กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15
      
       เพื่อนหญิงของจิราพัชรเดินชมห้อง จิราพัชรหันไปมองพิชชาที่ยืนมองอยู่ด้านบน สายตาของเขามีแววเยาะเย้ย พิชชาค้อมหัวทัก แต่จิราพัชรกลับมีท่าทีเย็นชาใส่เธอ
      
       พิชชาเดินลงบันได สวนกับเพื่อนหญิงของเขา เธอค้อมหัวทักทาย
       “สวัสดีค่ะ”
       พิชชาเดินเข้าไปหาจิราพัชร ค้อมหัวทักเขาอีกครั้ง
       “พัชรคะ”
       จิราพัชรยังคงท่าทีเย็นชาใส่
       “พัชร เหรอ เรียกซะสนิทเลยนะ”
       พิชชาเผลอตัวตามความเคยชิน
       “ขอโทษค่ะ คุณพัชร”
       “ตั้งแต่นี้ไป เธอไม่ต้องมาทำอะไรที่ห้องของฉันแล้ว ฉันเองก็จะไม่ยุ่งเรื่องอะไรของเธออีก”
       พิชชาไม่แสดงท่าทีอะไร แต่ในใจลึกๆ ของเธอรู้สึกเจ็บ
       “ขอโทษจริงๆ ค่ะ”
       “ขอโทษ” จิราพัชรทำท่าไม่ยี่หระ “คนอย่างฉันไม่เคยรับคำขอโทษของใคร เพราะงั้น อย่ามาอยู่ในสายตาฉัน”
       พิชชายิ่งเจ็บมากขึ้นกับคำพูดแดกดันของเขา เพื่อนหญิงของจิราพัชรส่งเสียงเรียก พิชชาตัดบท
       “งั้น ดิฉันต้องขอตัวนะคะ”
       พิชชาเดินจากไป จิราพัชรมองตาม สายตายังคงเย็นชา เขาทรุดตัวนั่งที่เก้าอี้อย่างหมดอาลัย เมื่อพิชชาพ้นสายตา
      
       พาทินนั่งรอที่ปลายโถงขอโรพยาบาล อัจฉราเดินออกจากห้องพักฟื้น พาทินเห็นเป็นโอกาส เดินไปที่ห้องพักฟื้นของอรอินทุ์
       อรอินทุ์นอนพักฟื้นในห้อง มีสายน้ำเกลือระโยง ข้อมือซ้ายมีผ้าพันแผล พาทินเปิดประตู เดินเข้าไปหาที่เตียง อรอินทุ์เห็นหน้าเขารู้สึกดีใจ
       “อร เป็นไงบ้าง”
       อรอินทุ์ไม่แน่ใจว่าเขามาเพราะห่วงหรือมาเพราะต้องแสดงรับผิดชอบ
       “คุณเป็นห่วงฉันเหรอคะ”
       พาทินไม่รู้จะตอบเธอด้วย ท่าทีแบบไหน
       “คุณคงเป็นห่วง ฉันเสียใจนะคะ ไม่ได้ตั้งใจจะให้คุณกังวลเลย ฉันทำอะไรไม่เข้าท่าสินะ”
       พาทินถอนใจ
       “ทำแบบนี้ทำไม”
       อรอินทุ์ดึงแขนเสื้อปิดแผลที่ข้อมือ พาทินก้มหน้ายอมรับว่ามีส่วนผิดในเรื่องนี้
       “ผมขอโทษ”
       “ฉันขอโทษค่ะ”
       ทั้งคู่เอ่ยปากขอโทษซึ่งกันและกัน อรอินทุ์มองพาทิน
       “ฉันอยากไปหาดที่คุณเคยวาดรูปหน้าของฉัน”
       พาทินคิดถึงตอนนั้นที่ได้พบพิชชาอีกครั้ง อรอินทุ์มองแววตาของเขาก็รู้
       “ไม่ได้สินะ”
       พาทินลำบากใจ
       “ผมจะช่วยอะไรได้บ้างไหม”
       อรอินทุ์รู้ว่าพาทินยังกันเธอออกจากโลกของเขา กับพิชชาที่มีร่วมกัน
       “ช่วยอะไร น่ะเหรอคะ” อรอินทุ์สะอื้น “ฉันอาจจะใช้มือวาดภาพไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คุณ
       ช่วยได้ไหมคะ”
       “ผมขอโทษ”
       อรอินทุ์เศร้า หันหน้าหนีซ่อนน้ำตา
       “ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ ฉันไม่เป็นไรแล้ว คุณกลับไปเถอะค่ะ อย่ามาทุกข์อะไรกับฉันเลย ไม่ต้องมาสงสาร”
       พาทินมองอรอินทุ์ ผิดชอบตีกันอยู่ในใจของเขา
       “พรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยมอีก”
       พาทินลุกเดินจากมา
      
       พิชชากวาดพื้น ทำความสะอาดสตูดิโอชั้นล่าง พาทินขับรถมาจอด เธอละมือเห็นเขาเดินเข้ามาสีหน้าราบเรียบไม่มีอารมณ์ใด
       พาทินนั่งสูบบุหรี่ที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ พิชชานั่งข้างๆ
       “ไปเยี่ยมคุณอรมาเหรอคะ”
       พาทินพยักหน้ารับ
       “เธอปลอดภัยดี ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ”
       “อืม ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ”
       “ดีแล้วล่ะค่ะ แต่จิตใจเธอคงแย่นะคะ ถ้าใช้มือไม่ได้อีก”
       พาทินซึมเมื่อพิชชาพูดถึงมือของอรอินทุ์
       “พี่คะ พรุ่งนี้ที่เราว่าจะไปที่ฟาร์มกัน”
       พาทินลืมเรื่องฟาร์มไปสนิท
       “พี่ไม่ลืมหรอกนะ”
       พิชชามองพาทินก็รู้ว่าเขาลืมไปแล้ว
       “ยกเลิกมันไปก่อนนะคะ”
       พาทินรู้ว่าพิชชาตั้งใจ อยากไปที่ฟาร์ม พิชชาฝืนยิ้ม
       “พี่ผิดหวังเหรอ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถ้าต้องไปอย่างไม่สบายใจ ฉันเองก็ไม่อยากไปนะ”
       พิชชาลุกขึ้น
       “ฉันกลับก่อนนะคะพี่ ฉันทำมื้อเย็นไว้ให้แล้ว อยู่ข้างบนนะ”
       “พิชชา”
       พาทินเอื้อมมือรั้งพิชชาเอาไว้
       “เราสัญญากันไว้แล้ว พี่ไม่อยากผิดคำ พรุ่งนี้เราจะไปที่ฟาร์มกันเหมือนเดิมนะ”
       พิชชายืนฟัง
       “พรุ่งนี้พี่จะไปรับเธอ”
       พิชชารู้ว่าเขาต้องฝืนความรู้สึก เพราะคำสัญญาที่รับปากไว้
      
       เช้าวันต่อมา...พาทินขนของที่จะไปยังฟาร์มใส่รถ เขานั่งในรถสตาร์ทเครื่อง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขารับสาย
       “อรไปไหนนะครับ ครับๆ ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ”
       พาทินรีบขับรถออกไป
      
       พาทินเปิดประตูห้อง อัจฉราฟุบหน้าเสียใจอยู่ที่เตียง เห็นพาทินเข้ามา ลุกขึ้นเดินไปหา
       “ทิน น้องหายตัวไปแล้ว”
       พาทินตกใจ
       “คุณน้า”
       อัจฉราร้องไห้
       “ช่วยน้าคิดหน่อย น้องจะไปที่ไหนได้บ้าง”
       พาทินพยายามนึก ถึงตอนคุยกับอรอินทุ์ครั้งก่อน
      
       พิชชาถือกระเป๋าเสื้อผ้า ยืนที่รั้วกั้นของจุดชมวิวที่นัดกับเขาไว้ เธอมองหาเขาพลาง มองนาฬิกาพลาง เลยเวลานัดมานานแล้ว...พิชชาเดินไปเดินมาฆ่าเวลา แล้วนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม
      
       พาทินวิ่งไปตามจุดต่างๆ ของหาด ตามหา เห็นอรอินทุ์ที่ยังสวมชุดคนไข้ นั่งอยู่ที่หาดมุมที่ไกลผู้คน เขาจำได้ โล่งอกที่พบเธอ
      
       อรอินทุ์นั่งร้องไห้ เห็นพาทินเดินเข้ามาหาเธอแต่ไกล เธอลุกขึ้นเดินหนีเขาลงไปในทะเล พาทินมองอรอินทุ์เดินลึกลงไปเรื่อยๆ เขาฉุกคิดได้ว่า เธอพยายามฆ่าตัวตัวอีก เขาตกใจรีบวิ่งไปห้าม พาทินเข้าไปกอดดึงเธอขึ้นจากทะเล
       “ทำแบบนี้ทำไมอร”
       “ปล่อยฉันนะ ฉันอยากตาย ฉันอยากตาย”
       ทั้งคู่ดึงดัน ขัดขืนกันอยู่พักใหญ่
       “อรใจเย็นๆ ก่อนสิ”
       “ชีวิตฉันไม่มีคุณ ฉันขอตายดีกว่า”
       “ไม่เอาน่าอร”
       “รับปากฉันว่าจะไม่ทิ้งฉันไป อย่าทิ้งฉันไป”
       พาทินกอดอรอินทุ์ไว้ไม่ให้ดิ้นขัดขืน เขาพาเธอขึ้นจากทะเล
      
       พิชชานั่งมองบรรยากาศใกล้ค่ำ ความหวัง ความกระตือรือร้น หายไปหมด
      
       พาทินพาอรอินทุ์กลับมาที่โรงพยาบาล พยาบาลพยุงเธอไปนอนที่เตียงในห้องพักฟื้น พาทินนั่งข้างเตียง อรอินทุ์หลับไปเพราะฤทธิ์ยา พาทินมองอรอินทุ์ แต่คิดถึงพิชชาที่รอเขา พาทินน้ำตาไหล ที่ผิดสัญญากับเธอและทิ้งให้เธอรอความหวังเพียงลำพัง
       พิชชารู้ว่าพาทินคงไม่มาแล้ว แต่ก็ยังคงยืนรอ เพราะมันเป็นสิ่งที่เธอจะทำได้ในตอนนี้เท่านั้น
       ค่ำนั้น พาทินแอบออกมาโทรศัพท์หาพิชชา ไม่มีเสียงตอบรับจากเธอ เขาฝากข้อความไว้
       “พิชชา ตอนนี้เธออยู่ไหน พี่ขอโทษ”
       พาทินวางสายรู้สึกผิดและเสียใจที่ทำให้พิชชาผิดหวัง
       พาทินกลับเข้ามาในห้องพักฟื้น นั่งข้างเตียงเฝ้าอรอินทุ์ เขากังวลเรื่องพิชชา อรอินทุ์ค่อยๆ ลืมตาตื่น เห็นพาทินนั่งซึม
       “ทินคะ”
       พาทินรู้สึกตัว สลัดความคิดกลับมา หันไปมองอรอินทุ์ที่เรียกชื่อเขา
       “ฉันกลัวจัง ว่าลืมตาขึ้นมาแล้วจะไม่เห็นคุณอีก”
       พาทินฝืนยิ้มให้
       “นอนต่อเถอะอร คุณต้องพักผ่อนเยอะๆ นะ”
       อรอินทุ์มองพาทินพยายามจับความรู้สึกของเขา
       “ไม่ว่าคุณจะคิดอะไรอยู่ก็ตาม อย่าไปนะ อยู่ข้างๆ ฉันจะได้ไหม”
       พาทินนิ่งคิด เขามองอรอินทุ์ แต่ใจคิดถึงพิชชา เขาน้ำตาซึม
       “ผมจะอยู่ที่นี่ จะไม่ไปไหนโดยไม่มีคุณ”
      
       พิชชานั่งซึม มองข้อความที่เขาฝากไว้
       “พิชชา พี่คงไปหาเธอไม่ได้ พี่เสียใจจริงๆ เธอไม่ต้องรอพี่ ขอโทษนะ”
       พิชชาน้ำตาร่วง
      
       สายวันใหม่ พาทินขับรถมาจอดที่ริมรั้วสตูดิโอ พยุงอรอินทุ์ลงจากรถ เดินเข้าสตูดิโอ
       อรอินนั่งบนเตียง พาทินเอาผ้าห่มบางๆ คลุมเธอไว้
       “อร แน่ใจว่าจะเอาแบบนี้เหรอ”
       “ค่ะ”
       “ที่นี่มันไม่ค่อยสะดวก สำหรับคุณที่จะพักฟื้นนะ”
       “แต่มันสงบดี ฉันอยากอยู่ที่นี่ค่ะ”
       พาทินถอนใจ
       “ก็ได้จ้ะ ตามใจคุณ”
      
       พิชชานอนซมบนที่นอน รู้สึกไม่สบาย เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอรู้สึกตัวเอื้อมมือไปหยิบรับสาย
       “สวัสดีค่ะ พี่เหรอคะ”
      
       พิชชาอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว นั่งลงที่หน้ากระจกแต่งตัว มองใบหน้าของตัวเองที่ซีดเซียว ลูบ
       หน้าตัวเองที่ดูไม่ได้ เธอครุ่นคิดในใจ
       “คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วซินะ...”
      
       พาทินยืนรอที่ถนน พิชชาลงจากบันไดบ้าน ทั้งคู่ยิ้มให้กันและกัน พิชชาเดินไปหาเขาที่รถ
       “คุณอร...อยากเจอฉันเหรอ”
       “อืม”
       พาทินเปิดประตูรถให้ พิชชาเข้าไปนั่งอดสงสัยไม่ได้
      
       อรอินทุ์กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง พิชชานั่งอยู่ข้างเตียง
       “ฉันต้องขอโทษเธอด้วยนะพิชชา จริงๆนะ ไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้”
       พิชชายิ้มให้อรอินทุ์
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       “ชีวิตฉันอยู่โดยขาดเขาไม่ได้อีกแล้ว ฉันทนไม่ได้จริงๆ”
       “คุณอรวางใจเถอะค่ะ พี่น่ะ จะไม่จากคุณไปไหนอีก”
       อรอินทุ์มองพิชชา ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำกับพิชชามันถูกต้องไหม
      
       พิชชาเดินซึมลงมาจากชั้นบนมองพาทินที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ที่ประตูรั้วริมหาด...พาทินนั่งคิดเรื่อง เขา พิชชา และอรอินทุ์ ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป พิชชาเดินเข้ามาหา
       “พี่คะ ฉันจะกลับล่ะนะ”
       พิชชาบอกลา หันเดินกลับไป พาทินลุกขึ้นจากม้านั่ง เดินเข้าไปหาคว้าข้อมือเธอไว้ เขารู้สึกตัวค่อยๆ ปล่อยมือจากเธอ พิชชาหันมายิ้มให้
       “พี่คะ”
       พาทินมองรอยยิ้มของพิชชา เหมือนมีดกรีดใจเขา
       “พี่เสียใจ”
       พิชชายังคงยิ้มให้
       “พี่คะ อย่าพูดคำว่าเสียใจสิ”
       พาทินรู้ว่าลึกๆ ในใจของพิชชาฝืนความรู้สึกแค่ไหน
       “พี่ต้องดูแลคุณอรเขาดีๆนะ ให้เขามีความสุข ฉันจะได้พลอยมีความสุขไปด้วย”
       พิชชายื่นมือเกี่ยวก้อยสัญญา
       “สัญญากับฉันนะ”
       พาทินมองมือพิชชา ด้วยสายตาอาลัย
      
       “ถ้าพี่จับมือเธอตอนนี้ พี่คงปล่อยเธอไปอีกไม่ได้อีก”
      
       พิชชามองพาทินที่ดูเศร้าสร้อย เธอเอื้อมมือไปแตะที่บ่าของเขา ส่งยิ้มให้
      
       “พี่อย่าเศร้าไปเลย ฉันอภัยให้พี่เสมอนะ”
       พาทินมองพิชชาที่ยังยิ้มให้เขาตลอด ด้วยความปวดใจ
       “ลาก่อนนะคะพี่”
       พิชชายังคงรอคำตอบรับจากเขา พาทินหันหลังให้ เขายังหักใจเอ่ยลาไม่ได้
       “ลาก่อน”
       พิชชามองพาทินที่หันหลังให้ เข้าใจความรู้สึกของเขา เธอมองเขาอยู่อึดใจหนึ่งเหมือนจะจำเอาไว้
       ในใจ ก่อนที่จะเดินจากไป พาทินน้ำตาซึม พิชชาเดินสะอื้น ออกจากสตูดิโอ สิ่งที่อดกลั้นในใจเก็บเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป
      
       ค่ำนั้น...พิชชาไม่สบายมากขึ้น เป็นไข้ ไอหนักขึ้น
      
       เช้าวันรุ่งขึ้น...จิราพัชรและแพนเดินคุยเรื่องงานกันมา
       “เธอจัดการเรื่องนั้นได้เลย”
       “ค่ะ เออนี่พี่รู้หรือเปล่าว่าพี่อร เขาฆ่าตัวตาย”
       จิราพัชรหยุดเดินหันมามองแพน
       “อรฆ่าตัวตายเหรอ”
       “พี่ไม่รู้หรอกเหรอ”
       จิราพัชรคิดถึงสาเหตุที่ทำให้อรอินทุ์ตัดสินใจแบบนั้น แพนมองจิราพัชรที่ยังสนใจเรื่องพิชชาอยู่
       “ไม่รู้ว่า นี่พี่ทินกับพิชชายังจะคิดแต่งกันอยู่หรือเปล่า”
       แพนเดินต่อ ปล่อยให้จิราพัชรยืนคิดอยู่ลำพัง
      
       พิชชาหยิบผ้าขนหนูออกจากชั้น พับ เรียงใส่รถเข็น เธอทำงานไปไอไป หน้าตาซีดเซียวยังคงไม่
       หายไข้ พิชชารู้สึกตัวว่า มีบางอย่างผิดปกติกับร่างกาย แต่ยังฝืนทำงานต่อ เสียงโทรศัพท์ดัง พิชชารับสาย
       “สวัสดีค่ะ”
      
       จิราพัชรนั่งรออยู่ในห้อง พิชชาเคาะประตู
       “เชิญครับ”
       พิชชาเดินเข้ามาหาจิราพัชรที่โต๊ะรับแขก
       “มีอะไรให้รับใช้คะท่าน”
       จิราพัชรเสียงเย็นชา
       “มีสิ”
       “คะ”
       “ไปเอาเหล้ามาให้หน่อย”
       พิชชามองขวดเหล้าเปล่าหลายขวดที่ที่วางอยู่บนโต๊ะ จิราพัชรรู้ว่าเธอสังเกตเห็น
       “ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า ผมไม่มีวันฆ่าตัวตายหรอก”
       พิชชารู้ว่า จิราพัชรตั้งใจพูดกระทบใจเธอเรื่องของอรอินทุ์ จิราพัชรหยิบขวดที่ยังพอมีเหล้าเหลือกระดกดื่ม
       “อร เอ๋ย เธอมันอ่อนโลกไปหน่อย ทำแบบนั้นมันไม่ได้ประโยชน์สักนิดเลย”
       พิชชาเดินกลับออกไป ไม่อยากให้เขาตีวัวกระทบคราดเธอ
       “ฉันจะไม่ยอมทำแบบนั้นแน่ ไม่มีทาง”
       พิชชาหยุดฟังสิ่งที่จิราพัชรต้องการให้เธอทรมาน น้ำตาไหลเพราะความเสียใจ
       “ต้องขอให้เห็นคุณทั้งคู่ถูกลงโทษสาสมก่อน ถึงจะตายตาหลับ ดูซิว่าจะมีความสุขกันไปได้ถึงแค่ไหน”
       พิชชาเจ็บในใจกับคำพูดของเขาจนทนไม่ไหว หันกลับมาพูดเสียงเครือ
       “อย่าให้มันเป็นแบบนั้นเลยค่ะ ถ้าเราสองคนมีความสุข แล้วคุณต้องตายน่ะเหรอคะ ฉันจะเศร้ามากถ้ามันต้องเป็นแบบนั้น คุณไม่ต้องยกโทษให้เรา ไม่ต้องยกโทษให้ฉัน”
       จิราพัชรผ่อนท่าทีของเขาลง เมื่อเห็นพิชชาแสดงท่าทีนั้นออกมา พิชชาสงบอารมณ์ลง
       “ดิฉันขอตัวก่อนนะคะท่าน”
       พิชชาค้อมหัวให้เขา เดินออกมาอย่างเศร้าซึม จิราพัชรทรุดตัวลงนั่ง พิชชาเดินออกมาไม่กี่ก้าว รู้สึกหน้ามืด เดินเซไปมาก่อนที่จะล้มลงไปบนพื้น จิราพัชรเหม่อคิด หางตาเห็นร่างพิชชาล้มลง เขาลุกขึ้นวิ่งเข้าไปหาเขย่าร่างเธอเบาๆ
       “พิชชา พิชชา”
       พิชชายังคงนอนนิ่ง ไม่ตอบสนอง เขาตกใจรีบอุ้มร่างของเธอขี้นรีบพาออกจากห้อง
      
       หมอบอกให้พยาบาลเตรียมห้องตรวจ จิราพัชรถามอย่าร้อนใจ
       “เธอเป็นอะไรเหรอครับหมอ”
       “ต้องตรวจละเอียดก่อน ถึงจะบอกได้ รู้สึกว่าเพิ่งฟื้นไข้ บวกกับอาจจะมีอาการอ่อนเพลีย ก็เลยหน้ามืดเป็นลมไป”
       “แค่อ่อนเพลียคงไม่ถึงกับต้องล้มไปแบบนี้มั้งครับ”
       “อย่างที่ผมบอกแล้วไงครับ พรุ่งนี้ต้องตรวจละเอียดเพิ่มเติม”
       หมอหันไปหยิบแฟ้มจากพยาบาลส่งให้จิราพัชรดู เขามองเอกสารรายการตรวจร่างกายของพิชชาที่มีหลายรายการ
       “ทำไมมันถึงเยอะแบบนี้ล่ะ”
       “คุณหรือผมที่เป็นหมอ”
       จิราพัชรเจอลูกนี้ของหมอเข้าไป ได้แต่ยอม
       “ผมต้องดูคนไข้คนอื่นอีกนะครับ”
       หมอกับพยาบาลเดินไปตรวจคนไข้คนอื่นต่อ
       “เดี๋ยวสิหมอ”
       หมอเดินไปไกล จิราพัชรกังวลเพราะไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนจากหมอ เขาคิดลังเลอยู่พักหนึ่ง ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ โทรหาพาทิน
      
       พาทินเปลี่ยนผ้าพันแผลให้อรอินทุ์
       “เจ็บไหม”
       อรอินทุ์ส่ายหน้า มองพาทินด้วยความสุข เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พาทินเห็นว่าเป็นเบอร์จิราพัชร เขารับสาย
       “พัชร มีอะไรเหรอ”
       “พิชชา หน้ามืดเป็นลม”
       พาทินรู้สึกตกใจ แต่ยังคงนิ่งฟัง
       “กูพามาโรงพยาบาล ตอนนี้ยังหลับอยู่”
       พาทินสีหน้าเครียด อรอินทุ์เห็นสีหน้าขอเขา
       “มีอะไรเหรอคะทิน”
       พาทินถือโทรศัพท์ค้าง ไม่ตอบทั้งจิราพัชรและอรอินทุ์
       “เฮ้ย ไอ้ทิมมึงฟังอยู่หรือเปล่า มึงจะมาไหม ห่าเอ๊ย”
       จิราพัชรไม่ได้ยินเสียงตอบของพาทิน เขาวางสายอารมณ์เสีย พาทินมองอรอินทุ์ วางสายสีหน้าไม่ดีนัก ท่าทางกังวล อรอินทุ์เห็นอาการของเขาก็รู้ว่าเรื่องเกี่ยวข้องกับพิชชาแน่ๆ เธอรู้สึกไม่พอใจนิดๆ
       “ทินคะ”
       พาทินหลุดจากภวังค์ มองอรอินทุ์ ผ้าพันแผลที่ยังเปลี่ยนไม่เสร็จ เขากลับมาทำต่อมือทำแต่ใจพะวงถึงพิชชา
       “มีคุณอยู่ใกล้ๆ ฉันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยจริงๆ ค่ะ อย่าเพิ่งไปไหนเลยนะคะ”
       พาทินมองอรอินทุ์หนักอึ้งในอก ฝืนใจตอบ
      
       “จ้ะ”
      
       จิราพัชรเดินเข้ามาในห้อง พิชชายังคงหลับอยู่บนเตียง เขามองเธอด้วยความรู้สึกรักไม่เปลี่ยน เขานั่งลงข้างๆ เตียงยกมือจะลูบใบหน้าขอเธอด้วยความใส่ใจ แต่เขาหยุดมือไว้
      
       “คุณเป็นอะไรของคุณ”
       จิราพัชรน้ำตาไหล เพราะสงสารพิชชา
       “ผมจะดูแลคุณเอง”
      
       พาทินนั่งสูบบุหรี่ คิดถึงคำพูดของจิราพัชรที่บอกเรื่องพิชชา อรอินทุ์นั่งที่บันได พาทินอดใจไม่ได้ เขาตัดสินใจจะไปหาพิชชาที่โรงพยาบาล เดินไปที่รถ
       “ทินคะ”
       พาทินหยุดฝีเท้าเมื่ออรอินทุ์ร้องทัก
       “ขับรถดีๆ นะคะ ฉันรอคุณ ไม่ว่าคุณจะกลับมาเมื่อไหร่”
       พาทินเดินออกจากสตูดิโอ อรอินทุ์มองตามเขาสายตาปวดร้าว
      
       เย็นนั้น พาทินเดินเข้ามาที่จุดชมวิว มองม้านั่งตัวที่พิชชามักจะนั่งรอเป็นประจำ เขานึกถึงวันที่ผิดนัดกับเธอ...พาทินเสียใจเมื่อนึกสาเหตุที่ทำให้เธอป่วยเพราะเขาผิดสัญญา
      
       สายวันต่อมา...จิราพัชรขับรถพาพิชชากลับโรงแรม พิชชายังดูไม่ดีขึ้นมากนัก เธอนั่งคิดเรื่องพาทิน จิราพัชรเห็นก็เดาออก เขาจอดรถข้างทาง
       “มีเรื่องอะไรอย่างงั้นเหรอ คุณกับไอ้ทินมีเรื่องอะไรกัน”
       พิชชาไม่ตอบ
       “มันไม่มาดูคุณ เพราะต้องดูแลอร อย่างนั้นใช่ไหม”
       พิชชายังคงไม่ตอบอะไร
       “มันกับคุณเลิกกันงั้นเหรอ คุณถึงป่วยไม่สบายใช่ไหม”
       พิชชาอึดอัดใจที่จิราพัชรพยายามไล่เบี้ยเธอเรื่องพาทิน
       “ฉันลงตรงนี้ก็ได้ค่ะ”
       พิชชาปลดเข้มขัดนิรภัยออก จิราพัชรจับมือไว้
       “บอกผมมาก่อน”
       พิชชาพยักหน้ารับ จิราพัชรโมโหที่สิ่งที่คิดมันเป็นจริง
       “คุณโง่มากเลย คุณทิ้งผมไปเพื่อเจอเรื่องแบบนี้นะเหรอ”
       พิชชานิ่งยอมรับ เธอเปิดประตูจะลงจากรถ จิราพัชรลงเดินตามรั้งเธอไว้
       “คุณรู้ไหม ผมรู้สึกอะไรอยู่”
       พิชชาไม่มีกะจิตกะใจจะรู้สึกอะไรทั้งสิ้น
       “ผมเสียใจที่คุณทิ้งผมไป...แต่ผมจะเสียใจยิ่งกว่า ถ้าคุณต้องมาเสียใจ ปวดใจแบบนี้”
       พิชชามองเขาซึ้งใจกับความรู้สึกที่ดีที่เขายังมีให้เธอ
      
       สุนทรีถูพื้นห้องทำความสะอาด พิชชาเดินเข้ามาในบ้าน ยืนมองสงสารทั้งแม่และตัวเอง สุนทรีหันมาเห็นพิชชายืนมองเธออยู่
       “วันนี้มาแต่เช้าเลย แม่ยังไม่ได้ทำกับข้าวเลย”
       สุนทรีวางมือ ลุกขึ้นจะลงไปทำกับข้าว พิชชาเดินไปกอดหลังแม่ สุนทรีแปลกใจกับท่าทีของลูกสาว เธอยิ้มออกมา
       “ไอ้ทำแบบนี้ มีเรื่องอะไรมาอ้อนแม่อีกเนี่ย”
       พิชชาส่ายหน้า
       “มาหนูทำเองค่ะแม่”
       “ช่างมันเถอะจะเสร็จอยู่แล้ว”
       พิชชาไม่ฟังคำทานสุนทรี ยังถูพื้นต่อ สุนทรีมองพิชชา รู้สึกถึงความไม่สบายใจของเธอ
       “มีเรื่องอีกแล้วใช่ไหมเรา”
       พิชชาหยุดมือ
       “พี่เขา จะแต่งงานแล้ว”
       สุนทรีชัก
       “มันยังไงกัน”
       พิชชาเศร้าลง
       “พี่กับคู่หมั้นของเขา กำลังจะแต่งงานกัน”
       พิชชาฝืนยิ้มให้สุนทรี ทั้งที่เศร้าในใจ
       “แต่แม่ไม่ต้องห่วงหนูนะ”
       พิชชาหันไปถูพื้นต่อ สุนทรีรู้ว่าพิชชาต้องเสียใจ ถึงพิชชาจะเอ่ยปากบอกมาอย่างนั้น เธอเองก็ช่วยหาทางออกให้ไม่ได้ สุนทรีดึงพิชชาเข้ามากอด ลูบหัวปลอบโยนเธอ พิชชาร้องไห้เงียบๆ
      
       พจนินท์นอนคิดอยู่ที่เตียง แพนเปิดประตูห้อง เดินไปหาพจนินท์
       “แม่คะ หนูไปทำงานนะคะ”
       “อืม ไปเถอะ”
       พจนินท์พูดกับแพนทั้งที่ยังหันหลังให้ แพนมองแม่รู้สึกน้อยใจ ที่แม่เย็นชากับเธอเหลือเกิน
       “แม่คะ แม่เกลียดหนูเหรอคะ เพราะหนูไม่ชอบพิชชาใช่ไหม แต่...อย่างน้อยแม่ก็ควรหันมามองหนูบ้าง”
       พจนินท์รู้สึกตัวว่า ทำตัวเหินห่างแพนอีกแล้ว เธอลุกขึ้นจากเตียง
       “แพน มานี่ลูก”
       พจนินท์อ้าแขนรับ แพนรู้สึกลังเล
       “มาสิ”
       แพนค่อยๆ เดินเข้าไปหาแม่ที่เตียง พจนินท์จับมือแพนนั่งลงข้างๆลูบมือลูกสาวเบาๆ
       “แพน แม่เสียใจ”
       พจนินท์มองตาแพนรู้สึกเสียใจ ที่ละเลยเธอ
       “เสียใจจริงๆ ที่ทำกับลูกไม่ดี”
       “แม่คะ แม่ลงโทษตัวเอง มานานเกินไปแล้ว ตั้งแต่หนูกับพิชชาแลกตัวกัน ถึงตอนนี้จะมีเรื่องพี่เข้ามาอีก แม่ก็ต้องตั้งสตินะคะ”
       พจนินท์ลอบถอนใจ แพนเห็นแม่ยังคงกังวลเรื่องของทั้งสองคนนั้นอยู่
       “แม่คะ ทั้งคู่คงไม่ได้แต่งกันอย่างพวกเขาหวังไว้แล้วค่ะ แม่เลิกกังวลเถอะ”
       “ทินกับพิชชาทำไมกัน”
       “แม่คะ พอเถอะ”
       “สองคนเลิกกันเหรอ”
       พจนินท์กลับไปกังวลเรื่องพิชชาอีก
       “พิชชาล่ะเป็นไงบ้าง”
       พจนินท์ทุกข์ร้อนใจ
       “แม่คะ ยิ่งทำแบบนี้ หนูยิ่งเหมือนเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นมานะคะ”
       แพนสงสารแม่ รู้สึกไม่ดีว่ายิ่งทำให้พจนินท์ทุกข์มากขึ้น
      
       พจนินท์นั่งรอที่ม้าหิน พิชชาขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาจากทำงาน พจนินท์ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ เธอลุกขึ้นเดินไปที่ถนน พิชชาเห็นพจนินท์ เธอจอดมอเตอร์ไซค์ เดินไปหา
ตอนที่ 16
      
       พิชชาขับมอเตอร์ไซค์พาพจนินท์ซ้อนท้ายไปที่ชายหาด พจนินท์รู้สึกตื่นเต้นเพราะซ้อนท้ายรถที่พิชชาขับเป็นครั้งแรก ทั้งคู่หัวเราะ ยิ้มมีความสุขในช่วงสั้นๆ ที่ไม่ต้องคิดอะไรในหัว
      
       ครู่ต่อมา พจนินท์กับพิชชา นั่งคุยกันที่ใต้ร่มสนริมหาด พจนินท์กุมมือพิชชาไว้
       “ถ้ารู้ล่วงหน้า เรื่องมันจะลงเอยแบบนี้ แม่ก็จะไม่ขวางลูกทั้งสองคนเลย”
       พิชชาเห็นใจพจนินท์ ที่ต้องมาทุกข์ร้อนเรื่องของเธออีกครั้ง
       “แม่น่าจะทำไม่รู้ไม่เห็นไปซะ แล้วปล่อยให้มันเป็นไป”
       “ไม่นะคะ เป็นเพราะหนูเองที่ไม่รับฟังแม่เอง เราสองคนไม่ไตร่ตรองให้มันดี ขอโทษที่ทำให้แม่ต้องลำบากใจค่ะ”
       พจนินท์มองพิชชาคิดตรงข้าม
       “แม่เองไม่ได้นึกถึง ว่าลูกต้องปวดร้าวแค่ไหน”
       พิชชายิ้ม
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
       “แม่อดคิดไม่ได้ ว่าต้องมาทำให้ลูกต้องเจ็บปวดซ้ำสอง”
       “แม่คะ ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ สบายใจได้นะคะ เราไม่ได้เลิกกันเพราะพ่อกับแม่หรอกค่ะ”
       พจนินท์น้ำตาไหล ลูบหัวพิชชา ดึงเธอเข้ามากอด โยนตัวไปมาปลอบเหมือนตอนเป็นเด็ก
      
       ค่ำนั้น พาทินเก็บของ จัดระเบียบพื้นที่ทำงาน แยกเก็บอุปกรณ์ พู่กัน แคนวาส ขาตั้ง แป้นปั้น ทั้งของเขาและดนัยให้เป็นหมวดหมู่ พาทินขยับแป้นดินเหนียวที่เขาปั้นรูปพิชชา เข้าด้านในสุด รูปถ่ายที่เป็นแบบหล่นลงมา เขาหยิบมันขึ้นมาดูคิดถึงพิชชา เขาเปิดผ้าคลุมออก รูปปั้นพิชชายังคงค้างคาอยู่อย่างนั้นมาหลายอาทิตย์ พงศกรเดินเปิดประตูรั้วเข้ามา พาทินปิดผ้าคลุมนั้นไว้อย่างเดิม
       “พ่อ”
       พงศกรนั่งรับลมที่เก้าอี้ พาทินวางแก้วกาแฟที่ชงมาให้ พงศกรยกแก้วขึ้นจิบ
       “สบายดีเหรอ”
       “ครับ”
       “ได้ยินว่าอรเขาย้ายเข้ามาอยู่ด้วยเหรอ”
       “ครับ วันนี้เธอค้างที่โรงพยาบาล พรุ่งนี้หมอนัดตรวจแต่เช้า”
       พงศกรถอนใจ
       “พ่อดีใจ ที่ลูกเปลี่ยนใจได้”
       พาทินรู้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาตัดสินใจเลือกที่จะกลับมาหาอรอินทุ์
       “ต้องขอบใจพิชชาด้วยอีกคน คงทำใจกันลำบากสินะ”
       “ครับ”
       “ลูกอาจจะคิดไปเอง ว่ามันเป็นความรัก เพราะลูกทั้งสองคนมีความผูกพันเข้าใจกัน”
       พาทินฝืนความรู้สึก เออออไปกับพงศกร เพราะในใจลึกๆ มีเหตุผลมากมายที่จะโต้แย้งพ่อ
       “ครับ...มันอาจจะเป็นอย่างนั้น”
       “ตั้งแต่เล็กๆ มาแล้ว ลูกเป็นคนที่มีเหตุผล มีสติไตร่ตรอง รอบคอบ”
       พาทินไม่คิดว่าสิ่งที่พงศกรบอก คือเหตุผลจริงๆ ที่เขาเป็นในตอนนี้
       “พ่อกับแม่ จะขึ้นไปอยู่กรุงเทพ กันสักพัก เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งได้ พ่อเชื่ออย่างนั้นนะ”
       พงศกรลุกขึ้นเตรียมตัวจะกลับ พาทินลุกขึ้นเรียกไว้
       “พ่อครับ ผมขอถามอะไรได้ไหมครับ ถ้าพ่อเป็นผม เรื่องนี้พ่อจะทำยังไงครับ ผมพร้อมที่จะตัดขาดจากพ่อ เพื่อจะได้อยู่กับพิชชา เพราะผมรักเธอมาก ถ้าผมยังตัดใจไม่ได้ ผมจะต้องทำยังไง เพื่อให้ความเจ็บปวดนี้มันทุเลาลงได้บ้างมันทรมานใจมาก”
       พาทินระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น พงศกรได้แต่ฟังโดยไม่มีคำตอบอะไรให้เขา
      
       หลายวันต่อมา กิ่งเทียนยืนมองบอร์ดที่ร้านอาหาร เห็นโปสเตอร์การแสดงผลงานของพาทินปิดประกาศอยู่ พิชชาเดินมาหา
       “กิ่ง”
       กิ่งได้ยินพิชชาเรียก หันไปมอง รีบเบี่ยงตัวบังโปสเตอร์ไว้ไม่ให้พิชชาเห็น
       “หิวยัง ไปหาอะไรกินที่โรงอาหารกันไหม”
       “เออๆ เอาสิ”
       กิ่งเทียนรีบเดินนำออกไป พิชชาเห็นโปสเตอร์จากหางตา เธอเดินกลับมาดูรายละเอียดเห็นชื่อของพาทิน กิ่งเทียนหันมา พิชชายืนมองโปสเตอร์ กิ่งเทียนรีบเข้าไปดึงมือให้เดินตาม
       “กิ่ง ฉันเห็นแล้วล่ะ”
       กิ่งเทียนยิ้มแก้เก้อ
       “เหรอ”
       “ไปกันเถอะ”
       พิชชาทำทีเหมือนไม่รู้สึกอะไร เดินไปยังโรงอาหาร จิราพัชรนั่งอ่าหนังสือพิมพ์กินกาแฟดักรอพิชชาอยู่ เขาลุกขึ้นเมื่อเห็น
      
       จิราพัชรและพิชชานั่งอยู่ในสวน
       “คุณเป็นยังไงบ้าง ไม่มีอาการอะไรใช่ไหม”
       พิชชาไม่รู้จะวางตัวแบบไหน
       “ค่ะ”
       จิราพัชรยิ้มเมื่อเห็นเธอดูเกร็งๆ
       “ไม่กล้ามองผมเหรอ”
       พิชชาก็ยังไม่กล้าสบตาเขา เธอรู้สึกยังมีสิ่งที่ผิดค้างคาอยู่ในใจ จิราพัชรถอนใจ ไม่อยากพูดเรื่องที่จะทำให้พิชชาเสียใจ แต่เขาก็ต้องพูด
       “คุณคงเห็นแล้ว เขาจะมาจัดแสดงผลงานที่โรงแรมนี่ พาทินนี่มันใจหินจริงๆ”
       พิชชามองจิราพัชร เมื่อได้ยินชื่อพาทิน จิราพัชรยิ้มอย่างฝืนๆ
       “ได้ยินชื่อของเขา คุณถึงจะกล้ามองหน้าผมสินะ” จิราพัชรถอนใจ “แต่ยังไงผมก็เข้าใจ”
       พิชชารู้สึกตัวว่าทำให้เขาน้อยใจ เธอก้มหน้าหลบตา
       “ขอโทษค่ะ”
       จิราพัชรยิ้มให้ แม้พิชชาจะไม่เห็น
       “เลิกเอาแต่ขอโทษซะทีเถอะ...คุณอาจจะไม่สังเกต ที่พักนี้ผมไม่ค่อยได้อยู่ที่นี่ ผมขึ้นกรุงเทพฯบ่อย ที่บ้านอาจจะตัดหางผมจริงๆ คราวนี้”
       พิชชามองจิราพัชรที่ดูซึมลงจริงๆ
       “ทำไมล่ะคะ”
       จิราพัชามองตาพิชชา
       “เพราะผมบอกว่าจะแต่งงานกับคุณนะสิ”
       พิชชายุ่งยากใจเพราะเขาเอาแต่ใจตัวเองเหมือนเดิม จิราพัชรเห็นแววตาของพิชชาก็เดาออกว่ารู้สึกแบบไหน
       “ทั้งที่รู้ว่าเจ้าตัวอาจจะไม่เห็นด้วย และคงไม่พอใจที่ผมวิสาสะออกตัวไป แต่คุณจะแต่งงานกับผมได้ไหม”
       พิชชาไม่พูดหรือแสดงอารมณ์อะไร เธอลุกขึ้นเดินจากไปแทนคำตอบ จิราพัชรรู้สึกเสียใจ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าคำตอบอาจจะเป็นอย่างนี้
      
       พาณียืนมองพาทินที่เดินดูไปรอบๆ โถงสถานที่จัดแสดงผลงาน
       “ผมว่าขนาดห้องกำลังพอดีเลยครับ”
       “ดิฉันคิดว่า ห้องนี้มันเรียบๆ ไม่หวือหวา น่าจะเหมาะกับผลงานของคุณ”
       “ครับ ลงตัวดี”
       พาณีพาเขาเดินออกจากห้อง
       “ไม่ได้เจอคุณพักใหญ่เลยนะคะ”
       “ครับ ช่วงนี้ทั้งงานมหาลัย กับผลงานที่ทำก็กินเวลาผมไปเยอะ”
       “ได้เจอพิชชาบ้างหรือเปล่าคะ”
       พาทินสะดุดใจอารมณ์เปลี่ยน
       “อืม ไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่แล้วล่ะครับ”
       “จะแวะไปหาเธอหน่อยไหมคะ ดิฉันจะพาไปที่แผนก”
       พาทินไม่อยากพบพิชชากลัวทำใจไม่ได้
       “วันนี้คงไม่มีเวลาพอหรอกครับ”
       พาณีเห็นสีหน้าพาทิน ก็รู้ว่าเขาคงไม่สะดวกใจ
       “เอ่อ เหรอคะ เสียดายจังคุณน่าจะได้เจอเธอบ้าง ขอโทษนะคะถ้ามันจะก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของคุณ”
       “ไม่เป็นไรหรอกครับ”
       “ฉันอยากเห็นความรักของคุณกับพิชชา ผ่านอุปสรรคไปได้ตลอดรอดฝั่งกว่านี้ ฉันเอาใจช่วยมาตลอด”
       พาทินซึมลง พาณีรู้สึกว่าตัวเองยุ่งเรื่องของเขามากเกินไป เปลี่ยนหัวข้อคุย
       “คุณจะขนผลงานมาเมื่อไหร่คะ”
       “คงตั้งแต่พรุ่งนี้ไปน่ะครับ”
       “งั้นฉันจะแจ้ง แผนกดูแลสถานที่ให้ประสานงานให้นะคะ”
       “ขอบคุณครับ”
       “งั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมก็แจ้งมาที่ดิฉันได้เลย”
       “ครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ ที่ยังมีคนเข้าใจ”
      
       พาณีรู้ว่าประโยคสุดท้ายที่พาทินพูดเป็นเรื่องเขากับพิชชา เธอค้อมหัวให้เขาก่อนจะเดินออกมา พาทินยืนคิดเรื่องที่พาณีพูด
      
       พาทินจอดรถที่ตลาดเขาลงจากรถ พูดโทรศัพท์กับอรอินทุ์อยู่
      
       “ผมดูแล้ว เหมาะดี”
       “คุณพอใจแล้วเหรอ”
       “อืม ลงตัวที่สุดแล้วล่ะ ผมอยู่ที่ตลาดหัวหินนะ แวะซื้อของหน่อยไม่นาหรอก”
       พาทินวางสายเดินซื้อของในตลาด เขาแวะดูผลไม้อยู่สอง สามแผง ได้ของเสร็จเดินต่อ...พิชชากำลังนั่งเลือกผักจากแผง กำลังต่อรองอยู่ พาทินหยุดมองเมื่อเห็นเธอ เขาไม่แน่ใจว่าจะเข้าไปทักดีไหม พิชชาจ่ายเงิน รับของเดินไปต่อ รู้สึกว่ามีคนมองอยู่ เธอหันไปเห็นเขา พาทินไม่ได้เตรียมตัวเผชิญหน้ากับพิชชา เขาวางสีหน้าไม่ถูก พิชชาเองเช่นเดียวกัน ได้แต่ยืนมอง
      
       พิชชากับพาทินนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งในมุมสงบของร้านกาแฟ ของที่ซื้อติดจากตลาดวางอยู่ข้างตัวของ ทั้งคู่ดูขัดเขินที่จะพูดคุยกันเหมือนปกติ
       “เธอสบายดีไหม”
       “ฉันสบายดีค่ะพี่”
       “ได้ยินว่าเธอ ป่วย ไม่เป็นไรมากใช่ไหม”
       พิชชายิ้มให้
       “แค่เป็นไข้หวัดนิดหน่อยค่ะ”
       “นิดหน่อยเหรอ”
       พิชชารู้ว่าเขาห่วงเธอ แต่ไม่อยากให้เขาพะวงมากนัก
       “ค่ะ หายตั้งนานแล้ว”
       พาทินพยักหน้ารับ วางใจกับคำยืนยันจากพิชชา
       “พี่คะ กาแฟมันจะเย็นหมดแล้ว ดื่มหน่อยสิคะ”
       พาทินรู้สึกเก้อ เมื่อเธอทัก เขายกขึ้นจิบ
       “ที่เธอไม่สบาย เพราะวันนั้นเธออยู่คอยพี่หรือเปล่า”
       พิชชารีบปฏิเสธกลัวเขาจะไม่สบายใจ
       “ไม่ ไม่ใช่หรอกค่ะ พี่ไม่ต้องห่วง ที่จริงวันนั้นฉันไม่ได้ไปตามนัดเหมือนกัน”
       พาทินรู้ว่าเธอโกหกเพื่อให้เขาสบายใจ
       “พอเห็นสิ่งที่คุณอรทำลงไป ทำให้ฉันคิดได้ว่าเห็นแก่ตัวไปหน่อย ก็เลยตัดสินใจไม่ไปตามนัด ฉันหนีไปกับพี่ไม่ได้ ฉันทำไม่ลง”
       พาทินฟังเหตุผลของพิชชา ทำให้รู้ว่า เขาเห็นแก่ตัวมากกว่าใคร พิชชานิ่งคิดเพื่อหาเหตุผลที่ดีให้ เขาและตัวเองตัดใจจากกัน
       “ฉันคิดว่ามันเป็นความรัก” เธอฝืนยิ้มเหมือนเข้าใจ “แต่มันคงไม่ใช่ เพราะเราอาจจะจากกันไปนาน เราเลยคิดว่ามันเป็นความรัก คงจะเป็นเพราะแบบนี้มั้ง”
       พาทินฟังเหตุผลของเธอ เขารู้ว่ามันฟังไม่ขึ้นสำหรับเขา
       “งั้นเหรอ หวังว่าเธอคงพูดถูก พี่ก็อยากให้มันเป็นแบบนั้น”
       พาทินไม่พูดอะไรต่อ พิชชาก็รู้ว่าเหตุผลที่เอามาอ้างก็เพื่อหลอกตัวเอง เสียงโทรศัพท์ของพิชชาดัง เธอหยิบมันออกจากกระเป๋ามองดูหมายเลข
       “คุณพัชรโทรมา”
       พาทินมองพิชชาไม่คิดว่าจิราพัชรยังคงติดต่อเธออยู่
       “พัชร เขาดีกับฉันมาก เข้าใจและก็ยอมรับฉัน” พิชชาฝืนใจพูด “เขาขอแต่งงานกับฉันด้วย”
       พาทินได้ยินเรื่องจากปากพิชชา เขาใจหาย
       “พิชชา”
       “ฉันไม่ได้สร้างเรื่องขึ้นมาทำให้พี่เสียใจนะ ไม่ใช่จริงๆ ฉันอยากมีความสุข คราวนี้ต้องไปได้ตลอดแน่นอน”
       พาทินเศร้า เสียใจ ไม่มีเหตุผลอะไรมาแย้งการตัดสินใจของพิชชาได้ เขาคงต้องยอมรับ พิชชาเห็นเขาเสียใจ กลัวว่าตัวเองจะเก็บอาการไม่อยู่
       “พี่อยากจะบอกอะไรตั้งเยอะ แต่พูดไม่ออก”
       พาทินก้มหน้าซ่อนน้ำตาไว้ พิชชาตาแดง รีบบอกลาก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมา
       “ฉันต้องไปแล้วนะคะพี่”
       พิชชาลุกขึ้นจากโต๊ะหยิบของเดินออกจากร้านไป พาทินนั่งซึมที่โต๊ะลำพัง
      
       อรอินทุ์รวบรวมงานแสดงของพาทิน เตรียมส่งไปที่ยังที่จัดงาน อรอินทุ์เห็นรูปพิชชาที่โผล่ออกมาจากแป้นงานปั้นด้านใน เธอหยิบรูปมาดู เปิดผ้าคลุมหุ่นปั้นดู จำได้ว่าเป็นงานปั้นที่ค้างไว้ของเขา เธอมองภาพของพิชชา เทียบดูกับหุ่นปั้น แม้จะยังไม่เสร็จ เธอก็ดูออกว่ารูปปั้นนั้นคือพิชชา อรอินทุ์รู้สึกไม่พอใจที่พาทินยังไม่ยอมตัดใจจากพิชชา
      
       อรอินทุ์นั่งเหม่อคิด มื้อเย็นที่เตรียมไว้ดูจะเย็นหมดแล้ว พาทินเดินขึ้นบันไดมา เธอรู้สึกตัวหันไปมองเขา
       “คุณกลับช้าจังเลย ไหนบอกว่าแค่แป๊บเดียวไงคะ”
       พาทินรู้สึกเหมือนโดนจับผิดได้ เขาไม่พูดแก้ตัวอะไร เห็นกระเป๋าใส่เสื้อผ้าของอรอินทุ์วางอยู่ข้างเก้าอี้
       “ตอนแรกฉันคิดว่าจะขอแค่อยู่จนอาการดีขึ้นแล้วกลับไปคอนโด แต่ที่นี่มันสงบจนฉันรู้สึกชอบขึ้นมา เพราะไหนๆ หมดเทอมนี้ เราก็จะไปอเมริกากันแล้ว ก็เลยจะขออยู่ต่อไปจนถึงตอนนั้นเลยนะคะ”
       พาทินอึดอัดใจ อึกอัก ไม่กล้ารับคำ หาเหตุบ่ายเบี่ยง
       “เวลากลางคืน ที่นี่มันค่อนข้างเปลี่ยว อีกอย่างต้องบอกพี่ดนัยก่อน”
       “ก่อนหน้านี้ พิชชายังมาอยู่ได้เลย”
       อรอินทุ์อ้างชื่อพิชชา ทำให้พาทินปฏิเสธไม่ได้อีก
       “ฉันก็อยากมาอยู่บ้าง”
       อรอินทุ์เก็บความสงสัยเรื่องนี้ไม่อยู่ เอ่ยปากถามพาทิน
       “พักนี้คุณได้เจอพิชชาหรือเปล่า ตอนเธอไม่สบายคุณก็ไม่ได้ไปเยี่ยม”
       พาทินคิด ไม่อยากโกหก เก็บเรื่องนี้ให้คาใจทั้งตัวเองและอรอินทุ์
       “วันนี้ผมได้เจอเธอที่ตลาด”
       อรอินทุ์ผิดคาด คิดว่าพาทินจะเลี่ยงเปลี่ยนเรื่อง
       “อย่างงั้นเหรอคะ ฉันนึกอยู่แล้วล่ะค่ะ ที่คุณอยากไปจัดแสดงผลงานที่โรงแรมนั้น ฉันก็ปล่อยเพราะอยากรู้ว่า สิ่งที่ฉันยึดเอาไว้ในมือมันเป็นความว่างเปล่าหรือว่าคุณมีใจให้ฉันอยู่ไหม...แต่คุณก็ยังไปเจอเธอ”
       พาทินไม่คิดว่าการที่พูดความจริงออกไป จะยิ่งทำให้อรอินทุ์น้อยใจและเสียใจ
       “คุณไม่ต้องห่วงหรอกอร ผมเลือกที่จะมากับคุณ ไม่ได้เลือกเขา”
       อรอินทุ์มองพาทินก็รู้ว่า เป็นทางเลือกที่เขาไม่ได้ต้องการ พาทินไม่กล้าสบตา
       “ผมขอตัวไปอาบน้ำก่อน”
       พาทินเดินเข้าห้อง อรอินทุ์มองตาม น้ำตาไหล หยิบรูปพิชชาที่วางไว้บนโต๊ะฉีกมันทิ้งไป
      
       หลายวันต่อมา จิราพัชรนั่งดูเอกสารต่างๆ ที่โต๊ะ เห็นบัตรเชิญงานแสดงของพาทิน...จิราพัชรเดินเข้ามาที่โถงจัดงาน พนักงานกำลังติดผลงานแสดงอีกไม่กี่ชิ้นก็จะเสร็จ จิราพัชรเดินดู ภาพวาดบนผนัง ไปทีละภาพๆ เห็นรายละเอียดต่างๆ ที่พาทินซ่อนไว้ในภาพล้วนเกี่ยวข้องกับพิชชา จิราพัชรเดินดูผลงานปั้น ผลงานส่วนใหญ่ เหมือนจะไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่เขาก็รู้ว่ารูปปั้นทั้งหมดนั่นคือตัวแทนของพิชชาในใจพาทิน จิราพัชรมองรูปปั้นที่ดวงตาเสร็จสมบูรณ์ ดวงตาที่เห็นเหมือนมีชีวิต เป็นดวงตาของพิชชาที่เขาคุ้นเคย...พาทินเข้ามาตรวจดูความเรียบร้อยของงาน เขาเห็นจิราพัชรจ้องมองรูปปั้นพิชชา
       “พัชร”
       จิราพัชรหันไปตามเสียงเรียก
      
       จิราพัชรกับพาทินนั่งที่สวน กลุ่มพนักงานแม่บ้าน ราวสองสามคนเดินผ่านทั้งคู่ พาทินมองกลุ่มแม่บ้านนั้น หวังจะเห็นพิชชาอยู่ในกลุ่ม จิราพัชรเห็นพาทินมอง ก็เข้าใจ
       “เย็นนี้กูคง ไม่อยู่ร่วมงานแสดงของมึงนะ”
       “มึงไม่อยากเห็นหน้ากูสินะ”
       จิราพัชรมองหน้าพาทิน
       “เออ ไม่อยากเห็น”
       “บางทีมึงก็พูดตรงเกินไป ไม่ถนอมน้ำใจใคร”
       “กูเป็นคนอย่างนี้แหละ ไปล่ะ”
       จิราพัชรเดินปลีกตัวไป พาทินหันไปถามเรื่องคาใจ
       “พัชร”
       จิราพัชรหยุดหันกลับมา
       “มึงกลับมาคบกับพิชชา จริงหรือเปล่า”
       “ใครบอกล่ะ”
       “พิชชาบอกกูเอง ว่ากลับมาคบกับมึง อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องของกูหรอกนะ แค่อยากรู้ ว่ามึงรักเธอจริงๆ หรือเปล่า”
       จิราพัชรเองก็สงสัยว่าพิชชาทำเพื่ออะไร
       “พิชชาบอกมึงเองเลยเหรอ” เขายิ้ม “ก็ตามนั้นล่ะ”
       “อย่าทำให้เขาเสียใจนะ”
       ”ไว้เจอกัน”
       จิราพัชรเดินจากไป พาทินรู้สึกว่ายังไม่ได้คำตอบที่อยากรู้
       “เฮ้ย พัชรบอกกูมาก่อน พัชร”
       จิราพัชรไม่สนใจเดินไปไกลแล้ว
      
       จิราพัชรเดินเข้ามาในห้อง ทุบโต๊ะระบายอารมณ์ เขาโกรธที่พิชชาเอาชื่อเขา ไปเป็นข้ออ้างกับพาทิน ทั้งที่เธอไม่ได้ตกลงคบกับเขาจริงๆ
      
       ในห้องแสดงงาน มีคนมาร่วมงานทั้งแขกที่เชิญมา นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร แขกที่พักในโรงแรม พาทินอธิบายผลงานให้ แขกที่สนใจ อรอินทุ์ยืนข้างๆ อัจฉราเดินเข้ามาในงาน อรอินทุ์ดีใจ
      
       “แม่คะ ดีใจจังเลย”
       พาทินไม่คิดว่าอัจฉราจะยอมมางานนี้ รู้สึกทำตัวไม่ถูก อัจฉรามึนตึงใส่ พาทินยกมือไหว้ อัจฉรารับไหว้อย่างเสียไม่ได้ หันไปหาลูกสาว
       “นี่แก แกล้งแม่เหรอ”
       อรอินทุ์ชักสีหน้าไม่ถูก เมื่ออัจฉราไม่เก็บอารมณ์
       “โลกนี้มีผู้ชายคนเดียวหรือไง”
       “เรื่องนั้นวางเอาไว้ก่อนนะคะ แค่แม่ยอมมาหนูก็ดีใจแล้ว”
       พาทินรู้สึกเหนื่อยที่ต้องมารับอารมณ์ของอัจฉรา
      
       พิชชาเก็บของ งานส่วนรับผิดชอบ เตรียมตัวเลิกงาน ดนัยแต่งตัวดูเป็นทางการมาก ในมือถือช่อดอกไม้ เดินเข้ามาในห้อง พิชชาไม่เคยเห็นดนัยในแบบนี้มาก่อน เธอยิ้มให้เขา วางมือจากงานที่ทำอยู่ ยกมือไหว้
       “สวัสดีค่ะท่าน”
       ดนัยหัวเราะ รู้ว่าพิชชากำลังแซวเขา
       “ท่าน เทิ่นอะไรกัน”
       พิชชามองดนัยไปทั่วตัว จุ๊ปาก
       “ดูดีเหมือนกันนะคะ นึกว่าศิลปินจะเก่งแต่วิจารณ์คน แต่งตัวก็เก่งเหมือนกันนะ”
       ดนัยขยับแขนเสื้อ ดึงปกคอ อวดตัว
       “คนเราอย่าดูแต่ภายใน จิตใจดีอย่างเดียวมันไม่พอต้องแต่งตัวดีด้วย”
       พิชชาหัวเราะที่ดนัยใช้คำย้อนให้คิด เธอมองดนัยอย่างรู้ทันว่าเขามาที่นี่ทำไม ยื่นมือไปรับช่อดอกไม้ที่เขาถืออยู่ ดนัยชักมือที่ถือดอกไม้กลับ พิชชาทำหน้าผิดหวัง
       “ไม่ได้เอามาให้ฉันเหรอคะ งั้นพี่เอามาให้ใคร”
       ดนัยเขิน ไม่กล้าพูดออกมา
       “วันนี้มีงานแสดงของเจ้าทินมัน เลยแวะมาดูๆ”
       พิชชาสลดลงเมื่อได้ยินชื่อของพาทิน พาณีเดินเข้ามาในห้อง เห็นดนัยก็ยิ้มให้
       “สบายดีนะ”
       ดนัยปากทักพิชชาแต่ตากวาดไปมองพาณี พิชชากับพาณีตอบพร้อมกัน
       “ค่ะ”
       พาณีหัวเราะเขิน ดนัยเองก็เช่นกัน
       “พี่อ่ะ นิสัยไม่ดี ทักฉันแต่ตามองแต่พี่ณี เลยนึกว่าถามฉันน่ะสิ”
       “ขอโทษๆ พี่ทักทั้งคู่นั่นแหละ ตอบพร้อมกันไม่ต้องถามซ้ำ”
       ดนัยยื่นดอกไม้ให้ พาณีแปลกใจ แต่ก็รับมา พิชชามองแบบรู้ทัน
       “แหมไม่ชอบ หน้าเธอตอนทำแบบนี้เลย เหมือนขโมยถูกตำรวจจับได้”
       พิชชาหัวเราะ เพราะจริงๆ อยากแกล้ง ดนัยหันไปหาพาณีที่กำลังชื่นชมช่อดอกไม้
       “สวยไหม ชอบไหม”
       พาณีพยักหน้ารับ ดนัยดึงช่อดอกไม้นั้นกลับมา
       “เอาล่ะชื่นชมพอแล้ว ผมเอามันมางานไอ้ทิน ไปนะเดี๋ยวค่อยเจอกัน”
       ดนัยเดินถือช่อดอกไม้เดินออกไปจากห้อง พาณีกับพิชชาหน้าเหวอ
       “คนอะไร ไม่โรแมนติคเอาซะเลย”
       พิชชาหัวเราะ
       “พี่เขาคงเขินน่ะค่ะ”
       “จะมาขงเขินอะไรกัน อายุตั้งเท่านี้แล้ว”
       เสียงโทรศัพท์สั่น พิชชามองดูข้อความที่ฝากมา
      
       พิชชาเดินเข้ามาในห้องจิราพัชร เห็นเขานั่งอยู่ที่โต๊ะรับแขก พิชชาเดินไปหา จิราพัชรโยนชุดที่เตรียมไว้ให้ลงบนพื้น
       “ไปเปลี่ยนชุด”
       พิชชางงที่เขาสั่ง ปรับอารมณ์ไม่ถูก เธอหยิบชุดนั้นขึ้นจากพื้น
       “คุณใส่ชุดนั้นเข้างานไอ้ทินไม่ได้หรอก”
       พิชชายังงงๆ
       “เรื่องอะไรเหรอคะ”
       “คุณไม่เข้าใจได้ยังไง ก็ตอนนี้เราคบกันอยู่นี่ ไปแสดงตัวด้วยกัน ให้เขาเห็นกันไปเลย”
       พิชชาเข้าใจสิ่งที่เขาพูด
       “พัชรคะ”
       “อยากให้ไอ้ทินมันคลายกังวล เลยต้องใช้ผมขึ้นมาอ้าง แล้วความรู้สึกของผมล่ะ ไม่มีความหมายสำหรับคุณเลยใช่ไหม”
       พิชชาอึ้งไป
       “พัชรคะ”
       “ไปสิ ไปเปลี่ยนชุด แล้วไม่ต้องถือว่าผมเป็นคนที่มีความหมายอะไรทั้งนั้น”
       พิชชาเสียใจที่จิราพัชรตีความหมายทุกอย่างไปมุมกลับ
      
       เย็นนั้น พาทินเดินทักทายแขกผู้ใหญ่ แนะนำผลงาน จิราพัชรพาพิชชาเดินเข้ามาในงาน พาทินหันไปเห็น จิราพัชรโอบไหล่พิชชาเดินเข้าไปทัก
       “เฮ้ยทิน ตอนแรกว่าจะไม่อยากมางานแสดงของมึงเท่าไหร่ แต่พิชชาเขาอยากมาดู ก็เลยต้องตามใจเขา แวะมาดูซะหน่อย”
       พาทินมองพิชชา เหมือนจะถามว่าจริงเหรอ พิชชาวางหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์อะไร พาทินฝืนยิ้มแห้งๆ ทำทีดีใจ
       “ดีใจที่มากันได้นะ เออ จะดื่มอะไรไหม”
       “เฮ้ยดีเหรอ เดี๋ยวกูเมาแล้ว มึงไม่ชอบใจแน่”
       พาทินรู้ว่าจิราพัชรแขวะเขา จิราพัชรหันไปหาพิชชาถามเธอ
       “ผมดื่มได้ไหม”
       พิชชามองว่าอารมณ์ของทั้งสองคนกำลังขึ้น เธอหาทางให้มันเย็นลง
       “ตามใจสิคะ”
       “เขาอนุญาตแล้วว่ะ”
       จิราพัชรกำลังเดินออกไป เขานึกขึ้นได้หันมาทำท่าจะหอมแก้มพิชชา เธอตกใจเล็กๆ ไม่คิดว่าเขาจะแสดงออกแบบนั้น เธอเบี่ยงหลบ จิราพัชรเห็นปฎิกริยาของพิชชา เขายิ้มให้
       “โทษที ต่อหน้าคนอื่นคุณคงเขินสินะ”
       จิราพัชรเดินออกไป พิชชาไม่อยากให้พาทินเห็น กลัวเขาเจ็บปวด พาทินหน้าเครียด ไม่พอใจท่าทีของจิราพัชรที่ทำกับพิชชาต่อหน้าเขา
       “พิชชา พี่ขอคุยด้วยหน่อย”
       พาทินเดินนำออกไป พิชชาเดินตามออกจากห้องแสดงงาน จิราพัชรยืนมองทั้งคู่ที่เดินออกไป
      
       พาทินพาพิชชาออกมาคุย
       “วันนี้พัชรเขาทำตัวแปลกๆ นะคะ”
       พาทินมองพิชชาหาความจริง
       “พิชชา เธอกลับไปคบกับพัชรจริงๆ ใช่ไหม”
       พิชชาไม่กล้าพูดความจริง แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ
       “ใช่ไหม”
       พิชชาเลือกที่จะตอบรับ
       “ใช่ค่ะพี่”
       พาทินเห็นสีหน้าของพิชชา ก็รู้ว่าที่เธอตอบออกมามันไม่จริง
       “พิชชา”
       “พาทิน”
       พาทินและพิชชาหันไปตามเสียงเรียก อัจฉราและอรอินทุ์ยืนมองอยู่ อัจฉราเดินเข้าไปหาทั้งคู่ ท่าทางโกรธมาก
       “เธอสองคนนี่มัน...”
       พิชชายกมือไหว้
       “สวัสดีค่ะ”
       อัจฉราจ้องหน้า
       “เธอกล้ามากนะ”
       “พิชชา เธอหลบไปก่อน”
       พิชชาทำท่าจะเดินออกไป
       “ยังไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น” อัจฉราหันไปหาพาทิน “เธอเองก็ไม่ต้องออกตัวมาปกป้องเขา”
       อรอินทุ์ยืนมองทำอะไรไม่ได้
       “แม่ตัวดี เธอกล้ามากที่โผล่มางานนี้ ลูกสาวฉันเกือบตายไปครั้งนึงแล้ว เพราะเธอรู้ไหม”
       พาทินไม่สบายใจ
       “คุณน้าครับ”
       “แม่คะ”
       อรอินทุ์พยายามดึงให้อัจฉราเย็นลง
       “ลูกสาวฉันเป็นถึงขนาดนั้น ก็ยังกล้าโผล่มาอีก ไร้ยางอายจริงๆ”
       พาทินไม่ชอบใจนักที่อัจฉราต่อว่าพิชชาด้วยคำพูดแรงๆ
       “คุณน้าพอเถอะครับ”
       อรอินทุ์และอัจฉราหยุดกึก เมื่อพาทินแสดงความไม่พอใจออกมา
       “อย่ามาทำขึ้นเสียงกับฉัน จะเข้าข้างเขาเหรอ”
       พิชชาเห็นว่าเรื่องทั้งหมดจะบานปลาย กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เธอรีบออกตัว
       “ขอโทษด้วยนะคะ ฉันเป็นคนผิดเองทั้งหมด ขอโทษจริงๆค่ะ”
       จิราพัชรเดินเข้ามาจับมือพิชชา
       “กลับกันเถอะ”
       จิราพัชรจูงมือพิชชาเดินจากไป ทุกคนงงทำอะไรไม่ถูก พาทินรู้สึกตัวเดินตามไป
       “พิชชา”
       อรอินทุ์ดึงรั้งพาทินไว้
       “ดูสิไร้มารยาทจริงๆ”
       พาทินหงุดหงิดหันมามองอัจฉรา
       “หยุดซะทีเถอะครับ”
       อัจฉราหยุดปากไม่พูดต่อ พาทินสงบอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตัวเองลง
       “ขอโทษนะครับ”
      
       พาทินเดินออกไป ทิ้งให้อรอินทุ์และอัจฉรายืนตะลึง
      
       จิราพัชรจูงพิชชาเดินออกมา เขาหยุดฝีเท้าลง ปล่อยมือ พิชชานิ่งมองรู้สึกขอบคุณที่เขาพาออกมาจากสถานการณ์ที่เธอรับมือไม่ไหว
      
       “ขอบคุณมากนะคะ คุณไม่จำเป็นต้องเข้ามาช่วยฉันก็ได้ค่ะ”
       “เรื่องทั้งหมดนี้คือผลที่คุณกับไอ้ทินต้องได้รับ” จิราพัชรแค่นหัวเราะ “ผมไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งนั้น”
       พิชชารู้ว่าจิราพัชรยังคงโกรธเธออยู่
       “ค่ะ จะดีมาก ถ้าเขาไม่สงสัยว่าเราเล่นละครกัน”
       “คุณนี่มัน...”
       จิราพัชรมองพิชชารู้ว่าเธอเจ็บปวด และกำลังทรมานตัวเองอยู่
       “ขอบคุณมากค่ะ ชุดนี้ฉันจะส่งคืนให้คุณทีหลังนะคะ”
       พิชชาค้อมหัวให้เดินจากไป จิราพัชรไม่คิดว่าพิชชาจะใจแข็งขนาดนี้ มองเธอที่เดินใจสลายจากไป
      
       ใกล้ค่ำ พาทินนั่งสงบอารมณ์ที่ม้าหิน รู้ตัวว่ายังตัดใจจากพิชชาไม่ได้
       พิชชาเดินซึมกลับหอพัก ในหัวคิดเรื่องพาทิน เธอหน้ามืด หยุดเดินค่อยๆ ย่อตัวลง รู้สึกมีของเหลวไหลออกทางจมูกเป็นเลือดกำเดา เธอใช้มือปิดมันเอาไว้รีบเงยหน้าไม่ให้มันไหลออกมามากกว่านี้
      
       ​พิชชามาหาหมอที่โรพยาบาล หมอดูเอกสารผลตรวจร่างกายของเธอ พิชชานั่งตรงข้ามรอฟังหมอสรุป
       “คุณเคยมีอาการแบบนี้ แล้วก็ตรวจไปครั้งนึงแล้วใช่ไหม”
       “ค่ะ”
       “ผมอยากเจอคุณอยู่พอดีเลย”
       “ทำไมเหรอคะ”
       “ทางโรงพยาบาลใช้เวลาพอสมควรที่จะตรวจอย่างละเอียด ตอนแรกที่คิดว่า คุณเป็นโรคโลหิตจาง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่”
       “แล้วดิฉันเป็นอะไรเหรอคะ”
       หมอรู้สึกลำบากใจที่จะบอกข่าวร้ายกับคนไข้
       “คือ คุณน่าจะเป็นลูคิเมียครับ”
       พิชชาตกใจ พูดอะไรไม่ออก
       “ในครอบครัว มีใครที่เป็นโรคนี้ไหม”
       พิชชายังคงตกใจ ใช้เวลาพักใหญ่ที่รวมสติกลับมา
       “เคยได้ยินว่าพ่อที่ตายไปแล้ว เคยเป็นโรคนี้ค่ะ” เธอหยุดนึก “มันเป็นมะเร็งอย่างหนึ่งเหรอคะ”
      
       พิชชาออกจากห้องตรวจ จิตใจไม่อยู่กับตัวเอง ในหัวได้ยินแต่เสียงของหมอที่สรุปผลตรวจ
       “หมอแน่ใจแล้วเหรอคะ”
       “อยากให้คุณตรวจซ้ำอีกที ก่อนจะวินิจฉัยยืนยันโรค”
      
       ดึกคืนนั้น พิชชาเปิดประตู เข้าบ้าน สุนทรีนอนหลับอยู่รู้สึกตัวเห็นเป็นพิชชา เอ่ยปากทัก
       “ทำไม มาดึกนักล่ะ”
       พิชชาเดินไปนั่งลงข้างๆ สุนทรีเห็นเธอแต่งตัวไม่เหมือนทุกวัน
       “วันนี้แต่งตัวสวยเชียว ไปไหนมา”
       พิชชาได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก
       “กินข้าวมาหรือยัง”
       สุนทรีขยับตัวลุกจากที่นอน
       “แม่นอนเถอะ ไม่ต้องลุกหรอก หนูทานมาแล้วล่ะ”
       สุนทรีเหนื่อยจากการทำงาน แต่ก็ยังอยากพูดคุยเป็นเพื่อนพิชชา เธอจับมือลูกสาวลูบไปมาเบาๆ
       เหมือนทุกครั้ง สุนทรีค่อยๆหลับไป พิชชามองแม่น้ำตาไหล
       “แม่คะ”
       “หือ”
       สุนทรีตอบทั้งที่ยังหลับอยู่
       “พรุ่งนี้เราไปตลาดกันนะคะ”
       สุนทรีงัวเงีย หัวเราะเบาๆ
       “นึกยังไงขึ้นมาล่ะ”
       พิชชาไม่ตอบ
       “อือ ไปก็ไปสิ”
       สุนทรีเริ่มหลับลึก พิชชาน้ำตาไหล ฝืนตัวเองไม่ให้สะอื้นให้สุนทรีได้ยิน
      
       เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น...พิชชายืนรอที่มอเตอร์ไซค์ สุนทรีแต่งตัวดีกว่าทุกวัน ผมเผ้าหวีสางเรียบร้อย ลงจากบันไดบ้าน
       “ทำไมต้องลากแม่ไปด้วยล่ะ”
       “เมื่อคืนแม่รับปากแล้วนี่”
       “ก็ไม่เห็นต้องแต่งตัวให้มันดีนักหนานี่นา”
       ถึงปากจะบ่น แต่สุนทรีก็จับ ลูบผมให้อยู่ทรง
       “ออกไปเจอผู้คนก็ต้องดูดีหน่อยสิ”
       สุนทรีเดินมาที่รถ พิชชาหน้าซีดเซียว เธอยกมือแตะหน้าผากพิชชา
       “ไม่สบายหรือเปล่าเรา”
       พิชชายิ้มทำรื่นเริง เปลี่ยนเรื่อง
       “เอ๊ะ...ไม่ต้องหาข้ออ้างเลยแม่”
       พิชชาดันหลังสุนทรีไปที่มอเตอร์ไซค์
       “แม่ไม่ต้องเขินเลย เวลาสวย เราต้องไม่อาย”
       สุนทรียิ้มเขิน พิชชาสตาร์ทเครื่องรถ สุนทรีขึ้นซ้อน พิชชาขับพาแม่ไปตามถนน
      
       พิชชาขับมอเตอร์ไซค์มีสุนทรีซ้อนท้ายไปจ่ายกับข้าวที่ตลาด ท่ามกลางบรรยากาศสดใสและสดชื่น
       ยามเช้า สุนทรียิ้มร้องทักคนรู้จักไปตลอดทาง พิชชาเห็นแม่ดีใจก็พลอยมีความสุข
      
       อรอินทุ์นั่งเหม่อคิด มองทะเล พาทินเดินลงมาจากชั้นบน เดินเข้าไปหานั่งข้างๆเธอ
       “ฉันจะกลับกรุงเทพ คุณแม่ไม่สบายใจเรื่องนี้มาก อยากไปปลอบใจท่านเรื่องเมื่อวาน”
       พาทินพยักหน้าเข้าใจ
       “ได้จ้ะ ผมจะขับไปส่ง”
       อรอินทุ์โมโหที่พาทินเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย
       “คุณพูดได้แค่นี้เหรอ”
       พาทินนิ่งยอมรับ
       “ฉันเข้าใจแล้ว บอกฉันหน่อยว่าเมื่อไหร่ คุณจะลืมเธอไปจนไม่เหลือแม้เงาในใจ เมื่อไหร่คะ ที่มันจะเป็นแบบนั้น”
       พาทินบอกอรอินทุ์ไม่ได้ ว่าเขาไม่มีทางทำได้
       “ทินคะ อย่าเอาแต่นั่งเงียบสิ พูดอะไรบ้าง”
       พาทินคิดพักใหญ่
       “ที่เราอยู่ด้วยกัน แค่นี้มันไม่พอใช่ไหม...งั้นราย้ายไปอเมริกา หมดเทอมนี้ เราไปด้วยกันเลย ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีกเลย แบบนี้ล่ะพอไหม”
       อรอินทุ์รู้ดีว่าสิ่งที่ออกจากปากของพาทิน ไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง
       “คุณน่ะ ให้ใจเธอไปหมดแล้ว”
       พาทินฟังอรอินทุ์ ยอมรับว่ามันจริง
       “ผมเลือกคุณไปแล้ว”
       อรอินทุ์เจ็บช้ำใจ
       “ช่างมันเถอะค่ะ ถึงยังไงฉันก็ไม่ปล่อยคุณไปอีกแล้ว ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม”
       อรอินทุ์ลุกจากม้าหินเดินไปขึ้นรถที่รั้วนอกสตูดิโอ
      
       พิชชาขับมอเตอร์ไซค์ มาจอดที่ทางเข้า เธอเห็นรถของอรอินทุ์ และพาทินจอดอยู่ ลังเลที่จะเข้าไป อรอินทุ์เปิดประตูรั้วออกมา พิชชาเข็นรถหลบข้างทาง อรอินทุ์ขับรถออกมา พาทินวิ่งตามออกมาจากสตูดิโอ
       “อร”
       อรอินทุ์จอดรถ
       “เราจะไปอเมริกาเพื่อจะได้จบเรื่องนี้กัน”
       อรอินทุ์ไม่พูดอะไร พาทินเปิดประตูรถ
       “ผมจะไปส่งคุณเอง”
       อรอินทุ์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลงจากรถเดินไปด้านคนนั่ง พาทินขับรถออกไป พิชชายืนซึมเมื่อได้ยินพาทินพูดเรื่องจะกลับไปอเมริกา
      
       แพนถือกระเป๋าเดินทางลงมาจากห้อง พจนินท์กับพงศกรยืนรอที่โถงรับแขก
       “เพิ่งจะกลับมา ยังไม่ได้ทันพักเลย ต้องตะลอนไปอีกแล้ว”
       “ทำยังไงได้คะแม่ ก็มันเป็นงานนี่น่า”
       พจนินท์ลูบหัวแพนด้วยความห่วงใย แพนยิ้มให้แม่ ยกมือไหว้ พจนินท์รวบตัวแพนมากอด แพนแปลกใจที่แม่ทำแบบนี้กับเธอ น้ำตาซึม
       “ดูแลตัวเองนะลูก”
       “ค่ะ”
       “พ่อจะไปส่ง”
       พงศกรหยิบกระเป๋าถือเดินออกจากบ้าน แพนเดินตามพงศกร หันมามองพจนินท์
      
       “แม่ค่ะ”
ตอนที่ 17
      
       แพนเดินกลับเข้ามากอดแม่อีกครั้ง พจนินท์ยิ้มเพราะแพนทำเหมือนเด็กๆ ที่ไม่อยากจากบ้านไป...พงศกรขับรถพาแพนไปสนามบิน พิชชาขี่มอเตอร์ไซค์เลี้ยวเข้ามา คลาดกัน
      
       พจนินท์อยู่ที่ครัวรินน้ำใส่แก้ว พิชชานั่งอยู่โต๊ะรับแขก มองพจนินท์เหมือนอยากจะจำภาพแม่เอาไว้ พจนินท์หันมา เห็นพิชชามองเธออยู่ก็ยิ้มให้ พิชชายิ้มตอบ พจนินท์วางแก้วน้ำให้
       “พิชชา วันนี้หนูไม่ไปทำงานเหรอลูก”
       พจนินท์สังเกตเห็นหน้าพิชชาดูซีดเซียว
       “ไม่สบายหรือเปล่า”
       พจนินท์ยกมือแตะหน้าผากของพิชชา
       “ตัวอุ่นๆ อยู่นะ”
       พิชชายิ้ม
       “หนูไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพิ่งหายไข้”
       “งั้น ไปนอนพักที่ห้องแม่ก่อนนะ”
      
       พิชชานอนหลับสนิทอยู่บนเตียง พจนินท์เดินมาดู นั่งลงข้างเตียงมองเธอเหมือนยังเป็นเด็กน้อยอยู่
      
       เย็นนั้น สุนทรีเดินเข้ามาในบ้าน เห็นสำรับกับข้าวหลายอย่างวางไว้ พิชชานั่งรออยู่แล้ว สุนทรีเดินไปที่หน้าต่าง มองท้องฟ้า
       “แม่ทำอะไรน่ะ”
       “ฝนจะตกหรือเปล่าเนี่ย”
       พิชชาหัวเราะรู้ว่าสุนทรีพูดแหย่เธอ
       “แม่เองก็เหมือนกัน ชุดนี้ใส่ไม่ยอมถอดเลยนะ”
       สุนทรีมองดูตัวเอง
       “นานๆ ใส่ทีก็ไม่เลวนะ”
       สุนทรีนั่งลง มองลูกสาว พิชชาทำหน้านิ่งจ้องแม่กลับ ล้วงมือไปในกระเป๋าหยิบขวดเหล้าออกมาวาง สุนทรีแปลกใจ พิชชายักคิ้วให้
       “บอกมาดีๆ มีอะไรกันแน่ ทะแม่งๆ ตั้งแต่เช้ามาแล้ว”
       พิชชายิ้ม
       “แม่คิดมากไปได้ ไม่มีอะไรหรอก”
       พิชชาตักข้าวให้ สุนทรียังไม่วางใจกับท่าทีแปลกๆ ของลูกสาว พิชชาทำเหมือนไม่มีอะไร สุนทรีวางใจขึ้นทั้งคู่กินข้าวด้วยกัน....
       “แม่วันนี้หนูขอลองกินนี่ด้วยคนนะ”
       พิชชาชูขวดเหล้า สุนทรีแปลกใจ เพราะตั้งแต่เด็กพิชชาไม่ชอบคนกินเหล้า
       “นึกยังไงขึ้นมาล่ะ”
       “อยากลองชิมดู เห็นใครๆ เขาพูดกันว่ากินแล้วทำให้ลืมทุกข์ได้ จริงหรือเปล่า”
       สุนทรีส่ายหัว
       “มันไม่ทำให้ลืมอะไรได้จริงๆ หรอก ก็แค่หนีความจริงไปได้ชั่วคราวเท่านั้นล่ะ”
       พิชชารินเหล้าใส่แก้วให้สุนทรีและตัวเอง ทั้งคู่ยกขึ้นดื่ม สุนทรีดื่มไปอย่างปกติ พิชชามีสีหน้าทรมาน
       “เป็นไง”
       “แย่สุดๆ”
       พิชชาเช็ดปาก สีหน้าแย่ รินเหล้าเติมให้สุนทรี
       “แม่”
       “หือ”
       “พ่อของหนู...”
       สุนทรียกแก้วในมือค้าง อารมณ์เปลี่ยน วางแก้วเหล้าลง
       “มีอะไรเหรอ”
       “ตอนที่เขารู้ว่าเป็นมะเร็ง พ่ออยู่ได้นานไหม ก่อนที่จะตาย”
       “จู่ๆ ก็ถามขึ้นมา มีอะไร”
       พิชชารีบกลบเกลื่อน
       “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หนูแค่อยากรู้เท่านั้นเอง เพราะไม่เคยได้เห็นหน้าเขา พ่อตายก่อนที่หนูจะเกิดซะอีก”
       คำถามของพิชชาสะกิดให้ สุนทรีนึกถึงความหลังอันเจ็บปวด เธอหยิบแก้วที่วางไว้ยกขึ้นดื่มรวด
       เดียวจนหมด
       “แม่จำไม่ได้หรอก”
       “กี่เดือนคะแม่”
       “ก็นานพอดูแหละ แม่น่ะหมดเนื้อหมดตัวไปเลย”
       พิชชาเห็นอารมณ์ของสุนทรีที่พูดถึงพ่ออย่างไม่เต็มใจนัก
       “พ่อเป็นคนไม่ดีเหรอคะ”
       สุนทรีไม่อยากพูดถึงเขานัก
       “คำว่าไม่ดี สำหรับเขามันยังน้อยไป ทุกอย่างที่เลวๆ พ่อแกเอามาหมด ไอ้พงษ์น่ะ มันถอดแบบพ่อแกมาเปี๊ยบเลย ยังดีที่มันยังเห็นฉันเป็นแม่ เกรงใจฉันบ้าง”
       สุนทรีมองพิชชาที่น้ำตาซึม
       “อย่าไปคิดถึงคนพรรค์นั้นเลย ชีวิตสั้นเพราะรับกรรมที่ทำเอาไว้ พ่อแบบนั้นไม่มี ชีวิตจะมีความสุขกว่า”
       สุนทรีเทเหล้าลงในแก้ว ยกขึ้นดื่มอีก
       “พ่อเลยอายุสั้น เพราะต้องใช้กรรมเหรอ”
       สุนทรีมองดูพิชชามีท่าทีแปลกๆ เมื่อถามถึงเรื่องพ่อ พิชชาเห็นสายตาแม่สงสัย
       “แม่คะ แม่คิดถึงแพนไหม”
       สุนทรีถอนใจเมื่อได้ยินชื่อของแพน
       “แม่คงเสียใจที่เสียแพนไป หนูรู้ว่า แม่คิดถึงแพนตลอดมา หนูเสียใจที่ไม่ค่อยได้เป็นลูกสาวที่ดีของแม่”
       สุนทรีน้ำตาซึม
       “อะไรกัน ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ”
       “หนูน่าจะอยู่กับแม่ตั้งแต่เกิด จะได้ใช้เวลาด้วยกันมากกว่านี้”
       “ดูพูดเข้า แม่อีกคนได้ยินเข้า เขาจะเสียใจนะ”
       “ไม่หรอกค่ะ ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ คงจะดีมากๆ เลย กับแม่ทั้งสองคน”
       พิชชาพูดไม่ออกเมื่อความคิดวกกลับไปที่พาทิน
       “หนูเองก็จะไม่มีเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจ”
       สุนทรีรู้ว่าพิชชากำลังนึกถึงพาทิน
       “กำลังคิดถึงเขาอยู่เหรอลูก”
       พิชชาไม่อยากให้สุนทรีมาทุกข์กับเธอด้วย
       “เปล่าค่ะ”
       พิชชายกแก้วเหล้าที่ดื่มค้างเอาไว้ซดรวดเดียวหมด ทำหน้าเหยเกทั้งน้ำตา
       “ขมจัง”
       สุนทรีถอนใจอดขำกับหน้าตาของพิชชาไม่ได้ สุนทรีเติมเหล้าลงในแก้ว ยกขึ้นจิบร้องเพลง พิชชาฟังแล้วนึกถึงอดีตตอนกลับมาอยู่กับสุนทรี น้ำตาไหล
      
       พิชชาเดินเล่นรอบๆ บ้านคิดถึงเรื่องเวลาที่ตัวเองเหลืออยู่ เธอนั่งที่ม้าหินเหม่อคิดถึงพาทิน เธอรำพึงในใจ
       “พี่คะ ไม่มีสักนาทีที่ฉันอยู่ได้ โดยไม่คิดถึงพี่”
       พิชชาหยิบโทรศัพท์ออกมา อยากโทรหาพาทิน ลังเลอยู่พักใหญ่ เธอตัดใจไม่โทรหาเขาแล้วนั่งร้องไห้เงียบๆ ท่ามกลางความมืด
      
       สายวันต่อมา..บนโต๊ะ และข้างเตียงในห้องของจิราพัชรเต็มไปด้วย เศษของกินเล่นแกล้มเหล้ากับขวดเหล้าวางเกลื่อน เขางัวเงียตื่นขึ้น นั่งมึนงงจากอาการเมาค้างอยู่ครู่ใหญ่ ลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่ห้องน้ำ
      
       จิราพัชรเดินย้อนกลับมา เห็นชุดที่เขาให้พิชชาใส่ไปงาน แขวนอยู่ที่โถง เขาเดินเข้าไปดู เสื้อผ้าถูกซักรีดเรียบร้อย มีโน้ตติดไว้ เขาดึงออกมาดู พิชชาเขียนขอบคุณไว้ จิราพัชรนึกถึงพิชชาและคำพูดของเธอในตอนนั้น เขาหยิบชุดนั้นเหวี่ยงมันทิ้งด้วยความโมโห
      
       บ่ายวันนั้น พิชชาเดินเข็นรถของแผนกผ่านมาที่โถง จิราพัชรและมนตรี เดินผ่านโถงเพื่อไปห้องประชุม พิชชาค้อมหัวทัก จิราพัชรท่าทางเย็นชาใส่ ทำเหมือนมองไม่เห็น มนตรีสังเกตเห็นทั้งคู่มึนตึงใส่กัน พิชชาถอนใจที่เรื่องเป็นแบบนี้ แต่เธอก็ทำใจเดินหน้าทำงานต่อไป
      
       พาทินทำความสะอาด ปัด กวาด พื้นที่ทำงาน ดนัยลงมาจากชั้นบน พาทินหันไปถาม
       “เจอไหมพี่”
       ดนัยชูกระเป๋ากล้องอันเก่าที่เคยใช้ ให้พาทินแทนคำตอบ
       “อันนี้ใช้ตั้งแต่ตอนเป็นนักศึกษา ยังดูดีอยู่เลยว่ะ โคตรทน ของใหม่ๆ เดี๋ยวนี้ใช้สองสามที เดี๋ยวไอ้นั่นหลุด ไอ้นี่ขาด ไม่มีคุณภาพเลย”
       ดนัยใช้มือปัดฝุ่น และเศษผงที่ติดอยู่ออก
       “อรยังไม่กลับมาเหรอ”
       “ยังครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วผมเลยบอกเขาให้หมอที่กรุงเทพตรวจดูมือไปซะด้วยเลย”
       “เออ มีโอกาสเป็นปกติเหมือนเดิมไหม”
       “ก็หวังว่านะพี่ อยากให้มันเป็นอย่างนั้น”
       “อีกเรื่องนึง ได้ยินว่าแกจะกลับไปอเมริกาเหรอ”
       พาทินอารมณ์เปลี่ยนลง
       “ครับ”
       พาทินกังวลที่วันเวลาค่อยๆ นับถอยหลัง ต้องจากที่นี่และพิชชาไป ดนัยเห็นสีหน้าพาทิน ก็รู้ความสึกของเขา
       “ทำใจยากใช่ไหม”
       ดนัยตบไหล่พาทินเบาๆ
       “ปล่อยวางซะบ้าง”
      
       พาทินยิ้มรับ รู้ตัวว่ามันไม่ง่ายสำหรับเขาที่จะทำได้อย่างที่ดนัย
      
       พิชชาและกิ่งเทียน นั่งคุยกันช่วงพัก พิชชามองตัวเลขในสมุดบัญชีของตัวเอง พลางทอดถอนใจ กิ่งเทียนก็รู้ว่าเดือนนี้พิชชาคงไม่มีเงินพอใช้จ่าย
      
       “เห็นหน้าเธอ ฉันก็รู้เลย เดือนนี้ช้อตอีกแล้วสิ”
       พิชชาพยักหน้ารับ ถอนใจ
       “ทำไงได้ พนักงานตำแหน่งเรา เงินเดินน้อย แต่ค่าใช้จ่ายมันเพิ่มขึ้นทุกวันนี่น่า”
       พิชชาถอนใจ
       “ช่วงนี้ฉันจำเป็นต้องใช้เงินมากซะด้วย”
       “ฉันเองก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้ซะด้วย เงินเดือนเราก็พอๆ กัน”
       พิชชายิ้ม
       “ฉันไม่ได้จะกวนเธอหรอกกิ่ง”
       กิ่งเทียนหาว
       “อีกหลายชั่วโมงนะกว่าจะเลิกงาน เธอนั่งทำอะไรดึกๆ ทุกคืน”
       “ฉันเช่าหนังชุดมาดู มันติดพันก็เลย ดึกไปหน่อย แต่อีกสองสามแผ่นก็จบแล้วล่ะ”
       “เรื่องอะไรบ้าง”
       “ก็หลายเรื่องนะ เพลงรักในลมหนาว ความลับในคิมหันต์ บทเพลงวันใบไม้ผลิ”
       พิชชาหัวเราะ
       “สนุกเหรอ ชื่อฟังดูน้ำเน่าจัง”
       “ไม่รู้ล่ะ แต่ฉันอินมากเลย น้ำตาไหลทุกตอน”
       “อะไรจะขนาดนั้น”
       “คนสร้างมันใจร้ายมากเลย มันไม่สนใจคนดูเลย”
       “ทำไม”
       “ก็ทุกเรื่อง ไม่นางเอกก็พระเอกตายตอนจบ ไม่เคยสมหวังเลย”
       พิชชาฟังเรื่องกิ่งเทียนที่พูดถึงละคร ก็เอามาเปรียบเทียบกับตัวเอง อารมณ์ที่เพลิดเพลินกับการคุย
       หายไปอย่างทันที
       “ตายจากกันไปเหรอ”
       กิ่งเทียนไม่ทันสังเกตว่าพิชชามีสีหน้าเศร้าลง
       “แต่เจ้าของร้านเช่าวีดีโอ น่ารักดี”
       พิชชาไม่ได้ยินเสียงของกิ่งเทียนที่คุยเรื่องอื่นต่ออีก
      
       เย็นนั้น พิชชามาพบหมอที่โรงพยาบาล หมอดูเอกสาร พิชชนั่งตรงข้ามรอฟังผล
       “กรณีของคุณ ต้องผ่าตัดครับ”
       พิชชาตกใจ
       “ผ่าตัดเหรอคะ”
       “เป็นทางเดียวที่ทำได้ในตอนนี้นะครับ”
       พิชชาฟังหมอสรุป เธอรู้สึกตื้อไปหมด มองไม่เห็นทางออก
       “จากนี้ไป ต้องระวัง อย่าให้ร่างกายเกิดอาการฟกช้ำ เวลาแปรงฟันก็เบามือหน่อยนะครับ ระวังเลือดออก แล้วถ้ามีการเจ็บปวดต้องมาหาหมอทันที”
       “ค่ะ” เธอครุ่นคิดเรื่องค่ารักษา “แล้ว...ค่าใช้จ่ายในการรักษา มันเท่าไหร่กันคะ”
       “ก็หลายแสนอยู่เหมือนกันครับ”
       พิชชาฟังจำนวนเงินแล้วอึ้ง
       “หลายแสนเหรอคะ”
      
       เช้าวันต่อมา พิชชาเปลี่ยนชุดเข้าทำงาน มองขวดยาที่หมอจ่ายมาเมื่อวาน หยิบมันออกมาดู หนักใจเมื่อคิดถึงเงินที่จะหามารักษาตัว พาณีเดินเข้ามองหา เห็นเธอยืนเก็บของเข้าตู้ล๊อคเกอร์
       “พิชชา”
       พิชชาหันไปตามเสียงเรียก
       “คะพี่”
       “นี่ เธอถูกไล่ออกนะ”
       พิชชาตกใจอยู่ครู่หนึ่ง งงคิดไม่ออกว่าทำไม
       “ถูกไล่ออกเหรอคะ”
       “ฉันเห็นหนังสือแจ้งมาที่แผนก”
       “ทำไมเหรอคะ”
       “ฉันก็ไม่รู้นะ แต่เห็นคุณจิราพัชรเป็นคนเซ็นต์คำสั่งนี้เอง”
       พิชชาได้ยินชื่อของจิราพัชร เธอพอเข้าใจเหตุผลนั้น พิชชาเดินออกจากแผนกไปหาเขาที่ห้อง
      
       พิชชาเปิดประตูห้องเข้ามาโดยไม่เคาะเหมือนทุกครั้ง จิราพัชรยืนที่ระเบียง เหมือนรู้ว่าเธอต้องเข้ามาหาเขา พิชชายืนมองเขา อยากขอคำอธิบาย จิราพัชรหันมองเดินเข้ามาหายิ้มเยาะ
       “แหมนึกว่าใคร คุณแม่บ้านช้อยนั่นเอง”
       พิชชาจ้องหน้าเขา
       “พัชรคะ”
       “เรียกแค่ชื่อเฉยๆ เหรอ”
       “คุณพัชรคะ คุณจะไล่ฉันออกแบบนี้ไม่ได้นะคะ”
       “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ คุณทำอะไรตามใจตัวเองได้ แล้วถึงทีผมจะทำไม่ได้เหรอ ผมก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่ดีใจเหรอ ที่ต่อไปเราจะได้ไม่ต้องเจอหน้ากันอีก”
       “คุณพัชรคะ”
       จิราพัชรจับมือดึงเธอเข้ามาชิดตัว
       “มองผมให้ดี ผมไม่ใช่ของเล่นของคุณ ผมเสียเวลากับคุณมาตั้งนาน ก็เลยรู้ว่าความรักที่ผมมีมันใช้ไม่ได้สำหรับคุณ มาคิดๆ ดูแล้ว สิ่งผมมีแล้วน่าจะใช้ได้กับคุณก็คงเป็นเงินนั่นล่ะ คุณมีราคาเท่าไหร่ ตีราคามาเลย ผมจะซื้อเอง”
       พิชชาเจ็บช้ำใจกับคำพูดเชือดเฉือนของเขา น้ำตาเธอค่อยๆ ไหลออกมา
       “ใช่ค่ะ ฉันต้องการเงินมาก คุณจะให้ได้เท่าไหร่คะ”
       จิราพัชรมองเห็นความเจ็บปวดจากแววตาของหญิงสาว เขาคลายความโกรธ เปลี่ยนเป็นความสงสาร พิชชาถูกความบีบคั้นใจเร้ารุมจนทำให้หมดเรี่ยวแรงจะทรงตัวยืนได้ เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบน
       พื้นน้ำตาไหลพราก
       “คุณให้ได้มากแค่ไหนคะ”
       จิราพัชรย่อตัวลงข้างเธอ พิชชารวบรวมสติกลับมาลุกขึ้นเช็ดน้ำตาเดินออกไปจากห้อง ขวดยาของเธอหล่นอยู่ข้างบันได จิราพัชรรู้ตัวว่าทำเกินไป เสียใจที่ทำให้พิชชาเจ็บปวด
      
       พิชชาขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดที่ถนนหน้าบ้าน สุนทรีตากผ้า เห็นพิชชาเดินเหม่อ ละมือจากงานเดินเข้าไปหา
       “ทำไมกลับแต่หัววันล่ะ”
       พิชชารู้สึกตัวเมื่อได้ยินสุนทรีทัก
       “แม่คะ”
       สุนทรีเห็นพิชชาหน้าเซียว
       “ไม่สบายอีกเหรอ”
       พิชชามองสุนทรีไม่อยากบอกความจริงให้รู้
       “แม่คะ หนูลาออกแล้วค่ะ”
       พงษ์นั่งสูบบุหรี่ที่ม้าหินได้ยินว่าพิชชาลาออกก็โวยวาย
       “แกลาออก แล้วจะเอาเงินมาใช้จ่ายจากไหนล่ะ”
       พิชชายืนนิ่งไม่บอกสาเหตุอะไร พงษ์โมโหที่ พิชชาเอาแต่นิ่ง เขาเดินเข้าไปลากเธอเดินไปที่มอเตอร์ไซค์ พิชชาขืนตัวเอาไว้
       “กลับไปทำงานเลย แกจะโง่ไปถึงไหน”
       พงษ์ยิ่งลากพิชชายิ่งฝืน เขาโมโหใช้แรงมากขึ้นกระชากจน พิชชาเซล้มกับพื้น หัวเข่าครูดไปตามพื้นถนน ถลอกจนเลือดซึม สุนทรีเห็นพิชชาล้มก็ตกใจ เข้าไปผลักพงษ์ให้ออกห่าง พงษ์ต่อว่า
       “คนรวยๆ มาชอบก็ยังโง่ไม่ยอมรับเขา”
       “พี่อย่าทำฉันนะ...”
       พิชชาร้องไห้ พงษ์ตรงเข้าไปจะฉุดอีก เขาชะงักเมื่อก้อนหินขนาดย่อมๆ กระทบที่หัว พงษ์หันไปมองทางทิศที่หินลอยมา
       “ไอ้พงษ์ มึงอย่าทำอะไรน้องนะ”
       สุนทรีโกรธจัด มีหินอีกก้อนอยู่ในมือ พร้อมที่จะขว้างใส่ พงษ์ยกมือคลำบนหัว มองดูเห็นเลือดซึมๆ
       “แม่ เลือดออกด้วย”
       สุนทรียังมีสีหน้าโกรธ พงษ์รู้ว่าแม่เอาจริง ปล่อยมือจากพิชชา เดินหนีไป
       “ตัวดี ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ”
       สุนทรีเข้าพยุงพิชชาปัดฝุ่นตามตัว มองดูหัวเข่าที่มีเลือดออก น้ำตาไหล
      
       อรอินทุ์ ยื่นมือให้หมอตรวจ หมอพอใจที่มือของอรอินทุ์ใช้งานได้ดี
       “แฟนคุณคงดีใจนะ ถ้ารู้ว่ามือคุณจะกลับเป็นเหมือนเดิม”
       อรอินทุ์ดีใจ
       “จริง เหรอคะ”
       “ตอนนี้อาจจะรู้สึกขัดๆ ตึงๆ หน่อย อีกสักพัก ไม่เกินสองอาทิตย์ก็น่าจะหยิบจับ ขีดเขียนอะไรได้แล้วล่ะ”
       อรอินทุ์หยิบโทรศัพท์ อยากบอกข่าวดีกับพาทิน คิดอยู่ครู่หนึ่งก็เปลี่ยนใจ หมอถาม
       “ไม่โทรบอกเขาเหรอครับ”
       อรอินทุ์ส่ายหน้า
       “ฉันกำลังจะกลับไปหาเขาอยู่แล้ว เจอหน้าแล้วค่อยบอกเขาดีกว่า”
       หมอยิ้มให้ อรอินทุ์ยิ้มตอบเหมือนดีใจ แต่ในใจไม่อยากให้พาทินรู้เรื่องนี้
      
       พาทินขับรถกลับมาจากมหาลัย พิชชายืนพิงมอเตอร์ไซค์รอที่รั้ว เห็นรถของเขา เธอยิ้มดีใจ พาทินลงจากรถเดินเข้าไปหา แปลกใจที่พิชชามาหา
      
       “พิชชา”
       “พี่คะ ขอโทษนะที่มาหาโดยไม่ได้ขอ”
       “ไม่เป็นไร”
       พิชชามองเข้าไปในสตูดิโอ
       “คุณอรไม่อยู่เหรอคะ”
       “อือ เขาขึ้นไปกรุงเทพ เธอไม่ต้องห่วง ถึงรู้ว่าเธอมา เขาไม่คิดมากหรอก”
       “พี่โกหก”
      
       พาทินทำหน้าไม่ถูก เพราะที่พิชชาบอกคือความจริง พิชชายิ้ม เพราะเธอทำให้พาทินกลืนไม่เข้าคายไม่ออก พาทินยิ้มออกที่พิชชาไม่กังวลเรื่องนี้ตามเขา
      
       พิชชานั่งที่เก้าอี้รับแขก พาทินวางกระเป๋าเป้ลงที่เก้าอี้อีกตัว เขาคลายกระดุมเสื้อที่คอออก กระดุมหลุดออก กลิ้งไปที่พิชชา เธอเก็บมันขึ้นมา
      
       พาทินนั่งนิ่งให้พิชชาเย็บซ่อมกระดุมเสื้อของเขา พาทินมองด้วยสายตาที่คิดถึง พิชชาละตาจากมือที่เย็บมองเขา พาทินรีบเบนสายตาหลบ พิชชากลับไปจดจ่อกับการซ่อมต่อ
       “พี่คะ พี่กำลังจะกลับไปอเมริกาเหรอคะ”
       พาทินไม่คิดว่าพิชชารู้เรื่องนี้
       “เธอรู้เหรอ”
       พิชชายิ้มฝืน
       “พี่คะ เวลาที่เหลือ...ก่อนที่พี่จะไป ฉันอยากเจอพี่บ่อยๆ ได้ไหม”
       พาทินปั่นป่วนใจกับคำขอของเธอ
       “ฉันรู้ว่าถ้าพี่ไปครั้งนี้แล้ว คงไม่ได้เจอกันอีก”
       พาทินชั่งใจตัวเอง จะทำยังไงกับคำขอนี้ดี พิชชาเห็นพาทินนิ่งเงียบอยู่นาน
       “คงไม่ได้สินะ ขอโทษนะคะพี่ ฉันคิดเรื่องอะไรอยู่ก็ไม่รู้”
       “เธอมาเพื่อแค่จะถามเรื่องนี้เหรอ”
       พิชชาส่ายหน้า ยิ้มให้พาทิน
       “เวลาฉันมีปัญหาอะไร หันไปไม่เจอใคร สิ่งที่คิดได้ก็คือวิ่งมาหาพี่นั่นล่ะ”
       พาทินได้ยินคำว่าปัญหาจากปากพิชชา เขาเลยกังวล
       “เธอมีเรื่องอะไรเหรอ”
       พาทินมองสำรวจว่าพิชชาเป็นอะไรหรือเปล่า พิชชารีบปฏิเสธ
       “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
       พิชชาเย็บกระดุมเสร็จพอดี เธอโน้มหน้าเข้าไปใกล้อกของเขาใช้ฟันกัดด้ายให้ขาด พาทินใจเต้นแรง เมื่อเธอเข้ามาใกล้ พิชชาค่อยๆ ผละจากพาทินเมื่อด้ายขาด เธอยิ้มให้เขา
       “เรียบร้อยแล้ว”
       พาทินยิ้มรับ หัวใจเขาเต็มตื้นด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง
      
       พาทินเดินมาส่งพิชชาที่มอเตอร์ไซค์ รู้สึกว่าอากาศเริ่มเย็น
       “วันนี้อากาศเย็นแฮะ เธอรอพี่แป๊บนึง”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่”
       พาทินวิ่งกลับเข้าไป พิชชายิ้มที่เขายังห่วงใยเธอ พิชชายืนรอ คิดถึงสิ่งที่เธอหวังในวันนี้ แต่ไม่เป็นผล ครู่ใหญ่ๆ พาทินวิ่งกลับมาพร้อมเสื้อกันหนาว
       “เอ้า ใส่นี่ไปนะ”
       “พี่คะ ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
       “ไม่ได้ เธอต้องขี่ไปอีกตั้งไกล มันหนาวนะ”
       พาทินคลุมเสื้อตัวนั้นบนไหล่ของเธอ พิชชากระชับเสื้อใส่เข้าตัวมองเขา
       “พิชชา พี่จะกลับมา”
       พิชชาร้องไห้ออกมา เมือได้ยินคำนี้จากปากเขา
       “อย่าเลยค่ะพี่ ฉันรู้ว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอก แค่คิดว่าฉันอยู่ทางนี้อย่างมีความสุขก็พอแล้วค่ะ”
       พาทินพูดอะไรไม่ออก
       “พี่คะ ฉันขอแค่พี่ อย่าลืมฉันนะ”
       พาทินเก็บความรู้สึกแทบจะไม่ไหว น้ำตาซึม
       “พี่ไม่มีทางจะลืมเธอ ไม่มีวันลืมเธอพิชชา”
       พิชชายิ้มทั้งน้ำตา
      
       อรอินทุ์นั่งรถจากสนามบินเข้ามาที่สตูดิโอ เห็นพิชชาขี่มอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านไป...พาทินนั่งซึมถอนใจ มองทะเล คิดถึงคำขอของพิชชา อรอินทุ์เดินเข้ามาเห็นเขานั่งซึม ก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เธอยืนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปหาเขา
       “ทินคะ”
       พาทินหันไปมอง
       “อร”
       “ทำอะไรอยู่คะ”
       “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ แค่คิดนั่งคิดอะไรไปเรื่อย”
      
       ค่ำนั้น พาทินนั่งจิบชาคลายหนาวที่เก้าอี้รับแขก อรอินทุ์เดินออกมาจากห้องของเขา
       “คุณหาอะไรอยู่เหรอ”
       “เสื้อค่ะ...เสื้อกันหนาวของคุณน่ะค่ะ”
       พาทินสะดุดกึก เมื่ออรอินถามถึงเสื้อตัวนั้น
       “ตอนนี้อากาศแถวนี้มันเย็นลง ฉันกลัวคุณจะไม่สบาย เคยเห็นมันอยู่ในห้องนี่นา”
       อรอินทุ์ทำท่าจะเดินกลับเข้าไปในห้องดูอีกครั้ง
       “อร มันไม่อยู่หรอกจ้ะ”
       อรอินทุ์หันมามอง พาทินลำบากใจที่จะพูดความจริง
       “คือ ผมให้พิชชาเขาใส่ไป เธอแวะมาหา เห็นว่าอากาศมันเย็นๆ ก็เลยให้เธอยืมไป”
       อรอินทุ์ฝืนยิ้มที่ดูเหมือนจะเข้าใจ
       “งั้นเหรอคะ”
       อรอินทุ์หน้าตาเปลี่ยนจากพยายามจะเข้าใจ กลายเป็นน้อยใจ
       “ทินคะ คุณนี่โกหกไม่เป็นเลยนะคะ ถ้าฉันเป็นคุณคงไม่ยอมรับออกมาง่ายๆแบบนี้แน่”
       อรอินทุ์นิ่งคิด
       “วันนี้ฉันไปโรงพยาบาลมา...หมอบอกว่า มือของฉันคงไม่เหมือนเดิมอีกแล้วล่ะ”
       พาทินมองอรอินทุ์ รู้สึกผิดที่เธอต้องพิการเพราะเขา
       “ต่อไป ฉันจะทำยังไงดีคะ”
       พาทินหาคำตอบให้ไม่ได้ รู้ตัวว่าตัวเองต้องรับผิดชอบชีวิตของเธอ พาทินเช้าไปกอดปลอบ
       “อร ผมขอโทษ”
      
       สายวันต่อมา แม่บ้านกำลังเก็บกวาดห้อง พบขวดยาของพิชชาที่ทำหล่นไว้ แม่บ้านเก็บมันขึ้นวางไว้บนโต๊ะ จิราพัชรเพิ่งแต่งตัวเสร็จลงมาจากชั้นบน แม่บ้านยกมือไหว้
       “สวัสดีค่ะ”
       จิราพัชรพยักหน้ารับคำทัก เห็นขวดยาบนโต๊ะ หยิบขึ้นมาดู มองฉลากบนขวด เป็นชื่อของพิชชา
      
       จิราพัชรมาที่โรพยาบาลเขาเดินมาที่แผนกจ่ายยา ยื่นขวดยาให้เภสัชดู
       “ขอโทษนะครับ ยาตัวนี้ใช้สำหรับอะไรเหรอครับ”
       เภสัชหญิง ดูรายชื่อตัวยาบนฉลาก
       “ยาตัวนี้เป็นยาต้านมะเร็ง มีใบสั่งของหมอมาไหมคะ”
       จิราพัชรตกใจ
       “ใช้รักษามะเร็งเหรอครับ”
       “ค่ะ ยานี้ค่อนข้างแรง ถ้าไม่มีใบสั่งของหมอมา เราจ่ายยาให้ไม่ได้นะคะ”
       จิราพัชรนิ่งอึ้ง รับขวดยาที่เภสัชคืนมาให้ รู้สึกตัวเบาโหวง
       “คุณลองติดต่อคุณหมอที่ให้การรักษาก่อนนะคะ”
       จิราพัชรเดินลอยๆ ออกมา
      
       หมอกำลังตรวจคนไข้ จิราพัชรเปิดประตูเข้ามา หมอ พยาบาลและคนไข้ตกใจ ที่เขาโผล่เข้ามา พยาบาลรีบห้าม
       “คุณคะเข้ามาไม่ได้นะคะ หมอตรวจคนไข้อยู่ค่ะ กรุณารอคิวก่อนนะคะ”
       จิราพัชรถามทันที
       “หมอครับ เธอเป็นมะเร็งเหรอครับ”
       หมองงที่จู่ๆ เขาก็ตั้งคำถาม ที่จับต้นชนปลายไม่ได้
       “คุณพูดถึงตนไข้คนไหน ใครครับ”
       “พิชชา ครับ เธอเป็นมะเร็งเหรอครับ” จิราพัชรถามอย่างร้อนใจ
      
       พิชชานอนซม รู้สึกเจ็บไปหมด ลุกขึ้นหาขวดยาในกระเป๋า เธอหามันจนทั่วแต่ไม่พบ มองโทรศัพท์
       เห็นข้อความที่จิราพัชรฝากเอาไว้
       “ผมรอคุณอยู่ข้างล่าง”
       พิชชาลุกขึ้น เดินไปเปิดประตูห้อง
      
       พิชชาและจิราพัชรเดินทอดน่องไปบนหาดทราย เขามองเธอด้วยสายตาเป็นห่วง พิชชาเดินมองพื้นทราย
       “มีอะไรเหรอคะ คุณพัชร”
       จิราพัชรไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดอะไรดี จะบอกขอโทษ หรือจะบอกเรื่องที่รู้ว่าเธอไม่สบายดี
       “จะมาขอโทษฉันเหรอคะ”
       จิราพัชรพยักหน้ารับ ท่าทีที่เคยแข็งกร้าวของเขา อ่อนยวบลง พิชชาเห็นก็หัวเราะเบาๆ
       “ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณไม่ได้ผิดอะไร ฉันสมควรเอง”
       จิราพัชรยังคงไม่พูดอะไร เดินข้างพิชชาไปเงียบๆ
       “ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ ฉันเห็นแก่ตัวไปหน่อยที่เอาคุณมาอ้าง โดยที่ไม่ได้นึกว่าคุณจะเจ็บช้ำใจ”
       จิราพัชรจับมือพิชชาเบาๆ เธอแปลกใจกับท่าทีที่นุ่มนวลผิดวิสัยเขา
       “ผมขอโอกาส ให้ผมได้ไหม”
       จิราพัชรเก็บกั้นอารมณ์ที่มีให้เธอแทบไม่อยู่
       “ให้โอกาสผมอีกสักครั้ง”
       พิชชารู้สึกว่าเขาแปลกไปจากปกติมาก
       “พัชรคะ”
       จิราพัชรอ้อนวอน
       “นะให้โอกาสผม”
       พิชชายิ้ม
       “คุณหาเหตุผลมาสักสามข้อสิคะ ให้ฉันพิจารณาดูก่อน”
       จิราพัชรหาเหตุผลอะไรมาอ้างในตอนนี้ไม่ออก ได้แต่นิ่ง
       “ไม่มี...นึกไม่ออกจริงๆ”
       พิชชามองจิราพัชรที่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ออกมา เธอถอนใจ
       “แย่จัง คุณเสียโอกาสไปแล้วล่ะ”
       พิชชากลอกตาเล่นเล่ห์กับเขา
       “เสียดายนะ คุณหามาได้แค่ข้อเดียว ฉันก็ยอมรับแล้วล่ะ”
       จิราพัชรจับไหล่พิชชาให้หันมามองเขา
       “ผมจะไม่ขอให้คุณมาแต่งงานกับผมอีกแล้ว แล้วก็จะไม่ทำอะไรให้คุณลำบากใจอีก จะไม่ขอให้คุณรักผม”
       จิราพัชรน้ำตาคลอ ทำนบในใจของเขาพังลง
       “แต่สิ่งที่มันทำร้ายคุณ ทั้งร่างกายและจิตใจ ให้ผมช่วยกำจัดมันออกไปจากชีวิตของคุณได้ไหม เมื่อคุณหายดีแล้ว ผม...ผมจะเป็นคนเดินจากไปเอง”
       พิชชาสงสัยในคำพูดของเขาที่อาจจะรู้เรื่องอาการป่วยของเธอ
       “ผมจะไม่ผิดคำพูด ให้ผมทำเพื่อคุณ”
       พิชชาซึ้งใจที่จิราพัชรดีกับเธอเสมอมา
       “รู้เรื่องนี้ ได้ยังไงคะ”
       จิราพัชรหยิบขวดยาของพิชชาในกระเป๋ากางเกงออกมา จับมือเธอส่งขวดยาให้
       “คุณห้ามตายนะ” จิราพัชรน้ำตาไหล “ผมจะไม่ยอมให้คุณตาย คุณต้องหายดี แล้วกลับมาบอกผมว่า พัชรคะ ฉันไม่ได้รักคุณเลยนะ”
       จิราพัชรพูดไปสะเทือนใจไป เขาโอบกอดพิชชาไว้ในอก ตัวเองร้องไห้ไม่หยุด
       “ฉันจะทำอย่างนั้นกับคุณได้เหรอ”
      
       พิชชาน้ำตาไหล ทั้งคู่อยู่ในอ้อมกอดซึ่งกันและกัน
      
       เช้าวันต่อมา...จิราพัชรเปิดเน็ตดูข้อมูล หาโรงพยาบาลรักษาโรคมะเร็งให้พิชชา เขาโทรหาโรงพยาบาลต่างๆ หารายละเอียดการรักษา
      
       พิชชาลุกจากที่นอน ขึ้นมากินยาตามเวลา เธอมีอาการทรงๆ สองชั่วโมงต่อมาดีขึ้น อีกพักก็แย่ลง
       พิชชาดูตามส่วนต่างๆ ว่ามีรอยฟกช้ำ หรือมีเลือดออกหรือเปล่า
      
       หลายวันต่อมา...พิชชานั่งรอคิวตรวจหน้าห้อง เธอเห็นคนไข้ที่ป่วยแบบเดียวกัน บ้างนั่งรถเข็น บ้างก็เป็นเด็กที่ดูอาการหนัก ลึกๆแล้วในใจขอเธอ มีความกลัวซ่อนอยู่
      
       วันใหม่...พิชชาช่วยสุนทรีตากผ้า
       “แม่คะ”
       “หืม”
       “พ่อเขาป่วยบ่อยไหม เขาทรมานไหมคะ”
       “ทำไมหมู่นี้ ถามถึงเรื่องมันบ่อยจัง”
       “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่หวังว่าเขาคงไม่ได้ทรมาน”
       “จะไม่ทรมานได้ยังไง ไอ้โรคนี้ จะตายก็ไม่ตาย จะเป็นก็ไม่เป็น”
       พิชชาจากที่ดูซูบอยู่แล้ว สิ่งที่สุนทรีบอกยิ่งทำให้เธอสลดมากขึ้นไปอีก
       “พ่ออาการแย่มากตอนไหนคะ”
       สุนทรีคิด
       “ไม่รู้สิ แม่จำไม่ได้หรอก”
       สุนทรีเห็นพิชชาหน้าซีด
       “ดูแกยังไม่หายดีนะ ไปนอนพักเถอะไป เดี๋ยวแม่ทำเอง ดูสิเหงื่อแตก”
       สุนทรีใช้มือซับเหงื่อบนหน้าพิชชาด้วยความห่วงใย พิชชากลัวแม่จะรู้เรื่องป่วย รีบปลีกตัวออกมา
      
       พิชชาเข้ามาในห้อง อาการกำเริบ รู้สึกเจ็บไปทั้งตัว เธอรีบกินยาบรรเทาอาการแล้วค่อยๆ ล้มตัวนอนพัก บิดตัวไปมาด้วยความทรมาน
      
       พาทินกับจิราพัชร นั่งคุยกันที่ม้านั่งในสวนมหาวิทยาลัยศิลปากร
       “ไม่เจอกันพักใหญ่แล้วนะเพื่อน”
       “นั่นสิ อรเป็นไงบ้าง”
       “ก็สบายดี ตอนนี้อยู่กรุงเทพ พักนี้ขึ้นไปกรุงเทพ บ่อยเรื่องรักษามือของเขานั่นแหละ”
       จิราพัชรถอนใจ
       “มึงจำได้ไหม ตอนเรียน เวลากูมีปัญหา มึงเป็นเพื่อนคนเดียวที่กูนึกถึง แล้วก็พึ่งพาได้มาตลอด” จิราพัชรหัวเราะ “แปลกดีที่ตอนนี้มันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่”
       พาทินหัวเราะเบาๆ
       “ตอนนี้มึงมีปัญหาอะไรเหรอ”
       จิราพัชรหน้าเครียด จริงจังกว่าเมื่อครู่ที่คุยกับพาทิน
       “เรื่องนี้ กูเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะบอกมึงดีไหม”
       พาทินยิ้ม ไม่เคยเห็นจิราพัชรทำหน้าจริงจังอย่างนี้มาก่อน
       “มึงมีอะไรก็บอกมา อย่ายักท่า ทำเท่”
       จิราพัชรชั่งใจว่าจะบอกพาทินเรื่องพิชชาดีไหม พาทินเห็นจิราพัชรยังมีสีหน้าเครียดไม่เปลี่ยนก็ถามอย่าสงสัย
       “เกี่ยวกับพิชชาหรือเปล่า”
       พาทินจริงจังขึ้นมาทันที เมื่อเกี่ยวกับพิชชา จิราพัชรค่อยๆ ฝืนสีหน้ายิ้มออกมา
       “ไม่ใช่หรอก”
       จิราพัชรเปลี่ยนเรื่องคุย
       “มึงตั้งใจจะกลับไปอเมริกาเหรอ”
       “อือ”
       จิราพัชรถอนใจ
       “ไปแล้วไม่ต้องกลับมานะ ไม่ต้องย้อนกลับมาอีก”
       พาทินรู้ว่า จิราพัชรพูดแบบนี้เพื่อพิชชา
       “พัชร...เรื่องพิชชา กูฝากมึงด้วยนะ”
      
       พิชชาค่อยๆ ลืมตาตื่น พยุงตัวขึ้นจากที่นอนพึมพำในใจ
       “พี่คะ...”
       พิชชารู้สึกตัวตื่น เห็นเขาอยู่ตรงหน้า เธอยิ้มดีใจ
       “ตื่นแล้วเหรอ มานานแล้วหรือยัง เดี๋ยวพี่เอาน้ำให้”
       พาทินขยับตัวจะลุกขึ้น พิชชาดึงมือเขาเอาไว้
       “พี่คะ พี่ต้องไปจริงๆเหรอ”
       พาทินไม่อยากได้ยินคำถามนี้จากพิชชา เพราะไม่อยากให้คำตอบที่ทำร้ายทั้งตัวเองและพิชชา
       “พี่อยู่กับฉันสักสอง สักสองสามเดือนได้ไหม”
       พาทินลดตัวกลับลงมานั่งข้างพิชชา เขาไม่เคยเห็นท่าทีแบบนี้ของเธอมาก่อน
       “เธอเป็นอะไรอย่างนั้นเหรอ”
       พิชชาไม่ตอบ เธอถามย้ำเรื่องเดิม
       “ไม่ได้เหรอคะพี่”
       พาทินให้คำตอบพิชชาไม่ได้จริงๆ
       “ตอนนี้พี่...มันสายไปแล้ว”
       พิชชาร้องไห้
       “ทำไมล่ะคะ ทำไมมันถึงสายไปแล้ว คุณอรจะอยู่กับพี่ไปตลอด ทำไมฉันขอแค่สองเดือนก็ไม่ได้เหรอคะ”
       พิชชาร้อนรนเพราะ อาการของเธอกำเริบมากขึ้นทุกวัน
       “พิชชา ทำไม่เธอถึงขอแบบนี้”
       “ขอไม่ได้เหรอคะ ทำไมฉันถึงขอไม่ได้ล่ะ ฉันรักพี่มากนะ รักมากเหลือเกิน ทำไมฉันต้องสละพี่ไปด้วยล่ะ ต้องเป็นคนดีคอยเสียสละพี่ไป”
       ท่าทีของพิชชา ทำให้พาทินเจ็บปวด กลั้นน้ำตาไม่อยู่
       “จะปล่อยให้อรเขาตาย แล้วเธอมาอยู่กับพี่แทนเหรอ เธอทำได้จริงๆ เหรอ”
       พิชชาได้สติขึ้นจากคำพูดของเขา
       “พิชชาเรื่องทั้งหมดนี้ พี่ขอโทษที่ต้องเลือกแบบนี้”
       พาทินร้องไห้ พิชชาเช็ดน้ำตา ดึงตัวเองกลับมาจากอารมณ์ที่ฟูมฟายเพราะความเศร้า
      
       พิชชาขับมอเตอร์ไซค์มาตามทาง อาการป่วยกำเริบ เธอรู้ตัวหยุดรถ จอดใกล้ๆ ชุมชน หลังจากยืนโอนเอนอยู่พักหนึ่ง ก็หมดสติทรุดตัวลงไปนอน ชาวบ้านเห็นเข้ามาช่วย
      
       พิชชานอนอยู่บนเตียงเข็น ไม่ได้สติ เจ้าหน้าที่พยาบาล และผู้ช่วยเข็นเตียงเธอไปในห้องฉุกเฉิน...จิราพัชรวิ่งมาตามทางเดิน มองหาห้องพักฟื้นที่พิชชานอนอยู่
       พิชชาเพิ่งได้สติ แต่ยังคงเจ็บปวดทรมาน หมอถามอาการ
       “เป็นไงบ้างครับ”
       “ทรมานจังเลยค่ะ”
       พยาบาลหันมาบอก
       “คุณพึ่งได้รับยาไป รอสักครู่นะคะ ให้ยาออกฤทธิ์ก่อน เดี่ยวก็จะดีขึ้นนะคะ”
       จิราพัชรเปิดประตูห้อง ค้อมหัวให้หมอ เขายืนมองอยู่ที่ข้างประตู พิชชายังคงเจ็บปวด แต่กัดฟันทน
       จิราพัชรเห็นสีหน้าขอเธอรู้สึกทั้งสงสารและชื่นชมที่เธอต่อสู้อยู่
       “หมอคะ ฉันจะตายไหมคะ ฉันกลัวจังค่ะหมอ”
      
       ดึกคืนนั้น จิราพัชรอุ้มพิชชาเดินกลับมาที่ห้องพัก เขาพาเธอไปนอนหลับพักอยู่บนเตียงห่มผ้าให้ แล้วนั่งลงข้างๆเตียงมองเธอ สะเทือนใจ ใบหน้าของพิชชา แทบไม่มีเลือดฝาด ความสดใสหายไป จิราพัชรคิดหาทางออกที่จะช่วย เขาเฝ้าเธอจนผล่อยหลับอยู่ข้างๆ เตียง
      
       เช้าวันต่อมา...พาทินนั่งคิดเรื่องที่พิชชามาคุยเมื่อวานนี้ อรอินทุ์ถือกระเป๋าเปิดประตูรั้วเดินเข้ามา เห็นพาทินนั่งมองทะเลอยู่ เธอเอ่ยทักเขา
       “ทินคะ ฉันกลับมาแล้วค่ะ”
       พาทินยังนั่งจมอยู่ในความคิด
       “ทินคะ”
       พาทินหันกลับมามอง เธอเห็นท่าทางเขาดูแปลกๆ
       “คุณมีอะไรเหรอคะ”
       “อร....ให้เวลาผมอีกหน่อย ขอเวลาอีกสองเดือน แล้วผมจะกลับมาหาคุณได้ไหมอร”
       อรอินทุ์ไม่อยากเชื่อว่า พาทินจะเปลี่ยนใจอีกแล้ว เธอทั้งเสียใจและโกรธเขา
       “ไปเลย แล้วไม่ต้องกลับมา”
       พาทินเดินเข้าไปจับแขน
       “อร”
       อรอินทุ์สะบัดแขนจากพาทิน
       “ฉันไม่ใช่คนโง่นะ อย่ามาทำกับฉันแบบนี้” อรอินทุ์ร้องไห้ “ฉันรู้สึกตัวเองต่ำต้อยด้อยค่ามากเลย...เชิญคุณไปได้เลย”
       อรอินทุ์สะอื้น พาทินดึงมากอดให้เธอสงบอารมณ์ อรอินทุ์ดิ้นรนอยู่พักหนึ่งก็สงบลง พาทินลูบหลังปลอบ
       “ทินคะ อย่าทิ้งฉันนะ”
       พาทินไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป ได้แต่กอดเอยู่อย่างนั้น
      
       จิราพัชรอยู่ในครัวต้มโจ๊กเป็นมื้อเช้าให้พิชชา เขาลองชิม รู้สึกรสชาติไม่เหมือนที่คนอื่นทำ พิชชาฟื้นไข้เดินลงมาจากห้องนอน ยืนมองเขาท่าทางเก้กังต้มโจ๊ก จิราพัชรหันไปเห็นเธอยืนมองอยู่
       “ตื่นแล้วเหรอ เดินไหวหรือเปล่า”
       จิราพัชรเดินเข้าไปจะช่วยพยุง
       “ค่อยยังชั่ว ไม่ปวดแล้วใช่ไหม”
       พิชชายิ้มให้
       “ถามแบบนี้ฉันคงไม่ต้องตอบมั้งคะ”
       จิราพัชรยิ้มแก้เก้อ เพราะห่วงพิชชาจนรัวคำถามเป็นชุดแถมเออเองเสร็จ
       “ขอโทษนะคะที่ทำให้ต้องตกใจ แล้วก็เดือดร้อนคุณอีกแล้ว”
       “ไม่เป็นไรหรอก ดีใจนะที่ผมยังเป็นคนสำคัญที่คุณพอพึ่งพาได้”
       “คะ”
       “ก็หมอโทรไปหาผม เพราะคุณเม็มเบอร์ของผม เป็นหมายเลขฉุกเฉินเบอร์แรก”
       “ผมเจอโรงพยาบาลที่พอจะรักษาโรคนี้ได้แล้วนะ ผมให้โรงพยาบาลที่นี่ส่งรายละเอียดอาการของคุณไปให้โรงพยาบาลทางโน้นแล้ว”
       พิชชารู้ข่าวดีจากปากของเขา ยิ่งซึ้งกับหัวใจของเขาที่มีต่อเธอ
       “พัชรคะ...”
       จิราพัชรจ้องหน้า
       “ฟังผมนะ ลูคิเมีย โรคนี้รักษายากก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องตายเพราะมัน”
       พิชชามีความหวัง ไม่ว่ามันจะเป็นแค่คำปลอบโยนของเขาหรือมีความเป็นไปได้อันน้อยนิด เธอก็ยังอยากจะหวัง
       “ถึงจะอยู่ในกรุงเทพ แต่โรงพยาบาลนี้ บรรยากาศดี สงบ วิวสวยใช้ได้เลย เหมือนอยู่โรงแรมห้าดาวเลยนะ”
       พิชชายิ้มรับที่เขาบรรยายสถานที่ เหมือนขายห้องพักที่โรงแรมตัวเอง
       “ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ผมจะพาคุณไปรักษาที่เมืองนอก ผมจะทำให้ดีที่สุดรับรองได้”
       พิชชามองจิราพัชร สิ่งที่เขาให้เธอมากเกินกว่าที่เธอจะตอบแทนคืนได้ พิชชาไม่อยากพึ่งพาเขามาก
       เกินไป จิราพัชรมองแววตาของหญิงสาวก็รู้ว่าเธอคิดอะไรในใจอยู่
       “คุณไม่ใช่คนที่รีบยอมแพ้ โดยที่ไม่ลองต่อสู้กับมันใช่ไหม”
       “ถ้าคุณกังวล จะให้ผมบอกเรื่องนี้กับทินมันไหม ว่าคุณกำลังป่วยหนักมาก”
       พิชชาไม่อยากให้พาทินเข้ามายุ่งยากใจในเรื่องนี้อีก
       “อย่าเลยค่ะพัชร อย่าบอกพี่เขาเลยนะคะ เขาจะไม่อยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องรู้หรอกค่ะ”
       จิราพัชรเห็นท่าทีของพิชชาก็รู้ว่า เธอยังคงรักและห่วงจิตใจของพาทินมาตลอด พิชชาเห็นแววตาของเขารู้ว่าตัวเองทำร้ายใจของเขาอีกแล้ว
       “ขอโทษนะคะ” เธอซึมลง “ฉันทำไม่ดีกับคุณไว้ตั้งมาก”
       “ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องขอโทษ แค่ไปกับผมนะ ไปรักษาตัวกัน นี่ถือว่าเป็นการไถ่โทษที่คุณทำไม่ดีกับเอาไว้เยอะก็แล้วกัน”
       พิชชาน้ำตาไหล
       “ถ้าผมปล่อยให้คุณตายจากไป โดยที่ไม่ได้ทำอะไร ผมจะมีชีวิตต่อไปได้ยังไง” จิราพัชรน้ำตาซึม “ผมไม่ได้ทำเรื่องนี้เพื่อคุณหรอกนะ ผมทำเพื่อตัวเอง คุณก็รู้นิสัยของผมดี ผมไม่แคร์คนอื่นหรอก ผมทำเพื่อตัวเอง”
       ถึงเขาจะพูดแบบนั้นออกมา แต่เธอรู้ว่ามันตรงข้าม
       “นะ...ทำเพื่อผม”
       จิราพัชรน้ำตาไหล พิชชายอมจำนนกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพูด
       “ค่ะ ฉันอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป”
      
       จิราพัชรยิ้มทั้งน้ำตา เขาเช็ดน้ำตาเพราะเสียฟอร์มต่อหน้าหญิงสาวไปหมดแล้ว พิชชามองท่าทีของเขาที่ดูเหมือนเด็กๆ เธอเองก็ยิ้มทั้งน้ำตาเช่นกัน
ตอนที่ 18
      
       พิชชาทำความสะอาดบ้าน เก็บข้าวของในบ้านให้เป็นระเบียบ สุนทรีเปิดประตูเดินเข้ามา แปลกใจที่บ้านดูผิดตาไปจากเดิม นั่งลงข้างๆลูกสาว
      
       “โอ้โห วันนี้ลูกสาวฉันเป็นอะไรไปเนี่ย”
       พิชชาหัวเราะเบาๆ ที่สุนทรีแซว
       “หนูรู้ว่าแม่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลบ้าน”
       “แกพูดแบบนี้ แม่รู้สึกผิดขึ้นมาเลย”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ หนูรู้ว่าแม่ทำงานหนักมาตลอดเวลา แค่อยากทำให้แม่ได้อยู่สบายๆ นอนสบายบ้าง ตอนที่ยังพอมีเวลา เออ แม่คะ...หนูได้งานใหม่แล้วนะ”
       สุนทรีพลอยดีใจไปด้วย
       “เหรอ ทำอะไรที่ไหน”
       “ก็งานโรงแรมแบบเดิมนี่ล่ะคะ แต่เป็นโรงแรมที่กรุงเทพ”
       “กรุงเทพเหรอ”
       สุนทรีรู้สึกเป็นห่วง เพราะลูกสาวจากไปไกลหูไกลตา พิชชารู้ว่าแม่เป็นห่วง เข้าไปกอดอ้อน
       “กรุงเทพ ใกล้แค่นี้เอง สองสามชั่วโมงก็ถึง แม่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ หนูจะกลับบ้านบ่อยๆ มาหาแม่”
       สุนทรีถอนใจ
       “มีงานทำก็ดีแล้วล่ะลูกเอ้ย”
       พิชชาผละจากสุนทรี หยิบถุงของที่ซื้อมาออกมาอวด
       “แม่”
       สุนทรีหัวเราะที่พิชชาทำท่าเหมือนเด็กๆ
       “ทำเป็นเด็กไปได้ มีอะไรจะอวดล่ะ”
       พิชชายิ้ม หยิบเสื้อผ้าที่เลือกซื้อให้แม่ ออกมาวางตรงหน้า สุนทรีมอเสื้อผ้าหลายชุด ของใช้ที่จำเป็นวางกองอยู่ตรงหน้าอย่างแปลกใจ พิชชาหยิบตัวเด็ดสุดออกมาทีหลัง
       “ของดีมักจะอยู่ท้ายสุด”
       สุนทรีแปลกใจที่พิชชาซื้อของเหล่านี้ให้
       “ซื้อมาทำไมตั้งเยอะแยะ แม่ไม่จำเป็นที่ต้องใช้เสื้อผ้าแบบนี้สักหน่อย เสียดายตังค์”
       พิชชายิ้มเห็นแววตาของสุนทรีก็รู้ว่า เก็บเอาความดีใจเอาไว้ข้างใน
       “แหม ลูกที่ดีต้องซื้อของให้พ่อแม่ใช่ไหมคะ หนูก็ทำตัวเป็นลูกที่ดีอยู่นะคะ อยากให้แม่ดีใจ ที่มีหนูเกิดมาเป็นลูกสาวของแม่”
       สุนทรีค้อนพิชชา มองเสื้อผ้านั้น หยิบตัวที่เด็ดสุดขึ้นมาทาบกับตัว
       “ชอบใช่ไหมล่ะ”
       สุนทรีไม่ตอบได้แต่อมยิ้มมีความสุข พิชชายิ้มน้ำตาคลอ แต่แววตาแสนเศร้า
      
       ​
       เย็นนั้น พิชชานั่งรอแพนที่สวนของโรงแรม ครู่ใหญ่แพนเดินออกมาจากตึก ตรงมาหาพิชชา แพนนั่งลงข้างๆ
       “ได้ยินว่าเธอพึ่งกลับมาจากไปดูงานเหรอ”
       “อือ”
       “เธอเป็นคนเก่งเสมอ”
       “แล้วนี่ มีอะไรเหรอ”
       พิชชาไม่อยากพูดขออะไรที่ทำให้แพนลำบากใจ แต่เธอไม่มีเวลามากนักแล้ว
       “ฉันขอกลับบ้านพร้อมเธอได้ไหม”
       แพนไม่พอใจ
       “เหลือเชื่อเลยเธอ ทั้งๆ ที่ทำเรื่องมาขนาดนี้ จะขอกลับไปกับฉันเหรอ”
       พิชชาคิดไว้แล้วว่าแพนอาจจะปฏิเสธคำขอของเธอ
       “ฉันแค่คิดว่า ถ้าเราสองคนกลับไปบ้านพร้อมกัน ให้แม่เห็น แม่คงต้องดีใจมากแน่ๆ เลย”
       แพนได้ยินสิ่งที่พิชชาอยากจะทำ แล้วก็สะดุดใจตัวเอง
       “เธอนี่มัน....เสียใจด้วยนะ วันนี้ฉันต้องทำงานดึก”
       พิชชาเห็นแพนรู้สึกหงุดหงิดกับเธอ
       “ขอโทษนะแพน ถ้าที่ผ่านมาฉันต้องทำให้เธอ เสียใจ เจ็บใจ หรือไม่มีความสุข ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ”
       แพนท่าทีอ่อนลง คิดถึงเรื่องที่ผ่านมากับพิชชา
       “เธอรู้ไหม ว่าทำไมฉันถึงไม่เคยชอบเธอเลย”
       พิชชามองแพน เธอเองก็อยากรู้สิ่งที่คาใจทั้งสองมาเนิ่นนาน
       “มันเหมือนฉันถูกเธอเยาะเย้ยมาตลอด เราเป็นคู่แข่งที่ไม่สมกันเลย ฉันตะเกียกตะกาย พยายามอย่างหนักในทุกเรื่อง เพื่อจะชนะเธอให้ได้สักอย่าง แต่มันไม่เคยเป็นแบบนั้นสักครั้ง ฉันเรียนเก่งกว่า หัวดีกว่า เธอสู้ฉันไม่ได้สักอย่าง แต่เธอมักจะได้มันไปหมดเสมอ รวมทั้งความรักของแม่”
       พิชชาเข้าใจแพน นึกถึงเวลาที่ตัวเองเหลืออยู่
       “ที่ได้อะไรมาเสมอ เพราะฉันคงมีเวลากับทุกอย่างน้อยเกินกว่าที่จะต้องแย่งชิงกับใคร ฉันมีเวลาที่จะอยู่กับแม่น้อยไป มีเวลาที่จะมีความสุขนิดเดียว ทุกอย่างมันมีเวลาน้อยไปสำหรับฉันจริงๆ”
       แพนรับฟังสิ่งที่พิชชาระบายออกมา ไม่เข้าใจมันทั้งหมด แต่ความรู้สึกกับพิชชาเปลี่ยนไป
       “ฉันไม่ได้เกลียดเธอมากมายถึงขนาด ให้อภัยไม่ได้ แค่อยากจะเอาชนะเธอให้ได้สักครั้งเท่านั้นล่ะ”
       แพนลุกขึ้น พิชชาจับมือรั้งไว้ แพนแปลกใจ
       “ฉันขออะไรเธอได้ไหม อยากให้เธอช่วย”
       “ช่วยอะไร”
       “ฉันกำลังจะไปทำงานที่กรุงเทพ อาจจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกนาน แม่ๆของเราฝากเธอดูพวกท่านด้วยนะ”
       แพนถอนใจคิดถึงแม่ทั้งสอง พิชชาขอร้อง
       “เป็นเธอ คงดูแลท่านทั้งสองได้ดี เป็นที่พึ่งของพวกท่านได้ ดีกว่าฉัน”
       แพนนิ่งไม่แสดงท่าทีอะไร มีแต่แววตาที่แสดงออกถึงความห่วงแม่ทั้งสอง
       “ไม่มีฉัน แม่คงเหลือแค่เธอคนเดียวเท่านั้น”
       แพนมองนาฬิกาข้อมือ
       “มีอะไรอีกไหม”
       พิชชายิ้มให้
       “วันนี้ขอให้ฉันค้างที่บ้านได้ไหม ฉันอยากไปหาแม่ก่อนไป”
       “นี่ อะไรกันแน่ เธอทำยังกับสั่งเสีย”
       พิชชารีบปฏิเสธ
       “ไม่ใช่นะ ฉันแค่คิดถึงแม่มาก”
       แพนถอนใจมองพิชชา
       “ก็ตามใจเธอสิ ฉันห้ามอะไรไม่ได้อยู่แล้ว”
       พิชชายิ้มออก
       “ขอบใจนะแพน”
       “อย่าพึ่งดีใจไป เรื่องที่เธอพูดๆ มาน่ะ ฉันยังไม่ได้รับปากอะไรเลยนะ”
       แพนเดินกลับไปที่ตึก พิชชารู้สึกโล่งใจที่ได้พูดคุยเปิดอกกับแพน แต่ก็กังวลกับท่าทีของแพน
      
       ค่ำนั้น พจนินท์กับพิชชานอนจับมือคุยกันบนเตียง
       “แม่คะ หนูทำให้แม่ลำบากใจมากเลยใช่ไหม”
       “อย่าพูดอย่างงั้นสิ ทำไมแม่ต้องลำบากใจ แม่คิดถึงลูกตลอด เป็นคนที่ทำให้แม่ชื่นใจได้เสมอต่างหาก”
       “เหรอคะ”
       “จ้ะ”
       พจนินท์มองพิชชาที่เหม่อคิด
       “เป็นแบบนั้นจริงๆ”
       พิชชาถอนใจ
       “ขอโทษนะคะแม่ ถึงจะเป็นลูกที่แท้หรือไม่ใช่ หนูก็มีความสุขเสมอ”
       “ไม่ใช่แค่ลูกหรอกนะ แม่เองก็มีความสุขที่มีหนูเป็นลูกสาว ถึงเราจะจากกันไป ถึงจะมีเรื่องของลูกกับพาทิน แม่ก็ยังมีความสุข”
       พจนินท์คิดถึงอดีตเมื่อตอนพิชชายังเป็นเด็ก
       “จำได้ไหม ตอนที่ยังเด็ก หนูเคยเด็ดดอกไม้เอามาฝากแม่ พอเห็นมือน้อยๆของลูกที่กำดอกไม้มาให้ แม่ดีใจมาก”
       พิชชาน้ำตาไหล
       “แม่คะ”
      
       พจนินท์ยิ้ม เช็ดน้ำตาของพิชชาที่ไหลออกมา
      
       เช้ามืด...พิชชาเปิดตู้เก็บแก้ว เธอวางแก้วประจำตัวของตัวเอง รวมกับแก้วของพ่อ แม่ และพาทิน พิชชามองแก้วพวกนั้นแล้วน้ำตาไหล
      
       “แม่คะ พ่อคะ หนูต้องไปแล้วนะคะ”
       พิชชาเดินออกจากบ้านไป
      
       จิราพัชรยืนรอพิชชาที่รถ พงษ์เดินลงจากบ้าน ตรงเข้ามาหาท่าทางนอบน้อม
       “ขอบคุณมากครับ ที่ช่วยให้พิชชามันได้ทำงานที่กรุงเทพ”
       “ไม่เป็นไรหรอก”
       จิราพัชรมองพงษ์ถอนใจ
       “เออ ช่วยอะไรอย่างได้ไหม”
       จิราพัชรล้วงกระเป๋าเงินหยิบนามบัตรโรงพยาบาลส่งให้ พงษ์งงที่เขาให้บัตรนั้นแก่เขา
       “แวะที่โรงพยาบาลนี้ ให้หมอตรวจเลือดดูหน่อย”
       พงษ์ยังงจับต้นชนปลายไม่ถูก
       “แต่ผมไม่ได้เป็นโรคอะไรนี่”
       “ไม่ใช่แบบนั้น...”
       จิราพัชรไม่รู้จะอธิบายกับพงษ์ยังไงดี
       “เออน่า ฉันออกค่าใช้จ่ายให้แล้ว แค่แวะไปหน่อยเท่านั้นเอง ถือว่าขอร้องล่ะ”
       จิราพัชรยกมือไหว้วาน พงษ์มองท่าทีของเขาไม่มีอะไรแอบแฝง ก็พยักหน้ารับคำ
       “ก็ได้ครับ ผมจะแวะไปก็แล้วกัน”
       สุนทรีช่วยพิชชาถือกระเป๋าลงจากบ้าน จิราพัชรยกมือไหว้
       “สวัสดีครับ”
       สุนทรีรับไหว้
       “สวัสดีค่ะ”
       “ผมจะขับรถไปส่งพิชชาที่กรุงเทพ จะคอยดูเธอเองครับ”
       สุนทรีเกรงใจ แต่ก็ยิ้มรับความปรารถนาดีของเขา เธอส่งกระเป๋าให้พิชชาจิราพัชรเดินเข้าไปรับมาถือให้
       “แม่คะ”
       สุนทรีดูเศร้า
       “ไปถึงแล้ว โทรมาหาแม่นะ”
       สุนทรีลูบหัวพิชชาด้วยความเอ็นดูรักใคร่ พิชชาแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
       “แม่คะ”
       “เออ แม่รู้แล้ว”
       พิชชายิ้มให้
       “แม่คะ ไว้เจอกันนะคะ”
       จิราพัชรมองพิชชารู้ว่เธอพยายามเก็บความรู้สึกมากแค่ไหน สุนทรีมองพิชชา อดไม่ได้ที่จะดึงเข้ามากอด
       “ดูแลตัวเองนะ”
       พิชชากลั้นไม่อยู่ น้ำตาไหลออกมา
       “ค่ะแม่”
       สุนทรีเองก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่เหมือนกัน ทั้งคู่ปล่อยให้มันไหล
      
       จิราพัชรขับรถมาตามถนน เขามองพิชชาเป็นระยะๆ พิชชาเหม่อมองไปข้างหน้าเหมือนไร้วิญญาณ จิราพัชรถอนใจ รู้ว่าเธอยังกังวลเรื่องอะไรอยู่
       “สองคนนั้นน่ะ เราไปลาพวกเขาหน่อยดีไหม”
       พิชชาหันไปมองเขา
       “เดี๋ยวก็จะไปอเมริกากันแล้ว”
       พิชชาตัดสินใจไม่ถูก ใจหนึ่งก็อยาก อีกใจก็กลัวว่าจะทำใจไม่ไหว
       “คุณนิ่งไม่พูดอะไร ผมถือว่าเป็นคำตอบว่าไปนะ”
       พิชชายิ้มอย่างเศร้าใจ
      
       ที่สนามหญ้าใต้ต้นไม้หน้าสตูดิโอ
       อรอินทุ์ดูผ้าบาติกผืนใหญ่ที่พาณีลองทำเอง
       “เป็นไงคะ”
       อรอินทุ์พยักหน้า
       “ฝีมือคุณณี ถือว่าดีเลยนะคะ สำหรับคนที่พึ่งลองทำแค่สองสามครั้ง”
       พาณีหันไปอวดกับดนัย
       “บอกแล้วว่าฉันก็เป็นคนมีหัวศิลป์เหมือนกัน”
       ดนัยแค่นหัวเราะ
       “ขอโทษนะครับคุณณี การมีคนชมครั้งสองครั้ง ไม่ได้ทำให้คนกลายเป็นศิลปินในชั่วข้ามคืนนะครับ”
       พาณีค้อนดนัยที่คอยขัดคอ แต่ก็ยอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง
       “ฉันก็รู้หรอกน่า แต่แหมขอคำพูดที่สร้างขวัญ ให้ชุ่มชื่นใจหน่อยไม่ได้เหรอ”
       “แหม คุณณี ผมไม่ใช่คนชอบปลอบใจใครแบบแกนๆ ถ้ามันไม่จริงเราจะหลอกกันทำไมล่ะ”
       พาณีพนมมือฟังดนัยเทศน์ ดนัยหยุดปาก
       “ก็เป็นซะอย่างเนี้ย”
       “แบบนี้ถึงจะหยุดคุณได้”
       ดนัยยกมือยอมแพ้ อรอินทุ์ยิ้มมองทั้งคู่ที่ถึงจะชอบแหย่แกล้งกัน แต่ก็เข้ากันได้ดี พาณีมองไปรอบๆ สตูดิโอ
       “คุณพาทินไม่อยู่เหรอคะ”
       อรอินทุ์นิ่งลงเมื่อได้ยินพาณีถามถึงพาทิน ดนัยมองไปที่ลานระเบียงชั้นบนของสตูดิโอ เขาถอนใจหนัก
       “เดี๋ยวผมไปตามมาให้”
       ดนัยลุกขึ้นจากวงเดินไป อรอินทุ์ยิ้มเยาะตัวเอง
       “ช่วงนี้ทินเขาไม่ค่อยสบายใจน่ะค่ะ ดื่มหนักตลอดเลย”
       พาณีแปลกใจไม่อยากเชื่อ
       “คุณทินน่ะเหรอคะ”
       พาทินเมาหลับอยู่ที่เก้าอี้รับแขก ดนัยเดินขึ้นมามองแล้วต้องถอนใจด้วยความสมเพช เขาใช้มือเขย่าแขนพาทินปลุก
       “ทิน ทิน”
       พาทินงัวเงียยังไม่สร่างเมา ลืมตามองดนัย ค่อยๆลุกขี้นมานั่ง
       “หลังๆ มานี่แกดื่มมากไปหรือเปล่าวะ”
       พาทินหัวยังมึน
       “ตั้งสติหน่อยสิวะ นึกว่าจะทำใจยอมรับได้แล้วเสียอีก”
       พาทินใช้มือตบต้นคอตัวเองเบาๆ เรียกสติ
       “ผมหายแล้วล่ะพี่ ขอล้างหน้าหน่อย เดี๋ยวผมตามลงไป”
      
       พาทินลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ ดนัยมองตามส่ายหน้าระอา
      
       อรอินทุ์แปลกใจเมื่อรู้ข่าวว่าพิชชาจะไปทำงานที่กรุงเทพ
      
       “พิชชาไปทำงานที่กรุงเทพ เหรอคะ”
       ดนัยส่งสายตาดุปรามพาณี แต่พาณีไม่เข้าใจสัญญาณของเขาจึงบอก
       “พวกคุณไม่รู้หรอกเหรอ เมื่อวานพิชชาแวะไปหาบอกลาฉันค่ะ”
       พาทินเดินมาได้ยินพอดี
       “พิชชาไปทำงานที่กรุงเทพ”
       พาณีไม่คิดว่าเรื่องของพิชชาที่อรอินทุ์ถามเธอ จะกลายเป็นเรื่อง พาณีรู้สึกผิด
       “ค่ะ ขอโทษนะคะ ฉันนึกว่าเธอบอกพวกคุณแล้ว ไม่รู้จริงๆค่ะ”
       พาทินหน้าเครียดขึ้นมา คิดหาทางไปพบพิชชา อรอินทุ์รู้ว่าพาทินคิดอะไรอยู่
       “ทิน”
       สายตาพาทินเห็น พิชชากับจิราพัชรเดินมาด้วยกันจากทางชายหาด ทุกคนก็เห็นเช่นกัน ดนัยกับพาณีรู้สึกถึงบรรยากาศที่กดดัน จากการที่สองคู่พบหน้ากัน พิชชาเห็นหน้าพาทิน ก็ยิ้มให้เขา
       “พี่คะ”
       พิชชาทักอรอินทุ์ที่ยืนอยู่ข้างเขา
       “คุณอร”
       อรอินทุ์ไม่รู้ว่าจะทำหน้าแบบไหนรับคำทัก พิชชายิ้มให้ดนัยและพาณี ทั้งคู่ยิ้มทักตอบเธอ
       “ดีจังที่อยู่พร้อมหน้ากัน วันนี้ฉันมาลาทุกคนค่ะ”
       พาทินสีหน้าเรียบเฉย
       “พี่ขอคุยกับเธอหน่อยสิ”
       พาทินเดินไปที่หาดทราย พิชชาเดินตามไป อรอินทุ์จะเดินตามไปเช่นกัน จิราพัชรเข้ามาดึงเอาไว้ อรอินทุ์ไม่คิดว่าจิราพัชรจะเป็นคนรั้งเธอไว้
       “ปล่อยให้ทั้งคู่ได้คุยกันเถอะ”
      
       จิราพัชรยืนมองทะเล เตะทรายเล่น อรอินทุ์เดินเข้ามาหา
       “พัชรเธอคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงพาเขามาที่นี่ล่ะ”
       “ไม่ต้องพูดหรอก ฉันเองก็รู้สึกแบบเดียวกับเธอนั่นแหละ แต่ยังไงๆ ไอ้ทินมันก็ไม่ทิ้งเธอไปหรอก”
       “พัชร เธอโทษฉันเหรอ”
       จิราพัชรหันไปมอง
       “เหรอ...ฉันโทษเธออยู่เหรอ”
       จิราพัชรหัวเราะตัวเอง
       “อร เธออย่าโทษตัวเองเลย ปล่อยวางบ้างเถอะ ฉันรู้สึกแย่กว่าเธอตั้งเยอะ อยากจะพูดความจริงแต่ก็พูดไม่ได้”
       อรอินทุ์สงสัยท่าทีแปลกๆ ของจิราพัชรตั้งแต่ต้นแล้ว
       “อะไรที่เธอพูดไม่ได้”
       จิราพัชรรู้ตัวว่าพูดมากเกินพอแล้ว
      
       พาทินเดินพาพิชชาออกมาไกลจากสตูดิโอพอดู
       “พี่เป็นฝ่ายที่จะไปอยู่แล้ว ทำไมเธอต้อง...”
       “พี่คะ ฉันไม่อยากรอให้ถึงตอนนั้น ฉันเบื่อที่จะรอแล้ว”
       พาทินพยายามทำใจให้ยอมรับ
       “แล้วเธอจะไปอยู่ที่ไหน กรุงเทพ มันใหญ่จะตาย”
       พิชชามองพาทิน
       “บอกพี่ตามตรงนะคะ ฉันจะไปอยู่กับพัชรเขาสักระยะนึง”
       พาทินมองพิชชาอย่างไม่อยากเชื่อ
       “พัชรเขาเอ่ยปากชวน แล้วฉันก็รับปากเขาไปแล้ว”
       พาทินสีหน้าผิดหวัง
       “เราไม่ควรจะผิดสัญญาใช่ไหมคะ ฉันอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่”
       พาทินพูดอะไรไม่ออก
       “วันก่อนโน้น ที่ฉันมาหาพี่มาขอพี่แบบนั้น เพราะใจฉันไม่อยู่กับตัว เลยทำอะไรบ้าๆ ออกไป” เธอฝืนหัวเราะ “น่าขายหน้าจัง”
       พาทินพยายามคิดว่ามันเป็นอย่างที่พิชชาบอกหรือเปล่า
       “พี่ไม่ต้องรู้สึกผิดนะคะ ที่วันนั้นปฏิเสธฉัน ฉันเข้าใจดีค่ะ”
       “ความรู้สึกของพี่ พี่นึกว่าเธอรู้ดีแล้ว”
       พิชชาพยายามซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้
       “เรื่องนั้น ฉันรู้ดีอยู่แล้วค่ะ แต่ว่าเราสองคน ต่างก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้”
       ทั้งคู่นิ่งเงียบ
       “พี่คะ จำเอาไว้ได้เลยว่า ฉันเข้าใจพี่ เข้าใจจริงๆ” พิชชาน้ำตาซึม “ความรักของพี่หล่อเลี้ยงใจฉันมาตลอด ฉันไม่เคยเสียใจเลยสักครั้งที่รักพี่” พิชชาน้ำตาไหล “พี่อย่าลืมนะ”
       พาทินก้มหน้าเศร้าซึม พิชชาไม่อยากเห็นพาทินในแบบนี้
       “พี่คะ ฉันคงต้องไปแล้วล่ะ”
       พิชชาหันตัวเดินกลับ พาทินจับมือเธอเอาไว้
       “พี่จะไม่ลืม ไม่มีวันลืม”
       พิชชาน้ำตาไหล พาทินปล่อยมือจากพิชชา เธอเดินเช็ดน้ำตาที่ไม่ยอมหยุดไปตามชายหาด พาทินยืนซึมอยู่เดียวดาย
      
       บ่ายแก่ๆ จิราพัชรหิ้วกระเป๋าพาพิชชาเข้ามาในห้องพักของโรงพยาบาลรักษามะเร็ง พิชชามองไปรอบห้อง จิราพัชรรู้ว่าเธอรู้สึกกลัว และไม่สบายใจที่ต้องมาอยู่ที่นี่
       “กลัวเหรอ”
       พิชชาส่ายหน้า ยิ้มให้
       “พรุ่งนี้ต้องโดนตรวจ ต้องเช็คอะไรวุ่นวายไปหมด คุณไม่กลัวเลยเหรอ”
       ถึงพิชชาจะยังคงยิ้มอยู่ แต่ในใจก็หวั่นๆ จิราพัชรเดาออก เขาดึงมือเธอมากุมไว้ ให้ความมั่นใจแก่เธอ
       “ขอบคุณนะที่คุณมา”
       พิชชายิ้ม
       “อย่าพูดแบบนั้นสิคะ ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณ”
       พิชชามองหน้าเขา
       “คุณน่ะเป็นเหมือนเทวดาประจำตัวของฉันเลย”
       จิราพัชรตาโตที่เธอเปรียบเขาไว้สูง
       “เทวดาประจำตัวเลยเหรอ”
       จิราพัชรมองพิชชา ความรู้สึกที่รักอยากจะปกป้องเธอ มันล้นใจ เขาก้าวเข้าไปใกล้ค่อยๆ โอบ
       กอดเธอเอาไว้ พิชชาไม่ขัดขืนเพราะรู้ว่า เขาอยากปลอบโยน เธอเองก็ต้องการการปลอบโยนในยามนี้
       เหมือนกัน
       “เธอหายกลัวขึ้นไหม”
       พิชชารู้สึกอบอุ่นใจจนต้องยิ้มออกมา
       “แต่ฉันไม่รู้สึกกลัวแล้วนะ”
       “ขอบคุณนะคะ ตอนรักษามันจะเจ็บไหมคะ”
       จิราพัชรค่อยๆผละจากพิชชา เขาหัวเราะเบาๆ ส่ายหน้า พิชชามองหน้าเขาขอคำยืนยัน จิราพัชรนิ่งคิด
       “คงจะแค่นี้ล่ะ”
      
       จิราพัชรทำมือแสดงให้ดูว่านิดเดียว
      
      เช้าวันรุ่งขึ้น พยาบาลนำพิชชาขึ้นไปนอนบนเตียง จัดท่าทางเพื่อทำการตรวจไขกระดูก หมอใช้เข็มขนาดใหญ่แทงบริเวณระหว่างข้อต่อของกระดูกสันหลัง พิชชาเจ็บปวด จนแทบขาดใจ
      
       พยาบาลเข้ามาจับเธอไว้ไม่ให้ดิ้น เพราะอาจจะเป็นอันตรายได้ หมอดูตัวอย่างไขกระดูกออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อตรวจ พิชชาสวมแหวนของพาทินเอาไว้ตลอด
       จิราพัชรนั่งรอด้วยความกังวล ลุกขึ้นเดินไปเดินมา กระวนกระวายใจ รู้สึกกลัวแทนพิชชา...พยาบาลพาพิชชากลับจากการตรวจ มาพักฟื้นที่เตียง เธอยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ พยาบาลถาม
       “เจ็บเหรอคะ”
       “นิดหน่อยค่ะ”
       พยาบาลห่มผ้าให้
       “แฟนคุณ เขากระวนกระวายมากใจ นั่งไม่ติดเลยค่ะ”
       พิชชาอยากจะปฏิเสธความเข้าใจผิดของพยาบาล แต่เธอไม่มีแรงเหลือที่จะทำ
       “สีหน้าของเขาซีด เหมือนจะเจ็บไปกับคุณด้วยเหมือนกัน”
       พิชชาคิดได้ว่า จิราพัชรยังไม่เข้ามาเหมือนปกติ
      
       ในสวนพักผ่อนของโรพยาบาลรอบๆ บริเวณมีพยาบาลพาคนไข้มากายภาพบ้าง ญาติพาออกมาสูดอากาศบ้าง พิชชาสวมชุดคนไข้เดินมองไปรอบๆ กวาดตามองหาจิราพัชร เห็นเขานั่งเหม่อ กังวล จมอยู่กับความคิดเธอเดินเข้าไปหาเขา จิราพัชรเห็นพิชชา เขารีบลุกเข้าไปประคองเธอมานั่งที่เก้าอี้
       “คุณมานานแล้วเหรอคะ”
       จิราพัชรอ้ำอึ้ง
       “เมื่อกี้นี้เอง”
       พิชชารู้ว่าเขาโกหก เขามาทันเห็นตอนเธอเจ็บปวด
       “การตรวจเป็นยังไงบ้าง เจ็บ...เจ็บหรือเปล่า”
       พิชชายิ้ม รู้ว่าเขารู้ว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน
       “ฉันเจ็บแค่นี้เองค่ะ”
       เธอทำมือแสดงให้ดูว่านิดเดียว เหมือนที่เขาเคยทำให้เธอดู จิราพัชรยิ้มเก้อๆ รู้ว่ามันไม่จริง
      
       พิชชานั่งมองไปนอกหน้าต่างเหม่อคิด มองแหวนของพาทินที่นิ้ว ตัดสินใจถอดมันออกเก็บไว้ในกระเป๋า ใส่ไว้ที่ลิ้นชักข้างเตียง
      
       อรอินทุ์มาที่โรงพยาบาลที่รักษามือของตนทดสอบมือด้วยการจับปากกาเขียน หมอพยักหน้าพอใจ
       “คุณเกือบเป็นปกติแล้วล่ะนะ รอผลตรวจอีกครั้ง ถ้าไม่มีอะไรครั้งหน้าก็ไม่ต้องมาแล้วล่ะ”
       อรอินทุ์ดีใจ
       “มือคุณจะกลับเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง แฟนคุณคงดีใจแย่”
       อรอินกังวลขึ้นมาแทนที่ความดีใจที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
      
       พาทินกลับมาจากมหาลัย วางเป้สะพายไว้ที่เก้าอี้ นั่งลงอย่างไร้เรี่ยวแรง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขา
       หยิบขี้นมาดูหมายเลข เห็นเป็นเลขของอรอินทุ์ พาทินถอนใจ ปล่อยให้ดังอยู่พักหนึ่งค่อยรับสาย
       “จ้ะอร”
       “ทินคะ วันนี้มีนัดทานข้าวที่บ้านพ่อแม่คุณนะคะ อย่าลืมล่ะ ฉันกำลังกลับไปหานะคะ ไปเจอกันที่บ้านคุณพ่อคุณแม่เลยก็แล้วกันนะคะ”
       “จ้ะ”
       พาทินวางสาย รู้สึกเหนื่อยที่ต้องปั้นแต่งตัวเอง เขาลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เย็น หยิบเบียร์ออกมาดื่ม เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก พาทินรับสาย
       “ครับ”
       “พาทิน พี่เอง”
       “ครับพี่หมอ”
       “จะโทรมาบอกว่า อรมือเขาหายเป็นปกติแล้วนะ”
       พาทินอึ้งที่อรอินทุ์ไม่เคยบอกเรื่องมือกับเขาเลย
       “เมื่อกี้โทรหาเขาแต่สายไม่ว่าง ก็เลยคิดว่าให้ทินบอกข่าวดีกับเขาเอง เขาคงจะดีใจกว่า เท่านี้ล่ะ ไว้ค่อยคุยกันนะ”
       “ขอบคุณครับพี่หมอ”
       พาทินวางสายรู้สึกผิดหวังที่อรอินทุ์หลอกเขา
      
       เย็นนั้นทุกคนพร้อมหน้าที่โต๊ะอาหาร รอคอยพาทิน พจนินท์บ่นๆ
       “พาทินมาช้าจังเลย”
       พงศกรตัดบท
       “เดี๋ยวก็คงมา ถ้าหิวพวกเราลงมือทานกันก่อนก็ได้”
       “วันนี้ เรานัดกันกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันนะคะ”
       อรอินทุ์ดูกังวลที่พาทินล่าช้ากว่าที่นัดกันไว้ แพนสังเกตเห็น
       “พี่อร ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ เดี๋ยวพี่เขาก็มา พี่ทินนะถ้าจะมาช้า เกินสิบนาที เขาจะโทรมาบอกเสมอค่ะ”
       อรอินทุ์ยังอดห่วงไม่ได้ สังหรณ์ใจบางอย่าง
      
       ค่ำนั้น อรอินทุ์เดินขึ้นมาเห็นพาทินนั่งกินเหล้าอยู่
       “ทินคะ วันนี้เรามีนัดกินข้าวที่บ้านคุณ ทำไมคุณถึงไม่ไปล่ะคะ พวกเรารอคุณอยู่ ฉันโทรมาคุณก็ไม่รับสาย”
       พาทินยิ้มแห้งๆ ยกแก้วเหล้าที่วางอยู่ขึ้นดื่ม อรอินทุ์อ่อนใจกับท่าทีของเขาที่เปลี่ยนไป
       “ทินคะ พอเถอะค่ะ หยุดดื่มสักที”
       พาทินยิ้มเหมือนไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของอรอินทุ์
       “อรจ้ะ วันนี้พี่หมอโทรมาหา บอกข่าวดีให้ผมรู้”
       อรอินทุ์ใจหายวาบ สิ่งที่ใจเธอสังหรณ์มันเป็นจริงขึ้นมา เธอหน้าเสีย
       “เรื่องอะไรคะ”
       อรอินทุ์ถามออกไปทั้งที่รู้แก่ใจว่าเป็นเรื่องมือของเธอ พาทินยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
       “เรื่องมือของฉันสินะ”
       พาทินมองอรอินทุ์ สีหน้าเขาไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมา อรอินทุ์รู้ว่าเขาคงจะไปจากเธอแน่
       “ขอโทษค่ะทิน ที่ฉันไม่ได้บอกคุณ” อรอินทุ์เสียงเครือ “ฉันรู้ดีว่าเมื่อไหร่ที่คุณรู้” เธอน้ำตาไหล “คุณก็จะไปจากฉัน”
       พาทินยิ้มให้
       “ผมดีใจนะอร ที่มือคุณหายดีเป็นเหมือนเดิม”
       คำพูดของเขาทำให้เธอยิ่งเสียใจมากกว่าเดิม
       “ฉันไม่อยากหาย ไม่อยากเสียคุณไป”
       “ผมรู้ ผมเข้าใจ”
       อรอินทุ์รู้ตัวว่าคงไม่สามารถรั้งเขาไว้ได้อีก
       “ทินคะ คุณคงกลับไปหาพิชชาสินะ”
       พาทินนิ่งคิด ถอนใจ
       “ไม่หรอก ผมกลับไปหาเธอไม่ได้หรอก”
       อรอินทุ์เห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเขาที่วางอยู่ข้างๆ
       “แล้วคุณจะไปไหนล่ะคะ”
       พาทินเหม่อคิด
       “ผมแค่อยากจะไป สงบใจสักพักน่ะ คุณคงไม่ว่าใช่ไหม”
       อรอินทุ์ไม่รู้ว่าพาทินต้องการแบบนั้นจริงๆ หรือแค่ให้เธอสบายใจเท่านั้น
       “คุณจะยกโทษให้ฉันไหมคะ”
       “ผมสิต้องขอให้คุณยกโทษให้ ขอโทษที่ผมไม่ยอมตัดขาดจากพิชชา ขอเวลาให้ผมตั้งสตินะอร แล้วเราค่อยไปอเมริกากัน”
      
       อรอินทุ์มองพาทิน ไม่แน่ใจว่าเขาทำอย่างนั้นได้จริงๆ
ตอนที่ 19
      
       สายวันรุ่งขึ้น จิราพัชรพาพิชชาออกมาเดินเล่น ออกกำลังกาย เธอเดินมาพักหนึ่งก็หยุด ยืน เหนื่อย จิราพัชรหันกลับมา กังวลเมื่อเห็นเธอเหนื่อย ท้อ แต่ฝืนทำใจแข็งเร่งเธอ
      
       “แค่นี้ก็เหนื่อยแล้วเหรอครับ คุณช้อย”
       พิชชาตัดพ้อ
       “คนไม่เป็น ไม่รู้หรอกค่ะ ว่ามันเจ็บแค่ไหน”
       พิชชารู้ว่าจิราพัชรพยายามช่วย และให้กำลังใจเธอ
       “ฉันต้องตรวจอีกแล้วเหรอคะ”
       จิราพัชรเห็นใจ
       “อะไรกัน แค่นี้ไม่สู้แล้วเหรอ คราวที่แล้วคุณยังบอกว่าเจ็บแค่นิดเดียว”
       พิชชางอน
       “งั้นคุณก็ไปให้หมอตรวจแทนฉันสิคะ”
       จิราพัชรถอนใจ
       “ถ้าทำแบบนั้นได้จริงๆ ก็ดีนะสิ”
       พิชชานิ่งคิดว่า ที่เขาและเธอพยายามอยู่มันดีจริงหรือเปล่า
       “พัชรคะ เราทำแบบนี้มันคุ้มค่าจริงเหรอ มันเปล่าประโยชน์หรือเปล่าคะ”
       จิราพัชรเห็นพิชชาเริ่มท้อถอยกับการรักษา เขาเดินเข้าไปหา
       “ทำเพื่อผมนะ”
       จิราพัชรคิดว่าใช้คำพูดที่ไม่ถูกจังหวะ
       “ขอโทษที ผมไม่น่าจะพูดแบบนั้น”
       “ทำไมเหรอคะ”
       “มันไม่ใช่เหตุผลที่มีน้ำหนักพอ ให้คุณพยายาม”
       พิชชายิ้มที่เขาพยายามหาเหตุผลให้เธอ มีกำลังใจสู้กับอาการป่วย
       “พัชรคะ”
       “หือ”
       “สร้อยที่คุณเคยให้ฉันไว้ ฉันขอมันกลับมาได้ไหมคะ”
       จิราพัชรแปลกใจที่พิชชาขอ
       “ทำไมเหรอ”
       “อยากให้มันเป็นตัวแทนของคุณที่ช่วยให้ฉันสู้กับความเจ็บปวด เวลาที่คุณไม่ได้อยู่ข้างๆ”
       จิราพัชรใจพองโต ดีใจ
       “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”
       เขานึกบางอย่างออก
       “แต่ผมให้อย่างอื่นแทนได้ไหม”
      
       พาทินเดินไปตามทางในฟาร์มม้าที่เขากับพิชชาเคยมาด้วยกัน ภาพตอนที่เขากับพิชชา มีความสุขด้วยกันผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ
      
       พยาบาลเดินพาพิชชาไปยังห้องตรวจ จิราพัชรวิ่งเข้าไปหา
       “คุณพยาบาลครับ ขอเวลาแป๊บนึงครับ”
       พยาบาลบอกกับพิชชา
       “ดิฉันจะรอที่หน้าห้องนะคะ”
       “ค่ะ”
       พยาบาลเดินปลีกตัวไป จิราพัชรจับมือของพิชชาขึ้นมา หยิบแหวนแต่งงานที่เคยตั้งใจให้เธอ วางไว้บนมือของพิชชา
       “ตัวแทนของผม”
       จิราพัชรยิ้มให้ความมั่นใจแก่เธอ พิชชาเห็นแหวนนั้น มองหน้าเขา ซึ้งใจที่เขายังคงมั่นคงกับเธอไม่เปลี่ยน
      
       หลายชั่วโมงต่อมา...พิชชานอนอยู่บนเตียง รับการรักษา เธอกัดฟัน พยายามอดทนกับความเจ็บปวดทรมาน เธอมองแหวนของจิราพัชร ที่สวมไว้ที่นิ้วเพื่อเป็นกำลังใจ แต่ใจกลับคิดถึงพาทิน
       ค่ำนั้น พาทินนั่งเศร้าคิดถึงพิชชา ครั้งที่นั่งฉลองวันเกิดกับเธอ
      
       พิชชาเดินมาส่งจิราพัชร ที่ลานจอดรถ
       “ผมขอกลับไปเคลียร์งานให้เรียบร้อย แล้วจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด”
       พิชชายิ้มให้เขาพยักหน้าเข้าใจ
       “ตั้งใจทำงาน ขับรถระวังด้วยนะคะ”
       จิราพัชรยิ้มทั้ดีใจ ทั้งเขิน ที่ได้ยินคำพูดแบบนั้นจากพิชชา
       “ได้ยินคุณพูดแบบนี้ ผมเหมือนฝันไปนิดๆ”
       “ทำไมเหรอคะ”
       “ก็เหมือนเราได้แต่งงานกันแล้วนะสิ ผมเคยคิดไว้ว่า คุณจะพูดแบบนี้ก่อนที่ผมจะออกไปทำงานทุกๆ วัน”
       พิชชาฟังเขาพูดถึงการใช้ชีวิตด้วยกัน เธอซึมลงอดคิดถึงพาทินไม่ได้ จิราพัชรสังเกตอาการของเธอออก
       “ผมควรจะบอกเรื่องนี้กับคนอื่นได้หรือยัง”
       “อย่าเพิ่งนะคะ ให้พี่เขาไปอเมริกาก่อนที่จะบอกกับคนอื่นนะคะ”
       จิราพัชรเข้าใจทันทีว่าพิชชายังห่วงความรู้สึกของพาทินอยู่ แต่เขาเข้าใจเธอ พิชชารู้สึกตัว
       “ขอโทษค่ะ”
       จิราพัชรยิ้มให้ จับไหล่เธอให้สบายใจ
       “ไม่เป็นไรหรอก ผมเข้าใจ แต่คุณไม่อยากเจอไอ้ทินมันหน่อยเหรอ”
       พิชชายิ้มเศร้าๆ ส่ายหน้าปฏิเสธ
       “โอเค ถนอมตัวด้วยนะ ผมจะรีบกลับมา”
       จิราพัชรยิ้มให้ก่อนจะเดินจากไป พิชชาคว้าแขนไว้ เขาหันกลับมา เธอยิ้มให้เขา
       “ขอบคุณนะคะ”
       จิราพัชรรู้สึกว่า รอยยิ้มของเธอดูแสนเศร้า เขายิ้มตอบ ไม่อยากจะจากเธอไปในตอนนี้เลย
       “ไปนะ”
       จิราพัชรเดินไปขึ้นรถ พิชชามองเขาที่เดินจากไปด้วยหัวใจว้าเหว่
      
       สายวันใหม่...พิชชาพับชุดคนไข้วางไว้บนเตียงอย่างเรียบร้อย เธอหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็ก เปิดลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง หยิบกล่องใส่แหวนของพาทินที่เก็บเอาไว้ในนั้นออกมา เธอถอดแหวนของจิราพัชรที่สวมอยู่ออกแล้วใส่แหวนของพาทินแทน พิชชามองแหวนของจิราพัชร รู้สึกผิดในใจ
       “ขอโทษนะคะพัชร”
       พิชชาเก็บแหวนของจิราพัชรเอาไว้ในลิ้นชักนั้น เดินออกจากห้องไป
      
       จิราพัชรขับรถไปตามถนนในหัวเขาคิดถึงเรื่องรักษาพิชชาไปตลอดทาง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขารับสาย
      
       “ครับ พรุ่งนี้ผมจะพามา ช่วยจองห้องพักไว้ให้ด้วยครับ สักสองห้องนะครับ”
      
       จิราพัชรนึกถึงที่เขาได้คุยกับหมอตอนเย็นของเมื่อวานนี้...หมอดูเอกสารประกอบโรค
      
       “ให้ครอบครัวของคนไข้ มาตรวจดูดีกว่านะครับ”
       จิราพัชรหนักใจ เพราะรับปากพิชชาว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร
       “ใช้ของผมไม่ได้เหรอครับ ผมยินดีนะครับหมอ”
       “แหม หมอก็อยากให้ใช้ของใครก็ได้นะครับ แต่ว่าการปลูกถ่ายไขกระดูก มันต้องใช้จากคนในครอบครัวเท่านั้น อาการของคนไข้ตอนนี้ ต้องใช้วิธีการนี้เท่านั้น เป็นทางเดียวที่ทำได้ในตอนนี้”
       จิราพัชรคิดกังวลไปตลอดทาง
      
       บรรยากาศ ฟาร์มม้าในตอนบ่าย...พาทินเดินซึมๆ ดูบรรยากาศรอบๆ ยิ่งทำให้คิดถึงพิชชา...พาทินเก็บกระเป๋าเดินลงจากห้องพัก ตาวุธนั่งเล่นที่เก้าอี้ใต้ต้นไม้ เห็นพาทินก็ถาม
       “จะกลับแล้วเหรอ”
       “ครับ”
       พาทินยกมือไหว้ตาวุธ
       “คราวหน้าพาพิชชามาเที่ยวด้วยนะ”
       พาทินได้ยินชื่อพิชชา ก็ยิ่งรู้สึกหวั่นไหวทุกครั้ง เขายังทำใจสงบลงไม่ได้จริงๆ
       “ครับ”
       ตาวุธตบไหล่พาทินเบาๆ
       “ผมลาล่ะครับ ขอบคุณมากครับตา”
       ตาวุธยิ้มให้ พาทินเดินไปขึ้นรถที่จอดเอาไว้
      
       แพนจอดรถ มองไปที่บ้านพักของสุนทรีที่ด้านใน สุนทรีกำลังเก็บเสื้อผ้าของเจ้าหน้าที่ ลงตะกร้า แพนเดินมาชะโงกมอง เธอมองแม่ที่เคยเลี้ยงดูมา ยังมีชีวิตที่ยังลำบาก สุนทรีไม่รู้ว่าแพนยืนมองอยู่ที่ด้านหลัง แพนเดินเข้าไปหาที่ลานตากผ้า เธอลงมือช่วยเก็บเสื้อผ้า
       สุนทรีรู้สึกตัวมีคนมาช่วยเก็บผ้า เมื่อหันไปมอง เธอแปลกใจมาก ที่เห็นแพนยืนอยู่ข้างๆยังสวมชุดทำงานของโรงแรมอยู่ สุนทรีละมือ
       “มาทำอะไรที่นี่น่ะแพน”
       แพนไม่ตอบมือยังคงช่วยเก็บผ้าที่ตากไว้ลงตะกร้า
       “ไม่ต้องๆ เดี๋ยวแม่เก็บเอง เดี๋ยวชุดจะเปื้อน”
       สุนทรีปัดฝุ่นผ้าที่ไปติดที่เสื้อของลูกสาวที่เธอเลี้ยงดูมาแต่เกิด แพนหยุดมือมองแม่ ที่หันมาใส่ใจกลัวเสื้อของเธอจะเปื้อน สุนทรีหยุดมือ ทำสีหน้าและอารมณ์ไม่ถูก ว่าจะแสดงยังไงดี แพนยิ้มบางๆ
       “แม่เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ” แพนยิ้มออกมา “ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันไม่มีช่วยหยิบจับทำงานแม่คงไล่หวดฉันเปิงไปแล้ว”
       สุนทรีไม่รู้ว่าจะยิ้มให้ความหลังอันขมขื่น หรือยินดีที่ได้พบกับแพนดี เธอหันไปเก็บเสื้อที่เหลือต่อ
       “วันนี้ทำไม่ถึงมาที่นี่ได้ล่ะ”
       แพนถอนใจ
       “ก็ลูกสาวคนโปรดของแม่นะสิ เขาแวะไปหาฉันก่อนขึ้นไปทำงานที่กรุงเทพ บอกให้ฉันให้แวะมาดูแม่แทนเขาบ้าง”
       สุนทรีมองแพน แปลกใจที่พิชชาไปขอร้องและแปลกใจที่แพนยอมทำตามที่พิชชาขอ แพนมองสายตาของแม่ก็รู้ว่าแม่รู้สึกอะไร เธอแค่นหัวเราะ
       “ยายบ๊องนั่นชอบคิดอะไรง่ายๆ แล้วคิดว่าได้ดั่งใจทุกครั้ง”
       สุนทรีเปลี่ยนท่าที เมื่อได้ยินความรู้สึกจากปากของแพน
       “เป็นเพราะแบบนั้นเหรอ ถึงได้มา”
       แพนดึงความรู้สึกที่ประชดเก็บกลับเข้าไป
       “ก็ไม่เชิงหรอก ฉันผ่านมาก็เลยอยากแวะเข้ามา”
       สุนทรีมองเวลา
       “งั้นช่วยอยู่ดูบ้านให้หน่อย แม่จะไปตลาด ซื้อของมาทำมื้อเย็นให้หัวหน้าเขา”
       สุนทรีกำลังจะยกตะกร้า แพนช่วยยก เดินไปที่ม้าหิน เธอจับมือแม่ดึงให้นั่งลงที่ม้าหิน
       “แม่ไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวฉันขับไปซื้อให้เอง แม่จะทำอะไรล่ะ”
       สุนทรีมองแพนนิ่งไปครู่หนึ่ง”
       “ซื้อผักมาสองสามอย่าง แล้วก็เนื้อหมูสักครึ่งกิโล ก็พอแล้ว”
       แพนเดินลงไปที่จอดรถ
       “เอาตังค์ไปด้วยสิ”
       “ไม่ต้องหรอกแม่ ฉันมี”
       แพนเดินลงเนินไป สุนทรีมองหลังของลูกสาวที่เดินห่างออกไป ถอนใจ ทั้งดีใจและสงสารชะตากรรมที่เล่นตลกกับชีวิตของเธอ และลูกทั้งสองคนที่เธอรัก
      
       สุนทรีกำลังเตรียมครัวทำกับข้าว เสียงฝีเท้าที่เดินมาตามทางทำให้เธอหันไปคิดว่าแพนกลับมาจากตลาด จิราพัชรเดินเข้ามาหายกมือไหว้ สุนทรีแปลกใจที่จู่ๆเขาก็มาหาเธอ
       “อ้าวคุณเองเหรอคะ”
       สุนทรีรีบวางมือออกมาต้อนรับ
       “สบายดีนะคะ”
       “ครับ”
       จิราพัชรพยักหน้ารับคำทัก แต่สีหน้ากังวล
      
       จิราพัชรนั่งหน้าเครียดอยู่ที่ม้าหิน สุนทรียกน้ำมาให้
       “ขอโทษนะคะที่ต้องให้นั่งตรงนี้”
       จิราพัชรไม่รู้จะเริ่มต้นบอกเรื่องพิชชายังไงดี สุนทรีเห็นเขาดูเงียบกว่าปกติ
       “เพิ่งลงมาจากกรุงเทพ เหรอคะ แล้วพิชชาเป็นไงมั่งคะ”
       จิราพัชรเงยหน้ามองสุนทรี หลุดจากการจมความคิด
       “ตั้งแต่ขึ้นไป พิชชาไม่ค่อยเปิดโทรศัพท์ ฉันติดต่อแกไม่ได้เลย แกสบายดีใช่ไหมคะ แล้วงานใหม่เป็นไงบ้าง หนักหรือเปล่า ปกติแล้วพิชชาก็เป็นคนขยัน หวังว่าแกคงไม่ทำให้คุณลำบากนะคะ”
       จิราพัชรตัดสินใจบอกสุนทรีเรื่องพิชชาแบบตรงๆ
       “คุณน้าครับ...”
       จิราพัชรพูดได้แค่นั้นก็หยุด ไม่กล้าพูดต่อ สุนทรีเห็นท่าทางอึกอักของเขา รู้ว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ
       “หรือว่าพิชชา เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
       จิราพัชรก้มหน้าไม่มีคำพูดอะไรออกจากปาก สุนทรียิ่งร้อนรน
       “บอกมาเถอะค่ะ มีอะไรเกิดขึ้นกับพิชชาเหรอคะ”
       จิราพัชรรวมสติค่อยๆ บอกสุนทรี
       “พิชชา...เธอป่วยครับ ป่วยมาก”
      
       แพนถือของที่ซื้อมาจากตลาด เห็นรถของจิราพัชรที่จอดอยู่ สงสัยว่าเขามาทำไม
       สุนทรีอึ้งพูดอะไรไม่ออก ค่อนๆนึก เรื่องพิชชาก่อนหน้านี้
       “ป่วยเหรอ...คงไม่ใช่”
       จิราพัชรถอนใจ
       “มะเร็งในเม็ดเลือด”
       สุนทรีทรุดตัวอย่างหมดแรง เมื่อรู้ความจริง
       “จะรักษาพิชชา ต้องพาญาติไปตรวจไขกระดูก เพื่อดูว่าเข้ากันได้หรือเปล่า วันนี้ผมมารับคุณน้าครับ”
       สุนทรียังพูดอะไรไม่ออก ร้องไห้สงสารพิชชา ที่ชะตากรรมที่เล่นงานเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุนทรีร้องไห้อย่างหนัก
       “ทำไมถึงได้เป็นอย่างนี้นะ”
      
       จิราพัชรเองไม่รู้จะทำยังไง แพนยืนนิ่งฟังที่มุมบ้าน
      
       จิราพัชรเดินหดหู่ ออกจากตัวบ้าน แพนนั่งที่ศาลา เห็นเขาเดินออกมา เธอเดินเข้าไปหา จิราพัชรแปลกใจที่เจอแพนที่นี่
      
       “จริงเหรอพี่ เรื่องพิชชา”
       จิราพัชรชะงัก
       “แพน”
       แพนคาดคั้น
       “บอกมานะพี่ ฉันต้องรู้นะ”
       จิราพัชรยังคงนิ่งไม่อยากพูดถึงในตอนนี้ แพนนิ่งคิด
       “ถ้าพิชชาเป็นมะเร็งจริงๆ แม่กับพ่อแล้วพี่ทินอีกล่ะ ทุกคนจะเป็นยังไง”
       จิราพัชรได้ยินชื่อพาทิน เขากังวลขึ้นมาทันที
       “แพน บอกเรื่องให้รู้ไม่ได้นะ โดยเฉพาะพาทิน...พิชชาเขาขอมาจะให้ใครรู้ไม่ได้ พี่จะไม่ให้อภัยเธอ ถ้าเธอบอกพวกเขา”
       “พี่คะ”
       จิราพัชรรู้สึกตัวว่าอารมณ์พลุ่งพล่านมากเกินไป
      
       พิชชาเดินมาตามถนนทางเข้าฟาร์ม เธอคิดถึงตอนที่มากับพาทินในครั้งก่อน...พาทินขับรถเลี้ยวออกมา พิชชาเห็นรถจากหางตา จำได้ว่าเป็นรถของพาทิน...พาทินไม่ทันได้สังเกตเห็นเขาขับรถไปตามทางแล่นห่างออกจากเธอไป พิชชาพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีอยู่ ค่อยๆ วิ่งไล่ตามรถของเขาที่แล่นห่างออกไป รถของพาทินวิ่งเลี้ยวลับโค้งไป พิชชาหมดแรงทรุดตัวลงหอบหายใจ พักใหญ่ๆ รถของพาทินก็ถอยหลังกลับเข้ามา พิชชามีรอยยิ้มบางๆ พาทินถอยรถกลับมา เปิดประตูรถวิ่งมาหาพิชชาที่นั่งหอบหายใจอยู่
       “พิชชา”
       พาทินประคองเธอขึ้นรถ ทั้งคู่ยิ้มให้กันทั้งน้ำตา ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้พบกันแบบนี้
       “พี่คะ ฉันหนีพี่ไปไม่พ้นจริงๆ”
       พาทินยิ้มไม่พูดอะไร เขาลูบหัวพิชชาแทนความรู้สึกที่มีอยู่ช้างใน
      
       สุนทรีนั่งร้องไห้อยู่ที่ม้าหิน แพนเดินเข้ามาหา สุนทรีเช็ดน้ำตา เก็บอาการสะอื้นไว้ในอก ไม่อยากให้ลูกรู้ แพนเข้าใจความรู้สึกเดินไปที่ครัว เอาของที่ซื้อมาจากตลาดออกมา สุนทรีมองแพนที่หันหลังทำกับข้าว น้ำตาไหลไม่หยุด แพนทำกับข้าวหน้าเศร้า ในใจสงสารทั้งสุนทรีและพิชชาจับใจ
       “แพน”
       “คะ”
       “ทำเสร็จแล้ว วางไว้บนโต๊ะ เอาฝาครอบไว้นะ แม่จะไปข้างนอกหน่อย”
       สุนทรีไม่รอให้ลูกตอบรับ เธอเดินออกไปจากบ้าน แพนมองตาม เห็นหลังของแม่ที่เคยเลี้ยงดูเธอมาเดินออกไปอย่างเศร้าสร้อย
      
       ​พงศกรนั่งคุยกับอรอินทุ์อยู่ในห้องรับแขก พจนินท์ยกแก้วน้ำมาให้ พงศกรถามอรอินทุ์
       “จะเดินทางกันวันไหนล่ะ”
       “ตอนนี้ทิน เขาขอเวลาอยู่คนเดียวบ้าง ก็เลยยังไม่ได้กำหนดกันว่าจะไปเมื่อไหร่”
       พจนินท์มองอรอินทุ์อย่าเห็นใจเธอ อรอินทุ์เห็นสายตาของพจนินท์ที่กังวล เธอบอกเรียบๆ
       “ก็คงเร็วๆ นี้ล่ะค่ะ”
       เสียงกริ่งที่หน้าบ้านดังขึ้น พจนินท์ขยับตัว อรอินทุ์อาสาลุกไปเปิดประตู
       “หนูเองค่ะ”
       อรอินทุ์ลุกจากเก้าอี้ไปเปิดประตูหน้าบ้าน พงศกรถอนใจ
       “จะเดินทางอยู่แล้ว ทินมันไปเที่ยวอีกยังงั้นเหรอ”
       พจนินท์เข้าใจเหตุผลของพาทิน แต่ก็รับฟังพงศกรบ่นไม่ออกความเห็น สุนทรีเปิดประตูเดินจ้ำเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีร้อนรน พงศกรและพจนินท์แปลกใจที่ สุนทรีปรากฏตัวในบ้าน
       “สวัสดีครับ”
       สุนทรีน้ำตาไหลพราก พจนินท์ตกใจกับท่าทีของสุนทรี
       “มีเรื่องอะไรเหรอคะ”
       “ทั้งเนื้อทั้งตัว ฉันมีอยู่แค่นี้เอง”
       สุนทรีหยิบสมุดธนาคารส่งให้พงศกร ทุกคนได้แต่งงงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าสุนทรีกำลังพูดถึงอะไรอยู่
       “ฉันรู้ว่าค่ารักษาแพงมาก แต่ช่วยฉันด้วยนะคะ พิชชาก็เหมือนเป็นลูกสาวของคุณ”
       แพนเปิดประตูบ้าน เดินเข้ามาหาสุนทรี จับแขนเธอไว้
       “แม่คะ มาที่นี่ทำไม”
       สุนทรีดึงแขนหลุดจากแพน ไม่ได้สนใจใจจดจ่อกับเรื่องของพิชชา พจนินท์เห็นท่าทีของสุนทรีและแพนก็ถามอย่างสงสัย
       “ทำไมคะ มีอะไรกับพิชชาอย่างนั้นเหรอ”
       สุนทรีร้องไห้อย่างหยุดไม่อยู่
       “ช่วยรักษาพิชชาด้วยนะคะ...พิชชาเป็นมะเร็ง”
       พจนินท์ตกใจที่รู้ แพนไม่รู้จะยังไง ได้แต่ เรียกสุนทรี
       “แม่”
       พงศกรและอรอินทุ์เองก็ตกใจไม่แพ้กัน พงศกรหันไปถามลูกสาว
       “จริงเหรอแพน”
       แพนนิ่งไม่ตอบ พงศกรรู้จากอาการของแพน ว่ามันเป็นความจริง
       “แกต้องผ่าตัด ฉันไม่มีเงิน ฉันมองไม่เห็นใครที่จะช่วยแกได้อีกแล้ว คุณทั้งสองคนเคยเลี้ยงดูแกมา ช่วยแกด้วยนะคะ”
       พจนินท์สะเทือนใจเรื่องพิชชา เสียใจจนทรุดลงไปนั่งกับพื้น สุนทรีเองก็หมดเรี่ยวแรงประคองตัวทรุดลงไปนั่งกับพื้นเช่นกัน แพนและอรอินทุ์ตกใจ ต่างเข้าไปประคองทั้งคู่
       “แม่คะ แม่”
       พงศกรยืนอึ้งกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาตั้งรับไม่ถูก
      
       พาทินกับพิชชาเดินเล่นไปรอบๆ ฟาร์มม้า...ทั้งสองไปนั่งคุยกันที่ใต้ต้นไม้ใหญ่
       “อีกไม่กี่วันพี่ก็คงจะไปแล้วสินะ”
       “อืม...ก่อนไป พี่ก็เลยอยากกลับมาที่นี่อีกสักครั้ง”
       “ฉันเองก็เหมือนกัน อยากจะบอกลาพี่ที่นี่”
       “ถ้าไม่ได้มาที่นี่ พี่ก็คงไม่ได้ยินสินะ”
       พิชชานิ่งคิด
       “ฉันนึกว่าไม่ว่าจะพูดอยู่ที่ไหนๆ พี่ก็จะได้ยินฉันซะอีก”
       พาทินยิ้มให้
       “ได้ยินสิ...ตอนที่พี่ไปอยู่อเมริกา พี่ได้ยินเสียงของเธอทุกวัน”
       พาทินมองบรรยากาศรอบๆ ฟาร์ม
       “เธอพูดกับต้นไม้ที่นี่ บ่นว่าคิดถึงพี่ใช่ไหม”
       พิชชาเหม่อคิดถึงตอนที่เป็นเด็กใช้ชีวิตที่นี่
       “ฉันอธิษฐานขอให้ได้พบกับพี่อีก ได้กลับมาอยู่กับพี่อีกครั้ง”
       พาทินเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้ เปลี่ยนเรื่องคุย
       “ไปอยู่กรุงเทพ เป็นไงบ้าง”
       พิชชานึกถึงความเจ็บปวด เมื่อกลับไปกรุงเทพ เพื่อรักษา
       “ขอไม่พูดถึงได้ไหม”
       พิชชาสลัดความคิดเกี่ยวกับกรุงเทพ และอาการเจ็บป่วยของตัวเองออกไป
      
       “ได้มาเจอพี่ที่นี่ มันเหมือนกับฝันไปจริงๆ”
      
      พิชชาเอียงหัวซบลงบนไหล่ของเขา พาทินโอบไหล่ลูบหัวเธอเบาๆ ทั้งคู่รู้สึกเศร้า แทนที่จะสดใสไปตามบรรยากาศรอบตัว
      
       “พี่คะ...เก็บฉันเอาไว้ในหัวใจพี่ตลอดไปได้ไหม”
       พาทินรับฟังเงียบๆ น้ำตาซึม
       “ใจของฉัน ให้พี่หมดใจตั้งนานแล้ว”
       พาทินน้ำตาไหล
       “พี่เองก็เหมือนกัน”
       พาทินกระชับอ้อมกอดที่มีให้พิชชาแน่นขึ้น แทนความรู้สึกข้างใน...พิชชาขี่หลังพาทิน เขาพาเธอเดินกลับที่พัก พิชชาดูเหนื่อยล้า พาทินซึมเซา
      
       เช้าวันต่อมา...พาทินตื่นมา ที่นอนข้างๆ ว่างเปล่า พิชชาหายไปแล้ว พาทินลุกขึ้น นิ่งคิดเหมือนว่า ได้พบเธอที่นี่คือความฝัน
      
       พงศกรนั่งคุยกับแพนและอรอินทุ์
       “พ่อกับแม่จะไปกรุงเทพ ไปดูอากาพิชชาหน่อย”
       แพนพูดขึ้น
       “หนูไปด้วยนะคะ”
       อรอินทุ์ขอไปด้วย
       “หนูด้วยค่ะ”
       “อย่าเพิ่งเลย ไม่ต้องห่วงหรอก มีอะไรแล้วพ่อจะโทรมาบอกเอง”
       “แต่พ่อคะ...”
       “แพนฟังพ่อ ตอนนี้อย่าให้ทินเขารู้...ถ้าเขารู้พ่อไม่รู้จริงๆ ว่าจะเป็นยังไงต่อ ไว้พิชชาอาการดีขึ้นแล้วค่อยบอกเขาก็แล้วกัน”
       พจนินท์เดินลงมาจากบนห้องได้ยินพงศกรคุยกับแพน
       “คุณคะ จะไม่บอกได้ยังไง”
       “ถ้าทินรู้ เรื่องมันจะยิ่งแย่ลงนะคุณ”
       พจนินท์ไม่พอใจที่พงศกรไม่ยอมให้พาทินรู้เรื่อง เธอเดินหนี พงศกรจับแขนพจนินท์ไว้
       “พ่อขอย้ำนะ อย่าเพิ่งบอกทิน”
       “ฉันไม่ยอม ฉันรู้แต่ว่าพิชชากำลังป่วยหนัก ลูกกำลังจะตาย พ่อพูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง”
       แพนและอรอินท์เข้าใจอารมณ์ของแม่และเหตุผลของพ่อ พงศกรตัดบทถอนใจ
       “ไว้พูดเรื่องนี้ทีหลัง แม่ไปกันได้แล้วล่ะ”
       “คุณไม่ต้องพูดแล้วล่ะ ฉันจะไปเยี่ยมพิชชาคนเดียว”
       พจนินท์เดินออกไป แพนและอรอินทุ์เรียกพจนินท์รั้งเธอเอาไว้
       “แม่คะ”
       พจนินท์เดินออกจากบ้านไม่ฟังคำทัดทานของใคร พงศกรนั่งลงบนโซฟาอย่างอ่อนใจ
      
       จิราพัชรขับรถเข้ากรุงเทพ พงษ์นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ สุนทรีกับพจนินท์นั่งอยู่ที่เบาะหลัง สีหน้าของทั้งคู่ทุกข์ระทม พจนินท์น้ำตาไหล เมื่อคิดถึงพิชชาที่ต้องเจ็บป่วย สุนทรีรู้ว่าพจนินท์รู้สึกยังไง เธอกุมมือของพจนินท์ให้กำลังใจ และปลอบใจตัวเองไปด้วย
       “ลูกต้องปลอดภัย ไม่เป็นไร”
       สุนทรีเก็บความรู้สึกไว้ แต่ก็อดน้ำตาไหลไม่ได้ พจนินท์ลูบมือสุนทรีเบาๆ ปลอบ
       “ค่ะ ใช่ลูกต้องไม่เป็นไร”
       ทั้งคู่บีบมือกันแน่น
      
       พิชชานั่งที่ม้านั่งตัวเดิมในสวนขอโรงพยาบาลรอคอยจิราพัชร เหม่อคิด สักครู่จิราพัชรเดินเข้ามาหา พิชชาคลายจากภวังค์ เงยหน้ามองจิราพัชรที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า พิชชายิ้มตอบ
       “ผมพาใครมาหาด้วย”
       จิราพัชรมองไปข้างๆ พิชชามองตามทิศทางสายตาของเขาที่มองนำไป สุนทรี พจนินท์ และพงษ์ยืนห่างไปไม่กี่ก้าว พิชชาลุกขึ้นมองพจนินท์และสุนทรี คาดไม่ถึง สุนทรีและพจนินท์ยิ้มให้ พิชชาดีใจค่อยๆ เดินเข้าไปกอดทั้งคู่
       “แม่คะ”
       ทั้งสามดีใจจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่กอดกันกลม น้ำตาไหล จิราพัชรและพงษ์ มองภาพตรงหน้าทั้งตื้นตัน และหดหู่ในเวลาเดียวกัน
      
       พิชชานอนพักอยู่บนเตียง พจนินท์และสุนทรี นั่งอยู่ข้างเตียง พจนินท์ลูบผมพิชชาปลอบโยน เหมือนที่เคยทำทุกครั้ง
       “เจ็บไหมลูก”
       พิชชามองพจนินท์ ยิ้มให้แทนคำตอบ สุนทรีนั่งมองพิชชา น้ำตาไหล หันหน้าหลบไม่ให้เห็น พจนินท์มองอย่างห่วงใย
       “ลูกผอมลงไปเยอะเลยนะ ได้กินอะไรดีๆ บ้างหรือเปล่า”
       พิชชายิ้มบางๆ
       “อาหารที่นี่ก็ใช้ได้ค่ะแม่”
       พิชชามองสุนทรี
       “แม่คะ”
       สุนทรีเช็ดน้ำตา น้ำมูกที่ไหลอยู่
       “หือ”
       “จ้ะ”
       พิชชายิ้มเมื่อได้รับคำขานจากทั้งคู่ สุนทรีรู้สึกตัวเองเป็นส่วนเกิน พจนินท์เองก็รู้สึกว่าตัวเอง เป็นแม่ที่ไม่ได้ให้กำเนิดพิชชา ทั้งคู่ดูขัดเขิน
       “แม่ไปเอาน้ำให้นะ”
       สุนทรีหยิบเหยือกน้ำจากโต๊ะข้างเตียง เดินออกจากห้องไป พิชชาหันมาหาพจนินท์
       “หนูโชคดีจังเลย”
       พจนินท์สงสัยว่าทำไมพิชชาถึงพูดแบบนั้นออกมา
       “หนูมีแม่ตั้งสองคน ขานรับเวลาหนูเรียก...”
       พจนินท์เช็ดน้ำตาที่ซึมอยู่
       “แม่คะ พี่เขาไม่รู้ใช่ไหมคะ”
       “พิชชา”
       “ยังไม่รู้ใช่ไหม”
       พจนินท์พยักหน้ารับ
       “จ้ะ”
       พิชชาฝืนยิ้ม
       “แบบนั้นดีแล้วล่ะค่ะ...หนูมีแต่เรื่องให้แม่ทุกข์ใจมาตลอด”
       “ไม่หรอกลูก ไม่จริงเลย”
       “ถ้าหนู...”
       “อย่านะลูก อย่าพูดอะไรยังงี้สิ ถ้าลูกเป็นอะไรไป แม่คงอยู่ไม่ได้”
       “แม่...แม่อย่าพูดแบบนั้นสิคะ”
       พิชชาเศร้าสร้อย พจนินท์รีบเปลี่ยนท่าที
       “ได้จ้ะ แม่ไม่พูดแล้ว”
       พจนินท์กุมมือพิชชาไว้
      
       อรอินทุ์นั่งรอพาทินอยู่ที่สตูดิโอ เรื่องพิชชาทำให้เธอสับสนอยู่ข้างใน พาทินกลับเข้ามา เห็นอรอินทุ์นั่งรอเขา เธอเดินเข้าไปหากอดเขาไว้น้ำตาไหล โดยไม่รู้ตัว บอกไม่ถูกว่าดีใจหรือเสียใจแน่
       “มีอะไรหรือจ้ะอร”
       “เปล่าหรอกค่ะ ดีใจที่คุณกลับมา”
       “ทำไมผมถึงจะไม่กลับมาล่ะ”
       “ไม่รู้สิคะ”
      
       พาทินรู้สึกแปลกกับความรู้สึกของอรอินทุ์ที่สัมผัสได้
ตอนที่ 20
      
       สุนทรีและพจนินท์นั่งคุยกันเรื่องพิชชาที่เก้าอี้ยาวหน้าห้อง
      
       “แกไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขจริงๆ ของฉัน ฉันเสียแกไปแล้วครั้งหนึ่งเพราะกรุ๊ปเลือดของเราไม่ตรงกัน ถึงอย่างนั้นแต่ฉันก็รู้สึกเหมือนเป็นแม่แท้ๆ ของแก”
       พจนินท์อยากลองให้หมอเอาไขกระดูกของเธอไปใช้
       “ให้ฉันลองตรวจดูนะคะ เผื่อจะใช้การได้”
       สุนทรีเข้าใจความรู้สึกของพจนินท์ที่มีต่อพิชชา แต่ก็รู้ว่ามันเป็นไปได้ยาก
       “ของพี่ชายแกก็ใช้ไม่ได้แล้ว”
       พจนินท์ดูกระวนกระวายทุกข์ร้อน สุนทรีดูสงบ แต่ความรู้สึกข้างในของทั้งคู่ไม่ต่างกัน เธอพูดออกมาเบาๆ
       “ต้องมีที่ใช้ได้สิ”
       “แต่ถ้าของคนในครอบครัวใช้ไม่ได้ ฉันได้ยินว่ามันคง...”
       พจนินท์คิดถึงตรงนี้ก็น้ำตาไหล
       “ถ้าแกเป็นลูกสาวของฉันจริงๆ”
       สุนทรีน้ำตาไหล
       “ฉันรู้สึกตรงกันข้าม ถ้าแกไม่ใช่ลูกของฉัน...ก็คงไม่ต้องมารับถ่ายโรคนี้ไป”
       สุนทรีปล่อยอารมณ์ที่เก็บกักมานานออกไปเธอสะอื้นฮั่ก
       “ถ้าแกไม่ใช่ลูกของฉัน”
       ทั้งคู่นั่งร้องไห้อย่างไม่อายใคร
      
       เย็นนั้น อรอินทุ์มองพาทินที่กำลังเตรียมทำมื้อเย็น เธอสับสนและความรู้สึกสองอย่างที่อยู่ข้างใน จนทนไม่ไหว เดินออกจากสตูดิโอ ขับรถแล่นออกไป
      
       พิชชาหลับอยู่บนเตียง อรอินทุ์นั่งอยู่ข้างเตียง หน้าเศร้าหมอง พิชชาค่อยๆ ลืมตาขึ้น
       “คุณอร”
       พิชชาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง
       “ฉันไม่อยากเชื่อว่าเธอจะเป็นแบบนี้”
       “คุณอรคะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
       “พิชชา”
       “อย่าบอกพี่เขานะคะ รับปากฉันนะคะว่าจะไม่บอก ให้ฉันบอกเขาตอนกลับจากอเมริกานะคะ”
       อรอินทุ์ร้องไห้รู้ว่าสิ่งที่พิชชาบอกเป็นเรื่องโกหก
       “พิชชา”
       พิชชายิ้ม
       “ไม่ใช่เพื่อคุณ ไม่ใช่เพื่อพี่เขาหรอกค่ะ เพื่อตัวฉันเอง เพราะฉันไม่อยากให้พี่มาเห็นฉันในสภาพนี้ นะคะ ทำเพื่อฉันนะ”
       อรอินทุ์กลั้นสะอื้น เช็ดน้ำตา รับคำพิชชา
       “ก็ได้จ้ะ เธอต้องหายนะ ทินเขาจะได้มาเจอเธออีก เธอจะตายไม่ได้นะ ต้องมีชีวิตอยู่นะ ฉันก็ไม่ได้พูดเพื่อเธอ แต่เพื่อตัวเองเหมือนกัน”
       พิชชามองอรอินทุ์ ยิ้มให้ พยักหน้ารับความหวังดีที่อรอินทุ์มีให้
       “ค่ะ ฉันจะอยู่ หลังผ่าตัดแล้วคงดีขึ้น”
       อรอินทุ์ยิ่งร้องไห้หนัก เพราะลึกๆ ในใจรู้ว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ พิชชาจับมืออรอินท์ไว้
       “คุณอรคะ ทำให้พี่เขามีความสุขด้วยนะคะ ฉันอยากจะขอจากคุณเท่านี้ล่ะค่ะ ใช้ชีวิตที่มีความสุขเผื่อให้ฉันด้วยนะคะ”
       อรอินทุ์น้ำตาไหลพรากอย่าสงสาร พิชชารู้ว่าคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว
      
       พิชชานั่งเซ็งๆในห้อง กิ่งเทียนเปิดประตูเดินเข้ามา จิราพัชรเดินตามเข้ามา พิชชาเห็นหน้ากิ่งเทียนก็ดีใจ
       “กิ่ง”
       “พิชชา”
       กิ่งเทียนวิ่งเข้ากอดพิชชาที่เตียง
       “มาได้ยังไงเนี่ย”
       กิ่งเทียนหันไปทางจิราพัชรแทนคำตอบ เธอมองพิชชาที่หน้าตาซีดเซียวและผอมลง
       “เธอผอมลงนะพิชชา”
       “ก็คนไม่สบายนี่น่า”
       “อืม ก็จริงนะ”
       กิ่งเทียนทำท่าจะร้องไห้ เพราะสงสารเพื่อน พิชชาดุ
       “กิ่ง หยุดเลยนะ”
       กิ่งเทียนเช็ดน้ำตาที่ซึมที่หางตา
       “ฉัน ฉันไม่ได้ร้องนะ”
       กิ่งเทียนฝืนยิ้มแต่สีหน้าไม่ยอมฝืนตาม
       “พิชชา เธอไหวไหม คงเจ็บน่าดู”
       พิชชายิ้มให้กิ่งเทียนที่ห่วงใยเธอ
       “กิ่ง เธอใจอ่อน ไม่เคยเปลี่ยนเลย”
       กิ่งเทียนพยายามเก็บอาการ พิชชามองจิราพัชร
       “ขอบคุณนะคะ”
       จิราพัชรยิ้มรับคำ พิชชาลุกจากเตียง
       “กิ่ง เดี๋ยวฉันมา” เธอหันไปหาจิราพัชร “เดี๋ยวฉันมานะคะ”
      
       พิชชาเดินผ่านหน้าห้องพักฟื้นที่อยู่ใกล้ห้องของเธอ ญาติผู้ป่วยห้องนั้นนั่งร้องไห้ มีญาติอีกคนนั่งปลอบโยน
       “แม่ หมอเขาพยายามเต็มที่แล้ว ต้องมันไปดีแล้วนะแม่”
       แม่ของต้องยังคงร้องไห้ไม่หยุด พิชชามองทั้งคู่ใจแป้ว เริ่มกลัวลึกๆ ในใจ
      
       จิราพัชรเดินไปมาในห้อง กังวลเพราะพิชชาหายไปจากห้องนานแล้ว กิ่งเทียนเข้ามาในห้อง
       “คุณพัชร ที่ห้องน้ำก็ไม่มีค่ะ”
       จิราพัชรร้อนใจ
       “ไปไหนของเขานะ...ผมจะออกไปหาข้างนอก คุณช่วยดูในตึกให้หน่อยนะ”
       “ค่ะ”
       จิราพัชรและกิ่งเทียนเดินออกจากห้อง แยกกันตามหาพิชชา
      
       จิราพัชรเดินพลางวิ่งพลาง กวาดตามองหาพิชชาไปทั่ว พิชชานั่งซึมที่ม้านั่งตัวเดิม จิราพัชรเห็น รู้สึกได้ถึงความกลัวในใจของเธอ เขาเดินไปนั่งลงข้างๆโอบกอดเธอให้คลายความกลัวลง
       “ไม่เป็นไร คุณไม่ต้องกลัวนะ”
       “พี่คะ พี่”
       จิราพัชรรู้ว่าที่พิชชาเอ่ยปากเรียกนั้น คือพาทิน
       “จะให้ผมบอกเขาไหม”
       พิชชายังตั้งสติไม่ได้ เธอสับสนไปหมดร้องไห้ออกมา
       “อย่านะคะ อย่าบอกเขา”
       จิราพัชรเห็นใจพิชชาที่ต้องฝืนใจ ทั้งที่อยากพบพาทินเหลือเกิน
       “ขอโทษนะคะ ที่ทำให้คุณลำบากใจ แต่...ฉันกลัว กลัวจริงๆ ฉันยังไม่อยากตาย”
       พิชชาน้ำตาไหลพราก จิราพัชรสะเทือนใจ เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกอดเธอเพื่อปลอบโยน
      
       พาทินยืนอยู่หน้าชั้นเรียนบอกลาลูกศิษย์
       “เทอมนี้ก็ผ่านไปได้ดี ถึงผมจะไม่ได้สอนคุณในเทอมหน้า ก็หวังว่าคงตั้งใจเรียนเหมือนเทอมนี้ ไม่ว่าใครจะสอนก็เก็บเกี่ยวความรู้ให้เต็มที่นะครับ ถ้าใครได้มีโอกาสไปซานฟราน ก็แวะไปเยี่ยมครูได้เสมอ ขอบคุณครับ”
       นักศึกษาปรบมือ ตัวแทนห้องถือช่อดอกไม้มอบให้พาทิน
      
       จิราพัชรนั่งอยู่ข้างๆ พิชชาที่สงบใจลงแล้ว
       “คิดถึงสิ่งดีๆ ในชีวิตสิ สิ่งที่อยากทำให้เราอยากมีชีวิตต่อไป...คุณพ่อคุณแม่ ทะเลในฝันที่คุณอยากไป ครอบครัวของคุณ แล้วก็...”
       จิราพัชรลังเล ไม่แน่ใจว่าพูดออกไปแล้วพิชชาจะทำใจได้ไหม
       “ผู้ชายที่ชื่อพาทิน”
       ชื่อของพาทินทำให้พิชชา ต้องทบทวนความคิดของตัวเอง
       “คุณต้องมีชีวิตต่อไปนะ อย่ายอมแพ้”
       พิชชามองจิราพัชรหัวใจของเธอตื้นตันที่เขาพยายามทำเพื่อเธอมาตลอด เธอยิ้มให้เขาพยักหน้ารับคำ
       “มีสิ่งดีๆ อีกอย่างที่ฉันควรมีชีวิตอยู่ เพราะมีผู้ชายคนที่ชื่อพัชรอยู่ข้างฉันมาตลอด ฉันจะอยู่เพื่อเขาเหมือนกันค่ะ”
       จิราพัชรน้ำตาคลอ เขาไม่ได้หวังอะไร แค่คำพูดของเธอก็ทำให้เขามีพลังสู้เพื่อเธอต่อ
      
       เย็นนั้น พิชชาอยู่ในห้องรักษา ยังทรมานกับการรักษา เจ็บปวดแทบขาดใจ...จิราพัชรเดินไปมาอยู่หน้าห้องรอพิชชา พยาบาลและผู้ช่วยวิ่งเข้าไปในห้องรักษา จิราพัชรตกใจที่เห็น รู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับพิชชา ผู้ช่วยเข็นเตียงของพิชชาออกมา เธอนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง จิราพัชรร้องเรียก
       “พิชชา...”
       ผู้ช่วยหมอกันจิราพัชรไว้
      
       “พิชชา คุณอย่าทำแบบนี้สิ”
      
      อรอินทุ์อยู่ที่โถงระเบียงชั้นบนสตูดิโอ รับโทรศัพท์จากจิราพัชร ตกใจข่าวพิชชา พาทินกลับมาจากมหาวิทยาลัย เดินขึ้นบันไดมาเห็นอรอินทุ์เหม่อ สายตาลอยในมือยังถือโทรศัพท์ค้างอยู่
      
       “อร มีอะไรเหรอ”
       อรอินทุ์เพิ่งรู้สึกตัวว่าพาทินกลับมาจากเสียงทัก เธอหันไปมองเขา พาทินเห็นสีหน้าของเธอไม่ดีนัก ได้แต่สงสัย
       “ทินคะ ฉัน...ฉันทำอะไรไม่ถูกค่ะ จะทำยังไงดีคะ”
       “อรใจเย็นก่อนนะ มีเรื่องอะไรเหรอ ใครเป็นอะไร”
       อรอินทุ์น้ำตาไหล คิดถึงคำที่รับปากพิชชาไว้ แต่ตัดใจยอมที่จะบอกพาทิน
       “พิชชาค่ะ”
       พาทินได้ยินชื่อพิชชา เขากังวล
       “ทำไมเหรออร พิชชาเป็นอะไร”
       “พิชชากำลังจะตายค่ะ”
       พาทินเหมือนมีฟ้าผ่าตรงกลางใจ เขานิ่งอึ้งไม่อยากเชื่อ
      
       จิราพัชร กับทุกคน นั่งรอหน้าห้องไอซียูด้วยความหวัง พาทินกับอรอินทุ์วิ่งมาที่หน้าห้อง ทุกคนไม่คิดว่าพาทินจะมา
       “พ่อครับ พิชชาล่ะครับ”
       พาทินถลันจะวิ่งเข้าไปในห้องไอซียู จิราพัชรเข้าไปดึงยื้อเอาไว้
       “เฮ้ย ทินใจเย็นๆ อย่าทำแบบนี้สิ”
       “กูควรจะอยู่กับเขา”
       “เข้าไปไม่ได้นะ”
       “เธอบอกว่าจะรอพี่ไง”
       จิราพัชรกอดพาทินที่เอาแต่ร้องโวยวาย ไว้ให้สงบลง พาทินร้องไห้เสียใจ ทุกคนสะเทือนใจ เมื่อเห็นพาทินคุมความเสียใจไม่อยู่ พงศกรมองพาทิน เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำผ่านมามันถูกหรือเปล่า หมอออกจากห้องไอซียู พาทินรู้สึกตัววิ่งเข้าไปหาหมอถามอาการ
       “หมอครับ เธอเป็นไงบ้างครับ”
       “พ้นโคม่าแล้ว แต่ยังไม่ได้สติ หมอเองบอกไม่ได้นะครับ ว่าเธอจะฟื้นได้เมื่อไหร่ ต้องรอดูอาการอีกทีพรุ่งนี้เช้าครับ พวกคุณเป็นญาติก็ต้องพักผ่อนเหมือนกันนะครับ หมอขอตัวนะครับ”
       หมอและผู้ช่วยและพยาบาลเดินจากไป พาทินทรุดตัวนั่งที่เก้าอี้อย่างหมดแรง
      
       เช้าวันต่อมา...พงศกร พาทิน และจิราพัชร ฟังหมอบอกเรื่องอาการของพิชชา
       “ลูกผมจะไม่ฟื้นอีกแล้วเหรอครับ”
       “เราก็บอกไม่ได้แน่นอนว่า เมื่อไหร่ พรุ่งนี้เธออาจจะฟื้น หรืออาจจะนานกว่านั้น จริงๆ แล้วยังถือว่ายังอยู่ในขั้นโคม่าอยู่นะครับ เธออาจจะอยู่ได้แค่นี้”
       จิราพัชรได้ยินสิ่งที่หมอพูด เขาไม่ค่อยพอใจนัก
       “อยู่ได้แค่นี้เหรอ หมอพูดยังงี้ได้ไง ยังไม่ได้รักษาให้มันเต็มที่เลย”
       พงศกรปราม
       “พัชร”
       หมอเข้าใจอารมณ์ของจิราพัชรที่กำลังจะสูญเสียพิชชา
       “คนเป็นหมอ ก็ไม่ได้อยากเห็นคนไข้ต้องตายไปหรอกนะครับ แต่อาการของเธอ ถึงจะฟื้นจากโคม่าก็ผ่าตัดไม่ได้อีกแล้ว”
       พาทินรับฟังหมออย่างเลื่อนลอย เขายังมึนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับพิชชา
       “แม้จะอยู่ในอาการโคม่า แต่มะเร็งมันไม่ได้หยุดลามนะครับ มันคงกระจายตัวไปเรื่อยๆ เธออาจจะเสียชีวิตในระหว่างโคม่าก็ได้”
       จิราพัชรเจ็บปวดใจ
       “เธอต้องไม่ตาย เราต้องรักษาเธอได้สิ หมอต้องรักษาเธอสิ”
       พาทินเดินออกไปจากตรงนั้น พงศกรร้องเรียก
       “พาทิน”
       พาทินเดินไปโดยประสาทไม่รับรู้อะไร จิราพัชรผละออกจากหมอวิ่งตามพาทินไป
      
       พาทินเดินเหม่อคิด จิราพัชรวิ่งตามมาทัน จับไหล่พาทินรั้งไว้
       “ทิน มึงจะไปไหนวะ พิชชาจะตายอยู่แล้ว ทำไมมึงถึงไม่อยู่ข้างๆเขา”
       พาทินไม่สนใจคำพูดของจิราพัชร เขาเดินต่อ
       “มึงรับความจริงไม่ได้ เลยคิดจะหนีใช่ไหม”
       พาทินหันกลับมามองจิราพัชร ด้วยสายตากร้าว พาทินเดินจากไป จิราพัชรรู้สึกผิดหวังกับพาทิน
      
       เช้าวันต่อมา...สุนทรีกับพจนินท์ ช่วยกันเช็ดตัวพิชชา สุนทรีบีบนวดกายภาพ พจนินท์นั่งคุยกับพิชชาทั้งๆ ที่ยังหลับใหล จิราพัชรนั่งเฝ้า บางครั้งก็ลูบผมพิชชา พูดคุยกับเธอ อรอินทุ์พยายามโทรหาพาทิน แต่ติดต่อเขาไม่ได้
      
       แพนยืนอยู่ที่หน้าห้อง ลังเลที่จะเข้าห้อง สุนทรีกับพจนินท์ เดินเข้ามาเปลี่ยนผลัดเฝ้าพิชชา ทั้งคู่เห็นแพนหน้าซึม ยืนเก้กังที่ประตู สุนทรีชะงัก
       “แพน”
       แพนหันไปตามเสียงเรียก
       “แม่คะ”
       สุนทรีไม่แน่ใจว่า คำว่าแม่ที่แพนเรียกหมายถึงเธอหรือเปล่า สุนทรีก้าวถอยกลับมา ปล่อยให้
       พจนินท์เดินเข้าหาแพนคนเดียว
       “แพน”
       แพนนั่งที่ม้านั่ง พจนินท์นั่งลงข้างๆ สุนทรีมองทั้งคู่ ก่อนที่จะเดินเข้าห้องไป
       “เข้าไปเยี่ยมพิชชาหรือยัง”
       “พี่ล่ะคะ เขามาหรือยัง”
       “มาแล้วก็ไปแล้ว ไม่รู้ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน พิชชาน่ะรอเขาอยู่ไม่รู้หรือไงนะ”
       แพนรู้ว่าพจนินท์กำลังโกรธพาทิน
       “แม่คะ หนูเข้าใจพี่เขานะคะ หนูเองก็ไม่อยากเห็นเธอในสภาพแบบนี้ เราสองคนผูกพันกันอย่างแปลกๆ ตั้งแต่เราถูกสลับตัวกลับ หนูรู้สึกตัวตลอดเวลาว่า เป็นคนที่ขโมยทุกอย่างไปจากเธอ เรื่องที่เขาป่วยก็เหมือนกัน เหมือนกับว่าเขาต้องมารับโรคนี้ไปจากหนู”
       พจนินท์เข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงจากปากของแพนตอนนี้ เธอเห็นใจและเสียใจที่ตัวเองไม่เคย
       ทำความเข้าใจแพนจริงๆ
       “อย่าคิดอย่างนั้นสิลูก ถ้าลูกเป็นอะไร แม่ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน”
       พจนินท์ร้องไห้ น้ำตาของพจนินท์ทำให้แพนอยากปลอบแม่บ้าง
       “แม่คะ พิชชาเขาเป็นคนเข้มแข็งนี่คะแม่ เขาต้องฟื้นขึ้นมาสิ”
       คำปลอบของแพนช่วยให้พจนินท์ใจชื้นขึ้น
       “ใช่ๆ พิชชาต้องฟื้น”
      
       สุนทรีใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าพิชชาด้วยความอ่อนโยน เธอทำไปน้ำตาไหลไปเพราะสงสารลูก สุนทรีจับมือพิชชาขึ้นมาเช็ด
       “มือของลูกน่ะเล็ก มือเล็กๆ แบบนี้ไม่สมควรที่จะต้องมาหยาบกร้านเพราะทำงานหนักแบบนี้เลย”
       สุนทรีเหมือนมีอะไรมาจุกอก พูดอะไรไม่ออกอีก เธอจับมือพิชชามาจูบด้วยความรัก
      
       สุนทรี พจนินท์ แพน และพงศกร ยืนรออยู่ที่หน้าห้อง จิราพัชรวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ
       “มีอะไรเหรอครับ”
       “พ่อเองก็ไม่รู้ หมอบอกว่าความดันเลือดตก”
       “ทำไมถึงตกล่ะครับ”
       หมอเจ้าของไข้และพยาบาลออกมาจากห้อง พยาบาลเดินแยกไป หมอเดินมาบอก
       “เสียใจด้วยนะครับ เราพยายามเต็มที่แล้ว”
       สุนทรี พจนินท์ไม่อยากได้ยินคำพูดนี้จากหมอ
       “เธออาจจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้”
       สุนทรีร้องไห้โฮ พจนินท์ซบหน้าลงบนผนัง จิราพัชรยืนหน้าซีด
      
       “พวกคุณต้องบอกลาเธอแล้วล่ะครับ”
      
       ทุกคนนิ่งงัน สุนทรีสะอึกสะอื้นอย่างกลั้นไม่อยู่ พจนินท์ยืนนิ่งเหมือนถูกฟาดที่หัว แพนใจหาย...หมอเจ้าของไข้เดินจากไป พจนินท์เสียใจจนเป็นลมล้มลงไป แพนตกใจเข้าไปช่วยประคอง
      
       “แม่คะ แม่ทำใจดีๆ ไว้ค่ะแม่”
       จิราพัชรรู้สึกทรมานหายใจไม่ออก เหมือนส่วนหนึ่งชีวิตกำลังตายจากไป
      
       พจนินท์นอนพักที่เตียง สุนทรีนั่งเฝ้าไข้เป็นเพื่อน จิราพัชรนั่งเฝ้า ดูอาการพิชชาที่นอนไม่ได้สติบนเตียง เขาจับมือเธอขึ้นมากุม
       “พิชชา คุณต้องรอนะ ผมจะไปพาทินมันมาหาคุณ อย่างเพิ่งตายนะ”
       จิราพัชรน้ำตาไหล เช็ดน้ำตา ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป
      
       ค่ำนั้น จิราพัชรจอดรถไว้ที่หน้าสตูดิโอ วิ่งเข้ามา ดูตามห้องต่างๆ แต่ไม่พบใคร
       พิชชานอนอยู่บนเตียง พาทินเปิดประตูห้องเดินเข้าไปหา นั่งลงที่ข้างเตียง เขาลูบหัวเธอเบาๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้ ส่งเสียงเรียกเบาๆ
       “พิชชา พี่มาแล้วนะ ตื่นขึ้นมาหาพี่สิ พี่รู้ตัวว่าเห็นแก่ตัว แต่เธอก็ยอมพี่มาเสมอไม่ใช่เหรอ...เธอรอคอยพี่มาตลอด ให้อภัยพี่เสมอ ตื่นขึ้นมานะ จำได้ไหมว่าพี่เคยสัญญา ว่าจะพาเธอไปที่ทะเลในฝัน พี่รู้แล้วว่ามันอยู่ที่ไหน ตื่นมาสิแล้วพี่จะพาเธอไป”
       พิชชายังคงนอนนิ่งไม่มีสัญญาณตอบสนองใดๆ พาทินเงยหน้ามองฟ้า
       “ขอเถอะครับ ให้เวลาผมหน่อย ให้ผมทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ ขอแค่นิดเดียวก็พอ”
       พาทินร้องขอกับเบื้องบน เขาซบหน้าลงข้างพิชชาร้องไห้อย่างสิ้นหวัง
      
       เช้าวันต่อมา...พาทินรู้สึกตัวตื่น มองพิชชาที่ลืมตาตื่นจากโคม่า เธอมองเขา พาทินยังมองพิชชา คิดว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้ พิชชายิ้มให้
       “พี่คะ”
       เสียงเรียกของพิชชาทำให้พาทินรู้ว่าเขาไม่ได้ฝันไป
       “พิชชา เป็นไงบ้าง”
       “พี่คะ ฉันอยากกลับบ้านจัง”
      
       จิราพัชรที่อิดโรย เดินตามทาง หยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องลังเลใจ ไม่กล้าเปิดประตู เขากลัวว่าพิชชา
       จะจากไป...สุนทรี พจนินท์ แพน นั่งรออยู่ในห้อง จิราพัชรเปิดประตูเดินเข้าห้อง เห็นทุกคนพร้อมหน้า บนเตียงว่างเปล่า มีชุดคนไข้พับอย่างเรียบร้อยวางไว้ จิราพัชรใจหายวูบ พจนินท์ทักเมื่อไม่เห็นพิชชา
       “น้องล่ะ”
       “ครับ”
       จิราพัชรงงในตอนแรก เมื่อพจนินท์ทัก เขาก็ตื่นเต้น
       “พิชชาฟื้นแล้วเหรอครับ”
       แพนแปลกใจ
       “พี่ไม่ได้พาพิชชาออกไปหรอกเหรอ”
       สีหน้าของจิราพัชรทำให้ทุกคนรู้ว่าพิชชาที่ฟื้นขึ้นมาไม่ได้ออกไปกับเขา สุนทรีสงสัย
       “พยาบาลบอกว่า พิชชาออกจากห้องไปกับญาติ ฉันนึกว่าเป็นคุณ”
       พจนินท์และสุนทรีทุกข์ใจ เมื่อรู้ความจริง จิราพัชรพยายามคิดถึงความเป็นไปได้ เขาเห็นแหวนของตัวเองที่ให้พิชชาถูกถอดทิ้งไว้ที่โต๊ะข้างเตียง เขาค่อยๆ ยิ้มออก
       “คุณน้าครับ ไม่ต้องห่วงนะครับ ตอนนี้เธอคงอยู่กับพาทิน”
       สุนทรี พจนินท์ ถอนใจโล่งอก
      
       พาทินอุ้มพิชชาที่หลับเพราะความเพลียในอ้อมแขน เดินขึ้นบันไดสตูดิโอ
       “พิชชา ถึงบ้านเราแล้วนะ”
       พาทินค่อยๆ วางเธอบนโซฟา
       “เดินทางมาเหนื่อยๆ เธอพักก่อนนะ”
       พิชชาพยักหน้ารับคำ หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน
      
       จิราพัชรกับอรอินทร์เดินคุยกันที่ทางเดินในโรงพยาบาล
       “เธอจะกลับไปซานฟราน เหรอ”
       อรอินทุ์พยักหน้ารับ
       “อืม...ดีจัง ที่พิชชารู้สึกตัวขึ้นมาแบบนี้”
       จิราพัชรเผลอตัวถอนใจออกมา
       “ฉันคงไม่ได้เจอเขาอีกแล้วล่ะ”
       อรอินทุ์เข้าใจความรู้สึกของเขา
       “เธอคงทำใจยากสินะ ที่ต้องเห็นเขาเจ็บปวดมากขนาดนั้น”
       “ใช่ มันเจ็บปวดมากจริงๆ แล้วเธอล่ะ”
       อรอินทุ์ถอนใจ
       “พวกเราทุกคน ล้วนร่วมกันเจ็บปวดในเรื่องนี้กันทั้งนั้น”
       จิราพัชรมองอรอินทุ์ที่ดูจะเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น
       “ความรักนี่มันเจ็บปวดนะ”
       “เธอเปลี่ยนไปเยอะเลยพัชร”
       จิราพัชรหัวเราะ
       “ฉันน่ะเหรอ”
       “ใช่ เธอรู้จักว่าความรักมันเป็นยังไง”
       จิราพัชรรู้ว่าตัวเองเปลี่ยนไปเพราะพิชชา เธอหยุดฝีเท้า
       “แล้วแวะไปหาฉันบ้างนะ”
       จิราพัชรมองหยั่งความรู้สึกของเธอ
       “ไม่รอ บอกลาไอ้ทินมันหน่อยเหรอ”
       อรอินทุ์ฝืนยิ้ม ส่ายหน้าน้ำตาคลอ
       “ถ้าเจอกัน ฉันก็ทำใจยากที่จะจากเขาไป”
       จิราพัชรพยักหน้าเข้าใจ
       “อืม”
       “ลาก่อน”
       อรอินทุ์หันหลังเดินจากมาน้ำตาไหล จิราพัชรมองหญิสาวที่เดินจากไป เข้าใจถึงความรู้สึกของเธอ
      
       เย็นนั้น พาทินนั่งกอดพิชชามองดูทะเลเบื้องหน้าด้วยกัน
       “พี่คะ เราจะไปทะเลในฝันกันเมื่อไหร่”
       “รอให้เธอ หายดีก่อน แล้วเราค่อยไปกัน”
       พิชชาซึมเมื่อรู้ว่าสิ่งที่พาทินพูดเป็นไปไม่ได้
       “พี่คะ พี่ก็รู้ดีว่า ฉันคงไม่มีวัน”
       “หายสิ เธอต้องหาย ครั้งนี้เธอยังฟื้นขึ้นมาหาพี่ได้เลย”
       พิชชานิ่งเงียบ ไม่อยากฟังคำปลอบของเขาอีก
       “ฉันยอมพี่ก็ได้ ฉันจะรอวันนั้นค่ะ”
      
       พาทินกอดพิชชาแน่น เขาพูดอะไรไม่
      
      เช้าวันต่อมา...พิชชานั่งเหม่อมองทะเล เสียงฝีเท้าที่บันได ทำให้เธอหันไปมอง พจนินท์เดินขึ้นบันไดมา พิชชาดีใจ
      
       “แม่คะ”
       พิชชาลุกขึ้นจากโซฟา พจนินท์เดินเข้าไปกอดมองดูเธอไปทั่ว พิชชาดูซูบซีดลงไปมาก
       “แม่คะ”
       พิชชาเอ่ยปากเรียก เมื่อเห็นพจนินท์สีหน้าไม่ดี พจนินท์ลูบหัว
       “นั่งตากลมอย่างนี้ ผมยุ่ง เดี๋ยวไม่สวยนะ แม่จะหวีให้เอง”
       พิชชายิ้มให้ รู้สึกดีที่พจนินท์ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีก
       “หวีอยู่ในห้องค่ะ”
       พจนินท์เดินเข้าไปในห้อง กลับออกมาพร้อมหวี เธอหวีผมลูกสาวอย่างเบามือ
       “แม่ไม่ทำแบบนี้ให้ลูกมานานมากเลยนะ”
       “หนูรู้สึกกลับไปเป็นเด็ก เวลาที่แม่ทำแบบนี้ให้เสมอเลยค่ะ”
       พจนินท์ยิ้มเมื่อนึกถึงความหลัง เส้นผมพิชชาที่ร่วงติดหวีจากการป่วย ทำให้พจนินท์สีหน้าเปลี่ยน เธอกอดพิชชา พยายามเก็บความเสียใจไว้
       “พิชชา หนูเป็นลูกของแม่เสมอ”
       พิชชาแปลกใจที่แม่เปลี่ยนท่าทีฉับพลัน เธอจับมือของแม่รู้สึกได้ถึงความกลัวของแม่
      
       พาทินกับพงศกรนั่งที่ม้าหิน พงศกรรู้สึกว่าตัวเองผิดในเรื่องของทั้งคู่ เขาไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไร
       “เรื่องของแกกับพิชชา พ่อไม่น่าขวางเอาไว้เลย พ่อมัวแต่ยึดติดว่าลูกทั้งสองเป็นพี่น้องกัน ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่”
       “พ่อครับ”
       “พ่อขอโทษ ถ้ายอมรับในตอนนั้น แกกับพิชชาก้จะได้มีช่วงเวลาที่มีความสุขบ้าง”
       พาทินจับมือพงศกรไว้
       “พ่อครับ ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไรจริงๆ”
       พงศกรรู้สึกโล่งใจที่ได้พูดเปิดอกกับพาทิน ทั้งคู่กระชับความเป็นพ่อลูกกลับคืนมา
      
       สุนทรีไหว้ศาล อธิฐานในใจ
       “ลูกของดิฉันกำลังจะตาย ในชีวิตนี้ฉันไม่ขออะไรอีกแล้ว ให้ลูกได้มีชีวิตยืนยาวขึ้นอีกนิด ให้เธอได้มีความสุขในบั้นปลายบ้าง ฉันขอเพียงแค่นี้นะคะท่าน”
       สุนทรีพนมมือจบ ปักธูปลงกระถาง เดินลงมาจากบันไดเนินเขา แพนยืนมองอยู่
      
       สุนทรีกับแพนมานั่งที่ศาลา
       “พิชชา...เป็นไงบ้าง”
       “เขาอยู่กับพี่ชาย แม่ไม่ต้องห่วงหรอก”
       สุนทรีถอนใจ
       “ไม่ห่วงได้ยังไง”
       แพนเห็นสุนทรีกังวลจนหน้าตาเศร้าหมอง เธอจับมือแม่ให้กำลังใจ
       “แม่น่ะ ห่วงตัวเองบ้าง อย่าเพิ่งหมดหวังสิ”
       สุนทรียิ้มเศร้าๆ
       “ไม่รู้ว่าใครเคยบอกเอาไว้ น้ำนมแค่หยดเดียวที่เลี้ยงดูเรา บุญคุณก็ทดแทนไม่หมด ถึงจะไม่ได้เป็นลูกที่ดีเท่าไหร่ แต่ฉันก็ห่วงแม่นะ”
       สุนทรีน้ำตาคลอ เมื่อได้ยินคำพูดจากใจของแพน ที่ยังคงถือเธอเป็นแม่มาตลอด สุนทรีบีบมือของแพนเบาๆ ส่งความรู้สึกข้างในแทนคำพูด แพนน้ำตาไหลรับรู้ว่าสุนทรีก็คงยังรักเธอเหมือนลูกไม่เปลี่ยน
      
       ทุกคนนั่งกินข้าวที่ม้าหิน คุยกันดูมีความสุข พิชชามีอาการไอถี่มากขึ้น พงศกรและพจนินท์กังวล อาการของพิชชาที่ดูหนักขึ้น พาทินสังเกตเห็นรอยแดงๆ บนผ้าเช็ดหน้าของพิชชา
      
       เย็นนั้น พิชชาหลับอยู่บนโซฟาเพราะความเพลีย พาทินเรียกเบาๆ
       “พิชชา”
       พิชชาลืมตาเมื่อได้ยินเสียงเรียก เธอไม่แน่ใจในตอนแรกคิดว่าอยู่ในความฝัน เสียงเรียกซ้ำ ทำให้
       เธอตื่น ลุกขี้นจากโซฟามองไปตามทิศของเสียงเรียกจากข้างล่าง พิชชาแปลกใจที่ต้นไม้ที่ลานประดับไปด้วยไฟระยิบระยับ พาทินยืนอยู่ที่ต้นไม้นั้น ส่งยิ้มให้เธอ พิชชาจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ก็ดีใจยิ้มให้เขาที่อยู่ด้านล่าง
      
       ค่ำนั้น ทั้งคู่นั่งอยู่ที่ต้นไม้ประดับไฟ พาทินหยิบแหวนออกมา สวมให้กับพิชชา
       “พิชชา ถึงจะไม่มีพิธีอะไร แต่สำหรับพี่ ถือว่าได้เราแต่งงานกันแล้วนะ”
       พิชชาตื้นตัน ยิ้มทั้งน้ำตา
       “ค่ะ ฉันได้แต่งงานกับพี่แล้ว”
       “พี่ได้เคยบอกเธอหรือยัง ว่าพี่จะรักเธอไปตลอดกาล”
       พิชชายิ้มส่ายหน้า
       “ถึงพี่จะไม่เคยบอก แต่ฉันก็รู้ตลอดมาว่าพี่รักฉัน ฉันก็ไม่เคยบอกใช่ไหมว่าฉันรักพี่มาก”
       พาทินทั้งดีใจและเศร้าใจระคนกัน
       “ต่อจากนี้ไปเราจะรักกันตลอดไป”
       พาทินโน้มตัวเข้าไปจูบหน้าผากพิชชาอย่างแผ่วเบา เธอเอียงตัวซบบนอกของเขา พิชชารู้ว่ามันคงเป็นความสุขแค่ช่วงสั้นๆ
       “สำหรับฉันคำว่าตลอดไป มันสั้นจังเลย”
       พาทินเองก็รู้แก่ใจ เขากอดเธอไว้กับอก เก็บความสุขนี้ไว้ให้นานที่สุด
      
       สายวันต่อมา...พิชชาสวมชุดใหม่ นั่งที่โซฟา สีหน้าของเธอแย่ลง เธอเหม่อมองทะเล พาทินตื่นออกมาจากห้อง เห็นเธอเตรียมตัวรอ พิชชาหันไปหา
       “พี่คะ ฉันอยากไปที่นั่น ทะเลในฝัน”
       พาทินรู้ว่าพิชชาทวงสัญญา เพราะรู้ว่าเวลาของตัวเองกำลังจะหมดลง เขาพยักหน้ารับ เก็บความรู้สึกที่จะสูญเสียเธอไปไว้ข้างใน
      
       พาทินขับเรือพาพิชชาแล่นไปตามแก่ง พิชชาเนือยลงเรื่อยๆ พาทินขับมาจนถึงเวิ้งน้ำกลางเขื่อนจอด เขาไปนั่งกอดเธอที่หัวเรือ พิชชาแทบจะหมดพลังชีวิต
       “พิชชา พี่ทำตามสัญญาแล้วนะ นี่ไงทะเลที่พี่เคยบอกเธอ สวยไหม ทะเลในฝันเมื่อตอนที่พี่เป็นเด็ก ทะเลที่เธออยากเห็น นั่นไงภูเขาที่มีเมฆขาวบนยอดเงียบ สงบเหมือนที่พี่บอกไหม”
       พิชชาใช้เรี่ยวแรงที่มีฝืนลืมตามองสิ่งที่เขาชี้บอก เธอกวาดตามองไปรอบๆ อย่างช้าๆ รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้าของเธอ
       “พี่คะ สวยจริงๆ ด้วย อย่างที่พี่บอกเลย เหมือนสวรรค์จังเลย”
       พาทินน้ำตาไหล รู้ว่าพิชชาไม่มีเรี่ยวแรงของชีวิตเหลืออีกต่อไปแล้ว
       “พิชชา พี่ทำตามสัญญาแล้ว เธอก็ต้องทำตามสัญญาเหมือนกันนะ อยู่กับพี่อย่าจากพี่ไปนะ”
       พิชชารู้ตัวว่าทำตามที่สัญญาไม่ได้ น้ำตาไหล
       “พี่คะ ฉันขอโทษนะที่ทำให้พี่ไม่ได้”
       พาทินวางมือบนหัวพิชชาเหมือนที่ทำเมื่อตอนเป็นเด็ก เขาสะอื้นออกมา
       “พี่ให้อภัยเธอ”
       พิชชารวบรวมแรงครั้งสุดท้ายใช้มือตบไหล่เขาเบาๆ
       “ขอบคุณค่ะ ฉันก็เหมือนกัน ให้อภัยพี่เสมอ”
       พาทินพูดอะไรไม่ออกอีก ได้แต่ร้องไห้ มือของพิชชาตก เธอหลับไปในอ้อมกอดของเขาไปตลอดกาล พาทินรู้ว่าพิชชาจากไปแล้ว เขากอดเธอแน่นขึ้นเหมือนไม่อยากให้เธอจากไป แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เขาจูบลาบนหน้าผากของเธอเป็นครั้งสุดท้าย
      
       หลายวันต่อมา เรือลอยอังคารค่อยๆ ล่องเข้ามาที่เวิ้งน้ำ พงศกร พจนินท์ แพน สุนทรี และจิรพัชร อยู่บนเรือนั้น ทุกคนอยู่ในอาการเศร้าโศก พจนินท์และสุนทรี โปรยเถ้าของพิชชาลงไปในน้ำ แพนช่วยลอยดอกไม้ลงไปเช่นกัน จิราพัชรนึกถึงคำพูดของพาทินที่ขอร้องเขา
       “พัชร เรื่องอังคารของพิชชา ฝากด้วยนะ”
       จิราพัชรมองเถ้าที่ลอยออกจากมือลงในน้ำ เห็นนาฬิกาข้อมือที่สวมไว้ เขาคิดถึงพิชชาร้องไห้ออกมา
      
       พาทินสวมชุดดำ นั่งที่ต้นไม้ริมหาดที่พาพิชชาในคราวก่อนที่เขาจากเธอไปอเมริกา พาทินร้องไห้ เมื่อคิดถึงความหลัง ความรักที่มีให้พิชชา ความรักที่พิชชามีให้เขา ถึงตัวพิชชาจะจากไปแล้ว แต่ความรักของทั้งสองยังคงอยู่ในตัวเขา พาทินหยิบเถ้าของพิชชาที่ติดตัวออกมา โปรยมันไว้ที่โคนต้นไม้ นึกถึงคำพูดของเขาและเธอที่พูดกันในวันนั้น
       “ถ้าเกิดใหม่ได้ เธออยากเกิดเป็นอะไร”
       “ฉันอยากเกิดเป็นต้นไม้”
      
       พาทินจากไปแล้ว เหลือแต่ชายหาดว่างเปล่า สายลมยังคงพัด ใบไม้ของต้นไม้ไหวตามลม คลื่นก็
       ยังซัดสาดบนหาดทราย ที่โคนต้นไม้ริมหาด มีชื่อที่ถูกแกะสลักไว้ พิชชา-พาทิน
      
       จบบริบูรณ์
กลับไปยังรายบอร์ด