กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 8] ข้าวนอกนา

Kawnok.jpg
4-4-2013 20:04



ข้าวนอกนา


      

ออกอากาศ : ทุกวันจันทร์-วันพุธ เวลา 08.00 น. / 11.30 น. / 17.30 น. / 20.00 น. ทางช่อง 8 ทุกจานรับสัญญาณดาวเทียม และทางทรูวิชั่นส์ ช่อง 65 (กล่องธรรมดา) และช่อง 88 (กล่อง HD)
บทประพันธ์โดย : สีฟ้า
บทโทรทัศน์โดย : อาณาจินต์
กำกับการแสดงโดย : ภูมิภัทร สังวาลย์วรกุล
ผลิตโดย : อิศริยา สายสนั่น

รายชื่อนักแสดง

ณปภัช วัฒนากมลวุฒิ   รับบท   ดำ
สราวุธ มาตรทอง   รับบท   จอร์จ
เมริซ่า รอส   รับบท   เดือน
อธิกิตติ์ พริ้งพร้อม (แบล็กวานิลลา)   รับบท   ไวภพ
บัณฑิตา ฐานวิเศษ   รับบท   ใจหวาน
สุปราณี เจริญผล   รับบท   เขมวรรณ       
ศตวรรษ ดุลยวิจิตร  รับบท   ดนัยธร
ดวงใจ หทัยกาญจน์   รับบท   ขจิต
สุคนธวา เกิดนิมิต   รับบท   ออย

เรื่องย่อ ละครข้าวนอกนา



       ดำเป็นลูกของสาวไทยกับฝรั่งนิโกร มีพี่สาวชื่อเดือน เป็นลูกครึ่งฝรั่งผิวขาวจากแม่เดียวกัน ทั้งสองอายุห่างกัน1ปี แม่ฝากดำกับเดือนให้ป้าหมอนกับ ลุงชาญ เพื่อนบ้านในสลัมเดียวกันช่วยเลี้ยง จนทั้งสองอายุได้ 4-5 ขวบ แม่ก็ทิ้งไปและไม่กลับมาอีกเลย
      
       แต่โชคดีที่เดือนเป็นเด็กลูกครึ่งฝรั่งผิวขาว หน้าตาน่ารัก ส่วนดำเป็นเด็กตัวดำ หน้าตาขี้เหร่ในสายตาคนอื่น เธอจึงมักถูกเปรียบเทียบกับเดือนเสมอ ดำรู้สึกว่าตนเองเกิดมาอาภัพ ทำให้เกิดความริษยาเดือน กลายเป็นปมด้อยและความเกลียดชังที่ฝังลึกโดยไม่รู้ตัว ดำจึงชอบแกล้งเดือน พอเดือนไปฟ้องป้าหนอม ดำก็จะโดนตี แต่ดำกลับไม่เคยร้องไห้ ป้าหนอมจึงมักต่อว่าดำนั้นใจดำเหมือนสีผิว
      
       หนึ่งปีหลังจากแม่ทิ้งดำกับเดือนไป ป้าหนอมหาทางขายดำกับเดือนให้คนอื่นเพราะเลี้ยงไม่ไหว จนมีคู่สามีภรรยาเศรษฐี คือ ดนัยธรกับเขมวรรณ ขอรับเดือนไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม เพราะทั้งสองไม่มีลูกของตัวเอง เขมวรรณตั้งชื่อให้เดือนใหม่ว่า “เดือนไขแสง” เดือนถูกเลี้ยงอย่างทะนุถนอม ได้รับการศึกษาสูง อยูในแวดวงสังคมไฮโซ ได้รับความรักความอบอุ่นจากครอบครัวใหม่ ทำให้เดือนลืมปมด้อยไปชั่วขณะ

       ส่วนดำถูกคุณนายจรูญศรีรับไปเลี้ยง เธอเป็นเจ้าของอพาร์ตเมนท์ให้เช่าและอู่แท็กซี่ จรูญศรีทั้งตระหนี่และเห็นแก่ตัว ปฏิบัติกับดำเหมือนเป็นคนใช้ โดยให้คอยช่วยประนอม คนรับใช้ทำงานบ้าน ดำจึงมีชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก ไม่ได้รับความรักใดๆ ประนอมเป็นคนดูแลดำ แต่เพราะไม่มีความรู้จึงไม่สามารถอบรมสั่งสอนดำได้ ดำเกลียดเดือนที่เกิดมาโชคดีกว่าดำทุกอย่าง จึงวางแผนจะทำลายอนาคตของเดือนด้วยการเปิดโปงรากเหง้าให้เดือนรู้สึกอับอาย หรือด้วยวิธีดึงเดือนลงมาเกลือกกลั้วในสังคมชั้นต่ำของตน

       แม้ชีวิตที่ผ่านมาของดำจะดูขมขื่น แต่เธอก็ยังมีลุงสวัสดิ์ คนขับแท็กซี่ ที่มีบุญคุณกับดำ และเข้าใจหัวอกของเธอดี แต่น่าเสียดายที่ลุงหวัดไม่ได้อยู่ให้เป็นที่พึ่งนานนัก ลุงหวัดประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

       ดำทนชีวิตที่ถูกคุณนายจรูญศรีจิกหัวใช้ไม่ไหว จึงหนีออกจากบ้านคุณนายไปอยู่กับกับใจหวาน นักร้องประจำผับแห่งหนึ่ง ใจหวานสงสารดำจึงช่วยเหลือไว้ ขณะนั้นดำได้รู้จักกับ จอร์จ เบเนดิกท์ ชาวอเมริกันลูกครึ่งเอเชีย ซึ่งมาทำงานเป็นครูและหมออาสาสมัครในเมืองไทย ดำเข้าเรียนภาษาอังกฤษกับเขาและนับถือเขาเป็นครูคนหนึ่ง แม้จอร์จจะมีท่าทีที่พิเศษต่อดำ แต่เธอคิดว่าจะไม่ซ้ำรอยแม่ของตน ที่มีสามีเป็นฝรั่ง เพราะกลัวจะมีลูกที่เกิดมามีปมด้อยเช่นเธอ

       เมื่อใจหวานได้เห็นพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงและความกล้าแสดงออกของดำ จึงหัดให้ดำร้องเพลงสากลและพาไปร้องเพลงที่ผับของเสี่ยพรพัฒน์ ซึ่งใจหวานมีฐานะเป็นเมียน้อยของเขา พรพัฒน์ตั้งชื่อให้ดำใหม่ว่า “มิสดอลลี่” ตามสไตล์นักร้องนิโกรอเมริกัน อาชีพนักร้องทำให้ดำมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้น แต่ทุกคนเข้าใจว่าดำเป็นนักร้องนิโกรอเมริกันจริงๆ จนเมื่อความแตก ดำจึงต้องออกจากผับของเสี่ยพรพัฒน์ เพราะทุกคนหาว่าดำโกหกหลอกลวง

       ในขณะเดียวกัน ชีวิตเดือน มีอนาคตที่ดี มีคนรักแวดล้อม เดือนกลายเป็นดาวมหาวิทยาลัย เรียนหนังสือเก่ง และเป็นแฟนกับไวภพ ชายหนุ่มไฮโซที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่กลับทำให้ดนัยหงุดหงิดไม่พอใจ ที่เดือนมีแฟนหนุ่มมาส่งที่บ้านบ่อยๆ โดยอ้างว่าจะทำให้เสียการเรียน ทั้งที่จริงแล้วดนัยแอบหึงและคิดกับเดือนเกินลูก จึงคอยขัดขวางไม่ให้เดือนคบกับไวภพ แต่เดือนก็ไม่เชื่อ ลอบคบกับไวภพโดยไม่ให้ดนัยรู้

       ระหว่างนั้น จอร์จพาดำสมัครประกวดร้องเพลงในรายการหนึ่ง ชื่อเสียงของดำเริ่มโด่งดังขึ้นอีกครั้งเพราะความเป็นคนเสียงดี และเคยเป็นที่รู้จักในนาม “มิสดอลลี่” มาก่อน ดำใช้ปมด้อยของตัวเองทำให้ดูน่าสงสาร และประกาศว่าตนมีพี่สาวที่พลัดพรากจากกันอีกคนคือเดือน ทำให้ทุกคนสนใจว่าเดือนเป็นใครกันแน่ ดนัยธรกับเขมวรรณรู้ข่าวก็คิดจะส่งเดือนไปเรียนต่อเมืองนอก แต่ด้วยความระแวงของดนัยธรที่กลัวว่าเดือนจะใจแตกเมื่ออยู่ไกลหูไกลตา จึงเปลี่ยนใจใช้วิธีสกปรกกลั่นแกล้งไม่ให้ดำเข้ารอบต่อไป สื่อต่างๆ จึงยุติความสนใจในเรื่องราวชีวิตของดำไว้เพียงแค่นั้น

       จอร์จคอยปลอบใจดำและพาดำไปสมัครงานนักร้อง ทำให้ดำได้งานในผับกึ่งคาเฟ่ของเจ๊ต่าย เมื่อใจหวานรู้ก็ทะเลาะกับดำ เพราะเจ๊ต่ายเป็นคู่แข่งกับเสี่ยพรพัฒน์ ดำถูกไล่ออกจากบ้านใจหวาน จอร์จช่วยหาที่อยู่ใหม่ให้ หลังจากนั้นไม่นานดำเจอกับสมพันธุ์อีกครั้ง เธอช่วยเหลือเขาหลังจากเขาถูกออยทิ้ง ออยเป็นนักร้องสาวสวยในผับเดียวกันและเป็นไม้เบื่อไม้เมากับดำ ออยสนใจจอร์จจึงอิจฉาดำ แต่ดำคิดว่าสมพันธุ์คือรักแท้ และคอยปรนเปรอเขาทุกอย่าง แม้จอร์จกับใจหวานคอยเตือนดำก็ไม่เชื่อ สมพันธุ์อ้างว่าทำธุรกิจแล้วขาดทุน แต่ที่จริงสมพันธุ์หลอกเงินของดำไปเลี้ยงดูคิตตี้ โคโยตี้สาวที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ จนดำจับได้ สมพันธุ์บอกว่าไม่มีใครเลือกผู้หญิงดำปี๋อย่างดำอยู่แล้ว ดำยิ่งเสียใจมาก ในขณะเดียวกัน จ้อย ลูกสาวคนโตของจรูญศรีเข้ามาร่วมหุ้นกับเจ๊ต่าย ออยใส่ร้ายดำให้จ้อยฟัง ทำให้จ้อยเกลียดและกลั่นแกล้งจนดำอึดอัดไม่อยากไปร้องเพลงที่ผับอีก

       ตั้งแต่นั้นมาดำจึงเต็มไปด้วยความเจ็บแค้นและความเกลียดชังทุกคน ดำได้เจอกับเดือนอีกครั้งในงานประกวดร้องเพลง และรู้จักกับไวภพ ดำหาทางแย่งไวภพมาจากเดือนแต่ไม่สำเร็จ ดำหาทางเปิดโปงเดือน แต่ในที่สุดก็ไม่สำเร็จเพราะจอร์จห้ามไว้

       ดำประชดชีวิตโดยหันไปเสพยา จากการถูกชักชวนของโจ้ ชีวิตดำยิ่งตกต่ำหนัก แม้จอร์จจะคอยเตือนและให้เธอเข้ารับการบำบัด แต่ดำก็ไม่ฟัง

       เดือนเองก็มีความทุกข์เช่นกัน ทุกข์ที่ไวภพตีตัวออกห่าง เพราะเข้าใจว่าเดือนมีใจให้กับพ่อเลี้ยงของเธอ และทุกข์ที่กลัวความคิดอกุศลของพ่อเลี้ยง ด้วยความที่เดือนไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขที่แท้จริง

       เดือนมาปรับทุกข์กับดำ ดำจึงชักชวนเดือนให้มาเสพยา แต่ก่อนที่เดือนจะติดยา ตำรวจก็เข้าทะลายแหล่งซ่อมสุมเสียก่อน เดือนจึงกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติ แต่ก็ยังมีความรู้สึกในใจที่ยังกลัวความคิดอกุศลของพ่อเลี้ยงที่มีต่อลูกเลี้ยงอย่างเธอ จนวันหนึ่งดนัยธรเข้ามาในห้องเดือนและหวังจะปลุกปล้ำ เดือนจึงหนีออกจากบ้านไปอยู่กับไวภพ แต่พ่อแม่ของไวภพไม่ยอมรับ และไวภพก็หมดรักเดือนแล้ว เพราะเธอไม่ใช่คุณหนูเดือนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับเขาอีกต่อไป เดือนออกมาใช้ชีวิตอยู่ในโลกกว้างเพียงลำพัง แต่เขมวรรณก็ยังแอบช่วยเหลือโดยไม่ให้ดนัยธรรู้

       ดำถูกส่งตัวเข้ารับการบำบัดยาเสพติด จึงได้พบกับจอร์จอีกครั้ง จอร์จสอนให้ดำมองเห็นคุณค่าในตัวเอง เพราะเขามองเห็นพรสวรรค์ด้านร้องเพลงของดำตั้งแต่แรกที่ได้ฟังแล้ว และเป็นผู้ที่ดึงความฝันของดำให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยได้หยิบยื่นโอกาสและความหวังให้ดำ ชีวิตของดำจึงดีขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นนักร้องชื่อเสียงโด่งดัง และลืมปมด้อยของตน โดยมีจอร์จคอยเป็นกำลังใจ

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครข้าวนอกนา

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       ดำเด็กหญิงตัวดำวัย 6 ขวบร้องเพลงลูกทุ่งเต้นไปร้องไปอยู่หน้ากระจก เคลื่อนไหวตามจังหวะเพลงอย่างสนุกสนาน เธอยืนอยู่บนเก้าอี้เพื่อให้เห็นตัวเองในกระจกบานใหญ่ที่แขวนอยู่
      
       ดำมีพรสวรรค์ในการเต้นและร้องเพลง ทันใดนั้นเสียงของสมรดังขึ้น
       “อีดำ”
       ดำสะดุ้งทำให้เสียหลัก จึงยึดบานกระจกไว้ แต่แล้วก็หล่นโครมลงมาจากเก้าอี้ กระจกหล่นแตกกระจาย ไปนอนแอ้งแม้งบนพื้น ดำพยายามลุกขึ้น แต่มือสมรเข้ามากระชากตัวไว้
       “ซนอีกแล้วนะนังนี่ อีลูกนิโกร พ่อแม่มันไม่เลี้ยงแล้วยังไม่เจียมตัว ทีนี้จะซนอีกมั้ย จะซนอีกมั้ย”
       สมรตีไปด่าไป ดำแอ่นก้นหนีให้น้ำหนักมือเบาลง แต่ไม่ร้องไห้สักแอะ กลับเถียงฉอดๆ
       “หนูไม่ได้ซนซะหน่อย หนูแค่ปีนขึ้นไปร้องเพลง”
       “หน้าดำปิ๊ดปี๋เนี่ยนะจะไปเป็นนักร้อง ไม่มีใครอยากดูหน้าดำๆ อย่างเอ็งร้องเพลงหรอก”
       “คนเขาฟังเพลง ไม่ได้ดูเพลงซะหน่อย เกี่ยวอะไรกับหน้าดำด้วย”
       “ทำไมจะไม่เกี่ยววะ เอ็งยังต้องมองตัวเองเวลาเต้นเลย แล้วนี่มาทำกระจกข้าแตกอีก โอ๊ย...กระจกบานนึงไม่ใช่ถูกๆนะโว้ยอีดำ”
       “ถ้าป้าไม่เข้ามา หนูก็ไม่ตก กระจกก็ไม่แตกหรอก”
       สมรฟาดอีก
       “หนอย...ยังจะเถียงอีก เถียงคำไม่ตกฟาก เลี้ยงเอ็งมันเหนื่อยจริงๆ นังนี่ตีให้ตายก็ไม่มีร้อง นี่ถ้าเป็นผู้ชายโตขึ้นมันคงเป็นผู้ร้ายใจอำมหิต ใจแข็งยังกะหิน...”
       ป้าสมรหยุดหอบ ดำถือโอกาสนั้นสะบัดออกจากสมรแล้ววิ่งออกไป
       “อย่าหนีนะอีดำตับเป็ด”
       สมรรีบตามไปติดๆ
      
       ดำวิ่งออกมาจากบ้าน สมรวิ่งตาม
       “อย่าหนีนะอีดำ ข้าบอกให้หยุดไงล่ะ หยุดเดี๋ยวนี้”
       ดำหันมาตอบไปวิ่งไป
       “หยุดให้โง่เหรอ หยุดก็โดนตีสิ”
       ทันใดนั้นเสียงเดือนเด็กหญิงวัย 7 ขวบร้องไห้จ้า สมรชะงัก
       “เอ็งจะร้องทำไมวะนังเดือน ข้าตีนังดำ ไม่ได้ตีเอ็งซะหน่อย”
       เดือนร้องไห้อยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้ามา
       “ป้าหมอนอย่าตีดำนะ ฮือๆๆ”
       ดำหยุดวิ่ง แล้วเข้าไปหยิกเดือนอย่างหมั่นไส้
       “มาหยิกเค้าทำไม หยิกเค้าทำไม”
       “ร้องไห้ทำไมล่ะ นี่...นี่ ทำเป็นออเซาะให้น่าสงสารอีกละซี่”
       สมรกระชากตัวดำออกมา
       “หยุดนะนังดำ นังใจอีกา สวยก็ไม่สวยยังนิสัยไม่ดีอีก ไม่รู้จักทำตัวดีอย่างนังเดือนเขามั่ง...นี่แน่ะ”
       สมรตีดำแรงขึ้นอีก แต่ดำไม่ร้องไห้ มีแต่เดือนที่ร้องไห้ไม่หยุด ผสมปนเปกับเสียงด่าทอของสมร
       “นี่...นี่...จะตีให้ตายเลย นังดำ”
       ดำได้แต่เม้มปากแน่น
      
       ค่ำนั้น สมรเข้ามาในห้องทรุดตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยหอบ
       “เฮ้อ...เหนื่อย เลี้ยงนังเด็กสองตัวนั่นไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา วันๆวิ่งไล่ตีไล่จับนังดำก็เหนื่อยจะตายแล้ว”
       ชาญเดินเซเข้ามาด้วยความเมา พูดอ้อแอ้
       “บอกแล้วว่าขายให้คุณนายนั่นไปซะ นังไพมาถามตั้งหลายหนแล้วไม่ใช่เหรอ”
       “แล้วถ้าแม่มันเกิดกลับมาล่ะ”
       “ไม่กลับมาร้อก ลองมันทิ้งไปตั้งเกือบสองปีแบบนี้ ป่านนี้คงมีผัวใหม่ไปแล้วให้คุณนายเอาไปเลี้ยงดีกว่า เด็กมันจะได้เข้าโรงเรียนด้วย”
       สมรคิดๆ
       “ก็ดีเหมือนกัน คอยดูนะจะเรียกค่าเลี้ยงดูให้คุ้มที่นังแม่มันทิ้งไปตั้งสองปี เงินทองไม่เคยส่งมา ไอ้เราก็หาเช้ากินค่ำ ยังต้องแบกเด็กสองคนนี่ไว้อีก อีลูกฝรั่งค่อยยังชั่วหน่อย น่ารักด้วยเป็นเด็กดีด้วย แต่อีลูกนิโกรนี่มันใจดำเหมือนตัว ขี้อิจฉารังแกเก่งก็เท่านั้น ใคร้...จะเอามันไปฮะ”
       สมรหันไป ทำหน้าเซ็ง ชาญเมาหลับกรนครอกไปแล้ว
      
       สายวันใหม่...ดำลืมตาตื่นขึ้นมา มองไปเห็นเดือนที่หลับอยู่ข้างๆแล้วมองเดือนด้วยความริษยา เดือนผิวขาวอมชมพูหลับตาพริ้มอย่างคนมีความสุข ดำเอื้อมมือไปตีแขนเผียะใหญ่ เดือนสะดุ้งตกใจตื่น หันมามองดำงงๆ
       “ทำอะไรเค้าน่ะ”
       “ก็ทำแบบนี้ไง”
       ดำตีเดือนอีกหลายที
       “โอ๊ย...มาตีเค้าทำไม เค้าเจ็บนะ โอ๊ย...”
       “ก็อยากขาวทำไมล่ะ นี่...นี่...อยากขาวทำไม ให้เค้าดำคนเดียวทำไม”
       ดำตี เดือนได้แต่ปัดป้องไปร้องไห้ไป
       “โอ๊ยๆ...ฮือๆ อย่าตีเค้านะ”
       สมรเข้ามาลากตัวดำออกนอกมุ้ง
       “เอาอีกแล้วนะนังดำ หาเรื่องอีกแล้ว”
       สมรลากดำออกมานอกมุ้ง แล้วฟาดเผียะตามแขนตามตัวดำ แต่ดำไม่ร้องไห้
       “นังดำนี่เป็นอะไร แกล้งพี่เอ็งทุกที ทำไมถึงร้ายนักฮึ ทำไมร้ายนัก”
       ดำเม้มปากแน่น สมรผลักหัว
       “ไปเลย รีบไปล้างหน้าแปรงฟัน เดี๋ยวข้าจะพาพวกเอ็งออกไปข้างนอก”
       เดือนสงสัย
       “ไปไหนเหรอจ๊ะป้าหมอน”
       “พาพวกเอ็งไปให้เขาดูตัว เผื่อเขาจะรับพวกเอ็งไปอยู่ด้วย ข้าเลี้ยงพวกเอ็งไม่ไหวแล้ว”
       เดือนร้องไห้สะอึกสะอื้น ดึงเสื้อสมรไว้เบาๆ
       “หนูไม่ไป หนูจะอยู่กะป้าหมอน”
       “จะมาอยู่กับข้าจนโตเป็นสาวได้ยังไง ข้าจะเอาข้าวที่ไหนเลี้ยงเอ็ง ไปอยู่กะคนอื่นเขาจะได้ให้เรียนหนังสือหนังหา ให้อยู่ดีๆ กินดีๆ ถ้าเขารักเอ็ง เอ็งก็สบาย”
       เดือนแย้ง
       “แล้วถ้าเขาไม่รักหนูล่ะ”
       “เอ็งทำดีๆ เขาก็ต้องรัก อย่ากลัวไปเลย หน้าตาเอ็งน่ารักอยู่แล้ว” สมรหันไปมองดำ “นังดำตับเป็ดนี่สิ จะถูกเขาตีตายเสียก็ไม่รู้”
       ดำหน้ามุ่ยหน้างอไม่ชอบใจ
       “ก็ลองมาตีสิ จะด่าให้”
       “ดูดู๊...ดำยังกะถ่าน ขี้ริ้วขี้เหร่หมามันไม่แล ยังจะทำอวดเก่ง แถมหน้างอเป็นจวักอยู่อีก เฮ้อ...อีดำนี่ ถ้าใครขอเอาไปเลี้ยง แม่จะยกให้เปล่าๆเลย แถมปฏิทินอีกด้วยเอ้า ไป...รีบไป ข้านัดเขาไว้แล้ว แต่งตัวสวยๆ ด้วยนะ เดี๋ยวข้าเลือกชุดให้”
       สมรผลักดำออกไป แต่รุนหลังเดือนเบาๆ
      
       รถแท็กซี่ของชาญมาจอดหน้าบ้านเขมวรรณ...สมรบอก ขณะที่ชาญชะเง้อมองบ้าน
       “แกไปได้แล้ว”
       “ทำไมไม่ให้ข้าเข้าไปด้วย เผื่อจะช่วยต่อรองให้ได้ราคาดีๆ”
       “บอกแล้วว่าไม่ต้อง ฉันคนเดียวก็พอ เขาเห็นหน้าแกจะพาลคิดว่าพวกเรามา        ขู่เอาเงิน”
       สมรพาดำกับเดือนลงจากรถ ชาญมองตามอย่างเสียดาย ก่อนที่จะขับแท็กซี่ออกไป ดำแหงนคอมองความใหญ่โตของบ้านอย่างรู้สึกทึ่ง
       “โห...เราจะได้มาอยู่บ้านนี้เหรอป้า ใหญ่ยังกะวัง”
       “เดี๋ยวเข้าไปก็รู้เอง”
       สมรกดกริ่ง ไพออกมา พอเห็นสมรก็ยิ้มทันที
       “ไพ”
       “อ้าว...มาแล้วเหรอป้าหมอน เข้ามาสิ คุณผู้หญิงรออยู่เลย”
       สมรจูงมือดำกับเดือนเข้าไปในบ้าน
      
       สมรนั่งรออยู่ในห้องรับแขกอย่างสงบเสงี่ยม ดำมองไปรอบๆ บ้านอย่างตื่นเต้น รู้สึกว่าทุกอย่างสวยไปหมด ดำหันไปกระซิบกับเดือน
       “สวยจังนะเดือน”
       “อือ...”
       เดือนมองดูบ้านด้วยความตื่นเต้นไม่ผิดไปกว่าดำ แต่ยังมีแววหวั่นกลัว เสียงเขมวรรณดังขึ้น
       “ต๊าย...มาแล้วเหรอเนี่ย”
       ทุกคนหันไปมอง สมรยกมือไหว้อย่างพินอบพิเทา เขมวรรณเดินเข้ามาพลางรับไหว้ พอเห็นดำก็มองด้วยแววตาขบขัน แต่เมื่อเห็นเดือนก็กลับกลายเป็นตื่นเต้นและพอใจ ปรี่เข้ามาจับตัวเดือนทันที
       “ยายหนูนี่ยิ่งโตยิ่งน่ารัก เจ็ดขวบแล้วใช่มั้ยจ๊ะ”
       “ใช่ค่ะ เขาเป็นคนพี่ชื่อเดือน นั่นเป็นน้องชื่อดำ”
       เขมวรรณพาเดือนไปนั่งตักบนเก้าอี้ ลูบหน้าลูบหลังลูบแก้มเดือนอย่างเอ็นดู แต่พอปรายตามองดำก็หัวเราะ
       “นี่น่ะเหรอที่ว่าแม่เดียวกัน เออแน่ะ เลือดพ่อแรงทั้งคู่ นี่เขาเอามาฝากเลี้ยงไว้ตั้งแต่เมื่อไรล่ะ”
       “ตั้งแต่ยังแบเบาะแน่ะค่ะคุณ นังแม่หายสาบสูญไม่ส่งเงินส่งทองมาปีกว่าแล้ว คุณเลี้ยงเป็นลูกเสียทั้งคู่เลยสิคะ นึกว่าเอ็นดูเด็กตาดำๆ”
       “โอ๊ย...ไม่เอาล่ะจ้ะ ฉันไม่ชอบเด็กดำๆ คุณผู้ชายเขาก็ไม่อยากมีลูกดำ มันฟ้องว่าไม่ใช่ลูกของเราเอง คุณผู้ชายเขาขาวนี่ ฉันเองก็เป็นคนขาว มีลูกดำๆ เดินไปไหนด้วยกันก็ผิดสังเกตแย่”
       ดำหน้าเจื่อนไปด้วยความผิดหวัง เขมวรรณหันมาปลอบดำ
       “อีกหน่อยหนูก็คงมีแม่ที่คล้ายๆ กับหนู แล้วหนูก็จะกลายเป็นลูกของเขาจริงๆนะจ๊ะ”
       ดำกัดปากแน่น ตาจ้องเขมวรรณเป๋ง ขณะที่เขมวรรณขยี้ผมของเดือนอย่างเอ็นดู
       “วันนี้ให้เด็กอยู่กับฉันเลย ไม่ต้องเอากลับไปแล้วนะ”
       สมรอึกอัก เขมวรรณดูออก
       “จะเรียกค่าเลี้ยงดูสักเท่าไหร่ล่ะ”
       “ฉันเลี้ยงมาตั้งสองปี สงสารเด็กค่ะ ถึงจนก็ต้องกัดฟันเลี้ยง แต่วาสนาของเขา จะได้อยู่กับคุณ ฉันขอความกรุณาให้คุณช่วยค่าข้าวสักเดือนละห้าพันเท่านั้น สองปีก็แสนสอง”
       เขมวรรณต่อรอง
       “สักแสนเดียวก็พอแล้ว”
       สมรนิ่งไป คิดคำนวณอยู่ในใจ เขมวรรณรีบตัดบท
       “เดี๋ยวฉันจะให้มัดจำไปสองหมื่นก่อน มะรืนจะให้ทนายเอาสัญญาไปให้เซ็น แล้วค่อยจ่ายที่เหลือทั้งหมด”
       สมรไม่กล้าปฏิเสธอีกเพราะกลัวเขมวรรณเปลี่ยนใจ แล้วเข้าไปลูบคลำแข้งขาของเดือน น้ำตาคลอๆ
       “อยู่กับท่านนะลูกนะ ทำตัวดีๆ ท่านจะได้รักจะได้เอ็นดู ป้าเชื่อว่าเอ็งทำได้อยู่แล้วนะเดือน”
       เดือนไม่ร้องไห้ ได้แต่พยักหน้าแล้วมองตาแป๋ว
      
       ดำเม้มปากมองเดือนอย่างหมั่นไส้ปนน้อยใจ



       เย็นนั้น...ชาญมองดูเงินในมือสมรอย่างรู้สึกขัดใจ
      
       “เฮ้ย...เลี้ยงมาตั้งสองปี ทำไมไม่เรียกให้มันคุ้มกว่านี้วะ น่าจะขอสักสองแสน”
       สมรหลบตาหลุกหลิกเพราะโกหก
       “เรียกไปแล้วเขาไม่ให้ เขาต่อเหลือห้าหมื่นด้วยซ้ำ ข้าอุตส่าห์บีบน้ำตาขอมาได้ตั้งหกหมื่น”
       “งั้นเอามาให้ข้าเก็บไว้ก่อน”
       ชาญจะคว้าเงินในมือ แต่สมรเบี่ยงหลบ
       “เรื่องอะไรจะให้ เดี๋ยวแกก็เอาไปลงขวดหมด”
       ชาญไม่พอใจ
       “เอ๊ะ...อีหมอน กูเป็นผัวมึงนะ”
       สมรยื่นเงินให้ห้าพัน
       “เอาไปเท่านี้ก่อน ไว้ขายนังดำได้ ฉันค่อยให้แกเพิ่มก็แล้วกัน”
       “โธ่เอ๊ย...ไปหวังอะไรกับมัน ใคร้จะเอามันไปเลี้ยงเป็นลูกเป็นหลาน ดำน่าเกลียดออกอย่างนั้น เราก็คงต้องเลี้ยงมันไปตามมีตามเกิดนั่นแหละ”
       “ยังไงฉันต้องหาทางขายมันไปให้ได้”
       ดำแอบฟังอยู่ด้วยความน้อยใจปนโกรธ
      
       ค่ำนั้น ดนัยธรก้มลงมองเดือนอย่างเอ็นดู
       “เขายอมยกเด็กให้แล้วเหรอ”
       เดือนมองดนัยธรตาปริบๆ เขมวรรณยิ้ม มองเดือนอย่างภูมิใจ
       “ค่ะ เราได้ยัยหนูมาเป็นลูกเราสมใจแล้ว”
       ดนัยธรอุ้มเดือนขึ้นไป
       “เดือนมาเป็นลูกพ่อนะ”
       เขมวรรณบอกเดือน
       “เรียกคุณพ่อสิคะลูก”
       เดือนหันมองเขมวรรณด้วยตาบ้องแบ๊ว
       “เรียกคุณพ่อสิคะ”
       เขมวรรณมองลุ้นๆ ในที่สุดเดือนก็พูดออกมาด้วยเสียงเล็กๆน่ารัก
       “สวัสดีค่ะคุณพ่อ”
       “น่ารักจริงๆ เลยลูกพ่อ”
       ดนัยธรหอมแก้มเดือนซ้ายขวาอย่างรักใคร่ เขมวรรณมองอย่างปลื้มใจ ขจิตมารดาของเขมวรรณมองอยู่ด้วยแววตาไม่พอใจ ก่อนจะเดินเข้ามา
       “เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม มันจะเหมือนลูกของตัวเองได้ยังไง ยิ่งเชื้อแถวเป็นอย่างนี้ด้วย ไม่กลัวหรอกเรอะว่านิสัยใจคอมันจะไปเหมือนแม่ของมันเข้า...”
       เขมวรรณหน้าเสีย สบตากับดนัยธร ขจิตมองเดือนแล้วพูดต่อ
       “ลูกของญาติพี่น้องถมเถไปไม่เอามาเลี้ยง อย่างน้อยก็ยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข        รู้จักว่าใครเป็นพ่อใครเป็นแม่ ไอ้นี่รู้ๆ กันอยู่ว่าเชื้อสายเป็นยังไง มิหนำซ้ำ        เด็กมันโตพอจะรู้อะไรๆแล้ว”
       ดนัยธรไม่ชอบใจนัก
       “นั่นสิครับ เด็กโตพอที่จะรู้อะไรๆแล้ว แล้วคุณแม่ก็พูดอะไรๆ ต่อหน้าเด็กเสียด้วย”
       เขมวรรณเรียกไพ
       “ไพ...ไพ มารับคุณหนูไปทานขนมเร็ว”
       ไพเข้ามา ดนัยธรส่งเดือนให้ไพรับไป เขมวรรณมองตาม แล้วหันกลับมาติงขจิต
       “คุณแม่ไม่น่าพูดแบบนั้นต่อหน้าเด็กเลย ไหนๆ หนูจะเลี้ยงเป็นลูกแล้วก็ไม่อยากให้แกมีปมด้อย”
       “โตอายุตั้งหกเจ็ดขวบแล้ว จะปิดมันได้ยังไงกัน ถึงยังไงมันก็ต้องรู้ว่าไม่ใช่ลูกจริงๆ อยู่วันยังค่ำนั่นแหละ”
       “หนูไม่ได้ตั้งใจจะปิด แต่ไม่อยากให้เด็กสะเทือนใจ ไหนๆ เราเอามาเลี้ยงเป็นลูกแล้ว ก็อยากให้เด็กรู้สึกว่าเราเป็นพ่อแม่จริงๆ ของแก ถ้าเราไม่พูดถึงต่อไปแกก็อาจจะไม่นึกถึงแล้วก็ลืมๆไปได้บ้าง”
       “ถึงยังงั้นแม่ก็อดหนักใจไม่ได้ ลูกกับนัยสมบัติตั้งมากมาย ถ้าจู่ ๆ เลี้ยงมาเกือบตายแล้วมันกอบโกยเอาของเราไปให้แม่แท้ๆ ของมันก็น่าเสียดาย เออ...ถ้าหากเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขมีเชื้อสายเราอยู่บ้าง ถึงจะยกอะไรให้ก็ยังไม่เสียดายเท่ากับเป็นคนอื่น”
       ดนัยธรขัดขึ้น
       “เดี๋ยวนี้ยายหนูไม่ใช่คนอื่นแล้วนะครับคุณแม่ แกเป็นลูกของผมกับเข็ม แล้วก็เป็นหลานของคุณแม่ด้วย ผมอยากให้คุณแม่คิดว่าแกเป็นหลานแท้ๆ คนนึงเหมือนกัน”
       “ไอ้คิดน่ะคิดได้หรอก แต่ความรู้สึกลึกๆ เรารู้ว่ามันไม่ได้ออกมาจากท้องแม่เข็มจริงๆ ฉันอดกลัวไม่ได้ว่าเลือดของแม่มันจะแรง”
       “ผมเชื่อว่าเด็กเกิดมาบริสุทธิ์เหมือนกันหมดทุกคนแหละครับคุณแม่ เด็กจะดีจะชั่วอยู่ที่สิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดู ผมเชื่อว่าเราจะอบรมแกได้ คุณแม่อย่าเป็นห่วงให้ไม่สบายใจไปเปล่าๆ เลยครับ”
       ดนัยธรจบประโยคด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง เหมือนอยากจะให้จบเรื่องนี้ ขจิตได้แต่มองหน้าดนัยธรอย่างพูดไม่ออก แม้จะยังนึกค้านอยู่ในใจ
      
       ห้องนอนของเดือนตกแต่งสวยหวานและเต็มไปด้วยตุ๊กตาตามมุมต่างๆ เขมวรรณนั่งอ่านนิทานให้เดือนที่นอนอยู่บนเตียง แขนข้างหนึ่งถือหนังสือ อีกข้างโอบเดือนไว้
       “เสนาบดีได้นำรองเท้าแก้วไปตามบ้านต่างๆ เพื่อให้หญิงสาวทั่วอาณาจักรได้ลอง...จนมาถึงบ้านแม่เลี้ยง เมื่อลูกสาวทั้งสองลองครบแล้ว นางก็โกหกว่าไม่มีหญิงสาวในบ้านอีก พร้อมทำลายรองเท้าแก้วจนแตกละเอียด ทุกคนต่างหมดหวังว่าจะไม่สามารถหาหญิงปริศนาของเจ้าชายพบ...”
       เดือนนอนตาแป๋ว กอดตุ๊กตาหมี ตั้งใจฟังอย่างอยากรู้อยากเห็น
       “น่าสงสารซินเดอเรลล่าจังค่ะคุณแม่ แล้วเจ้าชายจะเจอซินเดอเรลล่ามั้ยคะ”
       เขมวรรณยิ้มกับเดือนอย่างเอ็นดู แล้วอ่านให้ฟังต่อ
       “แต่สุดท้าย ซินเดอเรลล่าก็หยิบรองเท้าแก้วอีกข้างที่เก็บไว้ขึ้นมาและสวมให้กับเหล่าเสนาได้ดู ทำให้ซินเดอเรลล่าได้แต่งงานกับเจ้าชาย และมีความสุขตราบนานเท่านาน”
       เขมวรรณปิดหนังสือ มองไปยิ้มน้อยๆ เดือนตบมือยิ้มดีใจ
       “เย้...ในที่สุดซินเดอเรลล่าก็สมหวัง สนุกจังค่ะ พรุ่งนี้คุณแม่อ่านนิทานให้เดือนฟังอีกนะคะ”
       “จ้ะลูก แม่จะมาอ่านนิทานให้หนูฟังทุกคืน”
       เดือนหาวหวอด เขมวรรณดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้ก้มลงจูบที่แก้มอย่างแสนรัก แล้วลูบผมเบาๆ
       “หลับฝันดีนะคะลูก”
       “ค่ะคุณแม่”
       เดือนนอนกอดตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข รอบตัวมีตุ๊กตาน่ารักๆ เต็มไปหมด เขมวรรณเอื้อมมือไปปิดไฟ
      
       ดำนอนร้องไห้อยู่คนเดียวในความมืด
       “ฮือๆๆๆ...”
       สมรนอนกระสับกระส่าย พลางตะโกนออกมานอกมุ้ง
       “อีดำ ร้องไห้ทำไมวะ หนวกหูเป็นบ้า จะหลับจะนอนมั่งได้ยินแต่เสียงร้องไห้ พ่อแม่เอ็งตายหรือยังไง”
       ชาญขัดขึ้น
       “ช่างมันเถอะน่ะ มันคงคิดถึงพี่ของมัน เคยอยู่ด้วยกันมาแต่เล็กแต่น้อย ปล่อยให้มันร้องไป มันเหนื่อยเดี๋ยวมันก็หลับไปเอง”
       ดำร้องไห้ต่อไปเรื่อยๆเธอคิดในใจ
       “ไม่ได้คิดถึงหรอก เกลียดจะตาย เกลียดๆๆ ทำไมนังเดือนได้อยู่บ้านสวยๆคนเดียว ทำไม...”
       ดำร้องไห้ออกมาอีกอย่างเต็มไปด้วยความเกลียดชังขมขื่น
      
       วันใหม่...เขมวรรณจูงเดือนตามออกมาส่งดนัยธรที่หน้าบ้าน ดนัยธรก้มลงจับแก้มเดือน
       “พ่อไปทำงานแล้วนะลูก”
       “คุณพ่อกลับมาเร็วๆนะคะ”
       “ครับลูก พ่อจะรีบกลับมาหาหนูจ้ะ”
       ดนัยหอมแก้มซ้ายขวาของเดือนอย่างรักใคร่เอ็นดู ก่อนจะขึ้นรถขับออกไป ขจิตยืนอยู่มุมหนึ่ง แอบมองอย่างพิจารณา
      
       เขมวรรณยื่นตุ๊กตาบาร์บี้ให้เดือนเล่น
       “ชอบไหมคะลูก”
       เดือนรับตุ๊กตามาอย่างตื่นเต้นดีใจ
       “ชอบค่ะ หนูไม่เคยมีตุ๊กตาสวยๆแบบนี้เลย”
       เขมวรรณลูบผมเดือนอย่างเอ็นดู
       “อีกหน่อยแม่จะซื้อให้หลายๆ ตัวเลย แม่พาหนูไปเลือกเองดีมั้ย”
       เดือนยิ้มดีใจ
       “ค่ะคุณแม่”
       เขมวรรณยิ้มปลื้มยิ่งขึ้นที่เดือนเรียกแม่ชัดถ้อยชัดคำ
       “นั่งรออยู่นี่นะ เดี๋ยวคุณแม่เอาขนมให้นะคะลูก”
       “ขอบคุณค่ะ”
       เขมวรรณเดินออกไป ขจิตมองตาม
      
       เขมวรรณหยิบขนมออกจากตู้เย็นมาใส่จาน และเทน้ำหวานใส่แก้ว ขจิตเข้ามาคุยด้วย
       “ตานัยดูจะหลงลูกเลี้ยงอยู่มากนะ แม่เข็ม”
       “หนูก็หลงค่ะคุณแม่ ก็ไม่น่าหลงหรือคะ เด็กออกสวยน่ารักยังงั้น นัยเขาอยากมีลูกผู้หญิงอยู่แล้วด้วย”
       ขจิตจ้องหน้าลูกสาวอย่างจริงจัง
       “ถามจริงๆ เถอะ แม่เข็ม ไม่นึกอิจฉาเด็กนั่นบ้างหรือยังไง ถ้าดนัยเขาเกิดรักใคร่ไยดีมันยิ่งกว่าเมีย”
       เขมวรรณหันกลับมาจ้องหน้าแม่บ้าง แววตาไม่พอใจ
       “คุณแม่ถามชอบกล หนูจะไปอิจฉาเด็กทำไมคะ ในเมื่อเด็กก็เท่ากับว่าเป็นลูกของหนูเหมือนกัน ขอเสียทีเถอะค่ะคุณแม่ คุณแม่อย่าทำให้หนูไม่สบายใจด้วยเรื่องอะไรๆ ที่มันเหลวไหลหน่อยเลยค่ะ”
       “มันก็ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลหรอกนะ แม่เข็ม ไม่ใช่ว่าแม่จะยุแหย่ให้คิดอะไรอกุศล แต่มันก็เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาแล้ว ผู้ชายน่ะไม่เหมือนผู้หญิงหรอกนะ จริงอยู่...ตอนเป็นเด็กเขาอาจจะรักใครเอ็นดูอย่างลูกจริงๆ แต่พอเด็กโตเป็นสาวแล้วมันอาจเปลี่ยนไปอีกอย่างนึง ยิ่งเด็กมีเชื้อแม่แบบนั้นด้วย...”
       เขมวรรณขัดขึ้น
       “คุณแม่อย่าพูดเลยค่ะ หนูไม่อยากฟังเรื่อง...อย่างนี้ ถึงจะเป็นความหวังดีของคุณแม่ แต่หนูก็ไม่อยากคิดระแวงให้เครียดเปล่าๆ แล้วมันยังเป็นการดูถูกลูกเขยคุณแม่เองด้วย หนูขอโทษที่ต้องขอให้หยุดพูดเรื่องแบบนี้ในบ้านเราเถอะนะคะ”
       ขจิตจะพูดต่อ แต่ไพเข้ามาเสียก่อน
       “คุณผู้หญิงคะ ป้าหมอนมาแล้วค่ะ”
       “งั้นเหรอ ให้ไปรอที่ห้องรับแขกก่อนนะ อย่าให้มาเจอคุณหนูอีก”
       “ค่ะ”
       ไพรีบออกไป เขมวรรณยกน้ำกับขนมออกไป ขจิตมองตามอย่างขัดใจ
      
       เขมวรรณเข้ามาในห้องรับแขก สมรยกมือไหว้อย่างดีใจ เขมวรรณกับธวัชชัยรับไหว้
       “นังเดือนไม่อยู่เหรอคะ”
       “ยัยหนูไม่อยู่จ้ะ คุณยายพาออกไปเที่ยว”
       สมรผิดหวัง
       “ท่าทางนังเดือนจะมีความสุขนะคะ มันเป็นเด็กน่ารักช่างประจบ พอไม่อยู่ก็คิดถึงมันเหมือนกัน”
       “จ้ะ ยัยหนูเป็นเด็กน่ารัก ใครๆก็รักแก...เดี๋ยวคุณธวัชชัยจะเอาเอกสารยกเดือนเป็นบุตรบุญธรรมให้ป้าหมอนเซ็นนะจ๊ะ”
       ธวัชชัยส่งให้สมร
       “ลองอ่านสัญญาดูนะครับ”
       สมรหยิบมาดู แล้วยื่นไปไกลๆอย่างคนสายตายาวพลางหรี่ตา
       “ฉันอ่านหนังสือไม่แตกหรอกคุณ สายตาก็ไม่ดี”
       “งั้นผมจะสรุปให้ฟัง...”
       ขจิตแอบมองอยู่มุมหนึ่ง ส่ายหน้ายิ้มหยัน
      
       “นึกว่าจะลบกำพืดใครได้ง่ายๆเหรอ ไม่มีทาง”

       สมรกลับเข้ามาในบ้าน ดำมองตามอย่างอยากรู้อยากเห็น ชาญตามเข้ามาถาม
      
       “เป็นไง เรื่องเรียบร้อยแล้วเรอะ”
       “คงเรียบร้อยแล้วละ ต้องเซ็นชื่ออะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ นังเดือนมันโชคดี ทางนั้นเขารักมันเหมือนลูกจริงๆ แถมเขาเปลี่ยนชื่อให้ซะเพราะพริ้งด้วย”
       “ชื่ออะไรวะ”
       “เดือนไขแสง”
       ชาญขำ
       “เฮอะ...ชื่อยาวยังกับลิเก แต่ก็เพราะดีเหมือนกัน...เดือนไขแสง”
       ดำเชิดหน้าขึ้น
       “หนูก็จะไปเปลี่ยนชื่อของหนูมั่ง”
       สมรหันมาถาม
       “เอ็งจะชื่ออะไรวะนังดำ ดำดีสีไม่ตกเรอะ”
       ดำบอกอย่างมั่นใจ
       “หนูจะเป็นดำไขแสง”
       สมรหัวเราะเสียงดังจนสำลักน้ำลาย แล้วก็หัวเราะไปพูดไปไอไป
       “ฮ่าๆๆๆ อีดำเอ๊ย...อีดำไขแสง ดำอย่างเอ็งมันมีแต่ทึบแสงมากกว่าละมั้ง เดือนดาวเพชรพลอยมันก็มีแสงได้ ของดำๆ ยังกะถ่านอย่างนี้จะเอาแสงมาจากไหน”
       ดำหายใจแรงด้วยความเจ็บใจ ชาญมองดำขำๆ
       “เอ็งชื่อนังดำไขสวรรค์ก็แล้วกัน นังดำ โตขึ้นจะได้บริการไขประตูสวรรค์เหมือนแม่ของเอ็ง”
       สมรกับชาญประสานเสียงหัวเราะกัน ดำมองทั้งสองอย่างไม่เข้าใจ แต่สีหน้าก็ไม่พอใจนัก
       “คอยดูนะ หนูจะเปลี่ยนชื่อของหนูให้เพราะยิ่งกว่าเดือนไขแสงอีก”
       ดำวิ่งออกไป สมรกับชาญมองตามพลางหัวเราะดังกว่าเดิม
       “เออๆ ข้าจะคอยดู...นังดำไขสวรรค์”
       ชาญถอนใจ
       “ที่จริงก็น่าสงสารนังดำมันเหมือนกันนะ หมอน ลูกแม่เดียวกันแท้ๆ คนนึงไปได้ดีมีความสุข แต่นังดำนี่ยังลูกผีลูกคน ไม่รู้ว่าโตขึ้นมันจะเป็นยังไง”
       “เห็นนังดำมันอยากไปเที่ยวห้าง ฉันก็ว่าจะพาไป ปลอบใจมันซะหน่อย”
       สมรกับชาญได้แต่สบตากันเห็นด้วย
      
       อู๊ดนั่งเล่นเกมในมือถือเก่าๆ เครื่องหนึ่ง ดำวิ่งเข้ามาดู
       “ไอ้อู๊ด วันนี้เล่นอะไรวะ กูเล่นด้วยคนสิ”
       “ให้กูจบเกมนี้ก่อนดิวะ เออ...อีดำ อีเดือนมันไปอยู่กะคนอื่นแล้วเรอะ แม่บอกว่าป้าหมอนขายอีเดือนไปแล้ว”
       “ไม่รู้”
       “อะไรไม่รู้ อีเดือนมันเป็นพี่มึงแท้ๆ แล้วทำไมมึงไม่ไปอยู่กับอีเดือนด้วยวะ”
       “กูบอกว่าไม่รู้ก็ไม่รู้สิวะ ถามอยู่ได้”
       “กูรู้แล้ว มึงอิจฉามันล่ะสิที่มีคนเอาไปอยู่ด้วย ส่วนมึงไม่มีใครเอา”
       ดำโกรธ แหวขึ้นมาทันที
       “มึงมาเสือกอะไรด้วยวะไอ้อู๊ด”
       หน่อยวิ่งเข้ามาล้อดำ
       “เพราะมึงดำไงล่ะ ดำปิ๊ดปี๋ยิ่งตียิ่งกัด ดำกว่าหมัดยิ่งกัดยิ่งตี”
       อู๊ดเสริม
       “ดำแบบนี้ให้ฟรีก็ไม่มีใครเอา”
       อู๊ดกับหน่อยหัวเราะกันสนุกสนาน ดำกระโจนเข้ากระชากผม หน่อยกรีดร้องเสียงดัง
       “อ๊าย”
       “เฮ้ย ปล่อยนะอีดำ”
       อู๊ดเข้าไปเตะ ดำหันไปกัดหูอู๊ดหมับทันที
       “โอ๊ย...อีดำ ปล่อยกูนะ กูเจ็บ”
       อู๊ดพยายามสะบัดดำออก แต่ดำกัดแน่นจนเลือดไหล อู๊ดร้องโหยหวน
       “โอ๊ย...หูขาดแล้ว”
       หน่อยเข้าไปช่วยดึงตัวดำ แต่ถูกดำถีบออก
       “ช่วยด้วย นังดำกัดหูไอ้อู๊ดจะขาดแล้ว”
       ชื่นเข้ามาดู ตกใจ
       “ว้าย...นังดำ ปล่อยไอ้อู๊ดเดี๋ยวนี้นะ”
       ชื่นเข้าไปดึงแขนดำ อู๊ดร้องลั่น
       “โอ๊ย...เบาๆ หูจะขาดแล้วโว้ย”
       ชื่นยิ่งไม่กล้าดึง ได้แต่เอ็ดตะโรลั่น
       “กูบอกให้มึงปล่อย ปล่อยสิวะ”
       สมรเข้ามาจะดึงตัวดำออก
       “ปล่อยนะนังดำ ปล่อยไอ้อู๊ดเดี๋ยวนี้”
       ดำยังไม่ยอมปล่อย สมรทั้งตีทั้งหยิก ดำยิ่งกัดแน่นเข้า สมรเหลืออด
       “ถ้าไม่ปล่อย ข้าจะเอาเอ็งไปปล่อยข้างถนน คืนนี้ไม่ต้องเข้าบ้าน”
       ดำยอมปล่อยอู๊ด สมรฟาดผัวะที่แขน
       “นังนี่ร้ายนัก ดุยังกับหมา”
       สมรฟาดดำไม่ยั้ง แต่ดำไม่ร้องไห้สักแอะ
      
       สมรลากดำมา แล้วเอาไม้ตีตามแขนขา
       “เอ็งไปกัดหูไอ้อู๊ดมันทำไมหา ถ้าหูมันขาดเอ็งติดตะรางแน่ อยากเข้า        ไปอยู่ในคุกหรือไง”
       ดำแอ่นตัวไปมา เถียงฉอดๆ
       “ก็มันอยากมาล้อหนูก่อนนี่”
       “แค่ล้อเล่นมันจะตายหรือยังไงวะ”
       “ป้าหมอนไม่ได้เป็นหนู ไม่รู้หรอกว่ารู้สึกยังไง”
       “ข้าไม่อยากเป็นเอ็งหรอก เอ็งมันทั้งดุทั้งน่าเกลียด แถมยังร้ายอย่างนี้ เห็นทีข้าจะเลี้ยงเอ็งต่อไปไม่ไหวแล้วนังดำ”
       ดำมองหน้าสมร ใจหายวาบขึ้นมา
      
       หลายวันต่อมา สมรพาดำมาหาจรูญศรีที่อพาร์ตเมนท์ให้เช่า จรูญศรีมองดำอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วเบ้หน้าส่ายหน้าไปด้วย
       “จะยกเด็กนิโกรนี่ให้ฉันเหรอ”ล
       “เห็นคุณนายเคยบอกว่าอยากได้คนมาช่วยทำงานบ้านนี่คะ”
       “แต่นี่มันเด็กเกินไป จะเอามาใช้งานอะไรได้”
       “เอามาฝึกก็ได้ค่ะคุณนาย นังดำมันเรียนรู้ไว คุณนายชอบทำบุญอยู่แล้ว นึกซะว่าเลี้ยงไว้เอาบุญเถอะค่ะ”
       จรูญศรีมองดำอย่างพิจารณา ดำจ้องจรูญศรีกลับตาเป๋ง
       “เออ...นังเด็กนี่มันกล้าจริง ท่าทางไม่กลัวใครเลย ฉันจะเอามันอยู่เหรอ”
       “คุณนายจะดุจะตีมันยังไงก็ได้ค่ะ มาอยู่กับคุณนาย บางทีมันจะได้มีคนสอนบ้าง ฉันแก่แล้ววิ่งตามเด็กไม่ไหว”
       ใครบางคนเข้ามาดึงผมดำจากด้านหลัง
       “โอ๊ย...ใครวะ”
       ดำทำท่าจะหันกลับไปตี แต่จรูญศรีรีบเข้าไปกันไว้
       “เอ๊ะๆ...อะไรกัน นี่ถึงกับจะลงไม้ลงมือกันเลยเหรอ เด็กคนนี้นี่”
       ดำเถียง
       “ก็มันมาดึงผมฉันก่อน”
       สมรปราม
       “แค่ดึงเล่นๆ ไม่เห็นเป็นไรนี่วะนังดำ”
       จิ๋มชี้ดำเหมือนเจอของเล่นถูกใจ
       “แม่...หน้าตาเหมือนตุ๊กตานิโกรที่พี่จ้อยซื้อมาฝากเลย”
       “อย่าไปยุ่งกับมัน”
       “แม่...จิ๋มอยากได้”
       สมรดีใจ
       “คุณจิ๋มอยากได้ก็ขอให้คุณแม่เอามาอยู่ด้วยสิคะ”
       จิ๋มทำท่าอ้อน
       “แม่...”
       จรูญศรีไม่ยอม
       “น่าเกลียดอย่างนี้จะเอามาทำอะไรยัยจิ๋ม”
       “ก็หนูจะเอา...หนูอยากได้มาเล่นด้วย พี่โจ้ชอบเล่นแรงๆ จิ๋มเล่นกับพี่โจ้ไม่สนุกเลย”
       จรูญศรีนิ่งคิด สมรมองลุ้นๆก่อนจะอ้อนวอน
       “นึกว่าเลี้ยงลูกนกลูกกาไว้เอาบุญเถอะค่ะคุณนาย เผื่อจะช่วยสั่งสอนให้มันเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้บ้าง เลี้ยงไว้ให้คอยรับใช้คุณจิ๋มก็ได้”
       จรูญศรีมองดำหัวจรดเท้าอย่างชั่งใจ
      
       จรูญศรีพาดำเข้ามาในบ้าน จิ๋มจูงดำมาด้วยเหมือนจูงของเล่นมากกว่าคน โจ้เห็นดำก็หัวเราะลั่น
       “โอ้โฮ...ดำปิ๊ดปี๋ เหมือนพวกนิโกรในหนังเลยว่ะ”
       ดำด่าสวน
       “ไอ้ห่า...”
       มือของจรูญศรีหยิกปากดำทันที
       “ปากจัดนัก นังคนนี้ อยู่ที่นี่อย่ามาเทียวด่าใครต่อใครไม่ได้นะ นี่มันบ้านผู้ดี ไม่ใช่สลัมเหมือนที่ที่แกเคยอยู่”
       ดำเถียง
       “ก็มันมาล้อหนูก่อนนี่”
       “มันอีกแล้ว...” จรูญศรีทำท่าเงื้อมือ “จะมาเรียกคุณโจ้คุณจิ๋มว่ามันไม่ได้เป็นอันขาด จำเอาไว้ เขาเป็นลูกผู้ดี ไม่เหมือนพวกของแกที่โน่น แล้วก็เรียกคุณสองคนนี่ว่าคุณจิ๋ม คุณโจ้เท่านั้น เข้าใจมั้ย”
       ดำมองไป เห็นโจ้ทำท่าแลบลิ้นปลิ้นตาล้อเลียน ดำได้แต่เม้มปากเก็บความไม่พอใจไว้ จรูญศรีเสียงเข้ม
       “ฉันถามว่าเข้าใจมั้ย...ฮึ...”
       ดำไม่ตอบ ได้แต่กำมือแน่นมองโจ้ที่หัวเราะขบขันดำที่ทำอะไรไม่ได้ จรูญศรีหันไปมองโจ้ตามสายตาของดำ โจ้ทำท่าเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
       “ทำไมมองคุณโจ้เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ไป...ไปหลังบ้านโน่น เดี๋ยวฉัน จะพาไปรู้จักนอม”
      
       จรูญศรีผลักดำออกไป



       จรูญศรีพาดำมาในครัว ประนอมเห็นดำก็ถึงกับอุทานออกมา ราวกับเห็นตัวประหลาด
      
       “โอ้โห...นี่เหรอเด็กนิโกร เคยเห็นแต่ในหนัง เพิ่งเจอตัวจริงก็วันนี้เอง มันดำมืดสนิทจริงๆ”
       “แกดูแลให้ด้วยนะนอม ให้ดำช่วยทำงานเบาๆไปก่อน พอคุณจิ๋มเรียกก็ให้มันรับใช้คุณจิ๋มเขาด้วย”
       ดำหน้าบึ้งด้วยความไม่พอใจ
       “จะทำได้เหรอคะคุณนาย มันยังเด็กมาก”
       จรูญศรีถอนใจ
       “ที่จริงฉันก็ไม่อยากเอามาเป็นภาระหรอก แต่มีคนเขายกให้ฟรีๆ เพราะเลี้ยงไม่ไหว ฉันเลยสงสารรับไว้ นึกว่าเอาบุญ”
       ประนอมมองดำอย่างเวทนา เพราะรู้นิสัยคุณนายดีว่าไม่เอามาเปล่าๆแน่
       “ไงดำ มาอยู่นี่ต้องขยันๆ หน่อยนา”
       จรูญศรีหันไปบอกดำ
       “ไป...ไปกับพี่นอมเขา...แกหาที่ให้มันนอนด้วยก็แล้วกัน ถ้าใครมาจ่ายค่าเช่าแกก็เขียนใบเสร็จให้ด้วย เดี๋ยวฉันจะพาคุณโจ้ไปหาหลวงพ่อที่วัด เย็นๆ ถึงจะกลับ”
       จรูญศรีเดินออกไป ประนอมจูงดำไป
       “ไปดำ...เดี๋ยวฉันพาไปดูว่าแกนอนตรงไหนได้”
      
       จรูญศรีพาโจ้มาที่วัด ทั้งสองนั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้าหลวงพ่อ โจ้ท่าทางเบื่อๆ จรูญศรีพนมมือไปคุยกับพระไป
       “คราวนี้สอบตกอีกแล้วค่ะ ดิฉันก็เลยต้องพามารดน้ำมนต์ เผื่อจะเรียนเก่งขึ้นบ้าง”
       “น้ำมนต์ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกนะโยม ถ้าไม่ตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือ”
       โจ้เถียง
       “อ่านแล้วมันไม่เข้าหัวนี่ครับ”
       “ที่จริงลูกชายคนนี้เป็นคนหัวดีค่ะ เรื่องอื่นเรียนรู้เร็ว แต่เรื่องในหนังสือไม่ค่อยจำ เอาแต่จะเล่น หลวงพ่อช่วยรดน้ำมนต์หน่อยนะคะ มันจะได้ตั้งใจเรียนมากกว่านี้”
       “เอ้า...งั้นเข้ามาใกล้ๆ มา”
       จรูญศรีดึงโจ้เข้าไปใกล้ๆ แล้วกระทุ้ง หลวงพ่อบอก
       “พนมมือสิโจ้”
       โจ้ยกมือขึ้นพนมอย่างเสียไม่ได้ หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้ โจ้สลัดหัวไปมาอย่างหงุดหงิด
      
       วันใหม่...จิ๋มนอนกินขนมไปดูทีวีไปอยู่บนโซฟา ส่วนโจ้นั่งเล่นเกมในโน้ตบุ๊ค อย่างเมามัน ดำมองโน้ตบุ๊คของโจ้อย่างสนใจ จิ๋มรำคราญ
       “พี่โจ้เสียงเบาหน่อยดิ”
       “อะไรวะ กำลังเล่นเกมอยู่”
       “ก็มันหนวกหูนี่”
       “หนวกหูก็ไปนั่งที่อื่นสิวะ”
       “แต่จิ๋มไม่ได้ยินเสียงทีวี”
       “อะไรนะ”
       จิ๋มดังขึ้น
       “จิ๋มไม่ได้ยินเสียงทีวี”
       โจ้ทำเป็นไม่ได้ยิน กลับเร่งเสียงเกมให้ดังขึ้น จิ๋มเลยไปดึงโน้ตบุ๊คมาปิดเสียง
       “เฮ้ย...ยุ่งอะไรวะ”
       โจ้จิกผมจิ๋ม จรูญศรีวิ่งเข้ามาห้ามอย่างตกใจ
       “ไม่เอาๆ โจ้อย่าแกล้งน้อง ไปเล่นในห้องไปโจ้”
       “โอ๊ย...เบื่อผู้หญิงว่ะ”
       โจ้เดินผ่านดำซึ่งกำลังเช็ดโต๊ะอยู่ โจ้หมั่นไส้เลยแกล้งเตะก้นดำ
       “เอ๊ะ คุณโจ้นี่ เจ็บนะโว้ย”
       จรูญศรีดุเสียงเข้ม
       “นังดำ”
       โจ้แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกดำ แล้วรีบวิ่งเข้าห้องไป จิ๋มเอื้อมมือหยิบขนมในจานมากินต่อ แต่ขนมหมดแล้ว เลยตะโกนเรียกดำ
       “ดำ...หยิบถุงขนมในตู้เย็นมาหน่อย”
       ดำทำท่าเซ็ง ๆ จรูญศรีมองขวาง ดำลุกเดินไปหยิบแต่โดยดี ดำหยิบขนมมาให้จิ๋ม แล้วจะเดินกลับไป แต่ก็ต้องชะงักเมื่อจิ๋มสั่ง
       “นั่งลงสิ”
       ดำมองหน้าจิ๋มงงๆ จรูญศรีตวาด
       “คุณจิ๋มบอกให้นั่งก็นั่งสินังดำ”
       ดำจำใจนั่งลง จิ๋มจับดำให้นั่งตัวตรง แล้วหันหลังให้เธอ จิ๋มเอาหวีมาหวีผมให้ดำ แล้วพยายามจะดึงยืดผมดำให้ตรง แต่ดึงเท่าไรก็ไม่ยืด ดำเริ่มรำคาญ เอามือปัดไม่ให้ทำ
       “นั่งเฉยๆ ซี่ เค้าจะแต่งตัวให้”
       จิ๋มจับดำให้นั่งนิ่งๆ แล้วเอาโบว์สีแดงมาผูก แต่ดำเอนหัวหนีไม่ยอมให้ผูก จิ๋มเลยเขกหัวดำดังป๊อก ดำยกมือขึ้นลูบหัวป้อยๆ หันขวับไปมองจิ๋มตาขวาง ตวาดลั่น
       “เจ็บนะโว้ย”
       จิ๋มตกใจ จรูญศรีหันมา
       “อย่านะดำ แกอย่าทำอะไรคุณจิ๋มนะ ไม่งั้นฉันฟาดจริงๆ ด้วย เอ...นังนี่ดุยังกับหมา กะอีแค่เขกหัวนิดเดียวมันจะเจ็บอะไรนักหนา”
       ดำเถียง
       “ทำไมจะไม่เจ็บ ไม่ได้ถูกเขกเองก็ไม่เจ็บสิ”
       จรูญศรีฟาดดำเผียะทันที
       “จองหองแต่ตัวเท่ากำปั้น ดำยังกะถ่านแล้วยังไม่เจียมตัว...อย่าไปเล่นกับมันลูก ดูหน้ามันสิดุยังกะไม่ใช่คน”
       จิ๋มยังไม่ยอมรามือ เอาตุ๊กตาเด็กนิโกรมาให้ดำดู
       “เหมือนดำมั้ยล่ะ ถ้าดำผูกโบว์อีกนิดละก็หน้าเหมือนตุ๊กตานี่เปี๊ยบเลย”
       ดำโพล่งขึ้น
       “ไม่เห็นอยากเหมือนนี่”
       “แต่ดำเหมือนตุ๊กตาตัวนี้จริงๆ ตัวดำๆ หัวหยิกๆ เหมือนเปี๊ยบ”
       ดำกางเล็บพลางมองหน้าจิ๋มเหมือนอยากจะข่วน แล้วมองตุ๊กตาอย่างเกลียดชัง
      
       ดำออกมานั่งหน้ามุ่ยอยู่หลังบ้าน ประนอมซึ่งนั่งซักผ้าอยู่หันมามอง
       “เป็นอะไรไปอีกล่ะ โดนคุณนายดุมาละสิ”
       “เปล่าหรอก แต่เกลียดไอ้คุณโจ้กับนังคุณจิ๋ม ไอ้คุณโจ้ชอบแกล้งหาเรื่อง ส่วนนังคุณจิ๋มชอบทำเหมือนหนูเป็นตุ๊กตา บอกว่าเหมือนตุ๊กตานิโกรตัวดำๆ น่าเกลียดจะตาย”
       ประนอมขำๆ
       “ก็เหมือนจริงๆ นี่หว่า ตุ๊กตานั่นเขาทำเลียนแบบพวกนิโกร พ่อแกก็เป็นนิโกรแบบนั้นนั่นแหละ ฉันว่าฉันดำแล้วนะ ยังขาวกว่าแกตั้งแยะ ดูสิ”
       ประนอมเอาแขนตัวเองไปเทียบกับดำ ดำได้แต่มองอย่างเจ็บใจตัวเอง แล้วลุกขึ้นถอดเสื้อออก ประนอมมองแปลกใจ
       “จะทำอะไรน่ะดำ”
       “อาบน้ำไงพี่นอม”
       ดำเปิดน้ำก๊อกรดหัวตัวเอง แล้วเทผงซักฟอกออกมาใส่มือ เอามาถูตัว ประนอมมองตกใจ
       “เอ้า...ทำไมเอาผงซักฟอกไปถูตัวน่ะ เดี๋ยวได้เนื้อตัวถลอกปอกเปิกหมดหรอก”
       “จะได้ขาวๆ ผ้าดำๆ ซักแล้วขาว ตัวดำๆ ซักแล้วก็ต้องขาว”
       “โธ่เอ๊ย...ดำ”
       ประนอมมองดำอย่างสมเพชเวทนา
       “ผ้าดำๆ ซักแล้วมันขาวได้ แต่ตัวดำทำยังไงมันก็ขาวไม่ได้ ผ้ามันสกปรก รู้มั้ย มันถึงได้ซักออก แต่ตัวดำมันดำเอง ไม่ใช่ดำเพราะสกปรก จะไปทำให้มันขาวได้ยังไง”
       ดำชะงัก ซึมไป ประนอมรีบเข้าไปตักน้ำราดตัวดำ
       “แสบตัวมั้ยล่ะเนี่ย ทีหลังอย่าเอาผงซักฟอกไปถูตัวอีกนะ ดีที่แกผิวหนา ถ้าคนผิวบางๆ ป่านนี้แดงถลอกไปแล้ว”
       “ฉันจะไม่มีวันตัวขาวได้เลยเหรอพี่นอม”
       ประนอมมองดำ พลางถอนใจ
       “ถ้าโตขึ้นแกหาเงินได้เยอะๆ ก็ลองไปฉีดยาให้ขาวแบบนักร้องฝรั่งที่เขารวยๆสิวะ มีเงินก็ทำได้ทุกอย่าง เปลี่ยนสีผิวดำให้เป็นขาวก็ยังได้”
       ดำสนใจ
       “ถ้ามีเงินก็ทำได้ทุกอย่างงั้นเหรอพี่นอม”
       “เออสิ...”
       ดำมองขึ้นไปบนฟ้า สีหน้ามีความหวังขึ้นมา
      
       สาย วันใหม่...เดือนนั่งอยู่หน้ากระจกในห้องนอน เขมวรรณยืนผูกโบว์ให้อยู่ด้านหลัง
       “สวยจังค่ะลูก ชอบมั้ยคะ”
       เดือนหันข้างมองโบว์ตัวเอง
       “ชอบค่ะคุณแม่”
       เขมวรรณประคองเดือนให้ยืนขึ้นมา
       “เดือนลูกแม่น่ารักที่สุด ไปโรงเรียนอย่าดื้อกับคุณครูนะคะ”
       “หนูไม่อยากไปโรงเรียนเลยค่ะ อยากอยู่บ้านกับคุณแม่ทุกวัน”
       “ไม่ได้ค่ะ หนูต้องไปเรียนหนังสือ โตขึ้นจะได้เป็นคนเก่ง ดูแลตัวเองได้”
       “ค่ะ หนูเชื่อคุณแม่ค่ะ”
       “น่ารักจริงๆ เลยเดือนลูกแม่”
       เขมวรรณหอมแก้มเดือน แล้วจูงมือออกไป
      
       ประนอมเดินออกมาหน้าบ้าน ดำมารอปิดประตูให้ ประนอมกำชับ
       “แกอยู่เฝ้าบ้านนะดำ อย่าออกไปไหนล่ะ ฉันไปข้างนอกแป๊บเดียว”
       “หนูไปด้วยสิ”
       “ไปไม่ได้ ฉันจะไปทำธุระ อยู่เฝ้าบ้านนี่แหละ เดี๋ยวจะซื้อขนมมาฝาก”
       “ทำธุระอะไรน่ะพี่นอม”
       “ยุ่งจริงแกนี่ ฉันจะไปธนาคารโอนเงินให้แม่”
       “แม่พี่นอมอยู่ไหนเหรอ”
       “อยู่ศรีสะเกษโน่น แล้วแม่แกล่ะดำ”
       ดำเศร้าไป
       “ไม่รู้ว่าแม่อยู่ที่ไหน”
       ประนอมสงสาร
       “คิดถึงแม่มั่งมั้ยดำ”
       ดำนิ่งคิดนิดนึง
       “ไม่รู้จะคิดถึงยังไง เพราะหนูจำหน้าแม่ไม่ได้เลย แต่ป้าหมอนบอกว่าแม่คงทิ้งหนูไป ไม่กลับมาแล้ว”
       ประนอมมองดำอย่างเวทนา
       “แม่แกคงไปทำงานหาเงินมาเลี้ยงแก สักวันนึงอาจจะมารับตัวแกไปอยู่ด้วย”
       ดำดีใจ
       “จริงเหรอพี่นอม พี่นอมพูดจริงนะ”
       “อ้าวๆ ฉันก็เดาไปงั้นเอง อย่ามาหวังว่ามันจะจริงสิวะนังดำ”
       ดำเริ่มคิดถึงแม่อย่างมีความหวังขึ้นมา
       “เข้าบ้านได้แล้วดำ เดี๋ยวคุณผู้หญิงเห็นเข้าจะถูกดุ”
       ประนอมเดินออกไป ดำมองตามสักพักจะกลับเข้าบ้าน แต่แล้วดำก็ชะงัก เมื่อเห็นอะไรบางอย่าง รถคันหนึ่งแล่นผ่านมา เดือนในชุดนักเรียน ผมผูกโบว์สวยงาม นั่งอยู่ด้านหลังของรถกับเขมวรรณ โดยมีคนขับรถให้ ดำมองตามตะลึง
       “เดือน...”
       ในรถเปิดเพลงฝรั่งดัง และเดือนกำลังคุยกับเขมวรรณ จึงไม่ได้ยินเสียงดำ
       “เดือน...เดือน! อีเดือน”
       ดำวิ่งตามเดือนไปแต่วิ่งไม่ทัน จนในที่สุดหกล้มลง ทันใดนั้นเสียงกุหลาบดังขึ้น
       “ดำ...ดำใช่ไหมลูก ดำลูกแม่”
      
       ดำเงยหน้าขึ้น สีหน้าตื่นเต้นดีใจและประหลาดใจอย่างนึกไม่ถึง
ตอนที่ 2
      
       เขมวรรณพาเดือนมาส่งที่หน้าห้องเรียนในโรงเรียนอนุบาล ฝากฝังเดือนกับครูประจำชั้น
      
       “ฝากคุณครูช่วยดูแลเดือนไขแสงเป็นพิเศษด้วยนะคะ แกเพิ่งได้เรียนหนังสือ อาจจะยังไม่ทันเพื่อนๆ คนอื่น”
       “คุณแม่ไม่ต้องห่วงค่ะ ที่นี่เราดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดทุกคน” ครูหันไปหาเดือน “ปีนี้อยู่กับครูนะจ๊ะ เดือนไขแสง เดี๋ยวครูพาไปนั่งในห้อง”
       เขมวรรณบอกกับเดือน
       “แม่ไปแล้วนะคะลูกเดือน”
       “คุณแม่มารับเดือนเร็วๆนะคะ”
       “ยังไงหนูก็ต้องเลิกเรียนก่อน แม่ถึงมารับได้ หนูอยู่กับคุณครูนะลูก”
       “ค่ะคุณแม่”
       “ตอนเย็นแม่จะรีบมารับค่ะ”
       “ไปกับครูนะคะ ไปเจอเพื่อนๆหนูเยอะแยะเลย”
       ครูจูงเดือนเข้าห้องเรียนไป เขมวรรณมองตามเดือนอย่างเป็นห่วง แต่แล้วก็ตัดใจเดินออกไป
      
       หน้าบ้านจรูญศรี...ดำมองหน้าคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างตื่นเต้นดีใจ
       “น้าเป็นใคร ทำไมรู้ชื่อหนูด้วย”
       กุหลาบแต่งตัวจัดๆแบบสาวขายบริการ ก้มลงมา
       “ฉันเป็นแม่ของหนูไงล่ะ”
       ดำถึงกับอ้าปากหวออย่างงุนงงและตื่นเต้น กึ่งไม่แน่ใจ
       “แม่...แม่จริงๆ เหรอ”
       “จริงซี่ แม่เอาเดือนกับดำไปฝากป้าหมอนเลี้ยงไง”
       ดำแน่ใจแล้ว โผเข้ากอดกุหลาบทันที
       “แม่...หนูคิดถึงแม่ แม่มารับหนูไปอยู่ด้วยใช่มั้ย”
       กุหลาบลูบหัวดำ แล้วแกะดำออกเบาๆ
       “แม่อยากเจอลูกนะ เมื่อแม่ไปหาเดือนกับดำที่บ้านป้าหมอนมา ป้าหมอนบอกว่าดำอยู่นี่ แต่ไม่รู้เดือนอยู่ไหน เพราะมีคนขโมยไปจากบ้าน”
       ดำเอียงคอครุ่นคิดทบทวน
       “ไม่ใช่นะแม่ ป้าหมอนพาเดือนไปที่บ้านหลังใหญ่ๆสวยๆ หนูก็ไปด้วย แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ให้เดือนอยู่กับเขาเลย ไม่ให้กลับบ้าน แถมให้เงินป้าหมอนตั้งเยอะ”
       กุหลาบแววตาวาบขึ้นอย่างเจ็บใจ
       “รู้ไหมว่าบ้านนั้นอยู่ไหน”
       ดำส่ายหน้า
       “ไม่รู้ หนูจำไม่ได้ว่าไปทางไหน อ๋อ...แต่เมื่อกี้หนูเห็นเดือนนั่งรถไปทางโน้นแน่ะ ใส่ชุดนักเรียนด้วย”
       “งั้นคงเรียนอยู่โรงเรียนแถวนั้นสินะ”
       กุหลาบมองตามอย่างหมายมาด
       “แม่จะไปหาเดือนก่อน ดำเข้าบ้านไป”
       “หนูไปกับแม่ด้วยนะ”
       “อยู่นี่แหละดำ ไว้แม่จะมารับทีหลัง”
       “แม่กลับมารับหนูจริงๆนะ”
       กุหลาบพยักหน้า แล้วเดินออกไป ดำมองตามแม่อย่างมีความหวัง
       “แม่...อย่าลืมนะ รีบกลับมารับหนูด้วย”
      
       ครูประจำชั้นกลับเข้ามาในห้องพักครู ครูใหญ่ถามอย่างเป็นห่วง
       “เดือนไขแสงเป็นยังไงบ้าง”
       “แกน่ารักดีค่ะ ว่านอนสอนง่าย ติดจะขี้อายหน่อย แต่เพื่อนๆก็ชอบแก เพราะ        แกสวยน่ารัก บางคนก็ถามว่าทำไมถึงผมแดง ผิวก็ขาวอมชมพูเหมือนลูกครึ่ง”
       ครูใหญ่เดินเข้ามาใกล้ แล้วลดเสียงลงเป็นกระซิบ
       “ไม่ใช่ลูกจริงๆ ของเขาหรอกนะ ลูกขอมาเลี้ยงน่ะ แต่อย่าพูดไปล่ะ พ่อแม่เขาปิด เด็กคนนี้มีบุญ พ่อแม่ที่เอามาเลี้ยงรักทูนหัวทูนเกล้าด้วยกันทั้งคู่ อย่าทำเป็นรู้เรื่องไปถามเด็กเข้าล่ะ พ่อแม่เขารู้ละก็เอาตายเลย”
       “งั้นเหรอ หนูถึงได้ว่าทำไมถึงได้สวยผิดพ่อผิดแม่นัก”
       แม่บ้านเข้ามาหาครูใหญ่
       “ครูใหญ่คะ มีผู้ปกครองมาขอพบเด็กนักเรียนค่ะ”
      
       ในห้องรับแขกของโรงเรียน...กุหลาบผุดลุกขึ้นอย่างดีใจ ก่อนจะยกมือไหว้ ครูใหญ่รับไหว้
       “เห็นเจ้าหน้าที่บอกว่าคุณมาหาเด็กนักเรียนที่นี่”
       “ฉันมาหาลูก ที่นี่มีเด็กผู้หญิงอายุ 7 ขวบชื่อเดือนมั้ยคะ”
       ครูใหญ่อึ้งไป นึกถึงเดือนไขแสง แต่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
       “ชื่อเดือนเหรอคะ ไม่มีค่ะ ไม่มีเลย”
       “คนที่เอามาเลี้ยงอาจจะเปลี่ยนชื่อเด็กก็ได้ เด็กคนนี้หน้าตาไม่เหมือนคนอื่นแน่ๆ แกเป็นลูกครึ่งฝรั่งค่ะ ผมจะสีออกแดงๆ ผิวขาวอมชมพู ตาโตสีน้ำตาล...”
       ครูใหญ่กลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก ก่อนจะตอบออกไป
       “ไม่มีค่ะ คุณคงต้องลองไปหาที่อื่นแล้วนะคะ” ครูโหญ่แกล้งดูนาฬิกา “เดี๋ยวดิฉันมีสอนต่อ ขอตัวนะคะ”
       ครูใหญ่รีบเดินออกไป กุหลาบมองตามอย่างไม่เชื่อนัก
      
       ประนอมกลับเข้าบ้านมา ดำวิ่งหน้าตื่นมาบอก
       “พี่นอม วันนี้แม่มาหาหนูจริงๆด้วย”
       “แม่ไหน”
       “แม่...ก็แม่จริงๆของหนูไง ที่เอาไปฝากป้าหมอนเลี้ยงน่ะ”
       ประนอมชะงัก
       “แม่แท้ๆน่ะเหรอ แล้วเขามาหาแกทำไม”
       “เขาบอกว่าคิดถึงหนู จะมารับหนูไปอยู่ด้วย”
       “อ้าว...แล้วเขามาคุยกับคุณนายหรือยัง”
       “ยัง แม่บอกว่าต้องไปทำธุระก่อน”
       “เออ...ดีใจด้วยที่ได้เจอแม่ซะที แล้วแม่แกหน้าตาเป็นยังไงล่ะ”
       “แม่ของหนูหนูก็ว่าสวยละ ขาวกว่าหนูด้วย”
       “โอ๊ย...ใครจะมาดำกว่าแก ดำกว่านี้ก็เขียวแล้ว แม่แกจะมารับแกเมื่อไร”
       “แม่ไม่ได้บอก คงไม่นานหรอก” ดำหน้าเครียด ชักกลุ้มขึ้นมา “พี่นอม ถ้าคุณนายไม่ยอมให้หนูกลับไปอยู่กับแม่ล่ะ”
       “ก็คงต้องแจ้งตำรวจ”
       “ดีเลย ตำรวจจะได้จับคุณนายเข้าคุก”
       “ฉันว่าคุณนายคงยอมให้แกไปอยู่แล้วละ เขาคงไม่อยากยุ่งกับตำรวจหรอก ว่าแต่แม่แกเหอะ จะกลับมาแน่เร้อ”
       “ทำไมจะไม่กลับ แม่บอกแล้วว่าจะกลับมาหาก็ต้องมาสิ”
       ดำนัยน์ตาเป็นประกายอย่างมีความหวังเต็มเปี่ยม แต่ประนอมมองดำอย่างไม่แน่ใจ
      
       กุหลาบกลับมาที่บ้านสมร เธอโวยวายใส่
       “พี่หมอนไม่มีสิทธิ์เอาลูกฉันไปยกคนอื่น”
       “ก็ใครมันจะมีปัญญาเลี้ยงเอาไว้ให้ล่ะยะ เงินทองก็ไม่เคยส่งเสีย ฉันยังอุตส่าห์เลี้ยงไว้ตั้งสองปี ถ้าไม่ให้ใครเขาไปก็ต้องเอาไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าอยู่ดี”
       “แต่ตอนแรกพี่หมอนโกหกฉัน ว่ามีคนขโมยตัวนังเดือนไป”
       “อะ...แกจำผิดแล้ว ฉันบอกว่ามีคนเอาตัวไปต่างหาก”
       “ฉันไปเจอนังดำมา มันบอกว่าพี่หมอนเอาเด็กไปประเคนให้ถึงที่ ถ้าฉันฟ้องขึ้นมา พี่หมอนหมดตัวแน่”
       สมรมองกุหลาบอย่างเริ่มกลัว แต่ยังทำปากเก่ง
       “ทำไม...แล้วจะเอายังไง บอกซะก่อนว่าฉันไม่มีเงินให้ ค่าเลี้ยงดูตั้งสองปีแกยังไม่ให้ฉันเลย”
       “งั้นบอกมา...ว่านังเดือนอยู่ที่ไหน”
       สมรมองหน้ากุหลาบอย่างชั่งใจ
      
       กุหลาบมาถึงหน้ารั้วบ้านเขมวรรณ มองความใหญ่โตของบ้านอย่างหวั่นๆ เธอสูดหายใจลึกแล้วตัดสินใจกดกริ่ง สักพักไพออกมา มองอย่างแปลกใจ
       “มาหาใคร”
       “มาหาเจ้าของบ้าน”
       ไพมองหัวจรดเท้า
       “มีธุระอะไร”
       “ธุระสำคัญมาก ฉันมาหาลูกของฉัน เขาว่าเด็กอยู่ที่นี่ เด็กที่ชื่อเดือนน่ะ หน้าตาลูกครึ่ง ผิวขาวๆ ผมแดงๆ อยู่นี่หรือเปล่า”
       หน้าไพเผือดลงเล็กน้อย แล้วมองอย่างเกลียดชัง
       “รออยู่นี่ก่อน”
       ไพกลับเข้าบ้านไป กุหลาบเกาะรั้วมองตาม
      
       เขมวรรณกดโทรศัพท์โทรหาดนัยธรอย่างร้อนใจ
       “นัยเหรอคะ”
       “มีอะไรเข็ม ทำไมเสียงคุณตกใจอย่างนั้น”
       “มีผู้หญิงคนนึงมารอหน้าบ้าน อ้างตัวว่าเป็นแม่ของยัยเดือนค่ะ”
       ดนัยธรตกใจแต่พยายามปลอบ
       “ใจเย็นๆเข็ม อย่าเพิ่งให้ผู้หญิงคนนั้นเข้ามานะ อาจจะเป็นพวกสิบแปดมงกุฎก็ได้”
       “งั้นคุณช่วยไปรับยายเดือนที่โรงเรียน แล้วให้แกไปค้างบ้านพี่โขมก่อนนะคะ คุณแม่ก็อยู่ที่นั่นพอดี จะได้อยู่เป็นเพื่อนกัน ฉันจะจัดการทางนี้เอง”
      
       กุหลาบเดินไปเดินมาหน้าบ้านอย่างร้อนรน ไพเดินออกมา กุหลาบดีใจรีบเข้าไปเกาะรั้ว
       “ลูกฉันอยู่ที่นี่ใช่ไหม”
       “มาผิดบ้านแล้ว ไปซะเถอะ บ้านนี้ไม่มีลูกใครอยู่หรอก ไปถามหาบ้านอื่นไป๊”
       “อย่ามาโกหก ลูกฉันอยู่ที่นี่แน่ๆ”
       “บอกให้ไปที่อื่นไงล่ะ”
       “ฉันจะนั่งคอยดูลูกฉันตรงนี้แหละ” กุหลาบตะโกน “เดือน...เดือน แม่มาหาหนูออกมาหาแม่เถอะลูก”
       ไพกลับเข้าบ้าน กุหลาบตะโกนลั่นสุดเสียง
       “ฉันจะเอาลูกฉันคืนให้ได้ เอาลูกฉันคืนมา”
      
       เขมวรรณแหวกม่านแอบมอง สะดุ้งตกใจกับเสียงของกุหลาบ เธอรีบปิดม่านลง เสียงกุหลาบยังดังมา
       “เอาลูกฉันคืนมา”
       พอหันกลับไปก็สะดุ้ง เมื่อเห็นว่าเป็นไพก็ค่อยโล่งอก
       “โอ๊ย...ไพนี่เอง ใจหายหมดเลย”
       “มันยังไม่ยอมไปค่ะคุณผู้หญิง จะให้เรียกตำรวจมั้ยคะ”
       เขมวรรณเสียงสั่นๆ
       “ช่างเขาเถอะ อยากจะรอก็ปล่อยเขาไป ฉันไม่มีวันให้เขาได้เจอกับยัยเดือนหรอก”
      
       เขมวรรณกอดอกอย่างรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมา



       ดนัยธรเข้ามาในโรงเรียน รีบอุ้มเดือนขึ้นรถ พลางมองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวง ก่อนจะขึ้นไปนั่งด้านคนขับ
      
       “เดี๋ยวพ่อจะพาหนูไปบ้านคุณป้าโขมก่อนนะลูก”
       “ทำไมคุณพ่อไม่พาหนูกลับบ้านล่ะคะ”
       “พ่อกับแม่มีธุระจ้ะลูก หนูไปอยู่กับคุณป้าสักพักนะ คุณยายก็จะอยู่เป็นเพื่อน หนูด้วย”
       ดนัยธรกอดเดือนไว้อย่างปลอบโยน แต่หน้าตาของเดือนยังไม่สบายใจนัก
       “เดือนไปกับคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ”
       “ไม่ได้จ้ะ หนูต้องเรียนหนังสือ ไม่งั้นจะไม่ทันเพื่อนๆนะลูก”
       เดือนพยักหน้าอย่างจำใจยอมรับ
       “คุณพ่อมารับเดือนกลับบ้านเร็วๆนะคะ”
       “จ้ะ อีกสองสามวันเสร็จธุระแล้ว พ่อจะรีบมารับหนูทันทีเลย”
       ดนัยธรรีบออกรถ เขาไม่สบายใจ
      
       เขมวรรณมือไม้สั่น เมื่อเดินออกมาพบตำรวจ
       “มีอะไรคะคุณตำรวจ”
       “สารวัตรให้ผมมาเรียนเจ้าของบ้านนี้ว่า มีคนมาแจ้งความเรื่องลูกของเขา เขาบอกว่าคนที่เขาฝากลูกไว้ยกลูกให้เจ้าของบ้านนี้”
       “ดิฉันต้องทำยังไงเหรอคะ”
       “สารวัตรจะขอเชิญไปพบกับแม่ของเด็กที่สถานีตำรวจครับ”
       เขมวรรณกลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก หน้าซีดเหมือนจะเป็นลม ขจิตเดินเข้ามา
       “ถ้าเรื่องถึงโรงถึงศาล ระวังให้ดีจะแพ้นังแม่ของยายเดือน ก็นี่แหละ เตือนแล้วเชียวนะ เรื่องเอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอมแบบนี้”
       เขมวรรณยิ่งเครียดกว่าเดิม
      
       ในสถานีตำรวจ...กุหลาบโวยวายลั่น
       “ฉันต้องเอาลูกฉันคืนมาให้ได้ โธ่...ลูกทั้งคนใครจะไม่รักคะ อุตส่าห์ส่งเงินส่งทองมาให้ ขาดไปไม่กี่เดือนเท่านั้นเอง มันเอาลูกฉันไปยกให้คนอื่น”
       สารวัตรพยายามไกล่เกลี่ย
       “เดี๋ยวก่อน ค่อยๆพูดค่อยๆจากัน”
       “ไม่ค่อยพูดแล้ว ฉันไปทวงลูกคืนถึงบ้านก็ไม่ยอมให้ ทำไมถึงใจร้ายใจดำกันนัก”
       ขจิตสวน
       “ใครกันแน่ที่ใจร้าย เธอไม่เลี้ยงดูลูก เอาไปทิ้งๆขว้างๆ คนเลี้ยงเขาเลี้ยงไม่ไหว ก็ต้องยกให้คนอื่น”
       กุหลาบเถียง
       “ใครบอกว่าฉันทิ้งๆขว้างๆ ยัยสมรแกโกหก ฉันขาดส่งเงินให้ไม่กี่เดือนเอง มันไม่มีสิทธิ์เอาลูกฉันไปยกให้คนอื่น”
       สารวัตรไกล่เกลี่ย
       “แต่ถ้าหากว่าลูกคุณไปอยู่กับคนอื่นที่เขาเลี้ยงดูได้ดีกว่า คุณก็น่าจะพอใจไม่ใช่เหรอ”
       ขจิตขัดขึ้น
       “งั้นก็ถามความสมัครใจของเด็กเป็นไง”
       เขมวรรณรีบค้าน
       “ไม่ได้หรอกค่ะคุณแม่ เข็มจะไม่ยอมให้เอาลูกเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เด็ดขาด”
       “ไม่ต้องห่วงเด็กนักหรอกยัยเข็ม เราต้องให้มันมีภูมิคุ้มกันบ้าง ไม่ใช่ปกป้องกันจนอ่อนแอเกินไป”
       “แกยังเด็กนักค่ะคุณแม่ เรื่องแบบนี้จะฝังใจแกเป็นปมด้อยมากกว่า”
       “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าอะลุ้มอล่วยกันได้” สารวัตรหันไปหากุหลาบ “คุณยอมยกเด็กให้เขาไปซะ แล้วก็รับเอาค่าเลี้ยงดูไปตามแต่จะตกลงกัน”
       กุหลาบเลิกคิ้ว ถามเสียงสูงเหมือนตกใจที่ถูกสบประมาท
       “แปลว่าจะซื้อลูกฉันน่ะซี”
       กุหลาบกวาดตามองเขมวรรณกับขจิตและสารวัตร ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น
       “โอ๊ย...ไม่ได้หรอก ลูกทั้งคนใครจะยอมขายให้ง่ายๆ”
      
       ค่ำนั้น...เขมวรรณกลับเข้ามาในบ้านพร้อมขจิต เขมวรรณเครียดจัดและมีน้ำตาคลอ ดนัยธรปราดเข้ามาถามอย่างเป็นห่วง
       “เป็นยังไงบ้างเข็ม”
       “ผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมท่าเดียวค่ะ บอกว่าจะเอาลูกคืน แล้วจะไปฟ้องมูลนิธิด้วย”
       ขจิตถอนใจ
       “น่ากลัวจะต้องหมดตัวเพราะเด็กคนนี้ละมั้ง แสนสองแสนแม่มันไม่ยอมตกลง มันคงกะจะเอาให้ตั้งตัวได้เลย”
       “ยังไงเข็มก็ไม่ยอมให้เขาเอายัยเดือนไปหรอกค่ะ ดูก็รู้แล้วว่าเขาดูแลยัยเดือน        ไม่ดีเท่าเราแน่ แล้วเข็มก็ไม่อยากให้ลูกมารู้หรือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย มันจะกระทบจิตใจแก...เราจะทำยังไงดีคะนัย”
       “ไม่ต้องไปกลัวเข็ม ผมดูออกว่าพวกนี้มาท่าไหน ไว้ผมจะเอาทนายไปคุยเอง”
       ดนัยธรเสียงเข้มอย่างไม่ยอมแพ้ เขมวรรณมองอย่างฝากความหวัง
      
       วันใหม่...ดำออกมาทิ้งขยะ พลางชะเง้อมองไปหน้าบ้าน ทางโน้นทีทางนี้ที ประนอมกลับจากตลาดเห็นเข้าก็ถามขึ้น
       “รอแม่อยู่ล่ะสิ”
       ดำเหลือบมองประนอมอย่างไม่พอใจที่รู้ทัน
       “รอรถของยัยเดือนด้วย บางทีเขาอาจจะรู้ว่าแม่อยู่ที่ไหน”
       “ถ้าเขาจะมาจริงๆ ก็คงมากดกริ่งนั่นแหละ แกรีบเข้าบ้านเถอะ เดี๋ยวคุณนายเห็นแกอู้งานจะโดนดุเอา”
       ประนอมกลับเข้าบ้านไป ดำมองไปแล้วถอนใจ กำลังจะกลับเข้าบ้าน แต่แล้วก็เห็นรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาเหมือนรถที่เดือนนั่งมาแล่นผ่านมา ดำดีใจ
       “เดือน...”
       ดำรีบวิ่งเข้าไปหา จึงไม่ทันระวังรถที่วิ่งเข้ามาอีกทาง รถเบรกเอี๊ยด ดำตกใจล้มลง
       “ว๊าย”
       “ตายห่ะ...”
       ชายคนขับมองจากในรถ นึกว่าดำตายแล้ว เลยจะรีบเลี้ยวรถหนี แต่พอดำค่อยๆ ลุกขึ้นมาแบบงงๆ ชายคนนั้นก็ลงจากรถมาต่อว่าทันที
       “เฮ้ย...อีดำนี่ อยากตายหรือไง วิ่งมาขวางรถแบบนี้”
       “น้านั่นแหละขับรถภาษาอะไร ไม่ดูคนเลย”
       “เป็นเด็กเป็นเล็กยังจะเถียงอีก”
       ลุงหวัดเข้ามาขวาง
       “มีน้ำใจบ้างหรือเปล่า ชนเด็กแล้วยังไม่ขอโทษ”
       “ขอโทษทำไม มันวิ่งออกมาเอง โชคดีที่มันไม่ตาย ไม่งั้นคนที่ซวยก็คือกูนี่แหละ”
       พูดจบชายคนนั้นก็ขึ้นรถขับออกไป ลุงหวัดมองตามพลางส่ายหน้า แล้วเข้าไปดูดำ
       “เป็นอะไรหรือเปล่าอีหนู”
       ลุงหวัดปัดฝุ่นที่เปื้อนตามเนื้อตัวให้ดำ เขาตกใจเมื่อเห็นแผลที่ข้อศอก
       “เลือดไหลนี่”
       “ไม่เป็นไร ไม่เจ็บเท่าไร”
       “เก่งนะ ตัวแค่เนี้ยไม่ร้องไห้เลย”
       ลุงหวัดจับหัวดำเขย่าอย่างเอ็นดู
       “ไป เดี๋ยวลุงพาไปให้ยัยนอมทำแผลให้นะ”
       ลุงหวัดพาดำเข้าบ้านไป แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นคุณนายหน้าถมึงทึงรออยู่
       “มาแล้วเหรอนายหวัด”
       ลุงหวัดหน้าเจื่อนไป
      
       จรูญศรีแหวลั่น ในขณะที่หวัดนั่งหน้าเจื่อน
       “โอ๊ย...อย่ามาอ้างเลย ถ้าเดือนนี้ไม่จ่ายค่าเช่า ก็ขนของออกไปได้”
       “ขอโทษจริงๆครับคุณนาย พอดีลูกผมป่วยพร้อมกันสองคน ผมกับเมียต้องผลัดกันเฝ้า ผมก็ขับแท็กซี่ไม่ได้อยู่หลายวัน”
       “เดือนที่แล้วก็บอกว่าต้องจ่ายค่าเทอมลูก เดือนนี้ลูกป่วยอีกแล้ว ทำไมปัญหาเยอะนักล่ะ”
       “ผมก็ไม่อยากให้มันเกิดเลยนะครับ ขอเลื่อนไปอีกอาทิตย์นึงได้ไหมครับ” ลุงหวัดยกมือไหว้ “ผมขอร้องเถอะครับคุณนาย”
       “ฉันเปิดห้องให้คนเช่า ไม่ได้เปิดให้อยู่ฟรีนะ ถ้านายหวัดอยากอยู่ฟรีก็ไปอยู่ที่อื่น...”
      
       ในห้องคนใช้...ประนอมทายาที่แผลให้ดำ เสียงจรูญศรีดังลั่นออกมา
       “ฉันยอมมาหลายครั้งแล้ว ถ้ายอมบ่อยๆ อีกหน่อยคนอื่นมันก็จะเอาอย่างซี่ นี่ค้างค่าเช่ามาสามเดือนแล้ว ฉันขาดรายได้ไปตั้งเท่าไร ไม่รู้ละ จะไปกู้หนี้ยืมสินใครมาก็เรื่องของลุง แต่ต้องจ่ายค่าเช่าให้ฉัน ไม่อย่างนั้นย้ายออกไปได้เลย”
       ดำหันมาถามประนอม
       “ท่าทางคุณนายโมโหมาก ถึงได้เสียงดังขนาดนี้”
       “สงสารลุงหวัดจริงจริ๊ง เจอฤทธิ์คุณนายอีกแล้ว”
       ประนอมเผลอกดแผลดำด้วยความแค้นใจแทนลุงหวัด
       “โอ๊ย...เบาหน่อยพี่นอม หนูเจ็บ”
       “เออ...โทษที”
       ประนอมค่อยทายาอย่างเบามือ ดำถามต่อ
       “ลุงหวัดเป็นใครเหรอพี่นอม”
       “แกเช่าห้องคุณนายอยู่ อาชีพแกขับแท็กซี่ แต่แกมีลูกหลายคน เงินเลยไม่ค่อยพอใช้ แกเป็นคนดีมาก ขนาดเคยเก็บเงินในรถได้หลายแสน ยังเอาไปคืนเจ้าของ ลงหนังสือพิมพ์ตั้งหลายฉบับ”
       “เป็นหนู หนูไม่คืนหรอก”
       ประนอมตำหนิ
       “แม้...นังดำนี่ เป็นเด็กเป็นเล็ก คิดจะเอาของคนอื่นแล้วเหรอ”
       “หนูอยากรวยนี่พี่นอม คนรวยทำอะไรก็ได้ อยากขาวก็ยังขาวได้ พี่นอมเคยบอกหนูเอง แล้วถ้าหนูรวยหนูขาวน่ารักอย่างนังเดือน แม่ก็จะได้กลับมารับหนูไปอยู่ด้วย”
       ประนอมได้แต่ส่ายหน้ามองดำอย่างปลงๆ จะสอนก็สอนไม่เป็น แล้วดำก็ตาโตเมื่อเห็นอะไรบางอย่าง
       “พี่นอม นั่นไงแม่หนู”
       ประนอมหันไปมอง ทีวีในห้อง เป็นภาพข่าวของกุหลาบ
       “เช้าวันนี้นางกุหลาบ เหลากระโทก ได้เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจ...ว่าลูกสาววัย 6 ขวบ และ 7 ขวบของตนถูกพี่เลี้ยงนำไปขายให้กับคู่สามีภรรยาที่ต้องการรับบุตรบุญธรรม โดยที่เธอไม่ได้ยินยอม...”
      
       ดำจ้องทีวีอย่างตั้งอกตั้งใจฟังมาก

       ลุงหวัดเดินออกมาหน้ารั้วบ้านของจรูญศรีอย่างเซื่องซึม ดำวิ่งตามมา
      
       “ลุงจ๋า ลุงหวัด”
       “อ้าว...ดำ ว่าไง รู้จักชื่อลุงด้วยเหรอ”
       “ลุงก็รู้จักชื่อหนูเหมือนกันน่ะแหละ”
       ลุงหวัดก้มลงจับหัวดำเขย่า
       “แล้ววิ่งตามลุงมาทำไม”
       “หนูขอติดรถลุงไปข้างนอก”
       “จะไปไหนล่ะ แล้วคุณนายไม่ว่าเอาเหรอ”
       “หนูจะไปหาแม่”
       ลุงหวัดมองดำอย่างงุนงง
      
       รถแท็กซี่ของลุงหวัดขับมาจอดหน้าสถานีตำรวจ รถซึ่งยังไม่ทันจอดดี ดำทำท่าจะเปิดประตูลงจากรถ ลุงหวัดรีบบอก
       “เดี๋ยวก่อน รอด้วย เดี๋ยวลุงเข้าไปเป็นเพื่อน”
       “ไม่ต้องหรอกจ้ะลุง เดี๋ยวหนูก็เจอแม่แล้ว”
       “แน่ใจนะว่าแม่อยู่ที่นี่”
       “ในข่าวบอกว่าแม่จะมาที่โรงพักตอนบ่าย แม่ต้องมาแน่ๆ”
       “ลุงจะรอแถวนี้ ถ้าอีกห้านาทีดำไม่ออกมาแสดงว่าเจอแม่แล้ว ลุงก็จะไป”
       ดำยกมือไหว้
       “ขอบคุณจ้ะลุง หนูไปละ”
       ดำรีบลงจากรถ ลุงหวัดมองตามดำอย่างเป็นห่วง
      
       กุหลาบแปลกใจมาก แต่แล้วก็ทำท่าดีใจเมื่อเห็นดำเดินเข้ามา
       “ดำ...ดำลูกรักของแม่” กุหลาบโผเข้าไปกอดดำ “แม่ดีใจ ดีใจเหลือเกิน ที่ได้เจอลูก มาได้ยังไงกัน”
       “หนูแอบหนีคุณนายออกมา แล้วติดรถแท็กซี่ของลุงหวัดมา”
       กุหลาบทำท่าเข้าไปกอดดำเหมือนรักเสียเต็มประดา
       “โถ...ไม่น่าลำบากเลยลูก ไว้แม่จะไปรับหนูมา แม่จะเลี้ยงลูกเอง ยังพี่ของดำอีกคน เราไปอยู่กันตามประสาแม่ๆลูกๆ นะลูกนะ”
       ดนัยธรกับธวัชชัยซึ่งเป็นทนายของเขาเดินเข้ามา ดนัยธรเหลือบมองกุหลาบอย่างรังเกียจ
       “คุณก็ได้ลูกคืนไปคนนึงแล้วนี่ คุณกุหลาบ สำหรับคนโตยกให้ผมเลยก็แล้วกัน คุณอย่าทำให้ลูกคุณต้องกลับไปลำบากอีกเลย ตอนนี้แกมีความสุขสบาย มีความอบอุ่นจากครอบครัวเต็มที่แล้ว”
       “คุณรู้ได้ยังไง ว่าอยู่กับแม่จะไม่อบอุ่นกว่าอยู่กับคนอื่น”
       “อยู่กับเรา เราให้ความรักความอบอุ่นกับเดือนทุกอย่าง ได้เรียนโรงเรียนดีๆ กินดีอยู่สบาย พนันกันเลยว่า ถ้ามีการขึ้นศาล แล้วถามความสมัครใจของเด็กละก็ คุณไม่มีวันได้แกไปแน่ๆ”
       “ก็ไม่แน่นักหรอกคุณ ฉันเองก็ปรึกษาทนายของมูลนิธิมาแล้วเหมือนกัน”
       “งั้นก็ตามใจ เมื่อตกลงกันไม่ได้ ผมก็จำเป็นต้องให้เด็กขึ้นศาล ทั้งๆที่ไม่อยาก        ให้กระเทือนถึงตัวแกเลย ไอ้ที่คุณจะเรียกห้าหกแสนผมไม่มีปัญญา ผมให้ได้แค่แสนเดียวอย่างมาก”
       ดนัยธรลุกขึ้นยืน ดำเงยหน้ามองดูเขาอย่างทึ่ง ธวัชชัยยกมือไหว้สารวัตร
       “ขอบคุณนะครับสารวัตร”
       ดนัยธรกับธวัชชัยจะไป กุหลาบเรียกไว้
       “เดี๋ยวก่อนค่ะ”
       ดนัยธรหันกลับมา แววตาฉายแสงแสดงความมีชัย สารวัตรเกลี้ยกล่อม
       “เอ้า...ตัดสินใจให้ดีๆ เงินแสนไม่ใช่น้อยๆ ไหนๆ เขาก็เลี้ยงมาดีแล้ว ถ้าต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันเรื่องก็ไปอีกยาว แล้วก็ไม่แน่ด้วยว่าใครจะชนะ”
      
       กุหลาบเซ็นชื่อลงในแผ่นกระดาษต่อหน้าสารวัตร ดนัยธรถอนใจยาว ธวัชชัยมองหน้ากุหลาบแล้วย้ำเสียงเข้ม
       “สัญญาแล้วนะว่าจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับเด็กอีก”
       “ก็เซ็นไปแล้วนี่”
       ดนัยธรยกมือไหว้สารวัตร
       “ขอบคุณมากครับสารวัตร งั้นเสร็จธุระแล้วผมลาละ”
       สารวัตรรับไหว้ ดนัยธรกับธวัชชัยออกไป สารวัตรหันมาทางกุหลาบ
       “คงพอใจแล้วสินะ”
       “โอ๊ย...นี่หนูเห็นแก่ลูกของหนูหรอกถึงได้ตกลง ถ้าคุณนั่นแกไม่บอกว่าเด็กจะเดือดร้อนจ้างหนูก็ไม่ยอม ให้เอาเงินมากองท่วมหัวหนู หนูก็ไม่ยอมขายลูกแน่”
       “ก็ดีแล้ว อันที่จริงเราก็ไม่ได้เลี้ยงมา ความใกล้ชิดสนิทสนมไม่เท่ากับพ่อแม่ใหม่ของเขา แล้วเราก็ยังมีลูกอีกคน” สารวัตรมองดำ “เอากลับไปเลี้ยงให้ดีก็แล้วกัน”
       “แน่ล่ะค่ะ ลูกของหนูนี่ สารวัตรน่ะลำเอียง เห็นท่าทางเขาใหญ่โต สารวัตรก็เข้าข้างเขา”
       สารวัตรชะงัก
       “อ้าว...บ๊ะแล้ว...”
       กุหลาบยกมือไหว้สารวัตร แล้วเดินดุ่มๆออกไป ดำรีบตาม
      
       กุหลาบเดินมาแล้วชะงัก หันมาทางดำ
       “เจ้าของบ้านแกอยู่หรือเปล่า”
       “แม่ถามทำไม”
       “ก็จะไปหาเขาน่ะซี อยากจะตกลงอะไรกับเขาสักหน่อย”
       ดำมองแม่อย่างใจหาย
       “อย่าไปหาเขาเลย หนูเป็นลูกแม่ ถึงยังไงเขาก็จะเอาหนูไปอยู่ด้วยอีกไม่ได้ หนูอยู่กับแม่ดีกว่า เขาเลี้ยงหนูเป็นคนใช้ ไม่ได้เลี้ยงเป็นลูกอย่างนังเดือน”
       กุหลาบอึ้งไป พูดเสียงอ่อนลง
       “ที่จริงอยู่กับเขาก็ดีแล้ว”
       ดำหน้าเจื่อนลง
       “ไม่เห็นดีเลย หนูต้องทำงานทั้งวัน เหงาก็เหงา แม่ไม่เอาหนูไปอยู่ด้วยเหรอ”
       “แกกลับบ้านเดิมไปก่อน แล้วแม่จะไปรับทีหลัง”
       “หนูอยากอยู่กับแม่”
       กุหลาบเสียงเข้ม
       “แกยังอยู่กับฉันไม่ได้”
       “ก็ไหนเมื่อกี้แม่บอกตำรวจว่าอยากเอาหนูไปอยู่ด้วยไง”
       กุหลาบหงุดหงิดที่ดำเซ้าซี้
       “บอกว่ายังไปไม่ได้ ไปไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่องหรือไง ถ้าไปได้ก็เอาไปอยู่ด้วยแล้วสิ อยู่กับคนอื่นมาตั้งนานสองนานอยู่มาได้ เกิดจะดัดจริตอะไรขึ้นมา”
       ดำมองหน้าแม่อย่างเสียใจ แต่คิดว่าแม่โกรธเพราะตนเซ้าซี้ เลยรีบประจบ
       “หนูกลับไปอยู่กับคุณนายก็ได้ แล้วแม่ต้องไปรับหนูเร็วๆนะ”
       “อือ...ดีแล้ว บอกเขาด้วยว่าแม่ฝากแกไว้ก่อน แล้วจะมารับทีหลัง เดี๋ยวแม่ไปส่งแกเอง”
       กุหลาบเดินออกไป ดำยื่นมือไปจับมือกุหลาบเพื่อให้จูง กุหลาบจูงมือดำ
      
       เขมวรรณโผเข้ากอดเดือน น้ำตาคลอเต็มตา
       “พ้นเคราะห์เสียที ลูกเอ๋ย...”
       เขมวรรณกอดลูกแน่นพลางกอดจูบ ด้วยความรู้สึกรักและหวงแหนมากกว่าเดิม เดือนมองแม่งงๆ แต่ยังไม่ทันถามอะไร ดนัยธรก็ดึงไปกอดบ้าง จูบหน้าผากของลูกสาวเบาๆ ขจิตมองอย่างไม่สบายใจ
       “คุณพ่อคุณแม่ขา เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”
       “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ พ่อกับแม่ไม่ได้เจอหนูหลายวัน ก็เลยคิดถึงมาก”
       “หนูก็คิดถึงคุณพ่อคุณแม่มากเลยค่ะ”
       เดือนอยู่ท่ามกลางพ่อกับแม่ ซึ่งโอบกอดเธอไว้คนละข้างอย่างมีความสุข
      
       กุหลาบจูงมือดำมาส่งหน้าบ้านจรูญ
       “ทำตัวดีๆ นะดำ แม่ไปละ”
       ดำยังไม่ยอมปล่อยมือ
       “แล้วเมื่อไรแม่จะกลับมารับหนู”
       กุหลาบทำเมินๆ
       “อีกอาทิตย์นึง แม่จะไปธุระต่างจังหวัดก่อน อย่าดื้อนะดำ”
       ดำค่อยๆ ปล่อยมือแม่ กุหลาบเดินออกไป ดำมองตามแล้วตะโกน
       “แล้วแม่อย่าลืมมารับหนูนะ”
       กุหลาบไม่หันหน้ามา แต่เดินไกลออกไปเรื่อยๆ ดำมองตามแม่อย่างมีความหวังเต็มเปี่ยม
      
       ดำกลับเข้ามาในบ้าน พร้อมสีหน้ามีความหวัง
       “เมื่อกี้คุณนายถามหาแกว่าแกหายไปไหน ดีนะที่ฉันโกหกว่าฉันใช้แกออกไปซื้อของ คุณนายรีบไปวัดเลยไม่ได้สนใจอีก แล้วแม่ของแกว่ายังไงบ้าง”
       “เขาเห็นเขาก็ดีใจ เข้ามากอดน่ะซี่ โอ๊ย...เขาพูดอะไรเยอะแยะจำไม่ได้หรอก จำได้แต่ว่า เขาบอกว่าใครเอาเงินมากองท่วมหัวเขาซื้อหนูจากเขาเขาก็ไม่ยอมขาย เขาบอกว่าลูกของแม่ทั้งคน”
       “แล้วเมื่อไรแม่จะมารับแกไปอยู่ด้วยล่ะ”
       ดำตอบอย่างภูมิใจ
       “แม่บอกว่าอีกไม่กี่วัน แม่จะไปทำธุระก่อน โอ้โฮ...แม่รักหนูมากเลยพี่นอม บอกว่าถ้าคุณนายไม่ยอมคืนหนูให้แม่นะ แม่จะแจ้งตำรวจมาจับเข้าคุก”
      
       ประนอมมองดำอย่างไม่อยากเชื่อ



       หลายวันต่อมา...ดำออกมาชะเง้อคอรอหน้าบ้าน มองไปแต่ไร้วี่แววของแม่
      
       “แม่ไม่กลับมารับหนูแล้วเหรอ แม่...แม่หายไปไหน แม่...ฮือๆ”
       น้ำตาของดำไหลออกมาเป็นสาย
      
       10 ปีต่อมา....ดำชะเง้อรอแม่อยู่หน้าบ้าน สักครู่ กุหลาบก็เดินมาหา
       “แม่...”
       “ดำ...ดำลูกแม่”
       “ทำไมแม่เพิ่งมา หนูรอแม่นานแล้วนะ”
       “แม่ไปทำงานมา หาเงินมาซื้อลูกคืนจากคุณนายไงจ๊ะ”
       “แม่...หนูรักแม่จังเลย”
       ดำโผเข้ากอดแม่ ทันใดนั้นเสียงโจ้ดังขึ้น
       “อีดำ...อีดำ...อีดำ”
       ดำสะดุ้ง ตื่นจากภวังค์ หันไปมองตามเสียง โจ้ในชุดนักศึกษาเตะรองเท้าลอยหวือมา ดำหลบวูบ รองเท้าเฉียดหัวไปหน่อยเดียว ดำชักสีหน้าหงุดหงิด
       “อะไรอีกล่ะคุณโจ้”
       “ทำไมรองเท้าสกปรกนักวะ แกไม่ได้เช็ดให้เหรอ”
       “เช็ดแล้ว”
       “เช็ดเมื่อไร”
       “เมื่อวาน”
       โจ้เงื้อเท้าทำท่าจะเตะดำ ดำรีบหลบ
       “อีควายเอ๊ย เมื่อวานก็ส่วนเมื่อวานสิวะ วันนี้เช็ดให้สะอาดด้วย”
       “ทำไมต้องเช็ดทุกวันด้วย”
       โจ้เงื้อเท้าอีก
       “แกจะเช็ดหรือไม่เช็ด”
       ดำจำใจไปเช็ดรองเท้าให้โจ้แต่โดยดี โจ้ชูเท้าให้ ดำจึงต้องเอารองเท้าไปสวมให้ จิ๋มลากเสียงยาว
       “ดาม...”
       ดำถอนใจเซ็งๆ เหลือบมองจิ๋มโดยไม่ตอบ
       “หยิบรองเท้ามาหรือยัง เร็วๆ”
       ดำวิ่งไปหยิบรองเท้าแล้วสวมให้จิ๋มด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
      
       ในหอประชุมมหาวิทยาลัย...กลุ่มนักศึกษากำลังมุงดูอะไรบางอย่างด้วยความตื่นเต้น บนเวที โจ้ซึ่งเป็นพิธีกรถือซองกระดาษอยู่ในมือ
       “และต่อไปจะเป็นการประกาศผลการโหวต ดาวและเดือนคณะของเราประจำปีการศึกษานี้”
       นักศึกษาตบมือเฮลั่น แล้วรอลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ โจ้เปิดซอง แล้วอ่านประกาศผล
       “เดือนคณะของเราปีนี้คือ...”
       นักศึกษาทุกคนลุ้น
       “เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ครับ ไวภพ ณรงค์พิชัย”
       ทุกคนตบมือและกรี๊ดดังสนั่นด้วยความดีใจ ไวภพก้าวขึ้นไปยืนสง่าบนเวทีด้วยรอยยิ้มที่มาดมั่น เมื่อเสียงกรี๊ดและเสียงตบมือจางลง โจ้ก็ประกาศต่อ
       “มาถึงส่วนที่ตื่นเต้นที่สุดสำหรับหนุ่ม ๆ แล้วนะครับ ปีนี้ดาวมหาวิทยาลัยของเรา” โจ้เปิดซองออกมา “โอ้โห...ไม่พลิกโผเลยครับ ดาวของเราเป็นสาวสวยจากคณะมนุษยศาสตร์นี่เอง น้องเดือน เดือนไขแสง ดนัยธำรง ครับ”
       ทุกคนตบมือดังลั่น เสียงเฮเสียงกรี๊ดดังสนั่น ต่างหันมองไปเป็นตาเดียวกัน เดือนเดินขึ้นเวทีไปยืนข้างไวภพ พร้อมกับรอยยิ้มสดใสน่ารัก ทุกคนมองเดือนเหมือนโดนมนต์สะกด เพื่อนของเดือนที่อยู่ข้างล่างเวทีต่างกรี๊ดกร๊าดด้วยความดีใจ ฝ้ายชื่นชม
       “โอ๊ย...สมกันจริงๆคู่นี้ เดือนกับไว”
       เอ๋เสริม
       “ดาวกับเดือนปีนี้สวยหล่อสุดๆ แล้ว”
       ไวภพหันไปยิ้มให้เดือน มองเดือนด้วยสายตาหลงใหล เดือนสบตาเขาแววตาเขินอายเล็กน้อยอย่างสาวน้อยไร้เดียงสา เดือนและไวภพยืนเด่นคู่กันท่ามกลางนักศึกษาที่ห้อมล้อม
      
       ดำเปิดประตูรั้วบ้าน พลางมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจแล้วจึงออกจากประตู แล้วรีบไปด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ...ดำเดินมาอย่างสบายใจ แต่แล้วก็ต้องชะงักกึก เมื่อเห็นอะไรบางอย่าง เธอเห็นสมพันธุ์กำลังถูกกลุ่มวัยรุ่น 3 คนรุมล้อมเหมือนจะทำร้าย แจ๊คกับต๋องช่วยกันจับสมพันธุ์ไว้คนละข้าง บอลกระชากคอเสื้อสมพันธุ์ขึ้นมา
       “เมื่อไรมึงจะเลิกยุ่งกับแฟนกูซะที”
       สมพันธุ์ปฏิเสธ
       “บอกแล้วว่าไม่ได้ยุ่ง เขามาหาผมให้ช่วยติวหนังสือเท่านั้นเอง”
       “หน้าอย่างมึงติวหนังสือเหรอไอ้พัน กูไม่เชื่อ”
       บอลชกสมพันธุ์ลงไปกอง แล้วจะเข้าไปกระทืบซ้ำ ดำถลาเข้าไปกระโดดขี่คอบอลจากด้านหลัง แล้วกัดหูอย่างแรง
       “โอ๊ย...อะไรวะเนี่ย” บอลหันไป “อีดำ มึงปล่อยกูเดี๋ยวนี้นะ”
       แจ๊คกับต๋องจะเข้าไปดึงดำออกมา แต่ถูกดำสะบัดตัวถีบอย่างแรงจนล้มไปทั้งคู่ บอลกระชากผมดำ ทำให้ดำต้องยอมปล่อย
       “โอ๊ย...”
       บอลสะบัดออก ดำกระเด็นไปจนล้มลงใกล้กับกองขยะ บอลยิ้มหยัน
       “อ๋อ...ที่แท้มึงชอบของดำเหรอวะ ไอ้พัน”
       สมพันธุ์จะเถียง แต่ดำเถียงกลับไปก่อน
       “ดำแล้วหนักหัวใครวะ”
       ดำคว้าไม้ในกองขยะขึ้นมา แล้วเงื้อฟาดทั้งสามไม่ยั้ง โดนบ้างไม่โดนบ้าง จนพวกบอลล่าถอย สมพันธุ์หลบอยู่หลังดำ แจ๊คชี้หน้าสมพันธุ์
       “ไอ้หน้าตัวเมีย ต้องให้ผู้หญิงช่วยเหรอวะ”
       ดำสวน
       “พวกมึงนั่นแหละหน้าตัวเมีย แถมยังหมาหมู่ด้วย จะรังแกผู้หญิงก็เข้ามาสิวะ”
       แจ๊คหยิบมีดพกขึ้นมา แล้วย่างสามขุมจะเข้าไปหาดำ สมพันธุ์ตกใจ
       “อย่านะไอ้แจ๊ค”
       ดำมองไปด้านหลังแจ๊ค แล้วตะโกนดังลั่น
       “เฮ้ย...ตำรวจ”
       บอล ต๋อง แจ๊คหันไปมองอย่างตกใจ ดำรีบจูงสมพันธุ์หนีไปทันที บอลโมโห
       “โธ่เว้ย...โดนอีดำมันหลอกแล้ว”
       ทุกคนมองตามเจ็บใจ
      
       ดำจูงสมพันธุ์วิ่งหนีมาจนถึงหน้าห้องเช่า พลางเหนื่อยหอบ สมพันธุ์ดึงมือออก ดำถามอย่างเป็นห่วง
       “พี่พันไปมีเรื่องอะไรกับพวกมัน”
       สมพันธุ์ส่ายหน้า
       “ไม่มีอะไรหรอก แค่มองหน้าแล้วพูดขัดหูมันนิดหน่อย”
       “แต่เมื่อกี้ฉันได้ยินนะ ว่าพี่ไปแย่งแฟนมัน จริงเหรอ”
       “ก็แค่คุยกันนิดหน่อย”
       “พี่พัน ฉันขอเตือนนะ พี่พันเลิกยุ่งกับแฟนไอ้บอลมันดีกว่า ยัยนี่มันชอบหว่านผู้ชายไปทั่วให้ไอ้บอลมันหึงเล่น”
       “ดำอย่ามายุ่งเรื่องของพี่เลย”
       สมพันธุ์เดินเข้าบ้านไป ดำรีบตามไปง้อ
       “ไม่ยุ่งก็ได้ รอเดี๋ยวสิพี่พัน”
      
       ดำตามสมพันธุ์เข้ามาในห้องเช่าลุงหวัด
       “ลุงหวัดจ๊ะ ฉันพาพี่พันมาส่ง”
       “เอ้าดำเหรอ...เข้ามานั่งก่อน” ลุงหวัดมองลูกชาย “เอ๊ะ...หน้าลูกไปโดนอะไรมาน่ะพัน”
       สมพันธุ์อึกอัก ดำรีบช่วย
       “พวกไอ้บอลมันหาเรื่องพี่พันน่ะสิ”
       หวัดหันไปถามดำ
       “แล้ววันนี้ทำไมถึงมาได้”
       “ไม่รู้หรอกลุง คุณนายไปวัด เห็นว่าวันนี้มีพิธีสะเดาะเคราะห์ กว่าจะกลับก็คงค่ำ” ดำหันไปบอกสมพันธุ์ “วันนี้ฉันไปเจอเพลงใหม่มา พี่พันดีดกีตาร์ให้ร้องหน่อยสิ”
       ดำไปหยิบกีตาร์ของสมพันธุ์ที่วางอยู่มาให้ สมพันธุ์จำใจดีด ดำร้องไปเต้นไปอย่างมีความสุข
      
       เย็นนั้น ในห้องซ้อมเชียร์...เดือนกำลังซ้อมเชียร์กับไวภพและเพื่อนๆ โดยมีรุ่นพี่ช่วยสอน โจ้นำเต้น
       “สาม...สี่...”
       เดือนกับไวภพเต้นท่าลีดตามรุ่นพี่ เดือนต้องหมุนตัว แต่เธอเซไป ไวภพรีบเข้าไปรับไว้ แต่เสียจังหวะล้มลง จนเดือนล้มทับตัวเขา โจ้รีบเข้ามาประคองเดือนขึ้นมาอย่างห่วงใยเกินรุ่นพี่รุ่นน้อง
       “เดือนเป็นยังไงบ้าง”
       “ไม่เป็นไรค่ะพี่โจ้”
       “เดือนยังไหวนะ”
       “ไหวค่ะ        พี่โจ้ สบายมาก”
       “แต่พี่ว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า พี่ไปส่งบ้านนะเดือน เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่เป็นห่วง”
       “ขอบคุณค่ะพี่โจ้ แต่ที่บ้านมีรถมารับแล้ว”
       “งั้นพี่เดินไปส่งที่รถนะครับ”
       เดือนไม่รู้จะปฏิเสธยังไง
       “ขอบคุณค่ะ”
       เดือนลอบมองไวภพ เห็นไวภพมองมาด้วยสายตาห่วงใยและแอบหึงนิดๆ เดือนรีบหลบตาเขินๆ
      
       ค่ำนั้น เดือนกลับเข้ามาบ้านอย่างร่าเริง ยกมือไหว้ขจิต ดนัยธรและเขมวรรณที่นั่งหน้าเครียดรออยู่
       “คุณยายขา คุณพ่อขาคุณแม่ขา”
       เขมวรรณยิ้มให้ลูกสาว
       “กลับมาแล้วเหรอลูกเดือน มาทานข้าวกันนะจ๊ะ”
       ดนัยธรมองอย่างไม่สบายใจนัก น้ำเสียงตำหนิ
       “ทำไมวันนี้กลับค่ำนักล่ะลูก”
       “พอดีว่าวันนี้ที่มหาวิทยาลัยมีประกาศผลดาวกับเดือนค่ะ”
       เขมวรรณยิ้มกว้าง
       “ถ้าให้ทายลูกต้องได้รับเลือกเป็นดาวใช่ไหมจ๊ะ”
       “ค่ะคุณแม่ เดือนก็เลยต้องอยู่ซ้อมเชียร์จนดึกด้วย”
       ดนัยธรถอนใจ
       “อย่างนี้จะไม่เสียการเรียนเหรอ”
       “ไม่หรอกค่ะคุณพ่อ เดือนแบ่งเวลาได้”
       “แต่นี่แค่วันแรกก็กลับบ้านค่ำเสียแล้ว ถ้าต่อไปมิยิ่งดึกกว่านี้เหรอ”
       เดือนเข้าไปโอบดนัยธรไว้อย่างเอาใจ น้ำเสียงออดอ้อน
       “ไม่ต้องห่วงนะคะคุณพ่อขา ถ้าการเรียนเดือนตก เดือนจะถอนตัวทันทีค่ะ”
       “เอาผลสอบมาให้พ่อดูทุกครั้งด้วยนะ”
       เดือนยิ้มแย้ม
       “ได้เจ้าค่ะ คุณพ่อสบายใจได้แล้วนะคะ”
       ดนัยธรอ่อนลงเพราะท่าทีของเดือน ในขณะที่ขจิตยังจ้องจับผิด
       “แค่กลับค่ำวันเดียว พ่อแม่เราเป็นห่วงแทบไม่เป็นอันกินอันนอนเลย        ฉันก็พลอยต้องหิ้วท้องรอด้วย”
       เดือนหน้าจ๋อยลง
       “หนูขอโทษนะคะคุณยายขา ต่อไปหนูจะโทรศัพท์มาบอกก่อนค่ะ วันนี้ทุกอย่างมันฉุกละหุกจริงๆ”
       เขมวรรณตัดบท
       “ยังไงเดือนก็กลับมาแล้ว ไม่มีอะไรแล้วล่ะค่ะ ไป...ไปทานข้าวกันเถอะค่ะคุณแม่”
       ดนัยธรโอบเดือนออกไป แล้วหอมหน้าผากเดือนพลางลูบผมอย่างรักใคร่เอ็นดู เขมวรรณยิ้มมองความรักของพ่อลูกอย่างปลื้มใจ จะเดินตามไป แต่ขจิตดึงรั้งเขมวรรณไว้นิดหนึ่งแล้วกระซิบใกล้ๆ
       “นี่เขาจะกอดจูบลูกสาวจนโตเลยเหรอนี่”
       เขมวรรณแอบสะอึก
       “ระวังให้ดีนะ แม่เข็ม ถ้าเป็นพ่อลูกกันจริงๆก็ไปอย่าง”
       เขมวรรณรีบยกมือปิดหู
       “พอทีเถอะค่ะคุณแม่ อย่าพูดอะไรหรือคิดอะไรแบบนี้หน่อยเลย เดือนเป็นลูกของเราจริงๆ ขอให้จำไว้ว่าเดือนเป็นหลานแท้ๆ ของคุณแม่นะคะ”
       เขมวรรณเดินหนีตามดนัยธรกับเดือนไป ขจิตแอบมองดนัยธรอย่างนึกระแวงสงสัยไม่หาย
      
       ดำกระหืดกระหอบกลับเข้าบ้าน
       “คุณนายกลับมาหรือยังพี่นอม”
       “กลับมาแล้ว ถามหาแกด้วย”
       ดำตกใจ ประนอมเห็นก็หัวเราะ
       “ฮ่าๆๆ ยังหรอก กลับมาแต่คุณโจ้คุณจิ๋ม”
       ดำถอนใจ
       “ค่อยยังชั่ว”
       “แกรีบไปจัดโต๊ะเถอะ เดี๋ยวสองคนนั้นโวยขึ้นมาจะยุ่ง”
       ดำรีบยกจานกับข้าวออกไป
      
       ดำยกกับข้าวมาจัดโต๊ะอาหาร โจ้นั่งเปิดรูปดูเล่นในไอแผดอย่างอารมณ์ดี จิ๋มเข้ามาดู
       “รูปใครน่ะพี่โจ้”
       “ลีดรุ่นน้อง เป็นดาวปีนี้ด้วย สวยใช่ไหมล่ะ”
       “แหวะ ไม่เห็นสวยเท่าไร หน้าตาแปลกๆ เหมือนลูกครึ่ง”
       ดำชะงักอย่างสนใจขึ้นมาทันที เงี่ยหูฟัง
       “อิจฉาหรือไง สวยกว่าแกตั้งเยอะ แถมบ้านรวยมหาศาล”
       “หมาวัดอย่างพี่โจ้อย่าหวังเลยดีกว่า”
       โจ้ทำท่าจะถีบ
       “ไปไกลๆ เลยนังจิ๋ม แกระวังแฟนแกไว้ให้ดีเหอะ”
       “ไม่กลัวหรอก เอ๊ะ...ยัยนี่ใช่คนที่เคยถ่ายรูปลงหนังสือพลอยใสหรือเปล่า ที่ชื่อเดือน เดือนอะไรนะชื่อยาวๆ ประหลาดๆ”
       “เดือนไขแสง”
       ดำสะดุดกับชื่อนี้อย่างจัง
       “เออ...ใช่ ใช่ เดือนไขแสง”
       ดำพึมพำกับตัวเอง
       “เดือนไขแสง”
       จิ๋มถามโจ้
       “คนนี้น่ะเหรอคุณหนูคนเดียวของบ้านดนัยธำรง ลูกอธิบดีดนัยธร”
       ดำย่องไปที่ด้านหลังโจ้กับจิ๋ม พอเห็นเป็นรูปของเดือนก็จำได้ทันที
       “นังเดือน...”
      
       ดำจ้องมองเดือนความรู้สึก เต็มไปด้วยความขมขื่นชิงชัง
ตอนที่ 3
      
       ค่ำนั้นดำเข้ามาในห้องนอนคนใช้ ส่องกระจกมองตัวเอง แล้วนึกเกลียดตัวเอง เกลียดโชคชะตาที่ทำให้แตกต่างกับเดือนราวฟ้ากับเหว เสียงโจ้กับจิ๋มยังก้องในหัว
      
       “อิจฉาหรือไง สวยกว่าแกตั้งเยอะ แถมบ้านรวยมหาศาล”
       “คนนี้น่ะเหรอคุณหนูคนเดียวของบ้านดนัยธำรง...ลูกอธิบดีดนัยธร”
       ดำทุบกระจกจนมือเลือดไหลโชกอย่างแค้นใจ
       “ทำไมชีวิตฉันถึงต่างกับแกนัก นังเดือน”
       ดำทุบกระจกอีก ประนอมเข้ามาเห็นก็ตกใจ
       “ว้าย ทำอะไรน่ะดำ จะบ้าเหรอ พอแล้วๆ”
       ประนอมรีบเข้าไปจับตัวห้ามดำไว้
       “เป็นอะไรของแก เกิดอะไรขึ้น”
       “ฉันเห็นพี่สาวฉัน”
       “แกเจอที่ไหน”
       “ฉันเห็นเขาในรูปที่คุณโจ้เอามา เขาเรียนที่เดียวกันแล้วก็ปลื้มว่าสวยยังงั้นสวยยังงี้”
       “พี่สาวที่แกเคยเล่าให้ฟังว่าเป็นลูกครึ่งฝรั่งน่ะเหรอ”
       “ใช่ คนเขาขอเอาไปเลี้ยง เหมือนคุณนายขอเรามานี่แหละ แต่เขาคงสบายกว่าเรา เขาสวยนี่ ใครๆ ก็รักเขา คนที่ขอเอาไปเลี้ยงก็คงขอไปเป็นลูก ไม่ได้ขอมาเป็นคนใช้อย่างเรา”
       “แล้วแกเป็นบ้าอะไร ทำไมต้องทำอย่างนี้ อยู่ดีๆหาเรื่องเจ็บตัว”
       “ก็เกลียดนังนั่น เกลียดมันที่สุด”
       “เขาเป็นพี่สาวแท้ๆ ไปเกลียดเขาทำไมกัน”
       “ไม่รู้ เราเกลียดก็แล้วกัน เกลียดมาตั้งแต่เด็กแล้ว เกลียดๆๆ”
       ดำเม้มปากกำมือแน่นอย่างแค้นใจและน้อยใจ แต่ไม่มีน้ำตาออกมาสักหยด ประนอมมองดำอย่างไม่เข้าใจ
      
       ดึกคืนนั้น เดือนนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้อง พอจะหยิบน้ำมาดื่มก็ชะงัก เพราะน้ำหมดแก้วแล้ว เดือนหยิบแก้วน้ำลุกเดินไปที่ประตู เปิดประตูจะออกไป แต่เสียงมือถือเดือนดังขึ้นเสียก่อน เดือนเลยกลับไปหยิบมือถือที่โต๊ะมาดูเบอร์ อย่างสงสัยเพราะเป็นเบอร์ไม่คุ้น ก่อนจะกดรับสาย
       “สวัสดีค่ะ”
       “สวัสดีครับ ผมไวนะครับ”
       เดือนแปลกใจกึ่งดีใจ แต่ก็ทำเป็นตลกกลับไป
       “เดือนก็ไม่เคยว่าคุณช้านี่คะ”
       ไวภพหัวเราะๆ
       “ไม่นึกเลยนะครับว่าเดือนจะเล่นมุก ผมจะไปยังไงต่อดีครับเนี่ย”
       “แหม...ปกติเดือนดูซีเรียสมากเลยเหรอคะ”
       “ไม่หรอกครับ แต่ผมไม่เคยเห็นมุมนี้ของเดือน ก็เลยแปลกใจ แต่ผมชอบนะครับ”
       ดนัยธรเดินผ่านมา เห็นประตูห้องแง้มอยู่ และได้ยินเสียงเดือนคุยโทรศัพท์อยู่ก็ชะงัก แอบฟังอย่างสนใจ
       “ขอบคุณค่ะ ไวโทรมามีธุระอะไรกับเดือนหรือเปล่าคะ”
       “เอ่อ...ผมแค่เป็นห่วง อยากรู้ว่าเดือนกลับถึงบ้านปลอดภัยใช่ไหมครับ”
       “เดือนถึงบ้านนานแล้วค่ะ ทานข้าวเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ”
       ดนัยธรแกล้งเคาะประตู แล้วตะโกนภาม
       “ยังไม่นอนเหรอลูก...เดือน”
       เดือนรีบบอกกับไวภพ
       “แค่นี้ก่อนนะคะ คุณพ่อมา”
       “ครับ ฝันดีนะครับ”
       “ค่ะ สวัสดีค่ะ”
       เดือนวางสาย ดนัยธรเดินเข้ามาในห้อง
       “ใครโทรมาเหรอลูก”
       “เอ่อ...เพื่อนที่มหาลัยค่ะ”
       “ผู้หญิงหรือผู้ชาย”
       เดือนอึกอักเล็กน้อย
       “ผู้ชาย...ค่ะ”
       ดนัยธรมองเดือน หน้าเครียดทันที เสียงห้วน
       “โทรมาดึกป่านนี้ ไม่หลับไม่นอนกันหรือยังไง แล้วลูกก็ยังจะคุยกับเขาอีก”
       เดือนหน้าเจื่อนไป
       “ทีหลังอย่ารับสายเพื่อนคนนี้อีกนะ เลิกคบไปเลยก็ดี เห็นเลยว่ามีเจตนาไม่ดี กลับบ้านแล้วก็ควรอ่านหนังสือทำการบ้าน ไม่ใช่โทรมาคุยไร้สาระอย่างนี้...”
       เดือนเห็นดนัยธรเคืองๆ จึงเข้าไปเกาะแขนประจบ
       “ค่ะคุณพ่อ ต่อไปเดือนจะปิดมือถือตั้งแต่หัวค่ำ ไม่คุยกับใครแล้วค่ะ”
       ดนัยธรยิ้มอารมณ์ดีขึ้น ลูบผมเดือนแล้วกอดไว้อย่างพอใจ โอบเธอออกมาหน้าห้อง
       “ทำการบ้านเสร็จแล้วก็นอนซะ อย่านอนดึกนัก”
       “ค่ะ คุณพ่อ”
       ดนัยธรหอมหน้าผากเดือนอีกอย่างเอ็นดู เขมวรรณเปิดประตูออกมาจากห้องตัวเอง พอเห็นก็จะเข้าไปทัก แต่แล้วกลับชะงักนิดหนึ่ง ความระแวงสงสัยแว่บขึ้นมา นึกถึงคำพูดของขจิต
       “นี่เขาจะกอดจูบลูกสาวจนโตเลยเหรอนี่...ระวังให้ดีนะ แม่เข็ม ถ้าเป็นพ่อลูกกันจริงๆก็ไปอย่าง...”
       เขมวรรณรีบยกมือปิดหูตัวเอง...เดือนกับดนัยธรหันมาเห็นเขมวรรณ ทั้งสองเดินมาหา
       “คุณแม่ขา เดือนพาคุณพ่อมาส่งค่ะ”
       เขมวรรณพูดลอยๆ
       “จ้ะ”
       ดนัยธรแปลกใจ
       “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีดเหมือนไม่สบาย”
       “ฉันคงง่วงค่ะ หลับไปสักพักแล้วเห็นคุณยังไม่ขึ้นมานอน เลยออกมาดู”
       เดือนบอกกับดนัยธร
       “คุณพ่อรีบพาคุณแม่เข้านอนเถอะค่ะ พรุ่งนี้คุณแม่ต้องไปวัดแต่เช้าด้วย...กู๊ดไนท์ค่ะคุณพ่อ คุณแม่”
       เขมวรรณเข้าไปหอมแก้มเดือน ดนัยธรหอมเดือนบ้าง เขมวรรณเบือนหน้าไม่มองพยายามไม่คิดอะไร แล้วกลับเข้าไปในห้อง
      
       เมื่ออยู่ในห้อง เขมวรรณกับดนัยธรนอนหันหน้าไปคนละด้าน ดนัยนอนขยับตัวกระสับกระส่าย ส่วนเขมวรรณลืมตาโพลง นิ่วหน้าครุ่นคิด พอดนัยธรขยับตัวอีก เธอรู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องทำให้นอนไม่หลับ จึงหันไปมองเห็นเขานอนก่ายหน้าผาก
       “คิดเรื่องอะไรอยู่คะ”
       “เรื่องยัยเดือนน่ะสิ”
       เขมวรรณหน้าเครียดยิ่งขึ้น
       “ยัยเดือนทำไมเหรอคะ”
       “ผมเป็นห่วงลูก เมื่อกี้เห็นแกคุยโทรศัพท์กับเพื่อนผู้ชายจนดึกดื่น”
       “แกเพิ่งเข้ามหาลัยปีแรก หลังจากเรียนโรงเรียนหญิงล้วนมาตลอด ก็คงต้องมีเพื่อนผู้ชายมาสนใจบ้างเป็นธรรมดานี่คะ”
       “ทำไมคุณถึงเห็นด้วยกับเรื่องแบบนี้นะเข็ม ลูกเราโตเป็นสาวแล้ว ถ้าเกิดอะไรไม่ดีไม่งามขึ้นมา เรานี่แหละจะเป็นคนที่เสียใจที่สุด”
       “ฉันไม่อยากให้เราตีตนไปก่อนไข้ เด็กสมัยนี้ถ้าเรายิ่งกักไว้ไม่ให้รู้จักโลกภายนอกบ้าง แกอาจจะไม่ทันคน ถูกหลอกถูกชักจูงได้ง่าย มันจะยิ่งอันตรายนะคะ”
       “แล้วคุณจะปล่อยให้ลูกเราคบกับผู้ชายไม่เลือกหน้างั้นเหรอ”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ เราก็ปล่อยให้แกเลือกคบ แล้วให้คำแนะนำอยู่ห่างๆก็พอ ไม่อย่างนั้นแกอาจจะอึดอัด”
       “เรื่องนี้เราคงมองต่างมุมกันแล้วละเข็ม สมัยนี้สังคมมันอันตราย แม้แต่ในสถาบันการศึกษาก็ไว้ใจไม่ได้ ถึงยังไงผมก็จะไม่ยอมให้ไอ้หนุ่มหน้าไหนมาเกาะแกะยัยเดือนแน่”
       เขมวรรณจะเถียงอีก แต่ดนัยธรรีบตัดบท
       “นอนเถอะ ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลัง ผมง่วงแล้ว”
       ดนัยธรฮึดฮัด แล้วหันไปอีกทาง แต่ยังไม่หลับเพราะหงุดหงิด เขมวรรณหันกลับโดยหันหลังให้เขาเหมือนเดิม เครียดหนักขึ้น
      
       สายวันใหม่...โจ้ตะโกนเรียกดำดังลั่น
       “ดำ...ดำ...อีดำ”
       ดำรีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับรองเท้าของโจ้ มือข้างขวามีผ้าพันแผล โจ้ยืนรอที่หน้าประตูหน้าตาหงุดหงิด
       “มาแล้ว มาแล้ว เรียกซะดังเลย”
       “ไม่ดังแกก็ไม่ได้ยินสิ”
       ดำเอารองเท้าให้โจ้ แต่กึ่งโยนกึ่งวาง
       “แล้วกระเป๋าล่ะ”
       “เดี๋ยวสิ สั่งอยู่ได้”
       “อะไรวะ ลืมอีกแล้ว เดี๋ยวปั๊ด”
       โจ้ทำท่าจะเตะดำแต่เซไป ดำรีบวิ่งปรู๊ดออกไป
      
       ดำมาที่โต๊ะซึ่งโจ้วางกระเป๋าไว้ หันไปมองโจ้ เห็นเขากำลังสวมรองเท้า ไม่ได้มองมา จึงเอาตัวบังไว้ เสียงจรูญศรีดังขึ้น
       “นังดำ”
       ดำสะดุ้งเฮือก มองไปเห็นจรูญศรีตีหน้ายักษ์ใส่
       “ยัยจิ๋มล่ะ”
       “เอ่อ...ออกไปรอข้างนอกแล้วค่ะ”
       จรูญศรีเดินออกไป ดำโล่งใจ แล้วแอบหยิบมือถือออกจากกระเป๋าโจ้ พลางยิ้มหน้าเจ้าเล่ห์ รีบปิดกระเป๋า ก่อนจะวิ่งกลับไปหาโจ้
      
       จิ๋มนั่งหน้ามุ่ยอยู่ในรถ ประนอมยืนคุยกับศักดิ์ที่หน้ารถแบบกระซิบกระซาบอยู่ข้างรถ
       “รีบกลับมาเร็วๆนะพี่ศักดิ์ จะซื้อส้มตำน้ำตกไว้รอ”
       “จ้ะนอม แต่ไม่รู้คุณจิ๋มจะให้ไปรับกี่โมงน่ะสิ”
       “โอ๊ย...ออกไปเจอแฟนคงไม่รีบหรอก”
       “จุ๊ๆ อย่าเอ็ดไป”
       ศักดิ์พยักเพยิดให้ประนอมรู้ตัว ประนอมหันไปเห็นจรูญศรีออกมาพร้อมโจ้ โดยมีดำหิ้วกระเป๋าตามออกมา แล้วส่งให้โจ้ก่อนขึ้นรถ จิ๋มตะโกนเร่งจากในรถ
       “เร็วหน่อยค่ะแม่ เดี๋ยวจิ๋มไปโรงเรียนสาย”
       “มาแล้วจ้ะ มาแล้ว”
       จรูญศรีขึ้นรถ ศักดิ์ขับออกไป ประนอมมองตามศักดิ์ แล้วโบกมือให้ ดำมายืนข้างประนอม โบกมือให้ศักดิ์ด้วย แถมเลียนแบบท่าทางประนอม
       “กลับมาเร็วๆนะพี่ศักดิ์”
       “นังเด็กแก่แดด”
       ประนอมยกมือทำท่าจะตี ดำรีบวิ่งปรู๊ดเข้าไปในบ้าน
      
       ดำยกตะกร้าผ้าที่ยังไม่ได้ซักมาใส่เครื่อง พลางร้องเพลงไปด้วยเต้นไปด้วยอย่างอารมณ์ดี ประนอมเข้ามามองแปลกใจ
       “ไง...อารมณ์ดีแล้วเหรอดำ”
       “ก็ไม่ได้หงุดหงิดอะไรนี่พี่นอม”
       “ดีแล้วที่คิดได้ พี่สาวแกได้ดีก็ควรจะดีใจกับเขา ไม่ใช่อิจฉาเขา”
       “เรื่องอะไรจะดีใจกับมัน”
       ประนอมมองดำงงๆ
       “อ้าว...”
       “ฉันจะเอาชนะมันให้ได้ต่างหาก อยากรู้จริงๆ ถ้ามันเจอหน้าฉันจะเป็นยังไง”
       ดำยิ้มกริ่มอย่างรอเวลา
      
       โจ้เข้ามานั่งที่โต๊ะประจำกลุ่มใต้ตึกเรียน แล้วจะหยิบมือถือออกมา แต่ล้วงกระเป๋าแล้วไม่เจอ
       “เฮ้ย...หายไปไหนวะ”
      
       โจ้ก้มลงมองหาใต้โต๊ะก็ไม่เจอว่าหล่น จึงเทกระเป๋าออกมาดู แต่ยังไม่พบอีก เขาเซ็งจัด


  


       โจ้เดินมาโทรศัพท์ที่ตู้สาธารณะ...เสียงมือถือโจ้ดังขึ้น ดำยื่นมือมาหยิบไปรับสาย
      
       “สวัสดีค่ะ”
       “แกเอามือถือฉันไปเหรอดำ”
       ดำยิ้มกริ่ม
       “เปล่านะ คุณโจ้ลืมมือถือไว้ที่โต๊ะต่างหาก”
       “แล้วทำไมไม่บอกวะ”
       “ฉันเพิ่งเห็นเมื่อกี้นี้ แล้วไม่รู้จะติดต่อคุณโจ้ยังไงด้วย”
       “งั้นแกรีบเอามือถือมาให้ฉันที่มหาลัยเลยนะ เร็วๆ เลย”
       ดำยิ้มกริ่มดีใจที่ทุกอย่างเข้าแผน
      
       ดำเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัย มองบรรยากาศโดยรอบอย่างตื่นตาตื่นใจ นักศึกษาและคนที่เดินผ่านไปมามองดำเหมือนตัวประหลาด โจ้ยืนอยู่มุมหนึ่ง เรียกดำด้วยเสียงเบา
       “ดำ...ดำ...ดำ”
       ดำหันไป เห็นโจ้หลบอยู่หลังต้นไม้
       “คุณโจ้”
       คนอื่นมองดำ โจ้เลยรีบหลบไม่ให้ใครเห็น ดำอ้าปากจะเรียกอีก โจ้ทำท่าจุ๊ปาก แล้วกวักมือเรียกเข้าไปใกล้ ดำงงๆ แต่ก็เดินเข้าไป
       “ทำไมต้องมาหลบตรงนี้ด้วย”
       “ฉันไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่ารู้จักกับแก ทำไมมาช้านักล่ะ”
       “นี่ก็รีบแล้วนะ”
       “ยังจะเถียงอีก” โจ้ชี้หน้า “กลับบ้านไปแกเจอดีแน่”
       “อุตส่าห์เอามาให้แล้วยังจะบ่น”
       “แกกลับไปได้แล้ว”
       ดำฟึดฟัด โจ้หันหลังกลับ แต่พอเหลียวหลังกลับมาก็ยังเห็นดำยืนมองไปรอบๆ อยู่ที่เดิม ก็ดุเสียงเข้ม
       “ยังไม่ไปอีก”
       “มหาลัยคุณโจ้น่าเรียนจังเลย นักศึกษาแต่ละคนแต่งตัวดีดูไฮโซทั้งนั้น คงจะรวยกันทุกคน”
       “ไม่ต้องมาชื่นชม รีบกลับไปซะ ฉันไม่อยากให้คนอื่นมอง”
       “ทำไมคุณโจ้ ฉันเป็นยังไงเหรอ”
       “จนป่านนี้ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ ว่าตัวเองทั้งดำทั้งน่าเกลียดน่ากลัว ถ้าใครถามก็ไม่ต้องบอกนะว่ารู้จักฉัน”
       โจ้รีบเดินออกไป ดำมองตามเจ็บใจ แล้วมองไปรอบๆ อย่างคิดจะทำอะไรบางอย่าง
      
       ดำเดินหาเดือน จนเห็นนักศึกษาคนหนึ่งทรงผมเหมือนเดือน และย้อมผมสีทองแกมแดง ดำรีบตามไปทันที
       “เดือน...”
       แต่แล้วดำก็ผิดหวัง เมื่อคนที่หันมาไม่ใช่เดือน
       “เรียกฉันเหรอ”
       “เอ่อ...คุณ รู้จักนักศึกษาชื่อเดือนมั้ย”
       “เดือนไหนอ่ะ มีตั้งหลายเดือน”
       “เดือนไขแสงน่ะ ที่หน้าตาสวยๆ เหมือนลูกครึ่งฝรั่ง”
       “อ๋อ...ดาวมหาลัยน่ะเหรอ เห็นนั่งประจำอยู่ใต้ตึกนั้นไง”
       ดำมองตามที่นักศึกษาชี้ให้ดูอย่างหมายมาด
      
       ดำเดินมาที่ใต้ตึก มองหาเดือนท่ามกลางนักศึกษามากมายที่นั่งอยู่ตามโต๊ะต่างๆ แต่ไม่เห็น คนอื่นๆ มองดำเหมือนเป็นตัวประหลาด แต่ดำไม่สนใจ
       “คุณๆ เห็นเดือนมั้ย”
       นักศึกษาส่ายหน้างงๆ
       “เดือนไขแสง ดาวมหาลัยน่ะ”
       “อ๋อ...นั่นไง”
       ดำมองตาม สักพักสีหน้าเปลี่ยนเป็นดีใจ...เดือนเดินเข้ามากับเอ๋และฝ้ายและนั่งลงที่โต๊ะ ไวภพเอาน้ำเข้ามาให้ เดือนขอบคุณ ไวภพนั่งคุยกับเดือนอย่างสนุกสนาน ดำมองด้วยความริษยา ตรงเข้าไปหาทันที แต่แล้วก็ชะงัก เมื่อใครบางคนเข้ามาดักหน้า ใครคนนั้นคือโจ้ มองด้วยความไม่พอใจ แต่คุยด้วยเสียงเบาลอดไรฟันเหมือนไม่อยากให้ใครสังเกตเห็นหรือได้ยิน
       “แกมาทำอะไรแถวนี้นังดำ ทำไมยังไม่กลับ”
       ดำอึ้งไปนิดหนึ่ง แต่ด้วยความเป็นคนไม่กลัวใครจึงตอบกลับไป
       “ฉันหลงทาง จำทางกลับไม่ได้”
       “แกนี่มันโง่จริงๆ โน่น...แกออกไปทางโน้น ตรงไปก็จะเจอประตูทางออก รีบไปซะ”
       ดำมองเดือนอีกทีอย่างเสียดาย
       “จะมายืนหาอะไรอีก ไปสิวะ”
       ดำจำต้องเดินออกไป โจ้มองตามหงุดหงิด
      
       โจ้เข้ามาหาเดือน พูดเสียงนุ่มนวลผิดกับตอนพูดกับดำ
       “น้องเดือนครับ”
       เดือน เอ๋ และฝ้ายยกมือไหว้โจ้ เอ๋ถามอย่างแปลกใจ
       “พี่โจ้รู้จักเด็กนิโกรคนนั้นด้วยเหรอคะ”
       โจ้ทำไก๋
       “คนไหนน่ะ”
       ฝ้ายสวน
       “ก็คนที่ยืนคุยด้วยเมื่อกี้ไงคะ”
       “อ๋อ...เขามาถามทาง ไม่มีอะไรหรอก” โจ้กลบเกลื่อนหันไปหาเดือน “น้องเดือน เย็นนี้ไปซ้อมเชียร์
       ด้วยกันนะครับ”
       “เย็นนี้เดือนต้องกลับบ้านเร็วค่ะ เมื่อวานโดนคุณพ่อดุ”
       “พี่ไปคุยกับคุณพ่อให้”
       “อย่าดีกว่าค่ะ เดือนจะค่อยๆบอกท่านเอง ขอบคุณนะคะพี่โจ้”
       “ไม่เป็นไรครับ” โจ้เหล่ไวภพแบบไม่พอใจ “แล้วนี่คุยอะไรกันอยู่เหรอ”
       ไวภพหันมาตอบ
       “ครูเจนกำลังหาคนเข้าประกวดในงานเพลงคนดนตรี พอดีผมได้ยินมาว่าเดือนร้องเพลงเก่ง เลยมาทาบทามเดือนให้เข้าประกวดด้วยครับ”
       เดือนออกตัว
       “ที่จริงเดือนร้องได้แต่ในคาราโอเกะเท่านั้นค่ะ ร้องเพลงบนเวทีไม่ได้หรอก”
       “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวครูเจนช่วยซ้อมให้ ผมก็จะเล่นกีตาร์ให้ด้วย รับรองว่าเดือนขึ้นรองบนเวทีได้สบาย”
       โจ้ไม่พอใจข่มๆไวภพ
       “แต่เดือนมีกิจกรรมซ้อมเชียร์ แล้วยังต้องไปซ้อมร้องเพลงอีก จะหนักเกินไปหรือเปล่า”
       “ผมคิดว่าเดือนแบ่งเวลาได้แน่” ไวภพหันไปอ้อนเดือน “นะครับเดือน ผมขอแค่เวลาช่วงบ่ายวันพุธ เอาเอ๋กับฝ้ายไปด้วยก็ได้”
       เอ๋กับฝ้ายพยักหน้าสนับสนุน เดือนอิดออดเล็กน้อย ฝ้ายยุ
       “ไปเหอะเดือน ลองดูสนุกๆก็ได้ ถือเป็นประสบการณ์”
       เอ๋เสริม
       “ฉันว่าเธอซ้อมแป๊บเดียวก็ร้องได้แล้วละ”
       เดือนตัดสินใจ
       “งั้นก็ได้”
       ไวภพยิ้มกว้างพอใจ
       “ขอบคุณเดือนมากครับ”
       โจ้แอบเบะปากใส่ ไวภพทำเฉยไม่สนใจ หันไปยิ้มกับเดือน เดือนยิ้มตอบ ดำแอบดูอยู่มุมหนึ่ง มองเดือนกับไวภพอย่างมีแผน
      
       ดำไปหาสมพันธุ์ที่บ้านลุงหวัด บอกกับเขาว่าเธออยากประกวดร้องเพลง สมพันธุ์อุทานหน้าตาตื่น
       “อะไรนะ จะไปประกวดร้องเพลงเหรอ”
       “ฉันอยากเป็นนักร้องให้ได้ ฉันจะร้องเพลงฝรั่งด้วย แต่ฉันอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกสักตัว พี่พันช่วยแกะเพลงให้ฉันด้วยนะ”
       “เพลงฝรั่งมันยากนะ ดำจบแค่ ป.6 ภาษาไทยยังอ่านไม่ค่อยคล่องแล้วจะร้องเพลงฝรั่งได้ยังไง”
       “ฉันจะทำให้ได้ อ่านไม่ออกก็ใช้จำเอา ฟังหลายๆ เที่ยวเดี๋ยวก็ได้เอง”
       “แต่ดำต้องยอมรับนะ รูปร่างหน้าตามันก็มีผลเหมือนกันเวลาประกวด ยิ่งอะไรที่ต้องอาศัยคนโหวต มันมีส่วนเยอะมาก”
       “ฉันจะใช้เสียงนี่แหละ เอาชนะคนอื่นให้ได้”
       “พี่ไม่อยากให้ดำหวังมาก แล้วพี่ก็จะสอบแล้ว คงไม่มีเวลาช่วยเท่าไรด้วย”
       ดำหน้าเศร้า ลุงหวัดเข้ามา
       “ช่วยดำหน่อยเถอะพัน มันไม่เสียเวลาอะไรนักหรอก”
       สมพันธุ์ชะงัก
       “แต่...”
       “เดี๋ยวนี้นักร้องไม่ต้องเอาหน้าตามีเยอะแยะ ดำน่ะเสียงดีเหมือนพวกนักร้องฝรั่ง ถ้าซ้อมดีๆ มีคนช่วยสอน ต่อไปดำอาจจะชนะเป็นแชมป์เลยก็ได้ พ่อเชื่อว่าถ้าดำตั้งใจทำอะไรแล้วมันต้องสำเร็จ”
       ดำมองหน้าลุงหวัดอย่างดีใจ สมพันธุ์ครุ่นคิดตัดสินใจ ดำหันมองหน้าเขาอย่างมีความหวัง
      
       ดำยกมือไหว้ลุงหวัดอย่างซาบซึ้ง
       “ขอบคุณลุงหวัดมากจ้ะ ที่พูดให้พี่พันยอมช่วยหนู”
       “ไม่เป็นไรหรอกดำ ลุงรู้ว่าหนูเป็นคนมีความพยายามมีความสามารถ ถ้ามีโอกาสก็ต้องทำให้ได้”
       “แต่บางทีโอกาสของหนูมันก็มายากซะจริงๆ เพราะหน้าตาของหนูนี่แหละ”
       ดำเศร้าไป ลุงหวัดลูบผมของดำด้วยความสมเพชเวทนาจับใจ
       “เราอาจต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่น แต่เราก็ใช้ความพยายามนี่แหละเอาชนะคนอื่นให้ได้”
       “ลุงหวัด หนูเป็นคนไทยหรือเปล่าน่ะ”
       “เป็นซี ไม่ว่าใครที่เกิดในเมืองไทยก็ต้องเป็นคนไทย โดยเฉพาะแม่ของหนูเป็นคนไทย ยังๆไง หนูก็ต้องเป็นคนไทยอยู่วันยังค่ำ”
       “แต่หนูไม่เหมือนคนไทยนี่ลุงหวัด ใครเห็นใครๆ เขาก็ว่าหนูเป็นนิโกรทั้งนั้น บางทีนะ บางทีหนูก็อยากเจอพ่อของหนู แต่บางทีหนูก็เกลียดพ่อจัง”
       “อ้าว...ไปเกลียดเขาทำไมล่ะ”
       “ก็เขาน่าเกลียดนี่ลุงหวัด เวลาหนูเห็นพวกนิโกรเหมือนพ่อหนูเดินอยู่กลางถนน หนูยังไม่อยากมองเลย ดำออกจะตายไป”
       “โธ่เอ๊ย...ดำ รูปโฉมมันไม่สำคัญเท่าจิตใจและความดีหรอก คนสวยพอแก่ตัวไปก็เหี่ยวก็โทรม มันไม่คงทนเหมือนความดีหรอกนะ”
       “แต่ทำไมใครๆ ถึงได้อยากสวยกันทั้งนั้นล่ะ ใจของคนใครเขาจะมาเห็นว่าดีหรือไม่ดี สู้สวยไม่ได้ มองดูแป๊บเดียวก็รู้ว่าสวย ใคร ๆ เขาก็รักก็ชอบทั้งนั้น”
       “สักวันนะดำ ถ้าหนูเป็นคนดี ก็ต้องมีใครเห็นคุณค่าของหนูจริงๆ เชื่อลุง แล้วหนูจะรู้ว่าความดีทำให้คนอื่นมองเห็นตัวหนูมากกว่าความสวยงามภายนอก”
      
       ดำยังไม่ค่อยเชื่อ ลุงหวัดได้แต่มองดำอย่างเห็นใจ


       เขมวรรณก้มลงกราบหลวงพ่ออยู่ในโบสถ์ แล้วเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าอมทุกข์
      
       “มีเรื่องไม่สบายใจอะไรรึโยม”
       “ดิฉันไม่สบายใจกับความคิดอกุศลของตัวเองค่ะ”
       “ความคิดนี้เกิดจากอะไร”
       “เกิดจากใจดิฉันเองที่คิดระแวงสงสัย กลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตค่ะหลวงพ่อ”
       “แล้วมันเกิดขึ้นจริงหรือยังล่ะโยม”
       “ยังค่ะ ที่จริงดิฉันก็ไม่แน่ว่าจะเกิดหรือเปล่า ดิฉันอาจจะคิดไปเอง แต่ก็ยังเลิกคิดไม่ได้สักที รู้สึกว่าตัวเองบาปที่คิดไม่ดีกับคนอื่น”
       “แสดงว่าโยมรู้เท่าทันจิตของตัวเอง เมื่อยังเป็นแค่ความคิดก็ไม่เป็นไร ยิ่งถ้าคิดเล่นๆ แล้วสามารถมีสติรู้ทันได้ว่าอกุศลเกิดขึ้นอย่างนี้นอกจากจะไม่เป็นบาป แล้ว ยังยืนยันด้วยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบุญต่างหาก บุญที่เราได้รู้ ได้เท่าทัน ไม่ให้อกุศลมันงอกเงยขึ้นในจิตของเรา”
       เขมวรรณโล่งขึ้น แต่ยังไม่หายสงสัย
       “ดิฉันอยากจะเลิกคิดค่ะ แต่ก็ยังเลิกไม่ได้”
       “ค่อยๆ เลิกไปนะโยม เวลาอาจจะช่วยได้ ถ้าเรื่องที่ระแวงสงสัยไม่เกิดขึ้นจริง มันก็จะหายไปเอง แต่เราต้องห้ามไม่ให้ความคิดนี้ไปก่อให้เกิดการกระทำที่เป็นบาป และไม่ให้งอกขยายต่อไปอีก”
       “เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะหลวงพ่อ”
       เขมวรรณก้มกราบหลวงพ่อ สบายใจขึ้น
      
       เขมวรรณออกมาจากโบสถ์ด้วยสีหน้าแจ่มใสขึ้น เจอจรูญศรีที่เดินเข้ามาจากอีกทาง
       “อ้าว...คุณเข็ม มาพบหลวงพ่อเหมือนกันเหรอคะ”
       “ใช่ค่ะ มีเรื่องไม่สบายใจ เลยแวะมาสนทนาธรรมกับท่านเสียหน่อย”
       “แหม...อย่างคุณเข็มจะมีอะไรไม่สบายใจคะ คุณดนัยธรก็เพิ่งได้เป็นอธิบดีที่อายุน้อยที่สุด หรือว่า...มีใครคอยเลื่อยขาเก้าอี้เหรอคะ”
       “ไม่มีหรอกค่ะ ที่จริง...ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แต่ได้มาคุยกับหลวงพ่อ แล้วก็เลยสบายใจขึ้น”
       “วันนี้ฉันก็ทั้งสุขใจสบายใจเหมือนกันค่ะ เพราะเมื่อกี้เพิ่งบริจาคเงินสร้างโบสถ์ไปห้าหมื่น โอ๊ย...มีความสุขยังกับได้ขึ้นสวรรค์ เขาถึงว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจน่ะค่ะคุณเข็ม”
       เขมวรรณยิ้มรับตามมารยาท รู้ว่าจรูญศรีตั้งใจจะอวด
       “คุณศรีใจบุญจริงๆ มิน่าทำอะไรถึงประสบความสำเร็จ หน้าตาอิ่มบุญทุกครั้งที่ได้เจอกัน”
       จรูญศรีหัวเราะร่วนถูกใจ
       “คุณเข็มก็ลองทำบุญแบบฉันสิคะ รับรองว่าผลบุญส่งให้ทันตาเห็น เดินออกไปก็อาจจะมีลาภลอยมาตรงหน้า ถูกหวยถูกรางวัลเป็นล้าน หรือไม่เราก็สะสมบุญไว้ชาติหน้า จะได้เกิดมาสบายไม่ลำบากอีกไงคะ”
       เขมวรรณยิ้มรับ แม้ในใจจะไม่เห็นด้วยกับจรูญศรีนัก
      
       ประนอมทำความสะอาดห้องคาราโอเกะอยู่ ดำเข้ามามองซ้ายมองขวา
       “คุณนายยังไม่กลับเหรอพี่นอม”
       “ยังหรอก แกจะทำอะไรอีกล่ะ”
       ดำเข้าไปจับๆ เครื่องเสียงคาราโอเกะ
       “แกเปิดเป็นเหรอ”
       “เป็นซี่ เห็นคุณโจ้เปิดบ่อยๆ ก็จำเอา”
       “ระวังนะ ถ้าคุณนายหรือคุณโจ้คุณจิ๋มกลับมาเจอ แกเละแน่”
       “กลัวตายละ”
       ดำไม่สนใจ หยิบแผ่นเพลงฝรั่งมาเปิด
       “เมื่อกี้คุณนายเพิ่งโทรให้พี่ศักดิ์ไปรับ แกอย่าเสี่ยงเลย”
       “เปิดแค่เพลงสองเพลง คุณนายกลับมาไม่ทันหรอก”
       “ฉันไม่ยุ่งด้วยนะ ไปดีกว่า”
       ประนอมรีบออกไปด้วยความกลัว ดำเปิดหาเพลงต่อ
      
       ประนอมออกมากวาดลานบ้าน ได้ยินเสียงเพลงที่ดำร้องดังออกมาเบาๆ เพราะเป็นห้องเก็บเสียง แต่ดำร้องดังมาก
       “เสียงนังดำหรือเสียงนักร้องเนี่ย”
       ประนอมฟังเพลงเพลินๆ แต่แล้วพอมองไปหน้าบ้านก็ตกใจ
       “แย่แล้ว”
       รถของจรูญศรีแล่นเข้ามาในบ้านโดยมีศักดิ์เป็นคนขับ ประนอมจะเข้าบ้านไปบอกดำ แต่จรูญศรีเรียกเสียก่อน
       “จะไปไหนยะนังนอม มาช่วยเอาของไปเก็บด้วย”
       ประนอมชะงัก ค่อยๆ หันไป ลำบากใจ จรูญศรีมองขึ้นไปบนห้องคาราโอเกะ
       “คุณโจ้กลับมาแล้วเหรอ”
       ประนอมยิ่งเสียวสันหลังวาบ
      
       ดำร้องเพลงคาราโอเกะอย่างเมามัน เป็นเพลงฝรั่งจังหวะแดนซ์ๆมันๆ จรูญศรีเปิดประตูเข้ามา โกรธจัด
       “ใครใช้ให้หล่อนขึ้นมาหอนอยู่บนนี้ยะ นังดำ”
       ดำชะงักตกใจ รีบปิดเครื่อง หายใจหอบเพราะเต้น แต่ก็ยังเถียง
       “หนูร้องเพลงต่างหากล่ะ ไม่ใช่หมานี่จะได้หอน”
       “เอ๊ะ...นังนี่ เดี๋ยวแม่ตบล้างน้ำซะหรอก”
       “อะไรก็ตบ อะไรก็ตี หนูโตแล้วนะ คุณนายเลิกซะทีได้มั้ย”
       “หนอย...นังดำ ถ้าแกไม่แส่หาเรื่องฉันจะตีแกทำไม แกกล้าเข้ามาเปิดเครื่องเสียงในห้องนี้ ถ้ามันเสียหายขึ้นมาฉันเอาแกตายแน่”
       “แล้วหนูทำเสียหรือยังล่ะ นี่ดูสิ มันยังเปิดได้ใช้ได้ ไม่เห็นเสียเลย”
       ดำใช้รีโมทกดเปิด เสียงเพลงกระหึ่ม ดำลองเบาเสียงและเร่งเสียง จรูญศรีสั่งเสียงเฉียบ
       “ปิดเครื่องเดี๋ยวนี้นะนังดำ”
       ดำหาปุ่มจะปิด แต่จรูญศรีโมโหมาก เลยรู้สึกไม่ทันใจ คว้ารีโมทจากมือดำมาปิดเอง แต่กดผิด เลยกลายเป็นเสียงดังกระหึ่มหนวกหู จรูญศรีตกใจทำรีโมทหล่น ดำหน้าเหวอ
       “อ้าวๆ นั่นคุณนายทำหล่นเองนะคะ ถ้าเสียอย่ามาโทษหนู”
       “แกนั่นแหละทำเสีย เพราะแกเข้ามาในห้องนี้”
       “หนูไม่ได้ทำ คุณนายนั่นแหละทำ”
       จรูญศรีตบหน้า ดำอึ้งไป
       “นังเด็กเนรคุณ เถียงคำไม่ตกฟาก”
       “เนรคุณยังไง ที่ผ่านมาก็ตอบแทนคุณนายมาเกินพอแล้ว คุณนายนั่นแหละเลิกเห็นหนูเป็นทาส เลิกกดขี่หนูซะที หนูสุดจะทนแล้ว หนูอยากเป็นอิสระ อยากไปให้พ้นจากบ้านนี้ซะที”
       “คนอย่างแกจะไปอยู่ที่ไหน หน้าดำปิ๊ดปี๋ยังกับถ่าน ไม่มีใครไว้ใจเอาแกไปอยู่ในบ้านหรอก”
       “หนูจะไปให้ดู คนอย่างคุณนายก็ไม่มีใครอยากอยู่ด้วยเหมือนกัน”
       ดำวิ่งออกไป จรูญศรีมองตามเจ็บใจ
      
       ดำเข้ามาเก็บของในห้อง ประนอมตามเข้ามา
       “แกจะไปไหนน่ะดำ”
       “ไปตามทางของฉัน”
       “แล้วแกจะไปอยู่ที่ไหน”
       ดำชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วก็ตอบออกมาอย่างมั่นใจ
       “ไปอยู่บ้านลุงหวัดก่อน แล้วพอหางานทำได้ ฉันก็ค่อยไปเช่าที่อื่นอยู่”
       “มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกวะดำ บ้านลุงหวัดอยู่กันตั้งกี่คน แล้วมันก็เป็นห้องเช่าของคุณนาย แกไปอยู่นั่น คุณนายก็ตามแกกลับมาจนได้”
       ดำยิ่งโมโหเพราะหมดหวัง ปาเสื้อผ้าลงกระเป๋าเปะปะ
       “แต่ฉันทนยัยคุณนายนี่ไม่ไหวแล้วนะ ฉันโตแล้ว แต่ยังถูกโขกสับยังกับเป็นทาส”
       “ทนหน่อยน่าดำ ฉันยังทนมาตั้งสิบกว่าปี”
       “แล้วทำไมพี่นอมต้องทนด้วยล่ะ”
       “มันยังไม่ถึงเวลาน่ะสิ”
       “รู้นะพี่นอมรอพี่ศักดิ์อยู่”
       “อย่ามาทำเป็นรู้ดีหน่อยเลย ว่าแต่แกเถอะ ออกไปอยู่ข้างนอกจะทำมาหากินอะไร แกจบแค่ป.6 ทำได้ก็แค่งานใช้แรง เอาไว้ให้ประกวดร้องเพลงได้รางวัลก่อน แกจะไปอยู่ที่ไหนก็ค่อยไปดีกว่า คิดดูให้ดีๆนะดำ”
       ดำกำมือกัดริมฝีปากแน่นอย่างพยายามข่มอารมณ์
      
       เย็น นั้น เดือนมาขออนุญาต ดนัยธร เพื่อไปแข่งร้องเพลง ดนัยธรส่ายหน้าคัดค้านหัวชนฝา
       “ไม่ได้ จะไปประก่งประกวดอีกทำไม ลูกทำกิจกรรมตั้งหลายอย่างยังไม่พออีกหรือไง”
       “คือ...งานนี้เดือนอยากทำเพื่อชื่อเสียงของคณะกับสถาบันน่ะค่ะ”
       “ให้คนอื่นเขาทำก็ได้นี่ ลูกควรจะสร้างชื่อเสียงเรื่องการเรียนมากกว่า ไม่ใช่มาประกวดร้องเพลง”
       “แต่เดือนรับปากอาจารย์ไปแล้วค่ะคุณพ่อ”
       ดนัยธรหงุดหงิด
       “ลูกไม่ควรรับปากอะไรโดยไม่ได้ปรึกษาพ่อแม่ก่อนนะ เดี๋ยวพ่อจะไปคุยกับอาจารย์ของลูกเองว่าพ่อไม่อนุญาต”
       เขมวรรณขัดขึ้น
       “นัยคะ เดือนปรึกษาฉันแล้ว ฉันเป็นคนอนุญาตลูกเองค่ะ”
       ดนัยธรไม่พอใจ
       “อ้อ...เดี๋ยวนี้ขออนุญาตจากคุณก็ทำอะไรๆได้ทุกอย่างงั้นเหรอ”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ แต่ฉันเห็นว่ามันเป็นกิจกรรมที่ไม่เสียหายอะไร แล้วยัยเดือนก็ชอบร้องเพลง แกจะได้ผ่อนคลายไม่คร่ำเคร่งกับการเรียนมากเกินไป”
       “ไม่เสียหายยังไง ลูกเราต้องไปซ้อมเชียร์ แถมยังมาประกวดร้องเพลงอีกแล้วจะเอาเวลาที่ไหนเรียน”
       “คุณพ่อขาคุณแม่ขา อย่าเถียงกันเลยค่ะ หนูขอประกวดครั้งนี้ครั้งเดียวนะคะ ต่อไปเดือนจะไม่ตัดสินใจอะไรโดยไม่ปรึกษาคุณพ่ออีกแล้ว คุณพ่ออนุญาตเดือนนะคะ คุณพ่อขา”
       ดนัยธรใจอ่อน
       “สัญญานะลูก...”
       “สัญญาค่ะ เดือนทำอะไรจะขออนุญาตคุณพ่อก่อนทุกครั้งค่ะ”
       ดนัยธรพยักหน้ารับ
       “ขอบคุณค่ะคุณพ่อ”
       เดือนเข้าไปกอดซบพ่อ ดนัยธรโอบแล้วหอมผมลูกสาวเริ่มใจอ่อน
      
       เขมวรรณรีบเบือนหน้าหนีจากภาพนั้น พยายามไม่คิดอะไร


  


       ค่ำนั้น โจ้โยนกระเป๋าลงกับพื้นดังโครม ก่อนจะมานั่งกระแทกก้นลงที่โต๊ะกินข้าว จรูญศรีมองอย่างเป็นห่วง
      
       “เป็นอะไรไปโจ้ อารมณ์เสียอะไรมา”
       “ที่มหาลัยน่ะแม่ หมั่นไส้ใครบางคน”
       ดำร้องเพลง “อกหักค่า” ของเนโกะ จัมพ์
       “อกหักค่า อกหักค่า...”
       โจ้หันขวับมาทางดำ
       “แกว่าอะไรนะดำ”
       ดำลอยหน้าลอยตาร้องเพลง
       “ก็อยากจะหาคนมาช่วยฉันที” แล้วหันมาบอก “ฉันร้องเพลงอยู่”
       โจ้เงื้อเท้า
       “แกนี่มันกวนบาทาฉันจริงๆ”
       ดำสะดุ้ง
       “อย่านะคุณโจ้ เป็นผู้ชายหัดให้เกียรติผู้หญิงบ้าง”
       จรูญศรีดุ
       “นังดำ หยุดเถียงคุณโจ้ได้แล้ว ผู้หญิงอย่างแกไม่จำเป็นที่เขาต้องให้เกียรตินักหรอก”
       “คุณนายไม่สั่งสอนลูกให้ดีๆ ต่อไปใครมาเป็นเมียคุณโจ้คงซวยตาย”
       “เอ๊ะ...นังนี่ วอนซะแล้ว อยากโดนตบปากหรือไง”
       จรูญศรีจะเข้าไปตบปากดำ แต่เห็นจิ๋มทำท่าพะอืดพะอม จรูญศรีหันมาถาม
       “เป็นอะไรไป กับข้าวไม่อร่อยเหรอลูก”
       “สงสัยจิ๋มจะแพ้กุ้ง”
       “ทุกทีไม่เคยเห็นแพ้นี่”
       จิ๋มวิ่งออกไปที่ห้องน้ำ ส่งเสียงโอ้กอ้าก โจ้พูดขึ้นลอยๆ
       “แพ้อาหารหรือแพ้ท้องกันแน่”
       จรูญศรีดุลูกชาย
       “โจ้ ทำไมไปว่าน้องอย่างนั้น พูดจาอะไรให้มันเป็นมงคลหน่อย”
       โจ้ยิ้มแหยๆ
       “ล้อเล่นน่ะแม่”
       ดำกับประนอมแอบมองหน้ากันอย่างสงสัย
      
       ประนอมกับดำช่วยกันยกจานกับข้าวเข้ามาวางที่อ่างล้างจาน ประนอมเบ้หน้า
       “ฮึ...คุณจิ๋มนี่ท่าทางจะไม่รอด”
       ดำงงๆ
       “ไม่รอดยังไงพี่นอม”
       “ไม่รอดเป็นท้องมารน่ะซี่”
       ดำคิดๆ
       “ท้องมาร...พี่นอมหมายถึง...อย่างว่าน่ะเหรอ รู้ได้ไง”
       “เป็นเด็กเป็นเล็กอย่ารู้มากเลย ไว้แกก็รู้เอง”
       “แต่ฉันอยากรู้ตอนนี้นี่”
       “อย่ามาซักไซ้เลยดำ ฉันไม่บอกแกหรอก มันยังไม่ถึงเวลา”
       ประนอมเดินออกไป ดำยิ่งอยากรู้
      
       วันใหม่...ในห้องซ้อม เดือนซ้อมร้องเพลง “Someone Like You” โดยมีครูเจนช่วยสอน ไวภพช่วยเล่นกีตาร์ให้
       “ดีมากจ้ะเดือน ลองเปลี่ยนคีย์ตรงช่วงนี้ให้สูงขึ้นอีกนิดนะจ๊ะ”
       “ค่ะ”
       เดือนเริ่มร้องเพลง
       ครูเจนพอใจ
       “โอเค ดีมาก...”
       เดือนร้องเพลงแล้วหันมามองไวภพ เห็นเขามองอยู่ ทั้งสองสบตากัน เดือนรีบหลบตาเขินๆ
      
       ในบ้านลุงหวัด...ดำยายามจะอ่านเนื้อเพลง “I Will Survive” ในกระดาษ ซึ่งสมพันธุ์แกะออกมาเป็นภาษาไทย
       “แอทเฟิร์สไอวอทอะเฟรด ไอวอท...ตรงนี้ร้องว่าไงน่ะพี่พัน”
       สมพันธุ์ซึ่งกำลังนั่งพิมพ์รายงานในคอมเหลือบมองเบื่อๆ หยิบมือถือยื่นให้
       “เอาไปลองเปิดฟังก็แล้วกัน”
       ดำเปิดเพลงจากยูทูป แล้วร้องเต้นตาม
       “ไอวิวเซอร์ไวว์ เฮๆ”
       ลุงหวัดกับสมพันธุ์หันมามองอย่างทึ่ง...ดำร้องเพลงจนมาถึงท่อนสุดท้ายจนจบ เสียงร้องดีขึ้น
       “...I will survive. I will survive. Yeah, yeah”
       ลุงหวัดตบมือให้ สมพันธุ์ตบตามด้วย ดำยกมือไหว้ขอบคุณลุงหวัด
       “เพราะจริงๆ ดำ ถึงลุงจะฟังไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ แต่ลุงรู้ว่ามันเพราะมาก”
       “แต่หนูยังไม่เข้าใจเนื้อเพลงสักเท่าไรเลยลุง”
       “ให้พันมันแปลให้ฟังซิ”
       “พ่อก็รู้ ภาษาอังกฤษฉันไม่กระดิกเท่าไร ที่เขียนเนื้อภาษาไทยมาให้ก็ต้องไปขอร้องเพื่อนช่วยอ่านให้ฟัง”
       “ก็ไปขอให้เพื่อนคนนี้แปลให้อีกทีสิ มันไม่ยากหรอก สงสารดำมัน”
       สมพันธุ์มองแอบเซ็ง แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ
      
       วันใหม่...ดำแต่งตัวด้วยสีสันจัดจ้าน กำลังหมุนตัวไปมาหน้ากระจก
       “แกจะแต่งอย่างนี้ไปร้องเพลงเหรอ”
       “ใช่ ทำไมเหรอพี่นอม”
       “มัน...ไม่เข้ากับสีผิวแกน่ะสิ แกไปเอามาจากไหนน่ะ”
       “ฉันไปรื้อมาจากกองเสื้อผ้าที่คุณจิ๋มจะทิ้งน่ะ เห็นเขาใส่แค่ครั้งเดียวเอง”
       “ถ้าคุณนายหรือคุณจิ๋มรู้เข้าละเอาแกตายแน่”
       “ก็เขาจะทิ้งแล้วนี่ แล้วถ้าวันนี้ฉันเข้ารอบ ฉันอาจจะไม่ต้องกลับมาบ้านนี้แล้วก็
       ได้”
       “มั่นใจนักนะแก แล้วถ้าไม่เข้ารอบล่ะ”
       “ฉันต้องเข้ารอบ ไม่รู้ละ ฉันชอบสีนี้ ฉันจะแต่งแบบนี้ รับรองไม่เหมือนใคร”
       “เออๆ ตามใจ คงมีใครอยากเหมือนแกหรอก”
       ดำค้อนประนอมขวับ แต่ก็ยังหมุนตัวไปมาอยู่หน้ากระจกอย่างภูมิใจ
       “พี่นอมๆ แต่งหน้าให้ฉันหน่อยนะ”
       “เฮ้ย...เครื่องสำอางฉันไม่เข้ากับผิวแกหรอก มันคนละสีกัน”
       “แต่งๆ ไปเหอะน่า ถ้าฉันผ่านเข้ารอบจะซื้อแป้งกับลิปสติกของตัวเอง รอบนี้พี่นอมช่วยแต่งให้ก่อนก็แล้วกัน”
       ประนอมอ่อนใจ หยิบเครื่องสำอางของตัวเองที่อยู่หน้ากระจกขึ้นมา ดำยื่นหน้าให้ประนอมแต่งอย่างดีใจ
      
       เขมวรรณกับดนัยธรนั่งรอเดือนอย่างกระสับกระส่าย
       “ทำไมยัยเดือนยังไม่ลงมาอีกนะ ผมต้องรีบไปประชุมแล้ว”
       “เดี๋ยวฉันไปตามให้เองค่ะ”
       เขมวรรณลุกจะขึ้นไป แต่เดือนเดินลงมาพอดี โดยสวมชุดสวยสะดุดตา ดนัยธรถึงกับมองตะลึง เขมวรรณจับตัวเดือนให้หมุนไปมา ดนัยธรยืนมองอย่างชื่นชม
       “วันนี้ลูกแม่สวยที่สุดเลยจ้ะ”
       ดนัยธรบอกกับลูกสาว
       “เสียดายวันนี้พ่อติดงาน เลยไม่ได้ไปเชียร์ด้วย”
       “งั้นคุณพ่อต้องส่งกำลังใจไปเชียร์เดือนด้วยนะคะ”
       “แน่นอนจ้ะ”
       ดนัยธรหอมหน้าผากเดือนแล้วโอบไว้
       “โชคดีนะลูก”
       เขมวรรณดึงเดือนออกมาเบาๆ
       “ไปจ้ะลูก”
       เขมวรรณจูงมือเดือนออกไป
      
       ดำเดินมาตามทางในซอยห้องเช่าด้วยท่าทางเหมือนนางแบบเดินบนแคทวอล์ก ผ่านหน้าบ้านป้าแก้ว ป้าแก้วถึงกับยิ้มเยาะ
       “แม่เจ้าโว้ย แต่งตัวซะสวย จะไปไหนวะนังดำ”
       ดำหมุนตัวให้ดู
       “ไปประกวดร้องเพลงจ้ะป้า”
       ป้าแก้วหัวเราะขำจนน้ำลายกระเด็น
       “หน้าอย่างเอ็งเนี่ยนะ ฮ่าๆๆ”
       “หัวเราะอะไรป้า ญาติเสียเหรอ”
       ป้าแก้วชะงักทันที ถึงกับสำลักน้ำลาย
       “นังดำ หนอย...ตัวก็ดำปากยังร้ายอีก เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น”
       “ก็เห็นซะสิป้า ตัวดำปากร้ายก็ยังดีกว่ายัยแก่ปากกระโถน...ด่าไปก่อนนะป้า ฉันไม่อยู่ฟังหรอก”
       “อีดำ กลับมาก่อนสิวะ แน่จริงกลับมา”
       ดำไม่อยู่ให้ด่าต่อ รีบเดินออกไป แล้วหันมาโบกมือส่งจูบด้วยท่าทางกวนๆ
      
       ดำเปิดประตูบ้านลุงหวัดมาด้วยท่าทางดีใจ
       “ลุงหวัด พี่พัน ฉันมาแล้ว”
       ดำเข้ามาในบ้าน หมุนตัวให้สมพันธุ์ดู
       “เป็นไง ฉันสวยมั้ย”
       สมพันธุ์ฝืนใจพูด เสียงแหบแห้ง
       “สวย...สวยมากดำ”
       สมพันธุ์น้ำตาไหลพราก ดำมองอย่างสงสัย
       “พี่พันเป็นอะไรไป ไม่สบายหรือเปล่า”
       สัมพันธุ์ได้แต่ส่ายหน้า พูดอะไรไม่ออก ดำ เพิ่งสังเกตเห็นว่าสมพันธุ์ใส่ชุดดำ
       “เอ๊ะ...พี่พันทำไมแต่งสีนี้ มันดูหมองๆยังไงพิกลนา ไปเปลี่ยนสีอื่นเถอะ แล้วลุงหวัดล่ะ แต่งตัวเสร็จหรือยัง”
       สมพันธุ์กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ร้องโฮออกมา
       “ตำรวจโทรมาบอกว่า พ่อถูกรถชน พ่อพี่เสียแล้วดำ…”
       ดำตกใจมาก
       “ลุงหวัด”
       กระเป๋าที่ดำถือมาร่วงจากมือหล่นลงพื้น
      
       หลังเวทีประกวด...กระเป๋าของเดือนตกลงพื้น ไวภพก้มลงเก็บให้
       “ขอบคุณค่ะ”
       เขมวรรณถาม
       “ตื่นเต้นเหรอลูก”
       “ค่ะคุณแม่”
       เขมวรรณจับมือเดือนไว้
       “ใจเย็นๆจ้ะ แม่เป็นกำลังใจให้หนูนะ คิดว่าร้องให้แม่ฟังนะจ๊ะ”
       โปรดิวเซอร์เข้ามา
       “น้องเดือน เดือนไขแสงเตรียมออกคิวต่อไปเลยนะคะ”
       “ค่ะ ขอบคุณค่ะ”
       “ทำให้เต็มที่นะลูก”
       ไวภพกับครูเจนเข้ามาให้กำลังใจ
       “ร้องให้ได้อย่างที่ซ้อม หนูทำดีอยู่แล้ว”
       ไวภพยิ้มให้
       “เป็นกำลังใจให้นะครับ สู้ๆ”
       เดือนเข้าไปกอดแม่กับครูเจน แล้วตามโปรดิวเซอร์ออกไป
      
       ดนตรีเริ่มขึ้น เดือนมองไปที่คนดูอย่างตื่นเต้น เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แสงสปอตไลท์ส่องมาที่เธอ เดือนเริ่มร้องเพลง “Someone Like You” คนดูส่งเสียงกรี๊ด พร้อมเสียงปรบมือดังกึกก้อง เขมวรรณมองเดือนอย่างภาคภูมิใจ
      
       รูปหน้าศพของลุงหวัดในศาลาวัด เหมือนมองมาอย่างใจดีแต่แฝงความเศร้า ดำน้ำตาไหลพราก
       “ทำไมคนดีๆ อย่างลุงหวัดต้องตายด้วย ทำไม...”
      
       ดำมองรูปของลุงหวัดด้วยความเสียใจ ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเป็นทาง
ตอนที่ 4
      
       พิธีกรประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบในการประกวด
      
       “ผู้เข้าประกวดคนต่อไปที่ผ่านเข้ารอบ คุณเดือนไขแสง ดนัยธำรง ครับ”
       ทุกคนตบมือกึกก้อง เดือนเดินออกมาสมทบกับผู้เข้าประกวดที่ผ่านเข้ารอบคนอื่นๆ ไวภพ เขมวรรณ และครูเจน ยืนขึ้นตบมือให้ เขมวรรณปลาบปลื้ม ถึงกับปาดน้ำตา
      
       เดือนเข้ามาหลังเวที เขมวรรณเข้ามากอดลูกไว้อย่างภูมิใจ ช่างภาพตามมาถ่ายภาพไว้
       “ทำได้ดีมากลูก แม่ภูมิใจในตัวหนูมาก”
       ครูเจนเข้ามากอดเดือน
       “ในที่สุดเดือนก็ทำสำเร็จ ครูไม่ผิดหวังเลย”
       “ดีใจด้วยนะครับ เดือนทำได้แล้ว” ไวภพเข้าไปกอดแสดงความยินดีด้วย
       “เดือนก็ต้องขอบคุณทุกคนค่ะ ที่ทำให้เดือนผ่านเข้ารอบ ขอบคุณไวด้วยที่ชวนเดือนเข้ามาประกวด เดือนดีใจจริงๆค่ะ”
       เดือนสบตากับไวภพอย่างมีความหมายลึกซึ้ง เขมวรรณสังเกตเห็นสายตานั้น แต่ก็พลอยยินดีกับลูกไปด้วย พิธีกรเข้ามา
       “คุณเดือนรู้สึกยังไงบ้างครับที่ผ่านได้เข้ารอบ 10 คนในวันนี้”
       “เดือนดีใจมากค่ะ ไม่คิดว่าตัวเองจะได้เข้ารอบ แต่ก็ทำเต็มที่...”
       เดือนบอกอย่างมีความสุข
      
       ค่ำนั้น ดำเดินซึมเข้ามาในบ้าน หลังจากไปงานศพมา ได้ยินเสียงจรูญศรีบ่นดังลั่น
       “โอ๊ย...ค้างค่าเช่าตั้งหลายเดือนแล้วจู่ๆ มาตายอย่างนี้ฉันก็ขาดทุนแย่...”
       ดำโผล่ไปแอบดู เห็นจรูญศรีบ่นกับจิ๋มและโจ้ จิ๋มนั่งจิ้มมือถือ ไม่ได้สนใจฟัง ส่วนโจ้นั่งเล่นเกมในไอแพด
       “ทำไมเพิ่งกลับมาน่ะดำ คุณนายโมโห ด่าซะยกใหญ่เลย” ประนอมเข้ามากระซิบกับดำ
       “แต่เมื่อกี้คุณนายแกไม่ได้บ่นถึงฉันนี่”
       “แกบ่นเรื่องลุงหวัด ดำรู้เรื่องลุงหวัดแล้วใช่มั้ย”
       ดำพยักหน้า
       “ฉันเพิ่งไปงานศพลุงหวัดมานี่แหละ”
       “เฮ้อ...สงสารลุงหวัดนะ แกเป็นคนดี ไม่น่าตายเร็วเลย”
       ดำสะอื้น น้ำตาไหลออกมา
       “ร้องไห้ทำไมน่ะดำ”
       “ร้องไห้สงสารลุงหวัดน่ะซี คุณนายนี่ใจดำเป็นบ้าเลย คนตายทั้งคนบ่นแต่เรื่องค่าเช่าอยู่นั่น”
       ประนอมน้ำตาคลอไปด้วย ลูบผมดำเบาๆ
       “ถ้าฟ้องเอาเงินจากลูกเมียลุงหวัดได้ แกคงเอาแน่”
       จรูญศรีก้าวเข้ามา
       “แกหายไปไหนมาทั้งวัน นังดำ”
       ดำหันไปตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
       “ไปงานศพลุงหวัดมา”
       “สะเออะไปทำอะไรที่นั่นล่ะ งานการมีเยอะแยะไม่ทำ ว่างนักหรือไง”
       ดำเลือดขึ้นหน้าที่จรูญศรีทำท่าไม่สนใจลุงหวัดเลย
       “หนูไปงานศพลุงหวัดมา เพราะหนูนับถือลุงหวัดเหมือนพ่อคนนึง หนูผิดด้วยเหรอ”
       “ผิดสิ เพราะแกหนีงานไป แกไม่ได้บอกฉัน”
       “บอกแล้วคุณนายจะให้หนูไปเหรอ”
       “นังดำ แกชักจะจองหองขึ้นทุกวันแล้วนะ”
       จรูญศรีตีดำ ดำปัดป้อง จรูญศรีจะเข้าไปตีอีก แต่ชะงักเมื่อโจ้ตะโกนเสียงดังลั่น
       “แม่...แม่... ยัยจิ๋มเป็นอะไรไม่รู้แม่”
       ทุกคนหันไป เห็นจิ๋มร้องไห้โฮ โงนเงนจะเป็นลม แล้วก็ล้มพับลงไปบนโซฟา จรูญศรีร้องตกใจ
       “ลูก...ลูกจิ๋ม”
      
       โจ้อุ้มจิ๋มออกมาที่รถ จรูญศรีวิ่งตามมา
       “ฮือๆ ยัยจิ๋มอย่าเป็นอะไรนะลูกแม่ ยัยจิ๋ม”
       จรูญศรีขึ้นรถ โจ้ไปนั่งที่คนขับ ประนอมกับดำออกมายืนดู จรูญศรียังไม่วายเปิดกระจกออกมา
       “พวกแกเฝ้าบ้านให้ดีๆนะ เดี๋ยวฉันจะกลับมาชำระความกับแกต่อ”
       โจ้ออกรถไป ดำถอนใจ
       “ยังไม่วายอีกนะคุณนาย เฮ้อ...”
      
       ดนัยธรเข้ามากอดเดือนไว้อย่างดีใจ
       “เก่งมากลูก เดือนลูกพ่อ”
       “ต่อไปถ้าชนะ เดือนจะได้ออกอัลบั้ม เป็นนักร้องจริงๆด้วยนะคะคุณพ่อ คุณยาย”
       ดนัยธรหน้าตาเปลี่ยนเป็นกังวล
       “แต่พ่อเป็นห่วงนะ กลัวลูกจะเสียการเรียน”
       “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ สมัยนี้พวกดารานักร้องเรียนไปทำงานไปออกเยอะแยะ”
       ขจิตขัดขึ้น
       “แต่บ้านเราก็ไม่ได้เดือดร้อนขนาดต้องไปเต้นกินรำกินไม่ใช่เรอะ”
       “เดือนแบ่งเวลาได้ค่ะ คุณพ่อคุณยายไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ...แล้วคุณแม่ก็จะเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เดือนด้วยใช่ไหมคะ”
       เขมวรรณลูบผมเดือนอย่างเอ็นดู
       “จ้ะ แม่คอยจัดคิวให้หนูเอง”
       “ยังไม่ทันไรมีผู้จัดการส่วนตัวแล้วเหรอลูก”
       “ใช่ค่ะ คุณแม่จะได้มาดูแลเดือนใกล้ชิด”
       “แล้วพ่อล่ะ”
       “คุณพ่อเป็นผู้อนุมัติก็พอ อ้อ...แล้วก็เป็นสปอนเซอร์ด้วยค่ะ เริ่มตั้งแต่ครั้งนี้เลย ต้องมีรางวัลใหญ่ให้เดือนนะคะ”
       “รางวัลใหญ่เหรอ ได้เลย…”
       ดนัยธรเข้าไปหอมเดือนฟอดใหญ่ เดือนโวยวาย
       “หืม...คุณพ่อขี้โกงอ่ะค่ะ อย่างนี้หนูขอคุณแม่กับคุณยายก็ได้”
       “โอเคๆ เสาร์นี้พ่อจะพาไปเลี้ยงมื้อใหญ่ แล้วก็...กระเป๋าใบใหม่ดีมั้ย”
       “แค่มื้อใหญ่ก็พอค่ะ ขอบคุณค่ะคุณพ่อ”
       เดือนเข้าไปกอดซบพ่อ ดนัยธรโอบลูกสาวไว้แน่นแล้วหอมอีก เขมวรรณยิ้มชื่นใจไปด้วยเพราะอยู่ในอารมณ์ดีใจ ในขณะที่ขจิตมองอย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก
      
       ดำแอบมองผ่านประตูห้องที่แง้มอยู่ เห็นจิ๋มนั่งซึมอยู่ที่เตียง มือกำผ้าปูเตียงแน่น เสียงจรูญศรีร้องไห้คร่ำครวญดังออกมา
       “ทำไมถึงเป็นยังงี้ ทำไมลูกจิ๋มถึงเป็นยังงี้ ยัยจ้อยคนนึงแล้ว ยังมาลูกจิ๋มอีกแล้วนี่จะทำยังไง จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
       “แม่เลิกด่าจิ๋มซะทีได้มั้ย บอกแล้วว่าไม่ได้ตั้งใจ จิ๋มไม่ได้ตั้งใจ มันพลาดไปแล้ว”
       จิ๋มปิดหู แล้วล้มตัวลงบนเตียง จรูญศรีตีอกชกหัวตัวเอง
       “งั้นบอกแม่มาสิ ไอ้พ่อของเด็กมันเป็นใคร แม่จะให้มันมารับผิดชอบ”
       จิ๋มส่ายหน้า
       “ไม่มีประโยชน์หรอกแม่ จิ๋มบอกมันแล้ว แต่มันบอกให้ไปเอาออก”
       “ลูกไม่ใช่ผู้หญิงข้างถนนนะยัยจิ๋ม ไอ้คนทำมันต้องรับผิดชอบ”
       “ไม่เห็นเป็นไรเลย เพื่อนจิ๋มก็ทำอย่างนี้กันทั้งนั้น บางคนสองรอบสามรอบแล้ว”
       จรูญศรียกมือทาบอกตัวเองเหมือนจะเป็นลม
       “โอ๊ย...ไม่ได้นะลูกจิ๋ม ลูกบอกแม่มาดีกว่า มันเป็นใคร แม่จะไปคุยกับพ่อแม่มันเอง...”
       “จิ๋มบอกไม่ได้อ่ะแม่ แล้วจิ๋มก็ไม่อยากเอาไว้ด้วย”
       “โธ่...ยัยจิ๋ม...”
       จรูญศรีเหลือบเห็นดำ ก็ตวาดแหวใส่
       “ใครบอกให้ขึ้นมาแอบฟัง...หา นังดำ ลงไป ลงไปเดี๋ยวนี้นะ สาระแนดีนักนังนี่ ไป๊”
       ดำรีบวิ่งออกไป จรูญศรีด่าไล่หลัง
       “อย่าสะเออะขึ้นมาอีกล่ะ ถ้าไม่เรียกก็ไม่ต้องสาระแนขึ้นมาเข้าใจมั้ย”
       จรูญศรีปิดประตูปัง แล้วล็อคอีกชั้น
      
       ดำลงมาหาประนอมที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ด้านล่าง
       “คุณนายเขาไล่ หนีลงมาเกือบไม่ทันแน่ะ พี่นอม โอ๊ย...เขาร้องไห้ทุบอกตัวเองผางๆ ใหญ่เลย น่ากลัวคุณจิ๋มจะเป็นอย่างที่พี่นอมว่าจริงน่ะแหละ”
       “คุณนายนี่อาภัพนะ มีลูกไม่ดีสักคน ลูกสาวคนโตที่ไปเรียนเมืองนอกก็ท้องกับผัวฝรั่ง จะพาผัวกลับเมืองไทย”
       ประนอมครุ่นคิดอย่างหวาดกลัวอะไรบางอย่าง
      
       เขมวรรณเข้ามาเปิดตู้เย็นในครัว หยิบน้ำออกมา ขจิตตามมา
       “แม่ว่าตัวออกจะปล่อยยัยเดือนเกินไปสักหน่อย ยังไงๆ ก็ต้องคอยดึงคอยรั้งเอาไว้บ้าง ถ้าเป็นลูกของตัวเองแท้ๆ ก็จะไม่ว่าอะไร แต่นี่ถ้าปล่อยมากๆ วันนึงรั้งไม่อยู่จะบินปร๋อไปเสีย”
       “ยัยเดือนไม่ใช่คนเหลวไหลหรอกค่ะ เข็มรู้จักนิสัยลูกดี”
       “ถึงจะเลี้ยงมาแต่เล็กๆ ความผูกพันมันก็ไม่เหมือนที่มีกับพ่อแม่จริงๆ พอขัดใจเข้าเราอาจตัดเขาไม่ขาด แต่เขาตัดเราขาด แล้วตัวนั่นแหละจะต้องเสียใจ จะหาว่าไม่เตือน”
       “หนูไม่ชอบให้คุณแม่พูดอะไรเกี่ยวกับยัยเดือนแบบนี้เลย ไม่อยากให้มีอะไรคอยสะกิดว่าแกไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเรา นี่ถ้านัยได้ยินเข้า เขาโกรธแย่ เขายิ่งรักลูกสาวของเขาอยู่ด้วย”
       “โอ๊ย...รู้แล้วล่ะจ้ะ รู้ว่าทั้งรักทั้งหวง”
       “ห่วงต่างหากล่ะคะคุณแม่ ก็เหมือนพ่อทั่วไปส่วนมากน่ะแหละ คุณพ่อเองก็เคยหวงหนูมาแล้ว คุณแม่จำไม่ได้เหรอคะ”
       “ก็นั่นเขาพ่อแท้ๆ...”
       เขมวรรณหน้าเครียด
       “คุณแม่...หนูรู้ว่าคุณแม่กำลังคิดยังไง แต่ขอเสียทีเถอะค่ะ อย่าคิดอกุศลเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลย...”
       ขณะเดียวกันนั้นเสียงเดือนดังขึ้น
       “คุยอะไรกันอยู่คะคุณแม่คุณยาย”
       เขมวรรณกับขจิตชะงักทันที เดือนเข้ามากอดทั้งสองไว้คนละข้าง
       “หน้าตาซีเรียสเชียว จะไปงานกุศลที่ไหนเหรอคะ”
       เขมวรรณรีบปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม
       “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ”
       ขจิตกับเดือน
       “คุยกันเรื่องของเธอน่ะแหละยัยเดือน”
       “เรื่องของหนู”
       เขมวรรณใช้สายตาปรามขจิตไม่ให้พูดอะไรมากกว่านี้ แล้วรีบพูดเอง
       “คุณยายท่านเป็นห่วงหนู เหมือนคุณพ่อนั่นแหละ”
       เดือนหันไปหาขจิต
       “คุณยายขา ไม่ต้องห่วงนะคะ เดือนจะรับผิดชอบตัวเองให้ดีที่สุดค่ะ คุณยายตามไปช่วยคุณแม่คุมเดือนด้วยก็ได้นะคะ”
       “โอ๊ย...ยายคงตามไปคุมไม่ไหวหรอก ให้แม่ของเธอคุมเองน่ะดีแล้ว ยายกลัว เดี๋ยวไปพูดไปทำอะไรเข้มงวดเกินไปไม่ถูกใจเสียเปล่าๆ”
       “แหม...คุณยายอย่าน้อยใจสิคะ เดือนโตขึ้นมาเป็นเดือนแบบนี้ได้ ก็เพราะมี คุณยายคอยตีกรอบคอยตักเตือน เดือนอยากให้คุณยายคอยสอนบ่อยๆ จะได้ไม่หลงออกนอกลู่นอกทางเหมือนเด็กอื่นๆ น่ะค่ะ”
       “ฉลาดพูดนะเราน่ะ งั้นยายจะคอยสอนบ่อยๆ อย่ารำคาญก็แล้วกัน”
       “ไม่หรอกค่ะคุณยาย เดือนต้องขอบคุณคุณยายมากๆต่างหากล่ะคะ”
      
       เดือนเข้าไปกอดขจิตไว้ เขมวรรณมองแอบเครียด


  


       ตอนสายของวันรุ่งขึ้น ศักดิ์เถียงจรูญศรีหน้าดำคร่ำเครียด
      
       “ลูกสาวของคุณนายไปทำอะไรมั่ง ผมจะไปรู้เรอะ...บอกให้ผมหยุดส่งผมก็หยุด จะมาโทษผมได้ยังไง”
       “แต่ฉันบอกให้แกไปรับไปส่งที่โรงเรียน แกมันเห็นแก่เงินของเด็ก แกระยำมากรู้มั้ย ไอ้ศักดิ์”
       “ก็คงน้อยกว่าลูกสาวคุณนาย เพราะผมไม่ได้เป็นต้นคิดให้ลูกคุณนายหนีโรงเรียน”
       จรูญศรีสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ชี้หน้าศักดิ์
       “แก...แก...”
       ศักดิ์ยักไหล่กวนๆ
       “ลูกสาวคุณนายสมัครใจไปมั่วผู้ชายเอง”
       “แก...ออกไปเดี๋ยวนี้ ฉันไล่แกออก จะไปไหนก็ไป ไปให้พ้น”
       ศักดิ์เดินออกไป จรูญศรีมองตามโกรธจนตัวสั่น
       “ไป๊”
       ประนอมเข้ามาประกาศ
       “งั้นหนูก็จะไปด้วย”
       จรูญศรีอึ้งไปนิดหนึ่ง แต่อารมณ์โกรธก็พลุ่งขึ้นมากลบ
       “เออ...จะออกก็ออกไปซะที ออกไปกันให้หมดเลย ฉันรู้หรอกว่าแกเล่นหูเล่นตากับไอ้ศักดิ์มานานแล้ว เอ๊อ...ออกไปไม่นานมันก็เตะทิ้ง จะคอยดูน้ำหน้ามัน”
       “ไม่ต้องมาคอยดูคนอื่นหรอก ดูลูกสาวตัวเองเถอะ”
       ประนอมเดินออกไป ดำรีบตามไป
      
       ประนอมเข้ามาเก็บของในห้อง จรูญศรีตามมา
       “รื้อของออกมาดูก่อน ต้องตรวจว่าเอาอะไรไปบ้าง”
       ประนอมกระแทกกระเป๋า จับปากกระเป๋าแหวกออกอย่างประชด จรูญรื้อๆ ของออกมาดูอย่างไม่เกรงใจ จนเสื้อผ้าที่ประนอมพับอย่างดียับยู่ยี่
       “ไสหัวไปซะเร็วๆ”
       “เงินเดือนหนูละคะคุณนาย”
       “เงินเดือนอะไร วันนี้ยังไม่ถึงสิ้นเดือน จะเอาเงินเดือนอะไร”
       “แต่นี่วันที่ยี่สิบแล้ว น่าจะให้หนูครึ่งเดือน ครึ่งเดือนหนูยังขาดทุนด้วยซ้ำไป”
       “เรื่องอะไรฉันจะให้ แกทำให้ฉันไม่ครบเดือนสักหน่อย”
       “งั้นคุณนายก็โกงหนู”
       “อย่ามาว่าข้าโกงนะ นังนอม”
       “ถ้าคุณนายไม่ให้เงินเดือนหนู หนูจะฟ้องตำรวจ”
       “ไปซี่ ไปฟ้องเลย หน้าอย่างแกจะดีกว่าคุณนายจรูญศรีให้มันรู้ไป ไปซิไปฟ้องเดี๋ยวนี้เลยนังนอม”
       “ไม่ต้องท้าหรอกค่ะคุณนาย”
       ประนอมสะบัดหน้าออกไป จรูญศรีมองตาม...ประนอมออกมาพลางบ่นกับศักดิ์
       “มีเงินเยอะแยะ กะอีเงินไม่กี่พันยังโกงคนจนๆ อย่างเรา แม่จะเผาพริกเผาเกลือแช่งทุกวันคอยดู เพราะงี้ซิลูกสาวถึงได้ท้องไม่มีพ่อ”
       ดำวิ่งตามประนอมออกมา
       “พี่นอมจะไปอยู่ไหนน่ะ”
       “ไปอยู่แถวๆ ฝั่งธนโน่น แล้วจะมาหา กลับเข้าบ้านไปดำ”
       “พี่นอม ฉันไปอยู่ด้วยคนสิ”
       ประนอมสบตากับศักดิ์ ลำบากใจ
       “ไปไม่ได้ บ้านพี่ศักดิ์มันแคบ แกอย่าตามไปดีกว่า”
       “พี่นอมไม่อยู่แล้ว ฉันจะทำยังไง”
       “แกต้องอยู่ได้ดำ แกอยู่มานานแล้วไม่เห็นเป็นไรเลย อยู่ไปก่อนนะ ถ้าฉันรับแกไปอยู่ด้วยได้เมื่อไร จะโทรมาบอกแกทันที อดทนไปก่อนฉันไปละ”
       ประนอมออกไปกับศักดิ์ ดำได้แต่มองตามตาละห้อย
      
       ดำเปิดประตูเข้ามาในห้อง มองไปรอบๆ ที่เคยมีข้าวของของประนอมอยู่ ตอนนี้มีแต่เศษของที่ถูกรื้อ ดำรู้สึกอ้างว้างขึ้นมาจับใจ
       “ใครๆ ก็ทิ้งฉันไปหมด ทั้งแม่ ทั้งลุงหวัด ทั้งพี่นอม ไม่มีใครต้องการฉันเลย”
       ดำดึงทึ้งผมตัวเองอย่างเจ็บใจ
       “เพราะแกคนเดียว นังเดือน แกมีความสุข แต่ฉันสิไม่มีใครรัก ทำไมๆๆ”
       ดำปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาด้วยความคับแค้นและขมขื่น
      
       ในห้องนั่งเล่น ทีวีเป็นภาพไตเติ้ลรายการประกวดร้องเพลง เดือนที่นั่งรออย่างจดจ่อตะโกนเรียก
       ”รายการประกวดของเดือนมาแล้วค่ะ คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ขา”
       ดนัยธรรีบเข้ามาคนแรก
       “มาแล้ว พาคุณแม่มาดูเร็วๆ เข็ม”
       ดนัยธรเข้ามานั่งดูข้างๆเดือนอย่างตื่นเต้น เขมวรรณประคองขจิตเข้ามา
      
       ดำกำลังทำความสะอาดบ้าน จรูญศรีคอยจ้ำจี้จำไช ในขณะที่โจ้นั่งดูทีวีอยู่
       “ตรงนั้นไงนังดำ”
       “หนูเช็ดแล้วนี่คะ”
       “เช็ดภาษาอะไรยังดำเหมือนผิวแกอยู่เลย เช็ดให้มันสะอาดหน่อยสิ”
       เสียงโจ้โวยวายดังลั่น
       “แม่ๆ มาดูนี่สิ”
       “อะไรฮะโจ้ โวยวายซะดัง”
       “นั่นไงแม่ เดือนไขแสง ดาวมหาลัยโจ้”
       จรูญศรีเพ่งมอง
       “อุ๊ยตาย...ลูกสาวอธิบดีดนัยธรนี่ เคยเห็นตอนเด็กๆ โตขึ้นสวยไม่เบา”
       ดำมองตามด้วยความริษยา นัยน์ตาจ้องเขม็ง
       “แม่รู้จักด้วยเหรอ”
       “รู้จักสิ เวลาไปวัดแม่ก็เจอคุณเข็ม แม่ของเด็กคนนี้บ่อยๆ”
       “งั้นแม่ก็เข้าทางพ่อแม่ของเดือนให้ผมด้วยสิ”
       “สบายมาก แต่มีคนเขาเมาท์ว่าเป็นเด็กที่ขอมาเลี้ยง หน้าตาเลยไม่เหมือนพ่อแม่”
       “จริงเหรอแม่”
       “น่าจะจริง พ่อแม่เขาไม่ยอมรับหรอกนะ แต่ที่รู้ก็จากญาติๆ เขานั่นแหละ”
       “มิน่า...โจ้ก็ว่าทำไมหน้าตาเหมือนลูกครึ่ง ทั้งที่พ่อแม่เป็นคนไทย”
       “แต่เขาก็รักเหมือนลูกนะ แถมเป็นลูกคนเดียว อีกหน่อยสมบัติอะไรๆก็คงยกให้หมดนั่นแหละ”
       “งั้นโจ้จีบเลยนะ แล้วแม่ก็ช่วยโจ้ด้วย”
       “แกจีบเลย แม่ช่วยแกเต็มที่ แกต้องกู้หน้าแม่แทนยัยจ้อยกับยัยจิ๋มให้ได้”
       ดำได้แต่มองภาพเดือนอย่างชิงชัง หัวใจเต้นแรง ถ้าเอาค้อนทุบทีวีได้คงทำไปแล้ว
      
       ภาพในโทรทัศน์ หลังจากพิธีกรประกาศผลผ่านเข้ารอบแล้ว เดือน เขมวรรณ ดนัยธร และขจิต นั่งดูรายการด้วยกันอย่างชื่นมื่น
       “เดือนเก่งมากลูก ไม่นึกเลยว่าลูกจะร้องเพลงได้เพราะขนาดนี้ สมกับเป็นลูกพ่อจริงๆ” ดนัยธรชมเดือนไม่ขาดปาก
       ในทีวี เห็นเดือนเข้ามาหลังเวที เข้าไปกอดกับเขมวรรณ ขจิตเอ่ยชม
       “ยัยเข็ม กับยัยเดือนออกโทรทัศน์แล้วขึ้นกล้องทั้งคู่เลย”
       “ก็เราแม่ลูกกันนี่คะ...จริงมั้ยคะนัย”
       เขมวรรณหันไปยิ้มด้วย แต่ชะงัก เพราะเห็นสีหน้าดนัยธรเปลี่ยนเป็นถมึงทึง ไม่พอใจ
       “ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใคร”
       เขมวรรณกับเดือนและขจิตหันไปมองดนัยธรอย่างงุนงง
       “คนไหนคะ”
       “คนที่เข้าไปกอดยัยเดือนเมื่อกี้ไง”
       “อ๋อ...ไว เป็นเพื่อนเรียนที่เดียวกับยัยเดือนค่ะ”
       ดนัยธรหันไปทางเดือน หน้าเครียด
       “ลูกมีแฟนแล้วเหรอเดือน”
       “เปล่าค่ะ ไม่ใช่นะคะคุณพ่อ”
       “แล้วทำไมถึงกอดกันกลมขนาดนั้น”
       “เปล่านี่คะ”
       “ยังจะมาปฏิเสธอีก พ่อเห็นอยู่ชัดๆ”
       เดือนอึกอัก ไม่รู้จะตอบยังไง เขมวรรณเข้ามาช่วย
       “สมัยนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาแล้วนะคะ เพื่อนลูกเข้ามาแสดงความยินดีก็กอดกันเป็นธรรมดา”
       “คุณเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมไม่ แค่เป็นเพื่อนก็กอดกันแล้ว ถ้าเป็นแฟนกันจะไปถึงไหนต่อไหน”
       “คุณคิดมากไปแล้วค่ะนัย ลูกคงไม่คิดถึงขนาดนั้นหรอก”
       “ผมว่าผมคงไม่คิดมากไปกว่าเด็กสมัยนี้หรอกนะ”
       ขจิตขัดขึ้น
       “ทำไมตานัยต้องโมโหโทโสขนาดนี้ด้วย แม่ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหน”
       “ผมรับไม่ได้นี่ครับ ใครรับได้ก็รับไปแล้วกัน”
       ดนัยธรลุกออกไป ทุกคนสบตากันหน้าเสีย
       “เดือนคุยกับคุณพ่อเองค่ะ”
       เดือนรีบตามไป
      
       ดนัยธรยืนสงบสติอารมณ์ เดือนเข้ามา
       “คุณพ่อขา”
       ดนัยธรเหลือบมองเดือนแว่บหนึ่ง แล้วเมินไป
       “เดือนขอโทษถ้าทำให้คุณพ่อไม่สบายใจ คุณพ่ออย่าโกรธเดือนเลยนะคะ”
       “พ่อไม่ได้โกรธ แต่พ่อเป็นห่วงลูกมากกว่า ทำไมลูกถึงทำตัวเป็นผู้หญิงข้างถนน นึกจะกอดใครก็กอด มันน่าเกลียดรู้มั้ย”
       เดือนน้ำตาคลอเบ้า เพราะไม่เคยถูกดุรุนแรงขนาดนี้
       “เดือนไม่ได้ตั้งใจ...ไม่นึก...ว่าคุณพ่อจะโกรธ”
       เดือนพูดไม่ออก ได้แต่สะอื้นฮักๆ ดนัยธรหันมามองลูกอย่างนึกไม่ถึง ปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
       “เดือน...พ่อก็ไม่ตั้งใจจะโกรธหนู พ่อบอกแล้วว่าพ่อเป็นห่วง ไม่อยากให้ลูกออกนอกลู่นอกทาง”
       “ต่อไปเดือนจะระวังตัวให้มากกว่านี้ จะไม่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ผิดหวังอีกค่ะ เดือนสัญญา”
       ดนัยธรดึงเดือนเข้ามากอดไว้
       “ถอนตัวออกจากการประกวดซะเถอะนะเดือน พ่อจะได้สบายใจ”
       เดือนเสียใจและลำบากใจ
      
       ขจิตมองผ่านกระจก เห็นเดือนเข้าไปกอดดนัยธร ดนัยธรโอบไว้แนบชิด
       “ยิ่งลูกเป็นสาว พ่อนัยก็ดูเหมือนจะยิ่งหวงมากขึ้นทุกวัน ยัยเดือนมันก็ยิ่งสวยขึ้นทุกวันเหมือนกัน”
       เขมวรรณมองขจิตอย่างไม่แน่ใจในความหมายที่แฝงในคำพูด
       “คุณแม่...หนูรู้ว่าคุณแม่กำลังคิดยังไง แต่ขอเสียทีเถอะค่ะ อย่าได้คิดอกุศลเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลย”
       “ใครไปคิดอะไร ก็พูดกันตามประสาแม่ๆลูกๆ เท่านั้นเอง ตัวใจบริสุทธิ์ก็บริสุทธิ์ไปซี่ คนอื่นเขามีสิทธิ์ที่จะสงสัยในบางเรื่องเหมือนกันนี่”
       เขมวรรณหงุดหงิด
       “อย่ามาสงสัยอะไรเกี่ยวกับหนู กับนัย หรือยัยเดือนหน่อยเลยค่ะ มันไม่มีอะไรอย่างที่คุณแม่คิดหรอก”
       “ลูกน่ะเป็นโรคไม่ยอมรับความจริง แม่เข็ม ทั้งลูกทั้งนัยพยายามคิดว่ายัยเดือนเป็นลูกแท้ๆ แต่ที่จริงแล้ว ความรู้สึกที่ว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆ มันแอบแฝงอยู่ในใจตลอดเวลานั่นแหละ เพราะยังงั้นเมื่อตอนเด็กๆ จะตีจะดุด่าอะไร ก็ไม่กล้า กลัวจะกระทบกระเทือนใจ นัยเองก็เหมือนกัน ถ้าเป็นลูกแท้ๆ ก็คงไม่หวงอย่างกับไข่ในหินขนาดนี้”
       “หนูว่าคุณแม่อย่าพูดอะไรดีกว่า ดีไม่ดีนัยเขาได้ยินเข้ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าใครฟังคุณแม่พูด ก็ต้องคิดไปในแง่ไม่สวยสำหรับนัยทั้งนั้น”
       “ที่แม่เตือนก็เพราะหวังดีนะยัยเข็ม อยากให้ลูกคอยระวังเอาไว้”
       “ระวังมากไปมันก็จะกลายเป็นระแวง ไม่สบายใจเปล่าๆค่ะ เข็มไม่อยากได้ยินเรื่องอะไรแบบนี้อีกแล้ว”
      
       เขมวรรณเดินหนีอย่างฉุนเฉียว ขจิตส่ายหน้าอย่างรู้สึกขัดใจ

      ในงานเผาศพลุงหวัดบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า...ดำเสิร์ฟน้ำให้แขกที่ทยอยเข้ามาในงาน สมพันธุ์กับครอบครัวต้อนรับแขกอยู่มุมหนึ่ง สายตาใครบางคน แอบมองดำอยู่เงียบๆ
      
       ดำรู้สึกตัว หันมามอง คิดว่าแขกต้องการน้ำ จึงเอาน้ำเข้าไปเสิร์ฟ มือใครคนนั้นเข้ามาหยิบน้ำ
       “ขอบคุณครับ”
       จอร์จยิ้มมองดำอย่างสนใจ ดำจะหันเอาน้ำไปเสิร์ฟคนอื่นๆ
       “คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า” จอร์จถามขึ้น
       ดำชะงัก หันมามองอย่างไม่พอใจ
       “ถามทำไม ฉันก็เป็นคนไทยน่ะสิ แล้วคุณล่ะ”
       สมพันธุ์เข้ามาได้ยินพอดีจึงปรามๆ
       “ดำ...”
       สมพันธุ์ผายมือแนะนำให้ดำรู้จัก
       “นี่ครูจอร์จ ครูสอนภาษาอังกฤษของพี่”
       ดำอึ้งไป ยกมือไหว้ จอร์จยิ้ม พลางยกมือรับไหว้ ดำสงบปากสงบคำ
       “ครูจอร์จเป็นคนช่วยแปลเพลงที่ดำร้องให้ด้วย”
       ดำชะงักนึกไม่ถึง
       “งั้นเหรอ”
       “ดำนี่เองเหรอที่จะประกวดร้องเพลง”
       “ใช่ครับ”
       “คงไม่ได้ประกวดแล้วละ”
       “ไม่เป็นไร โอกาสยังมีอีกมาก ตอนนี้ฝึกภาษาให้คล่องก่อน ผมสอนอยู่ที่มูลนิธิด้วย ถ้าสนใจคุณก็ไปเรียนได้นะ”
       ดำสนใจทันที
       “จริงเหรอครู เรียนฟรีหรือเปล่า”
       “ฟรีครับ หนังสือก็แจกฟรี”
       “งั้นหนูขอไปเรียนด้วย วันนี้เลยได้มั้ย”
       จอร์จยิ้มพอใจและขำกับความตรงไปตรงมาของดำ
      
       เย็นนั้น...ดำมาเรียนภาษากับจอร์จที่มูลนิธิ จอร์จเขียนประโยค “What do you do?” บนกระดาน ดำนั่งจดลงสมุดอย่างช้าๆแต่ตั้งใจ จอร์จหันมาถาม
       “ถ้ามีคนถามเราว่า What do you do? คุณจะตอบว่าอะไรครับ”
       ใจหวานซึ่งนั่งอยู่ข้างๆดำยกมือ
       “ครับคุณใจหวาน”
       ใจหวานตอบ
       “I’m a singer.”
       ดำหันไปมองใจหวานอย่างสนใจ
       “ถูกต้องครับ”
       จอร์จหันไปเขียนกระดานต่อ ดำหันมาชมใจหวาน
       “ทำไมพี่เก่งจังเลย พูดก็เก่ง อ่านก็ออกหมด”
       “ก็ฉันเรียนมาตั้งเกือบปีแล้ว แล้วครูจอร์จก็สอนเก่งด้วย”
       “เมื่อกี้ที่ครูถามพี่แปลว่าอะไร”
       “ครูถามว่าทำอาชีพอะไร ก็ตอบไปว่าเป็นนักร้อง”
       ดำตื่นเต้น
       “พี่ใจหวานเป็นนักร้องด้วยเหรอ”
       “ใช่ เรียกหวานเฉยๆก็ได้ เธอชื่อดำใช่มั้ย”
       “พี่รู้ได้ยังไง อ๋อ...เห็นสีผิวก็รู้เลยสิ”
       “เปล่า ฉันได้ยินครูจอร์จเรียกตอนพาเธอมาไงล่ะ”
       จอร์จเขียนบนกระดานเสร็จ หันมาถามนักเรียน
       “I... go home tomorrow. ประโยคนี้ควรเติมอะไรครับ”
       ใจหวานรีบยกมือตอบคำถาม
       “Will ค่ะ I will go home tomorrow”
       “ถูกต้องครับคุณใจหวาน”
       ดำมองใจหวานอย่างรู้สึกทึ่งและถูกชะตา
      
       เดือนกับโจ้นั่งคุยกันที่ใต้ตึกเรียนที่มหาวิทยาลัย...ไวภพถามเดือนอย่างแปลกใจ
       “ทำไมเดือนถอนตัวจากการประกวดละครับ”
       “คุณพ่อไม่อยากให้เดือนเสียการเรียนค่ะ”
       “ผมไม่เห็นว่ามันเสียการเรียนตรงไหนเลย”
       “เดือนรับปากกับคุณพ่อไปแล้ว ว่าเดือนจะถอนตัว แล้วก็แจ้งทางรายการไปแล้วด้วย”
       “น่าเสียดายนะครับ ใครๆก็บอกว่าเดือนต้องได้เข้ารอบลึกๆแน่”
       “ไม่เป็นไรค่ะ เดือนคงมีโอกาสทำตามความฝันอีก รอให้ผ่านปีแรกๆไปก่อน คุณพ่อคงวางใจมากขึ้น”
       เดือนเศร้าไป ไวภพทำท่าจะแตะไหล่ปลอบเดือน แต่โจ้เข้ามาแทรกกลางระหว่างเดือนกับไวภพเสียก่อน
       “น้องเดือนครับ วันนี้พี่ๆที่ชมรมอยากจะชวนเดือนไปฉลองที่สร้างชื่อเสียงให้ชมรมของเรา เดือนไปด้วยกันนะครับ”
       “แต่วันนี้เรามีซ้อมเชียร์ไม่ใช่เหรอคะ”
       “วันนี้งดครับ เพราะคณะอื่นมาขอใช้สถานที่ซ้อมละคร”
       เดือนอึกอัก โจ้หาทางหว่านล้อม
       “ไปด้วยกันนะครับเดือน ถ้าเดือนไม่ไปงานยกเลิกแน่”
       “งั้นก็ได้ค่ะ...ไวไปด้วยกันนะคะ”
       โจ้รีบขัด
       “ไวอยู่คนละชมรม คงไม่เหมาะมั้งครับ”
       “ไม่เป็นไรครับ...แล้วเจอกันครับเดือน”
       โจ้ทำเป็นตบบ่าไว
       “พี่ไปก่อนนะน้อง”
       โจ้พาเดือนออกไป แล้วแอบยักคิ้วเป็นเชิงเยาะเย้ยไวภพ ไวภพมองตามอย่างหวงๆ เดือน
      
       จอร์จบอกกับนักเรียนในห้อง
       “วันนี้พอเท่านี้ก่อนนะครับ เจอกันอีกทีวันจันทร์หน้าครับ”
       “Thank you teacher.”
       นักเรียนต่างยกมือไหว้แล้วแยกย้าย ใจหวานเข้าไปหาจอร์จที่กำลังลบกระดานอยู่
       “ครูจอร์จ วันนี้ติดรถหวานกลับบ้านมั้ยคะ”
       “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณใจหวานมาก วันนี้ผมจะไปสอนพิเศษเด็กที่วัดอีก”
       “แหม...ครูจอร์จใจบุญจริงๆ ระวังนะคะจะรวยบุญจนไม่มีที่เก็บ”
       ดำแซว
       “ชาติหน้าครูจะได้เกิดมาหล่อๆ รวยๆ กว่านี้อีก”
       จอร์จหัวเราะๆ
       “ครูไม่ได้หวังไปถึงชาติหน้าหรอก ชาตินี้ครูทำแล้วสบายใจก็พอ”
       “แหม...ครูมักน้อยจริง ถ้าเป็นหนูนะจะขอให้รวยทั้งชาตินี้ชาติหน้า แต่ชาติหน้า ขอให้เกิดมาขาวๆสวยๆ เหมือนคนอื่นเขาบ้าง”
       ใจหวานหัวเราะๆ
       “ทำบุญอย่าไปหวังผล เดี๋ยวจะไม่ได้บุญจริงๆ”
       “หนูก็ขอหวังบ้างสิพี่หวาน เพราะคนอย่างหนูไม่มีเงินไปทำบุญเรื่อยเปื่อย หนูทำอะไรก็ต้องหวังว่ามันสำเร็จถึงจะทำ”
       ใจหวานถามยิ้มๆ
       “แล้วที่มาเรียนนี่หวังจะได้อะไรล่ะ”
       “หวังจะได้เป็นนักร้องร้องเพลงฝรั่งได้เพราะๆ”
       จอร์จหันมาถามดำ
       “วันนี้ดำได้อะไรจากการเรียนบ้างมั้ยล่ะ”
       “ภาษาอังกฤษหนูแค่ ป.6 เลยตามไม่ค่อยทันค่ะ แต่ดีได้พี่หวานคอยช่วย ก็พอรู้เรื่องบ้าง”
       “ดีแล้ว ตั้งใจเรียนนะดำ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็มาถามครู” จอร์จดูนาฬิกา “ครูต้องขอตัวก่อนนะ เดี๋ยวไปสอนไม่ทัน”
       จอร์จเก็บหนังสือแล้วเดินออกไป ใจหวานมองตามแบบคนแอบหลงรัก
       “คนอะไรทั้งหล่อทั้งใจบุญ”
       ดำถามตรงๆ
       “พี่หวานชอบครูจอร์จเหรอ”
       “ถามอะไรก็ไม่รู้ นังเด็กแก่แดดนี่”
       ใจหวานเดินออกไป ดำตามไปติดๆ
      
       ดำตามใจหวานออกมาถึงรถที่จอดอยู่หน้ามูลนิธิ
       “พี่หวานเป็นนักร้องเหรอ หนูไปฝึกร้องเพลงกับพี่บ้างได้มั้ย”
       “แกอยากเป็นนักร้องเหรอดำ”
       “ใช่” ดำอวดๆแบบใส่ไข่ “หนูเคยไปร้องเพลงประกวดแล้วชนะด้วย”
       ใจหวานเดินถึงรถแล้วหันกลับมาหัวเราะ
       “โธ่เอ๊ย...หน้าตาอย่างแกจะไปเป็นนักร้องได้ยังไง พอโผล่ออกมา คนฟังเขาก็กินข้าวไม่ลงแล้ว”
       ดำหน้าง้ำอย่างน้อยใจ แต่ก็ไม่โกรธใจหวาน
       “หนูขอไปฝึกร้องเพลงกับพี่หวานนะ”
       “ไม่ได้หรอก ฉันไม่รับลูกศิษย์”
       “ไม่เป็นลูกศิษย์ก็ได้ แต่ขอไปช่วยงานที่บ้าน แล้วหนูจะอาศัยถามพี่หวานจนร้องเก่งเอง”
       “บอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้ซี่ เดี๋ยวพ่อแม่แกมาว่าฉัน”
       “หนูไม่มีพ่อไม่มีแม่แล้ว”
       ใจหวานอึ้งๆ หันมามองดำอย่างสงสาร
       “แล้วตอนนี้อยู่กับใคร”
       “คุณนายเอาหนูมาเลี้ยง แต่ให้ทำงานเหมือนคนใช้เขานั่นแหละ”
       “ฉันก็เอาแกมาอยู่ด้วยไม่ได้อยู่ดี เดี๋ยวคุณนายแกว่าเอา”
       ใจหวานเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ ดำตะโกนเข้าไป
       “หนูไม่อยู่ฟรีหรอก แต่หนูทำงานให้พี่ฟรีๆเลย”
       ใจหวานโบกมือให้ดำกลับไป แล้วสตาร์ทรถ ดำยังไม่ละความพยายาม ตะโกนเข้าไป
       “หนูทำได้หลายอย่างนะ ทั้งซักผ้า ถูบ้าน รีดผ้า ทำกับข้าว...”
       ใจหวานเปลี่ยนเกียร์ออกรถ
       “หนูไม่อยากอยู่กับคุณนายแล้ว เขาทำเหมือนหนูเป็นทาส หนูทนไม่ไหว ถึงพี่
       หวานไม่ให้ไปอยู่ด้วย หนูก็จะหนีไปอยู่ที่อื่น...”
       ใจหวานชะงักเหยียบเบรกตัวโก่ง เปิดกระจกรถ หันมามองหน้าดำอย่างชั่งใจ ดำยิ้มออกมาอย่างดีใจ
      
       ในร้านอาหารหรู...เดือนนั่งมองไปรอบ ๆ ด้วยท่าทางร้อนใจและกระสับกระส่าย โจ้คุยมือถือกับใครบางคน
       “ว่าไงนะ ไม่มาแล้วเหรอ”
       โจ้วางสายอย่างหงุดหงิด
       “คนอื่นว่ายังไงบ้างคะ”
       “เป้บอกว่าติดทำรายงาน จูดี้พ่อไม่สบาย ต้องรีบกลับไปดู ส่วนไอ้พู่นี่พี่ติดต่อไม่ได้เลย”
       เดือนถอนใจเซ็งๆ
       “ไม่เป็นไรนะครับ ก็ถือว่าเรามาทานข้าวกัน เดี๋ยวพี่เลี้ยงเดือนเอง”
       เดือนยิ้มรับตามมารยาท
       “ขอบคุณค่ะ แต่เสียดายจังนะคะ ถ้าคนอื่นมาคงจะสนุกกว่านี้”
       “ทำไมครับ มากับพี่ไม่สนุกหรือไง”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ เดือนหมายความว่า มากันหลายๆ คนสนุกดีค่ะ”
       “เดี๋ยวเราทานข้าวกันไปคุยกันไป มันก็สนุกเอง” โจ้ตักกับข้าวให้ “ลองจานนี้นะครับ เมนูแนะนำของเขาเลย”
       โจ้แอบมองเดือนยิ้มกริ่ม
      
       จรูญศรีนั่งดูทีวีอยู่ ดำหิ้วกระเป๋าเข้ามา
       “นั่นแกจะไปไหนน่ะนังดำ”
       “หนูจะไปอยู่ที่อื่นแล้ว”
       “ใครอนุญาต”
       “หนูนี่แหละอนุญาตเอง หนูขอลาออกค่ะ” ดำยกมือไหว้ “ขอบคุณคุณนายที่เลี้ยงดูหนูมาตั้งแต่เล็กจนโต แต่หนูขอไปเป็นอิสระซะที”
       “แกจะบ้าเหรอ ฉันเลี้ยงแกมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย จู่ๆจะมาหนีไปอย่างนี้ มันไม่ง่ายไปหน่อยหรือไง”
       “แล้วคุณนายจะให้หนูทำยังไง ต้องเป็นทาสคุณนายไปตลอดชีวิตหรือยังไง”
       “ถ้าฉันไม่เอาแกออกมาจากสลัม ป่านนี้แกติดยาบ้าหรือไม่ก็ขายตัวไปแล้ว ไม่สำนึกบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนบ้างเลยเหรอ”
       “ก็เพราะหนูสำนึกไงคะ ถึงได้ทนให้คุณนายโขกสับมาเป็นสิบปี หนูตอบแทนคุณนายพอแล้ว หนูขอไปจากที่นี่ซะที”
       “แกห้ามไปไหนเด็ดขาดนะ ฉันไม่ยอม”
       ดำไม่สนใจ เดินออกไปโดยไม่ฟังเสียง
       “กลับมาก่อนนังดำ กลับม้า”
      
       ดำไม่กลับและไม่เหลียวหลังกลับมา จรูญศรีรีบตามไป


  


       ส่วนโจ้เดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีเข้ามา
      
       “เฮ้ยดำ เอาน้ำเย็นๆ มาให้แก้ว”
       “หัดทำเองบ้างสิ”
       โจ้มองดำงงๆ กึ่งไม่พอใจ
       “กำแหงนักนะอีดำ เดี๋ยวตบกะโหลกยุบเลย”
       “ก็ลองตบซี่ แม่จะเตะผ่าหมากให้หน้าเขียว”
       “อีดำ...”
       จรูญศรีตะโกนบอก
       “โจ้! จับตัวมันไว้”
       โจ้มองดำกับจรูญศรีงงๆ
       “อย่ามายุ่ง หลีกไป”
       โจ้ลังเล ไม่อยากถูกตัวดำ
       “โจ้ไม่อยากโดนตัวมัน”
       “งั้นขวางมันไว้ก่อน มันขโมยของ”
       โจ้เข้าไปกางแขนขวางดำ แต่ดำเลี่ยงไปอีกทาง โจ้มาขวางอีก ดำผลักโจ้อย่างแรงจนโจ้เซไป จรูญศรีเข้ามาจับตัวดำไว้
       “จะหนีไปไหน นังดำ”
       ดำดิ้นพราด โจ้เข้ามาช่วยจรูญศรีจับตัวดำ
       “ปล่อยนะ คุณนาย คุณโจ้”
       ดำถีบโจ้ แล้วสะบัดตัวออก รีบเดินออกไป
       “อย่าไปไหนนะนังดำ ไม่งั้นฉันจะเรียกตำรวจมาจับแก”
       ดำสวน
       “เก่งจริงเรียกมาเลย หนูก็จะบอกตำรวจว่าคุณนายใช้งานหนูฟรีมาสิบปี หนูจะเรียกร้องค่าเสียหาย”
       จรูญศรีโกรธ
       “หนอย นังดำ นังเด็กอกตัญญู นังเนรคุณ แกต้องตกนรกหมกไหม้”
       “หนูอยู่บ้านคุณนายยิ่งกว่าตกนรกซะอีก”
       ดำวิ่งออกไป จรูญศรีตามไป
      
       ดำวิ่งขึ้นรถใจหวาน
       “ออกรถเลยพี่หวาน”
       จรูญศรีวิ่งออกมาขวางหน้ารถ
       “ห้ามออกนะ ไม่งั้นถือว่าขโมยของของฉัน”
       ดำเถียง
       “หนูไม่ใช่ของของคุณนาย”
       ใจหวานเหยียบเร่งเครื่องส่งเสียงบรึ้นๆ แล้วตะโกน
       “หลีกไปคุณนาย อยากตายหรือไง”
       จรูญศรียังยืนขวาง หน้าตาถมึงทึง ใจหวานตัดสินใจถอยรถอย่างเร็ว จรูญศรียืนมองงงๆ ใจหวานขับกลับมาแล้วเบี่ยงรถอย่างเร็วเพื่อเลี่ยงจรูญศรี แต่เฉียดตัวจรูญศรีไปนิดเดียวถึงกับเซไปจนล้มลง
       “กลับมานะนังดำ กลับมาเดี๋ยวนี้”
       จรูญศรีได้แต่โบกมือหยอยๆ แต่ดำไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมาอีก
      
       เดือนค่อยๆ เปิดประตูเข้ามาในบ้าน มองซ้ายมองขวา แล้วย่องเข้าบ้านอย่างเงียบกริบ ทันใดนั้นเสียงเขมวรรณดังขึ้น
       “เดือน”
       เดือนสะดุ้ง พอหันไปก็โล่งใจ เขมวรรณมองเดือนอย่างตำหนิ
       “กลับดึกอีกแล้วนะลูก”
       “คือ...วันนี้รุ่นพี่ที่ชมรมจัดงานค่ะ เดือนก็เลยต้องอยู่ด้วย”
       “แม่น่ะไม่ว่าอะไรหรอก ถ้าหนูมีเหตุผล แต่ขี้เกียจเถียงกับคุณพ่ออีก”
       “คุณพ่อละคะ”
       “วันนี้ติดงานเลี้ยงที่กระทรวงเหมือนกันจ้ะ”
       “งั้นคุณแม่อย่าบอกคุณพ่อนะคะ”
       “คราวนี้คงได้ แต่คราวหน้าแม่ไม่รับปากนะ”
       “ขอบคุณค่ะคุณแม่”
       เดือนโล่งใจ แต่เขมวรรณแอบเป็นกังวลลึกๆ
      
       ใจหวานเดินนำดำเข้ามาในบ้าน ดำมองไปรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ
       “โอ้โฮ...บ้านพี่หวานสวยจัง เป็นนักร้องนี่คงรายได้ดีเนอะ พี่หวานถึงได้มีบ้านใหญ่ๆแบบนี้”
       ใจหวานอึกอัก ตอบไม่เต็มปาก แต่ก็กลบเกลื่อนด้วยท่าทางร่าเริง
       “กว่าจะสบายอย่างนี้ โอ๊ย...พี่ลำบากมาเลือดตาแทบกระเด็น ไอ้ดำเอ๊ย...ไม่ใช่ว่าจู่ๆ ก็ได้เป็นนักร้องขึ้นมาเฉยๆอย่างนี้หรอก”
       “หนูก็ลำบากอย่างพี่หวานเหมือนกัน พี่หวานยังดีกว่าหนู หนู...พ่อแม่ก็ไม่มี แล้วหน้าตาก็...” ดำกลืนน้ำลายฝืดคอ “ดำปิ๊ดปี๋ สวยก็ไม่สวย พี่หวานยังได้กำไรตรงหน้าตาดี”
       ใจหวานแค่นยิ้ม
       “เชอะ...กำไรเหรอดำ ก่อนจะได้กำไรไอ้ที่ขาดทุนมาแล้วป่นปี้ ทำไมไม่พูดบ้างล่ะ ถ้าไม่สวยซะอย่าง เขาก็คงไม่เอาไปเป็นนางงามจนเสียผู้เสียคนหรอก”
       ดำไม่เข้าใจ
       “เสียผู้เสียคนอะไรกัน เงินก็มีใช้เยอะแยะ”
       “ไม่สวยอย่างแกน่ะดีแล้ว ไม่มีใครเขามายุ่งด้วย อยู่เฉยๆ ก้มหน้าทำงานไป วันนึงอาจจะเจอเนื้อคู่ก็ได้”
       “ไม่สวยน่ะเหรอดี” ดำเบะปาก “จ้างหนูก็ไม่เชื่อ เกิดมาเป็นผู้หญิงสวยมันก็ต้องดีกว่าไม่สวยวันยังค่ำน่ะแหละ ไม่งั้นหนูจะมาเป็นยังงี้เหรอ”
       ใจหวานมองดำอย่างเห็นใจ
      
       สายวันใหม่...ดำรดน้ำต้นไม้อย่างอารมณ์ดี แต่แล้วก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นอะไรบางอย่าง เธอเห็นเดือนจูงลิลลี่เดินผ่านหน้ารั้วบ้านไป ดำรีบทิ้งสายยาง แล้วตามเดือนไปทันที
      
       ดำตามเดือนมาบนถนนในหมู่บ้านแล้วตะโกน
       “เดือน...เดือน”
       เดือนหันมามองดำ แปลกใจ ยังจำไม่ได้
       “นั่นเดือนใช่มั้ย”
       คนอื่นๆ ก็หันมามองเดือนเป็นตาเดียวกัน เดือนส่ายหน้าดิก
       “จำฉันไม่ได้เหรอ เดือน”
       เดือนมองหน้าดำ หน้าตาไม่แน่ใจ พยายามนึก
       “ฉันดำไง จำน้องสาวตัวเองไม่ได้เหรอ”
       เดือนนึกออก แต่แทนที่จะดีใจกลับมองไปรอบๆ อย่างรู้สึกอายสายตาคนอื่นที่กำลังจับจ้อง จึงรีบจูงลิลลี่เดินหนีไปอีกทาง ดำมองตามตะลึง
       “เดี๋ยวสิ เดือน จะไปไหนน่ะ เดือน”
      
       ดำรีบตามเดือนไปอย่างร้อนใจ
ตอนที่ 5
      
       พรพัฒน์กระหืดกระหอบเข้ามาห้องคุมระบบไฟของผับด้วยท่าทางตื่นตระหนก เสียงโห่ดังลั่น เสียงไม่ชอบใจดังอื้ออึง
      
       “เฮ้ย...ปิดไฟก่อน ค่อยๆ ดิมไฟให้มืดลง เร็วเข้า”
       พนักงานพยักหน้ารับ แล้วเอื้อมมือไปหรี่ไฟ...ไฟบนเวทีค่อยๆ สลัวลงจนกลายเป็นความมืด ดำสูดหายใจเข้าเต็มปอด ตะเบ็งเสียงออกมาอย่างเต็มที่ เสียงโห่และเสียงอื้ออึงเมื่อครู่ค่อยๆ เงียบลง ทุกคนมองไปบนเวทีอย่างทึ่ง แม้ว่าจะมองเห็นแต่ความมืดก็ตาม คราวนี้ไฟสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง ดำร้องอย่างซาบซึ้งไปกับเพลง ทุกคนจ้องมองดำเหมือนต้องมนต์สะกด ใจหวานถอนใจโล่งอก ยกนิ้วโป้งทั้งสองข้างให้...พรพัฒน์ปาดเหงื่ออย่างโล่งใจเช่นกัน แววตาที่มองดำเริ่มมีความมั่นใจ
       “ไม่นึกว่านังดำตับเป็ดนี่เสียงมันกระแทกใจคนฟังได้ขนาดนี้”
       เพลงของดำดังคลอ ดนตรีเพลงช้าเปลี่ยนเป็นเพลงเร็ว ดังขึ้น ดำแผดเสียงอย่างรุ่มร้อน ร้องไปเต้นไปอย่างบ้าคลั่ง ผู้คนตบมือชอบใจ หลายคนลุกขึ้นเต้นไปด้วยอย่างเมามัน ใจหวานมองดำอย่างภาคภูมิใจ
      
       หลังจากร้องเพลงจบลงดำเข้ามาในห้องแต่งตัวอย่างโล่งใจและดีใจ แต่ยังไม่หายตื่นเต้น ใจหวานเข้ามาตบหลังเผียะใหญ่ ดำตกใจหันไป
       “แกเก่งว่ะดำ ใครๆ เขาเชื่อกันทั้งนั้นว่าแกเป็นนักร้องนิโกรอเมริกัน”
       “อ้าว...ก็หนูเป็นนิโกรอเมริกันจริงๆนี่”
       “ไม่ช่าย...หมายถึงว่าบางคนเขาเชื่อว่าแกเป็นนักร้องนิโกรสั่งมาจาก อเมริกาจริงๆ”
       “ก็ไปหลอกเขาว่าหนูชื่อมิสดอลลี่อะไรนี่ แล้วถ้าเขารู้ว่าหนูเป็นแค่อีดำของพี่หวาน จะทำยังไงกัน”
       “เฮ่ย...ช่างเถอะน่ะ จะว่าหลอกได้ยังไง เสี่ยเขาไม่ได้บอกนี่ว่าแกเป็นใครมาจากไหน เขาบอกแต่ว่าแกชื่อมิสดอลลี่เท่านั้นเอง”
       “นั่นแหละ มันก็ตั้งใจจะหลอกเขาละ”
       “เรื่องของธุรกิจก็ต้องทำกันอย่างนี้แหละ อย่าเพิ่งพูดอะไรกับใครนะดำ อยู่ในนี้แหละ เดี๋ยวค่อยออกไปร้องเพลงอีก”
       ใจหวานออกไป ดำมองตามไม่เห็นด้วย แต่ยังอยู่ในอารมณ์ดีใจ
      
       วันใหม่...ไวภพเดินเข้ามาที่โต๊ะใต้ตึกเรียน เขามองหาเดือน โจ้เดินมาเห็นเข้าก็มองอย่างเกลียดขี้หน้า
       “มาทำอะไรแถวนี้”
       “มาหาเดือนครับ”
       “ทำไมต้องมาหาอีก กิจกรรมก็จบไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
       ไวภพชักไม่พอใจ แต่ยังมีความเกรงใจที่โจ้เป็นรุ่นพี่
       “ผมมีธุระต้องคุยกับเดือนครับ พี่โจ้มีอะไรกับผมหรือเปล่า”
       “มี อยากจะเตือนไว้ว่าระวังให้ดีก็แล้วกัน”
       “ระวังอะไรครับพี่โจ้”
       โจ้แกล้งทำกระซิบกึ่งเย้ยหยัน
       “พ่อเขาคงไม่ยอมปล่อยลูกสาวง่ายๆ หรอก หวงยังกับไข่ในหิน”
       “อ๋อ...เรื่องนั้นผมรู้ดี”
       “ยังไม่เคยเจอซะแล้ว หึๆ”
       “เป็นเรื่องธรรมดาครับ หวงลูกสาวสิดี แสดงว่าพ่อแม่เอาใจใส่ดูแล ยิ่งเป็นลูกสาวอย่างเดือนก็ยิ่งน่าหวงอยู่แล้ว”
       โจ้ยิ้มเยาะหยัน ทำเสียงเหมือนกระซิบ
       “แกไม่รู้อะไรเหรอวะ ว่าพ่อแม่ของเดือนไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ เขารับเด็กจากสลัมมาเลี้ยง”
       ไวภพอึ้งไปนิดหนึ่ง แต่ก็ยิ้มกลับไปเหมือนไม่สนใจ
       “ผมไม่สนหรอกครับ ผมสนใจที่ตัวเดือนมากกว่า เดือนเป็นผู้หญิงที่ดี เป็นคนน่ารักมีน้ำใจ ที่บ้านก็สอนเขามาดี จะใช่หรือไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไข ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะต้องใส่ใจ แต่ท่าทางพี่โจ้จะแคร์เรื่องนี้มากสินะครับ ถึงได้อุตส่าห์มาบอกผม”
       “ฉันเตือนแกด้วยความหวังดี”
       “ขอบคุณนะครับที่ หวังดี กับผม แต่อยากให้พี่โจ้หวังดีกับเดือนดีกว่า คิดว่าเรื่องนี้เดือนคงไม่อยากให้คนอื่นรู้ พี่โจ้ไม่ควรเอาเรื่องส่วนตัวของเดือนไปพูดกับใครอีก มันเสียมารยาทนะครับ”
       ไวภพเดินออกไป โจ้มองตามหยันๆ
       “ฮึ่ย...ทำเป็นอุดมคติ เดี๋ยวก็รู้...”
      
       เย็นนั้น ขจิตเดินเล่นออกกำลังอยู่ในสวนสาธารณะของหมู่บ้าน แต่แล้วก็ชะงัก สายตาเขม้นมองอะไรบางอย่างตรงหน้าอย่างไม่แน่ใจ แล้วก็ต้องถึงกับตาโต
       “แม่เดือน”
       เดือนเดินจูงมือกับไวภพ ขจิตหน้าเครียด
       “ถ้าตานัยมาเห็นเข้าเป็นเรื่องแน่”
       ขจิตทำท่าจะปราดเข้าไปทัก แต่แล้วก็ยั้งไว้ ตัดสินใจเดินเลี่ยงไปอีกทาง
      
       ไวภพจูงมือเดือนมาเรื่อยๆ เดือนมองฟ้าที่เริ่มมืด
       “เดือนต้องกลับแล้วค่ะ ออกมานานแล้ว”
       “ผมไปส่งที่บ้านนะ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ในหมู่บ้านนี่ค่อนข้างปลอดภัย เราแยกกันตรงนี้ดีกว่า”
       “แต่ผมอยากเดินไปกับเดือนอีกหน่อย”
       “ไว้วันหลังดีกว่าค่ะ”
       “ทำไมเดือนไม่ให้ผมไปส่งบ้านสักที”
       “อย่าเพิ่งเลยนะคะไว คุณพ่อเดือนท่านไม่ค่อยอยากให้เดือน...เอ่อ...คบกับใคร ก่อนจะเรียนจบ”
       “แต่เราคบกันอย่างบริสุทธิ์ใจนะ”
       “เราคบกันอย่างนี้ไปก่อนดีกว่าค่ะ แล้วพอใกล้จบ คุณพ่อก็คงไม่ค่อยเข้มงวดกับเดือนแล้ว ไวรอเดือนไหวใช่ไหมคะ”
       ไวภพจับมือหญิงสาว
       “ครับ ผมรอเดือนได้เสมอ”
       เดือนอิงแอบแนบชิดกับเขารู้สึกโลกเป็นสีชมพู
      
       ค่ำนั้น เดือนกลับมาบ้านอย่างอารมณ์ดี ทันใดนั้นเสียง ดนัยธรดังขึ้น
       “ไปไหนมายัยเดือน”
       เดือนเกือบสะดุ้ง แต่ก็เก็บสีหน้าไว้
       “ทำไมกลับซะค่ำ”
       “เอ้อ...” เธอหลบตาพ่อ “เดือนอยู่ทำรายงานกับเพื่อนค่ะ”
       “เพื่อนคนไหน”
       “เพื่อน...เพื่อนที่มหาวิทยาลัยค่ะ”
       “ผู้หญิงหรือผู้ชาย”
       “มีทั้งผู้หญิงผู้ชายค่ะ”
       ดนัยธรขึ้นเสียงดังไม่รู้ตัว
       “มีผู้ชายด้วยเหรอ”
       เดือนตกใจ นึกไม่ถึง
       “คือ...เป็นการจับกลุ่มกันตาม...เอ่อ...ตามเลขรหัสน่ะค่ะ ไม่ได้จับกลุ่มกันเอง นะคะคุณพ่อ”
       “ผู้ชายกี่คน”
       “คนเดียวค่ะ”
       “หวังว่าลูกคงไม่ไปกอดกับผู้ชายให้ประเจิดประเจ้ออีกนะ”
       “ไม่หรอกค่ะคุณพ่อ แค่ทำรายงานไม่ต้องกอดกันหรอกค่ะ”
       “ก็ทีร้องเพลงยังกอดกันได้เลย ถ้านั่งกอดกันทำรายงานมันแปลกตรงไหน”
       “คุณพ่อพูดเหมือนไม่ไว้ใจเดือน”
       “พ่อถามเพราะเป็นห่วง ทำไม เดี๋ยวนี้พ่อถามลูกไม่ได้แล้วเหรอ”
       เดือนเห็นดนัยธรยิ่งเครียดจึงเปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนลง
       “ได้ค่ะคุณพ่อ ขอบคุณที่เป็นห่วงเดือนค่ะ ถ้าคุณพ่อไม่ชอบอะไรเดือนก็จะไม่ทำอยู่แล้วค่ะ เดือนอยากให้คุณพ่อสบายใจได้” เธอเข้าไปกอดพ่อ “คุณพ่ออย่าเครียดเลยนะคะ คุณพ่อขา”
       ดนัยธรโอบลูกสาวสีหน้าดีขึ้น
       “ไม่เครียดก็ได้ แต่พ่อสงสัยว่าเดี๋ยวนี้ทำไมลูกขับรถไปเรียนเอง ไม่ต้องให้นายต๋องขับให้แล้วเหรอ”
       เดือนหลบตาเล็กน้อย
       “เดือนกลับบ้านไม่ค่อยเป็นเวลาค่ะ บางทีพี่ต๋องต้องไปรับคุณพ่อด้วย เลยไม่อยากให้เสียเวลารอเดือนนาน เดือนขับไปกลับเองสะดวกกว่าค่ะ”
       “งั้นพ่อเชื่อลูก หวังว่าจะไม่ทำให้พ่อผิดหวังนะ”
       “ไม่หรอกค่ะ คุณพ่อเชื่อใจเดือนได้”
       ดนัยธรโอบเดือนเข้าไปในบ้าน เดือนแอบโล่งใจ ขจิตแอบฟังพลางส่ายหน้า
      
       เดือนนั่งทำรายงานอยู่อย่างขะมักเขม้น เสียงมือถือดังขึ้น เธอเห็นเบอร์ก็มองซ้ายมองขวา แล้วรีบหลบมุมไปคุย
       “ฮัลโหล...ไวเหรอคะ...”
       ขจิตเดินมา เห็นอะไรแว้บๆ จึงหยุดมอง เห็นเดือนคุยมือถือท่าทางลับๆ ล่อๆ แต่ใบหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุข เดือนหันมาเห็นขจิตก็ตกใจ
       “เดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”
       เดือนรีบวางสาย
       “คุณยาย”
       “ยิ้มอะไรอยู่ยัยเดือน”
       “อ๋อ...เอ่อ...ยิ้มกับเพื่อนน่ะค่ะ”
       “ท่าทางจะรักเพื่อนคนนี้มากนะ”
       เดือนอึ้งๆ กลัวเรื่องถึงหูดนัยธร จึงเข้าไปกอดแขนขจิตไว้
       “โธ่...คุณยายคะ ในโลกนี้หนูไม่เคยรักใครเท่ากับคุณพ่อคุณแม่ แล้วก็...คุณยายหรอกค่ะ”
       ขจิตกึ่งหมั่นไส้กึ่งเอ็นดู
       “ปากหวานจริ๊ง”
       เดือนเข้าไปกอดเอวยาย ขจิตค้อนขวับ
       “จริงๆค่ะคุณยาย”
       “พ่อแม่ของแกเขารักแกมากนะ ยัยเดือน ต้องหมั่นจำเอาไว้ แล้วก็ต้องรู้จักนึกถึงบุญคุณของเขามากๆ ต่อไปข้างหน้าเผื่อมีอะไรจะทำให้แกต้องประพฤติไม่ถูกใจพ่อแม่ละก็ ให้จำคำของยายเอาไว้”
       เดือนรับฟังอย่างเด็กว่าง่ายแล้วหัวเราะก่อนตอบ
       “ใครๆ ก็ต้องนึกถึงบุญคุณพ่อแม่ด้วยกันทั้งนั้นแหละค่ะคุณยาย หนูสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรที่ไม่ถูกคุณพ่อคุณแม่เลยเป็นอันขาด”
       “ใครจะรู้”
       เดือนนิ่วหน้าสงสัยนิดหนึ่ง ขจิตพูดต่อ
       “แต่ก็...เอาเถอะ ถึงยังไงสัญญาเอาไว้ก่อนก็ยังดี แล้วอย่าลืมสัญญาเสียล่ะ”
       “ไม่ลืมหรอกค่ะคุณยาย”
      
       ขจิตลอบมองหน้าเดือนอย่างไม่แน่ใจนัก


  


       จอร์จกำลังจะเดินมาถึงหน้าห้องเรียน ดำถลาเข้ามาในห้องอย่างตื่นเต้น
       “ครูจอร์จขา ครู...”
       จอร์จชะงัก หันไปยิ้มเมื่อเห็นดำ
       “อ้าว...ดำ เมื่อคืนเป็นยังไงบ้าง”
       “หนูทำได้แล้วค่ะครู หนูทำได้แล้ว ทุกคนชอบหนูร้องเพลงมาก”
       “ดีใจด้วยนะดำ เธอเยี่ยมมาก”
       “ต้องขอบคุณครูด้วยที่ช่วยหนูฝึกภาษาอังกฤษจนคล่อง จนทุกคนนึกว่าหนูเป็นคนนิโกรอเมริกันจริงๆ”
       “เพราะดำมีพรสวรรค์ด้วย ยังไงก็ต้องพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ”
       “หนูไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ หนูจะต้องพิสูจน์ให้โลกรู้ว่าความสามารถไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าตาแค่อย่างเดียว พวกคนสวยๆ มันจะต้องอิจฉาหนู”
       ดำมุ่งมั่น จอร์จตบบ่าเบาๆ
       “ครูให้กำลังใจเธอนะ แต่อย่าไปคิดว่าคนอื่นสวยแล้วตัวเองไม่สวยสิ ที่จริงเธอก็เป็นคนสวยคนนึงเหมือนกันนะดำ”
       ดำมองหน้าจอร์จอย่างนึกไม่ถึง เพราะเกิดมาไม่เคยมีใครชมมาก่อน
       “แหม...ครูไม่ต้องมายอหนูหรอก หนูรู้ตัวเองดี ตั้งแต่เกิดมาก็มีแต่คนว่าหนูดำ ขี้เหร่ น่าเกลียด ไม่เคยมีใครเห็นหนูสวยสักคน”
       “ไม่ได้ยอ แต่ครูอยากให้เธอมั่นใจในตัวเอง ทุกคนเป็นคนสวยได้ ถ้าสวยมาจากข้างใน บางคนสวยแต่ทำตัวน่าเกลียดก็กลายเป็นไม่สวยแล้ว แต่ถ้าเธอเป็นคนดี ความสวยมันก็เปล่งประกายจากข้างในออกมา”
       ดำทำปากยื่นปากยาว ไม่ค่อยเห็นด้วย
       “คนดีสมัยนี้อยู่ได้เหรอครู โดนคนอื่นเอาเปรียบตาย”
       “ก็เป็นคนดีที่ฉลาดสิดำ ต้องรู้ทันคนด้วย ใครที่คิดจะเอาเปรียบเราก็อยู่ห่างๆเขาซะ”
       “บางทีหนูก็ห่างไม่ได้นะครู ต้องอยู่กันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน หนูไม่มีวันเป็น คนสวยอย่างที่ครูว่าได้หรอก”
       จอร์จถอนใจนิดๆกับความดื้อของดำ แต่ก็พูดต่ออย่างใจเย็น
       “แค่เริ่มต้นทำดีกับคนที่เธอรักก่อน รับรองเธอจะต้องสวยขึ้นแน่ๆ ไม่เชื่อลองดูสิ
       “หนูจะลองเป็นคนสวยแบบที่ครูว่าดูก็ได้ แต่ไม่รู้ว่าหนูจะทำไปได้สักกี่น้ำ”
       จอร์จยิ้มดีใจ ขณะที่ดำคิดถึงใครบางคน
      
       ดำเข้ามาในบ้านลุงหวัดอย่างร่าเริง
       “พี่พัน พี่พันจ๋า...”
       แต่แล้วดำก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นออยกำลังออเซาะป้อนข้าวให้สมพันธุ์ ดำเลือดขึ้นหน้าทันที
       “นังออย อีนังสำออย”
       ออยกับสัมพันธุ์หันมาก็ตกใจ ออยหนีไม่ทัน ดำปราดเข้ามากระชากตัวไป ทำให้จานข้าวหล่นแตกกระจาย
       “แกมายุ่งกับพี่พันอีกทำไม”
       “ทำไมจะยุ่งไม่ได้ แกเป็นเจ้าของพี่พันหรือไง”
       “ก็เพราะแกทำให้พี่พันเจ็บหนักขนาดนี้ นังหน้าด้าน นังหลายใจ”
       “ฉันเลิกกับไอ้บอลแล้ว”
       “ฉันไม่เชื่อน้ำหน้ากะหรี่อย่างแกหรอก”
       “แกล่ะอีดำ แม่แกมันก็กะหรี่เหมือนกันนั่นแหละ”
       ดำโมโห ตบเพี๊ยะ ออยไม่ยอมจะตบกลับ แต่ดำสู้ และแรงเยอะกว่า จึงตบตีออย จนสู้ไม่ได้ ได้แต่ปัดป้อง สมพันธุ์เข้าห้าม
       “ดำ หยุดนะดำ พี่บอกให้หยุด”
       “โอ๊ย...พี่พันช่วยด้วย”
       สมพันธุ์เข้ามากระชากตัวดำออกมาอย่างแรง
       “บอกว่าหยุดไงล่ะ ออกไปได้แล้วดำ ออกไปจากบ้านพี่เดี๋ยวนี้”
       สมพันธุ์กอดออยไว้ เธอรีบเข้าไปซบเขา
       “พี่พัน ออยเจ็บ”
       “ไม่เป็นไรนะออย พี่จะไม่ให้ดำมันมาทำร้ายออยอีก”
       ดำมองทั้งสองด้วยความเสียใจและเจ็บปวด แต่ไม่ร้องไห้
       “พี่พันทำไมถึงเชื่อมัน ครั้งที่แล้วยังไม่เข็ดอีกเหรอ อย่าไปยุ่งกับมันเลยพี่พัน”
       “พี่รักออย ใครจะว่ายังไงพี่ก็ยังรักออย ดำทำร้ายออยก็เท่ากับทำร้ายพี่ ต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับพี่อีก ออกไป”
       ดำตะลึง
       “พี่พัน...”
       สมพันธุ์ไล่อย่างไม่มีเยื่อใย
       “บอกให้ออกไปไงล่ะ”
       ดำกล้ำกลืนความขมขื่นและเจ็บปวดไว้ ก่อนจะสะบัดหน้าออกไป
       ดำเดินออกมาตามทางเดินในซอยอย่างเจ็บปวด
       “พี่พันนะพี่พัน แล้วสักวันพี่จะรู้ว่าใครจริงใจกับพี่มากที่สุด”
       ดำมองไปข้างหน้า แม้จะเจ็บปวดแต่ก็ไม่ยอมแพ้
      
       ค่ำนั้น ดำร้องเพลงอยู่บนเวที ด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว เธอนึกถึงตอนที่สมพันธุ์ตะโกนใส่หน้า
       “พี่รักออย ใครจะว่ายังไงพี่ก็ยังรักออย ดำทำร้ายออยก็เท่ากับทำร้ายพี่ ต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับพี่อีก ออกไป”
       ดำน้ำตาคลอ แต่เหมือนอินไปกับเพลงมากกว่า แขกผู้ชายคนหนึ่งชื่นชม
       “สุดยอดเลย มิสดอลลี่ ร้องเพราะมาก”
       แขกอีกคนพูดขึ้นลอยๆ
       “ถ้าไม่เห็นหน้านะ จะหลงรักทันทีเลย”
       “เสียงยังกับนางฟ้า แต่หน้าเหมือนปีศาจว่ะ ฮ่าๆๆ”
       แขกแต่ละคนเมาท์กันไปอย่างสนุกสนาน พรพัฒน์กับใจหวานแอบฟังอยู่มุมหนึ่งอย่างพอใจ
      
       ดำร้องเพลงเสร็จเข้ามาในห้องแต่งตัว เธอนั่งมองหน้าตัวเองอยู่ในกระจก มองอย่างแค้นใจ ใจหวานเข้ามาหาอย่างตื่นเต้น
       “โห...เมื่อกี้แกร้องซะซึ้ง จนเกือบทำฉันร้องไห้เลยนะดำ สุดยอดจริงๆ”
       “หนูร้องไห้จริงๆนี่พี่หวาน”
       ใจหวานตบไหล่เบาๆ
       “กะอีแค่ผู้ชายธรรมดาๆคนนึง แกจะไปเสียใจอะไรนักหนาวะ อีกหน่อยแกก็จะดังจะรวย หาผู้ชายดีๆ กว่านี้มีเยอะแยะไป”
       “ใครเขาจะมาจริงใจกับหนูล่ะพี่หวาน พี่เป็นคนบอกหนูเองว่าคนอย่างพวกเรา ไม่มีใครมารักจริง เขาคิดแต่จะหลอกเราทั้งนั้น”
       ใจหวานอึ้งไป แต่ก็พยายามปลอบ
       “แกก็อย่าไปหลงคนหล่อสิ เอาคนที่รวยและดีกับแกจริงๆ”
       “หนูรักใครรักที่ใจต่างหาก ไม่ได้รักที่ความรวย”
       “กินอุดมคติไปเถอะ อีกหน่อยแกก็จะรู้ ว่าอะไรที่กินได้ อะไรกินไม่ได้”
       ใจหวานทิ้งท้ายก่อนออกไป ดำมองตามไม่เชื่อ ส่องกระจกแล้วเอาลิปสติกมาปาดกระจกที่หน้าตัวเองอย่างแค้นใจ
       “เพราะฉันไม่สวยใช่มั้ยพี่พัน ใช่มั้ย ใช่มั้ย”
      
       วันใหม่...เดือนนั่งคุยมือถือกับไวภพอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆตึกเรียน
       “เดือนรออยู่ที่สวนหลังตึกสองนะคะไว แล้วเจอกันค่ะ”
       เดือนวางสาย โจ้เดินเข้ามา
       “น้องเดือนอยู่นี่เอง เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นหน้าเลยนะครับ หายไปไหนมา”
       “ช่วงนี้ใกล้สอบแล้วเลยเรียนหนักค่ะ”
       “แต่พี่ว่าหนักอย่างอื่นมากกว่ามั้ง เห็นไปไหนมาไหนกับหนุ่มต่างคณะบ่อยๆนี่”
       “ไม่มีหรอกค่ะ”
       “อย่าปิดพี่เลยเดือน พี่รู้ว่าเดือนกำลังคบกับใคร แล้วนี่คุณพ่อเดือนรู้หรือยัง”
       “คุณพ่อไม่รู้อะไรทั้งนั้นล่ะค่ะ” เดือนรู้สึกอึดอัด “เดือนขอตัวก่อนนะคะ”
       เดือนลุกเดินหนีไป โจ้ไม่พอใจรีบเดินตามมาขวางหน้า
       “เดี๋ยวสิเดือน จะหนีไปไหน”
       “ไม่ได้หนีค่ะ เดือนต้องกลับบ้านแล้ว”
       “กลับบ้านหรือนัดใครไว้กันแน่”
       เดือนหันขวับกลับมา รำคาญแต่พยายามสุภาพ
       “มันเรื่องส่วนตัวของเดือนนี่คะ พี่โจ้ไม่จำเป็นต้องรู้”
       โจ้จับข้อมือเดือนไว้
       “ทำไม ไอ้ไวมันดีกว่าพี่ตรงไหนเหรอ”
       “ปล่อยนะคะพี่โจ้ เดือนเจ็บ”
       “เดือนทำแบบนี้ พี่ก็เจ็บเหมือนกัน เหมือนไม่ให้เกียรติพี่เลย”
       “พี่โจ้ก็ให้เกียรติเดือนบ้างสิคะ”
       “พี่ให้เกียรติเดือนมาตลอด แต่ทำไมเดือนไม่เห็นพี่อยู่ในสายตาสักนิด”
       “เดือนก็เคารพพี่โจ้ในฐานะรุ่นพี่มาตลอดนี่คะ”
       “เดือนไม่รู้หรือไงว่าพี่คิดยังไงกับเดือน”
       “ไม่ทราบค่ะ ทราบแต่ว่าเดือนเคารพพี่โจ้แบบรุ่นพี่ ไม่เคยคิดเป็นอย่างอื่น”
       “อ๋อ...คิดอย่างอื่นกับไอ้ไวงั้นสิ คิดไปถึงไหนแล้วล่ะ”
       เดือนสะบัดหน้าหนี
       “เราเลิกพูดกันเถอะค่ะ”
       โจ้เข้าไปจับไหล่ของเดือนไว้
       “จะหนีไปไหน จะหนีความจริงไปตลอดชีวิตหรือยังไง”
       “พี่โจ้ปล่อยเดือน บอกให้ปล่อย เดือนไม่อยากคุยด้วยแล้ว
       “อย่ามาทำเป็นหยิ่งหน่อยเลย พี่รู้นะเบื้องหลังของเดือนเป็นยังไง ตอนเด็กเดือนเป็นใครก่อนจะมาเป็นคุณหนูแบบทุกวันนี้...”


       เดือนตบหน้าโจ้ฉาดใหญ่ก่อนเขาจะพูดจบ โจ้โมโหพยายามจะกอดจูบเดือน แต่เดือนปัดป้อง
      
       “ปล่อยนะพี่โจ้ บอกให้ปล่อยไงล่ะ อย่ามาทำอะไรทุเรศแถวนี้นะ ช่วยด้วย”
       โจ้ปิดปากเดือน
       “อย่าร้องนะ”
       เดือนร้องเสียงอู้อี้
       “ช่วยด้วย”
       เดือนดิ้นพราด แต่สู้กำลังโจ้ไม่ได้ โจ้กำลังจะจูบ แต่ไวภพเข้ามาคว้าตัวไว้ แล้วต่อยโจ้ลงไปกองกับพื้น เสียงเดือนกรี๊ด เสียงโจ้ร้องตกใจ โจ้เงยหน้าขึ้น เห็นเป็นไวภพก็ลุกขึ้นชี้หน้าอย่างเจ็บแค้น
       “แก...ไอ้ไว ฉันเอาเรื่องแกถึงขั้นไล่ออกแน่”
       “ก็เอาซี่ ผมก็จะฟ้องว่าเห็นพี่ทำอะไรกับเดือนเหมือนกัน”
       “แกกล้าเหรอ”
       เดือนรีบบอกโจ้
       “ถ้าพี่โจ้ไม่เอาเรื่องไว เดือนก็จะไม่เอาเรื่องพี่โจ้นะคะ ขอให้จบกัน แค่นี้เถอะค่ะ”
       โจ้มองหน้าเดือนกับไวภพ เช็ดเลือดที่มุมปากอย่างเจ็บใจ แล้วเดินออกไป เดือนเกาะแขนไวภพอย่างหวาดกลัว เขาโอบเธอไว้อย่างปลอบโยน
       “ไม่ต้องกลัวนะเดือน ไม่เป็นไรแล้ว”
      
       ไวภพจูงมือเดือนออกมาเกือบจะถึงรถ
       “ส่งแค่นี้ก็พอค่ะ”
       “ให้ผมไปส่งเดือนที่บ้านนะ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ เสียเวลาเปล่าๆ”
       “สำหรับเดือนไม่ใช่เรื่องเสียเวลาเลย ผมเป็นห่วงเดือน กลัวเดือนเจอพี่โจ้อีก”
       “พี่โจ้คงไม่กล้าแล้วค่ะ เดี๋ยวเดือนขึ้นรถแล้วจะล็อครถทันที”
       “ให้ผมขับตามไปห่างๆก็ได้”
       “อย่าเลยค่ะ เดือนไม่อยากให้คุณพ่อดุอีก ถ้าอยากคบกันนานๆ เราต้องค่อยเป็นค่อยไปนะคะ”
       “งั้นตามใจ กลับบ้านดีๆนะครับ”
       ไวภพส่งเดือนขึ้นรถ เดือนล็อครถ แล้วสตาร์ทรถ ก่อนจะหันมาโบกมือให้ ไวภพมองตามเป็นห่วง
      
       ดำนั่งซึมอยู่ในบ้าน นั่งฟังเพลงจังหวะแดนซ์คึกคัก แต่เธอกลับหม่นเศร้า เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นแทรกเสียงเพลง ดำสะดุ้งมองสงสัย
       “ใครนะมาตอนนี้”
       ดำลุกไปอย่างเบื่อหน่าย...ดำเดินมาถึงหน้าประตู ก็ต้องแปลกใจนึกไม่ถึง รีบยกมือไหว้ก่อน
       “ครูจอร์จ...”
       จอร์จรับไหว้ เขายืนอยู่ด้านนอกประตู ดำรีบเปิดประตูรั้วให้
       “ทำไมมาถึงนี่ได้คะ”
       “ครูไม่เห็นดำกับหวานไปเรียนหลายวัน โทรหาก็ไม่รับสาย เลยเป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้น”
       ดำเจ็บปวด
      
       จอร์ดนั่งอยู่ในห้องรับแขกบ้านใจหวาน ดำยกแก้วน้ำมาให้ แล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรง
       “พี่หวานไปเที่ยวกับ...แฟนเขา ส่วนหนูก็ไม่มีแก่ใจจะไปไหน”
       “ไม่สบายหรือเปล่า”
       “ครูไม่ต้องห่วงหนูหรอกค่ะ หนูไม่เป็นไรมาก”
       “แต่สีหน้าเธอไม่ดีเลย มีอะไรเล่าให้ครูฟังได้นะ”
       “หนูคงเป็นคนสวยอย่างที่ครูสอนไม่ได้แล้ว”
       “ทำไมล่ะดำ”
       “เพราะยังไงหนูก็แพ้คนรูปสวยอยู่วันยังค่ำ ผู้ชายทุกคนไม่มีใครมองทะลุตัวดำๆ ของหนูเข้าไปเห็นข้างในหรอก”
       “นี่เหรอสาเหตุที่ทำให้เธอไม่ยอมไปเรียนหนังสือ”
       “หนูไม่มีแก่ใจไปนี่คะ หนูเบื่อชีวิตตัวเอง เบื่อที่ใครๆก็รักคนสวยกว่า หนูไม่อยากเรียนอะไรอีกแล้ว เรียนไปก็เท่านั้น”
       “โง่จริงๆเลยดำ ถ้าแม้แต่ตัวเธอยังดูถูกตัวเอง เธอก็ไม่มีวันจะดีขึ้นได้หรอก”
       “หนูถูกคนอื่นดูถูกมาตลอดชีวิตแล้วนี่ จะดูถูกตัวเองอีกคนจะเป็นไรไป ครูเลิกยุ่งกับชีวิตหนูซะที”
       “ก็ได้”
       จอร์จลุกเดินออกไป ดำชะงัก มองตามอย่างรู้สึกเสียใจนิดๆ
      
       ดำวิ่งออกมา แต่ไม่ทันจอร์จที่เปิดประตูออกไปแล้ว ดำอ้าปากจะเรียก แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ
       “ช่างเถอะ ที่เรียนก็เพราะพี่พันแนะนำ แต่หลังจากนี้ เราคงไม่กลับไปเรียนอีกแล้ว”
       ดำกัดริมฝีปากตัวเองอย่างรู้สึกเจ็บปวด
      
       ค่ำนั้น...ดำนั่งแต่งหน้าอยู่ในห้องแต่งตัว ใจหวานเข้ามาอย่างตื่นเต้น
       “ดำ นังดำ”
       ดำหันไปมองใจหวานอย่างงุนงง
       “อะไรน่ะพี่หวาน”
       “มีคนเห็นแววแก จ้างแกไปร้องเพลงในงานอีเวนท์ด้วย”
       ดำงงๆ
       “งานอีเวนท์เป็นยังไงเหรอ”
       “ก็พวกงานเปิดตัวสินค้าตามห้าง หรืองานฉลองโอกาสพิเศษทั้งหลายน่ะ ปกติเขาจะเชิญแต่พวกดาราหรือศิลปินดังๆไป แต่นี่มีคนเห็นแวว เชิญแกไปร้องเพลงในงานด้วย”
       ดำเริ่มตื่นเต้นไปด้วย
       “จริงเหรอพี่หวาน งั้นขอหนูร้องเพลงไทยบ้างได้ไหม หนูอยากเพลงไทยช้าๆ ซึ้งๆ แต่เสี่ยเขาไม่ยอมให้หนูร้อง”
       “อย่าเลยดำ เพลงไทยไม่เข้ากับหน้าแกหรอก”
       ดำหน้าห่อเหี่ยวลง
       “ทำไมจะไม่เข้า เมื่อก่อนป้าหนอมก็ชอบเปิดลูกทุ่งให้หนูฟัง แล้วหนูก็ชอบร้องลูกทุ่งด้วย”
       “เดี๋ยวนี้แกกลายเป็นมิสดอลลี่แล้วนะไอ้ดำ ต้องทำท่าเป็นมิสดอลลี่ให้ดี อย่าให้ใครเขารู้ว่าแกเป็นใคร”
       “อีกหน่อยเขาก็ต้องรู้ หนูจะเป็นมิสดอลลี่อยู่ตลอดเวลาได้ยังไง”
       “คนรู้จักแกไม่กี่คนหรอกน่ะ แล้วแกก็เปลี่ยนลุคจนคนที่เคยรู้จักอาจจะจำไม่ได้แถวนี้ก็เพิ่งย้ายเข้ามา แกยังไม่ได้ออกไปโชว์โฉมกับเขาเท่าไหร่ไม่ใช่เหรอ ไม่เป็นไรหรอก”
       ดำอึดอัดไม่สบายใจ
      
       วันใหม่...ดำมาที่งานอีเวนท์ในห้างสรรพสินค้า เธอร้องเพลงอยู่บนเวทีอย่างตั้งใจมาก โจ้เดินมากับบาธเพื่อนของเขา บาธมองดำบนเวที
       “โคตรดำเลยว่ะ ดำยิ่งกว่าถ่าน แต่นิโกรพวกนี้เสียงมันเพราะจริงๆ”
       โจ้หันไปมองตาม เขม้นมองแล้วก็ต้องตกใจ
       “เฮ้ย...นั่นมันนังดำนี่หว่า”
       “แกรู้จักมิสดอลลี่ด้วยเหรอ”
       “รู้จักดีด้วย เมื่อกี้แกเรียกว่าอะไรนะ มิสดอลลี่เหรอ”
       “ใช่ พวกที่เคยไปฟังมิสดอลลี่ร้องเพลงในผับ เขาเอามาโพสต์ในเน็ต ชมกันว่าเสียงดียังกับบียอนเซ่หรือรีฮานน่าเลยนะ แล้วแกรู้จักมิสดอลลี่ได้ไง”
       “มันเคยเป็นคนใช้ที่บ้าน”
       “เฮ้ย คนใช้บ้านแกเนี่ยนะ ไม่ใช่นักร้องจากอเมริกาเหรอ”
       โจ้เหยียดปาก
       “ไม่ใช่โว้ย แม่มันขายตัวอยู่พัทยา เลยได้ลูกครึ่งฝรั่งคนนึงกับนิโกรคนนึงมาแบบไม่ได้ตั้งใจ โธ่เอ๊ย จะอัพเกรดตัวเองเป็นบียอนเซ่ กำพืด มันก็เป็นแค่คนใช้แหละวะ”
       บาธมองโจ้กับดำอย่างนึกไม่ถึง
       “จริงอ่ะ อำเล่นเปล่าวะ”
       โจ้พิสูจน์โดยการเดินเข้าไปตะโกนเรียก
       “นังดำ”
       ดำมองมาเห็นโจ้ก็ตกใจ ร้องจบก็รีบหนีเข้าไปหลังเวที โจ้ตะโกนประจาน
       “นังดำจริงๆ ด้วย มิสดอลลี่ดอลเล่อที่ไหนวะ มันเป็นลูกครึ่งไทยนิโกรนี่แหละ แม่มันหากินอยู่พัทยา ทำมาหลอกคนอื่นว่าเป็นมิสดอลลี่”
       คนอื่นส่งเสียงฮือฮา


  


       ดำเข้ามาหลังเวที แต่ก็ชะงักเมื่อเจอโจ้ตามมา
      
       “ไอ้โจ้ แกจะตามจองล้างจองผลาญฉันไปถึงไหนวะ”
       “แกหนีออกจากบ้านฉันมา เนรคุณแม่ฉันที่เลี้ยงดูแกตั้งแต่เด็ก แล้วยังมาหลอกคนอื่นว่าเป็นมิสดอลลี่อีก”
       “แม่แกใช้งานฉันอย่างกับทาส ใครจะไปทนไหววะ แล้วฉันก็รับใช้พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างแกมาพอแล้ว ฉันทดแทนบุญคุณไปหมดแล้วโว้ย”
       โจ้มายืนขวางทางดำ
       “ยังไม่หมด แม่อยากเจอแก แกกลับไปเคลียร์กับแม่ก่อน”
       “ไม่ไปโว้ย”
       โจ้คว้าแขน
       “แกต้องไป แกยังติดหนี้แม่ฉันอยู่”
       “ยังไงกูก็ไม่ไป ปล่อยนะไอ้โจ้”
       “ปล่อยให้โง่”
       ดำสะบัดออก แล้วถีบหว่างขาโจ้จนทรุดลงไปนอนกุมเป้า ก่อนจะรีบวิ่งหนีไป โจ้หน้าเขียว
       “แก นังดำ อย่าหนีสิวะ อีดำ”
       คนอื่นมองขำๆ โจ้ค่อยๆลุกขึ้นอย่างรู้สึกอับอาย
      
       ดำกลับมาบ้าน หน้าซีดเผือด ใจหวานเข้ามาต่อว่า
       “ดำ แกหายไปไหนมา ออร์กาไนซ์ที่จัดงานบอกว่าแกร้องยังไม่ทันจบ ก็หนีออกมาแล้ว ทำไมแกถึงไม่รับผิดชอบเลย”
       “ไอ้โจ้มันตามไปเจอหนู แล้วแฉว่าหนูไม่ใช่มิสดอลลี่จากอเมริกา”
       ใจหวานอึ้งไป
       “ไอ้โจ้ลูกคุณนายที่แกเคยเป็นคนใช้เขาน่ะเหรอ”
       “ใช่ มันประกาศกลางห้างเลย พี่จะให้หนูทำไง”
       “แล้วแกพูดตอบโต้กับมันหรือเปล่า”
       “ตอนหน้าเวทีหนูหนีเข้าไปข้างหลังเลย ยังไม่ได้พูดอะไร แต่หลังเวทีมันยังตามไป หนูก็เลยด่ามัน”
       “นังดำนะนังดำ ถ้าแกเงียบไว้น่าจะดีกว่านะ แต่ยังดีไม่ตอบโต้มันตอนอยู่หน้าเวที คนอาจจะยังรู้ไม่เยอะ งั้นแกต้องทำเนียนๆไว้ ให้เหมือนกับว่าไอ้โจ้มันเข้าใจผิดไปเอง”
       “แสดงว่าหนูต้องเป็นมิสดอลลี่ ใครด่าอะไรก็ต้องทำเป็นฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องต่อไปเหรอ”
       “ใช่ ไม่งั้นแกก็ต้องตกงาน เลือกเอาว่าจะเป็นแบบไหน”
       ดำถอนใจอย่างยอมรับ
      
       ค่ำนั้น ดำเดินมาตามถนน เพื่อจะเข้าไปร้องเพลงในผับ ชายคนหนึ่งเข้ามาทัก
       “Hi. Miss Dolly. How are you?” (สวัสดีครับ คุณดอลลี่ สบายดีหรือ)
       ดำหันไปยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
       “Hello. I’m fine. Thank you.” (สวัสดีค่ะ ฉันสบายดี ขอบคุณ)
       ชายคนนั้นพูดอย่างเร็วๆ
       “ I heard that you’re not Miss Dolly. In fact you’re Thai, not Amercan.” (ผมได้ยินว่าคุณไม่ใช่มิสดอลลี่ ที่จริงคุณเป็นคนไทย)
       ดำอึ้ง ตอบไม่ถูก เลยรีบเดินหนี
       “No… Sorry. I have to go.” (ไม่ใช่ ขอโทษค่ะ ฉันต้องรีบไปแล้ว)
       “เดี๋ยวสิ มิสดอลลี่ ฟังภาษาอังกฤษไม่ออก ฟังออกแต่ภาษาไทยน่ะสิ”
      
       เสียงดนตรีบรรเลงเข้าเพลง ดำขึ้นมาบนเวที กำลังจะร้องเพลง แต่เสียงคนโห่ร้องอื้ออึง
       “ไป...ไม่เอา”
       ดำตกใจ แต่ก็ทำใจแข็งร้องเพลงออกไป เสียงชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา
       “แกไม่ใช่มิสดอลลี่ แกชื่อดำ”
       “พวกโกหกหลอกลวง แหกตาชาวบ้าน”
       เสียงแขกอื้ออึง
       “ไป...ไม่เอา...โห่...ไม่อยากฟัง...”
       ดำเริ่มร้องอย่างไม่ค่อยมีสมาธิ เสียงตะกุกตะกัก
      
       ใจหวานกับพรพัฒน์มองขึ้นไปบนเวทีอย่างตกใจ
       “แย่แล้วเสี่ย ให้ดำมันลงจากเวทีก่อนดีกว่า”
       “หมดกัน หมดกันแน่คราวนี้”
       พรพัฒน์รีบเดินไปทางเวที
      
       คนดูโห่ใส่ดำเสียงดังลั่นกว่าเดิม
       “ไม่เอาดำ ไม่เอาดำ ไปๆ วู้ๆ โห่...”
       “เห็นหน้าดำๆ แล้วกินไม่ลงว่ะ”
       “ไป นังดำลูกนิโกร ลูกผู้หญิงขายตัว...”
       ในที่สุดดำทนไม่ไหว โพล่งออกมา
       “พอแล้ว พอซะที ทนไม่ไหวแล้วโว้ย”
       เสียงคนโห่ร้องดังขึ้น ทำให้ดำยิ่งโกรธ
       “ทำไม ฉันเป็นคนไทย ฉันชื่อดำแล้วผิดตรงไหน ฉันผิดด้วยเหรอ”
       “ผิดสิวะ นี่มันเข้าข่ายหลอกลวงคนอื่นชัดๆ”
       เสียงแขกดังอื้ออึงขึ้นมาอีก
       “โกหกหลอกลวง แหกตาชาวบ้าน...”
       ดำเถียง
       “ไม่ได้แหกตาใคร พวกคุณคิดไปเองต่างหาก ไหนพวกคุณชอบไม่ใช่เหรอ ยิ่งเป็นฝรั่งก็ยิ่งชอบ ที่คุณชอบฟังฉันเพราะนึกว่าฉันเป็นฝรั่งใช่มั้ยล่ะ...”
       คนดูยิ่งโกรธ ส่งเสียงโห่ แล้วขว้างของใส่ดำ มีแก้วใบหนึ่งลอยลิ่วขึ้นมา ดำหลบวูบ เสียงแก้วกระทบพื้นดังเพล้ง ดำหันกลับมาจะเถียงต่อ
       “เฮ้ย...ใครวะไอ้หน้าตัวเมีย เก่งจริงขึ้นมาเจอกันตัวตัวสิวะ ม้า...”
       พรพัฒน์เข้ามาดึงดำออกไป
       “พอแล้วดำ พอแล้ว”
       พรพัฒน์ดึงดำเข้ามาในห้อง ใจหวานตามเข้ามา
       “แกจะไปเถียงคนดูทำไมน่ะดำ สู้ลงมาก่อนดีกว่า จะได้ไม่เกิดเรื่องวุ่นวาย”
       “หนูอยากอธิบายให้คนเข้าใจนี่พี่หวาน”
       “อธิบายตอนนี้มันไม่มีประโยชน์หรอก ไม่มีใครเขาอยากฟัง แกน่าจะเงียบๆไว้ก่อน”
       “ให้หนูเงียบ แล้วโดนคนด่าฟรีน่ะเหรอ หนูไม่ยอมหรอก”
       พรพัฒน์ถอนใจ
       “แกหยุดร้องเพลงชั่วคราวก่อนก็แล้วกัน”
       “อะไรนะเสี่ย ทำไมมาทิ้งกันง่ายๆ แบบนี้ล่ะ”
       “ก็ตอนนี้คนรู้แล้วว่าแกไม่ใช่นักร้องจากอเมริกา”
       “หนูเคยบอกแล้ว ว่าอย่าไปหลอกเขา ก็ไม่มีใครเชื่อ หนูอยากร้องเพลงก็จริงแต่ไม่ได้อยากเป็นมิสดอลลี่ กลัวว่าคนอื่นจะจับได้ แล้วเขาก็จับได้จริงๆ แต่พอความลับแตกเสี่ยกลับมาโทษหนูอีก”
       “แกดันปากโป้งไปเถียงลูกค้าเอง ใครจะอยากมาฟังแกวะ”
       ใจหวานหันมาบอกดำ
       “ถ้าแกเงียบๆ ซะ เดี๋ยวคนก็จะลืม แต่นี่แกดันประกาศตัวออกไปอีก เป็นนักร้องมันต้องอ่อนน้อม ไม่ใช่ด่ากราดเถียงคำไม่ตกฟากอย่างแก”
       “พี่หวานไม่ได้ยินเหรอ ว่าคนพวกนั้นมันพูดยังไงกันบ้าง มันว่าถึงแม่หนูด้วยนะ”
       “แกจะไปเอาอะไรกับคนเมาวะ”
       “เมาไม่เมาถ้ามันพูดแบบนั้น หนูจะลงไปเตะปากมันด้วยซ้ำ”
       “พอแล้วดำ” พรพัฒน์ควักกระเป๋าดึงแบงก์พันส่งให้ “กลับบ้านไปนอนซะ”
       “แล้วเสี่ยจะให้หนูมาร้องเพลงอีกหรือเปล่า”
       “มันยากแล้ว เพราะหน้าตาแกอย่างนี้ ตัวก็ดำขนาดนี้ แถมประวัติจริงของแกยิ่งทำให้คนรังเกียจ ออกไปคนก็ร้องยี้แล้ว”
       “มันไม่ใช่ความผิดของหนูเลย...”
       พรพัฒน์เดินออกไปอย่างหงุดหงิด ไม่ฟังดำอธิบายต่อ ใจหวานตัดบท
       “แกกลับไปสงบสติอารมณ์ก่อนดำ เดี๋ยวเสี่ยต้องกลับไปแก้ปัญหาลูกค้าก่อน”
       ใจหวานรีบตามพรพัฒน์ไป ทิ้งให้ดำนั่งเศร้าอยู่คนเดียว
      
       ดำลับกลับมาที่บ้าน เข้าไปในห้องนอน ถอดเครื่องประดับทุกอย่างโยนทิ้งกระจัดกระจาย แล้วทรุดตัวลงนั่งพิงผนังด้วยหัวใจห่อเหี่ยวหมดแรง
      
       วันใหม่ จอร์จเดินถือหนังสือเข้ามาในห้องเรียนของมูลนิธิ พอจะวางหนังสือก็แปลกใจ เมื่อเห็นดำนั่งก้มหน้าซึมอยู่หลังห้อง จอร์จเดินเข้าไปหา ดำเงยหน้าขึ้น ขอบตาแดงเหมือนอดนอนมาอย่างหนัก แต่ยังไม่มีน้ำตา เสียงของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
       “หนูขอกลับมาเรียนด้วยนะคะครู”
       จอร์จยิ้มรับ
       “เธอจะกลับมาเรียนเมื่อไรก็ได้นะดำ ครูยินดีต้อนรับเธอเสมอ”
       “ครูไม่สงสัยเหรอว่าทำไมหนูถึงกลับมา”
       “เธอกลับมาครูก็ดีใจแล้ว จะสงสัยไปทำไม”
       ดำโผเข้าหาร้องไห้ จอร์จลูบหลังอย่างเมตตา แล้วประคองไหล่ดันตัวเธอออก
      
       “เกิดอะไรขึ้น ไหนเล่าให้ครูฟังซิ”
ตอนที่ 6
      
       พรพัฒน์ให้สัมภาษณ์กับสื่อที่เอาไมค์มาจ่อ
      
       “ผมไม่เคยบอกว่าเธอเป็นใครมาจากไหน บอกแต่เพียงว่าชื่อมิสดอลลี่ เป็นชื่อที่ผมตั้งให้เองตอนเอาตัวมาร้องเพลง ผมไม่ได้ตั้งใจหลอกใคร”
       “แต่ดูเจตนาคุณแล้ว ถึงจะไม่ได้หลอกลวง แต่ก็ดูเหมือนจงใจให้ทุกคนเข้าใจไขว้เขว ว่ามิสดอลลี่เป็นนักร้องสั่งจากนอกอยู่ดี”
       “ผมไม่มีเจตนาที่จะปิดบังเลย ที่จริงประวัติของดำน่าสงสารมากด้วยซ้ำ แต่ผมไม่เอามาเป็นจุดขาย เพราะอยากให้ทุกคนฟังแต่เสียงร้องของดำจริงๆ ดำก็ไม่อยากให้เปิดเผย ผมต้องเคารพสิทธิส่วนบุคคลของเขาด้วย...”
       สีหน้านักข่าวเริ่มอ่อนลง
      
       วันใหม่...จอร์จพาดำมาที่หน้าตึก รายการประกวด ดำเงยหน้ามองอย่างแปลกใจ
       “ครูพาหนูมาที่นี่ทำไม”
       “เธอชอบร้องเพลง อยากร้องเพลงให้คนอื่นฟังไม่ใช่เหรอ ครูรับรองว่าที่นี่มีแต่คนอยากฟังเธอร้องเพลงแน่ๆ”
       ดำเขม้นมองอย่างงุนงง
      
       ในห้องอัดรายการประกวด...ดำยืนอยู่หลังเวทีที่มีม่านกั้น เสียงดนตรีดังขึ้น ดำตั้งใจมาก กรรมการ 3 คนที่นั่งอยู่ด้านหน้าม่าน กำลังรอฟังอย่างใจจดจ่อ พอเสียงของดำขึ้นประโยคแรก เสียงตบมือดังลั่น กรรมการทั้งสามคนมองหน้ากันอย่างรู้สึกทึ่ง ดำเริ่มร้องเพลงอย่างมีความสุข...จอร์จนั่งฟังดำอย่างปลาบปลื้ม ตบมือให้กำลังใจดำ
       “เก่งมาก ทำดีมากดำ”
       เสียงเพลงของดำดังคลอมาจนถึงท่อนสุดท้าย จอร์จฟังไปลุ้นไปด้วย ยกนิ้วให้อย่างภาคภูมิใจ
       ในห้องอัดรายการประกวด...ดำร้องเพลงอยู่หลังม่านจนจบ ได้รับเสียงตบมือกึกก้อง กรรมการยกป้ายให้ผ่านทั้งสามคน เสียงกรี๊ดดังขึ้น ม่านเปิดออก ทุกคนมองดำอย่างตะลึง เสียงฮือฮาดังขึ้น กรรมการคนหนึ่งพูดขึ้น
       “ช่วยแนะนำตัวด้วยครับ”
       “หนูชื่อจริง ดลิน ชื่อเล่นชื่อดำค่ะ”
       กรรมการอีกคนถาม
       “เอ๊ะ...คุณดลินนี่ใช่มิสดอลลี่ที่เป็นข่าวอยู่หรือเปล่า”
       เสียงคนฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง ดำตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ
       “ใช่ค่ะ”
       เสียงคนโห่อย่างไม่พอใจ กรรมการทั้งสามมองหน้ากัน
       กรรมการคนที่สามถามขึ้นบ้าง
       “คนมองว่าคุณลวงโลก หลอกคนดูว่าเป็นอเมริกันนิโกร เป็นความจริงหรือเปล่าคะ”
       “หนูไม่ได้หลอกลวงใครค่ะ มีคนเขาให้โอกาสหนูร้องเพลง แล้วตั้งฉายาให้หนูว่ามิสดอลลี่ ทุกคนเลยเข้าใจว่าหนูเป็นอเมริกันนิโกรจริงๆ ขอให้เห็นใจหนูเถอะค่ะ ที่หนูเกิดมาอย่างนี้รูปร่างหน้าตาอย่างนี้ มันไม่ใช่ความผิดของหนู ไม่ใช่เหรอคะ”
       กรรมการถามอีก
       “คุณเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกันเหรอครับ”
       ดำตอบอย่างฉะฉาน
       “หนูเป็นคนไทยแท้ๆค่ะ เพราะหนูเกิดเมืองไทย แม่เป็นคนไทย พ่อเป็นอเมริกันนิโกรก็จริง แต่หนูไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลย แม่มีลูกสองคน คนนึงเป็นลูกนิโกรคือหนู อีกคนพี่สาวหนู เขาเป็นลูกฝรั่งผิวขาว...”
       กรรมการทั้งสามฟังดำอย่างเริ่มเห็นใจ
      
       ดำออกมาพบกับจอร์จด้านนอกห้องอัดรายการ หน้าตาของเธอเหยเกเหมือนจะร้องไห้ ทั้งตื่นเต้นและดีใจปนกัน
       “หนู...หนูทำสำเร็จแล้วค่ะครู”
       จอร์จยิ้มให้และยกนิ้ว
       “เยี่ยมมาก”
       ดำถลาเข้ามาไหว้จอร์จ
       “ขอบคุณที่ครูช่วยหนู ขอบคุณจริงๆ ค่ะ”
       “ครูแค่แนะแนวทางให้เธอ แต่เธอเป็นคนมีพรสวรรค์อยู่แล้ว จากนี้ไปขึ้นอยู่กับตัวเธอแล้วนะดำ”
       ดำยิ้มมั่นใจ หน้าตามุ่งมั่น
       วันใหม่...ใจหวานนั่งดูทีวีอยู่ รายการในทีวีเป็นภาพดำกำลังตอบคำถามกรรมการ
       “คนที่มาขอพี่เดือนเขาเอาไปเลี้ยงเป็นลูก...แต่ที่มาขอหนูเขาเอาไปเป็นคนใช้ หนูลำบากมากค่ะ จนมาอยู่กับพี่หวาน แล้วพี่หวานเขาหัดให้ร้องเพลง”
       ใจหวานนั่งดูอย่างพอใจ
       “แกตอบได้ดีมากเลยดำ”
       “หนูตอบความจริงนี่พี่หวาน มันคล่องกว่าตอนเป็นมิสดอลลี่เยอะเลย ไม่ต้อง มาปิดบังโน่นนี่ ไม่ต้องมานั่งจำว่าโกหกอะไรไปบ้าง”
       “ต่อไปเวลานักข่าวมาสัมภาษณ์ แกบอกเขาไปตรงๆ เลยว่าแกเป็นใครเล่าประวัติให้เขาฟังให้หมด แต่ต้องเล่าให้น่าสงสารหน่อยนะ จำไว้เรื่องของแกที่จริงมันมีภาษีจะให้คนอื่นเขาเห็นใจอยู่แล้ว”
       “หนูพอจะจับทางได้แล้ว ว่านักข่าวเขาชอบแบบไหน”
      
       ดำยิ้มกริ่มด้วยความมั่นใจ


  


       เขมวรรณนั่งดูทีวี เป็นรายการข่าวบันเทิง เป็นภาพข่าวตอนที่ที่ดำประกวดร้องเพลง ดำตอบคำถามนักข่าวและกรรมการ พิธีกรกำลังกำลังรายงานข่าว
      
       “ไม่ว่ามิสดอลลี่หรือดำจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม แต่เท่าที่ฟังเสียงร้อง เธอร้องได้ดีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงประเภทไหน ถ้าประวัติของเธอเป็นลูกครึ่งไทยอเมริกันผิวดำจริงๆ เราจะไปรังเกียจเธอทำไม ไม่ใช่เราจะนิยมนักร้องหรือดาราต่างประเทศมากกว่าคนไทย เราไม่ได้แอนตี้มิสดอลลี่ หรือผู้หญิงคนนั้น แต่หลายๆ คนรวมทั้งเราไม่อยากถูกนักธุรกิจอย่างนายพรพัฒน์หลอกเอา เหมือนเราเป็นคนโง่หรือเด็กอมมือ ที่จะหลอกยังไงก็ได้ เหมือนอย่างสินค้า ถ้าบอกมาเลยว่าเป็นสินค้าไทยเราจะสนับสนุน แต่อย่าปลอมแปลงอย่าหลอกลวง ใครรู้ว่าหลงใช้ของปลอมเราก็ต้องโกรธเป็นธรรมดา”
       ภาพดำตอนให้สัมภาษณ์กับกรรมการปรากฏขึ้น
       “คนที่มาขอพี่เดือนเขาเอาไปเลี้ยงเป็นลูก...แต่ที่มาขอหนูเขาเอาไปเป็นคนใช้ หนูลำบากมากค่ะ...”
       เขมวรรณนั่งดูทีวีที่ดำให้สัมภาษณ์แล้วตกใจ เอามือทาบอก นึกทบทวนความทรงจำ
       “ดำ...เดือน...”
       เขมวรรณนึกถึงอดีต...สมรมาหาเธอพร้อมดำกับเดือน เมื่อเห็นดำก็รู้สึกขำๆ แต่พอเห็นเดือนกลับกลายเป็นตื่นเต้นและพอใจ ปรี่เข้ามาจับตัวเดือนทันที
       “ยายหนูนี่ยิ่งโตยิ่งน่ารัก เจ็ดขวบแล้วใช่มั้ยจ๊ะ”
       “ใช่ค่ะ เขาเป็นคนพี่ชื่อเดือน นั่นเป็นน้องชื่อดำ”
       เขมวรรณพาเดือนไปนั่งตักบนเก้าอี้ ลูบหน้าลูบหลังลูบแก้มเดือนอย่างเอ็นดู แต่พอปรายตามองดำก็หัวเราะ
       “นี่น่ะเหรอที่ว่าแม่เดียวกัน เออแน่ะ เลือดพ่อแรงทั้งคู่ นี่เขาเอามาฝากเลี้ยงไว้ตั้งแต่เมื่อไรล่ะ”
       “ตั้งแต่ยังแบเบาะแน่ะค่ะคุณ นังแม่หายสาบสูญไม่ส่งเงินส่งทองมาปีกว่าแล้ว คุณเลี้ยงเป็นลูกเสียทั้งคู่เลยสิคะ นึกว่าเอ็นดูเด็กตาดำๆ”
      
       ดนัยธรนั่งดูแท็บเล็ตอยู่ เขมวรรณเดินเข้ามาไม่สบายใจเหมือนจะร้องไห้
       “นัยคะ นัย...”
       ดนัยธรเงยหน้าขึ้นมองอย่างแปลกใจ
       “มีอะไรเหรอเข็ม”
       “คุณเห็นข่าวในทีวีหรือยังคะ”
       ดนัยธรก้มลงกดดูแท็บเล็ตต่อ
       “ข่าวมีตั้งเยอะแยะ คุณพูดถึงข่าวอะไร”
       “เรื่องยัยเดือนน่ะค่ะ”
       ดนัยธรถึงกับวางแท็บเล็ตลงทันที
       “เกิดอะไรขึ้นกับยัยเดือน”
       “คุณจำได้ไหมคะ ที่ฉันเคยเล่าให้ฟังว่าเดือนมีน้องสาวอีกคน เป็นลูกครึ่งนิโกรชื่อดำ”
       ดนัยธรนิ่วหน้าคิด
       “คุ้นๆ นะ แต่ผมจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ มีอะไรเหรอ”
       “เมื่อกี้ฉันเห็นเด็กคนนี้ออกทีวีค่ะ แล้วพูดถึงพี่สาวอีกคนชื่อเดือน”
       ดนัยนิ่วหน้าเครียดขึ้นมาทันที
       6.1.2
       ไวภพนั่งดูคลิปในมือถือที่มุมหนึ่งในมหาวิทยาลัย ภาพข่าวคลิปพิธีกรกำลังดำเนินรายการข่าว
       “นักร้องเสียงทรงพลัง ดลิน หรือมิสดอลลี่ กุหลาบดำผู้มีชีวิตที่น่าสงสาร เธอบอกว่าตลอดชีวิตไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่หรือจากใครเลย ค่าตัวของเธอเมื่อถูกขายให้คนที่ต้องการเอาไปเลี้ยงดูตอนที่อายุห้าขวบนั้น ราคาเพียงแค่ห้าร้อยบาท”
       ภาพในทีวีเป็นภาพที่ดำให้สัมภาษณ์กับสื่อที่หน้าห้องอัดรายการ
       “โชคส่งให้หนูได้เป็นนักร้องโดยบังเอิญในนามของมิสดอลลี่ซึ่งเป็นนามแฝงแต่ใครๆ พากันเข้าใจไปเองว่าหนูไม่ใช่คนไทย ที่จริงหนูเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ แม่หนูเป็นคนไทย หนูเกิดมาไม่รู้จักพ่อ แม่เอาหนูกับพี่สาวชื่อเดือนไปฝากให้ป้าหนอมเลี้ยงตั้งแต่อายุแค่สองสามขวบ” ดำน้ำตาเริ่มคลอ “เพราะแม่ต้องไปทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูพวกหนู...”
       ไวภพดูคลิปหน้าเคร่งเครียด
       “พี่สาวชื่อเดือน...”
       ไวภพนึกถึงเดือน
      
       ดนัยธรกับเขมวรรณคุยกันอยู่ในสวนของบ้าน ดนัยธรส่ายหน้าคัดค้านเต็มที่
       “ผมไม่เห็นด้วย ทำไมเราต้องให้ยัยเดือนหนีความจริงไปไกลขนาดนั้น”
       “ตั้งแต่ยัยเดือนยังเด็ก เราทำทุกอย่างเพื่อให้แกลืมเรื่องในอดีตไม่ใช่เหรอคะ เพราะเราไม่อยากให้ลูกรู้สึกมีปมด้อย จำได้ไหมคะ ตอนที่เพื่อนแกล้อเรื่องมีสีผมแดงไม่เหมือนคนอื่น เรายังต้องหาทางแก้ปัญหาไม่ให้แกรู้สึกแปลกแยก ไม่ให้ลูกรู้สึกว่าแกไม่ใช่ลูกของเรา”
       “ผมจำได้ ตอนนั้นเราต้องหาเหตุผลว่าบางทีแกอาจจะผมแดงเหมือนคุณปู่คุณย่าหรือคุณตาคุณยาย ลูกก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรอีกเลยนี่”
       “ใช่คะ หลังจากนั้นดูเหมือนลูกจะลืมเรื่องในอดีตไปหมดแล้ว เดือนไม่เคยถามอะไรเกี่ยวกับตัวแกกับเราอีกเลย แต่ถ้าเกิดลูกมาได้ยินนักร้องชื่อดำคนนั้นพูด มันก็เหมือนถูกขุดคุ้ยอดีตขึ้นมาอีก มันจะไปกระตุ้นความทรงจำของยัยเดือนว่าแก...แกไม่ใช่...ไม่ใช่...”
       ดนัยธรจับมือเขมวรรณไว้ บีบเบาๆ
       “อย่าคิดมากสิเข็ม ยัยเดือนอาจจะไม่คิดอะไรเลยก็ได้”
       “ฉันว่าลูกต้องคิดค่ะ แกคงจำน้องสาวตัวเองได้ แม้แต่พวกนักข่าวยังอยากรู้ว่าพี่สาวของดำที่ชื่อเดือนเป็นใคร สักวันพวกเขาอาจจะตามสืบมาจนเจอว่าเป็นยัยเดือนของเราก็ได้”
       “มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกเข็ม ผมจะไม่ยอมให้ใครมายุ่งกับลูกเราเด็ดขาด”
       “แต่ถ้ายัยเดือนได้ยิ นแล้วแกอยากจะกลับไปหาครอบครัวเดิมของตัวเองละคะ”
       “ไม่มีทาง ยัยเดือนอยู่กับเรามีความสุขดีแล้ว ไม่มีทางจะกลับไปอยู่กับครอบครัวเดิมหรอก แล้วคุณคิดเหรอว่าส่งลูกไปเมืองนอกแล้วแกจะไม่รู้ไม่เห็น เดี๋ยวนี้สื่อมันไปถึงทั่วโลกแล้วนะ ถึงยัยเดือนจะไม่ได้ดูทีวีในเมืองไทยก็ดูทางอินเตอร์เน็ตได้เหมือนกัน”
       “อย่างน้อยแกก็จะได้ห่างจากสังคมบ้านเราไปบ้าง ดีกว่าอยู่ที่นี่แล้วมีคนคอยสะกิดคอยตอกย้ำตลอดเวลา”
       “ผมไม่อยากเห็นลูกไปไกลหูไกลตาเรา แค่นี้ก็มีเรื่องผู้ชายไม่ซ้ำหน้าแล้ว ถ้าไปอยู่เมืองนอก แถมเป็นวัฒนธรรมฝรั่งด้วย ทุกอย่างคงฟรีหมด”
       “ทำไมคิดไปไกลขนาดนั้นคะนัย”
       “ผมไม่ได้คิดไกลเลย มันอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะลูกเราโตขึ้นทุกวัน แกอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จะทำอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ”
       “เราส่งแกไปซัมเมอร์ก่อนก็ได้นี่คะ”
       “งั้นคุณต้องตามไปคุมด้วย”
      
       “ได้ค่ะ ฉันจะไปกับแก”

       แทนที่ดนัยธรจะพอใจ กลับหงุดหงิด ทำเสียงจิ๊กจั๊กไม่พอใจ เพราะไม่คิดว่าเขมวรรณจะตกลงง่ายๆ
      
       “ผมกลัวว่าคุณจะไม่ทันเด็ก ยัยเดือนอาจจะแอบหนีไปทำอะไรไม่ให้คุณรู้ก็ได้”
       “คุณอคติกับลูกมากเกินไปหรือเปล่าคะ ฉันไม่คิดว่ายัยเดือนจะเป็นคนแบบนั้นหรอกค่ะ”
       “ทีคุณยังคิดเลยว่ายัยเดือน จะกลับไปอยู่กับครอบครัวเดิม”
       “มันไม่เหมือนกันนะคะ ที่ฉันคิดเพราะมันมีสาเหตุ น้องสาวมาประกาศตัวอยู่ ทนโท่ขนาดนั้น”
       “ผมว่าคุณกังวลมากเกินไป จนแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ผมไม่เห็นด้วยที่จะส่งลูกหนีไปเมืองนอกเพราะเรื่องแค่นี้”
       เขมวรรณไม่ค่อยพอใจ
       “แสดงว่าคุณไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลยเหรอคะ”
       “ผมเป็นห่วงลูก แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีของคุณ ขอผมคิดดูก่อนก็แล้วกันว่าจะทำยังไงต่อไป”
       ดนัยธรเดินหนีไป เขมวรรณได้แต่มองตามเครียดๆ
      
       โจ้กับจรูญศรีนั่งดูข่าวในทีวี
       “มีสดอลลี่ดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมาพร้อมกับข่าวฉาวลวงโลก ที่พลิกผันมาเป็นละครชีวิตเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา น้ำเน่ายิ่งกว่าละครเรื่องไหนๆ ลูกครึ่ง ไทย-อเมริกันนิโกร ที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งตั้งแต่เด็ก ต้องไปเป็นคนรับใช้ในบ้าน เศรษฐี ก่อนจะมาเป็นนักร้องดังที่ผ่านเข้ารอบรายการ The Song ตอนนี้สิ่งที่นักข่าวเริ่มสนใจก็คือ ใครคือแม่ที่แท้จริง และใครคือพี่สาวของดำที่ชื่อเดือนกันนะ...”
       โจ้ดีดนิ้วเปาะ หันไปพูดกับจรูญศรีที่นั่งดูอย่างนึกไม่ถึง
       “ต้องเป็นเดือนเดียวกันแน่ๆ เลยแม่”
       “แม่ก็ว่าใช่ มันไม่บังเอิญชื่อเดือนเหมือนกันหรอก แกลองไปสืบดูซิโจ้ ว่าใช่แน่หรือเปล่า”
       “แม่ช่วยโจ้สืบด้วยสิ ทางน้าเข็มน่ะถ้าได้ยินเรื่องนี้ต้องอยู่นิ่งไม่ได้แน่”
       “เรื่องนั้นไม่ยากหรอก”
       จรูญศรียิ้มมั่นใจ
      
       วันใหม่...ดำซ้อมร้องเพลงลูกทุ่งจังหวะมันๆและเต้นกับคาราโอเกะอย่างสนุกสนาน โดยมีจอร์จและใจหวานนั่งดูอยู่ จนถึงท่าจบที่ดำดีไซน์ออกมาแบบเซ็กซี่และเท่ ใจหวานกับจอร์จตบมือให้
       “หนูร้องเป็นไงมั่งพี่หวาน”
       “หมั่นไส้”
       ดำหน้าเหวอ
       “อ้าวๆ ทำไมมาหมั่นไส้กันล่ะ หนูให้พี่วิจารณ์การร้องเพลงของหนูนะ”
       “ก็หมั่นไส้ที่แกดันร้องดีไม่มีที่ติดน่ะสิ ยกเว้นหน้าตาแก”
       ดำค้อนใจหวานขวับใหญ่
       “โอเค หนูจะคิดว่าเป็นคำชมก็แล้วกัน...แล้วครูจอร์จละคะว่าไง”
       “เธอเต้นได้สนุกมาก ร้องเพลงเร็วก็เสียงไม่มีตกเลย อย่างนี้ชนะใสๆ”
       “โว้ว...” ดำยกมือไหว้ “ขอบคุณมากค่ะครู...แบบนี้สิพี่หวานถึงจะชมแบบไม่ต้องตีความ”
       ใจหวานหันไปหาจอร์จ
       “ครูอย่าไปยอนังดำมากนักนะคะ เดี๋ยวมันจะเหลิง”
       “ผมไม่ได้ยอ ผมชมจากใจจริง ถ้าติผมก็จะติตรงๆ ชมก็ชมตรงๆ เลย...ตอนนี้เธอดังกว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แล้วนะดำ ต่อไปเธอต้องเป็นตัวของตัวเองแบบธรรมชาตินี่แหละ อย่าเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เหมือนใคร”
       “ค่ะ ถึงให้เปลี่ยนหนูก็เปลี่ยนไม่ได้หรอกค่ะครู หนูมันแปลกไม่เหมือนใครอยู่แล้ว”
       ดำหน้าตามั่นใจมาก จอร์จยิ้มภูมิใจ
       “งั้นลองซ้อมอีกรอบนึง ครูว่าตรงท่อนฮุกเธอใส่ความเป็นลูกทุ่งเข้าไปได้อีกนะ”
       ดำเริ่มร้องเพลงอีก ใจหวานมองดำกับจอร์จสลับกันไปมา เห็นสายตาชื่นชมของจอร์จก็รู้สึกหมั่นไส้ดำขึ้นมา
      
       ดำกับใจหวานออกมาส่งจอร์จที่หน้าบ้าน
       “หวานขับรถไปส่งนะคะครู”
       “ไม่เป็นไร หวานอยู่ดูดำซ้อมต่อดีกว่า พรุ่งนี้ก็ต้องแข่งรอบสองแล้ว”
       “ดำมันอยู่ตัวแล้วค่ะ ไม่ต้องซ้อมมากหรอก”
       “อย่าประมาทดีกว่าหวาน เราคิดว่าเราทำดีแล้ว คนอื่นอาจจะดีกว่าก็ได้”
       “ให้พี่หวานไปส่งครูก่อนก็ได้นี่คะ หนูซ้อมของหนูเองได้”
       “ไม่ได้หรอก หวานต้องช่วยดูช่วยวิจารณ์ด้วย ครูต้องรีบไปคลินิก ไม่อย่างนั้นก็จะอยู่ต่อ ครูไปก่อนนะ แล้วพรุ่งนี้เจอกัน”
       “ขอบคุณค่ะ”
       “ขอบคุณค่ะครูจอร์จ”
       ดำกับใจหวานยกมือไหว้ จอร์จรับไหว้แล้วเดินออกไป ใจหวานมองตามอย่างชื่นชม
      
       ดำกับใจหวานเข้ามาในบ้าน ใจหวานผลักหัวดำเบาๆ
       “ฮึ...หมั่นไส้”
       ดำหันไปมองหวานงงๆ
       “อ้าว...พี่หวาน หนูก็อยู่ของหนูเฉยๆนะ จะมาหมั่นไส้อะไรอีก”
       “ก็ดูท่าทางครูจอร์จจะปลื้มแกจนออกนอกหน้าน่ะสิ สงสัยจะชอบของแปลกของดำ ฝรั่งก็ยังงี้แหละ”
       “ครูจอร์จชอบหนูร้องเพลงมากกว่ามั้งพี่หวาน”
       “แต่สายตาที่เขามองแกมันไม่ใช่แค่ชอบแกร้องเพลง มันมากกว่านั้น”
       “ใคร้...จะมาชอบหนู มีแต่คนว่าหนูตัวดำน่าเกลียด ครูจอร์จคงสงสารหนูมากกว่า”
       “แล้วแกชอบครูจอร์จบ้างหรือเปล่า”
       “หนูนับถือเขานะ แต่ชอบแบบพี่หวานคิดน่ะไม่เคยแน่ หนูไม่มีทางชอบเขาหรอก”
      
       “ทำเป็นมั่นใจ แกยังไม่รู้จักครูจอร์จดีพอ เขาเป็นคนดีมาก มีน้ำใจสุดๆ แถมยังหล่อเพอร์เฟ็คท์ทุกอย่าง แกต้องโง่หรือบ้าไปแล้วถึงจะไม่ชอบเขา”


  


       ดำหันไปมองหวาน
      
       “หนูคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง หนูกลัว...”
       “เขาก็พูดไทยได้นี่ กลัวอะไรของแก”
       “ครูจอร์จฉลาดเกินไป แล้วเขาก็เป็นฝรั่งเหมือน...เหมือนกับพ่อหนู”
       “เหมือนที่ไหน เขาเป็นฝรั่งผิวขาว ไม่ใช่นิโกรซะหน่อย”
       “จะนิโกรหรือไม่ใช่นิโกรมันไม่สำคัญหรอกพี่หวาน แต่เขาไม่ใช่คนไทยเขาเป็นฝรั่ง เป็นต่างชาติ”
       “ก็เหมือนกับแกไง แกเป็นลูกครึ่ง แกก็ไม่ใช่คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์”
       “แต่หนูเกิดเมืองไทย แถมไม่เคยเจอพ่อเลย นอกจากสายเลือดแล้วหนูไม่มีอะไรที่เป็นลูกครึ่งเลยสักนิดเดียว พี่หวานไม่เป็นหนูพี่ไม่เข้าใจหรอก ตั้งแต่เกิดมาหนูถูกมองว่าเป็นคนแปลกไม่เหมือนใคร เป็นลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่หน้าตาก็ขี้เหร่น่าเกลียด สารพัดที่เขาจะด่าว่า คนหล่อรวยเพอร์เฟคท์อย่างครูจอร์จจะมาชอบหนูได้ยังไง”
       “เขาอาจจะเห็นอะไรดีๆ ในตัวแกที่คนอื่นมองไม่เห็นก็ได้”
       “หนูมีอะไรดีที่เขามองเห็นล่ะ นอกจากเสียงร้องของหนู หนูไม่มีอะไรที่เขาจะมาชอบได้เลย ที่จริงเขาคงสงสารหนูมากกว่า แต่หนูอยากได้ความรัก ไม่ใช่แค่ความสงสาร”
       “แกมันโง่ ทั้งโง่ทั้งบ้า เฮ้อ...ถ้าครูจอร์จสนใจฉันสักนิดนะ จะไม่เล่นตัวแบบแกหรอก”
       ใจหวานส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ ดำมองตามใจหวาน ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
      
       เดือนเดินอยู่ในมหาวิทยาลัย เธอมองไปรอบๆอย่างรู้สึกผิดปกติ เพราะมีแต่คนจ้องมองเธอแล้วหันไปซุบซิบกัน เดือนแปลกใจ...เดือนเดินมาที่โต๊ะใต้ตึกเรียนเห็นโจ้กำลังเมาท์กับฝ้ายและเอ๋อย่างออกรส
       “มันมีหลายอย่างที่ตรงกันนะ ยัยดำนั่นให้สัมภาษณ์ว่าพี่สาวเป็นลูกครึ่งฝรั่งผิวขาวชื่อเดือน”
       ฝ้ายแย้ง
       “แต่ชื่อเดือนมีเหมือนกันเยอะแยะนะพี่โจ้ มันอาจจะบังเอิญตรงกันก็ได้”
       เอ๋ไม่เชื่อ
       “นั่นสิ คนสวยน่ารักอย่างเดือนจะไปเป็นพี่น้องกับยัยดำนั่นได้ไง”
       ฝ้ายพูดต่อ
       “ก็เขาว่าเป็นพี่น้องคนละพ่อกันไง พ่อเดือนเป็นฝรั่ง ไม่ใช่นิโกรอย่างมิสดอลลี่”
       เดือนอึ้งไป จะเดินหนี พอเพื่อนหันมาเห็นเดือนก็แปลกใจ ฝ้ายหันไปหา
       “อ้าว...เดือน มาตั้งแต่เมื่อไร”
       เดือนหาทางเลี่ยง
       “สักพักนี่เอง เดี๋ยวต้องไปเรียนต่อแล้ว”
       เอ๋รีบขัด
       “เพิ่งมาทำไมจะรีบไปล่ะ นั่งคุยกันก่อนสิ กำลังมันเลย”
       โจ้หันไปถามเดือน
       “เดือนได้ดูรายการประกวดร้องเพลงหรือเปล่า”
       เดือนส่ายหน้า
       “ร้องเพลงอะไรเหรอคะ”
       “ก็รายการ The Song ไง” เอ๋บอก
       “ไม่ทันได้ดูจ้ะ พอดีอ่านหนังสือสอบอยู่ แต่เห็นคนพูดถึงเยอะเหมือนกันนะ”
       ฝ้ายหันมาบอก
       “แกน่าจะดูนะเดือน มีคนพูดถึงคนชื่อเหมือนแกด้วย”
       เอ๋พูดต่อ
       “เรากำลังคุยกันอยู่เลยว่าพี่สาวของมิสดอลลี่นั่นน่ะเป็นใครกันแน่”
       โจ้เลียบๆเคียงๆ
       “คงไม่เกี่ยวกับน้องเดือนหรอกมั้ง”
       เดือนสบตา โจ้ยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย
       “มิสดอลลี่ไหน งงไปหมดแล้ว ก็บอกแล้วว่าไม่ได้ดู”
       ฝ้ายส่ายหน้า
       “โธ่...เดือน แกเอ๊าท์มากเลยนะ ไม่รู้จักมิสดอลลี่เนี่ย นักร้องคนนี้เคยใช้ชื่อ มิสดอลลี่ ทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นนักร้องอเมริกันนิโกร แล้วต่อมาก็เข้าประกวดรายการ The Song เขาให้สัมภาษณ์ว่าชื่อเล่นชื่อดำ มีพี่สาวอีกคนเป็นลูกครึ่งฝรั่งผิวขาวชื่อเดือนเหมือนแกเลย”
       เดือนพูดเรียบนิ่ง
       “บังเอิญชื่อเหมือนกันน่ะ”
       “นั่นสิ” โจ้แกล้งมองหน้าเดือนให้รู้ตัว “ถึงแม้น้องเดือนจะหน้าออกแนวลูกครึ่ง แต่น้องเดือนไม่ใช่ลูกครึ่งนี่นา พ่อแม่เป็นไทยแท้ทั้งคู่...คงไม่เกี่ยวกันใช่ไหมครับน้องเดือน”
       เดือนดูนาฬิกา
       “ค่ะ...เดือนต้องไปเรียนแล้ว ขอตัวนะคะ”
       เดือนรีบเลี่ยงไป
       “อ้าว...เดือน” เอ๋หันไปบ่นกับฝ้าย “เรียนวิชาอะไร ทำไมเราไม่เห็นรู้เลย”
       ฝ้ายนึกได้
       “นัดกับนายไวละมั้ง”
       โจ้มองตามพลางยิ้มหยัน
      
       ไวภพจับมือเดือนไว้พลางปลอบ
       “ใจเย็นๆ นะเดือน ถ้ามันไม่ใช่ความจริง เราก็ไม่เห็นต้องไปแคร์อะไรเลยนี่”
       เดือนได้แต่ถอนใจ ไวภพมองสงสัย
       “หรือว่ามันเป็นความจริง”
       เดือนหลบตาเบือนหน้าหนี
       “ไวอย่ามาคาดคั้นเดือนตอนนี้เลยนะคะ”
       “โอเคครับ ผมขอโทษ”
       ไวภพจับบ่าเดือนให้หันมา
       “มีอะไรเดือนเล่าให้ผมฟังได้ทุกอย่างนะ ผมยินดีรับฟังเสมอ”
       “เดือน...เดือนไม่มีอะไรจะเล่านี่คะ”
       “ไม่เป็นไรครับ ถ้าอยากเล่าเมื่อไรค่อยเล่าก็ได้”
       “ค่ะ เดือนกลับบ้านก่อนนะคะ”
      
       เดือนเดินออกไป ไวภพมองตามเป็นห่วง
ตอนที่ 7
      
       ในวัด...เขมวรรณสวดมนต์เสร็จก็ก้มลงกราบพระ พอลุกขึ้นมาสีหน้าก็เก็บความเบื่อหน่ายไว้ไม่มิด แม้จะพยายามยิ้มตามมารยาท เสียงจรูญศรีดังเข้ามา
      
       “สวัสดีค่า ดีใจจังได้เจอคุณเข็มที่นี่อีก”
       “สวัสดีค่ะคุณศรี”
       เขมวรรณทำท่าจะเดินหนี แต่จรูญศรีเข้าไปดักคุย
       “คุณเข็มจะรีบไปไหนเหรอคะ”
       “เดี๋ยวต้องไปธุระต่อค่ะ ขอตัวนะคะ”
       เขมวรรณเดินหนีไปบริเวณวัด จรูญศรีตามติด...เขมวรรณเร่งฝีเท้าเพราะไม่ชอบคุยกับจรูญศรี แต่จรูญศรียังตามมา
       “พรุ่งนี้ฉันจะไปทำบุญสะเดาะเคราะห์กับหมออารยา คุณเข็มไปด้วยกันไหมคะ”
       เขมวรรณบ่ายเบี่ยง
       “พรุ่งนี้ไม่ว่างค่ะ”
       “งั้นไว้วันหลังก็ได้นะคะ เดี๋ยวฉันนัดหมออารยาให้”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ค่อยเชื่อเรื่องสะเดาะเคราะห์สักเท่าไร”
       “เชื่อไว้ก็ดีนะคะ โดยเฉพาะช่วงนี้คุณเข็มน่าจะต้องทำบุญหนักหน่อย จะได้ล้างเคราะห์ล้างโศกให้หมดไปซะที”
       “เคราะห์โศกอะไรกันคะ”
       “แหม...ก็เห็นคุณเข็มโดนข่าวลือหนักอยู่นี่คะ”
       เขมวรรณหันมาถามแบบรำคาญ
       “ข่าวลืออะไรกัน”
       “ก็ข่าวลือ...เกี่ยวกับหนูเดือนไงละคะ”
       เขมวรรณอึ้งๆ รู้ว่าจรูญศรีหมายถึงอะไร แต่ทำเป็นไม่เข้าใจ
       “ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่คะ คุณศรีไปได้ยินมาจากไหน”
       “โอ๊ย...ข่าวออกจะดังค่ะ ที่ว่านักร้องนิโกรคนนึงอ้างตัวว่าเป็นน้องสาวของหนูเดือนไงละคะ”
       เขมวรรณเสียงเข้ม
       “ดิฉันมีลูกคนเดียว เพราะฉะนั้นยัยเดือนไม่มีน้องสาวที่ไหนค่ะ”
       “เหรอคะ งั้นก็แล้วแต่คุณเข็มนะคะ ฉันอยากให้สะสมบุญเอาไว้ เผื่อมีอะไรเกิดขึ้นจะได้ผ่อนหนักให้เป็นเบาก็ยังดีค่ะ”
       “ฉันทำบุญเพื่อชำระล้างจิตใจให้สะอาด ไม่ใช่ทำบุญเพื่อหวังผล หวังล้างบาป ถึงทำบุญมากแค่ไหน แต่ถ้ายังทำบาปอยู่ทุกวัน มันก็คงไม่ได้ผลหรอกค่ะ”
       จรูญศรีถึงกับสะอึก มองตามเขมวรรณอย่างเข่นเขี้ยว
       “ฮึ เดี๋ยวก็รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า”
      
       เดือนนั่งเท้าคางเหม่อลอยครุ่นคิดอยู่ในสวน ตรงหน้ามีหนังสือที่เปิดค้างไว้แต่ไม่ได้อ่าน เสียงโจ้ยังดังก้องในหัว
       “นั่นสิ ถึงแม้น้องเดือนจะหน้าออกแนวลูกครึ่ง แต่น้องเดือนไม่ใช่ลูกครึ่งนี่นา พ่อแม่เป็นไทยแท้ทั้งคู่ คงไม่เกี่ยวกันใช่ไหมครับน้องเดือน”
       ดนัยธรเดินเข้ามาด้านหลัง แตะไหล่เดือนเบาๆ เดือนสะดุ้งเฮือก หันไป
       “คุณพ่อ...”
       “คิดอะไรอยู่เหรอลูก”
       “เอ้อ...เปล่าค่ะ”
       “เปล่าอะไร พ่อเห็นลูกเปิดหนังสือค้างไว้นานแล้ว ไม่สบายหรือเปล่า”
       ดนัยธรเอามือแตะหน้าผาก เดือนส่ายหน้า
       “ไม่ได้เป็นอะไรจริงๆค่ะคุณพ่อ”
       “มีเรื่องเครียดอะไรปรึกษาพ่อได้นะ”
       “ไม่มีอะไรจริงๆค่ะ เดือนขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ”
       เดือนหยิบหนังสือลุกหนี ดนัยธรมองตามเป็นห่วง
      
       วันรุ่งขึ้น...ดำนั่งรอเวลาอยู่หน้าห้องอัดรายการ อย่างตื่นเต้น แล้วผุดลุกขึ้นเดินไปมา ใจหวานมองอย่างรำคาญ
       “ผ่านรอบแรกมาแล้วยังตื่นเต้นอีกเหรอดำ”
       “ตื่นเต้นสิพี่หวาน รอบแรกหนูไม่ได้คาดหวังอะไร แต่รอบนี้เขาต้องคัดคนออกด้วย หนูอาจจะไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น”
       จอร์จลุกขึ้น จับมือดำมานั่ง แล้วตบหลังมือเบาๆ ให้กำลังใจ
       “ไม่ต้องตื่นเต้นนะดำ ทำให้เหมือนรอบแรกนั่นแหละ พวกเราจะคอยให้กำลังใจ เธอต้องทำได้แน่”
       ใจหวานเหลือบมองมือของจอร์จ ดำรีบชักมือออก
       “ขอบคุณค่ะครู”
       โปรดิวเซอร์ออกมาเรียก
       “เชิญคุณดลิน เป็นคนต่อไปครับ”
       ดำลุกขึ้น ใจหวานเข้าไปกอด จอร์จตบบ่าให้กำลังใจ
      
       ในห้องอัดรายการ...เสียงดนตรีลูกทุ่งดังดังขึ้น แสงไฟบนเวทีสว่างขึ้น เสียงตบมือดังลั่น ดำทั้งร้องทั้งเต้นอย่างเซ็กซี่ กรรมการมองดูการแสดงของดำด้วยความทึ่ง ต่างคุยกันแล้วให้คะแนน
       เวลาผ่านไป...ผู้เข้าแข่งขันประมาณ 50 คนยืนเรียงแถวรอ พิธีกรออกมาประกาศ
       “ต่อไปนี้ผมจะเรียก 20 หมายเลขผู้เข้ารอบต่อไป ซึ่งจะเป็นรอบการแสดงสด ผู้เข้ารอบคนแรกได้แก่หมายเลข...”
       ดำยืนรออย่างตื่นเต้น
       “RS 3 คุณอัครา สมวิเศษสกุล”
       ผู้เข้าแข่งขันต่างกอดกันอย่างดีใจ พิธีกรประกาศชื่อคนต่อไป
       “คนต่อไป RS 8 คุณวิลาสินี อินทุวรเดช”
       ดำหันไปมองคนที่เข้ารอบอย่างเซ็งๆ ที่ไม่ถึงชื่อตนสักที
       “RS 11 คุณธารารัตน์ ดุษณีพิไล”
      
       ดำหันไปมอง เห็นคนต่อไปที่ได้เป็นคนถัดจากเธอ ดำรู้สึกหมดหวัง


  


       ใจหวานกับจอร์จนั่งดูอยู่มุมหนึ่ง ลุ้นไปด้วยอย่างตื่นเต้น
       “เหลืออีกแค่คนเดียว ดำคงไม่ได้แน่ๆ”
       จอร์จปลอบ
       “อย่าเพิ่งหมดหวังสิ ยังเหลืออีกตั้งคนนึง”
       พิธีกรประกาศ
       “ผู้เข้ารอบคนสุดท้าย ได้แก่คุณ...”
       ใจหวานตื่นเต้นมาก
       “โอ๊ย...ไม่ไหวแล้ว”
       ใจหวานปิดหู ไม่อยากฟัง จอร์จกระโดดตัวลอยขึ้นมาอย่างดีใจ
      
       ดำสีหน้างุนงง มองหน้าพิธีกรอย่างไม่แน่ใจ พิธีกรประกาศซ้ำ
       “คุณดลินครับ...”
       เพื่อนสะกิด ดำรู้สึกตัวรีบก้าวออกไป ยกมือไหว้แล้วยิ้มโบกมือให้กับทุกคน
      
       ผู้เข้าแข่งขันทยอยออกมาจากห้อง เข้ามาหาครอบครัวแต่ละคนอย่างดีใจและเสียใจตามแต่ผลที่ได้
       ดำออกมาด้วยสีหน้าสดชื่นปนตื่นเต้น แล้วโผเข้ากอดกับใจหวานและจอร์จ
       “ครูจอร์จ พี่หวาน”
       “ดีใจด้วยนะดำ เธอสุดยอดมาก”
       ใจหวาน​ยังตื่นเต้นไม่หาย
       “โอย...ตื่นเต้นมาก ลุ้นหัวใจจะวาย นึกว่าแกจะไม่ได้ซะแล้ว”
       นักข่าวเข้ามาสัมภาษณ์ดำ
       “ขอสัมภาษณ์มิสดอลลี่หน่อยนะคะ”
       “เชิญเลยค่ะ”
       ใจหวานผลักดำไปยืนข้างหน้า นักข่าวเอาไมค์มาจ่อ
       “ตอนรอฟังประกาศผลรู้สึกยังไงบ้างคะ”
       “ตื่นเต้นมากค่ะ ไม่นึกว่าตัวเองจะได้เข้ารอบ เพราะเขาข้ามเราไปแล้วด้วย”
       “แต่เราก็เป็นตัวเต็งคนนึงนะครับ เพราะตอนอยู่บนเวทีแสดงได้ดีมาก”
       “หนูทำเต็มที่ค่ะ คิดว่าไม่เข้ารอบก็ไม่เป็นไร ขอให้ได้ร้องเพลงก็พอแล้ว”
       “ตอนนี้ดลินดังแซงหน้าผู้เข้ารอบคนอื่นๆไปแล้ว เพราะความแปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร คิดว่ารอบหน้าจะเป็นยังไงคะ”
       “หนูก็ยังทำเต็มที่เหมือนเดิมค่ะ สัญญาว่าจะไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวัง”
       “หลังจากดลินพูดถึงแม่กับพี่สาวออกทีวีไปแล้ว ทั้งสองได้ติดต่อกลับมาบ้างหรือเปล่าคะ”
       “เปล่าค่ะ”
       “ดลินอยากให้พวกเขามาเชียร์ไหม”
       “ไม่จำเป็นค่ะ หนูมีพี่หวานกับครูจอร์จก็พอแล้ว”
       “แล้วอยากเจอพวกเขาหรือเปล่าคะ”
       ดำหน้าหมองลงไป
       “ที่จริงก็อยากเจอค่ะ แต่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะอยากเจอหนูหรือเปล่า หนูก็อยากมีครอบครัวเหมือนคนอื่นเขา แต่พวกเขาอาจจะรังเกียจหนูก็ได้”
       ใจหวานเข้ามาแทรกเพื่อเรียกคะแนนสงสาร
       “ถ้าแม่กับพี่สาวของดำดูอยู่นะคะ อยากจะบอกว่าดำยังคิดถึงพวกคุณอยู่ตลอดเวลา ชีวิตที่ผ่านมาของดำน่าสงสารมากค่ะ ไร้ญาติขาดมิตร ลำบากเกือบตาย ต้องทำงานเลี้ยงตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก จนได้มาเจอฉัน ฉันสอนให้ดำร้องเพลงจนมีทุกวันนี้ได้...”
       ทุกคนมองดำอย่างเห็นใจ และชื่นชมใจหวาน
       “ดลินมีอะไรอยากจะพูดกับแม่กับพี่สาวหรือเปล่า”
       “หนูอยากเจอแม่กับพี่เดือนค่ะ...”
      
       วันใหม่...ใจหวานดีดนิ้วเปาะ ขณะดูสัมภาษณ์ผ่านทางทีวี
       “โอ้โฮ นังดำ งานนี้แกได้ใจแฟนคลับไปเต็มๆเลยว่ะ ไม่ทันไรคนก็ลืมเรื่องที่แกเคยโกหกไปหมดแล้ว”
       “ก็หนูไม่ใช่คนที่โกหกนี่”
       “เอาละๆ เลิกโทษฉันกับเสี่ยซะที ฉันดีใจกับแกด้วยนะ ต่อไปรอบแสดงสดจะอาศัยคะแนนกรรมการกับผลโหวต รับรองแกได้ใจทุกคนไปเต็มๆแน่”
       ใจหวานยิ้มอย่างมั่นใจ ดำหน้าตาเต็มไปด้วยความหวัง
      
       ดนัยธรกับเขมวรรณนั่งดูทีวี หน้าเครียด
       “เห็นไหมคะนัย เรื่องมันใกล้ตัวเราเข้ามาทุกทีแล้ว เด็กนั่นประกาศให้พี่สาวกับแม่กลับไปหา เราจะทำยังไงดี”
       “งั้นเราคงต้องคุยกับยัยเดือนแล้ว”
       เขมวรรณมองหน้าดนัยธรอย่างนึกไม่ถึง
      
       ดนัยธร เขมวรรณ คุยกับเดือนที่มุมหนึ่งของบ้าน เดือนอุทานออกมาอย่างตกใจ
       “อะไรนะคะ คุณพ่อคุณแม่จะส่งเดือนไปอเมริกาเหรอคะ”
       “ใช่จ้ะ พอดีแม่มีเพื่อนอยู่ที่โน่น เขาจะช่วยดูแลลูกให้ด้วย แม่อยากให้รีบไปเพราะมหาวิทยาลัยจะเปิดเทอมเดือนหน้าแล้ว”
       “แต่เดือนยังเรียนปี 2 เองนะคะ ให้เดือนเรียนจบตรีก่อนแล้วค่อยไปต่อโท ไม่ดีกว่าเหรอคะ”
       ดนัยธรขัดขึ้น
       “ไปตอนนี้ดีกว่า ลูกจะได้ฝึกภาษาแต่เนิ่นๆ”
       เดือนพยายามแย้ง
       “แต่เดือนไม่อยากไปตอนนี้นี่คะ มันรู้สึกเหมือนครึ่งๆกลางๆ เดือนไม่อยากไปเริ่มต้นใหม่ มันเสียเวลา”
       ดนัยธรเสียงเข้ม
       “ลูกต้องไปนะเดือน พ่อกับแม่คุยกันแล้ว”
       “เดือนไม่เข้าใจ มันเรื่องอะไรกันคะ หรือว่า...”
       เดือนหน้าสลดลงรู้ว่าเป็นเพราะเรื่องดำ แต่ไม่อยากพูดออกมา เขมวรรณมองลูกสาว
       “หรือว่าอะไรลูก”
       “หรือว่าอยากให้เดือนไปให้พ้นๆ หน้า เดือนทำอะไรผิดเหรอคะ ถึงขับไล่ไสส่ง​เดือนแบบนี้”
       เดือนน้ำตาไหล เขมวรรณกับดนัยธรมองหน้ากันอย่างรู้สึกเจ็บปวด
       “พ่อกับแม่ทำเพื่ออนาคตของลูกนะ ยังไงลูกก็ต้องไป พ่อกับแม่ติดต่อทางมหาวิทยาลัยให้แล้ว”
       “หนูไม่อยากไปไหนไกล หนูยังอยากอยู่กับคุณพ่อคุณแม่แล้วก็คุณยายที่นี่”
       “ถ้าลูกเรียนจบแล้วเราก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมนะ”
       เดือนกัดริมฝีปากแน่น
       “เดือนไม่มีทางเลือกอื่นเลยเหรอคะ”
       เขมวรรณเสียงเครือ
       “ไม่มีจ้ะ พ่อกับแม่ปรึกษากันแล้ว”

       เขมวรรณจะเข้าไปกอดเดือน แต่เธอเบี่ยงตัวหนีเสียก่อนเดินออกไปอย่างยอมรับ ป้ายน้ำตาไปด้วย เขมวรรณน้ำตาคลอ ดนัยธรเข้าไปจับมือเขมวรรณไว้
       “เราต้องใจแข็งนะเข็ม เราตัดสินใจแล้ว คุณเป็นคนเสนอทางเลือกนี้เองไม่ใช่เหรอ”
       เขมวรรณพยักหน้า น้ำตาไหลอย่างสงสารลูกใจจะขาด
      
       วันใหม่...เดือนนั่งร้องไห้อยู่ในรถ โดยมีไวภพกอดปลอบ
       “เดือนไม่อยากไปอยู่ไกลขนาดนั้นเลยค่ะ”
       “ผมก็ทนไม่ได้ถ้าเราต้องห่างกัน”
       “เดือนจะทำยังไงดีคะไว”
       “ผมจะไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่เดือนเอง”
       “ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ ถ้าไวไปคุยพวกท่านจะยิ่งให้เดือนไปเร็วขึ้น”
       “โธ่...เราไม่มีทางออกอื่นเลยเหรอ”
       เดือนน้ำตาไหลสะอึกสะอื้น ไวภพปาดน้ำตาให้ ทั้งสองหน้าใกล้กัน ไวภพหอมแก้มแล้วค่อยๆ ไล่มาจนถึงปาก เดือนตกใจรีบดันตัวเขาออก
       “เดือน...รังเกียจผมเหรอ”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ แต่...มันไม่ดีค่ะ”
       ไวภพจะรุกต่อ แต่เดือนเบือนหน้าหนี
       “เดือนยังไม่พร้อม ยิ่งมีปัญหาแบบนี้ก็ยิ่งไม่อยากให้เกิดเรื่องอื่นอีก ไวเข้าใจเดือนนะ”
       “ครับ ผมเข้าใจ เดือนอย่าร้องไห้อีกนะ ถึงเราห่างกัน ยังไงผมก็จะรอเดือน”
       “ขอบคุณค่ะ เดือนก็จะไม่มีคนอื่น จะรอไวคนเดียว”
       ไวภพกอดเดือนไว้อย่างแสนรัก
       “วันนี้ให้ผมไปส่งเดือนนะ”
       เดือนพยักหน้า ไวภพกอดเดือนไว้อย่างดีใจ
      
       ไวภพกับเดือนเดินจูงมือกันในสวนสาธารณะหมู่บ้าน
       “วันนี้เดือนอย่าเพิ่งรีบกลับบ้านนะครับ”
       “ค่ะ วันนี้เดือนไม่รีบกลับหรอกค่ะ เดือนอยากจะดื้อกับคุณพ่อคุณแม่บ้าง”
       ดนัยธรนั่งรถมาตามทาง มองอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเห็นไวภพกับเดือนจูงมือกันแนบแน่น ดนัยธรรีบสั่งต๋อง
       “หยุดรถ ต๋อง จอด...จอดตรงนี้เลย”
       ต๋องเบรกรถกะทันหัน รถยังไม่ทันจอดดี ดนัยธรก็รีบเปิดประตูลงไป
       “ลูกไม่รักดี”
       ดนัยธรกำมือแน่น ปราดเข้าไปจะไปหาไวภพ แต่แล้วก็ยั้งไว้ ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเปิดประตูกลับขึ้นรถ
       “ขับกลับบ้านเลยต๋อง”
       “ครับผม”
       ต๋องมองเจ้านายงงๆ ก่อนจะขับออกไป ดนัยธรยังหันไปมองไวภพกับเดือนอย่างไม่คลาดสายตา
      
       ดนัยธรเดินเข้ามาในบ้านเขายกหูโทรศัพท์หาใครบางคน
       “ฮัลโหล นิภา คุณช่วยติดต่อรายการ The Song ให้หน่อย ผมจะขอคุยกับฝ่ายบริหาร...”
       ดนัยธรขึงขังจริงจัง
      
       วันใหม่...จอร์จนั่งรอดำอย่างกระวนกระวาย ใจหวานเดินออกมา
       “มาแล้วค่ะ ดำแต่งตัวเสร็จแล้ว”
       ใจหวานหลีกทางให้เห็นดำแต่งตัวสวยเซ็กซี่ จอร์จมองตะลึง
       “วันนี้เธอสวยมากดำ เข้ากับคอนเซ็ปต์เพลงเลย”
       “ไม่ชมหวานบ้างเหรอคะครูจอร์จ”
       “ใจหวานสวยทุกวันอยู่แล้ว ผมไม่จำเป็นต้องชม”
       ใจหวานยิ้มปลื้มกับคำชม
       “แต่วันนี้เราต้องให้กำลังใจดำเป็นพิเศษหน่อย สู้เขาให้ได้นะดำ”
       ดำชูมือขึ้นอย่างมั่นใจ
       “รับรองค่ะ หนูจะไม่ให้ครูกับพี่หวานผิดหวัง”
      
       บนเวทีในห้องอัดรายการ​แสงไฟสว่างขึ้น ดำปรากฏตัวอยู่บนเวทีด้วยท่าทางมั่นใจอย่างมืออาชีพ ดำร้องเพลงอย่างสุดพลัง ผู้ชมส่งเสียงกรี๊ดลั่น...จอร์จนั่งดูการถ่ายทอดสดการร้องเพลงของดำผ่านทางทีวีอยู่หน้าห้องอัดรายการ ใจหวานกดมือถือรัวๆ เพื่อส่งผลโหวตไป
       “วันนี้นังดำร้องได้ดีมาก ไม่เข้ารอบก็ให้มันรู้ไป”
       จอร์จประสานมือช่วยอธิษฐานให้ดำ
      
       เวลาผ่านไป พิธีกรประกาศผลการตัดสิน
       “คะแนนในรอบนี้ได้มาจากคณะกรรมการและผลโหวตอย่างละครึ่งนะครับ ต่อไปนี้เป็นรายชื่อของผู้เข้ารอบสิบคนสุดท้าย คนแรกได้แก่... RS 01คุณอัครา...”
       ดำตบมือดีใจกับผู้ที่เข้ารอบด้วย ผู้ที่เข้ารอบเดินออกมาข้างหน้า
       “คนที่สองคือ RS 05 คุณดาวรรณ”
       ดำหน้าเสีย แต่ก็ยังมีความหวังเหลืออยู่
      
       ดนัยธรนั่งดูผลการประกวดอย่างรอผลอะไรบางอย่าง เขมวรรณเดินเข้ามาดู แปลกใจ
       “เดี๋ยวนี้คุณดูรายการนี้ด้วยเหรอคะ”
       “ผมอยากเห็นหน้าเด็กที่ชื่อดำคนนั้น”
       ดนัยธรยิ้มด้วยสีหน้าเหี้ยมอย่างมีเลศนัย
      
       พิธีกรประกาศผลมาถึงคนสุดท้าย...
       “และผู้เข้ารอบคนที่สิบ คือคนสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบต่อไปคือ...”
       ดำซึ่งยังยืนอยู่ในกลุ่มผู้ยังไม่ได้เข้ารอบรอฟังอย่างลุ้นจัด...ใจหวานกับจอร์จนั่งลุ้นแทบไม่ติดเก้าอี้ ใจหวานพูดขึ้น
       “ดลิน...ดลิน ดลิน...”


  


       ดำนั่งซึมอยู่คนเดียวอยู่ในบ้าน จอร์จเดินเข้ามาตบบ่าปลอบ
       “อย่าคิดมากนะดำ เธอทำดีที่สุดแล้ว”
       “หนูชินแล้ว เพราะหนูแพ้มาตลอดชีวิต แต่ไม่นึกว่าจะแพ้เร็วขนาดนี้”
       ใจหวานครุ่นคิดอย่างสงสัย
       “มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ ดำร้องดีกว่าหลายคนที่เข้ารอบซะอีก ทำไมตัดสินออกมาห่วยแตก”
       ดำหน้าเศร้า
       “คงเป็นเพราะหน้าตาของหนูละมั้งพี่หวาน”
       “แกไม่ได้มาประกวดเป็นดาราหรือนางแบบนี่ ถึงต้องเอารูปร่างหน้าตาตอนแกร้องเพลงใครๆ ก็ชอบฟัง ฉันไม่เข้าใจทำไมแกถึงตกรอบ”
       จอร์จหน้าเครียด
       “ผมก็ไม่เข้าใจ แต่เราคงต้องยอมรับคำตัดสินของกรรมการและคนดูด้วย”
       ดำสลดลง
       “ครูอุตส่าห์พาหนูมาประกวด แต่หนูทำให้ครูผิดหวัง”
       “ครูไม่ผิดหวังในตัวเธอเลยนะดำ เธอทำได้ดีมาก ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผลถึงออกมาแบบนี้ แต่ครูเชื่อว่าถึงยังไงก็ต้องมีคนเห็นความสามารถของเธอ เธอยังไปได้อีกไกลแน่นอน”
       ดำยังไม่แน่ใจนัก ใจหวานมองอย่างเห็นใจ
      
       ค่ำนั้น ดนัยธรเดินมาแอบดูเดือนที่นั่งเท้าคางอย่างเซื่องซึมเหม่อลอย ดนัยธรแอบดูเงียบๆ ครู่หนึ่ง ยิ้มอย่างมีแผน ก่อนจะเดินออกไป
      
       ดนัยธรฮัมเพลงเข้ามาในห้องนอนอย่างอารมณ์ดี เขมวรรณซึ่งนั่งทาครีมอยู่หันมามองเขาอย่างแปลกใจ
       “วันนี้ทำไมอารมณ์ดีจังคะนัย”
       ดนัยธรเข้ามาโอบเขมวรรณไว้จากด้านหลัง
       “เรื่องที่ค้างคาใจมันถูกปลดออกไปแล้วน่ะสิ”
       “เรื่องอะไรเหรอคะ”
       “เด็กดำนั่นตกรอบไปแล้ว”
       เขมวรรณมองหน้าสามีทางกระจกอย่างนึกไม่ถึง เธอเห็นหน้าตาเขาในกระจกสะใจนิดๆ เขมวรรณหันมามองหน้า ดนัยธรกลับยิ้มอารมณ์ดี
       “คุณนั่งดูจนจบเลยเหรอคะ”
       “เพราะมันเกี่ยวกับเดือน ผมถึงต้องตามดูจนจบ แล้วมันก็จบจริงๆ”
       “เด็กคนนั้นให้สัมภาษณ์อะไร เกี่ยวกับเดือนอีกหรือเปล่าคะ”
       “เขาจะไม่ได้พูดอะไรอีกแล้ว พอตกรอบไป เขาก็ไม่มีโอกาสพูดถึงยัยเดือนอีก ถึงแม้อยากพูดก็ไม่มีใครอยากฟัง คนเขาเลิกสนใจแล้ว ไม่มีสื่อไหนตามไปสัมภาษณ์ต่อ เด็กคนนั้นก็กลายเป็นแค่ผู้เข้าประกวดที่ตกรอบไปเท่านั้นเอง”
       ดนัยธรหยิบเสื้อผ้าเข้าไปอาบน้ำ เขมวรรณมองอย่างรู้สึกแปลกๆ แต่อีกใจก็โล่งอก
      
       จรูญศรีตบโต๊ะอย่างหงุดหงิด
       “แหม...เสียดายจริงๆ นังดำไม่ได้เข้ารอบต่อไป เรื่องพี่สาวของมันก็ต้องเงียบหายไปล่ะสิ”
       “แต่ได้ข่าวว่าทางบ้านเดือน จะส่งเดือนไปเรียนต่อเมืองนอกเพื่อหลบข่าวนี้ด้วยนะแม่”
       “ถึงกับยอมลงทุนส่งไปเมืองนอก แสดงว่าเขารักเขาหวงลูกสาวคนนี้มากจริงๆ ถึงไม่ใช่ลูกแต่ก็มีบุญนะที่เขารักเหมือนลูกแท้ๆ”
       โจ้ยิ้มหยัน
       “ผมรอสมน้ำหน้าไอ้ไวนี่แหละ รับรองว่าเดือนไปไม่ถึงสามเดือนก็ต้องเลิกกันแน่”
       “ในเมื่อลูกไม่ได้ คนอื่นมันก็ต้องไม่ได้เหมือนกัน”
       โจ้กับจรูญศรียิ้มให้กันอย่างสะใจ
      
       วันใหม่...เดือนกับไวภพเดินจูงมือกันในสวนหมู่บ้าน
       “อีกสองอาทิตย์เดือนก็ต้องไปแล้วนะคะ เฮ้อ...เดือนไม่อยากไปเลย”
       “เดือนเปลี่ยนใจคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เหรอ”
       “เดือนพยายามแล้วค่ะ แต่ไม่ได้จริงๆ”
       “เดือนไปแล้วอย่ามีคนอื่นนะครับ ยังไงผมก็จะรอเดือน”
       “ไวน่ะสิ จะมีคนอื่นหรือเปล่า”
       “ผมสัญญาว่าผมจะรักเดือนคนเดียว แล้วผมจะหาทางไปเยี่ยมบ่อยๆ”
       “เดือนจะรีบเรียนจบให้เร็วที่สุด จะได้รีบกลับมานะคะ”
       ไวภพโอบเธอไว้ เดือนซบกับไหล่ของเขาอย่างเศร้าสร้อย...ดนัยธรแอบดูอยู่มุมหนี่ง มือกำแน่น สายตาที่มองไวภพเต็มไปด้วยความหมั่นไส้ สายตาที่มองเดือนเต็มไปด้วยความหวงแหน แต่สีหน้าครุ่นอย่างรอคอยเวลาบางอย่าง
      
       ดำมานั่งรอพลางชะเง้อเข้าไปในห้องอัดรายการอย่างกระวนกระวาย แฟนคลับวัยรุ่นหญิงสองคนนั่งนินทากันอยู่แถวนั้น
       “วันนี้ใครจะโดนโหวตออกเนี่ย”
       “อย่าให้เป็นพี่แจ๊คของฉันก็แล้วกัน ฉันเตรียมโหวตให้พี่เขาไม่อั้นเลย”
       วัยรุ่นหญิงสองคนสะกิดกันพลางหันมามองดำ
       “เฮ้ย...นั่นมิสดอลลี่ใช่เปล่าวะ”
       เพื่อนหันไปมอง
       “เออใช่ ตกรอบแล้วมาทำไมอีก”
       “คงมาเชียร์เพื่อนๆมั้ง”
       ดำเห็นทั้งสองมอง จึงโบกมือแล้วยิ้มให้ วัยรุ่นทั้งสองคนทำหน้างงๆ แล้วหันไปคุยกันต่ออย่างไม่สนใจดำอีก
       “แกเติมเงินมาเท่าไร พอค่าโหวตหรือเปล่า”
       “พอ แต่ไม่มีให้ยืมนะเว้ย”
       ดำผิดหวัง แต่แล้วเธอก็เห็นนักข่าวกลุ่มหนึ่งเข้ามาจากด้านหน้า จึงรีบถลาเข้าไปไหว้
       “สวัสดีค่ะ พี่ๆ...”
       นักข่าวรับไหว้ดำด้วยท่าทางเร่งรีบ
       “อ้าว...ดำ สวัสดีจ้ะ...”
       แต่แล้วนักข่าวก็วิ่งกรูผ่านดำไปด้านหลัง ดำหันไปมองตาม
       “พี่คะ พี่ๆ...”
ตอนที่ 8
      
       นักข่าวไม่มีใครสนใจดำ วิ่งผ่านหน้าดำไปตามไปสัมภาษณ์นักร้องชายคนหนึ่ง
       “น้องปอนด์คะ ขอสัมภาษณ์หน่อยค่ะ รู้สึกยังไงคะที่ได้เข้ารอบต่อไป”
       ดำหน้าละห้อย แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ จะเดินเข้าไปอยู่ในกลุ่ม แต่แล้วใครบางคนเข้ามาดึงแขน ดำตกใจ
       “ครู...”
       จอร์จดึงตัวดำออกไป
       “มานี่ก่อนดำ”
       “จะไปไหน หนูจะคุยกับพี่ๆนักข่าวก่อน”
       จอร์จไม่ฟัง ดึงดำไปอย่างรวดเร็ว
      
       จอร์จดึงดำออกมา หน้าตึกรายการ ดำสะบัดแขนให้หลุดจากเขา
       “ครูตามหนูมาที่นี่ทำไม”
       “แล้วเธอล่ะมาทำอะไรที่นี่อีก”
       “หนูอยากมาให้พี่ๆ นักข่าวเห็นหน้า”
       “แล้วเป็นยังไงล่ะ พวกเขาสนใจเธอหรือเปล่า”
       “พวกเขาต้องสนใจหนูสิ เพราะหนูมีเรื่องเด็ดๆ มาเล่าให้พวกเขาฟังอีก”
       จอร์ดมองหน้า
       “ฟังครูนะดำ ตอนนี้พวกเขาไม่สนใจเธอหรอก เพราะเขามีคนอื่นที่อยู่ในความสนใจมากกว่าเธอแล้ว เธอต้องยอมรับความจริงสิ”
       ดำอึ้งไปอย่างถูกจี้ใจดำ
       “งั้นครูก็ปล่อยหนูไว้อย่างนี้เถอะ อย่ามายุ่งกับหนูอีกเลย หนูมันก็แค่นักร้องตกรอบ”
       “ตกรอบแล้วเธอทำอย่างอื่นไม่ได้เลยหรือไง ไปเรียนหนังสือต่อสิ”
       “หนูไม่อยากกลับไปเรียนแล้ว หนูอยากเป็นนักร้องให้ได้ก่อน”
       “อยากเป็นนักร้องแล้วมาที่นี่ทำไม ใครจะไปได้ยิน”
       “หนูหมดหวังแล้วนี่ ประกวดก็ตกรอบ เสี่ยพรก็ยังไม่ยอมให้หนูกลับไปร้องเพลง จะให้หนูทำยังไง”
       “เธอไปกับฉัน”
       “ไปไหนคะ”
       “พาเธอไปร้องเพลงไงล่ะ”
       “ไม่เอา หนูไม่อยากไปร้องที่อื่น”
       จอร์จจับแขน ดำขัดขืน
       “ปล่อยนะ หนูไม่อยากไป”
       “เธอต้องไป เพื่ออนาคตของตัวเอง”
       จอร์จกึ่งจูงกึ่งลากดำออกไป
      
       จอร์จพาดำมาที่หน้าคาเฟ่แห่งหนึ่ง เห็นติดป้าย “รับสมัครนักร้องสาวสวย ด่วน!” ดำเบ้หน้า
       “จะให้หนูร้องเพลงในร้านกระจอกงอกง่อยแบบนี้น่ะเหรอ”
       “อย่าดูถูกงานสิดำ ถ้าเธอมีความสุขกับการเป็นนักร้อง เธอร้องที่ไหนก็ได้”
       “แต่หนูเป็นถึงมิสดอลลี่นะ”
       “งั้นเธอก็กลับไปเป็นมิสดอลลี่สิ”
       “หนูก็พยายามจะกลับไปเป็นอยู่นี่ไง”
       “ที่นี่ไม่มีใครสนใจเธอแล้ว ทำไมยังดันทุรังอยู่อีกล่ะ เธออยากเป็นมิสดอลลี่ที่ทุกคนฟังเพลงของเธอแล้วมีความสุข หรือจะเป็นมิสดอลลี่ที่ดังเพราะมีแต่ข่าวทุกวันล่ะ”
       ดำอึ้ง
       “หรือเธออยากกลับไปเป็นแค่ดำ เด็กรับใช้บ้านใจหวานอย่างเดิม”
       ดำอ่อนลงอย่างยอมรับ
      
       จอร์จพาดำเข้ามาสมัครเป็นนักร้องในคาเฟ่ ผู้จัดการร้านมองดำหัวจรดเท้าอย่างรังเกียจ
       “ตอนนี้ยังไม่รับนักร้องใหม่นะครับ”
       จอร์จแย้ง
       “แต่เห็นติดป้ายที่หน้าร้านว่ารับสมัครนักร้องนี่ครับ”
       “อ๋อ...เราเพิ่งได้คนใหม่มาเมื่อกี้นี้เอง เลยยังไม่ได้เอาป้ายออก”
       ดำไม่เชื่อ
       “จริงเหรอ หรือเพราะเห็นหน้าฉันเลยไม่รับ”
       ผู้จัดการมองหน้าดำเซ็งๆ
       “งั้นคุณก็น่าจะรู้ตั้งแต่เห็นป้ายแล้วนะครับ เราระบุว่ารับสมัครนักร้องสาวสวย”
       ดำโกรธ
       “ถ้าอยากได้นักร้องแบบนั้นมีเป็นโหลตามท้องถนนทั่วไป ไม่แปลกใจที่คุณได้คนเร็วขนาดนี้ แต่ได้คนแล้วคุณก็น่าจะรีบเอาป้ายออกซะ คนอื่นจะได้ไม่เสียเวลาหลงเข้ามาอีก”
       จอร์จปราม
       “ดำ” จอร์จรีบบอกกับผู้จัดการ
       “ขอบคุณครับ”
       จอร์จพาดำออกไป
      
       ดำออกมาพลางโวยวาย
       “โธ่เอ๊ย...ไอ้ร้านเฮงซวย หนูเห็นสายตามันก็รู้แล้วว่ามันคิดยังไง”
       “อย่าเพิ่งท้อนะดำ เธอต้องใช้เสียงเพลงของเธอเอาชนะคำสบประมาทของคนที่ดูถูกเธอให้ได้”
       “หนูไม่ท้อหรอก แต่เบื่อคนที่มองหนูแบบนี้ ถ้าผู้หญิงคนไหนถูกคนเบ้หน้าใส่บ่อยๆ อย่างที่หนูเจอก็จะเข้าใจความรู้สึกของหนู หนูเจอมันมาตลอดชีวิต เจอแล้วก็เจอซ้ำอีก หนูไม่อยากเจออีกแล้ว”
       “ใช่ว่าเธอจะเจอแบบนี้ทุกครั้งนะดำ”
       “มันเกือบทุกครั้งค่ะครู หนูเบื่อจนสุดจะทนแล้ว หนูขอกลับบ้านดีกว่า”
       “ดำ...”
       ดำไม่ฟัง สะบัดหน้าหันไปจะเดินหนี แต่กลับไปชนกับใครบางคน
       “โอ๊ย...”


  


       ผู้หญิงคนนั้นล้มลง แต่ดำไม่ล้ม จอร์จรีบเข้าไปประคองหญิงคนนั้น ดำเข้าไปช่วยด้วย เจ๊ต่ายโวยใส่ทันที
       “โอ๊ย...เดินประสาอะไรเนี่ย”
       “ขอโทษที ฉันไม่ทันระวัง คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
       “เป็นสิ กระดูกกระเดี้ยวฉันพังหมดแล้วเนี่ย ทีหลังก็หัดระวังสิยะ”
       “ให้ฉันพาไปโรงพยาบาลไหม”
       “ไม่ต้อง ๆ” เจ๊ต่ายเขม้นมองหน้าดำ “เอ๊ะ...เธอ...ใช่มิสดอลลี่ดอลล่าอะไรนั่นหรือเปล่า”
       “ไม่ใช่มิสดอลล่าค่ะ แค่มิสดอลลี่เฉยๆ”
       เจ๊ต่ายมองหน้าดำแล้วมองหัวจรดเท้าอย่างเหยียดๆ ดำจ้องกลับไปอย่างท้าทาย จอร์จเข้ามาถาม
       “คุณเดินไหวไหมครับ จะไปไหนเดี๋ยวผมพาไปส่ง”
       เจ๊ต่ายมองหน้าจอร์จอย่างชั่งใจ
      
       จอร์จกับดำช่วยกันประคองเจ๊ต่ายเข้ามาในผับ ทั้งสองมองบรรยากาศโดยรอบอย่างแปลกใจ
       “คุณทำงานที่ผับนี้เหรอครับ”
       “ฉันเป็นเจ้าของที่นี่”
       จอร์จมองหน้าดำอย่างตื่นเต้น แต่ดำเฉย จอร์จรีบถามเจ๊ต่าย
       “อยากได้นักร้องใหม่หรือเปล่าครับ”
       “ตอนนี้ไม่รับนักร้องใหม่หรอก มีแต่จะเอาคนออกด้วยซ้ำ เศรษฐกิจแบบนี้คนเที่ยวน้อยลงทุกวัน นักร้องคนไหนดึงลูกค้าไม่ได้ฉันก็ไม่เอา”
       “ลองฟังเสียงดำดูก่อนก็ได้ครับ ถ้าคุณได้ยินดำร้องเพลงจะลืมเรื่องอื่นไปได้เลย”
       “ฉันเคยได้ยินในรายการเดอะซองอะไรนั่นแล้ว แต่ว่าหน้าตาอย่างนี้ คนดูเห็นมันก็พาลจะกินไม่ลงน่ะสิ”
       ดำฉุนกึกสวนทันที
       “หนูขายเสียงนะ ไม่ได้ขายหน้าตา”
       “มันก็ต้องไปด้วยกันทั้งสองอย่าง ดูอย่างนักร้องดังๆ สิ ถ้าหน้าตาไม่ดี มันก็ดังได้ไม่เท่าไรหรอก”
       “ถ้าเสียงดีจริง หนูเชื่อว่ายังไงก็ขายได้”
       “แล้วเธอทำไมขายไม่ได้ล่ะ ทำไมถึงตกรอบ”
       “นี่เจ๊...”
       ดำเท้าสะเอวอ้าปากจะเถียงอีก แต่จอร์จยกมือห้ามไว้เกือบโดนปากดำจนดำผงะ แล้วหันไปพูดกับเจ๊ต่าย
       “อย่ามัวแต่เถียงกันเลย ขอร้องละครับคุณเจ๊”
       “ฉันชื่อต่าย”
       “ครับคุณต่าย ให้โอกาสดำลองทดสอบดูสักครั้งเถอะ ไม่เอาก็ไม่เป็นไร”
       เจ๊ต่ายมองหน้าจอร์จแล้วมองดำอย่างชั่งใจ
      
       ดำอยู่บนเวที เจ๊ต่ายพยักหน้า จอร์จช่วยกดปุ่มเครื่องคาราโอเกะ ดำร้องเพลงเร็วและวาดลวดลายอย่างเมามัน เจ้ต่ายยกมือห้าม
       “พอๆ พอแล้ว”
       ดำชะงัก
       “อ้าว...เจ๊ไม่ชอบเหรอคะ”
       “ชอบ แต่อยากฟังเพลงช้า ร้องเพลงแบบช้าๆซึ้งๆให้ฟังหน่อย”
       “ได้ค่ะ”
       ดำหันไปกระซิบบอกชื่อเพลงกับจอร์จ เสียงดนตรีดังขึ้น ดำร้องเพลงช้าๆ ซึ้งๆ แต่ระหว่างที่อินไปกับเพลง เจ๊ต่ายก็ยกมืออีก
       “พอแล้ว พอก่อนๆๆ”
       ดำชะงัก มองเจ๊ต่ายอย่างชักรำคาญ
       “จะให้ร้องอะไรอีกคะเจ๊”
       “พอแค่นี้ก่อน”
       ดำมองเจ๊ต่ายงงๆ
       “ยังไม่ทันฟังจนจบสักเพลง เจ๊ตัดสินแล้วเหรอ”
       “ใช่ ตัดสินแล้ว ไม่ต้องเสียเวลา”
       จอร์จพยายามขอร้อง
       “ขอให้ดำร้องจนจบก่อนนะครับ”
       “บอกแล้วว่าไม่ต้องๆ ฉันมีธุระต้องรีบไป” เจ๊ต่ายหันมาหาดำ “แกรีบไปแต่งตัว แล้วคืนนี้
       มาร้องได้เลย”
       ดำดีใจมาก หันไปสบตากับจอร์จอย่างนึกไม่ถึง
      
       ในห้างสรรพสินค้า วัยรุ่นหญิงสองคนเดินสวนกับเขมวรรณที่กำลังเดินดูของอยู่ เด็กวัยรุ่นหลบทางให้เดิน เขมวรรณยิ้มให้ แล้วเดินต่อไปใครบางคนเข้ามาจับแขนเธอไว้ เธอตกใจ หันไปมอง คนที่เข้ามาจับแขนคือจรูญศรี
       “สวัสดีค่าคุณเข็ม เจอกันอีกแล้ว”เขมวรรณเซ็งทันที
       “นั่นสิคะ เจอกันอีกแล้ว”
       โจ้ยกมือไหว้ เขมวรรณรับไหว้
       “ได้ข่าวว่าหนูเดือนจะไปเรียนต่ออเมริกาเหรอคะ”
       “ใช่ค่ะ อีกสองอาทิตย์ก็จะไปแล้ว”
       “แหม...น่าเสียดายจริงๆ เรียนมาจนจะจบปีสองแล้ว ต้องไปเริ่มต้นใหม่อีก ทำไมไม่เรียนที่นี่ให้จบก่อนละคะ”
       เขมวรรณอึกอักเล็กน้อย
       “คือ...พอดีลองสมัครไปแล้วมหาวิทยาลัยตอบรับน่ะค่ะ ยูนี้เข้ายากมากด้วย ถึงต้องเริ่มใหม่ก็น่าจะดีกับยัยเดือนมากกว่า”
       จรูญศรีลากเสียงยาว
       “เหรอ...คะ ฉันก็นึกว่ามีเรื่องอื่น

       เขมวรรณเสียงแข็ง
       “ไม่มีหรอกค่ะ”
       จรูญศรีหัวเราะ
       “อ๋อค่ะ หนูเดือนเรียนเก่ง เรียนที่ไหนก็ได้อยู่แล้ว”
       โจ้แทรกขึ้น
       “ไปอยู่ไกลกันแบบนี้ แฟนของเดือนเศร้าเลยนะครับ”
       เขมวรรณชะงัก
       “แฟน...ยัยเดือนมีแฟนแล้วเหรอจ๊ะ”
       “ใช่ครับ อ้าว...คุณน้าไม่ทราบเหรอครับ ขอโทษที ผมไม่น่าหลุดเลย”
       “ไม่เป็นไร น้าก็ไม่ได้กีดกันอะไร เดือนโตพอที่จะตัดสินใจอะไรๆเองได้แล้ว”
       จรูญศรีถามแทรก
       “แล้วเรื่องไปเรียนต่อนี่หนูเดือนตัดสินใจเองหรือเปล่าคะ”
       “แก...ก็มีส่วนตัดสินใจด้วย”
       โจ้ขัด
       “แต่ท่าทางเดือนไม่ค่อยอยากไปนะครับ คงไม่อยากไปเริ่มใหม่ ที่ไปอาจเพราะเกรงใจคุณน้า”
       เขมวรรณหาทางเลี่ยง
       “จ้ะ เดือนเขายังไงก็ได้อยู่แล้ว...ขอโทษทีนะคะ ต้องรีบไปแล้ว พอดีนัดเพื่อนไว้”
       “จะไปไหนเหรอคะ...”
       เขมวรรณรีบเดินออกไป โดยไม่รอให้จรูญศรีพูดจบ โจ้กับจรูญศรียิ้มให้กันอย่างรู้แกว
       “เฉไฉไปได้เรื่อยๆนะ ยัยคุณนายเข็มเนี่ย”
      
       เย็นนั้น เดือนกลับเข้ามาในบ้าน ชะงักเมื่อเห็นพ่อนั่งรออยู่
       “คุณพ่อ...”
       ดนัยธรหันมา มองเดือนอย่างตำหนิ
       “ไปไหนมาเดือน ทำไมกลับซะค่ำ”
       “ไปที่มหาวิทยาลัยค่ะ”
       “ทำไมยังต้องไปที่นั่นอีก”
       “เดือนอยากไปลาเพื่อนๆค่ะ เพราะอีกสองอาทิตย์ก็ต้องไปแล้ว”
       “ไปไหน”
       “ก็ไปเรียนต่อที่อเมริกาไงคะ...”
       “ไม่ต้องไปแล้ว”
       เดือนอึ้ง ทั้งแปลกใจและดีใจอย่างนึกไม่ถึง
       “อะไรนะคะคุณพ่อ เดือนฟังไม่ผิดใช่ไหมคะ”
       “ไม่ผิดหรอก พ่อเปลี่ยนใจแล้ว อยากให้ลูกเรียนต่อที่เดิมจนจบก่อน”
       เดือนเข้าไปกอดพ่อไว้แน่น ดนัยธรยิ้มกริ่ม
       “ขอบคุณค่ะคุณพ่อ เดือนรักคุณพ่อม้ากมาก”
       “แต่พ่อมีข้อแม้นะลูก”
       “ข้อแม้อะไรคะ”
       “ถ้าพ่อบอกแล้ว เดือนจะยอมทำตามหรือเปล่า”
       “ถ้าไม่ต้องไปเรียนต่อเมืองนอก เดือนยอมหมดทุกอย่างค่ะ”
       เดือนมัวแต่ดีใจ จนไม่ทันนึกว่าพ่อจะมีข้อแม้อะไร ดนัยธรมองลูกสาวอย่างมีเลศนัย
      
       ใจหวานร้องอุทานออกมาเสียงหลง
       “ไม่ได้นะดำ แกจะไปร้องเพลงที่นั่นไม่ได้”
       “ทำไมจะไม่ได้ละพี่หวาน ก็หนูตกงานอยู่นี่”
       “อย่าทำเป็นคนไม่รู้จักบุญคุณคนหน่อยเลย เจ้าของผับนั่นเป็นคู่แข่งกับเสี่ยพร แกไม่รู้เรอะ ไอ้ดำ”
       “ก็รู้อยู่เหมือนกัน แต่หนูอยากร้องเพลง พี่หวานก็เห็นแล้วนี่ ว่าหนูมีความสามารถ ถ้าเสี่ยไม่กล้าให้หนูกลับไปร้องเพลงกับเขา หนูก็ต้องหาทางอื่น”
       “ไม่ใช่ไม่กล้า เขาเองก็กำลังตัดสินใจอยู่ แกต้องรู้ตัวของแกสิดำ ถ้าแกสวยกว่านี้อีกนิด มันก็ไม่เป็นปัญหาอะไรหรอก”
       “พูดแบบนี้อีกแล้ว หนูไม่ได้เอาตัวร้องอย่างพี่หวานนี่ เอาเสียงเอาความสามารถร้อง ไม่ต้องสวยไม่ต้องโป๊หรอกน่ะ”
       ใจหวานฉุนกึก
       “เอ๊ะ...อีดำนี่...”
       ใจหวานตบหน้า ดำอึ้งไป
       “พี่หวานตบหน้าหนูทำไม”
       “ก็แกแดกดันฉันน่ะสิ”
       “เปล่า หนูพูดตรงๆนี่แหละ เพราะหนูไม่สวยอย่างที่พี่หวานว่าไงล่ะ หนูถึงต้องใช้เสียงแค่อย่างเดียว ที่หนูได้ไปร้องเพลงในผับของเจ๊ต่าย ก็เพราะเสียงหนูนี่แหละ”
       “ยังไงแกก็ห้ามไปร้องเพลงที่นั่นเด็ดขาด”
       “แต่หนูรับปากเขาไว้แล้วว่าจะไป ยังไงหนูก็ต้องไป”
       “ถ้าแกไปร้องเพลงที่นั่น แกออกจากบ้านฉันไปเลย ไม่ต้องกลับมาอีก”
       ดำอึ้ง ถึงกับกลืนน้ำลายอย่างลำบาก ก่อนจะพยายามขอร้องใจหวาน
       “หนูอยากเป็นนักร้อง อยากมีรายได้นะพี่ หนูผิดตรงไหนเหรอ”
       “ผิดที่แกเนรคุณฉันกับเสี่ยไงล่ะ เสี่ยอุตส่าห์ปั้นแกขึ้นมาให้เป็นมิสดอลลี่แต่แกกลับจะไปร้องเพลงให้คู่แข่ง เนรคุณชัดๆ”
       “หนูไม่ได้เนรคุณ หนูทำตามที่พี่หวานกับเสี่ยบอกทุกอย่าง แต่หนูก็ต้องคว้าโอกาสให้ตัวเองเหมือนกัน พี่หวานจะให้หนูดักดานเป็นมิสดอลลี่ของเสี่ยหรือเป็นนังดำของพี่หวานไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก”
       “ที่แกพูดมาทั้งหมดก็เพื่อจะไปร้องเพลงคืนนี้ให้ได้ใช่ไหม”
       “ใช่...”
       ใจหวานยิ่งโกรธ เดินออกไป
       “พี่หวาน...”
       ดำรีบตามไป


  


       ใจหวานเข้ามารื้อเสื้อผ้าของดำกระจัดกระจายด้วยความโมโห
       “ออกไป แกออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้เลย”
       “หนูขอร้องละพี่หวาน หนูขอไปร้องแค่คืนนี้ก็พอ”
       “จะร้องคืนนี้หรือคืนไหนก็ไม่ได้ มันเท่ากับทรยศเสี่ยเขา” ใจหวานโกยแยกเสื้อผ้านักร้องออกมา “เสื้อผ้านักร้องที่ฉันซื้อให้แกห้ามเอาไปใส่อีก”
       “พี่หวาน...”
       “ถ้าแกยังยืนยันว่าจะไปร้องเพลง ก็ไม่ต้องอยู่บ้านนี้อีกต่อไป”
       “ยังไงคืนนี้หนูก็ต้องไป”
       ดำกัดริมฝีปากแน่น โกยเสื้อผ้าและข้าวของส่วนตัวลงกระเป๋า ใจหวานมองอย่างเจ็บใจ แล้วเดินออกไป
      
       เย็นนั้น ดำหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าออกมา เจอใจหวานนั่งอยู่ ดำเข้าไปหา
       “พี่หวาน จะตรวจดูไหมว่าหนูเอาของพี่หวานไปหรือเปล่า”
       “ไม่ต้องหรอก ถ้าแกเอาไปจริงฉันจะตามไปทวงคืน”
       “พี่หวานจะรู้เหรอว่าหนูอยู่ที่ไหน”
       “ฉันก็จะตามไปถึงผับที่แกร้องเพลงอยู่นั่นแหละ ไปประจานให้คนเขารู้กันทั่ว​ว่านอกจากแกรูปชั่วตัวดำแล้วยังเนรคุณแล้วก็ขี้ขโมยอีกด้วย”
       ดำสะอึก รู้ว่าใจหวานหลอกด่า
       “ตัวหนูดำแต่ใจหนูไม่ดำหรอกนะ”
       “จะไปรู้เหรอ แกอยู่กับฉันมานานยังไปอยู่กับคู่แข่งได้เลย”
       “ขอโทษนะพี่หวาน หนูต้องไปจริงๆ”
       ดำยกมือไหว้ ใจหวานสะบัดหน้าใส่
       “ขอบคุณพี่หวาน ที่อุตส่าห์ให้ที่พักพิง ส่งเสริมให้หนูเป็นมิสดอลลี่ หนูไม่เอาชื่อนี้ไปใช้หรอกนะ”
       “เออ แกไปใช้ชื่อดลินดแล็นอะไรของแกเลย จะไปไหนก็ไปเถอะ”
       ดำเดินออกไปเศร้าๆ ใจหวานไม่หันไปมอง แต่พอดำออกไปแล้ว ใจหวานก็แอบเบือนหน้าไปมองอย่างเริ่มรู้สึกสงสาร แต่ต้องทำใจแข็ง
      
       ค่ำนั้น เขมวรรณถามดนัยธรอย่างแปลกใจ
       “ทำไมจู่ๆ ถึงมาเปลี่ยนโดยพลการแบบนี้คะ”
       “คุณไม่เห็นหน้าของลูกเรา ว่าแกดีใจขนาดไหน”
       “แต่เราเตรียมการไว้หมดแล้วนะคะ ที่พักก็จองแล้ว วีซ่าก็จองแล้ว”
       “ทุกอย่างยกเลิกได้ เพื่อความสุขของยัยเดือน ตอนนี้เรื่องของนักร้องดำนั่นก็เงียบไปแล้ว ไม่มีสื่อไหนให้ความสนใจอีก คุณน่าจะดีใจไม่ใช่เหรอที่ลูกไม่ต้องห่างจากเรา”
       “ก็ดีใจค่ะ แต่มันเปลี่ยนกะทันหันมาก ฉันตั้งรับไม่ทัน”
       “ถ้ายัยเดือนไป เราอาจจะต้องตั้งรับอะไรๆ มากกว่านี้อีก”
       “ทำไมคะ เราต้องตั้งรับอะไร”
       “ผมกลัวยัยเดือนจะใจแตกก่อนเรียนจบ”
       “เดือนเป็นคนมีความรับผิดชอบนะคะ ตอนเด็กๆ แกก็เรียนดีมาตลอดไม่เคยมีปัญหาเรื่องเกเรใจแตกอะไรเลย”
       “เดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนกัน เดือนโตเป็นสาวแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าลูกเปลี่ยนไป ไม่เป็นเด็กดีน่ารักเหมือนเมื่อก่อน”
       “คงเพราะแกโตขึ้น เลยมีความคิดเป็นตัวของตัวเองมากกว่า”
       “มันก็ใช่ แต่เราต้องควบคุมให้ลูกอยู่ในกรอบบ้าง ถ้าส่งไปเรียนเมืองนอกจะ ยิ่งไปกันใหญ่”
       ขจิตเดินเข้ามา
       “รู้สึกว่าตานัยจะเป็นห่วงลูกสาวเกินเหตุนะ”
       “เกินเหตุยังไงครับ”
       “ก็ไม่ยอมให้ลูกมีชีวิตของตัวเองบ้าง มีอะไรก็ควบคุมไปซะหมด ระวังลูกจะไม่ทันคนอื่นนะ”
       “โลกสมัยนี้ต้องควบคุมบ้างครับ ไม่อย่างนั้นเด็กจะเตลิดไปกันใหญ่ จะทันหรือไม่ทันคนนั่นเราสอนได้ ไม่จำเป็นต้องให้มีประสบการณ์ด้วยตัวเองหรอกครับ”
       ดนัยธรเดินเลี่ยงออกไป ขจิตหันมาทางเขมวรรณ
       “ดูตานัยสิ เลี้ยงลูกสาวเหมือนเลี้ยงนกในกรงทอง ถ้าตัดปีกตัดเท้าได้ก็คงทำไปแล้ว”
       เขมวรรณถอนใจ
       “ช่างเถอะค่ะคุณแม่ ในเมื่อนัยเขาตัดสินใจแล้ว ดีเสียอีก ยัยเดือนไม่ต้องไปไหนไกล”
       “ทีอย่างนี้ละเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย อยากรู้จริงๆ ยัยเดือนจะยอมอยู่ในกรงทองไปอีกนานแค่ไหน”
       ขจิตค้อนใส่ เขมวรรณได้แต่ถอนใจเครียด
      
       เจ๊ต่ายโวยวายดังลั่น
       “อะไรกันแม่ดำ จะมาเป็นนักร้องแต่ไม่มีชุดใส่ เครื่องสำอางก็ไม่ได้แต่งอีก” เจ๊ต่ายกุมขมับ “โอ๊ย...”
       ดำยกมือไหว้
       “หนูขอโทษด้วยค่ะเจ๊ วันนี้มันฉุกละหุกจริงๆ หนูขอยืมชุดนักร้อง ของเจ๊ก่อน พรุ่งนี้หนูจะไปหาเช่าเอง”
       “โฮ้ย...แล้วฉันจะไปหาที่ไหนมาให้ละยะ ไซส์ของหล่อนนะมันหายากด้วย งั้นวันไหนพร้อมค่อยมาร้องก็แล้วกัน”
       “เจ๊ให้หนูร้องเถอะ คืนนี้หนูร้องให้ฟรีก็ได้ หนูแค่อยากร้องเพลงให้ทุกคนเห็นก็พอ”
       “ร้องฟรีก็ไม่คุ้มหรอก อะไรๆก็ไม่มีแบบนี้ ไปที่อื่นเถอะย่ะ”
       เจ๊ต่ายเดินออกไป ดำจะตามไป แต่ใครบางคนเข้ามาขวางไว้ ดำแปลกใจ
       “ครู...”
       “ตามฉันมา”
       “ทำไมต้องตามด้วย หนูต้องคุยกับเจ๊ให้รู้เรื่องก่อน ไม่งั้นเจ๊แกไม่ให้หนูร้องเพลง”
       “เดี๋ยวเธอได้ร้องแน่ มากับฉันก่อน”
       ดำจำใจตามจอร์จไปแต่โดยดี
ตอนที่ 9
      
       ค่ำนั้น ในผับจอร์จพาดำมาที่ร้านเช่าชุดนักร้อง...ดำออกมาจากห้องลองชุด
      
       “อืม...ชุดนี้ใส่พอดีเลยนะ เข้ากับเธอเลย เอาชุดนี้แหละ”
       “ชุดนี้ท่าทางค่าเช่าจะแพงมาก”
       “ยอมลงทุนหน่อยสิ คืนแรกต้องให้คนดูประทับใจ เธอหาได้เมื่อไรค่อยเอามาใช้ฉันก็แล้วกัน”
       “อ้าว...นึกว่าจะฟรี”
       “คนเราจะได้เงินได้ความสุขสบายโดยไม่ทำงานเลยไม่ได้หรอก”
       “อ๋อ...เรื่องนั้นหนูรู้ หนูทำงานมาตลอดชีวิตอยู่แล้ว”
       ดำสะบัดหน้าเดินออกไป จอร์จมองตามยิ้มๆ
      
       เสียงดนตรีดังมา หน้าเวที แสงไฟส่องดำขึ้นมาบนเวที ยกมือสวัสดีผู้ชม
       “สวัสดีค่า ดำ ดลิน จากรายการเดอะซองค่ะ คงจำกันได้นะคะ”
       หลายคนเบ้หน้าใส่ บางคนเมินหน้าหนี
       “ตัวจริงดำกว่าในทีวีอีกว่ะ”
       จอร์จตบมือนำ คนอื่นเริ่มตบตามเปาะแปะๆ ดำเริ่มร้องเพลงจังหวะเร็วๆ และเต้นไปด้วยอย่างสนุกสนาน คนดูเริ่มโยกหัวและตบมือไปด้วย เจ๊ต่ายเห็นปฏิกิริยาคนดูก็พอใจ แอบเต้นอย่างอินตาม จอร์จมองดำอย่างชื่นชม ดำมองมา เขายกนิ้วให้
       ดนตรีเปลี่ยนเป็นเพลงช้า ดำร้องเพลงอย่างซาบซึ้งกินใจ คนดูรวมทั้งจอร์จนั่งฟังเหมือนตกในภวังค์ ดำร้องจนจบเพลง เสียงคนดูตบมือดังสนั่น ดำไหว้ขอบคุณ
       “ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ”
       เจ๊ต่ายตบมือให้ดำดังสนั่นอย่างพอใจ
      
       ดำเข้ามาในห้องแต่งตัวนักร้องอย่างโล่งใจ เสียงผู้หญิงหัวเราะคิกคักในห้อง ดำหันไปมอง เห็นออยซึ่งแต่งตัวนักร้องแบบเซ็กซี่มากกำลังนั่งแต่งหน้าหน้ากระจก และเมาท์กับเพื่อนอย่างเมามัน
       “แกเห็นเปล่าวะ หน้าตาลูกครึ่ง หล่อยังกับพระเอกหนังฝรั่งแน่ะ”
       แอ๋มงงๆ
       “คนไหนวะนังออย”
       “ก็คนที่นั่งอยู่โต๊ะสองนั่นไง แกออกไปดูสิ”
       “อ๋อ...ใช่ๆ โคตรหล่อเลยว่ะ สงสัยจะเป็นฝรั่งมั้ง”
       “เดี๋ยวออกไปร้องนะ จะเข้าไปขอทิปหนักๆ ซะหน่อย”
       ออยทำท่าเซ็กซี่ยั่วยวน หูตาแพรวพราว ดำกระแอมไอ แต่คนอื่นก็ไม่สนใจ ยังคงคุยกันต่อ แนทหันมาถามออย
       “นี่ไม่กลัวแฟนแกหึงเหรอนังออย”
       “กลัวอะไร ลองมาหึงดิ จะได้ไล่ไปให้พ้นๆ ซะที”
       แอ๋มเบ้หน้า
       “จะยอมไปเร้อ เกาะแน่นยังกับปลิง”
       ออยหมายมั่น
       “ฉันจะหาทางเฉดหัวไปให้พ้นๆอยู่นี่แหละ จะได้ควงฝรั่งหนุ่มๆหล่อๆรวยๆกับเค้าบ้าง”
       ดำโพล่งขึ้น
       “คนนั้นน่ะเพื่อนฉัน”
       ทุกคนหันมาจ้องดำด้วยสายตาเหยียดหยาม ประมาณว่าไม่ได้คุยด้วย ออยมองดำอย่างนึกไม่ถึง
       “นังดำ แกยังไม่ตายอีกเหรอ”
       “รอแกตายโหงก่อน”
       “โธ่เอ๊ย...ทำเป็นปากดี ในที่สุดก็ต้องมาร้องเพลงในผับแบบนี้ นังนักร้องตกรอบ”
       “ดีกว่าแกที่ไม่เคยมีโอกาสแม้แต่จะเข้ารอบ เสียงไม่เอาไหน สักแต่โชว์ของ”
       ออยโกรธ
       “แกนี่มันไม่เจียมจริงๆ ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าตกรอบเพราะอะไร เพราะหน้าดำ น่าเกลียดของแกนี่แหละ”
       ดำเท้าสะเอวชี้หน้า
       “หน้าดำแล้วมันหนักส่วนไหนของแกวะ”
       “หนักลูกตาว่ะ มองแล้วมันอยากจะอ้วก”
       “งั้นมามองตีนฉันนี่มา”
       ดำกระชากผมออยจะให้ก้มลง เพื่อจะมาบดขยี้กับเท้าของตน ออยร้องลั่น
       “อ๊าย...”
       ออยสู้แรงดำไม่ได้ แอ๋มกับแนทช่วยกันดึงดำออกมา
       “เฮ้ยอย่า...”
       ดำดิ้นพราด แอ๋มกับแนทจับแขนดำไว้คนละข้าง ออยหลุดจากดำก็จ้องอย่างกินเลือดกินเนื้อ
       “จะให้ฉันดูตีนแก แกลองชิมฝ่ามือฉันก่อนก็แล้วกัน”
       ออยเงื้อจะเข้าไปตบดำ แต่ดำถีบออยหงายหลังลงพื้นทั้งที่แอ๋มกับแนทยังจับแขนไว้อยู่ ออยร้องลั่น
       “อ๊าย”
       ทันใดนั้นเสียงเจ๊ต่ายดังขึ้น
       “มีอะไรกันนังพวกนี้”
       ทุกคนรีบแยกกันโดยอัตโนมัติ เจ๊ต่ายมองกราด
       “ฉันถามว่ามีอะไรกัน”
       ออยจ๋อยๆ
       “เปล่าค่ะเจ๊ มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย”
       “ท่าทางจะไม่นิดหน่อยละมั้ง” เจ๊ต่ายจ้องหน้าออย “ถึงคิวแกแล้ว รีบออกไปก่อน”
       “ค่ะเจ๊”
       ออยเหยียดปากใส่ดำ แล้วไปส่องกระจกจัดทรงผมและเสื้อผ้าให้เข้าที่ โดยมีแอ๋มกับแนทเข้าไปช่วย เจ๊ต่ายหันไปทางดำ
       “ดำแกไปที่ห้องฉัน”
       เจ๊ต่ายเดินออกไป ดำหน้าเสีย รีบตามไป ออยกับแนทและแอ๋มหันไปยิ้มให้กัน ออยสะใจ
      
       “นังดำไม่รอดแน่”


  


       ในห้องงาน เจ๊ต่ายมองดำอย่างตำหนิ
      
       “มาวันแรกก็มีเรื่องแล้วเหรอ”
       “หนูไม่ได้เป็นคนหาเรื่องนะคะ นังออยมันมาว่าหนูก่อน”
       “ใครจะว่าใครก่อนก็ช่าง แต่เธอต้องอดทนให้มากกว่านี้ ฉันไม่ชอบให้มีเรื่องกันนะ ถ้ามีอีกจะไล่ออกให้หมด”
       “ถ้าใครมารังแกหนู หนูก็อยู่เฉยไม่ได้หรอกนะคะ”
       เจ๊ต่ายส่ายหน้า
       “เธอนี่มันแรงไม่เข้าเรื่อง...นี่ถ้าร้องเพลงไม่ดี ฉันไม่เอาเธอไว้แน่ โชคดีนะที่วันนี้เธอร้องแล้วคนดูชอบ”
       ดำเลิกคิ้วอย่างแปลกใจในท่าทีที่เปลี่ยนไปของเจ๊ต่าย
       “พรุ่งนี้ให้หนูมาร้องอีกใช่ไหมคะ”
       “ก็มาสิ เดี๋ยวเธอออกไปร้องอีกรอบด้วย”
       “จัดให้เลยค่ะเจ๊”
       เจ๊ต่ายมองดำอย่างกึ่งชื่นชมกึ่งระอาใจ
      
       ออยออกมาร้องเพลง พลางปรายตามองเล่นหูเล่นตากับจอร์จ แต่จอร์จยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอย่างไม่ได้สนใจนัก ออยเดินมาใกล้ทำท่าเซ็กซี่ยั่วยวนใส่ จอร์จหยิบกระเป๋าเงินออกมายื่นทิปให้ ออยรับมาแล้วจะไปนั่งตัก จอร์จโบกมือว่าไม่ต้อง ออยหน้าเสียนิดหนึ่ง แล้วเดินออกไป ดำเดินออกมาแอบมองอยู่มุมหนึ่งอย่างรู้สึกหมั่นไส้ ดำออกไปหาจอร์จเพื่อเย้ยมานั่งกับเขาอย่างใกล้ชิด จอร์จแปลกใจ
       “มีอะไรหรือเปล่า”
       ดำปรายตามองจอร์จ
       “เปล่าค่ะ เห็นครูนั่งอยู่คนเดียวกลัวเหงา”
       “ไม่เหงาหรอก สนุกดี เธอร้องดีมาก คนดูชอบเธอทั้งนั้น”
       “เหรอคะ...ดีใจจัง”
       ดำเห็นออยมองมา ก็ยิ่งกระแซะเข้าไปใกล้จอร์จ ออยมองหมั่นไส้มาก
       “เจ๊ต่ายให้หนูออกไปร้องอีกรอบด้วย”
       จอร์จดีใจ
       “เยี่ยมมาก เห็นไหม เธอทำได้”
       “ขอบคุณนะคะ ถ้าไม่ได้ครูหนูก็คงไม่ได้ออกมาร้องเพลงอีกแล้ว”
       ดำเข้าไปเกาะแขนและเอียงคอจนเกือบซบจอร์จ ออยมัวแต่มองดำจนลืมเนื้อ ร้องตามดนตรีไม่ทัน คนดูโห่ ดำหัวเราะขำ จอร์จงงๆ กับท่าทีของดำ แต่ก็ยิ้มแบบขำๆ
      
       ดำนั่งจัดทรงผมกับชุดให้เข้าที่ก่อนจะออกไปร้องเพลงต่อ ออยกระแทกเท้าเข้ามา พอเจอดำก็มองอย่างเข่นเขี้ยว แนทถาม
       “เมื่อกี้คนดูโห่ทำไม”
       “เปล่านี่”
       ดำเยาะๆ
       “ก็มีคนลืมเนื้อน่ะซี้ มัวแต่มองอะไรอยู่ก็ไม่รู้”
       ออยแยกเขี้ยวใส่ดำ
       “เสือก...”
       ดำทำลอยหน้าลอยตา ฮัมเพลงอย่างมีความสุข
       “อุ๊ย...เดี๋ยวต้องออกไปร้องอีกรอบแล้ว”
       ออยมองตามเจ็บใจ ทำท่าจะเข้าไปจิกหัวดำ แต่แอ๋มดึงไว้
       “ใจเย็นๆ ออย อย่ามีเรื่องในนี้เลย”
       แนทบอกกับออย
       “ไว้ตามไปดักตบมันข้างนอกดีกว่า มันกว่าเยอะ”
      
       หลังจากร้องเพลงเสร็จ ดำเดินออกมาหลังผับ เห็นจอร์จรออยู่
       “เป็นไงดำ”
       “พรุ่งนี้เจ๊ต่ายให้หนูมาร้องอีก”
       “ดีใจด้วย”
       “ขอบคุณค่ะ หนูก็ทำเต็มที่ของหนู แล้วนี่ครูมารอหนูทำไม พรุ่งนี้จะไปทำงานไหวเหรอ”
       “ไหวสิ ว่าแต่เธอเถอะ คืนนี้จะไปพักที่ไหน”
       ดำอึ้งไป มองจอร์จอย่างแปลกใจ
       “ครูรู้ได้ยังไง”
       “หวานโทรมาบอกฉันเองว่าเขาไล่เธอออกจากบ้าน ที่จริงหวานเขาเป็นห่วงเธอมากนะ”
       “หนูรู้ว่าทำให้พี่หวานผิดหวัง”
       “ฉันเองก็มีส่วนด้วย แต่เธอกลับไปบ้านนั้นไม่ได้แล้ว ถ้าเสี่ยพรรู้เขาก็จะพาลโกรธหวานไปด้วยอีกคน”
       “หนูรู้ พี่หวานไม่ได้โกรธหนูจริงหรอก แต่พี่หวานก็ต้องให้ตัวเองอยู่รอด”
       “ดีแล้วที่เธอเข้าใจหวาน เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปเช่าอพาร์ตเมนท์อยู่ก่อน เป็นของ
       เพื่อนฉัน เขาคิดราคากันเอง”
       “หนูมีเงินติดตัวไม่มากหรอกนะ ไม่รู้จะพอค่ามัดจำหรือเปล่า”
       “ไม่เป็นไร ฉันออกให้ก่อน เธอมาผ่อนใช้ทีหลังก็แล้วกัน”
       จอร์จเดินออกไป ดำทำปากขมุบขมิบพึมพำเบาๆ
       “เขี้ยวชะมัด”
       จอร์จหันมา
       “อะไรนะ”
       “เปล๊า”
       “เขี้ยว...แปลว่าอะไร”
       ดำทำลอยหน้าลอยตา จอร์จยักไหล่
       “ท่าทางความหมายไม่ค่อยดีเท่าไร ฉันถามคนอื่นก็ได้ รีบไปเถอะ ดึกมากแล้ว”
       จอร์จดึงแขนดำให้รีบไป ดำยอมตามไปแต่โดย
      
       ดำเข้ามาในห้อง โดยมีจอร์จหิ้วกระเป๋าตามเข้ามา ดำมองไปรอบๆ อย่างรู้สึกพอใจ
      
       “โอ้โฮ หรูขนาดนี้ รายได้อย่างหนูจะเช่าไหวเหรอ”
       “เธอก็หางานทำเพิ่มสิ”
       “โอ๊ย...หาแค่งานเดียวก็ยากจะตายอยู่แล้ว หน้าตาอย่างหนูหางานร้องเพลงได้ง่ายๆ เหมือนคนอื่นซะที่ไหน”
       “ต่อไปมันก็จะง่ายขึ้นเองนั่นแหละ เธอต้องมีความพยายามด้วย เอาละ คืนนี้พักผ่อนก่อนนะ มีปัญหาอะไรก็โทรหาฉันได้”
       “ขอบคุณค่ะครู พรุ่งนี้ครูไม่ต้องมาเป็นเพื่อนหนูแล้วนะ เสียเวลาเปล่าๆ”
       จอร์จไม่ตอบ แต่โบกมือให้ก่อนออกไป
       “โอเค กู๊ดไนท์จ้ะ”
       ดำเขินๆ
       “เอ่อ...ค่ะ กู๊ดไนท์”
       ดำมองตามจอร์จอย่างรู้สึกดีขึ้นมา เกาหัวตัวเองอย่างรู้สึกแปลกๆ ก่อนจะล้มตัวลงบนที่นอนอย่างรู้สึกสบายใจ
      
       วันใหม่...เดือนค่อยๆแง้มประตูบ้านออก มองซ้ายมองขวา แล้วย่องออกมา ก่อนจะรีบวิ่งไปเปิดประตูรั้วออกไป ดนัยธรมองตามอย่างสงสัย
      
       เดือนเดินเข้ามาในสวนหมู่บ้านตรมมาหาไวภพด้วยท่าทางไม่สบายใจ ไวภพถามอย่างแปลกใจ
       “ทำไมถึงนัดผมมาที่นี่”
       “เดือนมีอะไรอยากจะบอกค่ะ ไม่อยากคุยทางโทรศัพท์”
       “มีเรื่องอะไรเหรอ”
       “เดือนไม่ต้องไปเรียนต่ออเมริกาแล้ว”
       ไวภพจับมือเธอไว้อย่างดีใจ
       “จริงเหรอเดือน ผมดีใจด้วยนะ” เขามองหน้าเธอ “แต่เอ๊ะ...ทำไมเดือนดูไม่ดีใจเลย กลับดูเศร้าด้วยซ้ำ”
       “คุณพ่อยื่นเงื่อนไขหลายอย่าง ที่ทำให้เดือนอึดอัด เงื่อนไขบังคับเดือนมากเกินไป”
       “เงื่อนไขมีอะไรบ้าง เล่าให้ผมฟังได้ไหม
       “เดือนต้องงดทำกิจกรรมตอนเย็น เพราะคุณพ่อจะให้คนขับรถไปรับไปส่งเดือนทุกวัน แล้วก็...”
       เดือนเริ่มเล่าให้ไวภพฟังไปเรื่อยๆ ไวภพหน้าเครียด ดนัยธรแอบดูอยู่หลังต้นไม้ ไม่พอใจมาก
      
       เขมวรรณกลับเข้ามาบ้าน มองหาเดือนกับดนัยธร
       “หายไปไหนกันหมดนะ”
       ขจิตเดินออกมา
       “พอยัยเดือนออกไป ตานัยก็รีบตามไปทันทีเลย”
       “ตามไปไหนคะ”
       “แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ตานัยดูจะอาการหนักข้อขึ้นทุกวันแล้วนะ ก่อนหน้านี้แค่ผู้ชายมาส่งลูกสาวถึงบ้านก็อาละวาดบ้านแทบแตก นี่ก็คอยจับผิดยัยเดือนอีกว่าวันๆไปไหน ทำอะไรมาบ้าง จนแม่อึดอัดแทน”
       เขมวรรณแอบเครียด แต่ก็ทำเป็นยิ้มแย้มกลบเกลื่อน
       “เขาหวงลูกสาวของเขานี่คะ”
       “แต่แม่ว่าต่อไปมันต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก แล้วอาจจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะยัยเดือนเริ่มโตเป็นสาวแถมสวยมากด้วย ยังไงก็ต้องมีผู้ชายแวะเวียนเข้ามาอีกหลายคน ตานัยมิอกแตกตายเหรอ”
       “เดือนรับปากแล้วค่ะ ว่าจะไม่สนใจเรื่องอื่นจนกว่าจะเรียนจบ”
       “แม่ว่าถึงเรียนจบแล้วทำงานแล้วตานัยก็ยังเป็นแบบนี้ เผลอๆ จะยิ่งไปกันใหญ่ เพราะยิ่งโตขึ้นยัยเดือนก็ยิ่งต้องการอิสระ ถึงแม่จะเป็นคนโบราณ แต่ก็เข้าใจเด็กสมัยนี้นะ ว่าอย่าไปตึงมากเกินไป มันอึดอัดแล้วจะเตลิดไปกันใหญ่ คราวนี้ละตานัยจะอกแตกตายเป็นคนแรก”
       “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะคุณแม่ หนูเชื่อว่ายัยเดือนไม่ใช่เด็กใจแตกอย่างนั้น”
       “ก็ตามใจนะ แม่เตือนในฐานะคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน แกน่ะไม่เคยเชื่อแม่หรอก เชื่อแต่ความคิดตัวเอง ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาลูกจะต้องเสียใจ”
       ขจิตเดินออกไปอย่างหงุดหงิด เขมวรรณทำเป็นไม่สนใจ แต่พอขจิตไปแล้ว ก็กลับครุ่นคิดตาม
      
       ดนัยธรกำมือแน่น ขณะแอบมองพฤติกรรมของเดือนกับไวภพ สายตาของเขาเห็นไวภพลูบหลังปลอบเดือน แล้วโอบไว้ เธอซบกับไหล่ของเขาน้ำตาซึม เขาเช็ดน้ำตาให้ ดนัยธรเจ็บใจ
       “ลูกไม่รักดี...”
       ดนัยธรตัดสินใจเดินเข้าไปหาทั้งสองทันที
      
       ไวภพผุดลุกขึ้นอย่างไม่พอใจ
       “ผมจะไปคุยกับคุณพ่อของเดือนเอง”
       เดือนตกใจ
       “อย่าเลยค่ะ ไม่มีประโยชน์หรอก มีแต่จะทำให้คุณพ่อโกรธมากขึ้น”
       “แล้วเดือนจะทนอยู่กับกฎระเบียบบ้าๆ บอๆ พวกนี้ได้เหรอ”
       “เดือนเชื่อว่า ถ้าเราไม่กระโตกกระตาก ต่อไปเงื่อนไขของคุณพ่อจะค่อยๆคลายลง เราอึดอัดแค่วันนี้เพื่อวันหน้าของเรานะคะ”
       “แต่ผมกลัวว่าท่านจะยิ่งแยกให้เราห่างกันมากกว่า เพราะว่าคุณพ่อเดือนดู...แปลกๆ”
       เดือนอึ้งๆ รู้ว่าแปลกยังไง แต่ก็ทำเป็นถามซื่อๆ
       “แปลกยังไงคะ”
       “หวงเดือนมากเกินไป...คือ...ผมว่า...หวงมากผิดปกติด้วย”
       “เดือนก็ไม่รู้นะคะ ว่าหวงมากเกินไปของไวหมายถึงอะไร เดือนรู้แต่คุณพ่อคุณแม่รักเดือนมาก เพราะเดือนเป็นลูกสาวคนเดียว เดือนรู้ว่าพวกท่านหวังดี ถึงได้คอยดูแลเดือนอย่างเข้มงวด”
       “แต่มันจำกัดเสรีภาพมากจนเกินไป นี่ยุคไหนแล้ว ทำไมถึงไม่ปล่อยให้เป็นอิสระบ้าง”
       “ไวคะ อย่าว่าคุณพ่อคุณแม่ของเดือนอีกเลยค่ะ เดือนรู้สึกเหมือนเป็นคนเนรคุณที่มองความห่วงใยของท่านเป็นการกักขัง”
       “ผมขอโทษ ผมจะอดทนรอเวลา พิสูจน์ให้คุณพ่อคุณแม่ของเดือนเห็นว่าผมตั้งใจจะดูแลเดือนให้ดีที่สุด”
       ไวภพจับมือไว้ เดือนยิ้มใจอ่อน ทันใดนั้นเสียงดนัยธรดังขึ้น
       “ไม่ต้อง”
       ทั้งสองตกใจ หันไปมอง
       “คุณพ่อ...”
       ดนัยธรยืนหน้าถมึงทึงอยู่
       “ยังจำพ่อคนนี้ได้เหรอเดือน”
       เดือนอึ้งไป ไวภพยกมือไหว้
      
       “สวัสดีครับคุณพ่อ”


  


       ดนัยธรจ้องหน้าไม่พอใจ
      
       “ทำอย่างนี้เท่ากับไม่ให้เกียรติลูกสาวฉันเลยนะ ยังเรียนหนังสืออยู่แท้ๆกลับมาพลอดรักกันกลางสวนสาธารณะ ไม่อายฟ้าดินบ้างหรือยังไง”
       “เราไม่ได้ทำอะไรเกินเลยเลยนะครับ”
       “ไม่เกินเลยอะไร มากอดจูบกันในสวนประเจิดประเจ้อ ฉันเห็นตั้งนานแล้ว”
       “ไม่ใช่นะคะคุณพ่อ คุณพ่อเข้าใจผิด”
       “ไม่ต้องมาเถียง...กลับบ้านเดี๋ยวนี้”
       “ฟังเดือนอธิบายก่อนค่ะ”
       ดนัยธรเสียงแข็งไม่พอใจ
       “กลับไปอธิบายที่บ้าน”
       ดนัยธรดึงเดือนไป เพื่อแสดงอำนาจต่อหน้าไวภพไม่ให้มายุ่งกับลูกสาวอีก เดือนหันมองไวภพอย่างใจเสีย ไวภพมองตามเป็นห่วง
       ดนัยธรดึงเดือนเข้ามาในบ้านตวาดอย่างโกรธจัด
       “ทำไมถึงอยากมีแฟน ความรักที่พ่อกับแม่มีให้ มันยังไม่พอหรือไง”
       เดือนนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
       “คุณพ่อไม่เข้าใจ”
       “ไม่เข้าใจยังไง”
       “เดือนเป็นคน เดือนมีชีวิตจิตใจนะคะ เดือนมีสิทธิ์ที่จะมีความรัก...”
       “มีชีวิตจิตใจหรือมีอย่างอื่นกันแน่ ถึงได้คบผู้ชายไม่ซ้ำหน้า”
       เดือนอึ้ง
       “คุณพ่อ...”
       เขมวรรณเข้ามาห้ามสามี
       “นัยคะ...”
       “คุณอย่าให้ท้ายลูก ให้ผมพูดคนเดียวดีกว่า”
       “คุณพ่อให้เดือนพูดบ้างสิคะ อย่าใส่ร้ายเดือนแต่ฝ่ายเดียว”
       “เห็นทำบัดสีบัดเถลิงตำตายังจะหาว่าใส่ร้ายอีก เดี๋ยวนี้ลูกกล้าเถียงพ่อขนาดนี้เลยเหรอ...ฮะเดือน”
       “ไม่ได้เถียงค่ะ แต่อยากให้คุณพ่อยุติธรรมกับเดือนบ้าง เดือนยังไม่ได้ทำอะไรบัดสีอย่างที่คุณพ่อว่าเลยนะคะ”
       “อยู่ในสวนยังกอดจูบลูบคลำยังไม่บัดสีอีกหรือไง ถ้าอยู่ในที่ลับตาคงขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้าไปไหนต่อไหนแล้ว”
       เดือนตะลึง
       “คุณพ่อ...”
       “กล้าทำแต่ไม่กล้ารับหรือไง ลูกไม่รักดี ไม่รู้ว่าได้นิสัยแบบนี้มาจากใคร”
       เขมวรรณเอามือทาบอกอย่างตกใจ เดือนวิ่งร้องไห้ขึ้นไปบนห้อง
       “เอะอะอะไรก็หนีขึ้นห้อง หนีขึ้นห้องอีกแล้ว”
       เขมวรรณจับแขนดนัยธรไว้
       “ทำไมถึงพูดกับลูกแบบนั้น มันแรงเกินไปหรือเปล่าคะ”
       “ถ้าคุณไปเห็นภาพอุจาดกับตาเหมือนผม คุณจะคิดว่านี่เบาเกินไปด้วยซ้ำทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด อีกหน่อยคุณคงได้เลี้ยงหลานกำพร้าอีกคน”
       ดนัยสะบัดออกจากเขมวรรณ แล้วเดินออกไปอย่างหัวเสีย เขมวรรณมองตามเป็นห่วง ขจิตเดินเข้ามา
       “นี่ไงล่ะ แม่เตือนแล้ว ไม่ทันขาดคำ เห็นฤทธิ์ผัวกับลูกแกหรือยังล่ะ”
       เขมวรรณได้แต่ส่ายหน้า น้ำตาคลอเบ้า
       “ทำไมถึงเป็นแบบนี้”
      
       เดือนโถมตัวเข้าใส่เตียง แล้วร้องไห้โฮออกมาด้วยความเสียใจ เสียงพ่อดังก้องในหัว
       “อยู่ในสวนยังกอดจูบลูบคลำยังไม่บัดสีอีกหรือไง ถ้าอยู่ในที่ลับตาคงขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้าไปไหนต่อไหนแล้ว”
       “คุณพ่อ...”
       “กล้าทำแต่ไม่กล้ารับหรือไง ลูกไม่รักดี ไม่รู้ว่าได้นิสัยแบบนี้มาจากใครกันแน่”
       เดือนเงยหน้าขึ้น น้ำตาไหลพร่าง
       “เพราะเดือนไม่ใช่ลูกแท้ๆ ใช่ไหม คุณพ่อถึงว่าเดือนเสียๆหายๆแบบนี้”
       เดือนซบหน้าร้องไห้ สะอื้นตัวโยน
      
       ไวภพอยู่ในห้องนอน กดมือถือหาเดือนอย่างร้อนใจ พอมีเสียงรับสายก็รีบถามอย่างเป็นห่วง
       “ฮัลโหล เดือนเป็นยังไงบ้างครับ...”
       ดนัยธรพูดโทรศัพท์เสียงแข็ง
       “ถ้าเป็นห่วงกันจริงๆ วันหลังไม่ต้องติดต่อลูกสาวฉันอีก”
       ไวภพตกใจ
       “ขอโทษครับคุณพ่อ ผมกับเดือนคบกันอย่างบริสุทธิ์ใจ...”
       ดนัยธรหน้าถมึงทึง รีบตัดบท
       “ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน จะให้ฉันเชื่อเหรอว่าภาพที่เห็นในสวนเป็นการคบกันอย่างบริสุทธิ์ใจ ไปพูดกับเด็กอมมือมันยังไม่เชื่อเลย แล้วต่อไปนี้ไม่ต้องเรียกฉันว่าพ่อ ฉันไม่ใช่พ่อของเธอ...”
       ดนัยธรวางสายอย่างแรง ไวภพที่อยู่ปลายสายถึงกับสะดุ้ง หน้าเครียด...ดนัยธรปิดเครื่องมือถือของเดือน แล้วถอดซิมออกมา หน้ากระหยิ่ม
      
       เย็นนั้น...ดำแต่งตัวสวยฉูดฉาดเดินออกมา เสียงใครบางคนผิวปากหวือ ดำหันไปด่าทันที
       “ผิวปากหา...”
       แต่แล้วดำก็ชะงัก เมื่อพบว่าคนที่ผิวปากนั้นเป็นใคร ดำทำหน้าเซ็ง
       “นึกว่าใคร”
       จอร์จยิ้มร่าที่แกล้งดำได้
       “เพิ่งรู้ว่าครูก็ทะเล้นเป็นเหมือนกัน”
       “เห็นเธอตกใจแล้วตลกดีน่ะ”
       ดำค้อนปะหลับปะเหลือก
       “อ๋อ...นี่ครูเห็นความตกใจของหนูเป็นเรื่องตลกงั้นเหรอ”
       “ก็ใช่น่ะสิ เพราะเธอเป็นคนที่ตกใจอะไรง่ายๆ ซะเมื่อไหร่”
       “โอเค งั้นครูคงขำจนพอใจแล้ว หนูไปละ เอาไว้เจอกันใหม่วันหลัง”
       “วันนี้ดีกว่า เดี๋ยวจะไปส่ง”
       “วันนี้ไม่ต้องไปสอนหนังสือเหรอคะ”
       “วันนี้วันหยุดนะ”
       ดำนึกได้ หน้าเจื่อนไป รีบเดินออกไป จอร์จตามไป แต่แล้วดำก็ชะงัก หันมาเกือบจะชนเขา
       “ครูอย่ามาเสียเวลากับหนูเลย”
       “เสียเวลายังไง”
       “ก็มาตามรับส่งหนูนี่ไงล่ะ”
       “คนเราจะคิดว่าเสียเวลาถ้าทำในสิ่งที่ไม่ชอบ แต่ฉันยังไม่รู้สึกว่านี่เป็นการเสียเวลา”
      
       ดำอึ้งไป เดินออกไปแบบเขินๆ จอร์จยิ้มๆ เดินตามไป
ตอนที่ 10
      
       รถแท็กซี่แล่นเข้ามาจอดหน้าผับเจ๊ต่าย ดำลงจากรถ จอร์จตามลงมา ดำเห็นออยลงจากรถแท็กซี่อีกคัน ออยมองมา เธอรีบทำเป็นเกาะแขนกระแซะจอร์จ
       “ครูจอร์จขา ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”
       จอร์จงงๆ แต่ก็เล่นไปด้วย
       “ไม่ได้แค่ส่ง จะเข้าไปฟังเธอร้องเพลงด้วย”
       “หืม...น่ารักจังเลยค่ะ วันนี้หนูจะร้องเพลงโปรดของครูทุกเพลงเลย”
       ดำซบกับจอร์จ เขากระซิบถามงงๆ
       “เป็นอะไรหรือเปล่า”
       “เปล่า” ดำพูดแบบไม่เปิดปาก “ครูอยู่เฉยๆ เถอะน่า ไม่ต้องถามอะไร”
       ออยเบะปากใส่ดำ แล้วสะบัดหน้าไปอีกทาง ดำจึงผละออกจากจอร์จทันที
       “ครูกลับไปก่อนเถอะค่ะ”
       จอร์จหน้าเหวอ
       “อ้าว...ไหนเมื่อกี้ว่าจะร้องเพลงให้ฟัง”
       “ครูก็เคยฟังหนูร้องมาเยอะแล้ว ไม่เห็นต้องมาฟังอีกนี่”
       “แต่กว่าเธอจะเลิกงานก็ดึกมาก ไม่อยากให้กลับบ้านคนเดียว”
       “โอ๊ย...คนอย่างหนูมีหน้าตาเป็นอาวุธอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ”
       “เธอไม่อยากให้ฉันเข้าไปใช่ไหม”
       “ใช่ค่ะ หนูรู้สึกอึดอัด ไม่ชอบให้คนมองว่าหนูเป็นพวกเห่อฝรั่ง”
       “โอเค เพื่อความสบายใจของเธอ”
       จอร์จเดินออกไป ดำหันไปอีกที ไม่เห็นจอร์จแล้วก็ใจหาย
       “อ้าว...ไปจริงๆเหรอ”
       ดำมองไปรอบๆอย่างรู้สึกเสียดาย
      
       จอร์จเดินออกมารอรถ เสียงใครบางคนดังเข้ามา
       “ยูคิดยังไง...”
       จอร์จหันไป เห็นออยยืนมองด้วยสีหน้าสงสาร
       “ถึงมาคอยตามผู้หญิงขี้เหร่ปากจัดไม่มีอะไรดีอย่างนังดำ”
       “ผมอาจจะโง่ในสายตาคุณ แต่ผมมองเห็นบางอย่างในตัวของดำที่คนอื่นอาจจะมองไม่เห็น ผิวดำหรือขาวมันก็แค่ภายนอกเท่านั้นเอง ข้างในของดำอาจจะสวยงามกว่าคนผิวขาวหลายๆคน”
       ออยถึงกับสะอึกเหมือนถูกหลอกด่า รีบเปลี่ยนท่าทีเป็นหวานใส่
       “แหม...ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจว่ายูหรอกนะ แค่สงสัยน่ะว่าทำไมนังดำมันไม่สนใจยูเลย ทั้งที่ยูก็ดีกับมันมาก มาคอยเฝ้าคอยรับส่งอยู่หลายคืน มันยังไล่แบบไม่แยแสสักนิด”
       “ผมเป็นห่วงดำ เพราะถึงดูเขาจะเก่งกล้าแค่ไหน แต่ที่จริงเขายังเด็ก คิดอะไรก็แสดงออกมาตรงๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไร นิสัยแบบนี้อาจจะทำให้คนรักหรือคนเกลียดได้พอๆกัน”
       “ฉันสงสารยูนะ อยากให้ยูเจอผู้หญิงที่ดีกว่านี้ ที่เขาใส่ใจและจริงใจกับยูจริงๆ”
       ออยทำตาหวานใส่จอร์จและเดินเข้าไปใกล้ รถแท็กซี่ผ่านมาพอดี
       “ขอบคุณที่หวังดี ผมต้องไปก่อน ขอตัวนะครับ”
       จอร์จโบกแท็กซี่แล้วขึ้นรถไป ออยมองตามอย่างหงุดหงิด
       “โหย...หยิ่งชะมัดเลยโว้ย”
       แนทเดินเข้ามามองตามจอร์จงงๆ
       “เขาไม่สนแกเลยเหรอวะ”
       ออยกระแทกเสียงขุ่นใส่
       “นี่มันแค่เริ่มต้น แกช่วยไปสืบประวัติมาหน่อยซิ ว่าฝรั่งคนนี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่”
       แนทดีดนิ้ว
       “จัดให้”
       ออยมองตามจอร์จอย่างรู้สึกอยากได้มาก
      
       ดำนั่งแต่งหน้าอยู่ ออยกับแนทเข้ามาในห้องแต่งตัว ประสานเสียงหัวเราะเสียงดังลั่น
       “ฮ่าๆๆ ฝรั่งนี่มันโง้โง่นะ ชอบของดำของสกปรกน่าเกลียด”
       แนทเสริม
       “ก็ชอบอะไรที่ตรงข้ามกับตัวเองไง”
       “ไม่รู้ชอบเข้าไปได้ไง” ออยเหลือบมองดำ “แค่มองยังเป็นเสนียดลูกตาเลย”
       แอ๋มยิ้มหยัน
       “แกก็อย่ามองซี่ คนอย่างแกสวยเลือกได้อยู่แล้ว อย่าไปเกลือกกลั้วกับอีพวกหน้าดำเลย”
       “ฉันไม่ยุ่งกับนักร้องชั้นต่ำอยู่แล้ว คอยดูนะ ฉันจะเปลี่ยนความคิดของฝรั่งโง่ๆให้กลับมาฉลาด มาชอบของดีแบบขาวๆ สะอาดๆ บ้าง”
       ดำมองออยอย่างหมั่นไส้ เห็นออยเหลือบมามองผ่านกระจก สีหน้าเยาะๆ ดำ พูดลอยๆ
       “ถึงจะขาว แต่สมองกลวง ร้องเพลงไม่ได้เรื่อง ขายแต่รูปร่าง แถมร่านผู้ชาย มันก็ไม่มีใครจริงใจหรอกวะ”
       ออยไม่พอใจ
       “อีดำตับเป็ด ดำแล้วยังปากโสโครกอีก ใครจะเอามันวะ”
       แนทเสริม
       “นั่นสิ ฝรั่งมันคงลองของแปลกครั้งสองครั้งก็เขี่ยทิ้งแล้ว ของดำของเน่าเหรอจะสู้ของขาวๆ สวยๆได้”
       ออยกับแนทประสานเสียงหัวเราะร่าอย่างสะใจ ดำพยายามข่มอารมณ์ เจ๊ต่ายเข้ามา
       “แหม...บรรยากาศครึกครื้นกันจัง หนูๆจ๋า มีอะไรกันจ๊ะ”
       ออยรีบเปกลี่ยนท่าที
       “ไม่มีอะไรหรอกค่าเจ๊ เมาท์กันเรื่องลูกค้าฝรั่งหล่อๆ ที่ชอบมาฟังออยร้องเพลงน่ะค่ะ”


  


       ดำเหลือบมองออยอย่างหมั่นไส้ที่พูดเอาดีใส่ตัว เจ๊ต่ายยิ้มแย้ม
       “นังออยเสน่ห์แรงตลอดนะ ระวังเถอะแฟนจะมาหึงเป็นเรื่องอีก...”
       ออยทำท่ายักไหล่ไม่สน
       “นี่เดี๋ยวเจ๊จะมีคนมาช่วยเมาท์อีกคน รับรองสนุกถูกใจแน่”
       ออยชะงัก
       “เจ๊รับคนใหม่มาอีกแล้วเหรอ”
       “ใช่แล้ว ตั้งแต่ดำเข้ามาร้องเพลง ลูกค้าของเราก็เยอะขึ้น...”
       ดำหันไปยิ้มกวนๆกับออยและแนท
       “ลูกค้าเรียกร้องอยากฟังเพลงลูกทุ่งมันๆ บ้าง เจ๊เลยจัดให้ เอ้า...ทุกคน รู้จัก ซูซี่ของเราหน่อย”
       เจ๊ต่ายผายมือไปทางด้านหลัง ซูซี่ปรากฏตัวขึ้นด้วยท่าทางมาดมั่น โบกมือให้ทุกคน
       “ฮัลโหล ไฮ...ไนซ์ทูมีทยู”
       ซูซี่ส่งจูบราวกับนางงาม แต่แล้วก็เดินสะดุดเกือบล้ม ออยกับแนทหัวเราะเยาะ เจ๊ต่ายแดกดัน
       “อ้าวๆ ไม่ทันไรสันนิบาตกำเริบซะแล้ว”
       ซูซี่ค้อน
       “แหม...เจ๊ สันนิบาตอะไรกันคะ คนสวยมักจะซุ่มซ่ามแบบนี้ล่ะค่ะ”
       “นี่เจ๊ขอแนะนำ นั่นออย สาวสวยประจำผับของเรา นั่นแนทเจ้าแม่เพลงสากล นังแอ๋มเสียงหวาน แล้วก็ดำ นักร้องเสียงทรงพลัง ร้องได้ทุกแนว”
       ซูซี่ทำมือชูนิ้วก้อยกับนิ้วชี้
       “เลิฟยูทุกคนจ้ะ” ซูซี่หันมองดำ “ไอโนว์ยูนะ มิสดอลลี่”
       “แทงค์กิ้วจ้า มิสซูซี่”
       ซูซี่เข้ามากอดแล้วเอาแก้มแตะกับดำอย่างสนิทสนม ออยกับแนทแอบเบะปากใส่กัน
      
       ออยออกจากห้องน้ำ ในขณะที่แนทยืนล้างมืออยู่ สีหน้าออยเซ็งจัด
       “เจ๊จะเอานังซูซี่มาแย่งงานเราทำไมอีก”
       “นั่นสิ มีนังดำคนนึงแล้วยังไม่พอ ยังมียัยโหนกเด้งนั่น ดูก็รู้ว่าเป็นพวกสลัมบ้านนอก แต่กระแดะทำเป็นฝรั่ง”
       “ลูกค้าที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย นอกจากมาฟังเพลงแล้ว ยังชอบดูอะไรสวยๆงามๆ อีหน้าดำโหนกเด้งพวกนั้นน่ะอยู่ได้ไม่นานหรอก”
       แนทหงุดหงิด
       “ฉันเห็นแล้วรำคาญลูกตาเหมือนกัน แกจะทำไง”
       “เราต้องหาทางกำจัดนังดำก่อน”
       แนทกับออยยิ้มให้กันอย่างสะใจ
      
       เขมวรรณนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารอย่างกระสับกระส่าย ขจิตเดินเข้ามา
       “ยังไม่มีใครมากินอีกเหรอ”
       “ยัยเดือนเก็บตัวอยู่ในห้องตั้งแต่บ่ายแล้ว ส่วนนัยก็ออกไปยังไม่กลับค่ะ”
       “เรื่องมันชักจะบานปลายใหญ่แล้วนะ เห็นไหมแม่เคยบอกว่ายิ่งยัยเดือนโตเป็นสาว มันก็ต้องมีเรื่องผู้ชายเข้ามามากขึ้นตามวัย แล้วไงล่ะ ตานัยทนไม่ได้ ถึงกับเอาเรื่องลูกแท้ไม่แท้ขึ้นมาอ้างเลย”
       “นัยคงพูดไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบค่ะ”
       “ไม่ใช่ชั่ววูบหรอก มันเป็นจิตใต้สำนึกที่ตานัยเก็บกดไว้ หน้าตายัยเดือนสะสวยไม่ธรรมดา ตานัยก็ยิ่งสับสนระหว่างความห่วงกับความหวง”
       “นัยอาจจะกำลังอิจฉาความรักของลูก ที่กำลังจะถูกแบ่งไปให้คนอื่น เกิดห่วง เมื่อลูกไม่ได้อยู่ใกล้ตัวน่ะค่ะ”
       “โอ๊ย...จ้า...แม่จิตบริสุทธิ์ คิดให้ตัวเองสบายใจมันก็ดี แต่หัดคิดเผื่อการณ์ไกลเอาไว้บ้าง อย่าหลงลูกหลงผัวจนมองข้ามความจริง แล้วก็อย่าลืมนะว่าเชื้อมันไม่ทิ้งแถวหรอก แม่เองก็ยังไม่ลืมนังแม่กุหลาบเหี่ยวๆ ดำๆ คนนั้น นึกถึงว่ามันเป็นแม่แท้ๆ ของเด็กที่เรานับเอาเป็นหลานแล้ว...ขนลุก”
       เขมวรรณทนฟังไม่ได้ รีบลุกขึ้น
       “หนูจะไปตามยัยเดือนมาทานข้าว”
       เขมวรรณรีบเดินออกไป ขจิตได้แต่มองตามเครียดๆ
      
       ออยร้องเพลงอยู่บนเวทีด้วยท่าทางเซ็กซี่ ธัชชัย กวักมือเรียก ออยเข้าไปหา ธัชชัยหยิบแบงค์พันทิปให้ สมพันธุ์นั่งอยู่มุมมืด มองเห็นภาพนั้นก็ทนไม่ไหว ขยับตัวไปมาเหมือนนั่งไม่ติด แต่ก็ไม่กล้าออกไป ออยเข้าไปนั่งคุยกับธัชชัยอย่างสนิทสนม สมพันธุ์ลุกขึ้น แล้วตรงเข้าไปดึงออยออกมา ธัชชัยตกใจ
       “เฮ้ย อะไรวะ”
       “ขอโทษนะคะคุณธัช” ออยหันไปหาสมพันธุ์ “มาทำไม”
       “มาหาออยน่ะสิ”
       ธัชชัยถาม
       “แฟนออยเหรอ”
       “ไม่ใช่หรอกค่ะ น้องชายกำลังเดือดร้อนเงิน”
       ออยมองสมพันธุ์อย่างรังเกียจเต็มประดา แล้วทำตาวาวใส่
       “ชอบนักไปคบพวกซิ่งน่ะ ฉันต้องเสียค่าปรับอีกใช่ไหม แกไปรอข้างนอกก่อน”
       สมพันธุ์ลังเล ออยดุ
       “บอกให้ไปไงล่ะ”
       สมพันธุ์จำต้องเดินคอตกออกไป ออยหันไปยิ้มหวานประจ๋อประแจ๋กับธัชชัย
      

       ออยเดินมาตามทางเดินในผับ สมพันธุ์ตามมา
      
       “ออย...พี่ขอคุยอะไรด้วยหน่อยได้ไหม”
       พอถึงที่ลับตาคนออยก็หันขวับมาทางสมพันธุ์
       “เสือกมากวนอีกแล้ว ไปให้พ้นเชียวนะ ไปไหนก็ไปอย่ามายุ่งกับฉัน”
       “เมื่อไรจะกลับบ้าน วันนี้เขามาทวงค่าเช่าอีกแล้ว”
       “ใครบอกว่าฉันจะกลับ อีกสองสามวันจะให้นังแนทมันไปเอาของ เราจะไปอยู่ไหนก็ไสหัวไปเถอะ ฉันไม่มีปัญญาเช่าแล้วห้องนั้นน่ะ”
       สมพันธุ์ชะงักอึ้ง
       “ออย...”
       “บอกว่าอย่ามายุ่งกับฉัน ขืนพูดเซ้าซี้ร่ำไร ประเดี๋ยวฉันแกล้งให้อายเขานะ”
       สมพันธุ์ยังยืนลังเล มองหน้าออยเศร้าๆ ออยแกล้งตะโกนลั่น
       “แกมันไอ้แมงดา ดีแต่เกาะผู้หญิงกิน”
       สมพันธุ์ชะงักตกใจ ออยรีบเดินหนีไป ดำยืนกัดริมฝีปากอย่างเจ็บใจ มองตามสมพันธุ์ที่เดินออกไป เธอตัดสินใจเข้าไปคว้าแขนเขาไว้
       “พี่พัน”
       สมพันธุ์หันกลับไป แปลกใจที่เห็นดำ แต่ไม่ทันจะพูดอะไร ดำก็ดึงแขนสมพันธุ์ไป
       “ไปกับฉันเถอะ”
       สมพันธุ์เดินตามแรงฉุดไปเหมือนคนหมดแรง
      
       สมพันธุ์นั่งซึมอยู่หน้าผับ ดำมองอย่างสงสารจับใจ
       “อย่าไปแยแสกับมันเลย อีเวรนั่นน่ะ มันไม่รักใครจริงหรอกนอกจากสนุกไปวันๆ”
       สมพันธุ์เสียงเครือ
       “ออยเขาเคยรักพี่”
       ดำมองสมพันธุ์ด้วยความรู้สึกทั้งหมั่นไส้ทั้งสงสาร
       “แต่เดี๋ยวนี้มันไม่รักแล้ว จะไปอาลัยอาวรณ์มันอยู่ทำไมกัน”
       สมพันธุ์น้ำตาคลอ
       “กลับบ้านเถอะ ฉันจะไปส่ง”
       “พี่ไม่มีบ้านจะกลับแล้ว ออยเขาไม่จ่ายค่าเช่าให้”
       ดำมองสมพันธุ์อย่างชั่งใจนิดหนึ่ง
       “งั้นพี่ไปกับฉัน”
       สมพันธุ์มองดำอย่างครุ่นคิดตัดสินใจ แอ๋มแอบดูอยู่ ตาลุกวาว
      
       ออยปัดแก้มเสร็จ กำลังจะลุกออกไป แอ๋มกระหืดกระหอบเข้ามา
       “ออย ออย...”
       “มีอะไรวันหลังค่อยคุย ฉันต้องรีบไปแล้ว คุณธัชรออยู่”
       “อย่าเพิ่งๆ แกรีบไปตามแฟนแกดีกว่า”
       “แฟนไหนวะนังแอ๋ม”
       “ก็ไอ้พันของนังออยมันไง นังหมึกดำมันจะฉกไปแล้ว”
       ออยอึ้งนิดหนึ่ง แต่แล้วก็ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
       “อ๋อ...นังดำมันเคยหวังไอ้แมงดานั่นอยู่ อยากได้ของเหลือเดนก็ช่างมัน”
       ออยเดินออกไป แนทที่ยืนอยู่ด้วยรู้สึกขัดใจ
       “ถึงเหลือเดนก็อย่ายอมนะออย แกเพิ่งทิ้งมันก็รีบมาอุ้มแล้ว มันหยามกันชัดๆ”
       ออยหยุดอยู่หน้าประตู
       “คนอย่างฉันไม่อยู่เฉยหรอก ต้องหาทางสั่งสอนมันให้รู้สำนึก”
       แอ๋มกับแนทมองหน้ากัน สะใจ
      
       เดือนนั่งซึมอยู่คนเดียวในห้อง แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ มองหามือถือตัวเอง
       “จริงสิ ลืมไว้ข้างล่างแน่ๆ”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น เดือนชะงัก เสียงเขมวรรณดังมาจากนอกห้อง
       “เดือน...ลูกเดือน ออกมาทานข้าวเถอะจ๊ะ”
       “หนูไม่หิวค่ะ”
       เขมวรรณแนบหน้ากับประตู เป็นห่วงเดือนจับใจ
       “ไม่หิวก็ทานสักหน่อยนะ”
       “หนูไม่อยากทานค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ”
       เขมวรรณทุบประตูอีก
       “งั้นเปิดประตูให้แม่หน่อยสิจ๊ะ แม่อยากคุยกับหนู”
       “หนูง่วงแล้วค่ะคุณแม่”
       “เดือน...ลูกไม่เคยเป็นอย่างนี้เลยนะลูก เปิดประตูให้แม่หน่อยนะ แม่ขอคุยด้วยนิดเดียว นะจ๊ะเดือน”
       เดือนลุกขึ้นจะเดินไปเปิดประตู แต่แล้วรู้สึกเวียนหัวและวูบๆ จึงนั่งลงพักบนเตียง เขมวรรณรออยู่แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา จึงเดินคอตกออกไป เดือนเปิดประตูออกมาอีกครั้ง แต่เขมวรรณไม่อยู่แล้ว
      
       ดนัยธรลงจากรถมาด้วยท่าทางเมานิดๆ เขมวรรณรออยู่
       “คุณเมาเหรอคะ”
       “เมาที่ไหน ไม่เมาซะหน่อย”
       “คุณไม่ดื่มจนเมาขนาดนี้มานานแล้วนะคะ ทำไมทำตัวเหมือนเป็นเด็กหนุ่มๆ ไปได้”
       “ทำตัวเหมือนเด็กหนุ่มยังไง ผมอยากดื่มบ้างเวลาเจอเพื่อน ไม่เห็นแปลก คุณนั่นแหละแปลกที่มาคอยจับผิดผม”
       “ฉันไม่ได้จับผิดค่ะ ฉันรู้นะคะว่าคุณเครียดเรื่องยัยเดือน แต่คุณอย่าหวงลูกสาวนักเลยค่ะนัย ยัยเดือนแกโตพอที่จะปล่อยในบางเรื่องได้แล้ว ฉันไม่เห็นด้วยเลยที่เราจะไประแวดระวังแกเหมือนกับไข่ในหิน”
       “ก็ไม่ใช่หวง แต่เมื่อเลี้ยงมาแล้วก็อยากจะปั้นให้งดงาม ไม่ใช่ปล่อยไปตามเรื่องตามราว”
       เขมวรรณเริ่มไม่พอใจขึ้นมานิดๆ
       “นัยคิดว่าเข็มปล่อยแกตามเรื่องตามราวงั้นเหรอคะ...เราเลี้ยงยัยเดือนมาด้วยกัน ความรักความห่วงใยของเราที่มีต่อแกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันหรอกค่ะนัย แต่เราจะเก็บแกเอาไว้เป็นของเราตลอดชีวิต เหมือนที่เรา
       เลี้ยงหมาแมวไว้ดูเล่นไม่ได้หรอกนะคะ”
       “ผมก็ไม่คิดว่าจะเก็บยัยเดือนไว้ตลอดชีวิต แต่นี่...มันยังไม่ถึงเวลา ยังไม่สมควรที่จะปล่อย”
       “คุณพูดเหมือนกับพ่อแม่สมัยยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว พอเก็บดองจนได้ที่ถึงจะยอมจับคลุมถุงชน”
       “ไม่ถึงกับอย่างนั้นหรอก แต่ถึงยังไงก็ควรจะพ้นวัยเรียนไปก่อน”
       “ยัยเดือนเรียนมหาวิทยาลัยแล้วนะคะ ปีนี้อายุย่างยี่สิบแล้ว”
       “ดูคุณทำท่าเหมือนอยากให้ยัยเดือนไปพ้นอกเสียเร็วๆจริงๆนะเข็ม บางที คุณอาจมีความรู้สึกว่า ยัยเดือนไม่ใช่ลูกแท้ๆ ละมั้ง”
       เขมวรรณพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมา
       “ฉันก็รู้สึกกับยัยเดือนเหมือนเป็นลูกในไส้อย่างเดียวกับคุณ เพียงแต่...เพียงแต่เรารักลูกคนละอย่างเท่านั้นเอง คุณรักอย่างไม่ไว้ใจ รักเหมือนแกเป็นตุ๊กตา ส่วนฉันรักแกอย่างไว้ใจ ว่าลูกเป็นคนมีสติปัญญามีความรู้สึก ไม่ดูถูกว่าคน อย่างยัยเดือนจะทำอะไรโง่ๆ”
       “คนมีสติปัญญา มีความรู้สึกก็อาจจะเพลี่ยงดล้ำได้เหมือนกัน” ดนัยธรอึกอักเล็กน้อย “เพราะ...เพราะไอ้เรื่องสายเลือดพ่อแม่ จะว่าไม่สำคัญเลยก็ไม่ได้ ผมเห็นแม่ของแกตอนนั้น มันทำให้ผมกลัวอยู่เหมือนกัน”
       “แปลว่า คุณเองนั่นแหละ รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ายัยเดือนไม่ใช่ลูกแท้ๆ”
       “ไม่ใช่อย่างนั้น แต่บางทีเราก็ต้องยอมรับความจริงบางอย่างเหมือนกันนะเข็ม”
       “ฉันคิดว่าเราเลิกพูดถึงเรื่องนี้ดีกว่าค่ะนัย ฉันไม่เคยรู้สึกว่ายัยเดือนเป็นใครนอกจากเป็นลูก...ลูกแท้ๆ ของเรา ฉันอาจจะตามใจแกมากเกินไปหน่อยแต่ก็เชื่อมั่นว่า แกจะไม่ทำอะไรผิดๆให้เราต้องเสียใจ”
       พูดจบเขมวรรณก็เดินออกไปอย่างรู้สึกหงุดหงิดในใจ ขจิตยืนมองดนัยธรอยู่ ส่ายหน้าด้วยความไม่สบายใจพึมพำกับตัวเอง
      
       “ยังกับพวกเด็กหนุ่มอกหัก...”


  


       เดือนออกมา มองหามือถือที่ลืมไว้ จนเจออยู่ที่โต๊ะ เธอดีใจมาก แต่พอหยิบขึ้นมาดูใกล้ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไป เมื่อเห็นมือถือถูกปิด เธอแกะฝามือถือออก เห็นซิมถูกถอดออกไปก็ตกใจนึกไม่ถึง
      
       “คุณพ่อ...”
       เดือนเสียใจและเจ็บปวด น้ำตาไหลออกมาอีก
       “ทำไมถึงทำขนาดนี้”
       เขมวรรณเข้ามา ดีใจที่เห็นหน้าลูกสาว
       “เดือน...ออกมาแล้วเหรอลูก หิวไหมจ๊ะ”
       แต่แล้วสีหน้าเขมวรรณก็เปลี่ยนเป็นตกใจ เมื่อร่างของเดือนโงนเงนแล้วก็เป็นลมล้มลงไป เขมวรรณร้องอย่างตกใจ
       “เดือน เดือนลูกแม่”
       เขมวรรณรีบเข้าไปประคองเดือนไว้ แล้วเขย่าตัว
       “เดือน เป็นอะไรไปลูก เดือน”
       เดือนแน่นิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเขมวรรณ
      
       ในอพาร์ตเมนท์...ดำเปิดประตูเข้ามา สมพันธุ์ตามมา มองรอบห้องอย่างแปลกใจ
       “นี่บ้านดำเหรอ”
       “ไม่ใช่หรอก คนอย่างฉันเหรอจะมีบ้านแบบนี้ เช่าเขาอยู่น่ะ”
       ดำหยิบแก้วน้ำมารินให้สมพันธุ์
       “ฉันเพิ่งย้ายมาอยู่ ยังไม่ค่อยมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากเฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว พี่พันนอนได้นะ”
       “พี่นอนไม่หลับหรอก ไม่คุ้นที่นี่”
       “งั้นพี่กลับไปนอนบ้านก็ได้ บ้านนั่นเช่าเขาเดือนละเท่าไร ฉันออกให้เอง พี่พันอยู่ต่อไปก็แล้วกัน”
       สมพันธุ์ส่ายหน้า
       “อย่าเลยดำ”
       “พี่พัน...ลุงหวัดเคยมีบุญคุณกับฉันมาก ฉันไม่มีโอกาสได้ตอบแทน ก็ขอตอบ แทนผ่านทางพี่พันก็แล้วกัน”
       สมพันธุ์ยกมือปิดหน้า แล้วสะอื้นออกมาเบาๆ เหมือนเด็กๆ ดำมองอย่างตกใจ เพราะคิดว่าเขาร้องไห้เพราะสะเทือนใจในน้ำใจของเธอ ดำจึงเข้าไปกอดปลอบเขา
       “อย่าไปยุ่งกับนังออยอีกเลยนะ มีอะไรพี่พันบอกฉัน ฉันจะช่วยพี่เอง”
       สมพันธุ์กอดดำตอบเหมือนหาหลักยึดเหนี่ยว
      
       เช้าวันใหม่...สมพันธุ์นอนหลับสนิทอยู่บนโซฟา ดำก้มลงมาดูอย่างเอ็นดู มองใบหน้าสวยของเขาใกล้ๆ แล้วเอื้อมมือจะไปจับใบหน้าของเขา แต่แล้วก็ชะงัก หดมือกลับ ดำมองหน้าสมพันธุ์อีกครั้งอย่างรักและสงสารจับใจ จึงเอื้อมมือไปเกือบจะแตะใบหน้าของเขาแต่ยังไม่แตะ แล้วลูบตามรูปหน้าของเขาโดยไม่โดนผิวหน้า สมพันธุ์เริ่มขยับตัว ดำตกใจรีบผละออก เขาลืมตาขึ้น ตกใจเช่นกันที่เห็นเธอ
       “ดำ...”
       สมพันธุ์มองไปรอบๆ แล้วก็นึกได้
       “จริงสิ เมื่อคืนพี่ไม่ได้กลับบ้าน”
       สมพันธุ์ลูบหน้าตัวเองอย่างรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับออย
       “นอนสบายไหมพี่พัน”
       “หลับๆตื่นๆ น่ะ เพิ่งมาหลับสนิทตอนใกล้เช้านี่เอง”
       “กินอะไรหน่อยไหม ฉันต้มข้าวต้มหมูไว้ให้”
       “ทำเป็นด้วยเหรอ”
       “แหม...พี่พัน อย่าลืมสิ ฉันเคยทำอะไรที่บ้านคุณนายจรูญศรีมาก่อน”
       สมพันธุ์ พยักหน้ารับ แล้วดูนาฬิกา
       “แย่แล้ว ถ้ากลับไปหลังเที่ยง เจ้าของห้องอาจจะไม่ให้พี่เข้าห้องแล้วก็ได้”
       ดำกับสมพันธุ์มองหน้ากันกังวล
      
       ดำกับสมพันธุ์รีบออกมาที่ถนนหน้าอพาร์ตเมนท์อย่างร้อนรน
       “ไปแท็กซี่ดีกว่านะ เดี๋ยวไม่ทัน”
       ทั้งสองมองหาแท็กซี่ แต่กลับชะงักเมื่อจอร์จเดินเข้ามา มองทั้งสองอย่างแปลกใจ
       “สมพันธุ์”
       สมพันธุ์ยกมือไหว้ จอร์จรับไหว้
       “ครูจอร์จ”
       “สองคนมาเจอกันได้ยังไง”
       ดำกับสมพันธุ์มองหน้ากันอึกอัก ดำรีบพูดก่อน
       “พี่พัน...คือพี่พันไปฟังหนูร้องเพลงที่ผับ ก็เลยได้เจอกันค่ะ”
       จอร์จพยักหน้ารับรู้
       “แล้วนี่กำลังจะไปไหนกัน”
       “หนูจะไปช่วยพี่พันจัดการเรื่องห้องเช่าค่ะ”
       “มีปัญหาอะไรเหรอ”
       ดำกับสมพันธุ์มองหน้ากันลังเลว่าจะเล่าดีหรือไม่
      
       ในโรงพยาบาล...เดือนค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา มองไปรอบๆ อย่างงุนงงว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร จนมองเห็นขวดน้ำเกลือ และมองตามสายน้ำเกลือที่โยงมาถึงแขนตัวเอง เขมวรรณโผเข้ามาหาจับมือไว้แน่น
       “ฟื้นแล้วเหรอลูก”
       “คุณแม่...”
       “หนูเป็นลมไปน่ะ หมอบอกว่าคงเพราะไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่กลางวัน แล้วยังมีไข้ด้วย...”
       เขมวรรณเอามือแตะหน้าผากเดือนอย่างห่วงใย
       “แม่ไม่อยากเห็นหนูเป็นแบบนี้เลย”
       “หนูขอโทษที่ทำให้คุณแม่เป็นห่วง...”
       เดือนมองใครบางคนที่เดินเข้ามา
       “คุณพ่อ คุณยาย”
       ขจิตกับดนัยธรเข้ามา ดนัยธรก้มลงมามองเดือนอย่างเป็นห่วง
       “เดือน...เป็นยังไงบ้างลูก”
       “ไม่เป็นไรแล้วค่ะ”
       ดนัยธรพยักหน้าอย่างดีใจ
       “พ่อเป็นห่วงหนูมากนะ”
       เดือนพยักหน้ารับน้ำตาคลอ ขจิตหันมาหาเดือน
       “พ่อกับแม่ตัวน่ะเขาห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับทั้งคืน”
       “หนูต้องขอโทษนะคะที่ดื้อ เถียงคุณพ่อ ทำตัวให้คุณพ่อเสียใจ”
       เดือนหางเสียงเครือ ดนัยธรลูบผมและปาดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน
       “ไม่เอาอย่าร้องไห้ หนูกำลังป่วยอยู่นะ”
       ดนัยธรล้วงกระเป๋าหยิบอะไรบางอย่างให้
       “พ่อโมโห เพราะผู้ชายคนนั้นโทรมาหาลูก แล้วเขายังท้าทายพ่ออีกว่าถึงยังไง เดือนก็รักเขา พ่อไม่มีทางกีดกันเขาได้”
       เดือนตกใจ
       “เขากล้าพูดอย่างนั้นกับคุณพ่อเหรอคะ”
       “ถ้าลูกเลือกเขาพ่อก็ไม่ว่าอะไรแล้ว พ่อไม่อยากเห็นหนูป่วยอีก”
       เดือนมองซิมในมือตัวเองแล้วขว้างออกไป
       “หนูจะเปลี่ยนเบอร์ เขาจะได้ติดต่อหนูไม่ได้”
       “เดือน...พ่อไม่ห้ามหนูแล้วนะ”
       “คุณพ่อคุณแม่คุณยายให้ชีวิตกับเดือน เดือนมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะคุณพ่อคุณแม่ คุณยายที่รักและหวังดีกับเดือนเสมอ ต่อไปนี้คุณพ่อคุณแม่และคุณยายสำคัญที่สุดสำหรับเดือนค่ะ”
       “เดือนลูกแม่...”
       ดนัยธรจับมือเดือนไว้ข้างหนึ่ง แล้วโอบเขมวรรณไว้ แอบยิ้มกระหยิ่ม ขจิตแอบมองดนัยธรด้วยความหวาดระแวง
       จอร์จ ดำ และสมพันธุ์มาถึงหน้าห้องเช่าก็ต้องตกใจ สมพันธุ์ถึงกับหน้าเสีย
       “อะไรกันเนี่ย”
       ข้าวของสมพันธุ์ถูกโยนออกมากองข้างนอก
       “ทำแบบนี้มันเกินไปแล้ว”
       ดำโมโหก้าวฉับๆ เข้าไปที่หน้าห้อง
       “เฮ้ย”
       เกียรติ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านกำลังตะโกนบอกลูกน้องชาย 2 คน
       “นี่อีก โยนออกไปให้หมด”
       ลูกน้องชายกำลังจะโยนของออกมา ดำเข้าไปขวาง
       “หยุดนะ”
       เกียรติมองดำหัวจรดเท้าด้วยสายตารังเกียจ
       “อีดำนี่ใครวะ”
       เกียรติมองไป เห็นจอร์จกับสมพันธุ์ตามเข้ามา
       “ผมขอผัดไปอีกวันนะครับ พรุ่งนี้ผมจะหาทางมาจ่ายให้ได้”
       “ผัดมาเป็นเดือนแล้ว คนเช่าใหม่เขารออยู่ ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าต่อก็ออกไปซะที”
      
       “ผมขอร้องละครับเฮีย...”
ตอนที่ 11
      
       สมพันธุ์จะเข้าไปจับแขนเกียรติ แต่ลูกน้องกระชากตัวเขาออกไป จอร์จเข้าไปจะช่วยแต่ลูกน้องคนหนึ่งผลักจอร์จออกและทำท่าจะชก
      
       ดำตวาด
       “หยุดนะ...บอกให้ลูกน้องแกหยุดได้แล้ว”
       ดำหยิบเงินส่งให้เกียรติ
       “เอ้านี่ อยากได้ค่าเช่าก็เอาไป พอใจหรือยัง”
       เกียรติชะงักกึก มองเงินของดำด้วยสีหน้าอ่อนลง
      
       ดำกับจอร์จช่วยสมพันธุ์ขนข้าวของกลับเข้ามาในห้อง
       “ขอบใจนะดำที่อุตส่าห์ช่วยพี่” สมพันธุ์ซึ้งใจ
       “ไม่เป็นไรหรอก”
       “ดำไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ”
       “เมื่อคืนเพิ่งเบิกจากเจ้าของผับมา ก็เลยพกมาด้วย”
       “แล้วดำไม่เดือดร้อนเหรอ”
       “ไม่หรอก ฉันทำงานหลายเดือนแล้ว และได้จากตอนประกวดมาเยอะ นี่เป็นเงินเก็บฉัน”
       สมพันธุ์จับมือดำไว้
       “ขอบใจมากนะดำ” สมพันธุ์หันไปยกมือไหว้จอร์จ “ขอบคุณครูจอร์จด้วยนะครับที่มาช่วย”
       “ไม่เป็นไรพัน สู้ๆนะ”
       “พี่พันไม่ต้องห่วงนะ ขาดเหลืออะไรบอกฉันได้เลย”
       สมพันธุ์พยักหน้า ดำมองสมพันธุ์อย่างรักและสงสาร จอร์จแอบมองดำอย่างเป็นห่วง
      
       จอร์จกับดำเดินออกมาที่หน้าอพาร์ตเมนท์ของดำ
       “เธอจะช่วยใครต้องปล่อยให้เขาช่วยตัวเองบ้างนะ”
       “พี่พันเป็นลูกลุงหวัด ลุงหวัดมีบุญคุณกับหนูมาก หนูยังไม่เคยมีโอกาสตอบแทน หนูดีใจที่ได้ช่วยพี่พัน”
       “งั้นเธอควรหางานพิเศษทำเพิ่ม”
       ดำชะงัก มองหน้าจอร์จ
       “ไม่ต้องกลัวหรอกนะว่าหนูจะไม่มีเงินมาใช้คืนครู”
       “ไม่ได้กลัวว่าจะไม่ได้เงินคืน แต่เธอควรจะประเมินสถานการณ์ตัวเองด้วย เพราะเธอยังเดือดร้อนอยู่เหมือนกัน”
       “ยังไงหนูก็ทิ้งพี่พันไม่ได้”
       “ฉันก็ไม่ได้ให้เธอทิ้งสมพันธุ์ แต่เธอก็ต้องเอาตัวให้รอดก่อนด้วย”
       “หนูจะหางานพิเศษตอนกลางวันทำเพิ่ม ทำอะไรก็ได้ที่จะได้เงินมากขึ้นให้นังออยเห็นว่าถึงมันทิ้งพี่พันเหมือนหมูเหมือนหมา แต่พี่พันมีค่าสำหรับหนูเสมอ หนูจะดูแลพี่พันเอง”
       จอร์จมองดำอย่างเห็นใจกึ่งตัดพ้อ
       “เธอรักสมพันธุ์มากเลยนะ”
       ดำอึ้งๆ รู้สึกสับสน
       “หนู...หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าเราผูกพันกันมาก เราโตขึ้นมาด้วยกัน ลุงหวัดรักหนูเหมือนลูกคนนึง พี่พันก็เห็นหนูเหมือนน้อง” ดำน้ำตาคลอ “ครูคงไม่เข้าใจหรอก เพราะครูมีพ่อแม่ มีเงิน มีทุกอย่าง”
       “คนเราจะมีทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ ฉันมีพ่อมีแม่แต่ก็เกิดในสลัม ครอบครัวเรายากจนมาก ความยากจนที่ไหนๆก็เหมือนกัน ลำบากมาก”
       “ไม่น่าเชื่อว่าครูเกิดในสลัม”
       “เชื่อเถอะ ฉันเกิดในสลัม แต่พระเจ้าประทานสมองให้เรียนเก่งเท่านั้นเอง”
       “งั้นเดี๋ยวนี้ครูก็รวยแล้วน่ะสิ”
       “รวย หมายถึงเป็นเศรษฐีน่ะเหรอ เปล่า ไม่ถึงอย่างนั้นหรอก ในอเมริกา ฉันเป็นประชาชนที่มีชีวิตอยู่ได้พอสบายไม่ลำบากเท่านั้นเอง เป็นคนชั้นกลางอยู่อพาร์ตเมนท์เล็กๆ แต่อยู่เมืองไทยฐานะดีขึ้นบ้าง เพราะเงินดอลลาร์เปลี่ยนเป็นเงินบาทได้มากกว่า”
       “ครูไม่ต้องมาช่วยหนูแล้วนะ หนูดูแลตัวเองได้ หนูไม่อยากรบกวนเวลาหรือเงินของครูอีก”
       “ฉันไม่ได้จะช่วยประคองเธอไปตลอดหรอกนะ แต่จะช่วยให้เธอเดินได้ด้วยตัวเองต่างหาก เห็นเธอเข้มแข็งอย่างนี้ก็สบายแล้ว ที่มาวันนี้ก็เพราะอยากมาดูว่าเธอยังอยู่ดีหรือเปล่า...เอาละ...วันนี้ฉันต้องไปสอน คงไม่ได้ไปที่ผับด้วย ส่งเธอแค่นี้ละ”
       ดำยกมือไหว้ จอร์จรับไหว้แล้วเดินออกไป ดำมองตามซาบซึ้ง พึมพำกับตัวเอง
       “ถ้าครูจอร์จเป็นคนไทยอย่างพี่พันก็คงจะดีกว่านี้ หนูไม่อยากอยู่กับความแปลกแยกอีกแล้ว...”
       เดือนเดินอยู่ในมหาวิทยาลัย เธอชะงักเมื่อพบไวภพ
       “เดือน...ผมโทรหาเดือนไม่ติดเลย ส่งข้อความในเฟซไปก็ไม่ตอบเกิดอะไรขึ้น...”
       เดือนเดินหนี ไวภพรีบตามไป
       “เดี๋ยวสิ เดือน...เดือน”
       ไวภพวิ่งตามมาจนทันแล้วดึงไว้
       “ปล่อยนะ บอกให้ปล่อย จะให้ฉันร้องหรือไง”
       ไวภพยอมปล่อย
       “เดือนเป็นอะไรไป ทำไมถึงเย็นชากับผมอย่างนี้ ผมทำอะไรผิดเหรอ”
       “เราเลิกกันเถอะค่ะ”
       ไวภพตะลึง
       “เดือน...”
       “เดือนรักคุณพ่อคุณแม่มาก อะไรที่ท่านไม่สบายใจ เดือนก็ไม่อยากทำอีก”
       “เราก็พิสูจน์ให้พวกท่านเห็นสิ ว่าเราไม่ได้ทำอะไรนอกลู่นอกทาง”
       “ถึงเราจะไม่ได้ทำ พวกท่านก็ไม่ไว้ใจอยู่ดี ในเมื่อพวกท่านไม่สบายใจ ก็สู้ตัดใจซะแต่ตอนนี้ดีกว่าค่ะ”
       “ทำไมล่ะเดือน ที่ผ่านมาเราก็เข้าใจกันตลอดนี่”
       “แค่ความเข้าใจอย่างเดียวมันไม่พอหรอกค่ะ เดือนต้องเลือกคุณพ่อคุณแม่ พวกท่านมีบุญคุณกับเดือนมาก ท่านทำไปเพราะหวังดี อนาคตเรายังอีกไกล ไวอาจจะไปเจอคนใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดือนก็ได้”
       “ผมไม่เคยมองคนอื่นนอกจากเดือนเลยนะ”
       “เดือนก็อยากให้โอกาสตัวเองด้วยค่ะ ตอนนี้มันอาจจะไม่ใช่เวลาของเรา แต่เมื่อเราเรียนจบแล้ว เราค่อยกลับมาคบกันก็ได้นี่คะ”
       ไวภพเจ็บปวดใจ
       “เดือนตัดสินใจแล้วใช่ไหม”
       เดือนเจ็บปวดไม่แพ้กันเธอก้มหน้า ตอบเสียงเบาหวิว
       “ค่ะ”
       “งั้นก็ได้ ถ้าเดือนเลือกจบแบบนี้ ผมก็จะไม่เซ้าซี้เดือนอีก”
      
       ไวภพเดินจากไป เดือนมองตาม น้ำตาไหลออกมา


  


       ค่ำนั้น ดำขึ้นเวทีร้องเพลงลูกทุ่งจังหวะเร็วๆ เซ็กซี่ๆ แล้วผายมือไปทางข้างเวที ซูซี่ขึ้นมาแจมด้วย ทั้งสองคนประสานเสียงและเต้นกันสนุกสนาน
      
       คนดูทั้งร้องทั้งเต้น และตบมือตาม ขี้เมาบางคนลุกขึ้นเต้นท่าตลกๆ ดำกระโดดลงมาเต้นกับคนดู ซูซี่ลงมาเต้นแข่งด้วย เจ๊ต่ายยืนดูอยู่มุมหนึ่ง ตบมือไปด้วยอย่างเมามัน
       ดำกับซูซี่หัวเราะคิกคักกันเข้ามาในห้องแต่งตัวนักร้อง เจ๊ต่ายเข้ามาชมทั้งสอง
       “สุดยอดเลยแกสองคน ทีหลังจับคู่กันบ่อยๆ นะ แขกชอบมาก”
       ซูซี่หันมาถามขำๆ
       “แล้วฝรั่งกับไทยชอบด้วยหรือเปล่าเจ๊”
       เจ๊ต่ายชะงักที่โดนซูซี่เล่นมุกใส่
       “ลามปามนะ เดี๋ยวไม่ขึ้นค่าตัวให้ซะเลย”
       ดำดีใจ
       “เจ๊จะขึ้นค่าตัวให้ด้วยเหรอคะ”
       “พวกเธอดึงลูกค้าเข้าร้านได้เพียบ ถ้าเดือนหน้ายังเป็นอย่างนี้อีก ฉันจะขึ้นให้แน่”
       ดำกับซูซี่ยิ้มแล้วแปะมือให้กัน ออยกับแนทที่นั่งแต่งตัวอยู่สบตากันอย่างหมั่นไส้ดำมาก
      
       ดำกับซูซี่ซึ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วโบกมือลาอยู่หน้าผับ
       “พรุ่งนี้เจอกันนะซูซี่”
       “จ้า ซียูอะเกน”
       ซูซี่ส่งจูบให้ดำ แล้วเดินไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ ดำเดินไปจะรอแท็กซี่ แต่แล้วแนทกับแอ๋มสวมไอ้โม่งออกมาจากข้างทาง กระชากผมดำจากด้านหลัง ดำร้องลั่น
       “ว๊าย”
       ดำดิ้นพราด แต่โดนเอาถุงดำครอบหัว ทุกอย่างมืดสนิท
       ดำถูกครอบถุงดำลากมาตามทาง ดำพยายามร้องเสียงดัง แต่เพราะถูกถุงดำครอบจึงไม่มีใครได้ยิน
       “ช่วยด้วยๆ”
       แนทกับแอ๋มลากดำมาจนถึงข้างตึกร้าง แล้วโยนดำแทบเท้าออยซึ่งสวมไอ้โม่ง ออยมองดำที่กำลังพยายามจะดึงถุงออกจากหัว
       “แกเป็นใคร ต้องการอะไร”
       ออยไม่ตอบ ใช้ส้นสูงเหยียบไปที่มือของดำที่ยื่นออกมา ดำร้องลั่น
       “โอ๊ย...”
       ดำเจ็บปวดมากถึงกับสะบัดมือดิ้นพราด จนมือไปโดนขาออย ดำได้โอกาสจับขาไว้หมับ แล้วดึงอย่างแรงจนออยล้มลง
       “ว้ายๆ ช่วยด้วย”
       แนทรีบเข้าไปประคองออยขึ้นมา
       “ฉันจำเสียงแกได้ นังออย”
       ดำจะดึงถุงขยะออกมา แต่แอ๋มยื้อไว้ ดำสะบัดออกจากแอ๋ม แล้วพุ่งชนออย แต่ออยหลบ ดำจึงล้มลง แนทกับแอ๋มช่วยกันจับดำไว้แล้วกดหัวลง ดำพยายามต่อสู้
       “ปล่อยนะโว้ย ปล่อยกู...”
       ซูซี่ขี่มอเตอร์ไซค์ออกมาสักพัก จอดที่หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง แต่พอล้วงกระเป๋าก็พบว่ามือถือหาย
       “ว้าย...มือถือฉัน...หายไปไหน”
       ซูซี่รีบขึ้นมอเตอร์ไซค์ขี่กลับไปทางเดิม พลางก้มลงมองหามือถือไปด้วย
      
       ซูซี่ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด แล้วลงจากรถมองหามือถือ จนเจอตกอยู่
       “เจอแล้ว โชคดีจริงๆ”
       แต่แล้วซูซี่กลับชะงัก เขม้นมองอะไรบางอย่างที่ตกอยู่ใกล้ๆเห็นกระเป๋าที่ตกอยู่ ซูซี่หยิบขึ้นมาเปิดดู เห็นบัตรต่าง ๆ
       “ของนังดำนี่”
       ซูซี่มองหาดำ ได้ยินเสียงกรี๊ดดังแว่วๆ ซูซี่ตกใจรีบวิ่งไปดู...ซูซี่วิ่งมาตามเสียง มองหาไปรอบๆ
       “ดำ...นั่นเสียงแกใช่ไหม ดำ”
       เสียงร้องของผู้หญิงหลายคนดังขึ้น ซูซี่วิ่งไปตามเสียงนั้น
       ออยตบดำฉาดใหญ่ แต่ดำไม่ยอมแพ้ ดิ้นพราดและสะบัดตัวสุดแรงจนถุงดำหลุด ออยกระชากผมดำขึ้นมา
       “นังนี่ฤทธิ์มากนัก”
       ออยตบหน้าดำอย่างแรง ดำดิ้นจะถีบออย แต่ถูกแนทกับแอ๋มช่วยกันจับตัวไว้ ซูซี่ตกใจ ทำท่าจะเข้าไป แต่แล้วก็ชะงัก
       “อึ๋ย...น่ากลัว ไม่เอาดีกว่า”
       ซูซี่รีบวิ่งหนีไป ออยจะเข้าไปเหยียบ ดำดิ้นสุดชีวิต มองรองเท้าของออยกับแอ๋มและแนทอย่างจำได้
       “ปล่อยนะ นังออย นังแอ๋ม นังแนท...”
       แอ๋มชักจะจับไม่ไหว
       “แรงมันเยอะจริงๆ ช่วยกันจับมันไว้”
       แนทกับแอ๋มกดดำไว้ ออยจับหัวดำจะกระแทกกับพื้น แต่ดำฝืนไว้ ออยกระชากผมดำขึ้นมาอีกเพื่อจะกระแทกกับพื้นอีกครั้ง แต่ดำยังไม่ยอม ออยเลยดึงผมอย่างแรงอย่างเจ็บใจ
       “โอ๊ย ปล่อยกู”
       ซูซี่ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามา
       “ว้าก...”
       ทุกคนวงแตก กระจัดกระจาย ร้องกรี๊ดกร๊าด
       “ว้าย...ช่วยด้วย”
       แนทปล่อยดำ
       “ฉันช่วยแกไม่ไหวแล้ว ให้นังนั่นช่วยเถอะ”
       “ฉันก็เอาตัวไม่รอด”
       ซูซี่ขี่ไล่ออย แนท และแอ๋ม ทั้งสามวิ่งหนี แนทและแอ๋มชนกันล้ม ออยถูกมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวล้มลง ซูซี่แกล้งขี่มอเตอร์ไซค์ไปเฉียดใกล้มาก ออยตกใจรีบหลบ
       “อ๊าย”
       ซูซี่อาศัยจังหวะนั้นขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาถึงตัวดำ
       “ขึ้นรถเร็วดำ”
      
       ดำรีบกระโดดขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์ ซูซี่ขี่ออกไปโดยเร็ว ออยกับแนทและแอ๋มได้แต่มองตามเจ็บใจ แต่ทุกคนลุกไม่ไหว

       ซูซี่ขี่มอเตอร์ไซค์พาดำออกมาที่ซอยหลังผับเจ๊ต่าย เหลียวหลังไปมอง
      
       “มันตามมาหรือเปล่า”
       “เปล่า มันไม่กล้าตามมาหรอก พวกนี้ก็ดีแต่ลอบกัด”
       ซูซี่จอดรถเข้าข้างทางที่มีคนพลุกพล่าน
       “แกรู้เหรอว่าพวกมันเป็นใคร”
       “ก็พวกนังออย นังแอ๋ม นังแนทนั่นแหละ”
       “เฮ้ย...ทำไมมันเลวอย่างนี้ แกไปแจ้งตำรวจดีกว่า”
       “ไม่ต้องหรอก”
       “อ้าว...ทำไมล่ะ”
       “ถ้าแจ้ง ผับของเจ๊ต้องถูกปิดแน่”
       “งั้นแกจะปล่อยให้พวกนี้ลอยนวลเหรอ”
       “คนอย่างฉันไม่มีวันยอมหรอก ฉันต้องเอาคืนให้ได้”
       “ฉันช่วยแกเอง ต้องเอาคืนให้สาสม”
       ซูซี่จับหน้าดำหันไปหันมา และจับตามเนื้อตัว
       “แผลแกเยอะเหมือนกันนี่ ฉันพาแกไปหาหมอทำแผลก่อนดีกว่า”
       “ไม่ต้องหรอก ฉันไม่เป็นไรมาก พาฉันกลับบ้านเถอะ ฉันอยากพัก”
       “โอเค”
       ซูซี่ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป ดำแอบนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดแต่อดทนไว้
      
       ซูซี่ประคองดำเข้ามาในห้อง
       “เดินดีๆ นะ ไหวหรือเปล่า”
       “ไม่เป็นไร ฉันยังไหว...”
       ดำหางเสียงสั่นๆแอบนิ่วหน้า ซูซี่สังเกตเห็น รีบพามานั่งบนโซฟา
       “อย่าทำเป็นเก่งไปหน่อยเลย ฉันหยิบยาแก้ปวดให้ อยู่ไหนล่ะ”
       “ไม่มีหรอก ฉันเพิ่งย้ายมาอยู่ไม่กี่วัน”
       “อ้าว...ไม่มีติดบ้านเลยเหรอ เมื่อกี้ก็ดันลืมซื้อ งั้นเดี๋ยวฉันออกไปซื้อให้”
       “ไม่ต้อง ปวดนิดเดียวเอง นอนพักเดี๋ยวก็หาย”
       “แน่ใจนะ”
       “อือ...ไม่เป็นไรหรอก”
       “แล้วหน้าช้ำอย่างนี้พรุ่งนี้จะไปร้องเพลงไหวเหรอ”
       “ไหวน่า ดึกแล้ว แกกลับไปก่อนเถอะ”
       “งั้นตามใจนะ ฉันกลับก่อนละ พรุ่งนี้จะมาดูอาการใหม่”
       “ขอบใจมากนะซูซี่”
       “ไม่เป็นไร ดูแลตัวเองดีๆล่ะ”
       ซูซี่มองดำอย่างเป็นห่วง
      
       ออย แนท และแอ๋ม ต่างประคองกันเข้ามาในห้องพักด้วยสภาพสะบักสะบอม ต่างร้องโอดโอยกันระงม
       “โอ๊ย...อีดำมันมือหนักตีนหนักจริงๆ”
       แอ๋มบ่นอุบ
       “นังซูซี่นั่นก็โคตรแสบ”
       แนทเสียดาย
       “มันไม่น่ามาช่วยนังดำเลย ไม่งั้นนังดำหยอดน้ำข้าวต้มแน่”
       ออยนั่งลงกับโซฟา ถึงกับร้องลั่น
       “อูย...เจ็บใจนัก ภารกิจของเรายังไม่บรรลุเป้าหมาย แถมต้องมาเจ็บตัวอีก”
       แอ๋มนึกหวาดๆ
       “ถ้านังดำมันแจ้งความจะทำไงวะออย”
       ออยไม่แคร์
       “ไม่กลัวหรอก มันไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่าง แล้วถ้าจะเอาเรื่องนะ คุณธัชช่วยได้อยู่แล้ว”
       แนทเจ็บใจ
       “คราวหน้าต้องเอามันให้หนักทั้งสองคน”
       ออยแค้นๆ
       “เราต้องวางแผนดีๆ หลังจากนี้มันคงระวังตัวแล้ว”
       ทั้งสามมองหน้ากันเซ็งๆ
      
       สายวันใหม่...เดือนเข้ามาที่โต๊ะ แปลกใจเมื่อเห็นดอกไม้ช่อใหญ่วางอยู่ เธอหยิบขึ้นมาดู เห็นการ์ดที่แนบมา แววตาวาบขึ้นอย่างดีใจแว่บหนึ่งเมื่อเดาได้ว่าเป็นใคร แต่แล้วก็กลับเศร้า ถอนใจออกมา ขณะเดียวกันนั้นเสียง โจ้ดังขึ้น
       “น้องเดือน...”
       เดือนหันไปทักทายตอบ จะซ่อนดอกไม้ก็ไม่ทันแล้ว เลยรีบยกมือไหว้โจ้
       “สวัสดีค่ะ พี่โจ้”
       โจ้สังเกตเห็นดอกไม้
       “เอ๊ะ...ดอกไม้ใครเอ่ย”
       “คงส่งผิดน่ะค่ะ”
       โจ้มองเดือนเหมือนไม่เชื่อ เดือนตกใจเมื่อเห็นไวภพเข้ามา
       “เดือน...”
       โจ้หันไปมองไวภพเหยียดๆ ไวภพยกมือไหว้ โจ้ไม่รับไหว้
       “อ้าว...ยังอยู่อีกเหรอ”
       ไวภพไม่ตอบโต้โจ้ หันไปพูดกับเดือน
       “ผมอยากคุยกับเดือน”
       “คุยเรื่องอะไรคะ”
       ไวภพมองโจ้อึกอัก
       “เรื่องที่เราเข้าใจผิดกัน”
       “ไม่มีอะไรเข้าใจผิดหรอกค่ะ ทุกอย่างเคลียร์หมดแล้ว”
       “แต่ผมไม่เคลียร์นะครับ ผมอยากคุย...”
       “เสียเวลาเปล่าๆค่ะ” เดือนดูนาฬิกา “เดี๋ยวเดือนต้องรีบไปเรียนแล้วด้วย”
       “ผมขอคุยแค่แป๊บเดียว”
       “คงไม่ได้หรอกค่ะ ขอโทษนะคะ เดือนต้องไปแล้ว”
       เดือนเก็บของ ไวภพจะเข้ามาใกล้เดือน โจ้เข้าไปขวาง
       “น้องเดือนต้องรีบไป เข้าใจไหม”
       ไวภพชะงักส่งสายตาอ้อนวอนเดือน
       “เดือนครับ...”
       โจ้รีบเข้าไปกันเดือนไว้
       “พี่เดินไปเป็นเพื่อนน้องเดือนเองครับ จะได้ไม่มีใครตามไปเซ้าซี้” โจ้ถือโอกาสดึงหนังสือมาจากเดือน “พี่ช่วยถือครับ”
       “ขอบคุณค่ะพี่โจ้”
       เดือนเดินออกไป โดยทิ้งช่อดอกไม้ไว้ตรงนั้น ไวภพหยิบดอกไม้ขึ้นมาเศร้าๆ โจ้หันมาแอบยักคิ้วเยาะไวภพ
       โจ้เดินมากับเดือนตามทางเดินในมหาวิทยาลัย เดือนเดินซึมไม่พูดไม่จา
       “ถ้าน้องเดือนรำคาญไอ้ไวละก็ บอกพี่นะครับ พี่จะช่วยกันมันให้ห่างๆเอง”
       “ขอบคุณค่ะพี่โจ้”
       “ไอ้ไวมันทำอะไรให้น้องเดือนโกรธใช่ไหมครับ”
       “เปล่าหรอกค่ะ เพียงแต่เดือน...เอ่อ...ไม่อยากเจอเขาอีก เราอยู่กันห่างๆดีกว่า”
       “โอเคครับ พี่เข้าใจ”
      
       โจ้แอบยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจ พอจะเดาออกว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองมาถึงทางตันแล้ว


  


       ดำนอนซมอยู่ในห้องพัก บิดตัวไปมาอย่างเจ็บปวด เสียงกริ่งในห้องดังขึ้น ดำเพลียจนลุกไม่ไหว
      
       เสียงกริ่งดังขึ้นติดๆ กัน ดำค่อยๆ พยุงตัวเองขึ้นมามองที่ช่องประตู เห็นเป็นซูซี่ จึงเปิดประตูให้ ซูซี่ชูถุงอาหารที่ซื้อมาพร้อมกับทักทาย
       “กูดม้อร์นิ่ง...ฉันซื้อข้าวต้มมาฝาก...”
       แต่แล้วซูซี่ก็ชะงัก เมื่อเห็นสภาพของดำ
       “โอ้วมายก็อด ท่าทางไม่ค่อยดีเลยนะดำ แย่กว่าเมื่อคืนอีก”
       ดำโซเซเข้าไปในห้อง ซูซี่ปิดประตูแล้วรีบตามเข้าไป ดำทรุดลงบนเตียง
       “เป็นยังไงบ้าง โอเคมั้ย”
       ดำทำนิ้วเป็นวงกลมพลางพยักหน้าอย่างอ่อนระโหย ซูซี่ไม่เชื่อ
       “หน้าแกไม่ดำแล้วนะ แต่แดงแทนน่ะ” เธอเอามือแตะหน้าผากดำแล้วตกใจ “โอ้วมายก๊อด แกเป็นไข้นี่”
       “เหรอ...มิน่าล่ะเพลียเป็นบ้า”
       “ไปหาหมอดีกว่านะดำ”
       “ไม่เอาๆ ไม่ต้องไปหาหรอก เปลืองเงินเปล่าๆ”
       “เปลืองเปลิงอะไรกัน ถ้าแกจับไข้ตายขึ้นมาจะทำไงวะ ไปหาหมอเดี๋ยวนี้”
       ซูซี่ดึงออกไป ดำขืนตัวแต่ไม่ค่อยมีแรง
       “บอกว่าไม่ไปไงล่ะ”
       “แกต้องไป อย่าให้ฉันต้องออกแรงได้ไหม ฉันเหนื่อยนะโว้ย ไป...”
       “ไม่...”
       “ถ้าแกไม่ไป คืนนี้แกไปร้องเพลงไม่ได้แน่ ให้หมอฉีดยาสักเข็มจะได้ไปร้องเพลงไหว ไปซี่”
       ซูซี่ลากออกไป ดำยอมตาม
      
       ซูซี่พาดำมาที่คลินิก ดำมองไปรอบๆ เห็นคนมานั่งรอเต็มห้อง
       “บอกแล้วว่าไม่ต้องๆ เปลืองเงินเปล่าๆ”
       “เฮ้ย...คลินิกนี่หมอใจดี เขาไม่คิดค่ายาแพงหรอก”
       “ไม่คิดแพงนี่เท่าไร”
       “ไม่เคยเกิน 50 บาท”
       ดำทำตาโตเหมือนไม่เชื่อ
       “มิน่าคนไข้เพียบ หมออะไรใจบุญเป็นบ้า”
       “ตอนแรกฉันก็คิดว่าหมอบ้าเหมือนกัน แต่พอเจอแล้วฉันกลับคิดว่าหมอหล่อ มากกว่า ฮิๆ” ซูซี่ดึงดำไปที่เคาน์เตอร์ “รีบมาทำบัตรก่อนเร็ว”
       ซูซี่พาดำไปที่เคาน์เตอร์ทำบัตร เสียงใครบางคนดังขึ้น
       “มาทำบัตรเหรอคะ”
       ดำชะงักอย่างคุ้นเสียง หันไปเธอก็ต้องแปลกใจมาก
       “พี่หวาน”
       ใจหวานเดินออกมาจากห้องตรวจ มองดำอย่างแปลกใจเช่นกัน
       “ดำ...”
       “พี่หวาน ไม่สบายเหรอ”
       “เปล่าหรอก มาช่วยงานหมอน่ะ”
       ดำมองใจหวานอย่างแปลกใจ
       “เดี๋ยวนี้พี่หวานเป็นผู้ช่วยหมอแล้วเหรอเนี่ย”
       “เพิ่งมาเริ่มทำน่ะ ฝึกๆ อยู่ แล้วแกล่ะดำ”
       ดำยกมือไหว้
       “หนูต้องขอโทษพี่หวานด้วย ที่ไปร้องเพลงให้คู่แข่งเฮีย”
       “ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ แกก็ต้องก้าวไปข้างหน้า จะมาจมปลักอยู่กับฉันไม่ได้หรอก” ใจหวานหยิบบัตรใหม่ขึ้นมา “มาทำบัตรก่อน เดี๋ยวค่อยคุยกัน กรอกชื่อที่อยู่ตรงนี้นะดำ...”
       ดำพยักหน้า พลางมองใจหวานอย่างรู้สึกซาบซึ้ง
      
       ใจหวานพาดำกับซูซี่เข้ามาในห้องตรวจ ดำแปลกใจยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเห็นจอร์จในชุดกาวน์เงยหน้าขึ้นเขาแปลกใจเช่นกันที่เห็นเธอ
       “ดำ...”
       “ครูจอร์จ ครูเป็นหมอด้วยเหรอ”
       ใจหวานสวนขึ้น
       “เพิ่งรู้เหรอยะ”
       “ก็ไม่เห็นมีใครเคยเล่าให้หนูฟังนี่ ที่บอกว่าไปคลินิกหนูก็นึกว่ามาเป็นผู้ช่วยหมอ”
       “ฉันนี่แหละผู้ช่วยหมอ ครูจอร์จคือหมอตัวจริง แต่เขาไม่ค่อยเปิดเผยให้ใครรู้ อยากให้ทุกคนรู้จักเขาในฐานะครูมากกว่า”
       จอร์จยิ้มรับ ดำมองกึ่งทึ่งกึ่งงุนงง
       “งั้นหนูก็ขอเรียกครูจอร์จต่อไปก็แล้วกัน”
       “แต่ซูซี่ขอเรียกคุณหมอขาเหมือนเดิมนะคะ”
       ซูซี่ปรี่เข้าไปไหว้จอร์จใกล้ๆ แทบจะกราบตรงอก
       “สวัสดีค่าคุณหมอขา”
       “สวัสดีครับซูซี่”
       ดำแปลกใจ
       “รู้จักกันด้วยเหรอ”
       “ฉันบอกแล้วไงว่าเป็นคนไข้ประจำของหมอน่ะ...หมอช่วยตรวจดำด้วยนะคะ”
       ดำหันมองจอร์จ เขามองเธออย่างพิจารณา
       “ดำโดนอะไรมา ทำไมหน้าตาฟกช้ำแบบนี้”
       ซูซี่ตอบแทน
       “ดำถูกคนทำร้ายมาค่ะ”
       จอร์จตกใจ
       “ใครทำร้ายดำ”
       ดำรีบตอบก่อน
       “พวกวัยรุ่นแถวผับค่ะ”
       จอร์จเป็นห่วง
       “แจ้งความหรือยัง”
       ดำชะงักแล้วโกหกไป
       “แจ้งแล้วค่ะ”
       ซูซี่ทำท่าเซ็กซี่ใส่จอร์จ
       “ซูซี่เป็นคนฝ่าอันตรายไปช่วยดำออกมาเองล่ะค่ะคุณหมอ”
       ซูซี่ทำตาปิ๊งๆ ใส่ จอร์จหันมาถาม
       “แล้วซูซี่เป็นอะไรหรือเปล่า”
       “ซูซี่ไม่เป็นไรค่า แต่ดำเนี่ยอาการหนัก ไข้ขึ้นเลยค่ะ”
       จอร์จหันไปทางดำ
      
       “งั้นขอวัดไข้หน่อยนะ”
ตอนที่ 12
      
       ใจหวานหยิบปรอทวัดไข้ใส่ปากดำ จอร์จใช้หูฟังตรวจดำ สองคนมองหน้ากันใกล้ๆ ดำรู้สึกหวั่นไหวแปลกๆ
      
       ดำเดินเหม่อออกมาหน้าคลินิก ซูซี่หิ้วถุงยาตามออกมา
       “อย่าลืมกินยาตามที่หมอสั่งด้วยนะ”
       “ไม่ลืมหรอก แกกลับบ้านไปก่อนเถอะ จะได้มีเวลาพัก”
       “แกแน่ใจนะว่ากลับเองไหว”
       “ไม่ต้องห่วงน่า นั่งแท็กซี่แป๊บเดียวก็ถึงบ้านแล้ว”
       “โอเคซิกกาแร็ต คืนนี้ฉันจะบอกเจ๊ต่ายเองว่าแกลาป่วย”
       “ไม่ต้องๆ ฉันไม่ลา”
       “เฮ้ย แกจะไปร้องเพลงไหวเหรอ”
       “ไหวซี่”
       “ฉันว่าแกหยุดพักให้หายก่อนดีกว่านะ เดี๋ยวจะแย่กว่าเก่า”
       “บอกแล้วว่าไม่เป็นไร ฉันไหวน่า เดี๋ยวกินยานอนสักพักก็หายแล้ว หยุดไปขาดรายได้เปล่าๆ”
       “แกนี่มันควายถึกจริงๆ ดูอาการก่อนก็แล้วกัน ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องไป ไม่งั้นแกอาจจะเดี้ยงยาวนะโว้ย”
       “เออๆ ถ้าไม่ไหวก็ไม่ไปหรอก”
       “ต้องอย่างนี้สิวะ เดี๋ยวฉันเรียกแท็กซี่ให้”
       ซูซี่เดินออกไปโบกแท็กซี่ ดำป้องมือมองแดดที่ส่องลงมา เธอมึนๆ เหมือนจะเป็นลม แต่ก็ฝืนใจไว้ แท็กซี่แล่นเข้ามาจอด ซูซี่เปิดประตูให้ดำขึ้นรถ แล้วส่งถุงยาให้ ดำขึ้นรถ ซูซี่มองตามแท็กซี่ที่วิ่งออกไปอย่างเป็นห่วงดำ
      
       เดือนกลับมาที่โต๊ะใต้ตึกมหาวิทยาลัย เห็นดอกไม้ช่อเดิมยังวางอยู่ เธอเอื้อมมือจะไปหยิบขึ้นมา โจ้โผล่เข้ามาทันที
       “น้องเดือนคร้าบ...”
       โจ้เข้ามานั่งข้างๆ เดือนอึดอัด
       “เลิกเรียนแล้วเหรอครับ”
       “ค่ะ”
       “งั้นพี่ไปส่งที่บ้านนะครับ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ เดือนมีรถมารับ”
       “พี่ไปส่งที่รถก็ได้...นะครับ”
       เดือนอึกอักหาทางปฏิเสธ
       “ไม่...”
       แต่แล้วเดือนเหลือบไปเห็นด้านข้างของไวภพที่ซ่อนตัวอยู่ จึงรีบหันไปบอกโจ้
       “งั้นก็ได้ค่ะ”
       โจ้ดี๊ด๊า รีบหยิบหนังสือของเดือนขึ้นมา แล้วผายมือให้ เดือนรีบเดินออกไป ไวภพมองตามเป็นห่วง
      
       เดือนเดินเร่งฝีเท้ามา โจ้รีบตามมา
       “น้องเดือนรอด้วยครับ”
       เดือนชะลอฝีเท้า โจ้เดินมาข้างๆ
       “ขอโทษทีค่ะ เดือนรีบไปหน่อย พอดีรถที่บ้านมารอแล้ว”
       “ค่อยๆเดินดีกว่าครับ รีบก็กลับบ้านเร็วเปล่าๆ”
       ทันใดนั้น โจ้มองเห็นอะไรแว้บๆ จากทางหางตา พอหันไปมองก็เห็นไวภพรีบหลบเข้าข้างทางหลังเสาไฟ โจ้ยิ้มกริ่ม เข้าไปกระซิบใกล้เดือน
       “วันหลังไม่ต้องให้คนรถมาส่ง ให้พี่ไปส่งที่บ้านสะดวกกว่านะครับ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ คุณพ่อไม่ยอมให้ใครไปส่งเดือน ท่านให้รถมารับทุกวันค่ะ”
       โจ้ทำท่าจะจูงมือเดือนเพื่อเย้ยไวภพ แต่เดือนดึงออก โจ้ทำหน้าเซ็ง
       “น่าเสียดายจังนะครับ”
       โจ้แกล้งจับต้นแขนเดือนดึงไปอีกทาง
       “มาทางนี้ดีกว่าจ้ะ”
       “ไปไหนคะ”
       “ด้านนั้นแดดร้อน”
       โจ้ดึงเดือนมาแนบตัว ไวภพร้อนใจ อยากจะออกไป เดือนพยายามเบี่ยงตัวออก
       “พี่โจ้อย่าทำอย่างนี้ค่ะ ใครเห็นมันน่าเกลียด”
       โจ้จำใจยอมปล่อยเดือน
       “โธ่...น้องเดือน”
       เดือนพยายามเดินห่างจากโจ้ ไวภพค่อยโล่งใจ
      
       ดำเปิดประตูเข้ามาในห้องพักสมพันธุ์พร้อมถุงอาหาร เห็นเขานั่งเล่นเกมอยู่
       “พี่พันจ๋า ฉันซื้อข้าวหน้าเป็ดเจ้าอร่อยกับพายสับปะรด ของโปรดพี่พันมาจ้ะ”
       สมพันธุ์ยังไม่วางมือจากเกม ไม่ได้สังเกตเห็นดำ
       “ขอบใจจ้ะ”
       ดำถือถุงอาหารจะเดินไปครัว
       “เดี๋ยวฉันเอาใส่จานให้นะ”
       สมพันธุ์พยักหน้า ดำเดินไปที่ครัวเล็กๆ รู้สึกเหมือนจะวูบๆ แต่ก็ฝืนใจ ดำกลับมาพร้อมกับจานข้าว ขนม และแก้วใส่น้ำเย็น
       “มากินก่อนเถอะพี่พัน เดี๋ยวเย็นแล้วไม่อร่อย”
       สมพันธุ์ยังเล่นเกม แต่พอสมาธิหลุดก็ร้องโวยวาย
       “โธ่เว้ย...ตายเลย”
       “กินก่อนเถอะพี่”
       สมพันธุ์วางเครื่องลงอย่างหงุดหงิด พอหันมาถึงสังเกตเห็นหน้าดำ
       “ดำไปโดนอะไรมา ทำไมหน้าตาช้ำๆ”
       “อ๋อ...มอเตอร์ไซค์ล้มน่ะ”
       สมพันธุ์ พยักหน้า
       “งั้นเหรอ วันหลังระวังหน่อยละกัน มีตังค์แล้วอย่าไปนั่งเลย มอเตอร์ไซค์ มันอันตราย”
       สมพันธุ์ยกจานข้าวขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย ดำมองอย่างรู้สึกชื่นใจ
       “ฉันยังไม่มีตังค์ซะหน่อย”
       สมพันธุ์ชะงัก มองดำอย่างรู้สึกผิด
       “งั้นดำไม่ต้องมาช่วยพี่หรอก”
       “ไม่ใช่นะพี่พัน ฉันหมายความว่า...ยังไม่รวย แต่ก็พอมีเงินเก็บบ้างแหละ นั่งมอเตอร์ไซค์มันประหยัดแล้วก็เร็วดี แต่วันหลังก็จะพยายามไม่นั่งแล้วถ้าไม่จำเป็น”
       “ดีแล้ว อย่านั่งเลย พี่เป็นห่วง”
      
       สมพันธุ์กินข้าวต่อไปอย่างไม่ได้สนใจเธออีก ดำแอบยิ้ม มองเขาอย่างซาบซึ้ง ในขณะที่สมพันธุ์กินแล้วหันกลับไปกดเกมเล่นต่อ


  


       จอร์จเก็บอุปกรณ์โดยมีใจหวานช่วย จอร์จหน้าเคร่งเครียด ถอนใจหนักๆ ใจหวานมองสงสัย
      
       “คิดเรื่องอะไรอยู่คะหมอ”
       “ผมเป็นห่วงดำ”
       “จะไปห่วงมันทำมั้ย มันอึดจะตายนังดำน่ะ”
       “ดำเป็นคนไม่แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นง่ายๆ ผมกลัวว่าเขาจะไม่ดูแลตัวเองน่ะสิ”
       “โธ่...หมอก็ ชาติก่อนนังดำไปทำบุญอะไรไว้กับหมอนะ ถึงได้แคร์มันขนาดนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นญาติกัน มันรึก็ไม่เคยสนใจใยดีหมอสักนิด ทั้งที่มันไม่มีอะไรคู่ควรด้วยซ้ำ”
       จอร์จมองอย่างตำหนิ
       “ใจหวาน...”
       “ฉันพูดความจริงนะหมอ หมอจะโกรธฉันก็ได้ ถึงฉันจะรักและเป็นห่วงนังดำเหมือนน้องสาวคนนึง แต่บางทีก็หมั่นไส้ในความหยิ่งยะโสอวดดีไม่ยอมใครของมันเหมือนกัน”
       “ผมเข้าใจว่าทำไมดำถึงเป็นอย่างนี้ เพราะเขาโตขึ้นมาด้วยตัวเอง ไม่มีพ่อแม่คอยดูแล โตมาแบบที่คนไทยเรียกว่าอะไรนะ...ปากกัดตีนถีบ...”
       ใจหวานพยักหน้ารับว่าใช่
       “ผมรู้ว่าเขาลำบากมามาก ก็เลยอยากช่วยเขา ดำเขาไม่มีใครเลยนะหวาน”
       ใจหวานมองจอร์จอย่างเห็นใจ
       “วันนี้หวานไม่ต้องไปร้องเพลง เดี๋ยวจะไปเป็นเพื่อนหมอเอง”
       จอร์จยิ้มออกมาได้
      
       เย็นนั้น โจ้เดินเข้าบ้านมาพลางผิวปากอย่างอารมณ์ดี จรูญศรีถามอย่างแปลกใจ
       “อารมณ์ดีอะไรตาโจ้”
       โจ้นอนเหยียดยาวบนโซฟา แล้วถอดรองเท้าเหวี่ยงสะเปะสะปะไป
       “ส้มหล่นใส่น่ะแม่”
       “ส้มอะไรหล่น ส้มเขียวหวาน ส้มโอ หรือว่าส้มเช้ง”
       โจ้หัวเราะร่า
       “ฮ่าๆๆ ส้มพระจันทร์ ใหญ่กว่าส้มไหนๆ ในโลก”
       จรูญศรีงงๆ
       “อะไรของแก ส้มพระจันทร์”
       “พระจันทร์ก็เดือนไงล่ะแม่”
       จรูญศรีคิดๆ
       “หนูเดือน...เดือนไขแสง...งั้นเหรอ”
       โจ้ยักคิ้วแทนคำตอบ
       “หล่นมายังไง ไหนเล่าให้แม่ฟังซิ”
       “ก็ท่าทางจะเลิกกับไอ้ไวแล้ว ไม่ยอมคุยกัน ไม่มองหน้ากัน ขนาดไอ้ไวเอาดอกไม้มาให้ ยังทิ้งไว้ที่โต๊ะเลย”
       จรูญศรีหน้าตื่น
       “ฮ้า...จริงเหรอ งั้นแกต้องจับให้อยู่หมัดเลยนะ ตระกูลดำรงธุรการสมบัติเหลือกินเหลือใช้ รับรองว่าแกเป็นหนูตกถังข้าวสารแน่”
       “แล้วเขาจะยอมยกสมบัติให้ลูกเลี้ยงเหรอ”
       “ต้องยกให้สิ ไม่งั้นจะขอมาเลี้ยงทำไม ทั้งผัวทั้งเมียก็รักยังกับลูกในไส้ตัวเองเป็นลูกคนเดียวของสายตรงตระกูลนี้ ใครได้ไปก็โชคดีตลอดชาติ”
       โจ้กับจรูญศรียิ้มกระหยิ่มให้กัน
      
       เดือนจูงลิลลี่ออกมาเดินเล่นในสวนสาธารณะหมู่บ้านสีหน้าเหม่อลอย มองไปด้านหนึ่งที่เธอเคยมาเดินกับไวภพก็อดนึกถึงไม่ได้...ในอดีตที่ผ่านมาไวภพกับเดือนเดินจูงมือกัน
       “วันนี้เดือนอย่าเพิ่งรีบกลับบ้านนะครับ”
       “ค่ะ วันนี้เดือนไม่รีบกลับหรอกค่ะ เดือนอยากจะดื้อกับคุณพ่อคุณแม่บ้าง”
       “ผมสัญญาว่าผมจะรักเดือนคนเดียว แล้วผมจะหาทางไปเยี่ยมบ่อยๆ”
       “เดือนจะรีบเรียนจบให้เร็วที่สุด จะได้รีบกลับมานะคะ”
       ไวภพโอบไว้ เดือนซบกับไหล่ของเขาอย่างเศร้าสร้อย...เดือนน้ำตาคลอ ลูบขนลิลลี่เศร้าๆ
       “ฉันลืมเขาไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากขัดใจคุณพ่อ ฉันจะทำยังไงดีลิลลี่”
       เดือนน้ำตาไหลออกมาอย่างเจ็บปวด
      
       จรูญศรีนั่งร้องไห้น้ำตาไหลพราก โจ้เดินเข้ามาเห็นก็แปลกใจ
       “อ้าว...แม่ เป็นอะไรไป เมื่อกี้ยังหัวเราะกันอยู่เลย”
       “ยัยจ้อยน่ะซี่ ยัยจ้อย...”
       “พี่จ้อยทำไมอีกล่ะแม่”
       “ยัยจ้อยโทรมา...บอกว่าจะกลับเมืองไทย”
       “โธ่...นึกว่าอะไร ดีใจหรอกเหรอแม่”
       “ดีใจกะผีอะไรล่ะ แม่เสียใจต่างหาก ก็ยัยจ้อยมันหย่ากับผัวแล้ว”
       “ทำท่าจะหย่ากันมาหลายทีแล้วนี่”
       “ทั้งยัยจ้อยยัยจิ๋มทำแม่ขายหน้า ดีนะจับยัยจิ๋มใส่ตะกร้าล้างน้ำแต่งกับเสี่ยเม้งไปซะได้ แกต้องช่วยกู้หน้าแม่นะโจ้ จับยัยเดือนนั่นให้ได้ แม่จะได้สบายซะที”
       “ถ้าไม่มีไอ้ไวสักคน น้องเดือนหนีผมไม่พ้นแน่”
       โจ้ยิ้มกระหยิ่มอย่างมั่นใจ
      
       ดำกลับเข้ามาในห้องพักของตนเองพร้อมกับถุงยา รู้สึกหน้ามืด ยืนโงนเงนเหมือนจะเป็นลม เธอรีบเปิดถุงยามือไม้สั่น แล้วรินน้ำมาดื่ม น้ำเกือบหกรดตัวแล้วก็ล้มตัวลงนอนบนที่นอน ผล็อยหลับไปทันที
      
       ค่ำนั้น เจ๊ต่ายรอดำอย่างกระสับกระส่ายอยู่ในห้องแต่งตัวนักร้อง
       “ทำไมนังดำยังไม่โผล่มาอีกนะ”
       ออย แนท และแอ๋มมองหน้ากันยิ้มๆ ออยเบ้หน้า
       “คงตายไปแล้วมั้งเจ๊”
       ทั้งสามประสานเสียงหัวเราะกันลั่น
       “พวกหล่อนเนี่ยปากไม่เป็นมงคลเลย ผีเจาะปากมาพูดหรือไง ถ้านังดำตาย พวกแกเตรียมตกงานได้”
       ออยเถียง
       “ตอนนังดำยังไม่มา เจ๊ก็ยังอยู่ได้นี่”
       “แต่ก็อยู่อย่างลุ่มๆดอนๆ แกไม่รู้หรอกนังออย ว่าฉันเกือบจะเอาตัวไม่รอดจะเจ๊งมิเจ๊งแหล่อยู่แล้ว”
       พวกออยแอบเบะปาก ซูซี่เดินเข้ามา
       “มีอีพวกใจชั่วใจมาร นรกส่งมาเกิด มันทำร้ายดำจนเจ็บปางตาย”
       เจ๊ต่ายตกใจ
       “หา...ใครทำร้ายนังดำนะ ใจชั่วใจมารนี่ใคร”
       ซูซี่เหล่มองพวกออย
       “ก็คนแถวนี้แหละเจ๊”
       เจ๊ต่ายมองตามสายตาซูซี่ แล้วชี้ไปที่ออย แนท และแอ๋ม
       “นังสามตัวเนี่ยเหรอ”
       แนทลอยหน้าลอยตาเถียง
       “จะปรักปรำใครก็ต้องมีหลักฐานนะยะ ไม่งั้นจะฟ้องกลับฐานหมิ่นประมาท”
       ซูซี่สวน
       “ฉันมีหลักฐาน”
       ออยมองหน้า
       “หลักฐานอะไร”
      
       “กล้องวงจรปิดไงล่ะ”


       ทั้งสามหัวเราะเยาะกันอีก แอ๋มหันมาถามเจ๊ต่าย
       “เจ๊มีกล้องวงจรปิดด้วยเหรอ”
       เจ๊ต่ายอึกอัก
       “เสียไปนานแล้ว ยังไม่ได้ซ่อมเลย”
       ซูซี่หน้าเสีย
       “อ้าว...เสียแล้วไม่ซ่อมเหรอคะเจ๊”
       “ก่อนหน้านี้นึกว่าจะขายร้านแล้ว ก็เลยไม่ได้ซ่อม เอาน่า...เดี๋ยวเดือนหน้าถ้าไม่ลืมเจ๊จะส่งซ่อม”
       ซูซี่ถึงกับเซ็ง ออย แนท แอ๋มสบตากันสมน้ำหน้า เจ๊ต่ายหนักใจ
       “แล้ววันนี้นังดำจะมาร้องเพลงได้หรือเปล่า ลูกค้าถามหาหลายคนแล้วนะ”
       ซูซี่ตอบไม่ถูก
      
       ซูซี่ออกมามุมหนึ่งของผับ กดมือถือโทรออก แต่เป็นเสียงให้ฝากข้อความ
       “ดำเป็นอะไรหรือเปล่าวะเนี่ย ทำไมไม่เปิดมือถือ”
       ซูซี่ลองกดโทรออกอีก อย่างไม่สบายใจ
      
       จอร์จกับใจหวานมากดกริ่งหน้าห้อง แต่ดำยังไม่เปิด
       “สงสัยจะไม่อยู่”
       “แต่ซูซี่โทรบอกพวกเราว่าดำไม่ได้ไปร้องเพลง แล้วก็ติดต่อไม่ได้ น่าจะอยู่ในห้องนี่แหละค่ะ”
       จอร์จลองกดกริ่งอีกที แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
       “ไม่รู้เป็นอะไรหรือเปล่า ให้เจ้าของอพาร์ตเมนท์มาเปิดให้ดีกว่า”
       ทั้งสองกำลังจะออกไป แต่แล้วมีเสียงแกร๊กที่ประตู ทั้งสองหันหลังไป ดีใจ
      
       จอร์จกับใจหวานตามดำเข้ามาในห้อง ดำเสยผมอย่างรู้สึกเพลียจัด
       “แย่แล้ว หนูนอนเพลินจนลืมเวลาไปเลย” เธอหยิบมือถือมาดู “ตายแล้ว มือถือแบตหมดอีกต่างหาก ป่านนี้เจ๊ต่ายรอแย่”
       ดำรีบเอามือถือชาร์จแบตและเปิดใหม่ ใจหวานหันมาบอก
       “แกไปร้องเพลงไม่ไหวแล้วละดำ”
       “ไหว หนูยังไหว” ดำดูนาฬิกา “ต้องรีบแต่งตัวแล้ว”
       ดำทำท่าจะไปที่ตู้เสื้อผ้า จอร์จไปดึงไว้
       “อย่าดีกว่าดำ เธอร้องเพลงไม่ไหวหรอก นอนพักให้หายก่อน”
       “หนูหยุดไม่ได้ ถ้าหยุดหนูก็ขาดรายได้ไปตั้งเยอะ”
       “เงินกับสุขภาพ อะไรมันจะสำคัญกว่ากัน”
       “สำหรับหนู ตอนนี้เงินสำคัญกว่า ถ้าไม่มีเงินหนูก็ไม่มีทุกอย่างแม้แต่สุขภาพ”
       ใจหวานถอนใจ
       “เสียงเป็นเป็ดอย่างนี้ คนฟังเขาไม่อยากฟังแกหรอก”
       “ไม่เป็นไรหรอกพี่หวาน หนูจะบอกว่าไม่ค่อยสบาย เขาก็ให้อภัย”
       พูดจบดำก็เซไป จอร์จรีบเข้าไปประคองไว้
       “อาการหนักอย่างนี้ไปร้องเพลงไม่ได้หรอกดำ”
       “หนูกินยาแล้วน่าจะดีขึ้น ครูมียาแรงๆ แบบกินทีเดียวหายเลยไหม”
       “เดี๋ยวเอายาให้กิน เธอไปพักก่อน”
       ดำยิ้มเซียวๆ จอร์จประคองไปนั่งที่เตียง ใจหวานเดินไปรินน้ำ จอร์จเปิดล่วมยา หยิบยาบางอย่างออกมา ใจหวานส่งน้ำให้ดำ
       “แกนี่มันจริงๆ เลยนะนังดำ ทำไมไม่รู้จักดูแลตัวเอง”
       จอร์จยื่นยาให้
       “กินยานี่แล้วนอนสักพัก อาการจะดีขึ้น”
       ดำรับยามา
       “ทำไมครูไม่ให้ยานี้กับหนูแต่แรก”
       “ฉันไม่รู้นี่ว่าอาการเธอจะหนักขนาดนี้”
       “งั้นครูช่วยจัดยาให้หนูอีกชุดนะคะ จะได้หายไวๆ”
       “ยามันไม่ได้วิเศษอะไรหรอกนะ ยิ่งยาแรงมันก็อาจจะมีผลข้างเคียงแรงตามมาด้วย”
       “เอาเถอะน่า ขอให้หนูหายเร็วๆ จะได้กลับไปร้องเพลงก็พอแล้ว”
       ดำยอมกินยาแต่โดยดี จอร์จยิ้มพอใจ ใจหวานมองดำอย่างหมั่นไส้
      
       ออยร้องเพลงด้วยท่าทางเซ็กซี่ จนมาถึงท่อนสุดท้าย คนตบมือเปาะแปะๆ แบบเบื่อๆ ไม่มีความตื่นเต้นเพราะเห็นบ่อย ออยลงมาด้านล่าง เพื่อจะมาหาธัชชัย แต่ออยชะงักเพราะเสียงใครบางคนเรียก
       “ออย...”
       ออยหันไปเห็นสมพันธุ์ก็เซ็งมาก
       “มาทำไมอีกเนี่ย กลับไปซะ ฉันจะทำงาน”
       “พี่จะรอออยกลับพร้อมกัน”
       “ไม่ต้องรอ ฉันไม่กลับพร้อมแกหรอก”
       “พี่จ่ายค่าเช่าแล้วนะ ออยสบายใจได้ พี่ไม่ได้มาขออะไรจากออย”
       “ไม่ขอวันนี้ วันหลังก็ต้องขออีกแหละ ไอ้แมงกะจั๊ว ไปให้พ้น ฉันไม่อยากเห็นหน้าแกอีก”
       ออยจะเดินหนี แต่สมพันธุ์ดึงแขนไว้
       “ออย...”
       “ปล่อย”
       ออยพยายามจะสะบัดออกจากสมพันธุ์ แต่เขาไม่ยอมปล่อย
       “ปล่อยสิวะ ฉันบอกให้ปล่อยไงล่ะ”
       ธัชชัยมากระชากตัวสมพันธุ์ออกไป
       “ยุ่งอะไรกับออยวะ”
       “ออยเป็นแฟนผม”
       “ออยแฟนกูต่างหาก”
       สมพันธุ์หันไปมองออย
       “ออยนอกใจพี่เพราะมันใช่ไหม”
       ธัชชัยหันไปถามออย
       “ที่แท้มันเป็นแฟนออยเหรอ”
       ออยหน้าตื่น
       “ไม่ใช่ค่ะคุณธัช ออยไม่เคยเป็นแฟนมัน มันชอบมาตามตื๊อออย”
       “ออย...จะให้พี่เล่าเรื่องของเราให้...”
       ออยผลักสมพันธุ์ออกไปทันที
       “ไปให้พ้นนะไอ้แมงดา เลิกยุ่งกับชีวิตฉันซะที”
       “ทำไมออยว่าพี่อย่างนี้ พี่รักออยนะ”
       ธัชชัยเย้ยหยัน
       “เฮ้ย ผู้หญิงเขารังเกียจมึง จะตื๊อเขาทำหอกอะไรวะ”
       สมพันธุ์โกรธ
       “แล้วมึงเสือกอะไรด้วยวะ”
       ธัชชัยสวน
       “ก็มึงมาเสือกกับแฟนกูก่อน”
       “แฟนกูต่างหาก”
       สมพันธุ์ชก ธัชชัยไม่ยอม ชกกลับ ออยตกใจ
       “ว๊าย”
       สมพันธุ์กับธัชชัยชกกันชุลมุน เจ๊ต่ายวิ่งออกมาดู
       “ว้าย... ช่วยกันห้ามเร็ว เร็วเข้า”
       ทุกคนช่วยกันแยกสมพันธุ์กับธัชชัยออกจากกัน


  


       ดำหาวออกมาอย่างง่วงงุน
      
       “ทำไมง่วงอย่างนี้นะ”
       “ยามันทำให้ง่วงน่ะ”
       “ยาทำให้ง่วงเหรอ ทำไมไม่บอกก่อนล่ะครู แล้วอย่างนี้หนูจะไปร้องเพลงได้ยังไง”
       จอร์จดูนาฬิกา
       “ป่านนี้ยังไงก็ไปไม่ทันแล้ว”
       “ยังทัน ตอนนี้นังออยเพิ่งร้องเสร็จ เดี๋ยวหนูขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปแป๊บเดียว”
       ดำรีบไปเปิดตู้เสื้อผ้าทั้งที่ตาปรือ ใจหวานมองตามพลางส่ายหน้า
       “นังดำเอ๊ย...ดื้อยังกับควาย”
       แต่แล้วดำก็หาวหวอดติดๆกันอีกหลายครั้ง ตาปรือลืมแทบไม่ขึ้น
       “ง่วงเป็นบ้าเลย”
       ดำเริ่มเซเหมือนจะยืนหลับ จอร์จกับใจหวานพยักหน้าให้กัน แล้วเข้าไปช่วยกันประคองดำลงนอนบนที่นอน
       “นอนพักสักสิบนาทีก่อนนะดำ เดี๋ยวค่อยออกไปก็ได้”
       ดำพยักหน้าอย่างว่าง่าย
       “ก็...ดี...เหมือน...กัน...”
       ดำหัวถึงหมอนแล้วหลับไปเลย ใจหวานมองดำขำๆ
       “นังดำเอ๊ย ต้องใช้ไม้นี้ถึงจะยอมพัก”
       “คงอีกหลายชั่วโมงกว่าจะตื่น พรุ่งนี้สายๆ ค่อยมาดูอาการอีกที”
       จอร์จมองดำที่หลับไปอย่างพอใจ
       “คืนนี้ปล่อยให้นังดำฝันหวานไปก่อน”
       ทั้งสองช่วยกันเก็บของ แล้วออกจากห้องไป ดำนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง
      
       สมพันธุ์ถูกตำรวจกุมตัวเข้ามาในโรงพักพร้อมกับหน้าตาที่ฟกช้ำ
       “ผมไม่ผิดนะครับ ผมทำเพื่อป้องกันตัว อย่าจับผมเข้าคุกเลย”
       สารวัตรแย้ง
       “พยานเห็นเหตุการณ์ว่าคุณชกคู่กรณีก่อน”
       “เขาแย่งแฟนผมนี่ครับ”
       “คุณเจรจากับคู่กรณีเองก็แล้วกัน เดี๋ยวเขาส่งทนายมาคุย”
       “ผมไม่อยากติดคุก ช่วยผมด้วยนะครับสารวัตร”
       “งั้นคุณต้องเตรียมติดต่อญาติมาประกันตัว”
       สมพันธุ์ทรุดลงนั่งหน้าเครียด แต่แล้วก็นึกอะไรได้
       “ผมขอโทรหาญาติหน่อยนะครับ”
       สมพันธุ์หยิบมือถือขึ้นมา กดเบอร์หาใครบางคน
      
       ดำนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง แต่แล้วก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงมือถือดัง เธอลืมตาขึ้นงุนงงอยู่พักหนึ่ง ก็นึกขึ้นได้
       “แย่แล้ว...กี่โมงแล้วเนี่ย”
       ดำเอื้อมมือไปคว้ามือถือมารับสาย
       “ฮัลโหล พี่พัน”
       สมพันธ์ละล่ำละลักบอก
       “ดำ...ดำช่วยพี่ด้วย”
       “เกิดอะไรขึ้นเหรอพี่...อะไรนะ...พี่อยู่โรงพักไหน...จ้ะๆ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ”
       ดำรีบลุกขึ้น แต่เซไปนิดหนึ่ง แต่เกาะโต๊ะไว้ได้ เธอฝืนใจรีบเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบชุดที่ใกล้มือที่สุดออกมา
      
       ดำเข้ามาในโรงพัก ถามตำรวจ ตำรวจชี้ทางให้ ดำมองหาสมพันธุ์จนเจอ เห็นเขานั่งซึมอยู่ เธอรีบเข้าไปหา
       “พี่พัน”
       สมพันธุ์รีบลุกขึ้นอย่างดีใจ เข้ามาจับมือดำไว้
       “ดำ...นึกว่าดำไม่มาซะแล้ว”
       “พอดีหาแท็กซี่ยากเลยมาช้า พี่พันเป็นยังไงบ้าง”
       “ดำอย่าทิ้งพี่นะ ช่วยไปบอกพี่ศักดิ์ด้วย พี่ติดต่อพี่ศักดิ์ไม่ได้เลย แต่เขาคงช่วยอะไรไม่ได้ ถึงช่วยได้เมียเขาก็คงไม่ให้ช่วย พี่หวาดกับพี่หวินก็เหมือนกัน สองคนนี้ ดำไม่ต้องไปบอกเขาหรอก ไม่อยากยุ่งกับผัวเขา”
       ดำมองสมพันธุ์อย่างสงสารจับใจ
       “พี่พันไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะหาทางช่วยพี่เอง”
       สมพันธุ์เสียงเครือเหมือนจะสะอื้น
       “ขอบใจนะดำ ดำคงช่วยพี่ได้แน่ ช่วยไปคุยกับเพื่อนของออยให้เขายอมความกับพี่ พี่จะหาเงินมาจ่ายค่าปรับเอง”
       “ไม่ต้องไปคุยกับพวกมันหรอก”
       “ทำไมล่ะ”
       “พี่พันไม่รู้อะไร นังออยมันใจดำจะตาย มันไม่ยอมให้แฟนมันยอมความแน่”
       “แล้วพี่จะทำยังไง พี่ไม่อยากติดคุก พี่ไม่อยากติดคุกนะดำ”
       ดำลูบหลังปลอบ
       “พี่พันไม่ติดคุกหรอก ฉันจะหาทางประกันตัวพี่ออกมา”
       สมพันธุ์จับมือดำไว้ มองด้วยน้ำตาคลอตา
       “จริงนะดำ ความหวังของพี่อยู่ที่ดำคนเดียว หลุดออกไปได้พี่จะยอมเป็นทาสของดำจริงๆ นะ ดำดีกับพี่ยิ่งกว่าญาติพี่น้องแท้ๆ เสียอีก ไม่เสียแรงที่พ่อเคยรักดำเหมือนลูก”
       ดำจับมือสมพันธุ์ไว้อย่างให้ความมั่นใจ
       “จ้ะพี่พัน ฉันจะไม่มีวันทิ้งพี่พันไปไหน”
      
       สมพันธุ์บีบมือดำแน่น แล้วกอดไว้อย่างหาที่พึ่ง ดำลูบหลังปลอบเขาแต่สีหน้าทั้งเครียดทั้งเพลียจากอาการป่วย
ตอนที่ 13
      
       สายวันใหม่...จอร์จกดกริ่งหน้าห้อง เขาหิ้วถุงขนมและอาหาร โดยมีใจหวานมาด้วย ทั้งสองรอสักพัก แต่ดำก็ยังไม่มาเปิด ใจหวานบ่น
      
       “สงสัยยังไม่ตื่นมั้ง หลับยาวจริงๆ”
       “ป่านนี้ฤทธิ์ยาน่าจะหมดแล้ว”
       ใจหวานกดกริ่งซ้ำอีกหลายๆ ครั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครออกมาเปิด จอร์จชี้ให้ดูอะไรบางอย่าง
       “เอ๊ะ...ดูนี่สิหวาน”
       จอร์จชี้กุญแจที่คล้องอยู่ด้านนอก
       “แสดงว่าดำออกไปข้างนอก”
       “จะออกไปทำไม ตัวเองก็ไม่สบาย หรือว่าเมื่อคืนไปร้องเพลงอีก”
       “ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะดำหลับสนิท กว่าจะตื่นผับก็เลิกแล้ว”
       ทั้งสองมองหน้ากันอย่างตกใจเป็นห่วงดำ
      
       เจ๊ต่ายเปิดประตูออกมา ตกใจเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
       “เฮ้ย…”
       ดำสับปะหงกรออยู่ เจ๊ต่ายเข้าไปปลุกเบาๆ
       “ดำ มาทำอะไรที่นี่”
       ดำงัวเงียขึ้นมา ดีใจเมื่อเห็นเจ๊ต่าย รีบเข้าไปจับไม้จับมือ
       “เจ๊มาแล้วเหรอ”
       “ฉันต้องถามแกมากกว่าว่ามาแล้วเหรอ ทำไมเมื่อคืนไม่มาร้องเพลง”
       “เมื่อคืนฉันไม่สบายน่ะ”
       “แล้วมาทำไมตอนนี้ นี่มันยังเช้าอยู่เลย”
       “ฉันมาขอความช่วยเหลือเจ๊ เจ๊ช่วยพี่พันด้วยนะ”
       “พันไหนของแกวะ”
       “ก็พี่พันที่เมื่อคืนมีเรื่องชกต่อยกับแฟนใหม่นังออยไงเจ๊”
       “อ๋อ...ไอ้นายสมพันธุ์น่ะเอง แกเป็นอะไรกับมัน รู้จักมันด้วยเหรอ”
       “เขาเป็นเพื่อนเก่าหนูเอง เขาเป็นคนดีมาก แฟนนังออยเป็นคนหาเรื่องเขา เจ๊อย่าให้เขาติดคุกเลยนะ”
       “ฉันไม่ได้เป็นคนฟ้องมันนี่ ต้องไปขอร้องแฟนนังออยโน่น”
       “นังออยมันไม่ยอมแน่เจ๊ หนูจะขอยืมเงินเจ๊ไปประกันตัวพี่พันก่อน”
       เจ๊ต่ายสะดุ้ง
       “ว้าย จะมายืมเงินฉันเหรอ ฉันไม่มีให้หรอก”
       “นะคะเจ๊ หนูขอร้อง” ดำอ้อนวอนยกมือไหว้ “หนูไหว้ละ ช่วยหนูทีเถอะ พี่พันมีบุญคุณกับหนูมาก ช่วยเขาก็เหมือนช่วยหนูนั่นแหละ”
       “นายพันนั่นมาทะเลาะมีเรื่องในผับฉัน ทำให้ฉันเสียลูกค้า แถมข้าวของเสียหาย แล้วยังจะให้ฉันไปช่วยประกันตัวออกมาอีก ฉันก็โง่สิ”
       “หนูขอร้องจริงๆค่ะเจ๊ จะให้หนูทำยังไงก็ได้ ขอให้ช่วยพี่พันออกมาก่อน เดี๋ยวหนูร้องเพลงให้ฟรีสิบวันเลย”
       เจ๊ต่ายชะงักอย่างสนใจ
       “ร้องฟรีเหรอ จะเบี้ยวหรือเปล่า”
       “หนูไม่เบี้ยวหรอก ถ้าหนูเบี้ยวหนูก็ตกงานน่ะสิ เจ๊ต่ายเชื่อหนูเถอะนะ”
       เจ๊ต่ายยุ่งยากใจ
       “เดี๋ยวฉันจะหาทางช่วยก็แล้วกัน”
       ดำมีความหวังมากขึ้น
      
       ใจหวานกดมือถือโทรออกหาดำ แต่ไม่รับสาย เธอกดวาง แล้วหันมาบอกกับจอร์จ
       “ดำไม่รับสายเลย”
       “เกิดอะไรขึ้นกับดำกันแน่”
       “นั่นสิ หรือมันฝืนไปทำงานแล้วเกิดเป็นอะไรขึ้นมา”
       ทั้งสองสบตากันเครียดๆ
      
       ออยอยู่ในคอนโดโวยวายเสียงลั่น
       “อะไรนะเจ๊ จะให้หนูขอร้องคุณธัชให้ยอมความน่ะเหรอ”
       “เขาไม่ได้เจ็บอะไรนักหนานี่ ฝ่ายนั้นก็โดนไปเยอะเหมือนกัน”
       “แต่ไอ้พันเป็นคนมาหาเรื่องก่อน แล้วก็ชกคุณธัชก่อนด้วย”
       “พวกเขาทะเลาะกันเพราะแกไม่ใช่เหรอ คนนั้นก็แฟนเก่า คนนี้ก็แฟนใหม่อย่าไปเอาเรื่องเลยดีกว่า”
       “ขืนหนูไปพูดกับคุณธัช เขาก็ด่าหนูตายสิ ดีไม่ดีจะหาว่าหนูเข้าข้างยังไม่ลืมคนเก่าซะอีก”
       เจ๊ต่ายเกาหัวแกรกอย่างไม่รู้จะทำยังไงดี
       “โอ๊ย...จะทำยังไงดีละเนี่ย”
       ออยมองเจ๊ต่ายอย่างรู้ทัน
       “เมื่อคืนเห็นเจ๊ประกาศว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพราะทำข้าวของเสียหายแล้วทำไมจู่ ๆ มาให้หนูไปขอร้องคุณธัช มันเรื่องอะไรกัน”
       “ฉันไม่อยากให้มีเรื่องกัน อะไรยอมได้ก็ยอมๆ ไปเถอะน่า เรื่องเล็กนิดเดียวเอง”
       “นังดำมันให้เจ๊ช่วยใช่ไหม”
       “ก็...”
       เจ๊ต่ายพยักเพยิดยอมรับ ออยลอยหน้าลอยตา
       “หนูยอมช่วยก็ได้นะ บอกนังดำให้มากราบขอร้องหนูเองสิ”
       “โอ๊ย...คนอย่างนังดำไม่มีทางยอมหรอก ไม่มีทาง”
       “งั้นก็ช่วยไม่ได้นะเจ๊ ไปพูดกับคุณธัชไม่ใช่ง่ายๆ หนูไม่อยากเสี่ยง”
       ออยกอดอกหยิ่งๆ เจ๊ต่ายมองหนักใจ
      
       ดำกลับเข้ามาในห้องอย่างเพลียๆ เสียงมือถือที่ดำวางลืมไว้ที่โต๊ะดังขึ้น เธอมองหาจนเจอ แล้วรีบรับสาย
       “ฮัลโหล...เจ๊ต่าย เป็นไงบ้างคะ”
       “ขนาดไปขอร้องมันด้วยตัวเอง นังออยมันยังไม่ยอมช่วยเปล่าๆเลย”
       “มันอยากได้เงินเท่าไร”
       “มันไม่ได้อยากได้เงิน แต่...”
       “แต่อะไรคะ บอกมาเลย ถ้าหนูให้ได้หนูยอมให้มัน”
       “มันอยากให้แกทำอะไรอย่างนึง”
       “ทำอะไรเหรอเจ๊”
       เจ๊ต่ายไม่รู้จะพูดยังไงดี
      
       ออยเปิดประตู พอเห็นว่าเป็นดำก็ยิ้มเยาะ
       “กล้ามาถึงนี่เลยเหรอ”
       แอ๋มกับแนทที่อยู่ในห้องรีบวิ่งออกมาดู แอ๋มชะงัก
       “เฮ้ย...มาจริงเหรอวะ”
       แนทแทรกมา
       “ไหนดูหน้ามันหน่อยซิ”
       ดำมองกราดทั้งสามที่ยืนเรียงหน้าอยู่ตรงประตู
       “ฉันขอเข้าไปคุยด้วยหน่อย”
       ออยเสียงแข็งใส่
       “คุยตรงนี้ก็ได้”
       “ฉันคุยกับเจ๊ต่ายแล้ว ถ้าแกอยากให้ฉันทำอะไรฉันก็จะทำ แต่แกต้องสัญญาว่าถ้าฉันทำแล้วแกต้องช่วยพี่พันด้วย”
       “ฉันไม่เคยผิดสัญญาใคร”
       “โอเค งั้นจะให้ทำตรงนี้เลยใช่ไหม”
       แอ๋มเอากล้องมือถือมาถ่ายเป็นคลิปไว้ ดำแปลกใจ
       “ทำไมต้องถ่ายรูปด้วย”
       “ก็เอาไว้เป็นหลักฐานไง จะได้ไม่มีใครผิดสัญญากับใคร”
       “ฉันว่าไม่จำเป็น”
       “อย่าเรื่องมาก จะทำหรือไม่ทำ ยิ่งชักช้าไอ้พันของแกก็ต้องอยู่ในคุกนานขึ้นเร็วสิวะ”
       ออยชี้ไปที่เท้าตัวเอง ดำกัดฟันก้มหน้ามองไปที่พื้น
      
       “เร็วซี่ อย่าเวิ่นเว้อ”


  


       ดำคุกเข่าลง แล้วก้มไหว้ออยไม่แบมือแบบเร็วๆ ไม่ติดพื้น แล้วรีบเงยหน้าขึ้น ออยชะงัก
      
       “แกทำอะไรน่ะ”
       “ก็ทำอย่างที่แกต้องการไง”
       “ฉันยังไม่ทันเห็นเลย”
       “ฉันทำไปแล้วนะ”
       “เหมือนไม่เต็มใจ แกต้องกราบจนกว่าฉันจะสั่งให้เงยหน้าขึ้น”
       ดำกัดฟันอีกครั้ง กลั้นใจก้มลงกราบออย แอ๋มถ่ายคลิปไว้
       “ชิดๆ หน่อย ให้ติดพื้นเลยสิวะ”
       คราวนี้ดำก้มลงกราบออยแทบเท้า ออยเหยียบมือ ดำจับเท้าออยไว้
       “ถึงฉันจะยอมกราบตีนแก แต่ฉันไม่ยอมให้แกทำอย่างอื่นนะนังออย”
       “งั้นเหรอ”
       ออยสลัดเท้าอย่างแรง แล้วเตะเสยดำจนล้มหงายหลัง
       “ตอนนี้ฉันเป็นต่อแก อย่าสะเออะมาสู้กับฉัน เข้าใจไหม อีดำตับเป็ด”
       แอ๋มด่าต่อ
       “อีขี้เหร่”
       แนทเอาด้วย
       “อีหน้าผี”
       ออยมองเหยียด
       “คิดจะมัดใจพี่พันของแกน่ะเหรอ เขาไม่แลอีดำหน้ากระโถนอย่างแกหรอก ดูหน้าแกกับหน้าเขาซะก่อนว่ามันต่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับนรก ถึงแกช่วยเขาได้ก็โดนถีบหัวส่งอยู่ดี ฮะๆๆๆ”
       แนทกับแอ๋มและออยประสานเสียงกันหัวเราะลั่น ดำเถียง
       “พี่พันไม่ใช่คนสันดานชั่วอย่างพวกมึงหรอกโว้ย”
       ออยยิ้มหยัน
       “เออ...กูจะดูน้ำหน้ามัน กูรู้จักแมงกะจั๊วอย่างมันดี จะคอยดูว่ามันจะทนอยู่กับมึงได้สักกี่วัน”
       ดำเงยหน้ามองออยอย่างเจ็บใจสุดขีด พยายามสะกดกลั้นข่มอารมณ์เต็มที่คิดในใจว่าฝากไว้ก่อนเถอะ
      
       ดำโซซัดโซเซออกมาด้วยสภาพยับเยิน ไอออกมาจนตัวโยน แล้วล้มหมดแรง
       “แกจะล้มตอนนี้ไม่ได้นังดำ ต้องไปช่วยพี่พันก่อน”
       ดำกัดฟันแข็งใจลุกขึ้น แล้วเกาะเสาแถวนั้นไว้ แต่มองไปรอบๆ รู้สึกแดดร้อนเปรี้ยง แต่โลกกลับมืดลงทุกที เธอพยายามสลัดความอ่อนเพลียออกไป แล้วยืนตัวตรงขึ้นมา แต่พอเดินไปอีกสองสามก้าว ก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เสียงคนร้องวี้ดว้าย ซูซี่ก้าวเข้ามา
       “ดำ...”
       ซูซี่ก้มลงมามองดำอย่างเป็นห่วง พลางเขย่าตัว
       “ดำ...เป็นยังไงบ้างดำ ดำ...”
       ดำนอนแน่นิ่งกับพื้น
      
       สมพันธุ์นั่งรออยู่อย่างซึมเซา เพื่อนร่วมห้องขังมองมายังเขาอย่างสนใจ
       “หน้าตาน้องสวยดีนะ ชื่ออะไรน่ะเรา”
       สมพันธุ์กระถดตัวหนี
       “จะรู้ไปทำไม”
       ชายคนนั้นเข้าไปใกล้
       “เฮ้ย...อย่าเล่นตัวไปหน่อยเลย พี่ชอบน้องนะ หน้าตาจิ้มลิ้มอย่างนี้ ไปอยู่ข้างในฮอตแน่”
       “กูไม่ใช่นะโว้ย”
       “เดี๋ยวอยู่ๆ ไปก็ใช่เองน่ะแหละ”
       “อย่ามายุ่งกับกู”
       ชายคนนั้นเข้าหา สมพันธุ์ปัดป้องกระถดตัวหนีไปจนติดมุมห้อง
       “เล่นตัวแบบนี้เร้าใจดี”
       ชายผู้ต้องขังเข้ามาลูบแก้มสมพันธุ์ ทันใดนั้นเสียงตำรวจดังขึ้น
       “เฮ้ย...ทำอะไรน่ะ”
       ชายคนนั้นรีบแยกออกไป สมพันธุ์โล่งใจ ตำรวจเข้ามาเปิดประตู
       “นายสมพันธุ์ มีญาติมาประกันตัว”
       สมพันธุ์รีบผุดลุกขึ้นอย่างดีใจ
      
       ในคลินิกจอร์จ...ดำค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เห็นซูซี่มองอยู่
       “ดำฟื้นแล้วค่า”
       จอร์จเข้ามาดู ดำรีบลุกขึ้นมา แต่จับหัวตัวเองอย่างรู้สึกหน้ามืด จอร์จกับซูซี่ช่วยกันประคอง
       “ค่อยๆหน่อย ค่อยๆ เดี๋ยวก็เป็นลมเป็นแล้งไปอีก”
       “หนูเป็นลมไปเหรอ”
       ซูซี่พยักหน้า
       “ใช่ ดีที่เจ๊ต่ายโทรบอกฉันว่าแกไปที่คอนโดนังออย ฉันเลยรีบตามไป ตกลงแกยอมทำตามที่นังออยบอกเหรอ”
       ดำอึกอักโกหก
       “เปล่า ไม่ได้ทำซะหน่อย”
       “ฉันไม่เชื่อหรอก หน้าอย่างแกเหรอไปถึงที่แล้วจะถอยออกมา”
       ดำนึกได้
       “พี่พัน...พี่พันเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ฉันต้องรีบไปช่วยเขา”
       ดำทำท่าจะลงจากเตียง ซูซี่กับจอร์จช่วยกันห้าม
       “เดี๋ยวก่อนๆ แกนี่ใจร้อนจริงๆ”
       จอร์จบอกกับดำ
       “ไม่ต้องห่วงหรอกดำ พันเขาถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว”
       ดำชะงัก
       “ครูรู้ได้ยังไง”
       “เธอกลับไปบ้านก็รู้เอง”
      
       สมพันธุ์เดินออกมาอย่างดีใจกึ่งแปลกใจ
       “พี่หวาน”
       ใจหวานเดินเข้ามาหา สมพันธุ์ยกมือไหว้เธอ
       “ขอบคุณครับที่มาช่วยผม”
       “ดำขอให้ฉันช่วยประกันตัวเธอออกมา”
       “แล้วดำละครับ”
       ใจหวานนิ่งไป
      
       ซูซี่มาส่งดำที่ห้องพัก
       “นอนพักก่อนนะดำ”
       “ไหนล่ะพี่พัน ไหนบอกว่าเขาจะมาที่นี่”
       “เขากำลังจะมา แกนอนพักก่อนเถอะน่า”
       “ฉันนอนไม่หลับหรอก เป็นห่วงเขา”
       “แกอยู่เฉยๆ พี่หวานกับทนายไปจัดการอยู่ เดี๋ยวเขากลับมาแน่ ถ้าไปยุ่งกับเขาอีก เรื่องมันอาจจะวุ่นวายกว่านี้”
       “แสดงว่านังออยไม่ได้ช่วยพี่พัน”
       “น้ำหน้าอย่างมันเหรอจะช่วย มันหลอกแกมากกว่า”
       ดำเม้มปากแน่นอย่างเจ็บใจ
       “อีพวกคนสวยนี่ใจมันดำยิ่งกว่าผิวฉันซะอีก”
       “ทีหลังอย่าไปเชื่อคนอย่างนังออยเลย มันมีดีแต่หน้าตา อีกหน่อยพอเหี่ยว พอแก่แล้วไม่มีใครเอามันหรอก”
       “ฉันไม่ยอมให้มันแกล้งฉันฟรี ๆ แน่”
       “จะไปจัดการมันเมื่อไรก็บอกฉันเลย แต่วันนี้แกทำใจสบายๆ รอพี่พันของแกไปก่อน”
       “จะให้ฉันรอเฉยๆ งั้นเหรอ”
       “ถ้าพี่พันของแกไม่มาภายในชั่วโมง แกค่อยโทรถามพี่หวาน แล้วคืนนี้แกไม่ต้องสะเออะไปร้องเพลงล่ะ เอาละ ฉันต้องไปเตรียมตัวแล้ว เดี๋ยวไปไม่ทันเจ๊ต่ายโวยตาย”
      
       ซูซี่เปิดประตูออกไป ดำชะเง้อรออย่างร้อนใจ


       ใจหวานกลับมาหาจอร์จที่คลินิก
      
       “เรียบร้อยแล้วเหรอใจหวาน”
       “เรียบร้อยแล้วค่ะ นายพันดีใจใหญ่เลย”
       “ป่านนี้ดำคงสบายใจแล้ว”
       “ไม่เข้าใจเลย ทำไมหมอต้องใจดีกับดำขนาดนี้ ให้หวานไปช่วยสมพันธุ์แต่บอกว่าดำให้มาช่วย แล้วหมอจะได้อะไร”
       “ผมไม่อยากได้อะไร”
       “หมอนี่พ่อพระจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่ายังมีผู้ชายแบบนี้อยู่ในโลก”
       “ผมไม่ใช่พ่อพระหรอก แค่อยากจะช่วยดำกับสมพันธุ์เท่านั้นเอง”
       “อย่าเอาความสงสารมาใช้กับดำเลยค่ะ ดำไม่ชอบให้ใครสงสาร ถ้ามันรู้มันจะโกรธหมอมากกว่ารู้สึกขอบคุณนะคะ หวานรู้จักนิสัยมันดี”
       “ผมไม่ได้แค่สงสาร”
       “แล้วมันคืออะไรละคะ”
       “สมพันธ์เคยเป็นลูกศิษย์ผม เมื่อเขาเดือดร้อนผมก็ควรจะช่วย แล้วดำจะได้สบายใจด้วย”
       “ตอนนี้หวานเริ่มสงสารหมอแทนดำแล้วนะคะ หมอไม่รู้เหรอว่าในใจดำมันมีแต่พี่พันๆ ของมันคนเดียว”
       “ผมรู้”
       “ขอโทษนะคะที่หวานพูดตรงๆ หวานไม่อยากให้หมอมาทุ่มเทกับดำมากนัก ไม่อยากให้หมอเสียใจทีหลัง”
       จอร์จยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี
       “ผมไม่เสียใจในสิ่งที่ตัดสินใจทำไปแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง”
       ใจหวานมองจอร์จอย่างไม่เข้าใจ
      
       เดือนนั่งเหม่ออยู่ในบ้าน เขมวรรณเข้ามาถาม
       “วันนี้ไม่ไปเรียนเหรอลูก”
       “หนูรู้สึกไม่ค่อยสบายค่ะ”
       เขมวรรณเอามือแตะหน้าผาก
       “ตัวรุมๆ นี่จ๊ะ ทำไมไม่บอก เดี๋ยวแม่ไปเอายาให้นะ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ หนูเพิ่งทานไปเมื่อกี้นี้เอง”
       “งั้นขึ้นไปนอนพักเถอะลูก”
       เดือนพยักหน้าซึมเซา เขมวรรณลูบผมลูกสาว
       “หรือว่าหนูมีอะไรไม่สบายใจ”
       เดือนส่ายหน้า ไม่อยากพูดถึงให้สะกิดใจ
       “เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร หนูขอขึ้นไปนอนพักก่อนนะคะ”
       เดือนเดินออกไป เขมวรรณมองอย่างเป็นห่วง
      
       ไวภพมาชะเง้อมองเดือนที่โต๊ะอย่างเป็นห่วง ขณะเดียวกันนั้นเสียงโจ้ดังขึ้น
       “มาทำอะไรแถวนี้”
       ไวภพหันไป เห็นโจ้เดินเข้ามา มองอย่างไม่เป็นมิตร
       “มาหาเดือน”
       “วันนี้เดือนไม่มา”
       “วันนี้เดือนมีเรียนนี่ครับ”
       “แล้วเกี่ยวอะไรกับแกด้วย”
       “ผมเป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา”
       “เฮ้ย...แกน่าจะรู้ตัวแล้วนะว่าน้องเดือนเขาไม่อยากเจอหน้าแกอีกแล้ว อย่ามาที่นี่อีกเลยดีกว่า”
       “ผมอยากได้ยินจากปากเขาเอง”
       “เขาไม่อยากพูดกับแก อย่ามาวุ่นวายกับน้องเดือนอีกเลย น้องเขารำคาญแก มาก เขาขยะแขยงแก เข้าใจป่ะ”
       “ผมไม่เชื่อ เดือนต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ”
       “แกเลิกเซ้าซี้เดือนได้แล้ว ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
       “ขอบคุณที่เตือน ถึงยังไงผมจะปรับความเข้าใจกับเดือน ด้วยตัวเอง”
       ไวภพมองโจ้อย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะเดินออก โจ้มองตามหัวเราะหึๆ อย่างสะใจ
      
       เย็นนั้นไวภพอยู่ที่โรงสีของครอบครัว เขาเดินตามสมภพซึ่งกำลังอธิบายขั้นตอนในโรงสีให้ฟัง แต่ไวภพเหม่อลอย
       “นี่ดูข้าวที่สีออกมาแล้วมีคุณภาพมันต้องสีขาวนวล ไม่มีฝุ่นผงติดมาด้วยแบบนี้...”
       สมภพหันไป เห็นไวภพเหม่อ
       “แกฟังป๋าอยู่หรือเปล่า...ไว...ไว”
       ไวภพรู้สึกตัว
       “อะไรนะครับป๋า”
       “เฮ้ย...ไว หมู่นี้แกเป็นอะไรวะ เหม่อลอยไม่มีสมาธิเลย ป๋าให้มาช่วยงานก็งงๆ ทำผิดๆ ถูกๆ ตลอด เรียนหนักหรือไง”
       “ก็นิดหน่อยครับ”
       “ท่าทางจะไม่นิดหน่อยนะ เดี๋ยวนี้แกแปลกๆ กิจกรรมทำให้มันน้อยๆ หน่อยก็ได้ จะได้มีเวลามาช่วยป๋าดูโรงสี อีกหน่อยแกก็ต้องมาทำต่อ หัดเรียนรู้ไว้บ้าง”
       “ตอนนี้ผมไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมแล้วครับป๋า”
       “หรือว่ามีเรื่องสาวๆ ว้า”
       ไวภพอึกอัก สมภพเริ่มเข้าใจ
       “บอกซะก่อนนะ ถ้าจะมีแฟนก็เลือกที่มันดีๆ ขยันๆ เชื้อสายดี นิสัยดี ทำงานเก่ง อย่าเอาพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ รักสวยรักงาม แต่ทำงานไม่เป็นนะ ป๋าไม่ชอบ”
       “ครับป๋า”
       “เข้าใจก็ดีแล้ว งั้นมาดูตรงนี้...”
       สมภพอธิบายต่อ ไวภพแอบถอนใจ ไม่อาจตัดใจจากเดือนได้
      
       ดำเปิดประตูห้องโผเข้าหาสมพันธุ์อย่างดีใจ
       “พี่พัน เขาปล่อยพี่ออกมาแล้วเหรอ”
       “ใช่ ขอบใจนะดำที่ช่วยพี่”
       “คนที่ช่วยพี่คือครูจอร์จกับพี่หวานต่างหาก”
       ดำพาสมพันธุ์เข้ามาในห้อง
       “แต่เพราะดำเขาถึงไปช่วยพี่ ในโลกนี้มีดำคนเดียวที่เห็นใจพี่”
       “ฉันไม่เคยลืมหรอก ว่าลุงหวัดเคยมีบุญคุณกับฉัน พี่พันเป็นลูกของลุงหวัดก็เหมือนฉันได้ตอบแทนลุงหวัดไปด้วย”
       สมพันธุ์นั่งลงบนโซฟา
       “พ่อคงดีใจที่มองคนไม่ผิด พ่อก็รักดำเหมือนลูกคนนึง”
       “วิญญาณลุงหวัดคงคอยดูแลพี่พันอยู่ด้วย พ้นเคราะห์ไปซะทีนะ”
       “พี่ดีใจ เลยรีบมาขอบใจดำด้วยตัวเอง”
       ดำยิ้มดีใจ สมพันธุ์เผลอเอามือเกาแขนไปด้วย ดำสังเกตเห็น
       “อาบน้ำก่อนไหม พี่พัน อาบน้ำแล้วนอนพักบนเตียงนั่นก่อนก็ได้ พี่พันกินอะไรมาแล้วหรือยังล่ะ”
       “พี่ไม่หิวหรอก อยากนอนอย่างเดียว อยู่ในห้องขังนอนไม่ลง ทั้งสกปรกทั้งไม่สบายใจ”
       “ฉันเองก็นอนไม่ค่อยหลับเลยตั้งแต่พี่พันถูกจับ พี่พันเพลียก็นอนที่นี่ก่อนเถอะ”
       สมพันธุ์ล้มตัวลงนอนบนโซฟาอย่างว่าง่าย
       “พี่ไม่เคยคิดเลยว่าเราจะมาเจอกันอีก พี่ดีใจจริงๆ ที่ได้เจอดำ ตอนนั้นดำเคย ช่วยพี่จากพวกอันธพาลในตลาด แล้วตอนนี้ก็ยังกลับมาช่วยพี่อีกครั้ง”
       “พี่พันก็เคยช่วยฉันมามากเหมือนกัน ช่วยสอนฉันร้องเพลง ที่ฉันร้องเพลงได้อย่างทุกวันนี้ก็เพราะพี่กับลุงหวัดนั่นแหละ จำได้ไหม ตอนที่ฉันหัดร้องเพลงครั้งแรก พี่เป็นคนเล่นกีตาร์ให้ สาวๆ แถวนั้นมันอิจฉาฉันกันใหญ่...”
       ดำก้มมองสมพันธุ์อีกครั้งก็ต้องแปลกใจ
       “โธ่...หลับซะแล้ว”
      
       ดำเอื้อมมือไปไล้ผมเขาเบาๆ แล้วนั่งมองหน้าเขาอย่างรักและหลงใหล


  


       ค่ำนั้นดนัยธรกลับเข้ามาในบ้าน มองหาเดือน
       “เดือนยังไม่กลับเหรอเข็ม”
       “วันนี้ไม่ได้ไปเรียนค่ะ”
       “อ้าว...ทำไมล่ะ ไม่มีเรียนเหรอ”
       “แกไม่ค่อยสบายค่ะ”
       “ไม่สบายเป็นอะไร”
       เขมวรรณหน้าเครียด
      
       เดือนนอนร้องไห้อยู่ในห้อง เสียงเคาะประตูดังขึ้น
       “ค่ะ”
       “เดือน พ่อเองลูก พ่อเข้าไปได้ไหม”
       เดือนรีบดึงทิชชู่มาเช็ดน้ำตา
       “ได้ค่ะ”
       เดือนลุกขึ้นมากึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียง ดนัยธรเปิดประตูเข้ามาในห้อง
       “เป็นไงบ้างลูก” เขาเดินเข้ามานั่งใกล้ๆ บนเตียง “ไม่สบายเป็นอะไร ไหนบอกพ่อซิ”
       “รู้สึกเพลียๆ แล้วก็มีไข้ค่ะ”
       “หน้าบวมแดงไปหมดเลย” ดนัยธรเอามือแตะหน้าผาก “ตัวรุมๆ จริงด้วย ลูกป่วยตั้งแต่คราวที่แล้วยังไม่หายดีใช่ไหม”
       “คงใช่ค่ะ”
       “งั้นไปหาหมอไหม เดี๋ยวพ่อพาไป”
       “ไม่เป็นไรค่ะ เดือนทานยาแล้ว เมื่อบ่ายนอนพักก็รู้สึกดีขึ้น”
       ดนัยธรลูบผมที่ยาวสลวยของเดือน เอาผมทัดหูให้ พลางมองด้วยความห่วงใย
       “หน้าซีดเชียวลูก ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่หายต้องรีบไปหาหมอนะ”
       “ค่ะคุณพ่อ”
       “พ่อเป็นห่วงหนูมาก เห็นหมู่นี้หนูดูซึมไป ไม่ค่อยร่าเริงเหมือนก่อนเลย มีเรื่อง อะไรหรือเปล่า”
       “คงเพราะใกล้สอบ ต้องอ่านหนังสือหนัก เลยอดนอนค่ะ”
       ดนัยธรระแวง
       “แน่ใจนะว่าไม่ใช่เรื่องอื่น”
       “เรื่องอะไรคะ”
       “ก็...ไม่มีอะไรหรอก ขยันอ่านหนังสือน่ะดี พ่อรู้ว่าหนูตั้งใจ แต่ยังไงก็ต้องพักผ่อนบ้างนะลูก อย่าหักโหมเกินไป”
       “ค่ะคุณพ่อ”
       “เดือนของพ่อน่ารักเสมอ”
       ดนัยธรหอมหน้าผากเดือน แล้วเลยไปหอมแก้ม เดือนรู้สึกแปลกๆ จึงผงะเล็กน้อย ดนัยธรตกใจตัวเอง ชะงักพยายามห้ามใจเช่นกัน
       “นอนพักนะ จะได้หายไวๆ”
       “ค่ะ”
       ดนัยธรลุกออกไป เดือนมองตามอย่างไม่สบายใจ
      
       ดนัยธรเดินออกมาจากห้องลูกสาว ลูบหน้าอย่างพยายามเรียกสติของตัวเอง แต่แล้วก็ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นเขมวรรณยืนมองอยู่ เขาอึกอักอย่างรู้สึกผิด ไม่แน่ใจว่าภรรยาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องหรือไม่
       “เข็ม...คุณมาตั้งแต่เมื่อไร”
       เขมวรรณไม่รู้เรื่องอะไร
       “เมื่อกี้นี้เองค่ะ ยัยเดือนเป็นยังไงบ้างคะ”
       “เอ่อ...ก็ตัวรุมๆ น่ะ ผมเลยให้นอนพักก่อน”
       “ฉันจะเข้าไปดูแก อาจจะต้องกินยาอีก”
       “ไม่ต้องหรอก ท่าทางลูกจะเพลียมาก คงหลับไปแล้ว”
       “หมู่นี้ยัยเดือนเป็นอะไรก็ไม่รู้นะคะ ดูซึมไปมาก”
       “ผมถามแล้ว ลูกบอกว่าคงเพราะเรียนหนัก พักผ่อนไม่พอ”
       “แต่ฉันว่าลูกเป็นไข้ใจมากกว่าไข้กายนะคะ ตั้งแต่...ตั้งแต่ที่ลูกเราเลิกคบกับผู้ชายคนนั้นแกก็หงอยไปเลย”
       ดนัยธรไม่ค่อยพอใจ
       “คุณจะให้ลูกกลับไปคบผู้ชายให้หายป่วยงั้นเหรอ”
       “ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย เพียงแต่อยากหาสาเหตุที่ ลูกป่วยอย่างนี้ต่างหาก”
       “ถ้าเป็นเพราะสาเหตุนั้นมันก็ไร้สาระสิ้นดี เหมือนยัยเดือนเป็นโรคบ้าผู้ชายขาดผู้ชายไม่ได้ ขาดแล้วจะป่วยงั้นเหรอ”
       เขมวรรณถอนใจ
       “ฉันไม่อยากเถียงกับคุณแล้ว เหมือนพูดกันคนละประเด็น”
       “มันก็ประเด็นเดียวกันนั่นแหละเข็ม ผมหวังดีกับยัยเดือน ถึงยังไงผมก็จะไม่ยอมให้ลูกไปคบกับใครในวัยเรียน จะไม่ยอมให้ลูกใช้ความอ่อนแอมาทำลายกรอบที่ผมขีดเส้นไว้เป็นอันขาด”
       ดนัยธรเดินออกไปอย่างฉุนเฉียว เขมวรรณมองตามไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงหงุดหงิดเกินเหตุ
      
       ดำเดินเข้ามาในผับด้วยหน้าตาสดชื่นขึ้น ซูซี่เข้ามาทักดำอย่างตื่นเต้นดีใจ
       “เฮ้ย...แกมาได้ยังไงวะดำ”
       “ฉันก็นั่งแท็กซี่มาน่ะสิ”
       “แกหายดีแล้วเหรอ”
       “ดีแล้ว”
       ซูซี่มองหน้าดำอย่างพิจารณา
       “ไม่อยากเชื่อ...แต่หน้าตาแกก็สดชื่นขึ้นนะ ยังกับได้ยาวิเศษงั้นแหละ”
       ดำอมยิ้ม นึกถึงสมพันธุ์
       “คงเพราะหมอจอร์จของแกฉีดยาแรงให้มั้ง”
       “บอกแล้ว หมอจอร์จน่ะเก่งที่สุด แต่เขาบอกว่ายังไม่ให้แกมาทำงานไม่ใช่เหรอ”
       “ฉันไม่เป็นไรแล้ว”
       “แกนี่มันบ้าระห่ำจริงๆ ว่ะ อย่ามาเป็นลมกลางเวทีก็แล้วกัน ไป...รีบเข้าไป เจ๊ต่ายต้องดีใจมากแน่ๆ”
       ซูซี่รีบจูงกึ่งประคองดำเข้าไปในห้องแต่งตัวนักร้อง เจ๊ต่ายเข้ามาต้อนรับดำอย่างดีใจ
       “ว้าย...ดำมาร้องเพลงได้แล้วเหรอ”
       “ได้แล้วเจ๊”
       “ดีเลยๆ เดี๋ยวเจ๊จัดให้หลายๆ เพลง แฟนๆ คิดถึงจะแย่แล้ว”
       “มาเลยค่ะ จะจัดกี่เพลงก็บอกมา”
       ซูซี่เตือน
       “อย่าจัดหนักมากดีกว่า เดี๋ยวไข้ขึ้นอีกหรอก”
       ดำยิ้ม
       “ไม่เป็นไรน่า ฉันแข็งแรงดีแล้วไม่เห็นเหรอ”
       ซูซี่ค้อนปะหลับปะเหลือก
       “เออ... ตามใจ แต่ฉันไม่หามแกส่งหมอแล้วนะ”
       เจ๊ต่ายรีบพาดำไปนั่งอย่างเอาใจ
       “เอาเลยดำ อยากร้องเพลงอะไร ไม่ต้องหักโหมนะ”
       ออยแอบสบตากับแนทและแอ๋มอย่างหมั่นไส้
ตอนที่ 14
      
       ไฟบนเวทีสว่างขึ้น ดำออกมาร้องเพลงอย่างมีความสุข คนดูตบมือดังลั่นอย่างชอบใจ บางคนลุกขึ้นเต้นอย่างสนุกสนาน ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้น
      
       “ดำกลับมาแล้ว”
       คนดูร้องพร้อมกัน
       “เฮ...”
       ซูซี่ขึ้นมาเต้นโชว์และร้องคู่กับดำ เจ๊ต่ายยืนดูอย่างปลาบปลื้ม
      
       ออยเดินเข้ามาในห้อง อย่างเจ็บใจ
       “ทำไมนังดำมันดูมีความสุขนักวะ”
       แนทคิดๆ
       “สงสัยมันช่วยไอ้พันออกมาได้แล้วน่ะสิ”
       ออยสงสัย
       “แต่ฉันไม่ได้บอกให้คุณธัชช่วยมันเลยนี่ แค่หลอกให้นังดำมากราบตีน”
       แอ๋มสวนขึ้น
       “มันคงมีคนอื่นช่วยน่ะสิ”
       แนทตาโต
       “หรือว่าเจ๊ต่ายให้เงินมันไปประกันตัว”
       ออยส่ายหน้า
       “ไม่มีทาง ทะเลเรียกพี่อย่างเจ๊ต่ายไม่มีทางให้มันยืมเงินหรอก”
       ทั้งสามมองหน้ากันอย่างสงสัยไม่หาย
      
       ดึกคืนนั้น ดำเปิดประตูกลับเข้ามาในห้องพัก ก็ต้องแปลกใจและดีใจเมื่อเห็นสมพันธุ์นั่งกินมาม่าอยู่ในห้อง
       “ฉันนึกว่าพี่พันจะกลับไปแล้วซะอีก”
       “พี่กลับไปอาบน้ำที่บ้านแล้ว”
       ดำเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
       “พี่พันกลับมารอฉันอีกเหรอ”
       “พี่เป็นห่วงดำ ใจจริงอยากไปรับนะ แต่ไม่อยากเจอใครบางคน”
       ดำมองเขาอย่างซาบซึ้ง เข้าไปเกาะแขนไว้
       “ไม่ต้องหรอกจ้ะพี่พัน แค่พี่เป็นห่วงฉันก็ดีใจแล้ว”
       “พี่อยากตอบแทนดำบ้าง กินอะไรมาหรือยัง กินมาม่าไหมล่ะเดี๋ยวพี่ทำให้”
       “ไม่ต้องหรอก ฉันกินมาแล้ว ว่าแต่พี่เถอะ อยากกินอย่างอื่นอีกไหม”
       “ไม่ล่ะแค่มาม่าก็พอแล้ว พี่กินอย่างอื่นไม่ค่อยลง นึกถึงตอนอยู่ในห้องขังแล้วยังแขยงไม่หาย”
       ดำจับตัวสมพันธุ์ไว้พลางปลอบ
       “อย่าไปคิดถึงมันอีกเลยพี่ ฉันจะไม่ยอมให้พี่กลับไปที่นั่นอีกแล้ว”
       สมพันธุ์พยักหน้า
       “พี่ไม่อยากกลับห้องด้วย อยู่คนเดียวมันเงียบเหงายังไงบอกไม่ถูก”
       “คืนนี้ค้างที่นี่ก็ได้นะพี่ ฉันยกเตียงให้”
       “อย่าเลยดำ พี่ไม่อยากแย่งที่นอน ดำยิ่งป่วยๆ อยู่”
       “ไม่เป็นไรหรอก ฉันนอนที่ไหนก็ได้”
       “ไม่เอาๆ ดำไปอาบน้ำเถอะ พี่นอนที่โซฟานี่แหละ อย่ามาแย่งที่พี่เลย”
       สมพันธุ์ล้มตัวลงนอนบนโซฟา ดำมองเขาอย่างเอ็นดู
      
       จอร์จกลับเข้ามาในบ้าน นึกถึงดำอย่างเป็นห่วง หยิบมือถือขึ้นมากดหาเบอร์แล้วโทรออก...ดำอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ ได้ยินเสียงมือถือดังก็กลัวสมพันธุ์ตื่น
       “ใครนะโทรมาซะดึกเลย เดี๋ยวพี่พันก็ตื่นหรอก”
       ดำรีบนุ่งผ้าเช็ดตัวแล้วเปิดออกไป ดำออกมา เห็นสมพันธุ์พลิกตัวไปมาแบบคนงัวเงียถูกปลุกให้ตื่น ดำเห็นเบอร์ก็แปลกใจ ก่อนจะรับสาย
       “ฮัลโหล ครูจอร์จเหรอคะ”
       “อาการของเธอเป็นยังไงบ้างดำ”
       “ค่อยยังชั่วขึ้นแล้วค่ะ”
       “เห็นซูซี่บอกว่าเธอไปร้องเพลงด้วย”
       “ใช่ค่ะ ฉันไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ มันไม่ได้อะไรขึ้นมา”
       “ฉันรู้ว่าเธอต้องดื้อไปจนได้ อย่าลืมกินยาก็แล้วกัน”
       “ขอบคุณค่ะครูที่เป็นห่วง แล้วก็ขอบคุณเรื่องช่วยพี่พันด้วย”
       “ไม่เป็นไร เทคแคร์นะดำ”
       “ขอบคุณค่ะครู สวัสดีค่ะ”
       ดำวางสายรู้สึกหวั่นไหวอย่างประหลาด แต่พอมองไปเห็นสมพันธุ์พลิกตัวอย่างหนาวเหน็บก็รีบไปหยิบผ้าห่มจากที่นอนตัวเองขึ้นมาห่มผ้าให้ สมพันธุ์ขยับตัวผวา พอเห็นเป็นดำก็ถอนใจอย่างโล่งอก
       “ดำนี่เอง”
       “ฉันทำให้พี่ตกใจเหรอ”
       “นิดหน่อยน่ะ ตอนอยู่ในห้องขังเจอเรื่องไม่ค่อยดี”
       ดำลูบผมของเขาเบาๆ อย่างอ่อนโยน
       “อยู่ที่นี่ไม่ต้องกลัวนะพี่พัน ฉันจะไม่ให้เกิดอะไรขึ้นกับพี่อีก”
       สมพันธุ์จับมือดำ แล้วสะอื้นออกมาเบาๆ
       “ดำดีกับพี่จังเลย นอกจากพ่อกับแม่แล้วก็มีดำนี่แหละที่ดีกับพี่มากที่สุด ดำอย่าทิ้งพี่ไปไหนนะ”
       “ฉันไม่มีวันทิ้งพี่หรอกพี่พัน ฉันจะดูแลพี่พันเอง”
       ทั้งสองสบตากัน ดำมองใบหน้าสวยของสมพันธุ์ในความมืดอย่างหลงใหล เธอค่อยๆ ก้มลงไปจนหน้าชิดกับเขา ในความมืดทำให้สมพันธุ์มองข้ามสีผิวของดำไป เขาดึงผ้าเช็ดตัวของดำร่วงลงกับพื้นไป
      
       วันรุ่งขึ้น...ดำนอนซบอยู่กับสมพันธุ์ งัวเงียตื่นขึ้น พอรู้สึกตัวนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น หัวใจของเธอลิงโลดและวาบหวามอย่างประหลาด ดำเงยหน้ามองสมพันธุ์ที่ยังหลับสนิทอยู่เคียงข้าง ด้วยความหลงใหลบูชา และความเป็นเจ้าของ รวมอัดแน่นอยู่ในหัวใจ ดำเอื้อมมือไปลูบหน้าเขาเบาๆ สมพันธุ์ขยับตัวเหมือนจะตื่น เธอจึงหยุดชะงักไว้แค่นั้น มองหน้าเขาอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะจูบปลายคางเขาเบาๆ คราวนี้สมพันธุ์รู้สึกตัวตื่น พอเห็นหน้าดำอยู่ใกล้ๆ เขาก็ทำท่าผงะและเหมือนจะเบนหน้าหนี เขินนิดๆ
       “ดำ...พี่ไม่ได้ตั้งใจ”
       ดำเอื้อมมือปิดปากเขาไว้อย่างอ่อนหวาน
       “ถึงยังไงมันก็เกิดขึ้นแล้ว มันอาจจะเกิดขึ้นเพราะหัวใจของเราตรงกันก็ได้”
       ดำซุกหน้าลงที่ไหล่ เขาขยับตัวหนี
       “พี่จะไปแปรงฟันอาบน้ำก่อน”
       แล้วสมพันธุ์ก็รีบผละไป ดำมองตามคิดว่าเขาเขิน รู้สึกว่าเขาน่ารักน่าเอ็นดูไปหมดทุกอย่าง
       สมพันธุ์ซึ่งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วส่องกระจก เอาแป้งจากกระป๋องมาผัดหน้า ดำเข้ามากอดจากด้านหลังอย่างแสนรัก สมพันธุ์อึกอักเล็กน้อย พอผัดหน้าเสร็จก็เบี่ยงตัวจากไป
       “หิวข้าวแล้ว”
       “ฉันก็หิว ออกไปกินข้าวข้างนอกกันไหม แล้วดูหนังสักรอบ”
       “อย่าเลย”
       “อ้าว...ทำไมล่ะ”
       “พี่มีธุระต้องไปทำ”
       “ธุระอะไรเหรอ”
       “เรื่องงานน่ะ”
       “แต่พี่ตกงานอยู่นี่”
       สมพันธุ์อึ้ง ดำรู้สึกตัว
       “ฉันหมายถึง...ไม่เห็นว่าพี่มีงานประจำที่ไหน”
       “พี่ไปช่วยพี่ศักดิ์ขายของที่ตลาดนัดทุกวันเสาร์”
       “แล้ว...แล้ว...พี่จะกลับมาอีกหรือเปล่า”
       “เดี๋ยวค่ำๆ ขายของเสร็จพี่ถึงจะมา”
       “พี่พันเก็บกุญแจสำรองที่ฉันให้ไว้เลยนะ พี่จะได้เข้าบ้านสะดวก”
       สมพันธุ์พยักหน้า
       “พี่ไปก่อนนะ”
       ดำดึงแขนไว้
       “พี่ต้องกลับมาอีกนะพี่พัน”
       “ค่ำๆ นั่นแหละ”
      
       สมพันธุ์รีบออกไป ดำมองตามด้วยความหวาดกลัวลึกๆ ในใจว่าเขาจะไม่กลับมาอีก


  


       เดือนมานั่งที่โต๊ะมหาวิทยาลัย ชะเง้อมองหาไวภพว่ามาหรือเปล่า ฝ้ายหันมาถาม
      
       “มองหาใครเหรอเดือน”
       “เปล่าหรอก”
       เอ๋พูดขึ้น
       “เมื่อวานอีตาไวมานั่งรอเดือนตั้งนาน”
       เดือนดีใจ
       “งั้นเหรอ”
       ฝ้ายมองหน้าเดือน
       “มาหลายรอบด้วย ถามจริงๆ เถอะ เดือนกับไวโกรธกันเรื่องอะไร”
       เดือนหน้าสลดลง
       “ไม่ได้โกรธหรอก เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ฉันไม่อยากให้มีแฟนตอนเรียน ฉันเลยอยากตัดใจจากเขา”
       “โอ๊ย...เหตุผลแค่นี้น่ะเหรอ มันหมดยุคแล้วนะเดือน ที่พ่อแม่จะมากีดกันไม่ให้ลูกคบกับใคร”
       เอ๋ถอนใจ
       “พ่อแม่เขาหวง แกต้องเข้าใจ”
       ฝ้ายแย้ง
       “หวงยังไงวะ เดือนมันก็โตแล้ว รับผิดชอบตัวเองได้แล้วนี่”
       เดือนหน้าเศร้า
       “พวกเธอไม่รู้หรอกว่าพ่อแม่ฉันมีบุญคุณกับฉันมากแค่ไหน ฉันไม่อยากทำให้พวกท่านไม่สบายใจ”
       ฝ้ายสวน
       “โห...เดือนแกเป็นลูกที่ประเสริฐจริงๆ สงสัยแกจะเกิดช้าไปหน่อยว่ะ สมัยนี้ไม่มีหรอก ที่ผู้ชายจะมานั่งรอจนแกเรียนจบแล้วค่อยคบกันหวังแต่งงานน่ะ”
       เอ๋ขัด
       “แกมองโลกในแง่ร้ายไปหรือเปล่าวะฝ้าย”
       เดือนยิ่งซึม มองไปเผื่อจะเห็นไวภพมานั่งรออีก แต่พอเห็นคนที่เข้ามาก็สีหน้าผิดหวัง...โจ้เข้ามาหาเดือนอย่างดีใจ
       “มาแล้วเหรอครับน้องเดือน”
       เดือนเบือนหน้ายิ้มให้โจ้ตามมารยาท
       “ค่ะพี่โจ้”
       โจ้จงใจพูดให้หวาน
       “เมื่อวานไม่มา พี่เป็นห่วงแทบแย่ ถามในไลน์ก็ไม่ตอบ ไม่สบายหรือเปล่าคะ”
       “ค่ะ”
       โจ้เอามือแตะหน้าผาก เดือนผงะหนีเล็กน้อย
       “ตัวยังร้อนอยู่เลย รักษาสุขภาพด้วยนะคะ พี่เป็นห่วง”
       “ค่ะ ขอบคุณค่ะพี่โจ้”
       เดือนลุกขึ้นจะเดินออกไป โจ้รีบเข้าไปช่วยถือหนังสือให้
       “พี่ช่วยค่ะ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       โจ้เดินตามเดือนไป ฝ้ายกับเอ๋มองตามอย่างรู้สึกแปลกๆ
      
       ดำนั่งเหม่อคิดถึงสมพันธุ์อยู่ในห้องพัก เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้น เธอลุกขึ้นอย่างดีใจ
       “พี่พัน”
       ดำมองที่ช่องประตู พอเห็นว่าใครก็สีหน้าผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะเปิดประตู
       “ครูจอร์จ พี่หวาน”
       จอร์จถือล่วมยาเข้ามา
       “เป็นยังไงบ้างดำ หายดีหรือยัง”
       “ดีขึ้นเยอะแล้วค่ะ”
       จอร์จหยิบอุปกรณ์ออกมา เอาหูฟังตรวจ ใจหวานเอาปรอทให้ดำอม
       “แกนี่มันสิทธิพิเศษจริงๆ เลยนะ หมอมาตรวจถึงที่เลย”
       ดำมองจอร์จอย่างรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ จอร์จเอาหูฟังออก ใจหวานเอาปรอทให้ดู จอร์จดูอย่างพอใจ
       “ดีขึ้นเกือบเป็นปกติแล้วนะดำ”
       “ได้กำลังใจดีน่ะซี่”
       ดำยิ้มกริ่ม เอียงอายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จอร์จลอบสังเกตดำระหว่างเก็บอุปกรณ์
       จอร์จเข้ามาล้างมือในห้องน้ำ เขาชะงักเมื่อเหลือบไปเห็นเสื้อผ้าที่สวมแล้วของสมพันธุ์ที่อยู่ในตะกร้า จึงหยิบขึ้นมาดู เขาเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
       จอร์จเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เก็บอุปกรณ์ลงกระเป๋าไม่พูดไม่จากับใคร ใจหวานหันไปถาม
       “หมอจะกลับแล้วเหรอคะ”
       “ผมมีธุระ”
       ดำรีบบอก
       “หนูว่าจะชวนไปกินข้าวด้วยกันก่อน”
       ใจหวานชวนจอร์จ
       “อยู่กินข้าวกับดำมันก่อนไหมคะ”
       “อย่าดีกว่า ผมต้องรีบไป”
       จอร์จเดินออกไปโดยไม่ได้ล่ำลาดำ ใจหวานมองตามงงๆ
       “ทำยังกับโกรธใครมา...แกไปว่าอะไรเขาหรือเปล่า”
       “เปล่านะพี่หวาน ฉันก็อยู่กับพี่หวานตลอด ตอนมาถึงครูก็ยังพูดกับหนูดีๆอยู่เลย”
       “สงสัยจะรีบจริงๆ งั้นฉันก็ไปก่อนนะ”
       “จ้ะพี่หวาน ขอบคุณพี่หวานมาก ฝากขอบคุณครูจอร์จด้วย”
       ใจหวานรีบตามจอร์จออกไป ดำมองตามอย่างสงสัย
      
       ใจหวานตามจอร์จออกมาจนทันที่หน้าอพาร์ตเมนท์
       “หมอเป็นอะไรไปคะ”
       “เปล่านี่”
       “แต่หวานว่าต้องมีอะไรเกี่ยวกับนังดำแน่ๆ ใช่ไหมคะ”
       จอร์จได้แต่ถอนใจ ใจหวานมองอย่างเข้าใจ
       “หมออย่าไปห่วงนังดำมากนักเลยค่ะ มันเอาตัวรอดเก่งกว่าที่คิดเยอะ ไม่งั้นมันจะโตมาได้ยังไงโดยไม่มีพ่อมีแม่”
       จอร์จชะงักหยุดเดิน หันมาทางใจหวาน
       “ถ้าดำมีใครช่วยอบรมมาตั้งแต่เด็ก ก็คงจะดีกว่านี้”
       “แต่ที่ดำเป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็ทำให้มันเอาตัวรอดได้นะคะ”
       “ดำเป็นคนขาดความรัก ก็เลยโหยหามัน ทุ่มเทให้กับมันจนอาจจะกลายเป็นความหลงไปโดยไม่รู้ตัว”
       “หมอคงหมายถึงนังดำกับสมพันธุ์ มันหลงความหล่อของผู้ชายคนนี้จนหัวปักหัวปำ ไม่เห็นมันจะเคยยอมรับความรักความหวังดีจากหมอเลย”
       จอร์จเดินออกไปเศร้าๆ ใจหวานมองตามอย่างสงสาร
       เดือนอยู่ที่โต๊ะในมหาวิทยาลัย กำลังเก็บหนังสือลงกระเป๋าถือ เอ๋กับฝ้ายเดินเข้ามา
       “จะกลับแล้วเหรอเดือน” เอ๋ถามขึ้น
       “เรียนเสร็จแล้วนี่จ๊ะ”
       ฝ้ายมองหน้าเพื่อน
       “หมู่นี้กลับเร็วทุกวันเลย ชวนไปดูหนังกันก็ไม่ไป”
       “พอดีคุณพ่อท่านเป็นห่วง อยากให้กลับบ้านเร็วขึ้นน่ะ ช่วงนี้ขอทำตัวดีให้ท่านสบายใจ ไปก่อนนะจ๊ะ”
       เดือนกำลังจะเดินออกไป โจ้เดินเข้ามาขวางไว้
       “น้องเดือนอย่างเพิ่งกลับนะครับ”
       “มีอะไรเหรอคะพี่โจ้”
       “พอดีคณะเราจะจัดงานคืนสู่เหย้า พี่อยากให้น้องเดือนช่วยร้องเพลงในงานด้วย”
       “แต่ว่าเดือนต้องรีบ...”
       โจ้สวนทันที
       “น่า...นะครับ พี่ขอร้อง งานนี้ครูเจนขอมาเองเลยว่าอยากให้เดือนร้องเพลงด้วย ให้พี่มาช่วยพูดกับเดือน เดี๋ยวพี่จะพาเดือนไปพบอาจารย์ว่าท่านจะให้ร้องเพลงอะไรบ้าง และอาจจะเริ่มซ้อมวันนี้เลย”
       เดือนลังเล ฝ้ายยุ
       “ไปเถอะเดือน อาจารย์ขอมาเองเลยนะ ถือว่าทำเพื่อคณะเรา”
       เอ๋เห็นด้วย
       “นั่นสิ งานใหญ่แบบนี้ถ้าได้เดือนไปช่วยอาจารย์คงดีใจ เดือนร้องเพลงเพราะอยู่แล้ว จะเก็บไว้ฟังคนเดียวน่าเสียดายออก”
      
       เดือนอึกอักลำบากใจ แต่ก็เกรงใจอาจารย์และรุ่นพี่

       ใจหวานเข้ามาที่บ้าน แล้วเธอก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าพรพัฒน์อยู่ในบ้าน
       “เสี่ย...ทำไมวันนี้มาเร็วจังคะ”
       พรพัฒน์หันมามองอย่างไม่พอใจ
       “มาเร็วไม่ได้หรือไง หมู่นี้อยู่ไม่ค่อยติดบ้านเลยนะหวาน ไปไหนมา”
       “ไปช่วยงานมูลนิธิมาน่ะค่ะ”
       “มูลนิธิของไอ้ฝรั่งนั่นน่ะเหรอ”
       “ใช่ค่ะ”
       “ถามจริงๆ เธอคิดยังไงกับมัน”
       “กับใครคะเสี่ย”
       “ไม่ต้องมาทำเอ๋อ กับไอ้ฝรั่งนั่นไง”
       “หวานแค่ศรัทธาเขา ก็เลยไปช่วยงาน ไม่มีอะไรอย่างที่เสี่ยสงสัยหรอกค่ะ”
       พรพัฒน์บีบแขนใจหวาน
       “อย่าให้รู้นะว่านอกใจฉันไปกกไอ้ฝรั่งนั่น”
       “หวานไม่ใช่คนแบบนั้นนะคะเสี่ย”
       “คนอย่างเธอทำทุกอย่างได้เพื่อเงินไม่ใช่เหรอ”
       “เสี่ยดูถูกหวานเกินไปแล้ว เสี่ยนั่นแหละที่มองหวานเป็นแค่ของเล่นชิ้นนึงเท่านั้น”
       ใจหวานสะบัดหน้าลุกขึ้นโกรธๆ พรพัฒน์ตามไป จับคางของเธออย่างแรงให้หันมา
       “ทำไม ยอมรับความจริงไม่ได้เหรอ ที่เธออยู่กับฉันทุกวันนี้เพื่ออะไรล่ะ”
       “ถ้าเสี่ยคิดว่าหวานอยู่กับเสี่ยเพื่อเงินอย่างเดียวละก็ หวานไปอยู่ของหวานเองก็ได้”
       ใจหวานผลักพรพัฒน์ออกแล้วเดินหนี เขาตามไปดึงตัวกลับมา
       “จะไปไหนเล่า”
       “อย่ามายุ่ง”
       “โธ่เอ๊ย...แค่นี้ทำเป็นน้อยใจไปได้ มา...ให้ชื่นใจหน่อยมา”
       พรพัฒน์นัวเนีย ใจหวานดิ้นรน
       “ปล่อยนะ หวานไม่มีอารมณ์แล้ว”
       “ทำไม เดี๋ยวนี้เล่นตัวเหรอ หา...อีหวาน”
       “บอกให้ปล่อย...”
       พรพัฒน์ใช้กำลังบังคับผลักเธอลงบนโซฟา แล้วก้มลงซุกไซ้ ใจหวานเบือนหน้ากัดริมฝีปากอย่างพยายามอดกลั้น
      
       จรูญศรีส่งเสียงเอะอะดังลั่นบ้าน
       “ระวังๆ หน่อยสิยะ อย่าให้กระแทก กระเป๋าคุณจ้อยแพงๆ ทั้งนั้น”
       จรูญศรีพาจ้อยเข้ามา โดยมีจิ๋มตามมาด้วย
       “เข้ามาเลยจ้อย เข้ามาๆ”
       “โจ้ยังไม่กลับเหรอแม่”
       “ใช่ เห็นบอกว่าคืนนี้ที่มหาลัยมีกิจกรรม จะกลับดึกหน่อย”
       จ้อยมองรอบๆ บ้านอย่างเบื่อๆ
       “บ้านเรายังเหมือนเดิมเลยนะแม่”
       “เหมือนเดิมซี่ จะให้เปลี่ยนอะไรมากมาย เปลืองเปล่าๆ”
       “แล้วห้องจ้อยล่ะ”
       จิ๋มหันมาบอก
       “ห้องพี่จ้อยกลายเป็นห้องเก็บของไปแล้ว”
       จ้อยชะงัก
       “อ้าว...แม่ไม่เก็บห้องไว้ให้จ้อยเหรอ”
       “ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าแกจะกลับมาอยู่เมืองไทย”
       จ้อยค้อนจรูญศรีปะหลับปะเหลือก
       “หนูก็ไม่คิดหรอก แต่แม่ก็ไม่น่าเอาห้องหนูไปเป็นห้องเก็บของนี่”
       “ถ้าอยากได้ห้องคืนเดี๋ยวแม่จัดให้ อาทิตย์หน้าค่อยย้ายเข้าไป ตอนนี้นอนห้องยัยจิ๋มไปก่อน”
       จิ๋มหน้าเหวอ
       “อ้าว...ที่แท้ยกห้องจิ๋มให้พี่จ้อยเหรอแม่”
       “แกไม่ได้อยู่บ้านนี้แล้วนี่ จะหวงไปทำไม”
       จิ๋มมองจรูญศรีกับจ้อยเซ็งๆ จ้อยหันไปหาจิ๋ม
       “แกแต่งงานกับเจ้าสัวพันล้านแล้ว จะมางกอะไรกับห้องกระจอกๆบ้านนี้ล่ะนังจิ๋ม”
       “ก็เผื่อจิ๋มเลิกกับเสี่ยกลับมาอยู่บ้านอย่างพี่จ้อยบ้าง”
       จรูญศรีจ้องหน้าลูกสาว
       “อย่าได้คิดเลยนะจิ๋ม แม่จับแกใส่ตะกร้าล้างน้ำแต่งกับเสี่ยโมเพราะอะไรแกน่าจะรู้ตัว”
       “จิ๋มเบื่อนี่แม่ ตานั่นแก่จะเข้าโลงอยู่แล้ว คุยอะไรก็ไม่อัพเดทไม่รู้เรื่องสักอย่าง”
       จรูญศรีเอานิ้วจิ้มหน้าผากจิ๋ม
       “แกควรจะสำนึกบุญคุณของเขาไว้นะ ถ้าไม่ได้เสี่ยยอมมาแต่งแกก็จะกลายเป็นนังเด็กใจแตกท้องไม่มีพ่อ ได้เป็นเถ้าแก่เนี้ยสบายๆ ยังจะบ่นอีก แกอย่าได้คิดเลิกกับเสี่ยเป็นอันขาด ไม่งั้นสมบัติสักบาทฉันก็ไม่ให้”
       จิ๋มเถียงไม่ออก จรูญศรีหันมาทางจ้อย
       “แล้วคราวนี้แกคิดจะมาทำมาหากินอะไร”
       “ไม่ต้องห่วงว่าจ้อยจะเกาะแม่กินหรอกน่า จ้อยคุยกับเพื่อนไว้แล้ว”
       จรูญศรีมองหน้าจ้อยอย่างไม่มั่นใจนัก
      
       เย็นนั้น เดือนซ้อมร้องเพลงอยู่ในห้องซ้อมดนตรีของมหาวิทยาลัย โดยมีครูเจนคอยควบคุมดูแล ส่วนโจ้นั่งมองอย่างชื่นชม
       “ร้องดีมากจ้ะเดือน แค่ปรับตรงช่วงท้ายให้คีย์สูงขึ้นอีกหน่อย จะได้จบแบบมีพลังประทับใจคนฟัง”
       “ได้ค่ะ”
       “หนูต้องมาซ้อมทุกเย็นนะ อีกสองอาทิตย์ก็วันงานแล้ว”
       “แต่คุณพ่อไม่ค่อยอยากให้เดือนกลับดึกน่ะค่ะ”
       “เอาไว้ครูจะไปขอกับคุณพ่อเดือนเอง”
       “ไม่เป็นไรค่ะอาจารย์ เดี๋ยวเดือนคุยกับท่านก่อน”
       “กลับดึกหน่อยได้ใช่ไหมจ๊ะ เมื่อก่อนหนูเป็นเชียร์ลีดเดอร์คงจะชินแล้ว”
       เดือนอึกอักเล็กน้อย
       “ได้ค่ะ เดือนจะพูดให้คุณพ่อเข้าใจ”
       โจ้แทรกขึ้น
       “ผมจะคอยดูแลน้องเดือนเองครับครู ไม่ต้องห่วง”
       “ฝากด้วยนะโจ้”
       ครูเจนตบบ่า โจ้เหลือบมองไปที่เดือนอย่างหมายมาด
      
       ค่ำน