กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 7] อาญารัก

Arya.jpg
24-3-2013 13:43



อาญารัก



ออกอากาศ : ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.30 น. ทางช่อง 7 สี
บทประพันธ์โดย : จำลักษณ์
บทโทรทัศน์โดย : วรพันธ์ รวี
กำกับการแสดงโดย : จรูญ ธรรมศิลป์
ผลิตโดย : บริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด
ควบคุมการผลิตโดย : สยม สังวริบุตร



รายชื่อนักแสดง



อานัส  ฬาพานิช   รับบท   ขุนภักดีภูบาล
จีรนันท์ มะโนแจ่ม   รับบท   เนียน  
มรกต  กิตติสาระ   รับบท   สน  
นุสบา ปุณณกันต์   รับบท   คุณเรียม  
ดวงดาว จารุจินดา   รับบท   ทองจันทร์   
ทราย เจริญปุระ   รับบท   ช้อย   
นภัสกร มิตรเอม   รับบท   เสือหนัก   
ธาราเขต เพ็ชร์สุกใส   รับบท   แดงน้อย  
โตนนท์ วงศ์บุญ   รับบท   เทิดศักดิ์   
อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์   รับบท   ทานตะวัน   
ทิสานาฏ ศรศึก   รับบท   เนื้อทอง  
บอล เชิญยิ้ม   รับบท   นายเอก  
ฐรินดา กรรณสูต   รับบท   ป้าแพร   
ปราบ ยุทธพิชัย   รับบท   ลุงโพล้ง (เสือโพล้ง)   
อำภา ภูษิต   รับบท   ยายอ่อน   
อิทธิกร สาธุธรรม   รับบท   ไอ้เหิม  
ธนา สินประสาสธน์   รับบท   หมอเสน่ห์  
สุรบดินทร์ สมบัติเจริญ   รับบท   เจ้าแทน   
จารุศิริ ภูวนัย   รับบท   นางกบ  
ดนยา รัตนธาดา   รับบท   นางแมว   
กฤษฏา สุภาพพร้อม   รับบท   แช่ม   
พอเจตน์ แก่นเพชร   รับบท   นายน้อม  
สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์   รับบท   แดง
พลรัตน์ รอดรักษา   รับบท   กำนันแสง  
กรองทอง รัชตะวรรณ   รับบท   คุณนายใจอีกา  
นราวัลย์ จันทร์เจริญ   รับบท   ครูนฤมล   
สรพงษ์ ชาตรี   รับบท   พระครู  
สมภพ เบญจาธิกุล   รับบท   ท่านเจ้าพระยา   
นุสรา สุขหน้าไม้   รับบท   บุหลัน



เรื่องย่อ ละครอาญารัก



          ณ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่บ้านของขุนภักดีภูบาลอันใหญ่โต เป็นที่นับหน้าถือตา วันหนึ่ง น้อม ข้าเก่าท่านหมื่นผู้เป็นบิดาของขุนภักดีภูบาล ได้เข้ามาขอกู้เงินจากขุนภักดีฯ แต่ไม่พบตัวท่านขุน คุณเรียมภรรยาเอกท่านขุนจึงให้นายน้อยยืมเงิน 2 ชั่ง เพื่อไถ่ถอนที่นาและรักษาตัวที่เรื้อรังมานาน น้อมซาบซึ้งในพระคุณ จึงยกเนียน ลูกสาวให้เป็นข้ารับใช้ของท่าน เนียนเป็นเด็กสาวหน้าตาหมดจด มีกิริยาเรียบร้อย คุณเรียมจึงเอ็นดูเลี้ยงไว้ในฐานะน้องสาว อยู่ในเรือนเดียวกัน นอกจากคุณเรียมแล้ว ขุนภักดียังมีภรรยาอีกคนคือคุณสน ลูกสาวกำนันฐานะดี คุณสนเป็นคนโปรดของท่านขุน เมื่อเห็นท่านขุนมีท่าทีสนใจเนียน ทำให้ ช้อย สาวใช้ประจำตัวคอยยุยง คุณสนจึงหาทางทำลายเนียน เนียนถูกกลั่นแกล้งต่าง ๆ นา ๆ ท่านขุนก็เมตตาสงสาร และรักเนียนยิ่งขึ้น เนียนลำบากใจ เพราะเธอเคยมีครอบครัวแล้ว สามีตาย ส่วนลูกชายที่ยังเล็กก็ฝากให้ยายแพรเป็นคนเลี้ยงดู

          ต่อมาพ่อของเนียนเสียชีวิตท่านขุนจัดงานศพให้อย่างดี เนียนสำนึกในบุญคุณจึงยอมเป็นเมียท่านขุน โดยเก็บเรื่องลูกไว้เป็นความลับ คุณสนจ้างเหิม ลูกน้องของพ่อกำนันให้ข่มขืนเนียน เหิมชวนหนักและโพล้งร่วมทำการโดยไม่รู้ว่าเสือหนักเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของเนียน จึงถูกซ้อนแผน คุณสนและช้อยจึงเป็นผู้รับเคราะห์แทน คุณสนและช้อยอาฆาตเนียนมากขึ้น สนตั้งท้องอันเกิดกับเสือหนัก แต่เธอโกหกท่านขุนว่าเป็นลูกของเธอกับท่านขุน ขณะเดียวกัน คุณเรียมและเนียนก็ตั้งท้องเช่นกัน เสือหนักลอบเข้ามาพบเนียน แจ้งข่าวเรื่องลูกที่กำลังป่วยหนัก ต้องการเงินรักษา คุณสนกับช้อยบังเอิญพบเข้าจึงนำความไปบอกท่านขุนว่าเนียนคบชู้ ท่านขุนโกรธจัด เฆี่ยนตีเนียนอย่างหนัก และไล่ให้ไปอยู่เรือนคนใช้ คุณสนคลอดบุตรเป็นชายได้ชื่อว่าเทิดศักดิ์ คุณเรียมนั้นเมื่อคลอดเด็กออกมาไม่นานทารกก็เสียชีวิต จึงให้เอกไปขอลูกของเนียน ซึ่งคลอดลูกสาวฝาแฝดในวันเดียวกันมาเป็นลูก โดยให้ยายอ่อนหมอตำแยปิดเป็นความลับ

          ทานตะวันหรือลูกของเนียนที่คุณเรียมนำไปเลี้ยง เมื่อเติบโตขึ้นในฐานะลูกสาวคนเดียวของขุนภักดี และอยู่ใกล้แม่เลี้ยงเช่นคุณสน ทำให้มีนิสัยผิดแผกจากเนื้อทอง ลูกของเนียนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นลูกชู้ เนื้อทองเป็นคนเจียมตน ขยัน เรียบร้อยเช่นเดียวกับเนียน จึงได้รับความกรุณาจากคุณทองจันทร์ และคุณเรียมให้เรียนอย่างเต็มที่ แดงน้อย ลูกชายของเนียน ซึ่งเกิดจากสามีคนแรก เติบโตขึ้น มียายแพรและโพล้งเลี้ยงดู โดยมีเสือหนักผู้เป็นลุงคอยส่งเสียโดยไม่เคยพบกัน บังเอิญที่แดงน้อยกับเทิดศักดิ์เป็นเพื่อนสนิทกัน ทำให้เสือหนักได้พบกับลูกคือเทิดศักดิ์ และทำให้เนียนได้พบกับแดงน้อย ทานตะวันนั้นชอบแดงน้อย เมื่อถูกคุณสนยุยงว่าจะถูกเนื้อทองแย่งไป ทานตะวันจึงออกอุบายกลั่นแกล้งเนื้อทอง จนถูกขุนภักดีเฆี่ยนตี แต่โชคดีที่เทิดศักดิ์ซึ่งแอบชอบพอเนื้อทองอยู่มาห้ามไว้ทัน ท่านขุนจึงยอมหยุดมือ

          หนุ่มสาวทั้ง 4 เรียนจบ เทิดศักดิ์เป็นนายร้อยตำรวจ แดงน้อยเป็นนายอำเภอ ทานตะวันจบเสริมสวยจากฝรั่งเศส เปิดร้านอยู่ในตัวเมือง ส่วนเนื้อทองบรรจุเป็นครูประจำจังหวัด ต่อมาคุณเรียมและคุณทองจันทร์ออกทุนให้เนื้อทองเปิดโรงเรียน ยิ่งเป็นเหตุให้ทานตะวันชิงชังเนื้อทองมากขึ้น ช้อยมีลูกชายที่ต้องคดีอยู่ จึงขอให้คุณสนบอกเทิดศักดิ์ให้ช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครช่วยได้ ช้อยจึงขู่คุณสนว่าจะเปิดเผยความจริง คุณสนจึงฆ่าช้อยทิ้งและป้ายความผิดให้เนียน โดยไม่รู้ว่าคุณทองจันทร์รู้เรื่องจากช้อยแล้ว

          ทางด้านแดงน้อยได้พบกับยายอ่อนหมอตำแยโดยบังเอิญจึงทราบเรื่อง และเข้าพบท่านขุนเพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เทิดศักดิ์จับกุมเนียนข้อหาฆาตกรรมช้อย คุณสนแอบได้ยินว่ายายอ่อนจะเปิดเผยความจริงเพื่อช่วยเนียน จึงฆ่ายายอ่อนเพื่อปิดปาก ท่านขุนมาประกันตัวเนียนและทราบความจริงเกี่ยวกับลูก ๆ ของตนทั้งหมด เทิดศักดิ์ทราบความจริงว่าเขาเป็นพี่น้องกับทานตะวัน เนื้อทอง และแดงน้อย และได้รู้ว่าตนเป็นลูกของเสือหนัก คุณสนเข้าใจว่าขุนภักดียังไม่ทราบความจริง จึงฆ่าคุณทองจันทร์ปิดปากอีกคน เทิดศักดิ์จำใจต้องจับคุณสน คุณสนขู่ประจานตระกูลภักดีภูบาลให้เสียชื่อเสียง ขุนภักดีจึงต้องการให้คุณสนฆ่าตัวตาย และคุณสนปฏิเสธ เสือหนักออกมาฆ่าคุณสน แดงน้อยเห็นเหตุการณ์จึงยิงเสือหนักตายโดยไม่รู้ว่าคือลุงผู้ส่งเสียเลี้ยงดูเขามา โศกนาฏกรรมของครอบครัวภักดีภูบาล ปิดตัวลงท่ามกลางความช้ำใจของทุกคน

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครอาญารัก

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       บริเวณท้องทุ่งที่นาผืนใหญ่ราวสิบไร่ของนายน้อม ซึ่งอยู่ในตำบลแห่งหนึ่งของอำเภอบ้านแพน จังหวัดสุพรรณบุรี ครอบครัวน้อม 6 ชีวิตกับอีกหนึ่งที่กำลังจะลืมตามาดูโลก อาศัยกันอยู่ในที่ดินผืนนี้อย่างแร้นแค้น
      
       เนียนหญิงชาวบ้านหน้าตาสวยซึ่งท้องแก่จวนคลอด เอาน้ำดื่มมายื่นให้แดง ผู้เป็นสามีที่กำลังไถนาอยู่กลางท้องทุ่ง
       แดงนั้นดูมีอาการไม่ดีนัก ท่าทางเหมือนไม่ค่อยสบาย หน้าซีดเหงื่อแตกพลั่ก
       “จะเพลแล้วหยุดพักก่อน เถิดพี่แดง” เนียนเอ่ยขึ้น
       “ขอบใจมากเนียน แต่มันเหลืออีกนิดเดียว พี่ขอไถให้เสร็จก่อนเพล” แดงฝืนสังขารบอก
       “พี่แดงไม่ค่อยสบาย ให้เนียนทำต่อนะ”
       “ไม่ได้ เนียนท้องแก่มาก อีกเดือนเดียวก็จะคลอด พี่กลัวเนียนคลอดก่อนกำหนด พี่ห่วงเนียนกับลูกมากรู้ไหม” แดงกลับเป็นห่วงผู้เป็นเมียของตนมากกว่า
       “รู้สิจ๊ะ อีกเดือนเดียว เนียนก็จะได้เห็นหน้าลูกของเรา” เนียนยิ้มชื่น
       “พ่อชื่อแดง ลูกชื่อแดงน้อย เนียนว่าดีไหมจ้ะ” แดงบอกพลางหันมากอดเนียน
       “ดีที่สุดจ้ะ แดงน้อย ได้ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย แต่ เอ้อ...เราจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงลูกไม่ให้ต้องลำบากเหมือนเรา”
       ระหว่างนั้นเสียงคุณนายเจ้าหนี้ก็ดังแปร๊ดมาจากริมคันนา
       “ก็เอาขี้เถ้ายัดปากตอนมันเกิดให้มันตายไปซะ”
       เนียนกับแดงอุทานพร้อมกัน “คุณนาย”
       สองคนตกใจมากเมื่อหันไปมองเห็นคุณนายยืนท้าวสะเอวอยู่ มีบ่าวผู้ชายกางร่มให้ อีกคนถือกระเป๋าเสื่อจันทบุรี
       คุณนายยิ้มร้าย มองมายังสองคนยื่นมืออีกข้างไปด้านหน้า
       “เงินสองชั่ง เอามาคืนข้าซะดีๆ”
      
       เวลาเดียวกันที่บ้านขุนภักดีภูบาล คุณเรียมเมียเอกของขุนภักดีภูบาล นอนน้ำตาคลออยู่บนเตียง หน้าตาซีดเซียวมาก คุณนายทองจันทร์ผู้เป็นแม่ของท่านขุนยืนหน้าเศร้าอยู่ข้างเตียง ท่านขุนภักดีภูบาล หรือชื่อเดิมว่า เทพ ก็หน้าเศร้าไม่แพ้กัน เรียมมองขุนภักดีสีหน้าแววตาขอโทษขอโพย
       “คุณพี่ขุนขา เรียมขอโทษ ที่ทำให้คุณพี่ขุนผิดหวัง ที่อยู่กินกันมาหลายปีพอตั้งท้องทีไรมีอันให้เขาไปจากเราตั้งแต่เดือนสองเดือนทุกที”
       “โลกนี้มันแปลก คนมีอันจะกิน อยากมีลูก ลูกไม่อยากอยู่ด้วย ไอ้ที่อดมื้อกินมื้อมีลูกเอามีลูกเอา” คุณนายทองจันทร์บ่น
       “แม่เรียมจ๋า อย่าโทษตัวเองสิจ้ะ นานเพียงใดพี่ก็รอได้ สักวัน พี่เชื่อว่าสักวันลูกจะอยู่กับเราได้ถึงเก้าเดือน พี่ขอแค่สักคนเดียวก็พอ”
      
       “พ่อเทพพูดถูกนะแม่เรียม แม่เรียมยังสาวยังแส้ แม่ก็รอได้เหมือนกัน ว่าแต่พ่อเทพ เถิดอย่าได้ริอ่านไปหาลูกจากผู้หญิงอื่นทีเดียว จำไว้” คุณนายทองจันทร์ว่า
       “โธ่ คุณแม่ ผมไม่ใช่ขุนแผนนะครับ เรียมจ๋า พี่ต้องไปตรวจราชการดูแลราษฎรที่ศรีประจันต์ เสร็จงานพี่จะรีบกลับมา ตั้งสำรับรอพี่ไว้นะจ๊ะ”
       “ค่ะ เรียมจะรอ ไปดีมาดีนะคะ พี่ขุน”
       ขุนภักดีโอบกอดเรียมแบบเอาใจเข้าใจ และรักใคร่
       ฟากคุณนายยังคงอาละวาดใส่เนียนและแดงอยู่กลางทุ่งนา เนียนนั่งลงพนมมือไหว้ มีแดงนั่งพนมมือใกล้ๆ
       “นางเนียน ไอ้น้อมพ่อเอ็งอยู่ไหน ไปเรียกมันมา”
       “พ่อไปหาหมอ พ่อเขาอาเจียนเป็นเลือดจ้ะ คุณนาย” เนียนบอก
       “ต๊าย ไอ้น้อมอาเจียนเป็นเลือด นี่พ่อเอ็ง เป็น...”
       คนรับใช้ชายสองคนบอกพร้อมกัน “เป็นฝีในท้องขอรับ คุณนาย”
       คุณนายบ่นอุบ “ตายแน่ๆ มันไปหาหมอกลับมาเอ็งรีบบอกมันนะ ถ้าไม่มีสองชั่งก็อย่าหวังจะได้โฉนดคืนไป”
       “คุณนายเจ้าขา ที่ดินนี่สิบไร่ราคามากกว่าสองชั่ง ขอเวลา เกี่ยวข้าวได้จะรีบเอาไปขายได้เงินไปคืนคุณนายนะเจ้าคะ” เนียนอ้อนวอนขอร้อง
       “หมดเวลาของพวกเอ็งแล้ว เงินสองชั่งเท่านั้น ที่ข้าต้องการ”
       เนียนถลาเข้าไปกอดขาคุณนาย
       “กรุณาเราเถิดนะเจ้าคะคุณนาย”
       คุณนายสะบัดเท้าโดยแรงและเร็ว ท่าทีรังเกียจ
       “เอามือสกปรกเปื้อนดินโคลนของเอ็งออกไปจากซิ่นสวยๆ ของข้า”
       เนียนร้อง “ว้าย” ถูกดีดลงไปกองฟุบกับพื้น
       แดงตกใจแกมโมโห “คุณนาย ใจร้าย
      
       ฝ่ายหนักประคองน้อมเดินไอโขลกๆ เข้ามาในบ้าน ท่าทางน้อมอ่อนเพลียมาก ส่วนหนักปากก็ด่าไปด้วย
       “หมออะไรใจร้ายใจดำเหมือนอีกา ปากว่าตาขยิบ แบบนี้คนจนมิตายกันหมดรึพ่อ เราแค่ขอติดไว้ก่อน มันก็ไม่ยอม”
       “เกิดมาจนมันก็ต้องทนกัดก้อนเกลือกินแบบนี้แหละวะ พ่อปลงซะแล้วไอ้หนักเอ๊ย ปล่อยพ่อตายไปเถอะ
       มีเสียงเอะอะร้องไห้ดังมาจากด้านหน้า
       “เสียงใครร้องไห้”
       สองคนมองไป ร้องพร้อมกันอย่างตกใจ
       “เนียน”
       “คุณนายใจอีกามันมาทวงเงินสองชั่ง” น้อมนึกรู้
      
       สองคนผวาไปทันที



       ทางด้านคุณนาย กำลังทำท่าจะกลับ เพราะรู้ว่าทำเนียนล้ม
      
       “ข้าจะรอพ่อเอ็งอยู่ที่บ้าน อ้อ บอกพ่อเอ็งด้วย รอหน้าประตู ห้ามเข้าไปในบ้านเดี๋ยวเชื้อโรคฝีในท้องมันจะหลุดเข้าบ้านข้าจะให้ไอ้สองคนนี่ออกมารับเงิน” คุณนายหน้าเลือดพูดใส่หน้า
       “คุณนายเจ้าขา กรุณาเถิดเจ้าค่ะ” เนียนชะงัก แจบแปล๊บขึ้นมา หันมาทางสามี “โอ๊ย พี่แดงจ๋า เนียน เนียน เป็นอะไรไม่รู้”
       เนียนจะลุกขึ้น หลังจากฟุบอยู่ แต่ลุกไม่ไหว แดงมองเห็นอาการผู้เป็นเมียก็ตกใจมาก
       “เลือด”
       คุณนายหันกลับมา พอดีกับที่หนักและน้อมพรวดมาถึงพอดี คุณนายเห็นน้อมกำลังไอ รีบถอยกรูดไปบังหลังคน รับใช้สองคน
       “นางคุณนายเอ็งทำอะไรน้องกู” หนักโมมาก
       น้อมมองไปหน้าตื่น “เนียน ตกเลือด”
       “ข้าไม่เกี่ยว ไอ้น้อม อย่าเข้ามาใกล้ข้า รีบเอาเงินมาสองชั่ง มาเร็วๆ เข้า” คุณนายปัดความผิด
       “นางคุณนายใจอีกาไม่เห็นหรือว่า น้องกูตกเลือด ยังมีหน้ามาทวงเงิน” หนักเลือดขึ้นหน้า
       “คุณนาย สะบัดตีนใส่เนียน ทำเนียนตกเลือด” แดงบอก
       “มึงตาย”
       หนักแค้นจัด กระโจนใส่ ผลักคนรับใช้สองคนออกไปบีบคอคุณนายทันที
       “ไม่จริง น้องเอ็งมาสะดุดตีนกูเอง ว้าย...”
       “กูไม่ฟัง กูจะฆ่ามึง” หนักโมโหสุดขีด
       น้อมร้องห้าม “อย่า ไอ้หนักอย่า ไอ้แดง รีบพาเนียนกลับบ้าน ไปบอกไอ้โพล้งกับยัยแพรช่วยกันไปตามหมอตำแยมาทำคลอด”
       แดงรีบอุ้มเนียนพาดบ่าวิ่งกลับบ้านไป น้อมหันมาไหว้คุณนายที่ยังโดนหนักบีบคออยู่ คุณนายยังตาเหลือกเพราะโดนบีบคอพูดอะไรไม่ออก
      
       ตอนสายๆ รถม้ารูปทรงสวยสมฐานะของขุนภักดี วิ่งเหยาะๆ เข้ามาตามถนนในตำบลศรีประจันต์ ละแวกบ้านกำนันแสง โดยมีเอก บ่าวคนสนิทตามมารับใช้ ชาวบ้านสองข้างทางต่างหันมามองชี้ชวนกันแบบตื่นเต้น
       “นายเอก ไหนล่ะบ้านกำนันแสง”
       “นั่นสิขอรับ กระผมก็ไม่ทราบว่าหลังไหน”
       “ก็ไหนเอ็งว่าให้ข้าแวะมากินข้าวเพลบ้านกำนันแสง”
       “ก้อ กระผม ก็ว่าอย่างนั้นแหละขอรับ ท่านขุน ถามชาวบ้านดีกว่า รับรองว่าเขารู้แน่”
       ขุนภักดี ส่ายหน้าดักคอในความกะล่อนของบ่าว
       “เอ็งนี่วอนโดนเตะจริงๆ”
       ขุนภักดีจอดรถม้า เอกวิ่งลงไปถาม เห็นชาวบ้านชี้ไปทางหนึ่ง
      
       ด้านหนักบอกกับคุณนายทั้งที่มือยังบีบคอ
       “นางคุณนายมึงรวยจนตายก็กินไม่หมด อย่างกนักเลย ให้เวลากูกับพ่อ สามเดือนเกี่ยวข้าวเอาไปขายได้เงินมาใช้หนี้มึง พูดอย่างนี้เข้าใจไหม”
       หนักปล่อยคอให้คุณนายพูด
       “ไม่เข้าใจไอ้หนักมึง หยุดขู่เข็ญกู กูจะทำให้พวกมึงทั้งโคตรไม่มีแผ่นดินจะซุกหัวนอน”
       “แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุดซา กูหาศาลาวัดนอนก็ได้ นางคุณนายใจอีกา มึงนั่นแหละ ตายไปก็ได้ที่ติดตัวไปแค่โลงศพยาวสองเมตรกว้างเมตรเดียวโฉนดผืนนี้ก็เอาติดตัวไปไม่ได้” หนักด่า
       “มึง...ว้ายไอ้น้อมลูกชายเอ็งบังอาจแช่งข้า”
       น้อมทรุดตัวลงกราบคุณนายกับพื้นนา
       “คุณนายขอรับ กระผมกราบ ขอให้พื้นนานี่เป็นพยาน ขอเวลา กระผมสามเดือนจริงๆ ขอเป็นครั้งสุดท้าย ถ้ากระผมหาเงินสองชั่งมาคืนคุณนายไม่ได้ กระผมยอมให้คุณนายยึดที่นาสิบไร่นี่ได้ขอรับ”
       คุณนายบอก “สามเดือนมากไป ข้าให้สามวัน”
       “พ่อเขาบอกว่าสามเดือน ถ้ามึงว่ามากไป กูยอมติดคุกหัวโตตายคาคุกโทษฐานบีบคอมึงตาย ที่นาสิบไร่ของพวกกู มึงก็ไม่ได้ แต่ที่มึงจะได้ก็คือที่โลงศพ ยาวสองเมตรกว้างหนึ่งเมตร อย่างที่บอก”
       หนักทำท่าจะบีบคอต่อ
       คนรับใช้คุณนายรีบบอก “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย”
       คนรับใช้อีกคนเสริม “ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้”
       จากนั้นสองคนประสานเสียง “ตกลงเถิดขอรับ คุณนาย” ด้วยเห็นใจคนจนเหมือนกัน
       คุณนาย มองหนัก มองน้อมที่ก้มลงกราบ แล้วกราบอีก พูดออกมาอย่างเหยียดหยัน
       “ข้าไม่ได้กลัวตาย แต่เห็นแก่นางน่วมเมียเอ็งที่เคยเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของข้า แต่มันดันโง่ไปเอาคนอย่างเอ็งมาเป็นผัวจนตรอมใจตาย”
       “แม่กูเป็นไข้จับสั่นตาย ไม่ได้ตรอมใจตาย”
       หนักโมโห ยอมปล่อยคุณนายน้อมกราบอีกครั้ง
      
       ไม่นานต่อมา เนียนกำลังเจ็บท้องร้องโอดโอย บิดตัวเร่าๆ สองมือจับเชือกที่ผูกกับขื่อไว้แน่น โพล้งสามีแพร และแดง ดูอยู่ข้างๆ
       “โอ๊ย ปวด เจ็บท้องใจจะขาดแล้วพี่แพร พี่โพล้ง ทำไมหมอตำแย ไม่มาสักที” เนียนร้องบอก
       “นั่นสิ ไหนละหมอตำแย” แดงสงสัย
       “แกไม่อยู่ไปทำคลอดที่ตำบลอื่น” แพรบอก
       “เอ้า” 3 คนอึ้ง
       แพรเอ่ยขึ้น “ข้าก็เลยจะทำคลอดเอง”
       “หา” สองชายอึ้งไปเป็นแถบ
       เนียนพูดไม่ออก ปวดไปทั่วร้องโอดโอยอย่างเดียว
       “โชคดีที่เลือดนั่นมันแค่ออกมาเตือน ไม่ใช่ตกเลือด อดทนไว้เนียน” แพรบอก
       “ทนไม่ไหวแล้วพี่แพร” เนียนหน้าโทรมไปด้วยเหงื่อเค็มหน้า
       “นางแพร เอ็งทำคลอดเป็นแน่นะ” โพล้งไม่เชื่อใจเมีย
       แพรฉุน “ไอ้โพล้งเอ็งอย่าปากเสีย”
       “ถามจริง พี่แพรทำคลอดมาแล้วกี่คน” แดงคาใจ
       “ยังไม่เคยทำคลอดใครสักคน” แพรบอกหน้าตาเฉย
       คราวนี้สามคนเนียน แดง และโพล้ง ประสานเสียง “อะไรนะ”
       “ใจเย็น ข้าเคยช่วยงานคุณผดุงครรภ์ที่สถานีอนามัยเขาทำคลอด” แพรสั่งการทันที “ตาโพล้ง เอ็งไปต้มน้ำร้อน อย่างด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า ไอ้แดงไปหา ของใช้สำหรับเด็กอ่อนมาให้ลูกแกไวๆ เข้า”
      
       สองคนออกไปจากห้อง เนียนยังคงร้องโอดโอยต่อไป แพรพยายามกล่อมเด็กในท้องเนียนให้คลอด



       หนักประคองพ่อเดินเข้ามา ถึงหน้าบ้านเจอแดงกำลังฉีกผ้าขาวม้าเก่าๆ ที่พาดอยู่แบบงงๆ อยู่ ยินแต่เสียงเนียนร้องโอดโอยดังลอดออกมา
      
       “เนียนตกเลือดมากไหม ไอ้แดง” หนักถามน้องเขย
       “ไม่ได้ตกเลือด แต่กำลังจะคลอด” แดงว่า
       หนักกระโดดตัวลอย “กูจะได้หลานแล้ว พ่อเราจะมีหลานแล้ว” พลางกอดพ่อหันไปจะไปหาแดงชะงัก “ไอ้แดง นั่นมึงฉีกผ้าขี้ริ้วไปทำอะไร”
       “ทำผ้าอ้อม ให้แดงน้อย”
       “หา มึงจะเอาผ้าขี้ริ้วเช็ดตีนไปทำผ้าอ้อมให้ลูกมึง มึงบ้าแล้วไอ้แดง”
       “ก้อ พี่แพรเขาสั่งให้ชั้นไปหาของใช้เด็กอ่อน ชั้น ชั้น...” แดงอึกอัก
       “เข้าใจละ พ่อเข้าไปดูเนียน ไอ้แดงไปกับกู” หนักบอก
       หนักดึงแขนแดงพาเดินออกไป น้อมมองตามแปลกๆ ใจ ก่อนจะเดินเข้าบ้านไป
      
       ขุนภักดีกับเอกพากันมาใกล้ถึงบ้านกำนันแสงแล้ว
       “ไหนล่ะ..บ้านกำนันแสง ยังไม่เห็นมีวี่แวว”
       “นั่นสิขอรับ คุณเทพ วี่แววบ้านยังไม่เห็น เห็นแต่สาวๆ วี่แววว่าจะสวยๆ เดินให้ว่อน” เอกตีฝีปาก
       “แค่สองคน ไกลขนาดนั้นนายเอก เอ็งรู้ได้ยังไงว่าสวย”
       “เห็นท่าเดินนวยนาดขนาดนั้นรับรองว่าสวยแน่ๆ ขอรับ คุณเทพสาวไม่สวยไม่กล้าเดินนวยนาดขนาดนั้น ใกล้เข้าไปอีกนิด ชิดเข้าไปอีกหน่อย เป็นได้เห็นดีกันแน่”
       ขุนภักดีส่ายหน้าระอาความล้นของเอก
       “นี่ถ้าเอ็งไม่ใช่เพื่อนเล่นกันมาแต่เด็กของข้า เอ็งโดนเตะตกม้าแน่นายเอก”
       “ถ้าในฐานะคนรับใช้เตะกระผมได้ แต่ในฐานะเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่ท่านขุนเกิด เตะกระผมมันจะผิดจริยธรรมของความเป็นเพื่อนนะขอรับ” เอกเล่นลิ้นมาดทะเล้น
       “เอ็งน่ะมันมะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูกจริงๆ”
       “ขืนปาถูกกระผมก็หัวโนเพราะโดนท่านขุนปาเอาบ่อยๆ สิขอรับ ผมมีประโยชน์นะขอรับ”
       “เอ็งมันขี้โม้”
       “กระผมน่ะ มีเอาไว้ให้ท่านขุนด่า แก้ท้องอืดท้องเฟ้อเรอเหม็นเปรี้ยว มีเอาไว้เป็นไปรษณีย์ส่งจดหมายรัก มีเอาไว้เก็บความลับยามที่ท่านขุนแอบไป…”
       เอกฝอยฟุ้งไม่ทันจบคำ ท่านขุนสวนขึ้นอย่างอารมณ์ดี “พอที”
       จากนั้นสองนายบ่าวหัวเราะร่วน ท่านขุนขี่รถม้าไปยังสาวๆ อยากเห็นว่าสวยจริงไหม
      
       ขณะที่ช้อยกับสนกำลังเดินทุ่มเถียงกันมา สนดูมีจริตจะก้านเดินนวยนาดงามสง่า ส่วนช้อยดูทะเล่อทะล่ามาก
       “ช้อย ข้าร้อนจะแย่แล้ว เอ็งรีบกางร่มสิ”
       “คุณสนกางเองสิเจ้าคะ สองมือของช้อยถือของหนักก็หนัก ร้อนก็ร้อน ผิวแตงร่มใบเสียหายหมดแล้ว”
       สนฟังและหงุดหงิด “เอ๊ะ...นางช้อยเอ็งกล้าต่อปากต่อคำข้าหรือ เอ็งมีหน้าที่กางร่มให้ข้า เรื่องอื่นข้าไม่รับรู้
       “ ก็ได้เจ้าค่ะ คุณสน ชี้นกเป็นไม้ช้อยก็บอกว่าใช่ ทำผิดแล้วว่าถูกช้อยก็จะทำ”
       ช้อยพยายามยักแย่ยักยันกางร่มให้นาย กางไปกางมาร่มกลับลู่ขึ้นด้านบนเพราะลมพัดแรงมาก
       ขณะเดียวกัน ขุนภักดีก็เหยาะม้ามาถึง ช้อยกับสนผวาตามร่มที่โดนลมกระโชกไป ตัดหน้าม้า
       “ว้าย” สนร้องอย่างตกใจ
       “แย่แล้ว” ขุนภุกดีก็ตกใจ
       ม้าของขุนภักดีโฉบเอาสนล้มลง
       “ช่วยด้วย พ่อกำนันเจ้าขา มีไอ้บ้าขี่ม้ามาไล่เตะคุณสนเจ้าค่ะ”
       ท่านขุนผวาไปหาสน รีบประคองขึ้นมา
       “เป็นยังไงบ้าง ข้าขอโทษ” ท่านขุนเอ่ยขึ้น
       “ชั้นไม่รับ แก” แต่พอเห็นหน้าหล่อเหลาก็เหวอ ติดอ่างไป “ว้าย เอ้อ เอ้อ…”
       สนตะลึงในความหล่อ ขุนภักดีก็ตะลึงในความงาม สองคนมองหน้ากัน
       “อุแม่จ้าว... สวยจริงๆ ด้วย”
       “เทพบุตรจุติลงมาจากฟากฟ้าแท้ๆ” สนเพ้อ
       พลันก็มีเสียงปืนดังปังออกมาจากหน้าบ้าน
       “ใครวะ ใครบังอาจขี่ม้ามาไล่เตะลูกสาวกำนันแสง”
       กำนันแสงถือปืนวิ่งออกมา เห็นภาพขุนเทพ หรือขุนภักดีภูบาล กำลังประคองสนก็ยิ่งโมโห
       “บังอาจ ตายซะเถิดมึง กอดลูกสาวกูทำไมโจรห้าร้อย”
       กำนันแสงยิงขู่ ยิ่งทำให้ขุนภักดีผวากอดสนแน่นขึ้นอีก
       “อย่า...”
       สนถูกกอดร้อง “อุ๊ย”
       เอกปราดมากันขวางไว้
       “โจรห้าร้อยที่ไหน กำนันแสงแหกสองตาดูให้ดี นั่นน่ะ ท่านคือขุนภักดีภูบาล”
       ทุกคนตื่นเต้น “ขุนภักดีภูบาล”
       “ผู้เป็นศรีสง่าน่าภาคภูมิของเมืองสุพรรณ” เอกสำทับ
       กำนันเข่าอ่อนทรุดฮวบ
      
       ไม่นานต่อมา ทุกคนอยู่ที่ชานเรือนบ้านกำนันแสง กำนันนำทีมคุกเข่ากับพื้นยกมือพนมแต้
       “กระผมผิดไปแล้ว กระผมหมิ่นประมาทท่านด้วยกายวาจาและกระสุนปืนกระผมสมควรโดนลงโทษ”
       “ไม่มีการลงโทษ เข้าใจผิดกันต่างหาก ถ้าจะผิดก็ชั้น เองที่ขี่ม้าไปโฉบเอา เอ้อ...น้องสาวคนนี้”
       ขุนภักดีมองสนที่ยิ้มหวานให้
       “แม่สนลูกสาวกระผมเอง มันกำลังจะเอาของไปถวายหลวงพ่อที่วัด” กำนันแสงบอก
       “สนเองก็ผิดจ้ะพ่อกำนัน สนวิ่งไปหาม้าเอง คนผิดที่สุดก็นางช้อยมัน ไม่ดูตาม้าตาเรือ ดันตะโกนใส่ความว่าท่านขุนขี่ม้ามาไล่เตะสน”
       ช้อยรีบรับ “เจ้าค่ะ...ช้อยผิดเองอีกแล้ว”
       “เอาเป็นว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหา” ขุนภักดีตัดบท
       “ขอบพระคุณมากขอรับ ที่กรุณาเชิญขอรับ เชิญในบ้านขอรับ กระผมยินดีรับใช้ท่านขุน” กำนันบอก
       “ไม่ต้องมารับใช้กันเอง พวกเรามีหน้าที่รับใช้ชาวบ้านร่วมกันต่างหาก ที่มานี่ก็มาดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน แล้วก็ถือโอกาสแวะมาขอข้าวขอน้ำกำนันแสงกิน” ท่านขุนว่า
       “ท่านขุนท่านถือเป็นโชคทีเดียวแหละที่ได้มาแวะกินข้าวกินน้ำบ้านกำนัน”
       เอกบอกพลางปรายตาไปมองสน สลับกับมองท่านขุนเหมือนรู้ใจ สนทำเอียงอาย
       ช้อยกระซิบบอกนายสาวคนสวย “น้ำขึ้นต้องรีบตักเจ้าค่ะ คุณสน รีบไปเข้าครัวตักน้ำทำ แกงเจ้าค่ะ”
       สนกระซิบตอบ “นางช้อยเอ็งจะบ้า เกิดมาข้าเคยทำที่ไหน”
       ช้อยกะซิบอีก “ทำเป็นพิธี ว่าข้าวมื้อนี้ฝีมือคุณสนไงเจ้าค่ะ ขุดบ่อล่อปลา หน่อยสิเจ้าคะ” พลางกระทุ้งสีข้างสน
       “สนจะเข้าครัว ทำอาหารให้ท่านขุนรับประทานเองค่ะ” สนเอ่ยขึ้นเสียงหวาน
       กำนันแสงร้อง “เฮ่ย” ไม่อยากจะเชื่อ เอามือไชหูป้อยๆ
      
       ขุนภักดี สบตากับสนอีกครั้ง สนทำท่าสะเทิ้นอายส่งสายตาชมดชม้อย



       ส่วนที่ตลาดบ้านแพน หนักพาแดงมาเลือกของมากมาย แต่ยังไม่ได้หยิบสักชิ้น คนขายชักสีหน้า เมียงมองท่าทีไม่พอใจ
      
       “เราจะเอาเงินที่ไหนซื้อ พี่หนัก” แดงหารือ
       “กูตัดใจแล้ว ว่าวันนี้เป็นไงเป็นกัน” หนักว่า
       “พี่หนักพูดอะไรข้าฟังไม่เข้าใจ” แดงฟังแล้วงง
       “มึงไม่ต้องเข้าใจ มึงเลือกของใช้ที่จำเป็นไปให้มากที่สุด”
       “เลือกของอยู่เป็นนานสองนาน หยิบอันโน้นชี้อันนี้ นี่จะมาซื้อของหรือว่าจะมาชี้ของ” คนขายบ่นอุบ
       “ซื้อสิวะ ไอ้แดงมึงไปรอหน้าร้าน กูจะไปเอาเงินมาจ่ายค่าของพวกนี้”
       หนักดึงแดงออกไปนอกร้าน คนขายมองแล้วด่าตามหลังอย่างไม่พอใจ
       “ไอ้ขี้โม้ น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง มีเงินจริงทำไมไม่รีบจ่ายวะ”
       หนักขยับหมัดจะชก แดงดึงรั้งไว้
       “อย่ามีเรื่องเลยพี่หนัก”
       “บอกว่าจะซื้อก็ซื้อซิวะ” หนักบอก
       แล้วสองคนก็พากันออกไป
      
       ด้านน้อมกับโพล้งเดินวนไปวนมาอยู่นอกชาน ท่าทีเป็นกังวล มีเสียงเนียนร้องโอดโอยดังออกมาจากในห้อง
       “ยัยแพรมันทำคลอดเป็นแน่นา ไอ้โพล้ง”
       “ไม่แน่ใจเหมือนกัน มันบอกว่ามันทำคลอดเนียนนี่แหละคนแรก” โพล้งว่า
       น้อมตาเหลือก “หา”
       มีเสียงเนียนกรีดร้องดังสุดเสียง ผสมกับเสียงแพรบอกให้เบ่งเป็นระยะ
       “เบ่ง เนียนเบ่ง นั่น มันมุดหัวออกมาแล้ว”
       น้อมกะโพล้งประสานเสียง “มุดหัวออกมาแล้ว”
       สองคนตื่นเต้น ดีใจมาก
      
       เนียนกรีดร้องต่อแล้วหยุด พร้อมกับมีเสียงเด็กทารกร้องอุแว้สวนออกมา
       “ออกมาทั้งตัวแล้ว” แพรร้องลั่น
       เนียน ถอนใจเฮือกน้ำตานองหน้า ความเจ็บปวดคลายลง
       “ขอดูลูกแดงน้อย หน่อยสิพี่แพร ผู้หญิงหรือว่าผู้ชาย”
       แพรเอาผ้าห่อเด็ก แล้วยกมาให้เนียนดูใกล้ๆ พลางคลี่ผ้าให้เห็น พูดยิ้มๆ
       “ดูเอาเองสิ”
       เนียนเห็นหน้าก็เด็กดีใจมาก ร้องให้โฮๆ
       “ผู้ชาย ลูกแดงน้อยของชั้น เป็นผู้ชาย ชั้นอยากกอดลูกใจจะขาดแล้วพี่แพร”
       เนียนเอาเด็กวางบนท้องของตัวเองโอบกอดไว้ เนียนมองลูกแล้วเป็นลมพับไปเพราะอ่อนแรง
      
       แดงยืนชะเง้อรอหนักอยู่ในชุมชนที่หนักพามา
       “พี่หนักไปเอาที่ไหนนะ”
       ระหว่างนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น พร้อมกับเสียงหวีดร้องอย่างหวาดกลัวของผู้คน
       แดงตกใจหันซ้ายหันขวา ผู้คนวิ่งกันอลหม่าน ตะโกนบอกกัน
       “โจรโพกหน้ามาปล้นร้านทอง แม่นกเอี้ยง” ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้น
       อีกคนตะโกนตาม “โจรใจทรามมันยิงแม่นกเอี้ยงเลือดกระจาย”
       “ใครไปมองหน้ามัน มันไล่ยิงดะ” คนแรกโพนทะนาอีก
       “แย่แล้ว”
       แดงตกใจทำท่าจะวิ่งหนี มีมือมากระชากบ่า
       “ไอ้แดง จะไปไหน”
       แดงหันมา เจอหนักยืนอยู่
       “ไปตามหาพี่หนัก รีบหนีกันเถิด มีโจรโพกหน้ามาปล้นร้านทองแม่นกเอี้ยง”
       “นางคนรวยใจดำ ช่างมันปะไร เอ็งเอาเงินนี่รีบไป ซื้อของ ส่วนสร้อยให้ไอ้โพล้งเอาไปขายให้พ่อข้าไปรักษาตัว”
       หนักยัดเงินใส่มือแดง พร้อมกับถุงสร้อย แดงยืนตะลึง
       “พี่หนัก ไปเอาเงินกับทองมาจากไหน”
       หนักไม่ตอบวิ่งปะปนไปกับผู้คนหายไป
      
       ขุนภักดีกำลังจะกลับ เดินมาที่รถม้า กำนันแสงตามมาส่ง พร้อมสน กับช้อย และบริวารในบ้าน
       “ขอบใจมากกำนันแสง ฝีมือทำอาหารแม่สนร่อยมาก”
       สนอึกอัก ช้อยกระแทกสีข้าง
       “คุณสนเธอเบญจกัลยาณีแท้ๆ เจ้าค่ะ”
       “สวย เก่ง ฉลาด แสนดี แม่ศรีเรือน เพียบพร้อมไปหมดทุกประการ” เอกพูดลอยๆ
       “ขอบพระคุณท่านขุนมากค่ะ สนก็แค่ฝีมือชาวบ้าน ธรรมดา” สนยิ้มหวาน
       “แม่สนถ่อมตัว” ขุนภักดีว่า สองคนมองสบตากัน
       “วันหน้าเชิญอีกนะขอรับท่านขุน” กำนันแสงบอก
       เอกตอบแทนอย่างรู้ใจนาย “ขอรับท่านขุนท่านมาแน่”
       ท่านขุนสบตากับสน
       “แม่สนจะทำอาหารอร่อยให้พี่เอ๊ย ข้ากินอีกไหม”
       สนทำเป็นเขินอาย ช้อยกระทุ้งสีข้างอีก
       “ด้านได้อายอดนะเจ้าคะ เวลาวารีไม่เคยคอยใคร” ช้อยกระซิบพูดไม่ขยับปาก “รับปากเจ้าค่ะ คุณสน”
       “ค่ะ รับปากค่ะ เอ๊ยสนยินดีทำอาหารให้คุณพี่ เอ๊ยท่านขุนรับประทานอีกค่ะ”
       จู่ๆ มีคนวิ่งหน้าตื่นมารายงาน
       “กำนันแสง แย่แล้ว มีโจรโพกหน้าปล้นทองแม่นกเอี้ยง ที่บ้านแพน เขาว่ามันอาจหนีตำรวจมาทางตำบลเรา”
       “ขอให้มันมาเถิด จะจับตัวไปเข้าตะรางให้เข็ด” ขุนภักดีบอก
       “สนห่วงท่านขุนจะไปเจอโจรกลางทางแล้วโดนมันทำร้าย เหลือเกินค่ะ” สนเอ่ยขึ้น สีหน้ากังวล
       “พี่ก็ห่วงว่า มันจะมาที่นี่แล้วมาทำร้ายแม่สนน่ะสิ”
       เอกสรุปให้ “ถ้าอย่างนั้น ท่านขุนอยู่รอดูจนแน่ใจว่ามันมาที่นี่จริงไหมดีไหมขอรับ”
       “สนจะทำอาหารเย็นให้ท่านขุนรับประทานอีกมื้อดีไหมคะ หรือว่าท่านขุนต้องรีบกลับไปรับประทานมื้อเย็นที่บ้านคะ” สนใส่จริตขณะพูด
       “เรื่องกินเรื่องเล็ก เรื่องหน้าที่การดูแลชาวบ้านต้องมาก่อน ข้ามีหน้าที่รับใช้ชาวบ้าน ไม่ได้มีหน้าที่ใช้ชาวบ้าน ข้าจะออกไปลาดตระเวนหาโจรจนแน่ใจว่ามันไม่ได้บุกมาที่ศรีประจันต์ จึงจะกลับมา” ท่านขุนบอก
       “แม่สนคนดีของพ่อ ไปตระเตรียมน้ำท่าขนมแห้งให้ท่านขุนกับพ่อกินระหว่างทางตามหาโจร”
       “จ้ะ...พ่อกำนัน”
       สนเหลียวมามองสบตาขุนภักดีอีก
       “ขอบใจมากแม่สนคนดี”
       สนเป็นปลื้มแทบจะลอยจากพื้นให้ได้ กำนันแสงดูอาการลูกสาวกับท่านขุนออก เข้าใจและพึงพอใจมาก
      
       ฟากเนียนฟื้นแล้วอุ้มลูกเห่กล่อมอยู่ในอ้อมกอด มีโพล้ง แพร และน้อมมุงดู
       “ลูกแดงน้อยคลอดก่อนกำหนด เขาจะแข็งแรงเหมือนเด็กอื่นไหมจ้ะพ่อ” เนียนเอ่ยขึ้น
       “ก็ภาวนาขอให้มันแข็งแรง เถิดนะ รอดมาได้เป็นดวงตาดวงใจของเราก็บุญของเด็กมันหนักหนาแล้วเนียนเอ๊ย” น้อมบอก
       เนียนนึกได้ “พี่แดงหายไปไหน นานเหลือเกิน”
       “ข้าเห็นมันฉีกผ้าขาวม้าทำผ้าอ้อม อยู่ใต้ถุนเรือน ตอนเนียนจะคลอด” โพล้งบอก
       “พี่แดงไม่สบาย จะไปเป็นลมเป็นแล้งหรือเปล่า พี่โพล้งรีบไปดูสิ” เนียนห่วงผัวมาก
       “ไอ้หนักพามันไปน่ะ รึมันจะพากันไปกู้เงินใครเขาไปซื้อของมาให้ลูก แต่ทำไมมันสองคนหายไปนานนัก” น้อมว่า
       ทุกคนแปลกใจและรอคอยแดงกับหนัก
      
       แดงเดินหอบหิ้วของมาตามถนนหน้าบ้าน ใจคอไม่ดี เดินใจลอย ไม่ทันเห็นว่ามีรถมอเตอร์ไซค์พ่วงของตำรวจ รถบรรทุกกำลังวิ่งสวนมาอีกทาง
       “พี่หนักเอาเงินจากไหนมาซื้อของ เอาทองจากไหนมาให้พี่โพล้งเอาไปขาย มาจ่ายค่ารักษาพ่อน้อม”
       แดงชะเง้อรอหนัก นึกถึงเหตุการณ์ในตลาด ตั้งแต่ยินเสียงปืนดังปัง ตามมาด้วยเสียงผู้คนร้องวี้ดว้าย และพากันพูดแต่เรื่องโจรโพกผ้ามาปล้นยิงแม่นกเอี้ยงจนเอาเงินมาให้แดง
       แดงยิ่งคิดยิ่งหวาดกลัว
       “รึว่า...พี่หนักแกไป...”
       จู่ๆ เสียงใครคนหนึ่งเป่าปากอยู่ฝั่งตรงกันข้ามแดงสะดุ้งเหลียวมองไปในอาการตกใจมาก เมื่อเห็นหนักแอบอยู่หลังพุ่มไม้ข้างทาง ยื่นหน้ามาเรียก
       “ไอ้แดง กูอยู่นี่”
       “พี่หนัก”
       แดงกำลังจะข้ามไปหาหนัก แต่มองไปเห็นตำรวจขี่รถมอเตอร์ไซค์พ่วงกำลังจะผ่านมา ก็ยิ่งตกใจจะข้ามไปหาหนัก
       “ตำรวจมา”
       แดงวิ่งตัดหน้ารถพ่วงของตำรวจซึ่งเบรกทัน แต่รถบรรทุกอีกคันตามมาติดๆ เบรกไม่ทัน ชนร่างแดงกระเด็นกระดอนแล้วฟาดลงกับพื้น โพล้งมาถึงพอดี
       “ไอ้แดง ไม่ไม่นะ”
       ข้าวของในมือแดงกระจายไปทั่ว แดงนอนเลือดสาด หนักพรวดออกมาจากที่ซ่อน ตกใจมาก
       “ไอ้แดง”
       ตำรวจคนหนึ่ง ลงมาจากรถจะไปดูแดง เห็นหนักชะงัก ถาม
       “บ้านนายหนักอยู่ที่ไหน ใครรู้บ้าง”
       หนักส่ายหน้าแล้วหันกลับ โพล้งเห็นหนักก็ตื่นเต้นรีบบอก
       “ไอ้แดงโดนรถชน เร็วพี่หนัก”
       ตำรวจที่กำลังจะมาช่วยแดง ได้ยิน พากันมองไปที่หนัก ที่หันตัวกลับทันที
       “นายหนัก อยู่นั่น”
       ตำรวจสองคนวิ่งตาม หนักวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว โพล้งยืนตะลึง
      
       ไม่นานต่อมาที่หน้าบ้านของเนียนมีเสียงร้องไห้ของเนียนกับแพรดังระงม พร้อมกับเสียงทารกแดงน้อยร้องจ้า ส่วนในบ้าน เนียนประคองกอดแดงที่นอนกำลังจะตายเต็มที ของที่แดงซื้อมาวางกองรวมกัน ข้าวของเปื้อนเลือดของแดงไปหมด
       “พี่แดงจ๋า อย่าทำอย่างนี้กับเนียนและลูก พี่แดงอย่าทิ้งเนียนกับลูก” เนียนร้องครวญคร่ำ ใจจะขาดตาม
       “พี่เสียใจ พี่ขอโทษ” แดงพูดเสียงตะกุกตะกัก “พี่บุญน้อย ไม่มีวาสนาดูแลเนียนกับลูก ให้พี่สวัสดีและบอกลาลูกเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายด้วยเถิด”
       แดงน้ำตาไหลพราก แพรและทุกคนน้ำตาซึม แพรส่งแดงน้อยให้เนียน เนียนยกลูกชายให้แดงดู เอาลูกน้อยวาง
       แนบอกผัว พร้อมกับเอามือของแดงมาโอบกอดลูกและประคองจับไว้
       “สวัสดีลูกแดงน้อยของพ่อ ขอให้เลี้ยงง่าย ไม่งอแง โตขึ้นให้เป็นที่พึ่งของแม่นะลูกนะ พ่อ พ่อขอโทษที่อยู่ดูแลลูกไม่ได้ พ่อ.. ลาก่อน”
       แล้วแดงก็สิ้นใจตายในอ้อมกอดของเนียน ที่โอบประคองให้แดงกอดลูกน้อยไว้
       “พี่แดง”
      
       เนียนเอาหน้าแนบหน้าของแดงด้วยความอาลัยรักอย่างที่สุด ทุกคนหน้าเศร้า มองดูภาพสามคนอย่างเวทนา สลดหดหู่ใจตามๆ กัน

      
       ดึกมากแล้วคุณเรียมนั่งคาสำรับอาหาร รอท่านขุน มีกบบ่าวบนเรือนคอยพัดวีอาหารไม่ให้แมลงหวี่แมลงวันตอม เสียงนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน คุณนายทองจันทร์โผล่มามองเรียม บ่นว่าตามประสา
      
       “แม่เรียม นั่นไม่ยอมกินข้าวกินปลา นั่งรอท่าผัวจนสองยาม แม่เจ้าประคุณเอ๊ย เดี๋ยวก็เจ็บไข้ได้ป่วยไปหรอกแบบนี้สิลูกถึงไม่ติดสักที”
       “เรียมไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ คุณแม่ เรียมห่วงพี่เทพ กลัวจะไปเจอเหตุร้ายน่ะค่ะ”
       “พ่อเทพเขาดวงแข็ง พระท่านดูดวงให้ตั้งแต่เกิดว่าพ่อเทพ จะแคล้วคลาด จากเหตุร้ายทางร่างกาย แต่จะไม่แคล้วคลาดจากเหตุร้ายอันเนื่องมาแต่ เอ้อ...”
       “อันเนื่องมาแต่อะไรคะ คุณแม่”
       คุณนายทองจันทร์คิดในใจ “เรื่องผัวๆ เมียๆ ลูกๆ เต้าๆ” แล้วตัดสิใจพูดออกมา “แม่ขอเตือนแม่เรียมนะว่า…”
       คุณเรียมรอฟัง “ว่าอะไรคะ คุณแม่”
       “แม่เรียม อย่าใจดีมีเมตตามากเกินไป ผู้หญิงสมัยนี้ มันอยากมีหน้ามีตามีผัวรวย”
       “หมายถึงเรียมหรือคะ คุณแม่”
       คุณนายขัดอกขัดใจ “ไฮ้...ใครจะไปหมายถึงแม่เรียม แม่เรียมเป็นลูกชาติลูกตระกูล มั่งมีศรีสุขผู้ชายดีๆ ที่ไหนก็อยากได้มาเชิดหน้าชูตา แม่หมายถึงผู้หญิงอื่นน่ะ”
       “อ้อ ไม่เป็นไรดอกค่ะ คุณแม่ อะไรที่เป็นความพอใจของพี่เทพ เรียมยินดีค่ะ”
       “เอ๊ะแม่เรียม เพิ่งเตือนไปหยกๆ ไม่ฟังกันเลยรึ”       
       ยินเสียงม้าร้องดังแว่วมา เรียมกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
       “เสียงม้าร้อง พี่เทพกลับมาแล้วค่ะคุณแม่”
       “หน้าบานเป็นจานเชิงเลยนะแม่เรียม เอาเหอะ กลับมาช้ายังดีกว่าไม่กลับมาไปหาที่อื่นนอกบ้าน”
       คุณนายทองจันทร์พลอยดีใจไปด้วย เรียมรีบฉวยขันเงินลอยน้ำดอกมะลิ ลุกไปรอรับท่านขุน กบรีบผวาตามไป
      
       ท่านขุนลงจากหลังม้า เอกถือบังเหียนม้าทั้งสองไว้จะพาม้าเข้าคอก
       “นายเอก เอ็งเย็บปากเรื่องราวที่เราไปบ้านกำนันแสงวันนี้ให้สนิททีเดียวเชียว” ท่านขุนกำชับ
       “ขอรับ ไม่สั่งก็ไม่บังอาจเปิดแผลเอ๊ยเปิดปากดอกขอรับ เรื่องคอขาดบาดใจแท้ๆ”
       เรียมเดินออกมารอที่หัวบันไดเรือน
       “พี่เทพ”
       “แม่เรียมรอพี่จนป่านนี้ แย่จริง พี่ เอ้อ พี่…”
       กบสอดขึ้น “คุณนายเรียม รอท่านขุนรับประทานอาหารอยู่นะเจ้าค่ะ”
       ท่านขุนหน้าเสียสบตาเอกพูดไม่ออก เรียมสังเกตเห็นแต่เป็นคนไม่พูดมาก
       “โถ แม่เรียมยังไมได้รับประทานอาหารหรือ พี่ก็หิวโซมาพอดี”
       เอกกระแอมเบาๆขำๆ แต่เจอท่านขุนแอบเหยียบเท้าเป็นเชิงปราม
       “ไอ้เอกรีบเอาม้าไปพักผ่อนป้อนน้ำป้อนท่า ชั้นจะรีบไปกินข้าวกับ แม่เรียม”
       ท่านขุนรีบเดินไปหาเรียมรับน้ำมาดื่ม โอบกอดเรียมเข้าไปในชานเรือน เสียงอะไรบางอย่างตก ท่านขุนหันไป
       มอง รีบชี้ให้เอกเก็บ กบมองไป เห็นห่อใบตองอาหาร มีเศษอาหารเหลือหลุดมาจากห่อ
       นายเอกรีบเก็บ กบชี้หน้าเอก เอกจุ๊ปากส่ายหน้าห้ามพูด กบค้อนขวับ
      
       เช้าวันต่อมาแพรแกะของที่โพล้งรวบรวมมาเอามากองไว้ตรงหน้าเนียนที่อุ้มลูกหน้าหมอง
       “เอ๊ย...ไอ้แดง มันอุตส่าห์ไปหาของมาให้ไอ้แดงน้อยจนได้”
       “ไอ้หนักพามันไปกู้เงินใครมาก็ไม่รู้” น้อมแปลกใจ
       “เอ้อ ...ชั้นว่าพี่หนักไม่ได้พามันไปกู้เงินที่ไหนดอก” โพล้งว่า
       “นี่เอ็งจะบอกว่าพี่หนักเขาเสกเงินมารึ ตาโพล้ง” แพรฉงน
       “ยังมีเงินเหลือ มีสร้อยคอทองคำอีกเส้น” น้อมว่าอีก
       ทุกคนตกใจ ไม่อยากเชื่อ “สร้อยคอทองคำ”
       “นั่นน่ะสิให้กู้เงินก็ยังพอทำเนา แต่เอาทองมาให้กู้นี่มันประหลาดเกิน” โพล้งแปลกใจ
       น้อมชักฉุน “ไอ้โพล้ง ใครพูดอะไรเอ็งก็ขัดคออยู่เรื่อย คนเขากำลังทุกข์โศก เลิกทะลึ่ง ได้ไหม”
       “ก็ได้ ชั้นพูดแล้วอย่าตกใจเศร้ามากขึ้นละกัน”
       “เอ็งจะพูดอะไร” น้อมสงสัย
       “ตอนชั้นไปตามหาไอ้แดง ชั้นเห็นตำรวจขับรถพ่วงกันมา เห็นไอ้แดง กำลังวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถไป ก็เลย...”
       “โดนรถตำรวจชนเอา เวรกรรมแท้ๆ แล้วมันจะรีบร้อนข้ามไปทำไม” แพรแปลกใจเช่นกัน
       “ชั้นเห็นพี่หนักโผล่หน้ามาจากหลังต้นไม้ฝั่งตรงกันข้าม จะข้ามมาช่วยไอ้แดง แล้วตำรวจก็ปรี่มาถามหาบ้านนายหนักกับพี่หนัก”
       “ไม่เห็นจะเป็นไง” น้อมว่า ยังงงอยู่
       “ชั้นก็ว่างั้นแหละ แต่พี่หนักเอ็งส่ายหน้า ส่วนไอ้ชั้นก็ดันเซ่อ ตะโกนเรียก พี่หนัก” โพล้งโทษตัวเอง
       “ก็ไม่เห็นจะเป็นไง” แพรว่า
       “ตำรวจก็เลยรู้ว่าพี่หนักคือพี่หนัก” โพล้งพูดชวนงง
       ทุกคนงวยงง “แล้วไง”
       “ก็แล้วไงทำไมตำรวจถึงอยากตามหาพี่หนัก ใช้ขี้หัวคิดสิว่าพี่หนักเอาเงินเอาทองมาจากไหน” โพล้งชุกฉุน
       ทุกคนหลุดปากออกมาพร้อมกัน “ปล้น”
       ต่างคนต่างหน้าซีดตกใจมาก
       “กูว่าแล้ว ไอ้ลูกคนนี้ ตอนเกิดมันเอารกสะพายแร่งมาทีเดียว โบราณ เขาถือ...ถ้าไม่ดีจนเหลือเชื่อก็ชั่วสุดประมาณ” น้อมหน่าย
       “พี่หนัก โธ่ ...ศพพี่แดงยังไม่ทันเผาพี่หนักก็ต้องหนีตำรวจหัวซุกหัวซุน” เนียนสงสารพี่ชาย
       “รีบซ่อนเงินซ่อนทองให้มิดชิด ปิดปากให้สนิท ภาวนาอย่าให้ตำรวจจับพี่หนักได้”
      
        โพล้งบอก ทุกคนเศร้ามากกว่าเดิม



       วันต่อมา อาหารตั้งเต็มสำรับ ท่านขุนภักดี คุณเรียม และคุณนายทองจันทร์ กำลังจะกินอาหารร่วมกัน
      
       ขุนภักดี มีสีหน้าเหม่อลอย เดี๋ยวเผลอยิ้มเดี๋ยวเผลอหุบยิ้มไม่ยอมตักอาหาร มีแต่ใบหน้าสนยิ้มหวาน ลอยวนเวียนไปมา จนไม่รู้ว่าคุณเรียมมองจับสังเกตเงียบๆ
       คุณนายทองจันทร์ อดไม่ได้ พูดออกมา
       “นั่นพ่อเทพจะดมกับข้าว แทนการกินรึ เป็นแบบนี้มาพักนึงแล้ว”
       ขุนภักดีสะดุ้ง
       “คุณแม่ เอ้อ คือหามิได้ครับ คือ ผม ...”
       “อาหารที่เรียมทำไม่ถูกปากคุณพี่หรือคะ”
       ท่านขุนแก้ตัวพัลวัน “ไม่ใช่นะแม่เรียม อาหารถูกปากถูกใจพี่น่ากินทุกอย่างพี่ขอโทษ คือใจพี่พะวงไปถึง…”
       ผู้เป็นแม่สวนคำออกมา “ชาวบ้านศรีประจันวันก่อน พ่อเทพไปเจอดีอะไรมาล่ะ”
       “เอ้อ....โจรครับ โจรปล้นร้านทองบ้านแพนหนีไปศรีประจัน ยังตามจับตัวไม่ได้ ผมเลยกังวล”
       คุณนายทองจันทร์จ้องจับผิดลูกชาย “แต่หน้าตาพ่อเทพเหมือนกังวลเรื่องอื่นนา”
      
       ระหว่างนั้นเอกเดินนำหน้าสนมีช้อยหิ้วปิ่นโตตามหลังมาเถาใหญ่มาก
       “คุณเทพขอรับ กำนันแสง ที่ศรีประจันต์ให้คุณสนทำอาหารถูกปากวันก่อนมาให้คุณเทพรับประทานขอรับ”
       คุณนายทองจันทร์กระแทกช้อนบนจานดังพอควร พลางมองสองคนที่มา บ่นพึมพำ
       “ตัวต้นเหตุกังวลมาแล้ว”
       ท่านขุนตกใจไม่น้อยแต่ก็แอบดีใจที่เห็นหน้าสน
       “แม่สน”
       “ค่ะ... พ่อกำนันให้สนทำอาหารที่คุณพี่บอกว่าอยากรับประทานอีกมาให้ค่ะ”
       ท่านขุนแนะนำให้รู้จักกับมารดา “แม่สนจ๊ะ นั่นคุณแม่ของพี่”
       สนยกมือไหว้เก้กัง “สวัสดีค่ะ คุณ..เอ้อ”
       “คุณนายทองจันทร์ย่ะ” หญิงชราสวนคำ บอกห้วนๆ “นั่นคุณนายเรียม ภรรยาของขุนภักดีภูบาล”
       สนรีบไหว้ด้วยท่าทีอ่อนน้อมไปยังทั้งสองคน
       “สนกราบเจ้าค่ะ คุณนายทองจันทร์ สวัสดีค่ะ คุณนายเรียม”
       “นายเอกไปรับแม่สนมาที่นี่รึ” คุณนายทองจันทร์มองอย่างไม่พอใจเอก)
       “หามิได้ขอรับ คุณสนพายเรือมาเองกับแม่ช้อยขอรับ” เอกออกตัว
       “ช่างมีความพยายามจริงนะ คงใช้เวลานานสินะ” หญิงสูงวัยอดแขวะไม่ได้
       “ประมาณสองชั่วโมงค่ะ” สนพาซื่อ
       “โถ น่าสงสาร งั้นรีบกลับไปเถิดจ้ะ เดี๋ยวจะค่ำมืดดึกดื่นเอากลางทาง เจอโจรปล้นเอา”
       สนจ๋อย
       “เอ้อ งั้นสนกราบลานะค่ะ คุณนายทองจันทร์ คุณนายเรียม”
       “แม่สนเดินทางมาตั้งไกล สงสัยว่ายังไม่ได้ทานอาหารเย็น” คุณเรียมเอ่ยปากชวน
       “แม่เรียม” คุณนายทองจันทร์รีบปราม
       ช้อยสาระแนทันควัน “ ใช่เจ้าค่ะ คุณสนเธอทำอาหารเสร็จปุ๊บรีบมาปั๊บกลัวไม่ทันมื้อเย็นของ ท่านขุน”
       “ทานด้วยกันซะที่นี่สิจ้ะ แม่สน” คุณเรียมชวนอีก
       สนทำอึกอัก ช้อยกระซิบ
       “ด้านได้อายอดเจ้าค่ะ คุณสน รับปากเจ้าค่ะ”
       “รับปากค่ะ เอ๊ย ขอบพระคุณค่ะ คุณนายเรียม”
       คุณนายทองจันทร์หน้าตึง คุณเรียมหน้านิ่งสงบ ท่านขุนมองคุณเรียมท่าทีเกรงใจมาก สนรีบตักกับข้าวที่ทำมาใส่จานให้ท่านขุน
       “แม่สนจ๊ะ ที่ทำอาหารมานี่ก็ขอบใจมากแล้ว ไม่ต้องมาตักอาหารให้พ่อเทพหรอกจ้ะ นั่นมันหน้าที่ของแม่เรียมเขา”
       เจอน้ำคำของคุณนายเข้า สนถึงกับอึ้งไปคิดในใจอย่างเคืองแค้น
       “อีแก่นี่ไม่ชอบหน้าเรา” แต่พูดไปอีกอย่าง “ขอประทานโทษค่ะ สนไม่ได้ตั้งใจ”
       ดูเหมือนวงอาหารมื้อนี้รสชาติกร่อยมาก
      
       วันถัดมาเนียนอุ้มแดงน้อยที่ร้องไห้จ้า ตัวร้อนจี๋ มาหาแพร
       “แดงน้อย แดงน้อยของแม่ ตัวร้อนอีกแล้ว โธ่ลูกเอ๊ย เพิ่งเกิดมาสองเดือน ก็มีแต่สามวันดีสี่วันไข้ อ้าวพี่แพร มาพอดีโอ๊ โอ๋ ไม่ร้องนะลูกรัก ป้าแพรกำลังช่วยหายามาให้หนูแล้ว”
       แพรหายไปแล้วกลับมาส่ายหน้า
       “ยาของแดงน้อยใกล้จะหมดแล้ว เนียน”
       “ใกล้หมดอีกแล้ว” เนียนตกใจ
       “ตาโพล้งบอกว่า เงินก็ใกล้จะหมด ไหนจะค่ารักษาแดงน้อย ไหนจะรักษา” แพรบอก
       “เหลือแต่สร้อย โพล้งมันไม่กล้าเอาออกขายแถวนี้ กลัว แม่นกเอี้ยงมันจำของมันได้” น้อมเอ่ยขั้น
       “เนียนอยากจะออกไปทำไร่ทำนาหาเงินมาประทังชีวิตก็ทำไม่ได้”
       “เอางี้ถ้าไว้ใจกัน พี่จะพาแดงน้อยไปเลี้ยงที่บ้านพี่ให้เอง” แพรอาสา
       “แต่เนียนไม่มีเงินจ้างพี่แพร”
       “ครว่าพี่อยากจะได้ค่าจ้าง เอานมมาให้มันกิน เอายามารักษามันก็พอแล้ว เราไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาตินะเนียน”
       เนียน ซาบซึ้งน้ำใจแพรจนน้ำตาไหล
       “พี่แพรจ๋า เนียนขอบคุณพี่เหลือเกิน”
       จู่ๆ โพล้งวิ่งหน้าตาตื่น กระหืดกระหอบเข้ามาบอกข่าวร้าย
       “เนียน เนียน เรื่องใหญ่ พี่หนักโดนตำรวจจับได้แล้ว”
       เนียนกะแพรตกใจมากอุทานลั่น “พี่หนักโดนจับ”
       เนียนทุกข์ระทมต่อไป
      
       ด้านท่านขุนภักดีออกอาการกระสับกระส่าย นั่งไม่ติดที่เดินวนเวียนไปมา คุณเรียมชำเลืองมองนิดหนึ่งแล้วไม่พูดอะไร แต่คุณนายทองจันทร์อดรนทนไม่ได้
       “พ่อเทพ นั่งไม่ติดนั่งไม่ได้ยังกับเป็นริดสีดวงทวาร” ผู้เป็นแม่เหน็บแนม
       “คุณแม่ละก้อจ้องจับผิดผมไปได้” ท่านขุนรีบไปนั่งข้างเมีย “เรียมจ้ะ”
       “พี่เทพคงอยากจะออกไปดูแลทุกข์สุขชาวบ้านหรือคะ” คุณเรียมถาม
       “ไฮ้ แม่เรียม พ่อเทพออกไปทำงาน ไปดูแลชาวบ้านมาทุกวันแล้วนี่วันอาทิตย์ จะออกไปไหน”
       “วันธรรมดาผมไปทำงานที่ศาลากลางครับ คุณแม่” ขุนภุกดีบอก
       “ได้ยินพวกบ่าวข้างล่างมันซุบซิบกันว่า บางวันพ่อเทพไปทำงานไกลถึงศรีประจันต์ ก็คงวันที่กลับมาค่ำๆ มืดๆ บ่อยๆปล่อยให้แม่เรียมรอแล้วรออีกนั่นแหละ”
       “ตอนหลังเรียมไม่ได้รอแล้วค่ะ คุณแม่” คุณเรียมแก้ต่างแทน
       คุณนายทองจันทร์กระซิบดุ “แม่รู้นะ ว่าไปทำอะไร”
       ขุนภักดีนิ่งอึ้งไปสบตาเรียมเหมือนจะบอกว่าไม่มีอะไร
       “พี่เทพคะ เรียมมีอะไรจะคุยกับพี่เทพ”
       ท่านขุนใจหายแว้บ
       “ปรามซะบ้างแหละดีแม่เรียมเอ๊ย” คุณนายทองจันทร์ว่า
      
       คืนนั้น ขุนภักดีสีหน้าตกใจมากพอฟังจบ
       “เรียมจะแยกห้องนอนกับพี่เทพ”
       “ไม่นะเรียม หัวเด็ดตีนขาด พี่ไม่ยอมแยกห้องนอนกับเรียมเด็ดขาด”
       “แยกเถิดค่ะ เพื่อความสบายใจของพี่เทพ และเรียมเอง เรียม ไม่สบายใจที่เห็นพี่เทพทุรนทุราย อยู่ในห้อง แต่หัวใจพี่ลอยไปบ้านกำนันแสง”
       “ไม่จริง พี่ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น”
       “ คุณพี่อย่าปดเรียมเลยค่ะ ที่เรียมขอแยกห้อง ไม่ใช่เพราะโกรธพี่เทพ แต่เรียม ขอเปิดโอกาสให้คุณพี่ใช้บางคืนบางวันให้คุณพี่กับแม่สน”
       เรียมแอบเมินหน้าหนีไปน้ำตาคลอ แต่ท่านขุนดีใจมากแต่ก็ยังกลัวเรียมโกรธ
       “เรียม พูดจริงหรือนี่ เรียมอนุญาตพี่ใช่ไหม”
       “ใช่ค่ะ เรียมอนุญาตให้คุณพี่ มีโอกาสอยู่กับแม่สนให้ถูกต้องตามประเพณีดีกว่าให้คนเอามานินทากาเลเป็นว่าเล่นกันลับหลัง”
       “เรียมของพี่ เรียมช่างแสนดี แสนประเสริฐ ในใจของพี่ไม่เคยเทิดทูน ใครเท่าเรียมอีกแน่ๆ”
       “ค่ะ เรียมทราบดี อะไรที่เป็นความสุขของคุณพี่ ก็ย่อมเป็นความสบายใจ ของเรียมเสมอ”
       ท่านขุนโอบกอดเรียมไว้ ยินดีอย่างที่สุด เรียมแอบเมินหน้ากลั้นน้ำตาไว้
      
       “พี่จะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว พี่สัญญา” ท่านขุนให้คำมั่น



       ทางด้านเนียนกำลังเก็บพริกเก็บมะนาว เพื่อจะเอาไปขาย จู่ๆ โพล้งเดินรีบร้อนเข้ามาส่งเงินให้
      
       “พี่ไปเยี่ยมพี่หนักที่คุก เขาสั่งให้เอาสร้อยไปขาย ที่บางกอก ถ้าได้ถึงสองชั่งให้อาไปไถ่ที่นาจากคุณนายใจอีกาซะ”
       เนียนตื้นตันใจ “โธ่พี่หนักยังมีแก่ใจห่วงพวกเรา พี่หนักเสียสละเพื่อแดงน้อยกับ เนียนแล้วก็พ่อ จนตัวเองต้องติดคุก เนียนเสียใจเหลือเกิน”
       “พี่หนักให้บอกมาว่า ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานเขาจะออกมาหาลุงน้อมหาเนียนกับแดงน้อย”
       “พี่หนักได้อภัยโทษหรือพี่โพล้ง”
       “เปล่า เขาจะแหกคุก”
       เนียนได้ฟังก็ตกตะลึง
       “แหกคุก”
      
       วันต่อมาคุณนายทองจันทร์ยืนหน้าตึง ท่าทีฉุนเฉียว ขณะตำหนิคุณเรียม
       “แม่เรียมนี่ ใจดีไม่เข้าเรื่องเข้าราว เป็นแม่รึ ผัวอยากมีเมียน้อย แม่จะแพ่นให้กบาลแยก สับเสื้อผ้าโยนให้หมากินไม่ทำหน้าชื่นอกตรมอนุญาตแบบแม่เรียมแน่”
       “คุณแม่ขา ถ้าเรียมห้าม แล้วพี่เทพจะเชื่อเรียมหรือคะ ไปทำลับๆ ล่อๆ ยิ่งจะเสียหาย มากกว่าพามาอยู่ในบ้านนะคะ”
       “พามันมาเฉยๆ ที่ไหน ต้องยกขันหมาก เอาสินสอดไปให้กำนันแสง ทั้งเงินทั้งทอง สารพัด ต้องจัดเรือนใหม่ให้อยู่ดูแลกัน ยังกับจะต้อนรับ ลูกสาวเจ้าพระยานาหมื่น”
       กบหันไปเห็นพอดี “มากันแล้วเจ้าค่ะ คุณนายทองจันทร์”
       ท่านขุนพาสน ตามด้วยช้อย และมีนายเอกตามมาด้วยกันเป็นพรวน
       “อยากจะตบหน้าไอ้เอกให้หันไปหันมา ทำตัวเป็นทนายหน้าหอให้พ่อเทพไปซะทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องแม่สนนี่ด้วย”
       ขุนภักดีหน้าระรื่น พาสนมากราบคุณนายทองจันทร์ ผู้เป็นมารดา
       “คุณแม่ครับ ผมพาแม่สนมากราบ เรียมจ๋า พี่พาแม่สนมาฝากเนื้อฝากตัว”
       “สนกราบคุณแม่ค่ะ กรุณาอบรมสั่งสอนสนด้วยนะคะ สนสัญญาว่าจะดูแลรับใช้ห่วงใยคุณแม่เสมือนหนึ่งสนเป็นลูกสาวแท้ๆของคุณแม่ค่ะ”
       คุณนาย รับไหว้เสียไม่ได้ “ขอบใจย่ะ จำคำพูดของตัวเองไว้ให้แม่นนะย่ะ แม่สนจำไว้ด้วย ว่านอกจากชั้น บ้านนี้แม่เรียมเป็นใหญ่ที่สุด เคารพนับถือเชื่อฟังเขาให้มากๆ ด้วยนะยะ”
       สนหันไปไหว้เรียม
       “สนสัญญาว่าจะทำอย่างที่คุณแม่แนะนำค่ะ อ้อ ตระกูลของสน มีลูกง่ายค่ะ สนว่าอีกไม่ช้าไม่นาน สนคงมีหลานให้คุณแม่ทองจันทร์ได้เชยชมแน่ค่ะ”
       ทุกคนอึ้งพูดไม่ออก เพราะสนทำหน้าซื่อจี้จุดอ่อนของตระกูลภักดีภูบาล
      
       วันต่อมาเนียนกำลังรวบรวมผักหญ้าจะเอาไปขาย มีใครบางคน มายืนอยู่ตรงหน้าเห็นแต่ขาและเท้า มือของคนนั้นยื่นต่ำลงมาเหมือนจะประคองเนียน เนียนเงยหน้ามองตกตะลึงเมื่อเห็นว่าเป็นหนักนั่นเอง
       “พี่หนัก”
       หนักมองน้องด้วยสายตารักใคร่ห่วงใยดึงน้องมาลูบหน้าลูบหน้าลูบตา
       “พี่แหกคุกมา” หนักบอกตรงๆ
       “พี่มาที่นี่ทำไม เดี๋ยวโดนตำรวจตามจับได้อีก”
       “พี่ไม่ยอมให้ใครจับพี่ได้อีก พี่คิดถึงและห่วงทุกคน พี่จะมาดูหน้าแดงน้อย”
       “แดงน้อยอยู่บ้านพี่แพร พี่แพรเขารับเลี้ยงให้จ้ะ”
       “เงินที่ขายทองได้เอาไปให้นางคุณนายใจอีกา หรือยัง”
       เนียนส่ายหน้า
       “ยัง แดงน้อยกับพ่อป่วยบ่อยมาก พ่อไม่ยอมไปหาหมอแต่เนียนไม่ยอม ระหว่างชีวิตพ่อกับนาผืนนี้ เนียนขอเลือกชีวิตพ่อ”
       “เนียนทำถูกต้องแล้ว รอสักนิดพี่จะปล้นเขาเอาเงินมาไถ่ที่นา ให้ได้” หนักชื่นชมน้อง
       “อย่าปล้นอีกเลย เลิกเอาชีวิตไปเสี่ยงเถอะนะ”
       พี่เสี่ยงไปมากแล้ว เสี่ยงอีกเรื่อยๆไป ยังดีกว่างอมืองอตีนไม่ทำอะไรเลย พี่ได้แต่ภาวนา ขอให้ตัวมีชีวิตอยู่นานพอที่จะให้แดงน้อยเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่เขาต้องการ จะได้ไม่อาภัพตกต่ำอย่างที่พวกเราเป็น”
       เนียนสะท้อนใจครางออกมา “โธ่...พี่หนัก”
       “เหลือเวลาอีกเท่าไหร่ ที่เราต้องเอาเงินไปคืนนางคุณนายใจอีกา”
       “สามวัน”
       ขาดคำของเนียนเสียงคุณนายดังเจื้อยแจ้วมาก่อนตัว
       “สามวันกำลังจะมาถึง แม่เนียน ตาน้อม แกอยู่ไหน”
       “คุณนายมาทวงเงินแล้ว” เนียนบอก
       “พี่อยากจะไปฆ่ามันนัก”
       “พี่หนักรีบไปหาแดงน้อยเถิดจ้ะ อย่าให้มีเรื่องมีราวอีกเลย นึกถึงแดงน้อยกับพ่อเข้าไว้นะพี่หนัก”
       หนักกอดน้องสาว น้ำตาซึม เนียนน้ำตาไหล แล้วหนักก็ผละไป เนียนรีบป้ายน้ำตา คุณนายปรากฏตัวขึ้น
       “ไงแม่เนียน แหมบีบน้ำตาขอความเห็นใจอีกแล้ว ลืมแล้วหรือว่า เมื่อเกือบสามเดือนที่แล้ว ไอ้โจรห้าร้อยหนักพี่ชายเอ็ง มันบีบคอบังคับข้ายังไงข้าจะให้เวลาเพราะเห็นแก่พ่อเอ็งแม่เอ็ง”
       “แต่ก็ยังมีเวลาอีก สามวันจะครบสามเดือน นะจ๊ะ คุณนาย”
       “ก็เพราะงั้นน่ะสิ ข้าถึงต้องมาขู่เอ๊ยมาเตือนพวกเอ็ง ว่าหน้าด้านหน้าทนต่อไปอีก ข้าจัดการชั้นเด็ดขาดแน่ จำไว้”
       “ค่ะ คุณนาย” เนียนน้อมรับ
      
       คุณนายใจอีกาสะบัดหน้า เดินกลับ คนรับใช้ชายสองคนเดินตาม



       ไม่นานต่อมาเนียนพายเรือมาในคลองโดยมีน้อมนั่งมา และไอโขลกๆ ไปด้วย สองพ่อลูกมุ่งหน้าไปยังบ้านท่านขุนภักดี
      
       “ไกลจังนะพ่อ”
       “ไกลยังไงก็ต้องลองเสี่ยงดู”
       “พ่อแน่ใจหรือว่าขุนภักดีจะยอมให้พ่อกู้เงิน” เนียนเป็นกังวล
       “พ่อไม่แน่ใจ แต่พ่อของพ่อก็ปู่ของเอ็งแหละ เคยเป็นคนรับใช้ท่าน พ่อของท่านขุนภักดีท่านมาก่อน แต่ขาดตอนการติดต่อไปตั้งกะท่านพ่อของท่านตาย พ่อเองก็เคยดูแลที่นาให้คุณนายทองจันทร์”
       “คุณนายทองจันทร์จะจำพ่อได้ไหม”
       “ก็ท่านนี่แหละให้เงินพ่อสามชั่งไปทำมาหากิน ที่เอาไปซื้อนาสิบไร่นี่ก็เงินท่านให้”
       เนียนใจชื้นขึ้นมา “พวกท่านใจดีจังนะพ่อ”
       “ใจดีมาถึงรุ่นท่านขุน พ่อได้ยินว่า ชาวบ้านรักท่าน ขุนภักดีคนนี้มากเพราะ มีเมตตาต่อผู้ยากไร้ ท่านเอาใจใส่ ทุกข์สุขของชาวบ้าน จนเลื่องลือระบือไปทั่ว ทั้งเมืองสุพรรณ”
       เนียนฟังแล้วมีสีหน้าชื่นชม และมีความหวังไปด้วย
      
       ขณะนั้นช้อยเขม้นมองไป เห็นเรือลำน้อยเบนหัวมาเทียบท่า ช้อยวางอำนาจใส่เพราะมองไปเห็นสาวสวย แต่งตัวปอนๆ เป็นคนพาย โดยมีตาแก่ไอโขลกๆ นั่งมาด้วย ช้อยไม่พอใจ หัวเรือเบนมาจะเทียบท่า
       “โยงเรือเข้ากับเสาสิลูก” น้อมบอก
       เนียนเอาเชือกจะโยงเรือ มีเท้าของช้อยเขี่ยออก เนียนมองหน้า
       “เอ็งเอาเรือมาโยงท่านี้ไม่ได้ นี่ท่าน้ำส่วนตัว ของสามีคุณนายสน เจ้านายข้า”
       “อ้อ สวัสดีจ้ะ ชั้นกับพ่อจะมาขอพบท่านขุนภักดีจ้ะ” เนียนบอก
       “ไม่ได้ ไม่อยู่ ถึงอยู่ก็ไม่ให้พบ คิดจะมาเสนอตัวเป็นเมียน้อยท่านขุนรึ”
       “เปล่าจ้ะ เราสองคนจะมา...”
       เนียนพูดไม่ทันจบช้อยสวนออกมา “มาอะไร”
       “มา เอ้อ…” เนียนพูดไม่ออก
       “นั่นไงอึกอักไม่กล้าพูดความจริง ไปซะ” ช้อยตะเพิดส่ง
       “ได้โปรดเถิดนะจ้ะ” เนียนอ้อนวอน
       “พูดภาษาคนไม่เข้าใจหรืออย่างไร”
       ระหว่างนั้นเอกโผล่มาพอดี
       “เอ๊ะ นั่น นั่น อาน้อมนี่นา”
       “ใช่จ้ะ เอ นั่น นั่น ชั้นจำไม่ค่อยได้” น้อมทัก เพ่งมองพลางนึก
       “เอกไง อาน้อมละก้อ ชั้นเอกจำไม่ได้ซะงั้นพ่อของอาเคยอยู่ที่นี่ กับพ่อของชั้นไงล่ะ แม่ช้อยจ๊ะ คุณสนเรียกหา รีบไปสิจ้ะ ก่อนที่ เธอจะกริ้วโกรธา”
       “นายเอกรับผิดชอบที่ต้อนรับสองคนนี่เองละกัน”
       ช้อยเดินกระฟัดกระเฟียดไปไม่พอใจที่เห็นกับตาว่าเนียนหน้าตาสะสวย แต่รู้ว่าเอกคือคนสนิทมากของขุนภักดีจึงไม่กล้าเบ่งใส่
      
       ส่วนสนอยู่บนเรือนกำลังนั่งลูบคลำสร้อยคอ และเสื้อผ้าสวยงาม พลางส่องกระจกดูเงาตัวเองแบบคนหลงเงา
       “ใครจะมาสวยสดงดงาม มีเสน่ห์มัดใจพี่ขุนเท่าแม่สนคนสวยแห่งศรีประจันต์ไม่มีอีกแล้ว อีแก่ทองจันทร์ นางคุณนายเรียม สักวันเถิดพวกแกต้องจำแม่สนคนสวยไปจนตาย”
       ยินเสียงประตูเปิดโครมคราม ช้อยพรวดมาถึงตัว
       “คุณสนคนสวยเจ้าขา พายุร้ายกำลังพัดมาใกล้ตัวแล้วเจ้าค่ะ”
       สนฉงน “นางช้อยบ้า เอ็งมาเอะอะมะเทิ่งอะไรกลางวันแดดเปรี้ยงพายุร้ายที่ไหนจะพัดมา ใกล้ชั้น ชั้นสวย ชั้นน่าหลงใหล พี่ขุนไม่ไปนอนเรือนใหญ่กับคุณนายเรียมมาเป็นอาทิตย์แล้วไสหัวไป ชั้นกำลังมีความสุขกับการชมความสวยของตัวเอง”
       “ถ้าเกิดว่ามีใครมันสาวมันสวยกว่าคุณสนขึ้นมาล่ะเจ้าคะ” ช้อยรีบสอพลอ
       สนสนใจขึ้นมาทันที “ใคร มันเป็นใคร”
       ช้อยดึงสนไปที่หน้าต่างแง้มม่านมอง แล้วชี้ไปด้านล่าง
      
       สนเขม้นมองลงไป เห็นใบหน้าสวยของเนียนแม้จะดูเศร้าและหมองหม่น แต่ก็งามหมดจดเป็นที่สุด สนไม่พอใจมาก
       “ต๊าย”
       "มันสาวมันสวยมาก ทั้งที่เสื้อผ้ามันน่าเกลียดใช่ไหมเจ้าคะ" ช้อยว่า
       "มันเป็นใคร"
       "นัยว่าจะมาพบท่านขุน"
       "พบคุณพี่ ไม่ยอม ชั้นไม่ยอม" สนโวยวายลั่น
       "ไม่ทันแล้วเจ้าค่ะ มันไปใกล้จะถึงเรือนใหญ่แล้วเจ้าค่ะ"
      
       ช้อยบุ้ยใบ้ไป เห็นเรียมกับน้อมขึ้นเรือนใหญ่ไปแล้ว

      
       เนียน น้อม และเอก ทั้งสามเดินไปเกือบใกล้เรือนใหญ่ น้อมนึกได้จึงเอ่ยถาม
      
       “เมื่อสักครู่ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าท่านขุนไม่อยู่ ถึงอยู่ก็ไม่ให้พบ”
       “แม่ช้อยน่ะสิ คนรับใช้ของคุณสนปากตะไกร ลูกสาวกำนันแสง” เอกบอก
       “แม่คนนั้นแกบอกว่า คุณนายสนเป็นภรรยาของท่านขุน” น้อมเล่า
       เอกกระซิบ “เมียน้อยน่ะ ไม่ใช่คุณนายใหญ่ อย่าได้เอ่ยแบบนี้ให้คุณนายทองจันทร์ท่านได้ยินทีเดียว ท่านไม่โปรดคุณสน”
       “คุณนายทองจันทร์ท่านยังแข็งแรงดีไหม”
       “แข็งแรง ปากร้ายแต่ใจดี พูดจาขวานผ่าซาก แต่มีเมตตา อาน้อมต้องพูดกับคุณนายทองจันทร์ให้ตรงไปตรงมาเถิด”
       เนียนเดินตามหลังสองคนมองรอบตัว กลับมาเข้าที่น้อมเดินคุยมากับเอก
       “ขอบใจมาก ที่แนะนำ อาจะเรียนท่านไปตรงๆ อย่างนี้”
       “อาน้อมมีอะไรมาเป็นหลักประกันให้ท่านอุ่นใจว่าจะไม่โกงท่านไหม”
       น้อมมีสีหน้าหมองหม่น “จะไปมีอะไรที่ไหน เล่าพ่อเอก”
       เอกมองไปที่เนียน มองแล้วยิ้ม น้อมมองตามเอก
       “แต่ชั้นว่ามี ก้อ แม่เนียนนั่นไงล่ะ”
       “ไฮ้…”
       “ไม่ต้องไฮ้...ชั้นไม่ได้คิดอกุศล ชั้นหมายความว่า เอาแม่เนียนมาเป็นคนรับใช้ของท่าน มีเงินก็ค่อยมาไถ่ตัวแม่เนียนกลับไป”
       “แต่เนียนมันยังไม่รู้ตัวเลยพ่อเอก”
       “ก็ค่อยบอกหลังจากที่ท่านตกลงก็ได้นี่นา ลูกสาวอาน้อมนี่ช่างสวยงามเหมือนช้างเผือกที่ซุกซ่อนอยู่ในป่าจริงๆ เลยนะ”
       สีหน้าเนียนยามนั้นออกตื่นๆ มองไปรอบๆ สายตาไปสะดุดที่เรือนหลังหนึ่งที่เล็กกว่า เห็นม่านไหวๆ อยู่ เหมือนมีใครกำลังจ้องมองมาที่เนียน
       เนียนจ้องมองไปแล้วเนียนก็สะดุ้งใจคอไม่ดีอึ้งไป
      
       ที่แท้เป็นสนมองมาที่เนียนสายตาดุร้ายเกลียดชังมาก มีช้อยมองอยู่เยื้องไปทางด้านหลัง
       “ช้อย เอ็งไปสืบสาวราวเรื่องสิว่าพวกมันมาทำไมกัน”
       สนไม่พูดเปล่า ผลักช้อยไปไวๆ
      
       เนียนหน้าเสียพอนึกได้ พึมพำใจใจ
       “คุณนายสน ที่ผู้หญิงคนนั้นบอกเมื่อสักครู่แน่แน่”
       เอกเอ่ยขึ้น “ถึงแล้วอาน้อม รอสักครู่ ชั้นขอขึ้นไปเรียนท่านก่อน”
       “ขอบใจจ๊ะพ่อเอก”
      
       ครู่ต่อมาเนียนก้มลงกราบทั้งสองคุณนาย น้อมไหว้พนมมือค้าง
       “เอ หน้าตาพ่อคนนี้ดูคุ้นๆ คลับคล้ายคลับคลาอยู่นะ”
       “คือกระผมชื่อน้อม สมัยก่อนกระผมมีหน้าที่ดูแลที่นาของท่านคุณพ่อของท่านขุนขอรับ”
       “จำได้แล้ว ตาน้อมเอ็งหายหน้าหายตาไปซะนานนม ไปอยู่ที่ไหนมาล่ะ” คุณนายทองจันทร์ถามไถ่
       “บ้านแพนขอรับ ได้เงินที่ท่านให้ไปสามชั่งแบ่ง เอาไปซื้อที่นาสิบไร่ แต่ตอนหลังป่วยเรื้อรัง ต้องเอานาไปจำนองเขาไว้สองชั่งขอรับ”
       “พรุ่งนี้เช้าคุณนายใจอีกาจะมายึดที่นาของอาน้อมแล้วขอรับ” เอกเล่าเสริม
       “เข้าใจละ เอาเถิด ชั้นจะให้เงินนายน้อมสองชั่ง ไปไถ่ที่นา”
       “เป็นพระคุณมากขอรับ”
       “พวกชั้นไม่เคยออกเงินกู้กินดอกหรอกนะ กินเงินคนจนไม่ลง” คุณนายว่า
       น้อมเกรงใจ “แต่...”
       “อาน้อมแกเกรงใจ แกต้องการยกลูกสาวของแกให้เป็นตัวประกัน เอ๊ย เป็นหลักประกันขอรับ” เอกบอก
       เนียนตกใจมองหน้าพ่อ น้อมสลดตาม ตามองเนียนเศร้าหมอง
       “พูดจาน่าเกลียดมากนายเอก ตัวประกันหลักประกันอะไรกัน ชั้นเชื่อใจนายน้อมเพราะเป็นคนเก่าแก่ของคุณแม่” คุณเรียมเอ่ยขึ้น
       “แต่ก็ไม่เลวนะ ลูกสาวเอ็งเขาเศร้าสร้อยพิกล เขาเต็มใจหรือ” คุณนายปรารภ มองมายังเนียน
       เนียนสบตาพ่อแล้วก้มลงกราบอีก
       “เต็มใจเจ้าค่ะ”
       คุณรียมถาม “ชื่ออะไรล่ะ”
       “เนียนเจ้าค่ะ”
       “ชั้นยินดีรับเนียนไว้แต่ไม่ใช่คนรับใช้ ดอกนะ ชั้นจะเลี้ยงดูเนียนเหมือนน้องสาวของชั้น”
       เนียนปลื้มจนน้ำตาไหล คุณนายทองจันทร์พยักหน้า
       “คุณนายเรียมเขาใจกว้างเหมือนน้ำใจเจ้าพระยา ทำตัวให้มันดีนะเนียน”
       “เจ้าค่ะคุณท่าน”
       คุณนายทองจันทร์มองเนียนพูดเบาๆ
      
       “สวยเกินไป แต่เจียมเนื้อเจียมตัวดี”



       ด้านสนนั่งรอช้อยอยู่บนเรือนในใจร้อนเป็นไฟ ช้อยพรวดมาหอบฮั่ก
      
       “มันมาทำไม”
       “มันมากู้เงินไปไถ่ทีนา แล้วยกลูกสาวให้เป็นน้องสาวของคุณนายเรียมเจ้าค่ะ”
       “อะไรนะ น้องสาว นี่นังเรียมมันบ้าบอคอโป่งแท้ๆ”
       “มันคงวางแผนคิดจะยกให้ท่านขุนนั่นแหละเจ้าค่ะ แต่มันทำทางอ้อมส่วนคุณนายสองคนก็คงรับเอาไว้ แก้ลำที่คุณสนมาเป็นเมียน้อยท่านขุน” ช้อยปากไว
       “หยุดพูดว่าข้าเป็นเมียน้อยพี่ขุนนะ แล้วอีแก่นั่นมันว่ายังไง” สนหมายถึงแม่ผัวคู่อริ
       “ช้อยเห็นยิ้มแย้มแจ่มใส เห็นดีเห็นงามไปตามกันนะเจ้าคะ”
       “พวกมันกำลังจ้องรังแกข้า พวกมันอิจฉาข้า แล้วพวกมันจะได้ เห็นดีกัน”
       “คุณสนอย่าบุ่มบ่ามนะเจ้าคะ คุณสนต้องดูทีท่ามันไปก่อน เพราะตอนนี้มันยังไม่มีอะไรกับท่านขุน” ช้อยแนะ
       “แล้วแกจะให้ข้ารอจนกว่ามันจะมีอะไรกับพี่ขุนงั้นรึ ไหนแกสอนข้าว่า ด้านได้อายอด”
       “ตอนนี้อดทนไว้ก่อนเจ้าค่ะ”
       สนฮึดฮัดขัดใจมาก
      
       ฝ่ายเนียนมาส่งน้อมที่ท่าเรือ เนียนน้ำตาไหลห่วงใยพ่อมาก
       “เนียนพ่อขอโทษ ที่ไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าจะเอาเนียนมาเป็นตัวประกัน”
       “เนียนเต็มใจจ้ะพ่อ”
       “ที่พ่อทำไปนี่ ก็เพื่อให้เนียนได้อยู่ดีกินดี ไม่ต้องอดมื้อ กินเมื้อ ไม่ต้องทำไร่ไถนา ท่านทั้งสองก็ดูจะเมตตาเนียนไม่น้อย”
       “เนียนขอบคุณพ่อมาก พ่อพูดถูก ถ้าเนียนกลับไปบ้าน เนียนก็ต้องไปแบ่งอาหารการกินของพ่อกับแดงน้อย พ่อเอาเงินไปไถ่ที่นา นะจ้ะ แต่ถ้าพ่อป่วยอีก ก็ไม่ต้องไปไถ่นาดอกไปรักษาตัวซะ”
       “ไอ้โพล้งมันแอบมากระซิบว่า สองวันก่อนไอ้หนักมันแอบไปดักเจอมันที่ท้ายป่าช้า ฝากเงินมาสองตำลึง ไม่ต้องห่วงพ่อกับแดงน้อย นางแพรมันรักยังกับลูกก็ไม่ปาน ทำตัวดีๆนะลูก พ่อรักเอ็งนะ พ่อไปก่อน”
       “พ่อดูแลตัวเองดีๆ นะจ๊ะ เนียนก็รักพ่อจ้ะ”
       เนียนน้ำตาไหลประคองพ่อขึ้นเรือปลดเชือกโยงเรือให้พ่อ พอน้อมนั่ง เนียนผลักเรือออกห่างฝั่ง น้ำตาไหล ไม่ นึกว่านี่คือการพบพ่อครั้งสุดท้าย
       น้อมมองหน้าเนียนใจหายวาบ น้ำตาซึมสองแก้ม เหมือนมีลางบอกว่าจะบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย
      
       เรียมนั่งพับเพียบกับพื้นในห้องคุณเรียมก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าเงยหน้าสบตาเรียม ที่นั่งบนเก้าอี้
       “ไปรื้อเสื้อมาดูกันสิเนียน”
       “เจ้าค่ะ”
       “ไม่ต้องพูดเจ้าค่ะ กับชั้น พูดเจ้าค่ะ คะขาก็พอแล้ว”
       “ค่ะ...คุณนายเรียม”
       “ไม่ต้องเรียกชั้นว่าคุณนายเรียม เรียกชั้นว่า พี่เรียมก็ได้”
       “ไม่ได้ดอกเจ้าค่ะ คุณนาย เอ้อ...งั้นเนียนขออนุญาตเรียกคุณเรียมนะเจ้าคะ”
       “ตามใจเถิด ช่างอ่อนน้อมถ่อมตนดีเหลือเกินนะเนียน”
      
       สองคนอยู่ที่หน้าตู้เสื้อผ้า เสื้อผ้ากองโตพอสมควรล้วนสวยงามทั้งสิ้น วางตรงหน้าเนียน มีเรียมยิ้มองให้
       “คุณเรียมจะให้เนียนหมดนี่หรือคะ”
       “ใช่ ให้เนียนหมดนี่เลย คนสวยๆ อย่างเนียน แต่งตัวสวยๆ ถึงจะสมกับความสวย”
       เนียนไหว้นอบน้อม
       “ขอบพระคุณมากค่ะ แต่เนียนไม่สวยเท่าคุณเรียมดอกค่ะ คุณเรียมทั้งสวยทั้งสง่า ทั้งน่านับถือ”
       “ช่างพูดจริงนะ เอาละ จะให้กบพาเนียนไปพักห้องเดียวกับเขา ก่อนแล้วจะจัดห้องด้านล่างตึกนี้ให้เนียนอยู่ภายหลังนะ” คุณเรียมบอก
       “ค่ะ เนียนอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ค่ะ เอ้อ เนียนต้องทำอะไรบ้างสั่งเนียนนะคะ”
       “ไม่ต้องทำอะไรดอก อยู่ใกล้ชั้นเข้าไว้ ชั้นเลี้ยงเนียนให้เป็นน้องไม่ใช่เป็นบ่าว เอาของไปเก็บ อาบน้ำอาบท่า แล้วขึ้นมารอชั้นที่ห้องนี่”
       “ค่ะ”
      
       ช้อยดึงสนให้มาดูเนียนใกล้ๆ ตรงข้างเรือนคนใช้
       “เอ็งจะดึงข้าไปไหน ช้อย”
       “ไปดูหน้านางคนอยากมีผัวเป็นท่านขุนไงเจ้าคะ มันมาโน่นแล้วกับนางกบ”
       สนมองตามไป ของขึ้นโดยอัตโนมัติ โกรธตัวสั่นไปหมด
       “โอ๊ย”
       “คุณสนของขึ้น ดูสิเจ้าคะ สั่นไปหมดเลย”
      
       สนก้าวฉับฉับออกไป มีช้อยตามไปทันที อยากมีเรื่องเต็มทน



       เนียนเดินมากับกบ หอบเสื้อผ้ามาด้วยกันที่หน้าเรือนแถวคนรับใช้
      
       “เนียนโชคดีมากรู้ไหม คุณนายทองจันทร์ท่านโปรดใครง่ายซะที่ไหน ดูแต่คุณสนสิ หน้าท่านยังไม่อยากจะแล คุณสนก็เหลือรับ เจ้าเล่ห์เพทุบายปากร้าย สารพัด แต่คุณท่านกำลังหลงรักหัวปักหัวปำหัวคะมำ”
       กบชะงักกึก เพราะสนกับช้อยมายืนเยื้องไปเบื้องหน้านิดหน่อย
       “นี่หรือคนรับใช้คนใหม่”
       “ไม่ใช่นะเจ้าคะ คุณสน คุณนายเรียมท่านให้บอกทุกคนว่าเนียนเป็นน้องสาวท่านเจ้าค่ะ” กบบอก
       “เรียกอะไรก็เรียกได้ ยังไงก็แค่นางตัวประกันเงินกู้ นี่มันยิ่งกว่าขี้ข้าอีกนะ ถ้าเป็นสมัยก่อน เขาเรียกว่านางทาส” สนด่าใส่หน้า
       ตลอดเวลาเนียนนิ่งสงบ ก้มหน้าก้มตา
       “ไหนว่าไม่ใช่ขี้ข้า แล้วทำไมใช้ให้หอบเสื้อหอบผ้ามาซัก”
       “คุณนายเรียมไม่ได้ใช้ให้เอามาซักหรอกเจ้าค่ะ” กบบอกอีก
       สนด่า “ข้าไม่ได้ถามเอ็ง ข้าถามมันว่ามันชื่ออะไร ตอบที่ข้าถามสิ”
       “เนียนเจ้าค่ะ.. เสื้อผ้านี่ คุณเรียมท่านให้เนียนเอาไปใส่เจ้าค่ะ”
       นายบ่าวร้องลั่น “ต๊าย”
       สนกระชากมาตื่นเต้นมาก เพราะสวยกว่าของสนที่ใส่อีก
       “แกทำเสน่ห์ใส่คุณพี่เรียม.. แน่ๆ”
       สนโยนเสื้อกองนั้นลงพื้น ช้อยกระซิบยุส่ง
       “กระทืบสิเจ้าคะ.. คุณสน ไม่อย่างนั้นมันใส่เสื้อสวยกว่าคุณสนแน่”
       สนยกเท้า มีเสียงคุณนายทองจันทร์ดังแหลมมา
       “แม่สนกำลังแกว่งเท้าหาเสี้ยนอยู่หรือยะ เสี้ยนที่ติดอยู่ที่เสื้อของแม่เรียมเขาทั้งใหญ่ทั้งแหลมทั้งหนานะยะ มันตำเท้าถึงฉีกเลือดสาดเจ็บปวดไปนานนะยะ”
       สนสะดุ้งช้อยดึงสน ถอยออกมา สนไม่พอใจคุณนายทองจันทร์เพิ่มมากขึ้นอีก
       “สนไม่ได้จะไปเหยียบนะคะ คุณแม่ แต่สน”
       “คุณสนเธอจะหยิบน่ะเจ้าคะ คือแม่คนนี้ทำหล่นน่ะเจ้าคะ”
       “งั้นรีบเก็บสิยะ จะช่วยเอาไปส่งให้เนียนถึงห้องนอนเลยก็ดีนะยะ”
       เนียนรีบก้มลงเก็บโดยเร็วไม่อยากสร้างศัตรูกับสน
       “เนียนเก็บเองเจ้าค่ะ”
       สนมองตาม ไม่พอใจมากๆ       
      
       ขณะเดียวกัน
       โพล้งกับน้อมมายืนหน้าบ้านคุณนาย น้อมดูแย่เอามากๆ เพราะพายเรือมาไกล ไอตลอดเวลา
       “คุณนาย ใจอีกาอยู่ไหม”
       ครู่หนึ่ง จึงเห็นคุณนายโผล่หน้ามาด่าเปิง
       “ใครมาบังอาจเรียกชั้นแบบนี้ อ้อ..ตาน้อม จะมาผัดหนี้อีกละสิ”
       “ลุงน้อมเขาเอาเงินสองชั่งมาใช้หนี้ รีบเอาโฉนดมาคืนให้เขาไวไว” โพล้งบอก
       “นั่นแกไอเสียงยังกับเรือกลไฟ ไปยืนห่างๆ รั้ว ส่วนเอ็งเอาเงินเข้ามา ข้าจะเอาโฉนดมาให้”
       “รีบไปไอ้โพล้ง”
       โพล้งรีบเข้าไป น้อมยืนโงนเงนแล้วล้มลงไปกอง โพล้งหันมาตกใจ
       “ลุงน้อม”
       คุณนายกลับออกมา “อย่ามาตายหน้าบ้านข้า เอาเงินมา แล้วเอาโฉนดไป”
       “ทำตามที่เขาบอกแล้วรีบพาข้ากลับบ้าน ข้าจะไปทำพินัยกรรมยกที่นาให้เนียนมัน” น้อมบอก
       โพล้งพยักหน้ารับ
      
       ส่วนท่านขุนเดินเข้ามาในห้องยิ้มกริ่ม มองไปที่เบื้องหน้า ทำท่าคิ้วขมวด
       เห็นด้านหลังของเนียน ตัวเท่าเรียมแถมใส่ชุดเรียมกำลังยืนปัดที่นอนอยู่
       ท่านขุนย่องกริบไปด้านหลัง ตะครุบหมับหอมแก้มเข้าเต็มรัก
       “แม่เรียมสุดที่รักคนดีของพี่”
       ร่างนั้นดิ้นขลุกขลักไปมา ตัวสั่นงันงกไปหมด
       “แม่เรียมตัวสั่น ไม่สบายรึ”
       “ปะ...ล่อ..ย” เนียนตกใจ
       ท่านขุนชะงัก แปลกใจ
       “ไม่ใช่เสียงแม่เรียม”
       ขุนภักดีจับร่างสั่นเทาของเนียนให้หันมา ในระยะใกล้ชิดมาก
       “เอ้อ...” เนียนอึกอัก
       ขุนภักดี ตะลึงในความสวยความสาวของเนียน
       เนียนระทวยตกใจจนทำท่าจะเป็นลม
       “หล่อนเป็นใคร อ้าว เป็นลมไปแล้ว”
      
       ท่านขุนโอบประคองเนียนไว้ ติดใจเนียนเข้าให้แล้ว



       ตกตอนเย็น สนกับช้อยทำท่าลับๆ ล่อๆ อยู่แถวประตูหน้าบ้าน ด้านที่มีถนน สองบ่าวนายปรึกษากันและรอขุนภักดีกลับเพื่อชิงตัวไปยังเรือนของสน
      
       “วันนี้วันศุกร์” สนเอ่ยขึ้น
       “เอากระปุกไปใส่กระเป๋า พรุ่งวันเสาร์เอากระเป๋าไปใส่กระปุก”
       ช้อยเสริมล้อเล่น แต่โดนสนหยิกแรงๆ อย่างหงุดหงิด
       “ข้ากำลังแคลงใจ เพราะเห็นหน้านางน้องสาวสมมุติของคุณนายเรียม เอ็งดันมาล้อเล่น เอ็งทำได้ไหมที่จะไม่ให้พี่ขุนไม่เห็นหน้านางเนียน”
       “ทำได้ แต่สำเร็จยากเจ้าค่ะ ท่านไม่เห็นมันเย็นนี้ก็เห็นคืนนี้ พรุ่งนี้เช้า พรุ่งนี้กลางวัน พรุ่งนี้เย็น หรือไม่ก็เห็นตลอดเวลา เพราะคุณนายเรียม เอานางเนียนหนีบติดตัวไว้ราวกับมันเป็นเส้นผมของคุณนาย สำคัญสุดวันนี้วันศุกร์ท่านขุนอยู่เรือนใหญ่กับคุณนายเรียม ลามปามไปถึงวันเสาร์และอาทิตย์ด้วยเจ้าค่ะ” บ่าวผู้สอพลอร่ายยาวเป็นหางว่าว
       “แต่ที่ผ่านมา ไม่ว่าวันไหน พี่ขุนอยู่เรือนข้าเสมอ จะกลับไปหานังคุณนายเรียมที่เรือนใหญ่ เพราะว่าเกรงใจอีแก่ทองจันทร์นั่น” สนว่า
       “แต่วันนี้ไม่ใช่วันที่ผ่านมา น้ำผึ้งพระจันทร์มันหมดเสน่ห์แล้ว ช้อยถึงบอกให้ไปดักชิงตัวท่านขุนก่อนที่ท่านจะไปถึงเรือนใหญ่ไงเจ้าคะ”
       “ไหนเอ็งบอกว่าข้ากับพี่ขุนยังเป็นข้าวใหม่ปลามัน พี่ขุนคงไปไหนไม่พ้นเรือนของข้าดอก”
       “โถคุณสนเจ้าขาอย่ามัวหลงรูปตัวเองอยู่เลยเจ้าค่ะ เก่าๆ มันเป็นสนิม ใหม่กว่าหน้าตาจุ๋มจิ๋ม”
       สนกังวลหนัก รีบจับหน้าตาตัวเอง
       “ทำไมเอ็งไม่รีบบอกข้า เร็วรีบไปดักพี่ขุน”
      
       ขณะ 2 คนกำลังจะไป จู่ๆ เอกโผล่หน้าออกมาจากพุ่มไม้ด้านหลังสองคน
       “เสียใจด้วยคุณสน แม่ช้อย ท่านขุนท่านกลับมาและขึ้นเรือนใหญ่ไปแล้ว”
       สองคนตกใจร้องประสานเสียง “ต๊าย”
       “เห็นกบมันว่า เมื่อกี้ก่อนที่ท่านขุนจะกลับมา เนียนกำลังไปจัดที่นอนให้คุณนายเรียม”
       สองคน ร้อง “ว๊าย” พร้อมกันอีก
       “มันยังบอกอีกว่า ท่านขุนท่านว่าจะไปหาเรียมที่ห้อง” เอกว่า
       “อกจะแตก” สองคนร้องพร้อมกัน
       “สุดท้าย กบมันบอกว่า คุณนายเรียมไม่ได้อยู่ที่ห้อง แต่กบมันบอกไม่ทัน”
       สองคนตะลึง “อะไรนะ”
       เอกพูดเท่านั้นก็หัวเราะขำๆ แล้วเดินจากไป
      
       ขณะที่เรียมกับทองจันทร์ วิ่งตามกบมาถึงหน้าห้อง สามคนต้องชะงัก เมื่อเห็นท่านขุน วางเนียนที่เป็นลมอยู่ลงกับพื้น ด้วยสายตาพิศวง งงงวย ดูออกว่าหลงรัก กบชี้มือค้างให้สองคนดู
       “พ่อเทพ” คุณนายเรียกเสียงดัง
       “เนียน” เรียมตกใจ
       ท่านขุนเงยหน้าเหลียวมามองทุกคน
       “แม่คนนี้ใส่เสื้อและซิ่นของเรียม เข้าไปอยู่ในห้องนอนของเรียม”
       เรียมกับทองจันทร์มองหน้ากันแล้วยิ้มๆ ส่วนกบแอบหัวเราะคิกคัก
       “แม่คนนั้นมันคือลูกสาวตาน้อม คนดูแลที่นาเก่าของคุณพ่อพ่อเทพ” ผู้เป็นแม่บอก
       “นายน้อมแกมาหาพี่เทพ จะมาขอกู้เงินสองชั่งไปไถ่ที่นาจากคุณนายอะไรนะกบ” เรียมหันมาทางกบ
       “คุณนายใจอีกาเจ้าค่ะ” กบบอก
       “แต่พี่เทพไม่อยู่ เรียมก็เลยให้เงินนายน้อมไปสองชั่ง นายน้อมแกเกรงใจไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน แกเลยยกลูกสาวให้..เอ้อ…”
       เรียมพูดไม่ทันจบทองจันทร์ก็พูดเสริม “มาเป็นคนรับใช้ของพวกเรา จนกว่าจะหาเงินมาคืน แต่แม่เรียมเขา...”
       เรียมต่อความให้ “เรียมเวทนาเด็ก ดูซื่อๆ อ่อนน้อมถ่อมตน เรียมก็เลยตัดสินใจจะเลี้ยงไว้เป็นน้องสาว ขอประทานโทษพี่เทพด้วย ที่เรียมตัดสินใจโดยไม่ได้ปรึกษาพี่เทพก่อนค่ะ”
       ขุนภักดีภูบาลไม่ว่ากรำร ยิ้มพึงพอใจมองดูเนียนอีกครั้ง
       “เรียมทำถูกต้องทำดีที่สุด”
       ระหว่างนั้นเสียงเนียนครางอือออออกมา
       “เอ...แต่ทำไมเนียนมันถึงเป็นลมล่ะพ่อเทพ” ทองจันทร์สงสัย
       ท่านขุนอึกอัก “เอ้อ...”
       เนียนลืมตาเห็นแต่หน้าขุนภักดี ก็ตกใจมาก กลัวโดนกอดจูบอีก หวีดลั่น
       “ว๊าย อย่านะ”
       ทองจันทร์กับเรียมร้องเรียกพร้อมกัน “เนียน”
       พอเนียนได้ยินเสียงสองคนตะลีตะลานคลานไปหา แล้วหลบไปอยู่ด้านหลัง ดูท่าทีว่ากลัวขุนภักดีมาก
       “เนียนเขาตกใจกลัวท่านขุนจนเป็นลมเจ้าค่ะ ตัวสั่นงันงก เหมือนผีโดนข้าวสารเสกอาคมสาดใส่เลยเจ้าค่ะ” กบบอก
       ทองจันทร์กับเรียมหันไปมองเนียน เป็นจริงดังกบว่ายิ่งสงสัย
       “เมื่อสักครู่เอ็งร้องหวีดว่าอย่า...อย่าอะไรของเอ็งบอกมาสิ”
       ถูกคุณนายถามเนียนยิ่งไม่กล้าเอ่ยปากก้มหน้างุด ท่านขุนหัวเราะขำปนเอ็นดูพลางยิ้มกริ่ม
       “แม่เนียนของคุณแม่ ตกใจที่ผมไปทึกทักเขาว่าเป็นเรียม เพราะเขายืนหันหลัง แถมใส่เสื้อใส่ซิ่นของเรียม ตัวก็เท่ากับเรียม ผมก็เลย...”
       “ทักผิดแค่นี้เอ็งตกใจขนาดเป็นลมเลยรึ ขวัญอ่อนเหลือเกินนะเนียน” ทองจันทร์ว่า
       สีหน้าแววตาของขุนภักดีบ่งบอกชัดเจน จนเรียม ทองจันทร์และกบรู้สึกได้ว่า ท่านขุนพอใจเนียนที่เอาแต่ก้มหน้า
      
       น้อมอาการดูไม่ดีมากๆ มีโพล้งกำลังดูแล
       “เนียนของพ่อ พ่อได้ทำหน้าพ่อที่ดีสำเร็จแล้ว ที่นาสิบไร่จะตกเป็นของเอ็งและต่อไปถึงแดงน้อย” น้อมไอจนเลือดกระจาย หายใจหอบถี่ๆ “เหนื่อย...เหนื่อยเหลือเกิน”
       “เหตุก็เพราะลุงน้อมพายเรือกลับมาจากบ้านท่านขุน ตั้งไกลโขนั่นแหละ จึงหมดเรี่ยวหมดแรง ถึงลมใส่ ข้าไปบอกเนียนมันนะ ว่าลุงป่วยมาก”
       น้อมร้องห้ามเสียงหลง
       “อย่านะ ถ้าเอ็งไปบอกเนียน ก็เท่ากับว่าเอ็งกำลังทำลายอนาคตของเนียนกับแดงน้อย เนียนมันมีคนอุปถัมภ์ค้ำชู ที่ใจบุญเมตตาปราณี คุณนายเรียมท่านยกย่องให้มันเป็นน้องสาวท่าน ข้าไม่ยอมให้มันกลับมาจมปลักอยู่ที่นี่อีกแน่ ไปตามนางแพรมาข้าจะให้มันเขียนพินัยกรรม”
       โพล้งพยักหน้ารับคำ
      
       บนชานเรือนหลังใหญ่ ขุนภักดีกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ท่าทีสดชื่น อยู่กับเรียมและทองจันทร์ มีกบ และเนียนคอยดูแล
       เนียนนั้นก้มหน้าไม่กล้าสบตาท่านขุน ที่แอบชำเลืองมาบ่อยๆ ส่วนกบคิกคักร่าเริง
       “วันนี้พ่อเทพเจริญอาหารมากกว่าทุกวันนะเรียม” ผู้เป็นแม่เอ่ยขึ้น
       “ค่ะ...โดยเฉพาะอาหารที่เนียนเขาทำ” เรียมว่า
       ท่านขุนยิ้มพอใจ
       “เนียนเขาทำอะไรหรือจ้ะ...เรียม”
       “ต้มยำพุงปลาช่อนค่ะ...พี่เทพ”
      
       ขุนภักดียิ้มย่อง มองเนียนที่ยังคงก้มหน้าอยู่อย่างนั้น ด้วยแววตาหวานฉ่ำ

      
       ระหว่างนั้นสนกับช้อยพากันเดินขึ้นมาบนเรือน พร้อมด้วยสำรับอาหาร ช้อยเดินแทบจะเหยียบกบที่รีบหลบจนหน้าแทบคะมำ
      
       สนจงใจเดินเหยียบมือเนียนที่นั่งก้มหน้าเท้าแขนอยู่ เนียนตกใจรีบชักแขนหนี โดยไม่มีใครทันเห็นนอกจากช้อย
       “พี่ขุนขา...สนทำแกงเผ็ดตะพาบน้ำที่พี่ขุนสั่งไว้มาให้รับประทานค่ะ”
       “มาช้าไป พ่อเทพเขากินต้มยำพุงปลาช่อนฝีมือเนียนไปแล้ว และที่ชั้นจำได้ วันนี้วันศุกร์ แม่สนไม่มีหน้าที่มาป้วนเปี้ยนที่นี่” ทองจันทร์แดกดัน
       “สนก็แค่เจตนาดี เพราะพี่ขุนสั่งให้ทำแกงเผ็ดตะพาบน้ำให้ แต่ถ้าพี่ขุนรับประทานไปแล้ว...สนเอากลับนะคะ”
       สนไม่ยอมวางอาหาร แต่ทำส่งให้ช้อย ที่ยืนอยู่ใกล้ตรงที่เนียนนั่งพอดี สนสบตาบ่าว ช้อยสบตารู้ใจ รับชามแกงตะพาบน้ำพลาดทำให้ถาดตกลงไปบนหัวเนียนข้าวของหกกระจาย
       เนียนตกใจร้อง “อุ๊ย”
       เรียมเองก็ตกใจ “ตายจริง เนียน เลอะเทอะหมดแล้ว”
       “แม่สนซุ่มซ่ามจริงๆ นางช้อยก็เซ่อซ่าตาบอด นั่นหัวคนนะหัวตอ” ทองจันทร์ฉุน
       “สนขอประทานโทษค่ะ...ช้อยมันโง่เง่าเต่าตุ่น กลับไปสนจะไปหักนิ้วสั่งสอนมัน ขอโทษด้วยนะเนียน พี่ขุนขา สนเอ้อ…”
       ขุนภักดีตัดบททันที “จะกลับเรือน... รีบไปเถอะ”
       สนผิดหวังนัก ส่งสายตาออดอ้อนไปทางขุนภักดี ที่เอาแต่มองไปทางเนียน
       “พริกเข้าหูเข้าตาแสบหมดแล้ว รีบไปล้างหน้าล้างตาซะ”
       “ไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วขึ้นมารอชั้นที่ห้องพระ จะสอนให้จัดดอกไม้ไหว้พระ” เรียมบอก
       “ค่ะ”
       เนียนถดถอยหลังออกไป ท่านขุน และทองจันทร์มองตาม สงสารเนียนมากๆ
       สนมองแล้วไม่พอใจอย่างยิ่ง
       “อ้าว...แม่สนไหนว่าจะกลับเรือน มายืนทำตาเถลือกถลนอยู่ทำไม” ทองจันทร์ว่า
       สนจึงถอยออกไปแอบจ้องเนียนตาแทบถลน
       กบเห็นรีบกระซิบบอกเนียน “ตาคุณสนถลนยังกะตางูตอนจะปล่อยพิษฉกเหยื่อ”
       เนียนไม่อยากดู รีบถอยตัวออกไปให้พ้นโดยเร็ว มีสายตาของขุนภักดีมองตามบ่งบอกความรู้สึกรักและเป็นห่วงอย่างไม่ปิดบัง
       ทองจันทร์เห็นจึงกระแอม นั่นแหละท่านขุนจึงหันมากินอาหารต่อ
      
       ฟากสนกลับมาถึงเรือน ก็เอาแต่นอนร้องไห้คร่ำครวญ มีช้อยนั่งพูดประจบเอาอกเอาใจ
       “พี่ขุน มองนางเนียนตาเป็นมัน เหมือนอยากจะกินมัน”
       “ใช่เจ้าค่ะ...วันนี้กินพุงปลาของมัน อีกไม่นานท่านขุนกินพุงนางเนียนแน่”
       “ข้าทนไม่ได้ ข้าเจ็บที่นี่” สนชี้ใจตัวเอง ยิ่งคิดยิ่งแค้น “นางเนียนมันแกล้งทำเซ่อซ่าเงอะงะให้ดูน่าสงสาร น่าหมั่นไส้แท้ๆ”
       “ใช่แต่ท่านขุนเท่านั้นที่มองมันอย่างเอ็นดู ทองจันทร์ คุณนายเรียมก็ให้เอ็นดูมัน ช้อยบอกแล้วไงเจ้าคะ ว่าสองคุณนายนั่น วางแผนแก้ลำคุณสน วางแผนดึงท่านขุนกลับ โดยใช้นางเนียนเป็นเหยื่อล่อ”
       “แล้วก็ดูท่าว่าพี่ขุนก็เต็มใจจะฮุบเหยื่อด้วยสิ ช้อยเอ็งต้องช่วยข้าดึงพี่ขุนกลับมาหาข้า”
       “ต้องตัดไฟแต่ต้นลมเจ้าค่ะ...ของแบบนี้ขืนรอนานไปจะกลายเป็นว่า กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ คุณสนตกกระป๋องแน่นอน”
       สนโมโหมาก “โอ๊ย...หยุดพูด เอ็งอย่าเอาลูกกำนันอย่างข้าไปเปรียบลูกชาวนาอย่างมันใครเป็นถั่วใครเป็นงาบ้าบอคอโป่ง”
       “คุณสนลูกกำนันก็เป็นงาสิเจ้าคะงา...ส่วนนางเนียนลูกชาวนามันก็เป็นถั่ว งามันแพงถั่วมันถูกกว่าเจ้าค่ะ”
       สนยิ้มร้ายออกมา “พอที...ข้าอยากรู้เรื่องตัดไฟแต่ต้นลมของเอ็ง”
       “ทำร้าย ทำลาย กลั่นแกล้ง เสือกไสไล่ถีบนางเนียนมันทุกวิถีทาง ก่อนที่มันจะกลายเป็นเมียของท่านขุนเจ้าค่ะ แต่ช้อยละหวั่นใจว่าจะไม่พ้นคืนนี้”
       สนยิ่งแค้นแทบกระอัก “โอ๊ย...ช้อยเอ็งอย่าพูดให้ข้าใจหาย เอ็งต้องรีบทำอะไรก็ได้ตอนนี้เดี๋ยวนี้ ให้พี่ขุนมาเรือนข้า”
       “เจ้าค่ะ…เพื่อคุณสน ช้อยจะตะลีตะลานไป บอกท่านขุนว่าคุณสนตัวร้อนเหมือนไฟลน”
       “แต่ข้าร้อนที่ใจ ไม่ใช่ที่ตัว พี่ขุนจะมาหรือ”
       “เชื่อหัวอีช้อยเถิดเจ้าค่ะ ท่านขุนตะลีตะลานมาหาคุณสนแน่นอนเจ้าค่ะ นอนครางฮือๆ..เข้าไว้อย่าหยุด เดี๋ยวช้อยจะให้พวกในครัวต้มน้ำร้อนมาให้คุณสน”
       สนนอนครางฮือๆๆ ช้อยรีบออกไป
      
       เนียนจัดดอกไม้สวยงาม เรียมมองยิ้มอย่างพอใจ ทองจันทร์ที่อยู่ด้วยก็พยักหน้าเห็นงามตามกัน
       “แค่แนะให้ดูที่ปักอยู่นิดหน่อยก็จัดดอกไม้ใช้ได้แล้วนี่เนียน”
       “มะนาวกลมเกลี้ยงไม่ต้องมีคนคลึง เห็นตัวอย่างของเก่าที่มีอยู่ ก็ทำได้” คุณนายว่า
       ระหว่างนั้นขุนภักดีโผล่หน้าเข้ามาในห้องพระ
       “เรียมจ๋า...พี่มาขอกราบพระด้วยคนนะจ้ะ”
       ทองจันทร์รู้ทันลูกชายหันไปค้อนขวับ
       “พ่อเทพจะมากราบขออะไรพระ”
       “ขอให้คุณแม่สุขภาพแข็งแรง ขอให้เรียมกับผมมีลูกสักคน”
       เรียมทำหน้าเฉยๆ ส่วนเนียนรีบก้มหน้างุด
       “มาสิคะ พี่เทพ เนียนเขยิบให้ท่านขุนนั่งสิ”
       เนียนเขยิบทำให้ท่านขุนต้องนั่งแปะใกล้เนียน
       จังหวะนั้นช้อยโผล่พรวด คลานกระหืดกระหอบเข้ามา มีกบพยายามทัดทาน
       “ท่านขุนเจ้าขา คือว่า…”
       “ช้อยเอ็งกล้าสาระแนมาถึงห้องพระเรือนข้าทำไม” คุณนายนึกฉุน ไม่พอใจมาก
       “กบห้ามแล้วเจ้าค่ะ แต่ช้อยเขาว่าเรื่องใหญ่เจ้าค่ะ”
       “มีเรื่องใหญ่อะไรรึ...ช้อย” เรียมถาม
       “คุณสนเจ้าค่ะ...ตัวร้อนจี๋ยังกับถูกไฟลน” ช้อยบอก       
       “ป่วยไวยังกับเล่นกล เมื่อตอนเย็นยังเห็นลอยหน้าลอยตาเถลือกถลนเหมือนตางูเห่า” หญิงชราแขวะอย่างรู้ทัน
       “พี่เทพไปดูแม่สนเถิดค่ะ” เรียมบอก
       ท่านขุนส่ายหน้า
       “พี่ไม่ใช่หมอ ช้อยเอ็งไปบอกนายเอก ให้มันไปตามหมอสุขศาลา บอกว่าข้าให้มาดูอาการแม่สน”
       ช้อยแทบทรุด แผนไม่เป็นไปดั่งคาด
       “นางช้อย ท่านขุนให้ตามหมอยามารักษาทำไมเอ็งทำหน้าจะเป็นจะตาย หรือว่าเอ็งอยากได้หมอตำแยไปรักษาอาการไข้นายเอ็ง” ทองจันทร์ตะเพิด
      
       ช้อยรีบถอยถดตัวออกไปอย่างรวดเร็ว



       ด้านสนกำลังเอาลูกปะคบร้อนๆ ปะคบตามหน้าตาเนื้อตัวและแขน ยินเสียงประตูห้องเปิด สนยิ้มย่อง
      
       “แผนการสำเร็จ พี่ขุนมาแล้ว”
       สนรีบกระโดดกลับนอนห่มผ้าคลุมโปงครางฮือๆ
       ช้อยเดินเข้ามาหน้าตาหงุดหงิดทำท่าขัดใจ มองไปที่สนนอนคลุมโปง รู้ว่าเจอด่าแน่ ช้อยเดินมานั่งทรุดตัวข้างๆ สน แตะไปที่ผ้าห่ม สนทำเป็นสั่นสะเทิ้ม
       “หนาว..โอ๊ยหนาว ฮือๆ พี่ขุนขาสนหนาวใจจะขาด”
       ครู่ต่อมา เอกเดินนำหมอจากสุขศาลาถือกระเป๋าหมอตามเข้ามา
       “คุณสนเจ้าขาช้อยเองเจ้าค่ะ”
       สนดึงผ้าคลุมหัวออก ทำสั่นสะเทิ้ม มองไปกลายเป็นเอกพาหมอจากสุขศาลามา
       “นางช้อย เอ๊ะ” สนมองช้อยอย่างโกรธขึ้ง แล้วหันไปว่าเอก “ไอ้เอก เอ็งทะลึ่งเข้ามาในห้องข้าทำไมนางช้อยไหนเอ็งว่าจะไปตาม...”
       “เจ้าค่ะ...ช้อยไปตามท่านขุน ท่านขุนให้ช้อยไปตามนายเอก สั่งให้นายเอกไปตามหมอจากสุขศาลามาเจ้าค่ะ”
       สนกริ้ว “อีช้อย...”
       “กระผมขออนุญาตตรวจอาการคุณสนนะขอรับ”       
       “ไม่ให้ตรวจ ข้าหายแล้ว ช้อยเอ็งไล่นายเอกกับหมอไปให้พ้นจากเรือนข้าเดี๋ยวนี้”
       หมองง แต่เอกยิ้มพยักหน้ากับหมอ
       “หายเพราะตัวเชื้อไข้คุณสนมันกลัวหัวหดเพราะเจอหมอน่ะขอรับ”
       สนตวาด “บอกให้ไป”
       เอกยิ้มอย่างรู้ทัน
       พอหมอออกไปจากห้องกับเอกแล้ว สนลุกพรวด เอาหม้อดินที่ช้อยใส่น้ำร้อนทุ่มโครมลงกับพื้นน้ำร้อนกระจาย ระบายอารมณ์ ช้อยกระโดดหลบแทบไม่ทัน สนไล่ทุบตีช้อยพัลวัน
       “คุณสนเจ้าขาช้อยทำสุดฝืมือแล้วนะเจ้าคะ...แต่ทำไมมันกลับตาลปัตร”
       “เพราะเอ็งเอาฝีตีนทำต่างหาก มันถึงเป็นอย่างนี้” สนโมโหมาก
       ช้อยไม่วายเสี้ยมหาเรื่องเนียน “ฟังนี่ดีกว่าเจ้าค่ะ อยู่ดีๆ...ท่านขุนอยากจะกราบพระขึ้นมา เพราะนางเนียนมันทำดอกไม้ถวายพระแน่ๆ เจ้าค่ะ”
       “โอ๊ย...ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากฟังชื่อมันอีกแล้ว นางตัวกากี”
       “ฟังอีกนิดเดียวเจ้าค่ะ นี่ขนาดมันเหยียบบ้านท่านขุนไม่ทันข้ามคืน คุณสนยังตกกระป๋องแล้วนะเจ้าคะ ไม่ถีบก็เหมือนถีบ”
       “อีช้อย...กูจะถีบมึง”
       สนถีบช้อยโครมใหญ่
      
       ฝ่ายท่านขุนไหว้พระเสร็จแล้ว
       “แม่ไหว้พระเสร็จแล้ว แม่จะเข้านอนก่อนละ พ่อเทพแม่เรียม” ทองจันทร์บอก
       “เชิญเจ้าค่ะ...คุณแม่ เนียนจ๊ะ ช่วยนั่งรอจนธูปไหม้หมดก้าน แล้วค่อยกลับห้องนะ”
       “เจ้าค่ะ” เนียนก้มหน้าพูด
       “ไปกันเถิดเจ้าค่ะ พี่เทพ”
       เรียมกับท่านขุนพากันเดินออกไป เนียนแอบเงยหน้าปรายตามองตาม ท่านขุนหันมาพอดี เนียนรีบก้มหน้างุดต่อ       
      
       ส่วนที่บ้านแพน พินัยกรรมของน้อมเขียนเสร็จ โดยแพร มีโพล้งอุ้มแดงน้อยเอาไว้
       “จะเซ็นชื่อยังไงกันล่ะ ลุงน้อม เขียนหนังสือไม่เป็นนางแพร”
       “ใครเขาเซ็นชื่อกัน เขาปั้มนิ้วมือกันตะหาก ตาโพล้ง นี่หมึกปั๊มนิ้วให้ลุงน้อมปั๊มมือแทนการเซ็นชื่อ”
       แพรจับนิ้วน้อมมาจุ่มหมึกกดลงไปบนกระดาษพินัยกรรม
       “พวกข้าอ่านไม่ออก แล้วจะแน่ใจได้ยังไงว่าเอ็งเขียนตามที่ลุงน้อมบอก” โพล้งตั้งแง่เอากับเมีย
       “ไอ้โพล้ง วอนโดนถีบตกเรือนจริงๆ เอ็งนั่นแหละปั๊มนิ้วเป็นพยานซะ”
       โพล้งเอานิ้วจุ่มหมึกกดลงไปบนกระดาษ น้อมยิ้มสมใจ มองแดงน้อยอย่างเอ็นดู
       “แดงน้อยเอ๊ย...ตา ไม่ห่วงอะไรแล้ว ตาตายตาหลับแน่ๆ”
       “อ้าว แล้วจะหลับสนิทได้ยังไง ไม่ห่วงพี่หนักบ้างหรอกรึ” โพล้งว่า
       แพรแอบทุบโพล้ง น้อมถอนใจ
       “อย่าได้เอ่ยชื่อมันให้กูได้ยินอีก กรรมใดที่มันก่อให้เป็นไปตามเวรตามกรรมของมัน ไอ้หนักมันทำให้กูช้ำใจที่สุด”
       น้อมพูดไปน้ำตาก็ไหล
      
       ภายในห้องนอนของเนียน ด้านหลังเรือนใหญ่ ซึ่งเป็นเรือนแถวชั้นเดียวของพวกคนงานและคนใช้
       กบนอนหลับอยู่ในมุ้ง ส่วนเนียนให้นึกห่วงพ่อห่วงลูกห่วงคนที่บ้านแพน ผุดลุกผุดนั่ง จนกบตื่น
       “เป็นอะไรเนียน เดี๋ยวลุกเดี๋ยวนั่ง”
       “ชั้นเป็นห่วงพ่อจ้ะ แกไม่สบายเรื้อรัง ยังจะพายเรือกลับบ้านแพนตามลำพังคงจะเหนื่อยแย่ ดีไม่ดีจะป่วยเอา”
       “ป่วยจริง เขาก็ส่งข่าวมาเองแหละน่า นี่ ถามจริง หน้าตาสวยๆ อย่างนี้มี มีคู่รักรออยู่ที่บ้านแพนใช่ไหม”
       คำพูดซื่อๆ เล่นเอาเนียนสะดุ้ง เสียงผู้เป็นพ่อดังก้องในหู
       “เนียน จำคำพ่อเอาไว้ อย่าได้บอกใครว่าเอ็งมีผัวมีลูก มีพี่ชื่อ..ไอ้เสือหนัก”
       เนียนเลยส่ายหน้า
       “ไม่มีใครมาเหลือบแลผู้หญิงยากจนมอมแมมอย่างชั้นหรอกพี่กบ”
       “เนียนเป็นเพชรในตม ถูกค้นพบโดยคุณนายเรียม ตอนนี้กำลังส่องประกายที่นี่ ถามจริงๆ ท่านขุนท่านพูดอะไรหรือทำอะไรเนียนมากกว่าเรียกชื่อผิด จำเสื้อผ้าผิด” กบเล่นโวหาร แล้ววกกลับมาเรื่องเมื่อเย็น
       “เอ้อ เปล่าจ้ะ”
       “ตอบไม่เต็มเสียง ชั้นเคยแอบเอ๊ยบังเอิญเห็น ท่านขุน ท่านย่องไปด้านหลังคุณนายเรียมแล้วขโมยกอดจูบ”
       กบหัวเราะคิกคัก เนียนสุดจะเขินอาย จึงลุกไปยืนที่หน้าต่างห้อง นึกถึงตอนที่ท่านขุนมาโอบกอดจากด้านหลัง แถมหอมแก้มเรียกชื่อแม่เรียมจ๋า
       เนียนคิดแล้วใจเต้นไม่เป็นส่ำ
      
       ขณะเดียวกันเรียมนอนสงบนิ่ง แต่ไม่หลับ ส่วนท่านขุนเริ่มจากนอนหงาย ทอดถอนใจ เพราะในหัวเห็นแต่ภาพเนียนตกใจตอนโดนขโมยกอดจูบจากด้านหลัง
       ท่านขุนพลิกซ้าย ทอดถอนใจ เรียมปรายตามองเงียบๆ
       ภาพเนียนภาพเดิมตามมารบกวนขุนภักดีอีก
       ท่านขุนทอดถอนใจซ้ำ เรียมปรายตามอง ท่านขุนพลิกขวา เรียมหันมามองแอบถอนใจเบาที่สุด
       ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่ภาพเนียนตามมารบกวนอีก จนท่านขุนลุกขึ้นมานั่งสลัดหัวแรงๆ
       “พี่เทพไม่สบายหรือเปล่าคะ”
       “เปล่าจ้ะ ขอโทษนะเนียน เอ๊ยเรียม พี่นี่แย่จริง พลิกตัวจนเรียมนอนไม่หลับ”
       “เรียมยังไม่หลับต่างหากเจ้าค่ะ”
       “เรียมหลับเถิด พี่จะออกไปนั่งรับลมที่หน้าเรือนสักครู่”
       ขุนภักดีหันมาโอบกอดเรียมก้มลงหอมแก้ม แล้วผละเดินออกไป เรียมมองตามครุ่นคิด เริ่มปะติดปะต่อว่าอะไรทำให้ท่านขุนนอนกระสับกระส่าย
       เรียมเผลอตัวอุทานออกมา “เนียน”
       แต่สีหน้าของเรียมยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม
      
       ทางด้านสนยัง ไม่เลิกคลุ้มคลั่ง อาละวาดและไปลงที่ช้อย ช้อยก็หาทางช่วยสุดฝีมือ
       “นางเนียนมันก็แค่ลูกชาวนาไม่มีปัญญาเอาเงินมาไถ่ที่นาดอก”
       “นั่นสิเจ้าเจ้าคะ คุณสนลูกสาวกำนันมีแต่พวกมันจะเอานามาจำนอง จะพ่ายแพ้มันไม่ได้เจ้าค่ะ”
       “มันบริสุทธ์ผุดผาดมาหรือเปล่า หรือว่าพ่อมันจับใส่ตะกร้าล้างน้ำมาตบตาผู้คน”
       “นั่นสิเจ้าคะ ไม่อยากจะเชื่อว่ามันบริสุทธิ์ผุดผาดไม่เคยต้องมือชายมาก่อน”
       “ข้าจะทำยังไงให้พี่ขุนคิดว่ามันโดนจับใส่ตะกร้าล้างน้ำมาเล่า”
       “แหม คุณสนเจ้าขา ก็ไอ้บริสุทธิ์นี่มันร่อนใส่ตะกร้าล้างน้ำมา ใคร้จะไปจับได้ คุณสนเองก็รู้อยู่แก่ใจตัวนี่เจ้าคะ ว่ามันมองกันไม่ออก
       สนตวาดแว้ด “อีช้อย หยุดนะ” ที่แท้สนเคยมาก่อน “เอ็งสาบานไว้ว่ายังไง”
       “ช้อยไม่ทวนคำสาบานหรอกเจ้าค่ะ ช้อยจะให้มันตายไปกับช้อยเจ้าค่ะ”
       ช้อยเงียบงันไป แล้วสนก็ตื่นเต้นมองไปที่นอกหน้าต่าง
       “จำคำพูดเอ็งไว้ ว้าย...ช้อย เอ็งรีบไปเอาน้ำร้อนมาประคบหน้าข้าใหม่ ไวไวเข้า”
       “จะปะคบไปตบตาใครอีกล่ะเจ้าค่ะ”
       สนชี้ลงไปข้างล่าง “โน่น พี่ขุนเดินมาโน่นแล้ว กำลังตรงมาทางเรือนข้า”
       สนรีบนอนลง ช้อยวิ่งให้วุ่นไปหมด
       ขุนภักดีเดินมาทางเรือนของสนจริงๆ แต่มาหยุดห่างออกไป ช้อยวิ่งพรวดพราดยกหม้อน้ำร้อนมาเจอเอาท่านขุนช้อยหยุดกึก
       “ช้อย แม่สนเป็นยังไงบ้าง”
       “ไม่ค่อยดีเจ้าค่ะ เออ... ตัวยังร้อนจี๋”
       “ข้าสั่งให้ไปตามหมอเอ็งไม่ได้บอกไอ้เอกให้ไปตามหรือ”
       “บอกแล้วเจ้าค่ะหมอเอ้อ ก็มาแล้วเจ้าค่ะ”
       “มาแล้วก็ดีแล้ว เดี๋ยวก็หายเอง”
       “เอ้อ เชิญเจ้าค่ะ ท่านขุน คุณสนรออยู่เจ้าค่ะ”
       “ไม่ต้องรอข้า”
       พูดจบท่านขุนก็เดินเลี้ยวไปทางท่าน้ำ
        
       ช้อยยืนงงอ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูก เผลอทำหม้อน้ำร้อนหล่นใส่เท้าตัวเองจนต้องกระโดดเหยง



       สนนอนป่วยการเมืองรอช้อยรอท่านขุนอยู่ในห้อง ครู่หนึ่งเห็นช้อยเดินเขยกเท้าขึ้นมา
      
       “เร็ว ไหนเล่าน้ำร้อน”
       “ตกแตกไปแล้วเจ้าค่ะ”
       “เอ็งนี่โง่จริง เดี๋ยวพี่ขุนขึ้นมาก็จับได้ว่าข้าปดเอาหรอก”
       “จับไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”
       “ทำไม” สนงง
       “ท่านไปแล้วเจ้าค่ะ”
       “อะไรนะ นี่นี่...”
       “นี่สันนิษฐานได้ว่า คุณสนตกกระป๋องแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ” ช้อยว่า
       สนของขึ้น “อีช้อย...”
       “เจ้าขา คุณสนเจ้าขาอย่าเพิ่งคลั่ง ยังมีเวลา หาเรื่องใส่มันอีกแยะเจ้าค่ะ ใจเย็นๆ เจ้าค่ะ”
       สนร้องไห้โฮๆๆ ส่ายหน้าไปมา ช้อยได้แต่ปลอบ
      
       ฝ่ายขุนภักดีเดินมาถึงท่าน้ำ กำลังจะก้าวไปที่ศาลา ได้ยินเสียงถอนใจเฮือกเบาๆ ของเนียนนั่นเองที่นั่งเศร้าสร้อยอยู่
       “พ่อจ๋า เนียนห่วงพ่อ แดงน้อยลูกแม่ แม่ห่วงหนูคิดถึงหนูใจแทบขาด..แต่แม่ไม่มีทางเลือก” เนียนพึมพำกับตัวเอง
       ขุนภักดีเดินเข้าไปใกล้ๆ
       “ถอนใจคิดถึงใครที่บ้านรึ”
       เนียนสะดุ้งตกใจหันขวับมาไม่กล้าร้อง เอามือปิดปากไว้แน่น
       “เห็นชั้นเป็นยักษ์เป็นมาร หรือยังไง ถึงทำท่ากลัวขนาดนั้น”
       เนียนรีบทรุดตัวลงนั่งพับเพียบที่พื้น ก้มหน้านิ่ง
       “หามิได้เจ้าค่ะ”
       “ต่อไปเจอหน้าชั้นก็อย่าทำตัวสั่นงันงกอย่างนี้อีก รู้ไหม”
       “ทราบเจ้าค่ะ เอ้อ อิชั้น เอ้อ ไปได้หรือยังเจ้าคะ”
       ขุนภักดีหัวเราะขำๆ ปนเอ็นดู
       “จะรีบลนลานไปไหน เพิ่งบอกไม่ให้กลัว เอาเถิดจะไปก็ไป เดินไปดีๆ ไม่ต้องวิ่งเดี๋ยวจะหกล้มหกลุก”
       ขุนภักดียิ้มย่องอารมณ์ดี แล้วหันตัวกลับเดินไปจากท่าน้ำ แต่เนียนนั่นเอง หกล้มจนได้ เนียนพยายามตะเกียกตะกายลุก ท่านขุนยื่นมือไปตรงหน้า
       “ลุกไหวไหม”
       เนียนไม่กล้ายื่นมือไปจับตอบ หดไว้ด้านหลังแต่กลับคลานหนีไปอย่างรวดเร็ว
       “ชั้นน่าเกลียดน่าชังนักรึ เจ็บจุกจะแย่ยังไม่ยอมรับความช่วยเหลือเวรกรรม แท้ๆ”
       จู่ๆ เอกโผล่มา จนท่านขุนตกใจ เอกพูดอย่างรู้ใจนาย
       “แม่เนียน สะสวยไปหมดทั้งรูปร่างหน้าตา ยิ่งได้แต่งตัวงามๆ ที่คุณนายเรียมให้ อุเหม่ นางฟ้ามาจุติเราดีๆ นี่เองนะขอรับ คุณเทพ”
       ขุนภักดีเตะก้นเอก หยอกเล่น
       “ใครใช้ให้เอ็งมาแอบดูข้า”
       “กระผมเป็นพ่อสื่อสวาทของท่านขุนนี่ขอรับ กระผมได้กลิ่นความรักลอยมาเตะจมูก”
       ขุนภักดียกเท้าจะเตะอีก เอกหลบวูบ ท่านขุนหัวเราะขันอารมณ์ดี
       “เตะก้นเอ็งนั่นแหละไม่ใช่เตะจมูก”
      
       หลายวันต่อมา สนยังคงกลุ้มใจไม่เลิกเรื่องเนียน ปรับทุกข์กับช้อย
       “ข้าไม่เจอหน้าพี่ขุนมาสามวันแล้วนะช้อย”
       “คิดซะว่ามันไม่ใช่วันของคุณสนเถิดเจ้าค่ะ”       
       “ไม่ได้ ข้าเคยเห็นหน้าพี่ขุน ทุกเช้าค่ำ แต่ตอนนี้ ส่ายตาหาก็ไม่เห็นแม้แต่เงา เอ็งไปสืบมาหรือยังว่าพี่ขุนไปหลบอยู่ที่ไหน”
       “หรือว่าท่านจะหลบไปอยู่ในห้องนางเนียน”
       “นางช้อยเอ็งจะยั่วให้ข้าคลั่งใจตาย”
       “ว่าได้หรือเจ้าคะ รอแป๊บ ช้อยไปสืบให้นะเจ้าคะ”
       ช้อยวิ่งลงเรือนไป สนแทบคลั่งเอามือทุบอก
       “อีเนียน มึงทำกูอกจะแตกตาย”
       ไม่นานช้อยวิ่งกลับมา หอบแฮ่กๆ
       “ได้การแล้วเจ้าค่ะ ไอ้แทนมันบอกว่าพวกในครัวมันหัวเราะคิกคักซุบซิบนินทากันว่า ท่านขุนท่านติดอยู่กับคุณนายเรียมแจบนเรือน”
       “แปลว่าไม่ได้อยู่กับนางเนียน” สนว่า
       “ก้อเพระนางเนียนมันติดอยู่กับคุณนายเรียมน่ะสิเจ้าคะ” ช้อยบอก
       สนตบอกผาง แค้นอกแทบระเบิด
       “อีเนียน อีมารหัวใจ”
       “หาทางแก้เจ้าค่ะ ยังไงวันนี้วันจันทร์ วันของคุณสน ผัดหน้าทารูดให้สวยกว่านางเนียน แล้วรีบไปทวงข้อตกลงกันเจ้าค่ะ”
       ช้อยรีบไปเอากระจกเอาแป้งเอาเครื่องประทินโฉมมาให้นายหญิง สนรีบทำตามที่ช้อยจัดแจง
      
       ขณะที่ขุนภักดีกำลังจะไปทำงาน นายเอกมายืนรอรับกระเป๋าเอกสาร เรียมเดินมาส่ง มีเนียนเดินตามหลัง ถือกระเป๋าเอกสาร ถือรองเท้าตามหลังมาด้วย
       “เย็นนี้พี่จะกินอาหารเรือนนี้ จะมีใครทำต้มยำพุงปลาให้พี่กินไหมจ้ะเรียม” ขุนภักดีเปรยขึ้น
       “คุณพี่กินต้มยำพุงปลาช่อนมาสามวันติดกันแล้วนะคะ” เรียมว่า
       “พี่อยากกินทุกวันนี่จ้ะเรียม”
       “แต่วันนี้ เป็นวัน...”
       ขุนภักดีสวนขึ้น “วันอะไรไม่สำคัญ พี่จะกินต้มยำพุงปลาช่อนกินที่นี่”
       “ค่ะ เนียน ส่งกระเป๋าเอกสารของท่านขุนให้นายเอก”
       “นี่เจ้าค่ะ”
       เนียนส่งให้เอก ขุนภักดียื่นมือมารับแทนจนมือชนมือเนียนจังๆ เนียนสะดุ้ง ท่านขุนทำไม่รู้ไม่ชี้มองรองเท้าที่มือเนียนพลางบอก
       “รองเท้าด้วย”
       เนียนก้มลงวางรองเท้าที่หน้าเท้าของขุนภุกดี ท่านขุนสอดเท้าลงไปยิ้มย่อง เนียนกำลังจะผูกเชือกรองเท้าให้ สนกับช้อยมาถึง สนมองอย่างไม่พอใจ
       “พี่คุณเจ้าขา วันนี้วันจันทร์ หน้าที่สนดูแลพี่ขุนค่ะ”
       ช้อยรีบกระซิบ “มันกำลังแย่งหน้าที่คุณสนเจ้าค่ะ”
       สนกระซิบตอบ “แต่...”
       “ด้านได้อายอดเจ้าค่ะ”
       สนรีบปราดไปก้มลงกระแทกเอาเนียนเซไป
       “หน้าที่สนใส่รองเท้าให้พี่ขุน เนียนเอ็งถอยไป”
       ทว่าขุนภักดีกลับชักเท้าหนีมือสนที่แย่งรองเท้าอีกข้างมาจากมือเนียน
       “แม่สน จ๋า เนียนเขาใส่จนเสร็จไปข้างหนึ่งแล้ว ให้เขาใส่อีกข้างให้เสร็จ”
       สนถึงพูดไม่ออก สบตาช้อยพยักหน้าให้สู้ต่อ
       “พี่ขุนเจ้าขา เย็นนี้ สนรอพี่ขุนกลับมากินแกงตะพาบน้ำที่เรือนสนนะคะ คุณพี่เรียมเตือนพี่ขุนแทนสนด้วยนะคะ”
       เรียมมองหน้าขุนภักดีที่ทำหน้าดื้ออยู่ ก่อนจะหันมาทางสน
       “ไม่ต้องเตือน พี่เทพก็ได้ยินแม่สนพูดแล้วขอตัวก่อน เนียนรีบไปย้ายของมาไว้บนเรือนใหญ่สิ”
       สนกับช้อยมองหน้ากัน
      
       เนียนรีบลุกตามเรียมไป ขุนภักดีมองตามไม่อยากให้เนียนไปเร็ว สนแทบคลั่งมองเนียนอย่างกับจะเลือดกินเนื้อ



       กลับมาถึงหน้าเรือนเรือนสนร้องกรี๊ดๆ อาละวาดใส่ช้อย
      
       “นางเนียนมันย้ายไปอยู่บนเรือนใหญ่ ไหนเอ็งว่าด้านได้อายอด นี่ข้าด้านข้าอายมาหลายครั้งหลายคราข้าก็ยังอด อดทุกอย่าง”
       “นั่นสิเจ้าคะ มันน่าแค้นใจแทนคุณสนจริงๆ ทีนางเนียนท่านขุนยิ้มแต้ ยื่นตีนให้มันใส่รองเท้าให้ พอคุณสนจะใส่ให้หดตีนหนีเอาดื้อๆ ช้อยว่าท่านขุนทำกับคุณสนเกินไปแล้ว คุณสนไม่ใช่เมียขัดดอกนะเจ้าคะ” ช้อยยุเป็นการใหญ่
       “เอ็งต้องช่วยข้า ทำให้นางเนียนมีอันต้องโดนเฉดหัวไปจากบ้านนี้”
       “เชื่อหัวอีช้อยเถิดเจ้าค่ะ”
       “เชื่อหัวอีช้อย ข้าเคยเชื่อหัวเอ็งมาแล้ว พินาศอับเฉามาก็เพราะหัวเอ็งเป็นปี”
       “แต่ช้อยก็แก้ตัวได้ จนคุณสนกลายมาเป็นคุณนายที่สองของท่านขุนมีเงินมีทองมีบุญวาสนานะเจ้าคะ”
       “เอ็งไม่ต้องมาทวงบุญคุณ”
       “ช้อยแค่เตือนความจำ ขึ้นไปวางแผนบนเรือนนะเจ้าคะ กำแพงมีหูประตูมีช่องเจ้าค่ะ”
       ช้อยดึงแขนสนขึ้นเรือนไป
       ขึ้นมาบนเรือนแล้ว ช้อยกระชากลากเสื้อผ้าออกมาจากตู้มาขยำแล้วโยนลงพื้น สนมองอย่างแปลกใจ
       “กระทืบเลยเจ้าค่ะ”
       “เอ็งบ้ารึ เอ็งกระชากเสื้อข้ามาขยำลงโยนลงพื้น แล้วยังให้ข้ากระทืบซ้ำ ไม่เอาหรอกเสื้อผ้าข้าสวยๆ แพงๆ ทั้งนั้น”
       “ยิ่งแพงยิ่งดี ยิ่งต้องทำให้มันยับเยินสกปรกที่สุด”
       “เพื่ออะไร”
       “เพื่อเอาไปโยนให้นางเนียนมันซักให้ไงเจ้าคะ มันต้องซักรีดเสื้อผ้าคุณสน ให้เรี่ยมที่สุด”
       สนพยักหน้าตาม แต่ยังค้าน
       “เสื้อผ้าข้ามิพังหมดรึ เสียดายน่ะ”
       “ก็ฟ้องท่านขุนสิเจ้าคะ ว่ามันทำเสื้อผ้าคุณสนพัง”
       “จริง...ด้วย พี่ขุนจะได้เฆี่ยนมัน เอ...ถ้าพี่ขุนไม่เชื่อไม่เฆี่ยนมันล่ะ”
       “ก็เฆี่ยนคุณสนแทนสิเจ้าคะ”
       “นางช้อยบ้า”
       “ช้อยหยอกเล่นหรอกเจ้าค่ะ ท่านขุนไม่กล้าเฆี่ยนคุณสนดอกเจ้าค่ะ ท่านสัญญากับพ่อกำนันไว้ดิบดี”
       สองนายบ่าวเข้าใจกัน
      
       ไม่นานต่อมา เสื้อผ้าของสนจมอยู่ในกะละมังที่มีแต่ดินโคลนเลอะเทอะไปหมด สองคนยืนมองยิ้มพอใจ
       “เลอะเทอะเละเทะได้ทีแล้วเจ้าค่ะคุณสน”
       “รีบไปจิกหัวนางเนียนให้มันมาเอาเสื้อผ้าของข้าไปซัก”
       ช้อยรีบวิ่งออกไป สนเอาเท้าเกี่ยวกางเกงในหลายตัวย่ำลงไปในกะละมัง
      
       เนียนกำลังกวาดบ้านถูบ้านช่อง เช็ดขอบหน้าต่าง จัดข้าวของทำสารพัด โดยมีทองจันทร์กับเรียมมองอย่างพึงพอใจ
       “เนียนมันขยันมากแบบนี้ นางกบสบายแฮไปเลย” ทองจันทร์ว่า
       “กบมันถึงได้รักเนียนไงคะ เนียนไม่พูดมากไม่ลามปามด้วยนะคะ คุณแม่”
       “ดี...แม่เบื่อพวกไม่รู้กาลเทศะจุ้นจ้าน เหมือนนายบ่าวเรือนเล็กโน่น”
       เนียนหิ้วถังน้ำทรุดลงนั่งถอยหลังผ่านหลังสองคนไป
       “วันนี้พอก่อนเนียน ไปพักผ่อนนั่งเล่นซะบ้าง” เรียมยิ้มบอก
       “เอ็งทำงานเหมือนวัวเหมือนควาย พ่อเอ็งรู้เข้าจะหาว่าข้าเอาเอ็งมาเลี้ยงแทนวัวควาย” ทองจันทร์เสริม
       “พ่อไม่คิดอย่างนั้นดอกเจ้าค่ะ พ่อสั่งเนียนเอาไว้ว่าให้ทำดีที่สุดสมกับที่ท่านเมตตาเนียนเจ้าค่ะ”
       “ไม่สบายใจอะไรหรือเนียน ดูหน้าตาเศร้าๆ คิดถึงบ้านรึ” เรียมถาม
       เนียนอึกอักนิ่งไปไม่กล้าพูด
       “หัดกล้าเอาไว้บ้างเนียน ไม่งั้นเอ็งจะโดนคนใจร้ายมันข่มเหงเอาลับหลังข้ากับเรียม เอ็งเศร้าสร้อยเพราะห่วงพ่อเอ็งใช่ไหม”
       “เจ้าค่ะ”
       “โถ...ชั้นจะให้คนพาเนียนไปเยี่ยมพ่อ” เรียมสงสาร
       เนียนยกมือไหว้ดีใจจนออกนอกหน้า เผลอตัว “จริงหรือเจ้าคะ”
       “เอ๊ะ แก่ปูนนี้จะพูดเล่นกับเอ็งรึ” ทองจันทร์เย้า
       “เนียนขอประทานโทษ เนียนขอบพระคุณคุณนายกับคุณนายเรียมมากเจ้าค่ะ”
       เนียนรีบหิ้วถังคลานออกไป
       “ชั้นบอกให้เรียกชั้นว่าคุณพี่ ทำไมไม่ยอมเรียกสักที”
       “เนียนไม่กล้าตีตัวเสมอคุณนายเรียมดอกเจ้าค่ะ”
       “เอ็งนี่แปลก มีคนอย่างคุณนายเรียมลูกสาวนายอำเภอเก่า เมียท่านขุนภักดีภูบาลขอนับญาติด้วยเอ็งยังกล้าปฏิเสธ” ทองจันทร์ว่า
       “เนียนถือเป็นเกียรติ แต่เป็นเกียรติที่เนียนไม่สมควรได้รับเจ้าค่ะ เนียนต่ำต้อยติดดิน แต่ท่านสูงส่งเกินกว่าเนียนจะไปเทียบเทียม” เนียนพูดจากใจ
       “เวลากล้าพูดขึ้นมา เอ็งก็พูดได้จับใจแท้ๆ”
       ทองจันทร์ส่ายหน้าระอา แต่เรียมยิ้มเอ็นดูพยักหน้าให้เนียนออกไป
      
       น้อมอาการแย่ลงกว่าเดิมอีก
       “ไอ้โพล้ง ข้าต้องรีบไปหาทองจันทร์กับคุณนายเรียม ก่อนที่ข้าจะตาย”
       “อ้าว ก็ให้ชั้นไปรับเนียนมามิสะดวกกว่าหรือลุงน้อม”
       “ข้าเกรงใจท่าน ทำให้เนียนเสียเวลารับใช้ท่าน มันไม่สมควร และข้ามีเรื่องสำคัญจะขอร้องพวกท่าน”
       น้อมทำสีหน้าขึงขัง โพล้งพยักหน้าทำตาม แล้วน้อมก็ตกตะลึง เมื่อเห็นหนักยืนตระหง่านกำลังทรุดตัวลงนั่งที่ปลายเท้า ก้มลงกราบเท้าน้อม
       “พ่อจ๋า”
       น้อมหดเท้าหนี หนักพยายามจะกอดเท้าพ่อ
       “มึงอย่ามาเรียกกูว่าพ่อ กูไม่มีลูกเป็นโจร มึงเป็นต้นเหตุให้ไอ้แดงพ่อของไอ้แดงน้อยหลานกูตาย”
       หนักร้องไห้ “พ่อจ๋า ชั้นผิดชั้นเลว แต่ชั้นก็คือลูกของพ่อ ชั้นตัดสินใจทำไปเพราะชั้นทนเห็นความยากแค้นของทุกคนไม่ได้”
       “กูไม่ต้องการฟัง กูไม่อยากเห็นหน้ามึง ไปให้พ้น ตราบใดที่กูยังไม่ตาย ห้ามมึงมาเหยียบที่นี่อีก”
       น้อมพูดไปหอบไป หนักร้องไห้ โพล้งกระซิบบอก
       “ทำตามที่ลุงบอกเถิด เอ็งโกรธมากอาการจะหนักขึ้น”
       หนักร้องไห้ไปแล้วยัดถุงเงินใส่กระเป๋าให้โพล้ง ก่อนจะร้องไห้วิ่งถอยหลังออกไปทางหลังเรือน ตะโกนเข้ามาบอก
       “พ่อจ๋า ชั้นขอโทษ ชั้นรักพ่อ รักน้อง รักหลาน”
      
       น้อมเองก็ร้องไห้ น้ำตาไหลพรากๆ เสียงของหนักค่อยๆ จางหายไป
ตอนที่ 2
      
       ขณะที่เนียนกำลังนั่งรำพึงคิดถึงพ่อกับแดงน้อยอยู่ตรงท่าน้ำ
      
       “พ่อจ๋า แดงน้อยลูกแม่ อีกไม่กี่วัน แม่จะได้พบหน้าลูก”
       ช้อยเดินมาตะโกนข้างหูเนียนดังๆ
       “กระตู้วู้”
       เนียนสะดุ้งตกใจ
       “ช้อย ตกใจหมด”
       “ตกใจเพราะกลัวใครเขาจะจับได้ว่ามานั่งตาลอยใจลอยคิดถึงผัวที่บ้านรึ” ช้อยอำ
       เนียนเสียววูบ “ช้อยพูดอะไรน่าเกลียด”
       “พูดน่ารักก็ได้ ถามจริงโดนจับใส่ตะกร้าล้างน้ำมาหรือเปล่า”
       เนียนยิ่งตกใจ เอกเดินเข้ามาพอดี
       “เนียน คุณนายเรียมมาบอกให้ชั้นพาเนียนไปเยี่ยมพ่อที่บ้านแพน”
       “แต่คุณสนต้องการให้เนียนไปซักรีดเสื้อผ้าให้คุณสน” ช้อยขัดขึ้น
       “นี่เป็นคำสั่งของคุณนายเรียม ใครกล้าขัด” เอกขึ้นเสียง
       “อยู่บ้านเดียวกัน ไม่คิดจะปรองดองกันหรือยังไง” ช้อยไม่ยอม
       “พี่เอกจ๊ะ วันนี้ให้เนียนไปซักผ้าให้คุณสนก่อนเถิดจ้ะ” เนียนไม่อยากมีปัญหา
       เอกเซ็ง ช้อยยิ้มสะใจ
      
       ฟากสนนั่งกระดิกเท้าทำไขว่ห้าง มีช้อยกำลังขัดเท้าให้ ชี้ชวนให้ชม
       “เอ็งเก่งมากช้อย ดูสิว่านางน้องสาวคนสวยของคุณนายเรียมมันจะซักผ้าของข้าให้สะอาดได้ไหม”
       “ได้เจ้าค่ะ ถ้ามันซักไปสักอาทิตย์หนึ่ง”
       สองคนหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจ ชี้ชวนกันให้ดูเนียน
      
       ตรงบริเวณลานที่เนียนมานั่งซักผ้าของสนริมคลอง เนียนนั่งเอามือขยี้ผ้าแต่ไม่สะอาด เนียนเปลี่ยน เอาผ้าวางบนไม้ใช้แปรงไถไปมา
       เวลาผ่านไป จากสายเป็นเที่ยงแดดเปรี้ยง เนียนยังซักผ้าไม่เสร็จ เหงื่อโทรมกายไปหมด เอกเดินมาหาเนียน
       “ไฮ้..เนียน ทำไมคุณสนใช้ให้เนียนซักผ้ามากมายเยอะแยะขนาดนี้”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ พี่เอก”
       “นี่มันมากยังกับผ้าของคนทั้งบ้านมารวมกัน แกล้งกันชัดๆ” เอกบ่น
       “ไม่เป็นไรจ้ะพี่เอก เนียน ทำได้”
       เอกลงนั่งข้างๆ
       “พี่ช่วยเอง”
       “ไม่ต้อง พี่เอกอย่าทำจ้ะ คือว่ามัน มัน มี...”
       เนียนพูดไม่ทันจบ เอกควานลงไปหยิบเอากางเกงในขึ้นมา
       “ไฮ้ กางเกงในก็เอามาให้ซักด้วยรึนั่น”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ”
       “มัวแต่ไม่เป็นไรจ้ะ เดี๋ยวก็เป็นลมหรอกนะจ๊ะ”
       “ตากแดดไถนาเป็นวัน มันยังหนักกว่านี้”
       เอกพึมพำอย่างรู้ทันสน “คุณสนเริ่มก่อสงครามสวาทกับเนียนแล้ว เฮ้อ...”
       เนียนทำเป็นไม่ได้ยิน ก้มหน้าก้มตาซักผ้าที่ริมคลองต่อไป
       ไม่นานต่อมา เนียนกำลังตากผ้าใกล้เสร็จ ผ้าของสนสะอาดสะอ้าน พาดเต็มราว
      
       สนกับช้อยแอบมองจากบนหน้าต่างหลังบ้าน
       “ไม่น่าเชื่อ มันซักจนเสร็จ แถมสะอาดด้วยช้อย”
       “ก็มันพวกเดียวกับวัวควายไถนาทั้งวันมันก็ไหวไงเจ้าคะ”
       “ก็ข้าอยากให้มันทำไม่ไหว ทำยังไงดีล่ะ”
       “ทำอย่างนี้สิเจ้าคะ คุณสนเจ้าขา สะอาดได้ก็สกปรกได้อีกเจ้าค่ะ”
       ช้อยยกน้ำอะไรสักอย่างที่ดูสกปรกเลอะเทอะ ง้างขึ้นแล้วสาดโครมลงไปที่ราวผ้า
      
       ขณะที่เนียนตากผ้าเสร็จ ก้มลงหยิบตะกร้าผ้า จู่ๆ มีน้ำ สาดโครมลงมาเป็นน้ำสกปรกด้วย สาดมาใส่ทั้งเนียนและ
       บนเสื้อผ้า เนียนเงยหน้าขึ้นไปมอง
      
       สนกับช้อยยืนยิ้มไม่มีถังที่เทน้ำแล้ว และทำไม่รู้ไม่ชี้สีหน้าสะใจ
       “อ้าว...เอ็งเอาผ้าข้ามาตากขวางทางน้ำทำไม” สนว่า
       “ดูสิ เอ็งทำเสื้อผ้าคุณสนเปียกปอนเลอะเทอะหมดแล้ว”
       “เอ็งต้องซักคืนให้ข้าให้สะอาดเหมือนเดิมรู้ไหม” สนบอก
       “ทราบเจ้าค่ะ คุณสน แต่…”
       “แต่อะไร” สนแว้ด
       “วันนี้เย็นแล้ว เนียนต้องไปทำอาหารเจ้าค่ะ”
       “เอ็งจะทำอาหารให้พี่ขุนใช่ไหม อย่ามาสะเออะ วันนี้พี่ขุนจะกินข้าวเย็นที่นี่ คนเรือนโน้นไม่เกี่ยว ฟังนะพรุ่งนี้ เอ็งมาซักผ้าข้าให้สะอาดแต่เช้า และจำไว้ว่าอย่าสะเออะไปใส่รองเท้าให้พี่ขุนอีก”
       “แต่ พรุ่งนี้เนียนจะไปเยี่ยมพ่อ พ่อเนียนป่วยเจ้าค่ะ”
       “ใครห้ามเอ็ง เอ็งซักผ้าเสร็จเอ็งก็ไปสิ” สนบอก
       “ยังไม่รีบขอบพระคุณคุณสนที่เมตตาอีก” ช้อยวางอำนาจใส่
       “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ คุณสน”       
       เนียนหน้าหมองเศร้า
      
       เรียมถามเนียนทันทีที่เจอหน้า
       “พ่อเป็นยังไงบ้างเนียน”
       “เอ้อ...” เนียนน้ำตาจะหยด “ยังไม่ได้ไปเจ้าค่ะ”
       “อ้าว นี่ไอ้เอกมันเกเรไม่ยอมไปส่งเอ็งหรือ” ทองจันทร์ฉุน
       “เปล่าเจ้าค่ะ”
       “อะไรอะไรก็เปล่า แล้วมันอะไรกันเล่า” เรียมซัก
       “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”
       “อุบ๊ะ เนียน เอ็งเป็นอะไรของเอ็ง พูดจาวนเวียนสองสามประโยค”
       พอดีขุนภักดีเดินเข้ามา ตามด้วยเอกหิ้วกระเป๋ายิ้มรื่นรมย์เข้ามาทั้งสองคน
       “คุณแม่กับเรียมกำลังคุยอะไรกันครับ”
       “ไม่ได้คุยกำลังสอบสวน เนียน คือแม่เรียมเขาอนุญาตให้มันไปเยี่ยมตาน้อมพ่อมัน แต่มันก็ไม่ยอมไป ถามอะไรก็ตอบว่าไม่มีอะไร”
       “สรุปแล้วมีอะไรกันแน่” ขุนภักดีเป็นคนถาม
       เอกมองหน้าเนียน ขยับปากจะพูด
       เนียนรีบขัด “เอ้อ...”
       “กระผมทราบขอรับ ว่ามีอะไร” เอกเอ่ยขึ้น
       “มีอะไรไอ้เอก” สามคนถามพร้อมกัน
       “เนียนไม่สบายพอดีเจ้าค่ะ” เนียนรีบชิงตอบ
       เอกทำหน้าเซ็ง ทุกคนฟังเลยไม่ติดใจ ขุนภักดีเกิดอารมณ์ดีขึ้นมา
       “เอกเอ็งไปหายามาให้เนียนกินสิ เอ้อคุณแม่ แม่เรียม วันนี้ผมอยากฟังดนตรีเพราะๆ ตอนมื้อเย็น เรียมจ๊ะ พี่อยากฟังเรียม เล่นจะเข้เพราะๆ”
       “แม่สนจะรอแย่นะคะ” เรียมท้วง
       “รอไปสิ พี่ไม่ไป พี่อยากฟังเรียมเล่นจะเข้ ไม่ได้ฟังมานานแล้ว”
      
        ทุกคนจึงเงียบงันกันไป เพราะขุนภักดีพูดเสียงเข้ม



       เย็นนั้นสองนายบ่าวตั้งสำรับรอที่ชานเรือน สนแต่งตัวสวยเต็มที่ รอแล้วรออีกก็ไม่เห็นแววขุนภักดี
      
       “ทำไมคุณพี่ไม่มาสักที นี่พระอาทิตย์ตกดินแล้วนะ”
       “เดี๋ยวก็มาเจ้าค่ะ ท่านขุนไม่ผิดข้อตกลงกับคุณสนหรอกเจ้าค่ะ”
       “แล้วสามวันที่ผ่านมานั่นเล่า ใครผิดข้อตกลงกับข้า”
       ระหว่างนั้น เสียงจะเข้ดังแว่วมาจากเรือนใหญ่ สองคนมองหน้ากัน
       “ใครเล่นจะเข้”
       นายแทนบ่าวอีกคนเดินผ่านมา
       “ไอ้แทน มีแขกมาหรือ ถึงมีใครเล่นจะเข้ที่เรือนใหญ่”       
       “ไม่มีแขก มีแต่คุณนายเรียมท่านเล่นจะเข้ นัยว่า ท่านขุนท่านอยากฟัง เบิกบานกันใหญ่”
       แทนพูดจบเดินไปอย่างรวดเร็ว เพราะรู้ว่าสนโกรธแน่ มีเสียงเพล้งไล่หลัง ตามด้วยเสียงสน
       “นี่แน่ะเบิกบานกันใหญ่”
       ช้อย มองจานชามแตกกระจาย อาหารหกเลอะเทอะเต็มพื้นเรือน สนวิ่งเข้าห้องไป ช้อยนั่งทำหน้ากลุ้มใจ
      
       เรียมเล่นจะเข้ มีขุนภักดีนั่งฟัง แต่สายตามองไปที่เนียน ที่นั่งเยื้องไปทางด้านหลังของเรียมตลอด ทองจันทร์ฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม เรียมเล่นจบ ท่านขุนปรบมือแต่ตามองเนียนที่แต่งตัวสวยหน้าแฉล้ม
       “พี่มีความสุขเหลือเกิน เรียม ผมมีความสุขจริงๆ ครับ คุณแม่”
      
       ด้านสนร้องไห้น้ำตาโชกหมอน ช้อยได้แต่ปลอบ
       “อย่าร้องไห้เจ้าค่ะ คุณสนเจ้าขา ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นต่อไปเจ้าค่ะ ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่นเจ้าค่ะ ก็เพราะพยายามไงเจ้าคะ คุณสนของช้อยถึงมีวันนี้”
       “เอ็งไม่รู้หรอกว่า ข้าขมขื่นแค่ไหน”
       “รู้สิเจ้าคะ ความรู้สึกของคุณสนมันคือความรู้สึกเดียวกับที่คุณนายเรียม เคยรู้สึกมาก่อน คุณนายเรียมหวานอมขมกลืนแค่ไหนตอนที่ ท่านขุนไม่กลับไปเรือนใหญ่เลย กงกรรมกงเกวียน มันเวียนกลับเจ้าค่ะ” ช้อยเปรียบเปรย
       “นี่เอ็งกำลังตำหนิว่าข้าทำบาปกับคุณนายเรียม เลยเจอกรรมสนอง”
       “ไม่ใช่เจ้าค่ะ ช้อยเปรียบเปรยเจ้า ให้เห็นสัจธรรมเจ้าค่ะ เลิกร้องไห้มาช่วยกันคิดกำจัดนางมารหัวใจของคุณสนต่อนะเจ้าคะ ขืนนานไปคุณสนของช้อยจะโดนทิ้งให้แห้งเหี่ยวหัวโตเป็นแตงเถาตายคาเรือนเล็กนี่นะเจ้าคะ”       
       “โอ๊ย...เอ็งอย่ามาขู่ ข้าทนไม่ได้แล้ว เอ็งรีบไปตามไอ้เหิมมา”
       “มาทำไมเจ้าคะ”
       “มาฉุดนางเนียน”
       ช้อยแทนที่จะตกใจ กลับดีใจผวากอดสน
       “ไชโย คุณสนกลับมาฉลาดปราดเปรื่องเหมือนเดิมแล้วเจ้าค่ะ เอ...แต่ว่า จะดีหรือเจ้าคะ ก้อไอ้เหิมมั่นเป็นตัวกากีของคุณสน”
       “แล้วเอ็งคิดว่าใครดี”
       “ช้อยแค่กลัวมันเปิดโปง เรื่องของคุณสนกับตัวมัน”
       “มันสาบานกับพ่อกำนันแล้ว ถ้ามันผิดคำสาบาน มันตายหยั่งเขียด”
       ช้อยพยักหน้ารับหงึกๆ เห็นชั่วตามกัน
      
       คืนนั้นเนียนนั่งพนมมือสวดมนต์เสร็จก้มลงกราบพระ เนียนใจคอไม่ดี
       “พ่อจ๋า พ่ออย่าเป็นอะไรนะจ้ะ แดงน้อยของแม่ อย่าป่วยบ่อยนะลูก”
       เนียนกราบพระจบ ลุกไปยืนที่หน้าต่าง นึกถึงภาพสายตาขุนภักดีที่มองข้ามหลังคุณนายเรียมมาที่ตนตลอดเวลา
       ยิ่งคิดเนียนรู้สึกใจคอไม่ดี มองไปนอกห้องแต่เนียนต้องสะดุ้ง รีบหลบแอบทันที
      
       ที่แท้ขุนภักดีนั่นเองที่เดินวนเวียนไปมารอบต้นไม้ ตาก็เหลือบไปที่หน้าต่างห้องเนียน เดินวนไปเจอเอากับเอกที่วนมาปะเอาหน้าท่านขุนเช่นกัน
       “ไอ้เอก มาลอบดูข้ารึ”
       “เปล่าขอรับ คือกระผมจะเดินกลับห้องเห็นอะไรไหวๆ วนเวียนรอบต้นมะขาม นึกว่าไอ้เสือหนักมาบุกบ้านท่านขุน”
       “ไอ้ขี้โม้ ขี้ปด”
       “ถ้าอย่างนั้นกระผมขอถามคุณเทพตรงๆ ก็ได้ ว่ามาหัดเดินจงกรม หรือคิดปริศนาโลกีย์ขอรับ”
       “ไอ้มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก”
       “กระผมไม่รบกวนคุณเทพแล้วขอรับ”
       เอกแกล้งเดินหนีไป ท่านขุนมากระชากบ่ามา
       “แต่ข้าต้องการรบกวน เอ็ง”
       “ขอรางวัลค่ารบกวนเป็นกางเกงแพรเสื้อกุยเฮงผ้าขาวม้าไหมอย่างดีก็พอขอรับ” เอกรู้ทัน
       “หนอยแน่ะเดี๋ยวเตะก้านคอหัก”       
       “ขืนเตะ เถ้าแก่สื่อสวาทก้านคอหักตาย คุณเทพก็สิ้นสวาทที่มาดหมายสิขอรับ”
       “แหม เอ็งนี่มันวอน อย่าเดาสุ่มนะ”
       “กระผมเดาผิดหรือขอรับ” เอกย้อนขำๆ
       “เปล่า เอ็งเดาถูก”
       “กระผมเดาต่อนะขอรับ ถ้าท่านขุนรักเธอจริงกระผมก็ยินดีเป็นพ่อสื่อ”
       “เอ็งจะสื่อยังไง”
       “ปากสิขอรับ กระผมน่ะปากเป็นเอก เรื่องสื่อรัก กระผมกล่อมได้เสมอ” เอกคุยโว
       “แต่ ข้าไม่ต้องการให้เขาพอใจข้าเพราะการกล่อม ข้าต้องการให้เขาเต็มใจรักตอบข้า”
       “ดักลอบต้องหมั่นกู้ เจ้าชู้ต้องหมั่นเกี้ยวขอรับ รับรองว่าเขายอมแน่” เอกสอนท่านขุน
       “ถ้าเขายอม แต่แม่เรียมไม่ยอม” ขุนภักดีกังวล       
       “คุณนายเรียมเธอเคยไม่ยอมคุณเทพเรื่องนี้หรือขอรับ คำน้อยไม่เคยปริปากว่า ปากของท่านมีไว้สวดมนต์เท่านั้นแหละขอรับ ท่านสุดประเสริฐ”
       “ก็เพราะเขาสุดประเสริฐอย่างนั้น ข้าถึงไม่อยากทำร้ายจิตใจเขา คราวแม่สน ข้าก็ต้องไปขออภัยเขา คราวนี้ถ้าข้ายังซ้ำรอยอีกทั้งที่บอกว่าสุดท้ายแล้ว ข้าจะมองหน้าเขาได้ยังไง”
       ขุนภักดีหน้าหมอง เอกหัวร่องอหายขำเอามากๆ
       “โบราณว่าเมียสองต้องห้าม เมียสามตามตำรา ริอ่านจะมีเมียมากอย่าออกปากสัญญากับเมีย ท่านต้องหัดพูดให้มันเลี่ยงๆ สิขอรับ”
       “นี่เอ็งสอนให้ข้าโกหกเมีย บาปกรรม”
       “โกหกพระบาปกรรม แต่โกหกเมียไม่บาปดอกขอรับ คุณนายเรียมท่านไม่ว่าแต่คนที่จะว่า น่ะคุณสนขอรับ” บ่าวจอมกะล่อนบอกอย่างรู้จริง
       ขุนภักดีอึ้งไป
       “ขอประทานโทษ คุณเทพยังไม่ได้เอ่ยชื่อเธอคนนั้นให้พ่อสื่อทราบนะขอรับ” เอกยิงมุก ทำเป็นไก๋ไม่รู้เรื่อง
       “อย่ามาแกล้งถาม เอ็งรู้แล้วว่าหมายถึงใคร”
       “แม่ช้อย”
      
       เอกแกล้งยั่ว เลยโดนขุนภักดีเตะโครมจริงๆ



       เช้าวันต่อมา ขณะที่เนียนนั่งซักผ้าของเก่าเมื่อวาน เอกเริ่มทำตัวเป็นพ่อสื่อสวาทตามที่รับปากขุนภักดีเมื่อคืน ปราดมานั่งช่วยซัก หยิบกางเกงในขึ้นมาทำหน้าเบ้
      
       “นี่มันเหมือนกางเกงในเมื่อวานกับผ้าเมื่อวาน เอามาซักอีกทำไม”
       “มันเลอะอีกนี่จ้ะพี่เอก”
       “นี่กลั่นแกล้งกันขนาดนี้เลยหรือ แล้วยอมทำไม”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ”
       “เนียนนี่สมกับที่คุณนายเรียมท่านรับเป็นน้องสาวจริงๆนะ ไม่เคยปริปากว่าใครสักที เอ้อ เนียนจ๊ะ” เอกมองซ้ายขวาก่อนจะกระซิบ “พี่มีอะไรจะบอก”
       “บอกมาสิจ๊ะ”
       “ท่านขุนท่านรักเนียน อยากจะยกย่องให้เป็นเมีย วาสนามาถึงแล้ว”
       เนียนตะลึงอึ้งไป แล้วรีบส่ายหน้าร้องไห้ออกมา
       “ชั้นรับวาสนานี้ไม่ได้ดอกจ้ะ พี่เอก”
       “เอาละวา เจอคนใจกล้าผลักราชรถที่มาเกยเข้าให้แล้ว ทำไมเล่าเนียน”
       “เนียนเป็นดอกหญ้าต่ำต้อยตามท้องนา ท่านขุนเปรียบเสมือนแจกันทองในคฤหาสน์ ต่างกันราวฟ้ากับดิน และพ่อก็บอกว่าสักวันจะมารับเนียนกลับบ้านจ้ะ”
       “หมายความว่า เนียน ไม่ได้จะอยู่ที่นี่ตลอดไป”
       “จ้ะ”
       เนียนร้องไห้ไปซักผ้าไปอยู่อย่างนั้น
      
       ฝ่ายขุนภักดีเดินวุ่นทั่วเรือน เจตนาหาเนียน แต่เจอเอากับเรียม ไม่กล้าถามตรง
       “พี่เทพชะเง้อหาอะไรคะ”
       “เปล่า เอ้อ เรียมอยู่คนเดียวหรือจ้ะ”
       กบเสนอหน้า “กบอยู่ด้วยเจ้าค่ะ”
       “อ้อ เอ้อ ไอ้เอกมันพาเนียนไปเยี่ยมพ่อที่บ้านแพนแล้วละสิ”
       “ยังเจ้าค่ะ”
       “ทำไมยังไม่รีบไป เห็นแอบร้องไห้ร้องห่ม มัวไปทำอะไรอยู่” เรียมแปลกใจ
       “ซักผ้าเจ้าค่ะ” กบบอก
       “ซักผ้า” สองคนงงอุทานพร้อมกัน
       “ผ้าของใคร” ขุนภักดีสงสัย
       “เอ้อ ของคุณสนเจ้าค่ะ”
       เท่านั้นเอง ขุนภักดีก็หน้าตึงหัน พรวดลงเรือนไป กบทำท่าเสียวไส้ เรียมมองตามสงบนิ่ง
      
       เนียนยกแขนป้ายน้ำตา เอกแปลกใจไม่หาย
       “ทำไมเนียนถึงร้องไห้มากมายขนาดนี้ มีอะไรปิดบังพี่ไว้หรือ”
       “ไม่มี อะไรจ้ะ”
       ระหว่างนั้นสนเดินนำช้อยที่ หอบผ้าห่มผ้าปูที่นอนหมอน ปลอกหมอน ลากตามพื้นจนสกปรกมากเข้ามา
       “โยนลงไปช้อย โยนลงไปให้เนียนมันซักให้หมดภายในวันนี้ห้ามไปไหนถ้าซักไม่หมด”
       “เจ้าค่ะ” เนียนรับคำ
       “คงไม่ได้แล้วขอรับ คุณสน วันนี้ยังไงซะ เนียนเขาก็ต้องไปเยี่ยมพ่อพ่อเขาป่วยหนัก” เอกเอ่ยขึ้น
       “ก็พ่อมันใช่พ่อคุณสนซะเมื่อไหร่” ช้อยสาระแน
       “ไม่เป็นไรจ้ะพี่เอก” เนียนบอก
       “เจ้าตัวมันยังไม่เป็นไร แล้วไอ้เอกจะมาทำตัวเป็นทนายหน้าหอ กางปีกปกป้องมันทำไม มีนอกมีใน มีสินบนอะไรกันหรือ” สนหันมาเอาเรื่องเอก
       “ไม่มีดอกขอรับ คุณสน มีแต่ความจริงที่ว่า อีกไม่ช้า เนียนเขาอาจมีฐานะเสมอหรือเหนือกว่าคุณสน จะเป็นรองก็แต่คุณนายเรียม” เอกจงใจพูดใส่
       “ไอ้เอก”
       สนกรี๊ดใส่ ตกใจผสมด้วย
       “ข้าจะไปฟ้องคุณแม่ทองจันทร์”
       “ช้อยไปฟ้องด้วยเจ้าค่ะ”
       สองนายบ่าววิ่งตะลุยออกมาเจอเอาขุนภักดียืนจังก้าขวางหน้าอยู่ สองคนชะงัก ท่านขุนมองมาตาเขียวปัดที่สน
       “จะไปไหนแม่สน”
       “จะไปเอ้อ...” สนอึกอัก
       “ไปซื้อตะพาบน้ำมาทำแกงให้ท่านขุนรับประทานเจ้าค่ะ”
       สองคนทำท่าจะชิ่งไป
       “ไม่ต้องไปหยุดอยู่ตรงนั้น”
       ขุนภักดีสั่งเสียงเข้ม มองไปที่เนียนกับผ้าล้นกะละมังแถมมีอีกหอบใหญ่โปะอยู่แทบจะท่วมหัวเนียน
       “ไอ้เอก ข้าได้ยินแม่เรียมบอกว่าเอ็งจะพาเนียนไปเยี่ยมพ่อที่บ้านแพน แล้วมานั่งทำอะไรกันที่นี่”
       “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” เนียนรีบบอกไม่อยากให้มีเรื่อง
       “มีขอรับ เนียนมานั่งซักผ้า กระผมก็ช่วยเนียนซักผ้าขอรับ” เอกบอก
       “ผ้าของ...ใคร...” ขุนภักดีเน้นคำ
       “คุณสนขอรับ” เอกบอก
       ขุนภักดีเหลียวมาจ้องสน ช้อยกระซิบ
       “โทษมันเลยเจ้าค่ะ”
       “สนสั่งให้ช้อยเอาไปให้พวกเรือนหลังบ้านซัก แต่เนียนอาสาซักให้เองนะคะ”
       ขุนภักดีอารมณ์ขุ่น พูดอย่างไม่ไว้หน้า “แม่สนปดพี่ ทีหลังอย่าให้น้องสาวของแม่เรียมซักผ้า ใช้เขาทำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น คนรับใช้มีเป็นโขยง ให้ใช้ ใช้ไปสิ”
       “แต่เนียนเป็นคนทำเสื้อผ้าสนเลอะเทอะนะคะ”
       “ให้มันเลอะเทอะต่อไป” ขุนภักดีเสียงดัง แล้วสั่งเอก “ไอ้เอก”
       “ขอรับ”
       “เอาเสื้อผ้าที่นอนหมอนมุ้งพวกนั้นโยนลงน้ำคลำ ตรงนั้น ให้หมด”
       สนกับช้อยตะลึง เนียนตกใจ เอกยิ้มแฉ่งสะใจ
       “พี่ขุน อย่านะคะ” สนร้องลั่น
       “อย่าทำอย่างนี้กับเนียนอีก จำไว้ โยนลงไปไอ้เอก”
       เอกจัดการโยนเสื้อผ้าลงไปด้วยความเต็มใจ ขุนภักดีมองเนียนอย่างสงสารยิ่งหลงยิ่งรักเต็มใจ
       สนเสียใจร้องไห้วิ่งหนีไป ช้อยลนลานตามหลังติดๆ
      
       ตอนสายวันเดียวกันนั้น โพล้งพายเรืออยู่กลางคลอง พาน้อมมาใกล้ถึงบ้านขุนภักดีภูบาลแล้ว
       “ใกล้ถึงหรือยัง ไอ้โพล้ง”
       “เกือบแล้ว ลุงน้อม ไหวไหมล่ะ”
       “ต้องไหวสิวะ ยังไงก็ต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อนข้าตาย”
      
       โพล้งจ้วงพายเรือต่อไป



       ส่วนที่บนเรือนใหญ่ ทองจันทร์กำลังฟังสนฟ้องเรื่องเนียน สีหน้าพลอยหงุดหงิดไปด้วย แต่ไม่มากมายดังที่สนหวัง
      
       “ฮ้า...อะไรมันจะหลงรักกันราดเร็วปานกามนิตหนุ่มถึงเพียงนี้”
       “สนถึงว่าสิคะ คุณแม่ ยังไม่ทันข้ามเดือน พี่ขุนทั้งรักทั้งหลงเนียนหัวปักหัวปำเลยนะคะ เนียนมันยั่วพี่ขุน มันทำเสน่ห์เล่ห์กลสารพัดสารพัน”
       “ชั้นเห็นมันออกจะสงบเสงี่ยมเจียมตัว” ทองจันทร์ว่า
       “แหม..มันเป็นพวกข้างนอกสุกใส ข้างในต๊ะติ๊งโหน่งเหมือนผลมะเดื่อค่ะ”
       “แต่ชั้นก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าจริง
       “จริงสิค่ะ คุณแม่ สนแว่วมาว่า พ่อมันเอาใส่ตะกร้าล้างน้ำมาตบตาคุณแม่ค่ะ มันกำลังจะหาทางลัดมาเป็นคุณนายที่นี่ค่ะ คุณแม่”
       “อืม ถ้างั้นแม่สนไปเรียกเนียนมาให้แม่สอบถามสิ” ทองจันทร์บอก
       สนหันกลับ เจอเรียมยืนทำหน้าสงบนิ่งอยู่
       “คุณพี่ สนขอทางไปตามเนียนมาพบคุณแม่หน่อยค่ะ”
       “เนียนเขาไปเยี่ยมพ่อ และอยากจะบอกว่า เนียนเขาไม่ได้จะอยู่ที่นี่ตลอดไปดอกนะ พ่อเขาฝากไว้เพราะไม่มีหลักประกันเงินกู้ แม่สนกลับเรือนเถิดนะจ๊ะ เห็นวิ่งไปวิ่งมา เดี๋ยวจะเป็นลมน่ะจ้ะ”
       สนสะบัดหน้าเดินพรืดออกไป เรียมหันมาทางทองจันทร์
       “แม่เรียม ที่แม่สนเขามาฟ้องว่าพ่อเทพจะเอาเนียนมาเป็นเมีย จริงรึ”
       “เรียมว่าคุณแม่สอบถามจากพี่เทพเองดีกว่าค่ะ”
       ทองจันทร์พยักหน้าเห็นด้วย
      
       เนียนลงเรือเรียบร้อย เอกกำลังจะพายออกไป แต่แล้วเขม้นมองไปเบื้องหน้า
       “กว่าจะไปได้ ไฮ้ นั่น เรือใครหว่า พายเข้ามาทางบ้านเรา”
       เนียนชะเง้อมอง เห็นโพล้งเปิดผ้าขาวม้าที่โพกหัวออก
       “พี่โพล้ง”
       “เนียน ลุงน้อมแกมาเยี่ยม” โพล้งตะโกนบอก
       “พ่อ”
       เนียนดีใจน้ำตาไหลพราก
      
       ทางด้านสนโกรธขึ้งจนพาลไปหมด
       “คุณแม่ ไม่เห็นจะโกรธมันมากมายอย่างที่ข้าต้องการ”
       “น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อนเจ้าค่ะ ค่อยๆ ใส่ร้ายไปเรื่อยเดี๋ยวคุณท่านก็เกลียดมันสักวันเจ้าค่ะ”
       “กว่าจะถึงวันนั้น ข้าโดนมันแย่งตำแหน่งแน่”
       สนหงุดหงิด
      
       ฝ่ายทองจันทร์กำลังต่อว่าขุนภักดี       
       “พ่อเทพ คิดจะมีเมียสามรึนี่ พ่อเทพเป็นสมภารกินไก่วัด มันจะโดนติฉินนินทานะอายไปทั่วเมืองสุพรรณนะพ่อเทพ”
       “คุณแม่ไปเอาเรื่องนี้มาจากไหนครับ”       
       “แม่สนเขามาฟ้องฉอดๆ เป็นฉากๆ ว่าพ่อเทพทั้งรักทั้งหลงเนียนมันถึงขั้นไม่พอใจ สั่งให้เอาเสื้อผ้าที่นอนหมอนมุ้งของแม่สนไปขว้างลงน้ำครำ”
       “คุณแม่ครับ ที่ผมทำอย่างนั้น เพราะผมต้องการสั่งสอนสน ที่ไปใช้เนียนเหมือนข้าทาส ทั้งที่คนรับใช้มีเต็มบ้าน แต่กลับใช้เนียนซักผ้าของตัวเอง ซักกระทั่งกางเกงใน”
       ทองจันทร์ตกใจ “ไฮ้...แม่สนมันบอกว่าเนียนมาอาสาทำให้เอง เพราะอยากปรองดอง”
       “เนียนอาจยอมทำให้เพราะอยากปรองดอง แต่สนกับนางช้อยนั่นแหละครับ ปองร้ายเนียน และผมก็ไม่อยากเห็นสิ่งร้ายๆ ต้องมาเกิดกับคนดีๆ อย่างเนียน”
       “แต่พ่อเทพคงไม่ว่ามันดีถึงขนาดยกย่องมาเป็นเมียอีกคน เนียนน่ะมันอยู่เป็นตัวประกันเงินกู้ มันไม่ได้จะอยู่ตลอดไป” ทองจันทร์ดักคอลูกชาย
       ขุนภักดีใจหายแว้บ
       “จริงหรือครับ”
       “อย่าเจ้าชู้นักเลย พ่อเทพ อย่ามาถือคติเมียสองต้องห้าม เมียสามตามตำรา และพ่อเทพก็เคยบอกแม่ไม่ใช่รึ ว่าพ่อเทพไม่ใช่ขุนแผน”
       ขุนภักดีนึกไม่พอใจสนมากขึ้น
      
       ไม่นานต่อมาทองจันทร์ เรียม และขุนภักดี นั่งมองน้อมที่เนียนประคองมากับเอกแล้วทรุดตัวลง
       “กระผมมากราบขอยกลูกสาวให้รับใช้คุณท่านกับคุณนายตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ขอรับ”
       เนียนตกใจ “พ่อ”
       น้อมพูดต่อ “กระผมไม่มีดอกไม้ธูปเทียนเครื่องบูชาตามธรรมเนียมฝากตัวมากราบ มีแต่สองมือพนมแทนสิ่งของดังว่า กระผมขอประทานโทษด้วยขอรับ เนียนกราบฝากตัวท่านทั้งหมดสิลูก”
       เนียนตกใจที่พ่อบอกให้อยู่ตลอดไป แต่ก็รีบก้มลงกราบ ทั้งสามคน
       “เนียนเล่า เต็มใจอยู่กับชั้นตลอดไปไหม” เรียมถาม
       เนียนมองหน้าพ่อที่มีแต่ความหวังจะให้เนียนอยู่ “เนียนเต็มใจอยู่เจ้าค่ะ”
       ขุนภักดีถอนใจอย่างโล่งอก ทองจันทร์ทำท่าจะพูด แต่ไม่ทันลูกชาย
       “ทางข้าก็จะรับฝากลูกสาวและจะดูแลให้ดีที่สุดตลอดไป นายน้อมเบาใจได้”
       “ฝากกันเรียบร้อยแล้วเอ็งสบายใจตายตาหลับกลับบ้านได้ละสิ นายน้อม”
       “ขอรับกระผม กระผมกราบลา ท่านทั้งหมดขอรับ”
      
       น้อมก้มลงกราบ ขุนภักดียิ้มกริ่ม ทองจันทร์มองลูกชายชักไม่พอใจขึ้นมา ส่วนเรียมนิ่งสงบอย่างเคย

      
       ทางด้านช้อยรีบมารายงานสน
      
       “คุณสนเจ้าขา พ่อนางเนียนมา เจ้าค่ะ”
       “ดีมาก ข้าจะได้เบาใจสักที”
       ช้อยฉงน “เบาใจทำไมเจ้าคะ”
       “ก็พ่อมันมารับมันกลับบ้าน ข้าก็ไม่มีมารหัวใจ” สนว่า
       “ทำไมคุณสนคิดว่าพ่อมันมารับกลับบ้านเจ้าคะ”
       “อ้าว แล้วพ่อมันมาทำอะไร”
       “มากราบบูชาท่านทั้งสาม” ช้อยบอก
       สนเดาอีก “ขออภัยที่เอานางเนียนมาใส่ตะกร้าล้างน้ำ ที่นังเนียนมาหาทางลัดเป็นคุณนาย”
       “ผิดหมดเจ้าค่ะ”
       “แล้วมันมาทำไม”
       “มากราบกรานขอฝากฝัง ยกนังเนียนให้ท่านรับไว้ดูแลตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่เจ้าค่ะ”
       “โอ๊ย อีเนียนอีคางคกขึ้นวอ อี ลูกชาวนาต่ำต้อย” สนแผดเสียง
      
       ท่านขุนโผล่เข้ามาทันได้ยินพอดี สองคนสะดุ้ง ช้อยถอยกรูด
       “ความต่ำต้อย หรือความสูงส่ง ของคนเราเขาวัดกันที่การกระทำของคนคนนั้นต่างหาก พี่พบปะดูแลชาวบ้านของพี่มานานหลายปีคนสูงส่งแต่เป็นชาวนามีมากมาย คนต่ำต้อยแต่เกิดในดงผู้ดีมีถมไป”
       สนหน้าคว่ำ “พี่ขุน ตำหนิสน”
       “จะว่าตำหนิก็ได้ และยังไม่หมดแค่นี้ นั่งสิสน”
       สนชักรู้สึกไม่ค่อยดี ขุนภักดีชี้บอกให้นั่ง
      
       ขณะเดียวกัน เนียนกับน้อมกำลังร่ำลากันที่ท่าน้ำ น้อมดูมีกระจิตกระใจดีขึ้นมาก
       “ลูกรักของพ่อ พ่อรักลูกเหมือนชีวิต”
       เนียนร้องไห้ “แต่เนียนสงสารพ่อ พ่อไม่มีใครดูแลรับใช้ ในยามป่วยไข้ ไม่สบายอย่างนี้”
       “หมอบอกว่าพ่อดีขึ้นมาก เนียนอย่ากังวลเรื่องอาการของพ่อ เนียนอยู่ดีมีสุขเท่านี้พ่อก็สุขที่สุดในชีวิตแล้วลูกรักเอ๊ย หนักเอาเบาสู้ อดทน ซื่อสัตย์ต่อพวกท่านนะลูกรัก”
       “จ้ะ...พ่อ”
       น้อมยื่นมือสั่นๆ มาจับมือลูกสาวกุมไว้ สองพ่อลูกสบตากัน เนียนจะกอด น้อมส่ายหน้าห้าม น้ำตาไหล
      
       ขุนภักดีกำลังต่อว่าสนอยู่บนเรือนเล็ก
       “ทำไมแม่สนถึงทำตัวไม่น่ารัก สมกับเป็นคนของบ้านขุนภักดีภูบาล ไปฟ้องคุณแม่ว่าพี่กับเนียนเสียๆ หายๆ”       
       “ก็มันจริงนี่ค่ะ พี่ขุนแน่ใจได้ยังไงว่าเนียนไม่โดนจับใส่ตะกร้าล้างน้ำมาตบตาพี่ขุน ปูทางเป็นคุณนายทางลัดของพี่ขุน” สนเถียง
       “หยุดนะแม่สน ลองคิดถึงตัวแม่สนเองบ้าง ถ้าเรียมเขาคิดว่า กำนันแสงจับสนใส่ตะกร้าล้างน้ำมาตบตาพี่เป็นคุณนายทางลัด แม่สนกับกำนันแสงจะเสียหายแค่ไหน”
       สนตกใจ ร้องไห้โฮ “พี่ขุนใจร้าย พี่ขุนเบื่อสน หมดรักสนแล้ว สนน้อยใจ สนเจ็บใจ สนใจสลาย”
       “แม่สนพูดจาไม่มีเหตุผล พี่ละเกลียดนักคนไม่มีเหตุผล ตีโพยตีพายอย่างแม่สนนี่”
       “พี่ขุนเกลียดสนแล้ว เพราะพี่ขุนมีรักใหม่ เป็นนางไพร่ชาวนา พี่ขุนรักมันมากกว่าสน”
       ขุนภักดีโกรธมาก “หยุดนะแม่สน ถ้าไม่อยากโดนพี่ลงโทษให้เจ็บตัว”
       สนเต้นเร่าๆ
       “คุณพี่ จะเฆี่ยนสน คุณแม่เจ้าขา ช่วยสนด้วย พี่ขุนจะโบยสน”
       ท่านขุนหมดความอดทน ตวาดก้อง “หยุดร้องแรกแหกกระเชิงเดี๋ยวนี้นะแม่สน อย่าท้าทายคำสั่งสอนของพี่ ทำตัวให้ดีเหมือนเก่า แล้วพี่จะไม่โกรธแม่สน”
       พูดจบท่านขุนปึงปังลงเรือนไป สนซบหน้าสะอื้นไห้ ช้อยถลามาเอาบ่ารองรับหน้าสนที่พาดลงมา
       “นี่น่ะหรือข้าวใหม่ปลามัน นี่น่ะหรือน้ำผึ้งพระจันทร์ มันวายเร็วเหลือเกิน” สนคร่ำครวญ
       “โอ๋ๆๆ คนดีของช้อย คืนนี้ไปที่สวนหลังบ้านสิเจ้าคะ ไอ้เหิมมันจะมาพบเพื่อฟังคำสั่ง คุณสนนะเจ้าคะ”
       สนพยักหน้าปาดน้ำตา
      
       น้อมกำลังจะสิ้นใจอยู่แล้ว มีโพล้ง และแพรที่อุ้มทารกแดงน้อย กำลังดูใจ
       “ข้านอนตายตาหลับแล้ว” น้อมยิ้ม “ขอดูหน้าแดงน้อยหลานข้าก่อนตายหน่อยสิ ไอ้โพล้ง”
       โพล้งอุ้มแดงน้อยมาให้ผู้เป็นตาดู น้อมเยื้อนยิ้มให้หลานผู้อาภัพ
       “แดงน้อยของตา ขอให้หลานแคล้วคลาดจากโรคภัย โตเป็นผู้ใหญ่ไปดูแลแม่ของหลานนะ”
       แพรรับแดงน้อยมาจากโพล้ง
       “ไอ้โพล้ง นางแพร ฝากแดงน้อยด้วย ฝากดูแลมันอบรมสั่งสอนให้มันเป็นคนดี อย่าให้มีความชั่วมาเฉียดกรายเหมือน...” น้อมไม่ได้พูดอะไรต่ออีก
       สองคนรับรู้ว่าหมายถึหนัก รีบรับปาก “จ้ะ...ลุงน้อม”       
       น้อมหลับตาลงยิ้ม ก่อนจะขาดใจตายอย่างสงบ
      
       เวลาเดียวกันกระแสจิตพ่อลูกส่งมาถึงกันเนียนสะดุ้งตื่นขึ้นมา ใจคอไม่ดี
       “พ่อ”
      
       เนียนลุกนั่งกอดเข่าเจ่าจุก คิดถึงพ่ออยู่อย่างนั้น จวบจนรุ่งเช้า



       สนออกมาพบกับเหิมในสวนรกครึ้มหลังบ้านตามที่ช้อยนัดหมาย เหิมมองตาสนยิ้มแย้ม มีเลศนัย เลยถูกด่า
      
       “ไอ้เหิม เอ็งอย่ามองด้วยสายตาแบบนี้เด็ดขาด”
       “แหม...ทีเมื่อสามปีก่อนไม่เห็นจะว่า เห็นแต่ทำท่าอยากให้มอง ไอ้เหิมดีใจจนเนื้อเต้นที่แม่สนคนสวย คิดถึงจึงเรียกมาพบ” เหิมเล่นลิ้น
       “หยุดพล่าม ข้าเรียกเอ็งมาใช้งานถนัดของเอ็ง”
       “ไอ้เหิมยอมถวายหัวทำให้ แม่สนคนสวยได้ทั้งนั้น จะให้ทำอะไร”
       “ฉุดผู้หญิง” สนบอก
       “งานถนัดจริงดังว่า ว่าแต่นางนั่นเป็นใคร”
       “คนรับใช้บ้านนี้
       เหิมแปลกใจ “คนรับใช้”
       สนพยักหน้า แววตาวามวับดุร้ายด้วยความแค้นใจ เมื่อนึกถึงเนียน
      
       ขณะเดียวกันเนียนกำลังนั่งปักผ้าปูโต๊ะเงียบๆ มุมหนึ่งบนเรือนใหญ่ โดยไม่รู้ว่ายามนั้นขุนภักดีแง้มหน้าออกมาจากห้องแอบมองอยู่ ในมือถือน้ำหอมขวดหนึ่ง ยิ้มแล้วยิ้มอีก
       ขุนภักดีขยับจะออกไป เอ่ยปากเรียกเนียนเบาๆ “เนียน”
       เนียนสะดุ้งมองเห็นท่านขุน เนียนกวาดตามองจะเลี่ยงไปไหนดี
       “เจ้าคะ” เนียนขานรับพลางกระเถิบจะถอยหลบ
       “ทำอะไรน่ะ”
       “ทำ เอ้อ...”
       เนียนไม่ทันได้ตอบ ทองจันทร์สวนมาจากอีกทาง ตอบให้แทน
       “มันก็ทำผ้าปูตั่งปูโต๊ะของมันไปเรื่อยๆ น่ะสิ อยู่บ้านท่านไม่นิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น ผ้าสวยๆ ที่ปูอยู่น่ะ ฝีมือมันทั้งนั้น”
       ขุนภักดีมองอย่างชื่นชม “สวยมาก เนียนนี่ขยันจริงนะ”
       ทองจันทร์มองเห็นขวดน้ำหอมในมือก็ยิ้ม
       “น้ำหอมฝรั่ง”
       “ครับ”
       “ของแม่เรียมละสิ” ทองจันทร์รู้ว่าลูกชายจะให้เนียน แต่แกล้งไม่รู้ “แม่เรียม ขาอยู่ในห้องแน่ะ คงชื่นใจใหญ่ ผัวมีแก่ใจเอาของกำนัลมาให้”
       ขุนภักดีเลยพูดไม่ออก “เอ้อ...”
       “รีบไปสิ เขาจะได้ชื่นใจ”
       “ครับ คุณแม่”
       “มีเมียเหมือนแม่พระแสนดีเป็นศรีแก่ตัว ถนอมน้ำใจกันไว้บ้างเถิดพ่อเทพ”
       ทองจันทร์สั่งสอนลูกชาย ขุนภักดีรีบเดินไปทางห้องเรียมแต่ไม่วายแอบปรายตาไปทางเนียน
       เนียนยิ่งหนักใจและไม่สบายใจมากขึ้น
       “เนียน มาคุยกันหน่อยสิ” ทองจันทร์เรียก
       เนียนตัวสั่นใจสั่นไปหมด
      
       ส่วนที่สวนรกครึ้มหลังบ้านท่านขุน สนอธิบายความสงสัยของเหิมต่อ
       “ทำไมต้องไปฉุดมันกะอีแค่นางคนรับใช้”
       “นางคนใช้คนนี้ ไม่ใช่คนใช้ธรรมดา เพราะว่ามัน…”
       เหิมมองสนอย่างรู้เท่าทัน
       “มันเป็นหอกข้างแคร่ จะมาแบ่งกินน้ำใต้ศอกคุณนายเรียมอีกคน แม่สนก็เลยดิ้นพราด”
       “ใช่....ดังนั้นเอ็งต้องฉุดมัน”
       สนเริ่มโกรธมาก
       “ฉุดมันเอาไปไหนล่ะ” เหิมถาม
       “เอาไปบ้านเอ็งจะเอาทำแม่หรือทำเมียก็ช่าง ถามโง่ๆ ไปได้ ข่มขืนมันสักเจ็ดวัน ดูสิมันจะมีหน้ากลับมาอยู่ที่นี่อีกไหม”
       เหิมยิ้มเยาะ “แม่สนนี่ยังรักษาความอำมหิตไว้คงเส้นคงวาดีแท้ๆ”
       “คนที่สอนให้ข้าอำมหิตก็เอ็งไงล่ะ”
       “ขอบใจที่ชม แม่สนตีราคาข่มขืนมันไว้เท่าไหร่”
       “สองชั่ง”
       “น้อยไป สำหรับผู้หญิงบ้านท่านขุนภักดีภูบาล มันเสี่ยงตายเสี่ยงคุกมาก”
       “สามชั่ง”
       “งานอย่างนี้ คนเดียวทำไม่ได้ มันต้องมีพรรคพวกมาช่วย” เหิมเล่นแง่
       “ไอ้คนเห็นแก่ได้ ห้าชั่งตกลงไหม”
       “ตกลง เพราะเห็นแก่วันชื่นคืนสุขเก่าๆ ของเราที่ผ่านมา”
       “เอ็งอยากให้พ่อกำนัน ฆ่าเอ็งตายอย่างหมาก็ตามใจ ถ้าไม่หยุดเพ้อเจ้อ” สนด่า
       เหิมได้สติ “ก็ไอ้เหิมมันยังไม่อิ่มรักแม่สนนี่นา”
       สนขึ้นเสียง “ไอ้เหิม”
       “จะให้ลงมือเมื่อไหร่”
       “พรุ่งนี้ ตอนก่อนเพล”
       “จ่ายสด” เหิมยื่นมือไปแตะข้อมือสน       
       “อย่ามาแตะต้องแม้ขี้ตีนปลายเล็บข้า พรุ่งนี้เช้าเอ็งมาแอบดูหน้ามันเอาไว้ มันจะลงมาเก็บดอกไม้ทุกวัน ที่สวนกุหลาบหลังบ้าน”
       เหิมหัวเราะ
       “นางคนใช้ราคาแพงคนนี้มันชื่ออะไร”
       “เนียน” สนบอกอย่างแค้นๆ
      
       ด้านคุณนายทองจันทร์มองจ้องเนียน ถามอ้อมๆ
       “ทำไมจู่ๆ พ่อเอ็งก็ เกิดอยากจะยกให้อยู่กับพวกข้าตลอดไปเอาง่ายๆ เอ็งรู้ไหม”
       “เอ้อ...เนียน ทราบเจ้าค่ะ”
       “เล่ามาสิ”
       “พ่อคงรู้ดีว่าไม่อาจหาเงินมาใช้หนี้คุณนายเรียมได้ เจ้าค่ะ”
       “พ่อเอ็งไม่ได้บอกอะไรเอ็งมากกว่านั้นแน่นะ”
       “บอกเจ้าค่ะ”
       ทองจันทร์ตบเข่าฉาดใหญ่ “นั่นปะไร สารภาพมาเลยว่าพ่อเอ็งบอกอะไรเอ็งอีก”
       “พ่อบอกให้เนียน จงรักภักดี ซื่อสัตย์บูชา ท่านทั้งสาม ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่เจ้าค่ะ”
       “ไม่มีเรื่องอื่นที่พ่อเอ็งบอกไว้อีกแน่นะ” ทองจันทร์ถามย้ำ
       “ไม่มีเจ้าค่ะ เนียนกล้าสาบานเจ้าค่ะ แต่ถ้าวันใดที่ท่านทั้งสามไม่เมตตาเนียน จะให้เนียนไปจากที่นี่เนียนก็จะขอกราบลา เจ้าค่ะ”
       “สบตาข้าอย่าหลบ”
       เนียนสบตาซื่อๆ ท่าทีน่าสงสาร สีหน้าฉงนใจ
       “ขอประทานโทษเจ้าค่ะ เนียนทำสิ่งใดผิดพลาดไปหรือเปล่าเจ้าคะ”
       เนียนพูดไปน้ำตาคลอ ทองจันทร์มองหน้าซื่อๆ ของเนียนแล้วสงสาร ใจอ่อน
       “เอ็งยังไม่ได้ทำสิ่งใดผิด ถ้าเอ็งจะผิดก็เพราะเอ็งดีเกินไป สวยเกินไปจำไว้ มันจะเกิดภัยกับตัวเอ็งเอง”
       “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ เนียนจะจำคำของคุณท่านเอาไว้เจ้าค่ะ”
       เนียนก้มลงกราบ ทองจันทร์แอบถอนใจพลางพึมพำเหมือนคนปล่อยปลง
      
       “อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด”



       ขวดน้ำหอมของขุนภักดีวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เรียมหยิบมามองยิ้มบางๆ ไม่แสดงอารมณ์
      
       “ขอบคุณมากค่ะ พี่เทพ ที่เอาน้ำหอมมากำนัลเรียม แต่พี่เทพคงจำผิดไป เรียมไม่ใช้กลิ่นลาเวนเดอร์ เรียมใช้กลิ่นจัสมิน”
       ความจริงเรียมรู้ทันว่าผู้เป็นสามีจะเอาไปให้เนียน แต่ทำเฉย ขุนภักดีหน้าเสียไปนิดหนึ่ง
       “พี่ขอโทษ พี่คงทำงานมากจนจำสับสน”
       “สับสนจนจำผิดกลิ่นหรือคะ”
       “แหม เรียมอย่าขับให้พี่จนแต้มสิจ้ะ เรียมจ๋า เรียมรู้ตัวไหมว่า เรียมคือสุดบูชาของพี่เสมอ”
       “รู้ค่ะ พี่เทพเคยพูดกับเรียมแบบนี้มาแล้ว ตอนที่พี่เทพอยากได้แม่สน”
       “เรียม โธ่...อย่าแขวะพี่สิทูนหัว”
       “เรียมไม่ได้แขวะพี่เทพ แต่เรียมรู้ว่าพี่เทพกำลังจะมาขออะไรเรียม”
       “เรียม....เอ้อ คือ...พี่... พี่...” ขุนภักดีเลยติดอ่างไป
       “พี่เทพไม่ได้ตั้งใจเอาน้ำหอมมาให้เรียม แต่จะเอามากำนัลเนียน”
       “เรียม”
       “อย่ามัวชักแม่น้ำทั้งห้า พี่เทพฟังคำขาดของเรียมและสัญญากับเรียมไว้ให้จงดี ถ้าพี่เทพหลอกเนียนเล่น ทำให้เนียนน้ำตาตก เรียมกับพี่เทพโกรธกันจนวันตาย”
       ขุนภักดีตกตะลึง คาดไม่ถึง
       “เรียม นี่ นี่เรียม....กำลังจะบอกว่า…”
       “พี่เทพรักเนียนไหม”
       “รัก เอ้อ...รักจ้ะ แต่ไม่รักมากเท่าเรียมดอกจ้ะ”
       “วุ๊ย อย่ามาปากหวานก้นเปรี๊ยว เรียมไม่ใช่แม่สนคนงาม ชอบออกโรงเต้าโขนเต้นงิ้ว เอาเป็นว่า เรียมอนุญาตเรื่องเนียน”
       “เรียม” ขุนภักดีเนื้อเต้น ดีใจ “พี่ขอขอบใจเรียมที่สุด เรียมคือแม่พระ เรียมคือผู้ประเสริฐประจำชีวิตพี่ เรียมคือ…”
       “พอค่ะ...แต่พี่เทพจะขืนใจเด็กไม่ได้ ต้องให้เขาสมัครใจ รับปากไหม”
       ท่านขุนพยักหน้า
       “รับจ้ะ รับแน่นอน”
       เรียมยื่นน้ำหอมคืนให้
       “พรุ่งนี้เช้าพี่เทพเอาไปให้เนียนเองนะคะ”
       ขุนภักดีแทบจะยกมือไหว้ เรียมผู้แสนประเสริฐ
      
       เช้าวันต่อมา ขณะที่เนียนกำลังเก็บมะลิอยู่หลังบ้าน สีหน้าเนียนมีความสุข ดูสวยงามมากท่ามกลางดอกไม้
       เหิมโผล่มาแอบมอง เหิมตะลึง หลงเพ้อไปเลย
       “เนียน นั่นรึเนียนสาวใช้ อุแม่จ้าวช่างเนียนนวลละมุนละม่อมสมชื่อไปทั้งตัว หัวจดปลายเท้าไม่ต้องเอาเงินก็คุ้มค่าที่ได้ฉุด ได้ไปจะเอาไปกก ไปกอด ตลอดไปแม่คุ้นเอ๊ยสวยงามอะไรปานนั้น”
       เนียนยังคงเก็บดอกไม้ สนเดินเจ้าเล่ห์มาหา ร้องทัก
       “เนียนจ๊ะ”
       เนียนสะดุ้งจนมะลิแทบร่วงจากมือ
       “คุณสน”
       “ไม่ต้องตกใจ ข้าไม่ได้จะมาฆ่ามาเอ็งง จะมาขอโทษเนียน”
       “ไม่ต้องขอโทษเนียนหรอก เจ้าค่ะ คุณสนไม่ได้ทำอะไรเนียนนี่คะ”
       “ทำสิ ข้าใช้ให้เนียนซักผ้า”
       “คุณสนมีสิทธิ์ใช้ เนียนแค่คนอาศัย เนียนสมควรทำให้คุณสน เจ้าค่ะ”
       “ข้าไม่รู้มาก่อนว่าเนียนมีฐานะเป็นน้องสาวของคุณพี่เรียม ข้าอับอาย ข้านอนคิดเสียใจทั้งคืน เนียนจ๊ะ เรามาเป็นเพื่อนกันเถิดนะ”
       “อย่าลดตัวมาเป็นเพื่อนกับเนียนเลย เจ้าค่ะ เอาเป็นว่า คุณสนเมตตาเนียน และเนียนก็ยินดีรับใช้คุณสนต่อไป เจ้าค่ะ”
       “ขอบใจจ้ะเนียน ถ้าอย่างนั้น เพื่อการผูกมิตรของเราสองคน พรุ่งนี้เนียนไปเป็นเพื่อนทำบุญที่วัดได้ไหม”
       “ได้ เจ้าค่ะ”
       สนยิ้มดีใจ ปรายตาไปที่ท้ายสวน
      
       ฟากขุนภักดีถือน้ำหอมเดินส่ายตาหาเนียนอยู่ที่ท่าน้ำ แต่ดันมาเจอกบเอา
       “กบ เอ็งเห็นเนียนไหม”
       “เห็นเจ้าค่ะ เก็บดอกมะลิอยู่ที่สวนหลังบ้านเจ้าค่ะ”
       ท่านขุนเดินพรวดไป กบมองตาม สายตาไปจ้องที่น้ำหอมในมือท่านขุนที่แอบไว้ด้านหลัง กบสูดอากาศพูดลอยๆ
       “หอมกลิ่นดอกรักฟุ้งกระจาย”
       แทนแอบมากอดกบจากด้านหลัง
       “ดอกรักจากพี่ไงจ้ะแม่กบโอ๊บ..อ๊บ”
       กบหันมาตบหน้าแทนเผียะ
       “ทะลึ่ง มาก็ไม่บอกให้รู้ตัว ข้าจะได้ตั้งหลัก”
       แทนทำหน้าสูดดมกลิ่นแก้มกบ หอมชื่นใจ
      
       ส่วนสนมองเนียนเก็บมะลิยิ้มร้าย ขณะที่เหิมมองหน้าสองคนเทียบเคียงกัน เหิมเห็นใบหน้าสวยของเนียนที่ดูซื่อใสสวยงามน่าอิจฉา
       “แม่สนว่าสวยมากแล้ว แม่เนียนคนนี้ สวยยิ่งกว่า ทั้งสวย ทั้งหวาน เหมือนนางฟ้าใจดีไม่มีผิด ผิดกับแม่สนสวยดุดันน่าหวั่นเกรง”
       สองคนคุยกันอยู่
       “ข้าช่วยเนียนเก็บดอกไม้นะ”
       เนียนไหว้ “ขอบคุณมาก เจ้าค่ะ”
       สองคนช่วยกันเก็บดอกไม้ สนเก็บไปแอบมองไปในใจนึกว่าพรุ่งนี้มึงตายแน่
       ระหว่างนั้นขุนภักดีเดินมาหยุดมองสองคนท่าทีฉงน มองเนียนสลับกับมองสน ก่อนจะยิ้มย่องพออกพอใจ
       “เนียน แม่สน เกิดอะไรขึ้น เหตุไฉนมายืนยิ้มย่องเก็บมะลิเคียงกันอย่างนี้หรือว่า เป็นนิมิตรหมายที่ดี แม่สนละพยศมาญาติดีกับเนียน โชคดีของเรา”
       เหิมเห็นขุนภักดีโผล่มา ก็ตกใจมาก
       “เฮ้ย...ท่านขุน”
       เหิมหันตัววิ่งอ้าว เหยียบเอาไม้แห้งดังกร๊อบ ท่านขุนได้ยินเสียงมองไปทันที
       “ใคร...บังอาจมาแอบมองอะไรในบ้านข้า”
       เนียนกับสนได้ยินก็ตกใจ โดยเฉพาะสน
       “พี่ขุน”
       เนียนร้อง “อุ๊ย”
       “พี่ได้ยินเสียงใครมาเหยียบกิ่งไม้แห้งดังกร๊อบ เมื่อกี้”
       สนเสียววาบ “สนเองค่ะ เมื่อกี้สนเหยียบกิ่งไม้แห้งค่ะ ใช่ไหมจ้ะเนียน”
       เนียนอึกอัก “เอ้อ...” เพราะรู้ว่าไม่ใช่
       “ใช่ไหมเนียน” ขุนภักดีถามย้ำ
      
        “ใช่...เจ้าค่ะ”



       ด้านเหิมซึ่งตกใจกลัวขุนภักดี หนีเตลิดห่างบ้านออกมามากแล้ว ยืนหอบแฮ่กๆ จนลิ้นห้อย
      
       “โอ๊ย..หัวใจจะหยุดเต้น แค่เห็นสีหน้าเอาเรื่องของท่านขุน”
       เหิมมีสีหน้าหวาดกลัวขุนภักดีเอามากๆ
      
       ฟากสนเกิดมองไปเห็นขวดน้ำหอมในมือขุนภักดี สนดีใจมากกระตู้วู้ขึ้นมา
       “น้ำหอมกลิ่นที่สนชอบ”
       “พี่จำไม่ได้หรอกว่าแม่สนชอบกลิ่นนี้”
       “แหม...เนียนดูสิ พี่เทพแกล้งหยอกข้าเล่น” สนกระเง้ากระงอด
       สนเอื้อมจะดึงจากมือขุนภักดี แต่ท่านขุนยั้งไว้ ตามองเนียน
       “แม่สนเข้าใจผิด พี่ไม่ได้หยอกแม่สน”
       สนมองแล้วเข้าใจ แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง
       “ก้อถ้าพี่เทพไม่ได้เอามากำนัลสน พี่เทพจะถือมาตามหาสนทำไมคะ”
       “แม่สนเข้าใจผิด พี่ไม่ได้ตามหาสน พี่มาตามหา...”
       มีเสียงเรียกเนียนอย่างตื่นเต้นขัดขึ้นก่อน
       “เนียน เนียน”
       เนียนและทุกคนหันไปมองเอก สนโกรธแทบจะโดดบีบคอเนียน
       “คุณท่านให้มาตาม บอกให้รีบไปบ้านแพนเดี๋ยวนี้”
       เนียนเสียววูบ ใจเสีย นึกรู้ทันที “พ่อ…”
       เอกพยักหน้า “จ้ะ...พี่เสียใจด้วย”
       เนียนทำท่าจะเป็นลม สนสะใจ เขยิบหนีจะปล่อยให้ล้ม แต่ขุนภักดีมองอยู่ปราดเข้าไปประคองเนียน
       “เนียน โธ่เอ๊ย”
       สนขัดใจนัก กระทืบเท้าเร่าๆ มองตามขุนภักดีอุ้มเนียนออกไป
       “อีเนียน มึงชะตาขาดยังไม่รู้ตัว”
      
       เรียมแต่งตัวให้เนียนอย่างสวยหรู เนียนใส่ผ้าซิ่นยกตีนสีดำ เสื้อลูกไม้สีดำ ใบหน้าเนียนหม่นหมองน้ำตาซึม มีกบจัดของลงกระเป๋าหวายให้เนียนอยู่ในห้องด้วย
       “คุณนายเรียมเจ้าขา เนียนแต่งตัวยังไงก็ได้เจ้าค่ะ”
       “ไม่ได้ ต้องสมฐานะ เนียนเป็นน้องสาวชั้น และเนียนก้อกำลังจะเป็น…”
       กบสะดุดหูหยุดเก็บของ ยื่นหน้ามาฟัง เรียมหันมาเจอจึงหยุดพูดต่อ เรียมเดินไปเปิดกำปั่น หยิบเครื่องประดับ ระหว่างที่กบปิดกระเป๋า
       “คอเนียนโล่งไป ข้อมือก็ยังขาด ส่วนเสื้อก็ต้องมีเข็มขัดทับกันซิ่นหลุด”
       เนียนตื้นตันถึงน้ำตาซึมก้มลงกราบ เรียมบรรจงใส่ทุกอย่างให้เนียน
       กบพึมพำ “บุญหล่นทับเนียนเข้าให้จนได้ นึกแล้ว”
      
       ฟากช้อยหัวเราะสะใจแทบฟันร่วงที่รู้ข่าวว่าพ่อเนียนตาย
       “เวรกรรมตามสนองพ่อนางเนียนตาย สมน้ำหน้าเทวดาลงโทษมัน”
       “ลงโทษข้าต่างหาก ไอ้เหิมเลยไม่ได้ฉุดมันวันนี้ตามที่ตกลงกัน มันทำข้าอายขายหน้า ไปขี้ตู่ว่าพี่ขุนเอาน้ำหอมมากำนัลข้า”
       “แล้วท่านเอามากำนัลใครเจ้าคะ”
       สนของขึ้น “โอ๊ยนางโง่ แค่นี้คิดไม่ออกรึ พี่ขุนไม่ไว้หน้าข้ายังไม่พอ พอมันลมใส่ พอรู้ว่าพ่อมันตาย พี่ขุนผวาไปอุ้มมันเดินไปต่อหน้าต่อตาข้า”
       “ท่านขุนทำเกินไปจริงๆ เจ้าค่ะ ส่งไอ้เหิมตามไปฉุดมันถึงงานศพเลยสิเจ้าคะ”
       สนมองไปนอกหน้าต่างกรี๊ดออกมา
       “อ๊าย...มึงอยากให้ความแตก กูโดนจับเข้าคุกรึ โอ๊ย”
       “ว๊าย...ผีขี้อิจฉาเข้าสิงคุณสน”
       “กูทนไม่ไหวแล้ว”
       สนกระชากช้อยลงเรือนไปทันที
       “คุณสนจะไปไหนเจ้าคะ”
       “ไปดูอีกิ้งก่าได้ทอง”
       สนบอก จากนั้นสองนายบ่าววิ่งตามกันไป
      
       เนียนแต่งตัวเป็นคุณนายเต็มที่ มีกบ ถือกระเป๋าหวายยืนอยู่ข้างๆ กบเหมือนรู้ว่าเนียนกำลังจะเป็น
       คุณนายคนที่สาม เอกกำลังบอกอะไรเนียนที่เงียบมากไม่พูดอะไรทั้งสิ้นเพราะเศร้าโศกเรื่องพ่อเสีย
       “แต่งตัวคุณนายมาก สวยสง่าจริงๆ เนียน”
       “เป็นเพราะคุณนายเรียมท่านเมตตาเนียน รีบไปกันเถิดจ้ะ พี่เอก”
       “เดี๋ยวสิเนียน”
       “รออะไรอีกจ้ะ เนียนใจร้อนเป็นไฟอยากไปกราบพ่อเต็มทีแล้ว”
       สนปราดเข้ามามีช้อยตามมาติดๆ ยืนเท้าสะเอวมองอย่างเอาเรื่อง
       “ทำเชิดหน้าเป็นคุณนาย นางกิ้งก่าได้ทอง”
       “เอ้อ...” เนียนอึ้ง
       “นางคางคกขึ้นวอ” สนด่า
       ช้อยด่าตาม “นางใส่แมงปอตุ้งติ้ง”
       “เห็นจะไม่ใช่ใส่แมงปอตุ้งติ้งหรอกนะนางช้อย ถ่างตาดูสิยะใส่สร้อยคอหนักแปดบาทย่ะ” กบว่า
       สองคนตะลึง “สร้อยคอหนักแปดบาท”
       สนวิ่งผวามาทำท่าราวจะกระชากสร้อยออกจากคอเนียน ดีที่เอกมากันไว้
       “สร้อยข้อมือข้างละสองบาท เข็มขัดนาคหนักห้าสิบบาท” กบบอกอีก
       ถึงทีเอกช่วยเสริม “แหวนเพชรสองกะรัตขาววับงามจับตา”
       “เอ็งแอบลักหยิบของคุณพี่เรียมมาใส่ใช่ไหม เอาคืนมานะ” สนโวยลั่นด้วยความริษยา
       ขุนภักดีเดินมากับเรียม ทันได้ยินพอดี เรียมเอ่ยขึ้นเรียบๆ
       “ทำไมจะต้องเอาคืน ในเมื่อเนียนมีฐานะเป็นน้องสาวของชั้น ชั้นแต่งตัวให้เนียนเพื่อให้สมกับเป็นน้องสาวชั้น”
       “แม่สนอย่าว้าวุ่นไปหน่อยเลย แม่สนก็รู้ดีว่าพี่ไม่ชอบคนตีโพยตีพาย อาละวาดฟาดงวงฟาดงา นี่บ้านผู้ดี ไม่ใช่โรงงิ้ว” ขุนภักดีตำหนิ
       “สนตีโพยตีพายเพราะสนต้องล้อมคอกก่อนที่วัวจะหายต่างหากคะพี่ขุน” สนยังไม่ยอมเลิกรา
       “สำรวมหน่อยแม่สน เนียนเขาไปจัดงานศพพ่อเขากับพี่ เขาก็ต้องดูดีที่สุด ไม่ขายหน้าให้ใครมานินทาเอาได้”
       สนอึ้ง “พี่ขุนจะไปงานศพพ่อเนียน”
       “ใช่ พี่จะเป็นเจ้าภาพให้เขา”
       “คุณพี่เรียมขา สนไม่เข้าใจ” สนหันมาฟ้องเรียม
       “ไม่ต้องเข้าใจดอก ไม่มีเวลามาเจรจาเหลวไหล เรียมจ๊ะ รีบให้ไอ้แทนมันไปกระจายข่าวบอกบรรดาข้าราชการ งานเมืองที่คุ้นเคยกับพี่ว่า เชิญไปงานศพนายน้อมด้วย”
       “ค่ะ พี่เทพ รีบไปเถิดค่ะ พี่เทพ เนียนใจจะขาดเพราะอยากกราบพ่อแล้วค่ะ”
       “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ คุณนายเรียม”
       เรียมเดินมาโอบเนียนอย่างรักใคร่ เนียนกราบแทบอก สนอกแทบระเบิด ช้อยถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
      
       ขุนภักดีเดินวางมาดสง่างาม พยายามเดินช้าๆ เพื่อจะเคียงข้างเนียนที่พยายามเดินตามหลังอย่างเจียมตน

      
       เรียมเดินกลับมาจากท่าน้ำมาถึงหน้าเรือนใหญ่ สนตามติดมีช้อยตามหลังท่าทีหวาดๆ ส่วนกบคอยตามประกบดูแลเรียม
      
       “คุณพี่รู้เห็นเป็นใจ คุณพี่คิดยังไง ส่งเสริมให้ผัวมีเมียน้อย” สนโวยวาย
       “แม่สน ลืมแล้วรึ ตอนคราวแม่สน ชั้นก็ไม่รู้เห็นเป็นใจสักหน่อย แต่ชั้นรับรู้ ไม่ตีโพยตีพาย ให้มันได้อะไรแย่ๆ ขึ้นมา” เรียมบอก
       “คุณพี่ทนได้ เพราะเนียนมันเกาะคุณพี่ไว้ แต่สนสิคะ สนทนไม่ได้ สนช้ำใจ สนเสียใจอกจะระเบิดตาย ทำไมเราต้องเอาหอกมาวางข้างแคร่ให้มันทิ่มแทงเราด้วย”
       ทองจันทร์ยืนอยู่หน้าเรือนได้ยินพอดี
       “ลืมตัวไปแล้วรึ ว่าแม่สนเองก็หอกเหมือนกัน วางทิ่มอยู่ข้างแคร่ของแม่เรียมมาตั้งนาน แม่สนเอาแต่ใจตัวเป็นที่ตั้ง แม่สนเคยลองเอาใจเขามาใส่ใจเราสักครั้งบ้างไหม”
       “คุณแม่ด่าสนว่าเป็นอีหอกข้างแคร่”
       “แม่สนยอมรับเองนะ ชั้นไม่ได้ด่า แม่สน แค่ เตือนสติให้สำเหนียก อย่าให้การเตือนของชั้นปรียบเสมือนสีซอให้ควายฟังล่ะ” ทองจันทร์เหน็บ
       “ว๊าย คุณแม่ด่าสนซ้ำสองว่าสนเป็นควาย”
       ช้อยกระซิบบอก “ดูถูกกันแท้ๆ”
       “ถ้าชั้นพูดแม่สนฟังเข้าใจก็ดีไป ไม่ใช่คายออกแต่ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจก็ช่วยไม่ได้ แม่สนทำกับคนอื่นไม่เป็นไร แต่พอหวั่นใจว่าจะโดนบ้าง ก็จะเป็นจะตาย” ทองจันทร์อบรม
       “คุณแม่ลำเอียง เห็นนางลูกชาวนาดีกว่าลูกกำนัน ปล่อยให้มันมาตีเสมอสน” สนโวยไม่เลิก
       “ถ้าอย่างนั้นแม่เรียมของชั้นเขาลูกนายอำเภอ แม่สนก็อย่าได้มาเทียบตีตนเสมอแม่เรียม ด้วยการมาต่อว่าต่อขาน กล่าวหาเขา อีกต่อไป”
       เรียมตัดบท “แม่สนจ๋า เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด กลับเรือนตรองดูว่าขอบเขตของแม่สนอยู่ตรงไหน แล้วบ้านเราจะสงบสุขจ้ะ”
       “รอฟังข่าวดีหลังจากพ่อเทพกลับมาจากงานศพพ่อของเนียนเขาเถิดนะ”
       พูดจบทองจันทร์ก็พยักหน้าให้เรียม สองคนพากันขึ้นเรือน กบตามไปรับใช้
       สนมองตามสายตาอาฆาตมาดร้าย
       “อีแก่ มึงจำไว้” สนคำรามในคอแค่ช้อยได้ยิน “มึงรอข่าวดีของมึงไปเถิด กูจะรอสมน้ำหน้าพวกมึงตอนเกิดข่าวร้ายกับอีเนียน”
      
       งานศพน้อมแม้ไม่ยิ่งใหญ่ แต่จัดขึ้นอย่างดูดีมีเกียรติ ที่บ้านกลางทุ่งนา มีข้าราชการพ่อค้า คุณนายมากันเป็นแถว เนียนยืนรอขอบคุณแขกหน้างานตอนแขกมางาน ขุนภักดีก็ทำตัวเป็นเจ้าภาพเต็มที่ ทุกคนมองเนียนอย่างชื่นชมและรู้ดีถึงอนาคตเนียน ต่างไหว้ขุนภักดีอย่างนอบน้อม แทบพาลจะไหว้ไปถึงเนียน
       “ขอบพระคุณมาก เจ้าค่ะ ที่ให้เกียรติอิชั้น”
       เนียนขอบคุณแขกซ้ำไปซ้ำไปซ้ำมาหน้างาน
       ขุนภักดียืนมองยิ้มกริ่มภาคภูมิใจเนียนที่กิริยางดงามไม่มีที่ติ เอกยืนใกล้ ทุกคนเข้ามาไหว้ท่านขุนท่าทีนอบน้อมเกรงใจ
       “ขอบใจที่มา เชิญ เชิญ นั่ง ทุกคน” ขุนภักดีโอภาปราศัยไม่ถึงตัว
       ห่างออกมา ชาวบ้าน 2 คน กระซิบนินทาไปมา
       “เป็นบุญของตาน้อม งานศพแกหรูหราซะจริงๆ”
       “มาจากบุญของของนางเนียนมันน่ะสิ เพราะมันเป็นคนของท่านขุน
       “คนแบบไหน คนรับใช้ หรือคนที่เป็นเมีย ดูมันแต่งตัวสิ หยั่งกับคุณนาย ดูแขกที่มางานสิ ถ้าไม่ใช่บารมีท่านขุน ใคร้จะมางานพ่อมัน”
       โพล้งเดินมาข้างๆ “จุ๊ๆๆ ปากรึนั่น มางานศพนะไม่ใช่งานเทกระจาดพูดมากแท้ๆ”
       นั่นแหละหญิงชาวบ้านสองคนจึงหุบปาก
      
       ด้านเนียนรับแขกจนหมดแล้ว ขุนภักดียืนคียงกัน
       “เนียนแขกมาเกือบหมดแล้ว เข้าไปนั่งฟังพระเถิด”
       “เจ้าค่ะ”
       “เหนื่อยมากละสิเหงื่อหยดทีเดียว”
       ขุนภักดีส่งผ้าเช็ดหน้าให้ เนียนไม่กล้ารับ ท่านขุนยัดใส่มือยิ้มให้ส่งสายตาหวาน ระหว่างนั้นคุณนายใจอีกาเดินเข้ามากับบ่าวชายสองคนตามเดิม
       “โอ้โฮ ชั้นมาผิดงานหรือเปล่า”
       “ไม่ผิดขอรับ” บ่าวคนหนึ่งบอก
       “ยังกะงานศพจ้าวใหญ่นายโต ไปเรียกนางเนียนมาสิ แหมเอาที่นาที่ชั้นเมตตาให้ไถ่ไปขายมาจัดงานศพพ่อละสิไม่ได้การละ ต้องทวงบุญคุณกันหน่อย” คุณนายเสียงดังลั่นงาน
       เนียนหันไปมอง คุณนาย ขุนภักดีหันขวับไปจ้องสีหน้าไม่พอใจ คุณนายถลึงตาเขียวใส่
       “งานนี้ท่านขุนภักดี ภูบาลเป็นเจ้าภาพ”
       คุณนายตกตะลึง มองขุนภักดีแล้วรีบย่อตัวทรุดนั่งลงไหว้ ตอหลอประจบ
       “ว๊าย ท่านขุน อิชั้น ไหว้เจ้าค่ะ อิชั้นไม่เคยเห็นท่านมาก่อนได้ยินแต่ชื่อเสียงของท่าน เป็นบุญที่ได้พบท่านกราบท่านวันนี้”
       “คุณเนียนมีฐานะเป็นน้องสาวของคุณนายเรียม ภรรยาท่านขุน” เอกบอก
       คุณนายหันไปหาเนียน
       “แหม ไหว้ละจ้ะ คุณนายเนียน เสียใจด้วยนะจ้ะ ที่พ่อของคุณนายตาย”
       ขุนภักดีถามเนียน “เนียนจ้ะ แม่คนนี้ชื่ออะไรไม่ทราบ”
       “เอ้อ คุณนาย…”
       เอกชิงตอบแทนเนียน “คุณนายใจอีกา ขอรับ”
       “คุณนายใจอีกา ได้ยินว่าจะมาทวงบุญคุณเนียนเรื่องที่นาอะไรรึ”
       “เปล่าเจ้าค่ะ อิชั้นจะมาชื่นชมที่พี่น้อมแกใจร้อนเอาเงินมาไถ่ที่นา ทั้งที่บอกว่า จะไถ่เมื่อไหร่ก็ได้เจ้าค่ะ”
       “ช่างบิดตะกรูด คำพูดได้เก่งแท้ๆ กลับไปซะ อย่าได้มายุ่งที่นี่อีก”
       พูดจบขุนภักดีแตะแขนเนียน สองคนหันกลับ คุณนายมองตาม ใจแป้ว
       “กลับไปซะ ได้ยินท่านบอกแล้วไม่ใช่รึ คุณนาย ขี้ปดมดเท็จ พูดจาเอาดี ใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น”
      
       เอกด่าไม่ไว้หน้า



       พระสวดเสร็จ แขกเหรื่อกำลังพักกินอาหารที่ทางเจ้าภาพจัดมาให้ เนียนนั่งใจคอไม่ดีห่วงหาลูกแดงน้อย แพรมานั่งข้างๆ อย่างรู้ใจ
      
       “คิดถึงลูกละสิ” แพรกระซิบ “รอให้ดึกๆ ข้าจะพาเอ็งไปกอดไอ้แดงน้อย”
       “ขอบใจจ้ะพี่แพร เอ้อ …”
       “เอ็งจะเอ่ยถึงพี่หนักใช่ไหม” แพรรู้ทันอีก
       “เอ้อ...”
       “ใคร้มันจะกล้า แหกคุกหนีออกมาหาลุงน้อม ตอนป่วยหนักมันก็เจอลุงแกไล่เปิด มันให้เงินแกก็ไม่เอา”
       โพล้งยื่นหน้ามา
       “แต่ข้าเอา ขืนไม่เอาป่านนี้แดงน้อยมันตายไปแล้ว จะเอาเงินที่ไหนรักษา”
       เนียนน้ำตาแทบร่วง
       “เนียนห่วงพี่หนักเหลือเกิน”
       แหวนเพื่อนบ้านเดินมากระซิบเบาๆ
       “พี่เนียน พี่หนักมา”
       เนียนสะดุ้งโหยงมองรอบตัว
      
       ความมืดโรยตัวครอบคลุมไปทั่วบริเวณ ตรงมุมลับตา หนักกางแขนโอบเนียนไว้ สองคนพี่น้องกอดกันร้องไห้
       “พี่ขอโทษ เนียน พี่ไม่ได้อยากเป็นโจร แต่พี่ พี่…”
       “ไม่ต้องอธิบายดอก เนียนเข้าใจ เนียนขอบคุณพี่ เนียนห่วงพี่เนียนรักและคิดถึงพี่เสมอ”
       “ขอบใจน้องรักของพี่ คืนนี้ดึกมาก ผู้คนกลับไปแล้ว พี่จะลอบมากราบเท้าพ่อขอขมา”
       “ระวังตัวมากๆ ด้วย พี่หนัก ตำรวจมากันเต็ม”
       “พี่รู้แล้ว พี่ดีใจที่ท่านขุนเมตตาเนียนมาก ฟังพี่นะเนียน ผู้ชายถ้าเมตตากันขนาดนี้ แปลความได้ว่า ท่านรักและต้องการได้เนียนเป็นเมียแน่นอน”
       “อย่าพูดสิ พี่หนักจ๋า ท่านมีคุณนายแล้วถึงสองคน”
       “ท่านก็มีคนที่สามได้ เพราะท่านมีปัญญาจะเลี้ยงดู ตกลงรับรักท่านซะ ลูกแดงน้อยของเนียน จะได้สบายไปด้วย พี่จะโดนจับโดนฆ่าวันใดก็ไม่อาจคาดเดา อนาคตของแดงน้อยฝากไว้กับเนียน” หนักกำชับหนักแน่น
       เนียนยังน้ำตาไหล ไม่ทันได้รับคำ เสียงคนเอะอะดังเข้ามา
       “ไหนใครว่าเห็นไอ้เสือหนักมาป้วนเปี้ยนแถวนี้”
       หนักผละจากเนียนทันควัน เนียนผลักหนักออกไปทันที หนักกระโจนหายไป ตำรวจโผล่มาเจอ เนียนยังน้ำตาไหล
       “คุณเนียน มาทำอะไรแถวนี้ครับ ไอ้เสือหนักมันมาดักปล้นทอง อยู่นะครับ มันเลวเหลือเกิน จับได้ละก้อ ประหารชีวิตแน่นอน” ตำรวจบอก
       ขุนภักดีพรวดตามมา
       “เนียน” ท่านขุนออกอาการห่วงเนียนมาก “ตามหาจะแย่ มาทำอะไรในที่มืดๆ เปลี่ยวอย่างนี้ไอ้เสือหนักมันมาดักปล้นรู้ไหม”
       แพรโผล่มาช่วยไว้ เนียนตอบไม่ถูก
       “เนียนเขาหน้ามืดเจ้าค่ะ แล้วก็ทำท่าจะอาเจียน เอ้อ อิชั้นเลยพาหลบมาไกลไปนิด”
       “โถ เนียน เสียใจมาก ชั้นรู้ รีบกลับไปที่เต้นท์เถิด ที่นี่อันตราย”
       ขุนภักดีประคองเนียนออกไป ตำรวจยังส่ายตามองไปรอบๆ แพรแอบถอนใจเฮือก
       ที่แท้หนักอยู่บนต้นไม้ใหญ่เหนือหัวตำรวจนั่นเอง ตำรวจรีบเดินตามท่านขุนไป แพรมองไปบนต้นไม้ เห็นหนักมองลองมา
       หนักกระซิบ “ฝากน้องฝากหลานชั้นด้วย”
       แพรพยักหน้ารับ ตำรวจหันมาดุแพร
       “ยังไม่รีบตามมา ไม่กลัวไอ้เสือหนักรึนั่น”
       แพรวิ่งอ้าวทำทีเป็นตกใจกลัว
       “กลัว ฉี่จะราดแล้วจ้ะ”
      
       ขณะเดียวกัน สนอยู่ที่สวนรกหลังเรือนเล็ก กำลังสั่งการเหิมเรื่องแผน มีช้อยยืนระวังอยู่ด้านหลัง เหิมดูหวาดหวั่นมากๆ
       “แม่สนจ๋า อยากจะเปลี่ยนใจไม่ทำงานนี้แล้วจ้ะ บอกตรงๆ กลัวท่านขุนจนหัวหดแล้ว” เหิมบอก
       “เอ็งเปลี่ยนใจไม่ได้ ถ้าเอ็งเปลี่ยนใจ ข้าจะไปฟ้องพ่อกำนันว่าเอ็งผิดสัญญามายุ่มย่ามกับข้าอีก เอ็งตายแน่”
       “โธ่ แม่สนจ๋า”
       “ฟังข้า พรุ่งนี้นางเนียนมันเผาส่งตัวพ่อมันไปนรกแล้ว มะรืนนี้เอ็งมารอฉุดมันหลังสวนมะลิ”
       “ขอต่อรองให้มันห่างไกลจากตรงนี้ได้ไหม บอกตรงๆ ระย่อท่านขุนเป็นที่สุด” เหิมโอดไม่หาย
       “ตกลงเถิดเจ้าค่ะ คุณสน มันจะได้สะดวกในการฉุดคร่า โธ่เอ๊ยไอ้เหิม เสียแรงได้ชื่อว่าบ้าผู้หญิง” ช้อยแดกดัน
       “ข้าบ้าจำเพาะผู้หญิงสวยเท่านั้น ผู้หญิงไม่สวยนิสัยไม่ดี อย่างแม่ช้อยให้กินเปล่า ข้าไม่เอาดอกจ้ะ”
       ช้อยโกรธ “ไอ้เหิม”
       “พวกเอ็งจะแหกปากด่ากันไปทำไมเดี๋ยวเถิด ใครในบ้านได้ยิน พินาศกันหมด เอ็งกลับไปซะไอ้เหิม”
       เหิมแบมือขอเงิน
       “ห้าชั่งจ้ะ แม่สนคนสวย”
       สนควักส่งให้ แทนกับกบเดินมาพอดี
       “เฮ้ย มีคนบุกรุกเข้ามา” แทนตะโกน
       “เอามีดไล่แทงมันไปเลยไอ้พี่แทน ข้าจะรีบไปรายงานพวกในบ้าน”
       กบว่าแล้ววิ่งกลับไป แทนถือมีดวิ่งพรวดมา แทบจะชนเอาสนกับช้อย
       สนตวาด “ไอ้แทน นั่นเอ็งจะฟันข้ารึ”
       “คุณสน” แทนตกใจ
       “คุณสนมาพบคนที่มาจากศรีประจันต์มาบอกว่าพ่อกำนันป่วย เอ็งรีบไปให้พ้น ก่อนที่คุณสนจะฟ้องให้ท่านขุนมาโบยแกโทษฐานจะมาฟันคุณสน” ช้อยบอก
       แทนจ๋อย ท่าทีงวยงง เหิมแอบมองอยู่ยิ่งใจคอไม่ดี
      
       เนียนแอบมาที่บ้านแพรและโพล้ง กอดแดงน้อยเดี๋ยวกอดเดี๋ยวจูบวนเวียนปากก็พร่ำพูด
       “ลูกแดงน้อยของแม่ แม่ห่วง แม่คิดถึงลูกใจจะขาด แม่อยากใกล้ชิดอยากให้นมอยากกอดอยากจูบ อยากทำทุกอย่างให้ลูก แต่แม่บุญน้อยไม่อาจทำอย่างที่ต้องการได้ อภัยให้แม่นะลูกรัก”
       “เอ็งอย่าด่าว่าตัวเองเลยเนียน ชีวิตคนเรามันทำอะไรทุกอย่างที่ต้องการในเวลาเดียวกันไม่ได้ แต่ถ้าเอ็งมีความหวัง สักวันเวลาที่เอ็งหวังจะมาถึง”
       “ข้าสัญญาว่าจะดูแลมันเหมือนหลานในไส้ของข้า เอ็งไปอยู่ตรงนั้น ใช่ว่าเอ็งจะไม่ได้ทำหน้าที่แม่ ที่หมายของความเป็นแม่ คือทำให้ลูกอยู่ดีมีสุข” โพล้งเสริม
       “โตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีอนาคต มีการศึกษา ถ้าเอ็งทำได้สำเร็จ นั่นคือเอ็งได้ทำหน้าที่แม่ของเอ็งสมบูรณ์แล้ว ถึงแม้นว่า เอ็งจะไม่ได้อยู่กับลูก”
       “แต่เนียนต้องปิดบังซ่อนเร้นความเป็นแม่ของเนียนกับทุกคนไปจนตลอดชีวิต ทำไมชีวิตมันโหดร้ายอย่างนี้” เนียนครวญคร่ำ
       “ชีวิตที่รู้ว่าลูกอยู่ตรงนี้ ดีกว่าชีวิตที่ไม่รู้ว่าลูกเป็นตายร้ายดียังไง” โพล้งปลอบ
       “เท่ากับเอ็งได้เสียสละเพื่อลูก เอ็งว่ามันไม่ดีดอกรึ” แพรว่า
       เนียนกอดลูกแนบอกน้ำตาไหลลงรดหน้าลูก เนียนเช็ดน้ำตาให้ลูก
       “จ้ะ เนียนเข้าใจ แดงน้อยจ๋า ลูกคือชีวิตคือลมหายใจคือแสงสว่างของแม่ ขอบคุณลูกที่ทำให้ชีวิตของแม่มีความหวัง ถ้าบุญแม่มีมากพอ สักวันเราแม่ลูกคงได้เปิดเผยให้ทุกคนรับรู้ว่าเราคือแม่ลูกกัน”
      
        เนียนกอดลูกมองหน้าลูกไม่วางตา ราวกับว่าจะประทับไว้กลางดวงใจ



       โลกกว้างทางแคบอะไรเช่นนั้น ไอ้เหิมกลัวงานพลาด เลยมาหาหนัก เพื่อจ้างไปฉุดผู้หญิงแทน โดยไม่รู้ว่าหนักเป็นพี่ชายของหญิงที่สนให้มันไปฉุดคร่า
      
       “ในฐานะที่เราเป็นมิตรในหมู่โจรด้วยกัน วันนี้ข้าเอาลาภมาฝากเอ็งว่ะไอ้หนัก”
       “ลาภอะไรวะ ไอ้เหิม”
       “ผู้หญิง”
       “เฮ้ย ข้าไม่เอาดอก ข้าหนีตำรวจหัวซุกหัวซุน จะเอาผู้หญิงมาถ่วงชีวิตข้าให้ตำรวจพบเจอง่ายขึ้นทำไม” หนักไม่เอาด้วย
       “ไม่ได้ให้เอ็งเอามาเป็นเมีย แต่ให้ไปฉุดเอาเป็นเมียชั่วคราว ข่มขืนเล่นแล้วถีบหัวส่ง แถม เอ็งจะได้รับส่วนแบ่งสามชั่งเชียวนา”
       “แล้วทำไมเอ็ง ไม่ข่มขืนเองเอาเงินสามชั่งมาแบ่งให้ข้าทำไม” หนักแปลกใจ
       “ทีแรกข้าก็ว่าจะข่มขืนซะเองดอก แต่ว่าข้าเกิดปอดแหกขึ้นมา”
       “ปอดแหก”
       “ก้อผู้หญิงที่ว่านั่น เป็นผู้หญิงบ้านท่านขุนภักดีภูบาล”
       หนักได้ฟังถึงกับลุกพรวดตื่นเต้น
       “ไฮ้ ผู้หญิงบ้านท่านขุนภักดี ภูบาล ใครวะบังอาจมาจ้างเอ็งไปฉุดคร่า”
       “อย่าพูดดีกว่าว่าใคร เอาเป็นว่า ผู้หญิงที่ให้ฉุด สวยงามปานเทพธิดา สาบานได้เลยนะไอ้หนัก”
       หนักเริ่มสนใจเพราะเป็นผู้หญิงจากบ้านขุนภักดี แต่ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเนียน
       “ขอคิดดูก่อน ข้าไม่อยากก่อกรรมทำเข็ญกับลูกสาวใครเขา”
       เหิมยิ้ม รู้ว่า
      
       วันต่อมาเนียนนั่งอยู่กับขุนภักดีในเรือ เอกอยู่ท้าย ด้านหน้าเป็นคนขับเรือ เรือแล่นมาตามลำน้ำมุ่งหน้ากลับบ้านภักดีภูบาล
       ขุนภักดีมองเนียนที่นั่งหน้าหมองเศร้าน่าสงสารอยู่ ท่านขุนมองเอามองเอากำลังหาวิธีจะบอกรักเนียน ส่วนเนียนใจลอยคิดถึงลูกกับพี่ชาย สะท้อนใจเมื่อนึกถึงตอนกอดลูกไว้ในอ้อมกอดร้องไห้
       เสียงขุนภักดีเรียกเนียนเบาๆ อย่างอ่อนโยน
       “เนียนจ๊ะ”
       เนียนยังไม่ได้ยินน้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม ขุนภักดีสงสารยกผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาให้เนียน
       “อุ๊ย”
       เนียนถอยหลบ
       เอกยิ้มรีบหันหน้าออกไปนอกเรือ
       “ชั้นรู้ว่าเนียนไม่อาจหายเศร้าโศกเรื่องพ่อได้ง่ายๆ ชั้นเห็นใจเนียนสงสารเนียนเป็นที่สุด”
       “ขอบพระคุณ เจ้าค่ะ เนียนขอโทษที่ทำให้ท่านขุนเป็นกังวล”
       “ชั้นต้องกังวล ห่วงใยทุกข์สุขของเนียนสิ เพราะชั้นรักเนียน”
       ขุนภักดีพูดตรงๆ เนียนตกตะลึงพูดไม่ออก
       “รักมากด้วย รักจนอดใจไม่ไหว เชื่อใจ ไว้ใจชั้นนะเนียน ชั้นจะดูแลยกย่องเนียนให้เกียรติเนียน”
       “เอ้อ...”
       “เนียนห่วงความรู้สึกคุณเรียม ใช่ไหม”
       ขุนภักดีเชยคางเนียนมาสบตา เนียนพยักหน้า
       “เจ้าค่ะ เนียนไม่ต้องการอกตัญญู เนรคุณท่านนายเรียม”
       “ช่างเป็นเด็กดี เด็กซื่อสมกับที่คุณเรียมรักใคร่เมตตา คุณเรียมเต็มใจรับเนียนมาเป็นคนในครอบครัวเราจ้ะ ชั้นจะไม่เร่งรัดเนียน ชั้นอยากให้เนียนเต็มใจและมีความรู้สึกอย่างเดียวกันกับที่ชั้นมีต่อเนียน กลับไปไตร่ตรองแล้วพรุ่งนี้ให้คำตอบชั้น”
       เนียนเงียบนิ่งงันไป ขุนภักดีสบตา ส่งสายตาบอกรักเนียน จนเนียนเขินอายหันหน้าหลบสายตา
      
       ฟากหนักอยู่ที่บ้านแหล่งกบดาน ได้ยินเสียงนกร้องสามที จึงแง้มประตูออกมา โพล้งรีบผลุบเข้ามาในเรือน
       “รีบร้อนจะเป็นจะตาย มีอะไรไอ้โพล้ง”
       “แดงน้อยไม่สบายมาก”
       “อีกแล้วรึ โธ่ แดงน้อยเอ๊ย”
       “เงินที่ เนียนให้ไว้ เกรงว่าจะไม่พอ เพราะนางแพรมันจะเอาแดงน้อยเข้าไปรักษาในเมือง ชั้นก็เลยมาบอกพี่หนัก”
       หนักทอดถอนใจ ภาพเหิมชวนไปฉุดผู้หญิงบ้านท่านขุน จ่ายสามชั่งผุดขึ้นในหัว
       หนักพึมพำ “เอาก็เอาวะ”
       โพล้งงง “เอาอะไรพี่”
       “เอาเอ็งไปช่วยกันฉุดคร่าผู้หญิง”
       โพล้งตาเหลือก “ไฮ้”
       “ก็พวกเราต้องการเงินไปรักษาไอ้แดงน้อยไม่ใช่รึ สามชั่งเชียวนา”
       “สามชั่ง”
       “ข้าไม่อยากทำแต่ต้องทำ ข้าไม่มีทางเลือกนี่หว่า”
       “ว่าแต่ว่าพี่หนักจะไปฉุดคร่าใคร”
       “ใครกูไม่สนใจแล้ว กูอยากได้เงินมารักษาหลานกู รู้เท่านี้พอ กูชั่วกูเลวมามากแล้ว ยังไงกูก้อไม่พ้นนรกไม่พ้นโดนยิงตาย ตายเป็นตาย"
      
       หนักปลดปลงในความเลวและชะตากรรมของตนเอง



       เช้าวันต่อมาเนียนลงมาเก็บดอกมะลิ สนเดินตามเขม็งถลึงใส่
      
       “วันนี้มึงพินาศยับเยินแน่อีเนียน” สนคำรามในลำคอ
       แต่พอเนียนเงยหน้าสนกลับยิ้มหวานมาให้
       “คุณสน”
       “เนียน เสียใจด้วยนะเรื่องพ่อน่ะ”
       “ขอบคุณเจ้าค่ะ คุณสน”
       “หายโกรธที่ข้าเข้าใจผิด คิดว่าเนียนขโมยของคุณพี่เรียมวันก่อนหรือยัง”
       “เนียนไม่โกรธดอกเจ้าค่ะ เนียนไม่สมควรโกรธคุณสนเจ้าค่ะ”
       “แหมช่างดีงามจริงๆ สมกับที่คุณพี่เรียมรัก ขอบใจนะเนียน”
       “คุณสนเธอขวานผ่าซาก ปากร้ายใจดี ปากไว พูดไปแล้วก็นึกได้” ช้อยสร้างภาพ
       “นึกได้ว่าไม่ควรไปต่อว่าเนียน วันก่อนนั่นจะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ข้าจะพูดจาบ้าบอคอโป่งกับเนียน”
       “ขอบคุณเจ้าค่ะ เนียนเก็บมะลิเสร็จแล้ว เนียนขอตัวนะเจ้าคะ”
       เนียนหันกลับ ไม่ค่อยอยากจะอยู่ใกล้สนกับช้อยมากนัก
       สนดึงมือเนียนไว้เต็มแรงจนเนียนถลา “เดี๋ยว”
       ช้อยรีบบอกแก้ต่าง “ไม่ต้องตกใจ คุณสนเธอสะกิดเบาๆ เท่านั้นแต่เท้าดันสะดุดรากไม้จึงกลายเป็นกระชาก”
       “คุณสนจะให้เนียนทำอะไรเจ้าคะ”
       “ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับข้า ไปทำบุญเพลนี้เป็นเพื่อนข้าก่อนที่ข้าจะไปเยี่ยมพ่อที่ศรีประจันต์”
       “เจ้าค่ะ” เนียนรับคำ
       สนยอมปล่อยมือ เนียนออกเดินหนีใจคอไม่ดี สนกับช้อยมองตาม
       “เสร็จกูแน่นางเนียน”
       “นางเนียนเสร็จคุณสน ยังเหลือแต่...เอ้อ”
       “นางเรียมกับอีนางทองจันทร์อีแก่ปากร้าย”
       สนคำรามตาวาววับ สองนายบ่าวยิ้มให้กัน
      
       เนียนมาขออนุญาตเรียมกับทองจันทร์
       “เนียนมาขออนุญาตคุณท่านกับคุณนายเรียม ไปทำบุญกับคุณสนเจ้าค่ะ”
       “แม่สนมันโดนอะไรสิงใจขึ้นมาถึงอยากจะทำบุญสุนทาน” ทองจันทร์ไม่อยากจะเชื่อ
       สนเดินเข้ามาหาทองจันทร์
       “พ่อกำนันของสนป่วยค่ะคุณแม่ สนอยากทำบุญสะเดาะเคราะห์พอดีสนเห็นพ่อของเนียนเขาตาย เลยชวนกันไปทำบุญให้พ่อเขาค่ะ”
       เรียมมองมาสงสัยขึ้นมา       
       “ก็ดี เอ๊ะ เมื่อวานซืนแทนมันวิ่งตามผู้ชายคนหนึ่งไปที่หลังบ้านเรากบมันก็บอกว่า แม่สนกับช้อยอยู่ตรงนั้นเห็นใครบ้างหรือเปล่า”
       “โอ๊ยมีรึสนจะไม่เห็น ก็มันเป็นคนของพ่อกำนัน มาตามสนให้ไปเยี่ยมพ่อนี่คะ”
       “แล้วทำไมมันไปลับๆ ล่อๆ ที่หลังบ้าน แล้วทำไมแม่สนมาบอกวันนี้ ทำไมไม่บอกตั้งแต่เมื่อวาน”
       “ก็พี่ขุนยังไม่กลับมาจากเผาศพนี่คะ สนไปลามาไหว้ค่ะ ต้องขออนุญาตพี่ขุนก่อนนี่คะ”
       “เอาเถิด ชั้นอนุญาต แม่สนจะไปก็รีบไป เนียนถ้าเอ็งไม่เต็มใจก้อไม่ต้องไป”
       ทีแรกสนยิ้มแย้มแต่ฟังจบสนก็ต้องชะงักหุบยิ้มแทบไม่ทัน
       “เนียนเต็มใจไปเจ้าค่ะ”
       สนรีบดึงมือเนียนให้รีบออกไป ทองจันทร์มองตามแปลกใจนัก
       “แม่สนมันดูลุกรี้ลุกลนพิลึกๆนะแม่เรียม”
       “คงใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะพ่อป่วยน่ะค่ะ คุณแม่”
       “ทำไมมันไม่ลุกรี้ลุกรนตอนเมื่อวานที่รู้ข่าว แปลกแท้ๆ แม่มองตามันไม่มีแววเศร้าโศกเหมือนเนียนตอนที่พ่อป่วยสักนิด”
       ระหว่างนั้นขุนภักดีออกมาจากข้างในห้อง
       “เนียนเล่าจ้ะเรียม”
       “หยุดหายใจเข้าหายใจออกเป็นเนียนก่อนเถิดพ่อเทพ แม่เรียมนั่งหัวโด่ตรงนี้ เกรงใจกันบ้าง” ทองจันทร์ด่า
       “เรียมกับพี่เทพพูดกันเรื่องเนียน ตกลงกันแล้วค่ะคุณแม่”
       ทองจันทร์ตกใจ “ไฮ้”
       ขุนภักดีพยักหน้ายืนคำ
       “ครับคุณแม่”
       ทองจันทร์ส่ายหน้าปวดหัว
      
       ตอนสายๆ ตรงจุดนัดพบ เหิมส่งเงินสามชั่งให้หนัก
       “สามชั่งของเอ็ง ขอบใจมากว่ะไอ้หนัก ข้าเผ่นก่อนละ”
       “เดี๋ยว ผู้หญิงกี่คน”
       “คนเดียว”
       “ชื่ออะไร” หนักซักไซ้
       “เดี๋ยวเอ็งก็รู้เองแหละวะ เพราะจะมีคนปล่อยผู้หญิงคนนั้นทิ้งไว้ตามลำพังให้เอ็งฉุดตรงโน้น รับรองว่าเอ็งไม่ผิดหวังแน่ๆ สวยเหมือนนางฟ้าว่ะ”
       “สวยเหมือนนางฟ้า” หนักรำพึง
       เหิมพูดจบรีบร้อนออกไปทันที หนักกับโพล้งมองหน้ากัน
      
       สนกับช้อยพาเนียนเดินมาถึงจุดหมายที่นัดกับเหิม สนให้ช้อยหิ้วปิ่นโตอาหารเนียนช่วยหิ้ว
       “เนียนไม่เคยมาแถวนี้เลยใช่ไหม”
       “เจ้าค่ะ เนียนไม่เคยมาแถวนี้ วัดอยู่ที่ไหนเจ้าคะ คุณสน”
       สนมองหน้าช้อยแล้วยิ้ม
       “ตรงโน้น เดินไปอีกนิดก็เห็นหลังคาโบสถ์แล้ว”
       สามคนเดินต่อไป
      
       หนักกับโพล้งย่องมาแอบมองว่าใครที่เหิมให้มาฉุด สองคนย่องมา
       “ขอแอบมาดูหน้านางคนที่ไอ้เหิมมันจ้างให้ฉุดทีวะว่าสวยแค่ไหน” หนักว่า
       “ได้ยินเสียงหวานๆ ของผู้หญิงคุยกันกระหนุงกระหนิงมาแล้วพี่หนัก”
       หนักกับโพล้งรีบหลบวูบ มองไปที่เสียงผู้หญิงดังแว่วมา แล้วหนักกับโพล้งก็ตะลึง มองเห็นสามคนเดินมา
       “เนียน” หนักกะโพล้งตกใจ
       หนักจะวิ่งออกไป โพล้งดึงไว้
       “ใจเย็นพี่หนัก ยังมีผู้หญิงอีกสองคนนอกจากเนียน”
       “แต่มันบอกให้เราฉุดคนเดียวเท่านั้น มันหมายถึงใคร แล้วทำไมเนียนต้องมากับนางสองคนนั่น”
       สองคนแอบมองต่อไป
      
       ถึงจุดนัดช้อยสะกิดสน สบตากัน ช้อยพยักหน้ากระซิบ
       “ได้เวลาชะตาร่วงของมันแล้วเจ้าค่ะ คุณสน”
       สนเริ่มแผนทันที “โอ๊ย ข้า ปวดท้อง”
       “ตายจริง คุณสนหน้าซีดมาก หยั่งกับจะเป็นลม” ช้อยเล่นอย่างสมบทบาท
       “เนียนพัดให้เจ้าค่ะ”
       “ไม่ต้อง คุณสนปวดท้องเพราะกินแกงอ่อมเผ็ดๆเข้าไปแน่ๆ
       “โอ๊ย ปวดท้องทนไม่ไหวแล้ว ข้าจะไปถ่ายทุกข์”
       “เนียนพาไปนะเจ้าคะ”
       “ไม่เอา ข้าจะไปกับช้อย เนียนนั่งรอตรงนี้ เดี๋ยวข้าก็กลับมา”
       “อย่าไปไหนนะ เดี๋ยวจะหลงทาง” ช้อยกำชับ
       “จ้ะ”
       ช้อยลากสนออกไป สนรีบเดินตัวปลิวเหมือนไม่ได้ปวดท้อง สองคนยิ้มย่องให้กัน เนียนนั่งลงกับขอนไม้ ถือปิ่นโตรอเงียบๆ ตามองตามสนกับช้อย
      
       หนักกับโพล้งเห็นเหตุการณ์ตลอด หันมามองหน้ากันกระซิบ
       “เนียน”
       “มันจ้างกูมาฉุดน้องกูเอง” หนักแค้น
       “อีนางสองคนนั่นรู้เห็นเป็นใจ” โพล้งบอก
       “ไอ้เหิมชาติชั่ว มันให้กูมาฉุดคร่าน้องกูไปข่มขืน กูจะไปฆ่ามัน”
       “เย็นไว้พี่หนัก คิดกลับตาลปัดสิ โชคดีแค่ไหนที่มันโง่มาจ้างพี่ โดยที่มันไม่รู้ว่าเนียนเป็นน้องของพี่ ถ้ามันไปจ้างคนอื่น โอย ไม่อยากจะเดาอนาคตเนียน”
       “ป่นปี้แน่น้องกู ดีละ หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ตามอีนางคนชั่วสองคนนั่นไป ไอ้โพล้ง”
      
        สองคนแอบย่องตามสนกับช้อยไป

      ฝ่ายเนียนนั่งสงบเสงี่ยมรอสองคนเงียบๆ พลางแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ เห็นว่าตะวันกำลังจะตรงหัวแล้ว
      
               “ดวงอาทิตย์จะตรงหัวแล้ว จะไปทันพระฉันเพลหรือ”
               เนียนลุกขึ้นชะเง้อหาวัด
      
               ทางด้านสนกับช้อยกำลังวิ่งลัดเลาะหนีไปทางท่าเรือ
               “เร็วช้อย รีบไปขึ้นเรือหนีไปให้พ้นจากที่นี่ให้ไวที่สุด”
               “สะใจสาแก่ใจแล้วใช่ไหมเจ้าคะ คุณสน นางเนียนเจอวันวิปโยคโศกศัลย์แล้ว”
               “อีเนียนมันรู้จักคุณสนลูกกำนันแสงน้อยไปซะแล้ว”
               จู่ๆ หนักกับโพล้ง โพกหน้าด้วยผ้าขาวม้าโผล่พรวดออกมาขวาง กระโดดเข้าใส่สองคน
               “มึงก็รู้จักกูไอ้เสือหนักน้อยไปอีสนใจดำลูกไอ้กำนันแสง” หนักคำราม
               “อีช้อยนายว่าขี้ข้าพลอย กูจะสั่งสอนมึงให้จำกูไปจนตาย” โพล้งว่า
               สนกะช้อยร้องลั่น “ ว๊าย”
               “เอ็งเป็นใคร” สนงง
               “กูเป็นคนที่จะมาข่มขืนมึง” หนักบอก
               สนกะช้อยมองหน้าอย่างตื่นตกใจ
               “เอ็งเข้าใจผิด แกต้องไปข่มขืนโน่นอีเนียนไม่ใช่พวกข้า” สนบอก
               “กูไม่ข่มขืนอีคนไหนทั้งนั้น นอกจากมึงสองคน” หนักพูดใส่หน้า
               “ไปให้พ้นนะ”
               “กูจองมึงอีสน” หนักบอก
               “กูจองมึงอีช้อย” โพล้งว่า
               สองคนยกมือไหว้ปลกๆ
       “อย่าทำอะไรข้านะ ข้าเป็นเมียขุนภักดีภูบาล” สนบอก
               “เมียใครกูไม่กลัว คนชั่วใจอำมหิตอย่างมึงต้องเจอกับกู”
               “เอ็งอยากได้สร้อย อยากได้อะไรข้าให้หมดเลย” สนทำท่าจะแกะสร้อยข้อมือให้
               “กูไม่ต้องการ ฉุดมัน” หนักสั่งโพล้ง
               สนกะช้อยตาเหลือก “ว๊าย”
               สองคนโดดเข้าล๊อคคอปิดปากสนกับช้อย ที่ดิ้นรนตาเหลือกตาปลิ้นลากหายเช้าไปในรกในพง
      
               ฝ่ายเนียนเดินสะเปะสะปะหาวัด มองไปยังไกลๆ เพื่อหาหลังคาโบสถ์
               “ไหนล่ะ หลังคาโบสถ์”       
               เนียนหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เดินขาลากจนหลงทาง จากเพลจนดวงอาทิตย์บ่ายคล้อย
      
               ด้านขุนภักดีกระสับกระส่ายจะให้เนียนมาตอบรับรัก เดินวนเวียนไปมา เมียและแม่ดูอาการออก
               “พี่เทพ เดินเหมือนหนูติดจั่น”
               “อย่างพ่อเทพเขาต้องเรียกว่า ราชสีห์ติดบ่วงนายพราน”
               “คุณแม่กับเรียมช่วยกันหยอกผมเป็นปี่เป็นขลุ่ยทีเดียว ก็นี่มันบ่ายสามแล้ว ทำไมเนียนยังไม่กลับมาจากทำบุญ”
               “นั่นสิคะ พระฉันเพลกรวดน้ำก็เสร็จพิธีแล้ว ทำไมหายไปนานนัก” เรียมเองก็แปลกใจ
       “กบ เอ็งไม่ต้องมาแอบฟัง ไปตามไอ้เอกไอ้แทนมาเดี๋ยวนี้” ขุนภักดีสั่ง
               กบโผล่หน้ามารับคำ ทำหน้าอายๆ
               “เจ้าค่ะ”
               กบค่อยๆ คลาน ไม่ทันใจท่านขุนเอาเลย
               “สนิมสร้อยจริงๆ นางกบเดี๋ยวเถิดพ่อจะปาหัวร้างข้างแตก”
               ขุนภักดีเองกลับพรวดออกไปก่อนกบ เรียมกับทองจันทร์เหลียวมองหน้ากัน
      
               ครู่ต่อมาขุนภักดีอยู่ที่ลานบ้านออกคำสั่งให้เอกกับแทนไปตามหาเนียน
               “ไอ้แทน ไอ้เอกรีบแยกย้ายกันไปตามหาเนียน เดี๋ยวนี้”
               “ ขอรับ ท่านขุน”
               สองคนประสานเสียง แล้ววิ่งปรู๊ดออกไปทันที ขุนภักดีออกอาการห่วงเนียนจนนอกหน้า
      
               ตรงบริเวณป่ารกชัฏที่หนักเอาสนมาข่มขืน สนโดนมัดมือ มัดเท้ามัดปาก โดนหนักขย้ำขยี้จนหมดแรง ร้องขอให้หนักปล่อยพูดรอดผ้าออกมา
               “ปล่อย ปล่อยข้า ไหว้ละ”
               “กูไม่ปล่อย มึงใจดำอำมหิตนัก มึงหลอกคนอื่นมาให้โดนกูข่มขืน ทีนี้มึงรู้แล้วใช่ไหม ว่าโดนข่มขืนมันเป็นยังไง”
               สนน้ำตาท่วมตา ไหลเป็นเผาเต่าพยายามยกมือไหว้ หนักจิกหัว
               “ไม่ต้องมาร้องขอให้กูปล่อยมึง กูยังไม่สาสมอิ่มเอมในตัวมึง ไป”
               หนักลากสนออกไปจากที่นั่น
      
               เนียนเดินถือปิ่นโตวนเวียน จนหมดแรงไปวัดก็ไม่ถูกแถมกลับบ้านก็ไม่เป็น เนียนได้เรียกหาช้อยกับสน
               “เกิดอะไรกับคุณสนหรือเปล่านะ ทำไมหายไปนานมากอย่างนี้คุณสนเจ้าขา ช้อย คุณสน ช้อย คุณสน”
      
              
               หนักกำลังลากสน โพล้งกำลังลากช้อย สองคนสภาพยับเยินน้ำตาไหลพราก
               “เอามันสองคนไปใส่เรือ” หนักบอก
               “เอางั้นหรือพี่”
               “เอางี้แหละ ไปเรือของมัน จะได้ไม่มีใครผิดสังเกต”
               สนกะช้อยโดนลากไปต่อ เสียงเนียนเรียกหาสองคน
               “คุณสนเจ้าขา ช้อย คุณสนเจ้าขา อยู่ไหนเจ้าคะ ได้ยินเนียนไหมเจ้าคะ เนียนเป็นห่วง”
               ทั้งสนกับช้อยมีสีหน้าดีใจ สบตากันพยายามจะตะโกน สนแหกปากจนผ้ามัดปากหลุด
               “ช่วย...”
       หนักตบปากสน เอาผ้ายัดปากไว้
               “กูไม่ยอมให้เขาช่วยมึงดอก มึงเห็นหรือยังว่าผู้หญิงคนนั้นน้ำใจงามแค่ไหน เขาใจดีห่วงมึง แต่มึงใจร้ายใส่ทำร้ายเขา”
               เสียงเนียนดังเข้ามาอีก “คุณสนเจ้าขา เป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ ได้ยินเนียนแล้วตอบด้วย เจ้าค่ะ”
               สนจะอกแตกตาย หนักชี้ไปที่เรือ
               “เรืออยู่นั่น เร็วเอานางสองคนไปสั่งสอนในเรือ”
      
               หนักกับโพล้งแบกสนกับช้อยไปตามที่หนักชี้



       เรือเบนหัวออกจากท่า โดยมีโพล้งกับหนักเอาผ้าคลุมหัวตวัดมาปิดตั้งแต่ดั้งจมูกเอาไว้เพื่อพรางตัว โพล้งพายเรือออกไปจากท่า เนียนมาถึงที่ท่าเรือเห็นท้ายเรือไวๆ และเห็นคนพายคลุมหน้าไม่รู้ว่าใคร ไม่คิดว่าเป็นโพล้งกับหนัก
      
       หนักกมองไปเห็นน้องก็อุทานออกมา “เนียน”
       “เอาไงดีล่ะ ดูท่าเนียนจะหลงทาง” โพล้งว่า
       ระหว่างนั้นเอกกับแทนวิ่งมาพอดี เรียกพร้อมกัน
       “เนียน”
       เนียนดีใจ “พี่เอก พี่แทน”
       “หากันเกือบตาย” เอกบ่น
       “หาไม่เจอท่านขุนเอาตายแน่” แทนว่า
       “ท่านขุนห่วงจะแย่ รีบกลับไปเถิด” เอกบอก
       “แต่คุณสนกับช้อย” เนียนกังวล
       “ช่างเถิดสองคนนั่นเขาเอาตัวรอด”
       สองคนรีบพาเนียนไป
      
       หนักมาจิกหัวสนกับช้อยยกขึ้นให้มาดูเนียน
       “มึงสองคนเห็นไหมว่าคนดีผีคุ้ม คนชั่วผีไม่ปราณี ผู้หญิงคนนั้นเขาต้องเป็นคนที่ท่านขุนอยากได้เป็นเมียแน่ๆ แล้วมึงก็ริษยาเขากูจะให้มึงซมซานกลับไปเหมือนนกปีกหักอีกเจ็ดวันข้างหน้า”
       สนกับช้อยน้ำตาไหลพราก ไม่สำนึก แต่กลับเกลียดชังเนียนมากขึ้น
      
       เนียนมองเรือที่ลอยห่างออกไป ก่อนหันกลับไปกับสองคน แทนหิ้วปิ่นโตให้เนียน
       เนียนเดินออกไปช้าๆ แทนเดินห่างอยู่ด้านหน้า
       เอกรีบเกลี้ยกล่อมเนียน “เนียน อย่าว่าพี่ยุ่งกับชีวิตของเนียน ตกลงใจกับท่านขุนเถิด เนียนก็เหลือตัวคนเดียว รังแต่จะโดนคนรังแก ถ้ามีท่านขุนคอยปกป้อง เนียนก็จะรอดปลอดภัย ท่านขุนถือตัวหนักหนา แต่กับเนียนท่านไม่เคยสักครั้งเดียว ตลอดเวลา ท่านห่วงใย ดีต่อเนียนแค่ไหน ใยไม่ตอบแทนสนองความดีของท่านเล่า ท่านรอเนียนอยู่รู้ไหม”
       สีหน้าเนียนคิดหนัก
      
       ขุนภักดีมองใบหน้าเนียนใต้แสงจันทร์ ผุดผาดสวยงาม
       “เนียน”
       “เจ้าคะ”
       “ตอบสิว่าเนียนพร้อมจะให้ชั้นปกป้องดูแลเนียน”
       “เอ้อ... ท่านขุนปกป้องดูแลเนียนมาตลอดแล้วเจ้าค่ะ เนียนขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
       “ชั้นไม่ต้องการขอบพระคุณบ่อยๆ ของเนียน ชั้นต้องการให้เนียนตอบรับความรักความห่วงใยของชั้น”
       ขุนภักดีมองไปที่หน้าของเนียน
       “ถ้าเนียนตอบว่าไม่ ชั้นก็จะไม่รบกวนเนียนอีก และเนียนก็สามารถอยู่ที่นี่ต่อไปในฐานะน้องสาวของคุณเรียม ตอบสิเนียน ตอบอย่าทำให้ชั้นคลั่งใจอีกต่อไป ชั้นพร้อมเสมอสำหรับคำตอบของเนียน”
       เนียนผละถอยมา แล้วก้มลงกราบ
       “เนียนยินดีรับการปกป้องดูแลของท่านขุนเจ้าค่ะ”
       “เนียน” ขุนภักดีดีใจรุกต่อ “เนียนตอบไม่หมด เนียนยังไม่ได้ตอบรับ รักชั้น เนียนตอบ        ให้ตรงคำถามสิจ้ะ” ท่านขุนเริ่มใจมา
       เนียนอายมาก “เจ้าค่ะ”
       “เจ้าค่ะ อะไร รักหรือไม่รัก”
       “เอ้อ...”
       “อายมากก็ไม่ต้องออกเสียง แค่ขยับปากก็พอ”
       เนียนเงยหน้าดูพระจันทร์ ขุนภักดีรอคำตอบเนียน เห็นเนียนขยับปาก ไม่กล้าส่งเสียง
       “รักเจ้าค่ะ”
       ขุนภักดีดึงเนียนมากอดไว้แนบอก
       “ชื่นหัวใจของชั้น”
       ขุนภักดีจูบเนียนที่หน้าผาก เนียนหลับตาพริ้มไม่กล้าลืมตา ท่านขุนกระซิบ
       “นี่คือจูบมัดจำ เนียนออกทุกข์เมื่อไหร่ ชั้นจะรับขวัญเนียนประกาศให้ทุกคนในบ้านรู้ว่าเนียนคือคุณนายของบ้านนี้”
       เนียนน้ำตาซึมในอ้อมกอดของขุนภักดี
      
       ฝ่ายหนักกับโพล้ง ลากสนกับช้อยออกมาโยนลงบนพื้นเรือน
       “เอาผ้าพันปากมันออกทั้งสองคน”
       โพล้งเอาผ้ามัดปากออกทั้งสองคน สองคนอ้าปากจะร้องแต่แทบจะหมดเสียงได้แต่ร้องกรี๊ดๆๆ อย่างอ่อนแรง
       “เชิญมึงสองคนแหกปากร้องให้สาแก่ใจ ร้องได้ร้องไป เจ็ดวันเจ็ดคืน”
      
       สองคนกลับร้องไม่ออกได้แต่กลอกตาส่ายหน้าร้องไห้ใส่กันอย่างแค้นใจ



       ทางด้านแดงน้อยซึ่งยังป่วยหนัก อยู่ในอ้อมแขนของแพร ที่กำลังยืนละล้าละลัง และจำใจต้องเดินออกมาจากโรงพยาบาล พร่ำบ่นกับหลาน
      
       “แดงน้อยเอ๊ย เงินที่แม่เอ็งให้ป้ามาหมดแล้ว แต่เอ็งก็ยังไม่หาย ถ้าป้าขายตัวเอาเงินมาจ่ายค่ารักษาเอ็งได้ป้าจะทำ แต่มันจนใจ ใคร้จะมาลงทุนซื้อผู้หญิงไม่สาวไม่สวยแม้จะสดอย่างป้า”
       ระหว่างนั้นโพล้งซึ่งสภาพดูโทรมมาก ทำหลบๆ ซ่อนๆ เข้ามาทางด้านหลัง
       “กระตู้วู้ ยายแพร”
       แพรขันขวับมา “ว๊าย ไอ้โพล้ง เอ็งหายหัวไปไหนมา หลานป่วยจนหมดเงินรักษา ต้องพามันออกจากโรงบาน เอ็งยังมาทะลึ่งใส่ ข้าจะคลั่งใจตาย”
       “เอ็งไม่ต้องคลั่งใจตาย รีบพาแดงน้อยกลับเข้าไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”
       “ไอ้โพล้ง ข้าเพิ่งออกมาเพราะหมดเงิน จะกลับเข้าไปได้ยังไง นึกว่า ข้าเป็นแม่เจ้าของโรงพยาบาลรึ เดี๋ยวถีบหน้าเอ็งหงาย”
       “ถีบมาเลยอยากเห็นขาอ่อนเก่าๆ ของเอ็งเหมือนกัน”
       แพรยกเท้าค้าง
       “หยุดหยอกข้าไม่ใช่เวลามาตลก” แพรบิดหูโพล้งเต็มๆ “บอกแล้วว่าไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาไอ้แดงน้อย”
       “แล้วใครว่าไม่มีเงินจ่าย”
       พลางโพล้งดึงแดงน้อยมาอุ้ม สอดเงินใส่ชายผ้าที่ห่อแดงน้อยเอาไว้
       “สามชั่ง พอค่ารักษาไหม”
       แพรตะลึงด่าเอาอีก “สามชั่ง ไฮ้ มึงริอ่านเป็นโจร มึงไปปล้นใครมา”
       โพล้งเลยเซ็ง “จะเอายังไงกัน ไม่มีเงินก็ด่า มีเงินก็ว่า อย่าปากสว่าง ไม่ต้องถาม ข้าจะรีบไปหาเมีย”
       แพรฉงน “เมีย”
       “ตกใจเร๊อะ อกหักใช่ไหมนางแพร ข้าไม่แลปากร้ายอย่างเอ็งร๊อก”
       แดงน้อยร้องไห้พอดี แพรหันไปหาแดงน้อย
       “แดงน้อย หลานเอ๊ย เอ็งรอดตายแล้ว ไอ้โพล้งบอกมานะว่ามึง”
       แพรหันมาอีกที โพล้งหายไปแล้ว
      
       เวลาผ่านไป
       วันนี้ขุนภักดียิ้มย่องอยู่บนเรือน แล้วยิ้มหวานให้เนียน
       “เจ็ดวันนานเหมือนเจ็ดปีสำหรับพี่ ออกทุกข์กันทีนะเนียน”
       “เจ้าค่ะ”
       “คุณเรียมจะเรียกช่างมาตัดเสื้อผ้าให้เนียน เตรียมตัวเป็นคุณนายของพี่”
       “เจ้าค่ะ”
       “พี่สั่งให้เขาจัดห้องให้เนียนใหม่ อยู่บนเรือนไม่ใช่ห้องเก็บของเล็กๆ ข้างล่างเหมือนเมื่อก่อน”
       เนียนไหว้ชดช้อย “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
       “เลิกเจ้าค่ะได้แล้ว ใช้คำพูดเสียใหม่ว่าค่ะ พี่ขุน”
       “เจ้าค่ะ ท่านขุน”
       “เอ หัวดื้อจริงแฮะ ใครรู้ว่าพี่ให้เมียพูดเจ้าค่ะ เจ้าคะเจ้าขาด้วยเสียชื่อหมด เขาจะหาว่าพี่หลงอำนาจยศฐา”
       “เนียนไม่กล้าอาจเอื้อมหรอกเจ้าคะ”
       “ต้องแก้ลำความไม่กล้าของเนียนซะบ้าง ยื่นแก้มมาให้หอมทีสิจ้ะ”
       เนียนอ้าปากค้าง เขินอาย
       “อย่าเจ้าค่ะ”
       “ยังพูดเจ้าค่ะอยู่อีก พูดว่า ค่ะพี่ขุนเดี๋ยวนี้”
       ขุนภักดีหัวเราะชอบใจยื่นจมูกไปหอมแก้มเนียนเบาๆ เนียนสะดุ้ง
       “อุ๊ย” เนียนอายม้วน
       “จะเรียกพี่ขุนแทนที่จะเรียกท่านขุนหรือยัง ถ้ายังจะหอมแก้มให้ช้ำทั้งสองข้าง”
       เนียนยิ้มเงอะงะแต่ดูน่ารักไปหมดในสายตาท่านขุนที่ยื่นหน้าไปที่แก้ม เนียนเอามือดันไว้เบาๆเบนแก้มหนี
       “เรียกแล้วค่ะ พี่ขุน”
       “ดีมาก” ขุนภักดีหอมอีกฟอด
       “พอเถิดค่ะ พี่ขุน”
       “พอสำหรับวันนี้ หลังพิธีแต่งงานเมื่อไหร่พี่เรียกคืนบวกดอกเบี้ยทบต้น”
       ขุนภักดียิ้มอย่างเอ็นดูหลงใหลเนียน
      
       ครบ 7 วัน หนักกับโพล้งยังคงโพกหน้าเอาสนกับช้อยมาปล่อยไว้ที่ท่าเดิม
       “กูเป็นโจรมีสัจจะ กูบอกว่าจะเอามึงเป็นเมียเจ็ดวันก็เจ็ดวันจริงๆ จำไว้อย่าริอ่านทำชั่วๆ แบบนี้อีกเด็ดขาด” หนักใช้นิ้มทิ่มหน้าผากสนแรงมาก “กูจะมาฉุดมึงอีกคราวนี้เจ็ดปีเลย”
       สนกับช้อยร้องไห้กระซิกๆ บอบช้ำหมดทั้งกายและใจ
       “กูเกลียดมึง...กูขยะแขยงมึง ฆ่ามึงได้กูจะฆ่ามึง ไอ้คนชั่ว”
       “มึงกับกูก็ชั่วเสมอกัน กูรู้คนอย่างมึงฆ่าใครก็ได้ทั้งนั้น กระทั่งผู้มีพระคุณ ระวังเถิดท้องไส้ขึ้นมา มึงจะมีหน้ากล้าบอกผัวว่าลูกใคร”
       สนกับช้อยตกใจได้ยินเรื่องมีลูก
       “คุณสนเจ้าขา” ช้อยกระซิบ “อย่าไปต่อปากกับมัน เดี๋ยวมันบ้าฉุดไปต่อ”
       สนจึงหยุดไป
       “แก้มัดมัน ให้มันซมซานกลับไปหาข้อแก้ตัวกับขุนภักดี มึงแก้ตัวให้ดีๆ ก็แล้วกันว่ามึงพากันหายหัวไปไหนมา” หนักบอก
       “เสียดายเนาะ ถ้าแม่ช้อยนิสัยเลี้ยงเชื่องเหมือนอีแดงหมาที่บ้านจะไม่ปล่อยให้หลุดมือไปแน่” โพล้งหยอกล้อ
       “ถุย”
       ช้อยถุยน้ำลายใส่โพล้งที่โพกหน้าอยู่ โดนหน้าโพล้งที่หัวเราะพอดี สองคนแก้มัดสนกับช้อยที่หมดเรี่ยวหมดแรง สภาพทรุดโทรมบักโกรกไม่สดใสสวยงามเหมือนเดิม
       “ขอกูเห็นหน้าชั่วๆ ของมึงสักครั้งได้ไหม”
       “ไม่จำเป็น แต่ยังไงมึงก็เป็นเมียเจ็ดวันของกู กูจะบอกชื่อเสียงเรียงนามของกูให้มึงจำผัวคนนี้ไปจนวันตาย” หนักว่า
       “มึงเป็นใคร” สนตะคอกถาม
       “กู ไอ้เสือหนัก” หนักบอก
       สองคนร้อง “ว้าย”
       “ชื่นใจไหม ที่ชีวิตนี้ได้มีผัวเป็นไอ้เสือชื่อกระฉ่อนเมือง” หนักแสยะยิ้มเยาะหยัน
       จากนั้นหนักกับโพล้ง กระโดดลงน้ำว่ายหายไปจากท่าน้ำ
       สนกับช้อยโผเข้ากอดกันร้องไห้โฮๆๆ
       “กูอยากตาย กูอยากตาย ทำไมกูต้องกลายเป็นเมียไอ้มหาโจรนั่นด้วยช้อย กูอยากตายฮือๆๆๆ”
       “ช้อยเองก็ป่นปี้ยับเยิน แต่ยังไม่อยากตาย ฮือๆๆๆ”
       สองคนตีอกชกหัวร้องไห้โฮๆ น่าเวทนา
      
       ผิดกับเหตุการณ์ในเรือนใหญ่ ทุกคนดูสดชื่นมีความสุข เนียนนั่งสงบเสงี่ยม ช่างเสื้อกำลังวัดตัวเนียน
       “ตัดหลายๆ แบบ หลายๆ สี หลายๆ ชุด นะช่าง” ขุนภักดีคอยกำกับ
       “เจ้าค่ะ...ท่านขุน คุณเนียนสวยเหมือนหุ่นโชว์เสื้อในห้างที่บางกอก ใส่อะไรก็สวยทั้งนั้นเจ้าค่ะ” ช่างเสื้อบอก
       “ให้มีทั้งชุดไปทำบุญ ไปตลาด ชุดอยู่บ้าน อย่าให้ขาดตกบกพร่องนะจ๊ะช่าง” เรียมว่า
       “รับรองเจ้าค่ะ” ช่างรับคำยิ้มแย้ม
       “เอ้อ ที่คุณเรียมให้เนียนก็แยะแล้ว เนียนใส่อะไรก็ได้ค่ะ” เนียนเกรงใจ
       “ไม่ได้ดอกเนียน ที่ชั้นให้มันใช้แล้ว ไม่สมฐานะคุณนายเนียน” เรียมบอก
       ทองจันทร์เปลี่ยนสรรพนามจากเรียกเนียนว่าแกมาเป็นเจ้า
       “เจ้าหยุดถ่อมตัวจนเกินจำเป็นได้แล้ว จำไว้นะเนียน การที่เจ้ามุ่งมั่นมองคนอื่นดีงามไปหมด หายนะอาจมาเยือน รู้จักคลางแคลงใจในคนอื่นไว้บ้าง เพื่อความปลอดภัยของเจ้าเอง”
       “คุณแม่พูดถูก จ้ะเนียน อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเองจ้ะ”
       “เนียนทนโดนรังแก โดยไม่ปริปากบ่นไม่ได้นะ มีอะไรก็บอกพี่ที่นี่ไม่มีอิทธิพลเถื่อน พี่ให้ความยุติธรรมกับทุกคนเท่าเทียมกัน” ขุนภักดีบอก
       “ได้ยินแล้วก็จำไว้นะเนียน เอ๊ะ พ่อเทพ แม่พวกชอบใช้อิทธิพลเถื่อนเรือนเล็กหายไปหลายวันจริงๆ” ทองจันทร์นึกได้
       “คงเพราะว่ากำนันแสงแกป่วยนาน” ขุนภักดีพูดไปเรื่อยๆ ไม่ห่วงใยนัก
       “ตอนไปคุณสนก็ไม่ได้หิ้วผ้าผ่อนท่อนสไบติดตัวไปสักชิ้นนะเจ้าคะเหมือนจะไปกลับวันเดียวใช่ไหม เนียน เอ้อ คุณเนียน” กบหันมาถาม
       “เอ้อ...ชั้นไม่ทันได้สังเกต” เนียนว่า
       “เจ้าน่ะสังเกต แต่เจ้าไม่อยากพูดให้แม่พวกนั้นเสียหาย เจ้ามันเป็นซะแบบนี้ หวังดีกับคนดีๆ ก็ดีไป แต่หวังดีกับงูเห่ามันจะทำร้ายเอาภายหลัง”
       “พี่เทพน่าจะส่งใครตามไปดูที่ศรีประจันต์ นะคะ กบ ไปตามนายเอกนายแทนมา” เรียมสั่ง
       “เจ้าค่ะ” กบรีบไป
      
       ช่างตัดเสื้อวัดตัวเนียนเสร็จพอดี



       สนเดินกระปรกกระเปลี้ย ท้อแท้ ไม่มีกระจิตกระใจ ช้อยประคับประคองเดินมาหกล้มหกลุกเป็นที่น่าเวทนา
      
       “ข้าอยากตาย นั่นต้นไม้ข้าจะผูกคอตาย ข้ามองหน้าใครไม่ได้แล้ว”
       สนวิ่งไปเร็วรี่ ช้อยวิ่งตามไปโอบรัดฉุดไว้
       “คุณสนขา สามปีก่อนคุณสนก็ยังมองหน้าใครได้ อย่าเพิ่งผูกคอตาย ท่องชื่อมันไว้ไอ้เสือหนัก อีเนียน คุณสนต้องแก้แค้นมันสองคนก่อนผูกคอตายเจ้าค่ะ” ช้อยเสี้ยม
       “สามรวมทั้งไอ้เหิม ไอ้เหิมมันทรยศหักหลังกู” สนคำราม
       “ไอ้คนเนรคุณนั่น จัดการไม่อยากดอกเจ้าค่ะ แค่เอาเงินปาหน้ามันมันก็มาให้แก้แค้นถึงที่ แต่อีเนียนต่างหากที่น่ากลัวที่สุด” ช้อยว่า
       “อีเนียน ข้าน่าจะฆ่าเอ็งตั้งแต่เอ็งมาถึงวันแรก”
       “ถึงตอนนี้ก็ยังไม่สาย ใกล้ถึงบ้านแล้ว อย่าป้ำเป๋อละเมอพูดจาผิดๆ ถูกๆ อย่าเผลอเปิดแผลออกมาว่าเราไปโดนอะไรมา”
       “คราวนั้นไอ้เหิม มันทำไปเพราะหลงรักกูแต่ครั้งนี้ไอ้เสือหนักมันทารุนกูราวกับว่ามันแค้นกูมาแสนปี หยั่งกับกูไปสร้างความแค้นแสนสาหัสให้มัน” สน
       ช้อยแปลกใจ “นั่นสิเจ้าคะ นึกขึ้นมาก็แปลกใจนะเจ้าคะ ทำไมมันต้องเกลียดเราทั้งที่เพิ่งเคยพบกัน เงินมันก็ไม่เอา ทองหยองมันก็ไม่แตะ”
       สนสุดทนฟังตวาดช้อย พลางร้องกรี๊ดๆๆ ไล่ทุบตีช้อย
       “กูทนฟังไม่ได้แล้วอีช้อยมึงหยุด เพราะมึง มึงแนะนำให้กูทำอย่างนี้กูถึงต้องเจอเรื่องเลวร้ายอย่างนี้ อีช้อยอย่าหนีกูนะ”
       “อย่ามาลงที่ช้อยสิเจ้าคะ ช้อยบอกแล้วไงเจ้าคะ ว่าอีเนียนต่างหาก คือตัวการ อย่าตีช้อยสิเจ้าเจ้าคะ ช้อยก็เจ็บช้ำเหมือนกัน”
       “แต่กูเจ็บช้ำกว่า กูจะตีมึงฐานแนะนำให้พบหายนะ”
       สนฉวยไม้ดุ้นใหญ่ข้างทางไล่ตีช้อยระบายความแค้น
      
       เอกกับแทนเดินมาคุยกันมา
       “ทำไมคุณสนถึงไม่นั่งเรือไปศรีประจันต์จากท่าน้ำบ้านเรา” แทนตั้งข้อสังเกต
       “ทำไมคุณสนต้องทำให้มันยุ่งยาก มาขึ้นเรือที่ท่าเปลี่ยวๆ” เอกก็สงสัย
       “คงเพราะคุณสนเธอใจนักเลงเหมือนพ่อเธอไม่กลัวใครทั้งนั้น” แทนบอก
       “คงเพราะคุณสนเธอลมพัดลมเพ เดาใจยาก เปลี่ยนใจได้เสมอ” เอกว่า
       เสียงช้อยร้องดังเข้ามา “ว๊าย”
       สองคนตกใจร้อง “เฮ้ย”
       “กูจะตีมึง อีช้อยอย่าหนีนะ” คราวนี้เป็นเสียงสน
       สองคน จำได้ “ช้อย คุณสน”
       เสียงช้อยดังขึ้นอีก “คุณสนเจ้าขา อย่าตีช้อย อย่าตีช้อย เราลงเรือลำเข็ญลำเดียวกันนะเจ้าคะ”
       สองคนมองหน้ากัน
       “คุณสนกำลังอาละวาดช้อย ไปเร็ว” เอกบอก
       สองคนพยักหน้า พากันตามเสียงของช้อยไป
      
       ห้องนอนใหม่ของเนียน สะอาดสะอ้าน มีเตียงคู่สำหรับนอนสองคน มีมุ้งสวยงาม เนียนยืนดูนิ่งๆ ทำตัวไม่ถูก
       “ห้องใหม่ของเนียน ชอบไหม” ขุนภักดีเอ่ยถาม
       “เอ้อ ดีเกินไปสวยเกินไปใหญ่โตเกินไปสำหรับคนอย่างเนียนค่ะ”
       “ดีน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับคุณนายของท่านขุนภักดี ภูบาล นั่นไม่ใช่แค่ห้องของเนียนคนเดียวเท่านั้น แต่เป็นห้องของพี่ด้วยนะจ้ะ”
       “เอ้อ..ค่ะ”
       “ถ้าห้องเล็กๆ ใส่เตียงเล็กๆ เวลานอนก็ต้องเบียดกัน กอดกันแน่นทั้งคืนกันตกเตียง เอาไหม” ขุนภักดียั่วล้อ หัวเราะขำ
       เนียนเขินอาย หัวใจเผลออิ่มเอิบชีวิตเหมือนฝัน ขุนภักดีมองเนียนตาหวานฉ่ำอย่างสุขใจ
      
       ขณะที่สนไล่ตีช้อยอยู่นั้น ช้อยหนีสะดุดรากไม้หกล้ม
       “อีเนียนมึงตาย”
       “ว๊าย...อย่าเจ้าค่ะ คุณสน นี่ช้อยนะเจ้าคะไม่ใช่อีเนียน”
       สนมองไปที่ช้อยกลายเป็นหน้าเนียน สนเลือดเข้าตาเสียใจจนเสียสติบ้าคลั่ง
       ช้อยกระชากไม้มาได้เหวี่ยงทิ้งไป สนไม่เลิกรา กระโจนมาคร่อมร่างช้อย จิกหัวกระชากไปมาทั้งตบหน้า
       ทั้งเอาหัวโขกพื้นดิน
       “อีเนียน อีมารชีวิต อีมารความรักของกู”
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย คุณสนเป็นบ้า ช่วยด้วย คุณสนจะฆ่าช้อยโอ๊ย คุณสนเจ้าขา นี่ช้อยไมใช่อีเนียน”
       เอกกับแทนวิ่งมาถึง ตกใจ
       “คุณสน”
       “ช้อย”
       “ตายละวา รีบไปช่วยกันคุณสนออกมาจากช้อย” เอกบอก
       เอกกับแทนไปช่วยกันดึงสนกันมาจากการทุบตีช้อย
       “ปล่อยกู ปล่อยกู กูจะฆ่าอี.น...” สนร้องลั่น
       ช้อยรีบพูดทับเสียงสน “คุณสนเจ้าขา ท่านขุนมาแล้วเจ้าค่ะ”
       สนชะงักปาก มีสติขึ้นมา แทนกับเอกดึงสนออกมาจากช้อย สนส่ายตามองหาท่านขุน
       “พ...พะ..พี่ขุนมา”
       แอกกะแทนมองหน้ากัน
       “ท่านขุนไม่ได้มาครับ แต่ให้ผมมา” แทนว่า
       เอกบอก “เรากำลังจะไปหาคุณสนที่ศรีประจันต์”
       สนหายบ้าเป็นปลิดทิ้ง สบตากับช้อยใจหายใจคว่ำ
       “จะไปทำไม เอ้อ พ่อกำนันอาการดีแล้ว”
       “อ้อ เอ...เมื่อสักครู่เหมือนได้ยินคุณสนเอ่ยชื่อคุณเนียนแว่วๆ” เอกคาใจ
       สนกะช้อยสะอึก
       “พวกเอ็งหูหาเรื่อง แล้วเมื่อกี้ เอ็งเรียกอีเนียนว่ากระไรนะ”
       “คุณเนียนขอรับ” เอกบอก
       สนตาเขียวปัด ช้อยสะกิด
       สองคนยืนกราน “คุณเนียน”
       ช้อยกระซิบเตือน “ใจเย็นๆ เจ้าค่ะ ถึงเรือนก็รู้ ตอนนี้อย่าหงอยให้มันเห็นเจ้าค่ะ”
       สนพยักหน้ายืดอกทำเชิดต่อไป
       เอกยั่วเพราะไม่ใคร่ชอบสน “คุณสนไม่อยู่แค่เจ็ดวัน อะไรอะไรมันก็เปลี่ยนไป”
       “ใครถาม ไม่ต้องมาสาระแนเล่า”
       ทั้งหมดจึงพากันเดินออก เอกกับแทนแปลกใจในความทรุดโทรมของสนกับช้อยจึงลอบมองบ่อยๆ
       “กระเป๋าเล่าขอรับคุณสน” แทนถาม
       “ถามทำไม เอ็งอีกคนก็สู่รู้นักนะไอ้แทน” สนด่า
       “กระผมจะหิ้วให้น่ะขอรับ” แทนว่า
       “คุณสนลืมเอากระเป๋ากลับมา เอ็งไม่ต้องมาถามซอกแซก” ช้อยตัดบท
       “เอ๊ะ ช้อย เจ็ดวันก่อนชั้นจำได้ว่าเห็นช้อยหิ้วไปแต่ปิ่นโต ไม่มีกระเป๋าแล้วก็ใส่ชุดเดิมนี่แหละ” เอกยื่นหน้าทำดมๆ กลิ่น “โฮ้โหกลิ่นตุๆ ยังกับใส่ๆถอดๆ เจ็ดวันไม่เคยเปลี่ยน”
       เอกพูดล้อ แต่เป็นคำพูดที่แทงใจดำสนและช้อยมาก สองคนกรี๊ดลั่นเพราะมันคือความจริง
       “อ๊าย”
       “ไอ้เอก ผีตายโหงเจาะปากเอ็งรึ พี่ขุนให้มาดูแลรึให้มาสอบสวน”
       นั่นแหละแทนกับเอกจึงสงบปากสงบคำ
      
       ช้อยแต่งตัวให้สนเสร็จ แต่สนหน้าตายังหงอยเหงา
       “ช้อย ข้าไม่กล้าสบตาพี่ขุนกับอีแก่นั่น”
       ช้อยรวบเท้าสนบีบนวดให้กำลังใจกอดขาสนด้วยเอาหน้าแนบขาสน ด้วยความภักดี
       “คุณสนเจ้าขา ของพรรค์นี้มันมีแค่รอยประทับในใจไม่ใช่บนหน้าผากนะเจ้าคะ สบตาให้ตายก็รู้เจ้าค่ะ ถ้าคุณสนไม่สบตาสิเจ้าคะ จะเป็นพิรุธ”
       “ใจพิรุธมันก็ต้องแสดงพิรุธ ยังไงข้าก็กลัว”
       “คนดีของอีช้อย คุณสนต้องสู้ ต้องไม่แสดงพิรุธให้ใครจับได้นะเจ้าคะ กลบพิรุธด้วยการทำตัวให้น่าเวทนาน่าสงสารเข้าไว้เจ้าค่ะ”
       “ข้าจะพยายาม แต่มันช่างยากเย็น ยากทำใจ”
       “ทำใจให้ด้านชาไว้ ด้านได้อายอดอย่าลืมสิเจ้าคะ ท่องไว้เจ้าค่ะแล้วคุณสนจะได้ทุกอย่างที่หวังไว้”
       “ขอบใจเอ็งมาก ช้อย เอ็งไม่โกรธหรือที่ข้าคลั่งไล่ตีเอ็ง”
       “ไม่โกรธเจ้าค่ะ ช้อยไม่มีทางโกรธคุณสน นิดเดียวก็ไม่เคยคิดจะโกรธช้อยยอมตายถวายหัวเพื่อความสุขความพอใจของคุณสนคนเดียวเจ้าค่ะ”
       สนซึ้งในความรักภักดีที่ช้อยมีให้ น้ำตาไหลริน สะอื้นไห้ โผเข้ากอดช้อยเอาไว้
       “ขอบใจเอ็งมาก ในโลกนี้คงมีเอ็งคนเดียวที่ซื่อสัตย์กับข้า”
       “สาบานได้เลยเจ้าค่ะ ไปสู้ชีวิตไปฉกฉวยความรักของท่านขุนกลับคืนมาให้ตัวเองให้มากที่สุดกันเจ้าค่ะ คุณสน”
       ช้อยประคองสนให้ลุก
      
       ขณะที่ขุนภักดี นั่งสบายอารมณ์ มีเนียนนั่งแต่งตัวสวย หน้าสวยแฉล้มข้างๆ กำลังพัดวีให้ สนกับช้อยตามกันเข้ามา พอเห็นภาพนั้น สนแทบกรีดร้อง
       แต่ทำได้แค่คำรามในคอ “อีเนียน อีมารยาสาไถย์”
       ช้อยสะกิดเตือนสนจึงยกมือไหว้ท่านขุน
       ขุนภักดีเห็นสนทักเรื่อยๆ ไม่ตื่นเต้น “อ้อ สนกลับมาแล้ว”
       “ค่ะ พี่ขุน”
       “พ่อเป็นยังไงบ้าง”
       สนตอบแต่ตาชำเลืองเนียนที่นั่งไม่รู้ไม่ชี้อยู่ “สบายดีแล้วค่ะ สนถึงได้รีบกลับมาดูแลคุณพี่ไงคะ”
       “ฮ้าย ไม่ต้องห่วง เนียนเขาดูแลพี่เต็มที่” สีหน้าขุนภักดีเอิบอิ่มมีความสุขมาก “ไม่มีขาดตกบกพร่อง”
       เนียนเห็นว่าสนมา ทำท่าจะปลีกตัว
       “เนียนขอตัวก่อนนะคะ พี่เทพ”
       สนกะช้อยอุทานพร้อมกัน “พี่เทพ”
       “พี่บังคับเนียนให้เรียกพี่อย่างนี้ ทั้งที่เขาไม่เต็มใจ บอกกันตรงนี้ให้รับรู้ นี่แหละคุณนายคนที่สามของพี่”
       “คุณนายคนที่สาม” สนแทบช็อก
       สนกับช้อยตะลึงจนพูดไม่ออก เนียนค่อยๆ ถอยไป แต่ขุนภักดีคว้าข้อมือไว้
       “ใช่จ้ะ ไหนๆ สนก็ญาติดีชวนเนียนไปทำบุญร่วมกันแล้วปรองดองกันไว้ทั้งสองคน”
       “ค่ะ” เนียนรับคำ
       “เอ้อ ..ค่ะ เนียนคงฟ้อง เอ้อบอกไปแล้วว่าเราไม่ทันไปทำบุญ”
       สนกับช้อยแอบสบตากัน ลอบมองเนียนที่ทำหน้านิ่งอยู่ เริ่มไม่สบายใจกลัวเนียนมาฟ้องอะไร เลยรีบพูดก่อน
       “อ้าว...เนียนไม่ได้บอกพี่สักหน่อย ยังไงกันรึ”
       “คือสน สนปวดท้องมาก เลยหลบไปถ่ายทุกข์ แต่ปวดท้องมากขึ้นไปอีกจนเดินไม่ไหว”
       ช้อยรีบเสริม “ปวดขนาดชักดิ้นชักงอไปเลยเจ้าค่ะ เป็นลมเป็นแล้งเลยนะเจ้าคะ”
       “กลับมาหาเนียนไม่ทันพระฉันเพล ขอโทษด้วยนะเนียน”
       “ค่ะ คุณสน”
       “เนียนเขาไม่บอกพี่เพราะกลัวพี่จะเคืองสน เนียนน่ารักอย่างนี้แหละ” ขุนภักดีเป็นปลื้ม
       “ค่ะ” สนกัดฟันพูด “สนใจคอไม่ดีห่วงเนียนรอจนค่อยยังชั่ว ย้อนกลับมาหาเนียนหายไปแล้ว สนกลัวพี่เทพจะตำหนิว่าสนทิ้งเนียนจะแย่”
       “ไอ้คนที่มารอรับ มันเร่งเร้ามาก ช้อยก็เลยบอกให้คุณสนรีบไปดูพ่อกำนันเจ้าค่ะ ช้อยขอรับผิดเองที่ทิ้งแม่ เอ้อ คุณเนียนไว้คนเดียว จะลงโทษช้อยยังไงก็ได้เจ้าค่ะ”
       “ไม่ใช่ความผิดของใครหรอกจ้ะช้อย” เนียนบอก
       “เนียนเขาไม่เอาเรื่องใครดอก” ท่านขุนว่า       
       “แหมสนโล่งใจมากคะ ที่เนียนปลอดภัย”
       “เราครอบครัวเดียวกัน พี่วานมาช่วยกันดูแลเรื่องพิธีแต่งงานของพี่กับเนียนด้วย”
       สนแทบคลั่งจะอกแตกตาย ช้อยต้องคอยสะกิด
       “ค่ะ คุณพี่ สนทำเต็มที่ค่ะ”
       “ขอบใจ ไม่มีอะไรก็กลับเรือนเถิดสน พี่กับเนียนจะคุยกันต่อ”
      
       สนแทบจะบ้าตายตรงนั้น ช้อยรีบคว้ามือสนไว้
ตอนที่ 3
      
       สนลงเรือนใหญ่มา หน้าบูดบึ้งใจคอร้อนรุ่มไปหมดด้วยไฟริษยาสุมทรวง อกแทบระเบิด
      
       “อยากจะถีบอีเนียนให้มันตกเรือนคอหักตาย แหม้...มันนั่งหน้าเชิดคลอเคลียพี่ขุนหยามหน้ากู อีช้อยมึงไปหาหมอเสน่ห์มาให้กูด่วน”
       ช้อยร้อง “จุ๊ๆๆๆ”
       ทองจันทร์ก้าวออกมา มีกบกับแมวเดินตามหลัง พูดถามลอยๆ
       “ใครว่าจะหาหมอเสน่ห์ จะไปเอามาทำอะไรด่วนรึ”
       สองคนตกใจมาก ยกมือไหว้แทบไม่ทัน
       “ช้อยเองเจ้าค่ะ”
       “เอ็งจะหาหมอเสน่ห์มาทำอะไรนางช้อย” ทองจันทร์ไม่เชื่อ
       “เอ้อ มาเอ้อ...” สนอึกอัก
       “มาทำเสน่ห์ให้เอ้อ พูดแล้วน่าอาย ช้อยอายมากเจ้าค่ะ”
       “คือช้อย ช้อยมันไปหลงรักพ่อค้าขายตะพาบน้ำในตลาดค่ะ คุณแม่” สนบอก
       “แต่เอ้อ... เอ้อ... คือเขามีเมียแล้ว” ช้อยทำเป็นอึกอัก
       “ช้อยมันก็เลยอยาก เอ้ออยาก...”
       สนพูดไม่ทันจบ ทองจันทร์พูดต่อให้ “อยากจะแย่งผัวเขา นางกบ นางแมว พวกเอ็งไปตลาดบ่อยๆ ไอ้พ่อค้าขายตะพาบน้ำมันหล่อเหลามากนักรึ”
       กบกับแมวมองหน้าทำท่าจะอ๊วก
       “หน้ามันหยั่งกับลิงเจ้าค่ะ” กบบอก
       “ลิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ชั่งตะพาบน้ำโกงกิโลด้วยเจ้าค่ะ” แมวว่า
       สองคนประสานเสียง “ไอ้ลิงแก่อัปลักษณ์หน้าเลือดเจ้าค่ะ”
       ทองจันทร์หัวเราะขำใส่ช้อย “นางวัวเห็นแก่หญ้า ขี้ข้าเห็นแก่เงิน แย่งผัวเขานรกกินหัวเอาแน่”
       ช้อยวางหน้าไม่ถูก
       “กำนันแสงหายดี แต่แม่สนดูป่วยซะเอง หน้าตาอิดโรยแววตาแห้งแล้งเหมือนป่วยใจ เหมือนชีวิตไปเจอโศกนาฏกรรมมา” ทองจันทร์มองหน้าสน
       สนกับช้อย สะดุ้งโหยง เมินไปทางอื่น ตอบไม่เป็นไปเลย
       “ไปพักซะ จะได้มีเรี่ยวแรงมาช่วยจัดงานให้พ่อเทพกับเนียนเขา”
       สองคนรีบเดินออกไป ไม่อยากต่อปากต่อคำกับทองจันทร์เพราะช่างจับผิด
      
       กลับถึงเรือนเล็กสนนั่งคลั่งแค้น รอช้อยที่ให้ไปสืบความที่เรือนใหญ่ รอนานสองนาน สนนั่งคลั่งจนอ๊วก
       “โอ๊ยกูจะอกแตกตาย ทุกคนในบ้าน กำลังสนุกกับงานแต่งของอีลูกชาวนากับผัวกู อีเนียนมึงมันตัวนำโชคร้ายหายนะมาให้กู”
       ช้อยวิ่งกระหืดกระหอบตื่นเต้นเข้ามา
       “คุณสนเจ้าขา ได้เรื่องแล้วเจ้าค่ะ”
       “ว่ามา” สนตื่นเต้นตาม
       “ตอนนี้นางเนียนมันกำลังแกงไก่ให้ท่านขุนรับประทาน มีนางกบกับนางแมวเป็นลูกมือ ประจบสอพลอนายว่าขี้ข้าพลอยกันยกใหญ่”
       สนโมโหทุบช้อยดังพลั่ก
       “ข้าไม่อยากฟัง เรื่องอีเสนียดหัวใจนี่ ข้าต้องการฟังเรื่องหมอเสน่ห์ทำให้พี่ขุนกลับมาหลงรักข้า แล้วเฉดหัวอีตัวเสนียดไปจากบ้านนี้”
       “ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ช้อยนัดหมายแล้วเจ้าค่ะ”
       “ดี”
       “อ้อ...ตอนขากลับมาจากบ้านหมอเสน่ห์ ช้อยเจอไอ้เหิม”
       “ไอ้คนทรยศ มันยังมีหน้ามาวนเวียนแถวนี้อีกรึ”
       ช้อยพยักหน้า เล่าเรื่องราวให้สนฟัง
      
       ในขณะที่ช้อยย่องออกมาจากบ้านหมอเสน่ห์ ระวังตัวแจ เหิมโผล่มาจะเอ๊
       “จ๊ะเอ๊ นางช้อย”
       “ว๊าย ไอ้เหิม เอ็ง เอ็งไปห่างๆ ชั้นนะ”
       “อ้าว ทำไมทำท่ากลัวกันซะอย่างนั้น”
       “ไม่ได้กลัวเอ็ง แต่แค้นเอ็งรังเกียจเอ็งไอ้คนทรยศ เอ็งหักหลังคุณสน”
       “ข้าเนี่ยนะทรยศหักหลังคุณสน เอาอะไรมาพูด”
       “ไปให้พ้น หรือมึงอยากโดนคุณสนบอกพ่อกำนันส่งคนมาฆ่ามึง”
       “นี่ข้าทรยศยังไงบอกมาสิ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่ะ”
       ช้อยมองหน้าเหิมไม่ยอมบอก
       “ถ้าไม่ได้ทรยศก็ดี แต่ถ้าทรยศระวังตัวเอาไว้ให้ดี หัวมึงจะกุดสักวัน”
       แล้วช้อยก็วิ่งหนีมา เหิมงงๆ
      
       สนได้ฟังแล้วก็ยิ่งแปลกใจ
       “ทำไมไอ้เหิมมันพูดอย่างนั้น”
       “พูดเหมือนมันไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเราเจ้าค่ะ รึมันจะเข้าใจผิด”
       “จะเข้าใจผิดหรือเข้าใจถูกมันก็ผิด ไว้ใจไอ้เหิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะมันกำความลับของเรา”
       สนพูดพร้อมกับทำสีหน้าเหี้ยมเกรียม
       “ตั้งสองเรื่อง แน่ะเจ้าค่ะ เรื่องสามปีก่อนกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น”
       “กูไม่เว้นมันแน่ กูเอาปูนหมายหัวมันไว้แล้ว โทษฐานที่ร่วมทำให้ชีวิตกูตกต่ำล่มจม”
       สนมีแผนร้ายในใจ
      
       วันต่อมาบ่าวไพร่ทุกคนในบ้านภักดีภูบาล ต่างช่วยกันเตรียมงานแต่งของขุนภักดีกับเนียนโกลาหล ทั้งจัดบ้านช่อง เตรียมสถานที่อย่างแข็งขัน
      
       ขุนภักดียืนดูอยู่เคียงข้างเนียน คอยชี้ให้เอกแทนและคนรับใช้ชาย จัดบริเวณบ้าน สนกับช้อยพากันมาแอบมองตาขวางด้วยความโกรธแค้น
       “เนียนว่า จัดสวนวางต้นไม้แบบนี้ดีไหมจ๊ะ” ขุนภักดีถามความเห็นเนียน
       “เอ้อ ดีค่ะ”
       “ดีค่ะพี่ขุนสิจ้ะ”
       “ดีค่ะพี่ขุน”
       สนตาร้อนเป็นไฟ “ช่างออดอ้อนนัก กูอยากจะเอาขี้ม้า มาปาหน้าอีเนียนเหลือเกิน”
       “ปาหน้ามันก็โดนหน้าท่านขุนด้วยสิเจ้าคะ ยืนหน้าแนบชิดติดกันยังกับใส่กาวดักหนูแน่ะเจ้าค่ะ”
       “พี่ขุนไม่เคยมองหน้ากูเกินอึดใจ พี่ขุนทำเหมือนไม่มีกูในบ้านนี้ กูกลายเป็นเศษธุลีในบ้านไปแล้ว”
       “ใจเย็นๆ จำเรื่องราวฝังความแค้นใส่ไว้ในหัวใจให้หมดเจ้าค่ะ รอโอกาสเจ้าค่ะ คุณสน”
      
       ช้อยปลอบแกมเสี้ยม ตามสันดานชั่ว



       อีกวันหนึ่ง เรียมกำลังชี้ให้ กบ แมว และคนใช้หญิง ทำความสะอาดเรือน เนียนนั่งข้างๆ เรียม มีขุนภักดีมานั่งด้วย ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เรียมพยักเพยิดบอกเนียน
      
       “เนียนจ๊ะ เอาน้ำให้พี่เทพดื่มสิจ๊ะ”
       “น้ำมะพร้าวหอมค่ะ พี่ขุน” เนียนเอาน้ำให้ ขุนภักดีดื่มชื่นใจ เนียนคอยพัดวี
      
       “หอมมากดื่มแล้วชื่นไปถึงอกถึงใจ ขอบใจมากจ้ะเรียม ที่ช่วยดูแลทุกอย่างให้พี่ ขอบใจที่เมตตาเนียน”
       สามคนยิ้มชื่น ดูปรองดองและมีความสุข
       สนกับช้อยแอบมองอยู่ซุบซิบกันอย่างโกรธแค้น
       “โอ๊ยกูอยากจะเสกให้อีเนียนกับอีเรียมกลายเป็นหมาเฝ้าศพผีเน่าในป่าช้า แหม เนียนจ๊ะเรียมจ๋า เออออห่อหมกกันดิบดี อีเรียมมันคงหวัง จะให้อีเนียนมีลูกให้พี่ขุนแล้วเตะกูตกกระป๋อง”
       “คุณสนก็รีบมีได้เหมือนกันนี่เจ้าคะ”
       “ช่างพูดออกมาได้อีช้อย เอ็งเคยเห็นพี่ขุนเฉียดกรายมาเรือนเราไหมตั้งแต่อีเนียนเหยียบบ้านนี้ มีแต่ไอ้มหาโจรนั่นต่างหากที่มัน...”
       “ช้อย ช้อยขอโทษเจ้าค่ะ ช้อยไม่ได้ตั้งใจแทงใจดำคุณสน”
      
       วันต่อมา คุณนายทองจันทร์กำลังชี้นิ้วให้ กบ แมว คนใช้หญิง ร้อยดอกไม้พวงมาลัย ทำบายศรี มีเนียนนั่งใกล้ๆทำไปด้วย
       “ทำอย่างที่คุณเนียนเขาทำให้ดู ตั้งใจทำให้มันดีๆ นางแมวนางกบ ระวังกิริยาให้ดีในวันงานอย่าทำตัวเป็นม้าดีดกะโหลก”
       สองคนรับคำ “เจ้าค่ะ” พร้อมๆ กัน
       ระหว่างนั้นขุนภักดีเดินมานั่งข้างเนียน เอ่ยปากชม
       “สวยจังเนียน”
       “คนหรือว่าดอกไม้พ่อเทพ” ผู้เป็นแม่สัพยอกลูกชาย
       “ทั้งสองอย่างครับคุณแม่ สามรวมทั้งคุณแม่ด้วย”
       ทองจันทร์ตีแขนขุนภักดีดังเผียะ
       “อย่ามาเหลวไหล แม่ไม่กินลูกยอของพ่อเทพดอก”       
       สนกับช้อยมาแอบดูกันอีก
       “อ้วกๆๆๆ รดหน้าอีเนียนกับอีแก่” สนหงุดหงิด อ้วกมาทางช้อย
       “นี่หน้าช้อยเจ้าค่ะ ไม่ใช่หน้าอีเนียนกับอีแก่”
       “เป็นปี่เป็นขลุ่ย เจรจาพาทีรับกันเป็นลูกระนาด บาดเข้าไปในหัวใจกูแค่ไหน มีใครสนใจสักนิด” สนระบดระบาย
       ทองจันทร์เหลือบไปเห็นสนกับช้อยทำลับๆ ล่อๆ ก็ร้องเรียก
       “อ้าวแม่สนมาลับๆ ล่อๆ อยู่ทำไม มาสิมาช่วยกันทำบายศรี”
       สนแสร้งทำท่าเป็นลม
       “ว๊าย คุณสนเป็นลมไปแล้วเจ้าค่ะ”
       “เป็นลมก็พากลับไปเรือนดมยา กบ แมวไปช่วยกันหน่อย”
       ขุนภักดีพูดเหมือนไม่สนใจใยดี
       สนยิ่งแค้นคำรามในคอ “พี่ขุนใจร้ายกับสนแค่ไหนสนจะใจร้ายกับอีเนียนร้อยเท่าพันทวี”
       กบกับแมวพากันเข้ามาช่วย แต่กลับถูกช้อยไล่
       “ไม่ต้องนายกู กูช่วยเองได้”
      
       วันต่อมาช่างตัดเสื้อเอาชุดมาให้เนียนมากมายหลายชุด แต่ละชุดล้วนสวยงาม เนียนมองอย่างตื่นตาตื่นใจ แต่สงบนิ่ง ดวงตาของเนียนนั้นเปล่งประกายสดใสเต็มไปด้วยความสุข
       “ชอบไหมจ๊ะเนียน” ขุนภักดีถาม
       “ชอบที่สุดค่ะ พี่เทพ ขอบคุณมากนะคะพี่ช่าง สวยทุกชุดค่ะ”
       “จะสวยมากขึ้นไปอีกถ้าคนสวยอย่างคุณเนียนสวมใส่เจ้าค่ะ”
       สนกับช้อยแอบมองอยู่ ในใจร้อนรุ่มเต็มไปด้วยความริษยา
       “กูไม่อยากฆ่าอีเนียนก็ไม่ใช่กูแล้ว พี่ขุนทำหยั่งกับว่าเกิดมาเพิ่งจะได้เมียเป็นอีเนียนคนแรกในชีวิต อีช้อยกูอยากเจอหมอเสน่ห์ไวไว” สนว่า
       “คืนเดือนมืดที่จะถึงนี่แหละเจ้าค่ะ คือวันที่หมอแกนัดไว้”
       “เขาคิดเท่าไหร่”
       “ห้าชั่ง เจ้าค่ะ”
       “หน้าเลือดเหมือนไอ้เหิม”
       “นี่ขนาดมันไม่รู้ว่ามาจากบ้านท่านขุนนะเจ้าคะ”
       สนพยักหน้าเงียบๆ ในใจมีแผนร้าย
       “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าบอกมันว่าข้าคือใคร”
       “แล้วจะบอกว่าคือใครเล่าเจ้าคะ” ช้อยงวยงง
      
       ถึงคืนเดือนมืด สองคนมายืนอยู่ตรงหน้าหมอ หมอมองสนกับช้อยสายตากรุ้มกริ่ม
       “ข้าชื่อเนียน มาจากบ้านท่านขุนภักดีภูบาลจ้ะหมอ” สนใช้ชื่อเนียน
       “มาจากบ้านท่านขุนภักดีภูบาล เป็นอะไรกับท่านล่ะ คนสวย” หมอเสน่ห์ถาม
       “เป็นคนที่ต้องการให้ท่านขุนมาหลงเสน่ห์มากที่สุด” ช้อยตอบแทน
       หมอยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย
      
       เวลาเดียวกันเนียนตัวจริงอยู่ในห้องนอน กำลังนั่งพนมมือสวดภาวนาถึงพ่อ
       “พ่อจ๋า เนียนขอบคุณพ่อที่ทำให้ชีวิตของเนียนเปลี่ยนไปเหมือนความฝัน เนียนจะเป็นภรรยาที่ดีของท่านขุน เนียนจะดูแลเรื่องเจ็บไข้ของลูกแดงน้อย จะส่งให้ลูกเรียนสูงที่สุด เนียนสัญญาจ้ะ”
       เนียนยิ้มเศร้า มีเสียงเคาะประตูห้อง
       “เนียน เนียนจ๊ะ พี่เอง”
       เนียนตกใจ
       “ท่านขุน”
      
       เนียนเดินมาเปิดประตู ขุนภักดีอ้าแขนโอบกอดเนียนไว้
       “คิดถึงเนียนใจจะขาด พี่อยากกอดเนียนเหลือเกิน”
       “เอ้อ... ยังไม่ถึงวันพรุ่งนี้นะคะ”
       “พี่อดใจไม่ไหว”
       “แต่...”
       “พี่รู้ ว่าสาวบริสุทธิ์ผุดผาดไม่เคยต้องมือชายอย่างเนียน รู้สึกยังไง”
       เนียนได้ฟังใจหล่นวูบ ละอายแก่ใจมาก
       “พี่รู้ได้จากการแตะต้องแอบหอมแอบกอดเนียน เนียนสั่นเป็นลูกนกเพราะไม่เคยมือชาย พี่ภูมิใจในตัวเนียนเหลือเกิน”
       เนียนยิ่งรู้สึกผิด ก้มหน้างุด ท่านขุนประคองเนียนด้วยสองมือ
       “พี่ไม่ล่วงเกินเนียนไปมากกว่า มาขอกอดจูบบอกลาการเป็นว่าที่ภรรยาสามีของเราสองคน พี่จะอดทนจนถึงวันพรุ่งนี้ เนียนจ๋า พี่รักเนียนเหลือเกิน เอ่ยปากฝากรักพี่สักนิดให้พี่กลับไปนอนหลับฝันดีได้ไหม” ขุนภักดีพูดคำหวานจากใจ
       “เอ้อ...เนียน เอ้อ...จะให้เนียนเอ่ยว่าอะไรคะ”
       “เนียนรักพี่ขุนเหลือเกิน”
       ขุนภักดีกอดเนียนไว้แน่นทำท่าว่าจะไม่ปล่อย ถ้าไม่ตอบ
       “ค่ะ” เนียนขวยเขิน
       “ค่ะ อะไร ทำไมไม่พูดต่อให้จบ”
       “ค่ะ เนียนรักพี่ขุนเหลือเกิน”
       ขุนภักดีฉวยโอกาสหอมแก้มสองข้าง “ชื่นใจ ขอบใจที่ทำให้พี่หลับฝันดี จะฝันถึงแต่เนียนทั้งคืน”
      
       เนียนระทดระทวย ปล่อยตัวปล่อยใจให้ขุนภักดีกอดอยู่อย่างนั้น



       ฝ่ายหมอเสน่ห์พาสนกับช้อยมาไหว้พระ เพื่อเริ่มพิธีกรรม
      
       “แม่สนไหว้สิ่งศักดิ์เทวดาอารักษ์เสร็จแล้ว เชิญทำพิธีข้างในจ้ะ”
       สนกับช้อยมองหน้ากัน สนพยักหน้าให้ช้อย จะก้าวตามหมอ
       “เข้ามาได้คนเดียวจ้ะ คนติดตามไม่ต้องจ้ะ”
       ช้อยชะงักสนพยักหน้าพลางกระซิบ
       “ไม่ต้องห่วง ถ้ามีเสียงอะไรตึงตังดังไม่ชอบมาพากลเอ็งรีบเข้ามา”
       ช้อยพยักหน้ารับรู้
      
       ฟากเนียนดันตัวออกจากอกขุนภักดี ท่านขุนมีสีหน้าเสียดาย อาลัยอาวรณ์
       “พี่อยากกอดเนียนแนบอกไว้อย่างนี้จนเช้า”
       “ไม่เหมาะดอกค่ะ เอ้อ...เนียนเกรงใจ คุณเรียม กับคุณสน”
       “เนียนกับคุณเรียม พูดจาทำนองเดียวกันเปี๊ยบ สมกับที่คุณเรียมรับเป็นน้องสาว เนียนจ๋าอย่ากังวล พี่จะดูแลทุกคนอย่างดีที่สุด”
       “ค่ะ เอ้อ... พี่ขุนกลับห้องเถิดนะคะ ดึกแล้ว”
       “ก็ได้จ้ะ เฮ้อ พรุ่งนี้พี่จะเป็นเจ้าบ่าวที่โชคดีมีเจ้าสาวที่สวยที่สุด”
       ขุนภักดีค่อยๆ ปล่อยตัวเนียนอย่างเสียดาย แล้วดึงกลับมาอีกมากอด
       “หายใจไม่ออกแล้วค่ะ” เนียนว่า
       “พี่เสียดายที่ต้องคลายอ้อมกอดจากเนียน พี่อาลัยอาวรณ์จริงๆ”
       ขุนภักดีปล่อยเนียน ทำท่าร่าเริงเหมือนหนุ่มน้อยเดินผิวปากออกไป เนียนมองตาม รู้สึกไม่สบายใจ ขุนภักดีหันมาบอกเนียน
       “รู้ไหมไม่มีสิ่งใดให้ผู้ชายเราภูมิใจที่สุด ที่ได้เป็นชายคนแรก รักแรก ของผู้หญิงที่เขารักและปรารถนา”
       ว่าแล้วท่านขุนก็ผิวปากเดินจากไป เนียนบอกไม่ถูก รู้สึกผิดมากๆ       
       “พ่อจ๋า เนียนละอายใจเหลือเกิน ที่ปิดบังความจริงกับท่านขุน”
       เนียนเริ่มกังวลเรื่องนี้
      
       รากไม้รูปร่างเหมือนคนถูกชูขึ้นในมือ เด่นอยู่กลางแสงเทียน หมอเสน่ห์ยิ้มเจ้าเล่ห์ สนมองรากไม้อย่างตื่นเต้น
       “อะไรน่ะหมอ”
       “รากไม้นารีพิฆาต”
       “รากไม้นารีพิฆาต มีไม้ชื่อนี้ด้วยรึหมอ”
       “มันคือรากฝอยของต้นมักลีผล”
       “มักลีผล มีต้นไม้นี้จริงหรือหมอ” สนซึ่งใช้ชื่อปลอมเป็นเนียนซักอีก
       “จริงสิ แต่น้อยคนที่จะค้นพบ หายากหาเย็นเป็นที่สุด โบราณนานมาแล้วที่ เขาใช้สำหรับผู้หญิงที่ต้องการให้ผัวรักผัวหลง ใส่อาคมและเวทย์มนต์เสร็จได้ผลชะงัดนักแล ดูนี่สิแม่เนียนคนสวย”
       หมอเสน่ห์ชี้ให้ดูน้ำที่กำลังเดือดในหม้อทองเหลือง น้ำสีข้นเข้มมากแลดูขลังปนน่ากลัว
       หมอเอารากนารีพิฆาตจุ่มลงไปในน้ำเดือดสีข้นเข้ม โดยที่มือหมอไม่ได้รู้สึกร้อนสักนิด
       “หมอ น้ำเดือดปุดๆทำไมหมอเอามือลงไปได้”
       “ข้ามีเวทย์มนต์ ไม่อย่างนั้นจะทำเสน่ห์ได้ยังไงแม่เนียน”
       หมอเอารากไม้กวนๆแล้วชูขึ้นมาให้สนดู
       “น้ำนั่นใส่อะไรลงไป เหม็นจะตาย” สนถามอีก
       “น้ำเลือดผีตายโหง ผีผู้หญิง กับน้ำมหาเสน่ห์ของข้า ดูน้ำที่หยดลงมาสิแม่เนียนข้นคลั่ก ยิ่งข้นยิ่งดี”
       สนมองไปเห็นเมือกสีช้ำเลือดช้ำหนองไหลเยิ้มหล่นลงไปในหม้อ สนหวาดเสียวกลัวจนตัวสั่น
      
       ทางด้านเนียนกลายเป็นนอนไม่หลับ ทั้งสุขใจทั้งทุกข์กลัวใครจะรู้ว่ามีลูกมีผัวมาก่อน
       “ถ้าท่านขุนและทุกคนในบ้านนี้ รู้ประวัติของเรา ก็เท่ากับเราเป็นคนหลอกลวงเลวทราม เราคงชะตาขาด ท่านขุนเอาตายแน่ พ่อจ๋า เนียน ไม่กล้าหลอกลวงใครอีกต่อไปแล้วจ้ะ เนียนทำไม่ได้”
       เสียงขุนภักดีที่บอกว่า ไม่มีอะไรที่ผู้ชายภูมิใจเท่ากับเป็นคนแรกและรักของผู้หญิงที่เขารักดังก้องในหัว
       เนียน สะอื้นไห้ฮักๆ
       “เนียนหลอกลวงท่านขุนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”
       เนียนหันไปเก็บของส่วนตัว เอาแค่ที่ติดตัวมาเท่านั้นใส่ลงไปกระเป๋าหวายเก่าๆ
      
       เนียนตัดสินใจจะกลับบ้าน เดินหลบๆเลี่ยงๆ หันไปมองทางเรือนใหญ่
       “ท่านขุนเจ้าขา เนียนลาก่อน เนียนต่ำต้อยสกปรกมีราคีเกินกว่าจะมาเป็นภรรยาของท่านขุน คุณท่าน คุณเรียมเจ้าขาเนียนขอโทษ”
       เนียนหันกลับเจอเอกโผล่ออกมาดักหน้า
       “เนียน เอ้อ คุณเนียน จะไปไหนน่ะ”
       “พี่เอก เอ้อ...” เนียนตกใจมากเอากระเป๋าแอบหลัง “เนียน...เนียน...”
       “จะหนีไปจากที่นี่ เพราะไม่ต้องการเป็นเมียท่านขุน” เอกดักคอ
       “เอ้อเนียนไม่สบายใจจ้ะ เนียน รู้สึกว่า มันไม่ถูกต้อง” เนียนน้ำตาไหล
       “ผู้หญิงทั้งเมืองสุพรรณล้วนพากันอยากเป็นเมียท่าน มีอะไรที่เนียนปิดบังไว้หรือเปล่า”
       เนียนสะอื้นส่ายหน้าน้ำตานอง
       “บางเรื่อง ถึงตายก็เอ่ยปากพูดไม่ได้”
       “พี่เข้าใจ คนอย่างเนียนอ่อนโยน ใจอ่อน เห็นใจในความทุกข์ของคนอื่น แต่อดทนกับทุกข์ของตัวเองเป็นที่สุด ไม่บอกพี่ก็ไม่เซ้าซี้ถามจริง ถ้าไม่รักแล้วตอบรับท่านทำไม”
       “เนียนไม่เคยโกหกท่านขุนเรื่องคำตอบ แต่…”
       เอกสวนคำออกมา “แปลว่าเนียนก็รักท่าน”
       “เอ้อ... จ้ะ”
       “รักท่านแล้วเนียนจะทนเห็นท่านผิดหวัง อับอายขายหน้าคนทั้งเมืองสุพรรณหรือ ท่านขุนภักดีภูบาล เป็นหม้ายขันหมาก เนียนคิดว่าเนียนจะหนีพ้นจากท่านได้รึ อะไรที่เนียนพูดไม่ได้นั่นใช่ไหมที่ทำให้เนียน ไม่กล้าแต่งงานกับท่าน ลืมมันซะเนียน คิดถึงวันข้างหน้าให้ดีที่สุดนะเนียน”
       เนียนกลั้นก้อนสะอื้น กลืนกินน้ำตา
      
       เนียนกลับมายืนที่หน้าห้อง ถือกระเป๋าอยู่ จู่ๆ เรียมเข้ามาแตะแขน
       “เนียน”
       เนียนตกใจร้อง “ว้าย”
       “พี่เอง เนียน ตกใจไปได้”
       “คุณเรียม เอ้อ…”
       “รู้ว่าเนียนนอนไม่หลับ พี่เองก็นอนไม่หลับ เนียนร้องไห้ เอ๊ะ”
       เรียมเหลือบมองไปเห็นกระเป๋าหวายในมือเนียน
       “เอ้อ...กระเป๋าใส่เสื้อผ้าเก่าของเนียนค่ะ”
       เรียมชะงัก แปลกใจ “กระเป๋า เนียนกำลังจะ...”
       “เนียน เนียนเอ้อ...” พูดได้เท่านั้นแล้วเนียนก็ร้องไห้ออกมา
       เรียมตกใจ “เนียน ร้องไห้ทำไม เนียนเป็นอะไร ใครมาด่าว่าอะไรเนียนแม่สนใช่ไหม”
       เนียนส่ายหน้าน้ำตาไหลพราก
      
       ด้านหมอเสน่ห์กับสนดำเนินการทำเสน่ห์ต่อไป
       “ได้ยินว่าท่านขุนภักดีมีเมียหลายคน”
       “จ้ะ”
       “ได้ข่าวว่าท่านร่ำรวยเงินทองมากมาย”
       “ใช่จ้ะ”
       หมอเจ้าเล่ห์ยื่นปากกระซิบข้างหู “ห้าชั่งที่ตกลงไว้ตะแรก มันไม่สมเกียรติคนบ้านขุนภักดี”
       “หมอ” สนฉุน
       “ตอนตกลงไม่รู้ว่ามาจากไหนนี่นา ก็ตามใจ สำเร็จมาค่อนทางแล้วไม่ทำต่อก็ไม่เป็นอะไร แต่อาคมที่ใส่ไปแล้วส่วนหนึ่งมันจะถูกลมพัดลมเพย้อนกลับมาหาคนสั่งทำเสน่ห์ซะเอง ถ้าทำไม่จบ ไม่ได้ขู่ดอกนะ”
       “นี่แหละขู่ ต้องการอีกเท่าไหร่”
       “สองชั่ง”
      
       สนกัดฟันรับคำ หมอเสน่ห์ยิ้มเจ้าเล่ห์สมใจ



       ทางฝ่ายเนียนยังใจคอไม่ดี สองคนพากันมาในห้องแล้ว เรียมเปิดกระเป๋าเนียนออก
      
       “จะเอาเสื้อพวกนี้ไปให้กบกับแมวมันรึ”
       “เอ้อ ค่ะ”
       “ไม่เหมาะดอก พรุ่งนี้จะเป็นเจ้าสาวอย่าเที่ยวออกไปเดินนอกห้อง เกิดงูเงี้ยวเขี้ยวขอมันกัดแมลงสัตว์กัดต่อยเอา ป่วยขึ้นมา จะเสียการ”
       “เนียนขอโทษค่ะ เนียน เอ้อ...” เนียนน้ำตาไหลพราก
       “ร้องไห้อีกแล้วเนียน”
       “เนียนอยากกลับบ้าน”
       “ว่ากระไรนะ เหลวไหลน่าเนียน”
       เรียมส่ายหน้าห้าม
      
       หมอเสน่ห์พูดหลอกล่อเอาเงินสนต่อไป
       “อยากเห็นวันข้างหน้าของแม่เนียนไหมล่ะ”
       “อยากสิ”
       หมอยกหินใส่คล้ายๆ คริสตัล ก้อนใหญ่พอสมควรมาให้สนดู
       “หยกขาว จากถ้ำในป่าเดียวกับต้นมักลีผล รับไปดูสิ”
       “ดูอะไร ไม่เห็นอะไรสักนิด”
       สนรับมา หมอบดยาอะไรบางอย่างลงในชามเล็กๆ พลางส่งให้สน
       “กินซะ จึงจะมองเห็นวันข้างหน้าที่ใจเราอยากจะให้เป็น”
       “จริงรึ กินยานี่แล้วจะกำหนดวันข้างหน้าของตัวเองได้”
       “แน่นอนรีบ กินยาแล้วมองลงไปที่ในหยกขาวนี่”
       สนพยักหน้า หมอยั้งไว้
       “อีกสองชั่ง สำหรับกำหนดวันดีๆ ที่แม่เนียนต้องการ แต่ถ้าไม่ต้องการก็ไม่ว่ากระไร”
       สนอยากรู้แต่ก็ไม่พอใจหมอมากขึ้น
       “ต้องการสิ”
       หมอยื่นยาให้ สนกินเข้าไป หมอวางหยก สนเหมือนเคลิบเคลิ้ม หมอเอามือวนเวียนอยู่ตรงหน้าสน แล้ววนๆ
       ที่หยกขาว
       “สบตาข้า แล้วมองเข้าไป มองเข้าไป แม่เนียน อยากให้ชีวิตข้างหน้าเป็นเช่นไรก็จะได้สมใจเช่นนั้น”
       สนเคลิ้มคล้อย เหมือนโดนสะกดจิต มองไปที่หยกขาว
      
       ฝ่ายเรียมโอบเนียนไว้ เนียนร้องไห้เพราะละอายที่เหมือนหลอกลวง
       “อย่าปดพี่เพราะแม่สนแน่ๆ บอกมาเถิด”
       “ไม่เกี่ยวกับคุณสนดอกค่ะ ตอนนี้คุณสนเธอดีกับเนียนมาก”
       “ถ้าอย่างนั้นก็ เนียนคับอกคับใจอะไร”
       “เนียนละอายแก่ใจค่ะ เนียน เนียน ไม่คู่ควรกับท่านขุน”
       “พูดอะไรออกมาอย่างนั้น”
       “เนียน ไม่ควรมาแบ่งปันความรักความสุขของคุณเรียมกับคุณสน”
       “เนียน เราพูดกันแล้ว เราเข้าใจกันแล้ว”
       “เนียนละอายแก่ใจ เนียน รู้สึกว่าตัวเองทำผิดมากค่ะ”
       “เนียนคิดมากไปใหญ่แล้ว ลืมแล้วรึนายน้อมบอกฝากตัวเนียนไว้ตลอดชีวิต ถ้าเนียนกลับบ้านหมายความว่าเนียนกล้าผิดคำพูดที่ให้กับพ่อ พี่เทพคงเสียใจ ที่สุด พี่เทพรักเนียนมากรู้ตัวไหม”
       เนียนอึ้งไป สับสนว้าวุ่นใจไปหมด ได้แต่ร้องไห้อยู่อย่างนั้น
      
       ภาพในหยกขาวใสเป็นไปตามที่สนต้องการเห็น เป็นภาพหลอนที่สนมองเห็นจากมโนนึก สนเห็นภาพเนียนที่ถูกผูกเอามือโอบรอบต้นไม้ไว้ โดยมีขุนภักดีโบยด้วยแส้ม้า เนียนร้องไห้
       ขุนภักดีโบยอย่างไม่ปราณี มีสนยืนเท้าสะเอวมองอย่างสะใจอยู่กับช้อย
       “โบยมันเข้าไปค่ะ พี่ขุน โบยมัน มันคบชู้ต่อหน้าต่อตาคาเรือนพี่ขุน”
       “มึงมีชู้ยอมรับมาซะดีๆ เนียน ใครคือชู้ของมึง” ขุนภักดีขึ้นเสียง
       เนียนส่ายหน้าน้ำตาไหลพรากสะดุ้งเพราะแรงโบยของท่านขุน เนียนทำท่าจะสลบ
       ท่านขุนชะงักใจอ่อนวูบ
       “อย่ายั้งมือค่ะ โบยมันเข้าไป มันปากแข็ง ง้างปากมันออกมาค่ะ สนช่วยค่ะ”
       สนวิ่งไปง้างปากเนียนยื่นหน้าไปด่าเบาๆ ได้ยินกันสองคน
       “อีเนียน อีมารหัวใจ อีมารชีวิต อีมารความรัก สะใจไหมมึงกำลังตกนรกทั้งเป็นเพราะบังอาจมาแข่งบารมีกับกู”
       พูดจบสนเอามะนาวยัดปากเนียนไว้ เนียนทุรุนทุรายเจ็บปวด
       สนวิ่งไปฉวยน้ำเกลือจากช้อยมาสาดใส่เนียน
       “อย่าเพิ่งสลบอีเนียน รอให้กูสาดน้ำเกลือลงบนแผลมึงก่อนจะได้รู้ว่าเจ็บแสบแค่ไหน”
      
       จู่ๆ น้ำอาคมในหม้อโดนสนจ้วงมาสาดหน้าหมอเต็มๆ
       “โอ๊ย แม่เนียน” หมอร้องลั่น
       “อีเนียน มึงอย่าเพิ่งสลบ”
       “แม่เนียน ทำไมมาสาดหน้าหมอ”
       “อีเนียน มึงจำไว้ว่ากูอีสนไม่มีวันยอมพ่ายแพ้อีลูกชาวนาอย่างมึง” สนยังอยู่ในภวังค์
       “อีสน อีเนียน อะไรกันนี่ ใครเป็นอีเนียนใครเป็นอีสน”
       สนยืนหอบยังไม่คลายจากการโดนสะกดจิต “อีเนียนกำลังโดนพี่ขุนโบยด้วยแส้ม้า แต่ข้านี่แหละคุณนายสน” สนชี้ตัวเอง
       หมอตะลึง “คุณนายสน”
       สนยืนโงนเงนไปมายังมึนงงอยู่ หมอเขย่าตัวสนปลุก สนคอพับคออ่อนเอนกายในอ้อมกอดหมอเสน่ห์ หมอตาวาวลืมตัว
       “ที่แท้คุณนายสน ไม่ใช่แม่เนียน อุแม่จ้าวคุณนายสน ช่าง ช่าง น่า...”
       หมอก้มลงไปจะจูบสนอยู่แล้ว ช้อยพังประตูเข้ามา
       “หมอทำอะไรคุณสนน่ะ”
       หมอตกใจปล่อยสน
       “จู่ๆ ก็เอาน้ำอาคมมาสาดหน้าข้า แล้วร้องด่าอีเนียน แล้วบอกว่าตัวคือคุณนายสน”
       “อีเนียน อีเนียนกูเกลียดมึงกูต้องการให้มึงตายอย่างหมา” สนละเมอเพ้อออกมาอีก
       “โธ่ คุณสน หมอทำอะไรนายชั้น”
       “เจ้านายแม่ช้อยตะหากที่ทำเสียการหมด”
       ช้อยตกใจ “เสียการหมด”
       “เพราะปดข้าว่าชื่อเนียน” หมอหยิบรากไม้ขึ้นมา “รากไม้นารีพิฆาตนี่ หมอใส่เวทย์มนต์และอาคมจึงมีผลดีจำเพาะกับแม่เนียนเท่านั้น ไม่ใช่คุณนายสน”
       ช้อยร้องเสียงหลง “อะไรนะ”
       “ท่านขุนภักดีจะรักจะหลงแม่เนียนจนโงหัวไม่ขึ้น”
       “หมอ” ช้อยตาเหลือก
       “ต้องทำลายเวทย์มนต์เก่า แล้วทำใหม่ให้คุณนายสนอีกครั้ง”
       หมอเสน่ห์เยื้อนยิ้มเจ้าเล่ห์ได้โอกาสปอกลอกเอาเงินอีก
      
       ขณะเดียวกันเรียมเกลี้ยกล่อมเนียนจนเนียนยอมรับว่าต้องอยู่ เนียนปาดน้ำตา สงบจิตใจลงได้ ปัญหาในใจแก้ไขไม่ได้แล้ว
       “เนียนกราบขอโทษ ที่ทำตัวโลเล อภัยให้เนียนด้วยนะคะ คุณเรียม”
       “พี่เข้าใจเนียน พี่รู้ว่าเนียนไม่ต้องการทำให้คนอื่นเจ็บช้ำ พี่ดีใจที่มาทันเวลา ก่อนที่เนียนจะหนีทุกคนไปจากที่นี่”
       “เนียนกราบนะคะ คุณเรียมอย่าบอกเรื่องโง่ๆ ที่เนียนทำลงไปให้ท่านขุนทราบ”
       “ไม่บอกหรอกเนียน พี่ก็เหมือนกับเนียน อะไรที่พูดไปแล้ว คนอื่นไม่สบายใจพี่ไม่พูด”
       “ขอบพระคุณค่ะ คุณเรียม คุณเรียมคือแม่พระของเนียน”
       “สัญญานะเนียน จะไม่แม้แต่คิดอย่างนี้อีก”
       “ค่ะ เนียนสัญญา”
       เรียมโอบกอดเนียน
       “นับแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป บ้านของเราจะพบแต่ความสงบสุข ตลอดไป”
       “ค่ะ”
       เรียมโอบกอดเนียน ทั้งเอ็นดูและรักใคร่อย่างสนิทใจ
      
       สองคนเดินมาด้วยกัน ช้อยประคองสน
       “โชคดีที่ช้อยถีบประตูเข้าไปทันเวลา”
       สนยังไม่คลายจากมนตร์สะกดจิตอยู่ “ข้าเห็นอนาคตอีเนียนแล้ว ช้อย มันโดนพี่ขุนโบย เพราะมันมีชู้ มันโดนโบยสลบแล้วสลบอีก พี่ขุนก็ไม่ปราณี ข้าเอาน้ำเกลือสาดมัน”
       “คุณสนเอาน้ำเน่าช้ำเลือดช้ำหนองสาดหน้าไอ้หมอลามกนั่นต่างหาก”
       “น้ำอาคม ช้อย” สนมองเลิ่กลั่ก นึกได้ “รากไม้นารีพิฆาตของข้าอยู่ไหน”
       “ใช้ไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ หมอแกเก็บไว้เพื่อทำลายอาคมออกจากรากไม้นั่น”
       “ทำลายไม่ได้นะ เอารากไม้นารีพิฆาตของกูมา”
       สนปราดจะไปตีช้อย ช้อยถอยกรูด พยายามอธิบาย
       “ฟังช้อยก่อนเจ้าค่ะคุณสน”
       สนตบหน้าช้อยปราดเข้าค้นตัวดึงเสื้อผ้า
       “เอาคืนกูมานะ”
       ช้อยจึงตบหน้าสนเต็มแรง สนหน้าหงาย ได้สติ
       สนมองรอบตัว “ช้อย” พลางเอามือกุมหน้า “นี่ที่ไหนรึ”
       “ถึงบ้านแล้วเจ้าค่ะ”
       “ถึงบ้าน” สนตกใจ “ไม่ได้ ข้ายังทำพิธีไม่เสร็จ ข้าต้องกลับเอารากไม้นารีพิฆาตมาพิฆาตพี่ขุน”
      
       สนหันตัวกลับดึงดันจะไปให้ได้ ช้อยดึงไว้

       ดึกแล้วคุณนายทองจันทร์ยังนอนไม่หลับ มีเสียงเคาะห้องดังขึ้น
      
       “ใครน่ะ”
       “ผมเองครับ คุณแม่”
       ขุนภักดีเดินเข้ามาในห้อง หน้าตาเบิกบาน
       “ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับรึ ทำยังกะไม่เคยมีเมียมาก่อน คนที่สามแล้วนะพ่อเทพ จะหยุดที่แม่เนียนได้หรือยัง พ่อขุนแผน” ทองจันทร์เหน็บแนมลูกชาย
       “อย่าเรียกผมขุนแผน ผม หยุดแล้วครับ คุณแม่ หยุดจริงๆ”
       “ขอให้จริงดังปากว่าเถิด แม่ละเบื่อผู้ชายมีเมียมาก”
       “ทีคุณพ่อมีเมียมากเป็นสิบ ไม่เห็นว่าคุณแม่จะเบื่อคุณพ่อนะครับ”
       “นี่ย้อนแม่รึ สมัยก่อนกับสมัยนี้ มันต่างกัน สมัยนี้เขามานิยมผัวเดียวเมียเดียวกันแล้ว”
       ทองจันทร์หันหน้าหนีลูกชายมาทางหน้าต่าง
       “เอ๊ะนั่นใครมาเดินอยู่มืดๆ ค่ำๆ ใคร ใครน่ะ”
       ขุนภักดีชะเง้อมองตาม สีหน้าฉงน
       “ใคร”
      
       ที่ด้านล่างช้อยกับสนเดินกลับมาจากบ้านหมอเสน่ห์ ได้ยินเสียงเรียกถามสองคนตกใจ
       “ตายแน่อีแก่มันเห็นเรา” สนบ่น
       “ตายจริงๆ ท่านขุนอยู่ด้วยเจ้าค่ะ”
       ช้อยผลักสนหลบหลังพุ่มไม้ แล้วรู้ว่าหนีไม่พ้น จึงโผล่ออกมาให้ทองกับท่านขุนเห็น
       “ช้อยเองเจ้าค่ะ ใครไม่ทราบเจ้าค่ะ ช้อยเลยตามมาดูมันเจ้าค่ะ”
       “มันไปทางไหน” เสียงทองจันทร์ถามดังมา
       “ไปทางห้องแม่ เอ๊ย...คุณเนียนเจ้าค่ะ ช้อยไปก่อนนะเจ้าค่ะคุณท่าน”
       แล้วช้อยก็หลบวูบ รีบสนพาลัดเลาะไปขึ้นเรือน
      
       ทองจันทร์ได้ฟังไม่วายสงสัย
       “ผู้ร้ายหรือเปล่า”
       “ไม่ใช่ดอกครับ”
       เรียมเดินเข้ามาพอดี
       “เรียมเองค่ะ คุณแม่”
       “โล่งอก นึกว่าพ่อเทพดอดไปชิงสุกก่อนห่าม เนียนมันยังสาวยังแส้ อย่าไปทำให้มันตื่นตกใจเชียวนาพ่อเทพ” ทองจันทร์ปรามลูกชาย
       “ครับ ผมทราบ”
       “ผัวมาที เมียมาที นี่พากันนอนไม่หลับกันทั้งบ้านรึ”
       “ผม ผมเอ้อ มาเดินตากลมน่ะครับ”
       “ตากลมเดือนมืดๆ นี่นะ รึจะมาทวงของรับไหว้เนียน แม่ไม่ให้มันน้อยหน้าแม่สนแน่ แต่จะเทียบกับแม่เรียมไม่ได้ดอก”
       “ขอบคุณครับ คุณแม่” ขุนภักดียิ้มกริ่ม
       “คุณแม่กรุณาเรียมเหลือเกิน”
       “กลับไปหลับไปนอนเถิดพ่อเทพ อย่าทำตัวเป็นสัมภเวสีร่อนไปมาทั่วบ้านอยู่เลย อย่านึกนะว่าไม่รู้ว่าพ่อขุนแวะห้องเนียนมาก่อน ถึงรู้ว่าไม่ใช่โจรที่ไหนมาขึ้นบ้าน”
       ขุนภักดียิ้มเขินๆ
       “คุณแม่รู้ทันผมอีกแล้ว”
      
       ทางด้านสนร้อนรุ่มไม่เลิกรา
       “ข้าจะกลับไปหาไอ้หมอลามกนั่น เอาเงินฟาดหัวมันเท่าที่มันต้องการ”
       “มันคงจะได้ใจใหญ่นะเจ้าคะ”
       “ให้มันได้ใจไป ให้มันตายใจให้มากที่สุด ให้มันเหิมเกริมไปว่ามันเหนือข้า รอข้าได้สิ่งที่ข้าต้องการก่อนเถิด”
       “มันเป็นอีกคนที่กำความลับคุณสนเจ้าค่ะ”
       “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล เอ็งเคยได้ยินไหมช้อย”
       “เพิ่งเคยนี่แหละเจ้าค่ะ แต่ก็เข้าใจความหมายเจ้าค่ะ คุณสนเก่งจริงๆ เจ้าค่ะ”
       ช้อยสอพลอ สนหน้าตาดุดันน่ากลัวมาก
      
       วันรุ่งขึ้นขุนภักดีแต่งตัวชุดไทยหล่อเหลา มีเอกเดินตามหลัง หน้าตาสดชื่น พากันมาบนเรือนใหญ่
       เห็นทองจันทร์อยู่บนเรือนแล้ว
       “เจ้าบ่าวมาแล้วครับ คุณแม่”
       “เฮ้อ สมภารกินไก่วัด ซะละมากกว่า คิดแล้วก็น่าขันนะพ่อเทพ” ทองจันทร์กระแนะกระแหน
       “โธ่ คุณแม่ครับ หน้าสิ่วหน้าขวานครับ ได้ฤกษ์แล้วนะครับ”
       “ใจร้อนจริงนะ อีกตั้งพักใหญ่ แม่เรียมเขากำลังแต่งตัวให้เนียนอยู่”
       ระหว่างนั้นเห็นสนกับช้อยเดินกระซิบกระซาบแต่งตัวสวยพากันมา
       “ทำไมข้าต้องมาทนดูอีเนียนมีความสุข บนความทุกข์ของข้า” สนหน้าหงิก
       “ความอดทนเท่านั้นเจ้าค่ะ จะทำให้คุณสนได้ท่านขุนคืนมา ยิ้มหวานทำตัวน่ารักน่าสงสารเจ้าค่ะ”
       สนเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม “พี่ขุนขา สนมายินดีด้วยค่ะ”
       “ขอบใจมากจ้ะสน”
       “คุณแม่ขา มีอะไรให้สนช่วย สั่งสนนะคะ”
       ทองจันทร์เขม้นมองไม่อยากเชื่อสายตา
       “แม่สนเริงร่าเหมือนปลาได้น้ำไม่มีผิด ไปกินยาดีผีบอกที่ไหนมา ผิดกับวันก่อนลิบลับ เห็นนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดเป็นหูกระต่าย”
       “เอ้อ” สนยิ้มแย้มทำเป็นกระซิบ “สนรักพี่ขุนนี่คะ สนเห็นพี่ขุนมีความสุข สนก็สุขไปด้วยค่ะ สนอยากให้ทุกคนสบายใจค่ะ บ้านเราจะได้สงบสุขค่ะ”
       “ขอบใจ ลางดีสมเป็นวันดีของพ่อเทพ ไปดูทีรึว่าเนียนแต่งตัวเสร็จรึยัง” หญิงชราบอก
       “ค่ะ”
       สนรีบลุกเดินเข้าไปตามเนียน
       “ขอบใจมากจ้ะสน”
      
       ขุนภักดีมองตามสนไป รู้สึกสบายอกสบายใจที่เห็นเมียปรองดองกัน



       ภาพในกระจกเงา เป็นเนียนที่สวยงามมาก และแต่งตัวเสร็จแล้ว มีเรียมคอยจับตัวเนียนส่องกระจกหมุนตัวไปรอบๆ
      
       “สวยเหลือเกินเนียนของพี่” เรียมยิ้มแย้มเอ่ยชม
       “สวยจนพูดไม่ออก บอกไม่ถูกเลยเจ้าค่ะ” กบบอกยิ้มๆ
       “แล้วที่เอ็งบอกออกมานั่นเอ็งหรือใครนางกบ” แมวแขวะ
       สนพรวดเข้ามา ตะลึงมองเนียนเพราะเนียนสวยมากจริงๆ
       “อี...เอ้อ เนียน”
       “แม่สน นึกไม่ถึงใช่ไหมว่าเนียนจะสวยงามปานนี้” เรียมว่า
       สนคิดด่าอยู่ในใจ “อีเนียน” แต่ที่สนแสดงออกคือยิ้มยื่นมือออกไป “ค่ะ คุณเรียม เนียนสวยหรือเกิน มาสิจ้ะเนียน ชั้นรับอาสาพี่ขุนมารับเนียนออกไป”
       นาทีนั้นสนแทบอยากกระชากคอเนียนขย้ำ
       “เอ้อ...” เนียนมองเรียม
       “ยังไปไม่ได้ พี่เทพนั่นแหละ ต้องผ่านประตูเงินประตูทองเข้ามาหาเนียนเอง แม่สนช่วยออกไปบอกทีสิจ๊ะ ชั้นต้องทำให้มันถูกต้องที่สุดจ้ะ”
       สนหันกลับทำปากไม่มีเสียง
       “อยากจะตบปาก”
       สนเดินหน้าตึงออกไป
      
       หมอเสน่ห์ มาด้อมๆ มองๆ ที่หลังบ้านภักดีภูบาล ได้ยินเสียงมโหรีปี่พาทย์ดังมาแว่วๆ
       “นี่รึบ้านท่านขุนภักดีภูบาล กว้างขวางใหญ่โตเหลือเกิน”
       หวานคนใช้ชายปราดมาดักไว้
       “มาทำไรน่ะ”
       “มาหาคนจ้ะ”
       “คน ใคร หญิงรึว่าชาย”
       “หญิงจ้ะ”
       “สาวหรือแก่ คนใช้หรือคุณนาย”
       “คุณนายสิหนุ่ม” หมอเสน่ห์บอกยิ้มๆ
       “คุณนายคนไหน มีสามคนเชียวนะ”
       “คุณสน เอ๊ะมีงานอะไรกันรึ เสียงมโหรีปี่พาทย์ ดังแว่วมาเพราะจริงๆ”
       “งานแต่งงานภรรยาคนที่สามของท่านขุน”
       “อ้อ ชื่ออะไรหรือ”
       “คุณนายเนียน” หวานบอก
       “อ้อ คุณนายคนนี้สวยมากใช่ไหม”
       “ไม่สวยท่านขุนจะขอแต่งให้เป็นเมียรึ ลูกชาวนาแท้ๆ”
       “สวยกว่าคุณนายสนไหม”
       “สวยมากกว่า นิสัยดีมากกว่า เอ๊ะ รู้จักคุณนายสนด้วยรึ” หวานสงสัย
       “ทำนองนั้นแหละ”
       “มีธุระอะไรกับคุณนายสน”
       “ชั้นเป็นหมอทำเสน่ห์”
       “คุณนายสน จะทำเสน่ห์ นึกแล้ว”
       หมอเสน่ห์รู้สึกว่าจะพูดกันมากไป เลยตัดบท “ฝากไปบอกแม่ช้อยด้วย ว่า หมอเสน่ห์มาหามีเรื่องด่วนเกี่ยวกับคุณสนที่ไปพบกันวันก่อน”
       หมอเสน่ห์หันกลับไป หวานมองตาม หันกลับ วิ่งแจ้นไปทันที
      
       พิธีการแต่งงานแบบไทยๆ ดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน พอถึงการกั้นประตูเงินประตูทอง คุณนายทองจันทร์ทำหน้าขันตัวเอง
       “นี่แม่จะเป็นฝ่ายไหนกันล่ะพ่อเทพ เนียนมันเด็กของแม่ แต่พ่อเทพเป็นลูกชายแม่”
       “ตอนนี้คุณแม่ทำหน้าที่ฝ่ายชายเถิดค่ะ ส่วนเรียมจะเป็นฝ่ายหญิง”
       สนอึดอัดขัดข้อง ด่าอยู่ในใจ
       “สนุกกันเข้าไปเถิดมึง จะพินาศไม่รู้ตัว”
       “ว่ายังไงว่าตามกันเลือดสุพรรณ พ่อเทพ ฝ่าด่านประตูเงินก่อน”
       “เรียมขอไปกันเจ้าสาวก่อนค่ะ แม่สนมาสิจ๊ะ มาสนุกด้วยกัน”
       สนมัวแต่ด่าอยู่ในใจ “รากจะแตก”
       ช้อยสะกิดสน
      
       ในที่สุดขุนภักดีก็ฝ่าประตูเงินประตูทองเข้าไปหาเนียน ท่านขุนเดินไป มีเอกถือถุงสีเงินในนั้นมีเงิน มาที่ประตูเงิน ประตูทอง เดินยิ้มย่องเคียงข้างมาทำท่าเจรจา สนถือเข็มขัดเงิน ขวางหน้าอยู่
       ขุนภักดีมาถึงประตูทอง สาวๆ กันประตูทองด้วยเข็มขัดทอง ในที่สุดท่านขุนก็ผ่านเข้าไปได้
      
       ขุนภักดีกับทองจันทร์พากันเข้ามาถึงห้องหอที่เรียมเก็บเนียนเอาไว้ เนียนก้มลงกราบแทบเท้าขุนภักดี มีเรียมกับทองจันทร์นั่งมองใบหน้ายิ้มแย้มให้
       ขุนภักดีก้มลงไปประคองเนียน
      
       ทางด้านสนเดินลิ่วลงจากเรือน มีช้อยตามมาติดๆ
       “คุณสนเจ้าขา นั่นวิ่งหรือเดินเจ้าคะ”
       หวานมาพอดีแทบจะชนเอากับสน เลยเจอด่า
       “ไอ้เซ่อซ่า เอ็งเดินมา เอาตาไว้ข้างหลังรึ จะชนข้ายังไม่รู้ตัว
       “ขอประทานโทษขอรับ คุณสน”
       สนจำได้ “เอ ไอ้คนนี้เอ็งมีหน้าที่อยู่หลังบ้านนี่นา มาสะเออะอะไรหน้าบ้าน”
       “คือ คือ...” หวานอึกอัก
       “อึกอักทำไม พูดออกมาดังๆ”
       “หมอทำเสน่ห์ให้มาบอกแม่ช้อยไปพบด่วน เรื่องที่คุณสนไปพบหมอเมื่อสามวันก่อน…”
       สนกับช้อยตกใจ ช้อยตั้งสติได้ก่อนแหวใส่
       “หยุดนะ ไอ้บ้าดันแหกปากตะโกนทำไม”
       กบกับแมวได้ยิน ต่างหัวเราะกันคิกคักใส่ช้อย
       “หมอทำเสน่ห์ ฮิฮิ”
       “ขอให้ทำเสน่ห์สำเร็จนะช้อย” กบยั่ว
       แมวเย้า “ขอให้แย่งไอ้ลิงแก่ถือไม้เท้ายักยัน มาจากเมียมันได้นะช้อย”
       “อีปากกระโถน”
       ช้อยโกรธจัด ดึงแขนสนรีบไปจากที่นั่น มีเสียงของกบกับแมวหัวเราะคิกคักไล่ตามหลัง
       “ไอ้หวาน เอ็งตามข้ามานี่”
      
       ช้อยหันมา ถลึงตามองตาเขียวปัด สนโกรธจนตัวสั่น



       ส่วนภายในห้องหอ ขุนภักดีนั่งอยู่บนเตียง ส่วนเนียนนั่งที่พื้น ก้มหน้าก้มตา
      
       “พี่ง่วงนอนแล้วจ้ะเนียน”
       “เอ้อ ค่ะ”
       “ค่ะก็ขึ้นมานอนบนเตียงสิเนียน”
       “เอ้อ...”
       “ถ้าเนียนไม่ขึ้น พี่อุ้มเอง”
       ว่าแล้วท่านขุนก็ก้มลงไปฉวยเนียนอุ้มลอยขึ้นมา เนียนสุดเขินอาย
       “เอ้อ เนียนขึ้นเองก็ได้ค่ะ”
       “ช้าไปแล้วเนียน”
       ขุนภักดีวางเนียนลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม เอนตัวมามองหน้าเนียนใกล้ๆ เนียนไม่กล้าสบตา
       เนียนหลับตาลง ขุนภักดีประทับจูบลงบนเปลือกตาอย่างนุ่มนวล จากนั้นก้มหน้าลงไปอีกจนแนบชิดกัน
      
       ทางด้านช้อยกำลังพูดอยู่กับหวานที่ดูเป็นกังวลมาก
       “ชั้นบอกไปหมดแล้ว ว่าพูดกับหมอเสน่ห์ยังไงบ้าง ชั้นกราบละที่ปากพล่อยมากไปหน่อย คุณสนจะฟ้องท่านขุนให้โบยชั้นไหม”
       สนเดินออกมา
       หวานตกใจพนมมือไหว้ “คุณสน กระผม กระผมกราบขอรับ”
       “ข้าไม่ฟ้องพี่ขุนดอก ข้าไม่ถือสาเอ็ง ที่ปากโป้ง แต่เอ็งต้องทำงานให้ข้าอย่างหนึ่ง”
       “ทำอะไรได้ทั้งนั้นขอรับ” หวานก้มหน้าบอก
       “เอาของนี่พร้อมกับจดหมายไปให้คนชื่อเหิม”
       “ไปที่ไหนขอรับ”
       “เขารออยู่ที่ท่าเรือ ใกล้วัดโน่น รีบไปสิ ก่อนที่ข้าจะไม่อภัยให้เอ็ง” สนบอก
       “ขอรับ”
       “นี่รางวัลของเอ็ง สองชั่ง”
       หวานตาลุกโพลง
       “สองชั่ง”
       สนส่งเงินให้หวานพร้อมกับซองที่จะฝากให้เหิม หวานรีบไปอย่างรวดเร็ว
      
       ไม่นานต่อมาเหิมรับจดหมายจากหวาน มาอ่านเหมือนได้ยินเสียงสนมาพูดข้างหู
       “ไอ้เหิม เอ็งทำงานพลาดเรื่องอีเนียน เอ็งต้องแก้ตัว ไอ้หวานคนนี้มันปากสว่าง ฝากให้เอ็งช่วยทำให้มันหยุดปากสว่างเรื่องของข้าด้วย เอ็งรู้ใช่ไหมว่าทำอย่างไร เงินค่าจ้างของเอ็งสองชั่งอยู่ที่มันชิงเอาเองเถิด อ่านจดหมายจบ ทำลายทิ้งทันที.....สน”
       เหิมเอาจดหมายมาจูบยิ้มสายตามองหวานแบบจะกินเหยื่อ
       “นี่สนิทกับคุณสนถึงขนาดจูบจดหมายเลยรึนั่น”
       “แล้วมึงจะสนใจไปทำไม ไอ้ปากสว่าง”
       เหิมชักมีดออกมาแทงใส่ หวานล้มลง เหิมกระชากถุงเงินสองชั่งมาจากหวานที่ตกใจตาเหลือกค้าง
       เหิมยกเท้าถีบหวาน ร่างกระเด็นลงน้ำดังตูม
      
       วันรุ่งขึ้น เนียนเดินมากับขุนภักดีที่ท่าน้ำ ท่านขุนโอบเอวเนียนตลอดเวลา เรือทอดรออยู่
       “พี่จะไปตรวจงานทางเรือ บ่ายๆ พี่จะรีบกลับมารับขวัญเนียน”
       “ค่ะ”
       “เมื่อคืน พี่มีความสุข จนเหลือจะเอ่ย ขอบใจเนียนจริงๆ”
       “เอ้อ ค่ะ”
       ขุนภักดีชี้แก้มตัวเอง
       “จูบให้กำลังใจผัวมีแรงไปทำงานด้วยสิจ้ะทูนหัว”
       “เอ้อ...”
       “ยังอายกันอีกหรือนั่น เร็วรีบจูบพี่ ก่อนที่ไอ้เอกจะมา”
       ขณะที่เนียนยื่นจมูกมาชนแก้มขุนภักดี ปรากฏว่าเอกโผล่หน้าพรวดมาจากในเรือที่จอดอยู่ แต่เนียนหอมไปแล้ว
       “ไอ้เอก...” ขุนภักดีจะด่า
       “กระผม ไม่รู้ ไม่...”
       เอกอ้าปากค้าง
       “ไม่อะไรพูดให้จบ ไม่งั้นโดนเตะตกเรือ พูดมาว่าเห็นอะไร”
       “หะ เห็น โน่นขอรับ มีคนตายลอยน้ำมา ติดท่าบ้านเรา” เอกว่าพลางชี้มือไป
      
       ขุนภักดีและเนียนตกใจ



       ผู้คนอออยู่ริมน้ำใกล้เรือนของสน เห็นศพของนายหวานนอนหงาย ตาเหลือก มีรอยแทงที่อก ทุกคนมุงมองดู ขุนภักดี เอก และแทนอยู่หน้ากว่าคนอื่นๆ เนียนอยู่ข้างๆ ท่านขุน เบือนหน้าหนี
      
       เอก แทน แมว และกบจำได้แม่นว่าคือหวาน
       สี่คนประสานเสียง “ไอ้หวาน”
       “นี่มันเป็นคนของข้ารึไอ้เอก” ขุนภักดีฉงน
       “ขอรับท่านขุน แต่มันทำงานอยู่ที่สวนแนวเขตหลังบ้านขอรับ ท่านขุนจึงไม่ค่อยได้ปะหน้ามัน” เอกบอก
       “เคยหรือไม่เคย มันก็คนของข้า ใครบังอาจมาทำร้ายคนของข้าไม่ได้แม้ว่ามันจะเป็นแค่คนสวน” ขุนภักดีโกรธ
       แมวกับกบมองหน้ากันกระซิบพร้อมกันเบาๆ
       “ปลาหมอตายเพราะปาก”
       แต่ขุนภักดียังได้ยิน หันมามองหน้าสองคนแบบจะเอาเรื่อง
       “คือไอ้หวานมันปากเสียขอรับท่านขุน มันชอบสอดรู้สอดเห็น ชอบเอาเรื่องของคนอื่นที่เขาไม่อยากให้เอ่ยปากไปขยายความ” เอกอธิบาย
       แทนพูดเสริม “กระผมเคยเตือนมันแล้ว ว่าอย่าไปสนใจเรื่องคนอื่น มันก็หาฟังไม่”
       สนกับช้อยแทรกผู้คนมามองดู สองคนลอบสบตากันด้วยสีหน้าสะใจ
       “กรรมของไอ้หวานแท้ๆนะคะ พี่ขุน”
       กบกับแมวมองหน้ากันแล้วหันไปมองช้อยกับสน
       “จะไปลอยตายที่ไหนก็ไม่ไป ดั้นลอยมาตายใกล้เรือนคุณสนทำไมก็ไม่รู้” กบเอ่ยขึ้น
       สนจ้องกบตาเขียว
       “ไอ้แทนแกรีบไปแจ้งตำรวจมาตรวจพลิกศพ เสร็จธุระเอามันไว้ที่วัด จัดการตามพิธีทางศาสนาให้เรียบร้อย” ขุนภักดีสั่งการ
       “ขอรับท่านขุน”
       ขุนภักดีดึงมือเนียนมาโอบเอวให้เดินออก
       “เนียนจ๋า อย่าไปมองมาก เดี๋ยวมันจะติดตา”
       ขุนภักดีโอบเนียนเดินออกไป สนกับช้อยมองตามแล้วสบตากัน สนควักเศษเงินโยนลงไปใกล้ศพหวาน
       “ไอ้แทน เอาเงินนั้นไปช่วยทำทานงานศพมัน”
       สนชวนช้อยเดินออก
       “ช่างเจาะจงลอยมาแถวนี้ เหมือนจะอวดตัวให้ใครอกสั่นขวัญแขวน”
       กบรีบเอามือปิดปากแมว ส่ายหน้าห้ามเตือนเบาๆ
       “อยากเป็นปลาหมอตายเพราะปากอีกตัวรึนางแมว”
       สนหันกลับมาถลึงตาใส่กบกับแมว
      
       คุณนายทองจันทร์ได้ยินข่าวหวานตายจากกบและแมว
       “ไอ้หวานเอ๊ย ไปที่ชอบที่ชอบเถิดเอ็ง”
       “เรียมแทบจะไม่เคยได้เห็นหน้าเจ้าหวานคนนี้ จำหน้ามันก็ไม่ได้” เรียมว่า
       “มันพูดมากปากพล่อยเจ้าค่ะ มาทำงานวันแรกมันก็ทำคนสวนหลังบ้านชกกัน” กบบอก
       แมวเสริม “มันชอบเอาเรื่องคนโน้นไปบอกคนนี้ เอาเรื่องคนนี้ไปเล่าคนโน้น เมื่อวานตอนมีงานอยู่บนเรือนใหญ่ มันก็วิ่งอ้าวมาเล่าเรื่องหมอเสน่ห์มาตามหานางช้อยเจ้าค่ะ”
       “ไอ้หมอเสน่ห์คนนั้นก็แปลก มาตามหานางช้อย แต่ไพล่ไปเอ่ยถึงคุณส...” กบจะบอกว่าสน แต่พูดไม่ทันจบ
       สนเดินเข้ามากับช้อย กระแอมมาก่อนตัว กบสะดุ้ง หันไปเจอสนจ้องตาเขียวปัด
       “คุณแม่ขา นางช้อยมันมีอะไรจะเรียนคุณแม่ค่ะ” สนเอ่ยกับทองจันทร์
       “อะไรรึ นางช้อย”
       “คือเมื่อวานคุณสนเรียกไอ้หวานมาสืบสาวราวเรื่องได้ความว่า..เอ้อ…”
       ช้อยหยุดปาก หันไปมองหน้าเนียน
       “พูดมาสินางช้อย” ทองจันทร์บอก
       “ไอ้หวานมันบอกว่า หมอเสน่ห์มาถามหาช้อยจริงเจ้าค่ะ แต่มาถามหาช้อยเพื่อให้ไปตามหาคุณเนียนอีกต่อเจ้าค่ะ”
       ทุกคนตกใจ โดยเฉพาะเนียนตกใจมาก
       “ไม่จริง ชั้นไม่เคยรู้จักหมออะไรนั่น”
       สนแทรกขึ้น เหน็บแนมจิกกัดอยู่ในที “สนก็ตำหนิมันไปว่าพูดอย่างนี้จะทำให้ใครเข้าใจว่าเนียนจะทำเสน่ห์ให้พี่ขุนรัก พี่ขุนหลง อย่างเนียนไม่ต้องทำ พี่ขุนก็โปรดปรานมากมาย ชี้ไม้ป็นนกชี้วิหกเป็นต้นเสา ใส่ร้ายกันแท้ๆ”
       “นี่มันยังไงกัน จากหมอทำเสน่ห์ให้นางช้อยแย่งไอ้พ่อค้าตะพาบน้ำไหงไพล่มาเกี่ยวกับเนียนไปได้” ทองจันทร์สงสัย
       “นั่นสิคะ สนถึงด่าเอา มันก็เลยแก้เกี้ยวว่า หมอเสน่ห์ไม่ได้พูดอย่างนั้น เพียงแค่ถามว่าที่นี่มีคนชื่อเนียนไหม เนียนจ้ะ ข้าเชื่อว่าเนียนไม่รู้จักหมอดอก แต่ไอ้หวานมันปากพาจนไปเอง”
       สนใส่ไฟจบยิ้มมองไปทางเนียนที่ใจหายใจคว่ำอยู่ อย่างสะใจ เนียนหน้าซีดใจเสีย
       “แม่สนก็อย่าให้วิธีพูดจาส่อเสียดเหมือนเสี้ยมเขาควายใช้ชนกันสิ บ้านมันจะไม่สงบ” ทองจันทร์ฉุน
       “ชั้นไม่ต้องการเห็นสิ่งไม่ดี มาเกิดขึ้นกับคนดีๆ อย่างเนียน แม่สนพูดจาอะไรใช้สมองตรองก่อนพูดก็จะเป็นผลดีกับบ้านเรา” เรียมตำหนิ
       “สนกราบขออภัยคุณแม่ กับคุณเรียม ขอโทษเนียนด้วย ที่พูดมานั่น เจตนาจะปกป้องคนดีอย่างเนียน ไม่ได้จะส่อเสียดยุแยงตะแคงรั่วดอกค่ะคุณแม่”
       “สนจ้ะ ชั้นจะบอกให้เอาบุญ ไม่มีสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ ในโลก ยิ่งใหญ่เหนือกรรมที่ตนทำไว้ดอก ถ้าเนียนเขาคิดทำเสน่ห์เช่นนั้นจริง กรรมก็สนองเขา แต่ถ้าใครใส่ร้ายว่าเขาทำกรรมมันจะสนองเป็นสองเท่า” เรียมบอกอีก
       ทุกคนเงียบไป สนอึ้งมองช้อยจ๋อยกันลงไปบ้าง
       “เพื่อให้ความจริงปรากฏว่ากรรมของใครกันแน่ นางช้อย เอ็งไปตามหมอเสน่ห์มาพบข้าด่วน ข้าอยากสอบถามความจริงจากปากมัน” ทองจันทร์สั่ง
       สนกับช้อยเสียววูบแอบสบตากัน สนพยักหน้า
       “ช้อยเอ็งได้ยินคุณท่านกับคุณเรียมเอ่ยปากแล้ว เอ็งรีบไปจัดการไวๆ”
       แมวกับกบมองหน้ากันยิ้ม อย่างรู้ทันสองนายบ่าว
      
       พอกับมาถึงเรือนเล็ก สองคนเริ่มกังวล
       “กรรมของอีช้อยอีกแล้ว คุณสนเอาขี้มาโยนใส่ช้อย ถ้าไอ้หมอบ้านั่นมันมายันกับคุณท่านกับคุณเรียม เราก็พินาศสิเจ้าคะ”
       “เอ็งก็บอกว่าไอ้หมอนั้นมันหนีไปแล้ว โง่ไปได้”
       “คุณสนว่าจะมีใครเชื่อเรื่องที่เราปั้นแต่งขึ้นมาไหมเจ้าคะ”
       “น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน อย่างน้อยก็ต้องมีใครสงสัยว่าไอ้หวานเอาความลับของใครมาขยาย ถึงโดนฆ่าปิดปาก”
       “แต่ความจริงมันไม่ได้หนี มันมาตามหาคุณสนน่ะเจ้าคะ” ช้อยเตือน
       “ปิดปากมัน เอาเงินไปให้มัน ตามที่มันต้องการ บอกว่าอย่ามา ข้าจะไปหามันเอง ส่วนรากนารีพิฆาตที่ทำให้นางเนียนให้เก็บไว้อย่าทำลาย เอาเพียงแค่สลายอาคมออกก็พอ” สนบอก
       “แต่หมอแกว่า รากไม้นั่นหายากและแพงมากนะเจ้าคะ”
       “จะแพงแค่ไหน ข้าไม่สนใจ ให้หมอไปหารากไม้นารีพิฆาตรากใหม่มาให้ข้า เสียเท่าไหร่เท่ากัน”
       “เสียทองเท่าหัวไม่ยอมเสียผัวให้ใคร แต่คุณสนเสียผัวให้อีเนียนไปแล้วนะเจ้าคะ ดูสิเจ้าคะ ท่านขุนแม้แค่ปรายตามาแลยังไม่มี”
       สนของขึ้น “อีช้อย มึงอย่ายั่วกูนะ”
       สนยกเท้าทำท่าจะถีบ ช้อยรีบตะครุบผ้าถุง
       “อย่าเจ้าคะ ช้อยไม่อยากเป็นกุ้งยิง ช้อยปลงน่ะเจ้าค่ะว่ากรรมเป็นของอีช้อยทุกที”
       “ช้อยเมื่อกี้ข้าพูดตกไปคำหนึ่ง ไม่ใช่แค่ปิดปากมัน แต่ฆ่าปิดปากมัน”
      
       สนบอกนัยน์ตาวาวโรจน์

      
       ตกตอนค่ำเนียนไม่สบายใจเรื่องที่สนเอามาพูด หวั่นไหวว่าหมอเสน่ห์มาถามหาจริงๆ ขุนภักดีมองเนียนรู้สึกได้ว่าเนียนกลุ้มใจ จึงเข้ามาโอบกอดเนียน
      
       “เนียน กลุ้มใจรึ”
       “เอ้อ เปล่าค่ะ เนียน เอ้อ ปวดหัวนิดหน่อยค่ะ”
       “อย่าบอกนะว่า..อยู่กินกันวันเดียวเนียนตั้งท้องแล้ว” ขุนภักดีเย้า
       เนียนตกใจในคำหยอกล้อเล่นๆ ของผู้เป็นสามี
       “พี่หยอกเล่นน่ะ พี่รู้ว่าเนียนกลุ้มใจเรื่องอะไร ไปกับพี่”
       ขุนภักดีคว้าแขนเนียนเดินออกไป
       “พี่ขุนจะพาเนียนไปไหนคะ”
       ขุนภักดีพยักหน้า
       “ไปทำให้เนียนเลิกกลุ้มใจ”
       ขุนภักดีดึงแขนเนียนออกจากห้องไป
      
       ในขณะที่สนนั่งครุ่นคิดหาทางเล่นงานเนียนไม่เลิกราอยู่นั้น
       “อีเนียน มึงทำให้กูต้องสั่งฆ่าปิดปากไอ้หวาน มึงทำให้กูถลำลึก”
       จู่ๆ ช้อยวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
       “มาแล้ว...มาแล้ว เจ้าค่ะ คุณสน”
       “ใครมา ไอ้หมอบ้านั่นรึ ไล่มันไป”
       “ท่านขุนเจ้าค่ะ”
       “พี่ขุนมาหาข้า ได้ผลจริงๆ พี่ขุนสงสัยอีเนียนแล้วละสิ”
       สนวิ่งพรวดออกไปทันที ช้อยพยายามจะฉุด
       “เดี๋ยวเจ้าค่ะ”
       “เอ๊ะ อีนี่ อย่ามาขวางกันนะ กูจะไปหาผัวกู”
       สนสะบัดผลักช้อยล้มวิ่งหน้าระรื่นออกนอกห้อง ช้อยตะกายลุกพยายามจะบอก
       “โธ่คุณสน ไม่ฟังสักนิด เดี๋ยวก็กรรมของอีช้อยอีกจนได้”
       ช้อยรีบลนลานตามออกไป
      
       ขุนภักดีพาเนียนมาถึงตีนบันไดเรือนสน ในมือถือแส้หางม้ามาด้วย เนียนใจคอไม่ดี
       “พี่ขุนถือแส้ม้า พาเนียนมาเรือนคุณสนทำไมคะ” เนียนถาม
       “พามาสั่งสอนคนปากไม่ดี พูดจาดาบสองคม ทำให้คนอื่นล่มจมโดยเจตนา”
       เนียนตกใจมาก แต่สนก็วิ่งพรวดมาถึงตัวขุนภักดี แล้วโผเขาโอบกอดท่านขุน โดยไม่ได้มองว่าเนียน
       ก็อยู่ด้วย
       “พี่ขุนมาหาสน ชื่นใจสนจริงๆ ขึ้นเรือนนะคะพี่ขุน ช้อยเอ็งรีบจัดฟูกให้เรียบร้อย”
       ช้อยที่ตามลงมาไม่กล้าเอ่ยปาก พยายามชี้ให้ดูด้านหลังท่านขุนว่าเนียนมาด้วย ส่วนขุนภักดีดันสนออกจากตัว
       แล้วดึงเนียนมาโอบไว้
       “ไม่ต้องจัด พี่มาตำหนิสน เรื่องพูดจากระทบกระทั่งจิตใจเนียน”       
       สนชะงัก “พี่ขุน”
       ส่วนเนียนยืนก้มหน้าหันหน้าไปทางอื่น
       “เนียนไม่ต้องทำเสน่ห์เล่ห์กลให้พี่หลงรักดอก เนียนเขามีเสน่ห์ทั้งกายวาจาและหัวใจ พี่จึงหลงรักเขา สนอย่าคิดว่าพี่ไม่รู้ว่าสนเป็นคนอย่างไร พี่ขอเตือน จำไว้ น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย สนควรลดความใจร้อนและอารมณ์แรงๆ ของสนลงบ้าง มิฉะนั้น สนกับพี่จะกลายเป็นแค่คนร่วมบ้านแต่ไม่อาจร่วมชีวิต กลับเนื้อกลับตัวซะ หาไม่สนอาจโดนแส้ม้าฟาดเป็นคนแรก”
       เจอผัวด่าเป็นชุด สนตกตะลึง “พี่ขุน”
       “เนียนรู้แล้วใช่ไหมว่าพี่พาเนียนมาทำอะไร”
       ขุนภักดีโอบเนียนหันกลับเดินออกไป สนโกรธจัดผวาตามไปจะถีบเนียน ช้อยมาฉุดไว้ทัน
       เนียนหันมามอง ใจหายวาบกับสายตาเคียดแค้นชิงชังของสนที่มองมา เนียนรีบหันกลับไป
       ขุนภักดีหันมามองหลังเนียน เห็นสนลงนั่งยกมือไหว้ท่านขุน
       “พี่ขุนเจ้าขา สนจะจำคำพี่ขุนใส่หัวเอาไว้ไม่ลืมเลือนทุกเวลาเจ้าค่ะ”
       ขุนภักดีพยักหน้าให้สน ท่าทีพอใจ และเดินจากไป พอ 2 คนลับตัวไป ช้อยรีบเข้ามาหา แต่โดนสนถีบช้อยโครมใหญ่ระบายแค้น
       “โอ๊ย ช้อยเจ็บนะเจ้าคะ”
       “แต่กูง้างแล้วต้องถีบ อีช้อยทำไมไม่บอกกูว่าอีเนียนมันมาหยามกู กูจะได้ไม่        ลงมารับหน้าให้พี่ขุนด่ากูต่อหน้ามันให้อับอายขายหน้า”
       “โอ๊ย กรรมของอีช้อยจนได้ ไม่วายเว้นวันละสามเวลา”
       “อีเนียน มึงทำกูจนตรอก...กูหมดทางถอย หมาจนตรอก มันก็ต้องหาทางเอาตัวรอด กัดดะ” สนคำราม
       “เจ้าค่ะ คุณสน ช้อยอีกคนที่จะช่วยคุณสนกัดดะ ไม่เลือกหน้าอินทร์ หน้าพรหม ช้อยยอมตายถวายชีวิตเพื่อคุณสนเจ้าค่ะ”
       สนโมโหโกรธา ก้มหน้าเอาหัวโขกพื้นร้องไห้ ก่อนที่สองนายบ่าวจะกอดกันกลม สนร้องไห้ช้อยน้ำตาไหล
      
       ที่บ้านหมอเสน่ห์ เช้าวันรุ่งขึ้น มีผู้หญิงชื่อหวนมาทำเสน่ห์ แล้วก็เลยเล่าเรื่องหวานโดนฆ่าปิดปาก ให้หมอฟัง
       “อะไรน่ะ แม่หวน ไอ้คนสวนบ้านท่านขุนภักดีโดนฆ่า”
       “นัยว่าฆ่าปิดปาก เพราะดันไปปากโป้ง พูดเรื่องมิบังควรของเมียคนหนึ่งของท่านขุน เมื่อวานนี้” หญิงชื่อหวนบอก
       หมออุทาน “แม่สน”
       “คนนั้นแหละ” หวนพยักหน้า
       “มันโดนฆ่าเมื่อไหร่” หมอซัก
       “เมื่อวาน ศพงี้ลอยอืดตาแหกโพลง น่าสยดสยองจ้องมองหาคนสั่งฆ่า” หวนทำท่าขนลุกขนพองประกอบด้วย
       จังหวะนั้นรากไม้นารีพิฆาตตกจากมือของหมอ ที่มีสีหน้าตกใจมาก
       “เห็นกับตาเลยรึ” หมอซัก
       “เปล่า ฟังเขาเล่าสู่กันมาที่ตลาด ว่าไอ้หวานโดนฆ่าปิดปาก”
       “ฆ่าปิดปาก” หมออุทานอย่างตกใจ
       “ลอยไปติดที่หน้าบ้านคุณสน เขาลือกันว่าสวยมากก็จริง แต่ดุร้ายอย่างนางเสือสมิง คนรับใช้ในบ้านกลัวกันหัวหดไปอยู่ที่หัวแม่ตีน”
       หมอทำท่าจะลมใส่ “แม่หวนกลับไปก่อนเถิด”
       “อ้าว แล้วเรื่องทำเสน่ห์ให้ผัวกลับมาหาข้าเล่า”
       “เอาไว้ก่อน ข้าเพิ่งจะนึกออกว่า มารดาของพ่อข้าตาย”
       หวนนั่งงงพยายามคิด เพราะหมอพูดสุ่มๆ ให้เข้าเรื่องเท่านั้น
       “มารดาของพ่อหมอใครกันล่ะ อ้าว ก็ย่าหมอน่ะสิ แก่ปูนนี้ยังมีย่าเหลือให้เพิ่งตายอีกรึ”
       หมอพยักหน้า โบกมือไล่หวน
       “เอาเงินคืนไป”
      
       หมอเสน่ห์ส่งเงินคืนให้ แล้วผลักไสหวนออกไปจากบ้านโดยเร็ว



       ขณะเดียวกัน เนียน เรียม สน และทองจันทร์ กำลังนั่งประดิดประดอยสลักผลไม้กันอยู่ตรงชานบนเรือนใหญ่
      
       “ดีมากเนียน สลักได้สวยราวกับไปร่ำเรียนมาจากในวัง” ทองจันทร์ยิ้มพราย
       “เรียนแป๊บเดียว ทำได้ดีขนาดนี้ ทำนานไป ฝีมือคงดีกว่าพี่นะเนียน” เรียมเย้า
       “เอ้อ เนียนทำได้ไม่ดีเท่าคุณเรียมกับคุณท่านดอกค่ะ”
       “อ้าว นางแมว นั่นชั้นให้แกะสลักดอกไม้ ไม่ใช่สลักตอไม้” ทองจันทร์หันไปทางสองบ่าวขาเม้าท์
       “ก็มันยากนี่เจ้าคะ แล้วแมวก็มือห่างตีนห่าง ทำอะไรสวยงามไม่ขึ้นเจ้าค่ะ” แมวว่า
       “นางกบก็พอกัน นั่นไส้เดือนกิ้งกือ ไม่ใช่ใบไม้ ฝึกนางพวกนี้ยากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา อ้าวแม่สน ไหนล่ะ ไอ้หมอเสน่ห์ นางช้อยไปตามมาหรือยัง”
       “กำลังรีบไปตามแล้วค่ะ คุณแม่
       สนแอบยิ้มกริ่ม คว้ามีดสลักผลไม้ไปนั่งข้างเนียน
       “นั่นแม่สนจะทำอะไร”
       “มาช่วยสลักผักผลไม้ ระหว่างรอช้อยมันพาหมอเสน่ห์มายันคำพูดของมันค่ะ”
       ทองจันทร์กับเรียมงวยงง ส่วนเนียนก้มหน้าก้มตาทำเงียบๆ สนชำเลืองมองไปยังเนียน แววตาครุ่นคิดอะไรร้ายๆ
      
       ฟากช้อยมาพบเหิม และช้อยส่งเงินให้พลางกำชับ
       “คุณสนบอกว่า ให้รีบจัดการไวที่สุด”
       “มีใครติดใจสงสัยอะไรบ้างไหม”
       “ไม่มีดอก”
       “ไม่ใช่เรื่องไอ้หวาน ข้าหมายถึงเรื่องนางเนียน”
       ช้อยสะดุ้ง หน้าโพล้งกับหนักลอยมาหลอน
       “ถามทำไม”
       “ก็แปลกใจน่ะสิ ว่านางเนียนคนนี้มันโดนไอ้หนักข่มขืนแล้วทำไมท่านขุนไม่ระแคะระคายอะไรบ้าง ได้ยินว่า มันกลายเป็นคุณนายคนที่สามผัวรักผัวหลงยังกับลงเสน่ห์ ณ หน้าทองเอาไว้”
       ช้อยอึ้งแล้วรีบเสไปพูดเรื่องอื่น
       “อย่านอกเรื่อง”
       “เอ...ก็ข้าไปตามมันอย่างที่เอ็งบอก มันก็บอกข่มขืนไปแล้วตั้งเจ็ดวันงั้นมันข่มขืนใครกันล่ะ”
       ช้อยรีบตัดบท “เอ็งรีบทำตามคำสั่งคุณสน รีบไปจัดการไอ้หมอบ้านั่น ไวๆ เข้า”
       “ชีวิตไอ้หวานมันเหมือนผักปลายังราคาสองชั่ง แต่ไอ้หมอคนนี้ห้าช่างมันยังน้อยไป” เหิมโก่งราคา
       “เอ๊ะ ไอ้..เหิม เมื่อวานเอ็งก็รับจากไอ้หวานไปแล้วกำไรคุ้มค่า”
       “อ๊ะ อ๊ะ ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ เห็นไปถึงไส้ไก่ ถ้าข้าโดนจับวันไหนเผลอสาธยายอะไรออกมาละก้อ”
       “ไฮ้...พูดแบบนี้ จะหักหลังคุณสนรึ” ช้อยชักฉุนมากขึ้น
       “เปล๊า เสร็จงานนี้จะหนีไปให้ห่าง จะวางมือ ไม่ให้ใครสงสัยเอ็งกับคุณสนดอก ว่าจะไปตั้งบ่อนถั่วโปที่บางกอก แถวตรอกเยาวราช”
       “เอ็งก็ไปเอาจากไอ้หมอปากหมาเหมือนชื่อมันนั่นสิ มันได้จากคุณสนไปแยะ”
       เหิมยิ้มพยักหน้า ช้อยมองตามสีหน้าไม่พอใจมาก
       “ไอ้เหิม มึงรู้จักนายกูน้อยไป”
      
       ไม่นานต่อมา หมอเสน่ห์รับเงินจากช้อย พร้อมกับส่งรากไม้นารีพิฆาต ที่ทำผิดให้เนียนแต่สลายอาคมแล้ว ยื่นให้ช้อยท่าทีหวาดกลัว
       “สลายอาคมเรียบร้อย ก็เหมือนกับรากไม้หายากแต่ไม่มีผลทางเสน่ห์อีกต่อไป”
       “ขอบใจ อ้อคุณสนฝากมาถามว่าทำไมใจร้อนนักไปตามหาถึงบ้าน”
       “เอ้อ เอ้อ ฝากขอโทษคุณสนด้วย คือที่ใจร้อนน่ะอยากรีบลงเสน่ห์ที่รากไม้นารีพิฆาตให้คุณสนไวๆ ขอโทษคุณสนสักพันครั้งเถิด”
       “ก็รีบจัดการให้มันไวๆ จะให้คนมารับของค่ำนี้” ช้อยบอก
       “แต่...เดี๋ยว ต้องไปหารากไม้ก่อน”
       “ไม่มีแต่ ไม่มีเดี๋ยว”
       ช้อยพูดเป็นเชิงขู่ มองตาดุ
       “กูอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วจริงๆ”
       หมอเสน่ห์พึมพำ กลัวมากๆ
      
       บนเรือนใหญ่ ทุกคนกำลังสลักผักอย่างตั้งอกตั้งใจ และเพลิดเพลิน ยกเว้นสนที่หมายตาหมายใจจะทำอะไรบางอย่าง
       เนียนก้มหน้าสลักผัก สนแอบมองเนียนจ้องเป๋ง ขณะที่เนียนกำลังยกมือที่ถือมีดแกะสลักขยับเปลี่ยนท่า สนรีบเอาศอกกระทุ้งข้อศอกเนียน พร้อมกันนั้นสนเอามืดกรีดลงไปที่สันมือตัวเอง ร้องดังลั่น
       “ว๊าย”
       เนียนตกใจร้อง “อุ๊ย”
       สนทำทีเป็นกุมมือ มองหน้าเนียนพูดตัดพ้อ
       “เนียนโกรธอะไรข้ารึ ถึงเอามีดมาเฉี่ยวสันมือข้า จนเลือดสาด”
       เนียนตกใจ ทุกคนตกใจ
       “ตายจริง ชั้น ชั้น...”
       “อะไรกันรึ เนียน สน” ทองจันทร์เงยหน้ามาถาม
       “สนก็ไม่ทราบค่ะ สนก้มหน้าก้มตาสลักผักอยู่ดีๆ เนียนก็ยกศอกมากระทุ้งสน จนมีดของเนียนมาบาดสันมือสน”
       มือของสนเลือดไหลย้อยลงมาจริงๆ เนียนส่ายหน้าน้ำตาคลอ พูดไม่ออก ทองจันทร์กับเรียมมองหน้าเนียน กบกับแมวชี้กันให้ดูมีดสนที่มีเลือด
       “เลือด”
       สนรีบเอามีดตัวเองมาเช็ดชายผ้าสิ่นด้านในอย่างว่องไว
       “เอ้อ เนียน”
       “เนียนคงไม่ได้ตั้งใจ ข้าเข้าใจจ้ะ”
       “ชั้นขอโทษคุณสน จริงๆ ชั้นจะไปเอายาเอาผ้ามาทำแผลให้นะคะ”
       ขุนภักดีเดินออกมาพอดี
       “คนรับใช้มีเต็มบ้าน ทำไมเนียนต้องทำเอง กบ แมว รีบพาคุณสนไปทำแผล”
       พูดแค่นั้น แล้วท่านขุนก็ไม่มาดูด้วยซ้ำ กลับมาหยิบดอกไม้ที่เนียนสลักมาดู ส่วนเนียนน้ำตาคลอ
       “สวยมากจ้ะเนียน เย็นนี้ น้ำพริกปลาทูจิ้มผักสลักของเนียน ต้องอร่อยที่สุดจ้ะ”
       สนแค้นแทบกระอัก อยากจะฆ่าเนียนบัดเดี๋ยวนั้น กบกับแมวเอายามาให้ สนปัดทิ้ง
       “ชั้นจะกลับไปให้ช้อยมันทำแผลให้ที่เรือนของชั้น สบายใจได้เลยนะเนียน ยังไงชั้นก็ไม่โทษว่าเนียนตั้งใจใช้มีดแทงชั้น”
       สนหันกลับไป เนียนหน้าเสีย
       “พี่ก็ไม่โทษจ้ะเนียน ขอบใจมากนะสนที่ทำตัวดีขึ้น”
       สนสะอึก แต่สลัดหน้ากลั้นน้ำตาเดินออกไป แมวกระซิบกบ
       “ข้าเห็นคุณสนยกมือไปกระแทกมีดคุณเนียนแล้วเอามีดจิ้มสันมือตัวเอง” แมวว่า
       “ข้าก็เห็นแว้บๆ” กบบอก
       “สลักผักกันต่ออย่ามัวแต่ซุบซิบนินทาเอ็งสองคนจะกลายเป็นปลาหมอตายเพราะปากพร้อมกันสองตัว”
      
       ทองจันทร์เสียงดัง สองคนรีบเอามือกุมปากตัวเอง



       ขณะที่ช้อยทำแผลที่สันมือให้สน ช้อยต่อว่าสน
      
       “คุณสนเจ้าขา นี่กล้าลงทุนยอมเจ็บกรีดเนื้อตัวเอง ขนาดนี้หรือเจ้าคะ”
       “ไม่กล้าลงทุนจะได้กำไรรึ ข้ายอมเจ็บตัว เจ็บหัวใจในวันนี้ ข้าต้องสร้างเหตุการณ์น้ำหยดลงหิน ให้หินมันกร่อนจนได้ เมื่อถึงวันนั้น ช้อยเอ๊ย หัวเราะทีหลังดังกว่า”
       “โชคดีของช้อย ที่ไม่ต้องไปปดคุณท่านเรื่องไอ้หมอเสน่ห์”
       ขาดคำของช้อย เสียงกบแมวร้องเรียกประสานเสียงดังขึ้น
       “ช้อย ช้อย”
       “คุณท่านให้หา ท่านจะสอบถามเรื่องให้ไปตามหมอเสน่ห์ได้ความว่ากะไร” กบตะโกนเข้ามา
       “กรรมของอีช้อยมาอีกแล้วเจ้าค่ะคุณสน” ช้อยบ่น
       สนฉุนขาด ฉวยกะละมังใส่น้ำล้างแผลสาดลงเรือนไปทางเสียง
       “หมาที่ไหนมาเห่าเอะอะเรือนกู ไป ชู้วว ไปหอนที่อื่นๆ ไม่เห็นรึว่าช้อยมันกำลังทำแผลให้กูอยู่ เชิญพวกมึงขี่ม้าสามศอกไปฟ้องคุณท่านเลย กูจะฟ้องกลับว่ามึงมาห้ามให้อีช้อยทำแผลให้กูดูสิว่าท่านจะเชื่อใคร อีปากปลาหมอ”
       ที่ด้านล่างเวลานั้น เห็นแมวกับกบวิ่งกระเจิงออกไปทันที
      
       อยู่มาวันหนึ่งช้อยถือปิ่นโตหิ้วตามสนกับเนียนมาตามทางเดินไปวัด ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้านหมอเสน่ห์ สนเดินยิ้มกริ่ม ช้อยเดินฮัมเพลงตามหลังนาย
       “ขอบใจมากนะเนียน ที่มาทำบุญกับข้าวันนี้”
       “เรื่องทำบุญไม่ต้องขอบใจดอกคุณสน ชั้นสิต้องขอบคุณ คุณสนที่พามาทำบุญ”
       “ก็แหมวันก่อนมันพลาดไปแล้ว เจ็บใจตัวเองไม่หาย ข้าอยากแก้ตัวน่ะ”
       เนียนมองไปรอบๆ เห็นบ้านหมอเสน่ห์ แต่ไม่รู้ว่าบ้านใครอยู่ห่างออกไป
       “แถวนี้ไม่ค่อยมีบ้านผู้คนเลยนะคะ”
       “มี นั่นไงล่ะ บ้านหมอเสน่ห์ที่ว่า อยากแวะไปหาบ้างไหม” สนทำเป็นชวน
       “ไม่ละคะ รีบไปวัดกันเถิดค่ะเดี๋ยวไม่ทันพระฉันท์เพล” เนียนบอก
       “ใช่เจ้าค่ะ รีบไปเจ้าค่ะคุณสน อย่าสิคะ พระฉันท์เพล มันเป็นเวลาสำคัญนะเจ้าคะ”
       สนหันมายิ้มให้ช้อยอย่างรู้กัน
      
       ทางด้านหมอเสน่ห์กำลังหอบหิ้วข้าวของรีบร้อนลงเรือน เจอเอากับเหิมที่ยืนขวางหน้า
       “เพลอย่างนี้มันเป็นเวลาสำคัญ ตะวันตรงหัว แดดเปรี๊ยงร้อนฉ่าจะรีบไปไหน หมอ”
       “ไปงานศพมารดาของพ่อจ้ะ” หมอบอก ไม่รู้จักเหิม
       “ไปงานศพแต่ทำยังกะจะย้ายบ้านงั้นเหละ” เหิมดักคอ
       “เราไม่รู้จักกัน พ่อมีธุระอะไรกับชั้นเล่าถ้าไม่มีก็ขอทางด้วยจ้ะ”
       “ไม่รู้จักดอก แต่ว่ามีธุระสำคัญ มีอะไรไหม”
       หมอฉุนกึก “อุบ๊ะ ข่มขู่กันนี่หว่า”
       “กูมาเอาของที่มึงต้องทำให้คุณสนให้เสร็จ มึงรีบเอามา” เหิมบอก
       “ของมันหายากยังกะงมเข็มในมหาสมุทร ต้องรอก่อนจ้ะ”
       “รอมึงกลับจากงานศพมารดาของพ่อมึงรึ มึงรีบกลับเข้าไปทำของเดี๋ยวนี้”
       เหิมชักมีดออกมาหมอใจตัวสั่น
       “กลัวแล้วจ้ะ”
      
       ทางด้านทองจันทร์มาถามหาเนียน
       “คุณเนียนไม่อยู่รึ นางแมว นางกบ”
       “ไม่เห็นเลยตั้งแต่ช่วงสายๆ แล้วเจ้าค่ะ” แมวว่า
       “เห็นเจ้าค่ะ เห็นเดินไปทางเรือนคุณสนเจ้าค่ะ” กบบอก
       “ตายละวา เดินไปทางเรือนนั้น แล้วทำไมเอ็งไม่เดินตามไปเป็นเพื่อนคุณเนียน คนเรือนนั้นแค่เผลอกระพริบตาแผล่บมันก็แทงฉึกเข้าให้ไม่ทันรู้ตัวซะแล้ว คุณเนียนก็ซื่อจนไม่ทันผู้ทันคน ไปตามคุณเนียนมา”
       “เจ้าค่ะ” สองคนวิ่งลงเรือนไปตามเนียนทันที
       “อ๊ะๆ พวกเอ็งสองคนตัวติดกันรึ เอ็งไปสองคนแล้วใครจะอยู่กับข้า”
       สองคนชะงักเท้า มองหน้ากันชี้กันเอง พูดพร้อมกัน
       “เอ็งไป”
       “นางกบ นางแมว” ทองจันทร์ชักโมโห
       สองคนยังชี้กันอยู่ “ข้าอยู่”
       “ยังอีก นางแมวไปนางกบอยู่”
       เรียมเดินเข้ามาพอดี
       “มีอะไรกันหรือคะ คุณแม่”
       “เนียนหายไปไหนไม่รู้”
       “อ้อ เห็นเดินไปทางเรือนแม่สนค่ะ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไร”
       “คุณเรียมมาแล้ว งั้นเอ็งสองคนไป” ทองจันทร์บอก
       สองบ่าวรีบลงเรือนไป ทองจันทร์กับเรียมแปลกใจว่าเนียนไปทำอะไรที่เรือนเล็กของสน
      
       เวลาต่อมาสามคนเดินกลับจากวัด สนกับช้อยพยายามเลี้ยวลดไปทางเรือนหมอเสน่ห์ให้ใกล้ที่สุด
       “เมื่อตอนขามาเราไม่ได้เดินมาทางนี้นี่คะคุณสน” เนียนท้วง
       “ทางที่เราเดินมาแดดมันร้อน ทางนี้แหละร่มดี” สนบอก
       “ชั้นมีร่มค่ะ”
       เนียนยกร่มขึ้นมากางให้ ช้อยกับสนสบตา แล้วช้อยก็ทำตื่นเต้นตกใจชี้ไป
       “ไฟไหม้ ไฟไหม้บ้านหมอเสน่ห์”
      
       ที่แท้หมอโดนมัดอยู่ในบ้าน และไฟกำลังลุกท่วม หมอตาเหลือกร้องโวยวาย
       “ช่วยด้วย...ช่วยด้วย”
      
       เนียนตกใจมาก สนทำตกใจไปด้วย
       สนกับช้อยสบตากัน
       “เราไปช่วยดับไฟกันดีกว่า”
       สนกระชากเนียนวิ่งไปยังบ้านหมอ มีช้อยวิ่งตามหน้าระรื่น
      
       สามคนวิ่งมาถึงหน้าบ้านหมอ เสียงหมอร้องโอดโอยดังมาจากในเรือน
       “ตายแล้ว คุณสนเจ้าขา มีคนติดอยู่ในเรือนค่ะ”
       สนกับช้อยมองหน้ากันอีก
       “ตายจริงๆแน่ ช้อย เอ็งอยู่ช่วยคุณเนียนดับไฟ ข้าจะไปตามคนมาช่วยดับไฟ” สนบอก
       “จะทันหรือคะ บ้านเราอยู่ห่างนะคะ” เนียนงงๆ
       “ยังดีกว่าไม่ทำอะไรนี่นา” สนอ้าง
       ว่าแล้วสนก็วิ่งออก ไม่สนทีท่าเงอะงะของเนียน
       “น้ำอยู่ที่ไหนเล่าช้อยรู้ไหม”
       ช้อยชี้ไปหลังบ้าน
       “บ่อน้ำหลังบ้านนั่นไง คุณเนียนก็ไปตักเอาสิ อิชั้นเป็นห่วงคุณสน จะรีบไปตามไปดูแลคุณสน”
       “เดี๋ยวสิ..ช้อย...”
       ว่าแล้วช้อยก็วิ่งไปอีก เนียนยืนงง เสียงหมอยังร้องโอดโอยดังแว่วออกมา
       “โธ่ ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน”
      
       เนียนตัดสินใจวิ่งไปทางหลังบ้าน



       เนียนวิ่งมาท่าทีตื่นตระหนก หันรีหันขวาง
      
       “โธ่ โธ่ จะช่วยเขาได้ยังไง”
       เนียนมาเจอถังน้ำขอบบ่อ รีบโยนลงไป แล้วสาวถังขึ้นมาก่อนจะหิ้วถังไปรดน้ำทางด้านหลัง แต่แทบไม่ทำ ให้ไฟลดลงไป
       เนียนวิ่งกลับมาใหม่อีกครั้ง และกำลังยกถังน้ำสาดลงไป สักสามครั้ง เหิมกระโจนมาจากทางด้านหลังเนียน เข้ามารัดร่างเนียนเอาไว้
       “แม่เนียนคนสวย สวยจนอดใจไม่ไหว”
       เนียนตกใจมาก
       “ว๊าย ปล่อยนะปล่อยชั้น”
       “ปล่อยไม่ได้ดอก ครั้งก่อนใจไม่กล้าพอ แต่ครั้งนี้ โอกาสมันเหมาะเหม็ง จะข่มขืนแล้วโยนเข้ากองไฟให้ตายตามไอ้หมอลามกนั่นซะ”
       เหิมไม่ฟังลากเนียนไปข้างบ่อน้ำ เนียนกรีดร้องลั่น เหิมเหวี่ยงเนียนลงไปกอง
       “ปล่อยชั้นไปนะ ชั้นเป็นเมียท่านขุนภักดีภูบาล ถ้าพี่ชายทำร้ายชั้น พี่ชายต้องโดนจับเข้าตะราง”
       เนียนขอร้อง เหิมส่ายหน้า
       “อะไรก็ห้ามไอ้เหิมไม่อยู่แล้ว”
       เหิมกระโดดคร่อมร่างเนียนทันที
      
       ช้อยวิ่งมาทันสนที่ยืนรออยู่ ห่างบ้านหมอมาอีกหน่อย
       “เป็นอย่างไรบ้าง”
       “เป็นผู้หญิงสวยที่โง่ที่สุดที่ช้อยเคยพบมา มันคงตักน้ำจนหมดบ่อกระมังเจ้าคะ”
       “แต่ข้าว่ามันคงแค่ตักน้ำสามถังเท่านั้น ถ้าไอ้เหิมมันไม่ทันไปไหน มันจะถูกหวยโดยไม่รู้ตัว”
       “จริงสิเจ้าคะ ไอ้เหิมหวยออกแน่เจ้าค่ะ”
       “เอ็งว่าถ้ามันเจออีเนียนมันจะทำยังไงน้อ” สนสะใจนัก
       “ก้มลงกราบกระมังเจ้าคะ คุณสน ช่างถามได้ มันก็ปล้ำสิเจ้าคะ อีเนียนมันก็ร้องว่าว๊าย อย่าทำชั้น ว๊ายอย่าทำชั้น” ช้อยหัวร่อร่า
       “คนเลวอย่างไอ้เหิมมันก็หาฟังไม่”
       “เหมือนที่มันไม่ฟัง ตอนที่คุณสนร้อง ว๊าย อย่าทำข้า ใช่ไหมเจ้าคะ”
       “อีช้อย”
       ช้อยหุบปาก เงียบในทันที
       ส่วนที่หลังบ้านหมอเสน่ห์ เหิมกำลังก้มลงไปหาเนียน ทำท่าจะกระชากเสื้อแล้ว ทันใดเหิมก็โดนจิกหัวจนหน้าหงายจากด้านหลัง แล้วตบด้วยด้ามปืนกลับไปกลับมา
       “ไอ้เดียรฉาน”
       “ใครวะ”
       “กูเอง” หนักคำราม
       เหิมหันไปเห็น “ไอ้หนัก”
       หนักซ้อมต่อเต็มแรง จนเหิมสลบคาที่
       “ไอ้ใจเดียรฉานในร่างคน มึงไม่สมควรอยู่เป็นผู้คนอีกต่อไป มึงตาย”
       เนียนเห็นคนที่มาช่วยดีใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่
       “พี่...”
       “จุ๊ๆ อย่าเรียกชื่อพี่ อย่าให้ใครรู้ว่าเนียนเป็นน้องสาวของพี่ รีบกลับบ้านไปให้ไวที่สุด ไม่ต้องบอกเรื่องที่พบเห็นพี่กับใครเด็ดขาด”
       “เนียนสงสารคนที่โดนไฟครอกเนียนไหว้ละพี่ ช่วยเขาเถิด เขาร้องโอดโอยน่าเวทนาเหลือเกิน” เนียนอุตส่าห์เป็นห่วงหมอ
       “พี่ต้องฆ่าไอ้เดียรฉานตัวนี้ก่อนเอามันไว้ไม่ได้แล้ว มันจะข่มขืนเนียน”
       “ช่วยชีวิตคนกำลังจะตาย สำคัญกว่าการฆ่าคนเลวคนนึงนะจ้ะ น้องกราบ น้องเวทนาเขา”
       “น้องดีเกินไป มีใจมีปากเอาไว้เวทนาคนอื่น แต่คนอื่นมีใครเวทนาเมตตาน้องไหม จำไว้อย่าไว้ใจนางคุณสนคนนั้น กับอีบ่าวสอพลอคอสั้นนั่น”
       เนียนตกใจ “พี่รู้จักคุณสน”
       “ใครบ้างไม่รู้จักคุณสนคนสวย นิสัยเลวเมียท่านขุนภักดีภูบาล รีบกลับบ้านซะ ถ้าท่านขุนถามว่าไปโดนอะไรมา ก็บอกไปว่าโดนคนชื่อไอ้เหิมไล่ฉุดคร่าแต่ว่ามีคนมาช่วยเอาไว้ ถ้ามันโดนจับได้ความจริงชั่วๆ ที่มันทำจะหลุดออกมาจากปากชั่วๆ ของมันเอง”
       หนักผลักไสเนียนให้ไป เนียนโผเข้ากอดพี่ชาย
       “พี่หนักจ๋า ถึงไอ้เหิมคนนี้มันจะเลว สมควรตาย แต่ไม่ใช่หน้าที่ของพี่จะตัดสินประหารมัน ถึงกฎหมายยังไม่ไปถึงสักวันกฎแห่งกรรมก็ต้องไปถึง เนียนไม่อยากให้พี่ฆ่าใครตาย แดงน้อยก็คงไม่อยากมีลุงฆ่าคนตาย พี่ก็คงเสียใจมาก” ช้อยขอร้อง
       สองพี่น้องกอดกันร้องไห้ หนักพยักหน้า
       “พี่จะทำตามที่น้องขอร้อง ไปสิจ้ะน้องรัก”
       เนียนผละวิ่งจากไปทั้งน้ำตา หนักน้ำตานองหน้า
       “เพื่อพ่อ เพื่อน้อง เพื่อหลานของกู”
       หนักหันมากระชากคอเหิมเอาน้ำสาดให้ฟื้น
       “อย่า อย่าฆ่าชั้น” เหิมได้สติก็ร้องลั่น
       “กูฆ่ามึงแน่ ถ้าผู้หญิงใจพระที่มึงจะฆ่าข่มขืนเขาไม่ขอร้องกูให้ไว้ชีวิตมึง”
       “เนียนพูดเช่นนั้นจริงหรือ” เหิมอึ้ง
       “กูอยากฆ่ามึงใจจะขาด ไม่เช่นนั้นก็จะไว้ชีวิตมึงเรอะ” หนักกระชากคอเหิม “ลุกขึ้นมา ตักน้ำ สาดเข้าไปให้มากที่สุดกูจะเข้าไปช่วยคนในบ้าน”
       “เนียน ผู้หญิงใจพระ เกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเจอ”
      
       เหิมยืนงงไม่อยากเชื่อ หนักถีบส่ง เหิมวิ่งไปจ้วงน้ำมาสาด ส่วนหนักวิ่งลุยเข้าไปในบ้านทางด้านหลัง

      
       ขณะที่สนกับช้อย เดินกลับมาถึงตรงท้ายบ้าน เจอกบ แทน และแมวที่กำลังจะไปตามหาเนียน แทนเห็นก่อน
      
       “เจ้านายมาแล้ว คุณสนขอรับ คุณสนไปกับคุณเนียนใช่ไหมขอรับ”
       “แล้วมันหนักหัวใคร หนักหัวเอ็งเร๊อะ เป็นคนรับใช้อย่าได้สะเออะมาสอบสวนเจ้านายไอ้แทน” สนโมโห
       “คือคุณท่านกับคุณนายเรียม ให้เรามาตามคุณเนียนเจ้าค่ะ” แมวบอก
       “แล้วอย่างไร เอ็งก็เชิญไปตามสิ เจ้านายคนโปรดของพวกเอ็งนี่” สนเยาะ
       “คือว่าคุณนายเรียม ท่านเห็นคุณเนียนไปทางเรือนคุณสนเจ้าคะ” กบบอกอีก
       “เจ้าแทนมันบอกว่า...” แมวพูดไม่ทันจบ
       สนสวนขึ้นมา ตาเขียวปัดจ้องใส่แทน “ไอ้แทน”
       แทนรีบส่ายหน้าลนลาน “กระผมไม่ได้บอกอะไรขอรับ ไม่ได้บอก ไม่เคยบอก”
       “จำคำพูดของเอ็งไว้ให้ดี พูดแล้วอย่ากลับคำ ตามข้ามานี่ไอ้แทน”
       สนกับช้อยเดินเชิดไป โดยมีแทนเดินตามหลัง แมวกับกบ ยืนงงมองหน้ากัน
       “ก็ไอ้แทนมันบอกว่า คุณเนียนไปกับคุณสนไปถวายอาหารเพลพระ” กบบอก
       “แล้วทำไมคุณเนียนไปไหนกับคุณสน ถึงไม่ได้กลับมาด้วยกันสักที” แมวว่า
       “ประหลาดแท้”
       สองคนประสานเสียง ชะเง้อรอหาเนียน
      
       สนเดินมาถึงหน้าเรือน มองสบตากับช้อย
       “เจ้าแทน เอ็งอยากได้เงินให้สักตำลึงสองตำลึงไหม” ช้อยถาม
       “ใคร้จะไม่อยากได้เงิน” แทนว่า
       “เอ็งต้องทำงานถึงจะได้เงิน” ช้อยบอก
       “ข้าเป็นห่วงคุณเนียน จู่ๆ ก็พลัดหลงกันซะงั้น เอ็งช่วยไปตามหาคุณเนียนทางหลังบ้านทีรึ นางช้อยเอาให้ไอ้แทนสองตำลึง”
       แทนยืนตะลึง ช้อยส่งเงินให้แทนจะตะครุบ
       “ฟังข้าก่อน เรื่องไปตามหาคุณเนียนน่ะเล่าได้ แต่เรื่องเงินที่ให้เอ็งบอกใครไม่ได้ เพราะคุณท่านรู้เข้าโกรธตาย ว่าคุณสนสุรุ่ยสุร่ายใจดีมากเกินไป”
       “ขอรับ คุณสน กระผมจะไม่เป็นปลาหมอตายเพราะปากขอรับ”
       แทนดีใจ รีบออกไปทันที
       “อ้อ ไอ้แทน ตอนฉันเดินตามหาคุณเนียนเห็นเหมือนไฟไหม้บ้านหมอเสน่ห์ ข้าตกใจกลัววิ่งหนีมา เอ็งลองไปดูสิ เผื่อจะเจอ คุณเนียนแถวนั้น”
       สนพูดจบก็หันไปยิ้มให้ช้อย
      
       ด้านเนียนวิ่งมา ยังไม่หายตื่นตกใจ
       “ช่างน่ากลัวจริงๆ ขอให้พี่หนักช่วยคนที่อยู่ในบ้านได้ด้วยเถิด เจ้าประคู้นเอ๊ย        อย่าเป็นอะไรนะ”
       เนียนวิ่งไปหันไปมองทางด้านหลังไปด้วย แล้วเนียนก็สะดุดหกล้ม ฟากแทนวิ่งตะโกนมาเรื่อยๆ
       “คุณเนียนขอรับ คุณเนียนขอรับ”
       เนียนกระโผลกกระเผลกลุกขึ้น เสื้อผ้าเนื้อตัวยับเยินไปหมด ได้ยินเสียง แทนตะโกนเรียก
       “คุณเนียนขอรับ คุณเนียนขอรับ”
       เนียนวิ่งไปตามเสียง
       “แทน”
       “คุณเนียน นั่นนั่น ไปโดนอะไรมาขอรับ”
       เนียนส่ายหน้าพูดไม่ออก
       “ชั้นอยากกลับบ้าน”
       เนียนไม่พูดเดินกลับบ้าน แทนเดินตาม คิดไปต่างๆ นานา
      
       ด้านช้อยคุยกับสนเรื่องหมอเสน่ห์
       “รายที่สองแล้วนะเจ้าคะคุณสน นี่คุณสนถลำเถลือกลงไปทุกทีแล้วจริงๆ นะเจ้าคะ”
       “กูหยุดไม่ได้แล้วไอ้เหิมก็อีกคน เสร็จนาคราวนี้เห็นทีต้องฆ่าโคทิ้งซะแล้ว”
       “คุณสน” ช้อยตกใจ
       “เอ็งอย่าพูดมาก รีบไปทำตามแผนการน้ำหยดลงหินของข้าต่อไป”
       “ทำยังไงเจ้าคะ คุณสน”
       “รีบไปเรือนใหญ่ ใครพูดก่อนคำพูดคนนั้นน่าเชื่อกว่า”
       “คุณสนจะไปพูดอะไรเจ้าคะ”
       สนไม่ตอบช้อยเดินตามมาโดยเร็ว
      
       เวลานั้นสนกำลังลอยหน้าอารมณ์ดีรายงานเท็จกับทองจันทร์และเรียม
       “เนียนเขาอยากเอาของไปถวายเพลที่วัด ทดแทนที่วันก่อนไปไม่ถึง สนก็เลยจะแก้ตัวที่ทำผิดไว้กับเขา รีบตกปากรับคำไปเป็นเพื่อนค่ะ”       
       “แต่พอขากลับสิเจ้าคะ คุณเนียนขอเดินไปถ่ายทุกข์แล้วหายไปเลย” ช้อยสาระแนบอก
       “ใครถามเอ็งนางช้อย อย่าสอด เวลานายพูดกัน” ทองจันทร์ด่า
       “แหมมาตะเภาเดียวกับแม่สนเรื่องถ่ายทุกข์ทีเดียวนะ” เรียมดักคอ
       “สนก็รออยู่เดินวนหาก็ไม่พบ พอดีสนเห็นบ้านไอ้หมอเสน่ห์มันไฟไหม้สนตกใจกลัว วิ่งหนีกลับบ้านมากับนางช้อยค่ะ สนมาถึงบ้าน ก็เลยจ้างเอ๊ย บังคับให้ไอ้แทนมันไปตามเนียนค่ะ”
       แทนคลานเข่าเข้ามา ตามด้วยกบและแมวที่ตื่นเต้นตกใจ เนียนเดินตามมาสีหน้ายังตื่นตระหนก สนกับช้อยสบตากันแอบยิ้ม
       “เนียน” ทองจันทร์กับเรียมอุทานพร้อมกัน
       เนียนทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ เรียม แล้วเป็นลมล้มพับไป
       “เนียน” ทองจันทร์กับเรียมอุทานพร้อมกันอีก
       สนรีบถาม “เอ็งไปเจอคุณเนียนที่ไหนไอ้แทน”
       “ห่างจากบ้านที่ไฟไหม้นั่นแหละขอรับ กำลังวิ่งมาจากทางนั้นขอรับไม่ทราบว่าไปเจออะไรมา” แทนว่าตามที่เห็น
       “จริงเจ้าค่ะ ยังกับโดดหมามากัดเจ้าค่ะ” ช้อยผสมโรง
       “หมาจนตรอกกระมังเจ้าค่ะ ถึงบ้ามากัดคนอย่างคุณเนียน” กบแค้นแทน
       “หยุดเจรจาเหลวไหลนะ” ทองจันทร์เอ็ดเอา
       “กบ แมว ช่วยกันประคองคุณเนียนเข้าไปที่ห้อง” เรียมสั่ง
       สองคนรีบประคองเนียนไปที่ห้อง
       “สนเข้าไปช่วยนะคะ”
       “ขอบใจมาก แต่ไม่รบกวนดอกจ้ะแม่สน” เรียมห้ามไว้
       “คุณแม่จะสอบถามอะไรสนอีกไหมคะ เรื่องไฟไหม้” สนถาม
       “เห็นจะไม่ก่อนละ ข้าห่วงเนียนมากกว่าว่าไปเจอเรื่องร้ายๆ อะไรมาอีก”
       “แต่ก็อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมไปกับแม่สนทีไรเนียนถึงประสปเหตุไม่ดีมาทุกที” เรียมดักคอ
       “ค่ะ สนเองก็ตั้งข้อสังเกตกับตัวเองทุกที ว่าทำไมสนถึงโชคร้ายอย่างนี้ทุกที คล้ายกับว่าสนนำโชคร้ายมาให้เนียน” สนทำทีเป็นตัดพ้อ
       “แม่สนไม่ใช่ตุ๊กแก อย่ากินปูนร้อนท้อง”
      
       ทองจันทร์เดินตามเนียนและเรียมเข้าไปอีกคน



       สนนั่งหัวเราะท้องคัดท้องแข็งอยู่บนเรือนมีช้อยกอดขาสนประจบ หัวเราะตาม
      
       ช้อยยื่นหน้าไปล้อเลียนสนที่ถูกทองจันทร์ตำหนิ “ตุ๊กแก”
       “สมน้ำหน้าอีเนียน สมมันคงเจอไอ้เหิมปล้ำเข้าให้แล้วละสิ ถึงรุ่งริ่งกลับมาขนาดนี้”
       “ไอ้เหิมหวยออกสมใจอยากของมันแล้ว”
       “อยากจะเห็นหน้าพี่ขุนนัก ตอนเจอสภาพเมียสุดที่รักสุดหวงโดนโทรมกลับมา”
       “คุณสนเจ้าขา ช้อยว่าแววตาของคุณนายใหญ่ทองจันทร์เริ่มหวั่นไหวแล้วนะเจ้าคะ หินกร่อนแล้วเจ้าค่ะ”
       สองคนกำลังหัวเราะร่วน แล้วมองไปเห็นขุนภักดี ทำให้สองคนหยุดหัวเราะค้างไปเลย
      
       ขุนภักดีรีบเดินจ้ำอ้าวหน้าตาไม่สบาย หลังจากรู้เรื่องเนียนแล้ว เอกเดินตาม หลังต้อยๆ
       “ทำไมถึงปล่อยให้เนียนไปกับสนจนได้ ต่อไปนี้ห้ามเด็ดขาด นายเอก”
       “ขอรับ คุณเทพ”
       สองคนรีบร้อนไปกันอย่างรวดเร็ว
      
       สองคนอารมณ์เสียมากๆ
       “ดูดู๋ ดู พี่เทพ กระหืดกระหอบ จะรีบไปดูอาการอีเนียน จะเหลือบตามาเรือนนี้ก็หามีไม่ กูอยากกัดลิ้นตาย”
       “อย่าเพิ่งเจ้าค่ะ คุณสน คนที่จะตายไม่ใช่คุณสน แต่เป็นอีเนียนเจ้าค่ะ หนักแน่นไว้เจ้าค่ะ”
       สนกัดฟันสะกดอารมณ์อย่างแรง
      
       ขุนภักดีประคองเนียนเอาไว้แนบอก
       “ไม่ต้องกลัวแล้วเนียน พี่จะส่งตำรวจไปตามจับไอ้คนที่มันมาทำร้ายเนียนของพี่มาลงโทษให้ได้ ไหนลองบอกชื่อมันมาสิ”
       “เนียน เอ้อ เนียนได้ยินคนที่มาช่วยเนียนเรียกมันว่าไอ้เหิมค่ะ”
       “ไอ้เหิม กูจะเอามึงเข้าตะราง พี่จะลงไปตรวจสุพรรณบุรีทุกตารางนิ้ว”
       “ขอบพระคุณมากค่ะ พี่ขุน”
       “อ้อ แล้วคนที่มาช่วยเนียนนั่นเล่า เขาเป็นใคร พี่อยากขอบใจ”
       “เนียนไม่ทราบดอกค่ะ เขาเป็นคนที่จะมาช่วยดับไฟแต่ให้บังเอิญมาเจอเนียนกำลังโดนมันลวนลาม”
       “ต่อไปนี้ห้ามไปไหนกับสนอีก แม้ว่าเขาจะชวน” ขุนภักดีสั่ง
       “เอ้อ...”
       “พี่รู้ว่าเนียนขี้เกรงใจ ไปกับพี่ พี่มีวิธียืนยันว่าสนกับเนียนจะไม่ไปด้วยกันอีกตามลำพัง”
       ขุนภักดีไปฉวยแส้หางม้า แล้วดึงเนียนออกจากห้องไป
      
       ส่วนช้อยกับสนกำลังปรึกษากัน
       “ขอให้อีเนียนท้องเพราะโดนข่มขืน”
       “ขอให้ท่านขุนจับได้ว่าท้องกับชู้”
       ขาดคำขุนภักดีพาเนียนบุกขึ้นมาบนเรือน ในมือถือแส้ม้ามาด้วย
       “พี่ขุน จะมาด่าสนอีกใช่ไหมคะ สนยอมรับผิดที่เนียนมาชวนไปวัดแล้วยอมไปด้วย ใช่ไหมเนียน” สนจ้องหน้าเนียนขณะถาม
       เนียนอึกอัก “เอ้อ...”
       “ถ้าเนียนอยากเห็นข้าโดนโบยว่าโกหก เนียนก็บอกพี่ขุนไปเลย ว่าข้าโกหก”
       “คุณสน” ช้อยตกใจ ไม่คิดว่าสนจะใจกล้า
       “เชิญพี่ขุนโบยสนค่ะ”
       สนทำหมอบลงตรงหน้าขุนภักดี แต่แววตาดุดันเหลียวไปมองที่เนียน
       “ว่ายังไงเนียน”
       “คุณสนพูดความจริงค่ะพี่ขุน”
       สนแอบถอนใจเฮือกพลางลอบยิ้ม
       “พี่อยากได้ยินจากปากของทั้งเนียนและสน ยันกันว่าสนไม่ได้ยกเมฆเอาเองว่าเนียนชวนไป แม้ว่ามันจะไม่ใช่วิสัยของเนียนและพี่ก็ยังไม่ปักใจ แต่กลับคิดว่าเนียนกลัวสนจะโดนโบยเพราะโกหก”
       “พี่ขุน” สนตกใจ
       “ยิ่งทำให้พี่ซาบซึ้งน้ำจิตน้ำใจเนียนมากขึ้น ว่าเนียนยอมรับผิดเพื่อผู้อื่นพ้นโทษ”
       “พี่ขุน” สนตกใจมากขึ้นอีก
       “เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ ไม่ว่าใครจะชวนใคร ไม่ต้องไปด้วยกันโดยลำพังเด็ดขาด ส่วนไอ้คนที่ทำร้ายเนียนมันชื่อไอ้เหิม ไม่เกินวันนี้วันพรุ่งมันโดนจับเข้าตะรางแน่ สำหรับคนที่มาช่วยเนียน เสียดายที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ทั้งที่อยากจะขอบใจและตกรางวัลให้”
       สนกับช้อยตื่นตกใจ
       “มีคนมาช่วยเนียน” สนไม่อยากเชื่อ
       “ค่ะ..คุณสน”
       ขุนภักดีไม่รอให้สนซักถามต่อ พาเนียนหันกลับ
       สนกับช้อยสบตากัน สงสัยคาใจมาก
       “ใครกัน”
       “ช้อยอีเนียนมันเอ่ยชื่อไอ้เหิม ถ้าไอ้เหิมมันโดนจับได้ มันประจานเราสองคนแน่ โอย... ข้าจะยิ่งกว่าโดนโบย ข้าจะตกนรกทั้งเป็น ช้อยเอ็งช่วยข้าด้วย”
       สนเริ่มร้องไห้ออกมา ช้อยปลอบ
       “ใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ คุณสน ช้อยกำลังหาหนทาง ตั้งแต่ได้ยินอีเนียนเอ่ยชื่อไอ้เหิมแล้ว”
      
       ในราวป่าแห่งหนึ่ง เวลาราวตีห้าของวันใหม่ เหิมกำลังโดนหนักข่มขู่
       “แยกกันตรงนี้ แล้วมึงจำไว้ให้แม่นว่ากูไม่เคยข่มขืนผู้หญิงที่มึงมาจ้างวานให้ข่มขืน และกูไม่มีวันที่จะข่มขืนคนดีๆอย่างเขา จำไว้อีกว่า ถ้ามึงแตะต้องเขาอีก มึงจะถูกกูแร่เนื้อเอาเกลือทาโยนให้อีกากิน ส่วนที่มึงสารภาพมาว่าเคยข่มขืนอีสนนั่นมึง วันใดที่มึงโดนจับ วันนั้นมึงบอกตำรวจได้เลยว่าอีสนคือคนจ้างมึง มาข่มขืนเนียน แต่มันโดนซะเอง อีสนจ้างมึงฆ่าคนของท่านขุน อีสนจ้างมึงฆ่าหมอเสน่ห์ อย่าได้มาใส่ร้ายผู้หญิงคนนั้นเด็ดขาด ใครถามหาไอ้หมอเสน่ห์มึงบอกไปเลยว่าไม่เคยเห็น”
      
       พูดจบหนักถีบหัวเหิมล้มลง แล้วหันกลับเดินออกไป



       รุ่งเช้า ขณะที่เนียนหอบดอกไม้มากำใหญ่จากในสวนหลังบ้าน และกำลังจะขึ้นเรือนเพื่อเอาไปปักแจกัน สนวิ่งมาหา
      
       “เนียน”
       “อุ๊ย...คุณสน”
       เนียนตกใจจะถอยเดินหนี
       สนจ้องหน้าพูดทีเล่นทีจริง
       “จะหนีไปตายรึ”
       “คุณสนมีอะไรกับชั้นรึ”
       “ก็แค่อยากขอบใจที่ช่วยปดพี่ขุน เรื่องข้าชวนไปทำบุญ”
       “ชั้นไม่ชอบพูดหรือทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อนค่ะ”
       “ถามจริงๆ เนียนคิดว่าพี่ขุนจะกล้าโบยข้าจริงๆ ไหม”
       “ไม่กล้าคิดดอกค่ะ ว่าพี่ขุนจะคิดเช่นใด”
       “แล้วเนียนคิดว่า พี่ขุนจะกล้าโบยเนียนไหม ถ้าเนียนมีชู้”
       “คุณสน...ดอะไรอย่างนั้นคะ”
       “พูดทีเล่นทีจริงไงละ ระวังตัวให้ดีด้วยเถิดเนียน ภัยมืดแอบอยู่รอบตัวเราทั้งนั้น”
       พูดเท่านั้นสนก็เดินจากไป เนียนใจคอไม่ดี สนพูดจาให้น่ากลัว
      
       ในราวป่าใกล้เปลี่ยว ใกล้กับท่าน้ำแห่งหนึ่ง เหิมย่องมองซ้ายขวา กำลังยื่นมือมาที่เรือเล็กที่ผูกไว้ข้างตลิ่งมีกิ่งไม้ทับเอาไว้ ตำรวจจำนวนหนึ่งก็กรูกันมาด้านหลังเหิม
       “ไอ้เหิม ยกมือขึ้นเอ็งถูกจับแล้ว”
       เหิมอึ้งค้าง แต่ก็ทำใจสู้ไม่คิดว่าตำรวจจริง
       “ใครเหวยมาเล่นตลกกับไอ้เหิม”
       “ตำรวจ” ตำรวจตะโกนบอก
       “ตำรวจ” เหิมนึกไม่ถึง ก่อนจะหันมามอง
       “อย่าขยับเยื้อน วางอาวุธ”
       ตำรวจกรูมาจับอย่างรวดเร็ว เหิมไม่อาจดิ้นรนขัดขืนใดๆ ได้ เพราะเจ็บไม่มีเรี่ยวแรง ตำรวจช่วยจับเหิมมัดมือไพล่หลัง
      
       ส่วนหญิงใจบาป สนนั่งคิดจะทำร้ายเนียนต่อไปยังไง
       “ทำร้ายมันทีไร มันได้หน้ากลับไปห้าศอกทุกที”
       เสียงช้อยตื่นเต้น วิ่งดังตึงตังเข้ามา
       “คุณสนเจ้าขา หายนะมาเยือนแล้วเจ้าค่ะ”
       “อีช้อยพูดจาหาเหามาใส่หัวกูทำไม”
       ช้อยละล่ำละลัก “ไอ้เหิมโดนจับได้แล้วเจ้าค่ะ”
       “หา”
       สนตะลึง ทำท่าจะลมใส่ ช้อยปราดมาประคอง
      
       ขณะที่ทั้งหมดกำลังนั่งร้อยมาลัย ประดิดประดอย
       ทองจันทร์นั่งมองอยู่ “เนียนนั่งประดิษฐ์ลายใหม่รึ”
       เนียนเขิน “ค่ะ เนียนเอ้อ ทดลองทำน่ะค่ะ เนียนขอโทษที่ไม่ได้ขออนุญาตคุณท่านก่อน”
       “วุ๊ย ขอทกขอโทษอะไรกัน สวยดีออก”
       “ดีจริงๆ ด้วยเนียน สอนแมวกับกบทำบ้างสิ” เรียมว่า
       “แค่ร้อยมาลัยไปซื่อๆ ตรงๆ มันยังร้อยซะอย่างกับบ่วงผูกคอตาย”
       “แหมคุณท่านเจ้าขาก้อ” กบโอดครวญ
       “เอ็งมันมือห่างตีนห่าง ปากก็ห่าง”
       แมววิ่งหน้าตั้งกระหืดกระหอบมานั่งแผละ หอบแฮ่กๆ ลิ้นห้อย
       “นางม้าดีดกะโหลก ทะเร่อทะร่ามาไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่มีมารยาท”
       “ข่าวด่วนเจ้าค่ะ ข่าวด่วน ไอ้เหิมโดนท่านขุนจับตัวได้แล้วเจ้าค่ะ” แมวรายงาน
       เนียนทำมาลัยหล่นจากมือ
       ทองจันทร์ตบเข่าฉาด “ว่าแล้วมันจะพลาดมือพ่อเทพไปได้อย่างไรกัน”
       “ไปเอาข่าวมาจากไหนแมว หรือว่าแค่ฟังเขาเล่ามา” เรียมถาม
       “ก้อฟังไอ้แทนมันเล่ามาเจ้าค่ะ” แมวบอก
       “ไปตามไอ้แทนมา” ทองจันทร์สั่ง
       “มันไปแล้วเจ้าค่ะ มันจะออกไปดูหน้าไอ้เหิมเจ้าค่ะ” แมวบอกอีก
       “กบก็อยากดูเจ้าค่ะ”
       “เป็นสาวเป็นนางอยากไปดูหน้าผู้ชาย อยากได้มันเป็นผัวเร๊อะ” ทองจันทร์เหน็บ
       กบยิ้มแห้งๆ เอกเดินดุ่มเข้ามา
       “ท่านขุนให้มาเชิญ คุณเนียนไปชี้ตัวไอ้เหิมขอรับ”
       เนียนมองหน้าเรียมกับทอง สองคนพยักหน้า
       “เนียนขอตัวก่อนค่ะ คุณแม่ คุณเรียม”
       เนียนถอยตามเอกออกไป
      
       สองคนเดินลงบันไดมา ช้อยอยู่ใต้เรือนตาเหลือก
       “กรรมของคุณสนแท้ๆ แล้ว”
       ช้อยหันกลับวิ่งหกล้มหกลุก ไปชนเอาเนียนที่เดินลงบันไดมา
       “ช้อย”
       “มาแอบฟังอะไรน่ะ” เอกดักคอ
       “เปล่า มาขุดหาไส้เดือน คุณสนอยากตกปลา”
       แล้วช้อยก็วิ่งหนีไปทันที เอกส่ายหน้าตะโกนไล่หลัง
       “ระวังจะตกไปเจอเอากรรมเก่าเข้านะ เชิญขอรับ คุณเนียน”
      
       เอกพาเนียนนั่งเรือไปโรงพัก
       “พี่เอกไม่ต้องเรียกคุณเนียนดอกจ้ะ เนียนอึดอัดจ้ะ”
       “คุณเนียนอึดอัดแต่ กระผมตายแน่ ท่านขุนคุณท่าน คุณนายเรียมท่านสั่งเอาไว้นะขอรับ”
       “ลับหลังพวกท่านกับคนอื่น เราก็พูดจากันเหมือนเดิม พ่อเราเป็นเพื่อนกันมาแท้ๆ”
       “ขอบใจมากเนียน ที่ไม่เคยยกตนข่มคนอื่น ทั้งที่มีโอกาส ความดีของเนียนที่มีต่อผู้อื่นจะมีผลดีในภายหลัง”
       “เนียนไม่หวังสิ่งใดดอกจ้ะ พี่เอก นอกจาก หวังให้ทุกคนที่เนียนรัก ห่วงใย คนที่เนียนเคารพ มีความสุข”
       “ยังจะมีใคร้นอกจากท่านขุน คุณท่าน คุณนายเรียม
       สีหน้าเนียน เศร้าหมองลงไปทันทีกลั้นน้ำตาเอาไว้ นึกถึงภาพหนักกอดตนตอนที่มาช่วยให้พ้นจากเหิม เนียนบอกอย่าฆ่าใคร เพื่อพ่อ เพื่อน้อง หรือเพื่อแดงน้อย
       จากนั้นภาพแดงน้อยที่ได่เจอครั้งสุดท้ายที่เนียนแอบไปพบหลังงานศพพ่อ ผุดขึ้นมาอีก
       เนียนดึงตัวเองกลับมา ถอนสะอื้น นิดหนึ่ง เอกมองหน้าเนียนแบบสงสัยว่าเนียนมีอะไรในใจแน่ๆ
       “เนียนเศร้าเหมือนกำลังคิดว่าเนียนมีใครที่ต้องรักห่วงใยมากกว่าท่านทั้งสาม”
      
       เนียนกลืนน้ำตาเข้าภายในดวงตา เมินหน้าหนี หันหลังส่ายหน้าให้เอก



       สองนายบ่าวมายืนอยู่ที่ท่าน้ำ มองตามเรือของเนียนที่กำลังแล่นออกไปจากท่า
      
       “มันไปแล้ว มันไปชี้ตัวไอ้เหิม ไอ้เหิมมันต้องสารภาพจนสิ้นไส้หมดพุง” ช้อยตื่นเต้น
       “มันต้องไม่มีโอกาสได้สารภาพ”
       “จะทำเช่นใดเจ้าคะ คุณสนที่จะให้มันไม่สารภาพ ในเมืองสุพรรณบุรี มีโจรคนใด ที่เจอท่านขุนแล้วมันไม่ขวัญหนีดีฝ่อ จนต้องเอ่ยปากสารภาพจนหมดเปลือก”
       “ข้าก็จะไปโรงพักด้วย”
       “คุณสน”
       สนมีสีหน้าดุดันจริงจังมาก
      
       เหิมโดนควบคุมตัว มีตำรวจหนาแน่น ขุนภักดีจ้องหน้าเหิมเขม็ง เหิมไม่หาญกล้าสบตาดุดันคู่นั้น ก้มหน้าหลบตา
       “อย่าหลบตาข้า เวลาทำชั่วเหตุใดเอ็ง จึงใจบาปหยาบช้านักสบตาข้า แล้วพูดความจริงห้ามมดเท็จด้วยการตอบคำถามข้าทีละคำถามหันมามองหน้าข้าเดี๋ยวนี้”
       “ขอรับ”
       เหิมหันมามองท่านขุน สายตาหวาดหวั่นเนื้อตัวสั่น
       “เอ็งฆ่าไอ้หวานคนสวนของข้ารึ ตอบมา”
       เหิมไม่ตอบ
       “ตอบหรือไม่ตอบ ข้าก็ต้องหาพยานหลักฐานมัดเอ็งจนพาไปสู่หลักประหารจนได้ แต่ถ้าเอ็งฆ่ามันแล้วสารภาพ โทษเอ็งจะลดลง สบตาข้าแล้วพูดความจริงออกมา กฎหมายประเทศนี้มีความยุติธรรม พอพูดออกมา” ตอนท้ายขุนภักดีตวาดลั่น
       “กระผม ฆ่า ไอ้หวานขอรับ”
       จังหวะนั้นเอกพาเนียนเข้ามา เนียนมองเหิมแล้วเมินหน้าหนี ขณะที่เหิมมองเนียนก้มลงกราบที่พื้น
       ทุกคนแปลกใจไม่น้อยที่เหิมก้มลงกราบเนียน
       “ทุกคนออกไปให้หมด ให้เหลือเพียงชั้น กับคุณเนียน”
       “ท่านขุนขอรับ” เอกเป็นห่วง
       “บอกให้ออกไป”
       ทุกคนจึงถอยออกไป
      
       ทุกคนกำลังจับกลุ่มกันอยู่หน้าโรงพัก
       “มันรับสารภาพหรือยัง พี่เอก” แทนถาม
       “รับสารภาพแล้ว”
       “อุเหม่...ว่าแล้วทีเดียวเชียว เอ๊ะ ทำไมท่านขุนให้ทุกคนออกมา”
       “เอ็งกล้าดีก็ทะเร่อทะร่าเข้าไปถามท่านเอาเองสิ ข้าว่านะ ไอ้คนที่มันน่าจะฆ่าก็ปลาหมอที่ชื่อไอ้แทนนี่แหละ หุบปาก” เอกด่า
       สนกับช้อยปราดมาพอดี
       “คุณสน นางช้อย” แทนชะงัก
       “มันอยู่ไหน” สนแหลมขึ้น
       “มันที่กินได้รึ คุณสน” เอกยั่ว
       “ไอ้เอก อย่ายั่วโมโห ข้าจะไปดูหน้าไอ้โจรใจทรามที่มันปล้ำเนียน”
       เสียงทุกคนฮือฮาไปทั่ว เอกตกใจมาก
       “มันไม่ได้พูดว่ามันทำเช่นนั้น แต่มันกำลังจะสารภาพว่าใครสั่งให้ฆ่าไอ้หวานตะหาก”
       ช้อยร้องลั่น “ว๊าย คุณสนเจ้าขา รีบไปดูหน้ามันไวๆ เจ้าค่ะ”
       สนเองก็ตกใจ รีบตามช้อยไปทันที เอกปราดมาขวาง
       “ท่านขุน ไม่ให้ใครเข้าไปขอรับ คุณสน”
       “ไอ้เอกอย่าบังอาจ เอ็งเป็นแค่คนติดตามพี่ขุน แต่ข้าคือคุณนายของท่านขุน ใครกล้าดีมาขวาง”
       “ก็เท่ากับลวนลามกันชัดๆ เอาสิเอาสิ”
       ช้อยว่าพลางทำท่าแอ่นอกใส่ เอกจำถอย ตำรวจก็ไม่กล้า
       “นางช้อย อย่ามัวสะดิ้ง รีบไปขวางก่อนที่มันประจานเราป่นปี้”
       สนกระซิบด่าแล้วกระชากช้อยวิ่งไป
       “ทำไมจึงร้อนรนราวกับตุ๊กแกกินปูนไปได้”
      
       ขุนภักดีสอบสวนความต่อ
       “เอ็งไม่ต้องมากราบไหว้คุณเนียน”
       “เพราะคุณเนียนขอชีวิตกระผมจากคนที่มาช่วยคุณเนียน กระผมสำนึกผิดเป็นที่สุดขอรับ”
       ขุนภักดีหันมามองหน้าเนียนเป็นเชิงถามถาม
       “พี่ไม่เข้าใจ”
       “เพราะบ้านที่ไฟไหม้ มีผู้ชายติดอยู่ เนียนและเขาก็บังเอิญผ่านมาพบไฟไหม้ ตั้งใจจะช่วยคนในบ้านอยู่แล้ว เนียนเห็นว่าชีวิตของคนในนั้นสำคัญกว่าการฆ่านายเหิมค่ะ”
       ขุนภักดียิ้ม ภูมิใจในตัวเนียน
       “เนียน”
       จู่ๆ สนกับ ช้อยพากันเข้ามา สนรีบด่าเหิมกลบเกลื่อน
       “เอ็ง ไอ้คนถ่อย เอ็งทำร้ายคุณนายเนียน เอ็งไอ้คนชั่วคนเลว”
       “สนพรวดพราดมาทำไม ออกไปซะ พี่กำลังจะเค้นความจริงจากไอ้เหิมออกไปกลับบ้านซะ”
       “สนลืมตัวค่ะ คุณพี่ สนโกรธแค้นแทนเนียน จนต้องออกมาดูหน้า มาด่ามัน”
       เหิมมองหน้าสน แค้นมาก เริ่มพูด
       “ท่านขุนขอรับ กระผมเต็มใจและยินยอมสารภาพความจริง ทุกสิ่งอย่าง ที่ท่านขุนได้รับทราบมาก่อน ว่าใครจ้างฆ่าไอ้หวาน ใคร...จ้าง…” เหิมเน้นคำตอนท้าย
       สนกับช้อยสะดุ้งโหยงใจหายวาบมองหน้ากัน
       “ตายแน่ๆ”
       “เอ้อ ไม่จริง เอ็งกำลังปดท่านขุน” สนเถียง
       “จริงขอรับ คุณนาย มันคือความชั่วของตัวกระผม กับความชั่วของคนที่จ้างกระผม ถ้าไม่มีใครจ้างผม ตำรวจที่จับกระผมจะพบเงินค่าจ้างตั้งหลายชั่งในตัวกระผมรึ”
       ขุนภักดีนิ่งฟัง เหิมมองท้าทายสน
       “มันกำลังจะใส่ร้ายเนียน ว่าจ้างมันค่ะพี่ขุน” สนชิงพูด
       “เหลวไหล”
       “ใช่ขอรับ เหลวไหลแท้ๆ คุณเนียนไม่เคยรู้จักกระผม ไม่เคยพบกันมาก่อน”
       “สารภาพมาให้หมด” ขุยภักดีบอก
       “เงินนั่นคือค่าจ้างฆ่าไอ้หวานกับไอ้หมอเสน่ห์ แต่โชคดีที่มีคนมาช่วย มันให้รอดพันจากโดนไฟคลอกตาย”
       สนกับช้อยตะลึง ร้องประสานเสียง
       “หมอเสน่ห์รอดตาย”
       “ทีนี้บอกมาว่าใครจ้างเอ็ง”
       สนช้อยเอามือทาบอก เหิมแสยะยิ้ม ค่อยยกสองมือที่โดนผูกขึ้นทำท่าจะชี้มาที่สน
       สนดักคอ “ว๊าย มันชี้เนียนค่ะพี่ขุน”
       “ก็มันเพิ่งบอกว่าไม่เคยเจอเนียนมาก่อน”
       สนช้อยมองหน้ากัน
       เหิมเอ่ยขึ้น “ท่านขุน ขอรับ เพื่อให้คำพูดกระผมมั่นคงไม่ใช่โป้ปดมดเท็จ ผมขอสาบานต่อหน้าองค์พระ”
       สนกะช้อยมองหน้ากันเริ่มใจชื้น
       “ดี ให้มันสาบานค่ะ พี่ขุน เนียนเห็นด้วยใช่ไหม”
       สนมองเนียนขอร้อง
       “ค่ะ”
       “เพื่อความสบายใจของทุกคน ข้าโอนอ่อนให้เอ็งทำพิธีสาบานว่าจะพูดแต่ความจริง”
       สนกับช้อยถอนใจเฮือกๆ เบาๆ แต่เหิมจ้องหน้าทั้งสองเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง อาฆาต และพยาบาท อย่างเห็นได้ชัด
      
       ไม่นานต่อมา สถานที่สาบานของเหิมจัดเตรียมเรียบร้อย ตรงมุมหนึ่งหน้าโรงพัก เหิมนั่งอยู่ตรงหน้าองค์พระพุทธรูป มีตำรวจคุมเชิงโดยรอบๆ เหิมพึมพำเบาๆ
      
       “กูจะพูดความจริงให้ครบถ้วน อีสน อีช้อย มึงหลอกกู มึงส่งไอ้หนักผัวเจ็ดวันของมึงมาเล่นงานกู มึงแจ้งตำรวจมาจับกู มึงหักหลังกู กูจะประจานมึงสองคน โดยเฉพาะอีสน มึงเคยโดนกูข่มขืนมาแล้วพ่อมึงจับใส่ตะกร้าร่อนน้ำมาตบตาท่านขุน”
       เหิมรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา กระหายน้ำจนเหงื่อไหลไคลย้อยไปหมด
       ผู้คนจับกลุ่มมองมาที่เหิมซุบซิบกันไปมา
      
       สนกับช้อยแอบมองจดสายตาจับจ้องที่เหิม สองนายบ่าวแต่งตัวกลมกลืนทำตัวเป็นชาวบ้าน เอาผ้าขาวม้าคลุมหน้าไว้เห็นแต่ดวงตาแอบมองห่างออกมา
       “ตอนนี้แหละนางช้อย รีบไป อย่าให้มีพิรุธทีเดียว” สนสั่ง
       “เจ้าค่ะ คุณสน รับรองว่าครานี้ ไอ้เหิมประจานใครไม่ได้อีกต่อไป”
       ช้อยขยับผ้าขาวม้ามาคลุมปิดไว้ครึ่งหน้า
      
       ช้อยเดินนวยนาดถือกระบอกน้ำ ตรงไปยังตำรวจคนหนึ่งที่อยู่ใกล้เหิมที่สุด
       “พี่ชาย จ๋า...”
       “มีอะไรรึ”
       ช้อยใช้ชื่อเนียนมาอ้าง “คุณนายเนียนท่านมีเมตตา ท่านเวทนาไอ้เหิม เอาน้ำตาลสดมาให้มันดื่มให้ชื่นใจก่อนทำพิธีสาบาน”
       ตำรวจแปลกใจ “ท่านขุนอนุญาตแล้วรึ”
       “ก็ลองไปเอ่ยปากถามดูเองรึ ถ้าไม่กลัวโดนตำหนิ ว่าขวางความเมตตาคุณนายของท่าน” ช้อยพูดขึงขังน่าเชื่อถือสมบทบาท
       ตำรวจพยักหน้า รับกระบอกน้ำตาลสดมาจากช้อย
       “ส่งมา”
       “คุณเนียนให้บอกว่าท่านฝากมา มันจะได้ระลึกพระคุณท่านก่อนตาย”
       ตำรวจงง “ตายรึ”
       “ไฮ้ ไม่ใช่ ชั้นหมายถึงตายในคุก”
      
       ว่าแล้วช้อยก็วิ่งตื๊อกลับไปที่สนแอบอยู่ สองบ่าวนายยืนลับๆ ล่อๆ ใช้ผ้าขาวม้าคลุมหน้าเช่นเดิม
ตอนที่ 4
      
       เวลาต่อมา มีเสียงระฆังบอกว่าเป็นเวลาบ่ายโมง ขุนภักดีเดินออกมาจากในโรงพักกับเนียน เอก และตำรวจอีกจำนวนหนึ่ง
      
       “แม้แต่ไอ้เหิมคนถ่อย ได้น้ำใจของเนียนไปใจมันยังอ่อนยวบ ยอมสารภาพโดยง่ายดาย” ขุนภักดีชื่นชมเนียน
       “พี่ขุนให้เกียรติเนียนมากไปแล้วค่ะ คุณสนก็มีส่วนทำให้เขาอยากสาบานเพื่อแสดงความจริงใจนะคะ”
       เอกมองไปเหิมนั่งอยู่ แลเห็นบางอย่าง “เอ๊ะ นั่นใครเอาอะไรไปให้ไอ้เหิมมันดื่มน่ะขอรับ”
       ทุกคนมองไปตามเอก
       “ไปห้ามมันไว้ก่อน” ขุนภักดีรีบบอกตำรวจลูกน้อง
      
       ตำรวจเดินมาถึงเหิมแล้ว
       “นายเหิม คุณนายเนียนท่านเมตตา เอาน้ำตาลสดมาให้ดื่มดับกระหาย”
       เหิมไม่วางใจ “คุณนายเนียนแน่รึ”
       “แน่สิ” ตำรวจยืนยันหนักแน่น
       “ไม่ใช่คุณนายสนดอกรึ” เหิมถามย้ำ
       “ไม่ใช่ดอก ถ้าจะดื่มจะยกป้อนให้ ถ้าไม่กระหายก็ไม่เป็นไร”
       “ข้าจะดื่มน้ำใจจากคุณนายเนียน
       ตำรวจยกกระบอกน้ำตาลสด ไปจ่อที่ปาก เหิมดื่มอั้กๆ กลืนลงคอไป เพราะกระหายน้ำมาก
       ขณะดื่มไปเกือบหมดมีเสียงตะโกนมา
       “ช้าก่อน
       แต่ไม่ทันแล้ว เหิมดื่มไปเกือบหมด
      
       สนกับช้อยสาสมใจ สองคนยิ้มพยักหน้าให้กัน ที่แผนการลุล่วง
       “เก่งมาก อีช้อย”
       “เก่งมากคุณสนตะหากเจ้าค่ะ ไอ้เหิมดื่มน้ำตาลสดผสมยาเบื่อหนู เข้าไปเต็มที่ เรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ”
       “ไม่กลับ คนอย่างคุณสน ใจกล้าชอบดูหน้าศัตรูตอนมันกำลังจะตายไป อีช้อย ไปดูไอ้เหิมหมดลมตรงหน้าเรา”
       สนดึงช้อยไป ช้อยตกใจ
       “คุณสน”
       สนย้ำคำ “ไปสบตามัน ให้มันรู้ว่าเราฆ่าปิดปากมัน ให้มันสำนึกก่อนตายกว่าผลของการบังอาจต่อกรกับคุณนายสนเป็นเช่นไร”
      
       พิษยาเริ่มออกฤทธิ์ เหิมพยายามยกมือที่โดนมัดมาเหมือนจะจับคอ อาการออกหน้าตาบิดเบี้ยว
       “โอ๊ย กูโดนวางยา แสบ โอยร้อน”
       ขุนภักดี เนียน และเอก รวมทั้งตำรวจพากันไปรุมมอง ชาวบ้านตกใจตื่นเต้นไปตามๆ กัน
       “แก้มัดมันเดี๋ยวนี้ เอาน้ำมาให้มันดื่มให้มากที่สุด ไวไว”
       ขุนภักดีสั่งเสียงดังลั่น พลางปราดไปหาเหิม ประคองเอาไว้ ตำรวจมาแก้มัดมือ
       “ไอ้เหิมทำใจดีๆ ไว้” ท่านขุนใจคอไม่ดี
       เนียนออกอาการตกใจมาก
       “ทำไมเป็นเช่นนี้ ไปได้ โธ่ นายเหิม”
       สนกับช้อยมาถึงแล้วเช่นกัน ยืนเยื้องอยู่ข้างหลังเนียนไป แต่ก็เห็นชัดเจน เพียงปิดหน้าเอาไว้ มีผู้หญิงชาวบ้านอีกหลายคนที่ปิดหน้าเช่นนั้น เพราะกลัวหน้าดำ
       เหิมพยายามจะพูดอีก ใจจะขาดอยู่รอมร่อ “กระผม ผม สาบานไม่ทันแล้ว ท่า..น”
       “บอกชื่อคนจ้างเอ็งมา”
       เหิมพยายามจะพูด ตากลอกไปทั่วๆ แล้วไปหยุดที่เนียน เหิม ยกมืออันสั่นเทาชี้ไปทางเนียน ทุกคนหันไปมองทางเนียน
       โดยไม่รู้ว่าเหิมมองเลยผ่านหลังเนียนไป สบตากับสนจังๆ สนสู้สายตาเหิม สมน้ำหน้า รู้กันเอง
       ช้อยโพล่งขึ้นมา “มันชี้คุณนายเนียน”
       “เอ็งเอาอะไรมาพูด” ขุนภักดีฉุน
       ทุกคนต่างตกใจ แต่ไม่รู้ว่าคนพูดคือช้อย
       เหิมพยายามกลั้นใจในเฮือกสุดท้าย “ไม่ ใช่ มัน มัน ข้าง...หล...”
       เหิมชี้ให้เลยเนียนไป ขุนภักดีมองตาม สนกับช้อยตกใจ
       เหิมอ้าปากจะบอกชื่อ “อี...”
       สนรีบกระซิบบอกช้อย “ไอ้คนถ่อย มันชี้เรา รีบไปอีช้อย”
       สนกับช้อยรีบทำตัวกลืนหายไปกับผู้คน
       “ตามไปควบคุมผู้หญิงที่ไอ้เหิมชี้ข้างหลังคุณเนียน มาสอบสวน” ขุนภักดีสั่งการ
       ตำรวจปราดไปล้อมไว้ ทุกคนตกใจยืนนิ่งแต่สนกับช้อยรอดไปก่อน
       เหิมขาดใจตาย ตาที่เบิกโพลงยังมองมือตัวเอง และมือค่อยๆ ตกลงมา
      
       สนกับช้อย เดินลิ่ว หลบรอดออกมาตรงมุมหนึ่ง รีบดึงผ้าขาวม้าออกจากหัว ยัดใส่พุ่มไม้ข้างๆ
       “สมน้ำหน้า ไอ้เหิม แม้จะตายมึงยังกล้าดีกับกู ไปถ่มน้ำลายใส่หน้ามันครั้งสุดท้ายกันเถิดช้อย” สนยังไม่สะใจ
       “คุณสนขาช้อยกลัวท่านขุนจับได้ นั่นตำรวจมาตามหาเราแล้วเจ้าค่ะ รีบไปเจ้าค่ะ”
       “ไม่ไปให้เกิดพิรุธ ใครจะไปคิดว่าคนสั่งฆ่าปิดปากไอ้เหิมจะย้อนรอยกลับมาดูหน้ามัน”
       สนก้าวเดินออกไปอย่างองอาจ ตำรวจเดินมาที่สองคน ช้อยมือสั่นไปหมด
       “คุณนายสนขอรับ”
       “มีอะไรรึ” สนทำทีเป็นสนใจ
       “ท่านขุนให้มาตามหาผู้หญิงโพกผ้าข้าวม้าสีแดง ที่ไอ้เหิมชี้ไปสอบสวนครับ กระผมเห็นมันมาทางนี้” ตำรวจสอบถาม
       สนหัวเราะร่วน
       “ข้าก็เห็น เห็นมันวิ่งหลบไปทางโน้น รีบตามไปสิ”
       สนชี้ไปทางหนึ่ง ตำรวจขอบคุณสนแล้วตามไปทันที ช้อยเอามือกุมอก
       “ใจนิ่งจริงๆ หัวใจช้อยหล่นไปอยู่ที่แม่ตีนแล้วเจ้าค่ะ คุณสน”
       “แต่หัวใจข้าพองโตคับอก”
       สนบอกแล้วผุดยิ้มเหี้ยมโหดออกมา
      
       ขุนภักดีหัวเสียมากกับการโดนวางยาของเหิมต่อหน้าต่อตา
       “ใครสั่งให้เอาน้ำตาลสดมาให้มันกิน”
       “ผู้หญิงโพกผ้าขาวม้าที่มันชี้นั่นแหละขอรับ บอกว่า คุณนายเนียนสั่งให้เอามาให้มันดื่ม มันยังถามซ้ำว่าคุณนายเนียนหรือคุณนายสนขอรับ” ตำรวจที่เฝ้าเหิมรายงาน
       “นางคนชั่ว” ขุนภักดีโกรธจัด
       ช้อยกับสนเดินนวยนาดหน้าแฉล้มแย้มยิ้มเข้ามา แสร้งทำเป็นถาม
       “ไอ้เหิม อ้าว ตายซะแล้วรึนั่น โถ ช่างน่าสมเพช มันเป็นอะไรตายเจ้าคะ พี่ขุน”
       ท่านขุน หัวเสียมาก “มันโดนวางยาพิษฆ่าปิดปากตาย”
       “แหม...สนมัวแต่กลับบ้านตามที่พี่ขุนสั่ง เสียดายนะเจ้าคะ พี่ขุนมันไม่ทันได้สาบาน”
       เอกถามขุนภักดีเบาๆ ได้ยินกันเองสองคน “คุณสนเพิ่งมาก็รู้เลยหรือครับ ว่ามันไม่ทันได้สาบาน”
       “เนียนจ้ะ กลับบ้านก่อน พี่ต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย” ขุนภักดีบอกกับเนียน
       “กลับกับสนก็ได้เจ้าค่ะ ไปเนียน”
       เนียนยืนนิ่ง เอกนึกรู้ “ไปกับกระผมเถิดขอรับ คุณเนียน”
       เนียนจึงไปกับเอก สนกับช้อยเดินไปดุเหิมใกล้ๆ ถุยน้ำลายใส่หัว
       “ถุย” สนคำรามในคอเบาๆ “ไปนรกซะเถิดไอ้คนถ่อย”
       แทนเดินมาเสนอหน้าสะกิดช้อย
       “นางช้อย เอ็งกับคุณสน ใส่ซิ่นเหมือนอีสาวที่ไอ้เหิมชี้เลยแหละ”
       สองคนสะดุ้ง มองซิ่นตัวเอง
       “อยากโดนน้ำลายอีช้อยลอยใส่หน้าไหมไอ้แทน” สนด่า
       แทนรีบถอยฉากออกมาเร็วรี่
       “ออกไปให้พ้นจากบริเวณนี้ทุกคน” ขุนภักดีสั่งเสียงดัง
       ทุกคนจึงออกไป ท่านขุนมองไปที่เหิมพลางส่ายหน้า
       “ข้าอโหสิให้เอ็งทั้งหมดไอ้เหิม แต่ข้าไม่อโหสิให้คนจ้างวานเอ็งดอก ตำรวจ ปิดตาให้ไอ้เหิมมันตายตาหลับซะ”
       ขุนภักดีครุ่นคิดเรื่องนี้ไม่ตก
      
       หลังจากนั้นไม่นาน คนรับใช้ในบ้านภักดีภูบาลต่างพากันนั่งซุบซิบอึงมี่ กบกับแมวตั้งตัวเป็นหัวโจก
       “ชักตาตั้งค้างยังงี้ใช่ไหม นางกบ” แมวสาธยายทำท่าประกอบ “กระแด่วกระแด่ว”
       กบท้วง “ไม่ใช่ดอก นอนหงายเอาเท้าชี้ฟ้าตะกุยไปตะกายมาตะหาก”
       “อย่างนั้นเอ็งก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่างสิ นางคนช่างรู้”
       แมวทำท่าจะทำ แต่นึกได้ ตีแขนกบดังเผียะ
       “นางกบบ้า จะมาหลอกให้ข้าโป๊ให้ดู”
       ทุกคนพากันหัวเราะร่วน ทองจันทร์ชะโงกหน้ามามอง เอ็ดตะโรเอา
       “เกาะกันเป็นผึ้ง สุมหัวหัวเราะต่อกระซิกระริกระรี้ เป็นปลากระดี่ได้น้ำกันเข้าไป งานการมีทำไม่แยกย้ายกันไปทำ มีเรื่องอะไรน่าหัวร่อหนักหนา”
       “เรื่องไอ้เหิมมันโดนวางยาเบื่อตายเหมือนหมาเจ้าค่ะ” กบรายงาน
       “ไฮ้ ใครวางยาเบื่อมัน ก็มันโดนจับเข้าตะรางไปแล้ว”
       “ทั้งวางยาเบื่อทั้งโดนจับนั่นแหละเจ้าค่ะ นัยว่าเป็นคนบงการฆ่า วางยาปิดปากมัน ก่อนมันสาบานให้การเปิดโปงกับท่านขุนเจ้าค่ะ” แมวเสริม
       “คนมันตาย แล้วมันน่าให้พวกเอ็งมาตั้งวงหัวร่อกันตรงไหน” ทองจันทร์ดุเอา
       “ตรงที่มันเป็นไอ้เหิมจอมฉุดคร่าสิเจ้าค่ะ ประวัติมันหนักไปทางฉุดสาวเอาไปทำเมียเจ้าค่ะ” กบบอกอีก
       “ตายซะได้ก็ดี รึพวกเอ็งว่า น่าจะโดนมันฉุดซะก่อนค่อยให้มันตาย ห๊ะ ห๊ะ”
       ทั้งหมดมองหน้าไม่กล้าหัวเราะ ได้แต่ส่งสียงหึๆ ในลำคอ
      
       ระหว่างนั้น ขุนภักดีเดินหน้าเครียดเข้ามา ทุกคนแตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง


  


       ขุนภักดีกับคุณนายทองจันทร์เดินขึ้นเรือนมาด้วยกัน
      
       “คุณแม่ครับ ผมไม่ชอบใจเหตุร้ายที่เกิดขึ้นนี่เลย มีความรู้สึกเหมือน มันมาเกี่ยวพันกับบ้านเราอย่างบอกไม่ถูก” ขุนภักดีปรารภ
       “แม่ก็ทะแม่งๆ บอกไม่ถูกอยู่ดอกนะ จับตาดูคนของเราให้ดี อย่าให้มีเหตุไม่งามเกิดขึ้นที่นี่”
       “ผมประหลาดใจ จู่ๆ มีนางผู้หญิงโพกผ้าขาวม้าคลุมหน้าเอาน้ำตาลสดไปปดตำรวจที่เฝ้าอยู่ว่าเนียนฝากไปให้ไอ้เหิมกิน ที่แท้ก็ยาพิษ”
       “ผู้หญิงรึ มีผู้หญิงคนไหนที่ริษยาเกลียดชังเนียนบ้าง” ทองจันทร์ว่า
       “ผมนึกไม่ออก”
       “แม่สนคนนึงละ แต่แม่ไม่คิดว่ามันจะชั่วถึงขั้นนั้น”
       “รึว่าเนียนเขาจะมีศัตรูเก่าจากบ้านแพน เช่นคุณนายใจอีกา ที่เอานาไปจำนอง” ขุนภักดีคิดเรื่อยเปื่อย
       “วุ๊ย มันได้เงินคืนไปแล้วนี่นา เอาเป็นว่ามีคนปองร้ายเนียน ต้องระวัง” ผู้เป็นแม่สรุป
       “ครับ ผมจะระวัง เนียนเล่าครับ”
       เรียมออกมาจากห้องพอดี
       “เห็นว่าไม่สบาย คงเจอแดดร้อนตอนเที่ยง กับตกใจภาพนายเหิมชักตาตั้งตายตรงหน้า เป็นเรียม เรียมก็ตกใจค่ะ ไม่อยากให้ใครตาย ไม่ว่าจะโจรหรือไม่ เอ้อ...พี่ขุนไปดูเนียนสิคะ” เรียมบอก
       “วันนี้ พี่เสียเวลากับเรื่องบ้าๆนี่มานานมากแล้ว พี่ขอไปดูอาการเนียนแล้วจะกลับมาหาเรียมนะจ๊ะ”
       “พี่เทพอยู่ดูแลเนียนเถิดค่ะ”
       ขุนภักดีเดินตัวปลิวไปทางห้องเนียนก่อนแล้ว ทองจันทร์เอ็ดเอา
       “แม่เรียมนี่ละก้อ มีปากเอาไว้พูดดีๆ กับสวดมนต์แท้ๆ อย่างที่ไอ้เอกมันแอบนินทาเอา อย่าได้ไปพูดให้ท่าให้ท้ายแบบนี้ ถ้าเป็นแม่สนทีเดียวมันได้ใจถึงขั้นจับพ่อเทพผูกไว้กับขาเตียงเลยนะ”
       เรียมไม่โกรธ ยิ้มขำๆ
       “เชื่อสิคะ คุณแม่ เนียนไม่ยอมให้พี่เทพอยู่ด้วยดอกค่ะ”
       “อุเหม่...รู้ใจรอมชอมกันดีทั้งพี่ทั้งน้องจริงๆ แม่สนคิดได้หยั่งงี้อีกคนบ้านภักดีภูบาลสงบแน่”
       คุณนายทองจันทร์มีความสุขที่สองสะใภ้ปรองดองกันเป็นอย่างดี
      
       ขณะที่เนียนเอนตัวลงบนเตียง รู้สึกเพลียๆ ขุนภักดีเข้ามานั่งแตะหลังมือบนหน้าผาก
       “ตัวยังรุมอยู่ กบ เอ็งออกไป ข้าจะดูแลคุณเนียนเอง”
       “เจ้าค่ะ แต่...” กบตั้งท่าจะท้วง
       “ออกไปสิ” ขุนภักดีไล่
       “พี่ขุนขา อย่าทำเช่นนี้สิคะ ไม่ทันข้ามคืนเนียนก็หายแล้ว เนียนเกรงใจคุณเรียมมาก คุณเรียมเธอแสนดี ไม่เคยปริปาก
       “เธออนุญาตพี่แล้ว”
       “แต่พี่ขุนคือผู้รักษากฎและความยุติธรรม เหตุไฉนจะทำลายลงเองเล่าคะ ได้โปรดเถิดค่ะ..แค่มาดูอาการเรียม ก็เป็นพระคุณมากแล้วค่ะ”
       “พี่น้องพูดจาเหมือนกันเปี๊ยบจริงๆ เอาละ พี่ยกธงขาวยอมแพ้”
       “ขอบพระคุณค่ะ เอ้อ พี่ขุนแวะไปหาคุณสนเธอบ้างสิคะ”
       “เนียนจ๋า คิดถึงตัวเองบ้างสิ อะไร นึกถึงแต่คนอื่น”
       “แหม... เอ้อ... พี่ขุนคะ เรื่องนายเหิมเป็นยังไงคะ”
       “ตามหาตัวนางคนชั่วนั่นไม่ทันมันหนีรอดไปได้ เหลือไว้แต่ผ้าขาวม้าสองผืน”
       กบแอบอุทาน “สองผืนหมายความว่า มีสองคน”
       “แน่นอน จะจับมั่วซั่วก็ไม่ได้ ไอ้ผ้าขาวม้าอีหรอบนั้นดาษดื่นเหมือนกันไปหมด”
       “จับผ้าขาวม้าใครดมก็ไม่ได้” กบพูดกับตัวเองไม่ได้สอดให้ได้ยิน
       “คนชั่วยังลอยนวล เนียนระวังตัวหน่อย มันพยายามใส่ร้ายเนียน พี่ไม่เข้าใจจริงๆ กบเอ็งดูแลคุณเนียนดีๆ ล่ะ”
       “เจ้าค่ะ”
       กบรู้งานหันตัวไปเพื่อเปิดโอกาสให้ผัวเมีย ขุนภักดีหอมแก้มเนียนแล้วยิ้มกริ่มออกไป
       เนียนเขินกลัวกบเห็น กบหันกลับมา
       “ไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ยินอะไรเลยเจ้าค่ะ คุณเนียน”
       เนียนยิ่งเขินหันหน้าหนียิ้ม
       “กบว่าไม่ช้าไม่นานคุณเนียนกับคุณเรียมมีน้องแน่ๆ”
       “ไฮ้ เหลวไหลน่ากบ เป็นสาวเป็นแส้อย่ามาทำท่ารู้ดี”
       กบหัวเราะเนียนก็ยิ้มมีความสุขไปด้วย
      
       ทางฝั่งสนยังนอนไม่หลับครุ่นคิดเรื่องที่เกิดขึ้น ช้อยนวดมือนวดเท้าให้สน สัปหงกไปด้วย
       “ช้อย”
       “เจ้าขา”
       “ในที่สุด เราก็ลอยนวล”
       “ลอยที่คลองไหนเจ้าคะ”
       “นางช้อย เอ็งไม่ฟังข้าพูด”
       “ฟังเจ้าค่ะ แต่มันเลยสองยามจะล่วงเข้ายามหนึ่งแล้วนี่เจ้าคะ ไอ้เหิมไปนรกแล้ว คุณสนจะมานั่งคิดอะไรอีก”
       “ข้าต้องปรับกระบวนท่าในการรบใหม่”
       “คุณสนจะออกศึกบางระจันหรือเจ้าคะ”
       “อีช้อย อีช้อยๆๆๆ ตื่นๆๆๆๆ”
       สนเขย่าตัวช้อยไปมาให้ช้อยตื่น ไม่ได้โมโห
       “ตื่นเต็มตาแล้วเจ้าค่ะ คุณสนว่ากระไรเจ้าคะ”
       “ข้าจะสร้างสันติสุขในบ้านภักดีภูบาล” สนบอก
       “สันติสุขสันติดิบอะไรคะ พูดซ้ำอีกทีสิเจ้าคะ” ช้อยเอามือแคะหูตัวเอง
       “ต่อไปนี้บ้านภักดี ภูบาลจะมีแต่ความสุข ข้าจะอดทน ข้าจะเงียบข้าจะรอคอยโอกาสให้พี่ขุนมาหาข้าสักครั้ง แล้วข้าก็จะมีลูกชายรูปงามสืบทอดตระกูลให้พี่ขุน แล้วข้าจะเป็นใหญ่ในภักดี ภูบาล”
       สนทำท่าฝันหวาน ช้อยหยุดบีบเท้าเอาหน้าแนบหน้าแข้งสนร่วมฝันหวานด้วยกัน
      
       วันคืนล่วงผ่าน กาลเวลาผ่านไป
       ขุนภักดียิ้มแย้มชื่นมื่นอยู่กับเนียนสลับกับเรียม วันหนึ่งขุนภักดีโอบกอดเรียมคลอเคลียกอดเล็กหอมน้อย วันต่อมาท่านขุนจูงมือเนียน เดินเล่นในสวน กอดหอมเนียน ขณะที่สนนั่งหง่าวชะเง้อคอยที่ชานเรือน
       ขุนภักดีอยู่ในห้องนอนกับเรียม โอบกอดแล้วโน้มตัวลงบนเตียง แลเห็นนกคู่กันเกาะกิ่งไม้ นอกหน้าต่าง
       อีกวันหนึ่งท่านขุนอุ้มเนียนวางลงบนเตียงแล้วก้มลงเชยชมกอดหอม ดอกไม้ในสวนเบ่งบานงดงาม
       ส่วนสนอยู่คนเดียวในห้องนอน นั่งกอดเข่ารอบนฟูก และเริ่มคลั่ง ฉีกหมอนที่นอนนุ่นฟุ้งกระจาย
       จู่ๆ สนก็เอามือกุมหัวเหมือนเวียนหัว เซไปนั่งอาการกุมหัวสะบัดไปมา ทุกสิ่งรอบตัวสนเหมือนหมุนได้
      
       วันเวลาล่วงเลยไปอีก ทุกชีวิตในบ้านภักดีภูบาลต่างดำเนินไปตามครรลองแห่งตน
      
       อยู่มาวันหนึ่งทั้งหมดกินอาหารว่างด้วยกัน เป็นขนมไทยๆ บรรยากาศสดชื่นเฮฮา
       “ฝรั่งเขาต้องกินอาหารว่างตอนบ่ายกัน” ขุนภักดีปรารภ
       “วุ๊ย พ่อเทพ ฝรั่งฝะเหริ่งอะไรกัน คนไทยเรากินมาตั้งนานโขแล้ว” ทองจันทร์ท้วง
       “ว่าแต่ฝรั่งเขากินอะไรเป็นอาหารว่างคะพี่เทพ” เรียมบอก
       “ก็ชาหรือกาแฟกับขนมเช่นบิสกิต หรือคุกกี้ ไพน์”
       “ของเราเนียนเขาทำเอง สาคูไส้หมูแม่ชิมแล้วอร่อยจริงๆ”
       “อะไร อะไรของเนียนก้อร่อยทั้งนั้น”
       มีเสียงแอบหัวเราะที่พยายามกลั้นไว้ของแมวกับกบ ทองจันทร์หันไปมองตาเขียว
       “นางปลาหมอ ไปกินกัญชาที่ไหนมา พูดอะไรก็จ้องจะหัวเราะ”
       แมวกับกบเงียบกริบ
       “เอ้อ พี่ขุนคะ เนียนผ่านเรือนคุณสน เห็นเธอดูซูบๆ หน้าก็เซียวๆ” เนียนว่า
       “เนียนเขาจะบอกว่า พี่ขุนควรแวะไปดูแลแม่สนสักหน่อยน่ะค่ะ” เรียมบอก
       ขุนภักดียิ้มพยักหน้า
       “สนมาระรานหรือล่วงเกินเนียนอีกรึเปล่า”
       เนียนส่ายหน้า
       “ไม่มีเลยค่ะ เธออยู่ของเธอที่เรือน เนียนผ่านไป เธอก็ทักทายยิ้มแย้ม แต่ดวงตาเธอหมองหม่น” เนียนบอก
       “ดูดู๋ กลัวพ่อเทพจะไม่ไป เนียนเลย ออกแรงดันใหญ่” ทองจันทร์สัพยอก
       ขุนภักดีพยักหน้ารับรู้
       “พรุ่งนี้พี่จะไป”
      
       ส่วนสนหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมจริงดังเนียนว่า กำลังทำท่าขย้อนไปมา
       “ช้อย ข้า ข้าอยากอาเจียน”
       “คุณสนอยากอาเจียน ไฮ้ นี่นี่มันยังไงกันเจ้าคะ” ช้อยตื่นเต้น
       “นางช้อย ข้าอยากอาเจียน”
       “นั่นปะไร ช้อยสังเกตมาพักแล้วว่าคุณสนทำท่าขยอกขย้อน เหมือนแม่นกขยอกอาหารใส่ปากลูกนก” ช้อยเจื้อยแจ้วไป
       “อี...ช้อยกูจะอาเจียน”
       ขาดคำ สนก็พ่นอาเจียนใส่หน้าช้อย
       “ว๊าย”
       สนตวาด
       “กูบอกแล้วมึงไม่ฟัง”
       “ช้อยขอโทษเจ้าค่ะ...”
      
        ช้อยแทบจะร้องไห้ สนฟุบหน้าหมอบ ร้องอาเจียนโอ๊กๆ


  


       ขณะเดียวกัน เนียนหอบดอกไม้เดินผ่านเรือนของสน มีกบกับแมวถือดอกไม้ตามมาด้วย ได้ยินเสียงคล้ายคนอาเจียน เนียนชะงักนิดหนึ่ง
      
       “เสียงคนแพ้ท้องร้องโอ้กอ๊าก” กบบอก
       “ท้องกับพระพายน่ะสิ ท่านขุนท่านไม่ได้มาหาตั้งนานสองนาน” แมวว่า
       เนียนปราม “กบ แมว อย่าพูดจาให้ผู้อื่นเสียหาย”
       “เสียที่ไหนเจ้าคะ คุณเนียน ได้ตะหาก” กบบอกอีก
       “ได้เด็กตั้งคน” แมวว่า
       “ไปกันเถิด” เนียนบอก
       “น่าจะขึ้นไปเยี่ยมนะเจ้าคะ ไหนไหนเธอก็ญาติดีกับคุณเนียนแล้ว” กบว่า
       “ไปดีใจกับเธอไงเจ้าคะ” แมวบอก
       เนียนชะงัก ท่าทีลังเล
      
       ช้อยดูแลสน ที่กำลังอาเจียน จู่ๆ ช้อยร้องลั่น
       “คุณสน ท้อง ไชโย”
       “หุบปาก” สนด่า
       “ทำไมเล่าเจ้าคะ”
       “ข้ากำลังกลัว”
       “กลัวอะไรเจ้าคะ กำลังจะขึ้นหม้อมีลูกชายรูปงามตามที่ฝันเอาไว้ให้ท่านขุน”
       “นางโง่ คิดเลขเป็นบ้างไหม พี่ขุนไม่ได้มาที่นี่กว่าสองเดือนแล้ว แล้วจะเป็นลูกพี่ขุนได้อย่างไร”
       “ไอ้เสือหนัก ลูกไอ้เสือหนัก” ช้อยนึกออก เผลอหลุดปากเสียงดัง
       สนตบหน้าช้อยเรียกสติ
       “แหกปากพูดชื่อนี้อีกคำเดียวกู จะตบซ้ำ รีบไปตามยายอ่อนมาไวไว
       ช้อยพยักหน้า ขณะที่สนเริ่มร้องไห้น้ำตาไหล หวาดกลัวจริงๆ
      
       ฝ่ายเนียนทำท่าจะหันกลับ
       “อย่าดีกว่า เธออาจจะไม่ชอบ”
       ช้อยโผล่ลงบันไดมาเจอเอาสามคนชะงัก แล้วปรี๊ดใส่แทนนาย
       “วันนี้หมามากับจ่าฝูงแน่ะเว๊ยเฮ้ย”
       “นางช้อยพูดจาให้ไว้หน้าคุณเนียนบ้าง” แมวนึกโมโห
       “ระวังเถิดท่านขุนรู้เข้า หน้าจะไม่มีที่ไว้” กบด่า
       “ใครกันแน่ที่จะไม่เหลือหน้า ใครกันแน่ที่ได้หน้าได้ตา ไปให้พ้น อย่ามาเกะกะขวางทางท่านขุนแถวนี้” ช้อยอวดเบ่ง
       “ช้อยรู้เร็วดีจัง พี่ขุนจะมา เยี่ยมวันพรุ่งนี้” เนียนเยื้อนยิ้ม
       “ท่านคงไม่รอให้ถึงวันพรุ่งนี้ดอก คุณเนียน อิชั้นจะไปตามยายอ่อน”
       ช้อยเดินเฉียดปั้นปึ่งออกไป เนียนกับพวกแปลกใจ
       “ยายอ่อน หมอนวด สงสัยจะเรียกมานวดคุณสน” กบออกความเห็น
       “ยายอ่อนเป็นหมอตำแยด้วย ก็ไม่แน่ว่ามันจะมาตรวจอะไร” แมวว่า
       เนียนไม่อยากจะอยู่ตรงนั้น รีบเดินออกไป มีเสียงสนสะอื้นดังลอดมาจากในบ้านสามคนชะงัก
       “คุณสนร้องไห้” สามคนอุทานพร้อมกัน
       “ร้องไห้ดีใจที่ท้อง” กบว่า
       “แต่ทำไมเสียงร้องไห้เหมือนเสียใจ” แมวตั้งข้อสังเกต
       “ถ้าจะท้องก็ต้องร่วม สองเดือนกว่า ทำไมรู้ตัวช้าจัง” กบออกความเห็น
       เนียนตัดบท “กบ แมว รีบไปเรือนโน้น คุณท่านรออยู่”
       สองคนจึงรีบเดินออกไป
      
       ไม่นานต่อมา ยายอ่อนกำลังคลำท้องสนอยู่บนเรือน บีบจับตรงโน้นตรงนี้ไปมา สนนอนลุ้นใจคอไม่ดี
       “คุณนายสนท้องแน่นอนเจ้าค่ะ”
       “ไม่มีเป็นอย่างอื่นแน่นะยายอ่อน”
       “แน่สิเจ้าคะ ดีใจเข้าสิเจ้าคะ อย่าทำหน้าเหมือนใจคอห่อเหี่ยว ลูกออกมาจะไม่งาม”
       “ข้าตื่นเต้นเต้นน่ะ เอ้อ ยายอ่อนมีใครเคยท้องสักสิบเอ็ดสิบสองเดือนบ้างไหม”
       “มีเจ้าค่ะ”
       “ใครล่ะ”
       “ไม่ใช่คนดอกเจ้าค่ะพวกวัวพวกควาย พวกม้า หรือว่าลา แต่คนเก้าเดือนแน่นอนเจ้าค่ะ” อ่อนบอก
       “โอ๊ย พอแล้ว นี่เงิน หนึ่งตำลึง ไปซะ ให้ไวไว”
       อ่อนตาลุก ไหว้อย่างดีใจ รับเงินแล้วรีบออกไป สนมองตามร้องไห้ต่อ
       “กูจะทำยังไงดี พี่ขุนฆ่าตายแน่ โธ่”
      
       ทองจันทร์แปลกใจแทนที่จะดีใจ พอรู้เรื่องจากอ่อนที่แวะมาบอกข่าวสน
       “แน่นะว่าแม่สนท้อง ยายอ่อน”
       “แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งอีกเจ้าค่ะ คุณท่าน”
       “กี่เดือนแล้ว”
       “ยังประมาณมิได้เจ้าค่ะ เด็กดิ้นเมื่อใด ก็ประมาณได้ว่าสี่เดือน เจ้าค่ะ”
       ทองจันทร์ยังไม่หายหงุดหงิดสงสัยว่าสนท้องทำไมไม่บอกกล่าวใคร
       “นี่ถ้าจะนับเดือนก็ต้องย้อนไปสองเดือนกว่า แม่สนก็ช่างกระไรน่าจะรู้มาตั้งนานว่าท้อง จะได้รู้กัน”
       “ท้องสาว ก็แบบนี้แหละเจ้าค่ะ บางคนนะเจ้าค่ะ ลูกดิ้นยังนึกว่าโดนผีผลักหนังควายเข้าทองซะงั้น บางรายก็เข้าใจว่าเป็นโรคท้องมาน”
       ทองจันทร์โบกมือให้ยายอ่อนรีบไปไวๆ
      
       ฟากช้อยตื่นเต้นมา หลังฟังสนพูดจบ
       “ยายอ่อนมันว่าคุณสนท้องจริงๆ จะลูกใครก็ช่างหัวมันปะไร คุณสนไม่ต้องกลัวเจ้าค่ะ ลูกเป็นโซ่ท้องคล้องรักคล้องใจคุณสนกับท่านขุน ลูกคนแรก นี่ต้องเป็นลูกชายรูปงามตามฝันของคุณสน ช้อยจะรีบไปแจ้งข่าวที่เรือนคุณท่าน”
       “อย่าไปนะ อีแก่ทองจันท์มันจ้องจับผิดสงสัยข้าตลอดเวลา แล้วถ้าอีกหกเดือนเศษ ข้าคลอดลูกพี่ขุนจับได้แน่ว่าข้าไม่ได้ท้องกับเขา”
       “ก็บอกไปสิเจ้าคะ ว่าคุณสนท้องได้สามเดือนแล้วก่อนที่อีเนียนมันจะมาคุณสนของช้อยเรื่องมดเท็จ เป็นเอกเสมอเจ้าค่ะ”
       ช้อยเหมือนจะชม สนยังคงเครียดน้ำตาไหล
      
       ด้านเนียนมารายงานเรียมเรื่องสนคงไม่สบายมาก
       “คุณสนเธอไม่สบายมากจริงๆ นะคะ คุณเรียม เนียนเห็นยายอ่อนมานวดให้ เธอค่ะ”
       “ตายจริง รีบไปบอกพี่เทพให้ไปดูอาการแม่สนไม่ต้องรอถึงวันพรุ่งนี้ดอก”
       ขุนภักดีเดินยิ้มเผล่เข้ามา
       “พี่น้องสองสาว ร่วมหัวกันจะขับจะต้อนอะไรพี่อีกแน่ๆ”
       “เนียนบอกว่าแม่สนไม่สบายมากค่ะ เราสองคนก็เลยดำริห์ว่า เนียนพูดสิ”
       “พี่ขุนน่าจะรีบไปดูอาการเธอตอนนี้นะคะ”
       ทองจันทร์โผล่มา หน้าตาไม่พอใจมาก
       “แม่สนมันบ้าอยากจะด่าให้เจ็บแสบ”
       สามคนหันไปมองแปลกใจ
       “สนทำอะไรให้คุณแม่ไม่พอใจหรือครับ”
       “มันท้องสองสามเดือนแต่ไม่ยอมบอกใคร” ทองจันทร์บอก
       “สนท้อง” ขุนภักดีอุทาน
       ตามด้วยเรียม “แม่สนท้อง”
       และเนียน “คุณสนท้อง”
       ขุนภักดีมีสีหน้าปิติมาก “ผมจะไปดูลูก” แล้วเผ่นอ้าวออกไป เนียนกับเรียมสบตากับจับมือดีใจ
       “เนียนดีใจกับพี่ขุน เหลือเกินค่ะ”
       “พี่ก็ดีใจกับพี่เทพเป็นที่สุด”
       “แต่แม่หมั่นไส้แม่สนเป็นที่สุด มันเป็นคนอาฆาตแค้น มันคงตั้งใจจะปิดบังเอาไว้ไม่ให้ใครรู้ ไม่ให้ดีใจกับมัน เพราะพ่อเทพไม่ไปหามันสองเดือนกว่าแล้ว ประหลาดล้ำเหลือเกิน คนอะไรท้องแล้วไม่บอกผัว”
      
       เรียมก็แปลกใจแต่เงียบไว้รวมทั้งเนียนด้วย


  


       ฟากสองนายบ่าวช้อยกับสน ยังคงปวดหัวเรื่องท้องของสนอยู่ไม่วายเว้น
      
       “กรรมของคุณสนแท้ๆ กรรมของช้อย แพ้หลุดลุ่ยแล้วเจ้าค่ะ”
       “ข้าโกหกพี่ขุนว่าท้องสองเดือนกว่าสามเดือนได้ แต่ยายอ่อนมันเป็นหมอตำแยโกหกมันไม่ได้ดอก”
       “มันงกมันชอบเงินตะเภาเดียวกับไอ้เหิม เพียงแค่ไม่ใช่ฆาตกร พูดง่ายกว่า เอาเงินฟาดหัวมันไปเจ้าค่ะ ไสหัวมันไปไกลๆ อย่าได้กลับมาที่นี่อีก คนที่ไหนมันมีลูกให้มันทำคลอดทั้งนั้น”
       “เงินข้าเกือบหมดกำปั่นแล้ว เพราะเอาไปจ้างไอ้เหิม ไอ้หมอเสน่ห์ พี่ขุนก็หมางเมิน เอ็งไปเปิดดูสิ”
       ช้อยเปิดแล้วพยักหน้า
       “เหลืออยู่ชั่งหนึ่งเจ้าค่ะ”
       “รีบไปเอาให้มัน บอกให้มันไปหากินที่อื่นอย่ากลับมาที่นี่อีก”
       ช้อยรีบไปทันที สนเศร้าเอาหน้าแนบหมอนน้ำตาซึม
       “ทำไมต้องเป็นลูกไอ้เสือหนัก โธ่”
      
       สามคนยังยินดีที่สนท้องกันต่อไป
       “พี่อยากรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของคนเป็นแม่ในวินาทีที่พบหน้าลูกเหลือเกิน”
       เรียมพูดไปน้ำตาซึม
       เนียนคิดภาพวันที่ตัวเองคลอดลูก โดยให้แพรเอาแดงน้อยมาวางบนอกมองลูกน้ำตาไหล
       คิดแล้วเนียนพาลน้ำตาซึมไปด้วย
       “แม่เรียม ลืมมันซะเถิด ลางดีมันตั้งเค้าแล้ว แม่สังหรณ์ว่าอีกไม่ช้าไม่นานบ้านเราจะได้ฉลองใหญ่ เพราะได้หลานสามคน” ทองจันทร์บอก
       “ค่ะ เรียมก็หวังเช่นนั้น แต่ความหวังของเรียมมันหมดสิ้นไปสองครั้งจนเรียมไม่กล้าหวังอีกแล้วค่ะ คุณแม่ เนียนรู้ไหมจ้ะ ว่าพี่อยู่กินกับพี่คุณมาแปดปีกว่า แท้งลูกไปสองครั้ง” เรียมสะท้อนใจ น้อยใจ เริ่มน้ำตาไหลเมินหน้าหนี
       เนียนจับมือเรียมเอาไว้ปลอบใจ
       “คุณเรียมขา อย่าเพิ่งสิ้นหวังค่ะ คนแถวบ้านเนียน อยู่กินกันมา สิบกว่าปีจนเลิกหวัง แล้ววันหนึ่ง ลูกก็มา แข็งแรงน่ารักฉลาดด้วยค่ะ”
       “ขอบใจที่ให้กำลังใจพี่ เนียนนั่นแหละ ยังอายุไม่ถึงยี่สิบ น่าจะได้ลูกไวไวอย่างที่คุณแม่ว่า”
       “ลูกใครจะมาแม่รับได้ทั้งนั้น ขอให้มาเถิด ย่าทองจันทร์เหมาหมด”
       ทองจันทร์พูดอย่างมีความสุข
      
       ขณะที่สนนอนตะแคง หน้าแนบหมอนน้ำตาไหลสะอื้นหวั่นกลัวอยู่นั้น ขุนภักดีย่องเข้ามาเงียบๆ มองสนที่นอนหันหลัง กลัวสะอื้นจนตัวสั่น
       ขุนภักดีรู้สึกผิดที่ละเลยสน พึมพำออกมา
       “โธ่เอ๊ยสน พี่ละเลยสนขนาดนี้ได้อย่างไร”
       ท่านขุนเดินเงียบเชียบมาด้านหลัง นั่งลงเงียบๆ และเบาที่สุด ก้มลงโอบกอดจะหอมแก้มสนปลอบขวัญ
       ทว่าสนที่กำลังอยู่ในภวังค์กรีดร้องละเมอไปว่าไอ้เสือหนักมาข่มขืน
       “อ๊ายยย”
       ขุนภักดีตกใจ “สน”
       “ไปนะ อย่าข่มขืนกูนะ ไป ไปให้พ้น”
       ขุนภักดีรวบตัวสนไว้ สนหลับหูหลับตาทุบตีท่านขุนพัลวัน
       “สน สน สนนี่พี่ พี่เองพี่เทพ พี่ขุน”
       ขุนภักดีเขย่าตัวสนเรียกสติ สนลืมตามอง เห็นหน้าท่านขุนใกล้ชิดมาก มองมาสายตาอ่อนโยน ยินดี และขอบคุณ ชัดเจนขึ้นจนแจ่มใสไปหมด
       สนดีใจมาก “พี่ขุน” แต่แล้วก็เริ่มระแวง เพราะตัวทำผิดจึงเบี่ยงตัวออก “แส้ม้าอยู่ที่ไหนคะ เนียนมาด้วยใช่ไหมคะ”
       “ไม่มีแส้มา ไม่มีเนียน มีแต่พี่ มีแต่ความยินดีและขอบคุณที่สนกำลังให้ลูกกับพี่”
       สนเริ่มมีกำลังใจมา “พี่ขุนรู้ได้ยังไงคะ”
       “คุณแม่บอกพี่ คุณเรียมกับเนียนดีใจกันใหญ่ แต่คุณแม่หงุดหงิดเพราะน้อยใจที่สนปิดบังเอาไว้”
       “ถ้าสนเปิดเผยแล้วจะมีใครใยดีสนบ้างคะ ตลอดเวลา ร่วมสามเดือนพี่ขุนเคยชายตามาแลสนบ้างหรือก็เปล่า มาคราใดพี่ขุนก็มาตำหนิมาขู่สนด้วยแส้ แล้วสนจะมีแก่ใจอะไรไปบอกข่าวดี สนเข้าใจเอาเองว่าก็แค่ข่าวดีของสนคนเดียว หาใช่ของพี่ขุนกับคนอื่นไม่” สนสบโอกาส
       ขุนภักดียิ่งกอดสนแน่นขึ้นอีก
       “พี่ขอโทษ พี่ผิดไปแล้ว อภัยให้พี่ ต่อไปนี้ไม่อีกแล้ว เลิกน้อยใจแล้วหันมามองหน้าพี่ บอกพี่ว่าลูกของเราอายุกี่เดือนแล้ว”
       “ยายอ่อนแกประมาณว่าน่าจะสองเดือนกว่าค่ะ”
       สนหันไปแอบยิ้มที่ท่านขุนหลงเชื่อ มีกำลังใจโกหกต่อไป
      
       ส่วนยายอ่อนรับเงินจากช้อยไหว้ปลกๆ
       “ขอให้เจริญเจริญ ได้ลูกชายงามๆ เถิด คุณนายสน ช่างเมตตาคนจนอย่างยายแท้ๆ ให้เงินไปลงทุนทำกิน ชาตินี้หาใครดีอย่างนี้ไม่เจออีกแล้ว”
       “ใช่จ้ะ ยายอ่อน ยายจงรีบเอาเงินไปทำทุนไวๆ อย่าได้กลับมาเป็นหมอตำแย ไปอยู่ที่อื่นจะดีกว่า ระยะนี้ที่นี่มันโจรชุกชุม อันตรายรอบด้านนะจ้ะยาย”
       ยายอ่อนปลาบปลื้มพร้อมทำตามทุกสิ่งอย่าง
      
       ฝ่ายสนได้จังหวะออดอ้อนขุนภักดีเต็มที่ ท่านขุนถอดสร้อยคอคล้องให้สนมีพระเครื่องติดอยู่ด้วย
       “ขอให้พระคุ้มครองทั้งสนและลูกจ้ะ”
       “ขอบพระคุณพี่ขุนมากค่ะ” สนไหว้
       “รักษาตัวดูแลตัวเองให้ดีนะ มีอะไรบอกพี่อย่าปิดบังกันอีก”
       ช้อยส่งเสียงมาก่อนตัว ไม่รู้ว่าขุนภักดีอยู่
       “คุณสนเจ้าขา ยายอ่อน”
       สนใจหายวาบ ตะโกนบอกใบ้
       “นางช้อย ช่างไม่มีกาลเทศะ ตะโกนข้ามหัวพี่ขุนได้รึ จะเข้ามา ก็เข้ามา”
       ช้อยจึงเข้ามา สบตาแอบพยักหน้าว่าสำเร็จ เพราะช้อยอยู่หลังท่านขุน จากนั้นนั่งทรุดอยู่กับที่ทำท่าดีใจทำท่าทางให้สนดู
       “เอ็งพูดอะไรถึงยายอ่อนนางช้อย”
       “อ๋อ คือ ช้อย คือ”
       “คือสนให้ช้อยไปตามยายอ่อนมาอีกครั้ง จะมายืนยันว่าสนท้องแน่ๆจะได้ขอยาหม้อแกมาต้มให้ลูกแข็งแรงค่ะ” สนบอก
       “ดีจ้ะ แล้วทำไมมันไม่มา”
       “เอ้อ ยายอ่อนไปแล้วเจ้าค่ะ”
       “ไปไหน”
       “ไปเอ้อ..งานศพมารดาของพ่อแกเจ้าค่ะ”
       ขุนภักดีอึ้งนับญาติไม่ถูก
       “นางช้อย ทำไมเอ็งต้องพูดให้มันเข้าใจยากด้วย”
       “ช้อยจำคำพูดยายอ่อนมาเจ้าค่ะ”
       สนเห็นท่าว่าช้อยท่าจะไม่ดี รีบออดอ้อน
       “โอ๊ย สนคลื่นไส้ สนเวียนหัว สน สนอยาก...อยาก”
       “สนอยากอะไรรึ”
       “อยากกินของเปรี๊ยวๆ อยากกินส้มมะขาม มะม่วง”
       “มะม่วงหาวมะนาวโห่” ช้อย
       “นางช้อยอย่าล้น นั่นมันพระรถเมรี นี่ข้าอารมณ์ดีเพราะจะมีลูกดอกนะ หาไม่เช่นนั้น เอ็งโดนแน่”
      
       ช้อยทำท่าดีอกดีใจ เอกที่ตามมาภายหลังแอบมองมาจากด้านหลัง เห็นขุนภักดียิ้มน้อยยิ้มใหญ่

      
       ไม่นานต่อมา ขุนภักดีเรียกประชุม และกำลังออกคำสั่งกับคนใช้ในเรือนทุกคน
      
       “ทุกคนฟังไว้ ให้รีบไปช่วยกันหา ผลไม้เปรี้ยวๆ กะปิอย่างดี ต่างๆ นานาให้คุณสนกินแก้แพ้ท้อง ต้องหาให้ได้ โค่นต้นไม้ก็ต้องทำ”
       ทุกคนขานรับคำพร้อมเพรียง
       “เจ้าค่ะ” / “ขอรับ”
       กบแมวมองหน้ากัน กระซิบกัน
       “เป็นเอามาก” กบว่า
       “เป็นลมดีกว่า” แมวเสริม
       เอกไม่ค่อยสบายใจ พึมพำ
       “มันยังไง ยังไงอยู่นา คนช่างโพทะนาอย่างนายบ่าวคู่นั้นเก็บความลับได้อย่างไรตั้งเกือบสามเดือน”
       กบกับแมวบังเอิญได้ยิน หันมาสมทบ
       “ถึงว่าละสิ พี่เอก”
       แต่เอกคิดไม่ออก
      
       ช้อยลิงโลด โผเข้ากอดเท้าสนด้วยความดีใจ
       “เห็นไหมเจ้าคะ ว่าท่านขุนรักหลงคุณสนแค่เพียงชั่วกระพริบตาไปแล้ว เชื่อสนิทว่าลูกในท้องเป็นลูกของท่าน ผู้ชายก็โง่เช่นนี้แหละเจ้าค่ะ”
       “อีช้อย”
       “ขอประทานโทษเจ้าค่ะ ช้อยดีใจจนลืมตัว คอยดูนะเจ้าคะ ลูกเกิดมาท่านอุ้มไม่วางมือแน่ ลูกคนแรก ที่ท่านรอคอย คุณสนจะขึ้นแท่นเป็นอับดับหนึ่ง เป็นเมียคนโปรด คุณเรียมกับคุณนายเนียน ตกกระป๋องไปแล้ว”
       “แต่ข้าจะละเลยนางเนียนไม่ได้ ข้าต้องหาทางให้มันตกนรกไม่ใช่แค่ตกกระป๋อง”
       สนไม่ยอมรามือเรื่องเนียน
      
       เวลาผ่านไป แลเห็นกองผลไม้เปรี้ยวสารพัดชนิดบนตั่ง และที่พื้นสูงท่วมจนน่าตกใจ เรียมชวนเนียนพากันจะไปร่วมดีใจกับสน
       “ไปเถิดเนียน แม่สนคงดีใจที่เราจะไปยินดีด้วย ไอ้นั่นอะไรน่ะ” เรียมถามเอก
       “ผลไม้ มากมาย จะเอาไปทำอะไรกัน” เนียนถามตาม
       “เอาไปให้คุณสนรับประทานแก้แพ้ท้องขอรับ” เอกบอก
       ทองจันทร์โผล่มาอีกคน
       “ไฮ้ คนท้องคนเดียวนี่กินจนท้องลูกคนที่สองกระมัง”
       “โค่นมะขามมาสองต้นเลยขอรับ คุณท่าน” เอกว่า
       ขุนภักดียิ้มแย้มเดินโอบสนมา มีช้อยเดินเชิดตามหลัง
       “มันต้องเตรียมพร้อมครับคุณแม่ หากขาดมือเมื่อไหร่ สนจะหงุดหงิดอารมณ์เสีย ผมไม่ต้องการให้สนอารมณ์เสีย เดี๋ยวลูกผมจะเกิดมาโมโหร้ายไม่น่ารัก”
       “ขอบพระคุณค่ะ พี่ขุน และทุกคนนะจ้ะ คุณแม่ขา สนขอโทษที่ไม่เอ่ยปากบอกเรื่องนี้ สนน้อยใจค่ะ อีกอย่างสนไม่มั่นใจด้วยว่าท้องหรือเปล่า” สนจีบปาก
       ช้อยรีบผสมโรง “คุณสนจึงให้ช้อยไปตามยายอ่อนมายืนยันเจ้าค่ะ”
       “จริงอย่างที่แม่สนบอกนั่นแหละ พ่อเทพ แม่จะต้องรับขวัญและปกป้องหลาน เจ้าเอก เอ็งไปนิมนต์ท่านพระครูมาทำสายสิญจน์ล้อมเรือนแม่สนเอาไว้ ให้ เกิดสิริมงคลกับหลานของข้า”
       “ขอรับ คุณท่าน”
       สนยิ้มระรื่นปรายตาไปมองที่เรียมกับเนียน
       “ดีใจกับสนด้วยจ้ะ เราจะช่วยกันดูแลลูกสนนะจ้ะ” เรียมบอก
       “เนียนก็ดีใจกับคุณสนค่ะ มีอะไรให้เนียนทำให้ได้ เนียนทำเต็มที่ค่ะ”
       สนทำปั้นปึ่งเหมือนไม่ได้ยินสองคนพูด ขุนภักดีกำลังเห่อจึงไม่สนใจ ทองจันทร์หันมองสนอย่างหมั่นไส้นิดหนึ่งแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
      
       วันต่อมารอบเรือนเล็กของสนมีสายสิญจน์ล้อมอยู่ ทุกคนต่างมีสีหน้ายิ้มแย้ม โดยเฉพาะสนเดินคลอเคลียกับขุนเทพ หรือขุนภักดี ภาคภูมิใจในที่แผนการสำเร็จ
      
       ขุนภักดีแวะมาหาเนียน
       “เนียนจ๊ะ อย่าน้อยใจพี่อีกคนล่ะ”
       “น้อยใจเรื่องอะไรคะ”
       “พี่คงไปดูแลสนเขามากขึ้น อาจจะดูเหมือนละเลยเนียนไปบ้าง”
       “เนียนไม่น้อยใจดอกค่ะ พี่ขุนทำถูกต้องแล้วค่ะ”
       “ชื่นใจ ขอบใจ จ้ะเนียน บ้านเรานอกจากจะสงบสุขแล้วยังจะมีชีวิตชีวาร่าเริง เพราะมีตัวน้อยๆมาส่งเสียงในบ้าน อีกไม่ช้า”
       “ค่ะ พี่ขุน”
       ขุนภักดีหอมแก้มเนียนแล้วออกไป เนียนนั่งน้ำตาซึมคิดถึงลูก
       “ลูกแดงน้อยของแม่ คนอื่นเขามีพ่อมีแม่เห่กล่อมถนอมเลี้ยง แต่แดงน้อย ของแม่มีแต่ยายแพรกับตาโพล้ง”
       เนียนปาดน้ำตาร้องไห้เงียบๆ
      
       ไม่นานต่อมาเรียมยิ้มให้ขุนภักดีที่แวะมาหา
       “ตามสบายเถิดค่ะ พี่ขุน สนต้องการการดูแลเอาใจทั้งร่างกายและจิตใจ ใครๆ ในบ้านต่างรอคอยลูกของพี่ขุนกับสนทั้งนั้น”
       “พี่หวังมากกว่านั้น หวังว่า จะไม่ได้มีเด็กวิ่งเล่นในบ้านเราเพียงคนเดียว เท่านั้น จะมีลูกของเรียมและเนียนอีกสองคน พี่น้องสามคนจะเล่นกันอย่างมีความสุขไม่มีอื่นใดจะสุขไปกว่านี้อีกแล้ว”
       ขุนโอบบ่าเรียมฝันหวาน
      
       ทางด้านเนียนร้องไห้ต่อ เหม่อลอยใจลอยไกลไปถึงแดงน้อย
       “ลูกแดงน้อยของแม่ ป่านนี้ลูกคงนั่งได้ เริ่มคืบคลานได้ แม่อยากกอด อยากอุ้มลูกใจจะขาด”
       เนียนปาดน้ำตาร้องไห้
       ส่วนด้านล่างตรงหน้าต่างห้องเนียน ช้อยแอบมองเหลียวมองขึ้นไปด้านบน
       “อีเนียนมันร้องไห้ทำไม อิจฉาคุณสน หรือว่าคิดถึงใคร ดีละ”
      
       “เจ็ดเดือนผ่านไป”
       ขณะที่ทองจันทร์กับเรียม และเนียน นั่งปั้นขนมกันอยู่
       “นี่เลยเก้าเดือนแล้วนะ ทำไมแม่สนจึงไม่มีทีท่าว่าจะคลอดลูกสักที”
       กบกับแมวมองหน้ากัน สองคนนี้แค่ไม่เชื่อใจสนแต่ไม่รู้ว่าทำไม
       “นั่นสิคะ คุณแม่ จะเป็นอันตรายหรือเปล่าก็ไม่รู้ เนียนว่ายังไง”
       “เอ้อ เนียน ไม่มีความรู้เรื่องนี้ดอกค่ะ ไม่กล้าออกความเห็น”
       “ยายอ่อนก็หายหัวไปเลย” ทองจันทร์บ่น
       “ได้ยินว่าไม่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ” กบว่า
       “แปลกนะเจ้าคะ ลูกคนอื่นเขาดิ้นกันตอนสี่เดือนลูกคุณสนเพิ่งจะดิ้นตอนเจ็ดเดือนนี่แหละเจ้าค่ะ” แมวตั้งข้อสังเกตตามประสา
       “นางแมวเอ็งปากหาเรื่อง ตาหาเหตุเกินไปแล้ว” ทองจันทร์ดุ
       แต่ทุกคนต่างก็พากันแปลกใจไปตามๆ กัน
      
       ช้อยกำลังมาเล่าความที่แอบได้ยินมาให้ให้สนฟัง สนท้องโตเจ็ดเดือนกว่า
       “คุณสนเจ้าขา อีพวกปากปลาปากปูปากปลาทูมันแอบซุบซิบกัน”
       “เรื่องอะไร”
       “มันหาว่าคุณสนท้องสิบเดือนแล้วยังไม่ยอมคลอด มันหาว่าลูกคุณสนไม่ดิ้นตอนสี่เดือน มาดิ้นเอาอีตอนเจ็ดเดือน”
       “อุเหม่ ใครกันที่มันว่ากู”
       “พวกเรือนโน้นแหละเจ้าค่ะ คุณนายทองจันทร์นั่นแหละตัวการเริ่มเรื่อง มีคุณนายเรียมกับนางเนียนผสมโรงเจ้าค่ะ” ช้อยได้ทีใส่ไฟเรียมกับเนียนใหญ่
       สนยิ้มร้ายออกมา
       “อีเนียน สักวันกูต้องจัดการมึงให้ตกกระป๋องให้จงได้”
       “ช้อยว่าอีนี่มันดูแปลกๆ ช้อยไปแอบดูมันที่หน้าต่างห้องเห็นมันแอบร้องไห้บ่อยๆ เจ้าค่ะ มันร้องทำไมกันนะ”
       “แสดงว่าอีเนียนมีความลับคับอก กูต้องเปิดเผยความลับของมันให้ปรากฏ”
       สนคลำท้องตัวเองมีช้อยกดเท้าบีบนวดไปมา
       “แต่ตอนนี้เอาเรื่องเฉพาะหน้าก่อนเถิดเจ้าค่ะ คุณสนท้องนานเกินไป”
      
       สนพยักหน้า


  


       เย็นนั้น ขณะที่ขุนภักดีขึ้นเรือนมา สนปราดเข้ามาหา ท่านขุนตกใจ
      
       “โอ๊ะ ระวังจ้ะสน เดี๋ยวหกล้ม ลูกเราจะเจ็บ”
       “ก็สนทนไม่ไหวแล้วค่ะ พี่เทพ”
       “ทนอะไรไม่ไหวรึ”
       สนกอดขุนภักดีน้ำตาไหล ออเซาะ
       “สนไม่อยากจะพูด”
       “พูดมาเถิดพี่จะไปจัดการให้”
       สนลอบยิ้มสาแก่ใจ
      
       ไม่นานนัก แส้หางม้าในมือขุนภักดีขยับแกว่งไปมา บ่าวไพร่ทุกคนหน้าเสีย ท่านขุนยืนโอบสนมีช้อยอยู่ด้านหลัง
       “จงจำเอาไว้ ไม่ว่าใครทั้งนั้นถ้าข้ารู้ว่าแอบนินทาคุณสนอีกละก้อ โดนแส้ม้านี่แน่ ห้ามใครพูดเรื่องท้องของคุณสนอีกเด็ดขาด เอาไปนอกบ้านก็ไม่ได้”
       ทุกคนรับคำ “เจ้าค่ะ” / “ขอรับ”
       “ถ้าลูกข้าเกิดมาอ่อนแอเจ็บออดๆ แอดๆ จะถือว่าเพราะปากของพวกเอ็งนั่นแหละ”
       ทองจันทร์ เรียม และเนียน ออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
       “คนที่พูดน่ะหาใช่ใครที่ไหนดอก แม่เองจ้ะ พ่อเทพ พูดเพราะห่วงใย กลัวว่าถ้าท้องนานเกินเก้าเดือนไปแล้วลูกไม่คลอดสักที มันอาจมีอันตราย รึว่าไม่พอใจจะให้พ่อเทพโบยข้า” ทองจันทร์บอก
       “ไม่ใช่เช่นดอกครับ คุณแม่ ผมแค่ปรามพวกนี้”
       “คุณแม่เปรยว่า น่าจะพาสนไปหาหมอที่บางกอก ใช่ไหมจ้ะเนียน”
       “เอ้อ ค่ะ”
       “สนไม่ไปนะคะ พี่เทพ สนเกิดไปคลอดกลางทางลูกเราเป็นอะไรไป สนจะผูกคอตายซะ” สนตั้งแง่
       “ไม่เอาจ้ะสน สนคนดีไม่เอานะจ๊ะ ขอบคุณมากนะครับคุณแม่ สนจ๋าคุณแม่พูดเพราะท่านห่วงนะจ๊ะ”
       “สนเข้าใจค่ะ คุณแม่ สนขอบพระคุณค่ะ สนรักลูกเหมือนแก้วตาดวงใจ ถ้าสนรู้สึกอะไรไม่ดี สนจะไม่ปล่อยไว้ไม่บอกใครดอกค่ะ”
       ขุนภักดียิ้มพอใจคำพูดสน ส่วนคนอื่นๆ แอบเหม็นเบื่อ
      
       “แปดเดือนผ่านไป”
       ล่วงเข้าเดือนที่ 10 ทองจันทร์มีสีหน้าหนักใจ
       “จะหาว่าก็ว่าเถิด นี่สิบเอ็ดเดือนแล้วแม่สนยังไม่คลอดลูก”
       เรียมกับเนียนไม่ได้พูดต่อ
       “แม่ว่าแม่สนมันนับเดือนผิดหรือเปล่า”
       “คงไม่ผิดดอกค่ะ คุณแม่ ถ้าแม่สนจะท้อง ก็ต้องท้องก่อนที่เนียนจะมาค่ะ เอ้อ...เพราะตั้งแต่นั้นมา พี่ขุนไม่เคยไปหาสนเลย” เรียมว่า
       เนียนก้มหน้างุด
       กบแมวสบตากันทำท่าจะซุบซิบ ทองจันทร์จ้องดุ คาดโทษ
       “อย่าเชียวนะ นางแมวนางกบ ข้าพูดได้คนเดียว ไม่เช่นนั้นเอ็งสองคนตาย เพราะแส้ม้าท่านขุนแน่ เฮ้อ แก่อยู่ในท้องคลอดออกมามิฟันฟางเต็มปากรึนั่น”
       กบแมวแอบสบตากัน ทองจันทร์ส่ายหน้าสงสัยไม่หาย
      
       “เก้าเดือนผ่านไป”
       สนนั่งท้องโย้อยู่ในเรือน ไม่พยายามออกไปไหนให้ผิดสังเกต ช้อยนั่งนวดเท้าสนไปมา
       “สิบสองเดือนแล้วนะช้อย ถ้าเด็กไม่คลอดมาตอนนี้ ข้าตายแน่ๆ”
       “กรรมเลยแหละเจ้าค่ะ ทั้งของคุณสนกับของช้อย สมรู้ร่วมคิดกันตบตา”
       ขุนภักดีเดินขึ้นเรือนมาพอดี
       “สนจ๋า รู้สึกว่าเด็กอยากจะออกมาลืมตาดูโลกหรือยังจ้ะ”
       “พี่ขุนสงสัยอะไรสนหรือคะ สนก็อยากจะตายเหลือเกิน ทำไมลูกหนอลูก ช่างทรมานให้แม่กับพ่อรอคอย ทำไมช่างใจเย็นให้ผู้คนติฉินนินทา สนจึงไม่กล้าลงไปจากเรือน ไม่อยากจะสบตาผู้คน สนน้อยใจ”
       “โอ๋ สนจ๋า สนคนดีอย่าน้อยใจจ้ะ พี่ถามเพราะอยากเห็นหน้าลูกเต็มแก่น่ะจ้ะ”
       แล้วจู่ๆ สนก็คิดอะไรขึ้นมาได้ ลุกขึ้นร้องโอดโอย
       “มาแล้ว โอ๊ยมาแล้ว แน่ๆ โอ๊ย สนเจ็บท้อง สนปวดท้อง”
       “คุณสนจะคลอดลูกแล้วเจ้าค่ะ”
       “สนจะคลอดลูก”
       ท่านขุนสั่นไปหมด สนก็เอาใหญ่ ความจริงแล้วแกล้ง และสนตั้งใจจะทำเป็นเจ็บท้องต่อไปอีกหลายวัน เพราะรู้ว่า
       ครบเก้าเดือนแล้ว ไม่นานคลอดแน่
      
       บ่าวไพร่วิ่งวุ่นจนหัวแทบชนกัน เอะอะโกลาหลไปหมด ทองจันทร์กับเนียน และเรียมพากันมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
       “อ้าว อ้าว นั่นไฟไหม้บ้านรึ วิ่งหัวชนกันซะปานนั้น”
       “คุณสนจะคลอดลูกเจ้าค่ะ” กบบอก
       “คลอดกะทันกันไม่มีปี่มีขลุ่ยเจ้าค่ะ” แมวว่า
       ทองจันทร์ยิ้มแย้ม เรียมและเนียนยิ้มดีใจ
       “ไปเยี่ยมแม่สนกัน”
       “คุณสนบอกท่านขุนว่าอย่าให้ใครมายุ่งกับเธอเจ้าค่ะ” กบบอกอีก
       ทองจันทร์ชะงัก
       “อุบ๊ะ ก็ข้าเป็นย่านี่นา”
       “พี่เทพอยู่ด้วย ไม่กระไรดอกค่ะ คุณแม่รอรับขวัญหลานเถิดค่ะ”
       “อืม หน้าตาจะเหมือนย่าไหมหนอ”
       แต่ทองจันทร์ก็ยังชะเง้อไปที่เรือนสน
      
       สนร้องโอดโอยไปมา ขุนภักดีละล้าละลังทำอะไรไม่ถูก
       “โอ๊ย พี่ขุนขาช่วยสนด้วย”
       “พี่ส่งคนไปตามหมอตำแยมาแล้ว พี่ส่งไปตามหมอสุขศาลามาแล้วพี่ให้ตามใครก็ได้ที่รู้เรื่องการคลอดลูก”
       ช้อยวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่นผสมขำ รู้ทันนาย
       “ทุกคนที่ท่านขุนให้ไปตามกำลังมาเจ้าค่ะ”
       “ค่อยยังชั่ว”
       สนสบตาช้อย
       “พี่ขุนขา สน สนอาย สนไม่ อยากไม่ให้พี่ขุนเห็นสน เอ้อ ตอนคลอดลูกค่ะ”
       “โบราณถือด้วยเจ้าค่ะ เขาให้พ่อไปรอด้านนอกเจ้าค่ะ” ช้อยรับลูก
       “นะคะ พี่ขุน เห็นแก่ลูกเห็นแก่สนนะค่ะ”
       ขุนภักดีก้มลงกอดหอมสนที่หยุดดิ้นชั่วขณะ แล้วออกไปท่าทีละล้าละลัง พอท่านขุนพ้นไป
       สนกับช้อยถอนใจโล่งอก
       “คุณสนเจ็บท้องจะคลอดจริงๆ หรือเจ้าคะ”
       “แก้ผ้าเอาหน้ารอดน่ะสิ กูแสร้งร้องโอดโอยมาเป็นชั่วโมง เหนื่อยจะขาดใจ ขอพักสักครู่เถิด”
       “นี่ คุณสนแกล้งหรือเจ้าคะ”
       “ก็เออน่ะสิ...ก็ทุกคนเริ่มสงสัยว่าทำไมไม่คลอดสักทีก็ต้องทำวิธีนี้แหละ”
       “อ้าว แล้วถ้าเด็กยังไม่ยอมคลอดเล่าเจ้าคะ”
       “ก็ร้องมันไปเรื่อยๆ ทำทีว่าเด็กคลอดยาก”
       “คุณสนขาถ้าหลายวัน แล้วจะร้องไหวหรือเจ้าคะ ถ้าเกิดว่า ยังไม่มาสักที”
       “ไหวสิ เอ็งไง แหกปากร้องแทนข้าเข้าไปสิ นางช้อยร้องไป ข้าเหนื่อยแล้ว”
       สนตีช้อยเผียะ ช้อยจำต้องแหกปากร้องเจ็บท้องต่อไปสมอ้างเป็นสน
       ผู้คนอยู่ตรงมุมไหนก็ได้ยินเสียงร้องเจ็บท้องกันทั้งนั้น ต่างชะเง้อมองซุบซิบ ทองจันทร์ร้อนใจกว่าใคร
       “พ่อเทพทำอะไรสักอย่างสิ อย่าปล่อยให้ร้องอยู่แบบนี้ เดี๋ยวก็เหนื่อยจนหมดลมเบ่งดอก”
       “ไอ้เอก หมอมาหรือยัง” ขุนภักดีถาม
       “มาแล้วหนึ่งรายขอรับ แต่”
       “แต่อะไรรึ นายเอก” เรียมแปลกใจ
       “คุณสนตะเพิดออกมา”
       “อ้าว” ขุนภักดีงง
       “คุณสนเธอว่าจะรอหมอที่มาจากศรีประจันต์บ้านกำนันแสงขอรับ”
       “แล้วมันจะทันการณ์รึ” ทองจันทร์ส่ายหัวดิก
       “หลานคนนี้มันช่างมายากเย็น แถมดื้อมากด้วย”
      
       ทุกคนพูดไม่ออก


  


       ช้อยร้องโอดโอยแทนสนจนเหนื่อยล้า หยุดพักหอบ
      
       “ช้อยหมดแรงแล้วเจ้าค่ะ คุณสน”
       “เด็กบ้านี่มันช่างมายากมาเย็นเหลือเกิน คงเป็นเพราะเลือดพ่อมันแรงมันถึงแกล้งกูไม่สาแก่ใจสักที นางช้อยเมื่อไหร่คนของพ่อกำนันจะมาสักที”
       “แหมคงต้องรอไปจนถึงพรุ่งนี้ตอนสายๆแหละเจ้าค่ะ”
       “งั้นเอ็งก็ร้องต่อไป ร้อง นางช้อย ร้องอย่าหยุด”
       ช้อยร้องโอดโอยต่อ
      
       สองบ่าวนาย ผัดกันร้องโอดโอย จนเวลาผ่านไปอีกห้าวัน
       ทุกคนนั่งว้าวุ่นกับเรื่องเจ็บท้องของสน
       “ทำไมสนเจ็บท้องนานนักครับคุณแม่”
       “นั่นสิเกิดมาเพิ่งเคยเจอ ท้องสิบสองเดือน เจ็บท้องร้องโอดโอยมาห้าวันยังไม่มีทีท่าว่าจะคลอด”
       จู่ๆ เสียงร้องโอดโอยหยุดไป ทุกคนมองหน้ากัน
      
       สนกำลังจะคลอดของจริง
       “ตานี้ของจริงแล้วนะเจ้าคะคุณสน เบ่งเจ้าค่ะ เบ่งให้สุดชีวิต ร้องให้ดัง อย่างไรก็ได้เต็มที่เจ้าค่ะ” หมอบอก
       สนกรีดร้องดังลั่นยาวนาน สักครู่หมอก็อุทานออกมาพร้อมทั้งช้อย
       “ออกมาแล้ว ออกมาแล้ว”
       “เสร็จเรื่องกันที” สนว่าเหงื่อโทรมกาย
       “คุณสนเจ้าขา หน้าตาน่ารักน่าชังแท้ๆ เจ้าค่ะ” ช้อยเนื้อเต้น
       “แต่ มัน…”
       หมอตำแยสวนขึ้น “คุณสนเจ้าขา ดูสิเจ้าคะ ผู้ชายด้วย”
       หมอยกให้ดู สนดูไม่ตื่นเต้นเพราะชังเสือหนักเหลือแสน
      
       ไม่นานต่อมาช้อยนั่งอยู่ตรงหน้าขุนภักดีสีหน้ายิ้มย่อง ท่านขุนลุกพรวดดีใจที่สุด
       “ผมได้ลูกชาย ผมมีลูกชาย ในที่สุดผมก็มีลูกชายสืบตระกูลภักดีภูบาล”
       ขุนภักดีลุกพรวดออกไปทันที อย่างยินดี
       “รีบไปรับขวัญลูกสิ พ่อเทพ”
       ท่านขุนโกยอ้าว ช้อยตามไปติดๆ แต่ไม่วายหันมายิ้มเยาะเนียน
      
       ฝ่ายสนมองหน้าลูกไม่พอใจ
       “ไอ้ลูกเสือ ลูกจระเข้”
       ขุนภักดีโผล่เข้ามายื่นมือขออุ้มลูก
       “ขอพี่อุ้มลูกชายหน่อยสิสน”
       สนสะดุ้ง “พี่ขุน”
      
       ทองจันทร์กับเนียน และเรียม พากันโล่งใจ
       “โล่งอกกันที รอกันมาห้าวันห้าคืน แทบไม่ต้องหลับต้องนอนไปพักผ่อนกันซะ เรียม เนียน”
       “เจ้าค่ะ” สองคนรับคำ
       “ดูสิมัวแต่รอแม่สนคลอด อดหลับอดหนอนจนหน้าตาซีดเซียวเหมือนจะเป็นลมกันทั้งคู่”
       เนียนกับเรียมลุกแล้วทั้งสองต่างมีอาการวิงเวียน คลื่นไส้
       “เอ๊ะ เวียนหัวจริงๆ” เรียมว่า
       “เนียน ก็รู้สึกคลื่นไส้มากค่ะ”
       “คุณเรียม” / “คุณเนียน” กบกับแมวเรียกแทบจะพร้อมกัน
       “นั่น นั่นเป็นอะไรกัน แมว กบ เอ็งช่วยดูแลหน่อยสิ”
       แมวประคองเนียน กบประคองเรียม
       “ไม่เป็นไรดอก” เนียนกับเรียมบอก
       แต่แล้วสองคนก็ทำท่าล้ม กบกับแมวผวาไปจับสองคนไว้ร้องประสานเสียง
       “แย่แล้วเจ้าค่ะ”
       เรียมเริ่มก่อน
       “แหวะ กบ ใส่น้ำอบอะไรน่ะ ทำไมมันเหม็นอย่างนี้”
       “แม่เรียม” ทองจันทร์ตกตะลึง
       “แมว ชั้น ชั้นได้กลิ่นอะไรก็ไม่รู้ มัน มัน แหวะ”
       “เนียน”
       แล้วสองคนก็ตั้งหน้าตั้งตาจะอาเจียน
       “เนียน เรียม นี่ๆๆ นางกบ นางแมว เอ็งไปตามท่านขุนมาเดี๋ยวนี้ ลูกอิจฉามาเกิดพร้อมกันสองคนซะแล้ว นี่ข้าจะมีหลานสามคน จริงๆ รึ” หญิงชรายกมือท่วมหัว “ขอบคุณเทวดาฟ้าดินสิ่งศักดิ์สิทธ์เจ้าค่ะ”
       ทองจันทร์ปลาบปลื้มจนน้ำตาคลอ
      
       ขณะที่ขุนภักดีกำลังโอบกอดเด็กชายอย่างมีความสุข สนกระอักกระอ่วนแต่ก็ต้องทำหน้าทำตา
       ไปตามเพลง
       “ช่างน่ารักน่าชังกระไรอย่างนี้ ลูกชายของพ่อ พ่อเทวดาของพ่อ สนดูสิ หน้าตาเหมือนพี่ใช่ไหม”
       สนมองแล้วว่าหน้าไม่เหมือนท่านขุน
       “เหมือนสนตะหากค่ะ”
       “พี่ไม่ยอม ลูกพี่ ก็ต้องเหมือนพี่สิ”
       “ก็ได้ค่ะ เอ้อ...พี่ขุนจะตั้งชื่อลูกชายเราว่ากระไรดีคะ”
       “ชื่อ...”
       ขุนภักดีพูดไม่ทันจบคำ มีเสียงเอะอะดังมาจากด้านล่าง
       “นั่นใครมาโวยวายอะไรกันข้างล่าง”
       เสียงช้อยดังเข้ามา “ไปให้พ้น ท่านขุนกำลังชื่นชมลูก อย่ามาเห่าแถวนี้”
      
       กบกับแมว พยายามบอกช้อย
       “นี่เอ็ง ช่วยไปเรียนท่านขุน ว่าคุณท่านให้รีบไปที่เรือนใหญ่ด่วน มีเรื่องสำคัญจะเรียนท่านขุน”
       “ฟังนะพวกเอ็ง จะมีอะไรสำคัญไปกว่า ท่านขุนได้ลูกชายอีกรึ นายเอก แหมไปแห่กันมาซะมากมายไปหมด” ช้อยโต้
       “สำคัญไม่ด้อยกว่ากันเลยแหละ เพราะคุณนายเรียมกับคุณเนียนตั้งท้องพร้อมกัน” เอกบอก
       ช้อยตกใจ ตาเหลือก กบกับแมวยิ้มย่อง
      
       พอได้ฟัง ขุนภักดีสะดุ้งพรวด สนหน้าเสีย
       “เรียมกับเนียนท้อง”
       สนพึมพำ “ลูกอิจฉามาเกิด”
       “สนจ๋า พี่ ขอโทษ พี่ต้องรีบกลับไปดูเนียนกับแม่เรียม แล้วพี่จะกลับมานะจ้ะ พ่อไปก่อนนะทูนหัว พ่อจะไปดูน้อง”
       ขุนภักดีส่งลูกคืนให้สน หอมลูกแล้วเดินออกไปอย่างตื่นเต้นมาก สนมองตาม แช่งชักหักกระดูกแค้นใจที่สุด
       “อีเนียน อีเรียม นี่มึงจะขัดขวางความสุขความเจริญกูไปถึงไหน กูมีลูก มึงก็มีแข่ง อีเรียมก็อีกคน เจ้าประคู้นขอให้มึงคลอดลูกแล้วลูกมึงตายทั้งแม่ทั้งลูก”
       เด็กชายตัวน้อยร้องไห้จ้า สนตวาดแว้ด
       “ร้องทำไมไอ้ลูกเสือ ลูกจระเข้”
       ช้อยเข้ามาหาสนมากอดขา มารับเด็กไป
       “คุณสนเจ้าขาใจเย็นๆ เจ้าค่ะ พวกมันเล่นสองรุมหนึ่ง เราต้องเอาชนะมัน ด้วยการตัดกำลังมันไปทีละคนเจ้าค่ะ คุณหนูคนนี้ จะลูกใครก็ช่างแต่แท้จริงก็ลูกคุณสนนะเจ้าคะ”
       “แต่ข้าทำใจไม่ได้ มันรู้สึกตลอดเวลาว่ามันเป็นลูกไอ้คนที่ข้าเกลียดและขยะแขยงที่สุด”
       ช้อยส่ายหน้าห้าม
       “อย่าเจ้าค่ะ คุณหนูตัวน้อยคนนี้แหละเจ้าค่ะ จะนำโชคมาให้คุณสน คุณสนจะมีจะได้ทุกอย่างเพราะเขา เลี้ยงไปดูแลกันไปคุณสนก็รัก และลืมไปเองว่าเขาไม่ใช่ลูกท่านขุน ดูหน้าตาสิเจ้าคะ ช้อยเกิดมาไม่เคยเจอเด็กชายอะไรงามอย่างนี้มาก่อน” ช้อยยิ้มขณะมองหน้าเด็กน้อย
       “แต่มันไม่เหมือนข้า จะดันไปเหมือนไอ้อมนุษย์นั่นหรือเปล่าก็ไม่รู้ มันไม่ยอมเปิดเผยหน้าให้เราเห็นซะด้วย”
       “ถ้าไม่เหมือนคุณสน แต่หน้าตาน่ารักน่าชังงามอย่างนี้ แสดงว่าไอ้หนักหน้าตาดีเจ้าค่ะ” น้อยหลุดปาก
       “อีๆๆ ช้อยกูจะถีบมึงตกเรือน อย่าได้เอ่ยถึงมันให้กูได้ยินอีก”
       “ช้อยขอโทษเจ้าค่ะ คุณสนก็ได้อย่ากินแหนงแคลงใจในตัวคุณหนูอีกสิเจ้าคะ ดูสิเจ้าคะ ร้องไห้อยากกินนมคุณสนแล้วเจ้าค่ะ”
       สนมองแล้วเห็นตาม ใจอ่อนยวบ เอาลูกน้อยมาโอบกอด
      
       “ลูกจ๋า แม่ขอโทษ”


  


       บนเรือนหลังใหญ่บ้านขุนภักดีภูบาลเกิดโกลาหล บริเวณหน้าห้องของทั้งเรียมและเนียน กบกับแมววิ่งสวนกันไปมามีทองจันทร์กำลังวุ่นวายสั่งการ
      
       “ไหน ไปตามท่านขุนมาหรือยัง นางแมว นางกบ”
       “ตามแล้วเจ้าค่ะ” สองคนบอกพร้อมเพรียง
       “แล้วไหนท่านขุน”
       สองคนอึกอักเหมือนกัน “ก้อ”
       “ก้ออะไร”
       “นางช้อยมัน...” สองคนกำลังจะบอก
       ขุนภักดีโผล่มาพอดี “ผมมาแล้วครับคุณแม่” หน้าตาท่านขุนเบิกบานมาก เข้ามาฉวยทองจันทร์อุ้มขึ้นจนตัวลอย ผู้เป็นแม่ตกใจ
       “ไฮ้ พ่อเทพเล่นอะไรเหลวไหลนี่แม่นะ ไม่ใช่แม่เรียมแม่เนียน มาอุ้มทำไม”
       “ผมดีใจที่สุดในชีวิต ความฝันความต้องการของผมเป็นจริงเกินจริง ผมมีลูกสามคน ผมมีลูกสามคน คุณแม่ดีใจกับผมไหมครับ” ขุนภักดีลิงโลด ตื่นเต้นเป็นที่สุด
       “ดีใจก่อนพ่อเทพซะอีก ปล่อยแม่ลงก่อน แล้วรีบไปรับขวัญเรียม กับเนียน”
       ขุนภักดีวางผู้เป็นแม่ลง กบกับแมวหัวเราะกันคิกคัก ท่านขุนหายไปทางห้องเรียมก่อน
       ทองจันทร์หันมาแว๊ดสองบ่าว “พวกเอ็งอยากท้องบ้างรึ หัวเราะร่วนเป็นไข่เค็มทีเดียว แจ๋แจ๋นกันดีนักผู้ชายเต็มบ้านมันถึงไม่แลเอ็งสองคนสักที”
       สองคนยิ่งหัวเราะกันใหญ่ รู้ว่าทองจันทร์ปากร้ายใจดี
      
       ที่เรือนเล็กของสน ทารกน้อยลูกชายของสนหลับพริ้มอยู่บนฟูกเล็กๆ สนมองหน้าลูกเข้าที่หน้าเด็กน่ารักน่าเอ็นดู
       “ลูกคุณสนคือลูกชาย ลูกคนโตของบ้านภักดีภูบาลย่อมมีสิทธ์และมีศักดิ์มากกว่าลูกของอีเรียมกับอีเนียนค่ะ ท่องไว้ค่ะ เชิดชูเขาไว้ให้สูงส่งกว่าลูกของใครๆ ในบ้านนี้เจ้าค่ะ” ช้อยเสี้ยมยกใหญ่
       “ขอบใจมากช้อยที่เอ็งเตือนสติข้า มาช่วยกันภาวนาว่าขอให้มันได้ลูกผู้หญิง”
       “เจ้าค่ะ ช้อยจะภาวนาทุกค่ำคืน ให้ลูกพวกมันเป็นผู้หญิง เกิดมาหน้าตาอัปลักษณ์ อาการไม่ครบสามสิบสอง” ช้อยว่า
       “หรือไม่ก็ไม่ต้องทันลืมตาดูโลก” สนคำรามออกมา
       “คุณสน”
       สนหันไปจ๊ะจ๋ากับลูกน้อย “ตาหนูลูกรักของแม่ แม่รักหนูนะจ้ะ เพราะหนูคือลูกของท่านขุนภักดีภูบาล”
       สนมองลูกแล้วอดใจไม่ได้ก้มลงไปหอมเด็ก ช้อยมองยิ้มอย่างพอใจ
      
       ขณะเดียวกันเรียมอาการดีขึ้นมาแล้ว ขุนภักดีโอบประคองไว้ เรียมหวาดหวั่นว่าจะเกิดเหตุซ้ำเก่า
       “เรียมไม่เกี่ยงทั้งนั้นว่าลูกเราจะเป็นหญิงหรือชาย ขอให้ผ่านไปได้เก้าเดือน อาการครบสามสิบสองเรียมก็พอใจแล้วค่ะ แต่พี่เทพคะ เรียมกลัว”
       “เรียมกำลังกลัว อย่ากลัวสิจ้ะเรียม พี่มั่นใจว่าลูกเราจะผ่านเก้าเดือนไปได้ พี่มั่นใจว่าพี่จะมีลูกสามคนแน่นอน ความกลัวจะทำให้เรียมไม่แข็งแรง ลามไปถึงลูกของเรานะจ๊ะ”
       “ขอบคุณพี่เทพมากค่ะ ที่ปลอบเรียม เรียมจะไม่กลัว เรียมจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อลูกของเรา”
       “เรียมไม่ควรออกไปเดินตรากตรำ หรือนั่งหลังขดหลังแข็ง ร้อยมาลัย ทำขนม จัดดอกไม้ในช่วงนี้นะจ๊ะ”
       “ค่ะ พี่เทพ”
       “ถ้าเรียมไม่ฟังที่พี่ขอร้อง ไปทำอะไรจนลูกพี่มีอันตราย พี่โกรธเรียมมากแน่” ขุนภักดีบอกอย่างจริงจัง
       “ค่ะ พี่เทพ”
       ขุนปลอบโยนให้กำลังใจเรียม ที่ใจคอไม่ค่อยจะดี สาเหตุเพราะเรื่องท้อง 2 ครั้งที่ผ่านมา
      
       ส่วนสนกับช้อยยังไม่เลิกขวางที่พวกเรียมกับเนียนท้องพร้อมกัน
       “อีเรียมมันแท้งลูกมาสองครั้งแล้ว ครั้งนี้ขอให้มันไม่รอดเหมือนเดิม” สนแช่ง
       “ช้อยจะสวดมนต์ให้มันมีอันเป็นไปเช่นนั้นทุกคืนเจ้าค่ะ”
      
       สองนายบ่าวจิตใจชั่วช้า ยกมือพนม
      
       ทางด้านขุนภักดีโอบกอดเนียนแสดงความดีใจ
       “พี่หวังว่าลูกของเนียนจะเป็นลูกสาว หน้าตาสวยงามน่ารักนิสัยใจคอดีเหมือนเนียน”
       “ค่ะ พี่ขุน”
       “โดยเฉพาะดวงตาของเนียน มันทั้งหวานทั้งซึ้ง จนพี่เห็นเนียนครั้งแรกก็หลงรักดวงตาคู่นี้จนถอนใจไม่ขึ้น”
       “พี่ขุน ยอเนียนมากไปแล้วค่ะ เนียนก็แค่ชาวนาธรรมดา ไม่คู่ควรกับพี่ขุนดอกค่ะ” เนียนหน้าเศร้าลง
       “คนเราคู่ควรกันที่ความดีจ้ะเนียน ไม่ใช่ชาติกำเนิด เอ๊ะ ทำไมเนียนดูหมองๆ เนียนกลัวไม่ได้ลูกชายรึ”
       ตำพูดนั้นแทงใจดำเนียนจังๆ
       “ไม่ใช่ดอกค่ะพี่ขุน แต่เนียน ไม่ค่อยสบาย พะอืดพะอม วิงเวียนน่ะค่ะ”
       “จริงสินะ พี่ลืมคิดไปว่า เนียนท้องสาว ลูกคนแรกก็คงจะแพ้มากแพ้นานหน่อย”
       เนียนยิ่งเหมือนโดนเข็มทิ่มแทงใจมากขึ้น หน้าหมองลงไปอีก น้ำตาพาลจะหยด เพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลัง
       หลอกลวงขุนภักดี
       “ค่ะ”
       ขุนภักดียิ่งรักและสงสารเนียน “เนียนจ๋า สิ่งใดๆ ในโลกที่เนียนต้องการเว้นเดือนกับดาวเท่านั้น พี่จะหามาให้เนียน ขอเพียงให้เนียนมีความสุข พี่เข้าใจว่าเนียนยังอ่อนเยาว์ การมีลูกครั้งแรก อาจทำให้เนียนกลัว”
       เนียนน้ำตาร่วงเผาะ ซึ้งในน้ำใจและความรักที่ขุนภักดีมอบให้ เนียนก้มลงกราบท่านขุน
       “เนียนขอบพระคุณ เนียนขอบพระคุณค่ะ”
       ขุนภักดีดึงเนียนมากอดแนบอก รักเหลือแสน
      
       ฟากสนยังไม่เลิกรา คิดหาทางจัดการเนียน
       “เราต้องค้นหาความลับของอีเนียนให้ได้ ว่าทำไมมันจึงแอบร้องไห้”
       “ค้นหาพบหรือไม่พบก็ไม่สำคัญ เท่ากับเราหาเหตุหาเรื่องไปปะติดปะต่อให้มันเป็นเรื่อง อย่างที่เราเคยพยายามทำก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ คุณสน”
      
       “จริงของเอ็งช้อย เราพยายามทำมาตลอดเวลา แต่มันแคล้วคลาดทุกที ครั้งนี้อย่าให้พลาด อีเนียนเอ๊ย สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แล้วเอ็งเป็นใคร ทั้งโง่ทั้งเซ่อ เอ็งไม่รอดมืออีสนแน่”
      
       สนมีสีหน้าเหี้ยมโหด นัยน์ตาวาววับ ขณะพูด พร้อมจะเอาเรื่องเนียนให้จงได้

      
       หลายวันผ่านไป เด็กชายแดงน้อยซึ่งเดินได้เตาะแตะแล้ว กำลังร้องจ้า หน้าตาแดงก่ำ ตัวร้อนยังกับไฟ มีแพรกับโพล้งกำลังพยายามปลอบ
      
       “แดงน้อยเงินค่าเช่าที่นาของแม่เอ็งก็จ่ายค่ายาไปหมดแล้ว ป้ากำลังจนปัญญา หาเงิน อย่าร้องไห้สิน่า”
       “อุบ๊ะ ตัวมันร้อนจี๋ยังกับไฟรน จะให้มันหัวร่อรึ นางแพรนี่ประหลาด”
       “เอ็งอย่ามาเล่นสำนวน ทำอะไรสักอย่างให้ได้เงินมารักษาแดงน้อยมันเอ็งน่ะชอบแอบเอาเงินที่พี่หนักเขาให้ไปกินเหล้า ไปเมามาย” แพรด่าผัว
       “อ้าวนางแพร ก็เอามากินด้วยกันนั่นแหละวะ แล้วมาหาความข้าคนเดียว นางนี่ เอาดีเข้าตัวเอาชั่วใส่กูซะงั้น เดี๋ยวพัด”
       “เดี๋ยวพัดอะไร เดี๋ยวแม่เอาอีโต้จามปากซะดีไหม”
       แพรไม่พูดเปล่าหันไปจะคว้าอีโต้ หนักเข้ามาอุ้มแดงน้อย พร้อมตวาดสองคน
       “หยุด! โอ๋...แดงน้อยของลุง โถ...พ่อเจ้าประคูณ ตัวร้อนจี๋ ยังต้องมาฟังหมา สองตัวคำรามใส่กัน เงียบโว๊ย”
       สองคนเงียบฉี่ทันที แล้วนึกได้ว่าเป็นหนัก ต่างคนต่างตื่นเต้น
       “พี่หนัก” พูดแทบเป็นตะโกน
       “พวกมึงจะตะโกนเรียกชื่อกูให้คนไปบอกตำรวจมาจับกูรึ”
       สองคนยกมือไหว้ พูดประสานเสียง
       “ขอโทษจ้ะพี่”
       “หลานกูป่วยขนาดนี้ ไม่มีเงินรักษากันรึ”
       สองคนส่ายหน้า
       “มันป่วยบ่อยมาก เงินค่าเช่านาเลยไม่พอใช้จ่าย”
       หนักถอนใจ
       “ข้าเองก็ลำบาก หาที่ปล้นยากขึ้น ตำรวจก็ตามจับจนไม่กล้าไปไหน นอกจากคืนเดือนมืด นี่ฝันถึงเนียนกับพ่อมายืนร้องไห้ห่วงแดงน้อยดอก ข้าเลยตัดใจเสี่ยงมาหาหลาน เงินข้าพอมีเหลืออยู่บ้าง เอาไปใช้ รักษามันนะ”
       “เนียนมันจะรู้บ้างไหมว่าลูกป่วยหนัก” โพล้งรำพัน
       “น่าจะไปบอกมันสักหน่อย” แพรบอก
       “บอกให้คนเขาสงสัยละสิ นางสนคนชั่วกับบ่าวของมันน่ะ เลวหาใครเปรียบไม่มี” หนักว่า
       “พี่ แต่ถ้าแดงน้อยมันแย่ๆ มาก ในฐานะที่เนียนมันเป็นแม่ ก็ต้องส่งข่าว มันนะพี่นะ” โพล้งบอก
       หนักพยักหน้ารับรู้
      
       ส่วนเรือนใหญ่บ้านภักดีภูบาล มีพิธีโกนผมไฟให้ลูกชายสน โดยท่านพระครูรูปเดิม ในพิธีโกนผมไฟใหญ่ วันนี้สนนั่งหน้าบานเคียงข้างด้วยขุนภักดี ช้อยนั่งห่างออกไปทำตัววิเศษกว่าบ่าวคนอื่นๆ ส่วนเนียนกับเรียมนั่งคู่กันห่างออกมา มีคุณนายทองจันทร์นั่งใกล้ๆ
       ท่านพระครูโกนผมไฟให้ลูกชายสน พลางมองหน้าเนียน สน และเรียมที่กราบท่านอยู่
       “เอ แม่สนกับแม่เนียนดองเป็นญาติสนิทกันหรือเปล่า”
       สนกะเนียนพูดพร้อมกัน “เปล่าเจ้าค่ะ”
       “มีอะไรหรือเจ้าคะ ท่านพระครู” ทองจันทร์สงสัย
       “เด็กคนนี้หน้าเหมือนแม่เนียน มากกว่าแม่สน โดยเฉพาะดวงตาแววเดียวกันเปี๊ยบ”
       คำพูดของท่านพระครู ทำเอาทุกคนต่างแปลกใจ และนั่นทำให้ทุกคนเริ่มมองหน้าเนียนกับหน้าเด็ก และหน้าสน
       “จริงด้วยเจ้าค่ะ ท่านพระครู จริงด้วยพ่อเทพ” ทองจันทร์เห็นด้วย
       เรียมก็เห็นตาม “เรียมก็ว่าจริงค่ะ แปลกนะเนียน”
       สนชักหงุดหงิด “โตขึ้นมันก็เปลี่ยนมาเหมือนสนเอง พี่ขุนขา ลูกชายเรายังไม่มีชื่อนะคะ”
       ขุนภักดีที่กำลังมองเด็กชายตัวน้อยสะดุ้ง แล้วเห็นตรงกับทุกคน
       “ใช่จ้ะ ท่านพระครูขอรับ กรุณาตั้งชื่อให้ลูกชายผมด้วย”
       “ดูจากวันเดือนปีเกิด เวลาตกฟากที่แม่สนเขาบอกมาแล้ว ชื่อนี้เหมาะที่สุด”
       “ชื่อว่ากระไรเจ้าคะ ท่านพระครู” สนพนมมือถาม
       “เทิดศักดิ์” ท่านพระครูบอก
       ขุนภักดีชอบใจมาก “เทิดศักดิ์ ช่างฟังดูดีเหมาะเหลือเกิน ผมกราบขอบพระคุณท่านพระครูขอรับ สนจ๋า รีบกราบขอพรท่านพระครูสิจ๊ะ”
       สนยิ้มระรื่นกราบท่านพระครูอย่างนอบน้อม ช้อยหน้าเชิด ปรายตามองเนียนกับเรียม ไล่ไปถึงแมวและกบ
       “ยังมีอีกสองลูกรออยู่นะเจ้าคะ ท่านพระครู” ทองจันทร์พูดยิ้มๆ
       “รออีกหลายเดือนนี่โยม” ท่านพระครูว่า
       “ท่านพระครู จะไม่ดูดวงชะตาให้หลานเทิดศักดิ์ของอิชั้นสักหน่อยหรือเจ้าคะ” ทองจันทร์ขอร้อง
       ท่านพระครูมองหน้าเด็ก สลับกับมองหน้าสน แล้วมองหน้าท่านขุน เงียบไปคครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา
       “ชะตาจะเป็นไปเช่นใดไม่อาจฝืนดอกโยม พ่อหนูคนนี้มีบุญเกินตัว สุขทางกายมีมากมายเหลือคณานับ แต่จะอาภัพรักเมื่อโตขึ้น”
       ช้อยสาระแนขึ้น “เพราะมีผู้หญิงมาให้เลือกมากมายจนเลือกไม่ได้ใช่ไหมเจ้าคะ”
       “นางช้อย” ทองจันทร์ปราม “เชิญท่านพระครูต่อไปเจ้าค่ะ”
       “แต่ที่แน่ๆ เขาเป็นคนดี แม่สนต้องใจเย็นสักหน่อยอย่าวู่วาม จะเสียการเสียหายเสียใจมาถึงลูก”
       สนกับช้อยแอบมองหน้ากัน ขุนภักดียิ้มแย้ม แม้จะอึ้งกับคำว่าอาภัพรัก
       “ขอเพียงลูกเทิดศักดิ์ของผมเป็นคนดี ผมพอใจที่สุดแล้วขอรับ”
       สนกับช้อยหงุดหงิดมากกับคำทำนายของท่านพระครู
      
       พอกลับมาที่เรือน เด็กชายเทิดศักดิ์นอนลืมตาแป๋ว สนอุ้มเทิดศักดิ์ในอ้อมแขน ช้อยกำลังเพ่งมองใบหน้าเทิดศักดิ์เช่นกัน
       “อยากจะเห็นหน้าไอ้เสือหนัก ว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร เด็กนี่ก็ช่างกระไร หน้าไม่เหมือนแม่บ้างก็ยังพอทำเนา ดันไปหน้าเหมือนอีเนียน”
       “คุณสนเจ้าขา ดูดีๆ สิเจ้าคะ เป็นจริงที่พระท่านว่า ช้อยว่าดวงตาคุณหนูเหมือน เหมือน…”
       “เหมือนอะไร”
       “เหมือนตาไอ้เสือหนัก ไม่ใช่อีเนียนดอกเจ้าค่ะ” ช้อยบอก
       สนนึกโมโห “อีช้อย ข้าอยากจะถีบเอ็งตกเรือนจริงๆ”
       “โธ่ ช้อยพูดซื่อๆ พูดความจริง คุณสนเห็นแต่ตามันเจ็ดวันเจ็ดคืน จำแววตามันไม่ได้ดอกหรือเจ้าคะ” ช้อยว่า
      
       จังหวะนั้นดวงตาของหนักที่สนพอนึกออก ผุดขึ้นในหัว เป็นภาพเห็นแววตาของหนักที่สนเห็นอย่างชัดเจนภายใต้ผ้าขาวม้าที่ปิดคาดเอาไว้ ขณะที่หนักกับโพล้งเอาสองคนมาปล่อยไว้ที่ ที่ท่าน้ำ
       สนถอนใจยอมรับว่าใช่
       “ก็ใช่ของเอ็งนะช้อย แต่ข้าไม่เข้าใจ ว่าทำไมพระครูถึงว่าแววตาเด็กนี่ เหมือนอีเนียน มันเกี่ยวข้องกันซะที่ไหน”
       ช้อยคิดแล้วพยักหน้า
       “จริงด้วยเจ้าค่ะ แววตาคุณหนูเทิดศักดิ์เหมือนแววตาของอีเนียน หวานซึ้ง มีเศร้าปน”
       “อีช้อย ชมมันรึ” สนนึกฉุน
       “ชมคุณหนูเทิดศักดิ์เจ้าค่ะ”
      
       สนมองหน้าลูก แล้วเกิดมโนภาพดวงตาภายใต้ผ้าพันหน้าของหนัก เทียบภาพแววตาของเนียน สนดึงตัวเองกลับมา
       “เอาเด็กไปวางบนฟูก เอามุ้งครอบซะ ข้าไม่อยากเห็นแววตานี้”
       “กลัวหรือเจ้าคะ”
       “กูบอกให้เอาเด็กไปวาง เอามุ้งครอบไว้”
       ช้อยรีบทำตามรู้ว่านายหงุดหงิด
      
       ขณะเดียวกันขุนภักดีเอามือลูบดวงตาของเนียน ไปมา แล้วก้มลงจูบเปลือกตาของเนียน
       “แววตาของลูกเทิดศักดิ์ ช่างเหมือนกับแววตาของเนียนราวกับเป็นตาคู่เดียวกันจริงๆ”
       “เนียนไม่ทันมองแววตาของคุณหนูเทิดศักดิ์ตรงๆ สักครั้งค่ะ”
       “พี่ชอบแววตานี้ แววตาที่อ่อนหวาน ใสซื่อ หาความคดโกงไม่พบ เนียนจ๋า ขอให้ลูกของเนียน เกิดมามีแววตาเช่นนี้อีกคนนะจ๊ะ”
       “ค่ะ พี่ขุน”
       ขุนภักดีลูบท้องเนียนไปมา อย่างมีความสุขล้น พร้อมกันนั้นก็ดึงรั้งตัวเนียนมาซบบ่าตนไว้
      
       เนียนซบลงอย่างมีความสุขเช่นกัน


  


       อีกวันต่อมา ทองจันทร์อยู่บนเรือ พยักหน้ากับเรียมขำๆ
      
       “แม่สนมันไม่ชอบหน้าเนียน มันชอบจ้องหน้าเนียนเหมือนจะเชือดเฉือนใจ คนเราเกลียดสิ่งได้มักจะได้สิ่งนั้นมาเป็นของตัว แม้ไม่ปรารถนา สนมันเลยได้ตาของเนียนไปเป็นตาของลูกมัน”
       “แต่เรียมว่ามันน่าแปลกอย่างท่านพระครูท่านว่านะคะ คุณแม่”
       “แม่ว่าผีเขาปั้นเรื่อยเปื่อยน่ะแม่เรียม ปั้นมนุษย์มากๆ เข้าผีก็เหนื่อย เลยเอาแบบตาแบบหน้าแบบนิสัย ใส่มาให้มนุษย์มั่วซั่วปะปนกันไปหมด ถึงได้มีคนหน้าสวยเหมือนนางฟ้า น่าจะนิสัยดีกลับนิสัยชั่วร้าย คนหน้าชั่วร้ายเหมือนนางภูติ กลับนิสัยดี แต่ตอนนี้แม่ไม่ดีใจอะไรเท่ากับบ้านเราช่างมีแต่ความสุขไปทั่วทุกหย่อมหญ้า”
       ทองจันทร์ยิ้มหน้าบาน มีความสุขอยู่กับเรียม
      
       โลกกลมเสียนี่กระไร เพราะจู่ๆ ยายอ่อนซึ่งต้องการซื้อที่นาเป็นของตัวเอง ก็มาหาคุณนายใจอีกา สองคนอยู่บนที่นาของเนียน
       “ที่นานี่ไม่ใช่ของชั้นดอก ย่ะ”
       “อ้าว นี่อิชั้นเข้าใจผิดดอกหรือจ๊ะ”
       “แต่ที่นาใกล้กันก็ของชั้นนี่แหละ แต่ไม่ขายให้ใครหน้าไหนดอก พวกจะเอาไปนินทาว่าจนถึงขนาด ต้องขายนากิน”
       “อ้อ...” ยายอ่อนพยักหน้า
       “แต่จะบอกให้เอาบุญว่าที่นานี้เจ้าของมันจน มันเคยเอามาจำนองจนแทบหลุด ดีแต่ว่าชั้นเมตตา ผ่อนผัน มันก็เลยไปกู้เงินเขาเอาลูกสาวไปขัดดอกไว้มาไถ่ที่นา ก็ทำนองว่าพ่อมันขายลูกสาวกินนั่นแหละ”
       “อ้อ แล้ว เจ้าของที่นานี่ใครกันเล่าจ๊ะ คุณนาย”
       “เอาหูมาใกล้ๆ จะนินทาให้ฟัง ฟังแล้วเหยียบ อย่าได้บอกว่าชั้นพูดหาไม่เช่นนั้นชั้นกับยายจะโดนเหยียบ คือว่านางขัดดอกคนนี้มันชื่อนาง…”
       โพล้งเดินมาขัดจังหวะ ทันเวลาพอดี
       “นางคุณนายใจอีกา มึงมาแวะเวียนที่นามาเหยียบที่นานี่ทำไม ประเดี๋ยวเถิด จะว่าไม่เตือน ท่านกำชับไว้ว่าอย่างไร”
       คุณนายตกใจถอยกรูด ไม่ยอมตอบคำถามยายอ่อน
       “เดี๋ยวก่อนสิจ๊ะ คุณนายใจอีกา ยังไม่ได้ตอบเลยว่าใครเป็นเจ้าของที่นานี่”
       “ยายนั่นแหละ มาถามทำไม” โพล้งสงสัย
       “ถามเพราะว่าจะมาตั้งรกรากที่นี่ ลูกชายสนใจอยากจะซื้อที่นานี่”
       “มีเงินพอรึ”
       “สืบราคาไว้ก่อน แล้วจะหาให้ครบ ลูกชายชั้นมันอยากได้มาก” ยายอ่อนบอก
       “จะไปหาเงินที่ไหนล่ะ” โพล้งสงสัย
       “แถวบ้านของท่านขุนภักดีภูบาลนั่นแหละ”
       โพล้งตกใจระคนตื่นเต้น “ยาย..นี่ยาย...”
      
       หลายวันผ่านไปสนกำลังอุ้มเทิดศักดิ์ลุกเดินนวยนาดอยู่ในบริเวณบ้าน มีช้อยเดินถือผ้าอ้อมถือร่มเดินกางตามหลัง
       “ช้อย อีเนียนกับอีเรียมมันเลิกแพ้ท้องหรือยัง”
       “คุณสนเจ้าขา พูดจาให้มันเพราะสิเจ้าคะ ขึ้นนังขึ้นอี คุณหนูเทิดศักดิ์จะจำเอาไปพูดเจ้าค่ะ” ช้อยบอก
       “นางช้อย เอ็งจะบ้ากันใหญ่รึ คุณเทิดศักดิ์อายุสามสี่เดือน จะมาจำคำพูด ได้อย่างไร เอ็งอย่าล้น”
       มีเสียงทักมาจากท่าน้ำ
       “คุณสนเจ้าขา”
       สนกับช้อยมองไปสะดุ้งโหยง
       “ยายอ่อน”
       “เอ็งมาทำไม” สนถาม
       ระหว่างนั้นกบกับแมวเดินมาพอดี สองคนชะงักมองหน้ากัน
       “ยายอ่อนกลับมาแล้ว”
      
       ยายอ่อนฉวยโอกาสรีดไถเอาเงินจากสน
       “คุณสนเจ้าขา อิชั้นกลับมาเพื่อจะมาเอ้อ... มาขอยืมเงินคุณสนสักยี่สิบชั่ง”
       สนเหลียวขวับ “ว่ากระไรนะยายอ่อน พูดอะไรออกมารู้ตัวไหม”
       “รู้สิเจ้าคะ อิชั้นจำได้ว่าคุณสนใจดีมีเมตตา ให้เงินยายไปทำทุนตั้งหนึ่งชั่ง เพียงแค่อย่าบอกใครว่าคุณสนท้องแล้วสองเดือนกว่าๆ” ยายอ่อนว่า
       “อย่าพูดคำนี้อีก แล้วทำไมเอ็งไม่เอาไปทำทุนทำมาหากิน”
       “มันทำทุนไม่พอดอกเจ้าค่ะ อิชั้นจะเอาไปซื้อที่นา แต่ราคามันตั้งยี่สิบสามสิบชั่ง”
       สนดักคอ “ก็เลยคิดจะมาขู่ข้ารึ”
       “หามิได้เจ้าค่ะ อิชั้นมาขอความช่วยเหลือ แต่ถ้าคุณสน...”
       ช้อยอุ้มเด็กเดินเข้ามาหา
       “คุณสนเจ้าขา คุณท่านให้มาตามยายอ่อนไปดูอาการ คนท้องบ้านโน้นเจ้าค่ะ”
       ยายอ่อนแปลกใจ “คนท้อง ใครท้องรึ”
       “ไม่ต้องไป” สนสั่ง
       ทองจันทร์พรวดมาถึงชานเรือนพอดี
       “ใครเป็นใหญ่ที่สุดในบ้านนี้ แม่สนรึว่าชั้น”
       สนมองไปเห็นทองจันทร์ยืนอยู่ มีแมวกับกบอยู่ด้านหลัง
       “ที่สนบอกว่าไม่ให้ยายอ่อนไปน่ะ สนจะพาไปเองค่ะคุณแม่ ใช่ไหมยายอ่อน”
       สนจ้องยายอ่อนเป็นการสำทับ
       “เจ้าค่ะ คุณนายทองจันทร์” แล้วยายอ่อนก็มองไปที่เด็กในมือช้อย พูดลอยๆ “ต๊ายน่ารัก น่าชัง หน้าไม่เหมือนแม่ หน้าแบบนี้เคยเห็นที่ไหนน้อ...”
       ช้อยกับสนอึ้งพูดไม่ออก ยายอ่อนรีบตามทองจันทร์ไปทันที ทิ้งคำพูดให้สองคนคลั่ง
       สนมองหน้าเทิดศักดิ๋แล้วเมินหนี เพราะภาพแววตาของหนักในผ้าขาวม้าที่มองมายังสนผุดซ้อนขึ้นมาหลังดวงตาของเทิดศักดิ์
       สนคิดแล้วเครียด
       “ไม่ต้องมองหน้าแม่ ไม่อยากจะสบตา เด็กบ้าไม่ยอมหน้าตาเหมือนแม่ ดันไพล่ไปเหมือนศัตรูของแม่ ช้อยเอาไปนอนซะ”
       “เอาอีกแล้วเจ้าค่ะ ท่องไว้เทิดทูนเชิดชูคุณหนูเทิดศักดิ์เจ้าค่ะ ดูสิเกิดมาไม่กี่เดือน สร้างบุญวาสนาให้คนหงอคุณสนกันทั้งบ้าน ยกเว้น คุณนายทองจันทร์”
       ช้อย พาเด็กออกไป สนมองตามหลังยายอ่อน แค้นเคืองขัดใจไปหมด
       “อีแก่ทองจันทร์อีแก่หมอตำแย มึงมาก่อกวนจิตใจกูให้ขุ่นมัวทำไม”
      
       ไม่นานต่อมายายอ่อนคลำท้องเนียนบีบๆ จับๆ ดูไป ยิ้มไป
       “นั่นปะไรว่าเคยเห็นตาและเค้าหน้าอย่างนี้ที่ไหนก็หน้าก็ตาคุณเนียนนี่เอง”
       “ยายอ่อนพูดเรื่องอะไรจ๊ะ”
       “ลูกชายคุณนายสนน่ะสิคะ หน้าโดยเฉพาะตาเหมือนยังกะเป็นลูกคุณเนียน”
       “ยายอ่อนจ๋า พูดจาอะไรระวังคำพูดด้วยจ้ะ คุณสนเธอจะเคืองเอา”
       “เธอเคืองไปแล้วแหละเจ้าค่ะ” ยายบอก
       “อย่าพูดถึงคนอื่น พูดถึงลูกของชั้นเป็นอย่างไรบ้างเถิดจ้ะยาย”
       “ดิ้นแล้วเจ้าค่ะ ดิ้นแรงซะด้วย สุขภาพแข็งแรงทีเดียว ผิดกับของคุณนายเรียมนะเจ้าคะ ดิ้นอ่อนแรงเหลือเกิน ท่าทางจะไม่ค่อยแข็งแรง จะคลอดยากซะก็ไม่รู้” ยายอ่อนว่า เพราะไปตรวจท้องเรียมก่อนจะมาตรวจเนียน
       “ยายบอกแล้วไงจ้ะ พูดจาระวังหน่อย” เนียนปราม
       “ก็แค่พูดกับคุณเนียน เท่านั้นแหละเจ้าค่ะ”
       “ขอบใจมาก ที่มาตรวจให้ ชั้นดีใจนะจ้ะที่ยายกลับมา”
       “อันที่จริงไม่ได้อยากจะไปดอกจ้ะคุณเนียน แต่รับปากคนเขาเอาไว้เฮ้อ...พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทองดีกว่านะคะ อ้อ...อิชั้นเกือบลืม มานี่ไม่ได้มาเรื่อยเปื่อยนะเจ้าคะ ยายมีจอมอมาให้คุณเนียน”
       “จดหมาย”
       ยายอ่อนกระซิบบอก “อิชั้นไปอยู่บ้านแพนมา”
       ยายอ่อนค่อยๆ เม้มจดหมายออกมาจากชายพก เป็นกระดาษแผ่นเล็กๆ
      
       พร้อมๆ กับที่เปิดจดหมายออก อ่านภาพแดงน้อยนอนป่วย ซ้อนขึ้นมาจนเนียนนึกเป็นภาพ ว่าอาการดูแย่ลงมาก ร้องครางเบาๆ แบบไม่มีเรี่ยวแรง แพรนั่งร้องไห้โพล้งนั่งน้ำตาซึม
       ยินเสียงแพรอ่านตะกุกตะกักอ่านไม่เก่ง
       “แดงน้อยป่วยหนักมาก เงินค่ารักษาไม่พอ เดือนแรมสิบห้าค่ำที่จะถึงจะส่งคนมาหา เตรียมเงินไว้ได้ไหม...แพร”
      
       อ่านจบเนียนน้ำตาร่วงพรู ยายอ่อนตกใจ
       “คุณเนียน ร้องไห้เรื่องอะไรเจ้าคะ”
       เนียนส่ายหน้า ไม่ตอบ มือกำจดหมายแน่น ยายอ่อนนึกเอาเอง
       “อ้อ...คุณเนียนสงสารคุณนายเรียมว่าลูกในท้องอ่อนแอ กลัวเธอจะซ้ำอีหรอบเดิมใช่ไหมคะ โถแม่คุณช่างจิตใจอ่อนโยน ขี้สงสาร”
       เสียงกบเรียกยายอ่อนดังเข้ามา
       “ยายอ่อน คุณท่านให้มาตามอยากถามอาการหลาน”
       “ยายไปก่อนเถิดจ้ะ ขอบคุณยายมาก นี่จ้ะเงิน ไม่มากไม่มาย แค่เป็นสินน้ำใจ”
       เนียนส่งเงินให้ยายอ่อน
       “แหมช่างเมตตาต่อคนชรา อิชั้นไม่บอกใครเรื่องจอมอดอกจ้ะ จะเหยียบเอาไว้จ้ะ คนเฝ้าที่นาเขาบอกว่าห้ามพูดจ้ะ”
       ยายอ่อนรีบออกไป เนียนซบหน้าสะอื้นไห้ สงสารลูกชายจับใจ
       “ลูกแดงน้อยของแม่ อย่าเป็นอะไรนะ ถ้าแม่หายตัวได้แม่จะแล่นไปหาลูกทันที แต่ แม่...แม่ทำไม่ได้ ทำไมชีวิตเราแม่ลูกมันถึงอาภัพเช่นนี้”
      
       เนียนร้องไห้สะอึกสะอื้น เศร้า และเสียใจสุดๆ


  


       ขณะเดียวกันที่ชานเรือนขุนภักดี และทองจันทร์นั่งพูดคุยท่าทีเบิกบานเรื่องลูกๆ หลานๆ
      
       “คุณแม่จะว่าอย่างไร ถ้าผมจะทำสนามเด็กเล่นตรงหน้าเรือนเรา เอาไว้ให้ลูกๆ ผมวิ่งเล่นประสาพี่ๆ น้องๆ แล้วพวกเราก็นั่งดู นั่งฟังเด็กๆ เล่นกัน”
       “พ่อเทพอยากทำอะไรก็ทำไป พ่อเทพน่ะลูกท่านหมื่น มีพ่อแม่เป็นเศรษฐีนี่ยะ แม่มันลูกคนธรรมดา ไม่มีปัญญาคิดดอกจ้ะ” ทองจันทร์เย้าลูกชาย
       “คุณแม่เย้าผมเล่นอีกแล้ว อ้าวสน ไหนเทิดศักด์มาให้พ่ออุ้มหน่อยสิลูก”
       สนอุ้มพาลูกมามีช้อยเดินตาม ที่แท้สนมาสืบเรื่องยายอ่อน กลัวเอาความลับมาปูด
       “สนจะมาถามเรื่องหลานในท้องของเนียนกับคุณนายเรียมน่ะค่ะ สนเป็นห่วง”
       “ไม่มีกระไรดอก แข็งแรงดีทั้งสองคน ตอนนี้ สี่เดือนเด็กดิ้นแล้ว ไม่เหมือนตาหนูเทิดศักดิ์รูปงามของย่าดอก เด็กอะไรดิ้นเอาตอนหกเดือนกว่าๆ ย่าใจหายใจคว่ำหมด”
       “นี่ยายอ่อนกลับไปแล้วหรือคะ พี่เทพ” ลับหลังสนหันไปพึมพำ “อยากจะหามะนาวยัดปากอีแก่”
       เอกขึ้นเรือนมาพอดี
       “เรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านขุน คุณท่าน”
       “ไปส่งยายอ่อนเรียบร้อยแล้วรึ นายเอก” สนถาม
       “ครับ คุณสน ไปส่งให้อยู่เรือนเล็ก ห้องที่คุณเนียนเคยอยู่ตอนมาใหม่ๆ”
       สนหันไปสบตาช้อย แต่ถามเอก “ใครสั่งเอ็ง”
       “ชั้นเอง” ทองจันทร์บอก
       “พี่ก็สั่ง พี่เป็นห่วงลูกกลัวจะเกิดปัญหาเหมือนตอนสนคลอด พี่ก็เลยจ้างให้ยายอ่อนแกอยู่บ้านเรา นัยว่าแกจะเก็บเงินไปซื้อที่นา”
       “ยายอ่อนปากไม่ดี นะคะ ยายอ่อนอาจเที่ยวป้ายสีให้เกิดเรื่องเกิดราวได้”
       “ไม่มีเรื่องดอกจ้ะ...แม่สน ตราบใดที่ชั้นไม่ใช่คนหูเบา ฟังความข้างเดียว”
       สนรีบพูดเปลี่ยนเรื่องใหม่
       “ลูกเทิดศักดิ๋จ๋า...หนูร้องไห้จะหาคุณพ่อใช่ไหม ตัวแค่นี้ รู้มากแท้ๆ ร้องหน้าดำหน้าแดง พอสนบอกว่า จะพามาหาคุณพ่อ มารับคุณพ่อไปนอนด้วย แหม...หัวร่อเอิ๊กอ๊ากหยุดร้องทันที ช่างรักช่างติดคุณพ่อเหลือเกิน นี่ขนาดพูดไม่เป็นนะคะ”
       “ก็มีแม่มันพูดแทนแล้วไง ใช่ไหมตาหนู”
       ทองจันทร์ทำหน้าเบื่อๆ นิดหนึ่ง ส่วนขุนภักดีปลื้มจนตัวลอยอุ้มหนูน้อยออกเดินไปบ้านสนทันที
       “พ่อก็รักก็ติดหนูที่สุด พ่อจะไปนอนกับตาหนู นะลูกนะ”
       สนยิ้มอุ้มลูกคลอเคลียกลับเรือนไปกับขุนภักดี
      
       วันต่อมายายอ่อนกำลังต้มยาหม้อ ที่โรงครัว มีกบกับแมวคอยช่วยเหลือ 3 คนไม่รู้ว่าช้อยมาแอบมอง
       “ยานี่ทำให้ลมเดินสะดวก เหมาะสำหรับคนท้อง ลูกในท้องจะแข็งแรงไปด้วย”
       “ยายไปเอาตำรามาจากไหนรึ” กบถาม
       “ต้นตระกูลข้าน่ะสิ .. พูดแล้วจะหาว่าคุยโม้ โคตรเง้าข้านะหมอตำแยมีชื่อนะ”
       “อ้อ มิน่ายายจึงเก่งอย่างนี้ แล้วนี่เมื่อไหร่จะใช้ได้ล่ะยาย”
       “เคี่ยวไว้สักพัก พวกเอ็งไปรับใช้คุณเนียนกับคุณนายเรียมเถิด แล้วค่อยมารับยาไปให้พวกท่านรับประทาน ข้าจะไปอาบน้ำอาบท่าก่อน”
       ทุกคนแยกย้ายกันไป
      
       สนอยู่บนเรือนรับฟังเรื่อแงราวใบหน้าสวยนั้นเครียดเคร่ง ยิ้มโหดเหี้ยมออกมา ขณะพูด
       “ยิงนกทีเดียวได้สามตัว”
       “หนังสติ๊กอะไรเจ้าคะ ยิงนกได้ทีเดียวสามตัว”
       สนด่า “อย่าล้น” แล้วส่งสารหนูให้พลางสั่ง “รีบเอาไปใส่ในหม้อยาของอียายอ่อนเจ้าเล่ห์”
       “จะทำกันซึ่งๆ หน้าในบ้านท่านขุนเลยหรือเจ้าคะ”
       “แล้วจะทำที่ไหน โอกาสมันมาถึงที่นี่ ใครจะไปสงสัย”
       “มีคนโดนยาพิษตายสองคนนะเจ้าคะ” ช้อยท้วง
       “ก็ให้ยายอ่อนเจ้าเล่ห์มันรับเคราะห์ เป็นแพะรับบาปไปสิ ว่าวางยาเมียท่านขุนตายท้องกลมทีเดียวสองคน อีแก่นี่เอาไว้นานไม่ได้ดอก” สนบอก
       “ถ้าเช่นนั้นไม่ใช่ยิงนกทีเดียวสามตัวแล้วเจ้าค่ะ ยิงห้าตัวตะหาก มีนกอ่อนๆ ในท้องอีกสองตัว แต่ช้อยก็ยังผวา ว่าใครจะมาเห็นช้อยตอนโรยยา ช้อยก็กลัวนะเจ้าคะ” ช้อยออกอาการหวาดผวา เพราะต้องฆ่าทีเดียวถึง 5
       “ที่ทำมาตายไปต่อหน้าต่อตาพี่ขุน มีใครเห็นบ้าง จำไว้ว่าถ้าโดนจับได้ เอ็งคือแพะรับบาปแทนข้า ข้าจะบอกว่าเอ็งจัดการโดยลำพัง ข้าไม่รู้ไม่เห็น” สนกำชับ
       “คุณสน” ช้อยตกใจ
       “เอ็งมีหน้าที่ทำตามเท่านั้น เพราะเอ็งกำลังขี่อยู่บนหลังเสือ”
       ช้อยพยักหน้ารับคำท่าทีจ๋อยๆ
      
       ขณะเดียวกันกบแมวเดินเข้ามาหา ทองจันทร์หันไปเห็น
       “ไหนเล่ายาหม้ออย่างดีของยายอ่อน นางแมว นางกบ”
       “ยายอ่อนแกว่าตัวยายังไม่ออกฤทธิ์ต้องเคี่ยวนาน สรรพคุณจะดีมากเจ้าค่ะ” แมวบอก
       กบเสริม “แกว่าให้เคี่ยวต่อไปอีกสักพัก แล้วค่อยไปตักมาให้คุณนายเรียม กับคุณเนียนรับประทานได้ทันทีเจ้าค่ะ”
       “แล้วกลับมาทำไมเล่า แมว กบ ทำไมไม่นั่งเฝ้าเอาไว้”
       เรียมทำท่าไม่ค่อยสบาย จะลุกไม่ไหว ทองจันทร์ตกใจ
       “แม่เรียม”
       “คุณเรียมขา เนียนไปตักมาเองค่ะ ให้กบกับแมวอยู่ดูแลคุณเรียมเถิดค่ะ” เนียนอาสา
       “ถูกของเนียน แม่ว่าแม่เรียมควรพักผ่อนมากๆ นะ” ทองจันทร์บอก
       เนียนเดินออกไป มองคนประคองเรียมที่ดูอ่อนแอเข้าห้องไป
      
       หม้อยาเดือดปุดๆ อยู่บนเตา ช้อยยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ตรงนั้น
       “กูขี่หลังเสือ เชื่อคุณสนแสนดุร้าย กูจะลงก็ตาย กูไม่ลงก็ตาย ก็ขอให้มึงสองคนตายกันไปไวๆ ก็แล้วกัน เสือจะได้หยุดให้กูลง”
       ช้อยหยิบห่อยาที่ใส่ชายพกขยับออก เนียนมาถึงพอดี
       “อ้าวช้อย จะมาเอายาไปให้คุณสนรับประทานด้วยรึ”
       “คุณสนเธอมีลูกชายรูปงาม เป็นขวัญใจคุณพ่อคุณย่าแล้ว คุณสนเธอไม่อยากกินยาหม้ออะไรนี่ดอก”
       ยายอ่อนเดินออกมาจากด้านในอีกคน
       “อ้าวแม่ช้อย คุณสนให้มาเอาอะไรรึ”
       “ให้มาดูว่ายายอ่อนปากไม่ดีหรือเปล่าน่ะสิ ระวังจะตายเพราะปาก”
       ช้อยขู่อยู่ในที แล้วรีบเดินออกไป ยายอ่อนมองตามแปลกใจ ไม่ไว้ใจเท่าไหร่นัก
       “ชั้นมาตักยาไปให้คุณนายเรียมกับตัวเองกินจ้ะยาย กลิ่นหอมน่ากินจริงๆ”
       ช้อยที่กำลังเดินออกชะงัก ยิ้มสะใจ
       “ได้ที่แล้วแหละ เดี๋ยวยอิชั้นจะไปเอาชามมาก่อนนะเจ้าคะ”
       ยายอ่อนเดินไป เนียนมองยากลิ่นหอมน่ากินเนียนยืนมอง เอกเดินเข้ามามองยาในหม้อ
       “ยาบำรุงหรือขอรับ คุณเนียน”
       “จ้ะ พี่เอก คุณท่านสั่งให้ยายอ่อนแกทำให้เนียนกับคุณเรียมรับประทาน”
       “เมื่อกี้เดินสวนกับนางช้อยเห็นมันทำหน้าทำตาร่าเริงราวกับสุขเต็มประดา มันมาว่าอะไรคุณเนียนหรือเปล่า”
       “ไม่ได้ว่าดอกจ้ะ”
       “นางนี่ไว้ใจไม่ได้ดอก” เอกไม่ไว้ใจช้อยเอาเลย
       ยายอ่อนกลับมาพร้อมด้วยถ้วยในมือสองใบ
       “มาแล้วเจ้าค่ะ คุณเนียน”
       อ่อนเริ่มตักยาใส่ทีละชาม จากนั้นยกชามเดินมาหาเนียน แต่กลับสะดุดอะไรสักอย่างที่พื้น
       “ว๊าย” ยายอ่อนร้องลั่น
       เนียนตกใจ “ยายอ่อน”
       เอกผวาไปรับยายอ่อนไว้ไม่ให้หน้าทิ่มไปในหม้อ ยาในชามหกกระจายลงพื้น จิ้งจกตัวหนึ่ง ผ่านมาเลียน้ำ
       จากยาที่หกรดพื้น แล้วก็มีอันชัก
       “ดู จิ้งจกนั่น”
       เอกชี้ที่จิ้งจก ที่นอนหงายท้องตายสนิท ยายอ่อนร้องหวีด
       “ทำไม ทำไม…”
       เนียนตกใจมากยายอ่อนแทบเสียสติกลัวตัวสั่น หน้าเครียด
       “มีคนใส่ยาพิษลงไปในหม้อยาของยายอ่อน”
      
       สนกับช้อยได้ยินเสียงกรีดร้องของยายอ่อน
       “เสียงอีเนียน อีเรียมร้องโหยหวนกำลังจะตายรึ”
       “เสียงยายอ่อนต่างหากเจ้าค่ะ แต่มันทำร้องทำไม ช้อยไปแอบดูดีไหมเจ้าคะ” ช้อยสาระแน
       “ไม่ต้องไป ทำไม่รู้ไม่ชี้ เดี๋ยวจะมีพิรุธ ถ้ามันตายจริง เดี๋ยวก็โกลาหลทั้งบ้าน”
      
       ช้อยยังไม่วายกังวลชะเง้อแลไปทางนั้น


  


       ฟากยายอ่อนนั่งพนมมือทรุดตัวกลิ้งเกลือกกับพื้น
      
       “อิชั้นไม่ได้วางยาคุณทั้งสองนะเจ้าคะคุณเนียน อิชั้นไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเป็นเช่นนี้ไปได้ อิชั้นสาบาน อิชั้นไม่มีวันคิดชั่วคิดเลวเช่นนี้ดอกค่ะ อิชั้นแก่แล้วไม่อยากตายในตะราง”
       “แต่ยายรู้ไหมว่าถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูท่านขุน ตะรางแน่ยายเอ๊ย” เอกบอก
       “แต่ชั้นไม่เชื่อดอกจ้ะ ว่ายายจะกล้าถึงเพียงนี้ คนที่ทำเขาเกลียดชั้นเกลียดคุณเรียมมาก”
       “ใครเล่า” เอกฉงน
       “อิชั้นว่า...อิชั้นพอจะเดาออกนะเจ้าคะ แต่อิชั้นกลัวจะกลายเป็นปลาหมอตายเพราะปาก”
       ยายอ่อนตัวสั่นเทา กลัวจนจับจิตจับใจ
       “ให้มันเงียบไปตรงนี้เถิดจ้ะ พี่เอก ไม่ว่าจะพูดเช่นไร มันก็ไม่พ้นยายอ่อนต้อง รับผิดแทนคนที่ทำ”
       ยายอ่อนตื้นตัน ก้มลงกราบเนียน “แม่เจ้าประคูนทูนหัว เกิดมาเพิ่งเห็นที่โบราณว่าคนใจพระ ก็วันนี้แหละ อีอ่อนคนนี้จะไม่ลืมพระคุณที่ช่วยชีวิตเอาไว้ จะทดแทนให้สาสม”
       เอกท้วง “แต่ถ้าคนทำผิดไม่โดนเสียบ้าง หาไม่เช่นนั้นมันจะทำต่อเนื่องไปอีก”
       “ใครจะเชื่อพี่เอก เชื่อยายอ่อน หรือแม้แต่เชื่อเนียน ให้เรื่องวันนี้มันตายไปกับเราสามคนเถิดจ้ะ สู้ระวังตัวเองกันเอาไว้ให้ดี ดีกว่าจ้ะ”
       “กระผมห่วงคุณเนียนเหลือเกิน พ่อเราคือเพื่อนกัน ลุงน้อมแกเอ่ยปากฝากกระผมดูแลคุณเนียนไว้นะขอรับ”
       “ขอบใจมากจ้ะ เนียนจะระวังตัวจ้ะ”
       “รอวันอีอ่อนได้เงินซื้อที่นา วันนั้น อีอ่อนจะเปิดปากเปิดโปง แม้แลกกับความตายก็ยอมเพื่อทดแทนพระคุณคุณเนียนที่ให้ชีวิตอีอ่อนในวันนี้”
       เนียนหน้าตาหม่นหมอง เอกนิ่งงัน ห่วงเนียน ส่วนยายอ่อนป้ายน้ำตาป้อยๆ
      
       ค่ำนั้นขุนภักดีนั่งเอกเขนกเฮฮาอารมณ์ดีอยู่กับทองจันทร์ เรียม และเนียน หลังทานอาหารมื้อค่ำผ่านไป กบกะแมวนั่งประกบ คอยส่งถ้วยของหวานให้คุณๆ ทาน
       “ยายอ่อนแกว่าสุขภาพเด็กดีมากทั้งคู่เลยหรือครับ คุณแม่”
       “ใช่จ้ะพ่อเทพ แกกำลังต้มยาหม้อบำรุงเลือดลมมาให้กินกัน” ทองจันทร์ว่า
       ระหว่างนั้นสนอุ้มลูกชายมา มีช้อยตามหลัง สองคนมีสีหน้าแปลกใจมาก
       สนกระซิบ “นางช้อยดูพวกมันสิ ทำไม...”
       ช้อยกระซิบตอบ “อย่าอึ้งเจ้าค่ะ อย่ามีพิรุธเจ้าค่ะ”
       สนรีบนั่งลงพลางส่งลูกชายให้ขุนภักดี
       “ได้เวลาทีไรร้องไห้หาคุณพ่อทุกที ช่างรู้เวลาเหลือเกินว่าคุณพ่อกลับมาบ้านแล้ว หาคุณพ่อนะลูกนะ”
       เท่านั้น ขุนภักดีก็เลิกสนใจคนอื่น นอกจากลูก
       “พ่อรูปหล่อของพ่อ”
       “ได้ยินช้อยมันว่ายายอ่อนต้มยาหม้อมาให้รับประทาน สนจะมาขอแบ่งบ้าง” สนว่า
       “ยายอ่อนแกทำหกหมดค่ะ แกเลยต้มหม้อใหม่” เนียนเอ่ยขึ้น
       “ต้มหม้อใหม่” สนตกใจนิดๆ
       ระหว่างนั้น ยายอ่อนเดินเข้ามากับเอก ยกหม้อยามาวางตรงหน้าทุกคน ช้อยกับสนมองหน้ากันแปลกใจ
       “มาพอดีเลย คุณสนอยากรับประทาน อิชั้นเอาให้คุณสนก่อนเลยเจ้าคะ” ยายอ่อนจงใจแดกดัน
       สนกับช้อยสะดุ้งมองหน้ากัน เอกรีบส่งให้สน สนไม่กล้ารับ ทำอึกอักลังเล
       ยายอ่อนเหน็บขึ้นอีก “คุณสนคงเกรงว่าอิชั้นจะใส่ยาพิษ จึงลังเล”
       ช้อยกับสนมองหน้ากัน เอกทำยิ้มๆ เนียนทำไม่รู้ไม่ชี้
       “ยายอ่อนเอ็งพูดจาไม่เอาอ่าว ยาพงยาพิษที่ไหนกัน” ทองจันทร์บ่น
       “อิชั้นต้องระวังเจ้าค่ะ หาไม่เกิดอะไรไม่ดีขึ้นมา อิชั้นจะติดตะรางตอนแก่”
       ว่าแล้วยายอ่อนก็ยกถ้วยหนึ่งขึ้นดื่มอั่กๆ ต่อหน้าทุกคน สนกับช้อยมองหน้ากัน
       “เชิญคุณนายเรียม กับคุณเนียนขอรับ นี่ขอรับของคุณสน”
       “ข้าเปลี่ยนใจไม่ดื่มแล้ว” สนบอก
       เนียนกับเรียมดื่มเรียบร้อยไม่มีปัญหา สนหงุดหงิดจ้องช้อยจะเอาเรื่อง
      
       ครั้นพอสนกลับมาถึงเรือน ก็อาละวาดจิกหัวช้อยทุบตี ตบหน้า ช้อยปัดป้องร้องโอดโอย
       “กรรมของช้อยอีกแล้ว ช้อยผิดอีกแล้ว”
       “เออมึงผิด มึงพลาดอีกแล้ว มึงทำให้มันรู้ว่ามีสารหนูในยาหม้อจนได้ สายตาไอ้เอกกับอีอ่อนนางเนียนก็รู้ว่ามันสงสัยกูกับมึง”
       “สงสัยแล้วทำไมมันไม่พูดออกมาเจ้าคะ”
       “ไม่พูดนั่นแหละยิ่งน่ากลัว เพราะมันรู้ตัว มันยิ่งระวังใหญ่ อีเนียนมันน้ำนิ่งไหลลึก”
       “โอ๊ย เจ็บเจ้าค่ะ ช้อยพยายามทำดีที่สุดแล้วนะเจ้าคะ แต่ช้อยบอกแล้วว่ามันเสี่ยงคุณสนใจร้อนไม่ฟังช้อย แต่ถ้าความแตก อีแก่นั่น มันก็ผิดเต็มประตู”
       “ทำไมมันไม่พูดนะ” สนคาใจไม่หาย
       ช้อยพอเดาออก “อีเนียนมันคงสงสารอีแก่ มันจะเอาไว้เป็นพวก ส่วนไอ้เอกมันร้ายที่สุด มันถือว่ามันคือคนสนิทของท่านขุน ท่านขุนรักมันมาก มันไม่กลัวเราเลยเจ้าค่ะ ไอ้นี่มันคอยปกป้องอีเนียน”
       สนมีท่าทีอ่อนลง นั่งหอบ
       “เมื่อไหร่นะโอกาสและเวลาของข้าจะมาถึงสักที จับตาดูอีเนียนไว้ ติดตามมันทุกฝีก้าว ฆ่าได้เป็นฆ่า”
      
       ถึงคืนวันแรมสิบห้าค่ำ เดือนมืด ท้องฟ้ามืดมิด ทั่วบริเวณพื้นบ้านมืดสนิท เนียนยืนมองไปนอกหน้าต่าง ครุ่นคิดถึงคืนเดือนมืดเช่นนี้ในอดีต
      
       คืนนั้นสองพี่น้อง เนียนและหนักที่ยังเป็นเด็ก พากันออกไปจับกบในทุ่งนา หนักถือไฟฉายอันหนึ่ง
       “เนียนนั่งรอพี่ตรงนี้ พอพี่ฉายไฟแว่บๆ สามที เนียนวิ่งมาช่วยพี่จับกบตรงที่พี่ฉายไฟนะเนียน”
       “จ้ะ พี่หนัก”
       เนียนลงนั่งรอพี่ชาย เงียบๆ
      
       เนียนยืนนึกถึงความหลังของตัวกับพี่ชายในวัยเด็กอยู่เพลิน จู่ๆ มีแสงไฟฉายกระพริบสามทีจากท่าน้ำ
       “ไฟฉายแว่บๆ สามที”
       เนียนดูตื่นเต้นมาก
      
       บริเวณริมท่าน้ำ ตรงที่มีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น แลเห็นชายผู้หนึ่ง ใส่หมวกหลุบปิดบังใบหน้า กำลังผูกเรือเล็กๆ ไว้กับต้นไม้
      
       เนียนมองซ้ายมองขวา พึมพำเอ่ยแต่ชื่อแดงน้อย
       “แม่ทำครั้งนี้เพื่อแดงน้อยของแม่ แดงน้อยของแม่ พี่ขุนเจ้าขาเนียนขอโทษที่ต้องทำเพื่อลูก”
       เนียนเดินร้องไห้ไปด้วยตลอดทาง โดยไม่รู้ว่าช้อยบ่าวใจทรามแอบมองอยู่
       “อีเนียนมึงเดินร้องไห้ไปไหนของมึง”
      
       เนียนเดินหายไปทางท่าน้ำ ช้อยวิ่งตื้อกลับไปที่เรือนสนทันที

      
       หนักไต่ขึ้นมาที่ท่าน้ำมองหาน้องสาว ยินเสียงเนียนเรียกเบาๆ ดังแว่วมา
      
       “พี่หนัก ทางนี้จ้ะ”
       หนักปราดไปตามเสียง
       “เนียน”
       สองพี่น้องจับมือกัน พลางสวมกอดกันแน่น
       “พี่หนักจ๋า”
       “เนียนน้องรัก”
      
       สองคนแอบมองเห็นหน้าหนักรำไรไม่ชัดนัก แต่ได้ยินเนียนเรียกหนักว่าพี่ และหนักเรียกเนียนน้อง
       “อีเนียนมารอไอ้เสือหนัก” สนบอก
       “ไอ้เสือหนักเรียกมันว่าน้อง” ช้อยว่า
       สองคนตาเหลือก ตกใจมาก “มันเป็นพี่น้องกัน”
      
       ส่วนสองคนพี่น้องยังคงพูดคุยกันต่อ
       “เนียนท้องกี่เดือนแล้ว”
       “สี่จ้ะ”
       “ดูแลตัวเองดีๆ นะเนียน”
       “ช่างเถิดพี่หนัก เอาไว้พูดทีหลัง พี่เอาแหวนนี่ไปขายเอาเงินมารักษาแดงน้อยก่อน”
       “พี่ไม่อยากทำเช่นนี้เลย ถ้าท่านขุนถามถึงแหวนเนียนจะทำอย่างไร”
       “เนียนคิดไม่ออก ตอนนี้เนียนคิดอย่างเดียวเท่านั้น ลูกของเนียนต้องมีเงินรักษาตัว ชีวิตเนียนจะพังพินาศอย่างไรก็ช่าง ก็ให้ชีวิตลูกของเนียนปลอดภัย พี่รีบกลับไปไวๆเถิด ก่อนที่จะมีใครเห็นเราสองคน แถมพี่ยังมีคดีติดตัว ถ้าพี่เอาตัวไม่รอดไปอีกคนแดงน้อยจะแย่นะจ๊ะ”
       “ขอบใจมากน้องรักของพี่ พี่จะมาส่งข่าวหลาน คืนแรมสิบห้าค่ำหน้า”
       หนักนัดหมายแล้วผละไป
      
       สองบ่าวนายจิตใจหยาบช้าดีใจกันมากที่ได้รู้ความลับของเนียน
       “อีเนียนมีลูก มีผัวแล้ว พ่อมันจับใส่ตะกร้าล้างน้ำมาหลอกพี่ขุนจริงๆ อย่างที่เราเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าเอาไว้”
       “ถ้าไอ้หนักคือพี่มัน แล้วใครคือผัวมันน้อ...”
       “เอ็งก็กระโจนน้ำลงไปถามไอ้หนักมันสิ อีนี่ถามโง่แท้ๆ”
       สนผลักช้อยจะลงน้ำ ช้อยฝืนไว้หน้าแหยๆ
      
       ท่ามกลางความมืดสลัว เนียนยืนมองพี่ชายพายเรือจากไปจนลับสายตา ป้ายน้ำตา ที่ไหลไม่หยุดหย่อน
      
       ฟากสองคนกำลังวางแผนเล่นงานเนียน
       “โชคดีแท้ๆ ที่อีเนียนพลาดให้เราเห็น ขอบใจเอ็งมากช้อย”
       “ทีนี้ละก้อ ชีวิตอีเนียนอยู่ใต้ฝ่าเท้าอีสนแน่ๆ”
       “อ้าว อีช้อย มึงเรียกใครอี” สนจ้องหน้าช้อย
       “ผีมันผลักปากช้อยให้พูดเพลินไปหน่อย ช้อยขออภัยเจ้าค่ะ”
       “ไอ้หนักมันจะกลับมาส่งข่าวเรื่องลูกอีเนียนเจ็บหนัก ทีนี้แหละ อีเนียนมึงเสร็จกูแน่”
       “เสร็จอย่างไรหรือเจ้าคะ”
       “ตายทั้งเป็น ตกนรกทั้งลืมตาตื่น หันซ้ายก็นรก หันขวาก็นรก”
       สนยิ้มย่อง
       “เสียท่าเห็นหน้าไอ้เสือหนักไม่ถนัดอีกแล้วนะเจ้าคะ จะดูสิว่าตามันเหมือนคุณหนูจริงรึ”
       “อีช้อย หุบปาก กูไม่อยากเห็นหน้ามัน กูไม่อยากจะจดจำหน้ามัน”
      
       สนยังแค้นหนักไม่หาย


  


       ขณะที่เนียนกำลังจะก้าวเข้าบริเวณเรือน เอกโผล่มาเรียก สองคนอยู่ตรงหลังบ้าน
      
       “คุณเนียนไปไหนมาขอรับ
       เนียนตกใจมาก “พี่เอก”
       “จุ๊ๆ อย่าอึงขอรับ ไม่ต้องตกใจ กระผมไม่บอกใครดอกว่าคุณเนียนออกมานอกเรือนกลางดึกอย่างนี้ แต่ที่กระผมกลัวก็คือคนอื่นที่ประสงค์ร้ายมันจะเห็นแล้วเอาไปใส่ความขยายความ กระไรคุณเนียนช่างไม่ระวังตัวเลย” เอกเตือนอย่างห่วงใย
       เนียนพูดไม่ออกได้แต่ส่ายหน้าน้ำตาคลอ
       “เนียน จำเป็นจ้ะ พี่เอก”
       “มีความลับคับอกที่ไม่ยอมบอกใคร เก็บไว้ลำพัง มันอาจทำให้ลำบากมากขึ้นภายหลัง ถ้าบอกกระผม กระผมอาจช่วยไม่ให้ลำบากได้ไม่มากก็น้อย”
       “เนียนบอกไม่ได้ ตายไปแล้วก็บอกไม่ได้ มันคงต้องตายไปกับเนียนนั่นแหละจ้ะ”
       “งั้นกระผมก็จนใจ จำไว้ดูแลตัวเองให้ดีๆ ให้มากๆ อีกไม่กี่เดือนก็จะคลอดแล้ว”
       เนียนยกมือไหว้เอก
       “ขอบคุณพี่เอกจ้ะ”
       เอกหันกลับเนียนรีบกลับขึ้นเรือนไป
      
       เนียนนอนร้องไห้ตั้งแต่ดึกยันถึงเช้า จวบจนพระอาทิตย์ขึ้นเนียนยังคงนอนร้องไห้อยู่อย่างนั้น
       ขุนภักดีมาเคาะห้องแล้วเข้ามาหาเนียนที่ยังนอนร้องไห้
       พอท่านขุนเห็นก็ตกใจปราดไปประคอง “เนียน เป็นอะไรไป นอนร้องไห้ทำไมใครว่าอะไรเนียน เนียนอยากได้อะไรแล้วไม่ได้ พี่จะจัดการให้”
       “ไม่มีใครว่า เนียนไม่อยากได้อะไร แต่เนียน ทำตัวเองค่ะ เนียน”
       “เนียนทำตัวเองอย่างไร”
       “เนียนสะดุด หกล้ม”
       “มิน่า กลัวลูกในท้องของพี่จะเป็นอะไร ไหนมาจับท้องดูสิ”
       ท่านขุนเอามือคลำท้องเนียนแล้วยิ้มออกมา
       “เด็กเอ๊ยเด็กเกิดมาไม่เคยมีลูกกับเขา ตกใจไปได้ ลูกดิ้นเอาเท้ามาถีบมือพี่ นั่นนั่น เอามือมาตีมือพี่ด้วย”
       เนียนฝืนยิ้มผละตัวออกมา ขุนภักดีบรรจงหอมหน้าผากเนียน
       “ขอบพระคุณพี่ขุนมากค่ะ จะไปทำงานแล้วใช่ไหมคะ”
       “จ้ะ พี่จะไปทำงานพี่แวะมาจูบลาลูกเมีย”
       ขุนภักดีก้มลงไปหอมท้องเนียน เอาหูแนบฟังเสียงลูก
       “หนูจ๋า พ่อรักหนูมาก เกิดมาหน้าตาสวยเหมือนแม่หนูนะจ้ะ พ่อไปทำงานก่อนนะจ้ะ”
       ขุนภักดีออกไปแล้ว เนียนยิ่งเสียใจ
       “พี่ขุนเจ้าขา พี่ยิ่งดีกับเนียนมากขึ้นเท่าใด เนียนก็ยิ่งสึกรู้ตัวว่าเลวลงเท่านั้น เนียนจะทำเช่นไรดีถึงจะแก้ปัญหาชีวิตของเนียนได้”
      
        เนียนยังคงนั่งเหม่อเซื่องซึมเหม่อลอยอยู่เหมือนเดิม


  


       สนอุ้มลูกมายืนรอส่งขุนภักดีหน้าแฉล้มเบิกบานยิ่งหนัก มีช้อยตามมาแหน
      
       “คุณพ่อมาแล้ว ลูกเทิดศักดิ์”
       “ตาหนูของพ่อ มาส่งพ่อไปทำงานอีกละสิ”
       “ตาหนูต้องมาสิคะ วันไหนสนไม่พามาร้องไห้งอแงทั้งวัน รู้มากแท้ๆ เอ้อ คุณพี่จะกลับไวไหมคะ”
       “ไม่กลับดอกจ้ะสน”
       สนกะช้อยมองหน้ากันผิดหวัง
       “อ้าว โถ ลูกเทิดศักดิ์ก็รอแย่สิคะ”
       “พ่อไปทำงานที่บางกอกสามวันเองลูก ขากลับมาพ่อจะหาของเล่นติดมือมาฝากลูก”
       “ขอบพระคุณคุณพ่อสิลูก พี่ขุนดูสิคะลูกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทีเดียว แหมแต่ว่า เฮ้อ ไม่เป็นไรดอก”
       เอกนั้นจับสังเกตทีท่าสนตลอด
       “สนมีอะไรจะบอกพี่รึ บอกตรงนี้ก็ได้จ้ะ”
       “ไม่ได้ดอกค่ะ พี่ขุน มันสำคัญมาก”
       “สำคัญมาก” ขุนภักดีฉงน
       “มันต้องใช้เวลาและสถานที่ ที่เราคุยกันลำพังค่ะ กำแพงมีหูประตูมีช่องสนพูดไปตรงนี้ บ้านภักดีภูบาลจะเสียหายค่ะ”
       “อะไรกันเล่า สนพูดแบบนี้ยิ่งทำให้พี่อยากรู้”
       “เอาไว้พี่ขุนกลับมาสนค่อยบอกเถิดค่ะ อดใจสักนิด”
       “ถ้างั้นนายเอก รอก่อนชั้นยังไม่ไป” ขุนภักดีหันไปสั่งเอก
       สนแอบหยิกลูก ช้อยเห็นตกใจ
       “ว๊าย”
       เด็กน้อยร้องจ้า
       “ได้เวลาตาหนูกินนมแล้วค่ะ พี่ขุนรีบไปทำงานเถิดค่ะ ไป โอ๋...โอ๋ ไม่ร้องไม่ร้องแม่จะพาไปกินนม”
       สนเดินไปหน้าตาเฉย ขุนภักดีเริ่มประสาทเสีย
       “นายเอก เอ็งระแคะระคายอะไรบ้างไหม”
       เอกเริ่มไม่สบายใจมั่นใจว่าเกี่ยวกับเนียนแน่นอน
       “ไม่ทราบสิขอรับ ท่านขุน คุณสนเธอมีเรื่องราวมากมายเสมอขอรับ”
       “ก็จริง สนเขาหยุมหยิม คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตดอก ไปกันเถิด”
       ขุนภักดีจะลงเรือ เอกไม่วายหันไปมองทางเรือนที่เนียนพักอยู่ สีหน้ากังวลห่วงเนียน
      
       ส่วนหนักยื่นทองให้โพล้งกับแพร ดึงแดงน้อยมาอุ้มหน้าตาหม่นหมอง
       “หลานเอ๊ย แม่เอ็งเขาเสียสละเพื่อเองมากมาย ถอดแหวนมาให้เอ็งรักษาตัวทั้งที่ไม่รู้ว่าชะตาชีวิตข้างหน้า ถ้าโดนจับได้ จะเป็นเช่นไร”
       “แดงน้อยเอ๊ย แม่เอ็งช่วยให้เอ็งรอดตายแล้ว”
       “ข้าต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว ดูแลหลานข้าให้ดีที่สุดเถิด ไอ้โพล้ง นางแพร”
       หนักกำชับ พลางส่งหลานคืนให้แพรกระโดดหายไปทางด้านหลังเรือน
       “รีบเอาไปขายข้าจะไปรอที่โรงหมอ ไปแดงน้อย”
      
       โพล้งเอาทองไป แพรอุ้มแดงน้อยมาห่อผ้าแล้วรีบออกไป


  


       วันต่อมาสนกับช้อยวางแผนกันต่อ
      
       “ตอนนี้ข้าเป็นต่ออีเรียมหลายร้อยขุม ดังนั้น ข้าต้องเล่นบทนางเอก...”
       “นางเอกยี่เกผู้แสนดี โดนกระทำย่ำยียังยิ้มออก หรือเจ้าคะ คุณสนจะแสร้งทำดีกับมัน แต่อย่าเผลอ กูเอาตายใช่ไหมเจ้าคะ โอดตะเร็วเต่งตุม” ช้อยทำเสียงระนาดประกอบอย่างเบิกบาน
       “อย่าล้น ให้มันมากนัก เอ็งก็เหมือนกัน ทำตัวปากปราศรัยน้ำใจเชือคคอมันให้สะบั้นลงตรงหน้า พี่ขุนกลับมาเมื่อไหร่ คอยดู ฉากจบของอีเนียน”
       “โล่งหัวอกอีช้อยคนยาก ช้อยลงจากหลังเสือได้แล้วใช่ไหมเจ้าคะ”
       “ชั่วคราวเท่านั้น มารอดูลิเกฉากจบ เอ็งรู้ไหม ไม่มีเรื่องราวใดในโลกที่ทำให้ผัวโกรธผัวแค้นเท่ากับเมียมีชู้ เมียหลอกลวงว่าไม่เคยมีผัว”
      
        ช้อยกอดเท้าสนเอาหน้าแนบขาไว้อย่างเทิดทูนที่สุด
ตอนที่ 5
      
       ขณะเดียวกันบนเรือนใหญ่ เนียนนั่งกังวลห่วงลูกและกลัวความผิดเรื่องเคยมีลูกผัว เรียมนั่งพิงมองเฉยๆ ไม่ได้ทำด้วย เนียนสลักผลไม้ใจลอยไป พร้อมกับที่ภาพเหตุการณ์ตอนหนักมาหาเนียนแล้วห่วงว่าขุนภักดีจะจับได้ และเนียนบอกว่าทำเพื่อลูก ผุดขึ้นมาในหัว
      
       ทองจันทร์มองหน้าเนียน ก่อนจะเอ่ยขึ้น
       “เนียน ใจลอยจริง ทุกวันสลักผลไม้ได้เป็นถาดๆ ไหงวันนี้ สลักมะม่วงกลายเป็นมะนาวไปซะได้”
       เนียนตกใจ “อุ๊ย” เผลอทำมีดสะกิดนิ้วตัวเอง
       เรียมตกใจ “เนียน เลือดไหลแล้ว
       สนเดินยิ้มแย้มเข้ามา ถือถาดขนม มีช้อยอุ้มเทิดศักดิ์ตามหลังมา
       “ขนมครองแครงค่ะคุณแม่ คุณเรียม เนียนด้วย สนทำมาฝาก อุ๊ยตายเนียน นั่นทำมีดบาดตัวเองหรือจ้ะ ตาย ๆ ตายจริง”
       สนผวาไปหาเนียน จับนิ้วเนียนหยิบชายเสื้อซับเลือดให้ พร้อมกับส่งตายั่วไปให้
       “เอ้อ เสื้อคุณสนเลอะเทอะหมดแล้วค่ะ” เนียนตกใจ
       “ไฮ้...พูดอะไรกันเสื้อเลอะดีกว่าเลือดเนียนไหลไม่หยุดนะจ้ะ ข้าตกใจ เลยเอาเสื้อซับห่วงเนียนนะจ้ะ เสียเสิ้อตัวเดียวช่างมันปะไรไป”
       “เนียนขอบพระคุณค่ะ เนียนขอตัวไปทำแผลก่อนนะคะ”
       เนียนดึงมือออกจากสนคลานถอยหลังไป สนยิ้มมองตาม
       “ทานขนมนะค่ะ คุณแม่ คุณเรียม”
       “ขอบใจจ้ะ ไปหาซื้อมารึว่าทำเองล่ะจ้ะ” ทองจันทร์แกล้งถาม
       กบแมวหัวเราะคิกคักเบาๆ มองหน้ากัน
       “ซื้อจากแม่ค้า ที่พายเรือมาน่ะสิ” กบว่า
       สนหันมาทำตาเขียว สองคนหยุด
       “ขอบใจมาก เชิญคุณแม่ทานก่อนคะ เรียม ปวดหลัง ขอตัวไปพักก่อน”
       เรียมเดินไปอีกคน สนได้ทีกระซิบพูดแหย่กับทองจันทร์
       “คุณแม่คิดเช่นเดียวกับสนไหมคะ ว่าเนียนดูเศร้ามาก ผิดวิสัยคนกำลังจะมีลูก สนน่ะสงสารนะคะ อยากจะช่วยให้หายเศร้า แต่ไม่รู้ว่าจะอย่างไร”
       สนกับช้อยแอบสบตากัน
       “แม่สนเข้าใจไปเองหรือเปล่า เอ...แต่เมื่อสักครู่เนียนก็ดูเศร้าจริงๆ แหละ ขอบใจแทนเนียนเขานะ เห็นแม่สนแสดงน้ำใจแบบนี้ก็เบาใจแท้ๆ”
       ช้อยปรายตามองสนอีกที กบกับแมวมองหน้ากัน
       “แต่ข้าหนักใจแฮะนางกบ” แมวกระซิบ
       สนหันมาทำตาเขียว แล้วส่งเด็กให้ทอง
       “คุณพ่อไม่อยู่ หาคุณย่าก็ยังดีนะลูกนะ”
       ทองจันทร์รับเด็กน้อยมาเล่นหัว สนกับช้อยนั่งยิ้มย่องผ่องใส เบิกบานใจสุดๆ
      
       ขุนภักดีเดินทางถึงบางกอกโดยสวัสดิภาพ กำลังนั่งรอท่านพระยาเจ้าของเรือนอยู่ในห้องโถงใหญ่ มีเอกนั่งอยู่ข้างๆ
       “นี่แหละคฤหาสน์ของเจ้านายพ่อข้าที่ข้าถูกส่งมาพักที่นี่ตอนมาเข้าโรงเรียนประจำวชิราวุธ เอ็งจำได้ไหมเอก”
       “จำได้สิขอรับ คุณเทพร้องไห้งอแงจะยึดกระผมไว้ให้อยู่เป็นเพื่อนด้วย โดนท่านหมื่นกับคุณนายใหญ่เอ็ดตะโรเอาว่า เป็นลูกผู้ชาย ทำไมต้องมีพี่เลี้ยงเกาะติดเหมือนเห็บหมัด” เอกเล่าเรื่องหนหลัง ที่จำได้แม่น
       “ข้าเศร้าอยู่สามวันแล้วข้าก็ลืมเอ็งเพราะที่นี่มีอะไรสนุกสนานให้ข้าเล่น เช่นขี่ม้า”
       “ท่านขุนเลยได้รางวัลแส้ม้า เอาไปเก็บไว้ที่บ้าน จนทุกวันนี้ ใช่ไหมขอรับ”
       ขุนภักดีชะงักกึก ไม่พูดต่อ
       ท่านเจ้าพระยาเดินออกมา ท่านขุนก้มลงกราบ เอกทำตาม
       “รู้ไหมว่าเรียกมาพบด้วยเหตุใด”
       “พอทราบขอรับ เรื่องที่นาของท่านเจ้าพระยาที่ให้กระผมดูแลที่สุพรรณบุรีขอรับ”
       “นั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ไม่สำคัญดอก ที่นาไม่มีปัญหา ค่าเช่าค่าออนผลประโยชน์ทั้งหลายก็ไม่ขาดตกบกพร่อง แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่เพิ่งรู้ความจริง จึงต้องพูดกับพ่อขุนภักดี เรื่องส่วนตัวนะ”
       ขุนภักดีหันไปมอง เอกรู้ทันที ถอยหลังกรูดออกไปพ้นห้อง
       “เรื่อง เมียน้อยของชั้น แม่...บุหลัน”
       ท่านขุนสะดุ้งเฮือกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
       “กระผมได้รับโทษฐานบังอาจไปแล้วขอรับ”
       เจ้าพระยาถอนใจ “ชั้นหูเบา หึงหวงจนไม่ฟังอีร้าค่าอีรม”
       เจ้าพระยาแตะบ่าท่านขุน
       “อย่าตกใจ”
      
       ที่แท้เมื่อครั้งในอดีต สมัยขุนภักดีภูบาลยังเป็นวัยรุ่น อายุไม่ถึงยี่สิบ ร่ำเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย และมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเจ้าพระยา
       เวลานั้นขุนภักดี หรือเทพกำลังคร่ำเคร่งอ่านตำราเรียนเอาเป็นเอาตายอยู่ในห้องพักบนเรือน จู่ๆ มีมือสวยเนียนขาวมาปิดตาไว้
       “ช่างขยันแท้ๆ พ่อภักดีรูปงาม รู้ไหมใครเอ่ย”
       ขุนภักดีสะดุ้งหันไปมอง ตกใจมากเมื่อเห็นเป็นบุหลัน รีบเอามือออก
       “คุณบุหลัน” ภรรยาของเจ้าพระยา
       “จุ๊ๆ อย่าอึงไป เดี๋ยวตาเฒ่าหัวงูมันได้ยินเอา เราจะโดนมันโบย”
       “ถ้าเช่นนั้นกรุณากลับออกไปเถิดขอรับ ที่นี่ไม่เหมาะสำหรับคุณจะเข้ามา”
       “เหมาะสิ ภักดี เธอรู้ไหม ใจชั้นล่องลอยมาอยู่ในห้องของเธอทุกเช้าค่ำ นับแต่วันที่ชั้นถูกรับตัวมาอยู่ที่นี่ แม้ตัวชั้นต้องภักดีกับท่านเจ้าพระยา แต่ใจชั้นภักดีกับเธอตลอดเวลา ภักดีจ๋า ชั้นรักเธอ”
       จากนั้นบุหลันก็โถมเข้ามากอดปล้ำขุนภักดีแบบเอาเป็นเอาตาย
       “ไม่ ไม่นะขอรับ”
       “ชั้นรักเธอชั้นปรารถนาเธอไม่ใช่ไอ้เฒ่าหัวงูนั่น”
       จังหวะนั้นประตูเปิดผาง เจ้าพระยาเข้ามาพร้อมแส้ม้าในมือ กระชากขุนภักดีออกจากเมียน้อย
       “ไอ้คนกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา ไอ้คนอกตัญญู มึงเป็นชู้กับเมียกู”
       “ใช่ค่ะ มันนัดบุหลันให้มาเอาหนังสือที่ยืมไว้แล้วมันก็หลอกปล้ำขืนใจ” บุหลันใส่ไฟ
       “นั่นปะไรไอ้คนชั่ว” เจ้าพระยาหน้ามืดตามัว หึงหวงเมียคราวลูก
      
       ส่วนเหตุการณ์ที่บ้านภักดีภูบาล ในสุพรรณ จู่ๆ สนเดินไปหยิบแส้หางม้าของขุนภักดีที่วางอยู่ มาเหวี่ยงสลัดไปมาอย่างสนุกมือ
       “ใครโดนต้องเจ็บแสบเข้าไปในหัวใจแน่ๆ”
       เนียนเดินออกมาพอดี
       กบกะแมวร้องบอก “ระวังเจ้าค่ะ”
       เนียนตกใจ “อุ๊ย”
       “แม่สนละก็ คึกคะนองอะไรนักหนา เกือบจะฟาดเอาเนียนเข้าให้แล้ว”
       เนียนเดินหลบออกมา สนหัวเราะร่วน ยังเหวี่ยงแส้ไปมา
      
       เหตุการณ์ครั้งเมื่ออดีตในความทรงจำของสองคนยังพรั่งพรูออกมา ขณะนั้นแส้หางม้าของเจ้าพระยา สะบัดโบยมาที่หลังขุนภักดีที่โดนมัดโยงกับต้นไม้ มีบุหลันยืนมองใจหายใจคว่ำอยู่ ขุนภักดีถูกจับถอดเสื้อ แผ่นหลังเลือดสาด เนื้อตัวแตกเป็นริ้วๆ
       “มึงจงจำเอาไว้ให้ดี ไอ้ภักดี ไม่มีอะไรที่ลูกผู้ชายแค้นเท่ากับมีคนมาเล่นชู้กับเมีย มึงชั่วมากมาหลอกปล้ำเมียกู ถ้ามึงไม่ใช่ลูกของพ่อมึง กูฆ่ามึงตายแน่ ฐานหยามศักดิ์ศรีกู”
       เจ้าพระยาตีจนเหนื่อยหอบ สาแก่ใจ แล้วเหวี่ยงแส้ม้าใส่หลังท่านขุน
       “กูมอบให้มึงเอาไว้เตือนใจว่าครั้งหนึ่งมึงอยากเป็นชู้เมียกู รึมึงจะแก้ตัวว่าเมียกูอยากเป็นชู้กับมึงเอง”
       ขุนภักดีมองหน้าบุหลันที่กลัวจนตัวสั่นอย่างตกใจ
       เจ้าพระยาลากบุหลันเดินออกไปทิ้งให้ ขุนภักดีน้ำตาไหลพรากไม่อาจแก้ตัวได้
       “เรื่องบางอย่าง ถ้าเป็นลูกผู้ชายจริงมิอาจเอ่ยความจริงที่ทำลายผู้หญิงคนหนึ่งได้”       
      
       เจ้าพระยาดึงตัวเองกลับมา ทอดถอนใจซ้ำๆ
       “ก่อนเขาจะตาย เขาขอสารภาพบาปกับชั้นก่อนตายว่า พ่อภักดีไม่เคยอาจเอื้อม แต่เขานั่นแหละหลงรักพ่อภักดี และไม่เคยรักชั้นเลย แถมเกลียดชั้นมากที่ไปทำร้ายพ่อภักดีปางตาย”
       ขุนภักดีฟังแล้วเงียบงัน แปลกใจระคนตกใจ เจ้าพระยาตบบ่าท่านขุนเบาๆ
       “ขอบใจในความเป็นลูกผู้ชาย ไม่ทำร้ายผู้หญิง แม้ว่าจะโดนเข้าใจผิด ชั้นเสียอีกที่หูเบา เอาแต่หึงหวง จนลืมนึกไปว่าพ่อภักดีก็ลูกชาติลูกตระกูล ได้รับการอบรมมาดี จะทำชั่วเช่นนั้นได้อย่างไร ช่างเป็นสุภาพบุรุษแท้ๆ”
       “กระผมก็ขอขอบพระคุณเช่นกันขอรับ ขอให้เธอไปสู่สุคติด้วยเถิด”
       “ขอโทษพ่อภักดีทั้งตัวชั้นเอง และแทนเขาด้วย ขอให้พ่อภักดีอย่าเอาความหูเบาของชั้นเป็นเยี่ยงอย่าง อย่าฟังความข้างเดียว หนักแน่นเข้าไว้ บางสิ่งที่พ่อเห็น อาจมิได้เป็นอย่างที่ภาพมันบอก มันอาจมีอะไรที่มากมายลึกซึ้งแอบแฝงอยู่เสมอ”
      
        ขุนภักดีก้มลงกราบเจ้าพระยา โดยไม่รู้ว่า ตนกำลังจะเจอเหตุการณ์ซ้ำรอยเฉกเช่นเดียวกัน ในอีกไม่นานนี้ ต่างกันแค่คนโชคร้ายถูกเข้าใจผิดคือเนียน!



       ขุนภักดีกลับถึงเรือนก็รีบแวะมาหาเนียนก่อนใครอื่นด้วยความคิดถึง
      
       “เนียนจ๋าพี่กลับมาจากบางกอกแล้ว พี่มีของมาฝากด้วยจ้ะ”
       “ไม่ต้องฝากเนียนดอกค่ะ พี่ขุนกรุณาเนียนมาตลอด พระคุณล้นเหลือแล้วค่ะ”
       “พี่สบายใจมาก เพราะปัญหาบางอย่างที่ค้างคาในหัวใจพี่มาหลายสิบปี ได้คลี่คลายไปแล้ว เนียนจ๋าพี่สบายใจเหลือเกินจ้ะ”
       “เนียนดีใจด้วยค่ะ”
       “เนียนรู้ไหมจ๊ะ ว่าไม่มีอะไรที่ทำให้เจ็บช้ำขมขื่นมากเท่ากับ การถูกเข้าใจผิดแล้วมิอาจแก้ตัวได้”
       “ค่ะ เนียนทราบ เอ้อ พี่ขุนคะ คือคุณสนฝากให้เนียนเรียนพี่ขุนว่า คุณเทิดศักดิ์คิดถึงพี่ขุนมากร้องไห้หาทุกคืน”
       ขุนภักดียิ้มเบิกบานเมื่อเอ่ยถึงเทิดศักดิ์ “เด็กคนนี้ละช่างอ้อนคุณพ่อดีนัก เนียนไม่ว่านะจ๊ะ ถ้าพี่จะไปหาลูก”
       “ไม่ว่าดอกค่ะ เชิญพี่ขุนค่ะ”
       ขุนภักดีโอบกอดเนียน วางของขวัญไว้ให้ หอมแก้มเนียนหอมท้องเนียน แล้วเดินฮัมเพลงออกไป
      
       ขุนภักดีถามสนท่าทีแปลกใจขณะเดินมาที่ท่าน้ำ
       “ไหนสนว่าลูกร้องไห้หาพี่ ทำไมสนพาพี่มาที่ท่าน้ำเล่า”
       “ลูกคอยนานจนหลับคาอกสนไปแล้วค่ะ สนไม่อยากปลุกลูก พี่ขุนขาจำที่สนเอ่ยปากขอพูดเรื่องสำคัญของบ้านเราวันที่พี่ขุนจะไปบางกอกได้ไหมคะ”
       “จำได้ ขึ้นไปพูดกันบนเรือนเถิด”
       “ไม่ได้ดอกค่ะ เราต้องพูดกันตรงนี้ สนไม่อยากให้ใครได้ยินเรื่องบัดสีเสนียดบัดซบสุดจะเอ่ย แค่สนจะเอ่ยปากพูดยังละอายกลัวเสนียดมาจับปากสน” สนจีบปากจีบคอ
       “เอ่ยมาเถิดพี่ต้องการฟัง”
       “สนจะเล่าเท่าที่เห็นเท่าทีได้ยิน แต่ให้คุณพี่ตัดสินใจเอาเองว่าเป็นเช่นไร”
       สนทำท่าเล่า จนเห็นเป็นภาพแต่ไม่มีเสียงของเนียนกับหนักที่ท่าน้ำ วันที่สนเห็น
      
       พอฟังจบขุนภักดีถึงกับช็อคตกตะลึงพูดไม่ออก เจ็บปวดมาก
       “เนียนคบชู้ เนียนมีลูกแล้ว เอาแหวนของพี่ให้ชู้ไปเลี้ยงดูพวกมัน”
       “อย่าเพิ่งตีความไปถึงเพียงนั้นสิคะ สนเล่าตามภาพที่เห็นกับที่ได้ยินลางๆ เท่านั้นค่ะ”
       “นางคนทรยศพี่จะไปฆ่ามัน”
       “อย่าเพิ่งสิคะ พี่ขุนรอให้เขามาพบกันตามที่สนได้ยินก่อนค่ะ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น พี่ขุนจะได้ไม่หาว่าสนมุสามดเท็จใส่ความเนียน ที่สนบอกเพราะกลัวนานไปใครมาเห็นจะฉาวโฉ่ไปเจ็ดคุ้งน้ำทั่วเมืองสุพรรณ” สนทำเป็นหวังดี
       “พี่จะกระอักเลือด พี่จะอดใจรอไหวถึงวันนั้นรึ พี่ทนไม่ไหวดอกสน”
       “พี่ขุนก็อยู่แต่เรือนสนสิคะ อย่าไปเห็นหน้าเขา ถ้าเขาแก้ตัวพี่ขุนใจอ่อนแน่ รอจนแน่ใจก่อนสิคะ”
       สนกอดโอบเอาใจ พูดออดอ้อนขุนภักดี ทำทีเป็นร้องไห้ร้องห่ม
       “พี่อยากจะฆ่ามันนักทั้งไอ้ชู้นั่นด้วย มันเป็นใครชื่ออะไร”
       “สนไม่ได้ยินเรียกชื่อกันดอกค่ะ เห็นหน้ามันก็ไม่ถนัด มันมืดมาก”
       สนกอดขุนภักดีเอาไว้ลอบยิ้มสมใจที่เป่าหูสำเร็จ
       “ถ้าพี่ขุนทำใจไม่ได้ก็ดื่มสิคะ ดื่มให้ลืมความเจ็บ ความอาย”
       ขุนภักดีตะโกนลั่น “ไปเอาเหล้ามา ไอ้เอก ไอ้เอก”
      
       ฟากทองจันทร์กับเรียมมาที่ห้องเนียน
       “เนียน ทำไมไม่รั้งพ่อเทพเอาไว้ที่ห้องของตัว”
       “เอ้อ... เนียน เนียน”
       “เนียนรู้ไหมว่าพี่เทพ เมาไม่ผู้เป็นคนอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ” เรียมว่า
       “พี่ขุนบอกว่าจะไปเรือนคุณสน แล้วทำไมไปดื่มเหล้าได้คะ”
       “นางกบนางแมวมันบอก แม่สนนั่นแหละ สั่งให้ไอ้เอกเอาหล้ามาให้พ่อเทพกิน” ทองจันทร์บอก
       เรียมกับเนียนไม่เข้าใจ
      
       ทองจันทร์ แมว และกบ อยู่ที่หน้าเรือนกับสน ซึ่ง สนตอบคำถามทองจันทร์แบบไม่ค่อยกลัวเกรงเหมือนเก่านัก
       “พี่ขุนสั่งให้สนเรียกนายเอกให้เอาเหล้ามาให้กิน สนก็ตองทำตามสิคะ สนเป็นเมียที่ดีนี่คะ ถึงสนบ้าบิ่นไปบ้าง แต่สนก็ไม่เคยมีชู้นะคะคุณแม่”
       ทองจันทร์ชักสีหน้า “แม่สน พูดอะไรออกมา”
       “เรื่องพี่ขุนก็เช่นกันคะ ถามนายเอกดูเองเถิดค่ะ พี่ขุนไม่ต้องการไปไหน นอกจากเรือนของสน แล้วจะให้สนผลักไสพี่ขุนไปไหนคะ”
       เสียงขุนภักดีเรียกมาจากบนเรือน
       “สนจ๋า มาหาพี่หน่อย”
       ทองจันทร์ถอนใจเฮือกๆ
       “สนขอตัวก่อนนะคะ สนจะไปเช็ดตัวให้พี่ขุนสร่างเมา ค่ะ”
       สนหันกลับ ทองจันทร์มองตาม แปลกใจไม่หายสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แมวกะกบซุบซิบอยู่ด้านหลัง
       “บ้านี่มันเกิดอะไรขึ้น พ่อเทพร้อยวันพันปีไม่เคยแตะเหล้า มิหนำซ้ำยังรังเกียจเอาด้วย ไอ้เอกมันไปหลบหน้าอยู่ที่ไหน”
      
       เวลาต่อมา เอกกำลังอธิบายให้ทองจันทร์ฟัง
       “กระผมก็ไม่ทราบดอกขอรับ ตอนกลับมาจากบางกอกท่านฮัมเพลงมาตลอดทาง”
       “พ่อเทพไปพบใครที่บางกอกมา” ทองจันทร์ถาม
       “ท่านเจ้าพระยาขอรับ”
       “เอ แล้วทำไมกลับถึงบ้านแล้วกลายเป็นเช่นนี้ไปได้”
       “กบเห็นออกมาจากห้องคุณเนียนท่านก็ยังฮัมเพลงนะเจ้าคะ” กบแทรกขึ้น
       “แต่พอไปพบคุณสนที่ท่าน้ำเท่านั้นแหละเจ้าค่ะ พายุโหมกระหน่ำ” แมวเสริม
       “คุณสนให้คนไปสั่งกระผมว่า ท่านจะเอาเหล้าฝรั่งที่มีคนเอามาให้เป็นของขวัญ วันเกิดวันปีใหม่ขอรับ”
       “เล่นเข้าไปกี่ขวดล่ะ”
       “สามขอรับ”
       ทองจันทร์ตกใจ “อะไรนะ แล้วทำไมเอ็งไม่อุ้มมานี่”
       “กระผมจะอุ้มมานี่ ท่านก็เตะถีบกระผมยกใหญ่ บอกไม่อยากจะเจอหน้ามัน”
       เอกหน้าสลดลง       
       “มันน่ะใคร” ทองจันทร์ซัก
       เอกส่ายหน้า แต่ในใจครุ่นคิด
      
       วันต่อมาสนกับช้อยปรึกษากันต่อเรื่องเนียน
       “เสร็จแล้วจริงๆ นางเนียนเอ๊ย กูแปลกใจมานานว่าทำไมลูกกูหน้าเหมือนมึงทำไม ไอ้หนักต้องข่มขืนกูเจ็ดวันเจ็ดคืน”
       “ช้อยเลยพลอยฟ้าพลอยฝนรับกรรมไปด้วยเจ้าค่ะ”
       “เพราะมันรู้กลลวงของเรา มันเลยย้อนรอยเรา เอาพี่มันมาข่มขืนกู เสียรู้มันมานานแท้ๆ” สนแค้นใจ
       “ก้อต้องระวังไว้เหมือนกันนะเจ้าคะ ถ้ามันรู้ว่าเราเล่นงานน้องมันอีก มันอาจแฉโพยว่ามันเป็นพ่อของคุณหนูเทิดศักดิ์”
       “เท่าที่ฟังมันพูดมันยังไม่รู้ดอกว่าข้าท้องมีลูก อีเนียนมันก็เอาแต่จะพูดเรื่องของลูกมันที่ป่วยหนัก”
       “ก็ถือว่าโชคดีไป ว่าแต่คุณสนจะยึดตัวท่านขุนไว้เป็นประกันที่นี่นานเท่าใดเจ้าคะ”
       “อีกสามวันเท่านั้นก็จะถึงวันที่มันนัดหมายกัน พอตอนพี่ขุนสร่างเมาข้าก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้สงบจิตใจ ไม่กระโตกกระตากให้ไก่ตื่น ขืนมันรู้ตัว มันจะส่งข่าวบอกพี่มันไม่ให้มา พี่ขุนจะหาว่าข้ามดเท็จ”
       ช้อยกับสนวางแผนชั่วกันดิบดี
      
       ด้านเอกพยายามสบตาเนียนเหมือนอยากจะเตือนอะไร แต่เนียนเอาแต่ก้มหน้าเหมือนไม่มีความสุข
       “เอ้อ..คุณเนียนขอรับ”
       “เอ็งจะพูดอะไรกับเนียน ไม่ต้องพูดใดๆ ทั้งสิ้น ข้าอยากรู้ว่าทำไมพ่อเทพ ไม่กลับมาดูแลคนบ้านนี้บ้าง” ทองจันทร์แปลกใจ
       สนเดินเข้ามามีช้อยตามหลัง สองนางใจบาปยิ้มย่อง
       “สนมีข่าวจากพี่ขุนมาเรียนให้คุณแม่ทราบค่ะ”
       “พี่ขุนสบายดีรึ แม่สน” เรียมถาม
       “ค่ะ สบายดี พี่ขุนให้เรียนว่า จะกลับมาเรือนนี้ หลังจากแรมสิบห้าค่ำ ผ่านไปก่อนค่ะ”
       “ประหลาด ทำไมต้องให้ผ่านแรมสิบห้าค่ำก่อน ใครเข้าใจบ้าง” ทองจันทร์งวยงง
       “เรียมไม่เข้าใจดอกค่ะ แต่ช่างเถิด พี่เทพอยู่เรือนไหนก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงอย่าเมามาย”
       “พี่ขุนไม่เมามายแล้วค่ะ แต่กำลังใช้ความคิดเรื่องงานใหญ่ค่ะ” สนพูดกำกวม เป็นนัย
       “งานอะไร” ทองจันทร์สงสัย
       “พี่ขุนเท่านั้นที่ทราบ สนไม่อาจทราบได้ดอกค่ะ นายเอกจ๊ะ พี่ขุนต้องการพบนายเอกจ้ะ”
      
       เอกรับคำ แล้วออกไปกับสนและช้อย ทุกคนมองตามอย่างแปลกใจ



       หลายวันมานี้ ขุนภักดีเริ่มสร่างเมาลงไปบ้าง เพราะสนให้ดื่มน้อยลง เนื่องจากใกล้จะถึงวันแรมสิบห้าค่ำที่หนักนัดเจอเนียนเแล้ว ขุนภักดียืนคิดว่าตัวเองทำอะไ