กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] 3 ทหารเสือสาว มายาตวัน

มายาตวัน.jpg
24-3-2013 15:35



3 ทหารเสือสาว มายาตวัน



ออกอากาศ : ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
บทประพันธ์โดย : กิ่งฉัตร
บทโทรทัศน์โดย : บทกร
กำกับการแสดงโดย : ผิน เกรียงไกรสกุล
ผลิตโดย : บริษัท ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์ จำกัด
ดำเนินงานโดย : ณัฏฐนันท์ ฉวีวงษ์
แนวละคร : โรแมนติก - สืบสวน

รายชื่อนักแสดง

       อธิชาติ        ชุมนานนท์        รับบท         เขตต์ตวัน
       อุรัสยา        เสปอร์ปันด์        รับบท         มัทนา
       ศรราม        เทพพิทักษ์        รับบท         เชน / เชษฐ์
       อาเธอร์        เบญจกุล        รับบท         เอกชัย
       ราศี        บาเล็นซิเอก้า        รับบท         สาระวารี ( มนต์จันทรา )
       ภีรนีย์        คงไทย        รับบท         มีคณา ( ฟ้ากระจ่างดาว )
       ชาคริต        แย้มนาม        รับบท         ษมา ( มนต์จันทรา )
       ปกรณ์        ฉัตรบริรักษ์        รับบท         หิรัณย์ ( ฟ้ากระจ่างดาว )
       อภิษฎา        เครืองคงคา        รับบท         ลลิสา
       พรรณชนิดา        ศรีสำราญ        รับบท         ชลบุษย์
       โจโจ้        ไมอ็อคซิ        รับบท         ไชยวัฒน์
       อัญชิสา        เลี่ยวไพโรจน์        รับบท         สาวิตรี
       มิรา        โกมลวณิช        รับบท         ศกุนตลา
       อนุธิดา        อิ่มทรัพย์ ( โมนา )        รับบท         วาสิฎฐี
       ทนงศักดิ์        ศุภการ        รับบท         พ่อมัทนา
       สุปราณี        เจริญผล        รับบท         แม่มัทนา
       เพ็ญศรี        ปิ่นทอง ( หนูเล็ก )        รับบท         เยาะ
       ณภัทร        ชุ่มจิตตรี ( คิง )        รับบท         เปี๊ยก
       ณัฐนี        สิทธิสมาน        รับบท         ป้าหน่อย
       ธารธารา        รุ่งเรือง        รับบท         ยุพิน
       ชุมพร        เทพพิทักษ์        รับบท         หลวงพ่อจรูญ
       ตึ๋ง        หนองปรือ        รับบท         ลุงชด
       ดีใจ        ดีดีดี        รับบท         ผจก.เขตต์ตวัน
       กิตติพล        เกศมณี        รับบท         ทนายเขตต์ตวัน
       บุศรา        เบญจวัฒน์        รับบท         ยุพิน
       สุรจิต        บุญญานนท์        รับบท         หมอเสริม
       ออกัส        พรรษกร        รับบท         สาลินี
       ยุวดี        ไทยหิรัญ        รับบท         เจ๊นิด
       ปัทมา        ปานทอง        รับบท         แม่เขตต์ตวัน
       สนธ์ไชย        แป้นประจุน        รับบท         ขม
       สเตฟาน สายชล ปารเนียส        รับบท         นายแบบโฆษณา

เรื่องย่อ ละคร 3 ทหารเสือสาว มายาตวัน



      “เธอคือแสงอาทิตย์ยามอัสดง ที่สาดส่องสร้างความอบอุ่น และความหวัง ให้ชีวิตเขา”
      
       เขาคิดเสมอว่า ชีวิตของเขาเหมือนต้องคำสาป
       ความรัก ความงาม และความสุขที่ผ่านเข้ามาในชีวิตช่างแสนสั้น เลื่อนลอย
       ไม่ต่างจากภาพลวงตา มายาแห่งตวัน
       แต่...มัทนาไม่ใช่ภาพลวงตา ที่เกิดจากแสดงอาทิตย์อัสดง
       หล่อนคือความจริง คือแสงสว่างอันบริสุทธิ์
       ที่สาดส่องเข้ามาในชีวิตเขา สร้างความอบอุ่นและความหวัง
      
       2 ปีก่อน วงการบันเทิงได้ต้อนรับดาวรุ่งดวงใหม่ที่แจ้งเกิดจากภาพยนตร์เรื่อง “มายา” เพียงเรื่องแรกและ เรื่องเดียวก็ทำให้ เขตต์ตวัน โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน ทั้งงานโฆษณา งานเดินแบบ ถ่ายแบบ งานอีเวนต์ต่างๆ พุ่งเข้าใส่ เขตต์ตวัน ชนิดไม่มีวันให้ได้พัก กลุ่มแฟนคลับของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกเพศทุกวัย มัทนา นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น มัทนา เป็นแฟนคลับตัวยง ตามกรี๊ดตามเชียร์ ติดตามข่าวสารผลงานทุกอย่าง แม้แต่ตามเถียงตามแก้ข่าวให้เขตต์ตวัน ในทุกสื่อ แม้แต่เว็บไซต์เล็กน้อย ถ้าเธอรู้ก็ตามแก้ข่าวให้พระเอกขวัญใจได้ตลอด
      
       โดยไม่คาดฝัน ได้มีข่าวช็อกวงการเมื่อเขตต์ตวัน ถูกจับข้อหาฆ่า ยุพิน หญิงขายบริการตาย
      
       ข่าวอื้อฉาวต่างๆนาๆ ถาโถมเข้าใส่เขตต์ตวัน เขาเองก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และตั้งทนายต่อสู้คดี มัทนาเองก็ไม่เชื่อตามให้กำลังใจ ช่วยแก้ข่าวให้ศิลปินขวัญใจชนิดไม่เป็นอันเรียน เขตต์ตวัน ถูกถอดจากการเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าหลายชิ้น เนื่องจากภาพลักษณ์ ไม่ดี สำนักพิมพ์ต่างๆ เริ่มขุดคุ้ย เปิดโปงเรื่องส่วนตัวของเขาไม่หยุดหย่อนโดยที่บางเรื่องไม่เป็นความจริงเลย เขตต์ตวัน เลยฝังใจเกลียดชังพวกนักข่าวเข้ากระดูกดำ
      
       ไม่นานนักศาลชั้นต้นก็พิพากษาว่า เขตต์ตวัน ไม่มีความผิด ไม่เกี่ยวข้องกับการตายของยุพิน พวกหนังสือพิมพ์หน้าแตกไปตามๆ กัน แต่ก็ไม่วายแขวะเขตต์ตวันไม่เลิก แถมแฉว่าเค้ามีแม่เป็นโสเภณี เขตต์ตวัน หมดความอดทน แถลงข่าวอำลาวงการ สร้างความตื่นตะลึงให้กับแฟนคลับชนิดตั้งตัวไม่ทัน มัทนาถึงกับร้องไห้โฮล้มป่วย ไปเลย...หลังจากแถลงข่าว เขตต์ตวันก็หายไปจากวงการจริงๆ ไม่มีใครได้ข่าวตัวเขาอีกเลย
      
       2 ปีต่อมา...มัทนา สำเร็จการศึกษาได้เข้ามาทำงานเป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์สยามสาร เธอได้รับมอบหมายจาก ไชยวัฒน์ บ.ก.หนังสือให้ไปทำข่าว เขตต์ตวัน อดีตพระเอกชื่อดัง ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ภูเก็ต เพราะไชยวัฒน์ได้รับข้อมูลมาจากสายข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตของเขตต์ตวัน ว่าเขาเคยเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงอยู่ที่วัดสวนป่า จังหวัดภูเก็ต โดย หลวงพ่อจรูญ ผู้ใจบุญที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นจำนวนมาก ทำให้ไชยวัฒน์ต้องการรื้อฟื้นข่าวของเขตต์ตวันขึ้นมาอีก เพราะคิดว่าอย่างไรข่าวของดาราหนุ่มก็ยังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป
       หนังสือสยามสารมีนักข่าวหญิงเหล็กสามคนที่ต่างบุคลิกกันคือ สาระวารี , มีคณา และ มัทนา ทั้งสามสนิท กันมาก มัทนาเป็นรุ่นน้องที่เพิ่งเข้ามาเป็นนักข่าว และได้รับมอบหมายให้ไปสัมภาษณ์เขตต์ตวัน ในขณะที่สาระวารีไป ทำข่าวการเปิดบ่อนคาสิโนที่ตราด ส่วนมีคณาทำข่าวการค้าประเวณี
      
       บ้านของมัทนาเป็นครอบครัวใหญ่ พ่อกับแม่เป็นอาจารย์ทั้งคู่ พี่สาวคนโต สาวิตรี ก็เป็นอาจารย์ พี่สาวคนรอง ศกุนตลา เป็นนางพยาบาล ส่วนน้องคนสุดท้อง วาสิฐฐี กำลังเรียนมหาวิทยาลัยคณะนิติศาสตร์ แม่ของมัทนามักจะพูดเสมอว่าทำไมมัทนาถึงแหกคอกออกมาทำงานนักข่าวและบอกให้ลาออกอยู่เสมอแต่หญิงสาวก็รักงานนักข่าวมากไม่ยอมลาออกตามที่แม่ขอร้อง
      
       เมื่อมัทนาบอกแม่เรื่องจะไปทำข่าวเขตต์ตวันที่ภูเก็ต ศกุนตลาได้ยินเข้าจึงเล่าเรื่องที่ว่าเคยเจอเขตต์ตวันไปเยี่ยมคนไข้ที่โรงพยาบาล ซึ่งคนไข้ผู้หญิงคนนั้นติดยา ศกุนตลาเตือนให้มัทนาระวังตัวด้วย
      
       เมื่อมัทนาเดินทางถึงภูเก็ต เธอเข้าพักที่โรงแรมอโณทัย และได้รู้จักชายหนุ่มหน้าตาดีที่เข้ามาแนะนำตัวทำความรู้จักกับเธอ เขาคือ เชน ครอส หรือ เชษฐ์ หนุ่มนักธุกิจค้าไข่มุกอยู่ที่ภูเก็ต หญิงสาวสนิทสนมกับเชนอย่างรวดเร็วเพราะมองเห็นสายตาที่อ้างว้างของเขาแล้วรู้สึกสงสาร
      
       มัทนาเริ่มทำงานโดยการเดินไปแอบดูบ้านของเขตต์ตวัน แล้วไปถามร้านค้าแถวนั้น แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลมากนัก รู้แต่ว่ามักจะมีหญิงสาวหน้าตาดีเดินเข้าออกบ้านนี้บ่อยๆ มัทนาเดินเลาะชายหาดกลับโรงแรม จนได้พบกับเขตต์ตวันที่ยืนมองพระอาทิตย์ตกดินอยู่ เธอรู้สึกได้ถึงความเหงาโดดเดี่ยวของเขา สักพักมัทนาก็เห็น ลลิสา นางแบบสาวเข้าไปกระแซะเขตต์ตวัน ตามด้วยนางแบบอีกคน ชลบุษย์ ที่ตามมาเรียกเขตต์ตวัน มัทนาจึงสลัดความสงสารออกไป
      
       เมื่อมัทนากลับโรงแรม เธอก็ได้รับโน้ตจากเชนซึ่งชวนไปกินมื้อเย็นด้วยกัน เชนคุยเปิดเผยจนมัทนาไม่อยากปิดบังว่าตนเป็นนักข่าวแอบมาสืบเรื่องของเขตต์ตวัน เชนบอกว่าเขตต์ตวันเก็บตัวมากและเกลียดนักข่าว ไม่มีทางยอมให้สัมภาษณ์ เลยแนะให้ปลอมตัวเข้าไปทำงานในบ้านแล้วค่อยๆ สืบหาความจริง มัทนาปิ๊งไอเดียเห็นด้วย
      
       มัทนาเริ่มปฏิบัติการสมัครเข้ามาขอทำงานเป็นลูกจ้างบ้านเขตต์ตวัน มัทนาเจอกับ เอกชัย เพื่อนสนิทที่ทำงานกับเขตต์ตวัน เอกชัยรู้สึกถูกชะตาแต่ไม่มีแผนการรับลูกจ้างเพิ่ม มัทนาก็ขอทำงานให้ฟรีพิสูจน์ผลงาน เอกชัยใจอ่อนในความตลกเฮฮาช่างพูดของมัทนายอมให้เข้ามาทำงาน ไม่ทันข้ามวันดี พอเขตต์ตวันกลับมาเจอก็ไม่พอใจ ไล่ตะเพิดมัทนาออกไปจากบ้าน มัทนาเฮิร์ทสุดๆ ฟูมฟายว่าตนเป็นคนจน น่าสงสาร และเคยเป็นแฟนหนังเขตต์ตวัน ทำกับเธอแบบนี้ได้ยังไง มัทนาวิ่งร้องไห้เสียใจออกไปจากบ้านไป เขตต์ตวันและเอกชัยจึงเข้าใจว่าเป็นพวกคลั่งดารา
      
       มัทนาเจ็บอกเจ็บใจระบายความร้ายกาจของเขตต์ตวันให้เชนฟัง เชนแนะว่าตื้อเท่านั้นที่ครองโลก มัทนาฮึดสู้อยากเอาชนะเข้าไปสมัครงานใหม่เป็นคนดูแลสวน เอกชัยขำๆ มัทนาตื้อ โชว์ฝีมือทำสวนอีก...เขตต์ตวันออกมาพร้อมนางแบบคู่ใจเจอก็ไล่ตะเพิดออกจากบ้านอีก แถมตำหนิเอกชัยให้ด้วย พร้อมกับขู่ว่าถ้ามัทนาเข้ามาในบ้านจะแจ้งตำรวจจับ ลลิสาเย้ยหยันมัทนาหาว่าเป็นพวกคลั่งดารา
      
       มัทนากลับออกด้วยความช้ำใจบ่นกระปอดกระแปดเสียงแรงเคยรัก เคยทำป้ายไฟเชียร์ เธอโทรรายงานบ.ก.พร้อมโทรเม้าท์กับเพื่อนฝูงจนหลับไป พอเช้าอีกวันมัทนาจะไปที่วัดสวนป่าหลวงพ่อจรูญเพื่อเก็บข้อมูลรายล้อมเขตต์ตวันก่อนอย่างน้อยจะได้ไม่มาเสียเที่ยว เธอพบเชนที่กำลังจะออกไปข้างนอกอยู่พอดี เขาชวนมัทนาติดรถไปด้วย ขณะที่อยู่บนรถเชนเล่าเรื่องชีวิตของเขาให้ฟัง มัทนาจึงรู้สึกว่าเขาน่าสงสารและเป็นผู้ชายที่คบได้คนหนึ่ง
      
       หลังจากเชนส่งมัทนาลงจากรถที่วัดแล้ว หญิงสาวก็ได้พบกับหลวงพ่อจรูญ เธอชวนคุยไปเรื่อยเปื่อยจนวกมาที่เรื่องของเขตต์ตวัน หลวงพ่อระวังคำพูดไม่เล่าเรื่องอะไรที่ทำให้เขตต์ตวันเสียหาย มัทนามองเห็นเด็กๆ มากมายที่อยู่ในความอุปการะของหลวงพ่อ หลวงพ่อยังบอกอีกว่าเขตต์ตวันมาบริจาคอาหารและทุนค่าเล่าเรียนเด็กๆเป็นประจำ มัทนาก็แอบชื่นชมอยู่ในใจ ไม่เสียแรงที่เป็นแฟนคลับตัวยง
      
       หลังกลับจากวัดเธอใจสบายขึ้นเยอะ ภูมิใจความใจบุญของศิลปินในดวงใจ อารมณ์ดีเลยตัดสินใจไปเล่น น้ำทะเล ดำผุดดำว่ายสนุกสนานอยู่ไปมา จู่ๆก็มีวินเซิร์ฟพุ่งเข้าชนที่ศีรษะของเธอ ซึ่งคนที่เล่นวินเซิร์ฟนั้นคือเขตต์ตวันนั่นเอง เขามองไม่เห็นว่ามัทนากำลังว่ายน้ำอยู่ มัทนาโวยวายที่ถูกชนหัว เขตต์ตวันอุ้มเธอไปหาหมอ หมอช่วยดูแผลให้มัทนาและบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก เขตต์ตวันเสนอเงินให้มัทนาเพราะคิดว่าเธอเป็นพวกฉวยโอกาส มัทนาโมโหชกหน้าเขตต์ตวันไปหนึ่งหมัดแล้วยืนกรานจะไปแจ้งความ เอกชัยและเขตต์ตวันกลัวตกเป็นข่าวมากพยายามต่อรอง มัทนายื่นขอเสนอให้เธอเข้าไปทำงานรับจ้างในบ้าน...เขตต์ตวันไม่มีทางเลือกยอมรับข้อเสนอ มัทนาดีใจออกนอกหน้า เขตต์ตวันแอบกำชับเอกชัยให้สืบประวัติ...มัทนาแอบได้ยินเข้าพอดี
      
       มัทนาปรึกษากับเชนให้ช่วยจัดฉากหาครอบครัวให้ เอกชัยมาสืบก็หลงกลว่ามัทนาเป็นเด็กฐานะยากจนจริงๆย้ายมาจากจังหวัดอื่นมาหางานทำ คลั่งไคล้เขตต์ตวันเอามากๆ เอกชัยหายสงสัยรายงานเขตต์ตวัน เขาจึงยอมให้มัทนาเข้ามาทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้านได้ด้วยความไม่เต็มใจนัก โดยบอกกับเอกชัยว่าจะหาทางบีบให้ออกจากบ้านไปให้เร็วที่สุด
      
       มัทนาเข้ามาทำงานในบ้านด้วยความไม่เต็มใจของเจ้าของบ้าน เขตต์ตวันมีเรื่องกับมัทนาไม่เว้นแต่ละวัน สาวๆของเขตต์ตวันทั้งลลิสา และชลบุษย์ อดีตนางแบบที่มาเป็นเลขาของเขตต์ตวัน ก็แสดงอาการไม่ชอบขี้หน้ามัทนานัก แม้ทั้งคู่จะชิงดีชิงเด่นกันแต่พร้อมจะจับมือเล่นงานมัทนาร่วมกันได้ทุกเวลา แต่มัทนาก็ยังมีเชนที่เป็นกำลังใจและคอยช่วยเหลือให้คำปรึกษาอยู่ตลอด ความสัมพันธ์ของเชนและมัทนาก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เวลาจะนัดเจอกันก็ต้องให้เชนปลอมตัวเป็นคนงานรีสอร์ท มัทนากลัวจะมีคนเห็นและจับได้
      
       มัทนายังไม่ละความพยายามในการสืบเรื่องเขตต์ตวัน ทนแรงกดดันต่างๆนาๆ จนรู้ความจริงขณะที่เขตต์ตวันเตรียมงานแฟชั่นโชว์คอลเล็คชั่นใหม่ ว่าแบรนด์เสื้อผ้าหรู “ตะวัน” นั้นเป็นของเขตต์ตวัน และดีไซน์เนอร์ที่ชื่อว่า จันจิรา ก็คือตัวเขตต์ตวันนั่นเอง...มัทนาขอลากลับบ้านเพราะญาติป่วย
      
       มัทนามาพบกับเชนและกลับเข้ากรุงเทพไปพร้อมกัน มัทนารายงานข่าวใหญ่ต่อบ.ก.โดยที่ไม่มีภาพไม่มีหลักฐาน
       ใดๆ แต่บ.ก.พร้อมจะตีข่าวนี้ในวันที่มีการจัดแฟชั่นโชว์
      
       สื่อแห่ไปงานแฟชั่นโชว์ของ “ตะวัน” มืดฟ้ามัวดินจนมัทนารู้สึกผิด โดนครอบครัวเธอต่อว่าต่างๆนาๆ ด้าน เขตต์ตวันเองก็เก็บตัวเงียบอยู่ที่โรงแรมเหมือนการจัดแฟชั่นโชว์ทุกครั้ง และหลังจากจบโชว์ทุกครั้งก็จะไม่มีดีไซน์เนอร์เดินมารับช่อดอกไม้อย่างห้องเสื้ออื่นๆ แต่ “ตะวัน” จะจบโชว์ด้วยรูปกราฟฟิคผู้หญิงผมยาวสยายก้มหน้าพร้อมชื่อ แบรนด์ตะวัน เขียนประกบไว้อย่างมีสไตล์...วันนี้ก็เช่นกันลลิสาเดินชุดฟินนาเล่ย์แล้วก็จบด้วยรูปกราฟฟิคเช่นเคย สื่อพยายามสืบจากหลังเวทีก็คว้าน้ำเหลว ไม่มีใครรู้จักดีไซน์เนอร์จันจิรา และไม่มีใครเคยเห็นเขตต์ตวันเกี่ยวข้องอะไรกับ
       “ตะวัน” รู้แต่ว่าจันจิราชื่นชอบเขตต์ตวันมากจนได้แรงบันดาลใจตั้งชื่อแบรนด์ว่า “ตะวัน”
      
       แทนที่เขตต์ตวันจะโกรธกลับพอใจที่คอลเล็คชั่นนี้ได้รับความสนใจล้นหลาม แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าความลับรั่วได้ยังไง จึงให้เอกชัยสืบหาเกลือเป็นหนอน เขตต์ตวันรู้สึกติดใจสงสัยมัทนาขึ้นมานิดๆ เพราะเป็นคนใหม่เพียงคนเดียวที่เข้ามาในวงจรชีวิตของตน เอกชัยไม่เห็นด้วยและออกรับแทน
      
       เขตต์ตวันและเอกชัยกลับถึงบ้านที่ภูเก็ต มัทนาก็ทำงานรอต้อนรับทำไม่รู้เรื่องรู้ราว เขตต์ตวันพยายามจับผิด ว่าเป็นไส้ศึกรึเปล่าแต่มัทนาก็เอาตัวรอดไปได้ทุกที จนกระทั่งแอบตามไปดูตอนมัทนาลากลับบ้านก็เจอครอบครัวจัดฉาก ที่น่ารัก เขตต์ตวันให้ความไว้วางใจมัทนามากขึ้น ความใกล้ชิดทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนสร้างความ ไม่พอใจให้ลลิสาและชลบุษย์เป็นอย่างมาก รวมทั้งเชนเองก็แอบหึงมัทนาจนแสดงออกให้มัทนาต้องลำบากใจ
      
       ขณะที่ความสัมพันธ์ของเขตต์ตวันและมัทนากำลังพัฒนาไปด้วยดีก็เกิดความแตก เมื่อมัทนาเจอเพื่อนนักข่าว ที่ตลาดขณะที่เขตต์ตวันรออยู่ในรถ เขตต์ตวันไม่ได้ติดใจอะไรแค่รู้สึกสงสัยทำไมมีเพื่อนดูเป็นคนกรุงเทพจัง แต่แล้วเขตต์ตวันหมดข้อสงสัยเมื่อนักข่าวสาวคนนั้นแอบปีนรั้วบ้านตนเพื่อถ่ายภาพบ้านและชีวิตส่วนตัวของตน...เขตต์ตวัน จับตัวได้โกรธมาก โชคร้ายที่เขาจำได้ว่าเป็นเพื่อนมัทนา เขตต์ตวันเอารูปมัทนามาให้นักข่าวสาวดู เธอพูดหมดเปลือกว่ามัทนาคือนักข่าวของนสพ.สยามสาร
      
       เขตต์ตวันโกรธจัดทะเลาะกับมัทนาอย่างรุนแรง ด้วยความรู้สึกผิดหวังและน้อยใจมาก แม้มัทนาจะบอกว่าเธอคือแฟนคลับตัวยง รักและคอยแก้ข่าวให้เขามาตลอดทั้งน้ำตา เธอเข้ามาทำข่าวด้วยเจตนาดีไม่คิดให้ร้ายเขาเลยแต่ เขตต์ตวันก็ไม่ฟังไล่ตะเพิดมัทนาออกไปจากบ้าน ไม่อยากเห็นหน้าเธออีกตลอดชีวิต ทั้งคู่ต่างเสียใจและคิดถึงยามที่ต้องห่างกัน มัทนาทนไม่ไหวกลับมาตื้อขอคืนดี เขตต์ตวันแม้จะดีใจแต่ยังโกรธไม่หายที่ถูกหลอก ไล่ตะเพิดไปอีก...เอกชัย รู้ใจเพื่อนรักดีพยายามทัดทานแต่ยังไงก็ไร้ผล
      
       เชนตามมาปลอบใจและให้กำลังใจ ดักคอว่ามัทนาแอบชอบเขตต์ตวัน มัทนาปากแข็งบอกว่าตนเพียงทำหน้าที่ ที่เจ้านายสั่งมาเท่านั้น กลัวตกงาน ไม่ชอบนายนั่นหรอก เชนเลยสารภาพรักมัทนาซะเลย มัทนาอึ้งไปแต่ก็ไม่กล้าหักหาญน้ำใจเชนในทันที เพียงตอบไปว่าขอเวลา ยังไม่พร้อมจะคิดเรื่องนี้กับใครทั้งนั้น
      
       ในเมื่อความจริงปรากฏแล้วมัทนาก็เข้าบ้านเขตต์ตวันไม่ได้แล้ว เธอจึงสวมวิญญาณนักข่าวเต็มรูปแบบ มัทนาแอบปีนต้นไม้ที่บ้านของเขตต์ตวัน และแอบถ่ายรูปในบ้านของเขา แต่แล้วจู่ๆ เขตต์ตวันก็ยิงปืนขึ้นฟ้าขู่ มัทนาตกใจหล่นจากต้นไม้ลงมาขาแพลง เขตต์ตวันต้องเข้าไปประคอง ชายหนุ่มโกรธมากยึดกล้องมัทนาไป เธอขอร้องไม่ให้ทำลายกล้องเพราะต้องใช้เวลานานในการเก็บเงินซื้อ เขตต์ตวันเห็นใจจึงแค่ทำลายฟิล์มและคืนกล้องให้หญิงสาว มัทนาขอสัมภาษณ์หน้าด้านๆ เขตต์ตวันยิ่งเดือดดาลไล่เธอไปแต่มัทนาไม่ไป เขตต์ตวันลากมัทนาไปทิ้งหน้าบ้านทั้งๆ ที่ขาเจ็บ
       เชนคอยปฐมพยาบาลให้มัทนา ขอให้ถอยกลับกรุงเทพดีกว่า แต่มัทนายังไม่ยอมแพ้แม้ว่าจะปวดหัว ปวดขา และฝนตกพรำๆ เธอตัดสินใจไปเคาะประตูบ้านของเขตต์ตวันเพื่อขอสัมภาษณ์ เอกชัยสงสารบอกให้กลับไปเถอะ ถึงอย่างไรเขตต์ตวันก็ไม่ยอมให้สัมภาษณ์ มัทนายืนตากฝนรอเป็นเวลา 4 ชั่วโมง จนกระทั่งเอกชัยต้องบอกให้เขตต์ตวันไปดูมัทนา เขตต์ตวันตัดสินใจไปไล่มัทนากลับ แต่กลับพบว่าหญิงสาวมีอาการไข้ เขาจึงพาเธอเข้ามาในบ้านและให้ดื่มวิสกี้แก้หนาว เขตต์ตวันต่อว่ามัทนาที่ดื้อรั้น เขายืนยันว่าจะไม่ยอมให้สัมภาษณ์เด็ดขาด แต่มัทนาก็ยืนกรานว่าจะไม่ละความพยายาม ทั้งสองเถียงกัน จนมัทนาเป็นลมไปต่อหน้าเขตต์ตวัน
      
       เขตต์ตวันไปรับหมอมาดูอาการของมัทนา หมอบอกว่ามัทนาเป็นไข้หวัดและมีอาการขาอักเสบต้องนอนพัก เป็นระยะเวลา 3-4 วัน โดยต้องมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด เขตต์ตวันแม้จะโกรธมากแต่ความที่ยังรู้สึกดีๆให้กันจึงตัดสินใจ ให้หญิงสาวพักที่บ้าน เมื่อมัทนาฟื้นขึ้นมาเจอเขตต์ตวันที่คอยดูแลอยู่ เธอก็กล่าวขอโทษและบอกว่าจะกลับโรงแรม พรุ่งนี้เช้า เขตต์ตวันแย้งว่าหมอสั่งห้ามใช้ขาสามวัน ต้องอยู่ที่บ้านเขา โดยเขาจะจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลเธอเอง
      
       มัทนานอนป่วยอยู่ที่บ้านของเขตต์ตวัน โดยเวลากลางวันเขตต์ตวันกับเอกชัยจะผลัดกันมานั่งเฝ้าหญิงสาว พอช่วงเวลากลางคืนจะมีพยาบาลที่เขตต์ตวันจ้างมาดูแลแทน การพักอยู่ที่บ้านของเขตต์ตวันทำให้มัทนามีโอกาสพูดคุยกับเขามากขึ้นและเอกชัยก็มักจะเล่าถึงเขตต์ตวันให้ฟัง ทำให้มัทนาเข้าใจชีวิตของเขต์ตวัน
      
       มัทนารวมความกล้าขอสัมภาษณ์ เขตต์ตวันอีกครั้ง ยืนยันว่าไม่ใช่การแฉทำร้ายทำลายชื่อเสียงเขตต์ตวัน แต่ตนทำหน้าที่ตัวแทนของแฟนๆ ที่รักและคิดถึงเขตต์ตวันอยากรู้ข่าวคราวเท่านั้นเอง คราวนี้ชายหนุ่มตอบตกลง โดยขอให้สัมภาษณ์หลังจากเธอหายเจ็บ มัทนาดีใจมากจนแทบซ่อนน้ำตาไว้ไม่อยู่
      
       ช่วงบ่ายวันหนึ่ง มีชายหนุ่มมาขอพบเขตต์ตวัน เขาเป็นคนที่มาเช่าบ้านอยู่ใกล้บ้านของเขตต์ตวันซึ่งเป็นบ้านหลังเดียวกับที่เจ้าของร้านค้าบอกจะให้มัทนาเช่า ชายคนนี้มาขอพบเขตต์ตวันโดยบอกว่ารู้จักเพื่อนเก่าของเขาดี เขตต์ตวันไปพบ มัทนาเห็นว่าชายคนนี้พยายามเสนอขายอะไรบางอย่าง แต่เขตต์ตวันปฏิเสธไป
      
       เมื่อมัทนาอาการดีขึ้นก็อยากออกไปเดินเล่น เขตต์ตวันจำใจพาเธอออกไป เขาเล่าสาเหตุที่ต้องไปอยู่วัดกับหลวงพ่อ และเล่าถึงชีวิตวัยเด็กอันขมขื่น รวมทั้ง จันจิรา น้องสาวที่เขารักมากและตายไปแล้ว และบอกว่าตนสืบสานความฝันของน้องสาวทำห้องเสื้อตะวันขึ้นมา พอพูดถึงน้องสาวเขตต์ตวันก็เศร้ามากทำให้มัทนายิ่งเห็นใจเขามากยิ่งขึ้น...
      
       เขตต์ตวันพามัทนาไปหาหลวงพ่อจรูญ และพบเด็กที่อยู่ในความดูแลของท่าน มัทนาตั้งใจจะเขียนสารคดีชีวิตของหลวงพ่อ เธอจึงได้สัมภาษณ์ท่านด้วย ความสัมพันธ์ของเขตต์ตวันกับมัทนาค่อยๆ กลับมาดีเหมือนเก่าหลังจากปรับ
       ความเข้าใจกันทุกเรื่อง เขตต์ตวันชวนมัทนาไปดูพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพก่อนกลับบ้าน มีหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งเข้ามาขอถ่ายรูปกับเขตต์ตวัน มัทนาช่วยขอร้องให้เขาไปถ่ายรูปด้วย ขณะนั้นมีกลุ่มขี้เมาเดินผ่านมาแซวมัทนาว่า ถ้ามีแฟนอย่างเธอจะไม่ปล่อยให้อยู่ห่างๆเลย เขตต์ตวันได้ยินก็จะไปเอาเรื่อง แต่มัทนาห้ามไว้ว่าอย่าไปใส่ใจ เขตต์ตวันแปลกใจตัวเองที่รู้สึกเป็นห่วงนักข่าวสาวคนนี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
      
       หลังจากมัทนาหายดีแล้ว เธอทวงสัญญาที่เขตต์ตวันรับปากจะยอมให้สัมภาษณ์ เขตต์ตวันขอให้มัทนาไม่ให้สัมภาษณ์ 2 เรื่องคือเรื่องคดีความเมื่อ 2 ปีก่อน กับเรื่องของแม่และจันจิราน้องสาวที่ตายไป มัทนาตอบตกลง และรับปากว่าจะไม่เขียนเรื่องที่ทำให้เขตต์ตวันเสียหายเด็ดขาด มัทนาถามถึงคนไข้ที่ติดยาที่ไปรักษากับพี่สาวตน จึงรู้ว่าคนไข้นั้นคือชลบุษย์นั่นเอง ถามถึงเรื่องคดีความว่าเขตต์ตวันไม่อยากจับผู้ร้ายตัวจริงได้หรือ เขาเล่าเรื่องของ ยุพิน ที่ตายไปให้มัทนาฟัง ว่าเธอเป็นผู้หญิงลำปางที่ถูกหลอกมาขาย โดยเพื่อนของเขา ยุพินช่วยให้เขาแจ้งจับเพื่อนคนนี้ได้ แต่ยุพินก็ถูกตามล่า จนในที่สุดต้องตายไป วันที่ตายเพื่อนของเขตต์ตวันโทรไปหัวเราะเยาะ เขตต์ตวันได้ยินเสียงยุพินจึง รีบมาช่วย แต่พอมาถึงหญิงสาวก็เสียชีวิตไปแล้ว ตำรวจมาพบเขาในที่เกิดเหตุ แต่เขาพ้นผิดได้เพราะหลักฐานบ่งบอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนฆ่า แต่ชีวิตของเขตต์ตวันก็ถูกนักข่าวทั้งหลายขุดคุ้ยขึ้นมาจนแหลกเหลว ทำให้เขาต้องตัดสินใจออกจากวงการแสดง จากเรื่องของยุพิน ทำให้เริ่มได้กลิ่นว่าเพื่อนของเขตต์ตวันที่วางแผนนี้คือเชนนั่นเอง แต่มัทนาก็ไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย
      
       เมื่อกลับมาที่บ้าน ทั้งสองก็ได้พบกับชาวบ้านและตำรวจมายืนอยู่ที่หน้าบ้านเต็มไปหมด เพราะชายแปลกหน้าที่มาเช่าบ้านอยู่ข้างบ้านตายแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าตายอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าเขตต์ตวันและเอกชัยจะรู้ ทั้งสองพูดถึงคน คนหนึ่งที่ตามจองล้างจองผลาญเขตต์ตวันอยู่
      
       เขตต์ตวันพามัทนาไปส่งที่โรงแรมโดยบอกว่าจะมารับช่วงเย็น ที่หน้าโรงแรมมัทนาพบกับเชน เชนรีบหลบฉาก ไม่อยากให้มัทนาอึดอัดใจ เชนกำลังจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ แต่เขาเปลี่ยนใจเป็นกลับช่วงเย็น เชนดีใจมากที่เจอมัทนา จู่ๆ เชนก็ให้ไข่มุกดำกับมัทนาเพื่อเป็นที่ระลึก เธอจำใจรับไว้
      
       เย็นวันนั้นเขตต์ตวันไม่ได้มารับมัทนาตามสัญญาเพราะติดธุระด่วน แต่เขากลับมารับอีกวันและพามัทนาไปปิกนิกที่บ้าน มัทนาอัดเทปสัมภาษณ์เขตต์ตวัน เขาบอกว่าอยากเป็นศิลปิน อยากเขียนรูป แต่ต้องเข้าวงการแสดงเพราะต้องการเงินมารักษาน้องที่ป่วย และเล่าถึงชีวิตในวัดสวนป่าที่อยู่กับหลวงพ่อจรูญ
      
       มัทนาประทับใจชีวิตของเขตต์ตวันมากขึ้น เขาถามว่าหญิงสาวจะกลับกรุงเทพเมื่อไหร่ เธอตอบว่าพรุ่งนี้เพราะทำงานเสร็จแล้ว เขตต์ตวันอาสาพาเธอไปซื้อของฝาก เพราะอยากอยู่กับมัทนาให้นานกว่านี้ หญิงสาวเลือกของฝากมากมาย จนเจอผ้าบาติกสีสวย เธออยากได้มากแต่เงินจะหมดแล้ว เขตต์ตวันซื้อให้เป็นที่ระลึก หลังจากซื้อของเสร็จเขตต์ตวันพามัทนาไปกินข้าวที่ร้านบนเขา ซึ่งมัทนาชอบมากเพราะคิดว่าถ้ากลับกรุงเทพไปก็คงไม่มีโอกาสได้เจอบรรยากาศแบบนี้ ทั้งสองคุยกันด้วยความรู้สึกดีๆ เขตต์ตวันไปส่งมัทนาที่โรงแรมและบอกว่าจะมารับมัทนาพาไปส่ง ที่สนามบิน
       เช้าวันรุ่งขึ้นเขตต์ตวันมาที่โรงแรมก่อนเวลา พบเจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์โรงแรม เจ้าหน้าที่ฝากซองใส่รูปที่จ่าหน้าซองว่า “ภาพถ่ายจากวัดสวนป่าของคุณมัทนา” ให้เขตต์ตวันไว้ให้มัทนาด้วย เขตต์ตวันรับมาถือนั่งรออดไม่ได้ที่จะแอบเปิดดูเพราะอยากเช็คความเรียบร้อย แต่แล้วเขาต้องตกใจมาก เพราะรูปในซองเป็นรูปโป๊เปลือยของนางแบบที่มาถ่ายเสื้อผ้าให้เขา เขตต์ตวันเข้าใจผิดคิดว่ามัทนาเป็นคนทำ จึงโกรธมัทนามาก ขึ้นไปด่าว่ามัทนาเสียๆหายๆถึงบนห้องพักก่อนจะจากไป มัทนาเสียใจมากพยายามตามไปอธิบายก็ไม่ทัน เธอไปพบเอกชัย เขารู้ว่าไม่ใช่ฝีมือของมัทนาและขอให้เธอใจเย็นๆ เขาจะค่อยๆพูดให้เขตต์ตวันเข้าใจเอง มัทนาจึงเดินทางกลับมากรุงเทพด้วยความเศร้า
      
       เมื่อมัทนาถึงบ้าน ก็ได้พบวาสิฏฐีเป็นคนแรก เพราะความซึมเศร้าของมัทนาทำให้วาสิฏฐีถามและจับได้ว่าพี่สาวกำลังมีความรัก วาสิฏฐีรื้อของฝากเจอไข่มุกที่เชนมอบให้จึงขอมัทนา มัทนายกให้เพราะไม่ชอบเครื่องประดับอยู่แล้ว
      
       มัทนาไปทำงานด้วยความหดหู่ เชนโทรมานัดพบมัทนาเพื่อพาไปกินข้าวเย็น มัทนาถามไชยวัฒน์ถึงเรื่องรูปภาพที่เขตต์ตวันเจอที่ห้องว่าไชยวัฒน์ได้ส่งไปหรือไม่ ไชยวัฒน์ปฏิเสธ และเริ่มสงสัยว่ามีคนคอยจับตาดูมัทนาอยู่
      
       เชนพามัทนาไปกินข้าวที่ร้านอาหารหรูหรา มัทนาเจอนางแบบที่เป็นเลขาของเขตต์ตวันนั่งอยู่กับเสี่ย ทำให้มัทนานึกถึงข้อความที่ติดมากับรูปว่า นางแบบเสื้อตะวันเรียกได้ทุกคน ขอให้มีเงินพอ เชนถามถึงไข่มุกว่ามัทนาอยากทำเป็นสร้อยหรือกำไลหรือเปล่า มัทนาบอกไม่ต้องการเพราะไม่ชอบ
      
       มัทนาพยายามทำงานให้เป็นปกติแต่ข่าวที่เขตต์ตวันกลับมากรุงเทพแล้วพร้อมกับนางแบบลลิสา ทำให้ใจของมัทนาปวดแปลบ สาระวารีพาแขกคนสำคัญคือ ษมา เจ้าของกาสิโนมาที่สำนักงาน พอมัทนาทำความรู้จักแล้วก็ขอตัวกลับบ้าน แต่ขณะที่เดินออกจากสำนักงาน มีมือปืนเข้ามาดักยิง โชคดีที่ษมาผลักมัทนาได้ทัน ปืนเลยแค่เฉี่ยวศีรษะไป สาระวารีพามัทนาไปหาหมอ มัทนานึกถึงเขตต์ตวันว่าใช่เขาหรือเปล่าที่มาทำร้ายเธอ
      
       สาระวารีพามัทนากลับบ้าน พบว่าบ้านถูกขโมยงัดแงะเข้ามารื้อข้าวของโดยที่ไม่ได้เอาอะไรไปเลย โดยเฉพาะห้องมัทนาถูกรื้ออย่างหนัก มัทนาโกรธจัดคิดว่าเป็นฝีมือเขตต์ตวันแน่ๆ เธอให้สาระวารีพาไปที่บ้านเขา เมื่อมัทนาไปถึง ก็ต่อว่าเขตต์ตวันทันที เขตต์ตวันตกใจมากที่รู้ว่ามัทนาถูกยิง เขาพยายามอธิบายว่าตนไม่ได้เป็นคนทำ และขอโทษที่เข้าใจผิดเรื่องรูป เขาบอกว่าจะไม่ทำร้ายจิตใจมัทนาอีก มัทนารู้สึกดีใจขึ้นมาทันที สาระวารีพยายามคิดว่าใครกันแน่ที่ปองร้ายมัทนา
      
       เขตต์ตวันกับเอกชัยเล่าเรื่องเพื่อนที่โตมาด้วยกัน แต่เพื่อนคนนั้นกลายเป็นคนเลวค้ายา ค้าผู้หญิง หลอกลวงน้องสาวของเขตต์ตวันไปขาย จนเขาต้องแจ้งตำรวจจับทำให้เกิดเป็นความแค้นกันขึ้นมาไม่เลิกไม่รา สาระวารีถามว่าเพื่อนชื่ออะไร เขตต์ตวันบอกว่าชื่อเชษฐ์ เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้มัทนาก็หลับไปเสียแล้ว เขตต์ตวันอาสาพามัทนาไปส่งที่บ้าน สาระวารียอมให้ไปเพราะรู้ใจของเขตต์ตวันว่าคงหลงรักมัทนาเข้าให้แล้ว
      
       แท้จริงแล้วศัตรูของเขตต์ตวันก็คือเชนนั่นเอง เชนต้องการไข่มุกคืนจากมัทนา เพราะเป็นไข่มุกแท้จากญี่ปุ่น เชนสั่งให้ลูกน้องจัดการเรื่องของมัทนาให้ได้
      
       เขตต์ตวันมาหามัทนาแต่เช้าด้วยความห่วงใย เขาอาสามาเฝ้าหญิงสาวที่บ้านจนกว่าจะหาย และขอมาดูงานเขียนข่าวของมัทนาด้วย ทั้งสองเริ่มกลับมาใกล้ชิดกันเหมือนเดิม เขตต์ตวันให้เครื่องช็อตไฟฟ้าและสเปรย์พริกไทยกับ มัทนาไว้เพื่อป้องกันตัว และทุกวันหลังจากมัทนาหายแล้วเขาจะไปรับเธอกลับบ้านหรือถ้าเขาไม่ว่างก็จะให้เอกชัยไปรับแทน
      
       หนังสือสยามสารที่ลงตีพิมพ์เรื่องของเขตต์ตวันมียอดขายถล่มทลาย ทุกคนต่างสนใจชีวิตของพระเอกสุดหล่อที่หายไปจากวงการนาน 2 ปี นักข่าวสำนักอื่นๆ เริ่มขอสัมภาษณ์เขตต์ตวัน แต่เขตต์ตวันก็ปฏิเสธไปหมด จนนักข่าวอื่นๆต่างหมั่นไส้ลงข่าวว่ามัทนาเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้สัมภาษณ์เขตต์ตวัน ตอนนี้มัทนาจึงตกเป็นข่าวในแง่ลบเสียเอง
      
       สาระวารีได้รับอุบัติเหตุจากการทำข่าวอยู่ที่ตราด มัทนาต้องไปเยี่ยมด่วน เพราะสาระวารีมีพี่สาวคนเดียวซึ่ง ไม่ว่างมาดูแล เขตต์ตวันมารับมัทนาพอดี จึงขอไปกับมัทนาด้วย เนื่องจากงานแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าล็อตใหม่ของตวัน ต้องเลื่อนไปเพราะมีแบบหายไป ทำให้เขตต์ตวันหงุดหงิดมาก แต่ระหว่างเฝ้าอาการสาระวารี เขตต์ตวันกลับคิดแบบเสื้อใหม่ขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นแบบเสื้อของมัทนาโดยเฉพาะ
      
       ไชยวัฒน์สงสัยเรื่องสาเหตุที่สาระวารีได้รับอุบัติเหตุ ส่วนมีคณาพานายตำรวจหนุ่มชื่อ หิรัณย์ มาแนะนำให้ มัทนารู้จัก หิรัณย์พูดถึงไข่มุกดำที่หายไปจากประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้ยังตามจับขโมยไม่ได้
      
       มัทนาไปพบเขตต์ตวันที่โรงแรมระหว่างเตรียมงานแฟชั่นโชว์เสื้อคอลเล็คชั่นใหม่ของเขา ที่โรงแรมมัทนาได้พบกับชลบุษย์ อดีตนางแบบที่มาเป็นเลขาของเขตต์ตวัน ซึ่งมัทนาจำได้ว่าเคยเจอนางแบบสาวนั่งกับเสี่ยในร้านอาหารตอนที่เธอไปกับเชน มัทนาอึดอัดที่จะคุยกับชลบุตย์ จู่ๆ เชนก็เดินมาทัก โดยบอกว่าพาลูกค้าญี่ปุ่นมาคุยงานที่โรงแรมพอดี เชนขอนัดมัทนากินข้าวก่อนที่เขาจะกลับแคนาดา
      
       หลังจากนั้นมัทนาได้รับโทรศัพท์ขู่ให้เลิกยุ่งกับเชตต์ตวัน ซึ่งเธอคิดว่าน่าจะเป็นเสียงของชลบุษย์ แม้จะดัดเสียง ไชยวัฒน์เตือนให้มัทนาระวังตัว พอช่วงบ่ายมัทนาก็ได้รับโทรศัพท์จากชลบุษย์อีกครั้ง ซึ่งโทรมาบอกว่าทั้งเขตต์ตวันและเอกชัยไม่สามารถมารับมัทนากลับบ้านได้ในวันนี้ สักพักเชนก็โทรมาเพื่อขอรับมัทนาไปกินข้าว โดยไชยวัฒน์เป็นคนรับโทรศัพท์ของเชน ไชยวัฒน์จึงบอกมัทนาว่าเสียงของเชนเหมือนเสียงของสายข่าวที่บอกว่ามีข้อมูลของเขตต์ตวัน
      
       เชนมารับมัทนาออกไป มัทนาต้อนจนเชนยอมเปิดเผยตัวเองว่าเป็นคนอยู่เบื้องหลังแผนบ่อนทำลายเขตต์ตวันทั้งหมด ลลิสาและชลบุษย์ก็คือลิ่วล้อของตน เขาเป็นคนแจ้งข่าวกับไชยวัฒน์ ตีสนิทมัทนาเพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อเขตต์ตวัน เชนต้องการให้นักข่าวตายเพราะถูกเขตต์ตวันฆาตกรรมซ้ำรอยยุพิน เพื่อยืนยันว่าเขตต์ตวันเป็นฆาตกรโรคจิตที่ยังลอยนวล แต่แผนการผิดพลาด มัทนาเริ่มกลัวเชน ผู้ชายดูสุภาพแสนดีคนนี้ที่แท้มีอาการจิตๆแฝงอยู่ เป็นตัวอันตราย
      
       เชนขู่ให้มัทนาพาไปที่บ้านเพื่อไปเอาไข่มุกดำ มัทนาจำใจพาเชนไปที่บ้านซึ่งวาสิฏฐีพาเพื่อนมาติวหนังสือหลายคน ทำให้เชนต้องระมัดระวัง เชนขู่มัทนาว่าจะฆ่าให้หมดถ้าตุกติกทำให้ทุกคนรู้ มัทนาจำใจพาเชนขึ้นไปบนห้อง ถามวาสิฏฐีว่าเอาไข่มุกไปไว้ไหน วาสิฏฐีบอกว่าไว้ในอ่างที่เลี้ยงเต่าญี่ปุ่น เชนได้ไข่มุกคืนแต่ยังพามัทนาออกไปด้วย มีคณาโทรมาหามัทนาที่บ้านและรู้ทันทีว่ามัทนาถูกจับ มัทนาบอกใบ้ว่าให้มีคณาตามไปหาคนไข้ของศกุนตลา เขตต์ตวันรู้ทันทีว่าเป็นชลบุษย์นี่เองที่ทรยศเขามาตลอด
      
       เชนพามัทนาไปขังที่ชั้น 4 ของบริษัทไข่มุก ไม่มีใครรู้ว่าที่นี่มีชั้น 4 เพราะทำแยกออกไปและมีทางขึ้นอีกทาง เชนบอกถึงความอิจฉาที่เขามีต่อเขตต์ตวัน เพราะตอนเด็กๆ ทุกคนมักจะรักเขตต์ตวัน และมองข้ามเชนไปหมด ทำให้เชนต้องไปยึดอาชีพส่งผู้หญิงขาย เชนหลอกจันจิราน้องสาวของเขตต์ตวันด้วย มัทนาพยายามหนีโดยใช้ปืนที่เขตต์ตวันให้ไว้ แต่ก็หนีไม่รอด ลลิสาเป็นอีกคนที่ร่วมมือกับเชน ลลิสามีความลับที่ทำให้เชนไม่กล้าทำร้าย นั่นคือคลิปที่เชนฆ่ายุพา และโยนความผิดให้เขตต์ตวัน
      
       เขตต์ตวัน มีคณาและหิรัณย์ ตามหามัทนาจนทั่ว แต่ก็ไม่พบ หิรัณย์คิดว่าเชนพามัทนาไปที่อื่น ตำรวจตัดสินใจถอนกำลัง เชนหัวเราะเยาะที่กำลังจะเห็นความพ่ายแพ้ของเขตต์ตวัน เชนตั้งใจจะเอามัทนาไปขายให้ชาวญี่ปุ่น มัทนาแอบหนีเข้าไปในห้องน้ำ ใช้กระดาษทิชชู่โปรยจากหน้าต่างลงไปข้างล่าง ตามด้วยผ้าบาติกที่เขตต์ตวันซื้อให้
      
       ตำรวจกลับไปแล้วแต่เขตต์ตวันไม่ยอมกลับ ในที่สุดเขาก็เห็นกระดาษทิชชู่และผ้าบาติกของมัทนา จึงรีบตามไปช่วยทันที แต่เพราะมีเขาแค่คนเดียวทำให้เสียท่าเชน เขตต์ตวันถูกเชนเอามีดกรีดที่ใบหน้า ขณะที่มัทนากำลังจะเสียท่าโดนเชนทำร้ายอีกคน ลลิสาก็เปลี่ยนใจหันหลับมาช่วยมัทนา ตำรวจบุกขึ้นมาช่วยเหลือเขตต์ตวันกับมัทนาได้ทัน ในที่สุดเชนถูกจับรับโทษในคุก มัทนาบาดเจ็บซี่โครงหัก ส่วนเขตต์ตวันมีบาดแผลลึกที่ใบหน้า เขตต์ตวันรีบพามัทนาไปโรงพยาบาล เขาบอกรักมัทนา มัทนาละเมอบอกเขตต์ตวันว่า มีกล่องความลับอยู่ที่ห้อง กล่องนั้นคือคลิปที่เชนฆ่ายุพานั่นเอง
      
       มัทนาฟื้นขึ้นมาที่โรงพยาบาล พบว่าเขตต์ตวันนั่งเฝ้าเธออยู่ ใบหน้าของเขายังคงมีผ้าปิดแผลที่แก้มแต่ก็สามารถทำศัลยกรรมให้หายได้ไม่ยาก เขตต์ตวันขอมัทนาแต่งงาน โดยจะออกแบบชุดเจ้าสาวให้เธอเอง มัทนาดีใจมากแต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกหงุดหงิด เพราะซี่โครงหักทำให้กอดเขตต์ตวันตอบไม่ได้ เธอขอให้เขตต์ตวันบอกรักอีกครั้ง ก่อนจะตอบตกลงแต่งงานด้วย
      
       ที่สยามสาร บอกอไชยวัฒน์ได้รับการ์ดแต่งงาน 3 ใบ จากสาระวารี มีคณา และมัทนา ไชยวัฒน์จึงต้องเขียนข่าวรับสมัครนักข่าวสาวรุ่นใหม่เพิ่มอีก 3 คน
      
       งานแต่งงานของมัทนาจัดสองครั้ง ครั้งแรกจัดที่กรุงเทพฯ ส่วนครั้งที่สองจัดที่วัดสวนป่า ในภูเก็ต เลี้ยงพระและเด็กกำพร้าทั้งวัด
      
       หลังงานแต่งมัทนาดึงดันจะทำงานเป็นนักข่าวต่อได้สำเร็จ แต่เขตต์ตวันต่อรองว่า เธอจะต้องลาออกทันทีเมื่อมีลูก ซึ่งมัทนาก็ยอมตกลงประนีประนอมโดยดี
      

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละคร 3 ทหารเสือสาว มายาตวัน

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       ใจกลางเมืองของกรุงเทพฯ ตอนสาย เมื่อ 2 ปีก่อน หากมองจากสะพานลอยคนข้าม บริเวณแยกสำคัญกลางเมือง จะเห็นจอโฆษณาขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนตึกสูง
      
       และในจอยามนั้นเป็นโฆษณา Perfect เฟอร์นิเจอร์ ที่มี เขตต์ตวัน พระเอกชื่อดังของวงการบันเทิงเดินอยู่ในโชว์รูม แนะนำสินค้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ท่าทีกระฉับกระเฉง เดินไปนั่งไขว่ห้างที่โซฟาหรู ก่อนจะเห็นเป็นภาพเขตต์ตวันกระโดดตัวลอยขึ้นไปนอนตะแคงยิ้มเจ้าเสน่ห์อยู่บนเตียงดีไซน์เก๋รูปทรงทันสมัยแล้ว โฆษณาชิ้นนี้ถูกปิดท้ายสโลแกนของ Perfect เฟอร์นิเจอร์
       นักศึกษาสาวคนหนึ่งในมือถือแมกกาซีนหน้าปก เขตต์ตวัน ในชุดลำลองอย่างหล่อเหลา เธอเดินลงบันไดสะพานลอยมา เห็นถังขยะที่ตีนสะพานมีป้ายรูปเขตต์ตวันยิ้มหล่อ ทำท่าชี้ให้ทิ้งขยะลงถัง ตั้งไว้เด่นหราอีกต่างหาก
      
       เวลาผ่านมาอีกสักครู่หนึ่ง เมื่อนักศึกษาสาวคนเดิมเดินผ่านร้านเพาเวอร์บาย ก็เห็นคัตเอาต์ภาพขนาดเท่าตัวจริงของเขตต์ตวันยืนเท่ ยกสองมือชี้ไปที่ตู้เย็นยี่ห้อหนึ่งอยู่ เธอเสียบหูฟังเข้าที่หูระหว่างเดินผ่านจอทีวีพลาสมาที่ตั้งโชว์อยู่ ทีวีทุกเครื่องเปิดโฆษณาของ เฟอร์นิเจอร์เพอร์เฟกต์ วนไปเวียนมา
       เสียงดีเจดังผ่านหูฟังของเธอ
       “เอางี้นะ ผมว่า 2 ปีมานี่ ไม่มีใครฮ็อตเกินเขตต์ตวัน”
      
       ภายในห้องส่งจัดรายการวิทยุ ดีเจหนุ่ม 2 คนกำลังจัดรายการสด ดีเจคนที่ 2 บุคลิกและน้ำเสียงมีจริตออกสาวเล็กน้อย พูดเสริมดีเจคนแรก
       “คนนี้ถือว่าดังชั่วข้ามคืนตัวจริง เล่นหนังแค่เรื่องเดียวแท้ๆ เลยนะพี่”
       “ใช่ ...มายา สนุกมากๆ ดูแล้วแอบน้ำตาซึม”
       “แต่พี่ว่ามั้ย ประวัติชีวิตฮีลึกลับมาก”
       “แล้วแกจะไปอยากรู้ประวัติเค้าทำไมล่ะ จะผูกดวงคู่กะแกเหรอ”
       ดีเจคนที่ 2 หัวเราะเสียงดังนำมาก่อน
       “จะบ้าเหรอพี่...”
       “เย็นนี้นะครับ อย่าลืม รอบสื่อมวลชน หนังเรื่องที่สองของเขตต์ตวัน แฟนคลับตามไปเป็นกำลังใจกันได้”
       ดีเจคนที่ 2 นึกขึ้นได้จึงบอก
       “เออพี่...เห็นปกชุดว่ายน้ำรึยัง เซ็กซี่มาก เอางี้นะ เก้งกวางบ่างชะนีจะตบกันตาย แย่งซื้อจนหมดเกลี้ยงทุกแผงแล้ว น้องหาซื้อไม่ได้เลย”
       ดีเจออกสาวนางนั้นทำท่าร้อนอกร้อนใจมาก
      
       บนแผงหนังสือหน้าปากซอย เห็นแมกกาซีนเล่มหนึ่ง ภาพปกเป็นเขตต์ตวันถอดเสื้อสวมกางเกงชายหาด โพสท่ารื่นเริงแจ่มใสเซ็กซี่มากๆ บนแผงนั้นยังมีแมกกาซีนอีกหลายเล่มที่เขตต์ตวันเป็นนายแบบปกอยู่
       หญิงสาวคนหนึ่งถาม พลางชี้ให้คนขายดู
       “มีเล่มใหม่มั้ยคะ คนเปิดดูจนเยินหมดแล้ว”
       โดยไม่มีใครคาดคิด มัทนา นักศึกษาสาวปี 2 จากคณะนิเทศศาสตร์ เดินมาฉกแมกกาซีนเยินเล่มนั้นขึ้นมากอดหน้าตาเฉย
       “นี่เธอ ฉันจองแล้วนะ” หญิงสาวบอก
       มัทนายิ้มหน้าตาย แต่ยังกอดแมกกาซีนแน่น แล้วส่งเงินให้คนขาย
       “พอดีไม่ต้องทอนค่ะ”
       มัทนาวิ่งตัวปลิวชิ่งหนีออกจากแผงหนังสือไปทันที หญิงสาวได้แต่มองตามอย่างอึ้งๆปนงงเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด
       “หน้าด้าน”
      
       เวลาต่อมา มัทนานั่งลงบนเก้าอี้โต๊ะทำงานในห้องนอน เธอวางแมกกาซีนลงตรงหน้า สีหน้าฉายแววปลาบปลื้ม
       “กว่าจะหาซื้อมาได้ แทบพลิกแผ่นดิน”
       บนโต๊ะทำงานมัทนามีแมกกาซีนปกอื่นๆ ของเขตต์ตวันตั้งกองอยู่อีกนับสิบเล่ม มัทนายิ้มปลื้มมองภาพปกอย่างพิจารณา แล้วพูดกับรูปของเขตต์ตวัน
       “ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ ว่าพี่ตวันทำให้คนไม่ปลื้มหนังไทยอย่างมัท กลายเป็นแฟนคลับหนังไทยไปซะได้”
       มัทนายิ้มกว้าง เมื่อย้อนนึกถึงเรื่องราวของวันวาน
      
       ครั้งนั้น เพื่อนหญิงคนหนึ่งเดินลากแขนมัทนามาที่หน้าโรงหนัง เห็นป้ายโปสเตอร์หนังเรื่อง “มายา” ที่มีเขตต์ตวันเป็นพระเอกเรื่องแรกปิดโชว์หราอยู่
       “ดูเป็นเพื่อนเราหน่อยนะมัท พระเอกใหม่หล่อนะแก”
       เพื่อนพูดพลางลากมัทนาให้มาดูโปสเตอร์ใกล้ๆ เธอมองรูปเขตต์ตวันแล้วส่ายหน้าดิก
       “ไม่เอา ไม่อยากดู”
       “เฮ้ย มีแต่คนว่าเรื่องนี้ดีมากๆ ดราม่าน้ำตาแตก ขนาดอาจารย์จิตตรี เฮี้ยบๆ ยังปลาบปลื้มซะ ไปดูด้วยกันนะมัท ไม่อยากดูคนเดียวฉันกลัว”
       “กลัวอะไร”
       “กลัวร้องไห้น่ะสิ อายเค้า เอาแกไปร้องไห้เป็นเพื่อนดีกว่า”
       มัทนายืนยันอย่างมั่นใจ
       “เสียใจ คนอย่างฉันไม่มีวันเสียน้ำตาให้หนังไทยน้ำเน่าหรอกย่ะ”
      
       ผ่านเวลาพักใหญ่ ท่ามกลางผู้คนในโรงหนัง ... มัทนานั่งร้องไห้ปาดน้ำตาเนืองๆ อยู่ ส่วนเพื่อนร้องไห้ขี้มูกโป่ง มัทนาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นสั่งน้ำมูกฟืดใหญ่
      
       เย็นวันหนึ่ง ที่หน้าโรงหนัง มัทนาในชุดใหม่เดินมาหน้าโรงหนังพร้อมเสียงความรู้สึกของมัทนา
       “เรื่องมายา นี่มัทดูตั้งสองรอบ ดีนะที่หนังออกซะก่อน ไม่งั้นคงมีรอบที่สามตามมาแน่ๆ”
       มัทนาเงยหน้ามองโปสเตอร์หนัง ก่อนยิ้มปลื้มๆ แล้วเดินเข้าไปดูหนังอีกเป็นรอบที่สอง
      
       ในค่ำคืนหนึ่ง มัทนานั่งกลางระหว่างเพื่อนและวาสิฏฐีน้องสาวคนเล็กอยู่ในห้องนอนมัทนา ทุกคนกำลังลุ้นจ้องดูทีวีที่มีการถ่ายทอดสดการประกาศรางวัลด้านการแสดงอยู่
       บนจอโทรทัศน์ พิธีกรชาย-หญิงกำลังจะประกาศผลรางวัล
       พิธีกรหญิงหันไปบอกพิธีกรชาย
       “ตอนนี้ผลอยู่ในมือดิฉันแล้วนะคะ ตื่นเต้นจังเลย...รางวัลนี้ดิฉันขอประกาศเองนะคะ ดารานำฝ่ายชายยอดเยี่ยมประจำปีนี้ได้แก่...” พิธีกรพูดพลางแกะซอง
       ภายในห้อง สีหน้ามัทนาลุ้นจนตัวเกร็ง เธอบีบมือน้องสาวกับเพื่อนไว้แน่น
       ที่หน้าจอ พิธีกรหญิงยิ้มดีใจแล้วบอก
       “จากภาพยนตร์เรื่องมายา...คุณเขตต์ตวัน”
       มัทนา เพื่อน และน้องสาว กระโดดกรี๊ดกร๊าดเสียงดังลั่นจนไม่ได้ยินอะไรจากโทรทัศน์อีก
       ทั้งสามคนกอดกันกลมกระโดดหมุน ไปรอบๆ มัทนาค่อยๆ หันไปมองทางจอทีวี เห็นเขตต์ตวันยิ้มแย้มดีใจชูรางวัลให้ช่างภาพเก็บภาพ
      
       มัทนายิ้มปลื้มใจจนน้ำตาคลอๆ


  


       คืนนั้นมัทนายิ้มปลื้มอยู่ในห้องนอน มองดูภาพปกพระเอกสุดหล่อคนโปรดแล้วพูดกับภาพ
      
       “เย็นนี้เจอกันนะคะพี่ตะวัน”
       มัทนาเก็บแมกกาซีนเข้ากองหนังสือ แล้วลุกเดินไปที่เตียงเห็นป้ายไฟที่ถูกเตรียมไว้พร้อม เธอเช็กความพร้อมของป้ายไฟที่เขียนว่า TAWAN พอเปิดไฟ ป้ายชื่อไฟก็ติดสว่างสีสันสดใส
      
       ในช่วงหัวค่ำที่หน้าโรงภาพยนตร์ มัทนายืนถือป้ายไฟเชียร์เขตต์ตวันอยู่ในกลุ่มแฟนคลับที่มีป้ายไฟหลากหลายรูปแบบ วาสิฏฐีและเพื่อนยืนขนาบข้างมัทนา
       พิธีกรกำลังสัมภาษณ์ผู้กำกับอยู่บนเวทีมีชื่อเรื่องหนังใหม่ของเขตต์ตวัน เรื่อง “ฤามีฉันคนเดียวในโลก”
       “ผู้กำกับก็ตอบให้หายข้องใจกันไปแล้วนะครับ ว่าทำไมชื่อเรื่องมันถึงได้เศร้าบาดใจขนาดนี้ เป็นดรามาของคนโสดว่างั้นเถอะ งั้นเรามาถามพระเอกของเรื่องกันดีกว่าว่า หนังเรื่องนี้มันเศร้าน้ำตาหยด
       ติ๋งๆ จริงมั้ย”
       เท่านั้นแหละ เสียงกรี๊ดสนั่นจากแฟนคลับก็ดังลั่นในบริเวณสถานที่จัดงาน...
       มัทนากับเพื่อนและน้องดูตื่นเต้น วาสิฏฐีเตรียมกล้องถ่ายรูป ส่วนเพื่อนมัทนาเตรียมกล้องถ่ายวิดีโอ
       “ขอเสียงกรี๊ดต้อนรับให้พระเอกสุดฮ็อตของเราหน่อยครับ... คุณเขตต์ตวัน”
       เสียงปรบมือและเสียงกรีดร้องต้อนรับดังสนั่น
       เขตต์ตวันเดินหล่อพร้อมโปรยยิ้มเจ้าเสน่ห์ออกมาหน้าเวทีพร้อมสายรุ้งที่พุ่งโปรยปรายใส่ เขาโบกมือทักทายแฟนๆ ท่ามกลางเสียงกรี๊ดสนั่น มัทนายิ้มปลื้มดีใจที่ได้เจอตัวเป็นๆ เธอมองตามเขตต์ตวันอย่างไม่วางตา เขตต์ตวันยิ้มแย้มส่งจูบเลยมาให้ทางกลุ่มมัทนา เพื่อนและน้องกรี๊ดกันสนั่น มัทนาได้แต่ยิ้มเขินๆ
      
       ผ่านเวลามาพักใหญ่ หลังงานแถลงข่าวเปิดตัวหนัง...ผู้จัดการพาเขตต์ตวันหลบลงมาที่ลานจอดรถใต้ดิน บอดี้การ์ด 2-3 คนคอยนำหน้าคุ้มกันให้ นักข่าวกลุ่มใหญ่วิ่งเข้ามาขวางหน้า เขตต์ตวันแอบชักสีหน้าเซ็งๆ ผู้จัดการรีบช่วยกันเขตต์ตวัน
       “ขอทางด้วยนะคะ คุณตวันต้องรีบไปงานโชว์ตัวต่อค่ะ”
       บอดี้การ์ดและผู้จัดการช่วยแหวกทางให้เขตต์ตวันไปที่รถ นักข่าวคนแรกถาม
       “ขอสัมภาษณ์เรื่องข่าวลือตอนนี้หน่อยได้มั้ยครับ”
       ผู้จัดการคอยกันพร้อมพูดโต้ไป
       “เรื่องไหนอีกคะ ข่าวลือมีรายวันเลยนะคะ เยอะไปหมด ขอไม่ตอบดีกว่าค่ะ ขอทางด้วยค่ะ”
       เขตต์ตวันพยายามข่มอารมณ์เดินตามผู้จัดการไปขึ้นรถ นักข่าวคนที่ 2 ถาม
       “มีข่าวลือว่าคุณไปออฟคุณตวันมาจากบาร์ แล้วติดใจเลยเอามาปั้นเป็นเรื่องจริงมั้ยคะ”
       ผู้จัดการสาวชะงักไปเลย เขตต์ตวันหยุดกึก หันไปจ้องหน้านักข่าวอย่างไม่สบอารมณ์
       “คุณถามผู้หญิงแบบนี้ได้ยังไง ตกลงเดี๋ยวนี้เค้าเลิกอบรมให้นักข่าวรู้จักให้เกียรติแหล่งข่าว
       แล้วเหรอครับ”
       เขตต์ตวันจ้องหน้านักข่าวด้วยหน้าตาจริงจัง
       “ก็ถ้าไม่จริง เราจะได้ช่วยแก้ข่าวให้ไงคะ”
       “แน่ใจเหรอว่าจะช่วยแก้ข่าวให้ น่าจะเล่นข่าวนี้อีก 3-4 วันมากกว่า”
       เขตต์ตวันมีสีหน้า ท่าทางกวนๆ หาเรื่อง ผู้จัดการรีบตัดบทก่อนบานปลาย
       “ช่างเถอะตวัน ไว้สัมภาษณ์ต่อวันหลังนะคะ ไปขึ้นรถตวัน”
       เขตต์ตวันถูกดันขึ้นรถไป นักข่าวคนที่ 3 เกิดความหมั่นไส้
       “ถ้าข่าวมันไม่ขาย กูก็ไม่อยากสัมภาษณ์มันหรอก”
       นักข่าวพากันส่ายหน้าอย่างเซ็งๆ กับพฤติกรรมพระเอกเทวดา
       รถตู้ของเขตต์ตวันแล่นผ่านไป ท่ามกลางสายตาหมั่นไส้ของนักข่าว
       รถตู้เขตต์ตะวันที่แล่นไปตามทางออก...กลุ่มแฟนคลัวิ่งกรูมารอส่งพระเอกขวัญใจ...มัทนา เพื่อน และน้องสาวก็มาด้วย เหล่าแฟนคลับส่งเสียงกรี๊ดๆ โบกไม้โบกมือ ส่วนมัทนาพยายามเพ่งมองหาเขตต์ตวันในรถตู้ แต่ไม่ได้ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดแต่อย่างใด
       ไม่คาดคิด รถตู้แล่นมาจอดข้างกลุ่มแฟนคลับ เขตต์ตวันเปิดกระจกหน้าต่างรถมายิ้มให้...แฟนคลับกรี๊ดแตก
       เขตต์ตวันยกกล้องดิจิตอลถ่ายรูปแฟนคลับไว้ แฟนคลับยิ้มแย้มโพสท์ท่าน่ารักให้ถ่ายรูป บางคนทนไม่ไหวพยายามจะยื่นมือเข้าไปจับพระเอกในรถ
       รถตู้รีบแล่นออกไป แฟนคลับวิ่งตามรถพลางส่งเสียงกรี๊ดกร๊าด เขตต์ตวันยื่นตัวออกมาจากรถถ่ายรูปย้อนหลังล้อเล่นกับแฟนคลับ มัทนาถูกทิ้งให้ยืนถือป้ายไฟไว้ด้านหลังคนเดียว มัทนายิ้มปลื้มมองตามอารมณ์ในใจคิดว่า เขตต์ตวันช่างน่ารักเป็นกันเองจังเลย
       มัทนาถือป้ายไฟพร้อมยกมือบ๊าย บายให้ เขตต์ตวัน บ๊าย บายตอบมาให้...มัทนาอดกรี๊ดปลาบปลื้มออกมาเล็กๆ ไม่ได้
      
       เวลากลางคืน ภายในห้องนอน มัทนากำลังพิมพ์ข้อความยิ้มปลื้มไปมาอยู่หน้าเครื่องคอมฯ ก่อนคลิกเข้าเว็บไซต์ www.Tawanfanclub.com ซึ่งเป็นเว็บแฟนคลับของเขตต์ตวัน
       มัทนาพิมพ์ข้อความพร้อมพูด
       “วันนี้ไปงานเปิดตัวหนังใหม่พี่ตวันมา เลยเอารูปสุดหล่อมาแปะให้เพื่อนๆ ดูกันจ้ะ”
       รูปเขตต์ตะวันยิ้มหล่อมาดเท่บนเวทีถูกโหลดขึ้นจอคอม...มัทนาพิมพ์ข้อความบรรยายภาพ
       “ยิ้มกระชากใจ...กรี๊ด” ใส่ชื่อผู้โพสต์ “ตะวันฉายกลางใจฉัน”
       มัทนายิ้มปลื้มไปมา
      
       เวลากลางคืน เขตต์ตวันขับรถออกมาจากคอนโดฯกลางดึก รถมาหยุดรอจังหวะจะเลี้ยวออกไปถนนใหญ่ พอเขาเลี้ยวออกไปได้ วัยรุ่นชายคนหนึ่งก็ขับมอเตอร์ไซค์ตามรถตวันไปห่างๆ
      
       ผ่านเวลาสักพัก เขตต์ตวันจอดรถหน้าอพาร์ทเมนท์ของยุพินแล้วรีบเดินเข้าอพาร์ทเมนท์ไปทันที
       แต่ทุกย่างก้าวเดินของเขากลับถูกจับภาพเอาไว้อย่างตัวเนื่อง
       ยุพินรีบเปิดประตูให้เขตต์ตวันเข้าไปในห้องพัก... เสียงชัตเตอร์กดรัวจนกระทั่งทั้งคู่เข้าไปในห้อง
      
       เวลาเช้า... แผงหนังสือ หนังสือข่าวก็อสซิปดาราลงรูปภาพข่าวเขตต์ตวันย่องเข้าคอนโดยุพินเป็น ช็อตๆ รวมถึงภาพยุพินเปิดประตูรับเขาเข้าห้องไป... ทุกเล่ม ภาพข่าวเดียวกันราวกับถูกส่งมาจากต้นตอเดียวกัน
       เขตต์ตวันดีแตกหิ้วสาวขึ้นคอนโด - เขตต์ตวันซ่อนกิ๊ก เผยโฉมหน้าแฟนสาวพระเอกสุดฮ็อต - เขตต์ตวันหื่นกลางดึกดอดเข้าคอนโดสาว
      
       ตอนสายวันรุ่งขึ้น ภายในคอนโดฯของเขตต์ตวัน เขากำลังคุยโทรศัพท์มือถือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เสียงแข็งด้วยความไม่พอใจมาก
       “ทำแบบนี้ได้ยังไง รีบไปแก้ข่าวเดี๋ยวนี้เลย... ผมไม่สน พูดไม่เข้าใจรึไง ฮัลโหล ฮัลโหล”
      
       เขตต์ตวันหงุดหงิด โกรธจัด เตะอัดโซฟาอย่างฉุนเฉียว ก่อนจะเดินไปทางประตูห้อง


  


       ในเวลาต่อมา ตำรวจกรูมาหน้าห้องพักยุพินแล้วถีบพังประตูห้องเข้ามา ภายในห้อง เขตต์ตะวันหันไปมองด้วยสีหน้าตกใจ ในมือถือมีดเปื้อนเลือดไว้ มีศพยุพินนอนตายอยู่บนเตียงด้านหลัง
      
       ตำรวจพูดเสียงดุ ดังบอก
       “ยกมือขึ้น”
       เขตต์ตวันตกใจรีบยกมือขึ้น
       “โยนอาวุธมาข้างหน้า”
       เขตต์ตวันทำตามอย่างว่าง่าย ตำรวจเข้ามาจับกุมตัวเขาในทันที
      
       ในเวลาต่อมา กองทัพนักข่าวกรูไปหาเขตต์ตวันทันทีที่ลงจากรถตู้ เขาสวมแว่นดำเดินก้มหน้าก้มตาท่ามกลางการคุ้มกันของตำรวจและบอดี้การ์ด ช่างภาพทั้งหนังสือและทีวีต่างแย่งกันเก็บภาพ เสียงนักข่าวแย่งกันถามเซ็งแซ่...
       “มีความสัมพันธ์อะไรกับผู้ตาย? คุณตวันเป็นคนทำร้ายผู้ตายรึเปล่า? ผู้ตายเป็นใคร? ทะเลาะกันเพราะข่าวที่หลุดออกมาใช่มั้ย?”
       ผู้จัดการส่วนตัวของเขตต์ตวันสีหน้าเครียดบอก
       “ขอโทษนะคะ ยังให้สัมภาษณ์ไม่ได้ค่ะ”
       ฝ่ายทนายได้แต่ยกมือปฏิเสธ ไม่ตอบอะไร สีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน
       “คุณตะวันยังตอบอะไรไม่ได้นะครับ ขอโทษครับ”
       “ขอทางด้วยครับ” ตำรวจบอก
       เขตต์ตวันหน้านิ่งเครียดเก็บอาการอยู่ภายใต้แว่นดำ นักข่าวทิ่มไมค์เข้ามาแทบจะกระแทกปาก เขาปัดกระเด็น ท่าทางหงุดหงิดหัวเสียมาก
       ทุกคนกันให้เขตต์ตวันเดินขึ้นโรงพักไป กองทัพนักข่าวสัมภาษณ์ไม่ได้ก็ตามเก็บภาพทุกช็อต
      
       เวลาบ่าย ทั้งพ่อ แม่ มัทนา สาวิตรีพี่สาวคนโตซึ่งเป็นครู ศกุนตลาพี่สาวคนรองเป็ฯนางพยาบาล และวาสิฏฐีน้องสาวคนเล็ก กำลังนั่งดูทีวีอย่างสนใจ ภาพในจอทีวีเป็นภาพตอนที่นักข่าวรุมล้อมถ่ายภาพเขตต์ตวันขณะไปโรงพัก พร้อมเสียงผู้ประกาศข่าวบรรยาย
       “คุณเขตต์ตวันไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ตอนนี้ทางตำรวจกำลังสืบหาประวัติผู้ตายอย่างละเอียด ซึ่งขณะนี้มีกระแสข่าวออกมาว่าผู้ตายอาจจะมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับคุณเขตต์ตวัน”
       มัทนาลุกขึ้นโวยวายและกดปิดทีวีทันทีแล้วว่า
       “ไม่มีทาง ข่าวมั่วๆ”
       “อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิลูก รอฟังข้อเท็จจริงก่อน” พ่อบอก
       “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะพ่อ พี่ตวันไม่มีทางทำเรื่องเลวๆ ยังงั้นเด็ดขาด พี่เค้าถูกใส่ร้าย พวกนักข่าวเกลียดพี่เค้าจะตายไป” มัทนาพูดอย่างมั่นใจก่อนเดินขึ้นบ้านไปด้วยสีหน้าร้อนใจเหมือนจะไปทำอะไรบางอย่าง พ่อได้แต่ถอนหายใจและส่ายหน้า
       วาสิฏฐียืนยันเห็นด้วยกับพี่สาว
       “พี่มัทพูดจริงๆค่ะ พ่อกับแม่อย่าไปเชื่อข่าวไร้สาระพวกนี้นะคะ พี่ตวันไม่มีทางไปฟาดกับผู้หญิงคนนั้นหรอกค่ะ”
       แม่พูดเสียงดุจริงจัง
       “เดี๋ยวเถอะนะสิฏฐี พูดจาน่าเกลียด ใครได้ยินเข้าเสียชื่อตายเลย อุตส่าห์มีทั้งพ่อทั้งแม่เป็นอาจารย์”
       วาสิฏฐีทำหน้าตางอนๆ แล้วลุกเดินตามมัทนาขึ้นบ้านไป
       สาวิตรีมีสีหน้าไม่สบายใจบอก
       “ขออย่าให้เป็นเรื่องจริงเลยนะคะ ลูกศิษย์สาก็แฟนคลับเค้าทั้งนั้น เค้าเป็นไอดอล สาไม่อยากเห็นเด็กๆ ผิดหวัง”
       “ที่โรงพยาบาลนกก็กรี๊ดกันจะตาย คุณหมอหลายคนยังชอบเลยนะคะ ขออย่าให้เป็นเรื่องจริงเล๊ย” ศกุนตลาบอก
       แม่มีสีหน้าไม่สบายใจบอกพ่อ
       “เปิดข่าวช่องอื่นดูสิคะคุณ”
       พ่อกระเซ้า
       “แม่ยกตัวจริง”
       แม่มีท่าทีเขินเล็กน้อย ตีตักพ่อ
       “พ่อนี่”
       พ่อหยิบรีโมทมากด เปิดทีวีหาดูข่าวอื่นต่อไป ทุกคนดูสนใจกับข่าวเขตต์ตวันเพราะอยากรู้ความจริง
      
       มัทนาเข้ามาในห้องนอน และนั่งโพสท์กระทู้นัดแฟนคลับเขตต์ตวันที่หน้าเว็บไซต์
       “เพื่อนๆ เราไปรวมตัวให้กำลังใจพี่ตวันที่คอนโดกันเถอะ 5 โมงเย็นเจอกัน...”
       ผู้โพสต์“ตะวันฉายกลางใจฉัน”
      
       บ่ายแก่ๆ ภายในออฟฟิศหนังสือพิมพ์สยามสาร ไชยวัฒน์ บรรณาธิการนั่งรีไรท์ตรวจงานข่าวอยู่...เสียงเคาะประตูดังขัดขึ้น
       “เข้ามา” ไชยวัฒน์เงยหน้ามอง
       ประตูห้องเปิดถูกออก...สาระวารีเดินยิ้มแย้มก้าวเข้ามาก่อน แล้วจับประตูให้ มีคณาเดินใช้นิ้วดันกลางแว่นให้กระชับสันจมูก ตามเข้ามาติดๆ
       “เรียกมาขึ้นเงินเดือนให้เหรอคะ” สาระวารีถาม
       มีคณายิ้มๆ ตีแขนเพื่อนเบาๆ
       “แหม เพิ่งจะขึ้นไปหยกๆ นั่งก่อน” ไชยวัฒน์บอก
       สองนักข่าวสาวเดินไปนั่งตรงข้ามกับไชยวัฒน์
       “ผมคุยกับหัวหน้าโต๊ะข่าวของพวกคุณแล้วนะ ผมมีงานมอบหมายให้คุณสองคนรับผิดชอบร่วมกันเป็นกรณีพิเศษ”
       สองเพื่อนซี้สบตากันเล็กน้อย
       “ขอเดานะคะ คดีของเขตต์ตวันแหงๆ”
       ไชยวัฒน์สีหน้ายิ้มแย้ม
       “ถูกแผงเลยจ้ะ ข่าวนี้กำลังเป็นที่สนใจ เราจะรายงานผ่านๆ ไม่ได้ ใครเจาะลึกเกาะติดได้มากกว่ากัน รับรองยอดขายพุ่งกระฉูด ผมก็เลยต้องขอตัวมือหนึ่งของ 2 โต๊ะมา”
       ไชยวัฒน์สีหน้ายิ้มแย้ม มั่นใจ หันมองสองสาวแล้วพูดต่อ
       “ช่วยงาน การนำเสนอข่าวของเราจะได้แตกต่างจากข่าวบันเทิงทั่วไป”
       สาระวารีเหล่มองมีคณาที่ยิ้มๆพร้อมกับยักคิ้ว อารมณ์ประมาณทำพูดดีหลอกใช้เรา...มีคณาได้แต่ยิ้มๆไปมา ไชยวัฒน์หันมองมีคณา
       “มี่ก็ตามเรื่องคดีความไป รายงานให้ละเอียดยิบ ข้อกฎหมายอะไรเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ก็ทำกรอบให้ความรู้คนอ่านไปได้เลย เอาให้มีข่าวเล่นได้ทุกวัน”
      
       “ค่ะบอกอ”


  


       ไชยวัฒน์หันมามองสาระวารี
      
       “ส่วนวารีก็เล่นประเด็นเรื่องผลกระทบทางการตลาดทั้งโฆษณา หนัง งานอีเวนท์ ของตวันกับข่าวอื้อฉาวครั้งนี้ สัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้องถึงอนาคตในวงการของเค้าหลังจากนี้ เหมือนกัน ต้องหาประเด็นใหม่ๆ มาเล่นข่าวให้ได้ทุกวัน”
       สาระวารีมองค้อนไปมาแล้วแขวะ
       “แหมบอกอ จะมีอะไรให้เล่นนักหนาคะ สัมภาษณ์หมอดูให้ช่วยดูดวงนายตวันซักกรอบดีมั้ยคะ”
       “ไอเดียโดนมาก ชาวบ้านชอบ โทรสัมภาษณ์เลยผมจะรอตรวจต้นฉบับ”
       สาระวารีค้อนใส่
       “บอกออ้ะ”
       “อ้ะ อัพเดทข้อมูลกันหน่อย ตอนนี้พระเอกของเรายื่นเรื่องขอประกันตัวจากศาลไปได้เรียบร้อยแล้ว” ไชยวัฒน์พูดพลางส่งกระดาษที่พริ้นท์ออกมาจากเว็บไซต์ให้สาระวารี แล้วพูดต่อ
       “เย็นนี้บรรดาแฟนคลับนัดรวมตัวกันที่หน้าคอนโดของเค้า...รีบไปกันได้แล้ว ผมต้องการลงให้ทันกรอบเช้าพรุ่งนี้”
       “ไม่รับปากนะคะ ทันก็ทัน”
       สาระวารีพูดแล้วลุกเดินออกไปด้วยสีหน้าปั้นปึงเล็กน้อย มีคณายิ้มแหยๆ
       “ไม่ต้องห่วงนะคะบอกอ มี่รับรองว่าทัน”
       “ขอบใจจ้ะ เพราะยังงี้แหละผมถึงจับคู่ให้คุณสองคนรับผิดชอบข่าวนี้ด้วยกัน”
       มีคณายิ้มๆ ดันแว่นกระชับหน้าแล้วรีบตามเพื่อนออกไป
       “วารีรอด้วย”
       ไชยวัฒน์ยิ้มพอใจว่ามีข่าวใหญ่กระตุ้นยอดขายแน่ๆ
      
       เวลาเย็น มัทนา วาสิฏฐี และบรรดาแฟนคลับมารวมตัวกันหนาตาหน้าคอนโดเขตต์ตวัน มีป้ายเชียร์ให้กำลังใจต่างๆนาๆ อาทิ รักพี่ตวัน พี่ตวันสู้ สู้ พี่ตวันไม่ผิด เอากำลังใจมาให้ พวกเรารักพี่
       บรรดานักข่าวทั้งทีวี หนังสือพิมพ์มาทำข่าวกันพอสมควร...กล้องข่าวทีวีจับภาพมัทนาที่กำลังให้สัมภาษณ์อยู่...
       สาระวารียื่นเทปเข้าไปอัดเสียง ส่วนมีคณาคอยจดใส่สมุดแบ็คอัพอีกชั้น
       “พวกเรามารวมตัวกันเพื่อให้กำลังใจพี่ตวัน พวกเรามั่นใจว่าพี่ตวันไม่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม ตอนนี้พี่ตวันยังเป็นผู้บริสุทธิ์”
      
       ภายในคอนโดของผู้จัดการส่วนตัว บนจอทีวี ข่าวภาคค่ำได้นำเอาเทปการสัมภาษณ์ของมัทนามาออกรายการ เขตต์ตวัน ผู้จัดการส่วนตัว และทนายกำลังคุยกันอย่างเคร่งเครียด
       บนจอทีวี มัทนาให้สัมภาษณ์และยกมือไหว้
       “พวกเราขอร้องพี่ๆ สื่อมวลชนอย่าเขียนข่าวที่ไม่มีมูล ทำให้พี่ตวันต้องเสียชื่อเสียงอีกเลยนะคะ”
       เขตต์ตวันที่ฟังทนายอยู่อดไม่ได้ที่จะหันมาดูทีวี แฟนคลับคนนี้พูดเข้าท่า จังหวะที่หันมา ผู้จัดการส่วนตัวก็กดปิดทีวีพอดิบพอดี
       “อ้าว ปิดทำไมล่ะพี่”
       “ไม่มีอะไรหรอกพวกแฟนคลับ ดีนะที่ไหวตัวทันย้ายมาพักที่คอนโดพี่ ไม่งั้นวุ่นวายตาย...มีสมาธิหน่อยตวัน คุณทนายกำลังหาทางช่วยอยู่นะ”
       เขตต์ตวันถอนใจอย่างเซ็งๆ แล้วหันพูดกับทนาย
       “ขอโทษครับ”
       เขตต์ตวันกำลังฟังขั้นตอนทางกฎหมายต่างๆ จากทนายอย่างเคร่งเครียด
      
       เช้าวันหนึ่ง ภายในห้องพิจารณาคดี เขตต์ตวันกำลังถูกอัยการซักต่อหน้าศาล มีผู้พิพากษาร่วมพิจารณาคดี 3 คน
       “จำเลยเป็นคนซื้ออพาร์ทเมนท์ห้องนี้ให้ผู้ตายใช่หรือไม่”
       เขตต์ตวันตอบหน้านิ่ง
       “ครับ”
       ผ่านเวลามา อัยการว่า
       “จำเลยได้ให้เงินค่าใช้จ่ายรายเดือนให้กับผู้ตายเป็นประจำทุกเดือนใช่หรือไม่”
       “ครับ”
       “คืนก่อนที่ผู้ตายเสียชีวิต จำเลยได้ไปพบกับผู้ตายที่ห้องพักจนมีข่าวซุบซิบออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นความจริงใช่หรือไม่”
       “ครับ”
       ผู้จัดการของเขตต์ตวันที่นั่งฟังอยู่ถึงกับเครียด แอบดมยาดมไปมา
       ….......
       “จำเลยได้ใช้มีดเล่มดังกล่าวนี้...ทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ชีวิตใช่หรือไม่” อัยการโชว์วัตถุพยาน มีดที่ซีลไว้อย่างดีขึ้นมา
       เขตต์ตวันสีหน้านิ่ง
       ผ่านเวลาไป อัยการขณะหันไปรายงานต่อผู้พิพากษา
       “จากพยานหลักฐานทั้งหมด ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ขอให้ศาลที่เคารพลงโทษตามโทษานุโทษต่อไป”
       เขตต์ตวันหน้านิ่งขรึม ขณะที่ผู้จัดการส่วนตัวถึงกับหน้ามืดเป็นลมไปจนทนายต้องรีบประคองตัวเอาไว้
      
       บ่ายวันหนึ่ง ผู้จัดการส่วนตัวพาเขตต์ตวันเดินหลบๆ เพื่อจะกลับไปที่รถ แต่ไม่พ้นสายตานักข่าวจนได้ นักข่าว 2-3 คนวิ่งกรูเข้าไปหา และถ่ายรูปเก็บเอาไว้ เขตต์ตวันยกมือขึ้นปิดหน้าเดินหนีด้วยความรำคาญ
       “ขอโทษนะคะ ทางตำรวจขอร้องไม่ให้สัมภาษณ์นะคะ”
       นักข่าวตะโกนถาม
       “มีกระแสข่าวออกมาว่าผู้ตายเป็นเมียเก็บของคุณตวัน”
       เขตต์ตวันหยุดกึกหันไปมอง
       “คุณซ้อมเมียจนตาย คุณจะแก้ข่าวมั้ยครับ”
       เขตต์ตวันเหลืออดพุ่งไปกระชากคอนักข่าว ช่างภาพรีบระดมกดชัตเตอร์เก็บภาพขายอย่างไม่ยั้งมือ ผู้จัดการส่วนตัวรีบเข้าไปขวาง
       “ตวัน ปล่อย ไปขึ้นรถเดี๋ยวนี้...เชื่อพี่นะตวัน”
       ผู้จัดการส่วนตัวลากเขตต์ตวันไปจนได้ แต่เขายังหันไปจ้องหน้านักข่าวด้วยหน้าตาโกรธเอาเรื่อง
      
       ช่างภาพรัวชัตเตอร์ไม่ยั้งจนเขาขึ้นรถลับตัวไป

      
       ภายในห้องนอน มัทนานั่งแก้ข่าวตามเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ต่างๆ ให้เขตต์ตวัน มัทนาพิมพ์รัวอย่างเร็ว น้ำตาคลอๆ ด้วยความเห็นใจ
      
        เสียงความคิดของมัทนาขณะพิมพ์ข้อความแก้ข่าว
        “มันแค่ข่าวลือ พวกคุณไม่รู้อะไรจริง หยุดโจมตีพี่ตวันได้แล้ว”
        มัทนากดแป้นเอนเทอร์ ก่อนจะไล่ดูกระทู้ต่อๆ ไป เธอพิมพ์ตอบโต้ด้วยด้วยสีหน้าโกรธจัด
        เสียงความคิดของมัทนาดังขึ้นมาอีก
        “พวกคุณใจร้าย คุณอยากเหยียบคนล้มให้ตายไปเลยใช่มั้ย คุณไม่มีสิทธิ์มาด่า มาใส่ร้ายคนอื่นแบบนี้ มันเป็นบาปกรรมรู้มั้ย”
        มัทนากดแป้นเอนเทอร์อย่างใส่อารมณ์ แล้วระเบิดอารมณ์ตบแป้นพิมพ์โครมๆ ลุกขึ้นจากหน้าคอมพิวเตอร์ดันเก้าอี้ล้อเลื่อนกระแทกเข้ากับโต๊ะคอมฯ เธอเดินไปยืนหันหน้าเข้ามุมห้อง ยกมือขึ้นปาดน้ำตาไปมา รู้สึกอัดอั้นตันใจและเห็นใจเขตต์ตวันมากๆ
      
        ผ่านเวลามา เวลาเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน ….
        โฆษณา Perfect เฟอร์นิเจอร์ตัวใหม่กับพระเอกโฆษณาคนใหม่...พระเอกวัยรุ่นกึ่งเดินกึ่งเต้นแนวฮิพฮ็อพมาตามโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์เดิม หันมองสินค้ายิ้มแย้ม แล้วก็เต้นบีบอย หมุนตัวอยู่กลางพื้นโชว์รูม...ภาพโฆษณาบนจอภาพขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบนตึกสูงบริเวณสะพานลอยคนข้ามแยกสำคัญกลางเมือง
        นักศึกษาสาวคนเดิมเดินเข้ามา ในมือถือแมกกาซีนหน้าปกพระเอกวัยรุ่นในชุดแฟชั่นอย่างหล่อติดมือมาด้วย นักศึกษาเดินลงบันไดมา บริเวณถังขยะที่ตีนสะพานลอยมีป้ายรูปพระเอกวัยรุ่นทำท่ารื่นเริง
       ชี้ให้ทิ้งขยะลงถังขยะอีกต่างหาก
        คัทเอาต์ภาพเขตต์ตวันยืนเท่ห์ยกสองมือชี้ตู้เย็นยี่ห้อหนึ่งอยู่ถูกพนักงานมายกออกไป แล้วยกคัทเอาต์ภาพพระเอกวัยรุ่นคนนั้นโพสท์ท่าแนวๆ ชี้ไปที่ตู้เย็นเครื่องเดิมแทน
      
        เช้าวันหนึ่ง … ไฟ on air ที่หน้าห้องจัดรายการวิทยุ ภายในห้อง 2 ดีเจกำลังคุยข่าวบันเทิงจัดรายการอยู่
        “จะพูดยังไงดีล่ะ เหมือนเทวดาตกสวรรค์ว่ามั้ย”
        “จะอะไรก็ช่างเถอะ แต่น้องเอาใจช่วยพี่ตวันของน้อง วันนี้ศาลนัดฟังคำพิพากษา ใครผิดใครถูกเดี๋ยวก็รู้”
        “วันนี้พี่น้องนักข่าวต้องระวังเหยียบกันตายนะครับ ผมป็นห่วง”
      
        เวลาสาย บริเวณหน้าศาล กลุ่มนักข่าววิ่งชนกันล้มยื้อแย่งกันเก็บภาพเขตต์ตวันอย่างเอาเป็นเอาตาย เขามาในชุดสูททันสมัยอย่างหล่อ สวมแว่นดำเดินเดินลงจากรถ และอยู่ในวงล้อมของการ์ดและผู้จัดการส่วนตัวเพื่อเข้าไปภายในศาลอาญา
        มัทนาและวาสิฏฐียืนรวมอยู่ในกลุ่มแฟนคลับที่มาคอยให้กำลังใจเขตต์ตวันในมุมที่จัดให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจคอยคุมสถานการณ์ดูความเรียบร้อยอยู่...
        บอดี้การ์ดคอยกันให้เขตต์ตวัน ทนาย และผู้จัดการเดินเข้าไปด้านใน
        เขตต์ตวันหันมองไปทางแฟนคลับ โบกมือทักทายให้ มีบางคนเผลอกรี๊ด ตำรวจมีสีหน้าขอร้องพร้อมส่ายมือห้ามส่งเสียงดัง
        มัทนาและแฟนคลับโบกมือบ๊าย บายตอบ หลายคนร้องไห้ รวมทั้งวาสิฏฐีด้วย...มัทนาสวมกอดน้องสาวเอาไว้
        “เชื่อพี่นะสิฏฐี พี่ตวันเป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องพ้นทุกข้อกล่าวหา กลับมาเล่นหนังให้เราดูเร็วๆนี้ล่ะ”
        วิสิฏฐีพยักหน้ารับ แต่เพราะยังเด็กเลยร้องไห้กอดพี่สาวเอาไว้
        มัทนาน้ำตาคลอมองตามเขตต์ตวันเดินเข้าไปในศาลได้ในที่สุด เธอสายตามั่นใจว่า เขตต์ตวันเป็นผู้บริสุทธิ์ พี่ตวันเป็นผู้บริสุทธิ์ มัทนาสวมกอดน้องสาวเอาไว้
      
        ภายในห้องพิจารณาคดี ผู้พิพากษาสีหน้าเคร่งขรึมเดินออกมาขึ้นบัลลังก์ทั้ง 3 คน เจ้าหน้าที่ศาลกล่าวนำ
        “ทำความเคารพศาล”
        เขตต์ตวัน ผู้จัดการส่วนตัว อัยการ และทุกคนในศาล ลุกขึ้นยืนทำความเคารพ ผู้พิพากษาทั้งสามคนนั่งประจำที่ ทุกคนนั่งลง บรรยากาศเงียบกริบ ผู้จัดการส่วนตัวหันมาสบตากับเขตต์ตวันแล้วพยักหน้าให้กำลังใจ ขณะที่เขาสีหน้านิ่ง
        ผู้พิพากษาคนกลางแกะซองคำพิพากษาออกเพื่ออ่าน ห้องพิพากษาเงียบจนแทบจะได้ยินเสียงเต้นของหัวใจเขตต์ตวัน
        ผู้จัดการส่วนตัวสีหน้าท่าทางลุ้นจนมือเกร็ง เขตต์ตวันสีหน้านิ่งๆ ขบกรามเบาๆ จนขึ้นสัน
      
        มีคณากอดคอกับสาระวารีอย่างดีใจ เพื่อนนักข่าวต่างกระโดดเฮกันลั่นออฟฟิศสยามสาร ทุกคนยิ้มแย้มมีความสุข
        “ฉันบอกแล้วว่าตวันไม่ผิด” สาระวารีบอก
        “หมดเคราะห์ซะที” มีคณาว่า
        ไชยวัฒน์ยิ้มแย้มเข้ามาบอก
        “เอ้าๆ แยกย้ายกันไปทำงาน เดี๋ยวปิดต้นฉบับไม่ทันกันพอดี”
        สาระวารีถาม
        “บอกอจะพาดหัวข่าวสยามสารว่าไงดีคะ”
        “เอาตัวโตๆ แบบทั้งหน้าเลยนะ ศาลตัดสิน เขตต์ตวันบริสุทธิ์ ดีมั้ย”
        ทุกคนปรบมือเฮ
        “สุดยอดเลยค่ะบอกอ” มีคณาว่า
        “ไม่ทำให้เค้าไม่ได้หรอก ตีข่าวกันซะเค้าเสียหายไม่มีชิ้นดี เมื่อเค้าไม่ผิด ก็ต้องแก้ให้ยิ่งใหญ่ เค้าจะได้กลับมาอย่างสง่างาม”
        “นี่ถ้าไม่ติดว่ามีเมียมีลูกแล้วนะ จะหอมให้ฟอดนึงเลย” สาระวารีว่า
        “ไก่หยอกหมาซะแล้ว เดี๋ยวพี่คิดจริงแล้วจะหนาว”
        เพื่อนนักข่าวหัวเราะเยาะชอบใจกัน สาระวารีหันไปเท้าสะเอวจ้องหน้าเพื่อนๆ ท่าทางเอาเรื่อง
        “รีบไปทำงานต่อได้แล้ว”
        มีคณาขำๆ จูงมือเพื่อนออกไป ไชยวัฒน์ยิ้มสบายใจออกมาสำหรับข่าวดีๆ พนักงานคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาพร้อมแฟกซ์
        “บอกอคะ...มีแฟกซ์เชิญสื่อมวลชนค่ะ คุณตวันจะแถลงข่าวด่วนค่ะ”
      
        ไชยวัฒน์รับแฟกซ์มาอ่านดู มีคณา สาระวารีและเพื่อนๆ นักข่าวมาล้อมๆ รอฟังรายละเอียดอย่างแปลกใจ


  


       ในเวลายามเย็น มัทนา เพื่อน และวาสิฎฐี รีบร้อนวิ่งเข้ามาในล็อบบี้โรงแรมแห่งหนึ่ง
      
        “เร็วๆ เข้า ป่านนี้แถลงข่าวเสร็จแล้วมั้ง”
        “เค้าแถลงข่าวกันห้องไหนล่ะพี่มัท”
        มัทนารีบวิ่งไปถามพนักงานโรงแรม
        “ขอโทษนะคะ คุณตวันแถลงข่าวห้องไหนคะ”
        พนักงานโรงแรมผายมือบอกทาง
        “ห้องพิมาน อยู่ชั้นลอยค่ะ”
        “ขอบคุณค่ะ ...ไปเร็ว”
        มัทนารีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งนำทุกคนขึ้นบันไดไปชั้นลอย
      
        เขตต์ตวัน นั่งอยู่ระหว่างทนายและผู้จัดการส่วนตัว ทนายกำลังจะจบการแถลงข่าวอยู่ ภายในห้องพิมานที่จัดการแถลงข่าว มีคณา สาระวารี และนักข่าวช่างภาพมารอฟังการแถลงข่าวเป็นจำนวนมาก
        บรรดาแฟนคลับรวมตัวกันที่มุมหนึ่ง ทั้งถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ ยกป้ายเชียร์ ทนายความพูดต่อ
        “ผมขอยืนยันตามคำพิพากษาอีกครั้งนะครับว่าคุณเขตต์ตวันเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้ฆาตกรรมผู้ตาย และไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับผู้ตายมากไปกว่าคนเคยรู้จัก เคยให้ความช่วยเหลือกันมาเท่านั้น
       เอง”
        สาระวารียกมือถาม
        “แล้วทราบตัวคนร้ายรึยังคะ”
        “ทางตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอยู่ครับ ผมมีเรื่องแถลงข่าวเท่านี้นะครับ”
        มัทนา กับเพื่อนและวาสิฏฐีวิ่งมาถึงห้องแถลงข่าว ทั้งสามคนดีใจมาก รีบเข้าห้องมา มัทนาชะเง้อมองไปที่เขตต์ตวัน แล้วยิ้มดีใจที่พระเอกหนุ่มยังหล่อดูดี แม้จะมีสีหน้านิ่งขรึมไม่ยิ้มแย้มเหมือนเคย และดูจะก้มหน้ามากกว่าปกติ
        นักข่าวคนที่ 1ยกมือถาม
        “คุณตวันครับ ช่วยตอบข้อสงสัยข่าวลือเรื่องคุณกับ...”
        ไม่ทันจะถามจบ มัทนานำโห่ กลุ่มแฟนคลับโห่ตาม สาระวารีแอบกระซิบบอกเพื่อน
        “สมน้ำหน้า”
        นักข่าวคนเดิมบอก
        “แฟนคลับโปรดเข้าใจด้วยนะครับ ผมทำไปตามหน้าที่ คุณตวันเป็นบุคคลสาธารณะ คนย่อมอยากรู้เรื่องราวชีวิตของคุณตวันเป็นธรรมดา”
        เขตต์ตวันขยับตัวพูดใส่ไมค์
        “ต่อไปคงไม่ใช่แล้วล่ะครับ”
        ทุกคนงงๆกับคำพูดของเขตต์ตวัน..ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขาคนเดียว แม้แต่ผู้จัดการส่วนตัวยังเหล่มองด้วยความสงสัย เขาพูดต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด น้ำเสียงชัดเจน
        “ผมขอยุติบทบาทตัวเองในวงการบันเทิงทั้งหมดนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป”
        ทุกคนตกใจมาก แฟลชรัวระนาว...ผู้จัดการส่วนตัวอ้าปากค้าง มัทนายกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ แฟนคลับพากันช็อกพูดไม่ออก
        “ขอบคุณครับ” เขตต์ตวันลุกขึ้นเดินออกไปทางหลังห้อง
        “ตวัน” ผู้จัดการส่วนตัวร้องเรียกและรีบลุกตามไป นักข่าวและแฟนคลับฮือจะตาม...แฟนคลับบางคนมีช็อกจนร้องไห้
        “พี่ตวัน” แฟนคลับร้องเรียกพร้อมกัน
        “คุณตวันคะ/ครับ” นักข่าวเรียก
        บอดี้การ์ดต้องคอยกันกองทัพนักข่าวและแฟนคลับเอาไว้ไม่ให้ตามไป มัทนาสีหน้าคาใจปนไม่พอใจ หลบวิ่งออกไปจากห้องขณะทุกคนกำลังวุ่นวาย
      
        ผู้จัดการสว่นตัวรีบวิ่งแทรกตัวเข้ามาในลิฟท์ก่อนที่จะปิด เขตต์ตวันถอนใจเซ็งๆ ผู้จัดการพูดอย่างไม่พอใจ
        “ตวันทำแบบนี้กับพี่ไม่ได้นะ”
        “ผมทำงานต่อไปไม่ได้แล้วพี่ ผมไม่ได้ชอบงานในวงการ ผมเข้ามาเพราะความจำเป็นพี่ก็รู้”
        “ตวันไม่อยากได้เงินไว้ตั้งตัวรึไง”
        “ผมคิดว่าผมได้มาพอแล้วครับ”
        “นี่มันโอกาสทองนะตวัน ทุกอย่างเคลียร์หมดแล้ว ประชาชนรอการกลับมาของตวันอยู่ ทั้งหนัง ทั้งโฆษณา ทั้งงานอีเวนท์ รอคิวตวันกันทั้งนั้นเลย”
        “แล้วตอนที่ผมถูกกระแสโจมตีเค้าหายไปไหนกันหมดล่ะครับ”
        “มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้ว ตวันก็น่าจะเข้าใจ”
        ลิฟท์เปิดพอดี เขตต์ตวันจะเดินออก ผู้จัดการส่วนตัวกางมือขวางไว้
        “พี่ไม่ให้ตวันไป สัญญาเรายังไม่หมด”
        เขตต์ตวันจ้องหน้า
        “ผมขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่พี่เคยทำให้ผม แต่ผมตัดสินใจแล้ว ถ้าพี่คิดว่าพี่ยังกอบโกยผลประโยชน์จากสัญญาเอาเปรียบผมไม่สมใจ ก็ไปฟ้องร้องเอา ลาก่อนครับพี่” เขตต์ตวันยกมือไหว้แล้วเดินเบียดออกไปเลย
        ผู้จัดการมองตามแล้วร้องเรียก
        “ตวัน”
        เขตต์ตวันเดินตรงไปลานจอดรถโดยไม่หันกลับมาอีก
        “ตวันหายเครียด เปลี่ยนใจเมื่อไหร่ โทรหาพี่ได้ตลอดเวลาเลยนะ”
        เขตต์ตวันยกมือปัดอากาศขึ้นเหนือหัว อารมณ์เลิกหวังเถอะ เดินไปขึ้นรถ
      
       ผู้จัดการส่วนตัวได้แต่ถอนใจออกมาอย่างเสียดาย


  


       เขตต์ตวันขับรถออกมาจากลานจอดรถ เขากำลังเปิดบูลทูธเสียบหู ขณะกำลังก้มๆเงยๆ กดโทรศัพท์ต่อหาเพื่อน ก็ตกใจสุดขีดเบรกรถแทบหัวทิ่ม มัทนาวิ่งโผล่มากางแขนขวางหน้ารถเอาไว้
      
        เขตต์ตวันสีหน้าหงุดหงิดบีบแตรไล่ต่อเนื่องจนไม่ได้ยินที่มัทนาพูด มัทนาโวยวาย น้ำตาคลอด้วยความผิดหวัง
        “คุณมันขี้แพ้ คนเค้าทุ่มเทสู้เพื่อคุณกันทั้งนั้น คุณถอดใจ ทิ้งพวกเรายังงี้ได้ยังไง”
        รปภ.วิ่งเข้ามาจับตัวมัทนา เขตต์ตวันสนใจต่อโทรศัพท์หาเพื่อนมากกว่ามองหน้ามัทนา
        “คุณหลีกทางด้วยครับ”
        รปภ.ลากมัทนาออกไป มัทนาร้องดิ้นโวยวายทั้งน้ำตา เขตต์ตวันไม่ทันได้สนใจมองมัทนา ได้แต่คุยโทรศัพท์หน้าเครียดๆ
        “ฉันเอง แกเก็บเสื้อผ้าเรียบร้อยรึยัง โอเค ฉันออกมาจากโรงแรมแล้ว เดี๋ยวเจอกันที่สนามบิน” เขตต์ตวันกดตัดสายแล้วขับรถเลยออกไปทันที
        มัทนามองรถตวันที่แล่นผ่านไปอย่างช้าๆ น้ำตาเอ่อท่วมขึ้นมา เธอสะบัดรปภ.สุดแรงจนหลุด ยืนตะโกนไล่หลัง ทั้งน้ำตา
        “ไปเลย ไปไหนก็ไปเลย ฉันไม่รักคุณแล้ว”
        มัทนาวิ่งปาดน้ำตาแห่งความผิดหวังกลับเข้าไปด้านในโรงแรม
      
        2 ปีถัดมา … บริเวณมหาวิทยาลัย มัทนาในชุดรับปริญญาคณะนิเทศนศาสตร์ กำลังถ่ายรูปกับครอบครัวพ่อ แม่ สาวิตรี ศกุนตลาที่มาในชุดพยาบาล วาสิฏฐี ในชุดนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ทุกคนยิ้มแย้มชื่นมื่นดีใจกับความสำเร็จของมัทนา...
        เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น...วาสิฏฐีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพ่งดู
        “พี่มัท โทรศัพท์... สยามสาร”
        มัทนาน้ำเสียงดีใจมาก รีบเอาโทรศัพท์จากน้องสาวแล้วพูดต่อ
        “สยามสารเหรอ เอามานี่เร็วๆ … สวัสดีค่ะ มัทนาพูดอยู่ค่ะ ค่ะ ว่างค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”
        มัทนากดตัดสาย ทุกคนรอฟังด้วยความสงสัยอยากรู้ เธฮรีบมารายงานทุกคนอย่างตื่นเต้นดีใจ “สยามสาร เรียกมัทไปสัมภาษณ์ค่ะ”
        วาสิฏฐีเฮฮาดีใจเข้าไปสวมกอดพี่สาวและครอบครัว
      
        บ่ายวันหนึ่ง มัทนาในชุดทะมัดทะแมงเดินเข้ามาเงยหน้ามองตึกเห็นป้ายชื่อหนังสือพิมพ์ “สยามสาร” เธอยิ้มดีใจและเดินเข้าตึกไปอย่างมั่นใจ
      
        มีคณา และ สาระวารี เปิดประตูห้องประชุมเข้ามา...มัทนานั่งอยู่ในห้องประชุม เธอสัมภาษณ์กับไชยวัฒน์เสร็จแล้ว มัทนายกมือไหว้สองสาวๆรับไหว้ยิ้มแย้ม
        สาระวารีและมีคณาจับตามองมัทนาสีหน้าคุ้นๆ
        “น้องหน้าตาคุ้นจังเลยค่ะบอกอ เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนมั้ยจ๊ะ” สาระวารีถาม
        มัทนามองหน้าสาระวารีแล้วว่า
        “ไม่เคยมั้งคะ”
        มีคณาก็รู้สึกคุ้นๆ
        “เคยออกทีวี เล่นโฆษณาอะไรมั้ย”
        มัทนายิ้นเขินบอก
        “อ๋อ เคยออกข่าวนิดๆ น่ะค่ะ ตอนมีข่าวคุณเขตต์ตวัน”
        สาระวารีตบโต๊ะ
        “อ๋อ นึกออกแล้ว แฟนคลับเขตต์ตวัน ไม่น่าล่ะหน้าคุ้นๆ”
        “ตอนนั้นยังเด็กอยู่น่ะค่ะ”
        ไชยวัฒน์ยิ้มแย้ม แนะนำ
        “คนนี้พี่มี่ มีคณาอยู่โต๊ะข่าวอาชญากรรม ส่วนนี่พี่วารี อยู่โต๊ะจเร”
        มัทนาทำหน้าหน้าตางงๆ
        “งงล่ะสิ งานโต๊ะพี่ก็ประมาณข่าวเจาะ ทำสกู๊ปขุดคุ้ยเรื่องฮ็อตๆ ของพี่เน้นที่เกี่ยวกับการเมืองกะเศรษฐกิจ จะว่าไปก็งานจับฉ่าย สุดแล้วแต่บอกอท่านจะบัญชา ลูกเมียน้อย”
        สาระวารีเหยียดปากใส่ไชยวัฒน์เล็กน้อย
        “ก็เกินไปวารี...มัทไปเรียนรู้งานที่โต๊ะมี่ก่อน จากนั้นค่อยมาฝึกงานกับวารีต่อ...สองคนนี่ยอดฝีมือของเรา เรียนรู้งานจากพี่เค้าให้เยอะๆ ล่ะ”
        มัทนา ยิ้มปลื้มให้สาระวารี และ มีคณา
        มัทนาเข้ามาทำงานได้ไม่นานเราสามคนก็ซี้ปึ้กจนได้สมญา สามทหารเสือสาว
      
        ผ่านเวลามา มัทนา สาระวารี และมีคณาเดินคุยกินขนมกันมาตามทางเดินหน้าตึกสยามสาร พวกเธอสวนกับหนุ่มเซอร์ของฝ่ายศิลป์ที่ตะโกนแซว สาระวารีเท้าสะเอวตอบโต้ด้วยหน้าตาเอาเรื่อง หนุ่มศิลป์ถึงกับหน้าแตกรีบเดินหนี สาระวารีทำท่าเตะส่งอีกต่างหาก
        “บอกอเม้นท์ว่า เราสามคนคือความแตกต่างที่ผสมกันลงตัว สวย เก่ง มีเสน่ห์ไปคนละแบบ”
      
        มีคณาปีนหน้าต่างบ้านไม้หลังหนึ่งในซอยลึกเพื่อดูสถานการณ์เอาไปเขียนข่าว มัทนายืนมองด้วยความเป็นห่วงอยู่ข้างล่าง
        ตำรวจคุมตัวหญิงโสเภณีหลายคนออกมาจากบ้าน ทุกคนอายสื่อก้มหน้าก้มตา มีคณาปีนหน้าต่างแอบเข้าไปดูสภาพภายในบ้านเพื่อจะได้บรรยายข่าวได้ละเอียดกว่าใคร
        “พี่มี่ระวังนะคะ” มัทนาบอก
        ในใจเธอคิดว่า
        “พี่มี่ก็แสนจะสุภาพเรียบร้อย แต่ทำงานลุยไม่แพ้ผู้ชาย อ่อนหวาน อ่อนโยนขนาดนี้ ทำข่าวอาชญากรรมเน้นหนักเรื่องโสเภณีกับยาเสพติดได้ไง งงกะผู้หญิงคนนี้จริงๆ”
        มัทนาหันมองไปทางหน้าบ้าน เห็นมีคณาเดินยกนิ้วจิ้มแว่นให้กระชับดั้งทำหน้าจ๋อยๆ แหยๆ เพราะโดนตำรวจดุแล้วไล่ลงบันไดออกมาจากบ้าน
      
       มัทนาได้แต่ยิ้มๆ ขำๆ


  


       มัทนาตามสาระวารีและช่างภาพลงเดินตามเจ้าหน้าที่ป่าไม้เพื่อสำรวจป่า สาระวารี เดิน
       กระฉับเกระเฉงลุยป่าเก่งไม่แพ้ผู้ชาย
      
        สาระวารีเดินลุยไปบ่นไป
        “ถ้าไม่มีแบ็กอัพดี ไม่กล้าทำอุกอาจขนาดนี้หรอก”
        มัทนาเดินตามสาระวารี ในใจให้คำจำกัดความสาระวารีว่า
        “พี่สาวคนนี้ สวย แกร่ง แรง ซ่า น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ตรงกับเธอคนนี้ที่สุด”
        สาระวารีหยุดเดินหันมาพูดกับมัทนา
        “พ้นเขาลูกหน้าเธอจะเห็นว่าป่าถูกลักลอบตัดจนเหี้ยนเลย”
        มัทนาตกใจ ตาเบิกโพลงเล็กน้อย
        “พ้นเขาลูกหน้าเลยเหรอพี่วารี”
        สาระวารีตอบหน้าตาปกติ
        “อืม เดินตามมาเร็วๆ เลย”
        มัทนาหยุดมองตาม เสียงในใจดังบอก
        “เห็นห้าวๆ ยังงี้ ใครอย่ามาแซวว่าเป็นทอมเชียว เธอเล่นงานตายเพราะเธอยืนยันหนักแน่น
       ว่าเธอคือหญิงไทยแท้แม่ศรีเรือน”
        สาระวารีหยุดเดิน หันมามองถาม
        “ยืนแบ๊วอะไรอยู่มัท...อย่าออกนอกเส้นทางล่ะ”
        สาระวารีพามัทนาเดินอ้อมตามคนนำทางไป เธอมองตามอย่างสงสัย
        “จะเดินอ้อมกันทำไม”
        มัทนาตัดสินใจเดินตรงตัดทางไปเพราะเห็นว่านิดเดียว ไม่คาดคิด... มัทนาโดนแหดักสัตว์ยกลอยขึ้น มัทนากรีดเสียงสนั่นลั่นป่า ทุกคนหันมามองด้วยความตกใจและรีบวิ่งกลับมาช่วยมัทนา
        “ในที่สุด มัทก็มีโต๊ะข่าวเป็นของตัวเอง”
      
        เวลาสายในหลายเดือนต่อมา มัทนานั่งหน้าเซ็งเท้าคางอยู่ในคอกที่รายล้อมไปด้วยรูปดารา-นักร้อง หน้าโต๊ะมีแต่ข่าวดาราบันเทิงเต็มไปหมด
        หัวหน้าโต๊ะข่าวบันเทิงเดินเข้ามาหาแล้วบอก
        “มัท...บอกอเรียกไปพบแน่ะ”
        “ค่ะพี่”
        มัทนาลุกยืนอย่างห่อเหี่ยว สีหน้าเซ็งๆ เดินไหล่ตกออกไป
        “เห็นว่าจะย้ายเธอไปทำข่าวโต๊ะอื่นนะ” หัวหน้าโต๊ะบอก
        มัทนาตัวยืดตรงแน๋ว อ้าปากกว้างยิ้มแฉ่งอย่างดีใจ มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
      
        ภายในห้องบรรณาธิการ มัทนายกมือไหว้ไชยวัฒน์ หน้าตาเบิกบานสุดๆ
        “ขอบคุณมากค่ะบอกอ...มัทรู้ตัวแล้วนะคะ มัทอยากทำงานโต๊ะข่าวการเมืองที่สุดเลยค่ะ ย้ายโต๊ะวันนี้เลยใช่มั้ยคะ”
        “ใจเย็นๆ นั่งลงก่อนมัทนา”
        มัทนายิ้มอย่างมีความหวังนั่งลงตามคำสั่ง
        “มัทต้องทำสกู๊ปใหญ่ให้ผมเสร็จก่อน รับรองว่าสกู๊ปนี้ไม่มีใครเหมาะสมทำข่าวเท่ากับมัทอีกแล้ว” ไชยวัฒน์ยิ้มมั่นใจ มัทนามีสีหน้าสงสัย
        “สกู๊ปอะไรเหรอคะ”
        ไชยวัฒน์ลุกขึ้นยืน ยิ้มมั่นใจบอก
        “ตามหาเขตต์ตวัน”
        มัทนาผงะไปเล็กน้อย
        “มัทเป็นแฟนคลับตัวยงเขตต์ตวันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอะ”
        มัทนาเหยียดปากอย่างเซ็งๆ
        “อดีตแล้วล่ะค่ะบอกอ คนขี้แพ้ยังงั้นเสียแรงเชียร์”
        “เอาน่าคิดซะว่าทำงาน มีแหล่งข่าวจากผู้หวังดีแต่ไม่ประสงค์ออกนาม โทรมาบอกผมว่า เขตต์ตวันเป็นเด็กกำพร้าที่หลวงพ่อจรูญ วัดสวนป่าที่ภูเก็ตเก็บมาเลี้ยง”
        มัทนานิ่งไปอย่างเก็บข้อมูล
        “แหล่งข่าวเชื่อถือได้เหรอคะ พวกโรคจิตโทรมาอำเราเล่นรึเปล่า”
        “ไม่หรอก หลายเรื่องที่เค้าพูดมันมีเค้าความจริง คิดว่าเป็นคนใกล้ตัวนายตวันนั่นแหละ...เค้ายังบอกอีกนะว่ามีข้อมูลคดีอื้อฉาวของนายตวันอยู่ในมือด้วย จะทยอยส่งมาให้เรา”
        มัทนามองหน้าไชยวัฒน์ด้วยสีหน้าอยากรู้เหมือนกัน
        “จำไว้นะมัท ข่าวอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเขตต์ตวันยังขายได้เสมอ ไม่ว่าเค้าจะพูดหรือไม่ ก็เป็นข่าวได้ทั้งนั้น”
        มัทนาพยักหน้ารับเห็นด้วย
        “ค่ะบอกอ”
        “ผมให้เวลามัทเต็มที่เลย จะไปๆกลับๆ ภูเก็ตหรืออยู่ยาวยังไงก็ได้ ขอให้มีสกู๊ปข่าวอัพเดทที่สุดของนายตวันที่หาอ่านที่ไหนไม่ได้นอกจากสยามสารที่เดียว มาให้ได้ก็แล้วกัน”
        “แล้วบอกอจะให้มัทไปภูเก็ตเมื่อไหร่คะ”
        “พรุ่งนี้เลย”
        มัทนาคาดไม่ถึง
        “พรุ่งนี้”
        ไชยวัฒน์พยักหน้ารับ
        “ผมสั่งฝ่ายบัญชีเตรียมค่าใช้จ่ายให้แล้ว เดี๋ยวมัทลงไปรับได้เลยนะ...ผมให้สัญญาว่าเสร็จงานนี้แล้ว ผมจะย้ายคุณไปโต๊ะข่าวการเมือง”
        มัทนาดีใจมากกับข้อต่อรอง เธอลุกขึ้นยืนมุ่งมั่น
        “ตกลงค่ะบอกอ มัทจะไม่ทำให้บอกอผิดหวังค่ะ รับรองหน้าบันเทิงสยามสารต้องเป็นทอล์ก
       ออฟ เดอะ ทาวน์ ฮ็อตระเบิด”
        ไชยวัฒน์ยิ้มแหยๆบอก
        “ขอแค่ดังกระหึ่มก็พอจ้ะ อย่าถึงขั้นระเบิดเลย บอกอเสียววาบๆ”
        “โอเคค่ะบอกอ ดังกระหึ่มแน่นอนค่ะ” มัทนาพูดอย่างอารมณ์ดี
        ไชยวัฒน์และมัทนา ไฮไฟว์แปะมือให้กัน
      
       มัทนายิ้มมั่นใจว่าต้องทำสกู๊ปข่าวนี้ให้ดังเปรี้ยงให้ได้เพื่อแลกกับการต้องย้ายไปทำข่าวโต๊ะการเมือง

      
        เวลาบ่าย มัทนาและมีคณาเดินเข้าไปนั่งในร้านก๋วยเตี๋ยวที่คนไม่เยอะแล้ว สาระวารีสั่งอาหารเป็นคนสุดท้ายกับเจ๊คนขายรูปร่างตุ้ยนุ้ย
      
        สาระวารีบีบนวดบ่าให้เจ๊
        “แห้งชามน้ำชามเหมียนเดิม วันนี้หิวจัด ให้เวลา 5 นาทีนะเจ๊ เกินนั้นจะลุกมาลุยหน้าเตาเอง”
        เจ๊คนขายยิ้มๆ
        “โมโหหิวมาจากไหนจ๊ะ นั่งรอแป๊บนึงนะ”
        “จ้ะเจ๊” สาระวารีแกล้งบีบชั้นไขมันข้างเอวทั้งสองข้างของเจ๊อย่างมันเขี้ยวแล้วบอก
        “จ้ำม่ำซะจริงนะน้องเอ๋ย”
        เจ๊คนขายเขิน ตีแขนสาระวารีเบาๆ
        “น้องวารีนี่”
        สาระวารีเดินยิ้มแย้มอารมณ์ดีไปนั่งที่โต๊ะ
        มัทนารินน้ำใส่แก้วให้พี่ๆ
        “อิจฉาพี่วารีจัง ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน”
        “ก็โวยวายมากๆ เหมือนพี่สิ แคลอรี่มีเท่าไหร่ผลาญเรียบ”
        “บอกอเค้าให้มัทไปทำข่าวเขตต์ตวันประเด็นอะไรเหรอจ๊ะ” มีคณาถาม
        “ประวัติน่ะพี่มี่ มีแหล่งข่าวโทรมาบอกข้อมูลใหม่ มัทต้องลงไปภูเก็ตพรุ่งนี้เลย อยากได้อะไรกันมั่งคะ”
        “อ้าว นี่มัทต้องไปภูเก็ตเหรอ พี่ก็ต้องไปตราดเร็วๆ นี้เหมือนกัน” สาระวารีบอก
       “มัทได้ยินแว่วๆว่าพี่วารีต้องไปเกาะช้างใช่มั้ยคะ”
       “ไม่ใช่ เกาะยานก เกือบติดชายแดนเขมรโน่นแน่ะ”
       มีคณาถามสาระวารีอย่างสงสัย
       “มีประเด็นข่าวอะไรน่าสนใจเหรอวารี”
       “กาสิโน มีข่าวว่าเจ้าของเกาะทำเรื่องขอเปิดกาสิโนถูกกฎหมายที่โน่น และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะได้รับอนุญาต”
       “ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อยังงี้ มี่ว่าไม่น่ายอมให้สัมภาษณ์ง่ายๆหรอก”
       สาระวารียักไหล่
       “ก็ท้าทายดี”
       สาระวารีชักโมโหหิว บ่น แค่ลวกเส้นใส่เครื่องทำไมช้าจัง เธอตะโกนไปหน้าร้าน
       “จะกินกันเองแล้วเจ๊ ได้ยัง”
       มัทนาขำๆ ชอบใจหันมองไปทางเจ๊ขายก๋วยเตี๋ยว สาระวารีเหล่มองมัทนา
       “อารมณ์ดีไว้เยอะๆ นะน้อง เดี๋ยวจะขำไม่ออก งานเราก็ไม่หมูเลยนะมัท นายตวันนี่เฮี้ยวกับนักข่าวยังกะอะไรดี เค้าขยาดกันทั้งนั้นแหละ”
       มัทนายิ้มๆ
       “ก็ท้าทายดีเหมือนกันล่ะค่ะพี่วารี คุ้มที่จะเสี่ยง เพราะมัทจะได้ย้ายไปโต๊ะการเมืองซะที”
       มัทนาพูดกระหยิ่มยิ้มย่อง มีคณาถอนใจยาวออกมา
       “น่าอิจฉาจังเลย มีแต่งานท้าทายทำกันทั้งนั้น ช่วงนี้พี่ก็มีแต่ข่าวโสเภณีเด็ก ตามปราบไม่หมดไม่สิ้นซะที” มีคณามีสีหน้าเหนื่อยใจ
       “ก็มีงานแฟชั่นการกุศลที่บอกอจะให้พี่มี่ไปแทนมัทไงคะ”
       มีคณาเบะปากอย่างเซ็งๆ
       “พี่ไม่ชอบนี่นา”
       มัทนาสีหน้ากระล่อน
       “งั้นลองซ้อมไปงานแฟชั่นโชว์กับมัทเย็นนี้ก่อนนะคะ เผื่อจะติดใจ...ทั้งพี่มี่ทั้งพี่วารีเลยนะ จะได้มีเวลาเมาท์กันนานๆ พรุ่งนี้มัทก็ต้องไปภูเก็ตแล้ว เมื่อไหร่จะได้กลับก็ไม่รู้” มัทนาส่งสายตาอ้อน ยื่นมือไปเกาแขนวารีที มีคณาที
        “ไม่ต้องมาทำแมวใส่ฉัน ไปก็ได้ย่ะ” สาระวารีบอก
       มีคณาปั้นยิ้มพยักหน้ารับปาก มัทนาดีใจร้อง “เย้”
       สาระวารีพูดให้กำลังใจเพื่อน
       “คิดบวกไว้สิมี่ อยู่ๆ มี่ก็ต้องไปงานแฟชั่นโชว์ที่ไม่ปลื้ม ฟ้าอาจจะกำหนดให้มี่ได้เจอเรื่องดีๆ ก็ได้นะ”
       “ขอให้เป็นยังงั้นทีเถอะย่ะ” มีคณาถอนใจส่ายหน้าไม่เชื่อ
       สาระวารีอมยิ้ม นึกสนุก
       “ก็ไม่แน่น๊า บางทีเราทั้งสามคนได้อยู่ห่างๆกันนานๆ บ้าง อาจจะมีหนุ่มๆ กล้าเข้ามาทำให้หัวใจเรา” สาระวารีทำมือรูปหัวใจตรงตำแหน่งหัวใจ
       “กระตุกกะเค้ามั่ง”
       สาระวารีทำท่ากระตุกแบบแดนเซอร์จัดมา 2 ที มัทนาหัวเราะชอบใจ มีคณาขำปนอาย เตือนเพื่อน “วารี ไม่อายคนเค้ารึไง”
       “ทำไมล่ะ เห็นชอบเต้นกันจั๊ง เลิกฮิตแล้วเหรอะ” สาระวารีทำท่าหัวใจกระตุกมาอีก 3 ทีซ้อน มัทนาตบมือหัวเราะถูกใจ มีคณาอดขำไม่ได้พร้อมกับตีผสมผลักเพื่อนไปแรงๆ เป็นที่ครื้นเครงกันไป
      
        เวลาหัวค่ำ ที่งานแฟชั่น นางแบบกำลังเดินแฟชั่นเสื้อผ้าหรูหราออกงานกลางคืนอยู่บนแคทวอล์ก...
       เหล่าแขกวีไอพีมองตามแฟชั่นเสื้อผ้าอย่างสนใจ มัทนา สาระวารีและมีคณา อยู่ในโซนสื่อมวลชน
       “เสื้อผ้าแบรนด์ตะวันนี่สวยทุกชุดเลยเน๊อะ” สาระวารีบอก เธอปลื้มชุดหนึ่งจนต้องยกโทรศัพท์
       มือถือขึ้นมาถ่ายรูปเอาไว้
        “น่าภูมิใจที่เป็นแบรนด์คนไทย” มีคณาบอก
        “ดีไซเนอร์เค้าปลื้มเขตต์ตวันมากเลยตั้งชื่อแบรนด์ว่า ตวัน” มัทนาบอก
       “ดีไซเนอร์นี่ผู้หญิงหรือผู้ชาย”
       “ชื่อจันทิรา คงผู้หญิงแหละพี่...ฟินาเล่แล้ว”
       ทุกคนหันมองไปที่แคทวอล์ก... เห็น ลลิสา ในชุดสุดท้ายสวยหรูแต่แอบเซ็กซี่กว่าทุกชุด เดินตามรันเวย์ท่ามกลางเสียงปรบมือ... ช่างภาพระดมถ่ายรูปกันยกใหญ่
        “คนนี้ใช่ลิซ่ารึเปล่ามัท” สาระวารีถาม
       “ดูช่างภาพรัวชัตเตอร์ขนาดนี้จะใครซะอีกล่ะพี่ ชีแหละลิซ่าไดนาไมต์”
       สาระวารีจับตามองจุดขายอย่างขำๆ
       “จะหน้าทิ่มมั้ยนั่น”
       มีคณาหยิกแขนมีคณาอย่างเขินๆ
        “น่าจะมาแบ่งกันมั่งเน๊อะ”
        มีคณาเขิน
       “วารี ทะลึ่ง”
       สาระวารีหันไปกระซิบขำๆ กับมัทนา นางแบบทั้งหมดเดินตามมายืนโพสท์ท่าต่อจากลลิสา
        “พี่อยากเห็นหน้าดีไซน์เนอร์จังเลย” มีคณาพูดขึ้น
        “เตรียมใจผิดหวังไว้ได้เลยพี่มี่”
        “ทำไมล่ะ”
       เสียงระเบิดสายรุ้งดังเปรี้ยงปร้าง...สายรุ้งสีเงินสีทองพุ่งกระจายเต็มเวทีพร้อมป้ายผ้าขนาดใหญ่ถูก
       ทิ้งลงกลางเวที...กลางป้ายเป็นภาพวาดเงาดำผู้หญิงสวยผมยาวสยาย มีประกายสีส้มของแสงอาทิตย์อยู่ด้านหลัง และมีชื่อแบรนด์ “ตวัน” เขียนประกบอย่างมีดีไซน์
       เหล่านางแบบหันไปปรบมือให้ป้ายชื่อแบรนด์ที่ทิ้งลงมา
       “คุณจันทิราเธอรักสันโดษไม่ยอมเปิดตัว มัทพยายามขอสัมภาษณ์ผ่านผู้จัดการเค้าหลายครั้งแล้ว โดนปฏิเสธตลอด”
      
       มัทนาหันกลับไปพร้อมยกกล้องขึ้นซูมไปที่ป้ายปิดโชว์แบรนด์ตะวันเอาไว้ เสียงกดชัตเตอร์ของมัทนาดังรัว


  


       งานปาร์ตี้หลังงานแฟชั่นโชว์ มัทนา สาระวารีและมีคณา เต้นรำสนุกสานกับเหล่าผู้สื่อข่าว นางแบบ และแขกวีไอพีมาร่วมงานปาร์ตี้หลังเสร็จจากงานแฟชั่นโชว์ ในงานมีการยิงประทัดสายรุ้ง โปรยวิบวับ
      
       มัทนาก็เต้นออกแนวน่ารัก สาระวารีเต้นออกแนวสนุกสนานขี้เล่น ส่วนมีคณายังคงเต้นแบบเหนียมๆ ขยับแว่นไปมา เจ้าตัวไม่อยากเต้นแต่ไม่กล้าขัดใจเพื่อน มีคณาจะเดินหนีออกไปแต่เจอมัทนาและสาระวารีดึงจับแขนไว้พาเต้นล้อมหน้าล้อมหลังหัวเราะกันเป็นที่สนุกสนาน
      
       ผ่านเวลามาสักครู่ ที่มุมหนึ่งในงานปาร์ตี้ ทั้ง 3 ทหารเสือสาวยกแก้วน้ำหวาน 3 แก้วชูขึ้นมาชนพร้อมกัน มีคณามองหน้ามัทนาแล้วอวยพร
       “พี่ขอให้มัทเดินทางไปภูเก็ตด้วยความปลอดภัยนะจ๊ะ”
        “แล้วก็ขอให้เขตต์ตะวันยอมให้สัมภาษณ์น้องรักของพี่แบบหมดเปลือกเลย” สาระวารีบอก
        มัทนายิ้มแย้ม
       “ขอบคุณค่ะ”
        “เชียร์”
       สามสาวชนแก้วน้ำหวานกันอีกครั้ง มัทนาแอบมีสีหน้ากังวลกับงานนี้อยู่เหมือนกัน
      
       ในเวลากลางคืน มัทนาเดินกลับเข้าบ้านมา วาสิฏฐีรีบวิ่งมาเกาะแขนพี่สาวแล้วบอก
       “เตรียมตัวโดนซักฟอกให้ดีเถอะพี่มัท”
       “ครบองค์ประชุมมั้ย” มัทนาถาม
       “จัดเต็ม”
       มัทนาถอนใจเดินเข้าไปที่ห้องนั่งเล่น วาสิฏฐีตามติดพี่สาวไป ทั้งพ่อแม่และพี่สาวอีกสองคนนั่งรอการกลับบ้านของเธอกันพร้อมหน้า ทุกคนหันมองมัทนาเป็นตาเดียว มัทนายิ้มแย้ม พูดเล่น
       “เหมือนรอคอยนางเอกปรากฏตัวยังไงก็ไม่รู้”
       “ยังมาทำหน้าเป็นอีกนะ เราโทรมาบอกพี่สาว่าจะไปภูเก็ตไม่มีกำหนดกลับเหรอะ” แม่ถาม
        “ก็ไปๆมา ๆ น่ะค่ะแม่”
       “แม่ล่ะอยากให้มัททำงานรับราชการซะจริงๆ จะได้ไม่ต้องร่อนไป ร่อนมายังงี้”
        สาวิตรีรีบช่วยน้อง
       “แหม คุณแม่คะ สาก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยตามรอยคุณพ่อคุณแม่แล้วไงคะ นกก็เป็นพยาบาล สิฏฐีก็เรียนกฎหมาย”
       วาสิฏฐียิ้มแป้นรีบเสริม
       “มีบริษัทจองตัวให้ไปทำงานแล้วด้วย”
       มัทนาทิ้งค้อนให้น้องสาว
       “แหวะ”
       สาวิตรีพูดต่อ
       “ทุกคนก็นิ่งๆ กันทั้งนั้น ปล่อยมัทเค้าแหวกแนวไปซักคน ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
       มัทนาปั้นยิ้มบอก
       “กดไลค์ ให้กิฟท์ พี่สาพูดถูกที่สุดค่ะคุณแม่ มัทไม่ชอบงานนิ่งๆ มัทชอบเดินทางหาความรู้ ชอบพบปะคนเยอะๆ เราจะได้มี ประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ตลอดเวลา สนุกดีออก”
        “เราน่ะสนุกแต่แม่เป็นห่วง ลาออกซะดีมั้ย จะได้ไม่ต้องไป”
       มัทนาตกใจ
        “ช่างเค้าเถอะคุณ เค้าชอบก็ปล่อยเค้าไป” พ่อบอก
        “ขอบคุณค่ะพ่อ”
       มัทนารีบไปประจบบีบนวดพ่อ แม่แอบทิ้งค้อนหมั่นไส้อย่างเอ็นดู
        “แล้วไปสัมภาษณ์ใครถึงภูเก็ตล่ะ”
        “มัทจะไปทำสกู๊ปเรื่องของเขตต์ตวันน่ะค่ะ”
       เสียงศกุนตลากรี๊ดลั่นพร้อมลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้...ทุกคนตกใจ
        ศกุนตลาชี้ถาม
       “ตัวอะไรน่ะ”
        “ว้าย” สาวิตรีเบิกตาโพลง สีหน้ากลัวๆอย่างตกใจและรีบลุกหนีออกมา
       พ่อ และแม่เดินหันไปดู เจออีกัวน่าวิ่งผ่ากลางบ้านเลย ทุกคนหันไปมองวาสิฏฐีที่ยิ้มแหยๆอย่างรู้นิสัย
        “หนูเห็นมันน่ารักดีก็เลยขอเพื่อนมาเลี้ยง”
        “เอาไปคืนเพื่อนเลยนะ ชอบเอาสัตว์ประหลาดมาเลี้ยงในบ้านซะเรื่อยเลยเด็กคนนี้นี่...” แม่ส่ายหน้า หันกลับมา มองหา
       “อ้าว ยัยมัทหายตัวไปซะแล้ว”
       แม่ถอนใจออกมาอย่างอ่อนใจ
      
       มัทนาหนีขึ้นห้องนอนมาปิดประตูห้องเบาๆ แล้วถอนใจพิงประตูด้านใน
        “ อีกัวน่าช่วยชีวิต ขอบใจนะสิฏฐี”
       มัทนาเดินไปเปิดตู้มุมห้อง หยิบกล่อง รองเท้าผ้าใบคู่เก๋ถูกเก็บไว้อย่างดีออกมา พร้อมพูดกับรองเท้า
       “รองเท้าคู่บุญจ๋า คราวนี้นำโชคให้มัททำงานสำเร็จด้วยนะจ๊ะ จุ๊บๆ”
       มัทนาเอารองเท้าไปวางข้างประตูห้อง พร้อมพูด
       “คู่นี้ลืมไม่ได้เลย” มัทนาย้ำ
       จากนั้นเธอก็ยกเก้าอี้มาปีนเพื่อหยิบกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่เหนือตู้เสื้อผ้าเพื่อจะเตรียมจัดกระเป๋า
       เธอยกกระเป๋าลงมาวางที่เตียง พอเปิดออกก็ต้องชะงักเมื่อเห็นรูปภาพทั้งจากแมกกาซีนและรูปถ่ายของเขตต์ตวันที่ถูกเก็บไว้อย่างดี
       มัทนาอึ้งไปเล็กน้อย เธอนั่งหยิบรูปขึ้นมาดูไปด้วยความรู้สึกเมื่อนึกถึงวันเก่าๆ เธอมองรูปที่ตัวเองถ่ายไว้พร้อมพูดว่า
       “ไม่น่าเชื่อว่ามัทจะต้องมาตามสืบประวัติของพี่อีก”
       มัทนาวางรูปถ่ายลง แล้วหยิบรูปเขตต์ตะวันที่เห็นหน้าชัดเจนจากปกแมกกาซีนขึ้นมาดู
       “พี่จะหน้าตาเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ไม่รู้นะ”
       เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะ จนมัทนาสะดุ้งเล็กน้อย เสียงศกุนตลาดังถามขึ้น
       “พี่เข้าไปได้มั้ยมัท”
        “เชิญค่ะพี่นก ประตูไม่ได้ล็อค”
       มัทนารีบปิดกระเป๋าเดินทางลง ศกุนตลามีสีหน้าไม่สบายใจนักเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับถุงก็อบแก็บสีชมพูสดแพ็คใหญ่และเดินมานั่งข้างๆ มัทนา
        ศกุนตลาส่งถุงก็อบแก็บให้
       “แม่ให้เอามาให้ กลัวเราลืมติดตัวไปด้วย”
       “ขอบคุณค่ะ ถุงสารพัดประโยชน์ของคุณแม่ มัทไม่ลืมหรอกค่ะ” มัทนาเอาไปวางไว้บนกระเป๋าเดินทาง
        ศกุนตลาจับมือน้องสาว
       “พี่มีเรื่องอยากมาเตือนมัท”
        มัทนาหันมองด้วยสีหน้าสงสัย
       “เรื่องอะไรเหรอคะ”
        “ก็เรื่องเขตต์ตวันน่ะสิ ที่จริงพี่ก็ไม่อยากเอาความลับคนไข้มาพูดหรอกนะ แต่เห็นว่าเราเป็นพี่น้องกัน พี่เป็นห่วงมัท”
        “ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ดูพี่นกซีเรียสจังเลย”
       ศกุนตลาถอนใจบางๆ ออกมาก่อนเล่า
       “เมื่อ 4-5 เดือนก่อนมีคนไข้พิเศษมานอนที่ตึกพี่ คุณตวันเป็นเจ้าของไข้ ออกค่า รักษาให้หมดแล้วก็มาเยี่ยมบ่อยมาก แต่พอเค้ากลับไป คนไข้พี่ก็เอาแต่ร้องไห้ถามอะไรก็ไม่ตอบ สภาพจิตใจก็ย่ำแย่ หัวหน้าพี่เลยขอไม่ให้เค้ามาเยี่ยมอีก ป้องกันไม่ให้เค้ามาพูดจาอะไรสะเทือนใจคนไข้”
        มัทนาสงสัย
       “คนไข้ผู้หญิงหรือผู้ชายคะ”
       “ผู้หญิง หน้าตาสะสวยเชียวล่ะ เห็นน้องๆ เค้าบอกว่าเคยเป็นนางแบบ พี่ก็ไม่ค่อยรู้จัก รู้สึกจะชื่อ... ดูสิจำไม่ได้ซะแล้ว ชื่อติดอยู่ริมฝีปากนี่ล่ะ”
       ศกุนตลาพยายามนึก จนหงุดหงิดตัวเอง มัทนามีสีหน้าเก็บข้อมูล
       “แล้วเค้าป่วยเป็นอะไรมาเหรอคะ”
       ศกุนตลาอึดอัดใจเล็กน้อยที่พูดความลับคนไข้
       “มัทห้ามพูดไปนะ เค้ามารักษาอาการติดยาจ้ะ”
       มัทนาอึ้งไป
       “ติดยาเหรอคะ”
      
       มัทนามีสีหน้าติดใจสงสัย


  


       หน้าโรงแรมอโณทัย เมืองภูเก็ตตอนบ่าย มัทนาสวมรองเท้าผ้าใบคู่เก่งก้าวเข้ามาที่ล็อบบี้โรงแรม...
       มัทนาลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ
      
       “เชน” ชายหนุ่มสูงใหญ่ใส่สูทเนี๊ยบสีเข้มยืนเขียนเอกสารอยู่ก่อนแล้ว มัทนาบอกroyd’ko
       “เช็คอินค่ะ ชื่อมัทนาค่ะ”
       เชนขยับตัวออกให้มัทนา เธอหันไปมองยิ้มอย่างมีมารยาทให้
       “ขอบคุณค่ะ”
        “จองห้องไว้รึยังคะ” พนักงานต้อนรับถาม
        “สยามสารจองไว้ให้แล้วค่ะ”
       เชนหันมามองทางมัทนาเล็กน้อยอย่างสนใจ ก่อนจะหันไปกรอกเอกสารต่อ พนักงานเช็คคอมพิวเตอร์จนเจอชื่อก่อนยื่นเอกสารเข้าจองให้
       “ช่วยกรอกข้อมูลแล้วเซ็นชื่อด้วยนะคะ”
       มัทนากรอกข้อมูลชื่อที่อยู่เบอร์โทรแล้วเซ็นชื่อกำกับปิดท้าย เชนแอบชำเลืองมองหน้ามัทนาแล้วอมยิ้ม
       “ห้องพักอยู่ชั้น 8 นะคะ เดี๋ยวพนักงานพาขึ้นไปค่ะ” พนักงานต้อนรับส่งกุญแจให้พนักงาน
       มัทนายื่นเอกสารที่กรอกเสร็จให้พนักงานต้อนรับไป พนักงานชายมาช่วยลากกระเป๋าเดินนำไปทางลิฟท์ ขณะเดินมัทนารู้สึกเหมือนมีคนมองตามอยู่ตลอดเวลา มัทนาหันกลับมา เห็นเชนเท้าแขนกับเคาน์เตอร์
       ยืนมองตาม พร้อมส่งรอยยิ้มสุภาพเป็นมิตรให้... มัทนายิ้มตอบด้วยมารยาทก่อนเดินไปขึ้นลิฟท์ไป
       เชนมองตามมัทนาไปพร้อมกับยิ้มหล่อ
      
       ภายในห้องพัก มัทนาเปิดม่านหน้าต่างห้องพักจนสุด ทำให้เห็นวิวทะเลสวยงามจากมุมสูง เธอมองไกลชมวิวทะเลก่อนจะมองไปที่มุมซ้ายสุดของหาด เธอหันไปเปิดกระเป๋าเสื้อผ้าหยิบกล้องส่องทางไกลออกมา แล้วมองส่องออกไปจนเห็นบ้านหรูหลังใหญ่ติดชายหาด
        “เดี๋ยวเจอกันนะคะพี่ตะวัน”
       มัทนาลดกล้องส่องทางไกลลง สีหน้าสับสนในใจเล็กน้อย ก่อนจะถอนใจออกมา
      
       เวลาเย็น มัทนาในชุดเสื้อยืดสีสดกับกางเกงขาสั้นเดินเล่นอยู่ที่ชายหาดที่รายล้อมไปด้วยนักท่องเที่ยวฝรั่งทั้งชายหญิงที่นอนอาบแดด แต่งตัวนุ่งน้อยห่มน้อย ต่างจากตัวเธอลิบลับ สาวฝรั่งชุดบิกีนี่เดินตัดหน้าเธอลงทะเล มัทนามองตามแล้วเทียบกับตัวเอง
       “นี่ฉันแต่งตัวประหลาดอยู่คนเดียวเหรอเนี่ย”
       มัทนาเดินเล่นพร้อมชะเง้อมองไปทางบ้านหลังใหญ่สุดชายหาด ไม่คาดคิดว่า สายตาเธอพลันเหลือบไปเห็นชายหนุ่มสวมแว่นดำนั่งเหม่อมองท้องทะเลออกไป ชายคนนั้นคือเขตต์ตวัน
       มัทนาตกใจมากตั้งตัวไม่ทัน ไม่คาดฝันเจอแหล่งข่าวง่ายและเร็วเกินคาด เขตต์ตวันหันมองมา มัทนารีบย่อตัวลงนั่งทำเป็นเก็บเปลือกหอยอะไรไป เขตต์ตวันหันกลับไป มัทนารีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหลบด้านหลังเพื่อตั้งหลักทำสติก่อน
        เขตต์ตวันยกแว่นตาดำขึ้นค้างไว้เหนือหน้าผาก ทอดสายตามองไกลออกไปที่ชายทะเล สีหน้าแววตาดูขรึมและเศร้า
      
       ฉาก 7.1 ต่อเนื่อง / หลังโขดหิน / เขตต์ตวัน มัทนา
      
        มัทนาหลบอยู่หลังเก้าอี้พลาสติกริมชายหาด เธอตั้งสติและพูดบอกกับตัวเอง
        “แกจะตกใจทำไมมัท แฟนคลับเค้าเป็นแสนๆ เค้าจำแกไม่ได้หรอก”
        มัทนาสูดหายใจลึกแอบชะโงกหน้ามองกลับไปที่เขตต์ตวัน เห็ฯเขาทอดสายตาเศร้า มองไกลออกไปทางทะเล
        “พี่ดูเศร้าจังเลย” มัทนาพูดกับตัวเอง
        เขตต์ตวันหันมองวิวมาทางมัทนา เธออดไม่ได้ที่จะเลื่อนตัวหลบลงที่กำบังอีก
        “ไม่เอาแล้ว ปล่อยเค้าไปเถอะ จะขุดคุ้ยเค้าอีกทำไม”
        ครั้นเธอจะลุกเดินกลับ ก็ต้องชะงักเมื่อเสียงบอกอดังก้องขึ้นในหัว
        “นักข่าวที่ดีต้องไม่ผูกพันความรู้สึกกับแหล่งข่าวมากจนเกินพอดี”
      
        ในอดีต เวลากลางวัน ไชยวัฒน์กำลังสอนงานมัทนาอยู่ในห้องทำงานในช่วงที่มาเริ่มฝึกงานใหม่ๆ
        “จะทำข่าวอะไรต้องทำสองด้าน คุณคุยกับคนที่เกลียด ก็ต้องคุยกับคนที่คุณรัก คุยกับคนที่ได้ประโยชน์ ก็ต้องคุยกับคนที่เราเสียประโยชน์ ไม่ใช่เลือกจะคุยด้านใดด้านเดียว”
        มัทนาคิดตามอย่างเห็นด้วย ไชยวัฒน์ลุกจากโต๊ะทำงานเดินมาหามัทนา
        “ข่าวที่คุณเขียนมีผลมากเพราะออกสู่สายตาคนเป็นแสนเป็นล้าน เพราะฉะนั้นต้องให้ความยุติธรรมแก่ข่าว ถ้าคุณจะทำเรื่องไม่ดีของใครก็ต้องหาทางคุยกับเค้า ให้โอกาสเค้าได้พูด ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาซัดเค้าท่าเดียวไม่เปิดโอกาสให้แก้ตัว จำเอาไว้ ไม่ว่าเค้าจะพูดหรือไม่ เป็นข่าวได้ทั้งนั้น”
        มัทนายิ้มรับแนวคิดอย่างเปิดใจ
      
        “ขอบคุณมากค่ะบอกอ มัทจะจำคำแนะนำของบอกอเอาไว้เตือนใจตัวเองตอนทำงานค่ะ”


  


       มัทนาได้คิด ฮึดจะทำข่าวต่อ รีบโผล่ออกไปดู ทันทีก็เห็นฝรั่งผู้ชายยืนเท้าสะเอวอยู่ตรงหน้า มัทนาร้องลั่นด้วยความตกใจ ฝรั่งก็ตกใจเล็กน้อย เธอยกมือไหว้ และรีบเดินก้มหน้าก้มตาออกไป
      
        “ขอโทษค่ะ”
        มัทนาออกจากที่กำบังมองหาเขตต์ตวันก็ไม่อยู่ซะแล้ว
        “หายไปไหนเนี่ย”
        เธอชะเง้อมองหาก่อนจะตัดสินใจเดินตามหาไปทางท้ายหาด
      
        ในเวลาต่อมา เขตต์ตวันเดินกลับมาใกล้จะถึงบ้านพัก ก็เห็นมัทนากึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังมาติดๆ
       ลลิสาใส่กางเกงขาสั้นจู๋ เสื้อแขนสั้นแนบเนื้อ โชว์เซ็กซี่เดินปรี่เข้ามาหาเขตต์ตวัน ลลิสาเข้ามาเกาะแขนท่าทางสนิทสนม
        “จะกลับแล้วเหรอคะคุณปอน ลิซ่ากำลังจะออกมาเดินเล่นเป็นเพื่อนอยู่พอดีเลย”
        มัทนาทำฟอร์มให้แนบเนียน ย่อตัวลงนั่งกับพื้นทราย กางผ้าเช็ดหน้าเก็บเปลือกหอยใส่ไปทีละตัว
       สองตัว แต่หูผึ่งแอบฟังการสนทนาไป
        “ผมหิวแล้วล่ะ”
        ลลิสายิ้มเอาใจ
        “งั้นกลับก็ได้ค่ะ”
        ทั้งคู่ควงแขนพากันเดินกลับไป มัทนาเพ่งมองลลิสาอย่างไม่แน่ใจนัก
        “ลิซ่านี่หว่า”
        ลลิสากระซิบอะไรบางอย่างข้างหูเขตต์ตวัน เขาขำๆ แล้วโอบเอวลลิสาไว้ นางแบบสาวหอมแก้ม
       เขตต์ตวันให้ฟอดใหญ่ มัทนาเหยียดปากด้วยความหมั่นไส้
        “แหวะ หน้าไม่อาย”
        มัทนามองเลยไปที่รั้วบ้านเขตต์ตวัน เห็นชลบุษย์ ผู้หญิงหน้าตาดีอีกคนยืนจ้องมาที่เขตต์ตวันและลลิสาด้วยสีหน้าบึ้งตึงออกแนวหึงๆ ก่อนจะสะบัดหน้าพรืดกลับเข้าไป มัทนามีสีหน้าหมั่นไส้เขตต์ตวันอย่างเห็นได้ชัด
        “เนี่ยเหรอะรักสันโดษ ผู้หญิงเต็มบ้านไปหมด ฉันจะแฉให้แหลกเลยคอยดูสิ”
        มัทนามองเขาด้วยสีหน้าเจ็บใจ
      
        ผ่านเวลาสักครู่ บริเวณหน้าลิฟท์ภายในโรงแรม มัทนาเดินก้มหน้าก้มตา สองมือจับชายผ้าเช็ดหน้าที่ใส่เปลือกหอยที่เก็บจากชายหาดไว้แน่น เมื่อเข้าจะเดินเข้าลิฟท์ที่ถูกเปิดออกก็ชนกับผู้ชายที่เดินออกมาอย่างจัง
       มัทนาร้องด้วยความตกใจผ้าเช็ดหน้าหลุดมือ เปลือกหอยตกกระจาย
        “ขอโทษครับ” เชนบอก
        มัทนาเสยผมที่ปรกหน้าปรกตาอยู่ เมื่อเหลือบตามองจึงพบว่า เป็นชายหนุ่มรูปหล่อที่ส่งยิ้มให้เมื่อตอนที่เธอมาถึงนั่นเอง … วันนี้ เขาอยู่ในชุดลำลองแต่ก็ยังดูหล่อมีสไตล์แบบคนแต่งตัวเป็น
        “เจ็บตรงไหนรึเปล่าครับ”
        “เปล่าค่ะ”
        มัทนากอบเปลือกหอยมาใส่ผ้าเช็ดหน้าเหมือนเดิม
        “สงสัยผ้าเช็ดหน้าจะผืนเล็กไปนะครับ”
        เชนล้วงผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ของตนมาห่อผ้าเช็ดหน้าที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยของมัทนาอีกชั้น
       แล้วผูกเป็นห่อ มัทนาเหล่มอง เชนสีหน้ายิ้มแย้มบอก
        “รับรองคราวนี้ไม่หล่นกระจายอีกแน่ๆ”
        มัทนายิ้มแหยๆ
        “ผ้าเช็ดหน้าคุณเปื้อนทรายหมดเลย”
        “ไม่เป็นไรครับ ผ้าเช็ดหน้าใหม่นะครับ ยังไม่ได้ใช้เลย รับรองสะอาด”
        “ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ฉันไม่ทันระวัง ไม่ทราบว่าจะคืนผ้าเช็ดหน้าให้คุณได้ยังไงคะ”
        “ฝากที่เคาน์เตอร์ก็ได้ครับ ผมยังพักอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่”
        “ขอบคุณมากค่ะ”
        “ต่อไปอย่าเก็บเปลือกหอยพวกนี้กลับบ้านเลยนะครับ มันอยู่ที่ชายหาดสวยกว่า”
        มัทนาหน้าเจื่อนปนแหยไปเล็กน้อย เพื่อนเชนเข้ามาเรียก “เชน...”
        “แล้วคุยกันใหม่นะครับ”
        เชนรีบเดินฉีกไปหาเพื่อน มัทนายกผ้าเช็ดหน้าห่อเปลือกหอยขึ้นมาดู ด้วยหน้าจ๋อยๆ อย่างรู้สึกผิด
      
        ในเวลาต่อมา มัทนาเอาเปลือกหอยสวยๆ มาดูก่อนทิ้งคืนชายหาดบริเวณหน้าโรงแรม ทีละตัวๆ
       เชนเดินตามหามัทนา เขากวาดตามองหา พอเจอเจ้าตัวก็ยิ้มพอใจแล้วเดินเข้ามาหา
        มัทนาบ่นกับตัวเอง
        “ หน้าแหกเลยเรา อยู่ชายหาดของพวกแกไปเถอะ”
        เชนย่อตัวลงนั่งข้างๆ พร้อมพูดว่า
        “ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”
        มัทนากำลังเพลินเลยตกใจตอบสวนไปทันที
        “หอย...เอ๊ย ไม่ใช่ค่ะ ชื่อมัทนาค่ะ เรียกว่ามัทก็ได้ค่ะ”
        มัทนายิ้มแหยๆ เชนยื่นมือไปเช็คแฮนด์
        “ผมชื่อเชน ครอส ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
        มัทนาเช็คแฮนด์ตอบ
        “เช่นกันค่ะ”
        เชนจ้องหน้าเธอพลางส่งตาหวาน
        “คืนนี้ให้เกียรติทานข้าวกับผมซักมื้อนะครับ”
      
        มัทนาตาเบิกโพลงเล็กน้อย

       เวลาผ่านไป ภายในกองบรรณาธิการสยามสาร สาระวารีส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดออกมาเล็กน้อยจากโต๊ะทำงานของมีคณา จนมีคณาตีแขนเพื่อนเบาๆ ก่อนมองไปรอบๆ กองบ.ก.
      
        “เบาๆ สิวารี”
        มัทนาโทรมาเล่าเหตุการณ์ให้เพื่อนรุ่นพี่ฟัง...ทั้งสองคนกดสปีคเกอร์โฟนคุย
        สาระวารีคุยกลับไปอย่างตัดพ้อตัวเอง ก่อนถามต่อด้วยความอยากรู้
        “พี่ไปทำข่าวไม่เห็นเคยเจอยังงี้มั่งเลย...แล้วมัทจะไปดินเนอร์กับเค้ามั้ย”
        ภายในห้องพักมัทนาในโรงแรม เธอคุยโทรศัพท์มือถืออยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
        “แต่งตัวเสร็จนานแล้ว”
        สาระวารีกรีดเสียงแซวดังลอดสายออกมา มัทนายิ้มๆ กดตัดสายไปแล้วลุกขึ้นยืนส่องกระจก สีหน้าไม่มั่นใจนักกับชุดที่ใส่ เพราะเธอตั้งใจมาทำข่าวจึงไม่ได้เตรียมชุดสวยหรูอะไรมามากมาย
      
        เชนและมัทนานั่งคุยกันในร้านอาหารฝรั่งบรรยากาศหรูหรา ขณะกำลังรออาหารที่สั่งอยู่
        มัทนารู้สึกประหม่า
        “คุณเชนพามาร้านหรูจังเลย ดูมัทแต่งตัวสิคะ มัทมาทำงานไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าสวยๆ มาด้วย”
        “คุณมัทสวยอยู่แล้วล่ะครับ แต่งตัวยังไงก็สวย”
        เขามองเธออย่างไม่วางตา จนเธฮต้องแก้ความอึดอัดด้วยการชวนคุยเรื่องอื่น
        “คุณเชนเป็นลูกครึ่งชาติไหนคะเนี่ยทำไมดูเหมือนคนไทยจังเลย”
        “อ๋อ เปล่าหรอกครับ ผมคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ “ครอส”เป็นนามสกุลพ่อบุญธรรมของผมครับ”
        เชนรีบตัดบทเปลี่ยนเรื่องทันที
        “เอ๊ะ แล้วคุณมัทมาทำงานอะไรที่ภูเก็ตเหรอครับ ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่เป็นอะไรนะครับ”
        “บอกได้สิคะ มัทมาทำข่าวค่ะ”
        “คุณมัทเป็นนักข่าวเหรอครับเนี่ย มาทำสารคดีเหรอครับ”
        “มัทเป็นนักข่าวสายบันเทิงค่ะ มัทมาตามสืบเรื่องคุณเขตต์ตวัน”
        เชนยิ้มๆบอก
        “งานหินเลยนะครับ บ้านหลังใหญ่ๆ ท้ายหาดน่ะบ้านเค้า แต่เค้าค่อนข้างเก็บตัว ขนาดผมไปๆมาๆภูเก็ตบ่อยมาก ออกงานใหญ่ของจังหวัดตลอด ยังไม่เคยเจอตัวเลยครับ”
        มัทนาสีหน้าหนักใจ
        “คุณเชนพูดยังงี้มัทเครียดเลย จะคว้าน้ำเหลวซะก็ไม่รู้”
        “มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะครับ ผมกว้างขวางที่นี่พอสมควร”
        “ขอบคุณมากค่ะ”
        “ด้วยความเต็มใจครับ”
        เชนส่งตาหวานมองมัทนาตลอด มัทนาเขินปนประหม่า หยิบแก้วน้ำมาดื่มกลบความเขิน
        เสียงในความคิดของมัทนาบอก
        “บ้าจริง ทำหน้าหล่อใส่ฉันอยู่ได้ ฉันทำอะไรไม่ถูกแล้ว”
        เชนค่อยๆ เลื่อนมือมา มัทนาตาเบิกเล็กน้อย จิบน้ำค้างที่ริมฝีปาก
        “ไม่นะ ไม่ ดึงมือหนีเร็วๆ ยัยมัท” มัทนาสั่งตัวเอง
        เชนเลื่อนมือใกล้เข้ามาแล้วหยิบแก้วไวน์ไปจิบ มัทนาถอนใจเป่าปากออกมาแรงไปหน่อย จนน้ำในแก้วกระจายเปื้อนปากและจมูกเล็กน้อย เธอรีบดึงผ้าเช็ดมือบนตักมาซับน้ำที่เปื้อนหน้าชนิดแทบปิดไปครึ่งหน้าด้วยความอาย เชนมองมัทนายิ้มๆ เอ็นดู
      
        เช้าวันต่อมา มัทนาสวมกางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบคู่เก่งเดินมายังละแวกบ้านของเขตต์ตวัน เธอมาหยุดที่เพิงขายผลไม้ข้างทางซึ่งไม่ห่างจากบ้านของอดีตพระเอกหนุ่มนัก แม่ค้าพูดสำเนียงใต้ ปอกผลไม้ไปถามเธอไป
       “เอาอะไรจ๊ะหนู”
       “สับปะรดค่ะ...ป้าคะ บ้านหลังใหญ่ๆนั่นใช่บ้านพระเอกเก่ารึเปล่าคะ”
       “ใช่จ้ะ บ้านคุณเขตต์ตวัน...15 บาทจ้ะ”
       มัทนาหยิบเงินจ่ายไป เด็กสาวคนหนึ่งเดินกลับมาหน้าตาเซ็งๆ
        “ไงเอ็ง ได้งานมั้ย”
        “ ยังไม่รู้เลยป้า สัมภาษณ์ตั้งนาน แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวจะติดต่อกลับมา ยุ่งยากวุ่นวาย”
        “ อยากทำงานบ้านดาราก็งี้แหละ”
       มัทนาสงสัยอยากรู้
       “บ้านคุณเขตต์ตะวันเค้ารับสมัครคนงานใหม่เหรอคะ”
       มัทนาสีหน้าตื่นเต้น เริ่มมีความหวัง
      
       ในเวลาต่อมา มัทนาเดินมาส่องดูผ่านรั้วบ้านเขตต์ตะวัน เธอมองเข้าไป ทันใดนั้นรปภ.เปี๊ยกก็โผล่มาบังสายตาจนเธอสะดุ้งโหยง เปี๊ยกพูดสำเนียงทองแดง ฟอร์มดุเข้ม
       “มาสมัครงานเหรอะ”
       มัทนารีบฉีกยิ้มบอก “ค่ะ”
       “เข้ามาให้ไวๆ เลย เจ้านายกำลังจะออกไปข้างนอกแล้ว”
       รปภ.เปี๊ยกเปิดประตูรั้วให้มัทนาเดินเข้ามา... เธอยื่นสับปะรดให้กับรปภ.
       “ให้คุณ หวานเจี๊ยบเลยนะ”
       เปี๊ยกยังทำฟอร์ม
       “สวย เอ๊ย ขอบใจ”
       มัทนาเดินเข้าไป เปี๊ยกมองจนเหลียวหลัง หลงปลื้มจนเข่าอ่อนยกมือกุมหัวใจ เธอเดินไปที่ประตูหน้าตัวบ้านส่ายสายตาด้อมๆ มองๆ
       เอกชัยใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสตัดกันสนุกสนานเดินจูงหมาสองตัวพันธ์เกรทเดนมาทางสนาม...ตัวหนึ่ง
       สีขาว มีรอยด่างสีดำรอบตา ส่วนอีกตัวมีลายจุดทั่วตัว
       มัทนารีบยกมือไหว้
       “สวัสดีค่ะ หนูมาสมัครงานเป็นลูกจ้างค่ะ”
       “พูดกลางชัดดีนี่”
       มัทนายิ้มแย้มบอก
       “ขอบคุณค่ะ”
       “เอาบัตรประชาชนมาซีร็อกแล้วตามฉันเข้าไปสัมภาษณ์”
       เอกชัยเดินเอาหมาไปให้รปภเปี๊ยก.จูงเชือกไว้
       มัทนาหยุดคิด พึมพำ
       “บัตรประชาชน เอาไงดีวะ”
       เอกชัยเดินกลับมา
       “เอาบัตรมาเร็วสิ ฉันต้องพาเจ้าด่างกับเจ้าจุดไปเดินเล่นข้างนอก”
       “เอ่อ บัตรประชาชนไม่มีค่ะ”
       “ทำไมไม่มี เป็นพวกต่างด้าวรึไง”
       “เปล่าค่ะ ลืมเอามา”
      
       มัทนาฉีกยิ้มหน้าแหยๆ


  


       ตอนสายๆ ไชยวัฒน์คุยโทรศัพท์มือถืออยู่ในห้องทำงาน
      
        “ ใช้เอกสารปลอมยังงี้ มันผิดกฎหมายนะมัท”
       มัทนาสีหน้าเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ยืนคุยโทรศัพท์มือถือหลบมุมอยู่ที่ตลาด
       “มัทก็ไม่ได้เอาไปใช้หรอกค่ะบอกอ เผื่อเอาไว้เฉยๆ ยามฉุกเฉิน ดีกว่าถูกเค้าจับได้นะคะว่าเป็นนักข่าวของสยามสาร ถูกฟ้องไม่รู้ด้วยนะ”
        ไชยวัฒน์เริ่มหวั่นใจเหมือนกัน
       “งั้นก็โอเค บอกอพอมีพรรคพวกที่นั่น จะรีบจัดการให้ทันทีเลย”
       มัทนาสงสัย พูดโต้ตอบกลับไป
       “บอกอจะไปหาใครรูปร่างหน้าตาอายุใกล้เคียงกับมัทได้คะ มัทยิ่งสวยไม่ซ้ำใครอยู่ด้วย”
       “จ้า หน้าไม่โหลว่างั้น เอาน่ะบอกอรับรอง เรื่องนี้หนูมัทไม่ต้องเป็นห่วง ทำใจให้สบายนิ” ไชยวัฒน์แกล้งพูดสำเนียงทองแดงใส่
       มัทนาค่อยยิ้มออกอย่างมีความหวังว่าแผนการจะสำเร็จ
      
       เอกชัยกำลังดูซีร็อกรูปบัตรประชาชนของมัทนา เป็นผู้หญิงรูปร่างท้วมหน้าอ้วนกลม แต่ความสูงใกล้เคียงกับมัทนา ชื่อ นางสาว จุติมา แจ่มแก้ว เอกชัยเงยหน้ามองรู้สึกว่า ไม่เหมือนกับมัทนาเลย แต่เธอก็อุตส่าห์ยิ้มสู้
        “เธอไปเอาบัตรประชาชนของใครมา”
        “ของหนูเองค่ะ”
        เอกชัยเสียงดัง
       “โกหก หน้าไม่เห็นจะเหมือนกันเลย”
       เขตต์ตวันเดินออกมาจากโถงบ้าน หน้าตาบึ้งตึงเหมือนโกรธใครมาสักร้อยชาติ
        “มีอะไรเหรอเอก”
       มัทนาหันมองเขตต์ตวัน เผลอยิ้มออกมาอย่างดีใจ
        “เค้ามาสมัครงานเป็นลูกจ้างเรา เอาบัตรประชาชนใครมาอ้างก็ไม่รู้” เอกชัยบอก
        มัทนายืนยันแข็งขัน
       “รูปหนูจริงๆค่ะ”
       เขตต์ตวันรับแผ่นกระดาษซีร็อกบัตรประจำตัวจากเอกชัยมาดู แล้วเงยหน้ามองมัทนาก่อนฉีกกระดาษซีร็อกกระจุยด้วยความโมโห
        เขตต์ตะวันจ้องหน้ามัทนาอย่างดุดัน
       “เธอเป็นใครกันแน่ นักข่าวปลอมตัวมาแหงๆ”
        มัทนาปฏิเสธเสียงแข็ง
       “ไม่ใช่นะคะ หนูไม่ใช่นักข่าว”
        เขตต์ตะวันเสียงดุสั่งเอกชัย
       “จับตัวเอาไว้”
       เอกชัยตั้งท่าจะจับ มัทนาตกใจวิ่งหนี
        เขตต์ตวันเดินตามหันไปทางสนาม ตะโกนเสียงดัง
       “ด่าง จุด จัดการ”
       มัทนาตกใจหันมองไปทางสนาม...เจ้าด่างเจ้าจุดวิ่งพุ่งคู่กันมาพร้อมเห่ากระจาย เธอตกใจกลัวสุดขีด อ้าปากหวอ เสียงนาฬิกาปลุกดังขัดขึ้นทันที
        
       มัทนาเด้งขึ้นมานั่ง สีหน้าตกใจกลัวสุดขีด เลื่อนมือไปกดปิดนาฬิกาปลุก เธอหยิบกระดาษซีร็อกผู้หญิงอ้วนท้วมเหมือนในฝันที่โต๊ะข้างเตียงมาดู ดูแล้วบ่นออกมา
       “จะรอดมั้ยเนี่ยมัทนา...”
       แล้วเธอก็แกล้งพูดล้อเลียนเสียงบอกอ
       “เรื่องนี้หนูมัทไม่ต้องเป็นห่วง ทำใจให้สบายนิ... ขอบคุณค่ะบอกอ เหมือนหนูยังกะแกะ”
       มัทนาดูสำเนาบัตรประจำตัวแล้วถอนใจออกมาอย่างหนักใจ
      
       ผ่านเวลาซักครู่ มัทนาแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูบ้านๆ ด้วยเสื้อผ้าราคาถูกๆ สวมรองเท้าแตะ ให้สมบทบาท
       ที่จะไปสมัครงานเป็นเด็กรับใช้ในบ้าน...มัทนาเดินออกมาจากลิฟท์ สวนกับเชนที่ล็อบบี้พอดี เธอยิ้มให้ เชนเดินผ่านเลยไป แล้วเชนก็ชะงักหันกลับมามองเธออีกที
        “จำมัทไม่ได้เหรอคะ”
        เชนขำๆ เดินกลับมา
       “ต้องปลอมตัวขนาดนี้เลยเหรอ”
       “ไม่ได้หรอกค่ะ เค้าเช็กละเอียดจะตายไปคุณเชน นี่ขนาดแค่รับลูกจ้างทำงานบ้านนะคะ”
       “คงกลัวสปาย”
       “ประมาณนั้นล่ะค่ะ มัทต้องรีบไปแล้ว เย็นๆ จะกลับมารายงานผลนะคะ”
      
       “โชคดีนะครับ”
       “ขอบคุณค่ะ บ๊าย บายค่ะ”
       มัทนารีบเดินออกไป เชนมองยิ้มตาม
      
       เวลาต่อมา มัทนาพยายามยื้อเอาหลังดันประตูรั้วไม่ให้รปภ.เปี๊ยกปิดประตู เปี๊ยกลำบากใจ พูดสำเนียงทองแดง
       “กลับไปเถอะน้อง เค้าไม่รับแล้ว ถึงน้องสวย พี่ก็ไม่ใจอ่อนหรอก”
       มัทนาพูดอ้อนวอน แถมเลียนเสียงทองแดง เอาใจสุดฤทธิ์
       “ให้ฉันเข้าไปก่อนเถอะ ไหนๆก็มาแล้ว เราคนบ้านเดียวกันนิ”
       เอกชัยยังคงใส่เสื้อผ้าสีดสดตามสไตล์เดินออกมาดู
       “อะไรกัน อ้าว เธอน่ะเอง”
       มัทนาดันเปี๊ยกเข้ามาจนได้ เธอยกมือไหว้เอกชัย
       “รับหนูไว้พิจารณาอีกซักคนเถอะนะคะคุณ หนูจน หนูน่าสงสาร หนูอยากได้งานทำค่ะ เห็นแก่ลูกนกลูกกาตาดำๆเถอะนะคะ”
       รถคันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดพร้อมบีบแตร รปภ.เปี๊ยกรีบเปิดประตูรั้ว รถของเขตต์ตวันขับมามาจอดข้างเอกชัยและมัทนา เขากดกระจกหน้าต่างลงมา มัทนารีบก้มหน้าหลบสายตาเล็กน้อย แต่ก็แอบๆ เหลือบตามอง
       เข้าไป เห็นเขตต์ตวันนั่งนิ่งอยู่อีกฝั่ง สวมแว่นดำ
       ลลิสานั่งริมหน้าต่างยื่นหน้ามาพูดกับเอกชัย
        “มีเรื่องอะไรกันคะคุณเอก”
        “เด็กนี่จะมาสมัครทำงานบ้านเราน่ะลิซ่า”
        มัทนายกมือไหว้ลลิสา
       “ให้โอกาสหนูอีกคนเถอะนะคะ หนูอยากได้งานจริงๆ ที่บ้านหนูลำบากกันมากนะคะ”
        ลลิสาพูดตัดความรำคาญ
       “รับไว้พิจารณาอีกคนแล้วกันคุณเอก เกะกะหน้าบ้าน”
        มัทนายกมือไหว้
       “ขอบคุณค่ะ”
       มัทนาแอบมองเลยไปที่เขตต์ตวัน ลลิสากดกระจกหน้าต่างปิดพร้อมรถที่แล่นเข้าไป ภายในรถ ลลิสาพูดซบไหล่เขตต์ตวัน
       “หน้าตาสะสวยยังงั้น อย่าหวังจะรับเลย ลิซ่าหวงเจ้าของบ้าน”
      
       เขตต์ตวันยิ้ม พลางส่ายหน้า


  
  

       ภายในห้องทำงาน เอกชัยและชลบุษย์ช่วยกันเช็กเอกสารและอ่านประวัติคนที่มาสมัครทำงานบ้าน
       ชลบุษย์แยกใบสมัครออกมาส่วนหนึ่ง
        “พวกนี้ไม่เคยทำงานบ้านมาก่อน ไม่เอานะคะ ไม่มีใครมาช่วยฝึกให้”
        เอกชัยแยกในสมัครอีกกลุ่ม
       “พวกนี้อายุมากเกินไปหน่อย” เอกชัยหยิบใบสมัครมาวางอีกปึก
       “เหลือคุณสมบัติผ่านประมาณ 10 กว่าคน มาช่วยกันเลือกอีกที”
       เอกชัยและชลบุษย์ช่วยกันคัดเลือกคนอีกรอบ
      
       เสียงเคาะประตูดังนำมาก่อนที่เยาะ สาวใช้วัยสาว ที่มีบุคลิกคิดว่าตัวสวย เย่อหยิ่ง ปากร้ายแต่มีน้ำใจ เปิดประตูให้ลลิสาที่เดินหน้าเชิดเข้ามาในห้องทำงาน
        “นี่ตกลงได้เด็กรับใช้รึยัง งานโหลดขนาดนี้เดี๋ยวเด็กที่เหลือก็พากันออกหมดหรอก”
        ชลบุษย์แขวะลอยๆขึ้นมา
        “ที่เด็กมันทยอยกันลาออกคงเพราะทนบางคนไม่ไหวมากกว่างานหนัก”
        ลลิสาเหล่ๆ มองชลบุษย์ที่มีท่าทางเขม่นๆ
        เยาะพูดสำเนียงใต้บอก
        “ไอ้พวกที่เหลือก็บ่นเหนื่อยแรง อยากจะออกไปทำงานโรงงานกันหมดแล้วล่ะค่ะ ป้าหน่อยก็แก่ ถึงเยาะยังสาวยังสวยหนัดเหนียน แต่คนเดียวก็ไม่ไหวหรอกนะคะคุณเอก”
        เยาะมีสีหน้าอ้อนขอความเห็นใจ เอกชัยรีบตัดบท
        “กองนี้โอเคหมดทุกคนนะลิซ่า จะเอาใครก็โทรตามได้เลย”
        เยาะยิ้มแย้มดีใจ
        “ฉันเลือกเอง”
        ลลิสาเข้ามาดูใบสมัครที่คัดไว้แล้ว เยาะไปประจบช่วยเลือก ลลิสาหยิบใบสมัครแผ่นหนึ่งให้เอกชัย
        “ฉันเลือกคนนี้ ทั้งอ้วนทั้งดำ”
        เยาะเสริมเจ้านาย สำเนียงใต้ สีหน้าดูถูกและรังเกียจ
        “ใช่ค่ะขี้เหล้งขี้เท่ง หาความสวยไม่เจอเลยค่ะ”
        ลลิสาดูรูปอีกครั้งแล้วยิ้มพอใจ ลลิสาเหล่มองชลบุษย์
        “ฉันไม่อยากให้ใครมาแข่งสวย เพราะบ้านนี้ ฉันควรสวยที่สุดในบ้าน สมกับเป็นคนรักของคุณปอน”
        ลลิสายิ้มเย้ยชลบุษย์ก่อนจะเดินกรีดกรายออกไป เยาะยิ้มปลาบปลื้มเจ้านายแล้วเดินกรีดกรายตามลลิสาออกไป ชลบุษย์เหยียดปากหมั่นไส้ ลุกเดินออกไปอีกคน เอกชัยถอนใจส่ายหน้า
      
        บริเวณหน้าบ้านเขตต์ตวัน มัทนานั่งคุยกับรปภ.เปี๊ยกทำประจ๋อประแจ๋แต่แอบสืบความลับ เปี๊ยกก็ชอบสาวสวยอยู่แล้วจึงเล่าให้ฟัง
        “พี่เปี๊ยกทำงานที่นี่นานแล้วเหรอคะ”
        เปี๊ยกพูดสำเนียงทองแดง
        “ตั้งแต่บ้านสร้างเสร็จแหละจ้ะ”
        “คุณตวันใจดีมั้ยจ๊ะ”
        “ตวันไหน”
        “ก็เจ้าของบ้านพี่ที่เคยเป็นดาราไง”
        “อ๋อ คุณปอนน่ะเหรอะ เจ้านายแกเงียบๆ ไม่ค่อยพูด นายเป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบรับแขก”
        “ผู้หญิงสวยๆ ที่นั่งรถมาด้วยเมื่อกี้ เมียนายพี่เหรอ”
        เปี๊ยกกำลังจะอ้าปากตอบ แม่บ้านหน่อยเดินออกมาตาม ขัดจังหวะพอดี
        “เธอ เธอ”
        มัทนาลุกขึ้นยืน
        “เรียกหนูเหรอคะป้า”
        “เธอชื่อ จุติมา รึเปล่า”
        “ค่ะ”
        “คุณเอกชัยรับเธอเข้าทำงานแล้ว รีบตามฉันมาเร็วๆ เลย”
        “ค่ะป้า”
        มัทนายิ้มแย้มดีใจมาก รีบตามป้าแม่บ้านเข้าไปทันที
      
        ภายในห้องทำงาน เอกชัยดูรูปในกระดาษซีร็อกบัตรประชาชน สาวอ้วนหน้ากลม ชื่อ นางสาว จุติมา แจ่มแก้ว แล้วเงยหน้ามองมัทนาที่ยืนยิ้มอยู่หน้าโต๊ะทำงานแล้วก้มลงมองรูปจากซีร็อกอีกครั้ง
        “ไหนขอดูบัตรตัวจริงซิ”
        “ได้ค่ะ”
        มัทนาหยิบบัตรประชาชนยื่นให้ เอกชัยดูบัตรตัวจริงก็ยังเป็นสาวอ้วนหน้ากลม ชื่อ จุติมา
        “เธอไม่เหมือนกับในรูปเลยนะ”
        “หนูผอมลงค่ะ มีแต่คนหาว่าหนูไปศัลยกรรมมา แต่อย่างหนูจะเอาเงินจากที่ไหนคะ กินครบมื้อแต่ละวันยังยากเลย”
        เอกชัยพิจารณาไปมาแล้วส่งบัตรคืนให้ มัทนามีสีหน้าลุ้นๆ
        “อย่าปล่อยตัวให้อ้วนอีกแล้วกัน”
        มัทนาดีใจ
        “ตกลงรับหนูเข้าทำงานแล้วใช่มั้ยคะ”
        เอกชัยพยักหน้ารับ เธอยกมือไหว้แล้วรีบเก็บบัตร
        “ขอบคุณมากค่ะ”
        เอกชัยยิ้มๆ แอบสะใจ
        “ไปขอบคุณคุณลิซ่าดีกว่า เค้าเห็นรูปบัตรเธอปุ๊บ สั่งให้รับเธอเลย ... ช่วยไม่ได้”
      
        มัทนางงๆ เล็กน้อยกับคำพูดและท่าทางของเขาที่มีอาการขำๆ


  


       ผ่านเวลามาอีกเล็กน้อย... เอกชัยพามัทนาเดินชมบ้านและมอบหมายงานพร้อมคุยไป
      
        “เรียกหนูว่ามัทก็ได้ค่ะคุณเอกชัย”
        “เธอเรียกฉันว่าคุณเอกเหมือนคนอื่นก็ได้นะ ฉันทำงานที่นี่เป็นผู้ช่วยคุณปอน ดูแลแทนทุกๆเรื่อง”
        “เลขาส่วนตัวเหรอคะ”
        “ไม่ใช่ นั่นเป็นหน้าที่ของชลบุษย์เค้า เดี๋ยวเธอก็ได้เจอ”
        เอกชัยเปิดประตูเข้ามาในห้องหนังสือ...ประมาณห้องสมุดขนาดย่อม มีหนังสือเต็มตู้และเชลฟ์ต่างๆ
       มัทนาเดินตามเข้ามา
        “บ้านนี้มีห้องสมุดด้วยเหรอคะ”
        “นี่แหละหน้าที่ประจำของเธอ คุณปอนจะใช้เวลาในห้องหนังสือช่วงหลังเที่ยงของทุกวัน เพราะฉะนั้นช่วงเช้าเธอต้องเข้ามาทำความสะอาดให้เรียบร้อย เข้าใจมั้ย”
        “ค่ะ”
        เอกชัยเดินนำออกไป มัทนาเดินตามไปจนถึงทางขึ้นชั้นบน เอกชัยหยุดแล้วหันมากำชับ
        “คุณปอนรักความเป็นส่วนตัว เธอห้ามขึ้นไปข้างบนเด็ดขาดโดยเฉพาะห้องทำงานชั้นบน ถือเป็นเขตหวงห้าม”
        “ตอนนี้คุณปอนทำงานอยู่ข้างบนเหรอคะ”
        “ใช่”
        “แล้วยังงี้ใครจะทำความสะอาดชั้นบนล่ะคะ”
        “ป้าหน่อย คนเก่าคนแก่ของบ้านนี้ คนที่ออกไปตามเธอนั่นแหละ....ตามฉันมานี่”
        มัทนาหน้ามองขึ้นไปชั้นบนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะหันมองตามเขาไป เอกชัยเดินพูดคนเดียวไปเรื่อยเพราะคิดว่ามัทนาตามมา
        “ถ้าคุณปอนทิ้งหนังสืออะไรไว้บนโต๊ะเธอไม่ต้องเก็บ กางไว้เหมือนเดิม เศษกระดาษอะไรตกพื้น อย่าทิ้ง เอาขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ คุณปอนจะเป็นคนทิ้งเอง”
        มัทนามองตามเอกชัยที่พูดไม่หยุด พึมพำ
        “นกแก้วเจ้าระเบียบเอ๊ย”
        เอกชัยหยุดเดินหันมามอง มัทนารีบยิ้มแหย วิ่งตามไป
        “มาแล้วค่ะ”
        “ได้ยินที่ฉันพูดมั้ย”
        “ได้ยินค่ะ ต่อเลยค่ะ”
        “งั้นฉันจะย้ำอีกรอบแล้วกัน”
        มัทนาแอบกรอกตาไปมาอย่างเซ็งๆ เล็กน้อย
      
        เอกชัยเปิดประตูห้องพักเด็กรับใช้เข้าไปให้มัทนาดู
        “นี่ห้องพักของเธอ”
        มัทนาเดินเข้าไปดูแล้วยิ้มพอใจ
        “บ้านนี้จะมีเรือนลูกจ้างแยกออกมาตะหาก ถ้าบ้านใหญ่ไม่เรียกใช้ ห้ามเข้าไปในบ้านเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”
        “ค่ะคุณเอก”
        เอกชัยเดินเข้าไปชี้ให้ดู อินเตอร์คอม
        “แต่ละห้องจะมีอินเตอร์คอมที่บ้านใหญ่จะเรียกใช้เธอผ่านเครื่องนี้ เธอก็แค่กดรับปุ่มนี้ แล้วตอบกลับไป”
        เอกชัยเดินนำออกไปอีก มัทนาเดินตามออกไปติดๆ
        “ห้องแรกที่ใหญ่สุดเป็นห้องของป้าหน่อย มีปัญหาขาดเหลือ ขับข้องใจอะไรก็บอกป้าเค้า...เธอตามฉันไปที่สนาม มีงานความรับผิดชอบของ เธออีกอย่าง”
        มัทนาบ่นพึมพำ
        “จะมีความลับอะไรนักหนา”
        เสียงเอกชัยร้องเรียก
        “มัท ตามมาเร็วๆ”
        “มาแล้วค่ะ” มัทนารีบวิ่งตามออกไปติดๆ
      
        มัทนาเดินตามออกมาที่สนาม เห็นเอกชัยกำลังเล่นกับเจ้าด่างกับเจ้าจุดอยู่ มัทนายิ้มแหยๆ หยุดดูอยู่ห่างๆ
        “เข้ามาสิ”
        “ดุมั้ยคะ”
        “ใหญ่แต่ตัวเท่านั้นล่ะ”
        มัทนาเดินเข้ามาหาด้วยอาการกล้าๆ กลัวๆ
        “ตัวนี้ชื่อเจ้าด่าง ตัวนี้ชื่อเจ้าจุด ลูบหัวมันสิ”
        มัทนายิ้มใจดีสู้เสือเข้าไปเล่นกับเจ้าด่างและเจ้าจุด
        “เธอมีหน้าที่พาเจ้าสองตัวนี่ออกไปเดินเล่นชายหาดตอนเช้ากับตอนเย็น ดูแลให้น้ำให้อาหาร อาบน้ำอาทิตย์ละครั้ง แล้วก็แปรงขนเช้าเย็น ง่ายๆ แค่นี้ทำได้มั้ย”
        มัทนาเล่นกับหมาสองตัวอย่างเข้ากันได้ดี
        “สบายมากค่ะ”
        เอกชัยดูนาฬิกาข้อมือแล้วบอก
        “คุณปอนกำลังจะออกไปข้างนอก ฉันจะพาเธอไปรายงานตัว”
        มัทนาชะงักไปเล็กน้อย
        “จำเอาไว้อย่างนึงนะมัท ถ้าอยากจะอยู่ทำงานที่บ้านหลังนี้นานๆ อย่าเป็นคนสอดรู้สอดเห็น อย่าช่างซักช่างถาม อย่าขี้สงสัย เห็นอะไรก็ปล่อยผ่านไปซะ ทำงานไปตามหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอ คุณปอนไม่ชอบคนจุ้นจ้าน”
        “ค่ะ”
        “ตามมา”
        เอกชัยเดินนำไปทางหน้าบ้าน มัทนาลูบหัวเจ้าด่างเจ้าจุด
        “เดี๋ยวค่อยเล่นกันใหม่นะ ขอไปรายงานตัวก่อน”
        มัทนาสูดหายใจลึกอย่างเตรียมตัวเตรียมใจแล้วเดินตามเอกชัยไปหน้าบ้าน
      
        เขตต์ตวันแต่งตัวหล่อเหลาเดินนำออกมาจากโถงบ้าน เขาเดินมาที่หน้าระเบียง กวาดตามองดูสนามอย่างพักสายตา เอกชัยเดินยิ้มแย้มมาทางสนามมาหาเขตต์ตวัน
        “จะไปแล้วเหรอะ”
        “เอ้อ เอก เรื่องงาน...”
        เขตต์ตวันชะงักหยุดพูดไปเมื่อเห็นมัทนาเดินตามหลังเอกชัยมา
        “ใครน่ะ”
        “เด็กรับใช้คนใหม่ ไหว้คุณปอนซะสิ”
        มัทนายกมือไหว้
        “สวัสดีค่ะ”
        เขตต์ตวันรับไหว้ตามมารยาท
        “น้องเค้าชื่อมัทจะมาทำงานแทนหมุย ดูแลห้องหนังสือกับเจ้าด่างเจ้าจุด”
        เขตต์ตวันพยักหน้ารับทราบ
        “เจอเจ้าสองตัวนั่นรึยังล่ะ”
        “เจอแล้วค่ะ ตัวใหญ่แต่ใจดี”
        มัทนายิ้มแย้ม ลลิสาเดินปรี่ออกมาโวยวาย เยาะช่วยถือตระกร้าใส่ขนมผลไม้ทานเล่นตามติดออกมา
        “ใครรับแม่คนนี้เข้าทำงาน” ลลิสาถามด้วยสีหน้าไม่พอใจ
        ทุกคนหันไปมอง...
        “ฉันสั่งให้รับยัยอ้วนๆ ดำๆ ชื่อจุติมาอะไรซักอย่างไม่ใช่เหรอะคุณเอก”
        “ผมก็ทำตามที่คุณสั่งทุกอย่าง เด็กคนนี้ล่ะครับคือคนที่คุณเลือก”
        “ไม่ใช่”
        เยาะรีบเสริม สีหน้าชิงชัง สำเนียงใต้
        “ไม่ใช่หน้ายังงี้แน่นอนค่ะคุณเอก แม่คนนี้ว่าไม่สวยแล้ว ยัยจุติมายิ่งขี้เหล้งขี้เท่งก
       ว่านี้อีกค่ะ”
        มัทนาเถียงหน้าตาย
        “ใช่ค่ะ หนูชื่อจุติมา แจ่มแก้ว เมื่อก่อนหนูอ้วนค่ะ แต่หนูลดน้ำหนักมาได้สองปีแล้วค่ะ”
        ลลิสาจ้องหน้ามัทนาอย่างไม่ชอบเด็กสวยๆ
        “ฉันไม่ชอบเด็กคนนี้ รับคนใหม่เถอะค่ะคุณเอก”
        “อะไรกันคะ ก็คุณเอกรับหนูเข้าทำงานแล้วนี่คะ” มัทนาบอก
        “รับได้ก็ไล่ออกได้ย่ะ การเลือกเด็กรับใช้ในบ้าน ไม่ใช่แค่ทำงานเก่งอย่างเดียว มันต้องอยู่ที่รู้สึกถูกชะตาด้วย เพราะเราต้องเจอหน้ากัน ทุกวัน เช้ายันเย็น ถ้าลองฉันไม่ชอบขี้หน้าเธอก็อยู่ด้วยกันไม่ยืดหรอก”
        เยาะทำสีหน้ารังเกียจ เหยียดใส่ตามเจ้านาย มัทนาหันมองหน้าเอกชัยด้วยสีหน้าขอร้อง เอกชัยสงสาร ได้แต่ถอนใจ หันถามเขตต์ตวัน
        “แกว่ายังไงปอน”
        มัทนามองหน้าเขตต์ตวันด้วยสีหน้าอ้อนวอนขอความเห็นใจ
        เขตต์ตวันสีหน้านิ่ง
        “ให้เงินปลอบขวัญเค้าไป แล้วหาคนใหม่”
        ลลิสายิ้มหยันๆ แล้วควงแขนเขตต์ตวันไปที่รถ เยาะยิ้มสะใจ ยกตระกร้าของว่างตามไปส่งลลิสาที่รถ
       เอกชัยรู้สึกเห็นใจ พูดพอได้ยินกันสองคน
        “ขอโทษทีนะหนู ความสวยบางทีมันก็ไม่ใช่ใบเบิกทางเสมอไปหรอก อ้ะ ค่าทำขวัญ” เอกชัยพูดพลางถอนใจและหยิบเงิน 2 พันส่งให้
        มัทนาไม่รับเงิน วิ่งตามไปอ้อนวอนเขตต์ตวันต่อ เอกชัยตกใจ
        “เฮ้ย จะทำอะไร”
        มัทนาวิ่งไปขวางหน้าเขตต์ตวันและลลิสาก่อนที่ทั้งคู่จะเดินขึ้นรถ คนขับรถและแม่บ้านช่วยกันยกกล่องพลาสติกออกมาจากโถงบ้าน มัทนายกมือไหว้บอก
        “ให้งานหนูทำเถอะนะคะ บ้านหนูเดือดร้อน หนูอยากได้งานจริงๆค่ะ”
        เขตต์ตวันมองมัทนาสีหน้านิ่งๆ ลึกๆ แล้วก็สงสาร เพราะเป็นคนใจดีมีเมตตาอยู่แล้ว ลลิสาตวาดเสียงดัง
        “ฟังภาษาคนไม่เข้าใจรึไง บอกว่าไม่รับ ไม่รับ ไปให้พ้น”
        ลลิสาผลักมัทนาออกไปให้พ้นทางอย่างแรง จนเสียหลักหงายไปกระแทกกับลังที่แม่บ้านและคนขับรถช่วยกันขนลงมาพอดี ลังหลุดมือตกมาตามบันไดระเบียงหน้าบ้าน ฝาเปิด เสื้อผ้าผู้หญิงดีไซน์สวยงามที่เก็บใส่ในถุงพลาสติกใส หลุดออกมากองที่พื้นหลายชุด...หนึ่งในนั้นมีเสื้อผ้าชุดฟินาเล่ที่ลลิสาใส่คืนเดินแบบ
        มัทนาจับตามองเสื้อชุดนั้นอย่างจำได้ สีหน้าติดใจสงสัยขึ้นมา
        เขตต์ตวันด่าเสียงดุ
        “ซุ่มซ่ามจริงๆ”
        แม่บ้านรีบไปช่วยเก็บ มัทนาหน้าจ๋อยไป
        “ถ้าเกิดเสื้อผ้าเสียหายขึ้นมา น้ำหน้าอย่างแกจะมีปัญญาชดใช้มั้ย”
        ลลิสาตะโกนเรียก
        “เปี๊ยกมาลากมันออกไปเดี๋ยวนี้เลย”
        “เยาะเองค่ะ”
        เยาะวางตระกร้าของว่างตั้งท่าจะเข้าไปจับตัวมัทนา
        เอกชัยรีบเรียก ช่วย
        “หนู มานี่”
        มัทนารีบลุกไปหาเอกชัย เยาะมองตามมัทนาด้วยความหมั่นไส้ปนเจ็บใจ ลลิสารีบไปประจบเอาใจ
        “เสื้อเปื้อนมั้ยคะคุณปอน”
        “ไม่หรอก”
        “สังหรณ์ลิซ่าผิดมั้ยล่ะคะ บอกแล้วว่าไม่ถูกชะตา”
        “รีบไปกันเถอะ”
        เขตต์ตวันหยิบแว่นดำที่เหน็บอกเสื้อขึ้นสวมแล้วเดินไปเปิดประตูขึ้นรถ ไม่ได้สนใจอะไร มัทนาถูกเอกชัยจูงมือลากเดินไปทางหน้าบ้าน มัทนาหันกลับมามองทางเขตต์ตวันตลอดเวลา
      
        มัทนามีสีหน้าเจ็บใจเสียดายโอกาสมากๆ
ตอนที่ 2
      
       ในเวลาต่อมา เอกชัยเดินออกมาส่งมัทนาที่หน้าประตูรั้วบ้าน
      
       “คุณเอกไม่มีทางช่วยหนูเลยเหรอคะ” มัทนาอ้อน
       เอกชัยถอนใจบอก
       “ฉันก็จนปัญญา ฉันถูกชะตากับเธอนะ น่าเสียดาย”
       เอกชัยสีหน้าใช้ความคิด
       “เอางี้ เอาเบอร์โทรเธอมา ถ้าเพื่อนฝูงฉันต้องการเด็กทำงานบ้านฉันจะโทรไปตาม”
       “หนูยังไม่มีเบอร์โทรศัพท์หรอกค่ะ ต้องรอได้งานก่อน” มัทนาตีหน้าให้น่าสงสาร
       “เหรอ งั้นเอาเบอร์ฉันไป”
       เอกชัยล้วงหานามบัตร
       “ไม่ได้หยิบนามบัตรมาซะด้วยสิ”
       มัทนาล้วงปากกาที่เหน็บไว้กระเป๋าหลังออกมาให้เอกชัย
       “เขียนที่แขนหนูเลยค่ะคุณเอก”
       “เอางั้นเลยเหรอะ”
       “ค่ะ”
       เอกชัย        รับปากกามาเขียนเบอร์โทรศัพท์ที่แขนมัทนา... 081 ...
       มัทนาอมยิ้มอย่างพอใจ อยากน้อยก็มีความคืบหน้าขึ้นเล็กน้อย
      
       เวลาบ่าย ไชยวัฒน์ สาระวารี มีคณา รวมตัวกันอยู่ที่ห้องบอกอ มัทนาคุยผ่านสปีคเกอร์โฟนกับไชยวัฒน์กำลังจดเบอร์โทรเอาไว้
       “โอเค ผมจดเบอร์คุณพ่อบ้านไว้เรียบร้อยแล้ว ทำงานได้ดีมากมัท”
       “มัทเพิ่งรู้นะคะว่าพี่ตวันมีชื่อเล่นว่าปอน ทุกคนในบ้านเรียกว่าคุณปอนกันหมด ไม่มีใครเรียกว่าตวันเลยซักคน”
       “ว้าว” น้ำเสียงมัทนาตื่นเต้น...
       มีคณาสงสัย
       “มีอะไรเหรอมัท”
       “เจ้าชายกำลังขี่ม้าขาวมาหามัทแล้ว”
       สาระวารีตื่นเต้น
       “ใคร คุณเชนเหรอ”
       “ใช่”
       สาระวารีใส่อารมณ์ขี้เล่น แกล้งกระเซ้า
       “ถอดเสื้อขี่ม้าโชว์แผงอกรึเปล่าจ๊ะ”
       “จะบ้าเหรอวารี”
       “แค่นี้ก่อนนะคะ”
       “ย่ะ” สาระวารีกดตัดสายทำสีหน้าหมั่นไส้เล็กน้อย ก่อนพูดกับมีคณา
       “ดูสิมี่ไปแค่ไม่กี่วัน น้องเห็นผู้ชายสำคัญกว่าเราแล้ว”
       มีคณายิ้มๆ ตีแขนเพื่อนเบาๆ ไชยวัฒน์ได้แต่ถอนใจส่ายหน้าไปมา
      
       เชนขี่ม้าเลียบมาตามชายหาดตรงเข้ามาหามัทนาพร้อมยิ้มให้ มีเจ้าของม้าเดินตามคุมมาไม่ห่าง
       “ขี่ม้ามั้ยครับ”
       มัทนายิ้มแหยๆ
       “มัทไม่กล้าหรอกค่ะ”
       “ม้าเชื่อง ไม่ต้องกลัวหรอกครับ”
       เชนยื่นมือมารับ
       “ไม่ดีกว่าค่ะ ม้าตัวเดียว นั่งสองคน อึดอัดตายเลย”
       มัทนาปั้นยิ้มให้ เชนยิ้มๆ พอจะเข้าใจ ลงจากม้าให้
       “โทษทีนะ ผมไม่ได้ตั้งใจจะฉวยโอกาสอะไร”
       มัทนารีบแก้ทันที
       “มัทก็ไม่ได้คิดขนาดนั้นหรอกค่ะ”
       มัทนาหลบตาเล็กน้อยเพราะแอบคิดระวังตัวอยู่
       “ม้าไม่มีคนนั่งแล้ว...เชิญครับ ผมช่วยจูงให้”
       มัทนาปีนขึ้นหลังมาโดยมีเชนช่วยและเจ้าของม้าช่วยจับม้าไว้ให้อีกที เขาจูงเชือกม้าพามัทนานั่งชมวิวไปเพลินๆ มัทนาชำเลืองมองเชน พร้อมเสียงในความคิด
       “สุภาพบุรุษที่สุด”
       เชนหันมองพอดี
       “เป็นไงครับ ได้งานมั้ย”
       มัทนาหุบยิ้มแทบไม่ทัน รีบปั้นหน้าเซ็งกลบเกลื่อน
       “ได้อะไรล่ะค่ะ แฟนเค้าไม่ชอบมัท บอกว่าไม่ถูกชะตา”
       เชนกระเซ้า
       “เพราะมัทหน้าตาสวยใช่มั้ยล่ะ”
       มัทนาตอบหน้าตาย
       “ก็ไม่น่าจะมีเหตุผลอื่นหรอกค่ะ”
       เชนหลุดหัวเราะชอบใจออกมา
       มัทนาขำตาม
       “ถ้ามัทแฝงตัวเข้าบ้านไม่ได้ก็จบข่าวของแท้”
       มัทนาสีหน้าเซ็ง
       “อย่าเพิ่งยอมแพ้สิครับ ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก”
       “คุณเชนมีไอเดียอะไรจะแนะนำมัทมั่งมั้ยคะ”
      
       เชนเดินจูงม้าให้มัทนาเลียบหาดสวย เขามีสีหน้าใช้ความคิดให้คำปรึกษา มัทนารู้สึกสนิทใจขึ้น



       ที่บ้านเขตต์ตวันตอนหัวค่ำ ชลบุษย์หน้านิ่งๆ เดินนำหญิงสาวหุ่นนางแบบ3 คนมาหยุดที่หน้าห้องทำงาน
      
       “เสร็จแล้วลงไปรับค่าเหนื่อยกับฉันข้างล่าง”
       นางแบบคนที่ 1 บอก
       “ขอบคุณค่ะคุณบุษย์”
       ชลบุษย์เคาะประตูห้องทำงาน
       “บุษย์เองค่ะคุณปอน”
       “เข้ามา” เสียงเขตต์ตวันดังออกมา
       ชลบุษย์เปิดประตูห้องทำงานให้หญิงสาวสวยทั้งสามเดินเรียงแถวเข้าไปในห้อง ช่องแง้มของประตูเห็นเขตต์ตวันนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน จ้องมองมาที่หญิงสาวทั้งสาม สายตาเหมือนเหยี่ยวที่จ้องจะตะครุบเหยื่อ
       ชลบุษย์ปิดประตูห้องสนิทไปก่อนจะเห็นอะไรมากไปกว่านั้น
      
       หน้าบ้านตอนเช้าวันต่อมา รปภ. เปี๊ยกกำลังเปิดประตูรั้วให้ ชลบุษย์เดินหน้านิ่งนำสาวรุ่นคนเข้าพบเขตต์ตวันเมื่อคืนที่เหลือเพียง 1 คน เดินสวมแว่นดำ เพลียๆ ง่วงๆ ออกมาขึ้นรถชลบุษย์
       เปี๊ยกมองมาที่สาวรุ่นสีหน้าอยากรู้
       มัทนาซึ่งแต่งตัวทะมัดทะแมงสวมหมวกแก็ปแอบมองดูเหตุการณ์ด้วยสีหน้าเก็บข้อมูลอยู่เช่นกัน ก่อนที่เปี๊ยกจะรู้ตัว มัทนาก็แอบย่องเข้ามาในบ้าน วิ่งลัดเลาะไปทางสนาม
       ชลบุษย์ขับรถพาสาวรุ่นคนนั้นออกไปส่ง
      
       ผ่านเวลาเล็กน้อย เขตต์ตวันกึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจอยู่บนเตียง ลลิสาสวมเสื้อคลุมชุดนอนเดินยกถาดอาหารเช้าเข้าห้องนอนมา
       “อาหารเช้ามาแล้วค่ะ”
       เขตต์ตวันยิ้มแย้ม พับหนังสือพิมพ์ไป ลลิสายกโต๊ะสำหรับทานอาหารเช้าบนเตียงมาตั้งบริการให้เขตต์ตวัน
       “ทานให้หมดเกลี้ยงเลยนะคะ คนทำจะได้ชื่นใจ”
       “โอเคครับ” เขตต์ตวันจุ๊บแก้มลลิสาให้รางวัล
       ลลิสาประจ๋อประแจ๋ทานอาหารเช้าบนเตียงไปกับเขตต์ตวัน
      
       เวลาเดียวกัน เอกชัยเดินถือถ้วยกาแฟเดินจิบออกมาที่สนามข้างบ้าน เขาชะงัก เมื่อเห็นคนงานร่างเล็กสวมหมวกแก็ปปิดบังหน้า นั่งก้มหน้าก้มตาตัดหญ้าที่สนามอยู่ หรือ ตัดแต่งต้นไม้ เอกชัยเดินเข้าไปมองใกล้ๆ
       “คนงานจากที่ไหนน่ะ”
       มัทนาเงยหน้าขึ้นมอง ยิ้มให้เอกชัย เขาประหลาดใจ
       “เธออีกแล้วเหรอะ เข้ามาได้ยังไง”
       เอกชัยเดินเข้ามาหา
       “หนูแอบเข้ามา ตอนเปี๊ยกเปิดประตูรั้วค่ะ... คุณผู้หญิงเค้าไม่อยากเห็นหนูในบ้าน ให้หนูทำงานสวนหลบๆ อยู่หลังบ้านก็ได้นะคะ”
       เอกชัยถอนใจออกมา
       “คุณเอกช่วยพูดให้หนูด้วยนะคะ หนูอยากได้งานทำจริงๆ ค่ะ”
       “เธอนี่ตื้อจริงๆ เลยนะ”
       ขาดคำเอกชัย เจ้าด่างกับเจ้าจุดก็วิ่งเห่ามาหามัทนาแต่ไกล
       “ด่าง จุด”
       มัทนาวิ่งเข้าไปเล่นหมา 2 ตัว ชวนวิ่งไล่กันไปมา เจ้าจุด เจ้าด่างต่างเห่ากันสนุกสนาน
       เอกชัยมองตามแล้วยิ้มๆ ที่เจ้าด่างกับเจ้าจุดมีเพื่อนเล่นที่รักและเอ็นดูมัน
      
       เขตต์ตวันและลลิสากำลังนั่งทานอาหารเช้า คุยกันอย่างอารมณ์ดี ก็ได้ยินเสียงเจ้าด่างและเจ้าจุดเห่าดังขึ้นมา
       “ด่างกับจุดเห่าอะไรของมัน”
       “ปกติไม่เห็นเคยได้ยินเสียงมันเห่าเลยนะคะ”
       “นั่นน่ะสิ สงสัยลูกจ้างใหม่จะมา”
       “ยังนี่คะ นัดเริ่มงานพรุ่งนี้”
       เขตต์ตวันมีสีหน้าสงสัย
       “ผมลงไปดูหน่อยดีกว่า”
       เขาลุกไปหยิบเสื้อคลุมชุดนอนสวมอีกชั้น
      
       มัทนาจูงสายจูงเจ้าด่างและเจ้าจุดพากลับไปเข้ากรง ลูบหัวลูบตัวเอ็นดู มันเขี้ยว
       -ตัดไปรับเขตต์ตวันและลลิสาเดินออกมาคุยกับเอกชัย
       “ด่างกะจุดเห่าอะไรของมัน”
       เอกชัยอึกอักเล็กน้อย สีหน้าเป็นกังวล
       “คนสวนน่ะ”
       มัทนาวิ่งกลับมา สีหน้ายิ้มแย้ม
       “พาเข้ากรงเรียบร้อยแล้วค่ะ”
       มัทนาชะงักไปเมื่อเห็นเขตต์ตวันและลลิสา รีบก้มหน้าอาศัยหมวกบังๆ เอกชัยปั้นหน้าฝืนยิ้มเล็กน้อย ลลิสาเสียงแข็งถาม
       “ใครน่ะคุณเอก”
       เอกชัยอ้อมแอ้มตอบ
       “คนสวนใหม่”
       “เงยหน้าขึ้นซิ”
       มัทนาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แต่ปีกหมวกยาวยังบังหน้าทำให้เห็นไม่ถนัด ลลิสารู้สึกว่าคุ้นๆ จึงเดินตรงเข้าไปหาแล้วกระชากหมวกออก มัทนาได้แต่ยิ้มแหยๆ ลลิสาไม่พอใจมาก
       “เธออีกแล้ว”
       เขตต์ตวันหันมาจ้องหน้าเอกชัยที่หน้าตาเจื่อนๆ ไป มัทนายกมือไหว้
       “หนูอยากได้งานจริงๆ ค่ะคุณผู้หญิง”
       ลลิสาจะอ้าปากด่าก็ชะงักไปเลย แอบยิ้มเชิดหน้าพอใจที่ถูกเรียกว่าคุณผู้หญิง       
       “คุณผู้หญิงไม่ชอบหนู หนูทำสวนอยู่หลังบ้าน ไม่ให้คุณผู้หญิงเห็นหน้าเลยก็ได้ค่ะ”
       เขตต์ตวันเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าสงสัย
       “ทำไมเธอถึงอยากทำงานบ้านฉันนักหนา มีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงรึเปล่า”
       มัทนาอึ้งไปจ้องหน้าเขตต์ตวัน แล้วบีบน้ำตาปล่อยโฮ สวมกอดเขตต์ตวัน เขาตกใจแต่ก็หลบไม่ทัน มัทนากอดรัดไว้แน่น
       “หนูเป็นแฟนคลับของพี่ หนูดูหนังของพี่ ติดตามงานของพี่ทุกอย่างเลย หนูคิดถึงพี่ตวัน อยากตามมารับใช้พี่ค่ะ”
       มัทนาแอบหน้าเจ้าเล่ห์ อยากแกล้งลลิสาเลยกอดซบอกอดีตพระเอกหนุ่มอย่างอ้อนๆ
       “ขอหนูได้ทำงานรับใช้พี่ตวันเถอะนะคะ”
       ลลิสาเดินมากระชากคอเสื้อมัทนาลากออกมาจากเขตต์ตวันทันที
       “โอ๊ย ๆ ๆ”
       ลลิสาจ้องหน้าและพูดดูถูก       
       “ออกมานี่เลยย่ะ...ที่แท้ก็พวกคลั่งดารา ฉันนึกอยู่แล้วเชียว”
      
       ลลิสาผลักไหล่มัทนาที่ทำเป็นบอบบาง ล้มไปนั่งกับพื้นหญ้า ปั้นหน้าให้น่าสงสาร



       เขตต์ตวันดูใจอ่อนลง เพราะผูกพันกับแฟนคลับ แต่ก็ไม่อยากมีปัญหากับลลิสา จะเดินเลี่ยงเข้าบ้าน มัทนารีบคลานเข่าไปกอดขาเขาไว้แน่น
      
       “พี่ตวัน อย่าใจร้ายกับหนูเลยนะคะ ขอให้หนูทำงานบ้านพี่ ให้หายคิดถึงเถอะนะคะ”
       เขตต์ตวันเดินหนีไม่ได้เพราะมัทนากอดขาไว้แถมตวัดขาโอบรัดไว้อย่างแน่นเหมือนหมีโคอาล่าเกาะกิ่งไม้
       “นังปลิง ปล่อยคุณปอนเดี๋ยวนี้นะ” ลลิสาว่า
       “ไม่ปล่อย ยังไงก็ไม่ปล่อย”
       “คุณเอก โทรแจ้งตำรวจเลยว่ามีพวกแฟนคลับคลั่งดาราบุกเข้ามาในบ้านเรา”
       มัทนาตาเบิกโพลงเล็กน้อย กลัวเจอสอบสวนแล้วความแตกจึงรีบปล่อย เขตต์ตวันย่อตัวลงนั่ง พูดกับเธอดีๆ
       “เธอกลับไปซะเถอะ อย่าทำยังงี้อีกเลยนะ ฉันไม่ใช่ดาราของใครทั้งนั้น เรื่องทั้งหมดมันเป็นอดีตไม่มีเขตต์ตวันอีกต่อไปแล้ว”
       มัทนาสีหน้าเศร้ามองหน้าเขา
       “คุณปอนไปพูดดีกับมันทำไมคะ เข้าบ้านเถอะค่ะ”
       ลลิสาเข้าไปจูงเขตต์ตวันเข้าบ้าน พร้อมค้อนใส่มัทนา
       “อย่าให้ฉันเห็นหน้าเธอในบ้านนี้อีกนะ”
       ลลิสาสะบัดหน้าพรืดพาเขตต์ตวันกลับเข้าบ้านไป เอกชัยถอนใจเดินเข้ามาหาพร้อมยื่นมือไปให้มัทนาจับเพื่อลุกขึ้นยืน เอกชัยยิ้มกวนบอก
       “เอาลายเซ็นมั้ย เดี๋ยวไปขอให้”
       “คุณเอก” มัทนาค้อนใส่แล้วลุกเอง เดินปึงปังกลับไปทางหน้าบ้าน เอกชัยขำๆ ส่ายหน้ามองตามด้วยความรู้สึกถูกชะตา ขณะที่เธอมีสีหน้าหงุดหงิดเจ็บใจ
       มัทนาพูดพึมพำ
       “รู้จักไอ้มัทน้อยไปแล้ว...ฉันต้องเข้ามาทำงานในบ้านนี้ให้ได้ คอยดูสิ”
       มัทนามีสีหน้าอยากเอาชนะ
      
       ผ่านเวลาสักพัก มัทนาเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ยืนรอลิฟท์สะพายเป้อย่างทะมัดทะแมง พลางบ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิด
       “สืบที่อื่นก่อนก็ได้ เจ็บใจนัก”
       ลิฟท์เปิดออกเห็นเชนแต่งตัวสบายๆ อยู่ในลิฟท์ เธอยิ้มแย้มทักทาย
       “อ้าว คุณเชน”
       เชนกระเซ้า
       “จะไปเก็บเปลือกหอยที่ชายหาดอีกเหรอครับ” เชนกดเปิดลิฟท์ค้างไว้ให้
       “แหม เจอหน้าก็แซวเลยนะคะ”
       มัทนาเดินเข้าไปในลิฟท์ เชนผุดรอยยิ้มที่ริมฝีปาก
       “มัทว่าจะแวะไปวัดสวนป่าหน่อยน่ะค่ะ”
       “งั้นติดรถผมไปได้เลย ผมต้องไปธุระทางนั้นพอดี”
       “ขอบคุณค่ะ”
       เชนกดปิดลิฟท์ ทั้งคู่ยิ้มให้กันด้วยความรู้สึกดีๆ พร้อมๆ กับประตูลิฟท์ปิดสนิท
      
       บริเวณลานจอดรถ เชนเปิดประตูรถให้มัทนาเข้าไปนั่ง
       “ขอบคุณค่ะ”
       เชนขึ้นรถมานั่ง และคาดเข็มขัดนิรภัย เธอคาดเข็มขัด ยิ้มๆ พร้อมพูด
       “นึกๆแล้วมัทก็ขำตัวเองนะคะ”
       เชนหันไปมอง
       “ขำอะไรเหรอครับ”
       “มัทรู้สึกว่า ตัวเองเป็นผู้ยิ๊งผู้หญิงเวลาอยู่กับคุณ มัทไม่ค่อยเคยเจอผู้ชายที่เทคแคร์ผู้หญิงจัดๆ แบบคุณเท่าไหร่เลยนะคะ”
       เชนยิ้มๆ
       “จริงเหรอ อาจจะเป็นเพราะผมถูกสอนมาว่าผู้ชายต้องให้เกียรติและยกย่องผู้หญิงก็ได้นะครับ ผมก็เลยชอบมองว่าผู้หญิงบอบบาง อ่อนโยน ผู้ชายมีหน้าที่ต้องปกป้องดูแล”
       มัทนายิ้มชื่นชม
       “พ่อแม่บุญธรรมคุณเป็นฝรั่ง เลยปลูกฝังความคิดแบบตะวันตกให้คุณ ถือว่าเป็นทัศนคติที่สุดยอดเลยนะคะ มัทยกนิ้วโป้ง ...ให้ 2 นิ้วเลย”
       มัทนายกสองนิ้วโป้งให้ เชนยิ้มปลื้ม
       “ขอบคุณครับ”
       เชนขับรถออกไป มัทนาแอบชำเลืองมองเชน สีหน้ายิ้มปลื้ม
      
       รถเชนวิ่งรับลมชมวิวสองข้างทางมาเรื่อยๆ เสียงสนทนาของทั้งคู่ยังต่อเนื่อง
       “ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับอัญมณี นำเข้าบ้างส่งออกบ้าง สินค้าส่วนใหญ่ก็เป็นเพชรพลอยแล้วก็หยก”
       มัทนาฟังเชนคุยอย่างสนใจ
       เชนเล่าด้วยสีหน้าแววตาปลาบปลื้ม
       “พอผมเริ่มจับธุรกิจมุก ผมเหมือนโดนมนต์สะกด ผมหลงรักไข่มุกแบบหัวปักหัวปำ”
       มัทนาฟังแล้วก็ขำๆด้วยความรู้สึกดีๆ
       “ผมพูดจริงๆ นะครับ มัทคิดดูสิ วัตถุกลมๆ ที่ก่อตัวจากสัตว์ใต้ทะเล สีของมันแต่ละเม็ดก็ไม่เหมือนกัน บางเม็ดออกชมพูจางๆ บางเม็ดสีขาวนวล คุณไม่มีทางรู้เลยว่าไข่มุกเม็ดต่อไปในมือคุณจะมีสีสันยังไง รูปร่างยังไง”
       มัทนาฟังด้วยความสนใจ
       เชนรู้สึกตัว เหล่มองมัทนา
       “ดูสิ ผมมัวแต่พูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้ เอาแต่โม้ความหลงใหลส่วนตัว คุณคงเบื่อแย่”
       “ไม่เลยค่ะ”
       เชนส่งตาหวานพร้อมชวน
       “ไม่เบื่องั้นแวะทานข้าวด้วยกันก่อนนะ ผมเจอคนคุยถูกคอไม่ได้ โรคบ้าน้ำลายกำเริบทุกทีมีเรื่องคุยอีกเยอะเลย”
       “จะแคะหูรอฟังเลยค่ะ” มัทนาพูดขำๆ
       เชนยิ้มแย้มอารมณ์ดีมีความสุขขับรถไปหาร้านอาหารทาน มัทนาหันมองไปนอกหน้าต่าง อมยิ้มปลื้มๆ ชักจะเผลอหลงเสน่ห์นายคนนี้เข้าให้แล้วสิ
      
       ในเวลาต่อมา มัทนาเดินเข้ามาในบริเวณวัดสวนป่าที่กว้างใหญ่ร่มรื่น มัทนากวาดตามองไปทั่วบริเวณ เพื่อหาทางไปกุฏิหลวงพ่อจรูญ ลุงชดนั่งพักเหนื่อยอยู่มุมหนึ่ง ตะโกนด้วยน้ำเสียงสำเนียงใต้ดูเหมือนเมาๆ เล็กน้อย
       “มาหาใครล่ะหนู”
       มัทนาเดินเข้าไปหา
       “หลวงพ่อจรูญอยู่มั้ยจ๊ะลุง”
       “เจ้าอาวาสจะทิ้งวัดไปไหนได้ล่ะหนูโน่น กุฏิเล็กหลังแรกโน่นแหละ” ลุงชดพูดพลางชี้บอก
       “ขอบคุณค่ะลุง”
       มัทนาจะเดินไป ลุงชดรีบลุกตามไปบอก
       “เดี๋ยวสิหนู ขอลุงซักยี่สิบสิ เปรี้ยวปาก อยากได้ซักกรึ๊บ”
       มัทนาหันกลับไปมอง สีหน้าเหมือนคิดแผนการอะไรได้
       “เอ่อลุง หนูถามอะไรหน่อยสิ เดี๋ยวให้ 50 บาทเลย”
       มัทนาหยิบแบงค์ 50 ออกมาล่อทันที ลุงชดยิ้มเผ่ ดีใจ
       “ถามมาได้เลยหนู”
       “ลุงเคยเห็นพระเอกหนังที่ชื่อเขตต์ตวันมาทำบุญที่วัดนี้บ่อยมั้ยคะ”
       “โอ้ยคุณตวันมาบ่อย ใจดี เจอลุงก็ให้เงินทุกที โรงอาหารนั่นเค้าก็เป็นคนสร้างให้หลวงพ่อ กำแพงวัดก็ทาสีให้ใหม่ วัวก็ซื้อมาให้เด็กวัดเลี้ยง เค้าเป็นคนดีจริงๆนะหนู”
       มัทนายิ้มดีใจรีบจำข้อมูล แล้วหยิบกล้องถ่ายรูปออกมา
       “แล้วคุณตวันเคยเป็นเด็กวัดที่นี่มาก่อนรึเปล่าลุง”
       ลุงชดเงียบไปนิด พูดใต้เป็นพัลวัน
       “ไม่รู้ ข้อนี้ลุงไม่รู้ ตอบไม่ได้ ลุงไม่ตอบแล้ว” ลุงชดแบบมือ
       “โอเค โอเค งั้นขอถ่ายรูปลุงไว้เป็นที่ระลึกหน่อยนะคะ”
      
        ลุงชดฉีกยิ้มโชว์ฟันหลอสู้กล้อง มัทนากดชัดเตอร์ถ่ายรูปลุงชดเอาไว้ประกอบบทความ



       บนกุฏิ มัทนานั่งพับเพียบยกมือไหว้หลวงพ่อจรูญในกุฏิของท่าน แล้วรายงานตัว
      
       “ดิฉันเป็นนักข่าวมาจากกรุงเทพค่ะหลวงพ่อ จะมาทำข่าวเรื่องคุณเขตต์ตวัน”
       หลวงพ่อถอนใจ ก่อนพูดเป็นสำเนียงใต้
       “มันไม่ชอบ ไม่อยากให้เป็นข่าวไม่ใช่เรอะแล้วนี่โยมบอกเจ้าตวันมันรึยังล่ะ”
       “ยังเลยค่ะ ตั้งใจว่าจะเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนค่อยไปสัมภาษณ์ เดี๋ยวเค้าจะหาว่าสักแต่ตั้งคำถาม ไม่ทำการบ้านมาก่อน”
       หลวงพ่อสีหน้านิ่งเหมือนหนักใจแทน
       “ทำไมพวกนักข่าวถึงได้สนใจมันกันนักก็ไม่รู้ เดี๋ยวนี้มันก็ไม่ได้เป็นพระอ่งพระเอกอะไรแล้วนี่”
       “แต่ก็ยังมีคนที่รักและชื่นชมคุณตวันอีกเยอะนะคะหลวงพ่อ”
       หลวงพ่อรับฟังมัทนาอย่างสนใจ
       “การที่คุณตวันตัดสินใจแสดงหนัง ก็ต้องทำใจและยอมรับให้ได้ว่ากลายเป็นคนของประชาชนไปแล้ว เมื่ออยู่ตำแหน่งนี้ก็เหมือนเป็นญาติพี่น้องของคนนับแสนนับล้าน ใครๆ ก็ต้องอยากรู้เรื่องราวทุกซอกทุกมุมของดาราขวัญใจเค้าอยู่แล้ว ถึงจะเป็นอดีตพระเอกก็หนีความอยากรู้ของคนไม่พ้นหรอกค่ะหลวงพ่อ”
       หลวงพ่อพยักหน้าเห็นด้วย
       “คนของประชาชน คือเส้นทางชีวิตที่ตวันมันเลือกแล้ว ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม” หลวงพ่อถอนใจออกมา
       “ค่ะหลวงพ่อ...ส่วนหนูเป็นนักข่าว หน้าที่ก็คือนำเสนอสิ่งที่คนอยากรู้ หาคำตอบให้กับทุกความสงสัยของประชาชน แม้บางครั้งอาจจะทำเพื่อขายข่าว แต่หนูก็ถือว่าเป็นอาชีพที่เป็นคนของประชาชนเหมือนกัน และมันก็เป็นเส้นทางชีวิต ที่หนูได้เลือกแล้วค่ะหลวงพ่อ”
       หลวงพ่อหัวเราะชอบใจ
       “พูดจาสำบัดสำนวนสมแล้วที่เป็นนักข่าว โยมอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ”
       มัทนายิ้มออกมาอย่างดีใจ
      
       เวลาเย็น สาระวารีหน้าตาตื่นรีบเดินถือโทรศัพท์มือถือ มาที่โต๊ะข่าวอาชญากรรม เรียกหาเพื่อนเสียงดัง
       “มี่ ๆ เห็นหน้ากิ๊กมัทมันรึยัง”
       มีคณากำลังพิมพ์ข่าวหน้าจอคอมฯอยู่ที่โต๊ะเงยหน้ามอง
       “ยังเลย เป็นไงมั่ง”
       สาระวารีโชว์รูปในมือถือในมือให้ดู
       “หล่อดูดีมีตังค์นะแก”
       มีคณารับโทรศัพท์มาดู เห็นรูปเชนกำลังคุยโทรศัพท์อยู่มุมร้านอาหาร ที่ถูกมัทนาแอบถ่ายรูปเอาไว้
       สักครู่ โทรศัพท์เรียกเข้าของมีคณาดังขัดขึ้นทันที โชว์รูปมัทนายิ้มร่าขึ้นมา เป็นรูปที่สาระวารีเคยถ่ายเอาไว้
       “แม่ตัวดีโทรมาแล้ว”
       สาระวารีแย่งโทรศัพท์มากดรับกดปุ่มสนทนาแบบลำโพงได้ยินเสียงออกมา
       “แหม ส่งรูปกิ๊กมายั่วน้ำลายพี่ๆ ทันทีเลยนะจ๊ะ”
       มัทนาเสียงเซ็งบอก
       “งานไม่ค่อยคืบหน้าเลยพี่ พัฒนาแต่เรื่องหัวใจ”
       สาระวารีขำ
       “ย่ะ หมั่นไส้จริงจิ๊ง”
       “พี่มี่มีอะไรแนะนำมัทมั่งมั้ย”
       “อดทนเอาไว้ก่อนน้อง พี่เชื่อว่างานนี้ไม่เกินความสามารถมัทหรอกจ้ะ”
       “ไม่ได้งานได้แฟนก็โอนะ ถือว่าไปไม่เสียเที่ยว” สาระวารีบอก
       “บอกอได้บีบคอมัทตายน่ะสิ เฮ้อ...ไปเล่นน้ำทะเลคลายเครียดดีกว่า”
      
       บริเวณชายทะเลเวลาเย็น มัทนาในชุดกางเกงสามส่วน เสื้อสีเข้มสองชั้นเล่นน้ำทะเลดำผุดดำว่ายระดับน้ำลึกอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน เธอสูดหายใจลึกเต็มปอดแล้วมุดดำลงไปกะไปให้ได้ไกลที่สุดแล้วโผล่ขึ้นมา
       ไม่คาดคิด จังหวะที่มัทนาโผล่พรวดพ้นน้ำก็ชนเข้ากับกระดานวินด์เซิร์ฟที่กำลังแล่นฉิวเข้าฝั่งเข้าอย่างจังจนหมดสติจมน้ำไป คนเล่นวินด์เซิร์ฟคือ เขตต์ตวัน นั่นเอง เขาตกใจมากรีบโดดน้ำลงไปช่วยมัทนาทันที
      
       เขตต์ตวันอุ้มมัทนาที่เอียงหน้าไอสำลักจากการกินน้ำทะเลไปหลายอึก เขาลุยน้ำทะเลเข้าฝั่งมาอย่างทุลักทุเล อารมณ์รีบร้อนยังไม่ทันได้มองหน้ากัน เขาอุ้มเธอมาวางที่ชายหาด
       “เป็นยังไงมั่งคุณ”
       มัทนาไอสำลักครั้งสุดท้ายพร้อมหันมามอง ทั้งคู่ต่างตกใจ
       “คุณตะวัน”
       “ อ้าว เธออีกแล้ว...เป็นอะไรรึเปล่า”
       “มึนหัวไปหมดเลยค่ะ ไม่รู้มีอะไรขาวๆ พุ่งมาชน”
       เขตต์ตวันรู้สึกผิด
       “กระดานวินด์เซิร์ฟของฉันเอง เธอโผล่ขึ้นจากน้ำเร็วเกินไป ฉันหลบไม่ทัน”
       เขามองหน้าผากเธอ
       “หน้าผากมีรอยช้ำนะ แต่ไม่เป็นแผล สบายใจได้”
       มัทนาแววตาเจ้าเล่ห์ แอบมีแผนเล็กน้อย ยกมือขึ้นจับรอยช้ำ ร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บ
       “โอ๊ย…”
       มัทนาทำเป็นโวยใส่
       “คุณคิดจะฆ่าหนูรึไง ทำไมไม่รู้จักระวังบ้าง ทะเลไม่ใช่ของคุณคนเดียวนะ โอ๊ย”
       มัทนาทำเป็นสำออยเจ็บ เขตต์ตวันจ้องหน้า
       “เธอก็ไม่ควรไปว่ายน้ำลึกๆ ยังงั้นคนเดียว ไม่รู้รึไงว่ามันอันตราย”
       “ตกลงจะโยนความผิดให้หนูล่ะสิ คุณทำผิดแล้วจะไม่ยอมรับผิดรึไง
       เขามองเธอด้วยสายตาดูถูก
       “นี่คิดจะแบล็คเมล์ฉันให้ได้ใช่มั้ย แฝงตัวเข้าทำงานในบ้านฉันไม่สำเร็จก็เลยใช้แผนนี้แทน เสียใจด้วยนะ ไม่สำเร็จหรอก”
       มัทนาอึ้งปนจ๋อย เขตต์ตวันจะเดินไปลากวินด์เซิร์ฟเข้าหาด เธอเหยียดปากย่นจมูกตามไป ก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้นแต่ลุกไม่ไหวเพราะยังมึนหัวมาก มัทนาทรุดลงนั่งหลับตาเกาะพื้นอยู่ เขตต์ตวันหันกลับมามอง
       มัทนาพยายามลุกอีกครั้งแต่ไม่ไหวจริงๆ เหมือนยังทรงตัวไม่อยู่
       เขตต์ตวันรีบเดินกลับมาดู
       “เป็นยังไงมั่ง”
       “หนูมึนมากเลยค่ะ ยืนไม่อยู่”
       เขตต์ตวันมองอย่างเป็นห่วง
       “ฉันพาไปหาหมอดีกว่า บอกไว้ก่อนนะ ฉันจะไม่จ่ายอะไรมากไปกว่าค่ารักษา”
       มัทนาค้อนใส่
       “ลุกไหวมั้ย”
       “กลับบ้านคุณไปเลยไป คนจนตายยาก”
       “อย่ามาเรื่องเยอะ ฉันไม่มีเวลามากนักหรอกนะ”
       เขาเข้ามาช้อนอุ้มตัวเธอไปเลย
       มัทนาตกใจ ดิ้น
       “ปล่อยหนูลงนะ”
       เขตต์ตวันอุ้มพาเดินเร็วไปจากหาด พร้อมตวาดดุ
       “เงียบ ฉันจะพาไปหาหมอ”
      
       มัทนาโดนดุเสียงดัง หน้าจ๋อยไปเลย
      
       ผ่านเวลามาอีกสักพัก ที่คลินิกหมอเสริม เขตต์ตวันสวมเสื้อยืดแห้งตัวใหม่แต่ยังใส่กางเกงเล่นน้ำทะเลอยู่ เดินนำเข้าห้องตรวจ และยกมือไหว้หมอ
      
       “ผมพาคนไข้มาให้คุณหมอช่วยตรวจหน่อยนะครับ”
       เขตต์ตวันหันไปเรียกมัทนา
       “เข้ามาสิ”
       มัทนาในชุดเดิม แต่กอดห่อผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ของเขตต์ตวันทับเอาไว้
       “เป็นอะไรมาล่ะ”หมอเสริมถาม       
       “อุบัติเหตุนิดหน่อยครับ ศีรษะกระแทกกับกระดานวินด์เซิร์ฟของผม”
       หมอเสริมบอกพยาบาล
       “พาขึ้นมานั่งบนเตียงเลย”
       พยาบาลพามัทนาขึ้นมานั่งบนเตียง
       “ขอหมอดูแผลหน่อยนะ”
       หมอเสริมตรวจดูแผลไป มัทนามีสีหน้าเจ็บๆ เขตต์ตวันเหล่มอง ลึกๆ แล้วก็ไม่สบายใจกลัวมัทนาจะเป็นอะไรมาก
       “ไม่น่าเป็นอะไรมากนะครับ แค่ฟกช้ำเฉยๆ ... แต่ทางที่ดีควรหาเวลาไปตรวจให้ละเอียดอีกครั้งนะ” หมอเสริมบอกเขตต์ตวันก่อนเดินไปนั่งเขียนโน้ตสั่งยาที่แฟ้มประวัติคนไข้
       “หมอจะจัดยาแก้ปวดหัว แก้อักเสบ แล้วก็ครีมนวดแก้ฟกช้ำให้ ... ทาเบาๆ นะไม่ต้องนวดแรง” หมอเสริมบอกมัทนา
       “ค่ะคุณหมอ”
       “ถ้าอาการปวดหัวไม่ดีขึ้นรีบกลับมาหาผม พักผ่อนมากๆ”
       เอกชัยเดินเข้ามาในห้องตรวจพร้อมถุงใส่เสื้อผ้าพร้อมยื่นให้
       “ซื้อเสื้อมาให้แล้ว น่าจะใส่ได้นะ”
       มัทนายกมือไหว้
       “ขอบคุณค่ะคุณเอก”
       เขตต์ตวันแขวะ
       “รีบเปลี่ยนซะ เดี๋ยวเป็นหวัดขึ้นมาจะโทษฉันอีก”
       มัทนาใช้หางตามองเหล่เขตต์ตวันเล็กน้อย
       “ขอบคุณมากนะครับคุณหมอ ค่ารักษาเข้าบัญชีผมเลยนะครับ”
       “ครับคุณตะวัน”
       เขตต์ตวันไหว้หมอแล้วเดินนำออกไปจากห้องตรวจ เอกชัยยิ้มให้มัทนา
       “รีบเปลี่ยนเสื้อซะสิ”
       เอกชัยเดินออกไปอีกคน มัทนามีสีหน้าฉุกคิดแผนการบางอย่าง
      
       บริเวณหน้าคลินิกหมอเสริม ... ซึ่งเป็นสไตล์บ้านพักอาศัย แต่เปิดรักษาไปด้วยจึงมีความเป็นส่วนตัว และเขตต์ตวันเป็นคนไข้ประจำ เขตต์ตวันยืนคุยกับเอกชัยอยู่
       “ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ ต้องเป็นแผนการของเด็กแก่นกะโหลกนั่นแน่ๆ”
       เอกชัยยิ้มๆบอก
       “แฟนคลับแกเองจะโทษใครได้ล่ะ”
       เขตต์ตวันถอนใจส่ายหน้า ขาดคำมัทนาในชุดใหม่ที่เอกชัยซื้อมาฝากก็วิ่งทะเล่อทะล่าตามออกมา
       “แหม นึกว่าจะหนีไปซะแล้ว”
       เขตต์ตวันหันมองตาขวาง แล้วถอนใจ
       “เอาล่ะ เธอต้องการค่าปลอบขวัญเท่าไหร่ก็ว่ามา สองหมื่นหรือสามหมื่น”
       “ค่าอะไรนะคะ”
       “อย่ามาตีหน้าซื่อหน่อยเลย จะเรียกค่าทำขวัญเท่าไหร่ก็ว่ามาเลย จะได้จบๆ”
       มัทนารู้สึกโกรธ
       “อ๋อ นี่คุณคิดว่าหนูลงทุนดำน้ำรอเอาหัวกระแทกไอ้ของเล่นบ้าๆ ของคุณเพื่อเรียกเงินเหรอะ ถึงหนูจะจนแต่ก็มีศักดิ์ศรี อย่าคิดเอาเงินมาฟาดหัวหนูซะให้ยากเลยค่ะ”
       มัทนาจ้องหน้าเขตต์ตวันด้วยสายตาดูถูก แล้วสะบัดหน้าพรืดจะเดินออกไปจากบ้านหมอเสริม เอกชัยยิ้มๆ ที่เพื่อนโดนตอกหน้าหงาย
       เขตต์ตวันไม่ยอม เดินตามไปเรียกเอาไว้
       “ฉันไม่เคยคิดเอาเงินฟาดหัวใคร”
       มัทนาหันกลับมาจ้องหน้า สีหน้ากวนๆ
       “ก็แน่สิคะ เพราะคุณทำโดยไม่ต้องคิด มันชินจนเป็นนิสัยคุณอยู่แล้ว”
       มัทนาสะบัดหน้าเดินต่อไป
       เขตต์ตวันไม่พอใจ เดินกวดไปขวางหน้า จ้องตานิ่ง
       “อย่ามาพูดกับฉันแบบนี้นะ”
       มัทนาใส่มาดกวน
       “ทำไมคะ มันตรงเกินไปเหรอะ”
       เขตต์ตวันโกรธแต่พยายามสะกดอารมณ์ เอกชัยอมยิ้มกลั้นขำอยู่ด้านหลัง
       “โอเค ฉันยอมรับผิด เมื่อฉันพาเธอมารักษาแล้ว เธอไม่ต้องการเรียกร้องค่าเสียหายอะไร งั้นเราก็จบแค่นี้ ลาก่อน...”
       เขตต์ตวันเดินกลับไปหาเอกชัย มัทนาพูดสวนทันที
       “ยังไม่จบหรอกค่ะ”
       เขตต์ตวันหยุดกึก
       “หนูจะไปแจ้งความเอาไว้เป็นหลักฐาน เผื่อสมองของหนูกระทบกระเทือน ความจำเสื่อมกะทันหัน ทำมาหากินไม่ได้ขึ้นมา คุณจะได้รับผิดชอบหนูไปตลอดชีวิต”
       เขตต์ตวันและเอกชัยมีสีหน้าตกใจ มัทนายิ้มเจ้าเล่ห์สะบัดหน้าเดินกลับออกไป
       เอกชัยรีบปรี่มาหาเพื่อนบอก
       “รีบไปห้ามสิวะ เรื่องขึ้นโรงพัก เดี๋ยวนักข่าวก็แห่กันมาหรอก ไม่อยากอยู่สงบๆ รึไง”
       เขตต์ตวันสูดหายใจลึก คุมอารมณ์ให้อยู่) เดี๋ยว
       มัทนาแอบอมยิ้มพอใจแบบรู้ทาง หันกลับมาพร้อมทำหน้านิ่ง
       “เธอต้องการอะไรกันแน่”
       มัทนายิ้มๆ อย่างคนถือไพ่เหนือกว่าแล้วเดินกลับเข้ามาหา
       “หนูอยากเข้าไปทำงานเป็นลูกจ้างบ้านคุณค่ะ”
       เขตต์ตวันชะงักไป
       “ถ้าคุณตกลง หนูให้สัญญา”
       มัทนายก2นิ้วมือข้างขวา แล้วตามด้วย 2 นิ้วมือข้างซ้าย
       “2 มือเลย ว่าหนูจะไม่ไปแจ้งความเด็ดขาด”
       เขตต์ตวันมีสีหน้าเจ็บใจมากรู้สึกเหมือนโดนแบล็กเมล์แบบที่โดนมาตลอดชีวิต
       เอกชัยรีบแย่งตอบ แอบช่วย
       “ตกลง พร้อมเมื่อไหร่เธอไปเริ่มงานได้เลย”
       เขตต์ตวันอึ้งหันมองหน้าเอกชัย
       มัทนายิ้มพอใจ
       “ขอบคุณค่ะคุณเอก”
       มัทนายิ้มหน้าเป็นใส่
       “แล้วเจอกันที่บ้านนะคะเจ้านาย”
       เขตต์ตวันโกรธจัด พูดจาเสียดแทง
       “ฉันรู้ทันหรอกน่ะ ว่าเธอมันก็พวกคลั่งดารา อยากได้อยู่ใกล้ชิดฉัน ความฝันสูงสุดคงอยากขึ้นเตียงกับฉันล่ะสิ”
      
       มัทนาปรี๊ดแตกพุ่งหมัดชกหน้าเขตต์ตวันเต็มเหนี่ยว



       ภายในห้องตรวจคลิกนิกหมอเสริม พยาบาลใช้เจลแช่เย็นมาประคบแก้มเขตต์ตวัน เอกชัยยืนอมยิ้มอยู่ข้างๆ หมอเสริมเขียนใบสั่งยาไปพร้อมพูด
      
       “หมอสั่งยาให้เหมือนกันเลยนะ แก้อักเสบ แก้ปวด แล้วก็ยาทาแก้ฟกช้ำ”
       เอกชัยยิ้มๆบอก
       “ขอบคุณครับหมอ”
       “วันนี้คุณตะวันดวงไม่ค่อยดีเลยนะครับ” หมอเสริมบอก
       “ดวงซวยเลยล่ะหมอ ผมกลับก่อนนะครับ” เขตต์ตวันบอก       
       เอกชัยรับเจลมาจากพยาบาลมาแล้วเดินคู่กับเขตต์ตวันออกมาจากห้องตรวจ ทั้งคู่เดินคุยกันออกมาที่โถงคลินิค
       “ฉันไม่ค่อยไว้ใจเด็กคนนี้เลย ท่าทางเจ้าเล่ห์ ลูกล่อลูกชนแพรวพราว”
       “ทันคนแบบนี้ ฉันกลับชอบนะ”
       เขตต์ตวันเหล่มองเพื่อนเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ เอกชัยยิ้มเจื่อนไปเล็กน้อย ทั้งคู่หยุดคุยกัน
       “แกตามสืบประวัติเด็กคนนี้ให้ฉันหน่อยสิ สะกดรอยตามไปให้ถึงบ้านเลยนะ ฉันอยากมั่นใจ ก่อนเค้าจะย้ายเข้ามาอยู่บ้านเรา”
       “โอเค เพื่อความสบายใจของแก ฉันจัดการให้”
       “ขอบใจ”
       เขตต์ตวันบ่นๆ
       “ตัวนิดเดียว หมัดหนักน่าดู”
       เขตต์ตวันดึงแพ็กเจลจากมือเพื่อนมาประคบหน้าต่อพร้อมเดินออกไป เอกชัยขำๆ ตบบ่าเพื่อนแล้วพากันเดินออกไปจากตัวคลินิก มัทนาแอบฟังอยู่มุมหนึ่งได้ยินคำสนทนาทั้งหมด เธอมีสีหน้าใช้ความคิดอย่างหนักใจ
      
       ลลิสากำลังลองเสื้อผ้าออกงานสวยหรูอยู่ในห้องแต่งตัวขนาดใหญ่ในบ้านเขตต์ตวันตอนหัวค่ำ ในห้องมีกระจกบานใหญ่ติดตั้งอยู่หลายจุด มีราวเสื้อผ้าขนาดใหญ่หลายราวในห้อง เสื้อผ้ามีทั้งแขวนโชว์ ใส่ถุงปิดมิดชิด เต็มไปหมด คล้ายห้องเสื้อหรูๆ มากกว่าห้องแต่งตัวธรรมดา
       ลลิสาลองเสื้อผ้าส่องกระจกไปมา มีเยาะคอยประจบป้อยอ เยาะปลาบปลื้ม ยกมือกุมอก พูดสำเนียงใต้
       “สวยจังหู้ ตลอดชายฝั่งอันดามันไม่มีใครสวยเทียบคุณลิสาของเยาะได้เลยค่ะ”
       ลลิสาส่องดูกระจก ยิ้มปลื้ม
       “เธอก็พูดเกินไปเยาะ”
       ชลบุษย์เดินยิ้มๆ เข้ามาในห้อง
       “วันสองวันนี้คนรับใช้ใหม่จะเข้ามาทำงานแล้วนะ”
       “มาบอกฉันทำไม”
       ลลิสายังคงส่องกระจกดูตัวเอง
       “ก็กลัวเธอจะตกข่าว ตกลงคุณปอนรับยัยเด็กหน้าสวยคนนั้นเข้าทำงานนะ”
       ลลิสาหันมองชลบุษย์
       “คนไหน”
       “ก็คนที่เธอไล่ตะเพิดออกจากบ้านน่ะสิ”
       “ไม่จริง”
       เยาะพูดเสริมมั่นใจ
       “คุณปอนไม่มีทางทำเรื่องขัดใจคุณลิสาของเยาะหรอกค่ะ”
       เยาะพูดพลางค้อนใส่ชลบุษย์
       “ไปถามคุณเอกดูสิ ยัยเด็กคนนี้ต้องมีอะไรเด็ดแน่ๆเลย คุณปอน ถึงไม่ยอมฟังคำทัดทานของเธอ” ชลบุษย์แกล้งยั่วยุ
       ลลิสาหัวเสีย
       “เธอก็คอยดูต่อไปแล้วกัน ว่าคนที่ฉันไม่ชอบขี้หน้า จะลอยหน้าลอยตาอยู่ในบ้านนี้ได้ซักกี่วัน”
       ชลบุษย์พูดหน้าตาย
       “เหรอ ฉันก็ยังอยู่มาถึงทุกวันนี้เลย” ชลบุษย์แกล้งลอยหน้าลอยตาใส่ลลิสาเพื่อยั่วโมโห ก่อนจะขำเดินกรีดกรายออกไป
       เยาะค้อนตามใส่ชลบุษย์ไป สีหน้าท่าทางไม่ชอบตามเจ้านาย ลลิสามีสีหน้าเจ็บใจ หมั่นไส้ทั้งชลบุษย์ เกลียดขี้หน้ามัทนาขึ้นมาทันที
      
       เวลากลางคืนในห้องพัก มัทนาในชุดนอนนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เธอกำลังเสียบการ์ดความจำจากกล้องถ่ายรูปเข้าตัวโน้ตบุ๊ก โหลดภาพลุงชด หลวงพ่อ และสภาพวัดสวนป่าลงคอมพิวเตอร์
       มัทนากดดูรูปไป จนมาหยุดที่รูปหลวงพ่อจรูญพลางนึกถึงคำพูดคุยเมื่อตอนบ่าย
      
       เมื่อตอนบ่าย หลวงพ่อจรูญเดินคุยมากับมัทนาพร้อมพาชมบริเวณโดยรอบของวัด..
       มัทนาเดินตามหลังแต่เว้นระยะห่าง เธอคล้องกล้องติดคอ ยกกล้องถ่ายภาพไปเป็นระยะๆ พร้อมฟังที่หลวงพ่อเล่า มัทนาหยุดเดิน ถามต่อ
       “มีคนบอกว่าคุณตวันบริจาคเงินจำนวนมากสร้างบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าในวัด จริงรึเปล่าคะ”
       “ความจริงเจ้าตวันมันก็บริจาคให้วัดทุกปีแหละโยม เงินที่ได้มาอาตมากับกรรมการวัดก็มาช่วยกันคิดว่าจะจัดสรรเงินทำประโยชน์ให้วัดยังไง”
       “หลวงพ่อเลี้ยงเด็กกำพร้าไว้กี่คนคะ”
       หลวงพ่อพูดสำเนียงใต้
       “ร้อยกว่าคนล่ะมั้ง นับไม่ถูก มันไม่ใช่มีแค่เด็กกำพร้าอย่างเดียว เด็กบางคนพ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงก็เอามาฝากวัดไว้ เช้าไปเย็นมารับกลับก็มี บางทีก็ทิ้งไว้เป็นอาทิตย์เป็นเดือน เอาแน่ไม่ได้หรอกโยม”
       มัทนายิงคำถามเด็ดทันที
       “คุณตะวันก็เป็นหนึ่งในเด็กกำพร้าของวัดใช่มั้ยคะหลวงพ่อ”
       หลวงพ่อชะงักไปเล็กน้อย มัทนารอคำตอบ
       “จะว่ายังงั้นก็ได้นะ”
       มัทนารีบซักอย่างเจาะลึก
       “หลวงพ่อพอจะเล่าประวัติคุณตะวันให้ฟังได้มั้ยคะ เช่นแม่ของเค้าเป็นใคร หลวงพ่อพบเค้าครั้งแรกที่ไหน พามาอยู่วัดได้ยังไง”
       หลวงพ่อถอนใจออกมา
       “อย่าให้อาตมาตอบอะไรตอนนี้เลยนะ”
       มัทนาชะงักไป รู้สึกเสียดาย
       “ความจริงก็ไม่ได้คิดปิดบังอะไรโยมหรอก พูดออกไปมันจะมีเรื่องอื่น ถ้ามันไม่อยากเปิดเผย อาตมาก็ไม่อยากพูดอะไร เอาเป็นว่าโยมไปบอกกล่าวเจ้าตวันมันก่อนแล้วค่อยมาใหม่ ถ้าเจ้าตัวเค้ายินดีเปิดเผย อาตมาก็จะเล่าเรื่องที่โยมอยากรู้ให้ฟัง”
      
       มัทนาหน้าสลดลงทันทีด้วยความผิดหวัง



       ภายในห้องพัก มัทนากำลังพิมพ์ต้นฉบับเข้าคอมพิวเตอร์อยู่ ก็นิ่งค้างถอนใจออกมา มัทนาพูดพึมพำ
      
       “ถ้าพี่ตะวันจับได้ว่าเราเป็นนักข่าว คราวนี้ถูกตีหัวแบะแน่ๆ ... โอ๊ย นึกแล้วเจ็บทันทีเลยเรา”
       มัทนาเปิดตลับยา ป้ายยามานวดคลึงแผลกระแทกที่หน้าผากเบาๆ
      
       ยามเช้า มัทนาเดินถือถุงใส่กับข้าวเดินเข้าซอยไป เอกชัยสะกดรอยตามมาห่างๆ เอกชัยรอจังหวะแล้วเดินตามมัทนาเข้าซอยไป
       ภายในบ้านไม้ชั้นเดียวเก่าๆ โทรมๆ มัทนานั่งกินข้าวอยู่กับลุงป้าชาวบ้านจนอิ่มแล้ว เธอลุกถือจานไปเก็บล้าง เอกชัยมีสีหน้าเก็บข้อมูลอย่างใช้ความคิด
       เพียงครู่เดียว มัทนาสะพายเป้ออกมายกมือไหว้ลุงกับป้าแล้วเดินออกมาจากบ้าน เอกชัยรีบขยับตัวไปหามุมหลบให้มิดชิด มัทนาเดินเลยผ่านไป
       เอกชัยหันมองตามรอจังหวะจนมัทนาไปพ้นแล้ว จึงรีบเดินเข้าไปในบ้านยกมือไหว้
       “สวัสดีครับคุณลุงคุณป้า ขอรบกวนเวลาทานข้าวซักครู่นะครับ”
       มัทนาย้อนเดินกลับมาแอบมองเอกชัย ก่อนอมยิ้มพอใจที่ซ้อนแผนได้สำเร็จ
      
       ภายในร้านไข่มุก เชนกำลังเลือกดูไข่มุกเม็ดงามๆ อยู่ในร้านหรู เขาส่องดูมุกคัดคุณภาพอยู่ไปมา เสียงโทรศัพท์มือถือดังขัดขึ้น เชนดูเบอร์โชว์ แล้วกดรับ
       “สวัสดีครับ แผนการสำเร็จมั้ย”
       มัทนาแอบคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ที่มุมตลาด เธอยิ้มพอใจ
       “ครอบครัวจัดฉากของคุณเชนเวิร์กมากค่ะ”
       เชนยิ้มแย้มตอบ
       “ยินดีด้วยนะครับ ตอนนี้คุณต้องระวังตัวมากขึ้นนะ ถ้าเค้าสะกดรอยตามมาโรงแรม ความแตกแน่”
       “มัทจะระวังให้มากขึ้นค่ะ”
       “แล้วเค้าจะให้เข้าไปทำงานเมื่อไหร่ล่ะ”
       “พรุ่งนี้ค่ะ”
       มัทนาสีหน้าหนักใจอยู่เหมือนกัน
      
       ป้าหน่อยยกพัดลมออกไปจากห้องพักลูกจ้างที่จะเป็นห้องพักมัทนาพรุ่งนี้
       “เอาออกไปไว้ห้องอื่นเลยป้า...ทีวงทีวีไม่ต้องมีให้ดู เดี๋ยวไม่ยอมทำงานทำการ” ลลิสาบอก
       “พัดลมเอาไว้เถอะค่ะคุณ ห้องเล็กแค่นี้ เด็กร้อนตายเลย” ป้าหน่อยบอก
       “ร้อนก็เปิดหน้าต่างเอาสิป้า เราจ้างมาทำงานบ้านไม่ได้จ้างมาเป็นคุณหนู จะสุขสบายอะไรนักหนา”
       ป้าหน่อยไม่อยากขัดใจจึงยกพัดลมออกไปจากห้อง เยาะเดินเข้าห้องมาพร้อมกับมีดพก
       “ได้แล้วค่ะคุณ จะเอามาทำอะไรเหรอคะ” เยาะพูดพลางส่งมีดพกให้ลลิสา
       ชลบุษย์เดินมากอดอกมองลลิสาอยู่ด้านหลัง ลลิสามองไปที่มุ้งลวดหน้าต่าง ใช้มีดพกมาขูดๆ มุ้งลวดให้เป็นช่องโหว่ๆแล้วบ่นพึมพำ
       “ยุงกัดทั้งคืนมันจะทนอยู่ได้ก็ให้รู้ไป”
       “เด็กเป็นไข้เลือดออกก็เดือดร้อนคุณปอนอีก” ชลบุษย์พูดขึ้น
       ลลิสาหันขวับไปจ้องหน้าชลบุษย์
       “มาทำอะไร ไม่ใช่ธุระของเธอ”
       ชลบุษย์แดกดัน
       “ฉันก็แค่สงสัย ว่าอะไรทำให้นางแบบไฮโซที่ชอบแต่งตัวโป๊ๆ ลดตัวลงมาเหยียบบ้านพักคนงานได้”
       เยาะใช้หางตามองชลบุษย์ แววตาไม่ชอบใจตามเจ้านาย ลลิสาส่งมีดพกคืนเยาะ
       “ฉันเป็นห่วงคุณปอน เลยมาหาทางช่วยไม่ให้คุณปอนต้องอึดอัดใจนาน เธอก็รู้แล้วนี่ว่าคุณปอนไม่ได้เต็มใจรับมันเข้าทำงานอยู่แล้ว แต่โดนมันแบล็คเมล์เอา”
       ชลบุษย์กอดอกยักไหล่ แสดงความไม่แคร์ ลลิสาจ้องหน้าอย่างเย้ยๆ
       “เธอน่าจะดูฉันเป็นตัวอย่างเอาไว้นะ เพราะฉันรู้อกรู้ใจคุณปอนยังงี้ไง ฉันถึงได้เป็นเบอร์ 1 มาตลอด ขนาดมาทีหลังนะเนี่ย” ลลิสาส่งสายตาดูถูก แล้วทำเป็นขำหยันๆ เดินเบียดไหล่ชลบุษย์ออกไป
       “ ได้แรงอก (แปลว่าสะใจ)” เยาะขำๆ ยกมือขึ้นปิดปาก เดินตามเจ้านายออกไป
       ชลบุษย์กัดฟันกรอด ข่มอารมณ์โกรธเอาไว้แทบไม่อยู่
      
       เวลาบ่าย มัทนาใส่หมวกปีกกว้างสวมแว่นตาดำ เดินเลยหน้าโรงแรม ก่อนจะหยุด หันมองซ้ายขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครสะกดรอยตามมา เธอผลุบเข้ามาในล็อบบี้โรงแรมอย่างโล่งอก
       มัทนาถอดหมวกและแว่นออก จะรีบเดินไปเข้าลิฟท์ พนักงานต้อนรับเรียกขึ้น เธอตกใจเล็กน้อย       
       “คุณมัทคะ”
       “อุ๊ย...มีอะไรคะ”
       “คุณเชนฝากจดหมายไว้ให้ค่ะ”
       มัทนายิ้มๆ เดินไปรับจดหมาย
       “ขอบคุณค่ะ”
       มัทนาแกะจดหมายเดินอ่านไประหว่างรอขึ้นลิฟท์
       “เย็นนี้ผมขอเลี้ยงข้าวเย็นแสดงความยินดีที่ได้งานใหม่นะครับ พรุ่งนี้คุณต้องเข้าบ้านเอเอฟแล้วต่อไปคงเจอกันลำบาก เย็นนี้เราเดินเล่นชายหาดคุยกันไปเรื่อยๆ จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้วค่อยทานข้าวกันนะครับ ... 4 โมงเย็น ผมรอที่ล็อบบี้นะ... เชน ครอส”
       มัทนายิ้มปลื้มไปมา เมื่อเธอเดินเข้าลิฟท์ก็กระแทกประตูลิฟท์อย่างจัง ไม่ทันมอง เธออายจัดรีบยกหมวกหรุบลงบังหน้า
      
       กดเรียกลิฟท์รัวเร็วด้วยความเขินอาย



       มัทนาและเชนเดินคุยเล่นไปตามชายหาดยามเย็น
      
       “มัทนี่ไหวพริบดีนะ คนอย่างเค้าเก็บตัว ไม่อยากออกสื่อ ไม่ยอมมีเรื่องขึ้นโรงพักแน่ๆ”
       มัทนายิ้มรับก่อนจะมีสีหน้าซึ้งใจ
       “มัทไม่รู้จะขอบคุณคุณเชนยังไง ถ้าไม่ได้คุณช่วยหาครอบครัวจัดฉากให้ มัทคงอดเข้าไปทำงานบ้านคุณตวัน”
       “คงไม่ถึงกับอดหรอกครับ ถ้าหลักฐานเขียวช้ำที่หน้าผากมัทยังไม่หาย”
       มัทนายกมือขึ้นจับแผลตัวเองเล็กน้อย
       “แต่ก็คงถูกระแวงน่าดู”
       เชนขยับตัวมาขวางหน้า ก้มมองหน้าผากเธอในระยะใกล้ ใช้มือปาดผมมัทนาที่บังรอยช้ำออกเล็กน้อย
       “ไหนขอผมดูสิ แผลดีขึ้นรึยัง”
       มัทนาอดเขินไม่ได้ ได้แต่หลบสายตาไปมา
       “กว่าจะหายช้ำคงอีก 3-4 วัน แผลหายเมื่อไหร่ เค้าคงหาทางไล่มัทออกจากบ้านแหงๆ”
       “มัทก็คิดยังงั้นล่ะค่ะ มัทเหลือเวลาสืบไม่มากเท่าไหร่แล้ว”
       “ผมรู้สึกว่ามัททุ่มเทกับงานนี้มากจังเลย ถ้าถูกจับได้ มีสิทธิ์ตกงานเลยนะครับ”
       “มัทยอมเสี่ยงค่ะ มัทอยากย้ายไปทำข่าวการเมือง โอกาสทองแบบนี้ มัทไม่ยอมให้หลุดมือไปง่ายๆ หรอกค่ะ”
       มัทนาสีหน้ามุ่งมั่นเอาจริง
       เชนยิ้มบอก       
       “ผมเอาใจช่วยครับ วันนี้ผมมีของมาให้มัทด้วยนะ”
       เชนหยิบสร้อยแบบเก๋ๆ ห้อยเหรียญพระ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
       “ห้อยหลวงปู่แช่มติดตัวไว้ จะได้คุ้มครองนะ”
       มัทนายิ้มแย้ม ยกมือไหว้
       “ขอบคุณค่ะ”
       “ผมใส่ให้”
       เชนสวมสร้อยที่คอมัทนาพร้อมพูด
       “ผมเลือกสร้อยราคาไม่แพงให้นะ จะได้เหมาะกับการปลอมตัว”
       มัทนาแอบอมยิ้มเขินๆ
       “ออกจากบ้านเมื่อไหร่ เอามาแลกสร้อยไข่มุกนะครับ”
       เชนบรรจงกลัดสร้อยให้ มัทนาอมยิ้ม แอบชำเลืองมองหน้าดด้วยความปลื้ม
      
       ในเวลาเย็น เขตต์ตวันนั่งฟังเอกชัยรายงานผลการสะกดรอยตามมัทนา
       “เด็กชื่อ จุติมา แจ่มแก้ว จริง ชื่อเล่นว่า มัท เป็นญาติห่างๆ ให้มาอาศัยอยู่ด้วย เพราะสงสารเด็กที่บ้านจน”
       “ย้ายมาอยู่ด้วยนานรึยัง” เขตต์ตวันถาม
       “เค้าว่าเป็นปีแล้ว เด็กหางานทำไปเรื่อย ส่งเงินบ้านตลอด”
       “กตัญญูใช้ได้”
       “ลุงเค้าเล่าว่าแกเป็นเด็กหัวดี เรียนเก่ง แต่ขาดทุนทรัพย์เลยอดเรียนต่อ ชอบอ่านหนังสือ หาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา”
       “มิน่าล่ะ คำพูดคำจาสำบัดสำนวนน่าดู เหมือนจำใครมาพูด”
       “ฉันสืบมาได้เท่านี้ล่ะ แกสบายใจขึ้นรึยังล่ะ เด็กมัทนี่ไม่น่ามีพิษมีภัยอะไรหรอก”
       “ก็สบายใจระดับนึง แล้วก็เห็นใจเด็กด้วย ยังไงก็แฟนคลับฉัน”
       เอกชัยยิ้มโล่งอก
       “คิดได้แบบนี้ก็ดี นึกซะว่าทำบุญ สงสารเด็กมัน”
       เขตต์ตวันสวนเสียงแข็งทันที
       “แต่ฉันไม่ชอบถูกใครบีบด้วยวิธีแบบนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับฉันถูกแบล็คเมล์หรอก”
       เขตต์ตวันสีหน้าแววตาฝังใจเจ็บกับปมต่างๆ ในอดีต เอกชัยยิ้มเจื่อนไป
       “บีบฉันได้ ฉันบีบคืนมั่ง อย่ามาร้องก็แล้วกัน”
       เอกชัยชักห่วงมัทนา
       “แกคิดจะทำอะไรเด็กวะปอน”
      
       เขตต์ตวันไม่ตอบ แต่มีสีหน้าไม่พอใจ คิดหาทางบีบมัทนาให้ออกไปจากบ้านให้เร็วที่สุด

      
       บริเวณหน้าคลินิกหมอเสริมตอนหัวค่ำ มัทนาเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์พยาบาล
      
       “ฉันชื่อมัทนา มีนัดตรวจกับคุณหมอเสริมค่ะ”
       พยาบาลจำได้
       “คุณหมอกำลังรออยู่เลยค่ะ คุณตวันเป็นห่วงคุณมากนะคะ โทรมาเช็คหลายครั้งแล้วว่าคุณมาพบคุณหมอรึยัง”
       มัทนาเหยียดปากหมั่นไส้เล็กน้อย       
       “จับผิดมากกว่าห่วงค่ะ”
       “ขอวัดไข้กับความดันก่อนนะคะ”
       พยาบาลเดินพามัทนาไปมุมวัดความดัน เธอมีสีหน้าใช้ความคิด ก่อนเริ่มสืบ
       “คุณหมอเสริมเป็นหมอประจำตัวคุณตะวันเหรอคะ”
       “จะว่ายังงั้นก็ได้ค่ะ ช่วงที่คุณตวันอยู่ภูเก็ตก็จะมารักษากับคุณหมอตลอด...นั่งตรงนี้เลยค่ะ”
       มัทนานั่งแล้วเก็บข้อมูล นำสืบต่อ
       “เค้าป่วยบ่อยมั้ยคะ”
       “ไม่หรอกค่ะ คุณตวันดูแลสุขภาพดีจะตายไป เล่นกีฬาประจำ ทั้งว่ายน้ำ เทนนิส วินด์เซิร์ฟ”
       พยาบาลสอดแขนมัทนาเข้าเครื่องวัดความดัน เธอยิ้มพอใจกับข้อมูลส่วนตัวของเขตต์ตวัน ตั้งท่าจะซักต่อ
       “แล้วคุณตวัน...”
       “หยุดคุยเดี๋ยวนะคะ วัดความดันก่อน”
       มัทนายิ้มเจื่อนไปเล็กน้อย
       “ค่ะ”
       ผ่านเวลามาเล็กน้อย มัทนาในชุดนอนกำลังพิมพ์สกู๊ปเกี่ยวกับเขตต์ตวันใส่โน้ตบุ๊กอยู่ พร้อมคุยโทรศัพท์กับสาระวารีและมีคณาผ่านสปีคเกอร์โฟนไปด้วย
       “พรุ่งนี้มัทปลอมตัวเข้าบ้านเค้าได้ คงหาข้อมูลได้มากกว่านี้”
       มัทนาตกใจที่หลุดพูดออกไปรีบยกมือปิดปาก
      
       ที่ห้องพักพนักงานของสยามสาร...มีคณาและสาระวารีมีสีหน้าประหลาดใจปน
       สงสัยหันมองหน้ากัน....
       “ปลอมตัวอะไรเหรอมัท”
       มัทนาหน้าแหยๆ
       “เปล่าหรอกค่ะ”
       สาระวารีคุยโทรศัพท์ผ่านสปีคเกอร์โฟน
       “อย่ามาโกหกพี่นะมัท ไม่งั้นพี่จะฟ้องบอกอ”
       “บอกก็ได้ค่ะพี่วารี มัทจะปลอมตัวเป็นลูกจ้างไปทำงานในบ้านเค้าค่ะ”
       มีคณาตกใจ รีบขยับตัวมาพูดใกล้ๆโทรศัพท์
       “บอกอรู้เรื่องมั้ย”
       มัทนามีสีหน้าร้อนใจ
       พี่ๆอย่าบอกบอกอนะคะ
       “รู้มั้ยมัทว่ามันเสี่ยงมากเลยนะ โดนจับได้ล่ะ สยามสารโดนฟ้องแน่ๆ”
       “มัทไม่ซัดทอดบริษัทหรอกค่ะ”
       “แล้วใครจะเชื่อว่าสยามสารไม่รู้เห็นด้วย บอกอจะโดนเด้งคนแรก”
       “มัทจะระวังอย่างดีที่สุดเลยค่ะ ขอเวลาแค่ 2-3 วันเท่านั้น นะคะ มัทอยากย้ายไปโต๊ะการเมือง พลีส”
       “เห็นท่าไม่ดีก็รีบหนีออกมาเลยนะ อย่าทิ้งหลักฐานให้เค้าตามตัวได้เด็ดขาด” สาระวารีบบอก
       มีคณาไม่เห็นด้วยกับมัทนา
       “แต่พี่ไม่เห็นด้วย มีวิธีอื่นตั้งเยอะเพื่อให้ได้ข้อมูล”
       สาระวารีรีบตัดบทแล้วกดสายทิ้ง
       “แค่นี้นะ”
       มีคณาเคือง
       “วารีกำลังสนับสนุนน้องในทางผิดๆ รู้ตัวมั้ย”
       “แหม...ทีเธอยังปลอมตัวเป็นสายส่งยาบ้าได้เลย”
       “มันเหมือนกันที่ไหน พวกนั้นทำเรื่องผิดกฎหมายสมควรต้องถูกเปิดโปงให้รับโทษ แต่คุณตะวันไม่ใช่”
       “แต่เค้าเป็นดารา เป็นบุคคลสาธารณะ”
       “แต่แบบนี้มันละเมิดสิทธิส่วนบุคคลกันเกินไป ผิดทั้งกฎหมาย ผิดทั้งจรรยาบรรณ”
       สาระวารีแอบจ๋อย
       “ครั้งเดียวน่า สงสารน้องมัน ทำเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ซักวันสองวันเถอะ มัทเป็นแฟนคลับเค้า ไม่ทำอะไรให้เค้าเสียหายหรอกน่า”
       “ได้ข่าวมาด้วยวิธีนี้คิดว่าบอกอจะแฮปปี้เหรอะ ดีไม่ดี มัทจะถูกไล่ออก เรื่องแดงขึ้นมาแล้วเธอจะเสียใจ” มีคณาส่ายหน้าไม่เห็นด้วย ลุกเดินออกไปจากห้องกลับไปทำงานต่อด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
       สาระวารีหน้าจ๋อยไป แอบมีสีหน้ากังวลปนห่วงมัทนา
      
       ในเวลากลางคืน เขตต์ตวันนั่งเซ็นเช็คสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องทำงาน ชลบุษย์ในชุดนอนแบบจงใจเซ็กซี่เคาะประตูห้องก่อนเปิดเข้ามาพร้อมถาดใส่ชาร้อนและของว่าง
       “ของว่างค่ะคุณปอน”
       ชลบุษย์วางถาดอาหารลง เขตต์ตวันถามแบบไม่ได้เงยหน้ามอง
       “ทำไมค่าเช่าร้านถึงขึ้นขนาดนี้ล่ะบุษย์”
       ชลบุษย์จัดแต่งเสื้อชุดนอนให้ดูเซ็กซี่ๆ ขึ้นก่อนตอบ
       “เค้าอ้างกับบุษย์ว่าทำเล เค้าดี ไม่มีปัญหาน้ำท่วม มีแต่คนแย่งกันขอเช่า”
       เขตต์ตวันเงยหน้ามอง
       “ฉวยโอกาส เราลูกค้าเก่าแก่นะ”
       “แต่สัญญาหมดพอดีนะคะคุณปอน ถ้าเราไม่เอา เค้าก็จะให้คนอื่น เช่าต่อ”
       เขตต์ตวันถอนใจ
       “บุษย์คุยกับเค้าว่าเราจะต่อสัญญาใหม่แค่ 3 เดือน แล้วบุษย์ไปหาที่เช่าใหม่ ผมจะไม่ทนให้ใครมาฉวยโอกาสกับผมได้ง่ายๆ อีกแล้ว” เขตต์ตวันสีหน้าชิงชังอย่างมีความหลังฝังใจ
       “ค่ะคุณปอน บุษย์จะรีบจัดการให้เร็วที่สุด บุษย์ก็ทนเห็นใครมาเอาเปรียบคุณไม่ได้เหมือนกัน”
       เขตต์ตวันยิ้มให้
       “ขอบคุณครับ” เขตต์ตวันก้มเซ็นเอกสารต่อ
       ชลบุษย์ยิ้มปลื้ม ไม่ยอมออกจากห้องซะงั้น ทำเป็นเติมน้ำตาลใส่ชาคนให้อย่างเอาใจ เหลือบตามองเขตต์ตวันไปมา
      
       ด้วยสายตาหลงใหลได้ปลื้ม



       เชนจอดรถที่มุมหนึ่งหน้าตลาดตอนเช้าวันใหม่ ก่อนจะหันมองมัทนาที่ยกมือปิดปากหาวพอดี
      
       เธอเขิน รีบหุบหาวอย่างเร็ว
       “ขอโทษค่ะ เมื่อคืนเขียนข่าวดึกไปหน่อย”
       เชนยิ้มเอ็นดู ก่อนหยิบกระดาษเขียนเบอร์โทรศัพท์มือถือยื่นให้
       “ผมเข้าใจครับ... เบอร์โทรผม มีปัญหาอะไรโทรหาได้ 24 ชั่วโมง ผมไม่เคยปิดเครื่อง”
       “แต่รับหรือไม่อีกเรื่อง”
       เชนขำๆ
       “รู้ทัน”
       มัทนายิ้มๆรับกระดาษโน้ตมา
       “ขอบคุณมากค่ะ”
       “ไม่มีปัญหาอะไรก็โทรมาคุยได้ ผมขี้เหงา”
       มัทนาเก็บเบอร์พร้อมอมยิ้ม ก่อนจะตกใจ แบบสะดุ้งสุดตัว ร้อง “อุ๊ย” เชนแปลกใจถาม
       “อะไรครับ”
       “มัทลืมสายชาร์ตแบตไว้ที่หัวเตียง ถึงเวลานัดเข้าทำงานแล้วด้วย ทำงานวันแรกก็เลทเลย เค้าได้หาเรื่องไล่มัทออกจากงานแหงๆ”
       “ผมกลับไปเอาให้ก็ได้ครับ”
       “ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ แต่มันมี 2 เส้นนะคะ”
       มัทนาล้วงโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าๆออกมา
       “ต้องของรุ่นนี้ถึงจะปลอมตัวได้เนียน”
       เชนยิ้มมองตา
       “รอบคอบจังเลยนะครับ ผมชอบ”
       มัทนาเขินสะท้าน หลบสายตา หยิบกุญแจห้องพักโรงแรมให้
       “นี่กุญแจห้องพักค่ะ”
       เชนรับไว้ ก่อนถามด้วยความสงสัย
       “แล้วผมจะเอาของไปให้มัทได้ยังไงล่ะ”
       มัทนาฉุกคิดเล็กน้อยก่อนจะอมยิ้มออกมา
      
       เวลาต่อมา เปี๊ยกนั่งอยู่ในป้อมยาม ส่องกระจกเล็กๆ ที่ติดอยู่ในป้อม หวีผมแสกกลางให้หล่อ ก่อนจะโรยแป้งเด็กขวดเล็กใส่มือถูแล้วลูบหน้า เปี๊ยกพูดสำเนียงทองแดง ยิ้มหล่อส่องกระจก
       “ขาวใสเกาหลียังงี้ น่าจะถูกใจน้องมัท”
      
       “พี่เปี๊ยก”
       เปี๊ยกสะดุ้งสุดตัวหันไปมองมัทนาที่สะพายกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมและอุ้มลังกระดาษมาหนึ่งใบ
       “น้องมัทมาแล้ว”
       เปี๊ยกรีบมาเปิดประตูเล็กให้แล้วบอก
       “พี่ช่วยถือจ้ะ”
       “ขอบใจจ้ะ หน้านวลแต่เช้าเลยนะพี่เปี๊ยก”
       เปี๊ยกยิ้มเขินๆ
       “จ้ะ ยินดีต้อนรับนะน้องมัท ต่อไปเราก็เป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว”
       เปี๊ยกพูดเองเขินเอง เยาะเดินหน้าตาไม่พอใจเข้ามา เยาะพูดภาษาใต้ใส่เปี๊ยก
       “เอาหลาวและ (ประมาณว่า “เอาอีกแล้ว”) เห็นสาวๆ เป็นไม่ได้”
       เยาะค้อนใส่ เปี๊ยกจ๋อยไปเล็กน้อย เยาะหันมองมัทนาด้วยหางตา
       “มาแล้วเหรอยะ ตามมาเร็วๆ เลย”
       “เดี๋ยวพี่เปี๊ยกช่วยขนของให้จ้ะ”
       “ ไม่ต้อง กลับเข้าออฟฟิศแกไปเลย เอามานี่”
       เยาะแย่งลังมาถือเอง เปี๊ยกดูกลัวๆ เยาะจึงรีบกลับเข้าป้อมไปอย่างจ๋องๆ
       เยาะจ้องหน้ามัทนา
       “ไม่สวยก็อย่าขี้เกียจ”
       มัทนาหน้าตายยื่นกระเป๋าที่สะพายให้เยาะอีกใบ เยาะค้อนใส่แล้วรับกระเป๋ามัทนามาสะพายหน้าตาเฉย เดินนำไปก่อนจะรู้สึกตัว เยาะอุทาน สำเนียงทองแดง
       “อั๊ยย่ะ”
       เยาะทิ้งของมัทนาลงพื้น หันมาบอกว่า
       “ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นเธอนะ”
       เยาะค้อนใส่มัทนาขวับเดินนำไป เปี๊ยกหลุดขำออกมาพร้อมยกนิ้วชมมัทนา เธอยิ้มๆ แล้วเดินมาหยิบสัมภาระของตนเอง
      
       เขตต์ตวันคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ที่สนามข้างบ้าน
       “แกตัดสินใจไปเลยแล้วกันเอก”
       เยาะเดินเชิดนำมัทนาตรงมาทางเขตต์ตวันที่กำลังฟังอีกฝ่ายก่อนตอบ
       “ห่วงกันจริงนะ”
       เขตต์ตวันเหล่มองมัทนา ก่อนพูดตอบเอกชัยกลับไป
       “พูดถึงก็มาเลย...แกรีบกลับมาแล้วกัน ก่อนจะไม่ได้เห็นหน้า”
       “ เฮ๊ยปอน สงสารเด็กมัน อย่าไป...”
       เขตต์ตวันตัดสายเอกชัยทิ้งไปเลย
       เยาะมีท่าทางกลัวๆ รีบก้มโน้มตัวมุดๆ ผ่านไปก่อน มัทนาเหล่มองเขตต์ตวันเล็กน้อย ก่อนจะเลี่ยงเดินตามเยาะไป
       “เดี๋ยว”
       มัทนาหน้านิ่ง และเยาะสีหน้าตื่นกลัว หยุดกึกหันมองเขตต์ตวัน
       “จะใช้อะไรเยาะคะคุณปอน”
       มัทนาเลือกที่จะเดินนำต่อไป เขตต์ตวันเสียงแข็ง
       “ฉันหมายถึงเธอ”       
       มัทนาหยุดเดิน เยาะโล่งอกรีบมาช่วยถือสัมภาระไป
       “มาฉันช่วย” เยาะรีบถือของมัทนาแล้วเดินชิ่งไป เขตต์ตวันเดินมาขวางหน้า จ้องหน้า มองด้วยสายตาดุ
       “คุณเอกบอกงานที่เธอต้องทำแล้วใช่มั้ย”
       มัทนาทำสงบเสงี่ยมเจียมตัว
       “ค่ะ”
       “แผลหายก็ออกไปจากบ้านฉันได้”
       มัทนากะอยู่แล้ว แต่พยายามยื้อ
       “คุณไม่รักษาสัญญา”
       เขตต์ตวันยักไหล่
       “ฉันไม่รักษาสัญญาตรงไหน ฉันก็ยอมให้เธอเข้ามาทำงานในบ้านแล้วไง แต่ฉันไม่ได้รับปากว่าจะให้ทำกี่วัน”
       “คุณขี้โกง”
       “ใครกันแน่ ฉันรักษาคำพูดกับคนที่แบล็คเมล์ฉันก็นับว่าใจดีเกินไปแล้ว”
       มัทนามีสีหน้าเจ็บใจ
       เขตต์ตวันจ้องแผลที่หน้าผาก       
       “ฉันให้ค่าแรงเธอเท่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำก็แล้วกัน เต็มที่ 3 วันก็หาย”
       มัทนายกมือขึ้นปิดแผลที่หน้าผาก สีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ
       “แล้วคุณจะเปลี่ยนใจ ฉันจะตั้งใจทำงานให้ถูกใจคุณที่สุด จนคุณต้องขอร้องให้ฉันอยู่ทำงานที่นี่ต่อ”
       เขตต์ตวันขำออกมาอย่างดูถูก ก่อนหันเดินกลับเข้าบ้านไป
      
       มัทนามีสีหน้าเจ็บใจหันมองตาม ด้วยสีหน้าแววตาอยากเอาชนะ



       เยาะเอาสัมภาระของมัทนาวางกระแทกลงที่พื้นห้องในห้องมัทนาที่เรือนลูกจ้าง แล้วบ่น
       “จะขนสมบัติอะไรมานักหนา สวยก็ไม่สวย”
               มัทนาเดินหน้าง่วง ตามเข้ามาในห้องพร้อมยกมือขึ้นปิดปากหาว เยาะเหล่มอง
               “เธอชื่ออะไร”
               “ฉันชื่อมัท เธอล่ะ”
               “ฉันชื่อเยาะ นี่ห้องพักของเธอ”
       มัทนากวาดตามองไปรอบๆห้อง
       “ไม่มีพัดลมเหรอเยอะ”
               เยาะสีหน้าเคืองๆบอก
               “เยาะย่ะ ฉันชื่อเยาะ”
               มัทนาพยักหน้ารับพร้อมยกมือขึ้นปิดปากหาว ง่วงมาก
               “ไม่มีพัดลมเพราะที่นี่คือภูเก็ต ลมตึงเปิดหน้าต่างนอนได้ ประหยัดไฟให้เจ้านาย เข้าใจมั้ย”
               มัทนามองไปทางหน้าต่าง
               “ไม่มีเหล็กดัด มุ้งลวดก็ขาด จะเปิดหน้าต่างนอนได้ไง ยุงชุมมั้ย”
               “ไม่มี … ตัวเล็ก”
               มัทนายิ้มค้างไป
       “นอนไม่ได้ ก็ลาออกไป”
       เยาะเดินกรีดกรายไปที่เครื่องอินเตอร์คอม ทำท่าพรีเซนต์
       “นี่เค้าเรียกว่าเครื่องโฟนอิน ภาษาอังกฤษ เธอคงไม่กระดิกหูหรอก ตึกใหญ่จะโฟนอินมาเรียกใช้เธอ
       เอง ไม่มีใครเรียกก็อย่าสะเออะขึ้นไปล่ะ เข้าใจมั้ย”
               มัทนาพยักหน้ารับ หน้าง่วงๆ
               “ห้องฉันอยู่ติดกับเธอ มีปัญหาอะไรก็เคาะเรียก ไม่ได้...เข้าใจมั้ย”
               มัทนาพยักหน้ารับพร้อมยกมือปิดปากหาว
               “เอาหลาวและ หาวอยู่นั่นล่ะ ไปอดหลับอดนอนมาจากไหนยะ”
       มัทนาง่วงมาก
       “ไม่ไหวแล้ว ขอหลับซักงีบนะ”
       มัทนาทิ้งตัวลงนอนที่เตียง เยาะไม่พอใจกระชากแขน
       “ไม่ได้ ลุกขึ้นมาทำงานเดี๋ยวนี้เลย”
               มัทนาถูกกระชากขึ้นจากเตียงอย่างแรง
      
               ที่สนามข้างบ้าน ลลิสามองไปที่เยาะซึ่งกำลังพามัทนามาผูกสายจูงเจ้าด่างกับเจ้าจุดพาออกจากกรงจะพาไปเดินเล่นชายหาด เยาะหันมองมาลลิสาที่จ้องมองอยู่พร้อมยิ้มให้อย่างรู้กัน ลลิสามองตามมัทนาด้วยสีหน้าหมั่นไส้ เขตต์ตวันสีหน้านิ่งเดินเข้ามาด้านหลังลลิสา
               “ผมจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็แล้วกัน”
       ลลิสาหันมองไปยิ้มให้เขตต์ตวัน
       “ลิซ่าให้เยาะตามประกบมันแล้วคุณปอน ไม่ต้องกังวลนะคะ ลิซ่าไม่ปล่อยให้มันอยู่จนแผลหายหรอก
       ค่ะ”
               ลลิสายิ้มมั่นใจ
       “ขอบคุณครับ”
       เขตต์ตวันหอมข้างหน้าผากให้รางวัล ลลิสายิ้มปลื้มไปมา ชลบุษย์ที่แอบมองมาจากด้านหลัง สีหน้า
       อิจฉาปนหมั่นไส้ลลิสาที่สุด
      
               มัทนาเดินจูงเจ้าด่างและเยาะเดินจูงเจ้าจุด พาเดินเล่น คุยกันมาตามชายหาด
               “ฉันยังแปลกใจไม่หายว่า หน้าตาอย่างเธอหลุดเข้ามาทำงานได้ยังไง”
               “ทำไมเหรอ”
               “ก็คุณลิซ่าไม่ชอบคนสวยน่ะสิ แต่เธอไม่ต้องแปลกใจหรอกนะ ว่าทำไมฉันถึงทำงานที่นี่ได้”
               เยาะทำท่าสยายผม ทำท่าราวผู้หญิงสวย
               “เพราะฉันเข้ามาก่อนคุณลิซ่าจะจับคุณปอนได้”
               เยาะยิ้มมั่นใจ มัทนาเงียบอย่างเก็บข้อมูล เยาะจ้องหน้า แสดงสีหน้าไม่พอใจ
               “เธอไม่ต้องมาซักไซ้ให้ฉันนินทาเจ้านาย หน่อยเลย”
       มัทนาทำสีหน้างง เธอไปซักยะตอนไหน
               “ไม่มีใครรู้หรอกว่าคุณบุษย์น่ะแอบกุ๊กกิ๊กกับคุณปอนมาก่อน คุณลิซ่ามาทีหลังแต่ใจถึงกว่า คว้าคุณปอนไปเลย สองคนนี่เกลียดกันจะตายไป...นี่เธอ หยุดซักไซ้ฉันซะทีเถอะ สอดรู้สอดเห็นเรื่องเจ้านายดีนัก” เยาะค้อนใส่แล้วเดินนำไปก่อน มัทนาอึ้งปนงง ได้แต่ขำๆออกมา
               “ฉันไปถามเธอตอนไหน...แต่ก็ขอบใจสำหรับข้อมูลนะ” มัทนายิ้มพอใจ
       เยาะหันมาตวาด
       “ให้ไวๆ ตามมา”
               มัทนารีบเดินจูงเจ้าด่างตามไปติดๆ
      
               เยาะวิ่งถือสายไล่กวดเจ้าจุดที่วิ่งคึกนำไปอย่างเร็ว
               “รอก่อนไอ้จุด” เยาะวิ่งกวดตามไป
               เยาะวิ่งเลยเรือชาวประมงที่จอดขายของทะเลริมหาดอยู่ มีผู้ชายใส่ชุดออกชาวเลก้มหน้าเลือกซื้อของทะเลสดอยู่ พอมัทนาจูงเจ้าด่างตามหลังมา ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น ค่อยพบว่าเป็นเชน มัทนายิ้มดีใจ
               “คุณเชน”
               เชนเอามือจุ๊ปากให้เงียบ
               “กำลังมองหาอยู่เลย ไม่นึกว่าจะปลอมตัวซะขนาดนี้”
               “ไม่ได้หรอกครับ กลัวน้อยหน้าคุณ”
               มัทนายิ้มๆ
               เชนหันมองไปทางเยาะที่วิ่งวุ่นกับเจ้าจุดอยู่ หยิบสายชาร์ตแบตมาให้มัทนา
               มัทนารีบเก็บใส่กระเป๋าทันที
               “ขอบคุณค่ะ”
               เชนกระเซ้า
               “งานสบายนะเนี่ย พาน้องหมาเดินเที่ยว”
               “น้องหมาสุดโปรดของเค้า ตัวนี้ชื่อด่าง ตัวโน้นชื่อจุด...เดี๋ยวมัทจะหาจังหวะแอบถ่ายเจ้าสองตัวนี่ที่ชายหาด แค่นี้ก็ได้คอลัมน์นึงแล้ว”
               “เก็บทุกเม็ดเลยนะครับ”
               “แน่นอนค่ะ อะไรที่เกี่ยวกับเขตต์ตวันขายข่าวได้หมดล่ะค่ะ แฟนคลับเค้าเหนียวแน่น”
               เชนมองเจ้าด่าง เลื่อนมือมาลูบหัว เจ้าด่างเห่ากระโชกใส่ทันที เชนดึงมืออกอย่างเร็ว ทั้งเชนและมัทนาตกใจเล็กน้อย เยาะหันมองมาทางมัทนา... มัทนาตกใจรีบแกล้งปล่อยหมา เจ้าด่างวิ่งไปหาเจ้าจุดทันที
               มัทนาทำตกใจ
               “ด่าง ด่าง....ขอบคุณนะคะ”
      
               มัทนารีบวิ่งตามเจ้าด้างไป เชนยิ้มมองตามมัทนา



       ผ่านเวลามาอีกสักพัก มัทนาปัดกวาดทำความสะอาดห้องหนังสือไปตามชั้นหนังสือ แอบหาวๆ หวอด ยกมือขึ้นปิดปาก เธอดูนาฬิกาข้อมือ ยังพอมีเวลา เธอเอาไม้กวาดไปพิงแล้วเลือกดูหนังสือตามชั้นหนึ่งไป
               มัทนาดูชื่อหนังสือ อ่านไล่ไปแล้วบ่นๆ
               “ผ้าทอมือ ผ้าไหมไทย เส้นสายลายผ้า มีแต่หนังสือเกี่ยวกับผ้าทั้งนั้นเลย...”
               มัทนาเปิดดูไปเรื่อยๆ จนเจอเล่มหนึ่งที่มีกระดาษขาวๆสอดเอาไว้ แล่บๆออกมา มัทนาหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมา เปิดหน้าที่ขั้นเอาไว้ หยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมาดู เป็นภาพวาดลายเส้นออกแบบเสื้อผ้าชุดที่ลลิสาใส่เดินแบบชุดปิดโชว์คืนวันนั้น มัทนาแปลกใจ
               “ชุดฟินาเล่ของลิซ่านี่นา”
               มัทนาสีหน้าแปลกใจหยิบหนังสือเล่มนั้นไปนั่งเปิดอ่านที่โต๊ะอย่างสนอกสนใจ
      
               เขตต์ตวันเดินตรงมาทางห้องหนังสือ เปิดประตูเข้าห้องมาเบาๆ เข้าไปในห้อง ชลบุษย์ถือแฟ้มเดินเร็วเข้ามาหา
               “คุณปอนคะ คุณปอน”
      
               มัทนาเผลอวูบหลับคาหนังสือเล่มนั้น ตกใจตื่นที่ได้ยินเสียงชลบุษย์ สีหน้าเธอตกใจ ร้อนรนมาก
               “ตายแล้ว... เอาไงดีเนี่ย”
      
               ที่หน้าห้องหนังสือ ชลบุษย์ส่งแฟ้มให้เขตต์ตวัน
               “คุณปอนจะไม่ลองดูซะหน่อยเหรอคะ”
               เขตต์ตวันเปิดดูผ่านๆ
               “ลิซ่าเค้าคัดมาแล้วนี่”
               ในห้องหนังสือ...มัทนาฉวยหนังสือบนโต๊ะไปเก็บที่ชั้นแล้วไปแอบในซอกชั้นหนังสือชิดกำแพง
               ที่หน้าห้อง... ชลบุษย์แสดงสีหน้าหมั่นไส้
               “ไว้ใจกันเกินไปมั้ยคะ เดี๋ยวนี้เค้ากร่างใหญ่แล้ว ทำตัวยังกะเป็นเจ้าของซะเอง คุณปอนต้องเบรกๆ เอาไว้มั่งนะคะ”
               เขตต์ตวันยิ้มบอก
               “โอเคครับ ผมจะดูอีกที”
               เขตต์ตวันรวบแฟ้มเอาเข้าไปในห้องหนังสือ ชลบุษย์บ่นพึมพำก่อนทิ้งค้อนเดินไป
               “หลงกันจนเสียงาน”
               ในห้องหนังสือ... เขตต์ตวันเดินไปตามชั้นหนังสือ เลือกหาหนังสือบางเล่มอยู่ไปมา มัทนาลุ้นสุดๆ กลัวเขตต์ตวันจะเห็นเข้า เขาหยิบหนังสือออกจากชั้นมา 2-3 เล่มก่อนที่เล่มหนึ่งจะหลุดมือตกไปข้างๆ ที่มัทนาซ่อนตัวอยู่ มัทนาหลับตาปี๋ แทบจะกลั้นหายใจ...
               มัทนาค่อยๆ เผยอตามอง เห็นมือของเขาเอื้อมลงมาหยิบหนังสือขึ้นไปแล้วเดินไปทางโต๊ะอ่านหนังสือ
       มัทนาถอนใจยาวออกมาอย่างโล่งอก จับสายตาแอบมองไป...
               เขตต์ตวันวางหนังสือที่โต๊ะ ก่อนจะเดินไปทางชั้นหนังสืออีกมุม เป็นมุมหันหลังให้ เธอหันมองไปทางประตูห้องสูดหายใจลึก เป็นโอกาสทองที่จะหนีออกไปจากห้องนี้
               มัทนาค่อยๆ ย่องไปทางประตู ระหว่างที่เขตต์ตวันเลือกหาหนังสือและหันหลังให้ ขณะที่เธอกำลังผ่านโต๊ะอ่านหนังสือ โทรศัพท์มือถือเจ้ากรรมของเขตต์ตวันดันดังขึ้น เขาหันกลับมา เป็นจังหวะเดียวกับที่มัทนาหลบหมอบลงที่หน้าโต๊ะอ่านหนังสือทันพอดี เขตต์ตวันเดินมาดูเบอร์โชว์ก่อนกดรับสาย
               “สวัสดีครับ...”
               มัทนาเงี่ยหูแอบฟังอย่างเก็บข้อมูล
       “ครับ ผมเลขาส่วนตัวคุณจันทิราครับ”
       มัทนาขยับปากพูดตามไม่ออกเสียง
       “เลขาส่วนตัว”
               เขตต์ตวันเดินไปคุยโทรศัพท์ต่ออีกมุมหนึ่ง มัทนาฉวยจังหวะเดินย่องไปทางหน้าประตู เปิดประตูห้องเบาๆ กำลังจะออกไป
               เสียงดุของเขตต์ตวันดังขึ้น
               “หยุดตรงนั้นเลยนะ”
               มัทนาใจหายวูบ ตาเบิกกว้างและกลัว เขตต์ตวันคุยโทรศัพท์มือถือ
               “เดี๋ยวผมโทรกลับไปหานะครับ...” เขากดตัดสายแล้วเดินหน้าดุดิ่งเข้าหามัทนา
               “ทำอะไรของเธอ”
               มัทนาปั้นหน้าจ๋อยดูน่าสงสาร
               “หนูลืมทำความสะอาดค่ะ เปิดเข้าห้องมาเจอคุณปอนก็เลยจะออกไป”
       เขตต์ตวันมองจ้องหน้าอย่างจับผิด มัทนาไม่กล้าสู้ตา
       “งานแค่ไม่กี่อย่างก็รับผิดชอบไม่ได้ ฉันสมควรจ้างเธอไว้มั้ย”
               มัทนายกมือไหว้
               “หนูขอโทษค่ะ ต่อไปหนูจะไม่ลืมอีกแล้วค่ะ ให้โอกาสหนูแก้ตัวเถอะนะคะ”
               มัทนาฉายสีหน้าขอความเห็นใจ เขตต์ตวันจ้องแผลที่หน้าผาก
               “ฉันโทรไปเช็คกับหมอแล้ว หมอบอกว่าสมองเธอคงไม่ได้รับความกระทบกระเทือนอะไร แผลฟกช้ำอย่างเก่งก็อีกสองวันหาย”
       มัทนาหน้าจ๋อย
               “หวังว่าเธอคงออกไปจากที่นี่แต่โดยดี ถ้าเธอเคยเป็นแฟนคลับฉันจริงอย่างที่ปากพูด คงไม่อยากให้ฉันต้องรู้สึกหงุดหงิดใจอีก”
               เขตต์ตวันจะเดินกลับเข้าห้องไป มัทนาฉุกคิดแล้วรีบเดินอ้อมไปขวางหน้า เธอปั้นหน้าให้ดูน่าสงสาร “แล้วคุณปอนไม่สงสารหนูบ้างเหรอคะ หนูตกงาน ไม่มีเงินกินเงินใช้ ลูกจ้างคุณก็ขาดอยู่แล้วเลี้ยงหนูไว้ใช้งานเอาบุญซักคนไม่ได้เหรอคะ”
               มัทนาทำหน้าเบะๆเหมือนจะร้องไห้ เขตต์ตวันสีหน้านิ่งบอก
               “เสียดายที่เราเริ่มต้นไม่ดี วิธีการของเธอทำให้ฉันรู้สึกแย่ ขอให้ได้งานใหม่เร็วๆแล้วกัน”
               เขาเดินเลี่ยงกลับเข้าไป
               “คุณปอนคะ”
               เขตต์ตวันเดินไปนั่งที่โต๊ะ พูดโดยไม่หันมอง
               “ล็อกประตูห้องด้วย”
               มัทนาแอบเหยียดปากหมั่นไส้เล็กน้อยก่อนล็อกประตูห้องเดินออกไป เขตต์ตวันเดินกลับไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่โต๊ะทำงานก่อนเหลือบตาไปเห็นไม้กวาดพิงอยู่ที่กำแพงมุมห้อง
      
       เขตต์ตวันมีสีหน้าฉุกคิดและอดระแวงไม่ได้

       ไม่นานหลังจากนั้น สาระวารีเดินคุยโทรศัพท์มือถือตามทางเดินในสยามสาร
               “คิดมากน่ามัท ได้แค่นี้ก็ดีถมเถแล้ว... ต้องคิดว่าเหลืออีกตั้ง 2 วันสิ...พี่ว่ารีบออกมาจากบ้านเค้าเร็วๆ ก็ดีเหมือนกัน ดีกว่าถูกเค้าจับได้ คราวนี้นะจะถูกย้ายโต๊ะออกไปจากสยามสาร”
               “พี่วารีต้องช่วยพูดกับบอกอให้มัทด้วยนะคะ”
               “ไม่ต้องห่วงน่าพี่ต้องช่วยน้องรักอยู่แล้ว ขี้หมูขี้หมา หาเรื่องมาเขียนคอลัมน์ให้ได้ 5 วันติดต่อป๋าเราก็ยอมหยวนแหละ แล้วนี่มัทไม่ต้องทำงานแล้วเหรอะ”
               มัทนาแอบคุยโทรศัพท์อยู่มุมสวน
               “ช่วงนี้ว่างค่ะพี่ เหลือพาหมาเดินเล่นตอนเย็น นี่ว่าจะเข้าห้องแอบไปเขียนคอลัมน์ส่งบอกอซะหน่อย” มัทนายิ้มอย่างอารมณ์ดี
      
               มัทนาเดินสีหน้าใช้ความคิดเขียนคอลัมน์กลับมาที่ห้องพัก เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็ต้องชะงักเมื่อเห็นลลิสายืนกอดอกมองเยาะที่กำลังรื้อค้นข้าวของของตนอยู่ มัทนาว่าใส่เยาะ
               “มารื้อของฉันทำไม”
       เยาะตกใจ รีบขยับตัวห่างบอก
       “ฉันเปล่า”
               เยาะแอบชี้บอกว่าลลิสาสั่ง จังหวะที่ลลิสาหันไปจ้องหน้ามัทนา
               ลลิสาหน้าตากวน พูดอย่างไม่แคร์
               “ก็ฉันไม่ไว้ใจเธอ”
               “แล้วเจออะไรมั้ยคะ อย่าบอกนะว่าเจอสร้อยเพชรของคุณในกระเป๋า เสื้อผ้าของหนู แล้วหาเรื่องไล่หนูออกเหมือนในละคร”
       ลลิสาเหยียดปาก
       “คิดว่าเธอมีความสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอะ”
       มัทนาหน้าตาย
       “แล้วเจออะไรต้องสงสัยมั้ยคะ”
       “ยังไม่เจอ เพราะยังค้นไม่เสร็จ” เยาะว่า
       “ของฉันก็มีอยู่แค่นั้นแหละ”
       “ค้นตัวมันดีมั้ยคะคุณลิซ่า”
       มัทนาตั้งการ์ดสีหน้าเอาจริง
       “ก็ลองเข้ามาสิ”
               เยาะขยับถอย หน้าตาหวาดๆ
               “ทำอวดเก่งไปเถอะ พรุ่งนี้แกเตรียมตัวย้ายที่อยู่ไว้ได้เลย”
               ลลิสาจ้องหน้ามัทนาก่อนสะบัดหน้าเดินออกไป
               เยาะเดินมาเทียบมัทนาแล้วบอก
               “4 โมงเย็น พาหมาไปเดินเล่นด้วยนะยะ”
               เยาะค้อนใส่ก่อนเดินตามนายออกไป
               มัทนามองตามลลิสาไป สีหน้าครุ่นคิด ระแวงว่า ลลิสาจะเล่นงานตนยังไง
      
               บรรยากาศชายหาดยามเย็น เยาะนั่งส่องกระจกพกพา สำรวจความสวยไปมา ปลาหมึกย่างบดน่ากินไม้หนึ่งยื่นมาขวางหน้าเยาะ เยาะมีสีหน้าอยากกินเล็กน้อย ก่อนเหลือบตามองมัทนาที่ยิ้มผูกมิตร
               “ฉันซื้อมาฝาก”
               “ฉันไม่ชอบ”
               มัทนาหน้าจ๋อยจะดึงปลาหมึกคืน
               “แต่ฉันไม่อยากให้เธอเสียน้ำใจ”
               เยาะแย่งปลาหมึกมา เจ้าจุดวิ่งมาหาปลาหมึกในมือเยาะทันที
               “มาทันทีเลยไอ้จุด จมูกไวจริงนะ”
               มัทนาแบ่งปลาหมึกของตนป้อนให้เจ้าจุดกินไป
               เยาะฉุกคิด
               “ไอ้ด่างไปไหนซะล่ะ”
               มัทนากวาดตามองหา แล้วตกใจมาก เมื่อเห็นเจ้าด่างนอนนิ่ง ลิ้นห้อย มีกองอาเจียนอยู่ข้างๆ
               “ด่าง”
      
               ในเวลาต่อมา เยาะหน้าตาตื่นรีบขึ้นไปนั่งที่รถคันเก่าของบ้าน มัทนาพยายามสตาร์ทเครื่องรถ ครั้งแรกแต่ไม่ติด
               “รถเก่าคุณปอนจอดทิ้งไว้เฉยๆ ไม่รู้เสียรึยัง” เยาะบอก
               มัทนาลองสตาร์ทอีกครั้ง รถก็ไม่ติด บริเวณนอกรถ ป้าหน่อยเปิดสมุดจดเบอร์โทรศัพท์มือไม้สั่น
       เปี๊ยกยืนลุ้นอยู่ข้างๆ
               “เจอรึยังป้า” เปี๊ยกถาม
               “เอ็งอย่าเร่งข้าได้มั้ยไอ้เปี๊ยก มือข้าสั่นหายใจไม่ทันแล้ว”
               มัทนาสตาร์ทรถติด เยาะดีใจเฮ ก่อนจะเก็บอาการ เดี๋ยวจะดูเป็นมิตรเกินไป มัทนารีบขับรถออกไปทันที
               เปี๊ยกบ๊าย บาย ส่งยิ้มส่ง
               “ระวังนะน้องมัท อย่าซิ่งมากนะจ๊ะพี่เปี๊ยกเป็นห่วง”
               ป้าหน่อยถอนใจอย่างโล่งอก
               “ค่อยยังชั่ว ขอให้เจ้าด่างรอดด้วยเถ๊อะ”
               ป้าหน่อยฉุกคิดด้วยความสงสัย
      
               “เอ๊ะ แม่มัทขับรถได้ด้วยเหรอะ”



       มัทนาขับรถเร็วอย่างเร่งรีบ เยาะมีสีหน้าลุ้นๆ หันไปดูเจ้าด่างที่เบาะหลัง
      
               “เร็วอีกหน่อยได้มั้ย ด่างมันนิ่ง ไม่กระดิกแล้ว”
               มัทนาเลี้ยวรถปาดเร็ว จนเยาะโดนเหวี่ยงกระแทกมาข้างหน้าแล้วอุทานด้วยความเจ็บและตกใจ
               “อั๊ยยะ จะฆ่ากันรึไง”
               “ซอยข้างหน้าใช่มั้ย”
               “ใช่”
                เยาะฉุกคิดและสงสัยเหมือนกัน
               “นี่เธอขับรถเป็นด้วยเหรอะ”
               มัทนาเองก็ตกใจ ลืมสนิทด้วยอารามเป็นห่วงเจ้าด่าง...เธอรีบแก้ปัญหาด้วยความคิดชั่ววูบ ตัดสินใจหักรถเลี้ยวเข้าชนถังขยะริมทาง เยาะตกใจ ตาเบิกโพลง ร้องลั่นรถ
      
               บ้านเขตต์ตวันตอนหัวค่ำ มัทนากับเยาะนั่งพับเพียบคู่กันกับพื้นข้างๆ ป้าหน่อยนั่งที่เก้าอี้ ชลบุษย์นั่งเก้าอี้ข้างๆ ป้าหน่อย เขตต์ตวันนั่งโซฟากลางหน้านิ่ง ปล่อยให้ลลิสาจัดการสอบปากคำ
               ลลิสาจ้องหน้ามัทนาด้วยสีหน้าดูถูก
               “ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าฐานะอย่างเธอ จะมีปัญญาไปหัดขับรถ เธอแฝงตัวเข้ามาในบ้านนี้ ต้องการอะไรกันแน่”
               เขตต์ตวันชำเลืองมองมาที่มัทนาอย่างจับสังเกต มัทนาตีหน้าซื่อ อัดอั้นตันใจ
               “ก็หนูบอกแล้วไงคะว่าหนูเคยขับรถอีแต๋นมาก่อน”
               “รถอะไรยะ ฉันไม่เคยเห็น”
               “แต่แม่นี่ก็ขับรถแย่มากจริงๆนะคะคุณลิซ่า ปาดไปปาดมา โยกเยกจนหนูจะอ้วก” เยาะบอก
               “ใครถามเธอ”
               เยาะสีหน้าแหยไป
               “ก็หนูกลัวเจ้าด่างจะตายนี่คะ ป้าหน่อยก็หาเบอร์หมอไม่เจอซะที”
               ป้าหน่อยกลัวความผิดบอก
               “ตอนนั้นฉันตกใจมากจริงๆนะคะคุณ ทำอะไรไม่ถูกเลย กลัวเจ้าด่างมันจะตาย มันชักกะตุกด้วยนะคะ”
               ลลิสาค้อนใส่ป้าหน่อย
               “หนูทนเห็นเจ้าด่างตายต่อหน้าต่อตาไม่ได้หรอกค่ะ”
               มัทนาแอบน้ำตาคลอๆ สงสารเจ้าด่างจริงๆ
               “ตอนนั้นมันคิดอะไรไม่ทันจริง ๆ เห็นมีรถจอดอยู่ก็ขับออกไปเลย คิดว่าจะขับง่ายๆเหมือนรถอีแต๋นซะอีก”
               “ฉันเชื่อเธอนะ” ชลบุษย์        บอก
               ลลิสาหันขวับไปจ้องหน้า
               “เป็นฉันก็คงตัดสินใจเหมือนกับเธอ ฉันคงทนเห็นหมาที่คุณปอนรักตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้หรอก” ชลบุษย์หันไปยิ้มให้เขตต์ตวัน ลลิสาค้อนใส่ชลบุษย์หนึ่งขวับ
               “ขอบคุณค่ะคุณบุษย์”
               ลลิสาหันมาจ้องหน้ามัทนา
               “แต่ยังไงเธอก็ไม่พ้นข้อหาทำรถเสียหายอยู่ดี รู้มั้ยค่าซ่อมเท่าไหร่ ทำงานทั้งปีเธอก็ไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้คุณปอนได้หรอก”
               มัทนาชำเลืองมองหน้าเขตต์ตวันเล็กน้อย เขายังคงปั้นหน้านิ่ง
               “เอางี้ก็แล้วกัน ฉันจะตัดสินแบบให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ฉันจะไม่เอาผิดเธอ เธอไม่ต้องชดใช้ค่าซ่อมรถอะไรทั้งนั้น”
               มัทนายกมือไหว้
               “ขอบคุณค่ะคุณลิซ่า”
               เยาะพูดต่อแบบรู้ใจนาย ยิ้มเย้ยใส่มัทนา “...แต่...”
               ลลิสาตาดุใส่เยาะเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ
               “ใช่ แต่ เธอต้องเก็บของออกไปจาก บ้านนี้เดี๋ยวนี้เลย”
               มัทนาอึ้งไปปั้นหน้าให้ดูน่าสงสาร ป้าหน่อยชำเลืองมองด้วยความสงสาร เยาะมีสีหน้าสะใจสมน้ำหน้า
               “คุณปอนคะ ทำยังงี้ ไม่ใจร้ายกับเด็กเกินไปหน่อยเหรอคะ” ชลบุษย์ว่า
               ลลิสาสวนทันที
               “จะให้เด็กอยู่ทำงานฟรีใช้หนี้งั้นเหรอะ ความคิดแบบนั้นเคี่ยวกว่ากันเยอะ เหมือนสัญญาทาส กดขี่เด็ก”
               ชลบุษย์ค้อนใส่ลลิสา แล้วหันยิ้มหวานให้เขตต์ตวัน
               “ตกลงทำตามที่ลิซ่าเสนอนะคะคุณปอน”
               เขตต์ตวันค่อยๆ ยืนขึ้น สีหน้านิ่งขรึม มัทนามองลุ้น
               “พรุ่งนี้เอกกลับมา ให้เค้าพิจารณาก็แล้วกัน เด็กของเค้านี่”
               ลลิสาไม่พอใจ
               “คุณปอน”
               เขตต์ตวันเดินหน้านิ่งออกไปจากห้องโถงขึ้นชั้นบน ชลบุษย์แอบยิ้มสะใจอยู่ไปมาก่อนจะก้มหน้าเล่นสมาร์ทโฟนของเธอไป ลลิสาหงุดหงิดหัวเสียมากเหมือนโดนฉีกหน้า เดินฉับๆ ตามเขตต์ตวันขึ้นชั้นบนไป
               เยาะค้อนใส่มัทนาตามนายก่อนลุกเดินออกไป
               ป้าหน่อยยิ้มให้มัทนา
               “คุณเอกใจดี ไม่ไล่เธอออกหรอก”
               “มัทก็หวังยังงั้นล่ะค่ะป้า”
               มัทนาถอนใจยาวออกมา ชลบุษย์เหลือบตามองมัทนา มีสีหน้าเขม่นหมั่นไส้อยู่ในที
      
               เขตต์ตวันเดินกลับเข้าห้องนอนมา ลลิสาตามเข้ามาติดๆ
               “ลิซ่าไม่เข้าใจ ทำไมคุณปอนไม่ไล่มันออก จะรอฟังคุณเอกทำไม หรือว่าจะถ่วงเวลาช่วยมันคะ”
               “เด็กมันทำไปเพราะห่วงเจ้าด่าง”
               ลลิสาหมั่นไส้บอก
               “ตกลงใจอ่อนจะยอมให้มันทำงานที่นี่แล้วใช่มั้ยคะ”
               เขตต์ตวันถอนใจเดินไปนั่งที่เก้าอี้นั่งเล่นของห้องนอน ลลิสาน้อยใจ
               “รู้ยังงี้ก็ดี ต่อไปลิซ่าจะได้ไม่ต้องเสียสมองหาทางบีบมัน ออกไปจากบ้าน”
               ลลิสาจะเดินออกไปจากห้อง เขตต์ตวันฉุกคิดแล้วถาม
               “อย่าบอกนะว่าที่เจ้าด่างโดนวางยาเบื่อนี่เป็นฝีมือของเธอ        “
               ลลิสาชะงัก หันมาจ้องหน้า
               “ลิซ่าไม่ใจโหดร้ายขนาดนั้นหรอกค่ะ”
               ลลิสาสะบัดหน้าพรืดออกไปจากห้อง เขตต์ตวันมองตามลลิสาอย่างติดใจสงสัย
      
               ลลิสาหัวเสียเดินกลับเข้าห้องนอนมา เยาะกำลังเอาเสื้อผ้าเข้าตู้ให้
               “แจ๊สเอาเสื้อมาส่งแล้วเหรอะ”
               “ค่ะคุณลิซ่า”
               “แกตามประกบมันมาทั้งวัน มีอะไรผิดสังเกตมั่งมั้ย”
               “ก็ไม่เห็นมีอะไรนะคะ”
               “ไม่ได้เรื่องทั้งคนทั้งหมา”
               เยาะจ๋อยสนิท ลลิสาเจ็บใจไม่หาย
               “ฉันไม่เข้าใจ ไม่รู้จะห่วงไอ้หมาขี้เรื้อนสองตัวนั่นอะไรนักหนา หมาวัด คนเค้าเอามาทิ้งแท้ๆ”
               ลลิสาเหยียดปากหมั่นไส้
               “มาจากบ้านเกิดเดียวกันสิท่า ถึงได้เห็นอกเห็นใจกันนัก”
               ลลิสาเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าดูชุดใหม่แก้เซ็ง เยาะเหล่มองตาม พึมพำ
               “แรงนิ๊”
      
               ภายในห้องพัก มัทนานั่งเขียนคอลัมน์อยู่ข้างเตียง สีหน้าใช้ความคิดแล้วยิ้มพอใจ
               “นึกออกแล้ว ...เปิดตัว เพื่อนใจ เขตต์ตวัน”
               มัทนาหยุดคิดบ่นพึมพำ
               “เชยไปหน่อย … เอาไว้ก่อน”
               มัทนาเริ่มเขียนคอลัมน์ต่อไป
               มัทนาเขียนคอลัมน์ด้วยลายมือ
               “ถึงจะประกาศอำลาวงการมานานกว่า 2 ปี”
               เธอมองดูลายมือตัวเอง แล้วบ่นๆ
               “ไม่ได้เขียนมานาน ลายมือน่าเกลี๊ยดน่าเกลียด”
               เสียงเจ้าจุดร้องโหยหวนครวญครางดังขัดความเงียบยามวิกาลเข้ามา มัทนาตกใจ กลัวถูกวางยาเบื่ออีกตัว
               “จุด...”
      
               มัทนาทิ้งงานจะวิ่งออกจากห้องไปดู แต่ต้องหยุดกึกวิ่งย้อนกลับมาซ่อนงานเขียนไว้ใต้เบาะนอนก่อน



       มัทนานั่งลูบหัวเจ้าจุดที่นอนหมอบนิ่งอยู่ที่ศาลาสนามหลังบ้าน
               “ไม่ต้องห่วงนะจุด ด่างปลอดภัยแล้ว นอนบ้านหมอ 2วันก็กลับบ้านได้แล้วล่ะ คิดถึงเพื่อนจนนอนไม่หลับอ่ะ ดิฉันร้องเพลงกล่อมนอนให้ฟังเอามั้ยล่ะ”
               “อย่าถึงขั้นนั้นเลยนะ”
               มัทนาตกใจหันมอง เขตต์ตวันเดินหน้านิ่งๆ เข้ามาหา เขาแซวด้วยสีหน้านิ่ง
               “เดี๋ยวเจ้าจุดจะหอน ได้ตื่นกันทั้งซอย”
               “แหม...เสียงหนูไม่หลอนขนาดนั้นหรอกค่ะคุณปอน”
               เขตต์ตวันยิ้มบางๆ มองหน้ามัทนา
               “ฉันขอบใจเธอมากนะที่ช่วยชีวิตเจ้าด่างเอาไว้”
               มัทนายิ้มรับอย่างปลื้มใจ
      
               ชลบุษย์ใส่เสื้อคลุมชุดนอนเดินผ่านทางระเบียงบ้านเห็นเข้าพอดี ไม่อยากเชื่อสายตาจึงแอบหลบมองอยู่อย่างจับสังเกต เขตต์ตวันเดินมานั่งข้างๆ เว้นระยะห่างเล็กน้อย เขตต์ตวันลูบหัวเจ้าจุด
               “ด่างกับจุดมันน่าสงสารมาก ถึงจะเป็นหมาสายพันธุ์ดีก็เถอะ แต่แม่มันเลี้ยงลูกไม่เป็น คลอดแล้วทิ้ง...เจ้าสองตัวนี่เลยโดนหมาอื่นกัดเอาเกือบตาย”
               มัทนาแอบชำเลืองมองหน้าเขตต์ตวันที่เล่าไปด้วยสายตาอ่อนโยนพร้อมลูบหัวเจ้าจุดตลอดเวลา
               “เจ้าของเค้าเลยเอามาทิ้งที่วัด ฉันไปทำบุญพอดีเลยขอหลวงพ่อท่านพาไปรักษาแล้วเอามาเลี้ยง”
               “ไม่น่าล่ะคุณปอนถึงรักเจ้าสองตัวนี้มาก”
       เขตต์ตวันยิ้มๆ ขยี้หัวเจ้าจุด
       “ไม่ใช่ลูกก็เหมือนกับลูก”
       มัทนายิ้มชื่นชม
       “เป็นบุญของเจ้าสองตัวนี่นะคะ ที่เจอคนใจบุญอย่างคุณปอน”
               “รวมทั้งเธอด้วย”
               มัทนายิ้มเขิน
               ชลบุษย์ที่แอบมองอยู่มีสีหน้าไม่พอใจด้วยความหึงหวง
               “ถ้าไม่ใช่เธอมารับช่วงดูแลเจ้าสองตัวนี่ต่อ วันนี้เจ้าด่างอาจจะตายไปแล้วก็ได้ คงไม่มีใครกล้าบ้าบิ่นขนาดเธอหรอก ดีไม่รถชน ตายทั้งคนทั้งหมา” เขตต์ตวันพูดพลางส่ายหน้า
       “นั่นสิคะ แยกไม่ถูกเลยชิ้นส่วนไหนของคนของหมา”
       เขตต์ตวันหลุดขำออกมาบอก
       “ก็เกินไป”
               ชลบุษย์กัดฟันแน่นด้วยความหมั่นไส้มาก สีหน้าใช้ความคิดแผนการร้ายในใจ
               เขตต์ตวันลุกขึ้นยืน ตบไหล่มัทนา
               “ขอบใจมาก ไปนอนได้แล้ว”
               เขตต์ตวันจะเดินกลับเข้าไป ชลบุษย์รีบผลุบหลบเข้าไปก่อน
               มัทนาลุกตามและเรียกไว้
               “เดี๋ยวค่ะคุณปอน”
               เขตต์ตวันหันกลับมามอง
               “คืนนี้หนูขอพาเจ้าจุดไปนอนในห้องด้วยได้มั้ยคะ มันจะได้ไม่ร้องอีก”
               “ก็ตามใจ”
               มัทนายิ้มดีใจ
               “ขอบคุณค่ะ”
               เขตต์ตวันเดินนำเข้าไปทางบ้าน มัทนาจูงสายจูงพาเจ้าจุดไปด้วยกัน
               “ไปนอนด้วยกันนะจุด”
               มัทนาเดินจูงเจ้าจุดไปทางเรือนลูกจ้าง เขตต์ตวันหยุดเดินหันกลับมามองตามมัทนาไป และยิ้มด้วยสายตาเอ็นดู
      
               ภายในห้องนอน ลลิสากำลังลองเสื้อผ้าแบรนด์เนมชุดใหม่อยู่ในห้องนอน เยาะมองดูด้วยสีหน้าสงสัย
               “ทำไมต้องซื้อชุดยี่ห้อฝรั่งด้วยคะคุณลิซ่า เสื้อผ้าที่เรามีอยู่ คุณลิซ่ายังใส่ไม่ครบเลย”
               ลลิสาส่องกระจกไปตอบไป
               “เสื้อผ้าแบรนด์ตวันถึงจะหรูจะแพง แต่ก็ยังไม่ใช่แบรนด์อินเตอร์ พูดตรงๆ เทียบกันแล้วก็ยังคนละเกรด”
               เยาะยังไม่เข้าใจ มองดูชุด
               “แต่ชุดแบบนี้เยาะก็เห็นเรามีเยอะแยะ”
       ลลิสาสีหน้าดูถูก
       “อย่างหล่อนจะรู้อะไร”
               เสียงเคาะประตูห้องดังขัดจังหวะพอดี
               “สงสัยจะคุณปอน”
               ลลิสาตกใจบอก
               “แกไปถ่วงเวลาไว้ก่อน ฉันจะรีบเปลี่ยนชุด”
               ลลิสาคว้าเสื้อตัวเดิมเดินไปเข้าห้องน้ำ
               เยาะเดินไปถามหน้าประตู
               “ใครคะ”
               “ฉันเอง เปิดประตูหน่อยสิ”
               “รอเดี๋ยวนะคะ คุณลิซ่าเข้าห้องน้ำอยู่ค่ะ”
               ลลิสาเปลี่ยนกลับเป็นชุดเดิมเดินออกมาจากห้องน้ำ รวดเร็วสมกับเป็นนางแบบ เยาะกระซิบบอก ฃ        “คุณบุษย์ค่ะ”
       ลลิสาสีหน้ารำคาญ เดินไปเปิดประตูให้แล้วจ้องหน้า
       “มีธุระอะไร”
               ชลบุษย์        ทำหน้ากวนใส่
               “คุณปอนล่ะ”
               “ลงไปที่ห้องหนังสือ”
               ชลบุษย์ยิ้มหยัน
               “จริงเหรอะ แปลกจัง ทำไมฉันเห็นอยู่ที่สนามหลัง บ้านกับ...” ชลบุษย์ทิ้งปมหยุดพูดแล้วบอก
               “ช่างเถอะ” ชลบุษย์ทำท่าจะเดินไป ลลิสารีบเดินปรี่ไปขวางหน้า
               “จะพูดอะไรก็พูดมาให้หมด อุตส่าห์แบกน้ำหนักขึ้นบันไดมาถึงห้องฉัน คงไม่ได้คิดจะมาพูดครึ่งๆ กลางๆแค่นี้หรอกมั้ง”
               ชลบุษย์จ้องหน้า ยิ้มเย้ย ทำเป็นขำใส่
               “สวย เซ็กซี่ แค่ไหนก็คงสู้เด็กสาวเอ๊าะๆไม่ได้หรอก ว่ามั้ย”
       ลลิสาจ้องหน้า
       “เธอพูดมาตรงๆ เลย ฉันรำคาญ”
               ชลบุษย์ยิ้มสะใจ
               “ก็บังเอิญ ฉันเห็นคุณปอน แอบไปคุยกับนังเด็กมัทที่สนามหลังบ้าน เห็นหัวร่อต่อกระซิกกันคิกคัก ไม่น่าถึงไม่ยอมไล่ออก”
               ลลิสาโกรธปรี๊ดขึ้นมา เดินกระแทกไหล่ชลบุษย์เดินออกไปทันที
      
       ชลบุษย์มองตามแสยะยิ้มอย่างสะใจ



       ลลิสาเดินหัวเสียเข้ามาในห้องหนังสือ เปิดประตูแรงเข้ามา เขตต์ตวันนั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ เหลือบตาขึ้นมอง
               “คุณปอนลงไปไหนมาคะ”
               เขตต์ตวันสีหน้านิ่ง
               “ทำไม มีใครไปฟ้องอะไรอีก”
               “แสดงว่าคุณปอนลงไปคุยกับนังเด็กนั่นมาจริงๆ”
               “แล้วมันผิดตรงไหน”
       “ไม่ผิดหรอกค่ะ ถ้ามันไม่เด็กไม่สวยยังงั้น”
       “นี่คุณคิดว่าผมคิดไม่ดีกับเด็กลูกจ้างในบ้านเหรอะ”
       ลลิสาแดกดันอย่างไม่ไว้ใจ
       “อะไรก็เกิดขึ้นได้ค่ะ เห็นเอ็นดูกันจัง”
               เขตต์ตวันถอนใจส่ายหน้า ลลิสาสีหน้าจริงจัง ไม่พอใจ
               “ลิซ่าจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว ลิซ่าจะลงไปไล่มันออกเดี๋ยวนี้เลย”
               เขตต์ตวันสวนทันที
               “คุณจะให้ผมเสียคำพูดรึไง”
               ลลิสาชะงักไป
               “คุณทำแบบนี้ เท่ากับคำสั่งผมไม่เป็นที่สุด ต่อไปผมจะปกครองใครได้”
               ลลิสามีสีหน้าหงุดหงิด ไม่ได้ดั่งใจ
               “อย่างที่ผมบอก รอให้เอกกลับมาตัดสินพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”
               ลลิสาสะบัดหน้าพรืดจะเดินออกไป เขตต์ตวันก้มอ่านหนังสือพร้อมพูดตามไป
               “คืนนี้นอนห้องคุณเองนะ ผมมีงานต้องคิดอีกเยอะ”
               ลลิสาค้อนใส่เขตต์ตวันขวับใหญ่ ก่อนจะเดินปึงปังออกไปจากห้องหนังสือ เขตต์ตวันที่ได้แต่ถอนใจส่ายหน้าไปมา
      
               เวลาเช้าที่สนามหลังบ้าน มัทนากำลังให้อาหารเจ้าจุดอยู่ เอกชัยเดินยิ้มแย้มเข้ามาหา มัทนายังไม่รู้ตัวนั่งดูเจ้าจุดกินอาหารไป       
       “นึกว่ากลับมาจะไม่ได้เห็นหน้าซะแล้ว”
       มัทนาดีใจยกมือไหว้
       “คุณเอก สวัสดีค่ะ”
       เอกชัยยิ้มๆ
       “ฉันไม่อยู่วันสองวัน สร้างวีรกรรมอะไรซะใหญ่โต”
               “หนูก็ไม่ได้อยากสร้างปัญหาหรอกค่ะคุณเอก ตกลงหนูถูกไล่ออกมั้ยคะ”
       เอกชัยยิ้มอารมณ์ดี
       “ดีใจด้วยนะ เธอได้ไปต่อ”
       มัทนาดีใจมาก ยกมือไหว้
       “จริงเหรอคะ ขอบคุณคุณเอกมากค่ะที่ช่วยพูดให้หนู”
               “ไปขอบคุณคุณปอนดีกว่า เค้าให้รางวัลที่เธอช่วยชีวิตเจ้าด่างเอาไว้ ฉันก็แค่ตัวช่วย...”
       “งั้นหนูไปขอบคุณคุณปอนก่อนนะคะ”
       มัทนาวิ่งดีใจไปทางหน้าบ้าน เอกชัยมองตาม ยิ้มเอ็นดู ส่ายหน้าไปมาก่อนจะเดินไปเล่นกับเจ้าจุด
               “ไงจุด เหงามั้ย”
      
               -ดีไซน์เนอร์คนหนึ่งกำลังนั่งคุยโทรศัพท์มือถือที่ม้าสนามหน้าบ้าน พร้อมกางงานออกดูอยู่ไปมา
               “ต้องรอฉันพรีเซนต์คอลเล็กชั่นใหม่เสร็จก่อน... ไม่รู้เหมือนกัน ชอบก็เร็ว ถ้าโดนรื้อโดนแก้ก็นานหน่อย”
               ลมพัดวูบใหญ่มา กระดาษที่ออกแบบเสื้อผ้าปลิวกระจาย
               “ว้ายๆ บรรลัยแล้วฉัน”
               ดีไซเนอร์ไล่เก็บกระดาษออกมาแบบที่ปลิวว่อน แบบเสื้อหนึ่งปลิวมาที่ข้างพุ่มไม้ มัทนาแอบเก็บกระดาษออกแบบแผ่นนั้นเอาไป
      
               มัทนาแอบเอาแบบเสื้อผ้าชุดนั้นมากางดู เห็นลายเซ็นอ่านออกว่า “จันทิรา” กำกับอยู่ใต้ภาพชุดที่ออกแบบเอาไว้ เธออ่านข้อความที่จดโน้ตๆ ด้วยดินสอไว้พรีเซนต์ ออกเสียงเบาๆ
               “ฟินาเล่แบบสอง เซอร์ไพรส์ ฉีกแนว ไม่โป๊ ดูลด วัยลงมา”
      
               มัทนาเงยหน้าจากกระดาษออกแบบด้วยสีหน้าไม่เข้าใจนัก เธอใช้ความคิด รวบรวมเหตุการณ์ ปะติดปะต่อเรื่องราวในใจ
ตอนที่ 3
      
       ยามสาย ภายในสำนักงานของหนังสือพิมพ์สยามสาร สาระวารีและมีคณากำลังนั่งดื่มกาแฟ ทานแซนด์วิช อยู่ที่ห้องพักผ่อนดื่มกาแฟของพนักงาน พร้อมเปิดสปีคเกอร์โฟนจากโทรศัพท์มือถือคุยกับมัทนาไปด้วย
      
       “ถ้าข้อสันนิษฐานของมัทเป็นจริง รับรองว่าเป็นข่าวใหญ่แน่ๆ”
       มีคณาสงสัย ถามกลับไป
       “เขตต์ตวันเนี่ยนะจะเป็นดีไซน์เนอร์”
       “ก็ไม่แน่นะมี่ งานออกแบบเสื้อผ้าอาจจะเป็นความสามารถพิเศษ ของเค้าก็ได้” สาระวารีบอก
       มัทนาแอบคุยโทรศัพท์อยู่ที่หลังพุ่มไม้
       “อันนี้มัทก็ไม่แน่ใจ แต่คงมีทีมดีไซน์เนอร์หลายคนแหละที่ช่วยออกแบบให้เค้า แต่เค้านั่นล่ะเป็นเจ้าของแบรนด์ตวันตัวจริง แค่อุปโลกน์ชื่อจันทิราขึ้นมาบังหน้า”
       “ไม่น่าล่ะ ถึงไม่มีใครเคยเห็นตัวจันทิราเลย” สาระวารีบอก
       มัทนาเสริมทันที
       “นอกจากรูปหญิงสาวผมยาวตอนปิดโชว์...”
       มีคณาสงสัยและต้องการหลักฐานที่ชัดเจน
       “อะไรทำให้มัทมั่นใจขนาดนี้ล่ะ”
       “ก็งานออกแบบคอลเล็กชั่นใหม่ของดีไซน์เนอร์วันนี้ยังยืนยันไม่พออีกเหรอะมี่ จะเอางานมาพรีเซนต์ทำไมถ้าเขตต์ตวันไม่ใช่จันทิรา”
       มัทนาสีหน้ามั่นใจบอก
       “ ไม่ใช่แค่นี้หรอกพี่วารี มีอีกหลายอย่างที่ทำให้มัทสงสัยว่าห้องเสื้อตวัน คือกิจการของเขตต์ตวันหลังจากออกจากวงการ”
       มัทนา...คิดย้อนหลังถึงลลิสา ในชุดสุดท้ายสวยหรูแต่แอบเซ็กซี่กว่าทุกชุด เดินตามรันเวย์ท่ามกลางเสียงปรบมือ...
       ภาพที่มัทนาเสียหลัก หงายไปกระแทกกับลังที่แม่บ้านและคนขับรถช่วยกันขนลงมาพอดี จนลังหลุดมือตกมาตามบันไดระเบียงหน้าบ้าน ฝาเปิด เสื้อผ้าผู้หญิงแบบสวยงามหลุดออกมากองที่พื้นหลายชุด...หนึ่งในนั้นมีเสื้อผ้าชุดฟินาเล่ที่ลลิสาใส่คืนเดินแบบ มัทนาจับตามองเสื้อชุดนั้นอย่างจำได้ สีหน้าเริ่มติดใจสงสัยขึ้นมา
       มัทนาหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมา เปิดหน้าที่ขั้นเอาไว้ หยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมาดู เป็นภาพวาดลายเส้นออกแบบเสื้อผ้าชุดที่ลลิสาใส่เดินแบบชุดปิดโชว์คืนวันนั้น
       “ชุดฟินาเล่ของลิซ่านี่นา”
       และครั้งที่มัทนาเงี่ยหูแอบฟังอย่างเก็บข้อมูล
       “ครับ ผมเลขาส่วนตัวคุณจันทิราครับ”
       มัทนาขยับปากพูดตามไม่ออกเสียง
       “เลขาส่วนตัว”
      
       สาระวารีดูตื่นเต้น
       “งานชิ้นโบว์แดงของเธอเลยนะมัท พี่ว่ามัทได้ย้ายไปโต๊ะการเมืองแหงๆ เรื่องนี้รับรองต้องเป็นข่าวใหญ่แน่ๆ เลย”
       “ข่าวใหญ่อะไรกันจ๊ะสาวๆ”
       สาระวารีและมีคณาตกใจหันมองไชยวัฒน์ที่มายืนยิ้มกริ่มแอบฟังอยู่
       มัทนาเห็นสองสาวเงียบไป
       “พี่มี่ พี่วารี ฮัลโหล...ฮัลโหล”
       “แค่นี้ก่อนนะมัท อย่าลืมทำลายหลักฐานล่ะ” มีคณาบอกแล้วตัดสายไป
       มัทนาหยิบกระดาษออกแบบแผ่นนั้นขึ้นมามองดูอีกครั้ง ยิ้มมั่นใจว่า ข้อสันนิษฐานตน
       ต้องเป็นจริงแน่ๆ ก่อนจะฉีกทิ้งทำลายหลักฐาน
      
       ภายในห้องประชุม ดีไซน์เนอร์ค้นหาภาพที่ตนออกแบบอยู่ไปมา เขตต์ตวันและทุกคนในที่ประชุมมองมาที่ดีไซน์เนอร์ และรอดูผลงาน เมื่อหาไม่เจอก็ร้อนใจ
       “หายไปไหนเนี่ย”
       ดีไซเนอร์ค้นหาอีกรอบท เอกชัยบอก
       “หาไม่เจอก็ไม่เป็นไร พรีเซนต์มาเลยดีกว่า”
       ลลิสายกแบบในมือโชว์อย่างพอใจ และยิ้มปลาบปลื้ม
       “แบบแรกก็ดีแล้วนี่แจ๊ส ลิซ่าชอบมาก เซ็กซี่แบบผู้ดีจะตาย”
       ชลบุษย์แขวะใส่
       “ผู้ดีจะตายมากกว่า โป๊ซะขนาดนั้น”
       ลลิสาชายหางตามอง
       “จุดขายของแบรนด์ตวันที่นักข่าวจับตามองก็คือชุดฟินาเล่เซ็กซี่มีระดับ ที่แสดงแบบโดยฉัน ไม่ใช่เหรอะ หรือว่าฉันเข้าใจผิดมาตลอด” ลลิสาเชิดหน้าอย่างมั่นใจ
       “ก็เพราะแบบนี้ไงคะคุณลิซ่า แจ๊สถึงได้ออกแบบที่สองมาเซอร์ไพรส์แฟนๆ ของเรา”
       เขตต์ตวันท่าทางสนใจ
       “เซอร์ไพรส์ยังไงเหรอะ”
       ดีไซน์เนอร์ยิ้มภูมิใจเสนอ
       “ก็ชุดฟินาเล่ของตวัน ไม่เซ็กซี่ไงคะ”
       ลลิสาหน้าแหยถาม
       “น่าสนใจตรงไหน”
       ดีไซน์เนอร์หน้าจ๋อยไปทันที
       “ว่าต่อสิ”
       ลลิสาชายหางตามองเขตต์ตวัน ดีไซน์เนอร์ค่อยยิ้มออก พูดต่อทันที
       “คือแจ๊สกลัวคนเดาทางเราได้ จะเบื่อน่ะค่ะ บางครั้งแบบเสื้อไม่ต้องเซ็กซี่ แต่ให้ดูลดวัยเป็นสาววัยรุ่นแรกแย้ม พอได้ไม้แขวนเสื้อเพอร์เฟ็กอย่างคุณลิซ่า มันก็จะเซ็กซี่บวกๆ ไปเองนะคะ”
       “แต่ฉันก็ไม่เห็นด้วยอยู่ดี ให้ฉันแต่งตัวมิดชิด มันเสียจุดขาย แล้วใครจะมาแย่งกันถ่ายรูปฉันไปลงหนังสือ”
       “แต่ผมชอบนะ คาดไม่ถึงดี” เอกชัยยิ้มชอบใจ
       ลลิสาชะงักไป
       ชลบุษย์ ได้ทีรีบเสริม
       “ฉันก็ชอบค่ะ ยิ่งเปลี่ยนนางแบบ หาเด็กสาวเอ๊าะๆ มาเดินแทน ยิ่งเซอร์ไพรส์”
       ชลบุษย์แกล้งสำเนียงเว่อร์อย่างขำๆ
       “ไม่เห็นจะตลกตรงไหนเลย”
       “ก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจดีนะ”
       ลลิสาไม่พอใจ
       “คุณปอน”
       “ผมว่าถึงเวลาที่เราควรจะเปิดตลาดเสื้อผ้าสาววัยรุ่นซะทีแล้วล่ะ ลูกค้ากลุ่มนี้กำลังซื้อสูงนะ ดูถูกไม่ได้ แตกไลน์เป็นแบรนด์ใหม่ คุณภาพสูงแต่ราคาเอื้อมถึง”
       “น่าสนใจ ได้ฤกษ์ทำซะที”
       ชลบุษย์อมยิ้มอย่างสะใจ
       ลลิสาโกรธลุกขึ้นยืนชูแบบในมือ
       “ถ้าคอลเล็กชั่นใหม่ไม่ใช่แบบนี้ ลิซ่าก็ไม่เดิน รวมไปถึงงานการกุศลที่คุณเอกเพิ่งไปรับปากเค้ามาด้วย”
       เขตต์ตวันกลัวเสียงาน
       “ใจเย็นน่าลิซ่า เราแค่ประชุม ระดมความเห็นกันเท่านั้นเอง ถ้าคุณไม่แฮปปี้ก็คิดกันใหม่”
      
       ลลิสาถึงยอมนั่งลง ยิ้มหน้าเชิดที่เขตต์ตวันยังถือหางอยู่ ชลบุษย์เหยียดปากหมั่นไส้ใส่



       ผ่านเวลามาพักใหญ่ มัทนากำลังนั่งแปรงขนให้เจ้าจุดที่นอนนิ่งเพลินๆ อยู่ที่ระเบียงหลังบ้านเสียงชลบุษย์และเอกชัยเดินคุยกันดังนำมา
      
       “แล้วค่าตัวนางแบบ จะเอายังไงคะ”
       มัทนาหยุดกึก รีบผลุบไปหามุมแอบฟัง
       ชลบุษย์พูดต่อ
       “จะหักค่าใช้จ่ายก่อนบริจาคการกุศลรึเปล่า”
       “เห็นปอนว่าเค้าจะรับผิดชอบเองนะ ส่วนนางแบบคนไหนจะร่วมทำบุญเดินฟรีให้ก็แล้วแต่ศรัทธา”
       “คงไม่ใช่ยัยลิซ่าแน่” ชลบุษย์เหยียดปากอย่างหมั่นไส้
       “ช่างเค้าเถอะ”
       มัทนาแอบฟังอย่างเก็บข้อมูล
       “แต่เรื่องเปิดตลาดเสื้อผ้าเด็กสาววัยรุ่น บุษย์เห็นด้วยนะคะคุณเอก”
       “ผมก็เห็นด้วย เสียดายลิซ่าไม่เอาด้วย”
       ชลบุษย์หมั่นไส้ น้ำเสียงแดกดัน
       “เค้าเป็นจันทิราเจ้าของแบรนด์ตวัน รึไงคะ”
       เจ้าจุดแหงนหน้าขึ้นมามองหาว่า มัทนาหายไปไหน เธอเอามือจุ๊ปากให้เงียบๆ
       “เอาน่า เรายังต้องพึ่งเค้า ต้องยอมรับว่าลิซ่ายังเป็นจุดขาย สร้างกระแสให้แบรนด์ตวันอยู่ ปอนเลยยังไม่อยากหักหาญน้ำใจตอนนี้”
       “แต่บุษย์มีไอเดียค่ะคุณเอก เราก็จัดเป็นชุดปิดโชว์คู่เลยสิคะ ให้ลิซ่าจูงมือนางแบบโนเนมมาก็ได้”
       เอกชัยคิดตาม
       “อืม ไอเดีย ไม่เลวนะ”
       ไม่คาดคิดเสียงเจ้าจุดเห่าดังเรียกมัทนาขัดขึ้นมา เธอรีบออกจากที่ซ่อนแล้วทำเป็นวิ่งเล่นไล่กันมากับเจ้าจุด
       “ตามมาเร็ว”
       มัทนาปั้นท่าตกใจที่เจอสองคน รีบยกมือไหว้
       “อุ๊ย ขอโทษค่ะ มาจุด ตามมาเร็ว”
       เจ้าจุดวิ่งตามมัทนาไปทางสนาม
       ชลบุษย์สีหน้าเจ้าเล่ห์ หันมองตามมัทนาไปพร้อมกับยิ้มพอใจ
       “นางแบบโนเนมหน้าใหม่ก็ไม่ต้องหาที่ไหนไกล”
       “เด็กมัทเนี่ยเหรอะ”
       “หน้าตาจิ้มลิ้มจับแต่งเข้าหน่อย โอเคเลยนะคะ...ใช้เด็กหน้าตาบ้านๆ รูปร่างเหมือนคนปกติเดินถนนทั่วไป น่าจะช่วยแบรนด์เราเปิดเสื้อผ้าตลาดกลางได้ง่ายขึ้นนะคะ”
       เอกชัยมีสีหน้าใช้ความคิดตาม
       “ดีกว่าใช้นางแบบเชิดๆเริดๆ เดินนมทะลักที่ได้แค่มอง แต่ไม่กล้าซื้อมาใส่ตั้งเยอะ”
       เอกชัยมองตามมัทนาไป ด้วยสีหน้าพิจารณา ชลบุษย์อมยิ้มเจ้าเล่ห์ลุ้นแผนการกลั่นแกล้งลลิสาของตนจะสำเร็จ
      
       ทางด้านไชยวัฒน์มีสีหน้าพอใจกำลังคุยกับสาระวารีและมีคณาในห้องทำงาน ขณะที่สองสาวดูไม่ค่อยสบายใจนัก
       “วารีช่วยเขียนข่าวให้หน่อยแล้วกัน”
       “ไม่รอให้มัทสืบให้ละเอียดกว่านี้ก่อนเหรอคะบอกอ”
       “แค่นี้ยังละเอียดไม่พออีกเหรอะ วารีเค้ามีวิธีเขียนข่าวเพลย์เซฟ ให้กับเราหรอกน่ะ จริงมั้ย”
       ไชยวัฒน์ยักคิ้วให้สาระวารี
       “ไม่ต้องมายกหางหนูเลยบอกอ หนูน่ะเขียนให้อยู่แล้ว แต่มัทจะไม่เคืองเอาเหรอ งานของเค้านะคะ”
       “มันเกี่ยวกันที่ไหนล่ะ คอลัมน์เจาะลึกก็ทำไปสิ เธอแค่หยิบประเด็นมาสร้างกระแสเท่านั้นเอง” ไชยวัฒน์ยิ้มพอใจ
       มีคณารีบช่วยพูด
       “ผลงานมัทโดดเด่นขนาดนี้ บอกอจะยอมให้น้องย้ายไปโต๊ะการเมืองรึยังคะ”
       ไชยวัฒน์ลังเลบอก
       “แต่งานที่ผมมอบหมายให้ไปหาข่าว ยังไม่สำเร็จเลยนะ”
       “ได้ข่าวนี้มาก็เด่นไม่แพ้กันนี่คะ สงสารน้องด้วย”
       สาระวารีรีบช่วยเสริม
       “จริงด้วยค่ะบอกอ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้องไปอยู่ไกลบ้าน คนเดียวตั้งนานแล้ว ระวังเถอะ พ่อแม่เค้าจะให้น้องลาออก”
       “แล้วจะมานั่งเสียดายทีหลังไม่ได้นะคะ เรื่องนั้นค่อยส่งคนอื่นไปหาข่าวต่อก็ได้นี่คะบอกอ” มีคณาว่า
       ไชยวัฒน์ลังเล กลัวเสียลูกน้องเก่งๆ เหมือนกัน
       “ทำงานเป็นทีมเวิร์คเชียวนะ โอเค งั้นก็ตามนั้น”
       สาระวารีและมีคณาดีใจมาก
       “ตกลงให้น้องมัทกลับมาได้แล้วใช่มั้ยคะ” สาระวารีถาม
       ไชยวัฒน์ยังอยากได้ข่าวอีกหน่อย แต่จำใจบอก “อือ”
       สาระวารีและมีคณาดีใจมากหันมาแปะมือไฮ-ไฟว์กัน ไชยวัฒน์เหล่มองสองลูกน้องจอมเจ้าเล่ห์ ยิ้มส่ายหน้าเอ็นดู
      
       เชนปลอมตัวเป็นพ่อค้าหาบปลาหมึกปิ้งมาขายที่ชายหาด มัทนาทำทีเป็นนั่งรอซื้อปลาหมึกปิ้ง แอบคุยกันไป
       “เจ้าหมาอีกตัวเป็นไงมั่ง” เชนทำทีเป็นปิ้งปลาหมึกไปมา
       “ปลอดภัย รอดตายแล้วล่ะค่ะ”
       “มัทเก่งนะที่เอาตัวรอดมาได้”
       “น้ำขุ่นๆ”
       เยาะสะกดรอยตามมาแอบดูมัทนา
       “มัทว่าคุณลิซ่าเป็นคนวางยาเจ้าด่างแหงๆ”
       “ทำไมคิดงั้นล่ะ”
       “ก็เค้าขู่มัทเอาไว้ ว่าพรุ่งนี้จะเอามัทออกให้ได้ แล้วเจ้าด่างที่มัทดูแลก็โดนวางยาเบื่อทันทีเลย”
       เชนคิดตามก่อนถาม
       “มัทบอกคุณตวันรึเปล่า”
       “เปล่าค่ะ”
       “อ้าว ทำไมล่ะ”
       “ขี้เกียจมีเรื่องกับคุณลิซ่าอีก ได้อยู่สืบต่อก็ดีแล้ว”
       มัทนาเหลือบตามองปลาหมึกที่เชนปิ๊งอยู่
       “อุ๊ย ไหม้แล้วค่ะ”
       มัทนาปาดมือไปจับปลาหมึก ปรากฏว่าร้อน
       “โอ๊ย ร้อน” มัทนาสะบัดมือไปมา
       เชนปาดมือมาจับมือมัทนาแล้วเอามาจับติ่งหูตน เธอเขินอายหน้าแดง ฝ่ายเยาะเห็นภาพนั้นก็ตาเบิกโพลงอุทาน
       “อั๊ยย่ะ” เยาะยกมือปิดปากตกใจ
       “เค้าว่าทำแบบนี้แล้วหายร้อน จริงรึป่าว”
       มัทนาเขินพลางคิดในใจ
       “ร้อนหน้าแทนน่ะสิคะ”
       เชนส่งสายตาหวานเชื่อมมองมัทนา เธอดึงมืออกมา เยาะยกมือขึ้นพัดหน้าไปมา แอบอิจฉา
       “จะเสียสาวมั้ยนิ”
       ผ่านเวลาซักครู่ ลลิสากำลังนอนมาส์คหน้าอยู่ที่โซฟาในห้องนอน หลับตาพูดคุยไป เยาะคอยนั่งจีบปากจีบคอรายงานอยู่ข้างโซฟา
       “ยัยนี่ใช่ย่อยนะคะคุณลิซ่า ปากว่ามือถึงไอ้คนขายปลาหมึกก็หน้าตาดีเลยนะคะ มาขายตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ไม่ยักเคยเห็น...น่าจับปิ้งกินนักเชียว”
       ลลิสาหน้านิ่งถาม
       “ดูสนิทสนมกันมากมั้ย”
       เยาะฟ้องเอาใจ
       “มากมั้ยไม่รู้ แต่คนของเราอ่อยสุดๆเลยค่ะ จับมือถือแขนแถมจับหูกันด้วยนะคะคุณลิซ่า”
       เยาะค้อนประหลับประเหลือกหมั่นไส้ปนอิจฉา ลลิสาเสียงแข็งปนรำคาญ
       “ไร้สาระ ไปไหนก็ไป๊”
       ลลิสาหลับตา เยาะอึ้งปนงง
       “ไปสิ”
       “ค่ะ”
      
       ลลิสาลืมตาขึ้นมา สีหน้าแววตานิ่งๆ มองอารมณ์ไม่ออกเพราะซ่อนอยู่ใต้มาส์คหน้า



       มัทนาเดินจูงเจ้าจุดกลับเข้าบ้านมาทางสนามหน้าบ้าน หลังจากพาไปเดินเล่นชายหาด
      
       ไม่คาดคิดเจ้าด่างวิ่งเข้ามาหา...ทั้งมัทนาและเจ้าจุดต่างดีอกดีใจเล่นกันกับเจ้าด่าง มัทนาเข้าไปกอดฟัดเจ้าด่างด้วยความคิดถึง
       “เป็นไงมั่งด่าง คิดถึงจังเลย”
       เขตต์ตวันและเอกชัยยืนมองยิ้มแย้มมาจากกลางสนาม
       “ไอเดียของบุษย์ก็ไม่เลวนะปอน”
       เขตต์ตวันนิ่งมองไปที่มัทนาอย่างพิจารณา
       “ลุคส์ดูจับต้องได้ น่ารักสมวัย น่าจะโดนใจวัยรุ่น” เอกชัยว่า
       เขตต์ตวันรู้สึกเห็นด้วยอยู่เหมือนกัน
       “แบรนด์ลูกจะได้ดูติดดินขึ้นหน่อย เหมือนที่ปอนอยากได้”
       “ไม่หาเด็กใหม่ซะเลยล่ะ ลิซ่าไม่ค่อยปลื้มเด็กนี่เท่าไหร่”
       “แต่ฉันว่าเด็กคนนี้มีเสน่ห์ดีนะ หน้าตาเก๋ๆมีเอกลักษณ์ ฉันว่าลุคส์ เด็กเข้ากับคอนเซ็ปต์เสื้อผ้าที่แกวางเอาไว้นะปอน หรือแกจะเถียง”
       เขตต์ตวันยิ้มกระเซ้า
       “ผมไม่กล้าเถียงเฮียหรอกครับ ดันเปรี้ยงมาหลายคนแล้วนี่”
       เอกชัยกอดคอเขตต์ตวัน
       “เรื่องเล็งสาวๆ ขอให้บอก คนนี้ออร่าแรง เฮียหนับหนุนสุดตัว”
       เขตต์ตวันยิ้มบอก
       “รอให้ผ่านงานแฟชั่นการกุศลเสาร์นี้ไปก่อนค่อยว่ากันอีกที”
       เขตต์ตวันมองเลยไปทางมัทนาที่วิ่งเล่นสนุกสนานไปมากับเจ้าด่างและเจ้าจุด เขายิ้มบางๆ รู้สึกเห็นแววเด็กอยู่เหมือนกัน
      
       หัวค่ำคืนวันเสาร์ บริเวณหน้าห้องจัดงานโรงแรมในกรุงเทพ นักข่าวต่อคิวกันยาวที่หน้าเคาน์เตอร์ลงทะเบียนสื่อมวลชน ได้รับความสนใจล้นหลาม เอกชัยกับชลบุษย์ที่ยืนหลบมุมมองดูอยู่
       “นักข่าวเยอะจังเลยคุณเอก ตั้งแต่จัดงานมา ไม่เคยเยอะแบบนี้มาก่อนเลย”
       “คงเพราะข่าวพาดหัวสยามสารเมื่อเช้านั่นแหละ”
       เอกชัยมองดูกลุ่มนักข่าวแล้วแอบถอนใจยาวออกมาอย่างหนักใจ
       “จะดีใจหรือหนักใจดีคะเนี่ยคุณเอก”
      
       เขตต์ตวันคุยโทรศัพท์มือถือกับเอกชัยอยู่ในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพ
       “เอกก็ให้สัมภาษณ์ไปตามนั้นล่ะ ฉันเห็นด้วย... เรื่องนี้ไม่เคยรั่ว ทีมงานทั้งหมดก็คนเดิม ที่เปลี่ยนแปลงอย่างเดียวก็คือลูกจ้างคนใหม่ในบ้านของเรา เอาเถอะ เรื่องนั้นค่อยกลับไปว่ากันที่บ้าน ตอนนี้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ได้ ได้...โอเค ขอบใจมาก” เขตต์ตวันถอนใจพร้อมกดตัดสายทิ้ง
       เขตต์ตวันเหลือบตามองหนังสือพิมพ์ที่ปลายเตียง หนังสือพิมพ์สยามสารกางอยู่เห็นพาดหัว “ลือกระฉ่อน ซุปตาร์ เขตต์ตวัน กับ จันทิรา คือคนเดียวกัน”
       เขตต์ตวันหน้านิ่งเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานในห้อง ที่มีคอมพิวเตอร์เปิดกางอยู่ เป็นแอ็พ skype รายงานสดมาจากหน้าเวทีเดินแบบ ให้เขตต์ตวันได้เช็คงานเรียลไทม์ได้
      
       สาระวารีกำลังคุยโทรศัพท์มือถือกับมัทนาที่ห้องพักพนักงาน มีคณายืนชงกาแฟอยู่ข้างๆ
       “ข่าวทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์เลยล่ะย่ะแม่เด็กภูเก็ต”
       มัทนาแอบคุยโทรศัพท์อยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้มืดๆ
       “ข่าวดังขนาดนั้นเลยเหรอพี่วารี”
       “ดังไม่ดังไม่รู้นะ แต่นักข่าวสายบันเทิงแทบยกมาทั้งวงการ สยามสารเกลี้ยงแผง ไม่เหลือสักเล่มเลย” สาระวารีว่า
       มัทนาแอบตกใจ นึกไม่ถึง
       “จริงเหรอพี่”
       “เดี๋ยวนะ พี่มี่เค้ามีข่าวดีจะบอก”
       สาระวารีส่งมือถือให้มีคณาส่วนตนรับกาแฟมาจิบไป
       “บอกอยอมให้มัทย้ายไปทำข่าวโต๊ะการเมืองแล้วนะ”
       มัทนาน้ำเสียงดีใจมาก
       “จริงๆนะพี่มี่”
       มีคณาเป็นห่วง
       “จริงสิจ๊ะ แต่มัทต้องระวังตัวให้ดีนะ ข่าวรั่วยังงี้ มัทต้องโดนเพ่งเล็งแน่ๆ เดี๋ยวความแตกจะเดือดร้อนกันหมด”
       มัทนาชักมีสีหน้าเป็นกังวลขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
       “เตรียมข้อแก้ตัวเอาไว้ให้ดีๆล่ะ แล้วค่อยหาทางลาออกจากบ้านนั้นให้เร็วที่สุด”
       มัทนาสูดใจลึก สีหน้าเคร่งเครียดอย่างใช้ความคิด
      
       ในที่สุดชุดฟินาเล่ที่ทุกคนรอคออยก็มาถึง...ลลิสาในชุดปิดโชว์ เธอเดินกรีดกรายอย่างมั่นใจมาพร้อมกับเสียงปรบมือ ช่างภาพเก็บภาพแบบเป็นพิธีแต่ไม่ได้สนใจมากนัก บางคนก็ไม่ได้ถ่าย ดักรอการเปิดตัวดีไซน์เนอร์ท้ายโชว์มากกว่า
       บรรดานางแบบเดินตามลลิสาออกมาพอทุกคนโพสท์ท่ากันครบ เสียงระเบิดสายรุ้งดังเปรี้ยงปร้าง...สายรุ้งสีเงินสีทองพุ่งกระจายเต็มเวที ช่างภาพตั้งกล้องกันพรึบพรั่บ และแล้วทุกคนก็ต้องผิดหวัง ป้ายผ้าขนาดใหญ่ถูกทิ้งลงกลางเวที...กลางป้ายเป็นภาพวาดเงาดำผู้หญิงสวยผมยาวสยาย มีประกายสีส้มของแสงอาทิตย์อยู่ด้านหลัง และมีชื่อแบรนด์ “ตะวัน” เขียนประกบอย่างมีดีไซน์...เหมือนเดิม
       เหล่านางแบบหันไปปรบมือให้ป้ายชื่อแบรนด์ที่ทิ้งลงมา ไม่มีวี่แววของเขตต์ตวันหรือดีไซน์เนอร์คนใดปรากฏตัวออกมาอีก นักข่าวและผู้ชมต่างพากันผิดหวัง หันวิพากษ์วิจารณ์กันไปมา
      
       ที่มุมหนึ่ง นักข่าวมากมายรุมจ่อไมค์จ่อเทปสัมภาษณ์เอกชัยที่ถูฏต้อนจนจนมุม ชลบุษย์ฝืนยิ้มไปมาอยู่ข้างๆ
       “คุณเขตต์ตวันกับคุณจันทิราเป็นคนละคนกันแน่นอนครับ”
       นักข่าวคนหนึ่งถาม
       “แล้วคุณเขตต์ตวันเกี่ยวข้องกับแบรนด์ตวันยังไงคะ ถึงได้มีข่าวลือออกมา”
       เอกชัยยิ้มแย้ม
       “ที่จริงคุณเขตต์ตวันไม่อยากเปิดเผยเรื่องนี้หรอกนะครับ เพราะต้องการความเป็นส่วนตัว แต่เมื่อนักข่าวขุดคุ้ยมาได้ก็คงต้องพูดความจริง”
       ชลบุษย์มีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจแต่ก็ฝืนยิ้มไปมา ส่วนเอกชัยพูดยิ้มแย้ม ใจเย็น ดูสบายๆ ไม่เครียด “จริงๆแล้ว คุณเขตต์ตะวัน แค่มีหุ้นส่วนอยู่ในห้องเสื้อนี้เท่านั้นเองครับ เพราะสนิทสนมกับคุณจันทิรา ก็เลยมาทำธุรกิจด้วยกัน”
       นักข่าวคนที่ 2 ถามต่อ
       “สนิทสนมกันยังไง ขยายความได้มั้ยครับ”
       เอกชัยยิ้มแย้ม ยกมือไหว้
       “ขอบคุณมากครับ”
       เอกชัยแหวกวงล้อมนักข่าวเดินออกไป ชลบุษย์ยิ้มแย้มเดินตามเอกชัยไปติดๆ นักข่าวก็ได้แต่เดินตามถ่ายรูปและพยายามสอบถามเพิ่มเติมแต่เอกชัยก็ไม่ปริปากพูดอะไรอีก
      
       ภายในห้องพักในโรงแรม เขตต์ตวันหน้าเคร่งขรึมบอก
       “ขอบใจมากเอก”
       เขตต์ตวัน เอกชัย ลลิสา และชลบุษย์อยู่กันพร้อมหน้าในห้องพักของโรงแรม
       “เดี๋ยวก็คงขุดคุ้ยกันต่อว่าปอนกับจันทิรา มีความสัมพันธ์กันยังไง”
       เอกชัยมีสีหน้าเซ็งแทน ชลบุษย์กระเซ้า
       “ทำไงได้ล่ะคะ คนดังก็งี้แหละ”
      
       เขตต์ตวันยิ้มคิดบวกด้วยความพอใจ



       “แต่จะว่าไปข่าวนี้ มีผลดีกับเรามากกว่าผลเสียนะ คนจำแบรนด์เราได้ทั้งประเทศโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา”
        
      
       ลลิสาสีหน้าไม่พอใจ
       “จะดีจะเสียยังไง เราก็ต้องจับตัวเกลือเป็นหนอนออกมาจัดการให้ได้เร็วที่สุด”
       ทุกคนหันไปมองลลิสาที่มีสีหน้ามั่นใจ
       “ผู้ต้องสงสัยก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก ช่วงที่ผ่านมาทุกคนที่ทำงานให้กับเราก็เป็นคนเดิมทั้งหมด มีหน้าใหม่อยู่คนเดียว ก็ที่คุณเอกเป็นคนรับเข้ามาไงคะ”
       เขตต์ตวันเหล่มองไปทางเอกชัยที่ยิ้มเจื่อนๆ พร้อมถอนใจออกมา
      
       ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าที่ห้องประชุมบ้านเขตต์ตวันตอนกลางวันวันรุ่งขึ้น
       “หนูไม่รู้เรื่องจริงๆ นะคะ”
       “โกหก” ลลิสาโพล่งขึ้น
       “หนูพูดจริงๆ นะคะคุณลิซ่า”
       มัทนาหันหาเอกชัยด้วยแววตาขอความช่วยเหลือแล้วพูดต่อ
       “แฟชั่นโชว์อะไร หนูไม่รู้จักหรอกค่ะ คุณเอกคะ...”
       “แกไม่ต้องขอให้คุณเอกช่วยเลยนะ งานนี้ไม่มีใครช่วยแกได้หรอก แกเป็นสายให้นักข่าวใช่มั้ย สารภาพมาซะดีๆ”
       มัทนากุมหัว
       “ไปกันใหญ่แล้วคุณลิซ่า อย่างหนูเนี่ย จะไปรู้จักกับนักข่าวได้ยังไงคะ”
       ลลิสาชายหางตามองเขตต์ตวัน
       “หวังว่าคราวนี้คุณปอนคงไม่ใจอ่อนปกป้องคนผิดอีกนะคะ หรือว่าต้องรอให้มันขุดคุ้ยให้เสียชื่อยิ่งกว่านี้ซะก่อน”
       มัทนาเหลือบตามองทุกคนไปมาก่อนจะฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างมีแผนการ
       “ก็ได้ค่ะ เมื่อทุกคนระแวงหนู ทำงานอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีความสุข หนูขอลาออกก็ได้ค่ะ”
       ลลิสายิ้มพอใจ พูดเสริมทันที
       “ทุกคนได้ยินกันแล้วนะคะ บุษย์ เธอจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายเลย”
       ชลบุษย์ค้อนหมั่นไส้
       ลลิสาจ้องหน้ามัทนา
       “ส่วนเธอ ไปเก็บเสื้อผ้าแล้วออกไปจากบ้านนี้เดี๋ยวนี้เลย”
       มัทนาก้มหน้าทำสลดแต่แอบอมยิ้มดีใจ จะได้กลับบ้านแล้วแถมได้ย้ายไปทำงานโต๊ะข่าวการเมืองอีกตะหาก
       “คุณปอนว่ายังไงคะ”
       “ไม่เห็นจะต้องถามเลย”
       ลลิสามองเลยมาที่เอกชัยแล้วพูดดักคอ
       “คุณเอกคงไม่ออกตัว ปกป้องแม่นี่อีกนะคะ”
       “ปอนเค้าสบายใจยังไงก็ว่าตามนั้นล่ะ...ไงปอน”
       ทุกคนหันมองเขตต์ตวันที่สีหน้านิ่ง
       “ฉันยังไม่ให้เธอออก”
       ทุกคนตกใจคาดคิดไม่ถึง รวมถึงมัทนาด้วย เธฮเบิกตาโพลงมองหน้าเขตต์ตวัน
       “ทำไมคะคุณปอน ลิซ่าไม่เข้าใจ”
       ชลบุษย์แม้จะไม่ชอบใจนักแต่ก็แอบยิ้มหยันลลิสา
       เขตต์ตวันจ้องหน้ามัทนา
       “ถ้าเธอเป็นสปายอย่างที่ลิซ่าระแวง ปล่อยเธอไปก็เข้าทางเธอน่ะสิ เพราะฉะนั้น ฉันต้องกักเธอไว้ทำงานที่บ้านฉันนี่ล่ะ”
       มัทนาอึ้งๆ พยายามเก็บอาการให้อยู่ในสีหน้าเรียบนิ่ง ตั้งใจฟัง
       “ถ้าฉันมั่นใจว่าเธอไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงๆ ฉันถึงจะยอมปล่อยให้เธอลาออกไปได้”
       มัทนารีบฉีกยิ้มดีใจมากกลบเกลื่อน
       “ถ้าหนูพิสูจน์ตัวเองได้ หนูไม่ต้องลาออกก็ได้ใช่มั้ยคะ”
       เอกชัยยิ้มๆบอก
       “ได้คืบจะเอาศอกนะ”
       ชลบุษย์ทำขำๆเอ็นดูเอาใจเขตต์ตวันไป มัทนายกมือไหว้
       “ขอบคุณค่ะคุณปอนที่ให้โอกาสหนู”
       ลลิสาหัวเสียลุกพรวด เดินปึงปังออกไปจากห้องประชุมทันที
       ชลบุษย์ยิ้มเอ็นดูให้
       “ดีใจด้วยนะจ๊ะ”
       มัทนายกมือไหว้
       “ขอบคุณค่ะคุณบุษย์”
       ชลบุษย์ปั้นยิ้มรับพร้อมจับมือมัทนาที่ไหว้ตนอย่างเอ็นดูก่อนจะลุกขึ้นพร้อมกับพลิกหน้าสายตาแข็งๆ แววชิงชังมัทนาก่อนเดินตามลลิสาออกไปจากห้อง
       มัทนาทำยิ้มแย้มดีใจไปมาแต่ก็แอบมีสีหน้าแววตากังวลๆ
       เอกชัยชำเลืองมองหน้าเขตต์ตวันที่จับตามองมัทนาอย่างจับสังเกต ลึกๆ ก็แอบระแวงอยู่เหมือนกัน
      
       ลลิสาหัวเสียเดินมาระบายอารมณ์ใส่เยาะที่มุมห้องรับแขก
       “ไม่รู้มันมีดีอะไรนักหนา คุณปอนถึงถือหางเข้าข้างมันนัก”
       เยาะงงฟังความไม่ได้ศัพท์
       “คุณปอนซื้อหมาใหม่มาเหรอคะ”
       ลลิสาโกรธจัดปนรำคาญ
       “นังบ้า ไปให้พ้นๆ เลย”
       เยาะจ๋อย รีบเดินเลี่ยงออกออกไป ชลบุษย์เดินกรีดกรายมาป่วนประสาท
       “กงเกวียนกำเกวียน”
       ลลิสาชายหางตาขวับมองชลบุษย์
       “เคยทำกับฉันไว้ยังไง เธอก็จะโดนยังงั้น”
       “ไม่มีทางหรอกย่ะ”
       ชลบุษย์ยังพูดกวนประสาท
       “เหรอ ทั้งเด็กกว่า สดกว่า น่าร๊ากอ้ะ”
       ลลิสาเหยียดปากดูถูก ประมาณพูดอะไรเชยๆ
       “ระวังจะตกกระป๋องไม่รู้ตัว เห็นคุณเอกปลาบปลื้มมากจะดันเป็น นางแบบคนใหม่ของตวัน”
       ลลิสาตกใจ จ้องชลบุษย์เขม็งอย่างอยากรู้ ชลบุษย์ทำจริตตกใจ
       “อุ๊ย ความลับราชการ...”
       ชลบุษย์รีบยกมือขึ้นปิดปาก ก่อนจะขำๆ กวนประสาทเดินจากไป ลลิสามีสีหน้าชิงชัง อิจฉาปนหมั่นไส้มัทนาอย่างที่สุด
      
       เสียงวาสิฏฐีนำร้องเพลงอวยพรวันเกิดดังนำขึ้นมา
       “แฮปปี้ เบิร์ธเดย์ ทู ยู...”
       โถงบ้านมัทนา วาสิฏฐีเป็นคนถือหูโทรศัพท์ให้สาวิตรีและศกุนตลา สองพี่สาวช่วยกันร้องเพลงอวยพรปรบมือกันยิ้มแย้มแจ่มใส พ่อกับแม่วางถาดใส่ของเตรียมออกไปใส่บาตรนั่งยิ้มมองอยู่ที่โซฟา
       เพลงจบทุกคนปรบมือเฮฮา มัทนายืนฟังเพลงอวยพรจากโทรศัพท์มือถือ ยิ้มตื้นตันใจ น้ำตาคลอๆ อยู่ที่ชายหาด
       “ขอบคุณค่ะ”
       “ฟังแม่โปรดสัตว์ เอ๊ย อวยพรต่อนะพี่มัท” วาสิฏฐีว่า
       มัทนาเจ็บใจปนเอ็นดู
       “กลับไปแกจะโดนสิฏฐี”
       แม่มารับโทรศัพท์ไปคุยและอวยพรอย่างอ่อนโยน
       “รักษาเนื้อรักษาตัว ทำงานลุล่วงอย่างที่ตั้งใจไว้นะลูก”
      
       “ขอบคุณค่ะแม่”

       แม่คุยโทรศัพท์ อวยพรเสร็จก็เสียงแข็งใส่ทันที
      
       “แล้วเมื่อไหร่จะกลับบ้าน ซะที เจ้านายเราจะมากเกินไปแล้วนะ”
       มัทนาหน้าจ๋อยๆ
       “กำลังจะกลับแล้วล่ะค่ะแม่ อีกอึดใจเดียว ขอคุยกับคุณพ่อหน่อยสิคะ ยังไม่ได้ฟังคำอวยพรจากป๊ะป๋าเลย”
       มัทนาเป่าปากอย่างโล่งอก
      
       เวลาสาย เชนกำลังเซ็นสลิปบัตรเครดิตชำระค่าใช้จ่ายอยู่ที่เคาน์เตอร์ ไปรษณีย์เดินเข้ามาพอดี
       “พัสดุของคุณมัทนาห้อง 811 ครับ”
       ไปรษณีย์วางกล่องพัสดุลงข้างๆ เชน ก่อนที่จะเอาเอกสารให้พนักงานเซ็นรับแทน เชนเหล่มองกล่องพัสดุเห็นข้อความเขียนอว่า “เบิร์ธเดย์จ้ะน้องรัก” ก่อนจะมีชื่อ คุณ มัทนา ศรีอรุณ ห้อง 811 โรงแรมอโณมา ตามด้วยที่อยู่... เชนมีสีหน้าใช้ความคิด ก่อนจะอมยิ้มบางๆ ออกมา
      
       เวลากลางวัน ที่หลังสนาม มัทนาและเยาะช่วยกันอาบน้ำให้เจ้าด่างกับเจ้าจุด แต่เจ้าหมาสองตัวก็วิ่งหนีน้ำ สองสาวก็วิ่งไล่จับน้องหมากันวุ่นวาย เขตต์ตวันเดินถือแมกกาซีนแนวเศรษฐกิจและการตลาดออกมาอ่านเล่นเห็นความโกลาหลก็หยุดมองดู สีหน้านิ่งๆ
       “ไอ้จุดจะไปไหน อาบน้ำทีไรเป็นงี้ทุกที”
       มัทนาไล่จับบอก
       “ ด่าง อย่าดื้อสิ”
       ทั้งคู่ต่างไล่จับ หมาหนีได้แต่คนชนกันเอง จนล้ม
       “ซุ่มซ่ามจริงเลยๆ คนทั้งคน ชนเข้ามาได้”
       ด่างและจุดวิ่งไปหาเขตต์ตวันพร้อมสะบัดขนที่เปียกน้ำจนกระเด็นใส่เขตต์ตวันไปทั่ว เยาะและมัทนาตกใจกลัว ยกมือไหว้ขอโทษ ทำหน้าแหยๆ เขตต์ตวันได้แต่ถอนใจส่ายหน้า
      
       ที่หน้าบ้าน เชนสวมหมวกแก็ปปิดบังหน้าแต่งเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ขาดๆ เก่าๆ ถือถุงใส่ของยืนกดกริ่งหน้ารั้วบ้านเขตต์ตวัน เปี๊ยกเดินมาชะโงกหน้ามองแล้วถาม
       “มาหาใครครับ”
       เชนปั้นยิ้มทำหน้าจ๋องๆแหยๆ
       “ผมมาหามัทครับ”
       เปี๊ยกเหล่มองถาม
       “มัทไหน”
       “ก็มัทที่มาทำงานใหม่ดูแลหมาไงครับ”
       “มาหาทำไม”
       “มาเยี่ยมครับมีของมาฝาก”
       เปี๊ยกทำเป็นหมาหวงก้างไม่ค่อยชอบใจนัก
       “รอนี่แหละ เดี๋ยวไปตามมาให้ แต่รู้เอาไว้ด้วยนะ ไม่จำเป็นจริงๆ อย่ามาอีก เจ้านายฉันไม่ชอบ”
       เชนยิ้มแย้มตอบ
       “ขอบคุณพี่มากครับ”
       เปี๊ยกเดินตาขวางมาตามทัทนา เชนมองสำรวจเข้าไปในบ้านเขตต์ตวัน ก่อนจะรีบเบี่ยงหน้าหลบทันควันเหมือนเห็นอะไรเข้า
      
       สนามหลังบ้าน เขตต์ตวันกำลังจับเจ้าด่างอาบน้ำฟอกสบู่เอง มัทนาและเยาะยืนจูงหมาอีกตัว
       “แค่เนี้ย ไม่เห็นจะยากตรงไหน...เอ้า พาไปเช็ดขนให้แห้ง”
       มัทนาไปรับเจ้าด่างมาเช็ดขนต่อ เปี๊ยกวิ่งเข้ามารายงาน
       “มัท...มีคนมาหาเธอ”
       เขตต์ตวันเหล่มอง มัทนาถามอย่างแปลกใจปนกังวล
       “ใครเหรอ”
       “ไม่รู้ ผู้ชายหน้าตาประหลาดๆ” เปี๊ยกบอก
       “กล้ามากนะ นัดผู้ชายมาเจอถึงบ้าน รู้มั้ยว่าคุณปอนไม่ชอบให้คนแปลกหน้ามาวุ่นวาย” เยาะว่า
       มัทนามองเขตต์ตวัน
       “หนูเปล่านะคะคุณปอน เค้ามาเอง”
       “หนูเปล่านา เค้ามาเอง...แก้ตัวน้ำขุ่นๆ” เยาะแขวะ
       เขตต์ตวันเสียงแข็ง
       “ทีหลังอย่าทำอีกแล้วกัน”
       มัทนาหน้าจ๋อยๆ
       “ค่ะ”
       เขตต์ตวันเดินมาเช็ดตัวให้เจ้าด่างแทน มัทนามีสีหน้าสงสัยว่าใคร จึงรีบเดินไปทางหน้าบ้าน
       เปี๊ยกตามไปติดๆ ด้วยสีหน้าหวงๆ เยาะมีสีหน้าใช้ความคิด
       “คุณปอนคะ หนูขอไปห้องน้ำประเดี๋ยวเดียวนะคะ”
       “จะไปไหนก็ไป”
       “ขอบคุณค่ะ”
       เยาะสีหน้าเจ้าเล่ห์ เขตต์ตวันเช็ดขนและเล่นกับเจ้าด่างไป
      
       เปี๊ยกแอบดูอยู่มุมรั้วมองออกไปที่มุมถนนด้วยสีหน้าหวงๆ เห็นเชนส่งกล่องของขวัญให้มัทนา
       “สุขสันต์วันเกิดครับ”
       มัทนายิ้มเขินๆ
       “ขอบคุณค่ะ คุณเชนรู้ได้ยังไงคะว่าวันนี้วันเกิดมัท”
       “ผมเห็นกล่องพัสดุมาส่งให้มัทที่โรงแรม จ่าหน้าอวยพรวันเกิดมัทก็เลยเสี่ยงๆ มาหาโชคดีที่ตรงวันพอดี”
       มัทนาฃพูดแก้เขินหลบสายตา
       “ต้องเป็นของขวัญจากพี่มี่กะพี่วารีแหงๆ”
       “เย็นนี้ขอเจ้านายจอมเฮี๊ยบออกไปทานข้าวเย็นกับผมได้มั้ยครับ”
       เชนส่งสายตาหวานอ้อนวอน เปี๊ยกมีสีหน้าไม่พอใจมาก เขม่นหมั่นไส้สุดๆ ที่หลังเปี๊ยก...เยาะแอบใช้โทรศัพท์มือถือของตนถ่ายรูปเชนเอาไว้ ภาพที่ถ่ายชัดเจนพอควร เยาะยิ้มพอใจในผลงาน
      
       ลลิสากำลังออกกำลังกายในห้องออกกำลัง... เยาะรีบเข้ามารายงานข่าวพร้อมถือโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งถ่ายรูปเชนมาเป็นหลักฐานด้วย
       “เยาะแอบถ่ายรูปแฟนนังมัทมาได้แล้วค่ะคุณลิซ่า”
       ลลิสาหยุดออกกำลังกาย หันมองด้วยสีหน้านิ่ง
       “ไหนเอามาดูสิ”
       เยาะรีบส่งให้ดูอย่างภูมิใจนำเสนอ
       “นี่ค่ะ ถึงจะสวมหมวกแต่เยาะก็เลือกถ่ายมุมเห็นหน้าชัดๆ มาได้ค่ะ”
       “เอาไปให้ใครดูรึยัง”
       “ยังค่ะ เยาะเอามาให้คุณลิซ่าดูคนแรก”
       ลลิสาหยิบมือถือเยาะแล้วลุกเดินไปดูที่มุมหน้าต่าง
       “ผลงานชิ้นโบว์แดง วันนี้ได้ทริปแหงๆ นังเยาะ”
       “ไหน รูปอะไร มีแต่รูปโพสท์ท่าอุบาทว์ๆ ของแกทั้งนั้นเลย”
       เยาะแปลกใจรีบลุกไปดู
       “เยาะถ่ายมากับมือจริงๆนะคะ”
       เยาะรับโทรศัพท์มากดดูรูปที่ถ่ายเอาไว้ มีแต่รูปถ่ายตัวเองเก็กสวยในมุมสวน ชายหาด กับน้องหมา
       “ ไม่มีจริงๆด้วย หายไปไหนล่ะ มีแต่รูปสาวสวย” เยาะยิ้มปลื้ม หลงตัวเอง
       “ไปไหนก็ไปเลยไป”
       เยาะหน้าแหยๆ รีบวิ่งจู๊ดออกไปทันที
      
       ลลิสาถอนใจยาวออกมาก่อนจะมาออกกำลังกายต่อ
      



       มัทนาเดินหน้าแหยๆ หยิบผ้าขนหนูอีกผืนเข้ามาช่วยเขตต์ตวันเช็ดตัวเจ้าด่าง  
      
       “เพื่อนกลับไปแล้วเหรอะ”
       “ค่ะ”
       “ทีหลังอย่าทำอีก ฉันชอบความเป็นส่วนตัว”
       “ค่ะคุณปอน”
       เขตต์ตวันเช็ดหน้าให้เจ้าด่าง
       มัทนาเหล่มอง ก่อนถามเสียงอ่อย
       “คุณปอนคะ”
       เขตต์ตวันเหลือบตามอง
       “เย็นนี้หนูขอออกไปทานข้าวเย็นกับเพื่อนได้มั้ยคะ”
       “ยังคุยธุระกันไม่จบอีกรึไง”
       มัทนาหน้าแหยๆ
       “คือวันนี้ วันเกิดหนูน่ะค่ะ”
       เขตต์ตวันสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย
       “ไปขอคุณเอกแล้วกัน”
       “ขอบคุณค่ะ”
       มัทนาก็แข็งขันช่วยกับเขตต์ตวันเช็ดตัวเจ้าด่างไป ชลบุษย์แอบมองอยู่ด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก ก่อนจะหันเดินกลับไปชนกับเอกชัยอย่างจัง ชลบุษย์ตกใจ
       “อุ๊ย...คุณเอก มาเงียบๆ”
       “มาแอบดูอะไรเค้าครับ”
       “คุณปอนดูแปลกๆ ไปนะคะ”
       “แปลกตรงไหน”
       “ปกติบุษย์ไม่เคยเห็นคุณปอนให้ความสนิทชิดเชื้อกับเด็กลูกจ้าง คนไหนในบ้านมากเท่านี้เลยนะคะ”
       “ผมก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ บุษย์ระแวงเด็กคนนี้เกินไปมากกว่า”
       ชลบุษย์ค้อนใส่เอกชัย
       “บุษย์เป็นคนแนะนำให้ผมปั้นมัทเป็นนางแบบเองไม่ใช่เหรอะ ปอน เค้าต้องเช็คคุณภาพสินค้าก่อนก็ถูกต้องแล้วนี่”
       ชลบุษย์หมั่นไส้
       “ผู้ชายก็เหมือนกันหมด เห็นเด็กสาวๆ เป็นไม่ได้”
       ชลบุษย์สะบัดหน้าพรืดเดินไป เอกชัยยิ้มส่ายหน้า ก่อนมีสีหน้าขรึมลงและเดินเลี่ยงไปทางหน้าบ้าน
      
       ภายในห้องทำงาน เขตต์ตวันกำลังดูภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าบ้าน ว่าใครมาหามัทนา ภาพเห็นชัดแต่มัทนา ส่วนเชนนั้นปีกหมวกบังหน้ามิด และยืนอยู่ในมุมที่หันหลัง หันข้างเบี่ยงตัวให้กล้องตลอดๆ
       เขตต์ตวันและเอกชัยกำลังเช็คภาพย้อนหลังจากกล้องวงจรปิดด้วยกัน
       “ไอ้หนุ่มนี่ยืนเหมือนรู้มุมกล้องวงจรปิดเลยนะ ไม่เห็นหน้าเลย”
       “ฉันเช็คกับเยาะแล้ว รู้สึกจะเป็นพ่อค้าขายของตามชายหาด ไม่น่ามีอะไรหรอก แกอย่าบ้าจี้ตามลิซ่าไปหน่อยเลยปอน รู้ก็รู้ว่าเค้าหึงหวงแกกับเด็กนั่น”
       “ไม่เข้าท่า จะมาหึงฉันกับเด็กนี่ทำไม”
       เอกชัยยิ้มๆ
       “ก็เด็กมันสวยนี่หว่า ทำไงได้”
       เขตต์ตวันถอนใจ กดรีไวนด์ย้อนไปเช็คใหม่
       “แต่จะว่าไป เด็กนี่ปั้นดีๆ จะดังเอานะ”
       “แกเห็นดียังไงก็จัดการไปเลยแล้วกัน อย่าดึงฉันเข้าไปยุ่งด้วยเลย ขี้เกียจรำคาญ”
       เขตต์ตวันเพ่งมองไปที่หน้าจอคอมฯ อย่างติดใจ สงสัย
       “แกว่าไอ้หนุ่มนี่ ท่าเดินคุ้นๆมั้ย”
       “คนเราจะเดินได้ซักกี่ท่ากันวะ คิดมากฉี่เหลืองหมด ทำใจให้สบายดีกว่าปอน”
       เอกชัยตบบ่าเขตต์ตวันแล้วเดินออกไปจากห้อง
       เขตต์ตวันยังจับตามองผู้ชายในภาพแอบถ่ายจากกล้องวงจรปิด เขามีสีหน้าติดใจสงสัยอย่างบอกไม่ถูก
      
       มัทนาทิ้งตัวหงายลงบนเตียงนอนในห้องพักโรงแรมอย่างสบายสุดตัว เธอยืดตัวให้ผ่อนคลาย ยิ้มพริ้มสบายใจสุดๆ พลางบิดตัวไปมา
       “โอ๊ย อยากจะนอนให้ถึงเช้าเลย”
       มัทนาสูดหายใจฮึด ก่อนจะลุกขึ้นหยิบโทรศัพท์โทรออกพร้อมลุกเดินไปที่กล่องของขวัญที่วางอยู่บนโต๊ะ
       มีคณาเดินคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ในสถานที่ซึ่งไปทำงานหาข่าว
       “คุยได้สิจ๊ะ ไม่ได้ปลอมตัวหรอกจ้ะ รอสัมภาษณ์อยู่...สุขสันต์วันเกิดจ้ะน้องรัก”
       “ขอบคุณค่ะ”
       “ได้รับของขวัญรึยัง”
       มัทนา...ยืนคุยโทรศัพท์มือถืออยู่หน้ากล่องของขวัญ
       “ได้รับแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะพี่มี่”
       “ถูกใจรึเปล่า ไอเดียวารีเค้าทั้งหมดแหละ”
       “มัทยังไม่ได้แกะเลยค่ะ พี่วารีอยู่กะพี่มี่รึเปล่าคะ”
       “ไม่อยู่จ้ะ ออกไปทำข่าว”
       มัทนาบ่นๆบอก
       “นี่คุณเชนนัดดินเนอร์ มัทยังไม่รู้จะแต่งตัวยังไงเลย มีแต่ชุดลุยๆ ทั้งนั้น คราวก่อนก็อายเค้าทีแล้ว”
       “งั้นก็รีบแกะเลย ได้ใช้ทันที”
       มัทนาดีใจ
       “จริงเหรอคะ”
       มัทนารีบแกะของขวัญทันที
      
       ผ่านเวลาสักครู่ เชนแต่งตัวหล่อเดินคุยโทรศัพท์มือถือไปมาอยู่หน้าลิฟท์ที่เปิดออกพอดี มัทนาในชุดออกงานสวยผิดตา รวบผมดูเรียบหรู ก้าวออกมาจากลิฟท์ เชนอึ้งๆไปเล็กน้อย ก่อนจะคุยตัดสายโทรศัพท์
       “จัดการไปตามนั้นเลยแล้วกัน โอเค”
       มัทนาเดินยิ้มแย้มเข้ามาหาเชน เขาไม่ยิ้มตอบทำเป็นจำไม่ได้ ทำทีเป็นเดินเลยไปเพื่อมองหามัทนา
       “คุณเชน”
       เชนหันมองทำหน้าตาย
       “เรารู้จักกันด้วยเหรอครับ”
       มัทนาขำๆ
       “คุณเชนอ้ะ”
       แม้ไม่มีคำชมจากปากเชนแต่สายตาปลาบปลื้มที่มองมาก็ทำให้มัทนาขวยเขินจนแทบก้าวขา
       ไม่ออก
      
       ผ่านเวลามาพักใหญ่ เชนกำลังดึงเก้าอี้ให้มัทนานั่งที่โต๊ะอาหารในร้านบนเขา บรรยากาศหรูหรา
       “ขอบคุณค่ะ”
       เชนเดินไปนั่ง บริกรเอาเมนูมาวางให้แล้วเดินเลี่ยงออกไปอย่างมีมารยาทให้ลูกค้าได้เลือกตัดสินใจก่อน มัทนากวาดตามองไปทั่วร้าน
       “ทำไมต้องพามัทมาร้านหรูหราขนาดนี้ด้วยคะ”
       “จะได้เหมาะสมกับการแต่งตัวของมัทไง”
       “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ลองพี่วารีเลือกให้รับรองเซล 50 เปอร์เซ็นต์อัพ”
       “มันสำคัญที่คนใส่มากกว่าครับ” เชนยิ้มส่งตาหวาน
       มัทนาได้แต่ฝืนยิ้มเขินๆ หลบสายตามองไปทางอื่น แต่เธอก็ต้องยิ้มค้าง สีหน้าตกใจรีบยกเมนูขึ้นกางปิดหน้า
       “มีอะไรครับ”
       “คุณลิซ่า”
      
       เชนชำเลืองไปมองลลิสาเดินกรีดกรายเข้าร้านมา มีบริกรเข้าไปต้อนรับ ลลิสามองมาทางโต๊ะเชน เห็นเชนนั่งหันหลังให้เปิดอ่านเมนูไป ไม่มีมัทนาที่โต๊ะอาหารแล้ว
      
       เชนทำฟอร์มหันไปมองทางหน้าร้านปะกับสายตาของลลิสาพอดี



       ลลิสาเห็นหนุ่มหล่อมาดดีมองมาทางตน ก็ยิ่งวางมาดนางแบบดัง เดินกรีดกรายมาหาที่นั่งแต่ทิ้งสายตามองเชนแบบอ่อยอยู่ในที
      
               เขตต์ตวัน เอกชัย และชลบุษย์ นั่งทานอาหารเย็นและคุยกันอยู่บนโต๊ะอาหารที่บ้าน
               “แกก็ไม่บอกฉันก่อนว่าวันนี้วันเกิดมัทเค้า”
               “ทำไมคุณปอนต้องบอกด้วยคะ เด็กนั่นไม่ได้สำคัญอะไรนักหนา ก็แค่ลูกจ้างทำงานบ้าน” ชลบุษย์เหยียดปากหมั่นไส้
               “แต่เด็กกำลังจะกลายเป็นนางแบบให้ห้องเสื้อเราแล้วนะ”
               ชลบุษย์เบะปากเซ็ง
               “บุษย์ไม่น่าหาเรื่องเลย”
               “ถ้าฉันบอกก่อนแล้วแกมีอะไรจะให้เด็กงั้นเหรอะ”
               “มีสิ ฉันก็จะบอกข่าวดีว่าเราจะให้โอกาสเค้าเป็นนางแบบของตวัน.. สุดยอดของขวัญวันเกิดเลยล่ะ ชีวิตเปลี่ยนเลยนะ”
               “เราก็แค่เห็นแวว แต่อาจจะเดินไม่ดีไม่มีเสน่ห์บนเวทีก็ได้นะคะ”
               เอกชัยชักงง
               “เห็นตอนแรกบุษย์เชียร์สุดตัว ตอนนี้ทำไมเกิดไม่มั่นใจเด็ก ขึ้นมาซะล่ะ”
               ชลบุษย์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ
               “บุษย์กลัวทุกคนจะฝากความหวังกับเด็กคนนี้จนเกินไป เดี๋ยวจะผิดหวังน่ะค่ะ”
               เอกชัยอมยิ้มแบบรู้ทันว่า แอบอิจฉาเด็กอยู่เหมือนกันแม้จะอยากแกล้งลลิสาก็เถอะ
               โทรศัพท์มือถือเขตต์ตวันดังขัดขึ้นพอดี เขตต์ตวันเหลือบตามองก่อนกดรับสาย
               “ว่าไงลิซ่า เจอตัวมั้ย”
               “ไม่เห็นมีนี่คะลิซ่าว่าแล้วว่าต้องตาฝาด อย่างมันจะมีปัญญามาร้านหรูหราขนาดนี้ได้ไง”
               เอกชัยสงสัย
               “อย่าบอกนะว่าแกให้ลิซ่าแอบตามไปดูมัทไปเดทกับแฟนเค้า”
               เขตต์ตวันหน้านิ่งตอบกลับไป
               “ไม่เจอตัวก็ไม่เป็นไร เธอกลับมาเถอะ”
               ลลิสาแกล้งยั่ว
               “เจอหนุ่มหล่อมาส่งสายตาให้ ชักไม่อยากกลับแล้วสิ”
               ลลิสากดตัดสายไป
               เขตต์ตวันกดตัดสายพร้อมบ่นเบาๆ อย่างไม่แคร์
               “อยากไปก็ไป”
               ชลบุษย์จับตามองเขตต์ตวันอย่างอยากรู้ว่า พูดแบบนี้หมายความถึงใครยังไง
               “เลิกระแวงเด็กนี่ซะทีเถอะปอน ฉันก็เช็คประวัติให้แต่แรกแล้วไง เด็กซื่อขนาดนั้นไม่ได้เป็นสายให้ใครหรอก” เอกชัยว่า        เขตต์ตวันถอนใจยาวออกมาแล้วทานข้าวต่อไป ยังไม่เชื่อใจเต็มร้อยอยู่ดี
       ที่ร้านอาหารบนเขา ลลิสาจงใจเดินกรีดกรายมาเฉียดๆ โต๊ะที่เชนนั่ง ส่งสายตาอ่อยเล็กน้อย เชนยิ้มที่มุมปากให้ ลลิสาทำเชิดเดินกรีดกรายออกไปจากร้าน เชนยกแก้วน้ำขึ้นจิบด้วยสีหน้านิ่งๆ
               มัทนาแอบมองจากบริเวณหน้าห้องน้ำ ถอนใจออกมาอย่างโล่งอก บ่นพึมพำ
               “เกือบไปแล้ว”
               มัทนาเป่าปากโล่งอก จับตามองจนมั่นใจก่อนจะค่อยเดินกลับไปที่โต๊ะอาหาร
      
               ในเวลาต่อเนื่องกัน มัทนาและเชนนั่งทานอาหารกันไปท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกของร้านอาหารบนเขา … มัทนาอิ่ม รวบช้อน
               “อ้าว อิ่มแล้วเหรอครับ”
               “อยู่นานกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”
               “จริงด้วย ผมลืมไป”
               “ขอโทษนะคะ มัททำให้คุณเชนหมดอร่อยเลย”
               “เรามาทานกันอีกเมื่อไหร่ก็ได้”
               “ไม่ใช่เราหรอกค่ะ คุณเชนคนเดียวตะหาก อย่างมัทคงไม่มีปัญญามาทานร้านแบบนี้หรอกค่ะ แค่ราคาสเต็กจานเดียวก็ปาดเหงื่อแล้ว”
               “อยากทานเมื่อไหร่ก็มากับผมก็ได้นี่นา”
               “ไม่ได้หรอกค่ะ แค่นี้มัทก็เกรงใจจะแย่แล้ว เอาไว้เสร็จงานคราวนี้ เราเจอกันที่กรุงเทพ มัทขอเป็นเจ้ามือบ้างก็แล้วกัน”
               “โอเคครับ”
               “แต่ร้านไม่หรูขนาดนี้นะคะ แต่รับรองรสชาติอาหารไม่เป็นรองใคร สามทหารเสือสาวชวนชิม การันตีมาแล้ว”
               เชนงงๆ
               “รายการโชว์ชิมอาหารใหม่เหรอครับ”
               มัทนายิ้มบอก
               “เปล่าค่ะ มัทหมายถึง พี่ๆ ที่ทำงานกับ มัท สาวสามคนเคยชิมมาแล้วอร่อยน่ะค่ะ”
               “งั้นก็แสดงว่าอร่อยจริง”
               มัทนายิ้มมั่นใจพร้อมยกสองนิ้วโป้ง
               “ได้แกะของขวัญที่ผมให้รึยังครับ”
               “ยังเลยค่ะ” มัทนาตอบแล้วจิบน้ำ
               “ของขวัญหลอกๆ ให้สมกับคู่รักปลอมตัวของเรา”
               มัทนาไอสำลักเบาๆ
               “เกือบสำลักเลยค่ะ”
               มัทนายิ้ม หยิบทิชชูมาซับปาก เชนจับตามองมาที่เธอ
               “ถ้าในการ์ดอวยพรผมเขียนสารภาพว่าผมชอบคุณล่ะ”
               มัทนาชะงักไป หน้าร้อนผ่าว เหลือบตามองหลงเข้าไปในตาหวานเชื่อมเป็นประกายของเชน
               “ผมไม่ได้ทำหรอก”
               มัทนาถอนใจยาวออกมาอย่างโล่งอก
               “คุณเชนนี่ชอบพูดเล่นซะเรื่อยเลย”
               มัทนาขำกลบเกลื่อน
               “คิดไปคิดมาแล้ว บอกด้วยตัวเองดีกว่า”
               มัทนาถึงกับขำค้าง เขาจ้องตาเธอ สีหน้าจริงจัง
               “ผมชอบคุณนะ”
               มัทนาหน้าร้อนแดงไปหมด เขินจนทำอะไรไม่ถูก จนต้องอาศัยมุกตลกกลบ
               “เซอร์ไพรส์”
               มัทนาผายมือ2 ข้าง ฉีกยิ้ม พูดเสียงแหลม แกล้งขำนำ
               “แฮปปี้เบิร์ธเดย์ ทู้ยู”
               เชนยังจริงจัง
               “ผมพูดจริงนะ ผมไม่เคยรู้สึกกับใครแบบนี้มาก่อน”
               มัทนาขำค้างๆ กรอกตาไปมา คิดอะไรไม่ออกว่าจะเอายังไงดี เป็นลมดีกว่า ว่าแล้วมัทนาก็แกล้งหลับกลางอากาศฟุบหน้าไปกับโต๊ะอาหารเชนตกใจมากร้องเรียกแล้วลุกไปประคอง
               “มัท”
      
               เวลาหัวค่ำ มัทนาเดินดมยาดมหน้าตาล่อกแล่กนำมาตามทางเดินของโรงแรมอโณมา ก่อนมาหยุดที่หน้าห้องแล้วไขกุญแจ เชนเดินตามมาส่ง หยุดอยู่ด้านหลัง
               “ดีขึ้นแล้วใช่มั้ยครับ”
               มัทนาหันมา ฝืนยิ้มแหยๆแก้ตัว
               “ค่ะ สงสัยมัทจะกังวลเรื่องต้องรีบกลับมั้งคะเลยเป็นลมไป”
               เชนรู้ทัน
               “ผมว่าไม่น่าใช่นะ”
               มัทนารีบแก้ตัวต่อ
      
               “บางทีอาจจะเป็นเพราะมัททานมากไปก็ได้ค่ะ”



       เชนยิ้มแบบรู้ทัน ส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ เธอหน้าเจื่อนลง รู้ว่าเชนรู้เหตุผล เธอสูดหายใจลึก รวมความกล้ามองหน้าเขา
      
               “ขอบคุณมากนะคะกับความรู้สึกดีๆ”
               เชนยิ้มรับ ดีใจ
               “แต่มัทยังไม่พร้อม ยังไม่คิดเรื่องพวกนี้”
               เชนยิ้มแห้งลงเล็กน้อย
               “มัทยังสนุกกับงานอยู่ มันเร็วเกินไปหน่อยน่ะค่ะ”
               เชนยิ้มอย่างเข้าใจ
               “ผมเข้าใจครับ สัญญาได้มั้ยว่าจะให้โอกาสผมเป็นคนแรก”
               เชนพูดพลางจ้องตา รอคำตอบ มัทนาเขินเล็กน้อยและรีบตัดบท
               “หมดเวลาแล้วค่ะ ซินเดอเรลล่าต้องกลายเป็นสาวใช้แล้ว ขอบคุณมากนะคะ”
               มัทนายิ้มให้แล้วรีบกลับเข้าห้องนอนไปอย่างเร็ว ภายในห้องพัก เธอยิ้มเขินสุดๆ
               “บ้าจริงๆ เลย”
      
               เสียงแซวกระเซ้ากิ๊วก๊าวของสาระวารีดังขึ้นเมื่อได้ยินเรื่องราวของเชนที่มัทนาโทรมาเล่าให้ฟัง เธออินกับเพื่อนรุ่นน้องถึงกับเขินแทน
               “แล้วมัทตอบเค้าไปว่ายังไง จะให้โอกาสเค้าเป็นคนแรกรึเปล่า”
               “ไม่ได้ตอบ”
               “ใจร้าย...คุณเชนไม่ดีตรงไหน คิดว่าตัวสวยเลือกได้รึไงยะ”
               มัทนา...เปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมกลับบ้านเขตต์ตวันแล้ว เธอกำลังพับเสื้อผ้าที่ใส่ไปอยู่พร้อมคุยไป
               “ไม่ใช่ยังงั้นหรอกค่ะพี่วารี มัทยังสนุกกับงานอยู่ ไม่มีเวลาให้ใครหรอกค่ะ...เหมือนกับพี่วารีแหละ”
               “ไม่เหมือนหรอกย่ะ ขอเจอคนที่ใช่ พี่พร้อมลาออกไปเป็นแม่บ้านทันที”
               มัทนาหัวเราะหลุดแบบขำก๊ากออกมา
               “ไม่ต้องหัวเราะดังขนาดนั้นก็ได้จ้ะ ดูถูกกันเกินไปแล้ว” สาระวารีแอบทิ้งค้อนเบาๆ
               “อยากจะเห็นจริงๆ จะมีหนุ่มคนไหนกล้ามากระตุกหนวดเสือสาวอย่างพี่วารี บายค่ะ” มัทนาขำก่อนกดตัดสายไป
               สาระวารีมองตัวเองในกระจกในห้องน้ำ แอบมีสีหน้าขรึมลงเล็กน้อย ก่อนจะเชิดมั่นใจขึ้นมา เธอพูดกับตัวเองในกระจก
               “ไม่เห็นจะแคร์เลย” สาระวารีสะบัดหน้าพรืดเดินกร่างออกไปจากห้องน้ำ
      
               กลางดึกที่ห้องพักในเรือนลูกจ้าง มัทนาอยู่ในชุดนอนเรียบร้อย เดินมานั่งบนเตียงพร้อมกล่องของขวัญจากเชน...หยิบการ์ดมาเปิดอ่านลุ้นๆ
               “สุขสันต์วันเกิดครับ....พี่เชน”
               มัทนาแกะของขวัญออกดูพบว่า เป็นวิทยุเทปตั้งอัดได้แบบรุ่นราคาไม่แพง...
               “ขอบคุณค่ะ เป็นประโยชน์มั่กๆ”
               มัทนาทดลองใช้เครื่องไป
      
               เช้าวันรุ่งขึ้น บริเวณสนาม เสียงวิทยุเทปอัดเสียงเครื่องนั้นเปิดเพลงลูกทุ่งดังนำมา มัทนากำลัง
       ให้อาหารเจ้าด่างเจ้าจุดอยู่ เอกชัยเดินเข้ามาแซว
               “เปิดเพลงเพราะแต่เช้าเลยนะ”
               มัทนายิ้มๆบอก
               “เพื่อนซื้อให้เป็นของขวัญเมื่อวานน่ะค่ะคุณเอก”
               “เพื่อนหรือแฟน”
               “เพื่อนค่ะ”
               “สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะ”
               “ขอบคุณค่ะ”
               “ฉันมีข่าวดีจะบอก ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดให้เธอก็ได้”
               มัทนาสีหน้าเจ้าเล่ห์ทำฉุกคิด
               “เอ๊ะคุณเอก ปุ่มนี้คืออะไรเหรอคะ”
               มัทนาส่งเครื่องให้ดู
               “อ๋อ ปุ่มอัดเสียง มีเทปรึยัง”
               เอกชัยส่องดูแล้วบอก
               “มีแล้วนี่”
               มัทนาทำเนียนๆ ตื่นเต้น
               “มัทร้องเพลงอัดลงไปได้มั้ยคะ”
               “ได้สิ ลองอัดเสียงฉันดูก็ได้”
               เอกชัยกดอัด ก่อนพูด
               “ฟังให้ดีนะ คุณปอนกับฉันมีของขวัญวันเกิดอย่างนึงจะให้เธอ...เราจะให้เธอฝึกเป็น
       นางแบบ”
               มัทนาตาเบิกโพลง
               “ถ้าเดินใช้ได้ เธออาจจะได้ขึ้นโชว์เป็นแบบให้คอลเล็กชั่นใหม่ของเรา”
               มัทนาแกล้งยิ้มแหยๆ
               “อะไรคะ ไม่เข้าใจค่ะ”
               “เคยได้ยินเสื้อผ้าแบรนด์ตวันมั้ยล่ะ”
               มัทนาแอบมีแววตาเจ้าเล่ห์เล็กน้อยแว่บมาให้ได้เห็น เหล่มองเทปที่อัดอยู่ จะล่อ
       ให้เอกชัยพูดออกมา
               “แล้วมัทจะไปเดินให้เค้าได้ยังไงคะ”
               เอกชัยขำๆ เอามือวางบนหัวเธอ เขย่าอย่างเอ็นดู
               “ก็เสื้อผ้าแบรนด์ตวัน เป็นของคุณปอนน่ะสิ เด็กซื่อเอ๊ย...”
               มัทนายิ้มแหย
               “มัทคงเดินไม่ได้หรอกค่ะ ไม่กล้า”
               “ไม่ลองไม่รู้ โอกาสดีๆ มีถึงแล้ว ถ้าทำได้ ชีวิตเธอจะพลิกเลยนะ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวบุษย์กับลิซ่าจะช่วยเทรนให้เธอเอง” มัทนาพูดพลางตบไหล่
               มัทนายิ้มแหย แต่สายตาแอบเหล่มองไปที่เทปที่อัดเสียงเอกชัยอยู่โดยตลอด
               ด้านหลังเขตต์ตวันแอบฟังการสนทนาอยู่ห่างๆ ถึงวินาทีนี้ก็ยังไม่ไว้วางใจในตัวมัทนาเต็มร้อยนัก
      
               เวลาต่อเนื่องมา ลลิสาหน้าหงิกอารมณ์เสียขณะทานสลัดอยู่ที่โต๊ะอาหารเช้าเมื่อชลบุษย์พูดเรื่องมัทนา
               “ฉันไม่ฝึกให้มันหรอก เธอจะใจดีสร้างภาพก็ทำไป”
               ชลบุษย์ยิ้มกวนบอก       
               “คุณปอนได้ยินแบบนี้ คงเสียใจน่าดูเลย”
               ลลิสาลุกขึ้น จ้องหน้าพูดด้วยน้ำเสียงแดกดัน สีหน้าดูถูก
               “ไม่หรอกมั้ง มีนางแบบอันดับ1 อย่างเธอช่วยเทรนอยู่แล้วนี่... นางแบบรุ่นเก่า ปลดระวาง
       แล้ว เดินสไตล์เก่าๆ เชยๆ ก็เหมาะกับเด็กบ้านนอกนั่น”
               ชลบุษย์        เจ็บใจย้อนกลับ
               “ทำไงได้ล่ะ ฉันมันใจไม่ถึง ไม่กล้าผ่าตัดยัดโน่นเสริมนี่ ของปลอมก็งี้แหละ เดินสไตล์แปลกๆไม่เหมือนใคร” ชลบุษย์ขำๆแล้วจะเดินไป
               ลลิสาสีหน้าเจ็บใจมาก
               “ฉันของแท้ย่ะ ไม่งั้นคุณปอนจะติดใจขนาดนี้เหรอะ”
               ชลบุษย์หันมาจ้องหน้าหน้าลลิสาแล้วสะบัดหน้าเดินฉับๆ กลับออกไป ลลิสามีสีหน้าหงุดหงิด ไม่เห็นด้วยอย่างแรงที่จะดันมัทนาเป็นนางแบบแบรนด์ใหม่ของตวัน
      
               ผ่านเวลาต่อมา ชลบุษย์กำลังหัดให้มัทนาเดินแบบอยู่ที่ห้องประชุม โดยมีเอกชัยนั่งดูว่า เด็กพอจะมีแววมั้ย มัทนาฝึกเดินแบบได้ดีแต่ยังไม่สง่าพอ ต้องให้ชลบุษย์จัดระเบียบท่าทางอยู่เนืองๆ ลลิสาที่แอบดูจากหน้าห้อง แอบเหยียดปากพึมพำดูถูกอยู่ตลอดเวลา
      
               “หุ่นไม่ให้ รูปร่างแปลกๆ คิดอะไรกันอยู่”

      เวลาต่อมา เยาะสีหน้าไม่พอใจมากวิ่งประกบมัทนาอยู่ที่ชายหาด
      
               “เร็วขึ้นอีก วิ่งหรือคลานกันแน่เนี่ย”
               “วิ่งมาตั้งไกลแล้วนะ” มัทนาบอก
               เยาะหยุดวิ่งเท้าสะเอวจ้องหน้าอย่างดูถูก
               “อยากเป็นนางแบบนักนี่ อ้วนกว่าฉันตั้งเยอะ สวยก็สู้ไม่ได้ ไม่รู้คุณเอกเห็นแววหล่อน
       ตรงไหน”
               “เห็นฉันแปลกมั้ง”
               “ไม่มีทาง เรื่องแปลกฉันเป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว ใครจะแปลกกว่าฉันได้อีก” เยาะค้อนใส่
               “กลับกันเถอะเน๊อะ”
               “ฉันไม่เน๊อะนะกับเธอด้วยหรอกย่ะ วิ่งต่อไปสุดหาดเลยไป ฉันจะนั่งรอร่มๆ แถวนี้ล่ะ”
               “โห”
               “ไปซิ เดี๋ยวฉันจะฟ้องคุณบุษย์”
               มัทนาถอนใจอย่างเหนื่อย
               “ไปก็ได้”
               มัทนาวิ่งต่อ เยาะมองตาม ก่อนจะโพสต์ท่านางแบบยืนรับลมทะเลรอ
               “สวยตรงไหน”
               มัทนาวิ่งต่อไปเพียงนิดก็เห็น กบและกลุ่มเพื่อนนักข่าวสายบันเทิงของนสพ.อื่นเดินลงมาที่ชายหาด มัทนาหยุดกึก จำได้ กบเงยหน้าเห็นเข้าพอดี ก็จำได้ร้องเรียก
               “มัท”
               มัทนาตาเบิกโพลง วิ่งกลับไปแบบไม่คิดชีวิต จนวิ่งเลยเยาะไป
               “จะหนีไปไหนยะ”
               เยาะวิ่งตามกวดกลับไป กบเพื่อนนักข่าวเพ่งมองตามอย่างสงสัย
               นักข่าวคนหนึ่งถามกบ       
               “ใครเหรอ”
               “ก็น้องมัท นักข่าวสยามสารไง”
               “ใช่เหรอ ทำไมต้องวิ่งหนีด้วยล่ะ”
               “นั่นน่ะสิ มาทำไม” กบมีสีหน้าติดใจสงสัย
      
               เวลาบ่าย คนขับรถเปิดประตูให้เขตต์ตวันและเอกชัยเดินไปขึ้นรถทางด้านหลัง มัทนาเดินมาขึ้นประตูหน้า นั่งข้างคนขับ เยาะยืนส่งคู่กับเปี๊ยก แต่ค้อนใส่ด้วยความหมั่นไส้มัทนา ส่วนเปี๊ยกยิ้มปลื้มยกมือขึ้นบ๊าย บาย
               “จะไปบ๊าย บายมันทำไม ไปลองเสื้อแป๊บเดียว เดี๋ยวมันก็กลับ”
               ภายในรถ...เอกชัยคุยโทรศัพท์มือถืออยู่
               “กำลังออกจากบ้านแล้ว... ก็เตรียมชุดที่เคยออกแบบไว้สำหรับแบรนด์ใหม่ไว้ให้หมดนั่นล่ะ คุณปอนจะพานางแบบไปลอง...นางแบบไม่ได้ไซส์ คงต้องแก้กันเยอะ”
               มัทนาแอบชำเลืองหันมามองเขตต์ตวันที่นั่งหน้านิ่งจ้องมาทางเธออยู่ก่อนแล้ว มัทนารีบหันกลับไปนั่งตัวตรงทันที
      
               ผ่านเวลามา รถจอดที่หน้าอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งย่านตลาด เอกชัยเดินนำลงจากรถ คนขับรถเดินมาเปิดประตูรถให้เขตต์ตวัน เขาก้าวลงมาจากรถ เป็นจังหวะเดียวกับกบและเพื่อนนักข่าวเดินออกมาจากร้านก๋วยเตี๋ยว กบเพ่งมองจำเขตต์ตวันได้ แล้วตะโกนลั่น
               “เขตต์ตวัน”
               เขตต์ตวันและเอกชัยหันมองกบพร้อมๆกับมัทนาที่กำลังจะก้าวออกมาจากรถก็ตกใจมาก
               “กบ”
               มัทนารีบผลุบกลับเข้าไปนั่ง ปิดประตูรถ หน้าซีดเผือด หายใจไม่ทั่วท้อง กบและนักข่าวกรูเข้าหาเขตต์ตวันพร้อมถ่ายรูป เขตต์ตวันสีหน้าเซ็งปนรำคาญ เอกชัยรีบเข้ากันเพื่อนแล้วพาเข้าตึกไปอย่างเร็ว
       นักข่าวจะกรูตาม แต่รปภ.ตึกรีบออกมาอ้าแขนขวางทาง
               “เข้าไม่ได้นะครับ”
               กบหันไปมองทางรถแล้วแอบถ่ายภาพรถเขตต์ตวันเอาไว้ มัทนารีบก้มมุดหลบไปทันที แต่ไม่พ้นสายตาเหยี่ยวของกบ มัทนาหลบไม่พ้นได้แต่ยิ้มแหยๆ
               “มัท”
               คนขับรถเดินเข้ามาหากบ
               “จะทำอะไรครับ”
               มัทนาตัดสินใจเปิดประตูกระแทกกบจนเซถอยไป มัทขยิบตาให้กบเดินตามมาเร็วๆ
      
               เอกชัยรีบพาเขตต์ตวันไปขึ้นลิฟท์
               “นักข่าวแห่มาทำอะไรกัน”
               “สงสัยจะตามดาราฮอลลีวูด อ่านข่าวเจอแว๊บๆว่าแอบมาฮันนีมูนที่นี่”
               เขตต์ตวันฉุกคิดได้ ตบกระเป๋ากางเกงหา
               “เฮ้ย ฉันลืมมือถือไว้ในรถ”
               “งั้นแกขึ้นไปก่อน เดี๋ยวฉันโทรให้สมศักดิ์เอาเข้ามาให้”
               เขตต์ตวันฉุกคิด มองหา
               “มัทล่ะ”
               เอกชัยตกใจรีบกดโทรมือถือออกพร้อมเดินเร่งรีบออกไป เขตต์ตวันมองตามด้วยสีหน้าเป็นห่วง
      
               นักข่าว 2-3 คนเดินกลับออกมาแล้วมองหา
               “กบหายไปไหน”
               “ไปสัมภาษณ์ต่อแล้วมั้ง...ใครถ่ายรูปได้มั่ง เอามาดูสิ”
               นักข่าวเดินคุยดูรูปข้ามถนนกันไป เอกชัยมาดักรอสมศักดิ์อยู่มุมด้านในอาคาร เขามองตามกลุ่มนักข่าวไป สมศักดิ์รีบเดินเอาโทรศัพท์มือถือเข้ามาให้
               “มัทล่ะ”
               “เห็นคุยกับนักข่าวอยู่นะครับ”
               “ซวยแล้ว” เอกชัยตกใจมาก รีบเดินออกไปจากตัวตึกทันที
      
               มัทนาคุยกับนักข่าวกบที่ซอกตึก
               “แล้วมัทไปนั่งรถมาคันเดียวกับเขตต์ตวันได้ยังไง”
               มัทนาทำสีหน้าลำบากใจ
               “เรื่องมันยาวอ้ะพี่กบ”
               “ก็เล่ามาสั้นๆ สิ มัทเป็นอะไรกับเขตต์ตวัน บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”
               มัทนาตาเบิกกว้าง อึกอัก คิดคำแก้ตัวไม่ทัน เอกชัยเดินปราดเข้ามากันตัวมัทนาออกไป ช่วยได้ทันเวลา
               “ขอโทษด้วยนะครับ เรายังไม่ให้สัมภาษณ์อะไรตอนนี้ ขอตัวนะครับ”
               เอกชัยรีบลากมัทนากลับออกไป
               นักข่าวกบมองตามมัทไป สีหน้าติดใจสงสัยมาก เอกชัยถามมัทนาขณะพาตัวกลับเข้าอาคาร
               “ให้สัมภาษณ์อะไรไปมั่ง”
               “ยังไม่ได้ตอบอะไรเลยค่ะ”
               “ดีแล้วล่ะ ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดอะไรดีที่สุด”
               เอกชัยถอนใจโล่งอกออกมา
               มัทนามีสีหน้าเครียดๆ กังวลขึ้นมาเพราะกลัวความแตก
      
               ลิฟท์ชั้นบนเปิดออก มัทนาและเอกชัยก้าวออกมาจากลิฟท์
               “คุณเอกคะ เดี๋ยวลองเสื้อเสร็จแล้ว มัทขอกลับไปเยี่ยมคุณลุงกับคุณป้าที่บ้านหน่อยนะคะ ไหนๆ ก็ออกมาถึงตลาดแล้ว”
               เอกชัยกระเซ้า       
               “อย่ากลับให้ค่ำนักล่ะ เราจะเป็นคนดังแล้ว ต้องเก็บเนื้อเก็บตัวหน่อย”
               “ไม่ต้องแซวเลยคุณเอก มัทจะทำได้รึเปล่าก็ไม่รู้”
               “มั่นใจเถอะ ชุดสวย คนเค้าดูชุดอยู่แล้ว”
               “คุณเอกอ้ะ”
               “เร็วเข้า คุณปอนรอนานเดี๋ยวอารมณ์เสีย...”
      
               เอกชัยโอบบ่ามัทนาพาเดินเข้าไปด้านใน



       เวลาเย็น เขตต์ตวันนั่งรถกลับบ้าน เขามองถนนหนทางไปเรื่อยๆ เอกชัยนั่งเปิดตารางคุยนัดต่างๆ เช็คคิวนางแบบไป
      
       เขตต์ตวันเหลือบตามองกระจกส่องหลัง เห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งตามมาห่างๆ เมื่อรถเลี้ยวเข้าซอยไปทางบ้านพัก...มอเตอร์ไซค์ที่มีผู้หญิงสวมหมวกกันน็อคซ้อนอยู่ก็เลี้ยวตาม เขามีสีหน้าติดใจสงสัยอยู่เหมือนกัน เพราะเห็นรถมอเตอร์ไซค์คันนี้ตามมานานแล้ว
      
               เปี๊ยกวิ่งตามรถเขตต์ตวันที่ขับเข้ามาจอดที่หน้าตัวบ้าน เปี๊ยกช่วยเปิดประตูให้ ที่หน้ารั้วบ้าน มอเตอร์ไซค์ขับมาจอดก่อนถึงรั้วบ้าน...หญิงสาวลงจากหลังมอเตอร์ไซค์ ถอดหมวกกันน็อค พบว่าเป็นนักข่าวกบนั่นเอง
               กบแอบมาที่หน้ารั้วบ้านที่ยังไม่ทันได้ปิด ตั้งกล้องเล็งถ่ายรูปเขตต์ตวันที่ก้าวลงมาจากรถทันที
       เขาเหลือบเห็นพอดี จึงสั่งเปี๊ยกด้วยน้ำเสียงดุ สีหน้าโกรธจัด
               “จับตัวเอาไว้”
               เปี๊ยกและคนขับรถรีบวิ่งออกไปจับตัวนักข่าวกบ ทั้งกบและคนขับมอเตอร์ไซค์ต่างตกใจด้วยกันทั้งคู่ คนขับมอเตอร์ไซค์ซิ่งหนีเอาตัวรอดไปก่อน ทิ้งนักข่าวกบไว้เผชิญหน้าเพียงคนเดียว
               “รอก่อนสิ”
               เปี๊ยกและคนขับรถวิ่งไปล้อมหน้านักข่าวกบที่ยิ้มแหยๆ ยกมือยอมแพ้       
      
               เปี๊ยกพาตัวนักข่าวกบที่หน้าจ๋อยๆ กลัวๆ เดินเข้ามาทางสนามในบ้าน เอกชัยยืนดักรออยู่ เขตต์ตวันยืนหันหลังอยู่ไม่ห่างนัก เปี๊ยกส่งกล้องถ่ายรูปที่ยึดมาได้ให้เอกชัย เอกชัยเปิดกล้องดูและไล่ลบรูปไป
       เขตต์ตวันหันมามองกบด้วยสีหน้าดุ เอาเรื่อง
               “เธอรู้มั้ยว่าทำแบบนี้มันละเมิดความเป็นส่วนตัวเกินไป”
               กบหน้าจ๋อยบอก
               “แต่คุณเป็นคนของประชาชน”
               เขาสวนกลับทันที
               “ฉันไม่ใช่ ถึงจะใช่ มันก็ต้องมีขอบเขต”
               “แล้วคุณจะเอายังไง ฉันถ่ายรูปคุณแค่ใบสองใบ จะฟ้องสำนักพิมพ์ฉันเลยเหรอะ”
               เอกชัยเดินเอากล้องมาคืนกบพร้อมบอกเขขต์ตวัน
               “ฉันลบรูปหมดแล้ว กล้องอื่นถ่ายได้ที่ตลาด ไม่เห็นบ้านก็ช่างมันเถอะ”
               กบนึกทบทวน
               “อ๋อ ฉันเข้าใจแล้วล่ะ คุณรับเงินสยามสารมาล่ะสิ ถึงมีข่าวความเคลื่อนไหวของคุณได้อยู่เล่มเดียว นักข่าวประจำตัวคุณถึงได้อึกๆอักๆ”
               เขตต์ตวันสีหน้างงปนสงสัย จ้องหน้ากบ
               “พูดเรื่องอะไรของเธอ”
      
               มัทนานั่งร้อนใจอยู่ที่โต๊ะอาหาร กวาดสายตามองหาไปหน้าร้าน เสียงโทรศัพท์มือถือดังขัดขึ้นมา มัทนาดูเบอร์โชว์
               “ฮัลโหล...อยู่ไหนคะพี่กบ”
      
               มือถือโทรศัพท์ของกบอยู่ในมือของเขตต์ตวัน และถูกเปิดสปีคเกอร์โฟนเอาไว้
               “มัทมีเวลาไม่มากนะคะ”
               เอกชัยยืนฟังอยู่ข้างๆ หน้าเสียไป เมื่อได้ยินเสียงมัทนาจากปลายสาย เขตต์ตวันขบกรามจนขึ้นสันด้วยความโกรธ ก่อนจะพยักหน้าให้กบตอบไป
               กบพูดใกล้โทรศัพท์
               “พี่ไม่ว่างแล้วล่ะมัท โทษที ไว้ค่อยนัดเจอกันอีกทีนะ”
               “ไม่เป็นไรค่ะ ค่อยนัดเจอกันที่กรุงเทพเลยแล้วกัน”
               เขตต์ตวันกดตัดสายไปทันทีด้วยสีหน้าโกรธจัด เอกชัยรีบเตือนสติเพื่อน
               “ใจเย็นๆ ก่อนนะปอน”
               เขตต์ตวันระเบิดอารมณ์ใส่กบทันที
               “เธอรู้จักกับเค้ามานานรึยัง”
               กบดูกลัวๆเขตต์ตวัน
               “หลายเดือนแล้วค่ะ เป็นนักข่าวสายบันเทิงเหมือนกัน”
               เขตต์ตวันขบฟันแน่น
      
               เขตต์ตวันตบพนักโซฟาโครมใหญ่ ด้วยความโกรธเกรี้ยว เอกชัยและชลบุษย์หน้าแหย ลลิสายิ้มสะใจกว่าใครเพื่อน
               “ลิซ่าเตือนแต่แรกแล้ว ไม่มีใครฟัง เซนส์มันบอกว่าแม่นี่ไว้ใจไม่ได้... ไงคะคุณเอก แม่เด็กดีแสนกตัญญู น่าสงสารของคุณ”
               ลลิสายิ้มเยาะใส่เอกชัยที่ถอนใจออกมา ลลิสาเดินมาเย้ยชลบุษย์
               “นางแบบหน้าใหม่ ตาถึงมากเลยนะเธอ”
               ชลบุษย์ถลึงตาใส่ลลิสา
               “พอทีเถอะลิซ่า” เขตต์ตวันบอก
               ลลิสาเหยียดปากสะใจก่อนเดินไปนั่งไขว่ห้างอย่างอารมณ์ดี ชลบุษย์หางตามองตามอย่างหมั่นไส้สุดๆ
               “แล้วแกจะเอายังไง”
               เขตต์ตวันสีหน้าโกรธจัด จ้องหน้าเอกชัยบอก
               ไล่ออกไปจากบ้าน อย่าจ่ายค่าแรงซักบาทเดียว...อย่าให้กลับมาเหยียบที่นี่อีก”
               เขตต์ตวันหัวเสียเดินกลับเข้าไปทางห้องหนังสือ ลลิสาหัวเราะชอบใจ ลุกขึ้น
               “วันนี้อารมณ์ดีจังเลย”
               ลลิสาเดินกรีดกรายไปขึ้นชั้นบน ชลบุษย์เหลือบตามองเอกชัยที่ถอนใจออกมาอย่างหนักใจ
      
               ผ่านเวลามา มัทนาเดินกลับถึงหน้าบ้าน เปี๊ยกเห็นรีบวิ่งมาบอก ทำท่าบุ้ยใบ้ให้กลับไปก่อน
       มัทนาสีหน้างงๆ เยาะเสียงนำมาก่อน
               “เงียบไปเลยไอ้เปี๊ยก”
               เยาะถือสัมภาระของมัทนาทั้งหมดมาโยนโครมลงหน้า มัทนาตกใจ
               “ทำอะไรของเธอ”
               “ออกไปจากบ้านนี้ได้แล้ว”
               “เธอมีสิทธิ์อะไรมาไล่ฉัน”
               ชลบุษย์เดินกรีดกรายตามออกมา พร้อมเครื่องอัดวิทยุของขวัญเชนใส่มัทนา
               “ผู้ร้ายปากแข็ง”
               มัทนารับไว้ได้ทัน
               “เค้ารู้ความจริงกันหมดแล้วว่าหล่อนเป็นไส้ศึก”
               มัทนาผงะไป หน้าซีดเผือด
               “แอบอัดเสียงใครไว้มั่งอย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ฉันดึงเทปกระจายหมดแล้ว”
               ชลบุษย์มีสีหน้าสะใจ
               “จะไปไหนก็ไปให้พ้นๆ เลย”
               เปี๊ยกสงสารเข้าไปช่วยขนของ
               “ฉันช่วยขนของไปส่งนะ”
               “แกอยากถูกไล่ออกอีกคนเหรอะไอ้เปี๊ยก” เยาะบอก
               “รีบไปให้พ้นๆ หน้าบ้านเลยนะ คุณปอนไม่ต้องการให้เธอมาเหยียบบ้านนี้อีก”
               มัทนาหน้าจ๋อยๆ ก้มลงเก็บสมบัติตัวเองไป เอกชัยเดินหน้าเครียดออกมา
               “มัท”
               มัทนาเงยหน้ามองเอกชัยที่มีสีหน้าแววตาผิดหวัง มัทนารู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน
               “ตามฉันเข้าไปข้างในก่อน คุณปอนต้องการพบ”
               เอกชัยเดินนำมัทนากลับเข้าไปในบ้าน ยุแยงชลบุษย์
               “คุณปอนคงไม่ใจอ่อนอีกนะคะ”
      
               ชลบุษย์มองตามอยากรู้ว่าจะคุยเรื่องอะไรกัน



       ลลิสาก็แอบจับตามองเหตุการณ์อยู่ก่อนจะรีบกดโทรศัพท์โทรออกเหมือนรีบโทรไปรายงานใคร
      
               “คุณปอนเรียกมันกลับเข้าไปคุยค่ะ จะเปลี่ยนใจไม่ไล่ออกรึเปล่าก็ไม่รู้นะ”
      
               เอกชัยเคาะประตูห้องหนังสือก่อนพามัทนาเดินเข้ามา เขตต์ตวันนั่งหน้านิ่งที่โต๊ะอ่านหนังสือ จ้องเขม็งด้วยความโกรธจัด ดุดันมาที่มัทนาจนเธอต้องรีบหลบสายตา
               “เธอกล้ามากนะที่ทำแบบนี้”
               มัทนากัมหน้า เขาลุกขึ้นเดินไปหามัทนา
               “รู้มั้ยว่าฉันฟ้องสำนักพิมพ์เธอ เรียกซักสิบล้านก็ได้ แล้วก็อย่าหวังว่าฉันจะยอมความ เพราะฉันไม่ต้องพึ่งพาพวกเธอ กิจการฉันก็อยู่ฉันได้”
               มัทนาแหย ยกมือไหว้
               “อย่าฟ้องเลยนะคะ ทางสำนักพิมพ์ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย มัทแอบปลอมตัวเข้ามาเอง ถ้าบ.ก.รู้ มัทถูกไล่ออกแน่ๆเลย”
               เอกชัยและเขตต์ตวันสบตากันเล็กน้อย
               “คือมัทอยากได้ข่าวคุณไปเขียนมากเพราะบ.ก.จะให้มัทย้ายไปทำงานโต๊ะการเมือง”
               “ฟังดูก็น่าเห็นใจ แต่ทำไมไม่มาขอสัมภาษณ์ดีๆ”
               “ทำยังงั้นคุณปอนจะให้เหรอคะ”
               “เห็นแก่ได้”
               “มัทยอมรับผิดค่ะ แต่มัทไม่มีเจตนาเขียนข่าวให้คุณเสียหายเลยซักนิดเดียว สยามสารตามข่าวคุณเพราะแฟนคลับคิดถึง อยากรู้ว่าดาราขวัญใจเค้าเป็นยังไง ทำอะไรอยู่ เราก็แค่เขียนสกู๊ปให้เค้าอ่านให้หายคิดถึงก็แค่นั้นเอง”
               เอกชัยสบตาเขตต์ตวัน เอกชัยเหมือนจะใจอ่อน...แต่เขตต์ตวันหน้านิ่งเดินกลับไปหันหลังเงียบที่โต๊ะอ่านหนังสือ
               “ลองมัทเขียนถึงคุณในแง่ไม่ดีสิคะ แฟนคลับได้แห่กันมาถล่มบริษัทแหงๆ”
               เอกชัยมองมัทนา สีหน้ารับฟังและเข้าใจ
               “ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอสัมภาษณ์ต่อเลยได้มั้ยคะ”
               เขตต์ตวันหันขวับมาตวาด
               “หน้าด้าน”
               มัทนาสะดุ้งโหยง
               “ทำความผิดขนาดนี้แล้วไม่ได้สลดเลยนะ”
               “ตกลงไม่ให้สัมภาษณ์ใช่มั้ยคะ”
               เขตต์ตวันเสียงแข็ง
               “เอ๊ะ เธอนี่ ฉันไม่ให้สัมภาษณ์อะไรทั้งนั้น”
               มัทนาจ๋อยสนิท เขาจ้องหน้ามัทนา
               “ข่าวเรื่องฉันคือจันทิรา เจ้าของแบรนด์ตะวันหลุดรอดออกไปเพราะเธอใช่มั้ย”
               มัทนาหน้าแหย อึกอักๆ
               “เอ่อ... คือ... มันบังเอิญ”
               เขตต์ตวันตวาดเสียงแข็ง
               “ฉันถามว่าใช่มั้ย”
               “ค่ะ”
               เอกชัยรีบช่วย
               “แต่โชว์วันนั้นประสบความสำเร็จล้นหลามนะปอน ยอดขาย ยอดสั่งจองเสื้อ สูงสุดเป็นประวัติการณ์เลย”
               เขตต์ตวันเหล่มองเอกชัยตาขวางๆ มัทนายิ้มภูมิใจ
               “ขอบคุณค่ะพี่นกแก้ว”
               มัทนารีบยกมือขึ้นปิดปาก เอกชัยหันมามอง
               “เมื่อกี้เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ”
               มัทนาแหยๆ
               “ก็สมญานามน่ารักๆ น่ะค่ะ ฉันจะใช้อธิบายความเป็นคุณในบทความ”
               “เอาบทความมาให้ฉันเดี๋ยวนี้”
               มัทนาชะงัก กรอกตาไปมาเล็กน้อย
               “ยังไม่เสร็จเลยค่ะ”
               มัทนายกนิ้วจิ้มหัวฝืนยิ้มสู้
               “ยังอยู่ในนี้อยู่เลย”
               “กวนประสาท เธอออกไปจากบ้านฉันได้แล้ว”
               มัทนายิ้มแห้ง เขตต์ตวันชี้หน้า
               “อย่าให้เห็นข่าวหรือบทความใดๆ เกี่ยวกับฉันตีพิมพ์ในสยามสารเป็นอันขาด ฉันจะฟ้องสำนักพิมพ์เธอจริงๆ”
               “มัทไม่กล้าหรอกค่ะ”
               “แล้วก็อย่ามาทำลูกเล่น บ้านนี้มีกล้องวงจรปิดซ่อนไว้หลายจุด ฉันมีหลักฐานเล่นงานเธอชนิดดิ้นไม่หลุดแน่”
               มัทนากลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ
               “พาออกไปได้แล้ว แล้วอย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีก”
               เขตต์ตวันเดินหน้าบึ้งตึงนำออกไปจากห้อง หางตาก็ไม่แลมัทนา เอกชัยถอนใจพร้อมยักไหล่ให้
               เอกชัยยิ้มๆ ยกมือยื่นไปเช็คแฮนด์
               “ยินดีที่ได้รู้จักนะ สาวน้อยใจเด็ด”
               มัทนายกมือขึ้นเช็คแฮนด์
               “ค่ะ พี่นกแก้วเจ้าระเบียบ”
               “สมญาเต็มฉันเป็นแบบนั้นเหรอะ” เอกชัยพูดพลางก้มมองตัวเอง
               “แต่ฉันไม่ได้แต่งตัวสีจัดขนาดนกแก้วหรอกมั้ง”
               “เอก”
               มัทนาและเอกชัยชะงัก หันมองไปทางหน้าประตู เขตต์ตวันยืนหน้าหยิกบึ้งตึงมองกลับมา
       ทั้งคู่รีบปล่อยมือที่เช็คแฮนด์กัน เอกชัยทำเสียงขึงขัง ดุใส่
               “รีบออกไปได้แล้ว”
               เขตต์ตวันเดินหน้าหงิกถอนใจส่ายหน้าไปมา
               “โชคดีแล้วกัน ฉันถูกชะตาเธอนะ”
               เอกชัยยกมือทำท่าโทรศัพท์ ประมาณโทรหามั่ง
               “มีเบอร์ฉันแล้วนี่”
               มัทนายิ้มปลื้มใจยกมือไหว้
               “ค่ะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะคุณเอก”
               เอกชัยวางมือบนหัวมัทนา ขยี้หัวไปมาด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเลื่อนมือมาบีบต้นคอดันตัวพาออกไปจากห้อง...มัทนาจั๊กจี๋ย่นคอไปมาเล็กน้อย
      
               ผ่านเวลามา มีคณากำลังพิมพ์ต้นฉบับส่งงานบนโน้ตบุ๊กอยู่ที่โต๊ะทำงาน มีคณาหันมาอ่านสมุดโน้ตจดข้อมูลที่ไปสัมภาษณ์มาอีกรอบ ก่อนจะหันมาพิมพ์ข่าวต่อ สาระวารีเดินหน้าตาร้อนใจเข้ามาหา
               “มี่ มี่ เกิดเรื่องใหญ่แล้วแก”
               มีคณาพิมพ์งานไป ปากถาม       
               “มีอะไรล่ะ”
               สาระวารีปิดฝาผับโน้ตบุ๊กงับมือมีคณาจนต้องรีบดึงมือออก
               “โอ๊ย...มีอะไรก็พูดมาสิ”
               “ก็สนใจฟังหน่อยสิ เจ้ามัทแย่แล้วล่ะ เค้าจับได้ว่าเป็นนักข่าว”
               มีคณาตกใจมากถาม
               “ตายแล้ว เค้าจะฟ้องเรามั้ย”
      
               “มัทว่าไม่ฟ้องนะ แต่ไล่ออกจากบ้านแล้ว แต่คนอย่างเขตต์ตวันไว้ใจไม่ได้หรอก เธอก็รู้ว่าเกลียดนักข่าวยังกะอะไรดี”



       มีคณามีสีหน้าไม่สบายใจ
      
               “แล้วมัทจะกลับมาเมื่อไหร่”
               “ไม่รู้เหมือนกัน เห็นว่าอยากได้ข้อมูลอะไรอีกหน่อย”
               “ฉันว่ากลับมาก่อนเถอะ ไปวุ่นวายมากๆ เดี๋ยวเค้าเปลี่ยนใจฟ้องขึ้นมาจะยุ่ง”
               “แต่มัทเล่าว่าซื้อใจเพื่อนซี้นายนั่นได้อยู่นะ”
               “ถึงงั้นก็เถอะ ตอนนี้ถอยมาตั้งหลักก่อนดีกว่า”
               “น้องบอกค่ำๆ จะโทรมาหาอีกที เธอก็เตือนน้องไปแล้วกัน”
               มีคณาถอนใจ เปิดฝาโน้ตบุ๊กขึ้นจะทำงานต่อ พอเปิดเครื่องดูพบว่าที่พิมพ์ไว้หายเกลี้ยง เธอตกใจมาก
               “อุ๊ย หายหมดเลย”
               สาระวารีตาเบิกโพลง ค่อยๆ ถอยหนี เพราะรู้แล้วว่าเป็นต้นเหตุ มีคณาเงยหน้าจ้อง
               “วารี”
               สาระวารียิ้มแหยๆ
               “มาพิมพ์ให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย”
               “ฉันก็ต้องรีบส่งต้นฉบับเหมือนกัน”
               สาระวารีวิ่งหนี มีคณาไล่กวด
               “วารี”
               สาระวารีร้องโหวกเหวกโวยวายขณะโดนมีคณาตามไปจับอัดดังตามมา
      
               เยาะมารื้อห้องพักมัทนาอีกรอบโดยมีเอกชัยช่วยตรวจทาน เขตต์ตวันยืนกอดอกหน้าบึ้งตึงคุมอยู่หน้าประตูห้อง
               “ไม่มีอะไรแล้วล่ะค่ะคุณเอก สายลับมืออาชีพจริงๆนะคะ ไม่ทิ้งหลักฐานอะไรไว้เลย”
               เอกชัยหันมองเขตต์ตวัน
               “ไม่มีอะไรแล้วล่ะปอน เครื่องอัดเทปที่ได้ของขวัญมาก็ดึงเทปออกแล้ว ฉันเลยให้บุษย์คืนเค้าไป”
               เขตต์ตวันเจ็บใจบอก
               “แสดงว่ามันทำงานกันเป็นทีม ไอ้ผู้ชายคนที่ทำเป็นแฟนก็คงเป็นนักข่าวเหมือนกัน...ไม่น่า มันถึงรู้มุมกล้องวงจรปิด กล้องหน้าบ้านจับภาพหน้ามันไม่ได้เลย”
               “ฉันถูกต้มซะเปื่อยเลย” เอกชัยบอก
               “จุดอ่อนแกคือใจอ่อน ขี้สงสารเกินเหตุ”
               เอกชัยหน้าจ๋อยบอก
               “ขอโทษว่ะปอน”
               “งั้นเด็กลูกจ้างใหม่ให้เยาะตามเพื่อนมาให้มั้ยคะ มันตกงานพอดี ไม่สวยแถมโง่ด้วยค่ะ เกิดมาทำไมไม่รู้ ไม่มีอะไรดีเลย” เยาะหัวเราะชอบใจ
               “พามาคุยแล้วกัน”
               “ค่ะคุณเอก” เยาะพูดยิ้มแย้ม
               เขตต์ตวันจะเดินออกไปจากห้องฉุกคิด หยุดเดินหันกลับมา
               “ยกฟูกขึ้นดูซิ”
               เอกชัยและเยาะหันมองหน้ากันเล็กน้อย
               “มาช่วยฉันหน่อยไ
               เอกชัยและเยาะมาช่วยกันยกฟูกขึ้น ทำให้เห็นมีสมุดโน้ตที่มัทนาเขียนต้นฉบับซ่อนเอาไว้
               “มีจดหมายรักด้วยค่ะ”
               “เอามาซิไ
               เอกชัยหยิบสมุดโน้ตมาส่งให้เพื่อน
               เขตต์ตวันรับแล้วเดินหน้าเครียดๆ ออกไป เอกชัยปล่อยฟูกแล้วเดินตามเพื่อนไปทันที ปล่อยให้เยาะหนักฟูกหัวทิ่มหัวตำไป
      
               มัทนาขนสัมภาระกลับมาถึงโรงแรมที่พัก ทิ้งตัวนั่งหมดแรงที่เก้าอี้ล็อบบี้ ก่อนจะปั้นสีหน้าใช้ความคิด เชนเดินออกมาจากทางห้องน้ำโรงแรม เห็นมัทนาเข้าพอดี
               “อ้าวมัท หอบของไปไหนเนี่ย”
               “ความแตกแล้วล่ะค่ะ”
               เชนเดินมานั่งด้วยด้วยสีหน้าเป็นห่วง
               “เค้าจับได้เหรอะ”
               “ค่ะ มัทเจอเพื่อนนักข่าว เรื่องเลยแดงขึ้นมา”
               “แย่จังเลย เค้าเอาเรื่องอะไรมั้ย”
               “ไม่หรอกค่ะ แต่ห้ามมัทกลับไปเหยียบบ้านเค้าอีก แล้วก็ห้ามเขียนข่าวเกี่ยวกับเค้า ไม่งั้นเค้าจะฟ้องสยามสาร”
               เชนจ้องหน้ามัทนาถาม
               “มัทกลัวคำขู่เค้ามั้ยล่ะ”
               มัทนาส่ายหน้า
               “ไม่กลัวหรอกค่ะ แต่กลัวตกงาน”
               “แล้วมัทจะทำยังไงต่อ”
               มัทนาสีหน้ามุ่งมั่น ฮึดสู้
               “มัทจะกลับไปบ้านเค้าอีก มัทจะต้องขอสัมภาษณ์เค้าให้ได้ มัทจะหาทางอ้อนวอนจนเค้าใจอ่อน มัทไม่ยอมกลับไปมือเปล่าอย่างคนแพ้หรอกค่ะ”
               “ต้องยังงี้สิ ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก ผมเอาใจช่วย”
               มัทนายิ้มสูดหายใจเต็มปอดรวมแรงฮึด
               “ขอบคุณค่ะ”
               เชนยิ้มเอ็นดูพร้อมยกนิ้วโป้งให้ทั้ง 2 นิ้วเลียนแบบที่มัทนาชอบทำ เธอได้แต่ขำๆ ออกมา
      
               เอกชัยยืนอ่านต้นฉบับของมัทนาอยู่ในห้องทำงาน เขตต์ตวันนั่งหน้านิ่งมองเพื่อน รอให้อ่านจบ
       เอกชัยอ่านจบเงยหน้าจากสมุดโน้ต
               “เด็กคนนี้เขียนดีเลยนะ เป็นมุมสบายๆ ของแกที่คนไม่เคยเห็น ก็เป็นบทความที่บวกกับแกดีออก”
               “แกไม่ต้องเข้าข้างเด็กนั่นหน่อยเลย ถามจริงเถอะ แอบชอบเด็กนั่นเหรอะ เชียร์กันออกนอกหน้า”
               “แกถามเหมือนไม่รู้จักกัน ฉันยังเข็ดขยาดผู้หญิงไม่หาย ไม่มีทางหายง่ายๆ หรอก”
               เอกชัยสีหน้าซึมไป
               “ขอโทษโว้ยเอก”
               เอกชัยตัดบทเปลี่ยนเรื่อง
               “ช่างเถอะ ฉันไม่ได้เข้าข้างเด็กนั่น แกฉลาดกว่าฉันตั้งเยอะ อ่านจบไม่รู้เหรอะว่าเด็กมัทเขียนด้วยความรู้สึกดีๆ กับแก กับบ้านของเรา บทความนี้        ตีพิมพ์ เจ้าด่างเจ้าจุดเกิดแน่ๆ...ไม่รู้แอบถ่ายรูปเจ้าสองตัวนี่ไปได้รึยัง”
               เขตต์ตวันลุกขึ้นยืนพร้อมปราม
               “หยุดพล่ามซะทีเถอะไอ้นกแก้ว”
               “โอ้โฮ หยุดกึกเลยเรา”
               เขตต์ตวันเดินพูดไปประจันหน้ากับเอกชัย
               “ยังไงฉันก็ไม่อนุญาตให้ตีพิมพ์ต่อให้เขียนดีกว่านี้อีกร้อยเท่า ฉันก็ไม่อนุญาต เพราะอะไรรู้มั้ย
       เพราะบทความนี้เริ่มต้นจากความหลอกลวงปลิ้นปล้อน ฉวยโอกาส จากความไว้ใจ ฉันไม่ชอบ”
               “ฉันเข้าใจ แต่...”
               เขตต์ตวันกระชากสมุดโน้ตมาแล้วฉีกบทความนั้น
               “ไอ้ปอน...”
               เขตต์ตวันฉีกกระจายแล้วโยนทิ้งพื้น
               “อย่าให้ฉันเจอตัวอีกแล้วกัน”
               เขตต์ตวันเดินออกไปจากห้อง ปิดประตูกระแทกโครม เอกชัยก้มมองบทความที่ถูกฉีกขนาดหลายส่วน ย่อตัวลงเก็บ แล้วพูดพึมพำ
      
               “หวังว่าเธอคงมีก็อปปี้นะมัท นี่คือบทความที่ดีที่สุดที่นักข่าวเคยเขียนให้ไอ้ปอนมัน”
      
               เอกชัยถอนใจออกมาแล้วเก็บรวบรวมเอาไว้

      ภายในห้องพักในโรงแรมอโณทัยตอนหัวค่ำ มัทนาคุยโทรศัพท์มือถือ
      
               “มัทจะสู้อีกซักตั้งพี่มี่”
               มัทนาเดินคุยโทรศัพท์มือถือไปเปิดตู้เสื้อผ้า
               “ไม่ต้องห่วงพี่ เค้าขู่ไปงั้นแหละ ไม่ฟ้องเราจริงหรอก เค้ากลัวเป็นข่าวจะตายไป”
               มัทนาฟังมีคณาพร้อมค้นหาของในตู้ที่ซุกซ่อนเอาไว้
               มัทนายิ้มๆก่อนตอบ
               “คุณพี่สุดสวยสองคนไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ มัทมีไม้เด็ดสำรองเอาไว้แล้ว... ขอบคุณค่ะ มัทจะโทรรายงานตัวทุกระยะ เห็นท่าไม่ดีจะหนีกลับกรุงเทพทันทีเลยค่ะ...ค่ะ สวัสดีค่ะ”
               มัทนากดตัดสาย แล้วหยิบกระเป๋าผ้าขนาดเล็กที่ซ่อนเอาไว้ในตู้เสื้อผ้า ออกมาเปิดดู เธออมยิ้มมั่นใจ
      
               เช้าวันต่อมา มัทนากอดกระเป๋าผ้าใบเล็กไว้แนบตัวจะวิ่งเข้าบ้านเขตต์วันให้ได้เปี๊ยกและเยาะคอยกางมือกั้นไม่ให้เข้า ยักแย่ยักยันอยู่ตรงนั้น
               “อย่าให้หลุดเข้าไปได้นะไอ้เปี๊ยก ตกงานเชียวเอ็ง”
               “รู้แล้วน่ะ”
               “เปี๊ยกจ๋า ขอมัทเข้าไปพบคุณเอกหน่อยนะจ๊ะ”
               เปี๊ยกดูใจอ่อน ลังเล
               “อย่าใจอ่อนนะไอ้เปี๊ยก”
               มัทนาจะพุ่งเข้าบ้านไป
               “หยุดนะ”
               เยาะพุ่งเข้ากอดเอวมัทนาเอาไว้แล้วจะโกนลั่น
               “คุณเอกช่วยด้วย คุณเอก”
               “มาช่วยกันจับสิวะไอ้เปี๊ยกไ เยาะบอก
               เอกชัยเดินมาจากทางสนามข้างบ้าน
               “มีเรื่องอะไรกัน”
               ทุกคนชะงัก มัทนาฉวยโอกาสผลักเยาะล้มไปและวิ่งไปหาเอกชัย เยาะจะลุกตามแต่เปี๊ยกมาจับตัวล็อคเอาไว้ เพราะอยากช่วยมัทนา เยาะโวยวาย
               “มาจับฉันทำไมไอ้เปี๊ยก ฉันให้จับนังมัท ไม่ใช่ฉัน ปล่อย ไอ้บื้อ”
               เอกชัยถามทัทนาสีหน้าเครียด
               “เธอกลับมาทำไมอีก”
               “มัทมีบางอย่างอยากให้คุณปอนดู เผื่อคุณปอนจะใจอ่อน ยอมให้มัทสัมภาษณ์”
               เอกชัยหัวเราะออกมา
               “นี่เธอยังหวังว่าจะได้สัมภาษณ์เจ้าปอนอยู่อีกเหรอะ”
               “คนตายเท่านั้นล่ะค่ะที่ไม่มีความหวัง”
               เอกชัยยิ้มส่ายหน้า มัทนาชูกระเป๋าขึ้น
               “ถ้าคุณปอนได้เห็นของในกระเป๋านี้จะต้องใจอ่อน”
               “ขนาดนั้นเลย”
               มัทนาฃพยักหน้าอย่างมั่นใจ
               “สาวน้อยเอ๊ย เธอยังไม่รู้จักปอนดีพอ”
               มัทนาอ้อนบอก
               “นะคะคุณเอก ขอเจอแค่ 5 นาทีก็ได้”
               “เอาของมาให้ฉันดูก่อน”
               มัทนากอดกระเป๋าแน่น
               “ไม่ได้ค่ะ ให้คุณปอนดูได้คนเดียวเท่านั้น”
               “หวังว่าคงไม่ใช่มีดหรือปืนเอามาจ่อคอไอ้ปอนขอสัมภาษณ์หรอกนะ”
               “มัทเป็นนักข่าวนะคะ ไม่ใช่มิจฉาชีพ”
               ขณะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของเอกชัยก็ดังขัดขึ้น ด้วยเสียงเรียกเข้าพิเศษที่ตั้งเอาไว้ เอกชัยก็พูดขึ้นมาเลย เอกชัยบอกมัทนา
               “ปอนโทรมา”
               มัทนาจับตามอง เงี่ยหูฟังเอกชัยคุยโทรศัพท์
               เอกชัยกดรับ
               “ว่าไง...เออ เออ ได้” เอกชัยกดตัดสาย
               มัทนาถอยหนี
               “คุณปอนสั่งให้ลากตัวมัทไปโยนทิ้งหน้าบ้านใช่มั้ยคะ...มัทเข้ามาได้แล้ว มัทไม่ยอมออกไปหรอกค่ะ” มัทนาตั้งท่าจะวิ่งไปทางสนาม เอกชัยเสียงดัง มีอำนาจ
               “หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ”
               มัทนาหันมองเอกชัย
               “ปอนให้เธอเข้าไปพบในบ้าน”
               มัทนาอึ้งหน้าเหวอๆ ไป เพราะผิดคาด
      
               เขตต์ตวันยืนอยู่หน้าระเบียงกำลังกดตัดสายโทรศัพท์ที่เพิ่งโทร.หาเอกชัย เขามองเลยไปทางสนามที่เอกชัยและมัทนายืนคุยกันอยู่เล็กน้อย
      
       ก่อนจะเดินหน้าเคร่งขรึมนำกลับเข้าบ้านไป



       มัทนาเดินตามเอกชัยเข้ามาที่โถงบ้านพร้อมกอดกระเป๋าแนบอก เขตต์ตวันนั่งหน้าบึ้งตึงรออยู่ที่กลางโซฟา มองเธอตาขวาง มัทนาฉีกยิ้มแหย ยกมือไหว้
      
               “กล้ามากนะที่กลับมาอีก”
               “มัทกลับกรุงเทพไม่ได้หรอกค่ะ ถ้ายังค้างคาใจอยู่ยังงี้”
               เอกชัยช่วยเสริม
               “มัทเค้ามีอะไรอยากให้แกดู”
               มัทนาเดินถือกระเป๋าขนาดย่อมมานั่งข้างๆ เขตต์ตวันขยับตัวห่างเล็กน้อย สีหน้าไม่ค่อยไว้วางใจนัก
               “มัทเคยบอกคุณปอนแต่แรกว่ามัทเป็นแฟนคลับคุณ มันเป็นความจริงนะคะ มัทมีหลักฐานมายืนยัน”
               เอกชัยและเขตต์ตวันสบตากันเล็กน้อย ขณะที่มัทนาเปิดกระเป๋าใบย่อม เธอหยิบของออกจากกระเป๋าทีละชิ้น เริ่มด้วยแฟ้มรวมภาพเขตต์ตวันที่ตัดมาจากแมกกาซีน
               “นี่มัทเอามาแค่บางส่วนนะคะ แฟ้มนี้เป็นรูปคุณปอนที่เคยถ่ายแบบเอาไว้”
               มัทนายื่นให้เขตต์ตวัน เขาพยักหน้าให้เพื่อน เอกชัยรับมาเปิดดู
               “โอ้โห นี่รูปแรกที่แกเคยถ่ายเลยนะปอน”
               เอกชัยโชว์รูปให้เพื่อนดู เขาเหลือบตามอง พยักหน้ารับทราบไปงั้นๆ เอกชัยเปิดดูรูปไปเรื่อย
               มัทนาหยิบออกมาอีกแฟ้ม
               “อันนี้เป็นแฟ้มข่าวเกี่ยวกับคุณตามหน้าหนังสือบันเทิง มัทตัดเก็บเอาไว้หมด”
               มัทนาส่งให้ เอกชัยขยับมานั่งเปิดดูเป็นเรื่องเป็นราว เขตต์ตวันแขวะ
               “ทีมงานเตรียมข้อมูลให้เธอแน่นดีนะ”
               มัทนาชักเคือง
               “ไม่มีใครเตรียมอะไรให้มัททั้งนั้นล่ะค่ะ”
               มัทนารีบหยิบมาอีกแฟ้ม
               “นี่เป็นเอกสารที่มัทรวบรวมปรินท์มาจากเว็บไซด์ต่างๆ รวมทั้งเว็บแฟนคลับอย่างเป็นทางการของคุณด้วย”
               มัทนาเปิดแฟ้มยืนให้เอกชัยดู เขตต์ตวันหน้านิ่งทำเป็นไม่สนใจ
               “ถ้าคุณเคยเข้าเว็บแฟนคลับของคุณบ้าง คุณจะจำชื่อฉันได้ ฉันคือคนที่ใช้ชื่อว่า ตะวันฉายกลางใจฉัน ไงคะ”
               เอกชัยประหลาดใจปนดีใจมาก
               “อ๋อ นี่เธอเองเหรอะ ฉันจำได้เธอคอยตามแก้ข่าวให้ปอนตลอดเลย น่ารักมาก”
               เอกชัยรีบหยิบแฟ้มไปอ่าน มัทนายิ้มปลื้มใจ
               “ขอบคุณค่ะ”
               เขตต์ตวันเสียงดัง ดุ
               “เอก”
               เอกชัยเกรงเพื่อนเล็กน้อย
               “ก็ฉันรู้สึกยังงั้นจริงๆนี่นา อยากเจอตัวมานานแล้ว”
               มัทนายิ้มรับหน้าบาน
               “ขายของเธอเสร็จรึยัง” เขตต์ตวันถาม
               “ยังค่ะ”
               มัทนาหยิบอัลบั้มรูปออกมาอีกแล้วบอก
               “ถ้าคุณยังไม่เชื่อ นี่คือรูปถ่ายวันที่คุณแถลงข่าวเปิดตัวหนัง ฤามีฉันคนเดียวในโลก...”
               มัทนาเอารูปมาวางกลางโต๊ะ
               “จำได้มั้ยคะ ที่ลานจอดรถคุณเปิดกระจกรถตู้ออกมาทักทายพวกเรา”
               เขตต์ตวันและเอกชัยดูรูปแอ็กชั่นต่อเนื่องของเขตต์ตวันที่โผล่หน้าจากรถมาทักทายแฟนคลับ
               “รูปแบบนี้ไม่มีใครถ่ายได้หรอกค่ะ นอกจากพวกเราคุณก็รู้ถ้าคุณยังไม่เชื่ออีก”
               มัทนาหยิบรูปใบเด็ดมาวางกระแทกกลางโต๊ะโซฟา เอกชัยและเขขต์ตวันเพ่งมอง เป็นรูปเขตต์ตวันยื่นตัวออกมาจากรถตู้ ใช้กล้องดิจิตอลถ่ายกลับมาที่แฟนคลับ
               “คุณลองไปเช็คที่กล้องคุณ ภาพที่คุณถ่ายมันมีรูปมัทอยู่ด้วย”
               มัทนาพูดแบบอายๆ แบบไม่เต็มใจเล็กน้อย
               “ถึงมัทจะอวบอัดกว่านี้หน่อย ก็จำได้ว่าคือมัท”
               “พิสูจน์ได้ไม่ยากหรอก ฉันเก็บเมมโมรี่การ์ดไว้หมด”
               มัทนายิ้มดีใจ
               “เอก แกเลิกบ้าจี้ตามเด็กนี่ซะทีเถอะ เป็นแฟนคลับฉันจริงแล้วไง        ฉันต้องยอมให้สัมภาษณ์งั้นเหรอะเก็บสมบัติบ้าเธอแล้วออกไปจากบ้านฉันได้แล้ว”
               เขตต์ตวันไม่ยี่หระ ลุกขึ้นยืน มัทนาเจ็บใจ ลุกขึ้นเผชิญหน้า พูดเสียงดัง น้ำตารื้น
               “มันไม่ใช่สมบัติบ้านะคะ มันคือความทรงจำดีๆ ช่วงหนึ่งในชีวิตของมัท มันคือสมบัติมีค่าที่จะอยู่กับมัทไปจนวันตาย”
               มัทนาน้ำตาไหลซึมออกมาด้วยความรู้สึกเสียใจ ผิดหวัง เธอรีบปาดออก เขตต์ตวันรู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน เลยเบือนหน้ามองไปทางอื่นเล็กน้อย เอกชัยเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกเด็กสาว
               เขตต์ตวันมองไปทางอื่น สั่งเอกชัยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
               “เอกช่วยเก็บของให้เค้าด้วย”
               มัทนาน้อยใจสุดๆ น้ำตาพาลจะไหลออกมาอีก รีบปาดมือขึ้นซับออก เธอเดินกลับไปเก็บของเข้ากระเป๋า เอกชัยสีหน้าเห็นใจคอยช่วย
               “เธอก็ไม่ต่างจากนักข่าวคนอื่นที่คอยแต่จะฉวยประโยชน์จากตัวฉัน”
               มัทนาเหลือบตามองเขตต์ตวัน เขาจ้องหน้า
               “เธอเริ่มต้นด้วยความหลอกลวงแต่ฉันจริงใจ”
               มัทนาน้ำตาเอ่อท่วมขึ้นมาด้วยความ รู้สึกผิด
               “เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธอ จำเอาไว้ว่าเธอ รู้จักฉันฝ่ายเดียว เธอก็แค่แฟนคลับที่คลั่งไคล้ดารา ฉันไม่เคยรู้จักเธอและมันจะเป็นแบบนั้นตลอดไป...”
               มัทนาจ้องหน้าเขตต์ตวัน ใจสลายที่ไอดอลพูดตัดเยื่อใยกันขนาดนี้ น้ำตาไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ สีหน้าเขตต์ตวันนิ่ง สายตาเย็นชา
               “ลาก่อน”
               เขตต์ตวันเดินขึ้นชั้นบนไปทันที เอกชัยมองมัทนาและสงสารจับใจ เธอพยายามกลั้นน้ำตาก้มหน้าเก็บของไป แต่ก็ยิ่งร้องไห้ ช้ำใจเจ็บแปลบที่สุด บางขณะสะอื้นจนตัวโยน เอกชัยทนไม่ไหวต้องเดินเข้าไปกอดมัทนาเอาไว้
               มัทนาปล่อยโฮออกมาร้องไห้สะอึกสะอื้นกอดเอกชัยเอาไว้แน่น เอกชัยได้แต่ลูบหลังปลอบประโลม
      
               เขตต์ตวันที่แอบมองมาจากบันได สีหน้าเรียบเฉย แววตาดูคลายความแข็งกร้าวลงบ้าง



       เขตต์ตวันกำลังไขกุญแจตู้เก็บของที่ชิดผนังในห้องทำงานอยู่ ภายในตู้เก็บความทรงจำสมัยแสดงหนังเอาไว้พอสมควร แต่ถูกปิดตายทิ้งร้างมานาน
      
               เขตต์ตวันมองหาของอยู่ไปมาก่อนจะย่อตัวลงหยิบกล่องเล็กๆ ใบหนึ่งออกมา เปิดออกเห็นมีเมมโมรี่การ์ดอยู่หลายอัน ที่เขียนปีพ.ศ.ระบุไว้ เขาหยิบอันหนึ่ง
               เขตต์ตวันเดินไปที่โต๊ะทำงาน เอาเมมโมรี่การ์ดเสียบใส่โน๊ตบุ๊คแล้วเปิดไล่หารูปดูภาพเหตุการณ์ครั้งนั้น ...
               เหตุการณ์วันนั้น รถตู้เขตต์ตวันที่แล่นไปตามทางออก กลุ่มแฟนคลับก็วิ่งกรูมารอส่งพระเอกขวัญใจ มัทนา เพื่อน และน้องสาวก็มาด้วย เหล่าแฟนคลับก็กรี๊ดๆ บ๊ายๆ ส่วนมัทนาก็พยายามเพ่งมองหาเขตต์ตวันเข้าไปในรถตู้ ไม่ได้กรี๊ดกร๊าดอะไร
               ไม่คาดคิดรถตู้จอดข้างกลุ่มแฟนคลับ เขตต์ตวันเปิดกระจกหน้าต่างรถมายิ้มให้..แฟนคลับส่งเสียงกรี๊ดแตก
               เขตต์ตวันยกกล้องดิจิตอลถ่ายรูปแฟนคลับไว้ แฟนคลับยิ้มแย้มโพสท์ท่าน่ารักให้ถ่ายรูป บางคนทนไม่ไหวพยายามจะยื่นมือเข้าไปจับพระเอกในรถ
               รถตู้รีบแล่นออกไป แฟนคลับวิ่งตามรถ เขตต์ตวันยื่นตัวออกมาจากรถถ่ายรูปย้อนหลังล้อเล่นกับแฟนคลับไป มัทนาถูกทิ้งให้ยืนถือป้ายไฟไว้ด้านหลังคนเดียว มัทนายิ้มปลื้มมองตามอารมณ์ในใจคิดว่าน่ารักเป็นกันเองจังเลย
               มัทนาถือป้ายไฟพร้อมยกมือบ๊าย บายให้ เขตต์ตวัน บ๊าย บายตอบมาให้...มัทนาอดกรี๊ดปลาบปลื้มออกมาเล็กๆ ไม่ได้
      
               ที่จอโน๊ตบุ้ก...เป็นภาพถ่ายในมุมที่ตวันถ่ายย้อนกลับมาจากหน้าต่างรถตู้ แฟนคลับวิ่งกรูตามรถตู้ทิ้งให้มัทนายืนยิ้มถือป้ายไฟอยู่ด้านหลังคนเดียว เขาซูมภาพให้ใหญ่ขึ้น เห็นชัดเจนว่าเป็นมัทนา
               เขตต์ตวันมีสีหน้านิ่งๆ คล้ายใช้ความคิดบางอย่าง แต่ไม่แสดงอารมณ์อะไรมากกว่านั้น
      
               ผ่านเวลาเล็กน้อย … เอกชัยกำลังดู You Tube ดูผ่านไอแพด เป็นภาพจากเหตุการณ์มัทนาให้สัมภาษณ์หน้าคอนโดฯ
               “พวกเรามารวมตัวกันเพื่อให้กำลังใจพี่ตวัน พวกเรามั่นใจว่าพี่ตวันไม่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม ตอนนี้พี่ตวันยังเป็นผู้บริสุทธิ์”
               เอกชัยกำลังเปิดภาพข่าวจากยูทูบที่แฟนคลับอัพเอาไว้ให้เขตต์ตวันดูที่สนามหลังบ้าน เจ้าด่างเจ้าจุด นั่งๆ มองมาที่ไอแพด เอียงหน้าเอียงหูไปมาเหมือนคุ้นเสียงมัทนา
               “ไม่ผิดตัวแน่นอน ตัวจริงเสียงจริง...แฟนพันธุ์แท้แกเลยนะปอน”
               เขตต์ตวันหน้านิ่งๆ ก้มดูคลิปต่อ
      
               มัทนายือมือไหว้ขณะให้สัมภาษณ์
               “พวกเราขอร้องพี่ ๆ สื่อมวลชนอย่าเขียนข่าวที่ไม่มีมูล ทำให้พี่ตวันต้องเสียชื่อเสียงอีกเลยนะคะ”
               เจ้าด่าง เจ้าจุดเห่ากันต่อเนื่อง ทำให้ตวันและเอกชัยต้องละสายตาออกมาจากไอแพด
               “เห่ากันใหญ่เลย จำเสียงลูกพี่เราได้รึไง” เอกชัยลูบหัวด่างกับจุดก่อนหันมองเขตต์ตวันแล้วพูดต่อ
               “เด็กคนนี้ไม่เหมือนนักข่าวคนอื่นๆ ที่ผ่านมาในชีวิตแกหรอกปอน ฉันสัมผัสได้”
               เขตต์ตวันได้แต่ปั้นหน้านิ่ง
               “ถึงแกไม่อยากให้สัมภาษณ์ก็พูดกับน้องเค้าดีๆ ไม่ใช่ต้องใช้คำพูดรุนแรง หักหาญน้ำใจกันขนาดนั้น เด็กไม่ได้ร้ายกาจอะไรเลย จิตใจเค้าบอบบางมากนะ น่าสงสาร แกทำกับคนที่รักและชื่นชมแกจากใจจริงลงได้ไงวะปอน”
               เขตต์ตวันแอบจ๋อยคล้อยตาม รีบแก้เก้อด้วยการเล่นกับน้องหมาซะงั้น เขตต์ตวันวิ่งตบมือเล่นกับด่างจุดไปที่สนาม
               “ด่าง จุด มานี่”
               เจ้าด่างเจ้าจุดก็วิ่งเล่นไปหาเขตต์ตวัน เอกชัยได้แต่มองตามเพื่อนไปพร้อมถอนใจส่ายหน้า
      
               มัทนากำลังถ่ายรูปล็อบบี้โรงแรมอโณมาเมื่อตอนหัวค่ำ เธอเก็บภาพอยู่ไปมา ก่อนจะเดินไปขอถ่ายรูปพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ พนักงานต้อนรับยิ้มแย้มเต็มใจให้ถ่ายรูปเอาไว้
               “ขอบคุณมากค่ะ”
               มัทนามากดเช็กรูปที่ถ่ายออกมา แล้วยิ้มพอใจ เชนเดินกลับเข้าล็อบบี้มาพอดี
               มัทนาเหลือบตาเห็น รีบตั้งกล้องถ่ายรูปเชนต่อเนื่อง แฟลชประกายวูบวาบ เชนโกรธจัดเดินปรี่เข้ากระชากกล้องไปจากมัทนา เธอตกใจและประหลาดใจที่เชนดูโกรธเกรี้ยวขนาดนี้
               “ผมไม่ชอบถ่ายรูป”
               “ขอโทษค่ะ มัทแค่อยากมีรูปคุณเชนเก็บไว้เป็นที่ระลึก”
               “ไม่จำเป็นหรอกครับ เราต้องเจอกันอีกอยู่แล้ว ขอลบนะครับ”
               มัทนายิ้มแหยๆ
               “ตามสบายเลยค่ะ”
               เชนกดรูปดูแล้วกดลบภาพทิ้งทั้งหมด ก่อนคืนกล่องให้มัทนา
               “ขอโทษที่เสียมารยาท แต่ผมไม่ชอบถ่ายรูปจริงๆ”
               “ไม่เป็นไรค่ะ มัทไม่รู้จักกาลเทศะเอง”
               “ต่อไปอย่าทำอีก ผมเหนื่อย ขอขึ้นไปพักก่อน”
               “ค่ะ”
               เชนเดินหน้านิ่งไปขึ้นลิฟท์
               มัทนามองตาม แล้วพึมพำ
               “มีพาร์ทโหดด้วยเหรอะ น่ากลัวจังเลย”
      
               เวลาสาย ไชยวัฒน์กำลังพิมพ์อีเมลตอบรับคำเชิญไป มีเสียงเคาะประตูห้องดังขัดขึ้นมา
               “เข้ามา”
               มีคณายิ้มแย้มเดินเข้าห้องมา
               “ปุ๊บอกว่าบ.ก.มีข่าวดีจะบอกมี่เหรอคะ”
               “ใช่ๆ นั่งก่อน เอาข่าวไหนก่อน”
               มีคณาเดินมานั่ง
               “มีหลายข่าวเหรอคะ” มีคณาพูดพลางขยับแว่นเข้าที่เล็กน้อย
               “เอาข่าวดีน้อยกว่าหน่อยแล้วกัน แฟชั่นการกุศลเลื่อนออกไปก่อน”
               มีคณายิ้มดีใจมาก
               “แต่คงเลื่อนไปไม่นานหรอก” ไชยวัฒน์บอก
               มีคณาหน้าแหยลงเล็กน้อย
               “มีเหตุขลุกขลักนิดหน่อย”
               “ขอให้มัทกลับมาทันทีเถ๊อะ...แล้วข่าวดีกว่าล่ะคะ”
               “พี่คุยกับทางตำรวจให้แล้วนะ มี่จะได้เข้าทำงานกับทีมล่อซื้อ”
               มีคณาดีใจมาก
               “ขอบคุณค่ะบอกอ”
               “สมใจล่ะสิ ขอสกู๊ปเด็ดๆ แล้วกัน”
      
               “ค่ะบอกอ”



       สาระวารีบ่นมีคณาที่มุมหนึ่งของออฟฟิศ
      
       “เสี่ยงอะไรไม่เข้าท่า”
       “ก็ฉันชอบนี่แก”
       “เป็นนกต่อเนี่ยนะ เธอเป็นนักข่าวนะยะ ไม่ใช่สายลับ”
       “เอาน่า ได้ช่วยคนอื่นมันก็คุ้มจะเสี่ยง”
       “บุคลิกของเธอกับความคิดนี่มันขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงเลยนะมี่ เหมือนคนละคน”
       มีคณายิ้มกระเซ้า
       “เหมือนเธอไง เห็นห้าวๆเหมือนสาวหล่อ แต่แอบตามหาเจ้าชายในฝัน”
       “ยัยมี่” สาระวารีเดินเข้าไปล็อกคอเพื่อน
       มีคณาเจ็บปนจั๊กจี้
       “ยอมแล้วๆ”
       สาระวารียอมปล่อย แต่ค้อนใส่เพื่อนเคืองๆ มีคณาเปลี่ยนเรื่อง
       “เธอว่าฉันจะปลอมตัวยังไงดีจะได้แนบเนียน”
       สาระวารีเหล่มองเพื่อน พูดทีเล่นทีจริงบอก
       “อันดับแรกถอดแว่นออกเลย”
       สาระวารียื่นมือไปถอดแว่นออกจากหน้าเพื่อน ใช้มือยีผมเพื่อนอีกต่างหาก
       “ทำผมฟูๆ แต่งหน้าจัดๆ ให้มันดูแก่ๆหน่อย เดี๋ยวพวกมันจะเปลี่ยนใจจับแกไปขายด้วยอีกคน”
       มีคณาผลักเพื่อนออกไป แย่งแว่นคืนมาสวม เธอดูขาดความมั่นใจทันทีถ้าไม่ได้ใส่แว่น
       “บ้า ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกมั้ง”
       เสียงโทรศัพท์มือถือของสาระวารีดังขัดจังหวะขึ้นมา....เสียงเพลงเรียกเข้าเป็นเพลงมาร์ชปลุกใจ ประมาณนั้น
       “แก๊งค์เสือสาวโทรมาแล้ว ว่าไงจ๊ะน้องรัก”
      
       มัทนายืนคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ริมหน้าต่างยามเช้า ฝนตกสาดเข้าหน้าต่างอยู่
       “อยากว่ามัทแสบๆดีนัก มัทจะเอาคืน”
       “ พี่เห็นด้วย ไหนๆก็อยู่ที่นั่นแล้ว เก็บภาพไว้ได้ก็ดี” สาระวารีบอก
       “อย่าบอกพี่มี่นะพี่วารี เดี๋ยวโดนดุอีก เดี๋ยวรอฝนหยุดก่อน มัทจะไปแอบถ่ายภาพบ้านเค้ามาให้ได้เลย เสียดายอยู่บ้านนั้นตั้งนานไม่มีจังหวะได้เก็บภาพเลย แม่เยาะเยอะนั่นตามประกบมัทตลอด… ขอบคุณค่ะพี่วารี” มัทนาวางสายด้วยสีหน้าอยากเอาชนะ
       มัทนาเตรียมของใส่เป้ทั้งกล้อง ทั้งแพ็คถุงก็อบแก๊บสีชมพูแป๋น กระดาษโน้ต ปากกาที่เตียงก่อนจะลุกไปมองที่หน้าต่าง รอเวลาให้ฝนหยุดตก
      
       ผ่านเวลามาซักพัก มัทนาเดินสะพายเป้มาตามทางไปบ้านเขตต์ตวัน มัวแต่คิดแต่มองไปทาง
       รั้วบ้าน เลยเกือบชนเข้ากลับผู้ชายที่เดินสวนมา แต่เบรกไว้ได้ทัน
       “อุ๊ย ขอโทษค่ะ”
       มัทนาเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายที่ตนจะชน แล้วตกใจเล็กน้อย ชายคนนั้นผอมสูง ใบหน้าอมโรค หนวดเคราขึ้นหร็อมแหร็ม ตาโปนๆ ท่าทางหวาดระแวง...ชายคนนั้นชักสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะเดินหัวเสียเลี้ยวเข้าบ้านเช่าในละแวกนั้น
       “ขอโทษแล้วยังทำหน้างออีก ประสาท”
       มัทนาย่นจมูกใส่ก่อนหันมองไปทางรั้วบ้านเขตต์ตะวัน สูดหายใจลึกพร้อมสู้ตาย
      
       มัทนาย่องๆ มาแอบดูทางหน้าประตูรั้ว เห็นเปี๊ยกนั่งหาวหวอดๆ สัปหงกไปมา แต่พยายามจะ
       เบิกตา ฝืนไว้ไม่ให้หลับ
       “หลับเลยเปี๊ยก เอ่ เอ๊” มัทนาพูดพึมพำ
       เปี๊ยกตาหนักจนเหลือบไม่ขึ้น สัปหงกจะหลับ มัทนายิ้มพอใจ ปลดเป้ เตรียมหยิบกล้องถ่ายรูป
       เยาะแต่งตัวสวยเดินกรีดกรายมาหาซะก่อน
       “ไอ้เปี๊ยก”
       มัทนาได้ยินเสียง ชักสีหน้าเซ็งทันที เปี๊ยกสะดุ้งตื่น เยาะโพสท์ท่าโชว์
       “สวยมั้ย คุณลิซ่ายกเสื้อให้ฉัน”
       มัทนารอจังหวะแล้วรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งผ่านรั้วบ้านไป
      
       มัทนาถอดรองเท้าผ้าใบคู่เก่งวางไว้ที่โคนต้นไม้ใหญ่ข้างรั้วบ้านเขตต์ตะวันด้านริมหาด เธอมองซ้ายขวาจนมั่นใจว่าไม่มีใครเห็น เธอล็อคเป้เข้ากระชับตัวแล้วปีนขึ้นต้นไม้ ปีนไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็พลาดตกลงมากระแทกที่พื้นทราย...กว่ามัทนาจะเหนี่ยวกิ่งไม้หนึ่งขึ้นไปนั่งได้อย่างทุลักทุเล มัทนาปาดเหงื่อเล็กน้อย
       มัทนาก้มมองลงไป พูดพึมพำ
       “พลาดแค่ 3 ครั้งถือว่าใช้ได้”
       มัทนาขยับตัวไปตามกิ่งที่พาดเลยเข้าไปในเขตรั้วบ้านของเขตต์ตะวัน เธอล็อกขากับกิ่งไม้ให้มั่น ปลดเป้ หยิบกล้องออกมาพร้อมแอบเก็บภาพบ้านเขตต์ตะวัน แต่เธอต้องชะงักลดกล้องลงเมื่อเห็นชลบุษย์เดินหนีลลิสาที่เดินตามโวยวายมาติดๆ มัทนาแอบถอนใจเซ็งๆ ไม่อยากได้ภาพสองคนนี่ติดไปด้วย เธอเพ่งมองดูเหตุการณ์ไป
       ลลิสาโวยวายชลบุษย์อย่างต่อเนื่อง
       “ฉันก็ไม่อยากมีปัญหากับเธอนักหรอก แต่บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องปากสว่าง”
       ชลบุษย์หันมาจ้องหน้า
       “แต่ฉันจำเป็นต้องพูดเพราะคุณปอนกับคุณเอกไม่ได้ไปกับเรา ฉันไม่อยากให้แฟชั่นโชว์ผิดพลาดในความดูแลของฉัน”
       ลลิสาขำหยัน
       “ใครแต่งตั้งเธอเป็นผู้ดูแลแฟชั่นทัวร์ทริปนี้ไม่ทราบ แต่งตั้งตัวเองก็ได้ หน้าไม่อาย”
       “ถ้าไม่ใช่ฉันแล้วจะใคร เธอเหรอะ...ตื่นมากินข้าวเที่ยงให้ทันก่อนเถอะ” ชลบุษย์สะบัดหน้าเดินกลับเข้าบ้านไป ลลิสาเจ็บใจ อยากเอาชนะ
       “จะหนีไปไหน ไปถามคุณปอนด้วยกันเดี๋ยวนี้เลย”
       ลลิสาเดินตามชลบุษย์เข้าบ้านไปติดๆ
      
       มัทนาบ่นๆบอก
       “ไปซะได้ก็ดี”
      
       มัทนาตั้งกล้องเตรียมจะเก็บภาพตัวบ้าน แต่พลาดหล่นต้นไม้เล็กน้อย จนต้องรีบล็อกตัวใหม่ ก่อนจะกดชัตเตอร์ยิงภาพบ้านมุมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ตอนที่ 4
      
       มัทนาไม่คาดคิด เธอเห็นเขตต์ตวันยืนหน้านิ่ง เงยหน้ามองอยู่ใต้ต้นไม้ด้านในรั้วบ้าน
       เขตต์ตะวันเสียงเข้ม
      
       “ทำอะไรสาวน้อย”
       มัทนาหยุดกึก ตาเบิกกว้างและลดกล้องลง เมื่อก้มมองก็ตกใจมากจนเสียหลักตกต้นไม้ลงมา
       เธอร้องลั่นเหลือบตามองเขตต์ตวันที่อ้าแขนเตรียมรับเธอ แต่มัทนากลับตกลงที่พื้นทรายนุ่มอย่างแรง เพราะเขตต์ตวันขยับตัวออกหน้าตาเฉย ไม่เหมือนที่มัทนาแอบคิดไว้
       “ฉันไม่ใช่พระเอกหนังอย่างที่เธอคิด”
       แม้ทรายจะนุ่มแต่มัทนาก็เจ็บจุกสะเทือนร้าวไปทั้งตัว ลุกไม่ขึ้น เหลือบตาขึ้นมองเขตต์ตวันหมดแรงจะโต้ตอบ
       “คุณจะฆ่าฉัน”
       “เธอทำตัวเธอเอง มันคือบทลงโทษที่สาสมสำหรับการกระทำของเธอ”
       เขตต์ตวันก้าวไปก้มเก็บกล้องถ่ายรูป มัทนาตาเบิกโพลงรวมแรงเฮือกสุดท้ายพุ่งไปกระชากกล้องคืน แต่เขาไวกว่าแย่งไปได้
       มัทนาถลาไปกระแทกพื้น เจ็บจุกซ้ำเข้าไปอีก มัทนาคุกเข่าอ้อนวอนเมื่อเห็นเขตต์ตวันยกกล้องขึ้นสูง
       “อย่าทุบมันทิ้งนะ มันสำคัญกับฉันมาก รู้มั้ยฉันต้องเก็บเงินอยู่ตั้งหลายปีกว่าจะซื้อมันได้”
       มัทนาใจหายวูบ ลืมเจ็บ รีบลุกขึ้นยืนพูดอ้อนวอนให้เห็นใจ
       “มัทต้องอดกินช็อกโกแล็ตอยู่ตั้ง 4 ปี”
       เขตต์ตวันไม่แคร์ เปิดกล้องเอาเมมโมรี่การ์ดออกมา มัทนาตกใจมาก ชี้ไปที่เมมโมรี่การ์ด
       “อันนั้นกว่าจะได้ก็ต้องอดกินไอติมตั้งนานเหมือนกัน”
       เขตต์ตวันชู 2 สิ่ง 2 มือแล้วยิ้มมุมปาก
       “ไอศกรีม กับ ช็อกโกแล็ต”
       มัทนาพยักหน้ารัว ยกมือไหว้ ส่งสายตาละห้อยอ้อนวอน
       “4 ปีเต็มๆ ตอนฉันเป็นนักศึกษา ขอกล้องฉันคืนเถอะนะ”
       เขตต์ตวันดูผ่อนคลายขึ้นเพราะความที่มัทนาน่าเอ็นดู
       “ถ่ายรูปอะไรไว้มั่ง”
       “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เก็บภาพที่โรงแรม พวกชายหาด แล้วก็บ้านพักคุณ”
       “เห็นภาพลิซ่ากับบุษย์ทะเลาะกันร่วมเฟรมด้วย คงแต่งเรื่องเขียนข่าวได้สนุกไปเลย”
       มัทนาเสียงแข็ง
       “ฉันไม่ได้ถ่ายเอาไว้ ฉันรับรอง”
       เขตต์ตะวันสีหน้าดูถูก
       “นักข่าวอย่างพวกเธอ มีเกียรติอะไรมารับรองแต่ก็ดีที่ไม่ถ่ายเอาไว้ ถ้ารูปพวกนั้นลงหนังสือเธอเมื่อไหร่ใบศาลส่งถึงมือเธอแน่”
       มัทนาชักเคืองที่ถูกพูดจาดูถูก
       “สยามสารเขียนแต่เรื่องจริง ไม่มีการเสนอข่าวแบบตอกไข่ใส่สีเด็ดขาด”
       เขตต์ตวันเค่นขำพร้อมยิ้มเหยียด
       “พวกนักข่าวอย่างเธอน่ะเหรอะจะเสนอแต่ความจริง”
       มัทนาสีหน้าไม่พอใจ
       “2 ครั้งซ้อนแล้วนะที่คุณพูดจาดูถูกอาชีพฉัน คุณคงเจอแต่นักข่าวไม่ดีมามาก ทำไมไม่ลองเปิดโอกาสให้ฉันพิสูจน์ให้คุณเห็นมั่งล่ะ ว่านักข่าวก็ไม่ได้เลวร้ายไปซะหมดอย่างที่คุณคิด”
       เขตต์ตวันตัดบทตอบเสียงห้วน ก่อนโชว์เมมโมรี่การ์ด
       “ไม่มีความจำเป็นที่ฉันต้องลอง อันนี้ฉันขอ ส่วนกล้องเอาคืนไป”
       เขตต์ตวันโยนกล้องคืนให้ มัทนาร้องตกใจเล็กน้อย รับกล้องเอาไว้เกือบไม่ทัน เขาเดินไปหยิบเป้มัทนาขึ้นมา เปิดค้นดูเล็กน้อย
       “ไม่มีอะไรหรอกน่ะ ของใช้ส่วนตัวทั้งนั้นแหละ”
       เขตต์ตวันค้นจนแน่ใจว่าไม่มีอะไร จึงเงยหน้ามองมัทนา
       “สาวน้อย หันหลังกลับไปซะ แล้วจำไว้ด้วยอย่าให้ฉันเห็นหน้าเธอ หรือกล้องของเธอแถวนี้อีก” เขาโยนเป้ใส่มัทนา เธอกอดเป้เอาไว้ทัน ก่อนจะพูดไปด้วยเสียงตะกุกตะกัก แบบกล้าๆ กลัวๆ
       “ฉันอยากจะขอสัมภาษณ์คุณ”
       “ลืมมันซะ” เขตต์ตะวันหันไปตะโกนเรียกทางหน้าบ้าน
       “เปี๊ยก เปี๊ยก”
       เปี๊ยกวิ่งหน้าเลิ่กมาตามเสียง สีหน้าเกรงกลัว หมวกก็หล่นตก เปี๊ยกเก็บอยู่ไปมา
       “น้องมัท มาได้ยังไง” เปี๊ยกถามด้วยความประหลาดใจ
       “ พาตัวออกไปส่งหน้าบ้าน อย่าให้ย้อนกลับเข้ามาได้อีก ไม่งั้นฉันจะเปลี่ยนยามใหม่” เขตต์ตวันบอก
       เปี๊ยกแหยปนกลัว ตะเบ๊ะรับ
       “ครับคุณปอน...ไปเถอะน้องมัท”
       มัทนายังตื้อไม่เลิก
       “งั้นฉันกลับไปก่อนนะคะ พอคุณอารมณ์ดีเราค่อยคุยกันใหม่”
       เขตต์ตวันตวาดสวน
       “ไม่มีครั้งต่อไปแล้ว จำไว้”
       เขตต์ตวันจ้องหน้าเดินเข้าหาพูดเน้นชัด ทีละคำ
       “อย่าให้ฉันเห็นหน้าเธออีก”
       มัทนา ถอยห่างไปเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้ม
       “งั้นฉันไปก่อนนะคะ แล้วจะติดต่อมาใหม่วันหลัง”
       มัทนาวิ่งหนีไปเลย เปี๊ยกวิ่งกวดตามไป
       “รอด้วยน้องมัท”
       “เอากะมันสิ”
       เขตต์ตวันถอนใจส่ายหน้า ฝนโปรยปรายเป็นละอองลงมาอีก เขตต์ตวันยกมือขึ้นบังฝนเดินเร็วกลับเข้าบ้านไป
      
       มัทนาวิ่งฝ่าละอองฝนตามถนนไป เปี๊ยกยืนมองส่งยกมือบ๊าย บายอยู่กลางถนน
       “โชคดีนะน้องมัทแล้วเจอกันใหม่” เปี๊ยกตะโกนบอกก่อนจะวิ่งหลบฝนเข้าบ้านไป
       มัทนาเพิ่งรู้สึกตัว หยุดวิ่งก้มดูเท้าตัวเอง ปรากฏว่า วิ่งเท้าเปล่า
       “ตายแล้ว รองเท้าคู่บุญของฉัน”
       ฝนตกแรงขึ้น มัทนาวิ่งกอดเป้ห่อกล้องไว้เพราะกลัวเปียกฝน เธอวิ่งฝ่าฝนไปหาที่หลบให้ได้เร็วที่สุด
      
       ในเวลาต่อมา เอกชัยกำลังเถียงอยู่กับลลิสาและชลบุษย์ที่โถงบ้าน เอกชัยพูดด้วยความหงุดหงิด
       “จะเดินทางอยู่วันนี้แล้ว ยังมาทะเลาะกันอีก”
       “ถ้าไม่มีคนมาวางอำนาจ ลิซ่าก็ไม่อยากมีปัญหาหรอกค่ะคุณเอก”
       “ใครกันแน่ที่วางอำนาจ เสื้อผ้าทั้งโชว์เราประชุมวางไว้หมดแล้ว เธอมีสิทธิ์อะไรจะมาเปลี่ยน อยากใส่ชุดนั้น ไม่อยากใส่ชุดนี้” ชลบุษย์ว่า
       “แต่คุณปอนสรุปว่าโอเคทั้ง 2 ชุดให้ฉันเลือกว่าอยากใส่ชุดไหน ไม่ใช่ให้เธอเลือก”
       “เธอไม่ได้เข้าประชุมด้วยทำเป็นรู้ดี” ชลบุษย์ทิ้งค้อนใส่
       ลลิสาเหยียดปากหยัน
       “ถึงฉันไม่ได้เข้าประชุม คุณปอนก็รายงานทุกอย่างฉันบนเตียงอยู่แล้วล่ะ”
       เอกชัยถอนใจด้วยความเซ็ง
       ชลบุษย์โกรธปนหมั่นไส้จนกำมือแน่น
       “พอทีเถอะ...นี่ถ้าไม่ติดว่าไม่มีใครอยู่บ้าน แล้วฉันต้องช่วยปอนเตรียมงานโชว์เดือนหน้า ฉันไม่ปล่อยให้ไปกันเองตามลำพังหรอก ไว้ใจใครไม่ได้เลยจริงๆ”
      
       ชลบุษย์ทิ้งค้อนใส่ลลิสาอีกขวับ



       ลลิสาสงสัยขึ้นมา
      
       “เอ้อ แล้วนี่เยาะกับป้าหน่อยลาไปไหน ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
       “ป้าหน่อยไปช่วยลูกชายเลี้ยงหลานเพิ่งคลอด ส่วนเยาะไปรับเด็กรับใช้ใหม่...ได้โปรดเถอะ ช่วยอยู่กันอย่างสงบอย่าเพิ่งสร้างความวุ่นวายอะไรอีกเลย อยากให้ปอนมันอารมณ์เสียอีกรึไง” เอกชัยว่า
       ลลิสาถอนหายใจพรวดออกมาแรงๆ
       เขตต์ตวันวิ่งกลับเข้ามาที่โถง ปัดละอองฝนที่เปื้อนตัวออกเล็กน้อย
       “อ้าวฝนตกเหรอะ”
       “นิดหน่อย”
       เขตต์ตวันเห็นทุกคนหน้าบึ้งใส่กันก็ถาม
       “มีปัญหาอะไรกันรึเปล่า”
       ทุกคนพร้อมใจกันตอบ “เปล่า” โดยไม่ได้นัดหมาย สองสาวทิ้งค้อนใส่กันอีกขวับ
       “ไม่มีอะไรก็เตรียมตัวเดินทาง ทีมงานรออยู่ที่สนามบินครบแล้ว ฉันขอเปลี่ยนเสื้อก่อน” เขตต์ตวันเดินขึ้นบ้านไป
       “ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ”
       ลลิสาสะบัดหน้าพรืดเดินตามตวันขึ้นชั้นบนไป
       “ผมขอร้องล่ะบุษย์ ยอมๆเค้าไปก่อนเสร็จงานที่มาเลย์ต้องไปเดินต่อที่สิงคโปร์อีกนะ อย่าให้เสียงานใหญ่” เอกชัยบอก
       “ค่ะคุณเอก บุษย์จะอดทนให้ถึงที่สุดค่ะ” ชลบุษย์สะบัดหน้าเดินนำออกไปทางหน้าบ้าน
       เอกชัยถอนใจทิ้งมือตบขาข้างตัวทั้งสองข้างก่อนเดินไปเอาของทางในห้องทำงาน
      
       มัทนาวิ่งเปียกปอนเข้าโรงแรมมากดลิฟท์ ยืนรอด้วยอาการท่าทางหนาวๆ เธอรีบวิ่งเข้าลิฟท์ด้วยเท้าเปล่า ทั้งหนาวทั้งอาย
      
       เวลาต่อมาในห้องพัก มัทนาอาบน้ำเรียกร้อยใส่ชุดอุ่นสบายนั่งอยู่ที่โซฟามุมห้องพัก
       “ค่อยอุ่นขึ้นหน่อย”
       เสียงโทรศัพท์ห้องดังขัดขึ้น มัทนาลุกไปรับโทรศัพท์
       “สวัสดีค่ะ”
       “ผมเชนนะ”
       “อ๋อ ค่ะ มีอะไรคะ”
       เชนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนคุยโทรศัพท์อยู่บนเตียง
       “เย็นนี้ทานข้าวกันมั้ย ผมเลี้ยงเอง”
       มัทนาอึกอัก
       “คือ มัทว่า...”
       “ยังโกรธผมเรื่องเมื่อวานเหรอ ผมขอโทษนะมัท ผมอารมณ์เสียมาด้วย แล้วผมก็ไม่ชอบถ่ายรูปจริงๆ”
       “อ๋อ ไม่ใช่หรอกค่ะ”
       “มัทไม่ได้โกรธอะไรคุณเชน มัทเข้าใจ มัทก็ไม่ชอบให้ใครว่ามัทอ้วน เหมือนกับคุณเชนไม่ชอบถ่ายรูปแหละค่ะ”
       “แล้วทำไมมัทอึกอักเหมือนไม่อยากไปทานข้าวกับผมล่ะครับ”
       “คือมัทลืมรองเท้าไว้บ้านคุณตวัน ตอนนี้เหลือแต่รองเท้าแตะขนปุย”
       เชนหัวเราะ
       “เราไปแวะซื้อใหม่ก็ได้นี่ครับ”
       “ไม่ได้หรอกค่ะ รองเท้าคู่บุญของมัท ถ้ามัทไม่เห็นกับตาว่าเค้าตายในหน้าที่ มัทไม่มีทางซื้อรองเท้าคู่ใหม่หรอกค่ะ”
       “งั้นเราทานร้านอาหารในโรงแรมก็ได้ เค้าไม่กล้าไล่ลูกค้าโรงแรมหรอก”
       “งั้นก็ตกลงค่ะ....ค่ะ เจอกันค่ะ”
       มัทนาวางหูโทรศัพท์ก่อนถอดรองเท้าแตะรูปสัตว์ขนปุยไว้ข้างเตียงก่อนขึ้นเตียงนอนพักผ่อนเอาแรงซักงีบ
      
       บ้านวันนั้น ณ ชุมชนแห่งหนึ่ง มีคณาอยู่ในลุคสาวใหญ่จัดจ้าน ดัดผมปล่อยสยาย ไม่ใส่แว่น แต่งหน้าจัด เธอทำตามที่สาระวารีแนะนำเป๊ะ มีคณายืนคุยกับคนร้ายที่มากับเด็กสาว 2 คนที่ดูหวาดกลัว
       คนร้ายบอกเด็กว่า
       “พี่เค้าใจดี พาไปทำงานร้านอาหาร ไม่ต้องกลัวเค้าหรอก จะได้มีเงินส่งไปบ้านไงล่ะ”
       มีคณายิ้มแย้มเพ่งมองเด็กสาว
       “มาหาเจ๊สิจ๊ะ”
       มีคณาไม่ได้ใส่แว่นมองไปที่เด็กสาวสองคน แต่ดูไม่ชัด เห็นรูปร่างเป็นผู้หญิงแต่ไม่ชัดพอจะเก็บรายละเอียดของหน้าตาได้อย่างชัดเจน เด็กสาวสองคนค่อยๆเดินมาหาเธอ คนร้ายแบมือเรียกเงิน
       มีคณาหยิบเงินสดออกมาจากกระเป๋า ยื่นให้คนร้าย...
       “นับดูเดี๋ยวนี้เลยจะได้ไม่มีปัญหา”
       คนร้ายจะรับเงินไปแต่มีคณาจับเงินแน่นดึงยื้อเอาไว้
       ทันใดนั้นเองหิรัณย์และตำรวจอีก 2 นายก็ออกจากที่ซ่อน...หิรัณย์อยู่ในมุมด้านหลังของมีคณา
       ไม่เห็นหน้าเธอถนัดนัก คนร้ายว่องไวเห็นผิดสังเกตเลยกระชากแขนเด็กสาวคนหนึ่งมาล็อกแขนเอาไว้ จนเด็กสาวร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
       มีคณาสีหน้าโกรธจัด ชิงชังคนร้ายที่ทำรุนแรงกับเด็กสาวอย่างเห็นได้ชัด จึงโดดเข้าล็อกคอคนร้ายทันทีอย่างไม่กลัวอันตราย เด็กสาวเลยหนีออกไปหาเพื่อนได้
       หิรัณย์เล็งปืนขู่
       “มอบตัวซะดีๆ”
       คนร้ายกระทุ้งศอกใส่มีคณา และเหวี่ยงจนเธอล้มไปแล้ววิ่งตะบึงหนีไปทันที มีคณาสีหน้าเจ็บใจ ของขึ้น วิ่งกวดคนร้ายไปทันทีอย่างไม่กลัวตาย หิรัณย์ตกใจปนเป็นห่วง
       “เดี๋ยวสิคุณ”
       หิรัณย์วิ่งตามมีคณาไป
      
       มีคณาวิ่งไล่ตามคนร้ายมาอย่างเอาเป็นเอาตาย หิรัณย์วิ่งกวดตามมาติดๆ ด้วยความเป็นห่วง
       หิรัณย์ยิงปืนขู่ขึ้นฟ้า คนร้ายตกใจรีบพุ่งตัวหลบคิดว่าถูกยิงปืนใส่ ทำให้เสียหลักสะดุดล้มไปกับพื้น นอนยกมือยอมแพ้
       มีคณามองไม่เห็น ยังของขึ้นไม่หาย หันซ้ายขวาคว้าไม้เหมาะมือข้างทางตรงปรี่ไปฟาดใส่คนร้ายอย่างไม่ยั้งมือ...
       มีคณามีสีหน้าชิงชัง หลับหูหลับตาฟาด
       “โอ๊ย ๆ พอแล้วครับ ผมตำรวจ”
       มีคณาได้สติลืมตา เพ่งมองเห็นหิรัณย์ก้มหน้างุดด้วยความกลัวว่าจะโดนฟาดโดนหน้า
       มีคณายิ้มแหย รีบโยนไม้ทิ้ง
       “ขอโทษค่ะ เจ็บมั้ยคะ”
       หิรัณย์ขยับตัวออก ก้มหน้างุด นวดคอเอี้ยวไปมาเลยไม่ได้มองหน้าเธออย่างจะๆ
       “อีกไม้เดียว เรียกรถพยาบาลได้เลย”
       หิรัณย์หงุดหงิดปนเซ็ง ตำรวจอีกนายรีบวิ่งเข้ามาช่วยจับตัวคนร้ายไป
       หิรัณย์หันมามองมีคณา
       “ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยจับคนร้าย”
       มีคณาก้มหน้าพร้อมดึงผมมาปิดหน้า รู้สึกอับอายมากที่ฟาดหิรัณย์เต็มเหนี่ยว
       “ฉันไม่ชอบผู้ชายที่ใช้ความรุนแรงกับผู้หญิงอยู่แล้ว เห็นแล้วของมันขึ้น
       หิรัณย์ยังคงเอี้ยวตัวนวดหลังไปมาพลางบ่น
       “แรงควายขนาดนี้ ไม่บอกก็เชื่อว่าเราเป็นผู้ชายเหมือนกัน”
      
       มีคณาตกใจ ตาเบิกโพลง เงยหน้ามองไปที่หิรัณย์ด้วยสายตาเบลอๆเพราะไม่ได้ใส่แว่น

       ภายในห้องทำงาน ไชยวัฒน์หัวเราะชอบใจ มีคณาต่อว่าบ.ก.อย่างอายๆ
      
       “บอกอไปบอกเค้าว่ามี่เป็นสาวประเภทสองได้ยังไงคะ”
       สาระวารีนั่งขำๆ ชอบใจอยู่ไม่ห่างนัก.... มีคณาเปลี่ยนชุดกลับมาอยู่ในลุคเดิมแล้ว
       เธอหยิกแขนเพื่อนเล็กน้อย
       “เพราะเธอด้วยแหละ แนะนำไม่ให้ฉันใส่แว่น ดีนะฉันไปฟาดเค้าตาย”
       “ใครจะคิดว่าเธอจะพาซื่อ แต่งตัวตามที่ฉันแนะนำเด๊ะขนาดนั้นล่ะ”
       “เอาล่ะ ไม่ต้องฟาดงวงฟาดงา ก็ผมเห็นว่างานมันเสี่ยงขนาดนั้น ขืนบอกว่ามี่เป็นผู้หญิงก็อดน่ะสิ พี่หาลู่ทางทำเพื่อมี่นะ เห็นมั้ย ได้ช่วยเด็กสมใจ ได้ทั้งข่าวได้ทั้งบุญ”
       ไชยวัฒน์ยิ้มชื่นชม
       “ถูก ยิ่งผู้หญิงลุคเรียบร้อยงุ๊งงิ๊งอย่างเธอ เค้ากลัวเสียแผนไม่ให้ทำหรอก”
       “พี่คุยโม้ซะเสร็จสรรพว่ามี่เป็นนักเทควอนโด้ทีมชาติ”
       ไชยวัฒน์หัวเราะชอบใจต่อ
       “ต่อไปมี่ไม่กล้าสู้หน้าเค้าแล้วล่ะ”
       มีคณาหน้าจ๋อยนั่งลง สาระวารีเหล่มองอย่างสงสัยแถมยิ้มกระเซ้า
       “ทำไมล่ะ แคร์อะไรหรือว่าแอบสนใจเค้า”
       มีคณาผลักสาระวารีไปเบาๆ
       “บ้า หน้าเค้าฉันยังไม่ทันเห็นเลย”
       สาระวารีขำๆบอก
       “เห็นก็เบลอ ยัยแว่นเอ๊ย”
       “ฉันก้มหน้าเกือบตาย กลัวเค้าจำได้ นักข่าวทำร้ายตำรวจเจอหมายหัวแน่ ไม่รู้จะต้องเจอกันอีกรึเปล่า”
       ไชยวัฒน์และสาระวารีได้แต่ขำๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดกับมีคณาในวันนี้
       “อยู่ในเหตุการณ์ขนาดนี้ เขียนสกู๊ปให้มันหยดเลยนะมี่”
       สาระวารีกระเซ้าอีก
       “เรื่องทำร้ายเจ้าพนักงานเอาด้วยมั้ยคะบ.ก.”
       มีคณาหมั่นไส้ปนเจ็บใจตรงเข้าไปบีบคอเขย่าสาระวารี ไชยวัฒน์ได้แต่หัวเราะชอบใจไปมา
      
       เวลาหัวค่ำ เขตต์ตวันและเอกชัยถือแก้วไวน์ยืนคุยกันอยู่ที่ระเบียงบ้าน
       “วันนี้เด็กนั่นมาอีกแล้วนะ”
       “เด็กที่ไหน อย่าบอกนะว่าเดอะมัทนักข่าว”
       “จะใครซะอีกล่ะ”
       เอกชัยขำๆบอก
       “ตื๊อจริงๆ คราวนี้มาไม้ไหนอีกล่ะ”
       “ปีนต้นไม้มาน่ะสิ”
       “เฮ้ย แสบขนาดนั้นเลยเหรอะ”
       “ดีนะไม่ตกลงมาตาย”
       “แกทำรุนแรงอะไรกับเด็กนั่นรึเปล่า”
       เขตต์ตะวันยักไหล่
       “ฉันไม่ได้ทำอะไร แค่เรียกก็ตกใจตกลงมาเอง”
       “ดีนะไม่ตกมาคอหักตาย” เอกชัยพูดอย่างเป็นห่วง
       “ตายคงสิงอยู่บ้านเรา ไม่ไปไหนแน่” เขตต์ตวันพูดพลางส่ายหน้า
       เอกชัยขำๆบอก
       “ก็เกินไป..”
       “ความสูงแค่นั้นไม่ถึงกับตายหรอก อย่างมากก็แค่ขาหัก”
       เอกชัยส่ายหน้า
       “แต่เด็กนี่มีความมุ่งมั่นดีจริงๆนะ เป็นนักข่าวคนอื่นเปิดไปนานแล้ว”
       “ทั้งมุ่งมั่นทั้งหน้าด้านหน้าทน โดนเค้าจับได้คาหนังคาเขา ยังมีหน้ามาขอสัมภาษณ์อีก”
       “แล้วแกยอมมั้ย”
       “ไล่ตะเพิดไปน่ะสิ ยังมีหน้ามาบอกอีกนะ รอฉันอารมณ์ดีแล้วจะติดต่อมาใหม่”
       เอกชัยหัวเราะชอบใจ
       “เด็กคนนี้เด็ดว่ะ คนอย่างแกต้องเจอลูกตื้อยังงี้ล่ะ”
       “จะบ้าตาย” เขตต์ตวันยิ้ม เขย่าไวน์ในแก้วไปมา
       “เชื่อฉันมั้ย เธอมาอีก ไม่หยุดแค่นี้หรอก”
       “ลองมาสิ จะขอเตะเด็กผู้หญิงซักทีเถอะวะ”
       “เฮ้ย โหดไปเปล่า น้องเค้าออกจะน่ารัก”
       ทีมงานผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาตาม
       “ทีมงานพร้อมประชุมต่อแล้วค่ะ”
       “ไป” เอกชัยกอดคอเขตต์ตวันพาเดินเข้าบ้านไป
       เขตต์ตวันได้แต่ส่ายหน้าไปมาเดินเข้าไปประชุมงานต่อ
      
       เชนและมัทนานั่งดินเนอร์กันที่ร้านอาหารในโรงแรม...เธอสวมรองเท้าคู่ปุกปุย ทั้งคู่คุยกัน ทานขนมหวานพร้อมชากาแฟไป
       เชนเย้าบอกพลางส่งสายตาเอ็นดู
       “ท่าทางคุณเหมือนแมวตัวเล็กๆ ที่เพิ่งอิ่มนมเลย”
       มัทนาย่นจมูกใส่
       “อย่าบอกนะคะว่าลูกแมวตัวอ้วนๆ มัทโกรธจริงๆ ด้วย”
       เชนขำๆ ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ
       “เล่าเรื่องฟาร์มเลี้ยงมุกของคุณต่อสิคะ มัทอยากฟัง ท่าทางจะได้กำไรมาก”
       “ไม่หรอกครับ ช่วงปีแรกๆ มีปัญหามาก ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นที่น้ำหรืออุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม ไข่มุกรุ่นแรกๆ ไม่สวย ไม่ได้ขนาดเท่าที่ลูกค้าออเดอร์ ปัญหารุมเร้ารอบด้านไปหมด บริษัทขาดทุนอย่างหนัก ผมแทบเป็นบ้า คิดว่าคงรักษาฟาร์มเอาไว้ไม่ได้”
       เชนเล่าด้วยสีหน้าแววตาปวดร้าวจนมัทนารู้สึกได้ และเห็นใจ
       “แล้วคุณเชนแก้ปัญหาได้ยังไงคะ”
       “ตอนนั้นผมจนหนทางจริงๆ โชคดีที่แด๊ดยอมยื่นมือมาช่วยจากแคนาดา ท่านยอมให้ผมยืมเงินทุนก้อนนึงนำเข้าไข่มุกมาจากญี่ปุ่นส่งให้ลูกค้าไปก่อน บริษัทขาดทุนมาก แต่ก็คุ้มที่รักษาลูกค้ากับชื่อเสียงของบริษัทเอาไว้ได้”
       “ร้านของคุณเชนที่กรุงเทพชื่ออะไรเหรอคะ”
       “เชนส์เพิร์ลครับ”
       มัทนาตาเบิกโพลง ตกใจ
       “เชนส์เพิร์ล ดังมาก”
       “ขอบคุณครับ...ไปคุยต่อที่ล็อบบี้ดีมั้ย” เชนยกมือเรียกบริกรพร้อมจิบกาแฟไป
      
       มัทนาเดินคุยนำมานั่งลงที่โซฟาล็อบบี้ตัวสบายมุมหนึ่ง เชนเดินตามหลังมาติดๆ
       “มัทเคยไปทำข่าวที่เชนส์เพิร์ลบ่อยๆ นะคะ ยังนึกชมอยู่เลยว่าเจ้าของร้านเป็นคนใจบุญจริงๆ บริจาคไข่มุกทีละมากๆ”
       เชนยิ้มๆ เดินตามมานั่ง
       “ตอนแรกมัทคิดว่าเจ้าของต้องเป็นคนสูงอายุแน่ๆ ไม่นึกว่าจะเป็นคุณเชนนี่เอง”
       เชนสีหน้ายิ้มแย้ม
       “ผมชอบทำบุญครับ ซึ่งมันก็เป็นการโปรโมทร้านไปในตัว ที่คนรู้จักติดปากชื่อร้านผมก็เพราะงานประมูลการกุศลนี่ล่ะครับ”
      
       “แล้วธุรกิจอื่นที่คุณเชนทำคู่กับเปิดร้านล่ะคะ ประสบความสำเร็จอย่างเชนเพิร์ลรึเปล่า”



       สิ้นคำถาม รอยยิ้มบนหน้าเชนก็แห้งเหือดดูแข็งกร้าวขึ้นมาทันที
      
       “ยิ่งกว่าครับ กำไรมหาศาล เกินหน้าเกินตาจนคนเค้าหมั่นไส้ มันกลั่นแกล้งทุกวิธีที่จะทำให้ธุรกิจผมย่อยยับ กักสินค้าไม่ให้ส่งออก โกง ทำลายทุกทาง โดยที่ผมตอบโต้อะไรมันไม่ได้เลย” น้ำเสียงแววตาเชนเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
       มัทนาแอบมองสายตาดุดันของเชนที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน
       “แล้วทำไมคุณเชนไม่แจ้งความล่ะคะ เราฟ้องร้องขอความเป็นธรรมได้”
       เชนสวนทันทีด้วยสีหน้า แววตาอำมหิต
       “เปล่าประโยชน์ ตำรวจเป็นพวกมัน มันฉลาดที่จะสร้างสถานการณ์ให้ผมเป็นคนผิดทุกประตู”
       มัทนาอึ้งปนกลัวเหมือนกันที่ได้เห็นสีหน้าแววตาแบบนั้นของเชน
       “เค้าเป็นใครเหรอคะ บางทีอาชีพนักข่าวของมัท อาจช่วยคุณเชนได้”
       เชนรู้สึกตัว รีบดึงตัวกลับออกมาจากความเคียดแค้นในอดีต ฉีกยิ้มอบอุ่นกลบเกลื่อนทันที
       “ช่างมันเถอะครับ ผมอโหสิให้มันหมดแล้ว”
       “จะดีเหรอคะที่คุณจะปล่อยให้คนผิดลอยนวล”
       เชนเสียงเหี้ยม ตาดุดันบอก
       “วันหนึ่งมันต้องได้รับกรรมที่มันก่อไว้กับผมแน่”
       เชนหลบสายตาน่ากลัวมองไปทางอื่นแทน แต่ไม่พ้นสายตามัทนาไปได้ เธอแอบมองเขาอย่างไม่ละสายตา ยิ่งรู้จักกัน ยิ่งชักไม่แน่ใจว่า เชนจะเป็นผู้ชายอบอุ่นแสนดีจริงๆอย่างภาพที่สร้างออกมา
      
       เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในยามเช้า มัทนาที่นอนหลับสนิทบนเตียงสะดุ้งตื่น เอื้อมมือไปกดปิดนาฬิกาปลุก แล้วพยุงตัวขึ้นนั่งแทบจะไม่ไหว
       มัทนายกมือขึ้นกุมหัว นวดขมับไปมา
       “โอ๊ย...ปวดหัวจังเลย”
       มัทนาทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งก่อนจะดีดตัวขึ้นมานั่งอีกที
       “สู้ ๆ มัทนา”
       มัทนาลุกลงจากเตียงไปอย่างยากลำบาก
      
       ในเวลาต่อมา มัทนายืนสะพายเป้เกาะรั้วหน้าบ้านเขตต์ตวัน เปี๊ยกเดินร้อนใจตามเอกชัยออกมา
       เธอดีใจมากที่เอกชัยออกมา
       “คุณเอก”
       “เธอมาทำอะไรอีก ปอนเค้าทำงานอยู่ไม่พบเธอหรอก”
       “อีกนานมั้ยคะกว่าคุณปอนจะเสร็จงาน”
       “จะทู่ซี้ไปทำไมมัท ปอนไม่ชอบนักข่าวเธอก็รู้”
       “คุณเอกช่วยกลับไปบอกคุณปอนด้วยนะคะว่ามัทจะรออยู่ที่นี่ จนกว่าคุณปอนจะว่าง”
       “ดื้อจริงๆเลยเธอนี่” เอกชัยถอนใจเดินส่ายหน้ากลับไป
       “ขอบใจมากนะเปี๊ยก”
       “ไม่เป็นไร รองเท้าน่ารักดีนะ”
       “ขอบใจจ้ะ”
       มัทนาเกาะรั้วชะเง้อมองตามเอกชัยเข้าไป
      
       เขตต์ตวันเงยหน้าจากแบบที่เสื้อที่กำลังดีไซน์อยู่ หลังจากฟังเอกชัยอยู่นาน
       “ไปบอกให้เค้ากลับไปซะ”
       “ให้เค้าสัมภาษณ์หน่อยจะเป็นไรไป เรื่องแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่นใหม่ของเราก็ได้”
       “จะพูดอีกนานมั้ย ฉันจะได้หยุดทำงาน”
       เอกชัยหน้าจ๋อยบอก
       “เออๆ ทำงานไปเถอะ”
       เอกชัยเดินออกไป เขตต์ตวันถอนใจออกมาก่อนก้มลงออกแบบต่อไป
      
       ผ่านเวลาสักพัก เปี๊ยกเดินกางร่มพาเอกชัยที่ถือร่มอีกคันหน้าตาร้อนใจปนห่วงออกมาที่หน้ารั้วบ้าน
       มัทนาใช้ถุงก๊อบแก๊บสีชมพูแป๋นของแม่สวมหัวกันฝนยืนเกาะรั้วรออยู่ที่เดิม..รองเท้าแตะสัตว์ขนปุยเปียกปอนไปหมด
       “อยากตายรึไง มายืนตากฝนอยู่แบบเนี้ย”
       “ถ้ามัทไม่ได้สัมภาษณ์คุณปอน มัทจะไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น”
       เอกชัยถอนใจพรืดออกมา
       “เธอนี่จริงๆเลย”
       มัทนาสีหน้าแน่วแน่ แววตามุ่งมั่น เกาะประตูรั้วแน่น เอกชัยยื่นร่มออกไปให้
       “เอาไป เดี๋ยวก็เป็นหวัดจนได้หรอก”
       มัทนายิ้มขอบคุณ รับร่มไป
       “ขอบคุณค่ะคุณเอก”
       เอกชัยส่ายหน้าเดินกลับไป เปี๊ยกรีบตามกางร่มไปส่ง มัทนามีสีหน้ามึนๆ ปวดหัวขึ้นมา แต่พยายามแข็งใจ เธอจะกางร่มแต่ไม่มีแรงจนต้องใช้ร่มยันพื้นเอาไว้
       “ปวดหัวจังเลย”
       มัทนามีสีหน้าปวดหัวทรมานแต่พยายามแข็งใจสู้ไม่ถอย
      
       ในห้องหนังสือ เอกชัยพูดใส่หน้าเพื่อนเป็นชุด
       “ไม่ว่านายจะว่ายังไง ฉันก็ยืนยันว่าจะพามัทเข้ามาพักในบ้าน อย่างน้อยก็จนกว่าฝนจะหยุด สภาพเธอแย่มาก เปียกโชกไปทั้งตัว หนาวสั่นเหมือนลูกนก”
       เขตต์ตวันลุกขึ้นตบโต๊ะโครมเผชิญหน้ากับเอกชัย
       “ฉันไม่ได้ขอร้องให้เค้าอยู่รอฉัน มาเองได้ทำไมจะกลับไปไม่ได้ อย่ามาบีบฉันด้วยวิธีงี่เง่ายังงี้เลย ไม่สำเร็จหรอก”
       “เอาเถอะ นายอาจจะทนเห็นเด็กนั่นตากฝนเป็นชั่วโมงได้ แต่ฉันใจไม่แข็งพอ”
       “แต่เด็กนั่นเป็นนักข่าว เราจะมาทะเลาะกันเพื่อนักข่าวไปทำไม”
       “แต่เธอยังเป็นเด็กตัวนิดเดียว”
       “เด็กดื้อน่ะสิ ทั้งดื้อทั้งโง่ทั้งบ้า เดี๋ยวคงได้ตายสมใจอยาก”
       เขตต์ตวันกระแทกตัวลงนั่ง สีหน้าไม่พอใจมาก
      
       ผ่านเวลา มัทนานั่งคุกเข่าก้มหน้าตากฝนรออยู่หน้าประตูรั้วอย่างหมดสภาพจนแทบไม่ไหวแล้ว
       ไม่คาดคิด ประตูรั้วค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เธอไม่อยากเชื่อสายตาว่า ผู้ชายที่ยืนกางร่มอยู่ตรงหน้าคือเขตต์ตวัน แม้จะหน้าหงิกงอบึ้งตึงแต่ก็ทำให้มัทนาดีใจมาก จนมีแรงลุกพรวดขึ้นยืน
       “ฉันดีใจจังเลย ในที่สุดคุณปอนก็ยอมออกมาพบฉันจนได้”
       มัทนายิ้มกว้างทั้งที่หน้าซีดเซียว เขตต์ตวันหน้าตาโกรธจัด
       “ฉันจะออกมาไล่...”
       ไม่ทันสิ้นคำพูดของเขตต์ตวัน ร่างของมัทนาก็หมดสติ ร่วงทั้งยืน เขาตกใจมากทิ้งร่มแล้วคว้าตัวเธอไว้ได้ทัน ฝนตกต่อเนื่องจนเปียกไปทั้งคู่
       เขตต์ตวันตัดสินใจช้อนตัวมัทนาอุ้มขึ้นมาแล้วรีบพากลับเข้าบ้านไป เอกชัยกางร่มออกมายืนดูที่หน้าระเบียง ส่วนเปี๊ยกรีบวิ่งกางร่มมากันฝนให้เขตต์ตวันและมัทนา
      
       มัทนาซึ่งหมดเรี่ยวหมดแรง ค่อยๆ เผยอตามองเห็นหน้าเขตต์ตวัน ก่อนยิ้มบางๆ ที่ริมฝีปากออกมาอย่างดีใจก่อนจะหลับหมดสติไปอีกที
               เขตต์ตวันอุ้มมัทนาเข้ามาในโถงบ้าน เอกชัยเดินตามติดด้วยความเป็นห่วง เขตต์ตวันบ่นด้วยความหงุดหงิดปนโกรธ
               “มีแต่คนบ้ากับโง่เท่านั้นล่ะที่จะทำอย่างเธอ ดูซิ ตัวร้อนจี๋ขนาดเนี้ย ถ้าไม่ปอดบวมตาย ฉันจะฆ่าเธอเอง” เขาวางตัวมัทนาลงที่โซฟายาว
               มัทนาได้สติลืมตามองหน้าเขตต์ตวันที่ดูโกรธเกรี้ยว
               “อย่ามามองหน้าฉันนะ ฉันทำแน่ ไม่มีนักข่าวคนไหนที่ทำให้ชีวิตฉันวุ่นวายแล้วลอยนวลอยู่ได้หรอก”
               “เอาน่าปอน น้องยังเด็ก”
               เขตต์ตวันหันขวับเล่นงานเอกชัย
               “เพราะแกนั่นล่ะ ชักศึกเข้าบ้าน”
               “เออ ฉันยอมรับผิด แล้วจะเอาไง ให้เปี๊ยกลากไปทิ้งหน้าบ้านมั้ยล่ะ”
               มัทนานอนมองสองคนทะเลาะกันตาแป๋ว หมดแรงจะเถียงด้วย
               “ถ้าจะทำยังงั้น ฉันจะอุ้มเข้าบ้านมาทำไมให้เหนื่อย”
               เอกชัยยิ้มๆ ใจดีสู้เสือ
               “แสดงว่ายอมให้พักอยู่ที่นี่ก่อน”
               เขตต์ตวันถอนใจใส่เอกชัยก่อนมองมัทนา
               “เธอก็เหมือนกัน ถ้ารู้ตัวว่าป่วยก็ไม่น่ามาฝืนสังขาร ไม่รักตัวเองก็ควรเกรงใจคนอื่นที่จะต้องมามีภาระเพิ่มขึ้นเพราะเธอ”
               มัทนาหน้าจ๋อยไป เอกชัยช่วยพูดแอบแขวะเพื่อนกลายๆ
               “เอาน่า รู้ว่าเป็นห่วง จะพูดแดกดันน้องเค้าไปทำไม”
               เขตต์ตวันหันขวับจ้องหน้าเพื่อนด้วยสายตาเคืองๆ
               “แทนที่แกจะมายืนกางแขนปกป้องเค้าอยู่ยังงี้ ฉันว่าแกไปหาเสื้อหนาๆ หาอะไรอุ่นๆให้เค้าดื่มจะมีประโยชน์กว่า”
               เอกชัยจ๋อยไปเล็กน้อย เหลือบตามองมัทนา เสียงอ่อนโยนเป็นห่วง
               “รอเดี๋ยวนะ”
               เอกชัยรีบเดินไปทางครัว
               เขตต์ตวันเหลือบตากลับมามองมัทนาที่ค่อยๆ หลับตาพริ้มไปเพราะไม่ไหวแล้วจริงๆ แว่บหนึ่งของสายตาเขาบอกถึงความเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน แต่เขาก็ผละเดินไปขึ้นบันไดบ้านพร้อมถอดเสื้อออกเพื่อขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อชุดใหม่
      
               ผ่านเวลาเล็กน้อย มัทนาสวมเสื้อคลุมตัวหนา และใช้ผ้าขนหนูโพกผมนั่งลงที่เก้าโต๊ะทานข้าว สีหน้าท่าทางป่วยๆ ไม่มีแรง เอกชัยยื่นถ้วยใส่เครื่องดื่มสีสวยบางอย่างให้มัทนา
               “ดื่มให้หมด มันจะช่วยให้เธออุ่นขึ้น”
               กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนจนมัทนาย่นจมูก
               “ฉันดื่มเหล้าไม่ได้”
               เขตต์ตวันในชุดใหม่เดินลงมาสมทบพร้อมพูดทันที
               “ช่วยไม่ได้นะสาวน้อย นี่ยังไม่ถึงเวลาอาหาร เด็กลูกจ้างก็ไม่อยู่ แล้วเราก็ไม่มีอะไรอุ่นๆ ไว้ป้อนลูกนกขนเปียก เพราะฉะนั้นเธอต้องดื่มมันให้หมด...อ้าปาก”
               มัทนาไม่มีแรงขัดขืน เขตต์ตวันบีบปากเธออ้า เหล้าทำให้มัทนาร้อนผ่าวจากคอจนเหมือนท้องจะระเบิด เธอทำหน้าตาแปลกๆ ก่อนจะรู้สึกดีขึ้น
               “อุ่นขึ้นจริงๆ ด้วย”
       มัทนายิ้มขอบคุณ มองหน้าเขตต์ตวันที่จ้องหน้าดุเขม็ง มัทนาค่อยๆ ยิ้มแห้ง
               “พอมีแรงมั้ย”
               มัทนาพยักหน้าแหยๆ
       “ฉันจะพาเธอขึ้นไปข้างบน เปลี่ยนเสื้อผ้าเปียกออกซะ ปอดบวมขึ้นมาจะเรื่องใหญ่” เขตต์ตวันประคองมัทนาขึ้นยืนอย่างไม่ถนุถนอมนัก เขาพาเธอเดินขึ้นไปชั้นบน มัทนาดูกลัวๆ เหล่มองเอกชัย
       เอกชัยขยับปากบอกมัทนา พร้อมทำท่าภาษามือ ชี้มือวนรอบปาก ก่อนจะชี้นิ้วไปที่หัวใจแล้วทำสัญญาณมือโอเคให้เธอ เพื่อจะบอกว่า
       “ปากร้าย แต่ใจดี...ไม่ต้องกลัว”
       เขตต์ตะวันพามัทนาขึ้นบันไดไปแรงๆ บอกเสียงดุ
               “ เร็วๆ ซิ ขืนอยู่ได้ ฉันไม่ปล้ำเธอหรอก”
       มัทนาแหยปนกลัว รีบตามเขตต์ตะวันขึ้นชั้นบนไปแต่โดยดี เอกชัยมองตาม ยิ้มๆ ส่ายหน้า ก่อนเดินไปทางครัว
      
       เขตต์ตวันประคองมัทนาเข้ามาในห้องนอนแขก… มัทนากวาดตามองห้องสะอาดสะอ้านน่านอน
       “เสื้อคลุมตัวใหม่อยู่นั่น”
       เขตต์ตวันชี้ไปที่เสื้อคลุมตัวหนา ดีไซน์สวยแขวนไว้ที่ข้างตู้เสื้อผ้า
       “ถอดข้างในออกซะ”
       มัทนาดูอายๆ กระชับเสื้อคลุมให้แน่น
       “อย่าลืมเช็ดผมให้แห้งด้วย เสร็จแล้วรีบออกมา ฉันจะช่วยเอาเสื้อไปปั่นแห้งให้ ไม่กี่นาทีก็ได้กลับโรงแรมแล้ว”
       “ขอบคุณค่ะ”
       เขตต์ตวันเดินออกไปจากห้อง...       
       มัทนาพยุงตัวที่หนักอึ้งไปทางห้องน้ำ ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกทิ้งกองกับพื้น ยกมือขึ้นปลดกระดุมซิบกางเกงยีนส์อย่างยากลำบาก เธอรวมแรงทั้งหมด รูดกางเกงยีนส์ออกจากตัว
       ผ่านเวลาเล็กน้อย เขตต์ตะวันเปิดประตูห้องกลับเข้ามาในระหว่างที่เธอกำลังสวมเสื้อคลุม มัทนาร้องเสียงหลงรีบสวมเสื้อคลุมกระชับทันที…
               “เสร็จรึยัง”
       “เสร็จแล้วค่ะ”
       มัทนาสะอึกออกมาเสียงดังจนต้องปิดปากด้วยความอาย
       “สงสัยจะฤทธิ์เหล้าที่คุณให้กิน”
       เขตต์ตวันทำหน้านิ่ง ไม่สนใจ
       “ทำไมไม่เช็ดผมให้แห้ง ไม่รู้รึไงว่าปล่อยไว้นานจะทำให้เป็นหวัด”
               “กำลังจะเช็ดค่ะ”
               เขตต์ตะวันจับเธอกดนั่งลงที่เตียง
       “นั่งลง”
       มัทนาได้แต่ปฏิบัติตามอย่างว่าง่ายเพราะความกลัว เขาหยิบผ้าเช็ดตัวมาขยี้ผมเช็ดให้ เขาแกล้งแรงบ้างเบาบ้าง จนมัทนาหน้าเหยเกไปมา เขตต์ตวันหยุดเช็ดผม โยนผ้าเช็ดตัวไปรวมกับกองเสื้อของมัทนาที่หน้าห้องน้ำแล้วเดินไปหยิบแปรงผมที่โต๊ะเครื่องแป้ง มัทนาได้แต่มองตาม
       เขตต์ตวันกลับมาพร้อมแปรงผมให้เธอหน้าตาเฉย มัทนาอึ้งๆไป แอบเหลือบตามองหน้าเขาเล็กน้อย เขขต์ตวันกลับแปรงเคาะลงกลางหัวมัทนา จนเธอร้องโอ๊ยคอย่น ก่อนเขาจะโยนแปรงลงบนเตียง
       “เสร็จแล้ว ออกไปกันได้แล้ว ป่านนี้เอกชัยคงเตรียมอะไรร้อนๆให้เธอกินรองท้องเสร็จแล้วล่ะ”
               “ค่ะ”
       มัทนาลุกขึ้นยืน เขตต์ตวันเดินไปเก็บเสื้อผ้าเปียกของมัทนาขึ้นมาจากพื้นห้อง ยกขึ้นมองหาไปมา
       “หาอะไรคะ”
       เขตต์ตะวันถามหน้าตาย
       “แล้ว 2 ชิ้นเล็กล่ะ”
       มัทนาเขินจนหน้าแดงปั๊ด กระชับเสื้อคลุมห่อตัวให้มิดชิด
               “ไม่เปียกค่ะ”
               “แน่นะ”
               “ค่ะ”
               เขตต์ตะวันเดินเข้ามาใกล้ๆ ยกมือขึ้นจับหน้าผาก
       “ทำไมหน้าแดงขนาดนี้ล่ะ ตัวยังร้อนอยู่เลยนี่ เดี๋ยวฉันหายาให้กิน ตามลงมาเร็วๆ”
      
       เขตต์ตะวันเดินถือเสื้อผ้าเปียกของมัทนานำออกไปก่อน มัทนาเป่าปากโล่งอก ก่อนเดินยกมือขึ้นประกบสองแก้มเดินตามออกไป แบบหายใจไม่ทั่วท้องยังไงบอกไม่ถูก



       นักข่าวหนุ่มเดินถือแฟ้มงานจะเดินไปห้องบ.ก. ไชยวัฒน์ สาระวารีเดินเลี้ยวมาเห็นเข้าพอดี ก็มีสีหน้าเจ้าเล่ห์ กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปแซงตัดหน้านักข่าวหนุ่มที่ตั้งท่าจะเคาะประตูห้อง แต่เธอแย่งมาเคาะก่อนนักข่าวหนุ่มเหล่มอง
               “พี่วารี ผมงานเร่ง”
               “ของพี่เร่งกว่า” สาระวารีทำหน้าตากวนใส่
       นักข่าวหนุ่มแกล้งเบียดจะเปิดประตูเข้าไป เสียงไชยวัฒน์ดังขึ้น
               “เข้ามา”
       สาระวารีผลักไหล่นักข่าวรุ่นน้องออกไปแรงๆ แถมทำหน้าล้อเลียนใส่อีกตะหาก ก่อนเปิดประตูเข้าไป
               “วารีเองค่ะบ.ก.” สาระวารีฉีกยิ้มเดินเข้าไป
       นักข่าวหนุ่มเจ็บใจแต่ไม่กล้าหือได้แต่เดินกลับออกไป
       ภายในห้องทำงานไชยวัฒน์..สาระวารีนั่งลง
               “ไหนว่ามาสิ เธอมีแผนการยังไง” ไชยวัฒน์ยิงคำถามทันที
       “คืองี้ค่ะบ.ก. วารีจะไปสแตนบายที่ตราดก่อน รอวัฒนาตามไปสมทบแล้วค่อยเดินทางไปเกาะยานก..วารีนัดแนะกับวัฒนาเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ”
               “ไปตราดก่อนทำไม” ไชยวัฒน์ถามก่อนก้มอ่านงานในคอมฯต่อไป
               “ไปหาเพื่อน”
       ไชยวัฒน์ชะงัก เหล่มอง
               “แหม ฟังก่อนสิคะบ.ก. วารีมีเพื่อนซี้สมัยเรียนอยู่ที่ตราดชื่อจิณห์ ชีเป็นลูกสาวเศรษฐีใหญ่ของจังหวัด คนนี้กว้างขวางมาก...วารีไปเที่ยวบ้านเพื่อน คงจะได้ข้อมูลตื้นลึกหนาบางของนายษมาอะไรนี่เพิ่มมากขึ้น”
               “หาเรื่องไปเที่ยวสิไม่ว่า”
               สาระวารีเสียงแข็ง ท้าทายเล็กน้อย
       “จะไม่ให้ไปก็ได้นะคะ”
               “ไปเถอะจ้ะ พี่กลัวเธอแล้วล่ะ”
               สาระวารียิ้มแป้น
       “ขอบคุณค่ะ”
       ไชยวัฒน์เปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานออกมา พร้อมพูด
               “มีสายของเราส่งภาพนึงมาให้”
               “ ภาพอะไรคะ”
               “ก็ภาพนายษมาน่ะสิ”
       สาระวารีแปลกใจ
       “เป็นไปได้ยังไงคะ ไหนข้อมูลบอกว่าไม่ยอมให้ใครสัมภาษณ์ ไม่เคยมีภาพออกสื่อไงคะ”
               ไชยวัฒน์หยิบซองหลายซองออกมาหาพลางบ่นไป
       “มีคนแอบถ่ายด้วยมือถือมาได้ ... อยู่ไหนซะล่ะ”
               “จะได้ดูมั้ยคะเนี่ย”
       “ใจร้อนจริง เจอแล้ว”
       ไชยวัฒน์หยิบซองและดึงรูปออกมา
       “เค้าถ่ายได้ตอนงานเลี้ยงหอการค้าจังหวัด ไม่ชัดเป๊ะเท่าไหร่นะ แต่พอดูออก”
               ไชยวัฒน์ดึงรูปถ่ายออกมาหมุนด้านให้สาระวารีดู... ภาพถ่ายเป็นงานเลี้ยง มีแขกเหรื่อมากมาย ภาพที่ว่าเป็นนักธุรกิจร่างอวบออกแนวเสี่ยๆ ถือแก้วไวน์คุยยิ้มแย้มอยู่แต่มีรูปของชายอีกคนอยู่ข้างๆ ห่าง
       ไปด้านหลัง ดูหนุ่มกว่ายืนถือแก้วไวน์ ยืนเก็กหล่อมองไปอีกมุม และผู้นี้คือ ษมา
               “อาเสี่ยเนี่ยเหรอบ.ก. คุณษมา เจ้าพ่อเกาะยานก”
               “เค้าว่างั้น ผมก็ไม่เคยเห็น”
               “ดูแก่กว่าข้อมูลที่ว่าอายุ 37 นะคะ”
               “อยู่เกาะอยู่ทะเลตากแดดตากลม จะให้หน้าเด้งผ่องเหมือนผมได้ไงล่ะ” ไชยวัฒน์ยิ้มขี้เล่น
               “จ้า ไม่ออกจากห้องแอร์เลย ใช้น้องสาวๆ ตลอด”
               ไชยวัฒน์ยิ้มๆ
               “งั้นวารีเอารูปนี้ไปเลยนะคะ”
               “เอาไปเถอะ ไม่มีอะไรก็กลับไปทำงานได้แล้ว ผมต้องรีบตรวจต้นฉบับ”
               ไชยวัฒน์หันไปทำงานต่อ
               “หมดความหมายก็ไล่ส่งเลยนะคะ”
               สาระวารีพูดพลางหยิบกรรไกรที่โต๊ะบ.ก.มาตัดรูปแบ่งครึ่งเอาเฉพาะรูปเสี่ยอ้วนไว้ แล้วตัดรูปษมาออกไป เธอลุกขึ้นแล้วหยิบรูปษมาไปทิ้งถังขยะข้างๆ ห้องไป ก่อนออกจากห้องหันมาบอกไชยวัฒน์
               “อย่าลืมตั้งเบิกให้วารีเพิ่มด้วยนะคะ บ.ก.”
               ไชยวัฒน์เงยหน้ามองตามพร้อมส่ายหน้าไปมาก่อนหันไปทำงานหน้าคอมฯต่อ
               สาระวารีไม่รู้ว่า รูปที่ทิ้งขยะคือ ษมา เจ้าพ่อเกาะยานก ที่เธอกำลังจะตามสัมภาษณ์ให้ได้
      
               เขตต์ตวันหิ้วปีกมัทนามานั่งที่โต๊ะอาหารแล้วเดินถือเสื้อผ้าเปียกของเธอเดินไปทางหลังบ้าน
       มัทนาเพ่งมองแจกันที่ปักดอกไม้สีเหลืองตรงหน้าที่แยกออกเป็น 2 อัน 3 อัน และ 4 อัน...มัทนาสะบัดหัวอย่างมึนๆ เอกชัยเดินถือซุบตำลึงออกมาเสิร์ฟ
               “ซุปตำลึงร้อนๆ”
               มัทนาฝืนยิ้ม
               “ขอบคุณค่ะ”
               “ตำลึงปลูกเองที่หลังบ้านจำได้มั้ย”
               “ที่ด่างกับจุดฉี่รดบ่อยๆ”
               เอกชัยยิ้มบอก
               “ปุ๋ยอย่างดีเลยล่ะ แข็งใจกินหน่อยนะ หน้ายังซีดๆ อยู่เลย”
               มัทนาตักซุปชิม รสชาติดี เขตต์ตวันเดินกลับออกมาหน้าเครียดขรึม
               “เอก เดี๋ยวแกเอาพาราให้เค้ากิน 2 เม็ด กลับถึงโรงแรมจะได้พักผ่อนเต็มที่”
               “เด็กยังอาการไม่ดีขึ้นเลย จะขับไสไล่ส่งกันแล้วเหรอะ”
               “ยังไงฉันก็ไม่ยอมให้อยู่เกินเสื้อแห้งหรอก”
               เขตต์ตวันหันจ้องมัทนาบอก
               “เร็วเข้า แม่สาวหัวดื้อ ถ้าลองดื้อทนฝนอยู่ได้หลายชั่วโมงกะอีกแค่หยิบช้อนตักน้ำแกงขึ้นดื่ม ไม่น่ายาก...เร็ว กินเข้าไปเร็วๆ”
               พออาหารตกถึงท้อง มัทนาก็มีอาการผะอืดผะอมจะอ้วก เลยต้องวางช้อนลงชาม
               “ดุจนเด็กขี้หดตดหายหมดแล้วปอน มัทกำลังไม่สบายมากนะ” เอกชัยว่า
               “ไม่สบายน่ะใช่ แต่ไม่ได้มากอย่างที่แกคิด”
               เขตต์ตวันมองมัทนาด้วยสายตาจับผิด
               “ที่แกล้งป่วยเจียนตายก็เพราะดื้ออยากจะอยู่ที่นี่ต่อ ดื้ออยากจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ใช่มั้ยมัทนา” เขตต์ตวันพูดพลางตะคอกใส่
               มัทนาชักเหลืออด ส่ายหน้ามึนๆ อาการแพ้เหล้าเริ่มออกฤทธิ์รวบรวมแรงตอบโต้มั่ง
               “พ่อเคยบอกฉันมาตลอดว่าฉันเป็นพวกผ่าเหล่า เกิดมาเลยหัวดื้อผิดพี่ผิดน้อง คุณคงเข้าใจเรื่องการแต่งงานของกระต่ายนะคะ”
               มัทนาสะอึกออกมา ทั้งเขตต์ตวันและเอกชัยอึ้งปนงง
               “อะไรของเธอ”
               “ก็ที่คุณหาว่าฉันดื้อไงคะ ฉันกำลังจะบอกคุณว่าทำไมฉันถึงเป็นคนแบบนี้”
               เขตต์ตวันจ้องหน้า สายตาดุ
               “อย่ามาเล่นตลกกับฉันนะ ฉันไม่ชอบ”
               มัทนาไม่หยุดพูด
               “มันเป็นเรื่องทางกรรมพันธุ์ คุณคงไม่รู้เรื่องกระต่ายเพราะคนอื่นเค้าเรียกว่าต้นถั่วของเมนเดล ไม่ใช่กระต่ายของเมนเดล”
               มัทนาสะอึกอีกครั้ง
               “อย่าบอกนะว่าเธอเมา เหล้าแก้วเดียวเนี่ยนะ” เอกชัยว่า
               “เมาดิบน่ะสิ รีบกินๆ แล้วก็กลับไปซะที ฝนหยุดตกแล้ว”
               เขตต์ตวันจะเดินหนี มัทนารีบลุกขึ้นยืนอย่างมึนจนเซไปจนต้องเกาะโต๊ะแน่น ส่ายหน้าให้หายมึนก่อนพูดใส่เป็นชุด มัทนาตะโกนพูดเสียงดัง
               “ฉันไม่เข้าใจเรื่องต้นถั่ว พ่อเลยเปรียบกับกระต่ายให้ฟัง”
      
               เขตต์ตวันหยุดเดินหันมานิ่งมองมัทนา



       มัทนาพูดไม่หยุด มีอาการคล้ายคนเมากรึ่มหน่อยๆ
               “กระต่ายสีขาวตาแดง 2 ตัว มีลักษณะเด่นที่ขนสีขาวปุกปุย แต่ในตัวมันมีเชื้อสีดำซ่อนอยู่”
               มัทนาชี้หน้าเขตต์ตวันบอก
               “ แต่คุณต้องเข้าใจก่อนนะ สีขาวในกระต่ายเป็นปมเด่น สีดำถือเป็นปมด้อย”
               เขตต์ตวันสีหน้ารำคาญ แต่กอดอกฟังมัทนาด้วยสีหน้ากวนๆ เอกชัยอมยิ้มไปมา ชอบเด็กคนนี้ที่มันตอแยสิ้นดี มัทนาสะอึก และเซๆ เล็กน้อย
               “กระตายปุ๊กลุกของฉันเป็นพันธุ์ผสม ไม่ใช่พันธุ์แท้ ปมเด่นข่มปมด้อย แต่ถ้ากระต่ายสองตัวมีด้อยแฝงอยู่มาเจอกันปุ๊บ ฮิฮิ”
               มัทนาขำๆออกมาเหมือนคนเมาแล้วอารมณ์ดี เขตต์ตวันอึ้งหันมองเอกชัยที่กำลังขำๆ อยู่ เห็นเพื่อนเหล่เลยรีบปั้นหน้านิ่งแทน
               “โอกาสที่พ่อแม่กระต่ายสีขาวจะมีลูกสีดำไม่ใช่เรื่องแปลกมันมีลูก 4 ตัว”
               มัทนาชู 4 นิ้ว ก้มมองนิ้วตัวเอง ก่อนจะ เอาอีกมือไปรวบ3นิ้ว เหลือนิ้วเดียวดีดมา
               “สีขาว 3 ตัว สีดำหนึ่ง ฉันมีพี่น้อง 4 คนเหมือนกันเลย”
               เอกชัยหัวเราะก๊ากออกมา
               “สรุปเธอคือกระต่ายดำของบ้านใช่มั้ย” เอกชัยว่า
               “แม่ชอบว่างั้น” มัทนาสะอึก ร่างเซๆ
               “นี่เธอเมาจริงๆใช่มั้ย”
               มัทนามองตะวัน ตาหรี่ลงเล็กน้อย
               “คุณไม่ชอบกระต่าย ฉันลืมไป ความจริงคุณชอบแม่วัวมากกว่า หลวงพ่อจรูญบอกฉัน
       ว่าคุณชอบซื้อแม่วัวให้เด็กๆเลี้ยง”
               เขตต์ตวันตาแข็งกร้าว โกรธจัด เอกชัยตกใจที่ได้ยิน
               “เธอไปหาหลวงพ่อมาเหรอะ...เลวที่สุด” เขตต์ตวันพูดเสียงดัง โกรธมากพลางปัดเก้าอี้กระแทกโต๊ะอาหารโครมใหญ่
               บ้านเงียบกริบไปถนัดใจ
               มัทนาแทบหายเมากลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ มองเขตต์ตวันด้วยสีหน้าและแววตากลัว
               เขตต์ตวันเสียงแข็งกร้าว
               “นักข่าวหน้าไหนมันก็เหมือนกันหมด กระสันต์อยากได้ข่าวจนตัวซีดตัวสั่น แม้พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไปรบกวนท่านไม่เว้น ทำไมมัทนา ทำข่าวความเลวของฉันคนเดียวมันตอกย้ำไม่พอรึไง ถึงต้องไปดึงหลวงพ่อท่านมาเปื้อนไปด้วย”
               เขตต์ตวันตรงเข้าจับตัวเธอบีบอย่างแรง มัทนาหน้าถอดสี กลัวจนแทบลืมหายใจ
               “ปล่อยเด็กก่อนเถอะปอน”
               เขตต์ตวันโกรธจนหูอื้อ ไม่ได้ยินเอกชัยทักท้วง สายตาแข็งกร้าวน่ากลัว
               “ฉันยกโทษให้เธอได้ทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องหลวงพ่อ”
               เขตต์ตวันโกรธจนลืมตัวบีบมัทนาจนกล้ามขึ้นแนว แทบจะยกมัทนาจนตัวลอย
               “เธอทำให้ท่านเดือดร้อนไปด้วย ฉันไม่มีวันยกโทษให้เธอ”
               สีหน้าเขตต์ตวันโกรธจัด ขบกรามแน่น แทบสะกดอารมณ์ไม่อยู่ เอกชัยรู้อารมณ์เพื่อน เสียงดัง
               “ไอ้ปอน ปล่อย”
               เขตต์ตวันได้สติปล่อย แต่มัทนาชิงคอพับหมดสติร่วงไปซะแล้ว เขาตกใจ รีบกอดประคองร่างมัทนาเอาไว้ในอ้อมแขนไว้ได้ทัน เธอแหงะหงายไปในอ้อมแขนของเขา หมดสติไม่รู้เรื่องรู้ราว
      
               ผ่านเวลาซักพัก เอกชัยพาหมอเสริมและพยาบาลนงลักษณ์เข้ามาในห้องพักแขก
               “เชิญครับคุณหมอ”
               “อาการคุณบุษย์เป็นยังไงมั่งครับ”
               “ไม่ใช่บุษย์หรอกครับ”
               หมอเสริมมองคนป่วยบนเตียงก็จำได้
               “อ้าวแม่หนูหมัดหนักคนนี้เอง”
               “เธอตากฝนมาน่ะครับ คุยๆ อยู่ก็ล้มพับลงไปเลย”
               หมอเสริมพยักหน้ารับทราบแล้วเดินเข้าไปตรวจดูอาการ พยาบาลเดินตามทำหน้าที่ เอกชัยมองดูห่างๆ ด้วยความเป็นห่วง
      
               เขตต์ตวันนั่งรอฟังหมอเสริมอยู่ที่โถงบ้าน สีหน้าร้อนใจเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน ชั่วอึดใจหมอเสริมก็เดินนำลงมาก่อน เอกชัยและพยาบาลเดินตามหลังลงมาไม่ห่างนัก เขตต์ตวันรีบลุกเดินไปถามหมอเสริมทันที
               “เป็นอะไรมากมั้ยครับ ใช่ปอดบวมรึเปล่า”
               “คุณมัทเธอเป็นไข้หวัดใหญ่น่ะครับ ผมฉีดยาให้แล้ว ทานยาพักผ่อนมากๆ ไม่กี่วันก็หายครับ คุณตวันไม่ต้องเป็นห่วง”
               เขตต์ตวันค่อยถอนใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะปรับหน้าเป็นบึ้งตึง แววตาเหย่อหยิ่งอีกครั้ง เอกชัยจับตามองสีหน้าเพื่อนได้แต่ถอนใจออกมา ที่เพื่อนซ่อนความรู้สึกตัวเองอยู่ในเปลือกเหมือนเดิมแล้วอย่างเร็ว
               “แล้วผมจะเคลื่อนย้ายคนไข้ของหมอได้เมื่อไหร่ครับ ตอนนี้ที่บ้านมีแต่ผู้ชาย ให้ผู้หญิงมานอนป่วยอยู่ มันดูไม่สมควร”
               “พ่อแก่” เอกชัยแขวะลอยๆ
               เขตต์ตวันเหล่มองเอกชัยเล็กน้อย
               “ผมอยากให้คนไข้ได้พักผ่อนมากๆ ซะด้วยสิ ตอนนี้เธอยังไม่ได้สติ คืนนี้ทั้งคืนอาจมีไข้สูง คงต้องมีคนดูแลใกล้ชิดหน่อย แล้วตอนนี้ขาซ้ายเธอบวม โดยเฉพาะข้อเท้าบวมมากเหมือนไปกระแทกอะไร
       มาอย่างแรง อาจจะตกบันไดหรือหกล้มผิดท่า”
               เขตต์ตวันแหยไปเล็กน้อย รู้ว่าเป็นความผิดของตนที่ทำให้มัทนาตกใจจนตกต้นไม้
               “ผมไม่อยากให้เดินมาก ให้นอนนิ่งๆ ได้เป็นดีที่สุด”
               “งั้นผมขอจ้างพยาบาลพิเศษได้มั้ยครับ คุณนงลักษณ์ว่างมั้ยครับ”
               “คืนนี้ไม่ได้จริงๆค่ะ เดี๋ยวต้องกลับไปเฝ้าไข้พอดี” นงลักษณ์บอก
               “งั้นคืนพรุ่งนี้ช่วยหาพยาบาลพิเศษให้ผมซักคน กลางวันไม่เป็นไรผมกับเอกผลัดกันดูได้”
               “ได้ค่ะคุณตวัน”
               “งั้นหมอกลับก่อนนะ”
               “ผมไปส่งที่รถครับ” เอกชัยบอก
               “เดี๋ยวหมอจะสอนวิธีปฐมพยาบาลคร่าวๆ ให้ฟัง”
               “ครับคุณหมอ” เอกชัยว่า
               หมอเสริมและพยาบาลเดินนำออกไปก่อน เอกชัยหันมาพูดแกล้งเพื่อน
               “ใจเย็นๆ นะปอน เดี๋ยวฉันจะกลับมาสอนนายต่อว่าต้องปฐมพยาบาลยังไงมั่ง คืนนี้ฉันขอนอนพักก่อน” เอกชัยยิ้มกวนๆ แล้วรีบเดินตามหมอออกไป
               เขตต์ตวันหมั่นไส้เพื่อน
               “ไอ้เอก ชีวิตฉันวุ่นวายไปหมดแล้ว” เขตต์ตวันพูดแล้วถอนใจพรืดออกมา
               เขตต์ตวันเหลือบตามองไปทางชั้นบน แล้วส่ายหน้าอย่างเซ็งๆ
      
               เวลาค่ำ บรรยากาศตลาดนัดเห็นผู้คนเดินเล่นซื้อของกันไปมา มีคณาเดินตามสาระวารีมาเลือกซื้อแว่นตากันแดดที่ร้านที่ออกบู๊ธเป็นซุ้มๆ สาระวารีเลือกแบบแว่นแล้วเอาลองส่องกระจกพร้อมคุย “ต้องหาแว่นเข้มๆหน่อย เกาะแดดแรง”
               สาระวารีส่องกระจกดูตัวเองไป มีคณาช่วยเลือกให้เพื่อน แต่สาระวารีไม่ชอบ
               “ไม่เหมาะกับฉันเท่าไหร่ ฉันว่าเหมาะกับเธอมากกว่า ลองให้ดูหน่อยดิ”
               สาระวารีถอดแว่นส่งให้มีคณา
               มีคณาถอดแว่นสายตามาเหน็บคอเสื้อ จังหวะที่ถอดแว่น สารวัตรหิรัณย์ในชุดนอกเครื่องแบบ เดินผ่านฝั่งตรงข้ามร้าน หันมาพอดี เขาเพ่งมองมาที่ร้านแว่น เป็นจังหวะเดียวกับมีคณากำลังลองแว่นกันแดดให้สาระวารีดู
               “ไง...เข้ากับฉันมั้ย”
               สาระวารีมองเพื่อนแล้วพูดขำๆก่อนหันไปเลือกแว่นอันอื่น
               “เหมือนผู้ชาย”
               มีคณาตีเพื่อนแล้วถอดแว่นใส่แว่นสายตาแทน
               สารวัตรหิรัณย์เดินเข้ามาเลือกดูแว่น ทั้งมีคณาและหิรัณย์ต่างจำกันไม่ได้ ทั้งคู่ต่างเลือกแว่นกันแดด แถมใจตรงเลือกหยิบแว่นอันเดียวกัน
      
               “ขอโทษครับ”



       ทั้งคู่เงยหน้ามองกัน ยิ้มให้กันตามมารยาทและต่างจำกันไม่ได้ เพราะวันนั้น... มีคณาเปลี่ยนลุค ปลอมตัวและถอดแว่น ทำให้เธอก็มองหิรัณย์ไม่ชัด หิรัณย์ก็ไม่เห็นหน้ามีคณาจะๆแถมปลอมตัวด้วย
               มีคณาและหิรัณย์ต่างเลือกแว่นกันต่อไป มีคณาเดินไปช่วยสาระวารีดูแว่น ทั้งคู่เหมือนคนผ่านมาเจอกัน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
      
               ภายในห้องรับแขก ตอนหัวค่ำ มัทนานอนหลับกระสับกระส่ายด้วยความร้อน ยกมือขึ้นปัดผมไปมาด้วยความรำคาญ ก่อนจะมีอาการหนาวสั่นจนกอดห่อตัวงอ เธอเผยอตาตื่นมองไปรอบๆห้อง ภาพที่เห็นดูเบลอๆ ไม่มีใครอยู่เลย...
               มัทนาข่มตาหลับลงอีกครั้ง ไม่คาดคิด มือของเขตต์ตวันยื่นมาแตะหน้าผากมัทนาเบาๆ ถามด้วยเสียงอ่อนโยน
               “รู้สึกตัวแล้วเหรอสาวน้อย”
               มัทนาค่อยๆ เผยอตามอง เห็นเขตต์ตวันนั่งอยู่ข้างๆ แต่เพราะฤทธิ์ไข้ทำให้เธอเห็นเป็นพ่อ
               “นึกว่าทุกคนทิ้งมัทไปกันหมดแล้วซะอีก พ่ออย่าทิ้งมัทไปไหนนะคะ”
               เขตต์ตวันชะงักไป อึกอักเล็กน้อยก่อนตอบ
               “ไม่หรอก”
               “มัทปวดหัวจังเลย เหมือนหัวจะแตกเป็นเสี่ยงๆ”
               เขตต์ตวันอดเป็นห่วงไม่ได้
               “ปวดมากเลยเหรอ เดี๋ยวไปเอายามาให้”
               เขตต์ตวันจะลุกไปเอายา แต่มัทนากอดเขตต์ตวันล็อกไว้เพราะนึกว่าพ่อ
               “พ่ออย่าไปไหนนะคะ อยู่กับมัทก่อน”
               เขตต์ตวันหน้าเสียจะดึงตัวออก แต่มัทนาล็อกไว้แน่น
               “ไม่มีใครอยู่กับมัทเลย”
               มัทนากอดตัวเขาซบหน้าแน่น เขตต์ตวันสงสารจนต้องโอนอ่อนผ่อนตาม
               “มัทฝันไม่ดีเลย”
               เขตต์ตวันเลยตามเลย ลูบผมมัทนาที่ยุ่งปกหน้าให้ออกไป
               “ฝันอะไรเหรอสาวน้อย”
               “ผู้ชายคนที่มัทไปสัมภาษณ์เค้าเกลียดนักข่าว เค้าไม่ชอบมัท”
               เขตต์ตวันเหลือบตามองมัทนา
               “เค้าดุ๊ดุค่ะพ่อ เค้าจะฆ่ามัท จะเอามัทขึ้นศาล นี่มัทจะติดคุกมั้ยคะพ่อ”
               มัทนาช้อนตามองเขตต์ตวัน
               “เหลวไหล”
               “จริงๆนะคะพ่อ เค้ายังหาว่ามัทสร้างภาระให้เค้ายุ่งยากอีก”
               เขตต์ตวันรู้สึกผิดนิดๆ กลัวใจอ่อนจึงรีบตัดบท
               “เลอะเทอะใหญ่แล้ว นอนพักดีกว่า จะได้หายเร็วๆ”
               เขตต์ตวันจับมัทนากลับไปนอนต่อแล้วดึงผ้าห่มมาห่มให้ เขตต์ตวันตั้งท่าจะลุกออกไป มัทนาคว้ามือเขาจับไว้หมับ เขตต์ตวันชะงักไป
               “พ่ออยู่กับมัทก่อนนะคะ พอแม่มาแล้วค่อยให้แม่อยู่แทน”
               เขตต์ตวันถอนใจออกมาบางๆ แล้วพูดตัดบทแบบรำคาญ
               “โอเค รีบหลับๆซะทีเถอะ”
               มัทนายิ้มบางๆ แล้วพริ้มตาหลับลงเพราะฤทธิ์ไข้ แต่ไม่ยอมปล่อยมือเขา เขตต์ตวันบ่นพึมพำ
               “เด็กไม่รู้จักโตเอ๊ย”
               เขตต์ตวันพยายามจะแงะมือออก แต่เธอบีบกระชับเอาไว้แน่น จนเขาจำใจต้องนั่งเฝ้าไข้ให้มัทนาอยู่อย่างนั้น
      
              
               ตอนกลางคืนภายในห้องรับแขก ชามข้าวต้มในถาดถูกยกมาวางที่โต๊ะหัวเตียง...ช้อนและส้อมตกไปกระทบกัน เสียงดังขึ้นในความเงียบ มัทนาสะดุ้งตื่นหันมอง เห็นเขตต์ตวันกำลังวางถาดชามข้าวต้มอยู่
               “ขอโทษที่ทำให้ตื่น”
               เขตต์ตวันกดเปิดไฟหัวเตียงสว่างขึ้น จนมัทนาต้องหยีตา เขานั่งลงข้างๆ เอื้อมมือไปแตะหน้าผากมัทนา
               “ไข้ลดแล้วนี่”
               มัทนาขยับตัวขึ้นนั่งพิงพนักเตียง
               “ฉันเป็นอะไรไปคะ”
               “เป็นไข้จนหมดสติไป”
               มัทนาหน้าขรึมลง
               “ฉันขอโทษนะคะ”
               “เรื่อง...”
               “ฉันเป็นภาระให้คุณต้องวุ่นวาย”
               “ช่างมันเถอะ ถึงผมจะเลวร้ายในสายตานักข่าวแต่ก็ไม่ใจร้ายทนเห็นผู้หญิงล้มคว่ำไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่ช่วยเหลือหรอก”
               มัทนาสีหน้าเจื่อนไป เขตต์ตวันยกชามโจ๊กมา
               “ทานซะหน่อยเธอยังไม่ได้ทานอะไรเลย”
               เขตต์ตวันตั้งท่าจะป้อนโจ๊ก มัทนาตกใจ
               “ไม่ต้องค่ะ ฉันทานเองได้”
               “หน้าซีด มือสั่นขนาดนี้ เดี๋ยวอาหารหกเปื้อนเสื้อ ฉันไม่มีเสื้อคลุมใหม่เปลี่ยนให้หรอกนะ” เขตต์ตวันหน้านิ่ง ไม่มีรอยยิ้มบนหน้า ตักโจ๊กขึ้นมาเตรียมป้อน มัทนายอมอ้าปากให้ป้อน เขาตักโจ๊กคำใหม่อย่างอ่อนโยน เธอกลืนโจ๊กไปอย่างอายๆ
               มัทนารู้สึกกระดาก กลืนไม่ค่อยลง
               “ฉันอิ่มแล้ว”
               “ทานแค่เนี้ย คนทำน้อยใจตายเลย...งั้นก็ทานยาซะ ถ้าหิวขึ้นมามีแรงก็ทานต่อแล้วกัน ผมวางไว้ตรงนี้แหละ”
               เขตต์ตวันวางถาดพร้อมหยิบยากับน้ำมาให้มัทนากิน
               “คืนพรุ่งนี้ ผมจะให้พยาบาลพิเศษมาเฝ้าคุณ ทุกอย่างคงสะดวกขึ้น”
               มัทนากินยาเสร็จ รีบพูดอย่างเกรงใจ
               “อย่ายุ่งยากขนาดนั้นเลยค่ะ พรุ่งนี้ฉันกลับไปนอนโรงแรมก็ได้”
               “หมอสั่งห้ามคุณใช้เท้าไป 2-3 วัน มันบวมมาก”
               มัทนาก้มมองเท้าตัวเอง
               “แต่ฉันก็เกรงใจ ไม่ต้องจ้างพยาบาลพิเศษมาก็ได้ค่ะ”
               เขตตฺตวันเสียงดุ
               “คุณไม่เข้าใจจริงๆ หรือว่าแกล้งไม่รู้กันแน่ ที่ผมต้องจ้างพยาบาลพิเศษมาไม่ใช่แค่มาดูแลคุณเท่านั้น”
               มัทนามองหน้าเขตต์ตวันด้วยสีหน้างงๆ เขาจ้องหน้านิ่ง
               “อย่ามาทำหน้าไร้เดียงสาใส่ผมนะ”
               มัทนาผงะไปเล็กน้อย
               “เปล่า”
               “ใช้สมองบ้างสิสาวน้อย ถ้าคนอื่นรู้ว่าคุณต้องมานอนในบ้านกับผู้ชายสองคน เค้าจะคิดยังไงกัน”
               มัทนานึกถึงหน้าน้องสาวขึ้นมาในใจ พูดพึมพำติดตลกออกมาว่า
               “คงอิจฉามั้งคะ”
               “ว่าอะไรนะ”
               “ฉันบอกว่าหลายคนคงอิจฉา”
               เขตต์ตวันอดขำออกมาไม่ได้
               “เหลวไหลจริงๆเลยเธอนี่”
               เขาหยุดขำ วางสีหน้าเคร่งขรึมต่อ
               “ชื่อเสียงเรื่องผู้หญิงของฉันยิ่งไม่ค่อยดี อย่างที่เพื่อนร่วมอาชีพเธอพาดหัวข่าวกันโครมๆ เธอไม่กลัวเสียชื่อรึไง...ฉันทำอะไรคิดก่อน ไม่ใช่ทำตามอารมณ์เหมือนกับเธอ”
      
               “งั้นค่าใช้จ่ายทั้งหมดฉันออกนะคะ เบิกบริษัทได้”

       เขตต์ตวันยักไหล่ไม่แคร์พร้อมลุกขึ้น มัทนาเหยียดปากใส่ ไม่ชอบท่าทางไม่แยแสสิ่งใดในโลกแบบนี้ของตวันเลย เขาหันมามองหน้าเธอ
      
               “ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ได้จ่ายหรอกนะ ฉันจะส่งบิลล์ตามหลังไปให้ละเอียดยิบเลย รวมทั้งค่าที่พัก ค่าอาหารทุกมื้อ อ้อ แล้วบวกก็ค่าเสียความรู้สึกที่ถูกเธอหลอกด้วยเป็นไง”
               มัทนาจ๋อยไป
               “หลักฐานเท็จตอนเธอสมัครเข้ามาทำงานในบ้านฉันก็ยังอยู่นะ”
               มัทนาจนด้วยหลักฐานเริ่มไม่สู้สายตาแล้ว ก่อนเฉไฉทำมึนง่วงนอน
               “ก็ดีค่ะ … คุณอยากทำอะไรก็ทำ”
               มัทนายกมือขึ้นปิดปากหาว แล้ว ค่อยๆ เลื่อนตัวลงนอน
               “แต่ฉันก็ยังสงสัย”
               “สงสัยอะไรอีก”
               “ฉันสงสัยว่าทำไมคุณถึงชอบประชดประชันคนอื่นเหมือนเกลียดคนทั้งโลกด้วย”
               มัทนาไม่อยู่ฟังคำตอบ หันข้างนอนหลับตาไปเลย เขตต์ตวันจะอ้าปากสวนแต่ไม่ทัน เธอชิงหันไปนอนหลับตาซะก่อน เขาได้แต่ถอนใจเดินหงุดหงิดออกไปจากห้อง
      
               เวลาสาย มีคณามาส่งสาระวารีที่รถตู้หน้าตึกสยามสาร
               “โชคดีนะวารี ขอให้ได้สัมภาษณ์นะจ๊ะ”
               “ขอบใจจ้ะ ช่วงฉันไม่อยู่ก็ขอให้เธอได้เจอความรัก”
               มีคณาหน้าเบ้ รีบ ดันสาระวารีเข้ารถตู้ไป
               “อะไรยะ ไปได้แล้ว ถึงแล้วโทรมานะ”
               สาระวารีโผล่หน้ามา
               “ฉันยืนยันคำอวยพรเดิมนะมี่”
               มีคณาหมั่นไส้ เลื่อนประตูรถตู้ปิดโครม ก่อนจะบ๊ายบายส่งเพื่อน
               “เดินทางปลอดภัยย่ะ”
               สาระวารีบ๊าย บายตอบมาจากในรถ รถตู้เคลื่อนตัวผ่านไปทำให้เห็นหิรัณย์ขับรถเข้ามาจอดเข้าซองเรียบร้อย และกำลังลงมาจากรถ จังหวะเดียวกับที่มีคณาหันหลังเดินกลับเข้าตึกไป หิรัณย์ล็อกลงแล้วมองซ้ายขวาก่อนข้ามถนนไปเข้าตึกสยามสาร
      
               มีคณายืนอยู่ในลิฟท์กดปิด หิรัณย์เดินเข้ามาทางลิฟท์ เห็นลิฟท์จะปิด รีบวิ่งมากดเรียกเอาไว้
       แต่ไม่ทัน ลิฟท์ปิดขึ้นไปแล้ว หิรัณย์กดลิฟท์เรียกขึ้นใหม่อีกครั้ง
      
               สารวัตรหิรัณย์ไหว้และรับไหว้กับไชยวัฒน์ที่ห้องทำงาน
               “เชิญนั่งครับสารวัตร”
               หิรัณย์นั่งลงพร้อมเล่า
               “คนร้ายที่จับได้วันก่อน โยงไปถึงพ่อค้ายารายใหญ่อย่างที่เราคาดไว้จริงๆ นะครับ”
               “ดีครับ ถึงปราบเท่าไหร่ไม่หมดแต่ก็ต้องตามล้างตามเช็ดไปเรื่อย หยุดไม่ได้ อย่าท้อนะครับหมวด”
               หิรัณย์ยิ้มแย้ม
               “ไม่หรอกครับ... นี่บ.ก.งานยุ่งรึเปล่าครับ”
               “ไม่ต้องถามเลยครับ ยุ่งตลอด แต่ก็ดีกว่าไม่มีงานทำ”
               “ส่วนผมไม่มีดีกว่านะครับ แสดงว่าบ้านเมืองสงบเรียบร้อยดี”
               ไชยวัฒน์หัวเราะชอบใจ
               “ใช่ครับ”
               หิรัณย์ยิ้มๆถาม
               “บ.ก.ทราบเรื่องงานแฟชั่นการกุศลรึยังครับ”
               “อ๋อ เด็กเอาแฟกซ์มาให้ผมแล้ว คืนพรุ่งนี้ใช่มั้ยครับ”
               ไชยวัฒน์พูดพลางค้นหาจากกองกระดาษ
               “ครับ ผมมาเชิญซ้ำอีกที”
               “ไม่ต้องมาก็ไปอยู่แล้วล่ะครับ”
               หิรัณย์อึกอักเล็กน้อยก่อนถาม       
               “แล้วนักข่าวคนนั้นที่เป็นสาวประเภทสองน่ะครับ จะไปด้วยรึเปล่า”
               ไชยวัฒน์หัวเราะก๊ากออกมา
               “ไปครับ แต่เค้าไม่ใช่กระเทยหรอกนะ”
               “อ้าว...”
               “เค้าอยากทำงานนี้มาก แต่ผมกลัวทางสารวัตรจะไม่เชื่อถือ คือเค้าดูเป็นผู้ยิ๊งผู้หญิงไปหน่อย แต่ใจนี่เต็มร้อย ผมเลยจำเป็นต้องโกหกเจ้าพนักงานไป แต่เจ้าตัวเค้าไม่รู้เรื่องด้วยหรอกนะครับ” ไชยวัฒน์พูดยิ้มๆ
               หิรัณย์หน้าแหย
               “หมดกัน ผมไปแซวเค้าแรงด้วย โกรธตายเลยตอนนี้อยู่มั้ยครับ ผมขอไปขอโทษเธอหน่อย” สารวัตรหิรัณย์สีหน้ารู้สึกผิด
      
               ไชยวัฒน์เดินนำหิรัณย์มาที่หน้าโต๊ะทำงานมีคณา
               “มี่ มีคนเค้าอยากพบเธอแน่ะ”
               หิรัณย์เบี่ยงตัวออกจากหลังไชยวัฒน์ พยักหน้าพร้อมยิ้มทำความรู้จัก แต่หาใช่มีคณากลับเป็นพนักงานผู้หญิงที่ไว้ผมทรงเดียวกัน
               “อ้าว ไม่ใช่”
               “พี่มี่ออกไปทำข่าวแล้วค่ะ”
               ไชยวัฒน์ตบบ่าหิรัณย์
               “ไม่เป็นไรหรอกสารวัตร คืนพรุ่งนี้ก็เจอกันแล้วผมจะแนะนำให้รู้จัก มี่เค้าเข้าใจแล้ว ไม่โกรธคุณหรอก”
               “งั้นก็ค่อยยังชั่ว”
      
               เวลาต่อเนื่องมา มัทนานั่งอยู่บนเตียงกำลังค้นหาใต้หมอน เปิดลิ้นชักหัวเตียง หาอะไรบางอย่าง
       เอกชัยเปิดประตูเข้ามาพร้อมถาดใส่ผลไม้
               “หาอะไรเหรอ”
               “โทรศัพท์มือถือของมัทน่ะค่ะไ
               “ปอนเค้าเก็บเอาไว้ สมบัติทั้งเป้เธอนั่นล่ะ”
               มัทนาเหยียดปากหมั่นไส้เล็กน้อย
               “คงตรวจค้นของกลางอย่างละเอียดหมดแล้ว”
               เอกชัยยิ้มๆ
               ไม่ขนาดนั้นหรอก ผลไม้จ้ะ”
               เอกชัยวางถาดผลไม้ลง
               “ขอบคุณค่ะ”
               “ครึ่งเช้าฉันจะดูแลเธอเอง ครึ่งบ่ายเป็นเวรเจ้าปอน ส่วนรอบดึก คืนนี้มีพยาบาลพิเศษมาแล้ว เธอคงหายอึดอัด”
               “มัทไม่ได้ป่วยหนักขนาดต้องมีคนเฝ้า 24 ชั่วโมงซะหน่อยคุณเอก...อ๋อ รู้แล้วล่ะ ไม่ใช่คนไข้แต่เป็นเชลย ต้องมีคนเฝ้าไว้ตลอดเวลา เพราะกลัวจะแอบเข้ามาสืบความลับ”
               “พูดจาขนาดนี้ ท่าจะใกล้หายแล้วล่ะ”
               มัทนาทิ้งค้อนใส่เอกชัยให้ขวับ
               “เธอก็ต้องเข้าใจนะมัทนา ปอนเจ็บมามากเพราะเพื่อนร่วมอาชีพของเธอ เธอเป็นแฟนคลับเค้านี่ น่าจะรู้ดี”
               มัทนาเสียงอ่อนลง
               “ฉันเข้าใจค่ะ”
               “ความเจ็บปวดนี่ล่ะที่ทำให้ปอนเข็ดขยาด หวาดระแวงและหาทางป้องกันตัวเองตลอดเวลา จนเหมือนซ่อนตัวอยู่ในเปลือกที่เค้าสร้างขึ้นมาเอง บางทีผมยังหาทางเข้าไปหาเค้าไม่ถูกเลย”
               เอกชัยมีสีหน้าสงสารเห็นใจเพื่อน มัทนาฟังอย่างคิดตาม และขรึมลงอย่างเห็นใจ
               เอกชัยมองหน้ามัทนา สีหน้าจริงจัง
      
               “การที่เธอเข้ามาในชีวิตของปอน เหมือนทำให้เค้าได้น้องสาวกลับคืนมาอีกครั้งรู้มั้ย”



       มัทนาเหลือบตาขึ้นสบตากับเอกชัย
               “ถ้าเธอสังเกตสายตาและอารมณ์ของปอนดีๆ หลายครั้งปอนจะเผลอเอ็นดูเธอเหมือนเธอคือน้องป่าน”
               เอกชัยสีหน้าเศร้าๆ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา มัทนามีสีหน้าสงสัยขึ้นมา
               “น้องป่านคือน้องสาวคุณปอนเหรอคะ”
               เอกชัยรีบดึงความรู้สึกกลับทันที ก่อนจะตัดบท ปั้นยิ้ม
               “ฉันพูดมากเกินไปแล้ว … เอางี้แล้วกัน ฉันอยากให้เธอทำใจให้สบาย เลิกคิดอะไรวุ่นวาย ขอให้นึกแค่ว่าเธอเป็นแขกของเรา เรามีหน้าที่ดูแลเอาใจใส่เธอ ให้เธอได้รับความสะดวกสบายที่สุดก็แล้วกัน”
               “เอางั้นเลยเหรอคะ”
               เอกชัยยิ้มตอบ
               “เอางี้แหละ”
               “โอเคค่ะ มัทจะพยายามนึกไว้เสมอว่ามัทเป็นเจ้าหญิงโชคดีที่มีเจ้าชายตั้งสองคนคอยดูแล ดีมั้ยคะ”
               “สุดยอด บางทีการทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็ทำให้เราสบายใจขึ้น ทานผลไม้ดีกว่านะขอรับเจ้าหญิง”
               มัทนายิ้มๆบอก
               “จัดมา”
               เอกชัยยิ้มอารมณ์ดีหันกลับไปเลือกผลไม้ มัทนาค่อยๆ หุบยิ้มลงพร้อมครุ่นคิดตามสิ่งที่เอกชัยพูด ยิ่งมีสีหน้าอยากรู้เรื่องน้องป่านมากขึ้น
      
               เวลาบ่าย สาระวารีเดินคุยโทรศัพท์มือถือบอกมีคณาว่า อยู่บริเวณตลาดของจังหวัดตราด
               “ถึงตราดเรียบร้อยแล้วคร๊าบ มาตราดอยู่ตลาด เข้าใจมั้ยฮะคุณมี่ คนแก่หูไม่ดีก็งี้แหละ” สาระวารีพูดขำๆ
               สาระวารีมายืนรอข้ามถนนไปอีกฝั่ง คุยโทรศัพท์ต่อไปด้วย
               สาระวารีคุยมือถือ ฟังก่อนตอบ
               “ถึงได้พักนึงแล้ว โทรไปหวัดดีญาติสนิทมิตรสหาย ได้หลายคนอยู่”
               รถหรูคันหนึ่งจอดให้ สาระวารีก้มหน้าขอบคุณพร้อมเดินข้ามถนนไปโดยไม่ได้หันมองเข้าไปในรถคันนั้นเลย คนขับรถใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปตามสาระวารีต่อเนื่องจนเธอเดินพ้นไป คนขับรถหันไปส่งโทรศัพท์มือถือให้เจ้านายที่นั่งหลัง
               “ได้แล้วครับ” คนขับรถส่งโทรศัพท์คืน
               เจ้านายที่นั่งใส่สูทหล่อเนี๊ยบอยู่หลังรถ เป็นผู้ใหญ่มาดดี ดูสุขุมและมีประสบการณ์ เขาคือษมานั่นเอง เขายกโทรศัพท์มือถือขึ้นเช็คดูรูป หน้านิ่งขรึม
               รถคันหลังบีบแตรไล่...
               “จอดข้างทางก่อน”
               คนขับรถยกมือขอโทษแล้วรีบขับรถไปจอดข้างทางเปิดไฟฉุกเฉิน ษมาหันมองตามสาระวารีไป
       เห็นเดินลัดเข้าไปในตลาด
               ผ่านเวลาเล็กน้อย ภายในรถ..ษมากำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่
               “เพิ่งโทรไปหาเหรอะ งั้นก็น่าจะใช่ เดี๋ยวผมจะส่งรูปไปให้ดู ช่วยคอนเฟิร์มอีกทีว่าไม่ผิดคน” ษมา กดตัดสาย
               ษมากดเลือกรูปสาระวารีที่ถ่ายตอนเดินผ่านรถขึ้นมาดูอีกครั้ง ด้วยสีหน้ายังไม่มั่นใจนัก ก่อนจะกดส่งรูปไป
      
               สาระวารีกำลังนั่งทานก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดอย่างอร่อยอยู่ในร้านหนึ่ง
               “ขอนั่งด้วยคนนะครับ”
               สาระวารีเหล่มองอย่างไม่สบอารมณ์นัก แววตาเซ็งๆ....เห็นษมายิ้มให้ตนอยู่ข้างๆ
               “ที่ว่างตั้งเยอะ”
               ษมาสีหน้านิ่งบอก
               “โต๊ะมันเลอะครับ”
               สาระวารีสีหน้าเซ็งบอก
               “ไม่ว่างค่ะ”
               สาระวารีเอื้อมมือไปหยิบเป้บนโต๊ะไปวางที่เก้าอี้ข้างๆตนแล้วทานต่ออย่างไม่สนใจ
               “คนเราสมัยนี้ไม่ค่อยมีน้ำใจกันเลยนะครับ คิดแต่มุมของตัวเอง”
               ษมาเดินอ้อมไปนั่งเก้าอี้ตัวติดกันอีกข้างแทน สาระวารีเหล่ๆ ไม่ชอบใจนักที่มารุกแบบนี้ ษมามองหน้าสาระวารีแล้วถาม
               “เราเคยเจอกันมาก่อนมั้ยครับ”
               สาระวารีชะงักไป หันมาจ้องหน้า วางตะเกียบหรือช้อนแรงๆ
               “ก็เพราะฉันเจอมุกจีบเสล่อๆ แบบนี้ประจำไงคะ ฉันถึงต้องแล้งน้ำใจ”
               ษมายังหน้าตาย
               “แน่ใจนะครับว่าเราไม่เคยเจอกันมาก่อนจริงๆ”
               สาระวารีเสียงดัง หน้าหงิก เอาเรื่อง
               “ไม่เคย”
               คนในร้านหันมอง ษมาทำหน้านิ่ง ไม่สะทกสะท้านอะไร สาระวารีลุกขึ้นบอก
               “คนจะกิน มาชวนคุยอยู่ได้ มารคอหอย เก็บตังค์ที่นายคนนี้นะป้า”
               สาระวารีตาขวาง ดึงเป้มาถือกระแทกใส่ษมาแบบจงใจแกล้งซ้ำอีกตะหาก ก่อนเดินหน้าหงิกออกจากร้านไป ษมากดโทรศัพท์มือถือโทรออก สีหน้านิ่งขรึมมองตามสาระวารีไป
               “เจอตัวแล้ว เอาเรื่องใช้ได้ เธอจำผมไม่ได้เลย”
               ษมามองตามสาระวารีไป สีหน้าใช้ความคิด
      
               สาระวารีเดินคุยโทรศัพท์มือถือกับมีคณาเข้าโรงแรมแห่งหนึ่งไป ผ่านล็อบบี้ไปกดลิฟท์
               “จิณห์ยังไม่กลับจากฝรั่งเศสเลย ไม่รู้ติดอกติดใจอะไรนักหนา...”
               มีสาวสวยแต่งตัวเซ็กซี่เดินสวนออกมา สาระวารีหันมองตามแล้วแกล้งเป่าปากทำเสียงวี๊ดวิ้วแล้วรีบหันกลับทำไม่รู้ไม่ชี้ สาวเซ็กซี่หันมองหาที่มาของเสียงงงๆ
               “ไม่มีอะไร แกล้งคนเล่น อยากเซ็กซี่เกินหน้า แล้วนี่ยัยมัทเป็นอะไรของเค้าติดต่อไม่ได้เลย ปิดมือถือตลอด”
               บริเวณเคาน์เตอร์พนักงานต้อนรับ ลูกค้าโรงแรมและพนักงานเดินผ่านพ้นไป ษมายืนเท่มีมาดซุ่มมองตามสาระวารีอยู่ด้วยสีหน้าติดใจสงสัย
               ผู้จัดการโรงแรมและเลขาเดินเข้ามามาต้อนรับ ยกมือไหว้
               “สวัสดีครับคุณษมา”
               ษมารับไหว้ตามารยาท
               “วันนี้ให้เกียรติมาโรงแรมของเรา มีอะไรให้รับใช้ครับ” ผู้จัดการถาม
               “นิดหน่อยครับ”
               “งั้นขอเชิญคุณษมาไปนั่งที่ห้องรับรองก่อนดีกว่านะครับ”
               “ขอบคุณครับ”
               ษมาเดินมาดดีตามผู้จัดการไป
      
               ภายในห้องพัก สาระวารีทิ้งตัวลงนอนบนเตียง หยิบรูปเสี่ยอ้วนๆ ที่เข้าใจผิดว่าเป็น ษมา ขึ้นมา เพ่งมองรูป
               “คุณต้องยอมให้ฉันสัมภาษณ์แน่ๆ คุณษมา”
               สาระวารีทิ้งมือที่ถือรูปลงบนเตียงแล้วเอียงหน้าไปอีกด้าน นอนหลับพักเอาแรง
      
               ผ่านเวลาซักพัก สาระวารีอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่สไตล์ทะมัดทะแมง สะพายเป้ที่ใส่กล้องและอุปกรณ์ทำข่าวส่วนตัวพร้อมมาด้วย ผู้ชายคนหนึ่งเดินเบี่ยงตัวเข้าไปกดลิฟท์ซ้ำ สาระวารีเหล่มอง ขยับปากบ่นพึมพำ
               “จะกดซ้ำอีกทำไม”
               ษมาหันมา ทำเป็นแกล้งแปลกใจ
               “อ้าว คุณ พักที่เดียวกันเหรอครับเนี่ย”
               สาระวารีชักสีหน้าเซ็งใส่
               “คิดว่าจะย้ายเร็วๆ นี้ล่ะ...ซวยจริงๆ”
               ลิฟท์เปิด สาระวารีรีบเดินนำเข้าไปยืนหันหน้าเข้ามุมลิฟท์ เพราะไม่อยากสนทนาด้วย
       ษมาอมยิ้มน้อยๆ ก่อนเดินตามเข้าไป
      
               ภายในลิฟท์ ษมาไปยืนข้างๆ สาระวารที่หันหน้าไปอีกทางอย่างรำคาญ
               “ออกไปหาข่าวเหรอครับ”



       สาระวารีชะงักปนแปลกใจ หันมอง
               “คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็นนักข่าว”
               “ผมเคยเห็นคุณตอนดูข่าวทีวี”
               สาระวารีขยับตัวห่างเล็กน้อย ปากพึมพำ
               “โรคจิตแหงๆ”
               สาระวารีเริ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์แบบเนียนๆ
               “ผมสงสัยนะ ทำไมนักข่าวชอบยื่นเทปไปสัมภาษณ์แล้วหันหน้าหนีด้วย อายกล้องเป็นด้วยเหรอะ เห็นชอบวิ่งตามเอากล้องเอาไมค์ไปจ่อหน้าจ่อปากคนอื่น นึกว่าจะชิน”
       สาระวารีเสียงแข็งบอก
               “แล้วคุณจะมาดูหน้านักข่าวทำไมไม่ทราบ ไปสนใจเนื้อหาที่เค้าสัมภาษณ์สิ”
               “ก็เผอิญผมรู้มาว่าคนที่ผมตามหาตัวอยู่เป็นนักข่าว ก็เลยชอบสังเกต”
               สาระวารีสีหน้ากวนมองหน้าษมา
               “จะมามุกไหนอีก ฉันชักจะหมดความอดทนแล้วนะ”
               ษมาจ้องหน้าสาระวารี แววตาดูซึ้งเป็นประกายวิบวับ
               “ลองคิดดูดีๆว่าเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน”
               สาระวารีทำหน้านึกได้
               “อ๋อ...ฉันนึกออกแล้ว”
               ษมาค่อยยิ้มออก ไม่คาดคิดสาระวารีชักมือที่แอบสวมสนับมือจากกระเป๋ากางเกงแล้ว ชกอัดเข้ากลางท้องษมาอย่างจัง
               สาระวารีถกแขนเสื้อ เสยผม เดินหน้าตาสะใจปนสมน้ำหน้าออกจากลิฟท์ ปล่อยให้ษมายืนตัวงอ ยกมือกุมท้องสีหน้าจุกเจ็บอยู่ในนั้น ก่อนที่ลิฟท์จะปิดสนิทไป
      
               ทางด้านมัทนากำลังนั่งหมากรุกอยู่กับเอกชัยอยู่ที่ห้องพักแขก...มัทนานั่งในมุมหันหลังให้ประตูห้อง...ถึงตาเอกชัยเดิน...เกมกำลังงวดใกล้ถึงจุดแพ้ชนะ
               มัทนาเหลือบตาถาม
               “คุณรู้จักกับเค้ามานานรึยังคะ”
               เอกชัยมองหมากรุกในกระดาน พร้อมใช้ความคิด
               “นานมาก ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก เคยลำบากกินนอนอดอิ่มด้วยกันมา รักกันยิ่งกว่าพี่น้องคลานตามกันมาซะอีก”
               “งั้นคุณก็เป็นเด็กที่หลวงพ่อจรูญรับเลี้ยงมารุ่นแรกๆ เหมือนกับคุณปอนน่ะสิคะ”
               เอกชัยอึ้งไปเล็กน้อย มองหน้ามัทนา
               “เธอรู้ด้วยเหรอะ ใครบอกหลวงพ่อท่านไม่มีทางพูดแน่ๆ”
               “หลวงพ่อจรูญไม่ได้บอกมัทหรอกค่ะ มีแหล่งข่าวคนนึงบอกมาอีกที...มัทก็เคยถามหลวงพ่อ แต่ท่านให้มาถามคุณปอนก่อนว่าจะยอมให้เปิดเผยรึเปล่า เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของเค้า”
               เอกชัยพยักหน้าเห็นด้วยก่อนก้มหน้าอ่านเกมในกระดานต่อ
               “ถ้าฉันขอให้คุณช่วยเล่าชีวิตวัยเด็กของคุณปอนให้ฟังจะได้มั้ย”
               เอกชัยเงยหน้ามองมัทนา ยิ้มๆ พร้อมสบตาไปถึงคนที่ยืนอยู่ข้างหลังมัทนาเล็กน้อย
               “ผมคงต้องตอบเหมือนหลวงพ่อ”
               มัทนาบุ้ยปาก
               “รู้สึกเค้าจะยิ่งใหญ่ซะเหลือเกินนะคะ ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้ามีอะไรดีนักหนา ทั้งหลวงพ่อทั้งคุณเอกถึงได้ปกป้องเค้ากันนัก”
               “มีอะไรอยากรู้ก็มาถามฉันนี่”
               มัทนาชะงัก หันไปมองเห็นเขตต์ตวันยืนกอดอกพิงประตูห้องที่เปิดกว้างอยู่ ไม่รู้ว่าแอบฟังมานานแค่ไหนแล้ว
               “ขออภัยนะที่เข้ามาขัดความสำราญ แต่นี่ใกล้มื้อเย็นแล้วเวรทำอาหารของแก”
               เอกชัยยิ้มๆ รีบลุกจากกระดานหมากรุก เอกชัยยิ้มแย้ม
               “ขอบใจมากปอน นับว่าเป็นโชคดีที่แกเข้ามาขัดจังหวะ ถ้าแพ้เกมนี้ ฉันคงต้องเสียพนันให้มัทนา ถ้าฉันแพ้แล้วต้องทำตามสัญญารับรองว่านายคงไม่พอใจเท่าไหร่”
               เขตต์ตวันสีหน้าเคร่งขรึมลง สีหน้าหวาดระแวง
               “พนันอะไรไว้”
               เอกชัยยิ้มๆ แอบไปยักคิ้วกับมัทนาอย่างรู้กัน
               “ความลับ”
               เขตต์ตวันเหล่มองอย่างไม่พอใจ ก่อนเอกชัยจะเดินออกไปจากห้อง หันมาถาม
               “อยากทานอะไรเป็นพิเศษมั้ยมัท”
               เขตต์ตวันแขวะ
               “เอาใจกันซะจริงนะ ถ้าเค้าอยากทานอะไรแปลกๆนายจะทำให้เค้าได้รึไง”
               มัทนาใช้หางตามองเขตต์ตวันเล็กน้อย
               “ฉันเป็นคนทานง่ายค่ะ อะไรก็ทานได้ทั้งนั้น ไม่ใช่คนเรื่องมากชอบหาเรื่องคนอื่น”
               เขตต์ตวันเหล่มองมัทนาคืน เอกชัยแอบอมยิ้มที่เพื่อนเจอแขวะซะบ้าง
               “งั้นรอแป๊บเดียว ฉันจะทำมักกะโรที่อร่อยที่สุดในภูเก็ตให้ทาน”
               “ขอบคุณค่ะ มัทชอบทานมักโรนีที่สุดเลย”
               มัทนายิ้มหวานให้เอกชัย เขตต์ตวันจับตามองเขม่นๆ
               “เตรียมท้องไว้รอได้เลย”
               มัทนามองตามเอกชัยที่ยิ้มหวาน อารมณ์คิดประมาณใจดีจัง เขตต์ตวันหน้านิ่ง เสียงแข็งบอก
               “ทีหลังอย่ายิ้มให้คนของฉันยังงั้นอีก”
               มัทนาชะงัก ยิ้มค้าง หันมาจ้องหน้า
               “คุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่งห้ามฉันยิ้ม”
               “ก็สิทธิ์ของเจ้าของบ้านหลังนี้น่ะสิ...จำไว้นะมัทนา ถ้าเธอยังอยู่ฃในบ้านของฉัน อย่าพยายามยิ้มยั่วยวนให้เอกชัย หรือคนอื่นๆอีก”
               มัทนาอึ้งปนโกรธ หน้าเริ่มฉุนขึ้นมา
               “เพื่อนฉันเป็นคนฉลาด แต่ยังมีจุดอ่อนที่ไม่ทันผู้หญิงหน้าซื่ออย่างเธอ ฉันไม่อยากเห็นเพื่อนฉันต้องเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก”
               มัทนาจ้องเขตต์ตวันเขม็ง สีหน้าไม่พอใจมาก
               “เพราะฉะนั้น แม่นักข่าวเจ้าแผนการอย่าพยายามปั่นหัวเพื่อนฉันเพื่อจะได้เรื่องราวที่เธอต้องการอีกเลย ถ้าเธอไม่หยุด ฉันซัดเธอไม่ยั้งแน่”
               “น่าเกลียด ในใจคุณมีแต่เรื่องสกปรก คิดอกุศล”
               เขตต์ตวันอึ้ง ไม่คิดว่ามัทนาจะกล้าด่าต่อหน้าเขาขนาดนี้
               “ถามหน่อยเหอะ คุณเคยคิดกับคนอื่นดีๆ มั่งมั้ย”
               เขตต์ตวันสวนทันที
               “ฉันไม่จำเป็นต้องคิดอะไรดีๆ ฉันจะคิดแต่สิ่งที่เป็นจริงเท่านั้น”
               “ความจริงอะไรของคุณ”
               “ความจริงที่คุณกำลังใช้เสน่ห์ ใช้สายตาซื่อๆ ใช้สีหน้าเหมือนเด็กหลงทางผู้น่าสงสาร หลอกล่อให้คนของฉันเล่าเรื่องที่เธออยากรู้น่ะสิ เธอกำลังใช้ความเป็นเด็กผู้หญิงท่าทางน่าสงสาร หาข่าวที่ต้องการอยู่ใช่มั้ยมัทนา”
               มัทนาโกรธจัด จนอยากจะกรีดร้องใส่หน้า
               “เรื่องของคุณไม่มีค่าพอที่ฉันจะต้องเร่ขายตัวเพื่อให้ได้มันมาหรอกนะ ฉันเป็นนักข่าว ไม่ใช่โสเภณี”
      
               มัทนาโกรธจัด พูดพร้อมดึงหมอนพิงหลังออกมาฟาดใส่เขาอย่างแรง เขตต์ตวันจับหมอนกระชากแย่งมา ความแรงที่ยื้อยุดทั้งสองฝ่าย ทำให้มัทนาเสียหลังถลามาตามหมอน พลาดลงมายืนข้างเก้าอี้ แต่ขาเจ็บ ทำให้ทรุดฮวบไปกองกับพื้นต่อหน้าต่อตาเขา เขตต์ตวันหน้าตายไม่ได้ช่วยประคองแต่อย่างใด แต่กลับโยนหมอนในมือใส่มัทนาซ้ำให้อีก



       บ้านเขตต์ตวันตอนหัวค่ำ ภายในห้องพักแขก... มัทนาเปลี่ยนเสื้อผ้าสบายๆ ชุดใหม่ นั่งบนเตียงให้พยาบาลสาลินีใช้ยานวดบริเวณขาที่ปวดอยู่ไปมา
               “เสื้อผ้าใส่พอดีมั้ยคะคุณมัท”
               “สบายมากเลยค่ะ นี่ถ้าคุณสาไม่ซื้อมาให้ มัทคงต้องทนเน่าอยู่ในเสื้อคลุมอีกหลายวัน”
               พยาบาลยิ้มๆถาม       
               “ไซส์พอดีนะคะ ทั้งนอกและใน”
               “เป๊ะค่ะ คุณสากะเก่งนะคะ”
               “คุณตวันบอกไซส์ไปน่ะค่ะ”
               มัทนาเบิกตาโพลงเล็กน้อย
               “ไม่ใช่คุณมัทบอกไปเหรอคะ”
               “อ๋อใช่ค่ะ มัทบอกไปเองค่ะ รู้ได้ไงเนี่ย”
               พยาบาลหยุดนวด
               “เสร็จแล้วค่ะ ดูไม่ค่อยบวมแล้วนะคะ อีกวันสองวันคงเดินได้สบายๆ”
               “เร็วกว่านั้นได้ยิ่งดีค่ะ”
               “งั้นเดี๋ยวดิฉันไปเตรียมยาให้นะคะ”
               “ค่ะ ขอบคุณค่ะ”
               พยาบาลลุกเดินไปเตรียมยา มัทนาถอนใจพร้อมเลื่อนตัวลงนอนสบาย สีหน้าย้อนคิด
      
               เมื่อตนบ่าย เขตต์ตวันหน้าตายไม่ได้ช่วยประคองแต่อย่างใด แต่กลับโยนหมอนในใส่มัทนาซ้ำให้อีก
       เธอปัดหมอนออกจ้องหน้าเขตต์ตวัน สีหน้าแววตาเจ็บใจ ไม่ช่วยแล้วยังซ้ำอีก
               “เธอพนันอะไรกับเอกชัยไว้”
               “คุณเอกบอกว่าถ้าฉันชนะ จะให้ฉันเลือกชุดเดินชายหาดรุ่นดวงตาตวันได้หนึ่งชุด”
               เขตต์ตวันยิ้มๆ
               “เธอไม่เหมาะกับชุดของดวงตาตวันหรอก”
               มัทนาหน้าหงิกงอปนงอน
               “ใช่สิ ฉันมันไม่สวย หุ่นไม่ดี ไม่เด้งหน้าเด้งหลังเหมือนนางแบบคุณนี่”
               “ถ้าไม่อยากให้คนอื่นดูถูก เธอควรเริ่มจากการไม่ดูถูกตัวเองก่อน”
               “พูดจบแล้วใช่มั้ย งั้นก็ถอยไปห่างๆ ฉันจะลุก”
               เขตต์ตวันยื่นมือมาช่วยจูง มัทนาค้อนใส่แต่ก็ยอมจับมือให้ช่วยดึงขึ้นยืน มัทนายืนได้ก็สะบัดมือตวันออก จะเขยกเดินไปทางอื่นไม่ขึ้นเตียง
               “เธอจะไปไหน”
               “กลับโรงแรม” มัทนาเดินไปได้หน่อยก็ทรุด พยุงตัวเพราะความเจ็บลงน้ำหนักเท้าอีกข้างไม่ไหว
               “พอเถอะแม่สาวหัวดื้อ เธอยังไม่แข็งแรงพอจะลากสังขารไปพ้นประตูหรอก กลับมานอนเตียงเลย” เขตต์ตวันเข้าไปประคอง มัทนากลับมาขึ้นเตียง
               มัทนาทำสีหน้าหงุดหงิดแต่ก็ยอมกลับมาขึ้นเตียงนอนแต่โดยดี
               “เธอยังกลับโรงแรมตอนนี้ไม่ได้ เธอยังต้องการคนดูแล จะกลับไปอยู่โรงแรมคนเดียวได้ยังไง        “
               มัทนาถอนใจแรงออกมาเซ็งๆ เขตต์ตวันจ้องหน้ามัทนา
               “คราวนี้ฉันจะตอบข้อสงสัยเธอให้นะมัทนา ว่าฉันมีอะไรดีนักหนา หลวงพ่อกับเอกถึงได้คอยปกป้องฉัน”
               มัทนาพูดแหยๆ
               “คุณได้ยินด้วยเหรอ”
               “เต็มสองหู”
               มัทนายิ้มเจื่อนๆ ก่อนรวมความกล้าถาม
               “ฉันขออัดเสียงคุณไว้ได้มั้ย”
               เขตต์ตวันพูดสวนกลับทันทีด้วยเสียงดัง
               “ไม่ได้”
               มัทนาจ๋อยสนิท
               “ฉันไม่ได้ให้สัมภาษณ์เธอ เราคุยกันเฉยๆ ฉันไม่อนุญาตให้เธอเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของการสนทนาครั้งนี้ไปเขียนข่าวเด็ดขาดเข้าใจมั้ยมัทนา” เขตต์ตวันจ้องหน้ามัทนา สีหน้าแววตาดุ
               “เข้าใจแล้ว ไม่ต้องจ้องฉันราวกับจะขย้ำกินขนาดนี้ก็ได้”
               เขตต์ตวันถอนใจยาวออกมา
               “แล้วนี่เครื่องมือหากินฉันหายไปไหนหมด คุณคงไม่ได้ทิ้งไปหมดแล้วหรอกนะ”
               “ฉันเก็บไว้อย่างดี จะคืนให้เมื่อเธอก้าวเท้าพ้นบ้านหลังนี้ไม่ต้องห่วงสมบัติบ้าของเธอหรอก ฉันดูแลมันอย่างดี ดีกว่าเธอดูแลเองด้วยซ้ำ”
               เอกชัยเดินเข้าห้องมาขัดจังหวะพอดี พร้อมถาดใส่น้ำซุปในมือ
               “น้ำซุปร้อนๆ ทานรองท้องไปก่อน”
               “ขอบคุณค่ะ”
               มัทนาตั้งท่าจะยิ้มแต่รีบหุบ ยกมือขึ้นปิดปาก
               “เป็นอะไร” เอกชัยสงสัย
               มัทนาเอามือปิดปาก พร้อมพูด
               “ฉันพยายามจะไม่ยิ้มค่ะ”
               เขตต์ตวันเหล่ๆ มองมัทนา ว่าจะมาเรียกร้องความสนใจไม้ไหนอีก
               “เอามือออกก่อนสิ ฟังไม่รู้เรื่อง” เอกชัยบอก
               มัทนายอมเอามือที่ปิดปากออก
               “ฉันพยายามจะไม่ยิ้มค่ะคุณเอก เพราะมีบางคนเค้าหาว่าฉันชอบยิ้มให้ท่า”
               เขตต์ตวันสวนทันที
               “พอแล้วมัทนา...ฉันขอถอนคำพูด เธออยากยิ้มให้ปากฉีกถึงหูก็ทำไปเลย”
               เขตต์ตวันเดินหงุดหงิดออกไปจากห้องทันที เอกชัยมองมัทนาอย่างงงๆ มัทนาอมยิ้มอย่างสะใจ
               “ทานยาค่ะ” เสียงพยาบาลดังเตือน
      
               มัทนาหันมามองพยาบาลที่ยกน้ำและถ้วยใส่ยามาให้ข้างๆ
               “ขอบคุณค่ะ”
               มัทนากินยาเสร็จกำลังจะส่งแก้วคืนพยาบาลก็เห็นเขตต์ตวันเดินเข้ามาในห้องอีกครั้ง มัทนารีบปั้นหน้านิ่ง
               “เธอดูดีขึ้นแล้วนี่”
               “ไม่มีไข้แล้วล่ะค่ะคุณตวัน” นางพยาบาลตอบยิ้มแย้ม       
               “แล้วขาล่ะเป็นยังไงบ้าง” เขตต์ตวันมองขาอย่างสังเกต
               “คุณสาลินีเพิ่งจะทายาแล้วก็นวดให้ ตอนนี้ไม่ปวดแล้วล่ะค่ะสบายมาก”
               “อีก2-3วันก็คงหายปกติ” เขตต์ตวันบอก
               “อาจจะเร็วกว่านั้นก็ได้ค่ะ” มัทนาแอบประชด
               “ก็ดี...ทานยา แล้วพักผ่อนซะ ฉันไม่กวนแล้ว”
               เขตต์ตวันจะเดินออกไป
               “คุณปอนคะ”
               เขตต์ตวันหันมามอง มัทนาสีหน้าจริงจังผสมความเกรงใจ
               “ขอบคุณมากนะคะ”
               เขตต์ตวันทำหน้าตายถาม
               “สำหรับ”
               “ทุกๆ อย่างที่คุณช่วยฉันและให้อภัยฉัน”
               “อย่างแรกฉันยอมรับ อย่างหลังเธอคิดเองเออเอง”
               มัทนาจะอ้าปากพูด แต่เขตต์ตวันตัดบทก่อนเดินออกไป
               “กู๊ดไนท์มัทนา”
               มัทนาย่นจมูกตามไป
               พยาบาลหันมองตามเขตต์ตวันจนเหลียวหลังจนนึกขำตัวเอง
               “อดมองตามไม่ได้นะคะ”
               มัทนาเลื่อนสายตามามองที่พยาบาล
               นางพยาบาลมีสีหน้ายิ้มปลื้มๆ บอก
               “คุณตวันเป็นคนที่ชวนมองจริงๆ...ดิฉันเป็นแฟนหนังเค้ามานานแล้วล่ะค่ะ ในหนังว่าดูดีแล้ว ตัวจริงมีเสน่ห์กว่าในหนังซะอีก”
               มัทนาเผลอเคลิ้ม ยิ้มตามก่อนจะได้สติและรีบหุบยิ้ม แถมยังแอบเบะปากหมั่นไส้เขตต์ตวัน และไม่เห็นด้วยกับพยาบาล
               “คุณสากำลังหลงเพ้อไปกับบทบาทในหนังที่เคยดูมาตะหาก ชีวิตจริงมันต่างกันลิบลับ”

       หน้าหัวลำโพงตอนสายวันใหม่... ที่ร้านขายหนังสือ มีคณายืนอ่านพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ อยู่ไปมา เธอสนใจหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง หยิบขึ้นมาพร้อมจ่ายเงินแล้วถอยจะไปหาที่นั่งอ่าน
               ไม่คาดคิด มีเด็กสาวแต่งชุดนักเรียน ถือกระเป๋านักเรียนสีดำใบโต วิ่งมาชนกระแทกเธออย่างจังจนเธอเสียหลักเกือบจะล้ม แต่ด้วยความไวจึงใช้อีกมือหนึ่งคว้าเด็กคนนั้นไว้ทันเพื่อพยุงตัว
               มีคณาตั้งหลักได้พูดด้วยความเป็นห่วง
               “เป็นอะไรรึเปล่าคะน้อง”
               เด็กสาวมีท่าทางตื่นตระหนก หันมองซ้ายมองขวา
               “เปล่าคะ”
               “มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ”
               สารวัตรหิรัณย์แต่งตัวนอกเครื่องแบบวิ่งตามมาติดๆ เด็กสาวตกใจกลัวชี้ไปที่หิรัณย์
       “พี่ช่วยหนูด้วย ไอ้แมงดามันตามหนูมา มันจะจับหนูไปขาย หนูไม่อยากขายตัว”
       มีคณาจ้องหิรัณย์เขม็ง สีหน้าแววตาทั้งโกรธและเกลียด หิรัณย์จะเข้าไปจับตัวเด็กสาวๆ ที่รีบหลบหลังมีคณา เธอจับมือเด็กเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง
               มีคณาจ้องหิรัณย์ สีหน้าเอาจริง
       “ถอยไปเลยนะ อย่ามายุ่งกับเด็กคนนี้ ถ้าแกก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันจะเรียกตำรวจ”
               “คุณนั่นแหละอย่ายุ่ง ถอยออกไป ผมมีธุระกับเด็กคนนี้”
               มีคณาพูดเสียงแข็ง
       “อย่าเข้ามานะ ฉันร้องจริงๆ ด้วย”
       เด็กสาวสีหน้ามีพิรุธ หันมองลู่ทางทำท่าจะหนี หิรัณย์จะขยับเข้าไปจับตัวเด็กอีก
       มีคณาเห็นท่าไม่ดี ใช้หนังสือพิมพ์ในมือฟาดๆ ใส่หิรัณย์ไม่ยั้ง พร้อมตะโกนลั่น
       “ช่วยด้วยค่ะ คนร้าย มันจะทำร้ายฉันกับเด็ก”
               หิรัณย์เอามือบัง เขาเจ็บจนเริ่มหงุดหงิด
       “โธ่โว้ย ผู้หญิงนี่”
       เด็กสาววิ่งหนีไปเลย
               หิรัณย์เสียงดังลั่น
       “หยุดซะทีได้มั้ยคุณ”
       “ไม่หยุด ไอ้ผู้ร้ายหลอกเด็ก ไอ้...โอ๊ย”
       หิรัณย์เหลืออด คว้ามือที่ถือหนังสือพิมพ์ของมีคณาและบิดหมุนตัวเธอล็อกแขนขวาไพล่อยู่ด้านหลัง แล้วจับจับยึดแขนซ้ายเอาไว้ไม่ปล่อย
               หิรัณย์พูดข้างหู
       “หยุดนะคุณ เดี๋ยวแขนก็หักหรอก”
       มีคณาทำท่าขนลุกขยะแขยง คนร้ายมาพูดข้างหู
               “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยเรียกตำรวจที”
               “หุบปากซะทีได้มั้ย ผมนี่ล่ะตำรวจ”
               มีคณาชะงักไปเล็กน้อย
               หิรัณย์พูดเสียงดุ
               “แล้วคุณก็กำลังขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อยู่รู้ตัวมั้ยคุณแว่น”
               คนละแวกนั้นเริ่มหยุดมองดูมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครคิดเข้ามาช่วยซักคน
               มีคณาทั้งโกรธ ทั้งไม่เชื่อ เธอแผดเสียงสูงและดิ้น
               “ถ้าแกเป็นตำรวจ ฉันก็เป็นรัฐมนตรีหญิงแล้วล่ะ ปล่อยฉันนะ บอกให้ปล่อย”
               ตำรวจนอกเครื่องแบบหญิงและชายวิ่งฝ่าผู้คนที่ล้อมดูเข้ามา มีคณาดีใจนึกว่ามาช่วย
               “ไอ้คนนี้จะล่อลวงเด็กไปขาย คุณช่วยเรียกตำรวจที”
               “คนนี้เหรอคะสารวัตร” ตำรวจหญิงแปลกใจถามหิรัณย์
               มีคณาได้ยินเรียกยังงั้น ก็ชะงัก หยุดดิ้นทันที
               “เห็นสายบอกเป็นเด็กสิบห้าสิบหก ทำไมสาวขนาดนี้ หรือว่ามีสองราย”
               “อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นแม่ค้าล่ะ เธอเป็นรัฐมนตรีหญิง”
               หิรัณย์แขวะ มีคณามีสีหน้าเจ็บใจหมั่นไส้มาก หิรัณย์แขวะต่ออีกดอก
               “เธอคงคิดว่ากำลังออกตรวจราชการอยู่ เลยต้องทำหน้าที่ปกป้องประชาชน”
               มีคณายอมปล่อย ขยับตัวห่างออกมา หน้าแดงด้วยความอาย
               มีคณาพูดหน้าแหยปนอาย
               “คุณเป็นตำรวจจริงๆเหรอ”
               เพื่อนตำรวจอีกสองคนยิ้มๆ
               “จะตรวจบัตรประจำตัวมั้ยครับ”
               ตำรวจชายและหญิงแยกย้ายเดินไปบอกไทยมุง
               “ไม่มีอะไรแล้วนะครับ / เข้าใจผิดกันนิดหน่อยค่ะ”
               ไทยมุงขำๆ หัวเราะกัน
               มีคณาอายแทบแทรกแผ่นดินหนี
               “ฉันขอโทษ เด็กคนนั้นท่าทางกลัวมาก”
               “กลัวถูกจับน่ะสิ ในกระเป๋านั่นมียาบ้าไม่รู้กี่เม็ด อาจจะถึงพัน”
               มีคณาจ๋อยสนิท พูดเสียงอ่อย
               “ท่าทางเธอยังเด็ก”
               “เด็กแค่ตัวน่ะสิ คราวหน้าคราวหลังถ้าอยากจะเล่นบทรัฐมนตรีหญิงอีกล่ะก็ กรุณามองตาม้าตาเรือหน่อย”
               มีคณาดันแว่นกระชับดั้ง
               “ฉันบอกแล้วไงว่าขอโทษ ขอโทษ...ก็ท่าทางคุณไม่เหมือนตำรวจนี่คะ”
               “คุณพูดเหมือนรู้จักตำรวจดีงั้นล่ะ”
               มีคณาตาเป็นประกายขึ้นมา
               “ดีกว่าที่คุณคิดก็แล้วกัน”
               หิรัณย์ยักไหล่ก่อนก้มลงเก็บหนังสือพิมพ์คืนมีคณา
               “เอาอาวุธคุณคืนไป”
               มีคณารับหนังสือพิมพ์มา
               “ขอบคุณค่ะ ขอโทษอีกครั้งนะคะที่ทำให้คนร้ายของคุณหนีไปได้”
               “ไม่เป็นไร คราวหน้าระวังกว่านี้นิดนึงแล้วกัน ถ้าโดดเข้าช่วยใครแบบถวายหัวยังงี้ คุณเองที่จะเดือดร้อน”
               “ฉันจะจำคำสอนคุณไว้ค่ะ ไปได้แล้วใช่มั้ยคะ ต้องรีบไปรับคุณแม่”
               “เชิญครับ”
               มีคณารีบเดินกลับไปที่ชานชะลา พร้อมกับหิรัณย์ที่แยกเดินไปอีกทาง ต่างคนต่างมีสีหน้าคิดๆ แล้วหยุดหันมามองและพูดพร้อมกัน
               “เราเคยเจอกัน” ทั้งคู่หยุดพูดต่อ ต่างจ้องหน้า
               มีคณาดันแว่นเล็กน้อยแล้วบอก
               “คิดว่าไม่เคยค่ะ”
               หิรัณย์พยักหน้ารับ
               “คงงั้น”
               มีคณาและหิรัณย์ ยิ้มตามมารยาทให้กัน ต่างเดินแยกกันไปคนละทาง
               ภายในห้องรับแขก มัทนากำลังจดโน้ตต่างๆ บันทึกความจำสำหรับกลับไปใช้เขียนข่าวอยู่บนเตียง
       เขตต์ตวันแง้มประตูเปิดห้องเข้ามา เธอรีบซ่อนกระดาษและปากกาไว้ใต้หมอนทันที สีหน้ามีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด เขตต์ตวันเห็นอยู่แต่ทำไม่สนใจ
               “ทานข้าวทานยาแล้วใช่มั้ย”
               มัทนาปั้นยิ้มบอก
               “ค่ะ”
               เขตต์ตวันเปิดประตูกว้างทำให้เห็นรถเข็นพยาบาลที่เขาเข็นมาด้วย
               “เธอจะได้ไม่เบื่อ”
      
               เขาพูดหน้านิ่ง มัทนายิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจ



       ผ่านเวลาเล็กน้อย เขตต์ตวันเข็นรถพยาบาลพามัทนามาสูดอากาศนอกบ้านที่สนามข้างบ้าน
               “ฉันรู้ว่าตอนนี้งานคุณยุ่งมาก แต่ยังต้องเจียดเวลามาคุมฉันอีก”
               เขตต์ตวันชะงักไปเหล่มองมัทนา
               มัทนาตกใจที่หลุดปาก รีบแก้
               “เอ๊ย...ดูแลฉันอีก...คุณเอางานมาออกแบบด้วยก็ได้นะคะ ฉันไม่แอบดูงานคุณหรอก”
               เขาเข็นเก้าอี้พยาบาลต่อไป ไม่แคร์
               “รู้สึกว่าเอกชัยจะพูดมากเกินไป”
               “เพราะคุณเอกมั่นใจว่าฉันไม่ปากโป้งเที่ยวเอาเรื่องที่เค้าพูดไปขยายต่อน่ะสิคะ เค้าถึงได้บอกฉัน”
               “มั่นใจซะจริงนะสาวน้อย อย่าพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หน่อยเลย เรื่องพวกนี้เป็นอาหารอันโอชะของพวกคุณอยู่แล้วนี่ จะอดใจไหวเหรอะ”
               สีหน้าและน้ำเสียงของเขตต์ตวันเต็มไปด้วยความหยามหยัน
               มัทนาฉุน จับคันล็อกให้หยุด แหงนมองหน้าเขา
               “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคุณเติบโตและมีประสบการณ์ในการไว้เนื้อเชื่อใจคนอื่นแค่ไหน แต่ฉันถูกสอนมาแต่เด็กว่า พูดอะไรแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูด คนที่ผิดคำพูด หรือ พูดปัดๆไปให้พ้นตัว ก็เหมือนกับคนไม่มีศักดิ์ศรี ไม่เคารพตัวเอง ถ้าทำไม่ได้อย่าพูดเลยจะดีกว่า”
               เขตต์ตวันเดินอ้อมมาเผชิญหน้า กอดอกไว้หลวมๆ มองหน้ามัทนา
               “ฉันจะเชื่อเธอได้ยังไง เมื่อฉันไม่เคยรู้จักเธอ เธอจะพูดยังไงก็ได้”
               มัทนาเสียงแข็ง ไม่พอใจ
               “ใช่สิ อย่าว่าแต่ฉันเลย คุณไม่มีทางได้รู้จักใครหรอก ถ้าคุณมัวแต่สร้างกำแพงปิดกั้นตัวเอง เอาแต่ตัดสินคนอื่นจากประสบการณ์เลวร้ายในอดีตของคุณ ชาตินี้ทั้งชาติคุณก็ไม่รู้จักฉันหรือใครๆทั้งนั้น”
               เขตต์ตวันอึ้งเงียบไป เมื่อโดนสาวน้อยตรงหน้าตีแผ่ตัวตนอย่างชัดเจน มัทนาจ้องหน้าเขาด้วยสีหน้าแววตาน้อยใจ ตัดพ้อ
               “ผ่านวันสองวันนี้ไป คุณก็คงจำได้แค่ว่า คุณเคยช่วยนักข่าวที่คุณแสนจะเกลียดชังไว้คนนึง มันก็แค่นั้น”
               มัทนาพูดเองเจ็บเอง อดน้ำตารื้นๆ ขึ้นมาไม่ได้ เธอหมุนเก้าอี้พยาบาล เบี่ยงเลี่ยงไปทางอื่น
               เขตต์ตวันยืนหันหลังให้เหมือนเดิมพูดลอยตามไป
               “ฉันจะลองเชื่อคำพูดเธอซักครั้ง มัทนา”
               มัทนาหยุดกึก น้ำตาท่วมตา
               “ฉันจะลองทำใจกว้างเพื่อจะได้รู้จักเธอมากขึ้น”
               มัทนาหันรถเข็นกลับมามองหน้าเขตต์ตวัน น้ำตาท่วมตาอย่างกลั้นไม่อยู่ เขาจ้องหน้าเธอ
               “แต่ฉันคงไม่ต้องบอกหรอกนะ ว่าถ้าฉันเชื่อใจเธอแล้ว แต่เธอยังทำลายคำพูดของเธอเอง มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอมั่ง”
               เขาหยุดพูดด้วยปาก แต่ใช้สายตาดุดันพูดต่อแทน มัทนาพูดทั้งน้ำตาคลอ
               “คุณยอมให้ฉันสัมภาษณ์แล้วใช่มั้ยคะ”
               เขตต์ตวันยังไม่ทันจะตอบ มัทนาก็ลุกพรวดด้วยความดีใจเข้าไปหาเขาทันที แต่ความที่ขามัทนายัง
       ไม่หายเจ็บดี ทำให้เธอเสียหลักหน้าคะมำ จนเขาต้องรีบเข้าไปกอดเอาไว้
               “ขอบคุณมากนะคะ”
               “ฉันยังไม่ได้รับปากอะไรเธอเลย”
               มัทนาไม่สนใจแล้ว พูดทั้งร้องไห้ไปด้วย
               “ขอเครื่องอัดเสียงฉันคืนได้มั้ยคะ ฉันจะอัดสัมภาษณ์คุณ”
               เขตต์ตวันทำหน้าเซ็งพร้อมถอนใจออกมา เขาตกกระไดพลอยโจนซะแล้ว
      
               เวลากลางวัน ท่ามกลางบรรยากาศสวนสวยและสระว่ายน้ำของโรงแรม บริเวณมุมหนึ่ง ษมาสวมแว่นดำยืนสั่งงานลูกน้องอยู่ ลูกน้องก็รับคำสั่งไป
               สาระวารีเดินถืองานมาหาที่นั่งเขียนต้นฉบับที่เก้าอี้ริมสระน้ำ ก็เห็นสาระวารีมองหาที่นั่งทำงานอยู่ ทั้งคู่หันไปสบตากันพอดี เธอบ่น
               “ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ”
               สาระวารีรีบเก็บของจะหนีขึ้นห้อง ษมารีบเดินปรี่เข้ามาหา
               “เจอกันอีกแล้วนะครับ”
               สาระวารีเก็บของด้วยความเซ็งจัด
               “เดี๋ยวก็ไม่ได้เจอแล้วล่ะ”
               “ทำไมล่ะครับ เสร็จงานจะกลับกรุงเทพแล้วเหรอ”
               “เปล่า แต่จะเปลี่ยนโรงแรม”
               สาระวารีจ้องหน้า ชักสีหน้ารำคาญใส่ ก่อนจะเดินเลี่ยงไป ษมารีบเดินตามดักหน้า
               “รำคาญผมเหรอ”
               สาระวารีจ้องหน้าบอก
               “ที่สุด”
               เธอเดินหนี เขาเดินตาม
               “ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”
               “อยากจะเรียกชื่อฉันว่าหมูหมากาไก่อะไรก็เรียกไปเถอะ”
               เธอเดินนำไป เขาโพล่งเรียกชื่อเธอ
               “สาระวารี”
               สาระวารีหยุดกึก หันมาจ้องหน้าเขา
               “รู้จักชื่อฉันไ