กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] มัจจุราชสีน้ำผึ้ง

มัจจุราชสีน้ำผึ้ง.jpg
23-5-2013 18:18



มัจจุราชสีน้ำผึ้ง



ออกอากาศ : ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
บทประพันธ์โดย : อุปถัมภ์ กองแก้ว
บทโทรทัศน์โดย : คฑาหัสต์ บุษปะเกศ และภูมิภักดิ์       
กำกับการแสดงโดย : ภวัต พนังคศิริ
ผลิตโดย : บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด



รายชื่อนักแสดง

ธีรเดช วงศ์พัวพัน   รับบท   ปัท ปัทมกุล  
พิจักขณา วงศารัตนศิลป์   รับบท   รจนาไฉน  
อภิญญา สกุลเจริญสุข   รับบท   โลมฤทัย  
วริษฐ์ ทิพโกมุท   รับบท   ปวุฒิ   
อภิษฎา เครือคงคา   รับบท   อารีรัตน์   
สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล   รับบท   ปลัดวราห์  
นิรุตติ์ ศิริจรรยา   รับบท   พ่อเลี้ยงเจง  
พิษณุ นิ่มสกุล   รับบท   พ่อเลี้ยงพูนทวี  
สาวิตรี สามิภักดิ์   รับบท   คุณเปรม  
ภัสสร บุณยเกียรติ   รับบท   ลำเพา   
สุเชาว์ พงษ์วิไล   รับบท   นพรัตน์  
พิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา   รับบท   ปยงค์   
บรมวุฒิ หิรัณยัษฐิติ   รับบท   ชิ   
หนูอิมอิม ก้าวมหัศาจรรย์   รับบท   นงนุช   
ปีเตอร์ หลุยส์ ไมอ็อคชิ   รับบท   หน่อเอ   
ปาจรีย์ ณ นคร   รับบท   จันทร์เจ้า  
นภัสดล เกษศิริ   รับบท   ศักดิ์   
ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์   รับบท   แสงจันทร์ (รับเชิญ)  
สุปราณี เจริญผล   รับบท   แม่ปวุฒิ (รับเชิญ)   
ด.ญ. ชินารดี อนุพงษ์ภิชาติ   รับบท   รจนาไฉน (เด็ก) (รับเชิญ)
ด.ญ. กุลฑีรา ยอดช่าง   รับบท   โลมฤทัย (เด็ก) (รับเชิญ)



เรื่องย่อ ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง



       ครอบครัว “วิชนี” ตระกูลไฮโซชื่อดังกำลังประสบปัญหาการเงิน คุณลำเพา และ คุณนพรัตน์ วิชนี ประมุขของครอบครัวต้องรีบหาทางจัดการปัญหานี้ด่วน เพื่อรักษาหน้าตาก่อนที่คนในสังคมจะรู้ และหนทางที่คุณลำเพาคิดได้ก็คือ การไปทวงสัญญากับ คุณเปรม ปัทมกุล เจ้าของไร่ชาแห่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ถึงสัญญาที่สามีของเปรมซึ่งเป็นเพื่อนของคุณนพรัตน์เคยให้เอาไว้เมื่อยี่สิบปีก่อนว่า จะทดแทนบุญคุณที่นพรัตน์เคยช่วยเหลือเรื่องเงิน ด้วยการให้ลูกชายของเขาแต่งงานกับลูกสาวของครอบครัววิชนี
      
       ปัทม์ ลูกชายคนเดียวของครอบครัวปัทมกุลไม่พอใจ เพราะพ่อของเขาผู้ให้คำสัญญาเสียชีวิตไปนานแล้ว ประกอบกับเขาไม่ชอบให้ใครมาบังคับ เขาจะไม่ยอมทำตามข้อตกลง แต่เปรมอ้างถึงบุญคุณที่คุณนพรัตน์เคยช่วยเหลือไว้ ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีโอกาสสร้างไร่ชาได้อย่างทุกวันนี้...ปัทม์จำยอมทำตามคำสัญญาด้วยการแต่งงานของลูกสาวของครอบครัววิชนี
      
       หากไม่ใช่แค่ปัทม์เท่านั้นที่ไม่พอใจ เพราะ โลมฤทัย สาวสวยเสน่ห์แรงบุตรสาวคนที่สองของครอบครัววิชนีก็ไม่พอใจเช่นกัน เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องแต่งงานกับชายที่ไม่เคยรู้จักหน้าตา และพาลคิดไปเองว่าคงเป็นชายเถื่อนบ้านไร่หน้าตาชายแดน โลมฤทัยสั่งให้พ่อแม่บังคับ รจนาไฉน หรือ เพื่อน พี่สาวแสนดีแต่งงานแทนเธอ แต่คุณนพรัตน์ยังมีศีลธรรมเพียงพอที่จะไม่ “หลอกลวง” ครอบครัวปัทมกุล เนื่องจากรจนาไฉนไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริงของครอบครัว ซึ่งความลับนี้รจนาไฉนไม่เคยรู้มาก่อน
      
       โลมฤทัยยังคงค้านหัวชนฝา เธอไม่ต้องการแต่งงานแล้วไปใช้ชีวิตที่บ้านไร่บนดอย ประกอบกับโลมฤทัยสนใจ ปวุฒิ ตำรวจหนุ่มจากครอบครัวผู้ดีเก่า แต่ฐานะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากเหมือนอย่างเศรษฐีหลายคนที่มารุมจีบโลมฤทัย แต่ที่โลมฤทัยสนใจปวุฒิเป็นพิเศษเพราะว่าเขาเป็นผู้ชายคนเดียวที่มองข้ามเธอไปจีบรจนาไฉน ด้วยเหตุนี้โลมฤทัยตั้งใจว่าจะขัดขวางความรักของปวุฒิกับรจนาไฉนด้วยการโยนหน้าที่แต่งงานไปที่รจนาไฉน ซึ่งแน่นอนว่ารจนาไฉนต้องไม่ยอม โลมฤทัยจึงบอกความจริงว่าแท้จริงแล้วรจนาไฉนเป็นเพียงลูกเก็บมาเลี้ยงจากโรงพยาบาล !
      
       นอกจากนี้โลมฤทัยยังพูดให้รจนาไฉนเข้าใจไปว่า พ่อแม่ต้องการกำจัดลูกเลี้ยงอย่างเธอออกจากกองมรดกของครอบครัว สร้างความน้อยใจและเสียใจให้รจนาไฉนมาก แต่ในเมื่อพ่อแม่เป็นผู้ให้ชีวิตเธอ เธอจึงยอมทดแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนด้วยการแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่เคยรู้จัก เพื่อแลกกับค่าสินสอดจำนวนมากของครอบครัวปัทมกุล
      
       เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว รจนาไฉนตัดสินใจบอกเลิกปวุฒิ แต่ปวุฒิไม่ยอม เพราะเขาเชื่อมั่นเสมอว่ารจนาไฉนรักเขา ปวุฒิจึงคอยตามตื๊อ และอยากรู้เหตุผลที่แท้จริง...
      
       ในขณะเดียวกันปัทม์ลงมากรุงเทพฯ เพื่อสืบข้อมูลของว่าที่เจ้าสาวในอนาคต...แต่เขาพบภาพปวุฒิกับรจนาไฉนร่ำลากัน ปวุฒิร้องไห้เสียใจอย่างหนักหน่วงขณะที่รจนาไฉนไม่มีน้ำตาสักหยด เหตุเพราะเธอไม่อยากอ่อนแอ...ทำให้ปวุฒิตัดใจจากเธอลำบาก ทว่าปัทม์กลับคิดไปว่ารจนาไฉนเป็นผู้หญิงใจดำ และปัทม์ก็ยังได้ยินโลมฤทัยเล่าให้ปวุฒิฟังว่าที่รจนาไฉนแต่งงานอย่างปุบปับ เป็นเพราะรจนาไฉนเพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของคุณพ่อคุณแม่ และรจนาไฉนก็กลัวว่าสักวันถ้าสิ้นบุญคุณพ่อคุณแม่ สมบัติทั้งหมดก็จะต้องเป็นของโลมฤทัยคนเดียว รจนาไฉนก็จะไม่เหลืออะไรเลย รจนาไฉนก็เลยต้องรีบหาที่พึ่งด้วยการให้พ่อแม่ไปทวงคำสัญญาจากครอบครัวปัทมกุล เพราะรจนาไฉนรู้ว่าคนชื่อปัทม์ร่ำรวยมาก สนองความรักสบายของพี่สาวเธอได้
      
       ปัทม์หลงเชื่อคำพูดเหล่านั้นเพราะอคติและเกลียดชังผู้หญิงที่หิวเงินอย่างฝังใจ เพราะในอดีตเขาเคยมีคู่รักที่คิดกอบโกยเงินจากปัทม์โดยปราศจากความรัก มิหนำซ้ำยังหนีตามชู้จนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ร่างไร้วิญญาณของผู้หญิงคนนั้นยังฝังอยู่ที่หน้าผาเพื่อเตือนใจไม่ให้ปัทม์ลืมความเจ็บช้ำ
       ดังนั้น...ปัทม์ตั้งใจว่าจะสั่งสอนและแก้แค้นผู้หญิงหิวเงินอย่างรจนาไฉน !
       ปัทม์ตกลงแต่งงานกับรจนาไฉนและจัดพิธีอย่างเร่งด่วนที่สุด ไม่มีแขกผู้ใหญ่ฝ่ายชาย ไม่มีเพื่อนฝูง ไม่มีการให้เกียรติใดๆ ทั้งสิ้น ลำเพาต้องจำใจยอมเพราะกลัวพลาดสินสอดที่ปัทม์จะยอมเปิดเผยในวันงานแต่งงานเท่านั้น!!!
      
       ปัทม์ปรากฏตัวในวินาทีสุดท้ายของวันแต่งงาน ในสภาพมอมแมมยิ่งกว่าคนงานชาวเขาที่ปัทม์พามาด้วยเพื่อช่วยแบกก๋วย (ตะกร้าใส่ชา) ลำเพาและคนทั้งงานเข้าใจว่าเป็นตะกร้าใส่เงินค่าสินสอด แต่ลำเพาคิดผิดเพราะกลับเป็นใบชา!!!! ไม่ใช่เงินสดหรือทองคำ ปัทม์บอกเหตุผลว่าใบชาคือทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดยิ่งกว่าแก้วแหวนเงินทองใดๆ รจนาไฉนเจ็บใจที่ปัทม์จงใจฉีกหน้าตนเอง ลำเพายังดึงดันที่จะขอเงินเป็นค่าเลี้ยงดูค่าน้ำนมรจนาไฉน...ปัทม์ประกาศกร้าวต่อหน้าแขก เพื่อให้ลำเพาได้อายที่คิดขายลูกกิน ว่าจะยอมให้เงินรจนาไฉนในฐานะคนงานคนหนึ่ง ที่ไม่มีสิทธิพิเศษแต่อย่างใด แต่ถ้าทนอยู่ด้วยไม่ไหวถือว่าสัญญาทุกอย่างเป็นโมฆะ และเป็นอิสระต่อกัน!!!! ลำเพาจำยอมรับเงื่อนไขนี้แล้วคิดหาวิธีกอบโกยต่อไป...
      
       รจนาไฉนเริ่มหวั่นใจว่ากำลังจะเจอปัญหา หากต้องใช้ชีวิตกับผู้ชายที่กักขฬะไม่ผิดมัจจุราชคนนี้ และสิ่งที่รจนาไฉนหวั่นก็กลายเป็นความจริง ปัทม์สั่งรจนาไฉนเดินทางกลับเชียงรายทันทีเพื่อไปลงนรก!
      
       แต่รจนาไฉนใช่จะยอมลงให้กับปัทม์ง่ายๆ เมื่อไม่ให้เกียรติกันก็ต้องใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน...รจนาไฉนใส่ชุดนอนทั้งๆ ที่ปัทม์บอกให้เตรียมตัวเดินทาง...และไม่ยอมไปไหนทั้งสิ้น ปัทม์จึงอุ้มรจนาไฉนขึ้นหลังแล้วทุ่มลงกระบะท้าย ก่อนจะขับกระชากรถออกไป รจนาไฉนดิ้นรนเอาตัวรอด แต่ปัทม์ก็จับรจนาไฉนมัด ยัดขึ้นรถไปจนได้...
      
       รจนาไฉนเป็นอิสระเมื่อ...ปัทม์เอากระสอบที่คลุมหัวออก ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือไร่ชาที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา...มันช่างสวยงามและยิ่งใหญ่...เกินกว่าจะเป็นนรกดั่งปากของปัทม์ รจนาไฉนเพิ่งจะเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่า...สวรรค์ในอกนรกในใจมันเป็นอย่างไร รจนาไฉนป็นลมล้มพับท่ามกลางความตกใจของคุณเปรมและคนงาน
      
       คุณเปรมกำชับให้ปัทม์ดูแลรจนาไฉนให้ดีและสมเกียรติ ไม่อย่างนั้นจะไม่ยอมเดินทางไปปฏิบัติธรรมตามที่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ปัทม์รับปากคุณเปรม แต่พอลับหลัง...ปัทม์จับเธอไปอยู่กระท่อมร้างหลังไร่...ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีใคร รจนาไฉนตกใจกลัว แต่เมื่ถูกปัทม์ปรามาสว่า...ถ้าทนไม่ไหวก็กลับบ้านไปซะ แต่รจนาไฉนเกิดแรงฮึด ชีวิตต้องเดินหน้า การกลับบ้านหมายถึงการยอมแพ้ และที่สำคัญ...ครอบครัวต้องการเงินช่วยเหลือจากเธอ
      
       รจนาไฉนใช้ความรู้และความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์ไปตีสนิทกับคนงานชาวเขา เพื่อขออาหาร เสื้อผ้า รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือจาก พ่อเลี้ยงพูนทวี ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของปัทม์ โดยที่รจนาไฉนคิดว่าพ่อเลี้ยงพูนทวีเป็นชาวเขา พ่อเลี้ยงก็นึกสนุก สวมบทบาทชาวดอยเป็นเพื่อนซี้กับรจนาไฉน ทำให้ชีวิตของรจนาไฉนมีแต่ความสุข
      
       ปัทม์ผิดหวังที่แผนขับไล่รจนาไฉนไม่เกิดผล จึงลากเธอมาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ หวังจะกลั่นแกล้งและทรมานให้เธอหนีกลับบ้านให้ได้ เพื่อยกเลิกสัญญาหิวเงินของเธอ...
      
       รจนาไฉนเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านของปัทม์ท่ามกลางไร่ชาแสนสวยงาม ส่วนคุณเปรมขอปลีกไปอยู่เรือนหลังเล็กเพื่อให้รจนาไฉนกับปัทม์ได้ใช้ชีวิตคู่อยู่กันตามลำพัง แต่สั่งให้ จันทร์เจ้า สาวเหนืออ่อนหวานเป็นต้นห้อง และมี ปยงค์ หัวหน้าแม่บ้านคอยดูแลอีกที
      
       และเช่นเคยลับหลังคุณเปรม ปัทม์สั่งสอนรจนาไฉนด้วยการเอาหน้าที่ของภรรยามาอ้าง ใช้ให้เธอทำงานบ้านทุกอย่างและคอยทำกับข้าวให้ “สามี” กินทุกวันทุกมื้อโดยห้ามให้ใครช่วย แต่ปัทม์ต้องตะลึงไม่เคยคิดว่าผู้หญิงใสๆ เมืองกรุง จะทำหน้าที่แม่บ้านแม่ครัวได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นอกจากนั้น...ด้วยความน่ารักและมีน้ำใจ พูดจาไพเราะของรจนาไฉนก็ทำให้เปรมและคนงานในไร่รักเธอได้ไม่ยาก
      
       ร้อนถึง อุรารัตน์ ลูกสาวของ พ่อเลี้ยงเจง เจ้าของรีสอร์ทหรูในพื้นที่ รู้ว่าปัทม์พารจนาไฉนมาอยู่ ก็บุกมาที่บ้าน เพราะต้องการแย่งชิงปัทม์ผู้ชายที่หลงรักมานานแล้ว อุรารัตน์ออเซาะปัทม์อย่างไม่เกรงใจ ปัทม์ก็เลยสนองตอบกับอุรารัตน์ หวังสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับรจนาไฉน ทว่ารจนาไฉนกลับนิ่งเฉยเหมือนทองไม่รู้ร้อน แม้ปัทม์จะออกไปนอนค้างกับผู้หญิงอื่นนอกบ้าน เธอก็ไม่สนใจ เพราะเธอไม่ได้รักปัทม์
      
       ปัทม์ยิ่งขุ่นเคืองเมื่อพบว่าปวุฒิได้ย้ายมาประจำที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อภารกิจปราบปรามยาเสพติด ปัทม์สบประมาทปวุฒิว่าเอาหน้าที่การงานมาอ้าง แท้ที่จริงเพียงเพื่อจะแย่งเมียชาวบ้าน ปวุฒิหาทางมาคอยดูแลรจนาไฉนเสมอ...เพราะยังเชื่อมั่นในสายสัมพันธ์ ในขณะเดียวกันโลมฤทัยก็ดั้นด้นขอมาพักที่ไร่ชาของปัทม์ โดยอ้างว่ากลัวรจนาไฉนจะเหงาที่ต้องจากบ้านมาไกล ทั้งๆ ที่ใจต้องการมาแย่งชิงหัวใจปวุฒิให้ได้
      
       ไม่ใช่เพียงแค่ปวุฒิที่เทียวไล้เทียวขื่อมาที่บ้านไร่ แต่ ปลัดวราห์ ปลัดหนุ่มเจ้าสำราญ และพ่อเลี้ยงพูนทวีก็หลงเสน่ห์อันอ่อนโยนเหมือนเจ้าหญิงของรจนาไฉน แถมยังเข้าใจผิดคิดว่ารจนาไฉนเป็นน้องสาวของปัทม์ จึงแวะเวียนมาหารจนาไฉนเสมอ ทำให้ปัทม์อารมณ์เสีย และพาลลงกับรจนาไฉนทุกครั้ง หาว่าเธอกำลังหาที่เกาะใหม่เตรียมเอาไว้แทนเขา รจนาไฉนไม่พอใจที่ถูกดูถูกก็เลยเถียงกลับว่าเธอมีสิทธิ์ เพราะเธอถือว่าปัทม์ไม่ใช่เจ้าของเธอ และนั่นทำให้ปัทม์โมโหคว้ารจนาไฉนมาจูบสั่งสอน แต่เปรมที่ได้ยินเสียงทะเลาะกันจึงเข้ามาห้ามเสียก่อน แล้วปัทม์ก็รู้ว่าที่วราห์เข้าใจว่ารจนาไฉนเป็นน้องสาวเป็นเพราะคำแนะนำของเปรม ทำให้ปัทม์รู้สึกผิดขึ้นมาบ้างที่เข้าใจรจนาไฉนผิด แต่เขาก็หาเหตุผลให้กับตัวเองว่าบางทีรจนาไฉนอาจจะต้องการหาที่เกาะใหม่อย่างที่เขาคิดจริงๆ ก็ได้ เพราะปัทม์ไม่เคยผิด!
      
       รจนาไฉนเสียใจกับการกระทำของผู้ชายหยาบช้าที่ไม่ให้เกียรติเธออย่างปัทม์ ยังผลให้คิดถึงผู้ชายแสนดีอย่างปวุฒิขึ้นมาจับใจ โดยที่รจนาไฉนไม่เคยรู้ว่าปวุฒิเองก็คิดถึงรจนาไฉนอยู่ทุกลมหายใจ แม้ว่าโลมฤทัยจะพยายามปลอบใจปวุฒิ บ่อยครั้งที่เธอพร้อมจะยอมปล่อยกายให้ปวุฒิเชยชม เพื่อหวังจะให้เขาลืมพี่สาวนอกไส้ของเธอ แต่ปวุฒิก็ไม่ทำ เพราะหัวใจของเขามีแต่รจนาไฉนคนเดียว และหวังอยู่เสมอว่าวันหนึ่งรจนาไฉนจะเลิกกับปัทม์แล้วกลับมาหาเขา
      
       แต่ดูเหมือนมันจะไม่ง่ายอย่างที่ปวุฒิคิด เพราะถึงแม้ว่าปัทม์กับรจนาไฉนจะยังไม่ได้รักกัน หนำซ้ำยังมีมือที่สามและสี่ที่ทำท่าจะมาแยกทั้งคู่ แต่ก็ยังมีเปรมที่รักและเอ็นดูผู้หญิงดีๆ อย่างรจนาไฉนมากจนไม่อยากเสียเธอไป เปรมจึงทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ของทั้งคู่ด้วยการพารจนาไฉนไปแนะนำกับทุกคนว่า รจนาไฉนเป็นลูกสะใภ้ที่เธอภาคภูมิใจ ต้องการให้พวกที่หวังในตัวลูกชายและลูกสะใภ้ถอดใจซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นวราห์กับอุรารัตน์นั่นเอง
      
       วราห์อึ้งเมื่อรู้ความจริงว่ารจนาไฉนเป็นเมียของปัทม์ไม่ใช่น้องสาว แต่อุรารัตน์ก็ยุยงให้วราห์สู้ต่อ เพราะแน่ใจว่าปัทม์กับรจนาไฉนไม่ได้รักกัน และยังบอกด้วยว่ารจนาไฉนเป็นลูกสาวเศรษฐีจากกรุงเทพฯ จะต้องมีมรดกเยอะแน่นอน ทำให้คนเห็นแก่เงินอย่างวราห์มีความหวังอีกครั้ง และหมายมั่นปั้นมือว่าจะแย่งรจนาไฉนมาจากปัทม์ให้ได้
      
       ผิดกับพ่อเลี้ยงพูนทวี เมื่อเขารู้ความจริงว่าผู้หญิงที่เขาตกหลุมรักเป็นภรรยาของปัทม์ เขาก็ไม่คิดจะแย่ง มีแต่ความปรารถนาดีให้รจนาไฉนอย่างแท้จริง รจนาไฉนจึงไว้วางใจให้พูนทวีเป็นเพื่อนของเธอ ดังนั้นเมื่อรจนาไฉนมีปัญหาทุกข์ใจหรือต้องการเพื่อนคุยคลายเหงา เธอก็มักจะนึกถึงพ่อเลี้ยงพูนทวีเสมอจนทั้งคู่จึงสนิทสนมกัน และแน่นอนว่าความสนิทสนมของรจนาไฉนกับพ่อเลี้ยงพูนทวีไม่อาจหลุดพ้นสายตาของปัทม์ไปได้ เขาจึงยิ่งชังหน้าของรจนาไฉนที่ยั่วยวนผู้ชายหลายคนเอาไว้เป็นตัวเลือก ปัทม์กับรจนาไฉนจึงมีปากเสียงกันตลอด
      
       เปรมต้องการทำให้ปัทม์ใจอ่อน ด้วยความอ่อนโยนของรจนาไฉน จึงออกความคิดให้รจนาไฉนเป็นแม่ครัวทำอาหารให้คนงาน รจนาไฉนจะได้ไม่เบื่อที่ต้องอยู่กับบ้านเฉยๆ การปรากฏตัวของนายหญิงสร้างความกระดี๊กระด๊าให้กับคนงาน หนำซ้ำพวกเขายังขอให้ปัทม์โชว์ความหวานกับภรรยาให้เป็นขวัญตา ปัทม์ก็ยอมกอดและหอมแก้มรจนาไฉนเพราะไม่อยากเสียหน้ากับลูกน้อง และที่สำคัญต้องการแกล้งให้รจนาไฉนอึดอัดใจ แต่สิ่งที่ปัทม์ทำกลับสร้างความวาบหวามใจให้กับตัวเองอย่างไม่รู้ตัว แต่ปัทม์ก็รีบสลัดความรู้สึกนี้ทิ้งไป เพราะไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะสั่งสอนผู้หญิงหิวเงินง่ายๆ
      
       พวกคนงานต่างพูดจาชื่นชมสรรเสริญถึงความอ่อนโยน ความเมตตา เห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ของรจนาไฉนให้ปัทม์ฟัง แต่ปัทม์ยังไม่ยอมทำลายกำแพงของตัวเองที่มีต่อรจนาไฉน เขามั่นใจว่ารจนาไฉนกำลังสร้างภาพให้ทุกคนตายใจ
      
       แต่เมื่อปัทม์ได้ไปพบเห็นกับตาว่ารจนาไฉนมีใจเอื้อเฟื้อต่อครอบครัวคนงานมากแค่ไหน ทำให้ปัทม์เริ่มรู้สึกดีกับรจนาไฉนมากขึ้น ความหยาบคายที่เขาหยิบยื่นให้รจนาไฉนก็น้อยลงจนแทบจะไม่เหลือ รจนาไฉนเองก็รู้สึกอบอุ่นอยู่ลึกๆ ในหัวใจทุกครั้งที่ได้ยืนเคียงข้างปัทม์ทำงานในไร่ชา ซึ่งอุรารัตน์สังเกตเห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ของปัทม์ อุรารัตน์จึงร่วมมือกับวราห์วางแผนสร้างความร้าวฉานด้วยแผนร้าย! ด้วยการใช้ปวุฒิเป็นเครื่องมือ เพราะรู้ดีว่าปวุฒิคือคนรักเก่าของรจนาไฉน
      
       แต่โลมฤทัยเข้ามาขวางแผนการเสียก่อน ทำให้แผนของอุรารัตน์และวราห์พลาดไป แต่สิ่งที่ได้มาคือ...ทำให้ปวุฒิเพิ่งจะสัมผัสได้ว่า โลมฤทัยจริงใจกับปวุฒิมากเพียงใด
      
       และที่สำคัญ...ทำให้ปัทม์หัวเสียยิ่งกว่าครั้งใดๆ เพราะปัทม์เริ่มรู้สึกว่ากำลังใจอ่อนให้กับรจนาไฉน และเผลอจูบปากรจนาไฉนด้วยใจร่ำร้องหา รจนาไฉนตกใจตบหน้าปัทม์อย่างแรง ปัทม์โมโหคิดว่ารจนาไฉนเล่นตัว จึงกระชากตัวรจนาไฉนเข้ามากอด อารมณ์อันคุกรุ่นภายในหัวใจของทั้งคู่แต่ไม่ยอมเปิดเผยเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้คืนนั้น...ปัทม์และรจนาไฉนกลายเป็นของกันและกัน...โดยเต็มใจ
      
       แต่เมื่อมอบร่างกายและหัวใจให้กับมัจจุราช...เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาต้องเจอกับอะไร เป็นสิ่งที่รจนาไฉนหวั่นใจเป็นที่สุด แล้วสิ่งที่รจนาไฉนกลัวก็เป็นจริงอีกครั้ง
      
       ปัทม์กลับทำเมินเฉยเหมือนเรื่องที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น...รจนาไฉนร้าวรานใจที่ถูกย่ำยีอย่างร้ายแรงที่สุดในชีวิต โดยที่รจนาไฉนไม่รู้ว่า ปัทม์เองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน แต่จำเป็นต้องเลือกที่จะตัดใจจากการหลงรักผู้หญิงหิวเงินอย่างรจนาไฉน แทนที่จะปล่อยใจให้หลงรัก หลังจากลำเพาโกหกว่ารจนาไฉนต้องการเงินก้อนใหญ่ ทั้งๆ ที่ลำเพาเองนั่นแหละคือคนที่อยากได้ไปปรนเปรอความฟุ้งเฟ้อของตัวเอง
       รจนาไฉนตัดสินใจหนีออกไปจากบ้านไร่ และที่พึ่งเดียวของรจนาไฉนคือพ่อเลี้ยงพูนทวี รจนาไฉนไม่อยากรบกวนปวุฒิ ที่กำลังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับโลมฤทัย ปัทม์ขับไล่ไสส่งรจนาไฉนอย่างไม่ใยดี แต่ในใจมันไม่ใช่!!!!
       ปัทม์ออกอาการหึงหวง พ่อเลี้ยงพูนทวีมองออกว่าทั้งสองคนต่างมีทิฐิและความไม่เข้าใจกัน ทำให้เรื่องยุ่งยากกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งอุรารัตน์เข้ามาเป็นมือที่สามอยู่บ่อยๆ ทำให้พ่อเลี้ยงพูนทวีต้องการเป็นกาวใจให้กับปัทม์และรจนาไฉน
       พ่อเลี้ยงพูนทวีทำให้ปัทม์และรจนาไฉนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน โดยความช่วยเหลือของชิ, จันทร์เจ้า และปยงค์ที่เปลี่ยนใจหันมารักรจนาไฉน ความสัมพันธ์ของปัทม์กับรจนาไฉนก็ค่อยๆ ดีขึ้น ความอ่อนโยนที่ปัทม์มีต่อรจนาไฉน ทำให้ความเกลียดชังในใจของรจนาไฉนค่อยๆ เลือนหาย ประกอบกับรจนาไฉนได้เห็นว่าปัทม์เครียดกับการถูกใส่ร้ายว่าค้ายาเสพติด ตอนแรกรจนาไฉนหวั่นไหวคิดว่าปัทม์ทำอย่างนั้นจริงๆ แต่ปวุฒิที่สืบเรื่องนี้มานานให้ความเชื่อมั่นกับรจนาไฉนว่า ปัทม์คือผู้บริสุทธิ์ รจนาไฉนคอยถามข่าวคราวของคดีจากปวุฒิ แต่กลับทำให้ปัทม์เข้าใจผิด คิดว่าถ่านไฟเก่าระหว่างรจนาไฉนและปวุฒิยังไม่มอดดับลง
       จนกระทั่งวันหนึ่งรจนาไฉนได้ยินข่าวว่าพวกของปัทม์ยิงปะทะกับพวกของ หน่อเอ ชาวเขาที่หันไปลักลอบปลูกฝิ่น ฝ่าฝืนสัญญาที่เคยให้ไว้กับปัทม์ และมีคนถูกยิงเสียชีวิต แต่พวกหน่อเอหนีไปได้ ด้วยความเป็นห่วงรจนาไฉนรีบวิ่งไปหาสามี แล้วเธอก็พบร่างปัทม์นอนนิ่ง... รจนาไฉนถึงกับร้องไห้โฮและสารภาพรักปัทม์ ทำให้ปัทม์รู้ว่ารจนาไฉนห่วงเขามากแค่ไหน ปัทม์ซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูกจนเขาแน่ใจว่าเขารักเธอ บวกกับได้รู้ความจริงจากปากของนพรัตน์ว่า เบื้องหลังการรีดไถเงินที่ปัทม์เข้าใจว่าเป็นฝีมือของรจนาไฉน แท้ที่จริงเป็นคำสั่งของลำเพา ปัทม์โล่งใจที่ตัวเองรักผู้หญิงที่ไม่ใช่คนหิวเงินอย่างที่เข้าใจ จึงตัดสินใจจะบอกรักรจนาไฉน แต่ยังไม่ทันได้บอกปวุฒิก็เขามาหารจนาไฉน พร้อมกับข่าวดีข่าวสำคัญ ปัทม์เข้าใจผิดคิดว่าข่าวดีนั้นคือรจนาไฉนกับปวุฒิกลับมาคืนดีกัน โดยที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ปวุฒิมีข้อมูลสืบทราบมาว่า ตัวการค้ายาเสพติดที่แท้จริงคือใคร และปัทม์จะได้พ้นมลทิน
       แต่ทุกอย่างก็คลี่คลาย ปัทม์พ้นมลทิน เสี่ยเจงที่เป็นผู้บงการขบวนการค้ายาเสพติด และปลัดวราห์ที่ร่วมมือด้วย ถูกจับได้จากการซัดทอดของหน่อเอ ที่เปลี่ยนใจเพราะพ่ายแพ้ต่อหัวใจลูกผู้ชายของปัทม์ ปัทม์ช่วยปวุฒินำกองกำลังตำรวจเข้าสกัดจับเสี่ยเจงและปลัดวราห์ก่อนที่จะหนีข้ามชายแดนไปได้ในที่สุด
       รจนาไฉนกำลังจะไปแสดงความยินดีกับปัทม์ แต่พบอุรารัตน์เข้ามาโกหกว่าเธอท้องกับปัทม์ รจนาไฉนเสียใจมาก ทั้งที่ความจริงเธอรู้ว่าเธอมีสิทธิ์ในตัวปัทม์มากกว่าใคร แต่รจนาไฉนก็รู้ดีกว่าใครว่าการเป็นลูกกำพร้ามันปวดร้าวมากเพียงใด รจนาไฉนไม่ต้องการให้เด็กในท้องของอุรารัตน์เป็นกำพร้า เธอก็เลยตัดสินใจที่จะหนีไปจากชีวิตของปัทม์
      
       ระหว่างทางที่รจนาไฉนจะหนีกลับกรุงเทพฯ พ่อเลี้ยงรู้เรื่องทั้งหมดเข้าก็ขอให้รจนาไฉนไปอยู่ที่บ้านของตนก่อน ปัทม์ตามหารจนาไฉนจนทั่วจนพบว่าไปอยู่ที่บ้านของพ่อเลี้ยง ปัทม์โกรธพ่อเลี้ยงมากเพราะคิดว่าถูกหักหลัง พ่อเลี้ยงก็ยืนยันว่าตัวเองและรจนาไฉนบริสุทธิ์ใจกัน ที่รจนาไฉนหนีมาเป็นเพราะว่าปัทม์ทำอุรารัตน์ท้อง ซึ่งปัทม์ยืนยันว่าเขาไม่ได้ทำ แต่รจนาไฉนไม่เชื่อ เพราะที่ผ่านมาพฤติกรรมของปัทม์มันฟ้อง
      
       ปัทม์มาง้อรจนาไฉนที่บ้านทุกวัน ยอมนั่งเฝ้าหน้าประตูอยู่ตลอดทั้งคืน แต่รจนาไฉนก็ไม่ใจอ่อน แม้พ่อเลี้ยงพูนทวี ปวุฒิ และโลมฤทัยจะมาเกลี้ยกล่อมขอให้รจนาไฉนเชื่อใจปัทม์ รจนาไฉนก็ไม่ยอม ปัทม์สิ้นหวัง!
      
       ปัทม์สั่งชิและลูกน้องให้กลบหลุมฝังศพของภรรยาเก่าให้สิ้นซาก เพราะไม่อยากถูกตอกย้ำด้วยแรงแค้น ตอนนี้ปัทม์รู้แล้วว่า ผู้หญิงไม่ได้เป็นอย่างที่ปัทม์คิดทุกคน...รจนาไฉนเป็นคนดี ความดีของรจนาไฉนเอาชนะความกักขฬะในหัวใจของมัจจุราชอย่างปัทม์ไปเสียสิ้น สมควรแล้วที่รจนาไฉนจะทิ้งตนไป
      
       ปัทม์ร่ำลาเปรม ขอปลีกตัวไปจากที่นี่ ไปโดยไม่มีจุดหมาย ปัทม์ขับรถออกเดินทางอย่างคนที่ใจสลาย แต่แล้ว...รจนาไฉนยืนดักรอปัทม์อยู่ที่ทางเข้าไร่ชาในชุดนอนสีเหลือง ชุดที่รจนาไฉนสวมเมื่อครั้งเดินทางมาที่นี่กับปัทม์ในครั้งแรก
      
       ปัทม์ได้รู้ว่า รจนาไฉนรู้ความจริงเรื่องอุรารัตน์ไม่ได้ท้องกับปัทม์และไม่เคยมีอะไรลึกซึ้งด้วย จากปากของอุรารัตน์ที่มาสารภาพความจริงเองว่า อุรารัตน์ท้องกับปลัดวราห์ แต่ที่โกหกเพราะต้องการหาที่ยึดเหนี่ยว และจำใจต้องมาสารภาพความจริงเพราะเปรม ปยงค์ ชิ จันทร์เจ้ามาหว่านล้อมให้เห็นแก่ความรักของปัทม์และรจนาไฉน และเงินทุนเลี้ยงชีวิตที่เปรมเมตตามอบให้
      
       ปัทม์ตัดสินใจเลี้ยวรถกลับพารจนาไฉนไปยืนมองดูอาณาจักรไร่ชา ที่กำลังเติบโตอย่างที่ใฝ่ฝัน ปัทม์และรจนาไฉนให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ทิฐิใส่กัน
        
       รจนาไฉนมีความสุขที่สุดในชีวิต ที่ได้กลายเป็นเจ้าหญิงดั่งที่เคยฝัน แต่คนที่ยืนเคียงคู่ไม่ใช่เจ้าชายแสนเพอร์เฟ็คท์เหมือนในนิทาน กลับเป็นมัจจุราชผู้อ่อนหวาน...มัจจุราชสีน้ำผึ้ง...ผู้ยอมศิโรราบให้กับความดีของรจนาไฉนอย่างหมดหัวใจ
      

---------- จบบริบูรณ์ ----------



      

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       บนดอยกว้างใหญ่ใต้แผ่นฟ้าสีครามแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของไร่ชาปัทมสกุล ไร่ชาแห่งนี้ปลูกชาเป็นขั้นบันไดลดหลั่นกันไปอย่างสวยงาม แลเห็นกลุ่มชาวเขากำลังเด็ดใบชา อันเป็นกิจวัตรประจำวันที่ทุกคนทำงานด้วยกันอย่างมีความสุข
      
       ครู่ต่อมาบรรดาคนงานชาวเขาได้ยินเสียงฝีเท้าม้าถูกควบมาแต่ไกลก็หันไปมอง “ปัทม์ ปัทมสกุล” ดูบึกบึนสมชายชาตรี กำลังควบม้าอย่างสง่างามมุ่งตรงไปยังที่ใดที่หนึ่งด้วยความเร็ว
      
       หน่อเอ ชาวเขาซึ่งแบกก๋วย ตะกร้าใส่ใบชา เดินนำลูกน้องอีก 4 - 5 คน กำลังเร่งรีบไปยังจุดหมาย
       “เร็วๆ สิวะ ลูกน้องพ่อเลี้ยงกำลังรอรับของอยู่ ขืนไปช้าได้ตายกันหมด”
       หน่อเอเร่งลูกน้องแล้วรีบเดินต่อไป แต่แล้ว....ปัทม์ก็ขี่ม้าเข้ามาขวางทาง
       “คุณปัทม์”
       ปัทม์จ้องมองหน้าหน่อที่กำลังตกใจ เขารีบหันหลังกลับจะหนีไปอีกทาง แต่แล้ว...ชินำลูกน้องของปัทม์ 4-5 คนขี่ม้าเข้ามาล้อมรอบพวกหน่อเอไว้ เขาตกใจมาก...
       “จะหนีไปไหนล่ะหน่อเอ”
       “พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่จำเป็นต้องหนีใคร พวกคุณมาขวางทำไม พวกเราจะรีบเอาใบชาไปขาย” หน่อเอบอก
       หน่อเอจะเดินออกไปจากวงล้อม แต่ปัทม์กระโดดลงจากหลังม้า เข้ามากระชากก๋วยใส่ใบชาออกจากหลังหน่อเอ หน่อเอไม่ยอมให้เอาไป
       “จะทำอะไร นี่เป็นชาของพวกเรา พวกเราไม่ได้ขโมยชาของไร่คุณมา”
       “ฉันรู้ว่าพวกแกไม่ได้ขโมยชาจากไร่ฉัน แต่ฉันไม่เชื่อว่ามันมีแต่ใบชา” ปัทม์บอก
       ปัทม์แย่งก๋วยมาได้แล้วเทใบชาลงพื้น... ก็เห็นก้อนยาบ้าหลายมัด ถูกซ่อนอยู่ในใบชา หน่อเอและพวกหน้าเสียไปทันที ปัทม์ก้มหยิบก้อนมัดยาบ้าขึ้นมา
       “ชาของพวกแกแปรรูปเป็นเม็ดใส่สีน่ากินมาก ชาอัดเม็ดแบบนี้แหล่ะที่ตำรวจต้องการ”
       หน่อเอและพวกใจเสียกลัวถูกจับได้
      
       รถตำรวจประมาณ 3 คันแล่นบนถนนเส้นทางสู่ดอย เพื่อพุ่งตรงไปยังจะแหล่งนัดพบซื้อขายยา
       ตำรวจวอบอกรถคันหลัง
       “ใกล้เขตนัดซื้อยาแล้ว ให้ทุกคนระวังตัวด้วย”
       หลังจากวอบอกแล้วก็มองทางข้างหน้าด้วยความระมัดระวัง
       ชายคนหนึ่งซึ่งส่องกล้องดูความเคลื่อนไหวของตำรวจ รีบโทรศัพท์ทันที
       พ่อเลี้ยงเจงกำลังคุยโทรศัพท์กับศักดิ์
       “อะไรนะ ตำรวจรู้เรื่องนี้ ส่งกำลังมาสกัดจับ ถ้าอย่างนั้นก็สอนให้พวกมันรู้ว่ากำลังเล่นกับใคร จัดการล้อมถล่มมันอย่าให้เหลือซาก..ส่งพวกมันไปลงนรก!”
       พ่อเลี้ยงเจงสีหน้าเหี้ยมสั่งเสร็จแล้วปิดสาย
       “ไม่มีใครขวางทางพ่อเลี้ยงเจงได้!”
      
       มุมดอยแห่งหนึ่ง ปัทม์เดินเข้าไปคุยกับหน่อเอ
       “ตำรวจกำลังบุกมาที่นี่ ฉันไม่อยากเห็นพวกแกหมดอนาคต คนเราหลงผิดกันได้ ทำลายยานั่นซะแล้วกลับตัวใหม่”
       หน่อเอแสดงทีท่าเหมือนจะยอม แต่แล้วกลับควักปืนออกมาขู่ ปัทม์ตกใจ ชิและลูกน้องปัทม์จะชักปืนมาช่วย แต่พวกหน่อเอควักปืนออกมาขู่ไว้ พวกชิทำอะไรไม่ได้
       หน่อเอพูดเย้ยอย่างผู้ชนะ
       “คิดว่าแกเป็นใคร เป็นเจ้าของไร่ชาที่ใหญ่ที่สุด เป็นเจ้าชีวิตคนงานเกือบร้อย แต่อย่าหวังเลยว่าคนอย่างหน่อเอจะยอมก้มหัวให้กับคนเมืองที่คิดมาเอาเปรียบพวกเรา”
       ปัทม์ฉวยจังหวะที่หน่อเอเผลอ เตะปืนของหน่อเอจนกระเด็นออกไป พวกชิได้ทีหาจังหวะเข้าล็อกตัวลูกน้องหน่อเอไว้ หน่อเอจะวิ่งไปหยิบปืน แต่ปัทม์เข้ามาเตะหน่อเอกระเด็นออกไป
       ปัทม์หยิบปืนขึ้นมา เล็งไปที่หน่อเอที่ชักเริ่มกลัวตาย ปัทม์ลดปืนลงด้วยมาดเท่ แล้วก้มลงวางปืนไว้กับพื้น ท่ามกลางความมึนงงของหน่อเอ
       “ลุกขึ้นมาสู้กับฉัน ! ถ้าแกชนะ ฉันจะปล่อยให้พวกแกเลือกชีวิตตัวเอง”
       ปัทม์จ้องหน้าเอาเรื่องแล้วพูดต่อ
       “แต่ถ้าแกแพ้ แกต้องใช้ชีวิตตามที่ฉันเลือก!”
       หน่อเอลุกขึ้นมาต่อยปัทม์ที่หลบหลีก หน่อเอเก่งมวยเล่นงานปัทม์ได้หลายหมัด จนปัทม์ล้มลง ลูกน้องปัทม์จะเข้าไปช่วย แต่ชิห้ามไว้
       “ไม่ต้อง!”
       ปัทม์ลุกขึ้นมาเช็ดเลือดที่ริมฝีปากแล้วเข้ามาต่อยกับหน่อเอ ปัทม์ตั้งสติและระวังตัวมากขึ้น ต่อย เตะ
       จนสามารถต่อยหน่อเอล้มไปนอนหมอบกับพื้น หน่อเอลุกไม่ไหว
       พวกชิดีใจที่ปัทม์เอาชนะหน่อเอได้
       ปัทม์เดินยิ้มอย่างอารีเข้าไปหาหน่อเอ แต่กระชากคอเสื้อหน่อเอให้ลุกขึ้นมาและพูดตะคอก
       “ต่อไปนี้ฉันจะเป็นเจ้าชีวิตพวกแก เลิกค้ายาบ้าซะ แกต้องไปทำงานที่ไร่ฉันโดยไม่มีค่าจ้าง!”
       หน่อเอมองหน้าปัทม์อย่างไม่พอใจนัก ปัทม์กระชากหน่อเอกระเด็นออกไป พวกลูกน้องหน่อเอเข้ามารับหน่อเอไว้
       “เอาก๋วยทิ้งไว้ที่นี่ แล้วพรุ่งนี้ไปหาฉันที่ไร่”
       ลูกน้องไม่พอใจไม่อยากจะให้ก๋วย เพราะเสียดายยาบ้า หน่อเอหันไปตะคอกลูกน้อง
       “ทิ้งก๋วยไว้ที่นี่!”
       ลูกน้องทุกคนยอมทิ้งก๋วยไว้ หน่อเอเดินนำออกไปด้วยสีหน้าไม่พอใจและคิดฝืนคำสั่งปัทม์
       ปัทม์ตะโกนขู่บอก
       “พวกแกก็รู้ ใครที่ผิดคำสัญญากับฉัน ผลจะเป็นยังไง”
       หน่อเอหยุดกึกด้วยความเจ็บใจ ก่อนเดินออกไปด้วยความโกรธ ลูกน้องตามไป ชิเดินเข้ามาหยิบยาบ้า
       “นาย....เราจะทำยังไงกับยาบ้าพวกนี้”
       “เผาทิ้ง อย่าให้ตำรวจรู้ว่าพวกหน่อเอรับจ้างขนยา”
       “นายไปช่วยมันไว้ทำไม คิดค้ายาทำลายประเทศชาติอย่างนี้น่าจะปล่อยให้ไปตายในคุกซะให้เข็ด”
       “พวกมันเป็นแค่เหยื่อถูกพวกนายทุนหลอกให้ทำแบบนี้ ฉันเชื่อว่าจิตใจพวกมันรักดี ฉันต้องทำให้พวกมันกลับมารักชีวิตรักแผ่นดินให้ได้”
       ปัทม์สั่งชิ
       “จัดการให้เรียบร้อย ฉันจะกลับไปที่ไร่”
       “ครับนาย”
      
       ปัทม์เป่าปากม้าวิ่งเข้ามาหา ชายหนุ่มกระโดดขึ้นบนหลังม้าแล้วควบม้าออกไป ปัทม์ควบม้าผ่านทุ่งหญ้าบนดอยสูงอย่างชำนิชำนาญท่วงท่าสง่างาม


  


       วันเดียวกัน เวลากลางวัน รจนาไฉน วิชนี โผล่ออกมาจากทุ่งดอกไม้กว้างใหญ่ เธอเพิ่งทำมงกุฎดอกไม้เสร็จ และเอามงกุฎมาสวม ทำพิธีให้ตัวเองเป็นเจ้าหญิง
      
        “ต่อไปนี้ ข้าจะขอแต่งตั้งให้สาวงามที่ชื่อรจนาไฉนผู้นี้เป็นเจ้าหญิงดอกไม้”
       รจนาไฉนถอนสายบัว แล้วเอามงกุฎดอกไม้มาสวมให้กับตัวเอง เธอดีใจที่ได้สวมบทบาทเป็นเจ้าหญิง วิ่งผ่านทุ่งดอกไม้ด้วยความสุขใจ
      
        รจนาไฉนถือช่อดอกไม้ วิ่งผ่านทุ่งดอกไม้มุมหนึ่ง แต่แล้วมีมือมาปิดตาเธอ
        “ทายสิครับว่าใคร?”
        รจนาไฉนยิ้มบอก
        “คุณปวุฒิค่ะ”
        “ไม่ใช่ ตอบผิดอีกครั้ง คุณโดนจูบนะ”
        “พันตำรวจโทปวุฒิ ไตรพงษ์รัชตะ”
        “ผิดครับ”
        ปวุฒิจับรจนาไฉนหันหน้ามา แล้วจะจูบ แต่เธอกันไว้
        “ต้องเฉลยมาก่อน ว่าคุณเป็นใคร”
        “ผมเป็นเจ้าชายที่จะมารับเจ้าหญิง ไปครองคู่ด้วยกันที่ปราสาทแสนสวย”
        ปวุฒิหยิบสร้อยพร้อมจี้รูปหัวใจออกมา แล้วสวมให้รจนาไฉน
        “คุณคือดวงใจของผมนะ”
        เธอซาบซึ้งใจ
        “ค่ะ...”
        “คราวนี้ถึงเวลาลงโทษคนที่ตอบผิดแล้วนะ”
        ปวุฒิยื่นหน้าจะเข้ามาจูบเธอ แต่แล้ว เสียงวอดังขึ้น รายงานข่าวตำรวจถูกกลุ่มค้ายาโจมตี ปวุฒิตกใจ หันไปมองรจนาไฉน
        เสียงจากวอ เรียกกำลังเสริมด่วน ปวุฒิอยากไปช่วยเหลือ แต่เกรงใจรจนาไฉน เธอเข้าใจความรู้สึกของเขาดีที่รักหน้าที่ยิ่งกว่ายิ่งใด
        “ไปเถอะค่ะ พวกเขากำลังต้องการความช่วยเหลือ”
        “คุณเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เข้าใจผมมากที่สุด ขอบคุณนะ”
        “ฉันเข้าใจค่ะว่าหน้าที่ต้องมาก่อน”
        “จุดโจมตีไม่ห่างจากรีสอร์ตเท่าไหร่ ผมจะแวะส่งคุณที่รีสอร์ตก่อน
        “ค่ะ”
        ปวุฒิพาเธอเดินออกจากทุ่งดอกไม้
      
        เวลาต่อเนื่องมา ปัทม์ ปัทมกุลกำลังควบม้ากลับไปไร่ แต่ได้ยินเสียงไซเรนจากรถตำรวจ เขาชะลอความเร็วจากการควบม้า...จนม้าหยุด รถตำรวจสวนมาหยุดทันทีเมื่อเจอปัทม์
        “เกิดอะไรขึ้นครับจ่า”
        “ตำรวจปปส.บุกจับพวกค้ายาบนดอย แต่พวกมันสู้ล้อมตำรวจไว้ พวกเรากำลังไปเสริมกำลัง...ผมไปก่อนนะ”
        จ่าขับรถออกไปทันที ปัทม์คิดตัดสินใจบังคับม้าให้เลี้ยวกลับ เขาควบม้าวิ่งตามไปทางเดียวกับรถตำรวจ
        
        ถนนเส้นทางระหว่างภูเขา ปวุฒิขับรถ เขาเพิ่งคุยวอกับทางตำรวจเสร็จ หันมาบอกรจนาไฉน
        “มีหน่วยกำลังเสริมผ่านมาทางนี้ เดี๋ยวผมจะติดรถไปกับตำรวจในพื้นที่ คุณขับรถกลับรีสอร์ตไปก่อนนะครับ”
        “ได้ค่ะ”
        เขาส่งสายตาเป็นห่วงเธอ
        “ไม่ต้องเป็นห่วงเพื่อนหรอกค่ะ เพื่อนดูแลตัวเองได้ เป็นแฟนตำรวจไทยก็ต้องเข้มแข็งเหมือนกันน่า”
        ปวุฒิยิ้มดีใจที่รจนาไฉนเข้าใจ
        รถตำรวจวิ่งผ่านมา ปวุฒิลงจากรถจะไปยังรถตำรวจ เขาหยิบบัตรตำรวจที่คล้องคอออกมาแสดงตัว
        “ผมพันตำรวจโท ปวุฒิ ไตรพงษ์รัชตะ”
        “เชิญครับสารวัตร” จ่าตำรวจนายหนึ่งบอก
        รจนาไฉนเข้าไปจับมือปวุฒิ
        “ระวังตัวด้วยนะคะ”
        “เจ้าชายจะกลับมาหาเจ้าหญิงครับ”
      
        ปวุฒิยิ้มให้รจนาไฉน แล้วขึ้นรถตำรวจออกไป เธอยืนส่งจนร่างเขาหายลับตาไป


  


       รจนาไฉนกลับมาขึ้นรถ ยังคงเป็นห่วงปวุฒิ เธอยกมือไหว้ ภาวนาให้เขาปลอดภัย
      
        “ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองคุณปวุฒิให้ปลอดภัยด้วยเถอะค่ะ”
        รจนาไฉนจิตใจเลื่อนลอยเป็นห่วงปวุฒิ เหม่อออกนอก ขับรถอย่างเร็ว ไม่ทันเห็นปัทม์ควบม้ามาอยู่ด้านข้างรถ รถของเธอปาดหน้าม้า ปัทม์พยายามบังคับม้า ม้าตกใจยกขาหน้าร้องลั่น ! ปัทม์ตกลงจากหลังม้าทันที รจนาไฉนตกใจ รีบเบรกทันที หันมองกระจกข้างเห็นปัทม์นอนนิ่งก็ตกใจ
        “ตายรึเปล่า”
        ปัทม์นอนนิ่ง รจนาไฉนเดินเข้ามาด้วยความกลัวและตกใจมาก
        “คุณอย่าเป็นอะไรนะ อย่าตายนะ”
        ปัทม์รู้สึกตัวลุกขึ้นหันไปมองหน้า ยิ่งรู้ว่า เป็นผู้หญิงขับรถก็ยิ่งโกรธ
        “ขับรถประสาอะไรของคุณ ขับรถเป็นรึเปล่า”
        “ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
        “ไม่ต้องมาขอโทษ ผู้หญิงขับรถห่วยทุกคน”
        รจนาไฉนไม่พอใจนักที่ถูกดูถูก แต่เก็บอาการ
        “คุณเป็นยังไงบ้าง จะให้ฉันทำไงล่ะ ฉันยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง”
        ปัทม์ไม่สนใจฟังเดินตรงไปที่รถของเธอ รจนาไฉนแปลกใจ
        “คุณ...คุณจะทำอะไร”
        ปัทม์จะเดินขึ้นไปนั่งที่ตำแหน่งคนขับ รจนาไฉนตกใจเข้ามาผลักออก
        “นี่คุณ คุณจะขึ้นรถฉันทำไม”
        “ผมมีเรื่องด่วน ขอยืมรถก่อน” ปัทม์จะเข้าไปนั่งที่คนขับ
        “ถามฉันสักคำรึยังว่าจะให้ยืมรึเปล่า รึว่านายเป็นโจร”
        ปัทม์ไม่พอใจ เหลือบไปเห็นมงกุฎดอกไม้บนหัวรจนาไฉน
        “ถ้าผมเป็นโจรคุณก็คงเป็นยายบ้า”
        ปัทม์หยิบมงกุฎดอกไม้บนหัวรจนาไฉนโยนทิ้ง เธอยิ่งไม่พอใจ ยิ่งคิดว่าคนกักขฬะแบบนี้คงเป็นโจร
        “แกจะขโมยรถฉันใช่มั้ย ฉันไม่โง่หรอก ดูหน้าก็รู้ว่าเป็นโจร”
        ปัทม์สีหน้ารำคาญ
        “อย่าพูดมากได้ไหม บอกว่ารีบ”
        ปัทม์จะเข้าไปนั่งในรถ แต่เธอไม่ยอม คว้าเอาช่อดอกไม้ใกล้มือมาฟาดใส่ปัทม์
        “ออกไปนะ !! แกต้องตายๆๆ”
        ปัทม์ยืนนิ่งมองรจนาไฉนเอาดอกไม้มาฟาด ประมาณว่า ยายนี่บ้ารึเปล่าที่คิดฆ่าเขาด้วยช่อดอกไม้ เธอฟาดจนช่อดอกไม้ร่วงหมด ปัทม์จับรจนาไฉนลากไปฝั่งที่นั่งด้านข้าง
        “แกจะทำอะไร! จะข่มขืนฉัน ช่วยด้วย!”
        รจนาไฉนร้องโวยวายทุบตีปัทม์ เขาเอามือปิดปากแล้วลากเธอมานั่งในรถและตะคอกเสียงดัง
        “หุบปาก!”
        รจนาไฉนตกใจกลัวมาก นั่งนิ่งด้วยความกลัว
        “ถ้ากลัวรถหายก็นั่งไปด้วยกัน”
        ปัทม์รีบวิ่งมานั่งด้านคนขับ...รจนาไฉนดูท่าทียังไม่ไว้ใจ เขาขับรถกระชากออกไปด้วยความเร็วจนเธอผงะ เกือบกระแทกกับคอนโซลหน้า
        “ว้าย!”
        
        ปัทม์ขับรถด้วยความเร็วมายังมุมหนึ่งข้างป่า รจนาไฉนมองเขาอย่างไม่ไว้ใจพร้อมบ่นตลอดเวลา
        “นายจะพาฉันไปไหน เอางี้...ถ้าแกอยากยืมรถ ไปส่งฉันที่รีสอร์ตก่อน แล้วฉันให้นายยืมรถ โอเคมั้ย”
        ปัทม์ไม่ตอบ แต่ยังขับรถต่อไป
        “เอางี้...นายจอดส่งฉันข้างทางก็ได้ ฉันไม่หวงรถแล้ว....ฉันไว้ใจนาย”
        ปัทม์ไม่ตอบอีกเพราะเร่งรีบมาก....เขาเลี้ยวเข้าทางถนนลูกรัง รจนาไฉนเริ่มตกใจกลัว
        “นายไปไหน จะพาฉันไปเรียกค่าไถ่เหรอ ฉันไม่มีเงินติดตัวหรอก ฉันมาจากกรุงเทพ มาเที่ยว... ไม่ใช่คนที่นี่ ไม่ใช่ลูกคนรวย”
        ปัทม์ไม่ตอบขับรถต่อไป...
        รจนาไฉนเห็นว่าท่าทางจะหว่านล้อมไม่สำเร็จ จึงให้แผนขู่
        “ปล่อยฉันลงนะ แฟนฉันเป็นตำรวจ เป็นถึงสารวัตร ตระกูลเค้าเป็นตำรวจใหญ่ ใครๆก็รู้จัก เคยได้ยินตระกูล ไตรพงษ์รัชตะมั้ยล่ะ”
        ปัทม์หันมามองรจนาไฉน เธอคิดว่าปัทม์กลัว
        “ถ้ากลัวถูกจับก็ปล่อยฉันซะ”
        ปัทม์กลับตะคอก
        “หุบปากได้แล้ว”
        “ฉันพูดจริงๆนะ แฟนฉันเป็นตำรวจ แฟนฉันไม่ปล่อยแกไว้”
        รจนาไฉนพูดไม่ทันจบ ก็มีกระสุนปืนยิงมาถูกกระจกหน้ารถ รจนาไฉนตกใจ ปัทม์หักรถหลบทันที เขารีบหยิบปืนจากเอวแล้วลงจากรถจะวิ่งเข้าไปในป่า รจนาไฉนนั่งอยู่คนเดียวตกใจร้องเสียงหลง
        “ช่วยฉันด้วย!”
        กระสุนพุ่งตรงมาที่รถอีก รจนาไฉนตกใจหลบ ปัทม์เป็นห่วงจึงวิ่งกลับมาลากเธอลงจากรถ ฉุดพาเธอมาหลบหลังต้นไม้เพื่อหนีกระสุน
        ปัทม์ยิงสวนทำให้ลูกน้องพ่อเลี้ยงตายหนึ่งคน
        “พวกเขายิงเราทำไม พวกเขาจะปล้นเราเหรอ”
        “พวกค้ายายิงปะทะต่อสู้ตำรวจ คงคิดว่าพวกเราเป็นตำรวจ หลบอยู่ตรงนี้ห้ามออกไปไหน”
        ปัทม์ตะคอกถามเพื่อความแน่ใจ
        “เข้าใจมั้ย!”
        “ค่ะ” รจนาไฉนรับปากสีหน้าหวาดกลัวมาก
        ปัทม์วิ่งเข้าไปในจุดที่มีการยิงปะทะกัน รจนาไฉนหลบหลังต้นไม้ด้วยความกลัวแล้วนึกเป็นห่วงปวุฒิ
        “คุณปวุฒิ”
        
        มุมหนึ่งบนดอย ตำรวจยิงต่อสู้กับพวกสมุนพ่อเลี้ยงเจง เหล่าสมุนล้อมยิงใส่พวกตำรวจเป็นพัลวัน ตำรวจเป็นฝ่ายเสียเปรียบ พวกสมุนพ่อเลี้ยงเจงคนหนึ่งจะยิงตำรวจ แต่ พ.ต.ท. ปวุฒิ ที่ได้ชื่อว่า เป็นนายตำรวจนักแม่นปืนก็เข้ามายิงดักจนสมุนล้มลง เขาเล็งและยิงสมุนอีกคนตายในทันที ศักดิ์เห็นท่าไม่ดี เพราะปวุฒิและตำรวจอื่นเข้ามาเสริม จึงส่งสัญญาณให้ลูกน้องถอยร่น
      
       ปวุฒิไม่ยอมปล่อยให้ผู้ร้ายหนีไป วิ่งตามสมุนพ่อเลี้ยงเจงไป


  


       อีกมุมหนึ่งบนดอย พวกสมุนวิ่งหนีถอยร่น ปวุฒิติดตามวิ่งไล่ยิง เขาชะล่าใจยืนจะเล็งปืนยิงสมุนพ่อเลี้ยงเจงอีกคน แต่คมโผล่มาด้านหลัง ยิงปืนใส่ปวุฒิทันที เขาโดนยิงเข้าที่ชายโครง ล้มลง คมเดินตรงเข้ามาหาปวุฒิ แล้วเล็งปืนมาที่เขาก่อนกระชากป้ายตำรวจที่ห้อยคอมาดู
        “เป็นตำรวจกรุงเทพ แต่ทำอวดเก่งอยากแสดงผลงานรึไง...ได้ ข้าจะมอบรางวัลตำรวจดีเด่นให้”
        คมเล็งปืนมาที่ปวุฒิหมายจะยิง เสียงปืนดังเปรี้ยง....ปวุฒิตกใจ!
        
        มุมที่รจนาไฉนหลบหลังต้นไม้ สายสร้อยที่ปวุฒิมอบให้รจนาไฉนหลุดออกจากคอ เธอตกใจหยิบสร้อยขึ้นมา นึกเป็นห่วงเขา
        “คุณปวุฒิ”
        รจนาไฉนตัดสินใจวิ่งเข้าไปยังจุดปะทะทันที
        
        มุมต่อสู้ คมถือปืนแล้วล้มลงตรงหน้าปวุฒิ เจ้าของเสียงปืนนัดนั้น ที่แท้...ปัทม์เป็นคนยิงคมช่วยชีวิตปวุฒิไว้ เขามองปัทม์อย่างรู้สึกขอบใจ สมุนพ่อเลี้ยงเจงอีกคนวิ่งเข้ามายิงปัทม์ แต่ถูกปัทม์ยิงสวนไปที่ขา ศักดิ์เข้ามายิงช่วยลูกน้อง ก็ชะงักถอยร่นหนี ปัทม์จะวิ่งตามไป.......แต่จ่าและตำรวจวิ่งเข้ามาพอดี
        “คุณปัทม์ไม่ต้องตามครับ พวกผมจัดการเอง ผมฝากดูแลสารวัตรด้วย”
        จ่าและตำรวจคนอื่นๆวิ่งตามไป ปวุฒิจะลุกขึ้นแต่เจ็บมาก เลือดไหลออกมา ปัทม์จะกลับไปดูปวุฒิ แต่รจนาไฉนวิ่งเข้ามาถึงตัวปวุฒิก่อน
        “คุณปวุฒิ”
        “คุณเพื่อน”
        ปวุฒิหน้ามืดหมดสติไป รจนาไฉนร้องไห้เสียใจ
        “คุณปวุฒิ คุณอย่าเป็นอะไรนะคะ เพื่อนไม่ยอมให้คุณทิ้งไปนะ”
        ปัทม์ยืนมองดูรจนาไฉนร่ำไห้
        “คุณปวุฒิสัญญากับเพื่อนแล้วไงคะ ว่าเจ้าชายจะกลับมารับเจ้าหญิง คุณปวุฒิจะปล่อยให้เจ้าหญิงอยู่คนเดียวไม่ได้นะคะ ลืมตาสิคะ เจ้าชายของเพื่อน”
        ปัทม์มองดูด้วยความรำคาญ ตรงเข้ามาผลักเธอออก
        “นายจะทำบ้าอะไรอีก”
        ปัทม์ไม่ตอบ เข้ามาอุ้มปวุฒิออกไป
        CUT /
        ภายในโรงพยาบาลเชียงราย พ.ต.ท. ปวุฒิ ไตรพงษ์รัชตะนอนหมดสติอยู่บนเตียง บุรุษพยาบาลเข็นรถนำเขาไปยังห้องฉุกเฉิน รจนาไฉนเดินตามด้วยความเป็นห่วง
        “คุณปวุฒิคะ คุณมาถึงโรงพยาบาลแล้ว .คุณไม่เป็นอะไรแล้ว”
        รถเข็นนำปวุฒิไป รจนาไฉนยังคงเดินตามรถ พร่ำเป็นห่วงเขาตลอดเวลา
        “คุณปวุฒิไม่ต้องกลัวนะคะ เพื่อนจะอยู่เคียงข้างคุณ เพื่อนจะเป็นกำลังใจให้คุณ เจ้าหญิงคนนี้จะไม่ทิ้งคุณไปไหน”
        ปัทม์ ปัทมกุลยืนมองรจนาไฉนที่ห่วงใยในตัวปวุฒิมาก พอจะเดาได้ว่า ทั้งสองเป็นแฟนกัน
        จ่าเดินเข้ามาหาปัทม์
        “คู่นี้ท่าจะรักกันมากนะครับ”
        “เขาเป็นตำรวจเหรอ ผมไม่คุ้นหน้าเลย”
        “สารวัตรปวุฒิไม่ได้ประจำที่นี่หรอก พาแฟนมาเที่ยว แต่พอรู้ข่าวก็อยากไปช่วย ตำรวจดีๆรักในหน้าที่อย่างนี้หายาก”
        “ตกลงพวกที่ค้ายาเป็นพวกไหน”
        “เบื้องต้นยังสาวไม่ถึงตัวการใหญ่ พวกที่ถูกยิงตายก็เป็นพวกต่างด้าว ไม่มีสัญชาติ”
        “เมื่อไหร่พวกมันจะเลิกหากินกับคนด้อยโอกาสสักที” ปัทม์บอก
        “ขอบคุณคุณปัทม์มาก ต้องมาบาดเจ็บไปด้วย ผมว่าคุณปัทม์ไปทำแผลก่อนเถอะ”
        จ่าเห็นปัทม์มีรอยแผลถลอกจึงรีบพาไปทำแผล
        ปัทม์หันไปมองรจนาไฉนยืนส่งปวุฒิที่หน้าห้องฉุกเฉินอีกครั้ง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวลใจ และห่วงใยปวุฒิมาก
        
        ภายในบ้านพ่อเลี้ยงเจง ศักด์ลูกน้องมือขวารายงานเหตุการณ์ พ่อเลี้ยงเจงโกรธมาก
        “ทำงานประสาอะไร ล้อมไว้แล้วแต่กลับเก็บพวกมันไม่ได้”
        “มีกำลังเสริมมาสมทบ ไอ้พ่อเลี้ยงปัทม์มันไปช่วยด้วย” ศักดิ์บอก
        “ไอ้ปัทม์อีกแล้ว ทำตัวเป็นพลเมืองดี แส่ไม่เข้าเรื่อง สักวันเถอะจะไม่ตายดี”
        “แล้วจะให้ทำยังไงกับพวกที่โดนยิงครับ”
        พ่อเลี้ยงหันไปมองลูกน้องที่ถูกยิงที่ขาจนได้รับบาดเจ็บ
        “รีบพามันไปรักษาซะ”
        ศักดิ์รู้ว่าควรทำยังไง เขาพาคนที่บาดเจ็บเดินออกไป
        พ่อเลี้ยงยืนยิ้ม เสียงปืนดังเปรี้ยง!!
        “ลูกน้องพ่อเลี้ยงเจง ต้องไม่มีคำว่าพลาด”
      
        บริเวณหน้าห้องผู้ป่วย ปัทม์ ปัทมกุลทำแผลเสร็จ เขาเดินผ่านห้องที่ พ.ต.ท.ปวุฒิพักรักษาตัว เขาอยากรู้อาการของนายตำรวจหนุ่ม เมื่อมองเข้าไปในห้อง เห็นรจนาไฉนจับมือปวุฒิไว้แน่น
        ภายในห้อง รจนาไฉนจับมือปวุฒิไว้ และร้องไห้ด้วยความเป็นห่วง
        “คุณปวุฒิ...คุณรู้มั้ยว่าเพื่อนเป็นห่วงคุณมาก เพื่อนไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคำว่า รัก มันยิ่งใหญ่มากแค่ไหน จนกระทั่งวันนี้ ณ เวลานี้ เพื่อนรู้ซึ้งแล้วว่าคำว่ารัก มีความหมายกับเพื่อนมากและมันเป็นยิ่งกว่าชีวิต”
        ปัทม์มองเธอพร่ำพรรณนาความในใจ เห็นเธอเอามือลูบหน้าคนรัก
        “คุณอย่าทิ้งเพื่อนไปนะคะ เพื่อนคงไม่มีชีวิตอยู่ได้ ถ้าไม่มีคุณ”
        รจนาไฉนร้องไห้ฟูมฟาย
        ปัทม์มองเธอแล้วรู้สึกสะเทือนใจในอก ไม่คิดเลยว่าคนเราจะรักกันมากได้ถึงเพียงนี้ เธอปาดน้ำตา พยายามทำใจให้เข้มแข็ง
        “ตื่นสิคะ เพื่อนสัญญานะคะว่าต่อไปนี้เพื่อนจะไม่ขัดใจคุณอีก คุณจะให้เพื่อนทำอะไร เพื่อนจะยอมทุกอย่าง”
        เธอเอาหน้ามาแนบกับมือของปวุฒิ
        “สัญญาแล้วห้ามคืนคำนะครับ”
        รจนาไฉนแปลกใจเงยหน้าเห็นปวุฒิยิ้มให้
        “คุณฟื้นแล้ว”
        “ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่กระสุนถากที่ชายโครง”
        “คุณใจร้าย แกล้งให้เพื่อนพูดเพ้อเจ้ออะไรก็ไม่รู้”
        “ผมไม่รู้ล่ะ ผมถือว่าคุณสัญญากับผมแล้ว อย่างแรกเลย ผมขอร้องไม่ให้คุณเอาเรื่องนี้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่คุณนะครับ”
        “ทำไมละคะ”
        “ผมกลัวท่านจะคิดว่าผมไม่เก่งพอจะดูแลลูกสาวของท่านได้”
        “ค่ะ ฉันจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร”
        “แล้วสิ่งที่ผมจะขอต่อไปก็คือ...”
        นายตำรวจหนุ่มยิ้มหวาน มองหน้าเธอ
        “ผมขอ...ให้คุณหอมแก้มผม”
        รจนาไฉนก้มลงหอมปวุฒิ..
        ปัทม์ยืนมองเห็นว่าทั้งสองรักกันมาก ปัทม์เดินออกไป
        “ต่อไปก็ขอให้คุณ...”
        “พอแล้วค่ะ...ขอพรได้วันละไม่เกินสองข้อเท่านั้น”
        ปวุฒิยิ้มให้รจนาไฉน แล้วนึกถึงเหตุการณ์การต่อสู้
        “เออ...แล้วคุณเจอคนที่ช่วยชีวิตผมไว้รึเปล่า”
        “ใครคะ”
        “ผมไม่รู้จักเขาหรอก แต่ถ้าไม่ได้เขา ผมก็คงไม่รอด ผมอยากขอบคุณเขา”
      
        “ถ้ามีโอกาส เพื่อนจะถามให้นะคะ”

       ถนนที่พาดผ่านแนวเชิงเขาสลับซับซ้อนสวยงามด้วยธรรมชาติสร้าง ปัทม์ขับรถจะกลับไร่ชา เขายังคงคิดถึงคำพูดและภาพระหว่างรจนาไฉนกับ พ.ต.ท. ปวุฒิ
      
        “คุณปวุฒิคะ คุณรู้มั้ยว่าเพื่อนเป็นห่วงคุณมากแค่ไหน เพื่อนไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า คำว่ารักมันยิ่งใหญ่มากแค่ไหน”
        ปัทม์ ปัทมกุลคิดถึงเรื่องราวในอดีตของตัวเอง
      
        ในอดีต ภายในห้องนอน แสงจันทร์นอนซบและมองปัทม์ด้วยความรัก
        “วันนี้...ฉันรู้แล้วว่าคำว่ารัก มีความหมายกับฉันมาก เพราะมันเป็นยิ่งกว่าชีวิต”
        ลม้ายคำพูดของรจนาไฉนที่เขาได้ยิน
        “คุณอย่าทิ้งเพื่อนไปนะคะ”
        คำพูดของแสงจันทร์ที่พูดต่อปัทม์ในวันนั้น
        “ฉันคงไม่มีชีวิตอยู่ได้ ถ้าไม่มีคุณ”
        ภาพรจนาไฉนร้องไห้ฟูมฟายกับปวุฒิที่ปัทม์เห็น
      
        ระหว่างที่ปัทม์ ปัทมกุลอยู่บนถนนที่จะกลับไร่ชา เขานึกถึงเรื่องราวของรจนาไฉน ก็แปลกใจความคิดตัวเอง จึงเบรกหยุดรถเอี๊ยด! เขาพูดขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์
        “ทำไมฉันต้องคิดถึงเธอด้วย ความรักน้ำเน่า!”
        ปัทม์กลับมาเป็นคนเดิมที่ไม่แยแสต่อความรัก ขับรถออกไปด้วยความเร็ว...
        
      
        บริเวณหน้าห้องพักผู้ป่วย รจนาไฉนเปิดประตูออกมาไม่เจอใคร เธอมองหาที่มุมหนึ่ง ตะโกนเรียก
        “คุณคะ...”
        จ่าเดินเข้ามาหารจนาไฉน
        “มีอะไรเหรอครับ”
        “คุณปวุฒิฟื้นแล้วค่ะ คุณปวุฒิอยากพบตำรวจที่ช่วยชีวิตเขาไว้”
        “อ๋อ ไม่ใช่ตำรวจหรอกครับ เค้าเป็นพ่อเลี้ยง เจ้าของไร่ชาที่นี่” จ่าบอก
        “แล้วเค้าอยู่ไหนคะ”
        จ่ายิ้ม ๆ ให้เธออย่างเป็นมิตร
        “กลับไปไร่แล้วล่ะครับ เห็นคนงานเอารถมาส่งให้ที่นี่เมื่อกี้”
        “แล้วผู้ชายที่ช่วยแบกคุณปวุฒิมาส่งล่ะคะ”
        “อ๋อ...คนเดียวกันแหละครับ”
        “คนเดียวกัน”
      
        บ้านปัทม์ที่อยู่ภายในไร่ชาปัทมกุล วิวทิวทัศน์สวยงาม เสียงเปรมตกใจดังเข้ามา ลำเพา วิชนี มาทวงสัญญาการแต่งงานจากคุณเปรม
        “แต่งงาน !”
        “คุณเปรมก็รู้ว่าดิฉันเป็นคนตรง ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน คงจะจำได้ว่า สามีคุณเปรมเคยให้สัญญาว่าจะให้ลูกของเราแต่งงานกัน”
        เปรมอึกอักเล็กน้อย
        “จำได้ดีค่ะ แต่ฉันเป็นความห่วงความรู้สึกของเด็ก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกสาวคุณลำเพา”
        ลำเพาพูดข่มลูกสาว
        “ลูกสาวดิฉันอยู่ในโอวาท แม่ว่ายังไงแกก็ว่าตาม แล้วดิฉันก็หวังว่าลูกชายคุณเปรมก็คงเป็นเหมือนกัน”
        ปัทม์กำลังเดินจะกลับเข้ามาบ้าน แอบได้ยินการสนทนามาช่วงนึงแล้ว ชักสีหน้าไม่พอใจ
        “พอร่ำรวยแล้ว... คุณเปรมคงไม่ลืมความยากลำบากแต่หนหลังนะคะ ยังจำได้อยู่ใช่มั้ยว่าใครยื่นมาเข้ามาช่วย จนทำให้ครอบครัวของคุณรอดพ้นจากหายนะมาได้... ไร่ปัทมกุลเกิดขึ้นมาได้เพราะใคร” ลำเพาว่า
        เปรม ปัทมกุลมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจอย่างเห็นได้ชัด
        “เราไม่เคยลืม แต่น่าจะให้เด็ก ๆ ได้ทำความรู้จักกันก่อนดีมั้ยคะ”
        นพรัตน์ วิชนีสามีของลำเพาเห็นด้วยทันที เพราะลึกๆแล้ว เขามีความเกรงใจเปรมอยู่มาก
        “ดีครับ”
        ลำเพาสวนขึ้นทันที
        “ไม่ดีค่ะ ดิฉันต้องการคำตอบวันนี้”
        ปัทม์ไม่พอใจที่ลำเพาเอาแต่ใจ และข่มขู่แม่เขาตลอดเวลา
        นพรัตน์ พูดกับลำเพา
        “คุณ... ไม่เร่งรัดคุณเปรมไปหน่อยเหรอ”
        “เงียบ ๆ น่า...คนเราจะเจริญได้ท ถ้าไม่ลืมกำพืดตัวเอง เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ถ้าไม่ได้คุณนพรัตน์ยื่นมือเข้ามาช่วย ลำพังคุณกับลูกชายไม่มีทางก้าวมาจนถึงวันนี้ได้หรอก”
        ปัทม์เลือดขึ้นหน้าที่เห็นลำเพาลำเลิกบุญคุณอย่างไร้มารยาท
        “คุณเปรมคงไม่ติดขัดอะไรแล้ว ดิฉันขอเดินหน้าสู่ขั้นเรียกร้องสินสอดเลยก็แล้วกัน ดิฉันขอ 100 ล้าน”
        “เอ้อ...”
        ลำเพารวบรัดอีก
        “ตกลงตามนี้นะคะ”
        “ไม่ตกลงครับ !” เสียงปัทม์ดังสวนเข้ามาทันควัน
        ลำเพาตกใจ หันไปเจอปัทม์เข้ามายืนกลางห้อง
        “พ่อปัทม์ !”
        “คุณแม่ครับ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
      
        ปัทม์เข้ามาจูงมือเปรมออกไปต่อหน้าลำเพาโดยไม่รักษามารยาทใดๆ


  


       มุมหนึ่งภายในบ้าน เปรม ปัทมกุลต่อว่าปัทม์ผู้เป็นลูกชาย
      
        “ทำไมลูกเสียมารยาทกับคุณลำเพาคุณนพรัตน์อย่างนั้น”
        “ผมให้เกียรติก็แต่เฉพาะคนที่ให้เกียรติคนอื่นเท่านั้นครับคุณแม่ แต่นี่อะไร...ข่มขู่เหมือนคุณแม่เป็นลูกจ้างในบ้าน บังคับให้ผมแต่งงาน เรียกสินสอดเป็นร้อยล้าน ขายลูกกินชัดๆ” ปัทม์ว่า
        “ปัทม์ ลูกพูดอย่างนั้นไม่ได้นะ”
        “รึไม่จริงครับแม่ ลูกสาวก็คงใช่ย่อย รู้ว่าเรามีธุรกิจใหญ่โต คงหิวเงิน หวังรวยทางลัด...ชีวิตจะได้อยู่สุขสบาย”
        “เมื่อไหร่ลูกจะเลิกดูถูกผู้หญิงซะที”
        “ผมเชื่อในสิ่งที่เห็น เชื่อในสิ่งที่เคยพบมาครับคุณแม่”
        เปรมอึ้ง เพราะรู้ดีว่าปัทม์ยังเจ็บปวดกับความรักในอดีต
        “ความรักมันไม่มีอยู่จริงหรอก มันเป็นแค่คำพูดสวยหรูที่ผู้หญิงเอาไว้หลอกผู้ชายโง่ ๆ เพื่อผลประโยชน์”
        “ลูกปิดกั้นตัวเองมากเกินไป ลูกควรจะให้โอกาสตัวเองบ้าง เชื่อแม่เถอะ ลูกสาวคุณลำเพาอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ลูกคิดก็ได้”
        “พอเถอะครับแม่ มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเกิดรักแท้จากการบังคับแต่งงาน”
        “พ่อกับแม่ไง”
        ปัทม์ชะงักนิดหนึ่งแล้วหันมามองเปรม
        “เราแต่งงานกันโดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ความรักและความเข้าใจทำให้ชีวิตเรามีความสุขได้ ผู้หญิงทุกคนไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกคิดหรอก”
        ปัทม์เถียงไม่ขึ้น แต่ไม่ยอมรับการแต่งงานแบบคลุมถุงชน
        “ยังไงผมก็ไม่แต่งกับลูกสาวพวกหิวเงิน”
        ปัทม์จะเดินหนีออกไปจากห้อง
        “ทำเพื่อพ่อกับแม่ได้มั้ย”
        ปัทม์หันมาเห็นเปรมสีหน้าเครียด แววตาคิดมาก น้ำตาคลอ ปัทม์เห็นแล้วตกใจเป็นห่วงแม่
        “คุณแม่”
        เปรมเดินมาที่กรอบภาพถ่ายของพ่อปัทม์
        “พ่อเคยทำธุรกิจที่ดินทำให้เราหมดตัว เพราะคุณนพรัตน์ยื่นมือเข้ามาช่วยเราถึงมีทุนทำไร่ชา ครอบครัวเราตั้งตัวและมีวันนี้ได้ก็เพราะคุณนพรัตน์ แล้วลูกจะผิดสัญญากับคุณนพรัตน์ได้ยังไง”
        ปัทม์สงสารแม่มาก เข้าใจความรู้สึกแม่
        “ในชีวิตของคุณพ่อให้ความสำคัญกับคำมั่นสัญญามากที่สุด ปัทม์...ทำเพื่อพ่อกับแม่ได้มั้ย” เปรมน้ำเสียงวิงวอนลูกชาย
        ปัทม์มองหน้าเปรม...คิดตัดสินใจ
      
        ที่ปัทม์เดินตรงเข้ามาในห้องโถงของบ้าน
        “ผมตกลงแต่งงานตามสัญญา”
        ลำเพาสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัด แต่แววตายังคงความสูงศักดิ์และเหนือกว่าปัทม์อยู่เสมอ
        “ดีจ้ะ การรักษาสัญญาและสำนึกในบุญคุณคนจะทำให้ชีวิตเจริญขึ้น... งั้นตกลงตามนี้นะ สินสอด 100 ล้าน” ลำเพาบอก
        “จะไม่มีค่าสินสอดสักบาท !” ปัทม์บอก
        “เอ๊ะ คุณปัทม์พูดอะไร การแต่งงานก็ต้องมีสินสอด มีค่าเลี้ยงดู อย่าหาว่าอาขายลูกกินเลย อาไม่ได้อยากให้ลูกแต่งงานหรอกนะ แต่มันเป็นสัญญา อาจำใจ”
        “พ่อผมสัญญาแค่การแต่งงาน ไม่ได้ระบุจำนวนเงินค่าสินสอดใช่มั้ยครับ”
        นพรัตน์ รับคำ
        “ใช่ครับ”
        ลำเพาหันไปดุนพรัตน์ก่อนจะพูดกับปัทม์
        “คุณอยู่เงียบๆ … แต่มันเป็นประเพณีนะจ๊ะ การแต่งงานต้องมีสินสอดทองหมั้น”
        “งั้นผมก็จะจ่ายสินสอดในวันแต่งงาน”
        “ได้จ้ะ จะจ่ายเป็นเช็คหรือเงินสดก็ได้ ดีใจจัง ทีนี้ตระกูลของเราก็จะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน รับรองเลยว่า ลูกสาวของอาจะเป็นภรรยาที่ดีของคุณปัทม์”
        “ผมก็ตื่นเต้นครับ จะได้ภรรยามาเป็นแรงงานทำงานในไร่ชา ช่วงนี้หาคนงานยาก ได้ลูกสาวคุณอามาเพิ่มอีกคนคงจะได้งานเพิ่มขึ้นอีกเยอะ”
        ลำเพาตกใจ
        “คุณปัทม์ว่าอะไรนะ”
        เปรมรีบแก้ตัวแทน
        “เอ้อ..พ่อปัทม์พูดเล่นน่ะคะ แล้วนี่ลูกสาวคุณลำเพาอยู่ไหนคะ ไม่พามาด้วยจะได้แนะนำให้รู้จักกันไว้”
        “พักอยู่ที่รีสอร์ทน่ะค่ะ... จะพามาให้ดูตัวก็อายเหมือนเอาลูกสาวมาขาย งั้นเดี๋ยวกลับไปพามาให้ดูตัวเลยนะคะ รับรองว่าแกต้องตื่นเต้นดีใจแน่ที่จะได้มาเป็นภรรยา พ่อเลี้ยงหนุ่มหล่ออย่างคุณปัทม์”
        ภายนอกบ้านพักรีสอร์ตริมภูเขาสูง เวลากลางวัน รจนาไฉนกำลังเดินเข้าไปรับรับลำเพาและนพรัตน์ที่เพิ่งกลับมาจากไร่ปัทมกุล เธอเดินยิ้มเข้ามาหา นพรัตน์ยิ้มตอบลูกสาว ในขณะที่ลำเพาแสดงอาการไม่ปลื้ม
        “กลับมาแล้วเหรอแม่ตัวดี มัวแต่ตะลอนออกเที่ยว ไม่สนใจจะดูแลน้องพบ ใครอนุญาตให้เธอไป”
        ลำเพาโวยวายหาเรื่องรจนาไฉน นพรัตน์ออกรับแทน
        “ผมเป็นคนอนุญาตเอง”
        “ถ้าฉันไม่อนุญาต เธอไม่มีสิทธิ์ออกไปไหนทั้งนั้น ฉันเคยบอกแล้วใช่มั้ย จะทำอะไรต้องบอกฉันก่อน”
        รจนาไฉนสลดลงทันที
        “เพื่อนขอโทษค่ะคุณแม่”
        “หุงข้าวทำกับข้าวรึยัง ฉันหิว !”
        “คุณ…มาเที่ยวทั้งที ออกไปกินข้างนอกก็ได้”
        “ไม่ได้ มันเปลือง ! นี่ถ้าไม่ใช่เพราะหวังจะพึ่งเรื่องกับข้าวกับปลาละก็ อย่าหวังเลยว่าจะยอมให้มาด้วย ไป ไปทำกับข้าว เสร็จแล้วเอาเสื้อผ้าทุกคนไปซักด้วย”
        “ค่ะคุณแม่”
        รจนาไฉนเดินเข้าบ้านไปอย่างเจียมตัว นพรัตน์มองตามด้วยความสงสาร หันไปต่อว่าลำเพา
        “คุณใช้งานลูกมากเกินไปนะ อยู่กรุงเทพก็ทำงานไม่ได้หยุด มาเที่ยวทั้งที น่าจะให้ลูกได้พักผ่อนบ้าง”
        ลำเพาลดเสียงลงนิดหนึ่งบอก
        “มันไม่ใช่ลูกฉัน !”
        นพรัตน์ ตกใจกลัวรจนาไฉนได้ยิน
      
        “คุณลำเพา”


  


       ภาพจำในอดีตผุดขึ้นมาหลอกหลอนทั้งสองคนอีกครา เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นภายในบ้าน ลำเพาตกใจ โวยวายลั่น
      
        “อะไรนะ โรงงานขนาดสภาพคล่อง แล้วจะผลิตสินค้าได้ยังไง งั้นคุณเทขายหุ้นให้หมด เอาเงินมาหมุนก่อน!”
        “หุ้นที่เราซื้อไว้ตกหมด ขายไปก็แทบไม่เหลือเงิน” นพรัตน์บอก
        ลำเพาตกใจ...หันขวับไปที่เตียงนอนของรจนาไฉนในวัยทารกที่นอนหลับอยู่
        “เพราะนังเด็กนี่คนเดียว!”
        “คุณอย่าไปลงที่ลูกสิ”
        “มันไม่ใช่ลูกฉัน ตั้งแต่คุณรับมันมาเลี้ยง ชีวิตเรามีแต่ตกต่ำ มันเป็นตัวซวย ฉันเกลียดมัน!”
        รจนาไฉนร้องไห้จ้าด้วยความตกใจ
        CUT /
        ภายนอกบ้านพักรีสอร์ตเวลากลางวัน วันเดียวกัน ลำเพายังคงเกลียดชังรจนาไฉน
        “ไม่ว่าเวลาผ่านไปแค่ไหน ฉันก็ไม่มีวันรักมัน...ฉันมีลูกคนเดียว..คือลูกพบ ลูกที่เกิดจากฉัน ลูกที่จะทำให้ฉันสุขสบายได้เป็นแม่ยายคุณปัทม์ เศรษฐีไร่ชาปัทมกุล”
      
        ภายในบ้านพักรีสอร์ต เวลาต่อเนื่องมา โลมฤทัย วิชนี กรีดร้องเสียงดังลั่น
        “ไม่แต่ง ! ยังไงพบก็ไม่แต่งงานเด็ดขาด”
        “ทำไมละคะลูกขา คุณปัทม์เป็นถึงเจ้าของไร่ชาที่ใหญ่ที่สุดเลยนะคะ”
        “คุณแม่จะให้พบแต่งงาน อยู่กินกับพ่อเลี้ยงไร่ชาไร้การศึกษางั้นรึคะ”
        “แม่ดูแล้ว คุณปัทม์ก็น่าจะจบมาสูงนะ แต่ไม่รู้ว่าจบอะไรมา”
        “นั่นไงคะ ไม่รู้แม้กระทั่งจบอะไรมา..อาจจะไม่ได้เรียนหนังสือ ออกมาทำไร่ไถนาตั้งแต่เด็กก็ได้ อี๋..หน้าคงดำยิ่งกว่าใบชาตากแห้ง”
        “ไม่ใช่เลยจ้ะ คุณปัทม์เป็นหนุ่มหล่อ หน้าคม ผิวพรรณดี”
        “โกหก ! คุณแม่คิดว่าพบโง่เหรอคะ ยังไงพบก็ไม่ยอมเป็นเมียพ่อเลี้ยง หน้าดำเดินเก็บใบตั้งแต่เช้ายันค่ำ...พบไม่เอาด้วยหรอก”
        “ลูกพบขา..เป็นภรรยาเจ้าของไร่ ลูกพบไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แค่นั่งเก็บเงินนับเงินอย่างเดียว คุณปัทม์เขาสัญญาว่าจะดูแลหนูอย่างดี ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม ไม่ให้ทำงานอะไรทั้งสิ้น”
        นพรัตน์ แย้ง
        “เขาไม่ได้พูดอย่างนี้นี่”
        ลำเพาหันมาเอ็ดนพรัตน์ก่อนหว่านล้อมโลมฤทัยต่อ
        “เงียบน่า … ลูกพบขา...เชื่อแม่เถอะจ้ะ เป็นภรรยาคุณปัทม์ ลูกจะสบายไปทั้งชาติ”
        โลมฤทัยยังโวยวายและยืนกราน
        “พบต้องตายไปตลอดชาติมากกว่า ยังไงพบก็ไม่แต่ง”
        ลำเพาเริ่มหมดความอดทน
        “พบ...ลูกก็รู้ว่าเรากำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน”
        “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพบ ! มีปัญหา..คุณแม่ก็แก้เอาเองสิคะ”
        “ลูกพบขา นี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เราปลดหนี้ได้”
        “คุณแม่เห็นพบเป็นตัวอะไรคะ จะขายพบเพื่อปลดหนี้ ฟังแล้วน่าสะอิดสะเอียนสิ้นดี ถ้าใครเขารู้เข้า คุณแม่ไม่อายเขาบ้างรึคะ”
        “ไม่มีใครรู้เรื่องนี้หรอกลูก ถ้าแต่งงานแล้ว...ลูกก็จะสุขสบาย” ลำเพาหว่านล้อม
        “หยุดได้แล้ว พบไม่อยากฟัง ยังไงพบก็ไม่แต่ง ได้ยินมั้ย ไม่แต่ง !”
        โลมฤทัยตะคอกใส่ลำเพา....ลำเพาอดทนต่อไปไม่ไหว ระเบิดอารมณ์ออกมา
        “แต่แกต้องแต่ง แกเป็นลูก ต้องทำตามคำสั่งฉัน ฉันจะจัดงานแต่งให้เร็วที่สุด เรากำลังจะหมดตัว
       แกเข้าใจคำว่าหมดตัวมั้ย ยังไงแกก็ต้องแต่งงานกับคุณปัทม์ !”
        โลมฤทัยตกใจที่ลำเพาขัดใจและหน้าตาเอาเรื่อง โลมฤทัยมองหน้าแม่นิ่ง....แล้วกรี๊ดลั่น
        “แอร๊ย...”
        โลมฤทัยล้มลงชักกับพื้น กรีดเสียงร้องลั่นไม่หยุด ลำเพาตกใจ เป็นห่วงโลมฤทัยขึ้นมาทันที
        “ลูกพบ แม่ขอโทษ นังเพื่อน...นังเพื่อนไปไหน ทำไมไม่ออกมาช่วยน้อง นังเพื่อน”
        รจนาไฉนวิ่งเข้ามา
        “เกิดอะไรขึ้นคะคุณแม่”
        “ไม่เห็นรึไงว่าน้องชัก มัวไปทำอะไรอยู่ ไม่สนใจดูน้อง ไม่ได้เรื่อง”
        รจนาไฉนเข้าไปดูแลโลมฤทัยทันที
      
       ลำเพาเครียดไม่รู้จะทำอย่างไร


  


       รจนาไฉนเดินเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย ภายในโรงพยาบาลที่เชียงราย โลมฤทัยฟื้นขึ้นมา ลืมตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
      
        “น้องพบ ไม่เป็นอะไรแล้วใช่มั้ย”
        “คนอย่างพบไม่ตายง่าย ๆ หรอก”
        “น้องพบไม่สบายใจเรื่องอะไร...บอกพี่ได้นะ”
        โลมฤทัยคาดคั้น
        “พี่เพื่อนไปไหนมา ออกไปเที่ยวกับคุณปวุฒิใช่มั้ย”
        “เอ้อ...คือ”
        “พบถามว่าใช่มั้ย !”
        “จ้ะ...พี่ตั้งใจจะชวนไปเที่ยวด้วยกัน แต่เห็นว่าน้องพบยังไม่ตื่น พี่ก็ไม่กล้าปลุก”
        “หนีไปเที่ยวกับคุณปวุฒิสองคน เห็นแก่ตัว ต่อไปนี้อย่าทำอย่างนี้กับพบอีกนะ”
        รจนาไฉนจ๋อยสนิท
        “พี่ขอโทษจ้ะ ต่อไปนี้พี่จะไปไหนกับคุณปวุฒิ พี่จะชวนน้องพบไปด้วยทุกครั้ง”
        รจนาไฉนเข้ามาจับมือปลอบใจ โลมฤทัยจ้องเขม็งเห็นสร้อยที่ปวุฒิให้รจนาไฉน โลมฤทัยไม่พอใจ “สร้อยของใคร ! คุณปวุฒิ...นี่ถึงกับซื้อสร้อยคอให้กันเลยเหรอ”
        “เอ่อ... มันไม่ใช่อย่างที่น้องพบคิดนะจ๊ะ เราแค่เป็น...เพื่อนกัน”
        โลมฤทัยจ้องอย่างจะเอาชนะ
        “ก็ดี...ฉันขอสร้อยเส้นนี้”
        “แต่คุณปวุฒิเค้าซื้อให้พี่”
        “พบอยากได้!”
        “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พี่จะหาซื้อเส้นใหม่ให้”
        “ถ้าไม่มีอะไรลึกซึ้ง...พี่เพื่อนก็ต้องให้พบได้”
        โลมฤทัยจะดึงสร้อยคอ รจนาไฉนตกใจ ปัดป้อง
        “น้องพบ”
        “ฉันบอกว่าฉันอยากได้เส้นนี้ เอามาให้ฉัน”
        โลมฤทัยพยายามจะดึงสร้อย แต่รจนาไฉนถอยหนีออกมา โลมฤทัยโกรธมาก...คว้าของใกล้ตัวปาใส่รจนาไฉน
        “สร้อยเส้นนี้ต้องเป็นของฉัน”
        “แต่พี่ให้ไม่ได้”
        โลมฤทัยยิ่งไม่พอใจ กรี๊ดลั่น
        “แอร๊ย...”
        “น้องพบ”
        “พี่ก็รู้ว่าถ้าฉันไม่สบายใจ ฉันก็จะชัก พี่ไม่รักฉัน พี่ไม่รักฉัน! แอร๊ย...”
        โลมฤทัยกรี๊ดเสียงดังทำท่าจะชักใส่ รจนาไฉนสงสารน้องมาก
        “พี่ให้แล้วจ้ะ”
        รจนาไฉนตัดใจถอดสร้อยยื่นมอบให้ โลมฤทัยแย่งเอามาจากมือ แล้วมองสร้อยด้วยความพอใจ
        “สร้อยของคุณปวุฒิเหมาะกับฉันมากกว่าพี่”
        โลมฤทัยสวมสร้อย มองจี้ด้วยความสุข รจนาไฉนมองด้วยความเสียดาย เพราะเป็นของสำคัญที่เธอรักและหวงแหน
        “พี่เพื่อน...ฉันไม่สบายตัว”
        “พี่เช็ดตัวให้นะ”
        “ไม่ต้อง...เช็ดเท้าก็พอ”
        รจนาไฉนอึ้ง โลมฤทัยมองรจนาไฉนด้วยความเกลียดชัง
      
        ในวัยเด็กของทั้งคู่ ที่บ้านวิชนี รจนาไฉนกำลังถูพื้นด้วยความเหนื่อย เพราะทำงานมาทั้งวัน โลมฤทัยถือไม้ขนไก่เข้ามาหารจนาไฉน
        “พบช่วยค่ะ”
        โลมฤทัยปัดฝุ่นช่วยทำงาน รจนาไฉนเข้ามาแย่งไม้ขนไก่
        “อย่าเลย เดี๋ยวคุณแม่ดุพี่อีก”
        ทันใดนั้นลำเพาเข้ามา
        “นังเพื่อน! ฉันสั่งให้แกทำงาน แกยังมีหน้าไปใช้น้องทำงาน”
        “เพื่อนขอโทษค่ะ”
        “คุณแม่คะ พบอยากช่วย”
        ลำเพาสั่งรจนาไฉน
        “รีบถูพื้นปัดกวาดให้เสร็จ แล้วไปซักผ้าล้างจาน รดน้ำต้นไม้!”
        “ค่ะ”
        โลมฤทัยแปลกใจที่ลำเพาไม่ยอมให้เธอช่วยเหลือรจนาไฉน
        
        มุมหนึ่งของบ้านวิชนี โลมฤทัยมีสีหน้าไม่เข้าใจ ลำเพาก้มลงพูดกับลูกสาวด้วยใบหน้าจริงจัง
        “ฟังนะลูกพบ...นังเพื่อนไม่ใช่พี่ของลูก มันเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อเก็บมาเลี้ยง และที่สำคัญมันเป็นตัวซวย ตั้งแต่มีมันในครอบครัว ครอบครัวเราก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ”
        โลมฤทัยตั้งใจฟังอย่างแปลกใจ
        “ลูกพบเป็นลูกของแม่ ...ลูกคือเจ้าของบ้าน ลูกเป็นนายมัน ลูกมีหน้าที่ออกคำสั่งจิกหัวใช้มันได้ทุกอย่าง มันเป็นขี้ข้าของลูกอย่าไปคลุกคลีเมตตามัน มันจะทำให้ลูกเดือดร้อน”
        ลำเพาสอนโลมฤทัยที่พยักหน้ารับรู้ โลมฤทัยมองไปยังรจนาไฉนที่ยังถูพื้นห้องอยู่
        “ค่ะ...มันเป็นคนใช้ พบจะเชื่อฟังคุณแม่ค่ะ”
        โลมฤทัยเชื่อฟังคำสอนของลำเพาทุกอย่าง
      
        ป้าขวัญเอาขนมสอดใส้มาให้รจนาไฉน
        “หนูเพื่อน ป้าเอาขนมมาฝากจ้ะ”
        “ไม่เป็นไรจ้ะ ป้าเก็บไว้ขายเถอะ”
        “ไม่ได้ เมื่อวานป้าไม่สบาย หนูเพื่อนอุตส่าห์ไปช่วยขาย ถ้าไม่ได้หนูเพื่อน ป้าเจ๊งแน่”
        “เพื่อนเต็มใจช่วยจ้ะ เดี๋ยวเพื่อนเอาขนมไปแบ่งให้น้องพบทานด้วย”
        ป้าขวัญประทับใจ เข้ามาลูบหัวด้วยความเอ็นดู
        “โถแม่คุณ มีอะไรก็คิดถึงคนอื่น หนูนี่เป็นนางฟ้ามาเกิดจริงๆ ถ้าน้องหนูมีน้ำใจได้ครึ่งของหนู คุณพ่อคุณแม่คงปลื้มใจ”
        ป้าขวัญชื่นชมรจนาไฉนมาก
        ที่มุมหนึ่ง...โลมฤทัยแอบฟัง ได้ยินคำพูดทั้งหมดก็ยิ่งทวีความเกลียดชังรจนาไฉน..
        
        ภายในห้องพักผู้ป่วย โลมฤทัยมองข่มรจนาไฉน
        “ชอบทำดีเอาหน้าไม่ใช่เหรอ ทำสิ...เช็ดเท้าให้ฉัน”
        รจนาไฉนมองแล้วหยิบผ้ามาเช็ดเท้าให้โลมฤทัยด้วยความตั้งใจ โลมฤทัยมองอย่างพอใจ ที่สามารถข่มรจนาไฉนได้
      
        พระอาทิตย์ใกล้ตกดินท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อนดูสวยงาม ที่คอกม้าในไร่ชาปุทมกุล ปัทม์กำลังอาบน้ำให้ม้า เปรมเข้ามาบอกลูกชาย
        “ปัทม์...คุณลำเพาโทรมาบอกว่า ว่าที่คู่หมั้นลูกไม่สบายมาก แม่อยากให้ลูกไปเยี่ยมสักหน่อย”
        “มารยา”
        ปัทม์หิ้วถังน้ำเดินไปอีกมุมหนึ่งเพื่ออาบน้ำให้ม้า ท่าทางไม่สนใจคำพูดของแม่ เปรมเดินตามไปพูดกับปัทม์
        “ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะลูก เธอป่วยจริง ๆ ตอนนี้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล”
        ปัทม์หัวเราะออกมา
        “ฮึ ๆ ๆ พอรู้ข่าวว่าจะได้เป็นเมียเจ้าของไร่ชา...ก็คงดีใจจนช็อก ความจริงน่าจะช็อกตายไปเลยนะครับ”
        ปัทม์เดินหนีไปเช็ดขนม้าอีกมุมหนึ่ง เปรมเดินตาม
        “พูดอะไรอย่างนั้น...ไม่เป็นสุภาพบุรุษซะเลย ไม่น่ารักเลยลูก”
        “คุณแม่ก็รู้ว่าผมเกลียดผู้หญิงแบบนี้”
        ปัทม์เดินไปเช็ดขนม้าอีกมุมหนึ่ง เปรมต้องเดินตามอีก
        “ไม่เอาน่าปัทม์ ลูกอย่าตั้งแง่รังเกียจเธอเลย เธออาจไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกคิดก็ได้”
        “คุณแม่ก็เห็นว่าคุณลำเพาต้องการเงินมากกว่าต้องการลูกเขย แม่เป็นยังไง ลูกก็ต้องเป็นอย่างนั้น”
        “ไม่เอา... แม่ไม่คุยด้วยแล้ว แต่แม่ขอสั่งให้ลูกไปเยี่ยมลูกสาวคุณลำเพา”
        เปรม ปัทมกุลมองแกมบังคับ ปัทม์ไม่สนใจเดินหนีไปแปรงขนม้าอีกมุม... เปรมแย่งไม้แปรง มองหน้าปัทม์ ปัทม์คิดตัดสินใจ
        “ผมจะไปเยี่ยมก็ได้ ลูกสาวของคุณลำเพาจะได้รู้จักกับพ่อเลี้ยงปัทม์ เจ้าของไร่ชาปัทมกุล”
      
        เปรมยิ้มดีใจ ในขณะที่ปัทม์ยิ้มเจ้าเล่ห์ ภายในใจคิดอะไรบางอย่าง

      วันใหม่ ช่วงตอนกลางวัน รถของปัทม์มาจอดที่หน้าโรงพยาบาล ปัทม์ ปัทมกุลก้าวลงจากรถ ในชุดสูทดูหล่อมาก ชิ ชาวเขาหัวหน้าคนงาน ผู้เป็นลูกน้องของเขาลงจากรถ มองปัทม์ด้วยความแปลกใจ
      
       “ไหนบอกว่าเกลียดผู้หญิงคนนี้ แล้วเจ้านายมาทำไม”
       ปัทม์พูดน้ำเสียงนิ่ง หน้าขรึม
       “เกี่ยวอะไรกับแก”
       “ก็เพราะผมเป็นเลขาคนสนิทสุดเลิฟ”
       ปัทม์จ้องชิด้วยสายตาปราม ๆ ชิสะดุ้งเมื่อเห็นสายตานั้น
       “ขอโทษครับนาย”
       “ดอกไม้ที่สั่ง”
       ชินึกได้ รีบหยิบช่อดอกไม้มาส่งให้ปัทม์
       “นี่ครับ”
       ปัทม์รับช่อดอกไม้สีชมพูสวยงาม ชิแปลกใจ
       “ไม่นึกเลยว่านายจะโรแมนติกกับเขาเหมือนกัน”
       ปัทม์หันมามองชิ เลขาคนสนิทหุบปากทันที ปัทม์มองไปยังโรงพยาบาล ยิ้มอย่างมีเลศนัย
      
       ภายในห้องพักผู้ป่วย รจนาไฉนกำลังปอกแอปเปิลป้อนโลมฤทัย
       “ปอกเปลือกให้มันเกลี้ยง ๆ หน่อยสิพี่เพื่อน พี่ก็รู้ว่าฉันไม่ชอบกินเปลือก”
       รจนาไฉนรีบปลอกเปลือกให้โลมฤทัยใหม่ ลำเพาและนพรัตน์เข้ามาในห้องพัก ลำเพาพูดกับเพื่อน “ออกไปข้างนอกก่อน”
       “ทำไมล่ะคะ เพื่อนกำลัง...”
       “ออกไป ! คุณเปรมโทรมาบอกว่าคุณปัทม์กำลังจะมาเยี่ยมลูกพบ”
       รจนาไฉนแปลกใจและยิ้มยินดี
       “คุณปัทม์ว่าที่คู่หมั้นของน้องพบเหรอคะ”
       โลมฤทัยตวาด
       “หยุดพูดเลยนะ ! มันไม่ได้เป็นคู่หมั้นพบ ถ้าโง่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็อย่าทำตัวสู่รู้ พบเกลียด !”
       “ลูกพบ…ทำไมพูดกับพี่เพื่อนอย่างนั้น ไม่น่ารักเลย” นพรัตน์บอก
       โลมฤทัยโกรธ
       “คุณพ่อไม่ต้องยุ่งได้มั้ย คุณพ่อก็เข้าข้างพี่เพื่อนตลอด ไม่รักพบก็ไม่ต้องมาสนใจเรื่องของพบ”
       “พ่อไม่ได้คิดอย่างนั้นนะ”
       “คุณหยุดเถอะ มันก็จริงอย่างที่ลูกพูด เอาอกเอาใจเข้าข้างยายเพื่อนตลอด”
       แล้วลำเพาหันมาเล่นงานรจนาไฉน
       “เพราะแกคนเดียว ทั้ง ๆ ที่เห็นว่าน้องไม่สบายยังพูดจาทำให้น้องไม่สบายใจ ใช้ไม่ได้”
       “เพื่อนขอโทษค่ะ”
       “ออกไปได้แล้ว...ลูกพบจะได้คุยกับคุณปัทม์สองต่อสอง”
       “ไม่นะคะ พบไม่อยากเห็นหน้าพ่อเลี้ยงชาวดอยนั่น”
       “ลูกพบ... แม่ขอร้องนะคะลูกขา ขอให้ลูกได้เจอหน้าเขาแค่ครั้งเดียว.. ถ้าลูกไม่ชอบไม่พอใจ ต่อไปนี้แม่จะไม่บังคับลูกอีกแล้ว นะคะ”
       โลมฤทัยคิดนิดหนึ่ง
       “แค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะคะ”
       โลมฤทัยตั้งป้อมรังเกียจพ่อเลี้ยงปัทม์
      
       ภายในร้านกาแฟในโรงพยาบาล ลำเพาจิบกาแฟคุยกับคุณนพรัตน์ แล้วพูดเย้ยรจนาไฉน
       “ฉันมั่นใจ ถ้าลูกพบได้เห็นหน้าคุณปัทม์ ทุกอย่างต้องลงเอยด้วยดี”
       “คุณปัทม์ท่าทางจะเป็นคนดีนะคะ”
       “สมบูรณ์แบบทุกอย่าง ทั้งหน้าตา การศึกษาและฐานะ คุณปัทม์ร่ำรวยมาก ดีกว่าคู่รักของเธอเป็นสิบ ๆ เท่า นายปวุฒิมีดีก็แค่นามสกุล” ลำเพาพูดเย้ยรจนาไฉน
       “ไม่เล่าเรื่องกริยามารยาทด้วยล่ะ”
       นพรัตน์ พูดแทรกดักคอ หวังให้ลำเพาหยุดโม้เสียที ลำเพาชำเลืองมองค้อนนพรัตน์ รจนาไฉนแปลกใจ
       “คุณปัทม์เป็นยังไงเหรอคะ”
       ลำเพาโกหกใส่สีตีไข่ โอ้อวด
       “ถึงจะไม่ได้สืบเชื้อสายตระกูลผู้ดีเก่า แต่กริยามารยาท การวางตัว สุภาพ อ่อนน้อม มีความสัมมาคารวะ คำพูดคำจาไพเราะ ไม่ต่างจากผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว”
       นพรัตน์แทบสำลักกาแฟ ที่ลำเพาโกหกหน้าด้าน ๆ ลำเพาหันมาแหวใส่รจนาไฉน
       “ถามทำไม คิดว่าน้องจะได้แฟนแย่กว่ารึไง”
       นพรัตน์ได้แต่ส่ายหน้าในความลำพองของเมีย...และเห็นใจรจนาไฉนที่ถูกกดขี่ตลอดเวลา
       “ฉันเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกพบเสมอ ไม่อยากคิดเลย ป่านนี้ทั้งสองคนจะคุยกันถูกคอแค่ไหน”
      
       ภายในห้องพักผู้ป่วย โลมฤทัยนอนอยู่บนเตียง คิดเรื่องของปัทม์
       “จะเป็นไปได้ยังไงที่ชาวไร่ชาวดอยจะหน้าตาดี รึจะเป็นช้างเผือก”
       โลมฤทัยแอบลุ้นเล็กน้อย หยิบกระจกขึ้นมาส่อง เติมหน้าตาให้สะสวยด้วยเครื่องสำอาง
       เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น.....
       “เชิญค่ะ”
       โลมฤทัยนอนรอ ตื่นเต้นเล็กน้อยที่จะได้เจอหน้าปัทม์ ชายคนหนึ่งแต่งชุดสูทดูดีเดินเข้ามาในห้อง โลมฤทัยตื่นเต้นเงยหน้าหันไปมอง แล้วหุบยิ้มทันที
       ชิแต่งชุดสูทถือช่อดอกไม้มายืน จงใจแกล้งโลมฤทัย พูดสำเนียงชาวเขาแบบไม่ชัด
       “อย่าบอกนะว่าคุณ....”
       “ใช่ครับ ผมพ่อเลี้ยงปัทม์ ปัทมกุล” ชิบอก
       ชิยิ้มฉีกฟัน เห็นยาสูบเหน็บที่ฟัน ทำให้ฟันดำ โลมฤทัยรับไม่ได้ ไม่อยากจะเชื่อสายตา
       “นี่ครับ นามบัตรผม”
      
        มือดำสกปรกของชิยื่นส่งนามบัตรมาให้


  


       โลมฤทัยรับมาดูนามบัตรก็ตกใจ ด้วยคิดว่าชิคือ ปัทม์ ปัทมกุล เจ้าของไร่ชาตัวจริง
      
       “ดอกไม้สวยๆ สำหรับเมียจ้ะ”
       โลมฤทัยรับดอกไม้แล้วปาใส่หน้าชิ
       “ฉันไม่ใช่เมียแก ออกไป!”
       “ไม่ต้องอายครับ ต่อไปเราเป็นผัวเมียกัน ไม่ต้องเขิน”
       ชิมองเห็นจานแอปเปิ้ลเลยกระเซ้า
       “อืม..ปอกแอปเปิ้ลไว้รอผัวเหรอ น่ารักที่สุด”
       ชิหยิบมากินอย่างมูมมาม ก่อนนึกได้ หันไปมองโลมฤทัย
       “หิวมั้ย มาม๊ะ..ผัวป้อนให้”
       มือสกปรกของชิส่งชิ้นแอปเปิ้ลให้โลมฤทัย เธอรับไม่ได้
       “ไม่กิน”
       “อ๋อ...ชอบแบบพระเอกละครโรแมนติก ได้ ๆ”
       โลมฤทัยแปลกใจว่าชิจะทำอะไร ชิหยิบชิ้นแอปเปิ้ลมาคาบ แล้วชิก็ยื่นหน้ามาให้เพื่อกัดกินด้วยกัน ชิยื่นหน้ามาใกล้ โลมฤทัยตกใจเอามือดันหน้าชิ ยัดแอปเปิ้ลใส่ปากชิ...ผลักชิออกไป
       “ออกไป ออกไป!”
       “ไม่เอา ไม่ร้องนะครับเมีย”
       ชิเข้ามาจะถูกเนื้อต้องตัวโลมฤทัย เธอยิ่งเกลียด ขยะแขยง
       “อย่ามายุ่งกับฉัน ออกไป!”
       โลมฤทัยกรี๊ดลั่น คว้าข้าวของใกล้ตัวปาไล่ชิ
       “ชอบความรุนแรงก็ไม่บอก ชอบแบบตบจูบใช่มั้ย... ผัวจะจัดให้หนักๆเลย”
       โลมฤทัยตกใจ คว้ามีดปอกผลไม้มาขู่ชิ
       “แกเข้ามาฉันฆ่าแกแน่ ออกไป...ออกไป แอร๊ย...”
       โลมฤทัยออกอาการจะชักใส่....
       “แอร๊ย...”
       ชิวิ่งออกไปจากห้อง เพราะทนเสียงกรีดร้องไม่ไหว
      
       ชิวิ่งออกจากห้องออกไปแล้วบ่นๆ
       “ผู้หญิงอะไรกรี๊ดยังกะลำโพงสิบแปดหลอด”
       ชิวิ่งออกไปทางซ้าย ทางด้านทางขวา ลำเพา,นพรัตน์และรจนาไฉนวิ่งเข้ามาที่หน้าห้องเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องอันดังของลูกสาว
       “ลูกพบ เกิดอะไรขึ้นคะลูกขา”
       ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปในห้อง
      
       ภายในห้องพักคนป่วย โลมฤทัยกรีดเสียงร้องจนเหนื่อยหอบ ลำเพานำหน้ารจนาไฉนและนพรัตน์เข้ามาหา
       “เป็นไงคะได้เจอคุณปัทม์แล้ว เซอร์ไพรส์กรี๊ดในความหล่อใช่มั้ยลูกจ๋า”
       “หล่อบ้าบออะไร หน้าตาอัปลักษณ์น่าเกลียดที่สุด”
       “เป็นไปไม่ได้...แม่ว่าคงเกิดการเข้าใจผิด”
       โลมฤทัยส่งนามบัตรให้
       “ไม่ผิดแน่ค่ะ ดูสิคะ นามบัตรของมัน”
       ลำเพารับนามบัตรมาดู ก็เห็นชื่อปัทม์ ปัทมกุล
       “เป็นอย่างที่พบคิดไว้ไม่มีผิด ปากเหม็นฟันดำ มือสกปรกดำปี๊ดปี๋ มารยาทต่ำ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นใครน่าเกลียดอย่างมันมาก่อนเลย”
       ลำเพาแปลกใจ
       “เป็นไปได้ยังไง เอางี้...พรุ่งนี้เราไปหาคุณปัทม์ที่ไร่ชาดีกว่า” ลำเพาบอก
       “ไม่ พบไม่เจอหน้ามันอีกแล้ว พบเกลียดมัน”
       “เชื่อแม่นะ ถ้าลูกพบเห็นไร่ชา ลูกพบจะรู้ว่าคุณปัทม์เป็นมหาเศรษฐี”
       “พบไม่ไป... แล้วก็ไม่แต่งงานด้วย”
       “ใจเย็นก่อนคะลูกพบขา”
       “คุณแม่สัญญาแล้วไงคะ ถ้าพบไม่ชอบ จะไม่บังคับพบอีก”
       “แต่ว่า”
       โลมฤทัยตวาด
       “พบจะกลับกรุงเทพ กลับวันนี้ กลับเดี๋ยวนี้ !”
       โลมฤทัยจะออกอาการจะชัก
       “ค่ะ กลับก็กลับ”
       ลำเพาสั่งรจนาไฉน
       “เพื่อน ! รีบเก็บข้าวของให้น้อง เราจะกลับกรุงเทพวันนี้”
       ลำเพาเข้าไปปลอบใจโลมฤทัยอย่างเอาใจ.... นพรัตน์ส่ายหัวที่เมียเอาใจลูกสาวคนโปรดตลอดเวลา และเครียดที่โลมฤทัยปฏิเสธการแต่งงาน!!
       มุมหนึ่งในโรงพยาบาล นพรัตน์ถามลำเพา
       “ในเมื่อลูกพบไม่ยอมแต่งงาน คุณจะทำยังไง”
       “มาถามอะไรฉันตอนนี้ เครียด...เข้าใจมั้ยว่าเครียด ถ้าลูกพบไม่ยอมแต่งงาน แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้”
       รจนาไฉนถือกระเป๋าของโลมฤทัย เดินเข้ามาหาลำเพา
       “เพื่อนเก็บกระเป๋าน้องพบเสร็จแล้วค่ะคุณแม่”
       “ไปเคลียร์ค่าใช้จ่ายด้วย จะได้พาน้องกลับ”
       “ค่ะ”
       รจนาไฉนเดินออกไป ลำเพามองตามหลัง คิดอะไรบางอย่าง นพรัตน์สังเกตเห็นอาการของเมียอยู่ตลอดเวลา
       “คุณ...ฉันคิดออกแล้วว่าจะแก้ปัญหาเรื่องการแต่งงานยังไง”
       นพรัตน์ มองแล้วนึกรู้
       “คิดอะไรของคุณ แม่เพื่อนมีคู่รักแล้วนะ”
       “มีแล้วไง... หรือคุณอยากโดนฟ้องล้มละลาย”
       นพรัตน์เครียด ไม่รู้จะหาทางออกยังไง
      
       ในห้องพักคนไข้ พ.ต.ท. ปวุฒิ ไตรพงษ์รัชตะแปลกใจที่รจนาไฉนต้องกลับกรุงเทพฯก่อน
       “ต้องกลับวันนี้เลยเหรอ”
       “ค่ะ เพื่อนขอโทษนะคะที่ไม่ได้อยู่ดูแลคุณ”
       “ไม่เป็นไรหรอก พรุ่งนี้เช้าผมก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว เราไปเจอกันที่กรุงเทพฯ ก็ได้”
       ปวุฒิคิดนิดหนึ่งแล้วถามเธอ
       “ เออ...แล้วคุณได้เจอคนที่ช่วยผมมั้ย”
       “ยังไม่เจออีกเลยค่ะ…รู้แค่ชื่อ คุณปัทม์”
       “ผมหวังว่า สักวันคงมีโอกาสได้ตอบแทนความดีของเขา”
       “ไม่นึกเลยว่า คนป่าเถื่อนอย่างนายนั่น จะมีน้ำใจช่วยชีวิตคุณไว้”
       “คุณรู้จักเขาด้วยเหรอ”
       “ก็แค่เจอหน้ากันตอนเขาพาคุณมาส่งโรงพยาบาล ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
       ปวุฒิทวนคำ
       “คุณปัทม์...เขาชื่อปัทม์เหรอ”
      
       รจนาไฉนตัดบท แต่ในใจไม่คาดคิดว่า คนเถื่อนถ่อยอย่างปัทม์จะเป็นคนดี


  


       เวลาเย็นใกล้ค่ำ มุมหนึ่งภายในไร่ชา ปัทม์สีหน้าเข้มดูเครียดและจริงจัง เหม่อมองไร่เบื้องหน้าที่ไกลสุดตา วิวสวยงาม ชิกำลังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ปัทม์ฟัง
      
       “คุณโลมฤทัยกรี๊ดลั่นจนหูผมแทบแตก ท่าทางเธอรังเกียจผมมาก... ทำยังกะผมเป็นแมลงสาบ”
       เหตุการณ์ในอดีตผุดขึ้นในความคิดปัทม์ เวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ภายในไร่ชาปัทมกุลยุคบุกเบิก ที่มีแต่ความรกร้างและแห้งแล้ง ปัทม์กำลังชุดดินเหงื่อไหลหน้าดำคร่ำเครียด
       เสียงชิบอกปัทม์ต่อไป
       “น่าเสียดาย หน้าตาก็สวยสมเป็นคนกรุงเทพฯ ดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว”
       ปัทม์นึกไปถึงแสงจันทร์ที่เดินถือกระเป๋าใบเล็ก ๆ เข้ามาในไร่ด้วยสีหน้ารังเกียจพื้นที่โดยรอบ เหล่าคนงานมองชื่นชมในความงามของแสงจันทร์
       “ไม่น่าเชื่อว่านิสัยจะแย่...ต่างจากหน้าตา” ชิบอก
       แสงจันทร์ส่งสายตาดูถูกเหยียดหยามคนงานทุกคน เธอมองไปทางมุมหนึ่งของไร่ เห็นกระต๊อบผุ ๆ หลังหนึ่ง
       “อย่าบอกนะคะ...ว่าเราต้องนอนในนั้น”
      
       ปัทม์ได้ฟังเรื่องที่ชิเล่าให้ฟังก็เกิดความรู้สึกชิงชังขึ้นทันใด สายตามองเหม่อไปยังเบื้องหน้า
       “เป็นเหมือนกันหมด! พวกผู้หญิงสวยแต่รูป หัวสูงเห็นแก่เงิน มองไม่เห็นหัวคน บูชาเงินเป็นพระเจ้า !”
       ปัทม์หันกลับมาคุยกับชิด้วยใบหน้าและแววตาจริงจัง
       “ถ้าเดาไม่ผิด...หลังจากนั้น เธอก็หยิบข้าวของปาไล่แกออกจากห้อง”
       “โฮ...คุณปัทม์พูดยังกะตาเห็น เขาทำยังกะผมเป็นเชื้อโรคแน่ะ”
       ปัทม์ระบายความรู้สึกที่มีต่อผู้หญิงออกมา...
       “ผู้หญิงพวกนี้ตีค่าคนแค่ภายนอก ไม่เคยมองเข้าไปในจิตใจหรอก”
      
       วันหนึ่งในเวลากลางคืน ณ กระต๊อบหลังเก่า แสงจันทร์เกรี้ยวกราด อาละวาด ขว้างปาข้าวของอยู่คนเดียว เพราะทนทำงานบ้านที่ลำบากไม่ไหว
       “ผู้หญิงพรรค์นี้... ไม่เคยรักใครด้วยหัวใจ ชีวิตกลัวความลำบาก หวังแต่จะรวยทางลัด”
       แสงจันทร์เกรี้ยวกราดขว้างข้าวของจนคนงานแก่ ๆ ที่มาช่วยงานกระเจิงไป ปัทม์เดินเข้ามาในกระต๊อบพอดีก็ โดนแสงจันทร์ขว้างของเข้าใส่อีกแบบเต็ม ๆ และเธอไม่รู้สึกผิดอีกด้วย
      
       ปัทม์ยืนหันหลังให้ชิ คิดเรื่องราวเก่า ๆ
       “เงิน... เงินเท่านั้นที่ผู้หญิงพวกนี้ต้องการ”
       ปัทม์พูดจบก็เดินออกไป
      
       ปัทม์เดินมาที่หน้าผา แล้วมองไปยังหลุมศพ
       “แสงจันทร์ ฉันเจอผู้หญิงจำพวกเดียวกับเธอแล้ว ผู้หญิงที่หิวกระหายเงิน ต้องการแต่เงินมาปรนเปรอความสุขความสบาย แต่ในที่สุด มัจจุราชก็พาคนอย่างเธอไปพบกับจุดจบของความโลภ !”
       ปัทม์คิดอะไรบางอย่าง แล้วฉายสีหน้าและแววตาเหี้ยมมากขึ้น
       “สำหรับผู้หญิงที่หิวเงินคนนี้ ฉันจะเป็นพญามัจจุราช...พาไปลงนรก ด้วยน้ำมือของฉันเอง !”
       ปัทม์มีความคิดอยากจะสั่งสอนจัดการกับผู้หญิงที่หิวเงินคนนั้น...
       เสียงฟ้าร้องคำรามดังขึ้น...เสมือนจะเป็นสัญญาณของพญามัจจุราชที่ออกปฎิบัติการ นำพาความทุกข์มาสู่มนุษย์โลก
      
       ในอดีต พระจันทร์ยามค่ำสาดแสงทอสวยงาม แสงจันทร์นอนซบ มองปัทม์ด้วยความรักอยู่ภายในห้องนอนของบ้านในเมือง
       “วันนี้...ฉันรู้แล้วว่าคำว่ารัก มีความหมายกับฉันมาก เพราะมันเป็นยิ่งกว่าชีวิตไ
       ปัทม์ก้มลงจูบที่หน้าผากของแสงจันทร์ โอบกอดด้วยความรัก
       “ฉันคงมีชีวิตอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีคุณ”
       ทั้งสองคนมองกันด้วยความรักเป็นอย่างยิ่ง
      
       จนเมื่อวันหนึ่ง ปัทม์พาแสงจันทร์เข้ามาในไร่ในยุคบุกเบิก ธาตุแท้ของเธอก็เริ่มฉายแววให้เขาเห็น
       แสงจันทร์ลงจากรถปัทม์มองไร่ชาที่กว้างใหญ่ ที่มีแต่ความแห้งแล้งและธุรกันดาร เธอมองไปอย่างอึ้ง ๆ รับไม่ค่อยได้ ปัทม์ยิ้มแย้มเดินตามลงมาจากรถ
       “คุณตามผมไปทางโน้นนะ ผมต้องรีบไปเตรียมหน้าดินให้คนงานเดี๋ยวจะช้าเกินไป”
       ปัทม์เดินออกไป แสงจันทร์มองเห็นแต่ความแห้งแล้งแล้วนึกรังเกียจมาก
       ปัทม์กำลังชุดดินเหงื่อไหลหน้าดำคร่ำเครียด แสงจันทร์เดินถือกระเป๋าใบเล็ก ๆ เข้ามาด้วยสีหน้ารังเกียจพื้นที่โดยรอบ เหล่าคนงานมองชื่นชมในความงามของแสงจันทร์ เธอส่งสายตาดูถูกเหยียดหยามคนงานทุกคน มุมหนึ่งของไร่ เธอเห็นกระต๊อบผุ ๆหลังหนึ่ง
       “อย่าบอกนะคะ...ว่าเราต้องนอนในนั้น”
      
       หลายเดือนผ่านมา ปัทม์เหนื่อยอ่อนจากการทำงาน แสงจันทร์เกรี้ยวกราดใส่
       “ไม่มีเงิน ! แล้วเงินสดที่คุณเพิ่งไปถอนออกมาจากธนาคารล่ะ”
       “ผมต้องเอาไปจ่ายค่าแรงคนงานพรุ่งนี้”
       “แล้วฉันล่ะ ฉันเป็นเมียคุณนะ จะไม่ดูแลเลยรึไง”
       “ผมเพิ่งให้คุณไป”
       “แค่เศษเงิน ! ไม่พอหรอก...ฉันต้องซื้อโน่นซื้อนี่”
       “คุณก็เห็นว่าตอนนี้เราลำบาก เศรษฐกิจทรุดแบบนี้ทุกคนก็ต้องปรับตัว คุณจะใช้เงินคล่องมือเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้นะ รอหน่อยแล้วกัน อีกไม่นาน...”
       แสงจันทร์แทรกขึ้นทันที
       “ พอเหอะ ฉันเบื่อจะฟังแล้ว จะให้ลำบากรอถึงชาติหน้ารึไง ฉันไม่รอหรอก ไม่มีก็ไม่เอา”
      
       แสงจันทร์กระแทกส้นเท้าออกไป ทำให้ปัทม์เครียดมาก


  


       อีกหลายวันต่อมา ถนนภายในไร่ชา ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อนสวยงาม ปัทม์มีสีหน้าโกรธจัด กำลังควบม้าไล่ตามรถกระบะคันหนึ่งอย่างรวดเร็ว จนตีคู่กันมา
      
       ปัทม์ยกปืนในมือขึ้นเล็ง ยิงเปรี้ยงไปที่ยางรถ จนรถเสียหลักต้องหักเลี้ยวเกยที่ข้างทาง
       ปัทม์ควบม้าไปตรงมาที่หน้ารถ แล้วโดดลงจากม้าอย่างรวดเร็ว ถือปืนเล็งไปที่รถกระบะที่จอดอยู่ เขาตะโกนลั่น
       “ลงมา !”
       แสงจันทร์และชายชู้ค่อย ๆ เปิดประตูรถลงมา แสงจันทร์ยังกอดกระเป๋าไว้แน่น
       “อยากจะไปก็ไปแต่ตัว เธอไม่มีสิทธิ์เอาเงินไปจากไร่ของฉัน”
       “ฉันเป็นเมียคุณ ฉันมีสิทธิ์ !”
       ปัทม์ยิ้มเยาะ
       “เมียฉันเหรอ ! ที่เธอรักมีอยู่อย่างเดียวคือเงิน ฉันจะให้โอกาสอีกครั้ง ถ้าจะไปก็ไปแต่ตัว หรือไม่ก็เข้าคุก”
       แสงจันทร์โกรธแค้น ปากระเป๋าทิ้ง วิ่งเข้ามาทุบตีปัทม์ทันที
       “แกมันใจดำ ฉันเกลียดแก รู้มั้ยว่าฉันไม่เคยรักแกเลย ฉันเกลียดแก”
       ปัทม์ร้าวรานใจที่ได้ยินแสงจันทร์ด่าทอ เธอยังคงทุบตีปัทม์และด่าไม่หยุด
      
       ภายในห้องนอนปัทม์ ในไร่ปัทมกุล เขาสะดุ้งตัวตื่นจากความฝัน ลุกขึ้นนั่งทันที หายใจหอบถี่เหมือนเพิ่งผ่านเหตุการณ์มาสดๆร้อนๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความแค้นใจ
      
       เช้าวันใหม่ คนงานกำลังทำงานกันอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์สวยงามของไร่ปัทมกุล ทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้ม
       ปัทม์แบกเป้กระเป๋าเดินทางมาที่รถ แล้วโยนขึ้นท้ายรถกะบะ เตรียมจะออกรถ เปรมรีบเดินออกมาหาร้องเรียกไว้
       “ปัทม์...จะไปไหนลูก”
       “กรุงเทพฯ ครับ”
       “ไปกรุงเทพฯ”
       “ผมตัดสินใจได้แล้ว ผมจะไปจัดการเรื่องที่คาราคาซังให้เรียบร้อย”
       “เรื่องอะไรเหรอลูก”
       ปัทม์ไม่ตอบคำถามแม่ แต่ขึ้นรถแล้วสตาร์ทเครื่อง ขับรถออกไปทันที
       “เดี๋ยวก่อน ปัทม์”
       อีกมุมหนึ่งชิแบกถุงผ้าวิ่งไล่ตามรถปัทม์ไปติด ๆ
       “นาย... นาย.. รอด้วย ชิไปด้วย !”
       ปัทม์ชะลอรถ ชิตะกายขึ้นกระบะท้ายไปจนได้ เปรมส่ายหัวหนักใจกับความใจร้อนของลูกชาย
      
       ห้องนอนโลมฤทัย บ้านวิชนี เวลากลางวัน โลมฤทัยหยิบรูปถ่ายในสมัยมัธยมมาดู ภาพใบนั้นเป็นรูปถ่ายของโลมฤทัยในสมัยมัธยมปลาย, รจนาไฉนในชุดปกติ และปวุฒิในชุดตำรวจแบบครึ่งท่อน ใส่เสื้อยืดกางเกงสีกากี เธอยิ้มแตะที่ภาพของปวุฒิแบบชื่นชอบ
      
       ในอดีต โลมฤทัยยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ที่บริเวณถนนแห่งหนึ่ง หน้าโรงเรียนมัธยมฯ เธอยกนาฬิกาขึ้นดูด้วยแววตาไม่พอใจรจนาไฉนที่ไม่มารับ ทันทีที่รจนาไฉนมาถึง เธอก็แหวเข้าใส่ทันที
       “พี่เพื่อนทำมามารับพบช้าอย่างนี้ บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าให้พบต้องรอ”
       “พี่ขอโทษจ้ะ พอดีมีเรื่องนิดหน่อย”
       “เรื่องอะไร”
       “ที่บ้านเราถูกขโมยขึ้น”
       “ช่วงกลางวันแสกๆ แบบนี้น่ะเหรอ”
       “ใช่... โชคดีที่ได้คุณปวุฒิมาช่วยจับคนร้ายได้ทันเวลา”
       “คุณปวุฒิ”
       “พี่ผู้ชายที่เคยอยู่บ้านติดๆ กับเราไงจ๊ะ ตอนนี้คุณปวุฒิเรียนจบตำรวจ มาทำงานกองปราบแถวๆ บ้านเราแล้ว”
       ปวุฒิเดินยิ้มเข้ามาหา โลมฤทัยหันไปมองแล้ว ก็ชะงักไปนิดหนึ่ง เธอชื่นชอบปวุฒิเป็นเหมือนรักแรกพบ
       “สวัสดีจ้ะ... ไปกันรึยัง ผมหาที่จอดรถได้ตรงนี้เอง”
       โลมฤทัยสวัสดีปวุฒิแล้วมองอย่างชื่นชอบ
       “คุณปวุฒินอกจากจับคนร้ายได้แล้ว ยังอาสาขับรถมารับน้องพบด้วยนะจ๊ะ เพราะกลัวว่าพี่จะผิดเวลามากเกินไป”
      
       โลมฤทัยจ้องรูปถ่ายใบนั้น หยิบกรรไกรมาตัดรูปส่วนของรจนาไฉนออกไป เหลือแต่เพียงรูปถ่ายระหว่างตัวเองกับ ปวุฒิเพียงสองคนเท่านั้น เธอมองดูภาพตัวเองกับปวุฒิขึ้นมองอย่างพอใจ
      
       ในวันเดียวกัน รจนาไฉนเปิดประตูรั้วเข้ามาในบ้าน มองซ้ายมองขวาหา
       “ปวุฒิ ปวุฒิคะ”
       รจนาไฉนเดินไปตามทางเดิน แล้วอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อมองไปที่ระเบียง เธอเห็นกลีบกุหลาบถูกโรยไว้เป็นทางเดินนำไปสู่ประตูเข้าบ้าน รจนาไฉนยิ้ม ๆ เดินตรงเข้าไป และตัดสินใจเปิดประตูเดินเข้าไปภายในบ้าน
      
       ภายในบ้านปวุฒิถูกตกแต่งให้บรรยากาศอบอุ่น ดูดี และ โรแมนติก รอบตัวบ้าน ปิดผ้าม่านบังแสงสว่างจากภายนอก ภายในบ้านแสงส่องสว่างด้วยเทียนหอมที่จุดวางอยู่เป็นทิวยาวตามทางเดินเข้าไปด้านใน
       “ปวุฒิคะ เพื่อนมาแล้วค่ะ”
       รจนาไฉนเดินตรงเข้าไป ผ่านกำแพง เห็นรูปถ่ายอันหวานชื่นระหว่างเธอและปวุฒิในที่ต่าง ๆ เธอมองภาพเหล่านั้นแล้วยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้คิดถึงเหตุการณ์ที่แสนประทับใจ
       รจนาไฉนหันไปทางหนึ่ง แต่มีมือแข็งแรงมาปิดตาเธอเอาไว้
       “ปวุฒิ”
       ปวุฒิเข้ามากระซิบที่ข้างเธอ แต่มือยังปิดตารจนาไฉนอยู่
       “ไม่ใช่ปวุฒิ ทายใหม่สิครับ”
       “เจ้าชายของเพื่อนค่ะ”
       ปวุฒิเอามือออก รจนาไฉนหันหน้ามา เขาจับมือของเธอไว้พร้อม ๆ กับมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก
       “หลังจากรอดตาย ทำให้ผมรู้ว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เราควรจะให้ความสำคัญกับคนที่เรารัก และรักเรามากที่สุด”
       ปวุฒิเชยคางเธอขึ้นมองดวงตา
       “นับจากวันนี้...และทุกวินาทีที่เหลืออยู่ ผมอยากเห็นคุณอยู่ข้างผมตลอดไป เพื่อน...คุณเป็นผู้หญิงที่มีความหมายที่สุดในชีวิตผม”
       รจนาไฉนยิ้มอาย
       “เพื่อนภูมิใจมากที่ได้เป็นคนรักของคุณค่ะ”
       “ผมก็ภูมิใจที่มีเจ้าหญิงแสนดีคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ”
       พ.ต.ท. ปวุฒิหยิบแหวนขึ้นมา สบตารจนาไฉนลึกซึ้ง
       “ปราสาทหลังน้อยของผมรอคอยเจ้าหญิงแสนดีมานานแล้ว เจ้าหญิงคนนี้กรุณาให้เกียรติผม ได้ปกป้องและดูแลคุณ จากวันนี้และตลอดไปได้มั้ยครับ”
       รจนาไฉนซาบซึ้งมาก จนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
       “ค่ะ...ฉันจะเป็นเจ้าหญิงของคุณ เราสองคนจะดูแลซึ่งกันและกันตลอดไปค่ะ”
       ปวุฒิค่อยๆ บรรจงสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายของรจนาไฉน จุมพิตที่มือแผ่วเบา เขารั้งตัวเธอมากอดด้วยความรัก
      
       เธอกอดตอบด้วยความอบอุ่นและซาบซึ้งใจ

      ภายในห้องโถงบ้านวิชชนี ตอนกลางวันในวันเดียวกัน ลำเพาสั่งด้วยน้ำเสียงและท่าทางเด็ดขาด
      
       “ไม่ได้! แกจะแต่งงานกับนายปวุฒิไม่ได้”
       รจนาไฉนมีท่าทางตกใจและประหลาดใจแกมกัน
       “ทำไมล่ะคะ คุณแม่ก็รู้ว่าเรารักกัน ที่ผ่านมาคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้ขัดขวางอะไรนี่คะ”
       “นั่นมันเมื่อก่อน...แต่วันนี้เดี๋ยวนี้ ยังไงก็ไม่ได้”
       “คุณแม่...เพื่อนไม่เข้าใจค่ะ คุณพ่อคะนี่มันเกิดอะไรขึ้น”
       รจนาไฉนหันไปหานพรัตน์ด้วยสายตาไม่เข้าใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้น ฝ่ายพ่อได้แต่ถอนหายใจอย่างหนักใจ ไม่กล้าสบตารจนาไฉน
       “ฉันกับพ่อคุยกันแล้ว แกต้องแต่งงานกับคุณปัทม์แทนลูกพบ”
       “คุณแม่”
       รจนาไฉนตกใจ น้ำตารื้น น้อยใจและไม่เข้าใจ
       “เพื่อนรักคุณปวุฒิ... เพื่อนทำไม่ได้ค่ะ”
       โลมฤทัยเดินเข้ามา มองหน้ารจนาไฉนอย่างไม่พอใจ
       “ต้องได้ ! ไหนเคยบอกพบว่าไม่ได้คิดอะไรกับคุณปวุฒิไง แล้วจู่ ๆ จะไปแต่งงานกันได้ยังไง”
       รจนาไฉนอึกอัก พูดไม่ออก
       “เอ้อ...คือ...พี่”
       “ที่ผ่านมาพี่เพื่อนโกหกพบมาตลอดใช่มั้ย”
       โลมฤทัยคาดคั้น
       “พบถามว่าใช่มั้ย”
       รจนาไฉนเปลี่ยนเรื่องพูดหันไปทางลำเพา
       “คุณแม่ คุณแม่ตั้งใจจะให้น้องพบแต่งงานกับคุณปัทม์ไม่ใช่เหรอคะ”
       โลมฤทัยเน้นย้ำ
       “ฉันไม่มีวันแต่งงานกับผู้ชายต่ำ ๆ พรรณนั้นหรอก”
       “แล้วทำไมพี่ถึงต้องแต่ง”
       “อ้อ... เดี๋ยวนี้กล้าย้อนฉันเหรอพี่เพื่อน”
       “เรื่องอื่นพี่ยอมเธอได้ทุกเรื่อง แต่เรื่องแต่งงาน...”
       โลมฤทัยสวนทันที
       “เรื่องนี้แหละที่เธอต้องยอม !”
       “ทำไม”
       “เพราะเธอคือรจนาไฉนยังไงล่ะ”
       โลมฤทัยชี้หน้าพูดเสียงดังลั่น
       “ถึงเวลาแล้ว...ที่นังเด็กกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายตีน ต้องตอบแทนบุญคุณตระกูลวิชนีที่เลี้ยงมา !”
       “ยายพบ! หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ”
       โลมฤทัยชะงักนิดหนึ่งเมื่อเห็นนพรัตน์โกรธ แต่ลำเพากลับเข้าข้างลูกสาว
       “ไม่จำเป็นต้องหยุด ! เพราะลูกพบพูดความจริง”
       รจนาไฉนตกใจ
       “อะไรนะคะ”
       “ลำเพา… เราเคยตกลงกันแล้วนะว่าจะไม่พูดเรื่องนี้”
       “มันถึงเวลาแล้วค่ะ ถึงเวลาที่เพื่อนต้องตอบแทนบุญคุณที่เราเลี้ยงมันมา ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่ลูกแท้ ๆ”
       “คุณลำเพา !”
       “จริงเหรอคะคุณพ่อ... เพื่อนไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของคุณพ่อคุณแม่เหรอคะ”
       นพรัตน์พูดไม่ออกเบือนหน้าหนี สงสารจับใจ รจนาไฉนยิ่งสะเทือนใจ
       “พอเถอะลำเพา อย่าพูดอีกเลย”
       “ฉันจะพูด ! เพื่อน...แกควรจะสำนึกเอาไว้นะ ถ้าไม่ได้พวกฉันชีวิตแกจะ เป็นไงบ้างก็ไม่รู้ ถ้าแกไม่ยอมแต่งงานแทนลูกพบ แกมันก็คนอกตัญญู เลี้ยงเสียข้าวสุก”
       รจนาไฉนเสียใจหนัก ทนฟังไม่ได้อีกต่อไป วิ่งร้องไห้ออกไปทันที
       “ลูกเพื่อน !”
       นพรัตน์สงสารลูกสาวจับใจ เขาหันมามองลำเพาด้วยสายตาตำหนิ แต่ลำเพาไม่สนใจ สะบัดเดินออกไป ในขณะที่โลมฤทัยนึกสะใจในชะตากรรมของรจนาไฉน
      
       ภายในห้องนอน รจนาไฉนทุ่มตัวลงบนเตียง ร้องไห้อย่างหนักด้วยความเสียใจและน้อยใจ เธอมองไปที่รูปถ่ายบนโต๊ะด้านหนึ่ง เห็นรูปถ่าย 2-3 ภาพในวัยเด็กของเธอที่ถ่ายกับครอบครัว แต่ละภาพแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ลำเพารักโลมฤทัยมากกว่าเธอ ในภาพใบหนึ่ง ลำเพากอดโลมฤทัยไว้พร้อมถ้วยรางวัล ขณะที่รจนาไฉนยืนจ๋อยอยู่ในมุมภาพ
      
       ในอดีต บริเวณสนามในบ้าน เวลากลางวัน ลำเพากำลังกอดโลมฤทัยในวัยเด็ก เธอหอมซ้ายหอมขวา ลูกสาวพร้อมกับถ้วยรางวัล ขณะที่รจนาไฉนยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่มุมหนึ่งเหมือนเป็นส่วนเกิน นพรัตน์กำลังจะถ่ายรูปให้
       “ลูกพบของแม่เก่งจริง ๆ ไอซ์สเก็ตเนี่ยไม่ได้ชนะกันง่าย ๆ นะ”
       “มีคนแข่งอยู่แค่ 3 คน.. ดีใจยังกับได้แชมป์โลก”
       ลำเพาหันมาแหวทันที
       “รีบ ๆ ถ่ายเข้าเถอะน่า เร็ว ๆ”
       นพรัตน์มองภาพในวิวฟายเดอร์ เพื่อนอยู่ขอบเฟรม แชะ.. ลำเพาหันไปเห็นรจนาไฉนแล้วตะคอกเข้าใส่
       “อ้าว...แล้วเข้ามาถ่ายด้วยทำไม เกะกะ นี่ไม่ใช่เวลาของเรานะแม่เพื่อนออกไปหาน้ำหาท่าให้น้องพบกินสิ”
       รจนาไฉนจ๋อยสนิท เดินตัวลีบออกไป นพรัตน์มองตามอย่างเห็นใจ
      
       อดีตอีกวันหนึ่ง รจนาไฉนส่งสมุดพกให้ลำเพาดูด้วยความภาคภูมิใจ ลำเพารับมาดูแบบไม่ชื่นชมนัก
       “เพื่อนสอบได้ที่ 1 ค่ะ”
       “เออ..เก่งดีนี่ ดี ๆ ตั้งใจเรียนแบบนี้ก็ดีแล้ว”
       พูดจบ ลำเพาหันไปทางโลมฤทัย
       “ลูกพบแต่งตัวเสร็จแล้วใช่มั้ยคะ ไป ๆ เดี๋ยวครูเปียโนจะรอนะคะ”
       ลำเพาวางสมุดพกของรจนาไฉนแบบไม่เห็นค่า เดินจูงโลมฤทัยออกไป รจนาไฉนเสียใจ แววตาเศร้าที่แม่ไม่รัก นพรัตน์เดินเข้ามาหาก้มลงคุยด้วย
       “ลูกเพื่อนคนเก่งของพ่อ หนูไม่เคยทำให้พ่อผิดหวังเลย มา...ขอพ่อกอดทีนึงนะคะ”
       นพรัตน์กอดรจนาไฉนด้วยความรัก เธอยิ้มดีใจ อบอุ่นที่อยู่กับนพรัตน์
       “เดี๋ยวพ่อพาไปเลี้ยงไอติม วันนี้หนูอยากได้อะไร...พ่อจะซื้อให้นะคะ”
      
       นพรัตน์เดินจูงมือลูกสาว รจนาไฉนยิ้มแฉ่งกอดแขนพ่อไว้


  


       เรื่องราวในอดีตอีกเหตุการณ์เกิดขึ้นตอนกลางคืน รจนาไฉนนั่งซุกอยู่ที่ปลายระเบียงบ้านด้วยท่าทางหงอยเหงา นพรัตน์กำลังเดินตามหา ก็เห็นเธอที่ปลายระเบียงจึงรีบเดินเข้ามา
      
       “ลูกเพื่อน...วันเกิดทำไมถึงมานั่งมืด ๆ คนเดียว น้อยใจที่แม่เขาจำวันเกิดไม่ได้เหรอ น่า...แม่เขาก็นิสัยแบบนี้แหละ พ่อมีของขวัญวันเกิดเตรียมไว้ให้หนูด้วยนะ”
       รจนาไฉนชะงักไป หันมามองนพรัตน์ทันทีตามประสาเด็ก นพรัตน์ยิ้มเอาตุ๊กตาหมีที่ซ่อนไว้ออกมจากด้านหลัง
       “แฮปปี้เบิร์ธเดย์จ้ะเพื่อน พ่อรักหนูมากนะคะ”
       รจนาไฉนรับตุ๊กตาหมีมาจากนพรัตน์ ถลากระโดดเข้ากอดพ่อ
       “เพื่อนรักคุณพ่อที่สุดในโลกเลยค่ะ”
       สองพ่อลูกกอดกันด้วยความรัก
      
       ภายในห้อง ดวงตาของรจนาไฉนเต็มไปด้วยน้ำตา เสียใจที่ได้รับรู้ความจริง นพรัตน์เดินเข้ามาหยุดมองอย่างเข้าใจจิตใจลูกสาว รจนาไฉนผวาเข้ากอดนพรัตน์ทั้งน้ำตา
       “คุณพ่อ...เพื่อนเข้าใจแล้วว่า ทำไมตั้งแต่เล็กจนโต คุณแม่ถึงไม่เคยรักไม่เคยชื่นชมยินดีกับเพื่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
       “อย่าคิดมากสิเพื่อน ทำไมแม่เขาจะไม่รักหนู”
       รจนาไฉนน้ำตาคลอเบ้า เสียใจและคิดมาก
       “คนเรามีวิธีการแสดงออกกับคนรักไม่เหมือนกันนะเพื่อน ถ้าแม่ไม่รัก เขาจะเลี้ยงเรามาจนโตถึงป่านนี้เหรอ”
       รจนาไฉนร้องไห้ ปลอบยังไงก็ไม่รู้สึกดีขึ้น นพรัตน์นิ่วหน้า เหมือนกำลังมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกาย นพรัตน์พูดเสียงแผ่วลง
       “หนูยังมีพ่ออยู่ทั้งคนนะลูก พ่อรักและหวังดีต่อหนู...ไม่ต่างอะไรจากพ่อแท้ ๆ เลยนะจ๊ะ”
       “ค่ะ เพื่อนยังมีพ่อ”
       นพรัตน์รู้สึกวิงเวียนหน้ามืด ใจหวิวทรุดลง รจนาไฉนเหลือบไปเห็นตกใจ
       “คุณพ่อ !”
       นพรัตน์หมดสติอยู่แทบพื้น รจนาไฉนตกใจตรงเข้าประคอง ร้องเรียกแต่นพรัตน์ไม่ได้สติ
      
       ในโรงพยาบาล นพรัตน์นอนฟอกไตอยู่ในห้องด้วยอาการไม่สู้ดีนัก หมอกับพยาบาลกำลังดูแลอย่างใกล้ชิด รจนาไฉนยืนมองอยู่ห่าง ๆ ด้วยความเป็นห่วงเป็นอย่างมาก ก่อนจะค่อย ๆ เดินออกไป
       รจนาไฉนสีหน้าไม่ดี ลำเพาเดินเข้ามากับโลมฤทัย สีหน้าบ่งบอกถึงความไม่สบายใจ
       “คุณนพไตวาย ต่อไปนี้ต้องมาฟอกไตที่โรงพยาบาลทุกเดือน”
       รจนาไฉนสงสารนพรัตน์
       “คุณพ่อ...”
       “ยังคิดว่าคนที่นอนพะงาบ ๆ จะเป็นจะตายอยู่ในนั้นเป็นพ่อแกอยู่อีกเหรอ”
       “เพื่อนยังรักและเคารพคุณพ่อคุณแม่เสมอนะคะ”
       “พี่เพื่อนไม่ต้องมาพูด ไม่ต้องมาสนใจพวกเราหรอก อยากจะไปไหนก็ไป”
       ลำเพาบีบน้ำตาน้อยใจ
       “ฉันมันมีเวรมีกรรม ทำบุญกับคนไม่ขึ้น ดูซิ...คุณนพยังจะมาป่วยอีก โรคไตใช้เงินไม่ใช่น้อย ๆ แล้วฉันจะเอาเงินที่ไหนมารักษา หรือจะต้องตายแบบอนาถา ฮือ ๆ”
       รจนาไฉนจะเข้าไปปลอบใจลำเพา
       “คุณแม่คะ”
       โลมฤทัยเข้ามากันเอาไว้ แล้วผลักรจนาไฉนออกไป
       “ไม่ต้องมายุ่ง ทำใจดี ๆ ไว้ค่ะ เราต้องมีทางออกสิคะ”
       “ทางไหนล่ะ... หนี้ล้นพ้นตัวแบบนี้ จะให้แม่หันหน้าไปพึ่งใครได้ ไอ้คนที่หวังว่าจะได้พึ่ง มันก็ใจดำ ! ฮือๆ”
       รจนาไฉนยืนฟังอย่างสะเทือนใจ
      
       ภายในห้อพักผู้ป่วย พรัตน์นอนอยู่บนเตียง หน้าตาซูบซีด รจนาไฉนเดินเข้ามามองพ่อด้วยความสงสาร แล้วนั่งลงจับมือพ่อมาแนบแก้ม
       “คุณพ่อขา.. เจ็บมากมั้ยคะ”
       นพรัตน์เอื้อมมือออกไปลูบผมของรจนาไฉนอย่างแผ่วเบา
       “พ่อขอโทษนะลูก”
       “คุณพ่อ...”
       “พ่อทำตามสัญญาที่เคยให้กับลูกไว้ไม่ได้”
      
       ในอดีต นพรัตน์ยิ้มให้กับรจนาไฉนที่เพิ่งเป่าเค้กวันเกิดตัวเอง พ่อตัดเค้กกับลูกสาวด้วยความรัก
       “พ่อสัญญาว่าจะดูแลและปกป้องหนูเอง เป็นเด็กดีของพ่อกับแม่นะจ๊ะ ลูกเพื่อน”
       นพรัตน์มองหน้ากับรจนาไฉนด้วยความรัก
      
       นพรัตน์น้ำตาคลอเอามือลูบหัวรจนาไฉน
       “พ่อดูแลปกป้องลูกไม่ได้ตามสัญญา พ่อมันอ่อนแอจริง ๆ”
       “คุณพ่อดูแลและปกป้องหนูมาตลอด คุณพ่อไม่ได้ผิดสัญญาอะไรเลยค่ะ”
       “แต่พ่อทำให้ลูกเสียใจ...”
       นพรัตน์สะเทือนใจและสงสารรจนาไฉนมาก
       ประตูห้องเปิดออก ลำเพากับโลมฤทัยเดินเข้ามาเบา ๆ แต่ได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคนกำลังพูดกันอยู่
       “ไม่ว่าความจริงจะเป็นยังไง จำไว้นะลูก...พ่อยังรักหนูเหมือนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพ่อเอง”
       รจนาไฉนคิดนิดหนึ่งเหมือนตัดสินใจได้แล้ว
       “คุณพ่อเมตตาเพื่อนมาตลอด เพื่อนสัญญาว่าต่อไปนี้เพื่อนจะดูแลคุณพ่อให้ดีที่สุด... เพื่อนยินดีทำทุกอย่าง เพื่อให้คุณพ่อมีความสุขค่ะ”
       รจนาไฉนเด็ดเดี่ยว จนนพรัตน์รู้สึกละอายแก่ใจ
       ลำเพากับโลมฤทัยเข้ามาได้ยินพอดี ทั้งสองยิ้มกันด้วยความลิงโลด นึกรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการน่าจะเป็นความจริงแล้ว
      
       เวลาเย็นใกล้ค่ำ ที่โถงบ้านปวุฒิ เขากำลังเปิดแคตตาล็อกเวทดิ้งสตูดิโอเตรียมจะจัดงานแต่งงานกับรจนาไฉน สีหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีมีความสุข แม่ปวุฒิกำลังทำความสะอาดบ้าน ถือไม้ขนไก่เดินเข้ามา
       “ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างนี้ แม่ว่าลูกแต่งงานกับหนูเพื่อนพรุ่งนี้เลยดีไหม”
       “เป็นอย่างนั้นก็ดีสิครับ....ผมรักเธอมาก อยากให้เธอมาอยู่กับผม”
       แม่ปวุฒิ แหย่ลูกชาย
       “ไม่ได้นะ ที่แม่สนับสนุนให้ลูกแต่งงานกับหนูเพื่อน ก็เพราะแม่อยากให้หนูเพื่อนไปอยู่บ้านแม่ต่างหาก”
       ปวุฒิเข้ามาอ้อนแม่
       “ถ้าผมแต่งงานแล้ว คุณแม่ก็ย้ายมาอยู่กับผมที่นี่สิครับ ผมจะได้ดูแลแม่ได้เต็มที่ แค่นี้ก็รู้สึกผิดจะแย่อยู่แล้วที่แม่ต้องมาช่วยผม ดูแลที่นี่ทุกอาทิตย์”
       “อีกหน่อยลูกมีภรรยาแสนดีอย่างหนูเพื่อนดูแล แม่ก็ไม่ต้องมาหรอก แม่เชื่อว่าคนเก่งคนดีอย่างหนูเพื่อน จะดูแลลูกแม่ได้ดี”
       ปวุฒิกอดแม่
       “ครับคุณแม่”
       “หมดเวลาอ้อนแล้ว เดี๋ยวแม่ขึ้นไปเก็บผ้าที่ด้านบนก่อน ฝนทำท่าจะตกแล้วสิ”
       “ขอบคุณครับ”
      
       แม่ปวุฒิเดินไปที่ห้องนอน ปวุฒิคิดถึงรจนาไฉนขึ้นมา


  


       ปวุฒิออกมาที่มุมหนึ่งในบ้าน กดเบอร์โทร.หารจนาไฉนแล้วรอสาย แต่ไม่มีคนรับสาย เขามีสีหน้าแปลกใจ ตัดสินใจกดเบอร์ใหม่อีกครั้ง แล้วรอสาย
      
       เวลาเย็นใกล้ค่ำ รจนาไฉนอยู่ที่มุมหนึ่งในบ้านวิชนี มองมือถือของตัวเองที่มีเสียงเรียกเข้า โทรศัพท์โชว์เบอร์ของปวุฒิ หญิงสาวนั่งมองนิ่งๆ ไม่คิดจะรับ ในใจเหมือนกำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญ
      
       ปวุฒิเริ่มกระวนกระวายใจที่รจนาไฉนไม่รับโทรศัพท์ กลับปล่อยให้โทรศัพท์เรียกเข้าจนตัดไป เขากดโทรศัพท์มือถืออีกครั้ง โทร.เข้าที่บ้านวิชนี
       โถงบ้านวิชนี โทรศัพท์บ้านที่วางอยู่มุมหนึ่งดังขึ้นต่อเนื่อง แต่ไม่มีคนมารับ โลมฤทัยเดินเข้ามาอารมณ์เสีย
       “ทำไมไม่มีใครรับโทรศัพท์ ! ฮัลโหล ! จะคุยกับใครคะ”
       “ผมปวุฒิครับ”
       โลมฤทัยดีใจ
       “คุณปวุฒิ... ตั้งแต่กลับมาจากเชียงรายไม่ได้เจอกันเลยนะคะ เป็นยังไงบ้าง หายดีแล้วใช่มั้ยคะ”
       “คุณพบ... คุณเพื่อนเป็นอะไรรึเปล่า ผมพยายามโทรไปตั้งหลายครั้ง แต่ทำไมคุณเพื่อนไม่รับสายก็ไม่รู้ครับ”
       โลมฤทัยหงุดหงิดทันที
       “นี่ไม่คิดจะคุยอะไรกับพบบ้างเลยเหรอคะ”
       “ให้พี่พูดกับคุณปวุฒิเองดีกว่าน้องพบ”
       โลมฤทัยหันไปเห็นรจนาไฉนยืนสีหน้านิ่งอยู่ โลมฤทัยยื่นโทรศัพท์ให้เธอด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่ตัวเองยังไม่เดินไปไหน รจนาไฉนมองส่งสายตาเชิงขอความเป็นส่วนตัว
       “พี่เพื่อนไม่จำเป็นต้องมีความลับกับเจ้าของบ้าน”
       รจนาไฉนชะงักด้วยความสะเทือนใจ โลมฤทัยยิ้มสะใจ
       “ปวุฒิคะ”
       “คุณเพื่อนเป็นอะไรรึเปล่า...ทำไมไม่รับสายผม ผมกำลังดูแค็ตตาล็อกเวดดิ้งสตูดิโอฯ เลือกชุดแต่งงานของเราอยู่”
       รจนาไฉนเสียงเรียบเย็นชา
       “เหรอคะ”
       “คุณเพื่อนเล่าเรื่องของเราให้คุณพ่อคุณแม่ฟังรึยัง ผมบอกคุณแม่ผมแล้วนะ พอรู้เรื่องปุ๊บ... ท่านรีบไปหาฤกษ์แต่งเลยล่ะ”
       รจนาไฉนมีสีหน้าเศร้าและเรียบเฉย เย็นชาและเก็บความรู้สึกเศร้าเป็นอย่างมาก
       “ปวุฒิคะ...เพื่อนมีเรื่องสำคัญจะคุยกับคุณ” เธอเว้นนิดหนึ่งเหมือนกำลังพยายามทำใจก่อนพูดต่อ
       “เรื่องการแต่งงานของเราน่ะค่ะ... ค่ำนี้คุณออกมาพบเพื่อนหน่อยได้มั้ยคะ”
       โลมฤทัยยิ้มเยาะ สะใจ อารมณ์ดีขึ้นมาทันที รจนาไฉนกำหูโทรศัพท์แน่นมือสั่นไปหมด
      
       ภายในห้องนอน เวลาต่อมา รจนาไฉนกำลังนั่งอยู่ที่หน้ากระจก มองเข้าไปเห็นใบหน้าที่เศร้าสร้อยของตัวเอง สีหน้าเครียด เรียบเฉยเหมือนกำลังพยายามสะกดความเศร้ากลืนลงไปในอก
       “การแต่งงานของเราจะไม่มีวันเกิดขึ้นค่ะปวุฒิ... เพราะฉันไม่ใช่เจ้าหญิงแสนดีของเจ้าชายอย่างคุณอีกแล้ว”
       รจนาไฉนเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่น ค่อย ๆ หยิบแป้งพัฟขึ้นมาแต่งเติมหน้าจนสีเข้มและแรงจัดมาก ต่างจากปกติที่เคยเป็น เธอหมุนตัวเองหน้ากระจกในชุดเปรี้ยวเฉี่ยวเซ็กซี่ บอกตัวเองในกระจก
       “ฉัน... รจนาไฉน กำลังจะแต่งงานกับ คุณปัทม์ ปัทมกุล เจ้าของไร่ชาผู้ร่ำรวย!”
      
       พ.ต.ท.ปวุฒิ ไตรพงษ์รัชตะ นั่งอยู่ในผับ มีเพียงแก้วน้ำส้มวางอยู่ เขารู้สึกแปลกใจที่รจนาไฉนนัดพบที่ผับแห่งนี้
      
       “ทำไมคุณเพื่อนถึงนัดที่นี่ รึว่าอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศ”
       ปวุฒิยิ้มให้กับตัวเอง พลางหยิบช่อดอกกุหลาบที่เตรียมมอบให้เพื่อนขึ้นมา
       เสียงชายที่นั่งข้างๆ ชี้ชวนให้เพื่อนดูสาวเปรี้ยวที่เดินเข้ามาในผับ
       “เฮ้ย ดูโน่นสิวะ เด็ดสุดแล้วในคืนนี้”
       ปวุฒิได้ยินก็หันไปมองที่ทางเข้า ปวุฒิรู้สึกแปลกใจมาก
       “คุณเพื่อน!”
      
       แสงไฟจากมิลเลอร์บอล รับร่างรจนาไฉนที่แต่งตัวเซ็กซี่เดินเฉิดฉายเข้ามา ปวุฒิมองด้วยความแปลกใจมาก รจนาไฉนเดินเข้ามาด้วยความมั่นใจ ผู้คนในผับต่างจ้องมองรจนาไฉนเป็นตาเดียว รจนาไฉนเดินผ่านไป
       ปัทม์เดินเข้ามาในผับ มองเห็นรจนาไฉนก็จำได้....เขามองไปเห็นรจนาไฉนเดินตรงไปหาปวุฒิ เขาจำทั้งสองได้เป็นอย่างดี ปัทม์คิดอะไรบางอย่าง
      
       ปวุฒิยืนรอรจนาไฉนอยู่ที่โต๊ะ...
       “วันนี้คุณเพื่อนแต่งตัว...” ปวุฒิไม่กล้าพูดต่อ
       รจนาไฉนสวนขึ้นทันควัน
       “เซ็กซี่ ! ดูแปลกตาใช่มั้ยล่ะคะ คุณปวุฒิไม่ชอบเหรอคะ”
       “ชอบครับ...ถึงจะแปลกตายังไงแต่คุณเพื่อนของผมก็น่ารักเสมอ”
       ปวุฒิหยิบช่อดอกกุหลาบส่งให้รจนาไฉน
       “สำหรับคุณเพื่อนครับ”
       “แค่ช่อดอกกุหลาบเล็ก ๆ เองเหรอคะ เพื่อนนึกว่าจะได้แหวนเพชรเม็ดโตซะอีก”
       รจนาไฉนรับช่อดอกกุหลาบมาแล้ววางลงบนโต๊ะไม่แยแสนัก ปวุฒิแปลกใจ รจนาไฉนลงนั่งแล้วสั่งบริกร
       “ฉันขอวิสกี้ !”
       “ครับ”
       ปวุฒิแปลกใจ
       “ไม่เคยรู้ว่าคุณเพื่อนดื่ม”
       “เป็นเพราะคุณยังไม่รู้จักเพื่อนดีพอมั้งคะ”
       “ใครบอกล่ะครับ...ผมรู้จักรจนาไฉนคนรักของผมดี เธอเป็นเจ้าหญิงแสนดีและแสนสวย..ไม่สิครับ วันนี้เธอเป็นเจ้าหญิงที่เซ็กซี่ที่สุดด้วย”
       รจนาไฉนบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
       “คุณยังไม่รู้ความจริงอีกข้อหนึ่ง... ฉันเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกบ้านวิชนีขอมาเลี้ยง”
       ปวุฒิแปลกใจ
       “คุณเพื่อนพูดอะไรครับ”
       ปัทม์นั่งอยู่โต๊ะด้านหลังของปวุฒิ ปัทม์สะดุดหูทันที
       “วิชนี”
       “คุณเพื่อนล้อผมเล่นรึเปล่า” ปวุฒิถาม
       “คุณคิดว่าการเกิดมาเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงน่าเอามาพูดเล่นเหรอคะ”
       บ๋อยเอาวิสกี้มาแต่ไม่ทันได้เสิร์ฟ รจนาไฉนคว้ามาดื่มหมดแก้ว แล้วสั่งเพิ่ม
       “เอามาอีก”
       ปวุฒิพอจะตั้งตัวได้ และคิดว่าเป็นเรื่องจริง
       “อย่าเสียใจเลยนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...คุณยังมีผม ผมให้สัญญากับคุณแล้วว่า ผมจะดูแลคุณให้ดีที่สุด”
       รจนาไฉนเย้ย
       “เงินเดือนข้าราชการจะได้สักเท่าไหร่เชียว คุณดูแลเพื่อนไม่ได้หรอก”
       “หมายความว่าไงครับ”
       “ยิ่งฉันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของบ้านวิชนี นั่นเท่ากับว่า ฉันจะไม่ได้อะไรจากพวกเขาเลย”
       ปัทม์นั่งฟังเรื่องราวด้วยความตั้งใจ
       “เพราะฉะนั้นถ้าฉันจะแต่งงาน ฉันต้องแต่งกับคนที่รวย คนที่จะสร้างความสุขสบายให้กับฉันได้”
       รจนาไฉนส่งแหวนคืนให้ปวุฒิ แล้วจะลุกออกไป
       “ตอนนี้ฉันเจอผู้ชายคนนั้นแล้ว เราเลิกกันเถอะค่ะ”
       ปวุฒิคว้าแขนของรจนาไฉนเอาไว้
       “ผมไม่เชื่อ คุณโกหกผม ผู้ชายคนนั้นไม่มีตัวตน”
       “เขาชื่อปัทม์ ปัทมกุล เจ้าของไร่ชาที่ใหญ่ที่สุดในเชียงราย มีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน เป็นไงคะ...มีตัวตนหรือยังคะ”
       ปัทม์เคียดแค้นที่รจนาไฉนคิดฉวยโอกาสให้เขาเป็นบันไดสู่ความสบาย... เขากำแก้วเหล้าแน่น
       “คนที่เค้าจะต้องแต่งงานด้วยคือโลมฤทัย... ไม่ใช่คุณ”
       “แค่เล่นละครอ้อนวอนให้คุณพ่อสงสาร ท่านก็เปลี่ยนตัวเจ้าสาวจากน้องพบมาเป็นฉันแล้ว ถึงฉันจะเป็นแค่ลูกเลี้ยง แต่ฉันก็ควรจะได้อะไรบ้างไม่ใช่เหรอ”
       ปวุฒิอึ้ง
       “แล้วความรักของเราล่ะ”
       ปวุฒิยืนตัวสั่น รจนาไฉนเข้ามาหาปวุฒิ ทำทีเป็นปลอบใจ
       “ความรักมันกินไม่ได้หรอก...ความรักของฉันขึ้นอยู่กับตัวเลขในบัญชีธนาคาร ลาก่อนค่ะ”
       ปวุฒิตัวชา รจนาไฉนจะเดินออกไป แต่เขาคว้าตัวเอาไว้
       “ผมไม่เชื่อ คนอย่างคุณไม่มีทางเป็นอย่างนั้น”
       รจนาไฉนพูดท้าทาย
       “วันนี้คุณจะรู้...ฉันทำได้มากกว่าที่คุณคิด !”
      
       ขาดคำรจนาไฉนเดินตรงไปที่เวที ปวุฒิแปลกใจว่ารจนาไฉนจะทำอะไร


  


       จังหวะเดียวกัน ปัทม์นั่งมองกระจกเงาที่สะท้อนภาพตรงเบื้องหน้า เห็นรจนาไฉนเดินตรงไปยังเวที ผ่านบ๋อยที่กำลังจะเอาเหล้าไปเสิร์ฟที่โต๊ะหนึ่ง รจนาไฉนคว้าขวดเหล้าเดินตรงไปยังเวที แล้วยกเหล้าขึ้นดื่ม เหล้าไหลรินจากปากรดลงทั่วร่างกายหญิงสาว
      
       ปวุฒิเห็นก็ตกใจ
       “คุณเพื่อน !”
       ปัทม์นั่งมองด้วยความสมเพช... รจนาไฉนคว้าไมโครโฟนขึ้นมาประกาศ
       “ท่านสุภาพบุรุษคะ ในค่ำคืนนี้ใครต้องการสาวเซ็กซี่เร่าร้อนใจไปร่วมโต๊ะ บ้าง ขอเสียงหน่อย”
       ผู้ชายต่างปรบมือ บ้างก็ยกมือเสนอตัว
       “เรามาเปิดประมูลกันดีกว่า ใครรวยที่สุด... ฉันจะไปสนุกด้วย !”
       ผู้ชายคนหนึ่งชูเงินฟ่อนใหญ่ เดินตรงเข้ามาหารจนาไฉน เธฮรับเงิน
       “ไม่ดูถูกความสวยของฉันไปหน่อยเหรอคะ”
       รจนาไฉนโปรยเงินว่อนไปทั่ว ชายคนนั้นรีบเก็บเงิน ปัทม์ยืนมองด้วยความเกลียดชังที่รจนาไฉนทำตัวแย่มาก... รจนาไฉนตะโกนถามเสียงดังลั่น
       “ว่าไงคะ ใครคิดว่ารวยที่สุด มารับตัวฉันไปได้เลย”
       ปวุฒิตะโกนถาม
       “คุณอยากได้เท่าไหร่”
       ทุกคนมองมายังปวุฒิ.....รจนาไฉนเดินลงจากเวทีเดินตรงมาหาปวุฒิ
       “ผมจะหาให้คุณเอง!”
       “ร้อยล้าน....วันนี้และเดี๋ยวนี้!”
       ปวุฒิอึ้ง
       “ผมจะพยายามหาให้คุณ ให้เวลาผมสักหน่อย”
       ปวุฒิเอาแหวนยื่นให้รจนาไฉน
       “แต่งงานกับผมนะ”
       “น้ำหน้าอย่างคุณ ชาติหน้าคุณก็หาให้ฉันไม่ได้”
       รจนาไฉนรับแหวนมา
       “ถ้าไม่มีเงินอย่ามาเสนอหน้า!”
       เธอขว้างแหวนใส่หน้าปวุฒิ แล้วเดินออกไป ปวุฒิเสียใจมาก รจนาไฉนเดินออกไปอย่างไม่แยแส เขาตัดสินใจวิ่งตาม
       ปัทม์มองรจนาไฉนด้วยความเกลียดชัง
       “คุณเพื่อน....กลับมาก่อน!”
      
       ที่หน้าผับ ปวุฒิวิ่งออกมา ตะโกนตามหารจนาไฉน
       “คุณเพื่อน คุณอยู่ไหน”
       เสียงฟ้าร้อง ฝนก็ตกลงมา ปวุฒิวิ่งออกตามหารจนาไฉน... เธอยืนหลบอยู่ที่มุมหนึ่ง น้ำตาไหลออกมาด้วยความเสียใจกับสิ่งที่ทำกับปวุฒิ
       ปวุฒิวิ่งตามหาเธอด้วยหัวใจที่แหลกสลาย ท่ามกลางสายฝน... รจนาไฉนออกจากที่ซ่อน ยืนมองเขาด้วยความเสียใจ ร้องไห้ออกมาด้วยหัวใจแทบสลายเช่นเดียวกันก่อนจะวิ่งออกไป
       “คุณปวุฒิ ให้อภัยเพื่อนด้วย”
       ปวุฒิทรุดตัวลงร้องไห้กลางสายฝน...
       “คุณเพื่อน...”
       ปัทม์ยืนมองที่มุมหนึ่ง บริเวณหน้าผับ เขายืนมองดูปวุฒิที่หัวใจแตกสลายจากคนรักที่ทิ้งไปเพราะเงิน เขาพูดกับตัวเอง
       “ความรักไม่มีอยู่จริง ผู้หญิงทุกคนบูชาเงินเป็นพระเจ้า! โดยเฉพาะผู้หญิงหิวเงินคนนั้น”
       ปัทม์มองดูปวุฒิด้วยความเห็นใจ และพาลคิดโกรธแค้นรจนาไฉน
       “ฉันขอสัญญา ฉันจะเป็นพญามัจจุราชพาเธอไปสู่ห้วงนรกให้เร็วที่สุด”
       เสียงฟ้าร้องดังขึ้น แสงฟ้าแลบสว่างทาบบนใบหน้าปัทม์ เสมือนพญามัจจุราชที่พร้อมออกคร่าวิญญาณ
      
       สายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง รจนาไฉนเดินอย่างเลื่อนลอยมาที่สะพาน ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มเครื่องสำอางสีสันฉูดฉาด เลอะเปรอะเปื้อนใบหน้าเพราะสายฝนและน้ำตา เธอหมดแรงจะยืนทรุดตัวลงกับพื้น ร้องไห้ด้วยหัวใจแตกสลาย
       “คุณปวุฒิคะ โปรดยกโทษให้กับเพื่อนด้วย คุณปวุฒิเป็นเจ้าชายที่แสนดี ไม่คู่ควรที่จะลดตัวมาใช้ชีวิตกับเพื่อน เพื่อนเป็นแค่เด็กกำพร้าที่ไม่มีอนาคต เพื่อน ไม่ใช่เจ้าหญิงแสนดีของคุณอีกต่อไป”
      
       เช้าวันใหม่ ห้องโถงบ้านวิชนี รจนาไฉนกำลังถูพื้น สาวใช้เดินเข้ามาเห็นตกใจ รีบเข้ามาห้าม...
       “คุณหนูเพื่อน คุณหนูมาถูพื้นไม่ได้นะคะ”
       “เธอก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ ว่าฉันไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของบ้านนี้ ฉันเป็นแค่เด็กกำพร้าที่คุณพ่อ คุณแม่เมตตาเก็บมาเลี้ยง ตอนนี้สถานภาพของฉันก็ไม่ต่างจากเธอหรอก”
       “แต่ว่าคุณหนู”
       “ต่อไปนี้ไม่ต้องเรียกฉันว่าคุณหนู มีเพียงคุณพบคนเดียวเท่านั้นที่เป็นคุณหนูของบ้านนี้” รจนาไฉนบอก
       โลมฤทัยเดินเข้ามาพอดี
       “ใช่...ฉันเป็นลูกสาวคนเดียวของวิชนี!”
       สาวใช้กลัวโลมฤทัยจึงรีบหลบไป
       “พี่เพื่อนถูบ้านเสร็จ ขึ้นไปเก็บของในห้องพี่ด้วย”
       รจนาไฉนแปลกใจ
       “น้องพบหมายถึงอะไร”
       “ฉันต้องการให้พี่เก็บข้าวของของพี่ออกไปจากห้องให้หมด เพราะฉันจะยุบเอาห้องพี่มารวมเป็นห้องฉัน...ฉันควรจะได้เป็นเจ้าของห้องใหญ่มานานแล้ว ถ้าคุณพ่อไม่เอาพี่มาเลี้ยงไว้”
      
       ในอดีต วัยเด็ก โลมฤทัยถือจดหมายเข้ามาในบ้านโวยวายใส่ลำเพา
       “คุณครูส่งจดหมายทวงค่าเทอมแล้ว คุณแม่ยังไม่จ่ายอีก พบอายเพื่อนทั้งห้องแล้ว!”
       “แม่จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายล่ะ ก็พ่อเราเอาเงินไปรักษายายเพื่อนหมด”
       ลำเพาหันไปมองรจนาไฉนที่นอนป่วย นพรัตน์คอยดูแลอยู่ไกลออกไป จึงไม่ได้ยินคำพูดระหว่างสองคนนี้
       “เพราะแกคนเดียว ฉันถึงต้องอายเค้า”
       “แม่เคยบอกลูกแล้วไง ว่านังนี่มันเป็นตัวซวย นังเด็กกำพร้าที่สร้างปัญหาให้เราไม่รู้จักจบสิ้น เราต้องหาทางเฉดหัวมันออกไปจากบ้าน!”
       โลมฤทัยมองรจนาไฉนที่นอนป่วยด้วยสายตาเกลียดชัง
      
       รจนาไฉนถึงกับอึ้งที่ได้ยินเรื่องให้เก็บข้าวของออกจากห้อง
       “พี่คงไม่ว่าฉันใจร้ายใจดำหรอกนะ ฉันก็แค่ทวงสิทธิ์อันชอบธรรมของฉัน ในเมื่อฉันเป็นลูกแท้ ๆ ของคุณพ่อคุณแม่ ฉันก็ควรได้เป็นเจ้าของทุกอย่าง”
       “ได้จ้ะ... พี่จะย้ายไปอยู่ที่เรือนคนใช้”
       โลมฤทัยตวาดใส่
       “ก็รีบไปสิ! หวังว่าฉันกลับเข้ามา ทุกอย่างจะเรียบร้อย”
       รจนาไฉนกล้ำกลืนฝืนทน ยอมรับสภาพที่เปลี่ยนไป
       “จ้ะ”
       โลมฤทัยเดินออกไป รจนาไฉนน้อมรับชะตากรรมของตัวเอง เธอหันไปเห็นลำเพายืนอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน ลำเพารับรู้เรื่องราวการคุยของทั้ง 2 คน
      
       บนโต๊ะอาหารกลางวัน ลำเพานั่งอยู่ รจนาไฉนยกอาหารมาเสิร์ฟให้
       “วันนี้เพื่อนทำข้าวต้มปลาที่คุณแม่ชอบค่ะ” .
       ลำเพารับมาแต่ไม่สนใจ รจนาไฉนยืนอยู่จนทำให้ลำเพาอึดอัดเล็กน้อย
       “เสร็จธุระแล้วก็รีบไปย้ายของออก อย่าให้น้องต้องโมโหอีก”
       “คุณแม่คะ...เพื่อนยอมทำทุกอย่างเพื่อความสุขของคุณแม่และน้องพบ เพื่อนขออะไรจากคุณแม่บ้างได้มั้ยคะ”
       ลำเพาโกรธขึ้นเสียงใส่
       “นี่แกคิดลำเลิกบุญคุณฉันเหรอ แค่ยอมแต่งงานแทนน้องมันลำบากมากรึไง ถึงจะมาทวงบุญคุณกับฉัน!”
       “เพื่อนไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยนะคะคุณแม่”
       “แล้วแกจะมาเรียกร้องหาสวรรค์วิมานอะไร”
       รจนาไฉนรีบนั่งลง...พยายามอธิบายความจริงก่อนที่ลำเพาจะเข้าใจผิด
       “เพื่อนแค่ขอความเมตตา จากคุณแม่” เธอยกมือไหว้ลำเพาแล้วร้องไห้ก่อนพูดต่อ
       “คุณแม่คะ รักเพื่อนบ้างได้มั้ยคะ”
       รจนาไฉนมองหน้าลำเพาที่รอคอยคำตอบ ลำเพายังคงหมั่นไส้และเกลียดชังรจนาไฉน
       “เลิกทำสำออยบีบน้ำตา แกไปย้ายออกจากห้องได้แล้ว ไป๊”
       ลำเพาไม่สนใจตอบ รจนาไฉนเสียใจลุกขึ้นออกไปทำตามคำสั่งของลำเพา ก่อนจะเดินออกไป ลำเพาพูดขึ้นมา
       “ฉันจะพยายามรักแก ถ้าแกทำตามคำสั่งของฉัน”
       รจนาไฉนหันมายิ้ม ถึงแม้ลำเพาจะไม่เปิดรับเธออย่างเต็มใจ แต่เธอเชื่อว่าสักวัน ความดีของเธอจะทำให้ลำเพารักเธอได้อย่างเต็มใจ
       “เพื่อนสัญญาค่ะ เพื่อนจะทำทุกอย่างเพื่อความสุขของคุณแม่”
       รจนาไฉนเดินออกไป ลำเพาเหยียดยิ้มขณะมองตาม แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
      
       “ไม่มีวันที่ฉันจะรักแกหรอก...นังเด็กกำพร้า”
ตอนที่ 2
      
       รจนาไฉนเดินเข้ามาภายในห้องนอน หยิบข้าวของลงใส่กล่อง เหลียวมองรอบๆ ห้องนอนด้วยความอาวรณ์ ก่อนจะเดินไปหยุดที่ริมหน้าต่าง จับผ้าม่านรูปปราสาทที่เธอปักเอง
      
       “ลาก่อนปราสาทแสนสวย ปราสาทแห่งนี้เหมาะสำหรับเจ้าหญิงเท่านั้น ไม่ใช่คนใช้อย่างฉัน”
       รจนาไฉนเดินไปที่ตุ๊กตากระต่ายตัวโปรดของเธอ
       “พี่กระต่าย ต่อไปนี้พี่กระต่ายต้องดูแลเพื่อนด้วยนะ เพื่อนไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้ ชีวิตเพื่อนจะเป็นอย่างไร คุณปัทม์คนนั้น เขาจะเป็นเจ้าชายแสนดี รักและทนุถนอมเพื่อนบ้างรึเปล่า”
       รจนาไฉนคิดถึงเรื่องการแต่งงานกับปัทม์ สาวใช้เข้ามาในห้อง
       “คุณเพื่อนคะ มีแขกมาพบค่ะ”
       รจนาไฉนแปลกใจว่าเป็นใคร
      
       ตอนกลางวันวันนั้น พ.ต.ท.ปวุฒิ ไตรพงษ์รัชตะ นั่งรออยู่ตรงมุมหนึ่งของบ้านวิชนี รจนาไฉนเดินเข้ามาในท่าทีไม่สะทกสะท้าน เธอเดินเข้ามา
       “คุณนี่พูดไม่รู้เรื่องจริงๆ”
       ปวุฒิเข้ามาจับมือรจนาไฉน
       “อย่าเพิ่งไล่ผมเลย ผมขอร้อง คุณเพื่อนบอกผมมาว่าเกิดอะไรขึ้น ผมไม่เชื่อว่าคุณจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ ในเวลาชั่วข้ามคืน”
       “ทุกอย่างจบแล้ว กลับไปซะเถอะค่ะ”
       ปวุฒิรวบตัวรจนาไฉนมากอดแน่น
       “ผมไม่กลับ มันต้องไม่จบแบบนี้ ผมรักคุณได้ยินมั้ย... ผมรักคุณ”
       รจนาไฉนเกือบใจอ่อน แต่กลั้นใจผลักปวุฒิออกไป
       “ฉันบอกให้กลับไป!”
       ปวุฒิยังดื้อดึงอยู่ ไม่ยอมไปง่ายๆ ปัทม์ ปัทมกุล โผล่เข้ามาพอดี
       “ร่ำลากันยังไม่เสร็จอีกเหรอ”
       รจนาไฉนและปวุฒิหันไปมองเห็นปัทม์แล้วตกใจ จำได้ว่าปัทม์คือคนที่เคยช่วยชีวิตปวุฒิไว้
       ปวุฒิ และ รจนาไฉนโพล่งขึ้นพร้อมกัน
       “คุณ”
       “คนที่ช่วยชีวิตคุณปวุฒิ” รจนาไฉนพูดขึ้น
       “ครับ ผมเอง”
       “ผมยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลย แต่เอ๊ะ... คุณมาที่บ้านวิชนีได้ยังไง”
       “เพราะผมคือ ปัทม์ ปัทมกุล ว่าที่สามีของลูกสาวบ้านวิชนี”
       ทั้งปวุฒิ และรจนาไฉนต่างตกใจ
       “เป็นไปได้ยังไง”
       “ผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อ ที่จู่ๆ ก็มีผู้หญิงลนลานอยากเป็นเมียผมจนตัวสั่น รึไง...รจนาไฉน”
       “พูดอะไรกรุณาให้เกียรติผู้หญิงด้วย” ปวุฒิว่า
       “เราควรจะให้เกียรติเฉพาะกับคนที่สมควรจะได้รับ ผู้หญิงคนนี้เลิกกับคุณก็เพราะเงิน... เห็นเงินเป็นพระเจ้า”
       ปัทม์เข้าไปรวบเอวรจนาไฉนเข้ามา กอดแน่น
       “จะทำอะไร ปล่อยนะ!”
       “หมดเวลาสร้างภาพแล้วน่า ยอมๆ ไป... เดี๋ยวจะจ่ายให้อย่างที่คาดไม่ถึง แล้วถ้าบริการดี ฉันจะทิปให้เป็นพิเศษด้วย”
       ปัทม์กระชากรจนาไฉนมากอดอย่างแรง ทำท่าเหมือนจะจูบ ลวนลาม
       “มันชักจะมากไปแล้ว”
       ปวุฒิดึงตัวปัทม์ออกมาจากรจนาไฉน แล้วต่อยปากปัทม์ เปรี้ยง! เธอเข้าไปห้าม
       “หยุดนะ! ปวุฒิ”
       “มันไม่ให้เกียรติผู้หญิงที่ผมรัก ต่อให้เป็นคนที่มีบุญคุณผมก็ต่อยมันได้ ขอโทษคุณเพื่อนเดี๋ยวนี้”
       “ได้...ขอโทษเหรอ ได้เลย”
       ปัทม์ยิ้มเยาะ ดึงตัวรจนาไฉนมาหอมแก้มอย่างท้าทาย
       “ว้าย”
       “ไอ้ปัทม์”
       ปวุฒิจะเข้าไปจะต่อยปัทม์อีก รจนาไฉนเข้าไปขวางแล้วตัดสินใจแกล้งเล่นละคร
       “หยุดนะ!”
       รจนาไฉนตบหน้าปวุฒิทันที ทั้งปวุฒิและปัทม์ต่างอึ้งไป
       “เลิกเพ้อเจ้อซะที กลับไปซะ...ต่อไปนี้คุณปัทม์คือเจ้าชายของฉัน ไม่ใช่คุณ”
       รจนาไฉนพูดด้วยน้ำเสียงกร้าว แต่แววตาเศร้าขัดใจตัวเองอย่างที่สุด เธอทำเป็นเข้าไปดูปากของปัทม์ที่ถูกต่อยจนมีเลือดซึม
       “เจ็บมั้ยคะ อุ๊ย...ปากแตกนี่คะ เดี๋ยวฉันหายามาใส่ให้นะคะ”
       รจนาไฉนหันไปพูดกับปวุฒิ
       “กลับไปได้แล้ว ถ้าไม่กลับ...ฉันจะแจ้งตำรวจในข้อหาบุกรุก !”
       ปวุฒิมองภาพเธออี๋อ๋อใส่แล้วเสียใจ ผิดหวัง ปวุฒิตัดใจเดินจากไป พอปวุฒิลับหลังไป รจนาไฉนหันมาเห็นว่า หน้าตัวเองอยู่ใกล้ชิดหน้าของปัทม์มาก ก็สะดุ้ง ผลักปัทม์ออกไป แล้วเดินหนี
      
       “อ้าวเดี๋ยวสิ ไหนบอกจะใส่ยาให้ไง”


  


       รจนาไฉนจะเดินกลับเข้าบ้าน เธอร้องไห้เสียใจที่ทำร้ายจิตใจปวุฒิ ปัทม์ทำเป็นล้อเลียนเสียงปวุฒิ
      
        “เดี๋ยวก่อนคุณเพื่อน คุณเพื่อนอย่าทิ้งผมไปนะครับ”
        ปัทม์วิ่งมาทัน ฉวยข้อมือของรจนาไฉนไว้ แล้วกระชากตัวเข้ามา ก็เห็นว่า รจนาไฉนกำลังร้องไห้
        “ร้องไห้”
        รจนาไฉนรีบปาดน้ำตาทิ้ง
        “เรื่องของฉัน”
        “คราวนี้จะมารยาอะไรอีก”
        “ฉันไม่ได้มารยา”
        “รึจะเรียกคะแนนสงสาร”
        “ฉันจะเรียกคะแนนสงสารจากคุณทำไม”
        “อ้าว... เธออาจจะอยากให้ฉันปลอบใจที่เมื่อกี้ต้องทำเป็นเล่นละครให้คนรักยอมตัดใจ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยากทำแบบนี้เลย”
        รจนาไฉนแปลกใจ
        “คุณรู้”
        “พอฉันปลอบใจเสร็จ เธอก็จะแกล้งทำเป็นหกล้มให้ขาแพลง เดินไม่ได้ ต้องให้ฉันอุ้ม จากนั้นเธอก็จะโอบคอฉัน ซบลงตรงไหล่ ใช้เสน่ห์ความเป็นผู้หญิงยั่วยวนให้ฉันลุ่มหลง ทุกอย่างสำหรับเธอมันจะได้ง่ายขึ้น”
        “ฉันไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่ ๆ”
        ปัทม์จ้องหน้าเธอ
        “จะคอยดู”
        รจนาไฉนไม่พอใจปัทม์ เดินหนีทันที แต่ไม่ทันระวัง สะดุด ล้มลง
        “โอ๊ย”
        ปัทม์ยืนดูเฉย
        “นั่นไง”
        รจนาไฉนเสียหน้าที่กลับกลายเป็นอย่างที่ปัทม์คาดเดา เธอจะรีบลุก
        “อย่าเพิ่งรีบลุกสิ ฉันยังไม่ได้เข้าไปประคองเลย”
        เธอไม่อยากเป็นไปอย่างที่ปัทม์เย้ย เธอรีบลุกขึ้น
        “เดี๋ยวก็ขาแพลง”
        รจนาไฉนขาแพลงล้มลงไปอีก
        “โอ๊ย”
        “ฮ่ะ ๆ”
        “ออกไปให้พ้นนะ”
        รจนาไฉนเข้ามาทุบตีไล่ปัทม์ ปัทม์จับมือไว้แล้วยิ้มยั่ว
        “เธอนี่ปั่นหัวผู้ชายเก่งจริง ๆ ไล่ยังไงฉันก็ไม่ไป ช่วยใส่ยาให้ว่าที่สามีหน่อยสิ”
        ปัทม์ยื่นหน้ามาใกล้รจนาไฉน เธอผลักหน้าออก
        “ ไปให้พ้น หยาบคายที่สุด!”
        “แน่ใจแล้วเหรอที่จะไล่ฉันน่ะ เวลานี้ฉันเป็นคนสำคัญที่สุด...สำหรับคนในตระกูลวิชนีนะ”
        รจนาไฉนแปลกใจว่า ปัทม์มาทำอะไร ต้องการอะไร
      
        ในเวลาต่อมา... ลำเพายิ้มกว้างเชื้อเชิญให้ปัทม์นั่งที่โถงบ้านวิชนี นพรัตน์ยังดูเหนื่อยอ่อนมานั่ง
        “นั่งค่ะนั่งเลยค่ะ ตามสบายนะคะลูกปัทม์”
        “ผมมีแม่คนเดียว”
        ลำเพาผงะ นพรัตน์แอบอมยิ้ม ลำเพาถลึงตาเข้าใส่
        “คุณปัทม์มีธุระสำคัญอะไรเหรอคับ ถึงลงมาหาที่นี่”
        “เงียบ ๆ น่า ฉันจัดการเอง”
        รจนาไฉนเดินกะเผลกเข้ามา
        “มาแล้วเหรอรจนาไฉน ต๊าย เป็นอะไรไปลูก”
        “เอ่อ....หนูมัวแต่วิ่งหนีพวกหนูสกปรกในสวนน่ะค่ะ เลยล้ม”
        รจนาไฉนพูดพลางปรายตาไปทางปัทม์ เขาสะดุ้งที่ถูกเธอพูดกระทบใส่
        “มารู้จักคุณปัทม์ ว่าที่เจ้าบ่าวของลูกสิคะ”
        รจนาไฉนยิ้มเย็นชาให้
        “ลูกเพื่อน... ทำไมทำกริยาอย่างนั้นล่ะคะ ไม่น่ารักเลย”
        ปัทม์ยิ้มเยาะ
        “ไม่เป็นไรครับ เราเจอกันแล้ว เมื่อกี้คุณรจนาไฉนอยู่กับหนูสกปรกจน ๆ ผมเป็นคนไล่หนูสกปรกน่ารำคาญตัวนั้นออกไปเอง”
        รจนาไฉนถลึงตามองปัทม์ด้วยความโกรธ ที่เปรียบปวุฒิเป็นหนูสกปรก เขายิ้มสะใจที่เอาคืนได้
        “คุณโลมฤทัยล่ะครับ คุณอามีลูกสาวสองคนไม่ใช่เหรอ”
        “อุ๊ย รู้ได้ไงคะ อายังไม่เคยเล่าให้ฟังเลย”
        “ผมรู้มากกว่านั้นอีก”
        ลำเพาชักนั่งไม่ติด
        “เอ่อ..ลูกโลมฤทัยออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว” นพรัตน์บอก
        “ช่างเขาเถอะครับ เพราะผมไม่ได้แต่งกับคุณโลมฤทัย ใช่มั้ยครับ”
        ปัทม์มองลำเพาที่รีบเปลี่ยนเรื่องทันที
        “ใช่ค่ะ...คุณปัทม์แต่งงานกับลูกสาวคนโตของอา รจนาไฉนคนนี้ไงจ๊ะ คุณปัทม์มาคุยเรื่องแต่งงาน ไม่ชวนคุณเปรมมาคุยด้วยล่ะคะ”
        “ผมเป็นคนแต่ง ไม่ใช่คุณแม่ คุยได้มั้ยครับ”
        “ได้ค่ะได้ งั้นก่อนอื่นเลย เราต้องหาฤกษ์”
        “แต่งพรุ่งนี้” ปัทม์บอก
        ลำเพา นพรัตน์ รจนาไฉนมีสีหน้าแปลกใจขึ้นมาทันที
        “ผมรีบ ถ้าไม่ได้ ก็ไม่แต่ง”
        ลำเพารีบตอบ
        “ได้ค่ะได้”
        ลำเพาแอบปาดเหงื่อ นพรัตน์ไม่พอใจที่ปัทม์ไม่ให้เกียรติ
        “คุณรจนาไฉนคงไม่ขัดข้องนะครับ เพราะดูท่าทางอยากจะแต่งวันนี้เสียด้วยซ้ำ”
      
        รจนาไฉนนึกเกลียดจอมเผด็จการอย่างปัทม์ เขายิ้มเยาะ สะใจ


  


       บรรยากาศในงานแต่งงานของบ้านวิชนีของเช้าวันถัดมา แขกผู้ใหญ่เข้ามาในบ้าน ลำเพาและโลมฤทัยยืนต้อนรับอยู่ มีแขกอยู่แล้วบ้างในห้องเป็นบางส่วน
      
        “ขอบคุณที่มาร่วมเป็นเกียรตินะค้า คุณพี่”
        แขกคนที่ 1ถาม
        “ทำไมมันปุบปับยังงี้ล่ะคะคุณลำเพา”
        “เพิ่งได้ฤกษ์มาเมื่อวาน พระอาจารย์บอกว่า ฤกษ์ที่ดีสุดคือวันนี้นะค่ะ”
        แขกคนที่ 2 ถาม
        “แล้วทำไมเจ้าบ่าวไม่ใช่คุณปวุฒิ เห็นคบมากันตั้งนาน”
        ลำเพาเริ่มปาดเหงื่ออึกอัก … “เอ่อ”
        โลมฤทัยปราดเข้ามาตอบแทน ไม่อยากให้ใครอ้างอิงถึงปวุฒิ
        “คุณปวุฒิแค่เพื่อนสนิทค่ะ พี่เพื่อนเค้าไม่ชอบคนในเครื่องแบบหรอกค่ะ เค้าชอบพวกเศรษฐีภูธร อยากไปใช้ชิวิตบ้านไร่ปลายดอย”
        “พิธีใกล้เริ่มแล้ว เข้าไปข้างในก่อนนะคะ ลูกพบพาคุณลุงคุณป้าไปเร็ว” ลำเพาบอก
        “เชิญทางนี้ค่ะ”
      
        ภายในห้องนอน รจนาไฉนก้าวไปยืนที่หน้ากระจกในชุดไทย ดูหวานซึ้ง แต่นัยน์ตาโศก นพรัตน์ก้าวเข้ามายืนข้างๆ
        “แน่ใจนะว่าอยากทำแบบนี้”
        “ค่ะ”
        “ขอบใจนะลูก ขอบใจจริง ๆ”
        นพรัตน์โอบกอดรจนาไฉน
        รจนาไฉนน้ำตาร่วง นพรัตน์ค่อยๆเช็ดน้ำตาให้ นพรัตน์รู้สึกผิด
        “บ้านวิชนีของเราเป็นหนี้บุญคุณลูกมากเหลือเกิน”
        “ไม่ค่ะ... เพื่อนต่างหากที่ต้องตอบแทนบุญคุณให้กับบ้านวิชนี เพื่อนเต็มใจแต่งงานค่ะ”
        “อดทนนะลูก พ่อเชื่อว่าความดีของลูกจะทำให้คุณปัทม์เห็นว่า ลูกไม่ใช่ก้อนกรวดก้อนหินที่ไร้ค่า รจนาไฉนเป็นเพชรเม็ดงาม ที่ควรค่าแก่การครอบครอง”
        “ค่ะคุณพ่อ เพื่อนจะอดทน”
      
        มุมหนึ่งหน้าบ้านวิชนี ลำเพายืนรอหน้าบ้านด้วยความร้อนใจเพราะเลยเวลานัดหมาย
        “ทำไมป่านนี้ยังไม่มาอีก แขกเหรื่อมารอกันเต็มบ้านแล้ว”
        “รึว่า..พ่อเลี้ยงหน้าดำยังกะใบชาตากแห้ง จะแกล้งให้เรารอเก้อคะแม่” โลมฤทัยว่า
        “ขืนทำแบบนั้น...แม่จะขึ้นไปฉีกอกคุณเปรมถึงที่บ้านเลย”
        รถเบนซ์หรูวิ่งเข้ามา ลำเพาดีใจคิดว่า ปัทม์มาแล้ว
        “มาแล้ว ๆ ลูกพบรอรับคุณปัทม์ตรงนี้นะจ๊ะ เดี๋ยวแม่เข้าไปบอกข้างในให้เตรียมพิธี...”
        ลำเพารีบเดินเข้าไป โลมฤทัยถอนใจอย่างเซ็ง ผู้ชายใส่สูทอย่างดี รองเท้าขัดมันวาววับก้าวลงจากรถ แต่ไม่ใช่ปัทม์ หากแต่เป็นชิ เลขาคนสนิท ที่ใบหน้ายิ้มแฉ่ง โลมฤทัยรีบปั้นหน้าเข้าไปสวัสดี
        “มาช้าจังนะคะ กว่าจะปีนเขาลงดอยมาได้ คงลำบากน่าดู”
        ชิจะเข้าไปประคองโลมฤทัย
        “มาช้าแต่ก็ดีกว่าไม่มานะจ๊ะ แหม...วันนี้ส๊วยสวย ห๊อมหอม”
        ชิยื่นหน้าเข้ามาเหมือนจะกอดหอม โลมฤทัยผลักชิกระเด็น
        “อย่ามารุ่มร่าม เจ้าสาวคุณอยู่ข้างในไม่ใช่ฉัน”
        “ก็รักพี่เสียดายน้องอ่ะ ขอรวบสองเลยได้มั้ย”
        “ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นนะ”
        ลำเพาเดินเข้ามาอีก
        “ทำอะไรกันอยู่คะ ทำไมยังไม่เข้าไปอีก อ้าว... ไหนล่ะคุณปัทม์”
        ชิยิ้มทำหน้ามึน
        “ก็นี่ไงคะ คุณปัทม์ !” โลมฤทัยบอก
        “นี่ไม่ใช่คุณปัทม์!”
        โลมฤทัยตกใจ
        “ไม่ใช่คุณปัทม์ แล้วแกเป็นใคร”
        “ขี้ข้าครับ”
        โลมฤทัยตกใจ
        “ขี้ข้า!!! แอร๊ย...”
        “อย่ากรี๊ดลูก วันนี้งานมงคล”
        ลำเพาเริ่มเพ้อ
        “ดูซิ... ขนาดขี้ข้านำขบวนยังแต่งหรู แล้วรถเจ้าบ่าวจะยิ่งใหญ่มหึมาขนาดไหน”
        รถกระบะของปัทม์วิ่งเข้ามา มีคนงานสองคนนั่งบนกระบะท้าย พร้อมถุงก๋วยอัดของแน่นสามถุง ลำเพาและโลมฤทัยหน้าเสีย
        รถจอดสนิท ประตูเปิดออก...
        “เจ้านายผมมาแล้วครับ”
        ลำเพาและโลมฤทัยกลืนน้ำลายเอื้อก
        ปัทม์ก้าวลงมาจากรถด้วยมาดและท่าทางเหมือนนักเลงพ่อเลี้ยงภูธร ยืนมองลำเพาและโลมฤทัยอย่างไม่แคร์สายตาใด ๆ
      
        ปัทม์เข้ามาในโถงบ้าน พร้อมชิและคนงานที่แบกถุงก๋วย แขกเหรื่อพากันแหวกทางให้เดินเข้ามา บางคนตกใจคิดว่าโจร ลำเพาและโลมฤทัยตามเข้ามา รจนาไฉนและนพรัตน์ตกใจ ไม่คิดว่าปัทม์จะมาในสภาพนี้
        แขกคนที่ 1พูดขึ้นกลางวง
        “ใครก็ได้โทรตามตำรวจเร็ว!! โจรปล้น”
        แขกเหรื่อพากันอลหม่าน ส่งเสียงกรี๊ดโวยวาย
        “ทุก ๆ ท่านไม่ต้องตกใจนะคะ เจ้าบ่าวค่ะ... เจ้าบ่าว” ลำเพารีบทำความเข้าใจกับแขก ทุกคนชะงัก
        “คือ... ผ้าขี้ริ้วห่อทองค่ะ แล้วก็เป็นคนติดดิน ไม่ชอบฟุ้งเฟ้อ”
      
        แขกพากันโล่งใจไปตามๆกัน


  


       รจนาไฉนไม่พอใจนักที่ปัทม์ดูถูก ไม่ให้เกียรติ
      
       “จะทำอะไรก็ทำ ผมรีบ!”
       “เรามาเริ่มพิธีกันเลยนะคะ เริ่มแรก...วางสินสอดทองหมั้นเลยค่ะ”
       ลำเพารีบไปนั่งคู่กับนพรัตน์ รจนาไฉนลงนั่งพับเพียบ ปัทม์พยักหน้าให้กับคนงาน
       คนงานเอาถุงก๋วยมาวางไว้ตรงกลางโถง
       “ต๊าย มาเป็นกระสอบเลยเหรอคะ คงจะใส่เงินสดหลายล้าน ทองหลายกิโล”
       ปัทม์จัดการเทถุงก๋วยด้วยตัวเองทีละถุง ใบชาร่วงออกมากองเต็มพื้นห้องโถง ทุกคนตกใจ ต่างสงสัยระคนกัน โดยเฉพาะลำเพา ทุกคนร้องเป็นเสียงเดียว “ใบชา !”
       “นี่เป็นสินสอดทองหมั้นสำหรับเจ้าสาว”
       “อะไรกันจ๊ะเนี่ย อ๋อ.. เอาใบชามาเป็นสัญลักษณ์”
       ลำเพาหันไปอธิบายกับแขกเพราะกลัวเสียหน้า
       “เอ้อ..คือเจ้าบ่าวเป็นเจ้าของไร่ชาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เดี๋ยวคุณปัทม์ก็จะเอาทองคำ แหวนเพชร ออกมากอง..ใช่มั้ยคะ”
       “ไม่ใช่”
       ลำเพาอึ้งไปทันที รจนาไฉนจ้องมองตาว่าที่เจ้าบ่าว เขามีสีหน้าปัทม์จริงจัง
       “สำหรับผม... ใบชา มีค่ามากกว่าแก้วแหวนเงินทอง เพราะมันเป็นผลิตผลที่ชุบเลี้ยงชีวิตผมและชาวดอยให้เจริญรุ่งเรืองมาได้ทุกวันนี้.. ถ้าไม่ยอมรับสินสอดของผมก็ถือว่าปฏิเสธการแต่งงาน !”
       ปัทม์ปรายตามองรจนาไฉนที่สบตาด้วยความโกรธ ทลำเพาอารมณ์โกรธพุ่งทันที แขกเหรื่อภายในงานเริ่มเมาท์ เธอปั้นหน้ายิ้มเก็ยอาการ
       “แม่เข้าใจค่ะ แล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ว่า...เราไปคุยกันเป็นการส่วนตัวหน่อยมั้ยคะ”
       “จะปลีกตัวไปคุยทำไมแค่สองคน คุณอาเชิญทุกคนมาเป็นสักขีพยานไม่ใช่เหรอ คุยซะตรงนี้เลยดีกว่า”
       “เอ้อ... คือ คุยก็คุยจ้ะ คือว่า ที่นี่ก็มีธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันมาเหมือนกัน คือ ต้องมีเงินสดมาวางให้พ่อแม่ฝ่ายหญิง ถือว่าให้ค่าเลี้ยงดู”
       “เท่าไหร่” ปัทม์ถาม
       “ว้าย เกรงใจจัง ให้บอกเลยเหรอจ๊ะ”
       “ผมขอร้องนะคุณปัทม์ เราค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลังได้มั้ย” นพรัตน์บอก
       “หรือจะไม่เอา”
       ลำเพารีบบอก
       “สิบล้าน”
       ทุกคนครางฮือ ซุบซิบกันไป นพรัตน์อายมาก รจนาไฉนก้มหน้านิ่ง ปัทม์ยิ่งสะใจ
       “ผมไม่มี” ปัทม์บอก
       ทุกคนครางฮืออีก
       “จะผิดสัญญากันรึไง” ลำเพาถาม
       นพรัตน์กระซิบบอกเมียด้วยความอาย
       “คุณลำเพา ลูกเราไม่ใช่สินค้าจะมาต่อรองราคากันแบบนี้”
       “เฉยน่า ฉันจัดการเอง”
       “เดี๋ยวจะหาว่าผมให้ค่าน้ำนมคุณน้อยเกินไป เดือนละแสน โอนเข้าบัญชี แต่ต้องทำงานในไร่เหมือนคนงานอื่น ๆ ลาป่วยได้ปีละ 30 วัน ลากิจ 7 วัน ลาคลอด 3 เดือน”
       ปัทม์ยิ้มเย้ยไปทางรจนาไฉน
       “ฮึ ๆ แต่คิดว่าคงไม่ได้ใช้สิทธิ์ลาคลอดหรอก เพราะผู้หญิงคนนี้เป็นได้แค่คนงานทดลองงาน !”
       รจนาไฉนมองปัทม์ด้วยแววตาไม่พอใจ แต่ไม่ออกอาการมากนัก
       “ให้ทดลองงานเป็นภรรยา 3 เดือน ถ้าหนีกลับ ถือว่าสัญญาทุกอย่างที่พ่อผมให้ไว้กับตระกูลวิชนีเป็นโมฆะ ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น”
       ปัทม์พยักหน้าให้ชิ ชิหยิบเอกสารที่หนีบมาด้วย ดึงออกมาส่งให้ ลำเพารีบคว้ามาอ่านดู
       “เซ็นรับทราบซะ ในสัญญาระบุรายละเอียดทุกอย่าง”
       ลำเพากำกระดาษแน่น จะไม่ยอมเซ็น รจนาไฉนตัดสินใจคว้ากระดาษสัญญามา
       “ฉันจะเซ็น”
       ปัทม์ยิ้มเยาะ ชิยื่นปากกาให้ รจนาไฉนรับปากกามาเซ็นลงไปทันที โลมฤทัยยิ้มสะใจในชะตากรรมของรจนาไฉน นพรัตน์ลูกสาว ในขณะที่แขกเหรื่อซุบซิบจับกลุ่มเมาท์ไม่เลิก
       รจนาไฉนเซ็นเสร็จ ส่งกระดาษคืนให้ ปัทม์คว้ามาดูอย่างพึงพอใจ
       “ต้องทำอะไรอีกรึเปล่า...ถ้าไม่มีผมจะได้กลับ”
      
       รจนาไฉน นั่งอยู่ที่เก้าอี้รดน้ำ ปัทม์หันมายิ้มเย้ย รจนาไฉนไม่พอใจและเบือนหน้าหนี แต่จำต้องยิ้มรับแขก ทำหน้าที่ของเธอให้ดีที่สุด ชิยืนเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว โลมฤทัยยืนเป็นเพื่อนเจ้าสาว โลมฤทัยรังเกียจชิมากจนออกนอกหน้า
       นพรัตน์เข้ามารดน้ำให้ปัทม์และรจนาไฉน ปัทม์ไม่แม้แต่จะมองหน้านพรัตน์
       “ช่วยดูแลลูกสาวผมด้วยนะคุณปัทม์”
       ปัทม์ไม่ตอบ นพรัตน์เดินมารดน้ำให้รจนาไฉน พูดคุยกันส่วนตัว...
       “พ่อขออวยพรให้ลูกพบแต่ความสุข แต่ขอให้จำไว้ วันไหนที่ลูกทนไม่ไหวให้โทรหาพ่อ พ่อจะเป็นคนไปรับลูกกลับมาเอง”
       รจนาไฉนซาบซึ้งใจ
       “ขอบคุณค่ะคุณพ่อ”
       ลำเพาเข้ามารดน้ำสังข์ต่อ แต่ยังมีอาการโกรธไม่หาย มาถึงก็รดๆๆ ไม่อวยพรใดๆ แล้วก็สะบัดหน้าออกไป รจนาไฉนไหว้ลำเพา แต่ปัทม์ยังนิ่งเฉย ไม่ไหว้ตอบ รจนาไฉนหันมองปัทม์อย่างไม่พอใจ
       รจนาไฉนพูดกับปัทม์เบาๆ
       “มีมารยาทหน่อยได้มั้ย”
       “ไม่จำเป็น”
       รจนาไฉนพูดอะไรต่อไม่ได้ เพราะแขกผู้ใหญ่มารดน้ำต่อ ทั้งสองคนยังก้มหน้านิ่ง จนมีมือหนึ่งมารดน้ำอวยพรให้ทั้งคู่
       “คุณเพื่อนครับ”
       คู่บ่าวสาวตกใจ รีบเงยหน้าขึ้น ปวุฒิกำลังรดน้ำสังข์ให้รจนาไฉนอยู่
       “คุณปวุฒิ”
       “ผมมาอวยพร ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ทำให้คุณต้องแต่งงาน แต่ผมจะไม่ยอมเสียคุณไป ผมจะไปทวงเจ้าหญิงของผมคืน”
       “อยากกินของเหลือเดนก็เอาสิ” ปัทม์บอก
       “นายมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย !”
       ปัทม์โมโหกระชากมงคล ลุกขึ้นผลักอกปวุฒิ
       “แล้วไอ้คนที่มาบอกผัวว่ากำลังจะแย่งเมียไปเนี่ย มันลูกผู้ชายรึไงวะ!”
       แขกเหรื่อกรี๊ด รจนาไฉนตกใจ ชิวิ่งเข้ามาตะครุบปัทม์ไว้ได้ก่อนที่ปัทม์จะมีเรื่องมากกว่านี้ โลมฤทัยเข้ามากันปวุฒิไว้..
       “ใจเย็น ๆ ค่ะคุณปวุฒิ”
       “นายครับ อย่าครับ...กำลังอยู่ในพิธีนะครับ” ชิบอก
       “งั้นก็ไม่ต้องทำพิธี เข้าหอเลย” ปัทม์บอก
       ทุกคนครางฮือ
       “ตอนนี้เนี่ยนะ”
       “บอกแล้วไงว่ารีบ ! อยากมีเมียเร็ว ๆ”
       ปัทม์ดึงข้อมือรจนาไฉนเข้าไปข้างใน
       ลำเพาวิงเวียน
       “ปี้ป่นหมดแล้ว หน้าตาเกียรติยศฉัน ลูกพบ แม่จะเป็นลม”
       “คุณแม่”
       ชิจะเข้าไปช่วย โลมฤทัยผลักชิออกไป
       “คุณแม่”
       “ไม่ต้องยุ่งไอ้ขี้ข้า ไป๊!”
       นพรัตน์ได้แต่นิ่งเงียบ เครียด
      
       ปวุฒิยืนอึ้ง มองปัทม์ฉุดกระชากรจนาไฉนเข้าไปข้างในด้วยความปวดร้าว

       รจนาไฉนนั่งนิ่งที่อยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ภายในห้องนอน
      
       “กำลังคิดหาวิธีหนีเจ้าบ่าวป่าเถื่อนคนนี้รึไง” ปัทม์ถาม
       “ถ้าฉันทำอย่างนั้นได้ก็คงจะดี เพราะฉันไม่แน่ใจว่าเข้าพิธีแต่งงาน หรือเพิ่งลงนรกมาเจอซาตาน”
       “ทำไม...ฉันมันโหดเหี้ยมกว่าชู้รักของเธอมากนักเหรอ”
       “อย่าเอาเขามาเกี่ยวกับเรื่องนี้...แล้วก็กรุณาจำไว้ด้วย คุณใช้เงินซื้อตัวฉันได้ แต่คุณซื้อหัวใจฉันไม่ได้”
       ปัทม์หัวเราะ
       “เธอคงอ่านนิยายมากไป คิดว่าตัวเองเป็นนางเอกนิยาย”
       รจนาไฉนนั่งนิ่งไม่ตอบโต้ มองปัทม์ด้วยสายตาหวาด ๆ
       “ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันไม่เคยนึกพิศวาสเธอเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าเธอรู้ว่าใครเป็นขยะ เธอจะอยากยุ่งเกี่ยวด้วยเหรอ”
       ปัทม์เดินไปหยิบเสื้อผ้าในตู้ เอาชุดลำลองออกมาโยนใส่เธอ
       “ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ฉันจะกลับไร่ชา”
       “กลับไร่ชา”
       “เดี๋ยวนี้ !”
       “ตอนนี้เลยเหรอ”
       “ใช่”
       “แต่ฉันเหนื่อย ต้องการพักผ่อน”
       “ฉันรีบ...และจะไม่ยอมเสียเวลาเพราะขยะมากไปกว่านี้ งานของฉันมีค่ากว่าตัวเธอร้อยเท่าพันเท่า”
       รจนาไฉนหันควับมาจ้องมองปัทม์
       “ถ้าไม่เปลี่ยนชุด ฉันจะเปลี่ยนให้”
       ปัทม์จะเข้ามาจับตัว รจนาไฉนสะบัดมือปัทม์ออก
       “ไม่ต้อง !”
       “ดี...ไม่ต้องให้ใช้กำลัง ฉันไม่อยากแตะต้องตัวเธอนักหรอก รู้มั้ยว่ามันน่าขยะแขยงมากแค่ไหน”
       รจนาไฉนมองปัทม์อย่างไม่พอใจที่ปัทม์ทำร้ายจิตใจเธอได้ตลอดเวลา เธอยืนมองปัทม์นิ่ง
       “มองอะไร!”
       “ถ้ารีบ...ก็อย่าขวางทางฉัน”
       ปัทม์หันไปมอง เพิ่งรู้ว่ายืนขวางทางเข้าห้องน้ำ เขารู้สึกเสียหน้า รีบถอยออก รจนาไฉนจะเดินไปที่ห้องน้ำ
       “ฉันให้เวลาห้านาที”
       ปัทม์หงุดหงิดถอดชุดเจ้าบ่าวด้วยความโกรธ นาฬิกาบอกเวลาประมาณ 12.00 น.ปัทม์ยิ่งรีบ ยิ่งถอดออกชุดเจ้าบ่าวด้วยความลำบาก พาลทำให้หัวเสียหนักกว่าเดิม
      
       รจนาไฉนยืนนิ่งอยู่ในห้องน้ำ นึกหาวิธีเอาคืนปัทม์ เธอเดินไปเปิดน้ำฝักบัวให้ไหลทิ้ง แล้วหยิบนิตยสารผู้หญิงที่วางอยู่ด้านหนึ่งมานั่งอ่านเล่นฆ่าเวลาในห้องน้ำซะอย่างนั้น
      
       ภายในห้องนอนรจนาไฉน ปัทม์เดินไปเดินมารออยู่ด้วยความใจร้อน เขาหันไปดูนาฬิกาอยู่ตลอดเวลา
       “เร็ว ! ฉันบอกเธอแล้วนะว่าให้เวลาแค่ห้านาที”
       ปัทม์เดินมาเคาะประตูห้องน้ำ แต่ได้ยินแต่เสียงน้ำฝักบัวไหล รจนาไฉนไม่ตอบ
       ภายในห้องน้ำ รจนาไฉนยังอยู่ในชุดเดิม อ่านหนังสือไม่รู้ไม่ชี้ เพื่อแกล้งปัทม์
       ปัทม์ที่ทั้งยืน-เดิน-นั่ง อยู่ในแต่ละมุม ผ่านเวลาเป็นชั่วโมง หลายชั่วโมง ทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องนั่งอยู่รออยู่ที่มุมหนึ่ง
       “เสร็จรึยัง !”
       ไม่มีเสียงตอบ ปัทม์ตะโกนเสียงดัง
       “ออกมาได้แล้ว คิดจะถ่วงเวลาไม่มีประโยชน์หรอก ถ้าไม่ออกมา ฉันจะพังประตูเข้าไปลากเธอออกมา!”
       ปัทม์โกรธจัด เดินตรงไปที่ประตู จะพังเข้าไป แต่แล้วประตูเปิดออก ปัทม์แปลกใจที่เห็นรจนาไฉนอยู่ในชุดนอนสีเหลืองสด
       “ใส่ชุดอะไร”
       “คุณตาบอดเหรอ ก็เห็นอยู่ว่าฉันใส่ชุดนอน”
       “หูแตกหรือสมองเสื่อม ฉันบอกว่าจะต้องเดินทาง”
       รจนาไฉนไม่ตอบ เดินตรงมาที่เตียงนอน
       “คุณบอกว่าจะเดินทาง แต่ฉันบอกว่าเหนื่อยต้องการพัก เรามีเป้าหมายต่างกันย่อมใส่เสื้อผ้าไม่เหมือนกัน ใครใคร่เดินทางก็เดินทาง ใครใคร่นอนก็นอน”
       รจนาไฉนดึงผ่าห่มมาคลุมร่าง พร้อมนอน
       “เธอกล้าลองดีกับฉัน”
       “ฉันคิดว่าคนมีชาติตระกูลอย่างคุณ...คงได้รับการสั่งสอนเรื่องมารยาท ไม่ควรส่งเสียงดังขณะผู้อื่นนอนหลับ”
       รจนาไฉนหยิบผ้าปิดตามาสวมปิดตา นอนลง
       “อยากลองของกับฉัน...ก็ได้”
       ปัทม์พุ่งตรงเข้ามาอุ้มรจนาไฉนทันที เธอดิ้น...
       “นายทำบ้าอะไร”
       ปัทม์จับรจนาไฉนแบกขึ้นบ่า แล้วเดินออกไป
      
       ปัทม์แบกรจนาไฉนขึ้นบ่าออกมาจากภายในบ้าน จนมาที่หน้าบ้าน เธอดิ้นเร่าๆอยู่บนบ่านั้น
       “ปล่อยฉันนะ ช่วยด้วย คุณพ่อช่วยเพื่อนด้วยค่ะ”
       “แหกปากร้องก็ไม่มีประโยชน์หรอก ไม่มีใครอยู่สักคน..คงออกไปฉลองดีใจที่ได้ลูกเขยรวย”
       “นายจะพาฉันไปไหน”
       ปัทม์ไม่ตอบ เขาโยนรจนาไฉนลงที่ท้ายรถกระบะ..
       “ว้าย”
       ปัทม์เปิดประตูรถ สตาร์ทเครื่อง รจนาไฉนเจ็บตัว..พยายามลุกขึ้น และจะลงจากท้ายรถ ปัทม์ขับรถออกตัวไปอย่างแรงรจนาไฉนเสียหลักเซล้มลงอีกครั้ง
       “ว้าย”
      
       ปัทม์ขับรถด้วยความสะใจที่ได้จัดการกับรจนาไฉน เธอพยายามลุกขึ้นยืน เกาะหลังคารถ
       “จอดเดี๋ยวนี้นะ ฉันบอกให้จอด”
       ปัทม์ยิ้มเย้ย เร่งเครื่องแรงกว่าเดิม รจนาไฉนตกใจ โกรธและกลัวตกรถ เธอทุบหลังคารถ
       “จอดเดี๋ยวนี้นะ ฉันจะลง”
      
       ปัทม์ขับรถต่อไป ไม่สนใจ


  


       รจนาไฉนเธอหันไปตะโกนทางด้านประตูคนขับ ที่เปิดกระจกไว้
      
       “จอดรถ ถ้านายไม่จอด ฉันจะกระโดดลงไป!”
       “เอาสิ...กระโดดลงไปเลย”
       ปัทม์เร่งเครื่องแรงกว่าเดิม เธอแทบเซล้ม รีบยึดเกาะไว้ เขายิ้มเย้ยรู้ดีว่า คนอย่างเธอไม่กล้ากระโดดลงไป เธอไม่รู้ว่าปัทม์จะพาไปไหน ทำอะไร รจนาไฉนคิดและตัดสินใจมองไปยังท้ายรถ มองสองข้างทาง
       ปัทม์ขับรถและหันไปมองกระจกข้าง เห็นรจนาไฉนเตรียมจะกระโดดลงไป เขาตกใจรีบเบรกรถทันที
       “ยายบ้าเอ๊ย”
      
       รจนาไฉนนอนนิ่งอยู่ที่ข้างที่กองขยะ ซึ่งมีกล่องกระดาษรองรับแรงกระแทกอยู่พอดี ปัทม์วิ่งเข้ามาด้วยความเป็นห่วง สีหน้าห่วงจริงจัง
       “เธอ เธอเป็นยังไงบ้าง”
       ปัทม์พลิกตัวรจนาไฉนมาดูอาการ แต่เธอกลับต่อยหมัดเข้าเต็มหน้าปัทม์ เปรี้ยง!
       “โอ๊ย”
       รจนาไฉนรีบลุกขึ้นและวิ่งหนีไปทันที
       “คนป่าเถื่อนอย่างนายต้องเจอแบบนี้”
       รจนาไฉนถีบซ้ำ ปัทม์คว้าเท้าไว้ ทำให้เธอเซล้มลง
       “ว้าย!”
       “ยายตัวแสบ หนีฉันไม่รอดหรอก”
       ปัทม์เข้ามาจับตัวรจนาไฉนที่ดิ้นอย่างเต็มที่ แต่สู้แรงปัทม์ไม่ได้ เธอกัดมือจนเขาปล่อยมือ
       “โอ้ย... ยายหมาบ้า”
       “สมน้ำหน้า”
       รจนาไฉนวิ่งหนีไป ปัทม์รีบลุกขึ้นไล่ตามทันที
      
       รจนาไฉนวิ่งหนีมาบนนถนนอีกมุมหนึ่ง ปัทม์วิ่งเข้ามาใกล้ เธอร้องตะโกนเรียกคนให้ช่วย
       “ช่วยด้วยค่ะ โจรโรคจิตจะข่มขืนฉัน ช่วยด้วย”
       ปัทม์วิ่งเข้ามาแล้วเอามือปิดปากไว้
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะ ขึ้นรถ”
       ปัทม์จับตัวรจนาไฉนจะพาไปที่รถ แต่ชาวบ้าน 2-3 คนเข้ามาขวางไว้
       ชาวบ้าน1บอก
       “เฮ่ย..ทำอะไรผู้หญิง”
       รจนาไฉนดีใจ รีบผลักปัทม์ออก แต่ปัทม์จับตัวแล้วปิดปากอีก ปัทม์ยิ้มแย้มกลบเกลื่อน
       “ไม่มีอะไร เรื่องของผัวเมียปรับความเข้าใจกันครับ”
       ชาวบ้านคนเดิมบอก
       “เป็นผัวก็ทำร้ายเมียไม่ได้ มันผิดกฎหมาย”
       ชาวบ้าน2สนับสนุน
       “ใช่... อย่างนี้ต้องฟ้องมูลนิธิคุณหญิง”
       รจนาไฉนพยักหน้าดีใจที่พวกชาวบ้านจะช่วย
       “ใครบอกผมทำรุนแรงกับเมีย คุณไม่เห็นเหรอว่าเมียผมใส่ชุดนอน คือว่าเมียผม อยากเปลี่ยนบรรยากาศนะครับ” ปัทม์พูดอมยิ้ม ทำท่ากรุ้มกริ่ม
       รจนาไฉนตกใจ...รีบเอามือปัทม์ออก
       “อย่าไปเชื่อ เขาจะ...”
       รจนาไฉนพูดไม่ทันจบ ปัทม์คว้าตัวรจนาไฉนมาจูบทันที เธออึ้ง...ทำอะไรไม่ได้เพราะเขากอดไว้แน่น
       ชาวบ้าน2 ร้อง พลางมองหน้ารจนาไฉน
       “ว้าย..บัดสี!! หน้าตาก็ดี ไม่น่าเป็นพวกชอบโชว์”
       ชาวบ้านไม่พอใจต่างเดินหนีไป รจนาไฉนอยากบอกความจริง แต่ปัทม์ยิ้มสะใจ กอดไว้แน่น เธออายที่โดนจูบรีบเอามือเช็ดปากตัวเองเป็นพัลวัน พลางตี ๆ ๆ ใส่ปัทม์
       “เธอไม่รอดแน่”
       รจนาไฉนถูกจับมัดมือไว้ด้านหลังแล้วถูกปัทม์โยนขึ้นรถ เขารีบวิ่งมานั่งตำแหน่งคนขับ ขณะที่เธอ
       จะใช้ตัวดันประตูหนีแต่ไม่สำเร็จ ปัทม์รีบเร่งเครื่องออกไป
       “ฉันไม่ใช่นักโทษนะ มาจับฉันมัดทำไม จะพาฉันไปไหน”
       ปัทม์ขับรถไปอย่างเดียว ไม่ตอบโต้ ยิ่งยั่วโมโหรจนาไฉนเข้าไปอีก
       “ฉันพูดกับนายนะ จอดรถเดี๋ยวนี้ ฉันบอกให้จอดรถ”
       ปัทม์นิ่งเฉยจนรจนาไฉนหมั่นไส้ ยื่นหน้าเข้าไปตะคอกเสียงดัง
       “หูหนวกรึไง!! ฉันบอกให้จอด ถ้านายไม่จอด ฉันจะ...”
       เธอจะโวยวายต่อ แล้วปัทม์คว้าส้มที่วางอยู่ในรถมายัดปาก รจนาไฉนพูดต่อไม่ได้
       “โวยวายต่อสิ”
       รจนาไฉนพูดไม่ได้ ได้แต่ส่งสายตาเพชรฆาต
       “อย่ามองด้วยสายตาแบบนั้นนะ ผมไม่ชอบ”
       รจนาไฉนไม่เชื่อ ยังส่งสายตาเกลียดชังดูถูกเข้าใส่ ด่าปัทม์ทางสายตา...
       “เฮ่ย...ทนไม่ไหวแล้วนะ”
       ปัทม์ทนไม่ไหวคว้าถุงใส่ส้มมาครอบหัวรจนาไฉนทันที เธอได้แต่ดิ้น ๆ แต่ทำอะไรไม่ได้ ปัทม์ขับรถอย่างสบายใจ ผิวปากขับรถต่อไป...
      
       เช้าวันใหม่ รถของปัทม์มาจอดที่หน้าบ้านไร่ชา เขาผลักประตูรถออกและผลักรจนาไฉนออกมายืนนอกรถ เขาดึงถุงที่ครอบหัวเธอออก...
       รจนาไฉนอึ้งกับภาพตรงหน้า ไร่ชาที่กว้างใหญ่ เขียวชอุ่มไปทั้งดอย เธอมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตะลึงในความสวยงามของบรรยากาศ และสถานที่
       “นายพาฉันมาที่ไหน”
       “ลูกกลับมาแล้วเหรอ”
       ปัทม์หันไปมองตามเสียง เห็นเปรมเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
       “ผมกลับมาแล้วครับคุณแม่”
       เปรมมองเห็นด้านหลังรจนาไฉนที่ยืนหันหลังมองดอยไร่ชาอยู่
       “พาใครมาด้วยล่ะ”
       รจนาไฉนหันมาเห็นเปรม เธอดีใจที่เจอผู้ใหญ่ ท่าทางใจดี เปรมแปลกใจที่เห็นรจนาไฉนอยู่ในชุดนอนที่โทรมมาก
       “ช่วยหนูด้วยค่ะ”
      
       รจนาไฉนพูดจบก็เป็นลมล้มลงทันที เปรมหันไปมองปัทม์ด้วยสีหน้าและแววตาแปลกใจ


  


       ปัทม์อุ้มรจนาไฉน วิชนี ที่ไม่ได้สติเข้ามาในห้องรับแขกบ้านปัทมกุล โดยมีเปรมและชิตามมาติดๆ
      
       “ค่อย ๆ วางนะลูก” เปรมบอก
       ปัทม์โยนรจนาไฉนลงโซฟา โครม!
       “ปัทม์... ทำไมทำรุนแรงแบบนี้ นั่นเมียเรานะ ชิไปตามจันทร์เจ้ามาดูแล”
       ปัทม์พูดขัดแม่ สั่งชิ
       “สั่งทุกคนอย่าเพิ่งเข้ามาในบ้าน และห้ามพูดเรื่องผู้หญิงคนนี้กับใคร”
       “ครับนาย”
       ชิรีบวิ่งออกไป เปรมไม่พอใจการกระทำของลูกชายมาก
       “เราต้องคุยกันเดี๋ยวนี้”
      
       มุมหนึ่งในบ้าน เปรมเข้าต่อว่าปัทม์ ขณะที่รจนาไฉนยังนอนไม่ได้สติอยู่บนโซฟา
       “แม่เสียใจที่ลูกไม่ให้เกียรติบ้านวิชนี ทำตัวเป็นคนป่าเถื่อนได้ถึงขนาดนี้”
       “ผมไม่จำเป็นต้องให้เกียรติคนที่เห็นแก่เงิน กล้าทำเรื่องน่าอายขายลูกกิน”
       “ลูกจะทำอะไร”
       เปรมคาดคั้นปัทม์อย่างเคร่งเครียด แต่เขาไม่ตอบ
       “ถ้าไม่บอกแม่ แม่ก็จะไม่ไปวิปัสสนา จะโทรไปยกเลิกไม่ให้เพื่อนมารับเดี๋ยวนี้แหละ”
       “อย่าครับแม่”
       “จะให้แม่ใจสงบได้ยังไง ในเมื่อลูกชายกำลังจะทำร้ายผู้หญิง พาเค้ามาทรมานให้สาแก่ใจเล่น”
       ปัทม์คิดเหตุผลโกหกให้แม่สบายใจ
       “เอ้อ... ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับแม่ เค้า... เค้าเมารถ”
       “หือ”
       “ผมไม่ได้ทำอะไรเค้าเลย แต่คงไม่เคยเดินทางไกลเลยเมารถ”
       “คิดว่าแม่ไม่รู้เหรอว่าปัทม์กำลังโกหกแม่”
       ปัทม์หลบตาวูบ
       “ปัทม์เป็นลูกผู้ชาย ต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง เมื่อแต่งงานแล้วก็ต้องดูแลเมียให้สมเกียรติสมฐานะ”
       ปัทม์อึ้ง
       “แม่จะไปวิปัสสนา ถ้าอยากให้แม่ไปทำบุญด้วยใจสงบ ปัทม์ต้องทำในสิ่งที่ควรจะทำ”
       “ครับแม่ ผมจะทำในสิ่งที่ผมควรจะทำ”
       เปรมถอนใจมองปัทม์อย่างต้องการรู้เข้าไปถึงจิตใจของลูกชาย เขาหันไปมองรจนาไฉนยังนอนไม่ได้สติ
       “ผมจะดูแลรจนาไฉนอย่างสมฐานะครับคุณแม่”
      
       กลางคืนวันเดียวกัน ที่กระท่อมร้างท้ายไร่ชาที่แสนมืดและพร่าเลือน รจนาไฉนรู้สึกตัวตื่น แล้วค่อยปรับสายตา จนเห็นภาพเพดานกระท่อมร้างชัดเจน เธอพบว่า ตัวเองนอนอยู่บนแคร่ผุพังในกระท่อมร้าง ซึ่งมีเพียงแสงสว่างจากแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างและช่องว่างผนังกระท่อม
       “ฉัน...มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ช่วยด้วย”
       รจนาไฉนมองหาทางออก จนเห็นประตูกระท่อมที่หลุดเอียงกระเท่เร่ เธอรีบวิ่งออกไปทันทีและพบว่า ตัวเองยืนอยู่หน้ากระท่อมร้างที่โดดเดี่ยวกลางหุบเขาที่ปลูกไร่ชา ทุกอย่างรอบตัวมืดมิด เธอยิ่งตื่นกลัว
       “ช่วยด้วย....ใครก็ได้ ช่วยฉันด้วย !”
       เสียงร้องขอความช่วยเหลือของรจนาไฉนก้องสะท้อนไปทั้งหุบเขา
      
       เสียงร้องขอความช่วยเหลือของรจนาไฉนยังก้องเข้ามายังมุมหนึ่งที่เนินท้ายไร่ชา ปัทม์กำลังมองด้วยกล้องส่องทางไกล ปัทม์ยิ้มสะใจ
       สายตาผ่านกล้องส่องทางไกล เขาเห็นรจนาไฉนมองซ้ายขวาอย่างตื่นตระหนก กระชับเสื้อกอดตัวเองด้วยความหนาวเย็น
       “ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอกรจนาไฉน”
       ชินั่งปัดยุง ปัดแมลงอยู่ใกล้ ๆ ปัทม์
       “มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น... แมนมั่ก ๆ”
       “บ่นอะไร”
       “หนาวมั่ก ๆ...นายไม่กลัวคุณเพื่อนหนาวตายรึไง พาเค้ามาทิ้งไว้ที่กระท่อมร้าง อะไรก็ไม่มีสักอย่างแบบนั้น”
       “ฉันทำได้มากกว่านี้อีก”
       “มากกว่าเป็นยามให้เธอแบบนี้เหรอ”
       “อะไรนะ”
       “ปละเปล่า... ปากก็บอกว่าตัวเองเหี้ยม แต่คอยเฝ้าระวังภัยให้ มันเหี้ยมตรงไหนวะเนี่ย” ชิแอบบ่นเบาๆ
       ปัทม์ไม่ได้ยินที่ชิบ่น ยกกล้องขึ้นส่องดูอีกครั้ง เห็นรจนาไฉนหันรีหันขวางไม่รู้จะไปทางไหนดี แล้วร้องไห้ออกมาด้วยความกลัว
       “ช่วยฉันด้วย ใครก็ได้ช่วยฉันที”
       เสียงสวบสาบดังขึ้นใกล้ ๆ รจนาไฉนตกใจ สะดุ้งเฮือก หันไปมอง ในความมืดไม่มีอะไรเคลื่อนไหว ยิ่งทำให้จิตของเธอเปิดเปิง เธอค่อย ๆ ก้าวถอยหลังกลับไปที่กระท่อม ทันใดนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นงูตัวหนึ่งกำลังเลื้อยเข้ามา รจนาไฉนตัวแข็งทื่อ น้ำตาคลอด้วยความกลัว ไม่กล้าขยับ ได้แต่หลับตา ภาวนาให้ตัวเองรอดพ้น
       “พ่อขา ช่วยหนูด้วย พ่อขา”
       งูเลื้อยผ่านหน้ารจนาไฉนไป เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองเห็นงูเลื้อยหนีไปแล้ว เธอโล่งใจ ตัดสินใจวิ่งเข้าไปในกระท่อมทันที
      
       รจนาไฉนวิ่งเข้ามาในกระท่อม พยายามยกประตูที่หลุดเอียงขึ้นปิด ถึงจะปิดได้ไม่แข็งแรงแต่ก็ทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้น จากนั้นก็วิ่งไปนั่งตัวลีบเล็กบนแคร่ มองไปที่ประตูและรอบข้างอย่างระแวง น้ำตาไหลพรากไม่หยุด เธอพยายามตั้งสติ ไม่ร้องไห้
       “เข้มแข็งไว้สิ รจนาไฉน เธอต้องไม่กลัว ไม่มีอะไร...ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย”
      
       รจนาไฉนอ่อนเพลีย ดวงตาค่อย ๆ ปิดลงด้วยความอ่อนล้าเต็มที


  


       ประตูถูกถีบเข้ามาอย่างแรง รจนาไฉนผวาตกใจร้องลั่น
      
       “ว้าย”
       ปัทม์ยืนทะมึนอยู่ที่ประตู
       “คนใจร้าย อย่าเข้ามานะ!”
       “เธอห้ามฉันไม่ได้หรอก รจนาไฉน”
       ปัทม์ย่างสามขุมเข้าหารจนาไฉน สายตาที่มองมาหื่นเหี้ยมจนรจนาไฉนตกใจ
       “คุณจะทำอะไรฉันอีก แค่นี้ยังไม่พอใจอีกเหรอ ต้องให้ฉันตายไปต่อหน้ารึไง ถึงจะหยุดทำร้ายฉัน”
       “เธอยังตายไม่ได้ เพราะเธอยังไม่ได้เป็นเมียฉันอย่างสมบูรณ์”
       ปัทม์โถมตัวเข้ามา จับเสื้อของเธอกระชากออกทันที
       “แอร๊ย!”
      
       เช้าวันรุ่งขึ้น รจนาไฉนสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมา เอามือจับเสื้อตัวเอง ทุกอย่างปกติ เธอมองไปรอบๆอย่างหวาดระแวง ในกระท่อมร้าง ไม่มีปัทม์อยู่ด้วย เธอชักสติกลับคืนมา และโล่งใจที่ทุกอย่างคือความฝัน!
       “หนี... เราต้องหนีไปจากที่นี่”
       รจนาไฉนรีบวิ่งออกไปนอกกระท่อมทันที
      
       รจนาไฉนวิ่งออกมานอกกระท่อม เห็นไร่ชาไกลสุดหูสุดตา มีเพียงถนนเส้นเล็กๆตัดผ่าน เธอตัดสินใจวิ่งไปตามถนนเส้นเล็กๆเส้นนั้นทันที
      
       ปัทม์ที่เอนหลับพิงต้นไม้สะดุ้งตื่น
       “รจนาไฉน...ชิ...สถานการณ์เป็นไงบ้าง”
       ชิยืนหลับคากล้องส่องทางไกล
       “ไอ้ชิ !”
       ชิสะดุ้งตื่น
       “ครับนาย ทุกอย่างเรียบร้อยดีไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เลยครับ”
       “รู้ได้ไง”
       “นั่งทางใน”
       ปัทม์แย่งกล้องมา
       “เอามานี่”
       ปัทม์ยกกล้องขึ้นส่องดู เห็นประตูกระท่อมร้างเปิดอยู่
      
       รจนาไฉนวิ่งมาตามเส้นทางถนนในไร่ชา ขนเห็นชาวเขากลุ่มหนึ่งเดินมา เธอรีบเข้าไปหา
       “ขอโทษค่ะ ฉันจะไปกรุงเทพ ฉัน...ฉันต้องไปขึ้นรถที่ไหน”
       ชาวเขามองหน้ากันงง ๆ พูดภาษาเผ่ากันเองประมาณว่า เข้าใจไหมว่าผู้หญิงคนนี้พูดอะไร
       “พูดภาษาไทยได้มั้ยคะ”
       รถบรรทุกใบชาคันหนึ่งวิ่งมาช้า ๆ รจนาไฉนดีใจ วิ่งไปโบกรถคันนั้นให้หยุดทันที
      
       ถนนในชนบทบริเวณเชิงเขา รถกระบะจอดที่ข้างทาง รจนาไฉนยกมือไหว้คนขับ
       “ขอบคุณค่ะ”
       เธอตั้งใจจะโทรศัพท์ แต่นึกขึ้นได้ว่าตัวเองมาแต่ตัว
       “รบกวนขอเหรียญโทรศัพท์หน่อยได้มั้ยคะ”
       คนขับหยิบยื่นให้อย่างอารี เธอรับมาแล้วรีบวิ่งไปที่ตู้โทรศัพท์ข้างทาง กดเบอร์อย่างรีบเร่ง แล้วรอสาย
      
       ในโรงพยาบาล นพรัตน์กำลังนอนฟอกไตอยู่อย่างอ่อนเพลีย สีหน้าอิดโรย เสียงมือถือนพรัตน์ดังขึ้น
       เขากดมือถือเพื่อรับสาย
       “ฮัลโหล...”
       รจนาไฉนดีใจที่นพรัตน์รับสาย
       “คุณพ่อคะ เพื่อนเองค่ะ หนูโทรไปที่บ้านไม่มีใครรับสายเลย คุณพ่ออยู่ที่ไหนคะ”
       นพรัตน์พยายามทำเสียงร่าเริงเป็นปกติ
       “พ่ออยู่ที่ เอ้อ... คือพ่อออกมาทำธุระข้างนอก”
       รจนาไฉนรับรู้ถึงน้ำเสียงของพ่อผิดปกติ
       “คุณพ่อสบายดีรึเปล่า ฟังเสียงดูเหนื่อย ๆ นะคะ”
       “พ่อสบายดี ไม่มีอะไรหรอกลูก”
       ทันใดนั้น ลำเพาก็แย่งมือถือมาจากนพรัตน์
       “ คุณลำเพา”
       “ฉันคุยเอง ! พ่อแกอาการทรุด ตอนนี้กำลังนอนฟอกไตอยู่”
       รจนาไฉนตกใจ
       “คุณพ่อ”
       “ฟังนะ... ฉันรอให้ผัวแกโอนเงินมาตอนสิ้นเดือนไม่ไหวหรอกนะ ทั้งค่ายาค่าหมอ ไม่ใช่เงินน้อย ๆ ตอนนี้เงินจะกินยังแทบไม่มี”
       รจนาไฉนอึ้ง เสียใจที่นพรัตน์ป่วยหนัก ในขณะที่ตัวเองกำลังจะหนีกลับ
       “ได้ยินที่ฉันพูดมั้ย”
       “ได้ยินค่ะ”
       “แล้วยังจะมัวคุยอยู่อีกทำไม เสียเวลา รีบไปเอาเงินมาจากผัวแกเร็ว ๆ”
       ลำเพากดวางสาย รจนาไฉนวางหูโทรศัพท์ ร้องไห้ออกมาอย่างอึดอัดใจ
       “คุณพ่อขา...เพื่อนอยากกลับไปหาคุณพ่อ”
      
       ในโรงพยาบาล นพรัตน์ไม่พอใจลำเพา
       “คุณไปโกหกลูกทำไม ผมยังพอหาเงินได้”
       “ดูสภาพตัวเองซะบ้าง ถึงหามาได้ก็ไม่พอใช้ แล้วไม่ต้องโทรไปโอ๋มันเลยนะ ให้มันร้อนใจยังงี้แหละดี จะได้รีบ ๆ เอาเงินมา !”
       พยาบาลเข้ามาขัดจังหวะพอดี
       “ให้คนไข้ได้พักผ่อน อย่าเพิ่งคุยอะไรเลยนะคะ”
      
       ลำเพาสะบัดหน้าเดินออกไป นพรัตน์สงสารรจนาไฉนจับใจ

      รจนาไฉนยังร้องไห้อยู่ คนขับรถกระบะเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
      
       “น้อง... ตกลงจะกลับกรุงเทพฯ มั้ย”
       รจนาไฉนอึ้ง ตัดสินใจอย่างยากลำบาก ระหว่างถนนที่จะก้าวไปต่อ และเส้นทางที่เพิ่งจากมา
      
       ขณะเดียวกันปัทม์ขับรถกระบะมาถึงหน้ากระท่อมร้าง ชิรีบวิ่งลงไปหารจนาไฉนในกระท่อม ปล่อยให้ปัทม์ยืนรอที่หน้ากระท่อม ชิวิ่งออกมาหน้าตาตื่น
       “ไม่มีนาย เดี๋ยวชิลองไปตามหาดูก่อนนะ”
       “ไม่ต้องตาม คงจะหนีกลับไปแล้วล่ะ คิดว่าจะแน่ ฮึ ๆ”
       “พูดผิดพูดใหม่ได้นะคะ”
       ปัทม์และชิตกใจหันไปเห็นรจนาไฉนเดินเข้ามา เธอสังเกตเห็นสีหน้าเจ็บใจของปัทม์
       “ขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง แต่ฉันจะไม่หนีไปไหนทั้งนั้น”
       รจนาไฉนเผชิญหน้ากับปัทม์ที่ยิ้มเยาะอย่างท้าทาย
       “ทำเป็นปากเก่ง ฉันจะคอยดูน้ำหน้าผู้หญิงหยิบโหย่งอย่างเธอ ถ้าเปลี่ยนใจอยากกลับบ้าน ฉันไม่เคยห้าม”
       ปัทม์ชูกุญแจรถแล้วปล่อยกุญแจตกลงบนพื้น เธอมองเขาอย่างเจ็บใจ
       “ขอทายไว้ ไม่เกินสามวัน”
       “ถ้าฉันอยู่ที่นี่ได้มากกว่าสามวันล่ะ”
       “ก็เอาสิ... เก่งนักก็อยู่ให้ได้ ถ้าอยู่เกินสามวันฉันจะแถมเงินให้”
       “ห้าแสน !”
       ปัทม์ยิ่งเกลียดชังรจนาไฉน
       “ล้านนึงฉันก็ให้ได้ ! น่าสะใจจะตายที่เห็นผู้หญิงอย่างเธอต้องทนอยู่อย่างน่าสมเพช เพื่อแลกเงิน”
       รจนาไฉนเจ็บปวดกับคำพูดของปัทม์ แต่พยายามอดทน เชิดหน้าท้าทายเขา
       “แล้วคุณจะได้เห็น !”
       “ดี ! แต่ถ้าเธอไปขอความช่วยเหลือจากคนของฉัน ทุกอย่างถือว่าสิ้นสุด ! ไอ้ชิ กลับ”
       ปัทม์รีบเดินออกไป ชิรีบวิ่งตามแต่รู้สึกเห็นใจรจนาไฉนมาก เธอรู้สึกหวาดหวั่นทันที ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในกระท่อมร้าง
      
       รจนาไฉนสำรวจสภาพกระท่อมตามมุมต่างๆ ที่มีแคร่ผุ ๆ มุ้งเก่าขาด หยากไย่เกาะเต็ม ฝุ่นหนา
       มีเสื้อผ้าเก่าๆซุกอยู่ตามมุมพื้น มุมทำอาหารมีหม้อเก่า ๆ ถ้วยชามแตกบิ่นถูกทิ้งเกลื่อน ตู้กับข้าวเก่าหักฝุ่นเขรอะ ห้องน้ำมีรูโหว่เต็มไปหมด ในตุ่มมีน้ำเพียงเล็กน้อย
       รจนาไฉนลงนั่งแทบพื้น ถอนใจ แต่พยายามฮึดสู้
       “ฉันต้องอยู่ให้ได้ !... พ่อขาหนูจะอดทน เพื่อพ่อ”
       รจนาไฉนลุกขึ้นมา คิดหาทางเริ่มทำความสะอาดกระท่อม
      
       บ้านปวุฒิที่กรุงเทพฯ ปวุฒิยืนมองภาพถ่ายของรจนาไฉนอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะปลดภาพลงมา เขาเก็บภาพถ่ายนั้นลงกระเป๋าเดินทาง เฟอร์นิเจอร์ในบ้านมีผ้าขาวคลุมไว้ โลมฤทัยหิ้วของกินพะรุงพะรังเข้ามา
       “คุณปวุฒิคะ พบซื้อของกินมาเยอะเลย ทานข้าวหรือยัง... นั่นคุณกำลังทำอะไร” โลมฤทัยชะงักไปเมื่อสังเกตเห็นปวุฒิกำลังเก็บข้าวของ
       “เก็บของ”
       โลมฤทัยรีบวางของ เข้ามาซักทันที
       “คุณจะไปไหน เหมือนคุณจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว”
       “ผมกำลังจะย้ายไปเชียงราย”
       “เชียงราย”
       “ใช่ อีกไม่กี่วัน”
       “คุณตั้งใจจะไปอยู่ใกล้ ๆ พี่เพื่อนใช่มั้ย”
       ปวุฒิอึ้งไป ไม่ตอบ แต่เก็บรูปของรจนาไฉนลงกระเป๋าต่อ โลมฤทัยเข้าไปกระชากรูปมาจากมือของปวุฒิ
       “เอาคืนมา”
       “ไม่”
       ทั้งสองคนยื้อรูปถ่ายรจนาไฉนอยู่พักหนึ่ง แล้วโลมฤทัยก็แกล้งเขวี้ยงรูปนั้นลงพื้น
       “คุณพบ !”
       “ใช่... ฉันชื่อพบ ชื่อโลมฤทัย คนที่ไม่เคยอยู่ในสายตาของคุณทั้ง ๆ ที่ฉันพยายามทำดีกับคุณมาตลอด แต่คุณไม่เคยมองเห็นค่าของฉันเลย”
       ปวุฒิจะเดินออกจากบ้าน โลมฤทัยเดินไปขวางเอาไว้
       “ทำไมไม่มองฉันบ้าง... มองฉันสิ”
       ปวุฒิมองอย่างไม่เต็มใจนัก
       “ฉันรักคุณนะคะ ฉันรักคุณมาตั้งนานแล้ว”
       ปวุฒิอึ้ง คาดไม่ถึง
       “คุณพบ”
       “คุณจะรักฉันบ้างไม่ได้เลยเหรอ พี่เพื่อนมีอะไรดีกว่าฉัน คุณถึงไม่ยอมตัดใจ ทั้งที่พี่เพื่อนไม่ได้รักคุณ”
       “ความรัก.. บางครั้งมันไม่มีคำอธิบายที่สร้างความสบายใจให้กับคุณได้หรอก”
       “คุณมันตาบอด คนบ้า !”
       โลมฤทัยทุบตีปวุฒิอย่างไร้สติ
       “หยุดนะคุณพบ คนบ้าก็คือคุณ มีสติหน่อยสิ”
       “ฉันไม่หยุด!”
        
       โลมฤทัยขึ้นเสียงใส่


  


       ปวุฒิจับมือของโลมฤทัยได้ ก็สะบัดออกไปอย่างแรง จนเธอเสียหลักล้มลงไป
      
       “ผมขอโทษ”
       ปวุฒิเดินหนีออกไปทันที โลมฤทัยยังตามอย่างไม่ลดละ
       ทันทีที่ปวุฒิขึ้นรถได้ก็สตาร์ทเครื่อง กระชากรถออกไป เธอวิ่งตามประกบรถของปวุฒิ ตีกระจก ร้องเรียก
       “คุณหนีความจริงไม่ได้หรอก พี่เพื่อนแต่งงานไปแล้ว คุณไม่มีวันได้พี่เพื่อนกลับมา ยังไงพี่เพื่อนก็ไม่มีวันรักคุณ”
       ปวุฒิเครียด ยิ่งเหยียบคันเร่งออกไปอย่างเร็ว จนทิ้งโลมฤทัยไว้ข้างหลัง เธอโกรธที่ตัวเองไม่สามารถทำให้เขาใจอ่อนได้
       “ปวุฒิ.. ฉันจะทำให้คุณหันมารักฉันให้ได้ ฉันไม่ยอมให้พี่เพื่อนได้คุณไปหรอก ฉันไม่ยอม”
      
       รจนาไฉนปาดเหงื่อ ยืนมองผลงานของตัวเองที่จัดการปรับแต่งกระท่อมร้างอย่างพึงพอใจ ถึงจะผุพังและเก่า แต่ดูน่าอยู่ขึ้น เธอยิ้มมองไปรอบ ๆ
       “สวัสดีจ้ะกระท่อมหลังน้อย...ต่อไปนี้ที่นี่คือวิมานของรจนาไฉน”
       รจนาไฉนรู้สึกหิวขึ้นมา หันไปมองรอบ ๆ บริเวณทำกับข้าวที่ไม่มีอะไรให้ทำกินได้
       “แล้วเที่ยงนี้จะกินอะไร”
       เธอนิ่งคิดยิ้ม ๆ ในแววตาแบบไม่กังวล คิดอะไรออกแล้ว
      
       บริเวณบ้านพักคนงานท้ายไร่ เห็นลูกเล็กเด็กแดงวิ่งเล่น และชาวเขาซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่นั่งอยู่ตามมุมต่างๆ เธอเดินเข้ามา มองทุกอย่างอย่างแปลกตา พยายามมองหาความช่วยเหลือ
      
       พ่อเลี้ยงพูนทวีในชุดชาวเขาแบกก๋วยเข้ามาหาเด็ก ๆ และคนแก่ที่นั่งอยู่หน้าบ้าน
       พูนทวีแกล้งพูดไม่ชัด ร้องเต้นอย่างสนุกสนาน
       “สวัสดีจ้า ผมเอาแคเหราะมาฝาก หยะให้เธอได้กิน ผะมีวิตามิน...”
       เด็ก ๆ และคนแก่หัวเราะกันเกรียว
       พูนทวียังพูดไม่ชัดอยู่
       “อ๊ะ ๆ ๆ หัวเราะ ชอบล่ะสิ อันนี้เอามาเพื่อพวกเราเลยนะ”
       พูดจบก็ทำท่าเต้นต่อเป็นวันเดอร์เกิร์ล พร้อมส่ายก๋วยไปมา
       “โนบอดี้ โนบอดี้ บัดยู๊...”
       เด็ก ๆ และคนแก่ยังหัวเราะกันเกรียว
       “มาเร้ว... มารับแจกเร้ว นี่.. มีขนมมีกับข้าวเต็มเลย เอามาจากงานแต่งของอาสือ”
       เด็กๆวิ่งมารุมพ่อเลี้ยงพูนทวีด้วยความดีใจ
       “ใจเย ๆ นี่คิดถึงเราหรือคิดถึงขนมกันแน่หว่า”
       เด็ก ๆ ร้องบอก “ขนม!”
       พูนทวีดึงถุงขนมคืน
       “งั้นไม่ให้... น้อยใจ”
       เด็กหน้าเสีย
       “อ่ะ ล้อเล่น เอาไปๆ”
       พ่อเลี้ยงหยิบขนมแจกเด็กๆ
       “ขอโทษนะคะ”
       พ่อเลี้ยงพูนทวีชะงักหันไป รจนาไฉนยิ้มเจื่อนๆอยู่ พ่อเลี้ยงพูนทวีอึ้งไปที่เห็นใบหน้าอันสวยงามหวานซึ้งของรจนาไฉน
       “เอ้อ... ฟังภาษาไทยออกใช่มั้ยคะ”
       พูนทวีพูดเพ้อๆ
       “เทพธิดาดอย”
       CUT /
       มุมสวยมุมหนึ่งหน้าบ้านพักคนงานไร่ปัทม์ รจนาไฉนกินข้าวอย่างหิวโหยไม่พูดไม่จา ก่อนจะนึกขึ้นได้ จึงเงยหน้าขึ้นมายิ้มกับพ่อเลี้ยงพูนทวี
       “ขอบคุณนะคะที่มีน้ำใจกับฉัน”
       พูนทวีมองหน้ารจนาไฉนอย่างเคลิบเคลิ้ม พูดไม่ชัด
       “ไม่เป็นไร”
       “เอ่อ คุณรู้จักพ่อเลี้ยงปัทม์มั้ย”
       “รู้”
       “อย่าบอกเค้านะว่าเห็นฉันมาที่นี่”
       “ทำไมล่ะ”
       รจนาไฉนท่าทางไม่สบายใจ ไม่อยากตอบ พูนทวีเห็นแล้วคิดเดาเอาเอง
       “อ๋อ.. คงกลัวพ่อเลี้ยงปัทม์ไล่ออกจากพื้นที่ใช่มั้ย นี่คงแอบเข้ามาอาศัยอยู่ในนี้ละสิ”
       “เอ้อ... คือ...”
       “ทำไมทำหน้าตกใจแบบนั้นล่ะ อย่าบอกนะว่าไปขโมยของในไร่นั้นมาน่ะ”
       “เปล่า...เปล่าค่ะ”
       “นั่นสิ ท่าทางเธอไม่ใช่โจร เออ..งั้นเธอมาจากไหน อยู่เมืองไทยมานานรึยัง มีปัญหาอะไรให้ฉันช่วยมั้ย ฉันกว้างขวางนะ... ช่วยเธอได้สบายเลย”
       “เอ้อ... ไม่เป็นไรค่ะ”
       “ยังไม่ตอบฉันเลยว่ามาจากไหน”
       รจนาไฉนไม่ตอบ
       “ฉันไปก่อนนะคะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ไม่รู้จะตอบแทนยังไงดี เพราะฉันไม่มีเงินเลย”
       รจนาไฉนเหลือบไปเห็นดอกหญ้าขึ้นอยู่ คิดได้ รีบวิ่งไปเด็ดดอกหญ้า พ่อเลี้ยงพูนทวีมองรจนาไฉนอยู่ท่ามกลางดอกหญ้าอย่างเพลินตา
       “สวย...เป็นธรรมชาติที่สุด”
       รจนาไฉนเดินกลับมาอีกครั้ง พร้อมยื่นแหวนดอกหญ้าให้พ่อเลี้ยง
       “นี่ค่ะ แหวนดอกหญ้า แทนคำขอบคุณของฉัน”
       พ่อเลี้ยงพูนทวีมองแหวนดอกหญ้าอย่างพอใจ นึกไม่ถึงว่ารจนาไฉนจะทำได้สวยงาม
       “ให้ฉันสวมให้นะ”
       เธอจับมือพ่อเลี้ยงขึ้นมาแล้วสวมแหวนให้อย่างเบามือ พ่อเลี้ยงใจเต้นตูมตาม มองเลี้ยวหน้าของเธอที่ตั้งใจสวมแหวนให้อย่างตะลึง
       “ฉันไปนะคะ”
       รจนาไฉนหันมาส่งยิ้มให้พร้อมโบกมือก่อนเดินจากไป พ่อเลี้ยงพูนทวียกมือโบกตอบ ยิ้มค้าง ตกอยู่ในภวังค์รัก มองภาพเธอที่เดินจากไปอย่างช้าๆ จนเธอเดินขึ้นเนินไปด้านบน
      
       รจนาไฉนที่มีจิตใจร่าเริงมากขึ้น กำลังก้าวเดินขึ้นไปด้วยหัวใจมุ่งมั่นของคนสู้ชีวิต


  


       ที่มุมหนึ่งบริเวณหน้าโรงบ่มใบชาไร่ปัทมกุล พ่อเลี้ยงพูนทวียิ้มเดินเข้ามาด้วยแววตาเหม่อลอย มองแหวนดอกหญ้าเหมือนเพิ่งพบสาวในฝัน
      
       “เทพธิดาดอย”
       ปัทม์เข้ามาโบกมือไปมาข้างหน้าพ่อเลี้ยงเพื่อเช็กสติ
       “พูนทวี”
       พ่อเลี้ยงพูนทวียังเคลิ้ม
       “ท่าทางจะเป็นเอามาก”
       ปัทม์ตะคอกใส่หูพ่อเลี้ยง
       “ไอ้พูนโว้ย!”
       พูนทวีสะดุ้ง
       “หา! อะไร”
       “อย่าบอกนะว่าแกกำลังตกหลุมรักแม่เทพธิดาดอยอะไรนั่น”
       “แล้วมันแปลกตรงไหน ในเมื่อเค้าสวย เป็นธรรมชาติ อ่อนโยน พิเศษไม่เหมือนใคร ที่สำคัญ เธอหมั้นฉันแล้วด้วยแหวนดอกหญ้า”
       “จะอ้วก!”
       “คนจิตใจหยาบกระด้างด้านชาอย่างแก มันไม่เข้าใจหรอกเว้ย”
       “ฮึ ๆ ถ้ารักจริงหวังแต่งขึ้นมาเมื่อไหร่ก็บอก จะเป็นเถ้าแก่ไปสู่ขอให้ชาวเขาคนนี้ให้”
       “พูดจริงนะ”
       “จริงสิ”
       “เยี่ยม”
       “แล้ววันนี้มีอะไร มัวแต่ละเมอเพ้อพกเรื่องไม่เป็นเรื่อง”
       “ฉันแวะมาที่บ้านพักคนงานแก เอาพันธุ์สตอเบอรี่ใหม่ไปให้คนงานแกลองเพาะดู เผื่อจะเป็นอาชีพรอง..เกษตรกรรมในครัวเรือน นอกเหนือจากปลูกชาในไร่แกไง”
       “ทำยังกะจะสมัคร ส.ส. อุทิศตนเพื่อคนดอย”
       “อ๊ะ...ฉันนี่แหละ พ่อเลี้ยงพูนทวี เอ็นจีโอตัวจริงเสียงจริง เอ็นจีโอผู้พบรักกับเทพธิดาดอย”
       พ่อเลี้ยงพูนทวีเพ้อ ร้องเพลงสบายใจตัวเบา
       “มวลเถาวัลย์ป่าใบเขียว คดลดเลี้ยวใบเขียวต้นไม้ใหญ่ ฝูงมัจฉาว่ายแหวกน้ำใส...”
       “เป็นเอามาก... ฮึ ๆ อยากเห็นหน้าแม่เทพธิดาดอยของแกแล้วละสิ”
       ปัทม์ท้าวสะเอวเห็นอาการเพ้อ ๆ ของพูนทวีแล้วอดหัวเราะไม่ได้
      
       รจนาไฉนในชุดชาวเขา แบกถุงใส่อาหารและข้าวของต่างๆมาเต็มมือ วางลงบนแคร่
       “คนที่นี่ใจดีจัง ให้ข้าวของมาเยอะแยะเลย ฮึ..คงจะมีแต่นายปัทม์ที่ใจคอเหี้ยมโหด !”
       รจนาหยิบอาหารแห้ง แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ จำพวกข้างของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันออกมาวาง ก่อนจะหยิบถุงใส่เมล็ดผักออกมาดู
       “ฉันจะอยู่ที่นี่ให้นานเป็นปีเลย”
      
       รจนาไฉนเดินออกมาที่หน้ากระท่อม ถือถุงใส่เมล็ดผักออกมาด้วย มองไปรอบๆ
       “จะปลูกที่ไหนดี”
       สายตาของรจนาไฉนก็ไปปะทะกับรถกระบะของปัทม์ เธอนิ่งยิ้ม ๆ เหมือนคิดอะไรออก
      
       ที่มุมแอบดูของปัทม์ ชิยกกล้องส่องทางไกลขึ้นดู ปัทม์ยืนขรึมอยู่ข้าง ๆ
       “ยังอยู่มั้ย”
       “อยู่นาย”
       “ทำอะไรอยู่”
       “อยู่ที่รถกระบะ แต่ทำอะไร ชิไม่แน่ใจ”
       “ฮึ...แต่ฉันแน่ใจว่า ยายนั่นกำลังจะขับรถกลับกรุงเทพ !”
       “นายดูเองแล้วกัน”
       ชิยื่นกล้องส่องทางไกลให้ปัทม์ ปัทม์รับมาส่องดู เห็นรจนาไฉนเดินวนดูรอบ ๆ รถกระบะ ปัทม์ลดกล้องลง
       “หรือจะขับรถไม่เป็น”
       ปัทม์ยกกล้องส่องดูใหม่อีกครั้ง เขาเห็นเธอขึ้นไปยืนบนหลังกระบะ มองบริเวณกระบะแล้วกระโดดๆ ปัทม์ลดกล้องลง
       “ทำบ้าอะไรของเค้าวะ หรือเป็นบ้าไปแล้ว”
       ปัทม์ยกกล้องส่องดูใหม่ เห็นเธอลงจากท้ายรถแล้วเดินเข้ากระท่อมไป ปัทม์ลดกล้องลงอย่างหัวเสีย
       “เข้าบ้านไปแล้ว”
       “คงเปลี่ยนใจไม่กลับแล้วมั้งนาย”
       “แกคอยเฝ้าดูต่อ ถ้ายายนั่นหนีกลับเมื่อไหร่ ไปบอกฉัน”
       ปัทม์เดินออกไป ชิรับกล้องมาอย่างเซ็งๆ
      
       “ปากบอกว่าไม่ห่วง ไม่สนใจ แล้วให้ชิเฝ้าดูตลอดทำไมวะ”


  


       บริเวณริมระเบียงบ้านปัทมกุล วิวสวยงาม ปัทม์กำลังจะกินข้าวอยู่ที่โต๊ะริมระเบียง ปยงค์และจันทร์เจ้าคอยเสิร์ฟอาหารอยู่
      
       “คุณปัทม์ทานเยอะ ๆ นะคะ ปยงค์ตั้งใจทำสุดฝีมือเลยนะคะเนี่ย”
       “สุดฝีมือของป้า จันทร์เจ้าเห็นคุณปัทม์กินเหลือทุกทีเจ้า”
       “ใครใช้ให้สาระแน รินน้ำให้คุณปัทม์สิ”
       “เจ้า”
       “ขอบใจ”
       ปัทม์จะลงมือกินข้าว ชิวิ่งหน้าตั้งเข้ามา
       “นาย! มีข่าวมาบอก”
       ชิเห็นปยงค์และจันทร์เจ้ายืนอยู่ เลยเปลี่ยนเป็นกระซิบแทน
       “เรื่องใหญ่เรื่องด่วน”
       ปัทม์วางช้อน ลากชิเดินหลบออกไป ปยงค์หน้าตาสงสัยมาก
       “เรื่องอะไรมันจะเป็นความลับขนาดนั้นวะ นังจันทร์เจ้า”
       “ป้าไม่อยากให้จันทร์เจ้าสาระแนไม่ใช่เหรอเจ้า”
       “นี่แกว่าฉันสาระแนเรื่องเจ้านายใช่มั้ย”
       “เจ้า...เอ๊ย... บ่ได้ว่าเจ้า”
       จันทร์เจ้ารีบหลบออกไป ปยงค์อยากรู้มาก
      
       รจนาไฉนขนดินมาใส่ท้ายรถกระบะจนเต็มแล้ว เธอใช้ขันตักน้ำจากถังน้ำเก่า ๆ รดบนดินท้ายกระบะรถ จากนั้นก็โปรยเมล็ดผักลงบนดิน พลางร้องเพลงอย่างมีความสุข
       รจนาไฉนนั่งกินมาม่าซอง บนบานประตูท้ายกระบะ รับลมเย็นอย่างมีความสุข
      
       ปัทม์กำลังส่องกล้องดูอยู่ ก่อนจะลดกล้องลงด้วยความเจ็บใจ
       “ยายนั่นใช้รถของฉันเป็นที่ปลูกผัก !”
       “ฮ่ะๆ สงสัยกะอยู่เป็นปีเลยต้องปลูกผักกินเองเลย ฮ่ะๆ”
       ปัทม์มองชิตาเขียวปั้ด ชิจ๋อย
       “กว่าผักจะโต ยายนั่นรอไม่ไหวแน่ ฉันให้ไม่เกินพรุ่งนี้ ! ยายนั่นต้องหนีกลับ”
       ชิพูดเบา ๆ ลากเสียงประชด
       “อ๋อเหรอ”
       ปัทม์เจ็บใจที่รจนาไฉนไม่หนีกลับไปสักที
      
       โลมฤทัยฮัมเพลงอย่างสบายใจ นั่งดูมิวสิควิดีโออยู่ในห้องนั่งเล่น รอบๆ ตัวเห็นข้าวของกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ทั้งกระเป๋าถือ ถุงข้าวของที่เพิ่งซื้อมา นพรัตน์เดินเข้ามามองแล้วส่ายหน้า
       “ทำไมบ้านมันรกแบบนี้ เก็บของเองซะบ้างสิลูก”
       “ทำไมพบต้องเก็บ ไม่ใช่หน้าที่ของพบ”
       “แล้วมันหน้าที่ใครไ
       โลมฤทัยเผลอลืมตัวบอก
       “ของพี่เพื่อน...เออ จริง พี่เพื่อนไม่อยู่ที่นี่แล้วนี่นา มิน่า...ยังนึกแปลกใจอยู่เลย ทำไมวันนี้พบอารมณ์ดีทั้งวัน”
       “พ่อไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมหนูถึงจงเกลียดจงชังพี่เพื่อนนักหนา”
       โลมฤทัยจ้องหน้านพรัตน์
       “อยากรู้จริงๆ เหรอคะ”
       นพรัตน์มองโลมฤทัยอย่างอ่อนใจ ถอนหายใจออกมาเบาๆ
       “ถ้าคุณพ่ออยากรู้ก็ส่องหน้าตัวเองในกระจกสิคะ คนในกระจกนั่นแหละที่ทำให้พบเป็นแบบนี้”
       “ลูกพบ... ทำไมลูกพูดแบบนี้”
       “ก็รึไม่จริง ตั้งแต่เล็กจนโต คุณพ่อหายใจเข้า หายใจออกเป็นพี่เพื่อนตลอดเวลา ไม่เคยเห็นพบอยู่ในสายตา”
       “ไม่นะพบ... พ่อก็แค่สงสารลูกเพื่อนที่ต้องเสียสละทุกอย่างให้หนู ทั้งเรื่องเรียน... เรื่องข้าวของเครื่องใช้”
       โลมฤทัยไม่ฟังนพรัตน์เลย
       “ยิ่งพบรู้ว่าพี่เพื่อนไม่ใช่พี่แท้ๆ พบยิ่งเกลียดมัน... มันแย่งความรักคุณพ่อไปจากพบ”
       นพรัตน์เดินเข้ามาใกล้โลมฤทัย จับที่ไหล่เหมือนต้องการปรับความเข้าใจ
       “พ่อว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันแล้ว”
       โลมฤทัยปัดมือพ่อทิ้ง
       “พบไม่มีอะไรจะคุยกับคุณพ่อค่ะ”
       โลมฤทัยปิดทีวีแล้วลุกขึ้นทันที
       “ขนาดไม่อยู่ในบ้านหลังนี้แล้ว พี่เพื่อนยังตามมาแย่งความรักของคุณพ่อไปจากพบ”
       “มันไม่ใช่อย่างที่หนูคิดนะลูก”
       โลมฤทัยเน้นย้ำ
       “มันเป็นแบบที่พบคิดค่ะ ! เป็นแบบนี้มานานมาทั้งชีวิต เพราะฉะนั้น พบไม่มีวันเห็นผู้หญิงคนนั้นดีไปได้หรอกค่ะคุณพ่อ !”
       โลมฤทัยเดินหนีออกไปทันทีด้วยความไม่พอใจ เธอปิดประตูบ้านโครมใหญ่
      
       นพรัตน์ถอนหายใจยาว ไม่สบายใจเลยที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เขาทรุดตัวลงนั่งอย่างเศร้าหมอง

       ตกตอนกลางคืน ภายในกระท่อมอันโดดเดี่ยวท่ามกลางไร่ชา รจนาไฉนนอนบนแคร่ ในมือถือไม้ไว้คอยป้องกันตัว สักพักไม้ค่อยๆ หลุดลงจากมือ เธอสะดุ้งตื่น รีบควานหาไม้ทันที แล้วกระชับไม้แน่น มองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
      
       เธอค่อยๆนอนลงอีกครั้ง พยายามข่มตาให้หลับ แต่ไม่หลับ เธอลุกขึ้นมานั่งมองพระจันทร์ที่ข้างหน้าต่างกระท่อม
       “พระจันทร์จ๋า... ขอพลังให้ฉันหน่อยได้มั้ย ฉันจะได้มีแรงไว้ต่อสู้กับมัจจุราชใจร้าย!”
       รจนาไฉนหลับตาลง สูดลมหายใจลึกเหมือนกำลังรับพลังจากพระจันทร์ที่นวลตา
      
       ปัทม์ยืนมองพระจันทร์ ที่หน้าต่างห้องนอน คิดถึงเรื่องรจนาไฉน
       “เธอท้าทายคนผิดแล้วรจนาไฉน !”
       ปัทม์ปิดผ้าม่านลงทันที
      
       เช้าวันใหม่ รจนาไฉนเปิดประตูกกระท่อมออกมา แล้วยืดเส้นยืดสายสูดอากาศยามเช้าอย่างสดชื่น
       รจนาไฉนถือขันน้ำมารดน้ำผักที่กระบะ
       “อรุณสวัสดิ์จ๊ะ ผักจ๋า....โตเร็วๆ งามๆนะจ๊ะ”
      
       ปัทม์ลดกล้องลงอย่างหัวเสีย
       “ยังรดน้ำผักอยู่เลยอ่ะนาย คงยังไม่กลับง่าย ๆ หรอก”
       “ฉันให้ไม่เกินเย็นนี้ ยังไงก็ต้องกลับแน่”
       ชิเบา ๆ ประชด
       “อ๋อ..เหรอ”
      
       เวลากลางวัน รจนาไฉนกำลังตากผ้า ชิเสนอหน้าบอกปัทม์ที่กำลังยืนเครียด
       “ยังตากผ้าอยู่เลยนาย”
       รจนาไฉนร้องเพลง เอาดอกไม้มาตกแต่งกระท่อม ชิเสนอหน้าบอกปัทม์อีก
       “ร้องเพลงแต่งบ้าน...ท่าทางมีความสุข”
       ผ่านเวลามาเป็นเวลาเย็น รจนาไฉนกำลังเอาตอกตะปูซ่อมประตูกระท่อม ชิเสนอหน้าบอกปัทม์ที่ชักร้อนใจ เดินเป็นเสือติดจั่น
       “ซ่อมประตูกระท่อมสนุกสนาน เดี๋ยวคงก่ออิฐ ทาสี ทำบุญขึ้นบ้านใหม่แล้วล่ะ”
       “มันต้องทนไม่ไหวสิวะ”
       ชิพูดเบา ๆอีก
       “อ๋อ..เหรอ”
       ปัทม์หัวเสีย ทนไม่ไหว
       “ไอ้ชิ ไปกับฉันเดี๋ยวนี้”
       “ไปไหน”
       ปัทม์ไม่ตอบ กระชากชิออกไปทันที
      
       ชิรื้อแปลงผักที่ท้ายกระบะตามคำสั่งของปัทม์
       “รื้อให้หมด! ไม่ต้องให้เหลือ”
       รจนาไฉนเดินมาเข้ามาจากท้ายกระท่อม
       “หยุดนะ ทำอะไร หยุด!”
       รจนาไฉนวิ่งมาดึงตัวชิให้ลงมาจากท้ายกระบะ
       “ลงมา! อย่าทำอะไรผักฉันนะ”
       ชิจะหยุด ปัทม์สั่งห้าม
       “อย่าหยุด!”
       “คนใจร้าย! คุณไม่มีสิทธิ์ นี่มันผักของฉัน”
       “ผักของเธอ แต่รถของฉัน ฉันใจดีให้รถเธอขับกลับบ้าน ไม่ได้ให้เอามาปลูกผัก!”
       รจนาไฉนอึ้งไปด้วยความโกรธ
       “ได้! เชิญทำลายได้ตามสบาย ฉันจะไปปลูกที่อื่น”
       รจนาไฉนสะบัดหน้าเดินหนี ปัทม์โกรธ ตามไปคว้าข้อมือของเธอเอาไว้ กระชากให้หยุด
       “แต่ฉันไม่ให้เธอปลูก!”
       “ทำไม กลัวจะแพ้พนันฉันหรือไง ถึงได้ทำทุกอย่างเพื่อจะขวางฉันน่ะ ฮึ...เตรียมเงินล้านไว้ได้เลย เหลือพรุ่งนี้อีกแค่วันเดียว ฉันอยู่ถึงแน่ ๆ”
       “มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก”
       ปัทม์ดึงรจนาไฉนออกไป
      
       “จะพาฉันไปไหน ปล่อยนะ”


  


       ปัทม์ดึงตัวรจนาไฉนมาที่หน้าบ้าน รจนาไฉนพยายามจะดึงมือออกแต่ก็ไม่เป็นผล ชิตามมาด้วย
      
       “ฉันเดินเองได้”
       ปยงค์ จันทร์เจ้าเดินออกมาดูอย่างสงสัยใคร่รู้
       “ว้าย! ผู้หญิงแปลกหน้า หรือนี่คือความลับเมื่อตอนกลางวัน”
       ปัทม์รีบปล่อยมือจากรจนาไฉนทันที
       “ต่อไปนี้เธอจะต้องอยู่ที่บ้านหลังนี้ !”
       รจนาไฉนนึกชอบใจคิดว่าปัทม์ยอมแพ้
       “ยอมรับแล้วใช่มั้ย...ว่าควรจะยกย่องฉันในฐานะอะไร”
       “คนงาน !”
       “คุณ...”
       ปัทม์สั่งการทุกคน
       “นี่คือคนงานผู้หญิงมาใหม่ จะมาทำงานรับใช้ที่นี่”
       รจนาไฉนจะเถียง
       “แต่ฉันเป็น...”
       ปัทม์กระชากรจนาไฉนมากระซิบ
       “ถ้าเธอบอกใครว่าเป็นเมียฉัน ถือว่าสัญญาทุกอย่างเป็นโมฆะ เธอจะไม่ได้เงินจากฉันสักบาท”
       รจนาไฉนโกรธมาก
       “คุณมันคนเอาแต่ได้”
       ปัทม์ยักไหล่
       “ที่นี่คือไร่ปัทมกุล และฉันเป็นคนกำหนดกฏเกณฑ์ทุกอย่าง ใครก็ปฏิเสธไม่ได้”
       รจนาไฉนอึ้ง โกรธจนพูดไม่ออก
       “ปยงค์... พาผู้หญิงคนนี้ไปอยู่ที่เรือนคนใช้ หาหน้าที่ให้ทำ อย่าให้ฉันเห็นว่าอยู่เฉย ๆ ไม่งั้นเดือดร้อนกันหมดแน่”
       “ค่ะคุณปัทม์”
       ปัทม์เดินออกไป รจนาไฉนเจ็บใจที่ถูกปัทม์เล่นไม่ซื่อ ปยงค์เดินเข้ามากร่างใส่รจนาไฉนทันที
       “ยืนเซ่ออยู่ทำไม”
       “พูดกับเขาดี ๆ เถอะ”
       “ขี้ข้าเหมือนกัน จะพูดดีด้วยทำไม เออเป็นเมียคุณปัทม์ก็ว่าไปอย่าง”
       “อืม...แกยังไม่รู้อะไร”
       “แล้วมันอะไร”
       “ก็ “อะไร” ยังไงล่ะ”
       ปยงค์สะบัดหน้าไปสั่งจันทร์เจ้า
       “นังจันทร์เจ้าพาแม่นี่ไปดูที่พัก เรียบร้อยแล้วพาออกมาข้างนอก ฉันจะสั่งงาน”
       “เจ้า...ไปจ้ะ”
       รจนาไฉนเดินตามจันทร์เจ้าไป ปยงค์ค้อนใส่อย่างหมั่นไส้
       “เชอะ..ก็แค่สาวกว่าสวยกว่า ดูๆๆ เดิน แหม...ท่าทางหยิบโหย่ง ต้องใช้งานซะให้เข็ด”
       ปยงค์หันมาเห็นหน้าชิยิ้มมองมา
       “ยิ้มทำไมไอ้ชิ”
       “แกยังไม่รู้อะไร”
      
       จันทร์เจ้าเปิดประตูห้องคนใช้ รจนาไฉนตามเข้ามามองไปรอบ ๆ ภายในห้องที่มีเพียงฟูกที่นอน ตู้เสื้อผ้าพลาสติก
       “เดี๋ยวฉันจะเอาผ้าห่มกับหมอนมาให้ แล้วเสื้อผ้าเธอล่ะ”
       “ฉันมีแค่ที่ใส่ติดตัวมา”
       “โถ น่าสงสาร ไม่เป็นไร เดี๋ยวเอาของฉันไปใส่ก่อน ที่เหลือค่อยว่ากัน”
       “ขอบใจเธอมากนะ”
       “ไม่เป็นไร ฉันชื่อจันทร์เจ้านะ เธอล่ะชื่ออะไร มาจากไหน”
       “ฉันชื่อเพื่อน มาจากกรุงเทพ”
       “ท่าทางจะมาเหนื่อย ๆ พักก่อนแล้วกัน อยู่ได้ใช่มั้ย”
       รจนาไฉนมองไปรอบๆ
       “ดีกว่าที่ฉันเคยอยู่ตั้งเยอะ”
       จันทร์เจ้าออกไปแล้วปิดประตูให้ รจนาไฉนค่อยๆทรุดลง รู้สึกท้อแท้ใจ น้ำตาซึมกับสิ่งที่เกิดขึ้น
       “นี่ฉันต้องเจอกับอะไรอีก ไม่... เพื่อพ่อ...เธอต้องไม่ร้องไห้ เธอต้องเข้มแข็งนะรจนาไฉน”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างกระแทกกระทั้น
       “นี่หล่อน เปิดประตู”
       รจนาไฉนสะดุ้ง เดินไปเปิดประตู เจอปยงค์ยืนหน้ายักษ์อยู่ จันทร์เจ้ายืนอยู่หน้าจ๋อย ๆ
       “ใครอนุญาตให้หล่อนพัก คุณปัทม์สั่งไว้แล้วนะ..ห้ามอยู่เฉย ๆ”
       “ป้าจะให้ฉันทำอะไรล่ะจ๊ะ”
       “ออกไปที่ครัว ใกล้เวลาอาหารของคุณปัทม์แล้ว”
       “จ้ะ... เดี๋ยวฉันตามออกไป”
       ปยงค์สวนทันที
       “เดี๋ยวนี้ !”
      
       รจนาไฉนถอนหายใจ เหมือนต้องการผ่อนอารมณ์เครียดภายในใจ เดินตามปยงค์ออกไปตามคำสั่ง


  


       ภายในครัว เวลาเย็น ปยงค์ผัดกับข้าวอยู่หน้าเตา ปากก็พร่ำสั่งสอนรจนาไฉนที่กำลังล้างผักไม่หยุด จันทร์เจ้าเตรียมจานช้อนอยู่ใกล้ๆ มองปยงค์อย่างหมั่นไส้
      
       “ทำกับข้าวเป็นรึเปล่า”
       “เป็นจ้ะ”
       “กับข้าวบ้าน ๆ พื้น ๆ กะโหลกกะลาไม่เอานะ ฉันทำอาหารชาววังให้ท่าน ๆ ทานกันทุกมื้อ”
       “เหลือเททิ้งทุกวันล่ะเจ้า ไม่รู้ว่าท่าน ๆ ทนทานกันไปได้ยังไง” จันทร์เจ้าบอก
       ปยงค์คว้าทัพพีเหวี่ยงใส่จันทร์เจ้าทันที
       “พูดมากนะแก ออกไปจัดโต๊ะ !”
       จันทร์เจ้าหน้าเสีย รีบยกจานช้อนออกไป
       “ล้างผักเสร็จแล้ว แตงกวากับมะเขือเทศพวกนี้จะให้ทำอะไรจ๊ะ”
       “เอาวางไว้บนหัวหล่อนมั้ง ! คิดว่าเค้าเอาแตงกวากับมะเขือเทศไว้ทำอะไรล่ะ มีหัวคิดบ้างมั้ยหา”
       รจนาไฉนนิ่ง ๆ มองมะเขือเทศอย่างครุ่นคิด หันไปมองอีกทาง หยิบมีดแกะสลักออกมาจากเหนือตู้ สีหน้ามาดมั่น
      
       เวลาเย็นใกล้ค่ำ จานกับข้าวมีมะเขือเทศ แตงกวาแกะสลักสวยงามอลังการงานสร้างประดับถูกวางบนโต๊ะ รจนาไฉนยืนอยู่ไกลๆ คอยรับคำสั่ง ปัทม์มองอย่างแปลกใจ ปัทม์ หยิบขึ้นมาดูแล้วพูดกับปยงค์ “โอ้โฮ...วันนี้มีแกะสลักผักด้วยเหรอ สวยดีนี่...ปยงค์เก่งขึ้นนะ”
       “แหม คนเราก็ต้องมีการพัฒนาบ้างล่ะค่ะคุณปัทม์ขา”
       “ฝีมือของเพื่อนเค้าเจ้า… ไม่ใช่ฝีมือป้าปยงค์” จันทร์เจ้าบอก
       “นังจันทร์เจ้า สาระแน!”
       ปัทม์อึ้งไปวางช้อนทันที
       “อ้าว… อิ่มแล้วเหรอคะคุณปัทม์ ยังไม่ได้ทานสักคำเลยนะคะ”
       “กินไม่ลง ทีหลังไม่ต้องให้แม่คนนั้นมายุ่งกับสำรับอาหาร น่าขยะแขยง ดูสิ...แกะรูปอะไรมาก็ไม่รู้ ทุเรศ !”
       ปัทม์หยิบมะเขือเทศมาเขวี้ยงลงพื้น รจนาไฉนเจ็บใจ ปยงค์กับจันทร์เจ้ามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
       “แต่เมื่อกี้คุณยังบอกว่าสวยอยู่เลย” จันทร์เจ้าว่า
       “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว... ใครอนุญาตให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามายุ่งกับสำรับอาหารของฉัน”
       “ก็คุณปัทม์บอกให้ปยงค์หางานให้ทำ งานอะไรก็ได้ ขอแค่อย่าอยู่เฉย ๆ”
       “ก็ให้ทำงานอื่นสิ”
       “งานอะไรล่ะคะ นี่มันก็เย็นใกล้ค่ำแล้ว”
       “เยอะแยะ โน่น... ม้ามีอยู่ทั้งคอก !”
       รจนาไฉนสะดุ้ง
      
       ภายในคอกม้า รจนาไฉนถือกระป๋องและอุปกรณ์ทำความสะอาดม้า ยืนมองม้าหลายตัวอย่างหนักใจ
       “คนใจยักษ์! ใจคอทำด้วยอะไร ไม่มีความเมตตา”
       รจนาไฉนตัดสินใจลงมือทันที เธอเดินไปเอากระป๋องไปที่ม้า และกำลังจะทำความสะอาด ท่าทางดูไม่ค่อยคล่อง พอม้าขยับตัวทีหนึ่ง เธอก็สะดุ้งทีหนึ่ง ด้วยความที่ไม่คุ้นเคย ชิกับจันทร์เจ้าแอบดูอยู่ที่มุมหนึ่ง อย่างสงสารรจนาไฉน
       “สงสารเพื่อนจัง ทำไมนายใจร้ายใช้งานหนักอย่างนี้ล่ะพี่ชิ แต่ก่อนไม่เคยเห็นเป็นแบบนี้เลย”
       “อย่าถามเลย บอกได้คำเดียว... เวรกรรม”
       “เราไปช่วยเพื่อนดีกว่า จะได้เสร็จเร็ว ๆ ไม่งั้นคืนนี้ไม่ได้นอนแน่”
       “อย่ายุ่ง ยุ่งดี๋ยวจะโดนจัดหนักจัดเต็ม ชิเจอมาแล้ว”
       “นายไม่รู้หรอก”
       จันทร์เจ้าออกตัวจะวิ่งไปช่วยรจนาไฉน
       “จะทำอะไรจันทร์เจ้า”
       จันทร์เจ้าเบรกเอี๊ยด หันมาหน้าจ๋อย ๆ ปัทม์ยืนหน้าเข้มอยู่
       “คือ จันทร์เจ้าจะไปช่วยเพื่อน”
       “ดี...มีน้ำใจดี”
       จันทร์เจ้ายิ้ม หันไปทำหน้าบอกแล้วไม่เชื่อกับชิ ถลาจะออกไปช่วยรจนาไฉน
       “พอช่วยเสร็จแล้ว เดินเลยไปที่สำนักงานไร่... เขียนใบลาออกซะด้วยนะ”
       จันทร์เจ้าสะดุ้งโหยง ชิดึงตัวกลับมา
       “เตือนแล้วว่าอย่าไปยุ่ง”
       “แต่ถ้าเปลี่ยนใจก็ไปหาอย่างอื่นทำ ไปแสดงน้ำใจกับคนอื่นก็ได้...ฉันอนุญาต”
       จันทร์เจ้าและชิรีบพากันออกไป ปัทม์เดินมามองรจนาไฉนที่กำลังดูงง ๆ อยู่ที่กลุ่มม้าหลายตัว ปัทม์ยิ้มสะใจ ม้าตัวหนึ่งส่งเสียงร้องลั่นยกขาหน้าสะบัด รจนาไฉนตกใจร้องลั่นกระป๋องตกลงพื้น
       “ว้าย...”
       ปัทม์ยิ้มหัวเราะชอบใจที่แกล้งรจนาไฉนได้
      
       ไร่ปัทมกุลในบรรยากาศยามเช้าสวยงามมาก รจนาไฉนลืมตาตื่นเพราะเสียงเคาะประตู
       “นี่หล่อน ! ตะวันโด่งแล้วนะยะ ตื่นได้แล้ว”
       รจนาไฉนจะลุกขึ้น แต่ปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด เสียงเคาะประตูของปยงค์ยังดังไม่เลิก
       “ตื่นแล้วค่ะ ตื่นแล้ว”
      
       รจนาไฉนพยายามยันตัวให้ลุกขึ้น แล้วก็เกิดซวนเซ รู้สึกปวดหัว แต่พยายามกลั้นใจ ลุกขึ้นเดิน


  


       รจนาไฉนแต่งตัวเป็นคนงานเก็บใบชาแบกก๋วยเดินมากับปยงค์และชิ ท่ามกลางคนงานที่กำลังเดินเป็นแถวเป็นแนว
      
       อีกมุมหนึ่ง ปัทม์อยู่บนหลังม้ากำลังจ้องแอบมองพฤติกรรมโดยเธอไม่รู้ตัว ปยงค์หยุดเดินแล้วหันมาสั่งรจนาไฉนกับชิ
       “นายให้หล่อนไปเก็บใบชา ไอ้ชิจะไปสอนให้”
       รจนาไฉนรู้สึกวิงเวียน
       “จ้ะ”
       ชิสังเกตเห็นว่า รจนาไฉนอาการไม่ดี
       “ไหวหรือเปล่าครับ เหมือนจะไม่สบายนะ”
       “ไหวจ้ะ”
       รจนาไฉนเซ ล้มลงกับพื้น ทั้งปยงค์และชิต่างตกใจ
       “ว้าย /เฮ้ย”
       ปัทม์หน้าเสียอยู่บนหลังม้าเมื่อเห็นอาการรจนาไฉน รีบโดดลงมาจากหลังม้าตรงเข้ามาหาทันที เพราะลึกๆแล้ว ปัทม์เป็นห่วงรจนาไฉนและแอบชอบโดยไม่รู้ตัว แต่ปากแข็งทำเป็นจะแกล้ง ทั้งที่แอบดูและเฝ้าระวังอยู่อย่างใกล้ชิด ชิจะเข้าไปประคองรจนาไฉน แต่ปัทม์เข้ามาประคองไว้ก่อน รจนาไฉนท่าทางอ่อนแรงมาก เมื่อเธอเห็นว่า ปัทม์เข้ามาประคองก็สะบัดถือตัว
       ปัทม์ชะงักรู้สึกตัวว่ายังต้องแสดงบทเหี้ยมก็ปล่อยมือ
       “ล้มเองก็ลุกเอง ! อย่าสำออยให้คนอื่นช่วย ถ้าไม่ไหว... อยากกลับบ้าน ฉันจะให้ชิขับรถไปส่งขึ้นรถทัวร์”
       รจนาไฉนฮึด
       “ไม่ ฉันไม่กลับ!”
       รจนาไฉนพยายามยันตัวเองขึ้นมาจนได้ ชิ ปยงค์มองอย่างลุ้น
       “งั้นก็รีบเดินไปเร็ว ๆ งานเริ่มเจ็ดโมงเช้า ใครมาสายต้องถูกหักเงิน !”
       พูดจบปัทม์ก็เดินไปขึ้นม้า กระตุกม้าให้วิ่งออกไป รจนาไฉนตัดสินใจก้าวเดินต่อไป
       ปยงค์ พูดกับชิ
       “ปกติไม่เคี่ยวอย่างนี้นา คนงานไม่สบายก็สั่งให้ไปพัก แกว่าแปลก ๆ มั้ย”
       “ไม่แปลกหรอก แกยังไม่รู้อะไร”
       ชิรีบออกเดินไป ปยงค์สงสัยแต่ไม่ติดใจอะไร รีบเดินตามชิไป
      
       รจนาไฉนเก็บใบชาใส่ก๋วยบนหลังท่ามกลางแดด เช็ดเหงื่อ พยายามอดทนต่อไป ปัทม์อยู่บนหลังม้ามองมาที่เธอทุกฝีก้าว เมื่อเธอเหลือบมองปัทม์ เขาก็กันนห้ามองไปทางอื่นทันที รจนาไฉนพยายามทำตัวให้แข็งแรงเก็บใบชาต่อไป ปัทม์หันกลับมามอง และยิ้มอย่างสะใจ
      
       เพิงพักในมุมหนึ่ง รจนาไฉนต่อคิวร่วมกับคนงานอื่น ๆ เพื่อตักน้ำกิน เธอรู้สึกปวดหัวมากขึ้น เธอเลื่อนคิวจนมาถึงกระติกน้ำ มือหนึ่งถือแก้วน้ำส่งให้ เธอแปลกใจ เงยหน้ามองคนที่ส่งน้ำให้ พ่อเลี้ยงพูนทวียิ้มหวานส่งน้ำให้
       “น้ำจ้ะ”
       รจนาไฉนดีใจ
       “เธอนั่นเอง”
      
       มุมหนึ่งในไร่ชา รจนาไฉนคุยกับพ่อเลี้ยง เธอยังเข้าใจว่าพ่อเลี้ยงเป็นชาวเขา
       “ดีใจจังได้เจอเธออีก”
       “ผมก็ดีใจได้เจอคุณอีกไ
       “ทำงานกับพ่อเลี้ยงมานานหรือยัง”
       “โอ๊ย...นาน นานมาก ตั้งแต่เด็ก ๆ เลย”
       “ทนทำงานอยู่กับคนใจดำแบบนั้นได้ยังไง”
       “อ้าว... ทำไมพูดงั้นล่ะ ไอ้ปัทม์มัน...” พูนทวีนึกขึ้นได้ว่าหลุด รีบกลับลำ
       “อ๋อ...เค้าก็...ดีนะ”
       “แน่ใจเหรอว่าดี นี่คงกลัวมากจนไม่กล้าบอกความจริงกับฉันใช่มั้ย”
       “ผมพูดจริง ๆ เขาดีจริง ๆนะ”
       คนงานที่พักอยู่แถว ๆ นั่นลุกขึ้นจะไปทำงานกันต่อ รจนาไฉนถอนใจ
       “ฉันต้องไปทำงานต่อแล้ว ขอบใจนะจ๊ะ ที่ช่วยตักน้ำให้ฉัน”
       “ไม่เป็นไร ผมเต็มใจ”
       รจนาไฉนลุกขึ้นยืน แล้วก็รู้สึกหน้ามืด วูบ ล้มลง
       พูนทวีตกใจ รีบเข้าไปประคอง
       “เธอ เธอ! เป็นอะไร!”
       ปัทม์ปราดเข้ามาประคองรจนาไฉนแทนพูนทวีและรีบอุ้มเดินออกไปเลย
      
       พูนทวีตกใจแกมงุนงงที่ปัทม์เข้ามาทันท่วงที และรีบตามปัทม์ออกไป
ตอนที่ 3
      
       จันทร์เจ้าเดินตามปัทม์ที่ประคองรจนาไฉนมานอนที่เตียง พูนทวีตามเข้ามาด้วย
      
       “เดี๋ยวจันทร์จะไปเอายามาให้เพื่อนนะเจ้า”
       “ไม่ต้อง”
       “แต่ว่า...”
       ปัทม์ตะคอก
       “ไปไหนก็ไป! ฉันไม่เรียกไม่ต้องมา”
       “เจ้า...”
       จันทร์เจ้ากลัว รีบลนลานออกไปตามคำสั่ง
       “เฮ้ย เค้าไม่สบายแล้วแกจะให้นอนเฉยๆ ไม่ให้กินยาหรือพาไปหมอเลยเหรอวะ” พูนทวีว่า
       “โรคนี้ไม่มีหมอคนไหนรักษาได้หรอก”
       พูนทวีแปลกใจ
       “แกรู้เหรอว่าเค้าเป็นโรคอะไร”
       ปัทม์มองรจนาไฉนที่นอนไม่ได้สติ
       “โรคสำออย เรียกร้องความสนใจ วิธีรักษาก็แค่อย่าไปสนใจ จะทำให้ต่อมสำออยฝ่อไปเอง”
       “เฮ้ย ไอ้ปัทม์แกคิดได้ไงวะ ฉันไม่คิดเลยว่าความเกลียดชังที่แกมีต่อผู้หญิงจะทำให้ต่อมมนุษยธรรมฝ่อ แกมองผู้หญิงในแง่ร้ายเกินไป”
       “ฉันมองทะลุปรุโปร่งต่างหาก ฉันรู้ว่าอะไรจริงอะไรลวง แกน่ะ..รู้จักผู้หญิงคนนี้น้อยเกินไป”
       พูนทวีแปลกใจ
       “พูดเหมือนแกรู้จักเขาดี”
       ชิหิ้วถังน้ำเข้ามา รีบเสนอหน้า
       “นายเค้ารู้จักดีครับเพราะว่านายกับคุณรจนาไฉนเป็น...”
       “ไอ้ชิ!”
       ชิหุบปากทันที
       “น้ำมาแล้วครับ”
       “เอามาเช็ดตัวใช่มั้ย มา...ฉันเช็ดให้”
       พ่อเลี้ยงพูนทวีจะรับถังน้ำจากชิ แต่ปัทม์แย่งถังน้ำมาไว้
       “ไม่ต้องเช็ด.. สำออยแบบนี้ เอาน้ำสาดเดี๋ยวก็ฟื้น”
       ปัทม์ยกถังน้ำ พ่อเลี้ยงเข้าไปขวาง
       “อย่านะเว้ย...เธอไม่ใช่นักโทษ แกนี่มันหยาบคายจริง ๆ สงสัยอยู่ใกล้ไอ้ชิมากเกินไป”
       ชิสะดุ้ง
       “ผมไม่เกี่ยวนะครับ พ่อเลี้ยง”
       พูนทวีลากปัทม์ออกไป
       “แกออกมานี่เลย”
       ชิรีบตามไปดูเหตุการณ์
       “ฆ่ากันแน่... พ่อเลี้ยง อย่าฆ่านายชินะครับ ชิขอร้อง”
      
       พูนทวีลากปัทม์ออกมาข้างนอก ปัทม์งงว่าจะพาไปไหน
       “แกจะพาฉันไปไหน”
       “โทรตามหมอมารักษาเธอ...!”
       “ไม่ต้อง”
       “ถ้าแกไม่โทร...ฉันโทรเอง”
       พูนทวีจะหยิบโทรศัพท์มาโทร. แต่ปัทม์แย่ง
       “ฉันบอกว่าไม่ต้อง”
       “อะไรวะ...แกจะเอาไงกันแน่”
       ชิวิ่งมารายงาน..
       “คุณปัทม์สั่งให้ชิโทรไปแล้วครับ แต่หมอไม่อยู่คลินิค”
       ปัทม์ไม่พอใจหันไปด่าชิ
       “ไอ้ชิ!”
       ชิรีบชิ่งหนี
       “โอว...บ่าย ๆ ปากแห้งอยากจิบชา ไปก่อนนะครับ”
       ชิรีบวิ่งหนีไปทันที พูนทวีมองหน้าปัทม์
       “แล้วไม่บอก....แกก็เป็นห่วงเธอเหมือนกันนี่หว่า”
       “ฉันก็แค่ไม่อยากให้มาตายในไร่ฉัน”
       พูนทวีคิดได้
       “ถ้าหมอที่นี่ไม่ว่าง...ฉันจะไปรับหมอจากในเมืองมารักษาเอง”
       ปัทม์จะห้าม
       “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น...ฉันไม่ยอมให้เทพธิดาดอยของฉันเป็นอะไรไป คนนี้ฉันรักจริงเว้ย”
       พูนทวีรีบเดินไปขึ้นรถ แล้วขับออกไป... ปัทม์แปลกใจที่พูนทวีหลงรักรจนาไฉน เขาหันกลับไปมองที่เรือนคนงาน....
      
       ภายในห้องนอน รจนาไฉนนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง ปัทม์เดินเข้ามามอง
       “เธอมันร้ายกาจกว่าที่ฉันคิดไว้ รู้จักเพื่อนฉันได้ไม่นาน ก็ใช้มารยาทำให้เพื่อนฉันหลง แต่จำไว้นะ คนอย่างเธอไม่มีวันปั่นหัวฉันได้หรอก... เพราะฉันรู้เท่าทันเธอ”
       ปัทม์จะเดินออกไป แต่เธอละเมอ เนื้อตัวเหงื่อแตก
       “ช่วยด้วย ช่วยเพื่อนด้วย”
       ปัทม์เห็นอาการละเมอก็นึกเป็นห่วง เข้ามาจับตัวก็รู้ว่าไข้ขึ้นสูงมาก
       “ไข้ขึ้น”
       “ช่วยเพื่อนด้วย”
      
       รจนาไฉนเพ้อเพราะพิษไข้


  


       ปัทม์ตะโกนเรียกจันทร์เจ้าดังลั่นที่หน้าเรือนคนงาน
      
       “จันทร์...จันทร์”
       จันทร์เจ้าวิ่งกระหืดกระหอบมาด้วยความตกใจ
       “เจ้า...”
       “หายหัวไปไหนมา ฉันตะโกนเรียกอยู่ตั้งนาน”
       “ก็คุณปัทม์บอกว่าไปไหนก็ไป จันทร์ก็เลยไปที่ไร่”
       จันทร์เจ้าจะเล่าต่อ
       “ฉันไม่สนใจว่าจะไปไหนทำอะไร รีบไปเอายามา...รจนาไฉนไข้ขึ้นสูง”
       “ไข้ขึ้นสูง....ชักรึเปล่าคะ ระวังนะคะอย่าให้ชักนะคะ ญาติของจันทร์เคยชักแล้วกัดลิ้นตายเลย”
       “ไปเร็ว!”
       จันทร์เจ้าตั้งสติแล้วรับคำ
       “เจ้า”
       จันทร์เจ้าตกใจเกือบเสียศูนย์ วิ่งออกไปทันที ปัทม์นึกเป็นห่วงรจนาไฉน
      
       รจนาไฉนนอนอยู่ เหงื่อเต็มใบหน้า พิษไข้ขึ้นสูง ปัทม์เช็ดหน้าให้แล้วมองหน้า … เขาบิดผ้าแล้วจะมาเช็ดหน้าเธออีกครั้ง เขาเห็นความงามของเธอก็รู้สึกใจอ่อน ราวตกอยู่ในภวังค์ เสียงเพ้อของเธอดังขึ้นอีกครา
       “คุณปวุฒิคะ คุณปวุฒิช่วยเพื่อนด้วย”
       ปัทม์เจ็บจี๊ดในใจ โยนผ้าทิ้งทันที จันทร์เจ้าวิ่งเข้ามาเสนอหน้า...
       “พ่อเลี้ยงพูนทวีพาหมอมาแล้วค่ะ”
       พูนทวีเดินเข้ามาพร้อมหมอ
       “เป็นไง... อาการเป็นไงบ้าง”
       “ขอหมอดูอาการคนไข้หน่อยนะครับ”
       “จะทำอะไรก็ทำ ไม่เห็นต้องบอกผมเลย”
       ปัทม์เดินออกไปหัวเสีย จันทร์เจ้างงหันไปคุยกับพูนทวี
       “คุณปัทม์เป็นอะไร เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย รึว่าโดนผีเข้า...”
       รจนาไฉนเพ้อ จันทร์เจ้านึกได้ รีบเข้าไปดูอาการ
       “คุณปวุฒิ คุณปวุฒิ” รจนาไฉนเสียงแผ่วเบามาก
       พูนทวีได้ยินไม่ถนัด
       “เค้าบ่นถึงใครน่ะ เธอได้ยินมั้ย”
       “ได้ยินไม่ถนัดเจ้า”
       พูนทวีมีสีหน้าแปลกใจ ในขณะที่รจนาไฉนเพ้อไม่ได้สติ
      
       วันเดียวกัน ปวุฒิเข้ามากราบแม่ที่นอนพักอยู่บนเตียง
       “อาการคุณแม่เป็นยังไงบ้างครับ”
       “ก็เหมือนเดิมล่ะโรคคนแก่ สามวันดีสี่วันทรุด...ไม่มีอะไรมากหรอก”
       แม่มองหาใครสักคน ปวุฒิแปลกใจ
       “แล้วหนูเพื่อนล่ะอยู่ข้างนอกเหรอ”
       ปวุฒิสะอึก ไม่อยากโกหกแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร
       “เอ่อ..คุณเพื่อนไม่ได้มาด้วยครับ”
       แม่กังวลใจถาม
       “ทำไมล่ะ ทำไมหนูเพื่อนไม่มาด้วย ลูกทำอะไรให้เธอโกรธไม่พอใจรึเปล่า ลูกต้องไปง้อหนูเพื่อนนะ”
       “เราไม่ได้ทะเลาะกันครับคุณแม่”
       “แล้วหนูเพื่อนไปไหน”
       “ไปทำธุระกับเจ้านายที่เชียงรายครับ”
       แม่สงสัย
       “แล้วทำไมไม่มาลาแม่ล่ะ...ปกติจะไปไหนทำอะไร หนูเพื่อนต้องมาบอกแม่ มาขอพรจากแม่”
       “พอดีธุระด่วน คุณเพื่อนฝากมาขอโทษคุณแม่ด้วยครับ”
       ปวุฒิจำต้องโกหก หวังว่าจะทำให้แม่สบายใจ
       “โกหกแม่ใช่มั้ย... หนูเพื่อนไม่เคยเงียบหายไปนาน ๆ แบบนี้ ลูกกับหนูเพื่อนต้องมีเรื่องกันแน่ ๆ อย่าปิดปังแม่นะปวุฒิ !” แม่คาดคั้น
       ปวุฒินิ่ง ได้แต่ฝืนยิ้มไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่อยากให้แม่เครียดและไม่สบายใจ
       “ปิดปังอะไรกันล่ะครับ งั้นผมต่อสายให้คุณแม่คุยกับคุณเพื่อนเลยก็ได้ เพื่อยืนยันว่าเรายังรักกันดี”
       ปวุฒิหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วกดเบอร์...แล้วทำทีคุยโทรศัพท์ เพื่อทำให้แม่สบายใจ
       ปวุฒิทำเป็นร่าเริง
       “คุณเพื่อนเหรอ คิดถึง ? ฮะ ๆ ๆ ใจตรงกันเลยผมก็คิดถึงคุณเหมือนกัน อากาศเริ่มหนาวแล้ว..เตรียมเสื้อผ้าไปพอรึเปล่า”
       “ขอแม่คุยด้วย”
       ปวุฒิลำบากใจที่แม่จะขอคุยด้วย...
       “เพื่อนรู้มั้ย...มีคนคิดถึงคุณมากกว่าผมอีกนะ เดี๋ยวคุณแม่จะคุยด้วยนะครับ”
       ปวุฒิแกล้งทำเป็นแปลกใจ
       “อะไรนะครับ ผมไม่ได้ยิน...”
       ปวุฒิวางสาย...
       “สัญญาณไม่ดีเลยครับ คงกำลังเดินทาง เดี๋ยวผมลองออกไปโทรข้างนอกนะครับ”
       “ต่อสายให้ได้นะ...แม่คิดถึงหนูเพื่อน”
       “ครับ”
       ปวุฒิถือโทรศัพท์เดินออกไปข้างนอก
      
       ที่มุมสวน ปวุฒิถือโทรศัพท์ออกมาลับตาแม่ เขามองหน้าจอที่ไม่มีหมายเลขใดๆ เขาไม่สามารถเก็บความรู้สึกไว้ได้ น้ำตาคลอ
       “ผมขอโทษด้วยครับคุณแม่ ผมไม่สามารถรักษาเธอไว้ได้”
       ปวุฒิร้องไห้ เสียใจ มองเข้าไปในห้องนอนแม่ผ่านหน้าต่างด้านนอก นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต..
      
       ภายในห้องนอนแม่ปวุฒิ รจนาไฉนกำลังป้อนผลไม้ที่แกะสลักอย่างสวยงาม...ให้แม่ปวุฒิ
       “ผลไม้ค่ะคุณแม่”
       แม่ชื่นชม
       “หนูเพื่อนสลักเสลาได้สวยงามมาก”
       “คุณแม่ต้องทานเยอะๆนะคะ ผลไม้ดีต่อสุขภาพมากค่ะ”
       “ช่างงามทั้งกายและใจ สมัยนี้จะหาใครดีพร้อมเหมือนหนูเพื่อนคงยากเต็มที”
       รจนาไฉนยกมือไหว้
       “ขอบพระคุณค่ะ เดี๋ยวเพื่อนขอตัวกลับก่อนนะคะ แล้วเพื่อนจะมาเยี่ยมคุณแม่บ่อยๆค่ะ”
       รจนาไฉนไหว้ลาแม่ปวุฒิแล้วเดินออกไป ปวุฒิเดินเข้ามาหาแม่
       “ผมกลับก่อนนะครับคุณแม่”
       ปวุฒิไหว้ลาแม่ แต่แม่จับมือลูกชายไว้
       “แม่อยากจะไปสู่ขอเธอให้เร็วที่สุด”
       “ผมไม่อยากเร่งรัดครับ”
       “ลูกต้องรักษาหนูเพื่อนไว้ให้ดี...อย่าให้ใครมาแย่งเธอไปได้”
       “ครับคุณแม่ ผมจะรักษาเธอไว้ให้ดีที่สุด”
      
       ปวุฒิให้คำสัญญากับแม่


  


       ปวุฒิน้ำตาคลอเบ้าด้วยความสะเทือนใจ หันไปมองมุมสวน ภาพในความทรงจำหวนคืนมาอีก
      
       รจนาไฉนเดินเก็บดอกมะลิที่บริเวณสวนหน้าบ้านปวุฒิ เขาเดินเข้ามาหาเธอ
       “เพื่อนเก็บดอกมะลิ จะเอาไปร้อยมาลัยมาให้คุณแม่คุณบูชาพระ”
       ปวุฒิชื่นใจที่แฟนของเขาช่างเป็นกุลสตรีและรักแม่ของเขามาก.....
       “คุณยิ้มอะไร”
       “คุณแม่รักคุณมากนะ”
       “เพื่อนก็รักท่านค่ะ ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีและอบอุ่น เพื่อนรู้สึกเหมือนท่าน
       เหมือนแม่ของเพื่อนคนนึง”
       “แม่บอกให้ผมไปสู่ขอคุณเพื่อน ก่อนที่ใครจะมาแย่งคุณไปจากผม”
       รจนาไฉนแกล้งแหย่
       “คุณจะห้ามใจเพื่อนได้เหรอ”
       “ผมจะกอดคุณไว้อย่างนี้ ไม่ยอมให้คุณเป็นของใครเด็ดขาด”
       ปวุฒิเข้ามากอดรจนาไฉนด้วยความรัก เธอยิ้มให้เขา...เพราะใจของเธอก็มีเขาเพียงคนเดียว...ปวุฒินึกถึงภาพอดีต...เสียใจที่รักษารจนาไฉนไว้ได้
       “ในที่สุดผมก็รักษาคุณไว้ไม่ได้ คุณเพื่อน ป่านนี้คุณเป็นยังไงบ้าง ผมรักและคิดถึงคุณมากนะครับ”
      
       โถงบ้านวิชนี ลำเพากำลังพูดโทรศัพท์เสียงดังด้วยความไม่พอใจมาก
       “ฉันบอกว่าต้องการพูดกับยายเพื่อน ! ฉันไม่สนใจว่าจะสบายดีหรือไม่สบาย แต่แกต้องไปตามมาพูดกับฉัน ไปตามมาเดี๋ยวนี้นะ !” ปลายสายวางหูไปทันที
       “เดี๋ยวก่อน... ไปตามมาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน เดี๋ยว !”
       ลำเพากระแทกโทรศัพท์ด้วยความไม่พอใจ โลมฤทัยกำลังเดินลงมาจากบันไดจะออกไปข้างนอก หันมาถามด้วยน้ำเสียงสงสัย
       “อะไรกันอีกล่ะคะคุณแม่”
       “ก็นังเพื่อนน่ะสิ แม่ติดต่อมันไม่ได้เลย”
       โลมฤทัยสีหน้าไม่พอใจ
       “เค้าออกไปจากบ้านนี้แล้ว แม่ยังจะไปสนใจอะไรอีก อย่าบอกนะคะว่าแม่ก็เป็นไปกับคุณพ่ออีกคน”
       “เป็นอะไร”
       “ก็ห่วงลูกนอกไส้ยิ่งกว่าลูกสาวของตัวเองไงคะ”
       ลำเพาตรงเข้ามาประคองโลมฤทัยไว้ทันที
       “อุ๊ย.. เป็นไปไม่ได้หรอกจ้ะลูกพบ แม่ยังคงเสมอต้นเสมอปลาย มองมันเป็นแค่ตัวทำเงินให้เราเหมือนเดิม นังรจนาไฉนไม่มีวันแทนที่โลมฤทัย..ลูกรักของแม่คนนี้ไปได้หรอกจ้ะ”
       “ดีแล้วค่ะ... เพราะพบคงทนไม่ได้ ถ้าต้องแพ้พี่เพื่อน”
       โลมฤทัยสีหน้าเกลียดชังเมื่อคิดถึงรจนาไฉน
      
       เช้าวันใหม่... รจนาไฉนรู้สึกตัวตื่น มองไปรอบ ๆ เห็นถ้วยยา ผ้าและถังน้ำ จันทร์เจ้าเปิดประตูเข้ามา เห็นรจนาไฉนลุกขึ้นนั่งก็ตื่นเต้นดีใจ
       “เพื่อน...เธอฟื้นแล้ว”
       “ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ทำยังกะฉันตายแล้วเกิดใหม่อย่างนั้นล่ะ”
       “ก็เมื่อวานเธอไข้ขึ้นสูงมาก ฉันนึกว่าเธอจะชักตายไปแล้ว”
       รจนาไฉนนึกสนุก แกล้งทำหน้าผีหลอกจันทร์เจ้า
       รจนาไฉนทำเสียงยาน
       “ฉันตายแล้ว ตอนนี้ฉันเป็นผี...”
       “ว้าย....”
       รจนาไฉนนึกได้
       “ฉันล้อเล่นน่ะ... เมื่อวานตอนที่ฉันเป็นลม ใครพาฉันมาที่นี่”
       “คุณปัทม์”
       “นายเธอเนี่ยนะ เป็นไปได้ไง คนอย่างเขาไม่มีทางห่วงฉันหรอก น่าจะดีใจด้วยซ้ำถ้าเห็นฉันตายต่อหน้า”
       “ไม่หรอก คุณปัทม์เป็นห่วง ไม่งั้นไม่เช็ดตัวให้เธอหรอกเจ้า”
       “เช็ดตัวให้ฉัน เธอเห็นเหรอ”
       “ไม่เห็น! แต่เดาเอา ไม่งั้นเธอคงไข้ขึ้นนอนชักก่อนที่จะเจอหมอแล้ว เออนี่...เมื่อคืนมีคนโทรมาจากกรุงเทพ ขอสายเธอ”
       “ใคร”
       “ไม่รู้เป็นใคร ทำเสียงแว๊ด ๆ ขอสายเธอ..พอฉันบอกว่าเธอนอนไม่สบาย ก็สั่งให้ฉันไปลากเธอมาให้ได้ ฉันก็เลยวางสายไปเลย สงสัยเป็นพวกประสาท”
       จันทร์เจ้าจะเมาท์ต่อ แต่รจนาไฉนลุกขึ้นออกไปข้างนอกทันที
       “เพื่อน จะไปไหน”
      
       ที่บ้านปัทม์ รจนาไฉนคุยโทรศัพท์...
       “คุณแม่โทรหาเพื่อนเหรอคะ”
       ลำเพาไม่พอใจขึ้นมาทันที
       “ฉันโทรไม่ได้รึไง หนอย...ให้คนใช้มาหลอกว่าป่วย คิดจะหนีหน้าฉันรึไง”
       “เพื่อนไม่สบายจริงๆค่ะ เพื่อน...”
       “ไม่ต้องมาโกหก คิดว่าคนอย่างฉันไม่รู้สันดานคนเห็นแก่ตัวอย่างแกรึไง นึกแล้วไม่มีผิด พอได้เจอผัวรวยซะหน่อยก็ติดปีกคิดเอาตัวรอด”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะคุณแม่ เพื่อนยังรักและเป็นห่วงคุณพ่อคุณแม่เสมอ”
       “ไม่ต้องมาโกหก”
       ลำเพาแสร้งเรียกร้องความสนใจ
       “เวรกรรมของฉันจริงๆ มีคนเคยเตือนเอาไว้แล้ว เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเค้ามาอม มันต้องระทมทุกข์”
       “เพื่อนขอโทษค่ะ อาการคุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ยังมีหน้ามาถามอีก ก็นอนพะงาบ ๆ อยู่ที่โรงพยาบาลน่ะสิ”
       นพรัตน์เดินเข้ามาได้ยินพอดี
       “คุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ เพื่อนขอสายคุณพ่อได้มั้ยคะ”
       “ไม่ต้อง...ถ้าแกไม่อยากให้พ่อแกตาย ก็รีบส่งเงินมาให้เร็ว ๆ หลอกเอาเงินมาให้มากที่สุด”
       ลำเพาจะพูดต่อ แต่นพรัตน์ตัดสายทิ้ง
       “คุณแม่คะ คุณแม่”
      
        รจนาไฉนจะโทร.กลับ แต่ติดต่อไม่ได้


  


       ด้านลำเพาต่อว่านพรัตน์อยู่ในห้องโถงบ้านวิชนี
      
       “มาตัดสายฉันทิ้งทำไม”
       “ผมขอล่ะ...อย่าบังคับเคี่ยวเข็ญลูกเพื่อนอีกเลย”
       “ทำไมฉันจะบังคับมันไม่ได้ มันเป็นลูกเลี้ยงต้องทำงานทดแทนพระคุณฉัน”
       “แค่ลูกต้องไปแบกรับความทุกข์ที่โน่น มันก็มากพอแล้ว อย่าให้ลูกต้องทุกข์หนักกว่านี้อีกเลย”
       “รู้ได้ไงว่ามันลำบาก เสวยสุขบนกองเงินกองทองล่ะไม่ว่า มันได้ผัว...แต่ฉันยังไม่ได้สินสอดสักบาท มันต้องหาเงินมาให้ฉัน”
       “เงินประกันและเงินเก็บบางส่วนก็พอค่ารักษา”
       “แล้วหนี้สินฉันล่ะ จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายเป็นล้าน”
       “คุณก็เลิกเล่นการพนันสิ”
       “อย่ามาสั่งฉันนะ ไม่ใช่เพราะฉันไปบ่อนเหรอถึงพอมีเงินมาใช้ในบ้าน”
       “แล้วไม่ใช่เพราะบ่อนเหรอ ที่ทำให้เรามีหนี้สินจนแทบล้มละลาย”
       “หยุดพูดได้แล้ว...ต่อไปนี้ฉันจะคิดตัดสินใจเอง เก็บแรงไว้หายใจแล้วกัน ยังไงนังเพื่อนต้องหาเงินให้เรา เพราะเป็นหน้าที่ลูกเลี้ยงอย่างมัน”
       ลำเพายืนยันความคิด นพรัตน์เอือมระอา ไม่สามารถคัดค้านลำเพาได้เลย
      
       มุมหนึ่งของบ้านปัทม์ รจนาไฉนเครียด คิดหาเงินให้ลำเพา
       “แล้วเราจะหาเงินที่ไหนไปรักษาคุณพ่อ”
       รจนาไฉนคิด แล้วมองไปเห็นปฎิทิน...เธอดีใจและคิดออก...
       รจนาไฉนวิ่งหาใครสักคน..แล้วชนกับปยงค์
       “ว้าย...จะวิ่งไปไหนยะ ที่นี่บ้านผู้ดีนะ ไม่ใช่ทุ่งนาจะวิ่งตามควายรึไง”
       “ขอโทษค่ะ คุณปยงค์เห็นคุณปัทม์มั้ยคะ”
       “ฉันเป็นหัวหน้าแม่บ้าน ไม่ใช่ยามที่จะเฝ้าเจ้านายว่าอยู่ไหนทำอะไร แล้วแกจะหาคุณปัทม์ทำไม”
       “เพื่อนมีธุระสำคัญจะคุยกับคุณปัทม์ค่ะ”
       “ธุระสำคัญ...แกจะลาออกใช่มั้ย งั้นฉันจะสงเคราะห์ให้ คุณปัทม์ไปไร่แต่เช้าแล้ว คงอยู่ที่ไร่ รีบไปเลย...ไปลาออกซะ”
       รจนาไฉนรีบวิ่งไปทันที
       “ทำตัวยังกะพายุ แล้วหายดีแล้วเหรอ เมื่อวานป่วยวันนี้ร่าเริง ผู้หญิงสมัยนี้มารยาร้ายกว่าฉันอีก ว้าย..เข้าตัว”
      
       รจนาไฉนวิ่งมองหาปัทม์ เธอวิ่งผ่านคนงานที่เก็บใบชา แต่ยังไม่เจอ...เธอถาม คนงานชี้ไปที่คอกม้า รจนาไฉนรีบวิ่งออกไป ที่คอกม้า เธอไม่เจอ... คนงานชี้บอกไปอีกทาง รจนาไฉนจำต้องวิ่งไปอีกที่
       รจนาไฉนวิ่งมาถึงหน้าโรงอบชา...เธอหยุดวิ่งด้วยความเหนื่อยจะเดินไป แต่รู้สึกมึนหัว... เธอพยายามทรงตัว และกัดฟันสู้ความเจ็บปวดภายใน...วิ่งไปที่โรงอบชา
       ประตูโรงอบชาเปิดออก ปัทม์เดินออกมาเจอรจนาไฉนพอดี ทั้งสองต่างตกใจเล็กน้อย ตั้งตัวไม่ทัน รจนาไฉนพูดไม่ออก
       “ยังไม่ตายอีกเหรอ”
       “เป็นคำทักทายที่ไพเราะที่สุด เท่าที่ฉันเคยได้ยินมาเลยค่ะ”
       รจนาไฉนไม่พอใจ แอบประชดประชันกลับ
       “ขอโทษนะคะที่ทำให้คุณผิดหวัง ฉันคงตายไม่ได้หรอก เพราะฉันต้องอยู่เรียกร้องเงินที่ฉันควรได้รับ”
       “เงินอะไร”
       “คุณคงไม่ลืมว่า เราได้เดิมพันกันไว้ ถ้าฉันสามารถอยู่ที่ไร่ชาได้ครบสามวัน คุณจะยอมจ่ายเงินให้ฉันล้านนึง”
       “ใครพูด”
       “ก็คุณไง ไม่เชื่อถามชิก็ได้”
       รจนาไฉนหันไปถามชิ..
       “ใช่ครับ นายเคย...”
       ชิจะอธิบายเป็นพยานให้รจนาไฉน แต่ปัทม์มองขู่
       “เอ้อ...คุยเรื่องอะไรกันครับ ชิไม่รู้เรื่องเลย ขอตัวดีกว่า”
       ชิหาทางชิ่งหนีไป แต่เธอดักทางไว้....
       “วันที่คุณปัทม์พนันกับฉันไง...ชิก็อยู่ด้วย ชิจำได้มั้ย”
       ชิสงสารรจนาไฉน แต่มองเห็นสายตาปัทม์ที่ข่มขู่อยู่ก็กลัว
       “โอ๊ย...ปวดหัว อากาศร้อน ทำให้ความจำเสื่อม จำอะไรไม่ได้ ที่นี่ที่ไหนไปก่อนนะครับ”
       ชิวิ่งหนีไปทันที
       “ชิ กลับมาก่อน”
       ปัทม์หัวเราะเยาะที่ชิไม่กล้าเป็นพยานให้รจนาไฉน...
       “ไหนล่ะพยานของเธอ จำไว้ อย่ามาปรักปรำฉันอีก”
       ปัทม์เดินกลับเข้าไปในโรงอบชา รจนาไฉนแค้นใจ ตะโกนเรียก
       “คุณกลับมาก่อน มาคุยให้รู้เรื่อง”
       รจนาไฉนตะโกนเรียก
       “ยอมรับซะดีๆ ว่าคุณสัญญากับฉัน”
       ปัทม์ไม่โต้ตอบ แต่เดินหนี เธอตัดสินใจกระชากปัทม์ให้หันกลับมาคุย ทำให้เขาเซเข้ามาใกล้ชิด ทั้งสองมองหน้ากัน ปัทม์ได้สติรีบผลักรจนาไฉนออก
       “เลิกรังควาญฉันได้แล้ว”
       “ฉันไม่หยุดแน่ จนกว่าคุณจะยอมรับว่าคุณสัญญากับฉัน”
       “ใช่...ฉันเคยพูดกับเธอ”
       รจนาไฉนดีใจ
       “ยอมรับแล้วก็จ่ายเงินมา”
       ปัทม์แกล้งยิ้มกวน
       “ฉันไม่จ่าย ถ้าคิดจะไปฟ้องตำรวจก็เอาสิ เธอก็รู้ว่าการพนันผิดกฎหมาย”
       “คุณโกงฉัน!”
       “แล้วไง...ฉันเป็นเจ้าของที่นี่ ฉันจะทำอะไรก็ได้ เธออย่าลืมสิว่าเธอเป็นคนงานของฉัน ไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องใดๆ”
       “ฉันมันผิดเองที่ไปเชื่อคำสัญญาของคุณ ไม่คิดเลยว่าคนอย่างคุณไม่มีสัจจะ”
       “คำพูดของฉัน มีค่าสำหรับคนที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่ใช่คนไร้เกียรติอย่างเธอ”
       รจนาไฉนทนไม่ไหว แปลกใจที่ปัทม์คอยทำร้ายจิตใจเธอ
       “ฉันถามจริง ๆ เถอะ คุณเกลียดชังอะไรฉันนักหนา ถึงทำกับฉันอย่างนี้ ฉันทำผิดอะไร”
       ปัทม์สวนขึ้น
       “เพราะเธอมันเป็นผู้หญิงหิวเงิน!”
       รจนาไฉนแปลกใจ
       “ฉันแค่ทวงสัญญาตามที่เราตกลงกันไว้ ฉันผิดด้วยเหรอ”
       “เธอผิด...ที่คิดหลอกลวงฉัน”
       รจนาไฉนสวนกลับ
       “ฉันหลอกอะไรคุณ”
       ปัทม์จะตอบ แฉความจริงที่รู้ว่าถูกรจนาไฉนหลอกมาแต่งงาน แต่หยุดไว้
       “ออกไปได้แล้ว! ฉันจะทำงาน”
       “ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จนกว่าคุณจะจ่ายเงินฉัน”
       ปัทม์ตะโกน
       “ชิ ไอ้ชิ!”
       ชิวิ่งเข้ามาทันที แต่รีบออกตัว เพราะกลัวถูกซักให้เป็นพยาน
       “ครับนาย อย่าถามอะไรนะครับ ชิจำอะไรไม่ได้ ชิความจำเสื่อม”
      
        “ลากตัวออกไป ห้ามเข้ามาอีก ถ้าแกปล่อยให้เข้ามาได้ ฉันไล่แกออก”

       รจนาไฉนตกใจที่ปัทม์ไปกดดันชิ เธอจึงเป็นฝ่ายเดินออกไปเอง ชิค่อยโล่งใจ
      
       รจนาไฉนเดินออกมา
       “ยกโทษให้ชิด้วยนะครับ ชิทำตามหน้าที่ คุณรจนาไฉนกลับไปนอนพักนะครับ เพิ่งฟื้นไข้ ดี๋ยวจะป่วยหนักกว่าเดิม”
       “ฉันไม่ไปไหน จนกว่านายเธอจะจ่ายเงินฉัน”
       “คุณรจนาไฉน”
       ชิตกใจที่รจนาไฉนไม่ยอมเปลี่ยนความคิด
      
       ปัทม์ทำงานในโรงอบชา ชิเข้ามารายงาน
       “นาย คือว่า...”
       “อะไร แม่นั่นเข้ามาป่วนในโรงอบชาอีกเหรอ”
       “เปล่าครับ....คุณรจนาไฉนอยู่ข้างนอก แต่ยังไม่ยอมกลับไป”
       “ปล่อยเค้า อยากอยู่ก็อยู่ ดูสิว่าจะทนได้เท่าไหร่”
       “แต่ว่า...ข้างนอกฝนกำลังจะตกนะนาย”
       ปัทม์ไม่สนใจทำงานต่อไป ชิสงสารรจนาไฉน เข้าไปขอร้องปัทม์
       “นายไปไล่ให้กลับไปที่พักเถอะ ถ้าโดนฝนอีกมีหวังไข้กลับแน่นาย”
       ปัทม์ไม่สนใจ ทำงานต่อไป
       “นาย...สั่งให้ชิไปลากคุณรจนาไฉนกลับไปห้องพักก็ได้ สั่งมาเลยนาย”
       ปัทม์ทนรำคาญไม่ไหว หันมาบอกชิ
       “ฉันขอสั่งให้แก”
       ชิลุ้นคิดว่า ปัทม์จะสั่งให้ไปจัดการกับรจนาไฉน
       “หุบปากซะ”
       ชิดีใจ
       “ครับนาย!”
       ชิจะรีบออกไป แต่นึกได้....
       “นาย!”
       ปัทม์ไม่สนใจเดินไปทำงานต่อ ชิกังวลใจมาก
       “ยืนตากฝนอย่างนี้ มีหวังตายแน่”
      
       เสียงฟ้าร้อง...ฝนตกลงมา รจนาไฉนยืนไม่สะทกสะท้าน ท่ามกลางสายฝน เธอยังคงยืนตะโกนหน้าโรงอบชา
       “คนใจร้าย จ่ายเงินฉันมาได้แล้ว คนใจร้ายจ่ายเงินฉันมา ฉันต้องการเงิน”
       ปัทม์ยืนมองที่มุมหนึ่งภายในโรงอบชาเห็นรจนาไฉนยืนตากฝนเรียกร้องเงิน
       “ในที่สุดเธอก็เผยธาตุแท้ของเธอออกมา สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือเงิน”
       แสงฟ้าแลบทาบบนหน้าปัทม์ที่มองดูรจนาไฉนด้วยความสมเพช
       ชิเดินเข้ามาหาปัทม์
       “นายครับ คือ เธอจะแย่”
       ปัทม์ตวาดลั่น
       “ฉันสั่งให้เงียบ”
       ชิชะงัก แต่สีหน้าไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ปัทม์ทำเป็นไม่สนใจ
       “เอาเงินของฉันมา ฉันต้องการเงิน เงินของฉัน”
       บริเวณหน้าโรงอบชา รจนาไฉนยังคงยืนอยู่ ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ
      
       เวลาเย็นใกล้ค่ำ วันเดียวกัน พ.ต.ท. ปวุฒิ ไตรพงษ์รัชตะในชุดตำรวจ เพิ่งกลับจากทำงาน เดินเข้าบ้าน
       เขาวางของลงและรู้สึกแปลกใจ ได้ยินเสียงออกมาจากห้องครัว ปวุฒิแปลกใจว่าใคร
       ปวุฒิเดินเข้าไปมองเห็นด้านหลัง...เห็นผู้หญิงคนหนึ่งก็ชะงักไปนิดหนึ่ง
       “กลับมาแล้วเหรอคะ”
       “คุณพบ”
       “กลับมาจากทำงานเหนื่อย ๆ อะไรจะสุขเท่าได้ทานอาหารอร่อยพร้อมกับคนที่รักเรามากที่สุด จริงมั้ยคะ”
       โลมฤทัยทำอาหารต่อนิดหนึ่ง
       “รอแป๊บนะคะ ใกล้จะเสร็จแล้วค่ะ”
       ปวุฒิผละออกจากโลมฤทัยทันที สีหน้าเปลี่ยนไป
       “ต่อไปนี้คุณปวุฒิไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารแล้วนะคะ พบจะเป็นคนรับภาระนี้ให้คุณเอง”
       โลมฤทัยตักอาหารเสร็จกำลังจะยกไปวางบนโต๊ะ ปวุฒิจ้องมองชุดที่โลมฤทัยใส่...
       “พบรู้ว่าผู้ชายบางคนชอบผู้หญิงหวาน น่ารัก.. รับผิดชอบทำงานบ้าน เป็นแม่บ้านแม่เรือน คงคาดไม่ถึงใช่มั้ยคะว่าพบจะทำแบบนี้ได้”
       “คุณเอาชุดคุณเพื่อนมาใส่”
       “เปล่านะคะ แต่พบมาคิด ๆ ดูแล้ว พบเริ่มเบื่อตัวเองที่ต้องทำตัวทันสมัย เปรี้ยวตามสังคมยุคใหม่ ความจริงการใช้ชีวิตเรียบง่ายตามแบบที่ผู้หญิงควรจะเป็น มันก็มีความสุขดีนะคะ”
       โลมฤทัยหันมาเผชิญหน้ากับปวุฒิด้วยสีหน้าจริงจัง
       “ความรัก...ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงได้เสมอค่ะ พบเคยบอกคุณปวุฒิแล้วไงคะ พบรักคุณ... พบจะยอมทำทุกอย่างให้คุณปวุฒิมีความสุข และรักพบ”
       ปวุฒิอึ้ง ไม่คิดว่าโลมฤทัยจะยอมเปลี่ยนตัวเองได้ขนาดนี้ เธอเดินถืออาหารออกไป
      
       ปวุฒิอึ้งอยู่อย่างนั้น พูดอะไรไม่ออกแล้วเดินตามออกไป


  


       โลมฤทัยเอาอาหารวางบนโต๊ะ บนโต๊ะมีดอกไม้เชิง เทียนประดับไว้เรียบร้อย ปวุฒิเดินตามเข้ามาก็อดแปลกใจไม่ได้ ไม่คิดว่าโลมฤทัยจะยอมเปลี่ยนตัวเองได้ขนาดนี้
        “เชิญนั่งสิคะ”
        โลมฤทัยเข้ามาเชื้อเชิญให้ปวุฒินั่งลง เขาจำยอมนั่งลงด้วยมารยาท
        “พบรับรองค่ะว่ารสชาติอาหารก็ถูกใจไม่แพ้การตกแต่ง”
        โลมฤทัยจะตักข้าวให้ปวุฒิ
        “ไม่ต้องครับ ผมไม่หิว”
        โลมฤทัยผิดหวังที่ปวุฒิยังคงเย็นชากับเธอ แต่เธอไม่ละความพยายาม
        “ลองชิมสักหน่อยนะคะ พบอุตส่าห์ไปเรียนมา”
        โลมฤทัยตักอาหารใส่จาน
        “พบไม่เคยทำให้ใครทานมาก่อนนะคะ คุณคือผู้ชายคนแรกที่ได้ทานอาหารฝีมือของพบ”
        โลมฤทัยยกจานมาให้ แต่ปวุฒิยังคงนั่งเฉย
        “พบป้อนให้นะคะ”
        โลมฤทัยตักอาหารจะป้อนให้ปวุฒิ เขาผลักออก...แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้
        “คุณกลับไปเถอะ”
        โลมฤทัยหมดความอดทน
        “เลิกเย็นชากับพบซะทีได้มั้ยคะ...บอกมาสิคะพบทำอะไรผิด คุณก็รู้ว่าเราสองคนรู้จักกันก่อน แต่พอคุณเจอพี่เพื่อน พี่เพื่อนก็แย่งคุณไป”
        “คุณเพื่อนไม่ได้แย่งผมไป”
        โลมฤทัยเสียใจแต่ไม่ยอมแพ้ โผเข้ามากอดปวุฒิ
        “แต่พบรักคุณ คุณคือผู้ชายคนเดียวที่พบรัก”
        โลมฤทัยเริ่มกอดสัมผัส ปวุฒิอึดอัดใจ
        “อย่าทำอย่างนี้เลย...มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่กับคุณมากขึ้น”
        โลมฤทัยผิดหวัง เดินเข้ามาต่อว่าปวุฒิ
        “พี่เพื่อนใช้มารยายังไง คุณปวุฒิถึงได้รักได้หลง บอกมาสิคะ พบจะได้ทำเหมือนพี่เพื่อน”
        ปวุฒิรู้สึกแย่ ไม่พูดจาอะไร โลมฤทัยเริ่มถอดกระดุมเสื้อ ยั่วยวนปวุฒิ
        “แบบนี้ใช่มั้ยคะ ที่พี่เพื่อนทำให้คุณพอใจ”
        ปวุฒิเดินตรงไปหาโลมฤทัย เธอยิ้มและคิดว่าปวุฒิตกบ่วงเสน่หาของเธอ ปวุฒิเดินเข้าไปหา แล้วกระซิบบอกโลมฤทัย
        “หยุดเถอะ สิ่งที่คุณทำมันยิ่งทำให้คุณค่าในตัวคุณลดลง”
        โลมฤทัยผิดหวังมาก ปวุฒิยืนจ้องมองโลมฤทัย
        “คุณมาแทนที่คุณเพื่อนไม่ได้หรอก เพราะสิ่งที่คุณเพื่อนมี แต่คุณไม่มีคือ ความเป็นกุลสตรี และ ศักดิ์ศรี!”
        ปวุฒิเดินออกไปจากบ้าน โลมฤทัยผิดหวังและเสียใจมาก
        โลมฤทัยน้ำตาตก ได้แต่มองปวุฒิเดินออกไปจากบ้าน
      
        ภายนอกโรงอบชา สายฝนยังตกอย่างต่อเนื่อง... รจนาไฉนยืนกลางสายฝน
        “เอาเงินมาให้ฉัน คุณต้องจ่ายเงินฉัน”
        สภาพร่างกายรจนาไฉนเริ่มไม่ไหว แต่พยายามฝืนพูด
        “คุณปัทม์ คุณต้องรักษาสัญญา”
        เธอพูดได้ไม่จบประโยคก็ทรุดตัวล้มลง
        ปัทม์ยืนมองจากภายในโรงอบชาเห็นเธอล้มลงก็นึกเป็นห่วง แต่เธอยังใจแข็งพยายามฝืนลุกขึ้นมา
        “คุณพ่อคะ เพื่อนขอโทษค่ะ เพื่อนหาเงินไปรักษาคุณพ่อไม่ได้”
      
        รจนาไฉนเป็นลมล้งลงไปนอนกองกับพื้น... ปัทม์ยืนมองเห็นรจนาไฉนนอนนิ่งท่ามกลางสายฝน.ก็นึกเป็นห่วง รีบเดินออกไป


  


       ปัทม์เร่งรีบเดินออกไปด้วยความเป็นห่วง จนเดินชนกับของภายในโรงอบชา ทันทีที่เปิดประตูโรงอบชาออกมาเห็นรจนาไฉนนอนสลบไสลอยู่ เขาจะเดินเข้าไปหา แต่แล้วก็ต้องหยุดกึกทันที เพราะพ่อเลี้ยงพูนทวีวิ่งตัดหน้าเข้ามาก่อน
        “คุณเพื่อน!”
        ปัทม์หยุด ไม่อยากแสดงให้พูนทวีเห็นว่า เขาห่วงใยรจนาไฉนเพียงใด พูนทวีเข้าไปดูรจนาไฉน
        “คุณเพื่อน...คุณเป็นยังไงบ้าง”
        รจนาไฉนนอนไม่ได้สติในอ้อมกอดพูนทวี เขารีบอุ้มรจนาไฉนเพื่อพากลับไปที่พัก ปัทม์ยืนมองอย่างไม่พอใจนัก ที่มีคนมาดูแลรจนาไฉน
      
        ภายในห้องนอน หมอตรวจอาการรจนาไฉนเสร็จ พูนทวีรีบเข้าไปถามอาการ จันทร์เจ้ายืนอยู่ด้านหลัง
        “แค่เป็นไข้ครับ ไม่มีโรคอื่นแทรกซ้อน นี่ถ้าปล่อยให้ตากฝนนานกว่านี้ อาจเป็นปอดบวมได้”
        “ขอบคุณคุณหมอมากครับ งั้นเดี๋ยวผมไปส่งที่รถนะครับ”
        “ไม่เป็นไรหรอก...เชิญพ่อเลี้ยงดูแลแฟนเถอะ”
        จันทร์เจ้าอึ้ง พูนทวีรีบออกตัว
        “เอ่อ ไม่ใช่แฟนครับ...แต่คงอีกไม่นาน”
        จันทร์เจ้าตกใจ ไม่คิดว่าพ่อเลี้ยงพูนทวีจะชอบรจนาไฉนมาก พูนทวีไหว้ลา หมอเดินออกไป
        “จันทร์เจ้าเธอกลับไปพักได้แล้ว เดี๋ยวคืนนี้ฉันเฝ้าคุณเพื่อนเอง” พูนทวีบอก
        จันทร์เจ้าอึ้ง
        “จะดีเหรอเจ้า”
        “ทำไมล่ะ...คนเป็นแฟนกันต้องดูแลกันสิ”
        จันทร์เจ้ามองหน้าประมาณว่า แน่ใจแล้วเหรอ
        พูนทวีคิดได้
        “ฉันล้อเล่น เออ แล้วนี่นายเธอหายไปไหน ไม่ดูแลลูกน้องเลย...แล้วทำไมคุณเพื่อนถึงไปนอนที่หน้าโรงอบชา” พูนทวีสงสัย
      
        ภายในห้องนั่งเล่นในบ้านปัทมกุล เวลากลางคืน พูนทวีเดินเข้ามาในบ้านประชดประชันปัทม์
        “เจ้าของไร่ชา....นั่งจิบชาสบายใจ”
        ปัทม์นั่งดื่มชาอย่างสบายอารมณ์
        “จะให้ฉันจิบไวน์รึไง”
        “กวนนะแก... นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเจ้าบ้าน โดนไปแล้ว”
        ปัทม์ไม่สนใจนั่งจิบชาต่อไปอย่างใจเย็น พูนทวีนั่งลง แล้วต่อว่าทันที
        “แกปล่อยให้คุณเพื่อนไปยืนตากฝนได้ไง”
        “หน้าที่ของเจ้านายจำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องของคนงานเหรอ”
        “ฉันชักจะสงสัยแล้ว ตกลงคุณเพื่อนเค้าเป็นคนงานแน่เหรอ”
        “แกถามทำไม”
        “ก็ฉันสงสัย คนงานอะไรจะผิวพรรณ ท่าทางดีมีการศึกษาแบบนั้น”
        “เพิ่งรู้ว่านอกจากแกจะทำไร่สตอเบอรี่แล้ว แกยังเป็นซินแสดูโหงวเฮ้ง เค้าจะเป็นอะไรฉันไม่สนใจจะจำ ก็แค่คนงานคนหนึ่ง”
        พูนทวีจ้องหน้าปัทม์
        “อย่านอกเรื่อง แกปิดปังอะไรฉันเกี่ยวกับคุณเพื่อนรึเปล่า”
        “ไม่มี ชัดมั้ย มีอะไรมั้ย”
        ปัทม์จ้องหน้าพูนทวีอย่างเอาเรื่อง พูนทวีแก้เก้อ
        “ไม่มีก็ได้... แต่สำหรับคุณเพื่อนแกต้องดูแล เพราะเธอน่ารักและเป็นคนดี”
        “ถ้าจะมาโวยวายเพราะเรื่องนี้ก็ออกไปได้แล้ว ทำลายบรรยากาศจิบชาของฉัน”
        ปัทม์ไม่สนใจ จิบชาต่อไป พูนทวีหมั่นไส้เข้ามาแย่งแก้วชาออก...
        “แกพูดความจริงมา คุณเพื่อนไปนอนหมดสติที่หน้าโรงอบชาได้ไง...มันเกิดอะไรขึ้น”
        “ฉันไม่รู้”
        “แกรู้ เพราะแกผิดสัญญา ไม่จ่ายเงินให้เค้า”
        ปัทม์มองหน้าพูนทวี แปลกใจที่พูนทวีรู้เรื่อง
        “แม่นั่นฟ้องแก”
        “เปล่า! ฉันแค่ได้ยินเค้าละเมอเรื่องเงินอะไรสักอย่าง ก็เดาเอา ใช่มั้ย”
        “รู้แล้วจะมาถามทำไม”
        “ถามจริงเหอะ... แกจงเกลียดจงชังอะไรคุณเพื่อนนักหนาวะ”
        “ฉันไม่ได้เกลียด แค่ไม่สนใจ”
        “โอเค ถ้าแกไม่สนใจก็ดี งั้นฉันขอ”
        ปัทม์มองหน้าพูนทวี แปลกใจว่าพูนทวีจะขออะไร
        “ฉันขอให้ความสำคัญกับเธอ เธอเป็นเทพธิดาดอยกลอยใจของฉัน ฉันจะดูแลผู้หญิงคนนี้เอง”
        ปัทม์มองหน้าจะค้าน แต่พูนทวีรวบรัดตัดความ
        “ตกลงตามนี้ ต่อไปฉันจะทำอะไรก็อย่าขัด ขอบใจมาก ลาก่อน”
      
        พูนทวีเดินร้องเพลงออกไปอย่างอารมณ์ดี... ปัทม์มองตามแล้วคิดอะไรบางอย่าง


  


       ปัทม์เดินเข้ามาในห้องนอนรจนาไฉนและยืนมองดูเธอ
        “ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองไม่สบาย ยังยอมทรมานร่างกายไปยืนตากฝน เธอยอมตายได้เพื่อเงิน เธอเป็นผู้หญิงแบบไหนกันแน่”
        ปัทม์ครุ่นคิด มองหน้ารจนาไฉน
        “ใช่สิ... เธอเกิดมาเพื่อบูชาเงิน. ต่อให้เธอตายไป เธอก็คงขอตายบนกองเงิน แต่ฉันขอบอกไว้ก่อนนะ เธอคิดผิดที่คิดจะมากอบโกยเงินจากฉัน”
        ปัทม์จะเดินกลับออกไป แต่รจนาไฉนละเมอออกมา...
        “คุณพ่อคะ เพื่อนหาเงินไปรักษาคุณพ่อไม่ได้ พื่อนขอโทษค่ะ คุณพ่ออย่าเป็นอะไรนะคะ”
        รจนาไฉนนอนละเมอ ทำให้ปัทม์แปลกใจ
      
        ภายในห้องนอนรจนาไฉน ภายในบ้านวิชนี เวลากลางคืน โลมฤทัยเขวี้ยงภาพถ่ายของรจนาไฉนคู่กับปวุฒิ เธอเปิดอัลบั้มภาพถ่ายของรจนาไฉนกับปวุฒิ แล้วฉีกภาพทิ้ง ทำลายให้ทั้งสองแยกออกจากกัน
        “นังเพื่อน แกไปแล้ว แต่ทำไมต้องเอาหัวใจคุณปวุฒิไปด้วย ฉันเกลียดแก ได้ยินมั้ย...ฉันเกลียดแก”
        โลมฤทัยร้องห่มร้องไห้ออกมา เธอหันไปมองภาพของปวุฒิที่ถูกฉีก
        “คุณปวุฒิคะ ทำไมคุณถึงใจร้ายกับพบ พบรักคุณมากนะคะ พบรักคุณคนเดียว”
        โลมฤทัยร้องไห้ หยดน้ำตาร่วงใส่ภาพปวุฒิ เสียงลำเพาดังเข้ามา
        “เลิกคิดถึงมันเถอะลูกพบขา”
        ลำเพาเดินเข้ามาในห้อง ไม่พอใจที่ลูกสาวคนโปรดเสียใจเรื่องปวุฒิ
        “แค่ผู้ชายกระจอกคนนึง ลูกจะไปสนใจทำไม ถ้าลูกเชื่อแม่ยอมแต่งกับพ่อเลี้ยงปัทม์ตั้งแต่แรก ลูกก็สบายไปทั้งชาติ”
        “เลิกพูดถึงมันได้มั้ย พบเกลียดพวกมัน”
        ลำเพารีบเปลี่ยนเรื่อง
        “ไม่พูดค่ะลูกขา... เดี๋ยวแม่หาผู้ชายรวย ๆ ระดับมหาเศรษฐีให้”
        “พบไม่เอาใครทั้งนั้น พบต้องการคุณปวุฒิคนเดียว”
        ลำเพาจะโน้มน้าวต่อ
        “แต่มันเป็นแค่นายตำรวจ ไม่มีเงินถุงเงินถัง”
        โลมฤทัยสวนขึ้น
        “คุณแม่อย่ามายุ่งได้มั้ย พบบอกว่าพบรักคุณปวุฒิ เข้าใจมั้ย ได้ยินมั้ย”
        โลมฤทัยปรี๊ดแตกเริ่มอาการจะชักดิ้นชักงอ ลำเพาตกใจกลัว
        “ค่ะ...ใจเย็นนะคะลูกขา จะรักใครชอบใครก็เอาเถอะ แม่ไม่ยุ่งจ้ะ”
        ลำเพาพยายามทำให้โลมฤทัยสงบสติอารมณ์
        “พบต้องการอยู่คนเดียว”
        “จ้ะ... คนเดียวจ้ะ”
        ลำเพายอมทำตาม เดินสะบัดออกไป แต่ขัดใจที่โลมฤทัยยังรักปวุฒิ ฝ่ายลูกสาวเดินตรงไปยังภาพของรจนาไฉนที่แขวนอยู่ เธอหยิบภาพนั้นขึ้นมา
        “นังเพื่อน... ฉันจะแย่งหัวใจคุณปวุฒิมาจากแกให้ได้!”
        โลมฤทัยฟาดภาพลงพื้น กระจกแตกกระจาย...
        
        ผ่านเวลาไป... บรรยากาศยามเช้า ฟ้าหลังฝนงามตา ทุ่งไร่ชากว้างใหญ่ งดงามราวภาพวาด ดอกไม้บานยามเช้าช่วยแต่งแต้มสีสันให้ชีวิตแห่งธรรมชาติ
        
        เช้าวันใหม่ รจนาไฉนตื่นนอนตอนเช้า ปยงค์เข้ามาต่อว่า
        “ตื่นแล้วเหรอยะ นอนหลับสบายใจเฉิบเลยนะ แหม...มีไข้นิดๆหน่อยๆ ทำสำออยยังกะเป็นมะเร็ง ฉันรู้นะว่าเธอคิดอู้งาน”
        จันทร์เจ้าถือถาดอาหารเข้ามา
        “คิดมากไปรึเปล่าคะคุณปยงค์เจ้า เพื่อนเค้าป่วยจริงๆ ตัวงี้ร้อนยังกะไฟ”
        “ไฟเล่ห์เสน่ห์ลวงล่ะไม่ว่า”
        จันทร์เจ้าอุทาน
        “ไฟเล่ห์เสน่ห์ลวง คิดได้ไงเจ้า ถ้าไม่ใช่คอละครก็ต้องเป็นหนอนนวนิยาย”
        “ฉันเก่งย่ะ” ปยงค์หันไปด่ารจนาไฉนต่อ
        “ฉันขอเตือนหล่อนไว้ก่อนนะ ถ้าคิดจะใช้ความสาว ความสวย หรือใช้มารยามาอ่อยคุณปัทม์ให้สงสารเห็นใจล่ะก็ไม่ได้ผลหรอก”
        “เรื่องนี้ต้องเชื่อคุณปยงค์เจ้า”
        ปยงค์ยิ้มดีใจที่จันทร์เจ้าเห็นด้วย
        “เพราะว่าคุณปยงค์ใช้แผนนี้มาสามสิบกว่าปีแล้ว...แต่ไม่ได้ผลเจ้า”
        ปยงค์หุบยิ้มทันที
        “นังจันทร์!”
        “จริงมั้ยเจ้า”
        จันทร์เจ้ายิ้มเย้ย ปยงค์หมั่นไส้ แต่ทำอะไรไม่ได้
        “ฉันให้พักได้แค่วันเดียวเท่านั้น พรุ่งนี้ต้องทำงานเธอจะคิดอู้งานไม่ได้ ถึงบ้านนี้คุณเปรมจะไม่ค่อยอยู่เพราะต้องไปดูแลสถานปฏิบัติธรรมที่เชิงเขา แต่ยังไงหล่อนก็ต้อง ทำงานให้คุ้มกับที่เค้าจ้างเข้าใจมั้ย”
        “สถานปฏิบัติธรรม” รจนาไฉนทวนคำ
        “ใช่.. บ้านนี้ถึงได้เหลือเจ้านายเพียงคนเดียวคือคุณปัทม์ยังไงล่ะ เดี๋ยวนี้คุณเปรมท่านอยู่ที่นั่นมากกว่าอยู่ไร่แล้ว”
        “คุณปยงค์คะ”
        “อะไร จะมาต่อรองอะไรอีก”
        รจนาไฉนยกมือไหว้
        “เพื่อนขอบคุณคุณปยงค์มากนะคะ ที่กรุณาดูแลเพื่อนและอนุญาตให้เพื่อนได้พักงาน แต่เพื่อนขอทำงานวันนี้เลยก็ได้นะคะ เพื่อนพอจะหายดีแล้ว”
        “ตาย...แม่นางเอกกลับชาติมาเกิด ความขยันช่างประเสริฐเพริศแพร้วพรรณาราย ฉันก็อยากให้หล่อนทำงานตั้งแต่ชั่วโมงนี้ด้วยซ้ำ ถ้าพ่อเลี้ยงไม่ขอไว้”
        ปยงค์เดินออกไป
        รจนาไฉนแปลกใจถามจันทร์เจ้า
        “พ่อเลี้ยงปัทม์เหรอ ที่ขอให้ฉันพัก”
        “ไม่ใช่เจ้า คนที่พูดถึงคือ พ่อเลี้ยงพูนทวี”
        “ใครกัน พ่อเลี้ยงพูนทวี!”
        พูนทวีหิ้วกระเช้าผลไม้มาฝาก ร้องเพลงชาวดอยเข้ามา
        “ผม..เอาแครอทมาฝาก”
        “นี่ไงเจ้า พ่อเลี้ยงพูนทวี”
        รจนาไฉนตกใจ
        “ชาวเขาเนี่ยนะพ่อเลี้ยง”
        จันทร์เจ้าตกใจ
        “ใครกันชาวเขา”
        จันทร์เจ้าหันไปมองพ่อเลี้ยง พูนทวียิ้มแหย ยังคงพูดไม่ชัด
        “ความแตกหมดเลย”
      
        รจนาไฉนมองพูนทวีด้วยความแปลกใจ เพราะหลงเชื่อว่า พูนทวีเป็นชาวเขามาตั้งนาน

       ในห้องทำงานวันเดียวกัน ปัทม์ ปัทมกุลยืนรอด้วยความกระวนกระวายใจ ชิเดินเข้ามาไม่ทันเข้ามาดี ปัทม์ก็รีบถาม
      
       “เรื่องที่ฉันให้ไปสืบว่าไง”
       ชิยิ้มร่า อยากจะอธิบายเอาหน้า
       “จากการที่นายให้ชิไปสืบเรื่องของคุณพ่อของคุณรจนาไฉนว่าป่วยเป็นอะไรนั้น ชิได้โทรไปสอบถามข้อมูลจากทางโรงพยาบาล แล้วทางพยาบาลแสนสวยได้...”
       ชิเหมือนจะพล่ามต่อไปอีกนาน ปัทม์ตัดบท
       “เขาป่วยเป็นอะไร”
       ชิสะดุ้งรีบรายงานอย่างรวบรัด
       “คุณนพรัตน์ป่วยเป็นโรคไต ต้องฟอกไตทุกอาทิตย์ครับ จบข่าว ชิรายงาน!”
       ปัทม์แปลกใจไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน
       “ฟอกไต แล้วค่ารักษาเท่าไหร่”
       ชิส่งเอกสารให้ปัทม์
       “ชิให้ทางโรงพยาบาลแฟกซ์มาให้แล้วครับ”
       ปัทม์รับเอกสารมาดู...
       “เสร็จเรื่องแล้ว...ชิขอตัวไปทำงานต่อครับนาย”
       “เดี๋ยวก่อน”
       ชิแปลกใจว่าปัทม์จะให้ทำอะไรต่อ
      
       ภายในห้องนอนรจนาไฉน พ่อเลี้ยงพูนทวีขอโทษเธอ
       “ผมขอโทษนะครับที่ไม่ได้บอกความจริง”
       รจนาไฉนรีบไหว้พูนทวี
       “เพื่อนสิคะต้องขอโทษพ่อเลี้ยงที่เข้าใจผิดคิดว่าพ่อเลี้ยงเป็น...” เธอไม่กล้าพูดที่เข้าใจว่า เขาเป็นชาวเขา
       พูนทวีพูดแทน
       “คนงาน ! ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก แต่เป็นความผิดของผมเองที่เกิดมาหน้าตาไม่ดีแถมไม่มีราศีอีก”
       “ขอโทษอีกครั้งนะคะพ่อเลี้ยง”
       พูนทวีทำขึงขัง
       “ไม่ให้อภัยครับ”
       รจนาไฉนหน้าเสีย
       “ยกโทษให้เพื่อนนะคะ”
       “ผมจะไม่ยกโทษให้จนกว่าคุณเพื่อนจะเลิกเรียกผมว่าพ่อเลี้ยง ต้องเรียกผมว่าพูนทวี”
       “ไม่ดีมั้งคะ... เพื่อนเป็นแค่คนงาน ไม่ควรตีตัวเสมอพ่อเลี้ยง”
       “ถ้าคุณไม่เรียก ผมจะเล่นบทชาวเขาตลอดไป เราจะได้เป็นเพื่อนกันอย่างสนิทใจ”
       “ตกลงค่ะ เพื่อนจะเรียกคุณว่า พูนทวี”
       “เยี่ยมครับ”
       ทั้งสองยิ้มให้กัน รับรู้ถึงมิตรภาพที่มีให้กัน พูนทวีนึกได้รีบควักเงินให้รจนาไฉน
       “เงินครับ”
       “ให้เพื่อนทำไมคะ”
       “ผมไม่รู้ว่าปัทม์มันค้างเงินอะไรคุณไว้ ในเมื่อมันไม่จ่าย ผมจ่ายให้คุณเองพอไหมครับ ถ้าไม่พอผมจะเพิ่มให้อีก”
       รจนาไฉนซึ้งใจ
       “มันเป็นสัญญาที่คุณปัทม์ต้องรับผิดชอบ ไม่เกี่ยวกับคุณพูนทวีเลย เพื่อนรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”
       รจนาไฉนจะคืนเงิน แต่พูนทวีไม่รับ
       “ถ้าคุณไม่รับ ก็เท่ากับไม่รับผมเป็นเพื่อน”
       พูนทวีใช้แผนเด็ด รจนาไฉนไม่มีทางเลือก
       “ค่ะ...ขอบคุณนะคะ”
       รจนาไฉนรับเงินมาไว้ ทำให้พูนทวีดีใจที่มีส่วนช่วยรจนาไฉน แต่แล้วรจนาไฉนส่งเงินให้พูนทวี
       “ฉันให้ค่ะ”
       พูนทวีงง
       “ค่าอะไรครับ!”
       “ค่าหมอ ค่ารักษาดูแลฉัน”
       “ผมไม่รับ!”
       รจนาไฉนย้อน
       “ถ้าคุณไม่รับก็เท่ากับไม่รับฉันเป็นเพื่อน”
       พูนทวีอึ้ง ไม่คิดว่ารจนาไฉนจะฉลาด และมีไหวพริบ พูนทวีจำยอมรับเงินคืน
       “ครับ แต่จำไว้นะครับ ถ้าคุณมีเรื่องเดือดร้อนหรือลำบาก ขอให้บอกเพื่อนคนนี้ เพื่อนคนนี้จะช่วยเหลือคุณเสมอ”
       พูนทวียื่นมือมาให้รจนาไฉน เธอยิ้มให้แล้วจับมือตอบ
       “ขอบคุณค่ะเพื่อนที่แสนดี”
       พูนทวียิ้มดีใจที่มิตรภาพดำเนินไปด้วยดี จากนั้น เขาก็ลากรจนาไฉนออกไป
      
       “จะพาเพื่อนไปไหนคะ”


  


        
       ภายในห้องทำงาน ปัทม์เซ็นเช็คส่งให้ชิ ชิรับมาดูก็ตกใจ... ตื่นเต้นดีใจ
      
       “นายเซ็นเช็คให้ชิ! เป็นรางวัลที่ไปสืบเรื่องคุณนพรัตน์เหรอนาย”
       “เอาไปจ่ายให้โรงพยาบาล เป็นค่ารักษาคุณนพรัตน์”
       “โธ่...นึกว่าให้ชิ”
       “จัดการด่วนที่สุด”
       “ครับนาย!”
       ชิจะเดินออกไป ปัทม์ถามขึ้น
       “ฉันเห็นรถพูนทวีมา มันกลับไปแล้วใช่มั้ย”
       “ยังครับ!”
       ปัทม์แสดงความไม่พอใจ
       “ทำไมมันยังไม่กลับไปอีก”
       “เห็นพาคุณรจนาไฉนออกไปสูดอากาศข้างนอกครับ”
       ปัทม์โวยวาย
       “ทำไมมันต้องดูแลเอาใจกันด้วย”
       “แล้วทำไมนายต้องโมโห”
       ปัทม์สวนกลับ
       “ไม่ใช่เรื่องของแก”
       “ครับ...ไม่ใช่เรื่องของชิ ชิไปแล้วครับ”
       ชิจะเดินออกไป แต่เห็นว่าปัทม์ยังหงุดหงิดก็หันมาบอก
       “ถ้านายไม่สบายใจ อยากตามไปดู พวกเขาอยู่ที่ลำธารเชิงเขา”
       “บอกฉันทำไม ฉันไม่สนใจ ไม่ใช่เมียฉัน”
       “แล้วทำไมนายต้องโมโหด้วย ทำตัวเหมือนหวงก้าง”
       ปัทม์โกรธที่ชิรู้ทัน
       “ไอ้ชิ!”
       “หายตัวแว้บไ
       ชิวิ่งออกไปทันที ปัทม์คิดตัดสินใจ...
      
       บริเวณลำธาร รจนาไฉนเดินมาหยุดมอง เห็นลำธารและทุ่งดอกไม้แสนสวย เธอสัมผัสธรรมชาตินั้นอย่างมีความสุข พูนทวีเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า
       “ชอบมั้ยครับ”
       “ชอบมากค่ะ”
       พูนทวียิ้มดีใจ คิดว่าเธอชอบเขา แต่..รจนาไฉนกลับวิ่งไปดูบริเวณลำธาร
       “เหมือนฝัน ลำธารน้ำใส มีทุ่งดอกไม้สีสด เหมือนอยู่ในเทพนิยายเลยค่ะ”
       พูนทวีผิดหวังเล็กน้อยที่เธอสนใจในธรรมชาติ มากกว่าตัวเขา
       “ผมดีใจนะครับที่คุณเพื่อนชอบ คุณเพื่อนได้มาสูดอากาศบริสุทธิ์ได้ชมธรรมชาติงดงาม นอกจากจะทำให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว สุขภาพใจก็ดีขึ้นด้วยครับ”
       พูนทวีหันไป เห็นรจนาไฉนกำลังปูผ้าเพื่อวางอาหารปิคนิค
       “ไม่ต้องทำครับ ผมทำให้”
       “ไม่เป็นไรค่ะ คุณพูนทวีทำเพื่อเพื่อนมาเยอะแล้ว ให้เพื่อนได้ดูแลคุณพูนทวีบ้างนะคะ”
       รจนาไฉนยิ้มให้ เขาดูมีความสุขมาก
       “ดีครับ อยากให้ดูแลทั้งชีวิตเลย”
       “อะไรนะคะ”
       “หมายถึง...เป็นเพื่อนกันดูแลกัน”
       “คุณพูนทวีรู้มั้ยคะ ว่าคุณเป็นคนที่น่ารักมาก”
       พูนทวีเขิน
       “คุณเพื่อนก็พูดเกินไป ผมไม่น่ารักหรอก แต่มีเสน่ห์”
       “คุณเพื่อนเป็นคนที่มีน้ำใจและเป็นคนดี ถ้าโลกนี้มีแต่คนแบบคุณพูนทวี บ้านไร่ปลายดอยคงเต็มไปด้วยสันติสุข ไม่ต้องมืดมนเหมือนคนบางคน”
       “อย่าไปพูดถึงปัทม์มันเลยครับ คนที่จมกับความทุกข์ก็เป็นอย่างนั้นล่ะ”
       รจนาไฉนแปลกใจ
       “เขามีเรื่องอะไรเหรอคะ”
       “อย่าไปสนใจมันเลยครับ เดี๋ยวบรรยากาศจะกร่อย”
       “ค่ะ...ดูสิคะ แค่พูดชื่อเขา ดอกไม้ก็เหี่ยวเลย”
      
       รจนาไฉนหยิบดอกไม้ที่ก้านหักดอกตกขึ้นมาชูให้พูนทวีดูเหมือนเปรียบเทียบ ทั้งสองหัวเราะชอบใจ


  


        
       บริเวณไร่ชา ปัทม์ขี่ม้า แต่สะดุดจนหน้าเกือบคะมำ ปัทม์โวยวายใส่ม้า
      
       “วันนี้แกเป็นอะไรของแกวะ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว”
       ปัทม์พยายามหันไปมองคนงานที่ทำงานอยู่ แต่ภายในใจไม่นิ่งเพราะคิดถึงคำพูดของพูนทวี
       “ฉันขอให้ความสำคัญกับเธอ เธอเป็นเทพธิดาดอยกลอยใจของฉัน ฉันจะดูแลผู้หญิงคนนี้เอง”
       ปัทม์มองหน้าจะค้าน แต่พูนทวีรวบรัดตัดความ
       “ตกลงตามนี้ ต่อไปฉันจะทำอะไรก็อย่าขัด...”
       ปัทม์วุ่นวายใจ ตัดสินใจควบม้าไปทางลำธารทันที...
      
       บริเวณลำธาร พูนทวีหยิบสตรอเบอรี่ลูกโตให้รจนาไฉน
       “นี่เป็นสตอรเบอรี่จากไร่ผมเอง กินเยอะๆนะครับ วิตามินซีช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและทำให้สดชื่น”
       รจนาไฉนจะรับมา แต่พูนทวีไม่ส่งให้
       “ผมป้อนให้ครับ”
       รจนาไฉนอึ้ง พูนทวีเล่นมุกทำเสียงดุเลียนแบบปัทม์
       “อย่าขัดคำสั่งผม! ผมคือพ่อเลี้ยงปัทม์ ปัทมกุลผมเป็นเจ้าของที่นี่ ผมสั่งอะไรคุณต้องทำตามคำสั่งของผม!”
       รจนาไฉนมองพูนทวีแล้วหัวเราะ
       “เอ้า...ไม่กลัวเหรอครับ”
       “ก็มันขำนี่คะ คุณทำยังไงก็ไม่เหมือนเค้าหรอก เพราะแววตาคุณใจดี ขี้เล่น แต่สำหรับเค้า เป็นแววตามัจจุราช!”
       พูนทวีเห็นด้วย
       “โดนใจผมมาก ใช่เลย ไอ้ปัทม์มันเหมือนมัจจุราช”
       ทันใดนั้น ปัทม์ควบม้าวิ่งเข้ามาบนเสื่อ พูนทวีและรจนาไฉนตกใจ
       “เฮ้ย!”
       ปัทม์ลงจากหลังม้า
       “ไอ้ปัทม์ แกเป็นบ้าอะไร บุกฝ่ามากลางวง”
       “ขอโทษ ม้ามันพยศ ควบคุมไม่อยู่”
       “มันจะพยศได้ไง นี่มันม้าคู่ชีพของแก”
       “จะเอาอะไรกับม้า ขนาดคนเรายังควบคุมไม่ได้เลย”
       ปัทม์มองไปทางรจนาไฉนที่โดนแขวะ
       “แกมาทำอะไรแถวนี้”
       “มาตรวจไร่ชา” ปัทม์บอก
       “แต่นี่มันนอกเขตพื้นที่ไร่ของแกแล้วนี่หว่า”
       รจนาไฉนมองปัทม์ที่รีบแก้ตัว
       “ก็แค่มาดูว่าปีนี้น้ำเป็นไงบ้าง มันแล้งรึเปล่า”
       “ไม่เห็นต้องมาเองเลย ให้คนงานมาดูก็ได้” พูนทวีบอก
       “ฉันไม่ไว้ใจใครทั้งนั้นสู้มาดูเองดีกว่า มาดูให้เห็นกับตาว่ามันเป็นยังไง”
       ปัทม์ยังคงมองเย้ยไปที่รจนาไฉน
       “คุณก็เห็นแล้วนี่คะว่าน้ำเป็นยังไง...เสร็จธุระแล้วก็น่าจะกลับได้แล้ว” รจนาไฉนบอก
       “เธอไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน ฉันยังไม่อยากกลับ”
       “ไม่กลับก็ไม่กลับ”
       พูนทวีหันมาคุยกับรจนาไฉน
       “คุณเพื่อนครับ มาทานแซนวิชฝีมือผมดีกว่า”
       พูนทวีส่งให้รจนาไฉน แต่ปัทม์แย่งไปกินทันที
       “เฮ้ย... ฉันทำให้คุณเพื่อน”
       “ฉันหิว”
       ปัทม์กินอย่างไม่สนใจรจนาไฉน
       “ไม่เป็นไรค่ะ ถือว่าให้ทาน”
       ปัทม์สะดุ้งแล้วโยนแซนวิสทิ้งทันที พูนทวีหัวเราะชอบใจ รจนาไฉนรินน้ำส้มส่งให้พูนทวี
       “น้ำส้มค่ะ”
       ปัทม์แย่งมากินอีก
       “เสียมารยาท”
       “ทำไม...เธอเป็นคนงานของฉัน ต้องมีหน้าที่รับใช้ฉัน รึไม่จริง”
       “คุณพูนทวีคะ...ฉันว่าแถวนี้เริ่มมีมลพิษ พวกแมลงวันแมงหวี่มาตอม เราไปเดินเล่นที่ริมน้ำดีกว่า”
       “ดีครับ งั้นเชิญครับ”
       พูนทวียื่นมือให้ เพื่อจะดึงรจนาไฉนขึ้นมา
       “ขอบคุณมากนะคะ สำหรับความเป็นสุภาพบุรุษ”
       รจนาไฉนหาโอกาสประชดปัทม์ ปัทม์แสดงความไม่พอใจ ลุกขึ้นขวางก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกไป
       “เธอกลับไร่ได้แล้ว” ปัทม์บอก
       “แต่คุณเพื่อนยังอยู่ในช่วงพักฟื้น” พูนทวีว่า
       “เค้าเป็นคนงานของฉัน ฉันสั่งอะไรเค้าต้องทำตาม”
       ปัทม์มองขู่ รจนาไฉนไม่อยากให้เกิดปัญหาตามมา
       “คุณพูนทวีคะ ไว้โอกาสหน้าเราค่อยมาปิคนิคกันใหม่นะคะ”
       “ได้ครับ”
       พูนทวีบอกปัทม์
       “งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งคุณเพื่อนเอง”
       “ไม่ต้อง กว่าจะเดินไปที่รถเสียเวลา”
       ปัทม์บอกรจนาไฉน
       “เธอไปกับฉัน!”
       ปัทม์ลากเธอไปที่ม้า รจนาไฉนตกใจ
       “ฉันไม่เคยขี่ม้า!”
       ปัทม์ไม่สนใจ จับเธอขึ้นนั่งแล้วควบม้าออกไป โดยไม่สนใจพูนทวี
       “เฮ้ย... มาไวเคลมไว”
       พูนทวีบ่นๆ ก่อนนึกสงสัยในท่าทีของปัทม์
      
       “ดูแลคุณเพื่อนดีๆนะเว้ย... มันเป็นอะไรของมันวะ ไหนบอกว่าปล่อยให้เราดูแลได้ ไอ้มารผจญ ไม่ใช่ ต้องเรียกว่า มัจุจราช!”


  


       ปัทม์ควบม้าวิ่งไปมาทางทุ่งหญ้า รจนาไฉนสีหน้าตื่นกลัว นั่งอยู่ด้านหน้า
        “วิ่งช้า ๆ สิ....ฉันกลัว”
        “กลัวเหรอ”
        “ก็ฉันไม่เคยขี่ม้านี่ ช้าๆหน่อย”
        ปัทม์จงใจเร่งม้า ควบเร็วขึ้น รจนาไฉนตกใจ
        “หยุดเดี๋ยวนี้นะ ฉันจะลง”
        “กระโดดลงไปสิ ถ้าไม่กลัวแขนขาหัก”
        รจนาไฉนมองไป เห็นแต่ก้อนหินก็กลัว มองไปข้างหน้าเห็นกิ่งไม้ก็ตกใจ
        “ว้าย”
        ปัทม์โอบคว้าตัวรจนาไฉนให้หลบกิ่งไม้ เธอหลับตานิ่งอยู่ในอ้อมกอดของเขา ปัทม์ผ่านกิ่งไม้มาได้ ก็บังคับม้าให้หยุด เธอเห็นว่าปลอดภัยก็ดีใจ แต่รู้สึกตัวว่าอยู่ในอ้อมกอดของปัทม์จึงรีบดึงมือของเขาออก
        “เอามือออก ฉันไม่เป็นอะไรหรอกน่า”
        ปัทม์จะควบม้าต่อไป แต่หญิงชาวม้งวิ่งเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือ
        “ช่วยด้วย....ช่วยด้วย!”
        ปัทม์และรจนาไฉนแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น
      
        บริเวณหมู่บ้านม้ง เวลากลางวัน มีเสียงคนถูกเตะต่อยดังเข้ามา ภายในบ้าน หน่อเอถูกทำร้าย เลือดกลบปาก หน้าตาเละ เขาถูกรุมทำร้ายจนกระเด็นไปปะทะกับผนังกระท่อม ศักดิ์ ลูกน้องมือขวาของพ่อเลี้ยงเจงย่างสามขุมเข้าหาหน่อเออย่างเดือดดาล
        “ทำไมแกไม่กลับไปส่งยาให้พ่อเลี้ยง!”
        “ฉันเลิกแล้ว” หน่อเอบอก
        “แกคิดว่าพ่อเลี้ยงเล่นขายของหรือไง นึกจะเลิกก็เลิก ไอ้หน่อเอ!”
        ศักดิ์จะเข้าไปซ้ำ หน่อเอยกมือป้อง ละล่ำละลักพูด
        “พ่อเลี้ยงปัทม์มันบังคับฉัน ไม่งั้นมันจะจับฉันส่งตำรวจ!”
        ศักดิ์ชะงัก
        “ไอ้ปัทม์!”
        “ฉันไม่มีทางเลือก”
        “แล้วมันเป็นพ่อแกหรือไง ถึงต้องเชื่อมัน ต่อไปอย่าไปเชื่อฟังมันอีก”
        ศักดิ์จะเข้าไปทำร้ายหน่อเออีก
        “หยุดนะ!”
        ศักดิ์ชะงัก ทั้งศักดิ์และหน่อเอหันไปมองที่ประตู ปัทม์ยืนหน้าเครียด เล็งปืนมาที่ศักดิ์
        “หยุดทำร้ายคนไม่มีทางสู้ซะที ไม่อย่างนั้น แกได้กินลูกปืนฉันแน่”
        “แน่ใจรึว่าฉันต้องกินลูกปืนแก”
        ปัทม์หันไปทางด้านหลัง ลูกน้องของศักดิ์ 2 คนเข้ามาประชิด เล็งปืนจ่อหัวปัทม์เอาไว้ แล้วริบเอาปืนมาจากปัทม์
        “จำไว้..เกิดชาติหน้าอย่าทำตัวเป็นวีรบุรุษอีก จัดการ”
        ศักดิ์หันไปพยักหน้าสั่งลูกน้องจะให้ฆ่าปัทม์
        ทันใดนั้นรจนาไฉนโผล่มาจากด้านหลัง ในมือถือท่อนไม้ผุๆ
        “หยุดนะ!”
        ลูกน้องศักดิ์หันไป รจนาไฉนฟาดหน้าลูกน้องศักดิ์คนหนึ่งด้วยไม้ผุๆ ปรากฏว่าไม้หักโดยที่ลูกน้องศักดิ์ไม่เป็นอะไรเลย ปัทม์ถอนใจเฮือกที่จู่ๆรจนาไฉนก็เข้ามา แต่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
        “อุ้ย”
        “อีนี่ มาจากไหนวะ! จัดการมัน”
        ปัทม์ฉวยจังหวะเตะและต่อยศักดิ์จนศักดิ์ล้มลงไป ลูกน้องศักดิ์จะเข้าไปทำร้าย รจนาไฉน
        “หนีไปเร็ว!” ปัทม์บอก
        รจนาไฉนวิ่งหนีออกไปนอกกระท่อมทันที ลูกน้องศักดิ์จะตาม ปัทม์เข้าไปขวาง เตะต่อย ต่อสู้จนลูกน้องศักดิ์กระเด็นชนผนังกระท่อม ปัทม์รีบวิ่งออกไป
        
        ปัทม์ออกมานอกกระท่อม เจอรจนาไฉนยืนตกใจอยู่
        “คุณเป็นยังไงบ้าง”
        ปัทม์ตะโกนบอก
        “รีบหนีไป”
        รจนาไฉนจะวิ่งหนีแต่สะดุดครกตำข้าวล้มลง ปัทม์เข้าไปดูแล พวกลูกน้องศักดิ์ตามออกมาเข้าไปต่อสู้กับปัทม์เป็นพัลวัน ปัทม์ต่อสู้ออกหมัดมวยเต็มที่จนลูกน้องศักดิ์ได้รับบาดเจ็บ
        ศักดิ์เดินตรงเข้ามา คว้ามีดของชาวเขาเล่มโต เข้ามาฟันปัทม์ ปัทม์หลบหลีก และคว้าเอาไม้ที่หยิบได้ขึ้นมาต่อสู้ป้องกันตัว
        รจนาไฉนและเมียของหน่อเอแอบดูอยู่ที่มุมหนึ่ง
        ปัทม์ต่อสู้สุดกำลัง จนกระทั่งพวกศักดิ์แพ้ นอนหมอบกับพื้น พวกมันจะลุกขึ้นมา แต่ปัทม์แย่งปืนเข้ามาถือขู่ไว้.!
        แต่แล้วมีเสียงปืนดังขึ้นข้างตัวศักดิ์ ทุกคนตกใจ ปัทม์หันไป ปลัดวราห์เข้ามากับตำรวจ 2-3 นาย พร้อมอาวุธปืนพร้อมครบมือ เล็งมาที่พวกของศักดิ์
        “ปลัดวราห์” ปัทม์เรียก
        วราห์บอกตำรวจ
        “จับพวกมันไป อย่าปล่อยให้มารังแกชาวบ้านอีก!”
      
        ตำรวจรีบวิ่งไปคุมตัวศักดิ์และลูกน้องออกไป ศักดิ์และลูกน้องมีฮึดฮัด ก่อนออกไปหันมามองปัทม์อย่างเคียดแค้น แล้วถูกตำรวจดันหลังให้เดินออกไป

       มุมหนึ่งหน้าบ้านหน่อเอ วราห์เดินเข้ามาหาปัทม์
        “เป็นอะไรมากหรือเปล่าคุณปัทม์”
        ปัทม์แปลกใจ
        “ผมปลอดภัยดี... แล้วปลัดกับตำรวจมาได้ยังไง”
        “ผมขอติดตามพวกเค้าออกตรวจพื้นที่มีการลักลอบปลูกฝิ่น ตั้งใจจะมาเยี่ยมชาวเขา”
        “คนที่นี่โชคดีที่มีปลัดอำเภอขยัน อีกไม่นานคงได้เลื่อนขั้นเป็นนายอำเภอแน่”
        “ผมไม่ได้สนใจหรอกว่าจะได้เลื่อนขั้นหรือไม่ได้ ผมขอทำงานดูแลประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข และห่างไกลจากยาเสพติดก็พอ”
        “ผมดีใจนะที่คุณยืนเคียงข้างประชาชน”
        รจนาไฉนวิ่งเข้ามาหาปัทม์ และเห็นเมียของหน่อเอวิ่งไปทางกระท่อมหน่อเอ
        “คุณเป็นไงบ้าง บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
        ปัทม์เห็นสายตาที่เป็นห่วงอย่างจริงใจของรจนาไฉนก็มีอาการวูบไหว ปลัดวราห์มองรจนาไฉนด้วยความแปลกใจและสนใจ ตำรวจเข้ามาขัดจังหวะพอดี
        “ผมจะพาไอ้สามคนนั่นไปสอบสวนที่โรงพัก”
        “ผมต้องไปให้ปากคำด้วยใช่มั้ย”
        “ไม่ต้องหรอก เสียเวลา เห็นชัดๆว่ามันผิดเต็มๆ เดี๋ยวพวกผมจัดการต่อเอง ผมไปก่อนนะ แล้วเจอกัน”
        “ขอบคุณอีกครั้งนะครับปลัด”
        “ไม่เป็นไรครับ”
        วราห์เดินออกไปกับตำรวจ แต่ส่งสายตาอย่างมีความหมายมาที่รจนาไฉน เธอหลบตาวูบ ปัทม์คิดถึงหน่อเอ เดินย้อนกลับไป รจนาไฉนแปลกใจรีบตามไป
      
        ภายในบ้าน เมียหน่อเอกำลังเอาผ้าเช็ดเลือดและดูแลหน่อเออยู่ ปัทม์เข้ามา เมียหน่อเอยกมือไหว้ท่วมหัว
        “ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยชีวิตหน่อเอ คุณสองคนเป็นคนดีจริงๆ”
        “หยุดพูด! พอได้แล้ว”
        “คุณปัทม์เป็นผู้มีพระคุณ ถ้าไม่ได้เค้า แกก็คงไม่รอด” เมียบอก
        “บอกให้หยุดพูด แล้วออกไปข้างนอกก่อน”
        เมียหน่อเอประหลาดใจ แต่ก็ยอมทำตามคำสั่งของหน่อเอแต่โดยดี เธอเดินออกไปข้างนอกสวนกับรจนาไฉนที่ยืนฟังอยู่ที่หน้าประตู
        “พวกนั้นเป็นใคร”
        หน่อเอไม่ตอบ ปัทม์ไม่พอใจเดินตรงเข้ามากระชากคอเสื้อถาม
        “ฉันถามว่าพวกนั้นเป็นใคร เป็นพวกที่จ้างแกขนยารึเปล่า”
        “ต่อไปไม่ต้องยุ่งกับพวกฉันอีก เพราะแกทำให้ชีวิตของฉันกับเมียวุ่นวายไม่เป็นสุข”
        ปัทม์ผลักหน่อเอลงไปนอนกองกับพื้น
        “ชีวิตแกไม่เป็นสุข เพราะแกยุ่งกับยาเสพติดต่างหาก ฉันขอสั่งให้แกเลิกค้ายาเด็ดขาด”
        รจนาไฉนไม่พอใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ หน่อเอพยามยามลุกขึ้น....
        “พวกเรามีชีวิตของเรา เลือกชีวิตได้เอง..พวกคนเมืองอย่างแกไม่ต้องยุ่ง”
        “ใช่...ฉันเป็นคนเมือง แกเป็นชาวเขา แต่แกก็ยืนอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ฉันยอมไม่ได้ที่จะให้แกค้ายาเสพติด ฟังไว้นะ...ยาเสพติดไม่ได้ทำร้ายแค่คนเสพ แต่มันทำลายคนทั้งประเทศ”
        “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกฉัน ในเมื่อคนประเทศนี้ไม่เคยยอมรับว่าฉันเป็นคนไทย”
        ปัทม์อึ้งไม่คิดว่าหน่อเอจะมีความคิดอย่างนี้
        “ถ้าแกอยากจะเป็นคนไทย ควรจะถามตัวเองก่อนดีมั้ย ว่าเคยทำอะไรให้ผืนแผ่นดินที่แกอาศัยนี้บ้างรึเปล่า”
        หน่อเอถึงกับชะงักเมื่อได้ยินประโยคนี้ของปัทม์ ปัทม์ไม่อยากต่อความยาวจึงตัดบท
        “แกจะคิดยังไงก็ช่าง ถ้าแกยังหวงแหนชีวิต และอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น แกต้องไปทำงานที่ไร่ของฉัน”
        หน่อเอไม่รับปาก
        “ถ้าพรุ่งนี้ฉันไม่เห็นแกที่ไร่ของฉัน ฉันจะไม่เสียเวลาเป็นครั้งที่สอง ฉันจะเป็นคนพาตำรวจมาจับแกเข้าคุกเอง!”
        ปัทม์เดินออกไปห็นรจนาไฉนยืนฟังอยู่ เขาเดินออกไปดดยไม่สนใจ เธอไม่พอใจที่เขาทำกับพวกหน่อเอ ฝ่ายหน่อเอมองตามปัทม์ด้วยความอึดอัดที่ถูกบีบบังคับ
      
        ปัทม์เดินลิ่วๆมายังทางเดิน รจนาไฉนพยายามสาวเท้าให้ทัน
        “นี่ ทำไมต้องไปขู่ให้เค้ามาทำงานให้คุณด้วย ไม่เห็นเหรอว่าเค้ากำลังตกใจ เสียขวัญ แทนที่จะพูดกับเขาดี ๆ ถามจริง ๆ ตั้งแต่เกิดมาเคยพูดดีๆกับใครบ้างมั้ย”
        ปัทม์รำคาญสุดๆ
        “หุบปาก”
        “ถ้าฉันหุบปากก็เท่ากับฉันยอมรับความป่าเถื่อนของคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันยอมรับมันไม่ได้ ฟังฉันนะ”
        ปัทม์ไม่สนใจเดินหนีไป รจนาไฉนรีบวิ่งไปดักขวางหน้าไว้
        “ถึงฉันเป็นแค่คนงานที่คุณไม่สนใจ แต่ขอให้ฟังฉัน”
        ปัทม์ยืนฟัง ไม่ตอบโต้ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ รจนาไฉนคิดว่าปัทม์พร้อมฟัง...
        “ฉันอยากให้คุณรู้ว่าคนไร้สัญชาติอย่างพวกเขาก็มีหัวใจ ขอให้มองเขาเป็นคน เขาเกิดบนผืนแผ่นดินไทย เขาเป็นคนไทยเหมือนพวกเรา และที่สำคัญ กรุณาพูดจาภาษาคนกับพวกเขา”
        ปัทม์ถามนิ่งๆ
        “จบแล้วใช่มั้ย”
        “คิดว่าพูดแค่นี้ คุณคงเข้าใจ”
        ปัทม์ตวาดกลับ
        “ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน ไม่ต้องมายุ่ง!”
        รจนาไฉนอึ้ง แต่ไม่ยอมแพ้
        “ก็ไม่ได้อยากจะยุ่ง แต่มันทนไม่ได้. แล้วถ้าไม่เห็นว่ากำลังจะถูกยิงสมองระเบิดก็ไม่เข้าไปช่วยหรอก คนเขาอุตส่าห์หวังดีช่วยชีวิต คิดจะขอบใจสักคำก็ไม่มี” รจนาไฉนออกแนวน้อยใจประชดประชัน
        ปัทม์สวนกลับด้วยความโมโหมากและเป็นห่วงอยู่ลึกๆ
      
        “แล้วใครสั่งให้เธอเสนอหน้าเข้ามาช่วย ฉันสั่งให้เฝ้าม้า แล้วเข้ามาทำไม ไม่รู้รึไงว่ามันอันตรายมากแค่ไหน พวกนั้นมีปืน ถ้าเกิดโดนลูกหลงบาดเจ็บหรือตายขึ้นมาจะทำยังไง!”


  


        
       รจนาไฉนอึ้ง ไม่คิดว่าปัทม์จะเป็นห่วง...
        
       “คุณเป็นห่วงฉันด้วยเหรอ”
       ปัทม์รีบกลบเกลื่อน
       “ใครบอก....ฉันเป็นห่วงม้าฉันจะหายต่างหาก รู้มั้ยว่าม้าตัวนี้มีค่ามากกว่าเธอร้อยเท่าพันเท่า”
       รจนาไฉนไม่พอใจ
       “ห่วงม้ามากกว่าคน คุณยังมีหัวใจอยู่รึเปล่า เคยรักใครบ้างไหม”
       ปัทม์มองหน้ารจนาไฉน อึ้งกับประโยคของเธอ ปัทม์รีบควบม้าออกไป รจนาไฉนตกใจ รีบวิ่งตามมาขวาง
       “คุณจะไปไหน แล้วฉันล่ะ”
       “เดินกลับไปเอง โทษฐานที่ขัดคำสั่งฉัน”
       ปัทม์ควบม้าออกไป รจนาไฉนตกใจ ตะโกนเรียกไล่หลัง
       “กลับมาก่อน ไร่ชาอยู่ไกลนะ คุณ...คนบ้า ป่าเถื่อน โหดร้ายที่สุด”
      
       เวลากลางคืน ปลัดวราห์ผลักศักดิ์เข้ามาในมุมหนึ่งของบ้านพ่อเลี้ยงเจง เจ้าบ้านเดินหน้าเครียดออกมา
       “ฉันเอาตัวมือขวาของพ่อเลี้ยงมาส่งคืน ! ดีนะที่ตำรวจพวกนั้นคุยง่าย ไม่งั้นได้สาวมาถึงตัวพ่อเลี้ยงแน่”
       “ผมขอโทษครับพ่อเลี้ยง ผมกำลังสั่งสอนไอ้หน่อเอ แต่ไอ้ปัทม์เข้ามาขวาง แล้วเกิดเรื่อง ผมพยายาม...”
       ศักดิ์จะพูดต่อ แต่พ่อเลี้ยงเจงตบหน้าอย่างแรง...
       “รีบไปหลบซะ อย่าให้ใครจับได้”
       ศักดิ์ไหว้แล้วพาลูกน้องออกไป...
       “ไอ้ปัทม์...มันจะตามจองล้างจองผลาญไปถึงไหน”
       “มันคงอยากเป็นพ่อพระให้พวกชาวบ้านโง่ ๆ นับถือ ตอนนี้งานของเราไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะพ่อเลี้ยง ต้องรัดกุมหน่อย ไม่อย่างนั้นผมอาจจะช่วยพ่อเลี้ยงได้ลำบาก”
       พ่อเลี้ยงเจงไม่พอใจ
       “ปลัดไม่ต้องห่วงผมหรอก ทำในส่วนของปลัดให้ดีก็แล้วกัน”
       วราห์ไม่ค่อยพอใจนัก
       “ผมขอตัวก่อน...ต้องไปเคลียร์กับทางตำรวจอีกนิดหน่อย”
       ปลัดวราห์ไหว้พ่อเลี้ยงเดินออกไป
       “ไอ้ปัทม์ ไม้แข็งไม่ได้ผล...สงสัยต้องเล่นไม้อ่อนให้ตายใจเล่นซะแล้ว”
       พ่อเลี้ยงเจงคิดแผนการในการจัดการกับปัทม์
      
       รจนาไฉนเดินกลับมาถึงหน้าบ้านปัทม์ด้วยความเหนื่อยอ่อน และโทรมมาก
       “คอยดูนะ ฉันไม่ให้คุณแกล้งฉันฝ่ายเดียวหรอก”
       จันทร์เจ้าเดินมาหน้าบ้าน เห็นรจนาไฉนก็อดขำไม่ได้
       “ไปเล่นซ่อนแอบในดงหญ้ามาเหรอเจ้า”
       “เปล่าซะหน่อย ฉันขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ”
       “เดี๋ยวก่อน...เมื่อกี้มีคนโทรหาเพื่อนด้วยนะ”
       “ใคร”
      
       รจนาไฉนกำลังพูดโทรศัพท์อยู่ที่มุมโทรศัพท์บ้านปัทมกุล
       “อะไรนะคะ มีเงินโอนเข้ามาในบัญชีคุณพ่อ”
       นพรัตน์กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ที่บ้านวิชนี
       “เพื่อนโอนเข้ามาใช่มั้ยลูก”
       รจนาไฉนประหลาดใจ ไม่อยากโกหก แต่ไม่อยากให้พ่อกังวลใจ
       “ทีหลังเพื่อนไม่ต้องโอนมาให้พ่อนะลูก เก็บเงินเอาไว้”
       “เพื่อนจะทำทุกอย่างให้คุณพ่อหายป่วยและครอบครัวของเรามีความสุขที่สุดค่ะ”
       “พ่อขอบใจลูกมากนะ แล้วลูกเป็นยังไงบ้าง”
       “เพื่อนสบายดีค่ะ คุณพ่อสบายใจได้ค่ะ คุณปัทม์เขาดูแลเพื่อน ทำหน้าที่สามีที่ดี รวมทั้งให้เกียรติเพื่อนเสมอ”
      
       ปัทม์ที่กำลังแอบฟังอยู่ รู้สึกผิดที่ไม่เคยทำอย่างนั้นเลย
        

       รจนาไฉนพูดถึงช่วงนี้ก็น้ำตาไหล จึงรีบตัดบท แกล้งทำว่าปัทม์เรียก
      
       “อะไรนะคะคุณปัทม์ ค่ะ ๆ รอเพื่อนแป๊บนึงนะคะ... เพื่อนขอตัวก่อนนะคะ คุณปัทม์กำลังรอทานข้าวกับเพื่อน คุณพ่อรักษาสุขภาพด้วยนะคะ”
       รจนาไฉนปาดน้ำตา พยายามไม่คิดเรื่องของปัทม์ หลังวางสาย เธอพยายามคิดว่า ใครนะ...ที่โอนเงินให้นพรัตน์
       “ใครโอนเงินค่ารักษาให้คุณพ่อ”
       ปัทม์ยืนยิ้มอยู่ที่มุมหนึ่ง รจนาไฉนรีบกดโทรศัพท์ไปหาปวุฒิเพราะคิดว่า เขาเป็นคนโอนเงิน แต่มือถือปิด - “หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาฝากข้อความเสียงหลังได้รับสัญญาณ...”
       รจนาไฉนฝากเสียงไว้
       “คุณปวุฒิคะ...เพื่อนขอบคุณคุณมากนะคะที่ช่วยโอนเงินให้คุณพ่อ”
       ปัทม์ยืนฟังอย่างไม่พอใจที่รจนาไฉนคิดว่าปวุฒิเป็นคนโอนเงินให้นพรัตน์
       “เพื่อนไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไง คุณเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อนเสมอ ไม่ว่าเพื่อนเผชิญความทุกข์ยากยังไงคุณก็ยังคงเป็นเจ้าชายที่ขี่ม้าขาวมาช่วยเพื่อนทุกครั้ง”
       ปัทม์ไม่พอใจที่รจนาไฉนชื่นชมปวุฒิ รจนาไฉนซึ้งใจ
       “คุณปวุฒิเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในชีวิตของเพื่อน เพื่อนจะจดจำบุญคุณของคุณปวุฒิตลอดไปค่ะ”
       รจนาไฉนวางสายแล้วกอดโทรศัพท์ด้วยความตื้นตันใจที่ยังมีปวุฒิคอยเคียงข้างเธอ ปัทม์โกรธ ที่เธอยังคงคิดถึงปวุฒิ และมองปวุฒิเป็นพระเอกตลอดเวลา ไม่เคยเห็นเขาในสายตาสักครั้ง...
      
       บรรยากาศร่มรื่นของไร่ชายามเช้าวันใหม่ มุมหนึ่งในห้องครัว รจนาไฉนกำลังจะทำกับข้าว แล้วคิดไปถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานที่ปัทม์ชกต่อยต่อสู้กับพวกพ่อเลี้ยง รจนาไฉนชะงักนึกห่วงปัทม์ หันไปเปิดตู้หาของอะไรบางอย่าง
       มุมหนึ่งบ้าน ปัทม์นั่งทำงานดูเอกสารอยู่ อารมณ์หงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เพราะยังติดใจเรื่องรจนาไฉนกับปวุฒิ เธอวางแก้วน้ำใบบัวบกวางลงบนโต๊ะ ปัทม์เงยหน้าขึ้นมอง
       “อะไร”
       “น้ำใบบัวบก ฉันคั้นมาให้ดื่มแก้ช้ำใน”
       “ใครสั่ง”
       “ทำเอง... คุณสู้กับพวกนั้นอาจจะมีอาการช้ำใน น้ำใบบัวบกช่วยได้นะ”
       “เอาไปให้นายปวุฒิแฟนเก่าเธอกินเถอะ อาการช้ำใจน่าเป็นห่วงมากกว่าฉันซะอีก”
       ปัทม์ก้มลงทำงานต่อไป ไม่สนใจรจนาไฉน เธอไม่พอใจที่ปัทม์พาดพิงถึงปวุฒิ
       “ฉันทำมาเพราะต้องการขอบคุณที่ช่วยฉันเอาไว้ ไม่เกี่ยวกับคุณปวุฒิ กรุณาอย่าพูดถึงเค้าเสีย ๆ หาย ๆ”
       “แตะไม่ได้ โลกของเธอเนี่ย...ผู้ชายแสนดีคงมีแค่คนเดียว”
       “เปล่า..มีหลายคน แต่เท่าที่จำได้ไม่มีใครหน้าเหมือนคุณ”
       “โลกแคบ”
       “ค่ะ.. แต่ก็ยังดีกว่าคนใจแคบ”
       “เธอว่าใคร”
       “ในห้องนี้มีเราแค่สองคน ฉันคงไม่สิ้นคิดขนาดว่าตัวเอง”
       “ฉันใจแคบก็แต่เฉพาะผู้หญิงใจง่าย..เห็นแก่เงิน ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ น่าขยะแขยง”
       รจนาไฉนโกรธมาก
       “คุณปัทม์!”
       “พูดความจริงแล้วโกรธ”
       รจนาไฉนทนไม่ไหว ยกแก้วน้ำใบบัวบกสาดใส่ปัทม์ทันที เขาเบี่ยงตัวหลบรอดได้หวุดหวิด เธอมองซ้ายขวา เจอแจกันดอกไม้คว้าดอกไมเแล้วทุ่มใส่ปัทม์ เขาเบี่ยงตัวหลบได้อีก
       “ปาดอกไม้ใส่ ! โห๊ดโหดเนอะ”
       รจนาไฉนหันมองไปรอบ ๆ หยิบหมอนอิงวางบนเก้าอี้มาเหวี่ยงใส่ปัทม์ด้วยความโมโห ปัทม์รับหมอนได้เขวี้ยงกลับใส่โดนหน้าเธอเต็มๆ
       “นี่ถึงจะเรียกว่าแม่นจริง”
       รจนาไฉนเจ็บใจหันมองหาของจะเขวี้ยงใส่ปัทม์อีก เห็นของโบราณสวยงามอยู่ใกล้ๆ
       “เฮ้ย ๆ ๆ อย่านะ อันนั้นของเก่าวงศ์ตระกูล อย่าเล่นนะ”
       “ดี... คุณจะได้รู้รสชาติของความเจ็บปวดซะบ้าง”
       ปัทม์รีบเข้าไปแย่งจากมือรจนาไฉน
       “วางลง”
       “ไม่วาง”
       รจนาไฉนดิ้น ปัทม์เข้าไปกอดทางด้านหลัง พยายามจะแย่งของคืน
       “ฉันบอกให้วางลง”
      
       “ไม่”


  


        
       รจนาไฉนดิ้นขลุกขลักอยู่ในวงแขนของปัทม์ จนจมูกขอปัทม์กระทบกับแก้มของรจนาไฉนอย่างไม่ตั้งใจ
      
       รจนาไฉนอึ้ง ปัทม์ก็อึ้ง สายตาของทั้งคู่จ้องมองประสานกัน เกิดความรู้สึกแปลก ๆ ในหัวใจ
       ชิเดินเข้ามาในห้องทำงานของปัทม์พอดี เห็นทั้งคู่กำลังสบตากันใกล้ชิด
       “อุ๊ย... กลางวันแสก ๆ เลยเหรอนาย”
       รจนาไฉนและปัทม์ต่างรู้สึกตัว รีบผละออกจากกันทันที
       “เดี๋ยวชิปิดประตูให้ จะได้มิดชิด... อ่ะ ต่อเลย”
       ชิจะออกไปและจะปิดประตูให้ แต่รจนาไฉนรู้สึกอายรีบวางของแล้ววิ่งออกไปทันที
       “เดี๋ยวๆ ๆ”
       ปัทม์มองตามรจนาไฉนด้วยดวงตาอ่อนแสงลง ไม่โกรธเกรี้ยวอย่างทุกครั้ง
       “อ๊ะ...อาลัยอาวรณ์”
       “ไอ้ชิ !”
       “แหะ ๆ ไม่ได้ตั้งใจขัดคอ แค่จะมาบอกว่าปลัดวราห์มาหาครับ”
       ปัทม์แปลกใจ
      
       ปลัดวราห์เดินเข้ามายังมุมรับรอง บ้านปัทมกุล ในเวลาเช้า
       “ผมมาบอกความคืบหน้าคดีทำร้ายหน่อเอ เพราะเห็นว่าคุณปัทม์ให้คนตามเรื่องนี้อยู่”
       “เรื่องไปถึงไหนแล้วครับ”
       “ตำรวจจำเป็นต้องปล่อยตัวพวกมันไป เพราะไม่มีเจ้าทุกข์”
       “หน่อเอไม่ยอมแจ้งความอย่างนั้นเหรอ”
       “คงจะกลัวอิทธิพลของพวกมันน่ะครับ คุณปัทม์เองก็น่าจะระวังตัวไว้บ้างเพื่อความปลอดภัย”
       “ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก ถ้าเรายอมจำนนต่อความไม่ถูกต้องก็เท่ากับเรายอมรับและกลายเป็นคนชั่วเสียเอง”
       “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะดีกว่าครับ”
       “แต่พวกมันค้ายาเสพติดบ่อนทำลายชาติ ถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องป้องกัน ผมจะไม่อยู่เฉย ๆ ทนดูพวกมันรุมทึ้งประเทศผมแน่”
       ปลัดวราห์ลอบไม่พอใจปัทม์
       รจนาไฉนยกน้ำเข้ามาเสิร์ฟขัดจังหวะการสนทนา วราห์เห็นรจนาไฉนแล้วพึงพอใจ กรุ้มกริ่มทันที
       “คนงานใหม่ของคุณปัทม์เหรอครับ”
       ปัทม์ที่เพิ่งทะเลาะ นึกหมั่นไส้รจนาไฉนเลยบอกวราห์ว่า
       “คนกรุงเทพ... พ่อแม่ร้อนเงินเลยขายลูกสาวให้มาเป็นคนงาน”
       รจนาไฉนชะงัก เจ็บปวดกับคำพูดของปัทม์
       “แต่คงอยู่ไม่นานหรอกครับ”
       “อ้าว ทำไมล่ะครับ”
       “นิสัยคนกรุงเทพฯ ปลัดก็รู้... พวกวัตถุนิยมเห็นเงินเป็นพระเจ้า หิวเงิน ใครให้ผลประโยชน์มากกว่าก็ไปอยู่กับคนนั้น”
       เธอมองปัทม์ด้วยสายตาปวดร้าว กระแทกแก้วลงบนโต๊ะด้วยความไม่พอใจ จนปัทม์สะดุ้ง ก่อนเดินออกไปด้วยความไม่พอใจ วราห์มองตามด้วยสายตาเจ้าชู้ คิดว่ารจนาไฉนซื้อได้
      
       รจนาไฉนเดินหนีมายังมุมหนึ่ง ปาดน้ำตาที่กำลังซึมเอ่อด้วยความเจ็บใจ
       “ถ้าฉันได้เงินมาเมื่อไหร่ ฉันไปแน่”
       วราห์ที่มายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รจนาไฉนหันขวับมาเจอเข้าพอดี เขามองเธออย่างกรุ้มกริ่ม สำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าตามประสาคนเจ้าชู้
       “ขอโทษค่ะ”
       รจนาไฉนพยายามจะเดินหนีออกไป แต่วราห์เอาตัวบังไว้ไม่ให้ไปไหน
       “คุยกันก่อนสิ จะรีบไปไหน”
       “ฉันต้องไปทำงาน”
       “งานอะไร... เอาเป็นว่าฉันจ่ายค่าจ้างพิเศษ คุยกับฉันหน่อย”
       ปลัดวราห์หยิบแบงค์พันออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ชูไปที่หน้ารจนาไฉน เธอมองอย่างไม่พอใจ
       “น้อยไปเหรอ”
       รจนาไฉนเดินหนี วราห์คว้ามือเอาไว้ ดึงร่างรจนาไฉนมากระซิบข้างหู
       “จะเล่นตัวอัพราคารึไง ถ้าคุยถูกคอ..เย็นนี้ไปหาฉันที่บ้าน จะให้มากกว่านี้”
       “ฉันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด”
       “อ๊ะ...ลีลา เล่นตัว น่ารักน่าชัง”
       วราห์ถือโอกาสกอด รจนาไฉนพยายามขัดขืน
       “ฉันมองหน้าก็รู้แล้วว่าเธอหิวเงิน ฮึ ๆ”
      
       ปัทม์กำลังเดินมาตามทาง แล้วชะงักเพราะได้ยินเสียงร้องของรจนาไฉน
ตอนที่ 4
      
       วราห์พยายามอุดปากไม่ให้รจนาไฉนร้องเสียงดัง รจนาไฉนพยายามจะดิ้นสุดแรงเกิด
      
       “ปล่อยฉัน”
       “บอกมาเลยว่าต้องการเท่าไหร่”
       รจนาไฉนทั้งแค้นทั้งโกรธ
       “ฉันไม่ต้องการ ปล่อยฉัน ปล่อย”
       “จะเรื่องเยอะไปถึงไหนวะ”
       วราห์โกรธ บิดข้อมือรจนาไฉน
       “โอ๊ย”
       ปัทม์มองเห็นรจนาไฉนกำลังถูกวราห์รังแกจะเข้าไปช่วย ทันใดนั้นพ่อเลี้ยงพูนทวีก็พุ่งเข้ามาจากมุมหนึ่ง ตรงเข้าไปผลักอกปลัดวราห์อย่างแรง ต่อยสวนออกไปทันที รจนาไฉนรีบวิ่งไปหลบหลังพ่อเลี้ยงด้วยความตกใจกลัว
       “คุณทำอะไรของคุณ”
       “อย่าซีเรียสสิพ่อเลี้ยง จะอะไรนักหนากะอีแค่คนงาน ผมก็ขำ ๆ”
       “ถึงจะเป็นแค่คนงาน แต่ก็มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เหมือนคุณเหมือนผม คุณไม่มีสิทธิ์รังแกเขา”
       รจนาไฉนที่หลบอยู่ด้านหลังพ่อเลี้ยงเหลือบไปเห็นปัทม์ยืนดูอยู่ รจนาไฉนมองปัทม์ด้วยสายตาปวดร้าว ปัทม์หลบตาจแล้วรีบเดินออกไปทันที
       “จะหวงก้างไว้กินเองเหรอ” วราห์ว่า
       “พูดอีกคำเดียว ผมต่อยคุณฟันร่วงหมดปากแน่ ออกไป” พูนทวีพูดพลางชี้นิ้วสั่ง
       ปลัดวราห์ไม่พอใจเหลือบมองรจนาไฉนที่ก้มหน้าหลบอยู่หลังพูนทวีด้วยความเสียดาย ก่อนจะเดินออกไป เธอเจ็บใจ อับอายจนน้ำตาร่วง
       พ่อเลี้ยงพูนทวีหันมาเห็น นึกสงสารและเห็นใจรจนาไฉน
       “เป็นอะไรมากมั้ย เจ็บตรงไหนรึเปล่าไ
       “ขอบคุณนะคะที่มาช่วยฉัน...ขอบคุณมากค่ะ”
       รจนาไฉนรีบปลีกตัวออกไปก่อนที่พ่อเลี้ยงพูนทวีจะเห็นน้ำตา เขาจะขยับตามไป แต่เธอรีบห้าม
       “ได้โปรดเถอะค่ะ ขอให้ฉันได้อยู่คนเดียวไ
       พ่อเลี้ยงพูนทวีมองตามรจนาไฉนที่เดินออกไปอย่างเห็นอกเห็นใจ
      
       ปัทม์ยืนนิ่ง ส่งสายตาออกไปนอกหน้าต่างที่ห้องทำงาน เหมือนกำลังรู้สึกผิดกับเรื่องที่ตัวเองก่อไว้กับรจนาไฉน ที่ทำให้เธอต้องโดนดูถูกรังแก เขามองเธอผ่านหน้าต่าง เห็นรจนาไฉนเดินร้องไห้ไปตามทิวไร่ชาที่ลดหลั่นกันลงไปอย่างน่าสงสารมาก ปัทม์สีหน้าเครียด รู้สึกผิดมากขึ้นเรื่อย ๆ พูนทวีเดินเข้ามา
       “ช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจหน่อยได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น”
       “มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด” ปัทม์บอก
       “เข้าใจผิด”
       “ปลัดวราห์คงเข้าใจว่าผู้หญิงคนนั้นง่าย”
       “จะบ้ารึเปล่า จู่ ๆ เข้าใจอย่างนั้นได้ไง มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น มีใครปากเสีย พูดอะไรเข้าหูรึเปล่า”
       ปัทม์ยิ่งรู้สึกผิด
       “คงงั้นมั้ง”
       “ใคร”
       ปัทม์รีบเปลี่ยนเรื่องพูดเพื่อกลบเกลื่อน
       “แกมาที่นี่มีธุระอะไรรึเปล่า”
       พูนทวียิ้มๆ
       “ธุระของหัวใจ...ก็แค่ห่วงเทพธิดาดอยของฉันว่าจะหายป่วยรึยัง แหม..ฉันเป็นพระเอกมาช่วยได้ทันเหตุการณ์พอดีเลย แกว่ามั้ย”
       “แล้วทำไมไม่ไปดูแลกันต่อ” ปัทม์ถาม
       “จะทำอยู่แล้ว...แต่เจ้าหล่อนยังไม่สบายใจ น้ำตาซึมเดินหนีไปแล้ว”
       ปัทม์ชะงักไปทันที ที่ได้ยินพูนทวีพูดว่ารจนาไฉนน้ำตาซึม
       “เฮ้อ..เลยเสียฤกษ์เลย กะว่าวันนี้จะพาไปเที่ยวท้ายไร่ซะหน่อย แกอย่าเหี้ยมนักสิวะ ฉันบอกแล้วไงว่าฝากดูแลให้ด้วย นางฟ้าคนเนี้ยฉันรักจริงหวังผูกพันข้ามภพข้ามชาตินะโว้ย”
       ปัทม์ไม่ได้ฟังคำพูดของพูนทวีเท่าไรนัก คิดถึงเรื่องที่ทำให้รจนาไฉนไม่สบายใจ ขยับจะเดินออกไป
       “อ้าว...จะไปไหน”
       “มีธุระที่โรงบ่ม ขอตัวแป๊บนึง...”
       ปัทม์เดินออกไปด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
      
       รจนาไฉนเดินร้องไห้มาตามทางทิวแถวของไร่ชา เธอหยุดยืนร้องไห้อยู่คนเดียว ปัทม์เดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงและรู้สึกผิด
       “เจ็บรึเปล่า”
       รจนาไฉนมองปัทม์อย่างเจ็บปวดกับคำถาม เธอตบหน้าเขาไปทีหนึ่ง
       “สมใจคุณแล้วใช่มั้ย สะใจคุณรึยังที่เห็นฉันถูกย่ำยีศักดิ์ศรี”
       “ฉันไม่ได้...”
       “ฉันถูกผู้ชายคนนั้นล่วงเกินน้อยเกินไปใช่มั้ย”
       “ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
       “คุณตั้งใจ! คุณตั้งใจทำร้ายฉันทุกอย่าง คุณถูกเหยียดหยามฉันแค่ไหน ฉันอดทน คุณตั้งใจใช้งานฉันเยี่ยงทาส ฉันไม่เคยปริปาก ยอมทำตามความต้องการคุณทุกอย่าง”
       “ฟังฉันก่อนสิ ฉัน...”
       “คุณนั่นแหละที่ต้องฟังฉัน”
      
       ปัทม์อึ้ง


  


        
       “ฉันไม่ใช่คนที่มีค่า เป็นแค่กาฝาก เป็นแค่ลูกกำพร้าที่พ่อกับแม่ขอมาเลี้ยง ฉันสำนึกตัวเองดีว่าไม่มีเกียรติพอที่จะขอให้คุณยกย่อง”
        
       รจนาไฉนสะเทือนใจหนัก ปวดร้าวอย่างที่สุด ปัทม์พูดอะไรไม่ออก
       “แต่ฉันขอได้มั้ย ฉันขอความเมตตา ขอพื้นที่เล็ก ๆ ให้ฉันได้ยืนในฐานะมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีคนหนึ่ง... จะได้มั้ย”
       รจนาไฉนอ้อนวอนปัทม์ทั้งน้ำตา ปัทม์ทนไม่ไหว กลัวตัวเองจะแสดงท่าทีใจอ่อนออกมา ปัทม์เสียงเข้ม
       “หยุดเพ้อเจ้อซะที...ไร้สาระ”
       รจนาไฉนอึ้ง คิดไม่ถึงว่าปัทม์จะยังใจดำ
       “ในที่สุดคุณก็ไม่เคยเข้าใจ และคงไม่มีวันเข้าใจ ฉันไม่น่าเสียเวลาอ้อนวอนคุณเลย ฉันน่าจะรู้ตั้งแต่แรกว่ามันไม่ได้ผล กับพวกหัวใจหยาบ คุณมันไม่ใช่คน”
       รจนาเสียใจ วิ่งร้องไห้ออกไป ปัทม์อึ้งเสียใจกับการกระทำของตัวเอง
      
       รจนาไฉนเปิดประตูเข้ามาในห้องห้องนอนแล้วปิดประตู เธอปล่อยโฮ... ร้องไห้ออกมาอย่างหนักที่ถูกรังแกทั้งทางร่างกายและจิตใจ เจ็บปวดที่ต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง
      
       ที่หน้าผา ปัทม์ยืนเครียด จ้องมองหลุมศพของแสงจันทร์ ภรรยาเก่า ก่อนละสายตาเหม่อมองออกไปเบื้องหน้า เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก ถามตัวเอง
       “ฉันน่ะเหรอที่หัวใจหยาบ.. ไม่ใช่คน”
      
       เวลากลางคืน หน้าเรือนรจนาไฉนอาศัยอยู่ เธอเปิดหน้าต่างออกและยังคงเสียใจ ร้องไห้น้ำตาซึม ทรุดตัวพิงหน้าต่างนั้นด้วยสีหน้าและแววตาเศร้าหมอง
       มุมมืดด้านหนึ่ง ปัทม์ยืนมองเข้าไปในเรือนคนใช้ ด้วยความรู้สึกเป็นห่วง ก่อนตัดสินใจหันหลังเดินออกไป รจนาไฉนยังคงเศร้าอยู่ตรงนั้น
      
       เช้าวันใหม่ ภายในห้องนอน รจนาไฉนในชุดเดิม สะดุ้งตื่น รีบลุกขึ้นจากเตียงด้วยความตกใจ เมื่อเห็นแสงสว่างที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง
       เธอแต่งตัวใหม่เรียบร้อยแล้วสำรวจตัวเองที่หน้ากระจก ยกข้อมือขึ้นมาดูเห็นรอยบีบเขียวช้ำจากที่โดนวราห์ลวนลามเมื่อวาน เธอรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวในใจ
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น รจนาไฉนสะดุ้ง รีบไปเปิดประตู ปยงค์ยืนหน้าบึ้งอยู่ที่ประตู
       “คุณปยงค์”
       ปยงค์เตรียมจะทายาหม่อง
       “ไหนข้อมือข้างไหนที่เจ็บ ฉันจะนวดให้”
       รจนาไฉนแปลกใจ
       “รู้ได้ยังไงคะว่าฉันเจ็บข้อมือ”
       “รู้ก็แล้วกัน จะนวดรึไม่นวด”
       “ไม่นวดก็ได้ค่ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก”
       “เฮ้ย! ไม่นวดไม่ได้ ให้นวดก็ต้องนวด ส่งมือมาเร็ว ๆ”
       รจนาไฉนยื่นมือให้ ปยงค์นวดให้อย่างไม่เต็มใจนัก
       “หัดระวังตัวหน่อย หล่อนเป็นผู้หญิงนะ คิดยังไงไปยืนอยู่คนเดียวตรงนั้น”
       รจนาไฉนอาย คิดว่าปยงค์รู้เรื่องวราห์
       “เอ้อ... คือฉันไม่คิดว่าเขาจะ”
       “ทีหลังต้องคิดสิ มีสมองรึเปล่า รึว่าสวยอย่างเดียว”
       รจนาไฉนกล้ำกลืนความอับอาย
       “ไม้กองพะเนินแบบนั้น คนฉลาด ๆ เขาไม่ไปยืนพิงหรอก โดนไม้ฟาดซะข้อมือช้ำ เป็นไงล่ะ”
       “ไม้ฟาด”
       “รึไม่ใช่”
       “ค่ะ ฉันถูกไม้ฟาดข้อมือ”
      
       รจนาไฉนแอบโล่งใจที่ปยงค์ไม่รู้เรื่อง


  


        
       ในมุมใกล้ๆกัน ชิกับจันทร์เจ้าเดินเข้ามาแอบมองปยงค์กำลังนวดข้อมือให้รจนาไฉนแล้วแปลกใจ
        
       “อุ๊ย...ฟ้าจะผ่าแผ่นดินจะแยก”
       จันทร์เจ้าบอกหลังจากมองไปเห็นปยงค์นวดให้รจนาไฉน
       “พี่ชิ...เห็นเหมือนฉันมั้ย ป้าปยงค์เอาขี้ผึ้งหลวงมานวดให้เพื่อน เฮ้ย...เอามาได้ยังไง เจ้าของเขาอนุญาตแล้วเหรอ”
       “ถ้าไม่อนุญาตจะกล้าเรอะ ถ้าเดาไม่ผิดเนี่ย..ก็มีแต่เจ้าของขี้ผึ้งนั่นแหละ ที่จะใช้ป้ามหาภัยทำเรื่องดี ๆ แบบนี้ได้”
       จันทร์เจ้ารำพึงอย่างแปลกใจ
       “คุณปัทม์น่ะเหรอใช้”
       ปยงค์ยังคงนวดให้รจนาไฉนต่อไป
      
       หน้าโรงบ่มชา เวลาต่อเนื่อง ปัทม์ยืนดูคนงานขนใบชาเข้าไปในโรงบ่มด้วยท่าทางน่าเกรงขาม หน่อเอและพวกเดินเข้ามา สายตาของหน่อเอสำรวจไปทั่ว ๆ ไร่ชาอย่างเก็บข้อมูล
       หน่อเอและพวกมายืนตรงหน้าปัทม์ ทั้งสองเผชิญหน้ากัน
       “ไม่คิดว่าแกจะมาตามสัญญา”
       “หน่อเอไม่เคยผิดคำพูดกับใคร”
       “รวมทั้งพวกที่ใช้ให้แกขนยาด้วยใช่มั้ย”
       หน่อเอตัดบท
       “ไม่ใช่เรื่องของแก จะให้พวกฉันทำอะไร”
       หน้าโกดังเก็บใบชา ที่มีลักษณะเป็นเหมือนโรงไม้เก่า ไม่ได้เป็นซิเมนต์ใหญ่แน่นหนาอะไรนัก เหมือนเป็นโรงไม้เก่าที่ปัทม์ใช้ประยุกต์ซ่อมแซม เพื่อเก็บชาที่บรรจุกล่องแล้วเท่านั้น หน่อเอและพวกกำลังแบกลังใส่ชาลำเลียงออกจากโกดังมาขึ้นรถบรรทุก
       ปัทม์และชิยืนดูอยู่จากมุมหนึ่ง ชิรู้สึกไม่ไว้ใจพวกของหน่อเอนัก
       “ชิไม่ไว้ใจมัน มันไม่เคยจงรักภักดีกับใคร”
       “ไม่จำเป็นต้องจงรักภักดีกับฉัน เราให้หน่อเอทำงานที่ไร่ปัทมกุลก็ถือว่าช่วยชาติทางหนึ่ง มันจะได้ไม่มีโอกาสค้ายาอีก”
       หน่อเอรู้สึกอึดอัดที่สังเกตเห็นว่า ปัทม์เฝ้าดูอยู่ เขากระแทกลังลงพื้นอย่างโมโห
       พวกหน่อเอ1บอก
       “มันไม่ไว้ใจ จับตามองเราทุกฝีก้าว”
       หน่อเอชำเลืองมองปัทม์อย่างเคียดแค้น
       “คนเมืองมีแต่หาประโยชน์จากพวกเรา หน่อเอไม่ยอมให้ใครมาข่มเหงแน่ คนเมืองอย่างมันต้องรู้สึก”
       หน่อเอมองลังใส่ใบชาในโกดังอย่างใช้ความคิด
      
       ในครัวบ้านปัทมกุล เวลากลางคืน จันทร์เจ้ากำลังเตรียมอุปกรณ์ชุดชงชา อาทิ กา ถ้วยชา และกระปุกชา รจนาไฉนกำลังเช็ดจานเก็บเข้าที่
       “ยังเจ็บข้อมืออยู่รึเปล่า” จันทร์เจ้าถาม
       “นิดหน่อย”
       “เพื่อนเคยดื่มชามั้ย”
       “ก็...เคยดื่มบ้าง”
       “ชาดีกับสุขภาพนะเจ้า คุณปัทม์ชอบดื่มหลังอาหาร”
       “เพราะมันจะช่วยย่อยสลายไขมัน ลดคลอเลสเตอรอลนี่จ๊ะ”
       “เพื่อนรู้ด้วยเหรอ จันทร์เจ้ายังไม่รู้เลยนะ รู้แต่ว่ามันดี”
       รจนาไฉนหยิบกระปุกชาขึ้นมาดู
       “เคยอ่านจากหนังสือ ชาอู่หลงก็ดีนะ เหมาะสำหรับคนเครียดและเจ้าอารมณ์อย่างคุณปัทม์”
       ปัทม์เข้ามาพอดีตรงประโยคที่รจนาไฉนพูดถึงตัวเอง
       “จันทร์เจ้า”
       รจนาไฉนและจันทร์เจ้าสะดุ้งโหยง รจนาไฉนรีบวางกระปุกชาลง จันทร์เจ้ารีบไปต้มน้ำในกา
       “กำลังต้มน้ำเจ้า จะเสร็จเดี๋ยวนี้ล่ะเจ้า”
       ปัทม์หันมาพูดกับรจนาไฉน
       “เป็นปกติแล้วนี่ ดีนะที่ไม่ถึงตาย”
       รจนาไฉนไม่ยอมมองหน้าปัทม์
       ปัทม์พูดกับจันทร์เจ้า
       “ไปทำอย่างอื่นไป”
       “แต่จันทร์เจ้าต้องชงชา”
       “ให้คนรู้ดีเขาทำสิ”
       “แต่เพื่อนเจ็บข้อมือ”
       ปัทม์เสียงเข้ม
       “บอกให้ออกไป”
       “เจ้า”
      
       จันทร์เจ้ารีบออกไป รจนาไฉนยืดตัวตรงไม่มองหน้า ปัทม์สังเกตข้อมือของรจนาไฉน ยังเห็นรอยเขียวช้ำ


  


        
       บริเวณโถงโล่งภายในบ้าน มีโต๊ะญี่ปุ่นขนาดเล็กวางอยู่ตรงกลางโถง บนโต๊ะมีอุปกรณ์สำหรับชงชาวางเรียงรายอยู่ครบ ทั้งกาน้ำชา ถ้วยชาพร้อมฝาและจานรอง กล่องใส่ชาแบบสวยงาม ปัทม์เดินนำรจนาไฉนเข้ามา
        
       “ช่วยแสดงให้ดูหน่อย...ว่าลูกผู้ดีตกยากอย่างเธอชงชาได้เก่งเหมือนปากพูด”
       “คุณว่าไงนะ”
       “ฉันคิดว่าเธอชงชาไม่ได้เรื่อง”
       “มั่นใจอย่างนั้นเลยเหรอคะ”
       “ที่สุด”
       รจนาไฉนเจ็บใจที่ถูกดูถูก มองไปที่อุปกรณ์กลางโถงนั้น แล้วหันมามองปัทม์ที่ยิ้มอย่างท้าทาย
      
       รจนาไฉนนั่งอยู่กลางโถง เธอกำลังดำเนินการชงชาตามกระบวนการและกรรมวิธีที่ถูกต้องและสวยงาม ปัทม์นั่งกอดอกมองเธออย่างตั้งใจ แววตาดูชื่นชอบ ชื่นชมและหลงใหลโดยไม่รู้ตัว เขาเห็นลีลาการชงชาแบบสวยงามมาก
       รจนาไฉนจัดการเทน้ำเดือดลงในกาชา แล้วเททิ้ง ปัทม์มองอย่างอึ้ง ๆ เธอตักใบชาลงในกา แล้วเทน้ำร้อนลงไป โดยเทในระดับสูงเพียงครึ่งแล้วปิดฝา แล้วเทน้ำทิ้ง ปัทม์อึ้งอีก
       รจนาไฉนหันมามองเย้ยปัทม์ แล้วเทน้ำร้อนลงไปในกาอีกครั้ง แล้วปิดฝาเอาไว้
       “ตอนนี้ฉันปลุกใบชาให้ตื่นจากหลับแล้ว... รออีก 1 นาที แล้วถึงจะดื่มได้ ฉันทำทุกอย่างถูกต้องรึเปล่า”
       “ไม่ถูก”
       “ทำไม”
       “ฉันไม่ใช้ชาชุดนี้ เอาชุดโน้น”
       ปัทม์ชี้ไปที่ชุดชาอีกชุดที่วางอยู่
       “ชงใหม่!”
       ปัทม์ยิ้มเยาะเดินออกไป รจนาไฉนเจ็บใจ
      
       รจนาไฉนเพิ่งดำเนินการชงชาถ้วยใหม่เสร็จ ยกให้ปัทม์ แต่ปัทม์ส่ายหน้าไม่รับ
       “ฉันไม่ดื่มชาถ้วยนี้”
       “ทำไม”
       “เปลี่ยนใจ ใช้ชุดกาชุดเก่าดีกว่า”
       “อะไรนะ”
       “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว อยากดื่มชาจากชุดเก่า”
       รจนาไฉนสูดลมหายใจคล้ายต้องการระงับความรำคาญเต็มที่
       “ชงใหม่”
       รจนาไฉนระงับอารมณ์เต็มที่
       “ก็ได้ค่ะ”
       รจนาไฉนลุกขึ้น
       “จะไปไหน”
       “ไปเติมน้ำ น้ำที่เหลือไม่พอแล้ว”
       “เร็ว ๆ นะ รีบไปรีบมาด้วย”
       รจนาไฉนหันมาชะงักมองปัทม์ด้วยสายตาแปลกใจทำไมต้องให้รีบมา ปัทม์แกล้ง
       “ฉันคิดถึง... ฮึ ๆ”
       รจนาไฉนเดินออกไปแบบระงับอารมณ์เต็มที่ ปัทม์มองตามด้วยความสะใจ
      
       ภายในห้องครัว รจนาไฉนมาเติมน้ำด้วยความขุ่นเคือง สายตาไปเจอะกับกระปุกใสใบหนึ่งที่ใส่เกลืออยู่เธอมองเกลือในกระปุกนั้น สายตามีเลศนัยแล้วอมยิ้มน้อย ๆ
      
       รจนาไฉนส่งชาที่เพิ่งชงเสร็จอีกแก้วหนึ่งให้ปัทม์ ปัทม์สงวนท่าทีว่าจะรับดีรึไม่
       “ถ้าไม่ดื่มคราวนี้ก็พอนะคะ ฉันเบื่อจะชงแล้ว”
       “ดื่มสิดื่ม... เธออุตส่าห์ตั้งใจชงให้ทั้งที ไม่ดื่มได้ไง”
       ปัทม์ยกถ้วยชาขึ้นดื่ม รจนาไฉนมองแล้วอมยิ้ม ปัทม์พ่นพรวดออกมา หน้าตาเหยเกเพราะเค็มปี๊ด
       รจนาไฉนแอบยิ้มสะใจ แล้วทำเป็นแกล้งตกใจ
       “ตายแล้ว เป็นอะไรรึเปล่าคะ”
       “เธอ... ทำไมชาของเธอมันถึงเค็มถึงขนาดนี้”
       “ปากคุณปัทม์เป็นอะไรรึเปล่าคะ เอ รึว่าอาจจะมีแผลในปากที่กำลังเน่า”
       “แสบนักนะ”
       “แสบด้วย ตายล่ะ งั้นคงต้องไปให้หมอเขาตรวจดูหน่อยนะคะ ถ้าปล่อยเอาไว้นานอาจจะลุกลาม ทำให้ปากเสียจนพูดไม่ได้ อึดอัดแย่เลย”
       “เธอ…”
       “จะแกล้งอะไรฉันอีกล่ะ คุณมันก็แค่คนขี้แพ้ ทนไม่ได้ที่เห็นฉันทำในสิ่งที่คุณคิดว่าทำไม่ได้ มันก็แค่นั้น”
       “ทำไมเธอถึงคิดอย่างนั้น”
       “ก็หรือไม่จริง...คุณใช้ให้ฉันชงชาก็เพราะคิดว่าฉันทำไม่ได้ แต่พอฉันทำได้ดีกว่าที่คุณคิด คุณก็หาเรื่องฉันอีก ถามจริงๆ เถอะ..คุณจะเรียกร้องความสนใจไปถึงไหน”
      
       ปัทม์กอดอกมองรจนาไฉนด้วยแววตาดุดัน แต่รจนาไฉนไม่มีวี่แววว่าจะกลัว

       “เอาเข้าจริง... ฉันอยากรู้นักว่าผู้ชายอย่างคุณทำอะไรได้บ้าง นอกจากขี้เก็ก... เอาแต่ใจตัวเอง เอาเปรียบคนอื่น แกล้งคนที่อ่อนแอกว่าไปวันๆ”
      
       ปัทม์จ้องรจนาไฉนเขม็ง ลุกขึ้นแล้วออกคำสั่ง
       “มานั่งตรงนี้”
       รจนาไฉนนิ่ง
       “ฉันสั่งให้เธอมานั่งตรงนี้”
       “ฉันไม่จำเป็นต้องทำตาม”
       “เธอต้องทำตาม เพราะฉันกำลังจะแสดงให้เห็นว่าผู้ชายอย่างฉันทำอะไรได้ดีกว่าที่เธอพูดบ้าง ฉันสั่งให้เธอมานั่งตรงนี้”
       ทั้งเขาและเธอจ้องมองซึ่งกันและกันแบบไม่ยอมแพ้กันเลย
      
       ปัทม์นั่งอยู่ที่กลางโถงบริเวณที่ชงชา ด้วยมาดเท่และสุขุม ด้านตรงกันข้ามกับปัทม์รจนาไฉนนั่งอยู่ เธอกำลังจ้องไปที่ปัทม์ที่กำลังวางมาดเท่
       “ชา..ถือเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ ชาวจีนรู้จักการดื่มและปลูกชามากว่า 2000 ปี เชื่อว่าชามีคุณสมบัติช่วยชะล้างไขมัน สิ่งสกปรก และสารพิษ” ปัทม์ปรายตามองรจนาไฉนแล้วพูดต่อ
       “เปรียบไปแล้ว ชาก็ไม่ต่างอะไรจากสตรีเพศมีทั้งความหอม หวานแลรสขม มีเสน่ห์ที่ซ่อนเร้น หากรู้เท่าทัน จะมีทั้งประโยชน์ และคุณค่าแก่เจ้าของ”
       ปัทม์ขยับเข้าไปใกล้โต๊ะกลางที่ใช้ชงชา กำลังจะหยิบจับอุปกรณ์ต่าง ๆ
       “ต่อไปนี้คือการชงชาสมุนไพร ศาสตร์แห่งโลกตะวันออก”
       ปัทม์ตักใบชาออกมา
       “เปรียบดั่งการพรอดรัก การชงชาที่มีรสนิยม.. เราต้องให้เวลากับการดอมดมกลิ่นหอมของใบชา โดยตักใบชาหนึ่งช้อนต่อน้ำหนึ่งถ้วย” ปัทม์บอก
       ใบหน้าของปัทม์แสดงความหลงใหลในใบชา เธอเริ่มอึ้งและทึ่งในตัวปัทม์มากขึ้นเรื่อย ๆ
       “คล้ายตอกย้ำพิศวาสแห่งความผูกพันในรัก เราจึงสามารถใช้กากชาที่เหลือจากการชงครั้งแรกซ้ำอีก 2 ถึง 3ครั้ง เพราะน้ำมันหอมระเหยและสารที่มีสรรพคุณในการบำบัดอื่น ๆ จะทยอยออกจากสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง...โดยไม่ทำให้รสชาติเปลี่ยนไป”
       ปัทม์เลือกโถและแก้วชาด้วยท่าทางชำนาญ
       “ภาชนะบรรจุ เสมือนการสร้างบรรยากาศรสชาติของความใกล้ชิด เลือกโถหรือเหยือกแก้วทนความร้อน แทนโถหรือเหยือกกระเบื้องเคลือบ เพราะจะช่วยให้เห็นทัศนียภาพความสวยงามของชาสมุนไพรที่กำลังล่องลอยโต้โล้กับสายน้ำร้อน โถหรือเหยือกแก้วทนความร้อน ยังสามารถเก็บความร้อนได้ดีกว่า ไม่ทำให้รสชาติดั้งเดิมของชาเสียไป”
       ปัทม์กำลังรินน้ำเดือด
       “ดั่งลีลาแห่งรัก ที่ต้องปรุงแต่งให้อยู่ในศิลปของความพอดี น้ำที่ต้มจะต้องเป็นน้ำกรองและต้องเดือดได้ที่ ไม่ปล่อยให้เดือดนานเกินไปหรือเพียงแค่ร้อนจัดเท่านั้น เพราะน้ำที่เหมาะสม...จะเป็นหลักประกันว่ารสชาติและสรรพคุณของชาจะยังคงอยู่ครบถ้วน”
       ปัทม์เทน้ำเดือดลงบนชา สายตาจับจ้องไปที่น้ำและใบชา
       “เทน้ำเดือดได้ที่ลงบนชาเฝ้าดูการทำปฏิกิริยา ชาที่มีดอกและหน่ออ่อนจะสร้างความประทับใจได้มากเป็นพิเศษเมื่อถูกน้ำร้อน เพราะดอกและหน่ออ่อนจะค่อย ๆ เบ่งบานและส่ายไปมา คล้ายสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก”
       ปัทม์วางแก้วและโถชา ลงบนโต๊ะชง
       “ชาสมุนไพรที่ทำจากใบและดอก ควรแช่น้ำเดือดนานประมาณ 3-4 นาที แต่ถ้ามีผลและรากควรแช่ทิ้งไว้นาน 15 นาที เพื่อให้น้ำเดือดสกัดกลิ่นและรสชาติสรรพคุณทางยาออกมา”
       รจนาไฉนมองปัทม์ด้วยสายตาทึ่ง ๆ ปัทม์ชงชาเสร็จก็ถือแก้วชาเดินตรงเข้ามาหา เธอเผลอเคลิบเคลิ้มไปกับท่าทางของปัทม์โดยไม่รู้ตัว
       “การดื่มชา...เป็นอีกศาสตร์หนึ่งแห่งความเร้นลับ เพื่อการดื่มด่ำในรสชาติที่ถูกต้อง ริมฝีปากที่สัมผัสตรงกับถ้วยชาต้องแผ่วเบาและละมุนละไม เปรียบดั่งการ จุมพิตที่น่าทะนุถนอม มิใช่เร่าร้อนดุดัน”
       ปัทม์เดินอ้อมเข้าไปทางด้านหลังของเธอพร้อมถ้วยชา ส่งท่อนแขนโอบเธอไว้ทางด้านหลัง.. คล้ายกำลังประคองถ้วยชาป้อนให้ถึงปาก ทั้งสองคนเหมือนกำลังประคองกอดกันหลวม ๆ โดยปัทม์ป้อนชาให้รจนาไฉน
       “ได้กลิ่นหอมของใบชามั้ย”
       ใบหน้าของปัทม์ตอนนี้อยู่ในตำแหน่งซอกคอของรจนาไฉน ปัทม์ทำเป็นสูดลมหายใจ
       “น่าแปลกที่ทำไมวันนี้กลิ่นหอมของใบชาเปลี่ยนไป ไม่ใช่อย่างที่ผมคุ้นเคย”
       รจนาไฉนเงยหน้าขึ้นมองปัทม์ แววตาอ่อนโยนคล้ายกำลังเคลิบเคลิ้มไปด้วย ริมฝีปากทั้งคู่เคลื่อนมาใกล้กันมากขึ้น ๆ เหมือนบังคับตัวเองไม่ได้
       ปัทม์สีหน้าเปลี่ยนไป จากอ่อนโยนกลายเป็นเหมือนเหยียด
       “มันไม่ใช่กลิ่นหอมของใบชา แต่เป็นกลิ่นของทุนนิยมที่ไม่น่าทะนุถนอมหรือน่าหลงใหลเลยสักนิด ผู้หญิงเห็นแก่เงินอย่างคุณ ไม่เหมาะสมจะลิ้มรสความหอมหวลของชาถ้วยนี้หรอกรจนาไฉน !”
      
       ปัทม์ผลักรจนาไฉนออกเต็มแรงจนแทบล้ม เขาจ้องหน้าเธอแล้วจึงเทชาที่ชงลงที่พื้นช้า ๆ แววตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม เขาเดินออกไปจากห้องทันที เธอมองตามด้วยความไม่เข้าใจในผู้ชายคนนี้


  


        
       เวลาต่อเนื่องมา ปัทม์เดินเข้ามาที่หน้าผาในความมืด แสงจันทร์กระทบแววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าจากอดีตที่ยังตอกย้ำอยู่ในหัวใจ ปัทม์จ้องตรงไปยังหลุมศพ
       “ผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากคุณ !”
       ปัทม์จมอยู่กับอดีตที่เต็มไปด้วยความอ้างอ้างและเปลี่ยวเหงาในแววตา
      
       วันใหม่ บ้านพ่อเลี้ยงเจง อุรารัตน์เดินสวยเริดเชิดกำลังจะออกไปข้างนอก
       “สวยเลิศค่ะ...คุณแอรี่” นงนุชคนสนิทของอุรารัตน์บอก
       “อุรารัตน์จะออกไปไหนอีก ลูกไปกรุงเทพฯตั้งหลายวันไม่ไปดูแลคุณปัทม์ ระวังคุณปัทม์จะคว้าผู้หญิงคนอื่นแต่งงาน”
       “เป็นไปไม่ได้ค่ะคุณพ่อ ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะมีเสน่ห์มัดใจปัมท์เท่ากับแอรี่อีกแล้ว”
       “แล้วที่คุณแอรี่ไปกรุงเทพฯก็ไปวางแผนมัดใจคุณปัทม์นะคะ” นงนุชว่า
       “ลูกมีแผนอะไร”
       “บอกตอนนี้ไม่เซอร์ไพรส์สิคะ”
       อุรารัตน์ถามนงนุช
       “ทีมงานจากกรุงเทพฯ มาถึงไหนแล้ว”
       “เข้าเชียงรายแล้วค่ะ อีกไม่เกินชั่วโมงน่าจะอยู่ที่จุดนัดพบ” นงนุชรายงาน
       “ดีมาก”
       “ทีมงานกรุงเทพ นี่หนูคิดจะทำอะไรเหรอ” พ่อเลี้ยงเจงถาม
       “คุณพ่อไม่ต้องห่วงค่ะ แอรี่ต้องครองใจปัทม์ให้ได้ เพื่อความสุขของคุณพ่อและแอรี่”
       อุรารัตน์ยิ้มอย่างมั่นใจ พ่อเลี้ยงเจงก็มีความสุขที่จะได้เกี่ยวดองปัทม์มาเป็นพวกเดียวกัน
       “วันนี้จะเป็นวันเริ่มต้นประกาศให้คนในสังคมรู้ว่า แอรี่กับพ่อเลี้ยงปัทม์แห่งไร่ปัทม์กุล มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากแค่ไหน”
      
       หน้าบ้านปัทม์ ไร่ปัทมกุล อุรารัตน์ในชุดเจ้านางทางเหนือนั่งอยู่บนเสลี่ยง มีชายหนุ่มกำยำแต่งชุดไทใหญ่เปลือยอกแบกเสลี่ยง นงนุช สาวติดตามคนสนิทถือโทรโข่งประกาศดังลั่น
       “คุณอุรารัตน์มาแล้ว”
       อุรารัตน์นั่งยิ้มอย่างสง่างามดุจนางพญา รจนาไฉน จันทร์เจ้าเดินออกมาดูขบวน
       “เดี๋ยวนี้ยังมีเจ้าทางเหนือเดินทางด้วยเสลี่ยงอยู่อีกเหรอ” รจนาไฉนถาม
       “โอ้ย เจ้าทางเหนืออะไรกัน ลูกสาวของพ่อเลี้ยงเจงเจ้าของรีสอร์ต คนนี้ล่ะ ชื่ออุรารัตน์”
       ปยงค์เข้ามา ชิงแนะนำอย่างภาคภูมิใจ
       “และคุณอุรารัตน์ก็เป็นว่าที่คุณนายของไร่ปัทมกุล หรือพูดสั้นๆ กระชับๆ ได้ใจความว่า เป็นแฟนคุณปัทม์”
       “ถามนายหรือยังเจ้า ว่ายอมรับคุณอุรารัตน์เป็นแฟนหรือเปล่า” จันทร์เจ้าถาม
       “ทำไมต้องถาม นอกจากคุณอุรารัตน์แล้ว นายก็ไม่เคยให้ความสนิทสนมกับผู้หญิงคนไหน อย่างนี้มันจะแปลว่าอะไรได้” ปยงค์ว่า
       “ขี้ตู่ไงเจ้า”
       “หุบปากไปเลยนังจันทร์! เรื่องของเจ้านาย ขี้ข้าอย่างแกอย่าสะเออะออกความเห็น” ปยงค์ว่า
       จันทร์เจ้าย้อน
       “ใช่...ขี้ข้าอย่าสะเออะ เนอะเจ้า”
       “นังจันทร์!”
       “เจ้า”
       พูดจบ จันทร์เจ้ารีบคว้ามือของรจนาไฉนให้รีบเดินเข้าบ้านไป ปยงค์หันไปมองชื่นชมอุรารัตน์
       “สวย สง่างาม ไม่มีที่ติ สมบูรณ์แบบแทบกราบเลยจริงๆ”
      
       อุรารัตน์นั่งอยู่บนเสลี่ยงอย่างงามสง่า
        


  


        
       เสลี่ยงของอุรารัตน์เคลื่อนที่มาเรื่อย ๆ ดูคล้าย ๆ จะสง่างาม แต่พอเดินไปได้พักหนึ่งชายแบกเสลี่ยงสะดุดเดินเซ จนเสลี่ยงเทไปข้างหนึ่ง อุรารัตน์เกือบร่วงเลยวีนแตก
        
       “ว้าย ! แบกดี ๆ สิ ไอ้บ้า”
       นงนุชพูดใส่โทรโข่งใกล้อุรารัตน์มาก
       “เจ๊ มาจัดการเด็กเจ๊เลย”
       เจ๊ไวไว โปรดิวเซอร์สาวประเภทสองวิ่งเข้ามาดูแลอุรารัตน์
       “น้องแอรี่ไม่ต้องตกใจนะคะ”
       เจ๊ไวไวหันไปวีนนายแบบที่แบกเสลี่ยง
       “นี่แบกดี ๆ แรงไม่มีรึไง”
      
       อุรารัตน์เดินเข้ามาวางท่าโดยมีนงนุชและปยงค์เดินตามต้อย ๆ
       “นิตยสารทูเดย์เซเลบ ต้องการมาถ่ายทำสกู๊ปแฟชั่นคนดังเมืองเหนือ ฉันเลยบอกให้เค้ามาถ่ายฉันที่นี่”
       ปยงค์ถาม
       “ที่นี่เหรอคะ”
       “ใช่... มีปัญหาอะไร”
       “ปละ...เปล่าค่ะ ไม่มีหรอกค่ะ”
       ปยงค์เห็นรจนาไฉนกับจันทร์เจ้ายืนอยู่ รีบออกคำสั่งทันที
       “รีบไปเอาน้ำมารับแขกสิยะ ยืนเซ่ออยู่ได้ ไม่รู้จักหน้าที่”
       “ค่ะ/เจ้า” รจนาไฉนกับจันทร์เจ้ารับคำ
       อุรารัตน์เห็นหน้ารจนาไฉนปุ๊บ ก็ไม่ถูกชะตาขึ้นมาทันที
       “หยุดก่อน”
       รจนาไฉน จันทร์เจ้าหยุดเดิน ค่อยๆหันมา อุรารัตน์เดินมามองรจนาไฉนตั้งแต่หัวจรดเท้า
       “ปยงค์ ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ทำไมฉันไม่เคยเห็นหน้า”
       รจนาไฉนยิ้มอย่างเป็นมิตร
       “ฉันชื่อรจนาไฉนค่ะ”
       “ฉันถามปยงค์ ไม่ได้ถามแก อย่าเผยอหน้ามาตอบ”
       “เป็นคนงานมาใหม่ค่ะ ชื่อเพื่อน นายพามาจากกรุงเทพฯ”
       อุรารัตน์ซักอย่างเร็ว
       “คุณปัทม์เป็นคนพามา คุณปัทม์พาแกมาจากไหน”
       รจนาไฉนเงียบไม่ตอบ
       “คุณแอรี่ถามไม่ได้ยินรึไง ทำไมไม่ตอบ” นงนุชว่า
       “ก็คุณสั่งไม่ให้ฉันตอบนี่คะ”
       “ต๊าย...ย้อนฉัน บอกมาแกเป็นลูกเต้าเหล่าใคร คุณปัทม์ไปรู้จักแกได้ยังไง แกมีแฟนหรือยัง”
       “คือว่าฉัน...”
       “ฉันยังถามไม่จบ อย่ามาขัด ไม่มีมารยาท ถ้าแกยังไม่มีแฟน ฉันขอบอกไว้ก่อนเลยนะ อย่าได้คิดต่ำทราม ใช้ความสาวความใกล้ชิดแย่งคุณปัทม์ไปจากฉัน”
       “ค่ะ ดิฉันไม่คิดหรอกค่ะ เพราะใครที่คิดอย่างนั้นถือเป็นความคิดที่แย่มาก”
       “ดี”
       “นังหน้าสวยมันด่าว่าคุณหนูคิดเลวคิดชั่วนะคะ” นงนุชว่า
       “ว้าย นังขี้ข้า กล้าด่าฉันเรอะ ฉันจะฟ้องคุณปัทม์”
       รจนาไฉน จันทร์เจ้า มองอุรารัตน์ด้วยสายตารำคาญอยู่กลาย ๆ
      
       เจ๊ไวไวกำลังสั่งกองถ่าย ปัทม์เข้ามากับชิ เห็นความวุ่นวายของกองถ่ายแล้วไม่พอใจ
       “มาทำอะไร” ปัทม์ถาม
       เจ๊ไวไวไม่คิดว่า ปัทม์เป็นเจ้าของไร่ แต่คิดว่าเป็นคนงานในไร่
       “กองถ่ายแบบแฟชั่นไงยะ ไม่รู้จักหรือไง ลืมไปว่าเป็นแค่คนงานบ้านนอก จะอธิบายให้ฟัง นี่เป็นคอลัมน์แนะนำตัวเซเล็บหน้าใหม่ ระหว่างคุณอุรารัตน์ทายาทรีสอร์ตพันล้านกับแฟนหนุ่มพ่อเลี้ยงปัทม์ ปัทมกุลเจ้าของไร่ชา....ถอยไป ๆ อย่ามาเกะกะ เจ๊จะทำงาน”
       “พวกคุณนั่นแหละออกไป”
       “ว้าย...ไล่เจ๊ เป็นแค่คนงานไร่ชามาทำเป็นใหญ่ เจ๊จะฟ้องคุณอุรารัตน์ให้จัดการพวกแก”
       ปัทม์ไม่พอใจ เดินเข้าไปกระชากฉากการถ่ายทำแล้วโยนทิ้ง
       “จัดเต็มอีกแล้ว” ชิบอก
       “เมายารึไงถึงกล้าทำแบบนี้...เจ๊จะฟ้องคุณปัทม์ เจ้าของไร่ให้ไล่พวกแกออก”
       “ก็ฟ้องสิ นายยืนอยู่นี่แล้ว” ชิบอก
       ชิชี้ไปที่ปัทม์ เจ๊ไวไวยืนอึ้ง
       “นาย”
       ชิบอก
       “พ่อเลี้ยงปัทม์ ปัทมกุล”
       เจ๊ไวไวทรุดย่อตัวไหว้อย่างงาม
       “สวัสดีเจ้า..เจ๊ว่าแล้วเชียว หน้าตาดีมีราศีสมแล้วที่เป็น...”
       “เก็บของออกไปเดี๋ยวนี้”
      
       ปัทม์เดินข้าไปดูในบ้าน


  


        
       มุมหนึ่งบ้านปัทม์ อุรารัตน์กำลังโกรธจัด
        
       “กล้ามาด่าว่าฉันเลว ฉันชั่วได้ไง..นังขี้ข้า”
       “ฉันไม่ได้ด่านะคะ แค่พูดให้คุณรู้ว่า ฉันไม่มีทางทำอะไรแย่ ๆ อย่างนั้น แล้วคุณอุรารัตน์จะร้อนตัวไปทำไมล่ะคะ รึว่าคุณอุรารัตน์คิดใช้ความสาวยั่วคุณปัทม์”
       จันทร์เจ้าถูกใจรจนาไฉน
       นงนุชสาระแน
       “มันหลอกด่าว่าคุณแอรี่คิดเลวคิดชั่วอีกแล้วค่ะ”
       “แอร๊ย” อุรารัตน์กรีดเสียงลั่น
       “มันกล้าลองดีกับคุณแอรี่ ตบสั่งสอนมันนะคะ”
       อุรารัตน์สั่ง
       “นงนุชตบ !”
       นงนุชตบ แต่รจนาไฉนหลบได้ นงนุชเลยตบหน้าอุรารัตน์แทน
       “ขอโทษค่ะ ขอแก้มือค่ะ”
       อุรารัตน์พยายามจับรจนาไฉน นงนุชจะตบ รจนาไฉนหลบ นงนุชตบโดนอุรารัตน์อีกแล้ว
       “ว้าย...นังนงนุช แกกับปยงค์จับมันไว้”
       อุรารัตน์ตั้งท่าจะตบ
       “หยุดนะ มีอะไรกัน”
       อุรารัตน์หันไปเห็นปัทม์ ก็แกล้งตบตัวเองลงไปกลิ้งบนพื้นทันที
       “โอ๊ย.. ปัทม์ขา แอรี่ถูกตบ”
       รจนาไฉน จันทร์เจ้าตกใจ เหวอ ที่อุรารัตน์กล้าทำร้ายตัวเองแล้วใส่ร้ายรจนาไฉน
      
       โถงบ้านปัทมกุล กลางวัน อุรารัตน์ออเซาะปัทม์ ลูบแก้มตัวเองป้อยๆ
       “ปัทม์ขา...ปัทม์ต้องจัดการให้แอรี่นะคะ มันทั้งด่าทั้งทำร้ายแอรี่”
       “แต่ฉันไม่ได้”
       ปัทม์ พูดเสียงนิ่ง
       “ไม่ได้ถาม”
       รจนาไฉนนั่งบนพื้นก้มหน้านิ่ง อุรารัตน์ยิ้มเย้ยรจนาไฉน ปยงค์นั่งตีหน้าไม่ถูกที่อยู่ฝั่งอุรารัตน์
       “นงนุชเป็นพยานได้ค่ะคุณปัทม์ ว่านังคนหน้าเยินมันด่าและตบหน้าคุณแอรี่”
       “แต่ชิเห็นเต็มสองลูกกะตาว่าคุณอุรารัตน์ตบตัวเอง” ชิบอก
       “ใช่.....ไม่เชื่อถามป้าปยงค์ได้” จันทร์เจ้าบอก
       “ไม่รู้ ตอนนั้นฉันกระพริบตาเลยมองไม่เห็น” ปยงค์หาทางออกให้ตัวเอง
       ปัทม์พยายามแกะอุรารัตน์ออก และไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด
       “ในเมื่อไม่มีหลักฐาน ก็ให้มันจบ ๆ ไป”
       ปัทม์เปลี่ยนเรื่องทันที
       “คุณพาทีมงานมาถ่ายภาพ ทำไมไม่บอกผมก่อน”
       “แอรี่อยากเซอร์ไพรส์ปัทม์นี่คะ แม็กกาซีนเค้าอยากถ่ายภาพแอรี่กับปัทม์ในฐานะเซเล็บคู่รัก”
       อุรารัตน์ออดอ้อน ปัทม์งง
       “คู่รัก”
       “แหม...แค่ถ่ายภาพไม่นานหรอกค่ะ แช๊ะ แช๊ะ แป๊บเดียวเอง”
       “ฉันว่าคุณควรจะถ่ายนะคะ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ไร่ชา และประกาศให้ทุกคนรู้ว่า คุณอุรารัตน์เป็นเจ้าของหัวใจคุณปัทม์” รจนาไฉนบอก
       “ใครสั่งให้เธอออกความเห็น” ปัทม์ถาม
       รจนาไฉนต้องการหยั่งเชิงความรู้สึกของปัทม์
       “ขอโทษนะคะที่ก้าวก่าย ฉันเพียงแต่สงสัยว่าทำไมคุณปัทม์ถึงไม่ยอมถ่ายภาพคู่กับคุณอุรารัตน์ หรือว่าคุณปัทม์มีภรรยาแล้ว”
       “รึว่าปัทม์มีผู้หญิงคนอื่น บอกมานะผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
       ปัทม์ตัดปัญหา
       “ตกลง ผมจะถ่ายภาพคู่กับคุณ เพื่อประกาศให้ทุกคนรู้ว่าผมไม่มีใครนอกจากคุณ”
       “ปัทม์น่ารักที่สุดเลย”
      
       ปัทม์มองเย้ย ต้องการให้รจนาไฉนปวดใจ

       ปัทม์ใส่ชุดเจ้าไทยใหญ่เรียบร้อย เดินออกมาด้วยมาดเจ้าทางเหนือ..ดูสง่า อุรารัตน์เห็นแล้ววิ่งเข้าไปประจ๋อประแจ๋ ควงแขนปัทม์ไปนั่งที่เก้าอี้ ที่เซ็ตไว้เป็นมุมแต่งหน้ารจนาไฉน จันทร์เจ้า ชิที่มุมใกล้ๆ
        
       “นายนะนาย ทำตัวเป็นพระเอกหนังไทยน้ำเน่า ยอมให้นังอิจฉาตู่ว่าเป็นแฟน ทำทำไมเนี่ย” จันทร์เจ้าว่า
       “ประชดนางเอกไง” ชิบอก
       “เขาไม่ได้คิดประชดหรอก เขาก็แค่ทำตามหัวใจ คุณอุรารัตน์เหมาะสมที่จะเป็นนางเอกของเขา” รจนาไฉนบอก
       รจนาไฉนมองปัทม์กับอุรารัตน์ แล้วจะเดินออกไป
       ชิมองปัทม์และรจนาไฉน
       “โน่นประชด นี่ช้ำ...คนดูอย่างเราก็ได้แต่ เฮ้อ”
       อุรารัตน์เห็นรจนาไฉนจะเดินออกไป ก็ต้องการจะจิกใช้
       “โอ๊ย หิวน้ำ ขอน้ำหน่อย”
       “มาแล้วค่ะ” ปยงค์เข้ามาพร้อมถาดน้ำ
       อุรารัตน์ชี้ไปที่รจนาไฉน
       “ให้แม่นั่นเอามาให้ฉัน”
       ปยงค์หันไปส่งถาดน้ำให้รจนาไฉน เธอรับมา แล้วเดินไปเสิร์ฟให้อุรารัตน์
       “จะยืนค้ำหัวอีกนานมั้ย เป็นคนใช้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง คลานเข้ามา”
       รจนาไฉนอึ้งไม่อยากทำตามอุรารัตน์สั่ง
       “ทำตามที่คุณอุรารัตน์สั่ง” ปัทม์บอก
       รจนาไฉนคลานแล้วเอาน้ำเข้ามาเสิร์ฟ
       อุรารัตน์รับแก้วน้ำมาป้อนให้ปัทม์
       “ทานน้ำนะคะปัทม์ขา”
       ปัทม์ดื่มน้ำที่อุรารัตน์ป้อนให้แล้วจับมืออุรารัตน์เพื่อเย้ยรจนาไฉน... ฝ่ายรจนาไฉนเก็บสีหน้าหมั่นไส้ปัทม์ เมื่อเธอเดินกลับไปปัทม์ก็รีบเอามือออก เลิกเล่นละครทันที
       “ผมอิ่มแล้ว”
      
       ในมุมต่างๆของไร่ชา ปัทม์ถ่ายภาพคู่กับอุรารัตน์ท่าทางต่างๆ มีภาพนายแบบเป็นตัวประกอบ...
       เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของคู่รักคู่นี้...
       รจนาไฉนยืนมองด้วยสายตาไม่ค่อยพอใจนักที่ปัทม์ก็คอยใกล้ชิดอุรารัตน์เพื่อเย้ยเธอ
      
       ตอนกลางวัน รจนาไฉน จันทร์เจ้าและปยงค์ช่วยกันเสิร์ฟอาหารให้ปัทม์ อุรารัตน์ เจ๊ไวไว และทีมงานที่โต๊ะยาวกลางไร่ ท่ามกลางบรรยากาศสวยงาม รจนาไฉนตักข้าวให้อุรารัตน์
       “ของฉันครึ่งทัพพี แต่ของคุณปัทม์เยอะ ๆ หน่อย สองทัพพีเพราะปัทม์คงหิวมาก ใช่มั้ยคะปัทม์ขา”
       ปัทม์ไม่พูดอะไร รจนาไฉนตักข้าวให้ปัทม์แถมพูดประชด
       “ว่าที่คุณนายไร่ปัทมกุลให้ฉันตักสองทัพพี พอมั้ยคะ”
       ปัทม์ไม่พอใจที่ถูกรจนาไฉนประชดใส่ หลังตักข้าว รจนาไฉนเดินไปหลบอยู่ข้างหลังเพื่อรอคำสั่ง
       “อิจฉาน้องแอรี่เหลือเกิน จะมีข่าวดีกันเมื่อไหร่คะเนี่ย” เจ๊ไวไวบอก
       อุรารัตน์เขินอาย
       “คุย ๆ กันอยู่เหมือนกัน คิดว่าคงจะ...”
       ปัทม์ขัดขึ้น
       “เชิญทานข้าวครับ...เย็นแล้วเดี๋ยวจะชืดไม่อร่อย”
       อุรารัตน์รู้สึกหน้าแตก จันทร์เจ้ากับชิแอบหัวเราะสะใจกัน
       “คนอะไรไม่เป็นสุภาพบุรุษ ไม่ให้เกียรติแฟนตัวเอง”
       ปัทม์หันมองรจนาไฉนทันที เจ๊ไวไวลอบมองรจนาไฉน ก่อนจะพูดกับปัทม์
       “คุณน้องคนนี้หน้าสวยหวาน”
       ปัทม์คิดแผนขึ้นมาได้
       “สนใจเอาเข้าฉากได้นะครับ”
       “จริงเหรอคะ”
       เจ๊ไวไวหันไปบอกรจนาไฉน
       “น้อง...ไปเปลี่ยนเสื้อผ้ามาถ่ายภาพให้เจ๊ด้วยนะ”
       “ไม่เหมาะมั้งคะ คอลเลกชั่นคู่รัก เพื่อนเข้าไปถ่ายด้วยจะเป็นส่วนเกิน”
       “จะเกินได้ไง...เพราะเธอต้องมาเป็นตัวละครคนใช้ เป็นทาสของพวกฉัน ไปเปลี่ยนชุดเดี๋ยวนี้”
      
       ปัทม์ออกคำสั่ง รจนาไฉนหมดสิทธิ์ปฎิเสธ


  


        
       เจ๊ไวไวเคาะประตูห้องเปลี่ยนชุดในเวลาต่อมา
        
       “เสร็จหรือยังจ๊ะ”
       รจนาไฉนในชุดผ้าแถบ นุ่งซิ่น แบบสาวเหนือโบราณ เปิดประตูห้องเปลี่ยนชุดออกมาด้วยท่าทางอย่างสง่างาม ปัทม์ที่ยืนอยู่หันมาแล้วตะลึงในความสวย เขามองจนต้องมองค้าง เธอเห็นสายตาเขาแล้วอดจะเกิดความรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้ อุรารัตน์เข้ามาเห็นปัทม์มองรจนาไฉนไม่วางตา ก็ไม่พอใจ
       “ปัทม์คะ”
       ปัทม์สะดุ้ง
       “ครับ”
       “ถึงกับตะลึงเลยหรือคะ”
       “เปล่า ผมแค่มองดูของแปลก”
       รจนาไฉนมีสีหน้าไม่พอใจ อุรารัตน์ส่งสายตาเหยียดหยาม
      
       ในมุมถ่ายรูป เจ๊ไวไวจัดท่าให้ปัทม์และอุรารัตน์โพสต์บนตั่งโบราณ กลางไร่ชากว้างใหญ่ เห็นนายแบบหนุ่มนั่งคุกเข่าเป็นแบ็คกราวน์ รจนาไฉนนั่งหน้าตึงถือพัดอยู่ข้าง ๆ ปัทม์ลอบชำเลืองมอง
       “ถ่ายเลยจ๊ะถ่ายเลย มองมาที่กล้อง จิกๆนะคะ จิกๆ”
       อุรารัตน์มองกล้องจิกตามาก ปัทม์นั่งตัวแข็ง แต่ใบหน้ามีรอยยิ้ม ในขณะที่รจนาไฉนนั่งหน้าตึง
       “น้องนางเล็ก ๆ ยิ้มหน่อยได้มั้ยครับ”
       รจนาไฉนจำใจยิ้มสวยๆ งามๆ แต่ออกมาแข็งมาก
       “เอาใหม่จ้ะ ยิ้มจ้ะ ไม่ใช่แยกเขี้ยวเหมือนจะกินหัวใคร” เจ๊ไวไวว่า
       “โอ๊ย เร็วๆได้มั้ย เมื่อยจะตายอยู่แล้ว ถ่ายไม่ได้ก็ไม่ต้องถ่าย เสียเวลาคนอื่น” อุรารัตน์ว่า
       “ไม่มีใครยิ้มเก่งมาจากท้องพ่อท้องแม่หรอกนะคะ ดูตัวอย่างเจ๊นะคะ ยิ้มพิมพ์ใจ”
       เจ๊ไวไวยิ้มให้รจนาไฉนดูเป็นตัวอย่าง เธอพยายามยิ้มเลียนแบบ ตากล้องกดชัตเตอร์ทันที
       ปัทม์ลอบมองเห็นแล้วเผลอเอ็นดู แต่เมื่อเห็นสายตาของอุรารัตน์จ้องมองมาอย่างดุ ปัทม์รีบหันหน้าไปทางอื่นทันที
       “อ่ะ เปลี่ยนโพสต์”
       อุรารัตน์จงใจเปลี่ยนโพสต์ไปกอดคอปัทม์อย่างใกล้ชิดนัวเนียที่สุด
       “อุย...แรง” เจ๊ไวไวบอก
       รจนาไฉนพยายามไม่สนใจ นั่งนิ่งยิ้มพิมพ์ใจเหมือนเดิม
      
       อุรารัตน์เปลี่ยนโพสต์ใกล้ชิดกับปัทม์ไปเรื่อย จนเขาอึดอัด รจนาไฉนยิ้มเยาะปัทม์ อุรารัตน์จับหน้าของปัทม์หันมา แล้วส่งสายตาออดอ้อนหวานซึ้ง
       เจ๊ไวไวพูดกับตากล้อง
       “จะถึงขั้นจูบปากมั้ยเนี่ย เจ๊ล่ะกลัวใจ”
       รจนาไฉนเห็นแล้ว รู้สึกไม่พอใจ เบือนหน้าหนี ปัทม์ลุกขึ้นทันที
       “ผมว่า...แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว”
       “แต่ว่า...”
       “พอ...”
       “โอเคค่ะ...แค่นี้ก็เลือกรูปไปลงไม่หวาดไม่ไหวแล้ว ชิญคุณอุรารัตน์เปลี่ยนชุดได้เลยค่ะ”
       นงนุชคว้าตัวอุรารัตน์พาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ปัทม์เดินเข้ามาเย้ยรจนาไฉน
       “ฉันว่าบทบาทแบบนี้เหมาะสมกับเธอดี”
       รจนาไฉนจะเดินหนีออกไป แต่เจ๊ไวไวเข้ามาขวาง
       “จะรีบไปไหน”
       “ถ่ายเสร็จแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
       “เจ๊ขอถ่ายอีกเซ็ตนึง เชิญคุณปัทม์ด้วยนะคะ”
      
       ปัทม์และรจนาไฉนแปลกใจว่าถ่ายอะไร


  


        
       มุมหนึ่งที่ไร่ชา เจ๊ไวไวเข้ามาจัดโพสต์ท่า รจนาไฉนจะลงนั่งเป็นบทบาทคนใช้
        
       “ไม่ต้องนั่งจ้ะน้อง เซ็ตนี้ไม่เกี่ยวกับเซเล็บคู่รักแล้วค่ะ แต่จะใช้โปรโมทชุดของร้านผ้า เป็นคอนเซ็ปต์ประมาณ เจ้าแอบมีใจให้นางเล็ก ๆ ชื่อภาพว่า ทาสหัวใจ”
       ทั้งคู่ต่างมองหน้ากันไม่อยากทำ แต่เจ๊ไวไวเข้ามาจัดท่าให้
       “กอดกันเลยค่ะ แหม.. มืออาชีพทั้งคู่เลย กอดแน่น ๆ ยิ้มหวาน....ค่ะ”
       ปัทม์มองหน้าแต่ไม่ยิ้ม
       “ขอโทษ ผมทำไม่ได้... เพราะผมไม่ได้รักคนใช้”
       “ใช่ค่ะ เพราะในชีวิตจริงคนใช้อย่างฉัน คงไม่มีสิทธิ์คิดรักเจ้านาย”
       “ตัดโลกแห่งความเป็นจริงออกให้หมด...นี่เป็นเพียงบทบาทสมมติ เจ๊ขอร้องละ จะได้เสร็จ ๆ ไป เอางี้ ค่อย ๆ หลับตานะคะ...”
       ปัทม์และรจนาไฉนจำต้องหลับตา ทำตามเจ๊ไวไว
       “จินตนาการว่าเราเป็นคนใช้ คนใช้ที่เคยเกลียดชังเจ้านาย แต่ภายในใจแล้ว รักเขาโดยไม่รู้ตัว”
       ทั้งคู่นิ่ง...เหมือนกำลังฟังเจ๊ไวไว
       “ส่วนเจ้านายก็เกลียดชังนังทาสมาก....แต่ยิ่งแกล้งก็ยิ่งพบว่า เธอช่างแสนดี อ่อนโยน อ่อนหวาน จนเราไม่อาจทานความรู้สึกในหัวใจได้... เอาล่ะ ค่อย ๆ ลืมตานะคะ”
       ปัทม์และรจนาไฉนลืมตา มองสายตาคู่นั้นด้วยความรู้สึกอินตามบทบาทที่เจ๊ไวไวบอก
       “เลิศค่ะ” เจ๊ไวไวหันไปส่งสัญญาณให้ช่างภาพที่ถ่ายภาพแล้วคอยกำกับอยู่ห่างๆ
       “คราวนี้โน้มตัวเข้าไปอีก... เชยคาง...สบตาไว้นะคะ”
       ทั้งปัทม์และรจนาไฉนต่างสบตากันแสดงความรู้สึกภายในใจ
       “เจ้านายยื่นหน้าไปหานางเล็ก แล้วจะจุมพิต...”
       ปัทม์ทำตาม จนหน้าเกือบชิดรจนาไฉน แต่แล้ว...
       “แอร๊ย...”
       ทุกคนหันไปเจออุรารัตน์วีนแตก...รจนาไฉนรีบออกห่างปัทม์ทันที
      
       อุรารัตน์มองเขม่นไม่พอใจ
       “มันกอดปัทม์ แล้วปัทม์ก็จะจูบมัน”
       “มันก็แค่ภาพถ่าย” ปัทม์บอก
       เจ๊ไวไวสนับสนุน
       “ใช่ค่ะ เป็นแค่บทบาทสมมติ คุณน้องหึงคนใช้ด้วยเหรอ”
       นงนุชกลัวอุรารัตน์เสียหน้ารีบตัดบท
       “เจ๊ถ่ายเสร็จแล้วก็ยกกองกลับไปได้แล้ว”
       “จ้ะ...เจ๊ได้ภาพถูกใจแล้ว ทุกคนเก็บของ” เจ๊ไวไวบอก
       รจนาไฉนจะเดินออกไป อุรารัตน์เข้ามาขวางไว้
       “จำไว้นะ ที่ปัทม์ยอมทำอย่างนั้นเพราะความจำเป็น อย่าริเก็บไปคิดฝันหวาน ว่าคุณปัทม์จะรักแก”
       “ไม่เอาน่าคุณ... คนใช้ก็เป็นได้แค่คนใช้ ไม่มีวันเป็นอะไรได้มากกว่านี้หรอก” ปัทม์บอก
       “ขอบคุณที่เตือนสติฉัน แต่คงไม่จำเป็น...เพราะดิฉันรู้ตัวดีว่าอยู่ในฐานะอะไร โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้สวยงามเหมือนโลกในฝัน ทาสก็เป็นได้แค่ทาส”
       รจนาไฉนเดินออกไป
       “หยิ่งยโสโอหัง” นงนุชว่า
       อุรารัตน์อ้อนปัทม์
       “ถ่ายภาพเสร็จแล้ว เราออกไปหาอะไรกินกันข้างนอกนะคะ”
       “เหนื่อยมาทั้งวัน คุณกลับไปเถอะ...ผมอยากพักผ่อน”
       ปัทม์เดินออกไป นงนุชเข้ามาหาอุรารัตน์
       “คุณแอรี่กลับกันเถอะ คุณปัทม์ไล่แล้ว”
       “ปัทม์ไม่ได้ไล่แต่เป็นห่วงฉัน อยากให้ฉันพักผ่อนต่างหาก”
       อุรารัตน์เดินนำออกไป...นงนุชส่ายหน้าเอือมระอา ปยงค์รีบเข้าไปส่งอุรารัตน์
      
       พระอาทิตย์ตกดินสวยงาม เปลี่ยนเวลาเป็นกลางคืน ที่มุมมืดแห่งหนึ่งใกล้กับบริเวณโกดังเก็บชา หน่อเอกับพวกแอบซุ่มเดินเข้ามา ในมือ ถือแกลลอนใส่น้ำมันติดมาด้วยหลายแกลลอน
       “เอาแน่เหรอลูกพี่ เราเพิ่งมาทำงานไม่นาน... มันรู้แน่ว่าเป็นพวกเรา”
       “จับได้แล้วไง... ไม่มีหลักฐาน”
       หน่อเอเอาผ้ามาคลุมหน้าแล้วพยักหน้ากับลูกน้อง ลูกน้องต่างเอาผ้าคลุมหน้าแล้วรีบซุ่มออกไปอย่างรวดเร็ว หน่อเอกับพวกกำลังเข้าไปใกล้โกดังเก็บชาเต็มที
      
       มุมหนึ่งไร่ชา เวลากลางคืน ปัทม์นั่งสบายใจ มองดูพระจันทร์ เขานึกถึงภาพที่ถ่ายร่วมกันกับรจนาไฉน
       ในบทบาทของนางเล็กๆ หน้าบูด แต่ต้องฝืนยิ้ม... ตอนถ่ายรูปทั้งคู่สบตากัน ปัทม์อมยิ้ม ชะงักเมื่อเห็นรจนาไฉนมายืนตรงหน้า
       “ฉันขอโทษ... ที่เข้ามาขัดจังหวะเวลาความสุขใจของคุณ”
       “รู้ด้วยเหรอว่าฉันกำลังสุขใจ”
       “คนที่เพิ่งจะเจอกับคนรัก ถ้าไม่สุขใจก็คงแปลก”
       “ทำไมถึงคิดว่าตัวเองเป็นคนเข้าใจคนอื่นนัก”
       “คงเป็นเพราะฉันยังมีหัวใจ...รู้จักรัก รู้จักเจ็บปวด ถ้าหากคุณมีคนที่คุณรัก รู้จักความรัก คุณก็น่าจะเข้าใจคนอื่นบ้าง”
       “หยุดพล่ามได้แล้ว มาหาฉันทำไม”
       “ฉันมาขอหย่า”
      
       ปัทม์ชะงักไปทันที


  


       บริเวณหน้าโกดังเก็บชา คนงานคนหนึ่งกำลังปิดประตูโกดังใส่กุญแจแล้วเดินออกไป หน่อเอกับพวกรอเวลา แล้วจึงตรงเข้าไปยังประตูโกดัง ทำการตัดแม่กุญแจทิ้ง แล้วลอบเข้าไปด้านในพร้อมกับแกลลอนน้ำมัน หน้าประตูโกดังที่หน่อเอปิดไว้ ถูกเปิดออกช้า ๆ ตามแรงลม โดยพวกหน่อเอไม่รู้ตัว
      
       รจนาไฉนพยายามหว่านล้อมพูดด้วยดี ๆ
       “คุณมีคนรักอยู่แล้ว ต้องฝืนใจแต่งงานกับฉันเพราะคำสัญญาระหว่างพ่อของเรา เพราะฉะนั้น...หย่ากับฉันเถอะ ฉันจะคืนอิสระให้กับคุณ ฉันขออย่างเดียว... เงินหนึ่งล้าน ! แล้วฉันจะไปจากคุณทันที”
       ปัทม์อารมณ์ขึ้นทันที
       “เงินอีกแล้วเหรอ”
       “ความจริงมันก็เป็นเงินที่คุณสัญญาว่าจะให้ฉันกับครอบครัวนะคะ ฉันขอให้เราพูดกันด้วยเหตุผล อย่าใช้อารมณ์ได้มั้ย”
       “เธอไม่มีสิทธิ์มาขออะไรจากฉันทั้งนั้น ถ้าจะหย่า...เธอก็เดินออกไปได้เลย แต่ฉันไม่มีวันให้เงินเธออีกแล้ว แม้แต่บาทเดียว!”
       ปัทม์เดินหนี แต่รจนาไฉนยังไม่ยอมแพ้ รีบเดินตามออกไป
      
       ภายในโกดังเก็บชา หน่อเอกับพวกกำลังเทน้ำมันลงไปยังกล่องชาที่วางเรียงรายอยู่ภายในโกดัง
       ประตูหน้าที่เปิดออก ชิชะโงกหน้าเข้ามามองด้วยความสงสัย ส่องไฟเข้ามาดู
       “ใครอยู่ในโกดัง”
       หน่อเอกับพวกชะงัก รีบหลบวูบเข้าไปที่มุมมืดมุมหนึ่ง
       “ฉันถามว่าใครอยู่ในโกดัง!”
       ชิตัดสินใจเดินเข้ามาส่องหาความผิดปกติภายในโกดัง แต่กลับโดนหน่อเอกับพวกทำร้ายจนล้มคว่ำไป
       หน่อเอกับพวกไม่สนใจ หันไปเทน้ำมันใส่ข้าวของภายในโกดังต่อไป ชินอนสลบไม่ได้สติอยู่ตรงนั้น
      
       รจนาไฉนเดินตามปัทม์ที่มีสีหน้าไม่พอใจมาก
       “เราสองคนต้องทนทุกข์ทรมานไปเพื่ออะไร ในเมื่อต่างคนต่างไม่มีความสุข ไม่ประโยชน์อะไรที่เราจะอยู่ด้วยกัน”
       “ความสุขของเธออยู่ที่ไอ้ปวุฒิแฟนเก่า...กับเงินอีกหนึ่งล้านใช่มั้ย”
       “กรุณาอย่าดึงเอาคุณปวุฒิมาเกี่ยวข้อง”
       “ยังรักมันมาก คอยปกป้องมันตลอด เธอคงมีเวลามากถึงได้มีเวลาเพ้อฝัน ต่อไปนี้ฉันจะหางานให้เธอทำ เธอจะได้เลิกคิดเพ้อเจ้อถึงชายในฝันซะที”
       ปัทม์ยังไม่ทันได้เล่นงานรจนาไฉน จันทร์เจ้าเข้ามาด้วยท่าทางตกใจ
       “นาย... แย่แล้ว แย่แล้ว”
       “เกิดอะไรขึ้น” ปัทม์ถาม
       “โกดังเก็บชา... ไฟไหม้โกดังเก็บชา !”
       ทั้งสามคนต่างมีสีหน้าตกใจ
      
       คนงานกำลังช่วยกันขนน้ำมาดับไฟที่กำลังลุกลาม ปยงค์ยืนกรี๊ดกร๊าดตกใจอยู่แต่ไม่ยอมเข้าไปช่วยอย่างคนอื่น
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วยค่า มาช่วยกันดับไฟเร้ว!”
       ปัทม์ รจนาไฉน กับจันทร์เจ้า วิ่งเข้ามา
       “ขนใบชาออกมาให้หมด”
       “คนงานบอกว่าไอ้ชิติดอยู่ข้างในโกดังค่ะคุณปัทม์” ปยงค์ว่า
       ปัทม์วิ่งเข้าไปในโกดังโดยไม่คิดถึงอันตราย ทุกคนตกใจ
       “คุณปัทม์ !”
       รจนาไฉนได้สติรีบวิ่งไปหาจันทร์เจ้าแล้วช่วยแบกถังน้ำส่งให้คนงาน
       “รีบเข้าไปช่วยคุณปัทม์เร็ว” ปยงค์สั่งคนงานที่ช่วยกันขนน้ำอยู่...
       “ชักช้าอยู่นั่นแหละ รีบไปดับไฟเร็วเข้าสิยะ อย่ายืนอยู่เฉย ๆ”
       “ป้านั่นแหละ อย่ายืนอยู่เฉยๆ มาช่วยกันสิ!” จันทร์เจ้าบอก
       ปยงค์รู้สึกตัว ช่วยก็ช่วย
       ที่มุมหนึ่ง หน่อเอและพวกยืนมองภาพโกดังไฟไหม้ด้วยความสะใจ
      
       ปัทม์วิ่งเข้าไปเห็นชิหมดสติอยู่ที่พื้นโกดังด้านหนึ่ง เขาเข้าไปประคอง
       “ชิ...ชิ... เป็นไงบ้าง”
       ชิรู้สึกตัวเรียก
       “นาย...”
       ปัทม์กับคนงานอีกคน
       “เอาตัวชิออกไป”
       คนงานรีบประคองชิออกไป ปัทม์ยืนมองไฟที่กำลังเผาชั้นภายในโกดังอยู่นั้น ก่อนรีบหันไปสั่งการคนงานคนอื่น ๆ ที่เข้ามาช่วยกันคนละไม้ละมือ
       “ขนกล่องชาที่เหลือออกไปให้หมด”
      
       เหล่าคนงานช่วยกันขนกล่องใส่ใบชาที่กำลังถูกไฟลามเลีย ปัทม์สั่งการไม่หยุดปาก

      ปัทม์วิ่งขนกล่องใส่ใบชาออกมาพร้อมกับคนงาน ทุกคนขนออกไปแล้วก็วิ่งกลับเข้าไปใหม่ รจนาไฉนมองปัทม์ที่วิ่งเข้าไปในโกดังด้วยความตื่นตกใจ และเห็นใจ รจนาไฉนวิ่งไปรับถังน้ำมาจากคนงาน แล้วตัดสินใจรีบวิ่งไปดับไฟที่โกดังบ้าง พวกของหน่อเอทำทีเป็นวิ่งเข้ามาช่วยขนถังน้ำจากคนงาน ปัทม์วิ่งถือกล่องใส่ใบชาออกมา ชนกับรจนาไฉนที่กำลังดับไฟ เธอตัดสินใจ ทิ้งถังแล้วยื่นมือออกไปดึงกล่องใบชามาจากปัทม์
      
       “ฉันช่วย !”
       รจนาไฉนเอากล่องชามาได้ก็รีบวิ่งเอาไปวางไว้รวมกับกล่องอื่นๆ ปัทม์มองตามอย่างอึ้งๆ ก่อนเหลือบตามองไปเห็นหน่อเอและพวกที่กำลังช่วยกันขนถังน้ำ ปัทม์จ้องอยู่ชั่วครู่ด้วยสีหน้าไม่ไว้ใจ ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าไปใหม่ รจนาไฉนมองตามปัทม์ แล้วตัดสินใจวิ่งตามเข้าไปในโกดัง
      
       ไฟเริ่มไหม้หนักขึ้น ปัทม์กับคนงานอีกหลายคน กำลังช่วยกันแบกกล่องใส่ชาขนถ่ายให้ คนงานรับต่อออกไปไว้ข้างนอก รจนาไฉนวิ่งเข้ามา ปัทม์เห็นเข้า
       “เข้ามาทำไม”
       “ฉันอยากช่วยขนออกไปเร็ว ๆ”
       เสียงไฟแตกตัวดังเปรี๊ยะ พร้อมกับท่อนไม้ที่ถูกไฟไหม้ร่วงหล่นลงมาฟาดลงบนหัวของปัทม์
       “โอ๊ย”
       ปัทม์ล้มลง รจนาไฉนตกใจ
       “คุณปัทม์”
       ทั้งหมดวิ่งเข้าไปดูอาการ ปัทม์เลือดโชกที่ศีรษะ แต่ยันกายลุกขึ้นเอาไว้ได้
       “ฉันไม่เป็นไร รีบเอาใบชาออกไปเร็ว”
       ทุกคนช่วยกันแบกกล่องชาออกไป
       รจนาไฉนลอบมองปัทม์ด้วยความเป็นห่วงในอาการ เพราะเลือดซึมลงมาตามหน้าผาก เธอตัดสินใจหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองที่พกติดตัวอยู่ พับเป็นแถบแล้วไปหาปัทม์
       “จะทำอะไร”
       “คุณหัวแตก ฉันจะห้ามเลือดให้คุณก่อน”
       “ไม่ต้อง”
       รจนาไฉนไม่ฟัง จัดการเอาผ้าพันที่รอยแตกที่หน้าผาก ปัทม์อึ้ง มองเสี้ยวหน้าของรจนาไฉนที่กำลังตั้งใจผูกผ้าให้ ปัทม์รู้สึกหวั่นไหวในหัวใจ
      
       ผ่านเวลามา โกดังเก็บใบชาไฟสงบลงแล้ว มีร่องรอยเสียหายไปบางส่วน ปัทม์ที่เนื้อตัวมอมแมม ผ้าเช็ดหน้าที่โพกหัวชุ่มเลือด รจนาไฉน ชิ ปยงค์ จันทร์เจ้าและคนงานทุกคนที่ช่วยกันดับไฟ ยืนมองสภาพโกดังด้วยความรู้สึกสะเทือนใจปนโล่งใจ หน่อเอและพวกยืนปะปนอยู่กับพวกคนงาน
       “โชคยังดีที่เราขนใบชาส่วนใหญ่ออกมาได้” ปัทม์บอก
       หน่อเอแอบไม่พอใจที่แผนไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจ
       ปยงค์พูดกับชิ
       “ไฟไหม้ได้ยังไง ไม่ได้ตรวจไฟก่อนจะปิดโกดังเหรอ”
       “มีคนลอบวางเพลิงแน่ ๆ ฉันโดนพวกมันตีเข้ากลางกบาลอีกต่างหาก”
       คนงานวิ่งถือซากแกลลอนน้ำมันเข้ามา
       “เจอแกลลอนน้ำมันอยู่ในโกดังครับ”
       “ชิ... เห็นหน้าพวกมันมั้ย”
       “ไม่เห็นครับ เห็นแต่เงาตะคุ่มตะคุ่ม ปิดหน้าเหลือแต่ลูกกะตา”
       หน่อเอและพวกหลุบตาต่ำ ไม่สบตากับปัทม์ที่มองมา
      
       เช้าวันใหม่ มุมหนึ่งในไร่ชา หน่อเอและพวกเดินเข้ามาเข้าแถวรวมกับคนงานหลายสิบคน หน่อเอกระซิบถามคนงานคนหนึ่ง
       “มีเรื่องอะไรกันแต่เช้า”
       “คุณปัทม์จะสอบสวนเรื่องไฟไหม้เมื่อคืน”
       หน่อเอและพวกเริ่มร้อนใจ รจนาไฉน จันทร์เจ้า และ ปยงค์ เข้ามายืนสังเกตการณ์อยู่ใกล้ ๆ
       ปัทม์เข้ามากับชิ ปัทม์จ้องคนงานไล่เรียงคน มาจนถึงหน่อเอและพวกที่พยายามทำตัวปกติ
       “ตั้งแต่ฉันมาบุกเบิกทำไร่ชา ที่นี่ไม่เคยมีเหตุการณ์ร้าย !”
       ปัทม์มองมาที่หน่อเอและพวก
       “จนกระทั่ง...พวกแกมาทำงาน”
       ปัทม์เดินเข้าหาหน่อเอ
       “ฝีมือแกใช่มั้ยหน่อเอ”
      
       “คนเมืองมีการศึกษาซะเปล่า กล่าวหาคนอื่นลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานได้ไง”


  


        
       ปัทม์เดินไปหยิบแกลลอนน้ำมันมาใบหนึ่ง โยนโครม! เข้าที่หน้าลูกน้องหน่อเอกลุ่มหนึ่ง
        
       “มีคนพบแกลลอนใบนี้ในห้องของพวกแก...”
       หน่อเอทำหน้านิ่งเฉย ปัทม์เดินเข้าไปที่กลุ่มลูกน้องหน่อเอสองสามคนนั้น
       “เป็นแกลลอนแบบเดียวกับที่เจอในโกดัง อธิบายให้ฉันเข้าใจหน่อยสิว่ามันไปอยู่ในห้องพวกแกได้ยังไง”
       ลูกน้องหน่อเอตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว พยายามชำเลืองมองไปที่หน่อเอ แต่หน่อเอนิ่งเฉย
       ปัทม์เห็นอาการแล้วนึกรู้
       “ไม่มีใครยอมรับ ดี ! พวกแกคงไม่รู้ว่าใบชาเป็นเหมือนลมหายใจของทุกคนในไร่ปัทมกุล คนที่นี่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ครอบครัวมีความสุขได้ก็เพราะไร่ชาผลผลิตชาที่เราปลูก” ปัทม์หันไปสั่ง
       “ชิ”
       ชิและคนงานเอากระสอบบรรจุใบชาขนาดใหญ่ 3 ใบ วางกองลงที่หน้าลูกน้องหน่อเอ 3 คนนั้น
       หน่อเอจ้องหน้าปัทม์เหมือนกำลังดูว่าจะทำอะไร
       “เริ่มต้นสอบสวน !”
       ชิกับคนงานชายสองคนดึงตัวลูกน้องหน่อเอ 3 คนมาคุกเข่าตรงหน้ากระสอบสามใบ ปัทม์เดินเข้าไปที่กระสอบแต่ละใบ ใช้มีดขนาดใหญ่ปาดกระสอบแตกออกจนเห็นใบชาที่บรรจุล้นอยู่ด้านใน
       “ในเมื่อชาซึ่งเป็นเหมือนลมหายใจของพวกเราทุกคนเกือบจะถูกทำลายเมื่อคืน ฉันจะทำให้ไอ้พวกทำลายเข้าใจความรู้สึก ถ้าหากพวกมันกำลังจะหมดลมหายใจจะรู้สึกยังไง !”
       พวกของหน่อเอฮึดฮัด คนงานกับชิช่วยกันล็อกไว้ เอาหัวลูกน้องหน่อเอทั้งสามกดลงกับกระสอบชา
       พวกของหน่อเอเริ่มอึดอัดกระวนกระวาย รจนาไฉนตกใจที่ปัทม์สั่งให้ทำอย่างนั้น
       “คุณปัทม์... คุณทำเกินไปแล้วนะ”
       “อยู่เฉย ๆ !”
       ปัทม์หันไปจ้องหน่อเอแล้วบอก
       “เราจะสอบสวนแบบนี้... จนกว่าจะมีคนสารภาพ ว่าใครเป็นคนบงการเผาโกดังเก็บใบชา”
       หน่อเอกำมือแน่นด้วยความแค้นใจ พวกของหน่อเอดิ้นแรงขึ้นด้วยความทรมาน
       “ปล่อย !”
       ชิและคนงานปล่อยพวกของหน่อเอ ลูกน้องหน่อเอหายใจเข้าอย่างทรมาน
       “ใครเป็นคนสั่งเผาโกดังเก็บใบชา !”
       หน่อเอและพวกยังปิดปากเงียบ
       “ชิ !”
       ชิและคนงานเข้าไปล็อกตัวพวกของหน่อเอ แล้วเอาหัวกดลงในกระสอบอีกครั้ง พวกของหน่อเอดิ้นพราดๆ รจนาไฉนทนไม่ได้ ไปยืนประจันหน้ากับปัทม์
       “พอได้แล้ว ! ที่นี่เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนรึยังไง ทำไมถึงทารุณกับคนอื่นตามอำเภอใจแบบนี้”
       “ไร่ชาปัทมกุลเป็นของฉัน ฉันเป็นคนคุมกฎ !”
       “กฏหมู่ที่ไร้ความเป็นธรรมน่ะสิ มีอย่างที่ไหน...ตั้งตัวเองเป็นศาลเตี้ยพิพากษาความผิดทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน ถ้าสงสัยพวกเขาก็ควรส่งตัวให้ตำรวจสอบสวน”
       “เธอคิดว่ากำลังยืนอยู่ที่ไหน สวรรค์ของนางฟ้าที่ทุกอย่างเป็นสีขาวบริสุทธิ์รึไง กลับเข้าไป”
       รจนาไฉนตัดสินใจวิ่งดึงให้ชิกับคนงานปล่อยพวกของหน่อเอ ชิและคนงานไม่กล้าขัดรจนาไฉน จำต้องปล่อยลูกน้องหน่อเอเหล่านั้น ปัทม์ยิงปืนขึ้นฟ้าทันทีเพื่อขู่ รจนาไฉนตกใจ ชะงัก
       “ว้าย !”
       “ฉันบอกให้ออกไป”
       “ไม่... จะฆ่าฉันอีกคนก็เอาเลย ยิงเลย!”
       ปัทม์โกรธเล็งปืนไปทางรจนาไฉน เธอหลับตา ปยงค์และคนงานทุกคนกำลังปิดตาเช่นกัน
       เสียงปืนดัง เปรี้ยง ! ลั่นหุบเขา เมื่อสิ้นเสียงปืน ทุกคนค่อยๆเปิดตาดู รจนาไฉนนั่งคุดคู้ตัวสั่นหลบกระสุนปืนที่เข้าใจปัทม์จะยิงเข้ามา ด้านหลังเธอ... เนื้อไม้ของต้นไม้ฉีกกระจายเพราะรับกระสุนของปัทม์
       รจนาไฉนรู้สึกตัวหันไปมอง โล่งใจที่ตัวเองไม่ตาย แต่เข่าอ่อน!! จันทร์เจ้าต้องตรงเข้ามาประคองรจนาไฉนไว้ ปัทม์ออกคำสั่ง
       “เอาตัวออกไป !”
       “เลือดเย็น... ใจคอโหดเหี้ยมที่สุด คุณมันไม่ใช่คน ที่นี่มันเป็นนรก”
       “ไปเถอะเพื่อน ไปเถอะ”
       จันทร์เจ้าประคองพารจนาไฉนออกไป เธอยังคงตะโกนต่อว่าปัทม์
       “คุณมันไม่ใช่คน !”
       ปัทม์เจ็บปวด แต่ยังสั่งการต่อโดยไม่สนใจ
       “ไอ้ชิ...เริ่มสอบสวนต่อ”
       หน่อเอสวนขึ้นมา
       “ฉันเป็นคนเผาโกดังของแกเอง !”
       คนงานฮือฮา หน่อเอเดินออกมาเผชิญหน้ากับปัทม์
       “ถ้าจะลงโทษ ก็ลงโทษฉัน”
       แต่รจนาไฉนกลับไม่เชื่อ วิ่งเข้าไปหาหน่อเอ
       “เธอไม่จำเป็นต้องยอมรับความผิดเพราะถูกเขาบีบบังคับนะหน่อเอ”
       “หน่อเอไม่ได้ยอมรับผิดเพราะถูกบังคับ แต่หน่อเอเป็นคนทำจริง ๆ คนพวกนี้ทำตามคำสั่งของหน่อเอเท่านั้น”
       รจนาไฉนยิ่งอึ้ง หน้าเสียที่ตัวเองปกป้องคนผิด ปัทม์พูดกับรจนาไฉน
      
       “ได้ยินแล้วก็ถอยไป”


  


        
       รจนาไฉนยอมถอยกลับออกมา แต่ยังไม่ยอมเดินออกไป หันไปจ้องปัทม์ อยากรู้ว่าปัทม์จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
        
       “แกทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร” ปัทม์ถาม
       หน่อเอขี้หน้าทุกคน
       “ฉันเกลียดแก... เกลียดคนเมืองทุกคน ตั้งแต่พวกแกขึ้นมาบนดอย ชีวิตคนดอยก็ถูกเบียดบัง พวกแกเห็นแก่ตัว เอาแต่ผลประโยชน์เข้าตัวเอง คนดอยต้องอดอยากมากขึ้น ต้องทำงานรับใช้พวกแกยังกับทาส”
       “แน่ใจเหรอว่าแกกำลังพูดถึงไร่ปัทมกุล”
       หน่อเอชะงักไปนิดหนึ่ง
       “ฉันถือว่าดอยคือถิ่นกำเนิดของพวกแก เพื่อให้เราอยู่กันได้อย่างสงบสุข มีชีวิตที่ดีร่วมกัน... เพราะถึงยังไงเราก็เป็นคนไทยเหมือนกัน”
       หน่อเออึ้งไปกับคำพูดของปัทม์
       “ฉันจะให้โอกาสคนดอยอย่างพวกแก พิสูจน์ตัวเองว่ามีค่ามากกว่าคนเมืองหลายคน พวกแกจะได้ทำงานที่นี่ต่อไป”
       เหล่าคนงานและรจนาไฉนต่างแปลกใจกับการตัดสินใจของปัทม์
       “แล้วเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ไร่ปัทม์กุลไม่ใช่คนเมืองที่เห็นแก่ตัว อย่างที่แกคุ้นเคยมาทั้งชีวิต”
       ปัทม์ชี้หน้าเอาเรื่อง
       “แต่ในเมื่อแกเป็นคนทำลายโรงเก็บชา แกก็ต้องสร้างมันขึ้นมาใหม่”
       “อะไรนะ”
       “เลือกเอา... จะทำตามคำสั่งฉัน หรือจะเข้าคุก !”
       หน่อเอลังเลไม่มีทางเลือก มองหน้ากันกับเหล่าลูกน้องคล้ายจำต้องจำนนต่อคำสั่งของปัทม์
       “สร้างโรงเก็บชาใหม่ ทำให้เสร็จภายในสองอาทิตย์ ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้ถึงตำรวจแน่”
       หน่อเอและพวกรู้สึกเครียดกับคำสั่งของปัทม์ หน่อเอมองที่สภาพโรงเก็บชาที่ทรุดพัง
      
       รจนาไฉนกำลังเดินกลับเข้าไปในไร่ แต่แล้วต้องสะดุ้งโหยงเพราะปัทม์ยืนหน้าเข้มรออยู่ก่อนแล้ว เธอจะเดินเลี่ยงออกไป แต่เขาคว้าข้อมือเอาไว้
       “เดี๋ยวก่อน”
       “ปล่อยมือฉัน”
       “ไม่... เราต้องพูดกันให้รู้เรื่อง เธอไม่มีสิทธิฉีกหน้าฉันต่อหน้าคนงานแบบนั้น”
       “คนโรคจิต ชอบใช้ความรุนแรง ! ฉันเป็นคน หน่อเอเป็นคน ทุกคนเป็นคน มีหัวใจ มีเลือดเนื้อ คุณมันดีแต่ใช้พระเดช ไม่เคยมีพระคุณ สิ่งที่คุณได้จากทุกคนคือการฝืนใจ แต่คุณจะไม่มีวันได้หัวใจจากใคร”
       “พูดจบรึยัง”
       “ยังมีอีกหลายอย่างที่ฉันไม่จำเป็นต้องพูด แต่คุณคงจะรู้สึกถึงมันได้ดี”
       รจนาไฉนมองปัทม์ด้วยสายตาที่ทั้งเกลียดและโกรธ
       “คุณจะไม่มีวันได้รับความปรารถนาดีจากฉันหรือจากใคร ตราบใดที่คุณไม่รู้จักความรัก”
       ปัทม์ฉุน ตวาดกลับทันที
       “ทำไมฉันจะไม่เคยรู้จักความรัก ! ไม่ใช่เพราะฉันมีความรักหรือไง ถึงได้...”
       ปัทม์อึ้ง หยุดเรื่องตัวเองเอาไว้ แล้วเปลี่ยนเรื่องทันที
       “เลิกคิดว่าตัวเองเป็นนางฟ้าเที่ยวมาโปรดใครต่อใครสักที มันไม่ได้ผลหรอก”
      
       ปัทม์รีบเดินออกไปทันที


  


        
       รจนาไฉนถอนหายใจอย่างโล่งอกที่รอดพ้นมาจากปัทม์ได้ แต่ก็รู้สึกแปลกใจและสงสัยที่ปัทม์พูดเกี่ยวกับความรัก
        
       “คนอย่างคุณน่ะเหรอ เคยรู้จักความรัก”
       รจนาไฉนนิ่ง มองตามปัทม์ที่เดินออกไปจนลับตา
      
       กรุงเทพฯ ยามราตรี ปวุฒิเดินเข้ามาในบ้าน ถือถุงขนมติดมือมาด้วย
       “ผมซื้อน้ำเต้าหู้มาฝากครับแม่”
       แม่ปวุฒินั่งดูรายการข่าวอยู่ ปวุฒิเห็นแม่จากด้านหลัง เขาไม่รู้ว่า แม่ว่าอยู่ในอารมณ์ไหน
       “วันนี้มีข่าวอะไรน่าสนใจบ้างครับ”
       “เดี๋ยวนี้เชื่อข่าวไม่ค่อยได้..เขาบอกว่าพูดความจริง แต่จริง ๆ แล้วปิดบังซ่อนเร้นอะไรไว้บ้างเราก็ไม่รู้”
       ปวุฒิอึ้ง เหมือนวัวสันหลังหวะ
       “ดูข่าวยิ่งทำให้เครียด...ผมว่าแม่ควรจะพักผ่อนมากๆนะครับ”
       ปวุฒิเดินมาจะหยิบรีโมทที่โต๊ะ แต่แม่แย่งมาถือเอาไว้
       “ปวุฒิ....ทำไมต้องโกหกแม่เรื่องหนูเพื่อนแต่งงานไปแล้ว”
       ปวุฒิตกใจ
       “แม่ไปได้ข่าวมาจากไหน ไม่ใช่ครับ”
       “จนป่านนี้แล้วยังจะโกหกแม่อีกเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะหนูพบ แม่คงจะหูหนวกตาบอดไปอีกนาน”
       โลมฤทัยเดินออกมา ปวุฒิตกใจ
       “คุณพบ”
       ปวุฒิคว้าแขนโลมฤทัยเดินออกมาจนถึงหน้าบ้าน
       “ปล่อยพบนะคะ พบเจ็บ”
       ปวุฒิปล่อยแขนโลมฤทัย
       “คุณมาบอกแม่ผมเรื่องคุณเพื่อนแต่งงานทำไม”
       “มันเป็นความจริง คุณจะหลอกท่านไปอีกนานแค่ไหน”
       “แต่ท่านไม่พร้อมที่จะรับรู้ตอนนี้ แม่ผมกำลังไม่สบาย คุณทำอย่างนี้เท่ากับเป็นการทำร้ายจิตใจท่าน...คุณ...มัน”
       ปวุฒิโกรธจนพูดอะไรไม่ออก เขาหันหน้าหนี ทุกข์ทรมานใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก โลมฤทัยค่อยๆเข้าไปโอบกอดปวุฒิจากข้างหลัง
       “พบรู้ว่ามันเป็นความจริงที่เจ็บปวด แต่พบอยากให้ทุกคนตาสว่าง พี่เพื่อนหนีเอา ตัวรอดไปสบาย พี่เพื่อนไม่ใช่นางฟ้าอย่างที่คุณพยายามสร้างภาพให้แม่คุณ จดจำ พบมีแต่ความปรารถนาดีให้คุณเสมอนะคะปวุฒิ”
       “ขอบคุณในความปรารถนาดี”
       โลมฤทัยดีใจคิดว่าปวุฒิใจอ่อน กอดเขาแน่นขึ้น
       “แต่ผมไม่ต้องการ”
       โลมฤทัยชะงัก อึ้ง ตกใจ ปวุฒิแกะแขนโลมฤทัยออก
       “ในเมื่อคุณใจร้ายกับผม คุณจะหาว่าผมใจร้ายกับคุณไม่ได้”
       ปวุฒิเดินกลับเข้าไปในบ้านทันที โลมฤทัยเจ็บใจที่ถูกปวุฒิปฏิเสธ
      
       ภายในบ้าน เวลากลางคืน ปวุฒิก้มลงกราบแทบเท้าของแม่
       “แม่ครับ...ผมขอโทษที่ต้องโกหก ผมขอโทษที่ไม่สามารถรักษาคุณเพื่อนเอาไว้ได้ผม”
       “หยุดโทษตัวเองเถอะลูก...คิดซะว่าลูกกับหนูเพื่อนไม่ใช่เนื้อคู่กัน”
       “ต่อให้คุณเพื่อนจากผมไปด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ผมยังเชื่อมั่นในความรักที่เราสองคนมีให้กัน”
       โลมฤทัยแอบฟังอยู่ที่มุมหนึ่ง ยิ่งปวดใจ
       “แต่หนูเพื่อนแต่งงานไปแล้วนะลูก”
       “ผมจะไปรับเธอกลับมาครับแม่”
       “ปวุฒิ”
       “ที่ผ่านมาผมอ่อนแอเกินไป...ผมจะไปตามหัวใจของผมกลับคืนมา ผมสัญญาครับ ต่อจากนี้ไปผมจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งหัวใจไปอีกแล้ว”
      
       แม่โอบปวุฒิเข้ามากอดอย่างให้กำลังใจ โลมฤทัยโกรธและแค้นรจนาไฉนมาก
ตอนที่ 5
      
       หลายวันต่อมา รจนาไฉนเดินมาหยุดมองไร่ชาที่เขียวขจี ที่เต็มไปด้วยหมอกขาวที่สวยงามยามเช้า แต่เธอกลับน้ำตาซึม
      
       “ฉันควรจะยืนอยู่ที่นี่อย่างสมศักดิ์ศรี ในฐานะภรรยาของคุณปัทม์ เจ้าของไร่ชาปัทมกุล แต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมฉันต้องมาตกอยู่ในฐานะคนใช้ ทำไมเขาต้องกลั่นแกล้งฉันด้วย ไม่สิ...มันไม่ใช่ความผิดของเขา
       ฉันผิดเองที่เกิดมามีกรรม เกิดมาไม่มีใครรัก เป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง”
       รจนาไฉนยืนมองดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น น้ำตาคลอ
       “นี่เป็นบทลงโทษจากสวรรค์ใช่มั้ย ฉันถึงต้องตกขุมนรกตายทั้งเป็นแบบนี้ ได้โปรดเถอะ ใครก็ได้ โปรดเมตตาพาฉันขึ้นไปจากขุมอเวจีแห่งนี้เสียที”
       รจนาไฉนร้องไห้น้ำตาไหลพราก และแล้วก็มีเสียงดังขึ้นทางด้านหลัง
       “คุณเพื่อน”
       รจนาไฉนแปลกใจ...หันกลับไปมองทางด้านหลัง สายตาอันพร่าเลือนด้วยหยดน้ำตาค่อยๆกระจ่างชัดขึ้น ท่ามกลางไอหมอกยามเช้า ผู้ชายตรงหน้าที่ยืนอยู่คือ พ.ต.ท.ปวุฒิ ไตรพงษ์รัชตะ เขาเหมือนเทพบุตรที่จะมาฉุดช่วยชีวิตเธอ
       “คุณปวุฒิ”
       รจนาไฉนดีใจวิ่งไปหาปวุฒิ แต่แล้ว...มโนสำนึกแห่งความผิดชอบชั่วดี ทำให้หยุดตัวเองไว้ตรงนั้น ปวุฒิแปลกใจ เขาเดินตรงเข้ามาหาเธอ
       “คุณเพื่อน ผมคิดถึงคุณมากรู้มั้ย”
       ปวุฒิจะเข้ามาหากอด แต่เธอรีบห้ามไว้ ปวุฒิหยุดทันที
       “คุณไม่ควรมาที่นี่ กลับไปเถอะค่ะ”
       “ทำไมล่ะ... ผมเป็นห่วงคุณมากนะ คุณเป็นยังไงบ้าง”
       “เพื่อนสบายดี เพื่อนมีความสุขมากค่ะ”
       “แต่สีหน้าคุณไม่เป็นเหมือนคำพูด”
       รจนาไฉนฝืนยิ้ม
       “คิดจะจับพิรุธเพื่อนเหรอ งานนี้คุณพลาดแล้วล่ะ เพื่อนมีความสุข ได้ใช้ชีวิตในไร่ชาที่สวยงาม ชีวิตเพื่อนเหมือนเจ้าหญิงในเทพนิยายเลยนะคะ”
       รจนาไฉนเดินไปมาท่ามกลางไร่ชาที่โอบล้อมไปด้วยทุ่งดอกไม้ ปวุฒิเดินตาม
      
       รจนาไฉนกำลังเดินนำปวุฒิไปตามไร่ชาที่วิวทิวทัศน์สวยงาม
       “ทุก ๆ เช้า เพื่อนจะออกมาเดินเล่นชมดอกไม้ ท่ามกลางหมอกขาว มันเป็นสิ่งที่เพื่อนใฝ่ฝันมาทั้งชีวิต”
       รจนาไฉนน้ำตาไหลหันหลังหลบเพื่อปาดน้ำตา...
       “คุณแน่ใจนะ”
       “ใกล้เวลาทานของว่าง คุณปัทม์กำลังรอทานน้ำชา เพื่อนไปก่อนนะคะ”
       “ผมไม่เชื่อหรอกว่าคุณสบายดี ไม่ใช่ว่าเพราะผมจับผิดคนเก่ง แต่เพราะผมรู้จักคุณดีต่างหาก”
       ปวุฒิเดินเข้ามาหา รจนาไฉนหลบหน้าไม่อยากให้ปวุฒิเห็นคราบน้ำตา
       “รจนาไฉนของผมไม่เคยหลบสายตาใคร และที่สำคัญ...ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเบื้องลึกในหัวใจคุณ มันคือสัมผัสทางใจ”
       รจนาไฉนไม่อาจทนฟังคำพูดได้อีก รีบเดินหนี
       “หยุดเถอะ ได้โปรดหยุดพูดซะทีได้มั้ย”
       “ใจของคุณบอกผมว่า...คุณยังคิดถึงผม คุณยังรักผม ต่อให้เราห่างไกลกันแค่ไหน แต่สายใยความรักที่เรามีให้กันไม่เคยเลือนหายไป”
       “เพื่อนบอกให้หยุด”
       ปวุฒิหยุดพูด เธอมองปวุฒิและไม่อาจปกปิดความรู้สึกได้อีกต่อไป
       “เพื่อนก็คิดถึงคุณค่ะ”
       รจนาไฉนโผเข้ากอดปวุฒิ ทั้งสองกอดกันแนบแน่น ด้วยความรักที่มีให้กันไม่จางหาย
      
       ปัทม์เข้ามานั่งในห้องอาหาร จันทร์เจ้าเอาอาหารมาเสิร์ฟ ปัทม์มองหารจนาไฉน
       “คุณปัทม์ต้องการอะไรเพิ่มเจ้า”
       “เปล่า”
       ปัทม์ตักอาหารทาน แต่ในใจยังเป็นห่วงรจนาไฉน
       “ถ้าอยากเรียกใช้รจนาไฉน จันทร์ไปเรียกให้นะเจ้า”
       “ไม่ต้อง แล้วนี่เค้าไปไหน”
       “ออกไปที่ไร่ชาแต่เช้าแล้วเจ้า”
      
       ปัทม์ตัดสินใจวางช้อน แล้วลุกออกไปทันที


  


        
       บริเวณไร่ชา ปวุฒิเช็ดน้ำตาให้รจนาไฉน
        
       “วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่คุณจะเสียน้ำตาให้กับความทุกข์ที่นี่”
       “คุณหมายความว่าไง”
       “หนีไปกับผม เราจะกลับกรุงเทพฯด้วยกัน”
       “ไม่ได้นะคะ เพื่อนทำอย่างนั้นไม่ได้”
       รจนาไฉนไม่ทันได้ปฎิเสธ แต่ปวุฒิพาเธอออกไป
      
       มุมหนึ่งที่ไร่ชา ปัทม์ควบม้ามาที่ไร่ชา มองหารจนาไฉน ชิเสนอหน้าเข้ามา
       “นายตามหาชิเหรอ”
       ปัทม์ไม่สบอารมณ์ ขี่ม้าไปดูอีกมุมหนึ่ง....แต่ไม่เจอ ชิเข้ามา
       “นายตามหาใคร รึว่าตามหาคุณรจนาไฉน”
       “อยู่ไหน”
       “ใครล่ะนาย”
       “ไอ้ชิ”
       “ชิเห็นคุณรจนาไฉนอยู่ทางด้านโน้นนะนาย”
       ชิพูดไม่ทันจบ ปัทม์ก็ควบม้าออกไปทันที
      
       ปวุฒิพารจนาไฉนมาที่รถ
       “คุณปวุฒิ เพื่อนไปกับคุณไม่ได้”
       “คุณจะทนอยู่กับคนที่ไม่ได้รักคุณอีกทำไม”
       “แต่เพื่อนก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของเขา”
       “มันก็เป็นแค่หัวโขนที่สร้างขึ้นมาทั้ง ๆ ที่คุณไม่ได้รักเขาเลย ผมจะพาคุณกลับกรุงเทพฯ แล้วให้คุณพ่อคุณแม่คุณทำเรื่องขอหย่า”
       ปวุฒิขับรถออกไปทันที
      
       รจนาไฉนนั่งอยู่ในรถ รจนาไฉนขอร้องปวุฒิ
       “คุณปวุฒิ เพื่อนขอร้องล่ะ...หยุดรถเถอะค่ะ”
       “ผมไม่ยอมให้คนรักต้องเจ็บปวดหรือเสียใจเป็นอันขาด คุณถูกรังแกจิตใจมากเกินไปแล้ว”
       “เพื่อนบอกคุณแล้วไงคะ เพื่อนเป็นภรรยาของเขาโดยถูกต้องตามกฎหมาย”
       “แต่เขาไม่มีสิทธิ์ทำร้ายจิตใจภรรยาเหมือนทาส คุณมีสิทธิ์ที่ฟ้องหย่า ผมจะช่วยเหลือคุณเอง”
       รจนาไฉนมองเห็นปัทม์ควบม้าสวนมาแต่ไกลก็ตกใจ
       “คุณปัทม์”
       ปัทม์ควบม้าตรงมายังรถปวุฒิ ปวุฒิตัดสินใจเบรกรถกะทันหัน ม้าของปัทม์ยกขาขึ้น ร้องเสียงดังลั่น
       ปวุฒิลงจากรถ ตามด้วยรจนาไฉน ปัทม์ยังคงนั่งอยู่บนหลังม้า
       “ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งครับคุณปวุฒิ นึกไม่ถึงเลยว่า รสรักรสสวาทจะรุนแรง ถึงขั้นข้ามดอยมาแย่งเมียคนอื่น !”
       “พูดดี ๆ นะ... คุณปวุฒิไม่ได้ทำอะไรอย่างที่คุณพูด”
       “เลิกเข้าข้างชู้ซะทีได้มั้ย ! อย่าคิดว่าฉันจะโง่และตาบอดเหมือนผู้ชายคนอื่น เธอไม่รู้บ้างเลยรึไงว่าการเป็นภรรยาที่ดีควรทำตัวยังไง คบชู้สู่ชายในไร่ของผัวตัวเอง ทุเรศสิ้นดี”
       “หยุดก้าวร้าวคุณเพื่อนเดี๋ยวนี้”
       ปัทม์กระโดดลงจากหลังม้า มองหน้าปวุฒิ
       “คุณไม่มีสิทธิ์สั่ง !! เพราะแผ่นดินที่คุณเหยียบ มันคืออาณาเขตของไร่ปัทมกุล ออกไปจากไร่ผมเดี๋ยวนี้ !!”
       “คุณปวุฒิกลับไปเถอะค่ะ”
       ปวุฒิบอกปัทม์
       “ไม่”
      
       ปัทม์ชักปืนออกจากด้านหลังขึ้นมาจ่อปวุฒิ...
        


  


        
       รจนาไฉนบอกปัทม์
        
       “อย่าทำอะไรบ้า ๆ นะ ปวุฒิ คุณกลับไปเถอะ เพื่อนขอร้อง”
       “คุณไม่ต้องห่วง เขาไม่กล้าหรอก”
       ปัทม์กระชากลูกเลื่อนขึ้นลำกล้องทันที
       “คุณปวุฒิกลับไปเถอะค่ะ”
       “ยิงสิ...ผมเจอคนจริงมาก็เยอะ แค่ดูแววตา ผมก็รู้ว่ามันก็แค่ไอ้ขี้ขลาด !”
       ปัทม์มองปวุฒิด้วยความเกลียดชังมากขึ้น รจนาไฉนรู้นิสัยปัทม์ดีว่าไม่ชอบให้ใครมาท้าทายเธอ รีบเข้าไปห้ามปวุฒิ
       “หยุดเถอะ อย่าไปท้าทายเขาเลย”
       ปวุฒิมองเย้ยและท้าทายปัทม์มากขึ้นไปอีก
       “ผู้ชายคนนี้ทำได้แค่ใช้อำนาจข่มขู่คนอื่นไปวัน ๆ พอทุกคนกลัวก็เลยได้ใจ คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ความเป็นจริงแล้ว ในใจของเขากลับกลวง ไม่มีความกล้า”
       ปัทม์ยิงปืนใส่ปวุฒิทันที ปวุฒิหลบได้ ปืนเฉี่ยวไปโดนรถ...
       “คุณรู้จักผมน้อยเกินไป”
       ปัทม์จะยิงซ้ำ รจนาไฉนตกใจ ปวุฒิตัดสินใจพุ่งเข้าไปชาร์ต ทั้งสองแย่งปืนกันจนปืนตกอยู่ที่พื้นใกล้กับที่รจนาไฉนยืนอยู่ ปัทม์ตะโกนบอก
       “ส่งปืนมาให้ฉัน”
       รจนาไฉนลังเล หยิบปืนขึ้นมา
       “ฉันบอกส่งปืนมา”
       รจนาไฉนตัดสินใจโยนปืนทิ้ง ปวุฒิเข้าต่อยและเตะปัทม์ ทั้งสองต่อสู้กันด้วยมือเปล่า ทั้งสองก็กลิ้งลงไปยังทางลาดชันด้านล่าง รจนาไฉนตกใจ
       “คุณปวุฒิ”
      
       ทั้งสองกลิ้งลงมาด้านล่าง ปัทม์ลุกขึ้นต่อย ปวุฒิพยายามป้องกันตัวเอง ปัทม์จะเข้าไปซ้ำอีก แต่รจนาไฉนเข้ามาคว้าแขนไว้
       “หยุดเถอะ”
       “ฉันบอกให้ปล่อย”
       ปัทม์ผลักรจนาไฉนล้มลงไปกระแทกกับต้นไม้
       “โอ๊ย”
       ปัทม์ตกใจหันไปมองรจนาไฉนด้วยความเป็นห่วง แต่แล้วปวุฒิเข้ามาต่อยปัทม์ ทำให้ปัทม์พลาดท่า เสียที ปัทม์ลุกขึ้นมาตั้งหลักต่อสู้ต่อจนกลายเป็นฝ่ายเหนือกว่า ปัทม์ทำท่าจะเข้าไปซ้ำอีก แต่รจนาไฉนดึงตัวปัทม์ไว้
       “พอแล้ว หยุดเถอะ”
       ปัทม์เสียหลัก ปวุฒิเข้ามาต่อยแล้วจับปัทม์ไพล่หลัง คว้ากุญแจมือมาคล้องข้อมือปัทม์ทั้งสองข้าง ปัทม์ตกใจที่เสียทีให้ปวุฒิ
       “ก่อนหน้านี้ผมตกเป็นจำเลยในข้อหาบุกรุก แต่ตอนนี้คุณตกเป็นจำเลยในข้อหาพยายามฆ่า !”
       รจนาไฉนตกใจ ไม่คิดว่าจะปวุฒิจะเอาเรื่อง
      
       โรงพักชนบทเชียงรายในเวลาต่อมา ตำรวจพาปัทม์เข้าห้องขัง ตำรวจเดินสวนกับปวุฒิที่เดินเข้ามาพอดี
       “ในเกมที่มีรจนาไฉนเป็นเดิมพัน ถ้าแข่งด้วยฐานะทางสังคม ผมอาจจะแพ้คุณขาดลอย แต่ถ้าแข่งกันด้วยวุฒิภาวะทางอารมณ์ ผมชนะขาด”
       “จะแจ้งข้อหาอะไรก็ว่ามา ฉันจะสู้คดีให้ถึงที่สุด”
       “ถ้ายังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้...คุณไม่มีวันชนะ”
       ปวุฒิมองเย้ยเดินออกไปอย่างผู้ชนะ ยิ่งทำให้ปัทม์เจ็บใจมากยิ่งขึ้น...
       ปวุฒิเดินออกจากบริเวณห้องขัง .รจนาไฉนยืนอยู่ที่มุมหนึ่ง เธอคิดตัดสินใจ
      
       ผ่านเวลาเล็กน้อย ปัทม์เครียดและหงุดหงิดอยู่ในห้องขัง เขาเงยหน้ามอง รจนาไฉนเดินเข้ามาเยี่ยมพร้อมกับเบือนหน้าหนี
       “คุณเป็นยังไงบ้าง”
       “สะใจเธอรึยัง พาชู้เข้ามาเล่นงานฉันถึงบ้าน ตั้งใจจะให้ฉันโดนจับแล้วเธอจะได้ทำเรื่องหย่าไปเสวยสุขกับมันใช่มั้ย”
       “ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยนะ”
      
       “เธอจงใจช่วยมัน ทำให้ฉันพลาดท่าโดนจับ ยังกล้ามาตีหน้าเศร้า เธอมันแพศยา ไร้ยางอาย”


  


        
       รจนาไฉนเสียใจที่ปัทม์มองเธอในแง่ร้าย แต่ก็อดทนอดกลั้น
        
       “ฉันจะพิสูจน์ให้เห็นว่าฉันไม่ได้ร่วมมือกับปวุฒิทำร้ายคุณ”
       “ออกไปได้แล้ว....ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวของกากี ! ออกไป”
       รจนาไฉนเดินหน้าเศร้า น้ำตาตกในที่ถูกปัทม์ด่าอย่างหยาบคาย ปัทม์มองอย่างเชื่อมั่นว่า รจนาไฉนวางแผนร่วมกับปวุฒิ
      
       มุมหนึ่งบริเวณโรงพัก พ.ต.ท. ปวุฒิ ไตรพงษ์รัชตะนั่งอยู่ รจนาไฉนเดินเข้ามาหา ปวุฒิรู้ดีว่าเธอจะพูดอะไร
       “ถอนแจ้งความได้มั้ย เขาไม่ได้ตั้งใจ”
       “คุณก็เห็นว่าเขาคิดฆ่าผม”
       “เขาวู่วามจนขาดสติ ถ้ามีสติเขาคงไม่ทำอย่างนั้น ปวุฒิคะ ฉันขอร้องล่ะ ” รจนาไฉนพูดพลางจับมือปวุฒ
       “ทำไมคุณถึงต้องดีกับเขานัก ทั้ง ๆ ที่เขาใจร้ายกับคุณ...รึว่าคุณรักเขา”
       ปวุฒิมองอย่างค้นหา รจนาไฉนสะอึกเก็บความรู้สึกสับสนไว้ภายใน
       “ฉันจำเป็นต้องช่วย...เพราะเขาได้ชื่อว่าเป็นสามีของฉัน”
       ปวุฒิมองหน้ารจนาไฉน
       “ผมจะพยายามยอมรับและเข้าใจว่านี่คือหน้าที่ของภรรยา”
       ปวุฒิเสียงแข็งขึ้นบอก
       “แต่ตัวผมกำลังทำหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย !”
       ปวุฒิยังแข็งขันในความคิด รจนาไฉนจะเข้าไปอ้อนวอนอีกครั้ง
       “พ่อเลี้ยงปัทม์จะถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน คุณกลับบ้านไปเตรียมของใช้ให้เขาเถอะ เพราะเขาคงต้องอยู่ที่นี่อีกหลายวัน ถ้าไม่ได้ประกันตัว”
       ปวุฒิเดินออกไป รจนาไฉนเสียใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือปัทม์ได้
      
       ปัทม์นั่งนิ่งในห้องขัง เครียดกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น รจนาไฉนเดินเข้ามามองด้วยความสงสารที่มุมหนึ่ง
       เสียงการสนทนาของรจนาไฉนกับปวุฒิดังซ้อนเข้ามา
       “ทำไมคุณถึงต้องดีกับเขานัก ทั้ง ๆ ที่เขาใจร้ายกับคุณ... รึว่าคุณรักเขา”
       รจนาไฉนมองปัทม์ในห้องขัง
       “ฉันเพียงแต่ทำตามหน้าที่ของฉัน... ก็เท่านั้นเอง”
      
       ในเวลาต่อมา รจนาไฉนจะเดินเข้าบ้าน พวกชิกรูวิ่งเข้ามา
       “นายเป็นไงบ้างครับ”
       “คุณปัทม์จะถูกยิงเป้ารึเปล่าเจ้า”
       ชิและปยงค์หันไปดุจันทร์เจ้า
       “นังจันทร์!!”
       จันทร์เจ้าขานรับเสียงอ่อย
       “เจ้า...”
       ชิชิงถาม
       “แล้วแฟนเก่าคุณรจนาไฉนยอมช่วยมั้ยครับ”
       ปยงค์และจันทร์เจ้าหันควับไปทางชิทันที
       “แฟนเก่า”
       “ฉันขอตัวก่อนนะ ต้องรีบไปเก็บของให้คุณปัทม์”
       รจนาไฉนเดินเข้าบ้านไป ชิจะตามไป แต่ปยงค์และจันทร์เจ้ากระชากเสื้อไว้
       “มานี่!”
       “เมื่อกี้แกพูดว่าแฟนเก่าใคร!” ปยงค์ถาม
       “แล้วทำไมเรียกรจนาไฉนว่าคุณ!” จันทร์เจ้าถามบ้าง
       “ก็..ก็....อ๋อ...ต้องไปเตรียมรถ พารจนาไฉนไปโรงพัก ไปก่อน!”
       ชิรีบชิ่งวิ่งหนีไป ปยงค์และจันทร์เจ้ามองหน้ากันด้วยความสงสัยแล้ววิ่งตามไป
      
       รจนาไฉนเดินมาเก็บของใช้จำเป็นในห้องนอนปัทม์ เธอเปิดตู้หยิบเอาเสื้อ เปิดลิ้นชักหยิบกางเกง...แต่เจอภาพถ่ายใส่กรอบรูปซุกอยู่ รจนาไฉนหยิบภาพแสงจันทร์ที่ถ่ายเดี่ยวขึ้นมาดูด้วยความแปลกใจว่า เป็นภาพของใคร
      
       มุมหนึ่งบริเวณมุมรถ ชิจะวิ่งหนี แต่โดนปยงค์และจันทร์เจ้ากระชากคอเสื้อกลับมา
       “ทำไมต้องเรียกนังเพื่อน ว่าคุณรจนาไฉน” ปยงค์ถาม
       “แล้วพูดถึงแฟนเก่า แฟนเก่าใคร” จันทร์เจ้าถาม
       “ชิพูดไม่ได้ นายสั่งไว้”
       ชิตัดสินใจจะบอกความจริงทั้งหมด แต่แล้วเปรมเข้ามา
       “ทำอะไรกันอยู่”
       ทุกคนหันควับไป...
       “คุณเปรม”
       “ตาปัทม์อยู่ไหน”
      
       ทุกคนอึกอัก ไม่กล้าบอกความจริง

       ภายในห้องนอน รจนาไฉนยืนมองภาพแสงจันทร์...
      
       “ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร”
       รจนาไฉนแปลกใจ คุณเปรมเดินเข้ามา
       “ทำอะไรอยู่จ๊ะหนูเพื่อน”
       รจนาไฉนหันไปเจอเปรมก็แปลกใจ...รีบวางรูปภาพไว้ที่มุมหนึ่งของห้อง แล้วไหว้คุณเปรม
       “สวัสดีค่ะคุณเปรม”
       “ทำไมเรียกอย่างนั้นล่ะ หนูเพื่อนต้องเรียกฉันว่าแม่ถึงจะถูก”
       “ค่ะ คุณแม่”
       “ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ดูแลหนูเลย ช่วงนี้ต้องไปวิปัสสนา ประสานงานกับอาจารย์บ่อยครั้ง นี่ก็แค่แวะมาเอาเอกสารที่ดินท้ายไร่ เพราะจะสร้างสถานปฎิบัติธรรมอีกแห่ง หนูอยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้าง ตาปัทม์ดูแลหนูดีมั้ย”
       “ดีค่ะ คุณปัทม์ดูแลเพื่อนอย่างดีทุกอย่าง”
       เปรมเห็นกระเป๋าที่รจนาไฉนจัดเตรียมไว้ก็แปลกใจ
       “เก็บกระเป๋าให้ตาปัทม์ จะไปไหนเหรอ”
       รจนาไฉนอึกอัก
       “คุณปัทม์จะพาเพื่อนไปเที่ยวแม่ฮ่องสอนค่ะ”
       “เห็นรักกันแบบนี้ฉันก็สบายใจ เออ...ว่าแต่ว่าตาปัทม์อยู่ไหนล่ะ ถามพวกชิ ก็ชิงไปทำงานซะก่อน ไม่ทันได้ตอบ”
       รจนาไฉนอึกอักไม่กล้าบอกความจริงเกี่ยวกับปัทม์
       “ว่าไงจ้ะ ตาปัทม์อยู่ไหน”
      
       ตำรวจเข้ามาไขประตูห้องขัง ปัทม์แปลกใจ
       “ไปเซ็นรับทราบ ก่อนจะดำเนินคดีตามกฎหมาย”
       ปัทม์เดินออกไปจากห้องขัง ตามตำรวจไป
      
       มุมหนึ่งของห้องปัทม์ เปรมรอคำตอบจากรจนาไฉน
       “คุณปัทม์ออกไปตรวจงานที่ท้ายไร่ค่ะ ต้องไปเที่ยวหลายวัน เลยออกไปสั่งงาน”
       “เหรอจ๊ะ....คิดไม่ถึงเลยว่าตาปัทม์จะโรแมนติกถึงกับพาแฟนไปเที่ยว”
       “คุณปัทม์น่ารักออกค่ะ เป็นคนเอาใจเก่ง”
       “คงเป็นเพราะหนูที่ทำให้ลูกชายฉันเปลี่ยนไป”
       เปรมเดินเข้ามาจับมือรจนาไฉน...ฝากฝังเรื่องปัทม์
       “ฝากดูแลปัทม์ด้วยนะ อาจจะดื้อหัวรั้นไปบ้างเพราะชีวิตเขาแห้งแล้งมานาน ดินเมื่อขาดปุ๋ยขาดน้ำ...เราจะเรียกหาความชุ่มฉ่ำได้ยังไง คงต้องขอให้หนูทำตัวเป็นสายฝน พรมหัวใจตาปัทม์ให้กลับมาชุ่มชื่น
       อีกครั้งนะจ๊ะ” เปรมพูดพลางยิ้มเอ็นดู
       “ค่ะ...คุณแม่”
       รจนาไฉนรับปากเปรม รับรู้ได้ถึงความสนิทสนมและผูกพันระหว่างแม่ลูกคู่นี้
      
       ปัทม์เดินเข้ามาในห้องร้อยเวร
       “เซ็นรับทราบข้อกล่าวหาด้วยครับ”
       “ผมไม่เซ็นอะไรทั้งนั้น ผมต้องการติดต่อทนาย”
       “แค่คดีทะเลาะวิวาท ปรับไม่เกินสามร้อย คงไม่จำเป็นต้องใช้ทนายมั้งครับ”
       ปัทม์แปลกใจ ตำรวจส่งเอกสารให้ดู ปัทม์เห็นว่าเป็นคดีทะเลาะวิวาท เขาแปลกใจที่ปวุฒิไม่แจ้งข้อกล่าวหาพยายามฆ่า!
       “คดีทะเลาะวิวาท ไม่ใช่พยายามฆ่า”
      
       ปัทม์เดินออกจากห้องร้อยเวร เจอกับปวุฒิ ทั้งสองมองหน้ากัน...
       “ไม่ต้องขอบใจหรอก เพราะผมไม่ใช่คนดี ผมไม่มีวันให้อภัยกับสิ่งที่คุณทำ”
       “ถ้าอย่างนั้นช่วยทำไม”
       “เพราะผู้หญิงที่ผมรัก... รจนาไฉน”
       พอปัทม์รู้ความจริงก็ไม่พอใจ ปวุฒิพูดเน้นย้ำ
       “ต่อให้เกลียดชังอยากขังลืมคุณมากแค่ไหน แต่ผมต้องยอมหลับหูหลับตาให้อภัย เพราะผมยอมทำทุกอย่างเพื่อผู้หญิงที่ผมรัก”
       ปัทม์จะเดินหนีไป เพราะไม่อาจทนฟังต่อไปได้ ปวุฒิพูดตามหลัง
       “คุณควรจะสำนึกบุญคุณเธอด้วย...คุณมีชีวิตได้อีกครั้งเพราะผู้หญิงที่ชื่อ รจนาไฉน”
       ปวุฒิพูดแล้วเดินออกไปยิ่งทำให้ปัทม์เจ็บใจมาก
      
       รจนาไฉนเดินเข้ามา...ปัทม์มองอย่างไม่พอใจ เพราะเสียเหลี่ยมที่เธอมาช่วยเขาไว้ ปัทม์รีบเดินออกไปทันที ชิเดินเข้ามาทีหลังและรีบวิ่งตามปัทม์ไป
        
      หน้าโรงพัก ปัทม์ขึ้นรถ ชิวิ่งเข้ามาคุยด้วย
                       “เป็นเพราะคุณรจนาไฉนคนเดียวเลย ที่ทำให้นายไม่ต้องติดคุก”  
                       ชิพูดไม่ทันจบ  ปัทม์ก็ขับรถออกไปด้วยความเร็ว
                       “นาย รับคุณรจนาไฉนกลับไปด้วยสิครับ  นาย!”
                       ชิวิ่งไล่ตามรถของปัทม์ไป
        
                       รจนาไฉนเดินมาหาปวุฒิ
                       “ปวุฒิ... เพื่อนขอบใจคุณมากนะคะ”
                       “ผมทำทุกอย่างได้เพื่อคุณ”
                       “การให้อภัยเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดค่ะ”
                       “ผมยอมครั้งนี้แค่ครั้งเดียว แต่ถ้าเขายังไม่เลิกทำร้ายคนอื่น ผมไม่เอาไว้แน่”
                       ปวุฒิเปลี่ยนเรื่องพูด
                       “ต่อไปนี้คุณไม่ต้องห่วงนะ ผมทำเรื่องย้ายมาประจำที่นี่แล้ว ผมจะอยู่ข้างคุณเสมอ ไป.. ผมไปส่งคุณเอง”
                       “ขอบคุณค่ะ แต่อย่าดีกว่า”
                       “แต่ว่า...”
                       “อย่าทำให้เพื่อนลำบากใจเลยค่ะ เพื่อนเอารถมา เพื่อนไปก่อนนะคะ”
                       ปวุฒิมองตามด้วยสีหน้าและแววตาอาลัยอาวรณ์
                                                                                                                                                                                      
                       พระอาทิตย์ตกดินลับขุนเขา ฟ้ามืดมิด รจนาไฉนเดินเข้ามาในบ้าน เจอปัทม์ยืนอยู่  รังสีแห่งความอำมหิตแผ่ปกคลุม...อีกครั้ง
                       “เลิกยุ่งกับชีวิตฉันซะที”
                       “อะไรของคุณอีก”
                       “หักหน้าทำให้ฉันเป็นตัวตลกอยู่ในห้องขังยังไม่พอ  ยังเล่นบทนางเอก มารยาไปกราบวิงวอนให้ชู้รักเห็นใจผัว ทำแบบนี้จะให้ฉันเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
                       รจนาไฉนอึ้งเพราะไม่เคยคิดอย่างนี้เลย  และไม่เคยคิดว่าปัทม์จะมองโลกแง่ร้ายตลอดเวลา
                       “คนใจแคบ ฉันอุตส่าห์ช่วยคุณด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่คุณกลับเห็นว่าฉันทำให้เสียศักดิ์ศรี ชีวิตคุณเนี่ย..เคยสำนึกบุญคุณคนอื่นบ้างมั้ย ปวุฒิช่วยเหลือคุณก็เพราะอยากให้โอกาส”
                       “เลิกสรรเสริญเยินยอ ยกชู้รัก เหนือฉันซะที !”
                       “ปวุฒิไม่ได้ทำตัวเหนือคุณ แต่คุณต่างหากที่กำลังทำตัวต่ำกว่าปวุฒิ”
                       รจนาไฉนตัดสินใจพูดระบายความรู้สึกออกมา  ปัทม์ถึงกับชะงักไป
                       ฉันขอโทษ....ที่ทำให้คุณรู้สึกผิด แต่ถึงเวลาที่ฉันควรจะพูดความจริง”
                       “คนอย่างเธอไม่มีสิทธิ์มาสอนฉัน เธอไม่ใช่แม่ฉัน”
                       “เป็นเพราะคุณแม่ของคุณไง ฉันถึงต้องพูด”
                       ปัทม์แปลกใจที่รจนาไฉนพูดถึงเปรม ปัทมกุล แม่ของเขา
                       “วันนี้ท่านกลับมาธุระ ฉันไม่อยากให้ท่านเสียใจ เลยต้องสร้างเรื่องโกหกว่าคุณออกไปทำงาน ท่านฝากฝังให้ฉันดูแลคุณ”
                       “มาบอกทำไม ต้องการคำขอบคุณเหรอ  ไม่มีทาง ! ลืมไปแล้วเหรอว่าเธออยู่บ้านนี้ในฐานะอะไร   เธอมีหน้าที่ทำตามคำสั่งและรองรับอารมณ์ฉัน ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย ฉันจะเป็นยังไง..มันก็ชีวิตฉัน”
                       รจนาไฉนเห็นว่าปัทม์ยังคงก้าวร้าว  ไม่สำนึกผิด  ก็จำยอม..ไม่อยากต่อปากต่อคำอีก
                       “ก็ได้  ที่ช่วยคุณ..ฉันไม่ได้นึกพิศวาสหรือทำในฐานะภรรยาหรอกนะ เพราะเราสองคนไม่มีความผูกพันใด ๆ ต่อกัน ฉันทำไปตามหน้าที่ของคนรับใช้ที่ต้องดูแลเจ้านาย !”
                       รจนาไฉนจะเดินออกไป  แต่ปัทม์เรียกไว้
                       “อย่าเพิ่งไป”
                       ปัทม์เดินไปเปิดลิ้นชักหยิบเงินขึ้นมา...
                       “ค่าจ้างที่เธอช่วยฉัน เราจะได้ไม่มีหนี้บุญคุณต่อกัน”
                       รจนาไฉนมองปัทม์ด้วยสายตาดูถูกเป็นอย่างยิ่ง
                       “ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชีวิตคุณถึงไม่มีใคร”      
                       “นี่เป็นสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่เหรอ  เอาไปสิ”
                       ปัทม์เอาเงินฟาดใส่หน้ารจนาไฉน...เงินปลิวว่อน...
                       “เงินพวกนี้จะทำให้เธอมีความสุข เอาไปปรนเปรอครอบครัวเธอ ถ้าอยากพิสูจน์ว่าทำไปด้วยใจ ไม่ได้ต้องการเงิน ก็เดินออกไปจากห้องนี้ ไม่ต้องหยิบเงินออกไปแม้แต่บาทเดียว”
                       ปัทม์มองท้าทายว่ารจนาไฉนจะตัดสินใจอย่างไร


  


       รจนาไฉนมองปัทม์แล้วก้มลงเก็บเงิน ปัทม์เสียใจที่รจนาไฉนเห็นเงินเป็นสำคัญ
                       “เงินนี้อาจเป็นเศษเงินที่ไม่มีค่าสำหรับคุณ แต่มันมีค่าสำหรับชีวิตของคนบางคน”
                       รจนาไฉนก้มเก็บเงินที่ใต้เท้าปัทม์...ปัทม์ยิ่งทรมานใจ เจ็บใจและเดินหนีออกไป เขาออกไปจากห้องไปแล้ว รจนาไฉนได้แต่กอดเงินไว้แล้วร้องไห้...
                       “พ่อจ๋า...เพื่อนจะยอมทำทุกอย่างเพื่อพ่อ ต่อให้เขาทำร้ายศักดิ์ศรีเพื่อนยังไง เพื่อนก็จะทน”
                       รจนาไฉนร้องไห้น่าสงสารเป็นที่สุด
                                                                                                                                                                                      
                       ปัทม์ยืนอยู่ที่ผาทรนง
                       “รจนาไฉน...ฉันพยายามคิดว่าเธอทำดีเพื่อฉัน เธอทำด้วยหัวใจบริสุทธิ์ แต่เธอพิสูจน์ให้ฉันเห็นแล้วว่า  เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่หิวเงิน เธอไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่าเงิน”
                       ปัทม์มองไปยังหลุมฝังศพ แล้วตะโกนระบายออกถึงความในใจทั้งหมด
                       “แสงจันทร์...ผู้หญิงคนนี้หิวเงินไม่ต่างอะไรจากเธอ !”
                       ปัทม์สีหน้าเต็มไปด้วยความแค้นที่มีต่อผู้หญิง
                                                                                                                                                                                      
                       วันใหม่ บ้านอุรารัตน์ นงนุชเข้ามาเร่งอุรารัตน์ที่นั่งอยู่หน้ากระจกแต่งหน้า
                       “เร็วสิคะ  คุณแอรี่รีบไปได้แล้ว”
                       “ไปไหน”
                       “ไปจัดการนังรจนาไฉน”
                       “จะให้คนระดับลูกสาวพ่อเลี้ยงเจง  ไปยุ่งกับคนใช้ แกใช้อะไรคิด”
                       “ถึงมันจะเป็นระดับล่างเรี่ยเตี้ยดิน แต่มันเป็นตัวอันตราย คิดดูสิคะ”
                       อุรารัตน์พยายามคิดแต่คิดไม่ออก   
                       “ไม่คิด  ปวดหัว”
                       อุรารัตน์แต่งหน้าต่อไป
                       “งั้นก็ฟังค่ะ...สาวใช้หน้าตาสวยสดหมดจด วัยขบเผาะอยู่ใกล้พ่อหม้ายหนุ่มเนื้อหอม จะเกิดอะไรขึ้น”
                       อุรารัตน์แต่งหน้ามองตัวเองในกระจก พอนงนุชถามสุดท้ายก็หยุดแต่ง
                       “ไม่เกิด...เพราะปัทม์รังเกลียดมันยังกะอะไรดี”
                       “คุณแอรี่ตกหลุมพรางมันแล้วค่ะ ยิ่งคุณปัทม์เกลียดนังรจนาไฉน ยิ่งน่ากลัวยกกำลังสอง  ไม่เคยได้ยินเหรอคะ  ยิ่งเกลียดยิ่งรัก”
                       อุรารัตน์เริ่มมโนภาพคิดตาม
                       “คุณแอรี่ไม่เห็นแววตามันเหรอคะ แววตาที่ซ่อนไว้ด้วยเล่ห์มารยา มันคิดจะฮุบทั้งไร่ชาและเขมือบคุณปัทม์”
                       “ไม่นะ ไม่”
                       “เราต้องกำจัดมันออกไปจากไร่ปัทมกุล”
                       อุรารัตน์คล้อยตามมุ่งมั่นฉายแววริษยา
                       “เราต้องกำจัดนังรจนาไฉน !”
        
                       ปยงค์เชื้อเชิญอุรารัตน์เข้าบ้าน
                       “เชิญค่ะ ...คุณปัทม์ออกไปโรงอบชาแต่เช้า กว่าจะกลับก็เย็น...จัดการได้ตามสบาย ปยงค์ล่ะเกลี๊ยดเกลียดมัน มันคอยออดอ้อนออเซาะ ฉอเลาะเกาะแกะ คุณปัทม์พยายามหนีตีตัวออกห่าง มันก็ยังตามตื๊อไม่เลิก น่าด้านมาก” ปยงค์พูดกระแทกเสียง
                       อุรารัตน์ร้อนตัวเพราะพูด ๆ ไปเหมือนตัวเองยังไงไม่รู้
                       “แกด่ามันใช่มั้ย”
                       “ค่ะ ด่าพวกไม่มียางอาย”
                       อุรารัตน์สะดุ้ง
                       “ระบุชื่อด้วย”
                       “นังรจนาไฉนค่ะ”
                       “แล้วตอนนี้มันอยู่ไหน”
                       “นั่นสิ เอ... อยู่ไหนน้า เอ...คิดไม่ออก  อยู่ในบ้าน  รึอยู่ที่ไร่”
                       ปยงค์เล่นแง่เพื่อต่อรองขอเงิน  อุรารัตน์ควักเงินให้ทันที ปยงค์รีบตะครุบเงินแล้วพูดทันที
                       “อยู่คอกม้าค่ะ  เชิญค่ะ”
                       ปยงค์รีบนำทางไปทันที

       รจนาไฉนกำลังล้างคอกม้า...จันทร์เจ้าเข้ามาช่วย
        
       “ฉันช่วย”
       “คุณปัทม์สั่งให้ฉันทำคนเดียว ถ้าคุณปัทม์มาเห็นเธอจะเดือดร้อน”
       “ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้คุณปัทม์ไม่อยู่ ไม่รู้ไม่เห็น”
       จันทร์เจ้าเข้าไปช่วยล้างคอกม้า แล้วก็บ่น
       “คุณปัทม์ก็ช่างกระไร คอกม้าใหญ่โตแทนที่จะให้คนงานชายมาล้าง กลับให้เธอมาทำคนเดียว”
       อุรารัตน์เดินตรงเข้ามาอย่างใช้อำนาจ
       “คุณปัทม์สั่งให้มันทำคนเดียว ออกไปซะ...เพราะคุณปัทม์สั่งให้ฉันมาคุมมันทำงาน”
       รจนาไฉนหันไปเจออุรารัตน์ก็แปลกใจ
       “จริงเหรอคะ”
       นงนุชสวนจันทร์เจ้าทันที
       “แกไม่มีสิทธิ์มาตั้งคำถามแบบนี้กับคุณแอรี่”
       “ใช่...ถึงคุณปัทม์ไม่ได้สั่ง แต่มันเป็นหน้าที่ที่คุณแอรี่ต้องทำในอนาคต คือการคุมคนใช้ในบ้านนี้” ปยงค์บอก
       “อ๋อ...ป้าเป็นพวกหยั่งรู้ฟ้าดิน”
       “ใช่ ฉันรู้ ฉันเห็น”
       “ป้าก็เลยเริ่มต้นประจบสอพลอเอาใจนายใหม่”
       “ใช่” ปยงค์นึกได้
       “นังจันทร์ !”
       “เจ้า”
       “ไป...ไปช่วยฉันทำงานที่บ้าน”
       ปยงค์พูดแล้วหันไปกระซิบบอกอุรารัตน์
       “เต็มที่เลยนะคะ เอาให้เจ็บช้ำน้ำตาตก หัวใจแตกสลายมลายแดดิ้นไปเลยค่ะ”
       ปยงค์รีบออกไป...บังคับให้จันทร์เจ้าออกไปด้วย
       จังหวะนี้...รจนาไฉนหิ้วถังน้ำเดินหนีออกไปอีกมุม แต่อุรารัตน์และนงนุชไม่ทันสังเกต อุรารัตน์ดีใจ...ที่จะได้ข่มเหงรังแกรจนาไฉน
       “หล่อนไม่ต้องล้างคอกม้าแล้ว ไปล้างม้าตัวโน้นให้ด้วย ฉันอยากขี่ม้า”
       อุรารัตน์หยิ่งผยอง รอฟังคำตอบ
       “คุณแอรี่สั่ง ทำไมไม่ตอบรับ”
       อุรารัตน์และนงนุชหันไปไม่เจอรจนาไฉน
       “ว้าย..มันหายตัวได้”
      
       ปัทม์กำลังตรวจงานในโรงอบชา ชิวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาปัทม์
       “นายเกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
       “อะไร”
       “คุณอุรารัตน์บุกไปที่คอกม้า ไปข่มเหงรังแกคุณรจนาไฉน!”
       ปัทม์ผลุนผลันรีบเดินออกไปทันที ชิยิ้มดีใจ
       “ในที่สุด...นายก็ทนเห็นใครรังแกเมียไม่ได้ นายช่างเป็นผัวที่ประเสริฐจริงๆ”
      
       รจนาไฉนยังคงล้างคอกม้า อุรารัตน์และนงนุชตามเข้ามาราวี
       “ฉันสั่งไม่ได้ยินรึไง ฉันบอกให้ไปล้างม้าตัวนั้น”
       รจนาไฉนเดินหนี อุรารัตน์และนงนุชเดินตาม
       “หูหนวกรึไง”
      
       รจนาไฉนหันควับมาประจันหน้า จนอุรารัตน์ตกใจ นงนุชก็รีบหลบฉาก

      “ฉันได้ยินค่ะ แต่ขอโทษที่ทำตามคำสั่งไม่ได้ เพราะฉันมีเจ้านายเพียงคนเดียวคือ คุณปัทม์”
        
       “แต่ฉันกำลังจะได้เป็นเมียคุณปัทม์ แกควรจะก้มหัวสวามิภักดิ์กับฉันไว้”
       “เพื่อความอยู่รอดของแก” นงนุชเสริม
       “นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งอาจจะได้เป็น...หรือไม่ได้เป็น คนเราควรอยู่กับปัจจุบันนะคะ อย่าไปหวังกับอนาคตลม ๆ แล้ง ๆ”
       รจนาไฉนจะเดินหนี แต่ปัทม์เข้ามาขวางแล้วสั่ง
       “เธอต้องทำตามคำสั่งคุณอุรารัตน์”
       รจนาไฉนตกใจ...ส่วนอุรารัตน์ดีใจมาก
       “ปัทม์”
       “ต่อไปนี้ให้ถือว่าคำสั่งของคุณอุรารัตน์ คือคำสั่งของฉัน “
       รจนาไฉนมองหน้าปัทม์ นึกน้อยใจที่ถูกปัทม์มาข่มเหงซ้ำ....แต่เธอก็ฝืนทน หันไปถามอุรารัตน์
       “จะให้ฉันล้างม้าตัวไหนให้คะ”
       “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว แดดแรงเดี๋ยวผิวฉันเสีย...ฉันอยากทำสปา เตรียมอุปกรณ์ให้ด้วย ฉันจะทำสปาเท้า”
       รจนาไฉนตกใจที่อุรารัตน์จะให้เธอทำถึงขนาดนั้น เธอหันไปมองปัทม์ที่ไม่ห้ามใดๆ แต่กลับมองข่มให้รจนาไฉนทำตามคำสั่ง
       “ค่ะ”
       “ผมขอตัวไปทำงานต่อ...มีอะไรก็สั่งรจนาไฉนได้ทุกอย่าง”
       “ค่ะปัทม์”
       ปัทม์ออกไป รจนาไฉนมองตามด้วยความน้อยใจ อุรารัตน์หันมามองเย้ย
      
       ปัทม์ทำงานในโรงชา ชิเดินเข้ามาโน้มน้าวให้ปัทม์ไปช่วยรจนาไฉน
       “ขืนนายปล่อยให้คุณอุรารัตน์วางอำนาจบาตรใหญ่ คุณรจนาไฉนจะเดือนร้อดนะครับนาย”
       “ยกลังชาตามมา”
       ปัทม์สั่งให้ชิยกลังชาจะได้เลิกพูดเรื่องรจนาไฉน ปัทม์เดินไป... แต่ชิแบกลังเข้ามาพูดโน้มน้าวอีก “นายควรถนอมน้ำใจคุณรจนาไฉนบ้าง ยังไงเธอก็ได้ชื่อว่าเป็นเมียนาย”
       “ยกลังนั้นไปด้วย”
       ปัทม์สั่งชิ ชิยกลังสองกล่องเดินตาม ปัทม์เดินหนีไป
       “นายลองคิดดู ถ้านายเป็นเมีย แล้วถูกผัวทำร้ายจิตใจแบบนี้ นายจะรู้สึกยังไง”
       ปัทม์ทนไม่ไหวหันมามองชิ...
       “ยกเพิ่มอีกสองลัง...แล้วบอกด้วยว่ารู้สึกยังไง”
       ปัทม์เดินออกไป ชิตะโกนไล่หลัง
       “ยกสี่ลังมันก็หนักสินาย”
      
       ปัทม์เดินออกมาจากโรงชา..ยืนมองไปยังบ้านของตัวเอง
       “ขอบใจนะอุรารัตน์ที่จะช่วยทำให้ผู้หญิงคนนั้นออกไปจากชีวิตฉัน”
      
       ปัทม์สีหน้านิ่งขรึมคล้ายสับสนในอารมณ์ตัวเองอยู่ไม่น้อย ว่าทำตัวแบบนี้ถูกหรือไม่


  


        
       อุรารัตน์โวยวายเสียงดังในบริเวณบ้านปัทม์
      
       “นังรจนาไฉน...เร็ว ๆ สิ”
       อุรารัตน์หันไปถามนงนุช
       “ทำไมต้องให้มันมาล้างเท้าฉันด้วย ฉันไม่อยากให้มันมาแตะเนื้อต้องตัวฉัน"
       “เป็นเคล็ดค่ะ ต่อไปมันจะได้ไม่กล้าหือคุณแอรี่ ตกเป็นขี้ข้ารับใช้คุณแอรี่ตลอดไป”
       “ดี”
       รจนาไฉนเดินเข้ามาแล้วนั่งลงที่พื้น... เตรียมอ่างใบใหญ่มารองรับน้ำ
       “มัวแต่ทำอะไรอยู่ ปล่อยให้ฉันรอตั้งนาน ทำงานไม่ได้เรื่อง”
       “ขอเท้าด้วยค่ะ”
       อุรารัตน์ยื่นเท้ามาในอ่าง....
       “ล้างเท้าให้สะอาดนะ ฉันเป็นคนรักความสะอาด”
       รจนาไฉนยิ้ม
       “ค่ะ สะอาดแน่ค่ะ”
       อุรารัตน์และนงนุชยิ้ม... เย้ย
       จันทร์เจ้าและปยงค์แอบมองที่มุมหนึ่ง จันทร์เจ้ามองไปที่เหยือก...เพิ่งสังเกตว่ามีควันลอย
       “ทำไมมีควันลอยด้วย”
       ปยงค์ตกใจ
       “อย่าบอกนะว่า...”
       รจนาไฉนราดน้ำลงใส่เท้า อุรารัตน์ตกใจร้องเสียงหลง
       “ว้าย...ร้อน นังรจนาไฉนแกเอาน้ำร้อนราดฉัน แกคิดแกล้งฉันใช่มั้ย”
       “เปล่านะคะ ก็คุณอุรารัตน์สั่งให้ล้างสะอาดๆ เพื่อนก็ใช้น้ำร้อนฆ่าเชื้อไงคะ”
       จันทร์เจ้าและปยงค์หัวเราะออกมา แต่ปยงค์นึกได้ หันไปดุจันทร์เจ้า
       “ก็จริงอย่างมันพูดนะคะ” นงนุชว่า
       “นังนุช!”
       “นังรจนาไฉน...หล่อนเคยทำสปาเท้ารึเปล่าจะล้างเท้าก็ต้องใช้น้ำเย็นเทใส่ก่อน แล้วค่อยเอาน้ำร้อนผสมลงไป” นงนุชบอก
       “เหรอคะ เพื่อนเคยแต่ทำสปาหน้าไม่เคยทำสปาเท้า แล้วต้องทำยังไงคะเนี่ย”
       “ไม่ได้เรื่อง มานี่ฉันจะทำให้ดู”
       รจนาไฉนยิ้มดีใจที่นงนุชหลงกลเธอ
       “ใช้แปรงขัดเบาๆที่เท้า”
       “อ๋อ... อย่างนี้นี่เอง เอ แล้วตามซอกนิ้วเท้าทำไงคะ”
       รจนาไฉนแกล้งถาม นงนุชก็ทำให้ แต่อุรารัตน์รู้ทัน
       “พอแล้ว ให้มันทำได้แล้ว”
       “กำลังเพลินเลยค่ะ” นงนุชบอก
       นงนุชยื่นแปรงให้รจนาไฉนขัด...
       “เอ้า...ขัดซะ”
       นงนุชให้อุรารัตน์นอนลง แล้วเอาผ้ามาปิดตา
       “คุณแอรี่นอนพักผ่อนคลายนะคะ หลับหูหลับตาอย่าไปมองสิ่งอุจาดตา”
       “เพื่อนจะขัดให้สะอาดเลยนะคะ” รจนาไฉนบอก
       “ไม่ต้องพูดมาก ขัดเท้าได้แล้ว”
       รจนาไฉนเอาแปรงนุ่มๆวางลง แล้วหยิบแปรงขัดห้องน้ำอันใหญ่ขึ้นมา... จันทร์เจ้าเห็นก็อุทานชอบใจ
       “รับรองว่าสะอาดเอี่ยมอ่อง”
       รจนาไฉนลงมือขัดเท้าด้วยแปรง เธอขยี้เต็มแรง อุรารัตน์ร้องเสียงหลง
       “ว้าย...เท้าฉัน”
       “อย่าเพิ่งลุกค่ะ ยังขัดไม่สะอาด”
       รจนาไฉนทำท่าจะขัดอีก
       “พอแล้ว...แกทำอะไรของแก”
       “ก็เท้ามันเปื้อน เชื้อโรคคงเยอะ เพื่อนก็เลยใช้แปรงขัดห้องน้ำมาขัด”
      
       “นังขี้ข้า แกแกล้งฉัน !”


  


       ปัทม์กำลังทำงานในโรงอบใบชา ชิวิ่งมารายงาน
       “นาย...”
       “เลิกพูดได้แล้ว รำคาญ ฉันจะทำงาน”
       “ถ้านายมัวแต่ทำงาน บ้านพังแน่นาย !”
       ปัทม์สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
      
       อุรารัตน์วี๊ดแตกอยู่ในบริเวณบ้านปัทม์
       “แกกล้าดียังไงมาแกล้งฉัน”
       “เพื่อนไม่ได้แกล้งนะคะ เพื่อนทำตามคำสั่งคุณอุรารัตน์ทุกอย่าง อยากให้สะอาดมันก็ต้องขัดแรงๆ จริงมั้ยคะคุณอุรารัตน์"
       “แกคิดลองดีกับฉัน”
       อรารัตน์หันไปสั่ง
       “นงนุช...เอาน้ำล้างเท้าของฉัน ล้างหน้ามัน !”
       “แกเละแน่ !”
       นงนุชพูดพลางก้มหยิบอ่างน้ำขึ้นมาตั้งท่าจะสาด แต่เหยียบน้ำที่เลอะพื้น ลื่น เซไปสาดอุรารัตน์แทน
       “ว้าย...นังนงนุช”
       “ขอโทษค่ะ”
       “เกิดอะไรขึ้น”
       อุรารัตน์และนงนุชเห็นปัทม์กำลังเดินเข้ามา...นงนุชรีบเอาอ่างยัดใส่มือรจนาไฉนแล้วผลักอุรารัตน์ล้มลงกับพื้น อุรารัตน์ด่านงนุช
       “แกผลักฉันทำไม”
       นงนุชบอกอุรารัตน์
       “ร้องค่ะร้อง”
       “ช่วยด้วย...ช่วยด้วย” อุรารัตน์กรีดเสียงร้องลั่น
       “หยุดนะนังรจนาไฉน แกอย่าทำร้ายคุณอุรารัตน์อีกเลย” นงนุชผสมโรง
       “รจนาไฉนเธอทำอะไร” ปัทม์ถาม
       รจนาไฉนตกใจ
       “ฉันเปล่านะ”
       รจนาไฉนตกใจที่ถูกพวกอุรารัตน์ใส่ร้าย
      
       อีกมุมบ้านปัทม์ เขามองหน้าและถามรจนาไฉน
       “ฉันถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณอุรารัตน์เป็นแบบนี้”
       “คือว่าฉัน...”
       อุรารัตน์รีบชิงตอบ และโยนลูกให้กับนงนุชในการสร้างเรื่องใส่ร้ายรจนาไฉน
       “แอรี่แค่ใช้ให้ทำสปาเท้า นังคนรับใช้ของปัทม์สิคะ ไม่พอใจแอรี่”
       “ใช่ค่ะ เสียงแข็งไม่อยากทำให้” นงนุชบอก
       “แอรี่ก็เห็นใจ บอกว่าถ้าไม่อยากทำไม่ต้องก็ได้”
       “แต่มันบอกว่าจะทำให้ แล้วมันทำไงรู้มั้ยคะ” นงนุชว่า
       “มันเอาน้ำร้อนมาราดเท้าแอรี่”
       “ยังไม่ใช่แค่นั้นนะคะ มันยัง...”
       นงนุชจะพูดใส่ไฟต่อ อุรารัตน์รับลูกจะตอบ แต่ปัทม์ห้ามไว้และถามกลับรจนาไฉน
       “พอแล้ว... ฉันอยากรู้ว่าคุณอุรารัตน์เปียกปอนอย่างนี้ได้ยังไง”
       “ฉันไม่ได้...”
       รจนาไฉนพูดยังไม่จบประโยค อุรารัตน์ก็ชิงตอบ
       “ไฮไลท์เลยค่ะปัทม์ มันเกลียดแอรี่ มันคว้าเอาน้ำล้างเท้ามาสาดแอรี่”
       “เท่านั้นยังไม่พอ มันยังเข้ามาตบตีคุณแอรี่อีก ไล่ให้ออกไปเลยค่ะ”นงนุชบอก
       ปัทม์รู้ดีว่า ทั้งสองสร้างเรื่องโกหก แต่เขาต้องการแกล้งรจนาไฉน
       “พอแล้ว รจนาไฉน...ทำไมทำอย่างนี้”
      
       “คุณไม่คิดจะถามฉันสักคำรึว่าความจริงเป็นยังไง”


  


        
       ปัทม์แกล้งย้ำ
        
      
       “ไม่จำเป็น ถ้าเป็นเธอ เธอจะเชื่อใคร ระหว่างลูกพ่อเลี้ยงเจงกับคนใช้ในบ้าน"
       รจนาไฉนมองปัทม์ด้วยสีหน้าไม่พอใจ ทั้งที่ปัทม์รู้ความจริงว่าเป็นยังไง
       “ถ้าคุณต้องการแบบนั้นก็ได้ ฉันเป็นคนทำร้ายคุณอุรารัตน์เอง เพราะฉันไม่พอใจที่เธอวางอำนาจใส่ฉัน”
       “มันยอมรับแล้ว ลงโทษมันเลยค่ะปัทม์ เลี้ยงไว้ไม่ได้นะคะต้องไล่ออก” อุรารัตน์ได้ที
       “ค่ะ ไล่ออกไปเลย”
       รจนาไฉนเย้ยปัทม์เพราะเข้าทางที่ตัวเองต้องการ
       “ทำอย่างที่คุณอุรารัตน์เสนอสิคะ ไล่ฉันออกไปซะ !”
       ปัทม์จ้องหน้ารจนาไฉน รู้ว่าเธอกำลังเล่นเกมกับเขาอยู่ เขายิ้มและหันไปเล่นเกมใหม่บอกอุรารัตน์
       “เปียกแบบนี้...ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องนอนผมดีกว่า”
       “แล้วนังคนใช้เนี่ย”
       “ผมจะจัดการกับคนของผมเอง”
       ปัทม์หันไปเรียกปยงค์
       “ปยงค์... ดูแลคุณอุรารัตน์ด้วย”
       ปยงค์เดินนำจะพาอุรารัตน์และนงนุชที่ยิ้มเย้ยรจนาไฉนออกไป
       รจนาไฉนจะเดินออกไป แต่ปัทม์เรียกไว้
       “เดี๋ยวก่อน”
      
       ปยงค์พาอุรารัตน์มาส่งที่หน้าห้องนอนปัทม์
       “นี่ค่ะห้องคุณปัทม์”
       ปยงค์รีบออกไป...นงนุชเข้าไปเมาท์กับอุรารัตน์
       “คุณปัทม์เชื่อคุณแอรี่ แสดงว่าคุณปัทม์รักคุณแอรี่มาก”
       “สมน้ำหน้านังนั่น พูดอะไรไม่ออก”
      
       ภายในห้องทำงาน รจนาไฉนจ้องหน้าปัทม์ที่มีสีหน้าราบเรียบ เขาถามด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
       “ทำไมเธอไม่เล่าความจริง”
       “ความจริงจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อใจคุณมีอคติ...”
       “อย่ามาเล่นสำนวนกับฉัน”
       “รึไม่จริง... ถึงฉันบอกความจริง คุณก็ต้องบอกว่าฉันเสแสร้งเรียกคะแนนสงสาร ซึ่งฉันไม่เคยคิดจะทำ...เหมือนคนบางคน”
       “อย่าใส่ร้ายอุรารัตน์”
       “ขอโทษค่ะ...ถ้าคำพูดของฉันไปพาดพิงถึงคนรักของคุณ”
       “ใช่... ฉันไม่ชอบให้ใครกล่าวหาคนรักของฉัน โดยเฉพาะภรรยานอกสมรส นอกหัวใจอย่างเธอ"
       “หมดเรื่องเยอะเย้ยถากถางฉันรึยังคะ ฉันจะกลับห้อง”
       “เธอไปไหนไม่ได้ จนกว่าจะเช็ดน้ำล้างเท้าของคนรักฉันให้สะอาด”
       ปัทม์จะเดินออกไปจากห้อง แต่หันมาย้ำรจนาไฉน
       “เลิกแกล้งทำตัวเป็นคนดีซะที มันไม่ช่วยให้ฉันสงสารหรือเห็นใจเธอ เพราะฉันรู้ดีว่านั่นคือมารยาที่เธอเสแสร้งแกล้งทำ มันน่าสมเพช !”
       ปัทม์เดินออกไป รจนาไฉนเจ็บใจและน้อยใจที่เธอทำอะไรไม่เคยดีในสายตาปัทม์
      
       อุรารัตน์ใส่เสื้อคลุมมิดชิดออกจากห้องน้ำ
       “นงนุช ไหนเสื้อผ้าจะให้ฉันเปลี่ยนล่ะ แกไม่ได้เตรียมไว้เหรอ”
       “เปลี่ยนไม่ได้ค่ะ แผนไล่นังรจนาไฉนไม่ได้ผล ก็ต้องใช้แผนสอง รวบรัดตัดตอน !”
       “อะไรของแก”
       นงนุชเข้ามาซุบซิบบอก อุรารัตน์ตื่นเต้น
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมๆกับเสียงปัทม์
       “คุณเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จรึยัง”
      
       อุรารัตน์ยิ้มดีใจที่จะได้ทำตามแผนของนงนุช
        

      นงนุชเปิดประตูห้องนอนออกมา เจอกับปัทม์พอดี
      
       “คุณอุรารัตน์ล่ะ”
       “เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว รอคุยธุระกับคุณปัทม์ค่ะ”
       นงนุชไม่อธิบายมาก รีบชิ่งออกไป ปัทม์ลังเล... แต่สุดท้ายก็เดินเข้าไปในห้อง
      
       ปัทม์เดินเข้ามา เจออุรารัตน์นุ่งผ้าขนหนูผืนเดียว
       “ผมขอโทษ..ผมจะออกไปรอข้างล่าง”
       ปัทม์จะเดินออกไป แต่อุรารัตน์โผเข้ามากอดทางด้านหลัง
       “จะรีบไปไหนคะปัทม์”
       “คุณรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ”
       “ก็เสื้อผ้าของปัทม์มันใหญ่ใส่ไม่ได้เลย...แอรี่หนาวค่ะปัทม์”
       อุรารัตน์กอดปัทม์ไว้แน่น
       “ผมจะไปหาชุดมาให้เปลี่ยน”
       “อย่าเพิ่งไปค่ะ แอรี่หนาว หนาวถึงขั้วหัวใจเลย”
       อุรารัตน์พยายามกอดเล้าโลม แต่ปัทม์พยายามดึงตัวออก
       “อย่าทำอย่างนี้ครับ มันไม่เหมาะ”
       อุรารัตน์กอดรัดจนปัทม์ล้มลงบนเตียงนอน
       “อย่าครับ”
       “คุณปฎิเสธแอรี่ทุกครั้งเลย แต่ครั้งนี้ ถูกที่ถูกเวลาแล้วค่ะ อย่าปิดตัวปิดใจอีกเลย”
       ปัทม์พยายามกันไม่ให้อุรารัตน์เข้ามาจูบ แต่แล้วรจนาไฉนก็ส่งเสียงเข้ามาก่อน
       “ฉันเข้ามาเอาเสื้อผ้าคุณอุรารัตน์ไปซักค่ะ”
       รจนาไฉนเห็นปัทม์กับอุรารัตน์กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนเตียงก็ตกใจ
       “ขอโทษค่ะ”
       อุรารัตน์ไม่พอใจ
       “ออกไปสิ !”
       รจนาไฉนกำลังจะเดินออกไป แต่ปัทม์เรียกไว้
       “เดี๋ยวก่อน”
       ปัทม์ค่อยๆประคองอุรารัตน์และทำดีด้วย แต่หันไปต่อว่ารจนาไฉน
       “ใจเย็น ๆ นะครับ บอกกี่ครั้งแล้วว่า อย่าเข้ามาในห้องส่วนตัวของฉัน ต้องเป็นคนพิเศษเท่านั้นถึงจะเข้ามาได้”
       “ฉันขอโทษค่ะ คุณปยงค์บอกให้ฉันมาเก็บเสื้อผ้าของคุณอุรารัตน์ไปซัก”
       “มาทำไมตอนนี้ ออกไป” อุรารัตน์บอก
       “เดี๋ยวก่อน...เข้าไปเก็บสิ” ปัทม์บอก
       “ฉันไม่อยากรบกวนเวลาส่วนตัว ฉันค่อยมาเก็บก็ได้”
       “ไม่ได้...ต้องเอาไปซักเดี๋ยวนี้ !”
       รจนาไฉนเดินเข้ามาในบริเวณห้อง มองหาชุดของอุรารัตน์ ปัทม์ทำทีคลอเคลียเอาใจอุรารัตน์ เพื่อยั่วรจนาไฉน
       “ผมจะให้เด็กซักเสื้อผ้าแล้วรีดให้คุณนะครับ เก็บไว้ที่นี่ ต่อไปถ้าคุณมาค้างที่นี่จะได้มีเสื้อผ้าเปลี่ยน"
       อุรารัตน์ดีใจมาก
       “ค้างที่นี่ ค่ะ ปัทม์”
       “หนาวมั้ย” ปัทม์ถาม
       “หน๊าวหนาวค่ะ”
       “กอดผมแน่น ๆ สิครับ ผมจะช่วยทำให้คุณหายหนาว”
       ปัทม์มองเย้ยรจนาไฉน อุรารัตน์เนื้อเต้นโผเข้ากอดปัทม์อย่างเต็มอิ่ม เธอมองภาพปัทม์คลอเคลียด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ หยิบเสื้อผ้าของอุรารัตน์ใส่ตะกร้าแล้วจะเดินออกไป อุรารัตน์สั่ง “เอาชุดชั้นในชั้นไปซักด้วย”
       รจนาไฉนตกใจ ปัทม์บอก
       “ทำตามที่คุณอุรารัตน์สั่ง”
       รจนาไฉนมองอย่างไม่พอใจปัทม์ที่ทำร้ายจิตใจเธอ รจนาไฉนไม่ทำตามคำสั่ง เดินออกจากห้องไป
       “กลับมาเดี๋ยวนี้”
       รจนาไฉนไม่สนใจ!
       “ต๊าย...ดูมันทำสิคะ จองหอง”
       “ผมไปจัดการกับเด็กผมก่อน”
       “แต่แอรี่ยังหนาวอยู่นะคะ”
       ปัทม์หันไปหยิบผ้าห่มมาห่มให้หน้าตาเฉย
       “หนาวก็ห่มผ้าครับ”
       ปัทม์รีบออกไปจากห้อง อุรารัตน์ไม่พอใจ ตะโกนเรียก
      
       “ปัทม์ ปัทม์ นงนุช กลับบ้าน”


  


        
       มุมหนึ่งหลังบ้านปัทม์ ในเวลาต่อมา รจนาไฉนเอาตะกร้าผ้ามาวางไว้ แล้วนึกถึง เหตุการณ์ที่ได้พบเจอ ที่ปัทม์เข้าข้างอุรารัตน์
        
       “ใช่ ฉันไม่ชอบให้ใครกล่าวหารักของฉัน โดยเฉพาะภรรยานอกสมรส นอกหัวใจอย่างเธอ"
       เหตุการณ์ที่ปัทม์กอดรัดกับอุรารัตน์
       “กอดผมแน่น ๆ สิครับ ผมจะช่วยทำให้คุณหายหนาว”
       รจนาไฉนยืนน้ำตานองหน้า
       “จะทำร้ายจิตใจฉันไปถึงไหน ฉันก็มีหัวใจนะ”
       ปัทม์เดินเข้ามาต่อว่า โดยที่ไม่เห็นว่ารจนาไฉนกำลังเสียใจ ร้องไห้อยู่
       “เธอกล้าขัดคำสั่งฉัน”
       ปัทม์เข้ากระชากมาเห็นรจนาไฉนร้องไห้
       “เธอ...”
       “เอาสิคะ จะว่าจะทำร้ายจิตใจอะไรอีกก็เชิญ เอาให้สาสมกับความเกลียดชังของคุณ"
       “ฉัน”
       “ยืนนิ่งอยู่ทำไมล่ะคะ ฉันอยู่ในบ้านนี้ในฐานะคนใช้ ไม่ใช่สะใภ้ของบ้าน อยากจะกดขี่ข่มเหงยังไงก็ได้ ประชด เสียดสี ดูถูกความเป็นคน คุณทำมาหมดแล้ว เหลือเพียงอย่างเดียวที่ยังไม่ได้ทำคือทำร้ายร่างกาย จะตบตีอย่างไรก็เชิญ ตบฉันสิคะ ตบฉันเลย”
       รจนาไฉนเข้ามาจับมือปัทม์ให้ทำร้ายเธอ
       “หยุดเถอะ”
       ปัทม์สงสารรจนาไฉนขึ้นมาจับใจ เขาจับเธอเข้ามาสวมกอด เธอตกใจที่อยู่ในอ้อมกอดปัทม์ แต่ทันทีที่เขาค่อยได้สติก็รีบผลักรจนาไฉนออกไป
       “หยุดบ้ารึยัง ถ้ายังไม่หยุดจะได้เอาเชือกมามัดล่ามไว้”
       ปัทม์เดินออกไป แล้วหันกลับมาสั่งรจนาไฉน
       “ต่อไปอย่าขัดคำสั่งฉันอีก”
       ปัทม์เดินออกไป เธอแปลกใจกับพฤติกรรมของเขา ตอนแรกเธอรู้สึกดีที่เห็นความอบอุ่นของปัทม์ แต่สุดท้ายก็เห็นด้านมืดของปัทม์เช่นเคย
      
       ปัทม์เข้ามายังมุมหนึ่งในห้อง เขาเดินไปมาอย่างสับสนในความคิดของตัวเอง นึกถึงเหตุการณ์ที่เขากอดรจนาไฉน
       “น้ำตาของเธอมันก็เป็นเพียงเหยื่อล่อให้ฉันไปติดกับ ฉันจะไม่มีวันใจอ่อนกับเธอเป็นอันขาด”
       ปัทม์พยายามตั้งสติ ไม่ใจอ่อนกับรจนาไฉน
      
       ดวงดาวยามค่ำคืน ส่องแสงระยิบระยับบนฟากฟ้า รจนาไฉนยืนมองดาวที่มุมหนึ่งของไร่ชา
       “ดาวจ๋า ถึงแม้ฉันจะเจ็บปวดแค่ไหน ฉันก็ไม่มีวันยอมแพ้ ฉันจะใช้แสงแห่งความสุขของเธอ เป็นกำลังใจนำทางให้ฉันสู้ สู้เพื่อพ่อเพื่อครอบครัวของฉัน”
       รจนาไฉนยิ้มอย่างมีกำลังใจ พร้อมจะสู้ต่อไป เธอหันหลังจะกลับไปบ้าน แต่เห็นเงาของคนสองสามคนกำลังแบกของ เงาของชายกลุ่มนั้นรีบวิ่งออกไป
      
       รจนาไฉนเดินเข้ามา ลูกน้องหน่อเอรีบวิ่งหนีไป เธอเดินตามไปยืนมองอยู่ที่ด้านหน้า เห็นป้ายระบุ “โรงเก็บปุ๋ย ไร่ปัทมกุล” เธอแปลกใจ เดินต่อเข้าไปด้านในจนเห็นใครอยู่ที่มุมหนึ่ง เธอส่องไฟฉายเห็นหน่อเอ
       “หน่อเอ”
      
       เวลาเดียวกัน ปัทม์เดินออกมาทางหน้าบ้าน
       “นาย...นายไม่นอนอีกเหรอครับ” ชิถาม
       ปัทม์ไม่ตอบ แต่กำลังใช้ความคิด เดินต่อไปอย่างนิ่ง ๆ ชิพล่ามต่อ
       “นอนไม่หลับใช่มั้ยล่ะ ฮึ ๆ ก็ไม่ยอมให้เมียมานอนด้วยนี่นา”
       “ไอ้ชิ !”
       ปัทม์เดินออกไปทางคอกม้า
       “นายจะไปไหน”
       ปัทม์ไม่ตอบ แต่เดินออกไป
      
       มุมหนึ่งที่โรงปุ๋ย รจนาไฉนซักหน่อเอ
       “หน่อเอจะขโมยปุ๋ยไปทำอะไร”
       หน่อเอไม่พูด นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น
       “ถ้าไม่พูด ฉันจะไปบอกคุณปัทม์”
       “อย่านะครับ ถ้าคุณปัทม์รู้ เล่นงานผมตายแน่”
       “แล้วทำไมหน่อเอต้องขโมยปุ๋ย”
       “ผมจะเอาปุ๋ยไปให้พี่น้องที่หมู่บ้านปลูกผักครับ”
       “แต่การขโมยมันผิด หน่อเอน่าจะหาเงินไปซื้อ”
       “ผมจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อ คุณก็รู้ว่าคุณปัทม์บังคับให้ผมทำงานใช้แรง ไม่ให้เงินค่าจ้าง”
       “นายก็น่าจะขอปุ๋ยจากคุณปัทม์”
       “ไม่ได้หรอกครับ คุณปัทม์คอยขัดขวางไม่ให้พวกเราทำการเกษตร เพราะต้องการให้พวกเรามาใช้แรงงานในไร่"
       “เห็นแก่ตัวที่สุด”
       “ผมต้องทำอย่างนี้เพราะอยากให้พี่น้องผมมีอาชีพที่มั่นคง เลี้ยงตัวเองได้”
       เสียงม้าวิ่งเข้ามาใกล้...พร้อมกับเสียงของปัทม์
       “ใครอยู่ตรงนั้น”
       รจนาไฉนและหน่อเอตกใจ
      
       “อย่าบอกคุณปัทม์นะครับ” หน่อเอกำชับ


  


        
       ปัทม์ลงจากหลังม้า จะเข้าไปในโรงปุ๋ย รจนาไฉนออกมารับหน้า
        
       “เธอ มาทำอะไรที่นี่”
       “ฉัน”
       ปัทม์ได้ยินเสียงคนอยู่ข้างใน เขาจะเข้าไปแต่เธอกันไว้
       “ไม่มีใครอยู่หรอก”
       ปัทม์ไม่เชื่อดันตัวรจนาไฉนออกแล้วเปิดประตูเข้าไป
      
       ปัทม์เดินเข้ามาด้านใน และใช้ไฟฉายส่องมองดู รจนาไฉนเดินเข้ามาประกบ เพราะกลัวปัทม์จะจับหน่อเอได้ เมื่อเธอเห็นหน่อเอหลบที่มุมหนึ่ง จึงเดินเข้าบังสายตาปัทม์ เขาเดินไปผลักเธอออกไป
       “ฉันบอกแล้วไง...ว่าไม่มีใคร”
       แต่แล้วมีเสียงคนวิ่งอยู่ด้านนอกโรงปุ๋ย ปัทม์จะวิ่งตามไป แต่รจนาไฉนคิดหาทางช่วยหน่อเอด้วยการร้องขอความช่วยเหลือจากปัทม์ เพื่อเบนความสนใจ
       “โอ๊ย..ช่วยด้วย งูกัด”
       ปัทม์วิ่งกลับมาหารจนาไฉน
       “เธอเป็นอะไรรึเปล่า”
       ปัทม์เข้ามาส่องดู แต่ไม่เห็นร่องรอยใดๆ
       “ไม่มีอะไรนี่”
       “เอ้าเหรอ...คงโดนกิ่งไม้เกี่ยว”
       “เมื่อกี้มีใครมาที่นี่”
       “ก็บอกว่าไม่เห็นใคร”
       “แล้วที่วิ่งไปทางโน้นล่ะ”
       “คงเป็นหมาแมววิ่งนะ ฉันไปล่ะ”
       รจนาไฉนรีบเดินหนีไปที่มุมหนึ่งของไร่ชา ปัทม์วิ่งเข้าขวาง
       “ดึกดื่นแล้วออกมาทำอะไร รึจะออกมาหาเหยื่ออ่อยพวกคนงาน”
       รจนาไฉนนึกหมั่นไส้กับคำพูดของปัทม์
       “ใช่ค่ะ เพราะเห็นคุณอ่อยคู่รักของคุณแล้วทำให้ฉันเกิดอารมณ์”
       “แล้วไง...หึงเหรอ”
       “ถ้าหึง ฉันจะมาเดินอ่อยคนงานเหรอคะ”
       “เธอมันไร้รสนิยมไม่รู้จักแยกแยะ ก็ไม่แปลกที่จะแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นกิ่งไม้ อะไรเป็นงู”
       “ความมืดอาจทำให้ฉันมองอะไรผิดพลาด แต่ใจที่มืดมนของคุณน่ะ มันทำให้คุณทำพลาดทั้งชีวิต”
       “ไม่ต้องมาสั่งสอนฉัน เก็บความคิดไว้เตือนตัวเองดีกว่า เธอมันยังอ่อนต่อโลก จนแยกแยะดีเลวไม่เป็น”
       ปัทม์กระโดดขึ้นขี่ม้าแล้วควบออกไป
       “อย่างน้อยฉันก็แยกแยะออกว่าคุณไม่ใช่คนดี !”
      
       วันใหม่ บรรยากาศงานเลี้ยงวันเกิดของอุรารัตน์ที่จัดขึ้นในสวนของบ้านพ่อเลี้ยงเจง มีแขกเหรื่อมาร่วมงานกันหลายคน งานเลี้ยงนั้นสมกับฐานะของพ่อเลี้ยง
       พ่อเลี้ยงเจงกำลังยืนต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน ปลัดวราห์เดินประกบพ่อเลี้ยงเจงอยู่
       “งานนี้จัดยิ่งใหญ่สมเกียรติคุณอุรารัตน์จริงๆครับ” วราห์บอก
       “ก็ลูกสาวคนเดียวนี่ครับ พ่ออย่างผมก็ต้องทำให้เต็มที่”
       “เจ้าภาพอยู่ไหนล่ะครับ ยังไม่เจอคุณอุรารัตน์เลย”
       “เก็บตัวอยู่ข้างใน คงรอให้เจ้าชายมาถึงก่อน ค่อยออกมาเปิดตัว”
       “ไม่ยักรู้ว่าคุณอุรารัตน์มีเจ้าชายในฝันแล้ว”
       พ่อเลี้ยงเจงไม่ตอบอะไร แต่เดินออกไปต้อนรับแขกอีกทางหนึ่ง วราห์นิ่งคิด
      
       บริเวณเรือนคนใช้ ในวันเดียวกัน จันทร์เจ้าและชิเข้ามาเรียกรจนาไฉนที่แต่งตัวแบบธรรมดาๆ
       “เพื่อน ทำไมยังไม่แต่งตัวอีก”
       รจนาไฉนแปลกใจ
       “จะไปไหน”
       “ไปงานวันเกิดคุณอุรารัตน์ไง เขามีการแต่งตัวแฟนซีด้วย”
       “พวกเธอไปกันเถอะ ฉันไม่ไปหรอก”
       “ไม่ได้...นายสั่งให้พวกเราทุกคนไปช่วยงานเลี้ยง นายคงลืมสั่งเพื่อนมั้ง รีบไปเปลี่ยนชุดได้แล้ว” ชิบอก
       “เอาสวยๆเลยนะ คนงานบ้านโน้นหล่อล่ำทั้งนั้น” จันทร์เจ้าบอก
       “สู้ชิไม่ได้หรอก”
      
       “แหวะ”


  


        
       เวลาเย็นใกล้ค่ำ จันทร์เจ้าพารจนาไฉนที่เปลี่ยนชุดเป็นชุดคนเมืองเข้ามา
        
       “เพื่อน เธอใส่ชุดนี้แล้วสวยเหมือนผู้ดีเลย”
       “ก็เขาเป็นผู้ดีนี่” ชิบอก
       “พูดอะไรของแก...แล้วนี่อะไร ได้ออกงานแค่นี้แต่งตัวซะเว่อร์ ทำระริกระรี้ยังกะปลากระดี่ได้น้ำ”
       จันทร์เจ้าและชิมองสำรวจปยงค์ ซึ่งแต่งตัวเต็มยศจนเว่อร์สุดในกลุ่ม
       “แล้วอย่างป้าเค้าเรียกว่าอะไรล่ะ”
       “งามจ๊าดนักไ ปยงค์บอก
       “นึกว่าจ๊าดเง่า” ชิหยอก
       “ปากเสีย ไปกันได้แล้ว ขึ้นรถ”
       รจนาไฉนจะเดินไปขึ้นรถ แต่ปัทม์เข้ามา
       “ใครสั่งให้เธอไป”
       รจนาไฉนหันไปเจอปัทม์แต่งตัวในโทนดำ เหมือนพญามัจจุราช ชิพูดเบาๆ
       “นั่น มัจจุราชมาแล้ว”
       “ก็คุณสั่งให้พวกเราไปช่วยงาน”
       “แต่ยกเว้นเธอ เมื่อกี้คุณแม่โทรมาบอกว่าจะกลับมาพรุ่งนี้ ห้องคุณแม่ยังไม่เรียบร้อย”
       รจนาไฉน เดี๋ยวจัดการให้เอง ฉันก็ไม่อยากไปนักหรอก (จะเดินเลี่ยงออกไป)
       จันทร์เจ้า ชิและปยงค์ขึ้นรถ ปัทม์หันมาสั่งรจนาไฉน
       “เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เข้ากับฐานะด้วย อย่าลืมว่าเธอเป็นใคร”
       ปัทม์ขึ้นรถ ชิขับรถออกไป ปัทม์มองเย้ยเธอ...
      
       มุมหนึ่งในงานเลี้ยง พ.ต.ท. ปวุฒิ ไตรพงษ์รัชตะยืนดื่ม เขามองอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาลพ่อเลี้ยงเจงรู้ว่า ปวุฒิ เป็นตำรวจที่เพิ่งย้ายมาอยู่มาใหม่ จึงต้องการหว่านล้อมให้เป็นพวกเดียวกัน
       ปลัดวราห์เดินประกบพ่อเลี้ยงเจงอยู่ไม่ห่าง
       พ่อเลี้ยงเจงยิ้มภูมิใจในตัวเอง
       “รีสอร์ตแห่งนี้มีพื้นที่มากที่สุดในจังหวัด บ้านหลังนั้นเป็นบ้านเก่าที่ผมสั่งให้ยกมาจากเชียงใหม่ คนเรา...ถ้ารู้จักทำงาน รู้ว่าควรทำตัวยังไง การจะได้บ้านแบบนี้สักหลัง มันก็ไม่ใช่เรื่องยากหรอกสารวัตร"
       ปวุฒิหันมา
       “สวัสดีครับพ่อเลี้ยง”
       “คุณปวุฒิครับ นี่พ่อเลี้ยงเจง เจ้าของรีสอร์ตใหญ่ที่สุดของเชียงราย” ปลัดวราห์แนะนำ
       “คงไม่ได้ทำรีสอร์ตอย่างเดียวมังครับ ถึงสามารถสร้างอาณาจักรและมีบริวารมากขนาดนี้”
       ปวุฒิพูดเปรียบเปรยถึงวราห์ที่มาทำงานรับใช้พ่อเลี้ยงเจง ปลัดวราห์ชะงักไปนิดหนึ่ง พ่อเลี้ยงเจงมองปวุฒิอย่างค้นหา
       “เก่งสมคำล่ำลือ มาอยู่ได้ไม่นาน รู้ข้อมูลในพื้นที่เป็นอย่างดี”
       “ผมไม่ได้เก่งอะไรหรอกครับ แต่เป็นหน้าที่ เพราะหน้าที่ของผมคือการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด"
       “ผมหนักใจจริง ๆ เดี๋ยวนี้ปัญหายาเสพติดระบาดหนัก จนผมอดเป็นห่วงอนาคตของชาติไม่ได้”
       “น่าเป็นห่วงจริง ๆ แหละครับ เพราะทราบข่าวว่าที่นี่ อิทธิพลเจ้าพ่อครอบงำความถูกต้อง จนข้าราชการบางคนแยกแยะไม่ออกว่าอะไรถูกอะไรผิด"
       “ถูกหรือผิด...ขึ้นอยู่กับนิยามของแต่ละคนครับสารวัตร” พ่อเลี้ยงเจงบอก
       “แล้วนิยามของพ่อเลี้ยงล่ะครับ”
       “ฮึ ๆ ถ้าจะคุยเรื่องนี้เราคงต้องใช้เวลากันพอสมควร”
       “ผมคงประจำอยู่ที่นี่อีกนาน พ่อเลี้ยงมีเวลาคุยกับผมจนเข้าใจแจ่มแจ้งตรงกันแน่ ๆ ครับ”
       ปลัดวราห์เห็นท่าไม่ดี รีบเข้ามาขวางเปลี่ยนบรรยากาศ
       “แหม... งั้นเราเริ่มจากคืนนี้เลยมั้ย วันนี้น่าจะเป็นโอกาสดีที่รีสอร์ตของพ่อเลี้ยงเจงจะได้เลี้ยงต้อนรับนายตำรวจไฟแรงอย่างสารวัตรปวุฒิ”
       “ดีเลย เราจะได้มีโอกาสทำความรู้จักกันมากกว่านี้” พ่อเลี้ยงเจงบอก
       “ฮึ ๆ อย่าดีกว่าครับ ผมไม่นิยมทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่นอกเวลาทำงาน กลัวชาวบ้านเค้าจะหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนน่ะครับ”
       สารวัตรปวุฒิปรายตามองปลัดวราห์ที่เริ่มไม่พอใจ
       “เอาเป็นว่าวันนี้เรารู้จักกันแค่นี้ดีกว่า ขอบคุณปลัดวราห์มาก ที่ชวนผมมางานคืนนี้”
       ปวุฒิหันไปพูดกับพ่อเลี้ยงเจง
       “คงไม่เป็นการเสียมารยาทนะครับ ถ้าผมจะขอตัวกลับก่อน”
       สารวัตรปวุฒิเดินออกไป ปลัดวราห์ไม่พอใจที่ปวุฒิไม่ให้เกียรติพ่อเลี้ยง
       “ทำเป็นจองหอง”
       พ่อเลี้ยงเจงยื่นยื่นซองให้ปลัดวราห์
       “คนหนุ่มไฟแรงอย่างนี้ล่ะ ฉันชอบ... ฝากจัดการด้วย”
      
       มุมหนึ่งที่งานเลี้ยง ปวุฒิจะเดินออกไป ปลัดวราห์เข้ามายื่นซองให้
       “เดี๋ยวก่อนครับสารวัตรปวุฒิ คุณทำของตก”
       ปลัดวราห์ยื่นซองให้ ปวุฒิรู้ดีว่าหมายถึงอะไร เขาเปิดซองหยิบเช็คออกมาดู
       “หนึ่งแสนบาท เงินสำหรับอะไร”
       “พ่อเลี้ยงให้กำลังใจสารวัตรคนใหม่ครับ”
       สารวัตรปวุฒิมองดูเช็คเหมือนกำลังตัดสินใจ
       “อุดมการณ์ไม่ทำให้คุณอิ่มท้องหรอก...เชื่อผมเถอะ”
       “ปลัดคงลืมไปแล้วว่า ข้าราชการหมายถึง ข้าแห่งการรับใช้แผ่นดิน ถึงผมกินเงินหลวงไม่อิ่มท้องแต่ผมอิ่มใจ และนอนหลับอย่างมีความสุขต่างจากพวกที่คอรัปชั่น กินเงินบาป...ชีวิตก็จะมีบาปติดตัวไปจนตาย”
       ปวุฒิฉีกเช็คทิ้งหยามวราห์ต่อหน้า
       “แต่ผมว่า...คุณอาจต้องตายก่อนผม”
       ปวุฒิหันมาหาวราห์
       “ตอนเข้ามาบ้านนี้ผมแปลกใจที่บ้านพ่อเลี้ยงยิ่งใหญ่ ทำไมไม่เลี้ยงสุนัขสักตัว แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า พ่อเลี้ยงเจงเลี้ยงอะไรไว้แทน”
       ปวุฒิมองไปเห็นปัทม์กำลังเดินเข้ามา จึงคิดว่าปัทม์คงเป็นพวกเดียวกับพ่อเลี้ยงเจง
       “และก็มีหลายตัวด้วย”
      
       สารวัตรปวุฒิเดินออกไป ปลัดวราห์เจ็บใจที่ปวุฒิไม่ยอมเป็นพวกเดียวกัน
ตอนที่ 6
      
       ปัทม์เดินสวนกับปวุฒิที่กำลังจะเดินออกไป ปัทม์เข้าใจผิดคิดว่า ปวุฒิยอมเป็นพวกพ่อเลี้ยงเจง
      
       “จะรีบกลับทำไม น่าจะอยู่รับใช้พ่อเลี้ยงเจงก่อน”
       “ผมไม่มีหน้าที่รับใช้ใคร” ปวุฒิบอก
       “ถ้างั้นมางานนี้ทำไม ถ้าไม่ใช่มารายงานตัวกับผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่ กลัวส่วยไปไม่ถึงเลยต้องมารับด้วยตัวเองเลยเหรอ”
       “คุณไม่มีสิทธิ์ดูถูกเกียรติและศักดิ์ศรีคนอื่น อย่าคิดว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนตัวเอง ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ วันไหนที่คุณผิด ผมจะเล่นงานคุณอย่างสาสม” ปวุฒิพูดพลางมองอย่างเหยียดหยาม
       “ยินดีครับ...ที่ได้ร่วมเกมเดิมพันกันอีกครั้ง”
       ปัทม์จะเดินออกไป ปวุฒิตัดสินใจถาม...
       “คุณเพื่อนไม่มาด้วยเหรอ”
       ปัทม์ไม่สนใจตอบเดินออกไปทันที
      
       ปัทม์เดินเข้ามาอย่างหงุดหงิดที่เจอปวุฒิ พ่อเลี้ยงพูนทวีเดินเข้ามาถาม
       “ปัทม์ แกรู้จักสารวัตรคนใหม่ด้วยเหรอวะ”
       “รู้จัก รู้จักดีด้วย”
       พูนทวีมองหา
       “เออ...แล้วคุณรจนาไฉนไม่มาด้วยเหรอวะ”
       ปัทม์ยิ่งหงุดหงิด
       “ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ทำไมทุกคนต้องสนใจแต่ผู้หญิงคนนี้ มันจะอะไรกันนักหนา"
       ปัทม์เดินหนีไป พูนทวีเดินตามเข้ามา
       “เฮ้ย...ทำไมต้องโกรธด้วยวะ ก็คนมันชอบอะ”
       ปัทม์เดินไปที่มุมเครื่องดื่ม พูนทวีเดินตามไปอีก
       “ชุดแกเท่ดีว่ะ เหมาะกับแกมาก ยังกะมัจจุราชมาตามล่าวิญญาณ”
       ปัทม์ไม่สนใจ เดินหนีไปอีก พ่อเลี้ยงพูนทวีพยายามนำเสนอให้ปัทม์มาสนใจชุดของเขาที่ลม้ายคล้ายกับเจ้าทางเหนือ
       “แกไม่ชมชุดชั้นบ้างเหรอวะ”
       ปัทม์มองชุดแล้วรับไม่ได้
       “เอาอะไรมาห้อย ทุเรศ”
       “ฉันรู้ว่าคุณเพื่อนชอบสไตล์นี้ เพราะวันแรกที่เจอกันฉันแต่งชุดชาวเขา ฉันก็เลยขึ้นดอยไปหามาใส่ แกว่าคุณเพื่อนจะชอบชุดนี้มั้ย"
       “ไม่รู้”
       ปัทม์เดินหนี พูนทวีดักหน้าไว้
       “แล้วคุณเพื่อนอยู่ไหน”
       “อยู่ในที่ที่ควรอยู่”
      
       ภายในบ้านปัทม์ เวลากลางคืน รจนาไฉนเข้ามาช่วยจัดห้องให้เปรม แล้วก็พาลนึกไปว่า ป่านนี้ปัทม์จะทำอะไรกับอุรารัตน์ เธอเลยดูซึมๆ น้ำตาคลอแบบไม่รู้ตัว
       “ถ้าเขาแต่งงานกับคุณอุรารัตน์ก็คงดี ฉันคงหมดหน้าที่ ไม่ต้องอยู่ทนให้เขาโขกสับอยู่อย่างนี้”
       รจนาไฉนเศร้าใจ หันหน้าไปเจอกับเปรม
       “คุณแม่”
       “ทุกคนหายไปไหนหมด แล้วตาปัทม์ไปไหนล่ะ”
       “คุณปัทม์พาคนงานไปช่วยงานเลี้ยงวันเกิดคุณอุรารัตน์ค่ะ”
       “แล้วทำไมไม่พาหนูเพื่อนไปด้วย”
       “คือเพื่อน...ไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ เลยขออยู่บ้านค่ะ”
       “แล้วทำไมหนูเพื่อนแต่งตัวแบบนี้”
       รจนาไฉนอึกอัก ไม่กล้าเล่าความจริง เปรมสังเกตว่า รจนาไฉนเพิ่งร้องไห้มาหมาดๆ
       “หนูร้องไห้ทำไม บอกความจริงแม่มานะ อย่าโกหกแม่”
       รจนาไฉนหมดทางสร้างเรื่องโกหกอีกแล้ว
      
       เปรมฟังความจริงจากรจนาไฉน ก็ไม่พอใจลูกชาย
       “ตาปัทม์ทำอย่างนี้ได้ยังไง หลอกทุกคนว่าหนูเป็นคนใช้ ทั้ง ๆ ที่หนูเป็นภรรยา”
       “คุณแม่อย่าโกรธคุณปัทม์เลย เพื่อนเต็มใจอยู่ในสถานภาพนี้ มันคงเป็นกรรมสนอง ที่เพื่อนหลอกลวงคุณปัทม์มาตลอด”
       “หลอกลวง”
       รจนาไฉนเข้ามากราบเปรม แล้วสารภาพความจริงทั้งหมด
       “คุณแม่คะ เพื่อนไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของคุณแม่ลำเพาค่ะ”
       “หนูพูดอะไร”
       รจนาไฉนตัดสินใจเล่าความจริงด้วยน้ำตานองหน้า
       “เพื่อนเป็นเพียงลูกเลี้ยง เพื่อนอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นเลยขอเปลี่ยนตัวกับน้องโลมฤทัย”
       “แล้วปัทม์รู้เรื่องนี้มั้ย”
       “ไม่รู้ค่ะ ที่คุณปัทม์ทำแบบนี้ คงเพราะคิดว่าครอบครัวเพื่อนเห็นแก่เงิน”
       “เห็นแก่เงินอะไร มันเป็นข้อตกลงของครอบครัวเรา”
       “เมื่อคุณแม่รู้ความจริงหมดแล้ว เพื่อนไม่กล้าอยู่สู้หน้าที่นี่อีกแล้ว เพื่อนไม่มีเกียรติพอจะเป็นลูกสะใภ้ของคุณแม่ เพื่อนลาละค่ะ"
       รจนาไฉนเข้ามากราบลาเปรม แต่เปรมจับตัวเธอไว้
       “แม่ไม่สนใจหรอกว่าหนูจะเป็นลูกของใคร เมื่อหนูแต่งงานกับปัทม์ หนูก็คือลูกสะใภ้ของแม่"
       “ยิ่งคุณแม่เอ็นดูเพื่อน เพื่อนยิ่งรู้สึกละอายใจ ได้โปรดให้เพื่อนไปจากที่นี่เถอะค่ะ”
       “แม่จะให้หนูไปได้ยังไง ในเมื่อแม่รักหนูเพื่อนเหมือนลูกสาวของแม่แล้ว๐
       เปรมเข้ามาสวมกอดรจนาไฉนที่ร้องไห้
       “หยุดร้องไห้เถอะจ้ะ ถึงเวลาแล้ว ที่หนูจะต้องได้รับเกียรติและการยอมรับจากทุกคน”
      
       รจนาไฉนแปลกใจว่าเปรมจะทำอย่างไร
        


  


        
       ภายในห้องนอนเปรม รจนาไฉนนั่งอยู่ เปรมเข้ามาแต่งหน้า หวีผมให้ เธอมองตัวเองในกระจก
      
       “ลูกสาวของแม่สวยที่สุด”
       รจนาไฉนยิ้มดีใจที่เปรมยอมรับและรักเธอมาก
      
       ที่งานบ้านพ่อเลี้ยงเจง นงนุชบอกให้ใครต่อใครที่ยืนขวางอยู่หลบไป
       “ขอทางให้คนสวยหน่อยคะ”
       อุรารัตน์แต่งตัวแฟนซีชุดจัดจ้าน พ่อเลี้ยงเจงเข้ามาหาและยิ้มให้ลูกสาวพลางกระซิบบอก
       “คืนนี้ลูกควรเปิดตัวเป็นแฟนกับคุณปัทม์ได้แล้ว”
       พ่อเลี้ยงเจงมองไปที่มุมหนึ่ง ปัทม์กำลังดื่มอยู่กับพ่อเลี้ยงพูนทวีและปลัดวราห์
       “ลูกต้องทำให้ปัทม์มาเป็นพวกเดียวกับเราให้ได้”
       “ค่ะคุณพ่อ...เพื่อความสุขของคุณพ่อและความสุขของแอรี่”
       อุรารัตน์เต็มไปด้วยความมาดมั่น
      
       นงนุชประกาศขึ้นประกาศบนเวทีงานเลี้ยง
       “และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย ขอเสียงปรบมือให้กับเจ้าของวันเกิด ผู้หญิงที่สวยที่สุดในคืนนี้วันนี้ค่ะ”
       อุรารัตน์เดินโบกมือทักทายเพื่อขึ้นไปยังเวที ทุกคนปรบมือต้อนรีบ
       “โอ้โห...แต่งตัวยังกะจะแต่งงาน” พูนทวีบอก
       “ใครนะจะเป็นผู้โชคดีได้เป็นเขยมหาเศรษฐี” วราห์ว่า
       “ฉันขอสละสิทธิ์ เพราะฉันมีคนรักแล้ว”
       “พ่อเลี้ยงพูนทวีสละสิทธิ์ งั้นผมขอเข้าชิงนะ”
       “ต้องถามปัทม์ว่ามันจะยอมมั้ย”
       ปัทม์มองพูนทวีด้วยสายตาไม่พอใจ แต่ไม่พูดโต้ตอบอะไร พูนทวีหัวเราะแหะ ๆ แล้วจ๋อยไป
       ปลัดวราห์มองปัทม์อย่างไม่พอใจเล็กน้อย เพราะต้องการได้ตัวอุรารัตน์เหมือนกัน
       “วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของแอรี่..แอรี่มีความสุขมากค่ะ ขอบคุณทุกคนมากนะคะที่ให้เกียรติแอรรี่"
       ทันใดนั้น...เสียงเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ก็ดังขึ้น ทุกคนร้องเพลงร่วมกัน จันทร์เจ้า ชิช่วยกันยกเค้กมาวางไว้ที่หน้าอุรารัตน์
       “อะไรคะเนี่ย ว้าว..เซอร์ไพร้ส์”
       ทุกคนร่วมร้องเพลงจนจบ... อุรารัตน์ประกาศเชิญปัทม์
       “ก่อนที่จะเป่าเค้ก แอรี่ขอเชิญชายหนุ่มคนพิเศษที่สุดของแอรี่บนเวทีค่ะ”
       อุรารัตน์หันมาทางปัทม์ที่ชะงักตกใจ นึกไม่ถึง
       “ขอเสียงปรบมือให้คุณปัทม์ ปัทมกุล ค่ะ”
       ทุกคนปรบมือ ปัทม์จำต้องเดินขึ้นไปบนเวที
       “คุณปัทม์ถือว่าเป็นคนพิเศษของแอรี่ ...แอรี่อยากให้คุณปัทม์ร่วมเป่าเทียนกับแอรี่ด้วยค่ะ เชิญค่ะ"
       อุรารัตน์เชื้อเชิญให้ปัทม์เป่าเค้กด้วย ปัทม์จะก้มลงเป่า แต่แล้วสายตามองไปเห็นรจนาไฉนในชุดสีขาวสวยงาม เธอเดินเข้ามาในงาน ด้วยชุดที่สวยงาม พร้อมมงกุฏดอกไม้
       “รจนาไฉน”
       ภายในงานเลี้ยง ปัทม์ยังคงอึ้ง มองรจนาไฉนเหมือนต้องมนต์สะกด กลุ่มคนค่อยๆเปิดทางออก รจนาไฉนในชุดขาวสวยราวเจ้าหญิงเดินเยื้องย่างฝ่ากลุ่มคนเข้ามา ผู้คนที่รายล้อมต่างมองรจนาไฉนด้วยความตะลึง ปยงค์ จันทร์เจ้า ชิที่กำลังช่วยจัดอาหารอยู่ที่มุมหนึ่ง ถึงกับมองตาค้าง อาหารร่วงตกจากปากชิ
       “รจนาไฉน”
       พูนทวีพึมพำ
       “คุณเพื่อน”
       อุรารัตน์ไม่พอใจ
       “นังเพื่อน! แกมาได้ไง ใครอนุญาตให้แกเจ๋อเข้ามาในงานของฉัน! ออกไป”
       เสียงเปรมดังเข้ามา
       “แม่เป็นคุณพาหนูเพื่อนมาเองจ้ะ”
       เปรม ปัทมกุลเดินเข้ามายืนเคียงข้างรจนาไฉน ปัทม์ถึงกับหน้าเสีย
       “สวัสดีค่ะคุณป้า อุรารัตน์ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่านังเพื่อนมารับใช้คุณป้า”
       “ป้าไม่ได้พาหนูเพื่อนมาในฐานะคนใช้ แต่พาหนูเพื่อนมาแนะนำให้ทุกคนรู้จักในฐานะสะใภ้”
       ปัทม์ ปัทมกุลตกใจที่จู่ๆ แม่ของเขาก็มาเปิดตัวรจนาไฉน
       “คุณแม่ ผมว่าเรากลับกันเถอะครับ”
       ปัทม์จะพาเม่ออกออกไป เพราะเขายังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยตัว... พูนทวีมองเพื่อนด้วยความแปลกใจมาก
       “สะใภ้หมายความว่าไงคะ” อุรารัตน์ถาม
       นงนุชกระซิบกับอุรารัตน์
       “ก็หมายความว่า นังเพื่อนเป็นเมียคุณปัทม์”
       เปรมจูงมือลูกสะใภ้เข้ามาให้ยืนคู่ปัทม์
       “ฉันขออนุญาตแนะนำอย่างเป็นทางการว่า รจนาไฉนคือภรรยาของปัทม์”
       ทุกคนตกใจ อ้าปากค้าง พ่อเลี้ยงพูนทวีและอุรารัตน์หันมามองหน้าปัทม์แทบจะพร้อมกันปยงค์ช็อกจนทำจานในมือหล่น ดีที่ชิรับไว้ได้ทัน
       “ทั้งสองแต่งงาน...และจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว”
       “แอร๊ย !แอรี่ไม่ยอม”
       ทุกคนตกใจ สะดุ้งกันเป็นแถวกับเสียงกรี๊ดของอุรารัตน์ พ่อเลี้ยงเจงกลัวเสียหน้า รีบเข้ามาพูดกลบเกลื่อน
      
       “เป็นข่าวดี อย่างนี้ต้องดื่มฉลองให้กับคู่บ่าวสาวแห่งไร่ชาปัทมกุลด้วยครับ”


  


        
       ทุกคนยกแก้วขึ้นดื่ม แล้วปรบมือให้ปัทม์และรจนาไฉน
        
      
       “คุณพ่อไปยินดีกับมันทำไม”
       พ่อเลี้ยงเจงรีบลากลูกสาวออกไปทันที
       ปัทม์มองรจนาไฉนอย่างไม่พอใจ เพราะคิดว่าเพราะเธอเป็นคนต้นคิดให้แม่พามาเปิดตัว
       “ปัทม์...เรามีเรื่องต้องคุยกัน” เปรมบอก
       ปัทม์มองรจนาไฉนอย่างไม่พอใจ แล้วเดินตามเปรมไป เธอหันไปเจอพูนทวีที่เดินหนีออกไป รจนาไฉนรู้สึกผิด...
      
       มุมหนึ่งในงานเลี้ยง ปัทม์ยืนนิ่งไม่สบตาแม่
       “ไม่รักษาสัญญา ลูกยังเป็นลูกชายแม่อยู่รึเปล่า”
       “ผู้หญิงคนนั้นหลอกลวงเราอย่างน่าไม่อาย แม่ไม่รู้หรอกว่า เขาทำอะไรก็ได้โดยที่เราคาดไม่ถึง"
       “แม่รู้ความจริงทุกอย่างหมดแล้ว รจนาไฉนเป็นลูกกำพร้า ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของบ้านวิชนี”
       ปัทม์อึ้งที่เปรมรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว
       “เขาขอร้องให้คุณนพรัตน์กับคุณลำเพาเปลี่ยนตัวเจ้าสาว เพราะต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น”
       “คุณแม่รู้ได้ยังไง”
       “หนูเพื่อนสารภาพทุกอย่างกับแม่เอง”
       “ทำไมแม่ยอมให้อภัยผู้หญิงเลวคนนั้นง่าย ๆ”
       “เพราะมีแต่คนจริงใจเท่านั้น ที่ยอมปรักปรำว่าตัวเองเป็นคนผิด โดยไม่อุทธรณ์ร้องขอความเมตตา”
       “คุณแม่กำลังหลงมารยาของผู้หญิงคนนั้น”
       “แม่กำลังหลงรักลูกสะใภ้ของแม่ต่างหาก รจนาไฉนเป็นผู้หญิงคนเดียวที่มีแต่ความจริงใจให้ลูก”
       ปัทม์อึ้งที่ถูกแทงใจดำ
       “ถ้าลูกยังไม่ยอมยกย่องและให้เกียรติหนูเพื่อนในฐานะภรรยา แม่จะไม่กลับมาที่บ้านอีก”
       “คุณแม่”
       “แม่ทนอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับผู้ชายแปลกหน้า ที่หัวใจมีแต่อคติไม่ได้”
       เปรมสบตาปัทม์อย่างเคร่งเครียดจริงจัง ปัทม์เครียดเพราะต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง เพราะในใจยังไม่พร้อมจะยอมรับรจนาไฉน
       พูนทวีอกหัก หัวใจแหลกสลายเดินหมดเรี่ยวแรงมาที่มุมหนึ่งในงานเลี้ยง รจนาไฉนตามเข้ามาเรียก
       “คุณพูนทวีคะ เพื่อนขอโทษ”
       พ่อเลี้ยงพูนทวีฝืนยิ้มกลบเกลื่อนอย่างหัวใจแตกสลาย
       “ขอโทษผมทำไมครับ คุณเพื่อนไม่ได้ทำอะไรผิด”
       “เพื่อนไม่ได้บอกความจริงกับคุณ คือว่าเพื่อน”
       “ขอโทษนะครับ ผมไม่พร้อมฟังอะไรตอนนี้ ผมขอตัว...ท้องมันปวดดุ๊ยดุ่ย ตุ๊ยตุ่ย พิกล”
       พูนทวีเดินจากไป เธอมองเขาด้วยความสงสาร... เธอหันกลับมา แต่ต้องเผชิญหน้ากับปัทม์อีก
       “มารยาหลอกอะไรเพื่อนฉันอีก”
       “พูดอะไรของคุณ”
       “คนอย่างเธอไม่เคยมีความจริงใจให้ใคร ที่ทำก็แค่เพิ่มมูลค่าตัวเองเพื่อเรียกร้องขอเงิน”
       “ปัทม์ พาหนูเพื่อนกลับเข้าไปในงานเลี้ยงได้แล้ว” เปรมบอก
       “คุณแม่”
       “ถ้ายังได้ชื่อว่าเป็นลูกชายของแม่ จงเคารพและให้เกียรติกับคำของแม่”
       ปัทม์เดินกลับเข้าไปในงานคนเดียว เปรมไม่พอใจที่ปัทม์ไม่พารจนาไฉนเข้าไปด้วย
       “คุณแม่คะ...ขอให้เพื่อนอยู่ในฐานะเช่นเดิมเถอะค่ะ มันคงจะเป็นการดีกับทุกคน”
       “เลิกทำเพื่อความสุขคนอื่นได้แล้ว ถึงเวลาที่หนูต้องทำเพื่อตัวเองบ้าง”
       เปรมยังยืนยันที่จะให้รจนาไฉนแสดงตนเป็นภรรยาของปัทม์ แต่เธอรู้สึกลำบากใจเพราะรู้ดีว่าปัทม์ไม่ต้องการเธอ และอุรารัตน์ก็คงไม่พอใจ
       “แล้วคุณอุรารัตน์ล่ะคะ”
      
       มุมหนึ่งรีสอร์ตพ่อเลี้ยงเจง อุรารัตน์ยังเต้นเร่าๆอยู่ด้วยความผิดหวัง
       “หนูไม่ยอม คุณพ่อเข้าข้างมันทำไม คุณพ่อไม่รักลูกตัวเอง”
       “ก็เพราะรักถึงต้องลากออกมา ไปกรี๊ด ๆ ทำตัวให้น่าสมเพช ไม่อายรึไง”
       “แอรี่สับสนไปหมดแล้ว วันก่อน ปัทม์ทำเหมือนจะขอแต่งงาน แต่คืนนี้ดันยกนังคนใช้ขึ้นมาเป็นเมีย ฮือๆ”
       “ปัทม์คงจำใจแต่งงาน ไม่งั้นคงไม่ปกปิดฐานะอย่างนี้ ปัทม์ไม่ได้รักผู้หญิงนั่น ลูกสาวของพ่อเป็นคนเดียวที่ปัทม์ต้องรักและหลงใหล”
       ปลัดวราห์เข้ามารายงานพ่อเลี้ยงเจง
       “พ่อเลี้ยงครับ ปล่อยให้แขกรอนานมันจะไม่ดีนะครับ”
       พ่อเลี้ยงเจงบอกกับอุรารัตน์
       “ไปแสดงให้ทุกคนรู้ว่าปัทม์รักแก”
       “ค่ะคุณพ่อ”
      
       วราห์แปลกใจที่พ่อเลี้ยงเจง ยังคงเชียร์ให้อุรารัตน์แย่งชิงปัทม์


  


        
       นงนุชยืนพูดบนเวทีงานเลี้ยง
        
      
       “เอาล่ะค่ะ เมื่อกี้เราก็มีเรื่องเซอร์ไพรส์ให้ตื่นเต้นกันเล่น ๆ พอขำๆ แต่ตอนนี้ถึงเวลาเซอร์ไพรส์ยกกำลังสอง ด้วยการเปิดฟลอร์ของเจ้าภาพค่ะ”
       อุรารัตน์ขึ้นมายืนที่หน้าเวทีอีกครั้ง เพลงรักหวานซึ้งดังขึ้น อุรารัตน์เดินมาคว้าไมค์พูดกลางงาน
       “ในวันเกิดของแอรี่ ทุกคนคงอยากเห็นแอรี่มีความสุข ดังนั้น แอรี่ก็ขอเลือกเปิดฟลอร์กับคนแอรี่รักมากที่สุดค่ะ"
       อุรารัตน์มองผ่านผู้ชายหลายคน วราห์มองอุรารัตน์หวังจะเป็นทางเลือก เธอเห็นปัทม์ยืนอยู่ที่มุมหนึ่ง เธอเดินตรงมากลางฟลอร์มองไปยังปัทม์ ทุกสายตามองตาม ปลัดวราห์มีสีหน้าไม่พอใจนัก
       รจนาไฉนยืนอยู่คู่กับเปรม ตรงข้ามกับปัทม์ เธอมองลุ้นว่า ปัทม์จะตัดสินใจอย่างไร
       เขาเดินออกมาแล้วเดินตรงไปหาอุรารัตน์รจนาไฉนน้อยใจจะเดินออกไปจากงาน
       “คุณแม่คะ เรากลับกันเถอะค่ะ”
       “แม่จะยอมกลับทันที ถ้าปัทม์เลือกผู้หญิงคนนั้น”
       รจนาไฉนมองเห็นปัทม์เดินตรงไปยังอุรารัตน์ที่ยิ้มดีใจ แต่แต่เขากลับเดินเลยผ่านเลยอุรารัตน์ตรงมาหาเธอ
       ทุกคนมองปัทม์ด้วยความแปลกใจ. เธอเองก็แปลกใจ
       “คุณทำอย่างนี้ทำไม”
       “ผมทำเพื่อแม่”
       อุรารัตน์มองด้วยความเจ็บใจ ปลัดวราห์รีบเดินเข้ามาโค้งอุรารัตน์
       “ให้เกียรติผมนะครับ”
       “อย่ามายุ่งกับฉัน”
       “อยากจะเป็นผู้แพ้ในสายตาคนอื่นเหรอ”
       อุรารัตน์ไม่อยากเสียหน้า จึงยอมเต้นรำกับวราห์โดยดี พ่อเลี้ยงเจงไม่พอใจที่ปัทม์ไม่ให้เกียรติลูกสาว เขาเดินหนีออกไป
       “ขอเสียงปรบมือให้กับคู่เปิดฟลอร์ด้วยค่ะ” นงนุช ว่า
       ทุกคนปรบมือให้อุรารัตน์ที่เต้นรำกับวราห์ ปัทม์พารจนาไฉนมาเต้นรำบนฟลอร์ด้วย
       บนฟลอร์เต้นรำ ปัทม์ไม่ยอมพูดจา เขาใช้สายตามองรจนาไฉนอย่างเคร่งเครียด เธอไม่สบตา
       “เก่งจริงนะ เล่นละครตบตาจนแม่ฉันตกหลุมพรางเธอซะสนิท”
       “ฉันไม่ได้เล่นละคร ฉันพูดความจริง”
       “ความจริงที่สร้างราคาให้ตัวเองน่ะสิ”
       “ก็แล้วแต่คุณจะคิด”
       ปัทม์กระชากตัวรจนาไฉนเข้ามากอด เธอใจเต้นแรง หน้าแดงด้วยความเขินอาย
       “อุ๊ย”
       ปัทม์กระซิบที่ข้างหู
       “ไม่ต้องตกใจหรอกน่า ฉันก็กำลังเล่นละครตบตาแม่ฉัน”
       เปรมปลื้มใจคิดว่า ปัทม์กำลังปฏิบัติต่อรจนาไฉนในฐานะภรรยา
       บนฟลอร์ รจนาไฉนสะบัดหนี แต่ปัทม์คว้าไว้
       “ปล่อยฉันนะ เลิกเล่นละครเถอะ อย่าฝืนใจตัวเองเลย”
       “นี่คงเป็นบทนางเอกแสนดี ยอมเสียสละความสุขตัวเองเพื่อคนอื่น ฮึ ๆ ใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอก”
       รจนาไฉนดิ้นไม่พอใจ แต่ปัทม์กอดรัดไว้แน่นยิ่งขึ้น ฝ่ายอุรารัตน์ซึ่งเต้นรำกับปลัดวราห์มองดูคู่ของปัทม์แล้วไม่พอใจจะสะบัดหนี
       “พอแล้ว ฉันหมดอารมณ์”
       วราห์จับอุรารัตน์ให้หันมาเต้นรำต่อ
       “ใจเย็นสิครับ คิดจะแย่งคุณปัทม์มา มันก็ต้องอดทน”
       “คุณหมายความว่าไง”
       “ผมรู้ว่าคุณต้องการอะไร ผมจะช่วยเหลือคุณเอง ผมจะทำให้คุณสมหวังกับคุณปัทม์”
       “คุณพูดจริงเหรอ”
       “คุณก็รู้ว่าผมไม่เคยทำให้พ่อเลี้ยงเจงผิดหวัง”
       อุรารัตน์ค่อยคลายความโกรธ มองไปยังคู่ของปัทม์เพื่อรอคอยจังหวะในการแย่งชิง
      
       เปรม ปัทมกุลมองลูกชายกับลูกสะใภ้บนฟลอร์เต้นรำด้วยความสุขใจ รจนาไฉนส่งยิ้มมาให้เปรม แต่ในใจรู้ดีว่า ปัทม์ยังไม่ยอมรับตัวเธอ
       “คุณแม่เป็นคนดี มีมนุษยธรรมไม่รู้ว่าทำไมลูกไม้ถึงหล่นไกลต้นนัก”
       “แม่ฉันมองโลกในแง่ดีเกินไปต่างหาก”
       “คุณกำลังดูถูกคุณแม่ของคุณเอง”
       “ฉันจะทำให้แม่ตาสว่าง ก่อนที่เธอจะทำร้ายพวกเรามากไปกว่านี้”
       รจนาไฉนสะบัดหน้าหนี ไม่อยากฟัง ไม่อยากเถียงด้วย ปัทม์เชยคางรจนาไฉนอย่างอ่อนโยนให้หันมา
       “วันนี้ฉันจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ อย่าชะล่าใจคิดว่าฉันจะรามือ ฉันจะเปิดโปงโฉมหน้าเน่าเฟะของเธอให้ทุกคนรู้”
       รจนาไฉนผละออกมามองปัทม์ด้วยสายตาผิดหวัง
      
       “เราต่างต้องทำหน้าที่ของตัวเอง คุณเองก็อย่าได้ชะล่าใจคิดว่า ฉันทำไปเพราะ คิดพิศวาสอะไรคุณ”
        

       ปัทม์รั้งตัวรจนาไฉนเข้ามาประชิดอีกครั้ง
        “เธอต่างหากที่ควรจะระวังไว้ อย่าพิศวาสฉันเข้าจริง ๆ ล่ะ”
        “ฉันไม่มีวันเผลอปล่อยใจให้มัจจุราชอย่างคุณแน่ !”
        ปัทม์ยิ้มเหี้ยมกอดรจนาไฉนแน่น เขากดใบหน้าลงที่ซอกคอ ไซ้ลงไปที่แก้ม แล้วจูบอย่างแผ่วเบาที่แก้มเหมือนทะนุถนอม ผู้คนต่างชะงักมองภาพคู่รักกำลังกอดกันด้วยความรัก
        รจนาไฉนพยายามดิ้น แต่ไม่หลุดจากอ้อมกอด ปัทม์ยิ้มพอใจยังคงเต้นรำต่อไปด้วยท่าทางที่