กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 7] คุณชายเลี้ยงหมู คุณหนูเลี้ยงเเกะ

Kunchay.jpg
22-4-2013 12:23



คุณชายเลี้ยงหมู คุณหนูเลี้ยงเเกะ



ออกอากาศ : ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.30 น. ทางช่อง 7 สี
บทประพันธ์โดย : เล่าเต็ง
บทโทรทัศน์โดย : อภิวัฒน์ เล่าสกุล
กำกับการแสดงโดย : -
ผลิตโดย : บริษัท กำกับการดี จำกัด

รายชื่อนักแสดง

ศิวัฒน์  โชติชัยชรินทร์   รับบท   ภูวนัย   
ไปรยา  สวนดอกไม้   รับบท   ไผ่พญา   
พูลภัทร  อัตถปัญญาพล   รับบท   ตะวันฉาย  
กรรณาภรณ์  พวงทอง   รับบท   ปลายฟ้า  
อัศนัย  เทียนทอง   รับบท   ชาติกล้า  
สาริน  บางยี่ขัน   รับบท   พายัพ  
ถนอม  สามโทน   รับบท   เสกสรร  
ไปรมา  รัชตะ   รับบท   พรรษา   
สิริลภัส  กองตระการ   รับบท   พรรณราย / พั้น  
อังคณา  วรรัตนชัย   รับบท   ม่านหมอก  
ชวนภ  โพธิ์ประเสริฐ   รับบท   ผจญ   
กฤตย์  อัทธเสรี   รับบท   เผ่าพงศ์  
ณหทัย  พิจิตตรา   รับบท   ลำไย  
ทศพร  รถกิจ   รับบท   ขิง   
คีตภัทร  อันติมานนท์   รับบท   กระดังงา   
โอริเวอร์  บีเวอร์   รับบท   สมสุข   
มาริสา   อานิต้า   รับบท   โสภี   
ชินพรรธน์ กิตติชัยวรางค์กูร   รับบท   ม่านเมฆ   
นึกคิด บุญทอง   รับบท   พ.ต.อ.มารุต   
ศิริพิชญ์  วิมลโนช   รับบท   แม่เลี้ยงรัญญา   
ศตวรรษ  ดุลยวิจิตร   รับบท   เสี่ยแคน   
วีระชัย  หัตถ์โกวิท   รับบท   กำนันเต่า   
พิพัฒน์พล  โกมารทัต   รับบท   นายหัวคึก   
จิราวัฒน์  วชิรศรัณย์ภัทร   รับบท   พล.ต.ต.อภิวัฒน์



เรื่องย่อ ละครคุณชายเลี้ยงหมู คุณหนูเลี้ยงเเกะ



“ เมื่อสาวจอมกะล่อนกลับกะล่อนไม่ออกเมื่อต้องไปพัวพันกับเหตุฆาตกรรมระดับชาติ   ชีวิตจึงหักเหหลบซ่อนเข้ามาอยู่ในฟาร์มหมู   แต่ไม่หมูอย่างที่คิด  เพราะต้องพบเจอกับคุณชายติสแตก  แล้วสาวเจ้าเมื่อเห็นคุณชายเลี้ยงหมู   คุณหนูอย่างเราจะทำอะไร  ก็ต้องเลี้ยงแกะซิคะ ”

ไผ่พญา  (ไปรยา  สวนดอกไม้) หรือที่คนในวงการเรียกกันว่า จูเลีย อ๊ะๆ ไม่ใช่วงการบันเทิงหรอก วงการที่ว่าคือ ดิออร์แกน  คอกเทลเลาจ์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟนั่นเอง   ผู้คนที่เข้ามาถ้าไม่ใช่นักการเมืองก็ต้องเป็นพวกมหาเศรษฐีเท่านั้น     ไผ่พญาถือเป็นดาวและเป็นแม่เหล็กของที่นี่   เศรษฐีทุกคนต่างอยากได้ตัวของไผ่พญาทั้งนั้น   แต่ทุกคนก็ต้องเกรงอกเกรงใจ  สมสุข...(โอริเวอร์  บีเวอร์) เศรษฐีที่ร่ำรวยจากการส่งออก   แต่ใครๆ ก็รู้ว่าเบื้องหลังของเขา คือ เจ้าพ่อยาเสพติดรายใหญ่ที่มีเครือข่ายตั้งแต่เหนือสุดจนใต้สุดของประเทศไทย   ไผ่พญาอยากจะเปลี่ยนชื่อสมสุขเป็นสมสู่จริงๆ   เพราะที่สมสุขมาเที่ยวทุกคืนก็เพราะอยากได้ไผ่พญาเป็นเมียเก็บอีกคน   แต่ไผ่พญาก็รู้ทันพวกผู้ชาย แล้วใครๆ ก็รู้ว่าไผ่พญานั่นแหละเป็นปลาไหลตัวแม่เลยทีเดียว   เพราะอย่างนี้ไผ่พญาถึงยังทำงานเป็นเด็กนั่งดริ๊งก์ได้   โดยที่ไม่เคยพลาดท่าใคร   จนกระทั่งคืนนี้  ความเหลืออดของสมสุขถึงที่สุดยังไงคืนนี้เขาต้องได้เธอให้ได้  สมสุขจึงได้ให้บรรดาลูกน้องล้อมหน้าล้อมหลังพาไผ่พญาไปยังบ้านเขา   ไผ่พญาตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน   ยังดีที่เธอพกยานอนหลับอย่างแรงเอาไว้ติดตัวเผื่อฉุกเฉินเสมอ  

สมสุขนอนยิ้มกริ่มหลับไปไม่รู้ตัว  ไผ่พญามองแล้วยี้ปากว่าคนอย่างสมสุขไม่มีทางได้แอ้มเธอแน่   ก่อนที่ไผ่พญาจะเห็นสร้อยทองมีจี้เป็นแท่งสี่เหลี่ยมที่คอของสมสุข   ไผ่พญาจึงขอมาเป็นค่าเปลืองเนื้อเปลืองตัวของเธอสำหรับคืนนี้ หรือเรียกง่ายๆ ว่าตบทรัพย์นั่นเอง  ไผ่พญากำลังจะย่องหนีออกมา  แต่แล้วเสียงปืนหลายสิบนัดก็ดังสนั่นหวั่นไหว   ไผ่พญาตกใจก่อนจะเห็นกลุ่มชายชุดดำหลายคนบุกเข้ามาในบ้านของสมสุขแล้วฆ่าลูกน้องของสมสุขจนเกลี้ยงตับ  ไผ่พญาพยายามปลุกสมสุขแต่สมสุขก็ไม่รู้สึกตัว   ขณะที่ไผ่พญาเองก็ได้ยินเสียงเท้าคนเดินเข้ามาใกล้ทุกที   ไผ่พญารีบหลบเข้าไปในตู้เสื้อผ้า   แล้วสิ่งที่เธอเห็นจากรอยแยกที่ประตูตู้เสื้อผ้าก็ คือ มือที่ใส่ถุงมือดำกำลังลั่นไกใส่สมสุข   เธอไม่เห็นว่าใครเป็นคนที่ใส่ถุงมือนั้น  แต่คนที่เธอเห็นหลังจากไอ้มือดำนั่นยิงสมสุขก็คือ  พายัพ  (สาริน  บางยี่ขัน) ที่กำลังมองร่างไร้วิญญาณของสมสุขอย่างสะใจ   ระหว่างนั้นลูกน้องต่างเข้ามารายงานว่าไม่พบสิ่งที่หา   แต่แล้วเสียงของไอ้มือดำก็ดังขึ้น   ว่ายังมีผู้หญิงอยู่ที่นี่   พายัพหันไปมองก็เห็นรองเท้าของไผ่พญา   ไผ่พญาที่หลบอยู่ในตู้รีบสวดมนต์เป็นการใหญ่   แล้วก็เหมือนคำสวดมนต์จะได้ผล   เมื่อเสียงรถหวอตำรวจดังมาแต่ไกล   พายัพจึงได้บอกทุกคนให้รีบหนีกันก่อน

ไผ่พญากลับมาบ้านอย่างอกสั่นขวัญแขวน   ก่อนที่  ลำไย...(ณหทัย  พิจิตตรา) แม่บังเกิดเกล้าผู้เอาแต่กินเหล้ากับเล่นไพ่   พอเห็นไผ่พญาก็ไม่วายขอเงินอีก   แล้วยิ่งเห็นไผ่พญาใส่สร้อยทองที่เพิ่งได้จากสมสุขมาก็อยากขอไปทำทุน   แต่ไผ่พญากลับรู้สึกผิดจากการที่ทำให้สมสุขต้องตาย ถ้าเธอไม่ใช้ยานอนหลับ  บางทีเขาอาจจะหนีพ้นแล้วก็ได้   ไผ่พญาปฏิเสธที่จะให้สร้อยกับลำไย   ถึงแม้เธอจะรักแม่ขี้เมาแค่ไหนแต่เธอให้สร้อยเส้นนี้กับใครไม่ได้  

ข่าวการเสียชีวิตของสมสุขดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง ไผ่พญาลังเลว่าควรจะนำเรื่องนี้ไปบอกกับตำรวจดีมั้ย   ไผ่พญาคิดไม่ตกเพราะถ้าทำอย่างนั้นก็เหมือนพาตัวเองเข้าไปสู่อันตราย   ไผ่พญาจึงทำตัวเงียบแล้วไปทำงานตามปกติ   ทันทีที่ถึง  ขิง...(ทศพร  รถกิจ) บาเทนเดอร์ชายเพื่อนจอมแสบ  กับ  กระดังงา...(คีตภัทร  อันติมานนท์) แฟนสาวที่คอยหาเรื่องหาราวให้กับไผ่พญาตลอดเวลา รีบมาบอกไผ่พญาว่ามีคนมารอพบไผ่พญา ดูท่าจะเป็นเสี่ยกระเป๋าหนักกว่าสมสุขอีก   ไผ่พญาคิดว่าหลังพายุฟ้าย่อมแจ่มใสเสมอ   แต่ไผ่พญากลับคิดผิด   เพราะคนที่มารอพบเธอคือ พายัพ นั่นเอง ไผ่พญารีบหนีออกมาแล้วได้รู้ว่าที่พายัพมาหาเธอเพราะคิดว่าเธอต้องรู้อะไรที่สมสุขให้ไว้กับเธอก่อนตาย  ไผ่พญาหนีรอดจากการไล่ล่าของพายัพมาได้   แต่ก็เหมือนหนีเสือปะจระเข้  เมื่อไผ่พญาได้ยินข่าวในโทรทัศน์ว่า ขณะนี้ทางตำรวจกำลังตามหาหญิงสาวที่อยู่กับสมสุขก่อนตาย   ซึ่งคาดว่าจะเป็นนกต่อให้มือปืนเข้ามาฆาตกรรมสมสุข

พระเจ้า !!!  ไผ่พญาถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ   ทำไมเธอถึงได้ซวยขนาดนี้   ไผ่พญาคิดสะระตะแล้ว   เธออยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้เด็ดขาดจึงได้รีบกลับไปบอกลำไยให้ย้ายที่อยู่ แต่ลำไยไม่ยอมเพราะถ้าย้ายแล้วเธอจะเข้าบ่อนที่ไหน   ไผ่พญาไม่อยากทิ้งลำไยเอาไว้คนเดียว   ระหว่างนั้นขิงกับกระดังงามาหาไผ่พญาแล้วเล่าเรื่องพายัพอาละวาดจนที่ทำงานพังยับ  ทั้ง 2 คาดคั้นไผ่พญาว่าไปทำอะไร   พายัพถึงได้อยากเจอตัวไผ่พญาขนาดนี้   ไผ่พญาบอกไม่ได้เพราะไม่อยากให้เพื่อนเดือดร้อน   ไผ่พญาจึงตัดสินใจจะไปจากที่นี่ซักพักให้เรื่องเงียบก่อน   ก่อนที่ไผ่พญาจะฝากฝังลำไยให้กับเพื่อนรักทั้ง 2 ช่วยดูแล  

วันรุ่งขึ้นไผ่พญารีบขึ้นรถทัวร์หวังจะไปให้ไกลที่สุด   เป้าหมายของเธอ คือ ภูเก็ตเพราะเธอคิดจะหางานทำพร้อมกับหลบซ่อนตัวไปพลางๆ แต่แค่นครปฐม ไผ่พญาก็ต้องเจอกับตำรวจที่ตั้งด่านตรวจซะแล้ว   ไผ่พญารีบหาทางเอาตัวรอดทันที   ไวเท่าความคิด ไผ่พญารีบคว้ากระเป๋าจะลงจากรถ   แต่ก็ไม่ทัน   เมื่อไผ่พญาได้พบกับ  ชาติกล้า...( อัศนัย  เทียนทอง) สารวัตรมือปราบที่เรียกไผ่พญาเอาไว้   ไผ่พญาหน้าซีดเพราะถ้าตรวจกระเป๋า จะต้องรู้แน่ๆ ว่าเธอคือใคร   แต่แล้วไผ่พญาก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าในกระเป๋าของเธอมีแต่หนังสือต่างๆ   พร้อมกับจดหมายแนะนำตัวว่าตัวเองเป็นครู   ระหว่างนั้นตำรวจที่ตรวจค้นบนรถรีบเข้ามาแจ้งว่าพบหญิงสาวผู้ต้องสงสัยแล้ว  ไผ่พญาหันไปก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงที่นั่งข้างๆ เธอ   ในมือมีกระเป๋าที่เหมือนของเธอ   ใช่แล้ว !  เพราะกระเป๋าของเธอกับกระเป๋าของผู้หญิงคนนั้นดันเหมือนกัน   จึงทำให้ไผ่พญารอดพ้นจากการจับกุมของชาติกล้ามาได้อย่างหวุดหวิด  

ไผ่พญาดูจดหมายแนะนำตัวก็ได้รู้ว่าคุณครูที่โดนจับแทนเธอไปนั้นกำลังจะไปที่ฟาร์มสุข   แล้วสมองอันฉลาดแกมโกงของไผ่พญาก็ทำงานทันที   เพราะถ้าเธอเนียนเป็นครูแล้วหลบอยู่ในฟาร์มสุขไปเรื่อยๆ ก็ดีเหมือนกัน   แล้วนั่นไผ่พญาจึงได้มุ่งหน้าไปสู่ฟาร์มสุขทันที

แต่ยังไม่ถึงที่ฟาร์มสุข ไผ่พญาก็มีปัญหาซะแล้ว  เมื่อเจ้ารถสองแถวดันเสียกลางทางทำให้เธอต้องลงเดินเท้า  แต่ก็เหมือนมีรุกขเทวดาได้ส่ง  ตะวันฉาย...(พูลภัทร  อัตถปัญญาพล) ปศุสัตว์อำเภอหนุ่มรูปงามเข้ามาช่วย   ไผ่พญาดีใจเมื่อรู้ว่าตะวันฉายกำลังจะไปที่ฟาร์มสุขพอดี เธอจึงได้ขออาศัยติดรถตะวันฉายไปด้วย   โดยไม่รู้เลยว่าระยะทางและระยะเวลาจากกลางทางถึงฟาร์มสุข  ได้ทำให้ตะวันฉายประทับใจในตัวของไผ่พญาจนกลายเป็นรักแรกพบของชายหนุ่มก็ว่าได้

เมื่อมาถึงฟาร์มสุข   ไผ่พญาก็ต้องอึ้งไปเพราะฟาร์มสุขที่ทำให้เธอคิดภาพเหมือนกับสวรรค์   แต่ที่จริงแล้วมันคือฟาร์มเลี้ยงหมูที่มีกลิ่นขี้หมูลอยอบอวลนั่นเอง ไผ่พญาตัดสินใจใหม่ว่าเธอคงอยู่ดมกลิ่นขี้หมูนี่ทุกวันไม่ได้แน่ จึงได้ค่อยๆ ย่องออกมา  แต่แล้วไผ่พญาก็ได้พบกับชายคนหนึ่งกำลังทำลับๆ ล่อๆ อยู่ ก่อนจะร้องโวยวายทำให้คนภายในฟาร์มสุขต่างตกใจ   แต่แล้วสิ่งที่ไผ่พญาคิดว่าตัวเองต้องได้รับความดีความชอบก็กลับตาลปัตร เมื่อชายคนที่เธอเพิ่งเอาไม้ฟาดหัวไปนั่นคือ ภูวนัย...(ศิวัฒน์  โชติชัยชรินทร์) ผู้ที่ว่าจ้างเธอนั่นเอง   และทำให้  เผ่าพงศ์ ...(กฤตย์  อัทธเสรี) ผู้เป็นพ่อที่มีอาการอัลไซเมอร์หัวเราะเอิ้กอ้ากชอบใจ  ยังดีที่ ปลายฟ้า...(กรรณาภรณ์  พวงทอง) หมอสาวแสนสวยประจำตัวเผ่าพงศ์อยู่ด้วย   จึงช่วยปฐมพยาบาลภูวนัย   ส่วน พรรษา...(ไปรมา  รัชตะ) แม่บ้านประจำตระกูลกลับไม่พอใจทันที   ยิ่งมารู้ว่าไผ่พญา คือ ครูคนใหม่ที่จะมาสอนกริยามารยาทให้กับเด็กๆ ก็ยิ่งทำให้พรรษากลัวว่าจะยิ่งทำให้เด็กๆ ห่างจากความรู้มากขึ้นไปอีก   ไผ่พญาที่ชอบเอาชนะคนอยู่แล้วจึงได้ท้าพนันกับภูวนัยว่า ถ้าหากเธอไม่สามารถสอนเด็กๆ ได้   เธอยินดีที่จะจ่ายเงินคืนให้เป็น 2 เท่า   ที่ไผ่พญาพูดออกไปอย่างนั้นเพราะเธอไม่ชอบสายตาและความไว้ตัวที่ออกไปทางหยิ่งของภูวนัยนั่นเอง  

เสกสรร ...(ถนอม  สามโทน) เจ้าของรีสอร์ทที่อยู่ข้างๆ ฟาร์มสุขของภูวนัย   เสกสรรเป็นไม้เบื่อไม้เมากับภูวนัยมาตลอด   เพราะกลิ่นขี้หมูที่ลอยมาจากฟาร์มของภูวนัย  ทำให้ไม่มีแขกเข้ามาพักที่รีสอร์ทของเสกสรร เสกสรรจึงได้พยายามหาทางที่จะฮุบหรือไม่ก็เอาไอ้ฟาร์มหมูออกไปให้ได้

ไผ่พญาอยากจะตบปากตัวเองซักสองสามฉาดที่ดันไปท้าพนันกับภูวนัยเอาไว้   เพราะเพียงวันแรกที่เธอได้พบเด็กๆ  เพราะดูแล้วท่าทางแสบกันทุกคน  ม่านหมอก...(อังคณา  วรรัตนชัย) พี่สาวคนโตวัย 15 ขวบนั้นราวกับถอดแบบมาจากนักร้องดังเมืองปลาดิบ   ม่านเมฆ...(ชินพรรธน์ กิตติชัยวรางค์กูร) น้องชายคนเล็กวัย 10  ขวบ  แสนซนและคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่   2 พี่น้องสุดป่วนก็เล่นงานไผ่พญาเข้าให้เพียงแค่วันแรกที่เจอแต่ไผ่พญาก็หาได้ยอมแพ้  จะให้ยอมได้ยังไงก็ในเมื่อพนันกับภูวนัยไปแล้วนี่  

ไผ่พญาคิดหาวิธีการรับมือต่างๆ นานา   รวมถึงการสอนแบบคุณครูจำแลง  ไผ่พญาจึงได้นำเด็กๆ ไปที่เล้าหมู   ที่นั่นทำให้เธอได้พบกับ ผจญ...(ชวนภ  โพธิ์ประเสริฐ) หนุ่มชาวอีสานบ้านเฮา ที่มาลงหลักปักฐานที่นี่  เพราะความหลงใหลในกลิ่นขี้หมู  แก้วใจ...สาวชาวใต้ผู้แสนจะเรียบร้อย และคนงานอีกจำนวนนึง   ทุกคนล้วนแต่เป็นคนร่าเริงสนุกสนานพูดจาเป็นมิตร  จะมีก็แต่ พรรณราย...(สิริลภัส  กองตระการ) ลูกสาวสุดรักสุดหวงของเสกสรร   ผู้มีใจให้กับภูวนัยอย่างเต็มที่แม้ว่าจะถูกเสกสรรสั่งห้ามยุ่งเกี่ยว   แต่เรื่องหัวใจมันห้ามกันได้ยังไง   พรรณรายมักจะไปมาหาสู่  เรียกว่าเข้ามาจีบภูวนัยที่ฟาร์มสุขแทบทุกวัน  นั่นเองจึงทำให้พรรณรายได้พบไผ่พญา   พรรณรายวางท่ารังเกียจไผ่พญาตั้งแต่แรกเห็น   จะว่าไปไม่ใช่ไผ่พญาหรอกที่เป็นคนแรกที่พรรณรายตั้งท่ารังเกียจรังงอนใส่   แต่พรรณรายจะปฏิบัติตัวเป็นปรปักษ์กับผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้ภูวนัย   เพราะเธอถือคติว่ากันไว้ดีกว่าแก้   เพราะรักแท้มักแพ้ระยะทาง

ภูวนัยถูกพักราชการเนื่องจากทำงานผิดพลาดหลายครั้ง  ทำให้ไผ่พญาได้เจอภูวนัยที่ฟาร์มบ่อยขึ้น  ไผ่พญารู้สึกประทับใจในความคิดของภูวนัยที่เอาหมูออกมาเลี้ยงในทุ่งโล่งเหมือนวัว  และความสวยงามของฟาร์มที่เหมือนรีสอร์ตเลยทีเดียว   แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าความสวยนั้นกลับปราศจากความมีชีวิตชีวา   จนเธอพาลนึกไปถึงภูวนัยที่หน้านิ่งเป็นหินไร้ความรู้สึกตลอดเวลา

ไผ่พญาแอบติดต่อกลับไปหาขิงและกระดังงาเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของผู้เป็นแม่   ทั้ง 2 พยายามถามหาที่อยู่ของไผ่พญา   แต่ไผ่พญาไม่บอกเพราะเธอไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ไปได้อีกนานแค่ไหน   ทันทีที่ไผ่พญาวางสาย   จึงได้เห็นว่าพายัพกับลูกน้องกำลังจับตัวขิงและกระดังงาเอาไว้เพื่อรีดความลับจากไผ่พญา
   
ไผ่พญาต้องทนอยู่กับคนหน้ายักษ์ (ภูวนัย) ไปจนกว่าเรื่องจะเงียบลง   การปฏิบัติหน้าที่ครูจำเป็นจึงได้เริ่มขึ้น   ครั้งนี้ไผ่พญาตั้งรับสถานการณ์ได้ดี   แม้ว่าเด็กๆ จะพยศกับเธอแค่ไหน   ไผ่พญาเริ่มจับความชอบของเด็กๆ แต่ละคน   แล้วไผ่พญาก็ได้มารู้ว่าม่านหมอกนั้นแอบชอบตะวันฉาย   เมื่อไผ่พญาจับจุดของม่านหมอกได้   ทำให้ไผ่พญาเปลี่ยนจากครูสอนหนังสือเป็นการสอนจริตหญิงเพื่อให้ผู้ชายชอบ   โดยไม่รู้เลยว่าผจญหนุ่มคนงานเองก็แอบชอบม่านหมอกเช่นกัน

ขณะเดียวกันไผ่พญาก็ต้องตกใจเมื่อได้พบชาติกล้ามาปรากฏตัวที่ฟาร์มสุข   ชาติกล้าสงสัยในอาการลุกลี้ลุกลนของไผ่พญา  ไผ่พญากำลังตกที่นั่งลำบาก   แต่แล้วปลายฟ้าก็ปรากฏตัวขึ้นช่วยเธอเอาไว้   เพียงแค่ชาติกล้าพบปลายฟ้า   อาการของชาติกล้าก็เปลี่ยนไปทันที   ไผ่พญามองชาติกล้ากับปลายฟ้าปราดเดียวก็รู้ว่าชาติกล้านั่นชอบปลายฟ้าอยู่   แต่แท้ที่จริงแล้วปลายฟ้าแอบชอบภูวนัยมาตั้งแต่เด็ก   โดยที่เธอ  ชาติกล้า   และภูวนัยเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ยังเล็กนั่นเอง   จนกระทั่งภูวนัยได้พบรักกับเหมือนฝัน  และทั้ง 2 ทำท่าจะแต่งงานกัน   แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่และทำให้เหมือนฝันจากไปอย่างไม่วันกลับ   ภูวนัยเปลี่ยนไปตั้งแต่นั้น   ปลายฟ้ารู้ดีว่าภูวนัยยังจดจำความรักครั้งนั้นอยู่   เช่นเดียวกับปลายฟ้าที่เธอเองก็ยังคงความรู้สึกนั่นอยู่เช่นเดิม   ชาติกล้าเองก็ได้แต่เก็บความรู้สึกของตัวเองที่แอบชอบปลายฟ้าเอาไว้เช่นกัน
   
หลังจากภูวนัยถูกพักราชการ  ชาติกล้าก็ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าหน่วยแทนภูวนัย  แม้จะอยู่ที่ฟาร์ม แต่ภูวนัยก็ติดตามข่าวของพายัพที่ขึ้นมามีอิทธิพลแทนที่สมสุขที่ตายไปโดยตลอด   ภูวนัยไม่เห็นด้วยกับชาติกล้าที่แถลงข่าวว่าในหน่วยมีหนอนบ่อนไส้  และคนๆ นั้นคือ พ.ต.อ. มารุต (นึกคิด บุญทอง) ซึ่งเป็นหัวหน้าของทั้ง 2 คน    ภูวนัยตัดสินใจเข้ากรุงเทพแล้วขอคุยกับชาติกล้าว่าตนเองจะหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของมารุตให้ได้  เมื่อชาติกล้าไม่สามารถหยุดภูวนัยได้ จึงตัดสินใจเปิดเผยว่า ตัวเขาเองต่างหาก คือ หนอนบ่อนไส้คนนั้น   ภูวนัยและชาติกล้ายิงต่อสู้กัน  ภูวนัยพลาดท่าถูกยิงตกน้ำไป

คืนนั้น...หลังจากที่ภูวนัยถูกชาติกล้ายิงตกน้ำแล้ว ภูวนัยรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ เพราะได้พลเมืองดีช่วยเอาไว้  ไผ่ตกใจเมื่อเห็นข่าวว่าภูวนัยถูกยิง รีบเดินทางไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล แล้วก็ได้พบว่าภูวนัยที่ยังไม่ได้สติกำลังตกอยู่ในอันตราย   ตอนนี้ไผ่พญาคิดออกอย่างเดียวว่าคนที่จะช่วยภูวนัยที่กำลังบาดเจ็บสาหัสได้ คือ ตัวเธอเองเท่านั้น   เมื่อชาติกล้ารู้ว่ายังกำจัดภูวนัยไม่ได้  จึงต้องรีบให้ข่าวว่าภูวนัยเป็นตำรวจเลว ร่วมแก๊งกับพายัพเพื่อค้ายาเสพติด   ไปจนถึงการตายของมารุตที่ชาติกล้าก็โยนความผิดว่าเป็นฝีมือของภูวนัย

หลังจากภูวนัยเริ่มรู้สึกตัว   สิ่งแรกที่ภูวนัยนึกได้ นั่นคือ การแก้แค้นชาติกล้า   แต่เพราะสภาพร่างกายของเขายังไม่พร้อมทำให้ภูวนัยต้องพักรักษาตัวโดยมีไผ่พญาคอยดูแล ด้วยความใกล้ชิดทำให้ภูวนัยกับไผ่พญาเริ่มมีใจให้กัน   ไผ่พญาแปลกใจที่ภูวนัยลืมความรักที่เขามีให้กับเหมือนฝันแล้วเหรอ   ภูวนัยจึงเล่าความจริงให้ไผ่พญาฟังว่าชาติกล้าบอกความจริงกับเขาก่อนที่ชาติกล้าจะยิงเขา ว่าเหมือนฝันเป็นลูกสาวของเสี่ยเกี๊ยะ...พ่อค้ายารายใหญ่จากภาคอีสาน ถูกส่งมาให้ประกบความเคลื่อนไหวของภูวนัยเพื่อประโยชน์ในการส่งข่าวให้กับผู้เป็นพ่อ   จนกระทั่งเสี่ยเกี๊ยะเกิดการหักหลังกับสมสุข   สมสุขจึงให้ชาติกล้าไปฆ่าเหมือนฝันเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู ไผ่พญารับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของภูวนัยที่โดนแม้กระทั่งคนรักหักหลัง ภูวนัยเป็นห่วงทุกคนที่ฟาร์มสุข  แต่ขณะนี้เขากำลังกลายเป็นผู้ต้องสงสัย   ไผ่พญาจึงอาสากลับไปส่งข่าวที่ฟาร์มให้  พรรณรายเริ่มปะติดปะต่อได้ว่า  ไผ่พญาปลอมตัวมาเป็นครู และกำลังจะแฉเรื่องของไผ่พญาว่าเป็นครูกำมะลอ   จากหลักฐานที่เธอได้มานั่นเอง   แต่มีหรือที่ไผ่พญาจะไม่รู้ทัน   ไผ่พญาจึงจากมาก่อนที่พรรณรายจะเปิดโปงเธอ  

แต่ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ภูวนัยรู้ความจริงว่าไผ่พญาเป็นใคร   เขาโกรธไผ่พญาที่หลอกลวงเขาเหมือนคนอื่น   แม้ว่าไผ่พญาพยายามจะบอกกับภูวนัยหลายทีแต่ก็ไม่มีโอกาส   ภูวนัยจากมาด้วยความเสียใจ   แต่สิ่งที่เขาต้องทำก่อนก็คือการแก้แค้นชาติกล้าและพายัพ   ซึ่งตอนนี้ความเหิมเกริมของพายัพสร้างความไม่พอใจให้กับแม่เลี้ยงรัญญา ...(ศิริพิชญ์  วิมลโนช) เจ้าแม่ผู้คุมเรื่องผิดกฎหมายทางภาคเหนือ /  เสี่ยแคน ...(ศตวรรษ  ดุลยวิจิตร) ผู้มากอิทธิพลทางภาคอีสาน /  กำนันเต่า ...(วีระชัย  หัตถ์โกวิท) ผู้คุมธุรกิจทางด้านตะวันตกทั้งหมด /  นายหัวคึก ...(พิพัฒน์พล  โกมารทัต) ผู้เป็นใหญ่ในภาคใต้ / ส่วนผู้ที่เคยคุมเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลก็คือสมสุขนั่นเอง   ทั้ง 5 คนคือ ผู้คุมธุรกิจสีดำของประเทศไทยทั้งหมดโดยแบ่งการปกครองเป็นภาค   และไม่ยุ่งเกี่ยวกัน   เพราะทั้งอำนาจและเงินทอง   ทั้ง 5 คนต่างก็ไม่มีใครยิ่งหย่อนไปกว่าใคร   จนกระทั่งพายัพเด็ดหัวสมสุขแล้วขึ้นเป็นใหญ่แทน   พายัพก็เริ่มคิดการใหญ่   พายัพเปิดโต๊ะคุยกับ  4 ผู้ยิ่งใหญ่ถึงผลประโยชน์ว่าเขาต้องการจะขอส่วนแบ่งเพิ่ม   เมื่อโดนลูบคม   บรรดาเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่ยิ่งใหญ่ต่างก็พากันหัวเสีย   ยกเว้นก็แต่นายหัวคึกที่ไม่ขวางทางน้ำที่กำลังเชี่ยวพร้อมกับ ล็อบบี้แม่เลี้ยงรัญญา  เสี่ยแคนและกำนันเต่าให้เห็นด้วย   แล้วนั่นเองพายัพเริ่มพาตัวขึ้นสู่จุดที่ตอนนี้แม้แต่เทวดาก็ห้ามไม่อยู่   พายัพกระจายยาเสพติดมากขึ้น   เริ่มแผ่อิทธิพลมากขึ้นจนสังคมเริ่มกลายเป็นสังคมแห่งอาชญากรรม  


ภูวนัยวางแผนลอบสังหารชาติกล้ากับพายัพ   แต่เพราะตอนนี้ความแข็งแกร่งของพายัพและชาติกล้านั่นเกินกำลังของภูวนัย   ทำให้ภูวนัยพลาดท่าอีกครั้ง   ยังดีที่คราวนี้ภูวนัยได้รับการช่วยเหลือจากชายลึกลับคนนึงที่มาช่วยภูวนัยได้อย่างหวุดหวิด   ก่อนที่ภูวนัยจะมารู้ทีหลังว่าเขาคือ  พลตำรวจตรีอภิวัฒน์...(จิราวัฒน์  วชิรศรัณย์ภัทร) นายตำรวจผู้รักชาติเป็นที่สุด   แล้วยังเป็นหัวหน้าของมารุตโดยตรง   อภิวัฒน์เล่าให้ภูวนัยฟังถึงภารกิจและหน้าที่ของเขาว่า  ตอนนี้บ้านเมืองกำลังแหลกเหลวเพราะยาเสพติดและสิ่งชั่วๆ   มารุตได้รับมอบหมายให้ดึงภูวนัยมาร่วมงานแต่เสียดายที่พวกมันรู้ตัวเสียก่อนทำให้มารุตต้องตายไป   อภิวัฒน์พร้อมหนุนสิ่งที่ภูวนัยต้องการทำเพราะมันคือการกำจัดคนชั่วเพื่อให้สังคมไทยกลับมาอยู่อย่างสงบอีกครั้ง   ภูวนัยบอกกับอภิวัฒน์ว่าตอนนี้เราจะเอากำลังที่ไหนเพราะพายัพและ 4 เสือต่างก็มีอำนาจมากเหลือเกิน   อภิวัฒน์จึงบอกภูวนัยว่ามีผู้ช่วยคนสำคัญที่จะมาช่วยภูวนัยนั่นก็คือ  สมสุข นั่นเอง

ภูวนัยตกใจเมื่อเห็นสมสุขปรากฏตัวอีกครั้ง   ภูวนัยปฏิเสธที่จะร่วมมือกับโจร   อภิวัฒน์จึงบอกว่าการจะจับโจรต้องใช้โจรจับ  สมสุขเองก็อาสาช่วยทุกอย่างเพราะเขาอยากเห็นสิ่งเดียวคือความย่อยยับของ  ชาติกล้าและพายัพนั่นเอง

ภูวนัยเริ่มแผนการให้เสือกัดกันเองโดยการใส่ร้ายให้พวก 4 เสือเข้าใจผิดกันเอง    สถานการณ์เริ่มบานปลายเพราะต่างก็ไม่มีใครยอมใคร   พายัพเองก็หัวเสียที่อนาคตที่กำลังจะรุ่งกลับต้องวุ่นวาย   แล้วพายัพก็เริ่มสงสัยว่าต้องมีคนวางแผนทำอย่างนี้   จนกระทั่งพายัพสืบรู้ว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของภูวนัย

พายัพอาศัยวิธีที่โหดเหี้ยม   นั่นก็คือการฆ่าเผ่าพงศ์   พายัพคิดว่าถ้าเผ่าพงศ์ตายภูวนัยย่อมต้องมางานศพของผู้เป็นพ่ออย่างแน่นอน   แล้วก็จริงอย่างที่พายัพคิด   ภูวนัยแอบมางานศพของเผ่าพงศ์ด้วยความเคียดแค้นที่สุด   ชาติกล้าเองเพื่อต้องการกำจัดเสี้ยมหนามอย่างภูวนัยให้หมดไป จึงจับม่านเมฆกับม่านหมอกเป็นตัวประกัน   ภูวนัยจะไม่ยอมให้ใครต้องตายเพราะเขาอีกจึงรีบไปช่วยหลานทั้ง 2 คน   ขณะที่ภูวนัยกำลังจะพลาดท่าถูกพายัพเก็บ   ไผ่พญา  สมสุข  และอภิวัฒน์  ก็มาช่วยไว้ได้ทัน

ภูวนัยนำข้อมูลลับทั้งหมดออกมาเปิดโปง  โดยมีสมสุขเป็นพยานมัดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อ เจ้าแม่  ตำรวจ  นักการเมือง  ข้าราชการชั่วทั้งหลายแหล่   ที่มีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันกับอำนาจมืดทั้งหลาย   ภูวนัยได้รับเหรียญกล้าหาญที่นำความสงบสุขและชื่อเสียงของตำรวจกลับมาอีกครั้ง ส่วนบทสรุปของความรักหลายเส้าจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน “คุณชายเลี้ยงหมู คุณหนูเลี้ยงแกะ”

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครคุณชายเลี้ยงหมู คุณหนูเลี้ยงแกะ

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       ภายใน ดิออร์แกน คอกเทลเลาจ์หรูระดับเอ็กซ์คลูซีฟค่ำคืนนี้ คราคร่ำด้วยนักท่องเที่ยวแน่นขนัด และคึกคักเช่นทุกราตรี เหล่าโคโยตี้กำลังเต้นด้วยลีลายั่วยวนอยู่บนเวที แขกข้างล่างเวทีต่างมองกันตาเยิ้ม
      
       ระหว่างนั้นเหล่าโคโยตี้ที่เต้นอยู่พากันเดินลงไปพร้อมกับไฟที่มืดลงและเสียงโห่ฮาของแขกที่ยังไม่พอใจเพราะยังไม่จุใจเลย
      
       ทันใดนั้นเสียงเพลงในจังหวะเร้าใจก็ดังกระหึ่ม พร้อมกับแสงไฟสว่างขึ้นราวกับการเปิดตัวซุปเปอร์สตาร์ในคอนเสิร์ตใหญ่ ไผ่พญา ยืนอยู่กลางเวที ในชุดสีขาว ใส่วิกสีขาว มีไฝที่มุมปาก เธอแต่งตัวเลียนแบบสไตล์ มาริลีน มอนโร นั่นเอง แขกด้านล่างพากันส่งเสียงร้องอื้ออึงชอบใจดังกระหึ่มไปทั่วดิออร์แกน
       ไผ่พญา วาดลีลาเต้นอยู่บนเวทีตามจังหวะเพลงอย่างยั่วยวน บรรดาแขกที่อยู่ด้านล่างต่างจ้องตาเป็นมัน ไผ่พญาลงไปนอนเลื้อยกับพื้น ราวกับนางงูยั่วสวาท แขกคนหนึ่งหยิบแบงค์ห้าร้อยขึ้นมาจะให้ทิป ไผ่พญา เห็นอย่างนั้นก็กลิ้งหนี แขกคนนั้นหันมองไปก็เห็นว่าไผ่พญากลิ้งไปหาแขกอีกคนที่ทิปเป็นแบงค์พัน
       “ห้าร้อยเนี่ยนะ เก็บไอ้แบงค์ห้าร้อยของแกไว้ให้พวกโคโยตี้ปลายแถวโน่น ดาวอย่างน้องไผ่ มันต้องนี่”
       แขกใจป๋าคนที่สองโชว์แบงค์พันขึ้นมาให้แขกคนแรกดู ไผ่พญาเห็นท่าท่างชักจะไม่ค่อยดี
       “มึงดูถูกกูเหรอ”
       แขกคนแรกจะเข้าไปเอาเรื่องแขกคนที่สอง แต่แล้วไผ่พญาก็รีบเข้ามาห้ามแล้วดึงเงินทั้งแบงค์ห้าร้อยกับแบงค์พันไป
       “ใจเย็นค่ะ แหม ไม่ต้องแย่งกัน ไผ่น่ะเป็นคนชอบเงิน ไม่ว่าจะเป็นแบงค์สีอะไรก็เงินทั้งนั้น” ไผ่พญาพับเก็บใส่หน้าอกทันที “สนุกกันต่อเถอะค่ะ”
       ระหว่างนั้นเสียงโสภีก็ดังขึ้น
       “หยุดเต้นทำไม”
       ทุกคนหันไปตามเสียงก็เห็นโสภี เดินเข้ามาราวกับนางพญา มีชายหนุ่มเดินห้อมล้อมไม่ห่าง
       “ไม่มีอะไรหรอกเจ้ พวกพี่ๆ เขาเข้าใจผิดกันนิดหน่อย”
       “นี่เจ้มาก็ดีแล้ว ผมว่าเจ้น่าจะติดป้ายหน้าร้านหน่อยนะว่าที่ดิออร์แกนไม่ต้อนรับพวกไม่มีเงิน”
       โสภีได้ยินอย่างนั้นหันขวับไปที่แขกคนนั้นก่อนจะเดินยิ้มเข้าไปหา
       “โทษนะ เมื่อกี้ฉันได้ยินไม่ถนัด คุณกำลังบอกให้ฉันติดป้ายห้ามคนไม่มีเงินเข้ามาที่นี่ใช่มั้ย” แขกพยักหน้า
       ทันใดนั้นโสภีก็จิกหัวผู้ชายคนนั้นเต็มแรง “แกเป็นใครถึงได้กล้ามาสั่งฉัน ห๊า ฉันเป็นเจ้าของที่นี่ ฉันรู้ว่าต้องทำอะไร ออกไป”
       โสภีผลักแขกออกไป แขกงงก่อนที่จะกลายเป็นความโกรธ
       “อีบ้า”
       แขกปรี่เข้ามาจะทำร้ายโสภี แต่แล้วก็โดนพวกลูกน้องของโสภีจับตัวล็อคเอาไว้
       “เฮ้ย ปล่อย พวกมึงรู้มั้ยว่ากูลูกใคร”
       โสภีเดินเข้ามาแล้วยิ้มเหี้ยม
       “ก่อนที่จะพูดอะไร คิดก่อนนะ เพราะฉันไม่ค่อยกลัวคำขู่ซะด้วย” แขกถึงกับอึ้งเพราะโดนโสภีเรียกว่าเด็กเมื่อวานซืนทั้งๆ ที่ดูแล้วอายุน่าจะมากกว่าโสภีด้วยซ้ำ “ไปซะ แล้วอย่ามาที่นี่อีก เพราะฉันเหม็นขี้หน้าแกแล้ว”
       กลุ่มลูกน้องของโสภีลากตัวแขกออกไป ไผ่พญารีบเข้ามาไกล่เกลี่ย
       “โห นี่เจ้กำลังทำให้ฉันขาดรายได้นะเนี่ย”
       “แกต่างหากนังไผ่ที่ทำให้ฉันขาดรายได้ ใครให้แกลงมา แกเห็นมั้ยว่าแขกเขามารอดูแกเต้นตั้งเท่าไหร่ ขึ้นไปเต้นซะ”
       ระหว่างนั้นเสียงของสมสุขก็ดังขึ้น
       “เท่านี้พอมั้ย”
       ไผ่พญากับโสภีหันไป สมสุขเดินเข้ามาแล้วยื่นเงินให้จำนวนนึง
       “อุ้ย สวัสดีคะเสี่ย ไหนบอกว่าจะมาดึกๆ ไงคะ”
       โสภีพยายามไม่พูดอะไรมากเพราะกลัวไผ่พญาจะรู้เรื่องที่เธอแอบตกลงไว้กับสมสุข แต่สมสุขกลับหันไปบอกกับไผ่พญา
       “ไม่ต้องเต้นแล้ว เข้าไปรอเสี่ยที่ห้องแต่งตัวนะ”
       “รอ รอทำไมคะ”
       สมสุขได้ยินอย่างนั้นก็หันไปทางโสภี
       “ยังไง ไหนบอกว่าไผ่จะยอมไปกับฉันคืนนี้ไง”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็หันไปโวยกับโสภีทันที
       “เฮ้ย มันยังไงกันเจ้”
       ระหว่างนั้นลูกค้าคนนึงเข้ามาโวย
       “เดี๋ยวๆ เมื่อกี้ได้ยินว่าใครจะให้น้องไผ่ไปไหน”
       ทันใดนั้นลูกค้าคนนั้นก็ต้องอึ้งไปเมื่อจู่ๆ พายักชักปืนมาจ่อที่หน้า ลูกค้าคนนั้นถึงกับตกใจหน้าซีด สมสุขออกปากห้าม
       “พายัพ” พายัพได้ยินอย่างนั้นก็ค่อยๆ ลดปืนลง ลูกค้าคนนั้นรีบชิ่งออกไปทันที “หมาบ้าอย่างแกชอบทำให้ฉันเสียงานใหญ่ คืนนี้แกอยากทำพังอีกใช่มั้ย”
      
       “ขอโทษครับนาย”
พายัพเก็บปืน สมสุขหันไปทางไผ่พญา ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นคนละคน
      
       “เสี่ยขอทำธุระแป๊ปนึง เสี่ยสัญญาว่าจะรีบมานะ”
       “ไม่ต้องห่วงคะเสี่ย โสภีจะดูแลน้องไผ่พญาของเสี่ยเป็นอย่างดีเลยคะ”
       ไผ่พญารู้ได้ทันทีว่าโสภีขายเธอให้สมสุขซะแล้ว สมสุขเดินออกไป พายัพเดินตามพร้อมกับลูกน้อง พอสมสุขออกไป โสภีก็หันมาเพื่อจะบอกกับไผ่พญา
       “ได้ยินแล้วใช่มั้ย” โสภีชะงักไปเมื่อไม่เห็นไผ่พญา หันไปถามลูกน้อง “นังไผ่ไปไหน” ลูกน้องต่างก้มหน้างุดไม่มีคำตอบ “เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ พวกแกเนี่ย”
       ว่าแล้วโสภีก็รีบเดินออกไปเพื่อตามหาไผ่พญาทันที
       อีกมุมเห็นแขกคนนึงที่นั่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พอทุกคนแยกย้ายชายคนนั้นเหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่างผ่านวิทยุสื่อสาร
       “แม่นกมาแล้ว”
      
       ที่ด้านหน้าของดิออร์แกน มีรถตู้คันนึงจอดอยู่ในที่เปลี่ยว ภูวนัย อยู่บนรถตู้ได้รับการรายงาน
       “ดี จับตาดูเอาไว้ ฉันกำลังไป”
       ภูวนัยหยุดการติดต่อ ก่อนจะหันมาทางวีระที่กำลังแฮคกล้องวงจรปิดในดิออร์แกน ส่วนราชัยกำลังเช็คอุปกรณ์วิทยุดักฟัง
       “พร้อมมั้ย”
       ราชัยส่งไมค์จิ๋วคล้ายกระดุมให้กับภูวนัย
       “หมวดลองเช็คครับ”
       ภูวนัยรับมา แล้วลองเอาไว้ห่างๆ แล้วพูด
       “หนึ่ง สอง สาม”
       ภูวนัยมองไปที่คอมพิวเตอร์เห็นคลื่นความถี่ขึ้นลงตามเสียงพูดก็พยักหน้าพอใจ ระหว่างนั้นประตูรถตู้เปิดออก ด้วยฝีมือชาติกล้า ไวเท่าความคิดภูวนัยหยิบปืนแล้วเล็งไปที่ชาติกล้าทันที
       “ฉันเอง”
       ภูวนัยลดปืนลงเมื่อเห็นว่าเป็นชาติกล้า
       “ไปไหนมา”
       “โทรหาพ่อ แถวนี้มันไม่มีสัญญาณ ฉันเลยเดินไปใกล้ๆ นี่แหละ”
       “เอ้าหมวดชาติไม่รู้เหรอครับว่า หัวหน้าแกสั่งตัดสัญญาณโทรศัพท์ในรัศมีหนึ่งกิโล”
       ชาติกล้ามองภูวนัยด้วยความแปลกใจ ภูวนัยพูดขึ้นก่อนที่ชาติกล้าจะเอ่ยปากถาม
       “ฉันไม่อยากให้แผนของเรารั่ว โทษทีวะชาติ เอาไว้โทรหลังจากเสร็จงานแล้วกัน” ชาติกล้าพยักหน้า ภูวนัยตบบ่าชาติกล้าเชิงขอโทษ ก่อนที่ตัวเองจะโทษเสื้อเกราะกันกระสุนออก
       “ไอ้ภู ฉันไม่อยากให้แกเข้าไปคนเดียว”
       “ฉันเข้าไปคนเดียวดีกว่า แกไม่ต้องห่วง ยิ่งเข้าไปเยอะพวกมันจะยิ่งสงสัย”
       ภูวนัยเปิดประตูแล้วกระโดดลงจากรถตู้ ชาติกล้าพยายามทัดทาน
       “แต่ฉันว่ามันเสี่ยงเกินไป”
       “ฉันรู้ตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจเป็นตำรวจแล้ว”
       ภูวนัยยิ้มให้สบายๆ ก่อนจะลงจากรถไป ชาติกล้า วีระ ราชัยมองตามอย่างเป็นห่วง
       “วันไหนไม่วิ่งฝ่าดงกระสุนสงสัยหัวหน้าเราจะนอนไม่หลับ”
       “พูดมากนะจ่า มานี่ ฉันดูเอง”
       ว่าแล้วชาติกล้าก็เอาคอมพิวเตอร์และหูฟังขึ้นมาใส่พร้อมปฏิบัติงาน
      
       บรรยากาศภายในร้านดิออร์แกน แสงไฟวับแวม เสียงดนตรีอื้ออึง ที่เคาน์เตอร์เห็นเสี่ยคนนึงกำลังกระหลิ่มกระเหลี่ยกระดังงา
       “บ้านเสี่ยใหญ่นะ ไม่อยากไปจริงเหรอ”
       ขิงที่ทำงานที่บาร์น้ำ พอได้ยินก็กระแอมขัดคอ
       “แฮ่ม แฮ่ม”
       เสี่ยชะงัก แต่ความหื่นทำให้ไม่สนใจก่อนจะหันมาคั่วกระดังงาต่อ
       “เอ่อ งาก็อยากไปนะคะเสี่ย แต่ติดตรงที่ดิออร์แกนนี่ไม่มีนโยบายอย่างว่านะคะ”
       “โอ๊ย เรื่องเล็ก เดี๋ยวเสี่ยไปคุยกับเจ้ให้”
       ขิงกระแอมอีกครั้งดังกว่าเก่า
       “แฮ่มมม”
       คราวนี้เสี่ยเริ่มรู้แล้วว่าขิงตั้งใจขัดคอเลยโมโห
       “เฮ้ย ส้นตีนติดคอหรือไง”
       กระดังงาเห็นอย่างนั้นก็รีบเข้ามาขัดสงบศึก
       “อย่าเพิ่งอารมณ์เสียซิคะเสี่ย เขาก็แค่อยากให้เสี่ยจิบเบียร์เย็นๆ ใจร่มๆ ไม่เคยได้ยินเหรอคะ ว่ากระดังงามันต้องลนไฟมันถึงจะหอม ขืนกระดังงาไปกับเสี่ยตอนนี้ เสี่ยอาจจะพลาดตอนสำคัญไปก็ได้นะคะ”
       “แหม แล้วก็ไม่บอก บ้ะ ไอ้หนุ่มนี่เข้าใจคิด ม่ะ เอาเบียร์มาแก้วนึง ขอวุ้นๆ นะไอ้น้อง”
       ขิงหน้าตาไม่พอใจหันไปหยิบแก้ว
       “อยากได้วุ้นใช่มั้ย ได้”
      
       ขิงมองแก้วก่อนจะแอบขากเสลด ดังขากกกก...ทุ้ย
ขิงยื่นแก้วให้กับเสี่ย เสี่ยรับแก้วเบียร์แล้วยกซดทันที ก่อนที่เสี่ยจะรู้สึกแปลกๆ
      
       “มีอะไรคะเสี่ย”
       “เสี่ยว่าเบียร์มันแปลกๆ นะ”
       กระดังงาหันไปมองขิง ขิงทำหน้าเป็นไม่สนใจ กระดังงารู้เลยว่าขิงทำอะไร หันไปกลบเกลื่อน
       “อ๋อ คะ วุ้นที่นี่นำเข้าจากไต้หวันคะมันก็เลยรสชาติปะแล่มๆ น่ะคะ เอ่อ กระดังงาว่าเสี่ยไปนั่งที่โต๊ะดีกว่านะคะ ไปนั่งดูตรงโน้น จะได้เห็นกระดังงาเต้นชัดๆ นะคะ”
       เสี่ยยิ้มให้ก่อนจะลุกเดินออกไปอย่างว่านอนสอนง่าย กระดังงาหันมาเอาเรื่องขิงทันที
       “ทำอะไรของแก”
       “เอ้า ก็มันสั่งเบียร์วุ้นนี่”
       “นี่แกเลิกหึงฉันบ้าๆ บอๆ ซะทีได้มั้ย งานน่ะ เข้าใจมั้ยว่าเป็นงาน” โสภีเดินเข้ามา
       “นังไผ่อยู่ไหน”
       ขิงกับกระดังงาหันมาก็เห็นโสภียืนหน้าเครียดพร้อมกับลูกน้องด้านหลัง
       “อุ้ย เจ้โส มีอะไรครับ”
       โสภีหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องด้านหลังจัดการ ขิงกลัว รีบบอกทันที
       “พวกเราไม่เห็นเลยเจ้”
       “ไม่เห็นหรือไม่บอก ถ้าฉันเดินเข้าไปตรงนั้นแล้วเห็นนังไผ่หลบอยู่ แกกับนังงารู้ใช่มั้ยว่าฉันจะจัดการยังไงกับลูกน้องที่โกหกเจ้านาย”
       ขิงกับกระดังงาทำหน้าจะร้องไห้ ก่อนที่ขิงจะพูดลอยๆ ขึ้นมา
       “เจ้เขาพูดขนาดนี้แล้ว แกยังจะหลบอีกเหรอวะไอ้ไผ่”
       ทันใดนั้นไผ่พญาก็กระเด้งผลุงขึ้นที่หลังเคาน์เตอร์
       “เจ้ ยังไงฉันก็ไม่ไปกับเสี่ย ฉันเป็นโคโยตี้นะไม่ใช่ผู้หญิงขายบริการ”
       “นังไผ่ ถึงแกจะเป็นดาวเด่นที่นี่ แต่ก็ใช่ว่าแกจะต่อรองกับฉันได้ แกอยากให้ฉันใช้ไม้แข็งใช่มั้ย”
       ไผ่พญาได้ยินที่โสภีพูดอย่างนั้นก็รู้ว่ายังไงเธอก็หนีไม่รอด ไผ่พญาแกล้งทักผ่านหลังโสภี
       “อ้าวเสี่ย เสร็จธุระแล้วเหรอคะ”
       โสภีรีบหันไปแล้วทำเสียงหวาน
       “แหม ท่าทางเสี่ยจะใจร้อน” แล้วโสภีก็ชะงักไปเมื่อหันไปแล้วไม่เห็นใคร โสภีหันกลับมาก็เห็นไผ่พญากำลังวิ่งหนีออกจากเคาน์เตอร์ “นังไผ่” โสภีหันไปบอกกับลูกน้องด้านหลัง “มัวยืนบื้ออะไรละ ไปจับมันมาซิ”
       ลูกน้องของโสภีต่างวิ่งผ่านขิงกับกระดังงาที่พยายามสกัดจนข้าวของล้มระเนระนาดวุ่นวายกันไป
      
       ลูกน้องของพายัพสองคนยืนระแวดระวังอยู่ตรงทางเดินหน้าห้องวีไอพี ระหว่างนั้นภูวนัยเดินพ้นมุมออกมาแกล้งเป็นคนเมา ภูวนัยเดินมาตามทางหาลูกน้องของสมสุขที่เฝ้าทางเดินเอาไว้ ลูกน้องของสมสุขเข้ามาห้ามภูวนัยเอาไว้
       “ผ่านไม่ได้”
       “ผ่านไม่ได้ งั้นผมฉี่ตรงนี้แล้วกัน” ภูวนัยพูดแบบเมาๆ แล้วทำท่าจะรูดซิป
       “เฮ้ยๆ โน่น ห้องน้ำอยู่ทางโน้น”
       “อ่ะๆ พวกพี่เห็นว่าผมเมาเลยแกล้งผมใช่ม้า ผมจำได้ว่าห้องน้ำมันไปทางนี้”
       ภูวนัยทำท่าจะเดินต่อ แต่ลูกน้องทั้งสองก็คว้าเอาไว้
       “ก็บอกว่าไปไม่ได้ไง”
       ทันทีที่ลูกน้องคว้าหัวไหล่ภูวนัย ภูวนัยก็จับมือแล้วบิด ลูกน้องต้องก้มเพื่อผ่อนแรง ภูวนัยเสยแข้งเข้าที่ปลายค้าง ทำให้ลูกน้องหลับกลางอากาศ ลูกน้องอีกคนเข้ามาเหวี่ยงหมัดใส่ ภูวนัยก้มหลบก่อนจะต่อยไปที่ท้อง ลูกน้องตัวงอ ภูวนัยสับไปที่ต้นคอจนลูกน้องสลบไปอีกคน ภูวนัยมองซ้ายมองขวาก่อนจะรีบลากมันทั้งสองหลบไปแอบไว้ที่ช่องทางเดิน ภูวนัยเดินออกมาแล้วสื่อสารบอกหน่วยที่อยู่ด้านนอกทันที
       “เคลียร์ต้นไม้แล้ว พิราบมาแล้วบอกด้วย”
      
       สมสุขกระแทกแก้วเหล้าลงอย่างเซ็งๆ
       “จะค้าขายกันหรือเปล่าวะ”
       “เสี่ยอย่าเพิ่งหงุดหงิดซิครับ ถ้าเราได้คุณเฉินเป็นพันธมิตรอีกคน เสี่ยก็ขึ้นชั้นเป็นเบอร์ต้นๆ ของเอเชียแน่นอน”
       สมสุขพยายามสงบสติอารมณ์ แล้วเปลี่ยนเรื่อง
       “ไปตามน้องไผ่มา”
       “แต่ เสี่ยครับ”
       “มึงอยากให้กูอารมณ์ดีไม่ใช่เหรอ ไปตามมา”
       พายัพก้มหัวเงียบสนิท ระหว่างนั้นพายัพได้ยินลูกน้องที่อยู่ด้านนอกดิออร์แกนรายงานมา
       “ได้ ให้เข้ามาเลย” พายัพเดินเข้ามารายงานสมสุข “เสี่ยครับ คุณเฉินมาแล้วครับ”
       “บอกมันรีบๆ เข้ามาเลย เสียเวลาจริงๆ”
       สมสุขระบายลมหายใจอย่างหงุดหงิด พายัพหน้านิ่งไม่ได้รู้สึกอะไร
      
       ชาติกล้ากำลังดูภาพจากกล้องวงจรปิดจากในคอมพิวเตอร์ ระหว่างนั้นชาติกล้าเห็นชายคนนึงกำลังเดินเข้ามาที่ดิออร์แกน ชาติกล้าเห็นอย่างนั้นก็หยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมารายงาน
      
       “พิราบกำลังไปที่รัง”
ภูวนัยยืนอยู่ตรงทางเดินสวมรอยเป็นลูกน้องของสมสุข พยักหน้าหลังจากได้ยินที่ชาติกล้ารายงาน
      
       “มากันกี่คน” ภูวนัยฟังชาติกล้าบอกจำนวน “ได้ เดี๋ยวฉันติดต่อกลับ”
       ภูวนัยพูดจบ ไม่นานก็เห็นเฉินเดินเข้ามาตามทางเดินพร้อมกับหิ้วกระเป๋าที่คล้องกุญแจมือมาด้วย ภูวนัยเข้าไปยืนขวางไม่ให้กลุ่มของเฉินผ่าน
       “พวกเรามาหาเสี่ยสมสุข”
       เฉินบอก ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็ก้มหัวให้
       “สวัสดีครับคุณเฉิน ผมขอตรวจหน่อยแล้วกันครับ”
       เฉินและคนติดตามยืนนิ่งให้ภูวนัยใช้เครื่องตรวจโลหะตรวจตามร่างกาย ภูวนัยอาศัยจังหวะที่ตรวจตัวของเฉิน แอบใส่เครื่องดักฟังกระดุมลงไปในสูทของเฉิน
       “เรียบร้อยครับ”
       ภูวนัยเปิดทางให้กับเฉินและคนติดตามก่อนที่ภูวนัยจะสื่อสารกับชาติกล้า
       “ใส่เครื่องดักฟังแล้ว เช็คสัญญาณ”
      
       ไผ่พญาในชุดมาริลีน มอนโร วิ่งหนีมาตามทาง มีลูกน้องโสภีวิ่งไล่ตามมาติดๆ ไผ่พญาวิ่งผ่านหน้าห้องน้ำชายเลยรีบเข้าไปบอกกับกลุ่มชายนักเที่ยว
       “พี่คะช่วยหนูด้วย หนูโดนไอ้พวกโรคจิตตามมาคะ”
       “ไหนๆ”
       ไผ่พญาหันมองไปก็เห็นกลุ่มลูกน้องโสภีเข้ามาพอดี
       “นั่นคะพี่”
       กลุ่มชายนักเที่ยวสามสี่คนเดินเข้าไปหาลูกน้องโสภี
       “เฮ้ย โรคจิตหรือไงพวกแก”
       ลูกน้องโสภีไม่พูดพร่ำทำเพลงจัดการกับกลุ่มนักเที่ยวทีละคนสองคน ไผ่พญาเห็นท่ากลุ่มชายนักเที่ยวจะช่วยไม่ได้ก็ตัดสินใจวิ่งหนีออกไปทันที ลูกน้องโสภีจัดการกับกลุ่มชายนักเที่ยวเสร็จก็รีบวิ่งตามไผ่พญาออกไป
      
       เฉินกำลังเอานิ้วกวาดในช่องปากเพื่อทดสอบยาของสมสุข บนโต๊ะมียาของสมสุขวางไว้พร้อมกับมีดที่เจาะถุง
       “AA ใช้ได้”
       ชาติกล้าฟังแล้วรายงานภูวนัย
       “พิราบกำลังกินข้าวเปลือกอยู่”
       ภูวนัยยืนอยู่หน้าห้องกระชับปืนในมืออย่างเตรียมพร้อม ภายในห้องสมสุขยิ้มร่าหลังจากที่เฉินยอมรับคุณภาพ
       “แน่นอนอยู่แล้วคุณเฉิน ผมไม่ยอมให้เสียชื่อสมสุขหรอกน่า แล้วของผมละ”
       เฉินหยิบกระเป๋าขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะก่อนจะรับกุญแจจากคนติดตามมาไขกุญแจมือออก เฉินเปิดกระเป๋าออก สมสุขยิ้มร่าเมื่อเห็นเพชรจำนวนนึงอยู่ในนั้น พายัพรู้สึกโทรศัพท์สั่นก่อนจะหยิบขึ้นมาดูจึงเห็นว่าเป็น SMS ที่ส่งมาบอกว่า...ตำรวจอยู่ข้างนอก
       พายัพหน้าเครียดลงทันทีก่อนจะรีบเข้ากระซิบบอกกับสมสุข สมสุขฟังที่พายัพบอกแล้วโกรธมาก
       “อะไรนะ” สมสุขหันไปมองเฉิน “พวกมึงเอาตำรวจมาจับกูเหรอ”
       ภูวนัยอยู่ด้านนอกพยายามถามชาติกล้า
       “มันส่งเงินกันหรือยังชาติ ชาติ”
       ทันใดนั้นภูวนัยก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมาจากในห้องวีไอพี ปัง สมสุขยิงปืนใส่ผู้ติดตามของเฉินจนล้มคว่ำ ภูวนัยยังไม่ได้คำตอบจากชาติกล้าแต่เมื่อได้ยินเสียงปืนอย่างนั้นทำให้ภูวนัยตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปทันที ภูวนัยเปิดประตูเข้าไปขณะที่ฝ่ายสมสุขกับฝ่ายเฉินกำลังจะเริ่มยิงกัน
       “นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ วางอาวุธเดี๋ยวนี้”
       ทุกคนชะงักเมื่อเห็นภูวนัยกำลังเล็งปืนมา
       “จับได้คาหนังคาเขาอย่างนี้ เสี่ยคงไม่มีอะไรแก้ตัวนะ”
       “ฉันเพิ่งรู้ว่า การขายแป้งมันก็ผิดกฎหมายด้วย”
       “อะไรนะ”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็แปลกใจก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามาที่โต๊ะเพื่อพิสูจน์ยาบนโต๊ะ สมสุขหันไปส่งซิกให้พายัพ พายัพคอยจังหวะ เมื่อเห็นภูวนัยกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบยา พายัพก็เตะปืนในมือของภูวนัยจนปืนภูวนัยหลุดมือ ภูวนัยเห็นอย่างนั้นก็รีบพุ่งไปทางเฉินที่นั่งอยู่พร้อมกับหยิบปืนของเฉินติดมือไปด้วย พายัพและลูกน้องต่างระดมยิงใส่ภูวนัย ที่กลิ้งตัวหลบหลังโซฟา
       ลูกน้องของสมสุขต่างระดมยิงใส่ภูวนัย กระสุนพุ่งเข้าเจาะร่างของเฉินกับผู้ติดตาม พายัพรีบพาสมสุขวิ่งออกไปทางประตูทันที ภูวนัยหันไปเห็นถุงยาจึงหยิบยาแล้วปาไปที่ลูกน้องของสมสุขที่กำลังระดมยิง ลูกน้องของสมสุขเมื่อเห็นอะไรลอยออกมาก็ยิงไว้ก่อน จึงทำให้ถุงยา(เฮโรอีน) แตกฟุ้งกระจายในอากาศ
       ภูวนัยอาศัยจังหวะนั้นพุ่งตัวออกจากหลังโซฟาแล้วมาหยิบปืนของตัวเองที่ตกอยู่ที่พื้นก่อนจะยิงใส่ลูกน้องของสมสุข ปังๆๆ
      
       ภูวนัยรีบวิ่งตามสมสุขกับพายัพออกไปทันที

      ไผ่พญาวิ่งหนีกลุ่มลูกน้องโสภีมาตามทางเดิน ระหว่างที่ไผ่พญากำลังวิ่งหนีก็เห็นพายัพพาสมสุขวิ่งมาอีกทาง พายัพชูปืนขู่
      
       “หลีกๆ”
       กลุ่มลูกน้องของโสภีเห็นพายัพถือปืนพาสมสุขมาก็รีบหยุดแล้ววิ่งกลับไป สมสุขวิ่งผ่านไผ่พญา
       “น้องไผ่”
       สมสุขคว้ามือไผ่พญาเอาไว้ ไผ่พญารีบปัดออก
       “ว้าย ปล่อยๆ”
       “อย่าเพิ่งน่าเสี่ย ตอนนี้เราต้องหนีก่อน”
       พายัพรีบดึงสมสุขออกไป ระหว่างนั้นภูวนัยวิ่งตามมา
       “หยุดนะ”
       ภูวนัยวิ่งตามเข้ามา พายัพหันกลับมาแล้ววาดปืนขึ้นก่อนจะยิงใส่ภูวนัยที่ไล่หลังมา หัวกระสุนพุ่งออกจากปืนก่อนจะพุ่งไปที่ไผ่พญาที่ยืนอยู่ ไผ่พญาหน้าเหวอ ต้องตายแน่ๆ แต่แล้วทันใดนั้นภูวนัยก็คว้าร่างของไผ่พญาหลบได้ทัน
       “เป็นไรมั้ย”
       ภูวนัยกับไผ่พญาล้มกลิ้งกันไปทั้งคู่ ภูวนัยไม่ได้สนใจไผ่พญาก่อนที่ภูวนัยจะลุกขึ้นแล้วไล่ตามพายัพกับสมสุขออกไปอย่างกระชันชิด ไผ่พญายังนั่งเหวอที่รอดตายได้อย่างหวุดหวิด
      
       ภูวนัยวิ่งตามพายัพที่พาสมสุขวิ่งมาที่จอดรถด้านหน้า ภูวนัยวิ่งออกมาจากประตูแต่แล้วภูวนัยก็ต้องรีบหลบเพราะถูกลูกน้องของสมสุขกระหน่ำยิงมา ภูวนัยพยายามยิงตอบโต้แต่ก็สู้อีกฝั่งที่มีปืนมากกว่าถึงหกเจ็ดเท่าตัวไม่ได้
       พายัพพาสมสุขขึ้นไปนั่งบนรถ พายัพหันมามองทางภูวนัย ทั้งสองสบตากันในชั่ววินาที พายัพออกคำสั่งอย่างเหี้ยมเกรียม
       “ฆ่ามัน”
       พายัพออกคำสั่งเสร็จก็รีบปิดประตูก่อนจะเห็นรถของสมสุขขับออกไปอย่างรวดเร็ว โดยมีรถของลูกน้องสมสุขแล่นตามไปอีกคัน ภูวนัยวิ่งหลบไปตามเสาแล้วยิงตาม แต่ก็ไร้ผล ภูวนัยรีบหลบหลังรถที่จอดเรียงรายเพราะพวกลูกน้องของสมสุขระดมยิงมาไม่ยั้ง ภูวนัยหันมองไปรอบๆ ก่อนจะเห็นมอเตอร์ไซค์จอดอยู่และมีกุญแจเสียบคาอยู่
       ภูวนัยคิดหาทางว่าต้องไปที่มอเตอร์ไซค์คันนั้นให้ได้
       ภูวนัยชำเลืองมองผ่านเสาเพื่อนับจำนวนของลูกน้องสมสุขที่มีอยู่ด้วยกันสามคน ภูวนัยถอดแม๊กกาซีนออกดูว่ากระสุนเพียงพอมั้ย แล้วภูวนัยก็ต้องชะงักไปเพราะเหลือกระสุนเพียงนัดเดียวอยู่ในรังเพลิง ภูวนัยครุ่นคิดหาทาง
       ภูวนัยมองไปรอบๆ ซ้ายขวา บนล่าง แล้วภูวนัยก็ตัดสินใจเล็งไปที่รถคันนึงที่จอดอยู่ข้างๆ พวกมัน ภูวนัยยิงไปที่ล้อรถคันนั้น ทันใดนั้นเสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้น พวกลูกน้องของสมสุขต่างตกใจ
       ภูวนัยวิ่งออกจากหลังรถ ไปที่ลูกน้องคนแรกมันเล็งปืนมาที่ภูวนัย ภูวนัยจับมือแล้วหักก่อนจะอัพเปอร์คัทจนร่างของคนแรกกระเด็นลอยละลิ่วไป ภูวนัยวิ่งเข้าไปจัดการคนที่สอง คนที่สองยิงปืนใส่ภูวนัย ภูวนัยกระโดดหลบชิ่งรถแล้วพุ่งกระแทกใส่คนที่สองจนแน่นิ่งไปอีกคน คนที่สองกำลังปล่อยปืนหล่นไปที่พื้น ภูวนัยใช้เท้าเดาะปืนขึ้นลอยในอากาศ ก่อนที่เขาจะคว้าไว้แล้วเล็งใส่คนที่สามที่กำลังพุ่งเข้ามา คนที่สามถึงกับชะงักรีบยกมือยอมแพ้ ภูวนัยรีบวิ่งไปที่มอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ คนที่สามเล็งปืนใส่ภูวนัย ภูวนัยเห็นเงาของมันผ่านกระจกส่องข้างของมอเตอร์ไซค์ ภูวนัยย่อเข่าหลบกระสุนก่อนจะหันกลับมาแล้วยิงใส่คนที่สามทันที ปัง !
       ทุกอย่างนิ่งสงบ ภูวนัยจัดการลูกน้องของสมสุขได้ในพริบตา ภูวนัยรีบขึ้นมอเตอร์ไซค์แล้วขับออกไปทันที
      
       บนท้องถนน มอเตอร์ไซค์ของภูวนัยกระโจนขึ้นกลางอากาศก่อนจะลงแตะพื้นได้อย่างสวยงาม ภูวนัยกำลังสื่อสารกับชาติกล้าบนรถตู้
       “ชาติ แกหาตำแหน่งรถของไอ้สมสุขให้ฉันที”
       ชาติกล้ากำลังค้นหาภาพจากกล้องวงจรปิดที่อยู่ตามสี่แยก แล้วชาติกล้าก็เห็นรถของสมสุขผ่านแยกไฟแดงไป
       “ไอ้ภู มันมุ่งหน้าไปทางมอเตอร์เวย์”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็ตัดสินใจพุ่งมอเตอร์ไซค์ลงเกาะกลางที่เป็นหญ้าเพื่อกระโจนข้ามไปอีกฝั่ง ทำให้รถที่ขับอยู่อีกฝั่งถึงกับเบรกกันสนั่นหวั่นไหว
      
       รถของสมสุขและรถของลูกน้องแล่นมาตามทาง ลูกน้องของสมสุขที่เป็นคนขับพูดกับลูกน้องอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ
       “ฉันว่ามันไม่ตามมาแล้วละ”
       “ตำรวจอะไรวะ บ้าระห่ำชะมัด”
       ทันทีที่ลูกน้องพูดจบ คนขับก็ตกใจเมื่อเห็นภูวนัยควบมอเตอร์ไซค์กระโจนออกมาจากข้างทาง
       “เฮ้ย”
       “ชนแม่งเลย”
       คนขับได้ยินอย่างนั้นก็เหยียบคันเร่งจนมิด ภูวนัยขับมอเตอร์ไซค์พุ่งสวนเข้ามาที่รถตู้ก่อนจะยิงปืนใส่รถของสมสุข กระสุนพุ่งเข้าเจาะที่กระจกแต่ไม่ผ่าน
       “ไอ้โง่ กระจกกันกระสุนเว้ย”
       รถของลูกน้องสมสุขวิ่งเข้าหามอเตอร์ไซค์ของภูวนัยกะชนให้ถึงตาย แต่ภูวนัยหักหลบจนล้มกลิ้งไปกับพื้น
       รถของลูกน้องสมสุขและรถของสมสุขวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภูวนัยนอนแน่นิ่งที่ถนน ก่อนจะเห็นภูวนัยค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปยกมอเตอร์ไซค์ขึ้น
      
       รีบขี่ตามขบวนของสมสุขไป
รถของสมสุขและลูกน้องวิ่งเข้ามาที่โกดังร้างแห่งหนึ่ง รถของสมสุขแล่นเข้าไปก่อน รถของลูกน้องวิ่งตามมาทีหลัง รถของลูกน้องหยุดก่อนที่จะเห็นลูกน้องกรูกันลงจากรถเพื่อปิดทางเข้าออก
      
       “เข้ามาที่นี่ทำไมพี่”
       “ตอนนี้พ่อมึงตั้งด่านทั้งเมือง จะขับออกไปให้พวกมันซิวหรือไง”
       ทันใดนั้นแสงไฟก็สว่างวาบที่หน้าโกดัง เหล่าลูกน้องของสมสุขต่างหันขวับด้วยความตกใจ พวกลูกน้องมองไปที่ไฟแล้วก็เห็นว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ของภูวนัยนั่นเอง
       “ยิง”
       สิ้นคำสั่งเสียงปืนก็ดังระงมยิงใส่รถมอเตอร์ไซค์ของภูวนัยที่แล่นเข้ามาไม่ยั้ง รถมอเตอร์ไซค์ของภูวนัยแล่นตรงเข้ามายิงเพิ่มความเร็ว ลูกน้องของสมสุขยิงใส่เท่าไหร่ก็ไม่ล้มจนกระทั่งมอเตอร์ไซค์ของภูวนัยวิ่งเข้ามาชนกับรถของพวกมัน เหล่าลูกน้องพากันแตกกระเจิง ก่อนที่จะลุกขึ้นยิงใส่รถมอเตอร์ไซค์ของภูวนัย แล้วลูกน้องของสมสุขก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นแต่มอเตอร์ไซค์ที่ใช้เข็มขัดล๊อคคันเร่งเอาไว้ ลูกน้องของสมสุขรู้ได้ทันทีว่าหลงกลแล้ว เหล่าลูกน้องของสมสุขหันไป ทันใดนั้นก็เห็นภูวนัยโหนโซ่ห้อยตัวมาจากด้านบนพร้อมกับยิงใส่เหล่าลูกน้อง ลูกน้องของสมสุขล้มลงราวใบไม้ร่วง ขณะที่คนอื่นๆ ที่ไม่ถูกยิงก็พยายามยิงสวนภูวนัย
       ภูวนัยทิ้งตัวลงที่พื้น ลูกน้องที่เหลือพยายามยิงใส่ภูวนัยที่วิ่งเข้าไปหลบหลังที่กำบัง ภูวนัยมองไปที่รถของสมสุขเห็นคนที่ลักษณะคล้ายกับพายัพและสมสุขกำลังวิ่งหนี แต่แล้วทันใดนั้นภูวนัยก็ได้ยินเสียงขึ้นนก คลิ๊ก ภูวนัยหันกลับมาก็เห็นลูกน้องของสมสุขยืนจ่อปืนใส่
       “เก่งมากเหรอมึง”
       ลูกน้องอีกคนส่งสัญญาณให้ภูวนัยทิ้งปืน ภูวนัยจำต้องทิ้งปืน ภูวนัยจ้องมองที่นิ้วของมันที่อยู่ในโกร่งไกตาเขม็ง
       ภูวนัยหลับตาก่อนจะเห็นภาพตัวเองเข้าไปจับที่ปืนของลูกน้อง ทำให้มันลั่นไกไม่ได้เพราะปืนสไลด์ไม่ได้ ก่อนที่ภูวนัยจะกดปลดกระสุนออก แล้วสไลด์ปืนเพื่อปลดกระสุนที่อยู่ในรังเพลิงทิ้ง ภูวนัยคว้าปืนของมันเขวี้ยงไปใส่ลูกน้องอีกคนที่กำลังเข้ามา ก่อนที่ภูวนัยจะซัดมันทั้งสองคนล้มคว่ำไป
       ภูวนัยลืมตาขึ้นก่อนที่เขาจะทำตามภาพในความคิดที่เขาเห็นเมื่อครู่ เมื่อทุกอย่างนิ่งสงบลงลูกน้องของสมสุขก็ถูกภูวนัยจัดการจนเกลี้ยง ภูวนัยรีบหันมองไปที่รถของสมสุข รถของสมสุขกำลังสตาร์ทรถ รถสมสุขเปิดไฟ ทันใดนั้นก็เห็นภูวนัยยืนเล็งปืนมาที่รถ รถของสมสุขไม่รอช้าพุ่งเข้าใส่ภูวนัยทันที
       ภูวนัยมีบทเรียนรู้ว่าพวกมันต้องใช้กระจกกันกระสุนจึงเล็งไปที่ล้อหน้า แล้วด้วยความเร็วที่เหยียบมาเต็มที่ ทำให้รถของสมสุขเสียหลักพุ่งเข้าชนกับกำแพงจนลังและข้าวของที่วางอยู่หล่นถล่มใส่รถที่จอดหมดฤทธ์ ภูวนัยเดินไปเปิดประตูที่ด้านหลังเพื่อจะจับตัวพายัพและสมสุข แต่แล้วภูวนัยก็ต้องชะงักไปเพราะคนที่อยู่ในนั่นไม่ใช่พายัพและสมสุข เพียงแต่ว่าพวกมันแต่งตัวเหมือนพายัพกับสมสุขนั่นเอง ภูวนัยเจ็บใจที่โดนพวกมันหลอกให้ไล่ตามมา
      
       ชุมชนแออัดในยามค่ำคืน เสียงวงเหล้า เสียงผัวเมียทะเลาะกันดังไปทั่วสมกับคำว่าชุมชนแออัด ไผ่พญาเปิดประตูเข้ามาในบ้านอารมณ์ค้างหงุดหงิด แต่แล้วไผ่พญาก็ชะงักไปเมื่อเห็นร่างของลำไยนอนอยู่ที่โซฟามีผ้าห่มคลุมทั้งตัว จากอารมณ์หงุดหงิด พอไผ่พญาเห็นลำไยอย่างนั้นก็เปลี่ยนเป็นความห่วงใยทันที
       “แม่ แม่เป็นอะไร”
       ลำไยที่นอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่ม งัวเงียลืมตาตื่นขึ้น
       “อ้าว ไผ่เหรอลูก ทำไมวันนี้กลับเร็วละ”
       “ไม่มีอะไรหรอกแม่” ไผ่พญาเอามือไปอังหน้าผากของแม่ “หนาวเหรอแม่”
       ไผ่พญากำลังจะพูดต่อถึงกับชะงักไปเมื่อเธอเหลือบไปเห็นไพ่ใบนึงแลบออกมาจากใต้ผ้าห่ม
       “เอ่อ ไม่เป็นไรหรอก แม่แค่เหนื่อยน่ะ แกขึ้นไปเถอะ ขอแม่นอนพักแป๊ป แล้วเดี๋ยวค่อยขึ้นไป”
       ไผ่พญาหยิบไพ่ขึ้นมา
       “ฉันว่า แม่ไม่ได้เหนื่อยหรอก แม่แค่ตื่นเต้นที่ป๊อกเก้าน่ะ”
       ลำไยที่กำลังเล่นละครจะหลับตาต่อถึงกับตาโตตกใจ
       “แกรู้ได้ยังไง”
       ลำไยอึ้งไปเมื่อเห็นไผ่พญาถือไพ่ในมือ ไผ่พญาลุกขึ้นพูดเสียงดัง
       “กลับบ้านกลับช่องกันได้แล้ว”
       สิ้นเสียงไผ่พญาก็เห็นขาไพ่แต่ละคนค่อยๆ ออกจากที่ซ่อน ห้องน้ำ ใต้บันได ตู้เสื้อผ้า ลำไยเห็นทุกคนกำลังเดินออกก็โวยวาย
       “เฮ้ย อย่าเพิ่งไป” ไม่ทันแล้วเพราะทุกคนรีบไปเพราะกลัวไผ่พญ่า ลำไยหันมาเฉ่งไผ่พญาทันที “นังไผ่ ฉันเพิ่งได้เป็นตาแรก แล้วแกก็โผล่มา แกนี่มันตัวขัดลาภฉันจริงๆ”
       “แม่ เมื่อไหร่แม่จะเลิกเล่นไพ่ซะที เล่นแล้วมันมีอะไรดีขึ้นมั้ย”
       “บ้ะ นังนี่ พอเรียนจบมีงานทำหน่อยก็ปีกกล้าขาแข็งเถียงฉอดๆ ถามหน่อย ใครเป็นคนส่งเงินให้แกเรียน ห๊า”
       “แม่ เท่าที่ฉันจำได้ ฉันทำงานส่งตัวเองเรียนมาตลอด”
       ลำไยถึงกับสะอึก แต่ไม่ลดละ
       “เว้ย เรื่องมันเก่าแล้วฉันจำไม่ได้แล้ว เอาเรื่องตอนนี้ดีกว่า ที่แกได้งานทำทุกวันนี้เพราะใคร”
       “เรื่องนั้นฉันไม่เถียงว่าที่ฉันต้องเป็นสาวโคโยตี้ ก็เพราะแม่ ถ้าแม่ไม่ไปยืมเงินเจ้เขา ฉันก็คงไม่ต้องไปเป็นโคโยตี้เพื่อขัดดอกให้แม่ทุกวันนี้หรอก”
       ไผ่พญาพูดจบก็เดินถอนหายใจขึ้นข้างบนไป ลำไยด่าไล่หลัง
       “ไอ้ไผ่ นี่แกว่าฉันเหรอ ไอ้ลูกเวร ระวังนรกจะอมหัวเถอะ ฮึ่ยย์”
       ไผ่พญาเดินเข้ามาในห้องนอนใบหน้าบ่งบอกถึงความเหนื่อยกายเหนื่อยใจ ไผ่พญาเดินมาที่โต๊ะก่อนจะหยิบกรอบรูปนึงขึ้นมาดู กรอบรูปนั่นคือใบปริญญามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง คณะศิลปศาสตร์ ข้างๆ มีรูปของเธอใบเล็กที่เธอยืนรับปริญญาอยู่เพียงคนเดียวโดยปราศจากลำไย
      
       ไผ่พญารู้สึกคับแค้นใจในโชคชะตาของตน
เช้าวันต่อมา ไผ่พญานอนคุดคู้อยู่บนเตียง ระหว่างนั้นมีเสียงดังขึ้นโคล้งเคล้งที่ชั้นล่าง ไผ่พญาสะดุ้ง
      
       “อะไรเนี่ยแม่ ตั้งวงกันแต่เช้าเลยหรือไง”
       ชายฉกรรจ์คนนึงกำลังจะเคลื่อนย้ายมอเตอร์ไซค์ ส่วนอีกคนกำลังทั้งขวางทั้งดึงลำไยไม่ให้เข้ามาขวาง
       “ไม่ได้นะ นั่นมันมอเตอร์ไซค์ลูกสาวฉัน”
       ชายฉกรรจ์คนนึงกำลังนั่งทานน้ำแข็งใสอยู่ตรงหน้า ท่าทางจะเป็นหัวหน้าพอได้ยินลำไยพูดอย่างนั้นก็ชะงักเหล่ไม่พอใจ ระหว่างนั้นไผ่พญาเดินลงมาจากบ้าน พอเห็นเหตุการณ์ก็ตกใจ
       “พวกแกเป็นใคร มาทำอะไรในบ้านฉัน”
       กลุ่มนักเลงพอหันไปเห็นไผ่พญาก็ตาวาว
       “แหม มีลูกสาวสวยก็ไม่บอก เฮ้ย แกว่าเฮียเขาอยากได้เนื้อสดหรืออยากได้มอเตอร์ไซค์วะ”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็หันไปคว้ามีดพร้าที่อยู่ใกล้ๆ ขึ้นมา
       “ปากอย่างนี้ เอาชีวิตกลับไปให้ได้ก่อนเถอะ แม่นี่มันเรื่องอะไร”
       ลำไยหลบตาไม่กล้าบอก
       “เอ่อ คือ”
       “แม่น้องน่ะ ไปเซ็นค้ำประกันเงินกู้ให้ไอ้ขิง”
       “ไอ้ขิงมันเป็นหนี้พวกแก ก็ไปทวงกับมันซิ เรื่องอะไรมาเอากับฉัน”
       “ถ้าทวงมันได้ก็ทวงไปแล้ว แล้วแกเสือกเป็นคนค้ำให้มันทำไม”
       ไผ่พญาเข้าใจเรื่องทั้งหมดทันที
       “แม่ค้ำประกันให้ไอ้ขิงเหรอ”
       “เอ่อ แม่ไม่รู้นี่ เห็นไอ้ขิงมันบอกว่าไม่มีอะไร แม่ก็เห็นว่ามันเป็นเพื่อนแก ก็เลยช่วยๆ มัน”
       “มันให้แม่เท่าไหร่ แม่ถึงไปเซ็นให้มัน” ลำไยชูขึ้นมาห้านิ้ว “แค่ห้าร้อยเหรอแม่”
       ลำไยส่ายหน้า
       “ห้าสิบบาท”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งช็อคก่อนจะพยายามสงบสติอารมณ์
       “เรื่องนี้ของไอ้ขิง พวกพี่ไม่ต้องห่วง ฉันเป็นคนทวงมาให้พี่เอง”
       ว่าแล้วไผ่พญ่าก็กำมีดพร้าเดินออกไปอย่างโกรธจัด
      
       ขิงค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากบ้าน กระดังงาโผล่ออกมาข้างล่าง
       “ไง พวกเฮียหมูไปยัง”
       “ไปแล้วมั้ง งั้นเรารีบไปเถอะ ตอนนี้พวกนั้นคงอยู่บ้านไอ้ไผ่แล้วละ”
       ขิงกับกระดังงารีบออกมาจากบ้าน ข้าวของกระเป๋าเต็มพิกัดในการย้ายสำมะโนครัว ไผ่พญาเดินถือมีกำพร้าตรงดิ่งมา ระหว่างนั้นเห็นขิงกับกระดังงาออกมาที่หน้าบ้าน
       “ไอ้เพื่อนทรยศ”
       ขิงกับกระดังงาหันมาตามเสียงแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นไผ่พญาเอามีดกำพร้าชี้มา แถมสีหน้ายังบ่งบอกอารมณ์ว่าโกรธจัด
       “เหวอ”
       ขิงและกระดังงาต่างทิ้งกระเป๋าแล้วโกยทันที
       “อย่าหนีนะเว้ย”
       ไผ่พญารีบวิ่งตามทันที
      
       ที่หน่วยปราปรามยาเสพติด ชาติกล้าเดินเข้ามาในหน่วย ตำรวจทั้งหลายต่างทำความเคารพ ชาติกล้าเดินมาที่โต๊ะทำงานก่อนจะเห็นป้ายชื่อวางอยู่บนโต๊ะ “ รตอ.ชาติกล้า ณรงฤทธ์” รองสว.สืบสวนสอบสวน ชาติกล้าหยุดแล้วมองไปที่ภูวนัยที่นั่งอยู่ที่โต๊ะของเขาด้วยความสงสัย ชาติกล้ามองสภาพภูวนัยในชุดที่เปื้อนสีและใบหน้าอิดโรย
       “มีอะไรวะไอ้ภู”
       “ฉันพลาดอีกแล้ว” ชาติกล้าสงสัย
       “อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนพวกมันรู้ตัวอีก”
       “ก็ไม่ซะทีเดียว ฉันจับคนของพวกมันได้”
       “จับได้ แล้วพลาดตรงไหนวะ”
       “แต่ฉันไม่มีหลักฐานว่าพวกมันกำลังส่งยากัน”
       “แล้วตอนนี้คนที่แกจับได้อยู่ไหน ฉันอยากจะคุยกับมัน”
       ระหว่างนั้นจ่าวีระเข้ามา
       “ขออนุญาตครับ”
       “มีอะไรจ่า”
       วีระท่าทางกระอักกระอ่วน ภูวนัยชักรู้สึกไม่ค่อยดี
      
       ราชัยกำลังเดินออกมาจากห้องสอบปากคำ ภูวนัย ชาติกล้าและวีระ รีบวิ่งเข้ามา ภูวนัยรีบเปิดประตูเข้าไปดูภายในห้อง
       “ผู้ต้องสงสัยละ”
       “ปล่อยไปแล้วครับ”
       ภูวนัยเข้าไปกระชากคอเสื้อราชัย
       “หมู่ขัดคำสั่งผมเหรอ ผมบอกแล้วไงว่าให้กักตัวเธอเอาไว้”
       ชาติกล้ากับวีระรีบห้าม
       “ภู ใจเย็นซิวะ”
       “เอ่อ ผมไม่อยากขัดคำสั่งหัวหน้าหรอกครับ แต่...แต่ผู้กำกับเป็นคนบอกให้ปล่อยเองครับ” ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป “แล้วก็ผู้กำกับเรียกหัวหน้าให้เข้าไปพบท่าน เดี๋ยวนี้ครับ”
      
       ชาติกล้า ราชัยและวีระมองภูวนัยรู้ทันทีว่าภูวนัยจะต้องเจออะไร
พ.ต.ต.มารุตนั่งอยู่ที่เก้าอี้ในห้องทำงาน หันหลังกำลังคุยโทรศัพท์กับทางผู้ใหญ่
      
       “ได้ครับ ผมจะรีบหาสาเหตุแล้วทำรายงานส่งท่านให้เร็วที่สุดครับ ครับ สวัสดีครับ” มารุตวางสายก่อนจะหันหน้ามา “ใครให้คุณขังผู้ต้องสงสัยเอาไว้อย่างนั้น คุณไม่รู้หรือไงว่ามันผิดกฏหมาย”
       ภูวนัยยืนตามระเบียบพักอยู่ต่อหน้ามารุต
       “ทราบครับ แต่...เธอเป็นเบาะแสเดียวที่ทำให้สืบไปถึงแก็งค์ของนายสมสุขได้”
       “แล้วมันคุ้มที่จะโดนยุบทั้งหน่วยหรือไง” มารุตเสียงดังแล้วผ่อนลมหายใจสงบสติ “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น”
       “พวกมันเปลี่ยนสถานที่ส่งยาครับ”
       “เปลี่ยน แล้วคุณทำงานประสาอะไร เราเป็นตำรวจ เราต้องนำหน้าพวกมัน ไม่ใช่ให้มันคอยปั่นหัวเราอย่างนี้”
       ภูวนัยนิ่งเงียบ ไม่มีคำตอบใดๆ โต้แย้ง “เราส่งสายเข้าไปสืบการเคลื่อนไหวพวกมันได้ แล้วคุณคิดบ้างมั้ย ว่าพวกมันอาจจะส่งสายเข้ามาสืบการเคลื่อนไหวของเราเหมือนกัน”
       ภูวนัยชะงักไป มารุตสบตาภูวนัยเหมือนต้องการจับสังเกต
       “ท่านกำลังจะบอกว่าในทีมผมมีหนอนบ่อนไส้เหรอครับ”
       “แล้วทำไมมันถึงได้เหลวแล้วเหลวอีก”
       ภูวนัยนิ่งไปเพราะเขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน
       “ขออนุญาตครับ ผมเชื่อใจและไว้ใจทีมของผม ทุกคนทำงานกับผมมาหลายปี ผมขอเอาตำแหน่งและอาชีพตำรวจของผมยืนยันครับท่าน”
       มารุตสังเกตความมุ่งมั่นภูวนัย
       “ผมจะให้โอกาสคุณอีกครั้งเดียว คงรู้นะว่าผมหมายถึงอะไร”
       ภูวนัยมีสีหน้าหนักใจขึ้นมาทันที
      
       ชาติกล้าเดินกระวนกระวายอยู่ที่ทางเดินด้วยความเป็นห่วงภูวนัย ระหว่างนั้นภูวนัยเดินออกมาพอดี ชาติกล้าเห็นก็รีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง
       “โดนอะไรมั้งวะไอ้ภู”
       ภูวนัยเดินต่อไม่พูดอะไร ชาติกล้าเดินตามยังไม่ลดละ
       “เฮ้ย ภู”
       ภูวนัยหยุดแล้วหันมา
       “แกว่าหน่วยเรามีหนอนบ่อนไส้หรือเปล่า”
       “หนอนบ่อนไส้ ทำไมแกคิดอย่างนั้นวะ”
       “ฉันไม่ได้คิด ฉันไว้ใจพวกเราทุกคนในทีม โดยเฉพาะแก...ชาติ...แกเป็นเพื่อนที่ฉันไว้ใจมากที่สุด”
       ชาติกล้าพยักหน้ารับก่อนจะตบไหล่ภูวนัยเป็นเชิงขอบใจ
       “แกก็เป็นเพื่อนที่ฉันไว้ใจมากที่สุดเหมือนกัน แล้วเราจะเอายังไงต่อ”
       “เรามีโอกาสอีกแค่ครั้งเดียว ครั้งนี้ เราจะพลาดไม่ได้”
       ภูวนัยแววตากร้าวด้วยความมุ่งมั่นเอาจริง
      
       ฟาร์มสุขเป็นฟาร์มที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล มีตัวบ้านสองหลังตั้งอยู่บนเนินสูง ถัดไปไม่ไกลเห็นโรงเรือนเลี้ยงหมูขนาดใหญ่ ภายในบ้านเผ่าพงศ์นั่งหน้านิ่งอยู่ที่โต๊ะ
       “มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์ เพราะพูดจา ไง...เชื่อฉันหรือยัง”
       พรรษายืนถือหนังสือภาษาไทยอยู่ข้างๆ
       “ยังคะ พรรษาขออีกบทละกัน” พรรษามองไล่สายตาในหนังสือ แล้วขึ้นต้น “จะหักอื่น ขืนหัก ก็จักได้”
       “หักอาลัย นี้ไม่หลุด สุดจะหัก สารพัด ตัดขาด ประหลาดนัก แต่ตัดรัก นี้ไม่ขาด ประหลาดใจ” เผ่าพงศ์หันไปอีกทาง “หมอฟ้า ลุงจำได้ขนาดนี้ หายแล้วละ”
       ปลายฟ้ายืนกอดอก ทำหน้าพิจารณา
       “แล้วคุณลุงชื่ออะไรคะ”
       “เอ้า...นี่เราลืมชื่ออาแล้วเหรอ”
       ปลายฟ้าทำท่าจะจดบันทึก
       “โอเค งั้นเดี๋ยวฟ้าวินิจฉัยเลยนะคะ”
       “อ่ะๆ ล้อเล่นก็ไม่ได้ อาชื่อเผ่าพงศ์”
       “แล้วผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ ฉันชื่ออะไรคะ”
       “แม่นี่น่ะเหรอ แม่พรรษา แม่บ้านที่นี่ไง”
       “แล้วฉันละคะ”
       “หมอปลายฟ้า เป็นหมอประจำตัวของลุง แล้วก็เป็นเพื่อนกับไอ้ภูมาตั้งแต่เด็ก ไง...ลุงบอกแล้วไงว่าลุงหายแล้ว”
       “อืม ดีใจด้วยนะคะ”
       “เยส งั้นลุงไปได้แล้วนะ”
      
       “ค่ะ”

       ทันทีที่เผ่าพงศ์ลุกขึ้นเดินออกไป พรรษาก็ร้องตกใจเพราะเผ่าพงศ์นุ่งแต่กางเกงบอกเซอร์
      
       “ว้าย”
       ปลายฟ้าเห็นก็อมยิ้ม พรรษาค่อยๆ กางนิ้วแล้วมองลอดช่องนิ้วมือ พอเห็นว่าเผ่าพงศ์ไปแล้วก็เอามือลง
       “อ้าว ไหนบอกว่าคุณเผ่าหายแล้วไงคะหมอ” พรรษาเดินมาที่เผ่าพงศ์ แล้วหยิบกางเกงขึ้นมาโชว์ “ดูซิคะ ยังลืมใส่กางเกงเหมือนเดิม”
       “คนเป็นอัลไซเมอร์ไม่ได้หายง่ายๆ หรอกคะ”
       “อ้าว แล้วเมื่อกี้หมอบอกว่าคุณเผ่าหายแล้ว”
       “ฟ้าว่าแค่นี้ลุงเผ่าก็เครียดแล้วละคะ คนที่เป็นอัลไซเมอร์ถ้ายิ่งเครียด อาการจะยิ่งแย่ลงนะคะ” ปลายฟ้าเก็บของ “แต่ก็ถือว่าอาการของลุงดีขึ้น ยังไงฝากป้าษาช่วยดู อย่าให้คุณลุงลืมทานยานะคะ”
       พรรษาเหนื่อยใจ ระหว่างนั้นพรรษานึกได้
       “เอ่อ คุณฟ้าอย่าเพิ่งรีบกลับซิคะ ยังไงอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนนะคะ ตอนนี้คุณภูกำลังเป็นรับเด็กๆ อีกแป๊ปก็น่าจะถึงแล้ว เดี๋ยวดิฉันขอตัวไปดูคุณท่านก่อนนะคะ”
       พรรษาเดินขึ้นบันไดไป ปลายฟ้าพอได้ยินชื่อภูวนัยก็สงสัย
       “ภูมาเหรอ”
      
       แก้วใจกำลังต้อนหมูให้เดินเล่น พร้อมกับร้องเพลงอารมณ์ดี ระหว่างนั้นแก้วใจได้ยินเสียงกระซิกๆ ดังมาก็หันมองหาที่มาแล้วก็เจอกับใครบางคนนั่งอ่านหนังสือศาลาคนเศร้าอยู่ใต้ต้นไม้ แก้วใจเดินเข้ามาก่อนจะพูดขึ้น
       “เลี้ยงหมูนี่มันเศร้าไม่พอหรือไง ถึงต้องมาอ่านศาลาคนเศร้าอีก ห๊ะ ไอ้ผจญ”
       ผจญลดหนังสือลงเห็นน้ำตาคลอๆ
       “ก็ฉันชอบนี่พี่”
       “อ่านเข้าไป ไอ้พวกรักไม่สมหวังเนี่ย เดี๋ยวซักวันเถอะ เรื่องของแกจะไปโผล่ในนั้น”
       “พี่รู้ได้ไง”
       “ชื่อแกก็บอกอยู่แล้ว เป็นแฟนผจญ...ต้องทนหน่อยน้อง...พี่นี่ไม่มีเงินทอง...มารองรับความลำบากกกกกก” แก้วใจร้องออกมาเป็นเพลง ผจญหน้าเศร้าลง
       “ผู้หญิงที่เขาชอบเราโดยไม่ได้มองฐานะเราไม่มีเหรอพี่”
       “เอาจริงๆ มั้ย ไม่มี” ระหว่างนั้นเสียงรถแล่นเข้ามา ผจญมองไปทางเสียง “ว้าย คุณหมอกกับคุณเมฆมาแล้ว”
       ผจญได้ยินอย่างนั้นก็เห็นใบหน้าของเขาแช่มชื่นขึ้นมาทันที
      
       รถของภูวนัยจอดสนิท ผจญกับแก้วใจรีบเดินเข้ามา
       “คุณภู ไหงวันนี้มาได้ละคะ”
       “ฉันเสร็จงานเร็วน่ะ”
       ม่านเมฆเปิดประตูลงจากรถ พอเห็นผจญก็วิ่งเข้ามาเล่นต่อยมวยด้วยทันที
       “โอ๊ยๆ พี่ยอมแล้ว”
       “อะไร ไม่สู้คนเลยพี่ผจญเนี่ย”
       ที่ผจญไม่อยากเล่นกับม่านเมฆก็เพราะสายตาของเขาจับจ้องไปที่ม่านหมอกที่กำลังลงจากรถ
        “ผมช่วยถือกระเป๋าให้มั้ยครับ” ม่านหมอกเดินผ่านผจญไปเหมือนผจญเป็นอากาศธาตุ ผจญได้แต่ก้มหน้าพูดไม่ออก “เอ่อ คุณภูมีอะไรให้ผมช่วยถือมั้ยครับ”
       “ไม่มีหรอก ไปเถอะ เดี๋ยวฉันมีอะไรเดี๋ยวเรียกเอง”
       ผจญกับแก้วใจเดินออกไป ระหว่างนั้นเสียงปลายฟ้าดังขึ้น
       “คิดว่าจะได้เจอนายตอนที่เป็นข่าวแล้วซะอีก”
        ภูวนัยหันมาเห็นปลายฟ้า
       “อ้าว พูดดีๆ นะหมอ ข่าวอะไร”
       “ก็ข่าวตอนนายได้ตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจไง คิดอะไร”
       “นั่นมันนานไปหรือเปล่าหมอ”
       “หมออีกละ เรียกฉันเหมือนเดิมได้มั้ย เรียกหมอฉันรู้สึกห่างๆ ยังไงชอบกล”
       “ได้ซิ เข้าไปข้างในดีกว่าเหยิน”
       ว่าแล้วภูวนัยก็เดินเข้าไปในบ้านเลย ปลายฟ้าถึงกับอึ้ง
       “นี่ ฉันหมายถึงให้เรียกฉันว่าฟ้า ไม่ใช่ให้เรียกชื่อตอนเด็กๆ”
      
       ปลายฟ้าทำหน้างอน แต่สักพักก็เห็นรอยยิ้มของเธอ เพราะดีใจที่ได้พบกับภูวนัยอีก
วันต่อมาที่หน่วยปราบปรามยาเสพติด ภูวนัยวางแผนกับทีมในห้องปฏิบัติงาน
      
       “ฉันเพิ่งได้รับรายงานจากสายของเราว่าวันนี้ จะมีการลำเลียงยาบ้าล๊อตใหญ่จะชายแดนฝั่งตะวันตกเข้ามาที่กรุงเทพฯ” ภูวนัยหันไปชี้จุดบนแผนที่ “พวกมันจะส่งมอบยากันที่ท่าเรือ แฝงมากับตู้สินค้า ขอให้ทุกคนจับตาดูตู้สินค้าที่มีตัวหนังสือ...” ตำรวจภายในห้องต่างจดข้อมูลเอาไว้ “ยาล๊อตนี้คือยาที่มาจากชายแดนเพื่อส่งให้เครือข่ายของเสี่ยสมสุข ถ้าวันนี้เราจับพวกมันได้ ก็เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” ทุกคนในห้องประชุมต่างมีสายตาที่มุ่งมั่น ภูวนัยนิ่งไปก่อนจะพูดขึ้น “ขอโทษที่ฉันพูดผิดไป วันนี้เราต้องจับพวกมันให้ได้”
       ทุกคนในห้องต่างส่งเสียงร้องเรียกขวัญตัวเอง
      
       คืนเดียวกันนั้นที่ดิออร์แกน โสภีทำหน้าแปลกใจ
       “แน่ใจเหรอกับสิ่งที่พูดมา ห๊ะ นังไผ่”
       ไผ่พญานั่งคุยกับโสภีที่มุมหนึ่งของดิออร์แกน
       “หึ ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเจ้โสภีจะถามอย่างนี้ ฉันนึกว่าเจ้จะรีบตกลงซะอีก”
       “เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ฉันอยากรู้เงื่อนไขของแก”
       “หนี้ของแม่ฉัน แล้วก็ของไอ้ขิงกับกระดังงา จะหายกันภายในคืนนี้”
       สภีได้ยินก็ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบก่อนจะปาทิ้งด้วยความโมโห
       “แกคิดว่าฉันโง่หรือนังไผ่ ที่ฉันอยากให้แกไปกับเสี่ยสมสุขก็เพราะเสี่ยเขาอยากได้แกมานานแล้ว แล้วถ้าฉันยกหนี้ให้แก ฉันต้องเสียรายได้อีกเท่าไหร่”
       “ฉันว่าเจ้คงไม่เสียหรอก คิดดูซิหนี้ของฉันกับของสองคนนั่นก็เท่าไหร่ แล้วเจ้ยังได้พิเศษจากเสี่ยสมสุขอีก ฉันว่าคนที่เสียคงเป็นฉันมากกว่า”
       โสภีจ้องหน้าไผ่พญาเหมือนต่างคนต่างกำลังอ่านกัน
        “แล้วถ้าฉันไม่ตกลงละ”
       “เจ้คิดว่าฉันไม่มีเบอร์เสี่ยเขาหรือไง แค่ฉันโทรหาเสี่ยแล้วบอกว่าคืนนี้ฉันยอมที่จะเป็นของเสี่ย เงินที่ฉันติดหนี้เจ้มันจิ๊บจ๊อยมาก ที่ฉันมาบอกเจ้ก็เพราะฉันให้เกียรติเจ้ เจ้เลือกแล้วกันว่าจะเอายังไง”
       โสภีมองไผ่พญาด้วยความแค้นที่ถูกไผ่พญาบีบเกมส์
      
       สมสุขอยู่บ้านกำลังคุยกับโสภีด้วยความตกใจ
       “อะไรนะ ไผ่มันพูดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ” สมสุขฟังแล้วยิ้มชอบใจ “ได้ เดี๋ยวฉันจะไปรับเธอด้วยตัวเองเลย”
       พอสมสุขวางโทรศัพท์ เสียงของพายัพก็ดังขึ้น
       “แต่คืนนี้เรามีงานใหญ่นะนาย”
       สมสุขหันไปตามเสียง พายัพถือแก้วเหล้าจิบอยู่ที่โซฟา
       “แล้วไง แกก็ไปแทนฉันได้นี่”
       “ผมไม่เข้าใจว่านายชอบผู้หญิงคนนั้นอะไรนักหนา ผมไม่อยากให้นายต้องเสียงานใหญ่นะครับ”
       ทันใดนั้นสมสุขก็จ่อปืนมาที่พายัพ
        “ฉันสั่งอะไรก็ทำตามนั้น”
       “เอ่อ...ครับนาย” สมสุขหยิบกระเป๋าเหน็บแล้วจะเดินออกไป “เดี๋ยวผมให้ไอ้วุฒิขับรถให้นายแล้วกัน”
       “ไม่ต้อง วันนี้ฉันจะไปคนเดียว”
       พายัพได้ยินอย่างนั้นก็เหมือนชะงักไปครู่
       “นายจะไม่เอาลูกน้องไปเลยเหรอครับ”
       “ก็บอกว่าไม่ต้องไง เสร็จงานแล้วโทรหาฉันแล้วกัน”
       สมสุขสั่งงานเสร็จก็รีบเดินออกจากห้องไป พายัพมองตามเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง พายัพหยิบมือถือขึ้นมากดหาใครบางคน
       “ฉันเอง เปลี่ยนแผนนิดหน่อย”
       พายัพยิ้มร้ายด้วยแผนการในหัวที่ไม่มีใครล่วงรู้
      
       ภูวนัยอยู่ที่ท่าเรือมุ่งมั่นในภารกิจวันนี้
       “ทุกคนเตรียมพร้อมให้ดี ใกล้ถึงเวลาแล้ว”
       ชาติกล้าซุ่มอยู่ในมุมที่เตรียมพร้อม
      
       วีระกับราชัยปลอมตัวเป็นพนักงานท่าเรือเช่นเดียวกับตำรวจคนอื่นๆ ที่ภูวนัยวางกำลังกระจายไปทั่วท่าเรือ
ขณะนั้นสมสุขอยู่ที่ดิออร์แกนกำลังชะเง้อมองหาไผ่พญา
      
       “ทำไมป่านนี้ยังไม่ออกมา หรือว่าเธอจะเปลี่ยนใจ”
       “แหม เสี่ยอยากได้ของดีก็ต้องใจเย็นๆ ซิคะ เอ่อ ระหว่างที่เรารอน้องไผ่ โสภีว่าเรามาคุยเรื่องค่าปงค่าเปิดดีมั้ยคะเสี่ย”
       “เปิดอะไร ฉันไม่กินอะไรแล้ว”
       “แหม ไม่ใช่เปิดเหล้าคะเสี่ย เปิดบริสุทธิน่ะคะ”
       สมสุขได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะชอบใจ
       “ได้เลย” ว่าแล้วสมสุขก็หยิบเงินปึกนึงออกจากกระเป๋า โสภีเห็นก็ตาลุกวาว “ไง แค่นี้พอมั้ย”
       “พอคะพอ เอ่อ แล้วไม่มีค่าน้ำลงน้ำลายที่กล่อมน้องเขาสำเร็จเหรอคะ” โสภีพูดไม่ทันจบสมสุขก็ควักให้อีกปึก
       “แหม รู้สึกชุ่มคอขึ้นมาทันที” โสภีมองไปที่ทางออก “อุ้ย คุยเรื่องสำคัญเสร็จน้องไผ่ก็มาพอดี”
       สมสุขหันมองไปตามโสภีแล้วสมสุขก็ถึงกับตะลึงค้างเมื่อเห็นไผ่พญาในชุดสวยเซ็กซี่สุดๆ ไผ่พญาหยุดมองที่สมสุข ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดกับการตัดสินใจในครั้งนี้
       ไผ่พญาเดินเข้ามาสมสุขก่อนจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
       “รอนานมั้ยคะเสี่ย”
       “ให้นานกว่านี้ก็รอได้จ้ะ” สมสุขลุกขึ้นก่อนจะผายมือให้ไผ่พญา “ไปกันหรือยัง”
       ไผ่พญาฝืนยิ้มก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือของสมสุขแล้วลุกขึ้นเดินออกไป โสภีตะโกนไล่หลัง
       “รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่คะเสี่ย”
       โสภีจุ๊บปึกเงินอย่างมีความสุข
      
       ที่ท่าเรือวีระและราชัยกำลังซุ่มอยู่หลังตู้คอนเทรนเนอร์
       “ทำไมป่านนี้ยังไม่มาอีก”
       “นั่นซิ ไม่ใช่ว่าเหลวอีกนะ”
       ระหว่างนั้นเสียงชาติกล้าดังขึ้นผ่านวิทยุข้างหู
       “พูดอะไรน่ะ” ชาติกล้ากำลังซุ่มอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น “บอกแล้วไงว่าคราวนี้เราต้องสำเร็จ ใช่มั้ยภู”
       ภูวนัยยังซุ่มอยู่ที่เดิมเห็นความมุ่งมั่นไม่ลดลงเลย ระหว่างนั้นภูวนัยก็ชะงักไปเมื่อเห็นรถคอนเทรนเนอร์ขับเข้ามา ภูวนัยรีบยกกล้องส่องทางไกลขึ้นดูทันทีแล้วภูวนัยก็เห็นข้างตู้คอนเทรนเนอร์เป็นตัวอักษรเดียวกับที่รับรายงาน
       “ทุกคนเตรียมพร้อม เป้าหมายเข้ามาแล้ว”
       ทุกคนเตรียมพร้อมลงมือปฏิบัติการทันที
      
       รถคอนเทรนเนอร์คันนั้นขับเข้ามาจอดก่อนจะเห็นมันหยุดนิ่งสนิท ภูวนัยเพ่งตาเขม็งไม่วางตา
       “ยังก่อน ทุกคนรอสัญญาณจากฉัน”
       คนขับรถคอนเทรนเนอร์ลงจากรถ ก่อนที่เขาจะมองไปรอบๆ เพียงชั่วครู่ก็เห็นใครบางคนเดินออกจากเงามืดแล้วตรงมาที่เขา
       “ฉันว่าไอ้หมอนี่ต้องเป็นคนจากสมสุขแน่วะไอ้ภู”
       ชาติกล้าบอก ภูวนัยจับตามองชายคนที่เพิ่งเดินออกมาตาเขม็ง ชายคนนั้นเดินถือกระเป๋าเข้ามาที่คนขับคอนเทรนเนอร์ก่อนจะส่งกระเป๋าให้กับคนขับ ทันใดนั้นภูวนัยรีบให้สัญญาณทันที
       “ไป...ไป...ไป”
       ตำรวจต่างกรูกันออกจากที่ซ่อนพร้อมอาวุธครบมือแล้วตรงเข้ามาล้อมกรอบชายทั้งสองคน
        “ทิ้งกระเป๋า แล้วหมอบลงกับพื้น”
       ชายทั้งสองคนตกใจรีบทิ้งกระเป๋าแล้วหมอบลงกับพื้นทันที ภูวนัยรีบวิ่งออกมาก่อนจะตรงเข้ามาที่ชายทั้งสองที่วีระกับราชัยกำลังตรวจอาวุธอยู่
       “ชาติ แกไปเปิดตู้คอนเทรนเนอร์”
       ชาติกล้ารีบวิ่งไปหลังรถ ส่วนภูวนัยรีบวิ่งเข้ามาที่กระเป๋าใบนั้น ระหว่างที่ภูวนัยกำลังจะเปิดกระเป๋าเสียงของชาติกล้าร้องเรียกขึ้น
       “ภู ภูมาดูนี่เร็ว”
       ภูวนัยแอบอมยิ้มเพราะคำพูดของชาติกล้าทำให้เขามีความหวัง ภูวนัยรีบวิ่งไปหลังรถ แต่แล้วภาพที่ภูวนัยเห็นก็ทำให้เขาแทบเข่าอ่อนเพราะมันคือตู้คอนเทรนเนอร์อันว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย
       ภูวนัยอึ้งไป ภูวนัยยืนโกรธตัวสั่นอยู่ท้ายตู้คอนเทรนเนอร์ที่ว่างเปล่า วีระกับราชัยวิ่งเข้ามาดู
       “เฮ้ย เราโดนพวกมันหลอกอีกแล้วเหรอเนี่ย”
       ภูวนัยกำหมัดแน่นโกรธอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภูวนัยเดินตรงดิ่งเข้ามาหาที่กระเป๋าก่อนจะเปิดกระเป๋าดูแล้วก็ต้องอึ้งไปเมื่อพบว่าภายในกระเป๋ามีแต่เสื้อผ้า ภูวนัยโยนกระเป๋าทิ้งด้วยความโมโหก่อนจะเดินเข้าไปกระชากตัวของคนขับรถที่นอนหมอบอยู่ลุกขึ้น
       “ยาอยู่ไหน”
       ชาติกล้า วีระ ราชัยรีบเข้ามาห้ามภูวนัย
       “ภู”
       “พี่พูดเรื่องอะไร ผมไม่รู้เรื่อง”
       ภูวนัยผลักชาติกล้าออกไปก่อนจะหยิบปืนขึ้นมาจ่อคนขับรถ
       “ยาอยู่ไหน”
       ทุกคนตกใจที่ภูวนัยเริ่มโกรธจนคุมตัวเองไม่อยู่
       “ภู แกจะทำอะไร”
       “ฉันก็จะทำให้มันพูดไง จะบอกหรือจะตาย”คนขับรถกลัวลนลาน
       “ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ พี่ มีคนจ้างผมให้ผมขับรถคันนี้ไปที่ตราด”
       “แล้วแกมานี่ทำไม”
       “เขาบอกว่า ก่อนไปให้มาที่ท่าเรือมีคนจะเดินทางไปด้วย ผมไม่รู้จริงๆ ว่าพี่พูดอะไร อย่ายิงผมเลยนะพี่”
       ภูวนัยกำปืนแน่นด้วยความโกรธ ชาติกล้าต้องรีบเข้ามาห้าม
       “ภู ฉันว่าไอ้หมอนี่มันไม่รู้เรื่องจริงๆ เก็บปืนเถอะ”
       ภูวนัยตาแดงเถือกด้วยความโกรธ ก่อนที่จะผลักคนขับรถออกด้วยความโมโห
      
       “โธ่เว้ย”
ภูวนัยเดินมาตามทางที่ลานจอดรถพร้อมกับวีระและราชัย ระหว่างนั้นเสียงชาติกล้าเรียกเอาไว้
      
       “ภู”
       ภูวนัยและทุกคนหันไปก็เห็นชาติกล้าเดินเข้ามา
        “นี่แกยังไม่ล้มเลิกภารกิจคืนนี้อีกเหรอ”
       “ไม่ ยังไงคืนนี้ฉันต้องจับไอ้สมสุขให้ได้”
       “แล้วแกจะจับมันยังไง ป่านนี้มันส่งยากันเรียบร้อยแล้ว”
       “ยังหรอก ฉันให้สายของเราเฝ้าหน้าบ้านมันเอาไว้ ถ้าคืนนี้เป็นการส่งยาล๊อตใหญ่จริงๆ มันต้องมีความเคลื่อนไหวที่บ้านมัน”
       “อะไรนะ แกให้สายของเราไปเฝ้าไอ้สมสุขไว้เหรอ”
       ชาติกล้าถามอย่างตกใจ ภูวนัยพยักหน้าแล้วสงสัย
       “แกมีอะไรหรือเปล่าชาติ”
       ชาติกล้าลำบากใจที่จะพูด
       “เมื่อกี้ทางโรงพยาบาลโทรมาบอกว่า พ่อฉันต้องผ่าตัดคืนนี้”
       “ถ้าอย่างนั้นแกไปเลย”
       “แต่ว่า...”
       “ไม่ต้องห่วงทางนี้ แกรีบไปเถอะ”
       “ขอบใจมากเพื่อน”
       ชาติกล้าตบบ่าภูวนัยเป็นเชิงขอบใจก่อนที่ชาติกล้าจะรีบออกไป ภูวนัยมองตามก่อนจะหันไปบอกกับวีระและราชัย
       “เรียกทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องมาให้ผมเดี๋ยวนี้”
       วีระกับราชัยขานรับพร้อมกันก่อนที่ทั้งสองคนจะวิ่งออกไป แววตาของภูวนัยยังไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ
      
       ภูวนัยเดินเข้ามาในสำนักงาน แต่แล้วภูวนัยก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นพายัพเดินมากับมารุต
       “ต้องขอบคุณที่คุณพายัพอุตส่าห์ออกปาก”
       “ไม่ต้องหรอกครับผู้กำกับ ไอ้ผมมันก็มีจิตสำนึก รู้ว่าอะไรดีไม่ดี”
       ภูวนัยมองมารุตกับพายัพที่คุยกันด้วยความสงสัยและโมโห
       “ผู้กำกับ” ภูวนัยเดินปรี่เข้ามา “มันมาทำไม”
       “นี่ หมวด กรุณาให้เกียรติประชาชนหน่อยซิ เรียกมงเรียกมัน ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ”
       “ทำไมฉันต้องให้เกียรติคนอย่างแก ผู้กำกับนี่มันเรื่องอะไร ทำไมมันถึงมาที่นี่ได้”
       “ใจเย็นหมวด”
       “ไม่เป็นไรหรอกครับผู้กำกับ” พายัพหันมาทางภูวนัย “เป็นไง วันนี้จับอะไรได้บ้าง คงจับได้แต่กระเป๋าเสื้อผ้าใช่มั้ย ถ้าเดาไม่ผิด”
       ภูวนัยโมโหปรี่เข้าไปกระชากคอพายัพ
        “แก”
       “หมวด หยุดเดี๋ยวนี้” ภูวนัยชะงักก่อนจะผลักพายัพออก “คุณพายัพมานี่เพื่อเป็นพยานซัดทอดเสี่ยสมสุข”
       “อะไรนะครับ ผู้กำกับคงไม่เชื่อที่มันพูดนะครับ”
       “ไม่เอาน่าหมวด ผมว่าผู้กำกับคงรู้ว่าเชื่ออะไรได้หรือไม่ได้” พายัพเข้าไปตบบ่าภูวนัย ภูวนัยปัดออก “เลิกทำหน้าซีเรียสขึงขังได้แล้วน่าหมวด มันไม่ได้ช่วยกลบความผิดพลาดของหมวดในคืนนี้ได้หรอก”
       “แก” ภูวนัยจะเอาเรื่องอีก มารุตรีบปราม
       “หมวดภู” มารุตหันไปตัดบทกับพายัพ “เชิญทางนี้ดีกว่า เดี๋ยวผมไปส่ง”
       มารุตรีบเดินนำพายัพออกไป พายัพยิ้มเยาะภูวนัยก่อนจะเดินตามมารุตไปอย่างกวนบาทา ภูวนัยมองตามด้วยความโมโห
      
       ไผ่พญานั่งอยู่ริมสระน้ำ บรรยากาศสบายๆ ในบ้านพักส่วนตัวของสมสุขแต่ไผ่พญากลับไม่สบาย ก่อนที่เธอจะก้มมองยาเม็ดนึงภายในมือของเธอ
       “ถ้าคราวนี้แกหลอกฉันอีก ฉันเอาแกตายแน่ไอ้ขิง”
       ไผ่พญาคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ภายในห้องพักของโคโยตี้ ไผ่พญาแปลกใจกับยาที่ขิงให้ดู
       “ยาอะไร”
       “เขาเรียกว่ายาเสียสาว” ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ยกมือจะตบขิง ขิงเหวอ “เฮ้ย ฉันไม่ได้ให้แกกิน ไอ้นี่มันคือยานอนหลับอย่างแรง รับรองว่าไอ้เสี่ยนั่นหลับเป็นตาย แถมตื่นมามันยังจำอะไรไม่ได้ด้วย”
       “ได้ผลจริงๆ เหรอ”
       “จริงดิ ที่ฉันได้ไอ้งาก็เพราะยาเม็ดนี่แหละ”
       กระดังงาตบหัวขิง ป้าป
       “ยังมีหน้าพูดอีก ไผ่ แกทำเพื่อพวกเราขนาดนี้ พวกเราไม่รู้จะช่วยแกยังไง นอกจากยาเม็ดนี่”
      
       กระดังงาให้ยากับไผ่พญา ขณะที่ไผ่พญามองยาในมืออย่างครุ่นคิด

       ไผ่พญากำลังตื่นเต้น สูดลมหายใจลึก
      
       “ใจเย็นๆ ไม่มีอะไร เราทำได้ เราทำได้”
       ระหว่างนั้นสมสุขเดินถือไวน์เข้ามาพร้อมกับแก้วสองใบ
        “เป็นอะไร” ไผ่พญาตกใจเล็กน้อย
       “เอ่อ เปล่าคะ”
       สมสุขรินไวน์ใส่แก้วก่อนจะส่งให้กับไผ่พญา
       “ดื่มซิ ฉลองให้ฉันหน่อย”
       “เรื่องอะไรคะ”
       “ที่เธอใจอ่อน มาอยู่กับฉันในคืนนี้ได้”
       ไผ่พญาหลุกหลิกเพราะไม่ได้จังหวะใส่ยา สมสุขหยิบแก้วไวน์แล้วคล้องแขนไผ่พญา ไผ่พญารีบดึงจังหวะก่อนที่สมสุขจะจิบไวน์
       “เดี๋ยวก่อนนะคะ” สมสุขแปลกใจ “เอ่อ เสี่ยจะไม่เปิดเพลง สร้างบรรยากาศหน่อยเหรอคะ”
       “จริงซิ”
       ไผ่พญายิ้มคิดว่าสมสุขจะเดินเข้าไปในบ้าน แต่แล้วสมสุขกลับหยิบรีโมทในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาแล้วกด แล้วเสียงเพลงบรรเลงก็ดังขึ้น สมสุขยิ้มพร้อมกับจะยกแก้วไวน์ขึ้นดื่ม ไผ่พญาอับจนหนทางแล้วไม่รู้จะทำยังไงเลยร้องตะโกนขึ้น
       “ว้าย”
       “มีอะไร”
       “แหม เสี่ยก็ลูกน้องเสี่ยอยู่เต็มบ้านอย่างนี้ ไผ่อายน่ะคะ”
        สมสุขหันมองลูกน้อง
       “ได้จ้ะ เดี๋ยวเสี่ยจัดให้” สมสุขเดินเข้าไปหาลูกน้องที่ยืนเรียงรายเต็มไปหมด “เฮ้ย ออกไปข้างนอกก่อนไป”
       “จะดีเหรอครับเสี่ย”
       “จะถามหาอะไรวะ บอกให้ออกไปไง ไปอยู่กันหน้าบ้านโน่น” กลุ่มลูกน้องพากันก้มหน้างุดแล้วเดินออกไป พอไผ่พญาเห็นอย่างนั้นก็รีบหย่อนยาลงไปในแก้วไวน์ของสมสุข สมสุขเดินกลับมาหาไผ่พญา “เรียบร้อย ตอนนี้ก็ไม่มีใครมาขัดขวางความสุขของเราแล้ว”
       สมสุขมองไผ่พญาตาเชื่อมก่อนที่ทั้งสองจะยกแก้วไวน์ขึ้นดื่ม ไผ่พญามองสมสุขที่จิบไวน์เพียงเล็กน้อยแล้วทำท่าจะวาง แต่ไผ่พญากลับยกแก้วไวน์ให้สมสุขดื่มให้หมด สมสุขชะงักแทบสำลักแต่ก็ยกไวน์จนหมดแก้วเช่นเดียวกับไผ่พญา
       “แหม ฉันเพิ่งรู้ว่าเธอเป็นพวกฮาร์ดคอร์เหมือนกัน” สมสุขวางแก้วไวน์ แล้วดึงไผ่พญามานั่งตัก “ตัวสั่นเชียวหนาวเหรอ”
       “เอ่อ ก็นิดหน่อยคะ”
       “ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวอีกซักพักฉันจะทำให้เธอร้อนรุ่มเอง”
       สมสุขหอมไปที่แขนของไผ่พญา ไผ่พญาขนลุกเกรียวขยะแขยงรีบลุกขึ้น สมสุขงง
        “เอ่อ ไผ่เป็นพวกไม่ชอบนอกสถานที่น่ะคะ ไปห้องนอนกันนะคะ”
       สมสุขยิ้ม ตาลุกวาว
      
       ไผ่พญาเดินนำเข้ามาในห้องนอน ทิ้งระยะห่างสมสุขเอาไว้
       “ออกฤทธ์เร็วๆ ซิ”
       ไผ่พญาพึมพำอย่างร้อนใจ สมสุขเดินตามเข้ามา
       “ชอบมั้ย ถ้าชอบพรุ่งนี้เราย้ายมาอยู่นี่เลยก็ได้นะ”
       “แหม เสี่ยอ่ะ ไผ่ก็มีพ่อมีแม่น่ะคะ”
       สมสุขดึงไผ่พญาเข้ามากอด
       “เสี่ยไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เสี่ยแค่เต็มที่กับเรา เสี่ยก็อยากให้เราเต็มที่กับเสี่ยบ้าง”
       ระหว่างนั้นยาเริ่มออกฤทธ์ สมสุขเริ่มตาพร่าขึ้นมาทันที ไผ่พญาสังเกตอาการอยู่แล้ว
       “เป็นไรคะเสี่ย”
       “เธอใส่อะไรลงไปในไวน์”
       “เอ่อ เปล่านี่คะ” ไผ่พญ่าเอามือจับหัว แกล้งทำมึนงง “โอ๊ย ทำไมมันมึนหัวอย่างนี้”
       ทันใดนั้นไผ่พญาก็ทรุดลงไปกองกับพื้นหมดสติ
        “ไผ่ ไผ่พญา”
      
       สมสุขพูดได้เพียงเท่านั้นก็ทรุดลงไปกับพื้นหมดสติอีกคน
ที่บริเวณด้านหน้าเซฟเฮ้าส์ของสมสุข ตำรวจนอกเครื่องแบบกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของสมสุขภายในบ้าน เห็นลูกน้องบางส่วนออกมายืนกันนอกบ้าน
      
       “พวกมันออกมาทำไมวะ”
       ตำรวจนอกเครื่องแบบอีกคนคว้ากล้องขึ้นมาแล้วก็เห็นลูกน้องของสมสุขเดินอยู่หน้าบ้านเต็มไปหมด
       “ฉันว่ารายงานหัวหน้าดีกว่า พวกมันวางกำลังขนาดนี้ ฉันว่าพวกมันต้องกำลังทำอะไรที่สำคัญกันอยู่ข้างในแน่นอน”
       ตำรวจนอกเครื่องแบบกำลังจะหยิบวิทยุสื่อสารรายงานภูวนัย ระหว่างนั้นมีถุงมือดำเข้ามาเคาะกระจก ตำรวจนอกเครื่องแบบเห็นอย่างนั้นก็รีบลดกระจกลงก่อนจะยกมือตะเบ๊
       “สวัสดีครับ”
       แต่แล้วทันใดนั้นเห็นมือดำคู่นั้นยกปืนที่มีที่เก็บเสียงก่อนจะยิงใส่ตำรวจทั้งสองนายจนตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสองนายตายคาที่ เจ้าของถุงมือดำใส่หน้ากากไอ้โม่งปิดหน้าปิดตาจนดูไม่รู้ว่าเป็นใคร
      
       ขณะนั้นภูวนัยนั่งรอรายงานอยู่ภายในห้องปฏิบัติงาน วีระเข้ามารายงานด้วยสีหน้าเป็นกังวล
       “หัวหน้าครับ”
       “ว่าไง มีความเคลื่อนไหวที่บ้านเสี่ยสมสุขบ้าง”
       “ผมถามจ่าเอกไปหลายครั้งแล้ว แต่จ่าเอกไม่ตอบเลยครับ”
       “ล้วจ่าสิทธิล่ะ”
       “ทั้งสองคนเลยครับ”
       “ฉันว่าสองคนนั้นมันต้องแอบหลับแน่นอน”
       ภูวนัยรู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาก่อนจะรีบลุกขึ้น
       “หัวหน้าจะไปไหนครับ”
       “ผมว่าต้องเกิดอะไรขึ้นที่บ้านเสี่ยสมสุข บอกทุกหน่วยให้เตรียมพร้อม”
       ภูวนัยรีบวิ่งออกไป วีระกับราชัยมองตามงงๆ
      
       ภายในบ้านสมสุข ร่างของไผ่พญากับสมสุขนอนหมดสติอยู่ที่พื้น ไผ่พญาค่อยๆ ลืมตาขึ้นแอบมองสมสุข ก่อนจะลองใช้เท้าเขี่ยๆ ดูว่าสมสุขรู้สึกตัวมั้ย เมื่อไผ่พญาเห็นว่าสมสุขสลบไปจริงๆ จึงลุกขึ้น
       “โห แรงอย่างที่ไอ้ขิงว่าจริงๆ ต่อไปก็เหลือแค่จัดฉาก” ไผ่พญามองไปรอบๆ ก็เห็นเตียงนอน แล้วไผ่พญาก็นึกออก “ฉากก็คือ แกได้ฉันที่เตียง โอเค”
       ไผ่พญาเข้าไปจะลากสมสุข แต่แล้วไผ่พญาก็เหลือบไปเห็นสร้อยคอทองคำของสมสุขมีจี้เป็นแท่งสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่คอ ไผ่พญาครุ่นคิดก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปปลดสร้อยของสมสุข
       “ขนาดบ้านยังให้ได้ สร้อยแค่นี้ เสี่ยคงไม่หวงหรอกนะ”
       ไผ่พญารีบเก็บสร้อยแล้วตาก็เหลือบไปเห็นแหวนหลายวงที่นิ้ว ไผ่พญาเริ่มโลภมาก
        “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง มีสร้อยแล้วมันก็ต้องมีแหวน ขอนะเสี่ย” ไผ่พญาจับหน้าสมสุขพยักหน้า “ขอบคุณคะเสี่ย”
       ไผ่พญารีบถอดแหวนจากสมสุขที่ใส่อยู่ห้าวง แต่เหมือนความโลภเริ่มครอบงำไผ่พญาหันไปมองกระเป๋าสตางค์ของสมสุขที่วางอยู่ก่อนจะลุกขึ้นไปแล้วหยิบเงินสดออกมา
       “โห พกเงินทีเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
       ระหว่างที่ไผ่พญากำลังตะลึงกับเงินสดในมือ ทันใดนั้นไผ่พญาก็ได้ยินปืน ปัง...ปัง!
      
       ไผ่พญามองไปทางต้นเสียงด้วยความตกใจ
ไผ่พญาเดินมาที่ประตูหน้าบ้านเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แล้วไผ่พญาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นชายชุดดำกำลังยิงต่อสู้กับเหล่าลูกน้องของสมสุข
      
       ลูกน้องของสมสุขระดมยิงแต่ชายชุดดำคนนั้นกลับหลบและยิงตอบโต้อย่างใจเย็น
       ไผ่พญาที่หลบอยู่ถึงกับตกใจ
       “เฮ้ย”
       ไผ่พญารีบย่องออกไปอย่างเงียบกริบ ชายชุดดำไล่เก็บลูกน้องของสมสุขจนตายเกลื่อนบ้านก่อนที่ชายชุดดำจะมองขึ้นไปทางด้านบน
      
       ไผ่พญารีบวิ่งเข้ามาปลุกสมสุขที่นอนหมดไม่ได้สติที่พื้น
        “เสี่ย เสี่ย ตื่นเร็ว”
       ไผ่พญาพยายามปลุกแต่สมสุขก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว ไผ่พญาหันมองไปที่ทางเดินก็เห็นเงาของพวกมันถือปืนเดินเข้ามา ไผ่พญาต้องรีบตัดสินใจว่าจะทำยังไง
       ชายชุดดำเดินมาที่ทางเดิน ชายชุดดำเดินเข้ามาภายในห้องพร้อมกับวาดปืนเล็ง แต่แล้วชายชุดดำก็ต้องลดปืนลงเมื่อเห็นสมสุขนอนหมดสติกับพื้น ขณะนั้นไผ่พญาซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำ
       ชายชุดดำเข้ามาดูอาการของสมสุขมันใช้เท้าเขี่ยๆ เมื่อเห็นว่าสมสุขหมดสติ มันก็นั่งลงที่เตียง ไผ่พญาแอบมองสงสัยว่าไอ้ชายชุดดำนั่นจะทำอะไร ชายชุดดำค่อยๆ ยกปืนขึ้นก่อนจะยิงไปที่สมสุข ไผ่พญาตกใจรีบเอามือปิดปากเพื่อไม่ให้เสียงลอดออกไป ระหว่างนั้นมีเสียงตบมือดังขึ้น ไผ่พญามองไปก็เห็นพายัพเดินตบมือเข้ามา
       “เป็นตำรวจมันดีอย่างนี้นี่เอง ยิงคนแล้วไม่ผิดกฏหมาย” ชายชุดดำหันไปก็เห็นพายัพ พายัพนั่งลงตบหน้าสมสุข “นาย นาย เฮ้อ ทำไมนายไม่เคยฟังผมเลย ผมเคยเตือนนายแล้วใช่มั้ย ว่านายจะตายเพราะผู้หญิง”
       พายัพลุกขึ้นก่อนจะเดินออกไปที่ระเบียง พายัพมองไปที่โต๊ะที่วางแก้วไวน์ พายัพเห็นแก้วไวน์สองแก้วก็หันไปบอกกับลูกน้อง
       “ผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ในบ้าน หาตัวมันมาให้ฉัน”
       ไผ่พญาที่ซ่อนตัวอยู่ถึงกับตกใจ เห็นลูกน้องพากันแยกย้ายออกไป พายัพเดินดูไปรอบๆ ก่อนจะเห็นประตูห้องน้ำแง้มอยู่ พายัพเดินตรงเข้ามา ไผ่พญาตื่นตระหนกด้วยความตกใจ
       “ทำไงดี ทำไงดี” พายัพเดินมาถึงประตูห้องน้ำ ไผ่พญาหลับตาปี้พนมมือ “แม่จ๋า ลูกลาก่อน”
       ระหว่างที่พายัพกำลังจะเปิดประตู เสียงวิทยุสื่อสารของชายชุดดำก็ดังขึ้น
       “ขอให้ทุกหน่วยไปที่รังพิราบเดี๋ยวนี้ ย้ำ”
       “รีบไปดีกว่า ตำรวจกำลังมา”
       ชายชุดดำบอก พายัพตะโกนบอกกับลูกน้อง
       “เฮ้ย ไม่ต้องหาแล้ว พ่อมึงกำลังมา ไปได้แล้ว”
       ชายชุดดำรีบเดินออกไป พายัพเดินข้ามศพสมสุขไปอย่างเลือดเย็น
      
       ไผ่พญาเหงื่อแตกซิกใจหายใจคว่ำ ไม่คิดว่าตัวเองจะรอดจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ไผ่พญามุดรั้วออกมาที่ด้านข้างของบ้านสมสุข ระหว่างนั้นไผ่พญาก็ต้องเบรกเอี๊ยด! เพราะเห็นพายัพกับชายชุดดำกำลังยืนคุยอยู่ที่รถตู้ไม่ไกลออกไป
      
       “แผนแกนี่เข้าท่าวะ เท่านี้ก็ไม่มีใครสงสัยว่าฉันเป็นคนฆ่าไอ้สมสุขมันแล้ว” ชายชุดดำคนนั้นถอดหน้ากากไอ้โม่งออก ไผ่พญาพยายามมองหน้าแต่ก็ไกลเกินไป “น่าดีใจแทนพวกตำรวจวะที่มีตำรวจฉลาดๆ อย่างแก”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็รู้ทันทีว่าชายชุดดำนั่นเป็นตำรวจ
       “แล้วผู้หญิงคนนั้นละ”
       ไผ่พญาชะงักไปเพราะรู้ว่าชายชุดดำกำลังพูดถึงเธอ
       “เรื่องเล็ก ไว้ฉันจัดการเอง ไงให้ฉันไปส่งมั้ย”
       ชายชุดดำไม่พูดอะไรแต่เดินจากไปเฉยๆ พายัพมองไปรอบๆ อีกครั้ง ไผ่พญารีบหลบทันที พายัพปิดประตูรถก่อนจะเห็นรถขับออกไป ไผ่พญาค่อยชะโงกหน้าออกไปมองก่อนจะได้ยินเสียงรถหวอดังไกลๆ ไผ่พญารีบวิ่งหนีไปอีกทาง
      
       ลำไยกำลังไหว้กุมารทองปากพึมพำขอพรยกมือจดแล้วจดอีก ไม่นานเสียงก็ดังขึ้น
       “เฮ้ย ตกลงจะเล่นหรือจะไหว้พระวะ นังลำไย”
       ด้านหลังลำไยมีขาไพ่นั่งรอแจกอย่างใจจดใจจ่อ ลำไยชะงักแล้วหันมามองหัวเสีย
       “ปากดีไปเถอะ วันนี้ยังไงข้าต้องได้แน่นอน พวกเอ็งกลับไปบ้านไปขอเงินผัวเพิ่มได้เลย” ลำไยนั่งลงในตำแหน่งเจ้ามือ ก่อนจะรวบไพ่มาแล้วยกจรดขึ้นไหว้ขอพร “ถ้าป๊อกเก้า แม่จะเลี้ยงน้ำแดงเลยนะลูก ช่วยแม่หน่อยนะ” ลำไยมั่นใจเต็มที่ “มา”
       ลำไยกำลังจะลงมือแจก แต่แล้วทันใดนั้นไผ่พญาก็เปิดประตูบ้านเข้ามา ผัวะ! วงไพ่ตกใจไม่ทันตั้งตัว
       “เฮ้ย”
       “ไอ้ไผ่ ไปเว้ยพวกเรา เผ่นเร็ว”
       “นี่มันมันยังไม่เลิกงาน แกกลับมาทำไมตอนนี้วะไอ้ไผ่”
       ลำไยและวงไพ่ที่กำลังแตกตื่นเพราะกลัวไผ่พญาอาละวาดก็ต้องแปลกใจเมื่อไผ่พญาไม่สนใจวงไพ่และไม่ต่อว่าลำไยเรื่องเล่นไพ่เหมือนทุกครั้ง เพราะไผ่พญาเดินขึ้นบ้านไปทันที ลำไยและวงไพ่งง
       “เฮ้ย วันนี้ลูกแกกินยาผิดมาหรือเปล่าวะนังลำไย”
       ลำไยมองตามไผ่พญาด้วยความสงสัยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันมาที่วงไพ่ด้วยความดีใจ
        “มาๆ ฤกษ์ดีล่ะกูวันนี้”
       ลำไยแจกไพ่ทันทีด้วยความฮึกเหิม
      
       หน้าเซฟเฮ้าส์สมสุข รถของภูวนัยแล่นเข้ามาจอดด้านหน้าของรถของตำรวจนอกเครื่องแบบสองนาย ภูวนัยเดินลงมาจากรถตรงเข้าที่รถของตำรวจนอกเครื่องแบบ แต่แล้วภูวนัยก็ต้องอึ้งไปเมื่อเห็นตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสองนายถูกยิงเสียชีวิตในรถ ภูวนัยรีบจับชีพจรที่ต้นคอเพื่อดูว่าจะช่วยทันมั้ย แต่ก็สายไปเสียแล้ว ภูวนัยทุบรถด้วยความโมโห
       ภูวนัยรีบดึงปืนขึ้นมาเตรียมพร้อมก่อนจะมองเข้าไปในบ้านของสมสุข
       ภูวนัยเข้ามาในเซฟเฮ้าส์ เห็นร่องรอยการต่อสู้ ระหว่างนั้นชาติกล้าตามเข้ามา ภูวนัยวาดปืนไปทางชาติกล้าตามสัญชาติญาณ
       “ฉันเอง” ภูวนัยลดปืนลง “นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
       “แกมาได้ยังไง”
       “ฉันได้ยินรายงานทางวิทยุก็เลยรีบมา”
       “ชาติ แกตรวจดูชั้นล่าง เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปข้างบน”
       ชาติกล้ากระชับปืนแล้วเดินออกไป ภูวนัยค่อยๆ เดินขึ้นไปชั้นบนอย่างระวังตัว
      
       ภูวนัยเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนของสมสุข แต่แล้วก็ต้องชะงักไปเมื่อพบว่าสมสุขถูกยิงตาย
ตอนที่ 2
      
       ไผ่พญาเปิดประตูเข้ามาในห้องด้วยอาการที่ยังตื่นตระหนกไม่หาย รีบปิดประตูลงกลอน ก่อนจะหันมองไปรอบๆ แล้วเอาชั้นหนังสือเล็กๆ มาดันประตูเอาไว้อีก
      
       จากนั้นไผ่พญารีบเปิดกระเป๋าก่อนจะวางแก้วไวน์ที่เก็บมา แล้วก็หยิบสร้อยคอทองคำออกมาวางไว้คู่กัน
       ไผ่พญาเดินงุ่นง่าน รู้สึกว่าเลือดในกายไม่สงบซะที หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งกับเตียงอย่างกลุ้มใจ
       “ทำไมฉันต้องเจอเรื่องอย่างนี้ด้วยเนี่ย แล้วฉันจะทำยังไงดี”
       ไผ่พญาเครียดไม่รู้จะทำยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
      
       ที่เซฟเฮ้าส์สมสุข เจ้าหน้าที่กำลังเก็บหลักฐานที่เป็นปลอกกระสุนที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคนกำลังตรวจหาร่องรอยการต่อสู้ รอยนิ้วมือ ภูวนัยยืนดูอยู่กับชาติกล้า เขารู้สึกงงเช่นกัน
       “พวกมันคงจะนัดส่งยากันที่นี่ แต่ด้วยอะไรบางอย่าง อาจจะคุยกันไม่รู้เรื่องไอ้สมสุขก็เลยต้องเป็นศพอย่างนี้”
       ภูวนัยมองไปที่เจ้าหน้าที่ยกถุงใส่ศพเดินออกไป ภูวนัยครุ่นคิดอย่างหนัก ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่นิติเวชเข้ามารายงานภูวนัย
       “ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ แล้วก็รู้สึกว่าผู้ตายจะไม่ได้ขัดขืนด้วยซ้ำ”
       “คุณกำลังจะบอกว่า สมสุขอาจจะถูกลวงมาฆ่าที่นี่เหรอ”
       “เรื่องนั้นผมไม่ทราบ แต่ผมพบนี่” เจ้าหน้าที่ยกแก้วไวน์ให้ภูวนัยดู “ผมพบมันที่ข้างสระว่ายน้ำ แล้วจากร่องรอย ผมคิดว่าผู้ตายไม่ได้อยู่คนเดียวก่อนที่จะถูกยิง”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งมืดแปดด้านว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ชาติกล้าเองก็หนักใจไปกับภูวนัยเช่นกัน
      
       ขิงกับกระดังงาเดินกลับมาที่บ้านเช่าหลังเลิกงาน
       “แกว่าตอนนี้ไอ้ไผ่มันจะเป็นไงวะ”
       “ไม่รู้ แต่ฉันก็ขอภาวนาให้มันชอบแล้วกัน”
       “ก็ไม่แน่นะ เคยได้ยินมั้ย” ขิงทำหน้าซึ้ง “ผู้หญิงมักจะจดจำครั้งแรกได้เสมอ”
       “ดีนะ ที่แกเป็นครั้งที่ร้อยของฉัน”
       จากที่ทำหน้าซึ้งอยู่ขิงถึงกับชะงัก
       “อ้าว อย่ามาพูดเล่นอย่างนี้นะ ฉันถือนะเฟ้ย” ระหว่างนั้นมีมือมาตบหัวขิง ป้าป! “อ้าว ยังมาตบฉันอีก”
       “แกอย่าหาเรื่องได้มั้ย ฉันยืนอยูตรงนี้ แล้วฉันจะตบแกได้ยังไง”
       ขิงกับกระดังงาเพิ่งนึกได้จึงหันไปมองด้านหลังของขิง ขิงกับกระดังงาต่างตกใจเมื่อเห็นไผ่พญายืนอยู่
       “ไผ่”
       “เบาๆ ซิวะ” ไผ่พญารีบชะโงกมองด้านหลังของขิงกับกระดังงาแล้วมองไปรอบๆ “ไม่มีใครตามพวกแกมาใช่มั้ย”
       “มีอะไรวะไผ่”
       “พวกแกรีบเปิดบ้านเถอะ ฉันไม่อยากยืนอยู่ตรงนี้นานๆ”
       ไผ่พญารีบเดินนำไปที่หน้าบ้าน ขิงกับกระดังงาต่างมองตามด้วยความสงสัย
      
       พอเข้ามาในบ้านขิงกับกระดังงาตกใจเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
       “เสี่ยสมสุขถูกฆ่า”
       ไผ่พญารีบหยิบหมอนมาอุดปากกระดังงา
       “ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าตกใจ”
       “จะบ้าหรือไง เรื่องอย่างนี้ไม่ตกใจก็แปลกแล้ว”
       “แต่ก็ยังดีที่แกปลอดภัย พวกมันไม่รู้ใช่มั้ยว่าแกอยู่ด้วย”
       ไผ่พญาพยักหน้ารับอย่างเศร้าๆ
       “เอาน่า ฉันรู้ว่าแกยังช๊อคไม่หาย คืนนี้นอนกับพวกเราก็ได้”
       “ถ้าฉันไม่ให้เขากินยานอนหลับเขาอาจจะหนีพวกมันได้” ไผ่พญาบอกอย่างรู้สึกผิด ขิงกับกระดังงานิ่งไปเพราะเหมือนโดนเหวี่ยงเข้าไปด้วย
       “คิดมากน่า ใครจะไปรู้ว่ามันจะเกิดเรื่องอย่างนี้ล่ะ”
       “ขิง...งา แกว่าฉันจะทำไงดี พวกมันจะรู้มั้ยว่าฉันอยู่ที่นั่นด้วย”
       กระดังงากับขิงมองหน้ากัน
       “แกก็ไม่ต้องทำอะไร คิดซะว่าสิ่งที่แกเพิ่งเห็นมามันเป็นฝันร้าย พอพรุ่งนี้แกตื่นมาก็ทำตัวเป็นปกติ”
       ไผ่พญานิ่งฟังด้วยความรู้สึกผิดที่ยังวนเวียนอยู่ในหัว
      
       เช้าวันรุ่งขึ้นที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ภูวนัยนั่งกอดอกหลับอยู่ที่โซฟา ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ออกมาจากห้องแล๊ป ก่อนจะหันมาเห็นภูวนัยนั่งหลับอยู่
       “หมวดคะ”
       ภูวนัยรู้สึกตัวค่อยๆ ลืมตา พอเห็นเจ้าหน้าที่ก็รีบเข้ามาถามทันที
       “เป็นไงบ้างครับ พบอะไรมั้ย”
       “ในเบื้องต้น เราพบสารประกอบในยานอนหลับ ซึ่งน่าจะเป็นโดมิคุ่มในแก้วไวน์ของผู้ตาย” ภูวนัยทำหน้างง
       “โดมิคุ่ม”
       “ยานอนหลับอย่างแรงน่ะคะ”
      
       ภูวนัยนิ่งไปใช้ความคิดขึ้นมาทันที


  


       ภูวนัยเดินตรงดิ่งเข้าหน่วยงาน ระหว่างนั้นเสียงของเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาตร์ยังดังก้องอยู่ในหัว
      
       “เขาติดยานอนหลับหรือเปล่าครับ”
       “ไม่น่าจะใช่นะคะ เพราะยานอนหลับที่กินก่อนจะเป็นยาอีกชนิดนึง พวกแวเลียมอะไรพวกนั้น แต่สารที่เราพบมันแรงกว่านั้นมาก”
       “ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า...”
       ภูวนัยเดินมาตามทางเดิน ชาติกล้าเดินเข้ามาอีกทาง พอเห็นภูวนัยก็รีบเข้ามาถามทันที
       “ไอ้ภู เป็นไงวะ พวกนั้นเขาว่าไง”
       “มีคนผสมยานอนหลับให้สมสุขกิน ก่อนที่จะยิงเขาจากด้านหลัง”
       “ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า คนที่อยู่กับสมสุขอาจจะเป็นฆาตกร”
       ภูวนัยนิ่งคิดก่อนจะแย้งขึ้น
       “ฉันยังไม่อยากจะคิดอย่างนั้น มันจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้ แล้วว่าไงแกมาตามฉันทำไม”
       ชาติกล้าลำบากใจที่จะบอก
      
       ที่ห้องทำงานมารุต มารุตโยนหนังสือพิมพ์ลงโต๊ะด้วยความโมโห
       “รู้มั้ยว่าหนังสือพิมพ์พวกนั้นเขียนว่าไง”
       “ไม่ทราบครับ”
       “เขาหาว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของสมสุข”
       “ไม่จริงนะครับ เรื่องนี้ผมอธิบายได้”
       “ผมฟังคุณ แล้วคิดว่าผู้ใหญ่เขาจะฟังผมหรือไง” ภูวนัยนิ่งไป มารุตจับอาการของภูวนัยก่อนจะพูดขึ้น “ผมอยากให้คุณวางมือเรื่องของสมสุขเพียงเท่านี้”
       “อะไรนะครับ ผู้กำกับครับเรากำลังจะได้เรื่องแล้วนะครับ ตอนนี้ทางนิติวิทยา...”
       “พอได้แล้ว” ภูวนัยชะงักไป “คุณกลับบ้านได้แล้ว”
       “หมายความว่ายังไงครับ”
       “ผมเซ็นอนุมัติคำสั่งพักราชการคุณไปแล้ว”
       “พักราชการ”
       “ผมสงสัยว่าคุณจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนค้ายาเสพติด ในระหว่างที่เราทำการสืบสวนความจริง ผมจำเป็นต้องทำอย่างนี้”
       ภูวนัยอึ้งเหมือนโดนยิงแสกหน้า
      
       ภูวนัยกำลังเก็บข้าวของลงกล่อง ชาติกล้าเดินเข้ามาที่โต๊ะ วีระกับราชัยวิ่งแซงเข้ามาด้วยความตกใจ
       “จริงเหรอครับหัวหน้าที่ผู้กำกับสั่งพักราชการหัวหน้า”
       ทั้งหมดนิ่งไปเพราะการที่ภูวนัยเก็บของลงกล่อง มันแทนคำตอบอยู่แล้ว
       “กำกับคิดว่าฉันเป็นสายให้กับพวกสมสุข”
       “อะไรนะครับ มันจะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง”
       ภูวนัยเก็บของเสร็จ หันไปบอกกับทุกคน
       “ความจริงก็คือความจริง ซักวันมันจะปรากฏออกมา”
       ภูวนัยถือกล่องเดินผ่านชาติกล้า ก่อนจะหันไปตบไหล่ชาติกล้าเชิงว่าไม่เป็นไร ชาติกล้านิ่งไป วีระกับราชัยอาลัย มองตามภูวนัยจนสุดสายตา ชาติกล้าเองก็มองตามสีหน้าเครียดขึ้นมาเช่นกัน
      
       มารุตกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ภายในห้อง
       “ครับท่าน ตอนนี้ผมได้เปลี่ยนเจ้าหน้าที่ที่คิดว่ามีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้แล้วครับ ครับ ผมจะรีบจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ครับท่าน” มารุตวางสายลงอย่างหนักใจ ก่อนจะหันมาพูดกับคนที่อยู่ตรงหน้า “คุณได้ยินที่ผมคุยกับท่านรัฐมนตรีแล้วนะ”
       ชาติกล้ายืนอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
       “ครับ”
       “รู้มั้ยว่าผมเรียกคุณมาพบ เรื่องอะไร”
       “ท่านคงจะตำหนิผม ที่เมื่อคืนทำภารกิจพลาดครับ”
       “เรื่องนั้นผมเข้าใจว่าคุณต้องฟังคำสั่งภูวนัย แต่ที่ผมเรียกคุณเข้ามาพบ เพราะผมอยากให้คุณเป็นหัวหน้าหน่วยแทนหมวดภูวนัย”
       ชาติกล้าตกใจที่ได้ยินเช่นนั้น
       “เอ่อ ท่านครับผมคงไม่เหมาะหรอกครับ”
       “ทำไมจะไม่เหมาะ คุณกับภูวนัยก็จบมาพร้อมกัน เป็นตำรวจก็พร้อมๆ กัน ความสามารถก็ไม่ต่างกัน แล้วคุณก็เป็นคนที่รู้เรื่องทุกอย่างมากที่สุด”
       “แต่ว่า...”
       “เชื่อซิ ผมมองคนไม่ผิดหรอก”
       ชาติกล้าสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะยืดอกตัวตรง
       “ครับผม ผมขอสัญญาว่า ผมจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ”
      
       ชาติกล้ามีสายตามุ่งมั่นขึ้นมาทันที


  


       ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง บรรยากาศชั้นเรียนกำลังอยู่ในชั่วโมงเรียนพุทธศาสนา ทุกคนตั้งใจเรียนยกเว้นม่านหมอกที่นั่งอยู่หลังห้องเพียงลำพัง
      
       ม่านหมอกนั่งมองไอโฟนแล้วยิ้มอย่างมีความสุข เพื่อนๆ ที่อยู่รอบข้างต่างมองด้วยสายตาแตกต่างกันไป บ้างก็มองด้วยความกลัว บ้างก็มองด้วยความรังเกียจ ระหว่างนั้นครูเขียนกระดานดำเสร็จพอดี
       “นี่คือหลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้า จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าสอนให้เราไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ” ระหว่างนั้นสายตาของครูเหลือบไปเห็นม่านหมอกที่เหม่อออกไปนอกห้องอย่างไม่สนใจ “ม่านหมอก”
       นักเรียนภายในห้องต่างหันมอง ม่านหมอกไม่ได้ยินเพราะมัวแต่มองที่ไอโฟน พร้อมกับเสียบหูฟัง
       ภาพในไอโฟนคือภาพของลักขณา สมภพ กำลังเล่นน้ำกันอยู่ริมทะเลพร้อมกับม่านเมฆ ครูเห็นม่านหมอกไม่สนใจก็เดินเข้าไปหาทันที
       ม่านหมอกยังเห็นภาพแห่งความทรงจำต่อเนื่อง แต่แล้วทันใดนั้นเสียงของลักขณาก็เงียบลง ม่านหมอกหันมองมาที่ไอโฟนแต่แล้วก็เห็นว่าครูหยิบไปถือ ม่านหมอกดึงหูฟังออก
       “ครูจะทำอะไร”
       “ก็ทำให้เธอตั้งใจเรียนไง ถ้าเธออยากจะเล่นโทรศัพท์ก็กลับไปเล่นที่บ้าน ไม่ใช่ที่โรงเรียน”
       “คืนโทรศัพท์หนูมา”
       ครูถึงกับอึ้งไปเมื่อเห็นท่าทางก้าวร้าวของม่านหมอก จังหวะนั้นม่านหมอกเข้าไปดึงไอโฟนจากมือครูทันที นักเรียนภายในห้องต่างอึ้งกับการกระทำของม่านหมอก ม่านหมอกเอาไอโฟนมาเสียบหูฟังจะฟังเพลงต่อ แต่แล้วครูก็ดึงไอโฟนออกไปอีก ม่านหมอกหันมอง
       “ครูจะเก็บมันไว้ แล้วเธอค่อยไปเอาที่ห้องพักครูหลังเลิกเรียน”
       “คืนของหนูมาเดี๋ยวนี้”
       “ม่านหมอก เธอชักจะก้าวร้าวเกินไปแล้วนะ”
       “ทำไมหนูต้องเชื่อครูด้วย ครูเพิ่งสอนเองไม่ใช่เหรอคะ แม้แต่พระพุทธเจ้ายังสอนไม่ให้เราเชื่อแม้แต่คนที่เป็นครูของตัวเอง”
       ครูถึงกับอ้าปากค้าง โกรธ
       “เลว เลวที่สุด นี่เธอคงจะไม่เชื่อพ่อแม่เธอด้วยใช่มั้ย ถึงได้เป็นเด็กแบบนี้ ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าเธอไม่เชื่อหรือว่าพ่อแม่เธอไม่เคยสั่งสอนกันแน่”
       ทันใดนั้นครูก็ปาไอโฟนของม่านหมอกก็ลอยละลิ่วลงกระแทกพื้น เสียงของแตกดังลั่นห้อง ภายในห้องต่างอึ้งเงียบกันไป ม่านหมอกมองครูด้วยความโกรธสุดๆ
      
       ภูวนัยเดินมาเก็บของที่รถ ระหว่างนั้นโทรศัพท์ภูวนัยดังขึ้น ภูวนัยมองเบอร์แล้วแปลกใจ
       “โรงเรียน” ภูวนัยรับสาย “ สวัสดีครับ...อะไรนะครับ ได้ครับผมจะรีบไป”
       ภูวนัยกดวางสายก่อนจะรีบขับรถออกไป
      
       ภูวนัยรีบเปิดประตูเข้ามาในห้องอำนวยการ แล้วภูวนัยก็ต้องอึ้งไปเมื่อเห็นม่านหมอกนั่งอยู่ภายในห้อง ขณะที่ผู้อำนวยการกำลังบอกกับครูคนนั้น
       “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
       ครูคนนั้นไหว้ผู้อำนวยการก่อนจะเดินออกจากห้อง ภูวนัยอึ้งไปเมื่อเห็นสภาพของครูนั้นที่หัวยุ่งกระเซิง แถมที่หน้ามีรอยนิ้วที่เกิดจากตบของม่านหมอก ภูวนัยเดินเข้าไป ม่านหมอกไม่แม้แต่ชำเลืองมองภูวนัย
       “คุณเป็นผู้ปกครองของม่านหมอกใช่มั้ย”
       “ใช่ครับ”
       “ไม่ใช่คะ เขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับหนู”
       “เงียบเดี๋ยวนี้ม่านหมอก”
       ผู้อำนวยการถอนหายใจ
       “คุณคงเห็นสภาพของคุณครูที่เพิ่งเดินออกไปแล้วใช่มั้ย”
       “ทำไมผอ.ไม่พูดเรื่องที่ครูคนนั้นด่าพ่อแม่หนูบ้าง”
       ผู้อำนวยการ ถึงกับผงะเพราะไม่คิดว่าม่านหมอกจะแรงขนาดนี้
       “เอ่อ...คุณเห็นมั้ยว่าลูกคุณเป็นยังไง”
       “ขอโทษครับ ผมจะกลับไปอบรมแกให้ดีกว่านี้”
       “ดิฉันว่าก็คงต้องเป็นอย่างนั้น แล้วดิฉันก็เห็นว่าม่านหมอกน่าจะอยู่บ้านจะดีสุด”
       “หมายความว่าไงครับ ผอ.จะพักการเรียนหรือภาคทัณฑ์อะไรก็ได้ แต่อย่าไล่แกออกเลยนะครับ”
       “ดิฉันเสียใจด้วยคะ โรงเรียนเราคงจะรับไว้ไม่ได้ เพราะจากการกระทำที่เห็นในวันนี้ แล้วที่ดิฉันสอบถามจากนักเรียนในห้องก็รู้สึกว่าม่านหมอกจะเข้ากับคนอื่นไม่ได้”
       ระหว่างนั้นม่านหมอกพูดสวนขึ้น
       “จะไล่ออกก็พูดแค่ว่าไล่ออก ทำตัวเป็นคนแก่พูดมากไปได้”
       ม่านหมอกเดินออกจากห้องไปทันที ผู้อำนวยการถึงกับอ้าปากหวอ ภูวนัยเห็นอย่างนั้นก็รู้ทันทีว่าหมดโอกาสที่จะยื้อแล้วจึงยกมือไหว้ผู้อำนวยการ
      
       แล้วรีบวิ่งตามม่านหมอกออกไป


  


       พอออกมาหน้าโรงเรียนม่านหมอกโยนกระเป๋านักเรียนลงถังขยะ ภูวนัยรีบวิ่งตามเข้ามาก่อนจะดึงแขนเอาไว้
      
       “จะย้ายอีกกี่โรงเรียนถึงจะพอใจ” ม่านหมอกหันมองภูวนัยก่อนจะสะบัดแขนแล้วเดินออกไป ภูวนัยเดินตามมาดึงแขนเอาไว้อีก “ชอบทำตัวมีปัญหามากใช่มั้ย”
       “ก็เพราะใครละ ถึงทำให้หนูเป็นอย่างนี้”
       “ม่านหมอก อย่าพูดแบบนี้กับพ่ออีก”
       “อาไม่ใช่พ่อหนู หนูมีพ่อเพียงคนเดียว แล้วอาก็เป็นคนทำให้พ่อหนูตาย”
       ม่านหมอกพูดด้วยสายตากร้าว ก่อนจะเดินออกไปทันที ภูวนัยอึ้งไป
      
       ค่ำวันเดียวกันนั้นที่วัด พายัพนั่งอยู่ในศาลากับลูกน้องเพียงแค่ไม่กี่คน ระหว่างนั้นคุณนายหยาดฟ้าในชุดดำเดินเข้ามาลงนั่งพร้อมกับคนที่ติดตาม
       “สวัสดีครับซ้อ เอ่อ ผมเสียใจด้วยครับ”
       “เสียใจเหรอ? หึ” หยาดฟ้ามองรูปสมสุขแล้วยิ้มสมเพช “ฉันรู้แล้วว่ามันต้องมีวันนี้ ไม่ช้าก็เร็ว ที่ฉันมาเพราะฉันอยากจะได้ส่วนแบ่งของฉัน”
       “ส่วนแบ่งอะไรครับซ้อ”
       “อย่าทำเป็นโง่ได้มั้ย คิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าแกกับสามีฉันทำอะไรกันอยู่ ฉันต้องการสองร้อยล้าน”
       “สองร้อยล้าน เอ่อ ซ้อครับผมว่าเราค่อยคุยเรื่องนี้”
       “มันน้อยมากสำหรับค่าปิดปากของฉัน ฉันเพิ่งคุยกับทนาย สามีฉันเขาทำพินัยกรรมเอาไว้ว่าถ้าฉันรู้สึกสงสัยในการตายของเขาก็ขอให้ฉันเอาข้อมูลไปให้ตำรวจ”
       พายัพยิ้ม เบาใจ
       “ผมก็นึกว่าเรื่องอะไร ถ้าซ้อจะพูดเรื่องนั้น ผมว่าคงจะเสียเวลาน่ะครับเพราะข้อมูลที่เสี่ยบอกอยู่กับผมหมดแล้ว”
       พายัพยิ้มให้เสมือนต้องการเยาะเย้ยหยาดฟ้า หยาดฟ้านิ่งไปคล้ายกับอึ้งแต่แล้วหยาดฟ้าก็พูดขึ้น
       “แกคิดว่าสามีฉันจะโง่หรือไง ข้อมูลนั่นไม่ได้มีที่แกคนเดียวหรอกนะ”
       พายัพได้ยินอย่างนั้นก็กลายเป็นฝ่ายอึ้งแทน
      
       พายัพเดินออกมาที่ลานจอดรถอย่างงุ่นง่าน
       “ไอ้บ้าเอ๊ย ข้อมูลอะไรของมันวะ” ระหว่างนั้นเสียงมือถือของพายัพดังขึ้น พายัพดูเบอร์ก่อนจะรับ “ฉันว่าเราสองคนกำลังเดือดร้อน ไอ้สมสุขมันก๊อปปี้ข้อมูลไว้อีกชุด” พายัพฟังแล้วโกรธ “ แล้วฉันจะรู้มั้ย ที่ฉันโทรหาแกเพื่อจะบอกว่า ฉันอยากให้เรื่องนี้รู้แค่เราสองคน อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด”
       พายัพกดวางอย่างหัวเสีย
       พายัพนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ตอนที่หยาดฟ้าพูดกับเขาในศาลา
       “ตอนนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสามีฉันเขาเก็บไอ้ข้อมูลนั่นไว้ไหน แต่ที่แน่ๆ ข้อมูลสำคัญขนาดนั้น เขาคงจะเก็บติดตัวตลอดเวลา”
       ระหว่างนั้นเหมือนพายัพนึกบางอย่างขึ้นมาได้
       พายักนึกถึงตอนที่อยู่ภายในห้องกับสมสุข พายัพเห็นสร้อยคอบนคอของสมสุข ตอนที่พายัพยิงสมสุข ปรากฏว่าที่คอของสมสุขไม่มีสร้อยเส้นนั่นแล้ว
       พายัพหรี่ตาร้าย เหมือนรู้แล้วว่าสร้อยเส้นนั่นนั้นเองที่เป็นตัวเก็บข้อมูล
      
       ขิงเดินมากับกระดังงาที่หน้าดิออร์แกน
       “โอ๊ย ทำงานๆ เมื่อไหร่จะสิ้นเดือนวะ”
       “แกจะบ่นทำไม ลืมไปแล้วหรือไงว่าเจ้แกยกหนี้ให้เราแล้ว ว่าไปก็ลืมขอบคุณแกวะไผ่”
       กระดังงาหันมาคุยกับไผ่พญา แล้วขิงกับกระดังงาก็แปลกใจเมื่อเห็นไผ่พญายืนละล้าละหลังอยู่
       “อ้าว เป็นไร นี่มันผับเว้ยไม่ใช่วัดไม่ร้อนหรอก”
       ผัวะ! กระดังงาหันไปตบปากขิงก่อนจะเดินเข้ามาพูดกับไผ่พญา
       “มีไร”
       “แกว่าจะฉันจะตอบคำถามยังไงดีวะ”
       “เรื่องอะไร”
       “ก็เรื่องเสี่ยสมสุขไง”
       “โอ๊ย นึกว่าเรื่องอะไร ไม่มีใครสนใจหรอกน่า เสี่ยเขาก็เป็นแค่แขกคนนึง รับรองว่าไม่มีใครถามแกหรอก เชื่อฉันซิ”
       ระหว่างนั้นเห็นเพื่อนโคโยตี้เดินเข้ามาพอดี พอเห็นไผ่พญาก็รีบเข้ามาทัก
       “เฮ้ย เป็นไงมั้งวะ”
       “เรื่องอะไร”
       “เอ้า ก็เมื่อคืนแกออกไปกับเสี่ยเขานี่ แกอยู่ด้วยหรือเปล่าตอนที่เสี่ยเขาถูกยิงน่ะ”
       “เอ่อ...”
       “อยู่” ขิงตอบแทน “แล้วไอ้มือปืนมันก็บอกด้วยว่า ถ้าใครรู้เรื่องนี้มันจะตามมาฆ่า ไง...แกอยากรู้มั้ยละ จะได้ให้ไอ้ไผ่มันเล่าให้ฟัง”
       เพื่อนส่ายหน้าก่อนจะรีบเดินเข้าไปทันที ไผ่พญาหันมองหน้ากระดังงาทันที
       “ไหนแกว่าไม่มีใครสนใจไง”
       “นั่นดิ เอ่อ ฉันว่าแกเตรียมๆ คำตอบไว้หน่อยก็ดี”
       ลูกน้องของโสภีเดินเข้ามาหาไผ่พญา
       “เจ้ให้ไปพบ”
       ลูกน้องบอกเสร็จก็เดินออกไป
      
       ไผ่พญาหันมองขิงกับกระดังงาด้วยความหนักใจ เพราะรู้ทันทีว่าเรื่องอะไร

       โสภีอยู่ในห้องถือแก้วเหล้าในมือกำลังเดินไปเดินมาสีหน้าเคร่งเครียด ไผ่พญาเปิดประตูเข้ามา โสภีเห็นก็รีบเข้ามาถามทันที
      
       “เมื่อคืนแกทำอะไรเสี่ย”
       “ทำอะไร ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย”
       “ไม่ใช่ว่าแกไม่ยอมเสี่ย แล้วแกโมโหที่เสี่ยเขาจะปล้ำแก ก็เลยหันไปคว้าปืนมายิงเสี่ยเขานะ”
       “นี่เจ้คิดว่าฉันฆ่าเสี่ยสมสุขเหรอ”
       “แกไม่ได้ทำใช่มั้ย”
       “ถ้าฉันทำป่านนี้ เจ้ไม่ได้เห็นหน้าฉันแล้ว” โสภีวางแก้วเหล้าแล้วทรุดลงนั่งโซฟาอย่างโล่งอก ไผ่พญาเห็นก็สงสัย “กลุ้มใจเรื่องอะไรเหรอเจ้”
       “ไม่กลุ้มได้ไง แกไม่รู้เหรอว่าเสี่ยเขาเป็นใคร แกคิดว่าพวกลูกน้องของเสี่ยจะเอาไอ้คนที่ทำลูกพี่มันไว้มั้ยล่ะ แต่แกไม่ได้ทำก็ดีแล้ว แล้วแกรู้มั้ยว่าใครทำ”
       ไผ่พญาชะงักไปเล็กน้อย
       “เอ้า ฉันจะไปรู้ได้ยังไงละเจ้”
       “นั่นซิ แต่แกไม่รู้ก็ถือว่าแกโชคดีแล้ว เพราะถ้าไอ้พวกนั้นมันคิดว่าแกรู้ละก็พวกมันไม่ปล่อยแกไว้แน่”
       ไผ่พญาได้ยินโสภีพูดอย่างนั้นก็ยิ่งเครียดหนักเข้าไปใหญ่
      
       เหล่าโคโยตี้กำลังเต้นอยู่บนเวที ไผ่พญาเต้นอยู่อีกด้านนึงกับกระดังงา เต้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แขกด้านล่างมองไผ่พญาด้วยสายตาหื่นสุดๆ ระหว่างนั้นพายัพเดินเข้ามาในดิออร์แกนก่อนจะมองไปรอบๆ โสภีเดินเข้ามาหาพายัพ เป็นจังหวะเดียวกับที่ไผ่พญาเต้นแล้วหันมาเห็นพายัพพอดี ไผ่พญาตกใจรีบเดินไปสลับที่กับกระดังงาทันที
       “มีอะไร”
       กระดังงาถามอย่างงงๆ
       “เห็นคนที่ยืนอยู่กับเจ้มั้ย”
       กระดังงามองไปก็เห็นพายัพยืนอยู่กับโสภี
        “อืม ทำไม”
       “นั่นแหละ ไอ้คนนี้แหละที่ฆ่าเสี่ยสมสุข” กระดังงาได้ยินอย่างนั้นก็รีบหันขวับกลับมาก่อนจะทำเป็นเต้นแล้วหนีห่างออกจากไผ่พญาทันที “อ้าว ไอ้งา บังฉันไว้ก่อนซิ”
       ไผ่พญาแอบชำเลืองมองไปที่พายัพแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นพายัพจ้องมาที่เธอเขม็ง พายัพยิ้มให้แต่เป็นยิ้มที่สยองสุดๆ ไผ่พญาต้องทำเป็นเต้นแต่ค่อยๆ กระเถิบลงเวทีไปเรื่อยๆ พอถึงขอบเวทีไผ่พญารีบกระโดดลงแล้ววิ่งออกไปทันที
      
       ไผ่พญารีบจ้ำเข้ามาที่ด้านหลัง แต่แล้วไผ่พญาก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นลูกน้องมายืนขวางเอาไว้ ไผ่พญาหันกลับจะเดินไปอีกทางแล้วไผ่พญาก็ต้องชะงักอีกเมื่อเห็นพายัพเดินเข้ามาพร้อมกับโสภี
       “นั่นไงคะ ไผ่ ไผ่พญามานี่ซิลูก” ไผ่พญาจนหนทางหนีแล้วจึงต้องใจดีสู้เสือเดินเข้ามาหาโสภีกับพายัพ “ไหว้พี่เขาซิ พี่เขาเป็นเลขาของเสี่ยไง”
       “อ๋อ สวัสดีคะ”
       “เต้นสวยนี่ ทำไมรีบลงมาซะล่ะ”
       ไผ่พญาชะงักไปกับคำถามของพายัพ เธอรู้สึกได้เหมือนพายัพรู้ว่าเธอกำลังจะหนี
       “คือ อยู่ๆ ไผ่ก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมาน่ะคะ เอ่อ คุณพายัพมีอะไรหรือเปล่าคะ”
       “คุณพายัพเขาอยากจะถามเรื่องเมื่อคืนน่ะ ลูกไผ่”
       “เมื่อคืน หนูก็อยู่ที่นี่ไงเจ้” ไผ่พญาพยายามขยิบตาสุดฤทธ์
       “อยู่ที่นี่อะไร เราออกไปกับเสี่ยเขาไง”
       ไผ่พญาถึงกับสะอึก แล้วหันมองหน้าพายัพที่จ้องมองไผ่พญาตาเขม็ง
       “อ๋อ เออใช่ ก็หนูอยู่ที่นี่ก่อนแล้วเสี่ยค่อยมารับน่ะคะ”
       “เอาละ ฉันอยากคุยกับไผ่ สองต่อสอง”
       พายัพยื่นเงินให้โสภีจำนวนนึง โสภีรับมาตาโต
       “เชิญตามสบายเลยคะ จะคุยกันถึงเช้าก็ได้นะคะ”
       “เจ้”
       โสภีรีบเดินออกไปไม่อยากเป็นก้างขวางคอ ไผ่พญาจะตามแต่พายัพขวางเอาไว้
       “เราไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่า ไม่นานหรอก ฉันแค่อยากรู้อะไรบางอย่างเท่านั้นเอง”
       ไผ่พญาหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมาทันที
      
       ไผ่พญาอยู่ในห้องพักโคโยตี้กับพายัพ ไผ่พญาทำหน้างง
       “สร้อยอะไรเหรอคะ”
       พายัพเดินเข้าแล้วจับที่ไหล่ของไผ่พญา
       “เอาเป็นว่า เมื่อกี้ฉันไม่ได้ยินที่พูดก็แล้วกัน สิ่งที่ฉันอยากได้ยินก็คือสร้อยอยู่กับเธอใช่มั้ย”
       ไผ่พญาชะงักเหงื่อแตก แต่ยังปากแข็ง
        “ต่อให้คุณพายัพถามฉันอีกกี่ครั้ง ฉันก็บอกได้คำเดียวว่าไม่รู้เพราะฉันไม่รู้เรื่องสร้อยอะไรนั้นจริงๆ”
       พายัพยิ้มเย็นก่อนจะเอามือมาไล้ตามปลายผมค่อยๆ ไล่ขึ้นมาที่ศรีษะ ก่อนจะเห็นพายัพทำนิ้วเป็นปืนแล้วจี้ที่ขมับของไผ่พญา
       “เธอเป็นคนใส่ยานอนหลับให้มันกินใช่มั้ย” ไผ่พญาชะงัก แล้วรีบส่ายหน้า “ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันก็คงต้องหาอะไรติดไม้ติดมือเป็นค่าเสียเวลานิดหน่อย หรือว่าไงฉันเดาถูกมั้ย”
       ไผ่พญาหน้าซีดที่พายัพคาดเดาเหตุการณ์ได้ถูก ไผ่พญาไม่รู้ทำยังไงจึงลุกขึ้นแล้วโวยวายกลบเกลื่อน
        “ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่ได้เอาไป แต่ถ้าคิดว่าฉันเอาไปจริงๆ คุณพายัพจะทำอะไร จะฆ่าฉันเหรอ เอาซิ”
       “หึ ฆ่าเหรอ ฉันไม่ชอบไอ้วิธีที่มันง่ายๆ อย่างนั้นหรอก”
        “ฉันขอบอกคุณเป็นครั้งสุดท้าย ว่าฉันไม่ได้เอาไปแล้วฉันก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของพวกคุณ เลิกยุ่งกับฉันซะที”
       ไผ่พญาทำเป็นโมโหก่อนจะรีบเปิดประตูออกจากห้องไป
      
       พายัพมองตามหรี่ตาลงใช้ความคิด


  


       วันต่อมาที่ฟาร์มสุข ภูวนัยนั่งกินอาหารเช้ากับเผ่าพงศ์ ม่านเมฆ มีพรรษาคอยตักข้าวให้
      
       “เอ วันนี้คุณภูแต่งตัวแปลกๆ ไม่ไปทำงานเหรอคะ”
       ภูวนัยที่กำลังตักข้าวเข้าปากถึงกับชะงักไปครู่
        “ผมลาพักร้อนน่ะ ต่อไปนี้ คงมีเวลาดูแลฟาร์มมากขึ้น”
       “แล้วเราละ ไม่ไปเรียนหรือไง” เผ่าพงศ์ถามม่านเมฆ
       “ครับ พ่อบอกว่าไม่ต้องไปเรียนแล้ว”
       เผ่าพงศ์กับพรรษาแปลกใจ
       “อ้าว ทำไมวะไอ้ภู หรือว่าแกไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เฮ้ย เอาเงินฉันมั้ย”
       “มันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินหรอกครับ”
       “ใช่ครับ มันเกี่ยวกับที่พี่หมอกไปตบครูต่างหาก”
       ภูวนัยหันไปปรามเพราะไม่อยากให้คนรู้เรื่องที่ไม่ดีของม่านหมอก
       “เมฆ ทานข้าวให้หมดก่อนแล้วค่อยพูดซิครับ”
       “จริงหรือวะไอ้ภู ยัยหมอกก่อเรื่องอีกแล้วเหรอ”
       “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมจัดการเรื่องนั้นเรียบร้อยแล้ว” ภูวนัยเปลี่ยนเรื่อง หันไปคุยกับพรรษา “หมอกยังไม่ตื่นเหรอครับ”
       “ไม่ทราบเหมือนกันคะ เห็นอยู่ในห้องตั้งแต่เมื่อวานยังไม่ออกมาเลย” ภูวนัยนิ่งไป
      
       ม่านหมอกกำลังสะพายเป้แอบย่องจะออกจากบ้าน ระหว่างนั้นม่านหมอกได้ยินเสียงของภูวนัย
       “พี่ครับ พี่คงจะโกรธผมมากใช่มั้ยครับ”
       ม่านหมอกชะโงกหน้ามามองก็เห็นภูวนัยกำลังยืนอยู่ต่อหน้ารูปของลักขณากับสมภพ ม่านหมอกแอบฟัง
       “แกสองคนเคยเป็นเด็กน่ารัก ผมผิดเองที่ทำให้พวกแกเป็นอย่างนี้ พี่...ผม...ผมขอโทษ”
       ภูวนัยน้ำตาซึมออกมาด้วยความเสียใจ ม่านหมอกนิ่งไปก่อนจะตัดสินใจเดินผ่านห้องนั้นไป ภูวนัยหันมาเพราะได้ยินเสียงคนเดินก็หันไปเห็นม่านหมอก
       “จะไปไหน” ม่านหมอกเดินต่อไม่สนใจ ภูวนัยต้องเข้าไปขวาง ภูวนัยมองกระเป๋าเป้แล้วพอจะเดาได้ “เก็บเสื้อผ้าจะไปไหน”
       “ไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี่ นี่ไม่ใช่บ้านของหนู”
       “หมอก นี่เป็นบ้านของเรา”
       “ไม่ใช่ บ้านมันต้องมีพ่อมีแม่ มันถึงเรียกว่าบ้าน”
       “ตัวแค่นี้จะไปไหนได้ รู้มั้ยว่าข้างนอกมันอันตรายแค่ไหน เธอเดินพ้นฟาร์มไปไม่กี่ก้าวเธออาจจะเป็นศพก็ได้”
       ม่านหมอกสบตาภูวนัยอย่างไม่กลัว
       “รู้มั้ยว่าทำไมหนูถึงไม่อยากอยู่ที่นี่ เพราะหนูไม่อยากอยู่กับฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่หนู”
       “หมอก” ภูวนัยกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ ก่อนจะพยายามสงบสติอารมณ์ “แก้วใจ”
       แก้วใจวิ่งเข้ามา
       “ขาคุณภู”
       “พาม่านหมอกขึ้นไปบนห้อง แล้วห้ามเธอออกจากฟาร์มนี่เด็ดขาด”
       “ไม่ ฉันจะไป ปล่อย”
       “เอ่อ คุณหนูขา ขึ้นข้างบนเถอะนะคะ”
       “ไม่”
       “พาขึ้นไป”
       แก้วใจพยามยามยื้อม่านหมอกดึงขึ้นไปข้างบน ภูวนัยมองตาม เสียใจที่ต้องทำอย่างนี้เช่นกัน
      
       ภูวนัย เผ่าพงศ์และม่านเมฆนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ในทุ่งดูหมูที่ปล่อยเดินเล่นกลางทุ่งท่ามกลางธรรมชาติสุดๆ
       เผ่าพงศ์อ่านหนังสือพิมพ์
       “เฮ้อ ไอ้หนังสือพิมพ์พวกนี้มันไม่มีอะไรเขียนแล้วหรือไง”
       “ทำไมครับ”
       “เอ้า แกดูซิ กับอีแค่เรื่องพ่อค้ายาเสพติดตาย ลงได้ตั้งวันสองวัน เออ แถมยังมีพวกตำรวจชั่วเป็นพวกมันด้วยนะ” ภูวนัยชะงักไป “นี่ มีชื่อด้วยนะ ชื่อภูวนัยเว้ยไอ้ภู ชื่อเหมือนแกเลย”
       “ชื่อเหมือนแต่นิสัยไม่เหมือนนะตา พ่อภูน่ะเป็นตำรวจที่จับผู้ร้ายเก่งที่สุดในโลกเลย ใช่มั้ยพ่อภู”
       ภูวนัยยิ้มก่อนจะเอามือลูบหัวม่านเมฆอย่างเอ็นดู ระหว่างนั้นปลายฟ้าเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน
       “มาอยู่กันตรงนี้เอง”
       “สวัสดีครับน้าฟ้า”
       “สวัสดีจ้ะสุดหล่อ”
       “เอ้า ฟ้า วันนี้พ่อมีตรวจเหรอ”
       “เปล่าหรอก” ปรายฟ้าลังเลนิดนึงก่อนจะพูดขึ้น “ฉันขอคุยอะไรด้วยหน่อยซิ”
       ภูวนัยแปลกใจว่าปลายฟ้าอยากคุยเรื่องอะไร
      
       ภูวนัยเดินคุยกับปลายฟ้าอยู่ที่ริมทุ่งมุมหนึ่ง
        “ฟ้าจะไม่ถามเหรอว่าผมเป็นพวกนั้นจริงหรือเปล่า”
       ปลายฟ้ามองภูวนัยอย่างเชื่อมั่นก่อนจะยิ้มให้
       “ทำไมพูดอย่างนั้น ภูเราโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ทำไมฟ้าจะไม่รู้ว่าภูเป็นคนยังไง ยังไงภูก็ไม่มีทางทำอะไรอย่างนั้นแน่นอน”
       “ขอบใจมากนะฟ้า”
       “แล้ว นายจะอยู่ที่นี่อีกนานมั้ย”
       “ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็ดีนะ ฉันจะได้มีเวลากับครอบครัว แล้วก็พวกเด็กๆ” ปลายฟ้าได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ภูวนัยเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “ฟ้า ฟ้ามีเพื่อนที่เป็นครูบ้างมั้ย”
      
       ปลายฟ้าแปลกใจที่ภูวนัยอยู่ๆ ก็ถามแบบนั้น


  


       อีกด้านหนึ่ง ไผ่พญายืนอยู่ริมน้ำเหมือนคิดไม่ตกกับปัญหาที่เกิดขึ้น ไผ่พญาค่อยๆ ยกสร้อยของสมสุขขึ้นดู
      
       “เสี่ย ฉันรู้ว่าฉันเอาของเสี่ยมาโดยไม่บอก หรือเรียกว่าขโมยน่ะแหละ แต่เสี่ยเองก็มีเงินตั้งเยอะตั้งแยะสร้อยแค่นี้ให้ฉันดีๆ เถอะนะ” ไผ่พญารีบกำสร้อยไว้ในมือก่อนจะยกมือขึ้นไหว้ “ถ้าเสี่ยไปเข้าฝันไอ้คนที่ฆ่าเสี่ยไม่ให้ตามมารังควานฉัน ฉันจะทำบุญไปให้มื้อใหญ่ๆ เลยนะคะ”
       ไผ่พญายกมือขึ้นจบ ระหว่างนั้นเสียงเรียกไผ่พญาดังขึ้น
        “ไผ่ ไอ้ไผ่เว้ย”
       ไผ่พญาหันไปมองก็เห็นชาวบ้านคนนึงวิ่งเข้ามา ไผ่พญารีบเก็บสร้อยใส่กระเป๋ากางเกงทันที
       “มีอะไรป้า”
       “นังลำไย นังลำไยมัน”
       “แม่ แม่ทำไม”
       ไผ่พญาใจหายขึ้นมาทันที
      
       ลำไยนอนร้องโอดโอยอยู่ภายในบ้านหน้าตาเขียวช้ำ ข้าวของภายในบ้านต่างถูกรื้อกระจัดกระจาย ไผ่พญาวิ่งกลับเข้ามาในบ้านพอเห็นลำไยนอนอยู่ก็รีบวิ่งเข้ามา
       “แม่” ลำไยผวาเพราะไม่คิดว่าเป็นไผ่พญา “แม่ ฉันเอง ใครทำแม่”
       “ไม่รู้ พวกมันเข้ามาแล้วถามว่าสร้อยอยู่ไหน แม่ถามมันว่าสร้อยอะไร พวกมันก็บอกว่าสร้อยที่แกเอาไป” ไผ่พญารู้ทันทีว่าเป็นพวกพายัพแน่นอน “พอแม่บอกว่าไม่รู้ ให้มันถามแกเอง อยู่ๆ พวกมันก็เข้าไปพังบ้านจนแบบนี้แหละไอ้ไผ่แกเอาสร้อยอะไรของใครมา”
       “เอ่อ เปล่า ฉันไม่ได้เอาอะไรของใครเลย”
       “จริงนะ เพราะพวกมันบอกว่าถ้าแกยังไม่เอาสร้อยให้มัน มันจะกลับมาฆ่าเราสองคน”
       ไผ่พญาตกใจ ไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายขนาดนี้
       รถทัวร์คันนึงกำลังมุ่งหน้าลงใต้แต่ตอนนี้เพิ่งเข้าเขตนครปฐม ภายในรถไผ่พญานั่งอยู่ที่นั่งเกือบหลังสุด ไผ่พญาดูเครียดและเป็นกังวลเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่บ้านเช่าขิง
      
       ขิงกับกระดังงาวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น
       “กับอีแค่สร้อยเส้นเดียวมันจะอะไรนักหนา ราคาก็คงไม่เท่าไหร่ นั่นก็แสดงว่า สร้อยเส้นนั่นต้องสำคัญกับพวกมันแน่ๆ”
       “ก็จริงของแกวะ หรือว่าในสร้อยเส้นนั้น มันอาจจะมีลายแทงบอกที่ซ่อนสมบัติ”
       ขิงทำตาลุกวาวก่อนจะหันไปเห็นไผ่พญากับกระดังงาหน้านิ่งเหมือนว่าไม่น่าใช่คำตอบที่ถูกก็เลยลองจินตนาการใหม่
       “หรือไม่ มันอาจจะเป็นสร้อยวิเศษที่สามารถทำให้เรามีพลังเหมือนเดอะฮัค” ขิงทำท่าเบ่งกล้าม “ย้ากกกก”
       กระดังงาหันไปหยิกหูขิง
       “นี่...เดอะฮัคเหรอ” ขิงร้อง ย้ากกกกต่อเนื่อง “ตื่นได้แล้วไอ้ขิง เออ แล้วทำไมแกไม่แจ้งตำรวจล่ะ”
       “จะบ้าเหรอไง ฉันเพิ่งได้ยินมันคุยกับตำรวจอยู่ ดีไม่ดีไอ้ตำรวจที่มันคุยอาจจะเป็นคนสั่งให้ฆ่าเสี่ยสมสุขก็ได้”
       “เฮ้อ ตำรวจก็พึ่งไม่ได้ แล้วจะพึ่งใคร”
       “เดอะฮัคมั้ย”
       กระดังงาหันไปยกมือ ขิงหลบวูบ
       “ยังจะพูดเล่นอีก” กระดังงาหันไปทางไผ่พญา “ช่วยไอ้ไผ่คิดซิว่าต้องทำยังไง”
       ขิงพูดขึ้นอย่างซีเรียส
       “ฉันว่าแกต้องหนีวะ” ไผ่พญาหน้าเครียด “ฉันว่าแกหนีไปอยู่ที่อื่นซักพักจะดีกว่า”
       “ฉันว่าก็ดีเหมือนกันนะ แกไปเถอะฉันกับไอ้ขิงจะดูแลแม่แกให้ รอให้อะไรๆ มันดีขึ้น แล้วแกค่อยกลับมาก็ได้”
       “เอ่อ แล้วสร้อยกับของพวกนั้นแกเก็บไว้ไหน”
       ไผ่พญาอึกอักก่อนจะตัดสินใจโกหก
       “ฉัน ฉันทิ้งไปแล้ว”
       “ห๊า”
       “เก็บไว้ก็เท่ากับฆ่าตัวตายชัดๆ”
       “แหม ไอ้การดูแลใครสักคนมันก็ต้องใช้” ขิงดีดนิ้วเปาะแปะให้รู้ว่าต้องการเงิน
       ไผ่พญารู้ว่าขิงต้องการอะไรจึงหยิบเงินของสมสุขออกมาให้ขิง
        “เหลืออยู่เท่านี้ แกเก็บเอาไว้ใช้ตอนจำเป็นก็แล้วกัน”
       กระดังงารีบคว้าหมับทันที
       “ไม่ต้องห่วง แม่แกก็เหมือนแม่พวกเรา รับรองว่าพวกเราจะดูแลอย่างดีเลย”
       ขิงกับกระดังงาต่างหูตาลุกวาวกับเงินที่ไผ่พญาให้
      
       ไผ่พญากลุ้มหนักที่ชีวิตการผจญภัยได้เริ่มขึ้นแล้ว


  


       ไผ่พญาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ป้าที่อ่านหนังสืออยู่ข้างๆ หันมามอง
      
       “หนูจ๋า”
       ไผ่พญาที่กำลังครุ่นคิดอยู่ชะงักหันมางงๆ
       “เอ่อ ขา”
       “อย่าหาว่าฉันสอนเลยนะ ฉันเห็นเราเอาแต่นั่งถอนหายใจ มันไม่ดีรู้มั้ย”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกดีที่ป้าพูดเหมือนเป็นห่วงเธอ
        “คะ ขอบคุณนะคะที่...”
       ป้าพูดแทรกขึ้น
       “นอกจากจะทำให้ตัวเองหดหู่แล้ว ยังทำให้คนที่ได้ยินพลอยหดหู่ไปด้วย ถือว่าฉันขอนะ”
       ไผ่พญาถึงกับเหวอที่เหมือนโดนด่า
       “ยัยป้านี่ คิดว่าตัวเองเป็นใคร”
       ระหว่างนั้นป้าวางกระเป๋าลงข้างตัวก่อนจะหันไปบอกกับไผ่พญา
        “วางกระเป๋าลงซิ”
       “หืม”
       “ฉันจะสอนโยคะให้ ตอนนี้จิตของเธอกำลังหดหู่การฝึกโยคะจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นแล้วก็ยังทำให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน”
       “เอ่อ ไม่ต้องหรอกคะ หนูสบายดี” ป้าไม่ฟัง แถมยังสั่งต่อ
       “วางกระเป๋าแล้วทำตามฉัน” ไผ่พญาต้องวางกระเป๋าลงตามที่ป้าบอก “เอาละ ขั้นแรกยกมือพนมไว้เหนือหัวพร้อมกับสูดลมหายใจเข้า”
       ไผ่พญาทำตามป้าแบบขอไปทีด้วยความรำคาญ
      
       ภูวนัยเดินออกมาจากบ้าน ระหว่างนั้นเห็นพรรษากำลังปัดฝุ่นข้าวของที่วางกองไว้อยู่
       “เหลืออีกเยอะมั้ยครับ”
       “นิดหน่อยคะ เดี๋ยวป้าให้ผจญเปลี่ยนผ้าปูที่นอนก็เสร็จแล้ว”
       “ครับ”
       “คุณภูคะ” พรรษาทำเสียงกระซิบ ภูวนัยสงสัย “คุณครูที่จะมาเนี่ย แกพาสามีมาด้วยหรือเปล่าคะ”
       “ทำไมครับ”
       พรรษาร้อนตัวกลัวคิดว่าภูวนัยจะมองเธอว่าคิดเรื่องอย่างว่า จึงรีบปฏิเสธ
       “อ๋อ เปล่าคะ ถ้าแกพามาด้วยป้าจะได้ให้ผจญเสริมเหล็กให้ เตียงมันเก่าแล้ว ป้ากลัวว่าจะรับน้ำหนักสำหรับสองคนไม่ไหว”
       “แกมาคนเดียวครับ ผมฝากดูหมอกด้วยนะครับ อย่าให้ออกไปจากฟาร์มเด็ดขาด”
       “ได้คะ”
       ภูวนัยมองขึ้นไปที่ห้องของม่านหมอกก่อนจะรีบเดินออกไป พอภูวนัยไปแล้วม่านหมอกก็ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่าง
      
       ผจญกำลังแบกผ้าปูที่นอนกับหมอนข้างลงมาข้างล่าง แล้วผจญก็ชะงักไปเมื่อเห็นม่านหมอกนั่งอยู่ริมน้ำ
       ผจญรีบหลบทันทีก่อนจะแอบมองม่านหมอกด้วยแววตาที่แอบรัก ระหว่างนั้นม่านหมอกหันมาเห็นผจญ ผจญตกใจไม่รู้ทำไงเลยเอาผ้าปูที่นอนคลุมตัวเองทันที ผจญทั้งเขินทั้งอายอยู่ในผ้าคลุม
       “คุณหมอกจะเห็นเรามั้ยว้า”
       ผจญพยายามเงียบเพื่อฟังความเคลื่อนไหว พอผจญไม่เห็นมีอะไรผิดสังเกตจึงค่อยๆ เปิดผ้าปูที่นอนออก
       แล้วผจญก็ต้องตกใจเมื่อเห็นม่านหมอกยืนอยู่
       “เหวอ คุณหมอก”
       “แอบดูฉันทำไม”
       “เปล่านะครับ”
       “ก็เห็นอยู่ ยังจะเถียงอีก” ผจญก้มหน้างุด “ถ้าเขาบอกให้จับตาดูฉันล่ะก็ ไม่จำเป็น”
       ม่านหมอกพูดจบก็เดินกลับไปยืนที่ริมน้ำทอดอารมณ์ ผจญเดินตามเข้ามาอย่างเป็นห่วง
       “คุณภูเป็นห่วงคุณหมอกนะครับ”
       “หึ ห่วงเหรอ บ้าอำนาจต่างหาก”
       “ผมรู้ว่าที่คุณหมอกกับคุณภูเป็นอย่างนี้เพราะอะไร”
       “เงียบไปเลย”
       ผจญถึงกับหลุบหน้าลงก่อนจะตัดสินใจบอกเพราะความเป็นห่วง
       “ผมไม่อยากให้คุณหมอกคอยจุดไฟเผาตัวเองด้วยความโกรธอย่างนี้เลยครับ”
       “นายกำลังจะสอนฉันเหรอ”
       “ปะปะเปล่าครับ ผมแค่อยากให้คุณหมอกอยู่กับปัจจุบัน อะไรที่มันผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป คุณหมอกลองตามรู้ตามดูลมหายใจตัวเองดูซิครับ”
       “นายจะไปไหนก็ไป ฉันอยากอยู่คนเดียว”
       “คุณหมอกลองทำดูซิครับ บางทีมันอาจจะทำให้คุณหมอกสบายใจขึ้น” ผจญยังตื้อไม่ยอมไป
       “นายอยากให้ฉันสบายใจใช่มั้ย”
       ผจญพยักหน้าด้วยความเป็นห่วง


       ผจญถูกมัดติดกับต้นไม้
      
       “คุณหมอก คุณหมอกจะทำอะไรครับ”
       “ก็นายอยากให้ฉันสบายใจไม่ใช่เหรอ นี่แหละวิธีที่ทำให้ฉันสบายใจ”
       ม่านหมอกถือหมอนข้างอยู่ในมือก่อนจะระดมตีผจญไม่ยั้ง
        “โอ๊ย คุณหมอก”
       “เงียบๆ เลย” ม่านหมอกตีอีกไม่ยั้ง
       “คุณหมอกอย่าทำอย่างนี้เลยครับ”
       ม่านหมอกไม่สนใจยังระดมตีใส่ผจญเป็นชุด จนในที่สุดม่านหมอกก็หอบเหนื่อยก่อนที่ม่านหมอกจะโยนหมอนข้างทิ้งแล้วเดินเข้าบ้านไปปล่อยให้ผจญถูกมัดกับต้นไม้อย่างนั้น
       “คุณหมอก เดี๋ยวซิครับ ปล่อยผมก่อนครับคุณหมอก คุณหมอก”
      
       รถทัวร์ค่อยๆ เคลื่อนตัวบนถนนอย่างเชื่องช้า ไผ่พญารู้สึกว่ารถติดก็แปลกใจเพราะตัวเองร้อนใจอยู่แล้ว
       “ติดอะไร”
       ไผ่พญาพยายามมองออกไปนอกหน้าต่างด้านหน้าของรถ จึงเห็นด่านตำรวจและตำรวจกำลังตรวจดูรถแต่ละคัน
       “ขออนุญาตครับ”
       ไผ่พญาถึงกับหน้าเหวอ
        “ตำรวจ”
       “เป็นไร หืม” ป้าที่นั่งข้างๆ ถาม ไผ่พญาพยายามเก็บอาการสุดฤทธิ์
       “อ๋อ เปล่าคะ แค่สงสัยว่าตำรวจมาตั้งด่านอะไรตอนนี้”
       “ก็คงจะหาพวกคนร้ายที่กำลังหลบหนีน่ะแหละ หนูเคยทำอะไรผิดหรือเปล่าละ ถ้าไม่เคยก็ไม่ต้องกลัว”
       ไผ่พญาได้ยินที่ป้าพูดอย่างนั้นก็ยิ่งตกใจ ป้าเหล่มองไผ่พญาที่ท่าทางวิตกสุดๆ
      
       รถทัวร์แล่นมาจอดข้างทางตามที่ตำรวจนายนึงโบก สารวัตรเดินมาที่รถทัวร์ คนขับเปิดประตูรถทัวร์ออก สารวัตรนำทีมขึ้นบนรถทัวร์โดยมีตำรวจหลายนายเดินตามขึ้นไป
       บนรถทัวร์สารวัตรเดินขึ้นมาท่ามกลางผู้โดยสารที่ต่างพูดกันจ๊อกแจ๊กจอแจ
       “ขออนุญาตครับ กรุณาเตรียมบัตรประชาชนให้ตรวจด้วยครับ”
       สารวัตรเดินมาที่ท้ายรถเพื่อให้ตำรวจท่านอื่นตรวจในส่วนกลางและหัวของรถ สารวัตรเดินมาที่ที่คุณป้านั่งอยู่ขณะนั้นไผ่พญาลุกหนีไปแล้ว ป้าจึงรีบฟ้องสารวัตรทันที
       “คุณตำรวจๆ”
       “มีอะไรครับ”
       “ฉันว่าผู้หญิงคนที่นั่งข้างๆ ฉัน ดูน่าสงสัยยังไงชอบกลคะ”
        สารวัตรมองไปก็เห็นที่นั่งว่างเปล่า
       “ไปไหนแล้วละครับ”
       “เห็นเดินไปด้านหลัง ฉันคิดว่าต้องหลบอยู่ในห้องน้ำแน่ๆ เลยคะ”
       “ขอบคุณครับ”
       สารวัตรเดินมาที่ห้องน้ำทางด้านหลัง แต่ยังไม่ทันถึงห้องน้ำดีสารวัตรก็เห็นประตูฉุกเฉินเปิดอ้าซ่าอยู่
      
       ขณะนั้นไผ่พญากึ่งเดินกึ่งวิ่งให้หนีห่างจากด่านตำรวจให้เร็วที่สุด แต่แล้วจู่ๆ เสียงของสารวัตรกฌดังขึ้น
       “หยุด หยุดเลย” ไผ่พญายังเดินอยู่ “บอกให้หยุดเลยไง”
       ไผ่พญาชะงักหยุดกึก ก่อนจะพยายามตั้งสติ
       “เอาไงดีไอ้ไผ่”
       สารวัตรหยุดยืนแล้วออกคำสั่ง
       “ไหนเอาบัตรมาดูซิ”
       ไผ่พญาค่อยๆ หันหน้ามา สายตาของเธอจ้องมองไปที่ปืนที่อยู่ข้างเอวของสารวัตร ไผ่พญาค่อยๆ เปิดกระเป๋าอย่างเชื่องช้าพยายามดึงเวลาให้นานที่สุด แล้วค่อยๆ ดึงกระเป๋าสตางค์ออกมาส่งให้กับสารวัตร สารวัตรรับมาดู
       ไผ่พญาแอบจ้องมองท่าทีของสารวัตรพร้อมกับจ้องมองไปที่ปืนตาเขม็ง
        “ในที่สุดก็เจอตัวจนได้”
       ไผ่พญารู้ได้ทันทีที่สารวัตรพูดอย่างนั้น ทันใดนั้นไผ่พญาก็เข้าไปแย่งปืนจากเอวของสารวัตร
       “เฮ้ย จะทำอะไรวะ”
       สารวัตรกับไผ่พญาแย่งปืนกันอุตลุด ในที่สุดไผ่พญาก็แย่งปืนมาได้ด้วยสถานการณ์ทำให้ไผ่พญาตัดสินใจยิงใส่สารวัตรไม่ยั้ง ปังๆๆ
       ระหว่างนั้นเสียงของสารวัตรดังขึ้น
        “หนีทำไม”
       ไผ่พญาพยายามจะตั้งสติ ที่แท้การต่อสู้เมื่อกี้เป็นภาพในความคิดของไผ่พญานั่นเอง ไผ่พญาพยายามสลัดภาพในความคิดที่แย่งปืนในหัวออกไป
        “คนไทยหรือเปล่า”
       “อะไรนะคะ”
       “ฟังไม่รู้เรื่องอย่างนี้ ต่างด้าวใช่มั้ย”
       ไผ่พญาส่ายหน้าอย่างแข็งขัน
       “คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์คะ”
       ไผ่พญาพยายามทำให้น่าเชื่อถือที่สุดแล้ว แต่สารวัตรกลับทำหน้าเซ็ง
        “พอๆ เอาบัตรมาดู”
       “ได้คะ”


  


       ไผ่พญากำลังจะเปิดกระเป๋า แต่แล้วไผ่พญาก็นึกขึ้นมาได้
      
       “เฮ้ย ถ้าให้ดูบัตรพวกมันก็รู้น่ะซิว่าเราเป็นใคร”
       ไผ่พญาชะงักก่อนจะรีบหาทางอื่น
       “เอ่อ อย่าเลยคะคุณตำรวจ กระเป๋าสตางค์ฉันอยู่ล่างงงงงสุดเลย ฉันขี้เกียจรื้อออกมาน่ะคะ”
       “อ้าว แล้วให้ทำยังไง รื้อออกมาแล้วค่อยใส่เข้าไปใหม่ไม่ได้หรือไง”
       “ไม่ได้คะ เพราะ เพราะกระเป๋าฉันมันแน่นมาก คุณตำรวจไม่เชื่อเหรอคะว่าฉันเป็นคนไทยจริงๆ ถ้าไม่เชื่อเดี๋ยวฉันร้องเพลงชาติให้ฟังก็ได้คะ” สารวัตรยิ้มเยาะ
       “หึ ก็เตรียมพร้อมอยู่แล้วซิ พวกต่างด้าวก็ร้องเป็นอยู่เพลงเดียว ร้องเพลง ย้ำของบอดี้สแลม”
       “ฉันอยากจะย้ำอีกซักครั้งให้เธอฟังฉัน อีกซักครั้ง ฉันอยากย้ำอีกสักครั้งให้เธอนั่นมั่นใจ” ไผ่พญาร้องแล้วออกท่าทางด้วย
        “ยาพิษ”
       “เอะอะก็ว่ารัก เอะอะก็ว่าหลง”
       “กรุณาฟังให้จบ”
       “กรุณาฟัง ฟัง ฟังให้จบ จบ จบ”
       สารวัตรยังพูดไม่ทันจบ เสียงล้อบดถนนก็ดังลั่นเข้ามา เอี๊ยดดดด! สารวัตรมองไปแล้วก็ตกใจ
       “เฮ้ย”
       “แหม แค่นี้ทำตกใจ นี่ยังไม่ถึงท่อนแร็พเลย” ไผ่พญากำลังจะร้องต่อ แต่แล้วก็เห็นสิบล้อพุ่งเข้ามา สิบล้อวิ่งผ่านหน้าไผ่พญาไปก่อนจะได้ยินเสียงชนกันสนั่นหวั่นไหว “เฮ้ย”
       สารวัตรตั้งสติได้ก็รีบวิ่งไปที่รถทัวร์คันนั้นที่ถูกสิบล้อชนเข้าอย่างจังเหมือนกัน ไผ่พญาตะลึงแต่ก็ได้จังหวะจึงรีบชิ่งออกมาทันที
      
       ไผ่พญาเดินมาริมถนน พยายามยกกระเป๋าขึ้นบังแดด
       “ทำไมแทงหวยไม่แม่นอย่างนี้มั้งวะ พูดเล่นๆ ดันเป็นจริงได้ เฮ้อ” ไผ่พญาเดินอยู่ริมถนนทั้งร้อนทั้งเหนื่อย ไผ่พญากลืนน้ำลายด้วยความหิวน้ำ “ถนนมันจะยาวไปถึงไหนเนี่ย ไม่มีร้านค้าอะไรเลยหรือไง”
       แต่แล้วไผ่พญาก็เห็นปั้มน้ำมันปั้มนึงไกลออกไปลิบๆ ไผ่พญามีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นมาทันที
      
       เมื่อเดินมาถึงปั้มน้ำมัน ไผ่พญารีบเข้าไปในมินิมาร์ทหยิบน้ำ ขนม ไอติมมาวางที่เคาน์เตอร์คิดเงิน
       “ทั้งหมด 52 บาทคะ”
       ไผ่พญาเปิดกระเป๋าเพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์ แต่แล้วไผ่พญาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นข้าวของในกระเป๋าที่ดูแปลกตา
       “เฮ้ย อะไรเนี่ย”
       ไผ่พญางงเมื่อเห็นข้างในมีแต่เสื้อผ้าที่ดูเก่าและเชย ไม่ว่าจะค้นตรงไหนก็ไม่เจอข้าวของเธอ ไผ่พญารีบบอกกับคนขาย
       “โทษคะ ไม่เอาแล้ว”
       ไผ่พญารีบเดินออกจากมินิมาร์ททันที
      
       ไผ่พญานั่งรื้อกระเป๋าใบนั้นด้วยความสงสัย ไผ่พญาหยิบขึ้นมาทีละชิ้น
       “นี่ก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่” รื้อจนหมดกระเป๋า ไผ่พญาถึงกับงง “เฮ้ย กระเป๋าใครเนี่ย”
       ไผ่พญาพยายามนึก
       เหตุการณ์ย้อนกลับไปตอนที่รถทัวร์กำลังแล่นเข้ามาจอดเทียบข้างทาง สารวัตรกำลังเดินมาที่รถ ไผ่พญาเห็นจวนตัวเลยตัดสินใจหยิบกระเป๋าลุกขึ้นทันที แต่เพราะป้าไม่ทันขยับเปิดทางให้ทำให้ไผ่พญาสะดุดล้มลงไปกับพื้น ตอนล้ม ไผ่พญาทำกระเป๋าตัวเองหลุดมือ แล้วเท้าไผ่พญาก็ดันสะดุดกระเป๋าของป้าทำให้กระเป๋าของป้ากระเด็นออกมาติดๆ กับกระเป๋าของไผ่พญา
       “ว้าย อะไรเนี่ย”
       “เอ่อ โทษคะ”
       ไผ่พญามองไปที่สารวัตรที่เดินกำลังใกล้ถึงรถทัวร์ ไผ่พญารีบหันมาก่อนจะคว้ากระเป๋าโดยเข้าใจว่าเป็นใบของตนเองแล้วรีบเดินไปด้านหลังทันที
       ไผ่พญานึกออกแล้ว
       “กระเป๋าของยัยป้านั่น โอ๊ย ทำไมฉันต้องมาเจออะไรอย่างนี้ด้วย ฮือๆ ฉันหิวน้ำ หิวข้าวจะตายแล้ว”
       ระหว่างนั้นไผ่พญาทำจมูกฟุดฟิดเหมือนได้กลิ่นบางอย่างก่อนจะหันไปร้านข้าวขาหมูที่เปิดบริการอยู่ในปั้ม
       ไผ่พญากลืนน้ำลาย...เอาไงดี
      
       ไผ่พญาเดินมาที่หน้าร้านเห็นเฮียกำลังสับขาหมูราดบนจานข้าวอย่างน่ากิน ไผ่พญากลืนน้ำลายเอื้อกแล้วเอื้อกเล่า ไผ่พญามองไปในร้านขณะที่สมองก็เริ่มวางแผน เฮียเงยหน้าขึ้นเห็น
       “อ้าว เอาอะไรครับ”
       “เอ่อ ข้าวจานเฮีย เนื้อๆ นะเฮีย”
       “ได้ครับ นั่งก่อนเลย”
       ไผ่พญาเดินเข้าไปในร้านก่อนจะเห็นว่าทุกโต๊ะคนนั่งกันเต็มหมดแล้ว ไผ่พญามองไปรอบๆ ก่อนจะเห็นด้านหลังของชายคนนึงนั่งทานข้าวอยู่คนเดียว ไผ่พญาเดินไปวางกระเป๋าก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะเดียวกับชายคนนั้น
       “อุ้ย โทษคะ มีคนนั่งหรือเปล่าคะ”
       ชายคนนั้นที่แท้ก็คือภูวนัยนั่นเอง
       “ไม่มีครับ”
       ภูวนัยมองไผ่พญา ไผ่พญาก็มองภูวนัย เหมือนทั้งคู่จะจำกันได้มั้ย ไผ่พญาอ้าปากค้าง ภูวนัยเองก็ทำหน้าสงสัยก่อนที่ไผ่พญาจะร้องออกมาเสียงดัง
       “ไอ้ยอด” ภูวนัยยิ่งงงหนัก ไผ่พญาเข้ามาตบไหล่ภูวนัยดังป้าป “เฮ้ย มาทำอะไรแถวนี้วะ” ไผ่พญาหันไปมองเฮียเจ้าของร้านข้าวที่กำลังมองมา ภูวนัยกำลังจะบอกแต่ไผ่พญาพูดต่อไม่อีกฝ่ายขัด “หายไปเลยนะ ทำไมไม่ติดต่อกลับไปมั้งวะ”
       เฮียเจ้าของร้านข้าวเห็นไผ่พญาทักทายภูวนัยอย่างสนิทสนมก็ไม่คิดอะไรจึงหันไปทำข้าวต่อ
        “ผมว่าคุณคงจะทักคนผิด ผมไม่เคยรู้จักคุณ”
        ไผ่พญาเห็นว่าเฮียไม่มองแล้ว
       “อ้าวเหรอคะ คุณไม่ได้ชื่อยอดเหรอคะ” ภูวนัยส่ายหน้า “อุ้ย ขอโทษคะ” ไผ่พญาทำเป็นว่ามองไปรอบๆ “ไม่มีที่นั่งเลย ขอนั่งด้วยคนนะคะ”
       “ตามสบายครับ”
       ไผ่พญายิ้มให้เล็กน้อย ภูวนัยเองก็ยิ้มให้เล็กน้อยก่อนจะทานข้าวต่อ ไผ่พญาแอบมองจานข้าวภูวนัยแล้วกลืนน้ำลาย ภูวนัยเงยหน้ามอง ไผ่พญาหันหน้าหนี
      
       ภูวนัยมองไผ่พญาก่อนจะทานข้าวต่อไม่สนใจ


  


       เวลาผ่านไป ไผ่พญาเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปากก่อนจะพยายามยัดคำสุดท้ายเข้าไป จานข้าวที่ถูกกินไปแล้ววางอยู่สามจาน ภูวนัยมองไผ่พญาด้วยความสายตาแปลกๆ
      
       ไผ่พญาเคี้ยวๆ ก่อนจะมีกระแอมไอทำให้เม็ดข้าวกระเด็นเกือบโดนภูวนัย ภูวนัยรีบหลบก่อนจะมองด้วยสายตารังเกียจ ไผ่พญายกโค้กเทใส่แก้วภูวนัยทำหน้าเอือม
       “นั่นของผม ของคุณหมดแล้ว”
       ไผ่พญาหันไปเห็นขวดโค้กเปล่าตั้งอยู่ก็ตกใจ
       “อุ้ย ขอโทษคะ ทำไง เดี๋ยวฉันสั่งขวดใหม่ให้นะคะ”
       “ไม่เป็นไร”
       “แหม ฉันว่าแล้ว ว่าคนนครปฐมใจกว่างกว้าง” ภูวนัยยิ้มมุมปากตามมารยาท ไผ่พญาดูดโค้กเฮือกๆ แป๊ปเดียวหมดก่อนจะหลุดเรอออกมา “อุ้ย นึกว่าที่บ้านน่ะคะ”
       เมื่อท้องอิ่มไผ่พญาก็เริ่มแผนการณ์ที่วางไว้ ภูวนัยเห็นสีหน้าของไผ่พญาเครียด
       “ปวดท้องเหรอครับ แต่ผมว่าไม่แปลกหรอก เพราะคุณกินไปซะขนาดนั้น”
       “หึ เดี๋ยวก็รู้ว่าใครกันแน่ที่จะปวดท้อง” ไผ่พญาคิดในใจ แล้วแกล้งทำหน้าเบ๊ทันที “จริงด้วยคะ เอ่อ อูย ไม่ไหวแล้ว”
       ไผ่พญารีบลุกออกไป ไผ่พญาเข้ามาหาเฮียที่กำลังสับข้าวขาหมูอยู่
       “เดี๋ยวฉันมานะเฮีย ไปเข้าห้องน้ำก่อน” เฮียมองกระเป๋าเสื้อผ้าที่ไผ่พญาจะถือไปด้วย “ฉันจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าน่ะ แฟนฉัน” ไผ่พญาหันไปมองทางภูวนัย “เขาบอกว่าฉันแต่งตัวเหมือนคนแก่ เขาอยากให้ฉันใส่แบบว่า...เปิดอก...ยกสั้น” ไผ่พญาทำท่ายั่วไปด้วย “อะไรทำนองเนี่ยคะ”
       เฮียตาวาว ลืมเรื่องที่สงสัยไปเลย
       “ใช่ คนเรามีดีก็ต้องอวดเนอะ”
        “เออ เดี๋ยวเฮียช่วยเฮียช่วยห่อกลับบ้านให้ฉันหน่อย ซักสิบกล่องนะเฮีย”
       เฮียยิ้มแฉ่งทันที
       “แหม ถ้างั้นเชิญเลยครับ เดี๋ยวกลับมาน่าจะเสร็จพอดี”
       ไผ่พญาแอบโล่งอกแล้วรีบเดินออกไป ภูวนัยมองนาฬิกาเพราะมันเลยเวลานัดที่ครูจะมาถึงนานแล้วโดยไม่รู้เรื่องเลยว่าไผ่พญากำลังหางานให้
      
       ไผ่พญากึ่งเดินกึ่งวิ่งมาตามทางเห็นปั้มน้ำมันอยู่ด้านหลังไกลริบๆ ไผ่พญาจุกเพราะกินไปเยอะแถมยังต้องเดินอีก ไผ่พญาเห็นศาลาข้างทางจึงรีบเข้าไปพัก ไผ่พญาเอากระเป๋าขึ้นมาค้นดู
       “ยัยป้านี่ไม่พกตังค์เลยหรือไง”
       ระหว่างนั้นจดหมายฉบับนึงก็ร่วงลง ไผ่พญามองก่อนจะหยิบขึ้นมาอ่าน
       “ขอยืนยันว่านางสาวจงกลนี หึ ยังเป็นนางสาวอยู่อีกเหรอป้า...เป็นอาจารย์ผู้มีความรู้ความสามารถจริง อืม...มิน่าถึงได้ชอบสอนคนอื่น” ไผ่พญาพลิกดูอีกหน้าจึงเห็นว่าเป็นแผนที่ไปที่ฟาร์มสุข “ฟาร์มสุขเหรอ” ไผ่พญานิ่งคิดก่อนจะเห็นแผนการเรียงรายขึ้นมาบนอากาศ “ตอนนี้ยัยป้านั่นก็ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง ถ้าเราสวมรอยเข้าไปอยู่ในฟาร์มแทน คิดยังไงก็มีแต่ข้อดี” ไผ่พญานิ่งไปเหมือนตัดสินใจอีกที “เอาวะ เสี่ยงมาขนาดนี้แล้ว” ไผ่พญามองไปที่แผนที่ที่จะไปฟาร์มสุข “แล้วจะไปยังไงละทีนี้”
      
       ผจญกำลังยกขยะออกมาทิ้งระหว่างนั้นรถของภูวนัยขับเข้ามา ผจญยืนรออย่างนอบน้อมจนภูวนัยลงจากรถพร้อมกับถุงขาหมูเต็มสองมือ
       “ทำอะไรน่ะผจญ”
       “ช่วยป้าษาจัดห้องรับรองน่ะครับ”
       ภูวนัยยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ
        “ไม่ต้องแล้ว”
       ระหว่างนั้นพรรษามีผ้าปิดจมูก ถือไม้ขนไก่เดินออกมาจากบ้าน
       “อ้าวคุณภู” พรรษามองหา “แล้วคุณครูละคะ ไหนว่าไปรับคุณครูไงคะ”
       “ผมรอสองชั่วโมงยังไม่เห็นครูที่ว่าเลย เจอแต่ผู้หญิงบ้าที่ไหนก็ไม่รู้” ภูวนัยบ่น
       “ว่าไงนะคะ เอ่อ แล้วคุณภูซื้ออะไรมาเยอะแยะคะ”
       ภูวนัยยื่นถุงให้กับผจญ
        “เอาไปแบ่งกันกินแล้วกัน”
       ภูวนัยเดินเข้าบ้านไม่พูดไม่จา ผจญมองถุงในมือ
       “ขาหมูนี่ป้า” พรรษายิ่งงง
       “เออ นี่คุณภูแกไม่เบื่อบ้างหรือไง ที่บ้านเลี้ยงหมูแล้วยังซื้อขาหมูมาอีก”
       “ป้าไม่กินใช่มั้ย”
       “เอามานี่”
       พรรษาแย่งถุงขาหมูไปจากผจญ ผจญงง
      
       “แล้วทำเป็นบ่น”


  


       รถกระบะคันนึงกำลังวิ่งอยู่บนถนนที่ออกนอกเมือง ไผ่พญานั่งอยู่ภายในรถ
       “ไม่ต้องห่วงนะคะพี่ ถ้าหนูถึงฟาร์มแล้วหนูจะบอกให้เขาจ่ายค่ารถพี่สองเท่าเลย”
       คนขับท่าทางใจดีหันมายิ้มให้
       “ไม่เป็นไร ถือว่าช่วยๆ กัน”
       “พี่นี่ใจดีจริงๆ ถ้ากระเป๋าหนูไม่หายคงไม่ลำบากพี่อย่างนี้หรอกคะ”
       “แย่เนอะ อย่างนี้โทรส่งโทรศัพท์ก็หายด้วยซิ”
       “คะ”
       ระหว่างนั้นไผ่พญามองไปรอบๆ ก็เริ่มเห็นเป็นป่าสองข้างทาง
       “อีกไกลมั้ยคะพี่”
       “ไม่ไกลหรอก เดี๋ยวตัดเข้าทางเลี่ยงเมืองแล้วก็ผ่านสวนนิดหน่อยก็ถึงแล้ว”
       ไผ่พญาสบายใจขึ้นเลยไม่เห็นพี่คนขับท่าทางใจดีคนนั้นกำลังแอบมองไผ่พญา
      
       ภูวนัยหน้าเครียดสงสัยว่าทำไมครูที่ติดต่อไว้ทำไมไม่มา ระหว่างที่ภูวนัยจะเดินไปเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ภูวนัยเห็นเบอร์ที่โทรเข้ามาก็แปลกใจ
       “หมู่วีระ”
       วีระกำลังดูผลตรวจลายนิ้วมือ
       “หมวดครับ ผลตรวจลายนิ้วมือออกมาแล้วครับ เสี่ยสมสุขไม่ได้อยู่คนเดียวก่อนที่มันจะตายจริงๆ ครับ”
       ภูวนัยครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจบอกวีระ
       “หมู่ช่วยเอามาให้ผมหน่อยได้มั้ย ได้ งั้นเจอกันที่เดิม”
       ภูวนัยวางสายไป รู้สึกมีความหวังขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
      
       วีระวางสายไปกำลังจะเก็บรวบรวมเอกสาร แต่ทันทีที่วีระหันมาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นชาติกล้ายืนอยู่
       “อุ้ย หมวด”
       “หมู่รู้มั้ยว่ากำลังทำผิดกฎหมาย”
       “เอ่อ ผมแค่อยากช่วยหมวดภูเขาน่ะครับ”
       “นี่เป็นข้อมูลราชการ หมู่ก็รู้ว่าตอนนี้หมวดภูรับรู้อะไรไม่ได้ ถ้าหมู่อยากจะช่วยหมวดภูจริงๆ เราต้องกันเขาให้ห่างจากเรื่องนี้ที่สุด” วีระสลด ชาติกล้ายื่นมือไปขอเอกสาร วีระจึงต้องมอบให้กับชาติกล้า “ไปได้แล้ว เรื่องนี้เดี๋ยวผมจัดการเอง”
       วีระเดินจ๋อยออกไป ชาติกล้ามองแฟ้มในมืออย่างครุ่นคิด
      
       รถกระบะที่ไผ่พญานั่งมาขับเข้ามาในถนนเปลี่ยวแห่งหนึ่งที่เป็นดินลูกรัง สองข้างทางไม่มีบ้านเรือนซักหลัง
       ไผ่พญาชักจะหวั่นใจ
       “เข้ามาลึกขนาดนี้เลยเหรอพี่”
       “ถ้าไม่ลึกคนก็เห็นซิ” คนขับพูดไปยิ้มไป ไผ่พญาชักระแวง
       “เห็นอะไรเหรอพี่” ระหว่างนั้นอยู่ๆ คนขับก็จอดรถดับเครื่อง “จอดทำไม”
       “ก็พี่อยากให้น้องจ่ายมัดจำก่อน”
       “หนูบอกแล้วว่าหนูให้พี่แน่ๆ แต่ตอนนี้หนูไม่มีตังค์ กระเป๋าตังค์หนูหาย”
       “พี่ก็ไม่ได้ขอเป็นเงินนี่”
       คนขับเอื้อมมือมาจับที่ต้นขาของไผ่พญา ไผ่พญาที่ระวังตัวอยู่แล้วจึงเหวี่ยงกระเป๋าใส่หน้าคนขับ
       “นี่”
       คนขับโดนไผ่พญาเหวี่ยงกระเป๋าใส่ซะหน้าหงาย ไผ่พญาฉวยจังหวะนั้นรีบเปิดประตูรถหนีลงมาทันที
      
       ไผ่พญารีบวิ่งหนีลงมาจากรถ คนขับหื่นรีบเปิดประตูลงรถวิ่งไล่ตามทันที ด้วยความที่เป็นพื้นลูกรังทำให้ไผ่พญาสะดุดก้อนหินล้มลง คนขับปรี่เข้ามานั่งคร่อมทันที
       “ปล่อยนะไอ้บ้า อย่ามาโดนตัวฉัน”
       “ร้องไปเถอะ ยังไงก็ไม่มีคนได้ยิน”
       ไผ่พญาพยายามปัดป้อง แต่โดนคนขับจับมือไว้ได้ก่อนจะขึงพืดไผ่พญาทันที ไผ่พญาร้องสุดเสียง
       “ไม่ม่ม่ม่” คนขับจอมหื่นยิ้มกระหายสวาท ไผ่พญาพยายามหาทางออก แล้วอยู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “ก็ได้ ฉันยอมพี่ก็ได้”
       “ดี จะได้ไม่เจ็บตัว”
       “แล้ว พี่ไม่พาฉันไปที่ดีๆ หน่อยเหรอ ตรงนี้มันแข็งไปนะพี่”
       “แหม เป็นห่วงสวัสดิภาพพี่ด้วย น่ารักจริงๆ” คนขับลุกขึ้นจากตัวของไผ่พญา ไผ่พญาอาศัยจังหวะที่คนขับลุกเตะผ่าหมากเข้าให้ “โอ๊ย”
       ก่อนที่คนขับหื่นจะทรุดตัวลง ไผ่พญาก็รีบพลิกตัวแล้วหนีออกมา แต่แล้วทันใดนั้นคนขับหื่นก็คว้าข้อเท้าของไผ่พญาไว้ได้
       “เฮ้ย”
       ไผ่พญาล้มลงอีก เธอพยายามใช้เท้าถีบไปที่คนขับที่กำลังตะกายขึ้นมาบนตัวเธอ ด้วยความโกรธคนขับเลยหันไปคว้าหิน
       “อีนี่ อย่าอยู่เลยมึง”
       ระหว่างที่คนขับจอมหื่นกำลังจะทำร้ายไผ่พญา ทันใดนั้นไผ่พญาก็ได้ยินเสียงดัง ผลั่ก...ร่างของคนขับชะงักไป ตาของมันเริ่มกลับแล้วทิ้งตัวลงบนตัวของไผ่พญาแน่นิ่งไป จึงเห็นตะวันฉายยืนถือไม้อยู่ด้านหลัง
       “อ๊าย”
       ไผ่พญารีบลุกขึ้น ตะวันฉายทิ้งไม้แล้วเดินเข้ามาหาไผ่พญาด้วยความเป็นห่วง
       “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
      
       ไผ่พญาเห็นตะวันฉายยืนถือไม้มาดเป็นพระเอ๊กพระเอก

       ไผ่พญานั่งอยู่บนรถของตะวันฉาย กอดไม้เอาไว้แน่น ตะวันฉายชำเลืองมองไผ่พญาแล้วก็อดขำไม่ได้
      
       “ไม่เป็นไรครับ ดีแล้วละครับที่ต้องระวังตัวไว้ก่อน คุณว่าคุณมาจากกรุงเทพฯ เหรอครับ”
       “คะ ฉันกำลังจะไปที่ฟาร์มสุข แต่ไอ้บ้านั่นดันตัณหากลับซะก่อน”
       ตะวันฉายได้ยินที่ไผ่พญาพูดก็แปลกใจ
       “คุณกำลังจะไปที่ฟาร์มสุขเหรอครับ”
       “คะ คุณรู้จักเหรอ”
       “รู้จักดีเลยละครับ ไอ้ทางที่คุณมาเนี่ยคนละฝั่งถนนกันเลย เอางี้เดี๋ยวผมไปส่งแล้วกัน”
       “จริงๆ นะ”
       “อืม ทำไมครับ”
       “ถ้าคิดจะทำอะไรฉันเหมือนไอ้บ้านั่นละก็...เห็นนี่มั้ย”
       ตะวันฉายมองไผ่พญาแล้วขำกับท่าทางของเธอ
      
       ภูวนัยยืนอยู่ริมน้ำ รอการมาของวีระ ระหว่างนั้นเห็นเท้าใครบางคนเดินเข้ามาภูวนัยหันไปแล้วภูวนัยก็อึ้งไป
       “ชาติ”
       ชาติกล้าเดินเข้ามาแล้วหยุด ภูวนัยเห็นอย่างนั้นก็หันหลังกลับทอดสายตามองผืนน้ำอีก ชาติกล้าเดินเข้ามายืนข้างๆ
       “ฉันได้ข่าวว่าแกได้เป็นหัวหน้าหน่วย”
       “อืม ผู้กำกับเห็นว่าฉันเป็นคนที่รู้เรื่องดีทุกอย่าง”
       “ฉันดีใจที่เป็นแก...”
       ภูวนัยยื่นมือจะออกไปแสดงความยินดีกับชาติกล้า ชาติกล้ามองมือของภูวนัยก่อนจะพูดขึ้น
       “ไอ้ภู ฉันรู้ว่าแกสูญเสียอะไรมา แต่ฉันขอเถอะวะแกหยุดแค่นี้ได้มั้ย”
       ภูวนัยชะงักค่อยๆ ลดมือลง
       “แกมาเพราะเรื่องนี้เหรอ หึ ไอ้ชาติ ฉันเสียคนรัก เสียพี่สาวไป แกคิดว่าฉันควรจะหยุดเหรอ”
       “แต่แกยังมีพ่อมีหลานๆ มีฟาร์มที่ต้องดูแล”
       ภูวนัยนิ่งไปเหมือนกำลังครุ่นคิด ชาติกล้าตบไหล่
       “ปล่อยเรื่องนี้ให้ฉัน ไว้ใจฉันได้ไอ้ภู”
       ภูวนัยสบตากับชาติกล้าเหมือนเป็นคำสัญญาจากลูกผู้ชาย
      
       รถของตะวันฉายจอดอยู่ท่ามกลางทางเปลี่ยว ภายในรถไผ่พญาเผลอหลับกอดไม้เอาไว้แน่น ระหว่างนั้นมือของตะวันฉายเอื้อมมือมาเขย่าร่างของไผ่พญา
       “คุณ คุณ”
       ไผ่พญาค่อยๆ รู้สึกตัว แต่ทันทีที่รู้สึกตัวไผ่พญาก็จะฟาดไม้ก่อนเลย ตะวันฉายคว้าไว้ได้
       “จะทำอะไรน่ะ”
       “คุณนั่นแหละจะทำอะไร ถือไม้ไว้อย่างนี้มันอันตรายนะครับ”
       ไผ่พญาหันมองไปรอบๆ ที่มืดเปลี่ยว
       “ที่นี่ที่ไหน แล้วนายจอดรถทำไม”
       “เอ้า ก็คุณจะมาฟาร์มสุขไม่ใช่เหรอ ถึงแล้ว”
       ตะวันฉายที่ยืนอยู่นอกรถชี้ให้ไผ่พญาดู ไผ่พญาลงจากรถแล้วไผ่พญาก็เห็นฟาร์มสุขอยู่ตรงหน้านี่เอง
      
       ตะวันฉายเดินถือกระเป๋าไผ่พญามาที่หน้าบ้าน
        “ผมส่งคุณแค่นี้ละกัน นี่ครับ”
       ตะวันฉายยื่นกระเป๋าให้กับไผ่พญา
        “ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”
       “คราวนี้คุณไว้ใจผมได้แล้วใช่มั้ยครับ”
       “คะ”
        “เชิญเถอะครับ ป่านนี้พวกเขาคงรอคุณกันอยู่แล้ว โชคดีนะครับ”
       ตะวันฉายยิ้มให้ก่อนจะเดินจากไป ไผ่พญานึกขึ้นได้รีบเรียกเอาไว้
       “ฉันยังไม่รู้เลยว่าคุณชื่ออะไร”
       ตะวันฉายหันมาแล้วยิ้มกว้าง
       “ตะวันฉายครับ”
       “ฉันชื่อไผ่พญาหรือเรียกว่าไผ่ก็ได้คะ”
       “ครับ แล้วเจอกันนะครับ”
       ตะวันฉายยิ้มให้อีกครั้งก่อนจะเดินจากไป ไผ่พญางงเล็กน้อย
       “เจอกัน หมายความว่าไง ช่างเถอะ” ไผ่พญาหันมองบ้าน “เอาวะ สู้”
      
       ไผ่พญามองบ้านก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วเดินเข้าไป


  


       ไผ่พญาเคาะประตูหน้าบ้าน ก๊อกๆ พร้อมกับจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้ดูดี ไผ่พญารอแต่ก็ไม่มีใครมาเปิด ไผ่พญาจึงเคาะประตูอีกครั้ง ก๊อก...ก๊อก แล้วรออีก
      
       แต่ก็ไม่มีใครมาเปิดอีก จึงตัดสินใจลองบิดลูกบิดแล้วพบว่ามันเปิดได้ ไผ่พญาเดินเข้ามาในบ้านเห็นว่าภายในบ้านเงียบสนิท
       “สวัสดีค่ะ” ทุกอย่างเงียบ “สวัสดีค่ะ” ไผ่พญาค่อยๆ เดินเข้ามาภายในตัวบ้าน แล้วไผ่พญาก็ชะงักไปเมื่อเห็นเผ่าพงศ์ยืนหันหลังอยู่ในห้องครัว “สวัสดีค่ะ”
       ไผ่พญาชักสงสัยเพราะเผ่าพงศ์ที่ยืนหันหลังไม่หันมา ไผ่พญาจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ
       “เอ่อ เป็นไรหรือเปล่าคะ”
       ทันใดนั้นเผ่าพงศ์ก็หันมาในสภาพขนปกคลุมเต็มหน้า พร้อมกับร้องแล้วแยกเขี้ยว
       “ข้าคือมนุษย์หมาป่า บรู้วววว”
        ไผ่พญาตกใจสุดๆ ร้องลั่นแล้วรีบวิ่งหนีทันที เผ่าพงศ์รีบวิ่งตาม
      
       ไผ่พญาวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต เผ่าพงศ์วิ่งไล่ตามมาติดๆ
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย ว้ายยยย”
       ไผ่พญาวิ่งหนีเกือบจะถึงหน้าประตูบ้านอยู่แล้ว แต่ทันใดนั้นม่านเมฆในชุดชัคกี้ก็โผล่ออกมาจากหลังโซฟาพร้อมกับมีด(ปลอม)
       “ข้าคือ ชัคกี้”
       ไผ่พญาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งช็อก
        “กรี้ดดดดด นี่มันบ้านผีสิงหรือไงเนี่ย” ไผ่พญารีบกลับตัวแต่ก็เห็นมนุษย์หมาป่าเผ่าพงศ์เดินเข้ามา “ฉันตายแน่คราวนี้ “
       เสียงของพรรษาดังขึ้น
        “เล่นอะไรกันน่ะคะ” ไผ่พญารีบหันไปทางเสียงก็เห็นพรรษาเดินลงมาจากบันได พรรษามองไผ่พญาด้วยความแปลกใจ “คุณเป็นใคร”
      
       ไผ่พญานั่งอยู่กับพรรษามองเผ่าพงศ์กับม่านเมฆด้วยสายตาแปลกๆ
       “ค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ครูมาวันแรกก็เจออย่างนี้ซะแล้ว คุณเมฆขอโทษแล้วก็สวัสดีคุณครูซิครับ”
       ม่านเมฆที่กำลังมองไผ่พญาตาเยิ้มก็ลืมตัว “คุณเมฆคะ” ม่านเมฆชะงักรู้สึกตัว “ขอโทษคุณครูซิคะ”
       “ขอโทษครับ”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ” ด้วยความกะล่อนไผ่พญาจึงชมม่านเมฆ “แหม หล่อเหมือนคุณพ่อเลยนะคะ” เผ่าพงศ์ พรรษาและม่านเมฆต่างทำหน้างง แต่ไผ่พญาตีความผิดคิดว่าพรรษาโกรธที่เธอชมเผ่าพงศ์คนเดียว “แต่จะว่าไปก็ได้คุณแม่มาเยอะเหมือนกันนะเรา มีคุณพ่อคุณแม่อย่างนี้เอง ถึงได้หล่อขนาดนี้”
       ม่านเมฆยิ้มเขินสุดๆ พรรษารู้ว่าไผ่พญาเข้าใจผิดก็จะอธิบาย
       “ครูคะ ฉันกับคุณเผ่า ไม่ได้เป็น”
       “เอาน่า” เผ่าพงศ์รีบเบรก “เห็นมั้ยว่าครูเขาดูออกว่าเราน่ะเหมาะสมกันแค่ไหน”
       “อยากให้ษาจุดธูปบอกคุณท่านมั้ยคะ”
       “โอ๊ย เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ฉันจุดธูปบอกตั้งแต่ตอนเขาตายใหม่ๆ แล้ว” เผ่าพงศ์ยิ้มกรุ่มกริ่ม แล้วเข้าไปโอบพรรษา “นี่ครู ฉันกับคุณษานี่เหมือนผัวเมียกันจริงๆ ใช่มั้ย...โอ๊ย”
       เผ่าพงศ์ร้องลั่นเพราะพรรษาหยิกหลังมือบิดซะเขียว ไผ่พญาอึ้งๆ งงๆ แต่รู้ว่าตัวเองน่าจะปล่อยไก่ไปทั้งเล้าแล้ว
       “ป้าเป็นแม่บ้านที่นี่คะ แล้วนี่คุณเผ่าพงศ์ เป็นคุณพ่อของคุณภูวนัย”
       “อ้าวเหรอคะ”
       “ตอนนี้ก็ดึกแล้ว เดี๋ยวดิฉันพาไปห้องรับรองดีกว่าคะ ทางนี้คะ”
       พรรษาลุกขึ้นก่อนจะเดินนำไผ่พญาออกไป ไผ่พญาหันไปยิ้มแหะให้กับเผ่าพงศ์และม่านเมฆ
       “ครูคนใหม่ของผมสวยเหมือนกันนะปู่”
       ม่านเมฆมองไผ่พญายิ้มปลื้มไม่หุบ
      
       พอเข้ามาในห้องรับรองไผ่พญาตาโตร้องออกมาอย่างอัศจรรย์ใจ
       “โห”
       พรรษากำลังวางกระเป๋าเสื้อผ้าของไผ่พญาลงให้ ขณะที่ไผ่พญากำลังยืนอึ้งตะลึงกับความสวยงามภายในห้อง
       “ชอบมั้ยคะ”
       “ชอบ ชอบคะ” ไผ่พญาเริ่มรู้สึกหิวอีกครั้ง ทั้งกลืนน้ำลายทั้งแสบท้อง “เอ่อ...”
       “ถ้าคุณมีข้อสงสัยอะไร ให้ถามคุณภูพรุ่งนี้แล้วกันคะ”
       “เอ่อ คือฉัน”
       “แต่ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกดิฉันได้”
       “เอ่อ”
       “ไม่ต้องขอบคุณหรอกคะ มันเป็นหน้าที่ของดิฉัน ราตรีสวัสดิ์คะ”
       พรรษาค่อมศรีษะลงเล็กน้อยก่อนจะออกจากห้องไป ไผ่พญาถึงกับใบ้รับประทาน
       “อะไรของป้าแกเนี่ย จะไม่ถามหน่อยเหรอไงว่าทานข้าวทานน้ำมาหรือยังคนที่นี่เขาดูแลแขกอย่างนี้หรือไง”
       ไผ่พญามองไปรอบห้อง พยายามคิดเรื่องอื่นเข้าไว้ “เอานะ อย่างน้อยเราก็มีที่ซุกหัวนอนแล้ว” ไผ่พญากระโดดขึ้นเตียงอย่างดีใจกับห้องที่สวยอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่แล้วไผ่พญาก็เศร้าลง “แม่จะเป็นยังไงบ้างเนี่ย”
      
       ไผ่พญารู้สึกเป็นห่วงลำไยขึ้นมาทันที


  


       เหตุการณ์ที่ดิออร์แกรน โสภีไม่พอใจกับสิ่งที่ขิงกับกระดังงาบอก
      
       “นังไผ่มันหนีตามผู้ชายไปเหรอ”
       ขิงกับกระดังงาอยู่ภายในห้องทำงานของโสภี
       “ใช่เจ้ พวกเราก็เพิ่งรู้เหมือนกัน”
       “นังนี่ นังอสรพิษเลี้ยงไม่เชื่อง”
       “เจ้อย่าไปว่ามันเลย ไหนๆ ไอ้ไผ่มันก็ไปแล้ว”
       “ฉันไม่ว่ามันหรอก เพราะไอ้เงินที่มันยังติดฉันอยู่ ฉันจะให้พวกแกใช้หนี้แทนมัน”
       ขิงกับกระดังงาถึงกับมองหน้ากันงงๆ
       “อ้าว ได้ไงละเจ้ เจ้บอกเองว่าถ้าไอ้ไผ่มันยอมไปกับเสี่ยสมสุข เจ้จะยกหนี้ให้พวกเรา”
       “นั่นมันแค่ครึ่งเดียว เสี่ยเขาจะจ่ายฉันหมดถ้าเขาพอใจไอ้ไผ่ แล้วเสี่ยแกมาตายอย่างนี้แกจะให้ฉันตามลงนรกไปทวงกะเสี่ยแกเลยดีมั้ย”
       “ดี”
       โสภีจ้องหน้าขิงกับกระดังงาขวับทันที กระดังงารีบกลับคำทันที
       “ไม่ดีคะเจ้ เอ่อ เจ้คะคือพวกเรามีอีกเรื่องที่อยากรบกวนเจ้น่ะคะ”
       “พอเลย ฉันไม่มีเงินให้พวกแกยืมแล้ว”
       “ไม่ใช่เรื่องเงินครับเจ้ คือ”
       กระดังงาสะกิดขิงให้ขิงไปพาเข้ามา ขิงลุกออกไปนอกห้องโสภีทำหน้าสงสัย ขิงพาลำไยเดินเข้ามาในห้อง โสภีเห็นลำไยก็แปลกใจ
       “แกมาทำอะไรที่นี่นังลำไย”
       “เอ้า ฉันก็เอาตัวมาใช้หนี้แทนไอ้ไผ่ซิ”
       “งั้นแกก็เอาตัวใกล้เน่าของแกกลับไปเลย แกจะให้ฉันปิดกิจการหรือไง”
       “เจ้ ฉันว่าพูดผิดพูดใหม่ดีกว่าเจ้ ฉันนี้แหละที่จะทำให้กิจการของเจ้เฟื่องฟู” โสภีคิดไตร่ตรองก่อนจะมองหน้าลำไย
       “ได้”
       พอโสภีตกปากรับคำ ลำไย ขิง กระดังงาก็ยิ้มร่าออกมาอย่างดีใจ
      
       ลำไยกำลังล้างจานอยู่ในห้องครัว
       “เจ้เขาให้ทำงานก็ดีแล้วน่าแม่ ดีซะอีกไม่ต้องออกไปเต้นให้เหนื่อยอย่างฉัน”
       “เหนื่อยไม่กลัวเว้ย แต่เสียศักดิ์ศรีอย่างนี้หาว่าฉันแก่เต้นไม่ไหวหรือไง”
       “ก็แล้วแต่นะแม่ ถ้าแม่อยากออกไปเต้นก็ได้เผื่อไอ้พวกนั้นมาจะได้เห็นแม่ชัดๆ ไง”
       “อ้าว ไอ้ขิง ไอ้นี่แล้วแกคิดว่าอยู่ที่นี่ฉันจะปลอดภัยหรือไง”
       “แม่ไม่เคยได้ยินเหรอว่าที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด”
       “ไม่เคยเว้ย เคยได้ยินแต่ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ตายง่ายที่สุด”
       “คิดมากน่าแม่ ถ้าพวกมันมามันก็อยู่แต่ข้างนอก มันไม่เข้ามานี่หรอกหรือถ้าจะเข้ามาฉันเนี่ยแหละจะรีบวิ่งเข้ามาบอกแม่ก่อนเลย”
       ลำไยเครียด แต่ไม่รู้ทำไง กระดังงาช่วยพูดอีกคน
       “ฉันรับปากไอ้ไผ่ว่าจะดูแลแม่ให้ แม่อยู่นี้ปลอดภัยกว่าอยู่บ้านนะแม่”
       “แล้วฉันจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่”
       “แม่เป็นห่วงบ้านเหรอ”
       “เปล่า ฉันอยากเล่นไพ่”
       กระดังงากับขิงแทบจะหัวทิ่ม
      
       พายัพโยนกรอบรูปของไผ่พญาลงกับพื้นจนแตกกระจาย พายัพยืนอยู่ภายในห้องของไผ่พญา ทตู้เสื้อผ้าเปิดโล่งอ้าซ่า พายัพก้มลงหยิบรูปไผ่พญาขึ้นมาดูระหว่างนั้นลูกน้องเข้ามาบอกกับพายัพ
       “พวกมันหนีไปแล้วครับนาย”
       พายัพขยำรูปไผ่พญาในมือด้วยความโกรธ
       “แกคิดว่าจะหนีฉันพ้นเหรอ”
       ระหว่างนั้นเสียงมือถือของพายัพดังขึ้น พายัพมองเบอร์แล้วครุ่นคิดก่อนจะรับสาย
       “ครับซ้อ”
       หยาดฟ้าเดินมาที่รถ
       “ตกลงว่าแกจะลองดีกับฉันใช่มั้ย”
       พายัพชักสีหน้าไม่พอใจ
       “ด้วยความเคารพนะครับ ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่ซ้อบอกมันจะมีอยู่จริงหรือเปล่า”
       “ถ้าแกพูดอย่างนี้ ก็คงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกพวกแกเตรียมตัวตายในคุกได้เลย”
      
       หยาดฟ้าวางหูใส่พายัพ พายัพกำโทรศัพท์แน่นด้วยความโกรธ


  


       ภายในห้องนอนไผ่พญาที่มืดสนิท ไผ่พญานอนคลุมโปงอยู่บนเตียงระหว่างนั้นเสียงท้องร้องของไผ่พญาดังครวญคราง ครืด...ครืด...
      
       ไผ่พญาทนไม่ไหวสะบัดผ้าห่มออก ก่อนจะเปิดไฟแล้วลุกขึ้นนั่ง
       “ทนไม่ไหวแล้ว” เสียงท้องร้องอีก “ทำไมมันหิวอย่างนี้” ไผ่พญามองไปที่นาฬิกา “ป่านนี้คงนอนกันหมดแล้วมั้ง”
      
       ไผ่พญาค่อยๆ ย่องมาตามทางเดิน เอามือป่ายตามทาง
       “ห้องครัวอยู่ไหนเนี่ย”
       ไผ่พญาป่ายมือมาถึงที่โต๊ะแต่เพราะความมืดทำให้ไม่เห็นกรอบรูปของภูวนัยที่ตั้งอยู่ ไผ่พญาเอามือปัดไปโดน ไผ่พญาตกใจแต่ก็รับกรอบรูปไว้ได้ทันก่อนที่มันจะล่วงเสียงดัง ไผ่พญาวางกรอบรูปเอาไว้ที่เดิมโดยไม่เห็นว่าเป็นภูวนัย ไผ่พญาเดินต่อไป
       ในที่สุดไผ่พญาก็เดินมาถึงที่ห้องครัว ไผ่พญาๆ ค่อยย่องคลำเข้ามาหาตู้เย็น ไผ่พญาค่อยๆ เปิดตู้เย็นก่อนจะตาลุกวาวเมื่อเห็นของกินอยู่ในตู้เย็นเต็มไปหมด
       “รอดตายแล้วเรา”
      
       ม่านหมอกเดินถือกระเป๋าเป้ลงมาจากบันไดก่อนจะเดินมาตามทางเดินแล้วม่านหมอกก็แปลกใจเมื่อเห็นแสงเรืองๆ สว่างออกมาจากห้องครัว ม่านหมอกมองด้วยความสงสัย
       ที่ห้องครัว ขระนั้นไผ่พญากำลังกินทุกอย่างที่อยู่ในตู้เย็น ไผ่พญาพยายามยัดทุกอย่างเข้าไปในปาก เสียงไฟในห้องครัวสว่างขึ้นพร้อมกับเสียงของม่านหมอก
       “คุณเป็นใคร” ไผ่พญาตกใจพ่นอาหารกระจาย ก่อนจะไอสำลักแล้วรีบหยิบน้ำกิน “คุณเป็นใคร มาทำอะไรในบ้านฉัน”
       ม่านหมอกไม่พูดเปล่า แต่หันไปคว้ามีดมาถือเอาไว้
       “เอ่อ ใจเย็นนะ ฉันเป็นครูที่เจ้าของบ้านนี้เขาจ้างมา วางมีดลงก่อนเถอะ”
       “ครูเหรอ” ม่านหมอกทำเสียงหยัน “งั้นคุณก็ไปเถอะ ฉันไม่ต้องการครู”
       ม่านหมอกพูดจบก็ยื่นมีดให้กับไผ่พญา ไผ่พญารับมีดมางงๆ ม่านหมอกเดินสะพายเป้ออกไป ไผ่พญาได้ยินที่ม่านหมอกพูดก็รู้สึกตงิดใจ
       “เดี๋ยวก่อนซิ”
      
       ม่านหมอกเดินออกมาที่ทางเดินก่อนจะเปิดไฟสว่างขึ้น ม่านหมอกมองหากระเป๋าเป้ที่วางอยู่แล้วเดินไปหยิบมัน ไผ่พญารีบเดินเช็ดมือเช็ดปากเข้ามา
       “เธอคือม่านหมอกใช่มั้ย” ม่านหมอกไม่สนใจเดินต่อไป ไผ่พญาพยายามจะผูกมิตร “ฉันชื่อไผ่ เรียกครูไผ่ก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักจ้ะ”
       ไผ่พญามายืนขวางทาง ยื่นมือออกไปจะผูกมิตร ก่อนจะเห็นตัวเองถือมีดอยู่จึงรีบวางมีดลงแล้วยื่นมืออกไปใหม่
       “อืม” ม่านหมอกรับคำแกรนๆ
       ม่านหมอกไม่สนใจเดินเลี่ยงไผ่พญาออกมา ไผ่พญางง ไผ่พญามองตามก็เห็นม่านหมอกเดินไปหยิบรองเท้าแล้วมานั่งใส่ที่เก้าอี้
       “ดึกแล้วเธอจะไปไหน”
       “หนูบอกแล้วไงว่า หนูไม่ต้องการครู อย่ามายุ่งกับหนู”
       ม่านหมอกใส่รองเท้าเสร็จลุกขึ้น ไผ่พญาเห็นก็พอจะเดาออกว่าม่านหมอกจะทำอะไร
       “เธอกำลังหนีออกจากบ้านใช่มั้ย” ม่านหมอกทำหน้าเซ็งแล้วจะเดินผ่านไผ่พญาไป ไผ่พญารีบดึงเอาไว้ “ห้ามไปไหนนะ เธอไปแล้วฉันจะสอนใคร”
       “ปล่อย หนูบอกให้ปล่อยไง”
       ไผ่พญากับม่านหมอกต่างยื้อยุดกันอยู่ ระหว่างนั้นไผ่พญาก็เหลือบไปเห็นรูปภูวนัยที่ตั้งอยู่ที่โต๊ะไผ่พญาเห็นก็จำได้ทันที ไผ่พญาปล่อยม่านหมอกก่อนจะรีบเดินเข้ามาที่กรอบรูป ม่านหมอกงงว่าไผ่พญาเป็นอะไร
       “ผู้ชายคนนี้เป็นใคร”
       “ก็คนที่จ้างคุณไง”
       “ห๊า! คนนี้คือคุณภูวนัยเหรอ”
       “ก็ใช่ดิ อะไรไม่รู้จักคนที่จ้างคุณได้ยังไง”
       “แย่แล้วๆ ทำไงดี เธอจะหนีออกจากบ้านใช่มั้ย” ม่านหมอกงง “ฉันไปด้วยนะ”
       “เรื่องอะไร ปล่อยฉันนะ”
       ไผ่พญายื้อยุดกับม่านหมอก ม่านหมอกจะลุกออกไปแต่ไผ่พญาก็ดึงม่านหมอกเอาไว้จนล้มลง ไผ่พญาจะวิ่งออกประตู ม่านหมอกก็ดึงขาไผ่พญาเอาไว้ ไผ่พญาล้มลงแทน ม่านหมอกวิ่งข้ามไผ่พญาไปแต่ไผ่พญาไม่ยอมแพ้รีบเกาะขาม่านหมอกเอาไว้แน่น ระหว่างนั้นเสียงของภูวนัยดังขึ้น
       “ทำอะไรกัน” ไผ่พญากับม่านหมอกหันไปก็เจอภูวนัยยืนอยู่ ภูวนัยเห็นไผ่พญาก็จำได้ทันที “เธอ”
      
       ไผ่พญาอยากจะร้องไห้
ตอนที่ 3
      
       ภูวนัยอึ้งไปเมื่อเห็นว่าไผ่พญากำลังนั่งคร่อมร่างของม่านหมอก
      
       “คุณมาทำอะไรในบ้านผม”
       “เอ่อ...คือฉัน”
       ม่านหมอกอาศัยจังหวะนั้นสะบัดตัวหนีจากการควบคุมของไผ่พญา
       “อาไม่รู้จักครูที่ตัวเองจ้างมาหรือไง”
       “ครู”
       ไผ่พญายิ้มให้อย่างกระอักกระอ่วน
      
       ภูวนัย ม่านหมอกนั่งอยู่ที่โซฟารับแขก ภูวนัยจ้องไผ่พญา ไผ่พญาหลบตา ม่านหมอกเองก็แปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทั้งสองคน
       “คุณคือครูรัชนีเหรอ”
       “เอ่อ ใช่ ก็ฉันน่ะซิถามแปลกๆ”
       “อ้าว ไหนบอกว่าชื่อไผ่”
       ม่านหมอกแย้ง ไผ่พญาแก้ตัวพัลวัน
       “อ๋อ ฉันชื่อเล่นชื่อไผ่น่ะจ้ะ ถ้าไม่เชื่อเดี๋ยวฉันขึ้นไปหยิบหลักฐานแล้วก็จดหมายที่คุณเขียนมาขอตัวฉันให้ดูก็ได้นะ”
       ไผ่พญาจะลุกออกไป แต่ภูวนัยขัดขึ้น
       “ไม่ต้อง”
       “เชื่อฉันแล้วใช่มั้ย”
       “เปล่า เพราะมันไม่จำเป็น คืนนี้คุณนอนที่นี่ได้แล้วพรุ่งนี้ผมจะไปส่งคุณที่ท่ารถ”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป ม่านหมอกนั่งเงียบแต่พยายามจับใจความ
       “หมายความว่าไง”
       “คุณยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ผมไม่อยากให้ลูกๆ ผม เรียนวิชาแอบอ้างเป็นแฟนคนอื่นแล้วก็กินข้าวฟรี”
       “อ๋อ นี่นายโกรธฉันเรื่องเมื่อตอนกลางวันใช่มั้ย”
       “เปล่า เพราะผมถือว่าข้าวมื้อนั่นเป็นค่าเสียเวลาให้คุณก็ได้แล้วกัน”
       ภูวนัยลุกขึ้นจะเดินออกไป ไผ่พญารีบวิ่งเข้าพยายามจะอธิบาย
       “ทำไมนายไม่ถามฉันละ เพราะอะไรฉันถึงต้องทำแบบนั้น”
       เสียงของม่านหมอกดังขึ้น
       “หนูอยากเรียนกับครูไผ่”
       ภูวนัยกับไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็หันมองม่านหมอกอย่างไม่เชื่อหูตัวเองทั้งสองคน
       “ว่าอะไรนะลูก”
       “หนูบอกว่าหนูอยากเรียน แต่ต้องเป็นครูไผ่เท่านั้น”
       “หมอก ฟังพ่อนะ”
       “ถ้าเป็นครูคนอื่น หนูก็จะไม่อยู่ที่นี่”
       ภูวนัยพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะเดินออกไปสีหน้าเครียด ไผ่พญาชะเง้อมองภูวนัย พอเห็นภูวนัยลับตาไปแล้วก็รีบเข้ามาหาม่านหมอกที่กำลังจะไปอีกคน
       “ขอบใจนะ ที่ช่วยพูดกับพ่อให้”
       “ไม่เป็นไร”
       ม่านหมอกจะเดินออกไป ไผ่พญารีบยั้งเอาไว้
       “เดี๋ยวก่อนซิ เรามาทำความรู้จักอย่างเป็นทางการกันดีมั้ย ฉันชื่อไผ่พ(ญา)” นึกได้เลยรีบแก้ตัวทันที “นั่นมันชื่อเล่นซึ่งเธอคงรู้แล้ว”
       “เพื่ออะไร”
       ไผ่พญา งง ที่ม่านหมอกพูดอย่างนั้น
       “หือ”
       “อย่าคิดว่าที่หนูต้องการให้คุณเป็นครูอยู่ที่นี่เพราะหนูชอบคุณ แต่เพราะหนูเกลียดเขาต่างหาก”
       ม่านหมอกพูดจบก็เดินออกไปเลย ไผ่พญางงว่าม่านหมอกเป็นอะไร
       “เด็กอะไร กล้าทำกับครูบาอาจารย์อย่างนี้ได้ไง เออ มันต้องอย่างนี้ซิ ต้องคิดว่าตัวเองครู เริ่มต้นได้ดีตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เธอคือคุณครูไผ่พญา”
       ไผ่พญาบอกตัวเองอย่างมุ่งมั่น
      
       เช้าวันรุ่งขึ้น ภูวนัยนั่งรออยู่ที่หัวโต๊ะอาหาร พรรษากำลังตระเตรียมจัดสำรับอยู่ด้านหลัง ระหว่างนั้นม่านหมอกเดินเข้ามาพอเห็นว่าไม่มีม่านเมฆกับเผ่าพงศ์ ม่านหมอกก็ทำท่าจะหันหลังกลับขึ้นไป ภูวนัยเห็นอย่างนั้นก็พูดขึ้น
       “พ่อตกลง”
       “เรื่องอะไร”
       “ก็ที่เราบอกว่าเราจะยอมเรียนถ้าเป็นครูคนนั้นไง”
       พรรษาที่ยืนคอยดูแลบนโต๊ะอาหารได้ยินก็แปลกใจ
       “จริงเหรอคะ นี่แสดงว่าคุณหมอกต้องชอบอะไรในตัวคุณไผ่แน่ๆ ใช่มั้ยคะ”
       “พ่อจะยอม ให้ครูคนนั้นอยู่ที่นี่ ถ้าลูกสัญญากับพ่อว่าจะตั้งใจเรียน”
       “เอาเป็นว่าหนูจะไม่หนีออกจากบ้านแล้วกัน ส่วนเรื่องตั้งใจเรียน ค่อยดูอีกที”
      
       ภูวนัยกำลังจะพูด แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นม่านเมฆในชุดหล่อเดินเข้ามา


  


       ภูวนัย พรรษาและม่านหมอกแปลกใจ ม่านเมฆเดินมานั่งที่โต๊ะอาหารเหมือนปกติ
      
       “เมฆ ทำไมแต่งตัวอย่างนี้ละลูก”
       ม่านเมฆตกใจ เสียเซลฟ์
       “ทำไมอ่ะพ่อ มันดูไม่ดีเหรอ”
       “ดูดีเกินไปต่างหาก คุณเมฆ”
       เป็นไร บ้าหรือเปล่าหรือว่าที่ต้องแต่งตัวหล่อแบบนี้ก็เพราะว่า...”
       ม่านเมฆเขิน เลยรีบพูดขึ้นขัดจังหวะ
       “อะไรพี่หมอก หาเรื่องแต่เช้าเหรอ” ม่านเมฆหันไปมองทุกคน “เมฆเป็นหนุ่มแล้วจะแต่งอย่างนี้มันผิดหรือไง”
       “ไม่ผิดหรอกคะ แล้วหนุ่มเมฆจะรับข้าวต้มหรือข้าวสวยคะ”
       “ไม่ดีกว่าครับ พอดีตอนนี้ผมกำลังรักษาหุ่น”
       “เมฆ มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุด ถ้าไม่กินแล้วจะเรียนรู้เรื่องได้ยังไง”
       พอภูวนัยพูดเรื่องเรียนทำให้พรรษาแปลกใจ
       “เอ่อ คุณภูจะให้ป้าขึ้นไปตามคุณครูมั้ยคะ”
       ภูวนัยมองนาฬิกาที่บอกว่าแปดโมงกว่าแล้ว
       “ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวก็คงลงมา”
      
       ไผ่พญากำลังนอนสบายอยู่ที่เตียงระหว่างนั้นได้ยินเสียงชักโครกดังขึ้นภายในห้อง ไผ่พญาสะดุ้งตื่นแต่ยัง
       งัวเงีย
       “เสียงอะไร” ไผ่พญาหันมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติจึงหันมองไปที่นาฬิกา “แปดโมงเองเหรอ” ไผ่พญา แล้วล้มตัวนอน แล้วก็สะดุ้งตาโต “เฮ้ย” ไผ่พญาลุกพรวดขึ้นนั่งพอเห็นบรรยากาศรอบๆ ก็เพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหนและกำลังอยู่ในบทบาทอะไร “แย่แล้ว” ไผ่พญาวิ่งพรวดเข้ามาในห้องน้ำ เห็นเผ่าพงศ์กำลังนั่งส้วมอยู่ “อ้าว อรุณสวัสดิ์คะคุณเผ่า” ไผ่พญาสวัสดีเผ่าพงศ์ที่กำลังงงอยู่เช่นกัน ก่อนจะหันมาดูแปรงสีฟันที่อ่างล้างหน้า “แปรง แปรง” แล้วนึกขึ้นได้ว่าเผ่าพงศ์มาทำอะไรในห้องน้ำเธอ “กรี้ดดดดด”
       เผ่าพงศ์ตกใจเหมือนกัน
       “ว้ากกกก”
      
       เสียงร้องของไผ่พญาและเผ่าพงศ์ดังเข้ามาที่โต๊ะอาหาร
       “กรี้ดดดดดด”
       “ว้ากกกก”
       ทุกคนที่กำลังนั่งรอไผ่พญาที่โต๊ะอาหารก็ตกใจ
       “เสียงครูไผ่นี่พ่อ”
       ภูวนัยรีบลุกพรวดออกไป ทุกคนตามออกไปด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
      
       ไผ่พญากับเผ่าพงศ์ต่างคนต่างยืนอยู่คนละมุมแล้วร้องกริ้ดใส่กัน ระหว่างนั้นทุกคนเปิดประตูเข้ามา
       “มีอะไรคุณ” ภูวนัยหันไปเห็นเผ่าพงศ์ “พ่อ” ภูวนัยรีบเข้ามาหาเผ่าพงศ์ที่ใส่เสื้อกับกางเกงบ๊อกเซอร์ “พ่อมาทำอะไรในห้องนี้”
       “ฉันก็มาอึของฉันซิวะ แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใคร”
       พรรษารีบเข้ามาบอกเผ่าพงศ์
       “ครูไผ่ที่จะมาสอนคุณหมอกคุณเมฆไง เมื่อคืนคุณเผ่าก็เจอคุณครูแล้วนะคะ”
       ไผ่พญายังตระหนกแต่ก็รู้ว่าไม่มีอันตราย
       “คะ เมื่อคืนเราเจอกันแล้ว”
       เผ่าพงศ์ชะงักไปที่อาการกำเริบอีกแล้ว
       “อ้าวร๋อ แล้วครูมาทำอะไรในห้องฉัน”
       “พ่อครับ นี่ห้องของครูเขา”
       เผ่าพงศ์ยิ่งเศร้าหนักเมื่อรู้ว่าตัวเองหลงซะขนาดนี้ แต่พยายามจะเถียง
       “แต่นี่มันบ้านฉัน”
       เผ่าพงศ์เดินหัวเสียออกไป ภูวนัยบอกกับพรรษา
       “ฝากดูแกหน่อยครับป้า ไปเมฆ หมอก ไม่มีอะไรแล้ว”
       “ไปกันเถอะคะ”
       พรรษาพาม่านเมฆกับม่านหมอกออกไป ภูวนัยหันมาบอกกับไผ่พญา
       “ขอโทษด้วยนะครับ”
       “ไม่เป็นไร ฉันรู้ว่าพ่อคุณเป็นอะไร”
       “ผมจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก”
       ภูวนัยมองไผ่พญาที่ยังอยู่ในชุดนอนแล้วดูนาฬิกาข้อมือ อารมณ์ประมาณว่านี่เธอเพิ่งตื่นเหรอ ไผ่พญารู้ความหมายของสายตานั่นก็ยิ้มเจื่อน
       “มันผิดที่เลยนอนไม่ค่อยหลับน่ะ”
       ภูวนัยเดินออกไปโดยไม่พูดอะไร ไผ่พญางงกับท่าทางของภูวนัยและเหตุการณ์ของเผ่าพงศ์
      
       “บ้านนี้มันแหล่งรวมคนประหลาดหรือไง...หึ”


  


       ไผ่พญาในชุดหลวมโครกของป้าคนนั้นยืนอยู่ในห้องรับแขก ภูวนัย ม่านหมอกกับม่านเมฆนั่งอยู่ ทั้งสองมองไผ่พญาแล้วขำ ไผ่พญาจับโน่นจับนี่ รู้สึกไม่มั่นใจสุดๆ
      
       “ผมอยากให้คุณสอนตรงนี้” ภูวนัยหันไปเห็นไผ่พญายังยุกยิก “คุณได้ยินที่ผมพูดหรือเปล่า”
       “ว่าอะไรนะ” ไผ่พญารู้สึกตัวรีบแก้ทันที “อ๋อ ได้ยินซิ”
       ภูวนัยทำหน้าเอือมก่อนจะหยิบกระดาษใบนึงขึ้นมาดู
       “จากตารางสอนที่คุณส่งมาให้ผมดู ผมยังไม่อยากให้คุณสอนตอนนี้”
       “ห๊า ตารางสอนเหรอ”
       ภูวนัยมองไผ่พญาอย่างแปลกใจ
       “ทำไมต้องตกใจด้วย”
       “เอ่อ เปล่า ใคร ใครตกใจ ฉันแค่แปลกใจต่างหากเพราะปกติที่ฉันไปสอนที่บ้านเด็กคนอื่น ผู้ปกครองเขาไม่มาจู้จี้จุกจิกอย่างนี้”
       ไผ่พญาเชิดหน้าตอบฉะฉานเอาคืนบ้าง ภูวนัยนิ่งไปเดาอารมณ์ไม่ถูก ไผ่พญาเห็นภูวนัยนิ่งไปก็อมยิ้มสะใจ
       “ไงละ ปกติคงเคยแต่ออกคำสั่ง ต้องเจออย่างฉันถึงกับอึ้งเลยหรือไง” ไผ่พญาคิดในใจแล้วแกล้งทำเป็นตกใจเล็กน้อย “อุ้ย ฉันพูดตรงไปเปล่าคะ”
       “ไม่หรอกครับ เอาเป็นว่าอาทิตย์แรกที่คุณอยู่ที่นี่ ผมอยากให้คุณละลายพฤติกรรมของลูกๆ ผมก่อน”
       “ละลายพฤติกรรม”
       “มีอะไรหรือเปล่าครับ”
       ไผ่พญาไม่รู้ความหมายของละลายพฤติกรรมแต่รักษาฟอร์ม
       “อ๋อ เปล่าคะ สบายมากคะ”
       “งั้นก็ดีครับ ถ้ามีอะไรขาดเหลือก็บอกผมได้ฎ ภูวนัยลุกขึ้นเข้ามาหาม่านหมอกกับม่านเมฆ “ถ้าครูเขาสอนอะไรแปลกๆ บอกพ่อได้เลยนะ”
       ไผ่พญาถึงกับตะลึงในการกระทำของภูวนัย
       “ไอ้ที่ว่าครูจะสอนแปลกๆ มันอะไรเหรอครูไผ่”
       “เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ”
       ม่านหมอกลุกขึ้นจะเดินออกไป ม่านเมฆเรียกเอาไว้
       “อ้าว จะไปไหนน่ะพี่หมอก”
       “ขึ้นห้องดิ” ม่านหมอกมองไผ่พญา “ยังไม่รู้ว่าจะสอนอะไร แล้วจะให้ฉันอยู่ทำไม”
       “เด็กคนนี้” ไผ่พญาบ่น ม่านหมอกชะงักแล้วหันมา เหมือนจะได้ยินแต่พูดอีกอย่าง
       “แต่เท่าที่ดูจากวันนี้ ฉันคิดไม่ผิดที่เลือกคุณอย่าทำให้ฉันผิดหวังก็แล้วกัน”
       ม่านหมอกเดินออกไป ไผ่พญาอึ้งๆ กับท่าทางของคนในบ้านนี้ ไผ่พญาหันมาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นม่านเมฆยืนยิ้มหล่ออยู่ข้างหน้า
       “สวัสดีครับ ผมชื่อม่านเมฆครับ” ไผ่พญางง “ก็ครูกับผมยังไม่ได้ทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการเลย”
       ม่านเมฆยื่นมือออกไปเหมือนจะเช็กแฮนด์ ไผ่พญาเพิ่งเข้าใจจึงยื่นมือไปจับด้วย
       “อ๋อ จ้ะ ฉันชื่อครูไผ่”
       “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณผู้หญิง”
       ม่านเมฆดึงมือไผ่พญามาจุมพิตที่หลังมือ ไผ่พญาตกใจเลยเผลอตบหัวม่านเมฆเข้าให้
       “อุ้ย พอดีเส้นครูมันกระตุกน่ะจ้ะ”
       “อ๋อ ครับ ไหนๆ วันนี้ครูว่างแล้วให้ผมพาเที่ยวฟาร์มมั้ยครับ”
       “เอ่อ ไม่เป็นไรจ้ะ ครูแค่อยากรู้ว่า เอ่อ คนที่นี่เขาซักผ้ากันตรงไหนจ้ะ”
       ม่านเมฆทำหน้าแปลกใจ
      
       ที่หน่วยงานปรามปรามยาเสพติด ภายในจอคอมพิวเตอร์เป็นแฟ้มประวัติของเหล่าอาชญากร ชาติกล้ากำลังดูประวัติของพวกมันอย่างเคร่งเครียด ระหว่างนั้นเสียงของมารุตดังขึ้น
       “กำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า”
       ชาติกล้าเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นมารุตยืนอยู่ ชาติกล้ารีบลุกขึ้นทำความเคารพ
       “ครับท่าน”
       “ตามสบาย ทำอะไร ?”
       “เราได้ผลการวิเคราะห์เกลียวลูกปืนที่ใช้ฆ่าสมสุขมาแล้วครับ ผมกำลังดูว่ามันตรงกับใครที่ใช้ปืนแบบเดียวกันบ้าง”
       “ผมอยากคุยเรื่องนี้อยู่พอดี” ชาติกล้าแปลกใจ “คุณไม่แปลกใจเหรอ หัวหน้าแก็งค์ค้ายาที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางตายไป แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย”
       “ผมคิดว่าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจครับ”
       “แล้วคุณคิดว่ามันจะผ่านไปที่ใคร”
       ชาติกล้านิ่งไปใช้ความคิดวิเคราะห์
       “ผมยังไม่กล้าชี้ชัดลงไป แต่ผมเชื่อว่าต้องเป็นคนใกล้ชิดที่รู้ระบบและช่องทางทุกอย่างเป็นอย่างดี”
       “ผมรู้ว่าคุณมีคนคิดอยู่ในใจ”
       “ผมคิดว่าเป็นคุณนายหยาดฟ้า ภรรยาของสมสุขครับท่าน”
       “คุณนายหยาดฟ้าเหรอ” เสียงมือถือของมารุตดังขึ้น มารุตมองเบอร์สีหน้าของมารุตเปลี่ยนทันที “เดี๋ยวค่อยคุยต่อแล้วกัน”
       มารุตรีบเดินออกไป
      
       ชาติกล้ามองด้วยความสงสัยว่าปลายสายที่โทรเข้ามาเป็นใคร ถึงได้ทำให้มารุตมีอาการแปลกๆ


  


       ชาติกล้าถือแฟ้มข้อมูลเดินมาตามทาง ระหว่างที่กำลังผ่านห้องของมารุตเขาก็ได้ยินเสียงมารุตดังมาจากในห้อง
      
       “แต่ผมว่ามันเสี่ยงไปหน่อยนะครับคุณนาย”
       ชาติกล้าได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักด้วยความสนใจ
       ภายในห้องมารุตกำลังคุยมือถือก่อนจะเดินมาดูที่หน้าห้องแล้วแง้มม่านออกดูว่ามีใครหรือเปล่ามารุตเห็นว่าไม่มีใครจึงตอบกลับไป
       “ก็ได้ครับ เจอกันตามนั้น”
       มารุตวางสาย หน้าเครียด
       ที่หน้าห้องชาติกล้าแอบยืนอยู่ที่ประตู ชาติกล้ารู้สึกได้ว่าจะต้องมีอะไรที่เป็นความลับแน่นอน
      
       เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่ง พลเอกยันอ่องกำลังมองนาฬิกาโรเล็กซ์ในมือตาเป็นประกาย
       “ล้อมเพชรซะด้วย”
       พายัพนั่งอยู่ในห้องรับแขก มีลูกน้องยืนอยู่ด้านหลัง 2 คน เช่นเดียวกับพลเอกยันอ่องที่มีคนอารักขาในชุดทหารอยู่รอบตัว
       “น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ผมดีใจที่ท่านนายพลชอบ”
       พลเอกยันอ่องเก็บนาฬิกาลงกล่องก่อนจะส่งให้ลูกน้องนำไปเก็บแล้วหันมาพูดกับพายัพ
       “ไม่รู้ว่าผมจะแสดงความเสียใจหรือว่าดีใจที่สมสุขตายกับคุณดี แต่ที่แน่ๆ ตั้งแต่วันแรกที่ผมเห็นคุณเป็นคนติดตามสมสุข ผมก็รู้อยู่แล้วว่าคุณต้องขึ้นมาถึงจุดนี้”
       “ผมจะคิดว่ามันเป็นคำชมจากท่านนายพลก็แล้วกัน”
       “เอาละ ถึงผมจะชอบชานมไข่มุกยังไง แต่ผมก็ชอบเงินมากกว่า ผมอยากรู้เหมือนกันว่าคนรุ่นใหม่อย่างคุณ จะมีอะไรน่าสนใจมั้ย”
       “ถ้าผมต้องการของมากกว่าเดิมสามเท่า อย่างนี้เรียกว่าน่าสนใจหรือเปล่าครับ”
       พลเอกยันอ่องได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มร่า พายัพเองก็ยิ้มตอบแต่เป็นยิ้มที่ร้ายกาจ
       พายัพเดินออกมาจากเซฟเฮ้าส์ของยันอ่อง ระหว่างนั้นเสียงมือถือของพายัพดังขึ้น พายัพมองเบอร์สีหน้าเครียดลงทันที
      
       ที่ฟาร์มสุข ม่านหมอกเดินมาที่ต้นไม้ใหญ่ต้นนึงที่อยู่กลางทุ่ง เสียงมือถือของม่านหมอกดังขึ้น ม่านหมอกมองเบอร์ที่เป็นเบอร์ตู้สาธารณะ ม่านหมอกแปลกใจแต่ก็กดรับ
       “โหล”
       “ม่านหมอกหรือเปล่า”
       “ใช่ ใครน่ะ”
       “บอกไปแกจะรู้จักเหรอนังแม่มด” ม่านหมอกสะอึก “รู้มั้ยว่าโรงเรียนมันสูงขึ้นมากแค่ไหนตั้งแต่แกไม่มา ไปตายซะ”
       ปลายสายวางไป ม่านหมอกกำมือถือแน่นด้วยความโกรธ ก่อนจะเห็นน้ำตาของเธอค่อยๆ ซึมออกมาอย่างคับแค้นใจ ระหว่างนั้นเสียงของตะวันฉายดังขึ้น
       “ข้าคือรุกขเทวดา เจ้าต้องการอะไร”
       ม่านหมอกได้ยินก็แปลกใจก่อนจะหันมองไปทางต้นเสียงแล้วม่านหมอกก็ตกใจเมื่อเห็นตะวันฉายยืนอยู่
       “พี่ตะวัน”
       ม่านหมอกรีบหันหลังแล้วเช็ดน้ำตาทันที ตะวันฉายเห็นอย่างนั้นแปลกใจ
       “เอ่อ โทษที พี่ไม่รู้ว่าหมอกกำลัง”
       “หมอกไม่ได้ร้องไห้”
       “จ้ะ พี่เห็นแล้ว อาจจะเป็นเพราะมีกระรอกวิ่งอยู่ข้างบนก็เลยทำให้ฝุ่นปลิวลงมาเข้าตาเราเนอะ”
       ตะวันฉายพยายามชวนคุยเรื่องอื่น ม่านหมอกทำหน้าตึงใส่
       “พ่ออยู่ในบ้าน”
       “เอ่อ ขอบคุณมาก”
       ตะวันฉายทำท่าจะเดินออกไป ม่านหมอกเชิดหน้าไม่สนใจ แต่พอตะวันฉายเดินผ่านไปม่านหมอกก็ค่อยๆ หันมองตาม แต่แล้วจู่ๆ ตะวันฉายหันกลับมา ทำเอาม่านหมอกหันกลับแทบไม่ทัน
       “มีใครเคยบอกหรือยัง ว่าหน้าของเราน่ะเหมาะที่ยิ้มมากกว่าร้องไห้น่ะ”
       ม่านหมอกเชิดหน้าทำเป็นไม่สนใจเหมือนเดิม ตะวันฉายอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินจากไป ม่านหมอกค่อยๆหันมองตามตะวันฉาย
      
       ไผ่พญากำลังซักเสื้อผ้าของตัวเองอยู่ที่ลานหลังบ้าน
       “ไอ้การละลายพฤติกรรมมันทำยังไงละเนี่ย โอ๊ย ทำไมตานั่นถึงได้ชอบสร้างปัญหาให้ฉันอยู่เรื่อย ฮึ่ยย์”
       ไผ่พญาจับเสื้อขึ้นมาก่อนจะปาลงกะละมังด้วยความเจ็บใจ แต่เพราะความแรงทำให้น้ำกระจาย ฟองแฟ้บกระเด็นเข้าหน้าไผ่พญาเต็มๆ
       “โอ๊ย”
       ตะวันฉายที่กำลังเดินมาจะเข้าบ้านได้ยินเสียงของไผ่พญาร้องขึ้น ตะวันฉายมองหาแหล่งที่มาของเสียง
       ไผ่พญาควานหาน้ำเพื่อล้างตา
       “น้ำ น้ำ โอ๊ย ทำไมฉันแสบตาอย่างนี้”
       ตะวันฉายเดินเข้ามาพอดีก่อนจะเห็นไผ่พญากำลังควานหาก๊อกน้ำก็รีบวิ่งเข้ามาช่วย
       “อยู่เฉยๆ นะคุณ เดี๋ยวผมเอาน้ำให้”
       ตะวันฉายรีบตักน้ำเปล่ามาก่อนจะค่อยๆ ราดไปที่หน้าของไผ่พญา
       “ฮ้า”
       “ดีขึ้นมั้ยคุณ”
       ไผ่พญาลืมตาจึงเห็นตะวันฉายยืนอยู่ตรงหน้า ไผ่พญาขยี้ตามองตะวันฉายอีกครั้งก่อนจะนึกออก
       “คุณ”
      
       ตะวันฉายยิ้มให้ ไผ่พญาจำรอยยิ้มนั้นได้ดี

       ที่เสกสรรรีสอร์ต คณะนักท่องเที่ยวเดินมาเป็นขบวน สมหมายกับพนักงานยืนรอต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
      
       “เสกสรรรีสอร์ตยินดีต้อนรับครับ เชิญวางกระเป๋าได้เลยนะครับ เดี๋ยวเราจะมีพนักงานนำกระเป๋าของท่านไปไว้ที่ห้องให้”
       สมหมายเดินเข้ามาทักทายกับคณะนักท่องเที่ยวอย่างเป็นกันเอง นักท่องเที่ยวต่างยิ้มร่าในการต้อนรับ
       “ตอนนี้ขอทุกท่านชื่นใจกับน้ำส้มโอของดีนครปฐมก่อนแล้วกันนะครับ”
       “แหม บริการขนาดนี้ สงสัยจะเป็นเจ้าของรีสอร์ตใช่มั้ยคะ”
       “โอ้ๆ ไม่ใช่ครับ ผมเป็นแค่ผู้จัดการ คุณเสกสรรเจ้าของที่นี่แกสอนมาดีน่ะครับ”
       “พูดอย่างนี้พวกเราก็ยิ่งอยากเจอตัว”
       “ผมว่า บางทีพวกคุณจะเห็นคุณเสกสรรแล้ว แต่คุณไม่ทราบว่าเป็นท่านเท่านั้นเอง” นักท่องเที่ยวที่ได้ยินต่างก็ทำหน้างงกัน “ในเมื่อทุกท่านเรียกร้องอยากเจอตัวคุณเสกสรรเจ้าของรีสอร์ตขนาดนี้ งั้นจะชักช้าอยู่ไย ขอเชิญทุกท่านพบกับ คุณเสกสรรครับ”
       สมหมายผายมือไปทางกลุ่มนักท่องเที่ยวทำให้นักท่องเที่ยวต่างงงหันมองไปทางด้านหลัง เสกสรรในชุดนักท่องเที่ยวแต่งตัวกลมกลืนแฝงอยู่ในกลุ่มของนักท่องเที่ยว
       “สวัสดีครับ ผม...เสกสรร...เจ้าของเสกสรรรีสอร์ตยินดีรับใช้ทุกท่านครับ”
       เสกสรรเดินฝ่านักท่องเที่ยวออกมาก่อนจะออกมายืนยิ้มด้านหน้า
        “อ้าว คุณนั่งรถมากับเรานี่”
       “ขอโทษที่ผมต้องทำอย่างนั้นครับ ผมแค่อยากทราบว่าพวกคุณรู้สึกยังไงกับรีสอร์ตของเรา ถ้าผมบอกไปว่าผมคือเจ้าของรีสอร์ต ผมก็จะไม่ได้รับข้อมูลความต้องการที่แท้จริงของทุกท่าน หากการกระทำของผมทำให้ทุกท่านหมองใจ ผมขออภัยไว้ตรงนี้ด้วย”
       เสกสรรคว้ามือของนักท่องเที่ยวสาวใหญ่คนนั้นก่อนจะจุมพิตที่หลังมืออย่างแผ่วเบา
       “แหม พวกเราจะโกรธได้ยังไงละคะ ก็ในเมื่อสิ่งคุณเสกสรรทำก็เพื่อพวกเรา”
       นักท่องเที่ยวหลายคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย เสกสรรยิ้มแก้มแทบฉีก
       “ผมดีใจที่ทุกท่านเข้าใจครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอเชิญทุกท่านเยี่ยมชมรีสอร์ตของผมดีกว่าครับ ทางนี้ครับ”
       เสกสรรหันไปขยิบตาส่งซิกบางอย่างให้กับสมหมายก่อนจะเดินนำหน้าคณะทัวร์ออกไป
      
       เสกสรรพานักท่องเที่ยวเดินมาบริเวณอีกด้านของรีสอร์ต
       “ที่รีสอร์ตของผมสิ่งที่เน้นมากที่สุดคือ แขกทุกคนต้องได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ทุกท่านลองตาตั้งใจฟังซิครับ” ที่มุมหนึ่งสมหมายกำลังเปิดซาวด์เอฟเฟกต์เป็นพวกเสียงแมลงและเสียงลม กิ่งไม้สั่นไหว เสกสรรรีบพากษ์ “เป็นไงครับ ทุกคนได้ยินเสียงแมลง เสียงของต้นไม้คุยกันหรือเปล่าครับ”
       อยู่ๆ ก็มีเสียงร้องของตัวอะไรบางอย่างดังขึ้น อิ๊ด...อิ๊ด พร้อมกับเสียงหายใจฟึดฟัด นักท่องเที่ยวที่กำลังเคลิ้มถึงกับลืมตาอย่างเสียจังหวะ เสกสรรรีบแก้สถานการณ์
       “อ๋อ คงเป็นเสียงของนกแก้วอเมซอนน่ะครับ”
       “โห ที่นี่มีนกแก้วอเมซอนด้วยเหรอคะ”
       “ครับ หลังจากที่ได้ยินเสียงกันแล้ว ผมว่าทุกคนลองหลับตาแล้วสูดหายใจให้เต็มปอดดูซิครับ”
       เสกสรรนำทีมทำท่าสูดหายใจ ทุกคนสูดหายใจเต็มแรง ขณะนั้นสมหมายกำลังกดเครื่องผลิตโอโซนใส่กลิ่นธรรมชาติ
       “แหม สดชื่นจริงๆ คะ”
       แต่แล้วทุกคนก็เริ่มทำจมูกฟุดฟิด
       “เอ่อ ฉันว่าได้กลิ่นอะไรเน่าๆ นะ”
       สมหมายทำจมูกฟุดฟิดเหมือนกัน
        “กลิ่นขี้หมูมาจากไหนวะ” สมหมายบ่นแล้วก็ตกใจเมื่อเห็นลูกหมูตัวเขื่องเกือบเท่าสุนัขเดินออกมาจากพุ่มไม้
       “เฮ้ย! ฉิบ”
       สมหมายหันรีหันขวางพยายามจะย่องเข้าไปจับก่อนที่มันจะก่อเรื่องวุ่นวาย
       เสกสรรกำลังโปรโมทรีสอร์ตของตัวเองต่อ เสกสรรสูดหายใจเต็มแรงแล้วก็แทบอ้วกทำหน้าพะอืดพะอมเสกสรรอยากจะอาเจียนแต่ต้องรีบแก้สถานการณ์ก่อน
       “อ๋อ ขี้วัวขี้ควายน่ะครับ คือต้นไม้ทุกต้นในรีสอร์ตนี้ไม่ใช้สารเคมีครับ เห็นมั้ยครับรีสอร์ตของเราใช้ทุกอย่างที่มาจากธรรมชาติจริงๆ”
       ระหว่างนั้นเสียงของแขกจากห้องพักดังขึ้น
        “ธรรมชาติลงโทษน่ะซิ”
       เสกสรรกับคณะลูกทัวร์หันไปมองก็เห็นแขกหลายคนยกกระเป๋าออกมายืนออกัน
        “อุ้ย มีอะไรครับ” เสกสรรมองกระเป๋าเสื้อผ้า “แล้วจะไปเที่ยวไหนกันเหรอครับหอบกระเป๋ากันมาเยอะแยะเชียว”
       “พวกเราจะย้ายออกวันนี้”
       “เอ่อ เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”
       “จะมีอะไร รีสอร์ตมีแต่กลิ่นขี้หมู”
       “ใช่ แถมยังได้ยินเสียงหมูร้องทั้งวันทั้งคืน นึกว่าอยู่ในโรงฆ่าสัตว์”
       สมหมายย่องเข้าไปหาลูกหมูทางด้านหลังก่อนจะตัดสินใจโดดตะครุบ
       “ย้ากกกก นี่แน่ะ ได้ตัวแล้วไอ้ตัวแส(บ) อ้าว”
       สมหมายคว้าน้ำเหลวก่อนจะตกใจเพราะลูกหมูวิ่งจู้ดออกไป
       คณะนักท่องเที่ยวได้ยินอย่างนั้นก็ทำหน้างงกันเป็นแถว เสกสรรรีบเคลียร์เพราะกลัวจะเสียลูกค้า
       “หมู หมูอะไรครับ ไม่มี ผมยืนยันได้”
       ทันทีที่เสกสรรพูดจบลูกหมูตัวนั้นก็วิ่งเข้ามาเพราะตื่นตกใจจากที่โดนสมหมายไล่ตะครุบ ลูกหมูตัวนั้นต่างวิ่งชนนักท่องเที่ยวล้มบ้างอะไรบ้าง ต่างร้องวี้ดว้ายด้วยความตกใจ
       “เฮ้ย ไอ้หมูบ้า” นักท่องเที่ยวและแขกต่างวิ่งหนีกันวุ่นวายอลหม่าน สมหมายวิ่งออกมาจากพุ่มไม้ “จับมันให้ได้” ลูกหมูวิ่งมาทางเสกสรร เสกสรรตั้งใจจะคว้าแต่ดันพลาดโดนลูกหมูวิ่งชนกระเด็นล้มลง “อูย วันนี้กูต้องกินหมูหันให้ได้”
       ลูกหมูวิ่งหนีแต่แล้วสมหมายก็วิ่งมาดักทางทำให้ลูกหมูหันหลังกลับแทบไม่ทัน เสกสรรพลิกตัวมาจะลุกขึ้นแล้วก็ต้องตกใจ เมื่อภาพตรงหน้าคือลูกหมูที่กำลังพุ่งเข้ามา
      
       “เฮ้ย...”


  


       ไผ่พญาเดินมากับตะวันฉาย ไผ่พญาท่าทางงงๆ เล็กน้อย
      
       “คุณเป็นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เหรอ”
       “ทำไมครับ หรือคุณคิดว่าผมเป็นซุปเปอร์แมน”
       “หึ แต่ก็ใกล้เคียงนะ เพราะฉันเจอคุณแต่ละทีคุณก็มาช่วยฉันไว้ทุกครั้ง”
       ระหว่างนั้นเสียงของภูวนัยดังขึ้น
        “คุณตะวัน”
       ตะวันฉายกับไผ่พญาชะงักก่อนจะมองไปเห็นภูวนัยเดินเข้ามา
        “อ้าว สวัสดีครับคุณภู”
        ภูวนัยมองไผ่พญา
       “คุณมาทำอะไรที่นี่”
       ไผ่พญาได้ยินประโยคนี้ก็โมโหทันที
       “โอ๊ะ ตายจริง นี่ฉันเป็นครูหรือเป็นนักโทษเนี่ย ถึงได้ไม่มีสิทธิเดินไปไหนมาไหนได้”
       “ท่าทางเมื่อเช้าคุณคงจะไม่เข้าใจ เรื่องที่ผมอยากให้คุณสร้างความสัมพันธ์กับคนในนี้”
       “เอ่อ ผมชวนคุณไผ่เดินมาเป็นเพื่อนเองแหละครับ”
       “อ๋อเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป ผมนึกว่าครูไผ่พญาจะลืมตัวว่าตัวเองเป็นครู” ไผ่พญายี้ปากหมั่นไส้
       “เอ คุณตะวันนี่ตรวจฟาร์มสัตว์อย่างอื่นด้วยหรือเปล่าคะ”
       “ครับ”
        “แหม ดีเลยคะ เผื่อวันนึงคุณภูแกคิดจะเปิดฟาร์มหมาจะได้ให้คุณตะวันดูให้ แต่คงไม่กว้างเท่านี้หรอกคะเพราะฟาร์มหมาของคุณภูคงจะกว้างแค่ปาก”
       ภูวนัยกับไผ่พญาต่างไม่ยอมให้กัน ตะวันฉายงงกับทั้งสองคน ยังดีที่ระหว่างนั้นผจญออกมาจากเล้าหมู
       “จะไปไหนผจญ เดี๋ยวรอเปิดเล้าให้ตะวันเขาตรวจหน่อย”
       “เอ่อ ผมจะไปหาลูกหมูน่ะครับ ดูเหมือนว่าจะหายไปตัวนึง”
       ยังไม่ทันที่ภูวนัยจะพูดอะไร แก้วใจก็รีบวิ่งเข้ามา
       “คุณภูคะ คุณภู”
       “มีอะไร”
       ภูวนัยหน้าเครียดลงเพราะดูท่าทางร้อนใจของแก้วใจก็พอจะเดาได้ว่าต้องมีเรื่อง
      
       เสกสรรตาเขียวมีรอยกีบหมูที่หน้าผากเพราะโดนลูกหมูวิ่งชน กำลังโวยวายอยู่หน้าฟาร์ม
       “เฮ้ย ไอ้ฟาร์มบ้านี่ไม่มีใครอยู่หรือไง”
       ภูวนัย ตะวันฉาย ไผ่พญา แก้วใจและผจญเดินเข้ามา
       “มีอะไรคุณเสกสรร ทำไมต้องเอะอะโวยวายด้วย”
       “ยังมีหน้ามาถามอีก ไอ้สมหมาย”
       สมหมายอุ้มลูกหมูเดินเข้ามา ผจญเห็นก็ดีใจ
       “อยู่นี่เอง”
       “เงียบๆ เลย พูดอย่างนี้ก็เท่ากับยอมรับว่าเป็นหมูเราซิ...โง่”
       ผจญถึงกับชะงักไป เสกสรรหันมามองหน้าภูวนัยแล้วชี้ไปที่ลูกหมู
       “แกเห็นมั้ยว่านี่อะไร”
       “ลูกหมูครับนาย” สมหมายบอก เสกสรรหันไปยกมือจะตบ
       “หุบปากเลยไอ้นี่”
       “หมูจากฟาร์มผมเอง คุณเสกสรรเจอมันที่ไหนครับ”
       “ฉันเอามาอย่างนี้ คงจะเจอที่เชียงใหม่มั้ง”
       ไผ่พญาหันไปกระซิบกับตะวันฉาย
       “เขาเป็นใครน่ะคะ กวนจริงๆ”
       “คุณเสกสรร เจ้าของรีสอร์ตข้างๆ ฟาร์มของคุณภูน่ะครับ”
       เสกสรรเอาเรื่องภูวนัยต่อ
        “รู้มั้ยว่าแขกของฉันที่พักอยู่เขาตกใจแค่ไหนที่เห็นหมูของแก ตอนนี้แขกทั้งรีสอร์ตเขายกเลิกห้องหมดแล้ว”
       “ท่าทางแขกของคุณคงจะเป็นคนขี้ตกใจนะคะ นี่ขนาดแค่หมูนะถ้าเจอแมวน้ำไม่หัวใจวายตายเลยเหรอคะ” ไผ่พญาบอก เสกสรรได้ยินอย่างนั้นก็หันขวับไปที่ไผ่พญาทันที
       “เธอเป็นใคร ถึงได้มาปากดีกับฉัน”
       ภูวนัยรีบตัดบทก่อนจะลุกลามใหญ่โต
       “เอาเป็นว่าผมขอรับผิดชอบค่าเสียหายแล้วกัน”
       “รับผิดชอบค่าเสียหายเหรอ ฉันไม่ต้องการ”
       “แล้วคุณเสกสรรต้องการอะไรครับ”
        “ดีเลยที่คุณตะวันฉายอยู่พอดี” เสกสรรหันไปมองภูวนัย “ผมต้องการให้คุณสั่งปิดฟาร์มหมูบ้าๆ นี่”
       “คงจะไม่ได้ครับ เพราะเท่าที่ผมตรวจดูฟาร์มของคุณภูก็ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทุกอย่าง”
       “ถ้าถูกต้องแล้วไอ้หมูนี่มันจะหลุดมาในรีสอร์ตผมได้ยังไง”
       “รั้วของคุณกับผมมันติดกัน ถ้าเกิดรั้วมันพังเพราะฝีมือคนของผม ผมก็ยินดีรับผิดชอบ”
       “หึ แกเลี้ยงหมูมากไปหรือเปล่าคำพูดแกถึงได้เหม็นเหมือนขี้หมูที่อยู่ในเล้า”
       “ผมไม่ได้อยากมีเรื่องกับคุณ แต่ทำไมคุณไม่คิดบ้างว่าทำไมหมูของผมมันถึงได้เข้าไปรีสอร์ตคุณมันอาจจะคิดว่ารีสอร์ตคุณเป็นบ้านมันก็ได้”
       “แน่นอน มันคงเห็นว่ารีสอร์ตฉันสวย” เสกสรรเคลิ้ม แล้วนึกได้ “ไอ้ภูวนัย แกกำลังว่ารีสอร์ตฉันสกปรกต่ำช้ำเหมือนเล้าหมูหรือไง”
       “เรื่องนั้นผมว่าคุณลองถามมันดูดีกว่า”
       เสกสรรเจ็บใจที่โดนหลอกด่า
       “คอยดูเถอะ ฉันจะลบฟาร์มแกออกไปจากที่นี่ให้ได้ ไป”
       เสกสรรเดินนำสมหมายออกไป สมหมายจะอุ้มลูกหมูกลับภูวนัยเรียกไว้
       “ขอหมูผมคืนด้วย”
       เสกสรรหันมาเห็นสมหมายอุ้มหมูอยู่
       “แกจะเอากลับบ้านไปทำป้าแกเหรอ”
       สมหมายรีบปล่อยหมูลง ผจญรีบเข้าไปมาจับไว้ ภูวนัยมองตามหน้าเครียด
      
       ไผ่พญารับรู้ความสัมพันธ์ของภูวนัยกับเสกสรรว่าเป็นยังไง


  


       มารุตยืนอยู่ที่แห่งหนึ่ง มารุตดูนาฬิกาข้อมือท่าทางกระวนกระวายใจระหว่างนั้นเสียงมือถือดังขึ้น มารุตคิดว่าเป็นหยาดฟ้าโทรมาแต่พอเห็นเบอร์ก็ต้องแปลกใจ
      
       “มีอะไรหมวดชาติกล้า” มาริตฟัง แล้วอึ้ง “อะไรนะ คุณนายหยาดฟ้าโดนยิงเหรอ”
       มารุตหน้าเครียดทันที
      
       ไผ่พญาเดินมาส่งตะวันฉายที่รถ
       “เท่าที่รู้ คุณเสกสรรกับคุณภูไม่ถูกกันมานานแล้วครับ ปัญหามันเริ่มที่คุณเสกสรรว่าฟาร์มของคุณภูรบกวนรีสอร์ตของแก”
       “เรื่องอย่างนี้ฉันว่ามันต้องดูว่าใครมาก่อน ถ้าเกิดรีสอร์ตเขาอยู่ของเขาอยู่แล้ว แต่ตานั่นยังมาเลี้ยงหมูอย่างนี้นายนั่นก็ผิดเต็มๆ”
       สายตาของใครบางคนกำลังจ้องมองตะวันฉายและไผ่พญา
       “แต่ผมว่าทั้งรีสอร์ตและฟาร์มหมูมันน่าจะอยู่ด้วยกันได้ ถ้าทุกคนยอมถอยกันคนละก้าว”
        “แต่ฉันว่า เท้าของนายนั่นคงมีรากแก้วฝังลึกจนถอยไม่เป็นแล้วละ”
       “ดูท่าทางคุณไม่ค่อยชอบคุณภู”
       ไผ่พญารู้สึกว่าแสดงออกเยอะไป
       “เอ่อ เปล่าหรอก ฉันก็วิเคราะห์ไปเท่าที่เห็น”
       “ท่าทางคุณไผ่คงเป็นคนที่วิเคราะห์เก่ง”
       “ก็นิดหน่อยแหละคะ”
       “อืม ผมเชื่อครับ ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่ให้คนขับรถจอมหื่นนั่นขับมาส่งคุณหรอก”
       “แน่นอ...” ไผ่พญาชะงักเมื่อนึกได้ว่าตะวันฉายหลอกด่าทางอ้อม “อ้าว”
       ตะวันฉายหัวเราะร่วน
       “ผมล้อเล่นครับ อืม ผมต้องไปจริงๆ ละ ต้องกลับไปเขียนรายงานอีก ไว้เจอกันใหม่นะครับ...ไผ่พญา”
       ตะวันฉายยิ้มกว้างให้กับไผ่พญาก่อนจะเดินไปขึ้นรถแล้วขับออกไป ไผ่พญาบ่นอุบ
       “ผู้ชายนครปฐมนี่กวนอย่างนี้ทุกคนหรือไง”
       ระหว่างที่ไผ่พญากำลังหันหลังกลับก็เหลือบไปเห็นบางอย่างหลังต้นไม้ ไผ่พญาโผล่เข้ามาที่หลังต้นไม้
       “แอ้ะ”
       คนที่แอบอยู่หลังต้นไม้ก็คือม่านหมอกนั่นเอง ม่านหมอกทำหน้านิ่งจะเดินไปแต่ไผ่พญามาขวางไว้
       “แอบสะกดรอยครูหรือไง”
       “เปล่า”
       “ยังจะโกหกอีก ก็เห็นอยู่ว่าแอบตามครูมา” แล้วไผ่พญาก็นึกได้ “หรือว่าเธอแอบดูนายตะวัน”
       ม่านหมอกได้ยินอย่างนั้นก็ทำหน้าอึกอัก
       “ทำไมฉันต้องแอบดูด้วย”
       “ก็เพราะว่าเธอ...” แต่แล้วอยู่ๆ ไผ่พญาก็ตะโกนออกมาเสียงดัง “เฮ้ย”
       ทำเอาม่านหมอกตกใจ
       “เฮ้ย มีอะไร”
       “ทำไมฉันไม่ติดรถตะวันเขาเข้าเมืองนะ โอ๊ย ฉันนี่ขี้ลืมจริงๆ”
       “แล้วครูจะเข้าเมืองไปทำอะไร”
       ไผ่พญาอึกอักไม่รู้จะบอกม่านหมอกยังไง
      
       ไผ่พญากำลังดูชุดเดรสยาวสีขาวด้วยความดีใจ
        “โห สวยจัง...นี่เอามาให้ครูใส่จริงๆ เหรอ”
       ม่านหมอกกำลังเดินสำรวจภายในห้องของไผ่พญาหันมา
       “ก็แล้วแต่ หรือครูจะไม่ใส่ก็ได้นะ”
       ม่านหมอกทำท่าจะเอาชุดคืน แต่ไผ่พญารีบเอาตัวบังไว้ทันที
       “พ่อเธอบอกให้เอามาให้ฉันจริงๆ นะ”
       “ถ้าครูถามอีกที หนูจะเอาชุดไปคืนพ่อ”
       “ก็ได้ๆ” ม่านหมอกยิ้มมุมปากเหมือนมีแผนบางอย่างก่อนที่จะเดินออกจากห้อง ปล่อยให้ไผ่พญาชื่นชมชุดสวย “ชิ...คงรู้สึกผิดละซิ”
      
       ขณะนั้นภูวนัยกำลังตรวจเล้าหมูมีผจญกับแก้วใจเดินตามคอยรับคำสั่ง
       “แหม คุณภูนี่สุดยอดเลยคะ ป่านนี้ตาเสกสรรนั่นคงยังกลับรีสอร์ตไม่ถูกแหงๆ”
       “ทำไมละครับพี่แก้วใจ”
       “เอ้า จะกลับถูกได้ยังไง ก็โดนคุณภูตอกหน้าหงาย” แก้วใจทำท่าเดินหน้าหงาย “แล้วจะมองทางกลับรีสอร์ตได้ยังไง”
       ว่าแล้วแก้วใจก็หัวเราะกับมุขสมน้ำหน้าคนอยู่คนเดียว
        “แก้วใจ”
       แก้วใจหยุดหัวเราะแทบไม่ทัน
       “ขาคุณภู”
       “ฉันอยากให้เพิ่มการทำความสะอาดเล้ามากกว่าเดิม”
       “ทำไมละคุณภู คุณภูไม่ต้องกลัวตาเสกสรรนั่นหรอกคะ พวกนั้นต่างหากต้องกลัวเรา”
       “ฉันไม่ได้กลัวใคร แต่ที่ฉันให้ทำเพราะหมูของเราเป็นหมูออร์แกนนิค คนที่ซื้อหมูของเราเพราะเขาต้องการสุขภาพต้องการความสะอาด” แก้วใจหน้าสลด
       “คะ”
       ระหว่างนั้นเสียงของไผ่พญาพะอืดพะอมดังขึ้น
        “อ๊อก”
       ภูวนัยหันมองไปก็เห็นไผ่พญากำลังเอานิ้วบีบจมูกทำท่าพะอืดพะอมเดินเข้ามาในเล้าหมู
        “คุณเข้ามาทำไม เดี๋ยวก็ติดโรคหรอก”
       “ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นหรอกน่า”
       “ผมไม่ได้หมายถึงคุณ ผมหมายถึงหมูของผม”
       ไผ่พญาทำหน้าเจื่อนเสียอารมณ์
       “ฉันกะว่าจะเข้ามาขอบคุณที่นายเอาชุดนี้ให้ฉันใส่ แต่พอเลย”
       ไผ่พญาหันหลังเดินออก ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็มองชุดไผ่พญาใส่อยู่อย่างพิจารณา แล้วทันใดนั้นภูวนัยก็เปลี่ยนเป็นคนละคน
       “ใครให้คุณใส่ชุดนั้น” ไผ่พญาหันมางงๆ ภูวนัยเดินปรี่เข้ามาหาไผ่พญาด้วยความโกรธจัด “ถอดออกเดี๋ยวนี้”
       “เฮ้ย นายจะทำอะไร” ไผ่พญาถามอย่างตกใจ
       “ฉันบอกให้เธอถอดชุดนั่นออกเดี๋ยวนี้”
       “ประสาทหรือเปล่า เดี๋ยวให้ใส่เดี๋ยวก็จะเอาคืนฉันไม่ถอด”
      
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็โกรธจัดเดินเข้ามาหาไผ่พญา


  


       ส่วนไผ่พญาเห็นภูวนัยตรงปรี่เข้ามาอย่างนั้นก็รีบวิ่งหนี แต่เพราะความรีบทำให้ชุดนั่นไปเกี่ยวกับรั้ว ไผ่พญากลัว ไม่รู้จะทำยังไงจึงตัดสินใจดึง
      
       “อย่า” ภูวนัยร้องห้าม
       แคว่ก! ไม่ทันซะแล้ว ไผ่พญาออกแรงดึงชุดนั้นเต็มแรงทำให้ชุดขาดเป็นทางยาว ภูวนัยจะจับตัวไผ่พญาให้ได้ แก้วใจกับผจญคอยห้ามภูวนัย ภูวนัยคว้าตัวไผ่พญาเอาไว้ได้
       “ฉันจะถอดให้เธอเอง”
       “ไอ้บ้า”
       ไผ่พญากระทืบไปที่เท้าของภูวนัย ภูวนัยเลยเผลอปล่อยมือ ไผ่พญาจะหนีแต่ภูวนัยคว้าเอาไว้อีก ไผ่พญาออกแรงดึงจนทำให้ชุดขาดอีก แคว่ก!
       ด้วยความที่ไผ่พญาออกแรงดึงมากเกินไปทำให้ตัวของเธอพุ่งไปพิงที่รั้วคอกหมู ก่อนที่ร่างของไผ่พญาจะตีลังกาหล่นลงไปจมกองขี้หมู ภูวนัยถึงกับอึ้งกับภาพที่เห็น
      
       ไผ่พญาเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดของครูจงกลนี
        “ต้องกลับมาใส่ชุดเชยอีกจนได้ ฮึ่ยย์”
       เสียงพรรษาดังขึ้น
        “คุณไม่น่าเอาชุดนั่นมาใส่เลย”
       ไผ่พญาชะงักมองไปก็เห็นพรรษาอยู่ในห้อง
       “ทำไมคะ ฉันก็เห็นว่ามันเป็นแค่ชุดธรรมดา หรือว่าที่คุณภูเขาโกรธเพราะความลับแตกว่าชุดนั่นมันเป็นชุดของเขาตอนแต๋วแตก”
       “กรุณาพูดจาระวังด้วยคะ ถ้าคุณรู้ว่าชุดที่คุณเพิ่งทำลายไปเป็นชุดของใคร คุณอาจไม่อยากทำแบบนี้”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นแปลกใจ
      
       ภูวนัยยืนอยู่หลังบ้านมองชุดของเหมือนฝันที่อยู่ในสภาพยับเยินด้วยความเศร้าใจ ภูวนัยหวนนึกถึงอดีต
       ภูวนัยในอดีตปิดตาเหมือนฝันเดินเข้ามาภายในห้อง
       “ห้ามแอบดูนะ”
       “มีอะไรทำไมต้องปิดตาด้วย”
       ภูวนัยเดินมาหยุดอยู่ภายในห้อง
        “เอ้า ถึงแล้ว ดูได้”
       ภูวนัยค่อยๆ เอามือออก แล้วทันใดนั้นเหมือนฝันก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ชุดนั้นแขวนอยู่กลางห้อง
       “ภูรู้ได้ยังไงว่าฝันอยากได้เสื้อตัวนี้”
       “ไม่บอก”
       “ภูอ่ะ ขอบคุณนะคะ” เหมือนฝันหอมแก้มภูวนัย ภูวนัยเดินไปหยิบเสื้อมาให้เหมือนฝัน
       “ลองเลยซิ”
       เหมือนฝันรับมาดูก่อนจะมองนาฬิกา
       “ฝันก็อยากลองนะคะ แต่กลัวไปรับเด็กๆ ไม่ทัน”
       “น่าแป๊ปเดียวเอง”
       “เอาไว้ตอนกลับมาดีกว่าคะ ยังไงคืนนี้ก็มีงานเลี้ยงฉลองตำแหน่งใหม่ของภูอยู่แล้ว ฝันกะว่าจะใส่มันเลย”
       เหมือนฝันเข้าไปหอมแก้มภูวนัยอีกฟอด “ฝันจะรีบกลับมาคะ” เหมือนฝันเดินออกไปได้หน่อยก็หันมาทำหน้าดุ “ห้ามแอบเอาไปใส่เองนะ”
       เหมือนฝันเดินออกไป ภูวนัยหัวเราะกับคำพูดของเหมือนฝันก่อนที่ภูวนัยจะหันมองเสื้อตัวนั้นอย่างมีความสุข
      
       ไผ่พญาอ้าปากค้างเมื่อได้ยินที่พรรษาเล่าให้ฟัง
        “ตาย ตายแน่ฉัน”
       ไผ่พญาเหงื่อตกรู้ว่าทำเรื่องไม่สมควรเข้าให้แล้ว ไผ่พญาทำท่าจะเดินออกจากห้อง
       “จะไปไหนคะ”
       “ไปขอโทษเขาไง คนไม่รู้ย่อมไม่ผิดไม่ใช่เหรอ อีกอย่างม่านหมอกก็เป็นคนเอาชุดนั่นมาให้ฉัน ฉันว่าคุณภูน่าจะเข้าใจ” ไผ่พญาเปิดประตูก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ภูวนัยเปิดประตูเข้ามาในห้องเช่นกัน “อุ้ย ฉันกำลังจะไปหานายอยู่พอดี...คือฉัน”
       “เก็บของไปจากที่นี่ซะ”
       “หือ ว่าไงนะ”
       “ผมให้เวลาคุณครึ่งชั่วโมง”
       “เอ่อ ฟังฉันก่อนซิ”
       “ผมไล่คุณออก”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็เลือดขึ้นหน้าทันทีจึงสวนภูวนัยที่กำลังจะเดินออก
       “คนอย่างฉันมีศักดิ์ศรี ไม่จำเป็นต้องให้นายมาไล่ ฉันขอลาออก”
       ภูวนัยหันมาชำเลืองตามองก่อนจะเดินออกไป พรรษารีบเดินตามภูวนัยออกไป
      
       ไผ่พญาหายใจฟึดฟัดด้วยความโมโห

      ภายในห้องปฏิบัติการ ปปส. ชาติกล้ายืนอยู่หน้าห้องกำลังออกคำสั่งกับทีมที่นั่งอยู่ภายในห้อง
      
       “ผมต้องการภาพจากกล้องวงจรปิดทุกแยกที่รถของคุณนายหยาดฟ้าขับผ่าน ต้องการทะเบียนรถทุกคันที่ขับตามหลัง” ชาติกล้าหันไปบอกกับอีกหน่วย “เช็กปลอกกระสุนทุกปลอก ผมอยากรู้ทุกอย่าง” มารุตเปิดประตูเข้ามาในห้อง ทุกคนเห็นก็รีบยืนทำความเคารพ “ครับท่าน ตอนนี้ผมกำลังให้ทุกคนหาข้อมูลทุกอย่าง”
       “แล้วเรื่องยาล๊อตใหญ่ที่จะส่งคืนนี้เป็นยังไง”
       “ไม่ต้องห่วงครับท่าน ผมรับรองว่าคราวนี้เราจะจับพวกมันได้แน่นอน”
       มารุตมีสีหน้าเครียดลง ชาติกล้าแอบสังเกตสีหน้าของมารุตก็เริ่มสงสัยมากยิ่งขึ้น
      
       ห้างสรรพสินค้าหรูย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ร้านแบรนด์เนมต่างๆ หลาย ๆ ร้าน หญิงสาวคนหนึ่งยืนมองกระเป๋าแบรนด์เนมที่วางเรียงรายอยู่บนชั้น ราคาที่เห็นแต่ละใบราคาเหยียบแสนทั้งนั้น หญิงสาวยืนมองกระเป๋าใบนั้นด้วยความอยากได้ หญิงสาวคนนั้นกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบแต่แล้วก็มีมือนึงเอื้อมมือมาหยิบกระเป๋าตัดหน้าไป เจ้เหของมือที่หยิบกระเป๋าไปก็คือพรรณราย พรรณรายกำลังมองกระเป๋าอย่างพึงใจ หญิงสาวที่ยืนดูอยู่ก่อนปริ้ดขึ้น
       “ไม่เห็นหรือไงว่าฉันดูอยู่ก่อนแล้ว”
       “คุณเห็นก่อน แต่ฉันหยิบก่อน”
       พรรณรายหันไปชื่นชมกระเป๋าในมือ ไม่สนใจหญิงสาว
       “ไม่มีมารยาท”
       พรรณรายได้ยินก็ปรายตามองแล้วจ้องหน้า ไม่กลัว
       “ไม่มีมารยาท แต่ฉันมีเงิน” พรรณรายหยิบบัตรเครดิตแพลตตินั่มรูดได้ไม่อั้นส่งให้พนักงานแทนการตอบคำ
       “ฉันจะสอนให้แล้วกัน ทีหลังถ้าอยากได้อะไรแล้วละก็อย่ารอ ไม่อย่างนั้นอาจจะเหมือนกระเป๋าใบนี้”
       ขณะที่พรรณรายกำลังยิ้มเยาะหญิงสาวคนนั้น พนักงานก็เดินถือบัตรเครดิตเข้ามา
       “ขอโทษนะคะ บัตรใช้ไม่ได้คะ”
       “อะไรนะ”
       “รู้สึกว่าบัตรจะถูกระงับน่ะคะ”
       เพล้ง พรรณรายหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ พอหันไปมองหญิงสาวที่กำลังยิ้มเยาะคืนก็ยิ่งเจ็บใจพรรณรายยัดกระเป๋าใบนั้นคืนพนักงานก่อนจะรีบเดินออกไปทันที พรรณรายเดินออกมาหน้าร้านด้วยความโมโห ก่อนจะนึกได้ว่าเป็นเพราะอะไร
       “พ่อ”
      
       เสกสรรเดินตรวจรีสอร์ต มีสมหมายกำลังไล่เรียงรายชื่อลูกค้า
       “เลขที่ออก...”
       “อย่าท่าเยอะ เหลือแขกอยู่กี่ห้อง”
       “ห้องเดียวครับ”
       เสกสรรยิ่งเจ็บใจภูวนัย
       “ฮึ่ยย์ เพราะไอ้ลูกหมูนั่นตัวเดียว ไอ้ห้องเดียวที่เหลือน่ะดูแลดีๆ แล้วกัน อย่าให้เก็บกระเป๋ากลับบ้านไปอีก”
       “ผมว่าไม่หรอกครับ ถ้าจะกลับไปคงจะกลับไปนานแล้ว ผมว่าสามีภรรยาคู่นี้คงจะชอบรีสอร์ตเราน่ะครับ” แขกผู้หญิงคนนั้นเดินมาข้างหลัง “นั่นไงครับ พูดถึงก็มาพอดี”
       เสกสรรหันไปก็เห็นหญิงสาววัยกลางคนเดินเข้ามา
        “ฉันอยากพบเจ้าของที่นี้”
       “อ๋อ กระผมเองครับ มีอะไรให้ผ(ม)”
       เสกสรรยังพูดไม่ทันจบ หญิงวัยกลางคนคนนั้นก็ตบหน้าเสกสรรเต็มแรง
       “ไอ้วิปริตผิดเพศ”
       เสกสรรจับแก้ม งง
       “หือ”
       “ผู้ชายคนอื่นไม่มีแล้วหรือไง ถึงได้มาชอบสามีฉัน”
       เสกสรรได้ยินอย่างนั้นยิ่งงง ขณะที่สมหมายรีบเอามือปิดก้นแล้วหลบฉากทันที
       “นี่ นายไม่ใช่ผู้ชายเหรอครับ มิน่าถึงได้ชอบตบหัวผม นี่นายอยากสัมผัสลูบไล้ผมใช่มั้ยครั(บ)”
       สมหมายเลยโดนเสกสรรตบให้อีกที เสกสรรรีบหันไปคุยกับหญิงคนนั้นให้รู้เรื่อง
       “เดี๋ยวก่อนครับ ผมเนี่ยนะครับไปชอบสามีคุณ”
       “ใช่ สามีฉันบอกว่าเจ้าของรีสอร์ตมาชอบเขา แล้วก็ชวนเขามาอยู่ที่นี่ด้วยกัน”
       เสกสรรและสมหมายต่างร้องออกมาด้วยความตกใจ ระหว่างนั้นสามีของหญิงคนนั้นเดินมาพอดี
       “นี่คุณ กลับเข้าห้องเถอะไม่มีอะไรหรอก”
       “ไม่มีอะไรได้ยังไง” หญิงชี้ไปที่เสกสรร “ไอ้แก่นี่ใช่มั้ย” เสกสรรถึงกับสะดุ้ง “ที่คุณบอกว่าชอบคุณ”
       “ใช่ที่ไหนเล่า คนนั้นเขาเป็นผู้หญิง รู้สึกว่าจะชื่อพรรณราย”
       “พรรณราย อ๋อ ผมนึกแล้ว ว่ามันต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิด คือ ทั้งหมดเป็นบริการจากทางรีสอร์ตเราน่ะครับ”
       สมหมาย ชายและหญิงคู่นั้นต่างงง “รีสอร์ตเราเรียกวิธีนี้ว่า คืนแห่งรักแท้ พวกเราต้องการให้คู่รักที่มาอยู่ที่นี่พิสูจน์รักแท้ จึงได้ให้พนักงานของเราทำอย่างนั้นครับ ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ สามีของคุณรักคุณมาก”
       “โอ้ จริงเหรอคะ ขอโทษนะคะที่รัก”
       “ไอ้หมาย เดี๋ยวแกจัดไวน์ให้กับคุณทั้งสอง ไม่ต้องเกรงใจครับนี่คือบริการจากทางรีสอร์ตของเรา เชิญเลยครับเดี๋ยวสมหมายจะพาท่านไป”
       สมหมายพาชายหญิงคู่นั้นเดินออกไป
      
       เสกสรรที่ยิ้มส่งเสร็จก็หุบยิ้มหน้าขึงขึ้นมาทันที


  


       ในขณะที่พรรณรายกำลังเดินดูสวน ระหว่างนั้นเสียงของเสกสรรก็ดังขึ้น
      
       “นังลูกตัวแสบ”
       พรรณรายหันไปก็เห็นเสกสรรเดินปรี่เข้ามา
        “แกกลับมาดีๆ ไม่ได้หรือไง มาปุ้ปก็หาเรื่องให้ปั้บ”
       “แล้วพ่อตัดบัตรเครดิตพั้นซ์ทำไม พ่อไม่ให้เงินพั้นซ์ใช้ พั้นซ์ก็จะทำให้พ่อไม่มีเงินใช้เหมือนกัน”
       “ก็แกไม่ยอมกลับมาซะทีจะให้พ่อทำยังไง กลับมาจากอเมริกาก็เกือบสองปีแล้ว ถ้าแกไม่ยอมหางานทำก็กลับมาช่วยพ่อที่นี่”
       “ช่วยพ่อที่นี่ นี่พ่อเห็นมั้ย” พรรณรายหมุนตัวให้เสกสรรดู “พั้นซ์ยังสาว ยังสวย พ่อจะให้พั้นซ์มาดักดานอยู่ที่นี่งั้นเหรอ”
       “โอ้โฮ จิ๊ดเลย ดูแกพูดเข้าอยู่ที่ดักดานแบบนี้แหละจะได้ดัดสันดานแก ที่ฉันส่งแกไปเรียนอเมริกาเนี่ย มันไม่มีอะไรดีขึ้นเลยใช่มั้ย”
       “ใช่ ถ้าพ่อไม่ให้พั้นซ์ไป พั้นซ์ก็จะอยู่ที่นี่ได้แต่งงานกับภูไปแล้ว”
       “บ้ะ พอเลยอย่าพูดชื่อมันให้พ่อได้ยินอีก รู้มั้ยว่าวันนี้มันทำอะไรไว้กับพ่อ”
       พรรณรายได้ยินอย่างนั้นก็สงสัย
        “ภูกลับมาอยู่ที่ฟาร์มแล้วเหรอ”
       เสกสรรชะงัก ดันหลุดปากไป
       “ทำไม แกหยุดความคิดอกตัญญูของแกไว้เลย รู้อยู่ว่าพ่อเกลียดมันขนาดไหนก็ยังจะไปชอบมันอีก นี่แกยังไม่ลืมมันหรือไง”
       พรรณรายได้ยินอย่างนั้นก็ตัดสินใจได้ทันที
        “พ่อให้คนงานทำความสะอาดห้องพั้นซ์หรือยัง”
       “ทำไม อย่าบอกนะว่าแกจะกลับมาอยู่ที่นี่เพราะมัน”
       พรรณรายไม่ตอบแต่ยิ้มให้กับเสกสรรอย่างอารมณ์ดี เสกสรรหน้าเครียดไม่น่าหลุดปากพูดออกไปเลย
      
       ม่านเมฆหันมองซ้ายมองขวาบริเวณทางเดินชั้นบน ก่อนที่ม่านเมฆจะเคาประตูห้องม่านหมอก
       “พี่หมอก พี่”
       ม่านหมอกเปิดประตูออกมาพอเห็นม่านเมฆก็แปลกใจ
        “อะไร”
       “เอ่อ เมฆ เมฆ”
       “จะพูดอะไรก็พูดมาเร็วๆ”
       ม่านเมฆรวบรวมความกล้า
       “เอ่อ พี่หมอกว่า ผู้หญิงอายุมากกว่าจะชอบผู้ชายที่เด็กกว่ามั้ยอ่ะ”
       “อาจจะชอบ หรืออาจจะไม่ชอบก็ได้”
       “โห พี่หมอกตอบดีดิ นี่เมฆซีเรียสนะ”
       “ทำไม ไปชอบใครเขาอีกละ” ม่านเมฆหลบตา เขิน “อย่าบอกนะว่าชอบครูไผ่”
       “เปล่า โห พี่หมอกนี่ช่วยไรไม่ได้เลย”
       ม่านเมฆออกไป ม่านหมอกกำลังจะเข้าห้องแต่เสียงภูวนัยดังขึ้น
       “หมอก”
       ม่านหมอกรู้ทันทีว่าภูวนัยมาด้วยเรื่องอะไร
        “จะมาว่าหนู เรื่องที่เอาชุดน้าเหมือนฝันให้ครูไผ่ใส่ใช่มั้ย”
       “ทำไมต้องทำอย่างนั้น”
       “มันก็เหมือนกับที่อาพยายามจะทำตัวเป็นพ่อหนูไง อาจะได้รู้ว่าไม่มีใครแทนที่คนที่เรารักได้”
       ภูวนัยนิ่งงันไป ระหว่างนั้นม่านเมฆวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
       “พ่อ ครูไผ่ไปไหนแล้ว”
       “เมฆ ครูไผ่เขามีธุระต้องรีบกลับกรุงเทพฯ”
        ม่านเมฆเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด
       “ครูไผ่”
       “พวกเราต้องการครูไผ่คนเดียว ใช่มั้ยเมฆ” ม่านหมอกบอกแต่ม่านเมฆเหมือนยังช็อคอยู่
       “เมฆ เดี๋ยวพ่อหาครูคนใหม่ให้นะ”
       “หนูบอกแล้วว่าถ้าไม่ใช่ครูไผ่ หนูก็จะไม่อยู่ที่นี่”
       ม่านหมอกพูดจบก็เข้าห้องปิดประตูใส่ภูวนัย ภูวนัยหนักใจก่อนจะหันมาเห็นม่านเมฆที่เศร้าลงอย่างเห็นได้ชัดก็ยิ่งเครียด
      
       รถขนหมูกำลังวิ่งมาตามทางที่ออกจากฟาร์ม ไผ่พญานั่งอยู่ข้างหลังอยู่บนกรงหมู ไผ่พญาเอามือปิดจมูกด้วยความเหม็น
       “ฉันจะไม่มีวันกลับไปเหยียบที่นั่นอีก คอยดู แหวะ”
       ไผ่พญานั่งบนรถบรรทุกอย่างทุลักทุเล
      
       ที่โรงฆ่าสัตว์ในตลาด คนงานกำลังทำงานขนเนื้อหมูออกจากโรงฆ่าสัตว์ไปขึ้นรถ พายัพเดินลงมาจากรถลงมาหาลูกน้องคนนึงที่ยืนอยู
       “ของที่มาส่งอยู่ไหน”
       “น่าจะใกล้ถึงแล้วครับนาย ผมว่าน่าจะเป็นรถคันนั้นน่ะครับ”
       พายัพหันมองไปที่รถบรรทุกคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาที่โรงฆ่าสัตว์ รถบรรทุกคันนั้นจอด หญิงสาวคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถบรรทุก
       ไผ่พญาเดินมาหน้ารถเพื่อขอบคุณคนขับ
       “ขอบคุณมากนะพี่”
       “ไม่ไปกับพี่จริงๆ เหรอ” คนขับชวนอีก ไผ่พญายิ้มเจื่อนๆ
      
       ทันใดนั้นพายัพต้องอึ้งเมื่อเห็นว่าชัดเธอคือไผ่พญา ที่เขาตามหา


  


       ไผ่พญากำลังขอบคุณคนขับรถบรรทุก
      
       “ขอบคุณนะคะ” คนขับยกมือเหมือนบอกว่าไม่เป็นไร พอคนขับจะเข้าเกียร์ไผ่พญารีบเกาะหน้าต่างแน่น
       “เอ่อ พี่ไม่ไปที่อื่นจริงๆ เหรอ” คนขับไม่สนใจ ก่อนจะขับรถออกไปเลย
      
       ไผ่พญาเสียดายก่อนจะหันมองไปรอบๆ เพื่อตั้งสติ ไผ่พญาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
       “เอาละ เราต้องตั้งสติ เขาบอกว่าถ้ามีสติแล้วสตางค์จะมาเอง โอเค...สติมาแล้วสตางค์จงมา” ไผ่พญาล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง “เฮ้อ หึ แกจะขำมากไปแล้วไอ้ไผ่ คิดซิคิดว่าต้องทำยังไง”
       ระหว่างนั้นไผ่พญาได้ยินเสียงพนักงานขายตั๋วรถโดยสารดังเข้ามา
        “ราชรีพี่ราชรี ทางนี้เลยพี่”
       ไผ่พญามองแล้วฮึดอีกครั้ง
      
       ที่ท่ารถ พนักงานขายตั๋วกำลังตะโกนเรียกผู้โดยสาร
       “ราชรีทางนี้เลยพี่”
       ไผ่พญาเดินเข้ามา
        “พี่”
        พนักงานหันมาเห็นแล้วรีบเข้าประกบทันที
       “ราชรีขึ้นรถเลยครับ” พนักงานรีบดูแลไผ่พญาจะถือกระเป๋าให้ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะขายตั๋ว “ลงไหน ตัวเมืองเลยหรือเปล่า”
       “เอ่อ ก็ได้”
       “ร้อยยี่สิบ”
       ไผ่พญาแกล้งโวยวาย
       “อะไร เก็บตังค์ก่อนได้ไง ถ้าฉันจ่ายแล้วพวกนายเกิดปล่อยฉันลงกลางทางก็แย่ซิ”
       “อ้าว พูดอย่างนี้ก็สวยซิน้อง”
       “ฉันไม่ได้หาเรื่องนะพี่ แต่ฉันเคยได้ยินเรื่องรถทัวร์ทิ้งผู้โดยสารมาเยอะแล้ว” ไผ่พญาคว้ากระเป๋ามาถือ “เอาเป็นว่าเดี๋ยวถึงที่แล้วฉันจ่ายให้แล้วกัน”
       ไผ่พญาหันหลังจะเดินไปขึ้นรถ แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อพนักงานคว้ากระเป๋าเอาไว้
       “กะนั่งรถฟรีดิ” ไผ่พญาชะงัก
       “อะไร นี่พี่กำลังดูถูกว่าฉันไม่มีเงินเหรอ”
       “มีไม่มีไม่รู้ ถ้าจะไปก็ต้องจ่าย ถ้าไม่จ่ายก็ไม่ต้องไป”
       เมื่อเห็นว่าลูกโกหกของเธอไม่ได้ผล ไผ่พญาก็เลยเปลี่ยนวิธีเป็นยกมือไหว้
       “ฉันขอโทษคะพี่ ฉันโดนล้วงกระเป๋าเมื่อกี้เอง ขอฉันติดรถไปหน่อยนะพี่” ไผ่พญาหันไปเห็นสติ๊กเกอร์ที่โต๊ะของพนักงาน “นั่นไงพี่ เขาบอกให้เอื้อเฟื้อแก่เด็กสตรีและคนชรา”
       “อ๋อ อันนั้นเขาพิมพ์ผิด อันที่ถูกต้องพิมพ์ว่า โปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็กสตรีและคนชรา ที่มีเงิน นี่น้อง พี่กินข้าวนะไม่ใช่เดินเล็มหญ้าตามทุ่งจะได้อิ่ม”
       ไผ่พญาถอนหายใจเฮือกใหญ่
      
       ไผ่พญาเดินลงมานั่งที่ท่ารถอย่างเจ็บใจ
       “เพราะนายนั่นคนเดียว ฮึ่ยย์” ไผ่พญามองไปรอบๆ ก่อนจะใจเริ่มเย็นลง “คิดว่าฉันจะยอมแพ้เหรอ ยังไงฉันก็ไม่กลับไปเหยียบที่ฟาร์มบ้าๆ นั่นหรอก”
       ความโกรธที่ไผ่พญามีกับภูวนัยเหมือนเป็นแรงผลักดันอย่างดีให้กับไผ่พญา
        
       อีกด้านหนึ่ง ชาติกล้าแฝงตัวอยู่ในตลาดระหว่างนั้นก็ได้รับรายงาน
       “เจอแล้วเหรอ...อย่าเพิ่งทำอะไร รอคำสั่งจากฉัน ทุกคนเป้าหมายอยู่หลังตลาด ย้ำ อย่าเพิ่งทำอะไร”
       ชาติกล้าออกคำสั่งเสร็จก็กำลังหันหลังจะเดินไปแต่ชาติกล้าก็ชนเข้ากับหญิงคนนึง
       “โอ๊ย”
       ถุงแกงหล่นแตกเพราะการชนกัน
        “ขอโทษครับ” ชาติกล้ารีบพยุงหญิงคนนั้นก่อนจะล้ม แล้วชาติกล้าก็อึ้งเมื่อเห็นว่าหญิงคนนั้นคือปลายฟ้า
       “ฟ้า”
       ปลายฟ้าตั้งสติเพ่งมองก่อนจะตกใจระคนดีใจเมื่อเห็นว่าเป็นชาติกล้า
        
       ชาติกล้ากับปลายฟ้าเดินคุยกันมา
       “เราไม่ได้เจอกันนานเท่าไหร่แล้วเนี่ย”
       “ก็ เกือบปีได้แล้วมั้ง”
       “ทำไมฉันรู้สึกว่ามันนานกว่านั้น แล้วชาติมาทำอะไรที่นี่อย่าบอกนะว่ามารอเจอฉัน” ชาติกล้าชะงักไปเพราะไม่อยากบอกว่ามาทำงาน ปลายฟ้าเห็นชาติกล้าอึดอัดก็ทำหน้าน้อยใจตัดพ้อ “ไม่ต้องบอกหรอก ฉันเข้าใจ ไม่ว่าจะนายหรือภูก็ชอบมีความลับกับฉันทั้งนั้นแหละ”
       ชาติกล้าได้ยินที่ปลายฟ้าพูดถึงภูวนัยในอารมณ์ตัดพ้อก็แอบน้อยใจ
       “ไอ้ภูฉันไม่รู้ แต่ฉันไม่เคยมีความลับกับเธอ”
       ชาติกล้าสบตาปลายฟ้าอย่างจริงจัง แต่ปลายฟ้าไม่รู้ความหมายนั้น
       “ฉันเชื่อพวกนายมาทั้งชีวิตแล้ว เชื่ออีกหน่อยจะเป็นไร”
       ปลายฟ้าเดินไปไม่คิดอะไร
      
       ชาติกล้ามองตามด้วยสายตาของคนที่แอบรักข้างเดียว


  


       ระหว่างนั้นปลายฟ้านึกบางอย่างขึ้นได้จึงหันพรวดกลับมา ทำเอาชาติกล้าทำหน้าไม่ถูกเพราะแอบมองปลายฟ้าอยู่
      
       “นายต้องเลี้ยงข้าวฉัน”
       “หือ”
       “ก็นายเพิ่งทำข้าวเย็นฉันแตกไปนี่”
       ชาติกล้าถึงกับลังเลเพราะไม่ค่อยมีโอกาสที่จะได้อยู่กับปลายฟ้า ระหว่างนั้นมีเสียงแทรกเข้ามาในวิทยุ
       “หัวหน้าครับ หัวหน้า”
       ชาติกล้าตัดสินใจปิดวิทยุสื่อสาร เหมือนเขากำลังจะเลือกที่จะไปกับปลายฟ้า แต่แล้วปลายฟ้ากลับพูดขึ้น
       “นายว่าเราไปหาภูกันดีมั้ย ไปกินข้าวกัน เราไม่ได้เจอกันสามคนนานแล้วนะ”
       ชาติกล้าได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับสะอึก จึงตัดสินใจบอกกับปลายฟ้า
       “วันนี้คงไม่ได้ ฉันมีงานที่กรุงเทพฯ”
       “อ้าวเหรอ น่าเสียดาย งั้นถือว่านายติดข้าวฉันมื้อนึงแล้วกัน แล้วฉันจะไปให้นายเลี้ยงถึงกรุงเทพฯเลย”
       “ได้ซิ เอ่อ งั้นฉันไปก่อนนะ”
       ปลายฟ้าพยักหน้าแล้วยิ้มให้ ชาติกล้ารีบเดินออกมา ปลายฟ้ามองตามก่อนจะหันหลังเดินออกไป ชาติกล้าเดินมาได้สักระยะก็หันกลับไปมองก่อนจะหันกลับมาเปิดวิทยุสื่อสารใหม่
      
       วีระเข็นรถผักเลี้ยวเข้าไปในซอกหลังตลาด วีระเข็นไปจนกระทั่งเจอกับชาติกล้าที่ซ่อนตัวอยู่
       “พวกมันมีกี่คน”
       “เท่าที่เห็น ประมาณสี่คนครับหัวหน้า เรียกกำลังเสริมมั้ยครับ”
       “ไม่ต้อง...ราชัย”
       ราชัยซุ่มดูอยู่ในรถ
        “ครับหัวหน้า”
       “นำกำลังที่เหลือคุมรอบๆ เอาไว้ให้ดี ให้แน่ใจว่าไม่มีพวกมันอยู่อีก”
       “ครับ “
       ราชัยรับคำสั่งก่อนจะหันมองไปทางกำลังที่เฝ้าอยู่ตามจุดต่างๆ ให้เตรียมพร้อม
       รถคันนึงแล่นเข้ามาจอดที่ด้านหลังตลาด ก่อนจะเห็นรถคันนั้นกะพริบไฟสามครั้งไม่นานก็เห็นชายสี่คนลงจากรถที่จอดอยู่ในมุมมืดพร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้า ชาติกล้าจ้องเขม็งไปที่พวกนั้น
       ชายสี่คนเดินมาถึงรถคันที่เพิ่งมา ก่อนจะเห็นชายสองคนลงจากรถคันนั้นแล้วเดินไปเปิดที่กระโปรงหลัง ชาติกล้าใช้กล้องส่องทางไกลก็เห็นพวกมันหยิบกล่องขึ้นมาก่อนจะเปิดให้ชายทั้งสี่ดู ชายทั้งสี่มองในกล่องก่อนจะส่งกระเป๋าให้
       ทันใดนั้นชาติกล้าก็ให้สัญญาณ รถตำรวจพร้อมกำลังตำรวจกรูกันเข้ามาที่รถคันนั้น ชาติกล้าวิ่งถือปืนวิ่งเข้ามา
       “ทุกคนอย่าขยับ นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ”
       พวกมันต่างยกมือให้จับแต่โดยดี ชาติกล้ารีบวิ่งเข้าไปที่พวกมันก่อนจะเปิดกระเป๋าออกดูก็เห็นเงินจำนวนนึง ก่อนจะหันไปเปิดกล่องกระดาษก็เห็นยาบ้าอีกจำนวนนึง ราชัยกับตำรวจกำลังจับผู้ต้องหาทั้งหมดใส่กุญแจมือ วีระเดินเข้ามาหาชาติกล้าที่มีสีหน้าเครียด
       “มีอะไรครับหัวหน้า หรือว่าพวกมันเล่นกลอีก” วีระเข้าไปเห็นเงินและยาบ้าก็แปลกใจ “อ้าว ของกลางก็มีนี่ครับ แล้วหัวหน้าเครียดทำไมครับ”
       “ตรวจดูที่รถทั้งสองคันอย่างละเอียด พวกมันต้องซ่อนยาเอาไว้อีกแน่นอน”
       วีระรับคำสั่งก่อนจะวิ่งออกไป ชาติกล้ามองยาบ้าด้วยความสงสัยที่ไม่ตรงกับรายงาน
      
       ไผ่พญานอนหลับอยู่ที่ม้ายาวไม่ไกลจากท่ารถ กระเป๋าเสื้อผ้าหล่นอยู่ที่พื้น ระหว่างนั้นเห็นเหรียญสิบหล่นกระแทกที่พื้นดังแกร๊ก ไผ่พญาสะดุ้งตื่นงัวเงียก่อนจะเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าตกอยู่ ไผ่พญาเอื้อมไปจะหยิบแล้วจึงเห็นเหรียญสิบ ไผ่พญาหยิบเหรียญสิบขึ้นมองก่อนจะมองไปรอบๆ แล้วเห็นลุงกับป้ากำลังเดินจากไป ไผ่พญาฉุนขึ้นมาทันที
       “เดี๋ยว” ไผ่พญารีบถือเหรียญสิบตรงมาที่ลุงกับป้า “ฉันไม่ใช่ขอทาน”
       ไผ่พญายัดเหรียญสิบคืนใส่มือลุง ลุงทำท่าทางงงๆ ไผ่พญาเดินกลับมาที่มานั่งอารมณ์เสียก่อนที่ไผ่พญาจะนึกขึ้นมาได้ “เงิน” ไผ่พญาหันไปตะโกนเรียกลุง “เดี๋ยวก่อน เอาเงินฉันคืนมา”
       ลุงกับป้าที่กำลังเรียกสามล้อพอเห็นไผ่พญาวิ่งกลับมาอย่างเอาเป็นเอาตายก็รีบขึ้นรถ สามล้อรีบบึ่งออกไป
       ไผ่พญาวิ่งเข้ามาแต่ไม่ทัน
       “สิบบาทแน่ะ”
       ไผ่พญาหน้าเศร้าด้วยความเสียดาย ระหว่างนั้นเสียงท้องไผ่พญาร้องดังโฮก
      
       ไผ่พญากุมท้องด้วยความหิว

       ไผ่พญาเดินมาตามทางด้วยความหิว เสียงท้องยังร้องไม่หยุด
      
        “ต่อให้แกร้องจนเสียงเพี้ยน ฉันก็ไม่มีเงินซื้อข้าวให้แกกินหรอกนะ โอ๊ย...หิว”
       ไผ่พญาเดินมานั่งที่เสาไฟฟ้าอย่างหมดแรง แต่แล้วไผ่พญาก็ทำจมูกฟุดฟิดเหมือนได้กลิ่นอาหาร ไผ่พญาหันมองไปตามกลิ่นแล้วแววตาของเธอก็ประกายเมื่อเธอเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวห่างออกไปไม่ไกล ไผ่พญาขยี้ตาให้รู้ว่าไม่ใช่หิวจนตาลาย
       “รอดตายแล้ว” ไผ่พญาดีใจจนน้ำตาไหล
      
       ไผ่พญาเดินมาหยุดที่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยว แล้วมองไปที่นั่งเห็นคนนั่งกินอยู่เต็มทุกโต๊ะก็เข้าทาง ไผ่พญาเดินไปสั่งก๋วยเตี๋ยวกับคนขายทันที
       “เล็กน้ำพิเศษคะ”
       “นั่งเลยครับ”
       ไผ่พญาเดินเข้ามาก่อนจะมองหาเป้าหมาย แล้วไผ่พญาก็ล๊อคเป้าไปที่ชายคนนึงที่นั่งอยู่คนเดียว
       “อุ้ย โทษคะ มีคนนั่งหรือเปล่าคะ” ไผ่พญาทำท่าจะนั่งก่อนที่ไผ่พญาจะร้องออกมาเสียงดังเหมือนตอนเจอภูวนัยเป้ะ “ไอ้ยอด” ชายคนนั้นนั่งก้มหน้าไม่สนใจไผ่พญา ไผ่พญาเข้ามาตบไหล่ชายคนนั้นดังป้าป “เฮ้ย มาทำอะไรแถวนี้วะ” ไผ่พญานั่งลงแล้วหันไปมองเจ้าของร้านที่กำลังมองมา “หายไปเลยนะ ทำไมไม่ติดต่อกลับไปมั้งวะ”
       “ฮือ”
       ชายเมายาไม่พูดไม่จาไม่ตอบสนองใดๆ ไผ่พญายังเล่นต่อโดยไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ
       “เฮ้ย แล้วพ่อกับแม่เป็นไงมั้ง”
       “ตาย”
        ไผ่พญาชะงัก ก่อนจะไหลตามน้ำ
       “พูดเล่นน่า แกสองคนแข็งแรงออก”
       ชายคนนั้นค่อยๆ เงยหน้ามองไผ่พญาตาขวางเหงื่อแตกตัวสั่น มือกำช้อนแน่น
       “ตาย”
        ไผ่พญาชักเริ่มสงสัย
       “โอเค ตายก็ตาย” ทันทีที่ไผ่พญาพูดจบชายเมายาก็คว่ำโต๊ะกระจาย “ว้าย” ผู้คนต่างตกใจแตกกระเจิง ชายคนนั้นพุ่งเข้ามาล๊อคไผ่พญาเอาไว้ ไผ่พญาตกใจ “กรี้ดดดด!”
       “มันสั่งให้มาฆ่ากูใช่มั้ย”
       ไผ่พญาเหล่มองชายเมายา เมื่อเธอเห็นแววตาของชายเมายาใกล้ๆ ก็รู้ทันทีว่าชายคนนั้นต้องเมายาบ้าแน่นอน
       “ทำไมฉันถึงได้ซวยอย่างนี้ ฮือๆ ช่วยด้วย”
      
       ภูวนัยกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหาไผ่พญามาตามทาง ภูวนัยเดินพ้นซอยออกมาก่อนจะมองไปทางถนนอีกด้านก็ไม่เห็นอะไร ภูวนัยหันมองไปอีกด้านก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่กำลังวุ่นวาย ภูวนัยสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
       ที่ร้านก๊วยเตี๋ยวไผ่พญายังโดนชายเมายาล๊อคตัวอยู่ คนมุงยิ่งเยอะยิ่งทำให้ชายเมายาเครียด
       “อย่าเข้ามานะเว้ย ไม่งั้นอีนี่ตาย”
       ชายเมายาทำท่ายกช้อนขึ้น เสียงไทยมุงต่างร้องกรี้ดออกมา
       “จะร้องทำไม เรียกตำรวจซิ”
       “เอาเลย เรียกเลย ดี กูชอบ เรียกมาเยอะๆ กูจะได้ฆ่าอีนี่ให้พวกตำรวจมันดู” ไผ่พญาตกใจ
       “ห๊า เอ่อ ไม่ต้องเรียก ห้ามใครเรียกตำรวจนะ”
       ภูวนัยเดินเข้ามาที่วงนอกของกลุ่มไทยมุง ภูวนัยเดินเข้ามามองเหตุการณ์พอเห็นว่าไผ่พญาโดนคนเมายาบ้าจับเป็นตัวประกันก็ตกใจ
       “เฮ้ย”
       ไผ่พญาพยายามเกลี่ยกล่อมชายเมายา
        “พี่จ๋า พี่ใจเย็นๆ นะ ไม่มีใครทำอะไรพี่หรอก พี่ปล่อยฉันไปเถอะ”
       “ปล่อยให้มึงมาฆ่ากูเหรอ”
       “บ้าน่าพี่ ฉันจะไปทำได้ไง ฉันเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ทำอะไรพี่ไม่ได้หรอก พี่ปล่อยฉันไปนะ” ชายเมายานิ่งไป เริ่มคลายวงแขน “พี่คิดดูซิ ถ้าแม่พี่เมียพี่ลูกพี่เห็นพี่ทำอย่างนี้ พวกเขาจะเสียใจแค่ไหน”
       อยู่ๆ ชายเมายาก็คลั่งขึ้นมาอีก
       “เว้ยยย! แม่กูทิ้งกูไปตั้งแต่เด็ก เมียกูก็เอาลูกหนีไป ดี...กูจะฆ่ามึงให้พวกมันเสียใจ”
       ชายเมายายกช้อนจะทิ่มไผ่พญา ไผ่พญาหลับตาปี๋ร้องลั่น ระหว่างนั้นเห็นตะเกียบพุ่งเข้ามาก่อนจะโดนกลางหน้าผากของชายเมายาจนชายเมายาหน้าหงายเซไปปล่อยไผ่พญาหลุดมือ ไผ่พญาลืมตาขึ้นมาก็เห็นภูวนัยยืนอยู่ตรงหน้าก่อนจะหันไปเห็นชายเมายาเอามือกุมหน้าผาก ไวเท่าความคิด ไผ่พญารีบโผเข้ามาหาภูวนัยทันที
       ชายเมายาหันมองภูวนัยอย่างโกรธจัดวิ่งเข้ามาจะทำร้าย ภูวนัยหลบได้ก่อนจะสวนหมัดจนชายเมายาเซล้มลงไปที่โต๊ะทำก๋วยเตี๋ยว ชายเมายาลุกขึ้นก่อนจะหันไปหยิบมีดเล็กขึ้นมา ภูวนัยเห็นอย่างนั้นจึงหันไปหยิบตะกร้อลวกก๋วยเตี๋ยวขึ้นมาบ้าง
       ชายเมายามองมีดตัวเองก่อนจะโยนทิ้งแล้วหันไปหยิบมีดปังตอเล่มใหญ่แทน ไทยมุงส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ
      
       “ทุกคนหลบไป” ภูวนัยตะโกนก้อง


  


       ไผ่พญามองภูวนัยด้วยความเป็นห่วง
      
        “หนีเถอะ นายไม่ใช่พระเอกนะ”
       ไผ่พญาเข้ามาบอกภูวนัย จังหวะนั้นชายเมายาเลยอาศัยจังหวะเข้ามา ภูวนัยเห็นก็รีบดึงไผ่พญาหลบ
       “เฮ้ย บอกให้หลบไปไง”
       ภูวนัยรีบผลักไผ่พญาออกไปก่อนจะหันมารับมือกับชายเมายา ภูวนัยฉากหลบมีดก่อนจะเอาตะกร้อตีไปที่ข้อมือของมันจนทำให้มีดหลุดจากมือ ภูวนัยตีตะกร้อเข้าที่ท้องจนชายเมายาตัวงอก่อนที่ภูวนัยจะหวดเสยจนชายเมายาหน้าหงายหลับกลางอากาศ ไทยมุงต่างตบมือชื่นชมกับภูวนัยที่ปราบคนเมายานั่นลงได้
      
       ภูวนัยเดินมาตามทาง ไผ่พญาเดินตามมา ไผ่พญาแอบมองภูวนัยทางด้านหลัง
       “จะมองอย่างนั้นอีกนานมั้ย”
       ภูวนัยถามโดยไม่หันมามอง ไผ่พญาตกใจ
       “แหม ฉันก็คิดว่านายต่อยแต่ผู้หญิงไง”
       ภูวนัยหันมาทำหน้าเซ็ง ไผ่พญายังตื่นเต้นระทึกไม่หาย
       “แต่พอเห็นนาย” ไผ่พญาทำท่าเตะต่อย “อึดๆๆ แล้ว ฉันว่านายเป็นคนเลี้ยงหมูที่เก่งเลยนะ”
       “ตอนนั้นไม่เห็นเก่งอย่างนี้ละ”
       “นี่ ฉันเป็นผู้หญิงก็ต้องห่วงสวัสดิภาพตัวเองไว้ก่อนซิ ฉันอยากรู้วงจรชีวิตไอ้พวกนี้จริงๆ ว่าวันๆ มันทำอะไรบ้าง แต่จะว่าไปฉันไม่เคยเห็นคนเสพยาบ้าทำอะไรดีๆ ซักคน”
       “ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่ายาที่กินแล้วบ้าแล้วจะทำอะไรดีๆ ได้”
       “ดูท่าทางนายจะเกลียดไอ้ยาบ้านี่มากนะ”
       ภูวนัยชะงักไปแล้วรีบตัดบท
       “รีบกลับเถอะ”
       ภูวนัยเดินนำลิ่วออกไป ไผ่พญาจะเดินตามแล้วก็นึกได้
       “กลับ...เดี๋ยวๆ” ไผ่พญาวิ่งมาดักหน้าภูวนัยด้วยความสงสัย “หมายความว่าไง จะให้ฉันกลับไปไหน”
       “กลับฟาร์มไง” ไผ่พญาแปลกใจ
       “ไปทำไม นายเพิ่งไล่ฉันออก แล้วจะให้ฉันกลับไปทำไม”
        ภูวนัยกลัวเสียฟอร์มเหมือนกัน
       “ถือว่าฉันไม่ได้พูดแล้วกัน”
       ไผ่พญาเดินดุ่มๆ ไม่สนใจ ภูวนัยพยายามนึกถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับม่านหมอก แล้ววิ่งตามไผ่พญามขวางทางเอาไว้ ไผ่พญาชะงัก ภูวนัยนิ่งสักพักก่อนจะพูดอ้อมแอ้ม
       “ช่วยกลับไปสอนลูกฉันหน่อย หมอกกับเมฆบอกว่าจะเรียนกับเธอเท่านั้น”
       “นายเพิ่งด่าฉันไล่ฉันเหมือนหมูเหมือนหมา แล้วพอตอนนี้นายก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ”
       ภูวนัยนิ่งไปเพราะรู้สึกผิดอย่างที่ไผ่พญาพูดมา ไผ่พญาจะเดินออกไปแต่ภูวนัยก็คว้าแขนเอาไว้
       “เดี๋ยว”
       “ฉันไม่ยอมกลับไปให้นายด่าอีกหรอก”
       ไผ่พญาจะเดินออกไป ภูวนัยเลยพูดขึ้น
       “ขอโทษ” ไผ่พญาหันมา “ฉันขอโทษที่ทำกับเธอแบบนั้น”
       “อืม ฉันจะรับไว้”
       ไผ่พญาหันหลังเดินออกไป ภูวนัยถึงกับงงก่อนจะหาวิธีสุดท้าย
       “แล้วถ้าฉันเพิ่มให้เธอเป็นเดือนละสามหมื่นละ” ไผ่พญาที่กำลังเดินอยู่พอได้ยินเรื่องเงินถึงกับชะงักทันที ฉันจะเพิ่มเงินเดือนให้เธอ” ไผ่พญาเริ่มตาวาวแต่ยังไว้ฟอร์มทำเป็นก้าวต่อ “สี่หมื่น” ไผ่พญายังก้าวต่อ “อ้ะ...ห้าหมื่นแล้วทุกอย่างที่เธออยากได้”
      
       ไผ่พญาหันขวับมาลังเลว่าจะเอายังไง


  


       เช้าวันรุ่งขึ้น ม่านเมฆเดินเศร้าหมดอาลัยตายอยากเข้ามาที่โต๊ะอาหาร แต่พอถึงที่โต๊ะม่านเมฆก็ชะงักไปเมื่อเห็นภูวนัยนั่งดื่มกาแฟอยู่
      
       “พ่อ” ม่านเมฆรีบวิ่งเข้ามา “พ่อพาครูไผ่กลับมาได้มั้ย”
       ระหว่างนั้นม่านหมอกเดินเข้ามาจึงได้ยินที่ม่านเมฆถามภูวนัย ภูวนัยมองม่านหมอกกับม่านเมฆก่อนจะทำหน้าเศร้าแล้วส่ายหน้า ม่านเมฆเห็นภูวนัยส่ายหน้าก็ทรุดลงนั่งหน้าเศร้า
       “เป็นไร ทำไมต้องเศร้าขนาดนั้นด้วย เมืองไทยไม่ได้มีครูคนเดียวซะหน่อย”
       “โกรธพ่อแล้ว”
       ม่านเมฆนั่งหน้าบึ้ง ม่านหมอกยิ้มเยาะก่อนจะนั่งลง
       “อย่าไปโกรธเขาเลยเมฆ เขาไม่เคยรักษาอะไรไว้ได้หรอกนอกจากตัวเอง”
       ระหว่างนั้นไผ่พญาในชุดนอนก็วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามา
        “นี่ๆ อ้าว หมอก เมฆ”
       ม่านเมฆเห็นไผ่พญาก็ฉีกยิ้มถึงใบหู รีบโผเข้าไปกอดไผ่พญาขณะที่ม่านหมอกเองก็อึ้งไป
       “ครูไผ่”
       “อุ้บ เบาๆ จ้ะ มีอะไรเหรอ”
       “ก็พ่อบอกว่าครูไผ่ไม่กลับมาแล้ว”
       “เอ แล้วอย่างนี้จะมีรางวัลให้พ่อมั้ยน้า”
       ม่านเมฆโผเข้าไปกอดภูวนัยอีกคน ก่อนจะวิ่งเข้ามาจับมือไผ่พญา
       “ครูไผ่อย่าไปไหนอีกนะครับ ถ้าพ่อรังแกครูไผ่อีกบอกเมฆเดี๋ยวเมฆจะจัดการเอง”
       “อ้าวๆ เห็นๆ เลยนะ”
       “สัญญานะว่าจะจัดการให้ครู”
       “สัญญาครับ”
       ไผ่พญากับม่านเมฆยื่นมือจับกันเป็นพันธะสัญญา
        “ถ้าเมฆสัญญา ครูก็สัญญาว่าจะอยู่ที่นี่เหมือนกัน”
       ม่านเมฆยิ้มแฉ่ง ภูวนัยเข้ามาลูบหัวม่านเมฆ
       “ไป ไปขึ้นไปอาบน้ำ”
       “พ่อ” ม่านเมฆเข้าไปกระซิบข้างหู
       “อะไรนะ ช่วยขึ้นไปเลือกชุดให้หน่อยเหรอ”
       “โห พ่อจะพูดทำไมเนี่ย”
       “ไปๆ” ม่านเมฆวิ่งจู๊ดออกไป ภูวนัยเดินไปก่อนจะหยุดที่ม่านหมอก “พ่อรักษาสัญญาแล้วนะ”
       ภูวนัยเดินออกไป ม่านหมอกหน้าตึงขึ้นมาทันที ระหว่างนั้นไผ่พญาเดินเข้ามาก่อนจะยิ้มให้ม่านหมอก
       “ฉันไม่คิดว่าเธอจะชอบฉันขนาดนี้” ไผ่พญาอ้าแขนรับ “จะวิ่งเข้ามากอดฉันก็ได้นะ”
        ม่านหมอกหันขวับ จ้องมองไผ่พญาด้วยความเจ็บใจ
       “กลับมาทำไม”
       “อ้าว” ไผ่พญาถึงกับงง
       ม่านหมอกพูดจบก็เดินออกไปอย่างอารมณ์เสียเพราะเธอรู้สึกเหมือนแพ้ภูวนัย ไผ่พญายืนงงกับท่าทางของม่านหมอก
      
       ไผ่พญากลับเข้ามาในห้องท่าทางงงระคนโกรธ
        “พ่อลูกเหมือนกันจริงๆ” ไผ่พญาพยายามสงบจิตสงบใจ “ฮ้า เอาใหม่ๆ เราต้องอยู่ที่นี่ให้ได้” ไผ่พญาเย็นลงจึงเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาแล้วไผ่พญาจึงเพิ่งนึกได้ “นี่ฉันต้องใส่เสื้อผ้ายัยป้านั่นอีกแล้วเหรอเนี่ย”
      
       ไผ่พญาครุ่นคิดก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้


  


       ภูวนัยกำลังเลื่อยไม้อยู่ที่มุมทำงานไม้ ระหว่างนั้นเห็นไผ่พญาเดินเข้ามาก่อนจะกระแอมเรียก
      
       “อะแฮ่ม”
       ภูวนัยที่กำลังเลื่อยไม้อยู่ก็หยุดก่อนจะหันมาเห็นไผ่พญา
       “มีอะไร”
       “เอ่อ ยุ่งอยู่หรือเปล่า” ไผ่พญามองไปแล้วเห็นกองไม้เยอะแยะ “คงไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่”
        ภูวนัยหันไปเลื่อยไปคุยไป
       “ทำไม มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
       “แหม นายนี่ถามเข้าประเด็นจริงๆ” ไผ่พญาเดินเข้าไปหยุดข้างหน้าภูวนัย “พาฉันไปห้างหน่อยซิ” ภูวนัยชะงัก มองไผ่พญาเชิงสงสัย “ฉันอยากไปซื้อเสื้อผ้าใหม่” ไผ่พญาเห็นสีหน้าภูวนัยที่คิ้วชนกันก็รีบแก้ตัว “ก็ฉันเอาชุดมาไม่เข้ากับสถานที่น่ะ”
       “ถ้าแค่นั้นคงไม่เป็นไรหรอก เพราะคุณอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้เจอใครอยู่แล้ว”
       ไผ่พญาพยายามหว่านล้อมให้ได้
       “เอ่อ แต่ฉันไม่มียาสีฟัน แปรงสีฟัน ยาสระผม ครีมนวด ไวท์เทนนิ่ง”
       “นี่คุณ เห็นมั้ยว่าผมต้องทำงาน ผมไม่มีเวลาพาคุณไปเที่ยวช้อปปิ้งหรอกนะ”
       “นี่ ช้อปปิ้งอะไร นายดูซิ ดูเสื้อผ้าที่ฉันเอามาซิ ทั้งร้อนทั้งรุ่มร่าม นะ ฉันแค่อยากไปหาชุดอะไรที่มันสบายๆลุยๆ ให้เหมาะกับที่อยู่บ้านนอก อุ้ย ให้เหมาะกับอยู่ในฟาร์มไง”
       ภูวนัยมองชุดที่ไผ่พญาใส่ก่อนจะรับคำ
       “ได้”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มดีใจ
      
       ไผ่พญาอยู่ในชุดคนงานเดินเข้ามาหาภูวนัยที่กำลังเลื่อยไม้ตอกไม้
       “ฉันไม่ขำกับมุขของนายนะ”
       “คุณบอกเองว่าคุณอยากได้ชุดที่มันสบายแล้วก็ลุยได้ ที่มันเหมาะกับฟาร์มนี้ ก็นี่ไง ก็ดูดีนี่” ไผ่พญากำลังจะอ้าปากเถียง “ ถ้าคุณใส่ได้ก็ใส่ แต่ผมจะไม่พาคุณไปไหนทั้งสิ้น”
       ภูวนัยพูดจบก็แบกกองไม้เดินผ่านไผ่พญาออกไป ไผ่พญาถึงกับอึ้ง
       “เดี๋ยวก่อนซิ ฮึ่ยย์ จะกวนเอาโล่ห์หรือไง”
       ไผ่พญามองชุดคนงานที่ตัวเองใส่แล้วเศร้าใจ
      
       ไผ่พญามายืนอยู่ริมกำแพงรั้วดูลาดเลาเห็นคนงานตรงหน้าประตูแค่คนสองคนเท่านั้น
       “ไม่น่าจะยากเท่าไหร่”
       ระหว่างนั้นเสียงม่านเมฆดังขึ้น
        “อะไรยากเหรอครู”
       “ก็ออกไปจากที่นี่ไง” ไผ่พญามองไปตามเสียงเห็นม่านเมฆในชุดหล่อยืนอยู่ข้างๆ ก็ตกใจ “เฮ้ย เมฆ เอ่อ มาทำอะไรครับ”
       “ครูนั่นแหละมาทำอะไรครับ แล้วทำไมครูใส่ชุดคนงานละครับ”
        “อ๋อ เอ่อ ก็...พ่อเราบอกให้ครูสร้างความสัมพันธ์กับคนในนี้ไง ครูก็เลยคิดว่าถ้าครูแต่งตัวอย่างนี้ ก็อาจจะสนิทกับพวกคนงานเร็วขึ้นน่ะจ้ะ” ม่านเมฆเหล่มองไผ่พญา ไผ่พญาร้อนตัว “มีอะไรหรือเปล่า”
       “ผมว่าครูไผ่แต่งตัวอย่างนี้ก็สวยไปอีกแบบน่ะครับ”
       “แหม ปากหวานนะเราเนี่ย” ม่านเมฆเขิน
       “ครูยังไม่ชิมซะหน่อย รู้ได้ยังไงครับว่าหวาน”
       ไผ่พญาชะงักก่อนจะเริ่มโมโห
       “แก่แดดเกินไปเปล่า ห๊ะ”
       ระหว่างนั้นเสียงแตรดังขึ้น ไผ่พญากับม่านเมฆหันไปก็เห็นปลายฟ้าขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด
       “ไง เมฆ มาทำอะไรตรงนี้คะ”
       “อุ้ย หวัดดีครับน้าฟ้า พ่ออยู่ในบ้านครับ”
       “ไปกับน้ามั้ย” ม่านเมฆส่ายหน้า
       “เมฆอยู่เป็นเพื่อนครูไผ่ดีกว่าครับ”
       “ครูไผ่”
       ปลายฟ้ามองไปที่ไผ่พญา ไผ่พญาพยักพเยิด
       “เอ่อ คะ”
       “อุ้ย ขอโทษคะ เห็นครูใส่ชุดคนงานฟ้าก็คิดว่าเป็นคนงานใหม่”
       “ไม่เป็นไรหรอกคะ จะว่าไปฉันก็ถือว่าเป็นคนงานใหม่ของที่นี่เหมือนกัน”
       “ครูไผ่กำลังสานสัมพันธ์กับคนที่นี่น่ะครับก็เลยต้องแต่งตัวอย่างนี้”
       “อ๋อ แหม น่าดีใจจริงๆ นะคะที่ครูทุ่มเทให้กับการสอนอย่างนี้ งั้นน้าไปก่อนนะ”
       ปลายฟ้าขับมอเตอร์ไซค์ออกไป ไผ่พญามองตามก่อนจะหันไปถามข้อมูลจากม่านเมฆ
       “ใครน่ะ”
       “น้าฟ้าเพื่อนพ่อน่ะครับ”
      
       ไผ่พญามองตามอย่างเก็บข้อมูลสุดฤทธิ์
ตอนที่ 4
      
       เผ่าพงศ์นั่งหลับตาที่เก้าอี้ที่ตรวจประจำ ปลายฟ้ากับภูวนัยอยู่ภายในห้องด้วย เผ่าพงศ์ส่ายหน้าทั้งๆ ที่หลับตา
      
       “ไม่ ยังไงฉันก็จะหลับตาอยู่อย่างนี้”
       “พ่อครับ ถ้าพ่อหลับตาอย่างนี้แล้วหมอปลายฟ้าจะตรวจพ่อได้ยังไง”
       “ก็ไม่ต้องตรวจไง เพราะฉันหายแล้ว เห็นมั้ยขนาดตาฉันยังไม่ลืมเลย”
       ภูวนัยงงกับคำพูดของเผ่าพงศ์ ปลายฟ้าได้ยินก็อมยิ้มด้วยความขำ
       “คุณลุงแกกลัวว่าเราจะบอกว่าแกเป็นคนขี้ลืมไง”
       “อ๋อ ลืม...ตา” ภูวนัยยิ้มขำอีกคน
        “ไง ขำมั้ยมุขนี้ ฉันนั่งคิดทั้งคืนเลยนะ” เผ่าพงศ์บอก
       “คิดมุขได้อย่างนี้ แสดงว่าอาการดีขึ้นแล้วนี่คะ”
       เผ่าพงศ์หันมาหาปลายฟ้าแล้วอยู่ๆ ก็พูดขึ้น
       “อ้ะ ถ้างั้นเดี๋ยวหนูฝันก็พาพ่อออกไปเที่ยวในเมืองได้แล้วใช่มั้ย”
       ภูวนัยกับปลายฟ้าได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป
        “พ่อ นี่หมอปลายฟ้าครับ” เผ่าพงศ์ชะงัก
       “เอ่อ อ๋อ ฉันไม่ได้ลืม แค่เผลอเรียกติดปากเท่านั้นแหละ”
       ภูวนัยยิ้มเจื่อนๆ ขณะที่ปลายฟ้าเองแอบสังเกตุเห็นอาการภูวนัย
      
       ไผ่พญาเดินกลับมาที่บ้านกับม่านเมฆ ไผ่พญาเพิ่งรู้ว่าปลายฟ้าเป็นหมอ
       “เป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมจริงๆ นะ หน้าตาก็ดี ความรู้ก็ดี แบบนี้พ่อเธอไม่ชอบหมอปลายฟ้าบ้างเหรอ”
       “อืม เท่าที่เห็นก็ไม่นี่ครับ”
       “ตานี่ประหลาดคนจริงๆ”
       ไผ่พญาหันไปเห็นมอเตอร์ไซค์ของปลายฟ้าที่จอดอยู่แล้วเหมือนคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงเลียบๆ เคียงๆ ถามม่านเมฆ
       “แล้วปกติเวลาหมอเขารักษาปู่เนี่ย เขาอยู่นานมั้ย”
       “ก็นานน่ะครับ บางทีอยู่ทานข้าวเย็นกับพ่อด้วย”
       ไผ่พญามองไปที่มอเตอร์ไซค์แล้วเห็นแววตาเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที
       “เหรอ” ไผ่พญาหาเรื่องกันม่านเมฆออกไป “เออ เมฆหิวน้ำมั้ย”
       “ครูหิวน้ำเหรอครับ”
       “จ้ะ”
       “ครูรอแป๊ปนึงนะครับ เดี๋ยวผมเข้าไปหยิบน้ำมาให้”
       “แหม เป็นสุภาพบุรุษจริงๆ เลย”
       ม่านเมฆอมยิ้มเขินก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน ไผ่พญาแอบมองพอเห็นว่าม่านเมฆลับตาแล้วก็เดินเข้ามาที่มอเตอร์ไซค์ แล้วเห็นกุญแจเสียบคาเอาไว้อยู่
       “ขอยืมซักสองชั่วโมงคงไม่ว่ากันนะหมอ”
       ระหว่างนั้นเสียงของพรรณรายดังขึ้น
       “เจ้านายอยู่มั้ย” ไผ่พญาได้ยินเสียงพรรณรายก็ตกใจ อารมณ์เหมือนจะขโมยรถแล้วโดนจับได้ ไผ่พญาหันมาก็เห็นพรรณรายใส่เสื้อสายเดี่ยววาบหวิวลงจากรถแล้วเดินเข้ามา “ไม่ได้ยินหรือไง ฉันถามว่าเจ้านายเธออยู่มั้ย”
       “ถามฉันเหรอ”
       “ท่าทางเธอจะเป็นคนงานใหม่ถึงไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร กวนประสาทฉันอย่างนี้อยากโดนไล่ออกหรือไง”
       “ใครอีกวะเนี่ย” ไผ่พญาบ่นเบาๆ “เอ่อ แล้วคุณเป็นใคร”
       “ฉันน่ะเหรอ คนที่จะมาเป็นนายผู้หญิงคนใหม่ของเธอไง” ไผ่พญาทำหน้างง “ภูอยู่ไหน”
       “น่าจะอยู่ในบ้านมั้ง”
       พรรณรายสะบัดหน้าเดินก้าวฉับๆ เข้าไปในบ้าน ไผ่พญาชะเง้อมองแล้วไม่สนใจหันมาสตาร์ทมอเตอร์ไซค์
       แต่แล้วไผ่พญาก็นึกขึ้นมาได้
       “ไม่มีเงิน แล้วจะไปทำไม”
       ไผ่พญาครุ่นคิดเอาไงดี
      
       พรรษากำลังปัดฝุ่นบริเวณภายในบ้าน ระหว่างนั้นพรรณรายเดินเข้ามาแล้วมองไปรอบๆ
       “ป้าคะ ภูอยู่มั้ย”
       พรรษาชะงักก่อนจะหันมาเห็นพรรณราย พรรษามองพรรณรายเหมือนจำไม่ได้
       “คุณพรรณรายหรือเปล่าคะ”
       “ก็ฉันน่ะซิป้า เอ บ้านนี้เขาความจำสั้นกันทั้งบ้านหรือไง”
       “กรุณาระวังคำพูดด้วยคะ แล้วคุณมาที่นี่ทำไมคะ”
       “ไม่ได้มาหาป้าก็แล้วกัน” พรรณรายเดินเข้าไปเลยแล้วตะโกนแบบไม่เกรงใจ “ภู ภูอยู่ไหนคะ”
       พรรษาเห็นพรรณรายทำอย่างนั้นก็รีบเดินเข้ามาห้าม
        “คุณพรรณราย ทำอะไรคะ”
       “ฉันก็จะหาพี่ภูไง ถอยไป”
      
       พรรณรายผลักพรรษาออกก่อนจะเดินดิ่งเข้าไป


  


       ภูวนัยกับปลายฟ้าเดินออกมาจากห้องของเผ่าพงศ์
      
        “โกรธหรือเปล่า”
       “เรื่องอะไร”
       “ที่คุณลุงเรียกว่าฟ้าว่าเป็น...”
       “ไม่หรอก ฟ้าเข้าใจ” ปลายฟ้าเห็นภูวนัยหน้าเศร้าก็รู้ดี “ภูยังลืมเรื่องนั้นไม่ได้ใช่มั้ย”
       ภูวนัยนิ่งไปก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
       “เห็นฟ้าบอกว่าเมื่อวานเจอชาติเหรอ”
       “อืม เห็นบอกว่ามาทำงาน ชาติไม่ได้โทรหาเหรอ”
       ภูวนัยส่ายหน้าด้วยความแปลกใจ ระหว่างนั้นเสียงของพรรณรายที่โวยวายดังเข้ามา ภูวนัยกับปลายฟ้ามองด้วยความสงสัยว่าเกิดเรื่องอะไร
      
       พรรณรายยังเดินโวยวายตามหาภูวนัย พรรษาคอยเดินห้าม
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะคุณพรรณราย” พรรษาเข้าไปขวาง “ที่นี่ไม่ใช่รีสอร์ตคุณ ที่คุณจะทำเสียงดังเอะอะโวยวายยังไงก็ได้”
       ไผ่พญาเดินเข้ามาภายในบ้านมองหาภูวนัย
       “เอะอะกันจัง”
       ไผ่พญาเดินต่อเข้ามาเห็นพรรณรายกับพรรษากำลังเถียงกันอยู่
       “หึ เมืองไทยนี่น่าเบื่อตรงนี้แหละ พอเราแสดงออกก็หาว่าโวยวาย”
       “ฉันจะไม่ว่าอะไร ถ้าการโวยวายของคุณไม่ไปกระทบกับสิทธิเสรีภาพของคนอื่น”
       ระหว่างนั้นเสียงของภูวนัยดังขึ้น
       “พรรณ”
       พรรณรายหันมาเห็นภูวนัยก็ดีใจ
        “ภู” พรรณรายโผเข้ามากอดภูวนัย “คิดถึงจังเลยภู”
       ไผ่พญาที่หลบอยู่มุมหนึ่งถึงกับตะลึงเล็กน้อยเมื่อเห็นพรรณรายกับภูวนัยกอดกันอย่างสนิทสนม พรรณรายที่กอดภูวนัยด้วยความคิดถึงก็เหลือบไปเห็นปลายฟ้าเดินมาข้างหลัง
       “ยัยฟ้า แกอยู่นี่ได้ยังไง”
       “ลืมแล้วเหรอว่าเราเป็นหมอด้านประสาท”
       “จริงซิ” พรรณรายหันไปคุยกับภูวนัย “ภูคะ เดี๋ยวนี้บ้านนี้เห็นพั้นซ์เป็นคนอื่นแล้วเหรอคะ”
       “ไม่หรอก ผมและที่ฟาร์มสุขยินดีต้อนรับคุณตลอด”
       พรรณรายหันมองพรรษาแล้วยิ้มเยาะ
        “ได้ยินแล้วใช่มั้ย ว่าต่อไปนี้ฉันจะเข้าออกบ้านนี้ยังไงก็ได้” พรรษาหน้านิ่งก่อนจะเดินออกไป พรรณรายเดินเข้าไปคล้องแขนภูวนัย ปลายฟ้าชำเลืองมองเจ็บจิ๊ดๆ “เดี๋ยวเราไปหาอะไรทานกันนะคะ หรือจะจัดปาร์ตี้ที่รีสอร์ตของพั้นซ์ก็ได้ พั้นซ์มีเรื่องอยากจะคุยกับภูเยอะเลย”
       ไผ่พญาที่แอบฟังอยู่ถึงกับทำหน้าเบ้
       “เสื่อมจริงๆ รีบไปขอตังค์หมอนั่นดีกว่า”
       ภูวนัยกำลังอึกอักจากที่โดนพรรณรายรุกไล่
        “แต่วันนี้ผมไม่สะดวก”
       “ไม่สะดวกอะไรคะ อย่าบอกนะคะว่าภูมีนัดกับใครแล้ว”
       ระหว่างนั้นเสียงของไผ่พญาดังขึ้น
       “เอ่อ ขอขัดจังหวะนิดนึงนะ”
       พรรณรายกับภูวนัยหันไปก็เห็นไผ่พญายืนอยู่
        “ใครให้แกขึ้นมา เดี๋ยวบ้านก็เหม็นขี้หมูหมดหรอก” พรรณรายต่อว่า ภูวนัยเห็นไผ่พญาก็นึกขึ้นได้ทันที
       “นี่ไง คือ...” ภูวนัยรีบเดินเข้าไปหาไผ่พญา “คือผมนัดกับเธอไว้ว่าจะพาเธอไปซื้อของ”
       “หื๊อ”
       “ไปกันหรือยัง”
       “ไม่ได้นะภู นี่ภูไม่ยอมปาร์ตี้กับพั้นซ์เพื่อไปกับคนงานเหรอ”
       “ผมนัดกับเธอก่อนแล้ว ไป”
       ภูวนัยรีบพาไผ่พญาออกไป พรรณรายจะตาม ปลายฟ้ารีบเข้ามาขวางเพื่อช่วยภูวนัยเอาไว้
       “จะไปปาร์ตี้ที่ไหนเหรอ ไปตอนนี้เลยมั้ย”
       “ภู ภู” พรรณรายมองหน้าปลายฟ้าอย่างเคืองๆ “บ้า”
       ปลายฟ้าทำหน้างงที่โดนด่า แต่จริงๆ เธอรู้อยู่แล้วจึงช่วยแยกภูวนัยออกไป
      
       พรรณรายเดินมากับปลายฟ้าที่รถของตนเอง
        “เธอมาหาภูตลอดเลยเหรอ”
       “อืม ก็อาทิตย์ละครั้ง สองครั้งแล้วแต่ว่าคุณลุงอาการเป็นยังไง”
       พรรณรายได้ยินอย่างนั้นก็หยุดเดิน ปลายฟ้าที่เดินอยู่ไม่ทันระวังจึงชนเข้าให้กับพรรณราย
       “อุ้ย”
       “เธอนี่ยังโก๊ะเหมือนเดิมนะ”
       “อยู่ๆ ก็หยุด ใครจะไปรู้เล่า”
       “ต่อไปนี้ฉันไม่อยากให้เธอมาหาภูอีก” ปลายฟ้าได้ยินอย่างนั้นก็ชะงัก “ฉันรู้ว่าเธอคิดยังไงกับภู”
        ปลายฟ้าถึงกับไปไม่ถูก
       “เอ่อ อะไร”
       “เธอคงคิดจะมาแทนที่ยัยฝันละซิ อย่าเสียเวลาเลยถ้าภูจะชอบเธอคงชอบไปนานแล้ว”
       “พรรณ”
       “ทำไม ฉันพูดตรงไปเหรอ”
       ปลายฟ้าพยายามระงับอารมณ์
       “แต่ภูก็คงไม่กลับไปหาเธอเหมือนกัน”
       “รู้ได้ยังไง ภูเขาเคยรักฉันมาก่อน ถ้าฉันไม่ไปเรียนต่อเมืองนอกป่านนี้ฉันกับภูคงได้แต่งงานกันไปแล้ว”
       “แต่ถ่านที่มันดับไปแล้ว มันคงไม่กลับมาติดใหม่ได้หรอก”
       “ติดไม่ติดเดี๋ยวก็รู้”
       พรรณรายยิ้มมุมปากก่อนจะเชิดหน้าเดินออกไป
      
       ปลายฟ้าหน้าเครียดลงอย่างหนักใจ


  


       ที่หน่วยปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ท.วศิน ลงจากรถตู้มาพร้อมกับชาติกล้าและมารุต นักข่าวเห็นอย่างนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปสัมภาษณ์
      
       “ท่านคะ ยาบ้าทีจับได้เมื่อคืนเป็นของเสี่ยสมสุขหรือเปล่าคะ”
       วศินเดินมาที่ด้านหน้ามีมารุตกับชาติกล้าคอยเดินประกบเพื่อไม่ให้นักข่าวได้ใกล้ชิดเกินไป
       “ยาบ้าจำนวนสองแสนห้าหมื่นเม็ดพวกนี้ ทางเราตรวจสอบที่มาที่ไปแล้วพบว่า ไอ้พวกนี้เคยเป็นลูกน้องของสมสุขมาก่อน พอหัวหน้าตายบางส่วนก็ยังอยู่ที่เดิม ส่วนเจ้าพวกนี้คือพวกที่คิดออกมาตั้งแก็งค์ใหม่” วศินเดินไปพูดไป
       “ท่านครับ ทำไมถึงมาจับได้ตอนนี้ละครับ ตอนที่เสี่ยสมสุขอยู่ทำไมตำรวจจับแทบไม่ได้เลย”
       วศินชะงักหยุดเดินหันมอง
       “น้องจะถามหาอะไร” นักข่าว รวมทั้งตำรวจที่อยู่ด้วยต่างสะอึก “ไอ้คำถามอย่างนี้มันมีแต่จะบั่นทอนเจ้าหน้าที่ น้องรู้มั้ยว่าตำรวจเขาเสี่ยงชีวิตแค่ไหนกว่าจะจับไอ้พวกนี้ได้ ทีหลังตั้งคำถามให้มันสร้างสรรค์หน่อย”
       “แต่ที่เราได้ยิน ยาบ้าที่จับได้เมื่อคืนมีแค่ไม่มีกี่พันเม็ดไม่ใช่เหรอคะ”
       “พี่จะบอกให้นะ แค่เรื่องจับยาพวกพี่ก็ปวดหัวมากพอแล้วอย่าให้พี่ต้องปวดหัวกับพวกน้องอีกเลย เอาละ พี่มีงานต้องทำ แค่นี้แล้วกัน”
       วศินเดินเข้าประตูใหญ่ไป มารุตกับชาติกล้าเดินตาม กลุ่มนักข่าวต่างตะโกนถามกันให้เซ็งแซ่ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่คอยกั้นไม่ให้ตาม
      
       วศินเดินหงุดหงิดมาตามทาง มารุตกับชาติกล้าเดินตามมา
       “เอ่อ ท่านครับ เดี๋ยวอีกสิบห้านาทีจะมีการแถลงข่าวแล้วนะครับ” มารุตบอก
       “ลื้อเป็นคนแถลงแล้วกัน”
       “ท่านไม่เป็นคนแถลงเองเหรอครับ”
       “อั้วไม่ว่าง ลื้ออยากแถลงอะไรก็แถลงไป แต่เช็คดูก่อนแล้วกันว่าพวกนักข่าวรู้อะไรมากน้อยแค่ไหน”
       วศินพูดจบก็เดินออกไปทันที มารุตหน้าเครียดก่อนจะหันมาเห็นชาติกล้าที่เหมือนกำลังสังเกตบางอย่าง
       “เมื่อคืนทำได้ดีมาก”
       “ขอบคุณครับท่าน แต่ผมสงสัยอยู่อย่างนึงครับ”
       “อะไร”
       “ข้อมูลที่เราได้จากสายบอกว่าจะมีการส่งยาล๊อตใหญ่ แต่เมื่อคืนนี้...”
       “ไม่ต้องสนใจ จะมากหรือน้อย มันก็คือผลงานของเรา แล้วคดีของคุณนายหยาดฟ้าไปถึงไหนแล้ว”
       “เรารู้ทะเบียนรถคันที่ใช้ก่อเหตุแล้วครับ แต่ว่าหลังจากที่ตรวจสอบแล้วจึงรู้ว่าเป็นทะเบียนปลอม”
       มารุตรับรู้ก่อนจะพยักหน้าสีหน้าเครียด
       “ผมฝากด้วยแล้วกัน”
       มารุตเดินออกไป ชาติกล้าแอบสังเกตสิ่งที่วศินพูดกับมารุตก็ดูจะทะแม่งๆ ชอบกล
      
       ภายในห้องอาหารหรูของโรงแรมที่ไม่มีแขกมีเพียงพายัพนั่งอยู่เพียงคนเดียวที่โต๊ะ ลูกน้องยืนคุมอยู่ทุกประตู
       พายัพกำลังกินเค้กอยู่อย่างละเมียดมีเค้กปอนด์ใหญ่ตั้งอยู่กลางโต๊ะ ระหว่างนั้นลูกน้องของพายัพพาชายคนนึงเดินเข้ามา พายัพเงยหน้ามองนิ่ง
        “นั่งซิ”
       ชายคนนั้นค่อยๆ นั่งลงด้วยอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด พายัพหันไปพยักหน้าก่อนจะเห็นลูกน้องค่อยๆ ตัดเค้กให้กับชายคนนั้น พายัพนั่งทานเค้กแล้วหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข
       “แกรู้มั้ยว่าเค้กกับเงินมันเหมือนกันตรงไหน”
       “ไม่รู้ครับพี่”
       “มันทำให้ฉันอารมณ์ดีไง กินซิเค้กที่นี่เขาอร่อยนะ ฉันไม่ใส่อะไรให้แกกินหรอกน่า” ชายคนนั้นนั่งนิ่งตัวสั่น
       “ทำไมไม่กิน หรือว่าอมอะไรไว้ ไหนอ้าปากซิ” ชายคนนั้นมีท่าทางกลัว “อ้าปาก” ชายคนนั้นค่อยๆ อ้าปาก พายัพเพ่งมองภายในปาก “ฉันว่าแล้ว ว่าแกต้องอมยาฉันเอาไว้”
       “พี่ ผมไม่กล้าทำอย่างนั้นหรอกครับ ผมไม่รู้จริงๆ นะพี่ว่ายามันหายไปไหน”
       พายัพเช็ดปากก่อนจะลุกขึ้นเดินมาด้านหลังชายคนนั้นก่อนจะเอามือตบบ่า
       “ฉันว่าตอนนี้อารมณ์แกไม่ปกติ ทานเค้กซะหน่อยจะได้ช่วยปรับอารมณ์”
       “ไม่เป็นไรครับพี่”
        พายัพก้มลงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก
       “ให้ฉันป้อนมั้ย”
       ชายคนนั้นจึงค่อยๆ หยิบส้อมขึ้นมาตักเค้ก ก่อนจะเอาเข้าปาก ทันใดนั้นพายัพก็จับหัวของชายคนนั้นกดลงกับโต๊ะ เลือดบางส่วนกระเด็นใส่พายัพ
        “อ้าว นี่แกไม่รู้วิธีใช้ส้อมเหรอ โถ...แล้วก็ไม่บอก”
       พายัพหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องอีกสองคนหิ้วปีกชายคนนั้นที่มีส้อมแทงทะลุคอกลายเป็นศพออกไป ลูกน้องอีกคนเข้ามากระซิบบอกบางอย่าง พายัพฟังก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินมากลับไปนั่งที่เดิม ชายอีกคนเดินเข้ามาฝั่งตรงข้ามพายัพ
       “เค้กมั้ยท่าน”
       “ลื้อก็รู้ว่าอั้วไม่ชอบของหวาน”
       ชายคนนั้นนั่งลงจึงเห็นว่าเป็นวศินนั่นเอง พายัพหันไปพยักหน้าให้กับลูกน้อง ลูกน้องสองคนเดินเข้ามา คนนึงถือถาดมาที่พายัพ พายัพวางมือถือลงที่ถาดก่อนจะเห็นวศินก็หยิบมือถือของเขาวางลงบนถาดเช่นกัน ลูกน้องอีกคนเอาที่ตรวจอาวุธและโลหะมาตรวจที่พายัพ เมื่อเห็นว่าปกติจึงหันมาจะตรวจที่วศิน วศินหันไปด่าลูกน้องพายัพ
       “ลื้อปัญญาอ่อนหรือเปล่า อั้วจะพกเครื่องอัดเสียงมาอัดเสียงตัวเองเข้าคุกหรือไง”
        พายัพโบกมือให้ลูกน้องถอยไป
       “โอเค ผมทำเพราะอยากให้ท่านสบายใจ”
       “ถ้าลื้ออยากให้อั้วสบายใจ ลื้อลบไอ้ที่สมสุขมันอัดเสียงอั้วไว้ดีกว่า”
       “แหม ท่านเป็นใครผมเป็นใครก็รู้ๆ กันอยู่ ท่านจะไม่ให้ผมถืออะไรไว้ต่อรองหน่อยเหรอ แต่ท่านสบายใจได้ตราบใดที่เรายังทำธุรกิจร่วมกันก็ไม่มีอะไรน่าห่วง”
       “ลื้อแน่ใจเหรอ แล้วที่คุณนายหยาดฟ้าตายไม่ใช่เพราะมีข้อมูลของอั้วกับพวกหลุดไปใช่มั้ย”
       พายัพชะงักไปพริบตาก่อนจะรีบซ่อนความวิตกไว้อย่างมิดชิด
       “ผมขอรับรองว่าไม่มีเรื่องอย่างนั้นแน่นอน เท่าที่รู้เสี่ยสมสุขก็ไม่ได้ก๊อบปี้ข้อมูลนั่นเอาไว้”
       “ก็ดี เพราะถ้ามันมีหรืออั้วรู้ว่ามีอะไรผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ตำรวจทั้งประเทศจะตามล่าลื้อ”
       พายัพตักเค้กเข้าปากอย่างใจเย็น
       “ตกลงวันนี้เราจะไม่คุยธุรกิจกันใช่มั้ย”
      
       พายัพเปลี่ยนเรื่องเพื่อให้วศินสบายใจ ทั้งที่พายัพยังวิตกเรื่องสร้อยข้อมูลของสมสุข


  


       ม่านหมอกเดินลงมาในห้องครัว ม่านหมอกแปลกใจเมื่อไม่เห็นใคร ม่านหมอกเดินมาที่ตู้เย็นก่อนจะเปิดนมแล้วยกขวดขึ้นดื่ม อักๆ ม่านหมอกปิดประตูตู้เย็นแต่แล้วทันใดนั้นม่านหมอกก็ตกใจเมื่อเห็นผจญยืนอยู่
      
       “คุณหมอกครับ”
       ด้วยความตกใจม่านหมอกเลยพ่นนมพรวดออกมา
       “ใครให้นายมายืนตรงนี้เงียบๆ”
       ตัวผจญเต็มไปด้วยนม
       “เอ่อ ผมกลัวคุณหมอกตกใจก็เลยไม่กล้าส่งเสียงดังน่ะครับ”
       “มีอะไร”
       “คุณหมอกเห็นป้าษามั้ยครับ”
       “ไม่เห็น”
       “ไปไหนนะ เอ่อ ถ้าคุณหมอกเจอป้าษา ผมฝากบอกได้มั้ยครับ”
       “ไม่ได้”
       “ขอบคุณครับ เอ่อ...”
       “นี่แกใช้ฉันเหรอ”
        “เปล่าครับ ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นเลยครับ”
       ระหว่างนั้นพรรษาเดินเข้ามาในครัวพอดี
        “อ้าว ไอ้ผจญ เข้ามาทำอะไรในนี้ แล้วทำไมตัวเลอะอย่างนั้นละ”
       ม่านหมอกเห็นพรรษาเข้ามาก็จะเดินออกไป
       “คุณหมอกจะทานอะไรหรือเปล่าคะ เดี๋ยวป้าทำให้”
       “ฉันอิ่มแล้ว”
       ม่านหมอกเดินออกไป ผจญเข้ามาหาพรรษา
       “อาหารเสริมหมดแล้วครับ”
       “หมดก็ไปซื้อซิ มาบอกข้าทำไม”
       “ผมหาคุณภูไม่เจอก็เลยกะว่าจะมาเบิกกับป้าก่อน”
       “จริงซิ คุณภูแกพาครูไผ่ออกไปนี่ จะเอาเท่าไหร่”
       ที่ด้านนอกห้องครัวเห็นม่านหมอกยืนแอบฟัง ม่านหมอกใช้ความคิด
      
       ภูวนัยกับไผ่พญาเดินมาตามทางในห้าง ไผ่พญามองหน้าภูวนัย
        “หน้าฉันมีอะไรหรือไง”
       “เปล่า ฉันกำลังดูอยู่ว่าผู้หญิงคนนั้นเขาชอบนายไปได้ยังไง”
       “ฉันกับพรรณรายเป็นเพื่อนกัน”
       ไผ่พญาเลียนเสียงและสำเนียงของพรรณราย
       “เอ่อ แต่พั้นซ์ว่าไม่ใช่นะฮะ...ภู” ภูวนัยเหล่มอง แต่ไผ่พญาไม่รู้ตัว “แต่ถ้าให้ฉันแนะนำนะ ฉันว่าคุณหมอปลายฟ้าดีกว่าเป็นไหนๆ”
       “ฉันจะบอกเธอแค่ครั้งเดียว ฉัน...ปลายฟ้า...แล้วก็พรรณราย เป็นเพื่อนกัน ถ้าเธอยังพูดหรือถามอะไรอีก ฉันจะกลับทันที”
       “เอ้า คนเขาหวังดีก็หาว่า”
       ภูวนัยทำท่าจะหันหลังกลับ ไผ่พญาตกใจรีบเข้าไปขวาง
       “โอเค”
       ไผ่พญาทำท่ารูดซิปปากทันที ภูวนัยทำหน้าเอือมก่อนจะเดินต่อ ไผ่พญายี้ปากมองตามด้วยความหมั่นไส้
      
       ภูวนัยกับไผ่พญาเข็นรถมาที่แผนกเสื้อผ้า ไผ่พญามองหาแบบที่ถูกใจ ภูวนัยเดินตามหลังมาห่างๆ ไผ่พญาเดินผ่านเสื้อผ้าแฟชั่นร้านนึงก็ตาวาวรีบปรี่เข้าไป
       “โห”
       ไผ่พญาเข้ามาดูที่เสื้อตัวนึงเป็นเสื้อคว้านคอลึก แถมยังเป็นประกายวับวาวทั้งตัว แต่แล้วเสียงของภูวนัยก็ดังขึ้น
       “ผมว่ามันไม่เหมาะกับคนเป็นครูมั้ง”
       ไผ่พญาชะงักโกรธแต่มันก็จริงอย่างที่ภูวนัยว่า จึงหันไปหาภูวนัยพร้อมกับเปลี่ยนท่าที
       “ฉันก็คิดแบบเดียวกับนายนั่นแหละ ดูซิคอลึกขนาดนี้ไม่ใส่ซะยังจะดีกว่า” ไผ่พญายังมองเสื้อด้วยความอาลัยอาวรณ์ “นายไม่ซื้อไปฝากหมอกเขาหน่อยเหรอ”
       “เธอจะให้ลูกฉันใส่เสื้อผ้าอย่างนี้น่ะเหรอ”
       “ไมอ่ะ นี่สวยออก ลืมไปว่านายคงเกิดมาแล้วแก่เลยไม่ได้ผ่านช่วงเวลาวัยรุ่นแบบคนอื่นเขา”
       “ลูกฉัน ฉันรู้ว่าควรใส่อะไรไม่ใส่อะไร”
       “เพราะอย่างนี้ซิน้า ครอบครัวมันถึงไม่อบอุ่น”
       “พูดอะไรของเธอ”
       “เพราะนายมันเผด็จการเกินไปไง ฉันว่าถ้านายลองเอาใจเขามาใส่เรา บางทีพ่อลูกอาจไม่โกรธกันอย่างนี้ก็ได้”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป ระหว่างนั้นไผ่พญาหยิบเสื้อกับกางเกงส่งให้ภูวนัยดู “แล้วแบบนี้โอเคมั้ยเพคะ”
       ภูวนัยมองชุดในมือของไผ่พญาก่อนจะพยักหน้าให้ ไผ่พญาถือชุดเข้าไปในห้องลองเสื้อ
      
       ภูวนัยมองเสื้อผ้าแฟชั่นเหมือนคิดตามคำพูดของไผ่พญา

       ผจญเดินมาที่รถกระบะ ก่อนจะเปิดประตูขึ้นไปบนรถ ที่ด้านหลังกระบะมีผ้าใบคลุมเอาไว้อย่างหยาบๆ แต่มี
       รองเท้าใบโผล่มา ที่ปลายอีกด้านหนึ่งเห็นม่านหมอกซ่อนอยู่ใต้ผ้าใบ ผจญขับรถออกไปโดยไม่รู้ว่าม่านหมอกอยู่หลังกระบะ
      
       ไผ่พญาอยู่ในห้องลองเสื้อกำลังลองกางเกงตัวใหม่ หมุนตัวซ้ายขวาอยู่หน้ากระจก
       “โอเค”
       ไผ่พญาดูจะพอใจกับกางเกงตัวใหม่ ไผ่พญาเสร็จสิ้นการลองก่อนจะตัดสินใจถอดออกแต่แล้วไผ่พญาก็ชะงักไปเพราะซิปรูดไม่ลง
       “อย่าล้อเล่นน่า ไม่ต้องอยากไปกับฉันขนาดนี้ก็ได้” ไผ่พญาลองรูดใหม่ “ฮึบ”
       ไผ่พญาออกแรงอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ลง ภูวนัยยืนรออยู่ด้านนอก ไผ่พญาหน้าออกมา
       “นี่” ภูวนัยไม่ได้ยิน เลยเสียงดังขึ้น “นี่”
        ภูวนัยได้ยินจึงหันไป
       “เสร็จหรือยังละ”
       “มานี่หน่อย”
        ภูวนัยเดินเข้ามาหา
       “อะไร”
        ไผ่พญามองไปรอบๆ ก่อนจะพูดเสียงเบา
       “ซิปมันติด ฉันถอดไม่ออก”
       “อ้าว แล้วจะให้ผมทำยังไง”
       “นายเป็นผู้ชาย น่าจะแรงเยอะกว่าฉันไง” ภูวนัยทำหน้าเอือมก่อนจะทำท่าเปิดประตูเพื่อดึงซิปให้ไผ่พญา ไผ่พญาตีมือผัวะ “ทำอะไร คนเยอะแยะ เข้ามานี่”
       “จะบ้าเหรอ ฉันไม่มีทางเข้าไปในนั้นกับเธอเด็ดขาด”
       “งั้นฉันก็กลับบ้านไม่ได้ จะเอาไง” ภูวนัยเซ็ง
      
       ภูวนัยเข้ามาในห้องลองเสื้อ หลับตาปี๋ก้มลงอยู่ที่กางเกงของไผ่พญา
       “อีกนิด อีกนิดเดียว”
        ภูวนัยเงยหน้ามองไผ่พญา
       “เธอไม่ต้องพากษ์ได้มั้ย ฉันรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”
       ไผ่พญาเห็นภูวนัยลืมตาก็ตบเผียะเข้าให้
        “ใครให้นายลืมตา”
       “เธอนี่มันจริงๆ เลย รู้ว่ามันคับก็ยังจะใส่อีก”
       ภายนอกห้องลองเสื้อ ทั้งพนักงานและคนที่มาจับจ่ายสินค้าต่างมุงอยู่หน้าห้องลองเสื้อเพื่อเงี่ยหูฟัง เพราะคิดว่าคนข้างในห้องกำลังเล่นหนังสดกลางห้าง
       “นี่นายว่าฉันอ้วนเหรอ”
       “อยู่นิ่งๆ ซิ จะออกแล้ว”
       บรรดาไทยมุงต่างหูตาลุกวาวเมื่อได้ยินอย่างนั้น ระหว่างนั้นหัวหน้าพนักงานเดินเข้ามา
       “มีอะไรกัน”
       ภูวนัยดึงซิปออกได้สำเร็จ
       “ออกแล้ว”
       บรรดาไทยมุงที่ออกันอยู่หน้าห้องลองเสื้อต่างผลักกันที่ประตูจนในที่สุดประตูก็ทานน้ำหนักไม่ไหว ประตูเปิดผัวะ ออก บรรดาไทยมุงต่างอ้าปากค้างเมื่อเห็นภูวนัยกำลังก้มลงอยู่ที่กางเกงของไผ่พญา ภูวนัยกับไผ่พญาต่างอึ้งไปเช่นกัน
      
       ผจญขับรถกระบะมาตามทางที่เป็นดินลูกรัง ม่านหมอกที่อยู่หลังกระบะกระเด้งกระดอนไปมา
       “ขับรถดีๆ ไม่ได้หรือไง”
       ระหว่างนั้นผจญดันขับรถตกหลุมอีก ตึง! ม่านหมอกถึงกับหัวกระแทกกระบะ ม่านหมอกสุดทนลุกขึ้นไปเคาะที่กระจก
       ผจญกำลังฟังเพลงลูกทุ่งอยู่ในกระบะได้ยินเสียง ผจญแปลกใจว่าเสียงอะไรจึงเบาเพลงแล้วก็ได้ยินเสียงตึงๆ ผจญมองกระจกส่องหลัง ทันใดนั้นผจญก็ตกใจเมื่อเห็นม่านหมอกอยู่ด้านหลัง
       “เฮ้ย” รถกระบะเบรกเอี้ยด ม่านหมอกหัวกระแทกกับกระจกอีก ผจญรีบเปิดประตูลงมาด้านหลัง “คุณหมอก”
       ม่านหมอกกุมหัวเจ็บ
       “นายแกล้งฉันใช่มั้ย”
       “เปล่าครับ คือผมตกใจก็เลยเบรกแรงไปหน่อย”
       ม่านหมอกมองผจญอย่างโกรธๆ ก่อนจะลุกขึ้นกระโดดลงจากกระบะพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้า ม่านหมอกทำท่าจะเปิดประตูด้านข้างที่นั่งคนขับ
       “คุณหมอกจะทำอะไรครับ”
       “ขับไป ฉันจะไปลงในเมือง”
       ผจญได้ยินอย่างนั้นก็รู้ทันทีว่าม่านหมอกกำลังจะหนีออกจากบ้าน ผจญรีบวิ่งเข้ามาหาม่านหมอก
       “คุณหมอกกำลังจะหนีออกจากบ้านใช่มั้ยครับ ไม่ได้นะครับ”
       “จะไปไม่ไป ถ้านายไม่พาฉันเข้าเมืองฉันจะเดินกลับไปที่ฟาร์มแล้วบอกว่านายพาฉันมาทำมิดีมิร้าย”
       “ห๊า”
      
       ผจญได้ยินอย่างนั้นก็ไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดี


  


       ภูวนัยกับไผ่พญานั่งอยู่ภายในห้องทำงานของพนักงาน ภูวนัยนั่งหน้าเซ็งพยายามอธิบาย
      
        “ผมบอกแล้วไง ว่าพวกเราไม่ได้ทำอะไรกัน”
       เจ้าหน้าที่ที่เป็นฝ่ายดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยของห้างทำหน้าเครียด ไม่เชื่อที่ภูวนัยบอก
       “แต่พนักงานบอกเราว่าคุณสองคนทำ...อย่างนั้นจริงๆ ลูกค้าของเราก็บอกอย่างนั้น”
       ภูวนัยทำหน้าเซ็งก่อนจะหันไปบอกกับไผ่พญา
        “บอกเขาไปซิว่าผมกับคุณ เราไม่ได้ทำอะไรกัน”
       เจ้าหน้าที่พยายามเกลี่ยกล่อม
       “ผมว่าอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย แค่คุณยอมรับแล้วผมก็จะพาไปเสียค่าปรับที่โรงพัก ข้อหาการทำอนาจารในที่สาธารณะคงไม่เท่าไหร่”
       ไผ่พญาได้ยินคำว่า “โรงพัก” ก็ตกใจชะงักทันที
        “ไปโรงพัก”
       “ถ้าอย่างนั้นคุณพาพวกเราไปที่โรงพยาบาลดีกว่า ให้หมอเขาตรวจเลยว่ามีร่องรอย เอ่อ...ว่าผมทำอย่างนั้นกันมั้ย” ภูวนัยหันไปทางไผ่พญา “เดี๋ยวคุณไปกับผม”
       ภูวนัยเดือดดาล เขาไม่ยอมในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำผิด ภูวนัยทำท่าจะลุกขึ้นดึงไผ่พญาออกไปแต่แล้วไผ่พญาก็พูดขึ้น
       “พวกเรายอมรับก็ได้คะ”
       “เฮ้ย” ภูวนัยอึ้ง ตะลึงปากคอสั่น “คุณ คุณพูดอะไรของคุณ”
       ไผ่พญาพูดกับเจ้าหน้าที่ ตีหน้าเศร้า
       “พี่คะ ที่พวกเราทำอย่างนั้นเพราะ พวกเราเพิ่งแต่งงานกัน”
       “หื๊อ”
       “พี่คงรู้ใช่มั้ยคะว่าข้าวใหม่ปลามันมันเป็นยังไง พี่ พี่ปล่อยเราไปเถอะนะคะ พี่จะให้หนูที่กำลังท้องต้องอยู่ในห้องขังเหรอคะ”
       “เฮ้ย” ภูวนัยอุทานอย่างตกใจ
       ไผ่พญายังเล่นละครต่อไม่เลิก ลูบท้องหน้าเศร้า
       “พี่คะ หนูไม่อยากบอกลูกที่กำลังจะเกิดมาว่าพ่อกับแม่ไปฮันนีมูนกันในคุก”
       เจ้าหน้าที่คนนั้นทำท่าจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ขณะที่ภูวนัยทั้งงงทั้งอึ้ง
      
       ภูวนัยเดินมาที่ลานจอดรถกับไผ่พญา
       “โกรธอะไรฉันเนี่ย”
       “ยังต้องถามอีกเหรอ”
       “อ๋อ หรือนายโกรธที่ฉันบอกว่าเป็นแฟนนาย ที่จริงคนที่โกรธน่าจะเป็นฉันมากกว่า เพราะฉันเป็นผู้หญิงยังไงก็เสียหายมากกว่านายอยู่แล้ว นายน่าจะขอบคุณฉันที่ฉันทำให้เราไม่ต้องไปโรงพักนะ”
       “ทำไมเราต้องยอม ในเมื่อเราไม่ได้ทำอะไรผิด”
       “นายเคยได้ยินสุภาษิตที่บอกว่า รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดีมั้ย”
       “หวังว่าคุณคงไม่เอาสุภาษิตนี้สอนลูกๆ ผมก็แล้วกัน”
       ภูวนัยพูดจบก็เดินออกไป ไผ่พญามองตามอย่างหมั่นไส้
      
       ผจญจอดรถกระบะที่ตลาด ม่านหมอกเปิดประตูลงจากรถ ผจญรีบวิ่งเข้ามา
       “คุณหมอกอย่าทำอย่างนี้เลยครับ”
       “ทำไม ถ้าเขาถาม นายก็บอกว่าไม่รู้ ไม่เห็นก็จบ”
       “ผมไม่ได้ห่วงตัวเองครับ แต่ผมห่วงคุณหมอก”
       ผจญชะงักเพราะเผลอพูดความรู้สึกตัวเองออกไป ม่านหมอกเองก็สงสัย
       “นายมาห่วงฉันเรื่องอะไร”
       “ก็คุณหมอกเป็นผู้หญิง จะไปไหนมาไหนคนเดียวได้ยังไงครับ”
       “ถึงฉันจะเป็นผู้หญิง แต่ฉันว่าฉันแข็งแรงกว่านายก็แล้วกัน”
       “คุณหมอกไม่สงสารคุณภูเหรอครับ ถ้าคุณภูรู้ว่าคุณหมอกหนีออกจากบ้าน คุณภูต้องเสียใจมากแน่ๆ”
       ม่านหมอกได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งหงุดหงิด
        “ไปได้แล้ว แล้วไม่ต้องบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ล่ะ”
       ม่านหมอกจะเดินออกไป ผจญยังวิ่งตามไปยื้อ
        “คุณหมอก อย่าไปเลยครับ”
        ม่านหมอกทำท่าเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
       “จริงด้วย” ผจญงง “เอาเงินมาให้ฉัน”
       “อะไรนะครับ”
       “ก็เงินที่นายจะเอามาซื้ออาหารเสริมไง เอามา”
       “คุณหมอก”
       “จะเอาให้ฉันดีๆ หรือจะให้ฉันล้วงเอง”
       ผจญยังอึกอักไม่รู้จะทำยังไง ม่านหมอกเลยเข้าไปล้วงในกระเป๋ากางเกงของผจญที่พยายามจะดิ้น
       “คุณหมอก อย่าครับ อย่า”
       ม่านหมอกหยิบเงินออกมาก่อนจะเดินสะพายกระเป๋าออกไป ผจญมองตามด้วยความเป็นห่วง
      
       ไผ่พญาเข้าห้องแล้วเอาเสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อมาใหม่ออกมาวางกองรวมกัน
       “ค่อยยังชั่ว โลกนี้ค่อยน่าอยู่หน่อย” ไผ่พญามองไปที่เสื้อผ้าของป้า
      
       “เอาไงดี ทิ้งก็เสียดาย ให้ป้าษาดีกว่า”


  


       ภูวนัยเดินมาที่หน้าห้องของม่านหมอกท่าทางลับๆ ล่อๆ ในมือมีถุงของห้างอยู่ด้วย ภูวนัยมาหยุดที่หน้าห้องม่านหมอกก่อนจะเปิดถุงออกดูจึงเห็นว่าเป็นเสื้อที่เขาแอบซื้อจากห้างมาฝาก
      
       ภูวนัยกำลังจะเคาะประตู ระหว่างนั้นเสียงของไผ่พญาก็ดังขึ้น
       “ทำอะไรน่ะ”
        ภูวนัยตกใจ
       “เฮ้ย” ภูวนัยหันไปเห็นไผ่พญา “เล่นอะไรของเธอ”
       “อุ้ย ใครจะไปรู้ว่าหน้าโหดๆ อย่างนายจะขวัญอ่อนกับเขาด้วย” ภูวนัยค่อยๆ หลบถุงที่ใส่เสื้อไว้ข้างหลัง ไผ่พญาเห็นก็สงสัย “อะไรน่ะ”
       “ไม่มีอะไร เธออยากไปทำอะไรก็ไปเถอะ” ไผ่พญามองภูวนัยด้วยความสงสัย ก่อนจะชะโงกเข้าไปดูถุงที่ภูวนัยซ่อนอยู่ “เฮ้ย” ไผ่พญาเห็น หยิบเสื้อออกมาดู แล้วไม่คิดว่าภูวนัยจะซื้อเสื้อมาฝากม่านหมอกตามคำแนะนำของเธอ
       ภูวนัยถึงกับไปไม่ถูกเลย “เอ่อ”
       ไผ่พญารู้ว่าภูวนัยคงเขิน เลยหาวิธีพูด
       “สวยดีนะ ฉันว่าหมอกเขาต้องชอบแน่ๆ” ภูวนัยมองเสื้อแล้วหันหลังจะเดินไป “อ้าว ไม่ให้หมอกเขาเลยละ”
       “ฉันว่ามันไม่เหมาะกับเขาหรอก”
       “คนที่จะบอกได้คือหมอก ไม่ใช่นาย” ไผ่พญาหันไปเคาะประตูทันที “หมอก หมอก”
       “เฮ้ย ทำอะไรของเธอ”
       “น่า จะซื้อมาปลูกเห็ดเหรอ ซื้อมาแล้วก็ให้ซิ” ไผ่พญาหันไปเคาะอีก “หมอก ครูไผ่เอง” ภูวนัยพยายามคิดหาคำพูด ไผ่พญายังเคาะห้องต่อแต่ม่านหมอกก็ไม่เปิดประตู “หรือว่าหลับ”
       “หมอก พ่อเข้าไปนะ”
       ภูวนัยเปิดประตูเข้าไป ภูวนัยเข้ามาในห้องแล้วต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าม่านหมอกไม่อยู่ในห้อง
       “อ้าว ก็ไหนบอกว่าอยู่ในห้องไง” ภูวนัยเริ่มสังหรณ์ใจจึงรีบเปิดตู้เสื้อผ้าออกดู แล้วภูวนัยก็เห็นว่าเสื้อผ้าของม่านหมอกหายไปบางส่วน “มีอะไรเหรอ”
      
       ม่านหมอกเดินมาตามทางในตลาด กำลังผ่านหน้าร้านอินเตอร์เน็ตที่มีพวกวัยรุ่นนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์กันที่หน้าร้าน กลุ่มวัยรุ่นต่างมองม่านหมอกเป็นตาเดียวเพราะการแต่งตัวของม่านหมอกเตะตาเป็นพิเศษ
       “วิ้ดวิ้วววว”
       วัยรุ่นคนหนึ่งผิวปาก ม่านหมอกชะงักก่อนจะหันไปมองวัยรุ่นคนนั้นที่ผิวปากแซวเธอ
       “มีพ่อเป็นนกเหรอ”
       “อ้าว ปากแข็งแรงดีนี่ อยากใช้ปากทำอย่างอื่นมั้ย”
       “หึ”
       ระหว่างนั้นกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มเปิดประตูออกมาจากร้าน
        “มีอะไรวะ”
       ม่านหมอกหันไปตามเสียงแล้วม่านหมอกก็ทำหน้าเซ็งเพราะกลุ่มวัยรุ่นนั่นคือกลุ่มเด็กโตที่เธอเคยมีเรื่องที่โรงเรียนมาก่อน
       “นึกว่าใคร”
       “ซวยจริงๆ”
       กลุ่มวัยรุ่นเดินเข้ามาหาเรื่องม่านหมอก
       “ไม่เรียนแล้วเหรอ หรือว่าเรียนไปก็ปวดหัวออกมาหาผัวดีกว่า แต่อย่างแกเนี่ยท่าทางจะหาผัวปวดหัวกว่าวะ”
       กลุ่มวัยรุ่นต่างหัวเราะชอบใจ ม่านหมอกจะเดินไปเพราะไม่อยากมีเรื่องแต่กลุ่มเด็กโตเข้ามาขวาง
       “ถอยไป วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์จะมีเรื่องกับพวกแก”
       “แต่ฉันมีวะ เฮ้ย พาไปบ้านกู”
       กลุ่มวัยรุ่นต่างเข้ามาหาม่านหมอก ม่านหมอกเตรียมลุย จู่ๆ ผจญก็วิ่งเข้ามาแทรก
       “อย่ามีเรื่องกันเลยนะครับ”
       “แกเป็นใครวะ”
       “ผจญ ตามฉันมาเหรอ”
       “ครับ ก็ผมเป็นห่วงคุณหมอกนี่ครับ”
       “เฮ้ย อีนี่มันออกมาหาผัวจริงๆ ด้วยวะ แหม เพิ่งรู้ว่าชอบสไตล์หนุ่มบ้านนอก”
       ม่านหมอกได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งรู้สึกโกรธ
        “พวกแกเก็บปากไว้แตกหน้าหนาวดีกว่า”
       “คุณหมอกไปพูดอย่างนั้นได้ยังไงครับ...ขอโทษนะครับ ผมขอโทษแทนคุณหมอกด้วยนะครับ”
       “หลีกไปไอ้บ้านนอก”
       กลุ่มวัยรุ่นผลักผจญ ผจญเซไปชนกับม่านหมอกแต่ม่านหมอกประคองตัวไว้ก่อนจะหันไปด่า
       “เฮ้ย เล่นทีเผลอนี่หว่า”
       กลุ่มวัยรุ่นกับม่านหมอกจะเข้าตะลุมบอนกัน พวกวัยรุ่นต่างกรูกันเข้ามาจับตัวม่านหมอกเอาไว้
       “ไป”
       ผจญเห็นกลุ่มวัยรุ่นลากตัวม่านหมอกไปก็เดือดดาลลุกขึ้นเข้ามาขวางพร้อมสู้ตาย
       “ปล่อยคุณหมอกเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นละก็”
       “ไม่อย่างนั้นอะไร”
        ผจญกำหมัดแน่น แล้วร้องเสียงดังพร้อมสู้ตาย
       “ย้ากกก!”
       ผจญวิ่งเข้าไป แต่ก็เหมือนวิ่งไปเข้าทางหมัดของพวกนั้น ผจญโดนสวนกลับก่อนจะล้มทั้งยืนในหมัดเดียว ม่านหมอกทำหน้าเซ็ง และเมื่อเด็กวัยรุ่นหันมาก็โดนหมัดเข้าหน้าอย่างแรงจนเซไป เด็กวัยรุ่นได้สติก็รีบจะเข้าไปจัดการกับเจ้าของหมัด
       “ใครวะ”
       วัยรุ่นหันมาเห็นตะวันฉายยืนอยู่ก็ชะงักไป เช่นเดียวกันกับม่านหมอกที่ตะลึงเมื่อเห็นตะวันฉาย
       “เอาสิ” กลุ่มวัยรุ่นมีท่าทางหวาดกลัวก่อนจะรีบขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ขับออกไป ตะวันฉายรีบเข้ามาดูม่านหมอก
       “เป็นอะไรหรือเปล่า”
       “เปล่าคะ”
      
       ผจญกุมหน้าด้วยความเจ็บ แต่ไม่เจ็บเท่าใจที่เห็นภาพบาดตา


  


       ภูวนัยกำลังระเบิดอารมณ์ใส่ทุกคน หลังจากรู้ว่าม่านหมอกหนีออกจากบ้าน
      
       “คนหายไปทั้งคน ทำไมไม่มีใครรู้เลย”
       เผ่าพงศ์ ม่านเมฆนั่งเงียบ
       “ปู่รอด เพราะปู่ความจำสั้น” เผ่าพงศ์หยอกกับม่านเมฆ
       “โห เอาตัวรอดคนเดียวนี่ปู่”
       พรรษารู้สึกผิดมากที่สุด
       “ป้าผิดเองแหละคะ ที่ไม่คอยดูให้ดี”
       “ตอนนี้จะโทษว่าใครผิดมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร พ่อว่าเราช่วยกันคิดดีกว่าหมอกจะไปไหน”
       เผ่าพงศ์บอก ไผ่พญากำลังใช้มือถือโทรหาม่านหมอกก็เหมือนได้ยินเสียงม่านหมอกรับสาย
       “ฮัลโหล หมอก”
       ทุกคนเห็นไผ่พญาพูดอย่างนั้นก็ดีใจรีบวิ่งเข้ามา
       “เอามานี่ ฉันคุยเอง” ภูวนัยบอก
       “จะบ้าเหรอ เดี๋ยวก็ได้เตลิดไปสุไหงโกลกพอดี...ฮัลโหล”
       “ฮัลโหล ฮัลโหล สัญญาณไม่ชัดเลย” ม่ายหมอกบอก
       “ฮัลโหล ได้ยินมั้ย ฮัลโหล”
       “ฮัลโหล ฮัลโหล จะได้ยินได้ยังไงก็ฉันปิดเครื่อง...โง่”
       ไผ่พญาถึงกับผงะหน้าเสียที่โดนด่า หันมาบอกกับภูวนัย
       “หมอกปิดเครื่องอ่ะ”
       ภูวนัยหงุดหงิดงุ่นง่านก่อนจะตัดสินใจเดินไปหยิบกุญแจรถ
       “อ้าว แล้วนายจะไปไหน”
       “ฉันรออยู่อย่างนี้ไม่ได้หรอก”
       ระหว่างนั้นแก้วใจวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น
       “คุณภูขา คุณหมอกกลับมาแล้วคะ”
       ทุกคนอึ้งไประคนดีใจ
      
       ตะวันฉายเดินนำเข้ามาที่หน้าบ้าน ด้านหลังมีม่านหมอกเดินมากับผจญ ม่านหมอกหยุดเดิน ตะวันฉายหันมาเห็น
       “ไม่ต้องกลัวหรอก เดี๋ยวพี่พูดกับคุณภูให้”
       “หมอกไม่ได้กลัว แต่ทำไมต้องพาหมอกกลับมานี่ด้วย”
       เสียงของภูวนัยดังขึ้น
       “เพราะที่นี่คือบ้านของเธอไง”
       ตะวันฉาย ม่านหมอกและผจญหันไปก็เห็นภูวนัยเดินออกมาพร้อมทุกคน เผ่าพงศ์กับม่านเมฆรีบวิ่งเข้ามาหาม่านหมอกด้วยความดีใจ
       “พี่หมอกอ่ะ ไปไหนมาเนี่ย รู้มั้ยว่าเขาเป็นห่วงกัน”
       เผ่าพงศ์ดุม่านเมฆที่พูดอย่างนั้น
       “เอาน่า หลานปู่ปลอดภัยก็ดีแล้ว ไม่เป็นอะไรนะ”
       “คะ”
       ภูวนัยเดินเข้ามาหาม่านหมอกด้วยสายตาที่ผิดหวัง
       “พ่อทำตามสัญญาทุกอย่าง แล้วทำไมยังหนีออกจากบ้านอีก”
       “อยากรู้จริงๆ มั้ย ฉันทนอยู่ร่วมบ้านกับคนที่ฆ่าพ่อแม่ฉันไม่ได้หรอก”
       ภูวนัยอึ้งไป ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจและสงสัยถึงความเป็นมาของภูวนัยและม่านหมอก
       “ป้าษาช่วยพาพ่อกับเมฆเข้าไปก่อน”
       “เอ่อ คะ”
       พรรษาพาเผ่าพงศ์กับม่านเมฆเข้าบ้านไปทั้งๆ ที่ทั้งสองคนยังสงสัยไม่หาย ไผ่พญาแปลกใจที่เห็นตะวันฉาย
       “คุณตะวัน คุณเจอหมอกเหรอคะ”
       แก้วใจมองไปที่ผจญแล้วตกใจ
       “ไอ้ผจญ หน้าไปโดนอะไรมาวะ”
       ผจญอึกอักไม่รู้จะพูดยังไง
       “เอ่อ คือ”
       “บอกมาว่าไปโดนอะไร”
       “ผจญกับหมอกมีเรื่องกับพวกวัยรุ่นที่ตลาดน่ะครับ” ตะวันฉายบอกแทน ทุกคนได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจ โดยเฉพาะภูวนัย
       “ทำอย่างนี้แล้วมันได้อะไรขึ้นมา สะใจใช่มั้ย” ภูวนัยถามม่านหมอก
       “ใช่”
       “ถ้าอย่างนั้นทำไม ไม่มีเรื่องให้ติดคุกไปเลยละ จะได้สะใจกว่านี้ไง”
       “ไม่จำเป็น เพราะเท่าที่อยู่ที่นี่ทุกวันนี้มันก็เหมือนคุกอยู่แล้ว”
       “ม่านหมอก”
       “แล้วอีกอย่าง เลิกเรียกฉันว่าลูกซะที อาไม่ต้องทำดีกับฉันถ้าไม่อยากทำ อาไม่ต้องทำดีเพราะยังไงอาก็รู้อยู่แล้วว่าการที่อาทำดีกับฉันกับเมฆ ไม่ใช่เพราะอารักพวกเราแต่อาทำเพราะจะได้ทำให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง”
       ม่านหมอกพูดเสร็จก็วิ่งออกไป ภูวนัยยืนนิ่งรู้สึกคำพูดของม่านหมอกทำให้เขาแข็งเป็นหิน
       “เดี๋ยวผมไปดูเอง”
       ตะวันฉายรีบวิ่งตามม่านหมอกออกไป ผจญกลัวว่าม่านหมอกจะถูกลงโทษจึงเข้ามาบอกกับภูวนัย
       “เป็นเพราะผมเองครับคุณภู ผม...ผมเห็นว่าคุณหมอกแกอยู่แต่ในฟาร์ม ผมก็เลยชวนคุณหมอกออกไปเที่ยวข้างนอกน่ะครับ”
       “รู้ใช่มั้ย ว่าที่แกทำน่ะ เป็นการขัดคำสั่งฉัน”
       “ครับ”
       “พรุ่งนี้แกเก็บของออกไปจากที่นี่ซะ”
       ผจญถึงกับอึ้งไป ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจ
       “เฮ้ย นายทำอย่างนี้ไม่ได้นะ”
       “ขอโทษนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องในครอบครัวผม”
       ภูวนัยพูดเสร็จก็เดินออกไป ไผ่พญารีบวิ่งตามไป
      
       ผจญคอตกสีหน้าเศร้าเมื่อรู้ว่าตัวเองโดนไล่ออก

       ภูวนัยเดินเข้ามาในบ้านอย่างอารมณ์เสีย ไผ่พญาตามเข้ามาพูดเพราะเห็นความไม่ยุติธรรม
      
       “เดี๋ยว เดี๋ยว”
       ภูวนัยพยายามสะกดอารมณ์ก่อนจะหันมา
        “มีอะไร”
       “นายจะไล่ผจญออกจริงๆ เหรอ”
       “ผมเหมือนคนพูดเล่นเหรอ”
       “นายมันไม่มีเหตุผล” ภูวนัยชะงัก “ถึงฉันจะไม่รู้จักผจญกับม่านหมอกดีเท่านาย แต่ฉันก็รู้ว่าเด็กคนนั้นไม่มีทางที่จะพาม่านหมอกหนีแน่นอน นายเองก็รู้” ภูวนัยนิ่งไป ไผ่พญามองไม่ออกว่าภูวนัยรู้สึกอย่างไร “นายเองก็เป็นคนที่จะไม่ยอมรับถ้าตัวเองไม่ได้ทำ นายก็รู้ว่าที่ผจญทำอย่างนั้นเพราะปกป้องม่านหมอก”
       “ผมไม่รู้” ไผ่พญาชะงักไป “ผมรู้แค่ว่า ผจญขัดคำสั่งผม”
       “คนไม่มีเหตุผล”
       ไผ่พญาพูดจบก็รีบวิ่งออกไป ภูวนัยมองตามนิ่งที่จริงแล้วเขาก็รู้ว่าผจญทำเพื่อช่วยม่านหมอก แต่ที่เขาไล่ผจญออกเพราะเหตุผลบางอย่างที่ยังบอกตอนนี้ไม่ได้
      
       ม่านหมอกยืนสงบสติอารมณ์อยู่ริมน้ำ ระหว่างนั้นตะวันฉายเดินเข้ามายืนข้างๆ ตะวันฉายกับม่านหมอกยืนมองสายน้ำเนิ่นนาน ก่อนที่ม่านหมอกจะพูดขึ้น
       “พี่เคยเกลียดตัวเองมั้ย”
       ตะวันฉายนิ่งไปรู้ว่าตอนนี้ม่านหมอกกำลังรู้สึกกับตัวเองยังไง
        “เรียกว่าโกรธดีกว่า พี่เคยโกรธตัวเองจนไม่คิดที่จะอภัยให้ตัวเองได้อีก” ม่านหมอกหันมาอย่างสนใจ “หมอกอยากฟังเรื่องผิดพลาดของพี่มั้ย” ม่านหมอกพยักหน้า “พี่เคยทำให้เพื่อนพี่ตาย” ม่านหมอกชะงักเริ่มสนใจ “พี่เคยโกรธกับเพื่อนรักของพี่คนนึงด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ไม่ว่าเพื่อนพี่จะพยายามขอโทษหรือง้อพี่ยังไงก็ตาม แต่พี่ก็ไม่สามารถให้อภัยกับเรื่องผิดพลาดที่เพื่อนพี่ทำกับพี่ได้ แล้วหมอกรู้มั้ยว่าเพื่อนพี่ทำยังไง” ม่านหมอกยังนิ่งฟังเริ่มสนใจมากขึ้น “เพื่อนพี่ฆ่าตัวตาย” ม่านหมอกถึงกับอึ้งไป “พี่ไปงานศพเขาแล้วก็พบกับแม่ของเพื่อนพี่ แม่ของเพื่อนพี่ยื่นจอบอันนึงให้กับพี่ มันเป็นจอบของเพื่อนพี่ที่ฝากให้พี่ก่อนที่เพื่อนพี่จะฆ่าตัวตาย แม่ของเพื่อนพี่บอกว่า เมื่อไหร่ที่เพื่อนพี่รู้สึกโกรธพี่ เขาจะไประบายอารมณ์ด้วยการขุดดินหลังบ้าน แต่พี่ก็สงสัยว่าทำไมจอบอันนั้นถึงได้ดูใหม่ แม่ของพี่เลยบอกว่า เพราะเพื่อนพี่ยังไม่เคยใช้จอบอันนี้เลย หมอกคิดดูซิว่าตลอดเวลาเพื่อนของพี่ไม่เคยโกรธพี่เลย แต่พี่กลับ...” ตะวันฉายพูดไม่ออก
       ม่านหมอกนิ่งงันไปกับเรื่องของตะวันฉาย ไม่คิดว่าตะวันฉายจะเจอเรื่องร้ายมาเช่นนี้
       “หมอกรู้มั้ย ถ้าพี่ย้อนเวลากลับไปได้ พี่อยากจะบอกกับเพื่อนพี่ว่า พี่ไม่เคยโกรธเขาเลย เขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพี่ แต่พี่ก็พลาดพี่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้อีก”
       “แล้ว แม่ของเพื่อนพี่ไม่โกรธพี่เหรอ”
       “จะโกรธได้ยังไง ก็ในระหว่างที่พี่คุยกับแม่เขา ก็มีเจ้าของร้านขายของเก่าเอาเงินมาให้แม่ของเพื่อนตั้งหลายหมื่น หมอกรู้มั้ยว่ามันคือเงินอะไร” ม่านหมอกส่ายหน้า “มันคือเงินที่เพื่อนพี่เอาจอบที่มันขุดจนหักไปขายให้เขาน่ะ”
       ม่านหมอกได้ยินก็ชะงักก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าทันที ตะวันฉายหันมายิ้มให้
       “ไง ขำมั้ย”
       “พี่เห็นเรื่องของฉันเป็นเรื่องตลกหรือไง”
       ม่านหมอกนิ่งงันไปก่อนจะค่อยๆ เอนหัวไปซบกับไหล่ของตะวันฉาย ตะวันฉายชะงักแต่ก็ปล่อยให้ม่านหมอกซบอยู่อย่างนั้น
       “ขอหมอกซบไหล่พี่ได้มั้ย”
       “ทำไมไม่ได้ล่ะ ไม่อย่างนั้นร่างกายคนเราจะมีไหล่ไว้ทำไม”
       ม่านหมอกซบไหล่ตะวันฉายอยู่อย่างนั้น อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
       ด้านหลังไม่ไกลนักเห็นผจญแอบอยู่หลังต้นไม้ เขารู้สึกปวดใจกับภาพที่เห็น แต่ถ้ามันเป็นความสุขของม่านหมอกเขาก็ทนได้
       ด้านหลังของผจญเห็นไผ่พญายืนแอบมองอยู่อีกมุมอย่างสังเกตการณ์ ไผ่พญารู้ทันทีว่าผจญแอบชอบม่านหมอก
      
       ไผ่พญากำลังเคาะประตูหน้าห้องพรรษา พรรษาเปิดประตูออกมาพอเห็นไผ่พญาก็แปลกใจ
       “อ้าว ครูไผ่อยากได้อะไรเหรอคะ”
       ไผ่พญายื่นเสื้อของป้าที่เธอไม่ได้ใช้ให้กับพรรษา
       “ฉันเอาเสื้อมาให้น่ะคะ เอ่อ ป้าอย่าคิดว่ามันเป็นเสื้อเก่านะคะ ฉันแค่รู้สึกว่ามันเหมาะกับป้ามากกว่า”
       พรรษารับมาดู แล้วยิ้มให้
       “ป้าไม่คิดอะไรหรอกคะ ดีซะอีกที่ได้เสื้อใหม่ ป้าเองก็ไม่ได้ซื้อเสื้อผ้ามาหลายปีแล้ว ขอบคุณมากนะคะครู”
       ไผ่พญาโล่งอกที่พรรษารับไว้ก่อนจะทำท่าหันหลังจะเดินไป แต่แล้วเธอก็ตัดสินใจหันกลับมาถาม
       “ป้าคะ”
        พรรษากำลังจะเข้าห้องก็ชะงัก
       “คะ”
       “เอ่อ หมอกไม่ใช่ลูกของคุณภูวนัยเหรอคะ” พรรษาชะงักไปด้วยสีหน้าที่ลำบากใจ “คือ ป้าก็รู้ใช่มั้ยคะว่าคุณภูเขาบอกให้ฉันละลายพฤติกรรมเมฆกับหมอก แล้วถ้าฉันไม่รู้อะไรเลย ฉันก็สอนไม่ได้”
       “คะ คุณภูเป็นอาของคุณเมฆกับคุณหมอก”
       “อ้าว แล้วพ่อกับแม่จริงๆ ไปไหนละคะ หรือว่าจะเกี่ยวกับที่หมอกบอกว่าคุณภูเป็น...”
       พรรษาเห็นว่ายังไงไผ่พญาก็ต้องรู้เรื่องจึงตัดสินใจเล่า
      
       “แต่ก่อนคุณหมอกกับคุณภูไม่ได้โกรธกันอย่างนี้หรอกคะ แต่เรื่องมันเกิดเมื่อสองปีเห็นจะได้”


  


       พรรษาตัดสินใจเล่าเหตุการณ์เมื่อสองปีที่แล้ว วันนั้นเป็นวันเกิดม่านหมอก เค้กวันเกิดมีเทียนปักอยู่13 เล่ม บนเค้กเขียนว่า “สุขสันต์วันเกิดม่านหมอก” พร้อมกับเสียงเพลงแฮ้ปปี้เบิร์ธเดย์ในท่อนสุดท้าย
      
       “แฮ้ปปี้เบิร์ธเดย์ทูม่านหมอก แฮ้ปปี้เบิร์ธเดย์...ทู...ยู”
       ทุกคนตบมือหลังร้องเพลงจบ
       “ขอให้เป็นเด็กดีของพ่อกับแม่อย่างนี้ตลอดไปนะลูก” สุริยา พ่อของม่ายหมอกบอก
       “คิดสิ่งใดก็จงสำเร็จทุกประการนะ” ลักขณา ผู้เป็นแม่บอก
       ทันทีที่ลักขณาอวยพรจบทั้งหมดก็กล่าว “สาธุ” พร้อมกัน
        “โห ยัยลัก อวยพรอย่างนี้ไม่อาราธนาพระรัตนตรัยก่อนขึ้นด้วยละ นี่ ต้องฉันนี่ ปู่ก็ขอให้ปีหน้าเป็นเค้กไอติมนะ ปู่เบื่อเค้กธรรมดาแล้ว”
       ภาพในกล้องมือถือที่ทุกคนหัวเราะกันอย่างมีความสุข ระหว่างนั้นม่านหมอกหันมาทางกล้อง
       “แล้วอาภูละ ปีนี้ขอแบบดีๆ นะ”
       ภูวนัยกำลังใช้โทรศัพท์อัดภาพแห่งความสุขเอาไว้
       “ปีนี้อายุสิบสามแล้วใช่มั้ย ถ้าอย่างนั้นอาก็ขอให้ปีหน้าอายุสิบสี่นะ”
       “โห อาภูอ่ะ กวนตลอด”
       “อ่ะๆ ก็ได้ อาก็ขอให้เราสวยวันสวยคืน ได้เป็นนักร้องอย่างที่เราฝันไง”
       “แต่สวยยังไงก็คงจะสู้อาเหมือนฝันของอาภูไม่ได้หรอก”
       ภูวนัยหันไปยิ้มกับเหมือนฝัน
        “มองอะไร ตอบดีๆ นะ ไม่งั้น...สวย”
       “ตอบไม่ดีก็โดน ตอบดีก็หาว่าโกหก เอางี้ดีกว่า สวยหรือไม่สวย ภูก็รักนะ”
       ภูวนัยพูดจบก็ได้ยินชอบใจ
       “อธิษฐานได้แล้วลูก”
       ม่านหมอกหลับตาอธิษฐาน ภูวนัยให้สัญญาณกับทุกคน ทุกคนพยักหน้า ม่านหมอกลืมตาขึ้นก่อนจะเป่าเทียนบนเค้ก ม่านหมอกแปลกใจที่ทุกอย่างเงียบ
       “อ้าว ไม่ตบมือกันหน่อยเหรอคะ”
       “คงจะตบไม่ได้หรอก เพราะมือของพวกเรา...มี”
       แล้วทุกคนก็เอามือที่เปื้อนเค้กออกมา ม่านหมอกตกใจ
       “ว้ายยยย!”
       ม่านหมอกลุกขึ้นวิ่งหนี ขณะที่ทุกคนพยายามจะเอาเค้กป้ายม่านหมอก ทุกคนมีแต่เสียงหัวเราะช่างเป็นเวลาแห่งความสุขที่มิอาจลืมเลือน
      
       ทุกคนเดินออกมาที่ลานจอดรถ ม่านหมอกเดินมากับลักขณาและสุริยา
       “มีความสุขมั้ยลูก”
       “ที่สุดเลยคะแม่ ขอบคุณนะคะ”
       “โน่น ขอบคุณอาภูโน่น ตัววางแผนเลย”
       “อ้าว ไหนบอกว่าจะไม่บอกไงพี่” ทุกคนหัวเราะกันครื้นเครง ระหว่างนั้นภูวนัยสงสัยเมื่อไม่เห็นเผ่าพงศ์กับม่านเมฆ “แล้วพ่อกับเมฆละ”
       “เห็นว่าจะไปห้องน้ำกันมั้ง”
       “เหรอ งั้นเดี๋ยวผมไปดูหน่อยดีกว่า คนนึงก็เด็ก อีกคนก็ลืมอะไรได้ง่ายๆ”
       “งั้นเดี๋ยวภูมารอตรงนี้แล้วกัน”
       ภูวนัยพยักหน้าก่อนจะหันกลับเข้าไป ระหว่างนั้นมีเสียงล้อรถบดถนนดังเอี้ยดดด! ลั่นที่จอดรถ ภูวนัยหันไปมองแล้วภูวนัยก็เห็นรถคันนึงแล่นเข้ามาด้วยความเร็วสูง ภูวนัยจ้องตาไม่กระพริบก่อนจะเห็นกระจกรถคันนั้นเลื่อนลง
       แล้วภูวนัยก็ตกใจเมื่อเห็นปากกระบอกปืน ภูวนัยรู้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น
       “หลบไป”
       ภูวนัยวิ่งเข้ามาหาเหมือนฝัน ลักขณา สุริยาและม่านหมอกที่ไม่รู้เรื่องอะไร แต่ทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังรัวขึ้นเป็นชุด ภูวนัยวิ่งมาถึงม่านหมอกก่อนจึงคว้าตัวม่านหมอกล้มลงกับพื้น ภูวนัยเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นภาพเหมือนฝัน ลักขณาและสุริยาโดนกระสุนรัวใส่ร่าง
       “ไม่”
       สิ้นเสียงกระสุนปืนร่างของทั้งสามล้มลงแน่นิ่งกับพื้น รถคันนั้นรีบเหยียบหนีไป ภูวนัยรีบกระเสือกกระสนเข้ามาก่อนจะกอดร่างเหมือนฝันร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง ม่านหมอกค่อยๆ ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาสุริยาและลักขณาที่นอนจมกองเลือด ก่อนที่ม่านหมอกจะช็อกหมดสติลงกับพื้น
      
       ม่านหมอกตกใจตื่นขึ้นที่โรงพยาบาล
       “ไม่”
       ม่านหมอกลุกพรวดขึ้นก่อนจะเห็นเผ่าพงศ์กำลังปลอบม่านเมฆที่ร้องไห้จ้า
       “ไม่เป็นไรนะ พ่อกับแม่เราจะต้องไม่เป็นไร”
       “ปู่” เผ่าพงศ์หันมาเห็นม่านหมอกที่ตัวเต็มไปด้วยเลือดจากสุริยาและลักขณา ม่านหมอกลงจากเตียงเดินเข้ามาหา “พ่อกับแม่ละ”
        ม่านเมฆร้องไห้ พูดไม่ออก
       “พี่หมอก พี่หมอก”
       ม่านหมอกไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น เธอค่อยๆ เดินออกจากห้องฉุกเฉินเหมือนคนที่ไร้สติล่องลอย
      
       ม่านหมอกเดินไร้สติมาตามทางเดิน ก่อนจะเห็นภูวนัยกำลังคุยกับหมออยู่ที่หน้าห้องผ่าตัด หมอกำลังแสดงความเสียใจกับภูวนัย
       “เราพยายามดีที่สุดแล้วครับ”
       ภูวนัยช็อกเหมือนโลกทั้งโลกถล่มลงตรงหน้า แม้แต่เรี่ยวแรงที่จะยืนยังไม่มี ม่านหมอกเดินมาถึงภูวนัยที่กำลังช็อกอยู่ก็รีบถามหาพ่อกับแม่
       “อาภู พ่อกับแม่ละ”
       เผ่าพงศ์กับม่านเมฆเดินมาถึงก็รีบถามเช่นกัน
       “ไอ้ภู เป็นไง”
       ภูวนัยพูดไม่ออกได้แต่ส่ายหน้าแล้วเอามือกุมหน้ากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ม่านหมอกเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งช็อก ระหว่างนั้นพยาบาลเข็นร่างไร้ชีวิตของทั้งสามออกมา ม่านหมอกจะวิ่งเข้าไปหา
       “พ่อ แม่”
       ภูวนัยรีบเข้ามากอดม่านหมอกเอาไว้
       “ไม่...อย่า...อย่าดู”
       ม่านหมอกพยายามเอื้อมมือจะคว้ามือร่างของพ่อและแม่ที่ถูกเข็นออกไปพร้อมกับส่งเสียงร้องไห้ปิ่มจะขาดใจ
      
       “พ่อ แม่”


  


       พรรษาเศร้าสลดจากการฟื้นความทรงจำ
      
        “ตั้งแต่นั้น คุณหมอกก็คิดว่าคุณภูเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อกับแม่ของเธอตาย”
       “ทำไมละคะ”
       “เพราะอาชีพและสิ่งที่คุณภูทำไงคะ”
       ไผ่พญาทำหน้าแปลกใจ
       “แค่เลี้ยงหมูก็ต้องไล่ยิงกันขนาดนี้เลยเหรอคะ” พรรษาถอนหายใจ
       “นี่ก็ดึกแล้ว คุณพักผ่อนเถอะคะ”
       พรรษายิ้มให้เล็กๆ ก่อนจะผลุบหายเข้าไปในห้อง ปล่อยให้ไผ่พญายังรู้สึกใจหายอยู่ตรงนั้น
      
       ไผ่พญาเดินเข้ามาในห้องก่อนจะลงนั่งที่เตียง เอามือปาดน้ำตาที่เรื่อออกมา
       “ทำไมฉันต้องอินขนาดนี้ด้วยเนี่ย”
       ไผ่พญาพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่แล้วเพราะเรื่องราวที่ได้ยินก็ทำให้เธอนึกถึงลำไยขึ้นมา
       “แม่”
      
       ขณะนั้นที่ดิออร์แกน ขิงกำลังเขย่าค็อกเทลอย่างมีน้ำโห เพราะกระดังงากำลังจิ๊จ๊ะกับแขก แขกคนนั้นยกมือถือขึ้นมาเหมือนกำลังขอเบอร์ ขิงกระแทกกระปุกค็อกเทลดังตึงจนแขกที่นั่งที่บาร์ตกใจเพราะขิงเห็นเหมือนกระดังงาเมียรักกำลังให้เบอร์แขกคนนั้น กระดังงาเดินมาที่บาร์
       “เอาโค้กมากินหน่อยดิ”
       “ให้เบอร์มันทำไม”
        กระดังงาทำหน้าเซ็ง
       “ไอ้ขิง อย่าหาเรื่องได้มั้ย คนเพิ่งเต้นเสร็จเหนื่อยๆ”
       “ก็เห็นอยู่ว่าแกให้เบอร์มัน”
       “ฉันก็ให้เบอร์มั่วเหมือนทุกที แกก็ยังถามทุกที”
       ระหว่างนั้นกระดังงารู้สึกเหมือนโทรศัพท์สั่นจึงหยิบขึ้นมา กระดังงามองเบอร์ด้วยความแปลกใจ ขิงมองคิดไปแล้วว่าต้องเป็นไอ้แขกคนนั้นโทรมาแน่นอน
       “เบอร์ที่ไหนวะ” กระดังงานกดรับ “ฮัลโหล ไอ้ไผ่”
       ไผ่พญาแอบลงมาโทรศัพท์อยู่ที่ชั้นล่าง
        “เออ พักแล้วใช่มั้ย”
       กระดังงาไม่ค่อยได้ยิน
       “ฮัลโหล ไม่ได้ยินเลยวะ”
       ไผ่พญาลืมตัวเผลอตะโกน
        “ฮัลโหล” ไผ่พญานึกได้รีบกระซิบทันที “ไอ้งา แม่ฉันอยู่มั้ย”
       “ฮัลโหล...ฮัลโหล...ไอ้ไผ่แกรอแปปนึง เดี๋ยวฉันออกไปคุยหลังร้านก่อน”
       กระดังงารีบเดินออกไป ขิงมองตาม
       “หึ มุขเก่าไปแล้ว” ขิงพยายามจะไม่คิดอะไร แต่ในที่สุดก็หันไปบอกกับเพื่อนพนักงาน “ไปห้องน้ำ ฝากหน่อย”
       ขิงรีบเดินตามกระดังงาออกไป
      
       ไผ่พญากำลังรอสายอย่างร้อนใจ
        “ทำอะไรอยู่วะ เดินเร็วซิ”
       ไผ่พญามองไปรอบเพราะกลัวคนลงมาเห็น แต่แล้วไผ่พญาก็ต้องตกใจเมื่อไฟในห้องรับแขกสว่างขึ้น ภูวนัยเดินเข้ามาก่อนจะต้องแปลกใจเมื่อเห็นไผ่พญาเดินหาวเข้ามา ไผ่พญาทำเป็นหาวอ้าปากกว้าง
       “ง่วงจริงๆ” ไผ่พญาทำเป็นเพิ่งเห็นภูวนัย “อ้าว ราตรีสวัสดิ์”
       “ลงมาทำอะไร”
       “ฉันน่ะเหรอ เอ่อ ฉันคอแห้งเลยลงมาหาน้ำกิน ไว้พรุ่งนี้เจอกัน”
       ไผ่พญาทำเป็นเดินหาวออกไป ภูวนัยมองตามด้วยความแปลกใจ
       พอเดินลับตาภูวนัยมาแล้วไผ่พญาก็แอบโล่งอกก่อนจะแอบมองภูวนัยอย่างเจ็บใจ
       “ฮึ่ยย์ ขัดจังหวะจริงๆ”
       ภูวนัยนอนไม่หลับเดินลงมานั่งที่ห้องรับแขก
      
       กระดังงาเดินออกมาที่หลังร้านก่อนจะรีบพูดมือถือต่อ
        “ฮัลโหล ฮัลโหล” กระดังงามองมือถือ “อ้าว...วางไปตอนไหนเนี่ย”
       ระหว่างนั้นขิงเดินตามเข้ามา
        “ใช้มุขเก่าไปหน่อยหรือเปล่า”
       “ไอ้ขิง แกมาทำไม”
       “ก็มาดูว่าเมียฉันกำลังนัดพบใครไง”
       “เดี๋ยวได้ปากแตก นัดพบห่าไรเล่า ไอ้ไผ่โทรมาแล้วข้างในมันเสียงดังฉันก็เลยออกมาโทรตรงนี้”
       “เหรอ” ขิงทำหน้าไม่เชื่อ
       “ไอ้นี่ ไม่เชื่อ งั้นแกโทรกลับไปเลยไป ฉันยังไม่ได้คุยเลย”
       ขิงคว้าโทรศัพท์จากกระดังงามาแล้วกดโทรหาเบอร์ที่โทรมาล่าสุดทันที
        
       ภูวนัยนอนไม่หลับนั่งคิดอะไรอยู่ที่โซฟารับแขก ระหว่างนั้นเสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น ภูวนัยมองด้วยความแปลกใจว่าใครโทรมาป่านนี้
       “สวัสดีครับ”
       ขิงถึงกับสะอึกเมื่อเป็นเสียงผู้ชายรับสาย
        “อ้าว” ขิงหันไปว่ากระดังงา “นี่เหรอไอ้ไผ่ เฮ้ย...อยากตกนรกหรือไง”
       ภูวนัยงงที่อยู่ๆ ก็โดนด่า
       “อะไรนะครับ”
       “ยังจะแกล้งโง่อีก ก็เป็นชู้กับเมียคนอื่นมันผิดศีลเว้ย”
       “ผมว่าคุณคงโทรผิดแล้ว”
       “ผิดได้ไง ก็เบอร์นี่มันโชว์อยู่” ภูวนัยยิ่งแปลกใจ ขิงยังอวดสรรพคุณไม่เลิก “ฉันชื่อขิง ถ้าข้องใจก็เจอกันได้ แต่ขอเตือนไว้ก่อน ถ้าไม่อยากตายก็อย่ามายุ่งกับเมียฉัน”
       ขิงกดวางสายหงุดหงิด ภูวนัยมองโทรศัพท์งงๆ ก่อนจะนึกไปถึงไผ่พญา


  


       กระดังงาเดินหนี ขณะที่ขิงตามมาเค้นความจริง
      
       “ก็บอกว่าไม่รู้ไงเล่า ตอนที่ฉันรับสายมันเป็นเสียงไอ้ไผ่นี่หว่า”
       “ไอ้ไผ่มันไม่ได้ติดต่อมา แกก็เลยอ้างชื่อมันคุยกับคนอื่นใช่มั้ย”
       กระดังงาหยุดเดินแล้วหันมองขิงด้วยความโกรธ
       “ไม่เชื่อใช่มั้ย”
       “ก็ไอ้ที่ฉันคุยอยู่มันเป็นผู้ชาย ฉันกินข้าวไม่ได้กินหญ้า”
       “งั้นก็เลิกไปเลย จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว”
       กระดังงาพูดจบก็เดินฉับๆ จะเข้าร้าน ขิงเจอไม้นี้ของกระดังงาก็อ่อนลงทันที
       “โธ่เมียจ๋า อย่าเพิ่งโกรธซิ”
       อยู่ๆ บรรดาโคโยตี้ พ่อครัว แม่ครัวก็วิ่งออกมาจากประตูหลังร้าน ขิงกับกระดังงาสงสัยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ระหว่างนั้นลำไยวิ่งออกมาอีกคนก่อนจะมาหลบหลังขิงกับกระดังงา
        “อ้าว แม่มีอะไร ไฟไหม้เหรอ”
       เสียงโสภีแหววขึ้น
       “ไหม้บ้านแกซิ”
       ขิงกับกระดังงาหันมาก็เห็นโสภีเดินออกมาเท้าสะเอวเอาเรื่อง
        “อุ้ย เจ้ มีอะไรเหรอครับ”
       “นังลำไย ฉันให้แกมาทำงานไม่ใช่มาชวนคนฉันตั้งวงไฮโล”
       ลำไยก้มหน้างุดแอบอยู่หลังขิงกับกระดังงา กระดังงาหันไปถามลำไย
       “อ้าว แม่เล่นไฮโลเหรอ”
       ลำไยส่ายหน้า
        “ยังจะเถียงอีก ต้องให้จับได้คาหนังคาเขาใช่มั้ยถึงจะยอมรับ” ลำไยก้มหน้างุด
       “แหม เจ้ไม่มีหลักฐานแล้วรู้ได้ไงว่าแม่ลำไยตั้งวงไฮโล แม่เขาอาจตั้งวงเล่นจ้ำจี้มะเขือเปาะแปะ ใช่มั้ยแม่” ของบอก ลำไยยิ้มที่หาข้ออ้างได้ เผลอพูด
       “เออ” ทันทีที่ลำไยพูดลูกเต๋าที่ลำไยอมไว้ในปากก็กระเด็นออกมา ทุกคนถึงกับมองลูกเต๋าที่ตกอยู่ที่พื้นเป็นตาเดียว โสภีมองหน้าลำไย ลำไยยิ้มให้ “วันนี้ฉันลาครึ่งวันนะเจ้”
       ว่าแล้วลำไยก็วิ่งจู้ดออกไป
       “นังลำไย ไอ้ขิง เลิกงานแล้วแกล้างจานแทนนังลำไยด้วย”
       “อ้าว ไมอ่ะเจ้”
       โสภีพูดจบก็เดินเข้าร้านไปไม่รอให้ขิงกับกระดังงาทักท้วง ขิงกับกระดังงาเซ็งที่งานเข้าอีกแล้ว
      
       วันต่อมา ไผ่พญากำลังชงกาแฟอยู่ในห้องครัว ระหว่างนั้นภูวนัยเดินเข้ามา ทั้งสองพอเห็นกันก็ชะงักก่อนจะหันไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ไผ่พญาที่ได้ยินเรื่องราวในอดีตของภูวนัยก็รู้สึกเห็นใจภูวนัยขึ้นมาจึงพยายามจะพูดดีด้วย
       “เอ่อ เอากาแฟมั้ย เดี๋ยวฉันชงให้”
       “ไม่เป็นไร ผมทานแล้ว”
       “แต่ฉันชงอร่อยนะ ลองมั้ย”
       “อย่าเลย ผมไม่อยากมีปัญหากับแฟนคุณ”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็งง
       “แฟน”
       “คุณรู้จักผู้ชายที่ชื่อขิงมั้ย”
       ไผ่พญาเย็นวาบทันที แต่ก็รีบเก็บอาการแล้วส่ายหน้าปฏิเสธอย่างแข็งขัน
       “ไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ทำไมเหรอ”
       “มื่อวานผู้ชายที่ชื่อขิงโทรมาหลังจากที่คุณขึ้นห้องนอนไปแล้ว คุณไม่ได้แอบลงมาโทรศัพท์หาแฟนคุณใช่มั้ย”
       ไผ่พญาสะดุ้งเฮือกแต่ก็รีบยืนกรานคำเดิม
        “เปล่านี่ ก็บอกแล้วไงว่าเมื่อคืนฉันลงมาเดินเล่น”
       “ก็ไหนบอกว่าลงมากินน้ำ”
       “เอ่อ อ๋อ ก็ฉันเดินเล่นเสร็จมันก็เลยหิวน้ำไง โอ๊ย...ฉันไม่รู้จักคนที่นายว่ามาหรอก” แล้วไผ่พญาก็ทำเป็นปวดท้อง “อูย กินกาแฟทีไรเป็นอย่างนี้ทุกที เดี๋ยวฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”
       ไผ่พญารีบชิ่งออกไปให้เร็วที่สุด ระหว่างนั้นผจญที่สะพายเป้เสื้อผ้าเดินเข้ามาในห้องครัว
       “สวัสดีครับครู”
       “จ้ะ เอ่อ นี่เธอจะไปจริงๆ เหรอ”
       ผจญก้มหน้าเศร้าลง ไม่พูดอะไร ก่อนที่ผจญจะเดินเข้าไปหาภูวนัย ภูวนัยชำเลืองตามองไผ่พญาประมาณว่าให้ออกไป ไผ่พญาทำหน้าเป็นแล้วเดินออกไป ผจญเข้ามาแล้วยกมือไหว้ภูวนัย
       “ผมมาลาครับคุณภู”
       “อืม เดินทางดีๆ แล้วกัน”
       ภูวนัยพูดเสร็จแล้วเดินผ่านผจญไป ผจญที่ยืนนิ่งอยู่ก็ตัดสินใจพูดขึ้น
       “ก่อนไป ผมขออะไรคุณภูอย่างนึงได้มั้ยครับ” ภูวนัยหันกลับมา
       “ว่ามาซิ”
       “คุณภูอย่าลงโทษคุณหมอกเลยนะครับ เรื่องนี้เป็นความผิดของผมคนเดียว”
       ภูวนัยมองหน้าผจญ รู้สึกชื่นชมอยู่ในใจแต่เขาก็จำเป็นที่ต้องทำอย่างนี้ ไผ่พญาแอบยืนฟังอยู่ด้านนอก รู้สึกว่าเธอต้องทำอะไรซักอย่าง
      
       ผจญเดินมาตามทางอย่างเศร้าซึม ก่อนจะหันกลับไปมองที่ตัวบ้านแล้วไล่สายตามองขึ้นไปบนห้องของม่านหมอก
       “ขอให้คุณหมอกมีความสุขนะครับ”
       ระหว่างนั้นเสียงของไผ่พญาดังขึ้น
        “เธอนี่มันพระเอกตัวจริง จริงๆ”
       ผจญได้ยินเสียงก็หันมาเห็นไผ่พญายืนอยู่
       “เอ่อ ครูว่าอะไรนะครับ”
       “ทำอย่างนี้คิดว่าเท่เหรอ ทำไมเธอไม่บอกความจริงกับคุณภูไปละ”
        ผจญนิ่งคิดตรึกตรองก่อนจะพูด
       “ที่ผมพูดไปทั้งหมดเป็นความจริงครับ”
       ไผ่พญาถึงกับเป่าปากไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ผจญทำ
        “เธอนี่มันจริงๆ เลย แม้ว่าตัวเองจะลำบากก็ยอมเหรอ”
       “ครับ ไอ้ผมมันเป็นผู้ชาย ลำบากยังไงก็ทนได้ แต่คุณหมอกเป็นผู้หญิงแกไม่เคยลำบากมาก่อน มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วครับ” ผจญนิ่งไปก่อนจะพูดขึ้น “ครูครับ ผมฝากดูแลคุณหมอกด้วยนะครับ”
       “เดี๋ยวก่อนซิ”
      
       ผจญยกมือไหว้ไผ่พญาก่อนจะเดินออกไป ไผ่พญารู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว

       ม่านหมอกนั่งปาหินอยู่ริมน้ำ ระหว่างนั้นเสียงของไผ่พญาดังขึ้น
      
       “มาอยู่นี่เอง”
       ม่านหมอกหันมาก็เห็นไผ่พญาเดินเข้ามา
        “มีอะไร ยังไม่ถึงเวลาที่คุณต้องสอนนี่”
        “เปล่า ฉันไม่ได้มาสอน เห็นข้างในเขาเห็นเธอหายไปก็คิดว่าผจญเขาแอบพาเธอหนีอีก” ม่านหมอกชะงัก ไผ่พญาแอบสังเกตเห็นปฏิกิริยานั่น “ดีนะที่เธอเจอคุณตะวัน ไม่อย่างนั้นนายผจญคงจะพาเธอไปไหนต่อไหนแล้ว”
       “นายนั่นน่ะเหรอจะทำอย่างนั้น” ม่านหมอกบ่นคนเดียว
       “ฉันเห็นด้วยนะที่คุณภูไล่คนอย่างนั้นออก”
       “นี่คุณจะพูดอะไรก็พูดมาเลย”
       “เปล่า ฉันแค่อยากถามว่าเธอรู้มั้ยว่าที่บ้านผจญเป็นยังไง”
       ม่านหมอกปาหินอีกก้อนสุดแรง
       “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง หมอนั่นจะเป็นยังไงก็เรื่องของเขา”
        ไผ่พญาทำท่าโล่งอก
       “ฮ้า ดีจัง”
       “มีอะไร”
       “ก็ดีที่เธอไม่รู้ว่าผจญน่ะเขาเป็นลูกชายคนโตที่หาเลี้ยงครอบครัวตัวคนเดียว ฉันรู้มาว่าพ่อเขาก็ตาบอด ส่วนแม่เขาก็โดนควายที่บ้านนอกขวิด ไม่น่าจะอยู่ได้เกินวันสองวันนี่” ม่านหมอกได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป “ฉันถามผจญว่าแล้วไม่กลับไปดูแลพ่อกับแม่เหรอ เขาก็บอกว่าเขาต้องทำงานเพื่อส่งเงินไปรักษาพวกท่าน” ไผ่พญ่าทำหน้าตาตื่น “ฉันว่านะ ผจญเขาต้องจนตรอกไม่รู้จะหาเงินยังไงก็เลยคิดจะจับตัวเธอไปเรียกค่าไถ่แน่นอน” ม่านหมอกยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึก
       “ดีแล้วที่คนอย่างนั้นโดนไล่ออก เฮ้อ...กลุ้มใจแทนพ่อกับแม่เขาจริงๆ ครอบครัวก็เป็นอย่างนี้ ยังจะมาก่อเรื่องก่อราวอีก” ไผ่พญาตบไหล่ม่านหมอกเชิงให้กำลังใจ “ดีแล้วที่เธอไม่เป็นไร ไม่ต้องคิดมากเรื่องนายผจญนะ”
       ไผ่พญาทำหน้าตายก่อนจะเดินออกไป ไผ่พญาแอบเหล่ปฏิกิริยาของม่านหมอก ม่านหมอกหน้าเครียดลง
      
       ภูวนัยกำลังปล่อยหมูออกจากเล้าลงสนามหญ้า แก้วใจยืนอยู่รู้สึกเคอะเขินเกรงๆ
       “แหม คุณภูไม่ต้องลงมาทำเองก็ได้คะ เดี๋ยวแก้วให้คนงานทำก็ได้”
       “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวงานอย่างอื่นจะเสีย ฉันก็แค่มาทำหน้าที่แทนผจญเท่านั้นเอง เดี๋ยวไปเรียกคนงานมาช่วยกันทำความสะอาดตรงนี้หน่อย”
       “คะ” ระหว่างนั้นแก้วใจหันไปเห็นม่านหมอกเดินเข้ามา “อุ้ย คุณหมอก”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็หันมาเห็นม่านหมอกเดินเข้ามา
        “มีอะไร”
       “ฉันเป็นคนแอบขึ้นรถกระบะไปเอง”
       ไผ่พญาแอบมายืนมองสังเกตการณ์ ภูวนัยยังตั้งหลักไม่ทัน
       “เรื่องเมื่อวานน่ะเหรอ”
       “หมอนั่นไม่รู้เรื่องอะไร”
       “แล้วเรามาบอกอาทำไม”
       ม่านหมอกทำหน้าไม่ถูกเหมือนกัน
       “เอ่อ อาจะได้รู้ไงว่าฉันพร้อมที่จะหนีเสมอ ถ้าฉันจะหนีก็ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาช่วย”
       “ก็ดี อาก็นึกว่าหมอกจะบอกไม่ให้อาไล่ผจญออก เพราะเขาเพิ่งออกไปเมื่อเช้า” ม่านหมอกอึ้ง
       “อาก็รู้ว่าเขาไม่เกี่ยว”
       “ไม่รู้ ก็ไม่เห็นมีใครบอกอานี่”
       “อาก็ไปตามเขากลับมาซิ”
       ภูวนัยถอดหมวกก่อนจะเดินเข้ามาหาม่านหมอก
        “เรื่องนี้มันเกิดเพราะเรา เราก็ต้องหาทางแก้ไขเอง”
       “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปตามผจญกลับมา”
       ภูวนัยทำท่าจะเดินไป
       “ก็แล้วแต่ เพราะในเมื่อเขาไม่ได้ทำผิด อาก็ไม่มีสิทธิที่จะไล่เขาออก”
       ระหว่างนั้นไผ่พญารีบวิ่งเข้ามา
        “มาเดี๋ยวฉันขับรถให้เอง”
       ภูวนัยกับม่านหมอกมองไผ่พญาที่ยิ้มร่าด้วยความสงสัย
      
       ไผ่พญาขับรถมากับม่านหมอกมาตามถนนที่มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ ไผ่พญาขับรถก่อนจะหันไปมองม่านหมอกที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วอมยิ้ม
       “ฉันคิดแล้วว่าเธอไม่ได้มีจิตใจเลวร้ายอะไร”
       “ทำไม ฉันไม่ได้สงสารหรือเห็นใจนายผจญซะหน่อย ฉันทำฉันก็กล้ารับก็เท่านั้นเอง”
       ไผ่พญาอมยิ้มสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ดีขึ้น ระหว่างนั้นไผ่พญามองไปเห็นผจญที่กำลังเดินอยู่ ผจญมองตามรถที่ขับเลยก่อนจะจอด ผจญมองด้วยความสงสัย ไผ่พญาบอกกับม่านหมอก
       “โชคดี”
       “อะไร ไม่ลงไปด้วยกันเหรอ”
       “ไม่ละ ฉันเกลียดแดด”
       ไผ่พญาอมยิ้มให้อีกครั้ง ม่านหมอกทำหน้าเซ็งก่อนจะเปิดประตูลงไป ผจญแปลกใจเมื่อเห็นม่านหมอกเดินลงมาจากรถ
       “คุณหมอก”
       ม่านหมอกเดินเข้ามาหาผจญหน้านิ่ง
       “จะไปไหน”
       “เอ่อ กลับบ้านมั้งครับ”
       “ใครอนุญาต”
       “หืม”
       “กลับไปทำงานเดี๋ยวนี้”
       “แต่ แต่คุณภูไล่ผมออกแล้ว”
       “ฉันเป็นคนทำผิด แล้วเขาจะไล่นายออกได้ยังไง”
       ผจญได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ม่านหมอกเกลียดรอยยิ้มนั่น
       “ยิ้มอะไร ที่ฉันทำอย่างนี้เพราะสงสารพ่อแม่นายหรอกนะ”
       “พ่อแม่ผม เอ่อ...พ่อผมตายไปนานแล้วครับ”
       “พ่อนายไม่ได้ตาบอดหรอกเหรอ” ผจญส่ายหน้า “แล้วแม่นายที่โดนควายขวิดละ”
       “แม่ผมก็สบายดี พี่ชายผมแกดูแลท่านอยู่”
       ม่านหมอกกุมขมับที่โดนไผ่พญาหลอกซะแล้ว ไผ่พญาแอบมองด้วยความลุ้นอยู่ในรถ ระหว่างนั้นเสียงแตรรถอีกคันดังลั่นถนน ไผ่พญาหันขวับกลับไปก็เห็นพรรณรายลงจากรถหรู
       “นี่ เป็นเจ้าของถนนหรือไง”
       “ยัยนั่นนี่ โวยวายเป็นเอกลักษณ์จริงๆ”
      
       ไผ่พญาค่อยๆ หักรถหลบเข้าไปข้างทาง


  


       พรรณรายกำลังจะขึ้นรถแต่แล้วเธอก็เหลือบไปเห็นม่านหมอกกับผจญเดินเข้ามา
      
       “อ้าว นั่นหมอกนี่ มาทำอะไรแถวนี้จ้ะ” พรรณรายมองไปเห็นผจญ “อย่าบอกนะว่ามาตามผู้ชาย”
       “ถ้าจะพูดอย่างนั้นก็ใช่แหละคะ เพราะผจญเขาเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง แต่คงไม่ใช่การตามจิกตามจีบผู้ชายอย่างที่คุณทำหรอกคะ”
       “นี่”
       ระหว่างนั้นไผ่พญาเดินเข้ามา
        “ไปกันเถอะหมอก”
        พรรณรายหันมาเห็นไผ่พญา
       “อ้าว เธอนั่นเอง” พรรณรายมองไผ่พญาตั้งแต่หัวจรดเท้า “ได้ข่าวว่าเธอเป็นครูเหรอ”
       “ใช่คะ”
       “สอนอะไร”
       “เอ่อ ก็สอนทุกอย่างแหละคะ ทำไมคะ”
       “เปล๊า เธอจะสอนเด็กพวกนี้ก็สอนไป แต่อย่ามายุ่งกับภูของฉัน เข้าใจมั้ย”
       ไผ่พญาชักเริ่มหมั่นไส้บ้างแล้ว
       “เรื่องนั้นฉันรู้ดี แล้วฉันก็ไม่มีความคิดที่จะทำอะไรนอกเหนือหน้าที่ฉันอยู่แล้ว”
       “ดี” พรรณรายหันไปทางม่านหมอก “ส่วนเธอ หัดพูดกับฉันให้มันดีหน่อย เพราะอีกไม่นาน ฉันต้องเป็นแม่บุญธรรมของเธอ ถ้าขืนเธอยังก้าวร้าวกับฉันอย่างนี้ ระวังจะไม่มีที่ซุกหัวนอน”
       ม่านหมอกกำลังจะอ้าปากเถียง แต่ไผ่พญาทนไม่ได้เลยเถียงแทน
       “พูดแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอคุณ”
       ม่านหมอกเห็นไผ่พญาออกรับแทนก็แปลกใจ
       “เธออย่ายุ่ง อย่าคิดว่าเป็นครูที่ภูเขาให้ท้ายแล้วจะสาระแนได้ทุกเรื่อง”
       “คุณเองก็อย่าคิดว่า สถานะการเป็นแฟนเก่าของคุณภูจะด่าหรือจะไล่ใครออกจากบ้านก็ได้เหมือนกัน”
       “เธอคิดว่าฉันทำไม่ได้เหรอ ฉันจะพิสูจน์ให้ดูด้วยการไล่เธอออกเป็นคนแรกก็ยังได้” ไผ่พญายิ้มไม่กลัว
       “ก็ลองดูซิคะ ตอนนี้คุณภูเขาอยู่บ้าน รีบไปได้เลยแล้วอย่าลืมให้เขาไล่ฉันออกทันทีเลยนะ”
       “แก นังนี่...แกท้าฉันใช่มั้ย ได้...เดี๋ยวก็รู้ว่าภูเขาจะเชื่อใคร”
       พรรณรายขึ้นรถก่อนจะขับออกไปทันที ไผ่พญามองตามก่อนจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย
      
       พรรณรายเดินเข้ามาในบ้านภูวนัยแล้วร้องเรียก
       “ภู ภูขา” พรรณรายเดินหาไปมา “หายไปไหนกันหมดเนี่ย...ภู”
       พรรณรายตวาดเสี่ยงดัง ม่านเมฆเดินออกมา
       “โอ๊ย หนวกหูจริงๆ อ้าว น้ามาหาใคร”
       “ฉันจะมาหาใคร ก็มาหาพ่อเธอซิ”
       “ถ้าอย่างนั้นน้าคงต้องตายก่อน เพราะพ่อผมอยู่บนสวรรค์”
       “นี่...กวนประสาทฉันใช่มั้ย” พรรณรายกระชากคอม่านเมฆ “บอกมา ภูอยู่ไหน”
       เสียงของไผ่พญาดังขึ้น
       “ทำอะไรน่ะ” ไผ่พญารีบวิ่งเข้ามาแยกพรรณรายออกจากม่านเมฆ “จะรังแกเด็กเหรอ”
       ม่านหมอกเดินมาสมทบกับไผ่พญา พรรณรายยิ้มเยาะ
       “อ๋อ นี่จะรุมเหรอ เอาซิ”
       ระหว่างนั้นเสียงของภูวนัยดังขึ้น
       “หยุดนะพรรณ” ภูวนัยเดินเข้ามา “มีเรื่องอะไรกัน”
       “ภูขา ภูต้องจัดการให้พั้นซ์นะคะ เดี๋ยวนี้คนรอบข้างภูชักจะเอาใหญ่แล้ว ทำอะไรไม่เห็นหัวพั้นซ์ซักนิดโดยเฉพาะยัยครูคนนี้” ภูวนัยหันมองไผ่พญาที่ไม่ค่อยอยากจะสบตาเท่าไหร่ “ภูจ้างครูมาจากไหนคะ ทำไมถึงไม่มีมารยาทหรือความเกรงใจกันบ้าง ทำตัวคับวางก้ามคับที่นี่”
       “เดี๋ยวก่อนพรรณ มีเรื่องอะไรก็พูดกันดีๆ ก็ได้”
       “ก็เมื่อกี้ซิคะ ยัยครูนี่ดูถูกพั้นซ์”
       “ใครกันแน่ คุณต่างหากที่เป็นฝ่ายด่าครูไผ่กับพวกเราก่อน” ม่านหมอกบอก
       “ใช่ครับ เมื่อกี้เมฆยังจะโดนต่อยเลย ดีที่ครูไผ่มาช่วยไว้ทัน”
       “โกหก เป็นเด็กเล็กหัดโกหกได้ยังไง” พรรณรายเห็นภูวนัยจ้องมาที่เธอ ที่ว่าลูกๆ เขา พรรณรายจึงรีบเปลี่ยนท่าที “แต่อย่างว่าแหละคะ เรื่องอย่างนี้มันอยู่ที่การอบรม การสั่งสอน ถ้าได้ครูไม่ดีก็จะเป็นอย่างนี้แหละคะ”
       “แล้วพรรณจะให้ผมทำยังไง”
       “ไล่มันออกซิคะ ไล่เลยคะ”
       “ด้วยความผิดอะไร”
       “ก็เรื่องที่มันดูถูกพั้นซ์ไงคะ”
       ภูวนัยหันมองไปที่ไผ่พญาที่เตรียมใจไว้แล้ว
       “ไม่ได้” ภูวนัยบอกไผ่พญาอึ้งไป “ผมคงไล่ใครออกด้วยเรื่องไร้สาระแบบนี้ไม่ได้”
       ม่านเมฆได้ยินอย่างนั้นก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ เยสสส! พรรณรายอึ้ง หน้าแตก แต่ยังไม่ลดละ
       “แต่ว่า...”
       “พอได้แล้ว พรรณ...ถ้าไม่มีอะไรแล้วพรรณกลับไปก่อนนะ วันนี้ผมงานเยอะมาก”
       ภูวนัยเดินออกไปโดยไม่รอฟังคำตอบจากพรรณราย พรรณรายหน้าจ๋อย
       “ก็ได้คะ”
       พรรณรายเดินผ่านไผ่พญาก่อนจะมองตาร้ายหมายแค้นให้แล้วเดินจากไป ไผ่พญามองหน้าภูวนัยรู้สึกแปลกใจที่ภูวนัยเข้าข้างเธอ ภูวนัยหันมา ไผ่พญารีบหลบตาทันที
       “แล้วเรื่องผจญว่าไง”
       “ไม่มีปัญหา หมอกกับผจญปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว”
        ม่านหมอกร้อนตัว
       “ใครบอกว่าฉันกับหมอนั่น”
       ไผ่พญากลัวว่าภูวนัยจะรู้ว่าเธอโกหกอีกเลยรีบพูดขึ้น
       “แหม ดีจังเลยที่วันนี้ไม่มีใครถูกไล่ออกจากบ้าน”
       ภูวนัยพยักหน้าก่อนจะเดินหน้านิ่งตามแบบฉบับออกไป ม่านหมอกหันมาโวยกับไผ่พญา
       “ฉันยังไม่เอาเรื่องที่คุณโกหกฉัน”
       “โกหก โกหกอะไร”
       “ก็เรื่องพ่อกับแม่ของผจญไง มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณพูดเลย”
       “เอ้า ฉันแค่ไม่อยากให้เธอรู้สึกผิดที่ทำให้คนคนนึงถูกไล่ออกโดยไม่ได้ทำอะไรผิดไง”
       “เอาเถอะ ถือว่าหักลบกับความดีที่คุณเพิ่งไล่ยัยหน้าลิงนั่นไปแล้วกัน”
       ม่านหมอกพูดจบก็เดินออกไป ไผ่พญาเป่าปากโล่งอกที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี
      
       ที่โรงพยาบาล ปลายฟ้าเดินมากับคนไข้และญาติของคนไข้
       “ทำตามที่หมอบอกนะคะ อย่าลืมกินยาแล้วเดี๋ยวเดือนหน้าเจอกัน”
       ปลายฟ้าโบกมือบ๊ายบายให้กับคนไข้พร้อมยิ้มที่สดใจ ปลายฟ้ามองตามก่อนจะหันหลังเดินเข้าโรงพยาบาล
       ระหว่างนั้นเสียงของชาติกล้าดังขึ้น
       “ฟ้า”
       ปลายฟ้าหันมาก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นชาติกล้ายืนอยู่
      
       ชาติกล้าเดินมากับปลายฟ้า
       “ก็ผมติดข้าวเย็นฟ้าอยู่ไง”
       “จริงด้วย ไปกินที่ไหนดีน้า เตรียมเงินมาพอหรือเปล่าอ่ะ”
       “เมื่อกี้ผมเอาบ้านเข้าแบ๊งก์แล้ว คิดว่าคงพอ”
       ปลายฟ้ามองชาติกล้าอย่างหมั่นไส้
       “ให้มันจริง ฟ้าว่าเราซื้อไปนั่งกินที่ฟาร์มภูมั้ย”
       ชาติกล้าได้ยินชื่อภูวนัยก็ชะงักไป
        “ผมติดมื้อเย็นฟ้านะ ไม่ใช่ไอ้ภู วันนี้ผมอยากกินข้าวกับฟ้า...สองคน”
       ปลายฟ้าอมยิ้ม รู้ว่าชาติกล้าต้องการบอกอะไร ระหว่างนั้นเสียงของภูวนัยดังขึ้น
       “ชาติ”
      
       ปลายฟ้ากับชาติกล้าหันไปก็เห็นภูวนัยยืนอยู่ สงครามรักสามเส้ากำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน


  


       ฟากภูวนัยเดินเข้ามาหาชาติกล้ากับปลายฟ้า ปลายฟ้าเห็นภูวนัยก็ดีใจรีบเข้ามาหา
      
       “ภู...มาได้ไงเนี่ย เหมือนรู้นะ ว่าฟ้ากำลังคิดถึงอยู่พอดี”
       ชาติกล้าได้ยินที่ปลายฟ้าพูดอย่างนั้นก็แอบรู้สึกหน้าชา
       “ภูมาเอายาน่ะ พ่อแกลืมไว้ไหนไม่รู้”
       “ถ้าไม่ลืมก็ไม่ใช่อัลไซเมอร์ซิ”
        ภูวนัยอมยิ้มก่อนจะหันไปทางชาติกล้า
       “แกมาได้ไงเนี่ย”
       ชาติกล้าไม่อยากจะบอกว่าตั้งใจมาหาปลายฟ้า
       “ฉันบอกแกไม่ได้วะ มันเป็นความลับทางราชการ”
       ภูวนัยชะงักไป คิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด
       “ความลับอะไรเล่า...ไม่มีอะไรหรอก ชาติเขาติดเลี้ยงข้าวฉันน่ะ ภูมาก็ดีแล้วไปด้วยกันนะไปกันสามคนเนี่ยแหละ”
       ชาติกล้าชะงักไปเพราะปลายฟ้าดันชวนภูวนัย
       “ไม่อ่ะ ฉันไม่อยากไปเป็น กขค”
       “เดี๋ยวเหอะภูเนี่ย ชอบพูดเล่นอยู่เรื่อย เนอะชาติ เราไม่ได้กินข้าวกันสามคนนานแล้ว”
       ชาติกล้ายิ้มรับแบบไม่เต็มใจ
       “อืม ไปซิภู”
       ภูวนัยครุ่นคิดก่อนจะรับคำ
       “ก็ได้”
       ปลายฟ้าดีใจมากที่ภูวนัยรับปาก
       “งั้น เราไปเอายากันมั้ย” ภูวนัยพยักหน้า ปลายฟ้าจึงหันไปบอกชาติกล้า “รอแป๊ปนึงนะชาติ”
       ปลายฟ้ากับภูวนัยเดินออกไป ชาติกล้ามองตามอย่างขมใจ
      
       ภูวนัย ชาติกล้าและปลายฟ้าเดินเข้ามาในร้านอาหาร
       “ร้านนี้อีกแล้วเหรอ”
       “เอ้า ก็อยากรำลึกความหลังก็ต้องมาร้านเดิมซิ”
       ชาติกล้าเดินมาถึงโต๊ะก่อนก็เลื่อนเก้าอี้ให้ปลายฟ้า
       “นั่งซิฟ้า”
       “ขอบคุณคะพ่อสุภาพบุรุษ” ภูวนัยนั่งลงฝั่งตรงข้าม ปลายฟ้าจะนั่งแต่สายตาเหลือบไปเห็นว่าเก้าอี้ไม่สมประกอบ “อ้าว เก้าอี้มันพังนี่”
       “อืม งั้นเดี๋ยวชาติเปลี่ยนให้”
       “ไม่เป็นไรชาติ เดี๋ยวฟ้าไปนั่งกับภูก็ได้” ปลายฟ้าเดินไปนั่งข้างภูวนัย ชาติกล้าเจ็บใจลึกๆ ที่ทุกอย่างไม่เป็นใจ ระหว่างนั้นบริกรเดินเข้ามาวางเมนูให้ “กินอะไรกันดี”
       “อืม ต้มยำกุ้งแล้วกัน”
       “เอ่อ เปลี่ยนเป็นปลาได้มั้ยชาติ”
       “ทำไมละฟ้า ก็ฟ้าชอบทานกุ้งไม่ใช่เหรอ”
       “แต่ภูเขาแพ้กุ้งนี่ จำไม่ได้เหรอ”
       ชาติกล้าจุกอีกเพราะตั้งใจจะสั่งอาหารเอาใจปลายฟ้า
       “จริงซิ งั้นเปลี่ยนเป็น...”
       “ไม่ต้องหรอก ฉันกินอะไรก็ได้สั่งมาเถอะ”
       “ได้ไง เดี๋ยวก็ปากบวมลิ้นแข็งเหมือนตอนเด็กๆ หรอก” ปลายฟ้าหันไปพูดกับบริกร “ต้มยำเมื่อกี้เปลี่ยนเป็นปลา แล้วก็เอาปลาทอดสมุนไพร ไข่เจียวปู หลนปูม้า ข้าวโถนึง”
       บริกรรับออร์เดอร์เสร็จก่อนจะเดินออกไป
       “โห สั่งเหมือนเดิมทุกอย่าง เป้ะ” ภูวนัยบอก ปลายฟ้ายิ้มภูมิใจ
       “ไงละ เดี๋ยวฟ้ามานะ”
       ปลายฟ้าลุกขึ้น ชาติกล้ารีบถาม
       “ไปไหนเหรอ”
       “แต่งสวยหน่อย อยู่ท่ามกลางหนุ่มหล่อสองคนก็ต้องสวยหน่อย”
       “ไม่ต้องแต่งหรอก ยังไงชาติมันก็ไม่เปลี่ยนใจแล้ว”
       ภวนัยบอก ปลายฟ้าตบเผียะ! ไปที่ต้นแขนภูวนัย
       “เดี๋ยวเถอะ ฝากจองที่ด้วย อย่าให้ผู้หญิงคนไหนมานั่งละ”
       ภูวนัยอมยิ้ม ปลายฟ้าเดินออกไป
      
       ปลายฟ้าเดินเข้ามาในห้องน้ำ ก่อนจะเปิดก๊อกน้ำล้างมือ ปลายฟ้าเงยหน้ามองตัวเองในกระจกแล้วเสียงของภูวนัยก็ดังก้องมา
       “ไม่ต้องแต่งหรอก ยังไงชาติมันก็ไม่เปลี่ยนใจแล้ว”
       ปลายฟ้ายิ้มเศร้ากับตัวเอง
       “นายก็คงไม่เปลี่ยนใจเหมือนกันใช่มั้ย”
      
       ปลายฟ้าเศร้าเพราะรู้ว่าภูวนัยยังไม่ยอมลืมเหมือนฝัน


  


       ภูวนัยหันมาเห็นชาติกล้าหน้าเครียด จึงเดินมาหาที่โต๊ะ
      
       “มีอะไร คดีของคุณนายหยาดฟ้าเหรอ”
       “ภู แกอย่าถามเลย แกก็รู้ว่าฉันพูดอะไรไม่ได้”
        ภูวนัยพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
       “ยังไงแกก็พยายามหน่อยแล้วกัน”
        ชาติกล้าพยายามข่มอารมณ์ คิดว่าภูวนัยออกคำสั่งเรื่องงาน
       “หมายความว่าไง”
       “ก็เรื่องฟ้าไง แกสองคนเหมาะสมที่สุดแล้ว”
       “อย่าพูดเรื่องนี้เลย”
       “เอาน่า เดี๋ยวฉันช่วยเอง”
       ชาติกล้าเหลืออดจึงโพล่งขึ้น
       “แกอยากให้ฉันสมเพชตัวเองหรือไง แกก็รู้ว่าฟ้าเขาชอบใคร”
       “ชาติ” ชาติกล้าลุกขึ้น
       “ฉันมีงานด่วน”
       ชาติกล้าลุกเดินออกไป ภูวนัยรีบเข้ามาขวางจะปรับความเข้าใจ
       “เฮ้ย! เป็นไรวะ”
        ชาติกล้ามองหน้าภูวนัยก่อนจะพูดเป็นนัย
       “แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบกินปลา”
       ชาติกล้าพูดจบแล้วเดินออกไป ภูวนัยไม่อยากจะทัดทาน ไม่นานปลายฟ้าก็เดินเข้ามาแล้วเธอก็สงสัยเมื่อไม่เห็นชาติกล้า
       “ชาติละภู”
       “เอ่อ มีงานด่วนน่ะ”
       “เอ้า อะไรเนี่ย”
       ปลายฟ้างง ภูวนัยนิ่งไว้ไม่อยากจะพูดว่าเรื่องอะไร
       ชาติกล้าเข้ามานั่งในรถด้วยความหงุดหงิด ชาติกล้าหันมองกลับเข้าไปในร้านก่อนจะหันกลับมาแล้วหยิบบางอย่างออกมาจากเสื้อแจ๊คเก็ต ชาติกล้าค่อยๆ เปิดกล่องกำมะหยีออกจึงเห็นแหวนวงนึง
        
       พายัพเดินเข้ามาในบ้าน ลูกน้องคนนึงรีบเดินเข้ามาพร้อมรายงาน
       “มีคนมารอพบพี่อยู่ที่ห้องครับ”
       “ใคร”
       “คุณอนันต์ ทนายของคุณนายหยาดฟ้าครับ” พายัพขมวดคิ้ว
      
       อนันต์ยื่นซองเอกสารให้กับพายัพ
       “พินัยกรรมของเสี่ยสมสุขครับ”
       พายัพเหล่มองพินัยกรรมแล้วยิ้มขำ
        “แล้วคุณเอามาให้ผมทำไม ผมไม่ใช่ญาติพี่น้องของเสี่ยเขาซะหน่อย”
       “เสี่ยแกเขียนพินัยกรรมฉบับนี้เอาไว้ให้คุณนายน่ะครับ แต่ตอนนี้คุณนายก็ตายไปแล้วผมก็เลยคิดว่าถ้าคุณพายัพอยากเป็นผู้จัดการมรดก บางทีผมอาจจะช่วยจัดการให้ได้”
       พายัพหยิบพินัยกรรมออกมาเปิดดู ก่อนจะโยนลงบนโต๊ะ
       “แค่นี้เนี่ยนะ”
       “คุณพายัพบอกว่า “แค่นี้” เหรอครับ นี่มันเกือบร้อยล้านเลยนะครับ”
       “เงินแค่ร้อยล้าน ผมหาแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงก็ได้แล้ว คุณเอากลับไปเถอะ”
       พายัพลุกขึ้นจะเดินออกไป เสียงของอนันต์ดังขึ้น
       “แต่ผมว่าคุณพายัพจะต้องสนใจเจ้าสิ่งนี้แน่นอน”
       พายัพหันมา จึงเห็นอนันต์หยิบกล่องเหล็กมาวางไว้บนโต๊ะก่อนจะเปิดออกให้พายัพดู พายัพมองไปก็เห็นแฟลชไดรฟ์วางอยู่ในกล่อง
       “ข้อมูลที่เสี่ยแกสั่งให้คุณนายหยาดฟ้านำไปตำรวจถ้าแกตายครับ”
       พายัพรีบพุ่งเข้ามาแล้วหยิบขึ้นมาดูทันที พายัพพยายามซ่อนความรู้สึกดีใจที่ได้เห็นมันเอาไว้
       “คุณดูหรือยังว่าข้อมูลที่อยู่ในนี้คืออะไร”
       “แหม ผมเองก็ฉลาดพอที่จะไม่หาเหาใส่หัวครับ” สายตาพายัพเหี้ยมขึ้นมาทันที “แต่ผมรู้ว่ามันจะต้องเป็นข้อมูลสำคัญแน่ๆ ไม่อย่างนั้น เสี่ยแกคงไม่ระบุไว้ในพินัยกรรมให้คุณนายแกเอาไปให้ตำรวจหรอกครับ”
       พายัพนิ่งคิดก่อนจะถามอีกเพื่อความรอบคอบ
        “แล้วคุณรู้มั้ยว่าเสี่ยแกก๊อบปี้ข้อมูลเอาไว้กี่ชุด”
       “เท่าที่รู้ ไม่มีนะครับ” อนันต์นึก แล้วนึกได้ “นึกออกแล้ว คุณพายัพลองดูในพินัยกรรมข้อสุดท้ายซิครับ”
       พายัพหยิบพินัยกรรมมาเปิดดูตามที่อนันต์บอก
       “ให้เอาพระสมเด็จที่แกแขวนอยู่ให้กับตำรวจเหรอ”
       “นั่นซิครับ ผมน่ะว่าข้อนี้มันแปลกๆ ถ้าเป็นรถสปอร์ตที่จอดเรียงรายอยู่ที่บ้านแกละว่าไปอย่าง ผมว่าบางทีเสี่ยแกอาจจะก๊อบปี้ข้อมูล แล้วซ่อนเอาไว้ให้พระสมเด็จที่แกใส่ติดตัวตลอดเวลาก็ได้นะครับ”
       พายัพเห็นสมสุขใส่พระสมเด็จติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา พายัพมั่นใจว่ามันจะต้องเป็นอย่างที่อนันต์ว่า
       “เท่าที่ผมทำงานกับเสี่ยแกมา แกเป็นคนที่ระวังตัวมาก มันอาจจะเป็นอย่างที่คุณทนายว่าก็ได้ เอาละคุณกลับไปได้แล้ว”
       อนันต์ได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มกรุ่มกริ่ม
       “แหม ผมว่าไอ้ข้อมูลที่คุณพายัพได้ไปก็น่าจะสำคัญอยู่ แล้วคุณพายัพไม่มีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้ผมติดไม้ติดมือกลับบ้านบ้างเหรอครับ” พายัพปรายตามองอนันต์ อนันต์ชะงักเสียวสันหลังวูบก่อนจะรีบกลับคำ “เอ่อ คิดว่าผมไม่ได้พูดก็ได้ครับ ให้มันเหมือนเสียงเห่าเสียงหอนของลูกหมาตัวเล็กๆ แล้วกัน พูดถึงหมาคุณพายัพไม่อยากจะเลี้ยงหมาเหรอครับ”
       พายัพยิ้มก่อนจะลุกขึ้น แล้วเดินไปด้านหลังอนันต์
       “ทำไมฉันต้องเลี้ยง”
       “ก็ พอเสี่ยแกตายไป ผมก็เหมือนหมาไร้เจ้าของ ถ้าคุณพายัพจะเอ็นดูชุบเลี้ยงผมไว้ รับรองว่าผมมีประโยชน์กับคุณพายัพแน่นอน”
       พายัพเอื้อมมือไปตบไหล่อนันต์อย่างสนิทสนม อนันต์ยิ้มกริ่มดีใจ
       “ผมลืมบอกไป ว่าผมเกลียดหมา”
       อนันต์ถึงกับหุบยิ้มไม่ทัน หันมามองพายัพ พายัพยิ้มให้ก่อนจะคว้าหมอนอิงที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมาแล้วกดไปที่หน้าของอนันต์ อนันต์ดิ้นทุรนทุรายก่อนจะนิ่งสงบลง พายัพทิ้งหมอนมองดูร่างไร้ลมหายใจของอนันต์อย่างเลือดเย็น
       “จัดการเหมือนเดิม แล้วก็หาด้วยว่าตอนนี้ไอ้ผู้หญิงที่อยู่กับเสี่ยคืนนั้นอยู่ที่ไหน”
      
       พายัพสั่งลูกน้อง หรี่ตาร้าย หน้าตาโหดเหี้ยม
ตอนที่ 5
      
       ที่ฟาร์มสุข ไผ่พญากำลังช่วยพรรษาล้างจานอยู่ในห้องครัว
      
       “พอเถอะคะครู ไม่ต้องล้างหรอก เดี๋ยวป้าล้างเอง”
       “ไม่เป็นไรคะ ฉันนั่งๆ นอนๆ ขืนไม่ทำอะไรบ้างเดี๋ยวเป็นง่อยละแย่เลย” พรรษาอมยิ้มก่อนจะหันไปล้างจานต่อ ไผ่พญาชำเลืองมองพรรษาก่อนจะเลียบๆ เคียงๆ ถามพรรษาต่อ “แล้วทำไมคุณภูกับยัยนั่น อุ้ย เอ่อ...คุณพั้นซ์นั่นถึงเลิกกันละคะ”
       “คุณพั้นซ์แกถูกคุณเสกสรรส่งไปเรียนที่อเมริกาน่ะคะ อย่างว่ารักแบบเด็กๆ พอห่างกันก็พิสูจน์อะไรหลายๆอย่าง แต่ป้าก็ไม่รู้ว่าเธอจะกลับมารื้อฟื้นอะไรกับคุณภูอีก”
       “ก็รักแรกไงคะ ป้าไม่เคยได้ยินเหรอว่ารักแรกมักจะเป็นรักที่เราจำไปตลอดชีวิต”
       “ถ้าจะพูดว่ารัก ป้าว่าคุณภูมีความรักให้กับคุณเหมือนฝันคนเดียวแหละคะ”
       ไผ่พญารับรู้แต่ยังไม่หายสงสัย
       “แล้วตั้งแต่ เอ่อ คุณเหมือนฝันจากไป เขาไม่เคยมองใครเหรอคะ”
       จู่ๆ พรรษาก็ร้องขึ้นมาอย่างตกใจ
       “ตายแล้ว” ไผ่พญาพลอยตกใจไปด้วย
       “มีอะไรคะ”
       “อ๋อ สองทุ่มครึ่งแล้วเหรอเนี่ย ตายจริงละครมาแล้ว เดี๋ยวป้ามานะคะ”
       พรรษารีบล้างมือก่อนจะเดินจ้ำออกไป ไผ่พญาหันมาล้างจานต่อ
       “สมัยนี้ยังจะมีคนรักเดียวใจเดียวอยู่อีกหรือไง” ไผ่พญาบ่น แล้วเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “หรือว่า...” ไผ่พญาหักล้างกับความคิดในหัวเสร็จสรรพ “ไม่ละมั้ง”
       ระหว่างนั้นภูวนัยเดินกลับเข้ามาเห็นไผ่พญากำลังล้างจานอยู่ ไผ่พญาได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาก็นึกว่าเป็นพรรษา
       “ฉันคิดออกแล้วคะว่าทำไมเจ้านายป้าถึงไม่ยอมมีใคร” ภูวนัยสงสัยที่ไผ่พญาพูดถึงเขา “ฉันว่า คุณภูต้องเป็นเกย์แน่ๆ เลยคะ” ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็ชักสีหน้าไม่พอใจ “นี่ฉันไม่ได้คิดเอาเองนะคะ ป้าลองดูซิ พวกเกย์สมัยนี้น่ะกล้ามใหญ่จะตาย แล้วคุณภูของป้าก็ใช่ย่อยเมื่อไหร่ ถ้าใหญ่อีกนิด ตัวเขียวอีกหน่อย คงเป็นเดอะฮัคได้เลย” ไผ่พญาแปลกใจเพราะไม่เห็นพรรษาพูดอะไร “ป้าโกรธเหรอที่ฉันว่าคุณ” ไผ่พญาหันมา แล้วตกใจเมื่อเห็นภูวนัยยืนอยู่ “ภู”
       ไผ่พญาอ้าปากค้างตะลึง จนลืมไปว่าตัวเองถือจานอยู่จึงปล่อยหลุดมือ เพล้ง ! “โอ๊ย” ไผ่พญารีบก้มลงดูจึงเห็นเศษจานกระเด็นบาดน่องที่เยื้องไปทางด้านหลัง ภูวนัยเข้ามาดู “เอ่อ ฉันไม่เป็นไรหรอก”
       “แน่ใจนะ”
       ไผ่พญายิ้ม
       “แน่นอน”
       ภูวนัยเห็นอย่างนั้นก็หันหลังเดินออกไป ไผ่พญาพยายามจะเดินไปหยิบไม้กวาดแต่เพราะความเจ็บทำให้เกือบเสียหลัก
       “โอ๊ย”
       ภูวนัยที่หันหลังอยู่ ได้ยินเสียงร้องของไผ่พญาก็ระบายลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ
      
       ไผ่พญานอนคว่ำที่เก้าอี้หลายตัวที่เอามาต่อกันเพื่อหงายน่องด้านหลังขึ้น
       “นายจะไม่พาฉันไปนั่งที่ที่มันสบายกว่านี้หน่อยเหรอ”
       ไผ่พญาถามขณะที่ภูวนัยวางอุปกรณ์ทำแผลลงบนโต๊ะอย่างหมั่นไส้
       “จะให้ผมอุ้มคุณไปที่โซฟาเหมือนพระเอกนางเอกในละครหรือไง”
       “ก็เก้าอี้นี่มันแข็งนี่ รู้ละ นายไม่อยากโดนตัวผู้หญิงใช่มั้ย”
       ภูวนัยหมั่นไส้ และนึกโกรธ
       “ผมไม่อยากโดนตัวคุณต่างหาก”
       ภูวนัยพูดพร้อมกับราดแอลกอฮอล์ลงบนแผลของไผ่พญา ไผ่พญาร้องจ๊าก
       “นี่ มันแสบนะ”
       “คงจะแสบน้อยกว่าคนที่โดนนินทามั้ง”
       “เอ่อ ฉันก็แค่ จะหาเรื่องคุยกับป้าษาเท่านั้นแหละ นายอย่าถือสาฉันเลย”
       ภูวนัยส่ายหน้าก่อนจะหันไปหยิบอุปกรณ์และยาใส่แผล
       “อยู่นิ่งๆ ซิ”
       ภูวนัยค่อยๆ เอาสำลีเช็ดรอบแผลของไผ่พญา ไผ่พญารู้สึกดีก่อนจะหันไปแอบมองภูวนัย ภูวนัยที่กำลังทาเบตาดีนก็ชะงักแล้วหันมามอง ไผ่พญารีบหันหน้ากลับแล้วรีบพูดกลบเกลื่อน
       “แหม นายนี่มือเบาเหมือนผู้หญิงเลยเนาะ”
       ภูวนัยหมั่นไส้เลยแกล้งติดพลาสเตอร์เต็มแรง ไผ่พญาร้องจ๊าก
       “โอ้ะ โทษที มันต้องติดแน่นหน่อยน่ะ เอ้า เสร็จแล้ว”
       ภูวนัยหันไปเก็บอุปกรณ์ ไผ่พญาค่อยๆ ยันตัวนั่ง
       “ขอบคุณ”
       “ไม่เป็นไร ผมจะหักค่าทำแผลกับค่าจานจากเงินเดือนคุณแล้วกัน”
       “โห” แล้วไผ่พญาก็เปลี่ยนอารมณ์ “ฉันขอบคุณนาย เรื่องที่นายไม่ไล่ฉันออกต่างหาก” ภูวนัยแปลกใจ “ก็ที่คุณพั้นซ์เขาบอกให้ไล่ฉันออกไง”
       “ผมเป็นคนมีเหตุผล” ไผ่พญายิ้มเพราะแอบคิดในใจว่าภูวนัยเข้าข้างเธอ “แล้วอีกอย่าง ผมไม่ได้ช่วยคุณ แต่ผมไม่อยากทำให้เมฆกับหมอกเสียใจต่างหาก”
       ภูวนัยพูดเสร็จก็เก็บของเดินออกไป
       “ตาบ้านี่”
       ภูวนัยนึกบางอย่างได้ก่อนจะหันมา ไผ่พญาเห็นภูวนัยหันมาก็รีบปั้นหน้ายิ้มเหมือนเดิม
       “แล้วก็ ผมว่าคุณน่าจะเริ่มสอนได้แล้วนะ”
       “หื๊อ”
       “ผมว่าตอนนี้คุณน่าจะเข้ากับเด็กๆ ได้แล้ว พรุ่งนี้ผมอยากให้คุณเริ่มสอนแกสองคนได้แล้ว”
       ไผ่พญาแอบอึ้ง แต่ทำใจดีสู้เสือ
       “แหม ฉันอยากได้ยินนายบอกอย่างนี้ตั้งนานแล้ว แหมไม่ได้สอนมานานคันไม้คันมือเต็มทีแล้ว” ภูวนัยเดินออกไปไม่พูดอะไร ไผ่พญาที่กำลังทำท่าขึงขังก็เหี่ยวลงทันที “สอน แล้วฉันจะสอนยังไงเนี่ย”
      
       เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่พรรษากำลังเก็บโต๊ะอาหารอยู่ภายในห้องทานข้าว ภูวนัยเดินเข้ามาพอไม่เห็นใครก็แปลกใจ
       “ยังไม่มีใครลงมาเลยเหรอครับ”
       “อ้าวคุณภู ไม่ลงมาอะไรคะ โน่น ลงมากันแต่เช้าแล้วก็รีบไปเรียนกับครูไผ่กันแล้วคะ”
       ภูวนัยได้ยินก็แปลกใจ
      
       ภายในห้องเรียน ม่านเมฆ ม่านหมอกกำลังขะมักเขม้นอยู่กับกองหนังสือตรงหน้าอย่างตั้งใจ อีกมุมไผ่พญานั่งหันหลังยกขาพาดกับขอบหน้าต่างอ่านหนังสือตรงหน้า ประตูค่อยๆ แง้มออกก่อนจะเห็นภูวนัยแอบมอง ภาพที่ภูวนัยเห็นทำให้เขาต้องแปลกใจเมื่อเห็นม่านเมฆกับม่านหมอกไม่เคยตั้งใจเรียนอย่างนี้
       “เป็นไปได้เหรอเนี่ย”
       ภูวนัยโล่งอกกำลังจะปล่อยให้ทั้งหมดทำการเรียนการสอนต่อไป แต่แล้วระหว่างที่ภูวนัยกำลังจะปิดประตู เสียงม่านเมฆก็ดังขึ้น
       “ของเมฆสวยมั้ยพี่หมอก”
       ภูวนัยเปลี่ยนใจเปิดประตูเข้าไปดูใหม่ก่อนจะเห็นม่านเมฆเอาสมุดภาพมาให้ม่านหมอกดู
       “อย่างกับเด็กอนุบาล”
       ภูวนัยเปิดประตูเข้าไปด้วยความสงสัย
       “ไหนเรียนอะไรกัน”
       “พ่อ”
       “ไหนขอพ่อดูหน่อยซิ”
       ภูวนัยเอาสมุดของม่านเมฆไปดูแล้วก็ต้องอึ้งไปเมื่อเห็นในสมุดม่านเมฆเป็นการ์ตูนเกี่ยวกับรามเกียรติ์ ภูวนัยหันไปดูสมุดของม่านหมอกก็เห็นว่าในสมุดเธอก็ไม่ต่างกัน
       “นี่มันอะไร ใครให้วาดการ์ตูนเล่น”
       “ครูไผ่อยากให้เราวาดภาพดูน่ะครับ”
       ภูวนัยโมโหจึงเดินเอาสมุดของม่านเมฆและม่านหมอกเข้าไปหาไผ่พญาที่นั่งหันหลังอยู่
       “นี่คุณสอนอะไรลูกผม” เงียบ...ไม่มีเสียงตอบรับจากไผ่พญา “ผมถามคุณไม่ได้ยินหรือไง”
      
       พอทุกอย่างเงียบลง จึงได้ยินเสียงกรนเบาๆ จากไผ่พญา


  


       ภูวนัยเดินเข้าไปจึงเห็นไผ่พญานั่งหลับอยู่ ก็โกรธจัด
      
       “นี่”
       “เฮ้ย” ไผ่พญาตกใจตื่นหล่นจากเก้าอี้ “อูย” ไผ่พญามองเห็นภูวนัยก็ลุกขึ้น “มีอะไร”
       ภูวนัยยื่นสมุดที่มีแต่ภาพการ์ตูนให้ไผ่พญาดู
       “นี่อะไร ผมไม่ได้จ้างคุณให้มาสอนลูกผมวาดการ์ตูนอย่างนี้”
       “นี่นายโกรธเรื่องอะไร ฉันไม่ได้สอนเมฆกับหมอกเขาวาดรูปซะหน่อย ฉันให้พวกเขาวาดตามจินตนาการของพวกเขาต่างหาก”
       “คุณจะได้มีเวลาแอบหลับใช่มั้ย”
       ไผ่พญาเถียงไม่ออก แต่แถได้
       “เอ่อ ฉันลองประยุกต์การสอนแบบใหม่ต่างหาก คือนายไม่เคยเป็นหรือไง อ้ะ...อย่างเช่นเรื่องรามเกียรติ์อย่างนี้เนี่ย ใครจะไปจำได้ ตัวละครตั้งเยอะแยะ ถ้าเกิดพวกเขามีภาพตัวละครในใจ มันก็ง่ายต่อการจดจำ” ไผ่พญาหันไปขอเสียงช่วย “จริงมั้ย”
       “จริงครับ ผมว่าอย่างนี้สนุกดีออก”
       “ใช่ อุตส่าห์ไม่ต้องไปโรงเรียนแล้วมาเจอกันสอนแบบเดิมๆ ไม่เอาหรอก”
       ไผ่พญาได้ยินที่ทั้งสองพูดอย่างนั้นก็หันกลับมาเชิดหน้าท้าทายภูวนัย
       “แต่พ่อไม่เห็นด้วย สอนอย่างนี้แล้วมันจะมีความรู้ไปแข่งกับเขาได้ยังไง”
       “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้นะ ไม่เคยได้ยินเหรอ”
       “แต่ถ้าใช้แต่จินตนาการอย่างเดียว เขาเรียกว่าเพ้อเจ้อ”
       “งั้นฉันจะสอนแต่ความรู้ไม่ต้องมีจินตนาการ จะได้เป็นหุ่นยนต์เหมือนนายเลยดีมั้ย” ภูวนัยกับไผ่พญาต่างจ้องหน้ากันแบบไม่มีใครยอมใคร “ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นถามเมฆกับหมอกก็ได้ ถ้าอยากให้ฉันสอนเหมือนตอนที่อยู่โรงเรียนก็ทำได้ หรือจะเอายังไง”
       “ไม่เอาครับ เมฆจะเรียนแบบนี้สนุกดี”
       “ฉันยังไงก็ได้ แต่แบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน”
       ไผ่พญาจ้องหน้าภูวนัยแบบคนได้เปรียบ
       “แต่ถ้านายอยากไล่ฉันออกก็ได้นะ ฉันจะได้ขึ้นไปเก็บกระเป๋าเลยดีมั้ย”
       ภูวนัยกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจก่อนจะเดินออกจากห้องไปทันที ไผ่พญายิ้มอย่างมีชัย
      
       ขิงกับกระดังงาเดินเข้ามาในร้านอาหารตามสั่ง
       “ไก่กระเทียมหนึ่ง กะเพราหมูหนึ่ง ไข่ดาวไม่สุกสอง” ขิงสั่งอาหารเรียบร้อยก่อนจะเดินลงมานั่งที่โต๊ะกับกระดังงา “เดี๋ยวฉันมา”
       “ไปไหน”
       “เมื่อกี้ฉันเห็นใบนึง สวยมาก”
       “อะไร แกจะซื้อกระเป๋าใบใหม่ให้ฉันเหรอ”
       “กระเป๋าไรเล่า ล๊อตเตอรี่”
       กระดังงาทำหน้าเซ็ง ขิงเดินออกไป กระดังงาหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน ระหว่างนั้นชายคนนึงนั่งที่เก้าอี้ที่เป็นที่ของขิง
       “โทษทีพี่ ตรงนั้นแฟนฉันนั่งแล้ว” กระดังงาบอก
       “เคยเห็นผู้หญิงคนนี้มั้ย”
       กระดังงาทำหน้าสงสัยก่อนจะมองรูปที่มือขวาของพายัพส่งให้ กระดังงาเห็นก็ตกใจเพราะมันคือรูปไผ่พญานั่นเอง กระดังงาจ้องมองรูปอยู่นาน
       “อืม ไม่ละพี่ ไม่เคยเห็นแถวนี้เลยนะ พี่นั่งตรงนี้ก็ได้เดี๋ยวฉันย้ายเอง”
       ขณะที่กระดังงากำลังจะย้าย ขิงก็เดินบ่นอุบเข้ามาในร้าน
       “ไรวะ เผลอแป็ปเดียวไปซะละ” ขิงหันมาเห็นกระดังงานั่งกับผู้ชาย “อ้าวเฮ้ย” ขิงปรี่เข้าไปหาชายคนนั้นทันที “ไม่รู้หรือไงว่ะว่าเขามีแฟนแล้ว”
       กระดังงาพยายามตะโกนแบบกระซิบ
       “ไอ้ขิง”
       “ไร อ๋อ...นี่แกไม่บอกใช่มั้ยว่ามีแฟนแล้ว”
       ขิงปรี่จะเข้าไปเอาเรื่อง มือขวาพายัพลุกขึ้นยืนมองนิ่งๆ กระดังงารีบดึงขิงเอาไว้
       “ไอ้บ้านี่ มานี่”
       กระดังงาจะดึงขิงออกจากร้าน แต่แล้วเธอก็ต้องชะงักเมื่อเห็นพวกของมือขวาพายัพเดินมาปิดหน้าร้าน
       ขิงหันไปเห็นคนปิดหน้าร้านก็ชักใจสั่น ลูกค้าและเจ้าของร้านต่างวิ่งหนีออกจากร้านเหมือนรู้ว่ากำลังจะเกิดเรื่อง ขิงรีบกลับลำทันที
       “เอ่อ บางทีมันอาจเป็นการเข้าใจผิดกันก็ได้ โอ๊ย อิ่มจัง เรากลับกันเถอะจ้ะที่รัก”
       ขิงพากระดังงาจะเดินฝ่าเหล่าสมุนของพายัพออกไป แต่แล้วขิงก็ต้องชะงักเพราะพายัพเดินแหวกลูกน้องออกมา ขิงกับกระดังงาเห็นก็แทบเข่าอ่อน
       “หวัดดีครับพี่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
       พายัพหันไปส่งสัญญาณให้ลูกน้อง ลูกน้องต่างเข้าไปจับขิงคว่ำหน้าลงที่โต๊ะส่วนอีกคนก็เข้าไปจับกระดังงา
       “กูจะถามมึงอีกทีว่า...” พายัพเอารูปไผ่พญาให้ดู “เพื่อนมึงอยู่ไหน”
       “พี่ ผมไม่รู้จริงๆ ตั้งแต่ไอ้ไผ่มันหนีไป มันก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย”
       พายัพยิ้ม แต่ทันใดนั้นพายัพก็หันไปคว้าส้อมก่อนจะแทงลงทันที กระดังงาร้องเสียงหลง ส้อมเสียบอยู่กับโต๊ะ เฉียดปลายจมูกของขิงไปไม่ถึงเซ็นต์
       “กูให้เวลามึงสามวัน ไปหามาว่าเพื่อนมึงอยู่ที่ไหน คงไม่ต้องบอกนะว่าถ้าไม่เจอพวกมึงจะเป็นยังไง”
       พายัพพูดอย่างเลือดเย็นก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับลูกน้อง กระดังงารีบเข้ามาดูขิง ทั้งสองกอดกันด้วยความกลัว
      
       ที่หน่วยปราบปรามยาเสพติด มารุตกำลังอ่านแฟ้มด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ชาติกล้ายืนอยู่อีกด้านนึงของโต๊ะ
       มารุตปิดแฟ้มวางบนโต๊ะเสียงดัง
       “ทำไมไม่มีอะไรคืบหน้า ทั้งรถ ทั้งปืน คุณหาข้อมูลมาได้แค่นี้เองเหรอ”
       “เอ่อ ตอนนี้เราทำเต็มที่แล้วครับ แต่เหมือนพวกมันจะตัดทุกอย่างที่สาวไปถึงพวกมันได้”
       “ผมให้เวลาคุณอีกหนึ่งเดือน เราต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนฆ่าคุณนายหยาดฟ้า”
       มารุตหน้าเครียด ชาติกล้าสังเกตก่อนจะสงสัยบางอย่าง
       “ดูผู้กำกับอยากปิดคดีนี้ให้เร็วเป็นพิเศษนะครับ”
       มารุตได้ยินคำพูดของชาติกล้าก็ชะงักไป
       “เอ่อ แน่นอน คดีที่ฆ่าคนอุกอาจกลางเมืองอย่างนี้ ถ้าไม่รีบทำความจริงให้กระจ่าง สังคมจะมองตำรวจเรายังไง”
       “ผู้กำกับเลยต้องลงไปขอหลักฐานเองเลยเหรอครับ”
       “ว่าไงนะ”
       “คือ พอดีผมเข้าไปดูหลักฐานของคุณนายหยาดฟ้าที่ห้องเก็บหลักฐานอีกครั้ง เห็นเจ้าหน้าที่บอกว่าท่านลงมาหาหลักฐานบางอย่าง”
       ชาติกล้าพูดจบก็แอบสังเกตเห็นมารุตมือสั่นจนทำปากกาที่ถือเอาไว้ตก
       “คือ ก็อย่างที่บอกแหละ ผมเห็นว่าคดีมันไม่คืบซะที ผมเองก็ร้อนใจเลยต้องทำอย่างนั้น”
       ชาติกล้าสังเกตได้ว่ามารุตหลบตาไม่กล้าสู้ ความสงสัยชักทวีความรุนแรง
       “ถ้าไม่มีอะไร ผมขอตัวไปทำงานครับ”
       “เชิญ”
       ชาติกล้าทำความเคารพ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้อง
      
       มารุตมองตามด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร


  


       อีกด้านหนึ่ง ราชัยกำลังจับกลุ่มคุยกับตำรวจคนอื่นๆ
      
       “แกว่าผู้กำกับเรียกหัวหน้าเข้าไปคุยเรื่องอะไรวะ หรือว่าจะมีการเปลี่ยนหัวหน้าหน่วยเราอีก”
       “ไม่หรอกมั้ง มีผลงานอย่างนี้ ไม่มีเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนซักหน่อย”
       “นั่นน่ะมันใช่ แต่ฉันอยากออกไปจับพวกมันแบบตอนที่หมวดภูอยู่วะ หรือแกว่าไงวะ”
       ราชัยหันไปถามวีระที่กำลังยกถ้วยบะหมี่ขึ้นซดจนหมดหยดสุดท้าย
       “เห็นมั้ยนี่อะไร”
       “อะไร ก็มาม่าซิวะ”
       “ผิด นี่คือเงินภาษีของพี่น้องประชาชนของเรา เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเราต้องทำให้คุ้มค่า” วีระเลียช้อนอีกที “แผล๊บบบ”
       “ไอ้ตะกละ ฉันถามเรื่องหมวดภูกับหมวดชาติ ว่าแกชอบการทำงานแบบไหนมากกว่า”
       “เอ้า ก็บอกแล้วไงว่าฉันยังไงก็ได้ขอให้ทำงานคุ้มค่าภาษีประชาชนก็พอ”
       “ไอ้นี่ น่าจะเป็นสส.มากกว่านะ”
       “แต่จะว่าไปฉันก็คิดถึงหมวดภูเหมือนกัน ตอนทำงานกับแกมันส์เป็นบ้า”
       ชาติกล้ายืนแอบฟังสิ่งที่ทุกคนคุยกันอยู่มุมหนึ่งด้วยความรู้สึกน้อยใจเล็กๆ
      
       ส่วนที่รีสอร์ตเสกสรร พรรณรายกำลังลองรองเท้าอยู่หน้ากระจกด้วยอาการหงุดหงิด มีพนักงานนั่งอยู่แทบเท้าคอยเปลี่ยนรองเท้าให้พรรณราย พรรณรายใส่รองเท้าส้นสูงแล้วบิดซ้ายบิดขวาดูก่อนจะหันไปบอกกับพนักงาน
       “เปลี่ยน” พนักงานหญิงคนนั้นต้องถอดรองเท้าจากเท้าพรรณรายก่อนจะหยิบคู่ใหม่มาให้พรรณรายลอง พรรณรายส่องซ้ายส่องขวาเหมือนเดิม แต่ก็ยังไม่ถูกใจ “เปลี่ยน” พนักงานคนนั้นหันไปหยิบรองเท้าส้นสูงอีกคู่มาเปลี่ยนให้ พรรณรายเห็นส้นสูงที่พนักงานหยิบมาก็ดึงเท้าหนี “นี่ จะหยิบอะไรน่ะ หัดดูซะบ้างนะว่ามันเข้ากับชุดที่ฉันใส่มั้ย”
       “เอ่อ ถ้าอย่างนั้นก็หมดแล้วนะคะคุณพรรณ”
       “หมดอะไร ฉันมีรองเท้าเป็นร้อยคู่ ไปหยิบมาใหม่”
       “แต่คุณพรรณลองหมดทุกคู่แล้วคะ”
       “ฉันบอกให้ไปหยิบก็ไปหยิบมา”
       พรรณรายถอดรองเท้าคู่นั้นปาไปที่ประตู เป็นจังหวะเดียวกับที่เสกสรรเปิดประตูเข้ามา เสกสรรถึงกับหลบรองเท้าส้นสูงของพรรณรายที่ลอยมาแทบไม่ทัน
       “เฮ้ย อะไรกัน”
       พนักงานคนนั้นรีบก้มหัวงุดผ่านเสกสรรออกไปเพื่อไปหยิบรองเท้าให้กับพรรณรายใหม่ เสกสรรเดินเข้ามาหาพรรณรายที่กำลังหงุดหงิด
       “เป็นไร เมื่อวานไปหาไอ้ภูมาไม่ใช่เหรอ แกน่าจะอารมณ์ดีนะ”
       “ภูเขาเห็นคนอื่นดีกว่าพั้นซ์ แล้วพ่อจะให้พั้นซ์อารมณ์ดีเหรอคะ”
       “ใคร ไอ้เด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่สองคนนั่นน่ะเหรอ”
       “อันนั่นก็ด้วยคะ แต่คนที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือนังครูนั่น ภูนะภู มันเป็นแค่ครู เห็นมันดีกว่าพั้นซ์ได้ยังไง”
       “ไอ้ครูที่มันจ้างมาสอนไอ้เด็กเหลือขอพวกนั่นน่ะเหรอ ดูไม่มีอะไรเลยนี่”
       “ก็นั่นซิคะ มันดูถูกพั้นซ์แทนที่ภูจะไล่มันออกกลับให้มันอยู่ต่อ”
       “บ้ะ ทำอย่างนี้ได้ยังไงอย่างนี้ก็เท่ากับว่ามันดูถูกลูกสาวพ่อ ให้พ่อเอาคนงานไปถล่มฟาร์มมันเลยมั้ย”
       “พ่อจะทำอะไร นั่นภูนะ”
       “แต่มันดูถูกแก”
       “พ่อไม่ต้องทำอะไรเลย พั้นซ์จัดการของพั้นซ์เองได้”
       พรรณรายลุกเดินออกไป เสกสรรเจ็บใจแทนลูกสาว ระหว่างนั้นสมหมายวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
       “นายครับนาย”
       “อะไร”
       “หมูจากฟาร์มมันหลุดมาอีกแล้วครับ”
       เสกสรรหรี่ตาร้ายอย่างมีแผน
      
       ที่ฟาร์มสุข ทุกคนนั่งทานข้าวอยู่ที่โต๊ะทานข้าว เผ่าพงศ์ถามม่านเมฆกับม่านหมอก
       “เป็นไง เรียนวันแรกดีมั้ย”
       “หนุกมากเลยปู่ ครูไผ่สอนให้เมฆคิดทุกอย่างเป็นภาพแล้วก็วาดมันออกมา”
       “อ้าวเหรอ ก็ดีซิแล้วเราละหมอกชอบมั้ย”
       ม่านหมอกนั่งทานข้าวเงียบๆ คนเดียวก็พยักหน้าแทนคำตอบ ไผ่พญาอมยิ้มก่อนจะหันมาเจอภูวนัยนั่งหน้าบึ้งอยู่
       “แต่ผมว่าเรียนเป็นภาพอย่างนี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่”
       “แล้วนายเอาอะไรมาเทียบว่าเหมาะหรือไม่เหมาะ”
       “เอาผลเอ็นทรานซ์ไง อย่างม่านหมอกอีกไม่นานก็เอ็นแล้ว แล้วข้อสอบก็ไม่ได้ออกเป็นภาพ ถ้าเอ็นไม่ติดคุณจะรับผิดชอบยังไง”
       “แล้วถ้าติดละ คุณจะรับผิดชอบยังไง”
       “เถียงคำไม่ตกฟาก”
       “ฉันไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่คอยให้นายออกคำสั่ง”
       ภูวนัยชะงัก ไผ่พญาทำหน้านิ่งกินข้าวไม่สนใจ ภูวนัยหมั่นเขี้ยวไผ่พญาเลยเอาช้อนไปตักกับของไผ่พญามาใส่ไว้ในจานตัวเอง ไผ่พญางง คนอื่นก็งงที่ภูวนัยทำอย่างนั้น
       “อ๋อ ครูไผ่เขาถนัดเรื่องนึกเป็นภาพไง” ภูวนัยบอก “งั้นคุณก็กินข้าวแล้วนึกภาพกับข้าวไปด้วยแล้วกัน” ไผ่พญาอึ้งที่ภูวนัยเล่นอย่างนี้ แล้วภูวนัยก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้อีก ก่อนจะเข้าไปหยิบจานข้าวของไผ่พญาออก
       “เอ ถ้านึกขนาดนั้นได้ งั้นคุณนึกภาพข้าวด้วยแล้วกัน มื้อต่อไปเดี๋ยวผมจะบอกป้าษาว่าคุณไม่ต้องทานข้าวเพราะใช้แค่จินตนาการก็อิ่มแล้ว” ไผ่พญาเหลืออดเลยกระทืบไปที่เท้าของภูวนัยที่อยู่ใต้โต๊ะ “โอ๊ย”
       “อุ้ย เป็นอะไรเหรอคะ” ไผ่พญาแกล้งถาม
       “แล้วคุณทำอะไรละ”
       “เปล่าเลย ฉันแค่นึกเป็นภาพเล่นๆ ว่าฉันกำลังเหยียบเท้าคุณ หรือว่าคุณเจ็บจริงๆ โห...เห็นมั้ยว่าการนึกเป็นภาพนี่มันดีจริงๆ”
       ภูวนัยมองไผ่พญาด้วยความหมั่นไส้ ระหว่างนั้นพรรษาเดินเข้ามา
       “คุณภูคะ มีแขกมาขอพบคุณภูคะ”
       “ใครครับป้า”
       เสียงชาติกล้าดังขึ้น
       “ฉันเอง”
       ทุกคนหันไปก็เห็นชาติกล้าเดินเข้ามาพร้อมกับถุงโดนัท
       “ไอ้ชาติ”
       “สวัสดีครับคุณลุง ไงเมฆ หมอก จำอาได้มั้ย”
       “จำได้ครับ”
       ชาติกล้าอมยิ้มก่อนจะหันไปเห็นไผ่พญา
       “คุณคือ...”
       “เอ่อ ฉันชื่อไผ่เป็นครูของเมฆกับหมอกคะ”
       ภูวนัยเข้ามาหาชาติกล้าด้วยความแปลกใจ
       “ชาติมาถึงนี้ มีอะไรวะ”
       ชาติกล้ามองภูวนัยด้วยสีหน้าเครียด
      
       ภูวนัยรู้ได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องบางอย่าง

       ภูวนัยกับชาติกล้าคุยกันที่มุมหนึ่ง
      
       “แกคงไม่ได้เพราะโกรธฉันเรื่องวันนั้นนะ”
       ไผ่พญาแอบสังเกตการณ์ภูวนัยกับชาติกล้าอยู่ที่มุมหนึ่ง ชาติกล้าหันมายิ้มน้อยๆ อารมณ์ไม่ใส่ใจ
       “ไม่หรอก ฉันต้องขอบใจแกต่างหากที่พยายามช่วย แต่ที่ฉันมาเพราะเรื่องคดี”
       “คดี”
       “แกเคยสงสัยมั้ยว่าทำไม เราถึงจับพวกสมสุขไม่ได้ซักที”
       ไผ่พญาแอบดูอยู่ที่มุมหนึ่งแต่ไม่ได้ยินที่ภูวนัยกับชาติกล้าคุยกัน ระหว่างนั้นม่านเมฆเข้ามายืนข้างๆ ไผ่พญาเห็นก็ตกใจ
       “อุ้ย”
       “แอบฟังอะไรเหรอครู”
       “เปล่าแอบฟังอะไร เอ่อ...คนนั้นใครเหรอ”
       “น้าชาติ เพื่อนพ่อภูน่ะครับ”
       ชาติกล้ามองหน้าภูวนัย ภูวนัยไม่เข้าใจในคำถามของชาติกล้า
       “แกกำลังจะบอกอะไรฉัน”
       “ฉันสงสัยว่าจะมีพวกมันในหน่วยของเรา”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งไป แต่ไม่เกินความคาดหมาย
       “แล้วแกสงสัยใคร”
       ชาติกล้ากำลังจะบอก แต่เสียงของเสกสรรดังขึ้น
       “เฮ้ย ไม่มีใครอยู่เลยหรือไง”
       ภูวนัยหันมองไปทางเสียง เช่นเดียวกับไผ่พญา
      
       เสกสรรยืนอยู่กับสมหมายโวยวายอยู่หน้าบ้าน
       “ไปไหนกันหมด มีคนมาหา...วู้”
       ภูวนัยเดินออกมากับชาติกล้า
       “มีอะไรครับคุณเสกสรร”
       “เฮ้ย มันต้องมีอยู่แล้ว ไม่งั้นฉันไม่มาเหยียบให้ความซวยมันติดเท้ากลับไปหรอกเว้ย”
       ไผ่พญาออกมากับม่านเมฆ
       “มีอะไรกันเหรอ”
       “ไม่มีอะไรหรอก พาม่านเมฆเข้าบ้านไปเถอะ” ภูวนัยบอกไผ่พญา เสกสรรขัดขึ้น
       “อ้ะๆ เดี๋ยวก่อน” เสกสรรเดินเข้ามามองไผ่พญา “หน้าตาก็ไม่เท่าไหร่ หุ่นก็งั้นๆ แล้วทำไมแกถึงเลือกเข้าข้างนังครูนี่มากกว่าลูกสาวฉัน”
       “คุณจะมาเพราะเรื่องนี้ใช่มั้ย”
       เสกสรรไม่สนใจ มองหน้าภูวนัยกับไผ่พญา
       “หรือว่า ได้กันแล้ว”
       ภูวนัยกับไผ่พญาได้ยินต่างก็ตกใจ ม่านเมฆหันไปถามไผ่พญางงๆ
       “ได้อะไรกันเหรอครูไผ่”
       “ไม่มีอะไรจ้ะ อย่าไปฟังเลยนะ”
       ภูวนัยเริ่มหมดความอดทน
       “คุณเสกสรร ถ้าคุณจะมาพูดเรื่องนี้ผมว่าคุณกลับไปดีกว่า”
       “หึ เปล่า...ฉันไม่ได้มาเพราะเรื่องนี้หรอก ฉันเอาหมูจากฟาร์มแกที่เสล่อไปเที่ยวรีสอร์ทฉันมาคืนน่ะ ไอ้หมาย”
       สมหมายถือจานเปลเข้ามาหาเสกสรร เสกสรรค่อยๆ เปิดฝาครอบออก ภูวนัยอึ้งไปเพราะบนจานเปลคือหมูหันตัวน้อย
       “มันจะมากไปแล้วนะคุณเสกสรร”
       “เอ้า มากไปเหรอ แบ่งให้ฉันเอากลับบ้านก็ได้นะ”
       เสกสรรยิ้มกวนๆ ภูวนัยถึงกับปรี่เข้าไปจะเอาเรื่อง ชาติกล้าต้องรีบดึงเอาไว้
       “ไม่เอาน่าภู ใจเย็นๆ”
       “ทำไม ทำไม คิดว่าเป็นตำรวจแล้วจะทำอะไรก็ได้หรือไง”
       ไผ่พญาได้ยินคำว่าตำรวจก็สะดุ้งก่อนจะหันไปถามม่านเมฆ
       “ตำรวจ หมอนั่นว่าใครเป็นตำรวจเหรอเมฆ”
       “ก็พ่อภูกับน้าชาติไงครับ อ้าว...ครูไผ่ไม่รู้เหรอครับว่าพ่อภูเป็นตำรวจ”
       “ห๊า”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าตะรางจะอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกเธอเท่านี้เอง เสกสรรยังท้าทายไม่เลิก
       “ตำรวจน่ะเขาต้องเป็นที่พึ่งประชาชน ไม่ใช่มารังแกประชาชนอย่างนี้” เสกสรรหันไปทางชาติกล้า “เป็นตำรวจเหมือนกันใช่มั้ย อย่างหมูของเขาหลุดมาในรีสอร์ตผม อย่างนี้จะแจ้งข้อหาอะไรได้บ้างครับ”
       “คงไม่ได้หรอกครับ แต่เขาจะแจ้งคุณในข้อหาที่คุณทำลายทรัพย์สินของเขาได้”
       “อ้าว อย่างนี้มันเข้าข้างกันนี่หว่า”
       “ผมไม่ได้เข้าข้างใคร คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อผมก็ได้สถานีตำรวจก็อยู่จากที่นี่ไม่ไกลจะไปเลยมั้ย” ชาติกล้าหันไปทางภูวนัย “เดี๋ยวฉันเป็นพยานให้แก”
       เสกสรรถึงกับสะอึก
       “ไม่จริง พวกแกแกล้งฉัน ฉันจะร้องเรียนผู้ตรวจการแผ่นดิน ปปช ปปส กกต อะไรอีกวะ เอาเป็นว่าฉันจะร้องเรียนทุกองค์กรให้ตรวจสอบพวกแก”
       “ผมจะบอกอะไรไว้อย่างนะครับ ตอนนี้คุณอยู่ในที่ของเพื่อนผม ถ้าเกิดเพื่อนทำอะไรลงไป คุณก็เอาผิดไม่ได้เพราะคุณเป็นฝ่ายบุกรุกเข้ามา”
       เสกสรรเริ่มกลัวค่อยๆ ถอยอย่างไว้เชิง
       “ไอ้ ไอ้ พวกตำรวจหางแถว ฝากไว้ก่อนเถอะ”
       เสกสรรรีบเดินออกไปพร้อมกับสมหมาย ภูวนัยหันมาขอบใจชาติกล้า
       “ขอบใจมาก ถ้าแกไม่ห้ามไว้ป่านนี้คงเป็นเรื่องเป็นราวอีก”
       “แกทนให้มันมาหาเรื่องได้ยังไง ผิดกับนิสัยแกเลยนี่หว่า” ชาติกล้ามองนาฬิกา “ฉันต้องกลับก่อน ส่วนเรื่องที่เราคุยกันไว้ ฉันอยากให้แกไปที่กรุงเทพฯ แล้วฉันจะเอาบางอย่างให้แกดู”
       ภูวนัยพยักหน้ารับ ชาติกล้าตบไหล่ภูวนัยก่อนจะเดินออกไป ภูวนัยหันหลังจะเดินเข้าบ้านแต่เห็นม่านเมฆยืนอยู่
       “อ้าว แล้วครูไผ่ละ”
       ม่านเมฆหันมองไปรอบๆ ก็ต้องแปลกใจเหมือนกัน
       “เมื่อกี้ยังยืนอยู่ตรงนี้เลยนี่ครับ”
      
       ภูวนัยแปลกใจมาก


  


       ไผ่พญารีบเดินจ้ำอ้าวเข้ามาในบ้าน ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระวัง เพราะไผ่พญาไม่อยากเจอใคร ระหว่างนั้นไผ่พญาได้ยินเสียงคนเดินมา
      
       ด้วยความหวาดระแวงทำให้ไผ่พญารีบหันซ้ายหันขวาหาที่ซ่อน ไผ่พญาตัดสินใจผลุบหายเข้าไปในประตูที่อยู่ตรงหน้าทันที ไผ่พญารีบปิดประตูแล้วทำตัวให้เงียบที่สุด หูก็พยายามแนบประตูเพื่อฟังความเคลื่อนไหว
       ด้านนอก ภูวนัยเดินเข้ามาแล้วเจอกับพรรษาที่เดินมาพอดี
       “คุณเสกสรรกลับไปแล้วเหรอคะ”
       “ครับ” พรรษาถอนหายใจ
       “คุณภูไม่คิดจะทำอะไรเหรอคะ ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดเรื่องอย่างนี้อยู่ตลอด”
       “พรุ่งนี้ ผมคงให้ผจญดูรั้วทั้งหมดในฟาร์ม ตอนนี้เราคงทำได้เท่านี้แหละครับ”
       “แล้วคุณชาติละคะ กลับไปแล้วเหรอคะ”
       “ครับ”
       “เสียดายนะคะ ป้าไม่ได้เจอตั้งนานน่าจะอยู่คุยกันซะหน่อย” พรรษายิ้มให้แล้วพูดตัดบท “เดี๋ยวป้าขอเอายาไปให้คุณเผ่าก่อนนะคะ”
       “ครับ”
       ภายในห้อง ไผ่พญาที่แอบฟังอยู่ก็โล่งอกที่ภูวนัยกับพรรษากำลังจะไปจึงหันหน้ามาพิงประตูอย่างโล่งอก แต่แล้วไผ่พญาก็ต้องตกใจสุดขีด เมื่อเห็นรูปเท่าขนาดตัวจริงๆ ของภูวนัยในชุดตำรวจตั้งอยู่กลางห้อง เพราะห้องที่ไผ่พญาเข้าไปหลบเป็นห้องเก็บของนั่นเอง
       “เฮ้ย”
       ภูวนัยกำลังจะเดินออกไปก็ชะงักก่อนจะหันมองไปทางห้องเก็บของ ภูวนัยเดินเข้ามาในห้องเก็บของแล้วเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้ารูปของตัวเองที่ตั้งอยู่กลางห้อง ไผ่พญาแอบอยู่หลังรูปพยายามหายใจให้เบาที่สุด ภูวนัยยืนดูรูปอยู่ครู่นึงจึงหันหลังเดินไปปิดไฟ แล้วออกจากห้องไป ไผ่พญาถึงกับพ่นลมหายใจออกมาทันที
       “เว้ย หัวใจจะหยุดเต้น”
       ไผ่พญาหันไปมองรูปภูวนัย แล้วค่อยๆ มองไปรอบๆ จึงเห็นรูปและประกาศนียบัตรต่างๆ ของภูวนัยที่เกี่ยวกับราชการตำรวจวางอยู่ในห้อง ไผ่พญาพูดกับรูปของภูวนัย
       “ถึงว่านายกับฉันมันไม่ถูกชะตากันจริงๆ”
      
       คืนนั้นไผ่พญาเดินเป็นหนูติดจั่นอยู่ภายในห้องนอน
       “ทำไงดีๆ ไอ้ไผ่เอ๊ยไอ้ไผ่ ทำไมถึงได้ซวยอย่างนี้วะ คิดเร็วคิดเอาไงๆ” ไผ่พญามองไปที่กระเป๋าเสื้อผ้าก่อนจะตัดสินใจ “เอาวะ”
      
       คืนเดียวกันนั้นที่ดิออร์แกน ลำไยร้องออกมาด้วยความดีใจ
       “ป๊อกเก้า สองเด้ง” ลำไยกำลังตั้งวงไพ่อยู่ในครัวมีพนักงานและเหล่าโคโยตี้ล้อมวงเล่นด้วย ลำไยรวบเงินอย่างมีความสุข “โอ๊ย ให้มันได้อย่างนี้ซิ สงสัยเจ้าที่ที่นี่จะอยู่ข้างข้าวะ ตั้งแต่มาอยู่นี่มือขึ้นตลอด”
       ลำไยกำลังสับไพ่จะแจกต่อ ระหว่างนั้นขิงกับกระดังงาวิ่งเข้ามา
       “แม่ ไปเร็ว”
       ขิงกับกระดังงาเข้าไปดึงลำไย ลำไยโวยขึ้น
       “อะไรของพวกเอ็งวะ”
       “เดี๋ยวฉันค่อยเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้เราต้องรีบหนีแล้ว”
       “ทำไม มีอะไร” ขิงกับกระดังงารีบดึงลำไยไปอีกมุมหนึ่ง ลำไยรีบถามด้วยความร้อนใจ “มีอะไรก็รีบๆ พูดซิวะคนกำลังเฮง”
       “แม่จำไอ้พวกที่ไปอาละวาดที่บ้านจนแม่ต้องมาอยู่นี่ได้มั้ย”
       “ทำไม”
       “มันจะฆ่าพวกเราถ้าเราไม่เอาไอ้ไผ่ไปให้มัน”
       “เฮ้ย แล้วจะทำยังไงละ”
       “ทางเดียวที่พวกเราจะรอดได้ก็คือต้องหาตัวไอ้ไผ่ไปให้มัน แล้วแม่รู้มั้ยว่าไอ้ไผ่มันอยู่ไหน”
       “ไม่รู้เว้ย ไอ้ลูกเวรนี่ก็ไม่เคยโทรมาเลย”
       “ก็นั่นไงแม่ ในเมื่อทางเลือกแรกเราไม่ได้ เพราะอย่างนั้นก็เหลือทางเลือกสุดท้าย ไปเถอะแม่พวกมันฆ่าเราจริงๆ นะ”
       ลำไยหน้าเครียดก่อนจะหันมาบอกกับขิงและกระดังงา
       “ไม่”
       “งั้นแม่ไปเก็บของเลยนะ อะไรนะ แม่ไม่หนีเหรอ”
       “เออ แกคิดว่าจะหนีพวกมันพ้นหรือไง ยังไงพวกมันก็หาเจออยู่ดี ดีไม่ดีนะอยู่ที่นี่อาจจะรอดก็ได้”
       “ทำไม แม่มีแผนอะไรเหรอ”
       “แผนอะไรเล่า ข้าหมายถึงเจ้าที่ที่นี่อยู่ข้างข้าเว้ย แกคิดดูซิตั้งแต่มาอยู่นี่ข้าไม่เคยเสียเลยซักวัน ที่พวกเอ็งจะบอกมีแค่นี้ใช่มั้ยข้าจะได้ไปเล่นต่อ” ลำไยเดินไปเลย “เอ้าๆ มาแล้ว แจกๆ”
       ขิงกับกระดังงามองหน้ากันอย่างเหนื่อยใจ
      
       ภูวนัยยืนอยู่ริมหน้าต่าง ครุ่นคิดสิ่งที่ชาติกล้าบอกกับเขา
       “ฉันสงสัยว่าจะมีพวกมันในหน่วยของเรา”
       ภูวนัยเริ่มมีความหวัง
      
       ไผ่พญาค่อยๆ ย่องมาจากบนบ้านอย่างเงียบกริบ ไผ่พญากำลังจะย่องไปหน้าบ้านแต่แล้วไผ่พญาก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ ไผ่พญาเข้ามาในครัวรวบรวมของกินในตู้เย็นยัดใส่ลงกระเป๋า
       “บทเรียนมีแล้วต้องรู้จักจำ อย่างนี้คงประหยัดไปได้หลายวัน”
       ไผ่พญาค่อยๆ ย่องเข้ามากำลังจะผ่านห้องรับแขก ไผ่พญากำลังจะย่องผ่านไปทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์บ้านที่อยู่ตรงหน้าก็ดังขึ้น กริ๊งงงงง
       “เฮ้ย”
       ด้วยความตกใจไผ่พญารีบยกหูขึ้นก่อนจะวางลง ไผ่พญาเป่าปากโล่งอกแต่แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก ไผ่พญารีบรับ
       “นี่ ไม่รู้จักเวล่ำเวลาหรือไง นี่มันกี่โมงแล้ว” แล้วไผ่พญาก็ต้องอึ้งไป “ไอ้งา”
      
       กระดังงากับขิงแอบมาโทรศัพท์อยู่ที่มุมหนึ่งของดิออร์แกน กระดังงาดีใจมากที่โทรมาเจอไผ่พญา
       “ไอ้ไผ่ ไอ้ไผ่” กระดังงาหันไปบอกกับขิง “เห็นมั้ยว่านี่มันเบอร์ไอ้ไผ่จริงๆ”
       ขิงคว้าโทรศัพท์มาคุยเอง
       “เอามานี่ ฉันคุยเอง ไอ้ไผ่แกอยู่ไหนวะ”
       ไผ่พญาทำเสียงกระซิบกระซาบ
       “แกจะรู้ไปทำไม แล้วนี่ใครให้แกโทรมา”
       “ไอ้ไผ่ แกรู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่”
       “ทำไม มีอะไรหรือไง”
       “จะมีอะไร ก็ไอ้คนที่ฆ่าเสี่ยสมสุขมันมาตามหาแกน่ะซิ”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจ
       “ห๊า แล้ว แกบอกมันว่ายังไง” ขิงชะงักไป
       “จะให้ฉันบอกอะไรวะ ก็ฉันไม่รู้นี่ว่าแกอยู่ไหน”
       ไผ่พญาโล่งอก
       “ดีแล้ว ถ้ามันมาถามแกอีก แกก็บอกเหมือนเดิมนั่นแหละ”
       “จะบ้าเหรอไง มันบอกว่าถ้าภายในสามวันแกไม่ไปหามันละก็...” ขิงหันมองกระดังงา กระดังงาพยักหน้าให้ขิงพูดเว่อร์เข้าไว้ “มันจะฆ่าแม่แก”
      
       ไผ่พญาถึงกับเข่าอ่อน “แม่”


  


       กระดังงาพยายามโทร.กลับไป แต่ก็สายไม่ว่างเพราะไผ่พญามืออ่อนจนทำโทรศัพท์ร่วง
      
       “โทร.ไม่ติดแล้ว”
       “แล้วไอ้ไผ่มันว่าไง มันจะกลับมามั้ย”
       “ฉันว่าต้องกลับ เห็นไอ้ไผ่มันอย่างนั้นก็เถอะ แต่มันรักแม่มันที่สุด”
       “ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นละวะ”
       ขิงกับกระดังงาต่างเศร้าใจที่เวลากระชั้นชิดเข้ามาทุกขณะ
        
        ไผ่พญากำลังคิดหาทางที่จะกลับกรุงเทพฯให้เร็วที่สุดระหว่างนั้นเสียงภูวนัยดังขึ้น
       “ดึกแล้วคุณลงมาทำอะไร”
       ไผ่พญาใจหายวาบ ก่อนจะหันไปเห็นภูวนัยยืนอยู่แล้วความเจ้าเล่ห์ของไผ่พญาก็ทำงานทันที
       “แม่ แม่ฉัน”
        ภูวนัยเห็นไผ่พญาเศร้าก็เปลี่ยนท่าที
       “แม่คุณเป็นอะไร”
       “แม่ฉันตายแล้ว” ไผ่พญาพูดจบถึงกับร้องไห้ฟูมฟาย “แม่ ฮือๆ”
        ภูวนัยอึ้งไป
       “เอ่อ ผมเสียใจด้วย”
       ไผ่พญาเห็นท่าทีของภูวนัยอ่อนลงจึงรีบรุก
        “ฉัน ฉันขอยืมรถหน่อยได้มั้ย ฉันอยากกลับไปกราบศพแม่ให้เร็วที่สุด”
        ภูวนัยมองไผ่พญาอย่างเห็นใจ
       “เดี๋ยวผมขับไปส่งคุณเอง”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป
        “เอ่อ...ไม่...ไม่เป็นไร”
       “ผมว่าสภาพคุณตอนนี้ไม่ควรขับรถ”
       “ถ้าอย่างนั้นนายขับไปส่งฉันที่ท่ารถก็ได้ เดี๋ยวฉันกลับกรุงเทพฯเอง”
       “คุณจะไปขึ้นรถทัวร์ให้เสียเวลาทำไม เดี๋ยวผมขับไปส่งคุณเอง”
       ไผ่พญาถึงกับอ้าปากค้าง
      
       วันต่อมาพรรณรายถึงกับปรี้ดแตกเมื่อรู้ว่าเสกสรรไปหาเรื่องภูวนัย
       “เมื่อคืนพ่อไปหาเรื่องภูมาเหรอคะ”
       เสกสรรทักทายแขกด้วยหน้าที่ยิ้มแย้มก่อนจะหันมาบอกกับพรรณราย
        “หาเรื่องอะไร เขาเรียกว่าไปทวงความยุติธรรมต่างหาก”
       “พ่อ พั้นซ์บอกแล้วใช่มั้ยว่าเรื่องนี้พั้นซ์จัดการเอง”
       “แกจะจัดการอะไรได้ เจอหน้ามันก็แทบจะคลานเข้าไปก้มกราบราวกับมันเป็นเทวดา”
       “แต่ภูเขาคือสามีในอนาคตของพั้นซ์นะพ่อ”
       “แต่มันเป็นศัตรูของฉันในปัจจุบัน แล้วก็จะเป็นต่อไปในอนาคตถ้ามันไม่ย้ายฟาร์มหมูมันออกไป”
       “พ่อต่างหากต้องย้ายออกไป พ่อมาสร้างรีสอร์ตบ้านี่ทีหลังแล้วจะให้คนที่มาอยู่ก่อนย้ายออกไปได้ไง”
       “เรื่องอย่างนี้ไม่มีก่อนหรือหลัง มันอยู่ที่ใครดีใครได้ต่างหาก”
       “พ่อก็ลองดู ยังไงหนูก็ไม่มีทางให้พ่อทำอะไรภูเด็ดขาด”
       พรรณรายพูดเสร็จก็เดินกระทืบเท้าออกไป
        “อ้าว นี่แกเป็นลูกฉันจริงหรือเปล่าวะ”
      
       ม่านเมฆกำลังวาดรูปอยู่ในห้องรับแขก ระหว่างนั้นเห็นพรรณรายเดินกรีดกรายร้องหาภูวนัยเข้ามา
       “ภู ภูคะ” ม่านเมฆเงยหน้าขึ้นก็เห็นพรรณรายเดินถือกระเช้าผลไม้เข้ามา “อ้าว สวัสดีจ้ะเมฆ ทำอะไรอยู่น่ะ” พรรณรายมองรูปที่วาด “นี่วาดสัตว์ประหลาดเหรอ”
        ม่านเมฆมองพรรณรายตาเขียว
       “นี่พ่อผม”
       “ต๊าย นี่คนเหรอเนี่ย” พรรณรายหันมองแล้วเห็นม่านเมฆโกรธ “เอ่อ สวยดีจ้ะ”
       เสียงพรรษาดังขึ้น
        “คุณพรรณราย”
       “สวัสดีคะคุณป้า พั้นซ์เอาองุ่นมาฝาก ไม่ต้องห่วงนะคะองุ่นที่รีสอร์ตของพั้นซ์ปลอดภัยแล้วก็อร่อยด้วยคะ”
       “ขอบคุณนะคะ แต่คุณภูไม่อยู่นะคะ”
       พรรณรายได้ยินอย่างนั้น ไอ้สิ่งที่แอ๊บมาทั้งหมดก็หลุดทันที
       “ไม่อยู่ ภูไปไหน”
       เสียงของม่านหมอกดังขึ้น
        “ไม่รู้ว่าไปไหน แต่เขาไปกับครูไผ่”
       พรรณรายหันไปก็เห็นม่านหมอกเดินเข้ามา
        “อะไรนะ”
       “เมฆ เรารู้มั้ยว่าครูไผ่ไปไหน” ม่านหมอกถามน้องชาย
       “เข้ากรุงเทพฯ”
       “อ๋อ ใช่...เมื่อวานเห็นครูไผ่บ่นๆ ว่าอยากช็อปปิ้ง วันนี้อาภูก็เลยพาครูไผ่เข้ากรุงเทพฯสองต่อสอง”
      
       พรรณรายได้ยินอย่างนั้นก็ตัวสั่นด้วยความโกรธเป็นที่สุด

      ภูวนัยเดินมาตามทางในวัด ไผ่พญาเดินตามมาด้านหลังจ้องมองภูวนัยท่าทางเกร็งและร้อนใจ
      
       “มาดีอะไรกับฉันตอนนี้เนี่ย แล้วฉันจะชิ่งนายยังไงดี”
       ไผ่พญามองไปรอบๆ พยายามหาทางหนีจากภูวนัย ภูวนัยหยุดเดินแล้วหันมา
       “ใช่วัดนี้แน่เหรอ”
       ไผ่พญากำลังมองหาทางหนีเลยไม่ทันตั้งหลัก
       “เอ่อ อะไรนะ”
       “ผมเห็นคุณเดินวนมาสามรอบแล้วตกลงศาลาไหนกันแน่”
       “เอ่อ”
       ยังไม่ทันที่ไผ่พญาจะตอบ เสียงมือถือของภูวนัยก็ดังขึ้นภูวนัยมองเบอร์ก่อนจะกดรับสาย
       “ว่าไงพั้นซ์”
       ไผ่พญาเห็นภูวนัยโทรศัพท์ก็ได้จังหวะ
      
       พรรณรายเดินมาที่รถ พอภูวนัยรับสายก็เสียงแข็งใส่ทันที
       “ว่าไงอะไรคะ ตอนนี้ภูอยู่ไหน”
       “ผมอยู่ที่วัด”
       “วัดอะไรคะ วัดสัดส่วนนังครูนั่นอยู่เหรอคะ”
       ภูวนัยเริ่มทำสีหน้าเบื่อ
       “อะไรกันพั้นซ์ พูดอะไรของคุณ”
       “ภู นังครูนั่นมันดียังไง ภูถึงต้องพามันไปเที่ยวที่กรุงเทพฯ”
       “พั้นซ์ ถ้าคุณโทรมาแล้วพูดจาไม่รู้เรื่องอย่างนี้ผมวางแล้วนะ”
       พรรณรายพยายามร้องห้าม
       “เดี๋ยวก่อนภู เดี๋ย...” ภูวนัยวางสายไปแล้ว “ภู ภูต้องทำอะไรอยู่กับนังนั่นแน่ๆ ถึงได้รีบวางสายอย่างนี้”
       พรรณรายยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนรุ่มในใจ
      
       ภูวนัยทำหน้าเซ็งหลังจากวางสาย หันไปพูดกับไผ่พญา
       “ผมว่าเรารีบ...” ภูวนัยชะงักไปเมื่อไม่เห็นไผ่พญายืนอยู่ตรงนั้นแล้ว ภูวนัยมองไปรอบๆ “เดินไปไหนแล้ว”
      
       ไผ่พญาชะโงกหน้าออกจากต้นไม้ แล้วยิ้มดีใจ
       “หนีมาได้ซะที”
       ระหว่างนั้นเสียงของเด็กวัดดังขึ้น
       “หนีอะไรมาเหรอน้า”
       ไผ่พญาหันไปก็เห็นเด็กวัดคนนึงยืนอยู่
       “เฮ้ย มาตอนไหนเนี่ย”
       “ขอเงินหน่อย”
       “ไปที่อื่นเลยไป ฉันไม่มีหรอก”
       “ไม่มีอะไร น้าเพิ่งขโมยเงินผ้าป่ามานี่”
       “ห๊า จะบ้าเหรอไง ฉันไม่ใจบาปขโมยเงินวัดหรอกน่า”
       “เอ้า ไม่งั้นน้าจะหนีอะไร”
       “พูดไม่รู้เรื่องหรือไง ไปเลยเดี๋ยวตบตายชัก”
       “ได้ งั้นผมจะบอกน้าคนนั้น”
       เด็กวัดชี้ไปด้านหลังของไผ่พญา ไผ่พญาหันไปมองก็ตกใจเมื่อเห็นภูวนัยเดินเข้ามา
       “เฮ้ย” ไผ่พญารีบหันมาแล้วรีบหยิบเงินออกมาเห็นแบงค์ร้อยแบงค์ยี่สิบ แต่ยื่นแบงค์ยี่สิบให้เด็ก “เอาไป แล้วรีบไปเลย” เด็กวัดส่ายหน้า ตาจ้องแบงค์ร้อย ไผ่พญาจึงต้องจำใจให้ “เอ้า เอาไป”
       เด็กวัดรับเงินแล้วรีบวิ่งออกไป ไผ่พญารู้ว่าภูวนัยเดินเข้ามาใกล้เลยแกล้งทำเป็นตะโกน
       “ตั้งใจเรียนหนังสือนะ”
       “ทำอะไร”
       “อ้าว ฉันเห็นคุณคุยโทรศัพท์ฉันก็เลยเดินออกมาหาศาลาไง”
       “ศาลานั่นใช่หรือเปล่า” ไผ่พญามองไปก็เห็นศาลานึงจัดงานศพอยู่ “รู้สึกว่าทั้งวัดวันนี้จะมีแค่งานเดียวนะ”
       “ใช่ ต้องใช่แน่ๆ เลย” ไผ่พญาหันมาทำหน้าซึ้ง “ขอบคุณนะที่มาส่งฉัน เสร็จงานแล้วเดี๋ยวฉันจะรีบกลับไปที่ฟาร์มแล้วกัน”
       ภูวนัยมองไปที่งานศพ
       “ไหนๆ ก็มาแล้ว ผมขอเข้าไปกราบแม่คุณหน่อยแล้วกัน”
       “ห๊า”
       ภูวนัยพูดจบก็เดินไปทางศาลาที่มีงานศพทันที ไผ่พญาถึงกับอ้าปากค้าง...แย่แล้ว!
      
       ภูวนัยกับไผ่พญาเดินเข้ามาที่ศาลา ภูวนัยหันไปผายมือให้ไผ่พญาเข้าไปก่อน ไผ่พญาพยักหน้าเศร้า ผู้คนภายในศาลาต่างมองไผ่พญากับภูวนัยด้วยสายตางงๆ ไผ่พญาเดินเข้ามาในศาลา ทันใดนั้นไผ่พญาก็ร้องออกมาด้วยความเสียใจ
       “แม่ แม่จ๋า”
       ไผ่พญาโผเข้าไปที่โลงศพก่อนจะกอดโลงศพร้องไห้ปิ่มขาดใจ ภูวนัยมองไผ่พญาก็รู้สึกเศร้าใจไปด้วย ภูวนัยเข้าไปพยายามจะดึงไผ่พญาให้สงบสติอารมณ์ หญิงสูงอายุคนนึงกับญาติมองไผ่พญากับภูวนัยด้วยสายตางงๆ
       “เดี๋ยวๆ คุณเรียกใครว่าแม่”
       ไผ่พญาน้ำตานองหน้า
       “ฮือๆ จะใครละก็คุณแม่สุดที่รักของหนูไง แม่ แม่ทำไมถึงไม่รอหนู”
       “เอ่อ ผมว่าคงมีอะไรผิดพลาดแล้วละครับ เพราะคนที่อยู่ในนั้นเป็นพ่อของพวกเรา”
       ไผ่พญาชะงักก่อนจะหันไปมองภาพที่ตั้งอยู่หน้าศพแล้วไผ่พญาก็ตกใจเพราะมันคือภาพของชายแก่ ภูวนัยเองเห็นก็สงสัยเหมือนกัน ไผ่พญาเห็นความสงสัยของภูวนัยก็แถเพราะกลัวจะเป็นพิรุธ
       “ก็ถูกไงคะ หนูน่ะเรียกท่านว่าแม่มาตั้งแต่เด็กว่าแม่ เพราะอะไร เพราะอะไรทุกคนรู้มั้ยคะ” ทุกคนยังตกอยู่ในอาการงง “เพราะหนูไม่มีแม่ไงคะ ท่านกับแม่ของหนูแต่งงานกันด้วยความรักจนมีหนู แต่เพราะหนูทำให้แม่จริงๆ ต้องเสียไป ตั้งแต่นั้นท่านก็เลี้ยงดูหนูมาตลอด แล้วด้วยความที่ท่านกลัวว่าหนูจะขาดความอบอุ่นจะมีปมด้อยกับคำว่าแม่ ท่านจึงให้หนูเรียกท่านว่าแม่คะ”
       “อย่า อย่าบอกนะว่าแกคือลูกเมียน้อย ที่มันไปแอบไข่ทิ้งเอาไว้”
       ไผ่พญาก้มหน้างุดดูน่าสงสาร หญิงสูงอายุคนนั้นทำท่าหายใจติดขัดจะเป็นลม
       “คุณแม่ คุณแม่ทำใจดีๆ ไว้นะครับ”
       พวกญาติต่างรีบเข้าไปปฐมพยาบาล ไผ่พญาเองไม่อยากทำอย่างนั้นแต่จะทำไงได้ ระหว่างนั้นภูวนัยรีบดึงไผ่พญาออกมา
       “มานี่”
      
       ภูวนัยรีบดึงไผ่พญาออกไปจากศาลาทันที


  


       ภูวนัยดึงไผ่พญาหลบมาที่มุมหนึ่ง
      
       “ดึงฉันออกมาทำไม”
       “แล้วคุณอยากเห็นงานศพของอีกคนหรือไง ขืนคุณอยู่ต่อไปผู้หญิงคนนั้นต้องตายเพราะรู้ความจริงว่าสามีเขานอกใจแน่ๆ”
       ไผ่พญาแอบอมยิ้มที่ภูวนัยเชื่อสนิท จึงปั้นหน้าเศร้าต่อ
       “แต่ฉันอยากอยู่กับแม่นี่”
       “ผมเข้าใจความรู้สึกคุ แต่ตอนนี้มันไม่เหมาะที่คุณจะเข้าไป”
       ไผ่พญาจ้องหน้าภูวนัย ก่อนจะเห็นน้ำตาเธอค่อยๆ ไหลออกมา
       “ถึงฉันจะเป็นแค่ลูกเมียน้อย แต่ฉันก็รักท่านไม่ต่างไปจากคนที่อยู่ในนั้น ถามหน่อยถ้าแม่คุณเสียคุณจะไม่ยอมมากอดแม่เป็นครั้งสุดท้ายหรือไง”
       ภูวนัยได้ยินไผ่พญาพูดอย่างนั้นก็จำนนต่อเหตุผล ระหว่างนั้นเสียงมือถือของภูวนัยดังขึ้น ภูวนัยมองเบอร์ก่อนจะหันไปกับไผ่พญา
       “แล้วคุณจะกลับเมื่อไหร่ ผมต้องไปทำธุระหน่อย”
       “ไปเลย” ไผ่พญาบอกอย่างดีใจจนภูวนัยแปลกใจ “เปล่าหรอก ฉันเองก็อยู่ที่นี่แหละ ถ้าไม่มีอะไรพรุ่งนี้ก็คงกลับ”
       “ถ้าอย่างนั้น คุณโทรบอกผมแล้วกัน”
       ไผ่พญาพยักหน้าเศร้าๆ ภูวนัยอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรจึงเดินออกไป ไผ่พญามองตามพอเห็นภูวนัยเดินลับตาสายตาไปแล้วก็เปลี่ยนเป็นดีใจทันที
       “เยส”
      
       ภูวนัยเดินต่อมาที่มุมหนึ่งของวัด ภูวนัยหยิบมือถือขึ้นมากดโทรออก
       “เออ ชาติ ตอนนี้ฉันอยู่กรุงเทพฯแล้ว”
       แววตาของภูวนัยเปลี่ยนเป็นขึงขังจริงจังขึ้นมาทันที
      
       ส่วนที่ดิออร์แกน ขิงกับกระดังงานั่งอยู่หน้าโต๊ะโสภีตีหน้าเศร้า
       “จะกลับไปเยี่ยมแม่เหรอ”
       “ครับเจ้ ที่บ้านผมเขาเพิ่งโทรมาบอกว่าแม่ของงาป่วยหนักทำท่าจะไม่รอดน่ะเจ้”
       กระดังงาได้ยินอย่างนั้นก็เหยียบเท้าของขิง ก่อนจะทำปากขมุบขมิบ
       “เรื่องอะไรมาแช่งแม่ฉัน”
       “เออน่า” แล้วหันไปคุยกับโสภีต่อ “พวกเราก็เลยจะมาขอเบิกเงินเดือนที่ค้างอยู่น่ะครับ”
       “เงินเดือนที่ค้างอยู่น่ะเหรอ”
       “ใช่คะเจ้ นี่มันก็เกือบสิ้นเดือนแล้ว พวกเราขอเบิกวันที่เราทำงานไปน่ะคะ”
       “ได้ จะเบิกใช่มั้ย”
       โสภีหยิบปึกเงินขึ้นมาก่อนจะนับ ขิงกับกระดังงาแอบยิ้มอย่างมีหวังแต่แล้วโสภีก็ยื่นแบงค์ร้อยให้ห้าใบ
       “นับดูซิว่าครบมั้ย”
       ขิงกับกระดังงารีบนับแบงค์ร้อยที่มีอยู่ห้าใบ
       “นับใหม่ซิ ทำไมฉันนับได้ห้าร้อยเองวะ”
       “ก็มันมีอยู่ห้าร้อยไง เจ้...ฉันว่าเจ้คงจะฟังผิด พวกเรามาขอเบิกเงินเดือน ไม่ใช่ค่าตัวรายวันนะเจ้”
       “ก็นั่นแหละ ฉันหักหนี้ที่พวกแกติดฉันอยู่ด้วยไง เผื่อพวกแกไม่กลับมาจะได้จบๆ กันไป”
       ขิงกับกระดังงาต่างเหวอกันไป กระดังงาสะกิดขิงให้พูด
       “เอ่อ ถ้างั้นผมขอเบิกส่วนของผมด้วยแล้วกันครับ”
       “ก็นั่นแหละเงินเดือนที่เหลืออยู่ของแกสองคน”
       “ห๊า”
       ระหว่างนั้นลูกน้องของโสภีเดินเข้ามากระซิบบางอย่างกับโสภี โสภีพยักหน้า
       “ถ้าอย่างนั้นพวกเราลาแล้วนะเจ้”
       ขิงกับกระดังงายกมือไหว้โสภีก่อนจะลุกขึ้น แต่โสภีเรียกเอาไว้
       “เดี๋ยว” ขิงกับกระดังงาหันมา “อยากได้อีกสองพันมั้ย”
       “จริงเหรอเจ้”
       “ใช่...มีแขกเขาอยากเจอแก” โสภีบอกกระดังงา
       “แต่วันนี้ฉันลาแล้วนะเจ้”
       “ถ้าพวกแกไม่อยากได้อีกสองพันก็ตามใจ”
       ขิงกับกระดังงามองหน้ากันลังเล
      
       กระดังงาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดทำงานก่อนจะเดินเข้ามาที่โต๊ะที่มีกลุ่มผู้ชายนั่งหันหลังอยู่ ขิงมองอยู่อีกมุมหนึ่งด้วยความเป็นห่วง กระดังงาเดินมาถึงโต๊ะก่อนจะลงนั่งสวมวิญญาณบริการเต็มที่
       “สวัสดีคะ” แล้วกระดังงาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าแขกที่ต้องการพบเธอคือมือขวาของพายัพนั่นเอง “เฮ้ย”
       “ตกใจอะไร ฉันไม่ได้มาทำอะไรซักหน่อย”
       “เอ่อ แล้วพี่มาเที่ยวเหรอคะ”
       “ได้ข่าวว่าพวกแกเบิกเงินเดือนเตรียมหนีแล้วเหรอ”
       กระดังงาเย็นวาบไปทั้งตัว
       “ปะเปล่า พี่ไปฟังใครมา” แล้วกระดังงาก็ทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน “เจ้โสภีน่ะเหรอ ฉันเบิกเงินจริงแต่พวกเราไม่ได้คิดจะหนีอะไร แหม...พี่ก็รู้ว่าเดี๋ยวนี้ค่าโทรศัพท์มันแพง พวกเราน่ะโทรหาไอ้ไผ่จนเงินหมดก็ต้องมาเบิกซิพี่”
       มือขวาพายัพยิ้มก่อนจะหยิบเงินออกมาวางให้กระดังงา
       “ก็ดี เอ้า...เอาเงินนี่ไปใช้ พี่เขารู้ว่าคนทำงานมันต้องกินต้องใช้”
       กระดังงาไม่กล้าหยิบ จนมือขวาพายัพต้องหยิบเงินมาแล้วยัดใส่มือกระดังงา
       “ถ้าพวกแกพาเพื่อนแกมาได้ พี่เขาจะให้แกอีก”
       กระดังงาเริ่มตัวสั่นเพราะความกลัว
       “แต่ถ้าไม่เจอ พี่เขาฝากนี่มาให้”
       มือขวาพายัพหยิบกล่องกำมะหยี่ส่งให้กระดังงา
       “แหวนเหรอพี่”
       มือขวาพายัพยักไหล่ให้กระดังงาเปิดดูเอาเอง กระดังงาเปิดกล่องออกแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นกระสุน
      
       ฟากขิงรอการมาของกระดังงาอยู่นอกร้านอย่างกระวนกระวาย
       “ทำอะไรชักช้าจริงๆ”
       ระหว่างนั้นมีเศษกรวดลอยมาโดนหัวขิง
       “อะไรวะ” ขิงหันมองไปรอบๆ ก่อนจะมีเศษกรวดลอยมาโดนอีก ขิงหันไปก็เห็นมือนึงควักมือเรียก “ใครวะ”
       ขิงรีบเดินไปที่มุมที่มีมือโผล่ออกมา พอขิงเดินถึงมุมก็เห็นมือนั่นกระชากขิงหลบเข้าไปในมุม ขิงตกใจเมื่อเห็นว่าเจ้าของมือนั่นคือไผ่พญา
       “ไอ้ไผ่”
       “แม่ฉันอยู่ไหน”
      
       ขณะนั้นลำไยกำลังล้างจานหลังคดหลังแข็งอยู่ในครัว
       “อูย”
       ระหว่างนั้นเสียงของไผ่พญาดังขึ้น
       “แม่”
       ลำไยหันไปก็เห็นไผ่พญายืนอยู่กับขิง
       “ไอ้ไผ่”
       ไผ่พญารีบโผเข้ามากอดลำไยทันที
       “แม่เป็นไงมั้ง”
       “แกก็เห็นแล้วนี่ ดูซิเพราะแกฉันถึงต้องมาลำบากตอนแก่อย่างนี้”
       “ฉันขอโทษนะแม่ แต่ฉันจำเป็นจริงๆ”
       “แล้วแกหายไปไหนมา”
       “เอาไว้เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟังนะแม่ ตอนนี้แม่ไปกับฉันก่อน”
       จู่ๆ กระดังงาก็วิ่งโวยวายเข้ามาในครัว
       “ไอ้ขิง ไอ้ขิง...ไอ้ไผ่”
       ไผ่พญากับกระดังงาต่างเข้ามาหากันด้วยความคิดถึง
       “งา”
       “ไอ้ไผ่ แกมานี่ทำไมพวกมันอยู่ข้างนอก”
       “ห๊า จริงดิ ไอ้พวกที่อยากเจอแกน่ะเหรอ”
       “เออ”
       “แม่ฉันอยู่นี่ แล้วจะให้ฉันไปไหนละ เห็นขิงบอกว่าพวกแกกำลังจะหนีเหรอ”
       “แล้วแกจะให้รอพวกมันมาฆ่าหรือไง”
       “หมายความว่าไง”
       กระดังงาหยิบกระสุนปืนออกมาวางให้ทุกคนดู ทุกคนเห็นถึงกับอึ้งไป
       “ไอ้ไผ่ ฉันว่าแกคืนสร้อยให้พวกมันไปเถอะ”
       “สร้อย สร้อยอะไร” ลำไยย้อนถาม
      
       ไผ่พญาทำหน้าลำบาใจที่จะเล่า


  


       ภูวนัยกับชาติกล้ายืนอยู่ที่ริมน้ำ ภูวนัยกำลังอ่านข้อมูลบางอย่างในมือ
      
       “นี่คือข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือของคุณนายหยาดฟ้า ตั้งแต่วันที่เสี่ยสมสุขตาย จนถึงวันที่คุณนายหยาดฟ้าโดนมือปืนยิง”
       ภูวนัยอ่านข้อมูลนั่นอย่างละเอียด แล้วสายตาภูวนัยก็เห็นเบอร์ๆ นึงที่ภูวนัยรู้สึกคุ้นมาก
       “แล้วแกตรวจสอบหรือยังว่ามีเบอร์อะไรที่น่าสงสัย”
       “เท่าที่ตรวจสอบ ก็ไม่มีเบอร์ที่น่าสงสัยอะไร แต่ฉันว่าแกต้องคุ้นเบอร์บางเบอร์ที่อยู่ในนั้น”
       “ใช่...เบอร์นี่คือเบอร์ที่คุณนายหยาดฟ้าโทรหาตอนที่เสี่ยสมสุขตาย แล้วก็เป็นเบอร์สุดท้ายที่คุณนายโทรหาก่อนที่คุณนายจะโดนยิง”
       “แล้วแกนึกไม่ออกเหรอว่าเป็นเบอร์ใคร”
       ภูวนัยมองเบอร์นั่นอีกครั้ง แล้วภูวนัยก็มีสีหน้าตกตะลึง
       “ผู้กำกับมารุต”
       “ใช่”
       ภูวนัยตะลึงไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
      
       ที่ดิออร์แกน ลำไยโกรธจัดกำลังจะไล่ตีไผ่พญาที่วิ่งหนี
       “หนอย อีลูกเวร อย่าหนีซิเว้ย”
       ลำไยคว้าจานขึ้นมาจะปา ขิงกับกระดังงารีบเข้ามา
       “แม่ อันนั้นแพงนะแม่” ลำไยโมโหวางจานก่อนจะหยิบชามขึ้นมา “อันนี้ก็แพงเหมือนกัน”
       ลำไยวางชามลงอย่างหัวเสีย
       “เว้ย ให้มันได้อย่างนี้ซิวะ”
       ไผ่พญาค่อยๆ เดินเข้ามาหาลำไย
       “นี่แม่ไม่ได้โกรธที่ฉันขโมยของเขามาหรอก แม่โกรธที่ฉันไม่เอาไปขายแล้วเอาเงินให้แม่ต่างหาก”
       “หนอย ยังจะปากดีอีก”
       ลำไยหันไปทั้งตบทั้งตีไผ่พญาที่ปัดป้องพัลวัน ขิงกับกระดังงาต้องเข้ามาแยก
       “พอแล้วแม่ แม่ตีไอ้ไผ่ให้ตายไอ้พวกนั้นมันก็ไม่ยอมหยุดจนกว่ามันจะได้สร้อยมันคืนหรอกแม่”
       ขิงพูดอย่างนั้นทำให้ศึกแม่ลูกจึงสงบลงได้
       “ไผ่ ฉันว่าแกเอาสร้อยนั่นไปคืนเขาเถอะนะ ฉันยังไม่อยากตาย”
       “ใช่ ในเมื่อมันอยากได้สร้อย ถ้าเราไปคืนทุกอย่างก็น่าจะจบนะ”
       “ข้าจะได้กลับไปอยู่บ้าน ป่านนี้ขาเขอหายหมดแล้ว”
       ไผ่พญานิ่งไป สีหน้าหนักใจ กระดังงาเข้ามาถาม
       “แล้วสร้อยนั่นมันอยู่ไหนวะไผ่”
       ไผ่พญาหันไปมองเห็นทุกคนมองมาที่เธอด้วยแววตาที่หมดหนทางแล้วจริงๆ
      
       วันต่อมาไผ่พญานั่งครุ่นคิดอยู่ที่ริมน้ำของวัด มือนึงก็โยนอาหารเม็ดให้ปลาแล้วก็ใช้หัวคิดไปเรื่อยๆ แต่ไผ่พญาปาไปปามาก็ดันเอาอาหารเม็ดปลามากินเองซะอย่างนั้น ระหว่างนั้นเสียงของภูวนัยดังขึ้น
       “ไม่มีอะไรกินหรือไงถึงได้กินอาหารปลา”
       ไผ่พญาชะงักหลุดจากภวังค์เมื่อหันไปเห็นภูวนัยยืนอยู่ ก่อนจะรู้สึกตัวว่ากินอาหารปลาเข้าไปจริงๆ
       “แหวะๆ ฉันคิดอะไรไปเรื่อยน่ะ”
       “คุณจัดการเรื่องงานศพเสร็จหรือยัง”
       “ฉันว่าจะมาบอกนายว่า ฉันคงจะอยู่ต่ออีกหน่อย”
       “ผมเองก็มีธุระเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นคุณเสร็จธุระแล้วโทรหาผมแล้วกัน”
       ไผ่พญาพยักหน้าเศร้าๆ ภูวนัยสังเกตเห็นก็เป็นห่วง
       “คุณโอเคมั้ย”
       “อืม”
       ภูวนัยพยักหน้าให้ก่อนจะเดินออกไป ไผ่พญามองตามแล้วเจ็บใจที่ไม่กล้าพูด
       “ไอ้ไผ่เอ๊ยไอ้ไผ่ ทำไมไม่พูดออกไปว้า อย่างน้อยพาตำรวจไปด้วยจะได้อุ่นใจ” ไผ่พญาระบายลมหายใจออกมาเหมือนตัดสินใจบางอย่าง “แค่เอาไปคืน คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง”
       ไผ่พญามีสีหน้าวิตก
      
       เฮียเจ้าของโรงรับจำนำกำลังนับเงินในมือ ไผ่พญายืนอยู่อีกฝั่งมองอย่างร้อนใจ เฮียนับเงินเสร็จไผ่พญารีบถาม
       “ครบมั้ยเฮีย”
       “อืม รอเดี๋ยวนะ”
       เฮียเดินเข้าไปในร้าน ไผ่พญามองตามกระวนกระวาย เฮียเดินออกมาก่อนจะยื่นแหวน นาฬิกา สร้อยให้กับไผ่พญา
       “ของพวกนี้ใช่มั้ย”
       “ใช่เฮีย”
       ไผ่พญาไม่สนใจแหวนและนาฬิกา แต่รีบหยิบสร้อยมาดูแล้วเธอก็ต้องแปลกใจเมื่อไม่เห็นกรอบพระ
       “อ้าว แล้วพระละเฮีย”
       “อ๋อ มีนักการเมืองคนนึงเขาอยากได้พระสมเด็จมานานแล้ว อั้วก็เลยปล่อยไป”
       “เฮ้ย แต่ฉันยังไม่ขาดเลยนะ แล้วเงินฉันก็ให้เฮียไปครบแล้ว”
       “ไอ้เงินสองหมื่นเนี่ยมันได้แค่สร้อย ส่วนพระสมเด็จของแท้หายากอย่างนั้นน่ะ ลื้อต้องเอามาสองล้าน”
       “สองล้าน ของแท้เหรอเฮีย แล้วตอนนั้นทำไมเฮียบอกว่าของปลอม”
       เฮียถึงกับชะงักไปเพราะดันหลุดปาก จึงไล่แบบตัดบท
       “ไปๆ อั้วจะปิดร้านแล้ว”
       “ไม่ได้นะเฮีย ฉันต้องการพระนั้นจริงๆ”
       “ก็อั้วบอกแล้วว่าไม่มี”
       ไผ่พญาโมโหเลยเอื้อมมือรอดลูกกรงเข้าไปกระชากคอเฮียมาแทบติด
       “เอาพระมาให้ฉัน”
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย อีนี่มันจะปล้นอั้ว”
       เสียงโวยวายทำให้คนภายในร้านวิ่งออกมาพร้อมปืน ไผ่พญาเห็นอย่างนั้นก็ตกใจรีบวิ่งหนีออกมาทันที
      
       รถของมารุตขับเข้ามาบริเวณลานจอดรถของหน่วยปราบปรามยาเสพติด ระหว่างนั้นมีสายตาของใครบางคนมองจากในรถอีกคัน รถของมารุตจอดเข้าซองจนสนิท มารุตเปิดประตูลงจากรถ สายตาของใครบางคนย่องเข้ามาที่ด้านหลังของมารุตที่กำลังเอื้อมหยิบกระเป๋าเอกสาร มารุตหันมาแล้วก็ต้องใจ
       “หมวดภูวนัย”
      
       ภูวนัยยืนอยู่ด้วยสีหน้าจริงจัง

      รถของมารุตจอดอยู่ในที่ลับตาคน ภูวนัยนั่งอยู่ในรถกับมารุต
      
       “ตอนนี้คณะกรรมการกำลังดูจากหลักฐานอยู่ คิดว่าเดือนหน้าอาจจะเรียกคุณเข้าไปให้ปากคำเพิ่มเติม”
       ภูวนัยแอบสังเกตสีหน้าและแววตาของมารุต
       “แต่ผมคิดว่า ผมพอจะรู้คำตอบอยู่แล้วครับ”
       “ทำไมคุณคิดอย่างนั้น”
       ภูวนัยหันมาจ้องหน้ามารุต
       “ผมได้ข่าวมาว่า มีผู้ใหญ่หลายคนร่วมขบวนการค้ายา” มารุตได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป “ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ คงไม่มีใครเก็บคนที่จะทำให้พวกเขาเปิดโปงพวกเขาเอาไว้หรอกครับ”
       “ใครเป็นคนบอกคุณ”
       “ผู้กำกับก็รู้ว่าผมพูดไม่ได้ แล้วบางทีการที่คุณนายหยาดฟ้าตายก็อาจจะเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกัน”
       ภูวนัยพูดเพื่อหยั่งเชิงมารุต ก่อนจะเห็นมารุตกำพวงมาลัยแน่น
      
       ขิง กระดังงาและลำไยต่างตกใจ
       “ห๊า”
       “ไอ้ไผ่ สร้อยไม่อยู่แล้วเหรอ”
       ไผ่พญายกสร้อยให้ทุกคนดู
       “สร้อยน่ะอยู่ แต่พระไม่อยู่แล้ว”
       “ตาย ตาย คราวนี้ต้องตายแน่ๆ”
       “นั่นซิ นี่ก็ครบสามวันแล้วด้วย”
       ทุกคนต่างตีโพยตีพายร้องโวยวาย
       “เงียบ” ทุกคนหันมา “ทุกปัญหามันต้องมีทางออกซิ ขอฉันคิดหน่อยว่าจะทำยังไง” ทุกคนจ้องไปที่ไผ่พญาอย่างมีความหวัง แล้วไผ่พญาก็พูดขึ้น “ฉันรู้แล้ว”
       ทุกคนมองไผ่พญาด้วยความสนใจว่าคิดอะไรออก
      
       ตะวันฉายเหงื่อเต็มหน้าเดินมานั่งที่แคร่ใต้ต้นไม้ ยายสีเอาน้ำมาให้
       “ขอบคุณยาย”
       “โอ๊ย ยายต่างหากต้องขอบคุณคุณตะวัน ลูกหลานยายก็ไม่มีจะทำอะไรทีก็ต้องขอให้คุณช่วย” แล้วยายสีก็นึกขึ้นมาได้ “จริงซิ รอแป๊ปนะคุณ” ว่าแล้วยายสีก็เดินหายไปก่อนจะกลับมาพร้อมกับถุงใส่มะยมเยอะมาก “เอาไปทานนะ ยายไม่มีเงินไม่ทอง คงไม่รังเกียจนะพ่อ”
       “ไม่ต้องหรอกครับ ผมช่วยเพราะอยากช่วย”
       “ไม่ได้หรอก คุณช่วยยายมาหลายครั้งแล้ว เอาไปทานเถอะยายอยู่คนเดียวก็ทานไม่หมด เอาไปแบ่งแฟนกินก็ได้”
       “เอ่อ ผมยังไม่มีแฟนหรอกครับ”
       “อะไรกัน ไม่อยากจะเชื่อ ผู้ชายดีๆ อย่างคุณจะไม่มีแฟน แล้วไม่มีคนที่ชอบเหรอ”
       ตะวันฉายได้ยินคำถามของยายสีก็อมยิ้มเขินๆ แล้วนึกถึงไผ่พญาขึ้นมา
      
       พรรษากำลังรดน้ำต้นไม้อยู่นอกบ้าน ม่านหมอกเดินออกมาจากบ้าน
       “คุณหมอก มีอะไรใช้ป้าหรือเปล่าคะ”
       “หมอกจะเดินออกมานอกบ้านไม่ได้หรือไง”
       “ได้นะได้คะ แต่อย่าออกไปนอกฟาร์มแบบคราวที่แล้วอีกก็พอคะ ถ้าคุณหมอกเบื่อมาช่วยป้ารดน้ำต้นไม้ดีมั้ยคะ”
       ม่านหมอกเห็นตะวันฉายเดินมาไกลๆ ม่านหมอกตกใจเพราะเขินเลยรีบหันหลังเดินเข้าบ้านไปทันที พรรษาไม่รู้ว่าม่านหมอกเห็นตะวันฉายก็เข้าใจว่าม่านหมอกโกรธก็ระบายลมหายใจออกมา ตะวันฉายเดินถือถุงมะยมเข้ามาถึงพรรษาพอดี
       “สวัสดีครับป้าษา”
       “อ้าว คุณตะวันมาได้ไงคะเนี่ย เพิ่งตรวจไปไม่ถึงเดือนไม่ใช่เหรอคะ”
       ม่านหมอกแอบมองตะวันฉายอยู่มุมหนึ่งในบ้าน
       “ผมไม่ได้มาตรวจหรอกครับ พอดีผมผ่านมาแถวนี้ก็เลยแวะเข้ามาเยี่ยมน่ะครับ” ตะวันฉายมองไปรอบๆ จริงๆตั้งใจมองหาไผ่พญา “แล้วนี่ไปไหนกันหมดครับ”
       “ก็อยู่ในบ้านแหละคะ”
       “เอ่อ แล้วคุณครูละครับ” ตะวันฉายเรียบๆ เคียงๆ ถาม พรรษาทำหน้าสงสัย
       “โทษทีคะ เมื่อกี้คุณตะวันถามถึงคุณภูหรือคุณครูคะ”
       “ก็ ก็ทั้งสองคนแหละครับ”
       “ถ้าอย่างนั้นสองคนนั้นที่คุณตะวันถามหาไม่อยู่หรอกคะ”
       “อ้าว ไปไหนกันครับ”
       “คุณแม่ของครูไผ่เสียน่ะคะ คุณภูก็เลยอาสาขับรถพาครูไผ่กลับกรุงเทพฯ”
       ตะวันฉายได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกของไผ่พญาขึ้นมาทันที ม่านหมอกแอบมองตะวันฉายแล้วครุ่นคิดบางอย่าง
      
       ตะวันฉายเดินถือถุงมะยมกลับมาที่รถ แลวตะวันฉายก็เห็นม่านหมอกยืนรออยู่ที่รถ
       “หมอก”
       ม่านหมอกเดินเข้ามาหาตะวันฉายหน้านิ่ง
       “พาไปข้างนอกหน่อยซิ”
       ตะวันฉายได้ยินอย่างนั้นก็อมยิ้ม
       “อยากให้พี่โดนจับหรือไง”
       “โดนจับอะไร”
       “เอ้า ก็โดนข้อหาพรากผู้เยาว์ไง ยิ่งคุณภูเป็นตำรวจด้วยพี่ตายแน่”
       “แต่หมอกไม่ใช่เด็กแล้วนะ ให้อยู่แต่ในบ้านพี่ไม่รู้หรอกว่ามันน่าเบื่อแค่ไหน”
       ตะวันฉายมองม่านหมอกแล้วยิ้มเอ็นดู ก่อนจะนึกขึ้นมาได้
       “เบื่อเหรอ งั้นทำชีวิตให้มีสีสันมั้ย” ม่านหมอกสงสัย “เห็นนี่มั้ย” ตะวันฉายยกมะยมให้ม่านหมอกดูแล้วหยิบมะยมเข้าปากก่อนจะเห็นหน้าตะวันฉายเหยเกเปรี้ยวปิ้ด “ลองเลย ถ้าหมอกกินแล้วหน้าไม่เป็นแบบพี่ พี่สัญญาว่าพี่จะยอมเสี่ยงพาหมอกออกไปเลย”
       “จริงนะ”
       “สัญญา”
       ม่านหมอกหยิบมะยมใส่ปากบ้าง แล้วก็เห็นหน้าม่านหมอกเหยเกเหมือนกัน
       “อี๋ เปรี้ยว” ตะวันฉายเห็นหน้าม่านหมอกก็หัวเราะ “พี่แกล้งหมอกเหรอ”
       “แกล้งอะไรเล่า ถ้างั้นวันนี้หมอกอยู่บ้านไปก่อนแล้วกัน” ม่านหมอกทำหน้าเซ็ง ตะวันฉายนึกได้จึงส่งถุงมะยมให้ม่านหมอก “พี่ให้”
       “ไม่เอาหรอก”
       “เอ้า ไม่เอาไว้ฝึกเหรอ คราวหน้าพี่อาจจะแพ้ก็ได้” ตะวันฉายพยักหน้าให้ม่านหมอกรับถุงมะยมไป ม่านหมอกรับมา ตะวันฉายยิ้มให้ “พี่ไปละ อย่าลืมฝึกเยอะๆ ล่ะ”
       ตะวันฉายเอามือยีหัวม่านหมอกอย่างเอ็นดูก่อนจะเดินขึ้นรถขับออกไป
      
       ม่านหมอกเอามือจับไปที่หัวตัวเองซึมซับความรู้สึก เด็กสาวมองถุงมะยมแล้วอมยิ้มเขิน


  


       ม่านหมอกเดินถือถุงมะยมมาตามทาง โดยไม่รู้ว่าถุงมะยมมีรอยรั่ว มะยมร่วงออกจากถุงทีละเม็ด ทีละเม็ด เรียงรายตามทาง
      
       ระหว่างนี้ผจญแบกจอบมากำลังจะไปทำงานก็เห็นมะยมที่พื้น ผจญยิ้มก่อนจะเก็บขึ้นมาแล้วปัดเศษดินออกก่อนจะเอาเข้าปาก ผจญหน้ายู่แล้วผจญก็เพิ่งสังเกตเห็นมะยมร่วงตามทาง
       มะยมร่วงออกจากถุงที่ม่านหมอกถือจนเกือบจะหมด ม่านหมอกรู้สึกว่าถุงมันเบาขึ้นจึงยกขึ้นมาดูแล้วม่านหมอกก็ตกใจเมื่อเห็นว่าถุงแตก
       “เฮ้อ”
       ผจญกำลังเก็บมะยมมาตามทางเรื่อย ม่านหมอกเองก็เก็บมะยมมาตามทางเช่นกัน ที่มุมบ้านทั้งผจญกับม่านหมอกต่างไม่เห็นกัน ระหว่างที่ผจญกำลังจะเอื้อมมือไปเก็บมะยมเม็ดที่อยู่มุมบ้านก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ม่านหมอกเอื้อมมือมาเก็บมะยมเม็ดเดียวกัน ม่านหมอกกับผจญต่างสบตากันที่มุมบ้าน
       “คุณหมอก”
       ม่านหมอกรีบลุกขึ้น
       “ทำอะไร”
       ผจญลุกขึ้นตามเห็นเสื้อของผจญที่ทำเป็นถุงมีมะยมอยู่เต็ม
       “เก็บมะยมครับ”
       “นั่นมันมะยมฉัน”
       ม่านหมอกจะเข้าไปแย่งมะยมคืนจากผจญ เสียงของพรรณรายก็ดังขึ้น
       “ต๊าย” ม่านหมอกกับผจญได้ยินเสียงก็หันไปแล้วเห็นพรรณรายเดินเข้ามา “อุ้ย นี่ฉันมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าเนี่ย”
       “พูดดีๆ นะ ขัดจังหวะอะไร”
       “ก็ จังหวะสำคัญไง” พรรณรายเดินมาแล้วก็เห็นมะยมจึงยิ้มเยาะ “แหม เก็บมะยมมานั่งกินกัน บ้านนอกซะไม่มี เอ้ย...พูดผิดไปหน่อย โรแมนติคซะไม่มี”
       “เอ่อ มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดน่ะครับ”
       “ใครใช้ให้คนอย่างแกพูด ต่ำ”
       “คงไม่มีอะไรต่ำไปกว่าความคิดของคุณแล้วละ”
       พรรณรายได้ยินม่านหมอกพูดอย่างนั้นก็ขึ้นเลย
       “แน่ใจนะ แล้วไอ้ที่เธอมาทำอย่างนี้กับคนงานมันยิ่งกว่าคำว่าต่ำซะอีกฉันจะบอกให้ แล้วถ้าภูรู้เรื่องนี้เธอคิดว่ามันจะเป็นยังไง”
       พรรณรายยิ้มเยาะเดินผ่านม่านหมอกออกไป ม่านหมอกมองตามอย่างเจ็บใจ ผจญรู้สึกเศร้าที่ทำให้ม่านหมอกเดือดร้อน
       “ผมขอโทษครับที่...”
       ยังไม่ทันที่ผจญจะพูดจบ ม่านหมอกก็ปามะยมในมือใส่หน้าผจญเพื่อระบายความโกรธ ก่อนที่ม่านหมอกจะเดินออกไป ผจญมองตามเศร้าๆ
      
       ม่านเมฆกับเผ่าพงศ์กำลังนั่งเล่นหมากฮอสกันอยู่ในบ้าน พรรณรายเดินเข้ามาในบ้านพร้อมส่งเสียงดังเหมือนเดิม
       “ภู ภูขา พั้นซ์มาแล้วคะ” พรรณรายเดินเข้ามาจึงเห็นม่านเมฆกับเผ่าพงศ์เล่นหมากฮอสกันอย่างมีสมาธิ
       “คุณพ่อคะ ภูละคะ”
       เผ่าพงศ์ส่งสัญญาณให้เบาเสียง
       “ชู่ว”
       พรรณรายหน้าหงิก
       “น้องเมฆ พ่อภูละคะ”
       ม่านเมฆทำเหมือนกับเผ่าพงศ์
       “ชู่ว”
       พรรณรายเหลืออดจึงล้มกระดานหมากฮอส
       “อ๊ายยย!”
       เผ่าพงศ์กับม่านเมฆตกใจ
       “อ้าว ทำอะไร ฉันกำลังจะชนะแล้วมาทำอย่างนี้ได้ยังไง”
       “ใครชนะกันปู่ ผมต่างหากกำลังจะกินสามต่อเลย”
       “นี่ เลิกคุยเรื่องปัญญาอ่อนแล้วตอบคำถามพั้นซ์แป๊ปนึงไม่ได้เหรอคะ ภูอยู่ไหนคะ”
       เสียงม่านหมอกดังขึ้น
       “เขายังไม่กลับ”
       ม่านหมอกเดินเข้ามาประจันหน้ากับพรรณราย
       “ยังไม่กลับ ไหนภูบอกว่าจะไปวันเดียวไง”
       “จะไปรู้เหรอ บางทีเขาอาจจะไปเที่ยวไหนกันต่อก็ได้”
       “ไม่ ไม่จริง” พรรณรายรีบหยิบมือถือขึ้นมากดโทรศัพท์หาภูวนัยทันที แต่แล้วกลับเป็นเสียงข้อความ “ปิดเครื่อง ภูปิดเครื่องทำไม”
       “คนปิดเครื่องก็แปลว่าเขาไม่อยากรับโทรศัพท์ แค่นี้ไม่รู้เหรอไง”
       “หรือไม่ ก็กำลังทำธุระกันอยู่”
       “ธุระอะไร”
       “ก็คงเป็นธุระสำคัญน่ะ” ม่านหมอกย้อนด้วยคำพูดของพรรณรายเอง
       “กรี้ดดด”
       พรรณรายร้องออกมาอย่างทนไม่ได้ก่อนจะเดินหัวเสียออกไปทันที
      
       พรรณรายเดินก้าวเท้าออกมาจากบ้านภูวนัยอย่างหัวเสีย
       “ภูนะภู” พรรณรายคิดบางอย่างขึ้นมาได้ หันมองเข้าไปในบ้านด้วยสายตาร้าย “พวกแกอยากลองดีกับฉันใช่มั้ย”
       พรรณรายยิ้มร้ายกับแผนในหัว
      
       ม่านเมฆกับเผ่าพงศ์นั่งเล่นหมากฮอสกันใหม่ ม่านหมอกนั่งอ่านหนังสือแฟชั่นอยู่ พรรณรายเดินกรีดกรายเข้ามา
       “ฉันโทรหาภูติดแล้ว”
       ทุกคนหันมาเห็นพรรณรายก็แปลกใจ
       “ก็ดีแล้วนี่ แล้วมาบอกพวกฉันทำไม”
       “เพราะภูเขาฝากพั้นซ์ดูแลคุณพ่อกับเด็กๆ ไงคะ”
       “ไม่จริงหรอก”
       “ถ้าเธอไม่เชื่อก็โทรไปถามเขาเองซิ” พรรณรายท้าเพราะรู้ว่ายังไงม่านหมอกก็ไม่มีทางโทรหาภูวนัยแน่นอน “ภูเขาฝากให้ฉันสอนพวกเธอแทนยัยครูนั่น”
       “ไม่เอาเมฆไม่เรียน”
       ม่านเมฆจะวิ่งออกไปแต่ม่านหมอกกลับดึงเมฆเอาไว้
       “อะไรพี่หมอก”
       “ในเมื่อเขาอยากสอน เราก็เรียนหน่อยเป็นไร”
       ม่านเมฆกับเผ่าพงศ์ถึงกับงงที่ม่านหมอกอยากจะเรียน
       “ดีแล้วที่พูดอะไรง่ายๆ เธอคงจะรู้แล้วใช่มั้ยว่าอย่าลองดีกับฉัน”
      
       พรรณรายยิ้มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า โดยไม่รู้เลยว่าม่านหมอกกำลังคิดอะไร


  


       ขณะที่พรรณรายหวดไม้เรียวลงที่โต๊ะสนามเสียงดังป๊าบ! ม่านหมอก เผ่าพงศ์ และม่านเมฆนั่งอยู่ที่โต๊ะสนามที่จัดสถานที่ไว้สำหรับการเรียนต่างสะดุ้งโหยง
      
       “ฉันจะไม่พูดซ้ำสอง ตอนนี้ฉันได้รับอำนาจให้จัดการกับพวกเธอได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นอย่าคิดลองของเข้าใจมั้ย” เด็กๆ และเผ่าพงศ์ต่างพยักหน้าหงึกๆ สีหน้าดูกลัวพรรณราย “แล้วคุณพ่อมานั่งด้วยทำไม”
       “ก็ฉันอยากรู้ว่าเธอจะสอนอะไรหลานฉันน่ะซิ”
       “ใช่ ถ้าไม่ให้ปู่เรียนด้วย ผมก็จะไม่เรียน”
       “ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” พรรณรายกระหยิ่มที่รู้สึกว่าการสอนง่ายกว่าที่คิด “เอาละ ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มเรียนบนเรียนแรก แล้วจะสอนอะไรเนี่ย” พรรณรายหันมาเห็นทั้งสามกำลังแอบทำอะไรลับๆ ล่อๆ ใต้โต๊ะ “ทำอะไรน่ะ” ม่านหมอก เผ่าพงศ์ ม่านเมฆสะดุ้งพร้อมกันแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พรรณรายเดินเข้ามา “เอาออกมาเดี๋ยวนี้” ม่านหมอก เผ่าพงศ์ ม่านเมฆไม่ยอม พรรณรายเดินเข้ามาก่อนจะแย่งของในมือไป “แฮมเบอร์เกอร์”
       “เอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นผมจะฟ้องพ่อภู”
       “เหรอ พอดีพ่อเธอให้ฉันมาสอนพวกเธอซะด้วย พวกเธอคิดว่าพ่อเธอจะเข้าข้างใคร”
       พรรณรายแกะแฮมเบอร์เกอร์ในมือออกแล้วกัดคำใหญ่เป็นการท้าทาย ม่านหมอก เผ่าพงศ์ ม่านเมฆจากที่ทำหน้าโมโหพอเห็นพรรณรายกัดแฮมเบอร์เกอร์เข้าไปก็แอบหัวเราะคิกคักจนพรรณรายสงสัย
       “หัวเราะอะไร”
       พรรณรายรู้สึกว่ามีอะไรยื่นออกมาจากปากของเธอ ซึ่งก็คือหางจิ้งจก (ยาง) นั่นเอง พรรณรายมองหางจิ้งจกที่อยู่ในปากก่อนจะร้องกรี้ดออกมา
       “กรี้ดดดดด”
       พรรณรายรีบบ้วนของในปากทิ้งทันที ม่านหมอกวิ่งเอาแก้วน้ำส้มมาให้
       “นี่น้ำ”
       พรรณรายรีบหยิบน้ำมากินเฮือกใหญ่ ที่ก้นแก้วมีกิ้งกือ (ยาง) นอนขดตัวอยู่ในแก้ว พรรณรายตาเหลือก แก้มตุ๋ย
       “อย่าพ่นออกมานะ ไม่งั้นฉันจะบอกไอ้ภูว่าเธอทำบ้านสกปรก” เผ่าพงศ์บอก
       พรรณรายหันรีหันขวางจะทนไม่ได้อยู่แล้ว แล้วพรรณรายก็หันไปเห็นสระบัว พรรณรายรีบหันหน้าไปทางสระบัวที่อยู่ด้านหลังทันที ม่านเมฆแอบวางสเก็ตบอร์ดเอาไว้ที่พื้นพรรณรายเหยียบสเก็ตบอร์ดทำให้เสียหลัก พรรณรายเหยียบอยู่บนสเก็ตบอร์ดที่ลื่นไหลลงไปในสระบัวจังเบ้อเร่อ ตูม!
       ม่านหมอก ม่านเมฆและเผ่าพงศ์ต่างหัวเราะอย่างสะใจก่อนจะเดินตบมือไฮไฟว์กันออกไป พรรณรายโผล่ขึ้นจากสระมีใบบัวติดเต็มหัว ทุบน้ำร้องกรี้ดๆ อย่างเจ็บใจ
       “กรี้ดดดด! บ้า...บ้า...บ้า ! กรี้ดดดด”
      
       ไผ่พญากำลังกอดกระดังงาเพื่อร่ำลากันที่หน้าดิออร์แกน ขิงกับกระดังงามีกระเป๋าเสื้อผ้าวางอยู่ข้างๆ ด้วย
       “ขอโทษนะเพื่อนที่ทำให้พวกแกเดือดร้อน”
       “พวกเราเป็นเพื่อนกันนะ มีอะไรก็ต้องช่วยกันซิ”
       “เออ ไม่ต้องไปขอโทษพวกมันหรอก เพราะไอ้เงินที่แกให้พวกมันน่ะเยอะพอแล้ว”
       “โห หมด หมดเลย คนเขากำลังซึ้งกันอยู่”
       “ก็มันจริงมั้ยละ”
       ไผ่พญามองกระเป๋าเสื้อผ้าของขิงกับกระดังงา
       “แล้วพวกแกจะหนีไปไหน”
       “ยังไม่รู้เหมือนกัน เพราะหนีไปไหน ถ้าพวกมันอยากจะหาก็คงจะเจออยู่ดี”
       “ไอ้งามันไม่เชื่อที่ฉันบอกให้หนีเข้าไปอยู่ในตะราง ในเมื่อพวกมันเป็นผู้ร้ายเราก็ต้องเข้าไปอยู่กับตำรวจ ไอ้ไผ่แกคิดเหมือนฉันมั้ย”
       “พอเลย แกจะเข้าไปนอนในตะรางก็เข้าไปคนเดียว ฉันจะได้หาผัวใหม่” กระดังงาหันพูดกับไผ่พญา “แกไม่ต้องห่วงพวกเราหรอก เพราะพวกเราไม่ได้มีของที่มันอยากได้ แกนั่นแหละจะไปไหน”
       ไผ่พญานิ่งไปอย่างหนักใจแล้วเธอก็พูดตัดบท
       “พวกแกไปเถอะ แล้วไปอยู่ที่ไหนก็อย่าลืมส่งข่าวบอกมาด้วยละ” กระดังงาน้ำตาปริ่ม แล้วไผ่พญากับกระดังงาก็โผกอดกันซาบซึ้ง “โชคดีนะเพื่อน”
       “แกก็เหมือนกันนะ”
       ขิงกับกระดังงายกมือไหว้ลำไยก่อนจะถือกระเป๋าเสื้อผ้าออกไป ไผ่พญามองตามอย่างอาลัย
       “พวกมันน่ะรอดแน่ แต่แกกับข้านี่จะเอายังไง แกมีที่ไปแล้วเหรอ”
       ไผ่พญาครุ่นคิดหน้าเครียด
      
       ลำไยนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ภายในวัด ไผ่พญาอยู่ในตู้โทรศัพท์สาธารณะวางหูกระแทกดังตึง ไผ่พญาเดินเข้ามาหาลำไย
       “ไง เขาว่าไง”
       “โทรไม่ติด จะปิดเครื่องทำไมเนี่ย” ไผ่พญาบ่น
       “มารอนานหรือยัง”
       ไผ่พญากับลำไยหันไปก็เห็นภูวนัยเดินเข้ามา
       “โห ฉันโทรหานายตั้งหลายครั้ง”
       “โทษที โทรศัพท์ผมแบตหมดตั้งแต่เมื่อวาน” ภูวนัยมองไปที่ลำไยด้วยความสงสัย “แล้วนี่คือ...”
       “สวัสดีคะคุณ ฉันเป็นแม่ไอ้ไผ่มันน่ะคะ”
       “แม่”
       ไผ่พญาเพิ่งนึกออกว่าเพิ่งโกหกว่าแม่ตายไป
       “แม่บ้านน่ะคะ คือแม่ฉันรักแม่บ้านคนนี้มาก ก่อนท่านจากไปท่านบอกว่าให้ฉันดูแลแม่บ้านคนนี้ด้วย”
       ลำไยได้ยินอย่างนั้นก็แปลกใจ ดึงไผ่พญาเข้ามาถาม
       “ไอ้ไผ่ แกว่าใครจากไป”
       “เอาน่าแม่ เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟังทีหลัง”
       “แล้วอีตานี่มันเป็นใคร ไปอยู่ด้วยปลอดภัยแน่นะ”
       ไผ่พญากำลังจะตอบแต่ชะงักไปเพราะเดี๋ยวภูวนัยได้ยิน
       “เอ่อ เดี๋ยวฉันมานะ”
       ภูวนัยพยักหน้าให้ ไผ่พญาจึงรีบดึงลำไยออกไป
      
       ไผ่พญาดึงลำไยออกมาที่มุมลับตาคน
       “มีอะไรวะ ทำไมต้องมาคุยตรงนี้ด้วย”
       “แม่จำเรื่องที่ไอ้ขิงมันบอกได้มั้ย”
       “ที่มันบอกว่ามันเป็นฝีที่จักกะแร้น่ะเหรอ”
       “ไม่ใช่ ที่มันบอกว่าถ้าเราอยากรอดให้เราไปอยู่กับตำรวจ”
       “เออ แล้วทำไม” ลำไยนึกได้ “เฮ้ย อย่าบอกนะว่า”
       “ใช่...ผู้ชายคนนั้นเป็นตำรวจ”
       “เฮ้ย” ลำไยตกใจจนเผลอร้องออกมา ไผ่พญาต้องรีบปิดปากลำไย ลำไยเอามือไผ่พญาออก “ไอ้ไผ่ แกก็รู้ว่าข้าไม่ถูกกับตำรวจ”
       “แต่เราไม่มีทางเลือกแล้วนะแม่”
       “แต่ข้ามีเว้ย เอ็งจำไอ้เน่าแถวบ้านเราได้มั้ย” ไผ่พญาพยักหน้า “มันเคยชวนแม่ไปเป็นคนแจกไพ่ที่บ่อนเฮียกวง”
       “แม่ ฉันไม่มีทางปล่อยให้แม่ไปคนเดียวแน่ๆ”
       ลำไยได้ยินที่ไผ่พญาพูดอย่างนั้นก็สัมผัสได้ถึงความรักที่ไผ่พญามีให้
       “ไอ้ไผ่ แม่รู้ว่าลูกห่วงแม่ แต่เชื่อแม่ซิแม่เอาตัวรอดได้ ไปอยู่กับเฮียกวงน่ะ แม่ว่ามันยังจะปลอดภัยกว่าตำรวจอีก” ไผ่พญาน้ำตาซึม
       “แม่”
       “ไอ้ไผ่ แกรักแม่มั้ย”
       ไผ่พญาชักกลั้นน้ำตาไม่อยู่
       “ทำไมแม่ถามอย่างนี้ละ แม่ก็รู้ว่าฉันรักแม่มากแค่ไหน”
       “ถ้าอย่างนั้นแกต้องปล่อยแม่ไป ให้แม่อยู่กับสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขส่วนแกก็ไปอยู่กับตำรวจนั่นซะถ้าแกคิดว่าเขาช่วยแกได้”
       ไผ่พญากลั้นน้ำตาไม่อยู่จึงปล่อยให้น้ำตาไหลพรากออกมากับการที่จะต้องจากแม่
       “ไม่ ฉันจะไปกับแม่”
       ลำไยร้องไห้ไปกับลูก
       “ข้าไม่ได้ตาย แกจะร้องทำไม ไป...ไปได้แล้ว”
       ลำไยผลักไสไผ่พญาให้ไปหาภูวนัย ไผ่พญาค่อยๆ เดินไป แต่สุดท้ายก็หันกลับมาก่อนจะโผเข้ากอดลำไยไว้แน่น
       “แม่ แม่จ๋า...แม่รักษาตัวเองดีๆ นะ”
       “ลูกก็เหมือนกันนะ”
      
       ไผ่พญากับลำไยกอดกันร้องไห้กับการจากลาที่ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่
ตอนที่ 6
      
       ขณะเดียวกัน ที่ดิออร์แกน โสภีลงไปนอนกองกับพื้นโดยมีเลือดซึมออกมาจากมุมปาก พายัพค่อยๆ เดินเข้ามา ก่อนจะก้มลงไปนั่งข้างๆ
      
       “ทำไมถึงได้ปล่อยพวกมันไป”
       โสภีมองพายัพด้วยความโกรธก่อนจะถุยน้ำลายใส่พายัพแทนคำตอบ
       “ที่นี่เป็นที่ของฉัน ฉันจะทำอะไรทำไมต้องขออนุญาตแก”
       ทันใดนั้นพายัพตบเผียะ! จนโสภีหน้าหัน ไม่เท่านั้นพายัพกระชากผมโสภีขึ้นก่อนจะเหวี่ยงไปชนข้าวของกระจัดกระจาย โสภีหันมาแล้วยิ้มอาฆาต
       “แกรู้ใช่มั้ยว่าทำกับฉันแบบนี้ เสธ.โรจน์จะทำยังไงกับแก”
       “แล้วแกคิดว่าแกจะมีปัญญาไปบอกใครได้เหรอ”
       โสภีเห็นพายัพยิ้มเลือดเย็นก็เริ่มกลัว
       “ทำไม แกจะฆ่าฉันหรือไง”
       พายัพยิ้มก่อนจะนั่งลงแล้วดึงโสภีเข้ามากอด
       “ฉันจะทำอย่างนั้นทำไม” แล้วพายัพก็ลากลิ้นเลียเลือดที่อยู่มุมปากของโสภี โสภีทำหน้าขยะแขยง แต่พายัพกลับชอบที่ลิ้มชิมเลือด “หวานไม่แพ้เลือดสาวๆ เลยนะ ฉันไม่ฆ่าเธอหรอก ฉันจะปล่อยให้เธออยู่อย่างนี้ เพราะยังไงพวกมันก็ต้องย้อนกลับมาหาเธออยู่ดี เธอคงรู้ใช่มั้ยถ้ามันกลับมาที่นี่อีกคนแรกที่แกต้องโทรหาคือใคร” โสภีมองหน้าพายัพอย่างเคียดแค้น พายัพลุกขึ้นไม่สนใจ “อ๋อ...ส่วนเธอจะไปฟ้องเสธ.อะไรของเธอก็ตามใจ อย่าลืมสะกดชื่อฉันให้ถูกด้วยก็แล้วกัน”
       พายัพยิ้มเหี้ยมก่อนจะเดินออกไปพร้อมลูกน้อง โสภีมองตามด้วยความคับแค้นเพราะเจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ
      
       คืนนั้นภูวนัยกับไผ่พญาเดินเข้ามาในบ้าน ไผ่พญายังเศร้าโศกจากการร่ำลากับแม่ไม่คลาย ภูวนัยหันมาเห็นไผ่พญาซึมๆ ก็เป็นห่วง
       “คุณโอเคมั้ย”
       ไผ่พญายิ้มให้เศร้าๆ เสียงม่านเมฆดังขึ้น
       “พ่อ”
       ม่านเมฆเรียกภูวนัยแต่วิ่งโผไปหาไผ่พญาซะงั้น
       “อะไรเนี่ย เกินไปละๆ”
       ภูวนัยกับไผ่พญาเดินเข้ามาถึงห้องรับแขก เห็นเผ่าพงศ์กับม่านหมอกนั่งดูโทรทัศน์กันอยู่ ไผ่พญายกมือสวัสดีเผ่าพงศ์และทักทายม่านหมอก
       “เป็นไงพ่อ เรียบร้อยมั้ยครับ”
       เผ่าพงศ์หันมองหน้าม่านหมอก ม่านหมอกทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เผ่าพงศ์เลยหันไปพยักหน้ากับภูวนัย
       “เรียบร้อย ไม่มีอะไรนี่”
       “ใช่ครับ แต่พ่อไม่น่าให้ยัยพั้นซ์มาสอนเราเลยพ่อ”
       “พั้นซ์มาเหรอ”
       ม่านหมอกยิ้มมุมปากพูดกับเผ่าพงศ์
       “เห็นมั้ยหนูบอกแล้วว่ายัยนั่นไม่ได้โทรหรอก”
       พอภูวนัยรู้ว่าพรรณรายมาก็ชักจะสังหรณ์ใจ
       “ไม่มีเรื่องอะไรใช่มั้ย”
       สิ้นคำถามของภูวนัย เสียงของเสกสรรก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน
       “เฮ้ย ออกมาซิวะ”
       ภูวนัยได้ยินเสียงเสกสรรก็หันมองทุกคนประมาณว่ารู้ว่าทุกคนต้องทำอะไรไว้แน่ๆ
      
       เสกสรรกำลังโวยวายอยู่หน้าบ้าน
       “เฮ้ย กล้าทำแล้วไม่กล้ารับหรือไง ออกมาซิ”
       ภูวนัย ไผ่พญา เดินออกมา
       “มีอะไรอีกครับ”
       “มีอะไร แกถามได้ยังไงว่ามีอะไร คอยดูนะฉันจะแจ้งตำรวจจับพวกแกให้หมดในข้อหาทำร้ายร่างกายยัยพั้นซ์”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป
       “คุณพั้นซ์โดนทำร้ายร่างกายเหรอคะ”
       “ก็ใช่ซิ”
       “แล้วพั้นซ์เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
       “โชคดีที่ฉันพาส่งโรงพยาบาลทัน ไม่อย่างนั้นละก็ฉันจะให้พวกแกทุกคนชดใช้ในสิ่งที่พวกแกทำกับลูกสาวฉัน”
       “แล้วคุณแน่ใจเหรอคะว่าเป็นฝีมือของคนในบ้านนี้” ไผ่พญาย้อนถาม
       “นี่ ถ้าไม่รู้ว่าเป็นครูบาอาจารย์ละก็ผมตบกลิ้งไปแล้ว ทำไม...ต้องให้ยัยพั้นซ์ตายก่อนใช่มั้ย พวกแกถึงจะเชื่อ”
       ไผ่พญาหันมองภูวนัยที่มีสีหน้าเครียดลงทันที
      
       ม่านเมฆ เผ่าพงศ์นั่งก้มหน้างุดที่โซฟา ขณะที่ม่านหมอกนั่งเฉย
       “ตกลงจะไม่มีใครยอมรับใช่มั้ย” เผ่าพงศ์กับม่านเมฆนั่งก้มต่ำลงอีก “อะไรกัน พ่อไม่อยู่แค่วันเดียวทำไมถึงได้ก่อเรื่องก่อราวได้ขนาดนี้”
       “ไอ้ภู ค่อยๆ พูดก็ได้”
       “พ่อก็เหมือนกัน” เผ่าพงศ์ถึงกับสะอึก “เป็นผู้ใหญ่ทำไมไม่ห้าม”
       ม่านหมอกที่นั่งอยู่ พูดขึ้นมาอย่างไม่สะทกสะท้าน
       “ฉันเป็นคนทำเอง”
       “พี่หมอก พวกเราก็ทำด้วยกันหมดแหละ”
       “แต่ฉันเป็นคนคิด เอาซิ ฉันเป็นคนทำ จะทำอะไร จะส่งฉันให้ตำรวจอย่างที่ไอ้พ่อเลี้ยงนั่นว่าหรือไง”
       ภูวนัยมองม่านหมอก รู้อยู่แล้วว่าม่านหมอกทำและรอว่าเมื่อไหร่จะยอมรับ
       “ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้น ถ้าเกิดพั้นซ์เขาตายไปจะว่าไง”
       “จะไปยากอะไร หนูตายไปอีกคนไง เรื่องจะได้จบ”
       “หมอก”
       ไผ่พญาที่ยืนอยู่ไม่อยากเห็นทุกคนทะเลาะกันไปมากกว่านี้จึงขัดขึ้น
       “ฉันว่านายใจเย็นก่อนเถอะ ตอนนี้เราก็ไม่รู้ว่าคุณพั้นซ์เป็นอะไรมากน้อยแค่ไหน แล้วอีกอย่างฉันอยากให้นายฟังความสองข้าง ว่าทำไมเมฆ หมอกแล้วก็คุณลุงถึงได้ทำอย่างนั้น”
       “ไม่มีประโยชน์หรอกคะ เพราะเขามักจะให้ว่าคนอื่นสำคัญกว่าคนใกล้ตัวอยู่แล้ว”
       ม่านหมอกบอก ภูวนัยพยายามสงบสติอารมณ์
       “รีบไปนอนซะ พรุ่งนี้อาจะพาเธอไปขอโทษเขาที่โรงพยาบาล”
       “ฉันไม่ไป”
       “ทำผิดก็ต้องยอมรับผิด”
       “แต่ฉันไม่ได้เริ่มก่อน ถ้าอยากให้ฉันขอโทษอาก็ไปลากยัยนั่นมาขอโทษฉันก่อน”
       “เอ่อ ให้ฉันไปแทนหมอกได้มั้ยละ” ไผ่พญารับอาสา
       “ไม่ได้ ใครทำ คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ”
       ภูวนัยยืนกราน ทำให้ม่านหมอกเดินออกไปอย่างไม่พอใจ
       “หมอก หมอก”
       “เอาน่า ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันไปแทนก็ได้”
       “คุณเป็นครูยังไง แทนที่จะสอนให้รู้จักรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเองแต่กลับออกหน้ารับผิดซะเอง ทำอย่างนี้เดี๋ยวก็ยิ่งได้ใจกันใหญ่”
       “เอ้า โน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้แล้วจะให้ฉันทำยังไง”
       “ก็ทำให้เธอไปขอโทษพั้นซ์ที่โรงพยาบาลพรุ่งนี้ไง”
      
       ภูวนัยพูดจบก็เดินออกไป ไผ่พญามองตามอย่างเหนื่อยใจ


  


       ไผ่พญาเดินลงมาจากบันได ภูวนัยเดินเข้ามาจากนอกบ้านกับพรรษา
      
       “ก็ใช้ได้แล้วละครับ เดี๋ยวขอดูบัญชีเดือนที่แล้วด้วยแล้วกันนะครับ”
       “ได้คะ”
       ภูวนัยเดินเข้ามาเห็นไผ่พญา ภูวนัยกับไผ่พญาต่างชะงักกันไป ภูวนัยมองไผ่พญาที่ใส่เสื้อสีดำก็พูดขึ้น
       “ใครเขาให้ใส่เสื้อสีดำไปเยี่ยมคนป่วย”
       “อ้าวเหรอ ไม่เป็นไรหรอกมั้ง คุณพั้นซ์เขาก็ไม่ได้เป็นอะไรมากนี่”
       “แต่มันก็ไม่ควร ขึ้นไปเปลี่ยนซะ”
       ไผ่พญาชักไม่พอใจ
       “ ถ้างั้นนายก็ไปโกนหัวก่อนซิ” ภูวนัยงง “ผมนายก็ดำเหมือนกัน”
       “อย่าหาเรื่องทะเลาะกันแต่เช้าได้มั้ย”
       “ใครกันแน่”
       พรรษาที่ยืนอยู่ด้วยรีบหย่าศึก
       “คุณภูคะ ลืมแล้วเหรอคะว่าคุณแม่คุณครูเพิ่งเสีย”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็เพิ่งนึกได้เหมือนกัน ภูวนัยเองก็ชะงักไปอย่างรู้สึกผิด
       “ใช่ ฉันกำลังไว้ทุกข์อยู่”
       “เอ่อ ผมลืมไป” แล้วภูวนัยก็รีบเปลี่ยนเรื่อง “หมอกละ ตกลงคุณทำให้เธอยอมไปโรงพยาบาลได้มั้ย”
       ไผ่พญาอึกอักเพราะยังไม่ได้ทำอะไรเลย
       “เอ่อ คือ”
       “เมื่อเช้า ป้าเห็นคุณหมอกอยู่ในครัวน่ะคะ” พรรษาบอก ภูวนัยกับไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็แปลกใจ
       “ครัว”
       ระหว่างนั้นเสียงม่านหมอกดังขึ้น
       “ฉันทำอะไรไปเยี่ยมคุณพั้นซ์เขาหน่อย”
       ทุกคนหันไปก็เห็นม่านหมอกเดินถือถุงผ้าที่ใส่กล่องข้าวกับกระบอกน้ำออกมา
       “ไปกันหรือยัง”
       ม่านหมอกพูดจบก็เดินนำออกไป ภูวนัยกับไผ่พญามองตามด้วยความสงสัย พรรษาเองก็เช่นกัน
       “สงสัยวันนี้ฟ้าจะถล่มละมั้ง”
       “ทำไมละคะ” ไผ่พญาถามอย่างแปลกใจ
       “ก็แต่ก่อนคุณหมอกเป็นอย่างนี้ซะเมื่อไหร่ละคะ” พรรษาหันไปพูดกับภูวนัย “ป้าว่าแกคงจะคิดได้แล้วก็รู้สึกผิดจริงๆ แล้วนะคะคุณภู”
       ภูวนัยไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน
       “คุณทำยังไง หมอกถึงได้ยอมไป” ภูวนัยถามไผ่พญา
       “บอกไม่ได้หรอก ความลับ”
       แล้วไผ่พญาก็เดินตามม่านหมอกออกไป ภูวนัยมองตามด้วยความสงสัย
      
       ภูวนัยเดินนำมาตามทางเดินของโรงพยาบาล ไผ่พญากับม่านหมอกเดินตามมาไม่ห่างแล้วจู่ๆ ภูวนัยก็นึกขึ้นมาได้
       “เดี๋ยวฉันเข้าไปก่อน...” ภูวนัยชะงักด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นม่านหมอกกับไผ่พญากำลังซุบซิบบางอย่างกันอยู่ “มีอะไร กำลังคิดอะไรแผลงๆ อยู่หรือเปล่า”
       “แผลงอะไรละ คือหมอกเขากลัวว่าคุณพั้นซ์ยังโกรธอยู่ แล้วไม่รับของที่เธอตั้งใจทำมาฝากน่ะ” ภูวนัยมองม่านหมอกที่ทำหน้านิ่งตามสไตล์ ไผ่พญาเอาถุงกล่องข้าวจากม่านหมอกมาแล้วยื่นให้ภูวนัย “นายเอาให้คุณพั้นซ์ซิ”
       “แต่ฉันว่า หมอกน่าจะเป็นคนเอาให้นะ จะได้ปรับความเข้าใจกัน”
       “ถ้าบอกว่านายเอามาฝาก รับรองว่ายัยนั่น อุ้ย...คุณพั้นซ์จะต้องหายทันทีเลย น่า อยากให้หมอกหน้าแตกหรือไง”
       ภูวนัยรับถุงกล่องข้าวมา
       “ก็ได้ ดีเหมือนกัน ถ้าเกิดพวกคุณโผล่เข้าไปเลย พั้นซ์อาจตกใจก็ได้ เดี๋ยวผมเข้าไปก่อนแล้วสักพักค่อยตามเข้าไปแล้วกัน”
       ภูวนัยเดินเข้าห้องไป ไผ่พญาเข้ามาคุยกับม่านหมอก
       “ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้ต้องแฮ๊ปปี้เอนดิ้งแน่นอน”
       ไผ่พญาพูดปลอบม่านหมอก ม่านหมอกหน้าตายไม่ได้รู้สึกอะไร
      
       ภายในห้องขณะนั้นพรรณรายกำลังกดรีโมทโทรทัศน์เปลี่ยนช่องไปเรื่อยด้วยอาการเซ็งก่อนจะปารีโมททิ้ง
       “ฮึ่ยย์ ทำไมป่านนี้ภูยังไม่มาอีก หรือว่าไอ้เด็กนั่นต้องเป่าหูอะไรแน่ๆ” เสียงเคาะประตูดังขึ้น พรรณรายไม่คิดว่าเป็นภูวนัย “อะไรอีก” ภูวนัยเปิดประตูเข้ามา พรรณรายเห็นก็ดีใจ “ภู ภูมาหาพั้นซ์จริงๆ ด้วย”
       “เมื่อกี้พั้นซ์นึกว่าใครเหรอ”
       พรรณรายกลัวภูวนัยเห็นร่างนางมาร
       “อ๋อ ฤทธิ์ยาน่ะคะ”
       “แล้วเป็นยังไงบ้าง”
       “ภูถามถึงร่างกายหรือว่าจิตใจละคะ” ภูวนัยรู้สึกผิด “ภูไปกรุงเทพฯ กับยัยครูนั่นทำอะไรกันคะ”
       พรรณรายเมินหน้าหนีงอนๆ
       “คุณแม่ของครูไผ่เสีย ผมเลยขับรถพาเธอไปงานศพ ส่วนผมก็ไปทำธุระต่อ”
       พรรณรายได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาได้
       “จริงนะคะ ภูกับยัยครูนั่นไม่ได้กิ๊กกั๊กกันใช่มั้ยคะ”
       “คุณอยากได้ของชำร่วยงานศพมั้ยละ”
       “จริงนะคะ” ภูวนัยพยักหน้า ระหว่างนั้นพรรณรายเห็นถุงในมือภูวนัย “อุ้ย อะไรนะคะ”
       “แซนวิชน่ะครับ” ภูวนัยส่งให้ พรรณรายรีบรับมาเปิด
       “ภูนี่ รู้ใจพั้นซ์จริงๆ เลย รู้มั้ยว่าพั้นซ์เบื่อข้าวโรงบาลจะแย่แล้ .พั้นซ์ทานเลยนะคะ”
       ไผ่พญากับม่านหมอกเปิดประตูเข้ามา
       “สวัสดีคะ”
       พรรณรายที่กัดแซนวิชไปคำแรกถึงกับชะงัก
       “พวกแกมาทำไม” พรรณรายหันมองหน้าภูวนัย แล้วรีบเปลี่ยนคำพูดกับน้ำเสียง “เอ่อ พวกเธอมาเยี่ยมฉันด้วยเหรอ อุ้ย หวัดดีจ้ะหมอก”
       ไผ่พญาเห็นพรรณรายทานแซนวิชอยู่เลยรู้ว่าม่านหมอกทำแซนวิชมา
       “โห แซนวิช”
       “อ๋อ จ้ะ ภูเขาทำมาให้ฉันน่ะ”
       พรรณรายรีบกัดแซนวิชคำโตเพื่อยั่วไผ่พญากับม่านหมอก ระหว่างนั้นภูวนัยพูดขึ้น
       “ผมไม่ได้ทำหรอกพั้นซ์ หมอกเขาทำมาขอโทษคุณน่ะ”
       พรรณรายได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับพ่นพรวดออกมาทันที
       “ภูว่าใครทำน่ะคะ”
       ไผ่พญาพูดในอารมณ์ต้องการนำเสนอ เพราะไผ่พญาไม่รู้ว่าพรรณรายโดนม่านหมอกแกล้งยังไง
       “ก็หมอกไงคะ ไม่อร่อยเหรอ”
       “ฉันทำมาขอโทษ ถ้าคุณไม่กินก็แสดงว่าคุณไม่ยกโทษให้ฉัน” ม่านหมอกบอก
      
       พรรณรายมองแซนด์วิชในมืออย่างหวั่นใจ


  


       ด้านตะวันฉายประคองยายสามาตามทางในโรงพยาบาล
      
       “ไม่เป็นไรนะยาย เดี๋ยวหาหมอเสร็จยายก็พูดได้เหมือนเดิมแล้ว”
       ยายสาจะพูดแต่เสียงแหบเหลือเกิน
       “ขอบ...”
       “ไม่ต้องพูดหรอกยาย เดี๋ยวจะยิ่งเจ็บคอ” ตะวันฉายพายายสาเดินมาถึงหน้าห้องน้ำ ยายสาชี้ไปที่ห้องน้ำ “จะเข้าห้องน้ำเหรอครับ”
       ยายสาพยักหน้า ตะวันฉายประคองยายสาไปที่หน้าห้องน้ำ ตะวันฉายมองยายสาอย่างเป็นห่วง
       “ให้ผมพาเข้าไปมั้ย” ยายสาส่ายหน้าแล้วทำไม้ทำมือบอกให้ตะวันฉายรอข้างหน้า “งั้นยายเดินดีๆ นะ” ยายสาเข้าห้องน้ำไป ตะวันฉายมายืนรอหน้าห้องน้ำ ตะวันฉายยืนรออยู่ได้ครู่นึงก็กังวล “เป็นหวัดอย่างนี้ เกิดเป็นลมไปจะทำยังไง”
       ตะวันฉายมองซ้ายมองขวา พอเห็นคนเดินผ่านไปแล้วปลอดคนจึงรีบผลุบเข้าไปในห้องน้ำทันที
      
       ตะวันฉายเข้ามาในห้องน้ำ แล้วทำเสียงเบาเรียก
       “ยาย...ยาย ยายไม่มีเสียงนี่ เป็นไรไปหรือเปล่า”
       ตะวันฉายเดินไปที่หน้าห้องน้ำที่เรียงราย ก่อนจะก้มลงไปมองข้างล่างเพื่อดูว่ายายสาเป็นลมกับชักโครกไปหรือเปล่า แต่ระหว่างที่ตะวันฉายกำลังก้มอยู่นั่น จู่ๆ ประตูห้องส้วมห้องนั้นก็เปิดออก ตะวันฉายค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปแล้วตะวันฉายก็ต้องตกใจเมื่อเห็นปลายฟ้ายืนอยู่
       “กรี้ดดดด”
       “เฮ้ย”
       “นาย ฉันไม่คิดเลยนะว่านายจะเป็นพวกโรคจิต”
       “เดี๋ยวก่อนหมอ ฟังผมก่อน”
       ปลายฟ้าไม่ฟังอะไรทั้งนั้นเพราะจากสิ่งที่เห็นทำให้เธอเชื่อไปแล้ว ปลายฟ้าหันรีหันขวางก่อนจะเห็นไม้ถูพื้นอยู่มุมห้อง ปลายฟ้ารีบวิ่งเข้าไปหยิบ ตะวันฉายเห็นปลายฟ้าหยิบอาวุธก็ตกใจ
       “เฮ้ย”
       ตะวันฉายตกใจรีบวิ่งแผล่วออกไปทันที ปลายฟ้าเห็นก็รีบถือไม้ถูพื้นวิ่งตาม
      
       ตะวันฉายวิ่งออกมาจากห้องน้ำ แต่ปลายฟ้าก็ตามมาทันก่อนจะหวดไม้ใส่ตะวันฉาย
       “โอ๊ย”
       “จะหนีไปไหน”
       ปลายฟ้าจะตีอีก แต่ตะวันฉายจับไม้ถูพื้นเอาไว้ ทั้งสองหมุนกันไปหมุนกันมา
       “หมอฟังผมก่อนซิ”
       “ต้องฟังอะไรอีก ก็ฉันเห็นนายแอบดูฉันอยู่”
       “มันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะหมอ ผมไม่ใช่โรคจิต ลามกจกเปรตอะไรที่หมอคิดเลย”
       “แล้วนายเข้าห้องน้ำหญิงไปทำไม”
       เสียงไอแค่กๆ ดังขึ้น ตะวันฉายกับปลายฟ้าหันไปมองก็เห็นยายสายืนอยู่
       “นี่ไง ผมจะเข้าไปดูคุณยายว่าเป็นอะไรหรือเปล่า คุณยายแกเป็นหวัดผมก็กลัวแกจะเป็นลมในห้องน้ำ”
       ปลายฟ้าได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป
       “จริงเหรอจ้ะยาย”
       ยายสาพยักหน้า บอกเสียงแหบ
       “จริงจ้ะหมอ”
       “เอ่อ...”
       “ถ้าอย่างนั้น ผมจะปล่อยมือแล้วนะ” ตะวันฉายค่อยๆ ปล่อยมือจากไม้ถูพื้น ปลายฟ้ายิ้มเจื่อน “แล้วยังไงเนี่ยหมอ ถ้าหัวผมแตกไปจะว่ายังไง”
       “ก็นายทำให้ฉันเข้าใจผิดเองทำไม”
       “เอ้า”
       “หรือจะให้ฉันรายงานพฤติกรรมของนายให้ทางจังหวัดรู้”
       “โห...ถ้าอย่างนั้นผมก็จะบอกโรงพยาบาลเหมือนกันว่าหมอไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นหมอ”
       “มันเกี่ยวอะไร”
       “หมอยังไม่ทันฟังผมก็ตัดสินแล้ว มันก็เหมือนกับหมอยังไม่ทันตรวจก็วินิจฉัยโรคแล้วไง” ปลายฟ้าอึ้งเถียงไม่ออก ก่อนจะหันหลังเดินออกไปดื้อๆ “อ้าว นี่หมอจะไม่ขอโทษผมสักคำเลยเหรอ”
       ตะวันฉายมองตามปลายฟ้าอย่างหมั่นไส้
      
       พรรณรายพะอืดพะอมหลังจากพยายามกินแซนวิชจนหมด
       “อร่อยมากเลยจ้ะ” พรรณรายบอกกับม่านหมอก
       “เหรอ เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าอาหารหมูเอามาทำแซนวิชอร่อยเหมือนกัน”
       “ห๊า แหวะ” พรรณรายได้ยินอย่างนั้นก็ลืมตัวจะพลิกหากระโถน เลยทำให้ตกเตียง “โอ๊ย”
       ภูวนัยรีบเข้ามารับพรรณราย
       “เล่นอะไรเนี่ยหมอก ไม่เห็นหรือไงว่าพี่เขาเจ็บอยู่”
       ภูวนัยต่อว่าม่านหมอก ระหว่างนั้นเสกสรรเปิดประตูเข้ามาในห้องพร้อมกับตำรวจ
       “นี่เลยครับ เชิญสารวัตรสอบปากคำลูกสาวผมได้เต็มทีเลยครับ” เสกสรรเห็นภูวนัย ไผ่พญาและม่านหมอกก็ตกใจ “พวกแก” เสกสรรหันไปเห็นภูวนัยกำลังประคองพรรณรายที่กำลังจะตกเตียง “เฮ้ย แกทำอะไรยัยพั้นซ์”
       เสกสรรรีบเข้ามาหาพรรณราย ส่วนไผ่พญาพอเห็นตำรวจก็ตกใจ
       “ฉิบ”
       เสกสรรเข้าไปประคองพรรณราย
       “สารวัตรเห็นหรือยังว่าพวกนี้มันกำลังทำร้ายลูกสาวผม จับมันเลยสารวัตร”
       “อะไรเนี่ยพ่อ พ่อพาตำรวจมาทำไม”
       “เอ้า ก็พ่อไปแจ้งความว่าพวกนี้มันทำร้ายร่างกายแกไง สารวัตรเขาก็เลยอยากสอบปากคำแก”
       พรรณรายอยากจะจัดการม่านหมอกอยู่เหมือนกัน แต่เพราะภูวนัยอยู่ด้วยเลยต้องเปลี่ยนท่าที
       “จะบ้าเหรอพ่อ ใครทำร้ายร่างกายใคร”
       “ตกลงจะเอายังไงครับคุณเสกสรร” สารวัตรถาม
       “เอายังไง ก็ต้องจัดการซิ เมื่อวานลูกสาวผมไปบ้านของไอ้หมอนี่ แล้วพอตอนเย็นก็เดินอย่างนี้” เสกสรรทำท่าเดินกะเผกให้ดู “กลับมาที่บ้าน”
       “เอ่อ พั้นซ์ลื่นล้มเองคะสารวัตร”
       “อ้าว ไหนแกบอกว่าพวกนี้มันแกล้งแกไง”
       ไผ่พญาเห็นว่าทุกคนกำลังเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดก็ค่อยๆ กระเถิบไปที่ประตู จะชิ่งออกจากห้อง
       “ตกลงยังไงครับ คดีอย่างนี้ถ้าเจ้าทุกข์บอกว่าไม่โดนทำร้ายก็เอาผิดอะไรไม่ได้”
       “ยัยพั้นซ์”
       “ก็พั้นซ์ลื่นล้มเองจริงๆ นี่คะ”
       ภูวนัยรู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที ภูวนัยหันมองม่านหมอกที่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร ขณะที่ไผ่พญากระเถิบใกล้ถึงประตูอยู่แค่เอื้อม
       “ถ้าอย่างนั้น ก็คงไม่มีอะไรแล้วผมคงต้องขอตัว”
       สารวัตรทำความเคารพ ทุกคนยกมือไหว้ลา มีแต่เสกสรรที่ไม่ยอม
       “เดี๋ยวก่อนสารวัตร”
       สารวัตรเดินมาที่ประตูก็ปะหน้าเข้ากับไผ่พญาที่กำลังจะย่องออกจากประตู ไผ่พญาเห็นสารวัตรก็รีบก้มหน้าก้มตาทันที
       “เอ หน้าคุ้นๆ นะเราเนี่ย”
       ไผ่พญาหลบหน้าหลบตา
       “จริงเหรอคะ”
       “จริงซิ เคยเห็นที่ไหนน้า”
       “ไม่เคยหรอกคะ เพราะถ้าเคยเห็นหนูคงจำสารวัตรได้แล้ว พอดีหนูเกิดมาหน้าโหล ใครๆ ก็ชอบทักถูกทักผิดอยู่เรื่อย”
       “แล้วนั่นคุณจะไปไหน”
       “เอ่อ...เอ่อ...พอดีเมื่อกี้ฉันเพิ่งนึกได้ว่าเข้าห้องน้ำแล้วยังไม่ได้ปิดน้ำเลย เดี๋ยวฉันไปปิดน้ำก่อนนะ”
       ไผ่พญาพูดจบก็รีบเปิดประตูออกจากห้อง ระหว่างนั้นสารวัตรก็นึกขึ้นมาได้
       “นึกออกแล้ว”สารวัตรหันไปทำความเคารพกับทุกคน “ผมไปก่อนนะครับ”
       “อ้าว เดี๋ยวก่อนซิสารวัตร”
      
       เสกสรรรีบตามสารวัตรออกไปอีกคน

       ไผ่พญารีบเดินจ้ำอ้าวมาตามทาง ตาก็คอยหันมองหลังตลอดเวลา
      
       “บ้าเอ๊ย ดันมาเจอตรงนี้ได้ไงเนี่ย”
       สารวัตรวิ่งตามไผ่พญาเข้ามา
       “เดี๋ยวก่อนซิคุณ”
       ไผ่พญาได้ยินก็หันไปมองแล้วก็ตกใจเมื่อเห็นสารวัตรตามมา มีเสกสรรคอยตามสารวัตรมาอีกคน
       “สารวัตรนั่นแหละหยุดก่อน” ไผ่พญาตกใจรีบเดิ