กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ

ปวรรุจch3.jpg
12-6-2013 12:18


ปวรรุจ.jpg
24-3-2013 15:25



สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ



ออกอากาศ : ทุกวันศุกร์ เวลา 20.25 น. และวันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
บทประพันธ์โดย : ร่มแก้ว
บทโทรทัศน์โดย : Sanctuary
กำกับการแสดงโดย : สมจริง ศรีสุภาพ
ผลิตโดย : ค่าย กู้ดฟิลลิ่ง
ควบคุมการผลิตโดย : สมจริง ศรีสุภาพ



รายชื่อนักแสดง

       ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ รับบท หม่อมราชองค์ปวรรุจ
       นิษฐา จิรยั่งยืน รับบท หม่อมเจ้าหญิงวรรณสา
       จารุวรรณ ปัญโญภาส รับบท ย่าเอียด
       ดวงตา ตุงคะมณี รับบท ย่าอ่อน
       เกรียงไกร อุณหะนันทน์ รับบท พระองค์เจ้าฉัตรอรุณ
       ดิลก ทองวัฒนา รับบท ม.ร.ว.เทวพันธ์
       ธนา ฉัตรปริรักษ์ รับบท ปกรณ์
       พศิน เรืองวุฒิ รับบท หม่อมเจ้าภาณุทัศนัย
       รัตนารัตน์ เอื้อทวีกุล รับบท อ้าย
       รัตนรัตน์ เอื้อทวีกุล รับบท เอื้อย
       เขมิกา สุขประสงค์ดี รับบท คุณอิ่ม
       กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ รับบท คุณอั๋น
       วรินทร ปัญหกาญจน์ รับบท คุณชายธราธร
       จิรายุ ตั้งศรีสุข รับบท คุณชายพุฒิภัทร
       ธนิน มนูญศิลป์ รับบท คุณชายรัชชานนท์
       เจมส์ มาร์ รับบท คุณชายรณพีร์
       อัฐมา ชีวนิชพันธ์ รับบท วาดดาว
       ณัฐวรา วงค์วาสนา รับบท ม.ล.เกษรา
       เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา รับบท ม.ล.วิไลรัมภา
       โชติกา วงศ์วิลาศ รับบท ม.ล.มารตี
       สุมณทิพย์ เหลืองอุทัย รับบท กระถิ่น
       ทิพยวดี มลิซ้อน รับบท มจ.วริษา
       กล้วย เชิญยิ้ม รับบท ถนอม (คนขับรถจุฑาเทพ)
       อุษณีย์ พึ่งป่า รับบท แจ๋ว (สาวใช้ย่าอ่อน)
       วิยะดา อุมารินทร์ รับบท นมแจ่ม (แม่นมรสา)
       ณัฐนี สิทธิสมาน รับบท สมศรี (คนใช้ย่าเอียด)
       อำภา ภูษิต รับบท ป้าส้ม (วาดดาว)
       นริสา พรหมสุภา รับบท แย้ม (สาวใช้วังเทวพันธ์)


เรื่องย่อ ละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ



       ด้วยอานุภาพแห่งความรัก ไม่ว่ายศถาบรรดาศักดิ์หรือชนชั้นใด ๆ ก็มิอาจขวางกั้นรักแท้ไปได้ เฉกเช่นกันกับ ม.ร.ว. ปวรรุจ จุฑาเทพ แม้ชาติกำเนิดฝ่ายมารดาจะดูต้อยต่ำเป็นเพียงคนรับใช้ แต่เขากลับชนะใจ หม่อมเจ้าหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์ หญิงสูงศักดิ์ได้อย่างหมดใจ
      
       เส้นทางรักของคุณชายปวรรุจนักการทูตอนาคตไกลเริ่มต้นขึ้นบนเครื่องบิน เมื่อเขาต้องเดินทางไปประชุมที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ และได้พบกับ รสา หญิงสาวที่ปิดบังฐานันดรศักดิ์ตนเอง เพราะไม่อยากสุงสิงกับ คุณชายรุจ คู่อริในวัยเด็กที่ชอบแกล้งเธออยู่เป็นประจำ
      
       สิบกว่าปีที่ไม่ได้เจอะเจอกันคุณชายรุจ คุณชายรุจจึงจำเธอไม่ได้ ผิดกับรสาที่จำพี่ชายจอมแสบได้แม่นยำ ยิ่งไปกว่านั้นทั้งคู่ยังต้องมานั่งเก้าอี้ติดกันอีกด้วย แต่ตลอดการเดินทาง รสากลับเป็นฝ่ายที่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากคุณชาย เพราะเมาเครื่องบินที่ตกหลุมอากาศ คุณชายรุจดูแลอย่างดีจนรสาเองก็แปลกใจที่นิสัยแตกต่างไปจากตอนเด็กเป็นอย่างมาก
      
       รสาเดินทางมาพร้อมกับเพื่อนสนิทคือ เอื้อยกับอ้าย คู่แฝดเพื่อมาเซอร์ไพรส์หม่อมเจ้าภาณุทัศนัยพระคู่หมั้นถึงสถานทูต แต่รสาก็ต้องผิดหวังเมื่อทราบว่าเขาได้เดินทางไปโลซานแล้ว รสาจึงได้ตามไปหาและก็ต้องผิดหวังอย่างรุนแรง เมื่อเธอเห็นพระคู่หมั้นดวงอยู่กับสาวผมทองอย่างสนิทสนม รสาเสียใจมากจึงหนีจากมาทันที
      
       เอื้อย อ้าย สองสาวคู่แฝดจึงพารสาออกเที่ยวเพื่อรักษาแผลใจ แต่ระหว่างชมความงามทะเลสาบเจนีวา ก็ถูกโจรมืออาชีพวิ่งราวกระเป๋าซึ่งมีทั้งพาสปอร์ตและเงินเอาไปด้วย ทั้งหมดจึงตัดสินใจมาสมทบกับคุณชายปวรรุจที่เมืองมองเทอรซ์เพื่อท่องเที่ยวต่อไปจนกว่าจะถึงกำหนดกลับ แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด เมื่อคุณอิ่มหลานภริยาท่านทูตไม่ชอบหน้ารสา เพราะกลัวจะมาแย่งคุณชายปวรรุจที่เธอหมายปองอยู่ คุณอิ่มจึงคอยขัดขวางและเป็นคู่กัดรสามาตลอดทาง
      
       หลังจากคุณชายรุจประชุมที่เจนีวาเสร็จ เขาก็พาทุกคนไปเที่ยวปราสาทเก่าแก่ของวาดดาว ซึ่งเป็นอดีตคู่รักที่เลิกราและแต่งงานกับอดีตกงสุลกิตติมศักดิ์ฐานะร่ำรวย ซึ่งการมาพบวาดดาวครั้งนี้ทำให้คุณชายรุจรู้ใจตัวเองแล้วว่าเขาได้ลืมวาดดาวหมดสิ้นแล้ว และกำลังมีใครอีกคนแทรกเข้ากลางดวงใจ คนนั้นก็คือรสา หญิงสาวสามัญชนคนธรรมดาลูกพ่อค้าที่เขาไม่เคยคิดรังเกียจนั่นเอง
      
       ที่ปราสาทคุณชายรุจได้ปกป้องรสาจากม้าที่ตกใจวิ่งเข้าป่าไป เขาขี่ม้าตามไปช่วยเหลือและพารสากลับมาอย่างปลอดภัย ทำให้รสามองคุณชายรุจเปลี่ยนไปจากความรู้สึกเกลียดชังในอดีตกลายมาเป็นความรู้สึกดี ๆ ที่ค่อย ๆ เริ่มขึ้นจากความเอื้ออาทร ความเอาใจใส่ และความเป็นสุภาพบุรุษของคุณชายปวรรุจ
      
       เมื่อความรู้สึกของรสาเปลี่ยนไปรสาก็เริ่มกังวลถึงเรื่องที่ได้ปิดบังฐานะที่แท้จริง ว่าจริง ๆ แล้วเธอคือ หม่อมเจ้าหญิงวรรณรสา รสาพยายามจะหาจังหวะที่จะบอกความจริงก็แสนยาก แล้วจู่ ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอีก เมื่อคุณอิ่มขับรถชนกำแพงจนหม้อน้ำแตก ทำให้ทุกคนต้องเปลี่ยนการเดินทางมาขึ้นรถไฟแทน
      
       คุณอิ่มไม่อยากให้รสาไปด้วย จึงแกล้งพาไปห้องน้ำและล็อกประตูขังรสาไว้จนรถไฟเที่ยวสุดท้ายของวันจวนเจียนจะออก พอจวนตัวคุณชายรุจจึงอาสาไปตามและช่วยรสาออกจากห้องน้ำมาได้ แต่ก็กลับมาไม่ทัน รถไฟกำลังเคลื่อนออกพอดี ทำให้คุณชายรุจและรสาตกรถไฟต้องอยู่กันตามลำพังสองคน ทั้งคู่จึงได้มาเช่าที่พักอยู่ด้วยกันแต่ห้องพักก็เหลือเพียงห้องเดียว คุณชายรุจเสียสละห้องที่อบอุ่นออกมานอนนอกห้องที่หนาวเหน็บ เพราะเห็นว่ารสาเป็นหญิง นั่นยิ่งทำให้รสาซาบซึ้งในตัวคุณชายมากยิ่งขึ้น
      
       วันต่อมาทั้งคู่ก็ขึ้นรถไฟตามมาสมทบกับกลุ่มและรู้ข่าวจากคุณอิ่มว่า หม่อมเจ้าภาณุทัศนัยได้ประกาศว่าพระคู่หมั้นหายไปกำลังติดตามหาตัว ทำให้รสาตกใจกลัวว่าฐานะของตัวจะถูกเปิดเผย โชคยังดีที่คุณอิ่มจำชื่อเธอไม่ได้ แต่ก็ได้ปะทะคารมกับคุณอิ่ม ทำให้รสาเผลอพูดเรื่องคุณชายรุจที่เป็นเพียงลูกของนางต้นห้องเพื่อให้คุณอิ่มได้รู้สึกผิดหวัง โดยหารู้ไม่ว่าคุณชายรุจได้ยินพอดี เขาโกรธและเดินหนีไป
      
       รสาตามหาคุณชายรุจไปซึ่งไปขึ้นเขาและเล่นสกีออกไปจนไกล เพื่อหนีหญิงสาวที่ดูถูกชาติกำเนิดของเขา รสาจึงสกีตามไปแต่ด้วยเล่นไม่แข็งจึงถูกคนอื่นชนล้มตกหุบเหวลงไป ทำให้คุณชายรุจรู้สึกผิดรีบออกตามหา และเมื่อเจอก็พาไปหลบที่กระท่อมพักกลางป่า รสาขอโทษคุณชายและยืนยันว่าไม่เคยคิดดูถูกชาติกำเนิดของใครทั้งสิ้น คุณชายหายโกรธ ต่างปรับความเข้าใจกัน แล้วคุณชายรุจก็ได้สารภาพรักกับรสาอย่างดูดดื่มแต่ไม่มีอะไรเกินเลยกว่านี้
      
       เมื่อทั้งคู่ลงจากเขามา หม่อมเจ้าภาณุทัศนัยได้ติดตามมาจนเจอรสาเข้าพอดี ทำให้ทุกคนตะลึงเพราะรู้ฐานะที่แท้จริงของรสาว่าคือ หม่อมเจ้าหญิงวรรณรสา พระคู่หมั้นที่หายไป คุณชายรุจผิดหวังอย่างแรงเมื่อรู้ความจริงและโกรธที่รสาไม่เคยบอกความจริงแก่เขา เขากล่าวขออภัยที่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง และไม่มองหน้าท่านหญิงวรรณรสาอีกเลย
      
       หัวใจของท่านหญิงรสาเองก็แตกสลาย จึงเพียรเขียนจดหมายขอโทษแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะคุณชายไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน เพราะรู้ดีว่าฐานะลูกของนางต้นห้องมิบังควรอาจเอื้อมเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ ที่สำคัญท่านหญิงกับพระคู่หมั้นก็เหมาะสมกันอย่างยิ่งแล้ว เขาจึงเจียมตนและไม่คิดจะดึงเจ้าหญิงสูงศักดิ์ลงมาเป็นคู่ครอง เพราะจะต้องถูกถอดยศให้เป็นคนธรรมดาถ้าได้คู่ครองต่ำศักดิ์กว่าอย่างเขา คุณชายรุจจึงตัดใจเลิกติดต่อกับท่านหญิงนับตั้งแต่นั้น
      
       ท่านหญิงรสาถูกส่งกลับไทยและเฝ้ารอให้คุณชายรุจกลับมาอย่างใจจดจ่อ แต่เมื่อเขากลับมาก็ไม่มีไมตรีจิตเหมือนแต่ก่อน เธอได้รับแต่ความเย็นชา แต่ด้วยความรักเต็มเปี่ยมของท่านหญิง จึงใช้วิธีเข้าหาย่าอ่อนคนที่รักเธอดั่งแก้วตา ขอให้สอนการเรือนให้ที่วังจุฑาเทพเพื่อจะได้มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับคุณชายรุจ อย่างน้อยก็เพื่อจะกล่าวคำขอโทษด้วยตนเองสักครั้ง แต่คุณชายรุจก็ไม่เคยเปิดโอกาสเลย
      
       จนกระทั่งในงานดนตรี คุณชายรุจได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นเลขานุการโทประจำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ย่าอ่อนประกาศการหมั้นของ ม.ล.กระถิน เทวพรหม ที่เคยทาบทามไว้ให้คุณชายรุจด้วย ซึ่งคุณชายรุจก็รีบปฏิเสธทันที เหล่าคุณชายที่เหลือก็เชียร์ว่าคุณชายรุจมีคนที่รักอยู่แล้ว ย่าอ่อนคาดคั้นคุณชายรุจจึงยอมรับว่าเขาเคยรักกับผู้หญิงลูกสาวพ่อค้าคนหนึ่ง แต่ตอนนี้เธอตายไปแล้ว ท่านหญิงรสาอยู่ที่นั่นด้วย โมโหจึงลุกขึ้นประกาศให้ย่าอ่อนรู้ว่า ผู้หญิงลูกพ่อคนนั้นคือท่านหญิงรสานั่นเอง และยอมรับว่าคุณชายรุจคือคนที่เธอรัก ทำให้ย่าอ่อนเป็นลมล้มพับต้องส่งโรงพยาบาล
      
       ที่โรงพยาบาลท่านหญิงรสาถูกคุณชายรุจตัดรอนรุนแรงไม่ให้มาให้เห็นหน้าอีก ทำให้ท่านหญิงเสียใจขึ้นรถกลับบ้านระหว่างทางเจอประท้วงครั้งใหญ่ มีคนบาดเจ็บล้มตาย ท่านหญิงรสาลงมาช่วยเด็กที่พลัดหลงกับแม่จนตัวเองถูกฝูงชนวิ่งเข้าชนล้มลงบาดเจ็บสาหัส
      
       คุณชายรุจตามมาเจอและรีบพาส่งโรพงยาบาล ท่านหญิงรสาอาการสาหัสได้รับการผ่าตัดจนอาการปลอดภัย เมื่อรู้สึกตัวก็น้อยใจที่ไม่เคยเห็นคุณชายรุจมาเยี่ยมเลย แต่จริง ๆ แล้วเขาเจียมตน คอยรอเฝ้าถามไถ่อาการอยู่แค่หน้าประตู ส่วนหม่อมเจ้าภาณุทัศนัยถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความผิดหวัง เพราะท่านหญิงได้ตัดรอนและบอกความในใจไปหมดสิ้นว่า ไม่สามารถรักใครได้อีกนอกจากคุณชายปวรรุจเท่านั้น หม่อมเจ้าภาณทัศนัยจึงยอมถอนหมั้นแต่โดยดี
      
       เมื่อท่านหญิงรสาหายดีเสด็จกลับวัง พระองค์เจ้าฉัตรอรุณก็ได้เรียกตัวคุณชายปวรรุจเข้าพบ เพื่อยืนยันในความรักที่มีต่อท่านหญิงวรรณรสายังเหมือนเดิมหรือไม่ คุณชายปวรวุจตอบความจริงจากใจว่าเขายังคงรักท่านหญิงวรรณรสาเสมอ รักอย่างหมดหัวใจ พระองค์เจ้าฉัตรอรุณ จึงยอมยกท่านหญิงวรรณรสาให้กับคุณชายปวรรุจ ถึงแม้ท่านหญิงจะต้องถูกถอดยศหม่อมเจ้าออกไป แต่เพื่อความสุขของพระธิดาองค์เดียวย่อมเหนือกว่าฐานันดรศักดิ์ใดๆ
      
       ทั้งคู่จึงได้เข้าพิธีแต่งงานอย่างมีความสุข


ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       ช่วงตอนกลางวันของวันหนึ่ง ในปี พุทธศักราช 2501 แลเห็นเครื่องบินกำลังแลนดิ้งลงที่บริเวณลานจอดในท่าอากาศดอนเมือง
      
       ปวรรุจ รัชชานนท์ และรณพีร์ ยืนหล่อรอรับคุณชายธราธรอยู่ที่โถงผู้โดยสารขาเข้า เห็นผู้โดยสารทั้งไทยและต่างชาติกำลังทยอยกันออกมา
       “นายสั่งของอะไรจากพี่ชายใหญ่บ้าง” รัชชานนท์เอ่ยถาม
       “ช็อคโกแล็ตดาร์คดาร์คจากแฮร์ร็อดด์ น้ำหอมชาแนลอีกหลายขวด” รณพีร์ตอบ
       ปวรรุจสัพยอก “ช็อคโกแลตไว้กินเอง แต่น้ำหอมไปฝากสาวที่ไหน”
       “บอกเสียก็จืดหมดซีครับ ฮ่ะฮ่ะ” รณพีร์หัวร่อ
       “ไม่พ้นสาวๆ จากเบียร์ฮอลล์นั่นแหละครับ” รัชชานนท์ว่า
       “แล้วหนึ่งในนั้น ใช่น้องรัมภา ด้วยรึเปล่า” ปวรรุจซัก
       คุณชายรณพีร์หน้าเจื่อนไป “พี่ชายครับ น้องรัมภา ผมเห็นทีจะขอตัว ไม่ไหว เจอกันทีไร คุณเธอพูดไม่หยุดปากเป็นชักยนต์ จนผมเอือมเป็นที่สุด”
       “แต่เขาสวยถูกใจนายไม่ใช่เหรอ” ปวรรุจถาม
       “ก็สวยเก๋ละครับ แต่นิสัยไม่สมกับความสวยเลย”
      
       อิ่ม และอั๋น ปรากฎตัวอยู่อีกด้านหนึ่งของโถงเดียวกัน
       อิ่มอยู่ในชุดหรู ส่วนอั๋นแต่งตัวเรียบร้อย ใส่แว่นหนาดูท่าทางคงแก่เรียน เดินแทรกกลุ่มคนที่มารอรับผู้โดยสาร
       “ทางนี้ค่ะพี่อั๋น” อิ่มเรียก
       “จะแทรกเข้ามาทำไมอิ่ม เบียดกันขนาดนี้ เดี๋ยวคุณป้าผ่านGate ออกมาก็เจอกันเองแหละ” อั๋นตำหนิ
       “ไม่ได้มาดูคุณป้าค่ะ อิ่มจะมาดูคุณชายธราธร เห็นว่าเธอกลับมาจากอังกฤษเที่ยวบินนี้พอดี”
       “จะดูไปทำไม ไม่ใช่ดาราสักหน่อย”
       “ถึงไม่ใช่ดาราก็เหมือนดาราค่ะ ตั้งแต่คุณชายทั้งห้า บุกป่าไปช่วยพิทักษ์สมบัติชาติจากโจรฝรั่งคราวนั้น ก็ดังเป็นพลุ จนคำว่า “ห้าสิงห์จุฑาเทพ” กระฉ่อนไปทั้งพระนคร ทั้งหล่อ ทั้งเก่ง ทั้งรวย ทั้งเท่ห์ แบบนี้ ยังไงอิ่มก็ต้องขอยลโฉมตัวจริงให้ได้ค่ะ”
       อั๋นส่ายหน้า อิ่มเบียดไปกระแทกสองสาว เอื้อย และอ้าย จนทั้งสองเซไป
       อ้ายร้อง “ว้าย”
       แต่อิ่มกลับทำไม่รู้ไม่ชี้
       “อะแฮ่ม คุณคะ เข้ามาเบียดฉันกับน้อง ตามมารยาทแล้ว ควรจะขอโทษนะคะ” อ้าย
       อิ่มแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง “อุ๊ย…พูดกับฉันเหรอ”
       อ้ายชักฉุน “อ้าว ก็พูดกับคุณน่ะซี ไม่รู้ตัวเหรอคะว่าคุณมากระแทกฉันกับน้องจนเซ”
       “ไม่รู้ตัวจริงๆ ค่ะ เพราะเบียดคนเข้ามาตั้งไกล ไม่เห็นมีใครเซ ก็มีแต่เธอกับน้อง ปัญหาอยู่ที่สรีระของเธอแล้วละ ไม่ใช่ฉัน” อิ่มบอก
       อ้ายฉงน “สรีระของฉัน ทำไม”
       “ก็ผอมแห้งแรงน้อยแบบนี้น่ะซี” อิ่มบอก
       อั๋นหันมาหา “อิ่ม ทำไมไปว่าเขาอย่างนั้น”
       “แล้วไม่นึกบ้างเหรอว่าเธอก็อวบอ้วนเกินกว่าจะมาแทรกตัวเบียดชาวบ้านเขา สรีระเธอนั่นแหละมีปัญหา” อ้ายไม่ไว้หน้า
       อิ่มฉุน “ฉันน่ะเหรออ้วน ขอโทษค่ะ กรุณาใช้คำให้สุภาพหน่อย อย่างฉันเขาเรียกว่าอวบอิ่ม กำลังดี”       
       อ้ายหยัน “เหรอ กำลังดีไว้เจียวน้ำมันหมูขายละมั้ง”
       อิ่มทำแก้มพองลม ปากจู๋ อันเป็นอาการประจำเวลาโกรธหรือหิว อ้ายหัวเราะหน้าอิ่ม
       “หนูอ้าย อย่าไปต่อปากเลย” เอื้อยปราม
       “ยาย ยาย กุ้งแห้ง ยายกระดูกเดินได้” อิ่มเอาคืน
       “ฉันกระดูก หล่อนก็ต้องเป็นปลาปักเป้าพองลม” อ้ายไม่ยอม
       อิ่มร้อง “ว้าย” เพราะนึกภาพไม่ออก “พี่อั๋น....เป็นยังไงปักเป้าพองลม”
       “ไม่รู้ ไม่เคยเห็น” อั๋นว่า
       อ้ายพูดใส่หน้า “ลองส่องกระจกดูหน้าตัวเองซี นี่...ทำให้ดูก็ได้ เมื่อกี้เธอทำหน้าอย่างนี้”
       ว่าพลางอ้ายทำปากพองลม แล้วยื่นปากจู๋ออกมาเลียนแบบอิ่ม อิ่มลืมตัวทำแก้มพองลม และปากจู๋ตาม อ้ายกลั้นหัวเราะ
       อิ่มรู้สึกตัว เปลี่ยนสีหน้าทันควัน “ว้าย หยาบช้า หยาบคาย ถ้าฉันเป็นผู้ดีน้อยกว่านี้สักนิด ฉันจะประณามหล่อนว่า ยายไหปลาร้าบาน”
       “ถ้าฉันเป็นไห เธอก็ต้องเป็นโอ่ง” อ้ายไม่ลดรา
       “ว้าย....ยายกุ้งเสียบ ยายกุ้งแห้งเยอรมัน ยายพยาธิตัวแบน”
       อั๋นดุ “คุณอิ่ม พอเถอะ ไปได้แล้ว”
       อั๋นดึงคุณอิ่มแยกไป อิ่มยังบ่นบ้า อ้ายมิวายตะโกนตาม
       “ลานะคะ คุณตุ่มแตกมาแลกตุ่มดี”
       “หนูอ้าย ไปหาเรื่องยายนั่นทำไม” เอื้อยเอ็ดเอา
       “ก็มาหาเรื่องเราก่อน คนอะไรไม่มีมารยาท”
       เอื้อยมองอ้ายดุๆ แต่แล้วกลับหัวเราะคิกออกมาพร้อมกัน
      
       ด้านสามคุณชายแห่งจุฑาเทพยังคุยกันต่อ
       “นายอย่ามาทำพูดไป ย่าเอียดกับย่าอ่อนให้เราคบกับสาวๆ เทวพรหมไว้ เพราะยิ่งพี่ชายใหญ่เอาตัวรอดไปได้กับน้องมะปราง ก็ถึงคราวนายกับฉันแล้วละ” รัชชานนท์เย้า
       “อ้าว...แล้วพี่ชายรุจกับ พี่ชายภัทรล่ะครับ” รณพีร์ท้วง
       “ชายภัทรก็ต้องคบกับคุณมารตีไง ส่วนฉัน สบายตัว เพราะสาว ๆ เทวพรหมหมดสต็อกแล้ว อีกอย่างย่าอ่อนคงไม่เห็นว่าฉันคู่ควรกับสาวเทวพรหมคนไหนเสียด้วย เพราะ...”
       ขณะพูดถึงตรงนี้สีหน้าปวรรุจสลดลงนิดหนึ่ง น้องทั้งสองมองอย่างเข้าใจ
       ปวรรุจปรับกลับมายิ้มเหมือนเดิม “ฉันต้อยต่ำเกินไปสำหรับสาวๆ เทวพรหม”
       “เฮ้อ...ย่าอ่อนก็ยังตั้งแง่กับพี่ชายรุจเหมือนเดิม เมื่อไหร่ท่านจะเลิกมองพี่ชายอย่างอคติเสียที” รัชชานนท์ว่า
       ปวรรุจโอบน้องชาย
       “ไม่เป็นไรหรอกชายเล็ก ยังไงพี่ก็รู้ว่า ที่จริงแล้วย่าอ่อนก็รักพี่ รักไม่แพ้พวกนายหรอกน่ะ”
       ทั้งสามยิ้มให้กันอย่างเข้าใจ
       ห่างออกไปอีกมุม อิ่ม และอั๋นเดินตรงมา
       อิ่มบ่นบ้าไม่เลิก “แหม....ยังด่ายายไหปลาร้าบานนั่นไม่สะใจ พี่อั๋นไม่น่าดึงอิ่มออกมา
       เลยนะคะ อุ๊ย...”
       อิ่มชี้ไปเบื้องหน้า อั๋นมองตาม
       “อะไรน้องอิ่ม”
       “คุณชายจุฑาเทพค่ะ”
       อั๋นขยับแว่นมอง “อ๊ะ ออกมาจากเกทแล้วเหรอ”
       “ไม่ใช่คุณชายธราธรค่ะ แต่น้องๆ คุณชายยืนอยู่ตรงนั้นทั้งสามคนเลย”
       ขาดคำอิ่มถลาเข้าไปหาทันที สามหนุ่มตกใจเล็กน้อย อิ่มถอนสายบัว อั๋นตามมาหน้าตื่นๆ
       “สวัสดีค่ะ คุณชายปวรรุจ คุณชายรัชชานนท์ คุณชายรณพีร์” อิ่มเรียกอย่างกันเองมาก
       “เออ....สวัสดีครับ โปรดแนะนำตัวให้เรารู้จักหน่อยนะครับ” รัชชานนท์งงไม่ต่างจากอีกสองหนุ่ม
       “หม่อมฉันชื่ออิ่มเพคะ นี่พี่ชายหม่อมฉัน พี่อั๋น”
      
       อั๋นยังเก้อๆ อยู่อย่างนั้น



       ปวรรุจจะห้ามไม่ให้อิ่มพูดราชาศัพท์
      
       “เออ คือว่า...”
       ถูกอิ่มสวนออกมา “เราเป็นหลานของเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์เพคะ วันนี้หม่อมฉันมารับคุณป้าหญิงอารี ภริยาท่านลุงค่ะ คุณชายทั้งสามมารอรับคุณชายธราธรจากอังกฤษใช่ไหมเพคะ”
       สามหนุ่มมองหน้ากัน งงกับราชาศัพท์ของอิ่ม รณพีร์ยิ้มอย่างสนุก
       “ทำไมคุณรู้เรื่องของเราเยอะจังครับ”
       อิ่มยิ้มปลื้มตาเป็นประกาย “ฮิฮิ เพราะอิ่ม ตามข่าว “ห้าสิงห์จุฑาเทพ” ตลอดเวลาน่ะซีเพคะ ทั้งข่าวจากสยามนิกร ศรีสัปดาห์ ทั้งยังออกข่าวโทรทัศน์อีก แหมปลื้มจริงๆ ที่เจอองค์จริงของคุณชาย ทรงสิริโฉมงดงามทั้งสามพระองค์เลยหล่อกว่าซาล มิเนโออีก”
       อิ่มหมายถึงดาราวัยรุ่นฝรั่งชื่อดังแห่งยุค
       สามหนุ่มยิ่งสะดุ้งกับราชาศัพท์
       “เออ คุณอิ่มครับ ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์หรอกครับ เพราะเราเป็นแค่...” ปวรรุจพูดไม่ทันจบ
       อิ่มแทรกขึ้นอีก “อุ๊ย อย่าถ่อมองค์ซีเพคะ แหม....ทรงน่ารักจริง ๆ”
       อั๋นเตือนน้อง “คุณอิ่ม...เขาไม่ใช้คำ...”
       อิ่มไม่รู้ฟัง “พี่อั๋นคะ เราทูลคุณชายเลยดีไหม ที่เราสองคนจะเสด็จไปเรียนต่อที่สวิตพร้อมกันในเดือนหน้า”
       คุณชายรณพีร์ตกใจ “หา...“เสด็จ” เหรอครับ”
       “เพคะ หม่อมฉันกับพี่ชายอั๋นจะเสด็จไปในเดือนหน้านี้ คุณป้ามาคราวนี้มารับเราเสด็จไปพร้อมกันเลย” อิ่มเจื้อยแจ้วสนุกปาก
       รัชชานนท์กระซิบ “พี่ชายครับ ผมว่าเราไปรอตรงทางออกดีกว่า ก่อนที่เหาจะขึ้นหัวเราทั้งสามคน”
       รณพีร์เอาด้วย “ใช่ ใช่ ขอตัวก่อนนะครับ ขอเราเสด็จไปทางนู้นก่อน”
       สามหนุ่มรีบแยกไปทันที กลั้นหัวเราะกันใหญ่
       “อ้าว....ไปไหนเพคะ เราเสด็จตามเถอะพี่อั๋น”
       “คุณอิ่ม พอแล้ว ไม่ต้องไปไหนแล้ว ไปไหนก็ทำเสียเรื่อง” อั๋นเอ็ดเอา
       “เสียเรื่องยังไง”
       “คุณอิ่มใช้ราชาศัพท์มั่วไปหมดแล้ว กับคุณชาย ยศหม่อมราชวงศ์พูดปรกติไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ แล้วหนำซ้ำคุณอิ่มเป็นสามัญชน ไปใช้คำว่า “เสด็จ” กับตัวเองได้ยังไง”
       อิ่มจ๋อง “อ้าว...อิ่มไม่รู้นี่”
       “อายเขาจะแย่ คุณชายเขาถึงหนีไปหมดแล้ว”
       อิ่มเบะหน้า “อิ่มไม่รู้จริง ๆ...พี่อั๋นคะ อย่าดุอิ่มซีคะ ยิ่งดุอิ่มยิ่ง...”
       “ยิ่งอะไร”
       “ยิ่งทรงหิวค่ะ”
       อั๋นถอนใจเฮือกใหญ่ อิ่มทำหน้าปลาปักเป้าอีกครั้ง
      
       สามคุณชายหัวเราะร่วนกัน ยังขำอิ่มไม่เลิก สามหนุ่มเดินผ่านหน้าเอื้อยและอ้าย ทั้งสองสาวมองอย่างตะลึง
       “อุ๊ย คุณชายจุฑาเทพ” อ้ายตาเป็นประกายวิบวับ
       “หล่อกว่าในรูปอีก” เอื้อยยิ้มพราย
       “เข้าไปขอลายเซ็นไหมหนูเอื้อย”
       “เอาซี แต่เดี๋ยว รอให้ท่านหญิงเด็จมาถึงก่อนดีกว่า”
       “ทำไมล่ะ”
       “จำไม่ได้เหรอว่าท่านหญิงเคยเล่าว่าคุณชายทั้งห้าเคยเป็นสหายสนิทกับท่านหญิงเมื่อสมัยเด็กๆ ไง เห็นว่ามาเล่นที่วังอรุณรัศมิ์ของท่านหญิงบ่อยๆ”
       อ้ายนึกได้ “จริงด้วย เดี๋ยวค่อยแนะนำตัวนะ อุ๊ย คุณชายหล่อกันทุกคน ฉันสวยรึยังหนูเอื้อย”
       “สวย แต่น้อยกว่าเอื้อยนิดนึงค่ะ”
       อ้ายเอ็ดขำๆ “เซี้ยว”
       สองสาวหยิบกระจกมาสำรวจหน้าตัวเองกัน
      
       ปวรรุจ รัชชานนท์ และรณพีร์ มาหลบอยู่มุมหนึ่ง ยังหัวเราะระรื่น
       “คุณอิ่มนั่นบอกว่าเป็นหลานท่านทูตไทยที่เบิร์น ที่พี่จะต้องไปทำงานด้วย งั้นก็ต้องเป็นหลานคุณลุงพลเทพน่ะซี” ปวรรุจว่า
       “อย่าไปเชื่อเลยครับ ตอนนี้ข่าวพวกเราในหน้าสังคมกำลังกระฉ่อน มีพวกแอบอ้างเป็นคนใหญ่คนโตเข้ามาตีสนิทกับพวกเราเป็นประจำ” รัชชานนท์บอก
       รณพีร์เห็นด้วย “ใช่ครับ ที่กรมถึงกับมีคนโทรมาแอบอ้างเป็นนายพัน รู้จักกับท่านพ่อเป็นการส่วนตัว พูดไปพูดมา ที่แท้จะมาขอเงินน่ะครับ บอกว่าท่านพ่อติดหนี้บุญคุณแกอยู่”
       “อ้าว...ก็เหมือนคุณลุงเทวพันธ์น่ะซี”
       “ใช่แล้วครับ”
       ชายพีร์และชายเล็กหัวเราะลั่น ปวรรุจส่ายหน้ายิ้ม ๆ
      
       บริเวณทางเดินหน้าเกท ผู้คนที่รออยู่หน้าประตูต่างชูป้ายเรียกทั้งลูกค้าและญาติโยม เพราะผู้โดยสารทยอยออกมาจากเกท
       “หนูอ้าย ออกมากันแล้ว” เอื้อยตื่นเต้นมากมาย
       “อุ๊ย นั่นไง ท่านหญิงรสา” อ้ายร้องบอก
      
       ท่านหญิงรสาที่อ้ายเอ่ยถึงและมารอรับ แท้จริงคือ หม่อมเจ้าหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์ ธิดาของพระองค์เจ้าฉัตรอรุณ อรุณรัศมิ์ แห่งวังอรุณรัศมิ์ กำลังเดินมาดสง่าตรงมาตามทางเดิน ท่านหญิงรสาอยู่ในชุดแจ๊คเก็ตเข้ารูป ยุคปลาย 50’s ดูสง่างาม ถือกระเป๋าเดินทางใบขนาดย่อมมาด้วย
       วรรณรสายิ้มร่าเมื่อเห็นสองแฝดโบกมือให้
       “ท่านหญิง” อ้ายโบกไม้โบกมือ
       วรรณรสาวิ่งมาหาสองสาว กอดกันแน่น
       “ดีใจเหลือเกิน รสากลับบ้านแล้วนะ”
       “เวลคัมโฮมเพคะ” เอื้อยทักทาย
       “บอกแล้วไง ไม่ต้องใช้ศัพท์สูง หญิงอยากเป็นคนธรรมดาสามัญ”
       “ได้เพคะ อุ๊ย ได้ค่ะ”
       “หนูเอื้อย หนูอ้ายเป็นยังไงบ้าง”
       “สบายดี ท่านหญิงล่ะ ปีนังเป็นยังไง” อ้ายยิ้มทักทายไถ่ถาม
       “หญิงอยู่ปีนังมาสิบปี ตั้งแต่คอนแวนต์ถึงคอลเลจ แทบหลับตาเดินในยอร์ชทาวน์ได้ทั้งย่านแล้ว เบื่อจะตาย ไม่เคยดีใจอะไรเท่ากับได้กลับบ้านเลย เอ....แล้วเดี๋ยวเราจะกลับยังไง”
       “นายเวทย์มารอรับแล้ว” อ้ายบอก
       “เด็จพ่อไม่มาเหรอ”
       อ้ายบอกอีก “ท่านรออยู่ที่วังค่ะ เตรียมงานต้อนรับท่านหญิงอยู่”
       “หืมม์....ต้องเตรียมการต้อนรับอะไร” วรรณรสามีสีหน้าฉงน
       “ไม่ทราบเหมือนกัน แต่เห็นบอกว่าคืนนี้จะมีเซอร์ไพรส์ท่านหญิง”
      
       วรรณรสายิ้มกริ่ม ท่าทีนึกสนุก



       ธราธรยืนอยู่กับน้องทั้งสามตรงทางเดินยาว รัชชานนท์และรณพีร์กำลังดูของฝากจากอังกฤษ ชายพีร์หยิบกล่องโมเดลเครื่องบินเล็กปีกสองชั้น สมัยรุ่นสงครามโลกครั้งที่ 1 ออกมา หัวเราะชอบอกชอบใจ
      
       “พี่ชายใหญ่ ขอบคุณมากครับ นี่แหละของโปรดผม จะแขวนไว้เหนือเตียงนอน ดูทุกวัน”
       “ให้มันจริงเถอะนายพีร์ กลับมานอนบ้านให้ได้ทุกวัน ไม่ใช่หายไปสามวันกลับมาทีนึง”
       คุณชายรณพีร์หัวเราะระรื่น ธราธรหันมาทางปวรรุจ สีหน้าเคร่งขึ้นนิดหน่อย
       “น้องมะปรางเป็นยังไงบ้างครับ” ปวรรุจเอ่ยถาม
       “งอแงไม่อยากให้พี่กลับ บอกว่ากลัวเหงาอยู่คนเดียว วันมาส่งเลยร้องไห้ขี้มูกโป่ง” ธราธรยิ้มพรายพูดถึง ม.ล.ระวีรำไพ หรือ น้องมะปราง อย่างเป็นสุข
       ปวรรุจหัวเราะ “เด็กไม่เคยจากบ้านก็อย่างนี้แหละครับ”
       ธราธรหน้าเครียดอยู่ “เออ...ชายรุจ พี่มี...”
       รัชชานนท์ร้องขัดขึ้น พร้อมหยิบกล่องโคโลญจน์สำหรับผู้ชายขึ้นมา
       “พี่ชายรุจ นี่น่าจะของฝากของพี่นะครับ”
       “มีของฝากให้ผมด้วยเหรอครับ”
       ปวรรุจยิ้มแย้ม เข้าไปดูของทันที ธราธรถอนใจเพราะเรื่องที่จะพูดคือเรื่อง...วาดดาว
       อีกด้านของโถง แลเห็นวรรณรสา อ้าย และเอื้อย เดินมาด้วยกัน
      
       วรรณรสา เอื้อย และอ้ายกำลังเดินมา เอื้อยกับอ้ายหยุดชะงักเมื่อมองมาที่กลุ่มคุณชายทั้งสี่
       “ท่านหญิง หยุดก่อน” อ้ายเรียกไว้
       “มีอะไร” วรรณรสาแปลกใจ
       “โน่นค่ะ ห้าสิงห์จุฑาเทพ ท่านหญิงรู้จักไม่ใช่เหรอคะ” เอื้อยพยักเพยิดไปทางหนุ่มๆ
       วรรณรสามองตรงมาที่กลุ่มคุณชาย แต่สายตานั้นจับจ้องอยู่แต่ที่ปวรรุจแต่เพียงผู้เดียว ท่านหญิงตะลึงไป เพราะปวรรุจเป็นคุณชายคนเดียวที่รสาคุ้นเคยมากที่สุด
       “ท่านหญิง เป็นอะไรน่ะ” เอื้อยสงสัยท่าที
       วรรณรสาไม่ตอบ ได้แต่ตะลึงนิ่ง และรำพึงออกมา
       “พี่ชายรุจ”
       อ้ายและเอื้อยมองตามไป
      
       ส่วนปวรรุจยังสนใจกับของฝากอยู่ ไม่รู้ว่าวรรณรสากำลังจ้องมองมายังตน
       “โคโลญจน์กลิ่นโปรดของผมเลย ขอบคุณมากครับ”
       ธราธรมองน้องชายอย่างลำบากใจ ดึงปวรรุจแยกมาหน่อยหนึ่ง
       “ชายรุจ พี่มีเรื่องจะบอก”
       “มีอะไรเหรอครับ” ปวรรุจฉงน
       “ขึ้นเครื่องมา มีคนรู้จักเดินทางมาจากอังกฤษด้วย”
       “ใครครับ”
       ธราธรถอนใจ “คุณวาดดาว”
       ปวรรุจหน้าเจื่อนไปทันที
       “เธอกลับมากรุงเทพฯ”
       “ใช่...”
       “แล้วพี่ได้คุยกับเธอรึเปล่าครับ”
       “คุยกันนิดหน่อย” ธราธรบอก
       “งั้นเธอก็ยังอยู่ในแอร์พอร์ท”
       ปวรรุจเหลียวมองไปทางทางออกของผู้โดยสารทันที สายตาผ่านไปทางวรรณรสาพอดี
      
       ปวรรุจเหมือนมองมาทางวรรณรสา ท่านหญิงนิ่งงันไป ปวรรุจเดินตรงมา
       “ท่านหญิง เขาเดินตรงมาแล้ว” อ้ายกระซิบบอก
       เอื้อยตื่นเต้น “มาหาท่านหญิงด้วย”
       วรรณรสาเตรียมพร้อมจะยิ้มให้ปวรรุจ แต่ไม่ทันรู้ได้ว่า เบื้องหลังนั้น ร่างงามของวาดดาวกับป้าสมร ที่กำลังยืนอยู่ห่างออกไป
       ปวรรุจเดินตรงมา วรรณรสายิ้มให้ แต่ปวรรุจหน้าเคร่ง เดินผ่านไป อย่างไม่สนใจ เพราะมองไม่เห็น วรรณรสาผิดคาด ยิ้มค้าง อ้าย กะเอื้อยตะลึง วรรณรสาเหลียวมองตามไป จึงพบว่า...ปวรรุจเดินตรงไปหาหญิงสาวสวย ที่ยืนอยู่กับสมร
       “อ้าว...คุณชายคนนั้น” อ้ายงง
       “เขาไม่เห็นท่านหญิงหรอกหรือ” เอื้อยก็เช่นกัน
       วรรณรสาทั้งเจื่อน ทั้งอาย
       “ใช่....เขาไม่เห็นหญิง ไปเถอะ”
       วรรณรสาเดินนำออกไป อ้าย และเอื้อยตาม
      
       ปวรรุจเดินตรงไปหาวาดดาว แต่ถูกกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาขวางเสียก่อน
       “วาดดาว วาดดาว”
       วาดดาวและสมรหันมาเห็นปวรรุจ วาดดาวมีสีหน้าตกใจ แล้วรีบออกจากทางเข้าไปกับสมรทันที กลืนหายไปกับกลุ่มนักท่องเที่ยว
       พอปวรรุจฝ่ากลุ่มมาได้ วาดดาวหายไปเสียแล้ว ปวรรุจวิ่งออกประตูไปเร็วรี่
      
       ปวรรุจวิ่งออกมาด้านหน้า พบว่าวาดดาวและสมรกำลังขึ้นรถส่วนตัว ปวรรุจวิ่งตรงมา
       “วาดดาว วาดดาว”
       แต่รถแล่นออกไปเสียแล้ว ปวรรุจวิ่งตามไม่ทัน
       ปวรรุจร้องเรียก “วาดดาว”
       ปวรรุจมองตามรถไป ด้วยความสงสัย งุนงง และเจ็บปวดวาบขึ้น เบื้องหลังปวรรุจเวลานั้น รถของวรรณรสา อ้าย และเอื้อยแล่นออกมาจากทางจอดวีไอพี นายเวทย์เป็นคนขับ รถผ่านปวรรุจไป วรรณรสามองผ่านหน้าต่างออกมา เห็นปวรรุจยืนหน้าเศร้าอยู่
      
       วรรณรสานึกสงสาร ละสายตาจากปวรรุจ แล้วทอดถอนใจกับตัวเอง



       ไม่นานต่อมา วรรณรสาก้าวเข้ามาในโถงของวังอรุณรัศมิ์ พบว่าโถงกลางวังตกแต่งด้วยดอกกุหลาบขาวสะอาดตาไปทั่วทั้งห้อง
      
       วรรณรสาและ อ้าย เอื้อยก้าวเข้ามา ฝาแฝดสาวอมยิ้ม ขณะที่วรรณรสายิ้มปลื้มสุดๆ
       “ยังกะสวรรค์”
       “เสด็จประทับในลิฟวิ่งรูมเพคะ ท่านหญิง” เอื้อยบอก
       วรรณรสายิ้มพราย ก้าวเข้าห้องนั่งเล่นด้านใน
       ครู่หนึ่งวรรณรสาก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น ซึ่งตกแต่งสวยงามด้วยเครื่องเรือนยุควิคตอเรียน ผสมกับความเป็นโมเดิร์น ลวดลายของอาร์ตเดคโค่ สวยหวานไปทั้งห้อง ปนความเคร่งขรึมอยู่ในที
       กระจกด้านหนึ่งมองออกไปเห็นสวนสวยด้านนอก ยิ่งดูสดชื่นมากขึ้น วรรณรสาพบเสด็จพ่อ พระองค์เจ้าฉัตรอรุณ อรุณรัศมิ์ กำลังรินเครื่องดื่มอยู่มุมห้อง
       “เด็จพ่อ”
       “หญิงแต้ว” ท่านชายฉัตรอรุณยิ้มเบิกบาน
       วรรณรสาวิ่งเข้าไปกอดทันที
       “คิดถึงบ้าน คิดถึงเด็จพ่อเหลือเกิน”
       วรรณรสาสะอื้นออกมาเบาๆ
       “พ่อก็คิดถึงหญิงแต้ว กลับบ้านเสียทีนะลูก”
       รสาเงยหน้าขึ้นมองเด็จพ่อทั้งน้ำตา
       “หญิงเรียนจบแล้ว หญิงไม่ไปไหนอีกแล้วเพคะ”
       วรรณรสาทรุดตัวลงกับพื้น แล้วก้มกราบเสด็จพ่อ พระองค์เจ้าฉัตรอรุณปลาบปลื้มพระธิดาเป็นอย่างยิ่ง
       ขณะเดียวกัน สี่คุณชายกลับถึงวังจุฑาเทพสักพักแล้ว และเวลานี้ ธราธร พุฒิภัทร รัชชานนท์ และรณพีร์ อยู่ในห้องใต้โดม ของตึกโดม นั่งประชุมด้วยกัน ทุกคนล้วนมีสีหน้าเป็นห่วง ปวรรุจทั้งสิ้น
       “อยู่แต่ในห้องน่ะครับ ไม่ออกมาเลยตั้งแต่บ่ายแล้ว” รัชชานนท์เอ่ยขึ้น
       รณพีร์เสริม “พี่ชายโทรศัพท์หาคุณวาดดาวตลอดเลยครับ แต่ทางนั้นไม่รับสาย”
       ย่าอ่อนถือขนมเดินตรงมาที่หน้าห้องใต้โดม แจ๋วถือของตามมาด้วย ประตูห้องเปิดแง้มอยู่
       ส่วนในห้องยังเครียดกันอยู่เช่นเดิม
       “มันบังเอิญ หรือชะตาฟ้าดินกลั่นแกล้งครับ ต้องให้คุณวาดดาวมาเจอพี่ชายรุจที่สนามบินแบบนี้” รณพีร์ว่า
       ย่าอ่อนได้ยินชื่อวาดดาว ถึงกับอุทานออกมา
       “ตาเถรยายชี”
       แจ๋วต่อทันที ด้วยตกใจ “บนเข้าผีตีเข้าพระ”
       ย่าอ่อนเอ็ดเบาๆ “นังแจ๋ว” พลางจุ๊ปาก แล้วแอบฟัง
       รัชชานนท์ออกความเห็นต่อ “นั่นซี แล้วก็ยังหนีหน้าพี่ชายรุจอีกด้วย เหมือนทำผิด หรือปิดบังอะไรสักอย่าง”
       “เป็นผมนะ รักจริงขนาดนี้ ผมไม่รออยู่หรอก ผมบุกไปถึงบ้านคุณวาดดาวแล้ว” รณพีร์ว่า
       “ใช่ พูดกันให้รู้เรื่อง รักกันอยู่ดีๆ ทำไมถึงมาทิ้งกันเสียได้ จะบอกเหตุผลสักนิดก็ไม่มี” รัชชานนท์ฮึดฮัดอยู่นั่น
       พุฒิภัทรมองหน้าธราธร เหมือนรู้เรื่องราวดีกันแค่สองคน
       “เอาไงดีครับ พี่ชายใหญ่”
       “ปล่อยชายรุจไปก่อน ให้เขาอยู่กับตัวเองสักพัก พอคลายใจแล้วค่อยเจรจากัน”
       ย่าอ่อนทำท่าจะผละไป
       “ไม่ได้การแล้ว”
       แจ๋วงง “อ้าว คุณท่านขา ไม่เอาขนมเข้าไปให้คุณชายเหรอคะ”
       “แกเอาเข้าไปเอง แล้วไม่ต้องบอกนะว่าฉันแอบฟังอยู่”
       “ไม่บอกค่ะ แล้วคุณท่านจะไปไหนล่ะคะ”
       “ไปแอบฟังอีกห้อง เอ๊ย ไม่ใช่ แกอย่าถามนักเลย สอดรู้สอดเห็นดีนัก”
       ย่าอ่อนเอ็ดแจ๋ว แล้วรีบแยกไป
       แจ๋วบ่นงึมงำตามหลัง “อุ๊ย ว่าเราสอดรู้ แล้วคุณท่านล่ะคะ พิโธ่พิถัง”
      
       เวลาเดียวกันที่บ้านวาดดาว ซึ่งเป็นบ้านหลังเล็กในร่มไม้ครึ้ม เสียงกริ่งโทรศัพท์ในห้องนั่งเล่นดังขึ้นอีก สมรมองมาที่โทรศัพท์อย่างกังวลใจ แล้วมองไปยังวาดดาวที่กำลังเก็บข้าวของลงกระเป๋าเดินทาง กริ่งโทรศัพท์เงียบไปแล้ว
       “หนูวาด ไม่รับสายเสียหน่อยเหรอ โทร.มาเป็นสิบครั้งแล้วนะ”
       “ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะป้า”
       “แต่หนูก็ควรจะบอกเขาเสียหน่อย อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการล่ำลา”
       “หนูบอกลาเขาไปแล้วทางจดหมายเมื่อปีที่แล้ว”
       “แต่ไม่ได้บอกเหตุผลนี่จ๊ะ” สมรท้วง
       “หนูจะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังทีหลัง...ถ้ามีโอกาส”
       วาดดาวทอดถอนใจ
      
       ด้านปวรรุจมองโทรศัพท์อย่างเจ็บปวดใจ ก่อนจะเหม่อลอยทอดสายตามองไปไกลนอกหน้าต่าง
       ย่าอ่อนแอบมองเข้าไปในห้องปวรรุจ เห็นปวรรุจนั่งทอดถอนใจอยู่หน้าโทรศัพท์
       “เรื่องใหญ่ละทีนี้”
       ย่าอ่อนรีบผละไป
       ภายในห้อง ปวรรุจหยิบจดหมายวาดดาวเมื่อปีที่แล้วออกอ่าน เป็นจดหมายที่ส่งมาจากอังกฤษ
       ลายมือในกระดาษสวยเป็นระเบียบ ปวรรุจอ่านความระหว่างบรรทัด ราวกับมีเสียงวาดดาวมาอ่านให้ฟังข้างหู
       “คุณชายรุจคะ ดิฉันเขียนจดหมายฉบับนึ้ขึ้นเพื่อบอกลาคุณ นับจากที่ดิฉันกลับมาที่อังกฤษและได้ทบทวนไตร่ตรองดูอย่างรอบคอบแล้ว พบว่าตัวเองไม่เหมาะสมและคู่ควรกับความเป็นจุฑาเทพ ของคุณแม้สักนิด ดิฉันต้อยต่ำเกินไปค่ะ ขอให้เรื่องรักของเราจบลงเท่านี้ จะจดจำประสบการณ์ดี ๆ ของเราไว้ไม่มีวันลืม
       รัก วาดดาว”
       ปวรรุจอ่านซ้ำ ยิ่งอ่านก็ยิ่งไม่เข้าใจ และเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่แล้วปวรรุจก็เก็บจดหมายลงลิ้นชัก สงบสติอารมณ์
      
       สักครู่ก็ผลุนผลันออกจากห้องไป

       รณพีร์เดินลงมาจากชั้นบน โดยไม่รู้ว่ามีสายตาของใครบางคนมองตาม จนเมื่อกำลังจะออกจากโถง จึงมีมือเหี่ยวๆ ตะปบเข้าที่ไหล่ของรณพีร์จัง ชายพีร์สะดุ้งโหยง ร้องลั่น
      
       “เฮ้ย ผีจับไหล่”
       “ผี เผอ ที่ไหน ย่าเอง” ย่าอ่อนนั่นเอง
       “โธ่ คุณย่าครับ ทำไมมาเงียบๆ ผมตกใจหมด” รณพีร์บ่น
       “ต้องมาเงียบๆ เพราะย่ามีเรื่องสำคัญที่จะต้องถามแก”
       “เรื่องอะไรครับคุณย่า”
       “เรื่องแม่วาดดาว วาดเดือนอะไรนั่น เห็นว่ากลับมาเมืองไทยแล้วเจอชายรุจเข้าเสียด้วย แล้วชายรุจก็กำลังเขี่ยถ่านไฟเก่าให้มันลุกโพลงขึ้นอีก ใช่ไหม” หญิงชราถามเป็นชุด
       รณพีร์รู้ทัน “แอบฟังพวกเราคุยอีกแล้วใช่ไหมครับ”
       “ใช่...เอ๊ย ไม่ใช่ แค่บังเอิญได้ยินย่ะ บอกความจริงย่ามาทั้งหมดเดี๋ยวนี้”
       “โธ่ ผมก็แค่คนเห็นเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ย่าอ่อนไปถามพี่ชายรุจเองดีกว่าครับ”
       “อุ๊ย...ไปถามรายนั้นคงรู้ความจริงหรอกนะ อมพะนำเก่งอย่างกะอะไรดี บอกมา ชายรุจเจอแม่วาดเดือนนั่นแล้วเกิดอะไรขึ้น”
       รณพีร์ส่ายหน้า “ไม่ทราบครับ”
       ย่าอ่อนมองหน้ารณพีร์ แล้วมารยาใส่ ปากสั่นทำท่าจะร้องไห้
       “ชายพีร์ เดี๋ยวนี้ชายพีร์ไม่รักย่าแล้วใช่ไหม เห็นชายรุจดีกว่าย่าแล้ว” ย่าอ่อนเรอออกมา “เอิ้ก...ใช่...ย่ามันแก่กะโหลกกะลา ไม่มีใครเขาสนใจ แม้แต่หลานที่ย่ารักที่สุดอย่างชายพีร์ก็ยังรังเกียจรังงอน”
       รณพีร์ใจหาย “คุณย่าครับ ทำไมพูดอย่างนั้น”
       “ไม่ต้องพูดแล้ว เอิ้ก...ย่าไม่น่าอยู่มาจนทุกวันนี้เลย น่าจะตายๆ ไปซะ”
       ย่าอ่อนผละจากรณพีร์ จะเดินไป แล้วทำท่าซวนเซ
       “ย่าครับ นั่งก่อน”
       รณพีร์ประคองย่าอ่อนที่ทำท่าจะเป็นลมลงนั่งที่โซฟา ล้วงหยิบยาดมมาดมพลางระบดระบายต่อ
       “ย่าจะตายวันตายพรุ่งอยู่แล้ว ที่อยากรู้เรื่องหลานๆ ก็เพราะรักและเป็นห่วง แต่ชายพีร์ใจร้ายไม่เล่าให้ย่าฟัง ก็ไม่เป็นไร ให้ย่าตายตาหลับไม่ลงอย่างนี้แหละ” ย่าอ้อนสำทับด้วยการทำตาเหลือก “เอิ้ก...”
       รณพีร์ใจอ่อนตามเคย “คุณย่าครับ เล่าก็ได้ครับ ย่าอยากรู้อะไรล่ะครับ”
       ย่าอ่อนหายใจรวยริน แต่มีแรงถามเป็นชุด “ชายรุจเจอแม่นั่นแล้วคุยอะไรกันบ้าง ท่าทีเป็นยังไง แม่ผู้หญิงแสดงอาการอะไร แล้วเรื่องบังเอิญรึเปล่าที่ไปเจอกันที่สนามบินน่ะ เล่าให้ละเอียดนะลูก”
      
       ทางด้านวรรณรสาอยู่ในห้องส่วนตัว เปลี่ยนชุดเป็นชุดลำลองแสนสบาย ทิ้งตัวลงนอนเอกเขนกอยู่กับโซฟายาวริมหน้าต่างห้อง พลางทอดสายตามองลงไปเห็นสวนสวยเบื้องล่าง อ้ายและเอื้อยกำลังทานของว่างที่โต๊ะเล็ก
       “ท่านหญิง เตรียมการสำหรับชีวิตอะไรไว้บ้าง”
       “เตรียมจะนอน เที่ยว กิน ปาร์ตี้ ช้อปปิ้งให้สนุกทุกวัน ให้สมกับที่ถูกขังมานานตลอดการเรียนที่ปีนัง”
       “แล้ว…ไม่คิดเรื่อง...แต่งงานบ้างเหรอคะ” เอื้อยมีท่าทีเกรงใจขณะถาม
       วรรณรสาลุกนั่งหน้าเครียดขึ้นมา “บ้า...หญิงยังไม่คิดตอนนี้หรอก หนูเอื้อยหมายถึงพี่ชายทัศน์น่ะเหรอ”
       “ก็ใช่น่ะซีคะ พูดราวกับลืมพระคู่หมั้นไปแล้ว ท่านชายภาณุทัศนัย ผู้สง่างามและหล่อเหลา” เอื้อยว่า
       “อนาคตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศใดประเทศหนึ่งของยุโรป” อ้ายเสริม
       “เฮ้อ...หญิงยังไม่คิดเลย”
       “ก็ควรจะคิดได้แล้ว เพราะดูเหมือนเสด็จพ่อจะทรงเตรียมการบางอย่างไว้ให้ท่านหญิงด้วยนะ” อ้ายบอก
       “อื้อ...จะเตรียมการอะไรได้ พี่ชายทัศน์อยู่ที่สวิตฯ อีกอย่าง...กับพี่ชาย หญิงเองก็ไม่ค่อยสนิทด้วยสักเท่าไหร่”
       อ้ายแปลกใจ “ทำไมล่ะคะ”
       “ก็ไม่ค่อยได้เจอกันน่ะซี หญิงเรียนปีนัง จะได้พบพี่ชายก็ตอนกลับมาช่วงปิดภาค แถมตอนหลังๆ พี่ชายไปเป็นเลขาที่ยุโรป ยิ่งได้พบกันน้อยมาก ครั้งสุดท้ายพี่ชายไปเยี่ยมหญิงที่ปีนังเมื่อปีที่แล้ว ได้พบกันช่วงสั้นๆ เท่านั้นเอง” วรรณรสาเล่าละเอียด
       “หนูอ้ายไม่เห็นเป็นอุปสรรคเลย ถ้ารักกันเสียอย่าง ว่าแต่...ท่านหญิงรักท่านชายแค่ไหนเอ่ย”
       อ้ายและเอื้อยหัวเราะคิกคัก ส่วนวรรณรสาหน้าแดง
       “ไม่รู้ สนิทด้วยตอนเด็กๆ โตขึ้นก็ยังนับถือเป็นพี่ชาย ยังไม่รู้เลยว่าใช่ความรักรึเปล่า”
       พลางวรรณรสาถอนใจ ทอดสายตามองไปนอกหน้าต่าง อ้าย เอื้อยมองหน้ากันยิ่งสงสัยใคร่รู้
      
       ทางด้านรณพีร์เล่าทุกอย่างที่ได้ยิน ได้ฟังที่ดอนเมืองทั้งหมดให้ย่าอ่อนฟังโดยละเอียด หญิงสูงวัยฟังความทั้งหมดด้วยอาการครุ่นคิด
       “นี่ละครับเรื่องทั้งหมด คุณวาดดาวรีบขึ้นรถหนีพี่ชายไปเลย”
       ย่าอ่อนลุกพรวดยืนขึ้นทันที รณพีร์สะดุ้งลุกตาม
       “นังกะแหร่ง”
       “อะไรครับย่าอ่อน”
       “มารยาสาไถยนัก ยายวาดดาวคนนี้ ไม่ได้เรื่องแล้ว”
       ย่าอ่อนผลุนผลันออกไปทันทีหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง รณพีร์บ่นกับตัวเอง
      
       “โธ่...กระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที เลิกเป็นลมแล้ว”



       ครู่ต่อมาย่าอ่อนรีบเดินข้ามสวนจากตึกใหญ่ ตรงไปยังเรือนหม่อมเอียด ปากก็บ่นไปด้วยตลอดทาง
      
       “นี่แหละที่โบราณเขาว่า “ปิดควันไฟไม่มิด ไม่ควรคิดจะกั้นกาง เปรียบชายรักกับนาง ถึงจะปิดไม่มิดควัน” เชอะ”
       ย่าอ่อนตรงเข้าไปในเรือนทันที อย่างร้อนใจ ถลาเข้ามานั่งที่ชานเรือน
       หม่อมเอียดกำลังทานของว่างอยู่ สมศรีกำลังปรนนิบัติใกล้ชิด ย่าอ่อนหอบตัวโยน หม่อมเอียดทักอย่างรู้ทัน
       “เอ้า แม่อ่อน หอบกระเส่ามาเชียว มีเรื่องอะไรอีกล่ะ”
       “มีเรื่องซีคะคุณพี่ เรื่องใหญ่ด้วย คืออย่างนี้ค่ะ...”
       สมศรีหูผึ่ง กะขอฟังเต็มที่ ย่าอ่อนมองหน้าเขม็ง
       “ยายศรี ไปช่วยยายสายในครัว วันนี้ต้มกะทิสายบัว เคี่ยวให้หัวกะทิแตกมันนะยะ อย่าให้เละเหมือนคราวก่อน”
       “เจ้าค่ะ”
       พอสมศรีลับตัวออกไป ย่าอ่อนพูดเสียงกระซิบ
       “คุณพี่...วันนี้ชายรุจไปเจอใครที่สนามบินรู้ไหมคะ”
       “ฉันไม่ได้จับยามสามตา จะไปตรัสรู้ได้ยังไงล่ะ”
       “แม่วาดดาวค่ะ”
       ผู้เป็นพี่สาวนิ่งฟัง ครุ่นคิดบางประการ แล้วถามออกมา
       “แล้วแม่วาดเขาว่ายังไง”
       “เห็นว่ายังไม่ทันได้เจรจาอะไร แม่นั่นก็ขึ้นรถไปเสียแล้ว”
       “แล้วชายรุจ”
       “ทางเราก็ยังอาลัยอาวรณ์กันไม่ลืมน่ะซีคะ ชายรุจโทร.หาแม่นั่นตั้งแต่บ่ายแล้ว แต่แม่เจ้าประคุณไม่รับสาย” ย่าอ่อนเล่า
       “ทำไมล่ะ”
       “อิฉันก็ไม่ทราบหรอกค่ะ แต่ถ้าให้เดา ก็คงเล่นองค์ทรงเครื่อง ปั่นหัวชายรุจเล่นนั่นแหละ”
       “แม่วาดดาวคงเรียนจบจากอังกฤษแล้วซีนะ ถึงกลับมาเมืองไทย”
       “ใช่ค่ะ คงจัดฉากขึ้นมา เห็นชายใหญ่ไปส่งน้องมะปรางที่อังกฤษ ก็เลยวางแผนซื้อตั๋วเรือบินกลับมาพร้อมกับชายใหญ่ หวังจะได้มาเจอกับชายรุจ แล้วก็ได้เจอสมใจจริงๆ นี่คงวางแผนจะรื้อฟื้นความรักความหลังกันขึ้นมาอีก” ย่าอ่อนเดาเรื่องเอาเองหมด
       “เอ๊ะ เขาจะทำไปทำไม ก็แม่วาดเขาเป็นคนบอกเลิกชายรุจไปเองไม่ใช่เรอะ”
       “ถ้าน้องเดาไม่ผิด ตอนที่บอกเลิกน่ะ คงเป็นจังหวะที่กลับไปเรียนต่อพอดี คงเจอรักใหม่กับฝรั่งหัวทองเข้า แล้วตอนนี้ไอ้ฝรั่งมันคงเบื่อเฉดหัวทิ้ง ก็เลยต้องซมซานกลับเมืองไทย เลยจะกลับมาคืนดีกับชายรุจใหม่ เพราะรู้ว่าทางเราน่ะ ยังรักยังหลงไม่ลืมหูลืมตา” ท้ายประโยคอดค่อนขอดเหน็บแนมหลายชายคนรองไม่ได้
       “เธอก็อย่างเพิ่งคิดเองเออเองเป็นตุเป็นตะไป”
       “อุ๊ย...ไม่ผิดไปจากที่น้องว่าหรอกค่ะคุณพี่”
       “ฉันแปลกใจจัง แม่อ่อนดูจะไม่สนใจเรื่องคู่หมายของชายรุจไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้เป็นห่วงเป็นใยนัก”
       ย่าอ่อนเก้อไป “ก็...ที่น้องห่วงเพราะกลัวได้สะใภ้ไม่สมฐานะจุฑาเทพน่ะซีคะ ไม่ใช่เรื่องอื่น”
       “อ้อ นึกว่าทำเป็นรังคัดรังแคชายรุจไปอย่างนั้น ที่แท้ก็รักไม่แพ้หลานคนอื่น อาจจะรักมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ จริงไหม” หม่อมเอียดเหน็บเอา
       “อุ๊ย...คุณพี่นี่พาลจัง น้องไม่ใช่พวก เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงหรอกนะคะ”
       ย่าอ่อนค้อนพี่สาว หม่อมเอียดอมยิ้มขำ จนย่าอ่อนเกิดอาการเขินเล็กๆ เสไปหยิบขนมกลีบลำดวนใส่ปากเคี้ยวเล่น
      
       ขณะเดียวกันธราธรยังนั่งคุยกับพุฒิภัทรเรื่องวาดดาวอยู่ในห้องใต้โดม
       “เท่าที่นายเล่ามา พี่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ทำไมวาดดาวถึงทิ้งชายรุจไปมันไม่มีเหตุผลเลยนี่นา”
       คุณชายพุฒิภัทรผุดสีหน้าดูแคลนขึ้นเล็กน้อย เมื่อนึกถึงวาดดาว
       “ความไร้เหตุผลเป็นธรรมชาติประจำตัวผู้หญิงอยู่แล้วละครับ”
       ธราธรถอนใจกับความคิดดูแคลนผู้หญิงของน้องชาย
       ระหว่างนั้นรัชชานนท์และรณพีร์เข้ามาสมทบ
       “พี่ชายครับ วันนี้เราทานมื้อค่ำเป็นอะไรกันแน่ อาหารไทยหรือฝรั่ง” รัชชานนท์ถาม
       “ทำไมล่ะ” พุฒิภัทรสงสัย
       “ได้กลิ่นทั้งกะทิสายบัว ทั้งสเต็กน่ะซีครับ”
       ธราธรฉงน “สเต็กเหรอ แล้วใครทำสเต็ก อย่าบอกนะว่าป้าสาย”
       “ป้าสายทำไม่เป็นครับ คนทำเป็นมีคนเดียว...พี่ชายรุจ” รณพีร์บอก
       ทั้งหมดมองหน้ากัน ต่างนึกขึ้นได้ว่าปวรรุจยังเศร้าอยู่จะทำสเต็กได้ยังไง ทุกคนวิ่งออกจากห้องไปในทันที
      
       พริบตาเดียว คุณชายทั้งสี่วิ่งมาที่ห้องครัวฝรั่งในวัง แล้วก็เบรคจนแทบชนกัน เพราะพบว่าในครัวยามนั้นปวรรุจที่มีผ้ากันเปื้อนคาดตัวกำลังเตรียมทอดเนื้อสเต็กจี่บนกระทะ บนโต๊ะมีเครื่องทำน้ำจิ้มแจ่ววางอยู่เพียบ
       ทุกคนเห็นปวรรุจกำลังทำครัวขมักเขม้น ไม่เห็นแววเศร้าอย่างที่เป็นอยู่ก่อนหน้าแม้สักนิด ทั้งสี่มองหน้ากันอย่างประหลาดใจ ปวรรุจกำลังชิมเครื่องปรุง เงยหน้ามาเห็นทั้งสี่หนุ่ม
       “มาพอดีเลย มาช่วยชิมหน่อยครับว่าจิ้มแจ่วนี่พอดีแล้วหรือยัง”
       ทั้งสี่เข้ามาในห้องครัว พุฒิภัทรมองพี่ชายรองด้วยสายตาพินิจ
       “ชายรุจ” ธราธรเอ่ยขึ้น
       “ครับ” ปวรรุจขานรับ ตายังจดจ่ออยู่กับงานในมือ
       “นาย...ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
       ปวรรุจงงๆ “ผมไม่ได้เป็นอะไรนี่ครับ สบายดี”
       บรรยากาศเงียบงันไป คุณชายรุจยังปรุงอาหารต่อไม่ได้สนใจพี่น้องทั้งสี่ รัชชานนท์และรณพีร์เลยทำเฮฮาอย่างเสแสร้ง รัชชานนท์เริ่มก่อน
       “พี่ชายรุจลงครัวเองเลยนะครับ แหม กลิ่นสเต็กของโปรดของพวกเรา ลอยไปถึงชั้นบน ต้องรีบวิ่งลงมาดู”
       รณพีร์เสริม “ลาภปากพวกเราวันนี้ ลองชิมนะครับพี่”
       “ได้เลย” ปวรรุจว่า
       รัชชานนท์และรณพีร์เข้าไปจิ้มสเต็กกับน้ำจิ้มแจ่ว
       “อื้อฮือ ฝีมือไม่มีตก งั้นซี้...เพื่อนๆ ที่อังกฤษถึงชมเปาะว่าฝีมือแจ่วสเต็กพี่ชายรุจเป็นหนึ่งในยอดยุทธจักร”
       “เพื่อนๆ ติดใจกันทุกคน ทั้งพี่ปกรณ์ พี่มานพ พี่ขรรค์ชัย คุณวาดดาว อุ๊ย...”
       รัชชานนท์พูดแล้วชะงักไป รณพีร์สำลักสเต็กออกมา ทว่าปวรรุจไม่มีอาการผิดสำแดงใด ๆ ยังปรุงอาหารไปเรื่อย เห็นเพียงสายตาเจ็บแปลบวูบขึ้น ธราธรและพุฒิภัทรมองน้องทั้งสองอย่างปราม ๆ
       “ให้ชายรุจทำสเต็คให้เสร็จก่อน พอจัดขึ้นโต๊ะแล้วค่อยมาทาน ตอนนี้อย่ารบกวนเลยดีกว่า”
       “ไม่ได้รบกวนอะไรหรอกครับพี่ชายใหญ่ จะทานตอนนี้เลยก็ได้ เพราะผมทำเสร็จแล้ว” ปวรรุจบอก
       “อย่าฝืนเลยชายรุจ เรารู้ว่านายกำลังท้อใจเรื่องคุณวาด” พุฒิภัทรยิงตรง
       “ฉันไม่ได้ฝืนอะไร” ปวรรุจบอกเรียบๆ
       “แต่เก็บตัวเองเงียบอยู่เป็นชั่วโมง นายคงต้องการเวลาทบทวนตัวเองอีกหน่อยละมัง” พุฒิภัทรว่า
       “ไม่จำเป็นแล้วชายภัทร...หมดเวลาสำหรับการท้อใจใดๆ แล้ว ตอนนี้มาทานสเต็กกันให้อร่อยดีกว่า ขอเชิญทุกคน” ปวรรุจยิ้มร่า
       “ยินดีอย่างยิ่งครับ” รณพีร์ยิ้มร่า
       รัชชานนท์และรณพีร์ช่วยกันยกจานสเต็กและเครื่องเคียงไปที่โต๊ะทานอาหาร ธราธรและชายภัทรมองหน้ากัน
       “ชายรุจคงทำใจได้แล้วละ”
      
       ธราธรว่าพลางเข้าช่วยอีกคน เหลือเพียงพุฒิภัทรที่มองพี่ชายรองอย่างรู้ดีว่า ปวรรุจเพียงแค่กลบเกลื่อนความรู้สึกตัวเองเท่านั้น



       ฟากวรรณรสาเดินออกมาส่งอ้ายและเอื้อยที่หน้าตึกใหญ่วังอรุณรัศมิ์ รถส่วนตัวของสองสาวจอดรออยู่แล้ว
      
       “ท่านหญิง แล้วพรุ่งนี้จะมารับนะ เราไปกินหมี่ที่เยาวราชกัน” อ้ายบอก
       เอื้อยตาม “แล้วเลยไปกินไอศกรีมที่หน้าเฉลิมกรุงด้วย”
       “อยากกินๆ อยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆ”
       สองสาวขึ้นรถไป วรรณรสาโบกมือ นายเวทย์เดินไปปิดประตูรั้วบ้าน หญิงรสาเดินกลับเข้าตึกไป
      
       เย็นนั้นวรรณรสาเดินเข้ามาที่หน้าห้องทรงอักษร ได้ยินเสียงเสด็จพ่อกำลังพูดโทรศัพท์กับใครสักคน หญิงรสาแง้มประตูเข้ามาฟัง
       “เด็จมาถึงแล้วเหรอ อืมม์ ถ้าชายยังเหนื่อยอยู่ก็ไม่เป็นไร พักผ่อนก่อนก็ได้ อะไรนะ...ไม่เหนื่อย ฮ่ะฮ่ะ ก็ดี งั้นก็รีบเด็จมาให้ทันอาหารค่ำเลยก็แล้วกัน ตกลงนะ”
       ฉัตรอรุณวางหู หันมามองธิดา
       “รับสั่งกับใครอยู่เพคะ”
       ฉัตรอรุณไม่ตอบ “ไม่มีอะไรหรอก นั่งก่อนซีหญิงแต้ว พ่อมีเรื่องจะคุยกับลูก”
       วรรณรสาลงนั่งตรงข้าม
       “เรื่องอะไรคะ”
       “เรื่องชายทัศน์ เรื่องการเสกสมรส”
       วรรณรสาอึ้งไป
       “ปีนี้เป็นปีที่เหมาะที่สุด หญิงแต้วของพ่อเรียนจบแล้ว พอดีกับท่านชายทัศน์จะหมดโพสท์ จะกลับจากสวิตมาอยู่เมืองไทยปีนี้เหมือนกัน พ่อกับเสด็จลุงเลยคุยกันว่า น่าจะถึงเวลาที่ลูกทั้งสองควรจะเสกสมรสกันได้แล้ว”
       วรรณรสาท้วง “เด็จพ่อ แต่ลูกยังไม่อยากแต่ง ประทานเวลาลูกอีกสักปีสองปีไม่ได้เหรอคะ”
       “หึหึ เฉาตายกันพอดี ทำไมต้องรอด้วยล่ะ” ฉัตรอรุณเย้า
       “ลูกยังไม่รู้จักท่านชายดีพอ ชันษาท่านชายห่างจากลูกตั้งสิบปี อีกอย่างลูกยังไม่รู้เลยว่าลูก “รัก” ท่านชายรึเปล่า” วรรณรสาว่า
       ฉัตรอรุณหัวร่อ “ฮ่ะฮ่ะ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกหญิงแต้วของพ่อ อยู่กันไปก็รักกันเองแหละ เอาอย่างนี้ คืนนี้ลูกดินเนอร์กับพ่อ แล้วพ่อจะให้ลูกได้พูดคุยกับชายทัศน์เป็นการส่วนตัว”
       “หืมม์....โทรศัพท์ข้ามทวีปเลยเหรอคะ งั้น...เด็จพ่อต้องประทับอยู่กับลูกด้วยนะ”
       “ได้ซี”
       ฉัตรอรุณหัวเราะอย่างมีเลศนัยบางประการ
      
       ตกตอนกลางคืน คุณชายทั้งห้า สังสรรค์กันอยู่ภายในห้องอาหารวังจุฑาเทพ เห็นรัชชานนท์ และรณพีร์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางอิ่มแปล้ ธราธร กับพุฒิภัทรนั่งจิบเครื่องดื่มกันอยู่ โดยมีปวรรุจเป็นคนผสมเครื่องดื่มให้ตามปรกติ
       “อิ่มมากเลยครับ โอย...แทบคลาน” รัชชานนท์ว่า
       “อย่าเพิ่งคลานพี่ชาย อย่าลืมคืนนี้เรามีแดนซ์ ก็อง ก็อง” รณพีร์บอก
       รัชชานนท์ฉงน “อะไรของนาย ก็อง ก็อง”
       รณพีร์ลุกขึ้นมาทำท่าเต้นระบำ can can พร้อมฮัมทำนองไปด้วย
       “อ้อ มูแลงรูจ” ธราธรว่า
       “ครับ เที่ยวกันเถอะ ฟังเพลงเพราะๆ ดูของสวยๆ งามๆ คลายเครียด        นะครับ พี่ชายรุจว่าไง”
       “วันนี้เหนื่อย อยากอยู่กับบ้านมากกว่า” ปวรรุจปฏิเสธ
       “พรุ่งนี้ฉันเข้าเวรเช้า” พุฒิภัทรไม่เอาด้วย
       ธราธรจะปฏิเสธบ้าง รัชชานนท์ดักคอ
       “พี่ชายใหญ่ไม่ต้องพูดเลยครับ ตั้งแต่พี่ชายมีน้องมะปราง พี่ไม่เคยเที่ยวอีกเลย”
       รัชชานนท์และรณพีร์หัวเราะเบา ๆ
       “รู้ก็ดีแล้ว ถ้าจะไปกันสองคน อย่ากลับดึกนักก็แล้วกัน มีงานเช้าด้วยกันทั้งคู่นี่”
       “ครับผม ไปครับพี่ชายเล็ก”
       สองหนุ่มกอดคอกัน แล้วฮัมเพลงพร้อมเต้นระบำแคน แคน ออกจากห้องไป ธราธรเหลียวมามองหน้าปวรรุจ
       “ขึ้นไปคุยกันที่ห้องโดมก่อนไหม ชายรุจ ตั้งแต่กลับมาจากดอนเมืองเรายังไม่ได้คุยกันเลย”
       “ผมตามขึ้นไปก็แล้วกัน ขอจัดการในครัวก่อน”
       ปวรรุจพูดพลางหลบสายตาพี่ชาย แล้วกลับไปที่ครัว พุฒิภัทรสบตากับธราธร อย่างพอจะรู้สภาวะของปวรรุจเป็นอย่างดี
      
       ขณะเดียวกันฉัตรอรุณและวรรณรสาคุยหัวเราะกันเบาๆ ระหว่างร่วมรับประทานอาหาร มื้อค่ำ แลเห็น นมแจ่ม บัว และหนุ่ม มหาดเล็กคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ
       “ถ้าท่านแม่ของลูกยังทรงพระชนม์ชีพ และได้ทอดเนตรลูกตอนนี้ ท่านคงมีความสุขมากที่เห็นลูกหญิงของท่านเติบใหญ่งดงามถึงเพียงนี้”
       วรรณรสาหน้าแดง “เด็จพ่อรับสั่งอะไรไม่รู้ หญิงไม่เห็นตัวเองงดงามตรงไหน ตอนอยู่ปีนัง ทุกคนเข้าใจว่าหญิงเป็นสาวจีนมาจากซัวเถาด้วยซ้ำ เอ...แล้วเมื่อไหร่จะให้หญิงได้โทร.ทางไกลกับพี่ชายทัศน์ล่ะเพคะ”
       “เอาอย่างนี้หญิงแต้ว พ่อไม่ได้ยินหญิงแต้วเล่นไวโอลินมานานแล้วเล่นให้พ่อฟังหน่อยนะ”
       วรรณรสายิ้ม หันไปมองทางประตู มหาดเล็กของวังเดินเข้ามาวางกล่องไวโอลินรอท่าอยู่แล้ว หญิงรสาเดินไปหยิบไวโอลินขึ้นมา
       “เด็จพ่อ จะทรงโปรดฟังเพลงอะไรดีเพคะ”
       “ขอเพลงนี้ละกัน ชั่วฟ้าดินสลาย” ฉัตรอรุณบอก
       วรรณรสายิ้มรับ ลองเล่นเทียบคีย์ดูก่อน แล้วเริ่มบรรเลงเพลงอย่างไพเราะเพราะพริ้ง
      
       ฉัตรอรุณยิ้มและเคลิบเคลิ้ม ไปกับเสียงเพลง



       ที่หน้าห้องอาหาร นมแจ่ม กับบัวสาวใช้ต้นห้อง และหนุ่มมหาดเล็ก ยืนฟังอย่างเคลิ้มคล้อยเช่นกัน
        
       “ท่านหญิงทรงดนตรีเพราะเหลือเกินนะคะ นมแจ่ม”
       “เมื่อเด็กๆ ฉันนี่แหละที่เคี่ยวเข็ญท่านหญิงให้ทรงเข้าเรียนชั่วโมงดนตรี ดูสิ...ไม่เสียแรงเคี่ยวเข็ญ ทรงเล่นได้ไพเราะเพราะพริ้งขนาดนี้”
       แจ่มยิ้มอย่างภูมิใจ หนุ่มมหาดเล็กเหลือบไปแล้วสะดุ้ง
       “นมครับ ดูซีครับ ใครเสด็จมา”
       แจ่ม กับบัวหันไปมอง แล้วสะดุ้งเช่นกัน เมื่อเห็นร่างของชายสูงศักดิ์คนหนึ่งก้าวเข้ามา ทั้งสามทำความเคารพทันที
      
       วรรณรสายังเล่นไวโอลินต่อเนื่อง โดยไม่รู้ตัวว่า ร่างของ หม่อมเจ้าภานุทัศนัยเข้ามายืนอยู่เบื้องหลัง ท่านชายทัศน์ดูงดงามหล่อเหลาในมือถือช่อกุหลาบสวยช่อใหญ่
       ฉัตรอรุณยิ้มทักทายให้ภานุทัศนัย ท่านชายทัศน์ค้อมคำนับ วรรณรสาเล่นเพลงจบท่อน ฉัตรอรุณปรบมือ พร้อมๆ กับภานุทัศนัย
       “ดีใจจังที่ทรงโปรด”
       วรรณรสานิ่งไปเพราะเสียงปรบมือดังมาจากด้านหลัง วรรณรสาหันไป หม่อมเจ้าภาณุทัศนัย ยิ้มให้ หญิงรสาตะลึง ท่านชายทัศน์ตรงมาหา ทักทายเสียงหวาน
       “หญิงแต้ว”
       “พี่ชายทัศน์”
       “งดงามเหลือเกิน น้องหญิงของพี่”
       ชายทัศน์ก้าวเข้ามาหาวรรณรสา แล้วดึงมือขึ้นจุมพิต ท่ามกลางความชื่นมื่นของทุกคน
       “อะไรงดงามเพคะ” วรรณรสาถาม
       “ทุกอย่างค่ะ ทั้งเสียงเพลง และน้องหญิง” ภานุทัศนัยมองตาซึ้งๆ
       วรรณรสาเขินอาย
       “รับดอกไม้จากพี่ด้วย ทั้งๆ ที่ความงามของมันไม่ได้แค่ครึ่งของความงดงามที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าพี่ตรงนี้” ชายทัศน์ป้อคำหวาน
       “ขอบทัยเพคะ”
       “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
       “ยินดีต้อนรับกลับบ้านเช่นกัน ชายทัศน์ มา...ร่วมโต๊ะกันก่อน” ท่านชายฉัตรอรุณเยื้อนยิ้มสีหน้าเบิกบาน
       มหาดเล็กเข้ามาเลื่อนโต๊ะให้ บัวสาวใช้เตรียมจัดจานช้อนอีกที่หนึ่ง
       ฉัตรอรุณถามต่อ “ลงเครื่องมาตอนไหนล่ะ”
       “เมื่อเย็นกระหม่อม เข้าวังแล้ว กระหม่อมก็รีบตรงมาวังอรุณรัศมิ์ทันที”
       “อ้อ นี่เด็จพ่อกับพี่ชายทรงวางแผนหลอกหญิงใช่ไหมคะ ไหนว่าจะให้หญิงโทร.ทางไกลคุยกับพี่ชายที่สวิต” วรรณรสาตัดพ้อ
       “พ่อไม่ได้ปดสักนิด เรื่องโทร.ทางไกลเป็นเรื่องที่หญิงแต้วนึกเอาเอง เพียงแต่พ่อไม่ได้บอกเท่านั้นว่า ชายทัศน์จะเด็จกลับเมืองไทยวันนี้ เพื่อกลับมาพบลูก”
       วรรณรสามองหน้าภานุทัศนัย ท่านชายทัศน์ยิ้มให้อย่างอบอุ่นจนท่านหญิงรสาสะเทิ้น
      
       ตกตอนกลางคืน ปวรรุจรุจเดินจากหน้าห้องตัวเอง ตรงมาทางห้องใต้โดมของวังจุฑาเทพ ซึ่งเปิดไฟสว่างไสว ได้ยินเสียงคุยกันแว่วดังมา
       ซึ่งภายในห้องธราธรนั่งคุยกับพุฒิภัทรเพียงลำพังสองคน
       “ผู้หญิงเป็นเพศที่เข้าใจยากที่สุดในโลก ผู้ชายที่ยึดมั่นในเหตุและผลอย่างชายรุจคงไม่มีวันเข้าใจความไร้เหตุผลของผู้หญิงอย่างคุณวาดดาวแน่ๆ”
       ปวรรุจขมวดคิ้ว ฟังต่อ
       “นายคิดว่าคุณวาดดาวไม่มีเหตุผลงั้นเหรอ” ธราธรว่า
       “แน่นอนครับ” พุฒิภัทรยืนยัน
       จังหวะนี้ ชายรุจเดินผ่านมาที่หน้าห้องโดมพอดี และได้ยินเข้า /
       “ผมยังไม่เห็นเหตุผลใดๆ ที่เธอจะเลิกรักชายรุจ ทั้งๆ ที่วันที่เธอมาที่นี่ หม่อมย่าเอียดก็ยังเห็นดีเห็นงาม และยังสัญญาว่าจะจัดผู้ใหญ่ไปสู่ขอทันทีที่เธอเรียนจบ”
       “ใช่ นายเคยบอกฉันว่าได้ยินย่าเอียดพูดอย่างนั้น”
       ประตูเปิดเข้ามาทันที ทั้งสองหันไปมอง เห็นปวรรุจยืนหน้าสนเท่ห์มองมา ถามเสียงเครียด
       “มีอะไรที่นายรู้ แต่ฉันยังไม่รู้บ้าง ชายภัทร”
       พุฒิภัทรอึ้งไป
       “เล่ามาทั้งหมด” ปวรรุจบอก
       พุฒิภัทรมองหน้าพี่ชายใหญ่ ธราธรพยักหน้าให้ ชายภัทรยังอึดอัดอยู่
       “ฉันไม่คิดว่าฉันควรจะเล่า”
       ปวรรุจพูดเสียงกร้าว “นายต้องเล่า เพราะฉันอยากรู้ว่าทำไมนายคิดว่าวาดดาวไม่มีเหตุผล”
      
       สองคุณชายเผชิญหน้ากัน

       บรรยากาศในห้องโถงใต้โดมของวังจุฑาเทพเวลานั้นดูตึงเครียด ปวรรุจ และพุฒิภัทรเผชิญหน้ากันอยู่อย่างนั้น ธราธรมองหน้าน้องทั้งสอง ก่อนจะพยักหน้าให้พุฒิภัทร
      
       “พูดไปเถอะชายภัทร”
       “ก็ได้ครับ ฉันตัดสินจากที่ฉันได้ยินได้ฟัง เหตุการณ์วันที่นายพาวาดดาวมากราบหม่อมย่าที่นี่”
      
       เหตุการณ์ในห้องรับแขกวังจุฑาเทพ ตอนกลางวันวันนั้นวาดดาวนั่งเคียงอยู่ข้างปวรรุจ พูดคุยสนุกสนานกับธราธร รัชชานนท์ รณพีร์ และพุฒิภัทรที่นั่งห่างออกมา มองวาดดาวอย่างพินิจ แลเห็นว่าปวรรุจมีความสุข และภาคภูมิใจในตัววาดดาวมาก
       ในเวลาต่อมา ขณะที่ปวรรุจและวาดดาวเดินเล่นในสวนฝรั่งของวัง สมศรีเข้ามาเรียนให้เข้าพบหม่อมย่าเอียด
       ครู่ต่อมาวาดดาวก้มลงกราบทั้งหม่อมเอียดและย่าอ่อน ที่เรือนของหม่อมเอียด สองคนมองวาดดาวอย่างปราณี ปวรรุจอยู่ด้วย ธราธรและพุฒิภัทรตามมาเป็นเพื่อน วาดดาวเล่าเรื่องราวตัวเองตามที่หม่อมเอียด และย่าอ่อนซักประวัติ
      
       ขณะที่พุฒิภัทรเดินออกจากเรือนหม่อมเอียด ผ่านศาลากลางสวน และเห็นหม่อมเอียดกำลังคุยส่วนตัวกับวาดดาว
      
       พุฒิภัทรเล่าเรื่องราวในวันนั้น ที่ยังแช่มจัดอยู่ในห้วงมโน
       “ตอนที่กำลังออกมาจากเรือนหม่อมย่า ฉันได้ยินหม่อมย่าพูดกับวาดดาว”
      
       “ถ้ารักกันจริง และเธอทำให้ชายรุจมีความสุข ฉันก็ยินดีที่จะต้อนรับเธอมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของเรา”
       วาดดาว        ไหว้ “ขอบคุณค่ะหม่อมย่า”
       “ขออย่างเดียวให้เธอเรียนให้จบเสียก่อน นี่ยังเหลืออีกปีเดียวใช่ไหม” หม่อมเอียดถาม
       “ใช่ค่ะหม่อมย่า”
       “ดีแล้ว...เมื่อถึงตอนนั้นฉันจะจัดผู้ใหญ่ไปสู่ขอตามธรรมเนียม”
       “กราบหม่อมย่าค่ะ”
       วาดดาวกราบหม่อมย่าแทบตัก หม่อมย่าลูบเรือนผมของวาดดาวอย่างเอ็นดู พุฒิภัทรมองภาพเบื้องหน้าอย่างสุขใจแทนพี่ชาย
      
       พุฒิภัทรเล่าเรื่องจบลง ปวรรุจนิ่งฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยขึ้น
       “ฉันก็ไม่เห็นว่าวาดดาวจะเป็นอะไรอย่างที่นายกล่าวหา”
       “นายอย่าให้ความรักมันมาบังตาหน่อยเลย ทั้งๆ ที่หม่อมย่าเห็นชอบความรักของนายกับวาดดาวขนาดนี้ จะมีเหตุผลอะไรได้ที่วาดดาวจะทิ้งนายไป นอกจาก...”
       “นอกจากอะไร” ปวรรุจซักทันที
       “นอกจากวาดดาวไม่ได้รักนายจริงน่ะซี แล้วบางทีเธออาจจะมีผู้ชายคนอื่น” พุฒิภัทรว่า
       “ไม่จริง” ปวรรุจเถียง
       “ชายรุจ นายน่ะยังอ่อนหัดกับผู้หญิงอยู่มาก โดยเฉพาะผู้หญิงเจนจัดแบบวาดดาว” พุฒิภัทรเสริม
       ปวรรุจฉุน “อย่าดูถูกวาดดาวแบบนั้น วาดดาวไม่ใช่ผู้หญิงอย่างที่นายคิด”
       “นายเมื่อนายหลอกตัวเองแบบนี้ ฉันก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้ว”
       พุฒิภัทรเดินออกจากห้องไปทันที ธราธรถอนใจ มองหน้าน้องชาย
       “พี่น้องอย่ามาขัดใจกันด้วยเรื่องแบบนี้ นายคิดว่าเหตุผลที่วาดดาวทิ้งนายไปคืออะไร”
       “เธอบอกมาในจดหมายว่า เธอต้อยต่ำเกินไปสำหรับความเป็นจุฑาเทพของผม”
       “เป็นเหตุผลที่อ่อนด้อยเหลือเกิน พี่เห็นว่านายน่าจะรับฟังความคิดของชายภัทรบ้าง”
       “ทำไมครับ”
       “พี่ยังไม่ได้เล่าใช่ไหมเรื่องที่พี่เจอวาดดาวบนเครื่อง”
       ปวรรุจนิ่งรอฟัง
      
       ภาพเหตุการณ์ในเครื่องบินตอนกลางคืนผุดขึ้นมาในความคิดคุณชายใหญ่
       ขณะที่ธราธรกำลังลุกจะไปทำธุระที่ห้องน้ำ เจอเข้ากับวาดดาวที่เดินสวนมาพอดี วาดดาวตกใจ ธราธรเองก็แปลกใจไม่น้อย
       “คุณชายใหญ่”
       “คุณวาดดาว สวัสดีครับ”
       วาดดาวรีบไหว้ “สวัสดีค่ะ”
       “คุณวาดเรียนจบแล้วใช่ไหม”
       “ค่ะ จบแล้ว แต่ยังไม่กลับเมืองไทย ตอนนี้ฉันทำงานที่ร้านอาหารคนไทยที่อังกฤษ”
       ธราธรฟังแล้วงง “อ้าว...ตอนนี้คุณกำลังกลับเมืองไทยอยู่นะครับ”
       วาดดาวหลบตา ไม่กล้าบอกว่าตนจะกลับไปแต่งงาน
       “อ้อ...ค่ะ ฉันกลับมาแค่ช่วงสั้นๆ เพื่อจะกลับไปอีก และคงอยู่ต่างประเทศถาวร”
       ธราธรไม่กล้าซักถามอะไรต่ออีก
       วาดดาวเป็นฝ่ายถาม “เออ...คุณชายรุจเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหมคะ”
       “ครับ สบายดี ชายรุจกำลังจะเดินทางไปสวิต”
       วาดดาวมีสีหน้าแปลกใจ “เหรอคะ ไปเที่ยวหรือทำงาน”
       “ทำงานครับ เตรียมการประชุมระดับประเทศที่เจนีวา”
       วาดดาวชะงัก กำลังคิดเรื่องการแต่งงานที่ตนจะไปอยู่ที่สวิตเช่นกัน
       “คุณวาดดาว...ชายรุจยังคิดถึงคุณอยู่” ธราธรเอ่ยขึ้น
       วาดดาวเจ็บวูบขึ้นมา “ปีก่อน ฉันเขียนจดหมายไปบอกแล้วนี่คะว่า ความสัมพันธ์ของเราต้องยุติลงเท่านี้”
       “ตราบใดที่คุณยังไม่บอกเหตุผลที่แท้จริงให้เขาฟัง ชายรุจไม่มีวันตัดคุณไปจากใจเขาได้”
       “บอกคุณชายด้วยว่าให้ลืมเรื่องของเราไปเสียเถอะค่ะ มันไม่มีค่าอะไร”
       “คุณบอกกับชายรุจเองดีกว่านะครับ”
       “ไม่ค่ะ ฉันคงไม่พบเขาอีกแล้ว ขอให้เรื่องจบลงเท่านี้เถอะ ขอตัวนะคะ”
      
       วาดดาวขอตัวแล้วแยกไป ธราธรมองตามพลางคิดในใจ คงช่วยอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว



       ได้ฟังที่พี่ชายเล่า ปวรรุจถึงกับนิ่งงัน สีหน้างุนงงและเหน็ดเหนื่อย
      
       “ไปอยู่ต่างประเทศถาวร หมายความว่าอะไรครับพี่ชายใหญ่”
       “คิดได้อย่างเดียว เธอคงแต่งงาน” ธราธรลำบากใจ แต่ต้องพูด
       ปวรรุจนิ่งงันไป
       “พี่กับชายภัทรได้วิเคราะห์เรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว ชายภัทรถึงพูดออกมาแบบนั้น อย่าโกรธกันเลยนะ”
       ปวรรุจเสียงเครือ “ไม่หรอกครับพี่”
       “พี่รู้ว่ามันเป็นเรื่องยาก แต่ชายรุจต้องทำใจ เข้มแข็งไว้”
       “ครับ”
       ปวรรุจสุดจะกลั้นน้ำตาไหลพรากออกมา แต่รีบเบือนหน้าหลบธราธร
       “ผมคงหลอกตัวเองอย่างที่ชายภัทรว่า มันเป็นสิ่งผมคิดอยู่ทุกวัน เขาคงมีรักใหม่ แต่ผมก็ปฏิเสธตัวเองมาตลอดว่ามันไม่ใช่ เขายังรักผมอยู่ ผมไม่กล้าที่จะคิดว่าเขามีชายอื่น” ปวรรุจสารภาพ
       “ความจริงมันเหมือนบาดแผล จะเยียวยามันได้ ก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดเสียก่อน ไม่อย่างนั้นแผลก็ไม่มีวันหาย” ธราธรปลอบน้อง
       “ครับพี่”
       ปวรรุจร้องไห้ออกมา ธราธรสงสารนักดึงน้องชายเข้ามากอดไว้ ชายรุจร้องไห้สะอื้นกับไหล่แข็งแรงของพี่ชายใหญ่
      
       ต่างจากบรรยากาศในห้องนั่งเล่นวังอรุณรัศมิ์ยามนั้น วรรณรสาและภาณุทัศนัยคุยกันอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสวยงาม มือถือเครื่องดื่มกันทั้งคู่ หญิงรสายังเขินอาย
       “ยังไงกันคะ พี่ชายทัศน์ เด็จกลับมาเมืองไทยครั้งนี้เพียงเพื่อมาพบหญิงจริงๆ หรือ”
       “หึหึ เด็จพ่อพูดเอาใจหญิงน่ะ ที่จริงพี่กลับมาด้วยเรื่องงาน”
       “หญิงว่าแล้วเชียว งานอะไรคะ”
       “เตรียมการประชุมโลกที่เจนีวา เรื่องกฎหมายทางทะเล พี่อยู่แค่ช่วงสั้นๆ สองสามวันเท่านั้น แล้วต้องรีบกลับไปเตรียมงานต่อที่สวิต”
       “ประทับอยู่แค่สองสามวันเองหรือคะ”
       “ค่ะ แต่ก็ดีใจเหลือเกินที่ได้พบหญิงแต้ว ไม่ต้องห่วงนะ เราจะใช้เวลาสามวันนี้ให้คุ้มค่าที่สุด พรุ่งนี้พี่จะมารับไปเหวยมื้อค่ำและฟังเพลงเพราะๆ กัน”
       “ค่ะ”
       “อ้อ พี่มีของขวัญให้หญิงแต้วด้วย รู้ว่าหญิงแต้วจะต้องโปรด”
       ภาณุทัศนัยเดินไปหยิบกล่องของที่วางแอบไว้มุมห้อง มาส่งให้ เมื่อวรรณรสาเปิดกล่องออก พบว่าเป็นตุ๊กตาไบลด์ ลิลลี่ ดอลล์ ผมสีบลอนด์ทองสวย ปากแดงเป็นรูปกระจับ”
       “อุ๊ย...ไบลด์ ลิลลี่”
       “จำได้ไหม ที่หญิงแต้วบอกว่าอยากได้เหลือเกิน ก่อนมาพี่แวะไปที่เยอรมันพอดี ก็เลยซื้อมาฝาก”
       “พี่ชายคะ หญิงบอกพี่ชายเมื่อหลายปีมาแล้ว ยังทรงจำได้อีกหรือคะ”
       “สิ่งที่หญิงบอกพี่ทุกอย่าง พี่ไม่เคยลืม”
       “ตอนนั้นหญิงยังเด็ก ยังอยากเล่นตุ๊กตา แต่ตอนนี้หญิงโตแล้วนะคะ”
       “จริงซีคะ พี่ลืมไปเลย หญิงแต้วไม่ใช่น้องหญิงองค์น้อยของพี่อีกแล้ว แต่ก็กรุณารับไว้เถอะนะ เพราะพี่ตั้งชื่อให้เธอแล้ว”
       “ชื่ออะไรคะ ก็ชื่อ ไบลด์ ลิลลี่อยู่แล้ว”
       “ไม่...ตัวนี้ชื่อ “หนูแต้ว” สำหรับหญิงแต้วของพี่”
       วรรณรสาหยิบไบลด์ ลิลลี่ออกมาดูอย่างชื่นชม
       “ค่ะ...หนูแต้ว”
       วรรณรสายิ้มเปี่ยมสุข ภาณุทัศนัยยิ้มอบอุ่น
      
       ตอนกลางวัน วันรุ่งขึ้น มีการจัดประชุมขึ้นที่ห้องประชุมของกระทรวงการต่างประเทศ วังสราญรมย์
       ผู้ร่วมประชุมมี ท่านอธิบดีเชษฐา ภาณุทัศนัย ปวรรุจ ปรีชาและทีมคณะที่จะเดินทางไปเตรียมการประชุมที่เจนีวาอีกสามสี่คน เป็นชายล้วน มีเลขาสาวช่วยบันทึกวาระการประชุมอีกนางหนึ่ง เอกสารวางกองเต็มตรงหน้าทุกคน ปวรรุจมองภาณุทัศนัยด้วยสีหน้าปลาบปลื้มในความสง่างามสมชายชาตรีราชนิกุลหนุ่ม
       เชษฐาเริ่มการประชุม
       “ท่านชายทัศน์เสด็จกลับมากรุงเทพฯ พอดี ผมก็เลยทูลเชิญท่านชายทรงอบรมพวกคุณให้เตรียมตัวให้พร้อม สำหรับการไปเตรียมการประชุมกฎหมายทางทะเลครั้งนี้ เป็นพระกรุณาของฝ่าบาทอย่างยิ่ง”
       “ไม่เป็นไรมิได้ พวกคุณคงอ่านเอกสารเรียบร้อยแล้วนะ มีข้อสงสัยอะไรรึเปล่า” ภาณุทัศนัยว่า
       “กระหม่อมติดใจคำศัพท์สองคำ คือ ทะเลอาณาเขต กับคำว่า ทะเลหลวง น่ะครับ ท่านชายทรงกรุณาอธิบายให้กระจ่างสักหน่อยแล้วแต่จะโปรด” ปรีชาเอ่ยขึ้น
       ท่านชายทัศน์หัวเราะ
       “ใช้คำปรกติสามัญเถอะครับ ไม่ต้องใช้คำหรู ขนาดนั้น เราจะต้องทำงานร่วมกันที่เจนีวาอีกร่วมเดือน ถือว่าคนกันเองก็แล้วกัน ท่านอธิบดีด้วยนะครับ”
       ทุกคนยิ้มกับความมีไมตรีของภาณุทัศนัย ท่านอธิบดีเชษฐายิ้มหน้าบ้าน ปวรรุจยิ่งเป็นปลื้มท่านชายทัศน์มากยิ่งขึ้น
      
       ขณะเดียวกันสามสาว วรรณรสา อ้าย และเอื้อย ต่างกำลังทานอาหารจีนอย่างเอร็ดอร่อยที่ภัตตาคารจีนในเยาวราช
       “หญิงขอบอกเลยนะ อาหารจีนเยาวราชของเรานี่แหละที่อร่อยที่สุด ไม่ว่าจะที่ฮ่องกง มาเก๊า หรือมาเลย์ ไม่มีใครสู้ของไทยได้” วรรณรสาเอ่ยขึ้น
       “อุ๊ย จริงเหรอ หนูอ้ายไม่รู้หรอก เพราะไม่เคยไปกินที่เมืองไหน นอกจากเยาวราชกับราชวงศ์”
       วรรณรสาหัวเราะคิกคัก
       “อย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องซีท่านหญิง ยังเล่าไม่จบเลย เมื่อคืนท่านชายตรัสกับท่านหญิงว่ายังไงอีก หลังจากเซอร์ไพรส์ด้วยการเด็จมาหาจากสวิต” เอื้อยถาม
       “ไม่ตรัสว่ายังไง แต่...มีของขวัญที่พี่ชายทรงซื้อมาจากเยอรมัน เห็นแล้วอย่าอิจฉานะ”
      
       สองแฝดอยากรู้ ลุ้นเต็มที่



       วรรณรสาหยิบตุ๊กตาไบลด์ ลิลลี่ ออกมาจากกระเป๋าสองแฝดอุทานลั่น
      
       “ไบลด์ ลิลลี่”
       ทั้งคู่รับตุ๊กตามาดู
       “สวยที่สุดเลย ผมบลอนด์เหมือนของจริงด้วย” อ้ายตื่นเต้นสุดๆ
       “ท่านทรงตั้งชื่อประทานด้วย ชื่ออะไรรู้ไหม”
       สองแฝดส่ายหน้า
       “ชื่อ...หนูแต้ว”
       สองแฝดส่งเสียงชอบใจ
       “พี่ชายทัศน์ยังทรงจำได้ว่าหญิงอยากได้ ไบลด์ ลิลลี่ เมื่อหลายปีก่อน สมัยยังเรียนไฮสกูลอยู่เลย”
       “ทรงจำแม่นยำขนาดนี้ แสดงว่า...ทรงรักท่านหญิงมากๆ คงรักมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์แน่ ๆ” เอื้อยยิ้มพราย
       “จริงเหรอ” วรรณรสาเคลิ้มฝัน “นี่ใช่ไหมที่เรียกว่า...ความรัก”
       วรรณรสารู้สึกหวามไหวขึ้นในใจ
      
       การประชุมเสร็จสิ้น บรรดาผู้เข้าร่วมประชุมทยอยกันออกจากห้อง ท่านอธิบดีเชษฐานำออกไป เหลือปวรรุจที่กำลังเก็บเอกสาร และภาณุทัศนัย ที่กำลังเก็บเอกสารเช่นกัน ชายรุจตรงเข้าไปหาท่านชายทัศน์ แนะนำตัว
       “ฝ่าบาท กระหม่อมยังไม่ได้แนะนำตัวให้ฝ่าบาท...”
       “อ้าว...ผมบอกแล้วไง ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ พูดปรกติธรรมดานั่นแหละ ผมไม่ถือ” ภาณุทัศนัยว่า
       “ขอบพระทัย...เออ ขอบคุณครับ ผมขอแนะนำตัวก่อน ผมหม่อมราชวงศ์ปวรรุจ จุฑา...”
       ภาณุทัศนัยโบกมือทันที
       “ไม่จำเป็นเลยคุณชาย ตอนนี้สังคมกรุงเทพฯ มีใครบ้างที่ไม่รู้จัก “ห้าสิงห์จุฑาเทพ” ผมรู้จักคุณดี คุณชายปวรรุจ คุณชายลำดับสองของจุฑาเทพ”
       “เหรอครับ ผมนึกว่าท่านชายอยู่ที่สวิตมานาน คงไม่รู้จักผมหรือตระกูลผมสักเท่าไหร่”
       “ถึงจะอยู่สวิต ผมก็ตามข่าวคราวเมืองไทยตลอดนะครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”
       ภาณุทัศนัยยื่นมือมาให้จับ ปวรรุจจับมือท่านชายทัศน์อย่างปลื้มปิติ
       “เป็นความกรุณาของท่านชายมากครับ ที่ให้เกียรติผมขนาดนี้ ที่จริงผมเองก็ขอแสดงความยินดีกับท่านชายด้วยเช่นกัน”
       “เรื่องอะไรมิทราบ”
       “เรื่องพระคู่หมั้นของท่านชายไงครับ หม่อมเจ้าหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์...ท่านหญิงแต้ว”
       ภาณุทัศนัยยิ้มเจื่อน
       “พูดเหมือนคุณรู้จักหญิงแต้วอย่างนั้น”
       “ครับ เคยรู้จักตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว เพราะผมเคยตามคุณย่าไปเที่ยวที่วังอรุณรัศมิ์อยู่บ่อยๆ ไปเป็นเพื่อนเล่นของท่านหญิงน่ะครับ”
       น้ำเสียงภาณุทัศนัยหยันนิดๆ “เป็นเพื่อนเล่นงั้นหรือ”
       “ใช่ครับ”
       “แล้วตอนนี้ล่ะ”
       “ไม่ได้เจอท่านหญิงอีกเลย คงจำกันไม่ได้แล้วละครับ”
       ภาณุทัศนัยมองปวรรุจอย่างประเมินบางอย่าง
       “ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยเถิด ว่าท่านหญิงวัยเด็กในมุมมองของคุณเป็นอย่างไร เชิญที่ห้องผมดีกว่า”
       “ครับ”
      
       ฝ่าย วรรณรสา อ้าย และเอื้อย คุยกันต่อพร้อมรับประทานทานไปด้วย
       “เดี๋ยว ท่านหญิง ยังไม่ได้เล่าเรื่องที่ท่าอากาศยานให้เรารู้เลย” อ้ายถามขึ้น
       “หืมม์ เรื่องอะไรเหรอ”
       เอื้อยรีบบอก “ก็เรื่องพี่น้องจุฑาเทพน่ะซีคะ คนที่ท่านหญิงเรียกว่า “พี่ชายรุจ” น่ะ”
       “อ๋อ....คุณชายปวรรุจ” วรรณรสาว่า
       “เขาจำท่านหญิงไม่ได้หรอกเหรอ” อ้ายแปลกใจ
       “คงอย่างนั้นมั้ง เพราะเราไม่ได้เจอกันอีกเลยตั้งแต่ที่คุณชายไปเรียนต่อที่อังกฤษกันหมด คุณย่าอ่อนก็ไม่ได้มาเยี่ยมหญิงอีกเลย”
       “ใครเป็นใครงงไปหมดแล้ว คุณย่าอ่อนคือใครคะ”
       วรรณรสารำลึกถึงความหลังในวัยเด็ก
      
       เมื่อยี่สิบปีก่อน หม่อมเจ้าหญิงวริษา ที่ยังสาวสวย นั่งอ่านหนังสืออยู่ในสวนสวยของวังอรุณรัศมิ์ พระองค์เจ้าฉัตรอรุณอุ้มท่านหญิงแต้ว หรือ วรรณรสา ชันษาขวบกว่าๆ อยู่ในอ้อมอก แลเห็นย่าอ่อนนั่งรับใช้ท่านหญิงอย่างใกล้ชิดอยู่ข้างๆ
       นมแจ่มรับวรรรสามาอุ้มแทน แล้ววางบนบนเบาะรถเข็น มีข้าราชบริพารทั้งชายและหญิงคอยดูแลอีกหลายคน บรรยากาศอบอุ่นงดงาม
      
       เสียงวรรณรสาบรรยาดังขึ้น
       “คุณย่าอ่อนเคยเป็นพระพี่เลี้ยงของท่านแม่มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนกระทั่งท่านแม่ทรงจากหญิงไป คุณย่าอ่อนก็ลาออกจากวัง แต่ก็ยังแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนหญิงเสมอ เพราะท่านรักหญิงมาก”
      
       อีกเหตุการณ์ต่อมาที่วรรณรสาจดจำได้แม่
       ย่าอ่อนในวัยวันที่ดูแก่กว่าเดิมอีกนิด ยืนยิ้มอยู่ที่สนามหน้าตึกวังอรุณรัศมิ์ เข้ากอดท่านหญิงวรรณรสาในวัยหกขวบ
       วรรณรสาอยู่ในชุดน่าเอ็นดู ข้างๆ เห็นนมแจ่ม และบัวสาวใช้ต้นห้องดูแลอยู่ มีถุงของฝากวางเต็มพื้น
       เสียงวรรณรสาเล่าบรรยายดังขึ้น “มาทีไร คุณย่าก็จะพาหลานชายของย่าอ่อนทั้งห้าคนมาเป็นเพื่อนเล่นของหญิงเสมอ เพราะท่านกลัวว่าหญิงจะเหงา”
       “ท่านหญิงแต้วของหม่อมฉัน ทอดเนตรซีเพคะ ดูว่าวันนี้มีใครมาเป็นเพื่อนเล่นท่านหญิงบ้าง”
       วรรณรสามองตรงไป แล้วทำหน้าเบื่อ ย่าอ่อนกวักมือเรียกคุณชายทั้งห้า
       “มาเร้วหนุ่มๆ”
       ที่ข้างรถหรู คุณชายทั้งห้า แต่งตัวเรียบร้อย สวมกางเกงขาสั้น ผูกหูกระต่าย ใส่เอี้ยม แต่งตัวแต่งชุดเป็นเสื้อทีมทั้งห้าคน ไล่ตั้งแต่ธราธรวัย 13 ปวรรุจ และพุฒิภัทร วัย 12 เท่ากัน รัชชานนท์ วัย11 และรณพีร์วัย10 ขวบ คุณชายทั้งห้าเดินตรงมาพร้อมกันทั้งทีม ด้วยลีลาเฉพาะตัว
       ธราธรเดินอย่างองอาจมั่นคง ขนาบด้วยปวรรุจ และพุฒิภัทร ที่ดูสุขุม ส่วนรัชชานนท์ที่ดูซุกซน คอยวิ่งไล่จับรณพีร์ที่วิ่งหายไป ดึงให้มาเข้าทีมอีกครั้ง
      
       ภายในร้านอาหารจีน อ้ายและเอื้อยฟังแล้วต่างอุทานออกมาพร้อมกัน
       “เด็กพวกนั้นคือคุณชายจุฑาเทพ”
       “คุณย่าอ่อนเป็นคุณย่าของคุณชายทั้งห้า” เอื้อยตื่นเต้น
       “ใช่จ้ะ หญิงถึงรู้จักคุณชายตั้งแต่สมัยเด็กไง”
       “แล้วทำไมต้องทำพักตร์บึ้งตึง ไม่โปรดหรอกหรือคะ” อ้ายถาม
       “ฮึ...เด็กผู้ชายน่าเบื่อจะตาย”
      
       ภาพครั้งวัยเด็กผุดขึ้นในความคิดของวรรณรสาหลังประโยคนั้น



       ครั้งนั้นที่สนามหน้าวังอรุณรัศมิ์ เด็กชายทั้งห้ามายืนเรียงแถวตรงหน้าวรรณรสา คุณชายทั้งห้ามองท่านหญิงอย่างรำคาญ วรรณรสาเองก็มองทั้งห้าอย่างรังเกียจ เสียงย่าอ่อนเอ็ดขึ้น
      
       “อ้าว...หนุ่มๆ ทำไมเสียมารยาทอย่างนี้ ถวายบังคมท่านหญิงซี”
       นั่นแหละทั้งห้าถึงยอมคำนับ วรรณรสาค่อยยิ้มออก แต่แล้วก็สะดุ้ง เพราะรณพีร์แลบลิ้นใส่ แถมรัชชานนท์หัวเราะร่าชอบอกชอบใจ ท่านหญิงหน้าง้ำ
      
       เวลาต่อมา พี่น้องทั้งห้ากำลังสนุกสนานเมามันด้วยการเล่นปาลูกบอลอยู่ในบึงน้ำกว้างในสวนของวัง ส่งเสียงเอะอะ รณพีร์และรัชชานนท์ใส่ห่วงยางอยู่ในน้ำตื้น
       วรรณรสากอดตุ๊กตากระต่ายตัวเก่าไว้ มองเหล่าเด็กชายเล่น และอยากลงไปเล่นบ้าง แต่ไม่มีใครชวนลูกบอลกระเด็นมาใกล้หญิง ปวรรุจวิ่งมาเก็บลูกบอลแล้วปากลับไป
       “หญิงอยากลงไปเล่นบ้าง”
       “ไม่ได้ ท่านหญิงห้ามลงน้ำเด็ดขาด”
       “แล้วทำไมพวกพี่ชายถึงลงได้”
       “หม่อมเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแออย่างท่านหญิง”
       ชายรุจจะวิ่งไป หญิงแต้วรีบพูด
       “ยังไปไหนไม่ได้นะ พี่ชายรุจต้องเล่นกับหญิง”
       “ไม่”
       “ถ้าไม่ หญิงจะไปฟ้องคุณย่าอ่อนว่าพี่ชายรุจดื้อกับหญิง”
       ชายรุจนิ่งอึ้งไป หญิงแต้วหน้าเชิดเต็มที่
      
       ในเวลาเดียวกันปวรรุจกำลังเล่าเรื่องในอดีตให้ท่านชายฟัง ในห้องทำงานของชายทัศน์ ที่มีห้องเชื่อมไปยังห้องเก็บเอกสารด้านใน
       “ครับ ที่พวกเราสนุกกันเพราะเราเล่นกันเองมากกว่า ท่านหญิงไม่ได้ทรงเล่นกับพวกเราเลย”
       ทัศน์มองรุจอย่างประเมิน มีแววไม่พึงใจอยู่นิดๆ “แล้วพอหญิงแต้วขู่อย่างนั้นคุณทำยังไง”
       ปวรรุจเจื่อนไปนิดหน่อย นึกถึงคำพูดของวรรณรสาแล้วสะเทือนใจวูบขึ้นมาเล็กๆ
       “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมก็ต้องยอมเล่นกับท่านหญิงจนได้”
       “เล่นอะไรกัน”
       “ขี่ม้าส่งเมืองน่ะครับ”
       ชายทัศน์หัวเราะ ปวรรุจหัวเราะตาม ไม่ทันรู้ว่าสายตาของชายทัศน์นั้นมีแววดูถูกเล็กๆ
      
       ฟากอ้ายและเอื้อยฟังเรื่องของสองคนอย่างรื่นรมย์
       เอื้อยซักถามต่อ “ตกลงคุณชายรุจเป็นคนเดียวที่ยอมเล่นกับท่านหญิงเหรอคะ”
       “ใช่”
       “แค่ขู่ว่าไปฟ้องคุณย่าอ่อนก็ยอมแล้ว” อ้ายซักอีก
       “จริงๆ ไม่ใช่แค่เท่านี้หรอก หญิงพูดมากกว่านั้นอีก”
       “พูดว่าอะไรคะ” อ้ายอยากรู้เต็มทน
       ใบหน้าวรรณรสาสลดลงไปนิดหนึ่ง เมื่อนึกถึงภาพจำที่เกิดขึ้นที่บึงน้ำในสวนอรุณรัศมิ์ครั้งอดีต
      
       วันนั้นวรรณรสาหน้าเชิด พูดชัดถ้อยชัดคำอย่างวางอำนาจ
       “พี่ชายรุจต้องรับใช้หญิง เพราะพี่ชายรุจเป็นคนรับใช้ คุณย่าอ่อนบอกว่าแม่ของพี่ชายรุจก็เป็นคนรับใช้เหมือนกัน”
       ปวรรุจโกรธตัวสั่น พูดเสียงดัง
       “หม่อมไม่ใช่คนรับใช้ ถึงจะทรงเป็นเจ้าหญิงหน้ามอมมาจากไหน ก็ใช่ว่าจะมาออกคำสั่งกับหม่อมได้”
       “อย่ามาขึ้นเสียงนะ คุณชายคนรับใช้ คุณชายก้นครัว”
       ปวรรุจโมโหดึงกระต่ายจากมือของวรรณรสา ท่านหญิงพยายามแย่งคืน
       “เอาคืนมานะ”
       ปวรรุจขู่ “ถ้าว่าหม่อมอีก หม่อมจะฉีกกระต่ายเน่านี่ทิ้ง แล้วหม่อมจะไม่พูดกับท่านหญิงอีกเลยแม้แต่คำเดียว หม่อมจะถือว่า ท่านหญิงเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ แต่หม่อมเป็นประชาชนต่ำต้อย หม่อมจะไม่อาจหาญพูดด้วยเลยตลอดชีวิต”
       วรรณรสาตะลึงไป แล้วสะอื้นออกมา ปวรรุจมองอย่างตกใจ
       “ท่านหญิงอย่าร้องนะ เอ้า คืนแล้ว”
       ปวรรุจส่งกระต่ายเน่าคืนให้วรรณรสา แต่ท่านหญิงยังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่เหมือนเดิม
       “อ้าว...คืนแล้วทำไมท่านหญิงยังทรงร้องไห้อยู่ล่ะ”
       “ก็พี่ชายจะไม่พูดกับหญิงแล้ว พี่ชายใจร้าย”
       ปวรรุจนิ่งงันไปเพราะวรรณรสาห่วงเรื่องไม่พูดด้วย ยิ่งกว่าห่วงตุ๊กตากระต่าย ชายรุจใจอ่อนยวบลง
       “หม่อมพูดด้วยก็ได้ แต่ท่านหญิงอย่าทรงเรียกหม่อมว่า คุณชายก้นครัวอีก”
       “ไม่พูดอีกแล้ว หญิงขอโทษพี่ชาย”
       ปวรรุจยิ้มออก โค้งคำนับให้ “ขอบพระทัยฝ่าบาท ท่านหญิงทรงอยากเล่นอะไรดี”
       “ขี่ม้าส่งเมือง”
       วรรณรสายิ้มหน้าบานแฉ่ง
      
       ไม่นานต่อมาวรรณรสาขี่หลังปวรรุจวิ่งไปรอบๆ สนาม วรรณรสาหัวเราะเอิ๊กอ้ากชอบใจ ปวรรุจพลอยหัวเราะตาม
       วรรณรสายังรำลึกถึงความหลังอย่างสุขใจ
       “น่ารักจัง คุณชายปวรรุจ” เอื้อยว่า
       อ้ายคาใจเรื่องเมื่อวาน “แต่เมื่อวานคุณชายกลับมองท่านหญิงเหมือนอากาศธาตุ”
       “เขาคงลืมไปหมดแล้วละ เพราะจากนั้นไม่นานเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย หลังจากท่านพ่อและหม่อมทั้งสี่ของคุณชายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตพร้อมกัน คุณชายก็ถูกส่งตัวไปเรียนต่อที่อังกฤษ”
       เอื้อยท้วง “แต่ท่านหญิงยังจำคุณชายได้”
       “หญิงไม่เคยลืม “พี่ชายรุจ” หรอก แต่ทางเขาคงจำหญิงไม่ได้อีกแล้ว”
       วรรณรสายิ้มเศร้าๆ ให้กับอดีต
       “ผู้ชายลืมง่ายจริง ๆ ท่านหญิงลืมเรื่องนายคุณชายก้นครัวคนนี้ดีกว่า แล้วเรามาหาเรื่องสนุกๆ ทำกัน” อ้ายว่า
       “เรื่องอะไรเหรอ” วรรณรสาตื่นเต้น
       อ้ายกระซิบข้างหู วรรณรสาหัวเราะพยักหน้าเห็นด้วย
      
       เอื้อยเนื้อเต้นอยากรู้ด้วย “หนูอ้าย บอกบ้าง อยากรู้”

      ทางด้านปวรรุจเล่าเรื่องวรรณรสาทั้งหมดจบลงพอดี ภาณุทัศนัยถามขึ้น
      
       “แล้วตอนนี้ถ้าคุณชายเจอหญิงแต้ว จะยังจำได้อยู่รึเปล่า”
       “ไม่แน่ใจครับ เพราะตอนนั้นท่านหญิงยังเด็กเหลือเกิน ชันษาคงไม่เกินเจ็ดขวบ”
       “อืมม์ ผมไม่รบกวนคุณชายแล้ว กลับไปทำงานเถอะ”
       “ครับ”
       ทั้งสองลุกจากเก้าอี้ ปวรรุจทำความเคารพแล้วจะออกจากห้องไป ท่านชายทัศน์เอ่ยขึ้น
       “อ้อ ขอบอกอะไรอย่างคุณชาย”
       “ครับ”
       “กับผม ผมอนุญาตแล้วให้ใช้คำสามัญ แต่กับหญิงแต้ว คุณชายควรจะพูดถึงอย่างให้เกียรติในพระยศของท่านหญิง เข้าใจว่าเป็นเพื่อนเล่นมาตั้งแต่สมัยเด็ก แต่ก็ไม่ควรพูดถึงโดยขาดความเคารพแบบนี้”
       ปวรรุจอึ้งไปทันที พูดไม่ออก ภาณุทัศนัยมองมาอย่างเย็นชา ปวรรุจคำนับ พูดเสียงหยันนิดๆ
       “เป็นความเลินเล่อของกระหม่อมเอง ฝ่าพระบาทโปรดประทานอภัย”
       ปวรรุจมองตอบด้วยสายตานิ่งอย่างหยั่งไม่ถึง ก่อนที่จะออกจากห้องไป ภาณุทัศนัยรู้ว่าถูกหยันเข้าแล้ว สีหน้าเครียด
      
       ขณะเดียวกันที่ห้องโถงกลางบ้านคุณนายทองสุข มีโต๊ะตั้งอยู่สองสามโต๊ะ ขาไพ่นั่งเต็มทุกโต๊ะ ที่พื้นมีวงไพ่เล่นไพ่ตอง ย่าอ่อนนั่งกับ คุณนายทองสุข คุณนายสดใส และคุณนายมิ่ง ถือไพ่ในมือรอบสุดท้ายแล้ว ไพ่กองกลางเหลือน้อยลงทุกที ถึงคราวย่าอ่อนจะต้องทิ้งไพ่ ทองสุขถือไพ่เต็มมือ เตรียมน็อคมืด
       “ทิ้งดี ๆ นะคะคุณนาย อิชั้นรออยู่”
       “เฮ้อ...แจกไพ่ยังไง ไม่มีไพ่สวยเล้ย ตานี้ท่าจะเหลว เอ้า ทิ้งแล้ว”
       ย่าอ่อนทิ้งไพ่ ทองสุขร้องเอะอะ
       “ฮะเหย ฮะเหย คุณนายโง่เจ้าค่ะ อิชั้นน็อคมืดในมือ คุณนายต้องเสียสองต่อนะเจ้าคะ รอบวงเลยด้วย”
       “เฮ้ย” ย่าอ่อนหงุดหงิด “เสียมาตั้งแต่เช้าแล้ว วันนี้มือไม่ขึ้นเลย”
       “มือไม่ขึ้น หรือว่าสติสตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคะคุณนาย เห็นเหม่อไปถึงไหนๆ ไม่นับพ่งนับไพ่เลย อิชั้นเลยพลอยเสียไปกับเขาด้วย” สดใสบ่นว่า
       “มีเรื่องกลุ้มใจน่ะซี” ย่าอ่อนบอก
       มิ่งสนใจ “เรื่องอะไรเหรอคะ”
       “เรื่องคู่ครองของหลานชายฉันนี่แหละ”
       “เอ๊ะ คุณชายทั้งห้า ยกเว้นคุณชายธราธร คุณนายก็จับคู่ให้หมดแล้วนี่คะ” ทองสุขแปลกใจ
       “ยังค่ะ ยังมีคุณชายรุจ อีกคนไง” สดใสรู้ดี
       “เมื่อก่อนไม่เห็นกลุ้ม แล้วตอนนี้มากลุ้มเรื่องอะไร” ทองสุขสงสัย
       ย่าอ่อนถอนใจยาว “เฮ้อ...ชายรุจกำลังกลับไปหาแม่คนรักเก่าเขาน่ะซี”
       คุณนายทั้งสามมองหน้ากัน
      
       ปวรรุจผู้เป็นต้นเหตุการเสียไพ่ของย่าอ่อน กำลังค้นหนังสือเกี่ยวกับกฎหมายทางทะเล อยู่ที่ชั้นหนังสือในห้องสมุดกระทรวง ได้ยินเสียงคุยเบาๆ อยู่ตรงสุดทางเดิน ปวรรุจรุจเดินผ่านมาเห็นภาณุทัศนัยกับปรีชา คุยกันเสียงเบาๆ พอได้ยิน อยู่ที่โต๊ะด้านใน
       “คุณชายรุจใช้เส้นสายรึเปล่า ถึงได้รับเลือกให้ไปทำงานที่สวิตครั้งนี้” ภาณุทัศนัยปรารภ
       “เปล่าครับ คุณชายรุจทำงานดีมาก ทางผู้ใหญ่และท่านอธิบดีก็ลงความเห็นว่าคุณชายเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงที่จะทำงานนี้ ท่านชายมีปัญหาอะไรเหรอครับ” ปรีชาแปลกใจ
       “เปล่า ผมแค่กลัวเรื่องประวัติส่วนตัวเท่านั้นเอง”
       “ทำไมเหรอครับ”
       “คุณก็รู้ใช่ไหม ว่าคุณชายคนนี้ ชาติกำเนิดไม่ได้เหมือนพี่ๆ น้องๆ เพราะเกิดจากแม่ที่เป็นต้นห้องของเมียใหญ่อีกที สรุปก็คือ เป็นลูกจากเมียคนใช้ นั่นเอง”
       ปวรรุจนิ่งงันไป ไม่นึกว่าราชนิกุลรูปงามที่ตนปลาบปลื้ม จะพูดออกมาเช่นนี้
       “แต่ยังไงคุณชายก็เป็น หม่อมราชวงศ์ นะครับ”
       “โดยตามลำดับชั้นก็ใช่ แต่ลูกคนใช้ ก็เป็นคนใช้อยู่วันยังค่ำ ไม่งั้นเขาจะเรียกกันในวงสังคมเหรอว่า “คุณชายก้นครัว” หรือว่าคุณไม่เคยได้ยิน”
       ปวรรุจโกรธ เม้มปากแน่น
       “ก็เคยได้ยินครับ แต่ทางผู้ใหญ่ไม่มีใครเห็นว่าจะเป็นปัญหาอะไรกับการทำงาน”
       ภาณุทัศนัยยังตั้งแง่ “ทางเราไม่เห็น แต่ฝรั่งเขาเห็น โดยเฉพาะเจ้าทางยุโรป บางสมาคม
       น่ะ ถ้าเขาสืบประวัติทั้งทางพ่อแม่ รู้ว่าไม่ได้สืบสายเลือดเจ้ามาจริงๆ เขาจะคัดออกจากกลุ่มไปเลย ไม่มีวันได้เข้าสมาคมชั้นสูงกับเขาหรอก”
       “เหรอครับ”
       “ถ้าเป็นผม คุณชายคนนี้ประวัติไม่ผ่าน ไม่น่าไปร่วมงานสำคัญระดับโลกแบบนี้ ไม่รู้ทางผู้ใหญ่คิดอะไรกันอยู่”
       ปวรรุจเดินเลี่ยงออกมา พยายามระงับอารมณ์เต็มที่
      
       ที่วงไพ่บ้านคุณนายทองสุข ย่าอ่อนถือไพ่ชุดใหม่ เช่นเดียวกับขาไพ่ทุกคน
       “เอ...แล้วสาวๆ ตระกูลเทวพรหม ไปข้างไหนเสียหมดล่ะคะ” สดใสเอ่ยขึ้น
       “หมดกรุแล้วน่ะซี ถึงขั้นต้องจับคู่หลานสาว อย่างหม่อมหลวงศินีนุชให้คู่กับชายเล็ก ตอนนี้ไม่มีลูกมีหลานของเทวพรหมคนไหนคู่กับชายรุจอีกแล้ว” ย่าอ่อนบ่น
       ทองสุขหัวเราะคิก “ที่ไม่หาให้ก็เพราะเห็นชายรุจเป็น ชายก้นครัว ไม่ใช่เหรอคะ”
       ย่าอ่อนฉุน “นี่ไม่ต้องมาค่อนฉันหรอก แม่ทองสุข ก็มันลูกแม่ช้องนาง ลูกคนใช้
       จะมาตีเสมอพี่ๆ น้องๆ เขาได้ยังไง ว่าแต่ตอนนี้เถอะ ฉันกลุ้มใจกลัวว่าชายรุจจะกลับไปคืนดีกับยายวาดดาว แม่สาวนอกนั่น”
       “เอ...เดี๋ยวนะคะคุณนาย เท่าที่อิชั้นจำได้ น่าจะมีหลานของเทวพรหมหลงเหลืออยู่นะคะ”ทองสุขบอก
       ย่าอ่อนสนใจ “หา....ยังเหลือเหรอ ใคร”
       “ก็น้องชายคนสุดท้องของคุณชายเทวพันธ์น่ะซีคะ รู้สึกจะชื่อ วรพันธ์อะไรนี่ละค่ะ เห็นว่าไปได้เมียเป็นสาวชาวบ้าน อยู่หัวเมืองทางใต้ มีลูกสาวอยู่คนค่ะ” ทองสุขบอก
       “ลูกสาว ถ้าอย่างนั้นก็ยังเหลือหม่อมหลวงอีกคนน่ะซี”
       “คงอย่างนั้นมังคะ”
       ย่าอ่อนทิ้งไพ่ลงกลางวงทันที
       “อ้าว ไม่เล่นต่อเหรอคะคุณนาย” มิ่งแปลกใจ
       “เลิกก่อน ต้องรีบไปรายงานคุณพี่ ฉันไปละ”
       “เดี๋ยวค่ะ แล้วหนี้ที่ต้องจ่ายอิชั้นล่ะ” ทองสุขทวง
       “จดไว้ก่อน แล้วมาใช้วันหลัง”
       ย่าอ่อนออกจากเรือนไป คุณนายสดใส เปิดไพ่ย่าอ่อนออกดู แล้วตบเข่าฉาดใหญ่
      
       “ว่าแล้วเชียว ไพ่เข้าคู่ไม่ได้ เลยรีบเผ่น”



       เวลาต่อมาเพียงไม่นาน ย่าอ่อนกำลังรายงานเรื่องที่ฟังมาจากวงไพ่ บ้านคุณนายทองสุขต่อหม่อมเอียดที่มีสีหน้าฉงน
      
       “มีทายาทอีกคนเหรอ แม่อ่อนไปเอาข่าวนี้มาจากไหนล่ะ”
       “แม่ทองสุขเขาเล่าค่ะ”
       ย่าอ่อนพูดเท่านั้นก็ชะงักไป หลบตาพี่สาว
       “อ้อ ไปบ้านแม่ทองสุขเขามาอีกละซี เสียไปเท่าไหร่ล่ะ”
       “เปล่านะคะคุณพี่ น้องไปเจอเขาที่ตลาดต่างหาก ไม่ได้ไปได้เสียอะไรกับเขาสักหน่อย แล้วคุณพี่จะเอายังไงดีคะ เรื่องหม่อมหลวงคนนี้”
       “ก็ไปถามไถ่คุณเทวพันธ์เขาให้รู้เรื่อง แล้วค่อยตกลงกัน”
       “ขอบคุณค่ะคุณพี่ งั้นน้องถือว่าคุณพี่อนุญาตแล้วนะคะ จะได้จัดการเสียให้เรียบร้อย แม่หัวนอกนั่นจะได้เลิกรากันไปเสียที”
       “แม่อ่อน แล้วถ้าเกิดชายรุจกับแม่วาดดาวเขารักกันจริงล่ะ”
       “อุ๊ย...รักกันจริงก็ไม่ได้หรอกค่ะ ทางเราเป็นหม่อมราชวงศ์ จะไปดองกับลูกพ่อค้าวาณิชได้ยังไง ยศถาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่งแห่งหนอะไรไม่มีสักอย่าง”
       ย่าอ่อนว่าพลางค้อนลมแล้งตามประสา หม่อมเอียดมองน้องสาวอย่างขำๆ
      
       ด้านปวรรุจยังค้นเอกสารต่อ พยายามไม่คิดเรื่องที่ถูกภาณุทัศนัยนินทาว่าร้ายและดูแคลน และกำลังเปิดประตูด้านในเข้าไปในห้องเอกสารสำคัญ
       ขณะที่ปวรรุจกำลังค้นเอกสารอยู่ ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะแว่วมาจากประตูด้านที่เชื่อมต่อกับห้องทำงานของภาณุทัศนัย
       “ท่านชายขา อย่ามาปดสมรเลย ไม่เชื่ออีกแล้วละ”
       “ทำยังไงล่ะ สมรถึงจะเชื่อฉัน”
       ปวรรุจมองจากบานเกล็ด แลเห็นสายสมร สาวสังคมแต่งหน้าแต่งตัวหรู กำลังนั่งเบียดอยู่กับเก้าอี้ทำงานของภาณุทัศนัย แขนโอบรอบคอชายทัศน์อยู่
       “ก็ต้องอยู่กับสมรตลอดสามวันที่ท่านชายอยู่พระนครน่ะซีคะ”
       “อย่าลืมนะที่รัก ว่าฉันต้องแบ่งเวลาให้คู่หมั้นฉันบ้าง”
       “ฮึ...งั้นสมรไม่เชื่อท่านอีกแล้ว”
       สายสมรลุกไปที่หน้าต่าง ทำท่างอน ชายทัศน์เปิดลิ้นชัก แล้วหยิบสร้อยมุกออกมาจากกล่อง เดินมาเบื้องหลังสมร แล้วคล้องสร้อยมุกให้ที่คอ
       “อุ๊ย...อะไรคะ”
       “ของขวัญให้เธอไง ชดเชยกับเวลาที่ฉันให้เธอได้ไม่เต็มที่ ไง...เชื่อใจฉันบ้างแล้วหรือยัง”
       “ท่านชายขา”
       สายสมรดูสร้อยมุกอย่างปลาบปลื้ม แล้วหันมาโอบกอด และจูบปากท่านชายทัศน์อย่างดูดดื่ม
       ปวรรุจผละจากการแอบดูทันทีด้วยความตกใจ
      
       แขเลขาหน้าห้องภาณุทัศนัยกำลังพิมพ์งานอยู่ วรรณรสาเดินหยุดตรงมาหน้าห้อง แขเงยหน้าขึ้นมอง วรรณรสายิ้มให้
       “สวัสดีค่ะ มีอะไรให้รับใช้คะ”
       “เออ...ดิฉันมาพบท่านชายทัศน์ค่ะ”
       แขขมวดคิ้วทันที พูดเสียงห้วน “เออ นัดไว้รึเปล่า”
       “ไม่ได้นัดค่ะ”
       “จะให้ทูลท่านว่าใครขอพบ”
       วรรณรสาเจื่อนๆ ไปกับท่าที
       “บอกว่าฉันชื่อรสาค่ะ”
       แขมองรสาเท้าจรดหัว เพราะคิดว่าคงเป็นนางโลมมาพบอีกนาง
       “รอสักครู่ เพราะท่านชายมีแขก”
       แขผายมือไปที่เก้าอี้มุมโถง วรรณรสาเดินไปนั่งอย่างงง ๆ ในท่าที แขมองมาอีกอย่างดูแคลน ก่อนเปิดประตูเข้าไป
      
       แขเดินมาหน้าห้อง เคาะประตูเบาๆ ภายในห้อง ภาณุทัศนัยกำลังหัวเราะชนแก้วกับสายสมรอย่างครึกครื้น
       “ท่านชายคะ”
       ท่านชายทัศน์มีสีหน้าหงุดหงิด ขณะเดินมาเปิดประตู
       “มีอะไร”
       “มีสาวมารอพบอีกนางนึงค่ะ” แขว่า
       “ใคร ฉันไม่ได้นัดไว้นี่”
       “ไม่ทราบค่ะ”
       “ชื่ออะไร”
       “บอกว่าชื่อรสาค่ะ”
       ภาณุทัศนัยตกใจมาก “หา...รสา! ท่านหญิงวรรณรสาใช่ไหม”
       “หา...ท่านหญิงเหรอคะ”
       ภาณุทัศนัยหันมามองดูสายสมร ที่กำลังดึงเสื้อผ้าให้เข้าที่
      
       ท่านอธิบดีเชษฐาเดินผ่านมาพอดี วรรณรสานั่งอยู่ เชษฐาเขม้นมอง
       “เออ....ท่านหญิงวรรณรสาใช่ไหมกระหม่อม”
       “ค่ะ” วรรณรสางงๆ
       “คงทรงจำกระหม่อมไม่ได้ กระหม่อมอธิบดีกองยุโรปเชษฐา ฉัตรชัย”
       วรรณรสาลุกขึ้นเมื่อท่านอธิบดีทำความเคารพ
       “ท่านอธิบดี รู้จักฉันเหรอคะ”
       “รู้จักดีเชียวกระหม่อม เพราะหม่อมเคยพบท่านหญิงเมื่อสองปีก่อนที่งานการกุศลที่วังอรุณรัศมิ์ ท่านหญิงทรงไวโอลีนได้ไพเราะเหลือเกิน”
       “ขอบคุณค่ะ”
       “ท่านหญิงเด็จมาพบท่านชายทัศน์ใช่ไหมกระหม่อม”
       “ค่ะ แต่เห็นว่าพี่ชายมีแขกอยู่”
       “เอ...หม่อมไม่เห็นมีใคร เชิญท่านหญิงเด็จเข้าเฝ้าเลยดีกว่า”
       “ค่ะ”
      
       ส่วนภาณุทัศนัยรู้ก็เอะอะใส่คุณแข
       “ไปบอกท่านหญิง ว่าฉันไม่อยู่”
       “แต่ดิฉันบอกไปแล้วว่าท่านชายอยู่นี่คะ”
       “เอ...จะเอาไงดี”
       “ก็ไม่เห็นต้องทำยังไง ก็ทูลเชิญท่านหญิงเด็จเข้ามาเลยซีคะ” สายสมรสอดขึ้น
       ภาณุทัศนัยตวาด “เธอ หุบปาก! ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”
       สมรสะบัดหน้าใส่ท่านชายทัศน์
       เสียงประตูโถงหน้าเปิดเข้ามา แขหันไปมอง
       “คุณพระ ท่านอธิบดีนำเสด็จท่านหญิงเข้ามาแล้วค่ะ”
       “ไปรับหน้าไว้ก่อน”
      
       ภาณุทัศนัยปิดประตูทันที



       อธิบดีเชษฐาพาวรรณรสามาถึงหน้าห้องภาณุทัศนัยแล้ว แขรีบไหว้ขอโทษขอโพย
      
       “ท่านหญิง ประทานอภัยหม่อมฉันด้วยเพคะไม่ทราบจริงๆ ว่าท่านหญิงคือ ท่านหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์”
       “ไม่เป็นไร เพราะฉันก็ไม่ได้บอกเธอนี่”
       “อ้าว...แล้วท่านชายมีแขกอยู่รึไง”
       “ค่ะ....” แขปด
       “งั้นรายงานท่านเลยซี” เชษฐาเร่ง
       “ถ้ามีงานอยู่ ฉันรอก่อนก็ได้ค่ะ” วรรณรสาว่า
       “อย่างน้อยทูลให้ท่านทรงทราบก่อนก็ดีนะครับ”
       แขลังเล
       “ค่ะ ค่ะ จะเข้าไปทูลเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ”
       แขรีบผลุบกลับเข้าห้องไป
      
       แขเข้ามาในห้องขณะที่ท่านชายทัศน์ กำลังหาทางออกอยู่
       “ท่านชายคะ ท่านอธิบดีให้ท่านหญิงรออยู่หน้าห้องค่ะ”
       สมรหัวเราะขัน “ฮิฮิ ก็แสดงว่าหมดทางหนีแล้วซีคะท่านชาย ทำตามที่สมรแนะนำดีกว่า บอกไปเลยว่าสมรเป็นเมียท่านทูตไทยประจำเกาะฮ็อกไกโดก็ได้ค่ะ ฮิฮิ”
       ภาณุทัศนัยตวาด “ฉันบอกแล้วว่าให้หุบปาก”
       สายสมรทำหน้าแสยะ
       “เอาไงดีคุณแข ออกทางหน้าต่างดีไหม”
       “ว้าย ไม่ค่ะ สมรไม่ปีนออกไป สมรกลัวความสูง”
       แขมองไปที่ประตูเชื่อม ซึ่งออกไปยังห้องเอกสารและห้องสมุด
       “งั้น....ประตูออกไปที่ห้องเอกสารค่ะท่าน”
       ชายทัศน์มองไป แล้ววิ่งไปเปิดประตู แต่ประตูฝืดมาก
       “มาช่วยเปิดที”
       ภาณุทัศนัยและแขมาช่วยกันปิดลูกบิดประตู
      
       ปวรรุจยังค้นเอกสารต่อเนื่อง เห็นว่าลูกบิดประตูกำลังถูกบิดอย่างลำบาก พร้อมเสียงกระแทกประตูเข้ามา ชายรุจเลยไปช่วยเปิดประตูให้ ร่างของภาณุทัศนัยและแขเลยเซเข้ามา ปวรรุจช่วยประคองทั้งคู่ ใช้ราชาศัพท์เต็มรูป จงใจประชด
       “ฝ่าพระบาททรงมีอะไรให้กระหม่อมรับใช้”
       ภาณุทัศนัยรู้สึกเสียหน้า “ไม่มีอะไร บอกแล้วไงไม่ต้องพูดเต็มยศ”
       “กระหม่อมมิบังอาจ เดี๋ยวจะถูกตำหนิได้อีกเรื่องพูดจาไม่เหมาะสม”
       ท่านชายทัศน์ยิ่งเคือง จ้องหน้าปวรรุจ ที่ไม่แสดงอาการใดๆ สมรเดินมาดูหัวเราะคิกคัก
       “ต้องมาออกช่องน้อยนี่น่ะเหรอคะ แหมดีจัง มีประตูลับส่วนตัวด้วย”
       “เธอกลับไปได้แล้ว คุณชายวานหน่อยเถอะ ช่วยพาคุณสมรออกไปส่งหน้าตึกที”
       “ได้กระหม่อม”
       “ขอบใจ”
       ปวรรุจมองภาณุทัศนัยอย่างหยันนิดๆ ท่านชายทัศน์รู้ว่าถูกหยันด้วยสายตายิ่งโกรธ และเสียหน้า จึงกลับเข้าห้องพร้อมแข
       “ขอบคุณนะคะคุณชาย”
       แขปิดประตู
       “เชิญครับคุณสมร”
       “หน้าคุ้นจัง เป็นคุณชายเหรอคะ”
       “ครับ”
       “แหม...ข้าราชการกระทรวงนี้ เจ้าเต็มไปหมดเลยนะคะ แล้วก็สมาร์ททุกคนเลย” สายสมรว่า
       “เชิญครับ”
       สมรเดินทิ้งสะโพกออกไป ปวรรุจจะออกตาม แต่ยินเสียงแว่วมาจากห้องทำงานภาณุทัศนัย ซึ่งที่แท้เป็นวรรณรสาเข้าไปในห้อง
       “หญิงแต้ว ไม่บอกพี่ชายก่อนล่ะคะว่าจะเด็จมาหา”
       “หญิงจะเซอร์ไพรส์พี่ชายไง”
       ปวรรุจนิ่งไปกับคำว่า “หญิงแต้ว” มองผ่านบานเกล็ดเข้าไปในห้องอีกครั้ง แต่เห็นวรรณรสาจากทางเบื้องหลัง
       ฟากวรรณรสา สังเกตเห็นว่ามีใครมองผ่านบานเกล็ดหลังประตู
       “เอ...ไม่เห็นแขกที่เข้าพบพี่ชายเลย”
       “ไม่มีหรอกค่ะ คุณแขเข้าใจผิดน่ะ พี่กำลังโทร.ทางไกลไปสถานทูตสวิต ก็เลยบอกว่าห้ามใครรบกวนตอนนี้”
       ปวรรุจลุ้นอยากให้วรรณรสาหันมา แต่ท่านหญิงยังหันหลังให้อยู่ สมรเดินกลับเข้ามาในห้องเอกสาร
       “คุณชายทำอะไรอยู่คะ รีบไปส่งสมรซี”
       ปวรรุจหันมา
       “ได้ครับ”
       ปวรรุจจำใจผละไป
       “ยังไม่ได้บอกชื่อให้สมรทราบเลย”
      
       ปวรรุจอึดอัดใจ พาสายสมรจากห้องเอกสารไป



       ขณะเดียวกันที่ห้องโถงวังเทวพรหม คุณชายเทวพันธ์นั่งอยู่ตรงหน้าย่าอ่อน สีหน้าตื่นเต้นระคนยินดี ส่วนเกษรานั่งอยู่ด้วยสีหน้าเจื่อน
      
       “ใช่ครับคุณป้า ผมยังมีทายาทหญิงเหลืออยู่อีกคน ลูกสาวของน้องชายสุดท้อง วรพันธ์ เทวพรหม”
       “แหม...ดีจริง แล้วทำไมไม่บอกเสียแต่แรกล่ะคะ จะได้จับคู่กับชายรุจให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป”
       “คือว่า...น้องชายคนนี้ไปทำเหมืองอยู่เสียที่พังงา แล้วไปได้ลูกเมียที่นั่น เลยไม่ค่อยได้ติดต่อกันเท่าไหร่น่ะครับ”
       เกษรามองหน้าเทวพันธ์ เพราะรู้ว่าพ่อโกหก
       “อ้าว...แล้วลูกหญิงที่ว่าเป็นยังไงบ้างละค่ะ ไม่กลายเป็นชาวเหมืองดำปิดปี๋ พูดภาษายาวี ไปแล้วหรอกหรือ” ย่าอ่อนซักไซ้
       “ไม่เลยครับ โธ่...ยังไงสายเลือดเทวพรหมก็ต้องเป็นผู้ดีอยู่วันยังค่ำ ผมเพิ่งเจอเมื่อปีกลายนี่เอง ถูกอบรมมาอย่างดี คมขำแบบสาวใต้เชียวละครับ”
       เกษรายิ่งอึดอัด
       “ชื่ออะไรล่ะ”
       “หม่อมหลวงกระถิน เทวพรหมครับคุณป้า”
       ย่าอ่อนคลายยิ้มไป เพราะชื่อฟังดูบ้านนอกเหลือเกิน
       “กระถินเหรอ สวยจริงนะ” ย่าอ่อนถามย้ำ
       “สวยครับ เรียบร้อย เป็นแม่บ้านแม่เรือน สมเป็นกุลสตรีทุกกระเบียดนิ้ว ดูไปแล้ว เหมาะสมเป็นคู่ตุนาหงันกับคุณชายปวรรุจจริง ๆ ครับ”
       เทวพันธ์บอกหนักแน่น ย่าอ่อนเชื่อสนิท ยิ้มได้ใหม่ เกษราหลบตาวูบ อึดอัดอย่างที่สุด
      
       ร้านขนมของเกษรา ตกแต่งใหม่ดูงดงามมากขึ้นกว่าเดิม แหววกำลังขายของให้ลูกค้าสองสามราย ย่าอ่อนรับขนมจากแย้มที่ใส่ตะกร้าให้อย่างดี ขนมใส่กระทง มีผ้าขาวบางปิด เทวพันธ์และนายถนอมยืนอยู่ด้วย
       “อุ๊ย...ให้มาเสียเยอะแยะ ไม่ต้องหรอกหนูเกษ เก็บเอาไว้ขายเถอะ” ย่าอ่อนทำทีเป็นเกรงใจ
       “ไม่เป็นไรค่ะคุณย่า ในร้านเราทำไว้เยอะ นี่กลีบลำดวนฝากให้หม่อมย่าด้วยค่ะ”
       “ขอบคุณจ้ะ งั้นแม่แย้ม ขอปั้นขลิบนึ่งกระทงนั้นด้วยนะ กำลังร้อน ๆ เลย”
       แย้มรับคำหน้าเจื่อน “ค่ะ”
       “ไม่ใช่กระทงเดียว เอาห้ากระทงเลยจ๊ะ” ย่าอ่อนบอก
       แย้มหยิบกระทงปั้นขลิบใส่ตะกร้า ยิ้มเจื่อนเต็มที ส่งให้นายถนอมรับไป
       “แหม...ดูซีทำร้านใหม่ หรูหรากว่าเดิมเยอะเลย ลูกค้าก็ไม่ขาดสายเลยนะ”
       ย่าอ่อนมองกวาดไปทั่วร้าน สายตาบอกชัดเจน รู้ว่าเกษราได้เงินทุนมาจากชินกร สามีนั่นเอง
       “พ่อชินกรเขาคงมาช่วยดูแลปรับปรุงร้านให้ซีนะ”
       “ค่ะ คุณย่า”
       “ดี ดี งั้นฉันไปละ”
       ทั้งหมดออกจากร้าน เกษราอึดอัดอยู่ แย้มค้อนตาคว่ำ แหววเข้ามา
       “บอกไม่เอานะคะ แต่คุณย่าเอาไปเกือบสิบกระทงแน่ะ”
       “นั่นซี ลำบากแกกับฉันแล้วละ เพราะคุณนายมิ่งเขาว่าปั้นขลิบไว้สิบกระทง ไป ไปปั้นไส้ปลากันใหม่” แย้มกับแหววเดินออกไป
      
       ย่าอ่อนจะขึ้นรถอยู่แล้ว หันมาทิ้งท้าย
       “ร้อนใจนะเนี่ย คุณไม่มีรูปถ่ายมาให้ดูกันหน่อยเหรอ หนูกระถินที่ว่าฉันอยากเห็นเหลือเกิน”
       “ไม่มีเลยครับ เจอกันก็ไม่ได้ชักรูปถ่ายกันเสียด้วย แต่ไม่เป็นไร ผมจะเรียกขึ้นมากรุงเทพฯ ให้คุณน้าดูตัวในสองสามวันนี่ละครับ”
       “ดีมาก มาเมื่อไหร่จะได้ให้ชายรุจเขามาดูตัวด้วย ฉันกลับละ”
       “สวัสดีค่ะคุณย่า”
       เทวพันธ์และเกษราไหว้ลา ย่าอ่อนก้าวขึ้นรถทันที
       พอรถแล่นออกไปจนพ้นวัง เกษราจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย
       “คุณพ่อคะ ทำไมต้องโกหกย่าอ่อนด้วย”
       “โกหกอะไร”
       “ก็เรื่องแม่กระถินน่ะซีคะ สวย คมขำ เป็นกุลสตรี คุณพ่อไปเอามาจากไหน คุณพ่อเห็นกระถินครั้งสุดท้ายตอนอายุแปดขวบ ตัวดำเป็นเหนี่ยง พูดสำเนียงใต้แทบฟังไม่รู้เรื่อง”
       “ก็ต้องโกหกไว้ก่อน เพราะถือว่าโชคหล่นทับใส่เราแล้ว”
       “ทำไมคะ”
       “อ้าว...ก็คุณชายรุจจะมาเป็นเขยขวัญของเทวพรหมอีกคน ยิ่งทำให้ฐานะเรามั่นคงขึ้นน่ะซี”
       “โธ่...คุณพ่อคะ ใครรู้เข้าจะถูกค่อนเอาได้ว่าคุณพ่อขายลูกสาวกิน”
       “ฉันไม่สนสักนิด อีกอย่างที่ฉันต้องการได้คุณชายรุจมาเป็นเขย ก็เพราะแก”
       เกษราฉงน “ทำไมคะ”
       “ก็แกทำงามหน้า ดันปฏิเสธแต่งคุณชายใหญ่กลางพิธี แล้วหันไปคว้าเจ้าชินกรน่ะซี”
       เกษราเสียงเครือ “หนูรักคุณชินกรค่ะ ไม่ใช่คุณชายใหญ่ อีกอย่างคุณพ่อก็ยอมรับเขาเป็นเขยนี่คะ โดยเฉพาะตอนที่เขาให้สินสอดมากกว่าทางหม่อมย่าเอียดให้เสียอีก”
       “ก็ดีอยู่อย่างเดียวที่มันรวย แทนที่จะได้เป็นสะใภ้เจ้า กลับมาเป็นสะใภ้เจ๊ก นี่....ไม่ต้องมาขึ้นเสียงกับฉัน งานนี้แกต้องเป็นธุระให้ฉันทั้งหมด”
       “งานไหนคะคุณพ่อ”
       “ก็เรื่องยายกระถินน่ะซี แกต้องไปตามยายนี่มาให้ได้ในวันสองวันนี้”
       “คุณพ่อ เด็กนั่นอยู่ที่พังงานะคะ” เกษราท้วง
       “ไปตามมาให้ได้”
      
       เทวพันธ์ยื่นคำขาดแล้วเข้าบ้านไป เกษรายืนงงคาที่
ตอนที่ 2
      
       ปวรรุจเดินมาตามทางเดินในกระทรวงจะกลับมาที่โต๊ะทำงานในห้อง แต่ยังครุ่นคิดเรื่องที่ได้พบวรรณรสาโดยบังเอิญ แม้จะเห็นกันเพียงด้านหลัง ระหว่างนั้นแขสวนมาพอดี
      
       “คุณแขครับ เมื่อกี้ใช่ท่านหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์รึเปล่า”
       “ใช่ค่ะ คุณชายรู้จักด้วยหรือคะ”
       “ครับ แต่นานมาแล้ว ตอนนี้ท่านหญิงยังประทับอยู่ไหม”
       “อ้อ เด็จออกไปพร้อมท่านชายทัศน์แล้วล่ะค่ะ”
       ปวรรุจเสียดายที่ไม่ได้เจอตัว พยักหน้า
       “เอ้อ สมที่เขาร่ำลือกันจริงๆ ท่านชายทัศน์เนี่ย” เลขาหน้าห้องพูดขึ้นมาลอยๆ
       “ทำไมเหรอครับ”
       “เรื่องความเจ้าชู้ประตูดินของท่านน่ะซีคะ เด็จไปอยู่สวิตเกือบสี่ปี ใกล้จะหมดโพสแล้ว เด็จกลับมาแค่วันสองวัน ยังนัดขาเก่ามาเฟลิร์ตกันที่ออฟฟิซจนได้”
       ปวรรุจสลดใจเพราะเห็นกับตาตัวเอง
       “เออ...ท่านหญิงรสาทรงทราบเรื่องนี้รึเปล่า”
       “ไม่ทรงทราบหรอกค่ะ เมื่อกี้ถึงได้ไล่แม่นั่นออกมาทางห้องหนังสืออย่างที่คุณชายเห็น น่าสงสารท่านหญิงนะคะ”
       ปวรรุจสลดใจกว่าเดิม
      
       ปวรรุจลงนั่งที่โต๊ะทำงาน เด็กเดินจดหมายวางจดหมายปึกหนึ่งลงที่โต๊ะ ปวรรุจรับมาตรวจดู
       จดหมายของปกรณ์จากสวิตอยู่ด้วย ชายรุจเปิดอ่านทันที ราวกับมีเสียงปกรณ์มาอ่านข้างๆหู
       “สวัสดีว่ะเพื่อน
      
       ปกรณ์เขียนจดหมายฉบับนี้อยู่หน้าร้านอาหารไทยของตัวเองในสวิต ท่ามกลางบรรยากาศ
       สดใสของฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ใบไม้เบ่งบานสวยสะพรั่ง
       “ฉันเขียนมาหาแก จะถามว่าแกจะมาที่เบิร์นวันไหน เวลาใด และหมายกำหนดการของแกเป็นอย่างไร ฉันจะได้วางแผนต้อนรับแกได้ถูก อีกเรื่องที่ฉันจะต้องรายงานให้แกทราบ คือเรื่อง คุณวาดดาว”
       อ่านถึงตรงนี้ปวรรุจ ขมวดคิ้วสีหน้าฉงน ก่อนจะอ่านต่อ
       “แกคงยังไม่ทราบว่าคุณวาดดาวจะแต่งงาน แกคงเดาไม่ถูกแน่ๆ เพราะเธอแต่งกับอดีตกงสุลกิตติมศักดิ์ของประเทศไทย ประจำซูริคชื่อ มิสเตอร์ฟิลลิป
       คราวนี้ปวรรุจ สีหน้าสลดไปในทันที อ่านต่ออีก
       “อายุแก่กว่าเธอหลายปี แต่รวยมาก เห็นว่าเธอกลับไปเมืองไทยเพื่อเตรียมตัวมาอยู่สวิตถาวรเลย แกก็ทำใจได้แล้วละนะ เท่านี้ละ รอวันที่แกจะมาสวิต รักว่ะ ปกรณ์”
       ปวรรุจพิงกับพนักเก้าอี้ ความเจ็บปวดขึ้นมาเป็นริ้วๆ สิ่งที่พุฒิภัทรพูดทั้งหมดเป็นความจริง
      
       วันรุ่งขึ้นปวรรุจยืนนิ่งงันอยู่ในห้องใต้โดม ทอดสายตามองออกไปทางหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ระหว่างนั้นธราธรและพุฒิภัทรเดินเข้ามาในห้อง
       “ชายรุจ” ธราธรทัก
       ปวรรุจหันมาหาทั้งสอง สีหน้าไร้ความรู้สึก
       “นายสั่งแจ๋วให้ไปเรียกเราสองคนมาเหรอ” ธราธรว่า
       “ครับ ผมมีเรื่องจะปรึกษา”
       ธราธรบอก “ว่ามา”
       ปวรรุจหันมาทางพุฒิภัทร “ชายภัทร ที่นายสันนิษฐานเรื่องวาดดาวเป็นเรื่องจริงทั้งหมด วาดดาวกำลังจะแต่งงาน”
       พุฒิภัทรถามอย่างสงบ “กับใคร”
       “กับอดีตกงสุล ชื่อฟิลลิป เป็นคนสวิต แก่กว่าเธอหลายปี”
       “นายรู้ได้ยังไง”
       “ปกรณ์เขียนจดหมายมาบอกจากสวิต”
       ปวรรุจส่งจดหมายให้ชายใหญ่และชายภัทรอ่าน พูดสำทับ
       “อย่างที่คิดไม่มีผิด ร่ำรวยมากเสียด้วย”
       “นายจะเอายังไงต่อ”
       ปวรรุจยิ้มอย่างเจ็บปวด “ทำใจ พยายามลืมเรื่องทั้งหมดแล้วก็หลบมาเลียแผลตัวเองจนกว่าจะหายดี”
       พูดจบปวรรุจยิ้มเศร้าๆ พุฒิภัทรเดินเข้ามาหา ปวรรุจมองอย่างแปลกใจ พุฒิภัทรจับไหล่ปวรรุจไว้แน่นแล้วพูดด้วยเสียงจริงจัง
       “รุจ นี่ไม่ใช่เรื่องที่นายจะทำใจแล้วหลบมาเลียแผล นายเจ็บปวดกับความผิดหวังนี้มานานนับปีแล้ว นายต้องเอาคืน”
       ปวรรุจชะงัก ฉงน “เอาคืน ยังไง”
       “ไปหาวาดดาวเดี๋ยวนี้ ถามเจ้าหล่อนให้รู้เรื่องเรื่องที่หล่อนหลอกนาย ให้เธอสารภาพออกมาให้หมดเปลือก ว่าหล่อนไม่เคยรักนายแม้แต่นิด”
       ธราธรตกใจระคนแปลกใจ “ชายภัทร นายจะให้ชายรุจทำไปเพื่ออะไร”
       “เพื่อเรียกคืนศักดิ์ศรีและการยอมรับนับถือตัวเองของชายรุจน่ะซีครับ ถ้านายเอาแต่หลบอยู่ไม่ยอมเผชิญหน้า นายก็จะลงโทษตัวเองไปตลอดนายต้องการอย่างนั้นหรือ”
       ปวรรุจเงียบงันไป
       “ไป ไปกับฉันเดี๋ยวนี้” พุฒิภัทรคะยั้นคะยอ
       “ชายภัทร ฉันไม่คิดว่า...” ปวรรุจอิดออด
       “ชายรุจ ไปเถอะ พี่ว่าชายภัทรพูดถูกเรื่องนี้”
      
       ปวรรุจมองหน้าธราธร แล้วกลับไปมองพุฒิภัทรที่สีหน้าเอาจริงเอาจังมาก



       ด้านวรรณรสาและสองสาวแฝดเพื่อนซี้นั่งทานของว่างอยู่ในภัตตาคารหรูแถวราชวงศ์ ท่านชายภาณุทัศนัยนั่งเคียงข้าง เอื้อยและอ้ายมองทั้งคู่ที่ดูเหมาะสมอย่างปลื้มปิติ โดยเฉพาะความสง่าหล่อเหลาของชายทัศน์
      
       “สาวๆ ทานกันน้อยจัง” ภาณุทัศนัยเอ่ยเย้า
       “หนูอ้าย หนูเอื้อยคงเขินพี่ชายน่ะค่ะ” วรรณรสาว่าพลางยิ้มๆ
       สาวคู่แฝดก้มหน้าหัวเราะ ยิ่งเขินใหญ่
       “เขินอะไรผม”
       “ก็...เราได้เจอองค์จริงท่านชายวันนี้นี่เองเพคะ” อ้ายบอก
       “ทรงหล่อเหลากว่าในรูปตั้งเยอะ” เอื้อยว่า
       “แหม...ชมกันซึ่งหน้าแบบนี้ ผมเองกลายเป็นฝ่ายเขินแทน”
       ทั้งหมดหัวเราะพร้อมกัน วรรณรสาส่งสัญญาณให้อ้าย ซึ่งอ้ายรับรู้ทันที
       “เออ...หนูเอื้อยไปห้องน้ำเป็นเพื่อนหนูอ้ายหน่อยเถอะ”
       “ได้ซี ขอตัวก่อนเพคะ”
       สองสาวแฝดลุกเดินออกไป
       “เมื่อคืนพี่ชายเด็จไปไหนเหรอคะ หญิงรอนัดพี่ชายอยู่”
       “เอ...เมื่อวานเรานัดกันเหรอคะ”
       วรรณรสาน้อยใจนิดๆ ทวนความจำให้ “ไม่ได้นัดเป็นกิจจะลักษณะหรอกค่ะ แต่พี่ชายทัศน์รับสั่งเปรยๆ ว่าจะพาไปทานมื้อค่ำและฟังเพลง”
       “งั้นพี่ก็ต้องขอโทษ พี่ติดธุระน่ะ ลืมโทร.ไปทูล กลับมาคราวนี้ช่วงสั้นเต็มทีงานล้นมือไปหมด” ภาณุทัศนัยเอางานมาอ้าง
       “แล้วเราจะมีเวลาเหลือเหรอคะ พรุ่งนี้พี่ชายทัศน์จะเด็จกลับสวิตแล้ว”       
       “เอาอย่างนี้เพื่อเป็นการแก้ตัว คืนนี้พี่จะไปรับหญิงไปดินเนอร์กัน”
       วรรณรสาดีใจ “จริงนะคะ ที่ไหนดี”
       “อุบไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวจะบอกเมื่อไปถึง หญิงแต้วไม่ต้องทรงห่วง พี่ใกล้จะหมดโพสแล้ว เมื่อกลับมาเมืองไทยพี่จะชดเชยเวลาทั้งหมดให้กับหญิงแต้วของพี่”
       “ค่ะ”
       ภาณุทัศนัยจับมือของวรรณรสาขึ้นจุมพิตเบาๆ ท่านหญิงรสาหน้าแดง อายม้วน รีบดึงมือกลับ
       “พี่ชายทัศน์ อะไรก็ไม่รู้ โต๊ะอื่นมองมากันหมดแล้ว”
       “เขาอิจฉาเราสองคนไง” ภาณุทัศนัยพูดตาหวานซึ้ง
       วรรณรสายิ่งอาย
      
       ขณะเดียวกันรถธราธรแล่นมาจอดหน้าบ้านวาดดาว ที่อยู่ในซอยร่มรื่น เป็นบ้านเก่าแต่ดูอบอุ่น และแสดงฐานะผู้มีอันจะกิน
       สามหนุ่มลงจากรถ ตามด้วยถนอมคนรถ ที่รีบเดินมาที่หน้าประตูรั้ว ตะโกนเข้าไปในบ้าน
       “มีใครอยู่บ้างไหมครับ”
       สักครู่หนึ่งส้มเดินออกมาจากตัวเรือน ตรงมาที่รั้วหน้าบ้าน
       “มาพบใครคะ”
       ครั้นเมื่อมองไปหลังถนอมส้มต้องเป็นอึ้งเมื่อเห็นสามหนุ่มจุฑาเทพ
      
       ธราธรและพุฒิภัทรนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ปวรรุจยืนสำรวจรูปภาพที่ติดฝาผนัง และที่ชั้นวาง เห็นกรอบรูปของตนกับวาดดาวถ่ายด้วยกันสมัยยังเรียนอยู่ที่อังกฤษ และภาพที่ถ่ายที่วังจุฑาเทพเมื่อปีกว่ามาแล้ว สองสามรูป ปวรรุจยิ่งเจ็บแปลบเมื่อเห็นว่าวาดดาวยังเก็บรูปของเขาไว้ ส้มออกมาพร้อมเสิร์ฟน้ำ
       “ที่คุณจะมาพบแม่วาดน่ะ คงให้พบไม่ได้หรอกค่ะ”
       “ทำไมล่ะครับ” พุฒิภัทรสงสัย
       “แม่วาดเค้าไม่อยู่”
       “ไปไหนครับ อย่าบอกนะครับว่าเดินทางไปต่างประเทศแล้ว เอ...หรือที่จริงไม่ได้ไปไหน แต่หลบหน้าชายรุจ”
       ส้มมองชายภัทรอย่างไม่พอใจนัก บอกด้วยน้ำเสียงห้วน ประชดอยู่ในที
       “ยังไม่ได้ไปต่างประเทศหรอกค่ะ แต่อีกสองวันก็จะเดินทางแล้ว ตอนนี้เขาไปลาญาติๆ เขาที่ศรีราชา อยากตามไปไหมละคะ ฉันจะได้ให้ที่อยู่ไว้”
       “ไม่เป็นไรครับคุณป้า” ธราธรว่า
       “เมื่อคุณวาดดาวกลับมากรุงเทพฯ เราก็อยากพบเธออยู่ดี ป้าช่วยส่งข่าวให้เราหน่อยได้ไหม”
       ส้มชักสีหน้า “เอ๊ะ...มันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของฉัน อีกอย่างอยากจะพบเขาน่ะ เจ้าตัวเขาอยากพบด้วยไหม”
       เมื่อไม่ให้เกียรติ พุฒิภัทรก็ไม่ไว้หน้า “ผมไม่สนหรอกว่าคุณวาดดาวเขาอยากพบหรือไม่พบ แต่เราต้องการความจริงจากปากคุณวาดดาว”
       “ความจริงอะไร” หญิงสูงวัยย้อนถาม
       “ก็ความจริงเรื่องที่คุณวาดดาวมาหลอกชายรุจน่ะซีครับ หว่านเสน่ห์มาตั้งแต่สมัยเรียน พอไปเจอเจ้าเศรษฐีแก่นั่น ก็ทิ้งชายรุจอย่างไม่มีเยื่อใย อำมหิตที่สุด ผู้หญิงคนนี้” พุฒิภัทรพูดสิ่งที่ปวรรุจไม่มีวันกล้าพูด
       ส้มโกรธขึ้นมาทันที “นี่...อย่ามาลำเลิกหลานฉันนะ ฉันเลี้ยงของฉันมา แม่วาดไม่ใช่คนแบบนั้น ถ้ามาเพื่อจะมาด่าหลานฉัน เชิญกลับไปได้เลย”
       พุฒิภัทรทำท่าจะเถียงต่อ ธราธรรีบห้าม
       “ชายภัทรพอแล้ว กลับเถอะ ขอโทษนะครับคุณป้า”
       ธราธรดึงพุฒิภัทรออกไป ชายรุจหันมามองป้าส้ม
       “บอกวาดดาวด้วยนะครับว่า ขอให้เธอมีความสุขกับการแต่งงาน”
       ส้มพูดเชิดๆ “หลานฉันมีความสุขอยู่แล้วละ อ้อ แล้วเข้าใจเสียใหม่นะ ที่เขาเลิกกับคุณน่ะ มันก่อนที่เขาจะเจอมิสเตอร์ฟิลลิปตั้งเกือบปี”
       ปวรรุจนิ่งงันไป
       “อ้าว...ยืนเซื่องอยู่ทำไมคุณชาย กลับไปได้แล้ว” ส้มไล่อย่างไม่รักษามารยาท
      
       ปวรรุจหน้าชา เดินออกมาจากบ้านด้วยอาการงุนงง



       ตกตอนเย็น วรรณรสานั่งคุยกับพระองค์ฉัตรอรุณในห้องนั่งเล่น ท่านหญิงรสาแต่งตัวสวยงามเฉิดฉาย เตรียมไปดินเนอร์ แลเห็นหนุ่ม มหาดเล็กและบัวคอยรับใช้อยู่หน้าห้องตามปรกติ
      
       “เป็นไงลูก วันนี้เด็จไปไหนกับชายทัศน์บ้าง” ฉัตรอรุณเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี
       “พี่ชายพาไปทานข้าวกลางวันที่แถวราชวงศ์กับหนูอ้าย หนูเอื้อยค่ะ”
       “แล้วคืนนี้ล่ะ”
       “พี่ชายยังอุบไว้ก่อนค่ะ เป็นความลับ”
       “ชายทัศน์จะมารับกี่ทุ่ม”
       “หนึ่งทุ่มค่ะเด็จพ่อ”
       โทรศัพท์ในห้องดังขึ้นพอดี นายหนุ่มมหาดเล็กเข้ามารับสายทันที
       หนุ่มรับสาย “วังอรุณรัศมิ์ขอรับ ไม่ทราบใครเรียนสาย อ้อ ประทานอภัยกระหม่อม” หนุ่มหันมาทางวรรณรสา “ท่านหญิง สายจากท่านชายทัศน์กระหม่อม”
       วรรณรสาตรงมารับสาย หนุ่มแยกตัวออกไป
       “ค่ะ พี่ชาย”
      
       ภายห้องแต่งตัวของภาณุทัศนัย ในวังศุภกิจ ชายทัศน์กำลังพูดสาย โดยมีคนรับใช้ชายกำลังแต่งตัวให้ ใส่สูทอย่างดีพร้อมออกงานกลางคืน
       “หญิงแต้ว พี่ชายเอง”
       “ค่ะ”
       “ต้องขอโทษจริงๆ คืนนี้พี่ไม่สามารถไปกับน้องหญิงได้”
       วรรณรสาหน้าสลดลง “ทำไมล่ะคะ เกิดอะไรขึ้น”
       “เด็จป้าประชวรค่ะ หมอบอกว่าความดันพระโลหิตขึ้นสูง” ภาณุทัศนัยบอกเสียงเรียบ       
       “ตายจริง ให้หญิงไปเฝ้าไหมคะ” วรรณรสาตกใจ
       “ไม่รบกวนหญิงหรอก พักผ่อนเถอะค่ะ ขอบทัยหญิงแต้วมาก พี่ขอตัวก่อนนะ แล้วพรุ่งนี้ก่อนเดินทางพี่จะโทร.หา”
       “ค่ะ”
       วรรณรสาวางสาย สีหน้าสลดไปอีก ฉัตรอรุณมองมาอย่างใคร่รู้
       ด้านภาณุทัศนัยแต่งตัวต่อ คนรับใช้เตรียมหยิบสูทให้ ชายทัศน์ใส่แล้วมองตัวเองในกระจกยิ้มอย่างภาคภูมิในความสง่างามของตนเอง
      
       ครู่ต่อมาภาณุทัศนัยลงจากบันไดมา ร่างอรชรแต่งตัวสีสันจัดจ้านยืนรออยู่ หันมาทันที คือสายสมรนั่นเอง ใส่สร้อยมุกที่ได้จากท่านชายเมื่อวานด้วย
       “ท่านชายขา...ทำไมเด็จลงลงมาช้าจัง”
       สายสมรเดินเข้ามาคลอเคลียภาณุทัศนัย
       “ฉันเป็นใครล่ะ ฉันคือหม่อมเจ้าภาณุทัศนัย ศุภกิจ ทุกคนต้องรอฉันทั้งนั้น”
       สายสมรค้อนขวับแล้วฉายยิ้มออกมา
       “ค่ะ รอจนตายสมรก็ยอม”
       “ตายแน่ เพราะวันนี้เราต้องสนุกจนลืมตัวลืมตายกันเลยละ ฉันจะทิ้งทวนคืนสุดท้ายของพระนครคืนนี้ และเผื่อไว้ทิ้งความเป็นโสดของฉันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”
       “งั้นคืนนี้สมรจะทำให้ท่านชาย ทรงมีความสุขอย่างที่ท่านชายไม่มีวันลืมเลยค่ะ”
       ทั้งสองหัวเราะออกจากวังไป ที่แท้ภาณุทัศนัยพูดเท็จกับวรรณรสาทั้งหมด
      
       ค่ำคืนนั้นปวรรุจนั่งขรึมอยู่ลำพังในวงปาร์ตี้ที่วังจุฑาเทพ ธราธร พุฒิภัทร รัชชานนท์และรณพีร์นั่งดริงค์กันอยู่มุมหนึ่ง บรรยาศดูเงียบๆ อึดอัดพิกล
       ทั้งสี่คุณชายชำเลืองมองมาที่ปวรรุจ จังหวะที่ปวรรุจเหลือบมองมาพอดี ทั้งสี่เหลียวขวับ รีบแสร้งทำกิจกรรมส่วนตัวกันไป ปวรรุจถอนใจลุกขึ้น
       “พี่ชายใหญ่ ถ้าผมทำให้บรรยากาศคืนนี้มันอึดอัดนัก ผมขอตัวไปนอนก่อนก็แล้วกัน”
       “อะไรกันพี่ชายรุจ อึดอัดอะไรกัน เรากำลังเพลินอยู่กับ…เออ...”
       รัชชานนท์ดันนึกไม่ออก กระทุ้งสีข้างรณพีร์ให้ช่วย
       “ข่าวในหนังสือนี่ไงครับ คืนนี้มีลีลาศเด็ด เต้นบอลล์รูมประกวดที่มิวสิคฮอลล์ น่าสนใจนะครับ”
       “ขอบใจที่อยู่เป็นเพื่อนพี่ พี่ไม่เป็นไรหรอก”
       ปวรรุจตบไหล่น้องชายทั้งสอง พลางหันมาทางธราธรและพุฒิภัทร
       “ขอตัวนะครับ”
       ปวรรุจจะเดินออกไปแล้ว พุฒิภัทรโพล่งขึ้น       
       “แน่ใจเหรอชายรุจว่านายจะนอนหลับ”
       ปวรรุจหันมามอง เลิกคิ้วอย่างสงสัย
       “กว่าจะหลับก็คงรุ่งสาง เพราะมัวแต่คิดฟุ้งซ่านเรื่องแม่วาดดาว” พุฒิภัทรว่า
       “นายกำลังจะบอกให้ฉันใช้ยานอนหลับของนายงั้นใช่ไหม”
       “ใครบอก ฉันกำลังแนะนำให้นายไปออกกำลัง ยืดเส้นยืดสายเสียหน่อยต่างหาก”
       ทุกคนมองหน้ากันอย่างงุนงง ว่าพุฒิภัทรกำลังพูดเรื่องอะไร
       “ชายภัทร พูดให้ได้ใจความหน่อย นายกำลังพูดอะไร” ธราธรถามแทนทุกคน
       “ก็ที่ชายพีร์บอกไงครับ มีเต้นบอลล์รูมประกวดที่มิวสิคฮอลล์ นายควรจะไปนะชายเล็ก ชายพีร์จัดการพาชายรุจไปที”
      
       คำพูดของพุฒภัทรทำเอาพี่น้องทุกคนอึ้งไปตามๆ กัน
        



       พริบตานั้นเอง ธราธร รัชชานนท์ และรณพีร์ หัวเราะออกมาพร้อมกัน
      
       “พี่ชายภัทรพูดจริงเหรอครับเนี่ย” รัชชานนท์ไม่อยากเชื่อ
       เช่นเดียวกับรณพีร์ “ไม่ได้ยินจากปาก จะไม่เชื่อหูตัวเองเลยนะครับ”
       “ชายภัทร พูดให้ได้ใจความหน่อย นายกำลังพูดอะไร” ธราธรงง
       “เดี๋ยว เดี๋ยว ฉันไม่ใช่เด็กหกขวบนะ ถึงมาตัดสินใจแทนฉันได้ ถามกันสักคำไหมว่าฉันอยากไปรึเปล่า”
       “นั่นซีครับอยากไปรึเปล่า” รณพีร์เหลียวไปทางปวรรุจ
       ปวรรุจทำหน้าเบื่อหน่าย
       “ไม่”
       รัชชานนท์ รณพีร์ ทำหน้าผิดหวัง
       “ฉันจะไม่ไปเด็ดขาด ถ้านายไม่ไปด้วย ชายภัทร” ปวรรุจเอ่ยขึ้นพลางยิ้มร่า
       พุฒิภัทรอึ้ง ธราธร รัชชานนท์ รณพีร์ หัวเราะลั่น กระโดดเข้ามาหาพุฒิภัทร
       “งั้นปฏิเสธไม่ได้แล้ว ต้องไปนะครับ” รัชชานนท์ยิ้มร่า
       พุฒิภัทรทำหน้าขรึมได้หน่อยเดียว ก็ยิ้มร่า
       “ตกลง ไปก็ไป”
       “เฮ...ไปทั้งห้าสิงห์จุฑาเทพ คืนนี้ต้องสุดเหวี่ยงแน่ๆ” รัชชานนท์ว่า
       รณพีร์ต่อ “คืนนี้คือคืนของเรา เฮ”
       ทั้งห้าคุณชายกอดคอกัน แล้วก้าวออกจากห้องใต้โดมไป
      
       ไม่นานหลังจากนั้น มีเสียงรถขับแล่นออกไปจากวังดังขึ้น ย่าอ่อนวิ่งออกมาดูหน้าเรือนใหญ่ ตามมาด้วยแจ๋ว สมศรีและป้าสายวิ่งมาจากเรือนครัว เห็นรถแล่นออกจากบ้าน ถนอมเป็นคนขับ
      
       หนุ่มๆ ทั้งหมดในรถเฮกันสนุกสนาน โดยเฉพาะรัชชานนท์และรณพีร์นั้นตะโกนลั่นอย่างฮึกเหิม
       “ว้าย...เอะอะลั่นบ้าน อย่างกับ...เจ๊กปราศรัย” ย่าอ่อนมองตาม
       แจ๋วท้วง “เหมือนไทยตีกันค่ะ”
       “ไม่ต้องสอดนังแจ๋ว นี่ยกโขยงกันไปไหนล่ะเนี่ย”
       “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ” สมศรีบอก
       “อ้าว ผัวหล่อนขับรถให้คุณชาย ทำไมหล่อนไม่ทราบ” ย่าอ่อนหงุดหงิด
       “อยู่แต่ในครัว เลยไม่ทราบเจ้าค่ะ” สมศรีว่า
       “เมื่อกี้ได้ยินว่าคุณชายทั้งห้าไปเที่ยวเต้นรำกันน่ะค่ะ” สายบอก
       ย่าอ่อนถึงกับอุทาน “หา...เต้นรำ คนอื่นฉันไม่ข้องใจหรอก แต่ชายภัทรน่ะนะ ไปเต้นรำ”
       “อิชั้น ได้ยินถนอมมันพูดอย่างนั้นจริงๆ” สายย้ำ
       “อะไรกัน พิลึก นี่....แล้วเมื่อบ่ายน่ะ เห็นชายใหญ่พากันออกไปไหนกับชายรุจ ชายภัทร”
       “อันนี้ทราบค่ะ พี่หนอมบอกว่าไปบ้านคุณวาดดาว”
       ย่าอ่อนอุทานลั่น “ตาเถรตกใต้ถุน”
       แจ๋วอุทานตาม “ตาฉุนตกท้องร่อง”
       “อะไรนะ ไปบ้านแม่วาดดาว”
       ย่าอ่อนหน้าถมึงทึง บรรดาสาวใช้หลบตาวูบ
      
       ไม่น่าต่อมา ย่าอ่อนอยู่ในห้องโถงชั้นล่างตึกใหญ่ กำลังพูดสายกับเทวพันธ์ สุ้มเสียงเครียดมาก มีแจ๋วคอยฟังอยู่ข้าง ๆ
       “ไม่ได้การแล้วคุณชายเทวพันธ์ ตอนนี้ชายรุจบุกไปหายายวาดดาวแล้ว เกิดตกลงปลงใจขึ้นมา อกแตกกันพอดี แล้วตอนนี้หม่อมหลวงกระถางของคุณชายมารึยัง”
       เทวพันธ์พูดสายอยู่ในห้องทำงานของวังเทวพรหม
       “กระถินครับ”
       “อ้อ กระถิน”
       “ข่าวดีครับคุณป้า เกษราพาขึ้นมาจากพังงาแล้วครับ”
       “แล้วจะมาถึงเมื่อไหร่ล่ะ”
       “พรุ่งนี้เลยครับ ถือโอกาสเชิญคุณป้ามาดูตัวได้เลย”
       “โล่งอก แล้วหน้าตาสะสวยอย่างที่คุณบอกสรรพคุณไว้รึเปล่า”
       “ยายเกษโทรเลขมาบอก กำลังแตกเนื้อสาว น่ารักน่าชังเชียวละครับคุณป้า”
       ย่าอ่อนหัวเราะชอบใจ “แหม....อยากเห็นจริงๆ แล้วพรุ่งนี้สายๆ จะพาชายรุจไปดูตัวนะ”
       “ได้ครับคุณป้า”
       “เท่านี้ละ”
       ย่าอ่อนวางสาย
       “เฮ้อ...แต่ถึงจะไม่สวยไปสักนิด แต่ก็สมกับเจ้ารุจมันแล้วละ หญิงชาวเลกับชายก้นครัว ครึ่งหงส์ครึ่งกา ก็สมกันอยู่”
      
       หญิงชรายิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับบทบาทแม่สื่อของตัวเอง

      ทางด้านวรรณรสาทานอาหารค่ำกับพระองค์ฉัตรอรุณในห้องเสวยอย่างเหงาหงอย บัว นมแจ่ม และหนุ่ม คอยปรนนิบัติ
      
       “เอ...เสด็จประชวรงั้นเหรอ” ฉัตรอรุณพึมพำ
       “ค่ะ...เด็จพ่อเพคะ พี่ชายทัศน์จะเด็จกลับสวิตคืนพรุ่งนี้แล้ว” วรรณรสาเอ่ยขึ้น
       “ก็รู้อยู่แล้วนี่ลูก ถามทำไม” ฉัตรอรุณฉงน       
       “พี่ชายทัศน์กลับมาเมืองไทยระยะสั้นเหลือเกิน สั้นจนหญิงยังไม่มีโอกาสรู้จักพี่ชายสักเท่าไหร่เลย หญิงอยากมีเวลากับพี่ชายมากกว่านี้”
       “ลูกกำลังจะบอกอะไรพ่อเหรอ”
       “ถ้า...หญิงจะตามพี่ชายทัศน์ไปที่สวิตด้วยล่ะคะ”
       ฉัตรอรุณฉุน วางช้อนทันที “หืมม์ อะไรนะ”
       “อย่าเพิ่งกริ้วหญิงนะเพคะ หญิงอยากตามไปสวิต ไม่ใช่แค่ได้อยู่ใกล้ชิดและทำความรู้จักพี่ชายทัศน์มากขึ้นเท่านั้น หญิงยังอยากเรียนรู้งานเลขาทูตเอกของพี่ชายด้วย เพื่อ....ต่อไปหญิงจะได้เตรียมตัวเป็น เออ...” วรรณรสาอาย “ภริยาท่านทูตในอนาคต”
       ฉัตรอรุณยิ้มอย่างเข้าใจ
       “เหตุผลของเราฟังขึ้น”
       “เด็จพ่ออนุญาตหญิงนะคะ”
       วรรณรสาดีใจนัก ลุกมากอดบิดาแน่น จนฉัตรอรุณหัวเราะร่า บัว นมแจ่ม และหนุ่มอมยิ้มกัน
       “ยัง ยัง อย่าเพิ่งดีใจไป บอกมาก่อนว่าเราจะเด็จตามไปยังไง ไปพร้อมกันคงเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะคงซื้อตั๋วเรือบินไม่ทัน”
       “หญิงจะตามไปค่ะ”
       “ตามไป....เมื่อไหร่”
       “ทันทีที่หญิงพร้อม”
       “จะบอกชายทัศน์เลยไหม”
       วรรณรสาคิดแผน “ยังค่ะ หญิงจะโทรเลขไปบอกพี่ชายเมื่อพี่ชายเด็จไปถึงสวิตแล้ว จากนั้นหญิงค่อยตามไป”
       “ทำไมต้องอย่างนั้น” ฉัตรอรุณแปลกใจ
       “ให้พี่ชายแปลกใจเล่นไงคะ หญิงไม่กล้าทูลพี่ชายตอนนี้ กลัวพี่ชายไม่โปรด”
       วรรณรสาอมยิ้ม ส่งสายตาออดอ้อน
       “เอาละ เข้าใจ แต่มีข้อแม้”
       “คะ”
       “เราจะเดินทางลำพังไม่ได้ ต้องมีคนดูแลตามไปด้วย บัว เราจะตามเสด็จหญิงแต้วไปไหม ได้โอกาสไปเที่ยวเมืองนอกเมืองนาเชียวนะ” ฉัตรอรุณหันไปทางบ่าว
       “อุ๊ย...หม่อมฉันขอสละโอกาสละเพคะ กลัวทั้งเรือบิน กลัวทั้งหิมะ กลัวทั้งฝรั่งตัวโต”
       ฉัตรอรุณละสายตามองมาทางนมแจ่ม
       “อย่าทอดเนตรมาที่หม่อมฉันซีเพคะ โธ่ หม่อมฉันแก่ปูนนี้แล้ว อย่าว่าแต่เรือบินเลย แค่เรือหางยาวในคลองขึ้นทีลงทียังยักแย่ยักยัน”
       ทุกคนหัวเราะสนุกกันไป
       “เอ...แล้วใครจะเป็นแชเพอร์รอน” ฉัตรอรุณหมายถึงพี่เลี้ยง “ให้หญิงแต้ว”
       “หญิงรู้แล้วเพคะ เด็จพ่ออย่าทรงห่วงเลย หญิงมีสหายร่วมเดินด้วยตั้งสองคนแน่ะ”
       ฉัตรอรุณสงสัย เช่นเดียวกับบัว นมแจ่มและนายหนุ่ม
      
       เวลาเดียวกันที่มิวสิคฮอลล์ บรรดาขาเต้นกำลังเต้นบอลรูม ควิกเสต็ปกันอยู่กลางเวที รัชชานนท์ และรณพีร์กำลังโชว์ลีลาวาดลวดลายกับสาวคู่เต้นอย่างสนุกสนานเมามัน ส่วนที่โต๊ะมุมหนึ่งของมิวสิคฮอลล์ เห็นธราธร ปวรรุจและพุฒิภัทรนั่งอยู่ด้วยกัน ปวรรุจดื่มเข้าไปพอประมาณหนึ่ง หน้าเริ่มแดง พุฒิภัทรจิบนิดๆ คอยมองปวรรุจตลอดเวลา
       “นายไม่คิดจะออกไปวาดลวดลายหน่อยเหรอ”
       “อยากนั่งดูเงียบ ๆ มากกว่า”
       “แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าออกมาออกกำลังได้ยังไงละ”
       “นั่นซี”
       ธราเห็นด้วย พลางโบกมือให้น้องชายทั้งสองกลางฟลอร์ ครู่หนึ่งรัชชานนท์ และรณพีร์ก็พาสองสาวคู่เต้นหนูนา หนูหน่อยกลับเข้ามาที่โต๊ะ
       “ชายเล็ก ชายพีร์ อย่ามาสนุกกันลำพัง พาชายรุจออกไปสนุกหน่อย” ธราธรบอก
       “ได้ครับ น้องหนูนา พาพี่ชายรุจออกไปแดนซ์หน่อยเถอะ” รณพีร์บอกสาวคู่เต้นของตน
       “ได้ค่ะ เชิญค่ะคุณชาย” หนูนาเชื้อชวน
       “เออ....ฉันไม่พร้อม” ปวรรุจอิดออด
       “ไม่ต้องมาอ้าง ตอนนี้ต้องพร้อมแล้วพี่ชาย หนูนาลากไป”
       รัชชานนท์บอก จากนั้นชายเล็กและชายพีร์ดึงร่างปวรรุจลุกขึ้น หนูนาหัวเราะคิก มาดึงชายรุจออกไปกลางฟลอร์ แล้วแดนซ์เข้าจังหวะทันที ปวรรุจยังเก้อๆ เต้นตามสเต็ปไม่ทัน แต่แล้วพอเต้นไปสักหน่อยก็เริ่มตามจังหวะหนูนาได้
       ทางกลุ่มสี่คุณชายมองแล้วเฮพร้อมกัน รวมทั้งหนูหน่อย เพื่อนหญิงนักเต้นของรัชชานนท์
       “มันต้องอย่างนี้ เฮ้อ....ลืมทุกข์ลืมโศกเสียให้หมด” พุฒิภัทรยิ้มร่า
       ธราธร รัชชานนท์และรณพีร์มองมาที่พุฒิภัทรเป็นตาเดียวกัน
       ธราธรเอ่ยขึ้น “คะยั้นคะยอชายรุจแล้ว ไม่คิดจะออกไปวาดสเต็ปกับเขาบ้างเหรอ”
       พุฒิภัทรหน้าเหลอหลา “พี่ชายใหญ่พูดอะไร รู้อยู่ว่าผมเต้นไม่เป็น”
       ธราธรแซว “ไม่เชื่อว่ะ ตอนอยู่ในห้องตามลำพัง ฉันเห็นนายเต้นฟ็อกซ์ทร็อตกับหมอนข้างอยู่บ่อยๆ”
       รัชชานนท์กับรณพีร์ ชอบใจหัวเราะร่า พุฒิภัทรหน้าแดง
       “งั้นมาเลยครับ พี่ชายภัทร น้องหน่อย รับหน้าที่ไปที” รณพีร์พยักเพยิดให้หนูหน่อย
       “แหม...นึกว่าจะชวดเสียแล้ว เชิญค่ะคุณชายหมอ”
       หนูหน่อยเข้าถึงตัวพุฒิภัทรแล้ว
       “เดี๋ยว เดี๋ยว...มันจะดีเหรอ”
       สามพี่น้องโห่ใส่ แล้วช่วยดันพุฒิภัทรออกไปกลางฟลอร์ หนูหน่อยพาพุฒิภัทรมาใกล้ๆ คู่ของปวรรุจและหนูนาที่กำลังเต้นอย่างเมามัน
       พุฒิภัทรเริ่มเต้นอย่างประหม่าเต็มที แต่เดี๋ยวครู่เดียวก็ตามจังหวะไปได้คล่อง
      
       ขณะที่อ้าย และเอื้อยเตรียมตัวจะเข้านอนนั้น เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น เอื้อยรับสาย
       “ท่านหญิง มีอะไรคะ ตอนนี้หนูเอื้อย หนูอ้ายเตรียมตัวจะเข้านอนค่ะ” เอื้อยฟังและทำตาโต “หา...อะไรนะคะ ให้ไปนอนค้างที่วังด่วน คืนนี้เลย”
      
       เอื้อยมองหน้าอ้ายอย่างงุนงงทั้งสองคน



       ฝ่ายปวรรุจกลับมาที่โต๊ะด้วยอาการหอบเหงื่อท่วมตัว ปวรรุจทิ้งตัวลงกับเก้าอี้ หัวเราะหน้าแดงกับธราธร
       แสดงว่าเมาไม่น้อย
      
       “เป็นไง”
       ปวรรุจเสียงอ้อแอ้เมาหน่อยๆ “โอย...เหนื่อยยิ่งกว่าวิ่งร้อยเมตรอีกครับ”
       “ดีแล้ว....เรียกเหงื่อเสียบ้าง ชายรุจเรื่องร้ายๆ น่ะ ลืมมันเสียให้หมดเถอะนะ” พี่ชายใหญ่บอกน้อง
       ปวรรุจยิ้ม แต่ยิ้มที่ดูเศร้าเหลือเกิน “ขอบคุณครับพี่ใหญ่ที่เป็นห่วงผม คนอย่างผมมันคงไม่มีบุญวาสนาที่จะรักใครสักคน หรือมีใครมารัก”
       ปวรรุจพิงพนักโซฟา ทอดถอนใจ ธราธรมองนิ่ง ยกแก้วเครื่องดื่มกระดกจนหมดแก้ว
       “คงเพราะวาดดาวเขารู้ละมังว่า ผมมันแค่ไอ้คุณชายก้นครัว ขืนมาตบแต่งด้วยก็ไม่มีทางได้ทั้งเงิน ได้ทั้งเกียรติ มาเป็นเมียผมคนเขาก็คงค่อนกันทั้งเมืองว่าเป็นเมียไอ้คนใช้” ปวรรุจระบดระบายตามฤทธิ์เมรัย
       “พอได้แล้วชายรุจ หยุดคิดแบบนี้ได้แล้ว”
       “แล้วจะให้ผมคิดอย่างไรครับพี่ใหญ่”
       “หยุดคิดน้อยเนื้อต่ำใจแบบนี้เสียที นายไม่ใช่ลูกคนใช้ หม่อมช้องนางคือคุณแม่ที่มีเกียรติเท่ากับคุณแม่เราทุกคน”
       “ผมทราบดี พี่น้อง หม่อมทุกคนรักผม ให้เกียรติผมเสมอภาคกัน แต่ไม่ใช่สำหรับคนข้างนอกหรอกครับพี่ ข้างนอกแม้แต่ที่ทำงาน ผมมันแค่ไอ้คนใช้ ไอ้คุณชายก้นครัวที่เขาแอบหัวเราะลับหลัง วาดดาวก็คงคิดอย่างนั้น เมื่อมาเห็นสภาพผมในบ้าน”
       “ถ้าวาดดาวคิดอย่างนั้นกับนายจริง เธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงมีเกียรติที่ควรคู่กับนาย ลืมเรื่องทั้งหมดซะ”
       ปวรรุจแค่นหัวเราะออกมา พลางหยิบแก้วขึ้นซดเหล้าต่ออีกอึกใหญ่
       “ผมลืมไม่ได้หรอกครับ เพราะมันไม่ใช่ความผิดของวาดดาว ความผิดมันอยู่ที่ตัวผม ผมมันต้อยต่ำเกินไป ผมไม่คู่ควรกับเธอ”
       ปวรรุจลุกหนีเดินเซไป ธราธรมองตามทอดถอนใจ
      
       ครู่หนึ่งนั้น ปวรรุจหลบมาที่มุมหนึ่ง เมาหนักกว่าเดิม นักดนตรีแบนด์กำลังเล่นอย่างเมามันเหมือนเสียงเพลงเต้นรำสนุกสนานคึกคักนั้นจะยั่วล้อให้ปวรรุจเจ็บหนักยิ่งกว่าเดิม
       ส่วนที่มุมด้านหนึ่งของฟลอร์ เสียงหัวเราะของชายหญิงคู่หนึ่งแว่วมา เสียงคุ้นหู จนปวรรุจต้องหันไปมอง จึงพบว่าเป็นภาณุทัศนัยกำลังเต้นเมามันอยู่กับสายสมร
       ปวรรุจเห็นสายสมรทางด้านหลัง จึงเข้าใจว่าคือท่านหญิงวรรณรสา จึงร้องทัก
       “ท่านหญิงแต้ว”
       ทั้งภาณุทัศนัยและสายสมรหยุดเต้นทันที หันมามองปวรรุจ นั่นจึงทำให้ปวรรุจเห็นว่าเป็นสมร ใบหน้าสลดลงทันที
       ภาณุทัศนัยและสายสมรเมาไม่น้อยเช่นกัน
       “อุ๊ย....คุณชายปวรรุจ สวัสดีค่ะ”
       “คุณชาย มาเที่ยวกับเขาด้วยเหรอ”
       “ขอพระทานอภัย กระหม่อมเข้ามาขัดจังหวะฝ่าบาท”
       “เปล่าหรอก ไม่ได้มาขัดความสำราญของฉัน ฮ่ะฮ่ะ นึกว่าเป็นแค่คุณชายติ๋มๆ อยู่แต่ในวัง ไม่คิดว่ามาเที่ยวที่แบบนี้กับเขาด้วย”
       “อุ๊ย....ทำไมไปว่าคุณชายแบบนั้นคะ ท่านชาย”
       “สมร เธอไม่รู้หรอกหรือ คุณชายปวรรุจ เขาไม่ค่อยได้ออกมาเที่ยวกลางคืนแบบลูกผู้ชายสักเท่าไหร่ เปรียบเป็นผู้หญิง ก็เรียกว่า...นางห้อง”
       “ทำไมล่ะค่ะ” สายสมรซัก
       “ก็คุณชายเขามีกิติศัพท์ว่า “คุณชายก้นครัว” น่ะซี”
       สายสมรและท่านชายทัศน์หัวเราะร่า ปวรรุจพยายามระงับอารมณ์อย่างที่สุด
       “คุณพระ...จริงเหรอคะ เป็นหนึ่งในห้าสิงห์จุฑาเทพ ทำไมถึงกลายเป็นคุณชายก้นครัวไปได้”
       “ตอบคำถามสมรหน่อยเถอะคุณชาย ถึงกำพืดแท้จริงของคุณชายน่ะ”
       ปวรรุจพูดไม่ออก เจ็บจุกจนพูดอะไรไม่ได้ จึงเดินเลี่ยงจากมา ภาณุทัศนัยยังตะโกนตามมา
       “อ้าว...หนีไปไหนล่ะ จะกลับไปก้นครัวที่วังรึไง”
       สองคนหัวเราะกันดังลั่น
       ปวรรุจมองภาพเบื้องหน้าอย่างเลือนราง หันตัวเดินออกจากร้าน
      
       ปวรรุจเดินออกมาที่สวนข้างร้าน ด้วยอาการมึนเมา ฟ้าร้องครืนครันสลับกับแลบแปลบปลาบ ปวรรุจเหลียวมองฟ้าที่สว่างวาบอย่างน่ากลัว แล้วทันใดนั้นสายฝนก็เทกระหน่ำลงมาเหมือนแกล้ง
       เสียงเยาะเย้ยของหม่อมเจ้าภาณุทัศนัยดังก้องในหัว
       “คุณชายเขามีกิติศัพท์ว่า “คุณชายก้นครัว” น่ะซี”
       ตามด้วยเสียงสายสมร “คุณพระ...จริงเหรอคะ เป็นหนึ่งในห้าสิงห์จุฑาเทพ ทำไมถึงกลายเป็นคุณชายก้นครัวไปได้”
       “ตอบคำถามสมรหน่อยเถอะคุณชาย ถึงกำพืดแท้จริงของคุณชายน่ะ”
       เสียงภาณุทัศนัยและเสียงสายสมรหัวเราะกันดังลั่น ผสานกับเสียงฟ้าร้องลั่นเปรี้ยง ปวรรุจเดินมากลางสวน แล้วทรุดฮวบล้มลงหมดสติไป
       มองจากด้านบนลงมา เห็นร่างปวรรุจนอนหมดสติอยู่ใกล้ศาลากลางสวนเพียงลำพัง ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ
      
       ทางด้านรสาและสาวแฝดช่วยกันเปิดหน้าต่าง ฝนโปรยมาบางๆ อากาศเย็นฉ่ำ สองสาวแฝดอยู่ในชุดนอนเช่นเดียวกับรสา กลับมานั่งนอนอยู่บนเตียง มีแก้วนมอุ่นๆ วางอยู่หัวเตียง
       “อะไรนะคะท่านหญิง จะให้เราไปสวิตกับท่านหญิง” เอื้อยตื่นเต้น
       “หนูอ้ายหูฝาดไปรึเปล่าคะ” อ้ายงงๆ
       “เป็นเรื่องจริงไม่ได้ล้อเล่น งานนี้เด็จพ่อเป็นสปอนเซอร์ตั๋วเครื่องบินให้หนูอ้าย หนูเอื้อยด้วยนะ ไปไหม”
       อ้ายกะเอื้อยประสานเสียงทันที “ไปค่ะ”
       สามสาวหัวเราะออกมาพร้อมกัน
       “ท่านหญิงขา หมายความว่าเราจะเดินทางไปสวิตเพื่อไปอยู่กับท่านชายทัศน์งั้นเหรอคะ” เอื้อยถาม
       “ใช่จ้ะ หญิงอยากไปอยู่ในโลกของพี่ชายทัศน์บ้าง เพื่อจะได้รู้จักพี่ชายทัศน์มากขึ้น”
       “แล้วเราจะทูลท่านชายเมื่อไหร่ดีล่ะคะ ตอนไปส่งท่านชายพรุ่งนี้ งั้นเหรอ” อ้ายถาม
       “จุ๊ จุ๊ ไม่ได้หรอก ขืนบอกพี่ชายล่วงหน้า พี่ชายเกิดไม่โปรดขึ้นมาห้ามหญิงเดินทาง แผนเราก็ล้ม อดเที่ยวกันพอดี”
       เอื้อยงง “แล้วจะบอกตอนไหนละคะ”
       “รสาว่า...” วรรณรสามีสีหน้าเจ้าเล่ห์เจ้ากล “ไม่บอกเลยดีกว่า”
       อ้ายกะเอื้อยตกใจ “หา...ไม่บอกเลย จนไปถึงสวิตแล้วน่ะเหรอคะ”
       “ใช่...จะไปเซอร์ไพรส์พี่ชายที่สถานทูตที่กรุงเบิร์นเลย” วรรณรสาว่า
       อ้ายและเอื้อยมองหน้ากัน
       “แล้ว เด็จพ่อละคะ ทรงทราบเรื่องรึยัง” อ้ายสงสัย
       “ถึงเรียกหนูอ้าย หนูเอื้อยมานี่ไง เราต้องเตี๊ยมกันให้ดี ต้องปดเด็จพ่อว่าเรารายงานพี่ชายทัศน์เรียบร้อยแล้ว”
       อ้ายกะเอื้อยมองหน้ากันอีก
       “แล้วถ้าถูกจับได้ ไม่ทรงกริ้วแย่เหรอคะ” เอื้อยกังวล
       “จะจับได้ยังไง เมื่อเราไปพบพี่ชายทัศน์แล้ว เราก็บอกพี่ชายทัศน์ไม่ให้ทูลความจริงเด็จพ่อน่ะซี”
       อ้ายและเอื้อยเริ่มเห็นทาง
       “งั้นได้เลยค่ะ เตรียมตัวเดินทางกันเดี๋ยวนี้เลย”
       “เพื่อสวิต ดินแดนแห่งสวรรค์ของเราสามคน”
      
       เอื้อยว่า ทั้งสามหยิบแก้วนมมาชนกัน แล้วดื่มพร้อมกันหัวเราะคิกคัก



       เช้าวันรุ่งขึ้น ปวรรุจยังหลับไม่ได้สติอยู่บนเตียง พุฒิภัทรดูอาการอยู่ หม่อมเอียดและย่าอ่อน นั่งอยู่ห่างๆ ธราธร รัชชานนท์ และรณพีร์นั่งหน้าเจื่อนอยู่รอบนอก
      
       “เรื่องก็เป็นอย่างที่ผมเล่านี่ละครับ ชายรุจโดนฝน ไข้ขึ้น เลยหมดสติไป” ธราธรเล่าเรื่องจบพอดี
       “คนเราจะหมดสติไปเฉยๆ ไม่ได้หรอกชายใหญ่ ถ้าไม่ได้สุราเข้าไปช่วยกระตุ้นด้วย นี่...ฉันอยู่ห่างขนาดนี้ฉันยังได้กลิ่นส่าเหล้าจากพวกเราเลย”
       หม่อมเอียดมองกราดไปยังหลานๆ ทุกคนก้มหน้าหลบตา
       “เจริญนะ ชวนใครไม่ชวนมาชวนชายรุจ แล้วเราก็ด้วยชายภัทร เห็นว่าเป็นตัวตั้งตัวตีไม่ใช่เรอะ ลากชายรุจไปเที่ยว”
       “ขอโทษครับหม่อมย่า”
       “เราด้วยนะชายเล็ก ชายพีร์ ตัวดีนักเชียว”
       “คุณพี่คะอย่าโทษชายเล็ก ชายพีร์เลยค่ะ ชายรุจนั่นแหละตัวก่อเหตุ นี่ คงจะอยากไปสำมะเลเทเมาเพราะอกหักจากแม่วาดดาว” ย่าอ่อนออกความเห็น
       “แม่อ่อน ไม่ต้องมาลำเอียง ถ้าผิดก็ต้องผิดด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ”
       “ครับ เรื่องนี้ผมขอรับผิดชอบแทนน้องทุกคน ผมดูแลชายรุจไม่ดีเอง” ธราธรหน้าสลดลง
       “ยอมรับผิดแบบลูกผู้ชายก็ดีแล้ว อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ย่าไม่ชอบ เราเป็นข้าราชการรับใช้แผ่นดิน มาทำเหลวไหลแบบนี้มันไม่ถูกไม่ควร”
       หม่อมเอียดลุกขึ้น ธราธรเข้าประคอง
       “ชายรุจจะต้องเดินทางไปประชุมอยู่ไม่กี่วันนี่แล้ว ถ้าท่านอธิบดีรู้ว่าไปเหลวไหลขนาดนี้ อาจถูกปลดเสียกลางคันก็ได้” หม่อมเอียดนึกกังวลขึ้นมาอีก
       “ครับ ผมจะไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก”
       หม่อมเอียดออกไปพร้อมย่าอ่อน ที่ส่งสายตามาที่รณพีร์พยักเพยิดให้ตามลงไป รณพีร์หน้าเจื่อนเต็มที
      
       รัชชานนท์และรณพีร์ลงมาที่โถงล่างด้วยกัน ย่าอ่อนรออยู่ ทั้งสองหนุ่มได้ยินย่าอ่อนบ่นกับแจ๋ว
       “เสียฤกษ์ฉันหมด ชายรุจมาไม่สบายเอาตอนนี้ ฉันนัดกับคุณชายเทวพันธ์เอาไว้แล้ว เฮ้อ...”
       “คุณย่าครับ มีอะไรครับ” รณพีร์ถามขึ้น
       “ไปแต่งตัวเดี๋ยวนี้ทั้งคู่เลย” ย่าอ่อนบอก
       “จะไปไหนเหรอครับคุณย่า” รัชชานนท์สงสัย
       “ไม่ต้องถาม ชายเล็กเตรียมกล้องไว้ด้วย เผื่อไปชักรูปเก็บไว้ อีกครึ่งชั่วโมงไปเจอย่าที่หน้าตึก แล้วไม่ต้องบอกชายใหญ่ กับชายภัทรนะ”
       ย่าอ่อนแยกไปทางเรือนพัก แจ๋วรีบตาม
       “พี่ชายเล็ก...เรื่องอะไรกัน ทำไมต้องเอากล้องไปด้วย” รณพีร์งง
       “ไม่รู้จริงๆ แต่ท่าทางจะเป็นเรื่องสำคัญ” รัชชานนท์บอก
      
       ไม่นานต่อมา เกษราเดินนำ ย่าอ่อนเข้าในห้องรับแขก รัชชานนท์ และรณพีร์เดินตามมา พบวิไลรัมภารออยู่แล้วพร้อมด้วยมารตีและคุณชายเทวพันธ์ ทั้งหมดในห้องทำความเคารพย่าอ่อน ชายเล็กและชายพีร์ ไหว้เทวพันธุ์เช่นกัน
       ทั้งสองสีหน้างงว่ามาทำไม รณพีร์ยิ้มเจื่อนๆ เมื่อเจอสายตาหวานฉ่ำของวิไลรัมภา
       “แหมหนูมารตี หนูรัมภา สวยขึ้นทุกวันเลยนะ” ย่าอ่อนทักทายสองสาว
       “ขอบคุณค่ะคุณย่า แล้ว...พี่ชายภัทรไม่มาด้วยเหรอคะ” มารตีถาม
       “วันนี้เขาพักผ่อนน่ะ เจอกันทุกวันที่โรงพยาบาลอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ยังจะถามถึงอีก”
       มารตีหัวเราะทำท่าเอียงอาย วิไลรัมภารู้สึกพี่สาวแย่งความเด่น เลยรีบพูดขึ้น
       “พี่ชายพีร์ เมื่อคืนได้ข่าวว่าเท้าไฟอยู่บนฟลอร์เหรอคะ”
       รณพีร์สะดุ้ง “ครับ ทำไมน้องรัมภารู้”
       “เรื่องของพี่ชายพีร์ มีนกรู้ส่งข่าวให้ตลอดค่ะ”
       รณพีร์ยิ้มเจื่อนๆ วิไลรัมภายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ย่าอ่อนและ เทวพันธ์กลับมองสองสาวอย่างพอใจ มีเพียงเกษรารู้สึกอายแทน ที่น้องสาวให้ท่าให้ทางอย่างเปิดเผย
       “เอาละ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า เด็กเป็นยังไงบ้าง มาถึงเมื่อไหร่” ย่าอ่อนเข้าธุระ
       “เมื่อเช้าครับ อาจจะดูเพลียๆ ไปบ้าง”
       “ไม่เป็นไร เรียกมาเลยซี อยากเห็นจะแย่แล้ว”
       “หนูเกษ ไปพาตัวออกมาเลย” เทวพันธ์ว่า
       “ค่ะ”
       เกษราค้อมตัว ก่อนจะเดินหายเข้าไปด้านใน
       “คุณย่าครับ อยากเห็นตัวใครเหรอครับ” รัชชานนท์สงสัยมากๆ
       “เดี๋ยวก็เห็นเองละ”
       ขาดคำเกษราพาเด็กสาวตัวดำขำชื่อกระถิน อายุประมาณ 17 ปี หน้าตาเข้มมีเค้าสวย ใส่เสื้อลูกไม้พอดีตัว กระโปรงพลีทบาน ชุดเข้าเอวดูอ้อนแอ้นบอบบาง
       กระถินไม่กล้าสบตาใคร ก้มหน้าอยู่ตลอด ย่าอ่อน รัชชานนท์และรณพีร์ มองตะลึง เกษรากระซิบกระถิน
       “ไหว้ซีคะกระถิน”
       กระถินไหว้ย่าอ่อน ชายเล็ก และชายพีร์ ด้วยท่าทีแข็งกระด้างเล็ก ๆ เทวพันธ์มองท่าทีของย่าอ่อนอย่างลุ้นเต็มที่
       รณพีร์กระซิบถาม “คุณย่าครับ ใครน่ะครับ”
       “เดี๋ยวก็รู้เองละน่า ไหว้พระไหว้เจ้าเถอะจ้ะ ไหนบอกย่าซิว่าเราอายุเท่าไหร่ เรียนชั้นไหนแล้ว”
       กระถินเอาแต่ก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าพูดอะไร ย่าอ่อนเป็นงง
       เทวพันธ์รีบแก้สถานการณ์ “อ๋อ คุณป้าครับ กระถินเขาขี้อายน่ะ นานๆ เข้าพระนครที มาเจอคนแปลกหน้า ยิ่งตื่นใหญ่”
       “ต่อไปก็จะไม่ใช่คนแปลกหน้ากันแล้วละ” ย่าอ่อนว่า
       รัชชานนท์และรณพีร์มองหน้ากัน เริ่มจะเข้าใจอะไรลาง ๆ
       “งั้นแนะนำตัวก่อนก็แล้วกัน คุณชายช่วยเกริ่นทีเถอะค่ะ”
       “กระถิน นี่คุณย่าอ่อน คุณย่าแห่งวังจุฑาเทพ และนี่หม่อมราชวงศ์รัชชานนท์ กับหม่อมราชวงศ์รณพีร์ พี่ชายของเธอ”
       เกษรากระซิบกระถินอีกครั้ง กระถินจึงยกมือไหว้ทั้งสามอย่างแข็งทื่ออีกครั้ง ไหว้เสร็จก็ก้มหน้างุดไปใหม่
       “น้องกระถินแนะนำตัวหน่อยซีครับ” รัชชานนท์คุยด้วย
       กระถินก้มหน้างุด ยิ่งเขี่ยพื้นเล่นมากกว่าเดิม เกษรา มารตี และวิไลรัมภายิ่งอึดอัด
       “เออ...น้องไม่กล้าพูดน่ะค่ะ นี่คือ หม่อมหลวงกระถิน เทวพรหม ธิดาคนเดียวของคุณอาวรพันธ์ เทวพรหม หม่อมหลวงกระถินคือน้องสาวคนสุดท้องของเราค่ะ” เกษราแนะนำ
       ชายเล็ก และชายพีร์ ตะลึงงัน กระถินยังก้มหน้างุดเขี่ยพื้นไปมา มารตี และวิไลรัมภาอับอาย ยิ้มอย่างเจื่อนจ๋อยเต็มที
       ย่าอ่อนเขม้นมองกระถิน แล้วเริ่มยิ้มออกมา
      
       ไม่นานนักรัชชานนท์และ รณพีร์รีบเดินมาหลบอยู่ที่หน้าร้านขนมของเกษรา สองหนุ่มหน้าตาตื่ คุยกันซีเรียสเอาการ
       “หม่อมหลวงกระถิน จะถูกจับให้เป็นคู่หมายพี่ชายรุจ” รัชชานนท์เอ่ยขึ้น
       “คุณย่าคิดอะไรอยู่ครับ ไหนว่าจะไม่เลือกคู่ให้พี่ชายรุจแล้วไง” รณพีร์งง
       “ฉันเองก็งงไปหมดแล้ว ที่ฉันสงสัยอีกเรื่อง”
       “อะไรครับ”
       “หม่อมหลวงกระถินเป็นใบ้รึเปล่า”
       “นั่นซี ไม่เห็นพูดอะไรแม้แต่คำเดียว เฮ้...พี่ หรือเราจะได้พี่สะใภ้เป็นใบ้” รัชชานนท์พูดสนุกๆ
       เกษราเดินออกมาจากเรือนใหญ่เดินตรงมาพอดี ทั้งสองหนุ่มดิ่งเข้าไปหา
       “คุณเกษ หม่อมหลวงกระถินเป็นน้องคุณเกษจริงๆ หรือ” รัชชานนท์ยิงคำถามคาใจ
       “ลูกพี่ลูกน้องค่ะ เป็นลูกสาวอาเล็ก คุณชายวรพันธ์ น้องคนสุดท้องของคุณพ่อที่เสียไปนานแล้ว”
       รณพีร์ซักต่อ “แล้วน้องกระถินอายุเท่าไหร่กันครับ”
       “สิบเจ็ดค่ะ”
       สองคุณชายอุทาน “สิบเจ็ด”
       “แล้วจะให้มาเป็นคู่หมายของพี่ชายรุจได้ยังไงกันครับ เด็กขนาดนี้” รัชชานนท์ประหลาดใจมาก
       “เรื่องนี้ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ รู้แต่ว่าทางผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเห็นดีเห็นชอบด้วยกัน เออ...คุณย่าให้มาตามคุณสองคนค่ะ บอกว่าจะให้ถ่ายรูปร่วมกัน”
      
       ทั้งสองหนุ่มขัดใจเป็นอย่างยิ่ง



       เวลาต่อมาเกษรา มารตีนั่งอยู้ด้านหนึ่งของโซฟายาว กระถินนั่งอยู่ตรงกลาง วิไลรัมภานั่งติดกับกระถินอีกข้าง หญิงทั้งสามยิ้มแย้ม แต่กระถินกลับหน้านิ่งเฉย รัชชานนท์เป็นคนถ่ายรูป ย่าอ่อน รณพีร์ และเทวพันธ์ดูอยู่มุมห้อง
      
       “เออ...น้องมารตีกับน้องรัมภาจับมือน้องกระถินไว้นะครับ” ชายเล็กบอก
       สองสาวจับมือกระถิน ยิ้มอย่างแสนรัก
       “นับสามนะครับ หนึ่ง สอง สาม”
       รัชชานนท์กดชัตเตอร์
       สี่สาวนั่งด้วยกัน ทุกคนยิ้มแย้ม ยกเว้นกระถิน
      
       อีกมุมของห้องรับแขก
       ย่าอ่อนนั่งที่เก้าอี้ตัวใหญ่ กระถินนั่งพับเพียบอยู่ที่พื้นข้างย่าอ่อน รัชชานนท์กำลังถ่าย
       “หนึ่ง สอง สาม”
      
       คราวนี้กระถินนั่งอยู่ลำพังที่ศาลากลางสวน หน้าเฉยชาเช่นเดิม ตามองกล้องแต่ไร้แวว กลุ่มของเทวพันธ์ ย่าอ่อน รณพีร์ ดูอยู่ เทวพันธ์เหลือบดูย่าอ่อนที่นั่งที่เก้าอี้ริมสวน มารตีและวิไลรัมภาช่วยดูแล รินน้ำเสิร์ฟอย่างเอาใจ พร้อมคอยพัดวี ย่าอ่อนดูพึงใจกระถินมากขึ้นเรื่อยๆ เทวพันธ์ยิ้มกับตัวเอง
       “ยิ้มหน่อยครับ น้องกระถิน”
       กระถินพยายามยิ้ม แต่ดูเหมือนคล้ายจะเบะปากร้องไห้
       “เออ...ไม่ต้องยิ้มก็ได้ครับ” รัชชานนท์บอก
       กระถินเลยทำหน้าเฉยเช่นเดิม
       “หนึ่ง สอง สาม”
       รัชชานนท์กดชัตเตอร์
       ใบหน้ากระถินที่มองกล้องเฉยชามึนซึมทุกช็อต
      
       เทวพันธ์ ลูกสาวทั้งสามและกระถินเดินมาส่งย่าอ่อน และสองหนุ่มที่รถ ถนอมรออยู่แล้ว
       “คุณชายเล็ก คุณชายพีร์คะ เข้าไปในร้านขนมก่อนไหมคะ มารตีจะฝากขนมไปให้คุณชายหมอ” มารตีว่า
       วิไลรัมภาบอกต่อ “แล้วรัมภาก็จะฝากให้พี่ชายพีร์ด้วยค่ะ วันนี้”
       “เรื่องขนม ผมยินดีรับฝากไม่อั้นเลยครับ” รณพีร์ยิ้มกว้าง
       สองสาวหัวเราะ สองหนุ่มตามเข้าไปในร้านขนม
       ย่าอ่อนมองกระถินอย่างพินิจ
       “ทีแรกดูจะคล้ำไป แต่พอดูนานๆ กลับคมขำ ตางี้คมกริบเชียว อย่างนี้เขาเรียกงามพิศ ไม่ใช่งามผาด เอ...ไม่พูดไม่จาเลย ขี้อายมากเลยนะเรา”
       กระถินก้มหน้าเช่นเคย เกษรารีบพูดแก้ต่าง
       “น้องไม่กล้าพูดค่ะ เพราะยังไม่คุ้นกับสำเนียงคนกรุง ยังติดสำเนียงใต้อยู่”
       “อ้อ ทองแดงละซี ไม่เป็นไรอยู่ไปนานๆ เดี๋ยวก็ชินกับสำเนียงภาคกลางเองแหละ แล้วอีกสองวันจะพาพี่ชายรุจเขามาเยี่ยม”
       “ดีครับ ผมกำลังดำริจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับหลานสาวพอดี เรียนเชิญทางวังจุฑาเทพเลยนะครับ โดยเฉพาะคุณชายปวรรุจ” เทวพันธ์ดี๊ด๊า
       “บอกวันเวลามาเลย ชายรุจต้องมาอยู่แล้ว จะได้ให้มาดูตัวกัน รีบๆ นะ เพราะอาทิตย์หน้าชายรุจจะต้องไปต่างประเทศแล้ว”
       เทวพันธ์ยิ้มโล่งอก “ได้ครับคุณป้า”
       กระถินหน้าสลดลงกว่าเดิม
       สี่คนออกมาจากร้านขนม แย้มและแหววตามออกมาด้วย สองหนุ่มหิ้วถุงขนมหลายถุง ถนอมเข้ามารับไปไว้ในรถ
       “มากันแล้ว แหม....ได้ของฝากจากสาวๆ มาแล้วซีนะ” ย่าอ่อนว่า
       “มารตีฝากกลีบลำดวนฝากพี่ชายหมอด้วยค่ะ ของโปรดของพี่ชาย”
       “รู้ใจกันดีจริง อย่างนี้ระฆังวิวาห์คงจะเหง่งหง่างอีกไม่นานแล้วละ” ย่าอ่อนสัพยอก
       มารตีหัวเราะเอียงอาย วิไลรัมภาชม้อยชม้ายไปที่รณพีร์ ชายพีร์รีบเสมองไปทางอื่น
       “กลับละนะ แล้วย่าจะมาเยี่ยมใหม่ หนูกระถิน”
       ทุกคนไหว้ลาย่าอ่อนงดงาม กระถินไหว้แข็งๆ เช่นเคย ไหว้แล้วเอามือลงเกาสะโพก ย่าอ่อนมองเขม็ง
       “เอ๊ะ...เป็นอะไรไปล่ะ เห็นเกาหลายหนแล้ว คันในร่มผ้าเหรอลูก” ย่าอ่อนสงสัย
       เทวพันธ์รีบชิงพูด “อ๋อ...คงไม่ชินกับสภาพน้ำที่นี่น่ะครับ”
       “เอ...น้ำประปาเราสะอาดนะ คงชินกับน้ำทะเลมากกว่าละซี”
       ย่าอ่อนพูดเองเออเองหัวเราะ
       “แหม...สาวน้ำเค็มก็อย่างนี้ละ น่าเอ็นดู”
       ย่าอ่อนกลับมาที่รถ ถนอมเปิดรถให้ย่าอ่อนขึ้นนั่งตอนหลัง รณพีร์นั่งด้านหนึ่ง รัชชานนท์นั่งประกบอีกด้าน
       เกษรา มารตีและวิไลรัมภา โอบกอดกระถินแล้วโบกมือลา เกษราบอกให้กระถินโบกมือด้วย
      
       ส่วนในรถยังแลเห็นสาวเทวพรหมกอดกันโบกมือให้อยู่
       “คุณย่าครับ จะบอกเรื่องนี้พี่ชายรุจเมื่อไหร่ละครับ” รัชชานนท์รีบถาม
       “คืนนี้ เรียกทุกคนมากินข้าวพร้อมหน้ากัน ย่าจะบอกชายรุจตอนนั้น เราสองคนก็อย่าไปหลุดปากพูดก่อนล่ะ” ย่าอ่อนกำชับ
       รัชชานนท์มองหน้ารณพีร์ สองหนุ่มถอนใจพร้อมกัน ขณะที่รถแล่นออกจากหน้าวังแล้ว
      
       พอรถย่าอ่อนแล่นลับตาไปแล้ว มารตีและวิไลรัมภารีบผละออกจากกระถินทันที วิไลรัมภาถึงกับผลักกระถินออกให้พ้นๆ กระถินหน้าเสีย อาการคันคะเยอมากกว่าเดิมเพราะแดดเริ่มร้อน
       “ยี้...น้องรัมภา ต้องอาบน้ำใหม่แล้วละ จับตัวนังเด็กนี่แล้วเหมือนเชื้อโรคมาติดตัว”
       “นั่นซีคะ ดูซีเกาไปทั้งตัว คันคะเยอไปหมดแล้ว ไม่รู้มีเชื้อรา มีเห็บหมัดติดมาด้วยรึเปล่า” วิไลรัมภาผสมโรง
       “ยายภา พูดดีๆ น้องเขาเป็นคน พูดเหมือนเขาเป็นสุนัข” เกษราดุ
       กระถินเหลียวขวับ “หา...ว่าข้าเป็นหมาเหรอ”
       เท่านั้นแหละกระถินก็ร้องไห้โฮออกมาดังลั่น ไม่เหลือมาดเสงี่ยมอีกเลย แถมยังเกายิกๆ พูดออกมาด้วยสำเนียงใต้
       “ฮือๆๆ จะกลับบ้าน”
       เทวพันธ์ฉุน “เอ้า เอ้า จะกลับบ้านอีกแล้ว บอกแล้วว่ากลับไม่ได้ไง”
       “จะกลับบ้าน โฮ...”
       “คุณพ่อคะ มันเกาใหญ่แล้ว มันต้องมีเชื้อโรคเต็มตัวแน่ๆ อย่างนี้ต้องเอาไปแช่น้ำด่าง ผสมแอลกอฮอลล์” มารตีหงุดหงิดมาก
       เทวพันธ์ชักสงสัย “ยายกระถิน แกเป็นอะไร ทำไมมันคันนัก”
       “ก็ไม่เคยใส่เสื้อแบบนี้ เสื้อบ้าอะไร กระโปรงนี่ก็คัน คันจะขาดใจแล้ว”
       กระถินพูดแล้วปลดเสื้อออก สามสาว แหววและแย้ม เอะอะร้องออกมาพร้อมกัน
       “อย่าถอดตรงนี้กระถิน น่าเกลียด” เกษราบอก
       “ก็มันคันนี่...” กระถินไม่ยอม
       “แหวว ป้าแย้ม พาเข้าบ้านไปที”
       สองคนใช้รีบพากระถินที่ยังร้องไห้โวยวายเข้าตึกไป
       “เฮ้อ...ยังดีนะที่มันไม่โวยวายออกมาต่อหน้าย่าอ่อน ไม่งั้นความแตกแน่”
       เทวพันธ์กลับเข้าตึก เกษรายิ่งอึดอัด
       วิไลรัมภาไม่เข้าใจ “คุณพ่อคิดอะไรน่ะ ดำเป็นเมียจรกาแบบนี้ คุณชายรุจจะยอมแต่งด้วยเหรอ”
       “นั่นซี” มารตีเห็นด้วย
       เกษราฟังแล้วยิ่งขัดใจ ตามเทวพันธ์เข้าตึก สองสาวรีบตามเพราะรู้ว่าต้องมีคดีเกิดแน่ ๆ
      
       เกษราตามเข้าในห้องรับแขก เทวพันธ์กำลังรินเครื่องดื่ม มารตี รัมภาตามเข้ามา
       “คุณพ่อคะ ถ้าเด็กไม่เต็มใจที่จะเป็นเจ้าสาว คุณพ่ออย่าบังคับเลยนะคะ แกยังเด็กเหลือเกิน
       เทวพันธ์หันขวับมา ตวาดลั่น
       “แกจะให้ฉันชวดโอกาสที่จะได้ดองกับจุฑาเทพอีกครั้งแล้วใช่ไหม”
       “คุณพ่อ” เกษราอึ้ง
      
       มารตี และวิไลรัมภาแอบยิ้มให้กันอย่างสะใจ

       เทวพันธ์มีสีหน้าถมึงทึง อาการเกรี้ยวกราด เกษราพยายามอธิบายเหตุผล ดีๆ
      
       “คุณพ่อ ที่หนูพูดเพราะเห็นแก่เด็กนะคะ ตั้งแต่มาถึงเมื่อเช้า คุณพ่อก็เห็นว่าสภาพเด็กเป็นอย่างไร”
      
       เหตุการณ์ที่โถงรับแขกของวังเทวพรหมเมื่อเช้า ผุดขึ้นมา
       กระถินในชุดผ้าถุงแบบสาวบ้านป่า เนื้อตัวมอมแมม เดินเข้ามาในโถงของวัง หอบชะลอมของพื้นบ้านและหิ้วถุงผ้าใส่เสื้อผ้าเท่าที่จำเป็นเดินตามเกษราเข้ามา โดยมีแย้มและแหววช่วยถือกระเป๋าเดินทางของเกษราตามมาอีกกลุ่ม
       กระถินมองไปรอบตัวอย่างหวาดหวั่น เทวพันธ์ มารตี และวิไลรัมภา นั่งรออยู่แล้ว สามคนมองกระถินอย่างตะลึงพรึงเพริด เทวพันธ์เขม้นมองตกใจในความเป็นเด็กสาวบ้านป่าของกระถิน มารตีและวิไลรัมภามองอย่างรังเกียจ
       เทวพันธ์อึ้ง “ยายเกษ แกอย่าบอกนะว่าแม่นี่คือ...”
       “นี่ล่ะค่ะ หม่อมหลวงกระถิน เทวพรหม หลานของคุณพ่อ”
       “คุณพ่อขา หม่อมหลวงหรือเงาะป่าซาไกคะเนี่ย” มารตีว่า
       “ตายแล้ว ดำจนนับญาติไม่ได้เลยละค่ะคุณพ่อ” วิไลรัมภาเสริม
       “ทำไมมันมือไม้แข็งอย่างนี้ ไม่เห็นมันไหว้ฉันเลย” เทวพันธ์ไม่พอใจ
       กระถินหน้าตึง มองทั้งสามนิ่งตาถลึง
       “ไหว้คุณลุงซีจ๊ะ นั่นคุณลุงเทวพันธ์ พี่ชายของคุณพ่อเธอ”
       กระถินยกมือไหว้ด้วยอาการแข็งทื่อ เทวพันธ์มองอย่างไม่ชอบใจ
       “แล้วนั่น พี่มารตี กับพี่วิไลรัมภา พี่สาวของเธอ”
       กระถินยกมือไหว้ ทั้งสองนางไม่รับไหว้ แถมทำหน้าเหยียดหยาม
       “พี่มารตี ดูไหว้ซีคะ เหมือนลิงหลอกเจ้า”
       สองสาวหัวเราะร่วน
       “ตาย บ้านเรามะพร้าวเยอะเสียด้วย น่าจะให้ปีนเก็บมะพร้าวมาทำขนมนะคะพี่เกษ” มารตีแขวะ
       เกษรา แหวว แย้ม ต่างตกใจ แต่สองสาวและเทวพันธ์กลับหัวเราะร่า
       “ทำไมมันเงียบละคะพี่เกษ มันพูดได้ไหมคะ” วิไลรัมภาสงสัย
       “พูดอะไรหน่อยซีกระถิน”
       กระถินพูดคำแรกสำเนียงใต้ชัดเจน “ข้าจะกลับบ้าน โฮ”
       กระถินร้องไห้โฮ
       “พาข้ากลับบ้านเดี๋ยวนี้”
       “กระถิน ไม่เอานะคะ กระถินต้องอยู่เพราะคุณแม่อนุญาตแล้วนะคะ” เกษราปลอบเป็นการใหญ่
       “ไม่เอาไม่อยู่ คิดถึงบ้าน โฮ”
       กระถินลงไปชักดิ้นชักงออยู่ที่พื้น ของในชะลอมกระจัดกระจาย
       “พาเข้าห้องไปก่อน อย่าให้มันอาละวาดมากกว่านี้ ถ้ามันยังแหกปากอยู่ บอกว่าพ่อจะเฆี่ยนด้วยหวายนี่แหละ” เทวพันธ์โมโหมาก
       กระถินยิ่งแหกปากดังกว่าเดิม เกษรา แหวว และแย้ม ช่วยกันทั้งลากทั้งดึงเข้าไปด้านใน
       “คุณพ่อ จะไหวเหรอคะ คุณชายรุจมาเห็นนังนี่ คงรีบเผ่นหนีไปไกลสุดหล้าล่ะค่ะ” วิไลรัมภาว่า
       “ไม่หรอกลูก ย่าอ่อนอยู่ทั้งคน ยังไงแกก็ต้องเห็นดีเห็นงามด้วย อย่าลืมว่านังกระถินมันก็มียศเป็นหม่อมหลวงเหมือนลูกเหมือนกันนะ”
       วิไลรัมภาสุดจะทน “ยี้...หม่อมหลวงขี้ข้าน่ะซีคะ”
       “อ้าว....หม่อมหลวงขี้ข้า ก็เหมาะกับ “คุณชายก้นครัว” ไม่ใช่เหรอน้องรัมภา”
       วิไลรัมภานึกขึ้นได้ ทั้งสามหัวเราะประสานเสียงด้วยกันเป็นที่ครึกครื้น
      
       เกษราพูดอธิบายกับบิดาอย่างต่อเนื่อง
       “และถ้าคุณย่าอ่อนรู้ความจริงว่ากระถินเป็นเด็กบ้านป่าจริงๆ การบ้านการครัวอะไรไม่เป็นสักอย่าง จะเกิดอะไรขึ้นคะ”
       “แกก็ต้องไม่ให้มันเกิดขึ้น ไปจัดการยายกระถินให้มันดูดีสมเป็นกุลสตรี ให้มันพูดสำเนียงภาคกลาง ขัดสีฉวีวรรณให้มันหายกระดำกระด่าง แล้วสอนเรื่องการครัวให้มันเป็นการด่วน วันนี้พรุ่งนี้เจ้ารุจมันจะมาดูตัวแล้ว แกต้องทำให้มันหายจากสาวป่ามาเป็นสาวกรุงให้ได้”
       เกษราท้วง “คุณพ่อคะ ของอย่างนี้ไม่ได้ทำกันได้ในวันสองวันนะคะ”
       เทวพันธ์ตวาด “ต้องทำให้ได้”
       เกษราหน้าสลด หนักใจมาก มารตี และวิไลรัมภาแอบยิ้มให้กันอย่างสะใจ
       เทวพันธ์หยิบกระเป๋าสตางค์ของตัวเองมาเปิดดู พบว่ามีแต่เศษสตางค์ จึงหันมาทางเกษรา
       “มีเงินอยู่เท่าไหร่ตอนนี้”
       “เออ...ห้าร้อยค่ะ”
       “เอามาก่อน”
       เกษราอึ้ง หยิบเงินจากกระเป๋าตัวเองส่งให้เทวพันธ์
       “คุณพ่อจะเอาเงินไปทำอะไรคะ”
       “ไม่น่าถาม คนไปบ่อนน่ะ เอาเงินไปทำอะไรล่ะ”
       เทวพันธ์ปึงปังออกไป เกษราได้แต่ถอนใจ มารตีและวิไลรัมภาเดินกรีดกรายเข้ามา
       “ยากนะคะพี่เกษ จะแปลงนางสำมนักขาให้กลายเป็นนางสีดาน่ะ”
       “แล้วถ้าจะแปลงกายจริง คงต้องใช้ทุนรอนไม่น้อยเลยนะคะ” วิไลรัมภาบอก
       “เราอาสาจะช่วยนะคะพี่เกษ” มารตีเสริม
       “จริงเหรอ”
       “จริงซีคะ พี่เกษมีภาระเรื่องร้านขนม งานล้นพ้นตัวอยู่แล้ว น่าจะให้เราช่วยแบ่งเบาบ้าง”
       “ก็ดี ขอบใจที่คิดจะช่วย”
       เกษราจะแยกไป วิไลรัมภาเอ่ยขึ้นอีก
       “แต่พี่เกษคะ เรื่องความสวยความงามมันต้องใช้เงินนะคะ”
       เกษรารู้ทัน ทอดถอนใจ
       “ต้องการเท่าไหร่”
       “ไม่มากหรอกค่ะ แค่เศษเงินจากร้านขนมของพี่นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น” มารตีว่า
      
       เกษรามองน้องสาวทั้งสองอย่างอ่อนใจ



       ฟากย่าอ่อนไม่รู้สักนิดว่าถูกเทวพันธ์ย้อมแมว กำลังรายงานหม่อมเอียดอย่างภูมิใจนำเสนอ รัชชานนท์และรณพีร์นั่งฟังอยู่ด้วย
      
       “สวยค่ะ คมขำแบบสาวใต้เชียว กิริยามารยาทก็แช่มช้อย เห็นว่าการบ้านการเรือนไม่มีที่ติเชียวค่ะ”
       สองหนุ่มแอบสบตากัน
       หม่อมเอียดเอ่ยขึ้น “ที่ฉันสงสัยก็คือทำไมคุณชายเทวพันธ์ไม่เคยพูดถึงครอบครัวคุณชายคนน้องนี่
       ให้ฟังมาก่อนเลย”
       “อ้อ...คงจะมีอะไรกินแหนงแคลงใจกันอยู่ละมังคะ เพราะหนีไปทำเหมืองเสียที่พังงา ไปได้ลูกเมียชาวบ้านที่นั่น คุณชาย เทวพันธ์ เธอคงอาย”
       “อ้าว...แล้วแม่กระถินที่ว่า ไม่กลายเป็นเด็กบ้านป่าไปหรอกรึ”
       “ไม่เลยค่ะ เห็นว่าอบรมกันมาดี เป็นลูกผู้ดีเชียวละ”
       “แล้วถ่ายรูปมาให้ดูรึเปล่า”
       “ถ่ายครับคุณย่า ตอนนี้เอาไปอัดล้างอยู่ พรุ่งนี้ก็คงจะได้” รัชชานนท์บอก
       “ในสายตาเราสองคน แม่กระถินเขาเป็นยังไงล่ะ”
       รัชชานนท์และรณพีร์เก้อๆ ไป
       “ก็...ไม่ค่อยพูดนะครับ ที่จริงไม่พูดอะไรเลยครับ”
       หม่อมเอียดเขม้นมอง ย่าอ่อนค้อนรณพีร์
       “อ๋อ....เด็กเขาขี้อายค่ะ”
       “ผมว่าน้องเขาคล้ำไปนิดนะครับ ก็ไม่นิด คล้ำเยอะเชียวครับ” รัชชานนท์ว่า
       “นี่ชายเล็ก...เด็กมันโดนแดดโดนลม มันก็มีหมองมีคล้ำไปบ้าง” ย่าอ่อนแก้ต่างทุกประตู
       “เท่าที่ฟังดู เด็กคงบ้านป่าบ้านเขาเต็มที แม่อ่อนคิดว่าเหมาะกับชายรุจแล้วหรือ เพราะต่อไปเด็กคนนี้จะต้องไปเป็นภรรยาข้าราชการนักการทูตนะแม่อ่อน”
       “แหม...ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณพี่ ชายรุจก็แค่ลูกแม่ช้องนาง ต้นห้องหม่อมอุบล ได้เทวพรหมปลายสายมาเป็นคู่หมายก็ถือว่าดีมากแล้ว”
       หม่อมเอียด และสองหนุ่มถอนใจกับความคิดของย่าอ่อน
       “แล้วชายรุจล่ะ รู้เรื่องนี้แล้วรึยัง”
       “ยังค่ะ น้องต้องมารายงานคุณพี่ก่อน ถ้าคุณพี่เห็นชอบ น้องก็ว่าคืนนี้แหละเหมาะที่จะเรียกมาบอก เพราะอยู่กันพร้อมหน้า”
       หม่อมเอียดพยักหน้า “งั้นคืนนี้ย่าจะขึ้นตึกไปกินข้าวเย็นด้วยนะ ขอให้ทุกคนอยู่ให้พร้อมหน้ากัน”
       “ครับคุณย่า”
       รัชชานนท์รับคำและหันไปมองหน้ารณพีร์ สองหนุ่มสบตากัน
      
       ไม่นานหลังจากนั้น ธราธรและพุฒิภัทรอุทานออกมาพร้อมกัน ต่อหน้ารัชชานนท์และรณพีร์ที่เล่าเรื่องจบ
       “หมั้นกับหลานสาวคุณชายเทวพันธ์ ยังมีหลงเหลืออยู่อีกหรือ” ธราธรเอ่ยขึ้น
       “ครับ คราวนี้ไปหลงอยู่ที่พังงา” รณพีร์เหน็บ
       “ชื่อ “กระถิน” งั้นเหรอ” พุฒิภัทรถาม
       “ครับ” รัชชานนท์ตอบ
       “แล้วหน้าตาเป็นยังไง” ธราธรถาม
       “ก็คล้ำๆ คมๆ แบบสาวใต้ อายุเพิ่ง17 ครับ” รัชชานนท์บอก
       พุฒิภัทรตกใจ “17! แล้วพูดจาเป็นอย่างไร”
       “ไม่พูดไม่จาครับ เอาแต่ก้มหน้า ไม่รู้ว่าขี้อายหรือคงกลัวสำเนียงทองแดงหลุดก็ไม่ทราบ” รณพีร์ว่า
       รัชชานนท์เสริม “ฉันว่าอย่างหลังนั่นแหละ ผมแน่ใจครับว่าคุณชายเทวพันธ์ เอาหลานตัวเองมาหลอกขายย่าอ่อนแน่ๆ เด็กไม่ได้มีคุณสมบัติใดๆ อย่างที่อ้างเลยแม้แต่นิด”
       ธราธรปรารภ “ทำไมคุณย่าอ่อนถึงทำแบบนี้”
       “คงเพราะรู้เรื่องชายรุจติดต่อคุณวาดดาวละมังครับ เลยรีบหาคู่หมายให้” พุฒิภัทรเดาออก
       “แต่ก็ไม่น่าหาคนที่ต่างกันถึงขนาดนี้” ธราธร ไม่สบายใจ
       “เอาไงดีครับพี่ชายใหญ่ จะบอกพี่ชายรุจเลยไหมครับ” รัชชานนท์หารือ
       “รอดูสถานการณ์ก่อน” ธราธรบอกน้องๆ
       ระหว่างนั้นสมศรีและนายถนอมเดินผ่านมาพอดี สีหน้าดูมีเรื่องไม่ชอบมาพากล
       “เออ....คุณผู้ชายคะ”
       “มีอะไรแม่ศรี” พุฒิภัทรถาม
       “แวะเข้าไปในครัวหน่อยไหมคะ คุณชายรุจอยู่ในโรงครัวค่ะ” สมศรีบอก
       “แล้วทำไมละครับแม่ศรี” รณพีร์งง
       “วันนี้คุณชายรุจลงครัวเองครับ กำลังตำน้ำพริกง่วนเลย” ถนอมบอก
       สี่หนุ่มมองหน้ากันงงๆ
      
       ทั้งสี่หนุ่มเข้ามาในโรงครัวที่อยู่แยกออกมาจากตัวตึก ตามมาด้วยสมศรีและถนอม สี่หนุ่มอึ้งไปกับภาพที่เห็น เพราะปวรรุจกำลังนั่งตำน้ำพริกอย่างขมักเขม้น แม่สาย กับแจ๋วช่วยเป็นลูกมืออยู่ ทุกคนดูเหมือนจะรู้เรื่อง “กระถิน” กันหมดแล้ว ยกเว้นชายรุจคนเดียว ทั้งสี่หนุ่มทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
       “ชายรุจ วันนี้ลงครัวเองเลยนะ” ธราธรทัก
       “หายแฮงค์แล้วเหรอ” พุฒิภัทรถามต่อ
       “อาเจียนออกมาเมื่อกลางวัน แถมได้ซดต้มโคล้งป้าสาย เผ็ดจนควันออกหู เลยหายเมาเป็นปลิดทิ้งเลย” ปวรรุจว่า
       “พี่ชายเลยลงครัว ตำน้ำพริกเองเลย” รัชชานนท์แปลกใจมาก
       รณพีร์ด้วย “ทำไมถึงลงครัวเองละครับ”
       “อ้าว...เห็นว่าคืนนี้หม่อมย่าจะมาร่วมโต๊ะกับพวกเราด้วย พี่ก็เลยโชว์ฝีมือน้ำพริกลงเรือเสียหน่อย”
       ทุกคนมองหน้ากันเจื่อนๆ เช่นเดียวกับกลุ่มบ่าว
       “เอ...หม่อมย่ามาร่วมโต๊ะแบบนี้ คงมีเรื่องสำคัญ เรื่องอะไรใครพอรู้บ้างไหม”
       ทั้งสี่หนุ่มพูดออกมาพร้อมกัน ทำนองเดียวกัน
       “ไม่มีอะไร” / “นึกไม่ออก” / “ไม่รู้จริงๆ ครับ” / “ไม่ค่อยอยากรู้เท่าไหร่”
       ปวรรุจมองทั้งสี่อย่างงุนงงในอาการ สีหน้าเหมือนจับพิรุธทั้งสี่ได้
       “ฉันรู้แล้ว”
       รณพีร์ตกใจโพล่งออกมาเป็นคนแรก “รู้อะไรครับพี่”
       “หม่อมย่าคงดุที่พวกเราไปเมากันมาเมื่อคืนน่ะซี”
       ทั้งสี่โล่งอกทันที พูดพร้อมกันอีกครั้ง
       “คงเรื่องนั้นแหละ” / “ใช่ ใช่” / “ครับ ดุมาตั้งแต่เช้าแล้ว” / “คงอบรมภาคค่ำอีกที”       
       ปวรรุจมองหน้าทั้งสี่อีกครั้ง
       “งั้น เดี๋ยวถึงเวลาอาหารค่ำเจอกัน”
       ธราธรดันน้องๆ ออกจากห้องไป
       “เดี๋ยวครับ”
       ทั้งสี่หันมา ปวรรุจเดินมาตบไหล่พุฒิภัทร
       “ขอบใจนายนะชายภัทรที่ชวนไปสนุกเมื่อคืน ทุกๆ คนด้วยที่เป็นห่วง แค่รู้ว่าทุกคนยังเป็นห่วงฉัน เท่านี้ก็ทำให้ฉันคลายใจเรื่องทุกข์ส่วนตัวไปได้มากแล้ว ขอบคุณทุกคนจริงๆ”
      
       ปวรุจดึงพุฒิภัทรมากอดไว้ ทุกคนทั้งซึมทั้งอึ้งตามๆ กันรณพีร์เบือนหน้าไปทางอื่นกลัวน้ำตาซึม
      
       “พอ พอ อย่าซึ้งมาก นี่...กลิ่นกะปินายยังหึ่งอยู่เลย” พุฒิภัทรแซว
       ปวรรุจคลายกอด
       “ถ้าหม่อมย่าดุพวกนาย เดี๋ยวฉันออกรับแทนเอง”
       ทุกคนยิ่งอึ้ง
       “เราจะรับผิดกันทั้งหมดนั่นแหละ”
       รัชชานนท์และรณพีร์ก้มหน้า แล้วออกจากห้องครัวไปอย่างสลด ปวรรุจกลับไปตำน้ำพริกต่ออย่างขันแข็ง
       “ป้าสาย หยิบมะนาวให้ที”
      
       “ค่ะ”



       คืนนั้นวรรณรสา อ้าย เอื้อย มาส่งหม่อมเจ้าภาณุทัศนัย กำลังยืนรออยู่ที่โถงท่าอากาศยาน ขณะที่ท่านชายทัศน์กำลังยื่นเอกสารที่เคาน์เตอร์สายการบิน
      
       “ท่านหญิง จะไม่ทูลความจริงท่านชายจริงๆ เหรอคะ” เอื้อยถามย้ำ ยังกังวลอยู่
       “ไม่หรอก อย่าลืมซี ทริปนี้เราจะต้องไปแบบผจญภัยสุดเหวี่ยงเลย” วรรณรสายืนยัน
       อ้ายเห็นดีด้วยเต็มที่ “ใช่ ใช่ จะต้องเป็นการไปเที่ยวสวิตครั้งที่เราจะลืมไม่ลงเชียวละ หนูอ้ายจะนำทัวร์เอง
       เพราะสวิตสำหรับหนูอ้ายหลับตาเดินยังได้”
       เอื้อยมองอ้ายอย่างหมั่นไส้เพราะราคาคุยทั้งนั้น
       ภาณุทัศนัยออกมาจากเคาน์เตอร์ตรงมาหาสามสาว
       “เรียบร้อยแล้ว ขอบทัยหญิงแต้ว แล้วก็ขอบใจหนูอ้าย หนูเอื้อยที่อุตส่าห์มาส่ง”
       “พี่ชายทัศน์เดินทางทั้งที ไม่มาส่งได้ยังไงละคะ” วรรณรสาว่า
       “หญิงแต้ว พี่ชายคงคิดถึงหญิงแต้วมาก” ภาณุทัศนัยพูดหวานซึ้ง
       “หญิงก็เช่นกันค่ะ”
       “ส่งข่าวไปบ้างนะ พี่ชายทัศน์จะรออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน”
       อ้ายกะเอื้อยอมยิ้ม
       “ที่จริงหญิงอยากเดินทางไปสวิตบ้างจัง ถ้าหญิงจะทูลขอพี่ชายตามเด็จไปสวิตบ้างละคะ” วรรณรสาหยั่งเชิง
       ภาณุทัศนัยชักสีหน้าทันที “ไม่ได้นะคะหญิง เด็จไปต่างแดนองค์เดียวตามลำพังได้ยังไง”
       “ไม่ลำพังค่ะ มีหนูอ้าย หนูเอื้อยไปกับหญิงด้วย”
       แฝดหัวเราะคิกท่านชายทัศน์หน้าเครียด
       “ยิ่งไม่เหมาะใหญ่”
       สามสาวเจื่อนลงทันที
       “ทำไมล่ะคะ”
       ภาณุทัศนัยดึงวรรณรสาแยกมา สาวแฝดยิ่งเจื่อนลง       
       “พี่ต้องทำงานนะ ไม่มีเวลารับรองหญิงกับเพื่อนหรอก ไปกันเยอะคนเท่าไหร่ก็ยิ่งรบกวนสถานทูตมากขึ้นเท่านั้น หญิงประทับรอพี่อยู่ที่นี่แหละ อีกไม่กี่เดือนพี่ชายก็จะหมดโพสท์ จะกลับมาถาวรแล้ว และวันนั้น เราจะมีความสุขที่สุด”
       “ทำไมเหรอคะ”
       “อ้าว...เราจะเข้าพิธีเสกสมรสกันไง” ภาณุทัศนัยจ้องตาซึ้ง
       วรรณรสาหน้าแดง เอียงอาย
       “คราวนี้แหละ เราจะไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กัน ไปเที่ยวให้รอบโลกเลย”
       “จริงนะคะพี่ชาย”
       “ไม่ปดหญิงแต้วอยู่แล้ว”
       เสียงเตือนเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องดังขึ้น
       “พี่ชายต้องไปแล้วค่ะ”
       “เดินทางปลอดภัยนะเพคะ บอง วัวยาจ”
       ภาณุทัศนัยจูบที่ข้างแก้ม วรรณรสาหน้าแดงซ่าน ท่านชายทัศน์หันไปลาสองสาว คู่แฝดรีบไหว้ลา
       ภาณุทัศนัยแยกไป วรรณรสาได้แต่มองตามอย่างอาลัย
      
       ส่วนที่ห้องอาหารวังจุฑาเทพ ทุกคนนั่งร่วมกันพร้อมหน้าที่โต๊ะอาหาร หม่อมเอียดนั่งหัวโต๊ะ ย่าอ่อนนั่งถัดมา จากนั้นพี่น้องทั้งห้านั่งประจำที่ของตน ทุกคนอยู่ในอาการสำรวม
      
       แจ๋ว และสมศรีคอยปรนนิบัติเสิร์ฟข้าวและน้ำ
       “เอาละ ที่เรียกมาทานข้าวร่วมกันในวันนี้ ย่ามีเรื่องสำคัญจะบอกพวกเราทุกคน โดยเฉพาะเรา...ชายรุจ” หม่อมเอียดเอ่ยขึ้น
       “ครับหม่อมย่า ถ้าเป็นเรื่องไปเที่ยวเมื่อคืน ผมขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียวครับ” ปวรรุจว่า
       “เรื่องเมื่อคืนย่าไล่เบี้ยตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วเรียบร้อย รับผิดกันไปทั้งหมดนั่นแหละ”
       “แล้วเรื่องอะไรหรือครับหม่อมย่า” ปวรรุจสงสัย
       “ยังไม่มีใครบอกละซีนะ เมื่อบ่ายย่าอ่อนแวะไปที่วังเทวพรหม เพื่อไปดูหน้าค่าตาของหลานสาวคนสุดท้องของคุณชายเทวพันธ์”
       ปวรรุจมองเห็นย่าอ่อนที่มีอาการกระหยิ่ม
       “หลานสาวที่ว่าเป็นลูกสาวของหม่อมราชวงศ์วรพันธ์ น้องชายคนที่สามของตระกูล เธอชื่อว่าหม่อมหลวงกระถิน เทวพรหม”
       ปวรรุจหน้าเจื่อนลงทุกที เช่นเดียวกับพี่น้องทั้งสี่คน
       “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมเหรอครับหม่อมย่า” ปวรรุจยังสงสัย
       “เกี่ยวซี ย่ากับย่าอ่อนกับทางคุณชายเห็นพ้องต้องกันว่า หม่อมหลวงกระถินเหมาะจะเป็นคู่หมั้นคู่หมายของเรา ชายรุจ”
       ปวรรุจนิ่งงันไป วางช้อนและส้อมลง สีหน้านั้นสงบนิ่งจนทุกคนแปลกใจ
       “ไม่ดีใจหรอกเหรอชายรุจ” หม่อมเอียดถาม
       “ผมอยากทราบว่าหม่อมหลวงคนนั้นเหมาะสมกับผมอย่างไรครับ” ปวรรุจถาม
       “เป็นถึงหม่อมหลวง จะไม่เหมาะได้ยังไง ก็ยังดีกว่าไปคว้าลูกพ่อค้าสามัญชนมาเป็นเมียละ” ย่าอ่อนว่า
       “ถ้าคุณย่าหมายถึงวาดดาว ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เพราะวาดดาวกำลังจะแต่งงานกับเศรษฐีชาวสวิตอยู่แล้ว”
       ย่าอ่อนแปลกใจ “อะไรนะ”
       “ผมขอถามรายละเอียดว่าคุณกระถินอายุเท่าไหร่ การศึกษาระดับไหน นิสัยใจคอเป็นอย่างไร ที่หม่อมย่าบอกว่าเหมาะสมกับผม” ปวรรุจถามอีก
       “แม่อ่อน อธิบายซิ หรือชายเล็ก ชายพีร์ก็ได้ เราไปเจอตัวเขามาแล้วเล่าให้ฟังหน่อย”
       ทุกคนหันมามองรัชชานนท์และรณพีร์ ทั้งสองพูดอย่างลำบากใจ
       “หม่อมหลวงกระถิน ยังเด็กมากครับ อายุแค่ 17 ปี” รัชชานนท์เล่า
       รณพีร์เสริม “การศึกษาเห็นว่าจบมัธยมต้นเท่านั้นเอง”
       “อุปนิสัยใจคอ” ปวรรุจซักต่อ
       “ไม่ทราบเลยครับ เพราะน้องไม่ยอมพูดอะไรเลย ได้แต่ก้มหน้านิ่ง แล้วก็....เอ...ไม่รู้จะพูดดีไหม”
       ทุกคนมองมาที่ชายเล็ก ย่าอ่อนตาเขียว
       “พูดมาเถอะชายเล็ก” หม่อมเอียดบอก
       “มีอาการ “คัน” ครับ คันในร่มผ้า เห็นเกายุกยิกอยู่ตลอดเวลา” รัชชานนท์เล่า
       ย่าอ่อนหน้าเจื่อนไป
       “เอาละ ผมได้คำตอบแล้ว หม่อมหลวงกระถินเหมาะสมกับผมตรงนี้เอง” ปวรรุจเอ่ยขึ้น
       ธราธรงง “นายหมายความว่าอย่างไร ชายรุจ”
       “เธอไม่ได้เหมาะกับผมในฐานะที่เธอเป็นหม่อมหลวง แต่เหมาะที่เธอเป็นเด็กสาวสามัญ มาจากป่าจากดอย เหมาะแล้วกับความเป็นคุณชายก้นครัวของผม” ปวรรุจประชดตัวเอง
       ย่าอ่อนฉุน “ชายรุจ หยุดนะ ไม่ต้องมาพูดประชดประชัน ฉันไม่ได้หาเมียให้แกเพื่อจะแกล้งทับถมแก
       ฉันหวังดีกับแกแท้ๆ”
       “ก็เลยยกสาวบ้านป่าให้ผมอย่างนั้นซีครับ”
       “ไม่ต้องมาย้อน ทางผู้ใหญ่คิดดีกันแล้วทั้งสองฝ่าย อ้อ หรือแกจะปฏิเสธ”
       ปวรรุจพูดในท่าทีสงบ แต่สายตานั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
       “ไม่ครับ ผมยอมรับการตัดสินใจของผู้ใหญ่ เมื่อเห็นดีเห็นชอบ ผมก็ยินดี”
       พี่น้องทั้งสี่หันมามองหน้ากัน หม่อมเอียดมองอย่างจับสังเกตปวรรุจ
       “เพียงแต่ ผมขออย่างเดียว ให้ผมเสร็จภารกิจที่สวิตเสียก่อน เมื่อกลับมาผมยินดีแต่งงานกับหม่อมหลวงกระถินทันที”
      
       ย่าอ่อนยิ้มออกมาได้ พี่น้องทั้งสี่มีสีหน้าไม่พอใจ



       ปวรรุจหันมาทางหม่อมเอียด
      
       “หม่อมย่าครับ...ถ้าผมแต่งงานกับตระกูลเทวพรหมแล้ว ขอให้เป็นตามที่หม่อมย่าเคยดำริไว้นะครับ”
       “ว่าอย่างไรชายรุจ”
       “ที่หม่อมย่าดำริว่ามีเพียงคนเดียวในพี่น้องทั้งห้า ถ้าได้แต่งกับทางเทวพรหม ก็ถือว่าปฏิบัติตามพระประสงค์ของท่านพ่อกับทางคุณลุงเทวพันธ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องบังคับน้องคนไหนให้แต่งกับสาวเทวพรหมอีกต่อไป”
       “ได้...เป็นตามนั้น” หม่อมเอียดรับคำ
       “เดี๋ยวค่ะคุณพี่”
       “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วแม่อ่อน”
       “ครับ ผมอิ่มแล้ว ผมขอตัว”
       ปวรรุจออกจากห้องอาหารไป ทั้งหมดนิ่งงัน ย่าอ่อนค้อนหลานชายทุกคน สี่พี่น้องทำตาปริบๆ ส่วนแจ๋วและสมศรีมองหน้ากันอย่างอยากกระจายข่าวเต็มที
      
       แจ๋วและสมศรีวิ่งเข้ามาในครัว ถนอมและป้าสายกำลังกินข้าวกันอยู่
       “เรื่องใหญ่แล้วค่ะ” แจ๋วบอก ทุกคนหันมา
       “คุณชายรุจปฏิเสธไม่รับหลานสาวเทวพรหมใช่ไหม” สายถาม
       “ใครบอกละคะป้า รับค่ะ รับอย่างไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย”
       ถนอมงงปนตกใจ “หา...ได้ยังไง คุณชายยังไม่เคยเจอตัวเด็กกระถินเลยนะ”
       สมศรีนึกสงสัย “แล้วถ้าได้เจอล่ะพี่”
       “ไม่มีวันรับแต่งน่ะซี โธ่ เด็กมาจากป่าแท้ๆ ตัวดำเป็นเหนี่ยง เห็นยายแย้มบอกว่า มาถึงวังตอนเช้าก็อาละวาดใหญ่เลย ร้องไห้แหกปากลั่น บอกจะกลับบ้านท่าเดียว แถมสำเนียงก็แปร่งฟังแทบไม่รู้เรื่อง”
       สมศรีท้วง “เอ๊ะ แต่ที่เห็นคุณชายเล็กกับคุณชายพีร์พูดว่า สงบเสงี่ยมเจียมตัว คำน้อยก็ไม่พูด
       เหมือนกลัวมะลิหลุดจากปาก”
       ถนอมแฉ วงในสุดๆ “ก็ถูกขู่ไว้ บังคับให้เด็กมันเก็บงำอาการ จริงๆ น่ะ ทโมนไพรของแท้เลย”
       สายตกใจ “อกอีแป้น”
       แจ๋วต่อทันที “แล่นลึกเข้าตึกแขก”
       “ต่อไปนี้ สะใภ้เข้าวังจุฑาเทพกลายเป็นสะใภ้บ้านป่าไปเสียแล้วละโว้ย คงสนุกละทีนี้”
       สายว่า ทุกคนอึ้งทั้งแถบ
      
       พี่น้องทั้งห้ารวมตัวกันอยู่ในห้องใต้โดม ปวรรุจสงบนิ่ง แต่สายตานั้นว่างเปล่าและอ่อนล้าเต็มที
       “พี่ชายรุจตัดสินใจอย่างนี้ไม่ได้นะครับ ไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบ หน้าตายังไม่เคยเห็น จะมาร่วมหอลงโรงกันได้ยังไง” รณพีร์เปิดประเด็น
       “แล้วถ้าได้เห็นตัวจริง พี่ชายก็ไม่มีวันยอมรับในตัวน้องกระถินได้หรอกครับ” รัชชานนท์ว่า
       “จะบอกว่าน้องเขาไม่สวยเหรอ ไม่สำคัญหรอกเรื่องนั้น” ปวรรุจบอก
       “ไม่ใช่เรื่องสวยไม่สวยครับ แต่น้องยังเด็กเหลือเกิน แถมยังไม่ประสีประสา” รัชชานนท์เสริม
       ปวรรุจนิ่งไป
       “อีกเรื่อง ที่นายเสียสละยอมแต่งกับเทวพรหมเพื่อให้อิสระกับพวกเรา นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่นายพึงกระทำเลยแม้แต่นิด” พุฒิภัทรตำหนิ
       “ฉันช่วยน้องๆ และนายด้วย พวกนายเองก็ไม่ชอบสาวเทวพรหมเลยสักคนไม่ใช่หรือ”
       “รุจ นายควรปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของพวกเรามากกว่านะ” พุฒิภัทรว่า
       “ใช่ครับ ยิ่งพี่เสียสละให้พวกเราแบบนี้ พวกเรายิ่งรู้สึกผิด” รณพีร์บอก
       “พี่ไม่มีทางเลือกหรอก เด็กบ้านป่าอย่างกระถินก็คงเหมาะกับคุณชายก้นครัวอย่างพี่ที่สุดแล้ว”
       ธราธรขัดขึ้น “พอได้แล้วชายรุจ ที่นายทำทั้งหมด มันคือการประชดประชันตัวเอง ถ้านายเป็นคุณชายก้นครัว เราทั้งหมดมันก็แค่คุณชายกำมะลอ”
       ปวรรุจก้มหน้า สีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
       “ชีวิตผมไม่มีทางเลือกนักหรอกครับ”
       พุฒิภัทรเอ่ยขึ้นทันที “มีซี.....นายจะมาสิ้นหวังอย่างนี้ไม่ได้ รีบเดินทางไปสวิตเถอะ ให้เร็วที่สุด”
       ปวรรุจเงยหน้ามองพุฒิภัทร ทุกคนประหลาดใจเช่นกัน
       “อาทิตย์หน้าฉันต้องเดินทางอยู่แล้ว” ปวรรุจบอก
       “ไม่ต้องรออาทิตย์หน้า เลื่อนไพลท์ ไปภายในอาทิตย์นี้เลย”
       “ไม่ได้ ย่าอ่อนจะให้ฉันไปพบน้องกระถินก่อน” ปวรรุจไม่ยอม
       “ไม่ควรไปพบอย่างยิ่ง ใช่ไหมชายเล็ก ชายพีร์”
       “ใช่ครับ ไม่ควรครับ” รัชชานนท์บอก
       “ยิ่งพบ ยิ่งสงสารทั้งตัวเอง ทั้งน้องกระถินครับ” รณพีร์ว่า
       “รีบเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ของนาย แล้วลืมเรื่องทางนี้เสียให้หมด ค่อยมาหาทางกันใหม่เมื่อนายกลับมาเมืองไทยแล้ว”
       ปวรรุจมองหน้าพี่น้อง ทุกคนยิ้มอย่างเห็นด้วย
       “ไปสวิต...ให้เหมือนครั้งที่นายยังเรียนอยู่ที่อังกฤษ คงไม่มีครั้งไหนในชีวิตนายที่มีความสุขเท่าครั้งนั้นใช่ไหม ชายรุจ” พุฒิภัทรว่า
       ปวรรุจลุกขึ้นสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
       “ใช่...ไม่มีครั้งไหนมีความสุขเท่าสมัยเรียนอีกแล้ว ฉันควรกลับไปตามหาความฝันเก่าๆ อีกครั้ง ขอบใจที่เตือนนายภัทร”
       ชายเล็กและชายพีร์ช่วยกันรินเครื่องดื่มให้ทุกคน
       “เพื่อสิงห์จุฑาเทพของเรา” ธราธรนำดื่ม
       ปวรรุจยิ้มออกมาได้ ทุกคนชูแก้ว
       “เพื่อสิงห์จุฑาเทพของเราครับ”
      
       ทั้งห้าคุณชายประสานเสียงชนแก้วแล้วดื่ม

       สองวันต่อมา วรรณรสาและสาวแฝดกำลังร่วมโต๊ะเสวยกับฉัตรอรุณ
      
       “เด็จพ่อเพคะ หญิงโทรเลขทูลพี่ชายทัศน์ไปแล้ว เรื่องจะตามเด็จไปสวิต”
       “แล้วชายทัศน์ว่าอย่างไร”
       “ทรงอนุญาตแล้วค่ะ พี่ชายทัศน์บอกว่าจะเตรียมต้อนรับพวกเราอย่างดีที่สุด เด็จพ่อทรงสบายพระทัยได้”
       “แล้วลูกจะเดินทางกันเมื่อไหร่”
       “วันจันทร์นี่แหละเพคะ”
       “ดีละ เดี๋ยวพ่อจะโทรไปบอกชายทัศน์ไว้แต่เนิ่นๆ”
       วรรณรสาและแฝดสะดุ้งมองหน้ากัน
       “อย่าทรงโทรหาเลยเพคะ พี่ชายตอนนี้ทรงยุ่งอยู่กับงานประชุม แทบไม่มีเวลารับโทรศัพท์ด้วยซ้ำ”
       “เอ...ลูกรู้ได้ยังไง”
       “พี่ชายทรงตอบมาในโทรเลขน่ะซีคะ”
       “ไม่เป็นไร งั้นเราสามคนเตรียมตัวเดินทางให้พร้อมนะ หนูอ้าย หนูเอื้อยดูแลหญิงแต้วด้วย อย่าให้ไปเที่ยวเตร่จนลืมพี่ชายทัศน์เสียล่ะ” ฉัตรอรุณบอก
       อ้ายกะเอื้อยรับพร้อมกัน “เพคะ”
       “อ้อ แล้วก็อย่าไปวุ่นวายกับชายทัศน์เสียจนเขาเสียงานด้วยนะ” ฉัตรอรุณกำชับ
       “เพคะ” สามสาวรับพร้อมเพรียง
       แฝดหัวเราะระรื่น สบตากับวรรณรสา ดีใจที่พระองค์ฉัตรไม่ทรงสงสัย
      
       ในวันต่อมา ย่าอ่อนพาตัวเองมาอยู่ที่บ่อนคุณนายทองสุขตามปรกติ เล่นรัมมี่เช่นเดิม
       “อ่อนอกอ่อนใจจริงจริ๊ง” ย่าอ่อนเอ่ยขึ้น
       “เรื่องอะไรอีกละคะคุณนาย” ทองสุขถาม
       “ก็เจ้าชายรุจน่ะซี จะให้ไปดูตัวเด็กกระถินที่เป็นคู่หมาย ทำพิโยกพิเกนติดงานหลวงงานราษฎร์ นี่เข้ามาตั้งหลายวันแล้ว ยังไม่ยอมไปดูตัวเสียที ทางนั้นก็เลยเป็นแม่สายบัวแต่งตัวเก้อคอยอยู่”
       สดใส ทองสุข และคุณนายมิ่งมองหน้ากันอมยิ้ม
       “แน่ใจนะคะคุณนายว่าทางนั้นแต่งตัวเก้ออยู่จริงๆ” มิ่งถาม
       “อ้าว ทำไมล่ะ เอ๊ะ แม่มิ่งพูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง”
       “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ วันนั้นอิชั้นไปซื้อขนมน้องเกษรา เห็นหม่อมหลวงกระถินที่คุณนายบอกเข้าพอดี คงจะใช่แน่ๆ เพราะ...”
       “สวยสมชายรุจใช่ไหมล่ะ” ย่าอ่อนว่า
       มิ่งหัวเราะร่วน “อุ๊ย...สมค่ะ อย่างกะกิ่งทองใบหนาด เอ๊ย กิ่งทองใบหยก”
       ย่าอ่อนค้อนคุณนายมิ่ง
       “ทิ้งรึยังคะคุณ” สดใสเร่ง
       “เร่งนัก ทิ้งก็ได้” ย่าอ่อนทิ้งอย่างหงุดหงิด
       สดใสร้อง “ว้าย...ขอบคุณค่ะคุณนาย ทั้งโง่ ทั้งมืดนะคะ แถมมอมอีกต่างหาก”
       ทองจันทร์ร้องตาม “ฮะเหย ฮะเหย เสียไม่รู้กี่ต่อค่ะ”
       ย่าอ่อนโวยวาย “โอ๊ย....เลิกเล่นแล้ว มีแต่เสีย”
       จู่ๆ แจ๋ววิ่งขึ้นมาบนบ้าน ร้องเรียกเสียงดัง
       “คุณท่านขา เรื่องใหญ่แล้วค่ะ”
       ย่าอ่อนหมั่นไส้ “นังแจ๋ว แกก็เรื่องใหญ่ทั้งปีทั้งชาติ”
       “แต่นี่ใหญ่จริงๆ ค่ะ วันนี้คุณชายรุจจะเดินทางไปต่างประเทศแล้วค่ะ” แจ๋วบอก
       “หา...ไปเมืองฝรั่งวันนี้ ทำไมฉันไม่รู้เรื่อง”
       “ไม่ทราบค่ะ คงไม่อยากให้คุณท่านทราบมังคะ”
       ย่าอ่อนลุกพรวดทันที
       “อ้าว เดี๋ยวนะคะคุณนาย ค่าไพ่ยังไม่ได้จ่ายนะคะ” ทองสุขโวย
       “ติดไว้ก่อนละกัน ฉันต้องไปแล้ว”
       ย่าอ่อนวิ่งแจ้นออกไปกับแจ๋ว
      
       สามคุณนาย ทองสุข มิ่ง และสดใสวิ่งตามออกมาดู ย่าอ่อนวิ่งลงเรือนพร้อมแจ๋ว
       “นี่...ตกลงเป็นสาวบ้านป่าจริงๆ ใช่ไหม” ทองสุขถาม
       “ก็ใช่น่ะซีคะ ตัวดำเป็นถ่าน แหกปากร้องลั่นวัง” สดใสว่า
       “แหม...แล้วที่คุณนายเธอพูด สวยเหมือนชะลอมาจากสวรรค์” ทองสุขเหน็บ
       “อย่าไปเชื่อน้ำมนต์คุณนายแกเลยค่ะ” มิ่งบอก
       “แล้วที่ว่าแหกปากร้องน่ะ เรื่องอะไรคะ” ทองสุขสงสัย
       “ก็ทางบ้านกำลังขัดสีฉวีวรรณ ให้หายจากกระดำกระด่างน่ะซี เด็กมันไม่เคย มันก็ร้องลั่นเหมือนโดนเชือด” สดใสบอก
       “ก็แสดงว่าทางคุณชาย เอายายเด็กเมื่อวานซืนมาย้อมแมวขายคุณนายอ่อนแน่ๆ” ทองสุขว่า
       “ไม่ผิดจากที่ว่าหรอกค่ะ เอานางลำหับมาชุบตัวให้เป็นนางบุษบาแท้ๆ เลย” มิ่งบอก
       ทั้งสามคนหัวเราะพร้อมกัน
      
       คุณชายทั้งหมด แต่งตัวหล่อเหลาพร้อมเดินทางไปส่งปวรรุจ ถนอม สาย และสมศรี ช่วยยกกระเป๋าเดินทางขึ้นรถ ชายรุจกำลังร่ำลาหม่อมย่าเอียด
       “เดินทางปลอดภัยนะลูก พระคุ้มครอง”
       “ครับ หม่อมย่า”
       “อย่าลืมเรื่องของฝากให้ท่านทูตพลเทพกับภริยาคุณหญิงท่านด้วยนะ”
       “ครับ”
       “ชายรุจ อย่าลืมนะ ไปปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ เกี่ยวกับกฎหมายทะเลอะไรนั่นย่าไม่รู้เรื่องด้วยหรอก ย่ารู้แต่ว่านี่เป็นงานสำคัญระดับชาติ เราต้องทำด้วยความมุมานะ มุ่งมั่นเพื่อประโยชน์ของชาติจริงๆ จะย่อท้อไม่ได้เลยนะลูก”
       “ครับหม่อมย่า”
       “อีกเรื่อง...ถึงย่าจะแก่ปูนนี้ แต่ความคิดย่าไม่ได้โบร่ำโบราณไปเสียทั้งหมด เรื่องเรากับเด็กกระถิน ถ้าไม่ชอบพอกัน ไม่ถูกใจกันจริง ๆ ย่าไม่ห้ามหรอกนะที่เราจะปฏิเสธ”
       ปวรรุจเสียงเครือ “หม่อมย่า ขอบคุณครับ”
       ปวรรุจน้ำตารื้น
       “อีกอย่างที่เราพูดประชดน้อยใจตัวเองเรื่อง คุณชายก้นครัว น่ะ รู้ไหม ใครเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้เรา”
       “ย่าอ่อนมังครับ” ปวรรุจว่า
       “ไม่ใช่ แม่ช้องนาง แม่ของเรานั่นแหละเป็นคนตั้ง” หม่อมเอียดบอก
      
       ปวรรุจฉงน “แม่ช้องนางเหรอครับ”



       พี่น้องทั้งสี่มองหน้ากันอย่างประหลาดใจ หม่อมเอียดเล่าต่อ
      
       “ใช่...เขาตั้งตามนิสัยชอบปรนนิบัติเอาใจทุกคนของเราไงล่ะ ด้วยความที่เราเอื้ออารีกับทุกคน ชายรุจถึงเป็นที่รัก เป็นที่พึ่งของพี่น้องมาถึงบัดนี้ เพราะฉะนั้นภูมิใจไว้เถิด คำว่า “คุณชายก้นครัว” มันคือคำชื่นชมแท้ๆ ไม่ใช่คำที่ดูถูกดูแคลนเราแม้แต่สักนิด”
       ปวรรุจซาบซึ้ง น้ำตาไหล โผเข้ากอดย่าเอียดแน่น พี่น้องคนอื่นพลอยซึ้งตามไปด้วย ระหว่างนั้น ย่าอ่อนวิ่งเข้ามา ตามด้วยแจ๋ว
       “อะไรกันคะคุณพี่ ชายรุจ แกจะเดินทางวันนี้เหรอ”
       “ใช่ครับย่าอ่อน” ปวรรุจบอก
       “แกไม่คิดจะบอกฉันสักนิดเลยใช่ไหม” ย่าอ่อนเสียงดัง มองไปที่พี่น้องและบ่าว “อ้อ ร่วมมือกัน
       ไม่มีใครบอกฉันสักคน คุณพี่คะ นี่แสดงว่าชายรุจไม่ทำตามที่ตกลงไว้”
       “อะไรเหรอ” หม่อมเอียดสงสัย
       “ก็จะต้องไปพบหนูกระถินก่อนเดินทางน่ะซีคะ ทางคุณชายเขาก็ถามอยู่ทุกวัน”
       “ฉันอนุญาตให้ชายรุจไม่ไปพบเด็กกระถินเองแหละ” หม่อมเอียดว่า
       ย่าอ่อนอึ้ง “อ้าว”       
       “ชายรุจกำลังคร่ำเคร่งเรื่องเอกสารทางกฎหมาย จะมาเสียสมองกับเรื่องส่วนตัวอยู่ไม่ได้ การเลื่อนการเดินทางให้เร็วขึ้นก็เป็นอีกเหตุผลนึง”
       ย่าอ่อนเหน็บแนม “แหม...น้องกลับนึกว่าอีกเหตุผลนึงที่รีบไปสวิต ก็คือรีบไปพบแม่วาดดาวเสียละมากกว่า”
       ปวรรุจหน้าเจื่อน
       “เออ...ผมว่ารีบเดินทางเถอะครับ ใกล้เวลาแล้ว”
       ปวรรุจเอ่ยขึ้น “ย่าอ่อนครับ สิ่งที่ผมให้คำมั่นไปแล้ว ผมไม่คืนคำหรอกครับ ผมลา”
       ปวรรุจไหว้ลา แล้วเข้ากอดย่าอ่อนทันที ย่าอ่อนมีอาการแข็งขืนเล็กๆ ปวรรุจผละออก แล้วขึ้นรถ ย่าอ่อนใจหายวาบ พี่น้องทั้งหมดตามขึ้นไป รถแล่นออก
       ย่าอ่อนมองตามรถไปแอบซ่อนสีหน้าจากพี่สาว เพราะน้ำตากำลังรื้นขึ้นมา
      
       พี่น้องทั้งหมดยืนส่งปวรรุจหน้าเกท ตรงโถงผู้โดยสารขาออก
       “หนีไปนานๆ เลยพี่ชายรุจ เสร็จภารกิจแล้ว หาเรื่องอยู่ต่อได้ยิ่งดี” รณพีร์แนะนำ
       ธราธรเอ็ดเอา “ทำไมพูดอย่างนั้นชายพีร์ ชายรุจไปทำงานนะ ไม่ได้หนีอะไรสักหน่อย”
       รณพีร์ไม่วาย “แต่ก็ควรหนีนะครับ ผมอยากให้ย่าอ่อนผิดหวังอีกรอบ หลังจากพี่ชายใหญ่หนีพ้นบ่วงแร้วไปได้คนนึงแล้ว ตอนแรก คิดว่าพี่ชายรุจจะรอด สุดท้ายไปหามาให้จนได้”
       พุฒิภัทรเสริม “ถ้าเป็นฉันนะชายรุจ ฉันจะรีบขอออกโพสท์ ไปประจำประเทศใดประเทศหนึ่ง อย่างน้อยก็หนีได้อีกสี่ปี”
       ระหว่างนั้นอีกด้านหนึ่งของโถง วรรณรสา อ้าย และเอื้อย เดินมาด้วยกัน กระเป๋าเดินโหลดเข้าเครื่องเรียบร้อย อ้ายดูหนังสือท่องเที่ยวสวิต ส่วนเอื้อยดูหมายกำหนดการเดินทาง
       “เราจะต้องแวะพักเครื่องที่เตหะรานก่อน” เอื้อยบอก
       วรรณรสาหยุดเดิน ยืนนิ่งมองไปที่ปวรรุจ ที่ยืนอยู่พร้อมหน้ากับสี่พี่น้อง       
       อ้ายอ่านไปด้วยถามไปด้วย “ท่านหญิงคะ เราไปลงเครื่องที่ซูริค จากนั้นเราจะต่อรถไฟไปที่เบิร์น”
       เอื้อยเห็นอาการของวรรณรสา รีบสะกิดอ้าย
       “ท่านหญิงคะ เป็นอะไรไป”
       “ดูนั่นซี”
       แฝดทั้งสองมองตามเห็นกลุ่มคุณชายทั้งห้า ปวรรุจยืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ในกลุ่มพี่น้อง
       “คุณชายจุฑาเทพ ครบทั้งห้าเลยค่ะ” เอื้อยตื่นเต้น
       “โอ้โฮ...คราวนี้คุณชายพุฒิภัทรก็มาด้วย” อ้ายบอก
       “จะไปไหนกันคะ เราเข้าไปถามเลยดีไหม”
       ขาดคำของเอื้อย ปวรรุจหันมาสบตาเข้ากับวรรณรสาพอดี ท่านหญิงยืนตะลึงไป ส่วนปวรรุจมองวรรณรสานิ่ง ตะลึงในความงาม
       วรรณรสามองตอบใจเต้นไม่เป็นส่ำ เพราะเป็นการเห็นกันจะจะครั้งแรก วรรณรสาหวังว่าปวรรุจจะจำเธอได้
       เห็นปวรรุจออกอาการแปลกไป รัชชานนท์เลยเรียกขึ้น
       “พี่ชายรุจครับ”
       ปวรรุจเบือนหน้าจากวรรณรสาหันไปทางชายเล็ก
       วรรณรสาหน้าเจื่อนไป
       “อุ๊ย คุณชายเห็นท่านหญิงแล้ว เข้าไปทักเลยดีไหมคะ” เอื้อยเนื้อเต้น
       “ไม่...ก็เห็นอยู่ว่าเขาจำหญิงไม่ได้ เข้าเกทเถอะ”
       สามสาวแยกเข้าประตูผู้โดยสารไปขึ้นเครื่อง
      
       รัชชานนท์เอ่ยถามขึ้น “พี่ชายไม่อยากเห็นหน้าน้องกระถินสักหน่อยหรือครับ”
       “เห็นหน้า” ปวรรุจฉงน
       รัชชานนท์ยื่นซองส่งให้ “นี่ไงครับรูปว่าที่คู่หมั้นพี่ชายรุจ เพิ่งอัดล้างมาสดๆ ร้อนๆ”
       ทั้งสี่มองหน้ากันอมยิ้ม ปวรรุจมองซองน้ำตาลนิ่ง
       “ไม่เปิดดูเสียหน่อยละครับ” รณพีร์คะยั้นคะยอ
       ปวรรุจถอนใจ ส่ายหน้า
       “ไม่ละ” พลางยิ้มกลบเกลื่อน “พี่ไม่เปิดต่อหน้าพวกนายหรอก เอาไว้อยู่ลำพังค่อยเปิดดู”
       ทั้งหมดหัวเราะสนุก
       “แน่ะ เผื่อจะเกิดติดตาต้องใจขึ้นมาละซี” รณพีร์เย้า
       “ทำนองนั้น” ปวรรุจยิ้มขำ
       พี่น้องทั้งสี่เห็นปวรรุจอารมณ์ดี พลอยดีใจกันทุกคน
       “ทำงานเพื่อชาติให้เต็มที่นะน้องพี่”
       ธราธรดึง ปวรรุจมากอด พุฒิภัทรเข้ามากอดเป็นคนที่สอง
       “เข้มแข็งนะ เลือกในสิ่งที่หัวใจนายต้องการที่สุด”
       ปวรรุจพยักหน้า รัชชานนท์และรณพีร์เข้ามากอดพร้อมกัน
       “อีกสองเดือนเจอกันครับพี่ชาย”       
       “เทคแคร์ครับ ซื้อมีดพกสวิสอาร์มี่ฝากผมด้วยนะ” รณพีร์ย้ำเรื่องของฝาก
       ปวรรุจหัวเราะ “ไม่ลืมอยู่แล้วชายพีร์”
       ปวรรุจยิ้มให้กับพี่น้องทุกคน ก่อนแยกเข้าเกทไป สี่พี่น้องมองตาม ธราธรรำพึงอวยพรน้องออกมา
       “ขอให้ชายรุจพบสิ่งที่เขาปรารถนาเถิด”
      
       น้องทั้งสามอำนวยพรให้คุณชายปวรรุจอยู่ในใจเช่นกัน



       ส่วนวรรณรสาและสองแฝดนั่งรอตรงโถงพักหน้าทางออกขึ้นเครื่อง เตรียมจะออกประตูไปขึ้นเครื่อง อ้ายยังจดจ่ออ่านไกด์บุคอย่างขะมักเขม้น เพราะไม่เคยศึกษามาก่อน เพิ่งมาอ่านเอาตอนนี้
      
       ระหว่างนั้นปวรรุจเดินมานั่งตรงข้ามสามสาวพอดี วรรณรสากำลังคุยกับเอื้อยเพลินอยู่ เอื้อยเหลือบมองปวรรุจ ที่กำลังหยิบสมุดบันทึกออกมาอ่านรายละเอียดและขั้นตอนการทำงาน
       เอื้อยกระซิบบอกเบาๆ “ท่านหญิง คุณชายค่ะ”
       อ้ายและวรรณรสามองมาที่ปวรรุจที่มานั่งอยู่ตรงข้ามเหมือนแกล้ง วรรณรสาตื่นเต้นเนื้อตัวเย็นฉียบ
       อ้ายกระซิบ “คุณชายรุจ อุ๊ย...มานั่งตรงนี้เหมือนแกล้งเลยค่ะท่านหญิง แสดงว่าไปไฟลท์เดียวกับเรา”
       เอื้อยมั่นใจ “ไปสวิตแน่เลย แสดงตัวเลยไหมคะท่านหญิง จะได้รู้กันไปเลยว่าคุณชายจำท่านหญิงไม่ได้จริงรึเปล่า”
       อ้ายเห็นงามตาม “เห็นด้วยค่ะ จำไม่ได้หรือทำขี้เก๊กกันแน่ ต้องพิสูจน์ค่ะท่านหญิง”
       “รสาว่าเราย้ายที่นั่งกันเถอะ อย่าไปยุ่งกับคุณชายขี้เก๊กเลย”
       ปวรรุจเหมือนจะได้ยินคำท้าย จึงเงยหน้าขึ้นมองสามสาว แล้วยิ้มให้ อ้ายและเอื้อยยิ้มตอบทันที
       มีวรรณรสาคนเดียวที่หน้าเชิด ปวรรุจยิ้มให้อยู่อย่างนั้น อ้ายและเอื้อยรีบยกมือไหว้พร้อมกัน ชายรุจรับไหว้อย่างเก้อๆ งงๆ
       “สวัสดีค่ะคุณชายปวรรุจ”
       “สวัสดีครับ เราเคยรู้จักกันมาก่อนไหม” ปวรรุจมีสีหน้าฉงนสนเท่
       “ค่ะ แต่นานมากแล้ว สมัยเมื่อคุณชายไปเที่ยวที่วัง...”
       อ้ายจะหลุดคำว่าวังอรุณรัศมิ์ เลยถูกวรรณรสาแอบหยิกเอาเสียก่อน อ้ายสะดุ้ง
       “ขอโทษจริงๆ ผมจำพวกคุณไม่ได้เลย ผมไปที่เที่ยวที่ไหนหรือ”
       ปวรรุจไม่มีท่าว่าจะจำได้ วรรณรสาหน้าเชิดขึ้นกว่าเดิม
       อ้ายเลยรีบปด “เอ...จำไม่ได้แล้วเหมือนกันค่ะ”
       “รู้จักผมแล้ว ช่วยแนะนำตัวพวกคุณด้วยซีครับ”
       “อ๋อ ค่ะ หนูอ้ายเป็นแฝดกับหนูเอื้อยค่ะ ส่วนนี้ท่าน...”
       วรรณรสาชิงพูดก่อน “รสาค่ะ เพื่อนสนิทของหนูอ้าย หนูเอื้อย”
       ปวรรุจอึ้งไปกับเสียงห้วนๆ ของหญิงสาว และใบหน้าเย็นชาเชิดหยิ่ง สายตาที่ปรามแฝดทั้งสอง
       “ไปเที่ยวสวิตเหรอครับ”
       “ค่ะ แล้วคุณชายละค่ะ” เอื้อยบอกพลางย้อนถาม
       “ผมไปประชุมที่สวิต”
       เอื้อยซักต่อ “ประชุมอะไรเหรอคะ ทานโทษ...คุณชายทำงานอะไรไม่ทราบ”
       “เออ...ผมเป็นข้าราชการนักการทูต กระทรวงการต่างประเทศ”
       วรรณรสาเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าปวรรุจอยู่กระทรวงต่างประเทศ สามสาวมองหน้ากัน คิดไปในทำนองเดียวกัน
       “งั้นก็ต้องไปร่วมประชุมงานเดียวกับท่านชายทัศน์”
       “ขึ้นเครื่องเถอะ พนักงานเรียกแล้ว” วรรณรสาบอกสองสาว
       ปวรรุจพยักหน้าให้ วรรณรสาลุกทันที อ้ายและเอื้อยยิ้มเจื่อนๆให้ปวรรุจ แล้วตามท่านหญิงไป
       “เดี๋ยวเจอกันบนเครื่องนะคะคุณชาย”
       วรรณรสาแยกไปโดยไม่สนใจปวรรุจอีก นั่นยิ่งทำให้ชายรุจสงสัยในท่าที
       กลุ่มสาวสาวเดินพ้นมา เอื้อยรีบถาม
       “งั้นก็ไปประชุมงานเดียวกับท่านชายทัศน์น่ะซี ท่านหญิง”
       “เพิ่งรู้ว่า พี่ชายรุจทำงานกระทรวงต่างประเทศ งั้นซีท่าทางเปลี่ยนไปจากสมัยเด็กๆ เป็นคนละคน” วรรณรสา
       “เท่ห์ สมาร์ท มากเลยค่ะ” อ้ายยิ้มระรื่น
       วรรณรสาทำหน้าไม่เห็นด้วย ทั้งๆ ที่ในใจก็เห็นด้วยอยู่ไม่น้อย
      
       เครื่องบินจอดรอผู้โดยสารที่ลานบิน วรรณรสาลงนั่งที่นั่งติดกับหน้าต่าง เอื้อยนั่งข้าง อ้ายนั่งถัดมาเก้าอี้สามที่นั่งตอนกลาง ติดกับผู้โดยสารอื่น
       “หนูอ้าย หนูเอื้อย ต่อหน้าอีตาคุณชาย เรียกรสาว่ารสาเท่านั้นนะ อย่าเรียกท่านหญิงเด็ดขาด” วรรณรสากำชับสองแฝด
       เอื้อยงง “ทำไมละคะ”
       “รสาไม่อยากให้เขารู้ว่ารสาคือใคร ในเมื่อจำไม่ได้ ก็ให้จำไม่ได้ตลอดไป” วรรณรสางอนนิดๆ
       ปวรรุจเดินตรงมาพอดี ดูนัมเบอร์เลขที่นั่งไปด้วย สองสาวแฝดยิ้มให้
       “นั่งตรงไหนคะคุณชาย” อ้ายถาม
       “เออ....สงสัยที่นั่งตรงนี้เป็นของผม”
       ปวรรุจมองมาที่เอื้อยนั่งอยู่ วรรณรสาตัวเย็นเฉียบ คิดในใจ...ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้
       “ขอโทษค่ะ ตายจริงของหนูเอื้อยติดกับหนูอ้ายนี่นา”
       เอื้อยลุกทันที
       “เดี๋ยว...หนูเอื้อยมานั่งแทนรสาก็ได้ รสาไปนั่งกับหนูอ้ายเอง”
       อ้ายสวนออกมาทันที “ไม่เป็นไรหรอกรสา รสาอยากเห็นวิวไม่ใช่เหรอ รสานั่งตรงนั้นถูกแล้ว มาหนูเอื้อยมานั่งข้างกันตรงนี้”
       เอื้อยแยกไปนั่งข้างหนูอ้ายทันที วรรณรสาพูดไม่ออก ปวรรุจมองหน้าราชนิกุลสาว วรรณรสารู้ตัวสะบัดหน้าไปทางหน้าต่าง
       ปวรรุจเก็บกระเป๋าใบเล็กเหนือหัว เหลือแต่กระเป๋าสะพาย แล้วลงนั่งข้างวรรณรสา
       วรรณรสาพยายามกระเถิบเบียดร่างชิดหน้าต่าง เหมือนรังเกียจปวรรุจ
      
       ปวรรุจมองด้วยท่าทีอึดอัดนิดหน่อย อ้ายเอื้อยแอบมองแล้วยิ้มให้กัน



       เวลาผ่านไป เครื่องบินกำลังบินผ่านเมฆกลุ่มใหญ่ ปวรรุจและท่านหญิงรสานั่งกันอยู่ในความมืด ทั้งสองหลับตา ไฟในเครื่องบินปิดทั้งลำ มีเพียงแสงจากด้านในสุดของโถงที่เป็นห้องครัวและห้องสุขา
      
       ทันใดนั้นเครื่องบินสะท้านไปทั้งลำ แสงไฟเตือนให้รัดเข้มขัดกระพริบขึ้น ผู้โดยสารทุกคนสะดุ้งตื่น พนักงานเตือนให้รัดเข็มขัด ทุกคนปฏิบัติตาม เครื่องสะท้านอีกครั้ง พนักงานเซไป อ้ายและเอื้อยหวีดร้องออกมาเช่นเดียวกับผู้หญิงอื่นๆ ในเครื่อง
       วรรณรสาตัวเกร็ง จิกที่นั่งแน่น เครื่องสั่นรุนแรงอีกครั้ง คราวนี้รถเข็นเครื่องดื่ม กระจายเกลื่อน พนักงานหวีดร้อง แล้วรีบกลับมานั่งรัดเข็มขัด
       เครื่องกระแทกแรง ที่เก็บสัมภาระเหนือหัวมีของหล่นกระจาย ผู้โดยสารทั้งไทยทั้งต่างชาติร้องกันเอะอะ
       วรรณรสาหวีดร้องมือที่จิกพนักแน่น กลับมาจิกที่แขนของปวรรุจโดยไม่รู้ตัว ปวรรุจหน้าเหยเพราะเจ็บ
       “คะ คุณรสา...เป็นอะไรรึเปล่า”
       วรรณรสาหอบหายใจ “มะ...มะ...ไม่ ฉันไม่เป็นอะไร”
       เครื่องสะท้านเสียงลั่นทั้งลำ วรรณรสาเบือนหน้ามาทาง ปวรรุจ แล้วซบหน้ากับไหล่ของเขา แขนที่จิกอยู่เปลี่ยนเป็นกอดร่างไว้แน่น ปวรรุจตัวเกร็ง เหลือบมองไปทางแฝด เห็นว่าทั้งสองหลับตาปี๋ พนมมือสวดมนต์พึมพำพร้อมกันทั้งสองนาง ถัดไปเห็นผู้โดยสารชาติต่างๆ ทำการหลับตาสวดมนต์ตามศาสนาตัวเองทั้งแถบ ปวรรุจโอบร่างของวรรณรสาไว้กอดกระชับแน่น วรรณรสากอดครางฮือๆ ซบหน้ากับอกปวรรุจ เครื่องยังสั่นไม่เลิก แล้วจังหวะหนึ่งวรรณรสาเกิดอาการขยักขย่อน ทำท่าจะอาเจียน ปวรรุจรีบดันร่างวรรณรสาออก แล้วคว้าหยิบถุงอาเจียนส่งให้ วรรณรสาโอ้กอ้าก ปวรรุจเอื้อมมือมาลูบหลังให้
       จนวรรณรสาอาเจียนเรียบร้อย ปวรรุจส่งผ้าเช็ดหน้าให้ ท่านหญิงรับผ้าเช็ดหน้าไปอย่างเร็ว ทั้งกลัวทั้งอับอาย
       เมื่อเครื่องหายสั่นแล้ว พนักงานเริ่มมาดูแลผู้โดยสาร เสิร์ฟน้ำให้ ปวรรุจส่งแก้วน้ำให้วรรณรสา
       “ดื่มน้ำเสียสิ”
       “ขอบคุณค่ะ ผ้าเช็ดหน้าคุณ”
       “ไม่เป็นไรหรอก เก็บไว้เถอะ”
       วรรณรสามอง ปวรรุจแว่บหนึ่ง แล้วไม่กล้าสบตาอีก
       “ยังให้รัดเข็มขัดอยู่ อีกสักพักค่อยไปห้องน้ำก็ได้”
       วรรณรสามองไปทางสาวแฝด ที่ยังหลับตาสวดมนต์อยู่
       “ไม่ต้องห่วงเพื่อนเธอหรอก เขา...ไม่ตกใจเท่าเธอ” ปวรรุจว่า
       วรรณรสามองค้อนหนึ่งวง
       “เมื่อกี้คุณคงอยากหัวเราะเยาะฉันซีนะ”
       “หืมม์ ฉันจะไปหัวเราะเยาะเธอเรื่องอะไร”
       “ก็ฉัน... เสียขวัญขนาดนั้น”
       “มีคนที่เสียขวัญมากกว่าเธอเยอะ อย่างเธอนี่นับว่าเก่งมากแล้ว”
       วรรณรสาไม่ต่อความปวรรุจ อ้ายกับเอื้อยลืมตาขึ้นพอดี
       “เรายังไม่ตายนะหนูอ้าย”
       “ใช่ ท่าน....เอ๊ย รสา เป็นยังไงบ้าง”
       “ไม่เป็นไรแล้ว หนูอ้าย หนูเอื้อยล่ะ” วรรณรสาหันไปถาม
       “สวดหาหลวงพ่อโตแล้ว ท่านคุ้มครองเราปลอดภัยแล้วละ” อ้ายว่า
       ปวรรุจยิ้มกับสามสาว
       “แล้วคุณชายละคะ เป็นยังไงบ้าง” เอื้อยถาม
       “ไม่เป็นไรเลย ฉันนั่งเครื่องบ่อยสมัยอยู่อังกฤษ ค่อนข้างชินกับเครื่องตกหลุมอากาศแบบนี้”
       ระหว่างไฟเตือนรัดเข็มขัดดับลงพอดี วรรณรสาถอดเข็มขัด
       “ขอโทษค่ะ ฉันจะเข้าห้องน้ำ”
       ปวรรุจขยับให้ วรรณรสาลุกไปทันที ปวรรุจถอนใจ
      
       ขณะเดียวกัน เทวพันธ์รับสายจากย่าอ่อนอยู่ในห้องโถง มารตี และวิไลรัมภา เดินเข้ามาฟัง
       “อะไรนะครับคุณป้า ชายรุจเดินทางไปสวิตแล้วเหรอครับ”
       ย่าอ่อนโทร.มาจากห้องโถงใหญ่ชั้นล่างของวังจุฑาเทพ
       “ป้าก็ไม่รู้จะว่ายังไงเหมือนกัน ทุกคนปิดเป็นความลับกันหมดว่าชายรุจจะเดินทางวันนี้ คุณชายเทวพันธ์อย่าถือเป็นอารมณ์เลยนะคะ”
       “มันก็ต้องถือละครับ ชายรุจหนีไปไม่บอกกล่าวกันอย่างนี้ แสดงว่าชายรุจไม่อยากพบกระถิน อย่างนี้กระถินหลานผมเสียนะครับคุณป้า” เทวพันธ์ฉุนนิดๆ
       “ใจเย็น ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ชายรุจเขายืนยันมั่นเหมาะแล้วล่ะค่ะ ว่ากลับมาจากสวิต เขายินดีเข้าพิธีแต่งกับกระถินทันที”
       เทวพันธ์ยิ้มออกมาได้ “จริงนะครับคุณป้า”
       “จริงซีคะ”
       “ผมไม่อยากให้เกิดเรื่องซ้ำรอยอย่างคราวเกษรากับคุณชายธราธร ผมละอับอายเหลือเกิน”
       “ไม่แน่นอนค่ะ ชายรุจจะไม่เป็นอย่างชายใหญ่แน่นอน คุณชายนอนใจเถอะนะ” ย่าอ่อนย้ำหนักแน่น
       “ขอบคุณครับคุณป้า”
       แล้วเทวพันธ์ก็วางสาย
       “พี่ชายรุจเดินทางไปสวิตแล้วเหรอคะคุณพ่อ” มารตีถามทันที
       “ใช่”
       “แสดงว่าไม่มาหายายกระถินแล้ว คงจะรังเกียจ แหม...นึกแล้วขายขี้หน้าจัง คุณชายจุฑาเทพรังเกียจสาววังเทวพรหม” วิไลรัมภาว่า
       “คุณพ่อส่งตัวนังกระถินกลับไปเถอะค่ะ แล้วก็เลิกล้มการจับแต่งเสียที” มารตีบอกบิดาอย่างฉุนเฉียว
       “เอ๊ะ แกสองคนนี่คิดเหมือนยายเกษราเข้าไปทุกทีแล้ว นึกซี นึกถึงสมบัติของจุฑาเทพที่เราจะได้มา ทั้งที่ดินทั้งทรัพย์สินเงินทอง”
       “คุณพ่อคะ คุณชายก้นครัวอย่างคุณชายปวรรุจ จะได้สมบัติมาสักกี่มากน้อยกันเชียว หม่อมช้องนางก็แค่นางคนใช้ ไม่มีอะไรติดตัวมาสักอย่าง สมบัติที่ตกกับคุณชายรุจ ก็คงแค่เศษๆ เงินเท่านั้นแหละค่ะ” มารตีดูแคลน
       “ถึงจะเศษเงิน แต่มันมีมูลค่าเป็นล้านๆ ละ แกจะเอาไหมล่ะ” เทวพันธ์ถาม
       สองสาวประสานเสียง “เอาค่ะพ่อ”
       “ก็เท่านั้น”
       จู่ๆ ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากหลังบ้าน
       “อ้าว เสียงอะไรน่ะ” เทวพันธ์ถาม
       “จะเสียงใครละค่ะ ถ้าไม่ใช่นังลิงกังกระถิน” มารตีบอก
       ทั้งสามออกจากห้องทันที
      
       สามพ่อลูกวิ่งออกมาที่ลานหลังวัง พบว่ากระถินกำลังแช่อยู่ในอ่างใบใหญ่ น้ำที่แช่อยู่เป็นน้ำสีเหลืองปนสีขาวขุ่นของขมิ้นผสมน้ำนม เกษรา แหวว และแย้ม กำลังช่วยกันกดร่างของกระถินลงในน้ำนั้น  
       “ไม่เอา ไม่อาบ พ่อแม่ช่วยลูกด้วย” กระถินร้องเสียงดัง
       “เงียบๆ ค่ะคุณกระถิน จะร้องไปไหน” แย้มบอก
       “อยู่เฉยๆ ค่ะ แค่ขัดตัว ไม่เจ็บหรอก” แหววปลอบ
       เทวพันธ์ได้โวยวายลั่น “อะไรกัน ร้องเอะอะลั่นบ้าน”
       “กระถินน่ะซีคะ ไม่ยอมอาบน้ำ จะขัดตัวด้วยน้ำขมิ้นผสมน้ำนม ยังไม่ยอมอาบเลยค่ะ” เกษราว่า
       “ก็มันแสบ ขมิ้นก็คัน เมื่อวานก็อาบ คันคะเยอทั้งตัวเลย” กระถินเถียง
       “สงสัยจะแพ้ค่ะ แพ้ทุกอย่างที่ทำให้มันดูเป็นผู้ดี” มารตีแดกดัน
       “ปล่อยกลับเข้าป่าไปเลยดีกว่าค่ะ” วิไลรัมภาว่า
       “ยายกระถิน แกฟังนะ แม่แกให้ฉันเป็นผู้ปกครองแกแล้ว เพราะฉะนั้นพี่ๆ เขาสั่งให้ทำอะไรแกต้องทำ ไม่ใช่มาร้องแหกปากเป็นลิงค่างอยู่อย่างนี้ แล้วถ้าแกไม่เชื่อฟัง ฉันจะเฆี่ยนด้วยหวายให้หลังลายไปเลย”
       กระถินชักกลัว สงบปากลง แต่ยังสะอื้นอยู่
       เทวพันธ์เรียกเสียงดัง “ยายเกษ”
       “คะ”
       “วันนี้ขายขนมดีไหม”
       “ดีค่ะ”
       “ขายได้เท่าไหร่ เอาเงินมาให้พ่อทั้งหมด”
      
       ทุกคนอึ้งไปทั้งแถบ
ตอนที่ 3
      
       ตรงลานหลังวังเทวพรหม ทุกคนในที่นั้นยังคงอึ้งกันอยู่อย่างนั้น เกษราอัดอั้นแทบทนไม่ไหว อดถามบิดาไม่ได้
      
       “ไปบ่อนอีกใช่ไหมคะ”
       “ถามทำไม ไม่ต้องถาม ฉันจะไปรอที่ร้านขนม”
       เทวพันธ์ตวาดเสียงเขียว แล้วหนีเข้าบ้านไป
       “ป้าแย้ม แหวว ไปหยิบกุญแจลิ้นชักไปเปิดให้คุณพ่อที” เกษราบอก
       “ค่ะ” แย้มรับคำ สองบ่าวแยกไป
       เกษราหันมาเจรจากับน้องสาวทั้งสอง
       “ไง...เห็นบอกว่าจะช่วยพี่ดูแลกระถิน ไม่เห็นเธอสองคนช่วยสักนิด”
       มารตีและวิไลรัมภามองหน้ากัน
       “เราช่วยซื้อขมิ้น นมสดกับมะกรูดมะนาวมาให้แล้วนี่คะ” มารตีว่า
       วิไลรัมภาบอก “เรื่องลงมือขัดสีฉวีวรรณเป็นเรื่องของบ่าวค่ะ ไม่ใช่เรื่องของเรา”
       “แต่ตอนแรกที่อาสาซื้อของน่ะ เพราะจะแอบยักยอกเอาเงินเข้าพกเข้าห่อใช่ไหม” เกษราพูดอย่างรู้ทัน
       สองสาวทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เกษราส่ายหน้าระอาใจ
       “พี่เกษ นังลิงหายไปข้างไหนแล้วค่ะ” มารตีบอก
       สามสาวหันมามองที่อ่าง ร่างกระถินหายไปแล้วจริงๆ เห็นรอยน้ำหายไปทางสวนด้านหลัง
      
       สามสาววิ่งตามหากระถินเข้าไปในสวนหลังวัง แต่ไม่พบร่องรอย สามคนสลับกันร้องเรียกหา
       “กระถิน กระถินไปไหนคะ น้องกระถิน”
       “นังกระถิน นังลิง ออกมาเดี๋ยวนี้นะ”
       รัมภาเอ่ยขึ้น “อย่าไปตามมันเลยค่ะ ปล่อยมันไปเถอะ”
       “ไม่ได้นะ เกิดหนีไป คุณพ่อเล่นงานพี่แย่เลย”
       ระหว่างที่สามสาวเดินหากระถินอยู่ในสวน สมหวังคนสวนวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
       “มีอะไรครับคุณเกษ”
       “กระถินน่ะซี แอบหนีเข้ามาในสวน หาไม่เจอ ไม่รู้จะหนีออกไปจากวังรึเปล่า” เกษราบอก
       “เดี๋ยวผมหาให้ครับ”
       สมหวังวิ่งเข้าไปในสวน
       ที่แท้กระถินปีนขึ้นไปบนต้นไม้ หลบนิ่งอยู่บนคาคบ
       “ไม่มีวันหาเจอหรอก”
       กระถินว่า แต่แล้วดันเกิดคันยิกๆ ขึ้นมา เพราะถูกมดรุมไต่
       “อุ๊ย...อย่ากัดซีวะ โอ๊ย รังมดแดง”
       กระถินรีบปีนลงมาอย่างว่องไว
       “นั่นค่ะ มันอยู่บนนั้น สมเป็นลิงจริงๆ” วิไลรัมภาว่า
       กระถินโดดลงมาตรงหน้าสามสาว สมหวังวิ่งกลับมาพอดี
       “โอ๊ะ คัน แก...แก ช่วยด้วย เกาที” กระถินบอก
       มารตีโวยลั่น “ว้าย อีบ้า มาใช้ฉันได้ยังไง ไปไกลๆ เลย”
       เกษราดุ “ไปเดี๋ยวนี้เลย ไปอาบน้ำใหม่ นายหวังจับตัวไว้”
       สมหวังจับตัวกระถินไว้ได้ กระถินบอกอีก
       “เกา เกาให้หน่อย มันคัน คัน”
       สมหวังเกาหลังไหล่ให้กระถินไปด้วย แล้วพากลับไปกับเกษรา มารตีและรัมภามองหน้ากัน สีหน้าขยะแขยงเต็มกลืน
       “พี่เกลียดมันจังเลยค่ะ น้องรัมภา ลองนึกดูซี ถ้ามันได้แต่งกับคุณชายรุจจริงๆ เรามิต้องไหว้มันในฐานะพี่สะใภ้หรอกหรือ” มารตีบ่นบ้า
       “จริงด้วยค่ะ ไม่อยากนึกภาพเลย หาทางกำจัดมันดีกว่าค่ะพี่มารตี” วิไลรัมภาว่า
       “ใช่...ต้องหาทางกำจัด”
       “ยังไงดีละคะ”
       “ก็เรียกคุณชาย หม่อมย่าเอียดกับคุณย่าอ่อน มาดูความเป็นจริงของนังกระถินน่ะซี ทุกคนจะได้รู้ว่าสะใภ้ที่หมายตากันเอาไว้ ที่แท้ก็นางลิงกัง ทโมนไพรเราดีๆ นี่เอง”
       สองสาวเห็นชั่วตามกัน ยิ้มร้ายออกมา
      
       ขณะเดียวกัน เวลาตอนค่ำ วรรณและปวรรุจนั่งกันเงียบๆ ไฟในเครื่องดับ เหลือแต่ที่เหนือหัวของปวรรุจ ฝ่ายวรรณรสาหลับตาเหมือนว่าหลับสนิท
       ปวรรุจตัดสินใจหยิบซองรูปสีน้ำตาลที่รัชชานนท์ให้ออกมา แล้วหยิบรูปของกระถินออกมา แต่ยังไม่ทันเห็นรูปเพราะเป็นด้านหลัง เมื่อเลื่อนรูปออกมา กระดาษชิ้นหนึ่งก็เลื่อนออกมาด้วย ปวรรุจหยิบขึ้นมาดู เนื้อความเขียนว่า
       “มอบให้พี่ชายรุจเอาไว้ดูแล่นที่สวิตฯ เผื่อว่าดูบ่อยๆ แล้วจะได้ลืมแม่วาดดาวเสียที”
       ปวรรุจเก็บกระดาษโน้ตชิ้นนั้นกลับซอง แล้วค่อยๆ พลิกรูปของกระถินมาดู
       เป็นรูปกระถินที่ถ่ายเดี่ยว นัยน์ตามองมาแลดูเศร้าสร้อย ท่าทางเกร็งๆ แข็งขืน และอายุ 17 ย่าง 18 ปี ยังเด็กเหลือเกิน
       ปวรรุจทอดถอนใจกับชะตากรรมตัวเอง
       อันที่จริงวรรณรสาไม่ได้หลับ ท่านหญิงค่อยๆ ปรือตาแอบมองรูปถ่ายของกระถิน จังหวะหนึ่งวรรณรสาขยับตัวยืดคอเพราะเห็นไม่ชัด ปวรรุจหันมามองพอดี วรรณรสาทำเนียนหลับตาไป ปวรรุจเก็บรูปถ่ายลงซอง แล้วเก็บไว้ในสมุดบันทึกปกสีน้ำตาล
       ครู่ต่อมา วรรณรสาปรือตาแอบมองปวรรุจอีกครั้ง เห็นชายรุจเอนพนัก แล้วหลับตาลง วรรณรสาจึงหลับตาลงบ้าง พยายามไม่สนใจภาพถ่ายนั้นอีก
      
       เครื่องบินลอยลำอยู่เหนือน่านฟ้าเมืองซูริค สวิตเซอร์แลนด์ ช่วงเวลาตอนเช้า วรรณรสาหลับนิ่ง แต่ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อเสียงทุ้มนุ่มของปวรรุจปลุกดังขึ้น
       “ตื่นเถอะ เครื่องแลนดิ้งแล้ว”
       “รสา ตื่นได้แล้ว เรามาถึงสวิตแล้วจ้ะ” เอื้อยปลุกตาม
       วรรณรสาพยักหน้ากับสองสาวแฝด ที่กำลังเตรียมสัมภาระเช่นเดียวกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ปวรรุจลุกขึ้น รสาลุกตาม ปวรรุจช่วยเปิดห้องสัมภาระเหนือหัวให้
       “ฉันช่วย”
       ปวรรุจหยิบกระเป๋าไวโอลินส่งให้วรรณรสา ฝรั่งที่เดินผ่านกระแทกร่างวรรณรสา จนกล่องไวโอลินร่วง คุณชายปวรรุจรับไว้ได้ทัน สามสาวร้องเอะอะ วรรณรสาเซลงนั่ง ชนกระเป๋าเอกสารของปวรรุจกระจายเต็มพื้น
       “เป็นอะไรรึเปล่า”
       วรรณรสามองหน้าปวรรุจนิ่ง ปวรรุจมองวรรณรสาเหมือนจะจำได้ ท่านหญิงรสาคาดว่าเขาจะจำได้เช่นกัน
       “กล่องไวโอลิน ไม่เสียหายหรอก”
       “ขอบคุณค่ะคุณชาย”
       วรรณรสาลุกขึ้น แฝดมองแล้วอมยิ้ม ปวรรุจหันไปเก็บกระเป๋าเอกสาร
       “ยินดีที่ได้ร่วมเดินทางนะ ขอให้มีความสุขกับการท่องเที่ยว”
       อ้ายกับเอื้อยประสานเสียงลา “ขอให้มีความสุขในการประชุมค่ะ”
       ปวรรุจยิ้มให้สามสาว มองวรรณรสาอย่างคุ้นตาอีกครั้ง ก่อนจะแยกไป
       “ไปเถอะค่ะท่านหญิง คนลงจะหมดเครื่องแล้ว”
       วรรณรสาจะไป แต่สายตาเหลือบไปเห็นสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลตกอยู่ใต้เก้าอี้นั่ง วรรณรสาจึงหยิบขึ้นมาทันที
       “สมุดอะไรคะท่านหญิง”
       “ไม่มีอะไรสมุดของหญิงเอง”
      
       วรรณรสาเก็บสมุดลงกระเป๋าสะพายเนียนๆ แล้วสามคนก็พากันออกจากเครื่องบินไป



       ครู่ต่อมาวรรณรสา อ้าย และเอื้อยกำลังดูแผนที่ และหนังสือไกด์ทัวร์ อยู่หน้าห้องน้ำหญิงในสนามบินซูริค
      
       “หนูอ้ายเอายังไง จะเรียกแท็กซี่ หรือว่าเราจะนั่งรถไฟจากสนามบินเข้าไปที่เบิร์นเลย”
       “ไม่รู้ กำลังอ่านอยู่ เอ....ทำไมมีแต่ภาษาเยอรมันสวิต อังกฤษไม่เห็นมี”
       “หนูอ้าย อย่าบอกความจริงท่านหญิงนะ ว่าหนูอ้ายไม่รู้อะไรที่สวิตเลย ที่พูดมาทั้งหมด แค่อวดอ้างสรรพคุณเท่านั้น”
       “รู้น่ะรู้ หนูอ้ายอ่านมาตั้งเยอะ แต่ทำไมของจริงกับที่อ่านมาไม่เห็นเหมือนกันเลย” อ้ายแถ
       “ท่านหญิงมาแล้ว”
       วรรณรสาออกมาจากห้องน้ำ สีหน้าสดชื่นขึ้น
       “ไปกันรึยัง หญิงพร้อมแล้ว ตกลงจะเรียกรถรับจ้างหรือไปรถไฟ”
       อ้ายอึกอัก “เอ่อ...คือ”
       จังหวะนั้นอ้ายมองเลยไป เห็นปวรรุจกำลังเข็นกระเป๋าเดินทางกำลังออกจากประตูสนามบิน
       “ท่านหญิงสักครู่นะ”
       อ้ายรีบตามปวรรุจไป
       “เขาเป็นอะไรของเขา”
       วรรณรสางง เอื้อยส่ายหน้า
      
       ปวรรุจเข็นรถเข็นออกมารอหน้าสนามบิน อากาศยะเยือกลมหนาวพัดมาวูบหนึ่ง ปวรรุจมองซ้ายขวา ครู่เดียวร่างสูงใหญ่ของปกรณ์ก็วิ่งตรงมา แล้วกระโดดล็อคคอปวรรุจอย่างดีใจ
       “ไอ้คุณชาย” / “ปกรณ์”
       ทั้งสองหัวเราะร่า พร้อมพุ่งหมัดใส่กันเบาๆ แล้วเข้ากอดกันแน่น อ้ายวิ่งออกมาเห็นพอดี
       “คิดถึงนายมาก” ปกรณ์ยิ้มบอก
       “เหมือนกันว่ะ”
       “ดีใจจริงๆ ว่ะ ที่นายมาหาฉันถึงที่นี่”
       “ฉันมาราชการต่างหาก มาเจอนายน่ะเรื่องบังเอิญ” ปวรรุจเย้า
       “ปัดโธ่...เดี๋ยวที่วางแผนจะพานายเที่ยวสวิตสักอาทิตย์ล้มเสียเลยดีไหมเนี่ย”
       “เฮ้ย...ล้มไม่ได้ว่ะ เพราะยังไงฉันก็ต้องฝากท้องไว้กับอาหารไทยที่ร้านนาย รถอยู่ไหน หนาวจะแย่แล้ว”
       “ทางนี้เลย”
       ทั้งสองเดินไปที่จอดรถ อ้ายตัดสินใจถลาเข้ามาทันที หนุ่มทั้งสองหยุดกึก
       “คุณชายคะ คืออย่างนี้ค่ะ คุณชายกำลังจะไปสถานทูตไทยที่เบิร์นรึเปล่าคะ”
       “ใช่ครับ”
       “อุ๊ย...เป็นความโชคดีอะไรอย่างนี้ เรากำลังจะไปเบิร์นอยู่พอดี แต่ญาติของฉันเกิดเหตุผิดพลาดนิดหน่อย มารับเราสามคนไม่ได้ ทีนี้จะเรียกรถรับจ้าง งบประมาณเราก็ไม่มี จะรบกวนไหมคะ ถ้าเราสามคนจะขอโดยสารไปเบิร์นด้วย”
       ปวรรุจมองปกรณ์เป็นเชิงถาม อ้ายอ้อนสุดชีวิต
       “นะคะ พวกเรา ผู้หญิงตัวเล็กๆ สามคนเท่านั้นเอง”
       ปกรณ์มองเขม้นอ้าย รู้สึกทันทีว่าอ้ายเป็นหญิงคล่องไม่น้อย และรู้สึกถูกชะตา
       “ไม่มีปัญหาครับ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       อ้ายไหว้ปลกๆ แล้ววิ่งกลับเข้าอาคาร
       “ใครวะ สวยเหมือนญี่ปุ่นผสมจีน ผสมน้ำเงี้ยว” ปกรณ์ว่า
       “เพิ่งรู้จักที่สนามบิน” ปวรรุจบอก
      
       อ้ายวิ่งกลับมาหาเอื้อยและวรรณรสาที่รออยู่
       “ท่านหญิง หนูเอื้อย มีรถไปส่งเราที่เบิร์นแล้ว”
       “รถเช่าเหรอ” วรรณรสาถาม
       “รีบมาเถอะ”
       สามสาวรีบเข็นรถออกนอกอาคาร
       พอสามสาวออกมาจากอาคาร อากาศกำลังหนาวจัด รถของปกรณ์จอดรออยู่แล้ว สองหนุ่มยืนรออยู่ วรรณรสางงเมื่อเห็นปวรรุจ ปวรรุจเห็นสามสาวสวย แล้วยิ้มชอบใจ
       “เดี๋ยว หนูอ้าย นี่รถของคุณชายปวรรุจ” วรรณรสาท้วง
       “ก็ใช่น่ะซีคะ ท่าน...” อ้ายจะหลุดปาก
       “อะแฮ่ม” วรรณรสากระแอม
       อ้ายรีบเปลี่ยนทันที “ก็ใช่น่ะซีรสา”
       “ไม่ทราบว่าพวกเธอจะไปเบิร์นเหมือนกัน” ปวรรุจว่า
       “ใช่ค่ะ เราจะไปเบิร์น” วรรณรสาบอก
       “งั้นเดินทางไปด้วยกันเลย อ้อ นี่ ปกรณ์ เพื่อนของฉันเอง นี่คุณรสา หนูอ้าย หนูเอื้อย”
       ปกรณ์ชะงัก “แฝดเหรอครับ”
       “ค่ะ แฝด” อ้ายยิ้มๆ
       “งั้นซี สวยจนแยกไม่ออกเลย ใครสวยกว่าใคร”
       อ้ายและเอื้อยหัวเราะกับน้ำคำปกรณ์
       “ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวดูสักพักก็คงดูออกมังคะ” อ้ายว่า
       “เชิญขึ้นรถเลยครับ มา ผมช่วย”
       ปกรณ์เปิดท้ายรถ ปวรรุจและปกรณ์ช่วยขนสัมภาระของสามสาวขึ้นรถ วรรณรสาดึงอ้ายมากระซิบ
       “ไหนว่าเราจะเรียกรถเช่าไปกันเองไง”
       “มันแพงนะคะ ท่านหญิง ไปฟรีกับคุณชายนี่แหละคุ้มกว่า”
       ปวรรุจหันมามองวรรณรสาที่ยังยืนหน้าบึ้งอยู่ พลางเปิดประตูให้สองแฝดขึ้นรถ ท่านหญิงรสายังลังเล
       “เชิญครับ มีปัญหาอะไรรึเปล่าคุณรสา” ปวรรุจแปลกใจ
       “ไม่มีค่ะ”
       วรรณรสาหน้าเชิดก้าวขึ้นรถไป ปวรรุจมองอย่างไม่เข้าใจนัก
      
       ไม่นานนัก รถปกรณ์แล่นไปตามถนนสู่กรุงเบิร์น เห็นหิมะตามยอดเขาขาวโพลน
       สามสาวที่นั่งตอนหลัง ดูวิวทิวทัศน์ด้วยความตื่นเต้น ชี้ชวนกันใหญ่ ปวรรุจและปกรณ์มองหน้ากันอมยิ้ม
       “อุ๊ย....หิมะทั้งเขาเลย สวยจัง” เอื้อยดี๊ด๊า
       “มาเบิร์นแล้วพักกันที่ไหนล่ะครับ”
       สามสามมองหน้ากัน รสาพยักเพยิดให้พูดตามที่บอก
       “อ๋อ...รสาเขามีญาติอยู่ที่นั่น” อ้ายบอก
       “คนไทยรึเปล่าครับ ถ้าเป็นคนไทย ผมต้องรู้จัก”
       วรรณรสารีบบอก “เออ....ไม่ใช่คนไทยหรอกค่ะ
       “ถ้ายังไง แวะมาที่ร้านอาหารผมได้นะครับ”
       “คุณมีร้านอาหารที่เบิร์นเหรอคะ” เอื้อยถาม
       “ครับ อยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสเมืองน่ะครับ ที่มีหอนาฬิกาใหญ่ๆ ถ้าว่างก็เชิญที่ร้านนะครับ”
       “ยินดีค่ะ แต่ว่าตอนนี้เราอยากแวะร้านข้างทางก่อนค่ะ” อ้ายบอก
       “ทำไมครับ” ปวรรุจงง
       “เราอยากทำธุระในห้องน้ำหน่อยน่ะ” อ้ายว่า
       สองหนุ่มมองหน้ากันอมยิ้ม
      
       ปกรณ์จอดข้างทาง ปวรรุจยืนอยู่มุมหนึ่งของร้านสะดวกซื้อ กำลังค้นกระเป๋าเอกสารของตน วรรณรสา อ้าย เอื้อย กำลังซื้อของทานเล่นในร้านสะดวกซื้อ ปกรณ์ช่วยแนะนำสินค้าให้
       “อย่าซื้อช็อคโกแล็ตที่นี่เลยครับ เดี๋ยวเข้าไปในเมือง ผมจะพาไปร้านช็อคโกแล็ตล้วนๆ อย่างที่ทำสดๆ เดี๋ยวนั้น กินเดี๋ยวนั้นเลยก็มี”
       “คุณปกรณ์ชำนาญจัง อยู่ที่สวิตมากี่ปีแล้วคะ” เอื้อยถาม
       “เจ็ดแปดปีแล้วครับ ครอบครัวผมมาตั้งรกรากที่นี่” ปกรณ์ว่า
       “แล้วไม่คิดกลับเมืองไทยบ้างเหรอ” อ้ายถามบ้าง
       “คิดครับ พอเจอสาวสวยจากเมืองไทย ก็อยากกลับเดี๋ยวนี้เลยครับ”
       อ้ายมองซ้ายแลขวา “สาวสวยที่ไหนคะ”
       ปกรณ์ยิ้มกริ่ม “ก็ยืนยู่ตรงหน้าผมนี่ตั้งสามคนไงครับ”
       สามสาวหัวเราะออกมาพร้อมกัน ปวรรุจเดินมาหาหน้าตาเครียด
       “คุณรสา”
       “คะ”
       “เธอจำตอนที่กระเป๋าฉันตกบนเครื่องได้ไหม”
       “จำได้ค่ะ”
       “เธอเห็นสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลของฉันบ้างไหม”
       เอื้อยจะบอก “อ๋อ...”
       วรรณรสากระตุกมือเอื้อย ปวรรุจหันมาที่เอื้อย
       “อ๋อ...จำได้ค่ะว่ากระเป๋าคุณชายหล่นกระจาย แต่....ไม่เห็นสมุดอะไรเลยนี่คะ”
       “ค่ะ ไม่เห็น” วรรณรสาบอก
       ปวรรุจพยักหน้ารับรู้ “งั้นคงตกอยู่บนเครื่อง”
       “สมุดบันทึกอะไร? สำคัญรึเปล่า” ปกรณ์ถาม
       “พวกตารางนัดหมาย แล้วก็รายละเอียดการประชุมน่ะ ไม่เป็นไรยังพอจำได้”
       “ไม่ยาก โทร.ไปแจ้งที่ Lost and Found ของสายการบิน เดี๋ยวก็ได้คืน”
       ปกรณ์พาปวรรุจแยกไป
       “ท่านหญิง ทำไมพูดปด” อ้ายถามทันที
       “ท่านหญิงเก็บไว้ทำไมคะ คืนเขาไปเถอะ” เอื้อยด้วย
       “ก็อยากคืนอยู่หรอก แต่สมุดมันอยู่ในกระเป๋าใหญ่น่ะ เอาเถอะน่า เดี๋ยวก่อนแยกทาง ค่อยคืนก็แล้วกัน”
       สองแฝดมองวรรณรสาอย่างไม่เข้าใจนัก
      
       สองสาวไม่รู้ความจริงว่า วรรณรสาอยากเห็นหน้าของผู้หญิงในรูป และอยากเห็นว่าที่เจ้าสาวของปวรรุจนั่นเอง



       ปกรณ์จอดรถยริเวณจัตุรัสที่จอดรถกลางกรุงเบิร์น สองหนุ่มช่วยขนของสามสาวลงจากรถ วรรณรสาสบตากับปวรรุจ ขณะถามทาง
      
       “แล้วสถานทูตอยู่ไกลไหมคะ”
       “เดินไปตามถนนนี่ประมาณสิบนาทีก็ถึงครับ”
       วรรณรสามองตามไป
       ปวรรุจเอ่ยถามขึ้น “ตกลงเพื่อนของคุณไม่มารับหรือ”
       “เออ...เราจะไปหาเขาที่ที่พักเลย”
       “ฉันไปส่งไหม”
       วรรณรสาสวนคำออกมา “ไม่ต้องค่ะ”
       ปวรรุจมองอย่างสงสัยในท่าที ปกรณ์เข้ามา
       “เรียบร้อยแล้ว ผมไปนะครับ อย่าลืมร้านอาหารของผม เดินไปทางแยกนี้ไม่นานก็เห็น ชื่อร้านตามนามบัตรนะครับ”
       ปกรณ์ส่งนามบัตรให้สองแฝด มองอ้ายพร้อมส่งสายตาเจ้าชู้เล็ก ๆ
       “ขอบคุณค่ะ ถ้ามีเวลาเราจะแวะไปนะคะ” เอื้อยบอก
       “ยินดีต้อนรับครับ คงได้เจอกันอีก”
       ปวรรุจมองมาที่วรรณรสา ยิ้มนิดๆ ก่อนบอกลา
       “ใช่ หวังว่าเราคงได้เจอกันอีก”
       วรรณรสายิ้มตอบเจื่อนๆ สองหนุ่มขึ้นรถไป
       “ท่านหญิง ทำไมไม่ไปลงที่สถานทูตเลยละ” อ้ายท้วง
       “นั่นซี จะได้พบท่านชายทัศน์เสียเลย แล้วเราจะได้ไม่ต้องแบกกระเป๋าด้วย”
       “ไม่ได้หรอก หญิงไม่อยากให้คุณชายรู้ว่าหญิงคือใคร ในเมื่อจำไม่ได้ก็ให้จำไม่ได้ไปตลอด”
       “โธ่....เดี๋ยวไปถึงสถานทูต ท่านชายทัศน์ก็ทรงแนะนำให้รู้จักอยู่ดี” อ้ายว่า
       “หญิงก็จะบอกพี่ชายไม่ให้แนะนำน่ะซี ไปสถานทูตกันเถอะ อยากเซอร์ไพรส์พี่ชายทัศน์จะแย่แล้ว”
       ทั้งสามแบกกระเป๋าไปตามถนนของเมืองตามทางที่ปวรรุจบอก
      
       รถปกรณ์แล่นมาจอดหน้าตึกสถานทูต วรัทวิ่งออกมาต้อนรับ รีบสวัสดีปวรรุจและปกรณ์
       “สวัสดีครับคุณชายปวรรุจ สวัสดีครับคุณปกรณ์”
       “สวัสดีวรัท รุจ นี่นายวรัท เสมียนของสถานทูต แล้วก็เป็นคนดูแลห้องพักของฉันด้วย มีอะไรก็เรียกใช้ได้ตลอด” ปกรณ์แนะนำ
       “นายมีห้องพักด้วยเหรอ” ปวรรุจฉงน
       วรัทตอบแทน “โอ้โฮ…หลายห้องด้วยครับ ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะคนไทยและนักศึกษาไทยครับ คิดค่าเช่าก็ไม่แพง”
       ปกรณ์ปรามขำๆ “ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณมาก”
       ปวรรุจถามขึ้น “ท่านทูตอยู่รึเปล่าครับ”
       “รอคุณชายอยู่แล้วครับ”
      
       ครู่ต่อมาปวรรุจและปกรณ์ตามวรัทเข้ามาในห้องรับแขกสถานทูต ท่านทูตพลเทพออกมาพอดี วรัทขอตัวออกไป ปวรรุจไหว้ทักทาย
       “สวัสดีครับคุณลุงพลเทพ”
       “สวัสดีคุณชาย เป็นไงการเดินทาง”
       “ราบรื่นดีครับ”
       “หม่อมย่าสบายดีหรือ”
       “สบายดีครับ นี่ครับของฝากจากคุณย่า”
       ปวรรุจส่งถุงของฝากจากหม่อมเอียดส่งให้พลเทพ
       “ขอบใจมาก” พลเทพดูจากกล่องก็เป็นปลื้ม “แหม...นี่ท่านยังไม่ลืมนะว่าลุงชอบของโปรดอะไรบ้าง”
       คุณหญิงอารีเดินออกมาพอดี สองหนุ่มรีบทำความเคารพ
       “คุณชายปวรรุจ สวัสดีค่า จำป้าได้ใช่ไหมคะ” อารีทักทาย
       “จำได้ซีครับ คุณหญิงป้าอารี”
       อารีหัวเราะระรื่น “เมื่อก่อนไปเยี่ยมหม่อมย่าที่วัง เราตัวยังกระเปี๊ยกอยู่เลย ไม่เท่าไหร่ โตขึ้นจะเป็นนักการทูตหนุ่มหล่อขนาดนี้แล้ว อ้าว...ไม่เห็นมีกระเป๋าเดินทางมาเลย”
       “อ้อ คืนนี้ผมพักกับปกรณ์ครับ”
       “แต่เราจัดที่พักไว้ให้คุณชายแล้วนะคะ”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมพักกับปกรณ์คืนนึงก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาสมทบที่นี่ แล้วค่อยเดินทางไปเจนีวา”
       “เอางั้นเหรอคะ ไม่เป็นไร แต่คืนนี้จะต้องมาทานดินเนอร์กับป้านะคะ จะแนะนำให้รู้จักหลานชาย หลานสาว”
       ปกรณ์รับคำ “ได้ครับ”
       “แม่หลานสาวน่ะ เขาอยากเจอคุณชายมาก ต้องมาให้ได้นะคะ ป้าทำสเต็คฟิเลมิยอง ไว้ให้รับทาน”
       ปกรณ์ท้วง “เออ....คุณหญิงป้าครับ ผมกำลังเสนอนายรุจให้ไปทานที่ร้านผมอยู่พอดี”
       “หา...ไปทานร้านคุณปกรณ์”
       “ครับผม เพราะผมกำลังจัดเลี้ยงต้อนรับนายรุจเขาน่ะครับ หลังจากไม่ได้เจอกันมาหลายปี” ปกรณ์ว่า
       “อ้าว งั้นสเต็คที่ป้าเตรียมอยู่ก็เป็นม่ายไปละซี” คุณหญิงโอดครวญ
       “ไม่เป็นไรครับ ไว้วันหลังก็ได้ นายรุจยังอยู่ที่นี่เป็นเดือนๆ ไม่ใช่เหรอครับ” ปกรณ์บอก
       “ก็จริง เอ...แล้วยายอิ่มจะเจอคุณชายได้ยังไงล่ะ คุณคะ เอาอย่างนี้ไหม เราก็ไปร่วมสมทบที่ร้านคุณปกรณ์เสียเลย” อารีพูดเองเออเอง
       ปกรณ์สะดุ้ง
       “จะเหมาะเหรอ หนุ่มๆ เขาจะสังสรรค์กันส่วนตัวรึเปล่า” พลเทพเกรงใจ
       “งั้นเหรอ จะสังสรรค์กันส่วนตัวงั้นเหรอ”
       อารีถามพลางจ้องมาที่สองหนุ่ม โดยเฉพาะปกรณ์ ปกรณ์เลยพูดออกมาอย่างเสียไม่ได้
       “อ๋อ...ไม่มีอะไรหรอกครับ งั้นผมก็เชิญท่านทูต คุณป้าหญิง และหลานทั้งสองด้วยเลย”
       อารีหัวเราะร่า “ยินดีจ้ะ แหม....ไม่ได้ไปทานของอร่อยที่ร้านคุณปกรณ์นานแล้วนะ ทุ่มนึงนะ เอ...ป้าว่าจะเอาฟิเลมิยองไปให้ลองที่ร้านด้วยเลยดีไหม”
       ปกรณ์สวนขึ้นทันที “อย่า...เออ...ไม่รบกวนละครับ มาทานสเต็คที่ร้านผมดีกว่า”
      
       ปกรณ์หัวเราะเจื่อนๆ อารีหัวเราะตาม ปวรรุจมองอย่างสงสัย



       ส่วนทางฝ่ายสามสาวหอบกระเป๋ากันจนเหนื่อยมาถึงหน้าสถานทูตไทย ที่เป็นบ้านสามชั้นทาสีขาว หลังคาแดงเข้ม มีตราและธงสถานทูตติดไว้
      
       “ถึงแล้ว เหนื่อย” เอื้อยหอบเอา
       “จะเข้าไปเลยไหมท่านหญิง”
       “ก็เข้าเลยน่ะซี จะรออะไรล่ะ” วรรณรสา
       ทั้งสามเข้าในอาคารทันที
      
       สามสาวเข้าไปที่โถงต้อนรับ วรัทเฝ้าอยู่ที่เคาน์เตอร์ ทักทายสาวๆ วรรณรสากระตือรือล้นอย่างยิ่ง
       “สวัสดีครับ มีอะไรให้รับใช้”
       “ฉันมาพบหม่อมเจ้าภาณุทัศนัย ไม่ทราบท่านประทับอยู่ที่นี่รึเปล่า”
       “ปรกติท่านประทับที่นี่ แต่ตอนนี้ไม่อยู่ครับ”
       “ท่านเสด็จไปไหนเหรอ” วรรณรสางง
       “ท่านลาไปพักผ่อนที่โลซานน์น่ะครับ”
       สามสาวอุท่านพร้อมกัน “โลซานน์”
       “แล้วท่านชายลาพักถึงเมื่อไหร่
       “พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายครับ”
       สามสาวโล่งอก
       “งั้นท่านก็กลับพรุ่งนี้ หรือวันมะรืนใช่ไหม” เอื้อยซัก
       “ใช่ครับ ตามหมายกำหนดการเป็นเช่นนั้น แต่ตามความเป็นจริง...ไม่ใช่ครับ” วรัทบอก       
       อ้ายงง “อ้าว...ยังไงกันแน่ ท่านกลับหรือไม่กลับ”
       “ไม่กลับครับ ท่านต้องไปเตรียมการประชุมต่อที่เจนีวากับข้าราชการไทย กว่าจะกลับก็…อาทิตย์หน้าน่ะครับ”
       สามสาวตกใจ “อาทิตย์หน้า”
       อ้ายคราง “โอย หมดแรง ขอนั่งพักก่อน”
       สามสาวเซไปนั่งพักที่เก้าอี้รับแขก วรัทมองตามวรรณรสาอย่างสงสัย
      
       ด้านปวรรุจและปกรณ์เดินออกมาด้วยกัน
       “มีปัญหาอะไรรึเปล่า ดูนายไม่อยากให้ฉันดินเนอร์กับคุณหญิงป้า”
       “ปัญหาน่ะมีแน่ ถ้าเกิดนายได้ลองชิมสเต็คคุณหญิงนะ นายจะฝันร้ายไปทั้งคืน”
       ปวรรุจหัวเราะ “ทำไมล่ะ”
       “ก็สเต็คเหนียวหนืดอย่างกะหนังสะติ๊ค น้ำซอสก็รสชาติแย่กว่าน้ำล้างจาน เข้าทำนองชอบทำอาหารแต่ไม่ลงทุนนั่นแหละ” ปกรณ์เล่าจนเห็นภาพ
       ปวรรุจอึ้ง “ขนาดนั้นเลย”
       “นี่...ฉันพยายามเลี่ยงไม่มาดินเนอร์ด้วยแล้วนะ แกยังตื๊อไปทานที่ร้านด้วยจนได้ งานนี้กร่อยแน่ๆ”
       “มีปัญหาอะไรอีกเหรอ”
       “ก็หลานแกทั้งคู่นั่นแหละ น่าเบื่อที่สุด โดยเฉพาะยายคุณอิ่ม ที่เขาอยากเจอแกนักหนา”
       “ทำไม”
       “คุณหญิงป้าว่าพูดเป็นต่อยหอยแล้ว ยายคุณอิ่มพูดมากกว่าเท่านึง คืนนี้เตรียมตัวให้ดี หูแกจะชาเชียวละ”
       ปวรรุจยิ้มขัน ๆ
       วรัทเข้ามาถามสามสาว ที่ยังนั่งหมดแรงอยู่
       “คุณมีธุระด่วนอะไรกับท่านชายหรือครับ”
       วรรณรสามองหน้าสองสาว
       “บอกความจริงเถอะค่ะ ท่านหญิง”
       วรัทงงกับคำว่า “ท่านหญิง”
       “คือฉัน....ฉันเป็นพระขนิษฐาของท่านชายค่ะ ชื่อวรรณรสา”       
       วรัทอุทานลั่น “หม่อมเจ้าหญิงวรรณรสาหรือกระหม่อม! ฝ่าบาทคือท่านหญิงแต้ว งั้นไม่ใช่พระขนิษฐาแล้ว แต่ทรงเป็นพระคู่หมั้นต่างหาก”
       วรัทรีบยกมือไหว้
       ตรงโถงทางเดิน ปวรรุจได้ยินคำว่าท่านหญิงแต้วเข้าพอดี จึงเหลียวมองมา แต่ยังไม่เห็นคน จึงเดินตรงมาทันที
       เอื้อยเห็นคุณชายปวรรุจและปกรณ์ตรงมา
       “คุณชายเดินมาแล้ว”
       อ้ายรีบบอก “หลบซี”
       “หลบทำไมครับ” วรัทงง
       “อย่าบอกคุณชายนะว่าเจอฉัน แล้วหลบที่ไหนดีล่ะ”
       “งั้น ทางนี้ขอรับ”
       วรัทที่ยังงงอยู่ รีบพาสามสาวเข้าห้องด้านใน พร้อมสัมภาระ ปวรรุจและปกรณ์เข้ามาพอดีกับที่สามสาวหลบไป
       “วรัท คุยกับใครอยู่เหรอ” ปกรณ์ถาม       
       “ปละ....เปล่าครับ”
       “อ้าว...เมื่อกี้พูดเสียงลั่น”
       ปวรรุจสงสัย “เห็นพูดว่า “ท่านหญิงแต้ว” หญิงแต้วไหนเหรอ”
       “เออ...ท่านหญิงแต้ว พระคู่หมั้นของท่านชายภาณุทัศนัยไงครับ”
       วรรณรสา อ้าย และเอื้อยแอบฟังอยู่ ใจระทึก
       “ท่านหญิงเสด็จมางั้นเหรอ”
       วรัทร้องเสียงหลง “ปละ...เปล่าครับ ผมแค่พูดถึงเออ...จดหมายที่ท่านชายฝากส่งถึงท่านหญิงน่ะครับ เดี๋ยวจะต้องเอาไปส่งที่โพสท์ ออฟฟิศ”
       ปวรรุจครุ่นคิด “ใช่....หญิงแต้วคงไม่เสด็จมาที่นี่หรอก เพราะเพิ่งเด็จกลับเมืองไทยไม่กี่วันนี่เอง”
       สามสาวมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ วรรณรสายิ่งทึ่งที่ปวรรุจรู้ข่าวคราวของตน
       ปกรณ์แปลกใจไม่หาย “ตลกว่ะวรัท ฝึกพูดคนเดียวก็ได้ด้วย ไปเถอะว่ะ รุจ เดี๋ยวไปกินกลางวันที่ร้านฉัน ตอนนี้หิวไส้จะขาดแล้ว”
       ปกรณ์พา ปวรรุจออกไปที่ลานจอดรถหน้าอาคาร วรัทเดินออกไปส่ง
       สามสาวก้าวออกมา มองตามรถของ ปกรณ์ที่แล่นออกไป
       “ท่านหญิง คุณชายรู้ด้วยว่าท่านหญิงกลับมาเมืองไทยแล้ว แสดงว่าตามข่าวคราวตลอด” เอื้อยเอ่ยขั้น
       “แต่เจอหน้ากันก็ยังจำหญิงไม่ได้อยู่ดี เฮ้อ อย่าไปพูดถึงเขาเลย น่าเบื่อ เราไปกันเถอะ”
       “ไปไหนคะท่านหญิง”
       “ก็ไปโลซานน์น่ะซี ไปหาพี่ชายทัศน์เดี๋ยวนี้”
       อ้ายกะเอื้อยตาเหลือกอุทานดังลั่นพร้อมๆ กัน
      
       “หา ไปหาท่านชายทัศน์” / “ไปโลซานน์...เดี๋ยวนี้”

      ครู่ต่อมาสามสาวเข็นกระเป๋าเดินทางออกมาจากสถานทูต วรัทช่วยลากกระเป๋าของรสามาส่งด้วย
      
       “จะไปทางรถไฟเหรอคะ” เอื้อยถาม
       “ใช่....หนูอ้ายนำทางนะ”
       อ้ายหน้าเสีย
       “ท่านหญิงขา อย่าเสี่ยงเลยค่ะ ถ้าไปโลซานน์แล้วท่านชายไม่อยู่ที่นั่นเราจะยิ่งลำบากนะคะ”
       อ้ายคะยั้นคะยอวรัทให้ช่วยพูด
       “ใช่ขอรับ เอาอย่างนี้ไหม พรุ่งนี้เช้ากระหม่อมจะต้องขับรถพาท่านทูตกับคุณชายรุจ ไปพบท่านชายทัศน์ที่เจนีวาอยู่แล้ว ท่านหญิงสนพระทัยจะไปด้วยกันไหมกระหม่อม”
       เอื้อยเห็นด้วย “น่าสนใจนะท่านหญิง”
       “แต่....พี่ชายทัศน์อยู่ที่โลซานน์นี่”
       “กระหม่อมจะไปส่งท่านหญิงที่โลซานน์ก่อน แล้วถึงเลยไปที่เจนีวา ไม่เสียเวลาเลยกระหม่อม” วรัทว่า
       อ้ายเห็นด้วย “เป็นความคิดที่ดีที่สุดเลยนะคะท่านหญิง”
       “แล้ว....เราจะอ้างกับท่านทูต กับคุณชายรุจยังไง” วรรณรสากังวล
       “ไม่ยากกระหม่อม หม่อมจะบอกกับท่านทูตกับคุณชายเองว่าท่านหญิงจะเด็จร่วมไปด้วย” วรัทอาสา
       “แต่เธอห้ามบอกท่านทูตกับคุณชายเด็ดขาดเลยนะว่าฉันเป็นใคร”
       “คงจะไม่ได้ละกระหม่อม เพราะท่านทูตรู้จักท่านหญิงดีอยู่แล้ว”
       “รู้จักได้ยังไง” วรรณรสางง
       “ท่านชายทรงให้ท่านดูรูปถ่ายของท่านหญิงอยู่บ่อยๆ น่ะกระหม่อม” วรัทบอก
       “งั้นเหรอ งั้นก็ดี พรุ่งนี้ฉันได้พบท่านทูต จะได้แสดงตัวให้คุณชายรู้เสียเลยว่าฉันคือใคร คุณชายคงประหลาดใจพิลึก” วรรณรสาว่า ตาเป็นประกายนึกสนุก
       “ใช่...ที่แท้คุณรสา ก็คือท่านหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์ เพื่อนเล่นของคุณชายสมัยเด็กนั่นเอง” อ้ายบอก
       วรรณรสายิ้มย่ามใจ
       “อยากเห็นสีหน้าคุณชายจังตอนที่รู้ความจริง”
       “เดี๋ยว...ว่ากันเรื่องที่พักก่อน คืนนี้เราต้องพักที่นี่ ยังไม่รู้จะไปนอนไหนเลย” อ้ายหารือ
       “คุณวรัทมีที่พักที่จะแนะนำให้เราได้บ้างไหมคะ” เอื้อยหันมาทางวรัท
       “เออ...ที่จริงก็มีนะครับ”
       “ที่ไหนล่ะ”
       “เดี๋ยวผมพาไปครับ ที่พักไม่แพง เจ้าของใจดี เจรจาดี ๆ อาจให้พักฟรีก็ได้นะครับ” วรัทบอก
       สามสาวยิ้มดีใจ
      
       สามสาวอยูในห้องพักราคาย่อมเยาในย่านตึกเก่าห้องพักให้เช่ากลางกรุงเบิร์น เฉลียงหน้ามองออกไปเห็นเมืองเบิร์นเก่าสวยงาม
       “สวยจังเลยค่ะ มองเห็นแม่น้ำ Aare อยู่ไกลๆ โน่นด้วย” เอื้อยว่า
       “เดี๋ยวเราลงไปเที่ยวดีกว่า ไปถ่ายรูปด้วย”
       วรรณรสาทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน
       “ไม่ชอบเลย”
       “อะไรคะ” เอื้อยงง
       “ไม่ชอบที่ต้องไปพึ่งพาคุณชายรุจอีกน่ะซี”
       “ท่านหญิงขาจะตั้งแง่กับคุณชายคนนี้ไปถึงไหน หรือว่างอนที่คุณชายจำท่านหญิงไม่ได้” อ้ายเย้า
       “ไม่สนสักนิด”
       เอื้อยชวนขึ้น “เดี๋ยวไปเดินเล่นกันดีกว่าค่ะ อากาศกำลังดีเลย”
      
       สามสาวเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้ว สีหน้าสดใส ออกมาจากตึกสู่ถนนคนเดินกลางเมืองเบิร์นที่เป็นอาคารเก่าแก่ สามสาวหัวเราะเริงรื่น เลี้ยวออกถนน เอื้อยมีกล้องคล้องคอ ส่วนอ้ายมีแผนที่กรุงเบิร์น
       “ไปไหนก่อนดี”
       “ไปดูบ่อหมี มหาวิหารเบิร์น แล้วก็ไปดูหอนาฬิกากลางเมือง” อ้ายว่า
       เอื้อยบอก “แล้วก็หาร้านช็อคโกแลตอร่อย ๆ ทานกัน”
       สามสาวเดินออกไป
       ปวรรุจและปกรณ์ที่เดินออกมาจากตึกเดียวกัน คลาดกันไปนิดเดียว
       “จะเที่ยวที่ไหนก่อนดี”
       “แล้วแต่นาย”
       “งั้นตามมาเลย”
       สองหนุ่มเดินไปทางเดียวกับสามสาว
       สามสาวเดินมาถึงหอนาฬิกา ถนน Kramgasse Street
       “นี่ไงหอนาฬิกากลางเมือง สวยจัง ถ่ายรูปกันก่อน” เอื้อยเอ่ยขึ้น
       วรรณรสาและอ้ายยืนให้เอื้อยถ่ายรูปหน้าหอนาฬิกา อ้ายสลับเปลี่ยนมาเป็นถ่ายบ้าง
       วรรณรสายืนถ่ายรูปเดี่ยว หัวเราะร่าเริง สองแฝดให้วรรณรสาช่วยถ่ายให้
       ทั้งสามให้หนุ่มหล่อฝรั่งช่วยถ่าย เป็นที่สนุกสนาน
      
       ขณะที่วรรณรสากำลังนั่งพักทานกาแฟและช็อคโกแล็ตอยู่ที่บริเวณน้ำพุกลางถนนเก่า คู่แฝดแยกไปดูร้านค้าอยู่ห่างๆ แล้วเลี้ยวมุมตึกไป วรรณรสานั่งอยู่ลำพังเห็นรถรางแล่นมาจึงยกกล้องขึ้นมาถ่าย
       รถรางแล่นผ่านหน้าไป แล้วร่างสูงสง่าของใครคนหนึ่งที่ยืนหันหลังอยู่อีกฟากถนน จังหวะที่ปวรรุจหันมานั้น วรรณรสากดชัตเตอร์พอดี ได้ภาพปวรรุจมองมาที่กล้อง ตาคมวาวสวย วรรณรสาลดกล้องลง ร่างสูงใหญ่มองตรงมา ก่อนจะเดินเข้ามาหา
       “สวัสดีอีกครั้ง รสา”
       “สวัสดีค่ะคุณชาย”
       วรรณรสาลุกขึ้น ปวรรุจมองที่กล้องในมือ ยามนั้นท่านหญิงรู้สึกเขิน จนไม่กล้าสบตาชายรุจ       
       “แอบถ่ายฉันรึเปล่า”
       “เปล่าค่ะ ฉันกำลังถ่ายรถราง แต่บังเอิญคุณชายเข้ามาอยู่ในเลนส์พอดี ก็เลยถ่ายติดไปด้วย”         ปวรรุจมองวรรณรสายิ้มๆ อีกฝ่ายหน้าแดง
       “ในที่สุดเราก็เจอกันอีก”
       “ค่ะ”
       “เธอจะอยู่ที่นี่อีกกี่วัน”
       “แค่วันเดียว”
       “จากนั้น...”
      
       “ฉันจะไปโลซานพรุ่งนี้ค่ะ”



       ปวรรุจเลิกคิ้วท่าทีฉงนสนเท่ห์ ขณะมองวรรณรสา
      
       “ไปโลซานงั้นเหรอ”
       “ค่ะ เออ....คุณชาย คุณชายได้ทราบเรื่องจากนายวรัทแล้วหรือยัง”
       “วรัท วรัทไหน”
       “ก็คนที่เป็นเสมียนของสถานทูตไงคะ”
       ปวรรุจแปลกใจยิ่งขึ้น “เธอรู้จักวรัทด้วยเหรอ”
       “ฉันรู้จักคนที่สถานทูตดีค่ะ”
       ปวรรุจมองอย่างประเมิน “อืมม์...เธอคงมาที่สวิตบ่อย”
       “ฉันเพิ่งมาสวิตค่ะ แต่สำหรับคนที่สถานทูตฉันรู้จักดี
       ปวรรุจงงอีกเล็กน้อย “แล้วเรื่องนายวรัทที่จะบอกฉันคือเรื่องอะไร”
       “เออ...คือ วรัทบอกว่าคุณชายจะเดินทางไปเจนีวา ฉันกับหนูอ้าย หนูเอื้อย เลยจะขอติดรถของสถานทูตไปที่โลซานด้วยน่ะค่ะ”
       ปวรรุจชักสีหน้า “เธอได้ขอท่านทูตพลเทพแล้วเหรอ”
       “เปล่าค่ะ ฉันยังไม่มีโอกาสเจอท่านทูต แต่เมื่อเจอคุณ ฉันเลยขอคุณก่อน”
       “ฉันไม่คิดว่าท่านทูตจะเห็นชอบด้วย เพราะเราเดินทางไปเจนีวาอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว การที่ต้องไปแวะส่งเธอที่โลซานอาจจะทำให้หมายกำหนดการคลาดเคลื่อนก็ได้”
       “ตกลงเป็นคุณชายหรือท่านทูตกันแน่ที่ไม่เห็นชอบ” วรรณรสาฉุนนิดๆ
       “ฉันพูดแทนท่านทูต และแน่นอน ฉันเองไม่เห็นด้วย เสียใจที่ต้องปฏิเสธคำขอร้องของเธอ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ เพราะฉันจะลองโทร.ถามท่านทูตพลเทพดู เพราะท่านคือผู้ตัดสิน ไม่ใช่คุณชาย ถ้าท่านอนุญาตคุณชายก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” วรรณรสาลืมตัว พูดอย่างถือดี
       ปวรรุจชักไม่พอใจ “ฉันไม่เห็นด้วยที่เธอจะไปรบกวนท่านทูตแบบนั้น”
       “ทำไม”
       “เธอจะทำให้ท่านลำบากใจ ท่านอาจจะเกรงใจจนปฏิเสธเธอไม่ลง”
       “อย่าเที่ยวตัดสินใจแทนคนอื่นเลยค่ะคุณชาย ท่านทูตอาจจะไม่ใจแคบและคิดอะไรตื้นๆ อย่างคุณชายก็ได้”
       วรรณรสาจะแยกไปเลย ปวรรุจเป็นอึ้ง วรรณรสาหันกลับมา พูดเป็นนัย
       “อ้อ แล้วถ้าท่านทูตยอมรับฉันร่วมเดินทางไปด้วย กรุณาอย่างแสดงอาการไม่พอใจนะคะ เพราะฉันอาจเป็นคนสำคัญขึ้นมา”
       “สำคัญขนาดไหน” ปวรรุจฉุนขาด
       “สำคัญขนาดที่ว่าคุณชายเองก็คงไม่กล้าปฏิเสธทุกเรื่องที่ฉันต้องการ”
       วรรณรสาแยกไป ปวรรุจยังงง
       “รสา เดี๋ยวก่อน”
       ปวรรุจจะตาม วรรณรสารีบเดินเร็วหนีไป ปวรรุจคิดได้อย่างเดียวคือวรรณรสาคงเอาเงินซื้อแน่ๆ ตามประสาลูกพ่อค้าใหญ่ คิดแล้วจึงรีบตามไป
      
       ด้านอ้ายและเอื้อยดูข้าวของอีกมุมหนึ่ง อ้ายถ่ายรูปเอื้อย ปกรณ์เดินตรงมาพอดีเข้ามาในเฟรมภาพ
       “อุ๊ย...คุณปกรณ์” อ้ายแปลกใจ
       “สวัสดีอีกครั้งครับ” ปกรณ์ยิ้มทัก
       “สวัสดีค่ะ เจอกันอีกแล้ว” เอื้อยทักตอบ
       “ตกลงคุณพักย่านนี้เหรอครับ”
       “ใช่ค่ะ” เอื้อยบอก
       “งั้นตอนค่ำ เชิญมาชิมอาหารที่ร้านผมนะครับ ไปทางถนนนั่นน่ะครับ” ปกรณ์ชี้บอกทาง
       “ยินดีค่ะ...แต่ค่าอาหารคงไม่แพงนะ” อ้ายเย้า
       “เอาอย่างนี้ ผมถือโอกาสเลี้ยงคุณสามคนเลยก็แล้วกัน เชิญมาดินเนอร์ที่ร้านคืนนี้ได้เลยครับ ผมเป็นเจ้าภาพ”
       “เกรงใจค่ะ” เอื้อยบอก แต่อ้ายกลับไปอีกทาง
       “อุ๊ย...ไม่เกรงใจเลย ยินดีอย่างยิ่ง ขอให้เจ้าภาพเจริญยิ่งขึ้นไปค่ะ”
       “หนูอ้าย รักษามารยาทหน่อยซี้”
       ปกรณ์หัวเราะร่ามองอ้ายอย่างชื่นชมในความไม่อายของอ้าย
       “แหม...ก็เขาเชิญแล้วจะปฏิเสธทำไม นานๆ ที คุณปกรณ์ถึงจะได้เลี้ยงนักท่องเที่ยวชาวไทยเสียที จริงไหมคะ”
       ปกรณ์สวนทันที “ครับ โดยเฉพาะแฝดสาวสวยอย่างคุณหนูอ้าย หนูเอื้อย”
       อ้ายหัวเราะพร้อมปกรณ์ เอื้อยเขินค้อนพี่สาว
       “คุณปกรณ์ คุณลืมที่สัญญากับเราแล้วนะ” อ้ายเอ่ยขึ้น
       “เรื่องอะไรครับ”
       “มาในเมือง คุณจะพาเราทานช็อคโกแล็ตทำสดๆ ไง”
       “อ้อ...งั้นตามมาทางนี้เลยครับ ร้านช็อคโกแล็ตโดยเฉพาะ และผมเลี้ยงเอง”
       “แหม... มันคงอร่อยตรงนี้ล่ะค่ะ” อ้ายยิ้มเบิกบานใจ
       ทั้งสามเดินเลี้ยวผ่านมุมตึกไป
      
       ฟากวรรณรสาเดินหน้าบึ้งอย่างเร็วแยกมาอีกถนน เดินข้ามแยกไปอีกฝั่ง แต่แล้วเกิดหลงทาง หาทางกลับไปที่เดิมไม่ถูก ท่านหญิงมองไปรอบๆ เห็นผู้คนชาวเมืองเบิร์นเดินไปมายิ่งมึนงง ทำท่าจะเซลงไปจากฟุตปาธ แล้วทันใดนั้นร่างสูงใหญ่ของปวรรุจก็มารวบร่างของเธอเข้าไว้ทัน ร่างวรรณรสาปะทะกับร่างของปวรรุจจังๆ
       ปวรรุจกอดเธอไว้หลวมๆ วรรณรสามองตาสวยคู่นั้นของชายรุจ สองคนประสานสายตานิ่งนาน จนวรรณรสารู้สึกตัว
       “ปล่อยฉันนะ”
       ปวรรุจรู้สึกตัวเช่นกัน “ขอโทษ ฉันเห็นเธอทำท่าเหมือนจะล้มลงไปที่ถนน ก็เลยเข้ามาช่วย ไม่สบายใช่ไหม”
       “เปล่าค่ะ ฉันแค่...เดินหลงมานิดหน่อย”
       “ทางที่เธอเดินหนีฉันมาอยู่ทางโน้น ฉันจะพากลับ”
       “ฉันกลับเองได้”
       “เธอไม่ค่อยสบาย หน้าซีดออกอย่างนี้ ไปกับฉัน”
       ชายรุจประคองวรรณรสาเดินกลับไปที่เก่าช้าๆ จังหวะหนึ่งปวรรุจถามขึ้น
       “สำคัญนักหรือที่จะต้องไปที่โลซานพรุ่งนี้”
       วรรณรสามองหน้าปวรรุจ
       “ขอโทษที่ถือวิสาสะถามเรื่องส่วนตัว แต่ฉันอยากรู้เหตุผลว่าทำไมเธอต้องไปโลซาน”
       “อยากรู้ไปทำไม”
       “เผื่อจะช่วยเธอได้ไง”
       วรรณรสาหยุดและผละออกจากปวรรุจ “คุณชายคะ ฉันไม่จำเป็นต้องให้คุณชายช่วย ถ้าฉันโดยสารไปกับรถสถานทูตไม่ได้ ฉันก็จะไปทางรถไฟ ฉันไม่ได้อับจนปัญญาขนาดนั้น”
       ปวรรุจฉุนนิดๆ หวังดีแท้ๆ “เอาละ...ในเมื่อเธอช่วยตัวเองได้ ฉันก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว”
       “ขอบคุณค่ะ...ฉันจำทางได้แล้ว แยกกันตรงนี้”
       วรรณรสาเดินสะบัดไป แล้วพบว่าตรงหน้าเป็นซอยแยกย่อย ไม่รู้จะไปทางไหนดี เหลือบมามองปวรรุจอีกครั้งเหมือนจะขอความช่วยเหลือ ปวรรุจอมยิ้ม วรรณรสารีบเดินหนีเลี้ยวไปอีกทาง ปวรรุจเดินเร็วตามมา
       “ฉันว่าเธอยังหลงอยู่นะ ให้ฉันไปส่งเถอะ”
       “ไม่”
       “อย่าดื้อ”
      
       วรรณรสานิ่งงันไป ประสานสายตากับปวรรุจ น้ำเสียงคำว่า “อย่าดื้อ” นั้น ช่างคุ้นหูเสียเหลือเกิน ภาพจำในวัยเยาว์ผุดขึ้นในหัวหญิงสาว



       คำเดียวกันนี้วรรณรสาได้ยินที่สวนหลังวังอรุณรัศมิ์สมัยวัยเยาว์ วันนั้นเด็กชายปวรรุจกำลังเล่นอยู่กับเด็กหญิงวรรณรสา
      
               “อย่าดื้อ ท่านหญิง ไม่งั้นหม่อมไม่เล่นขี่ม้าส่งเมืองกับท่านหญิงอีก” ปวรรุจบอก
               “ไม่ดื้อก็ได้ แต่พี่ชายรุจเล่นกับหญิงนะ หญิงไม่มีใครเล่นด้วยเลย เล่นกับนมแจ่มกับพี่บัวก็ไม่สนุกเท่ากับเล่นกับพี่ชายรุจ”
               “ได้ เพราะกระหม่อมยอมให้ท่านหญิงขี่หลังทั้งวันใช่ไหมล่ะ”
       “ฮิฮิ ใช่แล้ว”
       ปวรรุจหัวเราะตาม “ถ้าท่านหญิงไม่ดื้อ หม่อมจะเล่นกับท่านหญิงทั้งวันเลย”
               “หญิงจะไม่ดื้อกับพี่ชายรุจอีกแล้ว นี่ ลอลลิป๊อป หญิงให้พี่ชาย”
       วรรณรสาส่งอมยิ้มให้ ปวรรุจรับมาทาน ท่านหญิงแต้วหยิบของตัวเองมาทาน ทั้งสองยิ้มให้กัน
      
       ปวรรุจมองวรรณรสาที่ยิ้มกับตัวเองเหมือนตกอยู่ในภวังค์
       “รสา”
               วรรณรสาตื่นจากภวังค์ “คะ”
               ปวรรุจแปลกใจ “เป็นอะไร”
               “เปล่า”
               “ฉันว่าเธอต้องกลับไปพักผ่อนดีกว่า เธออาจจะอดนอนหรือเพลียจากการเดินทางมากเกินไป”
       ปวรรุจประคองวรรณรสาไป คราวนี้ท่านหญิงยอมเดินไปด้วยดี
      
       ปวรรุจพาวรรณรสากลับมาที่ลานน้ำพุ พบว่าสองแฝดรออยู่ด้วยความกระวนกระวาย ปกรณ์ยืนอยู่ด้วย
               “รสา หายไปไหน เราตกใจแทบแย่”
               “แล้วไปเจอคุณชายที่ไหนละคะ”
               ปวรรุจรีบบอก “เหมือนรสาจะเดินหลง ฉันเลยพากลับมา”
               เอื้อยฉงน “หลง”
               “ฉันไม่ได้หลง แค่สับสนเส้นทางนิดหน่อย” วรรณรสาแก้ตัว
               ปกรณ์หัวเราะเห็นด้วย “ใช่ครับ ถนนกับตึกโบราณพวกนี้ หน้าตาเหมือนๆ กันไปหมด นักท่องเที่ยวเอเชียนอย่างพวกเราหลงกันประจำละครับ เวลาจำต้องจำรูปปั้น ธง หรือไม่ก็ชื่อร้านดีๆ”
               “รสา คืนนี้คุณปกรณ์จะเลี้ยงอาหารค่ำเรา” อ้ายบอก
               วรรณรสาไม่พอใจ “แต่เรามีนัดกันแล้วไม่ใช่เหรอ”
               เอื้อยงง “นัดอะไรเหรอรสา”
       ปวรรุจ และปกรณ์มองวรรณรสาอย่างสงสัยเช่นกัน
               “ก็เราจะไปทานดินเนอร์กับ...เพื่อนของเราไม่ใช่เหรอ”
               อ้ายยังงงอยู่ “เพื่อนของเรา”
               “ใช่ เพื่อนของเราก็...เจ้าของห้องที่เราพักอยู่ไง เขาจะเลี้ยงมื้อค่ำเราคืนนี้ อย่าให้เสียความตั้งใจของเขาซี”
       อ้ายและเอื้อยมองหน้ากันเป็นงง
               “คืนนี้ขอปฏิเสธนะคะ” วรรณรสาหันมาทางสองหนุ่ม
               ปกรณ์ออกอาการเสียดาย “ไม่เป็นไรครับ”
               “หนูอ้าย หนูเอื้อย ไปเถอะ”
       วรรณรสาดึงสองแฝดแยกมา อ้ายกระซิบถาม
       “ท่านหญิงเกิดอะไรขึ้น”
               “เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง”
       สามสาวแยกไป
               ปกรณ์เอ่ยขึ้น “แปลกๆ ไหม”
               “ใช่...แปลกมาก”
               “นึกว่าจะได้สนิทสนมกับหนูอ้ายเสียหน่อย เสียดายชะมัด”
               “เพิ่งเจอได้ไม่กี่ชั่วโมง ชอบเขาเสียแล้ว นายนี่ใจง่ายจริง” ปวรรุจขำ
       ปกรณ์ทำท่าเคลิ้ม “จะด่าฉันยังไงก็ด่าเถอะ บอกได้คำเดียว เวลาไม่ใช่ปัญหาของความพึงใจคนที่ใช่สบตากันแว้บเดียว...มันก็ใช่ว่ะ”
       ปวรรุจยิ้มส่ายหน้า
               “ว่าแต่นายเถอะ ไปทำยังไงเข้า คุณรสาเขาถึงทำท่าห่างเหินเสียขนาดนั้น”
       ปวรรุจทอดถอนใจ
      
               “ฉันก็ไม่รู้ว่ะ รู้แต่ว่าเหมือนที่ชายภัทรว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่เข้าใจยากที่สุดในโลก”



       สามสาวนั่งอยู่ระเบียงห้องพัก เห็นท้องถนนสวยงามเบื้องล่าง สองแฝดฟังความจากวรรณรสา อ้ายมีอาการซึมๆ เพราะเสียดายไม่ได้ดินเนอร์กับปกรณ์
      
               “คุณชายปฏิเสธเราอย่างไม่มีเยื่อใยเลยเหรอ” เอื้อยถาม
               “ใช่...ฉันถึงหมั่นไส้ไง เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปร่วมกิจกรรมอะไรกับตาคุณชายขี้เก๊กนี่อีกแล้ว”
               “แต่หนูอ้ายคงเสียดายมาก” เอื้อยบอก
               “ทำไมล่ะหนูอ้าย” วรรณรสาสงสัย
               “เปล่า...ไม่มีอะไร”
               “ต้องมีซี ทำหน้าซึมตั้งแต่กลับมาแล้ว”
               “บอกให้ก็ได้ หนูอ้ายเสียดายที่ไม่ได้ดินเนอร์กับคุณปกรณ์” เอื้อยบอกแทน
               วรรณรสาตกใจเสียงดัง “หนูอ้าย อย่าบอกนะว่า...เจอกับเขาแป๊บเดียว เธอหลงเสน่ห์เขาเข้าแล้ว”
               “บ้า...หนูเอื้อยเพ้อ หนูอ้ายไม่ได้หลงเสน่ห์เขาเสียหน่อย แค่ปลื้มในความเป็นสุภาพบุรุษของเขานิดหน่อยเท่านั้นเอง”
               เอื้อยรู้ทัน “เห็นแก่ของฟรีที่เขาเลี้ยงน่ะซี”
       อ้ายแลบลิ้นใส่เอื้อย
               “หนูอ้าย ถ้าอย่างนั้นหนูอ้าย หนูเอื้อยไปทานมื้อค่ำกับพวกเขาเถอะ รสาอยู่คนเดียวได้”
               “ได้ยังไงท่านหญิง เราไม่ปล่อยท่านหญิงอยู่ลำพังหรอก ไปไหนก็ต้องไปด้วยกันซีคะ ว่าแต่ เรามาวางแผนเที่ยวเมืองตอนค่ำกันเถอะ หาร้านอร่อยๆ ทานกันเองนะ”
       สามสาวยิ้มให้กัน แล้วกลับเข้าห้องไป โดยไม่รู้ว่าร่างของปวรรุจและ ปกรณ์ออกมาที่ระเบียง ห้องพักที่อยู่ถัดไปนั่นเอง
      
       ปกรณ์และปวรรุจถือถ้วยกาแฟออกมานอกระเบียง ปกรณ์มองไปที่ระเบียงห้องข้างๆ ไม่รู้ว่าเป็นห้องพักสามสาว เห็นประตูห้องเปิดอยู่
               “นายวรัทเพิ่งโทรบอกฉันว่ามีคนไทยมาเช่าห้องติดกับของเรา เดี๋ยวค่ำๆ ต้องไปดูแลเสียหน่อย เห็นว่าเป็นสาวสวยเสียด้วย” ปกรณ์ยิ้มเผล่
               “อย่าชีกอให้มากนัก”
               “อย่าว่ากันเลยว่ะ นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบแหม่ม ชอบแต่สาวไทยเท่านั้น แล้วที่นี่ นานน้านจะมีสาวไทยมาให้ชื่นชมเสียที”
               “เออ...เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงชอบหนูอ้ายนัก”
               “เฮ้อ คนมันเหงาน่ะ ว่าแต่นายเถอะ ทำไมไม่เอารูปคู่หมั้นมาให้ฉันดูสักที ชื่ออะไรนะ กระเทียม กระทง กระทะ”
               “หม่อมหลวงกระถิน”
               “แค่ชื่อก็หมดอาลัยแล้วว่ะ” ปกรณ์ว่า
               “ที่จริงฉันติดรูปมาด้วยนะ แต่ทำหายไปพร้อมสมุดบันทึกเล่มนั้นแล้ว”
               “นายจะยอมเหรอวะ เรื่องคลุมถุงชนจับแต่งนี่ มันน่าจะหมดยุคไปตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาแล้ว”
               “ฉันถึงได้รีบหนีมาไง”
               “เป็นฉันไม่มีวันยอม นี่มันยุคใหม่ สมัยใหม่แล้ว เห็นว่าไม่กี่ปีโครงการอวกาศทั้งอเมริกาทั้งรัสเซียจะส่งคนไปดวงจันทร์แล้วนะ แกยังจะยอมตามธรรมเนียมเก่าคร่ำครึอยู่ทำไม”
       ปวรรุจคิดตามแล้วได้แต่ถอนใจ
      
       เอื้อย และอ้าย กำลังแต่งตัวสะสวยอยู่หน้ากระจก รสาแอบหยิบสมุดบันทึกจากกระเป๋าเดินทางออกมา
       แล้วหยิบรูปกระถินออกมาดู แต่แสงในห้องค่อนข้างน้อย
               “หนูอ้าย หนูเอื้อย รสาไปรอข้างนอกนะ”
               “ค่ะ”
       วรรณรสาใส่รูปลงในกระเป๋าเสื้อตัวเอง
      
       ปวรรุจแต่งตัวหรูมีโคล้ทและผ้าพันคอ เดินออกมาจากห้อง แต่ต้องชะงักเพราะประตูห้องข้างๆ เปิดออก
       วรรณรสาไม่ทันมองปวรรุจ เดินออกมาจากห้อง แล้วเดินมาที่สว่าง ปวรรุจยิ่งงงว่าวรรณรสามาอยู่ข้างห้องตัวเองได้ยังไง จึงเดินตามไปเงียบๆ
      
       รสาเดินมาหยุดที่ไฟสว่างตรงล็อบบี้สวย แล้วหยิบรูปของกระถินออกมาดู เพ่งพินิจ
               “นี่น่ะเหรอ หวานใจของคุณชาย ทำไมยังเด็กจัง หน้าตายังไม่ประสีประสาเลย ฮึ...คงชอบสาวแบบนี้ละมั้ง อีตาคุณชายขี้เก๊ก”
       ปวรรุจเดินมาเบื้องหลัง ได้ยินช่วงท้ายที่ว่าขี้เก๊ก แต่ยังไม่เห็นรูปกระถิน
               “เธอว่าใคร “ขี้เก๊ก” ไม่ทราบ”
       วรรณรสาหันขวับมาร้อง “ว้าย” ลั่น พร้อมรูปในมือร่วงลงพื้น เดชะบุญที่รูปนั้นคว่ำหน้าลง วรรณรสาตัวเกร็ง ปวรรุจก้มลงหยิบรูปขึ้น แต่ไม่ได้หงายรูป ส่งคืนให้ วรรณรสามองอย่างใจระทึกก่อนจะรับรูปมาอย่างเร็ว แล้วเก็บใส่กระเป๋า
               ปวรรุจอมยิ้ม “เธอพูดถึงคุณชายไหนเหรอ ที่ว่าขี้เก๊ก”
               “ฉันพูดถึง หม่อมราชวงศ์คนนึงที่ฉันเคยรู้จักน่ะ นิสัยไม่ค่อยน่าคบสักเท่าไหร่ ตามประสาคุณชายที่ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจจนเคยตัว”
               “ค่อยสบายใจหน่อย เพราะคงไม่ใช่ฉันแน่ๆ เพราะฉันไม่เคยถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจเลยสักครั้ง”
               “คุณชายมาที่นี่ทำไม หรือว่าเป็นพวก Stalker แอบตามมาสอดแนมฉันถึงที่พัก”
               “ฉันไม่ใช่พวกโรคจิต ตกลง เธอพักที่นี่”
               “ใช่ค่ะ ฉันพักที่นี่”
               ปวรรุจถามห้องอีก “ห้องนี้ใช่ไหม”
               “เอ๊ะ ทำไมคุณชายรู้” วรรณรสาฉงน
       ปวรรุจเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว อ้ายและเอื้อยเข้ามาสมทบ
               “อุ๊ย คุณชาย คุณชายมาที่นี่ทำไมคะ” เอื้อยตื่นเต้น
               “ฉันพักที่นี่”
               สามสาวอุทานพร้อมกัน “พักที่นี่”
       ปกรณ์เดินเข้ามาสมทบอีกคน สีหน้าประหลาดใจเช่นกัน
               “หนูอ้าย หนูเอื้อย คุณรสา มาทำอะไรที่นี่ครับ
               “ฉันตอบแทนให้ ทั้งสามพักที่นี่ ในห้องเช่าของนาย”
       ปกรณ์กะสามสาวอุทานพร้อมกัน
      
       “ห้องพักฉัน” / “ห้องพักคุณปกรณ์”

       สามสาวและวรัทนั่งอยู่ในล็อบบี้ของอพาร์ทเมนท์ปกรณ์ และนั่งอยู่ต่อหน้าปวรรุจกับปกรณ์ ที่กำลังซักฟอกทั้งสี่คนอยู่
      
               “ตกลงวรัท นายไปช่วยคุณสามสาวนี่ได้ยังไง” ปกรณ์ซัก
               “คือว่าผมรู้จักกับคุณรสาน่ะครับ
               “รู้จักมาก่อน? ตอนไหน? เมื่อไหร่?” ปกรณ์คาดคั้น
               วรัทอึกอักไปไม่เป็น “ครับ คือ....เออ...” พลางมองมายังวรรณรสา ขอความช่วยเหลือ
       แฝดมองหน้ากันอย่างออกพิรุธเล็กน้อย วรรณรสาโพล่งขึ้น
               “วรัทรู้จักกับครอบครัวของฉันตั้งแต่อยู่ที่เมืองไทยค่ะ”
               “ใช่ครับ รู้จักสมัยอยู่เมืองไทยครับ” วรัทผสมโรง
               “แล้วบังเอิญเจอกันที่นี่งั้นเหรอ” ปวรรุจถาม
               “ค่ะ บังเอิญเจอกันที่นี่” วรรณรสาว่า
               วรัทรับลูกต่อ “ครับ...พอเจอกัน คุณรสาเลยให้ผมช่วยจัดหาที่พักให้น่ะครับ ไอ้ผมก็ไม่ทราบว่าคุณรสารู้จักกับคุณปกรณ์กับคุณชายมาก่อน”
       ปวรรุจและปกรณ์มองหน้ากัน ไม่อยากเชื่อนัก
               “เรื่องมันช่างบังเอิญเหลือเกินนะ”
               “แหม...เรื่องบังเอิญมันเกิดขึ้นในชีวิตจริงออกบ่อยไปนะคะ” อ้ายช่วย
               “มีอะไรจะซักถามฉันอีกไหมคะ”
       วรรณรสาถามขณะมองมายังปวรรุจที่นั่งหน้าเฉย
               “ไม่มี...แล้วนี่เธอจะไปไหนกันต่อ”
               “เราจะออกไปทานมื้อค่ำน่ะค่ะ แล้วก็เดินเที่ยวอีกสักหน่อย”
               “งั้นก็ทานด้วยกันเลยซี ไปที่ร้านของปกรณ์ เรามีดินเนอร์เหมือนกัน”
       วรรณรสาเฉยชา แต่แฝดยิ้มระรื่นยินดี
               “ขอเชิญทั้งสามท่านให้เกียรติร้านผมนะครับ”
               อ้ายระรื่น “ยินดีให้เกียรติเป็นอย่างยิ่งค่ะ”
       อ้ายส่งตาหวานให้ปกรณ์ วรรณรสายังนั่งหน้าเชิดปั้นปึ่งใส่ปวรรุจ
      
       วรัทเดินออกมาตรงทางเดินหน้าล้อบบี้พร้อมวรรณรสา
               “เกือบไปแล้วนะขอรับฝ่าบาท”
               “ยังดีที่พวกเขาเชื่อที่เราพูด”
               “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กระหม่อมขอตัวกลับก่อน”
               “ขอบใจมากวรัท”
       วรัททำความเคารพแล้วออกจากอาคารไป ปวรรุจมาเห็นเข้าพอดียิ่งสงสัย ตรงมาหาวรรณรสา
               “นายวรัททำอะไรน่ะ”
               วรรณรสาสะดุ้ง “อะไรเหรอคะ”
               “นายวรัททำท่าแปลกๆ กับเธอ เหมือนคำนับเธออย่างนั้น”
               “นี่คุณชายคะ ยังสงสัยฉันไม่เลิกเสียที เห็นฉันเป็นสายลับสองหน้าอย่างในหนังเจมส์บอนด์หรือไง”
               ปวรรุจขำ “ถ้าเป็นได้จริง เธอก็คงเป็นสายลับสาวที่ทรงเสน่ห์ที่สุด”
       วรรณรสาอมยิ้ม
               “เอาละ ฉันหายสงสัยในตัวเธอแล้ว ไปที่ร้านปกรณ์เถอะ ได้เวลาอาหารค่ำแล้ว”
       ปวรรุจเดินนำพาวรรณรสาออกไป
      
       สามสาวตามปวรรุจและปกรณ์มาที่โต๊ะดินเนอร์ใหญ่ที่จัดเตรียมไว้แล้ว สองหนุ่มเลื่อนเก้าอี้ให้สามสาวนั่ง
               “เอ...นั่งโต๊ะใหญ่ขนาดนี้เชียวเหรอคะ” เอื้อยแปลกใจ
               “ครับ เพราะอีกเดี๋ยว เราจะมีแขกมาสมทบด้วย ตามสบายนะครับ ผมขอดูอาหารในครัวหน่อย”
       “เราก็ขอเข้าเรสท์รูมหน่อยนะคะ”
       “ทางนี้เลยครับ”
       อ้ายกะเอื้อยลุกไปเข้าห้องน้ำตามปกรณ์ไป เหลือปวรรุจและวรรณรสา
               “แขกที่ว่าใครคะ”
               “เธอคงรู้จักดี เพราะมาจากสถานทูต”
       วรรณรสาฉงน
       ท่านทูตพลเทพและคุณหญิงอารีก็เข้ามาในร้านพอดี ปกรณ์รีบออกมาต้อนรับ
               “เชิญครับคุณลุง คุณป้า”
       “นั่นไง มาพอดี ท่านเอกอัครราชทูตกับคุณหญิง”
       รสานึกขึ้นได้ว่าท่านทูตเคยเห็นภาพของตนแล้ว ต้องจำตนได้แน่ ๆ ปกรณ์พาท่านทูตและคุณหญิงตรงมาหาปวรรุจ วรรณรสารีบฉากหลบแอบหลังปวรรุจ
               “ไหนคะ สามสาวที่ว่าจะมาร่วมอาหารค่ำกับเราด้วย”
       วรรณรสาเผ่นแนบออกไปทันที
               “นี่ครับคุณรสา”
       ปวรรุจหันมา วรรณรสาหายไปเสียแล้ว
               “อ้าว....หายไปข้างไหนแล้วล่ะ” พลเทพงง
       ปวรรุจยิ่งเป็นงง
      
       วรรณรสาหลบมาได้รีบพุ่งมาที่หน้าห้องน้ำ โดยถือเสื้อโคล้ทมาด้วย อ้ายและเอื้อยออกมาจากห้องน้ำพอดี วรรณรสาสีหน้าเลิกลัก
               “ท่านหญิง เป็นอะไรคะ” อ้ายแปลกใจระคนสงสัย
               “รู้ไหมหนูอ้าย หนูเอื้อย มีใครเป็นแขกมาร่วมดินเนอร์กับเราด้วย”
               “ยังไม่ทราบค่ะ” เอื้อยว่า
               “ท่านทูตพลเทพน่ะซี”
       สามสาวมองไปที่โต๊ะอาหาร เห็นปวรรุจและปกรณ์กำลังต้อนรับอยู่
               “ท่านหญิงเอาไงดีล่ะคะ” เอื้อยถาม
               “แสดงตัวเลยค่ะท่านหญิง ให้คุณชายรุจรู้ไปเลยว่าท่านหญิงคือใคร” อ้ายว่า
               “ต้องสนุกแน่เลยค่ะ” เอื้อยเชียร์
               “ไม่สนุกเลยสักนิด ถ้าท่านทูตรู้ว่าหญิงมาหาพี่ชายทัศน์ โดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน ท่านต้องรายงานเด็จพ่อทันที แล้วคราวนี้ละ หญิงเป็นโดนเฆี่ยนก้นลาย โทษฐานที่ทำตัวเป็นผู้หญิงก๋ากั่น”
       “ไม่ใช่แต่ท่านหญิงนะคะ หนูอ้าย หนูเอื้อยต้องโดนพ่อแม่เฆี่ยนก้นลายเหมือนกัน เพราะร่วมกันก๋ากั่น” อ้ายจ๋องไป
               “เอาไงดีคะ”
               “หนูอ้าย หนูเอื้อยรับหน้าไป รสาจะออกไปเดินเล่นข้างนอก”
               “ไม่ได้นะคะ ถ้าท่านหญิงไป เราไปด้วย” อ้ายไม่ยอม
               “อยู่ที่นี่แหละ ไม่ต้องห่วงหญิง แล้วเรากลับไปเจอกันที่ห้องพัก”
       วรรณรสาพูดจบ ก็รีบหลบออกทางหลังร้านทันที ปวรรุจเข้ามาพอดี แฝดตีหน้ามึนใส่
               “นั่นรสานี่ ออกไปไหนน่ะ”
               “เออ....คือ” อ้ายอีกอัก       
       “ออกไปเดินเที่ยวข้างนอกค่ะ” เอื้อยบอก
       ปวรรุจงวยงง “ทำไมล่ะ ท่านทูตมาพอดี เผื่อมีปัญหาอะไรพวกเธอจะได้แจ้งสถานทูตได้”
      
               “ไม่เป็นไรค่ะ เราสองคนเป็นตัวแทนรสาก็แล้วกันนะคะ”



       ปวรรุจมองแฝดอย่างสงสัยในท่าที ก่อนที่ปวรรุจจะผลุนผลันออกจากร้านไป
      
               “คุณชายคะ จะไปไหน” อ้ายตกใจ
       ปวรรุจไม่ตอบเดินออกไป แฝดทำท่าจะตามไป ปกรณ์เข้ามาพอดี
               “หนูอ้าย หนูเอื้อยครับ เชิญมารู้จักกับท่านทูตไทยประจำกรุงเบิร์นหน่อยครับ”
       แฝดชะงักไป
       วรรณรสาออกมาเดินที่ถนนสายหนึ่งบรรยากาศแสนสวย ไฟพร่างพราว ปวรรุจตามมา วรรณรสาหันมามองงงๆ
               “คุณชายตามฉันมาทำไม”
               “ฉันมาตามเธอให้กลับไปที่ร้าน ท่านทูตพลเทพมาร่วมมื้อค่ำด้วย เธอจะได้ขอท่าน เรื่องที่จะติดรถเดินทางไปโลซานน์ไง”
               “อ้าว ตกลงคุณชายเปลี่ยนใจไม่ห้ามฉันแล้วหรือคะ”
               “ดูจากสภาพเธอแล้ว ฉันคิดว่าเธอต้องการความช่วยเหลือ”
               วรรณรสาฉงน “สภาพฉัน? คุณชายหมายความว่ายังไง”
               “เลิกโกหกเสียที เธอไม่มีคนรู้จักที่นี่เลยใช่ไหม บอกความจริงมา อย่าพูดปด”
       วรรณรสายังหน้าเชิดไม่บอกความจริง ปวรรุจมองอย่างคาดคั้น ท่านหญิงรสาอึดอัดเลยโพล่งออกมา
               “ก็ใช่...ฉันมากับหนูอ้าย หนูเอื้อยแบบไม่ได้วางแผนอะไร เราก็ผจญภัยไปเรื่อยๆ คุณชายถามทำไม”
               “ฉันเป็นห่วงเธอ”
               “คะ”
               “ฉันเป็นห่วงเธอ” ปวรรุจย้ำคำ
               วรรณรสาเสียงอ่อนลงว่ากว่าเดิม “ห่วงฉัน เรื่องอะไร”
       “ไม่ใช่เรื่องสนุกนักหรอกนะที่ผู้หญิงจะเดินทางลำพัง โดยไม่มีญาติมิตรหรือคนรู้จักให้ที่พึ่งพิง”
       “สวิตเป็นประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลกไม่ใช่เหรอคะ”
       “ก็ใช่...แต่สวิตก็ไม่ใช่ประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นหลัก เมื่อสื่อสารไม่ได้ มันยิ่งยากไปกันใหญ่”
       วรรณรสามอง ปวรรุจด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง
       “แล้วฉันก็แน่ใจว่า เธอเองก็คงพูดเยอรมันสวิสไม่ได้เช่นกัน”
       วรรณรสากำลังรู้สึกดีๆ กลับหน้าเชิดขึ้นมาใหม่ พูดอย่างถือดี
               “ฉันเอาตัวรอดได้ค่ะ แล้วฉันก็จะเดินทางไปโลซานน์พรุ่งนี้อย่างสวัสดิภาพ”
               “ฉันไม่แน่ใจ แค่เดินหนีฉันกลางจัตุรัสเมื่อเย็น เธอยังหลงทิศ”
       วรรณรสาฉุนขึ้นมาที่ถูกดูแคลน “นี่คุณชาย หยุดยุ่งกับฉันเสียที แล้วก็เลิกตามฉันได้แล้วด้วย พรุ่งนี้ฉันจะไปโลซานน์ทางรถไฟ แล้วคุณชายก็ไม่ต้องห่วงฉันให้มากเรื่อง”
       ปวรรุจถอนใจในความรั้น “กลับร้านเถอะ อาหารใกล้เสิร์ฟแล้ว”
       ทว่าวรรณรสาเดินลิ่วไป ไม่ใช่ทางกลับร้าน
               “เธอจะไปไหน”
               “ฉันหมดความอยากรับประทานแล้วละค่ะ โดยเฉพาะร่วมโต๊ะกับคุณชาย”
       ปวรรุจส่ายหน้าระอาใจ แล้วกลับเข้าร้านไป
      
       อ้ายและเอื้อยร่วมโต๊ะกับพลเทพและคุณหญิงอารี คุณหญิงมองแฝดอย่างประเมินและอยากรู้อยากเห็น
       บริกรเสิร์ฟของว่าง เพราะอิ่มและอั๋นยังไม่มา พลเทพมีสีหน้าสงสัย
               “เอ...ชื่อรสาเหรอ ไม่คุ้น”
       ปกรณ์แปลกใจ “เอ...คุณรสาบอกกับนายรุจว่ารู้จักคนที่สถานทูตดีนะครับ”
               “ลุงไม่รู้จัก นามสกุลอะไรล่ะหนู” พลเทพมองหน้าแฝด
               “เออ...นามสกุลเป็น แซ่น่ะค่ะ แซ่ฮ้อ” อ้ายบอก
       พลเทพส่ายหน้ายิ่งไม่รู้จักใหญ่ อารีมองทั้งสองสาวอย่างไม่ศรัทธา
               “แล้วคุณพ่อคุณแม่เธอล่ะชื่ออะไร นามสกุลอะไร เผื่อฉันจะรู้จัก”
               “คุณหญิง ไม่เหมาะละมัง เรื่องส่วนตัวของเด็กๆ เขา” พลเทพปราม
       “ในฐานะที่เราต้องดูแลคนไทยทุกคนที่นี่ ต้องถามค่ะ”
               “ไม่เป็นไรค่ะ ของหนูก็แซ่เหมือนกัน “แซ่ฉั่ว” ค่ะ” เอื้อยว่า
       “อืมม์...ผู้หญิงสามคนมาเที่ยวกันลำพัง ไม่กลัวอันตรายเหรอ” อารีซักอีก
               “ไม่กลัวหรอกค่ะ เพราะเตี่ยสอนมวยจีนไท้เก็กให้เรา ไว้ต่อสู้เหล่าร้ายค่ะ”
       พลางอ้ายทำท่ารำมวยจีน ส่งเสียงเหมือนรำงิ้วประกอบ ปกรณ์แอบขำ อารีรีบโบกมือห้าม
               “พอ พอจ๊ะ...แสดงว่าทางบ้านอนุญาตให้มาแบบนี้”
               “ค่ะ ทางบ้านอนุญาต” อ้ายบอก
       อารีมองทั้งสองอย่างไม่ศรัทธาเอาเลย
               “แล้วคุณพ่อคุณแม่ทำมาหากินอะไร”
               “เตี่ยกับม่าค้าขาย เออ...ขาย...” เอื้อยดันนึกไม่ออก
               จู่ๆ อ้ายร้อง “โอ๊ย” แล้วกุมท้อง
               “หนูอ้าย เป็นอะไร” เอื้อยงง
               “ปวดท้องค่ะ ขอตัวสักครู่นะคะ”
               “ไป...เอื้อยพาไปห้องน้ำนะ”
       แฝดลุกเดินไป อารีมองอย่างเขม่น ปกรณ์ทึ่งในการเอาตัวรอดของอ้าย
               “แหม...เกิดปวดท้องกะทันหันขึ้นมาเชียว นี่คงไม่อยากตอบละซี” อารีอารมณ์เสีย
               “ก็บอกแล้วว่าอย่าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวเขา”
       “คุณปกรณ์ ตกลงแม่สาวพวกนี้มีหัวนอนปลายเท้าสักแค่ไหน” อารีหันมาไล่เบี้ยปกรณ์แทน
       “หัวนอนก็ไม่ทราบ ปลายเท้ายิ่งไม่รู้ใหญ่ โธ่...คุณหญิงป้าครับ ผมเพิ่งเจอพวกเขาวันนี้วันเดียวเอง”
       อารีฮึดฮัดไม่ชอบใจ
      
       แฝดบ่นกันขรมในห้องน้ำ
               “ตายแล้ว อึดอัดจังเลย คุณหญิงป้าเธอช่างอยากรู้เรื่องของเราไปหมด” อ้ายว่า
               “ใช่...ขืนหลุดปากไป ถ้าคุณหญิงรู้จักครอบครัวเรา ยิ่งแย่หนัก” เอื้อยบอก
               “ไม่สนุกแล้ว หาทางหลบดีกว่า ตามรสาไปหามื้อค่ำทานกัน” อ้ายออกไอเดีย
               เอื้อยยิ้ม “เข้าท่า”
       สองแฝดยิ้มระรื่นให้กัน



       อั๋นและอิ่มเข้ามาสมทบที่โต๊ะอาหารแล้ว อิ่มแต่งตัวเว่อร์เต็มที่แต่ไม่ถูกกาละเทศ สอดตามองหาปวรรุจ
      
               “อ้าว มากันแล้ว ทำไมสายนักล่ะ” พลเทพทัก
               “คุณอิ่มน่ะซีครับ แต่งตัวช้ามาก เปลี่ยนไม่รู้กี่ชุดกว่าจะออกมาได้” อั๋นบ่น
       “อิ่มต้องสวยเป็นพิเศษในคืนนี้ ชุดต้องสมเกียรติสมฐานะคุณชายปวรรุจ เอ๊ะ แล้วคุณชายอยู่ที่ไหนล่ะคะ”
               “ออกไปข้างนอกสักครู่น่ะครับ เดี๋ยวคงกลับมา”
       ปกรณ์ว่า พลางเลื่อนเก้าอี้ให้อิ่ม
               “คุณชายเป็นยังไงบ้างคะป้าหญิง”
               “หล่อ ภูมิฐาน น่ารักเชียวละ ตางี้คมกริบเชียว”
               อิ่มยิ้มย่อง “ฮิฮิ...แสดงว่ายังทรงพระหล่อเหมือนเดิม ไม่นึกเลยว่าจะได้ใกล้ชิดอีกครั้ง”
               ปกรณ์งง “หืมม์ คุณอิ่มเคยใกล้ชิดเจ้ารุจมาก่อนเหรอครับ”
               อิ่มบอกด้วยท่าทีเคลิ้มฝัน “ค่ะ ครั้งนึง ไม่นานมานี้ อิ่มเคยได้เข้าเฝ้าคุณชาย คุณชายทูลถามอิ่มเรื่องส่วนพระองค์ของอิ่มหลายเรื่องเลยค่ะ แสดงว่าคุณชายสนพระทัยอิ่มมาก”
       อิ่มยิ้มเคลิ้มฝัน ทุกคนมองหน้ากัน ปกรณ์กลั้นหัวเราะ
               “คุณอิ่ม บอกแล้วไงว่าอย่าใช้ราชาศัพท์ มั่วไปหมดแล้ว แล้วที่ไปเจอคุณชายน่ะ เป็นเรื่องบังเอิญเจอที่ดอนเมือง ไม่ได้พูดอะไรกันสักหน่อย” อั๋นชักฉุน
               “ยังไงก็ถือว่าเจอล่ะค่ะ”
       อิ่มค้อนอั๋น จังหวะนั้นปวรรุจกลับเข้าพอดี อารีเห็นเข้า
               “หนูอิ่ม นั่นคุณชายมาแล้ว”
       อิ่มรีบลุกพรวด ยืนต่อหน้าปวรรุจที่ยังงงๆ อิ่มถอนสายบัวด้วยท่าที่ฝึกมาแล้ว
               “คุณชายเพคะ อิ่มขอถวายบังคม”
       ปวรรุจมองอิ่มอย่างงุนงง
               “อย่าใช้ราชาศัพท์ผิดซีครับ หม่อมราชวงศ์ใช้คำแบบสามัญชน” ปวรรุจดุ
       อิ่มเอ๋อไป อั๋นลุกขึ้นอย่างให้เกียรติ
               พลเทพแนะนำ “คุณชาย นี่อิ่ม อั๋น หลานผม ทั้งคู่เพิ่งมาเรียนที่สวิตเมื่อเดือนก่อนนี่เอง”
               “สวัสดีครับ ผมหม่อมราชวงศ์ปวรรุจ จุฑาเทพ ยินดีที่ได้รู้จัก คุณทั้งสอง”
       อั๋นมองชายรุจอย่างชื่นชมในความสง่างาม อิ่มตาลอย
       ปกรณ์มองเลยไปที่ทางออกร้าน เห็นว่าสองแฝดกำลังชิ่งเตรียมหยิบโคล้ทมาใส่ จะออกจากร้าน
       “ขอตัวสักครู่ครับ”
               ปกรณ์รีบแยกตัวออกมาทันที
      
       ปกรณ์วิ่งมาหาแฝด
               “หนูอ้าย หนูเอื้อยจะไปไหนครับ”
               “เออ....เราเป็นห่วงรสาค่ะ อยากไปตามรสา” อ้ายว่า
               “ผมรู้นะ คุณไม่ได้ห่วงรสาหรอก แต่รำคาญคุณหญิงป้าใช่ไหมล่ะ”
       แฝดมองหน้ากัน แล้วยอมรับพยักหน้า
       “ตอนนี้ไม่ต้องห่วงว่าคุณป้าเธอจะถามซอกแซกแล้วละครับ เพราะแขกมาใหม่จะไม่จะทำให้คุณป้ามาสนใจพวกคุณอีกเลย”
       แฝดมองหน้ากันอย่างสนใจในแขกที่มาใหม่
      
       อิ่มกำลังคุยจ้อกับปวรรุจ โดยไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้พูด
               “คุณชายคงจำอิ่มได้นะคะ เราเจอกันแม้เพียงเวลาสั้นๆ แต่มันมีความหมายมาก”
               “ที่ไหนเหรอครับ”
               “แหม...ก็ที่ดอนเมืองไงคะ อิ่มและพี่อั๋นเข้าไปแนะนำตัวให้คุณชายและพี่น้องของคุณชายรู้จัก ทำไมลืมแล้วก็ไม่รู้”
               “อ้อ...พอจะจำได้แล้ว”
               “จำได้แล้วใช่ไหมคะ” อิ่มเนื้อเต้น
               “ครับ จำได้ว่าคุณอิ่มพูดกับพวกผมเหมือนเราเป็นหม่อมเจ้า หรือพระองค์เจ้า ทั้งๆ ที่เราเป็นแค่สามัญชน อย่าลืมซีครับ”
       อิ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก ปกรณ์พาสาวแฝดเข้ามาร่วมโต๊ะอีกครั้ง
               “ขอแนะนำครับหนูอ้าย หนูเอื้อย นี่หลานของท่านทูต คุณอั๋น และคุณอิ่มครับ”
       อั๋นมองอ้ายกับเอื้อยด้วยอาการตะลึงในความสวย อิ่มมองแฝดยิ้มแย้ม
       สาวแฝดยิ้มให้อั๋นและอิ่ม อ้ายยิ้มหวานรับอิ่ม แต่แล้วคลายยิ้ม อิ่มเองก็มองอ้ายอย่างพินิจแล้วคลายยิ้มเช่นกัน
               “เอ๊ะ...หล่อน...ยายกุ้งแห้งใช่ไหม”
               “ยายปักเป้า”
       ทั้งโต๊ะมองอ้ายและอิ่ม อย่างงุนงง
      
       ครู่ต่อมาอิ่มเอะอะเอาเรื่องกับปกรณ์อยู่มุมร้าน อั๋นยืนอยู่ด้วย
               “อิ่มไม่ขอร่วมโต๊ะกับยายผีญี่ปุ่นค่ะ ต้องไล่มันออกไป”
       “คงจะไล่ไม่ได้หรอกนะครับ เพราะเขาเป็นแขกของผม”
       “คุณปกรณ์” อิ่มฉุนขาด
       “เสียใจจริง ๆ ครับ ถ้าคุณอิ่มไม่ร่วมโต๊ะ ก็ต้องแยกไปนั่งโต๊ะอื่น ดีไหมครับ” ปกรณ์ว่า
       “ไม่ได้หรอกครับ จะแยกโต๊ะได้ยังไง คุณลุงกับคุณป้าก็อยู่ด้วย คุณอิ่ม อย่าให้เป็นเรื่องเลย เกรงใจคุณลุงคุณป้าบ้าง”
       อิ่มโกรธทำหน้าเป็นปลาปักเป้าที่อ้ายเคยล้ออีกครั้ง ปกรณ์กลั้นหัวเราะ จังหวะนั้นอ้ายและเอื้อยเดินผ่านมาพอดี
               “หนูอ้ายครับ เชิญทางนี้หน่อย”
       อ้ายและเอื้อยเข้ามาเผชิญหน้ากับอิ่ม อั๋นมองเอื้อยอย่างชื่นชม เริ่มเห็นความแตกต่างของแฝด อั๋นจ้องจนเอื้อยต้องหลบสายตา
               “ขอให้ยุติศึกชั่วคราวเถอะนะครับ เห็นแก่ผู้ใหญ่ แล้วเราก็ทานมื้อค่ำกันอย่างปรองดอง ดีไหมครับ”
               “อ้ายไม่มีปัญหาอยู่แล้วค่ะ”
       “แต่ฉันมี” อิ่มไม่ยอม
       “งั้นเคลียร์กันเอาเองนะคะ”
       อ้ายและเอื้อยจะแยกไป
               “เดี๋ยว ฉันจะขอร้องเธอ ให้เธอย้ายไปนั่งโต๊ะอื่น ได้ไหม” อิ่มบอก
       “เพื่ออะไรคะ” เอื้อยไม่พอใจ
       “คนในครอบครัวฉันจะทานอาหารกันลำพัง ไม่ควรมีคนนอกมายุ่ง อีกอย่างเราจัดดินเนอร์คืนนี้ เพื่อเลี้ยงเป็นเกียรติคุณชายปวรรุจ พวกสามัญชน ลูกพ่อค้าวาณิชใช้ “แซ่ฉั่ว” อย่างหล่อน ไม่สมควรมาร่วมโต๊ะ”
               อ้ายเถียง “เอ...งานนี้ใครเป็นเจ้าภาพกันแน่คะ คุณปกรณ์กับคุณชายไม่ใช่เหรอ ทั้งสองชวนฉันมาร่วมดินเนอร์ ส่วนเธอ...เป็นแค่แขกเหมือนฉัน อย่ามาตู่ว่าเป็นเจ้าภาพหน่อยเลย อีกอย่างเธอเป็นเจ้าเป็นนายเหมือนคุณชายเหรอคะ”
               “ฉันเป็นหลานสาวท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบิร์น คุณพ่อคุณแม่ฉันเป็น....”
       อ้ายสุดทน “หยุด ไม่ต้องจาระไน ไม่อยากฟัง ถ้าไม่ได้มียศจั่วหัวไว้ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ มันก็ไพร่สามัญชนด้วยกันทั้งนั้น”
               อิ่มเหวอ “หา...”
       “คุณปกรณ์คะ ฉันจะร่วมโต๊ะกับคุณชาย และจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จนกว่างานเลี้ยงจะเลิก” อ้ายบอกเสียงดังฟังชัด
       “รับทราบครับ”
      
       อ้ายและเอื้อยสะบัดพรืดไป



       ปกรณ์มองอ้ายอย่างทึ่งๆ หันมาเห็นอิ่มทำหน้าเป็นปลาปักเป้า หอบหายใจด้วยความโกรธ
      
               “คุณอิ่มถ้าไม่พอใจ กลับก่อนก็ได้นะครับ”
       ปกรณ์พูดจบก็แยกตัวไป
               “พี่อั๋น ไม่ช่วยอิ่มเลยนะคะ”
               “พี่ช่วยอิ่มไม่ได้หรอก กลับไปที่โต๊ะเถอะแล้วทำตัวให้เรียบร้อย”
       อั๋นแยกไปอีกคน คุณหญิงอารีเข้ามาพอดี
               “หนูอิ่ม ตกลงจะให้ยายสองสาวนั่นร่วมโต๊ะกับเราไหม”
               “มันยืนยันว่าจะร่วมโต๊ะค่ะ”
               “ท่าทางไร้สกุลรุนช่องเสียเหลือเกิน เมื่อกี้ทำท่าจะรำมวยจีนให้ป้าดูด้วย”
               “มันไพร่ค่ะ คุณหญิงป้า ไพร่จริงๆ แต่ก็ดีค่ะ”
               “ดียังไง” อารีฉงน
               “คุณชายจะได้เห็นไงคะ ว่าคนไหนหญิงไพร่ คนไหนหญิงสูงศักดิ์ เธอคงแยกแยะได้ไม่ยากใช่ไหมคะหญิงป้า”
               “ถูกต้องจ้ะ”
       ป้าหลานหัวเราะคิก อิ่มทำท่าสูงศักดิ์เต็มที่
      
       ขณะทานอาหาร อิ่มทานอย่างค่อนข้างมูมมาม
               “การประชุมครั้งนี้ใช้เวลาประมาณสองเดือนครับ” ปวรรุจเอ่ยขึ้น
               “สั้นจัง แล้วคุณชายไม่มีเวลาเที่ยวบ้างเหรอคะ” อิ่มบ่น
               “ก็คงมีช่วงสั้นๆ น่ะ ปกรณ์วางแผนให้ผมหมดแล้ว”
               “ไปเที่ยวเมื่อไหร่ อิ่มขอเสด็จตามไปเที่ยวส่วนพระองค์ด้วยนะคะ”
       พูดพลางอิ่มส่งสายตาเยิ้มให้ ปวรรุจอึดอัดกับราชาศัพท์ผิดๆ ของอิ่ม แต่คร้านจะเตือน อ้าย เอื้อย ปกรณ์แอบขำ อิ่มรวบช้อน
               “อ้าว อิ่มแล้วเหรอหนูอิ่ม” คุณหญิงถาม
               “อิ่มแล้วค่ะคุณป้า”
               “เดี๋ยวก็ซูบผอมไปเท่านั้น แม่เราจะมาค่อนป้าได้ว่าเอาลูกเขามาเลี้ยงอดๆ อยากๆ”
               “อุ๊ย...อิ่มซูบไปเหรอคะ คุณชาย อิ่มซูบเหรอเพคะ” อิ่มวิตกจริต
               ปกรณ์ชิงตอบ “ไม่ซูบเลยสักนิดครับ เมื่อเทียบกับ” มองไปทางอ้ายกับเอื้อย “สาวๆ จากพระนคร”
               “อุ๊ย...” อิ่มแดกดัน “สาวๆ พระนครเดี๋ยวนี้คิดยังไงกันก็ไม่รู้ ผอมแห้งราวกับไม้เสียบผี”
       อ้ายชักสีหน้าเตรียมเอาเรื่อง เอื้อยห้ามไว้
       อิ่มพ่นต่อ “เอะอะก็บอกว่าเป็นสมัยนิยม แต่อิ่มเห็นแล้วสังเวชค่ะ จะสวยสู้คนมีเนื้อมีหนังไม่ได้แน่ๆ ดูภาพวาดโมนาลิซ่าไงคะ อมตะมาหลายร้อยปี อวบอิ่มแค่ไหน”
               “แหม หนูอิ่มพูดมีหลักการ” อารีชม
       “หญิงเจ้าเนื้อดูมีอันจะกินค่ะ จัดอยู่ในกลุ่มสตรีผู้เลอโฉม” อิ่มปรายตาไปทางเอื้อย และอ้าย “แต่ถ้าผอมโกรก เหมือนซากคางคกถูกทับ ถือว่าเป็นชนชั้นล่าง”
       อารีชมอีก “จริง....แหม...นี่ต้องเรียนทั้งประวัติศาสตร์สังคม ทั้งประวัติศาสตร์ศิลป์เลยนะเนี่ย เก่งจัง”
       อิ่มยิ้มภูมิใจ ปวรรุจ ปกรณ์ และท่านทูตแทบจะอิ่มเดี๋ยวนั้น
       อ้ายทนไม่ไหว แทรกขึ้น “ค่ะ...สวยมีเนื้อมีหนังน่ะถือว่าสวยจริงๆ ค่ะ นางเอกอย่างวิไลวรรณ อมรา สวยอวบอิ่มทั้งนั้น แต่อวบเกินเข้าไปเกือบร้อยโล อ้ายว่ามันก็....เรียกว่า...” อ้ายเว้นวรรค
       อิ่มซักทันที “เรียกว่าอะไร”
               “สวยค่ะ”
               “ขอบใจที่ชม”
               อ้ายต่อให้ “สวยเสมอนางยักษ์แปลงน่ะค่ะ”
       อิ่มสำลักกาแฟ ถุยพรวดออกมากลางวง อารีหวีดร้อง เอื้อยร้องตาม ปกรณ์เอะอะ อั๋นสะดุ้ง
       เฮือกเช่นเดียวกับปวรรุจ ทั้งหมดเด้งลุกออกจากโต๊ะ
               “ทะ...โทษค่ะ คุณชายรุจ อิ่มไม่ได้ตั้งใจ ยายกุ้งแห้งคนนี้ ผีเจาะปากมันมาแน่ๆ เลยค่ะ มันว่าอิ่มเป็นนางยักษ์”
               ปกรณ์เคลียร์ “เออ....ผมว่าเราเคลียร์โต๊ะก่อนดีกว่านะครับ เชิญไปทำความสะอาดกันตามอัธยาศัย”
               “ตายละ ผ้าซาตินของฉัน” อารีโวย
               “ไปเข้าห้องน้ำก่อนครับคุณป้า คุณอิ่ม มานี่เลย”
       อั๋นพาอารีและอิ่มแยกไปทางห้องน้ำ
               “ขอโทษด้วยนะเด็กๆ”
               “ไม่เป็นไรค่ะท่าน” เอื้อยยิ้มเยื้อน
       พลเทพระอาใจ ตามไปอีกคน
      
       อ้าย และเอื้อยทำท่าจะกลับ ปกรณ์รีบตามมา ปวรรุจตามมมาอีกคน
               “จะกลับแล้วเหรอครับ”
               “อยู่ไป อาจจะต้องถึงขั้นสาดด้วยน้ำปลาพริก ฉันขอแยกตัวดีกว่า” อ้ายโมโหไม่หาย
               “อย่าเลยครับ ท่าทางทางนั้นคงจะกลับก่อนแล้วละครับ” ปกรณ์ว่า
               “เราไม่อยากอยู่ให้เสียบรรยากาศค่ะ” เอื้อยบอก
               “ไม่เสียเลยครับ ผมขอบคุณหนูอ้ายด้วยซ้ำ”
               อ้ายงง “ขอบคุณฉันเรื่องอะไรคะ”
               “ก็ที่ตอกกลับยายคุณอิ่มน่ะซีครับ ผมรำคาญจะแย่แล้ว เพิ่งมีคุณนี่แหละที่กล้ากับยายคุณอิ่ม”
               “แต่เราก็ไม่อยากอยู่อยู่ดี เราเป็นห่วงรสาด้วยน่ะค่ะ ป่านนี้หลงไปไหนๆ แล้วไม่รู้”
               “นั่นซี ยิ่งหลงทิศง่ายๆ อยู่ด้วย”
               ปวรรุจคิดตาม เพราะเพิ่งเห็นการหลงทิศของวรรณรสา
       “เอาอย่างนี้ เธอรอที่นี่ก่อน ฉันจะไปตามรสาให้”
       แฝดมองหน้ากัน ปกรณ์ยิ้มคะยั้นคะยอให้สองสาวอยู่ต่อ
      
       ปวรรุจตามหาวรรณรสา ในที่สุดก็เห็นเธอเดินอยู่หน้าร้านค้า ออกอาการหนาวสะท้านเมื่อลมมาปะทะใบหน้า ปวรรุจเดินเข้ามา วรรณรสาสะดุ้ง
               วรรณรสาเสียงสั่นเพราะอากาศหนาว “ตามมาอีกแล้ว”
               “เธอควรกลับที่พักได้แล้ว อากาศกำลังเย็นลงเรื่อยๆ เธอจะไม่สบาย”
               “หนูอ้ายให้มาตามฉันเหรอคะ”
       “ฉันมาตามเองต่างหาก” ปวรรุจมองมาอย่างเป็นห่วงจริงๆ เสียงอ่อนโยน “ทานอะไรรึยัง”
       วรรณรสารู้สึกถึงความอ่อนโยนนั้น หลบตาเข้มคมของปวรรุจ พลางส่ายหน้า
               “ยังค่ะ ฉันไม่อยากทานอะไรหนักๆ”
               “งั้น....ร้านกาแฟเล็ก ๆ นั่นน่าจะเหมาะ”
      
       รสามองตามปวรรุจไป เห็นร้านกาแฟขนมน่านั่ง วรรณรสายิ้มออกมาได้

      
       ครู่ต่อมาสองคนอยู่กลางบรรยากาศอบอุ่นอยู่ในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนั้น มีขนมเค็กและไอศกรีมวางเบื้องหน้า วรรณรสารู้สึกดีขึ้น
      
               “ค่อยยังชั่ว อุ่นขึ้นเยอะเลย”
       ปวรรุจจ้องวรรณรสานิ่ง
               “ยังมีอะไรที่เธอปิดบังอยู่อีกรึเปล่า”
               “ฉันปิดบังอะไรคุณชายไม่ทราบ”
               “ก็ที่จับได้ก็หลายเรื่องอยู่ ตอนที่เธอออกมาจากร้าน เธอหลบหน้าใครรึเปล่า”
               “ฉันไม่ได้หลบใคร ทำไมคุณชายคิดอย่างนั้น”
       “ท่าทางเธอลับๆ ล่อๆ ฉันกำลังสงสัยว่าเธอเดินทางมาครั้งนี้เพราะหนีออกมาจากบ้าน หรือทำอะไรผิดมารึเปล่า”
               “นี่....ฉันไม่ใช่ผู้ร้ายข้ามประเทศนะคะ บอกแล้วไงว่าฉันมาเที่ยวแบบผจญภัย ฉันอยากออกมาท่องโลก สนุกให้สุดเหวี่ยง ก่อนที่ฉันจะไม่มีโอกาสอีก เพราะ...”
               “อะไร”
               วรรณรสาคิดว่าจะบอกดีไหม แล้วที่สุดก็บอก “ก่อนที่ฉันจะแต่งงาน”
       ปวรรุจเลิกคิ้ว
               “เข้าใจละ”
               “บอกความจริงอีกเรื่องก็ได้ คู่หมั้นฉันอยู่ที่โลซานน์”
               “ขอบใจที่บอกความจริง ฉันก็เลยคิดว่าฉันจะช่วยเธอเรื่องการเดินทาง”       
       “ยังไงคะ”
               “ฉันจะพาเธอไปโลซานน์เอง”
       วรรณรสามองปวรรุจอย่างทึ่งๆ
      
       ขณะเดียวกันอิ่ม อารี พลเทพ นั่งอยู่ด้วยกันที่โต๊ะเดิม ที่เคลียร์อาหารออกหมดแล้ว อิ่มสะอื้นไห้ เห็นอ้ายนั่งอยู่กับปกรณ์อีกด้านหนึ่งของร้าน
               “อิ่มเสียใจค่ะ มันว่าอิ่มเป็นนางยักษ์นางมาร แล้วตอนนี้คุณชายก็เด็จไปไหนแล้วก็ไม่รู้”
               “เห็นว่าไปตามแม่เพื่อนของยายฝาแฝดนั่น” อารีบอก
               “ดูซีคะคุณป้า คุณชายไม่ใยดีอิ่มเลย”
               “ฉันว่าเรานั่นแหละที่ควรจะกลับได้แล้ว” พลเทพตัดบท
               “งั้นก็กลับเถอะ”
       อิ่มลุกขึ้น พอดีกับพนักงานกำลังเสิร์ฟของหวานเป็นพายแอปเปิ้ลพอดี เดินผ่านหน้าอิ่มไป
               “อุ๊ย....อย่าเพิ่งกลับเลยค่ะ ยังไม่ได้ทานของหวานเลย” อิ่มว่า
               “เอางั้นเหรอ” คุณหญิงงง
               “ค่ะ ขออิ่มได้ทานพายแอ๊ปเปิ้ลหน่อยนะคะ ไม่งั้นอิ่มนอนไม่หลับแน่ๆ เลย”
       พลเทพและอารีเลยต้องลงนั่งอย่างเบื่อ ๆ
      
       เอื้อยออกมาจากห้องน้ำ เจอเข้ากับอั๋นที่ออกมาจากห้องน้ำอีกด้านหนึ่ง เอื้อยยิ้มให้ อั๋นเขิน เอื้อยจะเลยไป
               “หนูเอื้อยครับ”
               “คะ”
               “ผมขอโทษแทนคุณอิ่มด้วย น้องผมพูดจาไม่น่าฟังแบบนี้ละครับ”
               “ไม่เป็นไรค่ะ หนูเอื้อยก็ขอโทษแทนหนูอ้ายเหมือนกัน หนูอ้ายก็พูดแรงเหลือเกิน”
               “หนูเอื้อยจะอยู่ที่เบิร์นแค่วันเดียวเหรอครับ”
               “ค่ะ พรุ่งนี้เราจะเดินทางไปโลซานน์”
               “เสียดายจัง น่าจะอยู่นานๆ”
               “ทำไมล่ะคะ”
               “ผมจะได้....” อั๋นนึก “พาเที่ยวไงครับ ถึงผมจะมาอยู่ได้แค่สองเดือน แต่ผมก็ชำนาญกรุงเบิร์นเป็นอย่างดี”
               “อยากเที่ยวต่อเหมือนกันค่ะ เป็นไปได้กลับจากโลซานน์แล้ว เราอาจจะแวะมาที่เบิร์นอีกก็ได้”
               “จริงนะครับ ผมจะรอนะ”
       อั๋นพูดแล้วยิ่งเขิน หน้าแดง หูแดง อั๋นเขินจนเผลอดึงหูตัวเองเล่น เอื้อยหัวเราะขำ อั๋นหัวเราะตาม เขินเต็มที และยิ่งดึงหูตัวเองใหญ่
      
       วรรณรสามีท่าทีอ่อนลงขณะเดินคู่กับปวรรุจ มาถึงหน้าที่พัก
               “แน่ใจนะว่าจะไม่แวะร้านปกรณ์”
               “ฉันอิ่มแล้วละค่ะ คุณชายจะไปส่งฉันที่โลซาน แล้วงานของคุณชายล่ะคะ”
       “ฉันมาถึงที่นี่ล่วงหน้าหนึ่งวัน เพราะฉะนั้นก็เลยยังพอมีเวลา ฉันขออนุญาตท่านทูตไว้แล้วด้วย อีกอย่างโลซานน์กับเจนีวาก็ไม่ไกลกันเท่าไหร่”
               “ขอบคุณค่ะ...ทำไม...ถึงไปส่งฉัน”
               “บอกแล้วไงว่าฉันเป็นห่วงเธอ” ปวรรุจพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยง อย่างห่วงใย
       วรรณรสามองหน้าปวรรุจด้วยอาการเป็นปลื้ม ปวรรุจหันกลับมา ท่านหญิงรีบหลบตา ทั้งสองเข้าตัวตึกไป
      
       ครู่หนึ่งนั้นปวรรุจมาส่งวรรณรสาที่หน้าห้อง
               “ตลกนะ”
               “ทำไมคะ”
               “วันนี้ทั้งวัน เราร่ำลากันสามครั้ง แล้วเราก็กลับมาเจอกันอีกจนได้ แถมตอนนี้เราก็จะลากันอีก โดยที่เราอยู่ห้องติดกันนิดเดียว”
       วรรณรสาหัวเราะ ปวรรุจหัวเราะตาม
               “มันคือโชคชะตามังคะ”
       ปวรรุจมองหน้าวรรรสาอย่างเห็นด้วย จนอีกฝ่ายต้องเก้อเขินอีกครั้ง       
       “ราตรีสวัสดิ์รสา”
       “ราตรีสวัสดิ์ค่ะคุณชาย”
       วรรณรสาเปิดประตูห้องจะเข้าไป ปวรรุจยังมองอยู่
               “รสา”
               “คะ”
               “ทำไม....ฉันรู้สึกว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนล่ะ”
       แวบนั้นวรรณรสายิ้มสว่างขึ้นทันที
               “เมื่อไหร่คะ” วรรณรสาหยั่งเชิง
               “จำไม่ได้ คงนานมาก แล้วเธอล่ะ เคยรู้จักฉันบ้างไหม”
               “มันคงนานมากแล้วละมังคะ”
               “ใช่นานมาก จนเธอเองก็จำไม่ได้ใช่ไหม”
       วรรณรสาไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ
               “แต่เธอ....ทำให้ฉันนึกถึงใครบางคน ตั้งแต่สมัยเด็ก”
               “ใครคะ”
               “ไม่มีอะไรหรอก ฝันดี”
      
       ปวรรุจแยกกลับไปที่ห้องตน วรรณรสายังมองตามด้วยสายตาปลื้มปิติ



       วรรณรสาเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงกับที่นอนนุ่ม
      
               “ในที่สุด พี่ชายรุจก็จำหญิงได้ ถึงแม้ว่าจะจำไม่ได้ทั้งหมดก็ตาม”
       ฟากคุณชายปวรรุจเข้ามาในห้อง ครุ่นคิด
               “รสา ชื่อละม้ายกับท่านหญิงเหลือเกิน”
       ปวรรุจลงนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง ยิ้มเมื่อนึกถึงวรรณรสา
       วรรณรสาอยู่บนเตียง ประหวัดถึงปวรรุจเช่นกัน
               “พี่ชายเปลี่ยนไปมาก ไม่ใช่เด็กที่ชอบแกล้งน้องหญิงคนนั้นอีกแล้ว”
       ทั้งสองคนต่างถอนใจพร้อมๆ กัน
      
       เวลาประมาณบ่ายสอง ในวันต่อมาเกษรากำลังดูแลกระถินให้ฝึกทำขนม ป้าแย้ม และแหววช่วยอยู่อีกมุม กระถินนั่งหน้าเศร้าเต็มที ปั้นแป้งไม่เป็นตัว เนื้อตัวเปื้อนแป้งไปหมด
               “เป็นอะไรกระถิน มาอยู่ที่นี่ตั้งหลายวันแล้ว ทำไมยังทำหน้าเศร้าอยู่อีก” เกษราถามอย่างเป็นห่วง
       “ฉันคิดถึงบ้านค่ะ คิดถึงแม่”
       “เรามาอยู่ที่นี่ เพื่อฝึกการเป็นแม่บ้านแม่เรือนนะกระถิน เราต้องอดทน” เกษราปลอบ
       “อยู่ที่บ้าน ไปเก็บมะพร้าว เล่นกับลูกนายเหมือง ไปตกปลา ไม่เห็นต้องมาทำการบ้านการเรือนเลย เบื่อ”
               “ก็เพราะเราจะเล่นไปวันๆ ทำตัวเป็นเด็กแบบนั้นไม่ได้แล้วน่ะซีคะ น้องกระถิน เราจะออกเรือนเป็นเจ้าสาวของคุณชายรุจแล้ว ต่อไปคุณชายรุจอาจได้เป็นถึงท่านทูต หรือเอกอัครราชทูตประจำเมืองฝรั่ง น้องกระถินก็จะได้เป็นถึงภริยาท่านทูต โก้เชียวนะ” เกษราร่ายยาว
               “หา....ต้องไปอยู่เมืองฝรั่งเหรอ ฉันไม่ไปนะ”
               “ทำไมละคะ ได้ไปอยู่เมืองนอก ใครๆ เขาก็อยากไป” แย้มว่า
       “ไม่....ฉันไม่อยากแต่งกับคุณชายรุจ ฉันไม่อยากเป็นเมียขี้ทูต ฉันอยากกลับบ้านไปหา ฮือๆ ไปหา...พี่คล้าว”
       กระถินสะอื้นอีกครั้ง สามนางหยุดกิจกรรมทันที มองหน้ากัน
               “พี่คล้าว ใครกัน”
               “พี่คล้าว พี่ชายฉัน” กระถินบอก
       เกษรางุนงง แย้มกะแหวว มองหน้ากัน งุนงงไม่แพ้กัน
      
       เวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า ซึ่งห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 11 ชั่วโมง ปกรณ์กำลังช่วยลำเลียงกระเป๋าเดินทางของสามสาวขึ้นท้ายรถ อ้ายและเอื้อย ช่วยอยู่ด้วย
               “ขอบคุณสักล้านครั้งนะคะคุณปกรณ์ ที่ช่วยขับรถพาเราไปโลซานน์ครั้งนี้”
               “จะให้เราตอบแทนยังไงก็บอกได้เลยนะคะ” เอื้อยเสริม
               “อยากให้ตอบแทนอยู่อย่างน่ะครับ” ปกรณ์ว่า
               อ้ายฉงน “อะไรคะ”
               “อยากให้หนูอ้าย หนูเอื้อยอยู่สวิตนานๆ น่ะครับ”
       สองสาวแฝดหัวเราะกิ๊ก
      
       ครู่ต่อมาวรรณรสาออกมาจากตึก แต่งตัวสวยงามเป็นพิเศษ สะพายกระเป๋าย่ามซึ่งในนั้นกระเป๋ามีตุ๊กตา ไบลด์ ลิลลี่ ท่านหญิงเดินมาที่ ปวรรุจที่กำลังคุยอยู่กับวรัท ทั้งสองยังไม่ทันรู้ว่าวรรณรสาเข้ามายืนฟัง
               “วันนี้ผมจะขับรถพาท่านทูตไปเจนีวาก่อน แล้วคุณชายค่อยตามไปนะครับ นี่ครับ...ที่พักของเรา”
               ปวรรุจรับนามบัตรมา “วรัท เมื่อวานนายพูดถึงท่านหญิงแต้วใช่ไหม”
       วรรณรสาสะดุ้งนิดๆ
               “ใช่ครับ มีอะไรหรือครับ”
               “เห็นว่าส่งนายจดหมายถึงท่านหญิงบ่อยๆ เคยเห็นรูปถ่ายท่านหญิงบ้างไหม”
               “ก็...เออ...เคยครับ”
               “พอจะมีรูปให้ฉันดูบ้างได้ไหม”
               “ตอนนี้คงไม่มีหรอกครับ คุณชายอยากดูไปทำไมล่ะครับ”
               “ฉันอยากเห็นท่านหญิงปัจจุบัน เคยจำได้แต่สมัยท่านหญิงทรงพระเยาว์”
               “คุณชายเคยรู้จักท่านหญิงสมัยเด็กๆ เหรอครับ”
               “ใช่.....ฉันเคยไปเล่นที่วังอรุณรัศมิ์ของท่านบ่อยๆ”
       วรรณรสายิ้มปลื้มที่ปวรรุจจำได้
               “อีกอย่างเมื่อคืนท่านทูตเล่าว่า ท่านหญิงทรงสิริโฉมงดงามมาก ฉันเลยอยากเห็น”
       วรรณรสาอมยิ้ม วรัทหันมาพอดี สะดุ้งเฮือกเผลอหลุดปาก
               “อุ๊ย...ท่านหญิง”
       ปวรรุจหันตามมา มองวรรณรสาอย่างตะลึง วันนี้ท่านหญิงสวยงดงามเป็นพิเศษ
               “เป็นอะไรเหรอวรัท ท่านหญิงอะไร”
       “ปละ เปล่า ครับ คุณชายถามถึงท่านหญิงพระองค์หนึ่ง ผมก็เลยอุทานออกมาตามประสาบ้าจี้น่ะครับ” วรัทว่า
               “ท่านหญิงไหนคะคุณชาย”
               “ท่านหญิงที่ผมเคยรู้จักสมัยเด็กน่ะครับ ชื่อว่าท่านหญิงแต้ว”
       ปวรรุจมองรสาแล้วมีอาการเหมือนรำลึกได้บางอย่าง เค้าหน้าของวรรณรสาละม้ายหญิงแต้ว แต่
       ปวรรุจก็สลัดความคิดนั้นออกไปทั้งหมด วรัทมองทั้งคู่ที่ประสานสายตากันอย่างงง ๆ แล้วแว้บไปหากลุ่มปกรณ์
               วรรณรสาเขินสะเทิ้นไปเล็ก ๆ “ทำไมจ้องฉันอย่างนั้นละคะคุณชาย”
               ปวรรุจยิ้มอย่างอบอุ่น “โทษ....คุณทำให้ผมคิดถึงใครบางคน”
               “ใครคะ ท่านหญิงพระองค์นั้นเหรอ”
               ปวรรุจยิ้ม “ท่านหญิงพระองค์นั้นผมจำท่านไม่ได้เสียแล้ว แต่วันนี้คุณรสาจะทำให้ผมจำคุณได้แม่นยำทีเดียว”
               วรรณรสาฉงน “ทำไมคะ”
               “คุณรสาสวยมากครับ”
               วรรณรสาหัวเราะ “ขอบคุณค่ะ”
               “คงเป็นอาณุภาพของความรัก”
               “คะ”
               “คุณจะได้พบคู่หมั้นของคุณในวันนี้ไงครับ”
               “อ้อ”
               ปกรณ์ตะโกนดังเข้ามา “อย่าช้าเลยครับ เราออกเดินทางกันเลยดีกว่า”
       ทั้งสองเดินไปที่รถ วรัทรีบเข้ามาหาวรรณรสา อ้าย เอื้อย กระซิบบอก
               “นี่โรงแรมที่ท่านชายทัศน์ประทับอยู่ฝ่าบาท”
               “ขอบใจมากวรัท”
               “สาวๆ ครับ ขึ้นรถเลยครับ” ปกรณ์บอก
      
       สามสาวขึ้นรถ ปวรรุจและปกรณ์นั่งตอนหน้าเช่นเคย รถแล่นออก วรัทโบกมือให้



       รถแล่นมาตามทาง สามสาวร้องเอะอะกับวิวทิวทัศน์อันน่าตื่นตาตื่นใจข้างทางตลอดเวลา ปวรรุจ และ ปกรณ์หัวเราะสนุก
      
       อ้ายถ่ายรูปทิวทัศน์ข้างทาง ถึงขั้นชะโงกมาถ่ายที่นั่งตอนหน้าอย่างก๋ากั่น
       อีกจังหวะอ้ายหยิบไอศกรีมมาป้อนปกรณ์ที่กำลังขับรถ ปกรณ์ทานคำใหญ่ อ้ายจะป้อนปวรรุจบ้าง ปวรรุจหัวเราะโบกมือไม่เอา อ้ายเลยป้อน ปกรณ์ต่อ แล้วพลาดไอศกรีมเลอะติดปาก ทั้งรถหัวเราะ อ้ายบรรจงเช็ดแก้มให้ปกรณ์ วรรณรสาและปวรรุจหัวเราะขำ
      
       รถแล่นมาตามถนนสวยในเมืองโลซานน์ และมาหยุดที่ทะเลสาเจนีวา สามสาววิ่งเริงร่าไปริมทะเลสาบ มองเห็นผืนน้ำสีฟ้าครามกับภูเขามหึมา สุดลูกหูลูกตา
               “สวย สวยอย่างกับอยู่บนสวรรค์ โอย...นี่ของจริงหรือภาพวาด”
               “ของจริงซีหนูเอื้อย...เรามาอยู่เมืองสวรรค์จริงๆ แล้ว”
       ปกรณ์และ ปวรรุจเข้ามาสมทบ
               “นี่ละครับ ทะเลสาบเจนีวา” ปกรณ์บอก
               “ถ้าอย่างนั้นเจนีวาก็อยู่ไม่ไกล” วรรณรสาว่า
               “ใช่ครับ เจนีวาไปสุดชายแดนด้านโน้น ถ้านั่งรถไฟก็แค่สี่สิบนาทีเท่านั้นเอง ทะเลสาบนี่กว้างใหญ่มาก แล้วเมืองสวย ๆ ริมทะเลสาบก็เรียงรายกันไปตั้งแต่มองเตรอซ์ เวเว่ย์ โลซานน์ และเจนีวาครับ”
               “อยากไปเที่ยวทุกเมืองเลยค่ะ เห็นว่าสวยแบบริเวียร่าเลย” อ้ายตื่นเต้น
               “ครับ เขาถึงเรียกว่า ไข่มุกริเวียร่าแห่งสวิต ไงครับ”
               “เฮ้อ...นึกว่าตัวเองสวยละม้ายเจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโค”
       อ้ายเพ้อทำท่ากระโปรงบานแบบเจ้าหญิง
       ปกรณ์กระแอมแล้วทำเสียงเข้มหล่อ “งั้นหลังจากส่งเจ้าคุณชายรุจนี่แล้ว กระหม่อมก็ไร้ภารกิจอันใด กระหม่อมผมขออาสาเป็นสารถีให้เจ้าหญิงอ้าย และหญิงเอื้อยขอรับกระหม่อม”
       ว่าพลางปกรณ์โค้งคำนับด้วย สองแฝดหัวเราะกิ๊ก วรรณรสา และปวรรุจหัวเราะด้วย
       “ว้าว....จริงนะนายสารถี งั้นหญิงอ้ายก็ไม่ปฏิเสธเป็นผู้โดยสารกิตติมศักดิ์ของนายสารถีค่ะ”
       อ้ายถอนสายบัวให้ปกรณ์ แล้วหัวเราะกันสนุก
               “หนูอ้ายไปกันใหญ่แล้ว เกรงใจคุณปกรณ์บ้าง เราไม่รบกวนหรอกค่ะเพราะเราต้องไปกับรสาอยู่แล้ว”
               “จริงซี คุณรสามาพบคู่หมั้นที่นี่” ปกรณ์นึกได้
       “ฮึ...รสาก็ต้องไปกับแฟนของเขา เราสองคนจะไปอยู่เป็นก้างขวางคอทำไม ไปเที่ยวกับคุณปกรณ์ดีกว่า”
       ปวรรุจมองมาที่วรรณรสา เห็นว่าอีกฝ่ายหน้าตึง
               “ยังไงหนูอ้าย หนูเอื้อยก็ต้องรอพบพี่ชายของรสาก่อนนะ”
               “จ๊ะ หนูอ้ายไม่ทิ้งรสาหรอกน่า”
               “ไม่เป็นไรครับ เพราะผมจะต้องไปส่งคุณชายรุจที่เจนีวาเย็นนี้ พรุ่งนี้ถึงจะกลับเบิร์น คุณรสา หนูอ้าย หนูเอื้อยมีโปรแกรมยังไงต่อก็โทร.ไปบอกคนที่ร้านผมได้เลย ผมจะโทร.ไปเช็ค” ปกรณ์บอก
       สามสาวยิ้มปลื้ม
               “ขอบคุณค่ะ”
       “แล้วเธอจะให้เราไปส่งที่ไหนล่ะ”
               “เออ...โรงแรมนี้ละค่ะ”
       วรรณรสาส่งนามบัตรโรงแรมให้ ปวรรุจขมวดคิ้วเพราะเป็นโรงแรมหรูระดับเศรษฐี
               “คู่หมั้นเธอพักที่นี่เหรอ”
               “ค่ะ”
               “โอ้โฮ...โรงแรมนี่เชียวเหรอครับ”
      
       ดูชื่อโรงแรมที่พักปวรรุจเข้าใจว่าคู่หมั้นของวรรณรสา จะต้องเป็นเศรษฐีใหญ่ของเมืองไทยแน่ๆ



       ขณะที่กระถินเดินออกมาจากห้องนอน มารตีและวิไลรัมภาออกมาจากห้อง ยืนขวางกระถินไว้
      
               “จะไปไหน” มารตีถาม
               “จะไปอาบน้ำ” กระถินบอก ทำท่าจะไป
               “ดี...งั้นฉันจะพาแกไปอาบเอง” วิไลรัมภาบอก
               “ไม่ต้อง...ฉันไปอาบเองได้” กระถินไม่ยอม
               “ไม่ได้ คุณพ่อสั่งให้ขัดสีฉวีวรรณแกทั้งตัว” มารตีว่า
               “ขูดขี้ไคล ลอกหนังกำพร้า ขูดหนังดำๆ ของแกออกให้หมด จะได้ขาวเหมือนคนกรุงเขา” วิไลรัมภาบอก
               “ไม่เอาหรอก ฉันไม่ได้อยากขาวเหมือนคนกรุง ไม่ได้อยากขาวเป็นอีวอกเหมือนแกสองคน ขี้เระ” กระถินด่าตอนท้าย
               “ต๊าย นังนี่ ปากสามหาว พูดจาไม่มีสมบัติผู้ดี” มารตีด่า
               “แล้วแกล่ะ มีเหรอ” กระถินย้อน
       มารตีเงื้อมือจะตบ “นัง…”
       วิไลรัมภารั้งมือพี่สาวไว้
               “พี่ค่ะ อย่าเพิ่งไปตบตีมันเลยค่ะ”
               “แกไม่มีสิทธิ์มาเรียกฉันกับน้องรัมภาว่า...แก” มารตีจ้องหน้า
               “แล้วทำไมแกเรียกฉันว่า “แก” ได้ล่ะ” กระถินย้อน
               มารตีโกรธจัด “ต๊าย มาตีฝีปาก เพราะฉันเป็นพี่แกไงล่ะ แกต้องเรียกฉันว่าคุณมารตี กับคุณวิไลรัมภา”
               วิไลรัมภาสั่ง “เรียกซี เรียกเดี๋ยวนี้”
               กระถิน นิ่งไป ครู่หนึ่ง “คุณกระตี๊ คุณลำพอง”
       วิไลรัมภาขยับเข้าหยิกกระถินทันที
               “โอ๊ย เจ็บนะโว้ย”
               “ยังจะมาหยาบคาย” วิไลรัมภาด่า
               “จับตัวไปล้างคราบโสโครกเลยดีกว่า มานี่เลย”
       สองสาวช่วยกันจับกระถินลากไป
               กระถินขัดขืนร้องลั่น “ปล่อยข้า....โอ๊ย.. เจ็บ”
      
       ไม่นานต่อมากระถินนั่งเปลือยอยู่ในอ่างอาบน้ำ ฟองขึ้นเต็มตัว สองสาวกำลังรุมขัดสีฉวีวรรณ มีทั้งแปรงขัดตัวและฟองน้ำ กระถินหัวเราะคิกคักเมื่อถูกขัดตามซอกหลืบร่างกาย
               “โอ๊ย...อย่าถูแรง มันจั๊กกะจี้”
       สองพี่น้องมองหน้ากัน วิไลรัมภาหยิบกาละมังใส่ดอกอัญชัญ ผสมแป้งเป็นสีม่วงจัดข้างตัวขึ้นมา
               “อยู่เฉยๆ ยายกระถิน ฉันจะหมักผมให้แก” มารตีบอก
               “หมัก หมักทำไม”
               “ผมแกจะได้ไม่มีเห็บเหาไง เหาจะตายหมดถ้าได้หมักผมด้วยน้ำยาพิเศษของฉันนี่แหละ” มารตีว่า
               “ฉันไม่ได้มีเหานะ แต่อาจจะมีเห็บหมาบ้าง เพราะฉันชอบเล่นกะหมา” กระถินบอก
       “ไม่ต้องพูดเลย อยู่เฉยๆ”
       สองสาวเทน้ำยาผสมแป้งและดอกอัญชัญโปะลงบนผมของกระถิน
               “อู๊ย...ทำไมมันเสียวๆ สยองแสยงยังไงพิกล”
       กระถินร้องฮือตลอดเวลาที่สองสาวขยำแป้งบนหัว สองสาวยิ้มให้กันอย่างสะใจ
      
       ส่วนที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปกรณ์ขับรถมาจอดหน้าโรงแรมหรู ปวรรุจและปกรณ์ช่วยกันขนกระเป๋าสัมภาระของสามสาวลงจากรถ
       “ผมแนะนำนะครับ ตรงข้ามถนนนั่นมีร้านกาแฟน่านั่งมาก เขารับฝากกระเป๋าด้วย พวกคุณไปแฮงเอาท์ตรงนั้นได้สบายเลย วิวก็สวยด้วย” ปกรณ์บอก
       “ขอบคุณค่ะที่แนะนำ” อ้ายยิ้มแย้ม
       ปวรรุธมองหน้าวรรณรสา ท่านหญิงมองตอบมา
               “รสา คงต้องลากันอีกครั้ง”
               “ค่ะ ขอบคุณคุณชายมากที่ให้ความช่วยเหลือ และยังจดจำฉันได้ไม่ลืม”
               ปวรรุจสงสัย “หืมม์ จดจำ? เธอหมายความว่าอะไร”
               “จดจำได้ว่า...ฉันเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ต้องการการดูแลในต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้น่ะซีคะ ฉันจะไม่ลืมความกรุณาของคุณชายเลย”
       “ฉันยินดีที่ได้ช่วยเหลือ อย่าถือว่าเป็นบุญคุณเลยนะ มันเป็นหน้าที่ของข้าราชการนักการทูตอย่างฉันอยู่แล้ว”
               “ค่ะ”
               “ยินดีที่ได้รู้จักเธอ และฝากความยินดีไปถึงคู่หมั้นของเธอด้วย”
               “ค่ะ”
       ปกรณ์กำลังลาอ้ายอย่างอาวรณ์ เอื้อยจึงออกมายืนอยู่ห่าง ๆ
               “แล้วหนูอ้ายจะโทร.ไปนะคะ”
               “จะรอด้วยความกระวนกระวายอย่างยิ่งเชียวครับ”
       อ้ายหัวเราะคิก สองหนุ่มขึ้นรถ สามสาวโบกมือให้ รถแล่นจากไป วรรณรสาถอนใจ
               “เอาละ ถึงเวลาเข้าเฝ้าท่านชายกันแล้วละ” เอื้อยว่า
       วรรณรสาพยักหน้า ทั้งสามมองไปยังโรงแรมหรูเบื้องหน้าซึ่งวรัทบอกว่าภาณุทัศนัยพักที่นี่ อ้ายและเอื้อยทำท่าจะข้ามถนนตรงไป ท่านหญิงเรียกไว้
               “เดี๋ยว”
               เอื้อยแปลกใจ “มีอะไรคะ ท่านหญิง”
               “ขอหญิงตั้งสติก่อนได้ไหม”
               “ทำไมล่ะคะ” เอื้อยงงใหญ่
               “ตื่นเต้นน่ะ จะขึ้นไปเซอร์ไพรส์พี่ชายทัศน์ทั้งที ขอวางแผนให้รอบคอบก่อน”
       อ้ายกะเอื้อยมองหน้ากัน
               “งั้นเราไปนั่งร้านที่คุณปกรณ์แนะนำดีกว่า”
       อ้ายออกไอเดียสองสาวยิ้ม เห็นงามตามกัน
      
       ด้านปกรณ์หันมาพูดกับปวรรุจ เรื่องวรรณรสา
               “เฮ้ย คู่หมั้นคุณรสาอยู่โรงแรมระดับนี้ ถ้าไม่ใช่ระดับมหาเศรษฐีเมืองไทยก็ต้องนักการเมืองระดับเจ้ากระทรวง”
               “หรืออาจจะไม่ใช่คนไทยก็ได้”
               “เป็นไปได้”
               “เราจะเดินทางไปเจนีวาเลยไหม”
               “เฮ้ย...นายยังมีเวลาเหลือเฟือ แวะเมืองเก่าของโลซานน์เดินเล่นก่อนดีกว่า”
               “เห็นด้วยอย่างยิ่ง”
      
               ปวรรุจยิ้มพอใจ
      
       ด้านปกรณ์หันมาพูดกับปวรรุจ เรื่องวรรณรสา
               “เฮ้ย คู่หมั้นคุณรสาอยู่โรงแรมระดับนี้ ถ้าไม่ใช่ระดับมหาเศรษฐีเมืองไทยก็ต้องนักการเมืองระดับเจ้ากระทรวง”
               “หรืออาจจะไม่ใช่คนไทยก็ได้”
               “เป็นไปได้”
               “เราจะเดินทางไปเจนีวาเลยไหม”
               “เฮ้ย...นายยังมีเวลาเหลือเฟือ แวะเมืองเก่าของโลซานน์เดินเล่นก่อนดีกว่า”
               “เห็นด้วยอย่างยิ่ง”
               ปวรรุจยิ้มเยื้อนพอใจ
      
       กลางคืนที่เมืองไทย กระถินนั่งหน้ามึนอยู่หน้ากระจกในห้องนอน ใส่กระโจมอก ผมโพกผ้ามัดไว้ มารตีและวิไลรัมภาหัวเราะคิกคัก นั่งรออยู่ที่เก้าอี้ข้าง ๆ
               “เมื่อไหร่จะแก้ผ้าล่ะ” กระถินถาม
               “แกพูดอะไรยายกระถิน” มารตีคิดไปอีกอย่าง
               “เมื่อไหร่แก...เอ๊ย...คุณจะแก้ผ้ามัดผมฉันออก เป็นชั่วโมงแล้วนะ”
               “ได้เวลาแล้วละ” วิไลรัมภาว่า
       สองสาวดูเวลาแล้วยิ้มให้กัน เดินมาหาแล้วเริ่มปลดผ้าโพกผม
               “คราวนี้ผมแกจะสะอาด ปลอดเห็บเหาแน่นอน” มารตียิ้มร้ายออกมา
      
       เวลาเดียวกันเกษราเข้าบ้านมาพร้อมแย้มและเด็กแหวว ทั้งสามหอบหิ้วตะกร้ามีของสดสำหรับทำขนมทั้งหลาย รวมทั้งของสดทำอาหารคาวจากตลาดเข้ามาในห้องโถงของวัง
       ทั้งสามกำลังจะเดินผ่านโถงไปยังครัว เสียงกรีดร้องโหยหวนของกระถินดังลั่นวัง
               แย้มตกใจ “คุณพระ”
               “ว้าย เสียงใคร” แหววก็ตกใจ
               “เสียงกระถินนี่”
      
       ทั้งสามวิ่งขึ้นชั้นบน
ตอนที่ 4
      
       ครั้นพอ มารตี แหวว และแย้ม วิ่งเข้ามาในห้องนอนกระถิน แล้วสามคนต่างอุทานออกมาพร้อมๆ กัน
      
       “ตายแล้ว” / “พระช่วย” / “นั่นผมคนเหรอคะ”
       ทุกคนเห็นผมกระถินชี้โด่เด่ และผมทั้งหัวกลายเป็นสีม่วงสด
       “พี่เกษ ช่วยกระถินด้วย ยายคุณกระตี๊กับคุณลำพองมันแกล้งกระถิน”
       กระถินถลาเข้าไปหาเกษราทันที มารตีและวิไลรัมภา ตามมาดูผลงานหัวเราะคิกคักกันเบา ๆ
       “นี่เธอสองคนทำอะไรกับผมกระถิน” เกษราไม่พอใจ
       “เราช่วยหมักผมมันให้เป็นสีม่วงไงคะคุณพี่” มารตีเหยียดยิ้ม
       “เธอแกล้งกระถินทำไม”
       “แหม...นึกภาพซีคะ เวลาคุณชายปวรรุจมาเยี่ยมกระถิน แล้วเห็นว่าที่เจ้าสาวหม่อมหลวงกระถิน ผมสีม่วง คงดูไม่จืดเลยนะคะ” วิไลรัมภาเยาะเย้ย
       สองสาวหัวเราะกันลั่น
       “ฉันจะฟ้องคุณพ่อ” เกษราสุดทน
       มารตีท้า “เชิญค่ะ ฟ้องเลย แต่ถ้าพี่เกษฟ้อง น้องจะรายงานเรื่องเงินเก็บของพี่ที่ซ่อนไว้ไม่ให้คุณพ่อทราบ เงินเก็บที่ว่าจะเอาไปขยายร้านใหม่ของคุณพี่ไงล่ะคะ”
       “ถ้าคุณพ่อทราบ คงขอคุณพี่จนหมดคลังแน่ๆ” วิไลรัมภาบอก
       เกษราฉุน “นี่เธอกำลังข่มขู่พี่นะ”
       “ก็ใช่น่ะซีคะ” มารตีบอกอย่างไม่กลัวเกรง
       “ป้าแย้ม แหวว พากระถินออกไปก่อน”
       “ค่ะ”
       แย้มกับแหววพากระถินออกไป
       “หัวม่วงเหมือนหัวปลีเลย ฮือๆ” กระถินเดินไปร้องไห้ไป
       พอสามคนลับตัวไป เกษราเผชิญหน้ากับน้องสาวทั้งสองอย่างเอาเรื่อง
       “เธอกำลังข่มขู่ฉันนะ”
       “ค่ะ” มารตียอมรับ
       “เธอต้องการอะไรพูดมาตรงๆ”
       “ได้ค่ะ น้องไม่ต้องการให้นังกระถินมาเป็นสะใภ้คุณชายรุจ”
       “ทำไม”
       “ไม่อยากนับญาติกับมัน เพราะถ้ามันได้ตบแต่งจริง น้องกับน้องรัมภา ต้องกราบไหว้นับถือมันในฐานะพี่สะใภ้ เสียมือค่ะ” มารตีบอก
       “เหตุผลแค่นี้เองเหรอ”
       “ไม่ใช่เท่านี้ ถ้ามันได้ดิบได้ดี เป็นภริยาทูตของคุณชาย อยู่เมืองนอกกลายเป็นแหม่มผู้ดี พวกเราไม่ยิ่งแย่เหรอคะพี่เกษ เราจะต่ำต้อยกว่ามันไม่ได้หรอกค่ะ” วิไลรัมภาบอกอย่างริษยา
       “เหตุผลก็คือเธออิจฉากระถินนั่นเอง และถ้าด้วยเหตุผลแค่นี้ พี่บอกได้คำเดียวว่าพวกเธอไม่มีสิทธิ์แกล้งญาติผู้น้องของเราแบบนี้ และถ้าเธอยังยืนยันที่จะกลั่นแกล้ง พี่นี่แหละที่จะลุกขึ้นมาปกป้องกระถินเอง”
       มารตีไม่แยแส “งั้นก็ช่วยไม่ได้ ที่น้องต้องรายงานเรื่องเงินสะสมของพี่ให้คุณพ่อทราบ”
       “รายงานไปเลย เพราะเงินก้อนนี้เป็นเงินที่คุณชินกรดูแลอยู่ คุณพ่ออยากได้ก็ต้องไปคุยกับคุณชินกรเอาเอง” เกษราบอก
       มารตีและวิไลรัมภามองหน้ากันอย่างคิดไม่ถึง เกษราจะออกจากห้อง แต่หยุดพูดทิ้งท้ายไว้เสียงกร้าว
       “อ้อ เมื่อเธอขู่พี่แบบนี้ พี่จะไม่แค่ปกป้องกระถิน แต่จะผลักดันทุกวิถีทางให้กระถินได้แต่งงานกับคุณชายรุจ”
       มารตีและวิไลรัมภา ตะลึงอึ้ง เกษราออกไปจากห้องทันที สองสาววิ่งตาม
      
       สองสาววิ่งตามออกมา แต่เกษราเดินตรงไปโดยไม่แยแส
       “ถ้าพี่ทำอย่างนี้ เท่ากับประกาศสงครามกับเราสองคน” มารตีบอกเสียงดัง
       เกษราหยุดเดินหันมาหา พูดแน่วนิ่ง “ใช่จ้ะ และสงครามครั้งแรก คือเงินค่าขนมที่เธอสองคนเคยได้จากพี่ทุกอาทิตย์ ต่อไปนี้จะไม่มีอีกแล้ว”
       สองสาวแทบร้องกรี๊ดออกมาพร้อมกัน เกษราแยกไปทันที
       วิไลรัมภาตีโพยตีพาย “พี่มารตี ไม่มีเงินค่าขนม รัมภาจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อเครื่องสำอางละคะ ข้าวของเครื่องใช้อีก”
       มารตีหน้าเชิด “ไม่ต้องคร่ำครวญน้องรัมภา ต่อไปนี้ภาวะคือสงคราม”
       วิไลรัมภามองพี่สาวอย่างงุนงง มารตียิ้มร้าย มีแผนในใจ
      
       กระถินนั่งสะอื้นอยู่ในอ่างน้ำอีกครั้ง แหววและแย้มกำลังล้างผมที่เป็นสีม่วงออก แต่ผมก็ยังเป็นสีม่วงอยู่ไม่หาย เกษราตามเข้ามาดู
       “เป็นอย่างไรบ้าง”
       “ไม่ออกเลยค่ะ คุณสองคนเธอคงเอาดอกอัญชันใส่ลงในสีใส่ขนมของเรา แล้วคงผสมน้ำยาทำผมเข้าไปอีก มันเลยติดสนิทแน่นไปเลย” แย้มบอก
       แหววสงสารกระถิน “ใจร้ายจังนะคะ”
       กระถินครวญคร่ำ “ฮือ...ผมเป็นหัวปลีอย่างนี้ ฉันไม่กล้าออกไปไหนให้ใครเห็นหรอก ฮือๆ อยากกลับบ้าน ถ้าอยู่ที่บ้าน ใครรังแกกระถิน พี่คล้าวจะมาช่วยทุกครั้ง คิดถึงพี่คล้าว ฮือๆๆ”
       เกษรามองกระถินทั้งสงสารและสังเวชใจ
      
       เวลาตอนเช้าที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สามสาวนั่งจิบกาแฟอยู่หน้าร้านที่ปกรณ์แนะนำ โดยฝากกระเป๋าไว้เรียบร้อยแล้ว วรรณรสามองตรงไปยังโรงแรมหรู ในโต๊ะที่ไม่ห่างกันนักเห็นสาวสวยฝรั่ง ผมบลอนด์นั่งจิบเครื่องดื่มอยู่ลำพัง เหมือนรอใครอยู่
       “วิวดีอย่างที่คุณ ปกรณ์แนะนำเลยนะ” เอื้อยว่า
       อ้ายยิ้มร่า “ใช่...โลซานน์สวยจริงๆ สถานที่ก็สวย ผู้คนก็น่ามอง ท่านหญิง หนูเอื้อย ลองดูแหม่มผมบลอนด์คนนี้ซี สวยจัง”
       วรรณรสามองตามเห็นด้วย “นั่นซี”
       “เป็นดารารึเปล่า อาจจะเป็นบริจิตต์ บาร์โดต์ก็ได้นะ”
       “ถ้าเป็นจริง แฟนคงรุมแห่มาขอลายเซ็นแล้วละ ไม่เหมือนสักหน่อยคงไม่ใช่ดาราด้วย” อ้ายว่า
       วรรณรสามองหญิงฝรั่งผมบลอนด์นิ่งๆ
       “แต่รสาว่าเธอหน้าคล้ายดาราคนนึงนะ”
       “ใครคะ ดาราคนไหน” เอื้อยตื่นเต้น
       “ไมใช่คน แต่เป็นดาราการ์ตูนน่ะ”
       “หา...การ์ตูน การ์ตูนอะไร” เอื้อยยิ่งตื่นเต้น
       “เหมือนหนูแต้วไง” ท่านหญิงว่า
       สองแฝดทำหน้างง วรรณรสาหยิบตุ๊กตา ลิลลี่ ไบลด์ ออกมาจากกระเป๋า อ้ายกะเอื้อยรับมาดู
       “ท่านหญิงหมายถึงการ์ตูน ไบลด์ ลิลลี่ ตัวนี้”
       “ช่าย ลองดูซี”
       สองแฝดแอบเทียบตุ๊กตา กับใบหน้าของแหม่มสาว แล้วหัวเราะกิ๊ก จนแหม่มหันมามองตาขวาง
       “อุ๊ย...ละม้ายกันจริงๆ ด้วย” อ้ายว่า
       “ท่านหญิงตาแหลมจัง ผมบลอนด์ ปากเจ่อๆ เป็นรูปกระจับเหมือนกันเลย” เอื้อยเสริมขำๆ
       “เธอคงพยายามแต่งหน้าให้เหมือน ไบลด์ ลิลลี่ นะ”
       สามสาวหัวเราะคิกคักจนแหม่มสาวเริ่มเขม่น สามนางจึงต้องรีบทำตัวเป็นปรกติ
       “เสียมารยาทจัง เธอหันมามองแล้ว” เอื้อยว่า
       “อย่าไปสนใจเลย ท่านหญิง...หนูอ้ายว่าเราน่าจะเข้าไปสร้างเซอร์ไพรส์ให้ท่านชายได้แล้วนะคะ”
       “จ้ะ...หญิงพร้อมแล้ว” วรรณรสายิ้มแย้ม
       สามสาวลุกขึ้น สายตาของเอื้อยมองตรงไป แล้วสะดุ้ง
       “ท่านหญิงเดี๋ยวค่ะ ดูนั่น” เอื้อยพยักเพยิด
       วรรณรสาและเอื้อยมองตามไป เห็นชายทัศน์เดินออกมาจากโรงแรม กำลังข้ามถนนตรงมา
       “ชายทัศน์ตรงมาแล้ว ท่านหญิงหลบก่อนค่ะ”
      
       อ้ายดึงวรรณรสาหลบเข้าในร้านทันที


  


       สามสาวเข้ามาหลบในร้าน แอบมองทางกระจก โดยที่ไม่มีใครคาดคิด ภาณุทัศนัยตรงมาที่แหม่มสาว แล้วทั้งสองสวมกอดกัน ท่านชายทัศน์ประทับจูบที่ข้างแก้มอย่างรักใคร่ วรรณรสาตะลึงงัน
      
       ภาณุทัศนัยทักทายเป็นภาษาอังกฤษ “ลิลลี่...รอนานไหม”
       “ไม่หรอกค่ะ แต่เมื่อกี้น่ารำคาญจัง” ลิลลี่หงุดหงิด
       “อะไรเหรอ”
       “มีผู้หญิงเอเชียนมารยาททรามสามคนนั่งหัวเราะเยาะฉัน”
       ชายทัศน์ฉงน “เขาหัวเราะเธอเรื่องอะไร”
       “ฉันก็ไม่รู้ หลบเข้าไปในร้านแน่ะ คุณอยากไปดูหน้าไหม”
       “อย่าไปสนใจเลย ว่าแต่เธอจะทานอะไรดี”
       “อะไรก็ได้ที่ไปให้พ้นจากร้านนี้ แล้วก็ยายผู้หญิงสามคนนั่น”
       ภาณุทัศนัยเอะใจเล็กๆ “ผู้หญิงสามคนที่ว่า หน้าตาเป็นยังไง”
       “ทำไมเหรอ”
       “สวยไหม แล้วคู่นึงหน้าตาเหมือนกันแบบคู่แฝดรึเปล่า”
       สามสาวที่อยู่ในร้าน ได้ยินทั้งหมด กลัวว่าท่านชายจะรู้ความจริง
       “ฉันไม่ได้สนใจจดจำหน้าของพวกหล่อนหรอกนะ” ลิลลี่ว่า
       “งั้นไปกันเถอะ วันนี้เราจะทานร้านไหนกันดี” ภาณุทัศนัยเลิกสนใจ
       “ให้ฉันเลือกละกัน”
       “ได้ซี ดาร์ลิ่ง”
       ภาณุทัศนัยยิ้มหวานซึ้งโอบร่างของลิลลี่ออกไปอย่างรักใคร่ สามสาวยังตะลึงโดยเฉพาะวรรณรสา ที่ยืนแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก
       “ท่านหญิง...อาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิดก็ได้” เอื้อยปลอบ
       วรรณรสาจะร้องไห้ “แล้วจะให้คิดว่ายังไงหนูเอื้อย”
       “เขาอาจจะเป็นแค่เพื่อนกัน” เอื้อยว่า
       “บ้าซี หนูเอื้อย เพื่อนไม่โอบกอดกันอย่างนี้ แล้วไม่ได้ยินเหรอ ท่านชายรับสั่งกับแม่นั่นว่า ดาร์ลิ่ง”
       เอื้อยหน้าเบะไปด้วย
       “โอ๊ย....ไม่อยากนึกเลย”
       วรรณรสาตัดสินใจวิ่งออกจากร้านไป
       “ท่านหญิง”
       สาวแฝดวิ่งตาม
      
       เอื้อยตามมาดึงแขนวรรณรสาไว้ได้ทัน ท่านหญิงน้ำตานองหน้า ภาณุทัศนัยและลิลลี่เดินเลี้ยวมุมถนนไปแล้ว
       “ท่านหญิงจะทำอะไร”
       “ตามพี่ชายทัศน์ไปน่ะซี จะไปถามให้รู้เรื่องว่ายายแหม่มนั่นเป็นใคร แล้วเป็นอะไรกับพี่ชายถึงได้โอบกอดกันแบบนั้น” วรรณรสาบอก
       “มันไม่มีประโยชน์หรอกค่ะท่านหญิง” เอื้อยว่า
       “ยังไงหญิงก็ต้องรู้ความจริง”
       วรรณรสาสะบัดจากอ้าย แล้ววิ่งไปทางเดียวกับชายทัศน์ เลี้ยวมุมถนน สองแฝดรีบตาม
      
       วรรณรสาวิ่งเลี้ยวมาอีกมุมถนน แล้วต้องชะงักกับภาพตรงหน้า อ้ายและเอื้อยตามมา ต่างตะลึงไปพร้อมๆ กัน
       สามสาวเห็นท่านชายทัศน์และลิลลี่ ทั้งสองกำลังจูบปากกันเบาๆ ลิลลี่ซบอิงกับไหล่กว้างของภาณุทัศนัย
       แสดงความรักอย่างไม่แคร์สายตาใคร ตามประสาฝรั่ง
       วรรณรสาเจ็บในใจที่ถูกหลอกลวง น้ำเสียงแหบแห้งเต็มที “พี่ชาย”
       ภาณุทัศนัยโอบลิลลี่ พาข้ามถนนไปอีกฟากหนึ่ง และยังคลอเคลียกันไม่เลิก
       “ทนไม่ไหวแล้วท่านหญิง ตามไปแสดงตัวกันเดี๋ยวนี้เลย” อ้ายโมโห
       “เพื่ออะไรล่ะหนูอ้าย” เอื้อยปราม
       อ้ายโกรธแทน “ก็จะได้รู้กันไปเลยไง...ว่าท่านชายทรงหลอกลวงพระคู่หมั้นอย่างไร้เกียรติที่สุด แอบมาควงหญิงฝรั่งต่างแดน คงคิดว่าพ้นหูพ้นตาท่านหญิง นี่ถ้าท่านหญิงไม่ตามมา ก็คงไม่มีวันรู้ความจริง ไปค่ะท่านหญิง ไปแสดงตัวเดี๋ยวนี้”
       อ้ายดึงวรรณรสาจะเข้าไป แต่แล้วท่านหญิงกลับโงนเงนเหมือนจะเป็นลม
       “ว้าย...ท่านหญิง”
       สองแฝดเข้าประคอง แล้วพาท่านหญิงไปนั่งพักที่เก้าอี้ริมถนน
      
       ตรงริมถนนสวย สองแฝดประคองวรรณรสาลงนั่ง ท่านหญิงหมดอาลัยตายอยาก ร้องไห้สะอึกสะอื้น สองแฝดร้องตามไปด้วย เอื้อยกอดท่านหญิงไว้ สามสาวร้องไห้ไปพร้อมกัน
       “หนูอ้าย หนูเอื้อย ทำไมท่านชายทรงทำแบบนี้กับหญิง ทั้งๆ ที่หญิงเป็นพระคู่หมั้นของท่าน แล้วหญิงจะทำยังไงดี” วรรณรสาครวญคร่ำ
       อ้ายเช็ดน้ำตาตัวเอง พลางปลอบโยน “เราต้องตั้งสติก่อนนะคะ ก่อนอื่น...เราจะต้องถามคนไทยที่นี่ว่าท่านชายคบกับยายแหม่มนั่นในฐานะอะไรกันแน่”
       “หญิงได้คำตอบหมดแล้ว ไม่ต้องถามใครอีกแล้ว ท่านชายคบหญิงอื่นอยู่ท่านทรงปดหญิง ปดท่านพ่อ ท่านไม่ได้รักหญิงเลยแม้แต่นิดเดียว ฮือๆ”
       “อย่าร้องค่ะท่านหญิง สงบพระทัยเถอะค่ะ” เอื้อยปลอบ
       “ไม่...ร้องไปเถอะท่านหญิง ร้องไปให้พอ เพื่อวันข้างหน้าท่านหญิงจะได้ไม่ต้องเสียน้ำตาให้กับความหลอกลวงนี้อีก”
       วรรณรสาพยักหน้า เชื่อตามอ้าย เริ่มสงบลงได้ เช็ดน้ำตาให้ตัวเอง
       “งั้นเรามาสวิตครั้งนี้ ก็เสียเที่ยวน่ะซี” เอื้อยหน้าม่อย
       อ้ายบอกด้วยสีหน้าเข้มแข็งขึ้น “ใครบอก ไม่มีอะไรเสียเที่ยวหรอกหนูเอื้อย ทุกอย่างคือกำไรต่างหาก ท่านหญิงได้รู้ความจริงตอนนี้ ดีกว่าจะไปรู้หลังเสกสมรส แล้วทุกอย่างก็สายเกินแก้”
       “ท่านหญิงจะทำยังไงต่อ” เอื้อยถาม
       “หญิงจะกราบทูลท่านพ่อ แล้วให้ระงับการหมั้นเสีย” วรรณรสาบอก
       เอื้อยตกใจ “หา...หมายความว่า ท่านหญิงจะเป็นม่ายขันหมากนะคะ”
       “ก็ดีกว่าเป็นหลวงที่ต้องกินน้ำใต้ศอกคนอื่นละหนูเอื้อย”
      
       อ้ายเห็นด้วย วรรณรสาเม้มปากแน่นด้วยความโกรธ และเจ็บปวดเป็นที่สุด


  


       ขณะเดียวกันปวรรุจและปกรณ์เดินเที่ยวไปในย่านเมืองเก่าของโลซานน์ ตรงร้านรวงละแวกจัตุรัส
      
       “เดี๋ยวจะพานายไปโบสถ์ โนเตรอะดาม” ปกรณ์ว่า
       “หืมม์ โนเตรอะดาม อยู่ที่ปารีสนี่นา” ปวรรุจท้วง
       ปกรณ์หัวเราะ “ที่นี่ก็มีโว้ย เขาเรียก โนเตรอะดาม แห่งโลซานน์...แล้วจากนี่จะพานายไปพระตำหนักวิลล่าวัฒนา ที่ประทับของสมเด็จย่า แล้วจะไปดู...”
       ปวรรุจเหมือนไม่ได้สนใจฟัง มองจ้องนิ่งไปเบื้องหน้า ปกรณ์เห็นมองปวรรุจอย่างสงสัยท่าที
       “ฟังฉันอยู่รึเปล่า ไอ้คุณชาย”
       “ดูนั่น” ปวรรุจบอก
       ปกรณ์มองตามไปแล้วเห็นท่านชายภาณุทัศนัยกำลังนั่งโอบกอดกับลิลลี่ ทานอาหารด้วยกันที่โต๊ะของร้านกลางจัตุรัส
       “อ้าว นั่นท่านชายภาณุทัศนัยนี่หว่า ไม่ยักรู้ว่ามาเที่ยวที่โลซานน์”
       “ท่านประทับอยู่กับใคร นายรู้จักรึเปล่า” ปวรรุจสะท้อนใจ นึกถึง ท่านหญิงแต้ว ขึ้นมา
       “ก็พอรู้ เพราะยายคนนี้เป็นสาวสังคมพอตัว ชื่อลิลลี่ ไปทานที่ร้านหลายครั้งแล้ว” ปกรณ์ว่า
       “เป็นอะไรกัน”
       “ก็แฟนน่ะซี ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดจนคนไทยที่นี่เขาลือกัน” ปกรณ์สงสัย “ทำไมวะ ทำไมต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้น”
       “นายไม่รู้ใช่ไหม ท่านชายมีพระคู่หมั้นอยู่แล้ว”
       “แล้วทำไมล่ะ”
       “มันเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่ไปคบหญิงอื่น ทั้งๆ ที่ทรงหมั้นหมาย กับ...ท่านหญิงพระองค์หนึ่งที่เมืองไทย”
       ปกรณ์งวยงง “แล้วทำไมต้องอารมณ์เสียขนาดนั้น ไม่ใช่เรื่องของนายเลยนี่หว่า”
       “ท่านหญิงพระองค์นั้นฉันเคยรู้จักสมัยเด็กๆ” ปวรรุจบอกเสียงเศร้า
       “นี่มันกี่ปีแล้วล่ะ นี่...จะบอกให้ ท่านชายพระองค์นี้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้ ยายแหม่มนั่นไม่ใช่คนเดียวหรอกนะที่ท่านควงด้วย ยังมีอีกหลายนาง ทั้งผมดำ ผมบลูเน็ตต์ แต่ละนางสวยระดับนางเอกทั้งนั้น”
       ปวรรุจยิ่งไม่พอใจ จะเดินตรงไปหา ปกรณ์รั้งไว้
       “เฮ้ย...จะไปไหน”
       “ไปทักทายท่านชายสักหน่อย”
       ปวรรุจเดินตรงเข้าไปหาทันที
      
       ปวรรุจตรงไปที่โต๊ะภาณุทัศนัย ปกรณ์ตามมา ชายทัศน์หันมาพอดี ตกใจเล็กน้อย ปวรรุจก้มคำนับ
       ปกรณ์เลยต้องทำตาม
       “อรุณสวัสดิ์ฝ่าบาท”
       “คุณชาย”
       ลิลลี่มองสองหนุ่มตาหวาน เหมือนหล่อนจะชอบหนุ่มเอเชี่ยนเป็นพิเศษ
       “มิสเตอร์ปกรณ์ สวัสดี” ลิลลี่ทักทาย
       ปกรณ์ยิ้มทักตอบ “สวัสดีลิลลี่”
       ภาณุทัศนัยมองปกรณ์และลิลลี่อย่างไม่พอใจ
       ปวรรุจเอ่ยขึ้น “กระหม่อมไม่ทราบเลยว่าท่านชายเสด็จมาที่โลซานน์”
       “ฉันก็แปลกใจไม่น้อยเหมือนกัน ที่เห็นคุณชายมาเดินเพ่นพ่านอยู่แถวนี้ ทั้งๆ ที่โดยหน้าที่ คุณชายต้องไปเตรียมงานอยู่ที่เจนีวาแล้วไม่ใช่เหรอ” ภาณุทัศนัยพูดเป็นเชิงตำหนิ
       “ฝ่าบาททรงลืมแล้วกระมังว่าวันพรุ่งนี้คือวันเริ่มทำงาน”
       ชายทัศน์ถูกย้อน พูดตอบเสียงเข้ม “ฉันไม่ลืม”
       “งั้นกระหม่อมก็มีสิทธิ์มาเดินเพ่นพ่านในโลซานได้ใช่ไหมกระหม่อม”
       “ไม่ต้องมาตีฝีปากกับฉัน คุณชาย”
       “เปล่าเลย กระหม่อมมิบังอาจ”
       “หยุดรบกวนเวลาส่วนตัวของฉันเสียที ไปไหนก็ไป”
       “กระหม่อมขออภัย อ้อ...เมื่อวานที่สถานทูต เห็นท่านทูตพลเทพพูดถึงพิธีเสกสมรสของฝ่าบาทกับท่านหญิงแต้ว เห็นว่าจะทำการ์ด Royal Wedding อย่างงดงามแจกในพิธีด้วย”
       ภาณุทัศนัยอึ้ง ลิลลี่หันขวับมามองท่านชาย ปกรณ์ตกใจกับความกล้าบ้าบิ่นของปวรรุจ
       “กระหม่อมยินดีกับฝ่าบาทอย่างยิ่ง”
       ภาณุทัศนัยโกรธจนตัวสั่น ปวรรุจยิ้มเยือกเย็น โค้งให้ลิลลี่ แล้วแยกไปพร้อมปกรณ์
       ลิลลี่คาดคั้นทันที “หมายความว่ายังไง Royal Wedding”
       “ไม่มีอะไรลิลลี่”
       “แต่ฉันว่าต้องมีอะไรแน่ๆ บอกความจริงมานะ เธอจะแต่งงานกับใคร”
       ท่านชายทัศน์อึกอักพูดไม่ออก
      
       ปวรรุจและปกรณ์เดินมาด้วยกันตรงมุมหนึ่ง ปวรรุจยิ้มอย่างสบายใจ
       “เฮ่ย ไอ้คุณชาย นายบ้าไปแล้วเหรอ ไปพูดอย่างนั้นกับท่านชายได้ไง ท่านเป็นหัวหน้านายนะ”
       “ฉันไม่ได้พูดอะไรผิดนี่”
       “เออ ไม่ผิด แต่ทำท่านชายหน้าถอดสีไปเลย”
       “ก็สมควรแล้ว”
       “มีปัญหาอะไรกับท่านเหรอวะ”
       “เดี๋ยวจะเล่าให้แกฟัง เอ้า ตอนนี้พาฉันไปเที่ยวตามโปรแกรมของแกได้แล้ว ฉันกำลังสบายใจมากๆ เลย
       ปวรรุจยิ้มร่าเดินนำไป ปกรณ์ส่ายหน้า
      
       ฟากวรรณรสา อ้าย และเอื้อย เดินมาริมสะพานสวย วรรณรสาหยิบตุ๊กตาไบลด์ลิลลี่ออกมา
       “ฮึ...ในที่สุดหญิงก็รู้ความจริง พี่ชายซื้อ ไบลด์ ลิลลี่ มาให้หญิง ก็เพราะไปติดใจยายแหม่มนั่นต่างหาก ดูซี หน้าตาถึงได้เหมือนกันขนาดนี้”
       เอื้อยสงสัย “แล้วท่านหญิงพา ลิลลี่ ไบลด์มาด้วยทำไมคะ”
       วรรณรสาจะร้องไห้อีก “หญิงจะให้พี่ชายทัศน์ทรงทราบไงว่า “หนูแต้ว” มาทั้งตัวจริง และตัวแทนของหญิงตัวนี้ เราจะมาเซอร์ไพรส์ท่านชายด้วยกัน”
       วรรณรสาปล่อยโฮ ร้องไห้ออกมา เอื้อยดึงร่างท่านหญิงมากอดปลอบ อ้ายหน้าเครียด
       “หญิงเข้าใจแล้ว ทำไมพี่ชายทัศน์ถึงไม่เด็จไปเยี่ยมเยียนหญิงที่ปีนังเลย แค่ปีละครั้งหรือสองปีครั้ง เพราะเขาไม่ได้รักหญิงนั่นเอง”
       “ตกลง ตุ๊กตาตัวนี้ไม่ใช่ “หนูแต้ว” หรอกค่ะท่านหญิง แต่มันคือยายแหม่มคนนั้นต่างหาก แถมยังชื่อ “ลิลลี่” เหมือนกันเสียอีก” อ้ายฉุน
       “ใช่...ท่านชายซื้อตุ๊กตาแหม่มมาหลอกหญิง” วรรณรสาครวญ
       “เป็นหนูอ้าย หนูอ้ายจะเอามาทำให้เสียโฉม แล้วเอากลับไปคืนท่านชาย คงสาแก่ใจพิลึก”
       “ไม่ดีนะหนูอ้าย อย่าคิดร้ายขนาดนั้นเลย”
       วรรณรสาเกิดความคิดบางอย่าง สายตาดูหม่นหมอง มองไปที่สะพานข้ามแม่น้ำ
       “หนูอ้าย หนูเอื้อย รสาขออยู่ลำพังสักครู่เถอะนะ”
       “ค่ะ” อ้ายรับคำ
      
       สองแฝดแยกไป วรรณรสาถือตุ๊กตาเดินตรงไปที่สะพาน


  


       ขณะที่ปวรรุจและ ปกรณ์เดินมาด้วยกัน ปกรณ์เห็นสองแฝดเดินหน้าซึมอยู่ไกลๆ
      
       “เฮ้ยนั่น เจอกันอีกแล้ว คุณหนูอ้าย หนูเอื้อย”
       “เอ...ทำไมมาเดินอยู่ ไม่ได้ไปพบคู่หมั้นของคุณรสาหรอกเหรอ” ปวรรุจแปลกใจ
       “แสดงว่าคุณรสาคงอยากอยู่กับแฟนสองต่อสองแล้วละ เยี่ยม งั้นก็เป็นโอกาสอันดีของฉันที่จะทำคะแนนกับหนูอ้ายละทีนี้”
       ปกรณ์จะเดินตรงไป ปวรรุจตามมา
       “เดี๋ยว คุณชายรุจขอรับ”
       “อะไรล่ะ”
       “เดินตามกระผมมาทำไมขอรับ”
       “อ้าว....ฉันก็จะไปคุยกับหนูอ้าย หนูเอื้อยน่ะซี”
       “กระผมขอเวลาส่วนตัวกับสาวๆ สักหน่อยนะขอรับ”
       “จะไล่ฉันใช่ไหม”
       “ทำนองนั้นขอรับ” ปกรณ์บอกขึงขัง
       “ได้ งั้นฉันเดินเล่นอยู่ด้านโน้น เสร็จเวลาส่วนตัวแล้วไปตามฉันได้”
       “เป็นพระคุณอย่างสูงขอรับ คุณชายรุจ”
       ปวรรุจส่ายหน้าแยกไปอีกทาง ปกรณ์ตรงรี่ไปหาสองสาว อ้ายและเอื้อยสะดุ้ง ตายังแดงช้ำอยู่
       “ฮั่นแน่.....มาเดินช็อปปิ้งกันจนได้นะครับ”
       สองสาวรีบปาดเช็ดน้ำตา
       “ผมพูดอะไรผิดไปรึเปล่า ผมว่าคุณสองคนกำลังร้องไห้นะ”
       เอื้อยสูดน้ำมูกรีบปรับสีหน้า “เปล่าค่ะ”
       “เราแค่ปลาบปลื้มที่...ที่...” อ้ายกลั้นก้อนสะอื้นสุดขีด “โลซานน์สวยเหมือนเมืองสวรรค์”
       “ใช่...แต่พอเรามาถึงกลับกลายเหมือนเราอยู่ในนรก ฮือ เสียดายความสวย”
       แต่แล้วอ้ายและเอื้อยกลับคุมอารมณ์ไม่อยู่ ร้องไห้โฮออกมาพร้อมๆ กัน ปกรณ์เป็นงง
      
       วรรณรสาเดินมาที่สะพาน มือยังถือตุ๊กตาไบล์ด นิ่ง แล้วปีนราวสะพานขึ้นไป จังหวะนั้นปวรรุจเดินตรงมาพอดี เห็นวรรณรสาทำท่าปีนสะพานเหมือนจะกระโดดลงน้ำ ชายรุจรีบวิ่งมาหา
       “รสา อย่า”
       ปวรรุจพุ่งมาดึงร่างวรรณรสาไว้ สองคนยื้อยุดฉุดรั้งกันไปมา
       “คุณชาย”
       “ลงมาเดี๋ยวนี้รสา”
       “ปล่อยฉันนะ”
       “ปล่อยไม่ได้ เธอกำลังคิดสั้นใช่ไหม”
       “อะไรนะ” วรรณรสาตกใจ
       “ลงมาเดี๋ยวนี้”
       ไม่พูดเปล่าปวรรุจดึงรั้งจนร่างบอบบางของวรรณรสาปลิวมาจากราวสะพาน ลงมาที่พื้นโดยสวัสดิภาพ ปวรรุจยังกอดวรรณรสาไว้แน่น มองดูใบหน้างามที่ยังมีคราบน้ำตาให้เห็น
       “เป็นอะไรของเธอ คิดจะกระโดดสะพานทำไม เธอจะฆ่าตัวตายเหรอ”
       “คุณชาย...ฉันไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตาย”
       ปวรรุจอึ้ง “อ้าว...แล้วปีนขึ้นไปบนสะพานทำไม”
       “ฉันแค่....จะโยนตุ๊กตาบ้านี่ลงแม่น้ำเท่านั้นเอง”
       ปวรรุจมองตุ๊กตาไบลด์อย่างไม่อยากเชื่อนัก
       “เธอแค่จะโยนตุ๊กตาทิ้งงั้นเหรอ”
       “ค่ะ แล้วตอนนี้คุณชายก็ปล่อยฉันได้แล้ว”
       ปวรรุจรู้สึกตัว รีบปล่อยร่างวรรณรสา มีอาการเก้อเขินไป
       “ขอโทษ”
       “ไม่ถือค่ะ”
       “งั้นบอกฉันหน่อยได้ไหม ทำไมต้องโยนตุ๊กตาตัวนี้ทิ้ง แล้วทำไมเธอถึงร้องไห้”
       วรรณรสาฉงน “รู้ได้ยังไงว่าฉันร้องไห้”
       “ที่แก้มเธอยังมีคราบน้ำตาอยู่เลย”
       วรรณรสาเอาหลังมือพยายามเช็ดออก ปวรรุจส่งผ้าเช็ดหน้าให้ ท่านหญิงรสาชะงัก ก่อนจะรับผ้ามา
       “ขอบคุณค่ะ”
       วรรณรสาเช็ดหน้า ปวรรุจมองท่านหญิงนิ่งๆ อีกฝ่ายหลบตา
       “ไปหาที่เงียบๆ คุยกันก่อนดีกว่า เรื่องของเธอน่าจะยาว เพราะมันคงเกี่ยวข้องกับคู่หมั้นของเธอแน่ๆ”
       วรรณรสามองปวรรุจอย่างหมั่นไส้นิดๆ ที่ช่างรู้ลึกรู้ดีนัก แต่ก็ยอมเดินไปกับคุณชาย
      
       ครู่ต่อมา สองคนนั่งด้วยกันในสวนสาธารณะ แลเห็นด้านหลังเป็นบ้านเมืองอันสวยงามของโลซานน์
       “เข้าใจละ เธอมาสวิตเพื่อจะมาเซอร์ไพรส์คู่หมั้นของเธอ”
       “ค่ะ ฉันถึงไม่ได้เตรียมการอะไรมาก่อนเลยอย่างที่คุณชายเห็น”
       “แล้วเธอก็พบคู่หมั้นของเธออยู่กับผู้หญิงอื่น”
       “ค่ะ...เมื่อกี้นี่เอง ไบลด์ ลิลลี่ คือตุ๊กตาที่เขาให้ฉันไว้ ฉันก็เลยจะเอาไปโยนทิ้งซะ”
       ปวรรุจยิ้มขำ “แล้วจากนี้เธอจะทำอะไรต่อ”
       “ไม่ทราบค่ะ ถ้าไม่กลับเมืองไทย ฉันก็คงอยู่เที่ยวสักพักไม่ให้ทางบ้านสงสัย คอยดูเถอะ ฉันกลับบ้านคราวนี้ ฉันจะไปถอนหมั้น ท่าน....เออ คุณพ่อบังคับยังไง ฉันก็ไม่ยอมเด็ดขาด ฉันเกลียดที่สุดในชีวิตคือการหลอกลวง”
       ปวรรุจดูอาการแค้นเคืองของวรรณรสาอย่างแปลกใจ โดยเฉพาะตอนท้ายที่เน้นคำเป็นพิเศษ
       “อย่าหาว่าฉันสอดรู้เรื่องของเธอเลยนะ เธอ....รักเขาแค่ไหน”
       วรรณรสามองหน้าปวรรุจอย่างแปลกใจระคนสงสัย
       “ทำไมคุณชายถามฉันอย่างนั้น”
       “อาการของเธอไม่ใช่อาการของคนอกหักสักนิด”
       “แล้วคนอกหักต้องมีอาการยังไง”
       “ไม่รู้ซี...” จู่ๆ ปวรรุจก็นึกถึงอาการของตัวเอง เลยเล่าเป็นฉากๆ “ต้องซึม...ต้องเหงาเปล่าเปลี่ยว ต้องหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เหมือนโลกทั้งโลกมันพังทะลายไปต่อหน้า แบบนี้ละมั้ง”
       “ตายจริง ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรอย่างนั้นเลย...มีอย่างเดียวคือความโกรธที่ถูกหลอกเท่านั้น” วรรณรสาบอกตามตรง
       ปวรรุจยิ้มนิดๆ “งั้นฉันก็ดีใจกับเธอด้วย”
       “ดีใจทำไมคะ” ท่านหญิงนิ่วหน้า
       “ก็แสดงว่า...เออ...คงไม่ว่ากันนะถ้าฉันจะพูด”
       “พูดมาเถอะค่ะ”
       “เธออาจจะรักเขาน้อยกว่าที่คิด หรืออาจจะไม่ได้รักเลยก็ได้”
       วรรณรสาคิดตาม เริ่มเห็นด้วย
       “เป็นไปได้ค่ะ เราถูกหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ตอนที่โตมา ฉันกับเขาก็แทบไม่ได้เจอกันเลย”
       “เพราะอะไร”
       “ฉันเรียนอยู่ที่ปีนัง ส่วนเขาก็ทำงานต่างประเทศตลอด ปีนึงอาจจะเจอกันสักครั้งสองครั้งเท่านั้น”
       วรรณรสารู้สึกดีขึ้น
       “เราคงไม่ได้รักกันเลยอย่างที่คุณชายบอกนั่นแหละ ขอบคุณนะคะคุณชาย...ที่ทำให้ฉันเข้าใจความรู้สึกของตัวเองดีขึ้น”
       “ยินดีที่ได้ช่วย แปลกนะ...เมื่อกี้ฉันก็เพิ่งพบคนที่แอบนอกใจแฟนตัวเองไปหยกๆ เหมือนกัน”
       วรรณรสาสะดุ้ง “ใครคะ”
       “เป็นท่านชายพระองค์นึงน่ะ ฉันมาเจอท่านโดยบังเอิญ”
       วรรณรสารีบหลบตากลัวปวรรุจจะจับได้
       “ไปกันเถอะ หนูอ้าย หนูเอื้อยคงรอเธอแล้วละ”
       ปวรรุจลุกขึ้น แล้วยื่นมือให้ท่านหญิงจับ วรรณรสามองหน้าคุณชายก่อนจะยื่นมือให้ ปวรรุจประคองวรรณรสาขึ้นมา ท่านหญิงรู้สึกถึงความอบอุ่นในไมตรีนั้นอย่างประหลาด
      
       ทั้งสองเดินเคียงคู่ไปด้วยกันท่ามกลางทิวทัศน์บ้านเรือนอันสวยงามของโลซานน์

       ปวรรุจและวรรณรสาเดินกลับมาที่ร้านอาหารเดิม ตรงหน้าโรงแรมที่ภาณุทัศนัยพัก ซึ่งสามสาวฝากกระเป๋าไว้ พบว่าปกรณ์ อ้าย และเอื้อย นั่งรออยู่แล้ว
      
       สองแฝดอาการดีขึ้น รีบวิ่งมาหาท่านหญิง วรรณรสาเก็บตุ๊กตาลงกระเป๋าแล้ว
       “รสา ตามหาเสียทั่ว ที่แท้ก็อยู่กับคุณชายนี่เอง”
       “รสาเป็นยังไงบ้าง”
       “ดีขึ้นแล้วละ”
       ทั้งสี่กลับมานั่งร่วมโต๊ะกับปกรณ์ วรรณรสาระแวดระวังกลัวว่าท่านชายทัศน์จะกลับมาเห็น
       “เออ..หนูอ้าย หนูเอื้อยเล่าให้ผมฟังหมดแล้วเรื่องคู่หมั้นของคุณรสา ผมเสียใจด้วยจริงๆ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ” วรรณรสายิ้มบางๆ
       “เออ...อย่าหาว่าผมละลาบละล้วงเลยนะครับ คู่หมั้นของคุณรสาชื่ออะไร เผื่อผมจะรู้จัก เพราะคนไทยที่สวิตคนดังๆ ผมรู้จักแทบทั้งหมด” ปกรณ์ถาม
       “เออ...ชื่อ...”
       อ้าย กะเอื้อยมองหน้าวรรณรสา ท่านหญิงมองมาอย่างขอความช่วยเหลือ
       “เฮียเพ้งค่ะ” อ้ายโพล่งขึ้น
       วรรณรสามองหน้าอ้ายงงๆ เอื้อยเองก็งง
       ปกรณ์ฉงน “เฮียเพ้ง”
       อ้ายพยักหน้า “ใช่ค่ะ รู้จักไหม”
       ปกรณ์ซักต่อ “ชื่อจริงละครับ”
       “เอ...อาเพ้งชื่อจริงชื่ออะไรนะรสา เราเรียกกันแต่อาเพ้ง อาเพ้ง” อ้ายไปไม่เป็น
       “ชื่อเพ้งนั่นแหละค่ะ ไม่มีชื่ออื่น” วรรณรสาว่า
       “อ้อ...อยู่โรงแรมหรูขนาดนี้ ทำธุรกิจอะไรเหรอครับ” ปกรณ์ยังไม่เลิกซัก
       “เออ...เป็นตัวแทนนำเข้านาฬิกาสวิสน่ะค่ะ” เอื้อยผสมโรง
       ปกรณ์งงหนัก “ครับ....แต่...ผมไม่คุ้นเลยแฮะ”
       “อย่าไปสนใจเลยค่ะ ฉันพยายามจะไม่นึกถึงเขาอยู่” วรรณรสาตัดบท
       ปกรณ์ยิ้มๆ “ดีครับ”
       ปวรรุจจับอาการสามสาวนิ่งๆ จึงเอ่ยขึ้น “แล้วจากนี้เธอจะทำอะไรต่อ จะพักที่ไหน อยู่กันยังไง”
       “ฉันอยากพักก่อนน่ะค่ะ อยู่นิ่งๆ สักพัก แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ฉันอยากไปจากโลซานน์ แล้วก็ไปจากร้านนี้ด้วย”
       “ทำไมครับ”
       “ฉันไม่อยากเห็นหน้าเฮียเพ้งมาเพ่นพ่านแถวนี้น่ะซีคะ เพราะร้านนี่มันหน้าโรงแรมที่เขาพัก”
       ปกรณ์เห็นด้วย “จริงด้วย ถ้างั้นจะไปไหน ไปพักโรงแรมอะไร ผมยินดีช่วยเต็มที่ครับ ก่อนที่ผมจะต้องไปส่งเจ้าคุณชายที่เจนีวาเย็นนี้”
       “เยี่ยมเลย เราอยากล่องเมืองเลียบทะเลสาบเจนีวา ตั้งแต่มองเตรอซ์เวเว่ย์...ไปจนถึง...”
       อ้ายพูดไม่ทันจบ เอื้อยมองเลยไป เห็นภาณุทัศนัยกับลิลลี่กำลังเดินมา ทั้งสองกำลังเถียงกันหน้าเครียด
       “เออ...รสา หนูอ้าย ตอนนี้อย่าเพิ่งวางแผนอะไรเลยนะ หนูเอื้อยว่าเราเข้าร้านไปเอากระเป๋าเดินทางกันเถอะ”
       “ทำไมต้องรีบด้วยล่ะ” อ้ายแปลกใจ
       “ต้องรีบ ไปเถอะน่า เร็ว”
       เอื้อยรีบดึงวรรณรสาและอ้ายลุกขึ้น แล้วรีบดึงเข้าในร้านทันที
       “สาวๆ เขาท่าทีแปลกๆ” ปกรณ์ชักงง
       “นั่นซี”
       ภาณุทัศนัยและลิลลี่เดินผ่านมา เห็นปวรรุจและปกรณ์ ยิ่งอารมณ์เสียกว่าเดิม
       “เฮ้ย ท่านชายของแกมาแล้วว่ะ” ปกรณ์พยักเพยิด
      
       ฝ่ายสามสาวเข้ามาในร้าน แล้วแอบมองออกไป
       “พี่ชายทัศน์”
       ด้านนอกร้าน ภาณุทัศนัยกำลังจะพาลิลลี่ข้ามถนนตรงไปยังโรงแรมที่พัก
       “เดี๋ยว”
       ลิลลี่ว่า พลางเดินกลับมาหา ปกรณ์และ ปวรรุจ ท่านชายทัศน์มองอย่างประหลาดใจ
       สามสาวที่อยู่ในร้านก็ตกใจเช่นกัน
       “อ้าว ยายลิลลี่เดินมาคุยกับคุณชายแล้ว” อ้ายบอก
       เอื้อยงง “รู้จักกันด้วยเหรอ”
       “คุณชายเพิ่งเจอพี่ชายทัศน์เมื่อกี้นี้เอง”
       สามสาวเห็นว่าลิลลี่คุยบางอย่างกับ ปกรณ์ มีปวรรุจฟังอยู่ด้วย ภาณุทัศนัยเดินตรงมาหา
       “เธอทำอะไรลิลลี่ กลับไปที่โรงแรมกับฉันเดี๋ยวนี้”
       “ยังไม่กลับจนกว่าฉันจะรู้ความจริง” ลิลลี่พูดกับ ปกรณ์ และ ปวรรุจท่าทีจริงจัง “เป็นเรื่องจริงใช่ไหมที่มิสเตอร์ภาณุ มีฟิอองเซ่อยู่ที่เมืองไทย และกำลังจะแต่งงานกัน”
       “อืมม์ ถ้าผมปฎิเสธมันก็เป็นเรื่องโกหก งั้นก็คงต้องพูดความจริง ครับ เป็นเรื่องจริงทั้งหมด”
       ภาณุทัศนัยมองปวรรุจอย่างเดือดดาล
       “แก”
       ลิลลี่โกรธจัด “You Liar คุณหลอกลวงฉัน ภาณุ”
       “อย่าไปฟัง ไอ้ Bastard สองคนนี่เลย”
       ปกรณ์อ้าปากหวอ ปวรรุจลุกขึ้น โกรธเพราะคำหยาบที่ชายทัศน์ใช้เรียก โดยไม่มีใครคาด ลิลลี่หยิบแก้วเครื่องดื่มสาดเข้าหน้าชายทัศน์เต็มหน้า เลอะเสื้อผ้าหน้าตาหัวหู
       ส่วนในร้าน สามสาวอุทานออกมาพร้อมกัน “อุ๊ย”
       ลิลลี่สะบัดตัวเดินหนีไป ภาณุทัศนัยหน้าแตกยับ ถูกสาวทิ้ง
       “ลิลลี่ ลิลลี่ กลับมานะ”
       ปกรณ์พูดเตือนโดยไม่ใช้ราชาศัพท์ “ท่านชายครับ อย่าตะโกนเลยนะครับ คนยิ่งมองกันใหญ่ ผมว่าเข้าร้านไปล้างตัวก่อนดีกว่า”
       “ไม่...” ภาณุทัศนัยชี้หน้าปวรรุจ “เพราะนายที่ทำให้ฉันต้องเป็นอย่างนี้”
       ปวรรุจคำนับ แต่หน้าแอบยิ้มสะใจ “กระหม่อมไม่ได้ตั้งใจ ฝ่าบาทโปรดประทานอภัย”
       “ไอ้เจ้ารุจ...นายนี่มันไม่ได้เรื่อง ทำให้ท่านชายเสียหน้าได้ยังไง ท่านอย่าถือสาเพื่อนผมเลยนะครับ ตอนนี้เข้าร้านก่อนดีกว่า เพราะคนมองกันใหญ่แล้ว”
       ท่านชายทัศน์ปัดมือปกรณ์ออก “ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ฉันจะกลับโรงแรม”
       “ระวังนะครับท่าน โรงแรมหรูขนาดนั้น เห็นท่านเลอะเทอะมอมแมมแบบนี้ อาจจะไม่ให้ท่านผ่านล็อบบี้เข้าไปถึงห้องพักก็ได้” ปกรณ์บอก
       ภาณุทัศนัยจนด้วยเหตุผล ปวรรุจมองนิ่ง นัยน์ตาคู่นั้นเห็นแววขบขันอย่างชัดเจน
       “เชิญในร้านก่อนดีกว่าครับ เพราะเจ้าของร้านรู้จักกับผมดี เดี๋ยวผมจะช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้” ปกรณ์ว่า
       “ก็ได้”
      
       ปกรณ์จะพาท่านชายทัศน์เข้าร้าน ภาณุทัศนัยยังมองปวรรุจตาขวาง


  


       สามสาวซึ่งมองดูอยู่สะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นปกรณ์กำลังพาท่านชายทัศน์เข้ามาในร้าน
      
       “อุ๊ย....ทำไงดี ท่านชายจะเข้ามาแล้ว” เอื้อยถาม
       “กระเป๋าอยู่หลังร้าน รีบหนีเร็ว”
       ทั้งสามรีบวิ่งไปทางหลังร้าน ในจังหวะที่ปกรณ์พาภาณุทัศนัยเปิดประตูเข้ามาพอดี ปกรณ์ปรนนิบัติดูแลท่านชายทัศน์ดีจนดูเวอร์ๆ แต่ก็แอบหันมายักคิ้วให้ปวรรุจที่ตามเข้ามา
       “น้อง ดูแลเสื้อผ้าให้ท่านชายหน่อย”
       ปกรณ์บอกอย่างคุ้นเคยกันดี พนักงานเข้ามาพาท่านชายเข้าห้องด้านใน ภาณุทัศนัยยังหัวเสียมองปวรรุจอย่างเคียดแค้น ปวรรุจมองไปรอบร้าน แปลกใจนิดๆ ที่ไม่เห็นกลุ่มสาวๆ
       “เอ...รสากับแฝดไปไหนแล้ว”
       “หลังร้านละมั้ง”
       ทั้งสองหนุ่มเดินไปดูหลังร้าน
      
       สามสาวกระเตงกระเป๋าเดินทางออกมาแล้ว
       “เอายังไงดีคะท่านหญิง หนูอ้าย”
       “ต้องหลบก่อน พี่ชายทัศน์มาเห็นหญิงตอนนี้ ความแตกต่อหน้าคุณชายแน่ๆ” วรรณรสาบอก
       “ก็ให้ความแตกไปเลยซีคะ ไม่เห็นต้องแคร์” อ้ายฉุนอยู่
       “ได้ยังไงล่ะหนูอ้าย หญิงโกหกคุณชายไปตั้งเท่าไหร่แล้ว เรารีบหนีก่อนดีกว่าที่พวกเขาจะตามมาเจอเถอะ”
       “โธ่...เลยอดให้คุณปกรณ์พาเที่ยวเลย” อ้ายครวญ
       “แล้วเราจะไปไหน อย่างไรคะ” เอื้อยถาม
       “ไม่รู้ แต่ยังไงก็ต้องไปแล้วละ”
       “ไม่ต้องห่วง เมื่อกี้หนูอ้ายเห็นสถานีรถไฟแล้ว คุณปกรณ์แนะนำว่าเรานั่งรถไฟไปมองเตรอซ์ได้สบาย ๆ เลย ไม่ไกลด้วย ตกลงคืนนี้เราจะไปพักที่มองเตรอซ์กัน”
       “หนูอ้าย หนูเอื้อย แต่หญิงไม่อยากเที่ยวแล้ว หญิงอยากกลับบ้าน”
       “ยังกลับไม่ได้ค่ะ ขืนกลับตอนนี้เด็จพ่อต้องทรงสงสัยท่านหญิงแน่ๆ” อ้ายบอก
       “จริงด้วย” วรรณรสานึกได้
       “เดินทางต่อดีกว่าค่ะ เดี๋ยวท่านหญิงก็จะลืมเรื่องท่านชายทัศน์ไปเอง”
       วรรณรสาพยักหน้า ทั้งที่ความหดหู่ยังท่วมท้นล้นใจ ทั้งสามลากกระเป๋าเดินไปด้วยกัน ปกรณ์ และ ปวรรุจออกมาที่ตรอกหลังร้าน ไม่เห็นใครแล้ว
       “หายไปไหนแล้ว สาวๆ ของผม”
       “หรือว่าหนีเราไปแล้ว”
       “แล้วจะหนีเราไปทำไมละวะ เราไม่ได้แกล้งหลอกอะไรพวกเธอสักหน่อย”
       “ใช่…เราไม่ได้หลอกพวกเธอ แต่พวกเธอนั่นแหละที่หลอกเราบางเรื่อง” ปวรรุจมั่นใจ
       “หลอกอะไรเราวะ”
       “ไม่รู้ ช่างเถอะ ยังไงพวกเธอก็จากเราไปแล้ว”
       “เสียดายว่ะ...หนูอ้ายกับฉันทำท่าจะไปกันได้ดีเสียด้วย”
       ปกรณ์บ่นพงึมงำ
       “ไม่แน่....เราอาจจะได้เจอพวกเธออีกก็ได้นะ ฉันสังหรณ์อย่างนั้น”
      
       วันต่อมา ตอนกลางวันที่เมืองไทยมารตี วิไลรัมภานั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องนั่งเล่น วิไลรัมภามองออกไปที่นอกตึก เห็นกระถินกำลังซุ่ม ท่าทีลับๆ ล่อๆ ทำอะไรบางอย่างอยู่ในพุ่มไม้ ริมสระบัวที่สวนหลังวัง เห็นผมของกระถินรวบไว้เป็นมวย สีม่วงชัดกว่าเมื่อคืน
       “พี่มารตี ดูซีคะ ผมนังกระถินม่วงจนเกือบแดงเชียวค่ะ ขำจังแสดงว่าสูตรยาย้อมผมของเราได้ผล”
       มารตีสงสัย “เอ...แล้วมันกำลังทำอะไรอยู่น่ะ”
       สองสาวมองไปอย่างสนใจใคร่รู้
      
       ไม่นานนักมารตีและวิไลรัมภาเดินมาดูที่ริมสระบัว เห็นกระถินใส่ผ้าถุง สวมเสื้อคอกระเช้า กำลังก้มๆ เงยๆ ทำอะไรบางอย่าง โดยมีถังดินอยู่ข้างตัว สองสาวเดินตรงไปหาทันที
       “นังกระถิน แกทำอะไร”
       กระถินสะดุ้ง แล้วซ่อนมือไว้ข้างหลัง
       “ซ่อนอะไรไว้ เอาออกมาให้ดูเดี๋ยวนี้” วิไลรัมภาคาดคั้น
       “อย่ามายุ่งกับฉันนะ คุณกระตี๊ คุณลำพอง”
       วิไลรัมภาปรี๊ด “แหม....น่าตบปากนัก มาเรียกฉันแบบนี้”
       “ในมือซ่อนอะไรไว้ เอาออกมาให้ดูเดี๋ยวนี้นะ” มารตีถามอีก
       “ขโมยขนมที่ร้านมาแอบกินแน่ๆ เลยค่ะ วางมาบนมือฉันเดี๋ยวนี้ขนมอะไร” วิไลรัมภามั่นใจ
       กระถินบอก “ไม่มี”
       “วางมา” วิไลรัมภาขึ้นเสียง
       กระถินถอนใจ วางของในมือที่เปื้อนดินลงบนฝ่ามือของสองสาว วิไลรัมภาเบิกตาโพลง เพราะในมือที่เปื้อนดินของตัวเองนั้น คือไส้เดือนสองสามตัว กำลังดิ้นไปมาอยู่บนฝ่ามือ
       “อ๊าย” สองสาวร้องกรี๊ดพร้อมๆ กัน
       วิไลรัมภาสะบัดมืออย่างแรง แล้วเสียหลัก เซตกลงไปในสระบัว
       มารตีโกรธจัดเต้นเร่าๆ “ว้าย...แก นังกระถิน แกแกล้งฉัน”
       มารตีบันดาลโทสะตบหน้ากระถินฉาดใหญ่ กระถินเซไป เหลียวขวับมามองมารตีอย่างแค้นจัด
       “น้องรัมภา ขึ้นมาค่ะ”
       “พี่มารตี ช่วยน้องด้วย”
       “ยื่นมือมาค่ะ”
       มารตียื่นมือให้วิไลรัมภาจับ
      
       และแล้วโดยที่ไม่มีใครคาดคิด กระถินเดินมาข้างหลังมารตี แล้วถลกผ้าถุงรวบขึ้น ยกเท้าถีบมารตีที่ก้นเต็มแรง มารตีตกน้ำโครมใหญ่ สองสาวกรี๊ดลั่นบ้าน


  


       ขณะที่เกษรา แย้ม และแหวว กำลังทำขนมกันอยู่หลังร้าน สามคนต้องสะดุ้งกับเสียงกรีดร้องโหยหวนดังเข้ามา
      
       “ว้าย เสียงเปรตที่ไหนร้องคะ” แหววว่า
       ทั้งสามวางงานในมือวิ่งออกจากร้านทันที
      
       สามคนวิ่งมาถึงสระแล้วร้องตกใจเพราะมารตีและวิไลรัมภาลงไปอยู่ในสระ เต้นเร่าๆ ร้องกรี๊ดๆ กันไม่หยุด โดยมีกระถินหัวเราะร่าอยู่ข้างสระ
       “นี่มันอะไรกัน กระถิน แหววช่วยดึงขึ้นมาหน่อย”
       แหววช่วยดึงมารตีและวิไลรัมภาขึ้นมาจากสระ มารตีฟ้องฉอดๆ
       “นังเลว แกแกล้งฉัน มารตีไม่ยอมนะคะพี่เกษ นังนี่มันแกล้งถีบน้องตกสระ”
       “เอาไส้เดือนมาใส่มือรัมภาด้วยค่ะ”
       “ทำจริงรึเปล่ากระถิน”
       กระถินยอมรับหน้าตาเฉย
       “จริง...แต่ทำเพราะถูกแกล้งก่อน ถ้าแกสองคนไม่มาแกล้งทำให้ผมฉันกลายเป็นหัวปลีแบบนี้ ฉันจะไม่แกล้งแกหรอก ส่วนแกตบหน้าฉัน สมควรโดนถีบ”
       แหววและแย้มกลั้นหัวเราะ
       “นังนี่มันเลวมาก พี่เกษยังจะเข้าข้างมันอีกเหรอ” มารตีไม่ยอม
       “แล้วเธอไปตบหน้ากระถินจริงๆ รึเปล่า” เกษราถาม
       มารตีหน้าเชิด
       “อ้อ ถามอย่างนี้แสดงว่าพี่เข้าข้างมัน”
       “พี่ไม่เข้าข้างใครอยู่แล้ว พี่ยุติธรรมเสมอ”
       “พี่ต้องลงโทษมัน” มารตีบอก
       “ไม่ พี่ถือว่ากระถินป้องกันตัว กระถินไม่มีความผิด”
       “อ้อ เข้าใจ นี่คือสงครามระหว่างเรา ได้ งั้นก็รอระเบิดลูกใหญ่ ได้แล้วละค่ะ งานนี้ฉันไม่เลิกราแน่ๆ”
       มารตีขู่แล้วสะบัดตัวไป วิไลรัมภาร้องไห้วิ่งตาม
       “พี่เกษ ไม่ทำโทษหนูเหรอ” กระถินถาม
       “ไม่หรอก นี่เรากำลังทำอะไร”
       “อย่าบอกใครนะ หนูกำลังตกปลา ปลาในบ่อเต็มเลย”
       ว่าพลางกระถินหยิบถังใส่อาหารปลามาโชว์ รวมทั้งสายเบ็ด แหวว กะแย้มหัวเราะขำ เกษราส่ายหน้า
      
       วันรุ่งขึ้น ขณะที่พุฒิภัทรเดินมาตามทางเดินในโรงพยาบาล มารตีในชุดพยาบาลรีบวิ่งตามมา
       “พี่ชายภัทรคะ”
       พุฒิภัทรหันมามอง
       “มีอะไรครับ น้องมารตี”
       “พี่ชายภัทรว่างรึเปล่าคะ น้องอยากคุยสักครู่”
       “ว่ามาเถอะ เพราะเดี๋ยวพี่จะต้องไปสอนนักศึกษาแล้ว”
       “แหม...ไม่มีเวลาให้น้องบ้างเลยนะคะ” มารตีกระเง้ากระงอดใส่
       “มีอะไรก็รีบพูดเถอะครับ ไม่มีเวลาจริงๆ”
       “เรื่องน้องกระถินน่ะค่ะ คุณพ่ออยากให้หม่อมย่าเอียดได้มาดูตัวกระถินเป็นเรื่องเป็นราวเสียที เลยอยากเรียนเชิญทุกคนที่วังจุฑาเทพมาที่วังเทวพรหมค่ะ”
       “แต่ชายรุจยังไม่กลับนะครับ รออีกสองเดือนข้างหน้าไม่ดีกว่าหรือ”
       “ทางคุณพ่อร้อนใจค่ะ เพราะพี่ชายรุจน่ะซีคะ รีบไปต่างประเทศเหมือนกับหนีหน้าไม่อยากพบน้องกระถินอย่างนั้น คุณพ่อถึงอยากให้ทุกคนได้เห็นน้องกระถินไงคะ ยังไงจะได้สยบข่าวลือร้ายๆ ไปเสียบ้าง”
       “ข่าวลืออะไรครับ”
       “ข่าวลือที่ว่าน้องกระถินเป็นเด็กบ้านป่าไงคะ ไม่ประสีประสา โง่เง่าเต่าตุ่น ที่จริงน้องกระถินเป็นเด็กที่ถูกอบรมมาอย่างดี ถึงแม้จะอยู่ในเหมืองพังงา แต่ก็มีความเป็นกุลสตรีเพียบพร้อมเชียวค่ะ”
       “ได้ น้องมารตีนัดมาละกันครับ พี่จะเรียนหม่อมย่าให้”
       “ขอเป็นวันหยุดสิ้นอาทิตย์นี้เลยนะคะพี่ชายภัทร”
       พุฒิภัทรแปลกใจ “เร็วขนาดนั้นเชียว”
       “ค่ะ บอกแล้วไงคะ คุณพ่อท่านร้อนใจ”
       คุณชายพุฒิภัทรพยักหน้า
       “เข้าใจ พี่ขอตัวก่อนนะ ได้เวลาเข้าคลาสแล้ว”
       “ค่ะ”
       พอพุฒิภัทรแยกไปมารตียิ้มร้ายออกมา
      
       ไม่นานต่อมา ภายในห้องนั่งเล่นวังเทวพรหม วิไลรัมภารับสายมารตี เห็นเทวพันธ์นั่งอ่านหนังสืออยู่มุมประจำ
       “ค่ะ พี่มารตี น้องจะเรียนคุณพ่อตามนั้น”
       วิไลรัมภาวางสายแล้วเดินไปหาเทวพันธ์
       “คุณพ่อคะ ภามีเรื่องปรึกษา”
       “ว่าไงลูก”
       “เรื่องกระถินน่ะค่ะ ภาว่าเราควรจะรีบให้ทางหม่อมย่าเอียดมาดูตัวกระถินเสียแต่เนิ่นๆ นะคะคุณพ่อ”
       “ทำไมเหรอ”
       “ภากลัวว่ากระถินจะหลุดจากคุณชายรุจไปอีกคนน่ะซีคะ”
       “ไม่หลุดแล้ว เพราะทางย่าอ่อน หม่อมเอียด เห็นพ้องต้องกันแล้วนี่”
       “ค่ะ แต่ทางคุณชายรุจกับพี่ๆ น้องๆ น่ะซีคะ อาจไม่เห็นด้วย คุณพ่อไม่ทราบเหรอคะ ว่าเรื่องกระถินกำลังลือกระฉ่อนกันไปทั่วพระนคร” วิไลรัมภาตีไข่
       “ลือเรื่องอะไรลูก”
       “ลือว่าเป็นเด็กบ้านนอกคอกนา พูดได้แต่ภาษาถิ่น โง่เง่าเต่าตุ่น ไม่มีการศึกษา แถมหน้าตาก็ดูไม่ได้ ดำเป็นตอตะโก เฮ้อ...ภาฟังแล้วกลุ้มใจแทน กลัวว่าทางสกุลจุฑาเทพจะรังเกียจน่ะค่ะ”
       “ที่จริงมันก็เป็นอย่างนั้นนะ แต่ตอนนี้ยายเกษกำลังอบรมอยู่นี่ให้มันทำตัวเป็นสาวกรุงก่อนไม่ดีกว่าเหรอ ค่อยเรียกทางหม่อมเอียดมาดู” เทวพันธ์ว่า
       “ตอนนี้กระถินดีขึ้นมากแล้ว ทั้งหน้าตาผิวพรรณ ทั้งกิริยามารยาท”
       เทวพันธ์ตื่นเต้น “จริงนะลูกภา”
       “ค่ะ ภาและพี่มารตีช่วยบ่มผิว อาบน้ำนมผสมน้ำผึ้ง อบด้วยขมิ้น ผิวพรรณผ่องใสเป็นยองใย หายกระดำกระด่าง แถมยังให้ฝึกทำขนม ทำอาหาร กะล่อยกะหลิบเชียวค่ะ พี่เกษน่ะมัวแต่ขายขนม ไม่เอาธุระสักเท่าไหร่หรอก” มารตีไม่วายพูดเอาดีเข้าตัว
       “ฟังอย่างนี้พ่อค่อยคลายใจหน่อย งั้นเรียกหม่อมเอียดมาเลย”
       “ค่ะ คุณพ่อ สุดสัปดาห์นี้นะคะ เดี๋ยวภากับพี่มารตีจะจัดการให้”
      
       วิไลรัมภาบอกพร้อมกับหันไปลอบยิ้มอย่างรู้กันกับพี่สาวแสบ


  


       ค่ำนั้นหม่อมเอียดนั่งทานอาหารค่ำพร้อมหน้ากับย่าอ่อนและคุณชายจุฑาเทพทั้งสี่ อยู่ในห้องอาหารวังจุฑาเทพ มีแจ๋ว และสมศรีปรนนิบัติอยู่
      
       “งั้นเหรอ หนูมารตีบอกมาอย่างนั้นเหรอ” หม่อมเอียดย้อนถาม
       “ครับ หม่อมย่า ทางเทวพรหมเขาร้อนใจมาก” พุฒิภัทรว่า
       “ตายจริง ถ้าข่าวลือเรื่องหนูกระถินออกไปอย่างนั้น มันก็น่าร้อนใจอยู่นะ เอ...ใครนะที่มันเอาไปลือ” ย่าอ่อนสงสัย
       “จะมีใครละจ๊ะ ก็แม่ทองสุขกับบรรดาที่หล่อนไปร่วมวงรำพัดกับเขาอยู่นั่นแหละ”
       หม่อมเอียดเหน็บน้องสาว หนุ่มๆ หันมายิ้มให้กัน
       “คุณพี่คะ อิชั้นไม่ได้ไปรำพัดค่ะ แค่ไปสังสรรค์ชั่วมื้อชั่วคราว แต่...เดี๋ยวต้องไปถามให้ได้ความ ใครที่มันปากบอน” ย่าอ่อนฉุนเฉียวไม่หาย
       “คุณย่าครับ แล้ววันหยุดนี่ พวกเราต้องไปกันทั้งหมดเลยเหรอครับ” ธราธรเอ่ยขึ้น
       “ทางคุณชายเขาเชิญพวกเราทั้งหมด ก็ควรจะให้เกียรติไปกันทุกคน มีใครติดธุระอะไรรึเปล่า”
       ท้ายประโยคหม่อมเอียดถาม พุฒิภัทร รัชชานนท์ และรณพีร์ประสานเสียง
       “ไม่มีครับ”
      
       วันต่อมาสี่หนุ่มประชุมกันในห้องใต้โดม รัชชานนท์เปิดประเด็น
       “ยังไงครับ แสดงว่าทางเทวพรหมมั่นใจในตัวน้องกระถินมากๆ เลยเหรอครับเนี่ย”
       “ไม่มั่นใจคงไม่เชิญหม่อมย่าไปดูตัวหรอกครับ” รณพีร์เสริม
       “ทางคุณมารตีเขามีท่าทียังไงชายภัทร” ธราธรแปลกใจ
       “มั่นใจมากครับ และยืนยันด้วยว่าน้องกระถินถูกอบรมมาดี เป็นกุลสตรีเพียบพร้อม” พุฒิภัทรบอก
       “พวกนายเชื่อไหม”
       ชายเล็ก กับชายพีร์ ยกมือทันทีบอกพร้อมกัน
       “ไม่เชื่อครับ”
       “นายล่ะชายภัทร”
       พุฒิภัทรยกมือตาม “ไม่เชื่อเหมือนกัน พี่ชายใหญ่ละครับ”
       “เสียงส่วนมากไม่เชื่อ ฉันก็คงไม่เชื่อตามพวกนายนั่นแหละ” ธราธรว่า
       “ถ้าอย่างนั้นต้องลุ้นกันแล้วละครับว่า สิ้นอาทิตย์นี้น้องกระถินจะถูกจับย้อมแมวให้พวกเราดูรึเปล่า” พุฒิภัทรสรุป
      
       ที่โต๊ะอาหารมือค่ำ เกษราวางช้อนทันที ต่อหน้าเทวพันธ์ มารตี และวิไลรัมภา แหวว และแย้ม คอยรับใช้อยู่ใกล้ๆ ลุ้นระทึก
       “จะมาดูตัวกระถินสิ้นอาทิตย์นี้”
       เทวพันธ์ไม่พอใจนัก “ใช่...ทำไม มีปัญหาอะไรเหรอ”
       “คุณพ่อคะ จะนัดหมายทำไมไม่ถามเกษสักคำ กระถินยังอบรมขัดเกลาไปไม่ถึงไหน ทำไมถึงรีบนัดทางจุฑาเทพ”
       มารตีและวิไลรัมภายิ้มหยัน
       “อ้าว หนูรัมภาบอกว่ามันดีขึ้นแล้วนี่ ดีขึ้นทั้งกิริยามารยาท ทั้งหน้าตาผิวพรรณ”
       วิไลรัมภาสอดขึ้น “ดีขึ้นจริงๆ นะคะคุณพ่อ พี่เกษน่ะมองน้องในแง่ร้ายเกิน”
       “หนูกับน้องรัมภาช่วยกันปลุกปั้นน้องกระถิน ไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อยพี่เกษไม่ได้ช่วยเลยสักนิด มัวแต่หาเงินขายขนมงกๆ ไม่คิดจะดูแลน้องกระถินเลย” มารตีสอพลอ
       เกษรา แหวว และแย้ม อ้าปากค้าง
       “อ้าว ฉันบอกให้เป็นหน้าที่แกไม่ใช่เหรอ ยายเกษ”
       เกษราพูดไม่ออก
       “พอน้องกระถินเริ่มจะเป็นสาวกรุงเข้าหน่อย พี่เกษก็เกิดอิจฉาน่ะค่ะ กลัวว่ามารตีกับรัมภาจะได้หน้า เลยทำเป็นรังคัดรังแค” ” มารตีใส่ไฟต่อ
       “ทำไมแกเหลวไหลอย่างนี้ยายเกษ อ้อ หาเงินงกๆ คงถูกเจ้าชินกรมันสอนมาละซี ลูกพ่อค้ามันก็อย่างนี้แหละ คิดแต่เรื่องเงินเป็นใหญ่”
       เกษราถูกบิดาด่า จึงนิ่งงันไป น้ำตาซึม
       “ไม่รู้ละ พ่อนัดกับทางหม่อมเขาแล้ว จะคืนคำไม่ได้ วันดูตัวนังกระถินมันจะต้องชนะใจจุฑาเทพทุกคน”
       เทวพันธ์ตัดบทปึงปังลุกขึ้นทันที
       “ยายเกษ วันนี้ฉันจะไปนางเลิ้ง”
       เกษราเช็ดน้ำตา “สนามม้าใช่ไหมคะ ค่ะ เงินอยู่ที่ร้านขนม แหววช่วยเปิดลิ้นชักที สองร้อยนะคะคุณพ่อ”
       “สองร้อยก็สองร้อย”
       เกษรารู้งานส่งกุญแจให้แหวว เทวพันธ์เดินตามแหววไปอย่างไม่ละอายใจใด ๆ
       “ที่พูดเท็จออกมาทั้งหมด เธอมีความละอายบ้างไหม” เกษราจ้องหน้า น้องสาวดาวร้ายทั้งสองนาง
       “ในภาวะสงคราม ไม่มีอะไรต้องละอายอยู่แล้ว” มารตีบอก
       “สิ่งที่น่าละอาย คือวันนัดดูตัวต่างหากละคะ ยายกระถินคงดูไม่จืดแน่ โดยเฉพาะผมสีหัวปลีที่ล้างไม่ออกของมัน” วิไลรัมภาพูดอย่างสะใจ
       “น้องเสนอนะคะ ให้ต้อนรับจุฑาเทพ ด้วยการให้นังกระถินมันตกปลาบู่ในสระโชว์ คงประทับใจพิลึก”
       สองสาวหัวเราะ แล้วลุกจากโต๊ะอาหารไป เกษราหน้าสลดลง
       “เอาไงดีคะคุณ” แย้มถาม
       “เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับกระถินคนเดียวแล้วละ” เกษรามีสีหน้าเครียดอย่างชัดเจน
      
       ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเวลาช่วงบ่าย ปวรรุจเข้าประชุมร่วมกับคณะทูต ท่านทูตพลเทพ และทีมงานคร่ำเคร่งกับการประชุม
       คนที่นั่งข้างๆ ท่านทูตพลเทพ คือภาณุทัศนัย ที่ชำเลืองมองมาทางปวรรุจตลอด ปวรรุจหันมาเห็นเข้าพอดี
       แต่ชายทัศน์เบือนหน้าไป แสดงอาการรังเกียจอย่างไม่สงวนท่าที
       ปวรรุจพยายามข่มอารมณ์เต็มที่ เวลาต่อมาขณะที่คุณชายปวรรุจกำลังพูดต่อหน้าที่ประชุม ท่านชายภาณุทัศน์ยกมือค้าน ไม่เห็นด้วยกับไอเดียปวรรุจเต็มที่ ปวรรุจเก้อไปแล้วตั้งสติยกเหตุผลมาประกอบ แต่ภาณุทัศนัยทัศน์ค้านชนิดหัวชนฝา ทั้งสองประฝีปากกันดุเดือด
      
       จนพลเทพต้องเจรจาไกล่เกลี่ย ทุกคนในห้องประชุมต่างหน้าเจื่อนๆ กันไป

       ส่วนที่เมืองไทยวันต่อมา กระถินนั่งอยู่ตรงหน้าเป็นเครื่องทำขนมไทยนานาชนิด เกษรา แย้ม และแหวว กำลังเตรียมเครื่องและอุปกรณ์ มีทั้งใบตอง สีทำลูกชุบ พู่กัน แป้ง เครื่องนวด น้ำตาลและมะพร้าว
      
       “หา...พวกทางวังเขาจะมาดูตัวหนู” กระถินอ้าปาก ด้วยความตกใจ
       “ใช่...เพราะฉะนั้นกระถินจะต้องไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง กระถินต้องแสดงความสามารถให้พวกเขาเห็น”
       เกษราบอก
       “ได้เลย เดี๋ยวกระถินจะปีนต้นมะพร้าว เก็บลูกมะพร้าวให้พวกเขาดู เก็บเร็วกว่าลิงสมุยอีก”
       กระถินว่า แหววและแย้มหัวเราะออกมา
       “ไม่ใช่ความสามารถแบบนั้น ต้องเป็นความสามารถแบบกุลสตรี นี่ไง วันนี้เราจะมาเริ่มที่การทำขนมหลายๆ แบบ เริ่มต้นที่การห่อใบตอง กลัดไม้กลัด ร้อยดอกไม้ มาลัย ธูปเทียนแพ”
       กระถินรีบบอก “ทำไม่เป็น ทำไมต้องทำ บอกแล้ว หนูไม่อยากเป็นเมียไอ้คุณชาย”
       “ไม่เอา กระถิน พูดจาให้ไพเราะงานนี้กระถินต้องเปลี่ยนตัวเองให้ได้ เพื่อเราจะได้เอาชนะคนที่แกล้งเราไง”
       “พี่เกษหมายถึง ยายคุณกระตี๊ กับคุณลำพองเหรอ”
       สองบ่าวหัวเราะคิกอีก
       “นั่นแหละ สองคนนั่นวางแผนแกล้งกระถินอีกแล้ว นัดคนที่วังจุฑาเทพมาดูตัวกระถิน เพื่อให้ทางวังโน้นเขาดูถูกกระถินไง”
       กระถินโกรธ “มันแกล้งกระถินอีกแล้ว อีกะแหร่ง”
       เกษราดุ “บอกแล้วไงอย่าพูดหยาบ เพราะฉะนั้นเราจะให้เขามาแกล้งเราไม่ได้ เราต้องสู้คืนนะ”
       “ได้ กระถินจะสู้กับพวกมัน” กระถินฮึดสุดๆ
       “เพราะฉะนั้นรับปากกับพี่นะคะ ว่ากระถินจะอดทน ทำตัวให้เรียบร้อย และฝึกงานครัวให้ชำนาญ”
       “รับปาก”
       “มีหางเสียงด้วย รับปากค่ะ”
       “รับปากค่ะ”
       “ดีค่ะ”
       “เรามีเวลาแค่ไม่กี่วันนี้เท่านั้นนะคะ จะทันเหรอคะคุณเกษ” แย้มอดกังวลไม่ได้
       “กระถินทำได้ไหม สามสี่วันนี่” เกษราถาม
       “กระถินจะทำให้ได้ค่ะ”
       กระถินฮึดสู้เต็มที่ สีหน้าจริงจังมาก
       “ดีมาก งั้นเรามาเริ่มที่ร้อยมาลัยนี่เลย”
       กระถินหยิบเข็มร้อยมาลัย แล้วทิ่มนิ้วทันที
       “โอ๊ย” เอาปากดูดเลือดที่นิ้วทันที
       “เบาๆ ทุกอย่างต้องช้าๆ งดงามนะคะ ทำตามพี่”
       เกษราร้อยดอกไม้อย่างคล่องแคล่วและงดงาม กระถินมองอย่างทึ่งๆ แล้วเริ่มทำตาม
      
       วันต่อมาที่กรุงเบิร์น พอปกรณ์เข้ามาในร้านอาหารตัวเอง แล้วต้องชะงักไปเพราะที่โต๊ะด้านใน อิ่มกับอั๋นนั่งทานอาหารกลางวันกันอยู่
       อิ่มนั้นกำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารเต็มโต๊ะ ปกรณ์เดินเข้าไปทักทายตามมารยาท
       “สวัสดีครับ แหม....วันนี้มาอุดหนุนอาหารร้านผมเสียเต็มโต๊ะ เดี๋ยวจะลดให้พิเศษนะครับ”
       “ขอบคุณค่ะ ใจดีจัง เพราะนี่แค่ออเดิร์ฟนะคะ อาหารจานหลักยังไม่ได้สั่งเลย”
       “เหรอครับ”
       “ทานกับเราด้วยซีครับคุณปกรณ์ เออ...เรามีเรื่องจะปรึกษาคุณปกรณ์ด้วย”
       ปกรณ์ลงนั่งทันที
       “มีเรื่องอะไรเหรอครับ”
       อั๋นเกรงใจไม่กล้าพูด
       “พูดซีพี่อั๋น” อิ่มคะยั้นคะยอ
       “พี่ไม่กล้าน่ะ คุณอิ่มพูดเองก็แล้วกัน”
       “คืออย่างนี้ค่ะ เราได้ข่าวมาว่าคุณปกรณ์กับคุณชายรุจ มีแผนจะเที่ยวอินเตอร์ลาเก้นกัน จะขึ้นไปยอดยุงเฟรา เราก็เลยอาสาไปเป็นเพื่อนเที่ยวด้วย”
       ปกรณ์ทำหน้าเหมือนถูกผีหลอก “เออ...คือว่าทริปครั้งนี้ ผมไม่ต้องการเพื่อนร่วมเดินทางอื่นน่ะครับ เราจะไปกันลำพังสองคน”
       “บอกแล้ว คุณอิ่ม ว่าเขาไปกันส่วนตัว” อั๋นตำหนิ
       “ไม่ได้นะคะ อิ่มได้ทูลขอคุณชายแล้วตั้งแต่วันนั้น ว่าเสด็จเที่ยวเมื่อไหร่ อิ่มจะขอตามเสด็จไปด้วย และคุณชายก็อนุญาตแล้ว” สาวอวบยังใช้ราชาศัพท์มั่วตลอดศก
       “เอ...คุณชายไปอนุญาตคุณอิ่มตอนไหน ผมไม่ยักได้ยิน” ปกรณ์ว่า
       “คุณชายได้ยินค่ะ คุณปกรณ์หูหนวกเอง ถ้าคุณปกรณ์ห้ามเราก็เท่ากับว่าขัดพระประสงค์ของคุณชาย ความผิดร้ายแรงนะคะ
       ปกรณ์มึนตึ๊บ มองอั๋นอย่างขอความช่วยเหลือ อั๋นยิ้มเจื่อนเต็มที
      
       อีกวันถัดมา ที่มองเตรอซ์ เมืองตากอากาศริมทะเลสาบช่วงกลางวัน มองจากตรงถนนเลียบทะลสาบ เห็นบ้านพักตากอากศเรียงรายตามไหล่เขางดงาม
       ปราสาทชิยอง ตั้งริมทะเลสาป แลเห็นทุ่งดอกไม้ เห็นดอกเอเดลไวซ์และดอกนาซีซัสบานสะพรั่ง
       วรรณรสาและอ้าย กำลังดูแผนที่และหมายกำหนดการอยู่หน้าวิลล่า สามสาวเห็นทะเลสาบสวยเบื้องหน้า
       “เราอยู่ที่นี่มาสี่วันแล้วนะคะท่านหญิง เราควรจะออกเดินทางไปดูเขาเล่นสกีกันที่อินเตอลาเก้นได้แล้วค่ะ”
       “หญิงยังไม่อยากไปไหน ไม่อยากไปเจอที่คนเยอะๆ ที่นี่ทั้งสวยทั้งสงบ หญิงชอบเมืองเล็กๆ แบบนี้”
       “ท่านหญิงจะชอบไม่ได้หรอก เพราะท่านหญิงยังไม่ได้เที่ยวที่ไหนสี่วันมานี่ท่านหญิงหมกตัวอยู่แต่ในห้อง”
       “หญิงหมดอารมณ์จะเที่ยวน่ะ”
       “แสดงว่าท่านหญิงยังอาลัยอาวรณ์ท่านชายทัศน์อยู่”
       “ใครบอกล่ะ หญิงไม่ใส่ใจเขามานานแล้ว เพียงแต่ที่ยังอยากอยู่ที่นี่ เพราะมีอะไรบางอย่างเหมือนจะบอกหญิงว่าให้รออยู่ก่อน อย่าเพิ่งไปไหน มีอะไรบางอย่างอาจจะเกิดขึ้น”
       อ้ายฟังแล้วชักสยอง ออกอาการกลัวๆ พลางเขยิบเข้ามานั่งใกล้วรรณรสา
      
       “ท่านหญิง อะไรที่ว่านั่นมันคืออะไรล่ะ ผีเหรอ...แล้วผีสวิตเนี่ย มันเหมือนผีที่บ้านเรารึเปล่า”


  


       มองจากระเบียงห้องพักสามสาวเห็นทิวทัศน์ทะเลสาบสวยงาม ส่วนที่เตียงในห้องเอื้อยยังนอนหลับอยู่ลำพัง เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น
      
       เอื้อยค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย แล้วค่อยๆ คลานมาที่ข้างเตียง เอื้อมมือจะมาหยิบนาฬิกาที่หัวเตียง แต่แล้วก็ไม่เห็น
       “อ้าว แล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะ”
       เอื้อยลงมาจากเตียง เสียงนั้นดังมาจากกระเป๋าที่วางกองๆ กันอยู่ เอื้อยเริ่มค้น เปิดกระเป๋าวรรณรสาออกมานาฬิกาอยู่ในกระเป๋านั่นเอง เอื้อยปิดเสียง แล้วทำท่าจะทิ้งกระเป๋าขึ้นนอนอีก แต่แล้วกลับเห็นอะไรบางอย่างในกระเป๋า เอื้อยหยิบตุ๊กตาไบลด์ ลิลลี่ขึ้น มา แต่เพราะจับด้านหลังจึงยังไม่เห็นหน้าตุ๊กตา
       ครู่เดียวเท่านั้นเอื้อยเบิกตาโพลง กรี๊ดลั่นห้อง
      
       เสียงของเอื้อยดังลั่น อ้ายที่กำลังกลัวเลยร้องกรี๊ดขึ้นมาบ้าง วรรณรสาร้องตามอีกคน
      
       “เกิดอะไรขึ้น ใครร้อง”
       “ผีน่ะซี ผีทะเลสาบรึเปล่า”
       “ไม่ใช่ เสียงหนูเอื้อยนี่...ดังมาจากในบ้าน”
       สองสาววิ่งเข้าบ้านไป
       พอสองสาววิ่งเข้ามา พบว่าเอื้อยยังร้องกรี๊ดขดตัวอยู่บนเตียง มีตุ๊กตาไบลด์ ลิลลี่นอนคว่ำหน้าอยู่ที่พื้น
       อ้ายเข้ากอดน้องสาวตกใจมาก
       “หนูเอื้อย เป็นอะไร”
       “ตุ๊กตาผี น่ากลัวมาก”
       “ทำไมเหรอ” วรรณรสาสงสัย
       “ลองดูหน้ามันซีคะ”
       วรรณรสาหยิบตุ๊กตาขึ้นมา แล้วหันมาทางสองสาว อ้ายและเอื้อยกรีดร้องพร้อมๆ กัน
       “อ๊ายยย”
       “เป็นอะไร ทั้งสองคนเลย”
       “ก็หน้ามันมีรอยขีดอยู่”
       “เหมือนตุ๊กตาผีวูดู อย่างในหนังที่เขาทำคุณไสยเลยละ”
       “เฮ้อ...เพ้อใหญ่แล้ว หญิงเป็นคนขีดเองแหละ” วรรณรสาส่ายหน้าขำ
       สองแฝดมองหน้ากันงงๆ
       “แล้วท่านหญิงขีดทำไมคะ นั่น “หนูแต้ว” นะคะ”
       “ไม่ใช่หนูแต้วอีกต่อไปแล้ว หญิงโง่โดนหลอก เพราะฉะนั้นยายนี่ต้องชื่อ “หนูตุ่น” เท่านั้น”
       “แล้วท่านหญิงขีดหน้าผาก หนูตุ่น ไปเพื่ออะไร” อ้ายงงอยู่
       “เป็นเครื่องเตือนใจตัวเองไงว่าตัวเองโง่เง่าเต่าตุ่นแค่ไหน หญิงจะขีดหน้ายาย “หนูตุ่น” นี่จนกว่าจะไม่มีเนื้อที่จะให้ขีด เป็นการชำระความแค้นไปในตัว เอาละ เลิกกลัวได้แล้ว วันนี้เราจะเดินทางกันไม่ใช่เหรอ แต่งตัวกันได้แล้ว”
       วรรณรสาออกจากห้องไป สาวแฝดมองหน้ากัน
       “เร็ว หนูเอื้อย แต่งตัว ก่อนที่ท่านหญิงจะเปลี่ยนใจ”
      
       เวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นเวลากลางคืนในเมืองไทย มีเสียงเพลงสุนทราภรณ์ดังแว่วมาจากห้องกระถิน มารตีและวิไลรัมภาเดินมา เห็นไฟจากห้องสว่างเรืองออกมาที่ทางเดิน
       “พี่มารตีคะ สองสามคืนมานี่ พี่เกษมาขลุกอยู่แต่ในห้องของนังกระถิน ทำอะไรกันคะ”
       “นั่นซี แอบดูหน่อยดีกว่า”
       ทั้งสองแอบลอบมองเข้าไปในห้อง
      
       สองนางตาลุกโพลง มองภาพในห้องแทบไม่เชื่อสายตา เพราะในห้องกระถินกำลังหัดเต้นรำแนวบอลรูมกับเกษรา แต่ยังอยู่ในชุดอยู่กับบ้าน แหววและแย้มหัวเราะกันคิกคัก กระถินเต้นเก้ๆ กังๆ เซบ้าง หมุนตัวผิดบ้าง
       “หนูขอโทษค่ะ หนูผิดอีกแล้ว”
       “ไม่เป็นไร ค่อยๆ นับนะ หนึ่ง สอง สาม หมุน หนึ่ง สอง สาม หมุน”
       มารตีกับวิไลรัมภายังคงแอบดูอยู่ที่หน้าประตูด้วยแววตาริษยา
       “ตายแล้ว พี่เกษกำลังสอนมันเต้นรำ อ้อ คงจะเตรียมตัวสำหรับวันดูตัวละมัง”
       “น่าสังเวชที่สุด นี่คงคิดว่าจะเอานางเถื่อน มาเป็นนางเมืองงั้นสิ เวลาแค่นี้คงเปลี่ยนมันได้หรอกนะ”
       “เราต้องขัดขวางนะคะพี่”
       “ไม่ใช่แค่ขัดขวาง มันต้องทำลายเลยละ”
       มารตีและวิไลรัมภาแยกไป
       กระถินเริ่มเต้นคล่องขึ้น
       เกษราชม “เห็นไหม คล่องขึ้นแล้ว”
       “ฮิฮิ ค่ะ ที่จริงก็ไม่ยากเท่าไหร่นะคะ”
      
       สองสาวเต้นกันไป ท่ามกลางเสียงเพลง และเสียงหัวเราะคิกคักของแหววและแย้ม


  


       ปวรรุจนั่งรออยู่ตรงหัวมุมถนนในโลซานน์ พร้อมด้วยกระเป๋าเดินทาง รถของปกรณ์มาจอดอยู่ที่ลานจอด สักครู่จึงเห็นปกรณ์เดินตรงมาหา ปวรรุจสีหน้าเครียด
      
       “อ้าว...ทำไมเพิ่งมา รออยู่เป็นชั่วโมงแล้ว”
       “มีเรื่องไม่คาดคิดนิดหน่อย”
       “เรื่องอะไร” ปวรรุจฉงน
       “ดูเอาเองก็แล้วกัน”
       ปวรรุจมองตามไปเห็นอิ่มและอั๋นลงจากรถ เดินตรงมาหา
       “อ้าว...สองคนนั่นมากับนายเหรอ มาทำไม”
       “ถามเอาเองก็แล้วกัน”
       อิ่มเดินมาถึง ไหว้อย่างชดช้อย อั๋นคำนับให้
       “ดีใจเหลือเกินที่ได้พบคุณชายรุจ” อิ่มทักทาย
       “คุณอิ่ม คุณอั๋นมาเที่ยวโลซานเหรอครับ” ปวรรุจทักสองพี่น้อง
       “เออ คือ...” อั๋นอึกอัก
       “เปล่าค่ะ แต่เราจะมาเที่ยวสุดสัปดาห์ร่วมกับคุณชายค่ะ” สาวร่างอวบตอบอย่างไร้มารยาทเช่นเคย
       ปวรรุจฉงน “ร่วมกับผม...”
       “ค่ะ...คุณชายคงอนุญาตนะคะ เพราะเราเคยสัญญากันไว้แล้ว”
       ปวรรุจยิ่งงวยงงหนัก
       “ที่ร้านอาหารคุณปกรณ์ไงคะ เราสัญญากันแล้วว่าคุณชายจะพาอิ่มทัวร์สวิตด้วยกัน ลืมแล้วเหรอคะ”
       ปวรรุจเลยต้องเออออไปอย่างเสียไม่ได้ “เออ....ก็....ยินดีครับที่ได้เพื่อนร่วมทาง”
       ปกรณ์ยิ่งทำหน้าเซ็ง
       “ที่จริงผมเกรงใจคุณชายกับคุณปกรณ์มากนะครับ” อั๋นว่า
       ปกรณ์ชักทนไม่ไหวพูดเหน็บแนม “ถ้าเกรงใจก็ไม่ต้องมา...”
       อิ่มสวน “พี่อั๋นคะ อย่าพูดมากเลย กลับไปที่รถกันเถอะค่ะ อากาศวันนี้หนาวเยือกเลย อิ่มอยากได้ไออุ่นในรถ”
       อั๋นไม่ทันพูดอะไรอีก อิ่มเดินเข้าควงแขนปวรรุจหมับ แล้วพาเดินไปที่รถทันควัน
       “เฮ้อ หมดสนุกเลยเรา” ปกรณ์เซ็งสุดๆ
      
       ฝ่ายสามสาวเดินท่องทะเลสาบแสนสวยด้วยกัน วรรณรสาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด สัมผัสถึงความสดชื่นของอากาศปลอดโปร่ง
       “สวยจัง อากาศก็สดชื่น”
       “บอกแล้วไงคะว่าให้ออกมาเที่ยวเสียบ้าง” เอื้อยบอก
       “ท่านหญิงรู้ไหมว่าที่ริมทะเลสาบเจนีวาเขามีความเชื่อด้วยนะ” อ้ายว่า
       “ความเชื่ออะไรเหรอ”
       “นี่ค่ะ”
       อ้ายเปิดฝ่ามือ เห็นเหรียญรัปเพน วรรณรสาประหลาดใจ
       “ที่นี่มีความเชื่อว่า ถ้าใครมายืนริมทะเลสาบเจนีวา หันหลัง แล้วก็อธิษฐานอย่างนี้”
       พลางอ้ายหลับตาพนมมืออธิษฐาน เอื้อยและวรรณรสามองอย่างสนใจ อ้ายโยนเหรียญข้ามหัวไปตกในทะเลสาบถึงได้ลืมตา
       เอื้อยสงสัย “ทำไปแล้วเกิดอะไรขึ้นเหรอหนูอ้าย”
       “ก็จะโชคดี สมหวังอย่างคำขอทุกประการ ท่านหญิงลองดูซี”
       อ้ายวางเงินลงกับมือของวรรณรสา หนูเอื้อยหยิบเงินของตัวเองออกมา
       “ทำบ้าง”
       เอื้อยแยกไปอีกมุม หันหลังให้ทะเลสาบ แล้วหลับตาอธิษฐาน
       วรรณรสามองเหรียญในมือ แล้วหันหลังให้ทะเลสาบ หลับตาลงตั้งจิตอธิษฐาน พูดเบาๆ
       “เมื่อพ้นจากความหลอกลวง ของคนที่เคยตั้งใจจะร่วมชีวิตมาแล้ว...หญิงก็ขอให้ได้เจอใครสักคน...ที่จะเป็นความรักที่จริงแท้ของหญิงเสียทีเถิด”
       วรรณรสาโยนเหรียญข้ามเหนือหัว เหรียญนั้นตกลงในน้ำและจมลงไปอย่างสวยงาม วรรณรสาหันมามองคลื่นน้ำระลอกเล็กๆ นั้น แล้วยิ้มออกมา เกิดความรู้สึกปิติ ปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก อ้ายและเอื้อยเข้ามามองท่านหญิงรสาที่ยิ้มปิติอย่างยินดี
       “ท่านหญิง ต่อไปนี้ก็จะเจอแต่เรื่องสมปรารถนาละนะท่านหญิง” อ้ายว่า
       เอื้อยบอกต่อ “ลืมเรื่องทุกข์โศกให้หมดเถอะนะคะ เรามาเริ่มทุกอย่างใหม่นับแต่เวลานี้เป็นต้นไป”
       ท่านหญิงปลื้มน้ำตาคลอ “ขอบคุณมากนะหนูอ้าย หนูเอื้อย”
       วรรณรสาเข้ากอดสองแฝด ที่น้ำตารื้นด้วยเช่นกัน
       “ใช่...เราอุตส่าห์มาถึงสวิต ดินแดนที่สวยเหมือนสวรรค์ขนาดนี้ หญิงจะไม่ยอมจมปลักอยู่กับเรื่องไร้สาระอีกแล้ว”
       “งั้น...เรามาจับมือกันนะ”
       สามสาวจับมือกัน
       “เราจะตะลุยสวิตกันให้สนุกที่สุดเลย เพื่อความสุขของเราในทริปนี้”
       “เพื่อสวิตแสนสวย”
       “เพื่ออิสรภาพของเรา”
       ทั้งสามหัวเราะแล้วกอดกันกลม ท่ามกลางทะเลสาบสีเงิน และขุนเขากว้างใหญ่
      
       ที่ปราสาทชิยง แลเห็นภาพหอคอยของปราสาทตระหง่าน ตัวปราสาทเก่าทะมึนตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ริมฝั่งน้ำ
       ปวรรุจ ปกรณ์ อั๋น และอิ่ม เดินเที่ยวชมปราสาทเก่าที่ดูศักดิ์สิทธิ์ปนน่ากลัว ภาพวาดปูนเปียก และเฟอร์นิเจอร์งดงาม อิ่มอยู่ในชุดทรงเอ็มไพร์ คล้ายๆ ชุดที่โมนาลิซ่าใส่ในภาพบันลือโลก ลากหางยาวเหมือนสาวในยุคกลาง อั๋นถือกล้อง ต้องถ่ายอิ่มไปตลอดทาง โดยอิ่มถือกระเป๋าใบใหญ่พอควรตลอดเวลา
       “อุ๊ย...มุมนั้นสวยค่ะ พี่อั๋นถ่ายให้หน่อย”
       อิ่มไปยืนโพสทำท่าสวยซึ้ง
       “คุณชายคะ มาถ่ายกับอิ่มหน่อยซีคะ”
       “เออ.....ฉังคงต้องขอตัวนะ”
       ปกรณ์และปวรรุจเดินแยกมา ปกรณ์กระซิบ
       “คุณอิ่มนี่นอกจากจะพูดมากแล้ว แต่งตัวก็ยังประหลาดอีกด้วย ดูซีชุดเลดี้ยุคกลางลากหางยาวแบบนี้ เกิดสะดุดล้มไป นาย ฉัน คุณอั๋นไม่มีทางช่วยได้แน่”
       “ทำไมล่ะ”
       “ก็หนักเสียขนาดนั้นน่ะซี เราสามคนแบกไม่ไหวหรอก ต้องเรียกปั้นจั่นมายกถึงจะได้” ปกรณ์ว่า
       ปวรรุจอมยิ้ม
       “แต่ที่ฉันแปลกใจคือกระเป๋าของคุณอิ่มน่ะ ไม่รู้แบกอะไรมา” ปวรรุจสงสัย
      
       ทั้งสองหนุ่มแยกไปอีกห้อง


  


       ฝ่ายอั๋นกำลังถ่ายรูปอิ่ม
      
       “พี่อั๋นคะ อิ่มว่า เราเปิดกระเป๋ากันเถอะค่ะ”
       “อย่าเลยน้องอิ่ม อายเขา”
       “อายทำไม ไม่เห็นต้องอาย เปิดกระเป๋าเดี๋ยวนี้เลยนะพี่อั๋น” อิ่มตวาด
       อั๋นถูกตวาด ยอมเปิดกระเป๋า
       ปวรรุจและปกรณ์เดินบ่นผ่านโถงไป อีกประตูด้านหนึ่งสามสาวเดินเข้ามาพร้อมกล้องถ่ายรูปในมือเอื้อย
       “เดี๋ยวเราลงไปดูคุกใต้ดินกันนะ ที่คุมขังฟรังซัวส์ โบนิวาร์ด”
       “ใครเหรอ”
       “อ้าว...ไหนว่าหนูอ้ายรู้ไง ศึกษามาอย่างดีไม่ใช่เหรอ” วรรณรสาเย้า
       “อ๋อ...รู้ค่ะ รู้” อ้ายรีบพลิกหนังสือไกด์ทัวร์ “นี่ไง...ฟรังซัวส์ โบนิวาร์ด เป็นนักบวชที่ออกมาต่อสู้ให้เจนีวาเป็นอิสระจากซาวอย”
       “ท่าทางคุกข้างล่างจะน่ากลัวนะ คนตายกันเยอะรึเปล่าไม่รู้” เอื้อยว่า
       “อย่าพูดซี บรรยากาศยิ่งน่ากลัวอยู่”
       “มุมนี้สวยจัง ถ่ายรูปกันก่อนนะ”
       เอื้อยไปยืนโพส อ้ายเป็นคนถ่ายสองสามรูป วรรณรสาเดินเลี่ยงไปลำพังที่ห้องข้าง ๆ
      
       วรรณรสาเดินเข้ามาในห้องที่อิ่ม และอั๋นถ่ายรูปอยู่ วรรณรสาตะลึงงันไปเมื่อเห็นอิ่มกำลังทำท่าเดียวกับโมนาลิซ่า ยืนอยู่หลังกรอบรูปที่ตั้งแสตนด์ไว้ ด้านหลังเป็นหน้าต่างของปราสาท อั๋นกำลังดูรูปโมนาลิซ่าในมือ กล้องตั้งขาไว้ อีกมือหนึ่งพร้อมกดชัตเตอร์
       อิ่มยิ้มอ้าปาก “เหมือนรึยังคะพี่อั๋น”
       “เดี๋ยวนะ....อย่ายิ้มมากซี ต้องยิ้มน้อยๆ อย่าเปิดปาก หุบปากไว้”
       อิ่มหุบปากทำยิ้มน้อยๆ ตาแบ๊ว ดูประดิษฐ์อย่างน่าขัน วรรณรสาทึ่งที่รู้ว่าทั้งสองเป็นคนไทย กลั้นหัวเราะ
       “ได้รึยังคะ”
       “อย่าลืมนะว่าอิ่มต้องยิ้มแบบโมนาลิซ่า ยิ้มแบบเป็นปริศนา”
       “ยังไงล่ะค่ะ ปริศนา”
       “ก็คือต้องไม่ให้รู้สึกว่ายิ้มเพราะดีใจ เศร้าใจ หรือว่ายิ้มเยาะหยัน ต้องเป็นกลางๆ ตีความไม่ออก มันคือปริศนาที่คนทั้งโลกสงสัยมาจนถึงทุกวันนี้ ว่าเป็นรอยยิ้มแบบไหนกันแน่ไง”
       “ยากจัง”
       อิ่มบ่น ทำหน้าใหม่ แต่ยิ่งน่าขันกว่าเก่า อั๋นส่ายหน้า วรรณรสาปิดปากหัวเราะ
       “เอ้า เอ้า ถ่ายแล้ว หนึ่ง สอง สาม”
       อั๋นกดชัตเตอร์ พร้อมกับวรรณรสาหัวเราะก๊ากออกมา อิ่มแสยะแยกเขี้ยวหน้าหันมามอง
       “ใครน่ะ ใครหัวเราะ”
       “อิ่ม...โธ่....หมดกัน”
       สองพี่น้องหันมามองวรรณรสา สามคนยังไม่เคยเจอกัน เพราะในร้านปกรณ์ วรรณรสาก็ออกมาเสียก่อน
       “หัวเราะเยาะฉันเหรอ You’re laughing at me”
       “โทษค่ะ ไม่ได้ตั้งใจ”
       อั๋นยิ้มทัก “คนไทยเหรอครับ”
       “ค่ะ คนไทย ถ่ายแบบโฆษณาเหรอคะ” วรรณรสาถามดีๆ
       “อ๋อ เปล่าครับ ถ่ายกันเล่นๆ เฉยๆ”
       อิ่มเดินออกมาจากกรอบรูป เอาเรื่องทันที
       “แล้วมาหัวเราะเยาะฉันทำไมไม่ทราบ”
       “ขอโทษค่ะ ไม่รบกวนแล้วค่ะ”
       วรรณรสาชักกลัวอิ่ม หลบตาแล้วแยกไป อั๋นเหลียวมองตาม
       “เสียอารมณ์หมดเลย เรากำลังอินกับอารมณ์ของโมนาลิซ่า พี่อั๋นถ่ายใหม่นะคะ
       “จ้ะ”
       อั๋นมองตามวรรณรสาไปด้วยความเสียดายในความสวย
       “พี่อั๋น มองอะไรแม่นั่น”
       “อิ่ม...ดูผู้หญิงคนนั้นดีๆ ซี”
       “ทำไม พี่รู้จักเหรอ”
       “เปล่า...สีหน้าเขาน่ะ สวยคลาสสิค ยิ้มเศร้าๆ ตาซึ้งๆ เหมือนโมนาลิซ่ายังไงยังงั้นเลย”
       “ยี้ เหมือนตรงไหน ตัวผอมยังกะจิ้งจกถูกประตูหนีบ หน้างี้ขึ้นกระดูกโปนเชียว โมนาลิซ่าต้องสวยอวบอิ่มเหมือนอิ่มค่ะ มา...ถ่ายต่อ”
       อิ่มกลับเข้าหลังกรอบรูป แล้วทำท่าพริ้มต่อ
      
       อ้ายและเอื้อยฟังความจากวรรณรสาท่าทีฉุนเฉียว
       “อะไรนะท่านหญิงโดนเอ็ด”
       “คนไทยด้วยเหรอ” เอื้อยถาม
       อ้ายฉุน “ใครมันบังอาจ ขอเจอหน้าหน่อยเถอะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียแล้ว”
       “อย่าเลยหนูอ้าย รสาผิดเองแหละที่ไปหัวเราะเยาะเขาก่อน”
       “ยังไงก็อยากเห็นหน้าค่ะว่าเป็นใคร”
       “รู้สึกจะชื่ออิ่ม กับอั๋น” วรรณรสาบอก
       อ้ายกะเอื้อยอุทานพร้อมกัน “หา...อิ่ม อั๋น”
       ทั้งสองรีบวิ่งไปดูทันที วรรณรสาวิ่งตาม
       “หนูอ้าย หนูเอื้อย มีอะไรเหรอ”
      
       อ้าย และเอื้อย วิ่งเข้ามาในห้องที่อั๋นและอิ่มถ่ายรูป พอเห็นภาพอิ่มเท่านั้น สองสาวก็หัวเราะลั่น
       “โอ๊ย...อะไรอีกล่ะ”
       อิ่มฉุนหันมาทางแฝดพร้อมกะอั๋น
       อั๋นดีใจ “หนูอ้าย หนูเอื้อย”
       “เธอสองคนอีกแล้ว นี่ฉันอุตส่าห์หนีมาถึงมองเตรอซ์ พวกเธอยังตามมารังควาญฉันอีกเหรอ”
       “เอ๊ะ พูดดีๆ นะคุณอิ่ม ปราสาทชิยงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองนี้ใครๆ ก็ย่อมจะมาได้ทั้งนั้น”
       “ดีใจมากเลยครับ ได้เจอหนูอ้าย หนูเอื้อยอีก”
       อั๋นทักทายแล้วมองเอื้อยส่งสายตาหวานซึ้ง เอื้อยหลบตาเกิดอาการเขิน อิ่มเห็นยิ่งไม่พอใจ
       “ทำอะไรกันอยู่เหรอคะ” อ้ายอดถามไม่ได้
       “อ๋อ ผมถ่ายรูปให้อิ่มน่ะครับ” อั๋นบอก
       อ้ายกลั้นหัวเราะ “แล้ว...ต้องไปยืนหลังกรอบรูปด้วยเหรอคะ”
      
       “อิ่มเขาอยากให้ตัวเองเหมือน โมนาลิซา น่ะครับ” อั๋นว่า

      พอได้ฟังอ้ายและเอื้อยเบือนหน้าหนีด้วยความขำ อิ่มโมโหตะเพิดไล่สองสาว
      
       “ฉันว่าหมดธุระของเธอสองคนแล้ว ไปให้พ้นๆ เลย แล้วอย่าได้โคจรมาพบพานกันอีกในชาตินี้”
       “เดี๋ยว…ฉันยังไปไม่ได้ เพราะเมื่อกี้เพื่อนฉันบอกว่าถูกเธอเอ็ดตะโรใส่” อ้ายหมายถึงวรรณรสา
       “ใคร ที่ไหน ไม่รู้เรื่อง” อิ่มนึกได้ “อ้อ คงยายซิ้มหน้าซีดคนนั้นน่ะเหรอ ก็สมควรแล้ว ไม่มีมารยาทมาหัวเราะใส่ฉันได้ยังไง”
       อ้ายของขึ้นทันควัน “ต๊าย....ว่าเพื่อนฉันยายซิ้มหน้าซีดงั้นเหรอ คนไร้มารยาทน่าจะเป็นเธอมากกว่านะ รู้ไหมว่าเพื่อนฉันเป็นใคร ฐานะระดับไหน”
       เอื้อยเห็นอ้ายจะหลุดปากรีบปราม “อ้าย พอเถอะ”
       อิ่มเยาะ “อ้อ จะมาอวดมั่งอวดมีงั้นซิ ได้...ฉันก็รวย ตระกูลผู้ดีเก่าของแท้ ไม่ใช่ผู้ดีหางแถวหรือตกยาก ฉันไม่เคยต้องก้มหัวให้ใครอยู่แล้ว”
       อ้ายสวนออกไปอีก “ถ้าเธอรู้ว่า “รสา” เป็นใคร เธอนั่นแหละที่จะต้องก้มหัวแบนๆ ของเธอลงคารวะทันที”
       อิ่มหยันไม่หยุด “ขำจัง พูดเหมือนเพื่อนหล่อนเป็นเจ้าเป็นนาย หม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ พระองค์หญิง อย่างนั้นละ โถ...ดูหน้าก็รู้ อีแค่ลูกเจ๊กลูกจีน”
       อ้ายด่ากลับ “พูดออกมาได้ นังอึ่งอ่างลืมตัว”
       “ต๊าย หยาบช้า นังผีคาบูกิ” อิ่มด่ากลับ
       “งั้นเข้ามาเลย เห็นฉันตัวเล็กแบบนี้ เคยล้มช้างมาแล้ว” อ้ายท้า
       “ได้เลย งั้นฉันจะล้มทับหล่อนให้กลายเป็นกล้วยปิ้งเดี๋ยวนี้แหละ”
       ทั้งสองทำท่าจะโผนเข้าหากัน อั๋นเข้ารั้งร่างน้องสาวไว้
       “พอ...ขอเถอะครับ นี่มันสถานที่ท่องเที่ยวนะครับ อย่าให้เจ้าหน้าที่มาไล่เราออกไปเลย”
       “อ้าย จริงของคุณอั๋นนะ ที่นี่ต้องการความสงบ ออกมาก่อนเถอะ”
       เอื้อยดึงอ้ายจะออกไป อ้ายไม่วายทิ้งทวน
       “นี่...ยายคางคกขึ้นวอ อย่าฝันเลยนะว่าจะเป็นโมนาลิซา เพราะหล่อนน่ะสมควรจะเป็นนางผีเสื้อสมุทรมากกว่า”
       อ้ายหัวเราะแล้วเดินหนีไป
       “พี่อั๋น มันว่าน้องเป็นคางคก เป็นผีเสื้อสมุทร ไม่ยอมนะ”
       ว่าพลางอิ่มทำหน้ากลมเป็นปลาปักเป้าอีก อั๋นทั้งเบื่อทั้งรำคาญ ได้แต่เหลียวมองตามเอื้อยไปอย่างอาลัย
       อาวรณ์
      
       วรรณรสาแยกเดินไปด้านหนึ่งของปราสาท แล้วเกิดอาการงง ๆ เพราะหาทางกลับทางเดิมไม่เจอ นานเข้านักท่องเที่ยวก็เหลือน้อยลงทุกที
       ท่านหญิงเดินตามนักท่องเที่ยวต่างชาติไป แต่ทุกคนกลับเดินเข้าทางแยกไปจนหมด เหลือวรรณรสาเดินอยู่ลำพังจึงเริ่มหวั่นใจ เพราะความเก่าแก่ของปราสาท ยิ่งทำให้บรรยากาศน่ากลัว ท่านหญิงรีบเดินเร็วเร็วรี่มาจนสุดทางเดิน มองตรงไปเหมือนตาฝาดพร่ามัวไปชั่วครู่ เพราะที่วรรณรสาเห็นยืนอยู่สุดโถงนั้นคือร่างของปวรรุจที่กำลังยืนอยู่ศิลปกรรมฝาผนังอยู่
       วรรณรสาเดินตรงมาหาปวรรุจด้วยความรู้สึกว่าเธออาจจะฝันไป ปวรรุจหันมาพอดี
       “รสา”
       “คุณชาย นี่ฉันฝันไปรึเปล่า”
       “ทำไมคิดอย่างนั้น”
       “ทางเดินนี่ทั้งเปลี่ยวทั้งหนาว กำลังคิดว่าตัวเองจะไปทางไหนดี แล้วฉันก็เห็นคุณชาย”
       ปวรรุจยิ้มอย่างอบอุ่น “หลงทางอีกแล้วใช่ไหม”
       วรรณรสาเขิน “ค่ะ แต่พอมาพบคุณชายฉันก็แน่ใจว่าฉันไม่หลงอีกแล้ว เฮ้อตอนแรกที่เห็นคุณชาย ฉันคิดว่าตัวเองตาฝาดไปเสียอีก”
       “ฉันเองก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกันตอนที่เห็นเธอ”
       “ทำไมคะ”
       “บทเธอจะหายไป เธอก็หายไปจากโลซานน์อย่างไร้ร่องร้อย แล้วบทเธอจะมา เธอมาปรากฏตัวอยู่ในปราสาทชิยองเหมือนปาฏิหาริย์”
       “ขอโทษค่ะที่ฉันไม่ได้ลาคุณชายกับคุณปกรณ์ วันนั้นเรากำลังรีบเดินทาง ก็เลยตรงไปสถานีรถไฟเลย”
       “เธอพักอยู่ที่นี่เหรอ”
       “ฉันอยู่มองเตรอซ์มาสี่วันแล้วค่ะ วันนี้เพิ่งออกมาเที่ยว แล้วคุณชายล่ะคะ”
       “ฉันเพิ่งเสร็จงานที่เจนีวา มีเวลาว่างช่วงอาทิตย์นี้ก็เลยถือโอกาสมาเที่ยว ก่อนจะถึงการประชุมใหญ่ในอาทิตย์หน้าไปทั้งเดือน”
       วรรณรสาเก้อไปเมื่อพบกับสายตาคมของปวรรุจจับจ้องอยู่
       “บังเอิญจังเลยนะคะที่เรามาเจอกันอีกครั้ง”
       “มันอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็ได้”
       วรรณรสาเอียงคอถามท่าทีน่ารัก “หืมม์...อะไรนะคะ”
       ปวรรุจยิ้มเขินๆ ไปเหมือนกัน “ไม่รู้ซี...ฉันนึกอยู่เสมอว่าจะต้องได้เจอเธออีกแน่ๆ”
       วรรณรสายิ้มรับ ประสานสายตากันอย่างมีนัยบางอย่าง
      
       อ้ายและเอื้อยเดินออกมาอีกมุม อ้ายบ่นพึมพำ
       “ทำไมเราต้องมาเจอยายอ้วนเน่าคนนี้อีกนะ”
       “นี่....อย่าไปว่าเขาเลย หนูเอื้อยขำจะตาย”
       “ขำอะไร”
       “ขำที่เธออุตริไปยืนในกรอบรูปทำท่าเป็น โมนาลิซา น่ะซี”
       เอื้อยหัวเราะ อ้ายเลยหัวเราะตาม
       “นั่นซี ก็ดีเหมือนกันนะที่เธอทำให้เราขำได้”
       “แล้ววันนี้คุณอั๋นแต่งตัวเท่ห์ดีนะ” เอื้อยว่า
       “หืมม์ ตาแว่นเด๋อนั่นน่ะเหรอเท่ห์ หนูเอื้อยคิดอะไรอยู่รึเปล่า”
       “ไม่ได้คิดเสียหน่อย แค่เห็นเขาดูสุภาพเรียบร้อยดีน่ะ”
       “แน่ะ แน่ะ อย่าบอกนะว่าชอบเขาแล้ว จริงซี หนูเอื้อยชอบผู้ชายท่าทางคงแก่เรียนแบบนี้ใช่ไหม”
       “บ้า...อย่ามาใส่ความหน่อยเลย แล้วทีหนูอ้ายล่ะ”
       จังหวะนั้น ปกรณ์เดินมาเห็นสองสาวเข้าพอดี
       “ทำไม หนูอ้ายทำไม” แฝดน้องถาม
       “ก็ชอบผู้ชายขี้เล่นอย่างคุณ ปกรณ์ใช่ไหม”
        
       เอื้อยแซวแทงใจดำ


  


       ปกรณ์หูผึ่ง ที่ทำท่าจะทักเลยหยุดไป ฟังสองสาวคุยต่อ
      
       “ก็น่ารักไม่ใช่เหรอ” อ้ายบอก
       “หนูอ้าย ยอมรับหน้าไม่อายเลยนะ”
       “จะอายทำไมล่ะ ชอบก็บอกว่าชอบ...”
       พูดจบอ้ายหันไปเห็นปกรณ์พอดี
       “ว้าย...คุณ ปกรณ์” อ้ายตกใจ คาดไม่ถึง
       ปกรณ์เองก็หน้าแดง ทักทายด้วยความเขิน
       “สวัสดีครับ”
       “มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” เอื้อยถาม
       อ้ายซัก “แล้วได้ยินอะไรบ้าง”
       “ได้ยินหนูอ้ายชมใครก็ไม่รู้ว่าน่ารักน่ะครับ”
       อ้ายบอก “แล้วไป”
       “แล้วชมใครล่ะครับ”
       “ฝรั่งที่ผ่านไปเมื่อกี้น่ะค่ะ หล่อน่ารักมาก”
       เอื้อยเปลี่ยนเรื่อง “มาที่นี่ได้ยังไงคะ”
       “ผมเป็นไกด์น่ะครับ พาเจ้ารุจเที่ยว”
       “เอ...แล้วมีคนไทยคนอื่นร่วมทัวร์ด้วยรึเปล่าคะ” อ้ายถาม
       “ทำไมถามอย่างนั้นละครับ”
       “เราเพิ่งเจอคุณอั๋นกับยายคางคก” อ้ายบอก
       “ใครครับยายคางคก ฮ่ะฮ่ะ...นึกออกแล้ว...คุณอิ่มนั่นเอง ใช่ครับ ผมกลายเป็นไกด์จำเป็นให้สองพี่น้องด้วย นี่คุณเจอคุณอิ่มแล้วเหรอ”
       “เจอแล้วค่ะ แล้วก็ด่ากันแล้วด้วย”
      
       ส่วนภายในห้องประชุมของปราสาท วรรณรสาและปวรรุจเดินมาด้วยกัน อั๋นและอิ่มเดินเข้ามาจากอีกด้าน อิ่มหน้าเชิดทันทีที่เห็นรสาเดินมากับปวรรุจ
       “พี่อั๋น อิ่มรู้แล้วล่ะค่ะ ยายรสาคนนี้นี่เองที่ดึงคุณชายไปจากโต๊ะดินเนอร์ที่ร้านคุณปกรณ์คืนนั้น ทำให้อิ่มไม่ได้คุยกับคุณชายอีกเลย”
       “แล้วทำไมล่ะอิ่ม”
       “อ้าว ก็ยายนี่แหละที่ยายแฝดผีญี่ปุ่นบอกว่าทำตัวเป็นเจ้าเป็นนาย โถ…ก็แค่มีเงินแบบลูกพ่อค้าเศรษฐีใหม่ ทำเผยอหน้าเป็นผู้ดีเก่า นี่มาให้ท่าให้ทางคุณชาย หวังจะได้สามีเจ้าละซี”
       อั๋นเอ็ดเอา “อิ่ม ที่อิ่มพูดมาทั้งหมดน่ะ คิดไปเองทั้งนั้นเลยนะ จริงเท็จยังไงก็ไม่รู้”
       “เชื่ออิ่มเถอะค่ะ ทุกอย่างที่อิ่มพูดเป็นความจริง”
       อิ่มตรงไปหารสาและ ปวรรุจทันที
       “อิ่ม” อั๋นรีบตาม
      
       อิ่มเข้าไปหาทั้งคู่ วรรณรสามองอิ่มอย่างงง ๆ อั๋นเข้ามาสมทบ อิ่มเข้ามากอดแขนปวรรุจทันที
       “คุณชายขา...มาเสียเวลาอยู่ตรงนี้ทำไมคะ เราจะลงไปดูคุกใต้ดินกันดีกว่า”
       “ฉันเพิ่งพบรสาเมื่อกี้ รสานี่คุณอิ่ม คุณอั๋น หลานของท่านทูตพลเทพ ทั้งสองคนมาเรียนต่อที่สวิต”
       วรรณรสาอึ้งไปเล็กน้อย กลัวว่าทั้งสองจะเคยเห็นรูปของตนจากท่านทูตบ้างรึเปล่า แต่ก็คงไม่
       “สวัสดีค่ะ”
       “ไม่แนะนำตัวเองให้รู้จักบ้างเหรอคะ รสา นามสกุลอะไร ตระกูลไหนจะได้รู้เทือกเถาเหล่ากอ”
       “คงไม่สำคัญหรอกค่ะ ฉันก็แค่ลูกพ่อค้าคนนึง”
       “ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ ไม่งั้นคงไม่เสียกิริยา เที่ยวหัวเราะเยาะคนเขาไปทั่วแบบนี้”
       วรรณรสาหน้าตึงขึ้นมา
       “ขอโทษนะคะที่หัวเราะขำไปเมื่อกี้ เพราะตอนแรกนึกว่าคุณคือพวกละครเร่ โชว์ตลกที่เขามักเล่นกันที่สาธารณะ ไม่นึกว่าจะเป็นของจริง”
       “หา....นี่เธอว่าว่าฉันเป็นพวกละครเร่งั้นเหรอ”
       “ค่ะ เพราะมันขำจริงๆ นี่คะ โมนาลิซาในกรอบรูป”
       “คืออะไรเหรอ โมนาลิซาในกรอบรูป” ปวรรุจงง
       “ไม่สาธิตให้คุณชายดูหน่อยละคะ”
       ปวรรุจดูการโต้ตอบของวรรณรสาอย่างพึงใจ อิ่มโกรธตัวสั่น จังหวะนั้น อ้าย เอื้อย และปกรณ์เข้ามาพอดี
       “เจอกันอีกแล้วครับคุณรสา อ้าว เจอเจ้ารุจแล้วเหรอครับ”
       “ค่ะ เจอแล้วจะกำลังจะไปแล้ว หนูอ้าย หนูเอื้อย เราไปกันเถอะ อย่ารบกวนคุณชายและเพื่อนๆ ของเขาเลย” วรรณรสาว่า
       อ้ายและเอื้อยหน้าเจื่อนไป เพราะยังอยากใกล้ชิดปกรณ์และอั๋น
       “อ้าว จะรีบไปไหนละครับ ทำไมเราไม่ทัวร์ปราสาทด้วยกันเลย”
       “ไม่ดีหรอกค่ะ เรามากันสี่คน ก็ควรไปด้วยกันสี่คน อิ่มไม่ชอบให้มีคนนอกเข้ามายุ่มย่าม ยิ่งเป็นพวกลูกพ่อค้าวาณิช ยิ่งไม่น่าเสวนาด้วยใหญ่” อิ่มบอก
       อ้ายหันมามองอิ่มอย่างเอาเรื่อง แล้วเปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มหวาน
       “คุณปกรณ์คะ อยากดูคุกใต้ดิน แต่หนูอ้ายกลัวค่ะ พาไปเป็นเพื่อนหน่อยนะ”
       “ยินดีครับ”
       “อ้อ คุณอั๋นคะ หนูเอื้อยเป็นคนกลัวความมืด ความชื้น เห็นว่าข้างล่างทั้งมืดทั้งชื้น ดูแลหนูเอื้อยให้หน่อยนะคะ”
       อั๋นหูแดง “ดะ ดะได้ครับ ทะ...ทะ...ทางนี้เลยครับหนูเอื้อย”
       “ขอบคุณค่ะ”
       เอื้อยไปกับอั๋น และอิ่มอ้าปากค้าง อ้ายฝากฝังวรรณรสากับปวรรุจ
       “คุณชายคะ ช่วยดูแลรสาด้วยนะคะ รสาเองก็กลัวความมืด”
       “ไม่ต้องห่วง”
       ปวรรุจรับคำ แล้วพาวรรณรสาไป
       “เดี๋ยว...แล้ว...แล้วฉันล่ะ คุณปกรณ์ อิ่มก็กลัวความมืดเหมือนกัน”
       “ก็ไม่อยากเสวนากับเราก็ไปเองละกันนะคะ คุณอึ่ง” อ้ายยั่ว
       “ฉันชื่ออิ่ม”
       “ไปค่ะ คุณปกรณ์”
      
       อ้ายควงปกรณ์ไปเลย อิ่มฉุนจัดอยากร้องกรี๊ด


  


       ทั้งหมดพากันเดินลงมาที่โถงใหญ่หน้าคุกใต้ดิน บรรยากาศทะมึนน่ากลัว สาวๆ เบียดชิดกับหนุ่มทั้งสาม มีเพียงอิ่มที่เดินหน้าคว่ำอยู่ลำพัง อากาศหนาวเย็นยะเยียบมากขึ้นทุกที เอื้อยเอ่ยขึ้น
      
       “แปลกจังนะคะ สร้างปราสาททั้งที ทำไมต้องสร้างคุกอยู่ในปราสาทด้วย ไปสร้างที่อื่นไม่ได้เหรอ”
       อั๋นเห็นด้วย “นั่นซีครับ แค่เสียงร้องโหยหวนของคนคุก เจ้าของปราสาทก็คงนอนไม่หลับแล้ว”
       “อย่าพูดซีคะ กลัว”
       จู่ๆ มีเสียงนักท่องเที่ยวกระแอมเสียงดังลั่น
       “ว้าย”
       เอื้อยสะดุ้ง เผลอตัวเข้ากอดอั๋น ทำเอาอั๋นตะลึงไป หน้าแดงหูแดง แต่แขนรีบโอบเอื้อยไว้
       “เสียงอะไร”
       “ฝรั่งกระแอมครับ”
       “อุ๊ย” เอื้อยรู้สึกตัวว่าเข้ากอดอั๋นแน่น “โทษค่ะ”
       อั๋นยิ้มเขินอาย ไม่กล้าสบตา “ไม่เป็นไรครับ”
       ปวรรุจพาวรรณรสามาที่รอยจารึกของ ลอร์ด ไบรอน ที่เสาใหญ่ต้นที่สาม
       “นี่ไงครับ รอยจารึกของ ลอร์ด ไบรอน ที่ได้แรงบันดาลใจจากฟรังซัวส์ โบนิวาร์ด ไปแต่งกวีที่ชื่อ “นักโทษแห่งชิยอง” อันลือลั่น”
       “บทกวีว่ายังไงบ้างคะ”
       “เคยเรียนสมัยอยู่ที่อังกฤษ พอจะจำได้บ้าง”
       “ท่องให้ฟังหน่อยซีคะ”
       ปวรรุจเขินนิดๆ “เธออยากฟังจริงๆ เหรอ”
       “จริงค่ะ”
       “งั้นฉันจะท่องที่แปลแล้วให้เธอฟัง เพราะฉันจำได้แม่นยำ”
       ปวรรุจทำท่านึก แล้วพูดออกมาเป็นกลอน
       “ปราสาทแห่งชิยงทรงตระหง่าน อยู่ท่ามกลางธารเลอมองท่องน้ำใส
       ลงดำดิ่งพันฟุตสุดฤทัย น้ำบ่าไหลเวียนนทีสุดลีลา
       เจ็ดเสาหลักค้ำจอมคุกแห่งยุคมืด ทั้งเย็นชืด ลึกล้ำ เก่าคร่ำคร่า
       อาทิตย์ฉายอรุณฉานผ่านนภา มิอาจกล้าส่องผ่านย่านจองจำ”
       “เพราะจัง คุณชายเก่งจังที่จำได้ ใครแปลคะ”
       “คนแปลคือ...” ปวรรุจออกอาการเขิน “หม่อมราชวงศ์...ปวรรุจ ไงครับ”
       วรรณรสาหัวเราะคิก ปวรรุจอมยิ้ม
       “ขำอะไร”
       “พูดจริงๆ นะคะ คุณชายแปลเอง”
       “ใช่....ฉันแปลเอง ถึงได้จำได้ไง”
       “อ้อ อย่างนี้นี่เอง”
       ปวรรุจเขินอีกหน่อยๆ “ฉันแปลแบบเก็บใจความน่ะ ไม่ได้แปลตรงตัว”
       “ทำไมล่ะคะ”
       “ฉันไม่มีปัญญาแปลน่ะซี เพราะบทกวีดั้งเดิมเพราะมาก เพราะจนความสามารถระดับฉัน ไม่อาจจะแปลออกมาได้อย่างหมดจดครบถ้วน”
       “แต่ในความคิดของ รสา มันเพราะมากค่ะ”
       ปวรรุจมองวรรณรสานิ่ง ยิ้มให้อย่างอบอุ่นจนวรรณรสาต้องหลบตา
       “ทำไมมองรสาอย่างนั้น”
       “ฉันกำลังขอบใจเธอ ที่ชมบทกวีแปลของฉันว่าเพราะ และอีกอย่างขอบใจที่เธอไม่ใช้คำว่า “ฉัน” กับฉันแล้ว แต่เธอใช้คำว่า...รสา”
       วรรณรสานิ่งงัน เพราะไม่รู้ตัวเลยจริง ๆ
       “คุณชายทำให้ “ฉัน” ...”
       ปวรรุจสวนตำออกมา “ไม่ “ฉัน”...“รสา” ซี”
       “คุณชายทำให้รสาคุ้นเคยกับคุณชายมากขึ้นละมังคะ”
       “ยินดีมาก”
       ทั้งสองยิ้มให้กัน โดยไม่รู้ว่าอิ่มมองอยู่ห่างๆ อย่างหมั่นไส้เต็มที
      
       เวลาต่อมา ทั้งหมดพากันมาหยุดที่ทางลดระดับ เป็นทางแยกลงไปห้องใต้ดิน อิ่มท้วง
       “เดี๋ยวค่ะ จะลงไปจริงๆ เหรอคะ”
       “ก็ลงซีครับ” ปกรณ์บอก
       “อุ๊ย...เราอย่าลงกันไปเลยค่ะ อิ่มรู้สึกวูบๆ เหมือนจะมีผีอยู่ข้างล่างยังไงก็ไม่รู้” สาวร่างอวบว่า
       “ถ้างั้นคุณอิ่มรออยู่ข้างบนนะครับ ผมกับไอ้รุจจะลงไปดูผีสักหน่อย” ปกรณ์ฉุน
       “ทิ้งอิ่มไว้คนเดียวได้ยังไงละคะ” อิ่มโวยวาย
       “แหม...ที่จริงหนูอ้ายว่าคุณอิ่มคงไม่ได้กลัวผีหรอกค่ะ แต่ว่าทางเดินมันต้องมุดลงไป คุณอิ่มคงอ้วนเกินกว่าจะมุด”
       อิ่มจะด่าอ้าย แต่อั๋นสวนขึ้น
       “งั้นอิ่มกลับไปรอข้างบนดีกว่านะ”
       “ก็ได้ งั้นพี่อั๋นไปเป็นเพื่อนอิ่ม”
       “เออ...ไม่ได้หรอก เพราะพี่อยากลงไปดูคุกใต้ดินน่ะ”
       “ฮึ...ก็ได้ อยากไปดูคนตายก็ตามใจ เชิญดูกันไปเถอะ”
       อิ่มสะบัดกลับไปทันที ทุกคนต่างดูจะสบายใจขึ้น ค่อยๆ ไต่ระดับลงไป
       ปวรรุจส่งมือให้วรรณรสาเดินไปตามทางแคบ ท่านหญิงยิ้มขอบใจ ปกรณ์ประคองอ้าย อั๋นประคองเอื้อย
      
       ทั้งหกตะลึงกับบรรยากาศสยองของชั้นล่างคุกใต้ดิน เพราะมีทั้งขื่อแขวนคอนักโทษ เสาหลักประหาร เตียงหิน อ่างหินไว้ทรมานนักโทษ
       วรรณรสาใจเต้นระทึก เดินเบียดปวรรุจจนเขารู้สึกได้ ปวรรุจจึงกุมมือของวรรณรสาเอาไว้ แฝดพี่หนูอ้ายเบียดร่างกับปกรณ์ เมื่อยามสยองขวัญกับสถานที่ประหาร มีอาการสะท้านเพราะความเย็นเยียบ ปกรณ์อมยิ้ม แล้วถอดแจ็คเก็ตให้อ้ายสวมกันหนาว อ้ายยิ้มขอบคุณ
       ฟากอั๋นพอเห็นปกรณ์ทำเช่นนั้น ก็เลยถอดแจ็คเก็ตของตัวให้เอื้อยใส่บ้าง
      
       ไม่นานต่อมาปวรรุจและวรรณรสาออกมาเดินด้านนอกของปราสาท ตรงมุมธรรมชาติสวยงาม เห็นอ้าย เอื้อยกำลังถ่ายรูปกับปกรณ์และอั๋น สองคู่สี่คนหัวเราะกันสนุกสนาน
       “แล้วท่านนักบวชฟรังซัวส์ โบนิวาร์ดผู้นี้ได้ออกไปจากคุกที่นี่ไหมคะ” วรรณรสาถาม
       “ท่านยังโชคดี กองทัพสวิตจากเบิร์นเข้ามายึดอำนาจของเคาน์แห่งซาวอย ทำให้โบนิวาร์ดเป็นอิสระหลังจากถูกจำคุกนานถึง 6 ปี แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่เหลือที่เจนีวา”
       วรรณรสาถอนใจดัง...เฮ้อ “โล่งอก อิสรภาพเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการนะคะ”
       พูดแล้ววรรณรสาหน้าหม่นเศร้าลงอย่างชัดเจน เพราะเกิดคิดถึงปัญหาของตัวเอง จะปฏิเสธการแต่งงานกับภาณุทัศนัยอย่างไรดีหนอ ท่านพ่อหม่อมเจ้าฉัตรอรุณต้องไม่ยอมแน่ๆ ปวรรุจสังเกตอาการนั้นอย่างสงสัยใคร่รู้
       “คิดอะไรอยู่เหรอรสา”
       “เออ...ฉันกำลังคิดถึงอิสรภาพของตัวเอง”
       “กับคู่หมั้นของเธอใช่ไหม”
       “ค่ะ...ฉันยังไม่รู้จะปฏิเสธทางครอบครัวฉันและทางเขาอย่างไรดี”
       “เข้าใจ”
       ปกรณ์ตะโกนเรียก “ไอ้รุจ คุณรสา มาถ่ายรูปตรงนี้เถอะ วิวสวยมากเลย”
       ปวรรุจและวรรณรสาเดินไปสมทบด้วยกัน
      
       ทุกคนไม่ทันสังเกตเห็นอิ่มที่ยืนหน้าคว่ำอยู่มุมหนึ่ง มองมายังสามสาวด้วยสีหน้ามุ่งร้าย


  


       ไม่นานหลังจากนั้น หนุ่มสาวทั้งเจ็ด นั่งทานอาหารด้วยกันที่ร้านอาหารบรรยากาศสวย เห็นทิวทัศน์ตัวเมืองที่ไต่ระดับบนภูเขาและทะเลสาบสีเงินเบื้องล่าง
      
       ปวรรุจ วรรณรสา อ้าย เอื้อย และปกรณ์ นั่งร่วมโต๊ะกัน ส่วนอิ่มกะอั๋นแยกไปนั่งเยื้องๆ
       “ขอบคุณนะคะคุณชาย คุณปกรณ์ ที่เป็นไกด์พาเที่ยวปราสาท ได้ความรู้เยอะเลยค่ะ” เอื้อยว่า
       “จากนี่แล้วคุณสามคนจะไปไหนต่อละครับ”
       คำถามของปกรณ์ ทำเอาสามสาวมองหน้ากัน
       “ยังไม่รู้เลยค่ะ ที่จริงเรายังไม่ได้เที่ยวที่ไหนเลย” อ้ายบอก
       “งั้น...ผมขอเสนอข้อเสนอเดิม ไปกับเราไหมครับ” ปกรณ์รีบเสนอตัว
       อ้ายรับคำชวนทันที “ไปค่ะ ไปไหนคะ”
       “เรากำลังจะไปอินเตอร์ลาเคน ไปเที่ยวยอดจุงเฟรา ยอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรปครับ” ปกรณ์บอก
       “ไปค่ะ ไม่ปฏิเสธเลยค่ะ เดี๋ยวเราจะไปเก็บกระเป๋าที่ที่พัก แล้วพร้อมเดินทางเลย”
       ปวรรุจ วรรณรสา เอื้อย อมยิ้ม อิ่มลุกพรวดเข้ามาห้ามทันที
       “ไม่เหมาะมังคะ คนตั้งเจ็ดคนจะยัดทะนานลงไปในรถคันเดียวได้ยังไง”
       “อ้าว คุณอิ่ม อย่าลืมซีครับว่ารถผมเป็นสเตชันแวกอน นั่งได้ตั้งแปดที่” ปกรณ์แย้ง
       “แต่สัมภาระอีกล่ะคะ” อิ่มไม่ลดละ
       ปกรณ์บอกอีก “ก็แบกไว้บนหลังคาได้ครับ”
       “ไม่น่าจะมีปัญหาเลยนะคะ เพราะเราสามคน “ผอมแห้งแรงน้อย” กันทั้งนั้น คงไม่กินที่สักเท่าไหร่” อ้ายไม่วายแดกดัน
       วรรณรสา เอื้อย และปกรณ์กลั้นหัวเราะ อิ่มหน้าเชิด
       “คุณชายเห็นว่าฉันควรร่วมเดินทางไปด้วยไหมคะ” วรรณรสาถามปวรรุจ
       “ฉันต้องถามเธอมากกว่า ว่าจะรังเกียจไหมถ้าจะไปด้วยกัน”
       วรรณรสายิ้มรับแทนคำตอบ ทุกคนยิ้มตาม มีเพียงอิ่มเท่านั้นที่ทำหน้ายักษ์ขมูขีอยู่คนเดียว
      
       ขณะที่วรรณรสาออกมาจากห้องน้ำ พบว่าอิ่มยืนรออยู่แล้ว
       “นี่เธอ เราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง”
       “มีอะไรคะ”
       “ฉันรู้นะว่าเธอต้องการอะไรจากคุณชายรุจ”
       “ฉันต้องการอะไร” วรรณรสาถามนิ่งๆ
       “อยากจะจับคุณชายใช่ไหม” อิ่มจ้องหน้า
       “นี่คุณ” วรรณรสาฉุน
       “พวกลูกสาวพ่อค้าก็แบบนี้ จ้องจะจับเจ้ารวยๆ หวังจะได้สกุลเก่าเหง้าผู้ดีมาเสริมบารมีของตัวเอง”
       “คุณดูถูกฉันเกินไปแล้วนะคุณอิ่ม”
       “ไม่เกินไปหรอก เพราะฉันเพิ่งแอบได้ยินเรื่องของเธอมาเมื่อกี้ เธอมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้ว ที่เธอมาที่สวิตเพื่อมาตามคู่หมั้นของเธอ แล้วเธอก็ผิดหวังเสียเหลือเกินที่รู้ว่าคู่หมั้นเธอนอกใจ”
       วรรณรสาหน้าซีด พูดไม่ออก
       “เธอก็เลยรีบหันมาจีบคุณชายรุจ ไว้เป็นหลักยึดคนใหม่ แทนอาเฮียใจง่ายของเธอ”
       “ที่เธอพูดทั้งหมดเนี่ย เพื่ออะไร”
       “อ้าว....ก็ให้เธอเลิกหวังว่าจะจับคุณชายเสียทีไงล่ะ เลิกรากับคุณชายเสีย แล้วก็กลับไปหาอาเฮียคู่หมั้นของเธอ เพราะลูกพ่อค้าด้วยกันย่อมเหมาะสมกันอยู่แล้ว”
       “เพื่อหลีกทางให้เธออย่างนั้นใช่ไหม”
       อิ่มไม่โกรธแถมยิ้มรับ “ฮิฮิ...ก็ใช่...ไม่อยากบอกเลยว่า คุณชายจีบฉันตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันที่ท่าอากาศยานดอนเมือง”
       “งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นคุณชายจะปฏิเสธคู่หมั้นของเธอได้ยังไงกันล่ะ”
       “หา...อะไรนะ คู่หมั้น คู่หมั้นที่ไหน” สาวอวบลนลาน
       “อ้าว เธอไม่รู้หรอกหรือว่าคุณชายมีคู่หมั้นอยู่แล้ว”
       “มะ...มะ...ไม่รู้”
       “ตายจริง ถ้าคุณชายไม่ได้บอกเธอ ก็แสดงว่าคุณชายหลอกจีบเธอเข้าแล้วละ ถ้าอย่างนั้น เราก็หัวอกเดียวกันนะ ทั้งคุณชายรุจ ทั้งอาเฮียของฉันหลอกจีบเราทั้งคู่ เฮ้อ...ผู้ชายนะผู้ชาย”
       วรรณรสาทำเป็นบ่นแล้วแยกไป อิ่มอ้าปากค้าง
       “เดี๋ยว....ยังไม่รู้เรื่องเลย คู่หมั้นคุณชาย ไม่เชื่อ ฮือ
       อิ่มทำปากจู๋แก้มพองเป็นปลาปักเป้าอีกแล้ว
      
       วรรณรสาออกมาหน้าร้าน ถอนใจเฮือกใหญ่ มองมาที่ปวรรุจที่กำลังยิ้มละไมฟังปกรณ์คุยสนุกอยู่กับสองแฝด อั๋นที่ไม่ค่อยพูดหัวเราะไปกับสองแฝดด้วย ปกรณ์ดึงอ้ายมาเต้นแบบพื้นเมืองบาวาเรียน หัวเราะกันใหญ่ วรรณรสามองปวรรุจอย่างตัดใจ
      
       วรรณรสาเหนื่อยใจเรื่องอิ่ม รวมทั้งเรื่องภาณุทัศนัย มีสีหน้าเครียด แยกตัวออกมานั่งลำพัง ใกล้รถที่จอด สามชายและแฝดอยู่ในที่พัก อิ่มเห็นกระเป๋าสะพายของวรรณรสาวางอยู่ในรถ จึงเดินตรงมาหา
       “คุณรสา”
       “เราหมดเรื่องคุยกันแล้วค่ะ”
       “แต่ฉันยังไม่หมดเรื่องคุยกับเธอ ฉันไม่เชื่อเรื่องที่เธอพูดแม้แต่นิด คุณชายไม่มีคู่หมั้นคู่หมายที่ไหน เธอสร้างเรื่องขึ้นมาทั้งนั้น”
       วรรณรสาตัดรำคาญ ลุกขึ้นจะเดินหนี
       “เดี๋ยว ยังพูดไม่จบ คิดให้ดีๆ นะ เรื่องที่เธอจะร่วมเดินทางไปกับฉัน กว่าจะถึงอินเตอร์ลาเก้นเราต้องร่วมทางกันไปอีกกว่าสองชั่วโมง คงไม่สนุกนักหรอกนะที่เราจะต้องเบียดอยู่ด้วยกันนานขนาดนั้น”
       วรรณรสาถอนใจ ที่จริงก็เห็นด้วยกับอิ่ม จึงผละไปทันที อิ่มยิ้มเยาะ แล้วหันมาเห็นกระเป๋าสะพายของวรรณรสาอยู่ในรถ
      
       อิ่มตาลุกวาว ยิ้มเจ้าเล่ห์ แอบหยิบกระเป๋าของท่านหญิงรสาขึ้นมา
ตอนที่ 5
      
       ฝ่ายอ้ายและเอื้อยนั้นดี๊ด๊าสุดๆ ลากกระเป๋ามายังรถของปกรณ์ที่จอดรออยู่ ปวรรุจ ปกรณ์ และอั๋นกำลังช่วยกันขนกระเป๋าขึ้นรถ อิ่มนั่งหน้าเชิดอยู่อีกมุม วรรณรสาหันมาทางสามหนุ่มที่กำลังยกกระเป๋าขึ้นรถแข็งขัน และร้องบอกขึ้น
      
       “เดี๋ยวค่ะ”
       ทุกคนชะงัก
       “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันไม่อยากไปอินเตอร์ลาเคนกับพวกคุณแล้ว”
       ทุกคนอึ้ง ปวรรุจมองวรรณรสานิ่ง อิ่มยิ้มย่องออกมา
       “ทำไมล่ะ รสา” เอื้อยแปลกใจ
       “มีเหตุผลไหม” ปวรรุจถาม
       วรรณรสาปรายตาชำเลืองมองไปทางอิ่มก่อนบอก “ฉันอยากไปเที่ยวเจนีวาที่คุณชายเพิ่งจากมามากกว่า”
       อ้ายและเอื้อยเป็นงง
       “ขอบคุณน้ำใจของคุณชายและคุณปกรณ์มากนะคะ แต่เราสามคนคงไม่รบกวน ขอลาตรงนี้เลย”
       ปวรรุจผิดหวังไม่น้อย ก่อนจะพยักหน้ากับสองหนุ่ม และลำเลียงกระเป๋าของสามสาวลงจากรถ
       “รสา” อ้ายแปลกใจมาก
       วรรณรสามองไปทางอิ่มอีกครั้ง สาวอวบยิ้มเยาะมาให้
      
       รถของปกรณ์แล่นเลียบทะเลสาบ ปวรรุจและปกรณ์นั่งหน้าเซ็งๆ ตลอดทาง อั๋นเองก็พลอยเซ็งไปด้วย มีอิ่มคนเดียวเท่านั้นที่หน้าระรื่น อั๋นมองน้องสาวอย่างแปลกใจ
      
       ส่วนสามสาวเดินลากกระเป๋าไปตามทางเดินสวยๆ เลียบทะเลสา
       “ท่านหญิงนะท่านหญิง ไปสนใจอะไรกับคำขู่ของยายช้างน้ำ” เอื้อยขัดใจนัก
       “นั่นซี...แทนที่เราจะได้นั่งรถสบายๆ ไปอินเตอร์ลาเคน ต้องมาลากกระเป๋ากันเหนื่อย อีกตั้งไกลกว่าจะถึงสถานีรถไฟ” เอื้อยบ่นด้วย
       “ยอมเหนื่อยเถอะ รสาว่าดีกว่าต้องไปนั่งเบียดยายคุณอิ่มตลอดทางถึงอินเตอร์ลาเกน คงไม่สนุกแน่ๆ”
       อ้ายเผลอตัวบ่น “เสียดาย...เฮ้อ...แล้วจะได้เจอกันอีกไหมน้อ”
       เอื้อยเผลอเช่นกัน “นั่นซี...ใครจะถอดเสื้อแจ็คเก็ตให้เรายามหนาว”
       “เอ๊ะ หนูอ้าย หนูเอื้อย ที่บ่นเพราะไม่ได้นั่งรถฟรี หรือว่าไม่ได้ที่ยวกับคุณปกรณ์ กับคุณอั๋นกันแน่”
       แฝดสะดุ้ง เอื้อยหน้าแดง อ้ายไม่เขินแต่ค้อนท่านหญิงวงใหญ่
       “บอกมาเสียดีๆ ชอบสองหนุ่มนั่นแล้วใช่ไหมล่ะ” วรรณรสาคาดคั้น
       เอื้อยอายม้วน “ท่านหญิงน่ะ พูดอะไรก็ไม่รู้ แค่เจอกันแป๊บเดียว จะไปชอบได้ยังไง”
       “ก็รสาเห็นเดินคุยกันสนิทสนมออกอย่างนั้น”
       “แหม...แล้วทีท่านหญิงกับคุณชายล่ะ ก็สนิทกันไม่แพ้พวกเราหรอก”
       ถูกอ้ายย้อน วรรณรสาหน้าแดง ค้อนกลับสองสาว แฝดอมยิ้ม
       “เหนื่อยแล้วค่ะ หาร้านนั่งก่อนเถอะ”
       สามสาวมองเลยไป เห็นที่หมาย
       “ร้านนั้นน่ารักดีเนอะ”
       สามสาวตรงไปทันที
      
       วรรณรสา อ้าย และเอื้อย มาหยุดที่ร้านกาแฟและขนมเล็กๆ ข้างทาง มองไปเห็นคนขาย เป็นหนุ่มหล่อหน้าตาน่ารักดูออกว่าเป็นชาวเอเชียน กำลังจัดโต๊ะหน้าร้านอยู่
       “อุ๊ย....คนขายเป็นเอเชียน หน้าตาน่ารักด้วย” อ้ายดี๊ด๊า
       สามสาวลงนั่งทันที ภัทรพนักงานเสิร์ฟหนุ่มไทยยิ้มรับเดินมาวางเมนู
       “ไฮ....ยูไชนีส แจแปนนิส ออร์ โคเรียน” อ้ายถาม
       ภัทรตอบกวนๆ “ไทย สมุทรปราการนี่เองละครับ”
       “อ้าว” เอื้อยอึ้ง
       สามสาวหัวเราะคิก
       “ผมชื่อภัทร” ภัทรแนะนำตัว
       “แล้วมาทำอะไรที่นี่คะ” เอื้อยถาม
       “ผมมาเรียนครับ ดีใจมากครับที่เจอคนไทยด้วยกัน ชื่ออะไรครับ”
       “ฉันหนูเอื้อย หนูอ้าย และนี่ท่านหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์” เอื้อยแนะนำ
       ภัทรมองวรรณรสาอึ้งๆ
       “ท่านหญิง”
       วรรณรสาตีแขนเอื้อย “หนูเอื้อยน่ะ ไปบอกเขาทำไม”
       “ไหนๆ บอกไปแล้วก็บอกไปเถอะ นี่....ท่านหญิงจริงๆ นะ เราไม่ได้หลอกคุณเล่น” อ้ายผสมโรงบอกภัทร
       ภัทรคำนับ “งั้นกระหม่อมขอต้อนรับท่านหญิงที่เสด็จมาร้านเล็กๆ ของกระหม่อมขอรับ”
       แฝดหัวเราะคิกคัก วรรณรสาส่ายหน้า
       “ยินดีค่ะ”
      
       รถปกรณ์จอดอยู่ปั้มข้างทาง
       อิ่มอยู่ในร้านค้าของปั๊มเพียงลำพัง กำลังอมยิ้มกับถุงกระเป๋าเงินของวรรณรสาที่หยิบมาจากย่ามอีกที
       อิ่มหยิบกระเป๋าเงินออกมาถึงสามกระเป๋า
       “ฮิฮิ...โง่จริงๆ ดันเก็บกระเป๋าเอาไว้รวมกัน ได้มาสามกระเป๋าเลย สมน้ำหน้า คงไม่มีเงินกินข้าวกันแน่ ๆ”
       อั๋นเดินมาเบื้องหลัง ตกใจมาก
       “ยายรสากับยายแฝดผี พวกหล่อนจะต้องอดตายอยู่ที่สวิต ฮิฮิ” สาวอวบนิสัยแย่ หัวเราะชอบอกชอบใจ
       อั๋นแสดงตัวทันที
       “อิ่ม ทำอะไรน่ะ”
       อิ่มหันขวับมา รีบซ่อนกระเป๋าไว้เบื้องหลัง
       “มะ...มะ...ไม่มีอะไรค่ะพี่อั๋น”
       “ซ่อนอะไรไว้ข้างหลัง เอาออกมาให้พี่ดูเดี๋ยวนี้”
       “ไม่มีอะไร”
       “เอาออกมา” อั๋นเสียงดัง
       อิ่มจำยอมยื่นกระเป๋าให้อั๋น
       “นี่กระเป๋าสตางค์ของใครอิ่ม”
       “พี่อยากรู้ไปทำไม”
       “บอกพี่มา”
      
       อิ่มหน้าเชิด คอแข็งขึ้นมา


  


       ฟากสามสาวนั่งดื่มกินเป็นที่เรียบร้อยสำราญใจ ไม่สำเหนียกว่ากำลังจะเกิดเรื่องร้าย ขณะที่ภัทรกำลังเดินมาเสิร์ฟโต๊ะข้างๆ
      
       “เราไปกันเถอะค่ะ เช็คค่ะคุณภัทร” อ้ายบอก
       ภัทรพยักหน้า แต่กำลังรับออเดอร์อีกโต๊ะอยู่ ระหว่างนั้นวรรณรสาเปิดกระเป๋าสะพายของตน แล้วควานหากระเป๋าสตางค์ แต่ไม่เจอ
       “อะไรคะท่านหญิง” เอื้อยแปลกใจ
       วรรณรสาเปิดกระเป๋าย่ามออกดู ใจหาย
       “หนูอ้าย หนูเอื้อย กระเป๋าสตางค์อยู่ไหน”
       แฝดมาช่วยดู เทกระเป๋าออกมาทั้งหมด
       “แล้วกระเป๋าสตางค์ของเราสองคนที่ฝากท่านหญิงไว้” เอื้อยถาม
       “ไม่มีเลย”
       “ท่านหญิง อย่าบอกนะคะว่าทำกระเป๋าสตางค์ของเราหายทั้งสามใบ” อ้ายตกใจมาก
       วรรณรสาจะร้องไห้ “หนูอ้าย”
       “เดี๋ยว ตั้งสติก่อนค่ะ ค้นดูในตัวเรา ในกระเป๋าเดินทาง ค้นให้ทั่วก่อนค่ะ”
       สามสาวลุกขึ้นทันที แล้วรีบสำรวจตามเสื้อผ้า และยังช่วยดูกันเองด้วย ภัทรเดินเข้ามา
       “เช็คบิลนะครับ”
       สามสาวหันมาทันที พูดพร้อมกัน
       “ยังค่ะ”
       ภัทรทำหน้างง
       “ยังไม่อิ่มเลย ขอสั่งเพิ่มละกันนะคะ”
       “ได้ครับ”
       วรรณรสา และเอื้อย มองหน้าอ้ายว่าสั่งเพิ่มทำไม จะยิ่งเดือดร้อนกว่าเดิม
      
       รถปกรณ์ในที่จอดของปั้ม เวลา กลางวัน(เนื่อง)
       กระเป๋าสตางค์ทั้งสามใบอยู่ในมือของปวรรุจ ปกรณ์หน้าเครียดอยู่ต่อหน้าสองพี่น้อง อิ่มหน้าเจื่อน ไม่กล้าสบตาปวรรุจและปกรณ์
       “กระเป๋าสตางค์ของรสา และคู่แฝดงั้นเหรอ”
       “ผมว่าใช่นะครับ...” อั๋นบอก
       “แล้วคุณอั๋นไปเจอที่ไหน”
       “ตกอยู่ในรถนี่ละครับ” อั๋นเหลือบมองอิ่ม “ผมเก็บไว้เพราะนึกว่าเป็นของอิ่ม แต่เมื่อกี้เอาไปคืนอิ่ม อิ่มบอกไม่ใช่ของตัว ผมเลยแน่ใจว่าสามสาวทำตกไว้ในรถแน่ๆ”
       อิ่มหายใจไม่ทั่วท้อง ปวรรุจและปกรณ์เครียดทันที
       “งั้นเราก็ต้องกลับไปคืนทั้งสามเดี๋ยวนี้”
       “หา...ต้องกลับไปเหรอคะ”
       ปวรรุจเสียงดังขึ้น “ต้องกลับซี นี่เรื่องใหญ่นะ”
       “รีบไปเถอะครับ”
       ปวรรุจ และ ปกรณ์ขึ้นรถทันที
       “เฮ้อ...โล่งอก เขาไม่สงสัยอิ่มนะคะ พี่อั๋น”
       อั๋นยังโกรธอยู่ “อยากให้สงสัยไหมล่ะอิ่ม ขึ้นรถเดี๋ยวนี้”
       สองพี่น้องขึ้นรถไป
      
       ขนมบนโต๊ะมากกว่าเดิม สามสาวทานไม่ลงมองหน้ากันจ๋อยๆ เอื้อยและอ้ายนับเศษเงินที่ยังเหลือติดกระเป๋าของทั้งสาม
       “โอย...ไม่พอหรอก มีแค่เศษเงิน แล้วหนูอ้ายไปสั่งเพิ่มมาได้ยังไง ยิ่งแพงกว่าเดิมอีกเท่าตัว” เอื้อยโวยวาย
       “ไม่สั่งเพิ่ม ก็ต้องจ่ายเงินน่ะซี นี่ยังพอถ่วงเวลาไปได้”
       “แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้”
       “บอกความจริงไปเลยดีไหม แล้วเดี๋ยวรสาจะไปโทร.ไปขอยืมเงินที่สถานทูตก่อน”
       “เขาจะยอมเหรอคะ เราต้องไปเบิกเงินที่แบงค์อีกนะ” เอื้อยวิตกไปหมด
       “งั้น....มีทางเดียวเท่านั้นละ” อ้ายบอก
       “ยังไง” วรรณรสาสงสัย
       “เผ่น”
       “หา...ไม่นะ หนูอ้าย
       “ไม่มีทางเลือกแล้วค่ะท่านหญิง รีบเผ่นเถอะ นายภัทรอยู่ในร้าน ยังไม่รู้ตัวหรอก”
       อ้ายเก็บกระเป๋า
       “เร็วค่ะ”
       เอื้อยฉุดวรรณรสาลุกขึ้น สามนางคว้ากระเป๋าเดินทาง แล้วรีบวิ่งออกไปทันที โชคร้ายภัทรออกมาจากร้าน แล้วเห็นสามสาววิ่งไปไกลแล้ว
       “อ้าว....คุณ....กินไม่จ่ายนี่”
       ภัทรวิ่งตามไป สามสาววิ่งกระเจิง
      
       สามสาวกำลังลากกระเป๋าวิ่งกระเจิงหนีมา มีภัทรวิ่งไล่ตามไม่ลดละ
       “หยุดนะ คุณยังไม่ได้จ่ายเงิน”
       “ว้าย นายภัทรตามมาแล้ว” อ้ายร้องลั่น
       “เอาไงดี” วรรณรสากังวลมาก
       “เพื่อความคล่องตัว ทิ้งสัมภาระก่อนค่ะ” เอื้อยบอก
       ทั้งสามทิ้งกระเป๋าเดินทาง แล้ววิ่งกระเจิงเข้าถนนฝั่งตรงข้าม ภัทรวิ่งตามมา กระโดดข้ามกระเป๋าสัมภาระทั้งสามใบที่ขวางทางเป็นที่วุ่นวาย
      
       ด้านปกรณ์ขับรถเลียบทะเลสาบมา ปวรรุจกับอั๋นมองหาสามสาว อิ่มนั่งหน้าเชิด
       “ไม่เห็นเลย”
       “ต้องมาทางนี้แน่ๆ เพราะทางไปสถานีรถไฟ” ปกรณ์มั่นใจ
       อั๋นเห็นกระเป๋า “นั่นครับ กระเป๋าถูกทิ้งไว้”
       ปกรณ์จอดรถข้างทางทันที ทั้งสามชายวิ่งจากรถมาดูกระเป๋าของสามสาว
       “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกเธอทิ้งกระเป๋าไว้แบบนี้” ปวรรุจแปลกใจมาก
       “ต้องเกิดเรื่องแน่ๆ”
       “ทิ้งกระเป๋าไว้ตรงนี้ แสดงว่าต้องหนีอะไรสักอย่าง คงอยู่ไม่ไกลแถวนี้หรอก แยกกันตามหาเลย”
       ปวรรุจและ ปกรณ์ข้ามถนนไปพร้อมกัน อั๋นหันมาที่อิ่มที่ยืนสะใจอยู่
       “เพราะอิ่มคนเดียว งานนี้น้องต้องไปขอโทษทั้งสามคนนั่น”
      
       สาวอวบหน้าเชิด ไม่สนใจไม่สำนึกใดๆ อั๋นถอนใจเฮือกใหญ่ระอาเหลือ แล้วตัดใจวิ่งตามหาสามสาวไปอีกคน


  


       สามสาวพากันวิ่งเตลิดเข้ามาในตรอกแคบๆ ทั้งสามวิ่งมาถึงทางแยก วรรณรสาวิ่งนำมาก่อนและพอพ้นแยกท่านหญิงรสาเลี้ยวเข้าตัวตึกเก่ารูปทรงโบราณ
      
       แต่อ้ายและเอื้อยไม่รู้จึงวิ่งเลยไป ภัทรวิ่งตามแฝดมาทิ้งระยะไม่มาก วรรณรสาหลบอยู่ในตัวตึกที่ดูทึบทึมและน่ากลัว
       ส่วนอ้ายและเอื้อยวิ่งไม่คิดชีวิต เลี้ยวมามุมหนึ่ง หอบตัวโยน
       “หนูอ้าย ท่านหญิงล่ะ”
       “ไม่รู้”
       เอื้อยเหลือบมองไป “อ้าย นายภัทรมันไล่ตามเรามาแล้ว”
       สองสาวกรี๊ดแตก แล้ววิ่งกระเจิงไปข้างหน้าที่เป็นทางสามแพร่ง แฝดเลี้ยวไปทางหนึ่ง
      
       ภัทรวิ่งตรงมา มีเสียงตะโกนมาจากเบื้องหลัง เป็นปกรณ์และคุณอั๋นวิ่งตามมา
       “เฮ้ย ภัทร”
       “อ้าว...พี่ ปกรณ์ มาได้ไงเนี่ย” ภัทรหยุด ถาม
       “ตามหาคนอยู่ แกเห็นสาวฝาแฝดหน้าหมือนญี่ปุ่นไหม กับสาวสวยอีกคน”
       “นี่ละครับที่ผมวิ่งไล่ตามอยู่”
       “หา...ไล่ตาม”
       “เอางี้ ทางข้างหน้านี่มันมาบรรจบกัน พี่เลี้ยวไปดักทางนู้น ผมจะดักทางนี้เอง”
       ภัทรวิ่งไปเลย ไม่ทันฟังคำถามปกรณ์
       “เฮ้ย...แล้วแกวิ่งไล่เขาทำไม”
       อั๋นรีบบอก “ไปทางนี้ก่อนเถอะครับ”
       สองหนุ่มเลี้ยวไปตามที่ภัทรบอก
      
       แฝดวิ่งกระเจิงมาอีกตรอกหนึ่ง
       “เร็วหนูเอื้อย”
       “เราจะถูกจับรึเปล่า”
       “ไม่ถูกจับหรอกถ้าเราหนีทัน ไปเร็ว”
       แฝดวิ่งมาถึงอีกทางเลี้ยว และโดยไม่ทันรู้ตัว สองสาวปะทะโครมใหญ่เข้ากับร่างบึกบึนของปกรณ์ และอั๋น อ้ายปะทะปกรณ์ จนปกรณ์เสียหลักหงายล้มลงไปโดยมีร่างของอ้ายหล่นล้มทาบทับไปทั้งตัว
       ส่วนเอื้อย ชนอั๋นจนหมุนคว้าง เอื้อยกำลังเสียหลักจะล้มไป แขนแข็งแรงของอั๋นรวบร่างเอื้อยไว้ได้แต่ก็เซล้มไปด้วยกัน
       ร่างอ้ายนอนทาบทับไปบนร่างปกรณ์ หน้ากับหน้าสองคนตรงกันพอดีเป๊ะ
       ร่างเอื้อยล้มไปในอ้อมแขนของอั๋น ทั้งสองประสานสายตากัน
       อ้ายและ ปกรณ์ตะลึงงันกันไป ส่วนอั๋นและเอื้อยส่งสายตาหวานซึ้งให้กัน
       ภัทรวิ่งมาถึง แล้วเป็นงง เพราะหนุ่มสาวทั้งสองคู่กำลังอยู่ในภวังค์
       “อ้าว...เป็นอะไรไปล่ะเนี่ย คุณ คุณ”
       ภัทรข้ามาสะกิดหลังอ้ายยิกๆ จนอ้ายสะดุ้ง
       “อุ๊ย...”
       อ้ายรีบขยับออกจากร่างของปกรณ์อย่างเร็ว ปกรณ์ก็รีบลุก ดึงร่างอ้ายลุกขึ้น อั๋นช่วยดึงเอื้อยลุกตาม
       ทั้งสองเกิดอาการอายม้วนเขินไปด้วยกัน
       “เอาละ ไม่ต้องคิดหนีเลยนะครับ เราจับคุณได้แล้ว” ภัทรบอกสองแฝด
       ปกรณ์มองหน้าภัทร
       “ขอบคุณมากครับพี่ปกรณ์ ที่พี่ช่วยผมจับยายโจรแฝดสองคนนี่”
       ปกรณ์งง “เดี๋ยว....โจรไหนวะ”
       “อ้าว...ก็ยายสองคนนี่ไง กินฟรีไม่ยอมจ่าย แถมหนีกระเจิง”
       อ้ายชะงัก “คุณปกรณ์รู้จักคุณภัทรเหรอคะ”
       “มันเคยเสิร์ฟอยู่ที่ร้านผมน่ะครับ”
       อ้ายดีใจ “ดีเลย...ช่วยพูดให้หน่อยนะคะ”
       เอื้อยรับเสริม “เราไม่ได้เจตนาที่จะหนีนะคะ แค่กำลังจะหาโทรศัพท์ โทร.ไปหาแหล่งที่จะยืมเงินได้”
       “แล้วพอผมวิ่งตาม ทำไมถึงวิ่งหนี”
       เอื้อยกะอ้าย พูดไม่ออก
       ปกรณ์ตัดบท “เออ เอาอย่างนี้ หนูเอื้อย หนูอ้าย เป็นเพื่อนฉัน แล้วเขาก็ทำกระเป๋าสตางค์ตกในรถฉัน มันถึงเกิดเหตุขึ้น เราไปเคลียร์ปัญหากันที่ร้านแกดีกว่านะ”
       ท่าทีภัทรอ่อนลงเมื่อรู้ว่าสองสาวทำกระเป๋าหาย
      
       วรรณรสาเดินฝ่าความมืดเข้าไปในตัวอาคาร โดยไม่รู้ว่าเป็นอาคารร้าง เห็นแสงสว่างรำไรอยู่ที่ปลายทาง ท่านหญิงรสาเดินตรงไปที่ปลายทางนั้น ยินเสียงฝีเท้าสะท้อนดังก้อง วรรณรสาเริ่มหวาดหวั่น เพราะเหตุการณ์เดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นกับตนเมื่อครั้งเยาว์วัย
      
       ตอนกลางวันวันนั้น เด็กหญิงวรรณรสาเดินหลงอยู่ในบ้านร้างหลังวังอรุณรัศมิ์
       “พี่ชายรุจ....อย่าแกล้งหญิงแบบนี้นะ พี่ชายรุจอยู่ที่ไหน หญิงกลัวความมืด ฮือ...”
      
       วรรณรสากลัวจับจิตเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น พยายามเดินมาตามทาง เอามือคลำผนังที่ทั้งชื้นและแฉะ
       “ช่วยด้วย...ฉัน...ฉันกลัวความมืด ช่วยที มีใครอยู่บ้าง”
       ทว่าเสียงสะท้อนก้องกลับมา
       “มีใครอยู่บ้าง...มีใครอยู่บ้าง...มีใครอยู่บ้าง”
      
       วรรณรสาขนลุกเกรียวกับเสียงสะท้อนชวนสยองขวัญนั้น


  


       และเสียงนั้นเองทำให้ภาพจำสมัยวัยเด็กผุดขึ้นมาหลอกหลอนท่านหญิงจนได้
      
       ครั้งนั้นเด็กหญิงวรรณรสาเดินจะออกไปด้านหลัง มีกองไม้ระเกะระกะอยู่ ท่านหญิงตัวน้อยก้าวเหยียบย่างผ่านไป
       “พี่ชาย หญิงกลัว ช่วยหญิงด้วย หญิงจะไม่ดื้อกับพี่ชายรุจอีกแล้ว ฮือ ฮือ”
       เด็กหญิงวรรณรสาหยุดชะงักตัวแข็งทื่อ เมื่อมองไปเห็นงูตัวยาวใหญ่ลำตัวดำมะเมื่อมกำลังเลื้อยอยู่เบื้องหน้า วรรณรสาขยับร่างไม่ได้ ช็อกเพราะความกลัว
      
       วรรณรสาดึงตัวเองกลับมา เพ่งมองไปที่พื้นเบื้องหน้าเขม็ง เห็นอะไรบางอย่างเป็นเงาเลื่อมเหมือนเกร็ดงู ท่านหญิงกรีดร้องผงะ ไปติดผนัง แสงสว่างเจิดจ้าปะทะเข้าหน้าจังๆ พร้อมๆ กับที่ประตูตรงสุดห้องโถงเปิดออก วรรณรสาเพ่งมองไป
       ภาพจำในวัยเด็กตอนท่านหญิงรสาผุดขึ้น ครานั้นเด็กหญิงวรรณกรีดร้องลั่น แสงจากประตูสุดห้องโถงส่องเข้ามา เห็นร่างของเด็กชายปวรรุจวัยวิ่งเข้ามาพร้อมไม้ยาวในมือ
       “พี่ชาย...ช่วยด้วย งูมันจะกัดรสา”
       ชายรุจเขี่ยงูกระเด็นพ้นไป ท่านหญิงรสากรีดร้อง ปวรรุจกอดวรรณรสาแน่น
      
       ภายในปราสาทร้างร่างของปวรรุจยืนเป็นเงาดำอยู่กลางแสงสว่าง ปวรรุจวิ่งตรงมาหาวรรณรสา ที่แท้พื้นที่ท่านหญิงเห็นเป็นเงาเลื่อมพรายนั้น ความจริงคือเศษกระเบื้องเป็นลวดลายที่ตกอยู่ที่พื้น
       “รสา”
       วรรณรสาผวาเข้ากอดร่างปวรรุจไว้ ซบหน้ากับแผงอกแกร่งกำยำ
       “พี่ชาย ช่วยด้วย ช่วยรสาด้วย”
       “ไม่เป็นไรแล้วรสา”
       “งู งูเลื้อยอยู่ตรงนั้น”
       “ไม่ใช่หรอกรสา มันแค่เศษกระเบื้องน่ะ”
       วรรณรสายังหลับตาปี๋ด้วยความกลัว ซบหน้ากับอกของปวรรุจอยู่อย่างนั้น
       “พี่ชายอย่าแกล้งรสาแบบนี้อีก รสากลัวความมืดพี่ชายก็รู้”
       ปวรรุจมองรสาอย่างฉงนสนเท่ห์ นึกสงสัยในเรื่องราวชีวิตของวรรณรสา
       “รสาจะไม่ดื้อกับพี่ชายอีกแล้ว”
       ปวรรุจตระกองกอดหญิงสาวไว้ สัมผัสนั้นทำให้วรรณรสาค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา ลืมตาขึ้นมองปวรรุจ
       “คุณชาย”
       วรรณรสาตกใจ รีบผละจากอ้อมแขนของปวรรุจทันควัน
       “เกิดอะไรขึ้น”
       ปวรรุจเยื้อนยิ้มให้อย่างอบอุ่น “เราออกไปจากที่นี่ก่อนดีกว่า”
       ปวรรุจยื่นมือให้วรรณรสาจับ ประคองลุกขึ้น แล้วพาออกไปทางประตูที่แสงสว่างลอดเข้ามา
      
       ไม่นานนัก ปวรรุจและวรรณรสาเดินออกมาจากตัวอาคาร
       “เห็นไหม ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด” ปวรรุจบอก
       “น่าอายจังที่ฉันกลัวจนขาดสติแบบนี้”
       “เธอร้องเหมือนเด็กๆ คงเป็นวัยเด็กของเธอละมัง”
       “ใช่ค่ะ”
       “เกิดอะไรขึ้น เล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม”
       วรรณรสาหลบตา ด้วยกลัวว่าเล่าแล้วปวรรุจจะรู้ว่าคือเรื่องของเขาเอง
       “เรื่องของฉันมันก็แค่เรื่องเด็กๆ ไร้สาระแค่นั้น”
       “แต่มันต้องสำคัญกับเธอมาก และการที่เธอได้ระบายมันออกมา มันอาจจะช่วยให้เธอรู้สึกผ่อนคลายกับมันมากขึ้น”
       “คุณชายอยากฟังจริงๆ เหรอคะ”
       ปวรรุจยิ้มบางๆ “จริงซี ฉันอยากฟังเรื่องทั้งหมด รวมทั้งเรื่องของ “พี่ชาย” ของเธอ ที่แกล้งเธอนั่นด้วย”
       วรรณรสายิ้มและเริ่มต้นเล่าเรื่องในวัยเด็ก
       “ค่ะ พี่ชายคนนั้นเขาไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของฉันหรอก แต่เขาก็เป็นพี่ชายคนเดียวที่ยอมเล่นกับฉัน ทั้งๆ ที่เขารู้ว่าการมาเล่นกับเด็กผู้หญิงเอาแต่ใจตัวเองอย่างฉัน มันน่าเบื่อแค่ไหน”
      
       ฝ่ายปกรณ์ อ้าย เอื้อย อั๋น และอิ่ม รออยู่ที่โต๊ะเดิมหน้าร้านภัทร กระเป๋าเดินทางของสามสาวถูกเก็บตั้งอยู่ที่เดิมแล้ว อิ่มทำหน้าไม่พอใจที่แฝดกลับมา
       “คุณปกรณ์คะ ท่านหญิงหายไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้” เอื้อยเอื้อนเอ่ย ในท่าทีวิตก
       “เจ้ารุจก็หายไปด้วย”
       “ไปตามกันไหมคะ” แฝดพี่จอมห้าวเสนอ
       “ผมว่าเรารออยู่ที่นี่ดีกว่าครับ เดี๋ยวจะคลาดกันอีก” อั๋นว่า
       ระหว่างนั้นภัทรเดินหน้าเครียดออกมา
       “นี่ครับ...ทางร้านคิดค่าปรับคุณสามคน เป็นเงินสามเท่าของราคาอาหาร”
       สองสาวแฝดมองหน้ากัน ดูบิลที่ภัทรส่งให้
       “ว้าย...เราไม่มีเงินจ่ายขนาดนั้นหรอก” อ้ายร้องอย่างตกใจ
       “ต้องรอรสาน่ะค่ะ ถึงจะจ่ายได้” เอื้อยบอก
       “งั้นผมจ่ายให้ก่อนก็แล้วกัน”
       ปกรณ์ควักเงินสดฟรังก์สวิสออกมายื่นให้ภัทร แฝดยิ้มดีใจ อ้ายมองปกรณ์อย่างเป็นปลื้มและเทิดทูน
      
       สองคนเดินเคียงกันอยู่ตรงทางเดินสวยริมทะเลสาบเจนีวา วรรณรสาเล่าเรื่องราวครั้งอดีตให้ปวรรุจฟังต่อเนื่องจนจบ
       “เรื่องราวของฉันก็มีเท่านี้ค่ะ”
       “เรารอตรงนี้ก่อนละกัน เดี๋ยวทั้งหมดก็คงตามกันมาสมทบที่นี่”
       ทั้งสองหยุดที่ริมทะเลสาบสวย
       “ค่ะ”
       ปวรรุจครุ่นคิด
       “อืมม์...เรื่องราวของเธอมันคล้ายๆ เรื่องของฉันเหมือนกันนะ”
       วรรณรสาสะดุ้งเล็กๆ “ยังไงคะ”
       ปวรรุจหยุดผินหน้ามองไปยังผืนน้ำสีน้ำเงินเข้มเบื้องหน้า
       “เรื่องของฉันกับพระองค์หญิงองค์น้อยองค์นึง”
       วรรณรสามองปวรรุจอย่างคาดหวัง
       “ใครคะ”
       “หม่อมเจ้าหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์ หรือที่เรียกกันว่า ท่านหญิงแต้ว”
       วรรณรสายิ้มกว้างออกมา ปวรรุจไม่ทันสังเกตเพราะมองเหม่อไปในสายน้ำ
       “แล้วเรื่องมันคล้ายกันยังไงคะ”
       “ฉันเคยแกล้งหญิงแต้ว พาเข้าไปในตึกร้างหลังวังท่านหญิงน่ะซี เหมือนเรื่องของเธอเลย”
       “เหรอคะ แล้วเกิดอะไรขึ้น” วรรณรสาตื่นเต้นยิ่งนัก
      
       ปวรรุจหันมายิ้มเศร้าๆ เล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเล่าด้วยสายตาหม่นที่ทอดยาวออกไปเบื้องหน้า


      ครั้งนั้นเด็กชายปวรรุจพาเด็กหญิงวรรณรสา มาหยุดยืนหน้าตึกร้างหลังวังอรุณรัศมิ์ ท่านหญิงรสายังอุ้มตุ๊กตากระต่ายไว้ในอ้อมอก
      
       “พี่ชายพาหญิงมาที่นี่ทำไม น่ากลัวออก กลับเถอะ”
       ปวรรุจมองวรรณรสาอย่างหมั่นไส้เต็มที
       “ยังกลับไม่ได้ หม่อมอยากเข้าไปเล่นในนั้น”
       “ไม่นะ ในนั้นมีผีสิง พาหญิงกลับเดี๋ยวนี้”
       “ไม่”
       “พาหญิงกลับเดี๋ยวนี้”
       ปวรรุจกระชากตุ๊กตาจากวรรณรสา
       “เอามานี่นะ”
       “อยากได้ก็ตามไปเอาในตึกนั่น”
       ปวรรุจวิ่งหายเข้าไปในตึกร้าง วรรณรสาตกใจ
       “เอาพี่กระต่ายของหญิงคืนมา”
       วรรณรสาจะร้องไห้ ปวรรุจชะโงกหน้ามาจากหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งแตก ด้านใน
       “อยากได้ก็มาเอาเองซี”
       วรรณรสาสะอื้นเบาๆ แล้วตัดสินใจเดินเข้าไปในตึกร้างด้วยท่าทีหวาดกลัวมากๆ
       ในที่สุดเด็กหญิงวรรณรสาพาตัวเองเข้ามาอยู่ในโถงของตึกร้าง แสงส่องจากเพดานผุๆ สาดเป็นลำเข้ามายิ่งดูน่าสะพรึงกลัว
       “พี่ชายรุจ เอาพี่กระต่ายคืนมานะ พี่ชายรุจอยู่ไหน มันมืด หญิงกลัว มีผีสิงในนี้จริงๆ”
       เด็กชายชายปวรรุจแอบอยู่นอกอาคารแล้ว ได้ยินเสียงวรรณรสาตะโกนมาจากด้านใน ก็หัวเราะคิกคัก วางกระต่ายไว้ที่คาคบไม้เตี้ย ๆ
       ในตึกร้างท่านหญิงตัวน้อยยังอยู่ในอาการหวาดหวั่นขวัญผวา ร้องเรียกหาปวรรุจไม่หยุด
       “พี่ชายรุจ....อย่าแกล้งหญิงแบบนี้นะ พี่ชายรุจอยู่ที่ไหน หญิงกลัวความมืด ฮือ...”
       เด็กหญิงวรรณรสา เดินมาจะออกไปทางด้านหลัง ซึ่งมีกองไม้ระเกะระกะ วรรณรสาก้าวเหยียบผ่านไป
       “พี่ชาย หญิงกลัว ช่วยหญิงด้วย หญิงจะไม่ดื้อกับพี่ชายรุจอีกแล้ว ฮือ ฮือ”
       วรรณรสาหยุดชะงักตัวแข็งทื่อ เมื่อมองไปเห็นงูตัวยาวใหญ่ผิวดำมะเมื่อมื กำลังเลื้อยอยู่เบื้องหน้า ท่านหญิงขยับตัวไม่ได้ ช็อคเพราะความกลัว วรรณรสากรี๊ดลั่น
       เด็กชายปวรรุจที่อยู่นอกตึกสะดุ้ง ยินเสียงกรี๊ดดังมาจากในตึก
       “ท่านหญิง”
       ปวรรุจวิ่งกลับเข้ามาในตึก เห็นเด็กหญิงวรรณรสาทรุดนั่งกลัวงูจนตัวสั่น ปวรรุจเห็นงูรีบหยิบไม้เขี่ยงูพ้นไป
       งูเลื้อยหนีไปทันที
       “ท่านหญิง”
       วรรณรสาครางฮือฮือ
       “ไม่ต้องกลัวแล้ว หม่อมมาช่วยแล้ว”
       วรรณรสานิ่งไป เหมือนเป็นลม
       “ท่านหญิง หม่อมขอโทษ อย่าเป็นอะไรนะ”
       เด็กชายปวรรุจดึงวรรณรสาให้ขี่หลัง แล้วพาออกมาจากอาคาร
       ปวรรุจหน้าซีดเผือด แบกร่างของวรรณรสาที่หมดสติซบหน้ากับไหล่ของปวรรุจ คุณชายวางร่างท่านหญิงรสาลง วรรณรสาหลับนิ่งไม่ไหวติง
       “ท่านหญิง หม่อมไม่ได้ตั้งใจ ประทานอภัยให้หม่อมด้วย” ปวรรุจน้ำตาไหลพราก
       “ท่านหญิง อย่าทรงเป็นอะไรนะ ไม่อย่างนั้นหม่อมจะไม่ยกโทษให้ตัวเองไปทั้งชีวิต”
       ปวรรุจสะอื้นกับร่างแน่นิ่งของวรรณรสาอยู่อย่างนั้น ด้วยความรู้สึกผิดในใจ
       ปวรรุจเล่ามาถึงตรงนี้ และนั่งนิ่งอยู่ริมทะเลสาบ วรรณรสามองปวรรุจอย่างปลื้มปิติ ที่คุณชายยังจำทุกอย่างเกี่ยวกับเธอได้
       “ฉันรู้สึกผิดมาจนถึงทุกวันนี้ ที่แกล้งหญิงแต้วจนเธอหมดสติไป ฉันน่าจะดูแลหญิงแต้วให้ดีตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่” ปวรรุจบอก
       “คุณชายบอกเองว่าหญิงแต้วดื้อและเอาแต่พระทัย เล่นด้วยไม่สนุกนี่คะ”
       “ก็ใช่...แต่ฉันก็ไม่ควรแกล้งท่านหญิง ให้ทรงเข้าไปในที่อันตรายอย่างนั้น ถ้างูตัวนั้นฉกกัดท่านหญิง และท่านหญิงเป็นอะไรไป ฉันคงไม่มีวันยกโทษให้ตัวเองอีกเลย”
       ได้ฟังดังนั้น วรรณรสายิ่งปลื้มใหญ่
       “คุณชายจำทุกอย่างของท่านหญิงได้เหรอคะ”
       “ไม่เคยลืม ยิ่งวันสุดท้ายที่ฉันได้เจอท่านหญิง และรู้ความจริงบางอย่าง ฉันยิ่งไม่มีวันลืมท่านหญิงอีกเลย”
       “ความจริงอะไรคะ” วรรณรสาเนื้อเต้น อยากรู้เต็มทน
      
       ปวรรุจกำลังจะเล่า แต่แล้วปกรณ์วิ่งตรงมาหาขัดจังหวะ
       “คุณชาย คุณรสา โธ่....มาอยู่ที่นี่เอง”
       “เป็นไงบ้างปกรณ์”
       “หนูอ้าย หนูเอื้อยล่ะคะ”
       “รออยู่ที่ร้านแล้วครับ เคลียร์ค่าปรับให้เรียบร้อยแล้ว ไปเถอะ” ปกรณ์บอก
       ทั้งสามเดินกลับร้าน วรรณรสาเสียดายที่ไม่ได้ฟังเรื่องของ ปวรรุจต่อ
      
       สามสาวแยกมานั่งอยู่ที่โต๊ะเดิมหน้าร้านลำพังสามคน เอื้อยเอ่ยขึ้น
       “นึกว่าท่านหญิงหายไปข้างไหนเสียแล้ว ที่แท้อยู่กับคุณชายรุจนี่เอง”
       “หญิงหลบเข้าไปในตึกร้างน่ะ แล้วเดินหลง คุณชายช่วยตามหญิงออกมา”
       อ้ายและเอื้อยยิ้มให้กัน
       “ก็เลยคุยกันกระหนุงกระหนิง” อ้ายว่า
       วรรณรสาค้อนแฝด
       “หนูอ้ายคงนึกไม่ถึงหรอกว่าคุณชายพูดเรื่องอะไรกับรสา”
       “แล้วเรื่องอะไรล่ะคะ” อ้ายอยากรู้
       “คุณชายพูดเรื่องของรสาล้วนๆ “หญิงแต้ว” ในวัยเด็ก”
       เอื้อยตาโต “หา...อย่าบอกนะคะว่าท่านหญิงบอกความจริงคุณชายไปแล้วว่าท่านหญิงคือใคร”
       “เปล่าเลย...แต่คุณชายยังจำเรื่อง “หญิงแต้ว” ได้ต่างหาก จำสมัยที่เราเล่นกันที่สวนหลังวังได้อย่างแม่นยำเลยด้วย เล่าออกมาเป็นฉากๆ เลยละ”
       “คุณชายเล่าเรื่องท่านหญิงให้ฟัง โดยไม่รู้เลยว่าคือเรื่องของท่านหญิงเอง” อ้ายงงปนขำ
       “ใช่แล้ว”
       “แสดงว่าคุณชายไม่เคยลืมท่านหญิงเลย” เอื้อยว่า
       “จ้ะ...เพียงแต่เขาจำรสาในวันนี้ไม่ได้เท่านั้นเอง”
      
       วรรณรสามีสีหน้าสลดไป


  


       ระหว่างนั้นปวรรุจ ปกรณ์ และภัทรเดินออกมาจากร้าน ภัทรยังมองสามสาวอย่างไม่เป็นมิตร
      
        “โอเคนะ ทุกอย่างเคลียร์แล้ว จ่ายค่าปรับแล้ว และสามสาวนั่นเขาก็ขอโทษนายแล้วด้วย”
        “ครับพี่...แต่ผมไม่เข้าใจจริงๆ พี่ไปคบกับยายสามคนจอมโกงนี่ได้ยังไง”
        ปกรณ์เลยงง “อ้าว...ฉันก็บอกนายแล้ว เขาไม่ได้โกง เขาแค่ลืมกระเป๋าสตางค์ สามคนนี่รวยกันทั้งนั้น”
        “ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็นคนคนรวยโรคจิต ชอบแกล้งชาวบ้าน” ภัทรว่า
       “ยังไงวะ” ปกรณ์งง
       สามสาวตรงมาขัดการสนทนาพอดี
        “ขอเราใช้ห้องน้ำหน่อยนะคะคุณภัทร คงไม่มีปัญหา” อ้ายว่า
        “เชิญครับ ไม่มีปัญหาครับ แต่ขอเตือนหน่อย อย่าไปหลอกชาวบ้านเขาแบบนี้ โดยเฉพาะคนไทยอย่างผม”
        “เอ๊ะ คุณพูดเรื่องอะไร” วรรณรสางง
        “ก็เรื่องที่คุณอ้างว่าคุณเป็นท่านหญิงน่ะซีครับ คุณรสา”
       สามสาวอ้าปากค้าง ปวรรุจมองตรงมาที่วรรณรสาเขม็ง ท่านหญิงรสาอึ้งพูดไม่ออก
        “ถึงผมจะอยู่ไกลบ้านไกลเมือง ผมก็ไม่ใช่ไอ้โง่ที่พวกคุณมาหลอกกันได้ง่ายๆ เชิญเข้าห้องน้ำ แล้วรีบออกไปจากร้านผมเลยครับ”
       ภัทรหน้าตึงกลับเข้าร้านไป
        “พวกคุณหลอกนายภัทรว่าเป็นท่านหญิงเหรอ” ปกรณ์ถาม
        “เออ...คือ เราพูดเล่นกันน่ะค่ะ นายภัทรมาได้ยินเข้า ก็คิดเป็นตุเป็นตะว่าเป็นเรื่องจริง”
        “แต่ก็ไม่สมควรไปหลอกเขาแบบนั้น”
       วรรณรสาหลบตาปวรรุจที่มองมาอย่างดุๆ อ้ายและเอื้อยหน้าเจื่อนไป
        “รสา ขอคุยส่วนตัวสักเดี๋ยวเถอะ”
       ปวรรุจออกเดินนำ วรรณรสาตามไป สาวแฝดและปกรณ์มองตามอย่างเป็นห่วง
      
       ปวรรุจเดินนำ วรรณรสาตามมา พอห่างจากคนอื่นๆ ปวรรุจก็เฉ่งท่านหญิงทันที
        “ฉันไม่นึกว่าเธอจะชอบเล่นตลกแผลงๆ แบบนี้”
        “ยังไงคะ”
        “ก็อ้างตัวเป็นท่านหญิงน่ะซี”
        “อ้าย เอื้อยแกล้งพูดเล่นขึ้นมา เขาไม่ได้ตั้งใจ” วรรณรสาบอก
        “แต่เธอก็รับสมอ้างไม่ใช่เหรอ ถ้ามีคนเข้าใจผิดเธอก็ควรจะรีบแก้ไขเสีย เรื่องพระยศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เธอไม่ควรเอามาล้อเล่น”
        วรรณรสาฉุน “เหรอคะ ที่คุณชายเตือนฉัน เพื่อให้ฉันเคารพในตัวคุณชายมากขึ้นกระมัง ให้สมกับความเป็น “หม่อมราชวงศ์” ของคุณชาย”
        “รสา...ทำไมพูดอย่างนั้น ฉันไม่ได้คิดถึงตัวเองแม้แต่น้อย แต่ที่เตือนเธอเพราะเธอเคยพูดเองว่า เธอไม่ชอบ “การหลอกลวง” ไม่ใช่หรือแต่ทำไมเธอกลับทำเสียเอง”
       วรรณรสาโกรธที่เถียงไม่ออก เพราะบอกความจริงไม่ได้ น้ำตารื้น
        “ฉันขอยืนยันว่าฉันไม่เคยโกหกหลอกลวงใคร สักวันนึงคุณชายคงทราบ”
       วรรณรสาสะบัดกลับด้วยความน้อยใจ ปวรรุจมองตามอย่างเสียใจไม่น้อย
      
       ด้านสาวแฝดกำลังเดินมาเพื่อจะเข้าห้องน้ำของร้านนั้น ก็บังเอิญได้ยินอั๋นกำลังคุยเครียดอยู่กับอิ่ม
      
        “ไม่ค่ะ อิ่มไม่ขอโทษ” สาวอวบยืนกรานเสียงแข็ง
        “เดี๋ยวเราก็จะต้องแยกกับทั้งสามแล้ว เราจะไม่เจอเขาอีกแล้ว อิ่มควรจะรู้ว่าอิ่มทำผิด และไปขอโทษเขาเสีย ในฐานที่ตัวเองขโมยกระเป๋าสตางค์ของเขา” อั๋นว่า
       สาวแฝดอ้าปากค้าง อ้ายของขึ้นทันควัน
       “อ้อ นังตุ่มนี่เอง”
       พร้อมกันนั้นอ้ายจะเข้าไปเอาเรื่อง เอื้อยรั้งไว้
        “ฟังก่อน หนูอ้าย”
        “ไม่ใช่เรื่องที่อิ่มจะต้องไปขอโทษ ยายสามตัวนั่นมาระรานอิ่มก่อน พี่อั๋นไม่ต้องมาสั่งอิ่มนะคะ ถ้าสั่งมาก ๆ อิ่มจะไปฟ้องคุณพ่อ”
       อั๋นสลดไปทันที
        “คงจำได้นะคะ คราวที่แล้ว