต๊ะเอาไว้ที่ครัวเลยนะคะ”
       พนักอีกคนยกแจกันใหญ่เข้ามา อรอินทุ์หันไปถามพาทิน
       “ทินคะ แจกันนี้จะเอาไว้ตรงไหนดี”
       พาทินหันรีหันขวาง หาที่วาง เขาชี้ไปที่มุมห้อง
      
       “ตรงนั้นก็ได้ มันเคยอยู่ตรงนั้น”
ตอนที่ 7
      
       บ่ายนั้น...พิชชาเดินออกจากตึก ไปยังมอเตอร์ไซค์ที่จอดเอาไว้ จิราพัชรยืนรออยู่
      
       “ขึ้นรถสิ ผมจะไปส่ง”
       พิชชาสงสัยว่าเขาจะมาไม้ไหน
       “ยิ่งช้า ยิ่งเป็นขี้ปากชาวบ้านนะ”
       พิชชาถอนใจกับนิสัยที่แก้ไม่ได้ของเขา
      
       จิราพัชรขับรถไปตามถนน
       “เรื่องที่ผมพูดไปเมื่อวาน”
       “ฉันรู้ คุณพูดไปเพราะอารมณ์ เพราะโมโห ฉันเข้าใจ ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่เล่าให้พี่ทินฟังหรอก”
       จิราพัชรนึกบางอย่างออก เขาเลี้ยวรถเปลี่ยนเส้นทาง พิชชาแปลกใจ
       “คุณจะทำอะไรน่ะ”
       “พาคุณไปคุยกับไอ้ทิน ให้มันรู้ว่าผมชอบคุณจริงๆ คุณจะได้ไม่ต้องระแวงว่าผมจะแค่มาหลอกเล่นกับคุณ”
       พิชชาตกใจ
       “คุณจะบ้าเหรอ”
       “อีกไกลนะกว่าจะถึง”
       พิชชามองจิราพัชรแบบไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะเอาแต่ใจตัวเองขนาดนี้ บรรยากาศข้างทาง ทำให้พิชชาน้ำตาไหล คิดถึงความหลังเก่าๆระหว่างเธอกับพาทิน จิราพัชรถามขึ้น
       “เธอเคยอยู่แถวนี้เหรอ”
       จิราพัชรหันไปมองพิชชาที่เหม่อมองบรรยากาศสองข้างทาง
       “คงไม่ได้กลับมาที่นี่นานแล้วสินะ”
       พิชชาหน้าเศร้าสลด
       “นาน...นานมากเลย”
       จิราพัชรพาพิชชาเดินเข้ามาในบ้านเก่าที่เธอเคยอยู่
       “น่าอยู่ดีนี่ เธอเคยมาแล้วล่ะสิ”
       พิชชาสะเทือนใจ มองบ้านที่เต็มไปด้วยความหลัง จิราพัชรกวาดตามองทางโน้นที ทางนี้ที
       “ตอนอยู่ที่โน่น ทินเล่าเรื่องบ้านหลังนี้ให้ฟังบ่อยมาก...ไอ้นั่นอยู่ตรงนั้น ไอ้นี่อยู่ตรงนี้ มันเล่าบ่อยจน ตอนเดินเข้ามานี่รู้สึกเหมือนเป็นบ้านของตัวเองเลย”
       พิชชายังคงยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก
       “ยังไม่มากันเหรอ หรือว่าจะอยู่ข้างบน”
       ขาดคำจิราพัชรก็เดินขึ้นบันไดไป พิชชายืนมองส่วนต่างๆ ของบ้านคิดถึงภาพความหลังที่มี ภาพทั้งความสุข ทุกข์ในความทรงจำปรากฏให้เห็น จิราพัชรลงมาจากชั้นบน
       “ไม่มีใครอยู่”
       พาทินและอรอินทร์กลับมาจากซื้อของ พาทินทักทายเพื่อน
       “ไอ้พัชร มาจนได้นะ”
       พาทินเดินเข้ามา เห็นพิชชาที่ยืนมองบ้าน เขาคิดไม่ถึงว่าเธอจะมา
       “พิชชา”
       พิชชาหันมามองเขา พาทินรู้ว่าเธอมีความรู้สึกแบบไหน
       “พี่คะ”
       พิชชายืนน้ำตาไหลพราก พาทินอึ้งไป
       “พิชชา”
       จิราพัชรชะงัก
       “พิชชา”
       อรอินทุ์และจิราพัชรแปลกใจ กับท่าทีของพิชชาที่แสดงออกว่าเสียใจมาก
      
       อรอินทุ์และจิราพัชรนั่งอยู่ที่ห้องรับแขก อรอินทุ์มองจิราพัชร
       “เธออย่ามามองฉันแบบนั้น ฉันไม่ได้ทำอะไรนะ คงเป็นเพราะฉัน...”
       “แล้วทำไมพิชชาดูเสียใจขนาดนั้น”
       จิราพัชรถอนใจ
       “อาจจะเป็นเพราะ ฉันบอกพิชชาว่าชอบเขา...ฉันน่ารังเกียจ ถึงขนาดที่เขาต้องเสียใจแบบนั้นเลยเหรอ”
       อรอินทุ์นิ่งคิด เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะจิราพัชรหรือเปล่า
      
       พิชชาเดินอยู่ในห้องที่เธอเคยอยู่ ในห้องเปลี่ยนไปแล้ว แต่ก็ยังทำให้เธอคิดถึงภาพความหลังได้ พิชชามองที่ผ้าม่าน นึกบางอย่างออก เธอเดินไปที่หน้าต่าง เปิดผ้าม่าน เห็นรอยสลักที่ผนัง เขียนว่าห้องของพิชชา พาทินเข้ามาหา
       “นึกแล้วอยากร้องไห้จัง เธอต้องคิดแบบนี้”
       พิชชาหันไปมองพาทินที่เดินเข้ามาในห้อง
       “มันไม่เปลี่ยนไปเลย เธอต้องคิดแบบนี้”
       เธอมองเขาที่มาแหย่เธอแบบเมื่อก่อน
       “ร้องไห้อีกแล้วคนขี้แย พี่ต้องคิดแบบนี้”
       ทั้งคู่แม้จะแหย่กันแบบเมื่อก่อน แต่ความรู้สึกของทั้งคู่ดูเศร้า
       “เลิกทำตัวเหินห่างได้แล้ว พี่ต้องคิดแบบนี้”
       พาทินถึงจะยิ้มรับคำแหย่ แต่แววตาของเขาก็ยังเศร้า
       “พี่จะคิดยังงั้นเหรอ”
       “ค่ะ พี่”
       ทั้งคู่น้ำตาไหลเพราะความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างใน
      
       พาทินและจิราพัชรยืนคุยกัน ที่ลานโล่งริมน้ำ พิชชากับอรอินทุ์เตรียมมื้อเย็นปิกนิคอยู่ไม่ไกลทั้งคู่ จิราพัชรถาม
       “เธอกับทินคงสนิทกันมากสินะ”
       พัชชาหันมาหาอรอินทุ์
       “ใช่ค่ะ...คุณพบพี่ทินได้ยังไงคะ”
       อรอินทุ์ยิ้มแย้มบอก
       “เราสามคน เรียนศิลปะที่ซานฟราน พัชรเป็นคนแนะนำให้รู้จักทินเจอกันครั้งแรก เราทานข้าวด้วยกัน เขาไม่พูดอะไรเลย ฉันคิดในใจว่าเขาคงไม่ชอบฉัน แต่จู่ๆ เขาก็ถามอะไรแปลกๆ ออกมา”
       “อะไรเหรอคะ”
       “เขาถามว่าเชื่อเรื่องการไปเกิดใหม่ไหม” อรอินทุ์หัวเราะ “ถึงจะเรียนศิลปะมา แต่ออก
       เดทครั้งแรกกัน ฉันก็อยากได้บรรยากาศที่มันโรแมนติคหน่อยจริงไหม”
       พิชชาคิดตามที่อรอินทุ์เล่า
       “แล้วคุณอรตอบพี่เขาว่ายังไงคะ”
       “ฉันก็ตอบเขาว่า เชื่อเรื่องการไปเกิดใหม่ เขาถามต่อว่า ถ้าฉันเกิดใหม่ได้ ฉันอยากเกิดเป็นอะไร”
       พิชชาคิดตามตลอด
       “คุณอร ตอบว่าอะไรคะ คุณอยากเกิดเป็นอะไร”
       “ฉันบอกเขาว่า อยากเกิดเป็นต้นไม้”
       พิชชาฟังคำตอบของอรอินทุ์ คิดถึงตอนที่พาทินตั้งคำถามเดียวกันนี้กับเธอเมื่อคราวที่ทั้งคู่กำลังจะแยกจากกัน
       “นั่นล่ะ นัดแรกของเรา”
      
       พาทินเห็นจิราพัชรเหม่อ ก็ถามอย่างแปลกใจ
       “คิดอะไรอยู่”
       จิราพัชรหลุดจากภวังค์ เขาถอนใจ
       “ฉันบอกพิชชาไปแล้ว ว่าฉันชอบเธอ ชอบจริงๆนะ”
       พาทินมองจิราพัชร นึกไม่ถึงว่าเขาจะทำแบบนั้น
       “ไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้กับใครมาก่อน ฉันชอบพิชชาจริงๆ ชอบมากๆด้วย”
       “แล้วเธอว่าไง”
       “ไม่พูดอะไรสักคำ แต่อีกหน่อยฉันจะพิสูจน์ให้เธอเห็นว่า ฉันคู่ควรกับเธอ”
       จิราพัชรหันไปมองพาทินขอความเห็น
       “มึงไม่ขัดข้อง และไม่ขัดขวางใช่ไหม”
       พาทินหัวเราะ
       “ถ้ากูไม่ยอม แล้วมึงจะเลิกคบกับเธองั้นเหรอ”
       “กูไม่ได้มาขออนุญาต เพราะมึงเป็นเพื่อนรักของกู แล้วก็เป็นญาติกับเขา ก็แค่อยากให้คอยช่วยเป็นป๋าดันหน่อย ได้ใช่ไหมล่ะ”
      
       พาทินมองจิราพัชรแบบไม่รู้จะทำอย่างไรกับเพื่อนหัวรั้นดี เขาได้แต่ถอนใจ

       ทั้งสี่นั่งกินมือเย็นท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นสงบ
      
       “อันนี้ใครทำ” จิราพัชรทำลายความเงียบขึ้น
       “ฉันเอง ทำไมเหรอ” อรอินทุ์หันมาบอก
       จิราพัชรนิ่งคิด
       “จะบอกว่าอร่อย”
       “เชื่อมันไม่ได้หรอก” พาทินหันไปทางพิชชา “ว่าไง”
       พิชชาเอ่ยชม
       “ฝีมือคุณอร ดีค่ะ”
       จิราพัชรหันไปหาพิชชา
       “คุณกับไอ้ทินเป็นญาติทางฝ่ายไหนกันเหรอ”
       พิชชาและพาทินไม่รู้จะตอบจิราพัชรยังไงดี พาทินตัดบท
       “ไม่เห็นสำคัญเลย”
       อรอินทุ์เอ่ยขึ้น
       “ดูจากชื่อที่คล้องๆกัน น่าจะเป็นญาติทางฝ่ายพ่อนะ”
       พาทินเปลี่ยนเรื่อง
       “เออ...เมื่อกี้เห็นคุณสองคนคุยกัน เรื่องอะไรเหรอ”
       “อ๋อ เรื่องที่เราเจอกันครั้งแรกนะค่ะ”
       จิราพัชรหัวเราะ
       “อ๋อ เรื่องนั้นน่ะเอง...ฉันอยากเกิดเป็นต้นไม้ค่ะ”
       จิราพัชรหัวเราะอีก พาทินรู้สึกไม่ดีที่ จิราพัชรพูดเรื่องนั้นเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่น จิราพัชรหันไปหาพิชชา
       “แล้วเขาเคยมาถามอะไรแบบนี้กับเธอหรือเปล่า”
       พาทินเครียดขึ้นมา พิชชาเห็นอาการของพาทิน ฝืนยิ้มให้ จิราพัชรถาม
       “เธอตอบว่าไง”
       พิชชาตอบเรียบนิ่ง
       “เกิดเป็นน้องสาวของพี่ค่ะ”
       จิราพัชรยิ้ม
       “โหเป็นฉันปลื้มตายเลยว่ะ”
       จิราพัชรกับอรอินทุ์รู้สึกสนุก ส่วนพาทินและพิชชาเครียดๆไป
      
        อรอินทุ์ ชงกาแฟให้พาทิน พิชชากับจิราพัชรยืนมองบรรยากาศริมน้ำ จิราพัชรหยิบก้อนกรวดที่อยู่แถวนั้นขว้างไปในน้ำ มันแฉลบร่อนไปสองครั้ง เขาหยิบขึ้นมาอีกสองก้อน ยื่นให้พิชชา
       “ลองดู”
       พิชชาขว้างออกไป ก้อนหินโดนน้ำจมหายไป
       “มาผมจะสอนคุณเอง”
       จิราพัชรวางท่าอย่างดี แต่ก็ร่อนไปอย่างมากก็สองครั้งเท่านั้น พิชชาหันมองไปรอบๆ เธอหยิบก้อนกรวดใหม่ขึ้นมาอีกสองก้อน
       “ไม่ใช่ ต้องอันแบนๆ”
       พิชชาชูให้จิราพัชรดูลักษณะของมัน ก่อนที่จะร่อนมันออกไป หินนั้นเหินไปบนผิวน้ำ สามสี่ครั้งก่อนจะจม จิราพัชรหัวเราะแก้เก้อ พิชชาทำได้ดีกว่า เขารู้สึกเสียฟอร์ม
       “แล้วก็ไม่บอกว่าเป็น เห็นท่าทางตอนแรก...”
       “คุณชอบอวดนี่ ฉันก็เลยปล่อย”
       จิราพัชรหัวเราะอีก พิชชาเอามือลูบแขน เขาถอดเสื้อคลุมออก
       “เริ่มเย็นๆแล้ว”
       “ไม่ต้องหรอกค่ะ”
       “เอาเถอะ ผมไม่ค่อยหนาว”
       พาทินหันมาเห็น จิราพัชรกำลังคลุมเสื้อให้พิชชา อรอินทุ์หันไปมองทั้งคู่ตามสายตาของพาทิน
       “ดูเหมือนทั้งคู่จะเข้ากันได้ดีนะคะ”
       พาทินไม่ตอบ แค่ยิ้มรับ พิชชาหันมามองพาทินและอรอินทุ์ที่นั่งจิบกาแฟกัน
      
       จิราพัชรออกมาจากห้องน้ำ เห็นอรอินทุ์นั่งอยู่ที่โซฟาอยู่คนเดียว
       “ทำไมนั่งเหงาอยู่คนเดียวล่ะ”
       “ทินเขาอยากออกไปเดินเล่นแถวๆนี้”
       “ไปกับพิชชาเหรอ”
       อรอินทุ์ส่ายหน้าไม่แน่ใจ
       “ฉันไม่เห็นเธอพักใหญ่ๆแล้วนะ”
       “เหรอ”
       จิราพัชรได้แต่สงสัย
      
       พาทินเดินดูบรรยากาศรอบบ้านที่เขาเคยอยู่ พิชชานั่งเหม่อคิดถึงที่บ้านพักข้าราชการเก่า ที่เคยมาหลบฝนกับพาทิน พาทินเห็นพิชชานั่งคิด เขาเดินเข้าไปหา เธอยิ้มให้เขา พาทินถอดเสื้อนอกของเขาคลุมให้
       “ขอบคุณค่ะ”
       พาทินนั่งลงข้างเธอ
       “บ้านหลังนี้ถึงไม่มีใครอยู่ มันก็ยังไม่มีใครมารื้อเนอะ”
       “ฉันไม่ได้มาแถวนี้อีกเลย ตั้งแต่ที่บ้านย้ายไป”
       “อือ พี่จำได้ว่าที่นี่ เป็นที่ๆ เธอแอบมาร้องไห้เสมอๆ เวลาเธอเสียใจเรื่องอะไรพี่จะมาเจอเธอร้องไห้ที่นี่ตลอด”
       พิชชานึกตามที่พาทินพูด
       “ฉันเจ้าน้ำตาขนาดนั้นเลยเหรอ”
       พาทินพยักหน้ารับ
       “อือ แล้วมันเป็นที่หลบฝนตอนเรากลับบ้านตั้งหลายครั้ง จำไม่ได้เหรอ”
       พิชชาคิดอยู่พักใหญ่
       “มันพอจำได้ลางๆ”
       พิชชานึกเหตุผลที่เธอไม่อยากจำ
       “คงเป็นเพราะ จริงๆ แล้วฉันพยายามจะลืมมันให้หมด ทุกช่วงเวลาที่เคยมีความสุข ไม่อยากจำมันเอาไว้เลย เพราะมันเจ็บปวดมากนะ เวลาที่คิดถึง”
       พิชชารู้สึกตัวว่าพูดสิ่งที่จะทำให้พาทินกังวล พาทินนิ่งฟัง เขารู้สึกเจ็บปวดเช่นเดียวกัน
       “พี่คะ รู้ไหมสำหรับฉัน มันทำใจยากจริงๆ ต้องห้ามใจไม่ปล่อยให้ตัวเองคิดถึงช่วงเวลาที่มีความสุข มันทรมานจริงๆ”
       พาทินเข้าใจความรู้สึกของพิชชา เขาเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน พิชชายิ้มให้เขาทั้งน้ำตา พาทินนึกบางอย่างออก เขาลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้าพิชชา ย่อตัวให้เธอ
       “พี่จะแบกเธอกลับ”
       พิชชาเช็ดน้ำตา พลางหัวเราะ
       “ไม่เอาหรอก ฉันโตแล้วนะพี่”
       “โตแล้วทำไม่ได้เหรอ”
       พิชชาไม่ตอบ เธอลุกขึ้นเดินไป พาทินย่อตัวเก้อ เขายิ้มๆ ลุกขึ้นเดินตามเธอกลับไปบ้าน
      
        ค่ำนั้น จิราพัชรและอรอินทุ์ เดินกังวลอยู่ที่สนามหน้าบ้าน
       “ไปไหนของเขานะ โทรศัพท์ก็ไม่เอาไป”
       “แถวนี้ก็เปลี่ยว แล้วก็เงียบด้วย”
       อรอินทุ์สังเกตเห็น คนเดินมาตามทางมืดๆ
       “คงกลับมาแล้วมั้ง”
       ร่างนั้นเดินลากกระเป๋าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อรอินทุ์เห็นว่าเป็นแพน
       “นั่นแพนนี่”
       “แพน”
       แพนเห็นอรอินทุ์กับจิราพัชร ยืนอยู่ที่สนามหน้าบ้าน เธอดีใจ
       “อร พี่พัชร”
       แพนวิ่งเข้าไปหาทั้งคู่ด้วยความดีใจ เธอกระโดดกอดจิราพัชร
       “คิดถึงพี่จังเลย”
      
       “ทำไมไม่โทรมาบอกก่อนว่าจะกลับมา” จิราพัชรถามอย่างแปลกใจ
      
       พิชชาและพาทินเดินกลับมาที่บ้านด้วยกัน หญิงสาวพูดขึ้นอย่างเศร้าๆ
      
       “คุณอร แพน แล้วก็ฉัน”
       พาทินมองหน้า
       “อะไรเหรอ”
       “ผู้หญิงที่มีความสำคัญที่สุดในชีวิตพี่ไง”
       พาทินส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
       “เธอลืมแม่ไปคนหนึ่งนะ”
       “ฉันไม่ลืมหรอก แม่น่ะไม่นับ เพราะแม่อยู่บนหิ้งบูชา”
       “ถ้าเป็นอย่างนั้น ไม่มีอันดับสำหรับเธอนะ”
       “โห ไม่ติดอันดับด้วย น้อยใจชะมัด”
       พาทินหัวเราะเบาๆ พิชชาแปลความหมายคำพูดของเขาไปเป็นตรงข้าม พิชชางอน
       “แล้วสำหรับชีวิตเธอ พี่อยู่อันดับที่เท่าไหร่”
       “พี่น่าจะรู้อยู่แล้วล่ะ”
       “พี่ไม่รู้หรอก”
       “พี่เป็นอันดับหนึ่งสำหรับฉันเสมอ”
       พาทินตื้นตันเขาพูดอะไรไม่ออก
      
       จิราพัชร อรอินทุ์และแพน นั่งคุยกันอยู่โต๊ะรับแขก
       “ลูกพี่ลูกน้อง บ้านเราไม่มีนะ” แพนแปลกใจ
       จิราพัชรและอรอินทุ์ สับสนกับคำตอบของแพนที่บอก พาทินเปิดประตูเข้าบ้านมา แพนหันไปตามเสียงประตู เห็นพาทินก็ดีใจ
       “พี่ทิน”
       พิชชาเดินตามพาทินเข้ามา แพนหุบยิ้มดีใจลง พิชชาเห็นแพน เธอเองก็ทำหน้าไม่ถูก จิราพัชรและอรอินทุ์ สับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้น
      
       พิชชากับแพนนั่งอยู่ในห้องนอน พิชชาเอ่ยชม
       “เธอดูดีจังเลย”
       แพนส่งผ้าเช็ดหน้าให้ พิชชาที่น้ำตาคลอ
       “หยุดร้องได้แล้ว เธอคงลำบากสินะ”
       “ไม่หรอก”
       “อย่าโกหกเลย”
       “ได้ยินว่าเธอเรียนเก่ง พี่ทินเขาภูมิใจเธอมาก”
       “ไม่ต้องชมฉันหรอก แล้วเธอล่ะ”
       พิชชาไม่รู้จะบอกเรื่องของตัวเองยังไง แพนมองหน้า
       “เธอไม่ได้เรียนต่อเหรอ”
       พิชชานิ่งรับโดยไม่ต้องตอบ
       “แล้วตอนนี้เธอทำอะไรอยู่”
       “ฉันทำงานที่โรงแรม”
       “โรงแรมของพี่พัชรเหรอ แผนกอะไรล่ะ”
       “เป็นแม่บ้าน”
       “อาทิตย์หน้า ฉันก็จะเข้าไปรับตำแหน่งผู้จัดการที่นั่น แล้วบรรจุหรือยัง”
       “ยังเลย...เธอเพิ่งกลับมาถึงเหรอ”
       “ฉันมาถึงสองวันแล้ว แวะไปหาคุณพ่อคุณแม่ที่กรุงเทพ ก่อนจะลงมา”
       พิชชานึกถึงพ่อแม่ ความทรงจำที่คิดลืมก็กลับมา
       “พวกท่านเป็นยังไงบ้าง...ท่าน จำฉันได้ไหม”
       “ไม่รู้สิ”
       พิชชาน้ำตาไหล แพนเห็นพิชชาเป็นแบบนั้น ความรู้สึกสองแบบที่เคยมีกับพิชชาในอดีตมันกลับมาอีก
       “เราย้ายไปอเมริกาก็เพื่อลืมทุกอย่าง พ่อกับแม่ ไม่เคยเอ่ยชื่อเธอในบ้าน ฉันไม่รู้หรอกว่า ท่านคิดยังไง แต่ถ้าย้อนคิดกลับไปมันก็เป็นเรื่องทรมานใจนะ”
       พิชชาน้ำตาไหลออกมาอีก เมื่อคิดถึงความเจ็บปวดเรื่องเธอของพ่อและแม่ แพนไม่พูดอะไรที่เกี่ยวกับพ่อแม่ต่ออีก เธอยิ้มให้
       “ดีใจที่ได้เจอเธออีกนะ ฉันคิดถึงเธอเสมอ”
      
       พาทิน จิราพัชรและอรอินทุ์นั่งที่โต๊ะรับแขก อรอินทุ์น้ำตาคลอเมื่อรู้เรื่องราวทั้งหมด
       “น่าสงสารพิชชา เธอทนมาได้ยังไง เธอคงคิดถึงคุณมาก ที่ต้องมาจากกันแบบนี้”
       จิราพัชรต่อว่า
       “บ้านมึงใจร้าย มึงก็ใจดำ ทำไมไม่ทำอะไรบ้างวะ”
       อรอินทุ์ปราม
       “พัชร”
       จิราพัชรหยุดปาก พาทินนิ่งคิดคำพูดของเพื่อนเขาไม่โต้แย้งอะไร
       “กูทำอะไรไม่ได้ ทำไม่ได้สักอย่าง”
       พาทินก้มหน้าเสียใจ แพนและพิชชาเดินลงมาจากห้อง
       “พี่ คืนนี้ให้พิชชานอนที่ห้องฉันก็แล้วกัน ฉันจะไปนอนที่ห้องพ่อแม่เอง ฉันจะนอนล่ะ พรุ่งค่อยเจอกันนะ”
       แพนเดินกลับขึ้นไปที่ห้องนอน พิชชารู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ เธอเดินไปหยิบกระเป๋าถือที่วางไว้
       “ฉันเองก็ต้องกลับแล้วเหมือนกัน”
       พาทินชะงัก
       “ทำไมล่ะ”
       อรอินทุ์ไม่เข้าใจ
       “นั่นสิ”
       “พรุ่งนี้เป็นวันทำงาน ฉันต้องตื่นแต่เช้า”
       อรอินทุ์หันไปบอกพาทิน
       “ทินคะไปส่งพิชชาสิคะ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ แพนคงอยากคุยกับพี่ คุณพัชรไปส่งฉันหน่อยได้ไหม”
       จิราพัชรรู้สึกแปลกใจกับคำขอของพิชชา ที่ปกติจะเลี่ยงเขาตลอด
       “ได้สิ”
       “ไปเลยนะคะ”
       จิราพัชรช่วยถือกระเป๋าให้พิชชา พาทินยืนมองทั้งคู่เดินออกไป
      
       จิราพัชรและพิชชาเดินไปขึ้นรถ เขาสงสารเธอ พิชชาเหม่อมองข้างทางที่มีแต่ความมืด จิราพัชเอื้อมมืออยากจะลูบหัวเธอเพื่อปลอบโยน แต่เขาก็ไม่ได้ทำ
       “ผมไม่สงสารคุณหรอกนะ”
       พิชชาแปลกใจที่จู่ๆ เขาก็พูดแบบนั้นออกมาแต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนัก
       “ฉันน่าสงสารเหรอคะ”
       “ไม่เลย เพราะตั้งแต่นี้ไปผมจะดูแลคุณเอง”
       พิชชามองจิราพัชร ความรู้สึกของเขามุ่งมั่นจนเธอรู้สึกได้
      
       พาทินเปิดประตูห้องนอน แพนขว้างหมอนใส่เขา
       “นี่มันเรื่องอะไร”
       “ใจเย็นหน่อยสิ พี่ขอโทษที่ไม่ได้บอกเธอก่อน”
       “พี่ อย่าให้แม่รู้เชียวนะ”
       พาทินไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับคำขอของแพน
       “ที่พิชชาแวะมาบ้านนี้ พี่ห้ามให้แม่รู้เลยนะ”
       “แพน”
       “แม่ยังป่วยอยู่ รับเรื่องนี้ไม่ได้หรอก”
       “ที่แม่ไม่สบายมานาน ก็เพราะตรอมใจคิดถึงพิชชามาตลอด”
       “แบบนี้เหรอ”
       “พี่แค่อยากให้แม่ได้พบกับพิชชา พี่ทำให้แม่ได้แค่นี้เอง”
       แพนรู้สึกความเสียใจเดิมกลับมาให้เธอรู้สึกอีกครั้ง
       “ฉันไม่มีความหมายสำหรับบ้านนี้เหรอ พอพิชชากลับมา ฉันก็กลายเป็นคนอื่นใช่ไหม”
       พาทินชะงัก
       “แพน”
       “น้องสาวร่วมสายเลือดของพี่ไง”
       แพนทิ้งตัวนั่งที่เตียง
       “ถึงจะอยู่ที่อเมริกาพร้อมหน้าครอบครัว แต่ฉันรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียว อ้างว้าง แม่ก็เอาแต่คิดถึงพิชชา พี่ก็เข้าหน้าฉันไม่ติด ไม่ยอมมาสนิทกันเหมือนพี่น้องคนอื่น พอเธอกลับมาแล้วฉันจะเป็นยังไงล่ะ ฉันไม่อยากเห็นหน้าพิชชาอีก”
       “โอเค พี่เข้าใจล่ะ ก็รอจนกว่าพ่อกับแม่จะกลับมา แล้วเรื่องนี้เราค่อยคุยกันอีกที”
      
       แพนรู้สึกยังเจ็บใจ ที่พิชชายังคงวนเวียนไม่ไปจากชีวิตของเธอ
      
      เช้าวันต่อมา...พิชชาเตรียมตัวไปทำงาน เสียงโทรจากพาทินดังขึ้น
      
       “พี่เหรอคะ อยู่ไหนคะ”
       “พี่เพิ่งไปส่งอรที่สนามบิน กำลังไปมหาลัย วันนี้เธอเลิกงานกี่โมง”
       “บ่ายสองค่ะ”
       “งั้นบ่ายๆ มาเจอกันนะ”
       “ค่ะ”
       พิชชามองดูความเรียบร้อยของตัวเองที่กระจก ก่อนจะออกจากสตูดิโอ
      
       ในมหาวิทยาลัยศิลปากร...พาทินเดินดูลูกศิษย์ ทำงานในวิชาเรียน พนักงานธุรการเข้ามาหา
       “อาจารย์พาทินคะ มีคนมาขอพบค่ะ”
       พาทินรู้สึกแปลกใจที่มีคนมาหา
      
       ​พาทินมาที่โถงนอกห้องเรียน เห็นพงษ์เดินวนไปมารอพบเขา
       “มีธุระอะไร”
       พงษ์ลูบแก้มข้างที่เคยโดนชก
       “หมัดหนักเหมือนกันนะคุณ ยังรู้สึกเจ็บๆ อยู่เลย”
       “เข้าเรื่องดีกว่า มีอะไร”
       “ก็เรื่องของพิชชา” พงษ์จ้องมองพาทิน “แกคงเลี้ยงมันอยู่สินะ”
       “ฉันขอตัวก่อน”
       พาทินเดินหนีอย่าเบื่อหน่าย
       “ตอนนี้แม่ไม่ค่อยสบาย”
       พาทินหยุดฝีเท้า
       “ฉันไม่ขอมากมายหรอกน่า”
       พาทินเดินต่อ
       “ถ้าลูกศิษย์รู้ว่านายมีผู้หญิงอยู่ด้วย มันจะงามหน้านะ”
       พาทินยังไม่ใส่ใจ เขาส่ายหน้าเดินต่อ
       “โรงแรมคงไล่พิชชาออกแน่ ถ้ารู้เรื่องเข้า”
       พาทินหยุด พงษ์รู้สึกว่าจับจุดของพาทินได้แล้ว
      
       พิชชาเดินตรงไปที่คณะเพื่อพบพาทิน ขณะเดียวกันนั้น พาทินเดินออกมาที่หน้าตึก พงษ์เดินตามมา ในมือเขามีเงินจำนวนหนึ่ง พงษ์พับเงินใส่กระเป๋า พิชชาเห็นเธอรู้ทันทีว่าพงษ์มาทำอะไร พิชชาวิ่งเข้าไปหาทั้งคู่ระดมมือทั้งตบ ทั้งเหวี่ยงใส่ไม่นับ พงษ์ตั้งตัวไม่ทัน
       “แกมันเลวกว่าอะไรทั้งหมด ทำไมต้องคอยรังควานให้ฉันทุกข์ใจตลอด ไปให้พ้นนะ อย่ามายุ่งกับพี่ทินนะ”
       พาทินดึงพิชชา ห้ามเธอไว้ พงษ์สะบัดหลุด เขาหัวเราะ
       “ไว้ค่อยเจอกันทีหลัง ฉันไปก่อนล่ะ”
       พงษ์วิ่งหนีไป พิชชาร้องไห้คับแค้นใจ พาทินปลอบ
       “ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะพิชชา”
       พาทินกอดเธอไว้
      
       จิราพัชรเดินออกจากตึก แพนนั่งเล่นรอที่สวน เธอเห็นเขา วิ่งเข้าไปทัก ควงแขน
       “พี่พัชร”
       จิราพัชรไม่ทันตั้งตัวที่แพนเข้ามาถึงตัว
       “เดี๋ยวๆ นี่อะไร ถึงเนื้อถึงตัวผู้ชายเป็นแล้วเหรอเรา”
       จิราพัชรแกะแขนของแพนที่คล้องแขนเขาไว้ออก แพนค้อนหมั่นไส้ที่เขาทำเป็นถือตัวกับเธอ
       “แหมๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนมีแต่จะดีใจ เดี๋ยวนี้ แตะตัวกันไม่ได้เหรอ”
       จิราพัชรยิ้มรับ
       “เธอจะเข้ามาเริ่มงานอาทิตย์หน้าไม่ใช่เหรอ”
       “ก็ใช่ แต่ช่วงนี้ฉันว่าง ก็อยากมาหาพี่ ไปกินข้าวกันนะ นะ”
       แพนเข้าไปคล้องแขนเขาดึงเดินไป จิราพัชรยิ้มที่แพนดึงดัน
       “ก็ได้ๆ”
      
       ขณะที่นั่งทานข้าวด้วยกัน แพนถามอย่างตรงไปตรงมา
       “พี่ควงคนใหม่อยู่เหรอ”
       จิราพัชรยิ้มแปลกใจ
       “รู้ได้ไง”
       แพนยิ้มเยาะ
       “ฉันรู้จักพี่ดี”
       จิราพัชรพยักหน้ารับ
       “พี่ว่าที่เราเลิกกันน่ะดีแล้ว”
       “ทำไมล่ะ ฉันไม่ดีพอหรือไง”
       จิราพัชรคิดๆ
       “พี่ทินของเธอว่าไงรู้ไหม มันบอกว่าเรานิสัยเหมือนกันมากไป”
       “แล้วคนนี้ พี่จะคบสักกี่เดือนล่ะ”
       “คนนี้พี่จริงจัง”
       แพนมองจิราพัชร เห็นแววตาของเขาจริงจัง
       “จริงเหรอ” แพนนิ่งคิด “ฉันได้พบพ่อพี่ที่กรุงเทพ”
       “เหรอ แล้วไง”
       “ท่านอยากให้พี่แต่งกับฉัน”
       “ท่านน่าจะเลิกคิดได้แล้ว ฉันก็เคยบอกท่านไปว่าเราเลิกกันแล้ว”
       แพนค้อนที่เขาเน้นย้ำคำว่าเลิกกัน
       “เออๆ รู้แล้วน่า”
       จิราพัชรยิ้ม ดูเขาไม่ยี่หระความรู้สึกของเธอนัก แพนก็ไม่รู้สึกโกรธหรือไม่พอใจ เธอยอมรับเพราะรู้ว่า มันต้องลงเอยแบบนี้
      
       พาทินและพิชชากลับมาที่สตูดิโอ พบดนัยกำลังเก็บของ จัดระเบียบสตู ดนัยชี้ที่นาฬิกาข้อมือเตือน
       ว่า พาทินมาสาย
       “ขอโทษทีพี่ เดี๋ยวผมจะลงมือเลย”
       พิชชาบิดผ้าที่เพิ่งซักเสร็จ พาทินถูพื้น เขาหยุดมือ แอบมองพิชชาที่ทำงาน ดนัยเดินเข้ามา เห็นสายตาของพาทินที่มองพิชชา เขารู้สึกว่าสายตาของพาทินมีความรักที่พิเศษแฝงอยู่
      
       พิชชาตากปลอกหมอน พาทินเป็นลูกมือคอยช่วย
       “มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง วันแรกที่เข้าไปสอน ลูกศิษย์คิดว่าพี่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ สงสัยคงหน้าอ่อน”
       พิชชานิ่งมองพาทินสังเกต ตามที่เขาบอก เธอไม่เห็นด้วย
       “หน้าพี่ยังกะลุง”
       พาทินหัวเราะเบาๆ กับคำแซวของเธอ
       “เมื่อกี้ที่มหาลัย เธอดุยังกะเสือ พี่ยังตกใจเลย ไม่เคยเห็นเธอเป็นแบบนั้นมาก่อน”
       พิชชาอารมณ์สลดลง
       “ชีวิตของฉันต้องเจอคนแบบนี้มาตลอดเลยนี่นา”
       “ขอโทษนะ ถ้ารู้ว่าเธอไม่สบายใจ พี่คงไม่ให้เงินหมอนั่น”
       พิชชามปลง
       “ช่างมันเถอะพี่”
       พิชชาสะบัดผ้าปูที่นอน ตากที่ราว เงาของเธอทาบลงบนผ้าปูสีขาว พาทินยืนมองเงาของเธอที่ฝั่งตรงข้าม พิชชายิ้ม เธอนึกบางอย่างออก ออกท่าทางเงาเป็นรูปต่างๆ พาทินหัวเราะ เขาเอ่ยปากเดาถึงสิ่งต่างๆ ที่ทำออกมา
       “พี่คะ รู้ไหมว่าฉันคิดอะไรอยู่”
       พิชชาส่งภาษาใบ้ บอกว่า เธอคิดถึงเขามาก พาทินเข้าใจ
       “ฉันคิดถึงเธอมาก” เขายิ้มให้ "ตาพี่บ้าง”
       พาทินทำแบบเดียวกัน แต่เขาอยู่คนละด้านของแสง พิชชาเลยมองไม่เห็น
       “ไม่เห็นเลยพี่”
       “เธอเดินมาใกล้ๆ สิ เอาล่ะหันหลังมา”
       พิชชาหันหลังให้ พาทินใช้นิ้วเขียนข้อความบนหลังของเธอ
       “พี่คิดถึงเธอ”
       พิชชารู้สึกถึงข้อความที่เขาเขียน หัวใจเธอเต้นแรง พาทินหันหลังของเขาให้เธอเขียนข้อความลงไป
       “พี่มีความสุขไหม”
       พาทินนิ่งคิด หัวใจพองโต เขาไม่ตอบ พิชชามองหลังเขาที่ผ่านม่านผ้านั้นเป็นแค่รูปร่าง เธอหันหลังแล้วเอาหลังของเธอพิงหลังของเขา
      
       ทั้งคู่ยืนพิงหลังกันมีเพียงผ้าบางๆ ที่คั่นกลางระหว่างสัมผัสของคนทั้งสอง
ตอนที่ 8
      
       สุนทรีนั่งมองพงษ์ตักกับข้าวหลายอย่างใส่จานให้เธอ
      
       “กินข้าวสิแม่”
       “ไอ้พงษ์ แกไปเอาเงินมาจากไหน”
       “โธ่แม่ ไม่ได้ไปปล้นเขามาหรอกน่า”
       สุนทรีใช้สายตาคาดคั้น เขายอมแพ้
       “พี่ชายที่แสนดีให้มา”
       “ใครกัน พี่ชายที่แสนดี”
       “ก็พี่ทง พี่ทินอะไรของพิชชานั่นไง”
       สุนทรีวางช้อน คิดๆ
       “พวกบ้านนั้นกลับมาแล้วเหรอ”
       พงษ์ไม่เข้าใจ
       “แล้วมีอะไรเหรอ”
       สุนทรีนั่งซึม พงษ์เห็นท่าทีแม่เปลี่ยนไป
      
       อาทิตย์ต่อมา...แพนขับรถมาจอดที่ลานจอดของโรงแรม เธอลงจากรถเดินไปที่ตึก...พิชชาขี่มอเตอร์ไซค์ มาทำงานตามปกติ จิราพัชรขี่จักรยานไล่ตามมา พิชชาชะลอเครื่องรอเขา
       “ออกกำลังกายเหรอคะ”
       “อือ”
       พิชชามองจักรยานใหม่
       “เพิ่งซื้อมาเหรอ”
       “ถึงจะใหม่ แต่ก็แรงกว่าเศษเหล็กของเธอเยอะเลย”
       พิชชามองเขาหมั่นไส้
       “เก่าแต่ก็ไปถึงโรงแรมก่อนคุณก็แล้วกัน”
       “งั้น มาแข่งกัน ถ้าเธอชนะฉันเลี้ยงข้าว ถ้าแพ้ขอหอมแก้มเธอ”
       จิราพัชรไม่รอคำตอบรับจากพิชชา เขาเร่งปั่นมันออกไปอย่างเร็ว
       “เดี๋ยวสิ”
       พิชชายังงงเงื่อนไขที่จิราพัชรเสนอ เมื่อตั้งสติได้เธอก็เร่งมอเตอร์ไซค์ไล่ตามเขา
      
       มนตรีพาแพนเดินดู แนะนำเรื่องรายละเอียดต่างๆ ของงาน จิราพัชรและพิชชา นั่งกินข้าวในห้องอาหาร แพนเห็นทั้งคู่จากไกลๆ มนตรีมองๆ
       “อืม ยังคบกันอยู่”
       แพนได้ยินมนตรีเปรย เธอรู้แล้วว่าคนที่จิราพัชรคบตอนนี้คือพิชชานั่นเอง
      
       แพนแนะนำตัวกับพนักงานในส่วนบริการ
       “สวัสดีค่ะทุกคน ขอแนะนำตัวนะคะ ดิฉัน คุณัญญา วชิรวิทย์ ยินดีได้รู้จักทุกคน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดิฉันจะเข้ามาดูแลบริหารงานในส่วนบริการ คงต้องความร่วมมือจากทุกๆ คน ขอให้ตั้งใจทำงานเพื่อโรงแรมนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ”
       พนักทุกคนปรบมือต้อนรับแพน กิ่งเทียน หันไปหาพิชชาที่ยืนอยู่ในแถว
       “นั่นมันยายแพนจริงๆ เหรอ”
       พิชชาไม่ตอบอะไรกลับ เธอปรบมือยินดีกับแพน
      
       แพนเดินถือเอกสารออกจากห้อง...กิ่งเทียนกึ่งลาก กึ่งดึงแขนพิชชา เดินตามแพนออกมา
       “แพน”
       แพนหันมา
       “กิ่งเทียน ไม่เจอกันนานเลยนะ”
       “นั่นสิ จำเกือบไม่ได้”
       พิชชายิ้มให้แพน
       “ดีใจที่ได้ทำงานกับเธอนะ”
       “ฉันขอพี่พัชร มาทำที่แผนกนี้เองแหละ”
       “เหรอ”
       “มีคนบอกว่า ที่คุณพาณีถูกย้าย เพราะเธอน่ะ จริงหรือเปล่า”
       พิชชานิ่ง ไม่ปฏิเสธ
       “ไปอ้อนให้พี่พัชรจัดการให้เหรอ”
       กิ่งเทียนไม่พอใจ
       “นี่เธอ มากไปหน่อยแล้วนะ”
       แพนยิ้มเยาะ
       “เธอนี่ไม่เปลี่ยนเลยนะ ออกรับแทนเขาตลอด ระหว่างทำงาน เธอไม่ควรมาตีเสมอฉันนะกิ่ง”
       พิชชานิ่งรับสิ่งที่แพนบอก กิ่งเทียนเสียความรู้สึก แพนตัดบท
       “กลับไปทำงานกันสิ ไว้คุยกันทีหลังนะ”
       แพนเดินจากไป ทันใดนั้นเสียงสุนทรีดังขึ้น
       “แพน”
       แพนหันไปตาม เสียงเรียกที่ฟังดูคุ้นเคย สุนทรียืนมองเธอที่โถงของโรงแรม แพนตะลึง คิดไม่ถึงว่าสุนทรีจะมาหาเธอ พิชชาตกใจ
       “แม่”
       สุนทรีจ้องแพน
       “แพนใช่ไหม”
       แพนพูดอะไรไม่ออก ทั้งตกใจและแปลกใจในคราวเดียวกัน
       “แพน ลูกแม่”
       แพนก้าวถอย เมื่อสุนทรีขยับเข้าไปหา เธอส่ายหน้าไม่ยอมรับ ก่อนจะวิ่งออกไป พิชชาคว้าแขนสุนทรีเอาไว้ เมื่อเธอพยายามวิ่งตามแพน
       “แม่คะ”
       “แพน” สุนทรีพยายามร้องเรียก
      
       แพนวิ่งมาจนถึงโถงด้านสนามกอล์ฟ ที่ไม่มีคน เธอหลบอยู่ที่ด้านหนึ่งคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น นึกถึงหน้าของสุนทรี น้ำตาก็ไหล หญิงสาวนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่นาน
      
       สุนทรีและพิชชานั่งที่เก้าอี้ในสวนของโรงแรม สุนทรียังรู้สึกเสียใจกับท่าทีของแพนที่มีต่อเธอ ก่อนจะถอนใจออกมา
       “แม่น่ะ ทั้งดีใจ โล่งใจ ได้เห็นกับตาของตัวเอง บ้านนั้นเขารักษาคำพูดดีนะ”
       พิชชานั่งฟังสุนทรีระบายความในใจอย่างเงียบๆ
       “พวกเขาคงเลี้ยงและเอาใจใส่อย่างดี เขาสวยขึ้นนะ”
       พิชชายิ้มเศร้าๆ พยักหน้ารับเห็นด้วย
       “คงได้เรียนสูงสินะ”
       พิชชาพยักหน้ารับ สุนทรีเห็นพิชชา เธอสะดุดคิด นึกเปรียบเทียบ ก้มหน้าไม่กล้าสบตาพิชชา
       “แล้วดูแม่สิ ดูสภาพของแก แม่ทำตามคำ ที่สัญญากับเขาเอาไว้ไม่ได้ แม่เอาลูกมาลำบาก”
       พิชชาที่นิ่งฟังน้ำตาไหล สงสารสุนทรีที่ต้องคับแค้นใจ เพราะตัวเธอ สุนทรีเองก็น้ำตาไหลเช่นกัน เธอสงสารพิชชา ที่ต้องลำบากมาตลอด
       “เราไม่น่าสลับตัวลูกทั้งสองกลับคืนเลย แม่ขอโทษนะพิชชาที่ทำลายอนาคตของแก แม่เสียใจจริงๆ แม่น่าจะเก็บเขาเอาไว้ แล้วปล่อยแกไป”
       สุนทรีสะอื้น
       “แพน...แพนเอ๋ย”
       สุนทรีซบหน้ากับฝ่ามือ ร้องไห้ พิชชารู้ว่าสุนทรีก็ยังคงรักและคิดถึงแพนมาตลอด
      
       ดนัยทำงานศิลปะ ที่มุมหนึ่ง ส่วนพาทินก็นั่งขึ้นรูปปั้นดินเหนียว อยู่อีกด้านหนึ่งของสตูดิโอ เขามีรูปที่พิมพ์ออกมาจากวีดีโอของพิชชา วางไว้ข้างๆ ดนัยวางมือไปนั่งพัก เห็นพาทินใจจดใจจ่อกับภาพ เขาลุกขึ้นเดินไปดู
       “พิชชาเหรอ”
       “แค่ลองขึ้นโครงผู้หญิงดู น่ะพี่”
       “ดูตั้งใจนี่ คงไม่ใช่แค่ลูกพี่ลูกน้องมั้ง”
      
       พาทินหยุดมือ คิดถึงความรู้สึกจริงๆ ของตัวเอง
      
      พิชชาเดินกลับเข้ามา แพนนั่งรออยู่ พิชชาเข้าไปถาม
      
       “คุณแม่ไม่สบายเหรอ ป่วยมากไหม”
       “มีช่วงนึง ที่แม่จำใครไม่ได้สักคน ท่านคิดไปเองว่าเธอยังอยู่ใกล้ๆ”
       พิชชาน้ำตาซึม สงสารพจนินท์ที่ล้มป่วยเพราะเธอ
       “ความผิดของฉันเอง”
       “ไม่มีใครเขาโทษเธอหรอกนะ แต่ถ้าเธอมาอยู่กับพี่ทินแบบนี้ แม่คงได้มาเจอเธอเข้าสักวัน ฉันกลัวว่าอาการของแม่จะแย่ลงไปอีก”
       พิชชานั่งนิ่งยอมรับ แพนพูดต่อ
       “ยังมีเรื่องของพี่อรอีก เธอกับพี่ทินไม่ได้เป็นญาติกันเลยนะ พี่อรเขายังไม่รู้เรื่องอะไรหรอก”
       แพนรู้สึกลำบากใจที่ต้องพูดเรื่องทั้งหมดออกมาให้พิชชาทำใจยอมรับ
       “ฉันไม่ได้ดีใจเลยนะ ที่ต้องมาพูด มาบอกเธอแบบนี้ เธอไม่ใช่คนเดียวที่ต้องเจ็บ ต้องเสียใจนะ ลองคิดดู”
       พิชชาเสียใจและปวดใจที่ต้องยอมรับความจริง
       “พิชชา ฉันกลัวนะ เราย้อนอดีตกลับไปไม่ได้”
       “ถ้าทุกอย่างจะดีขึ้น ฉันก็จะไป มันคงต้องเป็นแบบนั้น”
       พิชชาเสียใจ แต่ก็ยอมรับทางออกที่แพนแนะ แพนมองการตัดสินใจของพิชชาด้วยความรู้สึกขัดแย้งในใจ ทั้งดีใจและเสียใจในคราวเดียวกัน
      
       เย็นนั้น พิชชาทำมื้อเย็นให้พาทิน เธอวางกับข้าวลงบนโต๊ะ
       “ของที่พี่ชอบทั้งนั้นเลยนะ”
       พาทินนั่งมองอย่างแปลกใจ
       “ทำซะเยอะเลย โอกาสพิเศษอะไรล่ะนี่”
       “แค่อยากทำของที่พี่ชอบให้กิน พี่ชอบไหม”
       พาทินพยักหน้ารับ
       “ขอบคุณมากเลยครับ”
       พาทินลงมือกินอย่างอร่อย พิชชามองเขาด้วยสายตาโหยหา พาทินเห็นเธอมอง เขาหยุดมือ
       “ทำอย่างไม่เคยเห็นพี่กินข้าว”
       “แต่ไม่เคยเห็นพี่กินอร่อยแบบนี้มาก่อน อยากจำมันเอาไว้”
       “คงได้เห็นไปอีกนานล่ะ”
       พาทินกินต่อ พิชชาลุกไปจากโต๊ะ เดินกลับมาพร้อมแก้วน้ำ วางมันลงข้างเขา พาทินมองเห็นแก้วน้ำเขาจำได้ มันเป็นแก้วที่เขาให้เธอเมื่อคราวจากกัน
       “แก้วของพี่ ฉันคืนให้นะ”
       พาทินละมือจากการกินรู้สึกว่าพิชชามีบางอย่างที่อยู่ในใจ
       “เก็บเอาไว้ตั้งหลายปี คืนพี่ได้ซะที เก็บเอาไว้ดีๆ นะพี่ อย่าให้มันแตก”
       พาทินยังคงมอง พิชชาเก็บความรู้สึกต่างๆ เอาไว้ไม่ให้เขารู้
       “เดี๋ยวฉันไปเติมนี่ให้นะ”
       พิชชาหยิบจานกับข้าวเดินออกไป
      
       ค่ำนั้น...พาทินยังทำงานในสตูดิโอ เขารู้สึกติดใจกับท่าทีของพิชชาเมื่อตอนเย็น เขาเดินไปสูดอากาศริมทะเลเห็นพิชชาเดินอยู่ในเงามืดถือกระเป๋าเดินออกจากสตูดิโอไปตามทาง พาทินชะงัก
       “พิชชา”
       พิชชาหยุดฝีเท้าลง ตามเสียงเรียก พาทินเดินเข้าไปหา
       “ดึกแล้วจะไปไหน”
       พิชชาเสียงเครือ
       “พี่คะ”
       พาทินมองกระเป๋าที่อยู่ในมือของเธอ เดาออกว่าเธอจะทำอะไร เขาหยิบกระเป๋าจากมือเธอมาถือ
       พิชชายื้อเอาไว้
       “พิชชา”
       “พี่คะ ฉันไม่ใช่น้องของพี่อีกแล้วนะ ฉันเป็นลูกบ้านอื่น ไม่ใช่คนที่พี่เคยรู้จักแล้ว”
       พาทินแปลกใจในสิ่งที่พิชชาระบายออกมา
       “ตอนแรก ฉันคิดว่าได้เจอกับพี่แล้วคงมีความสุข มีวันเก่าๆ ด้วยกัน ฉันฝันว่าจะได้พบกับพี่อีกสักครั้ง ฉันพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้มันดี พี่จะได้ไม่ผิดหวังในตัวฉัน มันทำให้ฉันมีกำลังใจ ภูมิใจ แต่ว่าฉันไม่มีความสุขเลย แม้ว่าเราจะได้พบ ได้อยู่ด้วยกันอีก ทำไมฉันถึงรู้สึกยิ่งช้ำใจอย่างนี้ หรือว่าจริงๆ แล้วเราไม่ควรได้พบกันอีก”
       พาทินกลืนความรู้สึกเจ็บเอาไว้ข้างใน
       “พิชชา อย่าพูดแบบนั้นเลย มานี่ กลับเข้าไปข้างในเถอะ”
       “พี่คะ ปล่อยให้ฉันไปนะ ทำเหมือนว่าเราไม่เคยรู้จักกัน ทุกคนจะได้สบายใจทำเพื่อฉันนะ”
       พาทินดึงพิชชาเข้ามากอด เพื่อปลอบเธอและตัวเขาเอง
       “เธออย่าไปเลย ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น อยู่กับพี่”
       พิชชานิ่งสงบในอ้อมกอดของเขา
       “เธอไม่ต้องเป็นน้องสาวของพี่...แต่ขอให้เธออยู่กับพี่ แค่นั้นก็พอ อย่าทิ้งพี่ไป”
       พิชชากอดตอบเขาเบาๆ แทนคำพูดทั้งหมดที่เธออยากบอกเขา ทั้งคู่กอดกันเนิ่นนาน ส่งความรู้สึกให้กัน
      
       ริมทะเลในยามเช้า ผู้คนไม่พลุกพล่านมากนัก พิชชาและพาทินเดินเล่นด้วยกัน ทั้งคู่ดูมีความสุขต่างจากเมื่อคืน ต่างก็นึกถึงภาพความหลังที่เคยมีความสุขช่วงสั้นๆ ที่นี่
      
       จิราพัชรช่วยอรอินทุ์ขนของลงจากรถ พาเดินไปที่ห้องของเขา
       “นี่ขับรถมาเองเลยเหรอ”
       “ก็ขนของที่เหลือของทินมาไว้ที่สตู”
       “สมกับเป็นภรรยาที่ดีเลยนะ เทียวไปเทียวมาแบบนี้ไม่เหนื่อยเหรอ”
       “แหม ทินเขาตัดสินใจทำงานอยู่ที่นี่ ส่วนฉันก็ต้องช่วยคุณพ่อดูงานบ้านอยู่”
       “ก็รีบแต่งๆ สิ เธอก็จะได้ย้ายมาที่นี่ไง”
       “อยากให้สมพรปากเธอจัง”
       “มันยังไงกันล่ะ หมั้นกันแล้วนี่”
       “ทินเขาคงยังไม่อยากแต่งหรอกมั้ง ดูเขาไม่รีบร้อน หรือเร่งรัดอะไรเลย”
       “ถ้ามันไม่อยากแต่งกันเธอ มาแต่งกับฉันเอาไหม”
       อรอินทุ์หัวเราะ
       “พิชชาได้มาแหวกอกฉันสิ”
       จิราพัชรหัวเราะ
       “ล้อเล่นหรอกน่า พิชชาเขาไม่ทำแบบนั้นหรอก”
       อรอินทุ์มองจิราพัชรตั้งแต่หัวจรดเท้า
       “นั่นสิ ฉันสงสัยจังว่า เขาเห็นอะไรดีในตัวเธอ”
       “บอกอะไรให้ ก็เพราะฉันดีกับเขามากไง ตอนเขาลำบากฉันก็อยู่ข้างเขาตลอด ถึงย้ายผู้จัดการแผนกเพื่อเธอจะได้กลับมาทำงานโดยไม่ลำบากใจ”
       อรอินทุ์ชะงัก
       “เธอทำแบบนั้นเหรอ”
       “อือ เพื่อเธอฉันทำให้ได้ทุกอย่าง”
       “นั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกลำบากใจมากกว่า”
       “ทำไม ลำบากตรงไหนเหรอ”
       “ก็เพื่อนร่วมงานของพิชชานะสิ ใครจะกล้ามาสุงสิงกับเธอล่ะ”
       จิราพัชรคิดๆ
      
       “งั้นหรอกเหรอ”
      
       จิราพัชรอยู่ที่ครัวชงกาแฟ อรอินทุ์เดินมองภาพวาดที่อยู่บนผนัง
      
       “ฉันคิดว่าเธอเลิกวาดรูปแล้วซะอีก”
       จิราพัชรยกแก้วมาวางไว้ที่โต๊ะ
       “จริงๆ แล้ว ฉันก็เลิกไปพักใหญ่แล้วล่ะ ทั้งงานบริหาร การเล่นกอล์ฟ มันกินเวลาไปหมดเลย...แต่หลังๆมานี่ มันดันมีไฟอยากวาดรูปขึ้นมาซะงั้น”
       อรอินทุ์ยิ้ม เธอรู้ว่าสิ่งที่ทำให้เขากลับมาวาดรูปคืออะไร
       “เป็นเพราะเธอสินะ พิชชาน่ะ”
       จิราพัชรยิ้มรับแบบเขินๆ อรอินทุ์ยิ้มเข้าใจ
       “แรงบันดาลใจของศิลปินผู้ชาย ส่วนใหญ่ก็มากจากผู้หญิงที่ตัวเองหลงรักทั้งนั้นแหละ”
       “แต่ฉันไม่เคยวาดภาพผู้หญิงสักครั้งเลยนะ”
       “ตอนนั้นเธอไม่ได้หลงรักใครนี่ แต่คราวนี้ ฉันเห็นว่าเธอหลงรักเขาหัวปักหัวปำเลยล่ะ”
       จิราพัชรเอามือตัวเองทาบที่อกด้านซ้ายของเขา
       “หัวใจมันเต้นตูมตาม ผิดปกติหรือเปล่านี่”
       อรอินทุ์หัวเราะจิราพัชรที่เขาแสดงออกเหมือนเป็นเรื่องสบายๆ
       “เฮ้ย มันเห็นชัดเลยเหรอ”
       “ยิ่งกว่าชัดอีก”
       “ทินมันคงวาดรูปเธอบ่อยสินะ”
       อรอินทุ์สะดุดกับคำทักของจิราพัชร อารมณ์เธอเปลี่ยนไป จิราพัชรจับอาการนั้นได้
       “ไม่เคยเหรอ”
       อรอินทุ์ยิ้มกลบเกลื่อน
       “ยังหรอก เขาบอกว่าฉันสวยเกินกว่าที่เขาจะวาดได้”
       จิราพัชรไม่เชื่อ
       “อะไร ใครจะเชื่ออย่างมันนี่นะ”
       จิราพัชรหาเหตุผลมาปลอบใจอรอินทุ์
       “ไอ้ทินมังคง...”
       “ไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไรหรอก ฉันเข้าใจเขานะ ฉันจะอดทนรอวันนั้น”
       จิราพัชรยิ้ม
       “เป็นผู้หญิงที่แสนดีจริงๆ”
       “ฉันอดกลั้นและอดทนเอาไว้น่ะ ไม่ได้แสนดีอะไรหรอก”
       จิราพัชรฟังอรอินทุ์พูดถึงความคิดจริงๆของเธอ เขาหนักใจแทนพาทินและอรอินทุ์
      
       อรอินทุ์เข้ามาหาพาทินที่สตูดิโอแต่ไม่พบใคร เธอเก็บของที่บางส่วนยังค้างไว้ให้เป็นระเบียบ อรอินทุ์จัดระเบียบบนโต๊ะทำงานของเขา เธอเห็นผ้าขาวปิดโครงรูปปั้นก็เปิดออกดู รูปปั้นนั้นเป็นผู้หญิง ถึงรายละเอียดจะไม่ครบ แต่เธอรู้สึกว่ารูปปั้นนั้นคือพิชชา อรอินทุ์เกิดความสงสัยบางอย่างขึ้นในใจ
       พาทินเดินเข้าสตูดิโอ เขาเห็นกล่องอาหารของอรอินทุ์ ที่วางไว้บนโต๊ะ พาทินมองเข้าไปในสตูดิโอ แต่ไม่เห็นใคร เขาออกเดินไปรอบๆ...เขาเห็นอรอินทุ์นั่งอยู่ที่ม้าหินใต้ต้นไม้จึงเดินเข้าไปหา อรอินทุ์หันมามองเขา ทั้งคู่รู้ได้ด้วยความรู้สึก ว่ามีบางอย่างที่ติดอยู่ในใจ พาทินนั่งลงข้างๆ
       “ไปเจอพัชรมาเหรอ”
       อรอินทุ์พยักหน้ารับ พาทินไม่รู้จะตั้งต้นคุยกับเธออย่างไรดี
       “ผมมีอะไรอยากคุยกับคุณ”
       “ฉันก็มีเรื่องที่อยากจะคุยด้วยเหมือนกัน”
       พาทินรู้ว่าอรอินทุ์จะพูดเรื่องอะไรกับเขา
       “ฉันเบื่อที่จะต้องขึ้นล่องกรุงเทพกับที่นี่แล้ว เราแต่งงานกันเถอะนะ”
       พาทินก้มหน้ารับฟัง
       “ฉันเหนื่อยค่ะ”
       พาทินลำบากใจที่จะพูด
       “อร”
       “ฉันลำบากใจตั้งแต่คุณตัดสินใจจะมาทำงานที่นี่ คุณให้พิชชาเข้ามาอยู่กับคุณโดยไม่เคยถามฉัน แล้วยังโกหกฉันว่าเธอเป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณอีก”
       พาทินพูดอะไรไม่ออก
       “แต่งงานกันเถอะนะคะ”
       พาทินหาเหตุผลมาแย้งเรื่องที่จะไม่แต่งงานไม่ได้ อรอินทุ์จ้องหน้าเขา
       “ทิน มองหน้าฉันสิคะ”
       พาทินค่อยๆ เงยหน้ามองอรอินทุ์
       “คุณไม่รักฉันเหรอคะ”
       พาทินไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ เขาสับสน อรอินทุ์ชักหวั่นใจ
       “ไม่สักนิดเลยเหรอ”
       พาทินหลบสายตา
       “ผมคิดว่าผมจะรักคุณได้”
       อรอินทุ์คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำตอบแบบนี้จากเขา แววตาเธอเศร้าสลดลง
       “ผมเป็นห่วงความรู้สึกคุณมาก จน...ผมคิดว่าผมจะต้องบอกคุณด้วยตัวเอง”
       อรอินทุ์รู้ว่าเขาจะเอ่ยปากบอกเลิก เธอทนไม่ไหวลุกขึ้นยืน
       “ฉันจะกลับล่ะ ไม่อยากได้ยิน ฉันทนฟังมันไม่ได้หรอก ฉันไม่ฟัง”
       เธอเดินหนีไป ทิ้งให้เขาคิดไม่ตก...อรอินทุ์หยิบกระเป๋าที่สตูดิโอ พาทินตามมา
       “อร”
       อรอินทุ์หยุดฝีเท้า เก็บอารมณ์ที่พลุ่งพล่านไว้
       “ฉันจะไม่ยอมเสียคุณให้ใครไป แล้วฉันจะโทรมานะคะ”
       อรอินทุ์เดินจากไป พาทินถอนใจด้วยความหนักอก
      
       พาณีตรวจบัญชี เบิกจ่ายอุปกรณ์สันทนาการ พลางทักทายเด็กๆ ที่เล่นน้ำ จิราพัชรเดินตามเธอห่างๆ เขารู้สึกเคอะเขินที่จะเข้าไปเผชิญหน้าเธอ เพื่อขอโทษ พาณีหันกลับมาเก็บห่วงยางของเล่นที่ลูกค้าวางทิ้งไว้ เธอเห็นจิราพัชรยืนมองเธออยู่ เธอมองเขาว่าจะมาไม้ไหน จิราพัชรค้อมหัวขอโทษ
      
       พิชชาเตรียมของสำหรับแขก กิ่งเทียนนอนเล่นบนเตียงแขก
       “ขอนอนสักตื่นได้ไหม หลับฝันหวานถึงผู้ชายหล่อๆ สักคน”
       “เอาอีกแล้ว นี่เวลางานนะ ใครเข้ามาเห็นเข้าเดี๋ยวก็เป็นเรื่อง”
       “ โธ่ พิชชาจ๋า ขอฝันกลางวันก็ไม่ได้หรือจ๊ะ หรือเธอไม่เคยคิดถึงเรื่องผู้ชายในฝัน”
       พิชชาหยุดมือ
       “ฉันน่ะเหรอ”
       “ฉันฝันอยากมีใครสักคนแบบรุ่นพี่พาทินบ้างจัง จริงๆ แล้วพี่พาทินก็ไม่ใช่พี่แท้ๆ ของเธอแล้ว เธอไม่ฝันถึงเขาบ้างเหรอ”
       พิชชาไม่ตอบ คำพูดของกิ่งเทียนทำให้เธอ วุ่นวายใจเรื่องของเขา
       พิชชายืนอยู่ที่ครัว จิราพัชรลงมาจากชั้นบน เธอค้อมหัวทักทายเขา
       “มีอะไรให้รับใช้คะ”
       “เธอลืมคำว่า ท่านนะ”
       พิชชาทวนคำตาม
       “มีอะไรให้รับใช้คะท่าน”
       พิชชาพูดยิ้มๆ จิราพัชรหัวเราะ
       “ผมล้อเล่นนะ แต่ทำให้คุณยิ้มได้ก็โอเคแล้วล่ะ”
       “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวนะคะ”
       พิชชาหมุนตัวเดินออก จิราพัชรคว้ามือเธอไว้ พิชชาหันมามองสิ่งที่เขาทำ จิราพัชรรู้ตัวเขารีบปล่อยมือจากเธอ
       “ขอโทษๆ”
       “มีอะไรหรือคะ”
       “นั่งก่อนสิ”
       จิราพัชรดึงเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ผายมือให้เธอนั่งลง พิชชาเกรงใจที่เขาทำไม่เหมือนเธอเป็นแม่บ้าน
       “คุณพาณี หัวหน้าเก่าของคุณน่ะ”
       พิชชาชะงัก
       “ทำไมเหรอคะ”
       “เขาจะกลับมาทำหน้าที่เดิม ผมเซ็นโอนกลับมาที่แผนกแม่บ้านเอง...คือผมไปขอโทษเขาด้วยตัวเองเลยนะ”
       พิชชารู้ว่าเขาเปลี่ยนแปลงไป
       “คุณเปลี่ยนไปนะคะพัชร”
       จิราพัชรรู้สึกดีใจที่เธอเรียกชื่อเขาอย่างสนิทใจขึ้น
      
       “พัชรเหรอ...ผมดีใจนะ ชอบที่คุณเรียกแบบนี้”
      
       พิชชายิ้มเมื่อเห็นเขาแสดงอาการดีใจเหมือนเด็กๆ เธอเอามือทาบอกตัวเอง จิราพัชรยิ้มๆแล้วเอ่ยถาม
      
       “เธอชอบผู้ชายแบบนี้ใช่ไหม”
       พิชชามองชายหนุ่มที่ส่งสายตาจริงจังมาให้ จิราพัชลุกขึ้นจากเก้าอี้ ย่อตัวลงข้างๆ
       “ผมรู้เลยว่า คุณเป็นคนที่ผมอยากยกย่องให้อยู่ในใจ มาคบกับผมได้ไหม”
       จิราพัชรมองตาหญิงสาว
       “จะรับรักผมได้ไหม”
       พิชชาไม่รู้จะแสดงความรู้สึกอย่างไรต่อเขาดี
      
       ค่ำนั้น พาทินนั่งวาดรูป พิชชานั่งอยู่ไม่ไกลนัก ชายหนุ่มหันไปมองหญิงสาว
       “หิวไหม”
       พิชชาเงยหน้าจากสิ่งที่ทำ มองเขา
       “พี่หิวเหรอคะ เดี๋ยวฉันทำอะไรให้กิน”
       “ไม่ต้องหรอก พี่จะออกไปซื้ออะไรแถวนี้ดีกว่า ไม่ต้องยุ่งยาก พี่จะซื้อมาฝากเธอด้วย”
       “ขอบคุณค่ะ”
       “เดี๋ยวมานะ” พาทินบอกแล้วเดินออกไป
      
       พิชชาเตรียมจานไว้บนโต๊ะรอเขากลับมา เสียงฝีเท้าก้าวขึ้นบันไดมา
       “พี่คะ ซื้ออะไรมาบ้างน่ะ”
       พิชชาหันไปที่บันไดคิดว่าเป็นพาทิน อัจฉราโผล่เข้ามา
       “ขอโทษนะจ๊ะ”
       “มาหาใครหรือคะ”
       “คุณพาทินอยู่ที่นี่หรือเปล่า”
       พิชชาพยักหน้า
       “ค่ะ”
      
       พิชชาและอัจฉรานั่งคุยกันที่โซฟารับแขก
       “ฉันเป็นแม่ของอร เธอคือคนที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของพาทินเขาใช่ไหม”
       พิชชารู้ว่ามันไม่จริง แต่จำยอมรับออกไป
       “ค่ะ”
       “อรเล่าเรื่องเธอให้ฉันฟังอยู่บ้าง” อัจฉรามองไปรอบห้อง “เธอพักที่นี่เหรอ”
       “ค่ะ”
       อัจฉราถอนใจ
       “เธอพอรู้ไหมทำไมทินเขาถึงบอกเลิกกับอร”
       พิชชาตกใจที่รับรู้เรื่องของอรอินทุ์
       “เลิกกันเหรอคะ”
       “เธอไม่รู้สินะ”
       พาทินกลับมาจากซื้อของ เดินขึ้นมา เห็นอัจฉรา เขาวางตัวกับเธอไม่ถูก พิชชาเดินหลบลงมาให้อัจฉราคุยกับพาทินตามลำพัง อัจฉราเห็นพาทิน เธอลุกขึ้นต่อว่าเขา
       “พาทิน รู้ไหมว่าอรเป็นยังไงบ้าง กับสิ่งที่เธอทำ”
       พาทินยืนก้มหน้ารับผิด
       “อรน่ะร่างกายเขาไม่ค่อยแข็งแรง เขาเข้าโรงพยาบาลเพราะเรื่องของเธออีกแล้ว รู้ไหม”
       พาทินเป็นห่วง
       “เธอเป็นไงบ้างครับ”
       “เธอเปลี่ยนไปนะ ไม่มีน้ำใจที่จะคิดไปเยี่ยมเขาเลยเหรอ ทำอย่างนี้ได้ยังไง เธอกลายเป็นใจดำแบบนี้ได้ยังไง”
       พาทินได้แต่ยืนรับคำต่อว่าของอัจฉรา
       “เธอเปลี่ยนไปเพราะคบอยู่กับคนอื่นหรือไง”
       พาทินนิ่ง ไม่ปฏิเสธ อัจฉราถือว่านั่นเป็นการยอมรับ เธอโมโหแทนลูกสาว ตบหน้าเขาระบายอารมณ์ พิชชาที่ยืนอยู่ข้างล่างได้ยินเรื่องทั้งหมด เธอเสียใจที่เขาถูกต่อว่าและโดนตบหน้าเพราะเธอ
      
       เช้าวันต่อมา พาทินช่วยพิชชาตากผ้าที่ลานสตูดิโอ พิชชามองท่าทีของเขาที่ยังดูปกติ ทั้งที่เกิดเหตุการณ์เมื่อคืน
       “พี่คะ”
       “อะไรเหรอ”
       “ทำไม...พี่ถึงเลิกกับคุณอรล่ะคะ”
       พาทินหยุดมือมองพิชชา
       “พี่ไปชอบคนอื่นแล้ว”
       พิชชานิ่งฟัง เธอรู้ความหมายของเขา ว่าคนอื่นนั้นคือใคร
      
       พิชชาเข็นรถ เดินออกจากอาคารโรงแรม ไปตามทางระหว่างตึก เธอเห็นอรอินทุ์ที่ดูยังป่วย ตาบวมจากการร้องไห้มาตลอด ยืนรอเธอที่สวน พิชชารู้ว่า อรอินทุ์อยากมาคุยกับเธอเรื่องพาทิน...ทั้งคู่นั่งลงที่ม้านั่งคุยกัน
       “แม่แวะไปที่สตูใช่ไหม”
       “ค่ะ”
       “แม่ไปคุยอะไรเหรอ เธออยู่ตรงนั้นด้วยหรือเปล่า”
       พิชชานั่งก้มหน้ารับฟังสิ่งที่อรอินทุ์พูด เธอไม่สบตาอรอินทุ์
       “พี่กับคุณทะเลาะกันเหรอคะ”
       “มันไม่ได้มีอะไรรุนแรงหรอกนะ คุณแม่ทำเกินไปหน่อย”
       อรอินทุ์ไม่แน่ใจว่าจะถามพิชชาดีหรือไม่ ทั้งคู่นิ่งเงียบ บรรยากาศดูอึดอัด อรอินทุ์เอื้อมมือไปจับมือของพิชชา
       “พิชชา ช่วยฉันหน่อยได้ไหม”
       พิชชารู้ว่าอรอินทุ์อยากให้เธอช่วยเรื่องอะไร
       “ฉันรู้ว่าเธอน่ะ ช่วยได้ เธอคนเดียวที่ฉันพอจะพึ่งได้ ทินเขาถือว่าเธอคือน้องสาวของเขา แล้วเขาก็ห่วงเธอ ห่วงมาก”
       พิชชาจำนนต่อคำขอของอรอินทุ์ที่อ้างถึงความสัมพันธ์ของเธอกับพาทิน
       “ฉันเป็นเด็กที่ไม่ค่อยแข็งแรงมาตั้งแต่เกิด เลยไม่ค่อยมีเพื่อนนัก”
       พิชชาน้ำตาซึม อดเอาตัวเองเข้าไปเทียบกับอรอินทุ์ไม่ได้
       “มีหลายครั้งที่เคยคิดไปจากเขาเหมือนกัน เพราะฉันเหมือนไม่มีคุณค่าพอสำหรับเขา แต่ฉันก็รู้ตัวว่าถ้าไม่มีเขา ฉันก็ไม่เหลืออะไรในชีวิตเลย”
       พิชชาเช็ดน้ำตาของตัวเองที่กำลังไหลออกมา เธอเห็นใจอรอินทุ์ และสงสารตัวเอง
       “ฉันเข้าใจค่ะ”
       “ฉันรู้ว่า ที่เขาอยู่กับฉันมาตลอด เพราะความรับผิดชอบ แต่ฉันก็ไม่อยากเสียเขาไป ไม่ว่ายังไง...ขอโทษนะ พิชชา”
       พิชชานิ่งฟังมาตลอด เธอตัดสินใจช่วย
       “ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ คุณอร ไม่ต้องเสียใจนะคะ”
       พิชชาเจ็บปวดใจ แต่ก็เก็บความรู้สึกทั้งหมดไว้กักอยู่ข้างใน
      
       พิชชาทำความสะอาดอยู่ในห้องจิราพัชร คิดถึงภาพของทุกคนที่เกี่ยวข้องเรื่องของเธอกับพาทินไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ แพนขอให้เธอแยกตัวออกมาจากพาทิน จิราพัชรขอคบกับเธอ อรอินทุ์ที่ขอร้องให้เธอช่วยเรื่องพาทิน พิชชาทำความสะอาดไปน้ำตาไหลไป ขณะเดียวกันนั้น จิราพัชรเดินเข้าห้องมา เขาส่งเสียงทัก
       “พิชชา”
       พิชชาเหม่อคิด รู้สึกตัวหันไปมองเขา จิราพัชรเห็นน้ำตาของเธอ เขาสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ พิชชาเช็ดน้ำตานั้น ไม่อยากให้เขากังวล
      
       พิชชาและจิราพัชร ยืนที่ระเบียงห้อง
       “บอกตามตรงนะ ผมเป็นคนเอาแต่ใจ อะไรที่ไม่ชอบผมจะโยนมันทิ้ง หรือยกให้คนอื่นไปโดยไม่เสียดาย แต่ถ้าสิ่งไหนที่ผมรักผมชอบ ผมจะเก็บรักษาเอาไว้ ทะนุถนอมอย่างดี ผมอยากจะเก็บคุณเอาไว้”
       พิชชามองเขาอย่างตื้นตันใจ จิราพัชรส่งยิ้มอันอบอุ่นให้
       “คุณไว้ใจผมได้”
      
       พิชชารู้สึกขอบคุณความรู้สึกที่เขามีให้ในใจ
ตอนที่ 9
      
       เย็นนั้น พาทินเดินไป เดินมา หน้าสตูดิโอ เขารอการกลับมาของพิชชา ด้วยความกังวลใจ จิราพัชรขับรถเข้ามาที่ลานจอดทั้งคู่ลงจากรถ จิราพัชรจับมือพิชชาเดินเข้าสตูดิโอ
      
       เขาโบกมือทักทาย พาทินเห็นท่าทีของเพื่อนที่มีต่อพิชชา เขาปั้นสีหน้าไม่ถูก พิชชาเห็นสายตาพาทินที่มองมา เธอรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร เธอหลบตา
      
       พาทินนั่งวาดรูปท่าทางเซ็ง พิชชายืนมองเขาอยู่ห่างๆ
       “ฉันไม่รู้ว่าคุณพัชร เขาเป็นคนดีแค่ไหน เขาบอกว่าชอบฉัน...เขาบอกว่าชอบฉันมาก...นอกจากพี่แล้ว ก็คงมีเขานี่แหละที่ดีกับฉันมากขนาดนี้”
       พาทินหยุดมือ เขารู้สึกทำใจลำบากที่จะพูดออกมาแย้ง พิชชาพูดสิ่งที่ตรงข้ามกับความรู้สึกของตัวเอง
       “พี่กับคุณอร เหมาะสมกัน ฉันอยากให้พี่มีความสุขนะ...ฉันเองก็อยากมีความสุขบ้างเหมือนกัน”
       พิชชามองพาทินที่นิ่งฟังเธอ
       “พี่ไม่ว่าใช่ไหม ถ้าฉันจะคบกับคุณพัชร”
       พาทินไม่อยากได้ยินคำพูดนี้จากพิชชา เขาได้แต่เก็บความไม่พอใจเอาไว้ พิชชาเสียใจ แต่คิดว่าสิ่งที่ทำลงไปเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกคน
      
       เช้าวันใหม่ จิราพัชรเดินออกจากห้องนอน เขาแต่งตัวดูภูมิฐานกว่าทุกวัน หยิบเสื้อนอกมาสวม กระตือรือร้นที่จะทำงานกว่าปกติ
       จิราพัชรเดินเข้าไปประชุมด้วยท่าทีที่สดใส ยิ้มแย้มกับพนักงานทุกคนที่เดินผ่าน...จักรกฤษณ์ เป็นประธานในการประชุม จิราพัชรและแพนนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง จักรกฤษณ์พูดนำในการประชุม
       “พัชรเขายังอ่อนประสบการณ์อยู่นะครับ ผมฝากพวกอาๆ แนะนำเขาด้วยนะครับ คงต้องใช้เวลาปรับตัวในการทำงานอีกหน่อย”
       จิราพัชรนั่งชิมอาหารว่าง ดูเหมือนไม่ใส่ใจสิ่งที่พี่ชายพูดนัก
       “เรื่องการบริการของโรงแรมนั้น อยากให้ทุกคนดูรายละเอียดจากเอกสารก่อนนะครับ”
       ผู้ถือหุ้นเปิดเอกสารดูรายละเอียด จิราพัชรวางช้อนในมือลง
       “ผมขอพูดอะไรอย่างได้ไหม...อาหารที่นี่ห่วยแตก”
       จิราพัชรโผล่งคำพูดออกไป โดยไม่รอใครอนุญาต แพนนั่งอยู่ข้างๆ ใช้มีตีที่ต้นขาเขาเบาๆ ปรามการแสดงออกของเขา
       “อะไรล่ะ เธอชอบอาหารที่นี่เหรอ”
       แพนไม่ตอบ เธอมองผู้บริหารที่มองจิราพัชรอยู่ สีหน้าของทุกคนเหมือนจะเห็นด้วยกับความเห็นของเขา จักรกฤษณ์หน้าเสีย
       “ขอโทษด้วยนะครับ เขาชอบพูดอะไรไม่คิดแบบนี้เสมอๆ เอ่อ อีกเรื่องคือสนามกอล์ฟของเราปีนี้ ยอดจองก็ลดไป 20% จากปลายปีที่แล้ว”
       จิราพัชรดีดนิ้ว ผู้ช่วยของเขาส่งเอกสารที่เตรียมมาให้ผู้บริหาร
       “ดูเอกสาร ที่หน้า 3 จะเห็นว่า เรื่องอาหารเป็นเรื่องแรกๆ ที่แขกของเราอยากให้ปรับปรุง ซึ่งมันก็โยงไปถึงเรื่องบริการอื่นๆ ด้วย อย่างสนามของเรา แขกที่จองมาส่วนใหญ่เป็นสุภาพสตรี แขกผู้ชายส่วนใหญ่มาตีเพื่อคุยธุรกิจกัน มีกลุ่มมีก๊วนอยู่แล้ว ส่วนแขกที่เป็นสตรีไม่ใช่แบบนั้น พวกเขามาตีเพื่อพักผ่อน คุยกันตามประสาผู้หญิง เอ็นจอยกับการกิน ถ้าเราให้สิทธิพิเศษแก่แขกผู้หญิงก่อน เช่นจองเวลาได้ก่อนผู้ชาย มีอาหารดีๆ อร่อยๆ มีบริการอื่นๆ เสริมให้ ผมว่าเราน่าจะได้แขกกลุ่มนี้เป็นแขกประจำของโรงแรมเราแน่นอน”
      
       จิราพัชรออกจากห้องประชุม เขาเดินไปที่ลิฟท์ กดปุ่มรอ คนอื่นๆ เดินแยกไป แพนเดินไล่หลังเขามา
       “ทำได้ดีเกินคาดนะ เกิดอะไรขึ้นกับพี่เนี่ย”
       “ฉันต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ซะที”
       แพนแปลกใจ ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้จากปากของเขา จิราพัชรยิ้มให้แพน ดูเขามาความสุขกับความคิดของตัวเอง
       “ฉันอยากลงหลักปักฐานชีวิตซะที”
       ประตูลิฟท์เปิดออก เขาก้าวเดินเข้าไป
       “ไปด้วยกันไหม”
       แพนยังงง ไม่เชื่อหูตัวเอง
       “งั้นฉันไปก่อนนะ”
       แพนรู้สึกตัว เธอยื่นมือขวางประตูลิฟท์ไว้
       “หมายความว่ายังไง”
       จิราพัชรไม่เข้าใจว่าแพนถามถึงความหมายของอะไร
       “เพราะพิชชาเหรอ”
       จิราพัชรได้ยินชื่อของพิชชา เขายิ้มให้เธอแทนคำตอบ
       “ค่อยเจอกันนะ”
       จิราพัชรกดปุ่มปิดประตูลิฟท์
      
       บ่ายนั้น พิชชาพับผ้าขนหนูเสร็จจากการซักรีดแล้ว แยกไว้ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอรับสาย
       “สวัสดีค่ะ”
       เสียงจิราพัชรดังมาจากปลายสาย
       “ทำอะไรอยู่ แวะมาหาผมที่สนามกอล์ฟหน่อยสิ”
       “ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันกำลังทำงานอยู่”
       “ผมเซ็งนะ เล่นอยู่คนเดียว”
       “ฉันไปไม่ได้หรอกค่ะ อีกอย่างฉันเองก็เล่นไม่เป็นนะคะ”
       “ถ้างั้นมาเป็นแคดดี้ ถือถุงก๊อล์ฟให้หน่อย”
       พิชชาถอนใจที่เขาตื้อ
       “ฉันไปไม่ได้จริงๆ งานทีทำก็ยังไม่เสร็จ”
       “งั้น เดี๋ยวผมโทรไปคุยกับหัวหน้าคุณให้ ขอตัวมาแป๊บเดียว”
       พิชชากลัวว่าจิราพัชรจะทำแบบคราวก่อนที่ไปหาเรื่องพาณีอีก
       “อย่านะคะ ขอเวลาฉันเสร็จงานตรงนี้ก่อนนะคะ สักสิบห้านาที”
       จิราพัชรหัวเราะ
       “ผมจะรอนะ”
       พิชชาวางสาย ถอนใจกับความเอาแต่ใจของเขา
      
       พิชชาในชุดแม่บ้าน เดินไปหาจิราพัชรที่ยืนไดรฟกอล์ฟตามลำพัง จิราพัชรมองดูนาฬิกา ท่าทางร้อนใจ เขาหันไปเห็นพิชชากำลังเดินมาพอดีก็ส่งยิ้มให้เธอ พิชชายิ้มตอบ จิราพัชรพยายามตีลูกให้ลงหลุม พิชชายืนดูอยู่ข้างๆ เขาลุ้นอยู่หลายครั้ง ลูกไม่ลงเสียที พิชชามองท่าทางของเขา เธออดยิ้มไม่ได้ บางครั้งก็อดหัวเราะตอนเขาหัวฟัดหัวเหวี่ยงอย่างไม่มีเหตุผล จิราพัชรตั้งใจใหม่ เขาตีลงจนได้ พิชชาอดดีใจด้วยไม่ได้เธอปรบมือให้ เขาผายมือให้เธอไปที่หลุม
       “เก็บลูกให้ด้วยสิครับ”
       พิชชาหน้างอ ไม่คิดว่าเขาจะใช้เธอจริงๆ เธอเดินไปที่หลุมนั่งลงข้างๆ ล้วงมือลงไปในหลุมหยิบลูกกอล์ฟออกมา และรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในนั้นด้วย เธอหยิบมันตามออกมา เป็นสร้อย เส้นหนึ่ง พิชชาแปลกใจ จิราพัชรยิ้มให้ พิชชามองสร้อยนั้น เริ่มเข้าใจเจตนาของเขา เธอเดินกลับไปที่ตึกเพื่อทำงานต่อ จิราพัชรเดินตามไปข้างๆ
       “สร้อยเส้นนี้ มันคงแพงนะคะ”
       “อย่าไปตีราคาให้กับของขวัญ แม่เคยบอกผมไว้อย่างนั้น”
       พิชชายื่นมันคืนให้เขา จิราพัชรรับมันคืนกลับมา เขาปลดตะขอสร้อยออก
       “มานี่”
       จิราพัชรโอบสร้อยนั้นรอบคอ เธอจับมันฝืนไว้ จิราพัชรมองตาเธอ
       “อย่ามองว่าราคามันแพงหรือถูก แค่อยากให้คุณมองว่า มันเป็นสิ่งที่ผมให้คุณจากใจ แค่นั้นได้ไหม”
       พิชชาคลายมือที่จับสร้อยนั้น จิราพัชรติดสร้อยคอนั้นเสร็จ สายน้ำจากหัวฉีดรดสนามหญ้า ฉีดละอองน้ำทำให้ด้านหลังทั้งคู่มีรุ้งกินน้ำเล็กๆ เกิดขึ้น
      
       “ผมพยายามปรับปรุงตัว ให้ดีขึ้น ให้เป็นคนที่ดีในสายตาของคุณ ขอให้คุณไว้ใจผม ผมจะเป็นผู้ชายคนที่คุณไม่มีวันผิดหวัง”
      
       พิชชานิ่งฟัง หยั่งความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเขา
      
       “เมื่อเช้าเข้าประชุมเป็นครั้งแรก ทำเอาเครียดเหมือนกันนะ”
       จิราพัชรหัวเราะแก้เก้อ
       “ฉัน...อาจจะไม่ดีพอสำหรับคุณ ฉันรับเอาไว้ไม่ได้นะคะ”
       พิชชาจะปลดสร้อยออกจากคอ จิราพัชรจับข้อมือของเธอไว้ ดึงลงมากุมไว้
       “ผมเข้าใจ คุณไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ผมขอแค่คุณคอยยิ้มให้ หายใจอยู่ข้างๆผมก็พอแล้วล่ะ ตกลงไหม นะ”
       พิชชาไม่รู้จะบอกความรู้สึกที่สับสนข้างในยังไง เธอได้แต่ยิ้มเศร้าๆ ให้เขา
      
       พาทินเพิ่งเลิกจากการสอน เดินจากตึกไปตามทาง เขาเห็นอรอินทุ์นั่งรอที่ม้าหินในสวนหย่อม พอเห็นเขา เธอรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหา
       “คุณเป็นไงบ้าง”
       “คุณคิดว่ายังไงล่ะคะ”
       พาทินไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
       “คุณไม่ต้องมาพูดว่าเสียใจหรอกนะ”
       “ผมถูกเกลียดไปแล้วใช่ไหม”
       อรอินทุ์หัวเราะ
       “ก็ใช่นะสิ”
       อรอินทุ์ปรับอารมณ์ของตัวเองกลับมา
       “ตอนนี้คุณไปกับฉันได้ไหม”
       พาทินไม่ปฏิเสธคำชวนของอรอินทุ์ แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้
      
       อรอินทุ์พาพาทินมาที่คอนโดของเธอในหัวหิน เธอเปิดประตูนำเขาเข้ามาในห้องซึ่งมีเฟอร์นิเจอร์อยู่ไม่มากนัก ยังมีข้าวของที่อยู่ในกล่อง ที่เพิ่งขนมาวางไว้ พาทินมองห้องพักนั้นไปรอบๆ เห็นกรอบรูปถ่ายภาพเขากับเธออยู่บนโต๊ะ
       “ฉันมาเช่าห้องพักที่นี่เอาไว้ รับกาแฟไหมคะ”
       พาทินแปลกใจ อรอินทุ์ยกแก้วกาแฟมาให้เขา
       “ยังไม่ได้มีเวลาออกไปซื้อของใช้เลย”
       อรอินทุ์กวาดตามองไปรอบห้อง
       “ไม่เลวใช่ไหม ใกล้สตูของคุณ ใกล้มหาลัยด้วย”
       พาทินรู้เจตนาของอรอินทุ์
       “อร”:
       “ฉันรู้ว่าคุณจะพูดอะไร”
       อรอินทุ์นิ่งเก็บอารมณ์ที่ฝืนไว้ไม่อยู่ น้ำตาไหลออกมา
       “ฉันรู้ว่าคุณไม่รักฉัน...ไม่เคยรักแบบจริงๆ ฉันรู้ว่าคงจะดีกว่าถ้าเราเลิกคบกันไป”
       อรอินทุ์สะอื้นพูดไม่ออก พาทินมองอย่างลำบากใจกับสิ่งที่จะพูดให้เธอฟัง
       “อร ผมมีเรื่องที่ไม่ได้บอกคุณ” ชายหนุ่มถอนใจออกมา “ผมไปรักคนอื่นแล้ว”
       อรอินทุ์กลั้นสะอื้น รู้เหตุผลของเขา เธอเช็ดน้ำตา รวบรวมสติกลับมา
       “ทินคะ ฉันรู้นะคะว่าทำไม คุณอยากให้ฉันปล่อยคุณไป”
       พาทินลำบากใจมากขึ้น
       “แต่ ฉันจะไม่ยอมปล่อยคุณ” อรอินทุ์น้ำตาไหลอีก “ถึงคุณจะไปรักคนอื่นแล้วก็ตาม ฉันไม่อยากเสียคุณไป”
       พาทินหนักใจ เขาได้แต่มองหญิงสาวไม่มีคำพูดจะอธิบาย
       “ผู้หญิงคนที่คุณไปหลงรักเขา เธอรักคุณตอบหรือเปล่าคะ”
       พาทินมองอรอินทุ์ เขาเองก็ไม่แน่ใจในคำตอบนั้น
       “ถ้าฉันปล่อยคุณไป คุณจะแต่งกับเธอได้เหรอคะ”
       พาทินถอนใจ
       “อร”
       ขณะเดียวกันนั้นเสียงกริ่งที่ประตูดังขึ้น อรอินทุ์เช็ดน้ำตา
       “คงมากันแล้ว ฉันชวนพัชรมากินข้าวเย็นด้วยกัน”
       อรอินทุ์เปิดประตูรับจิราพัชรและพิชชา จิราพัชรมองไปรอบๆ
       “ห้องน่ารักดีนี่”
       จิราพัชรยื่นช่อดอกไม้ที่ถือมาให้อรอินทุ์
       “ขอบคุณจ๊ะพัชร”
       “คนนั้นเขาเป็นคนจัดการ”
       จิราพัชรโบ้ยหน้าไปด้านหลัง พิชชาที่เดินตามมาส่งยิ้มทักอรอินทุ์ พาทินที่ยืนอยู่ด้านหลังของอรอินทุ์ ยืนมองพิชชา เขายิ้มบางๆ เหมือนจะรับทักยิ้มของเธอ
       “ขอบคุณนะพิชชา” อรอินทุ์ยิ้มให้
       พิชชาค้อมหัวรับคำขอบคุณของอรอินทุ์
       “นั่งเลยจ๊ะ ขอเวลาเตรียมอาหารแป๊บนึงนะจ๊ะ”
       อรอินทุ์ปลีกตัวไปที่ครัว พาทินมองพิชชาที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก เขามีบางอย่างที่จะพูดกับเธอ จิราพัชรหันไปเรียก
       “พิชชา มานั่งสิ”
       พิชชาเดินไปหาเขา
      
       ทั้งสี่คนนั่งอยู่ที่โต๊ะ กินมื้อเย็นที่อรอินทุ์จัดทำเสร็จแล้ว จิราพัชรบ่น
       “ทำซะเยอะเลย”
       อรอินทุ์ยิ้ม
       “แล้วถูกปากบ้างไหม”
       “อันนี้อร่อย”
       จิราพัชรตักอาหารที่เขาชมให้พิชชา พาทินมองท่าทีของเพื่อนที่เอาใจใส่พิชชา เธอกินกับข้าวที่จิราพัชรตักให้
       “เป็นไง อร่อยใช่ไหม เฮ้ย...ทินตอนเด็กๆ พิชชากินเก่งไหม”
       พิชชาทำหน้าไม่ถูกเมื่อจิราพัชรถาม พาทินยิ้ม
       “เก่งสิ”
       “น่าอิจฉาว่ะ มีคนที่โตมาด้วยกัน”
       อรอินทุ์หันมาถาม
       “พวกคุณโตมาด้วยกัน คงรักกันเหมือนพี่น้องจริงๆ ใช่ไหมคะ”
       พาทินและพิชชาสะดุดกับคำพูดของอรอินทุ์ จิราพัชรมองพิชชา
       “ผมว่าคุณสนิทกับไอ้ทิน มากกว่าแพนอีกนะ”
       พิชชาฝืนยิ้มพยักหน้ารับ อรอินทุ์สังเกตเห็นสร้อยคอของพิชชา
       “สวยจังเลย”
       พิชชาเอามือจับที่สร้อย
       “อันนี้เหรอคะ”
       จิราพัชรหันไปมองที่คอของพิชชา เขายิ้ม
       “สวยใช่ไหม ฉันซื้อให้เอง”
       พาทินคาดไม่ถึง
       “ซื้อให้เหรอ”
       “อือ จริงๆ อยากให้แหวน แต่มันดูรวบรัดเกินไป ใช่ไหม”
       พิชชาวางสีหน้าไม่ถูก อรอินทุ์แปลกใจ
       “สองคนคบกันแล้วเหรอคะ”
       จิราพัชรพยักหน้ารับอยู่คนเดียว พิชชาไม่มีท่าทีตอบอะไร จิราพัชรหันมาหาอรอินทุ์
       “เออ พวกเธอหมั้นกันแล้วนี่ อรขอดูแหวนหน่อยสิ”
       อรอินทุ์ยกมือข้างที่สวมแหวนให้ดู
       “สวยดีเหมือนกันนะว่าไหม”
       จิราพัชรหันแหวนของอรอินทุ์ให้พิชชาดู พิชชชาอึดอัดในความรู้สึกของตัวเอง
       “ค่ะ สวยจริงๆ”
       จิราพัชรหันไปยิ้มให้พาทิน
       “มึงนี่รสนิยมดี วันหลังจะชวนมึงไปเป็นเพื่อนช่วยเลือกให้กูหน่อย”
       พิชชาอึดอัดใจจนทนไม่ไหว เธอลุกขึ้นจากโต๊ะ ชามแกงหกรดใส่ข้อเท้าของเธอ ทุกคนตกใจ พาทินและจิราพัชรต่างก็เข้าช่วยพิชชา พาทินถามอย่างห่วงใย
       “ลวกหรือเปล่า”
      
       พิชชาพยักหน้ารับ พาทินใช้มือเก็บเศษอาหารที่อยู่บนข้อเท้าออก อรอินทุ์และจิราพัชรยืนมองทั้งคู่ทำอะไรไม่ถูก
      
      พาทินและจิราพัชรยืนมองวิวของเมืองยามเย็น พิชชาและอรอินทุ์นั่งอยู่ที่ม้านั่งใกล้ๆ พิชชาหันไปถาม
      
       “คุณอรกับพี่ ดีกันแล้วเหรอคะ”
       อรอินทุ์ส่ายหน้า
       “ทินน่ะ หัวรั้นจะตาย”
       “ฉันว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้นเองค่ะ”
       “เธอเองล่ะ มีความสุขหรือเปล่า...ไม่เคยเห็นพัชรทำตัวดีแบบนี้มาก่อนเลยนะ เธอเปลี่ยนเขาได้”
       “คงเป็นแค่ส่วนเล็กๆ พื้นฐานของคุณพัชร เขาก็เป็นคนดีอยู่แล้วค่ะ”
       “ตอนเด็กๆ เธอคงเป็นคนน่ารักมากสินะ”
       “ฉันจำไม่ค่อยได้หรอกค่ะ”
       “พาทินล่ะ ตอนเด็กๆ เขาเป็นคนยังไงเหรอ”
       พิชชานึกถึงความหลัง
       “พี่เหรอคะ...ในความทรงจำของฉัน ภาพของพี่ในหัวของฉันมันชัดเจนกว่าของตัวเองอีก”
       ภาพในอดีตของพิชชาและพาทินฉายจากความทรงจำออกมา ตอนที่ทั้งสองขี่จักรยานไปโรงเรียน...วิ่งเล่นที่ทะเล...หลบฝนที่บ้านร้าง...เขาแบกเธอกลับบ้าน...พาทินถูกพ่อต่อว่าเรื่องพิชชาและแพน
       “เขาเป็นคนที่น่ารัก น่ารักมาก”
       จิราพัชรยิ้ม
       “อิจฉามึงว่ะ โตมากับคนที่ดีๆ น่ารักแบบเธอ”
       จิราพัชรยื่นมือออกไป
       “ขอสัญญาเลยเพื่อน”
       พาทินงงๆ
       “อะไรของมึง”
       “กูกำลังให้คำมั่นกับมึงไง ว่าจะทำให้พิชชาเขามีความสุข”
       พาทินวางตัวไม่ถูกกับท่าทีเอาจริงของจิราพัชร
       “เรื่องนี้...”
       จิราพัชรยื่นมือค้างไว้ พาทินยังคงยืนเฉย จิราพัชรจับมือของพาทินมาจับกับมือของตัวเอง อรอินทุ์ยิ้ม
       “อนุญาตเถอะค่ะ”
       จิราพัชรหัวเราะ
       “มีตัวแทนอนุญาต ถือว่าสัญญาแล้วนะ”
       พาทินมองพิชชาที่นั่งมองวิว ไม่ได้รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น
      
       ค่ำนั้น พาทินขับรกเข้ามาจอดหน้าสตูดิโอ พิชชาลงจากรถ พาทินเดินซึมๆ ไปที่ม้านั่ง พิชชาเดินตาม นั่งลงข้างๆ เขา พาทินพูดสิ่งที่อยู่ในใจที่อึดอัดมานาน
       “พิชชา พี่ว่าเราทั้งคู่เลิกหลอกตัวเองกันเถอะ พี่ไม่อยากโกหกตัวเอง”
       พิชชาไม่แสดงความรู้สึก หรืออารมณ์อะไรออกมา เธอนั่งรับฟังเขา
       “ถ้าเราไม่จริงใจกับตัวเอง เราจะเจ็บช้ำมากกว่านี้ขึ้นไปอีก ทั้งพี่ เธอ พัชร รวมทั้งอร ทุกๆคน”
       พาทินมองสายตาขอความเห็นใจ พิชชายังคงนิ่งรับฟัง
       “เธอรักพัชรจริงๆ เหรอ”
       พิชชาหวั่นไหวกับคำถามที่พาทินตั้ง
       “พี่รู้ว่าเธอไม่ได้รัก”
       พิชชามองเขาน้ำตาคลอ ความรู้สึกที่แท้จริงในใจเก็บเอาไว้ไม่อยู่ เธอเบนสายตาไปมอง แสงไฟจากรถคันหนึ่งที่วิ่งเข้ามาจอด พาทินหันมองตามสายตาของพิชชา ชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งลงมาจากรถ พงศกรมองไปรอบๆ
       “คงเป็นแถวนี้ล่ะ”
       พจนินท์มองหา
       “เราน่าจะโทรมาก่อนนะ”
       พงศกรยืนมองเข้าไปในสตูดิโอ เห็นพาทินนั่งอยู่กับพิชชา พาทินเห็นพงศกรจากแสงไฟ
       “พ่อ”
       พิชชาได้ยินคำทักของพาทิน เธอค่อยๆ ลุกขึ้นมองชายหญิงคู่นั้น พงศกรเห็นพิชชา ก็จำได้ พจนินท์เองเช่นกัน ทั้งคู่ทั้งดีใจและแปลกใจในคราวเดียวกัน พิชชาดีใจกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เธอจ้องมองพ่อและแม่อย่างสุดแสนคิดถึง
       “แม่คะ”
       พจนินท์ดีใจมาก
       “พิชชา”
       ทั้งคู่ดีใจตะลึงมองกันอยู่พักใหญ่ พจนินท์ก้าวเดินไปหาพิชชาที่วิ่งมาหา ทั้งคู่กอดกันแน่นด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ พจนินท์เอาแต่เรียกชื่อพิชชา ลูบหัวลูบหน้าด้วยความรัก
       “พิชชา พิชชาจริงๆ ใช่ไหม พิชชาลูกแม่”
       “แม่คะ”
       ทั้งคู่ร้องไห้ด้วยความดีใจ พงศกรยืนมองทั้งคู่ คาดไม่ถึง เขาไม่รู้ว่าควรรู้สึกดีใจหรือเสียใจดี พาทินเองก็ปั่นป่วนอารมณ์กับความรู้สึกที่เกิดขึ้น
      
       พจนินท์นั่งมองพิชชา ลูบเนื้อตัวด้วยความเป็นห่วง จับมือพิชชาขึ้นมาลูบด้วยความทะนุถนอม
       “ลูกโตขึ้นมากเลย”
       พิชชาน้ำตาคลอ
       “แม่คะ”
       พจนินท์มองพิชชา
       “โตขึ้นมากจริงๆ” พจนินท์ก้มหน้าหลบตา “แม่ขอโทษ ที่ไม่อยู่กับหนูในช่วงเวลาที่หนูเติบโต ลูกคงลำบากมากสินะ”
       พิชชาส่ายหน้า
       “ไม่หรอกค่ะแม่”
       “เรียนเป็นไงบ้าง”
       “ก็พอไหวค่ะ แต่หนูไม่ได้เรียนต่อหรอกนะคะ”
       พจนินท์รู้สึกผิด สงสาร พิชชาสังเกตเห็น
       “แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แม่ก็รู้หัวหนูไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
       “เป็นความผิดของแม่เอง”
       พิชชาเข้าใจถึงความเสียใจของพจนินท์ที่มีต่อเธอ
       “ไม่รู้จะบอกลูกยังไง ว่าแม่เสียใจแค่ไหน ที่ทิ้งให้ลูกต้องอยู่คนเดียว”
       พจนินท์ก้มหน้าน้ำตาไหล
       “ไม่เป็นไรค่ะแม่ ไม่เป็นไรนะคะ”
       พจนินท์รู้สึกตัวว่า ทำให้เรื่องที่น่าดีใจกลายเป็นเรื่องเศร้า เธอเช็ดน้ำตา หัวเราะออกมา
       “แม่เป็นอะไรไปเนี่ย แม่ไม่ควรร้องไห้ใช่ไหม ยิ่งจะทำให้เห็นหน้าลูกไม่ชัด คิดถึงแม่บ้างไหม”
       พิชชาพูดไม่ออก ความรู้สึกมันแล่นขึ้นมาจุกอก เธอได้แต่พยักหน้ารับ พจนินท์มองหน้า
       “มากแค่ไหน ไม่ลืมแม่ใช่ไหม”
       “หนูไม่เคยลืมแม่”
       “แม่ คิดถึงลูกมาก คิดถึงจนปวดร้าวไปหมด”
       พจนินท์น้ำตาไหล พิชชาเองก็เช่นเดียวกัน พจนินท์ดึงพิชชาเข้ามากอดไว้
       พงศกรกับพาทินนั่งอยู่ที่ริมหาดด้านนอก
       “พิชชา ยังคงน่ารักเหมือนตอนที่ยังเป็นเด็กเลย”
       “ครับ”
       “น้องทำงานที่โรงแรมรึ”
       “ครับพ่อ”
       “บ้านนั้นคงเลี้ยงมาดี”
       พาทินรู้ว่าสิ่งพ่อคิดตรงข้ามกับความเป็นจริงที่พิชชาต้องเจอ
       “พ่อน่ะ คิดผิดมาตั้งแต่แรก ตอนย้ายไปอเมริกา เราน่าจะพาพิชชาไปกับเราด้วย” พงศกรนิ่ง ถอนใจ “ยิ่งตอนที่แม่ล้มป่วย พ่อน่าจะกลับมาพาพิชชาไปอยู่ด้วย”
       “พ่อครับ ไม่เป็นไรแล้วล่ะครับ พิชชาก็โตมาดี”
       พงศกรหน้าเศร้า เขากลั้นน้ำตาไม่อยู่
       “พ่อรู้”
       พงศกรถอนใจ
      
       บ่ายวันต่อมา...แพนเดินกลับเข้าบ้าน เห็นโต๊ะอาหารที่สนามหน้าบ้าน มีชุดจานช้อนวางไว้หลายชุด เธอยืนมองอย่างสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง นึกได้ว่าพ่อและแม่อาจจะกลับมาแล้ว แพนเร่งฝีเท้าเดินเข้าบ้าน ด้วยความดีใจ
      
       เธอเปิดประตูย่องเข้าบ้าน กวาดตามองไม่เห็นใคร
       “แม่คะ แม่”
       พงศกรเดินจากด้านใน ตามเสียงเรียก แพนดีใจวิ่งเข้าไปกอดเขา
       “พ่อคะ พ่อสวัสดีค่ะ”
       “เบาๆ”
       “ทำไมไม่โทรมาก่อน หนูจะได้ไปรับที่สนามบิน”
       “ก็ไม่อยากให้ลูกต้องลำบากไง”
       พจนินท์เดินมาจากครัว
       “มาแล้วเหรอแพน”
       แพนหันมาดีใจโผกอดแม่
       “แม่คะ”
       “พอแล้วลูก”
       แพนผละจากแม่
       “วันนี้มีอะไรคะ เห็นจัดชุดใหญ่ที่สนาม”
       พงศกรยิ้มแย้มบอก
       “ก็แค่กินข้าวร่วมกันน่ะลูก บ้านเราไม่ได้กินข้าวด้วยกันนานแล้ว”
       แพนยิ้มกว้าง
       “ดีจังค่ะ หนูก็กำลังหิวพอดีเลย”
       แพนเห็นสีหน้าของพจนินท์ แปลกใจที่แม่ไม่รู้สึกดีใจเหมือนเธอ
       “แม่เป็นอะไรคะ”
       “แพน ลูกน่ะ...”
       “คะ”
       “ทำไมไม่บอกแม่กับพ่อว่า ได้เจอพิชชาแล้ว”
       แพนหน้าเปลี่ยน ความดีใจหายไป พาทินเปิดประตู พาพิชชาเข้าบ้านมา
       “มาแล้วครับ”
       แพนหันไปมองตามเสียงของพาทิน เธอเห็นพิชชาเดินตามพาทินเข้ามา พิชชาหน้าเจื่อนเพราะแพนมองทั้งคู่อย่างไม่พอใจ พงศกรและพจนินท์เอง ก็รู้สึกถึงความไม่พอใจของแพน พจนินท์เดินไปหาพิชชา
       “วันนี้เลิกเร็วเหรอ”
       “งานกะเช้าจะเลิกเร็วหน่อยค่ะ”
       แพนมองแม่ที่ปฏิบัติกับพิชชาอย่างดี เธอรู้สึกน้อยใจและไม่พอใจ พิชชาหันไปมองแพนยิ้มทักทาย
       “แพน”
       แพนฝืนยิ้มรับ พงศกรรีบไกล่เกลี่ยบรรยากาศที่อึมครึมของทั้งคู่
       “พิชชากับแพนคงไม่ได้เจอกันนานแล้วสินะ”
       แพนพยายามเก็บความไม่พอใจไว้ข้างใน พิชชารู้สึกกดดัน พาทินวางตัวไม่ถูก
      
       แพนเดินไม่พอใจออกจากบ้าน พาทินและพิชชาเดินตามมาทำความเข้าใจ
       “แพนฟังพี่ก่อนสิ”
       พาทินคว้ามือรั้งแพนเอาไว้ เธอสะบัดหลุด พิชชาคว้าแขนแพนรั้งไว้ได้
       “แพน เดี๋ยวสิ”
       แพนเหวี่ยงแขนกลับไม่ให้พิชชารั้งเธอไว้ แรงของเธอทำให้ข้อมือกระแทกโหนกแก้มพิชชาอย่างไม่ตั้งใจ พาทินเดินเข้าไปผลักแพนเบาๆ แยกเธอออกจากพิชชา
       “แพน”
       แพนมองพาทินด้วยความไม่พอใจและน้อยใจผสมกัน พาทินไม่รู้ว่าจะต่อว่า หรือพูดอะไรให้แพนเข้าใจดี จิราพัชรและอรอินทุ์เดินเข้ารั้วบ้านมา เห็นทั้งสามคนยืนด้วยกัน เขาเดินเข้าไปทัก
       “โห อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันดีจัง วันรวมญาติใช่ไหมเนี่ย”
       จิราพัชรเห็นพิชชายืนจับแก้ม สีหน้าไม่ดีนัก เขาเดินเข้าไปหาเธอ
       “เธอเป็นอะไรน่ะ มีอะไรเหรอ”
       จิราพัชรกวาดตามองที่พาทินและแพน ที่สีหน้าของเธอที่ดูไม่พอใจมาก แพนเดินจากไป
      
       แพนขับรถไปจอดร้องไห้ น้อยใจและเสียใจที่ทุกคนละทิ้งความใส่ใจที่มีให้เธอ เรื่องราวในอดีตที่เธอกลัวกลับมาอีก...พิชชาได้เลือกเป็นหัวหน้าห้อง...พิชชาทำให้เธอขายหน้าเรื่องข้าวกล่อง...พจนินท์ตำหนิแพนเรื่องเสื้อผ้าของพิชชาที่เธอเอามาลอง...ภาพอดีตยิ่งทำให้แพนเสียใจมากขึ้น เธอต้องเสียทุกอย่างให้พิชชาหมด
      
       แพนจอดรถมองเข้าไปที่บ้านเห็น สุนทรีทำงาน แพนนั่งน้ำตาไหลมองดูแม่อายุมากขึ้นแล้วยังต้องลำบากทำงานหนัก ด้วยความรู้สึกสงสารและสมเพช เมื่อรู้สึกตัวแพนเก็บอารมณ์ของตัวเองคืนไว้ข้างในเหมือนเดิม เธอเช็ดน้ำตาจนแห้ง ติดเครื่องรถค่อยๆ ขับจากมา ขณะเดียวกันนั้น เด็กคนหนึ่ง เดินมาหยิบของที่สุนทรีวางเอาไว้ เธอหันไปเห็นโมโหวิ่งไล่กวดเด็กนั้น แพนเลี้ยวรถกลับ เด็กนั้นวิ่งปาดหน้ารถ แพนเหยียบเบรกหยุด สุนทรีมองผ่านกระจกหน้ารถ เห็นคนขับคือแพน สุนทรีหยุดยืนมองคิดไม่ถึง
       “แพน”
       ทั้งคู่มองกันด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ว่าควรจะยินดีที่พบหรือควรจะหลีกหนีไม่เผชิญหน้ากัน
       ดีกว่า
       สุนทรีและแพนนั่งที่ม้าหินใกล้บ้าน ทั้งคู่อยู่ในอารมณ์ซึมเศร้า ไม่รู้จะเริ่มต้นคุยอะไรกัน สุนทรีนั่งน้ำตาไหล แพนมีความรู้สึกไม่ต่างกัน แต่เก็บอาการเอาไว้
       “หยุดได้แล้วล่ะ”
       สุนทรีรู้สึกตัว เช็ดน้ำตาบนใบหน้า
       “ฉันไม่ได้ร้องนะ”
       สุนทรีสะอื้นปล่อยอารมณ์ออกมา น้ำตาไหล แพนกลั้นอารมณ์ตัวเองไม่อยู่เหมือนกัน น้ำตาไหลบ้าง
       “พอเถอะน่า”
       สุนทรีเช็ดน้ำตา
       “บ้านนั้นเขาดีกับแกไหม...ดูแลแกดีไหม”
       “ข้อนั้นมันแน่อยู่แล้ว เพราะฉันเป็นสายเลือดของเขานี่ อยากได้อะไรก็ได้”
       สุนทรีก้มหน้าซ่อนความเจ็บปวดของตัวเอง ก่อนจะถอนใจออกมา
       “ฟังแล้วก็ดีใจ ต้องขอบคุณบ้านนั้นเขาจริงๆ”
       สุนทรีสะอื้นอีก แพนหงุดหงิดที่สุนทรีร้องไห้ ทำให้เธออดสะเทือนใจไม่ไหว เธอพูดเสียงดุ
       “หยุดทีเถอะน่า ยิ่งเห็นแบบนี้ฉันใจไม่ดีนะ”
       แพนร้องไห้บ้าง สองแม่ลูกนั่งร้องไห้ เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ที่ยังตัดไม่ขาด
       “ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้...พิชชากับแม่เขาดีใจกันจะตายที่เจอกัน ทำไมถึงไม่รู้สึกเหมือนกันล่ะ”
       สุนทรีได้ยินว่าพิชชาไปพบกับพจนินท์มาแล้วก็ตื่นเต้น
       “พิชชา ไปเจอบ้านนั้นมาแล้วเหรอ”
       แพนยิ่งเก็บความรู้สึกไม่อยู่ เธอยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม สุนทรีมองแพนก็รู้ว่า เธอเสียใจและน้อยใจในเรื่องนี้มาก
      
       ​ทุกคนนั่งล้อมวงที่โต๊ะอาหาร พาทินบอกทุกคน
       “เดี่ยวผมเข้าไปตามแม่เอง”
       พาทินลุกจากโต๊ะเดินเข้าไปในบ้าน พิชชามองตาม สายตากังวลเรื่องแม่
      
       พจนินท์นั่งอยู่ที่โต๊ะในครัว ยังสวมผ้ากันเปื้อนนั่งคิดเรื่องของ แพนและพิชชาในใจ พาทินเห็นแม่นั่งคิด เขาเดินเข้าไปหา นั่งลงข้างๆ
       “ทุกคนรอแม่อยู่นะครับ”
       พจนินท์ถอนใจ
       “แพนล่ะ”
       “แพนคงน้อยใจน่ะครับ”
       “แพนน่ะ ไม่ว่าจะยังไง ก็จะอยู่กับเราได้ตลอด ถึงแม่จะป่วยกระเสาะกระแสะเขาก็ยังมีแม่ไว้พึ่งพาได้ แต่ พิชชาล่ะ...พาทิน ลูกรักพิชชาเขาไหม ยังรักน้องเหมือนเดิมไหม”
       พาทินคิดถึงความรู้สึกจริงๆ ของตัวเองในใจเมื่อพจนินท์ถาม พิชชาเดินเข้ามาตามทั้งคู่ ได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคุยกัน
       “พาทิน พิชชา เราตั้งชื่อให้คล้องจองกัน ให้รู้ว่าเป็นพี่น้องกัน แม่มีความสุขที่รู้ว่า พิชชาไปไหนพาทินจะคอยดูแล แม่มีลูกสองคนแค่นี้ ชีวิตของแม่ก็มีความสุขแล้ว ไม่ว่าจะยังไง ลูกก็อย่าทอดทิ้งพิชชานะ ให้ถือว่าเป็นน้องแท้ๆจะได้ไหม”
       พาทินถูกความรู้สึกข้างในบีบจนเจ็บ เขารับปากแม่ด้วยความกล้ำกลืน
       “ครับ”
       พิชชาที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ที่มุมหนึ่ง น้ำตาไหลด้วยความซึ้งใจของแม่ที่ยังรักและห่วงเธอ อีกด้านก็เสียใจที่เธอกับพาทินไม่สามารถไปไกลกว่านี้
ตอนที่ 10
      
       ทุกคนล้อมวงที่โต๊ะสนามทานอาหารกัน พจนินท์มองพิชชาที่นั่งอยู่ข้างๆทานอาหาร ด้วยสายตาที่ห่วงใย
      
       “ทานเยอะๆนะ แม่ทำแต่ของที่หนูชอบทั้งนั้นเลย”
       พิชชายิ้มรับความห่วงใยของพจนินท์ จิราพัชรที่นั่งอยู่ถัดไป ได้ยินเขาอาสา
       “ถ้าพิชชากินไม่ไหว เดี๋ยวผมช่วยเองครับ”
       พงศกรถามขึ้น
       “เธอสองคนสนิทกันเหรอ”
       จิราพัชรยิ้มกว้าง
       “ครับ ผมจะคอยดูแลพิชชาเองครับ”
       พาทินและพิชชาวางตัวไม่ถูก อรอินทร์สังเกตเห็นท่าทีของทั้งคู่ พจนินท์เอื้อมือมาลูบผมพิชชา เหมือนตอนที่เคยทำเมื่อพิชชาเป็นเด็ก
       “ลูกโตแล้วนะ”
       จิราพัชรมองทุกคนในครอบครัว เกิดความคิดบางอย่าง เขาลุกจากเก้าอี้ เดินกลับไปที่รถหยิบกล้อง
       ถ่ายรูปเดินกลับเข้ามา
       “ทานเสร็จแล้วเดี๋ยวผมขอเชิญทุกคนนะครับ”
       ทุกคนถ่ายรูปร่วมกัน ถ่ายครอบครัวของพาทิน ถ่ายสี่คนหนุ่มสาว ทุกคนยิ้มแย้มดูมีความสุข แต่ในใจของทุกคนล้วนมี สิ่งที่ค้างคาในใจ
      
       พิชชาขับมอเตอร์ไซค์เข้ามาหน้าสตูดิโอริมหาด ดนัยนั่งสูบบุหรี่ มองทะเล
       “สวัสดีค่ะพี่ มานานแล้วเหรอ”
       “พักหนึ่งแล้ว”
       พิชชาวางกระเป๋าของเธอไว้ที่เก้าอี้ เดินไปรินน้ำมาให้ดนัย
       “ขอบคุณครับ พี่แวะเอานี่มาให้”
       ดนัยหยิบซองกระดาษ ส่งให้ พิชชาเปิดออกดู ข้างในเป็นรูปถ่ายที่อัดออกมาแล้ว เธอดีใจ
       “เสร็จแล้วเหรอคะ”
       “เจ้าแฟนตัวดีของเธอ มันเอาฟิลม์มาให้ บอกฉันหาร้านดีๆ อัดภาพให้หน่อย ถ้าฉันไม่เห็นว่ามันเป็นเพื่อนของเจ้าทินมัน คงด่ามันไปแล้ว คนอะไรเอาแต่ใจชะมัด”
       “ขอโทษแทนเขาด้วยนะคะ นิสัยของเขาก็เป็นแบบนั้นเอง แต่ไม่ใช่เขาเป็นคนไม่ดีนะคะ”
       ดนัยถอนใจ
       “ตกลงเธอเป็นแฟนหมอนั่นจริงๆ เหรอ”
       พิชชาไม่กล้าตอบรับสิ่งที่ดนัยถามได้เต็มปาก ดนัยมองหน้าพิชชา เขาก็เข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจเธอ ดนัยเปลี่ยนเรื่อง
       “ตัวจริงเธอดูขี้เหร่ หรือว่าฝีมือเจ้าพัชรมันห่วยกันแน่”
       “โห พี่น่ะปากร้ายมาก”
       “อ้าว พูดจริงๆนะ ดูสิ”
       ดนัยยกรูปขึ้นมาเปรียบ
       “เสียดาย ไปเรียนศิลปะถึงเมืองนอก ไม่มีหัวเลย”
       พิชชาหัวเราะกับคำแดกดันของดนัยที่มีต่อจิราพัชร พาทินกลับมาจากมหาวิทยาลัย เห็นสองคนกำลังและหัวเราะกัน
       “คุยอะไรกัน ดูสนุกเชียว”
       พิชชาหันไปมองพาทินตามเสียงทัก
       “พี่คะ”
      
       พิชชานั่งดูรูปถ่ายครอบครัวสี่คน
       “แม่กับพ่อน่ะดูไม่แก่เลย”
       พิชชายื่นรูปให้พาทินที่นั่งข้างๆดู เขารับรูปมา
       “อืม” พาทินมองพิชชาในรูปที่ยิ้มอยู่ “เธอก็เหมือนกัน...ดูเอาแต่ใจเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน”
       พิชชาตีแขนเขาเบาๆ
       “พวกเรียนศิลปะ ทำไมปากร้ายกันทั้งนั้นเลย”
       “ใครบอกเธอ”
       “ก็ฉันถูกพี่กับพี่ดนัยสับจนเละเลย”
       พาทินหัวเราะเบาๆชอบใจ เขาเอื้อมมือไปกุมมือเธอไว้
       “พี่เคยนั่งคิดอยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยได้คำตอบเลย ว่าชีวิตของพี่จะเป็นยังไง ถ้าไม่มีเธออยู่”
       พิชชาฟังสิ่งที่เขาระบายความในใจออกมา
       “ฉันก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีพี่ ฉันก็ไม่เหลืออะไร”
       “ชีวิตของพี่มีสิ่งสวยงามอยู่บ้าง ก็คงเป็นเพราะมีเธอนั่นแหละ”
       พิชชาซาบซึ้งกับคำพูดที่ออกมาจากใจของเขา”
       “อยู่กับพี่ อยู่ด้วยกันไปตลอดนะ”
       พาทินเก็บกลืนความรู้สึกที่แท้จริง ก่อนที่จะพูดสิ่งที่ตรงข้าม
       “ในฐานะน้องสาว วิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้เราได้อยู่ด้วยกัน โดยไม่ต้องทำร้ายใจใคร”
       พิชชาเจ็บปวดแต่ก็เข้าใจ ในเหตุผลที่เธอกับเขาต้องทำ
      
       จิราพัชรเปิดประตูห้อง เมื่อมีคนมาเคาะ พาทินยืนอยู่หน้าประตู
       “มึงว่างหรือเปล่า ไปหาอะไรดื่มกันหน่อย”
       จิราพัชรแปลกใจที่อยู่ๆ พาทินก็ชวนดื่ม
       “เอาสิ”
      
       พาทินและจิราพัชร นั่งที่โต๊ะริมหาด ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็น บนโต๊ะมีจานอาหารที่กินไปบ้าง
       แล้ว มีขวดเบียร์ที่ดื่มไปแล้วหลายขวด พาทินยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม จิราพัชรนั่งยิ้มมองเพื่อน
       “เฮ้ย หมดไปหลายขวดแล้ว มึงยังไม่ได้บอกกูเลยว่า นึกครึ้มอะไรวะ ถึงชวนมา”
       “กูเสียใจว่ะ”
       พาทินรินเบียร์ลงในแก้วของจิราพัชร
       “เรื่องอะไรวะ”
       “เกิดมามีน้องสาวสวย”
       จิราพัชรหัวเราะ พาทินยิ้ม
       “มึงชอบพิชชาเขามากไหม”
       “ใช่” จิราพัชรมองพาทิน “มึงกังวลเหรอ”
       “เปล่าหรอก”
       พาทินท่าทางซึมลง
       “อยากเล่าเรื่องของพิชชา เผื่อมึงอยากจะรู้”
       จิราพัชรหัวเราะ
       “ไม่ต้องมาเล่าเลย กูจะค่อยๆ เรียนรู้เขาเอง เรามีเวลาที่จะเรียนรู้กันและกันอีกเยอะ”
       พาทินคิดๆ
       “ก็จริง แต่ยังไงกูก็อยากจะเล่าอยู่ดี”
       พาทินนึกทบทวนความหลัง ความรู้สึกที่เขามีต่อพิชชา
       “เวลาที่พิชชาเศร้า เขามักฝืนยิ้ม ให้คนรอบข้างไม่ต้องทุกข์ใจกับเขา เวลาเดินด้วยกัน เธอมักจะเดินอยู่ด้านซ้ายของคนอื่นเสมอ”
       จิราพัชรเผลอยิ้มเมื่อนึกภาพตามคำพูดของพาทิน เขาพยักหน้าเห็นด้วย
       “ชอบมีคำพูดว่านิสัยไม่ดีติดปาก พี่นิสัยไม่ดี หมาตัวนั้นนิสัยไม่ดี เพื่อนคนนั้นนิสัยไม่ดี”
       จิราพัชรรู้สึกว่าพาทินรู้จักพิชชาดี
       “ตั้งแต่เด็ก ก็ไม่มีทักษะเรื่องกีฬาเลย” เขาหัวเราะ “เวลาถูกขัดใจก็ชอบโอดครวญ”
       พาทินหยุดคำ ไม่พูดต่อรู้สึกความอัดอั้นในใจมันล้นอก จิราพัชรมองพาทิน รู้สึกว่าเขาแปลกไปจากปกติ จิราพัชรยิ้มเยาะ
       “มึงเมาแล้ว คุณพาทิน”
       พาทินฝืนยิ้มรับคำทักของเพื่อนทั้งที่จริงๆ เขาไม่ได้เมา
      
       พาทินวิ่งแข่งกับจิราพัชร เขาเมามากสะดุดขาตัวเองล้มลงบานหาดทราย จิราพัชรหันมาหัวเราะ
       “เออ มีอีกเรื่องนึง เวลาเป่ายิ้งฉุบกัน พิชชาจะแพ้ประจำ เพราะจะออกก้อนหินตลอด”
      
       พาทินล้มตัวลงนอนบนหาดทราย จิราพัชรนั่งลงข้างๆ หัวเราะ เขาไม่เคยเห็นพาทินเมามากขนาดนี้มาก่อน
      
       เช้าวันต่อมา...พิชชาและจิราพัชรนั่งคุยกัน เขาท้าเธอเป่ายิ้งฉุบ พาทินมองทั้งคู่นั่งเล่นกันเหมือนเด็ก รู้สึกปลอดโปร่งใจขึ้น
      
       เขาเดินไปที่ชายหาด เห็นอรอินทุ์เดินเล่นบนหาดไกลออกไปจึงเดินไปหา อรอินทุ์หันมาเห็นยิ้มดีใจ ทั้งคู่เดินเล่น คุยกันไป
       “อร ดีใจที่ได้ยินเสียงของคุณโทรไปหา”
       “อร”
       “คะ”
       “ผมขอโทษนะ”
       อรอินทุ์ไม่พูดอะไร กลัวสิ่งที่เขาจะพูดต่อจากคำขอโทษ
       “ที่ผ่านมา คุณต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าหา คอยตามผม ต่อไปนี้ผมจะเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาคุณบ้าง จะโทรหาคุณให้มากขึ้น”
       อรอินทุ์รู้สึกดีใจ คาดไม่ถึงว่าเขาจะกลับมาหา เธอหยุดฝีเท้า
       “จริงเหรอคะ อรไม่ได้คิดไปเอง ฝันไปเองใช่ไหม”
       พาทินก้าวเข้าไปหา ดึงมือเธอขึ้นมากุมไว้
       “ผมทำให้คุณทุกข์ใจ ขอโทษจริงๆ ผมพยายามที่จะประคับประคองเราทั้งคู่เอาไว้”
       อรอินทุ์ไม่รอให้พาทินพูดจบ เธอโผกอดเขาไว้
       “ฉันยอมรับได้ค่ะ แค่นี้ก็พอแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ”
       พาทินกอดเธอไว้ แต่เขาก็ยังมีเรื่องในใจที่ยังปลงไม่ตก
      
       อรอินทุ์ชงกาแฟ พิชชาเดินเข้ามาหา เธอจึงหันมาคุยด้วย
       “ที่นี่บรรยากาศดีนะ”
       “ค่ะ ตอนกลางคืนก็สงบมากเลยค่ะ”
       “แต่ก็ดูเปลี่ยวๆ อยู่เหมือนกันนะ ย้ายไปอยู่กับฉันไหม”
       พิชชานิ่งไปนิด
       “คะ...แต่ฉันชินแล้วล่ะค่ะ”
       “ฉันคิดว่า มันไม่ค่อยสะดวกต่อเธอและทิน พี่ดนัยก็แวะมาบ่อย พัชรก็ต้องเทียวมาหาเธอตลอด เธอเป็นผู้หญิงอยู่ท่ามกลางผู้ชายหลายๆ คน ชาวบ้านเขาจะนินทาเอา”
       พิชชาหาเหตุมาอ้างกับอรอินทุ์ไม่ได้ ต้องจำนนกับคำพูดของเธอ
       “ย้ายไปอยู่กับฉันนะ”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวฉันทำเรื่องย้ายกลับไปอยู่ที่หอเหมือนเดิมก็ได้”
       อรอินทุ์แปลกใจ
       “หอเหรอ”
       จิราพัชรและพาทินเดินเข้ามา จิราพัชรพอใจ
       “จริงเหรอ กลับไปอยู่หอก็ดี ผมจะได้เจอคุณได้ตลอด”
       “จริงๆที่นี่ตอนกลางคืนมันเปลี่ยวไปหน่อย พี่ห่วงเธอนะเวลาที่ต้องอยู่คนเดียว”
       พิชชานิ่งคิดตามคำพูดขอพาทิน
       “ค่ะ ฉันมาอาศัยอยู่พักใหญ่แล้ว คงต้องถึงเวลาที่จะกลับซะที”
       จิราพัชรดีใจ
       “งั้นเรื่องหอ เดี๋ยวฉันจัดการให้”
       พิชชารีบห้าม
       “อย่าเลยค่ะ ให้ฉันทำเรื่องไปตามระเบียบพนักงานดีกว่า”
       จิราพัชรเซ็ง
       “เหรอ...เอางั้นก็ได้”
      
       แพนเดินโทรศัพท์หาจิราพัชรแต่ไม่ติด เธอจึงไขกุญแจเข้าห้องของเขา เธอเข้ามาในห้องของเขาเป็นครั้งแรก วางเอกสารที่หอบมาไว้ที่โต๊ะในครัว มองดูบรรยากาศห้อง หยิบดูของใช้ เธอเห็นซองเอกสารที่เปิดแล้วที่โต๊ะรับแขก หยิบขึ้นมาดู เห็นรูปถ่ายที่เขาเป็นคนถ่ายทั้งครอบครัว โดยไม่มีเธอ แพนทั้งเจ็บใจและน้อยใจที่เธอเป็นผู้ที่ถูกลืมอีกแล้ว เธอขว้างมันลงบนโต๊ะ
      
       กิ่งเทียนดีใจที่พิชชาจะกลับมาอยู่หอแผนกแม่บ้าน
       “เธอจะกลับเข้ามาอยู่หอเหรอ ดีจังเลย ฉันล่ะเบื่อจะตาย เวลาเลิกงานแล้วไม่มีเพื่อนคุยด้วย”
       “น้อยๆ หน่อย แผนกแม่บ้านกะเรามีตั้งหลายคน”
       “แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นป้าๆ คุยไม่สนุก”
       พาณีเดินเข้ามาในห้อง
       “พิชชาขอคุยด้วยหน่อย”
       “ค่ะ”
       พิชชาเดินตามพาณีออกไป
      
       พิชชาตกใจเมื่อฟังสิ่งที่พาณีบอก
       “ไม่อนุมัติเหรอคะ”
       “อืม คำร้องของเธอถูกตีกลับมา”
       “ตอนนี้ฉันไม่มีที่พักซะด้วย มีทางอื่นไหมคะ”
       “ลองคุยกับคุณจิราพัชรดีไหม”
       พิชชารู้สึกลำบากใจ พาณีเข้าใจ
       “ฉันไม่ได้จะอะไรนะ ตอนนี้คิดว่าเขาคงจะพอช่วยเรื่องนี้ให้เธอได้ อีกอย่างหนึ่ง เรื่องคราวที่แล้วที่เข้าใจเธอผิด ฉันยังไม่ได้ขอโทษเธอ คุณจิราพัชรเขาอธิบายเรื่องทั้งหมดแล้ว ฉันขอโทษนะ”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
       พิชชาชั่งใจ ไม่อยากพึ่งจิราพัชร แต่ก็ไม่มีที่ไป เธอคิดไม่ตก
      
       สุนทรีตากผ้าอยู่ที่ลาน ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ของพิชชาวิ่งเข้ามา เธอวางมือจากงานเดิน
       กลับไปที่ตัวบ้าน พิชชาจอดรถ เดินเข้าไปกอดแม่ สุนทรีวางเฉย เดินเข้าไปในบ้าน พิชชาแปลกใจที่แม่ดูตึงๆ กับเธอ พิชชาเดินตามเข้าไปในบ้าน สุนทรีหยิบกระเป๋าที่เก็บของส่วนตัวของพิชชาเรียบร้อยแล้วส่งให้ พิชชางงที่แม่ทำแบบนั้น
       “อะไรคะแม่”
       “ฉันเก็บของให้หมดแล้ว”
       “มีอะไรเหรอคะ”
       สุนทรีนิ่งคิด เงียบไปครู่หนึ่ง
       “บ้านนั้นเขากลับมาแล้วใช่ไหม”
       พิชชาไม่คิดว่าสุนทรีจะรู้เรื่อง
       “ได้ยินว่า คุณบ้านนั้นเขาคิดถึงแกมากจนล้มป่วย”
       สุนทรีก้มหน้าซ่อนความรู้สึก
       “กลับไปดูแลเขาเถอะ เขาเลี้ยงดูแกมา”
       พิชชาน้ำตาคลอ รู้ว่าสุนทรีน้อยใจ เข้ามาโอบเอว
       “หนูไปไม่ได้หรอกค่ะ” พิชชาน้ำตาไหล “แม่ก็เลี้ยงดูหนูมาเหมือนกัน”
       สุนทรีแกะมือลูกสาวออก หิ้วกระเป๋า ดึงเดินออกจากบ้าน
       “ไปซะ ฉันทำหน้าที่แม่มาพอแล้ว”
       “แม่คะ”
       “กลับไปอยู่กับพ่อแม่ของแก”
       สุนทรีวางกระเป๋าลงบนพื้น เดินหนี
       “ที่บ้านนี้ไม่มีอะไรให้แกหรอก”
       พิชชายืนร้องไห้
       “แม่”
       สุนทรีเดินกลับเข้าบ้าน ปิดประตู นั่งร้องไห้เสียใจที่ทำให้ลูกต้องเจ็บ พิชชาเช็ดน้ำตา มองบ้าน มองถนน เคว้งคว้างไม่มีที่ไป
      
       พิชชามานั่งที่ม้านั่งจุดชมวิว นึกถึงสุนทรีและคำตัดพ้อที่เคยพูดกับเธอเสมอๆ
       “แม่รู้สึกมาตลอด ว่าแม่ไม่ใช่แม่ของลูก ลูกไม่เคยได้มีเสื้อผ้าสวยๆใส่ ไม่ได้เรียนต่อมหาลัย ไม่เคยรู้จักชีวิตที่สนุกสนาน”
       พิชชายิ่งเศร้า เมื่อคิดถึง
      
       เย็นนั้น สุนทรีนั่งซึมคิดถึงพิชชาที่เป็นเด็กดีเสมอมา
       “แม่...แม่...แม่...”
       “จะเรียกอะไร นักหนา”
       “ก็ชดเชยที่ ไม่ได้เรียกมาตั้งหลายปีไง”
       “เด็กบ๊อง”
      
       สุนทรีน้ำตาไหล
      
      จิราพัชรยืนรอที่หน้าหอพัก ดักรอพิชชา เขามองนาฬิกาข้อมือ เลยเวลาเลิกงานของเธอมานานแล้ว
      
       จิราพัชรโทรศัพท์หาเธอแต่ไม่มีเสียงตอบรับ เขาสงสัย เดินไปที่ห้องทำงานแผนกแม่บ้าน
      
       จิราพัชรมองคำร้องที่ พาณียื่นให้เขาดู
       “ไม่อนุมัติเหรอ”
       “พิชชาไม่ได้บอกคุณพัชรเหรอคะ”
       “ผมยังไม่ได้เจอเขาเลย ติดต่อก็ไม่ได้”
       “เห็นบอกว่าตอนนี้ยังหาที่พักไม่ได้ด้วยสิ”
       จิราพัชรรู้สึกกังวลมากขึ้น
      
       ใกล้ค่ำ พิชชาขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดในซอยทางเข้าสตูดิโอ พาทินเดินออกมาส่งอรอินทุ์ที่ประตูรั้ว พิชชายืนแอบที่ต้นไม้ข้างๆ
       “ไว้ฉันจะแวะมาอีกนะคะ”
       “ขับรถดีๆ นะ”
       “ค่ะ”
       อรอินทุ์ดึงแขนพาทินเข้ามาใกล้ เธอหอมแก้มเขาเบาๆ ก่อนเดินไปขึ้นรถ ขับออกไป พิชชามองทั้งคู่ รู้สึกใจตัวเองหล่นหาย พาทินเดินกลับเข้าสตูดิโอไป พิชชาตัดสินใจเรียก
       “พี่คะ”
       พาทินได้ยินเสียงพิชชา เขาหันมองเห็นเธอยืนยิ้มให้เขา พาทินมองกระเป๋าในมือของเธอ
       “มีอะไรเหรอพิชชา”
       พิชชาเห็นสายตาที่เป็นห่วงของเขา
       “ฉันเก็บของจะย้ายเข้าไปอยู่ที่หอนะค่ะ ฉันลืมของไว้เลยจะกลับมาเอา”
       พาทินมองพิชชา
       “ไม่มีอะไรจริงๆ นะ”
       “อือ”
      
       พิชชาค้นดูตามลิ้นชักโต๊ะตู้ แต่ไม่มีอะไร พาทินยืนมองดูเธออยู่
       “สงสัยคงอยู่ที่บ้าน”
       “ไม่มีอะไรแน่นะ”
       “พี่ต้องดีกับคุณอรเขามากๆ ถนอมน้ำใจเธอนะคะ”
       พิชชามองนาฬิกาข้อมือ เดินออกจากห้องไป
       “ต้องไปแล้วล่ะ นัดกิ่งเอาไว้”
       พาทินหยิบกระเป๋าของพิชชาที่วางอยู่มาถือ
       “พี่ไปส่ง”
       พาทินเดินนำ พิชชามองหลังของเขาที่กำลังเดินจากไป เธอวิ่งเข้าไปกอดหลังเขา พาทินรู้สีกว่าพิชชาเศร้าแม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมา
       “พี่คะ ขอเวลาให้ฉันสองนาทีนะ”
       พิชชานิ่งกอดเขาอยู่อย่างนั้น พาทินรู้สึกถึงน้ำตาอุ่นๆ ของพิชชาที่หลัง เขาเองก็รู้สึกเศร้าแบบเดียวกัน จิราพัชรยืนมองอยู่นอกรั้ว รู้สึกบางอย่างถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของทั้งคู่
      
       เช้าวันต่อมา...พาทินมองดินปั้นรูปเหมือนพิชชา ที่วางอยู่บนแท่นหมุน เขาหยิบรูปถ่ายของครอบครัวออกมาจากซองกระดาษ จดหมายที่พับอยู่ข้างใน เขาคลี่จดหมายนั้นดู เป็นลายมือของพิชชา พาทินอ่านจดหมายนั้น
       “พี่ชายที่รัก รู้สึกแปลกยังไงก็ไม่รู้ ที่ต้องมาเขียนจดหมายถึงพี่ ฉันอยากให้พี่ได้รู้ว่า ชีวิตของฉันกลับมาสวยงาม มีความสุขอีกครั้ง เมื่อพี่ได้กลับมาอยู่ใกล้ๆ อีกครั้งแบบนี้ แค่อยู่ใกล้ๆ ได้เห็นพี่อยู่ในสายตา ฉันก็มีความสุขแล้ว อยากบอกพี่ว่า เมื่อเราได้กลับมาพบกันอีก ขอให้เราอย่าจากกันไปอีกเลย มันง่ายนะที่จะเขียนบอกพี่ ฉันรักพี่นะ เป็นคำพูดที่เมื่อก่อนฉันเคยพูดกับพี่ไปเป็นร้อยๆ ครั้ง ตอนนี้ถึงคำพูดจะเหมือนเดิม แต่ความหมายมันคงเปลี่ยนไป”
       พาทินขึ้นรูปปั้นพิชชา เก็บรายละเอียดต่างๆ เส้นผม หู ดวงตา เขาปั้นดินอย่างเบามือ เขาดูมีความสุข สัมผัสรูปปั้นเหมือนกับได้สัมผัสหน้าของเธอจริงๆ
      
       อาทิตย์ ต่อมา...บ่ายแก่ๆพิชชาซื้อกับข้าว ต่อรองราคากับแม่ค้า พาทินเดินเลือกซื้อกับข้าวอยู่เช่นกัน ได้ยินเสียงต่อรองของพิชชา เลยเดินเข้าไปหา พาทินสะกิดแขน พิชชาหันไปเห็นเขายิ้มให้ ทั้งคู่เดินเลือกซื้อของไปคุยกันไป
       “พี่จ่ายตลาดเองเลยเหรอ”
       “ก็เธอไม่อยู่ พี่ก็ต้องทำกินเองสิ”
       “น่าสงสาร”
       พาทินหัวเราะที่พิชชา ทำเสียงล้อ ทั้งคู่แวะดูโน่นดูนี่ ตามทางไปเรื่อยๆ พิชชายืนมองรูปถ่ายที่วางโชว์ ในร้านถ่ายรูปเก่าๆ พาทินแปลกใจ
       “ร้านนี้ยังอยู่อีกเหรอ”
       “นึกถึงเมื่อก่อนเนอะ ต้องมาถ่ายรูปนักเรียนที่นี่”
       “อีกหน่อยร้านแบบนี้ก็จะไม่มีแล้ว”
       พาทินเดินต่อ พิชชานึกถึงคำพูดของเขาเธอรู้สึกเศร้า
       “พี่คะ ถ่ายรูปกันเถอะ”
       พาทินแปลกใจกับคำขอของพิชชา
      
       พิชชาและพาทินเดินออกมาจากร้านถ่ายรูป ในมือของเธอมีรูปที่อัดแล้วสองใบ เป็นภาพถ่ายเธอที่นั่งบนเก้าอี้หวาย มีพาทินยืนอยู่ข้างๆ เหมือนภาพสมัยเก่า
       “ถึงร้านเขาจะเก่า แต่ไม่ได้ล้าสมัยนะ แต่ฉากหลังยังดูสวยอยู่เลย”
       “นึกว่าอีกสองวันจะได้ซะอีก เลยไม่มีข้ออ้างจะมาเจอเธอ”
       พิชชาไม่พูดอะไร เธอยื่นรูปใบหนึ่งให้เขา
       “อย่าทำหายนะคะ”
       พาทินหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา
       “ใส่ไม่ได้”
       พิชชามองกระเป๋าสตางค์ของเขา
       “พี่ไม่มีรูปคุณอรเหรอ”
       พาทินส่ายหน้า
       “เพราะเธออยู่ตรงนี้สินะ”
       พิชชาเอามือทาบไว้ที่อก เขาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ สีหน้าของเขาราบเรียบไม่แสดงอารมณ์อะไร เขาหยิบสมุดบันทึกประจำตัวออกมาจากเป้สะพาย เปิดออกวางรูปลงในนั้น พิชชาใส่รูปของเธอลงในกระเป๋าสตางค์ของตัวเองที่ใบใหญ่กว่า
       “ฉันจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ทางนี้”
       พาทินพยักหน้ารับ พิชชาที่ต้องแยกจากไปก็ดูเก้กัง ลังเล เธอโบกมือลา
       “ไปนะคะพี่”
       พิชชาเดินจากไป พาทินยืนมองหลังของเธอ
      
       ค่ำนั้น พาทินและอรอินทุ์ เพิ่งกินมื้อเย็นเสร็จ
       “เป็นไง ฝีมือผม”
       อรอินทุ์มองกับข้าวที่เหลืออยู่ตรงหน้า
       “เข้าใจแล้วล่ะ ฉันจะไม่ขอให้คุณทำกับข้าวอีกแล้ว”
       “แย่ขนาดนั้นเลยเหรอ”
       “ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ ฝีมือคุณใช้ได้ทีเดียวแหละ ถ้าทำบ่อยๆ คุณไม่ต้องพึ่งฉัน ก็แย่สิคะ”
       พาทินยิ้ม เขามองนาฬิกา
       “ผมไปส่ง เดี๋ยวจะดึก”
       “ขอฉันอยู่อีกหน่อยไม่ได้เหรอคะ นานแล้วที่ไม่ค่อยได้อยู่กันสองคนแบบนี้”
       พาทินพยักหน้ายอม
       “ฉันอิจฉาพัชรกับพิชชาจัง อย่างน้อยๆ เขาก็ได้เห็นกัน อยู่ใกล้กันทุกวัน”
       พาทินเก็บอาการเรื่องพิชชาไว้ ไม่แสดงออก
       “เรื่องงานย้อมผ้าที่คุณอยากลองทำ เวิร์คช้อพ อยากให้พวกเขามาลองไหม”
       “อยากเจอพิชชาเหรอคะ”
       พาทินยิ้มกลบเกลื่อน
       “ตีความเป็นอย่างนั้นไปอีก”
       “ฉันพูดเล่นน่ะ”
       พาทินยิ้ม ซ่อนความในใจ อรอินทุ์ถามขึ้น
       “เรื่องงานแต่งว่าไงคะ คุณแม่ท่านถามถึง ว่าเมื่อไหร่ดี”
      
       พาทินอ้ำอึ้ง คิดไม่ถึงว่าอรอินทุ์จะรุกเขาแบบไม่ตั้งตัว
      
       บ่ายวันใหม่...พิชชานั่งอยู่ที่โต๊ะในครัว คิดค่าใช้จ่ายและหนี้ของบ้านที่เธอต้องใช้ จิราพัชรนั่งมองแอบวาดภาพเธอ
      
       “เงินเดือนออกเหรอ”
       พิชชาพยักหน้ารับ ยังคิดเงินต่อ
       “ขอโทษนะที่ต้องมารบกวนใช้ห้องคุณ”
       “ไม่เป็นไร มาทุกวันก็ได้นะ”
       “คุณชอบถือโอกาสแบบนี้”
       จิราพัชรกลัวพิชชาโกรธ
       “โอเคๆ ไม่พูดดีกว่าใช่ไหม”
       “จริงๆ ฉันอายเพื่อนๆนะ เอาเงินที่ไม่ค่อยมีออกมานับแบบนี้”
       “แสดงว่า ผมพอไว้ใจได้ คุณเลยไม่ต้องอายหรือกังวลใช่ไหม”
       พิชชายิ้มที่เขาคิดเข้าข้างตัวเองตลอด จิราพัชรเดินเข้าไปหาเธอที่โต๊ะ
       “นั่นมันสำหรับค่าอะไร”
       พิชชามองเงินที่แยกเอาไว้ต่างหาก
       “หนี้ที่บ้านน่ะ”
       จิราพัชรมองเปรียบเทียบกับเงินที่เหลือของพิชชา เขาตาโต
       “แล้วคุณจะเหลือเงินไว้พอใช้จ่ายเหรอ”
       พิชชาไม่ตอบ ยังคงคิดตัวเลขต่อ
       “เอางี้ไหมผม...”
       พิชชาเงยหน้ามองเขายกมือห้าม ปิดปากไม่ให้เขาพูด
       “คุณอย่าพูดออกมานะ”
       จิราพัชรมองมือของพิชชาที่ปิดปากเขาอยู่ จับมือข้างนั้นของเธอขึ้นจูบ พิชชาดึงมือกลับมาช้าๆ
       “ผมไม่ได้จะดูถูกอะไรคุณเลย”
       พิชชามองสายตาที่เขาจ้องมองเธอ ความรู้สึกของเขาที่ส่งมาทำให้ เธอหลบตาไม่กล้าประสาน...จิราพัชรค่อยๆ โน้มตัวเข้าหาเธอ พิชชารู้สึกตัว ลุกขึ้นจากโต๊ะ
       “ขอโทษนะ ผมคงขึ้นสนิมแล้ว โน้มใจคุณไม่ได้”
       พิชชาเองก็แก้เก้อ เดินไปที่โต๊ะที่เขาวางกระดาษวาดรูปเอาไว้
       “คุณทำอะไรเหรอคะ”
       จิราพัชรรีบเบี่ยงตัวขวางเธอไว้
       “อย่าเพิ่งดูเลยมันยังไม่เสร็จน่ะ”
       “กลัวคำวิจารณ์เหรอ”
       “งานที่ยังไม่เสร็จ มันวิจารณ์ไม่ได้หรอก”
       พิชชาทำหน้าเยาะกับคำแก้ตัวของเขา
       “เวลาศิลปินทำงานศิลปะที่เกี่ยวกับคนรักของตัวเอง ไม่มีใครจะได้เห็นมันจนกว่ามันจะสมบูรณ์แบบที่สุด”
       “คำแก้ตัวนี้รับได้ เคยได้ยินพี่เขาพูดให้ฟังเหมือนกัน”
       “ไอ้ทินน่ะเหรอ มันชอบซุ่มเงียบทำงานอีกแล้ว คราวนี้มันทำอะไร”
       “ฉันเองก็ไม่รู้หรอกค่ะ”
       “นางในฝันแบบของฉันหรือเปล่า”
       พิชชานึกถึงพาทิน ความรู้สึกเปลี่ยนไป
       “ฉันต้องไปแล้วล่ะค่ะ”
       พิชชาเก็บของใส่กระเป๋าถือ เดินไปที่ห้องน้ำล้างมือ จิราพัชรมองกระเป๋าสตางค์ของเธอ เขาหยิบกระเป๋าของตัวเองนับเงินที่อยู่ในนั้นดึงออกมาจะแอบให้เธอ หยิบกระเป๋าของพิชชามาเปิดดู เห็นรูปถ่ายที่เธอถ่ายคู่กับพาทิน จิราพัชรเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว พิชชาออกจากห้องน้ำ จิราพัชรยืนยิ้มจ้องมองเธอ
       “แต่งงานกันนะพิชชา”
       พิชชาไม่ทันตั้งตัว ได้แต่ยืนมองเขานิ่งคิดพูดอะไรไม่ออก
      
       พิชชามาที่จุดชมวิว เธอนั่งที่ม้านั่งตัวเดิมที่เคยนั่ง หยิบโทรศัพท์โทรหาพาทิน
       “พี่คะ”
      
       เวลาผ่านไปเริ่มค่ำ พิชชานั่งมองทิวทัศน์คิดเรื่องราวต่างๆ ในหัว พาทินเดินเข้ามาเห็นเธอนั่งเหม่อคิด ก็เอ่ยขึ้น
       “คอยใครอยู่เหรอครับ”
       พิชชาคลายภวังค์ หันไปตามเสียงทัก เห็นพาทินยืนอยู่ เธอยิ้มให้ เขานั่งลงข้างเธอ
       “ฉันไม่ได้กวนพี่ใช่ไหม”
       “ไม่หรอก พี่เองก็กำลังจะโทรหาเธออยู่เหมือนกัน”
       “มีอะไรเหรอคะ”
       พาทินอึกอักคิดเรื่องอ้างไม่ถูก
       “ก็...เรื่องกับข้าวน่ะ พอดีพักนี้ต้องทำกินเองบ่อย เลยอยากลองทำ...แกงคั่วกินเองดู”
       “ไว้ฉันจดสูตรให้พี่นะ”
       พาทินพยักหน้ารับ เขาลังเล
       “อืม...พรุ่งนี้พี่ไม่มีสอน เลยอยากขับรถเที่ยวพ้นเมืองหน่อย แนะนำพี่หน่อยสิ”
       “คุณอรไปด้วยหรือเปล่าคะ”
       พาทินส่ายหน้า
       “เธออยากไปไหม ไปด้วยกัน”
       พิชชาสับสน อยากกันตัวเองห่างจากพาทิน แต่ก็คิดถึงเขาเหลือเกิน เธอพยักหน้ารับ
       “อีกไม่นานพี่ก็จะแต่งงาน ไม่มีเวลาได้เจอกันแบบนี้อีกแล้ว คงเป็นครั้งสุดท้ายใช่ไหม วันเดียวคงไม่เป็นไร”
       พาทินพยักหน้ารับ
      
       สายวันต่อมา..อรอินทุ์ขับรถมาจอดหน้ารั้วสตูดิโอ เธอหิ้วของที่ซื้อลงจากรถ เดินเข้าไป
       “ทินคะ”
       อรอินทุ์เดินดูในส่วนต่างๆ ของสตูดิโอ ไม่พบใคร เธอโทรศัพท์หาพาทิน แต่ไม่สามารถติดต่อเขาได้ อรอินทุ์สงสัยว่าพาทินไปไหน โดยที่ไม่บอกเธอ
      
       จิราพัชรยืนโทรศัพท์หาพิชชาอยู่ที่หน้าหอ แต่ไม่สามารถติดต่อเธอได้ เขาดูหงุดหงิดเล็กๆ กิ่งเทียนเดินออกจากหอไปที่มอเตอร์ไซค์ของเธอ จิราพัชรเห็นกิ่งเทียน จำได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทของพิชชา เขาเดินเข้าไปหา
       “เธอๆ เพื่อนพิชชาใช่ไหม”
       กิ่งเทียนเห็นจิราพัชร เธอค้อมหัวให้เขา
       “สวัสดีค่ะ”
       “อยู่ห้องเดียวกับพิชชาหรือเปล่า”
       “ค่ะ”
       “เขาตื่นหรือยัง”
       “พิชชาเหรอคะ ออกไปตั้งแต่เช้าแล้วล่ะค่ะ”
       จิราพัชรแปลกใจ
       “เหรอ เขาไปไหน”
       “พิชชาไม่ได้บอกฉันค่ะ โทรหาเธอสิคะ”
       “ฉันโทรแล้ว แต่ติดต่อไม่ได้...โอเคไม่เป็นไร”
       กิ่งเทียนสวมหมวกกันน๊อค ขับมอเตอร์ไซค์ออกไป จิราพัชรคิดถึงความน่าจะเป็นว่าพิชชาน่าจะไปที่ไหน
      
       อรอินทุ์นั่งมองทะเลเหม่อคิดเกี่ยวกับพาทิน เสียงฝีเท้าทำให้เธอรู้สึกตัว เธอหันไปมองตามทิศของเสียงคิดว่าเป็นพาทิน ก็ยิ้มดีใจ จิราพัชรเดินเข้ามา อรอินทุ์หุบยิ้ม
       “โห ผิดหวังที่เป็นฉันเหรอ แสดงว่าไอ้ทินมันไม่อยู่สินะ”
       “อย่าแกล้งแหย่ฉันสิ”
       อรอินทุ์กวาดตามอง เห็นจิราพัชรมาคนเดียว
       “วันนี้ว่างหรือไง”
       “ฉันอยากหยุดเมื่อไหร่ก็ได้”
       “ไม่พาพิชชาเขาไปเที่ยวบ้างล่ะ”
       “ก็ตั้งใจไว้ว่าอย่างนั้น แต่เจ้าตัวเขาไม่อยู่”
       “ไปไหนเหรอ”
       จิราพัชรส่ายหน้า
       “ติดต่อเขาไม่ได้”
       อรอินทุ์รู้สึกสงสัยในความบังเอิญนี้
       “ฉันก็ติดต่อทินเขาไม่ได้เหมือนกัน”
       จิราพัชรมองอรอินทุ์ เขาเองก็มีความรู้สึกแบบเดียวกับเธอ แต่ทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน
       “คงบังเอิญล่ะมั้ง”
       “บังเอิญจริงๆเหรอ”
      
       จิราพัชรค่อยๆ คลายยิ้มบนใบหน้า แต่ก็เก็บความรู้สึกเครียดไว้ ไม่ให้อรอินทุ์เห็น
ตอนที่ 11
      
       พาทินขับรถเข้ามาจอดที่บ้านเจ้าของฟาร์ม พิชชาลงจากรถ ถือของฝากเดินเข้าไปในบ้าน อย่างคุ้นเคย พาทินมองเธอเดินหายเข้าไปในบ้านหลังนั้น ที่ดูบรรยากาศรอบๆ ร่มรื่น
      
       พิชชาและพาทินเดินเล่นไปรอบๆฟาร์มม้า พิชชาพูดขึ้น
       “เสียดายที่ ตาวุธไม่อยู่”
       “เจ้าของคอกนี้เหรอ”
       “ใช่”
       “ที่นี่บรรยากาศดี สงบด้วย เธอมารู้จักที่นี่ได้ยังไง”
       พิชชาเศร้าลง เมื่อนึกถึงอดีต
       “ตอนที่พวกพี่ ย้ายไปแล้ว แม่พาฉันหนีหนี้มาทำงานที่นี่”
       พาทินรู้สึกผิดที่ไปขุดความทรงจำในตอนนั้นของเธอขึ้นมาอีก
       “เธอคงลำบากมาก”
       พิชชาส่ายหน้า ก่อนที่หน้าตาจะกลับมาสดใสอีกครั้ง
       “ถึงฉันจะเศร้าที่พ่อ แม่และพี่จากไป ไม่ได้เรียนต่อ แต่ที่นี่ก็มีอะไรให้ฉันเล่นสนุก แล้วก็ลืมเรื่องเศร้าๆ ไปได้”
       ทั้งคู่หยุดที่รั้วกั้น มองม้าที่ยืนกินหญ้า
       “เธอทำอะไรบ้าง”
       พิชชามองม้าตัวนั้นนึกถึงความหลัง เมื่อเป็นเด็ก
       “ขนหญ้า ตักน้ำให้ม้ากิน นั่งรถไถไปรอบๆ ฟาร์ม เก็บฝรั่ง ผลไม้ที่อยู่ระหว่างทางกิน ช่วยแม่ขนขี้ม้าไปทำปุ๋ย ตอนอยู่ที่นี่ แม่ดูมีความสุขขึ้นมาบ้าง ทุกคนที่นี่ก็เป็นคนดี ถึงเราจะเป็นแค่คนงาน แต่ตาวุธก็เอื้อเฟื้อกับแม่ เอ็นดูฉันมาตลอด เวลาสอง สามปีที่นี่ฉันก็พอมีความสุขตามประสานะ”
       พาทินดีใจที่อย่างน้อย เธอก็มีช่วงเวลาที่มีความสุขบ้าง
       “พี่คะ หิวหรือยัง”
       “เธอหิวแล้วเหรอ งั้นไปหาอะไรกินกัน”
       “ไม่ต้องออกไปหรอกค่ะ เดี๋ยวไปทำอะไรในครัวกินกัน”
       “อย่าไปกวนเพวกเขาดีกว่า”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันมาที่นี่บ่อย สนิทกับพี่ๆ เขา”
      
       พิชชากอดอกยืนมองพาทินผัดกับข้าว เขาทำกับข้าวด้วยท่าที คล่องแคล่ว เขาหันมายิ้มให้เธอเป็นระยะๆ
       พิชชาและพาทินนั่งจิบชาหลังอาหาร
       “ฝีมือพี่เป็นไง”
       พิชชาคิดๆ
       “คุณอรเคยชิมฝีมือพี่หรือเปล่า”
       พาทินเปลี่ยนท่าที เมื่อพิชชาเอ่ยถึงอรอินทุ์ แต่ก็พยักหน้ารับ
       “ถ้างั้นพี่ก็อยู่ได้โดยไม่มีฉันแล้วล่ะ”
       พาทินรู้สึกเศร้าเมื่อพิชชาพูดแบบนั้น
       “พี่จะอยู่โดยไม่มีเธอได้ยังไง”
       พิชชารู้สึกว่าในคำพูดของเขาตัดพ้อเล็กๆ เสียงโทรศัพท์ของพาทินดังขึ้น เขามองหมายเลข ลังเลที่จะรับ พิชชาเบือนสายตาไปทางอื่น พาทินตัดสินใจรับสาย
       “อร”
       “ทินคะ อยู่ไหนคะ”
       “ผมขึ้นเขา หาอะไรกลับไปทำงานหน่อย”
       “ทำไม ไม่ชวนฉันไปด้วยล่ะคะ”
       “ขอโทษที่ไม่ได้ชวนนะจ๊ะ ผมไม่อยากให้คุณมาลำบาก ที่นี่มันไม่ค่อยสะดวก สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่ค่อยมี เลยไม่ได้โทรบอก ไว้กลับแล้วผมจะโทรไปหานะ”
       พาทินวางสายรู้สึกผิดที่ต้องโกหก และทำให้พิชชาลำบากใจ
       “พี่ไม่ได้บอกอร ว่าจะมากับเธอ”
       “ฉันเองก็ไม่ได้บอกกับพัชรเหมือนกัน”
       ทั้งคู่ลำบากที่ต้องโกหกคนรักของตัวเอง
       “เราควรบอกพวกเขาไหม”
       “อย่าเลยค่ะ” พิชชาตัดสินใจ
      
       อรอินทุ์นั่งที่ประตูรั้วสตูดิโอริมหาด จิราพัชรเดินเข้ามานั่งข้างๆ
       “ว่าไงคะ”
       “พิชชาเขาส่งข้อความกลับมาแล้ว”
       “เขาว่าไงคะ”
       “เขาแวะไปเยี่ยมญาติ”
       อรอินทุ์สงสัย
       “ญาติเหรอคะ พิชชามีญาติด้วยเหรอ”
       “อืม”
       อรอินทุ์ไม่ค่อยเชื่อ
       “ต้องเป็นวันนี้ด้วย”
       “อร”
       จิราพัชรรู้สึกสงสัยแบบเดียวกับอรอินทุ์ แต่เขายังไม่อยากฟันธงอะไร อรอินทุ์ถอนใจ
       “เราทั้งคู่เปลี่ยนไปนะพัชร ปกติเธอจะเป็นคนมีเซ้นต์เรื่องนี้ไวกว่าฉัน ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เธอคงเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้งไปแล้ว แต่ตอนนี้เธอไม่ ฉันเองซะอีกที่ตอนนี้เก็บอาการอะไรไม่อยู่เอาซะเลย”
       จิราพัชรฟังคิดถึงเหตุที่ เขากับอรอินทุ์เปลี่ยนแปลง
       “คงเพราะความรัก” จิราพัชรถอนใจ
       อรอินทุ์ยอมรับกับคำตอบของเขา เธอเสียใจจนน้ำตาไหล
      
       เย็นนั้น พิชชาและพาทินบอกลาคนที่ฟาร์ม ทั้งคู่เดินไปที่รถ พาทินสตาร์ทรถ เครื่องยนต์ไม่ทำงาน คนงานที่กำลังเดินกลับที่พัก เดินย้อนมาหาทั้งคู่
       “รถเป็นอะไรเหรอ”
       “ไม่ทราบเหมือนกันครับ เมื่อเช้ามาก็ยังดีๆอยู่”
       คนงานเปิดกระโปรงรถ ตรวจดูจุดต่างๆ ที่อาจผิดปกติ
       “ไม่มีอะไรนี่ เครื่องก็ยังใหม่อยู่เลย ลองอีกทีสิ”
       พาทินลองอีกหลายครั้ง แต่เครื่องยังคงนิ่งสนิท คนงานปิดฝากระโปรง
       “คงต้องตามช่างมาดูแล้วล่ะ แต่คงต้องเป็นพรุ่งนี้เช้านะ”
       พิชชาอึ้งไป
       “เหรอคะ”
       คนงานหญิงหันมาบอก
       “ตอนนี้คนงาน กลับกันหมดแล้ว ไม่มีรถเข้าเมือง นอนค้างที่นี่ก็ได้ไม่เป็นไรหรอก”
      
       พิชชาลำบากใจ

       จิราพัชรโทรหาพิชชา ไม่นานนักเธอรับสาย
      
       “เธออยู่ไหน ฉันติดต่อเธอไม่ได้เลย”
       “ยังอยู่ที่บ้านญาติค่ะ ที่นี่ไม่ค่อยมีสัญญาณ ก็เลยติดต่อไม่ได้”
       “ที่ไหนล่ะ เดี๋ยวฉันขับรถไปรับ”
       “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันจะค้างที่นี่สักคืน ไม่ได้เจอพวกเขานานแล้ว”
       จิราพัชรซึมลง
       “เหรอ”
       “พรุ่งนี้เช้าฉันก็กลับแล้วล่ะ”
       “โอเค พรุ่งนี้เจอกัน”
       จิราพัชรวางสาย โล่งใจที่พิชชาโทรมา
       “สบายใจขึ้นแล้ว เธอจะเอาไง”
       “ฉันจะรอทินเขาที่นี่ล่ะ”
       “งั้นฉันกลับล่ะ”
       จิราพัชรลุกจากเก้าอี้
       “ไปนะ”
       จิราพัชรเดินออกไปสอง สามก้าว เสียงโทรศัพท์ของอรอินทุ์ดังขึ้น เขาหยุดหันมามอง เธอที่กำลังรับสาย
       “ว่าไงคะทิน”
       “วันนี้ผมคงต้องค้างที่บนเขานี่แล้วล่ะ”
       “ทำไมคะ”
       “ดินมันเลื่อนมาปิดถนน ลงจากเขาไม่ได้ ทางป่าไม้บอกว่าจะเปิดทางได้ตอนเช้า ไม่ต้องห่วงนะ ไปถึงแล้วผมจะโทรบอกนะ”
       “ค่ะ”
       อรอินทุ์รับคำ วางสายด้วยความเคลือบแคลง จิราพัชรเองก็เช่นกัน
      
       ค่ำนั้น พิชชาและพาทินอยู่ในห้องว่างในบ้านพักคนงาน ทั้งสองนอนบนที่นอนเก่าๆ ที่วางอยู่บนเสื่อ ระยะของที่นอนห่างกัน พาทินนอนฟังพิชชาเล่าเรื่องความหลัง
       “เหมือนตอนเป็นเด็กเลย เวลาฉันฝันร้าย วิ่งเข้าไปห้องของพี่ ถ้าที่นี่มีเตียงฉันคงเป็นคนยึดเตียง ให้พี่นอนพื้น”
       พาทินหัวเราะ
       “มันเป็นแบบนั้นมาตลอดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
       “ฉัน...อยากให้มันเป็นแบบนั้นไปตลอดกาล”
       พาทินนิ่งคิด
       “พี่ก็เหมือนกัน”
       พิชชานึกในใจว่ามันเป็นไปไม่ได้
       “เป็นพี่เป็นน้อง คงจะดีกว่า ยังไงก็ไม่มีอะไร มาแยกความเป็นพี่น้องได้”
       พาทินฟังพิชชา ไม่รู้จะหาคำพูดอะไรมาอธิบายความรู้สึกข้างในได้
       “นั่นนะสิ ถึงตายจากกัน ก็ยังคงเป็นพี่น้องอยู่ ถ้าพี่ตายไป ใครจะคอยดูแลเธอ”
       พิชชามองพาทิน ความรู้สึกข้างในวูบขึ้นมาอย่างไม่สบายใจ
       “ห้ามพี่ตายก่อนฉันนะ”
       พาทินมองพิชชา ความรู้สึกของเธอบอกเขา คือความรู้สึกเดียวกันที่เกิดขึ้นในใจ
       “ฉัน...ไม่อยากเสียพี่ไปอีกแล้ว ที่เราต้องจากกันไป ครั้งเดียวก็เกินพอแล้วเพราะงั้น....ห้ามพี่ตายก่อนฉันนะ”
       พาทินรู้สึกเศร้า พยักหน้ารับคำพิชชา
       “พี่จะคอยอยู่ข้างเธอไปตลอด จะจับมือเธอไว้ ไม่ว่าเธอจะไปไหน พี่จะไปด้วย”
       พาทินยื่นมือออกไป พิชชามองมือของเขาซึ้งใจน้ำตาคลอ
       “พี่คะ”
       พิชชายื่นออกไปจับมือเขาไว้ ทั้งคู่นอนจับมือกัน
      
       จิราพัชรและอรอินทุ์นั่งคิดถึงเรื่องของพาทินและพิชชา
       “เธอรู้สึกเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
       อรอินทุ์ย้อนถาม
       “แล้วเธอล่ะ”
       “ก็ไม่นานนี้”
       อรอินทุ์ดูจะเสียใจจนไม่อยากจะพูดถึง
       “ฉันรู้สึกมาพักใหญ่แล้ว...ปวดใจจริงๆ”
       อรอินทุ์น้ำตาซึม จิราพัชรดูขรึมลงเก็บความโกรธไว้ข้างใน
       “พวกเขาจริงจังกันมากใช่ไหม”
       อรอินทุ์เช็ดน้ำตา
       “เธอเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม”
       จิราพัชรกดความพลุ่งพล่านที่มีอยู่ไว้
       “ไม่เชื่อ ฉันเชื่อแต่ตัวเอง”
       อรอินทุ์สะอื้น
       “ฉันเองก็ไม่เคยเชื่อเหมือนกัน แต่...เหมือนหลายๆ อย่างจะถูกกำหนดล่วงหน้าเอาไว้แล้ว”
       ทั้งคู่ทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด
       “เรากำลังฝืน พยายามกำหนดชะตาของตัวเอง และทั้งคู่อยู่หรือเปล่า”
       จิราพัชรเก็บอารมณ์ไม่อยู่ เขาลุกขึ้น
       “แล้วมันเปลี่ยนด้วยมือของเราไม่ได้เหรอ...ต้องได้สิ ฉันจะพิสูจน์เอง เธอก็เหมือนกัน อย่ายอมแพ้ ถ้ารักไอ้ทิน อยากจะแต่งงานกับมัน ก็อย่าท้อง่ายๆสิ”
       อรอินทุ์คิดได้จากคำพูดของจิราพัชร
       “ฉันจะไม่ยอมเสียเขาไปหรอก”
       จิราพัชรอารมณ์เย็นลง
       “ฉันจะกลับล่ะ”
       จิราพัชรเดินออกจากสตูดิโอ ทิ้งให้อรอินทุ์นั่งคิด
      
       เช้าตรู่วันต่อมา...พาทินลองสตาร์ทรถ เสียงเครื่องยนต์ดังเป็นปกติ เขาแปลกใจ พิชชาเองก็แปลกใจ คนงานเดินเข้ามาหา เมื่อได้ยินเสียงเครื่อง
       “อ้าว ไม่ต้องเรียกช่างแล้ว”
       “แปลกจังเลย เมื่อวานสตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ติด วันนี้แค่จะลองดูมันก็ติดซะงั้น”
       คนงานหัวเราะ
       “บางทีก็....” คนงานทำมือวนไปรอบๆ “นะ เราไม่รู้หรอก”
       พิชชากับพาทินมองตากัน
       “ขอบคุณมากครับ”
       พิชชายกมือไหว้ พี่คนงาน
       “ฝากบอกคุณตาวุธด้วยนะคะ ว่าหนูมาเยี่ยม วันหน้าจะแวะมาขอบคุณแกอีกที”
       คนงานพยักหน้ารับเดินกลับไปทำงาน พิชชากวาดตามองบรรยากาศรอบๆ
       “เมื่อกี้ ขนลุกอ่ะ”
       พาทินหัวเราะ พิชชาขึ้นรถ เขาขับออกไป
      
       จิราพัชรเดินไป เดินมาอยู่ข้างหอพัก เขาเห็นรถของพาทินขับมาจอด พิชชาลงจากรถวิ่งเข้าหอพัก จิราพัชรซึมลงทันที
      
      อรอินทุ์นั่งรอพาทินพร้อมกับข้าวที่ทำเอาไว้เรียบร้อย พาทินเดินเข้าสตูดิโอมา
      
       “มาแล้วเหรอคะ”
       พาทินคิดไม่ถึงว่าจะพบอรอินทุ์ที่นี่
       “อร ทำไมอยู่ที่นี่ล่ะ มานานหรือยัง”
       “มาได้สักพักแล้วล่ะ คุณกินข้าวหรือยัง ฉันเพิ่งทำเสร็จพอดี”
       พาทินพยักหน้ารับ
       “เมื่อคืนคุณคงลำบาก แล้วได้อะไรมาไหมคะ”
       พาทินรู้สึกเหมือนถูกจับผิดอยู่
       “อืม” เขาตอบอย่างขอไปที
      
       จิราพัชรนั่งรอ เดินไปเดินมา กระวนกระวายใจ พิชชาเปิดประตูห้อง แปลกใจที่ประตูไม่ได้ล๊อค เธอ หันไปหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดที่รถเข็นเดินเข้ามา จิราพัชรยืนมอง พิชชาตกใจ คิดไม่ถึงว่าเขาอยู่
       “ตกใจเหรอ”
       พิชชายิ้ม
       “ไม่มากเท่าไหร่ ก็คุณไม่ได้ล๊อคประตู คิดว่าคุณยังคงนอนอยู่”
       จิราพัชรมองพิชชาด้วยอารมณ์ที่มีอยู่หลายอย่างข้างใน พิชชารู้สึกแปลกๆที่เขามีท่าทีที่ไม่เหมือนทุกครั้งที่เคยเจอ
       “มีอะไรเหรอคะ”
       จิราพัชรเดินไปหาพิชชา เขากอดเธอ
       “ดีใจที่คุณกลับมา ผม...คิดถึงคุณจังเลย”
       พิชชาตั้งตัวไม่ติดที่เขาทำแบบนั้น แต่เธอรู้สึกบางอย่าง เลยไม่ได้ผลักไสเขาเหมือนปกติ
      
       พิชชาเดินออกจากแผนกกลับหอ พาณีเร่งฝีเท้าเดินตามมาร้องเรียก
       “พิชชา”
       พิชชาหยุด หันไป พาณีเดินถือกระถางเล็กๆ ที่ต้นไม้ดูแห้งเหี่ยว
       “มีอะไรเหรอคะ หัวหน้า”
       “หัวนง หัวหน้าอะไร ไม่ต้องเรียกแบบนั้นหรอก เรียกพี่ณีก็ได้”
       “ค่ะ” พิชชามองกระถางที่มือพาณี “จะเอาไปทำอะไรเหรอคะ”
       “ว่าจะเอาไปทิ้ง”
       “ขอให้ฉันได้ไหม”
       “เอาไปทำไมเหรอ มันจะตายอยู่แล้ว”
       “มันยังไม่ตายหรอกค่ะ ค่อยๆ ดูแลมัน เดี๋ยวมันก็จะฟื้นตัวเอง มันแข็งแกร่งออก”
       พาณีหัวเราะเบาๆ กับการมองโลกของพิชชา
       “เอาซิ”
       พาณีส่งกระถางให้พิชชา ทั้งคู่ออกเดินต่อ
       “เธอน่ะแปลก”
       “เหรอค่ะ”
       “เธอน่ะเป็นคนดี ไม่ใช่ว่าเพราะฉันถูกย้ายกลับมา แล้วมาพูดแบบนี้นะ อย่างคุณจิราพัชรนั่นไง ฉันได้ยินว่าเขาเป็นลูกคนสุดท้องของท่านประธาน เอาใจตัวเองสุดๆ ควงสาวไม่ซ้ำหน้า ไม่จริงจังกับผู้หญิงคนไหน กลัวการผูกพัน ที่บ้านเองไม่มีใครเอาเขา ถูกตัดหางตั้งแต่เด็กๆ ฉันว่าเพราะเขาโตมาแบบอ้างว้าง เลยทำให้กลายเป็นคนแบบนั้น แต่คงเป็นเพราะเธอ เขาเลยเปลี่ยนไปมาก นี่ฉันไม่ได้พูดเองนะ ใครๆเขาก็ว่ากัน”
       พิชชาคิดตามสิ่งที่พาณีพูดถึงจิราพัชร
       “จริงๆ เขาเป็นคนอ่อนไหวนะคะ แต่ฉันเป็นคนใจแข็ง”
       พิชชามองต้นไม้ในมือ
       “อย่างถ้าต้นไม้นี้ ถ้าฉันดูแลมันอย่างเต็มที่ แล้วมันต้องตายไป ฉันก็จะไม่เศร้าหรอกค่ะ เพราะตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ ฉันได้ดูแลมัน ได้รักมัน ทะนุถนอมมันอย่างเต็มที่แล้ว แล้วมันก็คงรักฉันเหมือนกัน”
       พาณีรู้สึกว่าคำพูดของพิชชาแฝงไปด้วยความเศร้าลึกๆ ในใจของเธอ
       “ถ้าเราเกิดใหม่เป็นอะไรก็ได้ ฉันอยากเกิดเป็นต้นไม้”
       พิชชาคิดถึงเหตุผลที่เคยให้พาทิน เธอน้ำตาคลอ
       “เพราะเวลาที่เราหยั่งรากลึกลงไปแล้ว มันจะไม่ต้องไปไหนอีก ต้นที่อยู่ข้างๆ มันก็จะคงอยู่กับเราหยั่งรากคู่กับเราไปจนตายจากกันไป ขอให้ได้อยู่ใกล้ๆ กันก็พอแล้ว”
       พิชชาน้ำตาริน พาณีรู้สึกตกใจที่อยู่ๆพิชชาก็เศร้า
       “คนที่เธอชอบ ไม่ใช่เขาสินะ”
       พิชชารู้สึกตัว
       “คะ”
       “ไม่ใช่คุณพัชรสินะ คนที่เธอชอบอยู่”
       พิชชาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
       “คุณพัชร เขาทำให้เธอเสียน้ำตาแบบนี้ไม่ได้หรอก”
       พิชชาเช็ดน้ำตา หัวเราะกลบเกลื่อน
       “วันเสาร์นี้ พี่ณีว่างไหมคะ ไปสตูดิโอของพี่ชายฉันไหม”
       “มีอะไรเหรอ” พาณีแปลกใจ
      
       พาทินกับอรอินทุ์ พิชชากับจิราพัชร ดนัยกับพาณี ทั้งหมดจับคู่ทำงานผ้าบาติกที่ลานสตูดิโอ พาณีดูเก้ๆ กังๆ ดนัยอธิบายขั้นตอนทำให้ พาทินกับอรอินทุ์ ดูเป็นมือโปร มือนิ่ง รูปดูสวยงาม พิชชาถึงจะเพิ่งลอง แต่ดูตั้งใจ จิราพัชรทำไปมองเธอไป พาทินแอบมองพิชชาที่สนุกกับจิราพัชรเป็นระยะๆ พิชชาเห็นความอ่อนหวานที่อรอินทุ์ทำให้พาทิน ดนัยกับพาณีวางมือนั่งพัก มองสองคู่นั้น
       “ผมเห็นคุณมองสี่คนนั้นอยู่นานแล้ว มีอะไรเหรอ”
       “แค่สงสัยน่ะ”
       “เรื่องอะไรเหรอ”
      
       พาณีนึกได้ว่าเพิ่งรู้จักกับดนัย เลยสงวนท่าทีไม่พูดต่อ
      
       อรอินทุ์และจิราพัชรเตรียมมื้อเที่ยง พาทินและดนัยนั่งจิบกาแฟที่ริมหาด
      
       “เป็นไงบ้าง”
       “ก็เริ่มเข้าที่ แล้วล่ะพี่ ผมชอบที่นี่นะสงบดี”
       ดนัยยิ้ม
       “ไม่ใช่เรื่องนั้น ฉันหมายถึงไอ้เรื่องตรงนี้ต่างหาก”
       ดนัยเอื้อมมือไปตบหน้าอกข้างซ้ายของพาทินเบาๆ พาทินเข้าใจว่าดนัยหมายถึงเรื่องอะไร แต่เขาแกล้งไม่รู้ หัวเราะกลบเกลื่อน
       “พี่พูดถึงเรื่องอะไร”
       ดนัยยิ้ม รู้ว่าพาทินเข้าใจสิ่งที่เขาพูด แต่ไม่ยอมรับ พิชชาและพาณีเดินดูผลงานบาติกที่ทุกคนทำเอาไว้
       “ของฉันดูไม่ออกเลยว่าเป็นรูปอะไร”
       พิชชาส่ายหัวนิดๆ
       “ของฉันก็ไม่ค่อยสวย”
       “คุณอรเขาสมเป็นมืออาชีพ สวย เนี๊ยบ ของพี่ชายเธอก็ดูดีนะ”
       พิชชายิ้มรับ
       “ค่ะ”
       “ท่าทางเขาใจดี คงไม่ทำให้เธอต้องเสียน้ำตาสินะ”
       พิชชารีบส่ายหน้าปฏิเสธ
       “ไม่เคยเลย”
       พาณียิ้มจับอาการของพิชชาออก เพราะความสงสัยของเธอถูกต้อง อรอินทุ์เตรียมอาหารใกล้เสร็จ
       “พัชร เธอช่วยไปเอาเครื่องดื่มจากตู้เย็นข้างบนให้หน่อย”
       “โอเค”
       จิราพัชรเดินขึ้นบันไดไป
      
       จิราพัชรเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบขวดเครื่องดื่มที่แช่ไว้ออกมาแล้วปิดตู้ หันไปเห็นกระเป๋าสะพายของพาทินที่วางไว้บนโต๊ะ สมุดโน้ตเปิดออก หน้ากระดาษปลิวไปมาเพราะลมทะเล เขาวางขวดไว้ที่พื้นเดินเข้าไปเก็บ กระดาษบางแผ่นบนพื้นที่ปลิวออกจากสมุดนั้น จิราพัชรหยิบรูปที่คว่ำหน้าบนพื้นใส่กลับไปที่สมุดของพาทิน เขาหยุดมอง รูปใบนั้นเป็นรูปคู่ของพาทินและพิชชาแบบเดียวกับที่เขาเห็นในกระเป๋าสตางค์ของพิชชา จิราพัชรคิดๆ สิ่งที่เขาไม่อยากให้มันเป็นจริงมันเกิดขึ้นจนได้
      
       ทุกคนกำลังนั่งทานอาหารด้วยกันช่วงบ่าย จิราพัชรดื่มเบียร์ไม่หยุด พิชชาเห็น เธอกังวลใจที่เขาดื่มตลอดเวลา พาทินเองก็เช่นกันเห็นจิราพัชรดื่มมากไป
       “เฮ้ย เบาๆ หน่อยดีไหม”
       จิราพัชรมองพาทิน
       “ปล่อยฉันเถอะน่า กำลังสนุกเลย”
       สีหน้าของจิราพัชรไม่มีความสนุกอย่างที่เขาพูด เขาหยิบเบียร์ขึ้นดื่มอีก พิชชาเรียกเบาๆ
       “พัชรคะ”
       จิราพัชรมองพิชชาที่ร้องเตือน
       “อ้อ คุณช้อย”
       จิราพัชรโอบไหล่พิชชา ยกแก้วชูขึ้น
       “ทุกคนครับ ผมมีข่าวสำคัญ...”
       ทุกคนไม่รู้ว่าจิราพัชรจะประกาศเรื่องสำคัญอะไร ก็ยกแก้วรอ
       “รู้ไหมครับว่าเนื่องในโอกาสอะไร ผมจะขอดื่มให้กับ...”
       จิราพัชรมองหน้าพิชชา ด้วยความรู้สึกทั้งรักทั้งโกรธ
       “ให้กับการแต่งงานของเรา”
       พิชชาตกใจที่จู่ๆ จิราพัชรก็พูดขึ้นมาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
       “คุณพัชร”
       ทุกคนเองก็คิดไม่ถึงเช่นเดียวกัน จิราพัชรที่เมาได้ที่ รู้ตัวแต่ก็สับสนกับอารมณ์ของตัวเอง
       “ลืมไปๆ”
       อรอินทุ์ถามขึ้น
       “เธอสองคนตกลงจะแต่งกันเหรอ”
       พิชชาไม่ตอบ ดนัยพูดเบาๆกับพาณี
       “เป็นเรื่องแล้ว”
       พาณีกระทุ้งศอกใส่ดนัยเบาๆ ให้เขาเฉยไว้
       “เวลาผมรักใคร ผมไม่ปิดบัง”
       อรอินทุ์ห้าม
       “พัชร พอเถอะ”
       “ทำไมล่ะ ฉันไม่ใช่คนผิดสักหน่อย ไม่เคยมีความลับที่ต้องปิดบัง โดยเฉพาะกับคนที่ฉันรัก”
       จิราพัชรมองพิชชา
       “แล้วคุณล่ะ พิชชา มีความลับไหม”
       พาทินเสียงดังขึ้น
       “พัชรมึงพอได้แล้ว”
       “ทิน มึงอย่ามาขึ้นเสียงใส่กู”
       พิชชาห้าม
       “หยุดเถอะค่ะ ทั้งสองคนเลย...การมีความลับ มันเลวร้ายนักหรือคะ...สำหรับฉันการมีความลับในบางเรื่อง ก็เพื่อเอาไว้หล่อเลี้ยงชีวิต เติมเต็มไม่ให้มันสิ้นหวัง มันแย่นักเหรอคะ”
       จิราพัชรทั้งเสียใจและโกรธ ที่พิชชายอมรับมันอย่างง่ายดาย เขายิ้มเยาะ
       “เติมเต็มไม่ให้สิ้นหวัง ฉันทำตรงนั้นให้เธอไม่ได้เหรอ”
       พิชชารู้ว่าจิราพัชรเสียใจและโกรธเธอ
       “พัชร วันนี้คุณเป็นอะไร”
       “ผมกำลังปะติดปะต่อ เรื่องราวของคุณอยู่ไง”
       พิชชาเริ่มเข้าใจว่าเพราะอะไรจิราพัชรถึงเป็นแบบนี้
       “บอกด้วยนะถ้าผมเดาเรื่องผิด ซึ่งผมคิดว่าการเดาของผมมันถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์”
       พิชชารู้ว่าจิราพัชรคงจะรู้เรื่องของเธอ กับพาทินแล้ว
       “คุณน่ะ รักพี่ชายของคุณเองใช่ไหม”
       พาทินตะลึง
       “ไอ้พัชร”
       จิราพัชรหันไปหาพาทินที่กำลังโกรธเขา
       “อยากจะให้ย้ำอีกทีไหม พิชชารัก...”
       พิชชาทนไม่ไหวเธอตบหน้าเขาอย่าแรงอย่างโมโหมาก ทุกคนคาดไม่ถึงว่าพิชชาจะตบหน้าเขา พิชชาเดินจากไป อรอินทุ์มองตามพิชชาที่เดินหนีไป พาทินยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก จิราพัชรรู้สึกตัวว่าผิด ทำอะไรตามอารมณ์มากเกินไป
      
       จิราพัชรล้างหน้าให้สร่างเมา พาทินจับเดินเข้ามาตบไหล่
       “ขอโทษว่ะเพื่อน”
       จิราพัชรเงยหน้ามองพาทิน
       “ไม่ต้องมาพูดเลยมึง กูไม่ลังเลที่จะชกมึงเลยนะ”
       พาทินพูดอะไรไม่ออก
       “นี่คือวิธีแสดงออกเรื่องความรักของกูต่อพิชชา ตรงๆแบบนี้แหละ แล้วมึงล่ะ...”
       พาทินไม่มีคำตอบให้ จิราพัชรเดินจากไปพาทินนั่งริมหาด อรอินทุ์นั่งอยู่ข้างๆ ทั้งคู่คิดถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น
       “ทิน คุณปรับตัวปรับใจได้แล้วใช่ไหมคะ”
       พาทินนิ่งเงียบ
       “คุณลืมเธอในฐานะแบบนั้นได้แล้วใช่ไหม”
       พาทินยังคงเงียบ อรอินทุ์ทนไม่ไหวกับการนิ่งเงียบของเขา เธอลุกขึ้น
       “คุณต้องทำได้นะคะ”
      
       อรอินทุ์ลุกขึ้นเดินจากไป พาทินยังไม่มีทางออกสำหรับเรื่องนี้
ตอนที่ 12
      
       สายวันต่อมา...พิชชาเดินเข้ามาในห้อง จิราพัชรนั่งซึมที่โต๊ะเธอมองเขา อย่างลังเลใจ แต่ก็เตรียมทำความสะอาดเหมือนปกติ
      
       “ขออนุญาตนะคะ”
       พิชชาเก็บข้าวของ กระป๋องเบียร์ที่วางเกลื่อน จิราพัชรคว้าข้อมือเธอไว้ พิชชาตกใจเล็กๆ จิราพัชรรู้สึกตัว ค่อยๆปล่อยมือจากเธอ พิชชานิ่งอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่จะปล่อยอารมณ์ที่แท้จริงของตัวเองออกมา
       “พัชรคะ ขอโทษด้วยนะคะ ฉันเสียใจที่มันเป็นแบบนี้”
       จิราพัชรมองพิชชา ไม่มีอารมณ์ใดบนสีหน้าของเขา
       “คิดว่ากับคุณ มันจะลงเอยดีกว่านี้ ฉันผิดเอง ที่เอาเปรียบคุณ ฉันเองก็เจ็บปวด ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำร้ายคุณ”
       “งั้นก็อย่าทำสิ”
       พิชชาพูดอะไรไม่ออก
       “ถ้าเธอจะรักเขา ผมไม่สน ให้ใจต้องเจ็บปวดกว่านี้ ผมก็ยอมรับได้ ผมต้องการแค่คุณเท่านั้น คุณเท่านั้นเอง”
       พิชชาซาบซึ้งสิ่งที่เขามีให้ แต่หัวใจของเธอยังคงยึดอยู่กับพาทิน
      
       สุนทรีตากผ้าอยู่ที่ลาน จิราพัชรจอดรถ เขาเดินเข้าไปหา ยกมือไหว้
       “สวัสดีครับ ผมมาหา คุณสุนทรี แช่มช้อยครับ”
       สุนทรีแปลกใจ
       “ฉันเอง มีอะไร”
       “ผมชื่อพัชรครับ”
       พงษ์เดินลงมาจากในบ้าน เห็นพัชรก็จำได้
       “เฮ้ย แกเองเหรอ”
       พงษ์เดินเข้าหาถกแขนเสื้อจะหาเรื่อง
       “ทำแสบนะมึง”
       สุนทรีตวาด
       “ไอ้พงษ์ จะทำอะไร”
       “คราวที่แล้วมันพาพิชชาหนีไป”
       จิราพัชรตาเขม็งมอง พงษ์รู้สึกถึงรังสีอำมหิต เขาเลยได้แต่ยืนหยั่งเชิง จิราพัชรหันไปหาสุนทรีเปลี่ยนท่าที
       “มีที่พอจะนั่งคุยกันส่วนตัวไหมครับ”
       สุนทรีคิดกวาดตามอง ผายมือเชิญเขาไปที่โต๊ะม้าหินใกล้ๆ
       “ตรงนี้ได้ไหมคะ”
       “ครับ”
       สุนทรีเดินนำไปที่โต๊ะม้าหิน ทั้งคู่นั่งลงคุยกัน พงษ์ยืนฟังอยู่ข้างๆ จิราพัชรหยิบนามบัตรยื่นให้ สุนทรีรับมามองรายละเอียดบนนามบัตร พงษ์ยื่นหน้ามามองด้วย
       “กรรมการบริหารโรงแรม”
       สุนทรีมองพงษ์ที่เข้ามายุ่ง พงษ์ถอยกลับไปยืนที่เดิม
       “แล้วมีอะไรกับฉันเหรอคะ”
       “คือ ผมจะมาสู่ขอพิชชาครับ”
       สุนทรีทั้งตกใจและแปลกใจ
       “นี่แกทำพิชชามั้นท้องเหรอ”
       สุนทรีฟาดมือไปที่พงษ์ไม่นับให้หยุดปาก
       “แกไปให้ไกลๆ ได้ไหม”
       พงษ์เดินหนีให้ห่างรัศมีมือสุนทรี จิราพัชรคุยต่อ
       “พิชชาไม่เสียหายแบบนั้นหรอกครับ ผมมานี้เพื่อขออนุญาตแต่งงานกับเธอครับ”
       สุนทรียังตั้งตัวไม่ติด
       “จะแต่งงานกับพิชชาเหรอ คุณคุยกับเจ้าตัวหรือยังคะ”
       พงษ์สอดขึ้น
       “จะต้องคุยอะไรอีกล่ะแม่ ให้มันแต่งไปเถอะ เขารวยออก”
       สุนทรีโมโหที่พงษ์ยังคงวุ่นวาย เธอหันรีหันขวางมองหา ก่อนจะหยิบก้อนหินเล็กๆที่อยู่บนพื้นขึ้นมา พงษ์รู้แกวรีบวิ่งหนีไป จิราพัชรไม่แน่ใจว่า พิชชาจะพอใจหรือเปล่าที่เข้ามารุกทางแม่
      
       สุนทรีนั่งมองนามบัตรของจิราพัชร คิดเรื่องพิชชา กังวลเรื่องฐานะของตัวเอง คิดหาทางออกให้เรื่องนี้
      
       จิราพัชรกลับมาที่โรแรมเขานั่งคิดไม่ตกเรื่องพิชชา แพนเดินจากอาคารผ่านสวน เห็นจิราพัชร ก็เดินเข้าไปหา จิราพัชรมองเธอ เขาไม่พูดอะไร
       “ไปไหนมา”
       จิราพัชรยังเหม่อคิด ไม่อยากตอบนัก
       “ฉันไปบ้านพิชชามา”
       แพนชะงัก
       “อะไรนะ บ้านพิชชา พี่ไปทำไม”
       “บ้านเขาซอมซ่อจริงๆ”
       แพนรู้สึกหมันไส้ที่พิชชาดูน่าสงสารในสายตาของเขา จิราพัชรเห็นแววตาของแพนก็รู้ว่าเธอคิดอะไร
       “ฉันรู้น่า ว่าเธอก็เคยอยู่แบบนั้นมาก่อน” เขาถอนใจ “แต่คนที่ลำบากมาก่อนแล้วสบายทีหลัง กับที่ชีวิตที่มีพร้อมทุกอย่างแล้วไม่เหลืออะไร มันต่างกันนะ”
       แพนรู้สึกเสียใจที่จิราพัชรเปรียบเทียบ โดยไม่รู้ว่าความรู้สึกข้างในของเธอเป็นยังไง
       “ใช่ คนที่ไปที่ไหนใครๆ ก็รัก กับคนที่อยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครต้องการ มันต่างกันจริงๆ”
       จิราพัชรรู้สึกถึงน้ำเสียงของแพนที่น้อยใจ แต่เขาคิดแต่เรื่องของพิชชา
       “ฉันจะแต่งงานกับเขา ฝากบอกพ่อกับแม่เธอด้วยว่าฉันจะเข้าไปกราบท่าน สู่ขอพิชชา”
       จิราพัชรลุกขึ้นเดินจากไป แพนร้องเรียกเขา
       “พี่พัชร”
      
       จิราพัชรหยุดตามเสียงเรียก แพนไม่พูดอะไรต่อ เขาจึงเดินจากไป แพนเสียใจน้ำตาคลอ ไม่ได้เสียใจเพราะเขารักคนอื่น แต่เสียใจที่พิชชายังเป็นคนที่ชนะเธอมาตลอด
      
       พจนินท์และสุนทรีนั่งที่ห้องรับแขก สุนทรียกแก้วน้ำขึ้นจิบ
      
       “คุณได้เจอแพนแล้วเหรอคะ”
       สุนทรีพยักหน้ารับ ท่าทางเกรงใจพจนินท์
       “ขอโทษนะคะที่ไปเจอกับเขา โดยไม่ได้ขอ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็ไปเจอพิชชามาเหมือนกัน”
       สุนทรียกแก้วน้ำขึ้นจีบอีก ท่าทางอึกอัก
       “คือฉันมาหาคุณ เพราะเรื่องของพิชชา คือมีคนมาขอแกแต่งงานน่ะค่ะ”
       พจนินท์เดาออกว่าคงเป็นจิราพัชร
       “พัชรเหรอคะ”
       “ค่ะ คือฉันไม่ทันคิด คุณคงรู้จักเขาแล้ว”
       “ค่ะ เขาเป็นเพื่อนของพาทินมาตั้งแต่เรียนที่อเมริกา”
       “ค่ะ แล้วเขานิสัยดีหรือเปล่าคะ เขาไปหาฉันบอกว่าจะขอแต่งงานกับพิชชา คุณว่าไงคะ ฉันตัดสินใจไม่ถูก”
       พจนินท์คิดถึงเวลาที่ผ่านไป
       “ไม่คิดเลยว่า พิชชาโตพอจะมีครอบครัวได้แล้ว”
       คำพูดของพจนินท์ทำให้สุนทรีสะอื้นอยู่ภายใน
       “ฉันต้องขอโทษด้วย ที่ไม่ได้ทำอะไรให้แกได้เลย”
       สุนทรีก้มหน้าพูดไม่ออกเหมือนมีก้อนอะไรจุกอยู่ในอก
       “ฉัน...น่าจะปล่อยให้แกไปกับคุณ”
       พจนินท์เองก็รู้สึกแบบเดียวกัน
       “ฉัน...ส่งให้แกเรียนต่อไม่ได้...อนาคตก็มีให้แกได้แค่นี้จริงๆ”
       พจนินท์น้ำตาไหล สงสารพิชชา
       “อย่าพูดอย่างนั้นเลยค่ะ ถ้าคุณไม่ได้ให้ความรักกับแก แกยังคงร่าเริงและเข้มแข็งแบบนี้ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันต้องขอบคุณ คุณจริงๆ ที่ดูแลมาขนาดนี้”
       สุนทรียังคงก้มหน้า ไม่กล้าประสานตาพจนินท์เพราะเรื่องในใจที่จะขอ
       “ฉันรู้ว่ามันคงฟังไม่ค่อยดีนัก...แต่คุณจะรับพิชชากลับไปเป็นลูกของคุณได้ไหมคะ”
       พจนินท์คิดไม่ถึงว่า สุนทรีจะขอเรื่องนี้กับเธอ สุนทรีรีบพูดต่อ
       “ผู้ชายเขามีฐานะดี ฉันไม่อยากให้มีเรื่องติดขัดเรื่องฐานะ ทำให้เสียเรื่องพี่ชายเขาก็เกเร ฉันก็ซอมซ่อแบบนี้” สุนทรีน้ำตาไหล “แกดีเกินกว่าจะมาเป็นลูกของฉันตั้งแต่แรกแล้ว”
       พจนินท์อึ้งฟังสิ่งที่อยู่ในใจของสุนทรี
       “ฉันคิดแบบนี้มาตลอด ทุกครั้งที่มองดูพิชชา ฉันก็เสียใจที่ไม่ปล่อยแกไปขอร้องนะคะ ฉันอยากให้แกมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ถ้าคุณรับแกเป็นลูกบุญธรรม ทางฝ่ายโน้นจะได้ไม่ปฏิเสธแก ได้ไหมคะ”
       สุนทรีคุกเข่าขอร้อง พจนินท์มองสุนทรีที่ร้องไห้ขอร้องเธอ ด้วยความเข้าใจ พจนินท์รู้สึกดีใจ
       “คุณพูดจริงเหรอคะ...แน่ใจแล้วเหรอคะ”
       “ค่ะ”
       สุนทรียังคงสะอื้น พจนินท์กุมมือปลอบใจเธอ
       แพนนั่งรอที่ม้าหิน คิดเรื่องที่จิราพัชรทำ เสียงมอเตอร์ไซค์วิ่งเข้ามาจอด สุนทรีในมือถือถุงที่ซื้อของกลับมาจากในเมือง ลงจากมอเตอร์ไซค์เดินเข้าบ้านมา
       “แม่”
       สุนทรีหันไปมองเห็นแพน เธอยืนมองอยู่ครู่ใหญ่ รู้ว่าแพนมาเรื่องอะไร แพนเดินเข้าไปหา
       “พี่พัชรมาหาแม่...เรื่องพิชชาใช่ไหม”
       สุนทรีไม่ตอบ เธอเดินไปที่ม้าหิน แพนเดินตาม สุนทรีนั่งลงที่ม้าหิน หยิบกระป๋องน้ำอัดลมที่อยู่ในถุงให้แพน
       “เอา”
       “อย่าเปลี่ยนเรื่องสิ”
       “แกจำไม่ได้เหรอ”
       สุนทรีมองกระป๋องนั่นคิดถึงอดีต
       “เมื่อก่อนนี้ แกอยากจะกินน้ำกระป๋องพวกนี้ แต่ฉันไม่มีปัญญาซื้อให้ แกก็เลยไปขโมยที่ร้านชำ จนถูกจับได้”
       “จะรื้อฟื้นขึ้นมาเพื่ออะไร”
       “แม่โมโหตีแก ทั้งๆที่เสียใจ”
       แพนฟังความในใจที่สุนทรีพูด ท่าทีของเธอค่อยคลายลง
       “แม่ทำให้แกต้องกลายเป็นเด็กขี้ขโมย เพราะซื้อให้แกกินไม่ได้ เพราะโชคชะตา ทำให้แกต้องมาอยู่กับแม่ที่ยากจน พิชชาเองก็เหมือนกันที่ต้องมาลงเอยอยู่กับแม่”
       “แล้วไงล่ะ ที่แม่พูดมาทั้งหมด เพื่อให้ฉันอ้าแขนรับพิชชากลับมาอยู่ที่บ้านฉันเหรอ”
       สุนทรีส่ายหน้า
       “ไม่มีใครผิดหรอกที่ถูกสลับตัว คงเพราะโชคชะตามันทำให้เป็นแบบนี้”
       สุนทรีจับมือของแพนเอาไว้
       “อย่าถือโทษโกรธพิชชาเลยนะ แม่ขอเถอะ”
       แพนน้อยใจที่ยังไง พิชชาก็ถูกเห็นใจมากกว่าเธอ ดึงมือตัวเองออกจากสุนทรี
       “ฉันไม่มีวันยอมหรอก ทำไมต้องยอมด้วย”
       แพนเสียใจที่ใครๆ ก็เห็นพิชชาดีกว่า
       “ฉันได้สิ่งที่เป็นของฉันกลับมาแล้ว แต่ยายนั่นต้องมาแย่งมันกลับไปหมด”
       แพนเริ่มน้ำตาไหล
       “มันควรเป็นของฉันไม่ใช่เหรอ”
       สุนทรีเห็นอาการของแพน ที่เริ่มสะอื้น เธอพยายามปลอบใจ
       “แม่รู้ว่าเธออาจจะไม่เคยมีเสื้อผ้าสวยๆใส่ ต้องทนใส่ของมือสองมาตั้งแต่เด็ก เพราะแม่เองที่จน มันดีที่สุดเท่าที่แม่จะหามาได้แล้ว แม่เองก็พยายามจนสุดความสามารถของแม่แล้ว”
       แพนยังคงสะอื้นเมื่อคิดถึง ชีวิตในตอนนั้น สุนทรีเองก็กลั้นอารมณ์ลึกๆข้างในไม่อยู่ น้ำตาไหลออกมา
       “แพนเอ๋ย กับพิชชาน่ะ เรื่องที่ผ่านมาก็ให้มันแล้วไปเถอะนะ ได้ไหม”
       แพนส่ายหน้าไม่ยอมรับ
       “ไม่ได้ ฉันไม่ยอม”
       แพนเช็ดน้ำตาลุกเดินกลับไปที่รถ
       “แพน”
      
       สุนทรีร้องเรียก แต่แพนไม่ฟังอะไรอีกแล้ว สุนทรีนั่งเสียใจที่ตัวเองช่วยทั้งพิชชาและแพนไม่ได้
      
      เย็นนั้น ดนัยนั่งดูวีดีโอที่ถ่ายเรือประมงที่จอดที่ริมหาดอยู่ แพนขับรถมาจอดที่ริมรั้ว ลงจากรถมองเข้ามาในสตูดิโอ ดนัยมองแพนที่ยืนที่รั้ว
      
       “มาหาใครครับ”
       ดนัยเดินพาแพนขึ้นมา บนระเบียงชั้นบน
       “เป็นน้องสาวของทินเหรอ”
       แพนดูเฉยชา ไม่ตอบอะไร เธอมองไปรอบๆ
       “นั่งรอบนนี้สะดวกกว่า จะเอาอะไรไหม”
       แพนส่ายหน้า
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       “ถ้าจะดื่มอะไร ก็ตามสบายนะ หยิบเอาในตู้เย็นได้เลย”
       แพนพยักหน้ารับ ดนัยเดินลงบันไดไป แพนนั่งที่เก้าอี้รับแขก นั่งนิ่งมองทะเลอยู่พักใหญ่ นึกถึงเรื่องที่สุนทรีพูด น้ำตาก็ไหล แพนรู้สึกตัวเช็ดน้ำตากลับมาคุมอารมณ์ของตัวเอง เธอมองบรรยากาศรอบๆ ห้อง เห็นกระเป๋าสะพายของพาทินวางที่เก้าอี้ เธอมองมันอยู่พักหนึ่งตัดสินใจหยิบมันมาดู ในกระเป๋ามีของที่จะใช้สอนหนังสือ แพนหยิบสมุดบันทึกและใช้สเก็ตช์ภาพ ออกมาเปิดดูไปเรื่อยๆ เห็นข้อความนัดหมายข้อความช่วยจำ ที่ท้ายเล่มมีรูปถ่ายคู่กันของพาทินกับพิชชา และกระดาษจดหมายของพิชชาที่พับเอาไว้ แพนเปิดออกอ่าน เริ่มเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
      
       พิชชาและจิราพัชรเดินเข้าประตูรั้วบ้านมา
       “แม่บอกให้นัดคุณมาด้วย มีเรื่องอะไรเหรอ”
       จิราพัชรยิ้มเก้อๆ
       “ผมเองก็ไม่รู้ แต่ก็ดีเหมือนกันผมจะได้บอกกับท่าน เรื่องจะขอคุณแต่งงาน”
       พิชชานิ่งไม่แสดงท่าทีอะไร จิราพัชรรู้ว่าเธอไม่ชอบที่เขารวบรัด พิชชาเดินเข้าไปในบ้าน
      
       ในบ้าน...ทุกคนนั่งพร้อมหน้าพร้อมตา พงศกรเอ่ยขึ้น
       “วันนี้พ่อดีใจ ที่เราได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน”
       พจนินท์ยิ้มดีใจ พงศกรพูดต่อ
       “ที่นัดมาเพราะมีข่าวดีจะประกาศ”
       พงศกรจับมือพจนินท์ พยักหน้าให้ภรรยาเป็นคนบอกข่าว พจนินท์ยิ้ม มองหน้าพิชชา
       “พิชชาจ๊ะ พาทิน แพน”
       พาทินเห็นพจนนิท์ที่ดูดีใจมาก จนเขาอดสงสัยไม่ได้
       “มีอะไรเหรอครับแม่”
       “แม่จะรับพิชชาเป็นลูกบุญธรรม”
       พิชชาใจหาย คาดไม่ถึง พาทินเช่นกัน จิราพัชรและแพนหันไปมองทั้งคู่ พจนินท์ยิ้มแย้มบอก
       “พิชชาจะเป็นลูกของพ่อกับแม่ตามกฎหมาย”
       แพนสีหน้าเปลี่ยน ลุกขึ้นไม่เห็นด้วย
       “แม่ทำแบบนี้ไม่ได้นะ”
       พจนินท์ไม่คิดว่าแพนจะแย้ง
       “ทุกคนรู้หรือเปล่าว่าพิชชา เขารักพี่ทินแบบไหน”
       พิชชาและพาทินกังวลในสิ่งที่แพนจะพูด
       “สองคนเขาเป็นแฟนกัน”
       พจนินท์และพงศกรตะลึง ทั้งคู่นิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง พาทินและพิชชาเองก็วางสีหน้าและทำตัวไม่ถูก พงศกรตั้งสติกลับมา
       “แพน ลูกพูดเรื่องอะไร”
       พจนินท์ไม่เข้าใจ
       “มันยังไงกัน”
       พจนินท์หันไปมองพิชชาและพาทิน
       “ใครรักอะไร”
       จิราพัชรไม่รู้ว่าจะแก้ไขเรื่องตรงหน้านี้ยังไง พงศกรถามอย่างไม่เข้าใจ
       “แพน เรื่องมันยังไง”
       แพนหยิบจดหมายของพิชชาออกมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนที่จะวิ่งขึ้นไปบนห้อง พงศกรหยิบจดหมายที่แพนวางไว้บนโต๊ะ เปิดออกดู เขาและพจนินท์อ่านเนื้อความในจดหมาย พิชชาตกใจที่ทั้งคู่อ่านจดหมายนั้น พงศกรหันไปมองพาทิน
       “ทิน นี่มัน...”
       พาทินนั่งนิ่งก้มหน้าไม่กล้าสบตาพงศกร พิชชาออกตัวรับผิด
       “พ่อคะ ฟังก่อนค่ะ พี่เขาไม่ได้ผิดนะคะ หนูเป็นคนรักพี่เขาเอง แต่...แต่ พี่เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลยนะคะ”
       พาทินฟังพิชชาออกรับแทน เขารู้สึกเจ็บปวด พจนินท์มองลูกชาย
       “พาทิน”
       “มันจริงหรือเปล่า....รักกันจริงๆ เหรอ”
       พาทินเก็บความรู้สึกไว้ข้างในไม่ไหว
       “จริงครับ”
       อรอินทุ์เสียใจที่เขายอมรับ พิชชาเสียใจที่ทำให้ทุกคนลำบากใจ ลุกเดินออกมาจากบ้าน
      
       พิชชานั่งร้องไห้ที่สวน พาทินเดินตามออกมานั่งลงข้างๆ พิชชาเช็ดน้ำตา
       “พี่คะ พี่ยอมรับทำไม”
       “พี่ไม่อยากโกหกแล้ว”
       “พี่คะ”
       “พิชชา”
       พาทินมองหน้าพิชชา
       “ไปกันเถอะ ที่ไหนก็ได้”
       พาทินยื่นมือชวน พิชชาน้ำตาคลอ ลังเลตัดสินใจไม่ถูก มองมือพาทินที่ยื่นชวน เธอเอื้อมมือจับมือเขาตอบรับ
      
       พาทินพาพิชชาเดินมาตามถนน จิราพัชรเดินออกมาจากบ้าน เขามองไปรอบๆ ไม่พบพาทินและพิชชา เขาเห็นรถของพาทินยังจอดอยู่ ฉุกคิดว่าทั้งคู่คงตัดสินใจบางอย่าง
       “พิชชา”
       จิราพัชรเร่งฝีเท้าออกตามทั้งคู่
       พาทินกับพิชชาเดินมาตามถนน รถกระบะคันหนึ่งขับมาตามทาง พาทินโบกเรียก รถจอด เขาเดินเข้าไปคุยกับคนขับ ทั้งคู่ขึ้นไปนั่งที่ท้ายกระบะ รถค่อยๆ วิ่งออกไป จิราพัชรวิ่งออกมาจากทางเข้าบ้าน เห็นทั้งคู่นั่งรถจากไป เขาวิ่งตามอยู่พักใหญ่ จนรถเลี้ยวลับตาไป
       พาทินและพิชชา เดินเข้ามาทั้งคู่มองไปรอบๆ ห้องว่างๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ เหมือนครั้งที่แล้ว
       “คราวนี้น่าจะอยู่หลายวัน เราคงต้องไปซื้อของใช้มาบ้างนะ”
       พิชชาพยักหน้าเห็นด้วย
       พิชชากับพาทิน เดินเลือกซื้อของและชมบรรยากาศผู้คนระหว่างทาง พิชชาเดินผ่านแผงขายเสื้อผู้ชาย เธอเดินเข้าไปเลือกดู หยิบมาทาบกับตัวพาทิน อยู่หลายตัวตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกตัวไหน
       “ตัดสินใจไม่ถูก ฉันไม่เคยซื้อเสื้อผ้าของผู้ชาย พี่เลือกเองนะ”
       “ไม่เอา เธอเลือกมาเถอะ”
       “เดี่ยวไม่ถูกใจนะ”
       “พี่เชื่อรสนิยมเธอ เลือกอันไหนมาพี่ก็ใส่ได้ทั้งนั้นแหละ”
       พิชชาฟังพาทินแล้วยิ่งตัดสินใจยาก เธอหันไปเห็นราวแขวนเสื้อของผู้หญิงเดินเข้าไปเลือก
      
       “งั้นตัวนี้นะ”
      
       พิชชายกเสื้อผู้หญิงทาบที่ตัวเขา พาทินค้อน เขาหยิบเสื้อผ้าผู้ชายที่เธอเลือกดูในตอนแรกทาบที่ตัวเธอ
      
       “งั้นพี่เลือกตัวนี้ให้เธอ”
       เจ้าของร้านมองสองคนเล่นกันที่หน้าร้าน พาทินหันไปเห็น เกรงใจคว้าเสื้อที่พิชชาและเขาถือค้างไว้ในมือส่งให้เจ้าของร้าน
       “เท่าไหร่ครับ”
      
       บ่ายนั้น พาทินกับพิชชา ช่วยกันจัดห้อง เอาของใช้ที่ซื้อจากตลาดออกมา เขาหยิบเสื้อของพิชชาออกมาทาบตัว ทั้งคู่ต่างก็มีความสุข
      
       พาทินกับพิชชากับเสื้อผ้าชุดใหม่ เดินเล่นชมบรรยากาศฟาร์มม้า ทั้งคู่ยืนที่รั้วมองม้าในคอกกินหญ้า พาทินมองพิชชาที่ดูสดใส มีรอยยิ้มบ่อยกว่าที่เขาเห็นปกติ
       “ตั้งแต่ เรากลับมาเจอกัน ที่นี่พี่เห็นเธอยิ้มบ่อย มากกว่าปกติ”
       พิชชาหันมายิ้มให้เขา
       “นี่ไง เธอยิ้มอีกแล้ว”
       “ดีไหมล่ะ”
       “ก็ดีสิ พี่อยากเห็นเธอยิ้ม มีความสุขแบบนี้ตลอดไป”
       พิชชาคิดถึงความทรงจำที่นี่เมื่อครั้งที่เธอมาใช้ชีวิต
       “พอพวกพี่และพ่อแม่ไปแล้ว ฉันไม่มีความสุขเลย แต่พอแม่พาฉันหนีหนี้มาทำงานอยู่ที่นี่ เราค่อยมีชีวิตที่สงบ ตอนเช้าแม่ทำงาน ฉันช่วยงานแล้วค่อยไปโรงเรียนแถวๆนี้ เย็นกลับมาก็วิ่งเล่น”
       “ดีจัง”
       “ที่นี่ฉันมีแฟนคนแรกด้วยล่ะ”
       “จริงเหรอ”
       “อือ เขียนจดหมายหาเขาทุกวันเลย ร้องไห้คิดถึงทุกคืนด้วย”
       “ทำเธอร้องไห้ด้วย ใครเหรอ”
       “บอกไม่ได้หรอก เป็นความลับ ฉันสลักชื่อเขาบนต้นไม้ด้วย”
       “ต้นอะไร”
       พิชชาส่ายหน้าปฏิเสธ
       “มายิ้งฉุบกัน ถ้าแพ้เธอต้องบอกนะ”
       พิชชารู้สึกสนุก
       “ก็ได้”
       พิชชาบริหารนิ้วเหมือนครั้งเด็กๆ พาทินมองพิชชารู้เท่าทันว่า เธอต้องแพ้เขาแน่ ทั้งคู่เป่ายิ้งฉุบกัน พิชชาออกก้อนหิน แพ้พาทิน เธอหน้ามุ่ย
       “ต้นอะไร”
       “ต้นที่ฉันนั่งพิงหลังแล้วรู้สึกสบาย ต้นนั้นล่ะ”
       “โกงกันนี่ งั้นมาอีกรอบนึง”
       “ได้”
       คราวนี้พิชชาออกกรรไกร ชนะพาทิน พาทินตะลึงไม่คิดว่าเธอจะออกกรรไกร พิชชาหัวเราะได้ที
       “พี่คิดว่าฉันจะออกก้อนหินไปตลอดเหรอ”
       “อืม”
       พาทินเบะปาก พิชชาเห็นท่าของเขาก็รู้ว่าเขาไม่ชอบใจ เธอยิ้มที่แกล้งยั่วเขาได้
       “ถ้าพี่ชนะ พี่จะถามอะไรต่อ”
       “ต้นไม้นั้นอยู่ตรงไหน”
       พิชชาหัวเราะที่พาทินยังจดจ่อกับต้นไม้นั่น
       “พี่หึงเหรอ”
       “ไม่เลย”
       “แล้วถ้าพี่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน พี่จะทำไมมันเหรอ”
       “ก็จะไปลบชื่อนั้นทิ้ง”
       “พี่อ่ะ นิสัยไม่ดี”
       พาทินหัวเราะที่ทำให้เธอโกรธแล้วพูดคำที่เขาคุ้นเคยออกมา ทั้งคู่เดินต่อ ไปตามทาง พิชชากังวลขึ้นมาอีก
       “พี่คะ จำได้ไหมวันเกิดของฉัน”
       พาทินคิดๆ
       “จำได้สิ....อีกสองวัน”
       พิชชานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
       “เรากลับหลังวันนั้นนะ”
       พาทินไม่รับปาก เขาอยากยืดเวลาให้นานกว่านี้
       “พี่คะ ทุกคนเป็นห่วงเรานะคะ”
       “พี่รู้ แต่ถึงพวกเขาจะโกรธ ไม่ยกโทษให้ ก็ช่างปะไร”
       พิชชามองพาทินที่ดูเย็นชาขึ้นมาทันที
       “พี่ยอมทิ้งทุกอย่าง เพื่อจะอยู่กับเธอ”
       “พี่คะ”
       “พี่ยอมยอมทุกอย่าง ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนมันได้”
       พิชชาหนักใจกับพาทินในท่าทีและความคิดของเขา
      
       ค่ำนั้น พาทินนอนไม่หลับ เขากังวลคิดถึงเรื่องวันข้างหน้า พาทินลุกขึ้นจากที่นอน นั่งมองพิชชาที่หลับสนิท อยู่ข้างๆ พาทินมองใบหน้าของหญิงสาวยามหลับ เหมือนอยากจะจดจำทุกรายละเอียดบนใบหน้าของเธอ สายตาเขาดูเศร้า
      
       จิราพัชรนั่งดื่มเหล้าไปหลายขวด เขาเมามายกดโทรศัพท์หาพิชชา มีแต่เสียงให้ฝากข้อความ
       “พิชชา...รีบกลับมานะ ผมรอคุณอยู่นะ” เขาน้ำตาซึมเสียใจ เสียงดังขึ้น “รีบกลับมาหาผมเดี๋ยวนี้นะ”
       จิราพัชรทั้งเสียใจ ทั้งโกรธและเมามาก
       “ผม...ผมรักคุณมากนะพิชชา”
       จิราพัชรคิดอะไรไม่ออกได้แต่ร้องไห้
       เช้าวันต่อมา...สุนทรีกวาดลานบ้านพัก จิราพัชรจอดรถ เดินเข้าไปหา ยกมือไหว้
       “สวัสดีครับ”
       สุนทรี จิราพัชรและพงษ์ นั่งคุยกัน
       “อะไรนะ พิชชาหนีตามใครนะ ทำไมต้องหนีตามเขาไปด้วย”
       พงษ์แทรกขึ้น
       “นึกแล้วเชียวว่า เรื่องมันต้องเป็นแบบนี้ มิน่าไอ้นั่นถึงมาต่อยฉัน ไม่ได้เป็นพี่แท้ๆสักหน่อย มันก็ยังยอมไปอยู่กับเขา”
       สุนทรีและจิราพัชรหันไปมองพงษ์ที่สอดแทรกเข้ามา
       “ทำไมเล่าแม่ ไม่ต้องมองฉันแบบนั้นหรอก ไม่แสดงความเห็นก็ได้”
       พงษ์ลุกขึ้นถอยฉากออกมาฟังอยู่ห่างๆ สุนทรีหันมาถามจิราพัชร
       “มันเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”
       จิราพัชรลำบากใจที่จะพูดถึงสาเหตุ สุนทรีมองเขาก็เดาออกว่าน่าจะจริง
       “จริงเหรอเนี่ย...มันไม่ถูกต้องเลยนะ แต่คุณแน่ใจแล้วจริงๆเหรอ”
       สุนทรีต้องยอมรับว่าจริงจากท่าทีของจิราพัชร เธอเสียใจที่พิชชาต้องเกิดเรื่องอีก
       “ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย ทำไมต้องมีกรรมแบบนี้นะ”
       จิราพัชรรู้ว่าสุนทรีเป็นห่วงพิชชาไม่น้อยไปกว่าเขา
       “ผม...จะจัดการเรื่องนี้เองครับ แต่ตอนนี้ คุณน้าพอจะนึกออกไหมครับว่า พิชชาอาจจะไปอยู่ที่ไหนได้บ้าง”
       สุนทรีมึนงง จับต้นปลายนึกอะไรไม่ออก
       “คุณน้า ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะพาเธอกลับมาให้ได้”
      
       สุนทรีมองจิราพัชร หวังพึ่งเขาช่วยพิชชา
ตอนที่ 13
      
       จิราพัชรให้เงินพงษ์ เผื่อเขามีเบาะแส พงษ์กระตือรือร้นรับปาก จิราพัชรเจอทางตัน เขายังมองไม่เห็นทางที่จะพบทั้งคู่
      
       พิชชากับพาทิน สนุกกับกิจกรรมต่างๆ ในฟาร์ม ช่วงเวลาที่มีความสุข...ให้อาหารม้า...เดินดูไร่...มองดูคนงานฝึกม้า...ขี่จักรยานเล่นไปรอบๆ...เดินจูงมือคุยสัพเพเหระ
       พาณีเดินตามมนตรีชี้แจงเรื่องพิชชา
       “พักงานพิชชาเหรอคะ”
       “เขาไม่ได้มาทำงานสองวันแล้วไม่ใช่เหรอ”
       “เขาขอลาพักร้อนนี่คะ”
       “หนีตามผู้ชายไป ไม่เรียกว่าพักร้อนหรอกนะ”
       พาณีชะงัก
       “เอ๊ะ”
       “คุณไม่รู้เรื่องเหรอ” มนตรีส่ายหน้า “จะปกป้องลูกน้อง ก็ตามเด็กให้มันทันหน่อย”
       พาณียืนคิดพยายามรวบรวมเรื่องราวทั้งหมด
      
       พาณียืนริมรั้วมองเข้าไปในสตูดิโอ ข้างในเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ เธอลังเล ก่อนที่จะเดินกลับ
       ออกไป ดนัยเดินลงมาจากชั้นบน พาณีถอยกลับมา ร้องเรียกเขา
       “นี่คุณ”
       ดนัยยิ้มรับพยักหน้าทัก
       ดนัยชงกาแฟมาให้พาณี
       “ปกติพิชชา เธอดูเป็นคนใช้เหตุผล มากกว่าอารมณ์ ไม่อยากเชื่อเหมือนกันนะว่าเธอจะทำแบบนั้น”
       ดนัยหัวเราะเบาๆ
       “ไอ้ทินเป็นคนที่ดูมีเหตุมีผลมากกว่าพิชชาอีกนะ ผมยิ่งไม่เชื่อยิ่งกว่าคุณอีก”
       พาณีถอนใจ
       “มันไม่ทางออกหรือไงนะ ทั้งคู่ถึงต้องทำแบบนี้”
       “ได้ยินว่าพ่อแม่ของไอ้เจ้าทิน ช๊อคไปเลย คงยังมองว่าทั้งคู่ยังเป็นพี่น้องกันอยู่”
       “แต่ทั้งคู่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดนี่คะ”
       “แต่ต่างฝ่ายต่างก็มีคนรักอยู่แล้วด้วยนะ”
       “ฉันว่าเขาสองคนคงจะรู้อยู่แล้ว”
       “รู้ว่าอะไร”
       “ว่าต้องลงเอยแบบนี้”
       ดนัยถอนใจ
       “คงเป็นเพราะความรักนั่นแหละ ถึงจะเป็นทางตัน ก็ทำให้คนดันทุรังเดินทะลุมันไปจนได้”
       “แต่ฉันก็แอบเอาใจช่วยทั้งสองคนนะ ให้เขาลงเอยกัน”
       “ผมอิจฉาเจ้าทินมันนิดๆ”
       “ก็ไม่ใช่ใครก็ได้ ที่จะมีความรักลึกซึ้งแบบนี้นะ”
       พาณีพูดสิ่งที่คิดได้อย่างสบายใจกับเขา ดนัยรู้สึกถูกใจสิ่งที่เธอพูดจากความรู้สึกข้างในที่เข้าใจคน
      
       เช้าวันต่อมา...พาทินตื่นแต่เช้า เขาเดินจากบ้านพัก ไปตามถนนมองวิวรอบๆ เขาพยายามจินตนาการ เมื่อตอนที่พิชชามาใช้ชีวิตที่นี่...พิชชาให้อาหารม้า...พิชชาตักน้ำเทใส่ราง...พิชชานั่งบนรั้วมองม้าวิ่งในคอก...พิชชาปอกผลไม้ที่เป็นอาหารม้า...พิชชานั่งร้องไห้ที่ใต้ต้นไม้ สลักชื่อแฟน...พาทินนึกถึงต้นไม้นั้น พยายามเดินหา แต่ไม่พบ เขาเห็นดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ข้างทาง เลยเปลี่ยนใจเก็บดอกไม้นั้นแทน พิชชาเดินตามหาเห็นเขาเก็บดอกไม้อยู่
       “พี่โรแมนติคมากเลย”
       พาทินหันมายิ้มให้ พิชชายื่นมือไปรับดอกไม้ที่เขาถืออยู่ เขาชักมือกลับ ส่ายหน้าปฏิเสธ
       “อ้าว พี่เก็บมันให้ฉันไม่ใช่เหรอ”
       “เปล่า”
       “นิสัยไม่ดี”
       พิชชางอนเดินหนีไป พาทินดีใจที่ได้แกล้ง เขาเดินตามเธอไป
       “พี่อยากถามเธอหน่อย คำถามเชยๆ นะ รู้ตัวว่าชอบพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่”
       พิชชาคิดทบทวนอยู่นาน
       “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน แล้วพี่ล่ะ”
       พาทินทวนความรู้สึกตัวเองบ้าง
       “พี่เองก็เหมือนเธอ บอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน แต่สิ่งที่พี่จำได้แม่น ไม่เคยลืม ก็คือเธออยากเกิดเป็นต้นไม้”
       “ฉันอยากเข้มแข็งเหมือนต้นไม้ พอมันหยั่งรากลึกลงไปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถึงจะเจ็บปวดแค่ไหน มันก็จะไม่หนีไปไหน”
      
       พาทินรู้ว่าถึงพิชชาจะพูดออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว แต่ก็คงเจ็บปวดข้างในไม่น้อย เขาโอบไหลเธอ
       ปลอบโยน
       “พี่ก็เหมือนกัน สัญญาว่าถึงจะเจ็บปวดแค่ไหน ก็จะไม่หนีไปจากเธอ”
       พาทินยื่นดอกไม้ที่เขาถือมาตลอดทางให้
       “แฮบบี้เบิร์ทเดย์”
       พิชชาดีใจ ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่ายังไงเขาต้องให้เธอ
       “พี่คะ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมาก”
       พาทินอยากพูดสิ่งที่อยู่ในใจเขามาตลอด
       “พิชชา...แต่งงานกับพี่นะ”
       พิชชาถึงจะดีใจ แต่ก็สับสน ไม่รู้จะแสดงออกอย่างไรดี พาทิน ถึงจะไม่ได้คำตอบจากเธอแต่ก็รับความรู้สึกของเธอได้ เขาเดินออกไปแบบเขินๆ พิชชายิ้มทั้งดีใจ ทั้งขำกับทีท่าที่ไม่เคยเห็นจากเขา
       “พี่คะ”
       พิชชาเร่งฝีเท้าเดินตามพาทิน บรรยากาศที่มีความสุขห้อมล้อมทั้งคู่ไว้
      
       พจนินท์ป่วยนอนอยู่บนเตียง มองดูปฏิทินบนผนัง จำได้ว่าเป็นวันเกิดของพิชชา พจนินท์ค่อยๆ ลุกจากเตียง เธอไปเตรียมมื้อเช้า เกือบเสร็จแล้ว ทยอยวางไว้บนโต๊ะเป็นอาหารที่พิชชาชอบตั้งแต่เด็ก แพนเดินลงมาจากห้อง ตรงเข้ามาช่วย
       “หนูทำเองค่ะแม่”
       พจนินท์ขืนไว้
       “ไปนั่งเถอะ”
       แพนจ๋อยเดินไปนั่งที่เก้าอี้
       “จะได้รีบไปทำงาน”
       พงศกรเดินเข้ามา
       “แม่ไหวแล้วเหรอ”
       “ฉันค่อยยังชั่วแล้วล่ะ นั่งเถอะค่ะ”
       พงศกรนั่งที่หัวโต๊ะ พจนินท์ตักกับข้าวลงจานของแพน เธอยิ้มที่แม่ทำให้ พจนินท์พูดขึ้น
       “วันนี้เป็นวันเกิดพิชชา”
       รอยยิ้มของแพนค่อยๆ สลายไป พงศกรเห็นใจแพน แต่ก็ไม่ได้แย้งพจนินท์เพราะเห็นว่าเธอป่วยอยู่ พจนินท์หันมาถามสามี
       “พ่อ...จะทำยังไงดี จะปล่อยไว้อย่างนี้เหรอ”
       “ให้เวลาพวกเขาหน่อย ทั้งคู่ต้องกลับมาแน่ สองคนนั่นเป็นพี่น้องกันนะ ผมไม่ให้เกิดเรื่องไม่งามในบ้านเราหรอก ชาวบ้านเขาจะคิดยังไง”
       “คนอื่นจะคิดยังไงก็ช่าง ฉันไม่สน”
       “แม่ คิดดูให้ดีหน่อยสิ ชื่อเสียงตระกูลเรานะ”
       “ชื่อเสียงของตระกูลเหรอ ต้องโทษคุณนะ เพราะคุณทิ้งพิชชาเอาไว้ที่นี่”
       “แม่”
       แพนที่นิ่งฟังมาตลอดแทรกขึ้น
       “วันนี้เป็นวันเกิดของพิชชา...มันเป็นวันเกิดของหนูด้วยเหมือนกัน”
       พจนินท์น้ำตาซึมกับคำท้วงของแพน
       “แพน”
       “หนูนึกอยู่แล้วว่าพิชชาโผล่มาเรื่องมันต้องเป็นแบบนี้”
       แพนน้อยใจลุกจากโต๊ะเดินออกไป พงศกรอึ้ง
       “แพน”
       พจนินท์รู้ตัวว่าทำให้แพนเสียใจและน้อยใจ
      
       สุนทรีทำกับข้าววางไว้บนโต๊ะ มีอาหารที่พิชชาชอบอยู่ด้วย สุนทรีมองกับข้าวนั้นนึกถึงพิชชา

       ในฟาร์มม้า...พิชชาถือดอกไม้ ยืนมองคนงานป้อนอ้อยให้ม้ากิน ตาวุธสั่งงานคนงานอยู่ เห็นพิชชาก็ทักทาย
      
       “ว่าไงตัวเล็ก”
       พิชชาหันไป
       “สวัสดีค่ะ คุณตาเรียกหนูแบบนั้นอีกแล้ว”
       “ก็เมื่อก่อนตอนมาอยู่ ตัวแค่นี้” ตาวุธยกมือเทียบความสูง “ตอนนี้ก็สูงขึ้นมาอีกแค่นี้”
       พิชชาหัวเราะกับความเป็นจริง
       “จะกลับวันไหน อย่าลืมเอาของไปฝากแม่ด้วยนะ ตาให้คนเตรียมไว้ให้แล้ว”
       “คุณตาจะไปไหนเหรอคะ”
       “วันนี้ต้องขึ้นกรุงเทพ ตามสบายนะ ฝากสวัสดีแม่เราด้วย บอกเขาให้แวะมาเที่ยวบ้างนะ”
       “ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
       ตาวุธเดินไปสั่งงานคนงานอื่นๆต่อ พิชชาคิดถึงสุนทรี
      
       พิชชาหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาสุนทรี
       “ฮัลโหล”
       พิชชาได้ยินเสียงสุนทรี แต่ไม่ส่งเสียงกลับ ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
       “ฮัลโหล...ฮัลโหล”
       “แม่คะ หนูเองค่ะ อยากให้แม่รู้ว่าหนูสบายดี”
       สุนทรีดีใจที่พิชชาโทรมา
       “เดี๋ยว พิชชาอย่าพึ่งวางหูนะ อย่าวางนะลูก”
       พิชชารู้ว่าสุนทรีอยากคุย อยากรู้สาเหตุที่เธอทำ
       “ทำไมแก ถึงทำแบบนั้นล่ะ พิชชา อยู่ที่ไหน กลับบ้านเถอะนะ”
       พิชชารู้สึกถึงความห่วงใยของสุนทรี น้ำตาซึม
       “แม่คะ หนูขอโทษค่ะ แต่ตอนนี้ หนูมีความสุข จริงๆนะคะ มีความสุขมาก”
       “จะมีความสุขได้ยังไง เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว แล้วคุณพัชรอีกล่ะ คนรอบข้างเราเจ็บช้ำใจ เราจะมีความสุขอยู่ได้ยังไง จะไม่มีใครยกโทษให้แกทั้งสองคนนะ”
       พิชชารู้เหตุผลทั้งหมด เสียใจแต่ยังไม่อยากตัดใจจากตรงนี้
       “หนูขอโทษค่ะแม่ ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูสบายดี”
       “ตอนนี้แกสองคนอยู่ไหน”
       พิชชาคิดๆ
       “ที่ฟาร์ม”
       “ฟาร์ม ฟาร์มไหน ฟาร์มม้าเหรอ ไปทำอะไรที่นั่น”
       “ค่ะ”
       พงษ์นั่งฟังอยู่ที่บันไดชะงัก
       “แค่นี้นะคะแม่”
       “เดี๋ยวก่อนพิชชา พิชชา”
       สุนทรีอ่อนใจ
      
       พิชชาวางสายคิดถึงคำพูดของสุนทรี
       “คนรอบข้างเราเจ็บช้ำใจ เราจะมีความสุขอยู่ได้ยังไง จะไม่มีใครยกโทษให้แกทั้งสองคนนะ”
       พิชชาเครียด รู้สึกมีของเหลวไหลออกมาจากจมูก เช็ดมันออกมาดู เป็นเลือดกำเดา เธอเงยหน้าขึ้น
       ฟ้า ไม่ให้เลือดหยดลงมา ค่อยๆ เดินไปตามทาง พาทินเดินกลับมาในมือมีกล่องใส่เค้กก้อนเล็กๆ มา เขาเห็นท่าแปลกๆ ของพิชชา สักพักก็รู้ว่าเธอเลือดกำเดาออก รีบวิ่งเข้าไปหา
       “อยู่นิ่งๆ ก่อน”
       พาทินหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋า ซับเลือดที่จมูกของเธอแล้วพาไปนั่งพักใต้ต้นไม้เช็ดที่จมูกให้เธอ
       “พอแล้วค่ะพี่ มันหยุดแล้ว”
       “เฉยๆ ก่อนอย่าดื้อ”
       พาทินเชยคางพิชชา ยกให้หน้าเธอเงยมองฟ้า พิชชานั่งนิ่งทำตามโดยง่าย
       “พี่ตกใจมากเลยเหรอ”
       “ใช่สิ”
       “พี่วิ่งหน้าตั้งมาเลย ฉันชอบชะมัดเลย”
       พาทินไม่ค่อยชอบใจพิชชาเห็นเรื่องที่เกิดเป็นเรื่องเล็กๆ พิชชาชำเลืองมองกล่องเค้กที่อยู่ข้างๆ
       “อุตสาห์ไปซื้อมาให้ฉันเหรอ”
       พิชชาซึ้งใจ น้ำตาซึม
       “ไม่ดีใจเหรอ”
       “ดีใจมาก จนนึกกลัวต่างหาก กลัวว่าความสุขแบบนี้จะไม่อยู่กับเรานานๆ”
       พาทินลุกขึ้น ยิ้มให้
       “อย่าพึ่งไปคิดเรื่องที่ยังมาไม่ถึงสิ”
       พาทินหยิบกล่องเค้กเดินไป พิชชายังเงยหน้าค้างอยู่
       “พี่คะ มันหยุดไหลหรือยัง”
       “มันหยุดไปตั้งแต่แรกแล้ว”
       พิชชาเจ็บใจที่เสียรู้พาทิน
       “พี่อ่ะ”
       พาทินหัวเราะเดินหนีไป พิชชาลุกขึ้นเร่งฝีเท้าตามเขา
       “อย่าเครียดๆ เดี๋ยวเลือดมันไหลออกมาอีกนะ”
      
       จิราพัชรนั่งที่โซฟามองกล่องแหวน ที่ซื้อมาเพื่อขอพิชชาแต่งงาน เขาหยิบขึ้นมาเปิดออกดู เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขารีบรับสาย
       “ครับ” จิราพัชรตื่นเต้น “เหรอ เข้ามาเลย”
      
       จิราพัชรเปิดประตู...พงษ์เดินตามเข้ามา เขาไม่รีรอถามทันที
       “สองคนนั่นไปอยู่ที่ไหน”
       พงษ์ทำท่าเหมือนลำบากใจ
       “ต้องขอโทษแทนพิชชามันด้วยครับ มันทำให้ลำบากกันไปหมด”
       “เข้าเรื่องเลยดีกว่า”
       “ผมอยากไปลากมันกลับมาด้วยตัวเอง แต่ว่า...”
       จิราพัชรรู้ความหมายในน้ำเสียงของพงษ์ เขาหยิบเงินจากกระเป๋าสตางค์ออกมา
       “ที่ไหน”
      
       พงษ์รีบรับไว้ แต่ยังยักท่าเอาไว้ จิราพัชรไม่ชอบใจนัก คว้าคอพงษ์ เขารีบบอก
      
       เย็นนั้น จิราพัชรขับรถมาตามทาง ขับเลยแยกทางเข้าฟาร์ม เขาจอดมองดูแผนที่ ที่พงษ์เขียนบอกทาง เขาถอยรถกลับมา เลี้ยวเข้าถนนเส้นไปฟาร์มม้า
      
       พิชชาและพาทินปักเทียนบนเค้ก ฉลองวันเกิด เธอเป่าเทียนเขาตัดเค้กแบ่งกันกิน
       “พรุ่งนี้เรากลับกันนะ”
       พิชชาอารมณ์เปลี่ยน กลับมาสู่ความเป็นจริง
       “ค่ะ”
       พาทินเห็นสีหน้าพิชชา ฝืนยิ้มปลอบใจเธอ
       “ไม่ต้องเศร้าหรอกน่า พอเรากลับไป บอกทุกคนเรื่องแต่งงานกัน แล้วค่อยมาที่นี่กันใหม่”
       พิชชารู้ว่าสิ่งที่พาทินพูด เป็นไปไม่ได้
       “ไม่ต้องห่วง พี่จะจัดการเรื่องนี้เอง ไม่ต้องไปฟังคำพูดของใครทั้งนั้น ขอให้เธออยู่กับพี่แค่นั้นก็พอ”
       “อย่าเลยค่ะพี่ ไม่จำเป็นหรอก ไม่ต้องบอกใครหรอก สำหรับฉันแค่นี้ก็ดีที่สุดแล้ว เวลาที่เราอยู่ด้วยกันที่นี่ ช่วงเวลาแค่นี้ก็ล่อเลี้ยงชีวิตของฉันได้ตลอดไปแล้วล่ะ”
       พาทินคิดตาม รู้ว่าสิ่งที่เธอพูดถูกต้อง
       “อย่าให้พ่อแม่ต้องเสียใจกว่านี้เลยนะคะ ฉันตั้งใจเอาไว้จะไม่ทำร้ายใจใครเพื่อมีความสุขเฉพาะแค่เราสองคน”
       พิชชาน้ำตาไหล เมื่อคิดถึงคนอื่นต้องมาเจ็บปวดเพราะทั้งคู่
       “สำหรับพี่ มันไม่พอหรอก อยู่กับเธอทั้งชีวิตมันก็ยังไม่พอสำหรับพี่”
       พาทินยิ้มให้พิชชาที่ยังร้องไห้ เขาเอื้อมไปจับมือเธอมาใกล้ตัวแล้วหยิบแหวนออกมาจากกระเป๋า สวมให้ พิชชาร้องไห้หนักกว่าเดิม ความรู้สึกข้างในทั้งหวานชื่นและขมขื่น ผสมปนกันจนสับสน พาทินก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน
      
       จิราพัชรขับรถเข้ามาจอด ลงจากรถมองที่บ้านตาวุธ ไม่พบใคร เขาเดินตามทางไปบ้านพักคนงานเห็นพิชชาและพาทินจับมือกัน เดินอยู่ลิบๆ ข้างหน้า เขาเร่งฝีเท้าจนเกือบจะวิ่งเพื่อตามให้ทันทั้งคู่ พิชชาได้ยินเสียงฝีเท้าหันกลับไปมอง พาทินเองก็เช่นกัน พิชชาตะลึง
       “คุณพัชร”
       พาทินก็อึ้งไป
       “พัชร”
       จิราพัชรตามมาทันหยุดมองทั้งคู่ เห็นทั้งคู่จับมือกัน พิชชารู้สึกตัว ค่อยๆปล่อยมือจากพาทิน
       จิราพัชรสังเกตเห็นมืออีกข้างของเธอสวมแหวนของพาทินไว้ เขารู้สึกเจ็บลึกในใจ
      
       ใกล้ค่ำ...พาทินและจิราพัชรยืนรอพิชชาที่เข้าไปเก็บของในบ้านพัก
       “กูกับพิชชาจะแต่งงานกัน”
       จิราพัชรโมโหมองพาทินที่ดูไม่สนใจคนอื่น
       “ไอ้ทิน มึงคิดให้ดีก่อนนะ มึงไม่เหมาะกับพิชชาหรอก พ่อแม่ของมึง แล้วก็อร มึงตัดขาดพวกเขาได้เหรอ กูรู้จักมึงดี มึงไม่ใจร้ายขนาดนั้นแน่”
       พาทินรู้ว่าเพื่อนพูดถูก จิราพัชรต่อว่าอีก
       “ใจของอร ใจของพ่อแม่ ต้องเจ็บแค่ไหน เคยคิดบ้างไหม แล้วใจกูล่ะ”
       พาทินเสียใจที่ทำให้ทุกคนเจ็บปวด
       “กูเสียใจ เสียใจจริงๆ พัชร”
       จิราพัชรไม่พูดอะไรต่อ พาทินพูดต่อน้ำเสียงหนักแน่น
       “แต่ กูก็จะแต่งกับพิชชา”
       จิราพัชรโกรธที่พาทินดื้อด้าน เขาข่มความรู้สึกเอาไว้
       “กูจะไปรอที่รถ”
       จิราพัชรเดินกลับไปที่รถ
      
       จิราพัชรนั่งข่มใจในรถ แต่ก็อดเสียใจไม่ได้ คิดถึงตอนที่เห็นแหวนของพาทินที่นิ้วของพิชชา หยิบ
       แหวนของตัวเองที่คิดจะให้พิชชาออกมาดู ยิ่งเสียใจมากขึ้น กำมันแน่นด้วยความแค้นใจ จิราพัชรเห็นพิชชากับพาทินที่กระจกมองหลัง เขาลงจากรถ...พิชชาถือของเดินมาถึงรถไม่กล้าสบตาจิราพัชร พาทินเดินไปเปิดประตูหลังรถให้เธอ จิราพัชรเสียเข้ม
       “มานั่งข้างหน้า”
       พิชชาและพาทินหยุด
       “อย่ามานั่งคู่กันให้เห็น”
       พิชชาลังเล เดินไปที่ประตูหน้า พาทินดึงแขนเธอเอาไว้ พาเธอไปนั่งที่เบาะหลัง จิราพัชรจำนนกับความรั้นของพาทิน เขาขึ้นรถขับออกจากฟาร์ม
      
       จิราพัชรขับรถจอดที่ริมรั้ว พิชชาและพาทินเดินเข้าสตูดิโอ จิราพัชรตามเข้ามา
       “พรุ่งนี้เช้าผมจะพาคุณกลับไปที่บ้าน”
       พิชชานิ่งฟัง เดินขึ้นห้องพัก พาทินไม่ชอบใจ ไม่อยากไปพบพ่อแม่นัก จิราพัชรมอหน้าพาทิน
       “คืนนี้กูจะอยู่ที่นี่ มึงอย่าคิดเรื่องอะไรบ้าๆ ออกมาอีก”
       พาทินไม่โต้แย้งอะไร ยอมจำนน เขาเดินขึ้นห้องพักไป จิราพัชรมองทั้งคู่ เขานั่งลงที่เก้าอี้ท่าทางเหนื่อยอ่อนใจ คิดถึงเรื่องวันพรุ่งนี้
      
       เช้าวันต่อมา...พงศกร พจนินท์ และแพน นั่งรอที่ห้องรับแขก เสียงกริ่งหน้าบ้านดัง พงศกรและพจนินท์ตื่นตัว
       “เดี๋ยวหนูไปเปิดเองค่ะ”
       แพนลุกขึ้นไปที่ประตู พงศกรและพจนินท์ กระวนกระวายใจที่จะพบกับพาทินและพิชชา แพนหันมาบอก
       “พี่อรกับแม่มาค่ะ”
       แพนเดินกลับเข้ามา พร้อมกับอรอินทุ์และอัจฉรา พงศกรและพจนินท์ผิดคาดไม่คิดว่าจะเป็นทั้งคู่ พงศกรและพจนินท์ลุกขึ้นต้อนรับ อัจฉราก้าวเข้ามาท่าทางโมโห อรอินทุ์ฉุดแขนข้างหนึ่งเอาไว้
       “แม่คะ ใจเย็นๆ นะคะ”
       “ปล่อยน่า”
      
       พงศกรและพจนินท์วางตัวไม่ถูก รู้ว่าอัจฉรามาด้วยเรื่องอะไร อัจฉราเห็นทั้งคู่รู้สึกผิด อารมณ์เย็นลงนั่งลงที่เก้าอี้รับแขก ทุกคนนั่งตาม
      
      แพนยกน้ำเย็นมาให้ทุกคน เดินเลี่ยงขึ้นห้องไป พงศกรถอนใจ
      
       “ผมต้องขอโทษจริงๆ ครับ”
       อัจฉราถามเสียเข้ม
       “ลูกสาวหนีตามลูกชาย บ้านคุณมันยังไงกัน”
       อรอินทุ์พยายามเตือนแม่
       “แม่คะ”
       “เงียบไปเลยเราน่ะ”
       อรอินทุ์เห็นอัจฉรายังโมโห เลยไม่กล้าขวาง
       “พวกคุณเป็นผู้ใหญ่มีชาติตระกูล แต่ศีลธรรมหายไปไหนหมด ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง”
       พจนินท์พูดให้อัจฉราเย็นลง
       “ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ ฉันรู้ว่าเขาจะต้องกลับมาค่ะ ขอเวลาสักหน่อยนะคะ”
       “กลับมาแล้วไง คิดว่าฉันจะยอมรับเขาได้เหรอ”
       อรอินทุ์นั่งเศร้า
       “เรื่องต่ง เรื่องแต่งน่ะ ไม่ต้องแล้วนะ ยกเลิกไปเลย”
       อรอินทุ์ตกใจที่แม่ตัดสินใจยกเลิกงานแต่ง
       “แม่ใจเย็นสิคะ”
       อัจฉราหยุดฟัง
       “ถ้าขาดทิน หนูอยู่ไม่ได้นะ”
       “คืนสติซะทีสิ อร”
       อรอินทุ์มองอัจฉราด้วยแววตาที่แน่วแน่
       “แม่...แม่อยากให้หนูฆ่าตัวตายเหรอคะ”
       อัจฉราเห็นแววตาของลูกสาวรู้สึกหวั่นใจ เธอคงจะทำจริงๆแน่ ท่าทีของอัจฉราอ่อนลง
       “พูดอะไรออกมา ทำไมพูดแบบนี้”
       พงศกรเสียใจ
       “เป็นความผิดของพวกเราเองครับ”
       พจนินท์หน้าเครียด
       “ขอโทษด้วยนะคะ”
       ทุกคนทำให้อัจฉราไม่รู้จะจัดการเรื่องนี้ยังไงต่อ ประตูหน้าบ้านเปิดออก ทุกคนหันไปมอง จิราพัชรเดินนำเข้าบ้าน พิชชากับพาทินเดินตามเข้ามา พจนินท์ดีใจ
       “ทิน พิชชา”
       พาทินกับพิชชาไม่คาดคิดว่าจะมาพบทุกคนพร้อมหน้าแบบนี้ ทั้งคู่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาใคร อัจฉราเสียเข้มมาก
       “พาทิน”
       พาทินได้ยินอัจฉราเรียกชื่อ เขาจับมือพิชชาเอาไว้ อรอินทุ์เห็นแหวนที่พาทินเลือกไว้สำหรับงานแต่งของเธอที่นิ้วของพิชชา ทุกคนเองก็สังเกตเห็น พาทินรวมความกล้าเอ่ยปากบอกทุกคน
       “ผมขอโทษ”
       พิชชาได้แต่ก้มหน้า ไม่สามารถทำอะไรดีไปกว่านี้
       “เราสองคน...ขออนุญาตแต่งงานกันนะครับ”
       ทุกคนได้แต่อึ้งตะลึงงัน อรอินทุ์เสียใจมาก น้ำตาไหล
       “ทินคะ”
       จิราพัชรมองพิชชา อยากรู้ว่าเธอจะมีคำตอบสำหรับเรื่องนี้ยังไง พิชชาสบตาเขาไม่รู้จะแสดงความรู้สึกอะไร พาทินเองก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำไปคือทางออกของเรื่องนี้จริงๆ หรือเปล่า
      
       พจนินท์นั่งที่เตียง พงศกรยืนอยู่ข้างๆ ทั้งคู่ปรึกษาหาทางออกให้กับเรื่องนี้
       “คุณคะ ฉันจะไปอเมริกากับพิชชา”
       “มันไม่ใช่ทางออกนะแม่ แม่เองก็ยังป่วยอย