กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร

ธราธร01.jpg
14-3-2013 11:03



สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร



ออกอากาศ : ทุกวันศุกร์ เวลา 20.25 น. และวันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
บทประพันธ์โดย : ณารา
บทโทรทัศน์โดย : ณัฐิยา ศิรกรวิไล
กำกับการแสดงโดย : กฤษณ์ ศุกระมงคล
ผลิตโดย : บริษัท เมคเกอร์ วาย จำกัด
ควบคุมการผลิตโดย : ยศสินี ณ นคร



รายชื่อนักแสดง



ธราธร รับบทโดย วรินทร ปัญหกาญจน์
ม.ล.ระวีรำไพ รับบทโดย รณิดา เตชสิทธิ์
ปวรรุจ รับบทโดย ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ
พุฒิภัทร รับบทโดย จิรายุ ตั้งศรีสุข
รัชชานนท์ รับบทโดย ธนิน มนูญศิลป์
รณพีร์ รับบทโดย เจมส์ มาร์
ม.ล.เกษรา รับบทโดย ณัฐวรา วงศ์วาสนา
ชินกร รับบทโดย สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล
หม่อมเอียด รับบทโดย จารุวรรณ ปัญโญภาส
ย่าอ่อน รับบทโดย ดวงตา ตุงคะมณี
อาทิตยรังสี รับบทโดย ทูน หิรัญทรัพย์
กัลยา รับบทโดย สุปราณี เจริญผล
โสภิตา รับบทโดย สวกร ติยะสวัสดิ์กุล
ดาราฉาย รับบทโดย ปัญพร ศรีสวัสดิ์
      
ครอบครัวเทพพรหม
ม.ร.ว.เทวพันธ์ เทวพรหม รับบทโดย ดิลก ทองวัฒนา
ม.ล.วิไลรัมภา รับบทโดย เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา
ม.ล.มารตี รับบทโดย โชติกา วงศ์วิลาศ
      
คนใช้บ้านเทวพรหม
แย้ม (อายุ 45) รับบทโดย นริสา พรหมสุภา
แหวว (อายุ 19) รับบทโดย อุษณีย์ พึ่งป่า
      
คนใช้บ้านจุฑาเทพ
ถนอม รับบทโดย กล้วย เชิญยิ้ม
สมศรี รับบทโดย ณัฐนี สิทธิสมาน
แจ๋ว รับบทโดย อังคณา แซ่หลี
      
คณะสำรวจ
เอ็ดเวิร์ด รับบทโดย โอลิเวอร์ พูพาร์ท
อีริค รับบทโดย กิจเกษม แมคแฟดเดน
พรานสม รับบทโดย ปราปต์ปฎล สุวรรณบาง
พรานอ่อนศรี รับบทโดย ประสาท ทองอร่าม
อุดม รับบทโดย เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์
ปิติ รับบทโดย ธิติพันธ์ สุริยาวิชญ
มานะ รับบทโดย ปราโมทย์ เทียนชัยเกิดศิลป์
แทน รับบทโดย วีระชัย หัตถโกวิท
มานิต รับบทโดย ตรีพล พรมสุวรรณ
      
นักแสดงรับเชิญ
หม่อมเจ้าวิชากร รับบทโดย ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี
ม.ร.ว.อุบลวรรณ รับบทโดย จินตหรา สุขพัฒน์
หม่อมช้องนาง รับบทโดย จริยา แอนโฟเน่
หม่อมหยก รับบทโดย ปิยวดี มาลีนนท์
โสภี รับบทโดย รัดเกล้า อมาระดิษ
ดาราฉาย รับบทโดย ไปรมา รัชตะ
ช้อย รับบทโดย วสันต์ อุตมะโยธิน
อาป๊า รับบทโดย ปริญญ์ วิกรานต์
อาม่า รับบทโดย วราพรรณ หงุ่ยตระกูล



เรื่องย่อ ละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร



       เส้นทางความรักของ ม.ร.ว. ธราธร จุฑาเทพ หรือ คุณชายใหญ่ ผู้สูงศักดิ์ ทายาทองค์โตของ หม่อมเจ้าวิชชากร แห่งวังจุฑาเทพ น่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่กลับกลายว่าเต็มไปด้วยความลับซ่อนเร้นภายในจิตใจ ฉุดรั้งด้วยพันธะสัญญาที่ผู้ใหญ่ระหว่างพระบิดาของเขา กับ ม.ร.ว.เทวพันธ์ เทวพรหม ญาติสนิทที่ต้องการให้เขาหมั้นหมายแต่งงานกับ ม.ล.เกษรา บุตรสาวคนโตของตระกูลเทวพรหม แต่หัวใจของคุณชายใหญ่กลับรั้งรอสาวน้อยคนหนึ่งที่มีอดีตในวัยเด็กร่วมกันมาเนิ่นนาน
      
       ม.ร.ว.ธราธร รู้ว่าคงหลีกหนีเรื่องการแต่งงานกับ ม.ล.เกษรา ไม่ได้แล้วทั้งๆ ที่ใจของเขาเหมือนมีเงาของ ม.ล.ระวีรำไพ หรือ มะปราง ญาติผู้น้องคอยตามเสมอ ด้วยวัยที่ห่างกันถึงเก้าปี และยังเป็นลูกศิษย์ ทำให้คุณชายใหญ่ไม่กล้าที่จะเปิดเผยในใจโดยหารู้ไม่ว่าหัวใจของญาติผู้น้องก็ไม่ได้แตกต่างจากเขาเลย เพียงแต่รู้ว่าไม่เหมาะสม เพราะผู้ใหญ่ได้วางตัวม.ล.เกษราไว้ให้พี่ชายใหญ่แล้ว
      
       และแล้วโอกาสที่จะพิสูจน์หัวใจของกันและกันก็มาถึงเมื่อ ศ.ม.ร.ว.อาทิตยรังสี บิดาของมะปราง อาจารย์วิชาโบราณคดี เป็นประธานโครงการสำรวจและขุดแต่งบูรณะโบราณวัตถุสถานเขาพระวิหาร ร่วมกับม.ร.ว.ธราธรและคณะ แต่ด้วยสุขภาพที่ทรุดโทรมของท่านชายอาทิตยรังสี ทำให้มะปรางไม่อยากให้บิดาไปทำงานเพียงลำพังโดยไร้คนดูแล จึงไปขอร้องคุณชายใหญ่ขอติดตามไปดูแลบิดาด้วย โดยจะปลอมตัวเป็นชาย เพื่อสะดวกในการเดินทาง เพราะคณะติดตามเป็นชายล้วนทั้งสิ้น
      
       คุณชายใหญ่เผลอรับปาก จึงเป็นเหตุวุ่นวายที่ทำให้อีกสี่คุณชายพี่น้องที่กลมเกลียวรักกันแห่งจุฑาเทพ  อันมี ม.ร.ว.ปวรรุจ, น.พ.ม.ร.ว.พุฒิภัทร หรือ ชายภัทร, ม.ร.ว.รัชชานนท์ หรือ ชายเล็ก และ ม.ร.ว.รณพีร์ หรือ ชายพีร์ เดือดร้อนใจไปด้วย โดยเฉพาะคุณชายปวรรุจที่เสนอให้ม.ล.เกษราแต่งตัวเป็นชายติดตามไปด้วยเพื่อจะได้ร่วมห้องพักกับมะปรางได้ และที่สำคัญเขาอยากให้พี่ชายใหญ่ได้ค้นหารักแท้ให้พบว่ารักชอบใครกันแน่จากการเดินทางไปสำรวจเขาพระวิหารครั้งนี้ด้วย
      
       คุณชายใหญ่จึงตัดสินใจชวนม.ล.เกษราคู่หมายในอนาคตให้ติดตามไปด้วย สร้างความตื่นเต้นดีใจให้กับเกษรามากเพราะตลอดชีวิตไม่เคยออกนอกบ้านไปไหนไกลๆ เลย จึงตอบตกลงทันที คณะทีมสำรวจจึงได้มุ่งเดินทางไปยังเขาพระวิหาร โดยมีคณะสำรวจชายเพิ่มมาอีกสองคนคือระวีกับก้องเกียรติซึ่งทำให้คุณชายธราธรใจเต้นไม่ปกติเพราะกลัวความลับจะแตก ถึงแม้การแต่งตัวจะพออำพรางสองสาวได้แต่การเดินทางเต็มไปด้วยความยากลำบากเกรงว่าสองสาวจะทนไม่ไหวแสดงความเป็นหญิงออกมาเสียก่อน
      
       ในคณะติดตามยังมีอาจารย์ชินกร จากคณะโบราณคดี และเอ็ดเวิร์ด ชาวต่างชาติ กรรมการมูลนิธิเพื่ออนุรักษ์โบราณวัตถุและโบราณสถานและคณะติดตามไปด้วย ซึ่งอาจารย์ชินกรเป็นอีกผู้หนึ่งที่สงสัยสองหนุ่มน้อยที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตา ถึงแม้คุณชายใหญ่จะยืนยันว่าเป็นลูกศิษย์ก็ตามที ทำให้สองสาวรู้สึกเกร็งเวลาอยู่ใกล้อาจารย์ชินกร ส่วนเอ็ดเวิร์ดกลับมองสองสาวเป็นผู้ชายที่น่าหมายปองเพราะเขามีรสนิยมชอบเพศเดียวกัน ยิ่งทำให้คุณชายใหญ่หนักใจทวีคูณ
      
       เมื่อถึงที่หมายคือปราสาทเขาพระวิหาร ทุกคนต่างลงมือทำงาน ด้วยความใกล้ชิดสนิทสนมดั้งเดิมของมะปรางกับคุณชายใหญ่ที่มีต่อกันฉันท์พี่น้องทำให้เกษราได้เห็นทั้งคู่สนิทชิดเชื้อกันเกินควร ทำให้เกิดความรู้สึกน้อยใจและเคืองมะปรางที่เวลาต่อหน้าแสดงความยินดีที่เกษราจะได้แต่งงานกับคุณชายใหญ่แต่พอลับหลังกลับตีท้ายครัว ทำให้เกษรามึนตึงอยากจะเดินทางกลับก่อน
      
       อาจารย์ชินกรจึงรั้งไว้และเมื่อได้ใกล้ชิดก็รู้สึกคุ้นหน้าก้องเกียรติมาก และแล้วเขาก็จำได้ว่าหน้าตาคลับคล้ายกับม.ล.เกษรา เจ้าของร้านขนมที่เขาเป็นขาประจำและเขาแอบหลงรักเกษรามาเนิ่นนานแต่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นไปไม่ได้เพราะมีคุณชายใหญ่จับจองเป็นเจ้าของแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าเป็นเกษราเพราะเธอคือกุลสตรีที่คงไม่อุตริปลอมเป็นชายเดินทางมาที่นี่เป็นแน่
      
       ก้องเกียรติไหวตัวทันจึงสวมรอยเป็นญาติของม.ล.เกษราทำให้รอดพ้นจากการจับผิดของอาจารย์ชินกรอย่างหวุดหวิด แต่นับจากนั้นอาจารย์ก็คอยเกาะติดก้องเกียรติเพื่อจะได้คุยเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกษราหญิงที่เขาหมายปอง จนทำให้ก้องเกียรติ เริ่มรู้สึกว่าเขาสนใจเกษรามากกว่าคนรู้จักเสียแล้ว จนกระทั่งก้องเกียรติถูกเอ็ดเวิร์ดลวนลามเพราะเข้าใจว่าเป็นผู้ชาย ยังดีที่อาจารย์ชินกรเข้ามาช่วยไว้ทัน และปกป้องเธออย่างลูกผู้ชายคนหนึ่งทำให้เกษราประทับใจมาก
      
       ฝ่ายคุณชายธราธรได้สำรวจโบราณวัตถุชิ้นสำคัญต่างๆบนเขาพระวิหาร เพื่อเตรียมขึ้นทะเบียนเรียบร้อย และตั้งใจจะเดินทางออกสำรวจปราสาทหลังอื่นๆ ที่อยู่ในป่าลึกเพื่อขึ้นทะเบียนเกรงว่าจะถูกลักลอบขนย้ายเสียก่อน ซึ่งก็มีมะปรางแอบติดตามไปด้วย และก็เป็นจริงอย่างที่คาดการณ์ไว้เมื่อคุณชายธราธรไปถึงพบพวกโจรกำลังทำการขนย้ายวัตถุโบราณไปเก็บไว้ที่เต็นท์ของตนกลางป่า เขาแอบไปเห็นเทวรูปและทับหลังชิ้นสำคัญมากมายในเต็นท์
      
       คุณชายธราธรซุ่มเห็นพวกโจรได้พาเอ็ดเวิร์ดมาเลือกโบราณวัตถุเพื่อส่งกลับฝรั่งเศส แต่แล้วพวกโจรก็จับได้ว่าคุณชายธราธรกับมะปรางแอบดูอยู่ เอ็ดเวิร์ดจึงสั่งให้ฆ่าปิดปาก ระหว่างวิ่งหนีได้เจอกับเกษราและอาจารย์ชินกรที่ออกเดินทางตามมาสมทบ และแล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อโจรตามทันและผลักมะปรางตกเขา ทำให้คุณชายธราธรได้รู้ใจตนเองเดี๋ยวนั้นว่าคนที่เขารักที่สุดในดวงใจคือมะปราง จึงกระโดดตามลงไปอย่างไม่เสียดายชีวิต ทำให้เกษราใจหายและรู้ว่าคุณชายธราธรรักมะปรางมากเพียงใด
      
       เหล่าโจรเห็นสองคนตกลงไปแล้วจึงเป็นจังหวะที่เกษรากับอาจารย์ชินกรหลบหนีเข้าป่าไปอย่างหวุดหวิด แต่เอ็ดเวิร์ดก็ยังต้องการให้ค้นหาศพของมะปรางกับคุณชายธราธรให้พบและให้ไล่ล่าเอาชีวิตของเกษราและอาจารย์ชินกรเพื่อปิดปากอีกด้วย เกษรากับอาจารย์ชินกรโชคร้ายที่หนีโจรไม่พ้นเพราะโจรชำนาญป่ามากกว่า โจรจึงตามถึงตัวก่อนเอ็ดเวิร์ดจึงรู้ความจริงว่าก้องเกียรติเป็นผู้หญิงจึงให้เกษราวิ่งหนีกระสุน แต่คนที่รับกระสุนแทนคืออาจารย์ชินกร และเหตุการณ์นี้ทำให้อาจารย์ชินกรรู้ความจริงว่าก้องเกียรติก็คือเกษราผู้หญิงที่เขาหลงรักนั่นเอง
      
       ฝ่ายสี่สิงห์พี่น้องแห่งจุฑาเทพเมื่อรู้ข่าวก็รีบออกเดินทางและติดต่อตำรวจผู้เกี่ยวข้องออกติดตามทันที คุณชายพีร์จึงได้มาช่วยอาจารย์ชินกรและเกษราไว้ได้ทัน ส่วนคุณชายที่เหลือต่างแยกย้ายตามหาคุณชายธราธรและมะปรางที่ตกเขาจนพบและรีบพามะปรางส่งโรงพยาบาลเพราะไข้ขึ้นสูงจากการตรากตรำรอนแรมในป่า ส่วนเอ็ดเวิร์ดและพวกกำลังหนีเข้าเขมรก็ถูกตำรวจจับกุมทันที
      
       ทุกคนกลับกรุงเทพฯ อย่างปลอดภัย ตามมาด้วยข่าวลือน่าอับอายที่สองราชนิกุลหญิงรอนแรมกับผู้ชายในป่าสร้างความอัปยศอดสูให้กับราชสกุล จนทำให้ ม.ร.ว.เทวพันธ์ บิดาของ ม.ล.เกษรา ต้องการเร่งรัดให้คุณชายธราธรแต่งงานกับเกษราทันที
      
       หม่อมเอียดผู้ใหญ่ทางคุณชายธราธร จึงเจรจาสู่ขอเกษราเพื่อให้เป็นไปตามพระประสงค์ของหม่อมเจ้าวิชชากรตั้งแต่ต้นด้วย แต่ก่อนงานหมั้นจะมีขึ้น คุณชายธราธรได้พบกับมะปรางเพื่อสารภาพรักเธออย่างหมดหัวใจ แต่เขาก็ต้องทำตามผู้ใหญ่เพื่อไม่ให้เกษราเสียหายที่ถูกทาบทามไว้ตั้งแต่แรก ถึงแม้เหตุการณ์นี้มะปรางน่าจะเป็นผู้เสียหายมากที่สุดเพราะพลัดหลงไปกับคุณชายธราธรแต่ด้วยน้ำใจงามของมะปรางยอมที่จะเป็นฝ่ายไปเรียนต่อที่อังกฤษและจะลืมเรื่องราวทุกอย่าง ทั้งคู่จึงต่างร่ำลาจากกันด้วยความอาลัย
      
       งานหมั้นได้ถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตแต่เมื่อถึงเวลาสวมแหวนเกษราตัดสินใจประกาศยกเลิกการหมั้น เพราะรู้ใจตนเองแล้วว่าคนที่เธอรักคืออาจารย์ชินกรและก็ไม่อยากจะพรากความรักระหว่างมะปรางกับคุณชายใหญ่ด้วย อาจารย์ชินกรจึงก้าวเข้ามารับผิดชอบแทน ทำให้คุณชายธราธรและคุณชายทั้งสี่รีบออกไปสนามบินทันทีเพราะมะปรางกำลังจะเดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษวันนี้เช่นกัน
      
       คุณชายธราธรและคุณชายทั้ง 4 ขับรถตามไปดักรถของมะปราง ระหว่างทางไปสนามบิน คุณชายธราธรสวมแหวนหมั้นให้มะปรางกลางถนนเป็นการจองไว้ก่อน คุณชายทั้ง 4 และคุณชายอาทิตย์ หม่อมกัลยา ยินดีกับรักของทั้งสองคน
      
       มะปรางออกเดินทางไปเรียนต่อประเทศอังกฤษด้วยหัวใจที่เป็นสุข และต่างก็ส่งจดหมายถึงกันและกันเป็นเครื่องผูกพันความรัก จนกว่ามะปรางจะเรียนจบและกลับมาแต่งงานตามหัวใจที่เรียกร้องมาเนิ่นนาน
      

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       ปี พุทธศักราช 2500 ช่วงเวลาใกล้ค่ำ ณ บริเวณปราสาทหินขนาดเล็กซึ่งตั้งอยู่กลางป่าอันเงียบสงัด
      
       เสียงของแข็งกะเทาะแผ่นหินดังทำลายความเงียบขึ้น โดยฝีมือของกลุ่มชาวบ้านเกือบสิบคน กำลังทำการงัดแงะชิ้นส่วนต่างๆ ของปราสาทหิน บางส่วนที่ไม่มีค่าถูกทิ้งไว้อย่างไม่ใยดี ชาวบ้านเข้าไปใช้เชือกคล้องหน้าบรรณที่โดนกะเทาะทรุดลงมากองอยู่ที่พื้น และแบกยกกันออกไปขึ้นรถ พร้อมกับชิ้นส่วนต่างๆ ของปราสาทอย่างระมัดระวัง ภายในเวลาไม่นานปราสาทที่สวยงามเหลือเพียงกองหินทับถมกันอย่างไร้ค่า
      
       ภาพซากปราสาทปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ฉบับวันที่ 2 พฤษภาคม พุทธศักราช 2500 พาดหัวข่าวเด่นหรา ความว่า “พบซากปราสาทโดนทำลาย”
       หนังสือพิมพ์ถูกพับลงโดย ม.ร.ว. ธราธร จุฑาเทพ หรือ คุณชายใหญ่ ทายาทองค์โตของ หม่อมเจ้าวิชชากร จุฑาเทพ แห่งวังจุฑาเทพ
       “ถนอมเตรียมรถ วันนี้ฉันมีสอนแต่เช้า”
       ธราธร มีใบหน้าเขร่งครึมด้วยความไม่สบายใจ สั่งถนอม ซึ่งเป็นคนสนิท
       “ครับคุณชายใหญ่”
       ถนอมรับคำแล้วรีบหันมาหยิบกระเป๋าทำงานของธราธรแล้วเดินออกไปทันที ธราธรหันมามองภาพซากปราสาทอีกครั้งด้วยความไม่สบายใจ แล้วก็ฉวยหนังสือพิมพ์เดินออกไปด้วยความร้อนใจกรุ่นอยู่นิดๆ
      
       ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านบนถนนสายหนึ่งซึ่งดูร่มรื่น สะอาดตา ชินกร อาจารย์พิเศษสาขาโบราณคดี เดินถือกระเป๋าทำงานมาอย่างสบายใจ
       รถธราธรแล่นเข้ามาจอดเทียบ ชินกรหันไปยิ้มให้ตามประสาคนมักคุ้น
       “สวัสดีครับคุณชายใหญ่"
       “สวัสดีครับ อาจารย์ชินกรจะไปท่าพระจันทร์หรือเปล่าครับ”
       “ไปครับ ผมมีสอนวิชาประวัติศาตร์คาบแรกเลยครับ”
       “ผมมีสอนวิชาการแปลตอนเช้าเหมือนกันครับ เชิญไปด้วยกันนะครับ”
       “ขอบคุณครับ”
       ชินกรเดินมาเปิดประตูรถเตรียมจะขึ้นไปนั่ง พลันสายตาเหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่ ชินกรเห็นพาดหัวข่าวแล้วสีหน้าวิตกขึ้นมาทันที
       “พวกล่าวัตถุโบราณออกอาละวาดอีกแล้วหรือครับ !!???”
      
       รถธราธรเข้ามาจอดที่หน้าคณะสังคมศาสตร์ ธราธรกับชินกรลงจากรถ พลางคุยกันต่อเรื่องที่คุยค้างไว้ ด้วยความไม่สบายใจ
       “ผมเห็นข่าวแล้วก็ไม่สบายใจ ตั้งใจว่าจะเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ ในฐานะนักโบราณคดีเราจะหาทางป้องกันยังไง ได้ข่าวมาว่าตอนนี้ทางยุโรปกับอเมริกาต้องการวัตถุโบราณจากประเทศในแถบเอเชีย เพราะเรายังไม่มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด”
       “คิดแล้วก็แปลก คนตะวันตกอยากได้ของของเรา แต่เรากลับเห่อวัฒนธรรมตะวันตกเหลือเกิน ท่านนายกเราก็ออกกฎหมายเยอะแยะให้ทำตามอย่างฝรั่ง อีกหน่อยวัฒนธรรมไทย การแต่งกายแบบไทยคงไม่มีเหลือ”
       ชินกรกับธราธรเดินคุยกันมาจากรถมุ่งไปที่คณะ
       “อาจารย์ชินกรพูดสมกับเป็นอาจารย์โบราณคดีจริงๆ” ธราธรยิ้มให้
       “จริงนะครับ โดยเฉพาะสาวๆสมัยใหม่แต่งตัวเปิ๊ดสะก๊าดขึ้นทุกวัน วันก่อนนึกศึกษาห้องผมใส่กระโปรงมินิสเกิร์ตเข้าห้องเรียน โอ๊ย! ผมเชิญออกเลย หลังจากนั้นได้ข่าวว่าถึงกับโดนคณบดีเรียกพบ..ไม่ไหวนับวันยิ่งสั้นขึ้นทุกที”
       ชินกรบ่นด้วยความหนักใจ ธราธรฟังแล้วก็ยิ้มๆ ชินกรหันมาถาม
       “แล้วนักเรียนห้องคุณชายหล่ะครับมีปัญหาแบบนี้บ้างหรือเปล่า ?”
       ธราธรนึกถึงนักเรียนในห้องเรียนของตัวเอง...
      
       เสียงกลองกลองพาเหรดดัง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ม.ล.ระวีรำไพ หรือ มะปราง บุตรสาวของของศ.ม.ร.ว.อาทิตยรังสี อาจารย์วิชาโบราณคดี ควงคฑานำหน้าขบวนพาเหรดในตำแหน่งดรัมเมเยอร์ไม้หนึ่ง ย่ำตามจังหวะกลองด้วยความคล่องแคล่ว และสวยสง่า
       ระวีรำไพอยู่ในชุดนักศึกษาสวยเรียบร้อย โดดเด่น แตกต่างจากเด็กสาวคนอื่น การซ้อมพาเหรดดำเนินไปอย่างเรียบร้อยท่ามกลางสายตาของนักศึกษา ที่จับจ้องมองด้วยความสนใจ ไม่ห่างออกไป ธราธรยืนอยู่ใต้ตึก มองดูขบวนพาเหรด สายตามองมาที่ระวีรำไพด้วยความเอ็นดู
       ระวีรำไพเดินควงคฑาท่วงทีสง่า โยน รับ ตวัด ฉวัดเฉวียนได้อย่างแคล่วคล่อง สมกับเป็นดรัมเมเยอร์สามปีซ้อน ระวีรำไพหันมาเห็นธราธรก็ยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มของคนที่คุ้นเคย และแฝงไว้ด้วยความพึงพอใจแกมขวยเขิน ธราธรยิ้มรับและยืนมองอยู่ห่างๆ
      
       รอยยิ้มนั้นทำให้ราชนิกุลรูปงาม นึกทวนหวนย้อนไปถึงครั้งในอดีต


  


       เมื่อ 16 ปีที่ผ่านมา ณ วังแสงอาทิตย์ ม.ล.ระวีรำไพ วัย 4 ขวบ หน้าตาตื่นๆ อายๆ ไม่ค่อยกล้า ยืนอยู่กลางห้องรับแขก อาทิตยรังสีเข้ามากุมไหล่ทั้งสองข้างอย่างอบอุ่นและยิ้มก่อนจะหันไปพูดกับแขกที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
      
       “ลูกสาวผมเอง..หม่อมหลวงระวีรำไพ...มะปราง..กราบสวัสดีคุณลุง หม่อมเจ้าวิชชากร กับพี่ชายใหญ่ หม่อมราชวงศ์ธราธร จุฑาเทพสิลูก”
       ระวีรำไพยกมือไหว้ เขินๆ
       “สวัสดีค่ะ”
       ท่านชายวิชชากรรับไหว้ยิ้มให้อย่างเอ็นดู
       “สวัสดีจ้ะ ชายใหญ่จำน้องได้หรือเปล่า”
       ธราธรในวัย 14 ปี ยิ้มให้ระวีรำไพ
       “จำได้ครับ 4 ปีก่อนผมเคยมาเยี่ยมน้องตอนเพิ่งเกิด ก่อนน้องจะย้ายตามคุณอาไปอังกฤษ”
       อาทิตยรังสีพยักหน้าฟังด้วยความชื่นชมในความจำ และความสุขุมของธราธรที่ดูโตเกินตัว ระวีรำไพพูดซื่อๆ
       “พี่ชายใหญ่จำปรางได้ แต่ทำไมปรางจำพี่ชายใหญ่ไม่ได้คะคุณพ่อ”
       อาทิตยรังสี ท่านชายวิชชากร ถึงกับขำเบาๆ ธราธรอมยิ้มนิดๆ
       “ก็ตอนนั้นปรางยังเป็นเด็กแบเบาะอยู่เลยนี่ลูก”
       ระวีรำไพพยักหน้าเข้าใจ ท่านชายวิชชากรหันมาทางธราธร
       “ชายใหญ่...น้องเพิ่งกลับตามคุณอากลับมาจากอังกฤษ ตอนนี้ยังไม่มีเพื่อน พ่อจะให้ชายใหญ่มาคอยเป็นพี่เลี้ยง เป็นเพื่อนเล่นกับน้องได้หรือเปล่า”
       “ได้ครับ” ธราธรยิ้มรับก่อนจะหันมาทางระวีรำไพ
       “น้องปรางชอบเล่นอะไรครับ” ธราธรถามอย่างอ่อนโยน
      
       ชุดน้ำชาเด็กเล่นของอังกฤษวางอยู่บนโต๊ะเด็กเล่น ระวีรำไพนั่งอยู่ท่ามกลางตุ๊กตาหวานแหวว มี
       ธราธรนั่งไม่เข้าพวกอยู่ตรงกลาง ธราธรมองไปรอบๆ ยิ้มแหยๆ
       ระวีรำไพรินทำท่ารินน้ำชาใส่แก้ว แล้วส่งให้ธราธร
       “ดื่มชาก่อนนะคะพี่ชายใหญ่”
       ธราธรมองในแก้วที่วางเปล่าอย่างงงๆ
       “ชา?”
       “ใช่ค่ะ ชาของอังกฤษ ปรางกับแองเจอร่า” ระวีรำไพชูตุ๊กตาที่อุ้มอยู่ให้ดู “เป็นคนชงเองนะคะ พี่ชายใหญ่ลองดื่มดูสิคะ หอมชื๊นใจ !!”
       ธราธรมองอีกที ก็เห็นแก้วว่างเปล่า แล้วก็ทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะทำยังไงดี ระวีรำไพอ้อนอีก
       “นะค๊า..นะคะ...ดื่มเลยค่ะ ถ้าดื่มหมด น้องปรางมีรางวัลให้ .. นะคะ..นะคะ..”
       ระวีรำไพรอด้วยสายตาเว้าวอน ธราธรคิดแล้วก็ตัดสินใจ..อะ..เล่นด้วยก็ได้ แล้วก็ยิ้มก่อนจะยกแก้วเปล่าขึ้นดื่มเล่นกับน้องไปด้วย ดื่มเสร็จแล้วก็ยิ้ม
       “หมดแล้วครับ ชื่นใจจริงๆด้วย”
       ระวีรำไพยิ้มกว้าง แล้วก็ยื่นหน้ามาจุ๊บแก้มธราธร
       “รางวัลค่ะพี่ชายใหญ่”
       ธราธรยิ้มแอบเขินนิดๆ
      
       ธราธรดึงตัวเองกลับมา และกำลังยืนสอนวิชาการแปลอยู่หน้าห้องเรียนคณะสังคมศาสตร์ นักศึกษานั่งเรียนอย่างตั้งใจ ระวีรำไพนั่งอยู่กลางห้อง สวยโดดเด่นกว่าใครอื่น
       ระวีรำไพนั่งเรียนไป มองหน้าธราธรไป ยิ้มนิดๆ แอบปลื้มอยู่ในใจ แววตาที่ระวีรำไพมองมายังธราธรซ่อนความรู้สึกดีๆ ไว้อย่างมากมายอย่างเด็กสาวที่แอบชอบชายในฝัน เป็นความรู้สึกที่ตราตรึงในใจมาตั้งแต่ครั้งวัยเด็ก ที่ผุดขึ้นในห้วงคำนึงของหญิงสาวอีกคราครั้ง
      
       ระวีรำไพในวัยเด็ก หันมาพูดกับตุ๊กตา
       “พี่ชายใหญ่ชอบชาของเราด้วยล่ะแองจี้...พี่ชายใหญ่ดื่มอีกนะคะ”
       ระวีรำไพทำท่ารินชาให้อีก แล้วก็วางจานเปล่าไว้ข้างๆ
       “มีคุ้กกี้ด้วย ปรางทำเอง ทานคู่กับน้ำชาอร่อยที่สุดในโลก”
       ธราธรมองจานเปล่า แล้วก็เงยหน้ามองระวีรำไพที่ยิ้มหน้าบ๊องแบ๊ว ในอาการลุ้นๆ เขาจึงหันมาที่จานแล้วทำท่าหยิบคุ้กกี้ ทำท่ากิน
       “อร่อยที่สุดในโลกจริงๆ ด้วยครับ”
       ระวีรำไพร้องเสียงสดใส
       “เย้ ดีใจจังเลย พี่ชายใหญ่ชอบต้องทานเยอะๆนะคะ”
       ว่าแล้วระวีรำไพก็รินน้ำชาพร้อมทั้งหยิบจานขนมเปล่ามาวางไว้ให้อีก ธราธรหยิบมากิน แล้วก็ดื่มน้ำชาในจินตนาการเล่นตามน้องไปด้วย ระวีรำไพยิ้มสดใส รู้สึกถูกใจพี่ชายคนนี้อย่างมากมาย
      
        เสียงธราธรดังขึ้น...
       “น้องปราง...น้องปราง...น้องปรางครับ !!”
       ระวีรำไพในปัจจุบันนั่งเหม่อและสะดุ้งสุดตัว หันไปตามเสียงเรียก
       “คะ..พี่ชายใหญ่ เอ่อ...อาจารย์หม่อม”
       ธราธรยิ้มไม่ถือสา
      
       “นั่งเหม่อไปถึงไหน หรือว่าพี่สอนน่าเบื่อจนหลับใน”


  


       นักศึกษาคนอื่นกำลังทยอยออกจากห้องเรียน บริเวณรอบๆไม่มีนักศึกษายืนอยู่ในระยะใกล้มากนัก ธราธรจึงพูดคุยกับระวีรำไพด้วยสรรพนามที่คุ้นเคย
      
       “ไม่ใช่นะคะ ปรางแค่...นึกถึงการบ้านที่อาจารย์หม่อมให้วันนี้ มันเยอะมาก จนคิดว่าต้องทำไม่ทันส่งแน่ๆค่ะ”
       ทันใดนั้นเสียงโสภิตา ทายาทเจ้าของโรงเรียนสอนทำผมแต่งหน้าชื่อดังของประเทศ กับ ดาราฉาย บุตรสาวเจ้าของห้องเสื้อชื่อดังระดับประเทศ เพื่อนสนิทของระวีรำไพดังแทรกขึ้นมาพร้อมกัน
       “ใช่ค่ะ”
       ธราธรหันไปตามเสียงเห็นสองสาวที่นั่งอยู่เก้าอี้หน้าระวีรำไพ ลุกขึ้นแล้วมาร่วมวงสนทนา ดาราฉายนั้นเป็นสาวเนิร์ดไม่ค่อยแต่งตัว ส่วนโสภิตาเป็นสาวเปรี้ยวแต่งตัวจัดแต่ยังดูดีมีชาติตระกูล ทั้งสองคนดู
       ไม่เข้ากันอย่างแรง
       “มะปรางพูดถูกค่ะ หนูก็มึนกับการบ้านเหมือนกันค่ะ” ดาราฉายฟ้อง
       “อาจารย์หม่อมขา..รายงานที่ต้องส่งศุกร์นี้ เลื่อนไปเป็นอาทิตย์หน้าได้มั๊ยคะ หนูแปลไม่ทัน” โสภิตา ยิ้มแห้งๆ หัวเราะแหะๆ
        ธราธรตอบโดยไม่เสียเวลาคิด
       “ไม่ได้ครับ”
       โสภิตาหุบยิ้มแทบไม่ทัน ธราธรพูดต่อน้ำเสียงจริงจังพร้อมรอยยิ้มเย็นๆ
       “ต้องส่งวันศุกร์เช้าก่อนเริ่มเรียน ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของทุกคน ต้องตั้งใจให้มาก ห้ามต่อรอง!”
        “ค่า...”
       สามสาวตอบเสียงอ่อน ธราธรหันมาทางมะปราง
       “น้องปรางครับ”
       “คะ” ระวีรำไพรีบรับคำนึกว่าจะโดนดุ
       “ไม่ทราบว่าเย็นพรุ่งนี้คุณอาว่างหรือเปล่า ? พี่จะแวะไปเยี่ยมท่านสักหน่อย”
       “ท่านไม่ได้บอกว่าจะไปไหนนะคะ”
       “พี่ฝากเรียนท่านว่าเย็นพรุ่งนี้จะแวะไปเยี่ยม..พี่จะไปเรียนเชิญท่านมาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับชายภัทร กับชายเล็ก ที่กำลังกลับมาจากอังกฤษ”
       ทันทีที่ธราธรพูดจบ..โสภิตาก็สวนขึ้นมาอย่างตื่นเต้น
       “คุณชายพุฒิภัทร กับ คุณชายรัชชานนท์กำลังจะกลับจากอังกฤษ”
       ธราธรตกใจหันมามองโสภิตางงๆ ดาราฉายเสริมด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้กัน
       “ถ้าอย่างนั้น...5 คุณชายแห่งวังจุฑาเทพก็จะกลับมาอยู่กันครบแล้วสิคะ”
       โสภิตา กับดาราฉายหันมามองหน้ากัน
       “ข่าวใหญ่แน่ๆ”
       “ขอตัวไปกระจายข่าวก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”
       “สวัสดีค่ะ”
       โสภิตากับดาราฉายไหว้ลาธราธร รีบวิ่งออกไปด้วยอาการคันปาก ระวีรำไพอึ้งๆกับอาการของเพื่อน ได้แต่หันมายิ้มแห้งๆ
       “ปรางต้องขอโทษแทนโสภิตากับดาราฉายด้วยนะคะ”
       “ไม่เป็นไร...พี่รู้ดีว่าน้องๆพี่เป็นยังไง..สาวๆเมืองกรุงเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีก็แล้วกัน”
       ธราธรพูดติดหัวเราะนิดๆ แล้วก็นึกถึงน้องชายตัวแสบที่กำลังจะมาถึงประเทศไทยในอีกไม่นาน
      
       หม่อมเจ้าวิชชากร จุฑาเทพ มีภรรยาทั้งหมดสามคน คือ ม.ร.ว.อุบลวรรณ ภรรยาใหญ่ มีบุตรชายสองคนคือ ม.ร.ว.ธราธรและม.ร.ว.รณพีร์ หม่อมคนที่สองคือ หม่อมช้องนาง มารดาของคุณชายปวรรุจ เป็นต้นห้องประจำตัวของม.ร.ว.อุบลวรรณ หม่อมคนที่สามคือหม่อมหยก มารดาของคุณชายพุฒิภัทรและคุณชายรัชชานนท์ แต่งงานเพราะเป็นหุ้นส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าสัวบิดาของหม่อมหยกร่วมหุ้นอยู่หลายปี เจ้าสัวจึงตอบแทนหุ้นส่วนสำคัญด้วยการยกบุตรสาวให้เป็นหม่อมอีกคนของหม่อมเจ้าวิชชากร ทั้ง 4 คน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งเมื่อเดินทางไปทอดกฐิน คุณชายทั้ง 5 คน เติบขึ้นมาด้วยการดูแลของ หม่อมเอียด พระมารดาของหม่อมเจ้าวิชชากร กับย่าอ่อน น้องสาวของหม่อมเอียด และในเวลาต่อมา ทุกชีวิตในวังจุฑาเทพอยู่ภายใต้การดูแลของธราธร พี่ชายคนโต
      
       พุฒิภัทร รัชชานนท์ และ รณพีร์ เดินมาตามทางมุ่งหน้าไปด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินดอนเมือง ทั้งสามหนุ่มหนุ่มหล่อ ดูเที่ในสายตาของทุกตนที่พบเห็น พุฒิภัทร ซึ่งเรียนจบศัลยกรรมสมอง เดินตรงกลางมาดนิ่งๆ ดูสุขุมมากที่สุด รัชชานนท์ เรียนจบวิศวโยธา เดินขนาบข้างขวา อยู่ในชุดที่ดูลุยๆลำลองกว่าคนอื่น เดินมาสบายๆ สายตาไม่ว่อกแว่กมาก แต่ไม่นิ่งเท่าพุฒิภัทร
       ส่วนทางด้านซ้ายของพุฒิภัทรเป็นรณพีร์ จบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและโรงเรียนการบิน แต่งตัวดูทันสมัยกว่าคนอื่น สายตากวาดหว่านเสน่ห์ไปตลอดทาง ทั้งสามคนโดดเด่นเป็นที่น่ามองมากกว่าคนอื่นในพื้นที่นั้น
       สาวๆลอบมองมาตามทาง โดยเฉพาะสาวแอร์โฮสเตสมองแล้วยิ้มให้รณพีร์ยิ้มรับ และเดินตรงเข้าไปหาโดยไม่ปรึกษาพี่ๆ พุฒิภัทรปรายตาไปเห็นก็หันมาทางรัชชานนท์
       “ชายเล็ก”
       รัชชานนท์หันมาเห็นว่ารณพีร์หายไป ก็รู้ทันที รัชชานนท์ส่ายหน้า
       “ชายพีร์...อีกแล้ว”
       รัชชานนท์เดินตามรณพีร์ออกไป สักพักก็เดินกลับมาพร้อมกับจิกรณพีร์ติดมือกลับมาด้วย รณพีร์ยิ้มกว้างสดใส พร้อมกับชูผ้าเช็ดหน้าให้พี่ๆสองคนดู
       “ชื่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์ นี่ถ้าชายเล็กไม่รีบไปตามผมกลับมา ผมคงได้ที่อยู่มาด้วย” รณพีร์ยิ้มทะเล้น พุฒิภัทรส่ายหน้า
       “ชายพีร์..เลิกหว่านเสน่ห์ให้สาวๆได้แล้ว ลืมแล้วหรือไงว่าพี่ชายใหญ่กับชายรุจรออยู่”
       “ไม่ลืมหรอกครับ แต่กว่าจะรอกระเป๋า รับกระเป๋า ก็ใช่ว่าจะเร็ว ผมก็แค่หาเพื่อนคุยฆ่าเวลาระหว่างรอ”
       “แต่ครั้งนี้พี่ชายรุจมาจัดการด้วยตัวเอง นายคิดว่าพวกเราจะต้องรอ หรือไง”
      
       รัชชานนท์พูดเตือนสติด้วยความรู้ทันน้องชายคนสนิท และรู้นิสัยพี่ชายคนรอง


  


       กระเป๋าเดินทางเก๋ไก๋ใบโตวางเรียงรายอยู่สิบกว่าใบ พร้อมกับกล่องใส่ของที่ผ่านการแพคมาอย่างดีมีตราประจำตระกูลติดอยู่ กระเป๋าถูกจัดวางไว้สามกอง
      
       ม.ร.ว. ปวรรุจ จุฑาเทพ นักการทูต ประจำกระทรวงต่างประเทศ ยืนนับและตรวจสอบกับกระดาษในมืออย่างคล่องแคล่วขึงขังสมกับเป็นผู้ประสานงานชั้นเยี่ยม
       “กระเป๋าชายภัทร 5 ใบ ชายเล็ก 6 ใบ ของชายพีร์ 10 ใบ”
       ปวรรุจหันมาทางธราธรที่ยืนอยู่ข้างๆ
       “ครบถ้วนแล้วครับพี่ชายใหญ่”
       “ขอบใจชายรุจมากที่เป็นธุระประสานกับทางสนามบิน ทำให้เราเข้ามารับกระเป๋าได้ก่อน”
       “งานที่สถานทูตทำให้ต้องติดต่อกับทางสนามบินบ่อยน่ะครับ ก็เลยพอจะมีเพื่อนอยู่บ้าง พี่ชายใหญ่จะให้ผมขนกระเป๋าออกไปเลยหรือเปล่าครับ”
       “ไม่เป็นไร..รอให้สามคุณชายจอมเถลไถลออกมาก่อน ไม่รู้หลงไปถึงไหน เครื่องลงตั้งนานแล้ว ยังเดินมาไม่ถึงกันสักที”
       ธราธรบ่นตามประสา ปวรรุจเหลือบไปเห็นพอดีก็พูดขึ้น
       “เดินมาโน่นแล้วครับ”
       ปวรรุจพยักเพยิดไปทางสามหนุ่มที่กำลังเดินมา ธราธรหันมองตามสายตาของปวรรุจไปจนเจอเป้าหมาย
      
       พุฒิภัทร รัชชานนท์ รณพีร์ เดินยิ้มกว้างมาหาปวรรุจและธราธร
        “สวัสดีครับพี่ชายใหญ่”
       พุฒิภัทร รัชชานนท์ยกมือไหว้ รณพีร์ถลาเข้ามากอดอย่างซี้
       “ฮัลโหลบิ๊กบอส !! คิดถึงพี่ชายใหญ่ที่สุดเลยครับ”
       ธราธรตบหลังอย่างแรง แอ่กๆ ก่อนจะดันตัวออกห่างอย่างรู้ทัน
       “น้อยๆหน่อยชายพีร์ เราเพิ่งไปไม่ถึงเดือน ทำมาเป็นคิดถึง ที่สำคัญเราแค่ไปเที่ยว ทำไมกระเป๋าถึงได้เยอะกว่าพี่ๆ ชายภัทรเรียนอยู่ตั้ง 15 ปียังมีแค่ 5 ใบ ขนซื้ออะไรมาหนักหนา”
       “เครื่องบินจำลองอีกตามเคย” ปวรรุจบอกอย่างมั่นใจ
       “โห..พี่ชายรุจรู้ใจผมที่สุด”
       รัชชานนท์แทรก
       “พี่ชายรุจก็รู้ใจเราทุกคนนั่นแหละ”
       “ใช่ ขนาดไม่เคยเห็นกระเป๋ามาก่อน ยังรู้เลยว่าของใครเป็นของใคร
       พุฒิภัทรสนับสนุน แล้วเดินมามองกระเป๋าที่วางไว้สามกอง แล้วก็ชูนิ้วให้
       “ยอดเยี่ยมมาก”
       ปวรรุจยิ้มรับอย่างถ่อมตัว ธราธรตัดบท
       “พี่ว่าเรารีบเดินทางกันได้แล้ว หม่อมย่ากำลังรอพวกนายอยู่ โดยเฉพาะย่าอ่อนของนายพีร์ ร้องให้คร่ำครวญคิดถึงหลานมาเป็นอาทิตย์แล้ว !!! ไปยังไม่ทันจะถึงเดือน ไม่รู้จะคิดถึงอะไรหนักหนา”
       ธราธรพูดถึงย่าอ่อนด้วยความขบขันอยู่ในที
      
       หน้าเรือนหม่อมเอียด ย่าอ่อนวิ่งถลาออกมาพร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความคิดถึงเสียเต็มประดา
       “หลานรักของย่า กลับมาแล้ว”
       พุฒิภัทร รัชชานนท์ ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
        “ย่าอ่อนสวัสดีครับ”
       ย่าอ่อนวิ่งผ่านคุณชายทั้งสอง พุ่งไปหารณพีร์หลานสุดที่รัก เข้าไปกอดทันที
       “ชายพีร์..... โอ๊ย ย่าดีใจจริงๆ ไปเสียตั้งนาน ย่าคิดถึ๊ง..คิดถึง”
       พี่ชายทั้งสี่คน ได้แต่มองหน้ากันแล้วก็ขำอย่างรู้กัน ธราธรหันไปคุยกับพุฒิภัทร
       “ชายภัทรไปเรียน 15 ปี ชายเล็กไปเรียนเกือบ 10 ปี ยังไม่คิดถึงเท่าชายพีร์ไปเที่ยวไม่ถึงเดือน”
       รณพีร์ได้ทีรีบประจบประแจงตามถนัด
       “ผมก็คิดถึงย่าอ่อนเหลือเกินครับ ขอหอมให้หายคิดถึงหน่อยนะครับ”
       รณพีร์พูดพลางระดมหอมแก้มย่าอ่อนมุบมับ ยิ่งอ้อน
       “วุ้ย เบาๆพ่อ แก้มย่าช้ำหมด”
       ย่าอ่อนทำเป็นฟาดต้นแขนรณพีร์ ด้วยความเขินอาย และเอ็นดู
       “ก็ผมคิดถึงนี่ครับ คิดถึงคุณย่าแล้วก็คิดถึงฝีมือตำน้ำพริกลงเรือที่ไม่มีใครสู้ได้ พี่ชายรุจหัดมาตั้งหลายปี ทำกี่ทีก็อร่อยสู้ฝีมือย่าไม่ได้”
       ปวรรุจยิ้มนิดๆรับ อย่างรู้ทันมุกน้องชาย พุฒิภัทรเอียงหน้ามากระซิบ
       “เตรียมตัวกินน้ำพริกลงเรือติดต่อกันอีก 2 เดือนได้เลย”
       พุฒิภัทรกับปวรรุจขำกันคิกคัก ย่าอ่อนได้ทีปรายตามามองปวรรุจแล้วก็เชอะใส่
       “เชอะ มันแน่อยู่แล้ว ใครจะมาสู้ฝีมือชาววังอย่างย่าได้” แล้วก็หันมายิ้มแย้มกับรัชชานนท์ และพุฒิภัทรต่อ “นี่ชายภัทร ชายเล็ก..วันนี้ย่าเตรียมอาหารที่หลานๆชอบเอาไว้แล้วนะ ไม่ได้กินอาหารฝีมือย่ามาหลายปี วันนี้จะได้กินจนหายคิดถึง”
        “ขอบคุณครับคุณย่า” ทั้งสองคนตอบรับ
       “เรารีบขึ้นเรือนกัน หม่อมย่ารอหลานๆอยู่แล้ว”
      
       ย่าอ่อนรีบชักชวนด้วยความตื่นเต้น

      
       หม่อมเอียดนั่งอยู่บนตั่งกลางเรือนด้วยความสง่างาม คุณชายทั้ง 5 นั่งเรียงกันและก้มลงกราบอย่างสวยงาม ย่าอ่อนนั่งยิ้มน้ำตารื้นๆ อยู่ไม่ห่าง รณพีร์เดินเข่าเข้ามาหาหม่อมเอียดและกราบลงบนตักอีกครั้ง ก่อนจะโอบแขนรอบเอว ท่าทีออดอ้อน
      
       หม่อมเอียดลูบศรีษะเบาๆด้วยความเอ็นดู รณพีร์ค่อยคลายกอดและถอยออกมา เปิดทางให้พุฒิภัทร กับ รัชชานนท์เดินเข่าเข้าไปกราบที่ตักหม่อมเอียดทีละคน
       ธราธรและปวรรุจมองแล้วก็ยิ้มนิดๆ ด้วยความซาบซึ้งใจ และดีใจ ย่าอ่อนควักผ้าออกมาซับน้ำตาที่คลอเบ้า
       “ชายภัทร ชายเล็ก ชายพีร์ การเดินทางเป็นยังไง ราบรื่นดีมั๊ย” หม่อมเอียดถามเสียงสั่นๆด้วยความตื้นตัน
        “เรียบร้อยดีครับหม่อมย่า เราแวะที่โรม การาจี ก่อนจะตรงมากรุงเทพ” พุฒิภัทรเล่า
       “เรียนจบกันมาคราวนี้ ไม่ต้องไปไหนไกลๆนานๆให้ย่าคิดถึงอีกแล้วนะ”
       “ครับ”
       พุฒิภัทร รัชชานนท์ ยิ้มรับคำ
        “ย่าอ่อนเตรียมอาหารเต็มโต๊ะไว้คอยท่า ลงมือเข้าครัวเองเชียว กว่าหลานๆจะมาถึง ต้องอุ่นแล้วอุ่นอีก รายนั้นกลัวว่าอาหารจะไม่ร้อน ไม่อร่อยเต็มที่ ..”
       หม่อมเอียดพยักเพยิดไปทางย่าอ่อนที่ยิ้มรับไม่เถียง
       “หิวกันหรือยัง” หม่อมเอียดถามหลานๆ
       “ตอนเดินทางมาก็หิว พอถึงบ้านก็ตื่นเต้นจนลืมหิว แต่พอได้กลิ่นอาหารหอม และรู้ว่าย่าอ่อนลงมือทำเอง ท้องร้องจ๊อกเลยครับ” รัชชานนท์เอาใจ
       “เอาไว้ให้ได้ชิมก่อนเถอะพ่อ แล้วค่อยชม .. อีกหน่อย พอได้ชิมฝีมือเมีย ขี้คร้านจะลืมฝีมือย่า”
        ย่าอ่อนดักคอ พร้อมกันส่งค้อนวงใหญ่ รณพีร์รีบท้วง
       “โอ้ย อย่าเพิ่งพูดเรื่องนั้นเลยครับ พวกเราเพิ่งจะกลับมาได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาห้าคนพี่น้อง ขอเที่ยวให้ช่ำปอดสักสองสามปี แล้วค่อยคิดเรื่องแต่งงาน”
       “สอง สามปี นานไป !! ย่าไม่รอ อย่าลืมนะว่าท่านพ่อของชายทั้งหลาย...”
       หม่อมเอียดสวนเสียงเข้ม ปรายตาไปมองรูปของท่านชายวิชชากรที่ติดอยู่ผนังไม่ไกลนัก
       “มีความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวเทวพรหม และก่อนที่ท่านจะสิ้นชีพิตักษัยท่านประสงค์สิ่งใดไว้”
       หม่อมเอียดย้ำเสียงเข้ม ย่าอ่อนพยักหน้ารับว่าใช่ๆ คุณชายทั้งห้ามองหน้ากัน ธราธรเป็นคนพูดแทนน้องๆ
       “ท่านพ่อประสงค์ให้เราหนึ่งในจุฑาเทพ แต่งงานกับธิดาของตระกูลเทวพรหม !!!”
       ธราธรตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ
        
       ณ วังเทวพรหม ซึ่งครั้งหนึ่งหรูหราอลังการณ์ บัดนี้กลายเป็นวังที่เก่าซอมซ่อ ประตูไม้หน้าวังที่อยู่ในอาการล่อแล่จวนจะหักมิหักแหล่ ประตูไม้ดังออดแอดเวลาโดนลมพัด
       เกษราบุตรสาวคนโตของม.ร.ว.เทวพันธ์ ซึ่งเรียนจบแค่มัธยมปลาย มีฝีมือการบ้านการเรือน ทำอาหาร ขนมเก่งมาก เป็นเสาหลักให้ครอบครัวรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด หลังจากที่บิดาทำกิจการต่างๆ ล้มเหลว จึงเปิดกิจการร้านขายขนมไทยหน้าบ้าน รับจ้างร้อยพวงมาลัย บายศรี กิจการดีมาก ทะยอยจัดเรียงถาดขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทองที่เรียงเหลืองอร่ามเต็มถาด หันไปสั่งผู้ช่วย
       “ป้าแย้มยกไปวางเรียงหน้าร้านได้เลยจ้ะ”
       “ค่ะคุณเกษ”
       แย้มยกถาดขนมออกไป เกษราหันมาจับเส้นฝอยทองเป็นแพเรียงด้วยความชำนาญ
      
       ป้ายร้าน “ขนมหวาน วังเทวพรหม” ติดอยู่ข้างอีกประตูของกำแพงวังที่ต่อเติมออกมาเป็นร้านขนม
       เล็กๆมีแต่หน้าร้าน ไม่มีที่ให้นั่งทาน แย้มเรียงขนมถาดใหม่ เสริมกับถาดเดิมที่ร่อยหรอ เกษราเดินมาสมทบพร้อมกับถาดขนมอีก 2 ถาดใหญ่ในมือ แย้มหันมาเห็นก็รีบทักท้วง
        “คุณเกษไม่ต้องยกออกมาหรอกค่ะ เดี๋ยวป้ายกออกมาเอง”
        “ไม่เป็นไรจ้ะ สองถาดสุดท้ายแล้ว ช่วยกันคนละไม้คนละมือ”
       เกษราพูดพร้อมกับรอยยิ้มอย่างไม่ถือตัว แย้มรีบมารับถาดขนมนำมาเรียงไว้ เกษรามองขนมที่วางอยู่ด้วยความหวัง
       “ถ้าขายขนมชุดนี้หมดก็ดี จะได้มีเงินพอไปซ่อมประตูวัง คุณพ่อบ่นมาหลายเดือนแล้ว”
       แย้มได้ยินแล้วคันปากอดสอดไม่ได้
       “แหม..แต่ขนมคุณเกษขายก็หมดทุกวัน ถ้าคุณท่านไม่ขอเงินคุณเกษไปทำอย่างอื่น ป่านนี้ซ่อมประตูเสร็จไปนานแล้วค่ะ”
       เกษรามองแย้มแกมตำหนิด้วยสายตาที่พูดถึงบิดาในทางไม่ดี แย้มรู้ตัวรีบให้เหตุผล
       “ก็จริงนะคะ แย้มสงสารคุณเกษ ทำงานหนักหาเงินอยู่คนเดียว คนอื่นในเทวพรหมไม่เห็นจะเดือดร้อน”
       “จะด้วยเหตุผลอะไร ก็ไม่ควรพูดแบบนี้ อย่าลืมสิ หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง ถ้าคนอื่นมาได้ยิน แล้วเอาไปพูดต่อ คุณพ่อจะเสียหาย”
       “ขอโทษค่ะ” แย้มก้มหน้าจ๋อยๆ แล้วก็ตบปากตัวเอง “ป้ามันปากไวไปหน่อย”
       เกษราถอนใจเบาๆด้วยความเข้าใจ แหวว สาวใช้เดินเข้ามา พร้อมกับรายงานเกษราด้วยความตื่นเต้น
       “คุณเกษคะ....คุณท่านให้มาเชิญไปพบ บอกว่ามีธุระสำคัญมากค่ะ”
       เกษราหันไปมองอย่างแปลกใจ
      
       “ธุระอะไร ?”


  


       มารตี น้องสาวคนรองของเกษรา เรียนจบพยาบาล ทำงานโรงพยาบาลของรัฐ และ วิไลรัมภา น้องสาวคนเล็ก ซึ่งยังเรียนอยู่ โพล่งออกมาด้วยความตื่นเต้น
      
       “งานดูตัวที่วังจุฑาเทพ !!”
       มารตีอยู่ในชุดลำลองเปรี้ยวปรี๊ด ส่วนวิไลรัมภาอยู่ในชุดนักศึกษาปีหนึ่ง ชุดเรียบร้อย แต่หน้าผมอย่างสวยไม่แพ้กัน ส่วนเกษรายืนอยู่ข้างๆดูจืดไปสนิทเมื่ออยู่กับน้องสาว
       “มารตี รัมภา พูดจาน่าเกลียด หม่อมย่าเอียดท่านจัดงานต้อนรับให้คุณชายหลานท่าน ไม่ใช่มาจัดงานดูตัวของสองครอบครัวอย่างที่คิด” เกษราตำหนิ
       “รัมภาพูดตามคุณพ่อ ถ้าพี่เกษว่ารัมภาพูดจาน่าเกลียด ก็เท่ากับว่าคุณพ่อด้วยนะคะ” วิไลรัมภายอกย้อนด้วยใบหน้าใสซื่อ
       เทวพันธุ์ที่ยืนถือกรอบรูปเก่า เป็นรูปท่านชายวิชชากรกับตัวเองกำลังยืนกอดคอกันอยู่อย่างสนิทสนมถึงกับสะดุ้ง เกษราพูดเรียบๆ
       “แต่คุณพ่อพูดว่า สองครอบครัวจะมาแนะนำตัว ไม่ใช่ดูตัว”
       มารตีแทรกแทน
       “จะแนะนำตัว หรือ ดูตัว มันก็ความหมายเดียวกัน ใครๆก็รู้ว่าตระกูลเทวพรหม กับตระกูลจุฑาเทพ ใกล้ชิดสนิทสนมกันตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ และหนึ่งในเรา หรือ เราทั้งสามคนจะต้องแต่งงานกับคุณชายแห่งจุฑาเทพ”
       “มารตีพูดถูก...”
       เทวพันธุ์พูดพลางมองรูปในมือ
       “ก่อนท่านชายวิชจะสิ้น ท่านเป็นคนเอ่ยปากขอลูกสาวพ่ออย่างน้อย 1 คน ให้กับลูกชายของท่าน เพราะฉะนั้น..ในวันงานก็ไปเลือกกันเอาเองว่าชอบใจใคร”
       เทวพันธุ์พูดออกมาอย่างสบายใจ ไม่คิดเป็นเรื่องเสียหาย ทำให้มารตีกับเกษรายิ้มร่า แต่เกษรากลับก้มหน้านิดๆไม่เห็นด้วย แต่ไม่กล้าแย้ง
       “ทางโน้นเขามี 5 คน ทางเรามี 3 คน ไม่ว่ายังไงลูกสาวพ่อก็ต้องได้แต่งงานกับคุณชายแห่งวังจุฑาเทพอย่างน้อย 1 คน!!”
       เทวพันธุ์พูดด้วยความหวังเต็มเปี่ยม
      
       หม่อมเอียดนั่งอยู่บนตั่งใหญ่ นั่งจิบชาไม่ห่างจากโต๊ะกินข้าวที่ห้าคุณชายนั่งกินอาหารอยู่
       “ถูกต้องที่สุด !! 5 ต่อ 3 ไม่ว่ายังไงก็ต้องได้แต่ง !!” ย่าอ่อนบอกทุกคน “สามสาวแห่งเทวพรหม สวย น่ารักทุกคน ชายภัทร ชายเล็กไม่ได้เจอกันนานคงจำหน้าน้องๆไม่ได้ แต่ไม่ต้องห่วงในงานเลี้ยงจะได้เจอหน้ากันครบทุกคน”
       รณพีร์ถามด้วยความสนใจเป็นคนแรก
       “คุณย่าคิดว่าใครน่ารักที่สุดครับ”
       “น่ารักสำหรับย่าและเหมาะกับชายพีร์ ก็เห็นจะเป็น น้องนุชสุดท้อง หม่อมหลวงวิไลรัมภา เพิ่งจะได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เก่งแสนเก่ง อายุน้อยกว่าชายพีร์กับชายเล็กไม่เท่าไหร่ น่าจะเหมาะสมกันดี”
       รณพีร์กับรัชชานนท์หันมามองหน้ากัน
       “ฉันยกให้ ... ฉันหาได้ดีกว่านี้”
       รัชชานนท์พูดเบาๆ ยิ้มมั่นใจมากๆ รณพีร์ยิ้มรับด้วยความเต็มใจ
       “หม่อมหลวงวิไลรัมภา...”
       รณพีร์ยิ้มกรุ่มกริ่ม...ชักอยากจะเห็น
      
       วิไลรัมภายิ้มเพ้อ
       “ส่วนของรัมภา ขอตีตราจองหม่อมราชวงศ์รณพีร์เท่านั้น .. นายเรืออากาศประจำหน่วยรบพิเศษกองทัพอากาศไทย น้องคนสุดท้ายแห่งวังจุฑาเทพ ก็ควรคู่กับน้องสุดท้องแห่งเทวพรหม”
       เกษราลอบกรอกตาเอือมระอา กับความแก่แดดของน้องสาว วิไลรัมภาหันมาทางมารตี
       “ส่วนหม่อมราชวงศ์รัชชานนท์...วิศวกรหนุ่มเพิ่งจบจากอังกฤษ อีกไม่นานคงเข้ารับราชการในกระทรวงใหญ่โต พี่มารตีก็รับไปแล้วกัน ดูเหมาะสมกันดี”
       มารตีลุกขึ้นพร้อมกับเชิดหน้า
       “ไม่! เพราะพี่หมายตาหม่อมราชวงศ์พุฒิภัทร แพทย์ด้านศัลยกรรมประสาท ฝีมือการผ่าตัดยอดเยี่ยม แถมยังจบจาก Guy Hospital อันโด่งดังของอังกฤษ สมบูรณ์แบบแบบนี้ถึงจะเหมาะสมกับ หม่อมหลวงมารตี เทวพรหม”
      
       มารตีเชิดหน้าอย่างมั่นใจ


  


       พุฒิภัทรพูดออกมาอย่างมั่นใจ
      
       ”คงจะเป็นไปได้แค่ในความฝันน่ะครับ”
       ย่าอ่อนชักสีหน้า
       “อ้าวววว..ทำไมชายภัทรพูดแบบนั้น มารตีเป็นถึงพยาบาลโก้หร่าน เราเองก็เป็นหมอ เหมาะสมกันที่สุด”
       “แต่หมอก็ไม่จำเป็นต้องคู่กับพยาบาลเสมอไปนะครับ อาจจะเป็นอาชีพอื่นก็ได้”
       พุฒิภัทรตั้งข้อสังเกตจากเหตุและผล ไม่ได้พูดด้วยความก้าวร้าวหรือสักแต่จะขวางผู้ใหญ่ หม่อมเอียดถึงกับวางมือจากหมากพลู หันมาดักคอ หลังจากเงียบฟังน้องสาวจ้ออยู่คนเดียว
       “ก็จริง..จะอาชีพไหนไม่ว่า แต่ต้องมีเกียรติ์ มีชาติตระกูลเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ไปคว้าพวกเต้นกินรำกินมาเป็นเมีย..ย่าไม่ยอม !”
       ห้าคุณชายถึงกับมองหน้ากันว่างานเข้า ย่าอ่อนรีบเสริม
       “เห็นด้วยกับคุณพี่ ผู้หญิงสมัยนี้ดีๆเพียบพร้อมเหมาะสมกับเราหายากเต็มที กลับมาต่อที่สาวๆเทวพรหมดีกว่า”
       ย่าอ่อนนั่งไล่อีกที
       “วิไลรัมภากับชายเล็ก หรือ ชายพีร์...มารตีก็กับชายภัทร ต่อไปก็...”
       ย่าอ่อนมองแล้วก็สะดุดที่หน้าปวรรุจ ที่ยิ้มนิดๆ ย่าอ่อนเชิดใส่แล้วก็หันไปมองธราธร
       “ชายใหญ่”
       รณพีร์ทักขึ้น
       “อ้าว แล้วพี่ชายรุจล่ะครับ”
       “ไม่เกี่ยว สัญญานี้ทำกันระหว่างเทือกหงษ์กับหงษ์ พวกครึ่งหงษ์ครึ่งกา ไม่นับ”
       ปวรรุจสะอึกนิดๆ ถึงจะไม่ถือสาแต่ก็แอบจุก คุณชายทั้งสี่มองปวรรุจด้วยความเห็นใจ ปวรรุจยิ้มรับพยายามไม่คิดมาก หม่อมเอียดตำหนิ
       “แม่อ่อน...พูดเกินไป”
       ย่าอ่อนหน้าเสีย แต่ทำเป็นไม่สน
       “ก็น้องพูดจริงนี่คะ .. เอาล่ะกลับมาที่ชายใหญ่แห่งวังจุฑาเทพ...”
       ธราธรปั้นหน้าไม่ค่อยถูก ย่าอ่อนพูดด้วยความมั่นใจ
       “คนที่เหมาะสมที่สุดก็เห็นจะมีแต่...”
      
       วิไลรัมภาพูดต่ออย่างมั่นใจที่สุด
       “พี่เกษคนเดียวเท่านั้น !”
       เกษราสะดุ้งนิดๆ หน้าเลิ่กลั่กไม่ยอมรับ มารตีรีบเดินมาเสริม
       “เราสองคนไม่ขอแย่งชิง ใส่พานยกให้เลยค่ะ”
       “ใช่ คุณชายใหญ่ ผู้แสนเงียบขรึม ดุ โหด แบบนั้น รัมภาขอถอนตัว” วิไลรัมภาเสริมทันที
       เทวพันธุ์ฟังแล้วก็หันมาถามเกษรา
       “เกษว่าไง พ่อเห็นไปมาหาสู่กับชายใหญ่อยู่บ้าง ถ้าชายใหญ่ขอแต่งงานขึ้นมา พร้อมหรือเปล่า”
       เกษราสะดุ้งด้วยความตกใจ
       “เร็วไปมั้งคะคุณพ่อ เกษกับพี่ชายใหญ่รู้จักกันแค่ผิวเผิน”
      
       ย่าอ่อนยุ ธราธรที่นั่งไม่สบายใจอยู่
       “ก็ทำให้รู้จักกันมากขึ้นสิ จะรอช้าอยู่ทำไม”
       ธราธรอึกอัก
       “ตอนนี้ผมงานค่อนข้างยุ่งน่ะครับ ไม่มีเวลาไปเยี่ยมเยียนน้องเกษมากนัก”
       หม่อมเอียดสั่ง
       “ชายใหญ่ก็ต้องหาเวลาให้น้อง จะมัวแต่ทำงานไม่ได้ ผู้หญิงดีๆอย่างเกษราไม่ได้จะหาง่ายๆ ทั้งงานบ้านงานเรือน กริยามารยาท สมกับเป็นผู้ดีชาววัง ถ้าชอบพอกัน ย่าจะได้พูดคุยทาบทาม หาฤกษ์หายามแต่งงานให้มันเป็นเรื่องเป็นราว”
      
       ธราธรอึดอัดพูดไม่ออก น้องๆมองหน้าธราธรด้วยความเห็นใจ


  


       มารตี กับ วิไลรัมภาร้อนตัว
      
       “ถ้าพี่เกษแต่งกับคุณชายใหญ่ ก็ถือว่าสัญญาที่จะให้ทายาทจุฑาเทพแต่งงานกับทายาทเทวพรหมก็เป็นอันสำเร็จ”
       วิไลรัมภาถาม
       “แล้วเราสองคนล่ะค่ะ”
      
       ย่าอ่อนยิ้มร่า ตอบอย่างมีความสุข
       “ก็แต่งได้อีก!!”
       คุณชายทั้งสี่งงๆ
       “ในสัญญาไม่ได้ระบุว่าให้แต่งแค่คนเดียว ถ้าชายภัทร ชายเล็ก หรือชายพีร์ ถูกใจมารตีหรือรัมภาก็สามารถแต่งได้อีก แต่งทั้ง 3 คู่เลยก็ได้”
       คุณชายราชนิกุลทั้งสี่คนมองหน้ากันเหวอๆ ปวรรุจพูดเย้าเบาๆ พลางยิ้ม
       “โชคดีนะ...ฉันรอดแล้ว”
       ปวรรุจยิ้มโล่ง
      
       มารตี กับ วิไลรัมภายิ้มกว้าง!
       “ดีค่ะ...รัมภาจะได้เตรียมตัวให้สวยที่สุด เพื่อทำให้พี่ชายพีร์ประทับใจ”
       “ส่วนพี่..ไม่ต้องทำอะไรมาก คุณชายคงแก่เรียนอย่างพี่ชายภัทรก็คงจะสะดุดตาสะดุดใจได้โดยง่าย” มารตียิ้มมั่นใจ
       เทวพันธุ์หันมาทางเกษรา
       “ส่วนเกษ ก็ต้องทำให้คุณชายใหญ่ยอมแสดงท่าทีออกมาให้ได้ว่าคิดยังไงกับลูก...รู้หรือเปล่า”
       เกษราปั้นหน้าไม่ถูก แสนจะอึดอัด ขัดกับจิตใจของตัวเอง
      
       ธราธรเองก็อยู่ในอาการเดียวกับเกษรา
       “ผมทราบครับ ในฐานะพี่คนโต ผมต้องเป็นคนแรกที่รับผิดชอบต่อคำสัญญาของท่านพ่อ แต่ผมเองยังไม่รู้จักน้องเกษดีพอ เลยยังตอบไม่ได้ว่าเธอคือคนที่ผม....ชอบหรือเปล่า”
       น้องๆ มองธราธรด้วยความเข้าใจ ย่าอ่อนถอนใจนิดๆ ด้วยความขัดเคืองใจ ที่ไม่ได้ดั่งใจ หม่อมเอียดมองหน้าธราธรแล้วก็ถามอย่างสุขุม
       “ชายใหญ่...ย่าของถามตามตรง..เรามีหญิงอื่นอยู่ในใจหรือเปล่า”
       คำถามของหม่อมย่าพุ่งตรงดิ่งไปที่หัวใจคุณชายใหญ่
      
       ธราธรนิ่งอึ้งยังตอบไม่ได้ น้องๆหันมามองรอคำตอบ

      
       ระวีรำไพอยู่ในชุดลำลอง เสื้อยืดตามสมัย สวมกางเกงขาสั้นเหนือเข่า รวบผมเรียบร้อย โขลกเครื่องแกงมัสมั่นอยู่ในครัวอย่างทะมัดทะแมงและคล่องแคล่ว
      
       เสียงอุปกรรณ์กระทบกันบ่งบอกถึงความชำนาญในการทำอาหาร ไม่ใช่มือสมัครเล่น จากนั้นก็แกะสลักผักสด ทำน้ำกระท้อนลอยมะลิ และผัดไส้เตรียมทำสาคูไส้หมู ระวีรำไพทำอาหารอย่างมีความสุข มีป้าน้อยและดาวเรือง คอยเป็นลูกมืออย่างห่างๆ
       อาทิตยรังสีเดินเข้ามาในครัว มองยิ้มๆ
       “แค่พี่ชายใหญ่แวะมาเยี่ยม ลูกพ่อถึงกับลงครัวเองเชียวรึ”
       ระวีรำไพกำลังผัดไส้สาคูอยู่อย่างทะมัดทะแมง หันมายิ้ม และยกกระทะขึ้น น้อยรีบเข้ามารับกระทะไป
       “คุณพ่อขา..ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย ปรางแค่เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้รู้ว่าฝีมือตัวเองเป็นยังไง เพราะทำให้คุณพ่อทาน คุณพ่อก็ชมเอาใจปราง คราวนี้ทำให้พี่ชายใหญ่ทาน ปรางจะได้ขอความเห็นว่าฝีมือปรางดีพอจะอวดแขกได้หรือยัง”
       “ถามพี่ชายใหญ่ก็ได้คำชมเหมือนกับพ่อนั่นแหละ บางทีเอาใจยิ่งกว่าเสียอีก รายนั้นเคยขัดใจหนูที่ไหน”
       ระวีรำไพยิ้มเขินนิดๆ น้อยกับดาวเรืองกำลังปั้นสาคูเตรียมนึ่งอยู่ไม่ห่าง สองคนมองหน้าแล้วก็ยิ้มให้กันเห็นด้วยกับสิ่งที่อาทิตยรังสีพูดทุกประการ
       “แล้วนี่เตรียมทำอะไรอยู่ หอมฟุ้งเชียว”
       “ปรางเตรียมน้ำกะท้อนลอยดอกมะลิไว้ต้อนรับ หอมเย็นอมเปรี้ยวนิดๆ หวานชื่นใจ กับสาคูไส้หมูปรางเพิ่งผัดไส้ ป้าน้อยกับดาวเรืองกำลังเตรียมนึ่ง พอพี่ชายใหญ่มาถึงจะได้ทานร้อนๆ รองท้องก่อนจะทานอาหารเย็นค่ะ”
       อาทิตยรังสียิ้มปลื้มใจ ยื่นมือมาจับศรีษะระวีรำไพด้วยความเอ็นดู
       “ดีมาก..เตรียมการได้ดีมาก พ่อไม่กวนแล้วดีกว่า หนูจะทำอะไรก็ตามสบาย พ่อขอไปเตรียมตัวรับแขกก่อน นี่คงจะได้เวลามาแล้ว”
       เสียงรถแล่นดังเข้ามาในครัว อาทิตยรังสีพูดขึ้น
       “พูดถึงก็มาพอดี”
       ระวีรำไพตาเป็นประกาย ใจเต้นแรงขึ้นมาทันที พยายามจะข่มใจ แต่ก็ยังอมยิ้มตื่นเต้นไม่ได้
      
       ประตูวังถูกเปิดออก ธราธรเดินเข้ามาอย่างสง่า คนรับใช้ทำความเคารพ และเดินนำไป ธราธรเดินตาม ผ่านโถงใหญ่เข้าไปในห้องทำงาน อาทิตยรังสียืนรออยู่
       “สวัสดีครับคุณอา” ธราธรยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
       อาทิตยรังสีรับไหว้
       “สวัสดี เชิญนั่งก่อนครับ”
       ทั้งสองคนเดินไปนั่งที่โต๊ะรับรอง อาทิตย์รังสีถามธราธร
       “เห็นมะปรางบอกว่า คุณชายภัทรกับคุณชายเล็กเดินทางกลับมาแล้ว”
       “ครับ กลับมาเมื่อวาน หม่อมย่าประสงค์จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับหลานๆ ที่วังไม่ได้มีงานมานานแล้ว ท่านตั้งใจจะจัดใหญ่และฝากให้ผมมาเรียนเชิญคุณอากับคุณอากัลยาครับ”
       “ได้สิ ว่าแต่จะจัดวันไหนหล่ะ” อาทิตยรังสีถามด้วยความสนใจ
      
       เย็นนั้นภายในวังแสงอาทิตย์ ระวีรำไพเดินนำน้อยกับดาวเรืองที่ถือถาดใส่สาคูและน้ำกะท้อนมาคนละหนึ่งชุดมาที่หน้าห้องทำงาน หญิงสาวเดินมาด้วยความตื่นเต้น แต่พยายามเก็บกริยาไว้ เธอเดินมาหยุดที่หน้าห้อง รวบรวมใจไม่ให้เต้นแรง และเคาะประตูเบาๆ
       “ขออนุญาตค่ะ”
       ระวีรำไพค่อยๆเปิดเข้าไปอย่างมีมารยาท เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ พยายามไม่ตื่นเต้น น้อยกับดาวเรืองเดินตาม ธราธรค่อยๆหันมา พอเห็นระวีรำไพก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ระวีรำไพยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อม
       “สวัสดีค่ะพี่ชายใหญ่”
       ธราธรลุกขึ้นรับไหว้
       “สวัสดีครับน้องปราง”
       “พี่ชายใหญ่ลองชิมน้ำกะท้อนลอยมะลิ กับสาคูไส้หมู ปรางทำเองนะคะ”
       ดาวเรืองวางถาดอาหารให้ธราธร ส่วนน้อยวางถาดอาหารให้อาทิตยรังสี และทั้งสองก็เดินออกไปอย่างสำรวม ธราธรยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ก่อนจะพูดด้วยความพอใจ
       “ชื่นใจจริงๆ ทั้งรส ทั้งกลิ่น เข้ากันได้ดี”
       ระวีรำไพยิ้มกว้าง และรอฟังผลของสาคู ธราธรลังเลไม่กล้าทานก่อนเจ้าของบ้าน อาทิตยรังสีรู้ใจหยิบส้อมมาจิ้มสาคูเข้าปาก เคี้ยวจนรู้รสแล้วก็เอ่ยปากชม
       “สาคูก็อร่อยมากๆเลยลูก”
       ระวีรำไพยิ้มรับน้อยๆ แล้วก็รีบหันมาฟังคำตอบจากธราธร เขาจิ้มสาคูเข้าปาก เคี้ยวอย่างพิจารณา ระวีรำไพลุ้น ธราธรกลืนลงคอแล้วก็หันมาตอบหน้านิ่งๆ
       “สาคู...”
       ระวีรำไพลุ้น
       “อร่อยมากๆเลยครับ”
       ธราธรยิ้มนิดๆ ระวีรำไพยิ้มกว้างดีใจ อาทิตยรังสีมองแล้วก็แซว
       “พ่อชมไม่เห็นจะยิ้มกว้างเท่ากับที่พี่ชายใหญ่ชมเลย”
       “ก็คุณพ่อชมบ่อยแล้วนี่คะ”
       ธราธรยิ้มๆ
       “ถ้าอย่างนั้น พี่ต้องไม่ชมบ่อย น้องปรางจะได้ไม่ชิน”
       ระวีรำไพเบ้หน้า โอดครวญ
       “จริงเหรอคะ...”
       ธราธรยิ้มเอ็นดู
       “พี่พูดเล่น...”
       ระวีรำไพยิ้มออกมาได้
       “มีน้องสาวอยู่คนเดียว ถ้าไม่ชมน้องสาวตัวเองแล้วจะให้ไปชมใคร”
      
       ระวีรำไพหุบยิ้มลงนิดนึง ตรงคำว่า “น้องสาว”


  


       อาทิตยรังสีหันไปเห็นก็รู้ใจธิดา หันมาชวนธราธรเฉไฉพูดเรื่องอื่น
      
       “ส่วนเรื่องที่คุยค้างไว้ อาคิดว่าไม่น่ามีปัญหา ว่าแต่งานจะเริ่มกี่โมง”
       ระวีรำไพตาโตวาว
       “งานอะไรคะ” เธอลืมตัวแทรกขึ้น แล้วก็นึกได้รีบสำรวม “ขอโทษค่ะ ปรางลืมตัวไปหน่อย แหะๆ”
       ระวีรำไพยิ้มแห้งๆ
       “ไม่เป็นไรจ้ะ พี่ตั้งใจจะขออนุญาตคุณอาชวนปรางไปด้วยอยู่แล้ว งานเลี้ยงต้อนรับชายภัทรและชายเล็กที่วังจุฑาเทพ หม่อมย่าจะจัดในวันศุกร์นี้เวลาประมาณทุ่มครึ่ง น้องปรางไปร่วมงานได้หรือเปล่าครับ”
       ระวีรำไพยิ้มกว้าง ตาเป็นประกาย จะตอบตกลง แล้วก็นึกได้ว่าต้องขออนุญาตพ่อก่อน เธอเลยต้องยั้ง
       ปากไว้ และหันมาส่งสายตามาถามพ่อด้วยอาการออดอ้อนอยู่ในที อาทิตยรังสีพยักหน้าอนุญาต ระวีรำไพยิ้มเป็นประกายพร้อมกับหันมาตอบธราธร
       “ได้ค่ะ ปรางไปได้ค่ะ!”
       ระวีรำไพตอบด้วยความดีใจ ธราธรยิ้มรับดีใจเหมือนกัน อาทิตยรังสีลอบมองทั้งสองคนด้วยความพึงพอใจอย่างรู้ทุกอย่างแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากเฝ้ามองอยู่ห่างๆ
      
       ค่ำนั้นภายในวังจุฑาเทพ...ปวรรุจทำหน้าที่จัดการเครื่องดื่มอย่างคล่องแคล่ว เสียงน้ำแข็งกระทบแก้วเจียรนัยดังกังวาน ปวรรุจยกแก้วมาเสิร์ฟให้พี่ๆน้องๆที่นั่งล้อมอยู่ที่โต๊ะใหญ่กลางห้องโดม ธราธรนั่งอยู่ที่ประจำ ด้านหนึ่งประกบด้วยพุฒิภัทร อีกด้านหนึ่งว่างเพราะเป็นที่ของปวรรุจ ถัดจากปวรรุจเป็นรณพีร์ และรัชชานนท์ ซึ่งนั่งติดกับพุฒิภัทร
       “อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานเลี้ยงแล้ว สาวๆ เทวพรหมคงจะเตรียมมาเปิดตัวในงานแน่ เห็นทีพวกเราจะหนีกันไม่รอด” รัชชานนท์เปิดบทสนทนา
       ระหว่างที่คุยกันอยู่ ปวรรุจเดินเสิร์ฟเครื่องดื่มอย่างคล่องแคล่วและเต็มใจ รณพีร์โพล่งออกมา
       “เราต้องรีบหาคู่ควงมางาน ! อย่างน้อยคราวนี้ขอให้รอดตัวไปก่อน” เขามองพี่ๆ “เดี๋ยวผมจัดการให้ อีกสองวันจะพาสาวๆมาให้พี่ๆคัดตัว”
       รณพีร์ยิ้มระรื่น พุฒิภัทรรีบบอก
       “ของพี่ไม่ต้อง เพราะไม่ว่าจะมีคู่ควงหรือไม่มี พี่ไม่มีวันยอมโดนบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงที่พี่ไม่รัก”
       รัชชานนท์หันมากระซิบกระซาบกับรณพีร์
       “ถ้าเหตุผลนี้ สงสัยพี่ชายภัทรคงไม่มีวันได้แต่ง”
       รัชชานนท์กับรณพีร์หันมาชนแก้วกัน พร้อมหัวเราะคิกคักเข้าขากันได้เป็นอย่างดี ปวรรุจถือแก้วใบสุดท้ายแล้วเดินมานั่งข้างธราธร
       “พี่ชายใหญ่ล่ะครับ ต้องการให้ชายพีร์หาคู่ควงให้หรือเปล่า หรือว่าพี่ชายใหญ่มีคู่ควงอยู่แล้ว”
       ธราธรตอบคิดๆ
       “ไม่มี และ ไม่ต้องการ...พี่มาคิดดูบางที คุณเกษอาจจะเหมาะสมกับพี่ก็ได้ พี่ไม่ควรปิดโอกาส หรือปฎิเสธ คุณเกษเป็นคนดี หน้าตาก็สะสวย เก่งการบ้านการเรือน ใครได้เป็นภรรยาถือว่าโชคดี”
       รัชชานนท์ตาโตวาว
       “ถ้าพี่ชายใหญ่แต่งกับคุณเกษจริงๆ...”
       รณพีร์ต่อ
       “พวกเราก็รอด”
       รัชชานนท์กับรณพีร์ร้องออกมาพร้อมกัน
       “เฮ !”
       ธราธรรีบปราม
       “ให้ถึงเวลานั้นแล้วค่อยดีใจน้องชาย พี่พูดว่า...อาจจะ เพราะฉะนั้นยังไม่มีอะไรแน่นอน”
       ปวรรุจน์ หันมาทางธราธร
       “พี่ชายใหญ่บอกว่าใครได้คุณเกษเป็นภรรยาถือว่าโชคดี แล้วพี่ชายใหญ่...อยากเป็นคนโชคดีคนนั้นหรือเปล่า”
       ธราธรฟังแล้วก็อึ้ง นิ่ง ตอบไม่ได้เช่นกัน
      
       เช้าวันใหม่ภายใน วังเทวพรหม เกษราตอบเสียงราบเรียบ ใบหน้าไม่ร่าเริงนัก
       “เกษคงไม่มีวาสนาหรอกค่ะ บางทีคุณชายภัทรอาจจะพึงใจมารตี หรือคุณชายพีร์พึงใจวิไลรัมภา แต่พี่ชายใหญ่คงไม่สนใจเกษ”
       เกษราตอบอย่างเจียมตัว แล้วก็หันไปทำขนมต่อ แย้มที่กำลังจัดของอยู่หน้าร้านถึงกับหันมาแย้ง
       “ทำไมพูดแบบนั้นล่ะคะ คุณเกษของป้าสวยจะตาย ถึงปากไม่แดงแจ๊ดเหมือนคุณมารตี ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่สวยนี่คะ”
       เกษราหัวเราะเบาๆกับคำชม พร้อมกับส่ายหน้านิดๆ ไม่ยอมรับอยู่ดี จนแย้มต้องวางมือรีบเข้ามาถาม
       “ป้าว่า คุณเกษไปตัดชุดใหม่สักชุดดีมั้ยคะ สำหรับใส่ไปงาน”
       “ตัดชุดทีก็เป็นร้อย ผ้าเนื้อดีๆเมตรละหลายตังค์ ของนอกก็เมตรละเกือบห้าสิบ สู้เอาเงินไปทำประตูดีกว่า เกษว่าจะใส่ชุดเก่าของมารตีไปค่ะ”
       แย้มรีบค้าน
       “ไม่ได้นะคะไม่ได้ งานนี้คุณเกษต้องสวยสู้น้องๆให้ได้นะคะ คุณชายใหญ่จะได้รู้ว่าเธอคิดผิดที่ไม่รีบส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอ”
       แย้มยิ้มเต็มที่ เกษรายิ้มอายๆ แต่ไม่ยอมตอบรับ แย้มคะยั้นคะยอ
       “เรื่องประตูเอาไว้ก่อน เดี๋ยวพอเราปิดร้านแล้วไปซื้อผ้า แล้วก็ไปร้านตัดผ้านิภาหน้าปากซอยตลาดบางรัก มีคนบอกว่าตัดเก่งมาก ป้าจะขอให้คุณนิภาตัดให้สุดฝีมือ คุณเกษจะได้สวยที่สุดในงาน นะคะคุณเกษ ครั้งนี้ป้าขอร้อง”
      
       เกษราจำต้องพยักหน้ารับ


  


       เย็นนั้น เกษราเดินอยู่กับแย้มที่ตลาดขายผ้า
      
       “เดี๋ยวเกษไปดูผ้าที่ร้านโน้นนะคะ ป้าแย้มไปซื้อของที่จะทำขนมพรุ่งนี้ แล้วเราไปเจอกันที่หน้าตลาด”
       “ค่ะ แต่คุณเกษห้ามเปลี่ยนใจ ต้องหาผ้าไปตัดชุดให้ได้นะคะ แย้มนัดคุณนิภาที่ร้านตัดเสื้อไว้แล้ว”
       “ค่ะ...แต่ถ้าแพงเกินงบ เกษไม่ตัดนะคะ จะใส่ชุดเก่าของมารตี”
       “โธ่...คุณเกษ”
       เกษราไม่สนใจฟังต่อ หันหน้าเดินไปที่ร้านผ้าเลย แย้มได้แต่มองตามด้วยความสงสารเกษรา
      
       ในร้านผ้า มีผ้าวางเรียงรายอยู่มากมาย เกษราเดินเลือกอยู่เลือกแล้วเลือกอีก จนมาเจอผ้าพับหนึ่งที่
       ถูกใจ กำลังจะหยิบมาดู เธอไม่ทันระวังกระเป๋าถือร่วงลงพื้น
       “อุ้ย...”
       กระเป๋าหล่นอยู่ที่พื้น ของร่วงกระจายออกมา เกษราส่ายหน้านิดๆในความซุ่มซ่ามของตัวเอง แล้วก็ก้มลงเก็บของใส่กระเป๋าถือ ทันใดนั้นเองชินกรก็เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ไม่ห่าง เขามองซ้ายมองขวา หาผ้าที่
       ตรงกับตัวอย่างผ้าที่อยู่ในมือ แล้วก็เจอผ้าที่ม้วนพับไว้บนชั้น ตรงกับที่เกษรานั่งเก็บของอยู่พอดี
       “เจอแล้ว”
       ชินกรพุ่งเข้ามาหยิบผ้าที่อยู่บนชั้น แต่ด้วยความลื่นของเนื้อผ้าทำให้กองผ้าอื่นๆที่วางทับกันอยู่หล่นลงมาทั้งกอง และบังเอิญ ร่วงลงมาใส่เกษราที่นั่งอยู่พอดิบพอดี เกษราเงยหน้าขึ้นด้วยสัญชาตญาณแล้วก็ตกใจ เห็นกองผ้ากำลังร่วงลงมา เนื้อผ้าซาตินเบาหวิวแผ่ออกและครอบลงบนตัวเธอราวกับตั้งใจ เกษราร้องด้วยความตกใจ
       “ว้ายยยยย!!”
       ชินกรหันไปเห็นก็ร้องออกมาพร้อมกัน
       “เอ้ยยย !!”
       เกษราตกใจ ลุกพรวดขึ้น ปาดป่ายมือจะเอาผ้าออกจากตัว
       “ว้ายยย ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย !”
       ชินกรงงอยู่ ไม่รู้จะทำยังไง ไม่กล้าจับตัว
       “คุณผู้หญิงครับ อยู่เฉยๆก่อนนะครับ อยู่เฉยๆนะครับ”
       เกษราอยู่ใต้ผ้าสี่ห้าผืนที่คลุมอยู่พอได้ยินเสียงชินกรบอกให้หยุดก็หยุดนิ่ง หายใจหอบด้วยความตื่นตระหนก ชินกรเห็นว่าหญิงสาวที่อยู่ภายใต้ผ้าหยุดแล้ว ค่อยๆยื่นมือมาเปิดผ้าออกทีละชั้น ทีละชั้นจนกระทั่งถึงผ้าผืนสุดท้าย เขาค่อยๆเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าสวยหวาน ตากลมโต ปากอวบอิ่ม ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผืนผ้าสีสด ความงามของเกษราทำให้ชินกรตะลึง...อึ้ง ใจเต้นโครมคราม อ้าปากค้าง พูดไม่ออก เกษรารู้สึกตัวรีบถอยห่างออกมาจากผืนผ้า ก้มหน้า แล้วก็พูดด้วยความเขินอาย
       “ขอบคุณมากนะคะ”
       เธอหันมาหยิบผ้าของตัวเองแล้วก็หันหลังเดินออกไปเลย ชินกรยังถือผ้ายืนอึ้งอยู่ พอเกษราเดินไปแล้วก็ค่อยรู้สึกตัว
       “เอ่อ...คุณครับ...คุณ...คุณ รอด้วยครับ”
       ชินกรรีบเดินตามไป แต่เห็นผ้าร่วงเต็มพื้นก็รู้สึกไม่ดี เขาตัดสินใจรีบหันมาพับผ้าให้ทางร้าน พับผ้าไปมองเกษราไปด้วย ร้อนใจแต่ก็ไปไม่ได้
       พนักงานส่งถุงให้ เกษรารับถุงผ้ามาพร้อมกับยิ้มตามมารยาท ทั้งที่ในใจอยากจะรีบออกไปจากร้าน พนักงานไหว้อย่างงาม
       “ขอบคุณค่ะ”
       เกษรารับไหว้ แล้วรีบเดินออกจากร้านไปด้วยความอาย ไม่อยากเจอชินกรอีก ทำหน้าไม่ถูก ชินกรเดินพรวดเข้ามาที่บริเวณเคาท์เตอร์จ่ายเงิน เขารีบมองซ้ายมองขวาหาเกษราเห็นด้านหลังเธอเดินอยู่หน้าร้าน ชินกรยิ้มนิดๆมีหวังแล้วก็รีบวิ่งตามออกไปทันที
       เกษราเดินออกมาจากร้านอย่างเร็ว ผ่านผู้คนที่เดินสวนไป เธอเดินเลี้ยวเข้าไปในตรอกที่อยู่ไม่ไกล ชินกรเดินพรวดออกมาจากร้าน มองซ้ายมองขวา ไม่เห็นเกษราแล้วก็ถอนใจด้วยความเสียดาย
       “ยังไม่ได้ขอโทษเลย เฮ่อ”
      
       เกษราและแย้มเดินออกมจากร้านเสื้อนิภา ทั้งสองคนถือถุงใส่อุปกรณ์ทำขนมมาด้วยพะรุงพะรัง
       “เห็นมั๊ยคะคุณเกษ รวมค่าผ้า ค่าตัดแล้ว ไม่แพงอย่างที่คิดนะคะ”
       เกษรายิ้มรับ
       “แต่ถ้าแพงกว่านี้อีกสัก 50 บาทเกษไม่ตัดแน่”
       เกษราตอบยิ้มๆ ทันใดนั้นก็มีรถเก๋งหรูเข้ามาจอดเทียบตรงหน้า เกษรากับแย้มหันไป เห็นว่าธราธรเป็นคนขับมา แย้มตื่นเต้นออกนอกหน้า
       “คุณชายใหญ่!”
       ธราธรเดินลงมาจากรถพร้อมกับยิ้มอบอุ่น เกษราวางของไว้ที่พื้นและยกมือไหว้อย่างสวยงาม
       “สวัสดีค่ะพี่ชายใหญ่”
       แย้มยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ธราธรรับไหว้
       “สวัสดีครับน้องเกษ สวัสดีครับป้าแย้ม มาซื้อของเหรอครับ”
       “ค่ะ เป็นของสำหรับทำขนมพรุ่งนี้ค่ะ”
       “แล้วจะกลับเลยหรือเปล่า พี่จะได้ไปส่ง”
       เกษราอึกอัก เกรงใจ แย้มคันปากเลยโพล่งออกไปแทนทั้งที่ยืนอยู่ไกลพอควร
       “ใช่ค่ะ คุณหนูเกษกำลังจะกลับค่ะ”
       เกษราหันมาดุแย้มด้วยสายตาที่พูดจาไม่สำรวม แย้มหลบหน้ารู้ว่าไม่ดี แต่ก็ตั้งใจทำเพื่อนาย ธราธรยิ้มอย่างเข้าใจ และพูดต่อไม่ถือสา
       “ของเยอะแยะแบบนี้ให้พี่ไปส่งนะครับ...มาครับพี่ช่วย”
       เกษราส่งให้อย่างเกรงใจ
       “ขอบคุณค่ะ”
       ธราธรรับของมาและเดินนำไปที่รถ เปิดประตูวางของและเปิดประตูให้เกษราด้วยท่วงท่าสำรวจและผู้ดี
       “เชิญครับ”
       เกษรายิ้มรับนิดๆ เดินขึ้นรถไป แย้มยิ้มกว้างดีใจตื่นเต้นแทนนาย ก่อนจะรีบเดินขึ้นไปที่ตอนหลังของรถ
      
       ธราธรเดินกลับมาที่นั่งคนขับและขับรถออกไป


  


       ตกตอนค่ำ ธราธรขับรถมาจอดที่หน้าวังเทวพรหม เขาเดินลงมาเปิดประตูให้เกษรา แย้มเปิดลงเองพร้อมถือถุงของมายืนรอเจ้านาย เกษราลงจากรถ ธราธรหันไปมองที่หน้าร้านขนมแล้วก็ถามขึ้น
      
       “ขนมขายดีมั้ยครับ”
       แย้มตอบแทนด้วยอารามอยากอวด
       “ขายดีค่า วันนี้ขายหมดตู้เลยนะคะ ขนมของคุณเกษอร่อย ใครได้กินต้องกลับมาซื้ออีก บางทีนะคะสั่งล่วงหน้ากันเป็นอาทิตย์เลยค่ะ”
       เกษราเอ็ดเบาๆด้วยความเกรงใจธราธร
       “ป้าแย้ม...”
       แย้มหยุดพูดทันที ก้มหน้างุด ธราธรไม่ถือสา พูดอย่างอารมณ์ดี
       “ป้าแย้มพูดแบบนี้ดีเลย พี่จะได้สั่งจองขนมสำหรับงานลี้ยงวันศุกร์ไว้ล่วงหน้า อย่างละสองถาด ทองหยิบ ฝอยทอง และเม็ดขนุน ผลไม้แกะสลักอีกหนึ่งชุดสำหรับประดับโต๊ะอาหาร”
       “อย่าสั่งซื้อเลยค่ะพี่ชายใหญ่ ให้เกษทำให้นะคะ”
       “ไม่ได้หรอกจ้ะ ของซื้อของขาย ไข่ฟองหนึ่งก็หลายสลึง ข้าวของแพงขึ้นทุกวัน จะมาทำให้ฟรีๆไม่ได้หรอก”
       “งั้นเกษคิดแต่ค่าไข่กับผลไม้นะคะ เพราะเกษตั้งใจ อยากจะทำให้พี่ชายใหญ่ทานค่ะ”
       ธราธรยิ้มรับ
       “ได้ครับ งั้นพี่ก็ขอขอบคุณแทนน้องๆด้วย”
       แย้มแอบฟังเจ้านายคุยกันแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตามไปด้วย
       “ไม่เป็นไรค่ะ เกษยินดี ขอบคุณพี่ชายใหญ่ที่มาส่งนะคะ”
       ธราธรยิ้มรับ
       “ยินดีครับ แล้วพบกันวันศุกร์นะครับ”
       เกษรายกมือไหว้
       “ค่ะ...สวัสดีค่ะ”
       แย้มยกมือไหว้ด้วย ธราธรรับไว้ทั้งสองคน แล้วเดินกลับขึ้นรถขับออกมาผ่านวังเทวพรหม ผ่านประตูวังที่ดูทรุดโทรม ธราธรมองกระจกหลังเห็นเกษราที่กำลังเดินเข้าบ้านไป เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างมีอะไรบางอย่างกดทับความรู้สึกอยู่
       เกษราเดินมาสักสองสามก้าวก็หยุดยืน ปล่อยให้แย้มเดินเข้าบ้านไป เธอหันมามองรถหรูของธราธรที่
       แล่นห่างออกไปแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ รู้สึกเหนื่อยๆในใจอย่างบอกไม่ถูก
      
       เย็นนั้นก่อนถึงวันจัดงานหนึ่งวัน...หน้าวังจุฑาเทพ บรรยากาศสดใส ผู้คนเดินไปมาคึกคักเตรียมจัดงาน หม่อมเอียดยืนมองการเตรียมงานอยู่ในซุ้มต้นไม้เก๋ๆ ถนอมวิ่งเข้ามา พร้อมกับถามอย่างนอบน้อม
       “คุณท่านจะให้วางโต๊ะอาหารไว้ตรงไหนขอรับ”
       “ของคาวตั้งด้านโน้น โต๊ะขนมหวานของหนูเกษแยกไว้ตรงนั้น” หม่อมเอียดชี้บอกตำแหน่ง “สำหรับเด็กๆชายใหญ่อยากให้จัดแบบฝรั่ง ที่เขาเรียกว่าบุฟเฟ่ต์ แต่สำหรับผู้ใหญ่ให้ยกมาบริการที่โต๊ะ”
       “ขอรับคุณท่าน”
       ถนอมกำลังจะไป หม่อมเอียดนึกได้สั่งงานต่อ
       “อ้อ...แล้วโต๊ะของผู้ใหญ่จัดไว้ในบ้านจะได้คุยกันสะดวก ไม่หนวกหูเสียงดนตรี ส่วนเด็กๆจัดไว้หน้าเวที จะได้ออกมาเต้นรำได้ง่ายๆ คืนนั้นชายพีร์จะว่าจ้างนักดนตรีมา ไม่เปิดแผ่นเสียง เธอบอกว่าไม่หรู”
       “ขอรับคุณท่าน”
       ถนอมขยับจะไป หม่อมเอียดหันไปเห็นสายไฟก็พูดขึ้น
       “สายไฟพวกนี้...เก็บซ่อนไว้ให้ดีๆ อย่าให้เกะกะ แขกเดินไปมาจะสะดุดเอาง่ายๆ ส่วนโต๊ะจัดแล้วคลุมผ้าให้เรียบร้อย พรุ่งนี้ค่อยตกแต่ง จัดจีบโต๊ะเก้าอี้และเก็บรายละเอียดที่เหลือ”
       “ขอรับคุณท่าน”
       คราวนี้ถนอมไม่ไป รอฟังต่อ เผื่อจะมีอีก หม่อมเอียดมองไปรอบๆ หันมาเห็นถนอมยังยืนอยู่ก็เอ็ด
       “ขอรับแล้วก็ไปจัดการสิ ยืนอยู่ตรงนี้แล้วงานจะเรียบร้อยมั้ย”
       ถนอมรีบรับคำ
       “ขอรับๆ คุณท่าน!”
       ถนอมรีบวิ่งไปปฎิบัติงานตามสั่ง ลนลาน งงๆว่านึกว่าจะมีอีก...หม่อมเอียดส่ายหน้านิดๆ แล้วก็คิดถึงงานในครัว
       “ในครัวเตรียมงานเสร็จหรือยังนะ”
      
       หม่อมเอียดเข้ามาดูงานในครัว ย่าอ่อนตอบอย่างมั่นใจ ข้างๆมีแจ๋วนั่งพัดให้ไม่ห่าง
       “อู้ยยยยยย...เสร็จแล้วค่ะคุณพี่ รับรองมือชั้นอ่อนแล้ว ทุกอย่างเตรียมพร้อมตั้งแต่เมื่อบ่าย พรุ่งนี้แม่สมศรีลงมือปรุงแต่เช้า แป๊บเดียวก็เสร็จค่า”
       สมศรีนั่งแกะสลักผักอยู่ไม่ห่างออกไป ก้มหน้านิดๆ รับบัญชาคนรับใช้คนอื่นกำลังจัดจานชามห่างออกไป หม่อมเอียดมองไปรอบๆด้วยความพอใจ
       “ดี...แม่อ่อนคุมใกล้ชิดแบบนี้ ฉันจะได้ไม่ต้องห่วง วังจุฑาเทพไม่ได้จัดงานกันบ่อยๆ จัดแต่ละทีมีแต่คนสนใจ เราจะทำให้เสียชื่อไม่ได้ ทุกอย่างจะต้องพร้อม และดีที่สุด!”
       หม่อมเอียดประกาศก้องอย่างภูมิใจ
      
       บรรยากาศยามค่ำคืนในงาน วงดนตรีเล่นเพลงตามสมัย คึกคัก ไฟระยิบระยับ โต๊ะอาหาร
       จัดไว้อย่างสวยหรูดูมีชาติตระกูล ซุ้มอาหารมีทั้งอาหารคาวชุดใหญ่ และอาหารหวานประดับด้วยผลไม้
       แกะสลักสวยโดดเด่น หม่อมเอียดและย่าอ่อนอยู่ในชุดผ้าไหมเรียบหรูตามสมัยดูสง่าสมวัย
       “เป็นอย่างไรบ้างคะคุณพี่...ทุกอย่างพร้อมและดีที่สุด ถูกใจคุณพี่มั้ยคะ”
       “รอให้จบงานก่อน แล้วฉันถึงจะตอบได้ แล้วพวกคุณชาย...แต่งตัวกันเสร็จหรือยัง”
      
       หม่อมเอียดนึกถึงหลานๆ 5 คุณชาย

      
       5 คุณชาย แต่งตัวอย่างพิถีพิถัน เสื้อผ้า หน้า ผม เข็มขัด รองเท้า เนี้ยบกริบ แต่ละคนหล่อเท่คนละแบบ
      
       หล่อสง่างามแบบธราธร หล่ออบอุ่นแบบปวรรุจ หล่อนิ่งเนี้ยบแบบพุฒิภัทร หล่อเข้มแกมกรุ้มกริ่มแบบรัชชานนท์ และหล่อสดใสขี้เล่นสไตล์รณพีร์
      
       เทวพันธ์เดินเข้ามาในงาน แม้จะสูงวัยแต่ความสง่าอย่างผู้ดียังมีอยู่ ด้านหลัง มารตี และวิไลรัมภาเดินตามมาในชุดเปรี้ยวล้ำนำสมัย วิไลรัมภาใส่กระโปรงบานสั้นเหนือเข่า แต่งหน้าจัดกว่าปกติแต่ไม่จัดจนเกินงาม แต่มารตีจัดเต็มปากแดงเข้มมาแต่ไกล ด้านหลังสองสาว เป็นเกษราเดินตามมาห่างๆเธอมาในชุดสวยหวานไม่หวือหวาแต่เข้ากับหน้าตาและบุคลิคทำให้ดูสง่ากว่าน้องๆ ก่อนจะเดินเข้างาน เทวพันธ์หยุดเดินและหันมามองลูกสาวทั้งสามอีกครั้งด้วยความภูมิใจ
       “วันนี้ลูกสาวของพ่อสวยมากๆ พ่อมั่นใจว่าลูกของพ่อจะต้องสวยที่สุดในงาน สวยจนคุณชายทั้ง 5 ต้องตกตะลึง!”
       มารตี และวิไลรัมภายิ้มรับหน้าชื่น เกษรายิ้มนิดๆ ไม่เหลิงลอยกับคำชม
       หน้าเวทีจัดงานในมุมสวยไฟระยิบระยับคุณชายทั้ง 5 เดินเข้ามาในงาน ธราธรอยู่ตรงกลางขนาบข้างด้วยปวรรุจ และพุฒิภัทร ปิดท้ายด้วยรณพีร์อยู่ฝั่งเดียวกับปวรรุจและรัชชานนท์อยู่ฝั่งเดียวกับพุฒิ
       ภัทร ทั้ง 5 คนเดินเข้ามาอย่างเท่สุดๆ สะดุดตาคนทั้งงาน หม่อมเอียดกับย่าอ่อนยืนอยู่ในงาน มองคุณชายทั้ง 5 ด้วยความชื่นชม
       “เจ้าของงานลงมาแล้ว เราก็เข้าไปรอแขกของเราในบ้านก็แล้วกัน ปล่อยให้พวกคุณชายดูแลแขกกันเอง ตามประสาเด็กๆ ไม่ต้องเกร็งที่มีผู้ใหญ่มานั่งคุม”
       “ค่ะคุณพี่”
       หม่อมเอียดเดินนำไป ย่าอ่อนเดินตาม ก่อนไปยังหันมามองหลานด้วยความปลื้ม ธราธรเดินนิ่งแต่แววตาอบอุ่น ปวรรุจยิ้มนิดๆ พุฒิภัทรหน้านิ่งแววตาเย็นชามากกว่าธราธรแต่แฝงไว้ด้วยพลังบางอย่างที่สะกดสาวๆได้อยู่หมัด รัชชานนท์มองสาวๆยิ้มกริ่มแอบกวนชวนค้นหา ส่วนรณพีร์มองสาวๆพร้อมกับยิ้มกว้างอย่างเป็นกันเองสุดๆ สาวๆที่นั่งอยู่ในงานหันมามองด้วยความตื่นเต้น หนุ่มๆก็มองด้วยความชื่นชม
       วิไลรัมภา และ มารตี ยืนอึ้งตะลึงงัน
       “พี่ชายภัทร...ตัวจริงสมาร์ทกว่าที่คิดไว้อีก” มารตีกระซิบ
       พุฒิภัทรเดินเข้ามาในงาน ทักทายกับแขกผู้ใหญ่ วิไลรัมภามองรณพีร์แววตาเป็นประกาย
       “พี่ชายพีร์ก็น่ารักกว่าที่เขาร่ำลือ อยู่กรุงเทพด้วยกันมาตั้งนาน บ้านก็ไม่ไกลกัน ทำไมตั้งแต่โตมาถึงไม่เคยเจอกันก็ไม่รู้”
       เทวพันธ์หันมาทางวิไลรัมภา
       “หลังจากนี้ก็หมั่นมาหาพี่เขาสิ จะได้เจอกันบ่อยๆ”
       เกษราส่ายหน้านิดๆกับความคิดของน้องๆและพ่อตัวเอง
       “เราไปทักทายพวกคุณชายกันดีกว่า พวกเขาจะได้รู้ว่าเรา...มาแล้ว!” เทวพันธ์พูดต่อ
       วิไลรัมภากับมารตีหน้าบาน
       “ค่ะคุณพ่อ”
       เทวพันธ์เดินนำไปอย่างมั่นใจ วิไลรัมภา มารตีเดินประกบอย่างภูมิใจ ราวกับเป็นเจ้าของเสียเอง เกษรามองแล้วก็แอบหน่ายใจ เดินตามไปแบบเสียไม่ได้
       ปวรรุจเป็นคนแรกที่หันมาเห็นแขกที่กำลังเดินมา เขาหันมาบอกอีก 4 หนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ห่างกัน
       “บ้านเทวพรหมมาแล้ว”
       รณพีร์ รัชชานนท์หันขวับ ธราธรและพุฒิภัทรหันตามไป เทวพันธ์เดินนำเข้ามา ใบหน้ายิ้มแย้ม สามสาวเดินตามมา วิไลรัมภา มารตียิ้มกว้าง รณพีร์ตาวาวนิดๆกับความเปรี้ยวสะดุดตา รัชชานนท์ยิ้มกริ่ม...ไม่เลว ธราธรยกมือไหว้เป็นคนแรก
       “สวัสดีครับคุณอา”
       ปวรรุจ พุฒิภัทร รัชชานนท์ รณพีร์ไหว้ตาม
       “สวัสดีครับ”
       เทวพันธ์รับไหว้
       “สวัสดี” เทวพันธ์มองพุฒิภัทรและรัชชานนท์ “ชายภัทรกับชายเล็กเปลี่ยนไปเยอะมากจริงๆ ถ้าไม่บอก อาคงจำไม่ได้...ชายพีร์ก็เหมือนกัน ตั้งแต่จบไฮสคูลกลับมาก็เข้าเรียนนายร้อย อาก็ไม่เคยได้เจอเลย”
       รณพีร์ยิ้มรับแต่ตามองมาที่วิไลรัมภาไม่วางตา จนเทวพันธ์รู้สึกได้ รีบพูดขึ้น
       “เกษรา มารตี วิไลรัมภา สวัสดีคุณชายสิลูก”
       สามสาวยกมือไหว้
       “สวัสดีค่ะ”
       ห้าคุณชายรับไหว้
       “สวัสดีครับ”
       ธราธรพูดขึ้นอย่างสุภาพ
       “เชิญคุณอาทางนี้เลยครับ หม่อมย่ารออยู่แล้ว”
       เทวพันธ์ยิ้มรับ แต่ยังไม่ทันไป รณพีร์พูดขึ้นต่อ
       “ฝ่ายสาวๆ นั่งทางโน้นครับ พี่ชายพีร์ พี่ชายภัทร กับพี่ชายเล็ก”
       พุฒิภัทรหันมางงๆ แต่รัชชานนท์ยิ้มรับลูก
       “...จะช่วยดูแลเอง เชิญครับ”
       รณพีร์เดินนำไป พุฒิภัทรจำต้องตามน้ำพร้อมกับผายมือให้เดินนำไปก่อน วิไลรัมภารีบเดินตามไป ตามมาด้วยมารตีที่มองพุฒิภัทรไม่วางตา เกษรากำลังจะเดินไปด้วย ปวรรุจก็พูดขึ้น
       “พี่ชายใหญ่คอยต้อนรับคุณเกษเถอะครับ ผมพาคุณอาไปหาหม่อมย่าเอง...หม่อมย่าจัดโต๊ะพิเศษ สำหรับคุณอาและแขกผู้ใหญ่ไว้ด้านใน เชิญครับ”
      
       ปวรรุจเดินนำไปที่ห้องอาหารด้านใน เทวพันธ์เดินตาม


  


       ตรงนั้นเหลือเพียงธราธร และเกษรายืนอยู่กันแค่สองคน ความมีพิธีรีตองเล็กๆ ค่อยๆ แผ่ออกมา
      
       เทวพันธ์เดินตามปวรรุจไป แต่หันมามองลูกอีกที เห็นว่าวิไลรัมภา และมารตี กำลังนั่งที่โต๊ะมีพุฒิภัทร รัชชานนท์ และรณพีร์คอยดูแล ในขณะที่เกษรากำลังยืนอยู่กับธราธร ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ดี เทวพันธ์ยิ้มนิดๆ ย่ามใจ กะว่าคืนนี้ต้องเป็นคืนของเทวพรหมแน่ๆ
       ธราธรยืนอยู่กับเกษรา ต่างคนต่างทำตัวไม่ค่อยถูก ธราธรพูดขึ้นก่อน
       “วันนี้น้องเกษ...”
       ธราธรกำลังจะพูดว่าสวย...แต่เขาเหลือบไปด้านหลังของเกษราเห็นแขกผู้มาใหม่คือระวีรำไพกำลังเดินมากับอาทิตยรังสีและกัลยา ผู้เป็นภรรยา และระวีรำไพอยู่ในชุดราตรีสวย สง่า ดูแปลกตาไปอย่างคาดไม่ถึง ราวกับเจ้าหญิงที่หลุดออกมาจากเทพนิยาย ธราธรมองอึ้งอยู่โดยไม่รู้ตัว เขามองตามระวีรำไพราวกับต้องมนต์ ปวรรุจเดินมาหาธราธร แล้วก็ต้องชะงักกับอาการตะลึงงันของพี่ชาย ปวรรุจมองตามสายตาพี่ชายเห็นระวีรำไพเดินเข้างานมากับอาทิตยรังสีและกัลยา มีหนุ่มๆมองตามตลอดงาน ปวรรุจหันกลับมามองธราธรอีกครั้งเห็นยังมองตามไม่วางตา ปวรรุจขมวดคิ้ว ครุ่นคิด...เกษราสงสัย มองธราธร แล้วก็ถามขึ้น
       “พี่ชายใหญ่คะ”
       ธราธรสะดุ้งนิดๆ ดึงสติกลับมาที่เกษรา
       “ครับ”
       “พี่ชายใหญ่จะพูดอะไรหรือเปล่าคะ”
       ธราธรงงนิดๆ แล้วก็นึกออก
       “อ๋อ...คือ...พี่จะบอกว่า...วันนี้น้องเกษสวยมากครับ”
       ธราธรชมอย่างจริงใจ
       “ขอบคุณค่ะ”
       เกษรายิ้มนิดๆอายเล็กน้อยที่โดนชมแต่ไม่ตื่นเต้นตูมตาม ธราธรหันไปมองทางอาทิตยรังสี กัลยา และระวีรำไพ ที่ยืนอยู่หน้างาน ยังไม่มีใครพาไปที่โต๊ะ ปวรรุจเดินมาเห็นก็พูดขึ้นอย่างรู้ใจ
       “พี่ชายใหญ่ครับ ผมพาคุณเกษไปนั่งที่โต๊ะเอง พี่ชายจะได้ไปต้อนรับคุณอาหม่อม กับคุณอากัลยา”
       ธราธรคิด แล้วตัดสินใจ
       “งั้นพี่ฝากน้องเกษด้วย เรียบร้อยแล้วพี่จะตามไป”
       เกษราและปวรรุจยิ้มรับ ธราธรเดินไปหาอาทิตยรังสี
       “เชิญครับ”
       ปวรรุจเดินนำเกษราไปอย่างสุภาพ หันกลับมามองธราธรนิดๆ แววตาคาใจ
      
       ระวีรำไพยืนอยู่หน้างาน มองซ้ายมองขวาหาเจ้าของงานด้วยความตื่นเต้น เสียงธราธรดังขึ้นจากด้านหลัง
       “สวัสดีครับคุณอา”
       ระวีรำไพสะดุ้งนิดๆ ใจเต้นโครมครามไม่รู้ตัวเธอค่อยๆหันมาเห็นธราธรยืนอยู่อย่างหล่อ ธราธรยิ้มกว้างให้ ระวีรำไพพยายามระงับความตื่นเต้นและยกมือไหว้
       “สวัสดีค่ะพี่ชายใหญ่”
       ธราธรรับไหว้
       “สวัสดีครับน้องปราง พี่เกือบจำไม่ได้ สวยมากครับ”
       ธราธรชมแบบจริงใจ จริงจัง แต่เป็นธรรมชาติต่างจากที่ชมเกษรา ระวีรำไพยิ้มอาย
       “ขอบคุณค่ะ”
       ระวีรำไพดีใจ ใจเต้นโครมครามไม่ต่างจากเกษราเช่นกัน อาทิตยรังสียืนมองสองคนคุยกับแล้วก็ยิ้มพอใจ กัลยาลอบมองอาทิตยรังสีอย่างรู้ใจก่อนจะหันมาพูดกับธราธร
       “งานจัดได้หรูหรามากค่ะคุณชาย ไม่เสียชื่อวังจุฑาเทพจริงๆ”
      
       กัลยาพูดด้วยความชื่นชม


  


       หม่อมเอียดกับย่าอ่อน ยืนคุยอยู่กับอาทิตยรังสี และกัลยา มีธราธรยืนตรงกลาง ระวีรำไพยืนอยู่ข้างๆ ทั้งหมดอยู่ในห้องกินข้าว ภายในวัง มีเด็กรับใช้ยืนคอยดูแลอยู่ห่างๆ
      
       ทั่วทั้งห้องเงียบ เสียงดนตรีเข้าไม่ถึง...หม่อมเอียดยิ้มรับด้วยความภูมิใจ
       “ขอบใจมากจ้ะ นานๆในวังจะมีงานสักที ต้องเต็มที่กันหน่อย”
       ย่าอ่อนยิ้มแย้ม
       “ดีใจมากเลยนะคะที่คุณชาย กับคุณกัลยามาร่วมงานได้”
       “ใช่ นานแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน งานสุดท้ายก็งานเห็นจะเป็น งานแต่งท่านชายพจน์ ตอนนั้นหนูมะปรางยังตัวเท่าเมี่ยง”
       “ดูตอนนี้สิคะ โตเป็นสาวแล้ว ดู๊...ยิ่งโตยิ่งสวย”
       ธราธรแทรกยิ้มๆ
       “เป็นดรัมเมเยอร์ของมหาวิทยาลัย 3 ปีซ้อน ไม่สวยได้ยังไงครับ”
       ระวีรำไพยิ้มอายๆ ก้มหน้างุด น่าเอ็นดู หม่อมเอียดจะหันมาทางอาทิตยรังสี
       “เชิญคุณชายนั่งกับป้าในห้องนี้ ส่วนหนูมะปรางให้ชายใหญ่พาไปนั่งกับกลุ่มเด็กๆด้านนอก จะได้สนุกกันเต็มที่”
       ระวีรำไพ และธราธรยิ้มรับ ก่อนจะหันมามองหน้ากัน และยิ้มให้กัน อาทิตยรังสีหันมาเห็นพอดี...อาทิตยรังสียิ้มนิดๆที่มุมปากด้วยความพึงพอใจ เทวพันธ์นั่งอึดอัดๆ อยู่ ในใจคิดถึงแต่เรื่องแต่งงานของลูกๆ อยากรีบๆพูด
      
       เกษรานั่งหน้าเบื่ออยู่ที่โต๊ะ ไม่เห็นสนุกเหมือนที่หม่อมเอียดพูด มีปวรรุจน์นั่งอยู่ข้างๆ ถัดไปเป็นมารตีนั่งส่งสายตาให้พุฒิภัทรที่นั่งห่างออกไป แต่พุฒิภัทรไม่สนใจเท่าไหร่นั่งหน้านิ่งๆ มารตีใส่จริตนิดๆ
       “พี่ชายภัทรขา พี่ชายตัดสินใจหรือยังคะว่าจะทำงานที่ไหน”
       “ยังเลยครับ”
       “มาทำงานโรงพยาบาลเดียวกันมารตีมั้ยคะ”
       มารตียิ้มมีหวัง พุฒิภัทรนิ่ง คิด แต่ไม่ได้ตอบ รัชชานนท์นั่งต่อจากพุฒิภัทร ถึงกับอมยิ้มนิดๆ รู้เลยว่าพี่ชายกำลังโดนผู้หญิงทอดสะพาน รัชชานนท์กระดกเครื่องดื่มเข้าปาก กึ่มๆ...รณพีร์นั่งติดกับวิไลรัมภาที่พูดไม่หยุด
       “วันนี้เป็นครั้งแรกที่รัมภาทานอาหารแบบบุฟเฟ่ ที่ต้องเดินไปตักเอง เลือกเอง ยกจานอาหารมาที่โต๊ะเอง รัมภาไม่เคยทำเลยนะคะ ปกติจะมีคนรับใช้ทำให้ตลอด แค่รัมภามานั่งที่โต๊ะอาหารทุกอย่างก็วางพร้อมแล้ว แต่จะว่าไป...ได้ทำเองบ้างก็ดีนะคะ ทำให้รัมภาได้สัมผัสกับการใช้ชีวิตของคนธรรมดา ที่ไม่ได้เป็นเจ้าคนนายคนเหมือนพวกเรา”
       “ครับ”
       รณพีร์คิดในใจแหะๆ พูดเยอะจัง วิไลรัมภาแปลกใจ
       “ทำไมพี่ชายพีร์พูดน้อยจังเลย ตั้งแต่คุยกันมา พี่ชายพีร์พูดแต่ ครับ แล้วก็ ครับ เอ๊ะ หรือว่า...รัมภาพูดมากเกินไป”
       รณพีร์ลืมตัว
       “ครับ !”
       วิไลรัมภาหน้าเสีย รัชชานนท์กลั้นหัวเราะแทบไม่ทัน รณพีร์รู้สึกตัวรีบแก้
       “เอ้ย...ไม่ใช่ครับ น้องรัมภาไม่ได้พูดมากเกินไปเลยครับ แหะๆ”
       รณพีร์ยิ้มกลบเกลื่อน วิไลรัมภายิ้มเชื่อ เกษราฟังน้องๆแล้วก็เหนื่อยใจ หันมาถามปวรรุจที่นั่งอยู่ข้างๆ
       “คุณชายรุจคะ เกษขอไปล้างมือหน่อยนะคะ”
       “เชิญครับ ห้องน้ำอยู่ทางด้านหลังนี่เองครับ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       เกษราลุกเดินออกไป...เธอเดินเข้ามาในห้องน้ำ พร้อมกับถอนหายใจเบาๆ
       “เฮ่อ...”
      
       เกษรารู้สึกหนักอก หนักใจ และไม่สนุกกับงานเป็นอย่างมาก


  


       ชินกรเดินเข้ามาในงาน เขามองไปรอบๆ ประหม่านิดๆ ไม่รู้จักใคร ชินกรมองหา ทันใดนั้นเสียงธราธรดังขึ้น
      
       “อาจารย์ชินกร”
       ชินกรหันไปตามเสียง เห็นธราธรกับระวีรำไพเดินมา ระวีรำไพยกมือไหว้อย่างสวย
       “สวัสดีค่ะอาจารย์ชินกร”
       เกษราเดินออกจากวัง มองเข้าในงาน สูดลมหายใจเข้าปอด เตรียมเข้างานอีกครั้ง...ธราธรพูดกับชินกรด้วยความสุภาพ
       “เชิญอาจารย์ชินกรมานั่งด้วยกันทางนี้ครับ ผมจะแนะนำให้รู้จักกับน้องๆ”
       “ครับ”
       ชินกรรับคำแล้วก็หันหน้าเข้ามาในงาน กำลังจะเดินตามธราธรไป ทันใดนั้นเองเกษราก็เดินเข้างานมาอย่างช้าๆ ในระยะไม่ห่างมาก ชินกรปรายตาไปเห็นพอดีเขาถึงกับชะงักงัน อึ้งตะลึงเหมือนอยู่ในฝัน เกษราหันมาเห็นชินกรพอดีก็ตกตะลึง คิดไม่ถึงเหมือนกัน และทั้งสองคนก็พูดขึ้นมาพร้อมกัน
       “คุณ!”
       ธราธรและระวีรำไพหันมาด้วยความแปลกใจ เกษราและชินกรมองหน้ากันต่างคนต่างตะลึง ธราธรถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
       “น้องเกษ กับอาจารย์ชินกรรู้จักกันด้วยเหรอครับ”
       เกษรากับชินกรตอบพร้อมกัน
       “ไม่รู้จักค่ะ / ไม่รู้จักครับ”
       ธราธรงง
       “อ้าว...แล้ว...”
       ชินกรรีบอธิบาย
       “คือเราสองคนเจอกันโดยบังเอิญเมื่อสามสี่วันก่อน มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นน่ะครับ แต่เรายังไม่ได้คุยกัน ก็เลยยังไม่รู้จักกัน”
       ธราธรยิ้ม
       “ผมแนะนำให้รู้จักกันเองครับ” ธราธรหันมาทางระวีรำไพ “น้องมะปรางด้วย จะได้รู้จักกันทั้งหมด”
       ธราธรหันมาทางเกษรา ระวีรำไพยิ้มรับอย่างสดใส ธราธรแนะนำ
       “น้องปรางครับ นี่หม่อมหลวงเกษรา แห่งวังเทวพรหม”
       ระวีรำไพยกมือไหว้ เกษรารับไหว้
       “น้องเกษครับ นี่อาจารย์ชินกรเพื่อนพี่ที่กรมศิลป์”
       เกษรายกมือไหว้ ชินกรรับไหว้
       “และน้องมะปราง หม่อมหลวงระวีรำไพ แห่งวังแสงอาทิตย์”
       เกษรายิ้มให้ระวีรำไพ
       “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณปราง”
       “เช่นกันค่ะคุณพี่”
       ทั้งสองคนยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร ชินกรมองเกษราแววตาชื่นชมเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น ธราธรมองทุกคนด้วยความพอใจ ทั้งสี่คนไม่รู้เลยว่าจากการรู้จักกันในครั้งนี้จะนำพาไปพบกับความผูกพันอันยิ่งใหญ่ภายในเวลาอีกไม่นาน เสียงดนตรีคึกคักดังแทรกเข้ามา
       “ดนตรีเริ่มแล้ว ไปเต้นรำกันเถอะ”
       ธราธรพูดอย่างอารมณ์ดี
       วงดนตรีเริ่มเล่นเพลงเต้นรำ รณพีร์โพล่งขึ้นมา
       “ผมขอเปิดฟลอร์นะครับ”
       วิไลรัมภาตาโตวาวว่าเป็นฉันแน่ๆ พุฒิภัทรหันมาปราม
       “ชายพีร์ เราเป็นเด็กรอก่อน ต้องให้ผู้ใหญ่มาเปิด”
       มารตีหันมาถาม
       “แล้วอย่างพี่ชายภัทรเป็นผู้ใหญ่พอหรือเปล่าคะ”
       “ก็พอ...”
       มารตียิ้มกว้าง
       “แต่พี่ไม่ชอบเต้นรำ”
       มารตีหุบยิ้มทันที...เซ็งเลย รัชชานนท์หันไปเห็นธราธรเดินมาพอดีก็พูดขึ้น
       “ผู้ใหญ่ตัวจริงมาโน่นแล้วครับ”
       ทุกคนหันไป เห็นธราธรเดินมา ระวีรำไพและเกษราเดินประกบมา ชินกรเดินรั้งท้าย รณพีร์มองระวีรำไพตาเป็นประกาย ธราธรเห็นทุกคนมองมาก็ถามด้วยความแปลกใจ
       “คุยอะไรกันอยู่ ทำไมมองพี่แปลกๆ”
       ปวรรุจทำหน้าที่รายงาน
       “ชายภัทรยังไม่อนุญาตให้ชายพีร์เต้นรำ ให้รอพี่ชายใหญ่มาเปิดฟลอร์น่ะครับ”
       รณพีร์เดินพรวดมาหาธราธรแล้วก็ถามด้วยความอยากรู้
       “ว่าแต่บิ๊กบอส...รู้หรือยังว่าจะเลือกใครเป็นคู่เต้นรำ”
       ธราธรชะงักไป เกษรา และระวีรำไพก็ชะงักตามไปด้วย ต่างคนก็ต่างคิดว่าอาจจะเป็นตัวเอง แอบก้มหน้านิดๆ อายต้องเป็นเราแน่ๆ
      
       ธราธรค่อยๆ หันมามองเกษรา แล้วก็หันมามองระวีรำไพ...จะตัดสินใจเลือกใครดี
ตอนที่ 2
      
       ภายในห้องอาหารวังจุฑาเทพ หม่อมเอียด ย่าอ่อน อาทิตยรังสี กัลยา และเทวพันธ์ นั่งทานอาหารด้วยกัน กัลยาหันมาทางเทวพันธ์และถามขึ้น
      
       “ทราบข่าวว่า คุณชายเทวพันธ์มีลูกสาว 3 คน มีคนร่ำลือว่าสวยทั้ง 3 คน ไม่ทราบว่าวันนี้มาร่วมงานด้วยหรือเปล่าคะ”
       เทวพันธ์ยิ้มยังไม่ทันตอบ ย่าอ่อนชิงตอบก่อนด้วยความปลาบปลื้ม
       “มาค่ะ คงจะกำลังเต้นรำอยู่กับพวกคุณชายทั้ง 5 นั่นแหละค่ะ”
       หม่อมเอียดแอบปรายตานิดๆ...ช่างพูดจริงๆน้องฉัน ย่าอ่อนไม่รู้ตัวพูดต่อ
       “แต่ข่าวที่คุณกัลยาได้ยินมาก็จริงนะคะ สาวๆเทวพรหมสวยทั้ง 3 คนจริงๆ สวยกันคนละแบบ หนูวิไลรัมภาสวยน่ารัก หนูมารตีสวยคม ส่วนหนูเกษราก็สวยหวาน สรุปแล้วสวยทั้งสาม เหมาะที่จะมาเป็นสะใภ้จตุรเทพทั้ง 3 คน !”
       อาทิตยรังสี และกัลยาชะงักนิดๆ เทวพันธ์อมยิ้มถูกใจ
       “อะแฮ่ม”
       หม่อมเอียดกระแอมเตือนให้ย่าอ่อนพูดน้อยๆ ย่าอ่อนไม่รู้ตัวอีก
       “อุ้ยคุณพี่เป็นอะไรคะ ข้าวติดคอเหรอคะ” ย่าอ่อนหันไปสั่งเด็ก “เธอเติมน้ำแกงจืดให้คุณท่านหน่อยสิ เร็วๆ”
       หม่อมเอียดแอบส่ายหน้านิดๆ ไม่ได้รู้ตัวเล้ย เทวพันธ์อมยิ้ม
      
       บริเวณงานเลี้ยงเต้นรำ ระวีรำไพยืนรอฟังคำตอบและการเลือกอย่างตื่นเต้น สักครู่ธราธรก็พูดขึ้น
       “น้องเกษครับ...”
       ธราธรเอ่ยชื่อเกษราพร้อมกับหันมายื่นมือเป็นการเชิญมาร่วมเต้นรำ เกษรายิ้มน้อยๆ พร้อมกับวางมืออย่างแผ่วเบา ทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันออกไปที่ฟลอร์ ทิ้งให้ระวีรำไพและชินกรยืนมองตามอยู่เบื้องหลัง ระวีรำไพใจหายเล็กๆ ชินกรเสียดายน้อยๆ คิดไว้ในใจถ้าธราธรเลือกระวีรำไพจะเป็นคนขอเต้นรำกับเกษราเสียเอง
       ธราธรและเกษราเต้นรำอยู่กลางฟลอร์ในจังหวะบิกิน เป็นการอุ่นเครื่องแบบเบาๆ คนในงานมองด้วยความสนใจ บางคนหันไปซุบซิบกันด้วยความอยากรู้...ธราธรและเกษราเต้นรำอยู่กลางฟลอร์ เกษราประหม่าไม่กล้าสบตา ส่วนธราธรก็เกร็งนิดๆไม่เป็นธรรมชาตินัก แต่จากสายตาของคนภายนอกดูเหมือนทั้งสองคนเป็นคู่ที่เหมาะสม เต้นรำด้วยกันได้อย่างเป็นอย่างดี คนอื่นๆ ค่อยๆลุกขึ้นเตรียมออกมาเต้นรำ
       ระวีรำไพยังยืนอยู่ที่เดิมมองดูธราธรและเกษราเต้นรำด้วยความชื่นชม ชินกรก็ยืนมองเกษราด้วยแววตาไม่ต่างกัน ปวรรุจเดินมาหาชินกร
       “เชิญอาจารย์ชินกรตามสบายนะครับ”
       ชินกรยิ้มรับ
       “ขอบคุณครับ”
       ชินกรเดินไปนั่งที่โต๊ะ ปวรรุจหันมาทางระวีรำไพที่ยังมองธราธรอยู่ เขากล่าวเชิญอย่างสุภาพ
       “น้องปรางครับ...ให้เกียรติ์เต้นรำกับพี่สักเพลงนะครับ”
       ระวีรำไพยิ้มน้อยๆ และยื่นมือรับคำเชิญ เธอเดินนำไปที่ฟลอร์ ปวรรุจเดินตามอย่างสุภาพ ทั้งสองคนเดินผ่านรณพีร์ที่นั่งอยู่กับวิไลรัมภา รณพีร์หันมาทางวิไลรัมภาพร้อมกับโค้งขอเต้นรำ วิไลรัมภาส่งมือให้พร้อมกับยิ้มกว้าง ทั้งสองคนเดินออกไปด้วยกัน รณพีร์และวิไลรัมภาเดินผ่านมารตีที่นั่งข้างๆพุฒิภัทร ถัดไปเป็นรัชชานนท์ มารตีมองตามแอบเคือง...สองคนพี่น้องออกไปหมด แล้วก็รีบหันมาทางพุฒิภัทร เขารู้ตัวรีบหัน
       ต่อมาทางรัชชานนท์ที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่สายตามองสาวโต๊ะข้างๆอยู่
       “ชายเล็กเชิญน้องมารตีออกไปเต้นรำสิ”
       พุฒิภัทรโยนให้เห็นๆ รัชชานนท์สะดุ้งนิดๆ แล้วก็ยิ้มรับอย่างรู้ใจพี่ชาย
       “น้องมารตี...เชิญครับ”
       รัชชานนท์ลุกขึ้นเชิญ มารตีสองจิตสองใจ แล้วก็ตัดสินใจปฎิเสธอย่างสุภาพ
       “ต้องขอโทษพี่ชายเล็กด้วยนะคะ มารตีขออนุญาตนั่งคุยกับพี่ชายภัทรเรื่องงานที่โรงพยาบาลดีกว่าค่ะ”
       รัชชานนท์ยิ้มรับด้วยความดีใจ
       “ไม่เป็นไรครับ” เขาหันไปบอกพี่ชายเบาๆ “ผมช่วยไม่ได้แล้วนะครับ”
       รัชชานนท์ยิ้มพอใจก่อนจะหันไปที่สาวโต๊ะข้างๆ และลุกขึ้นเดินไปโค้งขอเธอออกไปเต้นรำ สาวโต๊ะข้างๆ ยิ้มรับและเดินออกไปพร้อมกับรัชชานนท์ด้วยความดีใจ พุฒิภัทรนั่งอึดอัดอยู่ที่เดิม มีมารตีนั่งยิ้มหวานอยู่ข้างๆ แม้จะขัดใจแต่ก็ยังฝืนยิ้ม ชินกรนั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ มองไปที่เกษราด้วยแววตาชื่นชม
      
       ธราธรกับเกษราเต้นรำกันอยู่อย่างห่างเหิน สนทนากันตามมารยาท
       “น้องเกษเต้นรำได้ดีทีเดียว”
       เกษรายิ้มอาย
       “ไม่ได้เต้นรำมานานแล้ว ยังกลัวๆว่าจะผิดจังหวะ”
       “ไม่ผิดเลยครับ เก่ง นี่ขนาดไม่ได้เต้นรำมานานแล้วนะ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       เกษรายิ้มรับ แล้วก็เงียบ ธราธรหาเรื่องคุยต่อ
       “ขนมของน้องเกษก็อร่อยครับ แขกชมกันใหญ่ ทั้งผลไม้แกะสลัก ทั้งขนม ชมกันทั้งงาน”
       เกษรายิ้มอีก
       “ขอบคุณมากค่ะ”
      
       ธราธรก็เงียบ ต่างคนต่างเต้นรำกันต่อไปเป็นความเงียบที่ชวนอึดอัดนิดๆ


  


       วิไลรัมภาเต้นรำไป ถามไปอย่างไม่หยุดไม่หย่อน ในขณะที่รณพีร์ตอบด้วยความอึดอัด
      
       “ทำไมพี่ชายพีร์ไม่ค่อยพูดเลยคะ ปล่อยให้รัมภาพูดอยู่คนเดียวตั้งนาน...แล้วปกติพี่ชายพีร์เป็นคนพูดเก่งมั๊ยคะ”
       “ครับ”
       “ครับอีกแล้ว ก็ดีค่ะ พูดเก่งก็ดี รัมภาชอบคนพูดเก่งค่ะ เพราะรัมภาไม่ค่อยพูด ที่พยายามพูดอยู่ตอนนี้เพราะไม่อยากให้พี่ชายพีร์เบื่อ แล้วพี่ชายพีร์ชอบเต้นรำมั๊ยคะ”
       “ชอบครับ”
       “ดีจัง รัมภาก็ช้อบ ชอบค่ะ แล้วพี่ชายพีร์ชอบเต้นรำจังหวะอะไรคะ ชอบไปเต้นรำที่ไหน ไปเต้นรำกับใคร วันหลังพารัมภาไปบ้างได้หรือเปล่าคะ”
       รณพีร์อึ้งไป ตอบไม่ถูกกันเลยทีเดียว
      
       รัชชานนท์เต้นรำไป คุยกับสาวไปอย่างอารมณ์ดี ต่างจากรณพีร์มากมาย
       “ได้สิครับ...ถ้าคุณอุบลมีน้ำใจพาผมเที่ยวชมเมืองผมยินดีรับคำเชิญ ผมไม่ได้กลับมานาน ไม่รู้ว่ากรุงเทพจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน” รัชชานนท์ยิ้มกริ่มนิดๆ “ว่าแต่สาวสวยอย่างคุณอุบลจะมีเวลาว่างพาผมเที่ยวเหรอครับ”
       “เพื่อคุณชายเล็ก...อุบลว่างเสมอค่ะ”
       อุบลยิ้มอาย รัชชานนท์ยิ้มพอใจ...หนุ่มสาวเต้นรำอยู่เกือบเต็มฟลอร์ ธราธรเต้นกับเกษรา ปวรรุจกับระวีรำไพ พุฒิภัทรนั่งกับมารตี รัชชานนท์กับอุบล และรณพีร์กับวิไลรัมภา...คู่ของระวีรำไพกับปวรรุจเต้นรำเข้ากันได้ดี แต่มีระยะห่าง ระวีรำไพเต้นรำไปก็แอบมองธราธรที่กำลังเต้นรำอยู่กับเกษรา ปวรรุจแอบเห็น แล้วมองตามสายตาไป เห็นว่าเป็นธราธร ปวรรุจหลิ่วตามองอย่างสงสัยว่ายังไงกันนะ
       เกษราเต้นรำกับธราธร เกษราเก้อๆเขินๆ ไม่พูดอะไร ในขณะที่ธราธรก็เต้นรำไปตามจังหวะ ไม่พูดอะไรเช่นกัน วงดนตรีเล่นจบเพลงแรก วิไลรัมภากับรณพีร์แยกจากกัน ต่างคนต่างทำความเคารพกัน รณพีร์กำลังจะไป
       “ต่ออีกเพลงนะคะพี่ชายพีร์” วิไลรัมภาจับไว้
       รณพีร์ตกใจ เหวอไป...เพลงที่ 2 ขึ้น ปวรรุจพาระวีรำไพมาส่งที่โต๊ะตามมารยาท ในขณะที่ธราธรพาเกษรามาที่โต๊ะเช่นกัน หนุ่มๆโต๊ะข้างๆ มองระวีรำไพเป็นตาเดียว จ้องจะมาขอเต้นรำด้วย ปวรรุจเห็นก็หันมาทางธราธร
       “มีกฎข้อไหนของอาจารย์หม่อม ห้ามเต้นรำกับลูกศิษย์มั้ยครับ”
       ธราธรและระวีรำไพชะงักทั้งคู่ ระวีรำไพรอคำตอบใจเต้นแรง ปวรรุจยิ้มแล้วก็เบี่ยงตัวเปิดทางให้ธราธรได้เผชิญหน้ากับระวีรำไพ ธราธรมองหน้าแล้วก็ยิ้มพร้อมกับยื่นมือให้ ระวีรำไพยิ้มถอนสายบัวและยื่นมือออกไปรับคำเชิญ ธราธรและระวีรำไพเดินไปที่ฟลอร์อย่างสง่างาม...คนรอบข้างมองด้วยความสนใจ ปวรรุจยิ้มมองตาม และหันมาทางเกษรา
       “คุณเกษครับ...”
       ปวรรุจยังไม่ทันพูดต่อ ชินกรปาดมายืนรอต่อหน้าเกษราพร้อมกับยื่นมือออกไป
       “เต้นรำกับผมสักเพลงนะครับ...คุณเกษรา”
       เกษรายิ้มน้อยๆรับและวางมืออย่างมีมารยาทก่อนจะเดินไปฟลอร์คู่กันอย่างสวยงาม ปล่อยให้ปวรรุจยืนอึ้งอยู่ที่เดิม เสียงพุฒิภัทรดังขึ้น
       “มานั่งด้วยกันก่อนสิชายรุจ”
       ปวรรุจหันมามองหน้าพุฒิภัทรที่นั่งอยู่กับมารตีแค่สองคน ปวรรุจยิ้มรับเพราะดูรู้ว่าคงจะอึดอัดเอาการณ์อยู่ ปวรรุจค่อยๆหันไปที่ฟลอร์จับจ้องไปที่เป้าหมายของความค้างคาใจ...
      
       ธราธรเต้นรำกับระวีรำไพอย่างลื่นไหลสวยงาม ทันใดนั้นธราธรก็ร้องขึ้น พร้อมกับทำท่าเหมือนโดนเหยียบเท้า
       “โอ้ย!”
       ระวีรำไพตกใจหยุดเต้น
       “พี่ชายใหญ่เป็นอะไรคะ”
       “เท้า...”
       ระวีรำไพรีบถาม
       “ปรางเหยียบเท้าพี่ชายใหญ่เหรอคะ” เธอรีบก้มลงดู “ปรางขอโทษ พี่ชายใหญ่เจ็บมากมั้ยคะ”
       ธราธรไม่ตอบแต่ขำๆ กับท่าทางของระวีรำไพ ทำให้เจ้าตัวรู้ทันทีว่าโดนหลอก
       “พี่ชายใหญ่สนุกที่หลอกปราง เห็นปรางเป็นเด็กอยู่เรื่อย”
       ธราธรโค้งนิดๆ และเริ่มต้นเต้นรำต่อ
       “ใครบอก พี่เห็นน้องปรางโตแล้ว น้องสาวของพี่โตเป็นสาวสวย มีหนุ่มๆหมายปองมากมาย ดีนะที่ปรางมีคุณพ่อดุ หนุ่มๆเลยไม่กล้า”
       ธราธรยิ้มอ่อนโยน เธอยิ้มอายๆ เขาชวนคุยต่อ
       “อีกไม่นานจะต้องเรียนต่อที่อังกฤษแล้ว น้องปรางรู้หรือยังว่าจะไปเรียนต่อสาขาอะไร”
      
       “คุณพ่ออยากให้เรียนต่อสาขาเดิมค่ะ ท่านบอกว่าการสื่อสารในอนาคตไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ จะต้องเจริญก้าวหน้าไปกว่านี้มาก จริงๆปรางชอบประวัติศาสตร์ แต่คุณพ่อบอกว่าผู้หญิงเดินทางออกนอกพื้นที่ลำบาก ท่านก็ไม่อนุญาตค่ะ”


  


       ระวีรำไพเศร้า ธราธรคุยต่อสนุกสนาน
      
       “จริงอย่างที่คุณอาบอก พี่เคยไปมาชูปิกชูที่เปรู เส้นทางทุรกันดานมาก บางครั้งไม่ได้อาบน้ำหลายวัน ห้องน้ำก็ไม่สะดวก คุณอาคงเห็นว่าไม่เหมาะกับน้องปราง”
       ระวีรำไพบ่น
       “นั่นแหละค่ะ ปรางอยากเกิดเป็นผู้ชายให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ตามคุณพ่อกับพี่ชายใหญ่ไปในป่าได้ ไม่มีใครห้าม”
       “ถ้าน้องปรางเกิดเป็นชายจริงๆ คงมีหนุ่มหลายคนบ่นเสียดาย ที่บนโลกนี้จะขาดสาวสวยไปหนึ่งคน”
       ธราธรพูดตรงๆยิ้มๆจริงใจ ระวีรำไพได้ฟังก็ยิ้มสะเทิ้น เขิน อาย เต้นรำอย่างมีความสุขเต็มเปี่ยม
      
       เกษราเต้นรำอยู่กับชินกร เขาชวนคุย
       “ปกติคุณเกษราไปซื้อผ้าที่ร้านนั้นบ่อยหรือเปล่าครับ”
       “ไม่บ่อยค่ะ นานๆจะไปสักครั้ง แล้วคุณชินกรล่ะคะ”
       ชินกรยิ้มกว้าง
       “ผมเพิ่งจะไปครั้งแรก พอดีเป็นทางผ่านไปทำงาน พี่สาวเลยฝากซื้อน่ะครับ” ชินกรนึกได้ “อ้อ...ผมยังไม่ได้ขอโทษคุณเกษราเลย เรื่องอุบัติเหตุ ผมต้องขอโทษด้วยที่หยิบของไม่ระวัง ของเลยหล่นลงมา”
       เกษรานึกออกก็ยิ้มนิดๆ
       “ไม่เป็นไรค่ะ เกษเองก็ผิดที่นั่งขวางทางเดิน”
       “ผมผิดมากกว่า ผมกลับบ้านไปเล่าให้แม่กับพี่สาวฟัง เอ็ดผมกันใหญ่ จะให้ผมออกตามหาคุณให้เจอ ตอนนั้นตั้งใจว่าจะลงหนังสือพิมพ์ด้วยนะครับ ประกาศตามหาคนเพื่อมาขอโทษ”
       เกษราขำเบาๆ
       “ถ้าลงประกาศจริงๆ คงพิลึกดีนะคะ”
       เกษราขำอย่างอารมณ์ดี ต่างจากตอนอยู่กับธราธร ชินกรมองหญิงสาวที่ยิ้มแย้ม เขาก็ยิ่งตกหลุมรัก ชินกรยิ้มตาม...มีความสุข
      
       ปวรรุจนั่งมองธราธรอย่างตั้งใจ จนพุฒิภัทรสงสัย
       “ชายรุจมองอะไร”
       ธราธรเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมกับระวีรำไพ ปวรรุจเฉไฉ กลบเกลื่อน
       “ไม่มีอะไรมาก แค่...มองบรรยากาศงานไปเรื่อยเปื่อย”
       พุฒิภัทรยังไม่ได้ถามต่อ มารตีก็พูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
       “ผู้ชายคนที่เต้นรำกับพี่เกษเป็นใคร ไม่เคยเห็นหน้า แล้วทำไมถึงกล้ามาขอพี่เกษเต้นรำ”
       ชินกรกำลังเดินมาที่โต๊ะกับเกษรา ปวรรุจหันมาแนะนำ
       “อาจารย์ชินกร ทำงานอยู่ที่กรมศิลป์และเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่มหาวิทยาลัย เป็นเพื่อนสนิทของพี่ชายใหญ่ครับ”
       พุฒิภัทรนึกได้
       “ใช่คนที่เป็นลูกชายเจ้าของร้านทองที่เยาวราชด้วยหรือเปล่า เห็นพี่ชายใหญ่เคยเล่าให้ฟังอยู่เหมือนกัน”
       “ใช่แล้ว อาจารย์ชินกรเป็นลูกชายคนเดียวของห้างทองใหญ่ในเยาวราช แต่สนใจประวัติศาสตร์มากกว่าทำการค้า”
       มารตีพูดด้วยความขัดใจ
       “แล้วทำไมถึงได้มาเต้นรำอยู่กับพี่เกษ คืนนี้มารตีอยากให้พี่เกษเต้นรำกับพี่ชายใหญ่คนเดียว คนกำลังจะเป็นคู่หมั้นคู่หมายกันอยู่แล้ว จะไปเต้นรำกับคนอื่นได้ยังไง”
       มารตีเคือง และเหยียดชินกรอยู่ในที
      
       อาทิตยรังสีถึงกับอึ้งไป...กัลยาค่อยๆปรายตามาทางสามีอย่างรู้ใจ และหันมาถามอย่างสุภาพ
       “คู่หมั้นคู่หมาย...อะไรเหรอคะ”
       ย่าอ่อนชิงตอบอีกตามเคย
       “เป็นคำสัญญาของท่านชายวิชชากรกับคุณชายเทวพันธ์น่ะ ท่านชายมีความประสงค์จะให้ลูกๆของสองตระกูลดองกัน วันนี้ก็มาทำความรู้จักกันพร้อมหน้า ถ้าถูกใจก็จะได้คบหากัน แต่สำหรับคู่ของเกษรากับชายใหญ่ เขารู้จักกันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องศึกษาอะไรกันมาก”
       อาทิตยรังสีกับกัลยาตั้งใจฟัง ใจหาย เสียดายเล็กๆ หม่อมเอียดปรายตามาเอ็ดย่าอ่อนอยู่ในที แต่ย่าอ่อนไม่รู้ตัวอีกตามเคย เทวพันธ์ถามยิ้มๆอย่างใจร้อน
       “คุณป้าอ่อนพูดแบบนี้ไม่ทราบว่าหาฤกษ์ไว้แล้วหรือยังครับ”
       ย่าอ่อนอ้าปากจะตอบ หม่อมเอียดชิงตอบก่อนที่เรื่องจะไปกันใหญ่
       “ยังหรอกจ้ะ ป้าปล่อยให้หลานเป็นคนตัดสินใจเอง เขาพร้อมเมื่อไหร่ คงจะมาบอก คุณชายไม่ต้องห่วง ชายใหญ่เป็นคนมีความรับผิดชอบ เขาไม่ลืมพระประสงค์ของท่านพ่อ ป้าอยากให้เด็กๆพูดคุยให้ถูกอกถูกใจกันเอง ไม่ต้องคลุมถุงชน ใครจะรักชอบใคร ใครพร้อมก็แต่ง ก็ค่อยมาคุยกัน เราผู้ใหญ่คอยดูห่างๆจะงามกว่า”
       ย่าอ่อนเลิ่กลั่กๆ จะทำยังไงดี เทวพันธ์หน้าบึ้งไปเล็กน้อยจำใจพูดออกมา
       “ก็ลองดูครับ ถือว่าให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้กันมากขึ้น ผมก็ไม่อยากบังคับใจใครเหมือนกัน”
      
       อาทิตยรังสีอมยิ้มนิดๆ นับถือในความเป็นผู้ใหญ่ของหม่อมเอียด กัลยายิ้มตามเห็นด้วยอย่างยิ่ง เทวพันธ์ไม่ค่อยพอใจ


  


       ชินกรตกใจเมื่อได้รู้ข้อมูล ถามออกมาตรงๆ
      
       “คุณชายใหญ่กับคุณเกษเป็นคู่หมั้นคู่หมายกันเหรอครับ”
       มารตีลอยหน้าลอยตาตอบ
       “ใช่ค่ะ ท่านลุงประสงค์ให้พี่ชายใหญ่แต่งงานกับพี่เกษค่ะ”
       มารตีตั้งใจเหยียดมุมปากนิดๆใส่ชินกร ทุกคนนั่งอยู่บนโต๊ะเรียงมาตั้งแต่มารตีนั่งติดกับพุฒิภัทร ถัดไปเป็นปวรรุจ รัชชานนท์ ธราธร เกษรา ระวีรำไพ ชินกร รณพีร์ และวิไลรัมภา
       ทุกคนยกเว้นวิไลรัมภาชอคกับคำพูดของมารตี ระวีรำไพอึ้งๆ ค่อยๆหันมามองเกษราที่นั่งอยู่ข้างๆ เกษราเอ็ดเบาๆ
       “มารตี...”
       มารตีลอยหน้าไม่สนใจ วิไลรัมภารีบเสริม
       “ตอนแรกที่เราสามคนทราบเรื่องตกใจมาก แต่ก็ยินดีที่จะทำตามพระประสงค์ของท่านลุงค่ะ อ้อ...คุณพ่อยังบอกว่าอีกว่า ท่านลุงไม่ได้ระบุว่าต้องแต่งแค่คู่เดียว แต่งหลายๆคนได้ยิ่งดี”
       วิไลรัมภายิ้มกริ่มปรายตามาทางรณพีร์ เขายิ้มเจื่อนๆ แต่ไม่ขัดด้วยความมีมารยาท เกษราถอนใจเบาๆกับความเหลือเกินของน้องสาว ชินกรมองเกษราด้วยความเสียใจ และเสียดาย ระวีรำไพนั่งอึ้งชอค ใจหายวาบอยู่ที่เดิม ปวรรุจลอบมองระวีรำไพอย่างพิจารณา และเก็บข้อมูล วงดนตรี ขึ้นเพลงที่ 4 เป็นจังหวะสโลว์ช้าๆ วิไลรัมภาตาโตวาว
       “รัมภาชอบเพลงนี้จัง เราไปเต้นรำกันต่อเถอะค่ะ” เธอหันมาทางธราธรพูดขึ้นอย่างเสียมารยาท “พี่ชายใหญ่เชิญพี่เกษไปเต้นรำสิคะ”
       เกษราเอ็ด
       “รัมภา...”
       ธราธรหันมาเชิญเกษราอย่างมีมารยาท
       “เชิญครับน้องเกษ”
       เกษราหันมายิ้มรับหน้าเจื่อนๆ อย่างเกรงใจ
       “ขอบคุณค่ะ”
       เกษรายื่นมือรับการเชิญ ทั้งสองคนเดินออกไปที่ฟลอร์และเต้นรำอย่างเรียบร้อย ออกไปทางเกร็งๆ ชินกรค่อยๆหันไปมองเกษราด้วยความเสียดาย...ระวีรำไพค่อยๆหันไปมอง แววตาแฝงไว้ด้วยความเศร้า ปวรรุจแอบมองระวีรำไพหนึ่งครั้งแล้วก็หันไปมองธราธรหนึ่งที แล้วก็กลับมามองระวีรำไพอีกครั้ง ปวรรุจ
       ค่อนข้างแน่ใจว่าเห็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่
      
       กัลยา อาทิตยรังสี กลับมาที่วังแสงอาทิตย์ เดินเข้ามา ระวีรำไพเดินตามมาหน้าจ๋อยๆ กัลยาหันมาถามด้วยความแปลกใจ
       “ปรางเป็นอะไรลูก ตั้งแต่ออกจากงานแล้ว นั่งเงียบมาตลอดทางเลย”
       “ปราง...คงเต้นรำมากไปก็เลยเหนื่อย ปรางไปนอนก่อนนะคะ”
       ระวีรำไพพูดจบก็แยกตัวเดินขึ้นห้องไปท่าทางเศร้าๆ...ระวีรำไพเดินเข้ามาในห้องนอนแล้วก็ค่อยๆทรุดลงนั่งบนเตียง คำพูดของมารตีดังก้องอยู่ในหู
       “คุณพ่อบอกว่า...ท่านลุงประสงค์ให้พี่ชายใหญ่แต่งงานกับพี่เกษค่ะ คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าท่านลุงตรัสไว้เสมอว่าอยากให้ลูกของท่านคนใดคนหนึ่งแต่งงานกับลูกสาวของเทวพรหม พี่เกษกับพี่ชายใหญ่เป็นพี่คนโตก็เลยโดนจับคู่ให้ก่อนคนอื่น”
       ระวีรำไพนั่งหน้าเสีย น้ำตาคลอ...ใจหายวับไปในบัดดล
      
       เมื่อกลับมาถึงวังเทวพรหม เกษราบ่นมารตีด้วยความไม่พอใจ
       “พี่ไม่ชอบใจที่มารตีกับรัมภาพูดแบบนั้นต่อหน้าคนอื่น เรื่องสัญญาของ 2 ตระกูล ไม่ควรป่าวประกาศ โดยเฉพาะฝ่ายหญิงพูดมากไปจะไม่งาม”
       มารตี วิไลรัมภา และเทวพันธ์ ยืนอยู่ในห้องรับแขก ทุกคนอยู่ในอาการเหนื่อยเพลีย
       “ไม่งาม ก็ไม่สน คนที่คิดจะมาแย่งพี่เกษไปจากพี่ชายใหญ่จะได้รับรู้” มารตียักไหล่
       เกษราเถียง
       “ใครจะคิดแบบนั้น ไม่มีหรอก”
       “นายชินกรนั่นไง มองพี่เกษไม่วางตา มารตีมองไกลๆยังเห็น”
       “พ่อเห็นด้วย ลูกไม่ควรเต้นรำกับชายอื่น อาจทำให้คุณชายใหญ่ไม่พอใจ”
       วิไลรัมภาเสริม
       “ใช่ค่ะ ถ้าพี่ชายใหญ่ไม่พอใจ พาลมากีดกันพี่ชายพีร์กับรัมภา รัมภาไม่ยอมนะคะ”
       เทวพันธ์ย้ำ
       “ตอนนี้คุณชายใหญ่ยังไม่มีใคร เกษควรจะรีบเอาใจคุณชายใหญ่ให้มากๆ ผู้ชายคนอื่นไม่ว่าใครเข้ามาไม่ต้องไปสนใจ”
       เกษราส่ายหน้าด้วยความหนักใจ
      
       บ้านชินกรเป็นบ้านหลังใหญ่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมจีนอย่างเด่นชัด ชินกรเดินเข้ามา คนรับใช้เดิน
       เข้ามารับเสื้อสูทไปเก็บ ชินกรเดินมานั่งที่ห้องรับแขกอันหรูหรา คิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ด้วยจิตใจห่อเหี่ยว เขานึกถึงคำพูดมารตี
       “คุณพ่อบอกว่า...ท่านลุงประสงค์ให้พี่ชายใหญ่แต่งงานกับพี่เกษค่ะ”
      
       ชินกรเศร้าสลดลงไปอีกถอนหายใจด้วยความเศร้า และเสียดายสุดหัวใจ ภาพเกษราเต้นรำกับธราธรยังวนเวียนในความคิด

      
       วังจุฑาเทพ...ฟลอร์เต้นรำว่างเปล่า งานเลิกแล้ว ไม่เหลือคนในงานแม้แต่คนเดียว ยังมีไฟบางดวงเปิดอยู่ กลางฟลอร์ ธราธรยืนอยู่คนเดียว มองไปรอบๆ อย่างครุ่นคิด ภาพตอนเต้นรำกับเกษราอารมณ์ความอึดอัดไม่เป็นธรรมชาติยังอยู่ ธราธรยืนอยู่กลางฟลอร์หันไปมองอีกมุม ภาพตอนเต้นรำกับระวีรำไพ...อารมณ์ความสุข ความสดใส ยังคงกระจายอยู่ ธราธรยืนอยู่ที่เดิมและเผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ธราธรชะงักกึกเริ่มสงสัยความรู้สึกตัวเอง...อีกมุมหนึ่งไม่ไกลออกไป ปวรรุจยืนมองธราธรที่ยืนสับสนอยู่ ทันใดนั้นพุฒิภัทร รัชชานนท์ และรณพีร์เดินเข้ามายืนประกบ ทั้งสามมองไปที่ธราธร
       “ชายรุจ...คงไม่ใช่แค่มองบรรยากาศในงานอยู่ใช่มั้ย” พุฒิภัทรหันมาทางปวรรุจ “จะบอกได้หรือยังว่ามอง และคิดอะไรอยู่”
       ปวรรุจมองหน้าน้องๆทั้ง 3 ที่รอฟังคำตอบ เขารู้ตัวว่าคงต้องบอกแต่โดยดี
      
       วังแสงอาทิตย์กลางดึกเงียบสงัด...อาทิตยรังสีนอนกระสับกระส่ายอึดอัดที่หน้าอก สักพักเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก ลุกขึ้นนั่ง จุกที่หน้าอก มองหาแก้วน้ำที่วางอยู่ไม่ไกล เขาค่อยๆลุกจากเตียงเดินไปที่แก้วน้ำ ทันใดนั้นเองก็เกิดอาการจุกเสียดขึ้นอย่างแรงที่บริเวณหน้าอกแล้วหน้ามืดล้มลงกับพื้น มือกวาดเอาของที่วางอยู่บนโต๊ะ ล้มลงระเนระนาดแตกกระจายส่งเสียงดัง เพล้ง! กัลยาตกใจตื่น หันมาเห็นอาทิตยรังสีล้มฟุบอยู่ที่พื้นก็ร้องขึ้นด้วยความตกใจ
       “คุณ! คุณ ! คุณเป็นอะไรคะ”
       ระวีรำไพสะดุ้งตื่น เสียงกัลยาดังมาพร้อมกับเสียงคนรับใช้รีบวิ่งตามที่ต้นเสียง กัลยาตะโกนลั่น
       “ใครก็ได้ รีบโทร.เรียกหมอมาเร็ว!”
       ระวีรำไพหน้าซีด
       “คุณพ่อ!”
      
       วังจุฑาเทพเช้าวันต่อมา คนรับใช้กำลังเก็บงานอย่างเรียบร้อย และรวดเร็ว ความวุ่นวายเมื่อคืน
       หายไป ความสงบงามกลับมาอีกครั้ง ในเรือน ธราธรนั่งอยู่กับหม่อมเอียด และย่าอ่อน
       “ชายใหญ่คิดว่าหนูเกษเป็นยังไงบ้าง สอบผ่านมั้ย”
       ย่าอ่อนถามต่อ
       “แล้วตัดสินใจหรือยัง...ว่าจะแต่งแบบไหน แบบไทยหรือแบบฝรั่ง แต่ย่าว่าเราคนไทยรักษาขนบธรรมเนียมไทยๆไว้จะดีกว่านะ”
       ธราธรชะงักนิดๆ พูดไม่ถูกเลย หม่อมเอียดเห็นหน้าก็รู้ใจหันมาทางย่าอ่อน
       “ใจเย็นสิอ่อน ชายใหญ่ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ”
       ย่าอ่อนจำต้องหยุดพูด หม่อมเอียดหันมาทางธราธร
       “ว่าไงล่ะชายใหญ่ คิดว่าหนูเกษเป็นยังไงบ้าง”
       “เธอสวยดีครับ และเพียบพร้อมทุกอย่าง”
       ย่าอ่อนดีใจ
       “วุ้ย แบบนี่คงไม่ต้องซักให้เสียเวลาแล้วหล่ะค่าคุณพี่ หาฤกษ์งามยามดีกันได้เลยค่ะ”
       ย่าอ่อนสรุปอีกตามเคย ธราธรรีบบอก
       “ก็ยังไม่ถึงขั้นนั้นเหมือนกันครับ”
       ย่าอ่อนชะงัก
       “อ้าว...ก็ไหนชายใหญ่บอกว่าน้องเพียบพร้อมแล้วจะรออะไร”
       “คือผมตั้งใจจะขอเวลาเรียนรู้จักน้องเกษมากกว่านี้ คิดว่าจะให้เวลาเธอมากยิ่งขึ้น แต่ต้องรอให้ผมกลับจากทำงานภาคสนามเสียก่อน”
       หม่อมเอียดถามเรียบๆ
       “แล้วไปออกทำงานภาคสนามต้องไปนานถึงเมื่อไหร่กันล่ะ”
       “ราวสองสามเดือนครับ”
       ย่าอ่อนโวย
       “โอ๊ย !! ตั้งนาน สามเดือน!”
       ธราธรหน้าเสียนิดๆ กลัวจะไม่ได้รับอนุญาต
       “ไม่นานหรอกอ่อน ดีแล้วค่อยคิด ค่อยเป็น ค่อยไป ทำอะไรอย่าใจร้อนบุ่มบ่ามจะเสียการ เรื่องแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล็ก ต้องให้แน่ใจเสียก่อน”
       ย่าอ่อนจำใจยอม
       “ก็ได้ค่ะ สามเดือนก็สามเดือน แต่พอครบสามเดือนแล้วต้องรีบมาบอกย่านะ”
       “ครับ”
       ธราธรจำต้องรับคำอย่างจำใจ
       “แล้วงานภาคสนามที่ว่า...อยู่ที่ไหน แล้วจะไปเมื่อไหร่”
       หม่อมเอียดถามด้วยความเป็นห่วง
      
       วังแสงอาทิตย์...อาทิตยรังสีเอนหลังอยู่บนเตียง ไม่ห่างออกไปธราธรนั่งอยู่ที่เก้าอี้ อาทิตยรังสีพูดออกมาเสียงเหนื่อยๆ
       “กำหนดว่าจะไปต้นเดือนหน้า คณะสำรวจจะไปพร้อมกับตัวแทนของสมาคมจากฝรั่งเศสที่มอบทุนให้เรา เป็นสมาคมอิสระที่สนับสนุนงบประมาณสำหรับการบูรณะตัวปราสาท พนมจันทร์ ที่เพิ่งค้นพบ”
       ธราธรยิ้มดีใจ
       “เป็นข่าวที่ดีมากๆ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีเงินสนับสนุนมาจากต่างประเทศ ถ้าเรารองบประมาณจากรัฐบาลอย่างเดียว การบูรณะครั้งนี้คงยังไม่เกิดขึ้นง่ายๆ”
       อาทิตยรังสีพยักหน้าเหนื่อยๆ
      
       “ใช่...โชคดีจริงๆ คุณชายใหญ่ก็เตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน การออกภาคสนามครั้งนี้คงจะเริ่มต้นเร็วกว่ากำหนด ฟิตร่างกายให้ดี”


  


       ธราธรยิ้มรับ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ กัลยาก็เดินเข้ามาพร้อมกับถาดยา
      
       “คุณชายใหญ่อายุยังน้อย เดินทางแค่ไหนก็ไม่หนักหนาอะไร ห่วงแต่คนแก่เท่านั้นแหละ ปีนป่ายเขาสูงขนาดนั้น หัวใจคุณชายอาทิตยจะไหวเหรอคะ”
       กัลยาตัดพ้อพลางวางถาดยาไว้ข้างๆอาทิตยรังสี ธราธรยกมือไหว้
       “คุณอากัลยา สวัสดีครับ”
       กัลยารับไหว้
       “สวัสดีค่ะ คุณชายใหญ่ ต้องขอโทษด้วยที่เข้ามาแทรก แต่อาอดไม่ได้คิดว่ควรจะต้องคุยให้คุณชายอาทิตย์ถอนตัว”
       ธราธรตกใจ
       “คุณอารอเวลานี้มานาน ทำไมถอนตัวล่ะครับ”
       ธราธรถามด้วยความแปลกใจ
      
       ในห้องรับแขก ระวีรำไพนั่งอยู่กลางห้องชะเง้อชะแง้รอธราธรด้วยความร้อนใจ ขณะเดียวกันอาทิตยรังสีพยายามเกลี้ยกล่อมภรรยา
       “แหมคุณ ไม่เป็นไรหรอก ผมแค่ไปควบคุมเด็กๆ ไม่ได้จะปีนป่ายอะไร”
       กัลยาไม่ยอม
       “แต่การเดินทางลำบาก ไปถึงโน่นก็ห่างหมอ เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาจะหมอยากนะคะ ฉันคิดว่ายกโครงการนี้ให้คุณชายใหญ่เถอะนะคะ หรือจะให้ใครที่คุณไว้วางใจก็ได้ แต่อย่าไปเองเลยนะคะ”
       อาทิตยรังสีส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่ยอม แล้วก็พูดตัดบท
       “ถ้าห่วงนักก็ตามไปด้วยเลยสิคุณ”
       “คุณก็รู้ว่าฉันต้องไปประชุมที่สวิตเซอร์แลนด์ ไม่งั้นก็ตามไปแล้วล่ะค่ะ”
       ธราธรตั้งใจฟังแล้วก็แทรกขึ้นอย่างสุภาพ
       “ผมดูแลคุณอาแทนคุณอาหญิงก็ได้ครับ ผมรู้ว่าการออกภาคสนามคือหัวใจของพวกเราทุกคน ถ้าคุณอาต้องอยู่บ้านเฉยๆรอพวกเรา ท่านคงไม่มีความสุข”
       อาทิตยรังสียิ้มพอใจมากๆ
       “รู้ใจจริงๆ หลานอามันต้องอย่างนี้สิ...คุณไม่ต้องห่วงหรอก ชายใหญ่จะดูแลผมเอง”
       กัลยามองหน้าอาทิตยรังสี แล้วก็หันหน้ามามองธราธร แล้วก็หันมาทางอาทิตยรังสีอีกที
       “เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยแบบนี้ คงห้ามไม่ได้” กัลยาหันมาทางธราธร “อาฝากคุณชายใหญ่ดูแลด้วยแล้วกัน”
       “ด้วยความยินดีครับ ผมจะดูแลคุณอาอย่างดีที่สุด”
       ธราธรรับคำด้วยความหนักแน่นและเต็มใจ
      
       ธราธรเดินออกมาจากห้องนอนนอนอาทิตยรังสี เดินผ่านห้องรับแขก เสียงระวีรำไพดังขึ้น
       “พี่ชายใหญ่คะ...”
      
       ธราธรชะงักเสียงใสๆของระวีรำไพทำเขาใจเต้นแรงไม่รู้ตัว หันไปตามเสียง ระวีรำไพยืนอยู่ในชุดสวย แม้จะมีเรื่องกังวลใจแต่ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ธราธรยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว สองคนเผชิญหน้ากันหลังจากที่ธราธรเริ่มจะไม่แน่ใจความรู้สึกของตัวเอง แววตาของธราธรที่มองระวีรำไพเปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาเป็นประกายมากขึ้น...
      
       ในห้องหนังสือ วังแสงอาทิตย์ กองหนังสือของระวีรำไพพร้อมทั้งคู่มือการเดินทางไปต่างประเทศวางอยู่มากมาย ธราธรนั่งรออยู่ ไม่นานระวีรำไพเดินเข้ามา ใบหน้ายังมีความหนักใจให้เห็น
       “คุณพ่อไม่ค่อยสบายค่ะพี่ชายใหญ่ ปรางไม่อยากให้ท่านเดินทางไกล คุณแม่ยังบ่นว่าออกภาคสนามครั้งนี้มีพี่ชายใหญ่สนับสนุน บอกว่าจะดูแลท่านให้เอง แต่คุณแม่ก็ยังไม่สบายใจ”
       “เรื่องนี้นี่เอง” ธราธรครุ่นคิด “คุณอาอาการหนักมากเหรอครับ”
       “ค่ะ คุณหมอบอกว่าท่านเริ่มมีอาการของโรคหัวใจ วันก่อนก็ล้มกลางดึกดีที่เรียกหมอมาทัน ตอนนี้อาการดีขึ้นแต่ก็ยังเหนื่อยง่าย ไปทำงานก็ต้องเดินขึ้นเขาลงเขาตั้งไม่รู้กี่เที่ยว ปรางก็เลยกังวล”
       ธราธรคิดแล้วก็เสนอสบายๆ
       “ถ้าน้องปรางกังวล ก็ตามไปดูแลท่านเองสิครับ”
       ระวีรำไพทำตาโต เข้าล็อค ธราธรพูดต่อ
       “เมื่อกี้คุณอาถามคุณอากัลยาว่าจะตามไปดูแลมั้ย แต่คุณอาติดไปต่างประเทศ แต่น้องปรางสอบเสร็จพรุ่งนี้ปิดเทอมพอดี น่าจะไปได้”
       ระวีรำไพรีบต่อทันที
       “ใช่ค่ะ พี่ชายใหญ่รู้ใจปรางที่สุดเลย” ระวีรำไพรีบคว้ามือธราธรมากุมไว้ด้วยความดีใจ “ตกลงพี่ชายใหญ่ให้ปรางไปด้วยใช่มั้ยคะ”
       ธราธรพยักหน้ายิ้มๆ ระวีรำไพยังจับมืออยู่ แถมยังกระชับแน่นขึ้นด้วยความดีใจ แล้วก็พูดขึ้น
       “ไชโย ! ปรางได้ดูแลคุณพ่อแล้ว...ไชโย ดีใจจริงๆเลย”
       ธราธรมองที่มือเรียวเล็กของระวีรำไพที่จับมือตัวเองไว้แน่น และค่อยๆเงยหน้ามองรอยยิ้มสดใสในดวงตาที่อยู่ตรงหน้า พลันใจเต้นโครมครามไม่รู้ตัว ธราธรเผลออายหน้าแดง จนระวีรำไพแปลกใจชะงักมองหน้าเขา
       “พี่ชายใหญ่เป็นอะไรคะ” เธอปล่อยมือและมาแตะหน้าผากแทน “ปวดหัวหรือเปล่า หรือว่ามีไข้...ทำไมหน้าแดงจัง”
       ธราธรอึ้งอาย เฉไฉ
       “ก็...อากาศมันอ้าว พี่ร้อนนิดหน่อย”
       ระวีรำไพพยักหน้ารับรู้ แล้วก็มองซ้ายมองขวา ก่อนจะคว้าข้อมือธราธรมาจับ ธราธรมองงงๆ ระวีรำไพกระซิบ
       “คุยตรงนี้ไม่ปลอดภัย เราไปคุยห้องโน้นดีกว่าค่ะ”
      
       ระวีรำไพลากไปเลย ธราธรเดินตามงงๆ แต่ก็ตามใจเหมือนตามใจเด็ก


  


       ระวีรำไพลากธราธรมาคุยในมุมที่ปลอดภัยและมิดชิดกว่าเมื่อครู่ เขาถามยิ้มๆ
       “มีอะไรอีกเหรอครับ พี่พลอยตื่นเต้นไปด้วยเลย”
       ระวีรำไพพูดด้วยความหนักใจ
       “คือก่อนที่ปรางจะขอพี่ชายใหญ่ ปรางขอคุณพ่อแล้วค่ะ...แต่คุณพ่อไม่ยอมให้ปรางไป”
       ธราธรชะงัก
       “บอกว่ามันอันตรายสำหรับผู้หญิง”
       ธราธรอึ้ง
       “อ้าว...แต่คุณอาชวนคุณอากัลยาไปด้วย”
       “คุณพ่อบอกว่าคุณแม่ไปได้ เพราะไม่ใช่สาวๆ แต่ท่านไม่ยอมให้ปรางไป บอกว่ามีแต่ผู้ชาย ปรางขอยังไงก็ไม่ให้ไป”
       ธราธรผงะ หน้าเสีย พลาดซะแล้ว ระวีรำไพหันขวับมาทางธราธร
       “แต่พี่ชายใหญ่อนุญาตแล้วนะคะ”
       “ก็...พี่ไม่รู้ว่าคุณอาไม่ยอม และในเมื่อคุณอาไม่ยอมแล้วน้องปรางจะไปได้ยังไง”
       “เราก็ไม่ต้องบอกท่าน ทำยังไงก็ได้ให้ปรางได้ร่วมคณะไปด้วย พอไปถึงที่โน่นท่านก็ไล่ปรางกลับบ้านไม่ได้ นะคะ นึกว่าเห็นแก่สุขภาพของคุณพ่อ”
       เธออ้อนวอนสุดฤทธิ์ ธราธรหนักใจ เธอตัดสินใจคุกเข่าลงตรงหน้าเขา
       “นะคะพี่ชายใหญ่ ปราง...ขอร้อง”
       ธราธรตกใจ
       “น้องปราง...ลุกขึ้นเถอะ”
       ระวีรำไพเงยหน้าตาแดงๆ
       “ไม่ค่ะ ปรางไม่ลุกจนกว่าพี่ชายใหญ่จะอนุญาตให้ปรางไปด้วย...” เธอน้ำตาคลอ “ปรางอยากไปดูแลคุณพ่อจริงๆนะคะ”
       ระวีรำไพพูดด้วยความน่าสงสาร ธราธรใจอ่อนยวบ เธอเห็นเขาครุ่นคิดก็รีบยื่นข้อเสนอ
       “ถ้าพี่ชายใหญ่กลัวว่าคุณพ่อจะจำได้ ปรางแต่งเป็นผู้ชายก็ได้นะคะ”
       “ตะ...แต่งเป็นผู้ชาย”
       “ใช่ค่ะ ปรางจะแต่งเป็นผู้ชาย ไม่มีใครรู้ว่าปรางเป็นผู้หญิง แล้วปรางก็จะแอบดูแลท่านอย่างเงียบๆ”
       “แต่...มันเสี่ยงนะ ถ้าคุณอารู้พี่โดนแพ่นกบาลแน่”
       “คุณพ่อไม่รู้หรอกค่ะ ปรางมีเพื่อนเป็นลูกสาวเจ้าของร้านเสื้อ และร้านเสริมสวยชื่อดัง มีช่างฝีมือดีมากมาย รับรองว่าปรางจะต้องเหมือนผู้ชายแน่นอน นะคะ นะคะ นะคะ พี่ชายใหญ่...เชื่อใจปรางนะคะเหมือนผู้ชายแน่ๆ”
       ธราธรคิดแล้วก็ตัดสินใจ


  


       “คนที่จะบอกว่าเหมือนหรือไม่เหมือนคือ พี่และน้องๆทั้ง 4 คน”
       ระวีรำไพขมวดคิ้วแปลกใจ
       “ปรางจะต้องแต่งเป็นผู้ชายให้พวกเราดู ถ้าไม่มีใครจำได้ พี่ถึงจะยอมให้ไป”
       ระวีรำไพมั่นใจ
       “ได้ค่ะ !”
       “อีกหนึ่งข้อ คือ ต้องหาเพื่อนผู้หญิงที่จะไปเป็นเพื่อนน้องปรางให้ได้อย่างน้อยหนึ่งคน เพราะถ้าน้องปรางไม่มีเพื่อนผู้หญิงไปด้วย พี่ไม่ให้ไป”
       “อ้าว...”
       ระวีรำไพหน้าเสีย
      
       วังจุฑาเทพยามค่ำคืน...5 หนุ่มอยู่ในห้อง พุฒิภัทรถามขึ้น
       “แล้วน้องปรางหาได้หรือยังครับ”
       ปวรรุจ รัชชานนท์ รณพีร์ หันมารอฟังคำตอบจากธราธร เขาส่ายหน้า
       “ไม่รู้สิ แต่เท่าที่รู้ตอนนี้ยังหาไม่ได้”
       ปวรรุจคิดแล้วก็เสนอขึ้นลอยๆ
       “ที่จริง...คุณเกษน่าจะตามไปด้วย อย่างน้อย พี่ชายใหญ่จะได้มีโอกาสเรียนรู้กันและกันมากขึ้นก่อนจะตัดสินใจเรื่องการแต่งงาน”
       รณพีร์ตาโต รีบสนับสนุน
       “จริงด้วย พี่ชายใหญ่รับปากหม่อมย่าว่าอีกสามเดือนจะให้คำตอบ ถ้าไม่มีเวลาเรียนรู้กันพี่ชายใหญ่ก็ให้คำตอบไม่ได้อยู่ดี”
       รัชชานนท์แทรก
       “ถ้าคุณเกษไปด้วย...ก็ต้องแต่งเป็นผู้ชายด้วยหรือเปล่า”
       ปวรรุจน์สวน
       “แน่นอนที่สุด!”
       พุฒิภัทรแย้ง
       “เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครเชื่อว่าคุณเกษจะแต่งตัวเป็นผู้ชายได้” พุฒิภัทรหันมาทางปวรรุจ “นายจะบ้าหรือเปล่าที่แนะนำพี่ชายใหญ่แบบนั้น”
      
       ปวรรุจยิ้ม

      
       “ไม่ได้บ้านะชายภัทร แค่คิดว่าการออกภาคสนามครั้งนี้จะทำให้พี่ชายใหญ่กับคุณเกษได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของกันและกัน ดีกว่าการออกเดต ทานอาหาร เต้นรำอย่างมีพิธีรีตอง ความลำบากนี่แหละที่จะทำให้คนแสดงธาตุแท้ของตนเองออกมา”
      
       วาจานักการทูตของปวรรุจทำเอาทุกคนเงียบกริบ เห็นด้วย แม้แต่ธราธรก็นิ่งคิดอย่างเห็นด้วย... รัชชานนท์คิดๆ
       “ผมเห็นด้วยกับพี่ชายรุจ แต่ คุณอาเทวพันธ์จะยอมให้คุณเกษไปหรือเปล่า”
       รณพีร์หนักใจ
       “ถึงคุณอายอม แล้วคุณเกษจะยอมไปหรือเปล่า”
       พุฒิภัทรคิดๆ
       “และถ้าคุณเกษยอมไป เธอจะยอมแต่งเป็นผู้ชายหรือเปล่า เพราะถ้าเธอไม่ยอมแต่งเป็นผู้ชายก็ไปไม่ได้อยู่ดี”
       ทุกคนชะงักหยุดคิด ธราธรถึงกับถอนใจ
       “นั่นสิ...เฮ่อ...”
       ธราธรเริ่มเครียด...ปวรรุจหันมาทางพี่ชายอย่างรู้ใจ
       “เอาล่ะๆ ตอนนี้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นกันแล้ว ต่อไปนี้ให้พี่ชายใหญ่ตัดสินใจเองว่าจะชวนคุณเกษหรือไม่ชวน อย่าเพิ่งกดดันกันดีมั้ยครับ”
       พุฒิภัทร รัชชานนท์ รณพีร์ พยักหน้าเห็นด้วย ด้วยมารยาทไม่ควรจะถามแล้ว แต่แล้วรณพีร์ทนไม่ได้
       โพล่งถามออกมาด้วยความอยากรู้
       “ตกลงพี่ชายใหญ่จะชวนุคณเกษไปด้วยหรือเปล่าครับ”
       ธราธร ปวรรุจ พุฒิภัทร รัชชานน์ ถอนใจพร้อมกัน
      
       “เฮ่อ...”


  


       วังเทวพรหมวันต่อมา เกษราพูดด้วยความดีใจ ปน ประหลาดใจ
      
       “พี่ชายใหญ่ชวนเกษไปเที่ยวเหรอคะ”
       เกษราและธราธรนั่งคุยกันอยู่ในห้องรับแขก ตรงหน้าชายหนุ่มมีขนมปั้นสิบนึ่งวางอยู่คู่กับแก้วน้ำเจียรนัยและถ้วยชาอย่างหรู เขาชี้แจง
       “เอ่อ...ก็ไม่เชิงหรอกจ้ะ พอดีพี่จะไปทำงานภาคสนามที่ปราสาทหินพนมจันทร์ที่เพิ่งค้นพบเมื่อไม่นาน พี่คิดว่าน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่น้องเกษจะได้ไปดูการทำงานของพี่”
       เกษราใจเต้นตึ๊กตั๊กด้วยความตื่นเต้น
       “เกษอยากไปค่ะพี่ชายใหญ่ ! เกษจะไม่ทำตัวให้วุ่นวาย อยู่ง่ายกินง่ายค่ะ”
       ธราธรยิ้มๆ
       “ดีจ้ะ เพราะการสำรวจแต่ละครั้ง การอยู่อาศัยค่อนข้างอัตคัต พี่กลัวเกษจะเบื่อ และเหนื่อยมากกว่า”
       เกษราฟังด้วยแววตาเป็นประกาย หาได้ย่อท้อไม่
       “เกษอยากไปค่ะ เกษไม่เคยไปเที่ยวไหนไกลๆเลย เรียนก็ไม่ได้เรียนสูง ทุกวันนี้ก็เหมือนกบอยู่ในกะลา”
       “แต่ที่ๆเราจะไปสำรวจก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากกองหินเก่าๆ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ เกษอยากเห็นของจริง ถ้าไปแล้ว ไม่ทำให้พี่ชายใหญ่ไม่สบายใจ เกษก็ยินดีค่ะ”
       ธราธรยิ้มพอใจ
       “พี่ก็ยินดีเช่นกัน...” แล้วเขาก็ชะงักหน้าเครียดลงมานิดนึง แล้วพูดต่อด้วยความลำบากใจ “แต่...คณะของพี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย มีนักศึกษาผู้หญิงแค่คนเดียว คือ น้องมะปราง หม่อมหลวงระวีรำไพ”
       “ค่ะ...เกษจำเธอได้”
       “เพื่อความปลอดภัย และด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้น้องมะปรางกับน้องเกษต้อง...เอ่อ...ต้อง...”
       “ต้องอะไรคะ พี่ชายใหญ่พูดมาเถอะค่ะ ว่าเกษต้องทำอะไรบ้าง เกษจะพยายามปรับตัวเข้ากับคณะของพี่ค่ะ”
       เกษรารอฟังแววตาเป็นประกาย ธราธรพยายามอธิบาย
       “มันไม่ใช่การ ปรับตัว ครับ...แต่มันเป็นการ ปลอมตัว”
       เกษราผงะ งง
       “ปลอมตัว! ปลอมเป็นอะไรคะ”
       ธราธรลำบากใจ
       “เป็นผู้ชายครับ”
       เกษราอึ้ง...พูดไม่ออกแต่เอามือทาบอกเบาๆ คิดในใจ คุณพระ!!
        
       2.3.2
       เมื่ออยู่ตามลำพัง เกษรายืนอยู่ริมหน้าต่าง ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ธราธรพูด
       “อาจจะฟังดูพิลึกพิลั่นไปหน่อย แต่ในคณะมีแต่ผู้ชายและอยู่ในป่าแบบนั้น อันตรายรอบด้าน ถ้าแต่งเป็นชายและคอยอยู่กับน้องปรางตลอด พี่คิดว่าจะปลอดภัยกว่า พี่ว่าเกษลองคุยกับน้องปรางดูดีมั้ย จะได้ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร พี่จะให้หมายเลขโทรศัพท์ของวังแสงอาทิตย์ไว้ แล้วแจ้งให้น้องปรางทราบว่าน้องเกษจะร่วมเดินทางไปกับเธอด้วย”
       เกษราก้มดูเบอร์โทรศัพท์ที่เขียนอยู่ในกระดาษใบเก๋ ลายมือธราธรดูสวยและเป็นระเบียบมาก หญิงสาวคิดหนัก โทร.หรือไม่โทร.ดีนะ จะไปหรือไม่ไปดีนะ...
        
       ระวีรำไพยืนกังวลอยู่ที่หน้าวังแสงอาทิตย์ เห็นรถจอดรออยู่ กัลยายืนอยู่ข้างรถเตรียม
       เดินทาง อาทิตยรังสีและระวีรำไพยืนรอส่ง
       “แน่ใจนะว่าไม่ให้ผมไปส่ง”
       “แน่ใจค่ะ คุณพักผ่อนเถอะ ที่สนามบินมีพรรคพวกจากเรดคอร์สที่เดินทางไปด้วยกันตั้งมากมาย รับรองไม่มีเวลามานั่งเบื่อ” กัลยาหันมาทางระวีรำไพ “มะปรางดูแลคุณพ่อแทนแม่ด้วยนะลูก”
       “คุณแม่ไม่ต้องห่วงค่ะ ปรางจะดูแลคุณพ่ออย่างดีที่สุดค่ะ”
       กัลยายิ้มพอใจ ก่อนจะหันมาทางสามี อาทิตยรังสียิ้มรู้ใจ
       “เรื่องไปทำงานภาคสนาม...ผมไม่เปลี่ยนใจ...”
       กัลยาถอนใจเบาๆ
       “เฮ่อ...ระมัดระวังรักษาตัวดีๆนะคะ”
       “คุณเองก็เหมือนกัน”
       “สวัสดีค่ะ”
       กัลยายกมือไหว้อาทิตยรังสี ระวีรำไพยกมือไหว้แม่
       “สวัสดีค่ะ”
       กัลยาลูบหัวระวีรำไพด้วยความรัก และหันมามองหน้าสามีอีกครั้งด้วยความกังวล อาทิตยรังสีพยายามยิ้มให้ความมั่นใจ กัลยาทำใจหันหลังขึ้นรถไป ระวีรำไพมองตามรถที่เคลื่อนออกไป เห็นแม่มองพ่อด้วยความเป็นห่วงก็ยิ่งเป็นกังวล ทันใดนั้นดาวเรืองก็เดินเข้ามาหาระวีรำไพและคุกเข่ารายงาน
       “คุณมะปรางคะ...คุณเกษราโทรศัพท์มาหาค่ะ”
       ระวีรำไพหันมาตาโตวาว
       “คุณพี่เกษ!”
      
       ระวีรำไพยิ้มดีใจ ตาเป็นประกายอย่างมีหวัง


  


       ระวีรำไพกับเกษรานัดเจอกันในร้านอาหาร ระวีรำไพพูดขึ้นด้วยความดีใจ
      
       “ปรางดีใจม้ากมาก ที่พี่เกษตัดสินใจไปกับปราง เพราะชวนเพื่อนคนไหนก็ไม่มีใครยอมสักคน บอกว่าลำบาก ปรางยังคิดหนักเลยค่ะว่าจะทำยังไงดี พี่ชายใหญ่บอกว่าถ้าไม่มีเพื่อนผู้หญิงไปด้วย จะไม่อนุญาตให้ปรางไปดูแลคุณพ่อ พอพี่เกษโทร.มาปรางดีใจที่สุดเลยค่ะ”
       เกษรายิ้มน้อยๆ
       “พี่ก็ดีใจค่ะที่จะได้ไปเที่ยว...แล้วน้องปรางไม่กลัวว่าคุณพ่อจะจับได้เหรอคะ”
       “กลัวสิคะ ปรางถึงต้องหาวิธีปลอมตัว แล้วก็ไม่โผล่ไปให้ท่านเห็นหน้า โชคดีตรงที่หัวหน้าโครงการมักไม่ค่อยมาสุงสิงกับเด็กๆนักศึกษาฝึกงาน แต่ถ้าท่านจำได้ตอนไปถึงที่โน่น ก็คงจะไม่ไล่ปรางกลับ เพราะมันไกล”
       “แล้วเรื่องปลอมตัว น้องปรางคิดว่ามันจะได้ผลจริงๆเหรอคะ”
       “ได้สิคะ...เพราะปรางมีผู้ช่วย”
       ระวีรำไพยิ้มมั่นใจ
        
       หน้าร้านตัดเสื้อตกแต่งหรูหราตามสมัยนิยม ตัวร้านสะอาดสะอ้านมีลูกค้าและช่างจับกลุ่ม จับคู่คุยกัน
       อยู่ตามมุมต่างๆ บางคนลองเสื้อ เลือกผ้า เลือกแบบเสื้ออยู่อย่างมีความสุข โสภิตาแต่งตัวเปรี้ยว ยกมือไหว้เกษราอย่างสวยงาม สมกับเป็นกุลสตรีที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี
       “สวัสดีค่ะคุณเกษ”
       เกษรารับไหว้
       “สวัสดีค่ะคุณโสภิตา เรียกพี่เกษเฉยๆก็ได้ค่ะ”
       “อย่างนั้น พี่เกษเรียกโส...ว่าน้องโส หรือโสเฉยๆก็ได้ค่ะ”
       ระวีรำไพ เกษรา และ โสภิตายืนคุยอยู่ที่มุมหนึ่งของร้านที่เป็นส่วนตัว ไม่มีคนแถวนั้นแอบมาได้ยิน ระวีรำไพบอกกับเกษรา
       “คุณแม่โสภิตาเป็นเจ้าของห้องเสื้อแห่งนี้ค่ะ คุณน้าจะช่วยออกแบบ ตัดเย็บ เสื้อผ้าผู้ชายสำหรับเราสองคน”
       เกษราพยักหน้ารับ ก่อนจะถามด้วยความสงสัย
       “แล้ว...คุณแม่ของน้องโส...ท่านเห็นด้วยกับการปลอมตัวเหรอคะ” เกษราถามด้วยความไม่มั่นใจ
        
       โสภี อายุประมาณ 40 กว่าท่าทางคล่องแคล่ว เปรี้ยวปรี๊ส พูดตรงไปตรงมา โสภียืนคุยกับเด็กๆอยู่ในห้องตัดเสื้อส่วนตัว โสภิตายืนอยู่ข้างๆ เกษราและระวีรำไพยืนหน้าเจื่อนอยู่ตรงข้าม
       “น้าไม่เห็นด้วยเลยที่คิดจะปลอมตัวแบบนี้”
       โสภิตาอ้อน
       “คุณแม่ขา...ก็ตามที่โสบอกนั่นแหละค่ะ ถ้ามะปรางไม่ใช้วิธีนี้ คุณชายธราธรก็จะไม่ยอมให้ตามไปดูแลคุณชายอาทิตย์”
       “แม่รู้แล้ว...ก็ถึงได้ยอมรับมาเป็นธุระ” โสภีบอกกับระวีรำไพ
       “นี่ถ้าไม่เห็นแก่สุขภาพของคุณชายที่มาตัดชุดที่ร้านน้าเป็นประจำ น้าไม่ยอมทำให้เด็ดขาด”
      
       ระวีรำไพยกมือไหว้


  


       “ขอบพระคุณคุณน้ามากนะคะที่เมตตา”
      
       โสภีรับไหว้ ระวีรำไพพูดต่อด้วยความเกรงใจ
       “ปรางต้องรบกวนคุณน้าเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ อย่าให้คุณพ่อรู้เป็นอันขาดเลยนะคะ”
       “จ้ะ น้าไม่บอกหรอก เอาล่ะ...เรารีบมาวัดตัวตัดชุดกันดีกว่า เดี๋ยวจะมืดค่ำเสียเปล่าๆ หนูมะปรางก่อนก็แล้วกัน”
       ระวีรำไพกับเกษราตอบพร้อมกัน
       “ค่ะ”
       ระวีรำไพยิ้มตื่นเต้น เกษรายิ้มประหม่า
        
       หน้ากระจกบานใหญ่ โสภียืนอยู่พร้อมสายวัดคล้องไว้ที่คอ และไม้บรรทัดยาว เพ่งมองรูปร่างของระวีรำไพที่ยืนอยู่ตรงหน้า ไม่ไกลออกไปเกษราและโสภิตานั่งอยู่ โสภีเพ่งพิจ และหมุนตัวพร้อมพูด
       “รูปร่างผู้ชายไม่มีเอวเหมือนผู้หญิง ต้องไม่ตัดเสื้อที่เน้นให้เห็นเอวเล็กคอด กางเกงรัดเอวก็จริงแต่ต้องซับผ้าลงขอบด้านในให้หนาขึ้น จะทำให้ดูเอวใหญ่ เสื้อก็ไม่ตัดรัดรูป”
       โสภีพาดสายเอี๊ยมลงที่ตัวของระวีรำไพ แล้วก็พูดด้วยความพอใจ
       “ใส่สายเอี๊ยมจะช่วยดึงกางเกงไว้ เท่านี้ก็น่าจะปิดบังรูปร่างได้”
       ระวีรำไพยิ้มพอใจ โสภีพูดต่อ
       “ต่อไปเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องปิดบังนั่นก็คือ...”
       โสภีมองหน้าอกอันล้นหลามของเกษราด้วยความหนักใจ
        
       “น้าจะตัดตัวชั้นในแบบเกาะอก ไม่มีสาย เหมือนที่สวมใต้ชุดราตรี แล้วรัดด้วยผ้าแถบที่ค่อนข้างหนา มีตะขอหลังให้ เป็นเหมือนคลอเส็ต”
       โสภีชี้ไปที่หุ่นที่มีคอเส็ตใส่อยู่ ระวีรำไพกับเกษรา และโสภิตามองตาม
       “แต่จะไม่ช่วยดันทรง มันจะรัดไปตั้งแต่ช่วงอก” โสภีใช้ไม้บรรทัดชี้ไล่จากหน้าอกของหุ่น “ลงจนไปถึงเอว จะทำให้ดูเป็นแผ่นอกราบ แล้วก็ใส่เสื้อกล้ามทับแค่นี้ก็ดูเหมือนผู้ชายวัยต้นยี่สิบ กล้ามเนื้อยังไม่ขยายเต็มที่ รัดแบบนี้หน้าอกไม่หย่อนคล้อย และก็ไม่โชว์ออกมาให้เห็น...แต่จะลำบากตรงที่ตอนใส่ต้องช่วยกัน ทำได้หรือเปล่า”
       เกษราและระวีรำไพมองหน้ากัน แล้วก็หันมาตอบ
       “ทำได้ค่ะ”
       “อีกอย่างหนึ่งที่ต้องระวังมากๆ คือ ชุดชั้นใน อย่าเอาพวกกางเกงชั้นในลูกไม้ไปเด็ดขาด ต้องใส่แบบผู้ชาย เวลาเอาไปตากจะได้ไม่ต้องกลัวคนสงสัย เข้าใจหรือเปล่า”
       สองสาวตอบพร้อมกัน
       “เข้าใจค่ะ”
       “ดี น้าจะได้วัดตัว ทำแบบ ลงมือตัด ไม่เกิน 3 วันเสร็จเรียบร้อย!”
       เกษราและระวีรำไพยิ้มพอใจ โสภิตาจับมือระวีรำไพดีใจด้วย โสภีรีบพูดต่อ
       “น้าคงจะช่วยได้แค่นี้ ส่วนเรื่องแต่งหน้า ทำผม พวกสาวๆคงต้องไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกันเอง”
       “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงค่ะคุณแม่ เพราะพวกเรานัดไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ”
       โสภิตาหันมายิ้มกับระวีรำไพ รู้กันสองคน...
       ในร้านเสริมสวยที่ตอนนี้ปิดแล้ว ไม่มีคนอื่นอยู่...ดาราราย เมคอัพอาร์ตติสส์ รุ่นใหญ่เพ่งพินิจใบหน้าของระวีรำไพ และเกษราที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ข้างๆเป็นดาราฉายยืนลุ้นอยู่ไม่ห่าง ทั้ง 4 คนอยู่ในร้าน
       “นับจากนี้ไป ห้ามกันคิ้วเด็ดขาด!”
       ระวีรำไพกับเกษราสะดุ้งนิดๆ กับความดุ ดารารายพูดต่อ
       “ต้องปล่อยให้คิ้วหนาเข้าไว้ และห้ามผัดหน้า ทาปาก แต่ต้องลงรองพื้นสีเข้มๆ ให้หน้าดูคล้ำ ๆ มันๆ เข้าไว้ ส่วนผม”
       ดารารายมองหน้าระวีรำไพและเกษรา พร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
       “ต้องตัด!”
       สองสาวอึ้ง
      
       “ตัดผม!”

      
       “ใช่ เพราะผมยาวแบบนี้ ใส่วิกลำบาก ใส่ยังไงก็ไม่เป็นธรรมชาติ ที่สำคัญอากาศในป่าก็ร้อนมาก ถ้าใส่วิก มีหวังคันเป็นลิง ต้องตัดอย่างเดียวเท่านั้น”
       ระวีรำไพกับเกษรามองผมด้วยความเสียดาย ดาราฉายหันมาบอกดาราราย
       “แต่คุณแม่คะ...คุณชายธราธรบอกว่าต้องลองแต่งเป็นชายให้ดูก่อนถึงจะอนุญาต ถ้าตัดผมไปแล้วคุณชายไม่อนุญาตให้ไป มะปรางกับพี่เกษก็ต้องอยู่ในทรงผมสั้นให้อับอายชาวบ้านเหรอคะ”
       ระวีรำไพกับเกษราพยักหน้านิดๆ เห็นด้วยกับดาราฉาย
       “ใช่ค่ะ คุณป้ามีวิธีอื่นที่จะทำให้เราสองคนผ่านการทดสอบก่อนแล้วค่อยตัดผมก่อนจะเดินทางจริงได้หรือเปล่าคะ”
       เกษรา และดาราฉายพยักหน้าเห็นด้วยกับระวีรำไพ ดารารายคิดๆ ทั้งสามสาวรอฟังคำตอบใจจดจ่อ
       “มีอีกหนึ่งวิธี!”
       ดารารายจิกตาอย่างมุ่งมั่น
        
       ดารารายลองวิกและหมวกให้เกษราและระวีรำไพ หมวกทรงผู้ชายนานาชนิดวางเรียงรายอยู่หน้ากระจก และวิกผมสั้นมากมาย วางเรียงอยู่ ดารารายกำลังมัดรวบผมระวีรำไพ กับเกษรา และสวมวิก ก่อนจะใส่หมวก ทรงโน้นทรงนี้ เพื่อปิดบังหน้า และซ่อนผมที่พองอยู่ใต้วิก ดาราฉายช่วยเป็นลูกมือ คอยส่งวิก ส่งหมวกให้...ดารารายแต่งหน้าสองสาวให้ดูคล้ำๆ มันๆ และลองใส่วิกและใส่หมวก ในแบบต่างๆ ทั้งหมวกแก๊ป หมวกเดินป่า หมวกผ้า หมวกหนัง มากมายเก๋ไก๋ละลานตา หน้าระวีรำไพดูคล้ายจะเป็นชายอยู่ในที
        
       โสภิตา และ ดาราฉาย ยืนอยู่กลางสวนวังแสงอาทิตย์ เกษราและระวีรำไพนั่งอยู่ที่ชุดสนาม บนโต๊ะมีชุดชายามบ่าย โสภิตาบอกสองสาว
       “นอกจากเสื้อผ้า และหน้าผมที่ต้องเป็นผู้ชายแล้ว เราสองคนคิดว่ามีอีกสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือ...”
       ดาราฉายเสริม
       “กริยาอันเป็นผู้ชาย!”
       สองสาวอึ้งไป ระวีรำไพถามอย่างสงสัย
       “โส ดารา...แล้วกริยาอันเป็นผู้ชาย เป็นยังไงเหรอ”
       “พี่ชะม้อย จะเป็นคนสอนเธอกับพี่เกษเอง” โสภิตาบอก
       ระวีรำไพกับเกษรางง
       “พี่ชะม้อยเป็นใครคะ” เกษราถาม
        
       “เป็นเพื่อนสนิทคุณแม่ เป็นคนหานางงามส่งประกวด แล้วก็สอนกริยามารยาทการเข้าสังคมให้คนดังมากมายทั้งชายทั้งหญิง...พี่ชะม้อยมารออยู่แล้ว เชิญพี่ชะม้อยค่ะ”
       โสภิตาผายมือมาที่ประตู เกษรา และระวีรำไพ ลุกขึ้นต้อนรับอย่างให้เกียรติ์ ชะม้อยเดินเชิดเข้ามาด้วยท่าทางตุ้งติ้ง ระวีรำไพและเกษรายกมือไหว้อย่างนอบน้อม
       “สวัสดีค่ะ”
       ชะม้อยกรีดมือรับไหว้ และพูดน้ำเสียงออกเลยว่าเป็นสาว
       “สวัสดีจ้ะ”
       ระวีรำไพ และ เกษรา เห็นท่าทางตุ้งติ้งของชะม้อยก็ผงะ อึ้งๆ นิดๆ ระวีรำไพกระซิบถามโสภิตาที่ยืนอยู่ข้างๆ
       “แน่ใจนะว่า...จะมาสอนกริยาอันเป็นผู้ชาย”
       ชะม้อยได้ยิน ส่งเสียงแจ๋น
       “ทำไมจ๊ะ ทำไมฉันจะสอนไม่ได้” ชม้อยทำเสียงแมนมาก “ฉันเกิดมาเป็นผู้ชายนะ”
       เกษรากับระวีรำไพสะดุ้ง
       “แต่พอโตขึ้นมาฉันแค่เปลี่ยนใจ” ชม้อยเสียงแจ๋นเหมือนเดิม “อยากเป็นผู้หญิงก็เท่านั้นเอง”
       “อ๋อ”
       ระวีรำไพกับเกษราถึงบางอ้อ ชะม้อยมองสองสาว


  


       “ตกลงจะเรียนหรือไม่เรียน”
       ระวีรำไพกับเกษรารีบบอกพร้อมกัน
       “เรียนค่ะเรียน”
       สองสาวรีบหันไปหยิบสมุด ปากกามาเตรียมจด ชะม้อยเดินไปพูดไป
       “สิ่งแรกที่ต้องเรียนรู้ในการวางตัวให้เหมือนชายก็คือ ห้ามร้องกรี๊ด วี๊ดว๊าย ให้ใครได้ยินเป็นอันขาด”
       ระวีรำไพและเกษราก้มหน้าก้มตาจด ทันใดนั้นชะม้อยก็เอามือปัดขวดน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะ หล่นตกลงมาแตกต่อหน้าระวีรำไพกับเกษรา เพล้ง!  ทั้งสองคนร้องกรี๊ดกร๊าดออกมา
       “ว้าย กรี๊ด!”
       ชะม้อยสวนทันที
       “บอกแล้วไงว่าอย่ากรี๊ด”
       ระวีรำไพกับเกษราก้มหน้าจ๋อย
       “ขอโทษค่ะ”
       ชะม้อยมองหน้าสองสาวแล้วก็ส่ายหน้า โสภิตาและดารารายมองหน้ากันจะไหวมั้ยเนี่ย
        
       ระวีรำไพกับเกษราลองชุดที่ร้านเสื้อ หัดแต่งหน้าและใส่วิก ใส่หมวกที่ร้านเสริมสวยและ ฝึกเป็นผู้ชายกับพี่ชะม้อยหลังวัง...ระวีรำไพกับเกษรา ฝึกท่านั่ง ท่าเดิน ท่ายืนแบบผู้ชายกับชะม้อย...โสภีเอาเสื้อผ้าที่ตัดแล้วมาลองให้ระวีรำไพกับเกษราใส่ และปรับแก้...ดารารายสอนระวีรำไพ และ เกษราเก็บผม และแต่งหน้าแบบผู้ชาย...ระวีรำไพนั่งเชิดเป็นเจ้าหญิง ชะม้อยจับก้มหน้าลงหน่อย แบะอก ถ่างขา ในท่านั่ง ระวีรำไพรู้สึกฝืนแต่ก็
       พยายาม...เกษราถูกรัดนมและสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตตัวโคร่ง เธออยู่ในชุดผู้ชายที่ค่อนข้างสมบูรณ์...ระวีรำไพแต่งหน้าเป็นชายได้เหมือน และรวบผมเก็บผมใส่หมวก ดูทะมัดทะแมงอย่างมาก
       น้ำถูกสาดลงพื้นไม่ไกลจากที่เกษราและระวีรำไพนั่ง ทั้งสองคนร้องวี๊ดว้าย
       “ว้าย!”
       ชะม้อยมองตาดุ สองสาวรีบเก๊กแมนต่อหน้าจ๋อยๆ ระวีรำไพใส่รัดหน้าอก และเสื้อกล้ามทับ และ แต่งตัวเป็นชายอย่างคล่องแคล่ว เกษราแต่งหน้าคล้ำ รวบผม ใส่หมวก ดูน่ารักเหมือนเด็กชาย แก้วน้ำถูกปาลงพื้นดังเพล้ง เสียงระวีรำไพและเกษราร้องออกมาพร้อมกันเสียงใหญ่ห้าว
       “เฮ้ย!”
       โสภิตา ดาราฉาย และชะม้อย ยิ้มพอใจ...
        
       หน้าร้านเสื้อผ้าโสภิตา รถเปิดประทุนของธราธรแล่นเข้ามาจอด ในรถมีปวรรุจ และพุฒิภัทร นั่งมาด้วย ไม่นานรถรณพีร์แล่นมาจอดเทียบ รัชชานนท์นั่งมากับรณพีร์
       ธราธร ปวรรุจ พุฒิภัทร ลงจากรถ รัชชานนท์ รณพีร์ตามมา ทั้งห้ายืนอยู่ที่หน้าร้านเสื้อสาวๆ
       มองกันตาเป็นมัน รัชชานนท์ และรณพีร์ มองกลับพร้อมส่งยิ้มอารมณ์ดี พุฒิภัทรมองหน้าร้านเสื้อด้วยความแปลกใจ
        
       “พี่ชายใหญ่ ทำไมเราต้องมาที่ร้านตัดเสื้อด้วยครับ”
       รณพีร์ชิงตอบ
       “คือว่า...ในร้านมีห้องลองชุดที่เป็นส่วนตัว คุณเกษกับน้องปรางจะได้แต่งตัวเป็นผู้ชายให้เราทั้ง 5 ได้พิจารณาว่าผ่านหรือไม่ และห้องนี้ก็มิดชิดไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนเห็น”
       รัชชานนท์หันมา
       “ที่รู้เพราะพาผู้หญิงมาตัดชุดบ่อยล่ะสิ”
       รณพีร์ยิ้มไม่ปฎิเสธ
       “นายช่างรู้ใจจริงๆ”
       รัชชานนท์ส่ายหน้า ไม่เห็นยาก ปวรรุจหันมาทางธราธร
       “จะว่าไป พี่ชายใหญ่นี่เยี่ยมไปเลย เก่งกว่านักการทูตมืออาชีพอย่างผมเสียอีก สามารถเกลี้ยกล่อมคุณเกษให้ยอมแต่งตัวเป็นผู้ชายได้”
       “ไม่ได้เกลี้ยกล่อมอะไรเลย เธออยากจะไปเที่ยวอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่รับภาระครอบครัวมาตั้งหลายปีเธอไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย พอพี่ชวน เธอแทบจะร้องไห้ด้วยความดีใจ”
       พุฒิภัทร แปลกใจ
       “เธอไม่ตะขิดตะขวงใจที่ต้องปลอมตัวเหรอครับ”
       ธราธรยิ้ม


  


       “ก็มีบ้าง นี่ก็ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นยังไง ฝากพวกนายทั้ง 5 คนช่วยกันดูด้วย ถ้าดูแล้วไม่เหมือนผู้ชาย...พี่ก็คงจะไม่ให้ไปทั้ง 2 คน”
       ทั้ง 4 คนพยักหน้ารับคำสั่ง ทันใดนั้นมีเด็กหนุ่มใส่หมวกปิดหน้าวิ่งเข้ามาที่กลุ่มของ 5 คุณชายและกระชากกุญแจรถจากมือธราธรแล้ววิ่งหนีไปอย่างเร็ว ทั้ง 5 คุณชายตกใจ ธราธรร้องลั่น
       “เฮ้ย!”
       รัชชานนท์รีบถาม
       “มันขโมยอะไรไปครับพี่ชายใหญ่”
       ในจังหวะนั้นเองเด็กหนุ่มอีกคนวิ่งมาที่รณพีร์และกระชากกุญแจรถไปอย่างรวดเร็ว รณพีร์ร้องลั่น
       “เฮ้ย กุญแจรถ!”
       เด็กหนุ่มคนที่ 2 วิ่งหนีไป ท่าทางดูไม่แข็งแรงเท่าคนแรก แต่ก็วิ่งไวพอตัว ทั้ง 5 คุณชายงงมาก
        
       ที่มุมตึกไม่ไกลจากหน้าร้าน เด็กหนุ่มคนแรกวิ่งผ่านแล้วเลี้ยวเข้าไปอย่างเร็ว เห็นหน้าที่บังอยู่ใต้หมวกแว่บคลับคล้ายคลับคลาเหมือนจะเป็นระวีรำไพ อีกมุมตึกเด็กหนุ่มคนที่สองวิ่งผ่านเข้าไปในซอกตึก ด้วยอาการเหนื่อยหอบกว่าคนแรก แต่ก็ยังดูทะมัดทะแมงใต้หมวกเห็นหน้าคล้ายจะเป็นเกษรา
        
       รณพีร์พูดด้วยความแค้นใจ
       “ไอ้เด็กบ้า มันกล้ามาล้วงคองูเห่า !”
       รัชชานนท์รีบเข้ามาประกบ
       “ท่านเรืออากาศตรีคิดว่าศึกนี้เราควรจะรับมืออย่างไรดี”
       รณพีร์หันมาแล้วก็บอกพี่ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ดูเข้มแข็ง หนักแน่น ไม่ขี้เล่น เหมือนปกติ
       “ตึกในย่านนี้เป็นตรอกซอกซอย ทุกตรอกทะลุถึงกัน ไอ้หัวขโมยคนแรกมันวิ่งทางโน้น” รณพีร์ชี้ไปมุมตึก “พี่ชายใหญ่วิ่งเข้าไปที่ซอกนี้จะทะลุไปเจอกับถนนที่มันวิ่งเข้าไป”
       ธราธรพยักหน้ารับ
       “พี่ชายรุจเข้าไปที่ซอกโน้น” รณพีร์ชี้ไปที่ซอยถัดไป “แล้ววิ่งอ้อมกลับมาจะทะลุมาเจอกับพี่ชายใหญ่ดักทั้งข้างหน้าข้างหลังไม่พลาดแน่”
       ธราธรกับปวรรุจพยักหน้ารับ
       “ชายเล็กไปที่ซอยด้านโน้น ส่วนฉันจะวิ่งตามมันไป ทางที่มันไปเป็นซอยตันมันไม่รอดแน่ ท่านพี่เข้าใจแล้วเราก็แยกย้าย !”
       รัชชานนท์พยักหน้ารับ
       “ครับผม!”
       ทั้งสี่วิ่งออกไปตามที่รณพีร์วางแผน เหลือแต่พุฒิภัทรยืนเหวออยู่ แล้วตะโกนขึ้น
       “ฉันรออยู่ในร้านนะ ใครต้องการหมอก็มาเรียกแล้วกัน”
        
       ระวีรำไพ ในคราบเด็กหนุ่ม วิ่งมาตามซอกอย่างเหนื่อย วิ่งไปก็มองหลังไปอย่างระมัดระวัง ธราธรวิ่งตามเข้ามาในซอก ปวรรุจวิ่งมาอีกซอก
       เกษราในคราบเด็กหนุ่มวิ่งมาตามซอก เหนื่อยหอบ รัชชานนท์วิ่งเข้ามาอย่างเร็ว เบาๆ ไม่เหนื่อยเลย รณพีร์วิ่งตามมาอีกทางด้วยความคล่องแคล่ว เพราะเขาผ่านการฝึกมาอย่างดี...ระวีรำไพวิ่งมาสักพักก็ชะงักเพราะธราธรวิ่งทะลุซอยมาอยู่ข้างหลังในระยะประชิด ระวีรำไพหันมาเห็นก็ตกใจรีบวิ่งต่อ ธราธรเห็นก็เรียกขึ้น
       “ไอ้น้อง ! หยุดซะดีๆ หนีไม่พ้นหรอก”
       ระวีรำไพยังก้มหน้าวิ่งสุดชีวิต
       รัชชานนท์โผล่ออกมาจากซอกแล้วก็ยืนดักไว้ เกษราวิ่งมาเจอพอดีก็ชะงักกึก
       “ไอ้หนู เอากุญแจคืนมาถ้าไม่อยากโดนจับส่งตำรวจ”
       เกษราไม่ยอมรีบหันหลังแล้วก็วิ่งกลับไปที่เดิม
       ปวรรุจวิ่งออกมาจากซอกแล้วก็ดักระวีรำไพไว้ทันที ระวีรำไพชะงักกึก รีบก้มหน้า หันกลับมาจะวิ่งหนีอีก ธราธรก็วิ่งมาดัก ระวีรำไพก้มหน้างุด ธราธรเสียงเข้มมาก
       “ฉันขอดูหน้าหน่อยสิไอ้หนุ่ม ลูกเต้าเหล่าใคร ริอ่านมาเป็นหัวขโมยตั้งแต่ยังเด็ก”
       ธราธรพูดจบก็สะบัดหมวกออกจากศรีษะของระวีรำไพ


  


       เกษราหันมาเจอรณพีร์ที่วิ่งเข้ามาดักอีกด้าน รัชชานนท์เอื้อมมือมาคว้าหมวกเกษรา
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
       เกษราถูกกระชากหมวกออก
        
       ระวีรำไพหมวกหลุด ผมยาวที่ซ่อนไว้ก็สะบัดร่วงพราวลงมา
       เกษราหมวกถูกดึงออกเธอเงยหน้าขึ้น มองรัชชานนท์และรณพีร์ ทั้งสองคนถึงกับอึ้งพูดออกมาพร้อมกัน
       “คุณเกษ”
       ธราธรและปวรรุจอึ้งพอกัน
       “น้องปราง”
       ระวีรำไพยิ้มแหะๆ เกษรายิ้มเจื่อนๆ
        
       ภายในร้านเสื้อผ้า พุฒิภัทรนั่งจิบชามองมาข้างหน้าอย่างอึ้งๆ
       “อืมม์...เหมือนจริงๆ”
       เกษรา และ ระวีรำไพยืนอยู่ในชุดเด็กหนุ่ม ธราธร ปวรรุจ รัชชานนท์ และรณพีร์
       ยืนกระจายอยู่ในห้องลองชุด โสภิตาและดาราฉายยืนลุ้นอยู่หลังเกษราและระวีรำไพ ปวรรุจยิ้มชื่นชม
       “น้องปรางและคุณเกษหลอกพวกเราทั้ง 5 คนให้เชื่อได้อย่างสนิทใจ ไม่มีใครปฎิเสธสักคน”
       เกษราและระวีรำไพหันมาจับมือกัน แล้วก็ยิ้มให้กันด้วยความดีใจ รัชชานนท์เห็นด้วย
       “นั่นสิ ทำพวกเราวิ่งซะเหนื่อยเลย”
       รณพีร์หันมาทางธราธรทำเสียงขรึมล้อ
       “อย่างนี้พอได้มั้ยครับคุณชายใหญ่”
       เกษรา กับ ระวีรำไพหันมาทางธราธร ทุกคนรอฟังคำตอบ ธราธรทำเป็นคิดหนัก ก่อนจะค่อยๆยิ้มและพยักหน้า เกษรากับระวีรำไพดีใจ โสภิตาและดาราฉายยิ้มกว้างดีใจไปด้วย สี่สาวกรี๊ดกร๊าดดีใจ เกษรากรี๊ดกร๊าดน้อยสุด
       “ผ่านแล้วๆ”
       ธราธรส่ายหน้า
       “จะไม่ผ่านก็ตอนนี้แหละ”
       เกษราและระวีรำไพรีบเก๊กหน้าเข้ม
       “เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นอย่าหลุดกระโดดโลดเต้นแบบนี้ออกมาล่ะ โดนจับได้แน่ๆ”
        
       ระวีรำไพทำเสียงเข้ม
       “อะแฮ่ม ไม่หลุดแน่ครับ อาจารย์หม่อมไม่ต้องเป็นห่วง”
       เกษราเสียงใหญ่
       “รับรองครับ เราจะไม่ทำให้อาจารย์หม่อมต้องผิดหวัง”
       ธราธรเดินเข้ามาสองสาว
       “ดีมาก...ต่อไปน้องเกษ คือ นายก้องเกียรติ หรือ ก้อง”
       เกษราพยักหน้ารับทราบ และจำไว้ ธราธรหันไปบอกระวีรำไพ
       “น้องมะปรางคือ นายตะวัน”
       ระวีรำไพพยักหน้ารับ พร้อมกับยิ้มกว้าง
       “ทั้งสองคนเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่พี่เป็นอาจารย์พิเศษสอนอยู่ หน้าที่คือช่วยพี่บันทึกรายละเอียดการสำรวจทั้งหมด งานของทั้งสองคนจะอยู่ภายใต้การดูแลของพี่เป็นหลัก ต่างจากนักศึกษาอื่นที่จะดูแลโบราณวัตถุ เข้าใจหรือเปล่า”
       ระวีรำไพและเกษรายิ้มรับ แล้วก็ตอบเสียงเข้ม
       “เข้าใจครับ”
       ธราธรยิ้มพอใจ
       “ดีมาก...แบบนี้พี่ก็สบายใจ...พรุ่งนี้พบกันที่จุดนัดพบ พวกเราพร้อมที่จะออกเดินทางได้แล้ว!”
        
       ระวีรำไพ กับ เกษรา จับมือกันแน่น และหันมามองหน้ากันอย่างมีความสุข ธราธรมองสองสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าแววตามีความสุขไม่น้อยไปกว่ากัน รัชชานนท์ รณพีร์ และพุฒิภัทรก็ยิ้มรับ บรรยากาศชื่นมื่น ปวรรุจ มองหน้าธราธรและมองระวีรำไพกับเกษราด้วยแววตาครุ่นคิด...ปวรรุจเป็นคนเดียวที่คิดว่าการเดินทางครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการไปเฝ้าดูอาการอาทิตยรังสีหรือการไปเที่ยวเล่นเพื่อความสนุกสนาน สายตาปวรรุจเห็นธราธรยืนอยู่ตรงกลางระหว่างระวีรำไพและเกษรา ผู้หญิงสองคนที่พี่ชายใหญ่ของเขาจะต้องตัดสินใจเลือกภายในเวลาอีกไม่นาน
ตอนที่ 3
      
       หน้าร้านขนมวังเทวพรหม...ชินกรแอบยืนอยู่ด้วยความตื่นเต้นแล้วตัดสินใจกดความความอายไว้เดินไปที่ร้านขนมด้วยความมุ่งมั่น แต่แล้วก็ต้องผิดหวังอย่างแรง
      
       “คุณเกษราไม่อยู่เหรอครับ”
      
       แย้มจัดขนมไป ตอบไป
      
       “ค่ะ ออกไปตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรกับคุณหนูหรือเปล่าคะ”
      
       “เอ่อ...ไม่มีครับ...ไม่มี” ชินกรรีบบอกอายๆ แล้วเปลี่ยนเรื่อง “ค่าขนมเท่าไหร่ครับ”
      
       ชินกรเดินออกมาพร้อมกับถุงขนม ก่อนจะหันไปมองที่ร้านนิดๆ ด้วยความเสียดาย ถอนใจที่ไม่ได้เจอเกษรา แล้วเขาก็หันมามองถุงขนมพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข
      
       จานกระเบื้องเคลือบเขียนสีแบบจีน ใส่ขนมไทยจากร้านเกษราวางอยู่อย่างน่ากิน ชินกรนั่งมองแวว
      
       ตาเป็นประกาย บนโต๊ะมีกาน้ำชาวางอยู่ข้างๆ เขาจิ้มทองหยิบเข้าปากแล้วหลับตาเคี้ยวอย่างละเมียดหลับตาเคลิ้ม...ยิ้ม พริ้ม คิดถึงหน้าเกษราตอนเต้นรำ เธอยิ้มน้อยๆ หวานละมุนละไม ไม่ต่างไปจากทองหยิบที่หวาน
      
       อวลอยู่ในปาก และทันใดนั้น...หน้าตัวเองตอนตกใจเรื่องการแต่งงานก็แทรกพรวดเข้ามา
      
       “คุณชายใหญ่กับคุณเกษเป็นคู่หมั้นคู่หมายกันเหรอครับ”
      
       ชินกรสะดุ้งโหยง ลืมตาฟึ่บ มองขนมที่วางอยู่ตรงหน้าแล้วก็เศร้าลง...เสียงมารตีดังแทรกเข้ามาใน
      
       ความคิด
      
       “ใช่ค่ะ...ท่านลุงประสงค์ให้พี่ชายใหญ่แต่งงานกับพี่เกษค่ะ”
      
       ความหวานและรอยยิ้มเมื่อครู่ค่อยจางไป...กลายเป็นความเศร้าค่อยแทรกเข้ามาแทน ชินกรวางส้อมลงข้างจานแล้วก็กลุ้ม
      
       “เราจะไปสู้คุณชายใหญ่ได้ยังไงกัน...เฮ่อ”
      
       ชินกรคิดถึงธราธรแล้วก็ต้องยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มลงแข่ง
      
       ภายในวังจุฑาเทพยามค่ำคืน ธราธรเดินลงมาจากชั้นบน ถนอมถือกระเป๋าเป้แนวลุยๆ เดินตามมา
      
       “ถนอมเอากระเป๋าฉันไปเตรียมไว้ในรถเลยนะ พรุ่งนี้ฉันต้องเดินทางแต่เช้า”ธราธรสั่งไล่หลัง
      
       “ครับ”
      
       ถนอมรีบยกกระเป๋าแล้วเดินออกไปอย่างเร็ว ปวรรุจเดินสวนเข้ามามองตามกระเป๋าด้วยความแปลกใจ
      
       “ออกภาคสนามครั้งนี้พี่ชายใหญ่เตรียมกระเป๋ารอข้ามคืนเลยเหรอครับ ปกติจะเห็นเตรียมกระเป๋าเช้าวันเดินทาง”
      
       ธราธรชะงักคิด
      
       “นั่นสินะ...พี่ก็รู้สึกเหมือนกันว่าทริปนี้ พิเศษกว่าทริปอื่น”
      
       ปวรรุจยิ้ม
      
       “เป็นเพราะมีเพื่อนร่วมทริปเป็นคุณเกษราหรือเปล่าครับ ถึงได้พิเศษ”
      
       ธราธรชะงักกึกหยุดคิด ไม่ตอบ ไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่ได้ปฎิเสธ แววตาบ่งบอกว่าไม่รู้จริงๆ ปวรรุจมองแล้วก็คิด
      
       อีกมุมหนึ่งของวัง พุฒิภัทร รัชชานนท์ และ รณพีร์ กำลังเดินออกมาจากห้องนอน
      
       “ตกลงคืนนี้เราพาพี่ชายภัทรไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนดี” รณพีร์ถามขึ้น
      
       เสียงปวรรุจดังมาจากข้างล่าง
      
       “พี่ชายใหญ่ชอบคุณเกษราหรือเปล่าครับ”
      
       พุฒิภัทร กับรัชชานนท์ชะงักกึก รณพีร์ยังไม่รู้เรื่องพูดต่อ
      
       “ไปโลลิต้า...หรือว่า...”
      
       พุฒิภัทรทำท่าบอกให้เงียบ
      
       “ชู่ว!”
      
       รณพีร์ไม่เข้าใจ
      
       “มีอะไร...”
      
       รัชชานนท์รีบปิดปากรณพีร์
      
       “ชู่วววว์!”
      
       รณพีร์งงๆ อู้อี้ๆ
      
       “มีอะไรครับเนี่ย”
      
       รัชชานนท์กับพุฒิภัทรรีบเงี่ยหูฟังสุดฤทธิ์
      
       ธราธรอึ้งคิด...ตอบไม่ได้ ปวรรุจถามต่อ
      
       “พี่ชายใหญ่เคยถามตัวเองหรือเปล่าครับว่า เคยอยากเห็นหน้าเธอทุกค่ำคืน วันไหนไม่เห็นหน้าก็ทานข้าวไม่ลง อยากได้ยินเสียงเธอทุกเช้าค่ำ โทรศัพท์ไปคุยหน่อยก็ยังดี อยากกอด อยากจูบ อยากปกป้องเธอไปตลอดชีวิต...พี่ชายใหญ่เคยรู้สึกแบบนี้หรือเปล่าครับ”
      
       ธราธรอึ้งคิด...สามคุณชายด้านบนลุ้นรอคำตอบ ธราธรหันมาตอบ หน้านิ่ง
      
       “ไม่ใช่แค่กับน้องเกษ...แต่...ตั้งแต่เกิดมาพี่ยังไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลย”
      
       สามคุณชายถึงกับส่ายหน้า...รัชชานนท์เซ็ง
      
       “พี่ชายใหญ่คงอยู่กับก้อนอิฐ ก้อนหินจนหัวใจกลายเป็นก้อนแข็งๆ เหมือนวัตถุโบราณไปแล้ว”
      
       ธราธรถามปวรรุจกลับ
      
       “แล้วเราเคยมีความรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนหรือเปล่า”
      
       ปวรรุจยิ้มอาย
      
       “มีครับ” ปวรรุจยิ้มคิดถึงวาดดาว “เธอเป็นผู้หญิงที่ผมอยากเจอทุกลมหายใจ”
      
       สามคุณชายหันขวับมองหน้ากัน อยากรู้มาก รณพีร์กับรัชชานนท์ลืมตัว
      
       “ใคร”
      
       พุฒิภัทร รีบจุ๊ปาก
      
       “ชู่ว!”
      
       รณพีร์และรัชชานนท์รีบปิดปากตัวเอง แล้วหันไปฟังต่อ...ปวรรุจรีบกลับมาเรื่องเดิม
      
       “แต่เรื่องของผมไม่สำคัญเท่ากับของพี่ชายใหญ่หรอกครับ เพราะเธอไม่ใช่หนึ่งในเทวพรหมและผมก็ไม่ต้องรีบตัดสินใจเรื่องแต่งงาน”
      
       “จริงสิ...” ธราธรคิดหนัก “พี่ก็ได้แต่หวังว่า...ระหว่างที่เดินทางไปด้วยกัน ถ้าพี่ได้รู้จักน้องเกษมากขึ้น พี่อาจจะรู้สึกแบบที่เราว่าก็เป็นได้”
      
       ปวรรุจมองหน้าธราธรแล้วพูดให้คิด


  


       “แต่มันก็ไม่แน่นะครับ...การที่พี่ชายใหญ่ไม่รู้สึก ชอบ คุณเกษ อาจจะเป็นเพราะจริงๆแล้วพี่ชายใหญ่ ชอบ คนอื่นอยู่ก็ได้”
       ธราธรสะอึก ขมวดคิ้วงง ปวรรุจพูดต่อ
       “ลองเปิดใจเผื่อสำหรับผู้หญิงอีกคนด้วยนะครับ” ปวรรุจเดินเข้ามาใกล้อีกนิด “บางที...”
       ปวรรุจหยิบเส้นผมที่หล่นอยู่บนไหล่ของธราธรออกมา ธราธรมองตาม
       “เส้นผม...” ปวรรุจปล่อยเส้นผมลง “อาจจะบังภูเขาอยู่ก็ได้”
       ธราธรมองหน้าน้องชาย ปวรรุจยิ้มมีเลศนัยแล้วเดินกลับออกไป ธราธรคิดตามขมวดคิ้วด้วยความงุนงง
       “ชายรุจหมายถึงใคร”
       รณพีร์ดันเกิดฉุนจมูกขึ้นมากะทันหัน และทันใดนั้นก็ห้ามตัวเองไม่ได้ จามออกมาอย่างดัง
       “ฮัดเช้ย!”
       รัชชานนท์ กับ พุฒิภัทร ตกใจ รีบดึงรณพีร์เข้าไปในห้องที่เพิ่งเดินออกมาทันที ธราธรตกใจหันขวับไป แต่ตรงนั้นว่างเปล่าไม่มีใครยืนอยู่ ธราธรหันกลับมาสงสัยว่าเสียงมาจากไหน
       รณพีร์โดนดันเข้ามาในห้องนอน รัชชานนท์และพุฒิภัทรเดินตามเข้ามา
       “พี่ชายใหญ่เกือบเห็นแล้วมั้ยหล่ะ ถ้ารู้ว่าเราแอบฟังต้องโดนเอ็ดแน่” พุฒิภัทรตำหนิน้อง
       รณพีร์ไม่สนใจ ถามเปลี่ยนเรื่อง
       “พี่ชายใหญ่จะรู้หรือเปล่าว่าผู้หญิงที่พี่ชายรุจบอกให้เปิดใจ คือน้องมะปราง”
       พุฒิภัทร พูดอย่างเป็นกลาง
       “ที่จริง...เรื่องน้องมะปรางก็เป็นข้อสันนิษฐานของชายรุจ เราเองก็ไม่รู้อยู่ดี ว่าพี่ชายใหญ่มีใจให้น้องหรือเปล่า”
       รัชชานนท์นิ่งคิด
       “ไม่ใช่แค่เราที่ไม่รู้...ผมว่า พี่ชายใหญ่เองก็คงไม่รู้เหมือนกัน”
       รณพีร์และพุฒิภัทรพยักหน้าเห็นด้วย รณพีร์คิดออก
       “แต่ ถ้าเรื่องน้องมะปรางไม่เป็นจริงก็ดี พี่ชายใหญ่จะได้ลงเอยกับคุณเกษ คำสัญญาของสองตระกูลจะได้สิ้นสุดสักที”
       รัชชานนท์ยิ้มร่า
       “พวกเราก็รอด!”
       รณพีร์กับรัชชานนท์ร้องออกมาพร้อมกัน
       “ไชโย!!”
        พุฒิภัทร ยกมือห้าม
       “เดี๋ยว!”
       ทั้งสองคนชะงักกึกหยุดหันมา พุฒิภัทรคิดๆ
       “พูดถึงเรื่องคำสัญญาของสองตระกูล พวกนายรู้หรือเปล่าว่าคำสัญญามันมาจากไหน และทำไมท่านพ่อถึงต้องสัญญา”
       รัชชานนท์และรณพีร์ส่ายหน้า พุฒิภัทรถามต่อ
       “แล้วเคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่า”
       รัชชานนท์กับรณพีร์อึ้ง สงสัยขึ้นมาทันที
      
       ย่าอ่อนมองรอดแว่นถามด้วยความแปลกใจอย่างแรง
       “แล้วทำไมมาสงสัยเอาตอนนี้ มันไม่ดึกไปหน่อยเรอะ”
       ย่าอ่อนมองหน้ารณพีร์ รัชชานนท์ และ พุฒิภัทรที่นั่งสลอนอยู่ตรงหน้า แล้วก็ปรายตาไปมองนาฬิกาเกือบสองทุ่ม สามคนยิ้มแห้งๆ แหะๆๆ
       “และอีกอย่าง จะรู้ไปทำไม รู้แค่ว่าต้องแต่งงานตามสัญญาก็พอ ผู้ใหญ่ให้ทำก็ทำไป ท่านตรองแล้วมีแต่เรื่องดีๆ ถ้าไม่ดีก็ไม่ให้ทำ”
       พุฒิภัทร รัชชานนท์ มองหน้ารณพีร์ส่งสัญญาณให้จัดการ รณพีร์รีบคลานเข่าเข้ามาบีบนวดเอาใจ
       “พวกเราทราบดี สิ่งที่ท่านพ่อ หม่อมย่า และคุณย่าให้เราทำต้องดีอยู่แล้ว”
       ย่าอ่อนพยักหน้าเริ่มเคลิ้มกับการนวด
       “แต่ถ้ารู้ถึงที่มาที่ไปของคำสัญญา เราจะได้หายข้องใจ คืนนี้ผมกับชายเล็กไม่ออกไปเที่ยวเพื่อมารอฟังคำตอบจากคุณย่าเลยนะครับ”
       รัชชานนท์รีบพยักหน้ารับ
       “นี่จะบอกว่า ถ้าย่าไม่เล่า เราสองคนก็จะออกไปเที่ยวกันอีกหล่ะสิ”
       รณพีร์กับรัชชานนท์ลืมตัว
       “ครับ”
       ย่าอ่อนทำตาดุ สองหนุ่มรู้สึกตัว
       “เอ้ย...ไม่ใช่ครับ!”
       ย่าอ่อนค้อนไม่เชื่อ รณพีร์กับรัชชานนท์ หน้าเสีย ทำไงดี พุฒิภัทรแทรกมาแบบนิ่มๆ แต่ตรงไปตรงมาตามสไตล์
       “คุณย่าครับ เราอยากรู้จริงๆนะครับว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต ทำไมท่านพ่อถึงสัญญากับคุณอาเทวพันธ์”
       รัชชานนท์เสริม


  


       “ถ้ารู้แล้วเราจะได้เข้าใจถึงเหตุผลในการแต่งงาน”
       รณพีร์บอกอีกคน
       “และเราจะได้ยอมแต่งงานโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ”
       ทั้งรัชชานนท์กับพุฒิภัทรหันขวับมามองหน้ารณพีร์ว่าจริงเหรอ รณพีร์ขยิบตาทำนองว่าเอาน่าพูดไปก่อน ย่าอ่อนฟัง คิด แล้วก็ตัดสินใจ
       “ได้...ย่าจะเล่าให้ฟังก็ได้”
       ทั้งสามหนุ่มหันมาทางย่าอ่อนตั้งใจฟัง ย่าอ่อนเริ่มต้นเล่า
       “เรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ....”
       ย่าอ่อนเริ่มนึกถึงความหลัง หลิ่วตา หน้ากำลังอิน เสียงรัชชานนท์ก็ดังขึ้นเบาๆ
       “โห...นานจัง คืนนี้จะจบมั้ยเนี่ย”
       ย่าอ่อนลืมตาหันขวับมา
       “จะฟังมั้ย”
       สามคนรีบบอก
       “ฟังครับ”
       รณพีร์และพุฒิภัทรหันมามองรัชชานนท์ดุๆ รัชชานนท์ยิ้มแห้งๆ ย่าอ่อนกลับมาอินใหม่
       “ตอนนั้นพวกคุณชายยังเป็นเด็กๆกันอยู่ อาจจะจำได้ไม่มากนัก ตอนที่เกิดเรื่องเป็นช่วงที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มโจมตีพระนครอย่างหนัก มีเครื่องบินเข้ามาทิ้งระเบิดไม่เว้นแต่ละวัน”
       ย่าอ่อนเล่าด้วยความสะเทือนใจ นึกถึงภาพในอดีต ตอนที่คุณชายทั้ง 5 ยังเด็กๆ
       “ท่านชายวิชทรงสั่งให้คนพาพวกเราไปหลบภัยที่บ้านที่สุพรรณบุรี ทั้งคุณพี่ ทั้งย่า หม่อมอุบลวรรณ ชายใหญ่ กับชายพีร์...หม่อมหยก ชายภัทรและชายเล็กแล้วก็...แม่ต้นห้องกับลูกชายของหล่อน !”
       ย่าอ่อนกระแทกเสียงเล็กน้อย รัชชานนท์กับรณพีร์หันมาทางพุฒิภัทรงงๆ
       “คุณย่าหมายถึง หม่อมช้องนางกับชายรุจ” พุฒิภัทรตอบเบาๆ
       รัชชานนท์กับรณพีร์ถึงบางอ้อ...พยักหน้า...ย่าอ่อนทำเป็นไม่ได้ยินแล้วก็เล่าต่อ พยายามระงับอารมณ์เคืองไว้
       “พวกเราทุกคนพักอยู่ที่สุพรรณด้วยความไม่สบายใจ เพราะท่านชายประทับอยู่ที่วังกับบ่าวอีกแค่คนสองคน เพื่อจะได้ทรงงานที่พระนคร และแล้ว...เหตุการณ์ร้ายก็เกิดขึ้นจนได้”
       ย่าอ่อนเล่าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดวิตก และเศร้าใจ
       “เครื่องบินทิ้งระเบิดเพลิงลงที่วังจุพาเทพในคืนหนึ่ง...ตอนนั้นไม่มีใครอยู่ที่วังเลยนอกจาก...ท่านพ่อของคุณชาย”
       ย่าอ่อนเล่าด้วยแววตาเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ แค่คิดภาพในอดีตก็กลับมา เสียงเพลิงไหม้ ระเบิด และเครื่องบิน มุมหนึ่งของวังมีเปลวไฟลามไหม้ไปทั่ว ย่าอ่อนเสียงสั่นๆ
       “ไฟจากระเบิดไหม้ลามไปอย่างรวดเร็ว ไฟไหม้ตึกด้านหลังเกือบหมด ผนังห้องพังลงมาทับ ทรงขยับตัวไม่ได้”
       ย่าอ่อนนึกถึงภาพวิชชากรนอนอยู่ที่พื้น มีแผ่นไม้หล่นลงมาทับขา วิชชากรพยายามจะขยับลุก แต่ก็ลุกไม่ได้วิชชากรนอนอยู่ด้วยความเจ็บปวด...รณพีร์ถามด้วยความตื่นเต้นสงสัย
       “แล้วท่านพ่อทรงทำอย่างไรครับ”
       ย่าอ่อนหน้าตาจริงจังแล้วก็ตอบ
       “สวดมนต์!!”
       พุฒิภัทร รัชชานนท์ รณพีร์ หน้าเหวอโพล่งออกมาพร้อมกัน
       “สวดมนต์”
       “ใช่ ท่านชายทรงคิดว่า...คงไม่มีโอกาสรอดออกมาได้แน่ แต่แล้วด้วยอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปาฎิหารย์ก็เกิดขึ้น”
       ย่าอ่อนเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย
      
       ในอดีต...ที่หน้าวังจุฑาเทพ รถของเทวพันธ์แล่นเข้ามาจอดเอี๊ยดดด ชาวบ้านวิ่งจ้าละหวั่น ขนของหนี กันคึกโครม เสียงหวอ เสียงเครื่องบิน เสียงระเบิด ดังห่างๆ มาเป็นระยะๆ เทวพันธ์ลงจากรถหน้าตาตื่น เห็นควันลอยมาจากด้านหลังวัง เทวพันธ์ยืนอึ้ง
       “ท่านชาย!”
      
       เทวพันธ์รีบวิ่งไปที่เกิดเหตุทันที


  


       วิชชากรยังนอนหมอบอยู่ที่พื้น พยายามจะดันตัวลุกขึ้น แต่ไม่เป็นผล ทั้งไฟ ทั้งควัน อบอวลไปทั้งห้อง ทันใดนั้นเทวพันธ์วิ่งเข้ามาด้านใน
       “ท่านชาย !! ท่านชายอยู่ในนี้หรือเปล่าครับ”
       วิชชากรรีบหันไปตามเสียง และตะโกนผ่านควันออกไปอย่างยากลำบาก
       “ผม...อยู่ที่นี่...”
       เทวพันธ์หันไปตามเสียงเห็นวิชชากรนอนอยู่ก็ตกใจ
       “ท่านชาย!”
       เทวพันธ์จะวิ่งมาช่วยก็มีไม้ร่วงลงมาจากหลังคาเกือบโดนเขา
       “เฮ้ยยย!”
       เทวพันธ์พยายามหาทางเข้ามาช่วยวิชชากร แต่ทั้งไฟ ทั้งควัน และ เศษไม้ปะทุกระเด็นสกัดทุกทิศทาง วิชชากรเห็นแล้วก็ตะโกนออกมา
       “คุณชายไม่ต้องห่วงผม...ไม่เป็นไร...ออกไปเถอะครับ ในนี้อันตราย โอยยย”
        เทวพันธ์ เห็น วิชชากรนอนอยู่แล้ว ตัดใจไม่ได้
       “ไม่ได้ครับ ผมไม่ไป...ถ้าผมไปท่านชายต้องไปกับผม”
       เทวพันธ์พยายามจะลุยฝ่าควันและไฟเข้าไปให้ได้ วิชชากรมองเทวพันธ์ที่พยายามวิ่งเข้ามาด้วยความยากลำบาก
       “โอย...”
       “ท่านชาย ทำใจดีๆไว้นะครับ แค่กๆ”
       เทวพันธ์หันไปฉวยผ้าคลุมตู้ที่อยู่ใกล้ๆ มาอุดจมูกแล้วพยายามวิ่งฝ่าควัน และ ไฟเข้าไปจนถึงตัววิชชากร เขาพยายามยกไม้ที่ทับตัววิชชากรออกอย่างยากลำบาก
       “พอผมยกไม้ออก ท่านชายขยับออกมาเลยนะครับ”
       วิชชากรพยักหน้าอย่างยากลำบาก
       “พร้อมนะครับ...หนึ่ง...สอง...สาม !! อ๊าก”
       เทวพันธ์ออกแรงสุดๆ วิชชากรดันตัวจนหลุดพ้นออกมาได้แล้วก็กลิ้งสุดแรงเพื่อให้พ้นจากแผ่นไม้ พอวิชชากรดิ้นพ้นรัศมีออกมาแล้ว เทวพันธ์ปล่อยแผ่นไม้ลงที่เดิม และรีบเข้ามาพยุงวิชชากร
       “ฝืนใจหน่อยนะครับท่านชาย...”
       วิชชากร พยายามยันตัวขึ้น ตามแรงพยุงของเทวพันธ์
       “โอ้ย”
       วิชชากรเจ็บขาจากการโดนทับ
       “อีกนิดเดียวครับ...อีกนิดเดียว”
       เทวพันธ์พยายามพยุงวิชชากร และประคองออกไปอย่างเต็มกำลัง ทั้งสองคนพยายามลากกันออกไปจนพ้นจุดอันตราย ทันใดนั้นหลังคาบริเวณที่วิชชากรนอนอยู่ก็หล่นลงมาฟึ่บบบบ !! ทั้งสองคนหันไปมองด้วยความใจหาย...เพราะถ้าวิชชากรยังอยู่หมายถึงไม่รอดแน่นอน ทั้งสองคนหันมามองหน้ากันเหมือนรู้กัน แววตาของวิชชากรเต็มไปด้วยคำขอบคุณ เทวพันธ์พยักหน้านิดๆ เหมือนรับรู้ได้และประคองวิชชากรออกไป เปลวไฟยังคงลามลุกอย่างไม่ลดละ...เวลาผ่านไปวิชชากรนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ระเบียง บ้านเรือนไทย มองคุณชายทั้ง 5 วิ่งเล่นกันอยู่ที่สนาม ด้วยแววตาครุ่นคิด
      
       ย่าอ่อนเล่าต่อ
       “หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นท่านชายทรงตัดสินใจเรียกหม่อมทั้ง 3 มาบอกเรื่องคำสัญญาที่ทรงทำขึ้นเพื่อตอบแทนคุณชายเทวพันธ์ และให้คุณพี่กับย่าเป็นพยาน”
      
       ในอดีตอุบลวรรณ หยก และช้องนางนั่งรอฟัง มีหม่อมเอียดนั่งอยู่บนตั่ง และย่าอ่อนนั่งอยู่ไม่ห่าง วิชชากรบอกทุกคน
       “เราเป็นหนี้ชีวิตคุณชายเทวพันธ์ ชดใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด เราเสนอเงินทองให้คุณชายก็ไม่รับ บอกแต่ว่าห่วงลูกสาว 3 คนที่ยังเล็ก หากหมดสงครามลูกๆอาจจะลำบากเมื่อเติบใหญ่ เราจึงเก็บมาตรองดูและพบหนทางที่จะชดใช้หนี้ชีวิตในครั้งนี้” วิชชากรบอกกับเอียด “ลูกขอตั้งคำมั่นสัญญาต่อหน้าหม่อมแม่” เขาหันไปหาย่าอ่อน “และคุณน้า”
       วิชชากรค่อยๆหันไปมอง 5 คุณชายที่วิ่งเล่นอยู่
       “เมื่อคุณชายทั้ง 5 แห่งจุฑาเทพเติบใหญ่ ขอให้หนึ่งในห้าหรือมากกว่านั้นก็ไม่ผิด แต่งงานกับทายาทเทวพรหมและดูแลคนในครอบครัวอย่างสุดกำลัง เพื่อตอบแทนบุญคุณในครั้งนี้”
       หม่อมเอียดและย่าอ่อนพยักหน้านิดๆ รับทราบ วิชชากรหันมาทาง 3 หม่อม
       “ขอให้แม่อุบลบอกกับชายใหญ่ และชายพีร์ ส่วนช้องนางก็บอกชายรุจ และหยกก็บอกกับชายภัทรและชายเล็กให้รักษาคำสัญญานี้ไว้อย่างเคร่งครัด”
       อุบลวรรณ ช้องนาง หยก รับคำโดยดี
       “ค่ะ ท่านชาย”
      
       ย่าอ่อนรับฟังด้วยความยึดมั่นถือมั่นที่บ่งบอกออกมาทางแววตา

      
       ย่าอ่อนแววตายังยึดมั่นถือมั่นเหมือนเดิม บอกกับหลานๆ
      
       “คำสัญญาของท่านชายยังดังก้องอยู่ในหูย่าจนถึงทุกวันนี้...คราวนี้ก็รู้แล้วใช่มั้ยว่าคำสัญญาเป็นมาอย่างไร อย่าลืมที่รับปากย่าไว้หล่ะ ต้องแต่งงานแต่โดยดี ไม่มีสิ่งใดต้องค้างคาใจ รู้หรือเปล่า”
       ทั้ง 3 คุณชายสะดุ้งโหยง อึกอักๆ มองกันเลิ่กลั่ก รณพีร์หัวไวที่สุด รีบทำเป็นหาว
       “ห๊าว...เรื่องมันย๊าว ยาวจบแล้ว ชวนง่วงมากเลยครับ ผมกราบลาคุณย่าไปนอนก่อนนะครับ” รณพีร์กราบที่อกย่าอ่อนเลย “ราตรีสวัสดิ์ครับคุณย่า”
       ย่าอ่อนงง
       “อ้าว...นี่ๆ จะไปเลยเหรอ ยังไม่ตอบย่าเรื่องแต่งงานเลย”
       รณพีร์ไม่ตอบรีบเผ่นลงจากเรือนไปอย่างเร็ว
       “อะไรกัน ยังคุยไม่รู้เลยชายพีร์นี่ ไปซะแล้ว”
       ย่าอ่อนหันมาทางพุฒิภัทรและรัชชานนท์
       “แล้วเราสองคนล่ะจะว่ายังไง เรื่องแต่งงาน”
       พุฒิภัทรกับรัชชานนท์สะดุ้ง มองหน้ากัน แล้วก็หาวออกมาพร้อมกัน
       “ห๊าว!...ง่วงจังเลยครับคุณย่า”
       “ผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ”
       รัชชานนท์ยกมือไหว้แล้วเผ่นเลย พุฒิภัทรรีบตาม
       “ผมก็ง่วงครับ ราตรีสวัสดิ์ กุ๊ดไนท์ ครับคุณย่า”
       พุฒิภัทรรีบเผ่นตามไปอย่างเร็ว ย่าอ่อนได้แต่มองตามงงๆ
       “อ้าว อะไรกัน ไปกันหมดเลยเหรอ...มาคุยกันก่อนสิ”
       ทั้งสามหายจ้อยไปอย่างเร็ว ย่าอ่อนได้แต่ส่ายหน้า
       “ตกลงยังไม่รู้เลยว่า 3 คนนี้จะเลือกสาวๆคนไหนของเทวพรหม ฮึ่ย !”
       ย่าอ่อนกระแทกลมหายใจด้วยความเคืองเล็กๆ
      
       เช้าวันต่อมา...มารตีและวิไลรัมภา ประหลาดใจ และไม่อยากเชื่อ
       “พี่เกษเนี่ยนะจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกับพี่ชายใหญ่” มารตีโวยวาย
       “นั่นสิคะ...ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นออกจากบ้าน” วิไลรัมภาหลิ่วตา “หรือว่าจะโกหกคุณพ่อแล้วแอบหนีไปกับ...คนอื่น”
       เกษราชะงัก มองหน้ามารตีกับวิไลรัมภา เทวพันธ์เห็นบรรยากาศไม่ค่อยดี รีบขัดขึ้น
       “พี่เขาไปกับคุณชายใหญ่จริงๆ คุณชายมาขออนุญาตกับพ่อเอง”
       มารตีกับวิไลรัมภายังไม่อยากเชื่อ เทวพันธ์หันไปหาเกษรา
       “เกษเก็บของเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย”
       “เรียบร้อยแล้วค่ะ เกษให้สมหวังยกขึ้นรถไปแล้ว เกษลาคุณพ่อเลยนะคะ เดี๋ยวจะสาย สวัสดีค่ะ”
       เกษรายกมือไหว้ลาเทวพันธ์แล้วก็หันมามองน้องๆอีกหนึ่งที พอปะทะกับสายตา ไม่อยากจะเชื่อ ก็ถอนใจนิดๆ แล้วก็เบือนหน้าหนีเดินออกไป ลับหลังเกษราวิไลรัมภารีบมาเกาะแขนเทวพันธ์
       “คุณพ่อไม่คิดว่ามันแปลกๆเหรอคะที่อยู่ๆ พี่เกษก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับพี่ชายใหญ่”
       “ไม่เห็นแปลกเลย ดีสิ...สองคนนี้จะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ดีไม่ดี กลับจากต่างจังหวัดครั้งนี้ อาจจะได้จัดงานแต่งงานซะเลย ฮ่าๆ”
       เทวพันธ์หัวเราะด้วยความสบายใจ มีความสุขสุดๆ วิไลรัมภาหันมามองหน้ามารตี ต่างคนต่างคาใจ รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างเคลือบแฝง...
      
       สมหวังเปิดประตูรถให้ เกษราขึ้นไปนั่ง สมหวังรีบวิ่งมาประจำที่คนขับ พอนั่งปุ๊บ ปิดประตูปั๊บ เกษรามองซ้ายมองขวาว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ ก็หันไปสั่งสมหวัง
       “ไปส่งฉันที่วังพระอาทิตย์”
       สมหวังมองเกษราผ่านกระจกหลัง เลิกคิ้ว ง
       “เอ๊ะ”
       เกษราเร่ง
       “ไปสิ !”
       “ครับๆ”
       สมหวังรีบสตาร์ทรถ เกษรานึกได้
       “อ้อ...แล้วไม่ต้องบอกคุณพ่อนะว่าไปส่งฉันที่วังพระอาทิตย์ ถ้าใครถามก็บอกว่าไปส่งที่วังจุฑาเทพ”
       สมหวังงงอีกรอบ
       “เอ่อ...ครับๆ”
       เกษราเร่งอีกรอบ
       “ไปสิ !”
       “ครับๆ ไปครับ”
       สมหวังรีบออกรถไปทันที เกษรานั่งอยู่บนรถ ถอนใจเบาๆ ไม่ชอบโกหกเลย
       “เฮ่อ...”


  


       หน้าวังแสงอาทิตย์ รถยนต์จอดเทียบพร้อมเดินทาง บุญถึงจัดของขึ้นรถ น้อยยืนคุม อาทิตยรังสีเดิน
       ออกมาพร้อมกับระวีรำไพ
       “บุญถึงจัดของครบหรือยัง”
       “เรียบร้อยครับ ผมตรวจตามรายการที่คุณผู้หญิงจดไว้ไม่ขาดตกบกพร่องสักรายการครับ”
       อาทิตยรังสีพอใจ
       “ดี...”
       “คุณพ่อคะ...ปรางให้น้อยเตรียมอาหารกลางวันสำหรับรับประทานระหว่างเดินทางไว้ในตะกร้าเรียบร้อยแล้วนะคะ”
       อาทิตยรังสียิ้มให้ลูกสาว
       “ขอบใจมากลูก”
       ระวีรำไพยิ้มรับน่าเอ็นดู อาทิตยรังสีบอกกับน้อย
       “น้อย ฉันฝากดูแลมะปรางเปรี้ยวด้วยนะ อย่าตามใจมากนักล่ะ”
       น้อยอ้อมแอ้มๆ
       “เจ้าค่ะ”
       น้อยรู้ในใจว่าทำไม่ได้ แอบมีพิรุธเล็กน้อย อาทิตยรังสีหันมาบอกบุญถึง
       “เอาล่ะ ไปกันได้”
       “ครับ”
       บุญถึงวิ่งมาเปิดประตูให้อาทิตยรังสี ระวีรำไพยกมือไหว้
       “รักษาสุขภาพนะคะคุณพ่อ”
       อาทิตยรังสียิ้มรับ ก่อนจะขึ้นรถ รถค่อยๆเคลื่อนออกไป มุมหนึ่งไม่ห่างจากหน้าวังนัก รถของเกษราจอดซุ่มอยู่ เกษรานั่งอยู่ในรถ ชะเง้อมองจนแน่ใจว่ารถอาทิตยรังสีห่างพอควรจึงหันมาสั่งสมหวัง
       “เข้าไปได้”
       “ครับ”
       สมหวังขับรถเข้าไปในวังแสงอาทิตย์ด้วยความแปลกใจเล็กๆ เกษรานั่งอยู่ในรถ หน้าตาตื่นเต้นนิดๆ ตามประสาคนไม่เคยออกนอกกรอบ...ระวีรำไพยืนชะเง้อมองอยู่ที่เดิม พอเห็นรถเกษราแล่นเข้ามาก็ยิ้มพอใจ
       “พี่เกษมาแล้ว...ป้าน้อย”
       ระวีรำไพพยักเพยิดกับน้อยอย่างรู้กัน
       “ค่ะๆ”
       น้อยรีบหันไปตะโกนเรียกดาวเรืองที่ยืนลับๆล่อๆอยู่ที่มุมตึก
       “นังเรือง!”
       ดาวเรืองโผล่หน้าออกมารับคำด้วยความตื่นเต้น
       “จ้า !”
       ดาวเรืองหันมาเรียกคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง
       “เชิญค่ะคุณ !”
       ทันใดนั้นโสภิตา ดาราฉาย ก็เดินพุ่งออกมาจากที่ซ่อนด้วยความตื่นเต้นและตื่นตัว ดาราฉายรีบหันมาคว้าข้อมือดารารายออกมาด้วย
       “ไปค่ะคุณแม่”
       “เฮ่อ...ทำไมฉันต้องมาทำอะไรเหมือนเด็กๆด้วยนะเนี่ย นี่ถ้าคุณชายรู้เข้า จะต้องมองหน้ากันไม่ติดแน่ๆ”
       “โธ่ คุณแม่ขา...ที่เราต้องทำแบบนี้ ก็เพื่อคุณลุงหม่อม ถ้ามะปรางไม่ปลอมตัวไปด้วย ใครจะเป็นคนดูแลท่านล่ะคะ”
       “รู้แล้วน่า ว่าแต่ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายจริงๆนะ นับจากนี้ไปแม่ไม่ช่วยแล้วนะ”
       ดารารายยื่นคำขาด
      
       ระวีรำไพตอบอย่างมั่นใจ
       “ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆค่ะ ใช่มั้ยคะพี่เกษ”
       เกษราพยายามจะมั่นใจ
       “ใช่ค่ะ...คุณป้าสอนเกษกับน้องมะปรางอีกครั้งเดียว หลังจากนี้ไปเราสองคนจะใส่วิกด้วยตัวเองค่ะ”
       ระวีรำไพพูดต่อ
       “ขอแค่ วันนี้ คุณป้าทำให้เราสองคนดูเหมือนผู้ชายให้มากที่สุด ให้ผ่านด่านแรกไปให้ได้ วันที่เหลือเราจะดูแลตัวเองค่ะ”
       ดารารายมองแล้วก็สรุป
       “เอาล่ะ ไหนๆก็ถอนตัวไม่ทันแล้ว...ถ้าเราสองคนมั่นใจ...ก็เริ่มกันเลย”
       ดารารายพูดจบพร้อมกับหันไปหยิบวิกมาถือไว้...
       “พร้อม!”
       ดารารายใส่วิก แต่งหน้าให้ระวีรำไพและเกษราอย่างรวดเร็ว
      
       รถบัสจอดตระหง่านอยู่ หน้ามหาวิทยาลัย ทีมงานบางคนกำลังตรวจสภาพรถ และเตรียมความพร้อม
       ของรถที่ข้างรถ ชินกรยืนขานชื่อนักศึกษาที่ยืนอยู่ราวๆ สิบคน
       “นายอุดม ศรีมา”
       อุดม นักศึกษาร่างแน่น ขานรับเสียงดังฟังชัด
       “มาครับ!!”
       ชินกรสะดุ้งนิดๆ เพราะยืนใกล้มาก
       “อุดม...ไม่ต้องดังขนาดนี้ก็ได้ อาจารย์ไม่ได้หูตึง”
       “ครับ” เสียงอุดมยังดังอยู่ แล้วก็รู้ตัวเบาลง “ผม ...”
       ชินกรส่ายหน้านิดๆ แล้วก็เรียกชื่อต่อ
       “ปิติ มะไพศาล”
       ปิติ นักศึกษาหน้าตาสะอาดสะอ้านมีอาการขี้หลีเล็กๆ ชอบทำผมสไตล์เอลวิส
      
       “มาค้าบ...”


  


       ปิติหยิบหวีมาจากกระเป๋าหลัง หวีผมที่มันเยิ้มไปด้วยน้ำมัน อุดมเหล่ๆ
       “ไอ้ปิติ มึงจะหล่อไปถึงไหน หัวเงี้ยะมันยังกะกระทะหอยทอด”
       “ไอ้ดม คนไม่หล่ออย่างมึงไม่เข้าใจหรอก ผมทรงนี้กำลังเป็นที่นิยม มึงรู้จักหรือเปล่า เอลวิส เพรสลี่ย์...นั่นแหละ พ่อกูเอง”
       “ถุย! ถ้าเอลวิสเป็นพ่อมึง แม่กูก็มาริลีน มอนโรแล้ว”
       ปิติสะดุ้งว่า...มึงนี่ช่างกล้า ขณะที่อุดมกับปิติซุบซิบด่ากัน ชินกรขานชื่อต่อ
       “มานะ โชติเหลา”
       มานะ เด็กเนิร์ดใส่แว่น ท่าทางคงแก่เรียน ห้อยพระเครื่องเยอะมาก
       “มาครับ”
       ชินกรเงยหน้ามองมานะ
       “ของขลังเยอะจริงนะ”
       “พ่อผมเป็นห่วงครับ เห็นเข้าป่าไปนาน ก็เลยให้ติดตัว เอาไว้ป้องกันผีห่าซาตาน”
       มานะหันมาทางอุดม อุดมสะดุ้งนิดๆ
       “มึงหันมาทางกูทำไมเนี่ย”
       มานะไม่ตอบทำหน้านิ่งใส่ ชินกรส่ายหน้าแล้วก็ปิดแฟ้มพร้อมกับสั่งงานต่อ
       “ทุกคนมาพร้อมกันแล้วก็ขนของขึ้นรถให้เรียบร้อย อีกไม่นานเราจะออกเดินทางกันแล้ว”
       นักศึกษาทั้งหมดรับคำ
       “ครับผม”
       นักศึกษาแยกย้ายกันไปขนของขึ้นรถ ชินกรเดินไปดูความเรียบร้อยที่หน้ารถ ขณะเดียวกันนั้นบุญถึงเดินมาหาชินกรที่กำลังเชคอุปกรณ์การสำรวจ รวมทั้งเต้นท์ที่วางเรียงอยู่
       “อาจารย์ชินกรครับ”
       ชินกรหันมา
       “คุณท่านให้มาเชิญอาจารย์ กับอาจารย์คุณชายใหญ่ไปพบที่ห้องประชุมเล็กบนตึกครับ”
       “ได้ครับ” ชินกรจะเดินไปแล้วนึกได้ “อ้อ...แล้วบุญถึงไปเรียนคุณชายธราธรหรือยัง”
       “ยังครับ...ผมยังหาคุณชายใหญ่ไม่พบเลยครับ”
       ชินกรคิดๆ
      
       ธราธรยืนอยู่มุมหนึ่งของหน้ามหาวิทยาลัย ยืนชะเง้อมองหาสองสาวที่ยังไม่มาสักที ธราธรร้อนใจนิดๆ ชะเง้อไป มองดูนาฬิกาไปด้วย ชินกรเดินมามองหา พอเห็น ก็เดินมาเรียก
       “อาจารย์หม่อม!”
       ธราธรหันมา
       “จะไปกันแล้วเหรอ”
       ธราธรแอบหวั่นใจ
       “ยังครับ แต่คงอีกไม่นานแล้ว อาจารย์หม่อมอาทิตย์ให้สมหวังมาเชิญผมกับคุณชายไปพบที่ห้องประชุมเล็กน่ะครับ”
       “เอ่อ...ครับ”
       ธราธรลังเลนิดๆ ห่วงเรื่องสองสาว ชินกรเดินนำไป ธราธรจะเดินตามไป แต่อดห่วงไม่ได้ เลยหันมามองที่ประตูมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ชินกรหันมาเห็นพอดีก็ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
       “อาจารย์รอใครอยู่หรือเปล่าครับ”
       “อ๋อ เปล่าครับ ไม่ได้รอครับ” ธราธรเฉไฉ “เรารีบไปพบคุณชายอาทิตย์กันดีกว่าครับ เดี๋ยวท่านจะรอนาน”
       “ครับ”
       ชินกรและธราธรเดินไป
      
       อาทิตยรังสีนั่งอยู่ในห้องประชุมเล็ก
       “ผมขอแนะนำให้อาจารย์รู้จักกับคุณแทน”
       แทน ข้าราชการไทย หน้าตาไม่มีพิษ ไม่มีภัย ขี้เกรงใจ และไม่ค่อยสู้คน
       “และมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ด”
       เอ็ดเวิร์ด ชาวต่างชาติแต่งตัวเนี้ยบกริบ ท่าทางหยิ่งยะโส หน้าไม่ค่อยเป็นมิตร
       “คุณแทนเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดหาทุน ที่เราไปออกภาคสนามครั้งนี้ก็เพราะคุณแทนนี่แหละ”
       ชินกรและธราธรยิ้มรับอย่างสุภาพ
       “ครั้งนี้เราได้ทุนจากองค์กรความร่วมมือระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษ แต่ครั้งหน้า...” แทนยิ้มๆให้เอ็ดเวิร์ด “อาจจะเป็นทุนมาจากมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดก็เป็นได้”
       แทนยิ้มเอาใจ เอ็ดเวิร์ดเชิดหน้ายิ้มรับอย่างพอใจ ชอบให้คนเอาใจ อาทิตยรังสีอธิบายเพิ่มเติม
       “มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดมีกองทุนส่วนตัวสนับสนุนการบูรณะโบราณสถาน และโบราณวัตถุในเอเชีย”
       แทนพูดต่อ
       “ทริปนี้มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดขอตามไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ หลังจากที่ได้เห็นการทำงานแล้ว ท่านอาจจะตัดสินใจให้ทุนสำหรับการสำรวจครั้งต่อไป”
       เอ็ดเวิร์ดเชิด
       “ถ้าคุณต้องการ เงิน ของผม ก็ต้องทำให้ผมพอใจ”
       คำพูดของเอ็ดเวิร์ดไม่เข้าหูชินกรและธราธรอย่างแรง ทั้งสองคนชักสีหน้า แต่ธราธรเร็วกว่าเลยตอบ
       กลับไปอย่างสุภาพ
       “การทำงานของพวกเรา ไม่ได้ทำเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ใครคนใดคนหนึ่ง เราทำเพราะต้องการอนุรักษ์ทรัพย์สมบัติของประเทศให้ลูกหลานได้รับรู้ถึงรากเง้าของตัวเอง ถ้าการเดินทางครั้งนี้จะสร้างความ ไม่พอใจ ให้คุณไปบ้าง เราก็ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้า”
       ธราธรพูดอย่างถ่อมตัว แต่เจ็บ ชินกรอมยิ้มนิดๆสะใจ อาทิตยรังสีไม่ได้ยิ้มออกมาแต่แววตาแสดง
       ว่าพอใจกับคำตอบ ในขณะที่แทนเลิ่กลั่กๆ รีบหันมาทางเอ็ดเวิร์ดที่ยืนหน้าชานิดๆ รู้ว่าโดนตอกหน้า
       “เอ่อ...คือ...คุณชายธราธรพูดเผื่อไว้น่ะครับ คงไม่มีอะไรที่จะทำให้ท่านไม่พอใจ เรารีบไปกันดีกว่านะครับ จะได้ถึงไม่ดึกมาก เชิญครับเชิญ”
       แทนกุลีกุจอรีบเชิญเอ็ดเวิร์ดออกไป เอ็ดเวิร์ดมองหน้าธราธรอีกครั้งด้วยหางตา ก่อนจะเชิดหน้าเดินยะโสออกไป ด้วยความเคืองอารมณ์ ธราธรรู้ตัวว่าพูดออกไปแรง แต่ก็ตั้งใจ เขามองหน้าอาทิตยรังสีจะดูปฎิกริยา อาทิตยรังสียิ้มให้ แทนคำพูดว่า ทำดีมาก แล้วก็เดินตามเอ็ดเวิร์ดกับแทนออกไป ธราธรค่อยโล่งอกที่ อาทิตยรังสีไม่โกรธ พอทุกคนเดินออกไปชินกรรีบหันมาทางธราธร
       “อาจารย์หม่อมพูดได้ถูกใจผมมากเลยครับ”
       “แต่คงจะไม่ถูกใจมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดเท่าไหร่”
       “ช่างเขาเถอะครับ เค้าจะได้รู้ว่าพวกเราไม่ได้เป็นทาสเงินทุนของใคร รู้ตอนนี้จะได้ไม่ต้องมามีปัญหาภายหลัง”
       “ไม่มีจริงๆก็ดี” ธราธรในใจยังหวั่น แล้วก็นึกได้ “เอ่อ ผมขอตัวไปดูนักศึกษาก่อนนะครับ ไม่รู้ว่าคนที่เหลือมากันครบหรือยัง”
       ธราธรพูดจบก็เดินออกไปเลย ชินกรงง
      
       “เอ๊ะ...เมื่อกี๊ที่เราเชคชื่อก็มาครบแล้วนี่นา...ขาดใคร”


  


       ธราธรวิ่งพรวดขึ้นมาบนรถ แล้วก็กวาดสายตามองไปทั่ว เห็นนักศึกษานั่งรอหน้าสลอน อุดม มานะ ปิติ นั่งริมหน้าต่าง คนละเบาะ ธราธรบ่นเบาๆ
       “ทำไมยังไม่มา”
       ชินกรยืนอยู่ท้ายรถ เปิดแฟ้มดูเชคชื่ออีกที ธราธรเดินมาพร้อมกับมองซ้ายมองขวาหาสองสาว ชินกรเห็นธราธรก็รีบถาม
       “เด็กนักศึกษาที่คุณชายใหญ่พูดถึง อาสาสมัคร 2 คน จากคณะสังคมศาสตร์หรือเปล่าครับ”
       ธราธรหันมา
       “ใช่ครับ”
       ด้านหลังชินกรและธราธร อาทิตยรังสี เอ็ดเวิร์ด และแทนกำลังเดินขึ้นรถ ธราธรคิดๆ แล้วก็โกหกไปอ้อมๆแอ้มๆ
       “เอ่อ คือวันก่อนผมสอบถามอาจารย์อิงอรที่อยู่คณะสังคมว่าอยากได้เด็กมาช่วยจดบันทึกการทำงานสำรวจ เธอก็เสนอสองคนนี้มา ผมก็เลยชวนมาเป็นทีมงานเสริมน่ะครับ”
       ชินกรพยักหน้ารับรู้
       “แต่นี่ยังไม่เห็นมาเลยนะครับ เราคงรอนานกว่านี้ไม่ได้ เกรงใจอาจารย์หม่อมอาทิตย์ ให้ผู้ใหญ่มานั่งรอเด็กน่าเกลียดแย่”
       “เอ่อ...”
       ธราธรร้อนใจ ชินกรคิดๆแล้วก็ตัดสินใจให้
       “เอาเป็นว่าถ้าเด็กสองคนนั้นอยากจะไปจริงๆ ให้ขึ้นรถประจำทางตามไปดีกว่านะครับ ผมจะฝากบอกกับยามไว้ให้ แต่ตอนนี้เราต้องออกเดินทางกันแล้ว เชิญครับ”
       ธราธรจำใจต้องพยักหน้ารับแล้วก็หันหลังเดินไปที่รถ ชินกรเดินตามไป ธราธรหันมามองอีกทีด้วยความหวังริบหรี่เห็นแต่ประตูมหาวิทยาลัยที่ว่างเปล่า ธราธรหันกลับมาด้วยความผิดหวัง และค่อยๆหันหลังกลับมา หมดหวังคิดว่าสองสาวคงไม่มาเป็นแน่แท้ ทันใดนั้นเสียงระวีรำไพก็ดังขึ้นแอ๊บเสียงแมนสุดๆ
       “เดี๋ยวก่อนครับ ! รอผมด้วย!”
       ธราธรชะงักค่อยๆหันมาแล้วก็อึ้ง...ระวีรำไพและเกษราวิ่งกระหืดกระหอบมาพร้อมกับของมากมาย เกษราและระวีรำไพวิ่งมาในชุดผู้ชายทะมัดทะแมง เกษราผมสั้นกุด ระวีรำไพใส่หมวกวิ่งมาสักพักหมวกหล่น
       เห็นผมสั้นกุดไม่ต่างกัน ธราธรยิ้มรับด้วยความโล่งอก ชินกรหันมามองทั้งสองคนแล้วก็หันมาถามธราธร
       “นี่ใช่เด็กสองคนที่อาจารย์รออยู่หรือเปล่า”
       เกษรากับระวีรำไพวิ่งมาหยุดตรงหน้า พร้อมกับกระหืดกระหอบแฮ่กๆๆ ธราธรตอบยิ้มๆ
       “ใช่...ตะวัน ก้องเกียรติ์ นี่อาจารย์ชินกร หัวหน้าทีมสำรวจภาคสนามในครั้งนี้”
       ทั้งสองคนยังหอบอยู่ ธราธรต้องย้ำอีกที
       “นายตะวัน นายก้อง!”
       สองคนสะดุ้ง มองหน้าธราธร เขาขยิบตาทำนองว่าเป็นชื่อของตัวเองไง ระวีรำไพเข้าใจก่อน
       “อ๋อ ครับๆ...ผมตะวันครับ แล้วนี่ก็พี่ก้อง อ้อแล้วก็...”ระวีรำไพนึกได้ยกมือไหว้ชินกร “สวัสดีครับอาจารย์ชินกร”
       เกษรายกมือไหว้ตามทั้งที่ยังหอบ
       “สวัสดี...ครับ”
       ชินกรรับไหว้
       “สวัสดี นายสองคนมาช้าจนเกือบจะตกรถอยู่แล้วรู้ตัวหรือเปล่า”
       เกษรากับระวีรำไพอ้อมๆแอ้มๆตอบ
       “ขอโทษครับ”
       ทั้งสองก้มหน้าจ๋อยๆ ชินกรตัดบท
       “ไปๆ รีบขึ้นรถได้แล้ว จะได้ออกเดินทาง”
       “ครับ”
       ทั้งสองคนรับคำแล้วรีบวิ่งขึ้นรถไป ธราธรมองตามอมยิ้มนิดๆ ชินกรมองตามแล้วส่ายหน้า
       “เฮ่อ...ตัวเท่าเมี่ยง จะไหวเหรอครับคุณชาย”
       ธราธรตอบยิ้มๆ
       “ก็ต้องลองดู”
       ธราธรยิ้มๆ มีเลศนัยแกมเอ็นดู
      
       ระวีรำไพวิ่งหน้าเริ่ดขึ้นไปบนรถ เกษราวิ่งตามมาห่างเล็กน้อย ระวีรำไพวิ่งพรวดขึ้นไปบนรถฟึ่บ อาทิตยรังสีนั่งอยู่แถวหน้าของรถผงะตกใจนิดๆ ที่จู่ๆก็มีคนโผล่ขึ้นมา ระวีรำไพก็ผงะไม่น้อยไปกว่ากัน เธอชอคอึ้ง สองพ่อลูกสบตากันหนึ่งอึดใจ ระวีรำไพดึงสติกลับมารีบก้มหน้าทันที ขวับ !
       “ขอโทษครับ !”
       ระวีรำไพรีบหันหลังและเดินลงจากรถไปทันที เกษราที่เดินตามมากำลังจะก้าวเท้าขึ้นบนรถถึงกับชะงักกึก
       “อ้าว!”
       “ไปนั่งหลังรถดีกว่า”
       ระวีรำไพรีบคว้ามือเกษราไปหลังรถทันที อาทิตยรังสีนิ่ง...เหมือนรู้อะไรบางอย่าง แต่ไม่แสดงออกมา...รถบัสเคลื่อนออกมาจาหน้ามหาวิทยาลัย ชินกรนั่งคุมหลังในอิริยาบถชิลล์ๆ ธราธรนั่งอยู่อีกฝั่งมองระวีรำไพและเกษราด้วยความเป็นห่วง เกษรานั่งข้างๆมานะที่นั่งริมหน้าต่าง เขาปรายตามามองเธอนิดๆ เกษรายิ้มให้อย่างเป็นมิตร มานะไม่ยิ้มแล้วก็พูดเสียงเครียด
       “ถ้ากลัวผี ก็อยู่ใกล้ๆเราไว้นะ เรามีพระ”
       เกษรายิ้มเจื่อนๆ
       “ขอบใจ”
       มานะหันไปมองนอกหน้าต่าง หน้านิ่งมาก เกษรามึนๆ อะไรของเขาเนี่ย แล้วก็หันมาทางระวีรำไพที่นั่งอยู่ข้างๆ อุดม เขานั่งถ่างขากว้างมากเหลือที่ให้ระวีรำไพนั่งน้อยมาก เธอนั่งแทบจะตกเบาะ
       “หุบขาหน่อยได้มั้ย เราไม่มีที่จะนั่งอยู่แล้ว”
       อุดมหันมา หน้าดุมาก แยกเขี้ยวใส่
       “แฮ่ !”
       ระวีรำไพผงะนิดๆ แต่ก็ไม่กลัว
       “เราพูดภาษาไทยกับนาย ไม่เข้าใจหรือไง”
       “เข้าใจ แต่ไม่ทำ นั่งไม่ได้ก็ไปนั่งที่อื่น”
       ระวีรำไพมองไปรอบรถไม่เห็นมีที่ว่าง
       “ก็ไม่มีที่อื่นว่างแล้ว เหลือที่นี่ที่เดียว ถ้ามีที่อื่นฉันก็ไม่มานั่งกับนายหรอก ขยับนิดหน่อยไม่ได้หรือไง”
       “ไม่ได้ แฮ่ !”
       อุดมแยกเขี้ยวใส่ ธราธรนั่งอยู่เบาะหลังคู่กับปิติมองด้วยความเป็นห่วง กำลังจะลุกขึ้นไปจัดการ ทันใดนั้นระวีรำไพก็ไม่ยอม เอาตัวดัน ๆ ให้อุดมไปติดกระจก อุดมร้องโวยวาย
      
       “เอ้ยๆ”

      
       ธราธรชะงักแล้วก็หยุดมองว่าระวีรำไพจะทำอะไรต่อ เธอดันๆ จนอุดมต้องยอมถอยไปจนติดหน้าต่าง แล้วเธอก็เอาท้าวมายันเบาะข้างๆที่เกษรานั่งอยู่แล้วก็นั่งตัวแข็ง ไม่ยอมให้เขาออกจากมุม อุดมฟึดฟัดๆๆ
       “เฮ้ย ไอ้หน้าอ่อน ขยับไปหน่อยสิเว้ย ฉันนั่งไม่ได้ไม่เห็นหรือไง”
       ระวีรำไพหันหลัง
       “ไม่เห็น !”
       เกษราขำคิกคัก ธราธรยิ้มๆ ปิติหัวเราะสะใจที่อุดมโดนเอาคืน อุดมเสียหน้า
       “เอ้ย พูดไม่เข้าหูแบบนี้ จะกวนหรือไงหะ ไอ้หน้าอ่อน!”
       อุดมเสียงดังโวยวายออกมา แทนทนไม่ได้ลุกขึ้นพร้อมกับเอ็ด
       “นักศึกษา ! อะแฮ่ม”
       แทนปรายตามาทางเอ็ดเวิร์ดด้วยความเกรงใจ อุดมจ๋อยๆ รีบยกมือไหว้
       “ขอโทษครับ”
       อุดมจำต้องนั่งเงียบสงบปากสงบคำชิดมุมอย่างอึดอัด ระวีรำไพนั่งหันหลังให้กวนๆ ไม่สนใจ อาทิตยรังสีปรายตามามองนิดๆ แล้วก็ยิ้มในแววตา ไม่ชี้ชัดว่ารู้หรือไม่ แต่มิใช่ว่าจะไม่รู้เลย เกษราอมยิ้มถูกใจ และเบาใจเพราะระวีรำไพดูจะเป็นที่พึ่งได้ดี ธราธรมองระวีรำไพแล้วยิ้มด้วยความพอใจขำๆ ด้วยความทึ่งนิดๆ ไม่คิดว่าระวีรำไพจะเอาตัวรอดได้ ไม่ใช่ผู้หญิงบอบบางอย่างที่คิด ชินกรนั่งอยู่หลังสุด ไม่ได้สนใจอุดมและระวีรำไพ แต่กลับมาสนใจเกษรา เขาเห็นเกษราอมยิ้มขำๆระวีรำไพแล้วรู้สึกคุ้นอย่างบอกไม่ถูก ชินกรคิดๆพึมพำเบาๆ
       “ทำไมเราถึงคุ้นหน้านายก้องเกียรติ์...เคยเจอที่ไหนนะ”
       ชินกรครุ่นคิด คาใจ เกษรายิ้มไม่รู้อิโหน่อิเหน่
      
       บนถนนทางไปปราสาท เป็นทุ่งนาสีเขียวสด รถบัสของมหาวิทยาลัยแล่นผ่านถนนมาแล้วก็จอด คณะเดินทางและนักศึกษาวิ่งพราดพราดลงจากรถ ด้วยความเร็ว เหมือนอัดอั้นกันมานาน นักศึกษาชาย นำโดยอุดม ปิติ มานะ ยืนเรียงหน้ากันสลอน แล้วก็ปลดกางเกง และฉี่ออกมาอย่างสาใจ...ระวีรำไพกับเกษรานั่งเหวออยู่บนรถ มองไปทั้งรถไม่มีคนแล้ว คนที่ไม่ได้ฉี่ก็ลงไปเดินเล่น เปลี่ยนอิริยาบถ ระวีรำไพหันมาถามเกษราด้วยท่าทางอายๆ
       “เอ่อ...พี่เกษรู้สึก...เอิ่ม....”
       ระวีรำไพมองตาแล้วก็รู้กันว่าหมายถึง ปวดฉี่ เกษรานั่งหนีบสุดฤทธิ์ พยักหน้า
       “ก็รู้สึกค่ะ...แล้วน้องปรางล่ะคะ”
       “ก็รู้สึกมากอยู่เหมือนกันค่ะ”
       “แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะ”
       เกษราปรายตาไปที่ข้างรถ แล้วก็ต้องรีบหันหลังกลับ
       “ให้ทำแบบคนอื่น ไม่ได้แน่ๆ”
       ระวีรำไพคิดไป ปวดไป แล้วก็คิดออก
       “ปรางมีวิธีค่ะ...พี่เกษตามปรางมานะคะ”
       ระวีรำไพพูดจบก็ลุกขึ้นแล้วก็เดินลงจากรถ เกษราเลิ่กลั่กนิดๆ แล้วก็รีบลุกตามไป
      
       นอกรถอุดม ปิติ มานะ และนักศึกษายังยืนฉี่อยู่ ด้านหลังนักศึกษา ระวีรำไพ กับ เกษราวิ่งหย็องแหย็งๆ ก้มหน้างุดๆๆๆ พุ่งไปที่พุ่มไม้ด้านในลึกเลยเข้าไป อุดมกำลังรูดซิปหันมาเห็นพอดี
       “เอ้ย...ไอ้หน้าอ่อนจะไปไหน”
       คนที่ยืนอยู่แถวนั้นหันขวับมาทันที เกษรากับระวีรำไพชะงักกึกหันมา เห็นนักศึกษายืนมองอยู่ เกษราหน้าเสีย ระวีรำไพตอบกลับไป
       “ไปหลังพุ่มไม้ด้านโน้น”
       อุดมขำ
       “หนักหล่ะสิเอ็ง ฮ่าๆๆ”
       นักศึกษาคนอื่นก็หัวเราะตาม ระวีรำไพกับเกษราอายมาก...ก้มหน้าแล้วก็รีบวิ่งไป
      
       ธราธรยืนอยู่ข้างรถมองสองสาวด้วยความเห็นใจ แล้วก็หันมาทางอุดม
       “นายอุดม เรียบร้อยแล้วก็ขึ้นรถ!”
       “ครับ” อุดมตอบจ๋อยๆแล้วก็หันมาลงกับมานะ “เฮ้ย ไปสิเว้ย ยืนหัวเราะเยาะคนอื่นเขาอยู่ได้”
       อุดมทำหงุดหงิดใส่มานะแล้วก็เดินขึ้นรถไป มานะส่ายหน้าด้วยความหมั่นไส้ แล้วก็เดินตามไป ธราธรมองไปที่พุ่มไม้ด้วยความเป็นห่วงสองสาว
       ระวีรำไพและเกษราวิ่งพรวดพราดเข้ามาหลังพุ่มไม้ แล้วก็รีบหันหลังให้กันคนละมุม ระวีรำไพยกมือไหว้ประหลกๆ
       “ขอโทษนะคะ ท่านเจ้าป่าเจ้าเขา หนูขออนุญาตนะคะ”
       แล้วก็รีบปลดกางเกง และนั่งลงปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นไว้มานาน
      
       เวลาผ่านไป สองสาวเดินตัวเบา ออกมาหน้าพุ่มไม้ แล้วก็ตกใจ
       “อ้าว...”
       เบื้องหน้าไม่มีใครแล้ว ทุกคนขึ้นไปนั่งบนรถเรียบร้อย...เกษรากับระวีรำไพหันขวับมามองหน้ากันท้องสองโพล่งออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
       “วิ่ง!!”
       ทั้งสองสาววิ่งพุ่งไปที่รถอย่างเร็ว ด้วยความตกใจ เกรงใจ และอายผสมกันมั่วไปหมด ด้วยความลืมตัวระวีรำไพวิ่งขึ้นมาที่หน้ารถอย่างเหนื่อยอ่อน
       “เฮ่อออ!”
       พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับอาทิตยรังสีที่นั่งอยู่ ระวีรำไพตกใจก้มหน้างุด
       “ขอโทษครับ”
       ระวีรำไพรีบวิ่งกลับลงไป เกษรางงๆ
       “อ้าว..”
       เกษรามองตามระวีรำไพแล้วก็หันมาในรถเห็นว่าคนทั้งรถมองอยู่ด้วยความงง เธออึกอักๆ อายมาก
       “ขอโทษครับ”
       เกษราก้มหน้าแล้วก็วิ่งตามระวีรำไพออกไป อาทิตยรังสีอมยิ้มนิดๆ เหมือนจะรู้ แต่เก็บไว้ไม่แสดงออกมา...ระวีรำไพวิ่งจากประตูหน้ามาประตูหลัง เกษราลงจากรถแล้วก็วิ่งตามระวีรำไพไป พอสองคนขึ้นรถได้ปุ๊บ รถก็ออกปั๊บ เพราะว่ารอนานแล้ว รถแล่นออกไป ด้วยความเร็วปานกลาง ฝุ่นตลบไปตลอดทาง
      
       ในรถระวีรำไพกับเกษราทิ้งตัวลงนั่ง...อุดมแกล้งทำเป็นเขยิบหนี พร้อมกับบีบจมูก
       “หือ...ไปซะนานขนาดนี้ ท่าจะปล่อยหมดลำไส้ นี่ แล้วเอ็งเอาใบไม้เช็ดตูดด้วยหรือเปล่าวะไอ้หน้าอ่อน กลิ่นมันตุเว้ย”


  


       คนในรถหันมามองแล้วก็ขำกันคิกคักๆ ธราธรมองอุดมแล้วก็ส่ายหน้า ในความปากเสีย กำลังจะลุกมาจัดการ ระวีรำไพมองหน้า ไม่กลัว แล้วก็สวน
       “กลิ่นตุๆ ที่ว่า น่าจะเป็นกลิ่นปากนายมากกว่า เพราะฉันได้กลิ่นมาตั้งแต่กรุงเทพแล้ว ยิ่งพูดมาก ก็ยิ่งเหม็น รู้ไว้ซะด้วย”
       คราวนี้มานะกับปิตินำหัวเราะอย่างดัง อุดมถึงกับหันไปด่า
       “ไอ้มานะ ไอ้ปิติ หัวเราะอะไรวะ”
       อุดมอ้าปากด่าอย่างกว้าง เพื่อนๆที่นั่งอยู่แถวนั้นล้อเลียนด้วยการเอามือบีบจมูกท่าเดียวกับที่อุดมล้อระวีรำไพ ปิติทำหน้าเบ้
       “เหม็นจริงๆด้วยว่ะ”
       นักศึกษาคนอื่นหัวเราะครืนขึ้นมาอีกรอบ อุดมจำต้องหุบปากเงียบอึ้งๆว่าเหม็นจริงหรือเปล่า อุดมหน้าเสีย เพื่อนๆยังขำอยู่ ล้อๆ ธราธรจำต้องยุติ
       “นักศึกษาสนุกกันมากพอแล้ว อยู่ในความสงบด้วย”
       นักศึกษาเงียบเสียงหัวเราะลง แล้วก็ค่อยๆ คืนสู่ความสงบ อุดมหน้าจ๋อยๆนิดๆ พอเห็นคนอื่นหันกลับไปแล้ว มีแอบเป่าลมหายใจพิสูจน์กลิ่นแล้วก็พบว่า เหม็นมากแทบสลบ เกษราแอบเห็นก็อมยิ้มขำๆ แล้วก็ชูนิ้วโป้งให้ ระวีรำไพยิ้มรับนิดๆ สงสารอุดมนะ แต่ก็แอบเคืองที่มาว่าตัวเองก่อน ธราธรมองดูอยู่ห่างๆ แล้วก็อมยิ้มนิดๆ...เออ เอาตัวรอดไปได้นะ ชินกรที่นั่งอยู่ไม่ห่างจากธราธรมองเกษราไม่วางตาคุ้นตามาก
      
       เย็นมากแล้ว รถโดยสารแล่นเข้าไปบ้านพักเจ้าหน้าที่ บ้านพักของชาวคณะสำรวจ เป็นบ้านพักที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าใหญ่ มีแสงไฟจากเครื่องปั่นไฟสว่างเป็นบางจุด บริเวณหน้าที่พักเป็นลานกว้างรถโดยสารของมหาวิทยาลัยแล่นเข้ามาจอดเทียบ มานิตเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ยืนรอต้อนรับอยู่ข้างๆกับ อ่อนศรี พรานรุ่นใหญ่ผู้ชำนาญทาง ชินกรเดินนำลงมาจากรถเป็นคนแรก ด้วยท่าทางกระชุ่มกระชวย ไม่เหมือนกับผ่านการเดินทางมาทั้งวัน
       “ถึงแล้ว ! นักศึกษาตื่นได้แล้ว” เขาตบข้างๆรถ “ขนสัมภาระลงจากรถ แล้วไปรวมกันที่ศาลาด้านหน้า อย่าช้า”
       ชินกรพูดจบก็หันมายกมือไหว้ มานิตและอ่อนศรี
       “พี่มานิต พรานอ่อนศรี สวัสดีครับ”
       มานิตและอ่อนศรีรับไหว้
       “สวัสดีครับอาจารย์ชินกร”
       “เชิญด้านในเลยครับ เชิญครับเชิญ” มานิตหันไปบอกกับนักศึกษา “นักศึกษาตามมาทางนี้ อย่าลืมหยิบกระเป๋าของตัวเองมาด้วย”
       นักศึกษาทยอยเดินลงจากรถ ชินกรจะตามไปแล้วก็นึกได้
       “เดี๋ยวผมตามไปนะครับ”
       ชินกรบอกมานิตและอ่อนศรี ก่อนจะเดินกลับไปที่รถ
      
       นักศึกษาที่เหลือทะยอยลุก แล้วลงจากรถไป อาทิตยรังสีลุกขึ้น ก่อนลงจากรถหันมองมาทางท้ายรถอีกครั้ง เหมือนจะตรวจสอบอะไรบางอย่าง ธราธรยืนอยู่ท้ายรถหันมาเห็นสายตาของอาทิตยรังสีพอดี สองคนสบตากัน ธราธรแอบใจหายวาบ กลัวว่าจะโดนสงสัย...แต่แล้วอาทิตยรังสีก็ยิ้มให้นิดๆ เหมือนทักทาย แล้วก็ลงจากรถไป แทนและเอ็ดเวิร์ดลงตามไป นักศึกษาหน้ารถก็เดินตามลงไป ธราธรถอนหายใจโล่งอกแล้วก็หันมาทางระวีรำไพกับเกษราที่หลับอยู่ ข้างๆสองสาวมานะกับอุดมก็ยังหลับอยู่ ตอนนี้บนรถเหลือกันอยู่แค่ 5 คน ธราธรเรียกเบาๆ
       “ตะวัน...ก้อง...”
       เงียบ ธราธรเรียกอีก
       “นายตะวัน นายก้อง”
       เงียบอีก ธราธรเร่งเสียงอย่างดัง
       “นายตะวัน นายก้องเกียรติ์ ตื่นได้แล้ว!”
       ระวีรำไพ กับเกษราสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้น ตอบพร้อมกันด้วยความตกใจ
       “ค่ะๆ ตื่นแล้วค่ะ”
       ระวีรำไพ เกษรา ธราธร ตกใจพร้อมกันที่หลุด ชินกรเดินขึ้นมาบนรถพอดี ถึงกับผงะ กึก อุดมลืมตาโพลง
       “เสียงผู้หญิง!”
       เกษราและระวีรำไพช็อคนั่งตัวแข็งทื่อ ธราธรยืนอึ้งอยู่ คิดหาทางออก ชินกรเดินขึ้นมา
       “ผมก็ได้ยินเสียงผู้หญิง แต่ไม่ค่อยชัด เหมือนดังมาจากบนรถ อาจารย์หม่อมได้ยินหรือเปล่าครับ”
       ธราธรอึกอักจะตอบยังไงดี
       “เอ่อ...”
       เกษรากับระวีรำไพลุ้น แย่แล้ว ซวยแล้ว...ทำไงดี ทันใดนั้นมานะก็พูดขึ้น ซื่อๆ มึนๆ เพิ่งตื่น
       “แต่ผมไม่ได้ยินเลยนะครับ เสียงผู้หญิงที่ไหน คนที่อยู่บนรถก็มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น ถ้ามีเสียงผู้หญิงก็คงไม่ใช่ คน แล้วล่ะครับ”
       ระวีรำไพปิ๊งไอเดีย เอาตัวรอดแล้วก็รีบโพล่งขึ้นมาด้วยเสียงแมนมาก พร้อมกับทำท่าตระหนกสุดๆ
       “หะ...ถ้าไม่ใช่คน มันก็ต้องเป็นเสียงของ...”
       เธอเว้นไว้พร้อมกับทำท่าสยดสยอง อุดมกับมานะโพล่งออกมา
       “ ผี !”
       อุดมขนลุกซู่
       “ผะ ผะ...ผมไปก่อนนะครับ !”
       อุดมรีบลุกพรวดคว้ากระเป๋าแล้วก็กระโดดโหยงข้ามระวีรำไพที่นั่งขวางอยู่
       “หลีกสิเว้ยไอ้หน้าอ่อน”
       ระวีรำไพหน้าตื่น
       “เฮ้ยๆๆ ระวังหน่อยสิ”
       อุดมไม่สนใจเดินดันระวีรำไพแล้วก็วิ่งพรวดพราดลงจากรถไป มานะก็พุ่งพรวดพราดผ่านหน้าเกษราออกไป
       “ขอโทษนะๆ เฮ้ย ไอ้ดมรอกูด้วย”
      
       มานะวิ่งพรวดออกไปทันที


  


       อุดมกับมานะวิ่งพรวดลงจากรถ พาเอาชินกรที่ยืนอยู่หน้าประตูโดนลากลงจากรถไปด้วย
       “เอ้า เบาๆ”
       “ขอโทษครับอาจารย์ ขอโทษครับ ๆๆๆ”
       อุดมวิ่งพรวดลงจากรถ มานะวิ่งตามมาติดๆ
       “ไอ้ดม รอด้วย!”
       อุดม กับ มานะวิ่งพรวดพราดลงจากรถอย่างเร็ว เผ่นแน่บด้วยความกลัว ชินกรได้แต่ยืนเหวอๆ งงๆ ก่อนจะมองไปที่รถ
       “แต่เมื่อกี๊เราได้ยินเสียงผู้หญิงจริงๆนะ เสียงคนชัดๆ”
       ชินกรมองกลับไปที่รถด้วยความคาใจ
      
       ระวีรำไพหัวเราะคิกคักด้วยความพอใจ เกษรายิ้มๆโล่งอก
       “นายอุดมวิ่งผมตั้งลงไปเลย...ตลกจัง”
       ธราธรดุเบาๆ
       “ไม่ต้องมาทำเป็นหัวเราะคนอื่นเลย เกือบจะโดนจับได้แล้วมั้ยล่ะ รีบหยิบของแล้วตามคนอื่นลงไปได้แล้ว”
       ระวีรำไพกับ เกษรารับคำ
       “ครับผม !!”
       ธราธรขำๆ พร้อมกับส่ายหน้าด้วยความโล่งอก
      
       เก้าอี้ไม้ถูกจัดวางเป็นแถวอย่างเรียบร้อยในศาลาของที่พักหลังคาเปิดโปร่ง นักศึกษานั่งเป็น
       ระเบียบ มีกระเป๋าวางอยู่ที่พื้นข้างตัว อาทิตยรังสี แทน ชินกร ธราธร เอ็ดเวิร์ด นั่งอยู่อีกมุมเป็นมุมแขกผู้ใหญ่
       เอ็ดเวิร์ดหน้าตาหงุดหงิดนิดๆ ในความร้อนและเพลีย มานิตและอ่อนศรียืนอยู่หน้าที่ประชุมและแนะนำสถานที่
       “ขอต้อนรับคณะสำรวจทุกคน ผมมานิตและพรานอ่อนศรี เป็นเจ้าหน้าที่ประจำฐานสำรวจปราสาทหินพนมจันทร์ ตัวปราสาทอยู่ห่างจากที่นี่ประมาณ 10 กิโลเมตร เราจะกิน นอน อาบน้ำกันที่นี่ เพื่อความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบ ผมขอแนะนำพื้นที่รอบๆแบบย่อๆ”
       ทุกคนฟังด้วยความอ่อนเพลีย ระวีรำไพ และ เกษรานั่งปนกับนักศึกษาคนอื่น ชินกรมองเกษราเป็นระยะด้วยความไม่วางใจ อ่อนศรีบอกทุกคน
       “เรือนหลังใหญ่ด้านขวา เป็นที่พักของอาจารย์หม่อมอาทิตยรังสีและคณะ ห้ามนักศึกษาไปเดินเพ่นพ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต”
       มานิตพูดต่อ
       “เรือนหลังเล็กด้านซ้ายเป็นที่พักของอาจารย์หม่อมธราธร และอาจารย์ชินกร ส่วนนักศึกษาจะนอนรวมกันที่เต็นท์ด้านหลังศาลา”
       บ้านพักหลังใหญ่ มีไฟเปิดสว่าง อาทิตยรังสี แทน เอ็ดเวิร์ด เดินมา อ่อนศรีเดินถือกระเป๋าตามมาห่างๆ ทุกคนเดินเข้าไปในบ้าน อ่อนศรีเดินปิดท้าย ก่อนเข้าบ้านพัก อ่อนศรีหันหลังมามองไปรอบๆด้วยความระแวดระวัง
       ธราธร และชินกร กำลังเดินเข้าไปในบ้านพักหลังเล็ก...ที่หลังศาลามีเต็นท์ผ้าใบขนาดใหญ่สำหรับนักศึกษา ภายในมีเตียงตั้งเรียงกันเป็นแถว ทุกคนนอนรวมกันในเต็นท์เดียว ระวีรำไพ กับเกษรายืนมองเต๊นท์หน้าเหวอ ระวีรำไพลืมตัว
       “นอนรวมกัน”
       ทุกคนหันมาทางระวีรำไพ เกษราสะกิดๆให้รู้ตัว ระวีรำไพหันมาเจอสายตาของทุกคนก็อึ้ง ชินกรหันมาถาม
       “นายตะวันมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
       ระวีรำไพอึกอัก
       “เอ่อ...”
       ทันใดนั้นเสียงธราธรก็ดังแหวกอากาศเข้ามาช่วยชีวิต
       “นายตะวัน และ นายก้องเกียรติ์ มานอนที่บ้านพักกับผมก็แล้วกัน!”
       ทุกคนหันขวับกลับมาทางธราธรด้วยความแปลกใจ ธราธรรีบบอก
       “คือ...ทั้งสองคนเป็นนักศึกษาในความดูแลของผมที่เพิ่มมา ผมไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เลยไม่ได้ให้เตรียมที่นอนไว้ ผมให้ทั้งสองคนไปนอนที่บ้านพัก จะได้ไม่ต้องวุ่นวายจัดที่นอนใหม่”
       มานิตเห็นด้วย
       “ก็ดีนะครับ เพราะเต็นท์นักศึกษาตอนนี้ก็เต็มแล้ว เพิ่มอีก 2 เตียงเข้าไปไม่ได้แน่”
       ธราธรยิ้มรับเอาตัวรอดไปได้ พอทุกคนหันหน้ากลับไป ธราธรก็ลอบถอนใจ
       “เฮ่อ...”
       ระวีรำไพถอนหายใจตามไปด้วย ข้างๆอุดมเหล่ๆมองด้วยความหมั่นไส้บ่นๆ
       “ไอ้หน้าอ่อนมันโชคดีเว้ย...ได้นอนในบ้านพักซะด้วย หมั่นไส้มันว่ะ”
      
       ธราธรเดินมายืนข้างมานิตและพูดสรุป
       “เอาล่ะ...ทุกคนก็แยกย้ายกันไปเก็บของ อาบน้ำให้เรียบร้อย แล้วมาทานอาหารพร้อมกันที่นี่”
       นักศึกษารับคำ
       “ครับ”
       ทุกคนทยอยลุกเดินออกไป ระวีรำไพพูดออกมาอย่างสบายใจ
       “เฮ่ออ ดีจังเลยได้อาบน้ำสักที”
       “แล้ว...เค้าจะอาบน้ำกันยังไง”
       ระวีรำไพกับเกษราชะงักคิดๆ สองสาวเดินตามธราธร และชินกรเข้าไปในบ้านพักหลังเล็ก ชินกรหันหลังมามองเกษราแล้วก็คิดด้วยความค้างคาใจ
      
       ลานอาบน้ำกลางแจ้ง มีบ่อน้ำอยู่ตรงกลาง อุดม ปิติ มานะ และนักศึกษาอีก 2-3 คนวิ่งมาอย่างเร็ว ทุกคนมีเพียงผ้าขาวม้าตัวเดียว อุดมวิ่งนมกระเพื่อมมาอย่างไม่อายฟ้าดิน ทุกคนตะโกนลั่น
       “อาบน้ำ!”
       ทุกคนวิ่งมาล้อมวงรอบบ่อแล้วจ้วงอาบอย่างสะใจ ระวีรำไพและเกษรายืนถือขันน้ำ ผ้าเช็ดตัว และอุปกรณ์อาบน้ำอยู่ไม่ห่าง ถึงกับยืนอึ้ง ระวีรำไพตาเหลือกพูดตะกุกตะกัก
       “อะ...อาบแบบนี้เลยเหรอ”
       เกษรายืนเหวอ มานะหันมาเห็นก็ตะโกนเรียก
       “ก้องมาอาบน้ำกัน!”
      
       เกษราอึ้ง...พูดไม่ออก อุดมหันมา


  


       “ไอ้หน้าอ่อน รีบแก้ผ้าแล้วก็มาอาบน้ำด้วยกันสิเว้ย ข้าอยากจะเห็นว่านมเอ็งจะขาวเหมือนหน้าหรือเปล่าวะ ฮ่าๆ”
       ระวีรำไพกัดฟันกรอดเอาของมากอดปิดหน้าอกไว้ด้วยสัญชาตญาณ แล้วก็สะบัดหน้าใส่ หันหลังให้อุดมและพูดกับเกษราแบบได้ยินกันสองคน
       “เรารีบไปกันเถอะค่ะพี่เกษ ขืนอยู่นานกว่านี้ ตาเป็นกุ้งยิงแน่ๆ อี๊ยยยย์ ขนลุก”
       ระวีรำไพรีบเดินไป เกษราเห็นด้วยรีบหันหลังเดินตามไป อุดมมองตามงงๆ
       “อ้าวเฮ้ยยย ไอ้หน้าอ่อนจะไปไหน ไม่อาบน้ำเหรอ”
       ระวีรำไพกับเกษรารีบเดินงุดๆ ออกไป อุดมส่ายหน้างงๆ
       “อะไรของมัน”
       อดมอาบน้ำต่ออย่างร่าเริง
      
       ระวีรำไพกับเกษรารีบเดินมาด้วยความร้อนรนใจ
       “น้องมะปรางคะ เค้าอาบน้ำกลางแจ้งกันแบบนี้ แล้วเราจะทำยังไงกันดี จะให้เราไปถอดเสื้ออาบน้ำแบบนั้นไม่ได้แน่ๆ”
       ระวีรำไพคิด แล้วก็เสนอ
       “เราลองไปปรึกษาพี่ชายใหญ่ดีมั้ยคะ บางทีพี่ชายใหญ่กับอาจารย์ชินกรอาจจะมีห้องอาบน้ำส่วนตัวที่ดีกว่านี้ก็ได้”
       ทันใดนั้นเสียงชินกรก็ดังขึ้น
       “นายก้อง นายตะวัน มายืนซุบซิบอะไรกันอยู่ตรงนี้หะ”
       สองสาวสะดุ้งสุดตัว แล้วก็หันไปตามเสียง ชินกรเดินมาพร้อมกับเปลือยท่อนบน โชว์ผิวขาว พร้อมกับกล้ามเป็นมัดๆ ล่ำมาก สองสาวถึงกับตะลึงและส่งเสียงออกมาด้วยความตกใจ โดยเฉพาะเกษรา
       “ว้ายยย/เฮ้ยยย!”
       สองสาวหันมาอีกทางแล้วก็ต้องตกใจอย่างแรงเพราะธราธรยืนอยู่อีกด้าน นุ่งผ้าขาวม้าตัว
       เดียว เปลือยท่อนบนไม่ต่างจากชินกร
       “ตกใจอะไร”
       ระวีรำไพ กับเกษราร้องขึ้นอีกรอบ โดยเฉพาะระวีรำไพร้องดังกว่า
       “ว้ายยย / เฮ้ยยยยย!”
       สองสาวรีบหันหลังให้ธราธร ก้มหน้างุด ไม่กล้ามองสองหนุ่ม ชินกรมองดุ
       “จะตกใจกันทำไม ฉันกับอาจารย์หม่อมไม่ใช่ผีไม่ใช่สางสักหน่อย แล้วนี่มัวแต่ทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่รีบไปอาบน้ำ จะได้รีบไปกินข้าว ไป...ไปอาบน้ำกัน!”
       ระวีรำไพรีบพูดขึ้น
       “ไม่ได้ครับ ! คือ ผมยังไม่อยากอาบ ผมไปก่อนนะครับ”
       เกษรารับมุก
       “ใช่ครับ ยังไม่อาบดีกว่าครับ ผม...ไปก่อนนะครับ”
       ระวีรำไพ กับเกษรารีบเดินงุดๆ หนีไปอย่างเร็ว ชินกรมองตามด้วยความสงสัย
       “สองคนนี้เป็นอะไร ดูแปลกๆ”
       ธราธรมองตามด้วยความเป็นห่วงจะทำยังไงดี
      
       ระวีรำไพกับเกษราเดินหอบของกันมาหน้าห้องครัว ด้วยใจเต้นระส่ำ กลุ้มใจ ทำไงดี
       “น้องมะปรางคะ ดูจากลักษณะของพี่ชายใหญ่กับอาจารย์ชินกรแล้ว พี่ว่าสองคนนั้นคงจะอาบกลางแจ้งเหมือนคนอื่น คงช่วยอะไรเราไม่ได้แน่เลยค่ะ”
       ระวีรำไพกลุ้ม
       “นั่นสิคะ...เราจะทำยังไงกันดี จะไม่อาบ” เธอดมตัวเอง “ก็เหม็นจะแย่ คืนนี้นอนไม่หลับแน่ๆ”
       ระวีรำไพคิดๆๆๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงหญิงวัยกลางคน บ่นดังมาจากในครัวที่อยู่ไม่ไกล
       “ฉันทำอาหารเป็นซะที่ไหนล่ะ!”
       ระวีรำไพกับเกษราหันไปตามเสียงที่ดังมาจากในครัว เห็น ป้าพร แม่บ้านประจำฐานกำลังบ่นอยู่ในครัว มี อ่อนศรีคอยเจรจา
       “ฉันรับจ้างทำความสะอาด ไม่ได้รับจ้างทำครัว ทุกครั้งเห็นจ้างยัยปลั่งมาทำกับข้าวไม่ใช่เรอะ”
       “ยายปลั่งแกป่วย ฉันเพิ่งรู้เมื่อกี๊นี้เอง ไอ้ฉันเองก็ทำเป็นแต่อาหารป่า คนจากพระนครคงกินกันไม่เป็น เอาน่า...แม่พรเป็นผู้หญิงต้องทำกับข้าวเป็นสิ”
       ระวีรำไพขยับเข้าไปใกล้ครัว ฟังไปคิดไป ป้าพรบ่น
       “วุ้ย ผู้หญิงไม่ใช่จะทำกับข้าวเป็นทุกคนนี่พ่อคู้ณณ”
       ทันใดนั้นเสียงระวีรำไพก็ดังขึ้น
       “ผมทำให้เองครับ!”
       ทั้งสองคนหันมาทางระวีรำไพที่ยืนอยู่ เกษราเลิ่กลั่ก ระวีรำไพพูดต่อ
       “ผมกับพี่ก้องเกียรติ์ทำกับข้าวให้เองครับ”
       เกษราหน้าเหวอเลิ่กลั่ก ระวีรำไพพูดต่อ
       “เราสองคนทำกับข้าวเป็น ทำอร่อยด้วยนะครับ”
       ระวีรำไพเอาไหล่กระแทกๆเกษราให้ช่วยกัน เกษราจำใจตามน้ำ
       “เอ่อ...ครับ...เราสองคนทำอร่อยมากครับ”
       อ่อนศรีคิดๆ มองหน้าป้าพรที่พยักเพยิดทำนองว่า ให้ทำไปเลยๆ อ่อนศรีคิดแล้วก็หันมา สองสาวลุ้นคำตอบ อ่อนศรีพยักหน้า
       “อื้อ !!”
       ระวีรำไพยิ้มดีใจ
       “งั้นผมสองคนทำเลยนะครับ...ไปพี่ก้อง!”
       เกษราเดินตามระวีรำไพไปแบบงงๆ...สองสาวยืนอยู่หน้ากองผัก และเครื่องปรุงที่วางอยู่มากมายคิดๆว่าจะทำอะไรกันดี
       ระวีรำไพและเกษราช่วยกันทำอาหารจากสิ่งที่มีอยู่ ด้วยความชำนาญและคล่องแคล่วอ่อนศรี
       กับป้าพรยืนมองด้วยความพอใจ


      
       ทุกคนกำลังอาบน้ำอย่างมีความสุข อาบกันไป แกล้งกันไป เสียงเฮฮาดูท่าจะไม่เลิกอาบง่ายๆ
       ในครัว...ระวีรำไพใส่พริกแกงลงไปในกระทะเสียงดังฉู่ฉี่ ควันลอยฟุ้ง
       ที่บ่อน้ำ...อุดมทำจมูกฟุดฟิดๆ หน้าเคลิ้มด้วยความหิว
       “ผัดพริกกกก...”
       ระวีรำไพทำแกงมัสมั่นน่ากินมาก กลิ่นลอย หอมฟุ้ง
       มานะและปิติทำจมูกฟุดฟิดแล้วก็เพ้อออกมา
       “มัสมั่น...”
       ธราธรเริ่มแปลกใจ
       “มัสมั่น”
       ทันใดนั้นอุดม มานะ ปิติ และนักศึกษาคนอื่นก็รีบเก็บของและหันมาลาธราธรและชินกร
       “อาจารย์ครับพวกผมอาบเรียบร้อยแล้ว จะรีบไปแต่งตัว แล้วจะไปรวมกันที่ศาลานะครับ ยังไง...อาจารย์ก็รีบๆตามไปนะครับ” อุดมอารามพูดด้วยความหิว
       ชินกรสะดุ้ง
       “เฮ้ย...นี่นายอุดม สั่งครูได้ยังไง”
       อุดมรีบแก้ตัว
       “ผมไม่ได้สั่งนะครับ ผมแค่แจ้งให้ทราบ ไปก่อนนะครับ เฮ้ยไปเว้ย”
       อุดมรีบวิ่งนำไป นักศึกษาคนอื่นรีบวิ่งตามด้วยความหิว ชินกรส่ายหน้าเอือมระอาใจ ธราธรครุ่นคิดสังหรณ์ใจแปลกๆ
      
       ในศาลา...อาหารวางอยู่บนโต๊ะยาวจัดไว้ 3-4 ชุด มีแกงจืด มัสมั่น ผัดผัก น้ำพริก ผักสด และปลาทอด น่ากินมากๆ นักศึกษาทุกคนมานั่งประจำที่ ทุกคนท่าทางหิวเต็มที่ มองอาหารและกลืนน้ำลาย ธราธรกับชินกร เดินเข้ามา อุดมเห็นคนแรกพูดขึ้นด้วยความดีใจ
       “อาจารย์มาแล้ว!”
       ทุกคนหันฟึ่บมาทางชินกรและธราธรเฝ้ามองไม่วางตา สองหนุ่มเดินมานั่งที่โต๊ะที่จัดอาหารแยกไว้ มีมานิตนั่งอยู่ด้วย อ่อนศรี และป้าพร ยืนคอยดูแลอยู่ห่างๆ อ่อนศรีตักข้าวให้ทั้งสามคน ธราธรหันไปถาม
       “จัดอาหารให้คุณชายอาทิตยรังสีหรือยัง”
       “เรียบร้อยแล้วครับ คุณชายกินกับคุณแทนและนายฝรั่งที่บ้านใหญ่”
       ธราธรพยักหน้าแล้วก็หันมาหยิบช้อน นักศึกษาทุกคนมองธราธรเป็นตาเดียว ลุ้นระทึกด้วยความหิว ทุกคนเงียบกริบ ทันทีที่ธราธรตักข้าวเข้าปาก อุดมก็โพล่งขึ้น
       “ลุย!”
       นักศึกษาทุกคนหันฟั่บกลับไปที่จานข้าวแล้วก็จ้วงอย่างเร็ว จากความเงียบเมื่อครู่กลายเป็นเสียง ช้อน
       กระทบกับจาน และเสียงซวบซาบๆๆๆ อย่างหิวโซ ชินกรมองแล้วก็ขำ ก่อนจะแซว
       “เบาๆๆ ค่อยๆกิน เดี๋ยวก็ติดคอกันพอดี”
       ชินกรส่ายหน้าขำๆ แล้วก็หันมามองอาหารที่วางอยู่
       “จะว่าไป อาหารครั้งนี้ดูดีกว่าทุกครั้งเลยนะครับ ถ้าไม่บอกนึกว่าสั่งมาจากร้านอาหาร”
       ธราธรกวาดสายตามองหาระวีรำไพและเกษรา แต่ไม่เห็น ธราธรคิดแล้วหันมาถามอ่อนศรี
       “อ่อนศรี ใครเป็นคนทำอาหาร”
       ธราธรรอคำตอบทั้งที่ในใจก็แอบคิดไว้อยู่แล้ว
      
       ค่ำนั้น เกษราและระวีรำไพจ้วงน้ำอาบทั้งที่กระโจมอกอยู่อย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจที่ได้อาบน้ำ อาบไปมองซ้ายมองขวาไปด้วย แล้วก็หัวเราะกันคิกคักด้วยความสนุกสนาน
      
       เวลาผ่านไป ระวีรำไพ และเกษราเดินออกมาที่หน้าบ้านพักหลังเล็ก ในชุดผู้ชายหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ทันใดนั้นเสียงธราธรก็ดังขึ้น
       “ใครเป็นคนคิดแผน”
       สองคนหยุดชะงัก เก๊กแมนทันที แล้วก็หันไปตามเสียง พอเห็นเป็นพี่ชายใหญ่ก็กลับเป็นสาวน้อยเหมือนเดิม ระวีรำไพโล่งใจ
       “โธ่ พี่ชายใหญ่เรียกซะตกใจหมดเลยค่ะ แผนอะไรเหรอคะ”
       “ก็แอบล่อเสือออกจากถ้ำ ทำอาหาร แล้วแอบไปอาบน้ำกันสองคนยังไงล่ะ”
       เกษราและระวีรำไพขำที่ธราธรเล่นตีสำนวน
       “น้องมะปรางเป็นคนคิดค่ะ หัวไวมากๆ ถ้าน้องมะปรางไม่ใช้แผนนี้ เห็นทีเราสองคนต้องไม่ได้อาบน้ำแน่ๆเลยค่ะ”
       ธราธรมองระวีรำไพแล้วก็ยิ้มพอใจ
       “เก่งมาก”
       เขาจับศรีษะเธอโยกไปมาเหมือนเด็กๆ เกษราเหลือบมามองนิดๆ สัมผัสได้ถึงความสนิทสนมของทั้งสองคน ธราธรพูดต่อ
       “วันนี้เอาตัวรอดมาได้หลายครั้งแล้วนะ แต่...ยังเหลืออีกหลายวัน อย่าชะล่าใจรู้หรือเปล่า”
       “ทราบค่ะ” ระวีรำไพนึกได้ทำเป็นเสียงผู้ชาย “ทราบครับ !!”
       ธราธรยิ้มเอ็นดูก่อนจะพูดต่อ
       “ส่วนเรื่องอาบน้ำ พรุ่งนี้พี่จะบอกอ่อนศรีว่าพี่จะอาบน้ำที่บ้านพักให้เค้าตักน้ำมาใส่ในห้องน้ำ เราสองคนจะได้อาบไม่ต้องเสี่ยงเหมือนวันนี้”
       ระวีรำไพแปลกใจ
       “อ้าว...ถ้าในบ้านพักนี้มีห้องน้ำ ทำไมวันนี้พี่ชายใหญ่ต้องไปอาบน้ำกลางแจ้งด้วยคะ”
       “พี่ไม่อยากทำตัวแปลกแยก คนอื่นอาบได้ เราก็อาบได้ จะได้เหมือนๆกัน แต่สำหรับครั้งนี้พิเศษ พี่จะอาบบนบ้านก็แล้วกัน เพื่อความปลอดภัยเราสองคน”
       ระวีรำไพจับแขนธราธรโยกไปมาเหมือนเด็กๆทำกับผู้ใหญ่
       “พี่ชายใหญ่ใจดีที่สุดเลย ถ้าไม่ได้พี่ชายใหญ่ ปรางต้องตัวเน่าแน่ๆเลยค่ะ”
       ธราธรหัวเราะชอบใจ ระวีรำไพยิ้มตาม เหมือนพี่ชายกับน้องชายคุยกันอย่างสนิทสนม ในวินาทีนั้นเกษรารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอก แว่บนั้นเองระวีรำไพก็รู้สึกตัว รีบปล่อยมือจากธราธรและมองเกษราด้วยความ
       เกรงใจและหันมาพูดด้วย
       “เอ่อ...พี่เกษอยู่คุยกับพี่ชายใหญ่ก่อนก็ได้นะคะ ปรางไปดูคุณพ่อเองค่ะ เผื่อว่าพี่ชายใหญ่จะมีอะไรอยากคุยกับพี่เกษ...สองต่อสอง”
       ระวีรำไพพยายามทำหน้าที่เป็นแม่สื่อที่ดี ยิ้มกว้างร่าเริง แล้วก็รีบเดินชิ่งออกไป ปล่อยให้สองคนยืนเก้อเขินต่อกัน
      
       ระวีรำไพเดินออกมาจากบ้านพัก พอพ้นทั้งสองคนรอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆหายใจ เธอถอนใจเบาๆเศร้า แล้วก็พยายามเชิดหน้าไว้ เดินไปที่บ้านพักของพ่ออย่างเข้มแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้


  


       หน้าบ้านพักหลังเล็ก ธราธรกับเกษรายังยืนอยู่ทีเดิม ต่างคนต่างเก้อ ไม่รู้จะพูดอะไร สักครู่ ธราธรก็เป็นคนเริ่มต้นสนธนา
       “น้องเกษเป็นยังไงบ้าง เดินทางเหนื่อยมั้ย”
       “นิดหน่อยค่ะ แล้วพี่ชายใหญ่ล่ะคะ เหนื่อยหรือเปล่า”
       “ไม่มากครับ...”
       เกษรายิ้มรับ ธราธรคิดหาเรื่องคุยต่อ
       “เอ่อ...แล้ว...ง่วงหรือยัง”
       “นิดหน่อยค่ะ แล้วพี่ชายใหญ่ล่ะคะ ง่วงหรือเปล่า”
       “ไม่มากครับ” แล้วเขาก็นึกได้ว่าตอบเหมือนเดิมเลย “คือ...ก็อาจจะมากกว่าไม่เหนื่อยนิดนึง แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่...” ธราะรยิ่งตอบยิ่งงง “งงมั้ย”
       เกษราฟังแล้วก็งงไปด้วย แต่ก็พยักหน้ารับไป
       “เอ่อ...ก็นิดหน่อยค่ะ”
       เธอตอบเหมือนเดิมอีก แล้วทั้งสองคนก็ยืนเก้อๆกัน ไม่รู้จะคุยอะไร ทันใดนั้นเสียงชินกรก็ดังขึ้น
       “นายก้องอยู่นี่เอง ตามหาตั้งนาน!”
       เกษราชะงักนิด เก๊กแมนขึ้นมาหนึ่งระดับ อะแฮ่ม...เตรียมทำเสียงใหญ่ ชินกรเดินมาพร้อมกับพูดด้วยความเป็นกันเอง
       “อ่อนศรีบอกว่านายเป็นคนทำกับข้าวให้พวกเรากินใช่มั้ย”
       “ครับ”
       เกษราพูดยังไม่ทันจะจบดี ชินกรตบไหล่อย่างแมนๆ
       “เฮ้ยยย ฝีมือใช้ได้นะเนี่ย !! อร่อยมากเลย นี่ถ้าไม่บอก ฉันนึกว่าชาววังที่ไหนมาทำให้กิน”
       ชินกรโอบไหล่อย่างกันเองมั่บ! เกษราสะดุ้งเฮือก ธราธรมองสะดุ้งแทนนิดๆ ไม่ได้หึงแค่เป็นห่วง
       “นี่โดยเฉพาะน้ำพริกกับมัสมั่นอร่อยมาก ! ฉันยกนิ้วให้เลย”
       ธราธรมองชินกรโอบเกษราอยู่แล้วก็อึ้งๆ เกษราค่อยๆเบี่ยงตัวออกจากการโอบของชินกรแล้วก็พูดแบบเนียนๆ
       “เอ่อ...จริงแล้ว ผมก็ไม่ได้ทำคนเดียวหรอกครับ คือ น้อง เอ่อ...ตะวันก็ทำด้วย ผมเป็นแค่ลูกมือ อาจารย์ต้องไปชมตะวันถึงจะถูกครับ”
       เธอเบี่ยงตัวออกจากเขามาได้สำเร็จ
       “อ้าวเหรอ...แหม แต่ก็เหมือนกันนั่นแหละ ผู้ช่วยดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ถ้าผู้ช่วยมือไม่ถึง คนกินก็คงไม่ทึ่งแบบนี้” ชินกรยิ้มทะเล้น “เป็นไง นี่ฉันชมเป็นคำคล้องจองเลยนะ รับไปเถอะ ไม่ต้องถ่อมตัว”
       เกษราฟังแล้วก็ขำๆความอารมณ์ดีของชินกร
       “ขอบคุณครับ”
       เกษรายิ้มหวาน แอบเขินนิดๆ ท่าประจำของเธอ ธราธรมองชินกรและเกษราคุยกันเป็นปกติ ชินกรไม่สงสัยอะไรก็โล่งอก แต่ทันใดนั้นชินกรก็โพล่งออกมา
       “นายก้องหยุดก่อน !! อย่าเพิ่งหุบยิ้ม”
       เกษราชะงักอึ้ง...ยิ้มค้างไว้ ชินกรยื่นหน้าเข้ามา
       “ฉันรู้แล้วว่านายหน้าเหมือนใคร...คุณเกษ!!”
       เกษราช็อค ธราธรอึ้ง
      
       บ้านพักหลังใหญ่ อาทิตยรังสีนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะกลางบ้าน ไฟเปิดสว่างไม่กี่ดวง มุมหนึ่งหลังต้นไม้ ระวีรำไพแอบซุ่มดูพ่อด้วยความเป็นห่วง
       “คุณพ่อจะกินยาหลังอาหารหรือยังนะ”
       ระวีรำไพคิดด้วยความเป็นห่วง หาทางว่าจะทำยังไงดี ทันใดนั้นเสียงอ่อนศรีก็ดังขึ้น
       “ไอ้หนุ่มมาทำอะไรลับๆล่อๆอยู่ตรงนี้”
       ระวีรำไพสะดุ้งหันขวับมา เห็นอ่อนศรียืนทาแป้งหน้าขาวอยู่ในระยะประชิด ระวีรำไพถึงกับกระโดดโหยงร้องออกมาด้วยความตกใจ
       “เฮ้ยยย!!”
       อาทิตยรังสีชะงักนิดๆ ได้ยินเสียงร้องแว่วๆมาจากหน้าบ้าน เขาละสายตาจากหนังสือมองมาที่หน้าบ้าน...ระวีรำไพหายใจหนักๆ ด้วยความตกใจ พยายามตั้งสติ อ่อนศรีเพ่งมองอีกที
       “อ้าว...นายตะวันนี่ ! มาด้อมๆมองๆอะไร”
       อ่อนศรีมองเข้าไปในบ้านเห็นอาทิตยรังสี มองออกมาด้วยความสงสัย เขาหันมาถามระวีรำไพ
       “มาแอบดูคุณชายอาทิตยรังสี หรือไงหะ”
       ระวีรำไพอึกๆอักๆ พูดไม่ออก
       “เอ่อ...คือ”
       “อ้าว ว่าไง ถ้าไม่ตอบจะพาเข้าไปหาคุณชายด้วยกันนะ”
       ระวีรำไพสะดุ้ง
       “ว่าไงหะ มายืนทำอะไรตรงนี้ ตอบมาซะดีๆ”
       ระวีรำไพหน้าเสีย...ทำไงดี
      
       เกษรา ธราธร ชินกรคุยกันในบ้านพักหลังเล็ก ชินกรทวนคำด้วยความแปลกใจ
       “จริงเหรอครับ นายก้องเกียรติ์เป็น...เป็นญาติกับคุณเกษ”
       ธราธรพยายามทำเนียนๆ โกหกหน้าตาย
       “ใช่ครับ...คุณพ่อนายก้องเป็นน้องชายของคุณแม่ของน้องเกษ”
       เกษราพยักหน้า
       “ใช่ครับ...คุณพ่อผม...เป็นน้องชายของคุณแม่พี่เกษครับ พูดง่ายๆคือ...พ่อผมเป็นน้าของพี่เกษนั่นเองครับ”
       ชินกรมองหน้าเกษราอีกที
       “ถึงว่า !!หน้าคล้ายกันมาก นี่ถ้าเอาวิกผมยาวมาใส่ แต่งหน้านิดหน่อย นี่...ใช่เลยนะครับเนี่ย ผมนั่งมองหน้ามาตลอดทาง คุ๊น คุ้น แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน นี่แสดงว่าสายตาผมใช้ได้เหมือนกันนะครับเนี่ย”
       ชินกรภูมิใจ มองๆแล้วก็ขำๆ เกษรายิ้มแห้งๆ
       “ใช่ครับ อาจารย์ชินกรสายตาดีมาก ผมยังนึกไม่ถึงว่าจะมีคนจำได้”
       ชินกรมองเกษราไม่วางตายังรำพึง
       “แต่จะว่าไป...ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือน ทั้งตา จมูก ปาก” เขาก้มมาดูใกล้ๆ “ไม่น่าเชื่อเลย”
       ธราธรเห็นท่าจะไม่ดี รีบตัดบท
       “อาจารย์ชินกรครับ ผมว่านี่ก็ดึกแล้ว เราแยกย้ายกันไปพักผ่อนดีกว่านะครับ พรุ่งนี้ต้องตื่นไปที่ปราสาทแต่เช้า...นายก้อง ไปนอนได้แล้วไป”
       เกษรารีบรับคำ
       “ครับ ราตรีสวัสดิ์นะครับ”
       เกษราพูดลอยๆ เหมือนจะบอกทั้งสองคน เธอหันหลังจะไปทันใดนั้นชินกรก็พูดขึ้นอีกที
       “เดี๋ยว !!”
       เกษราหันมาชักหงุดหงิดอะไรอีกนะ
       “แล้วนี่นายระวีหายไปไหน”
       ธราธรชะงักคิด นั่นสิ ระวีรำไพหายไปไหนนะ


  


       อ่อนศรียืนอยู่ในห้องกับอาทิตยรังสีแค่สองคน อาทิตยรังสีถามด้วยความแปลกใจ
       “ใครนะ”
       “คุณชายธราธรครับ คุณชายใหญ่ฝากให้นักศึกษามาเตือนท่านว่า อย่าลืมกินยาหลังอาหาร”
       “คุณชายใหญ่ฝากนักศึกษามาบอกฉันเนี่ยนะ”
       “ครับ...พอดีเมื่อกี๊ผมเห็นนักศึกษาคนนึงมายืนลับๆล่อๆอยู่ที่หน้าบ้านพัก ถามไปถามมา แกก็บอกว่าอาจารย์หม่อมธราธรวานให้แกมาเรียนคุณชายเรื่องกินยาน่ะครับ”
       อาทิตยรังสีพยักหน้าเข้าใจแล้วก็ยิ้มๆ รู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่พูดอะไร
       “เข้าใจล่ะ...แล้วนักศึกษาคนนั้นหายไปไหนแล้วล่ะ”
       “วิ่งหนีกลับไปแล้วครับ พอผมจะชวนแกเข้ามาหาท่าน แกก็ระล่ำระลักบอกเรื่องที่คุณชายธราธรฝากมาบอกแล้วก็วิ่งแน่บไปเลยครับ”
       อาทิตยรังสีขำๆ
       “คงกลัวว่าจะโดนจับได้ล่ะสิ”
       อ่อนศรีงง
       “อะไรนะครับ”
       “เปล่าไม่มีอะไร...ขอบใจมากที่เป็นคนส่งสารมาให้ฉันอีกทอดหนึ่ง”
       อาทิตยรังสีเดินมานั่งที่โต๊ะทำงานเหมือนเดิมพูดเสียงจริงจังขึ้น
       “อ่อนศรี...แล้วเรื่องที่ฉันขอให้ช่วยหาข้อมูล เป็นยังไงบ้าง มีความคืบหน้าอะไรหรือเปล่า”
       อ่อนศรีเสียงเครียดขึ้น
       “มีครับ...”
       อ่อนศรีมองซ้ายมองขวา อาทิตยรังสีพยักหน้าให้ปิดประตู อ่อนศรีพยักหน้ารับและเดินไปที่ประตู มองซ้ายมองขวาอีกครั้งก่อนจะปิดประตู
       พรานสมอายุน้อยกว่าอ่อนศรี แววตาโหดเหี้ยมและเย็นชา ยืนแอบซุ่มอยู่ที่หลังต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านพักมองไปที่บ้านพักด้วยแววตาไม่เป็นมิตร พอเห็นปิดประตูมิดชิดก็รู้ว่าตัวเองโดนกันออกมาแล้ว พรานสมมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครก็ค่อยๆ เดินหลบออกมาอย่างแผ่วเบา
      
       อ่อนศรีส่งสมุดเก่าๆซึ่งเป็นภาพสเก็ตซ์วัตถุโบราณประเภทหน้าบัน และภาพสลัก ของเขาให้ อาทิตยรังสีรับมาดู พร้อมกับฟังอ่อนศรีอธิบายไปด้วย
       “นี่เป็นภาพที่ผมวาดจากความทรงจำ ก่อนที่ไอ้พวกนั้นมันจะขโมยไป ตัวปราสาทที่โดนบุกรุกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ผมคิดว่าพวกมันยังคงอยู่ไม่ไกล”
       “โจรกลุ่มนี้ เป็นคนในพื้นที่หรือเปล่า”
       “หัวหน้ามันคงไม่ใช่ แต่ในกลุ่มมัน ต้องมีคนในพื้นที่แน่นอน เพราะปราสาทที่มันเพิ่งบุกรุกมีคนในหมู่บ้านเท่านั้นที่รู้ คนนอกไม่มีทางรู้จักแน่ๆ”
       อาทิตยรังสีคิค แล้วก็เศร้า
       “หมดกัน...ถ้าคนในหมู่บ้านเป็นโจรซะเอง เราจะป้องกันปราสาทที่เหลือได้ยังไง ป่านนี้พวกมันคงไล่บุกรุกปราสาทเล็ก ปราสาทน้อย ที่รายล้อมอยู่รอบหมู่บ้าน แล้วก็ขโมยสมบัติชาติไปหมด กว่าพวกเราจะตามเจอ ก็คงเหลือแต่ซาก หรือไม่ก็...” อาทิตยรังสีมองภาพที่วางอยู่ตรงหน้า “ภาพวาด”
       อาทิตยรังสีพูดด้วยความเสียใจ อ่อนศรีมองซ้ายมองขวาเชคอีกรอบก่อนจะพูดต่อ
       “ไม่หรอกครับ เพราะยังมีปราสาทอีก 5 แห่งที่พวกมันไม่รู้ มีแต่ผมเท่านั้นที่ค้นพบและรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน”
       อาทิตยรังสีเงยหน้ามอง อ่อนศรีมองตอบแววตาจริงจังนิ่งๆ และค่อยๆหยิบแผนที่ออกมาจากย่ามส่งให้ อาทิตยรังสีรับมาดูด้วยความประหลาดใจ แผนที่ในมือเขาเป็นแผนที่ที่วาดด้วยมือจากความชำนาญ และกากบาทจุดที่ตั้งของปราสาททั้ง 5 แห่ง อาทิตยรังสีมองดูแผนที่ด้วยความตื่นเต้นดีใจ
       “เราจะต้องปกป้องปราสาทพวกนี้ ก่อนที่พวกโจรมันจะหาเจอ”
       อาทิตยรังสี เงยหน้าพูดกับอ่อนศรีด้วยความมุ่งมั่น อ่อนศรียิ้มรับด้วยความหวัง
       “สมบัติของชาติ จะต้องอยู่บนผืนแผ่นไทยให้ลูกหลานเราได้ศึกษาความเป็นมาสืบต่อไป ไม่ใช่ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ หรือเป็นแค่ของประดับในบ้านของคนต่างชาติที่ไม่รู้คุณค่าที่แท้จริง”
       อาทิตยรังสีพูดด้วยความมุ่งมั่น อ่อนศรีพยักหน้าเห็นด้วยสุดหัวใจ อาทิตยรังสีก้มมองภาพวาดอีกครั้งด้วยความเสียใจและเสียดาย
      
       วัตถุโบราณชิ้นเดียวกับรูปภาพของอ่อนศรีถูกวางสุมอยู่ในถ้ำอย่างไม่มีคุณค่า ข้างๆมีขวดเหล้าวิสกี้เปล่าวางระเกะระกะอยู่ อีริค หนุ่มลูกครึ่งวัยเกือบสามสิบร่างกายกำยำ หน้าตาเลือดเย็น นั่งขัดกระบอกปืนและประกอบปืนอย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญอย่างสูง อีริคประกอบปืนเรียบร้อยและยกเล็งตั้งเชคศูนย์อย่างเท่ พรานสมเดินเข้ามา อีริคหันปืนขวับไปทันทีด้วยความระมัดระวัง พรานสมตกใจ
       “คุณอีริค ผมเอง !!”
       อีริคเห็นว่าเป็นพรานสมก็ลดปืนลง
       “ไอ้พวกนั้นมากันหรือยัง”
       “ยั้วะเยี้ยะเลยครับ ทั้งเด็ก ทั้งคนแก่ เดินกันให้ควั่กไปหมด”
       อีริคคิดๆแล้วถาม
       “เจอเป้าหมายของเราหรือยัง”
       “ยังครับ พรุ่งนี้จะให้ผมเข้าไปหาเลยหรือเปล่า”
       อีริคคิดแล้วก็สั่งอย่างอารมณ์เย็น
       “ถ้าเจอแล้วก็บอกด้วยว่า ของชุดนี้จะส่งไปที่ชายแดนพรุ่งนี้เช้า ไม่เกินเจ็ดวันถึงมือลูกค้าแน่ ส่วนงานต่อไปพวกเราพร้อมแล้ว จะได้ลงมือเมื่อไหร่บอกมาเลย”
       พรานสมพยักหน้ารับคำสั่ง
      
       อีริคยิ้มร้าย ไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย


  


       ในห้องนอนบ้านพักหลังเล็ก ระวีรำไพพูดขึ้นด้วยความตกอกตกใจ
       “อาจารย์ชินกรจำพี่เกษได้เหรอคะ”
       เกษรารีบจุ๊ปาก
       “ชูวร์ ! เบาสิคะน้องมะปราง อาจารย์ชินกับพี่ชายใหญ่นอนอยู่ห้องข้างๆนี่เองนะคะ”
       ระวีรำไพนึกได้ รีบปิดปากทันที
      
       อีกห้องหนึ่งชินกร ยืนอยู่ที่ผนัง ยืนงงๆ
       “เสียงผู้หญิงคุยกันดังมาจากไหน”
       ธราธรสะอึกบ่นเบาๆ
       “เอาอีกแล้ว...”
       ชินกรหันมาถาม
       “อาจารย์หม่อมได้ยินมั้ยครับ”
       ธราธรรีบเก๊ก เนียน
       “ไม่ได้ยินนะครับ ไม่เห็นได้ยินอะไรเลย” เขาทำเป็นเงี่ยหูฟัง “ผมว่าอาจารย์คงจะหูฝาดน่ะ นอนเถอะครับ ดึกแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”
       ธราธรตัดบทแล้วก็ล้มตัวลงนอนเลย ตัดปัญหา ชินกรยังมองไปรอบๆห้อง เงี่ยหูฟังอีกที แต่ไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว ก็พยายามไม่คิดมาก แล้วก็นอนตามธราธรไป
       “เฮ่อ...จะรอดจนถึงวันสุดท้ายมั้ยนะ” ธราธรบ่นเบาๆด้วยความหวั่นใจ
      
       ระวีรำไพกระซิบเบาๆ
       “แล้วรอดมาได้ยังไงคะ”
       “พี่ชายใหญ่บอกพ่อของก้องเกียรติ์เป็นน้าของเกษรา เราก็เลยหน้าเหมือนกัน โชคดีที่พี่ชายใหญ่เป็นคนน่าเชื่อถือ อาจารย์ชินกรเลยไม่คิดว่าโกหก”
       “ก็จริงนะคะ พี่ชายใหญ่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ พูดอะไรคนอื่นก็ฟัง แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังต้องฟัง”
       เกษราคิดแล้วก็พูดขึ้น
       “พี่ชายใหญ่กับน้องปรางดูสนิทกันมากเลยนะคะ”
       ระวีรำไพยิ้มๆ
       “เธอเป็นพี่ที่น่ารักตั้งแต่ปรางตัวเท่าเมี่ยง ตอนนั้นปรางเพิ่งกลับจากอังกฤษ ไม่มีเพื่อนเล่น พี่ชายใหญ่ก็มาเล่นเป็นเพื่อน ขอให้ดื่มน้ำชากับตุ๊กตา...แกก็ยอม” เธอยิ้มๆขำๆแล้วก็พูดต่อ “ปรางโชคดีที่มีพี่ชายน่ารัก และอีกไม่นานก็จะมีพี่สาวที่น่ารักเพิ่มมาอีกหนึ่งคน”
       ระวีรำไพมองยิ้มๆ เกษราทำหน้างง ระวีรำไพอธิบายเพิ่มเติม
       “ก็พี่เกษกับพี่ชายใหญ่เป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน คงจะมีข่าวดีเร็วๆนี้”
       เกษราส่ายหน้า
       “ไม่หรอกค่ะ พี่ชายใหญ่ยังไม่เอ่ยปากถึงเรื่องแต่งงานกับพี่เลย ไม่ใช่เร็วๆนี้แน่นอน...บางที มันอาจจะไม่มีเลยก็ได้”
       ระวีรำไพขมวดคิ้ว เกษราตัดบท
       “นอนเถอะค่ะดึกแล้ว”
       เกษรายิ้มๆ แล้วก็หันหลังล้มตัวลงนอนเลย ระวีรำไพมองตามแล้วความกังขา ก่อนจะล้มตัวลงนอนตามไปทั้งที่ยังค้างคาใจ...เกษราถอนหายใจเบาๆ เมื่อคิดถึงภาระหนักอึ้งที่แบกอยู่ ในใจช่างไม่มีความสุขเอาเสียเลยกับการที่ต้องอยู่ในฐานะคู่หมั้นคู่หมายของธราธร
ตอนที่ 4
      
       เช้าวันต่อมา...อากาศสดใส มีเสียงนกร้องดังเจื้อยแจ้ว ทีมงานค่อยๆเดินสะลึมสะลือ
      
       ออกจากเต็นท์ ธราธรยืนเปลือยท่อนบนอยู่หน้ากระจก ผิวสีแทน กล้ามเป็นมัด แน่นเปรี๊ยะ ธราธรหันไปคว้าเสื้อมาใส่ แล้วสะพายกระเป๋าใส่เงิน เป็นกระเป๋าประจำตัว ข้างในมีเงินที่เบิกมาจากทางหน่วยงาน เขาแต่งตัวเตรียมออกไปจ่ายตลาด ชินกรเดินเข้ามา เพิ่งอาบน้ำเรียบร้อย ยังไม่ได้แต่งตัว พอเห็นธราธรแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็ถามขึ้น
       “คุณชายแต่งตัวเร็วจริง จะไปตลาดเลยหรือเปล่าครับ”
       “ครับ พอดีพี่พรานอ่อนศรีบอกว่าป้าปลั่งที่เป็นแม่ครัวป่วย คงมาดูแลเรื่องอาหารให้เราไม่ได้แล้วผมเลยต้องพาแม่ครัว” ธราธรชะงัก รีบแก้ “เอ่อ...พ่อครัวจำเป็นไปจ่ายตลาดแทน”
       ชินกรสงสัย
       “ใครครับพ่อครัวจำเป็น”
       ชินกรถามด้วยความสงสัย
      
       ตลาดยามเช้า เป็นตลาดแบบบ้านๆ ขนาดไม่ใหญ่ มีชาวบ้านเก็บของป่ามาขายมากมาย มีทั้งผัก ผลไม้ ละลานตา ระวีรำไพ และ เกษรา อยู่ในชุดผู้ชาย เดินซื้อของด้วยความตื่นตาตื่นใจ ธราธรเดินตามคอยจ่ายเงินและถือของ บางจังหวะเกษราหลุดหยิบของเป็นท่าผู้หญิงส่งให้คนขายที่เป็นลุงหน้าเถื่อนๆ ลุงมองงงๆ ทำไมมันกรีดกราย เกษรารู้สึกตัวรีบเก๊กแมนแล้วก็ส่งผักให้แบบโหดๆ คนขายรับมาอย่างค่อยรู้สึกดีขึ้น
       ระวีรำไพเลือกผักอย่างตั้งใจ แล้วก็เริ่มชะงักนิดๆ รู้สึกเหมือนมีคนมอง พอหันไปก็เห็นสาวน้อยหน้าใสมองไปยิ้มไป ขวยเขินด้วยแววตาเป็นประกาย ระวีรำไพมองงงๆ ยิ้มให้นิดๆ สาวน้อยยืนบิดอายจนปัดตะกร้าผักข้างหน้าตกกระจายโครม! ระวีรำไพตกใจ สาวน้อยรีบเก็บผักลนลานกลัวโดนแม่ด่า ธราธรยืนมองอยู่ก็ยิ้มๆ แล้วก็เดินมาแซว
       “เสน่ห์แรงไม่ใช่เล่นนะเราเนี่ย”
       ระวีรำไพถึงได้เข้าใจ หันมายิ้มให้สาวน้อยอีกที สาวน้อยถึงกับมือไม้อ่อน ผักที่เก็บขึ้นมาร่วงหล่นพื้นไปอีกรอบ ระวีรำไพรีบหันหลังให้เดินหนีทันที
      
       รถของธราธร เป็นรถของหน่วยงาน จอดอยู่ที่หน้าตลาด ธราธรวางของไว้หลังรถ เป็นของสดที่มากพอจะทำอาหารให้คนประมาณ 20 คนในเวลา 2-3 วัน หนักไปทางผัก เนื้อสัตว์ ไข่ และข้าว ธราธรวางของแล้วหันมาทางระวีรำไพและเกษราที่ยืนรออยู่
       “พี่ให้เราสองคนมาทำอาหารแทนแม่ครัวที่ป่วย อาหารวันละ 3 มื้อ ทำเสร็จแล้วถ้าอยากจะออกภาคสนามก็บอก พี่จะพาไป แต่ถ้าวันไหนไม่ไหวอยากพัก พี่จะบอกคนอื่นว่าเราสองคนอยู่เตรียมอาหาร คนจะได้ไม่สงสัย”
       เกษรากับระวีรำไพรับคำ
       “ค่ะ”
       ธราธรทำตาดุ สองสาวรู้ตัว ตอบอีกที
       “ครับ!”
       “ถึงจะอยู่กันเองตามลำพัง แต่อยู่ในที่สาธารณะก็ต้องไม่ประมาท ถ้าเกิดมีใครเดินผ่านไป ผ่านมาได้ยินเข้าจะเป็นเรื่อง...รู้หรือเปล่า”
       เกษรากับระวีรำไพเกือบจะหลุดปาก
       “คะ...” สองสาวชะงักทัน “ครับ !”
       “ไปรีบกลับไปเตรียมอาหารเช้ากันได้แล้ว”
       ธราธรเดินนำขึ้นรถไป ระวีรำไพหันมาทางเกษรา
       “พี่ก้องนั่งหน้าไปกับอาจารย์หม่อมนะครับ ผมนั่งข้างหลังเอง”
       เกษราจะไม่ยอม
       “เอ่อ...”
       ระวีรำไพไม่ฟังเสียงปีนขึ้นไปนั่งหลังรถกับกองของมากมาย พร้อมกับยิ้มให้เกษราอย่างสบายใจ เกษรายิ้มรับนิดๆ แล้วก็ขึ้นไปนั่งข้างธราธรด้วยความเกรงใจ ระวีรำไพแอบมองเกษราที่นั่งคู่อยู่กับธราธรแล้วก็ใจหายวาบๆ เธอดึงหมวกมาปิดหน้านั่งพิงเบาๆมองไปทางอื่นจ๋อยๆ
      
       รถธราธรแล่นออกไปจากตลาด อีริคยืนอยู่กับสมุนอีก 2 คนที่มุมหนึ่งของตลาด สมุนมองรถธราธรแล้วพูดขึ้น
       “สงสัยจะเป็นไอ้พวกที่มาจากพระนคร”
       สมุนอีกคนมองอย่างดูถูก
       “อ้อนแอ้นยังกะผู้หญิง เตะทีเดียวตัวคงจะขาดกระเด็น”
       อิริคหน้าเข้ม
       “ถึงมันจะดูไม่มีพิษไม่มีภัย แค่ก็ต้องจับตาดูพวกมันไว้ให้ดี”
       สมุนทั้งสองรับคำ
       “ครับ”
       อีริคปรายตามาถาม
       “แล้วนี่...พรานสมไปหาเป้าหมายเราหรือยัง”
       “เห็นบอกว่าจะไปแต่เช้านะพี่ ป่านนี้คงจะถึงแล้ว”
       อีริคพยักหน้าด้วยความพอใจ...


  


       อาทิตยรังสีอยู่ในห้องนอนของบ้านพักหลังใหญ่ หยิบกุญแจจากกระเป๋าเสื้อออกมาไขตู้เอกสารและหยิบแผนที่ที่อ่อนศรีให้เมื่อคืนออกมาดูอีกครั้ง เขามองด้วยแววตาครุ่นคิด ทันใดนั้นก็มีเสียงคนเดินมาที่หน้าห้อง แล้วก็หยุด อาทิตยรังสีชะงักเงี่ยหูฟัง กุญแจห้องถูกบิดไปมา มีคนพยายามจะเข้าไปข้างใน อาทิตยรังสีหันขวับมาที่ประตู ตั้งสติแล้วรีบเก็บแผนที่เข้าไว้ในตู้ ไขปิดล็อคแล้วจะเดินออกไป ก็ได้ยินเสียงพรานอ่อนศรีดังมาจากหน้าห้อง
      
       “แกเป็นใคร เข้ามาทำอะไรที่นี่”
       อาทิตยรังสีชะงักกึก รีบเปิดประตูผั้วะออกไปเห็นอ่อนศรียืนถือปืนเล็ง พรานสมที่เอามือกุมด้ามปืนที่ซ่อนอยู่ในเอว พร้อมจะตอบโต้ ถ้ามีการเริ่มต้น อาทิตยรังสีมองด้วยความแปลกใจ
       “อ่อนศรี นี่มันอะไรกัน”
       “ผมเห็นมันมาด้อมๆมองๆอยู่ที่หน้าห้องคุณชาย ทำท่าเหมือนจะงัดห้องเข้าไปน่ะครับ” อ่อนศรีตะคอกพรานสม “เฮ้ย ว่าไง ข้าถามว่าเอ็งเป็นใคร ทำไมไม่ตอบ เป็นใบ้หรือไงหะ”
       อ่อนศรีขึ้นเสียงด้วยความหงุดหงิด พรานสมยังยืนเงียบตั้งรับ ทันใดนั้นเสียงเอ็ดเวิร์ดก็ดังขึ้น
       “พรานสมเป็นคนของผมเอง !”
       อาทิตยรังสีและอ่อนศรีหันไปที่ต้นเสียงด้วยความแปลกใจ เอ็ดเวิร์ดเดินเข้ามา แทนเดินทำหน้าพะเน้าพะนอตามมาด้วย เอ็ดเวิร์ดพูดต่อเหมือนเป็นเรื่องปกติ
       “ผมจ้างพรานสมเป็นการส่วนตัว ให้มาเป็นผู้ช่วยผมโดยเฉพาะ”
       “ผู้ช่วย...ช่วยทำอะไรเหรอครับ” อ่อนศรีถามตรงๆด้วยความงง “งานในที่พักเราก็มีคนคอยดูแล ส่วนงานสำรวจที่ปราสาทก็มีทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งนักศึกษามาช่วย ไม่ทราบว่า คุณฝรั่งจะจ้างพรานส่วนตัวมาทำไมอีกครับ”
       เอ็ดเวิร์ดชักสีหน้าไม่พอใจที่อ่อนศรีมาถามจุกจิก
       “ฉันจะจ้างมาทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน ไม่จำเป็นต้องมาชี้แจงกับพรานป่าอย่างแก”
       เอ็ดเวิร์ดดูถูกอย่างแรง อ่อนศรีซะงักกึก แทนเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย
       “มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดพูดถูก ท่านจะจ้างผู้ช่วยมาสักกี่คน จะจ้างมาทำอะไร มันก็ไม่เกี่ยวกับเรา แค่ท่านให้เกียรติ์มาร่วมขบวนสำรวจก็ดีแค่ไหนแล้ว”
       เอ็ดเวิร์ดยิ้มยะโส พรานสมยิ้มพอใจ แทนใช้มือค่อยๆเบนกระบอกปืนซึ่งเป็นปืนยาวบ้านๆ ของอ่อนศรีออกไปทางอื่นแล้วก็หันมาพูดกับอ่อนศรี
       “ไปๆ เก็บปืนผาหน้าไม้แล้วก็ไปทำงานของตัวเอง ส่วนเรื่องอื่น ไม่ต้องยุ่ง”
       อ่อนศรียังไม่อยากยอม มันคาใจ เขามองหน้าอาทิตยรังสีเป็นเชิงถามว่าจะเอายังไง อาทิตยรังสีพยักหน้าให้ยอม อ่อนศรีจำใจต้องลดปืนลง และยืนสงบเสงี่ยม เอ็ดเวิร์ดยิ้มพอใจ แล้วก็เดินออกไป แทนรีบหันมาพูดกับอาทิตยรังสี
       “คุณชายอาทิตยครับ ผมพามิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดไปที่ปราสาทก่อนนะครับ”
       แทนพูดจบก็รีบเดินตามเอ็ดเวิร์ดไป พรานสมยิ้มพอใจ อย่างผู้ชนะแล้วพูดกับศรีอ่อนน้ำเสียงกวนๆ
       “ตอนนี้แกก็รู้แล้วนะว่าฉันเป็นใคร”
       พรานสมเดินตามแทนและเอ็ดเวิร์ดไปด้วยความสะใจ อ่อนศรีมองตามด้วยความไม่พอใจ อาทิตยรังสี
       เดินมาหาแล้วก็พูดเสียงนิ่งๆ เหมือนรู้ใจ
       “เราไปที่ปราสาทกันเถอะ คนอื่นๆคงรออยู่ที่โน่นแล้ว”
       อาทิตยรังสีเดินนำไป อ่อนศรียังยืนครุ่นคิดคาใจ
      
       บริเวณปราสาทอากาศสดใสแดดร้อนไม่มาก ฟ้าใสสวยงาม กลุ่มนักศึกษานำโดยอุดม ปิติ มานะยืนอยู่ ส่วนระวีรำไพและเกษรายืนอยู่ข้างหลัง ชินกรกับธราธรที่ยืนอยู่ด้านหน้า ทั้งหมด ยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของปราสาทในบริเวณที่ค่อนข้างรก ธราธรสั่งงาน
       “งานจะแบ่งออกเป็นสองส่วน งานส่วนแรกคือช่วยอาจารย์หม่อมอาทิตย์รังสี จดบันทึกปราสาทด้านบน”
       นักศึกษาพยักหน้ารับทราบ ธราธรสั่งต่อ
       “งานส่วนที่สองคือ ตัดกิ่งไม้ ถางหญ้าปราสาทหลังนี้ แล้วค่อยเริ่มจดบันทึกสิ่งของทุกชิ้นในปราสาทให้ละเอียด ทับหน้า ทับหลัง หน้าบัน แม้กระทั่งเสาจำหลัก อย่าให้รอดหูรอดตาไปได้”
       ชินกรเสริม
       “เราต้องวัดขนาดสิ่งของทุกอย่าง วัดมุขข้างหน้า ด้านข้าง แม้แต่ระเบียง ถนน เฉลียงซ้ายขวา”
       อุดมยกมือขึ้น
       “วัดใจด้วยมั้ยครับอาจารย์”
       เพื่อนฮาครืน ปิติกับมานะหัวเราะมากเป็นพิเศษ อุดมยิ้มหน้าบาน คิดว่าตัวเองแจ๋วมาก...ระวีรำไพกอดอกแอบส่ายหน้านิดๆ
      
       อีกมุมหนึ่งของปราสาท เป็นเต็นท์สีขุ่นกางอยู่อย่างแน่นหนาใต้ต้นไม้ใหญ่ แทนขยับเก้าอี้ให้เอ็ดเวิร์ดนั่งอย่างเอาใจ
       “เชิญครับๆ”
       เอ็ดเวิร์ดนั่งลงอย่างถือตัว ข้างๆมีชุดน้ำชาวางไว้อยู่หรูหรา แทนกุลีกุจอรินชาให้ เอ็ดเวิร์ดจิบอย่างสบายอารมณ์เหมือนมาตากอากาศ พรานสมยืนอยู่ไม่ห่างออกไป ยืนมองซ้ายมองขวาสายตาสำรวจไปรอบๆเก็บข้อมูล อ่อนศรีเดินมากับอาทิตย์รังสี อ่อนศรีมองด้วยความไม่พอใจ อาทิตย์รังสีมองหน้าอย่างรู้ใจ ส่ายหน้า
       ทำนองว่าอย่าไปสนใจแล้วก็เดินนำไปที่ปราสาท อ่อนศรีจำใจเดินตามไป เอ็ดเวิร์ดนั่งจิบชาพลางมองปราสาทที่ตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เขามองด้วยแววตาของความโลภ ไม่ได้ชื่นชมความงามของปราสาทเบื้องหน้าแม้แต่น้อย
      
       ธราธรกับชินกรยืนแจกงานให้นึกศึกษาอยู่ที่ภายนอกปราสาทอีกด้านหนึ่ง ธราธรมองหน้าอุดม
       “ท่าทางอุดมจะอยากเริ่มงานแล้ว ดีเลย อุดมกับปิติ และมานะ ช่วยกันตัดกิ่งไม้แล้วก็ถางหญ้าทางด้านโน้นออกให้หมด”
       เขาชี้ไปที่หญ้ารกๆ อุดม ปิติ มานะ ชะงักกึกหยุดขำทันที
       “และก็วัดความกว้างของตัวปราสาทจากด้านนอกทั้งหมด เตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายรูป”
       อุดมหน้าเหวอ
       “ผมแค่สามคนเหรอครับ”
       ชินกรพยักหน้า
       “ใช่...อยากจะวัดใจไม่ใช่เหรอ ไปวัดใจเพื่อนเธอสองคนก็แล้วกัน”
       อุดม ปิติ มานะ หันมามองหน้ากัน แล้วก็ผงะ ชินกรย้ำ
       “ ไปได้แล้ว”
       อุดม ปิติ มานะรับคำเสียงอ่อย
       “ครับ”
       อุดม ปิติ มานะ เดินไปพร้อมกับอุปกรณ์ถางหญ้าและตัดกิ่งไม้ในมือ ระวีรำไพอมยิ้มนิดๆ แอบขำ อุดมหันมาเห็นก็ ชิ ใส่ด้วยความกวน
       “ยิ้มอะไรไอ้หน้าอ่อน”
       ระวีรำไพหุบยิ้มแล้วก็ลอยหน้ามองไปทางอื่น ทำเป็นไม่สนใจ อุดมมองแค้นๆ แล้วก็เดินไปด้วยความหงุดหงิด ธรากรหันมาสั่งคนอื่นๆ
       "ส่วนคนอื่นๆก็แยกย้ายกันไปจดบันทึกที่ปราสาทด้านบน”
       นักศึกษารับคำ
       “ครับ”


  


       พอนักศึกษาเดินแยกกันไปแล้ว ระวีรำไพกับเกษรายืนเหวอๆอยู่ ชินกรเห็นพอดีก็หันมาทางธราธร
      
       “คุณชายใหญ่ ผมขอตัวนายก้องไปช่วยผมบันทึกงานได้มั้ยครับ”
       เกษราชะงักนิดๆ หน้าตาหวั่นๆ ธราธรมอง คิด แล้วก็ตัดสินใจ
       “ไปเถอะก้อง”
       เขาส่งสายตาบอกว่าไม่เป็นไร เกษราเข้าใจ
       “ครับ”
       ชินกรเดินนำไปเกษราเดินตาม ระวีรำไพมองให้กำลังใจ ธราธรพูดขึ้น
       “ส่วนนายตะวันมาช่วยครูก็แล้วกัน”
       “ครับ!”
       ธราธรเดินนำไป ระวีรำไพเดินตามอย่างร่าเริง อุดมกำลังตัดกิ่งไม้ แล้วก็มองเกษราเดินไปกับชินกร และระวีรำไพเดินไปกับธราธรอย่างร่าเริงแล้วก็แค้นใจ มันได้ทำงานสบายดีแหละ
      
       วังจุฑาเทพ...ปวรรุจ พุฒิภัทร รัชชานนท์ และรณพีร์ คุยกันอยู่ในห้องโดม รณพีร์ประกอบเครื่องบินจำลองยังไม่เสร็จดี เงยหน้าถามด้วยความแปลกใจ
       “หม่อมย่าเชิญคุณเกษมากินข้าวที่วัง”
       ปวรรุจพยักหน้า รัชชานนท์ละสายตาจากนิตยสารเนชั่นเนล จีโอกราฟฟิค ที่กำลังอ่านอยู่ เงยหน้าขึ้นถาม
       “ท่านไม่รู้เหรอว่าคุณเกษไปงานภาคสนามกับพี่ชายใหญ่”
       ปวรรุจส่ายหน้า
       “ไม่รู้”
       รัชชานนท์กับรณพีร์หันมาทางปวรรุจ รณพีร์แนะ
       “งั้นเราก็บอกท่านสิครับ”
       พุฒิภัทรแย้ง
       “บอกไม่ได้”
       รัชชานนท์กับรณพีร์หันมาทางพุฒิภัทร รัชชานนท์ไม่เข้าใจ
       “ทำไมบอกไม่ได้”
       พุฒิภัทรอธิบาย
       “หม่อมย่าต้องไม่ชอบใจแน่ๆ ถ้ารู้ว่าคุณเกษไปออกงานภาคสนามกับผู้ชายทั้งคณะมีผู้หญิงแค่ 2 คนและเราก็บอกไม่ได้ว่าคุณเกษแต่งเป็นผู้ชายไปกับน้องมะปราง”
       รัชชานนท์กับรณพีร์ขมวดคิ้ว รณพีร์หนักใจ
       “บอกความจริงก็ไม่ได้ แต่เราก็พาตัวคุณเกษมากินข้าวกับหม่อมย่าไม่ได้ แล้วเราจะทำยังไง”
       ปวรรุจถอนใจ
       “ก็ต้องขายผ้าเอาหน้ารอดกันเป็นวันๆไป ถ้าหม่อมย่าถามถึงคุณเกษพี่ก็จะบอกว่าเธอไม่ว่าง หรือไม่ก็พี่ไม่ว่าง ส่วนพวกนายก็...หาคำตอบกันเองแล้วกัน”
       รณพีร์ รัชชานนท์ พุทธิภัทรหน้าเหวอ
       “อ้าว !”
       “ทำยังไงก็ได้...ไม่ให้หม่อมย่า กับคุณย่าอ่อนรู้ว่าคุณเกษไปต่างจังหวัดกับพี่ชายใหญ่ เพราะถ้ารู้...ไม่งามแน่”
        พุทธิภัทรคิดๆ
       “แล้วถ้าท่านไม่ได้รู้จากพวกเราล่ะ”
       ปวรรุจ รัชชานนท์ รณพีร์ ชะงักคิดตาม พุทธิภัทรพูดต่อ
       “อย่าลืมสิ...ไม่ใช่แค่เราสี่คนที่รู้เรื่องนี้ คนที่วังเทวพรหมก็รู้เหมือนกัน แล้วถ้าพวกนั้นมา เราจะทำยังไง”
       ปวรรุจ รัชชานนท์ รณพีร์สะอึก....
      
       วังเทวพรหม...มารตีเชิดหน้าพูดอย่างมุ่งมั่น
       “พี่จะไปเยี่ยมหม่อมย่าเอียด กับ คุณย่าอ่อน”
       วิไลรัมภาลุกขึ้นพรวด ตาเป็นประกาย
       “พี่มารตีจะไปทำไมคะ”
       มารตียิ้มมีแผน
       “พี่จะทำทีเป็นว่าไปถามไถ่ข่าวคราวของพี่เกษ แล้วก็...อาจจะอยู่กินข้าวเย็นซะด้วยเลย พี่จะได้เจอกับพี่ชายภัทร”
       มารตียิ้มมีหวัง วิไลรัมภารีบเข้ามาเกาะแขน
       “รัมภาอยากไปเจอพี่ชายพีร์เหมือนกัน รัมภาไปด้วยนะคะ”
       “ก็ได้...แต่ก่อนจะไป เราไปบอกให้แย้มเตรียมขนมหนึ่งชุดใหญ่ สำหรับเอาไปให้หม่อมย่า”
       “ได้เลยค่ะ ท่านชอบทานฝอยทอง และเม็ดขนุน รัมภาจำได้ รัมภาไปสั่งแย้มเองค่ะ เรียบร้อยแล้วจะรีบมาบอกนะคะ”
       มารตีพยักหน้า วิไลรัมภารีบวิ่งออกไป
       “แย้ม แย้ม แย้มอยู่ไหน มาช่วยฉันจัดขนมเดี๋ยวนี้เลย ฉันกับพี่มารตีจะไปวังจุฑาเทพ!!”
       วิไลรัมภาประกาศก้องอย่างมั่นใจ และภูมิใจมั่กๆ
      
       เกษราเดินอยู่กับชินกรที่มุมหนึ่งของปราสาท เธอมีสมุดคอยเดินตาม เตรียมทำงานเต็มที่ แต่ชินกรกลับหันมาแล้วก็ถาม
       “ก้องเรียนอยู่ปีอะไรแล้ว”
       เกษราชะงักนิดๆ ก่อนจะโกหกไป
       “เอ่อ...ปี 4 ครับ”
       “จบแล้วอยากทำงานอะไร หรือชอบมาทางนี้ ที่กรมศิลปากรยังต้องการเจ้าหน้าที่อีกหลายตำแหน่งนะ”
       “ขอบคุณมากครับ พอจบแล้วผมอาจจะกลับไปต่างจังหวัด”
       ชินกรแปลกใจ
       “อ้าว จะไปจังหวัดอะไร”
       “เอ่อ...เพชรบุรีครับ”
       “อ้อ เมืองเพชร ขนมอร่อย...” ชินกรคิด แล้วก็ยิ้มอายๆ “แต่ก็สู้ฝีมือคุณเกษไม่ได้ คุณเกษทำขนมอร่อย สวยก็สวย...เฮ่อ...”
      
       เกษราถึงกับชะงัก มองชินกรที่คิดถึงเกษราแล้วก็ตาลอยอยู่คนเดียว เกษรามองแล้วก็งงว่าอารมณ์ไหนเนี่ย


  


       ธราธรเดินอยู่กับระวีรำไพอยู่มุมหนึ่งของปราสาท ระวีรำไพถือแฟ้มคอยจดบันทึกและถือป้ายตัวเลข
       คอยวางตามที่เขาสั่ง พอวางเลขแล้วก็วิ่งออกมา ธราธรถ่ายรูปแต่ละจุดตามที่วางตัวเลขไว้ ระวีรำไพลอบมองตอนเขาถ่ายรูปอย่างตั้งใจดูเท่มากมาย มองแล้วก็ยิ้ม พอเขาหันมาก็รีบหุบยิ้มทำเป็นตั้งใจทำงาน ธราธรบอกสิ่งที่ให้จด ระวีรำไพจดไว้อย่างขมักเขม้น เขามองแล้วก็ยิ้มๆ ดูเธอตั้งใจทำงานดีจริง
      
       ระวีรำไพยืนดูปราสาทเบื้องหน้า ด้วยแววตาชื่นชม
       “สวยจังเลยนะคะ...ครับ”
       เธอมองซ้ายมองขวา จะมีใครได้ยินหรือเปล่านะ โชคดีที่ไม่มีใครยืนอยู่แถวนั้น ธราธรยิ้มๆ
       “เห็นปราสาทนี้อยู่กลางป่ารกร้าง แต่เมื่อพันกว่าปีที่แล้ว บริเวณนี้น่าจะมีชุมชน หรือไม่ก็เป็นเส้นทางผ่านสำคัญของภูมิภาคนี้”
       “พี่...เอ่อ...อาจารย์หม่อมรู้ได้ยังไงครับ”
       ธราธรมองไปรอบๆ
       “เราดูได้จากรูปแบบการก่อสร้าง ปราสาทชุดนี้มี 3 หลัง หลังแรกเป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุด ในตัวประสาทมีปรางค์อยู่ 3 องค์สร้างด้วยหินทราย ปรางค์ประธานขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง ปรางค์อีกสององค์อยู่ถัดไปด้านหลัง ทางตะวันออกและตะวันตกมีวิหารสองหลังสร้างด้วยศิลาแลง อาคารทั้งหมดมีระเบียงคดทำจากหินทรายล้อมรอบ”
       ระวีรำไพมองตาม พยายามจินตนาการ ธราธรอธิบายต่อ
       “ปราสาทหลังนี้ถูกสร้างเป็นศาสนสถานสำหรับประกอบพิธีทางศาสนา หน้าปราสาทมีถนนตัดผ่านเชื่อมระหว่างเมืองพระนครกับเมืองพิมายซึ่งเป็นเมืองใหญ่ในอดีต ถนนตัดมาถึงสระน้ำของปราสาท ก็น่าจะบ่งบอกว่าปราสาทนี้มีความสำคัญมากพอสมควร”
       ระวีรำไพพยักหน้า
       “อ๋อ...เข้าใจแล้วครับ ถ้าปราสาทหลังนี้เป็นที่พัก แล้วปราสาทอีกสองหลังสร้างขึ้นเพื่ออะไรครับ”
       ระวีรำไพถามด้วยความสงสัย
      
       ชินกรเดินสำรวจกับเกษราอยู่ที่มุมหนึ่งของตัวปราสาท เขาอธิบาย
       “ปราสาทหลังนี้เป็น อโรคยาศาล”
        “อโรคยาศาล คืออะไรครับ”
       ชินกรหยุด และหันมาถาม
       “ถ้าฉันบอก...นายจะต้องตอบคำถามฉันเหมือนกัน”
       เกษรางง
       “เอ่อ...ก็ได้ครับ”
       ชินกรยิ้มพอใจแล้วก็ตอบ
       “อโรคยาศาลคือ โรงพยาบาลในสมัยนั้น กษัตริย์สมัยก่อนจะสร้างอโรคยาศาลไว้ช่วยเหลือประชาราษฎร์ อโรคยาศาลหลังนี้ถือว่ามีสภาพสมบูรณ์มากที่สุด”
       เกษราพยักหน้า
       “อ๋อ...ออ...เข้าใจแล้วครับ”
       ชินกรหันขวับมา
       “ฉันตอบแล้ว นายต้องตอบบ้าง”
       “เอ่อ...ครับ”
       ชินกรตาเป็นประกาย
       “นายสนิทกับคุณเกษหรือเปล่า”
       “ก็...พอสมควรครับ”
       ชินกรตาเป็นประกายขึ้นอีก
       “เหรอ แล้วเจอกันบ่อยมั้ย”
       “ก็...บ่อยพอสมควรครับ”
       ชินกรยิ้มกว้าง
       “เหรอๆ ดีจัง ได้เจอคุณเกษบ่อยๆ”
       เกษราสะดุดกึก มองหน้าเขางงๆ ชินกรแก้เก้อ
       “ก็...คุณเกษทำขนมอร่อย นายได้เจอบ่อยๆ ก็ได้กินขนมบ่อยๆ โชคดีออก”
       เกษราพยักหน้า อืมมแล้วไป ชินกรพูดต่อ อย่างลืมตัว
       “เฮ่อ..ว่าแล้วก็คิดถึง”
       เกษราชะงัก
       “หือ”
       ชินกรเก้อๆแถไปเรื่อย
       เอ้อ...ก็คือ คิดถึงขนมคุณเกษน่ะ มันทั้งหอม ทั้งหวาน เฮ่ออ อยากกิน”
       เกษราพยักหน้าแล้วไป ชินกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว เกษราเหล่ๆ รู้สึกว่าเขาแปลกๆ
      
       ธราธรเดินสำรวจอยู่กับระวีรำไพ ที่มุมหนึ่งของปราสาท ใกล้ๆกับบริเวณที่เอ็ดเวิร์ดนั่ง รอบๆมีนักศึกษา
       กระจายทำงานกันอยู่
       “ส่วนปราสาทหลังสุดท้ายเป็นหลังเล็กที่สุด เราเรียกว่า ธรรมศาลา – บ้านมีไฟ เป็นที่พักคนเดินทาง มีลักษณะเป็นปรางค์องค์เดียวมีห้องยาวเชื่อมต่อมาทางด้านหน้า ผนังด้านนึงปิดทึบ แต่สลักเป็นหน้าต่างหลอก อีกด้านเป็นหน้าต่างจริงเคยมีคนพบทับหลังรูปพระพุทธรูปปางสมาธิในซุ้มเรือนแก้ว 2-3 ชิ้น”
       ระวีรำไพหยุดเดิน หันมาถาม
       “เคย...แปลว่า ตอนนี้ไม่มีแล้วเหรอครับ”
       ธราธรพยักหน้า
       “ใช่...คาดว่าคงจะโดนขโมย”
       ระวีรำไพตาโต

      
       “ขโมย?” เธอหรี่เสียงลง มองซ้ายมองขวาว่าปลอดภัย ไม่มีใครอยู่ใกล้แล้วค่อยถาม “ใครขโมยเหรอคะ แล้วเค้าขโมยไปทำไม” ระวีรำไพถามด้วยความไม่เข้าใจ
      
       “คนที่มาขโมยก็มีหลายกลุ่ม ทั้งชาวบ้าน ทั้งพ่อค้าวัตถุโบราณ บางกลุ่มก็เป็นชาวต่างชาติ ส่วนมากก็ขโมยไปขายให้นักสะสม หรือไม่ก็ส่งตามพิพิธภัณฑ์”
       ธราธรพูดแล้วก็เดินนำไปจะทำงานต่อ ระวีรำไพครุ่นคิด
       “ ถ้าอย่างนั้น ระหว่างที่คุณพ่อมาสำรวจ ถ้าเจอกับพวกโจรก็อาจจะเป็นอันตรายสิ...”
       ระวีรำไพเริ่มคิดมากกังวล มองซ้ายมองขวามองหาอาทิตยรังสีด้วยความเป็นห่วงพลันสายตาก็มาสะดุดหยุดที่แกงค์ของเอ็ดเวิร์ดที่นั่งไฮโซอยู่ในเต็นท์ เธอมองด้วยความแปลกใจ
      
       เอ็ดเวิร์ดนั่งเชิดๆ จิบชาอยู่ที่เดิมมีแทนคอยพะเน้าพะนอ พยายามอธิบายให้ข้อมูลการทำงาน เปิดเอกสาร และชี้นั่นนี่ให้ดูตลอดเวลา เอ็ดเวิร์ดก็ฟังๆไปด้วยความรำคาญ ปรายๆตามามองไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่...ระวีรำไพมองแล้วก็ไม่ชอบใจ หันมาอีกทีธราธรหายไปแล้ว เธอรีบมองหา เห็นเขากำลังวางป้ายเตรียม
       ถ่ายรูปอันต่อไป เธอรีบเดินมาหาทันที ธราธรวัดก้อนหินเตรียมจด ระวีรำไพเดินมาประกบ มองซ้ายมองขวาเห็นว่าไม่มีคนก็กระซิบกระซาบถามอย่างสงสัย
       “พี่ชายใหญ่คะ...แล้วฝรั่งคนนั้นเขามาทำไมคะ ปรางเห็นตั้งแต่กรุงเทพแล้ว”
       “มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดเป็นเจ้าของกองทุนต่างประเทศ ตามคณะมาดูการสำรวจ ถ้าเค้าพอใจกับการทำงานก็อาจจะให้ทุน”
       “เพราะคิดว่าตัวเองมีเงินนี่เอง ถึงได้ทำตัวใหญ่โตนัก แต่จะให้ปรางไปเอาใจเหมือนคุณอาคนนั้น ปรางทำไม่ได้หรอกนะคะ”
       ระวีรำไพพยักเพยิดไปทางแทน ธราธรเห็นเธอทำหน้าเฮี้ยวใส่แทนก็ขำๆ
       “พี่ก็ไม่ได้จะให้ปรางไปทำสักหน่อย แค่ทำตัวให้เป็นผู้ชายไม่ไปค้อนใส่เค้าให้โดนจับได้ก็พอ”
       ระวีรำไพชะงักแล้วก็รู้ตัวรีบเก๊กแมนขึ้นมาทันที
       “ได้เลยครับอาจารย์หม่อม จะให้ผมไปช่วยอุดมถางหญ้าก็ได้เลยนะครับ ถางตั้งแต่เขาลูกโน้นมาเลยก็ยังไหวตะวันซะอย่างสบายมาก”
       ระวีรำไพเอานิ้วโป้งเขี่ยปลายจมูกเหมือนบรูซลี ด้วยความกวน ธราธรขำส่ายหน้าในความกวน ทะเล้น แฝงไว้ด้วยความน่ารักของระวีรำไพ
       “เรานี่...แก่นแก้วจริงๆ ฮึๆๆๆ เดี๋ยวก็สั่งให้ไปทำจริงๆซะเลย ไปจดบันทึกต่อได้แล้ว มัวแต่เล่นเดี๋ยววันนี้ก็ไม่ได้งานกันพอดี”
       ระวีรำไพ ทำท่าตะเบ๊ะรับคำสั่ง
       “ครับผม!”
       ระวีรำไพยิ้มแฉ่งแล้วก็รีบเดินไปยังจุดต่อไป ธราธรมองแล้วก็ขำๆในความกวน
      
       อุดมยืนถือกองหญ้าและกิ่งไม้ที่ตัดแล้วอยู่ที่มุมหนึ่งของปราสาท ยืนเหวอ อึ้ง เพราะภาพความกุ๊กกิ๊กที่
       เห็นเมื่อครู่แล้วก็สะดุดกึก อุดมใจหายวาบยืนตัวแข็งทื่อ ความสงสัยไต่ขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ ปิติกำลังถางหญ้าอยู่ก็หันมาเร่ง
       “ไอ้อุดมรีบเอาไปทิ้ง แล้วกลับมาช่วยกันสิเว้ย ยืนอู้อยู่ได้”
       “เอ่อ...ปะ...ไปแล้วไปแล้ว”
       อุดมยืนมองอีกที คราวนี้เห็นธราธรกับระวีรำไพทำงานกันตามปกติ ดูเหมือนไม่มีอะไรอุดมคาใจ...แต่เมื่อกี๊มันดูแปลกๆ!
      
       นักศึกษาและเจ้าหน้าที่ทำงานกันอย่างขะมักเขม้นภายใต้แดดร้อน อาทิตยรังสีดูนาฬิกาแล้วหันมาทางอ่อนศรี ทั้งสองคนนั่งอยู่ในเต็นท์ทำงานมีก้อนหินวางพร้อมกับหมายเลข และแฟ้มสำหรับบันทึก มีนักศึกษาและเจ้าหน้าที่เดินเข้าเดินออก เชคของอยู่เป็นระยะๆ
       “นี่ก็ใกล้จะได้เวลาพักเที่ยงแล้ว ฉันอยากจะเดินไปดูปราสาทหลังที่โดนขโมยสักหน่อย อ่อนศรีนำทางไปหน่อยนะ”
       “ได้เลยครับ คุณชายจะไปตอนนี้เลยหรือเปล่าครับ”
       “ไปสิไป...ถ้าไปตอนนี้ กลับมาก็กินเที่ยงพอดี ไป”
       อาทิตยรังสีลุกขึ้น อ่อนศรีเดินนำไป
      
       อีกมุมหนึ่งของปราสาทระวีรำไพยืนถือแฟ้มอยู่กลางแดด เหงื่อไหลเป็นทาง คันหัวยิบๆๆๆ เธอเกาหัววิกกระดก กึกๆๆๆ แล้วก็รู้สึกตัวรีบจับให้เข้าที่ แล้วก็อดทนกลั้นความคันไว้ ระหว่างนั้นเองเธอก็หันไปเห็นอาทิตยรังสีกับอ่อนศรีเดินหายเข้าไปในป่า เธอเห็นแล้วก็เป็นห่วง กลัวว่าพ่อเดินๆไปจะเกิดเป็นลม หรือไม่สบายขึ้นมา ระวีรำไพหันมาทางธราธร ที่กำลังสอนนักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งอยู่...
       “ปราสาทชุดนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 มีปรางค์ประธานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขยื่นทางด้านหน้า ก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย มีบรรณาลัยอยู่ด้านหน้าเยื้องไปทางขวาขององค์ปราง”
       ระวีรำไพเห็นธราธรยังสนุกกับการสอน ก็ค่อยๆ เดินถอย ออกมา พอเห็นว่าปลอดภัยก็รีบวิ่งตาม
       อาทิตยรังสีกับอ่อนศรีไปทันที ธราธรกำลังสอนอยู่ไม่ได้สนใจ
       “ตรงกลางห้องของโคปุระได้พบศิลาจารึก 1 หลัก จารึกด้วยอักษรขอมภาษาสันสกฤต”
       เขาปรายตาไปเห็นระวีรำไพเดินไปพอดีก็ชะงักกึก ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ก่อนจะหันมาบอกนักศึกษา
       “แค่นี้ก่อน แยกย้ายกันไปจดบันทึกต่อ อีกหนึ่งชั่วโมงมารวมกันที่นี่เพื่อไปกินข้าวกลางวันที่บ้านพัก”
       “ครับ”
       นักศึกษาแยกตัวออกไปทำงาน ธราธรค่อยๆเดินตามระวีรำไพไปด้วยความแปลกใจ
      
       อาทิตยรังสีเดินตามอ่อนศรีเข้ามาในป่า ค่อนข้างรก
       “ผ่านป่านี่ออกไปอีกไม่ไกลก็จะถึง คุณชายเดินไหวนะครับ”
       “ไหว...ไปต่อได้เลย”
       อ่อนศรีพยักหน้ารับและเดินนำไป อาทิตยรังสีเดินตามไปอย่างถนอมแรง ไม่หักโหม ห่างออกไประวีรำไพเดินตามมาด้วยความระมัดระวัง เดินไปก็คันหัวไป เดินไปก็ร้อนไป แต่ด้วยความเป็นห่วงก็ยังสะกดรอยตามไปหวังจะได้ดูแล
       “คุณพ่อนะคุณพ่อ...ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ยังจะแอบหนีเข้าในป่าอีก ถ้าอาการกำเริบ หรือเจอพวกโจรขึ้นมาจะทำยังไง”
       ระวีรำไพบ่นๆ พึมพำด้วยความเป็นห่วง
      
       อีกมุมหนึ่งของป่า ธราธรเดินตามระวีรำไพเข้ามา แต่มองซ้ายมองขวาไม่เห็นแล้ว เขามองหาร่องรอย เห็นมีกิ่งไม้หักเป็นทางคนเดิน ธราธรรีบเดินตามไปทันที
       เกษรายืนชะเง้ออยู่ที่หน้าปราสาท ยืนรอระวีรำไพอยู่ข้างรถจี๊ป ชินกรเดินมาเห็นก็เข้ามาถาม
       “ก้อง ! ยังไม่รีบไปทำอาหารอีกเหรอ จะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้วนะ เดี๋ยวก็ไม่ทันพอดี”
       “เอ่อ...คือ ผมรอตะวันน่ะครับ จะได้ไปด้วยกัน”
       “โอ้ย มัวแต่รอกันไป รอกันมา เดี๋ยวก็สายพอดี เดี๋ยวฉันไปส่งนายก่อนก็แล้วกัน แล้วค่อยกลับมารับตะวัน ไปขึ้นรถ”
       “เอ่ออ...”
       ชินกรเดินนำขึ้นรถไป เกษราจำใจ
       “ครับ”
      
       เกษราขึ้นรถตามไป ชินกรขับรถไปอย่างเท่ เกษราหันมามองหาระวีรำไพ แต่ไม่มีวี่แวว


  


       อ่อนศรีเดินนำ เดินลึกเข้าไปในป่าอีกเล็กน้อย อาทิตยรังสียังเดินตามไม่ทิ้งห่างมาก อาการยังดีอยู่ ห่างออกไประวีรำไพเดินตามใกล้เข้ามา เธอเดินไม่ทันระวังสะดุดกิ่งไม้แล้วก็ล้มลง วิกกระเด็นไปอยู่ในกอไม้
       “ว้า...”
       เธอร้องยังไม่เต็มเสียง รีบเอามือปิดปาก มั่บ! เธอล้มหน้าจุ๊บลงที่พื้นดิน อาทิตยรังสีชะงักหันขวับมา ไม่เห็นอะไร เขากวาดสายตาสำรวจอีกที ก่อนจะหันกลับมาแล้วก็เดินตามอ่อนศรีไป
       ระวีรำไพนอนหมอบเอาหน้าแนบกับพื้นดินมีโคลนเล็กๆ เธอนอนนิ่งอยู่สักพักก็ค่อยๆลุกขึ้น หน้า
       มอมแมมไปด้วยโคลน เธอเอามือปาดเช็ด โคลนออกบางส่วน แต่ก็ยังเลอะเทอะอยู่ดี เธอปาดไปมา
       ก็รู้สึกตัวว่าหัวเบาๆ ค่อยๆเอามือจับถึงได้รู้ว่าวิกหลุดไปแล้ว ระวีรำไพตาเบิกโพลง
       “วิก!!”
       ระวีรำไพรีบมองซ้ายมองขวา แหวกพงหญ้าแถวนั้น แต่ก็หาไม่เจอ แหวกไปแหวกมาด้วยความร้อนใจ
       "เฮ้ยย หายไปไหนเนี่ย”
       เธอควานหา รื้อ แหวก กิ่งไม้ จ้าละหวั่น ใจสั่นใจเสีย วุ่นวายไปหมด แต่แล้วหนึ่งอึดใจต่อมาก็หาเจอ ระวีรำไพยิ้มกว้างรีบหยิบมาสวมทับ และขยับให้เข้าที่ ก่อนจะเงยหน้ามองไปข้างหน้า อาทิตย์รังสีและอ่อนศรี หายไป มีเพียงต้นไม้ และเสียงนกป่าร้องแหวกความเงียบเข้ามา ระวีรำไพหันซ้ายหันขวา ไม่มีใครเลย ทันใดนั้นเอง เธอรับรู้ได้ทันทีว่า กำลังหลงป่า
       “แย่แล้ว...”
      
       ธราธรเดินลุยเข้ามาในป่า ตามทางที่มีกิ่งไม้หัก เขายิ่งเดินยิ่งหวั่นใจ มีลางสังหรณ์ว่าต้องมีเรื่องไม่ดีแน่ๆ ธราธรเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นใจคอไม่ดี
      
       ของสดวางกองอยู่กลางครัว เกษรายืนมอง คิดว่าจะทำอะไรดี มองๆของสด แล้วก็มองๆออกไปข้างนอกมองหาระวีรำไพแต่ก็ยังไม่มีวี่แวว ทันใดนั้นชินกรก็วิ่งเข้ามา
       “ก้อง...แย่แล้ว ฉันตามหาตะวันไม่เจอ ฉันว่านายคงต้องทำอาหารคนเดียวแล้วล่ะ ขืนรอ มีหวังเที่ยงนี้ไม่ได้กินแน่”
       เกษราคิด แล้วก็ยอม
       “ครับ..ผมทำเลยก็ได้ครับ”
       “ดี มาฉันช่วยเอง นายจะทำอะไรบ้าง”
       “ผมคิดว่าจะทำแกงเผ็ดพริกหยวกสอดไส้หมูสับ น้ำพริกลงเรือ แล้วก็ไก่ทอดขมิ้น”
       ชินกรอึ้ง
       “โอ้โห...นี่อาหารที่นายทำ ดูดีกว่าทุกครั้งที่ฉันออกภาคสนามเลยนะเนี่ย โชคดีจริงๆที่มีนายมาด้วย มา ตะวันไม่อยู่ ฉันช่วยเอง จะให้ทำอะไรบอกมาเลย”
       เกษราคิดแล้วก็ส่งพริกหยวกให้
       “อาจารย์ล้างผักให้ผมก็แล้วกันครับ ที่เหลือผมจัดการเอง”
       ชินกรรับมา
       “ได้เลย”
       ชินกรรับกระจาดผักไปล้างอย่างขมีขมัน เกษราหันมาทำกับข้าวอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่หมักไก่พักไว้ แล้วก็หันมาตำพริกแกง แล้วสับหมูอย่างคล่องแคล่ว ชินกรแอบมองด้วยความทึ่ง เขามองไปมองมา พลันภาพก้องเกียริต์ที่อยู่ตรงหน้าก็กลายเป็น เกษรากำลังทำอาหารด้วยความคล่องแคล่ว และเธอก็หันมาทางเขาพร้อมกับถามด้วยเสียงห้าวใหญ่
       “อาจารย์มองอะไรเหรอครับ”
       ชินกรสะดุ้งโหยง ภาพตรงหน้ากลายมาเป็นก้องเกียรติ์เหมือนเดิม...เกษรามองหน้าเขางงๆ ชินกรอึกๆอักๆ เฉไฉไป
       “ฉันก็มองนายนั่นแหละ เป็นผู้ชายแต่ทำกับข้าวคล่องแคล่วยังกับผู้หญิง แปลกดีไม่เคยเห็น”
       ชินกรหัวเราะแห้งๆแล้วก็หันมาล้างผักต่อ เขาหันหลังให้เธอ พยายามสะบัดไล่ความคิดถึงเกษราออกไป ชินกรพึมพำ
       “บ้าจริงๆ เอาไอ้ก้องไปเทียบคุณกับเกษได้ไงเนี่ย ฮึ่ย!!”
       เกษราหันมาทำกับข้าวต่อ แอบบ่น
       “น้องมะปรางอยู่ที่ไหน...รีบกลับมาด้วยนะคะ...”
       เกษราคิดถึงระวีรำไพจับใจ
      
       ระวีรำไพยืนอยู่กลางป่าอย่างโดดเดี่ยว เหงื่อแตกพลั่ก หน้าแดงกร่ำ ทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน เธอ
       เริ่มรู้ตัวว่าตัวเองหลงป่ามองไปรอบๆ เสียงนก เสียงใบไม้ เสียงลม พัดไปมาดูน่ากลัว วังเวงๆ ระวีรำไพเดินมั่วเข้าไป พยายามจะหาทางออก แต่ยิ่งเดินยิ่งงง
       “ทางออกอยู่ไหนเนี่ย เมื่อกี๊เรามาทางนี้นี่นา...แล้วทำไมมันเหมือนวนกลับมาที่เดิม...”
       ระวีรำไพเดินงง คิดเอาไงดี
       “ทางนี้ก็ไม่ใช่”
       ระวีรำไพกลับมาเจอต้นไม้ต้นเดิม
       “กลับมาที่เดิมอีกแล้ว”
       ระวีรำไพหันเดินไปอีกหน้า หน้าเสีย ใจเสีย เธอเดินอยู่ในป่า อย่างเหนื่อยอ่อน ทั้งหิว ทั้งกระหาย ทั้งเหนื่อย จะหน้ามืด เดินไปเดินมาก็ได้ยินเสียงเหมือนกิ่งไม้หัก มีคนเดินตามมา ระวีรำไพนึกถึงตอนที่ธราธรพูดเรื่องโจรก็หน้าซีด เอาไงดี แล้วก็ตัดสินใจวิ่งหนี ทันทีที่วิ่งหนี เสียงคนที่วิ่งตามก็เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น จนสุดท้ายระวีรำไพเห็นท่าจะไม่ไหวก็ตะโกนขึ้น
       “ช่วย...!!”
       ระวีรำไพยังพูดไม่ทันจบ ทันใดนั้นมือของธราธรพุ่งเข้ามาแล้วก็ปิดปากไว้มั่บ
       “พี่เอง !!”
       ระวีรำไพทั้งตกใจทั้งโล่งอก หันขวับมา แล้วก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ น้ำตาซึมๆ
       “พี่ชายใหญ่!!”
       ด้วยความลืมตัวระวีรำไพโผเข้ากอดธราธรด้วยความโล่งอก ระวีรำไพปล่อยโฮออกมาอย่างโล่งอก
       “พี่ชายใหญ่ช่วยปรางด้วย ปรางหลงกับคุณพ่อ ปรางออกไปไม่ได้ ฮือออออ...”
       ธราธรกอดระวีรำไพไว้และลูบหัวเหมือนเด็กๆ
       “พี่ชายใหญ่อยู่นี่แล้วครับ ไม่ต้องร้องนะ พี่ชายใหญ่มาช่วยแล้ว”
      
       ธราธรกอดลูบผมเบาๆ อย่างอ่อนโยน ระวีรำไพกอดเขาไว้ค่อยๆคลายความตระหนกลง ธราธรอมยิ้มนิดๆ พาลนึกถึงเรื่องในอดีต


  


       ในอดีตตอนเด็กๆ ระวีรำไพวิ่งอยู่ในวังจุฑาเทพใบหน้าตื่นตระหนกนิดๆ
      
       “พี่ชายพีร์...”
       รณพีร์วิ่งหนีหลบเข้ามุมตึก ระวีรำไพวิ่งตามไป แต่ไม่เห็น
       “พี่ชายพีร์หายไปไหนคะ”
       รัชชานนท์วิ่งหนีหลบเข้าไปอีกที่มุมหนึ่งห่างออกไป ระวีรำไพหันมองตามไป
       “พี่ชายเล็ก”
       ระวีรำไพวิ่งตามไปแล้วก็ไม่เห็น เธอเริ่มใจคอไม่ดีมองไปรอบๆวังในสายตาของเด็กตัวเล็กๆเหมือนวังใหญ่มาก และตัวเองหาทางออกไม่เจอ รัชชานนท์กับรณพีร์แกล้งวิ่งหลบออกทางโน้น เข้าทางนี้ ให้ระวีรำไพวิ่งตามหาพร้อมกับหัวเราะคิกคักที่ได้แกล้งน้อง ระวีรำไพก็วิ่งตามหาด้วยความตื่นตระหนก
       “พี่ชายพีร์...พี่ชายเล็ก...พี่ชายพีร์ พี่ชายเล็ก...อยู่ที่ไหน”
       ระวีรำไพวิ่งตามจนเหนื่อยแล้วก็มาหยุดยืนอยู่ที่กลางวังแล้วก็มองไปรอบๆ คราวนี้ไม่เห็นใครเลย เธอเริ่มร้องไห้
       “ฮือๆๆๆ พี่ชายพีร์ พี่ชายเล็กหายไปไหน....ฮือๆๆๆ”
       ระวีรำไพร้องไห้เพราะรู้สึกเหมือนโดนแกล้ง ทันใดนั้นเองธราธรก็เดินมาหา
       “น้องปราง...”
       ระวีรำไพหันไป น้ำตาอาบแก้ม
       “พี่ชายใหญ่ !!”
       ระวีรำไพวิ่งเข้าไปหาธราธร แล้วก็กอดไว้แน่นเหมือนเด็กที่เจออัศวิน
       “น้องปรางร้องไห้ทำไมคะ”
       “พี่ชายเล็ก กับ พี่ชายพีร์ แกล้งปรางค่ะ...พี่ชายเล็ก กับพี่ชายพีร์วิ่งหนีปรางไปไหนก็ไม่รู้...ฮืออ”
       เธอยังกอดเขาอยู่ ธราธรส่ายหน้า แล้วก็มองไปที่มุมหนึ่งของวัง เห็นปวรรุจเดินหิ้วรณพีร์ออกมา รณพีร์หน้าจ๋อยๆ ส่วนอีกมุมเป็นพุฒิภัทรกับรัชชานนท์ที่ยิ้มแหยๆธราธรส่ายหน้าในความซนของน้อง แล้วก็พยักหน้าให้ปวรรุจและพุฒิภัทรจัดการแทน ปวรรุจและพุฒิภัทรดึงตัวสองตัวแสบออกไป ระวีรำไพยังร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของธราธร...
       “ฮืออออ”
       ธราธรกอดแล้วลูบผมเบาๆอย่างอบอุ่น
       “ไม่ต้องร้องนะคะ พี่ชายใหญ่อยู่นี่แล้ว...ไม่ต้องร้องนะคะ”
       ระวีรำไพกอดแน่น ด้วยความกลัวและโล่งอก
      
       ธราธรกอดระวีรำไพในท่วงท่าที่ใกล้เคียงกับตอนเด็ก แล้วก็ลูบผมเธอเบาๆ
       “พี่ชายใหญ่อยู่นี่แล้ว...ไม่ต้องร้องนะคะ”
       ระวีรำไพรู้สึกดีขึ้น ค่อยๆหายตกใจ...หยุดร้องไห้ แล้วก็ปาดน้ำตา ธราธรค่อยๆดันตัวออกมามองหน้าหญิงสาวที่ยังมีคราบน้ำตาอยู่แล้วก็ส่ายหน้า หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดให้อย่างอ่อนโยน ระวีรำไพยิ้มนิดๆ อายๆ
       “ปรางขอโทษนะคะ ที่ร้องไห้เป็นเด็กๆ”
       “ร้องไห้ไม่ผิด ไม่ต้องขอโทษ...” เขาพูดเสียงดุขึ้น “แต่ที่เดินเข้ามาในป่าแบบนี้ต่างหากที่ต้องชี้แจง”
       ระวีรำไพชะงักนิดๆ อึกอักๆ ขึ้นมาทันที
       “เอ่อ...คือ...ปรางเห็นคุณพ่อเดินเข้ามากับพรานอ่อนศรีแค่สองคน ปรางก็เลยเป็นห่วง กลัวคุณพ่อจะเป็นอะไรไปกลางป่า หรือถ้าเจอพวกโจร ก็อาจจะโดนทำร้าย ปรางก็เลย...”
       ธราธรต่อเอง
       “ก็เลยเดินตามเข้ามา แล้วก็หลงอยู่ในป่าแบบนี้...ใช่มั้ย”
       ระวีรำไพพยักหน้าจ๋อยๆ ธราธรส่ายหน้า
       “คราวหน้าคราวหลังอย่าทำแบบนี้อีก ถ้าพี่ไม่เดินตามมา ปรางจะทำยังไง”
       ระวีรำไพหน้าจ๋อย
       “ถ้าเป็นห่วงคุณชายอาทิตย์รังสีก็บอกพี่ หรือบอกคนอื่นที่พอจะช่วยได้ เราน่ะตัวเองยังเอาไม่รอดเลย อย่าทำอะไรเกินตัว...ถ้าพูดแล้วไม่ฟัง พี่ส่งกลับพระนครจริงๆด้วย”
       ระวีรำไพรีบอ้อน
       “ปรางขอโทษค่ะ...ปรางก็แค่เป็นห่วงคุณพ่อ คราวหน้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วค่ะ พี่ชายใหญ่อย่าดุปรางเลยนะคะ นะคะ...นะคะ...”
       ระวีรำไพส่งสายตาอ้อนทำตาปริบๆ ธราธรเห็นแล้วก็ใจอ่อน อมยิ้ม กลั้นไม่ให้หัวเราะ พยักหน้าแทนคำตอบ ระวีรำไพยิ้มกว้าง
       “ขอบคุณค่ะ ! พี่ชายใหญ่ใจดีที่สุดเลย” เธอยิ้มกว้างแล้วก็นึกได้โพล่งออกมาด้วยความตกใจ “แย่แล้ว !!”
       ธราธรตกใจตาม
       “ปรางเป็นอะไร”
       ระวีรำไพหน้าเสียสุดๆ
       “อาหารกลางวัน!!”
       ระวีรำไพโพล่งออกมา หน้าเสีย ใจสั่น กลัวความผิดสุดๆ
      
       อาหารกลางวันหน้าตาดูดีมาก ถูกตักใส่ชามและวางไว้เป็นชุดๆ ทั้งหมดประมาณ 5 – 6 ชุด เกษรากำลังจัดอาหารวางบนโต๊ะด้วยความตั้งใจ ชินกรยกหม้อข้าวออกมาจากครัว
       “ข้าวมาแล้ววว...”
       ชินกรวางหม้อข้าวไว้บนโต๊ะที่เตรียมไว้ แล้วหันมามองดูกับข้าวที่วางอยู่ แล้วก็พูดด้วยความชื่นชม
       “ก้อง...นายนี่ทำกับข้าวได้ยอดเยี่ยมจริงๆ”
       เกษราหันมายิ้มรับนิดๆ
       “เห็นแล้วไม่น่าเกิดมาเป็นผู้ชายเลย เสียดายจริงๆ”
       เกษราชะงักหุบยิ้มหันมามองหน้าชินกรงงๆ
       “ทำไมต้องเสียดายครับ”
       ชินกรหันมา
       “อ้าว ก็ถ้าเกิดมาเป็นผู้หญิง นายก็จะได้เป็นแม่บ้านแม่เรือน ใครได้ไปเป็นเมียโชคดีตายเลย”
       ชินกรยิ้มกว้าง เกษราฟังแล้วก็เกิดอายขึ้นมาซะงั้น ยิ้มๆ หน้าแดงๆ ก้มๆหน้า ชินกรหันมาเห็น
       “นี่...”
       เขาพยายามจะมองหน้าให้ชัดๆ ยิ่งมอง เกษรายิ่งเขิน
       “นี่...ก้อง...หน้าแดงทำไม”
       “คือ...เปล่านะครับ...ไม่ได้หน้าแดง”
      
       ชินกรจับหน้าหันมามองจังๆ เกษรายิ่งเขิน หน้ายิ่งแดง


  


       “ก็เนี่ย มันแดงชัดๆ ยังจะมาเถียงว่าไม่แดงอีก เป็นอะไรหะ ที่ฉันพูดหมายถึงว่า ถ้านายเป็นผู้หญิง แต่นายไม่ได้เป็นทำไมต้องเขินด้วย”
       เกษราอึกอัก
       “เอ่อ...คือ...”
       ชินกรมองหน้าชัดๆ ใกล้ๆ แล้วก็พูดขึ้น
       “แต่จะว่าไป...หน้านายก็เหมือนผู้หญิงมากเลยนะเนี่ย ทั้งผิวพรรณ คิ้ว ตา จมูก...แล้วก็...ปาก”
       ปากอวบอิ่มของเกษราเผยอเล็กน้อยแอบดูเซกซี่...ทำเอาชินกรถึงกับอึ้ง อยู่ๆก็รู้สึกเหมือนกับมันเป็นริม
       ฝีปากของผู้หญิงขึ้นมาจริงๆ ชินกรอึ้งใจเต้นแรงมองหน้าเกษราค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น ราวกับโดนมนต์สะกด เกษราก็ยืนอึ้งมองตาเขาที่เริ่มเปลี่ยนไป เธอยังขยับหน้าหนีไม่ได้ เพราะโดนมือเขาจับล็อคไว้อยู่ ต่างคน
       ต่างอึ้งค้างอยู่ในท่าที่ล่อแหลม ทันใดนั้นเสียงระวีรำไพก็ดังขึ้น
       “พี่ก้องครับ พี่ก้อง!!”
       เกษรารีบผงะดันตัวออก ชินกรสะดุ้งรีบปล่อยมือออกจากใบหน้าของเกษรา ต่างคนเด้งตัวออกจาก
       กันอย่างเร็ว
       ระวีรำไพเดินโผล่พรวดเข้ามาในที่กินข้าว มองซ้ายมองขวา เห็นเกษรายืนอยู่ก็รีบเรียกขึ้น
       “พี่ก้อง !”
       เกษรายืนเก้อๆเขินๆ แต่พยายามทำให้เป็นปกติ เช่นเดียวกับชินกรที่ทำเป็นหันไปเช็ดโต๊ะด้วยความเขิน แต่พยายามทำให้เป็นปกติ ระวีรำไพวิ่งเข้ามาหาด้วยความรู้สึกผิด
       “พี่ก้องผมขอโทษที่มาช้า พอดี...มีปัญหานิดหน่อย”
       เกษราตอบยิ้มๆ
       “ไม่เป็นไร...พี่...ทำคนเดียวได้ แล้ว...อาจารย์ชินกรก็ช่วยอีกแรง”
       ระวีรำไพเพิ่งสังเกตเห็นว่าชินกรยืนอยู่ เพราะมัวแต่รู้สึกผิด และสนใจแต่เกษรา เธอยกมือไหว้ชินกร
       “ผมต้องขอบคุณอาจารย์มากนะครับที่ทำหน้าที่แทน”
       ชินกรรับไหว้
       “ไม่เป็นไร...คราวหน้าก็รักษาเวลาหน่อยก็แล้วกัน ครูคงมาช่วยแบบนี้ไม่ได้ทุกครั้ง”
       ชินกรทำดุเล็กๆกลบเกลื่อน ระวีรำไพจ๋อยนิดๆ
       “ครับ”
       ชินกรหันมาทำเสียงเข้มใส่เกษรา
       “ก้อง !”
       เกษราหันมางงๆ
       “ทุกอย่างก็เรียบร้อยแล้วนะ ครูจะได้ไปรับนักศึกษาคนอื่นมากินข้าว”
       “เรียบร้อยแล้วครับ”
       ชินกรพยักหน้ารับแล้วก็...เดินออกไปเลย พยายามทำเป็นไม่อาย ไม่เขิน ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น เกษรามองตามงงๆ ระวีรำไพมองตามด้วยความแปลกใจ
       “อาจารย์
       ชินกรเป็นอะไร...ทำไมดูแปลกๆ”
       ระวีรำไพขมวดคิ้วนิดๆ สงสัย เกษราคิดๆ งงๆ เหมือนกัน ไม่รู้คำตอบ
      
       ชินกรเดินพรวดพราดออกมาที่จอดรถหน้าที่กินข้าว แล้วก็หยุดคิด หน้าเครียดๆเหวอๆ
       “นี่เราเป็นอะไรไปวะเนี่ย”
       ชินกรพยายามสะบัดหัว เอาภาพเกษราออก พร้อมกับตบๆหัว เหมือนภาพในความคิดเป็นชิ้นส่วนอิเลคโทรนิคที่ตบๆแล้วมันจะแฮงค์ๆหายไปได้ ธราธรเดินมาเห็นพอดี
       “อาจารย์ชินกร...เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
       ชินกรรีบหยุดตบหัวตัวเอง แล้วก็ยิ้มแห้งๆ ปกปิด
       “ปะ...เปล่าครับ ไม่ได้เป็นอะไร แหะๆ คือ...มันหูอื้อๆ นิดหน่อยครับ สงสัยน้ำจะเข้าหู ก็เลยตบๆให้น้ำมันออก ตะ...ตอนนี้...เป็นปกติแล้วครับ...ผมไปรับเด็กๆที่ปราสาทมากินข้าวก่อนนะครับ แหะ ๆ”
       ชินกรยิ้มแห้งกลบเกลื่อนแล้วก็เดินต่อไปที่รถ ธราธรมองตามนิดๆ งงๆ ว่าเป็นอะไร
      
       พุฒิภัทรกำลังเล่นเปียโนอยู่อย่างเข้าถึงอารมณ์ หลับตาพริ้ม อินมาก ถนอมเดินเข้ามาคุกเข่าอยู่ข้างๆ หน้าตาตื่น
       “คุณชายภัทรครับ”
       พุฒิภัทรยังอินไม่ได้ยิน ถนอมเสียงดังขึ้นมาเล็กน้อย
       “คุณชายภัทรครับ...คุณชาย...”
       พุฒิภัทรยังไม่ได้ตอบ แต่เริ่มได้ยินนิดๆ ถนอมตัดสินใจพูดออกไปเลย
       “คุณชายภัทรครับ เกิดเรื่องแล้ว ตอนนี้คุณมารตีและคุณวิไลรัมภาอยู่ที่หน้าวัง กำลังจะเข้าไปพบหม่อมเอียด กับคุณอ่อนขอรับ !!”
       พุฒิภัทรถึงกับกระแทกมือลงบนเปียโน ตึ่ง!! เขาลืมตามาออกคำสั่ง
       “รีบไปตามชายรุจ ชายเล็ก และชายพีร์ไปเจอกับฉันที่หน้าวังด่วน!!”
       “ขอรับ”
      
       ถนอมรีบวิ่งออกไป พุฒิภัทรคิดหนักว่าจะทำยังไงดี
      

      
       มารตีและวิไลรัมภาเดินเข้ามาในวังจุฑาเทพ วิไลรัมภาถือถาดขนมมาด้วยใบหน้าระรื่น แจ๋วเดินมา ต้อนรับ
       “สวัสดีค่ะ”
       “ฉันมาพบหม่อมย่าเอียด กับ คุณย่าอ่อน”
       “คุณท่านอยู่ที่เรือนด้านในค่ะ แจ๋วจะไปเรียนท่านให้นะคะ”
       แจ๋วจะไป มารตีรีบพูดขึ้น
       “ไม่ต้อง...ฉันสองคนไปเอง”
       แจ๋วชะงัก มารตีกับวิไลรัมภาเชิดหน้านิดๆ แสดงความสนิทสนมแกมอภิสิทธิ์ แล้วก็เดินตรงที่เรือนหม่อมเอียด
      
       ระหว่างทางเดินเชื่อมต่อสองตึก ปวรรุจ กับรณพีร์โผล่พรวดออกมาจากตึกที่มีห้องเต้นรำและ พุฒิภัทรกับรัชชานนท์ก็วิ่งพรวดออกมาจากอีกตึกด้านที่มีห้องใต้โดม
       “น้องมารตีกับน้องรัมภากำลังจะมุ่งหน้าไปหาหม่อมย่า” พุฒิภัทรเข้ามาบอก
       ปวรรุจหน้าเครียด
       “ถ้าทั้งสองคนเจอกับหม่อมย่า ต้องคุยถึงคุณเกษแน่ๆ”
        รัชชชานนท์หน้าตื่น
       “และความลับก็ต้องแตก...ทำยังไงดี”
       ทั้งสี่คนคิดและแล้วรณพีร์ก็คิดออก
       “ผมรู้แล้ว !”
       ปวรรุจ พุฒิภัทร รัชชานนท์ หันขวับมาทางรณพีร์
      
       มารตี และ วิไลรัมภา เดินยิ้มกริ่มตรงไปที่หาเป้าหมาย ทันใดนั้นรณพีร์ รัชชานนท์ และ พุฒิภัทร ก็เดินออกมาอย่างเร็ว มารตี กับ วิไลรัมภาถึงกับตะลึงอึ้ง ร้องออกมาพร้อมกัน
       “คุณชาย...”
       รณพีร์ยิ้ม
       “สวัสดีครับ”
       มารตีนึกได้ ยกมือไหว้
       “สวัสดีค่ะพี่ชายภัทร พี่ชายเล็ก พี่ชายพีร์”
       เธอยกมือไหว้ ทีละคน สามคุณชายรับไหว้ รัชชานนท์ยิ้มให้สองสาว
       “น้องมารตีกับน้องรัมภามาถึงนี่ มีอะไรให้พี่รับใช้หรือเปล่าครับ”
       สองสาวขวยเขินเล็กๆ มารตีพูดอย่างมีจริต
       “แหม...เราสองคนจะกล้าใช้พวกพี่ๆคุณชายได้ยังไงคะ สาวๆทั้งพระนครคงจะเคืองแย่”
       รณพีร์ยิ้มหน้าบาน รัชชานนท์ยิ้มรับ ส่วนพุฒิภัทรยิ้มรับนิดๆ ดูท่าที แล้ววิไลรัมภาก็โพล่งขึ้นมา
       “เราสองคนมาหาหม่อมเอีอด กับคุณย่าอ่อนค่ะ มีของหวานมาฝากท่านแล้วก็จะถามข่าวของพี่เกษด้วยค่ะ”
       ทั้งสามคุณชายหุบยิ้มแทบไม่ทัน ปรายตามองปรึกษากัน ทำไงดี
      
       ปวรรุจเดินอ้าวๆๆมาที่หน้าเรือนหม่อมเอียดอย่างเร็ว หม่อมเอียดและย่าอ่อนเดินออกมาพอดี
       “ชายรุจ...จะรีบไปไหน” หม่อมเอียดถามอย่างสงสัย
       ปวรรุจชะงักหยุดเดิน เงยหน้ามองตามเสียง เห็นหม่อมเอียดกับย่าอ่อนยืนอยู่ เขาพยายามทำตัวปกติ
       “คือ..ผมมีเรื่องจะมาเรียนปรึกษาหม่อมย่ากับคุณย่าน่ะครับ”
       ย่าอ่อน ทำเสียงรำคาญนิดๆ
       “จะมาปรึกษง ปรึกษาอะไรตอนนี้ ฉันกับคุณพี่จะไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายที่หน้าวัง เอาไว้ปรึกษาทีหลังก็แล้วกัน”
       ปวรรุจชะงักกึก รีบบอก
       “แต่ว่า...มันเป็นเรื่องด่วนมากครับ เรื่องเกี่ยวกับคุณเกษครับ”
       หม่อมเอียดกับย่าอ่อนขมวดคิ้วอยากรู้ขึ้นมาทันที
      
       วิไลรัมภาบ่นด้วยความเสียดาย
       “หม่อมย่านอนกลางวันเหรอคะ”
       รณพีร์รีบตอบ
       “ใช่ค่ะ” เขาแอบหวานกลบพิรุธ “เวลานี้จะเป็นเวลาเอนหลังของท่าน...ใช่มั้ยชายเล็ก”
       รณพีร์เอาศอกถองน้องชาย รัชชานนท์ยืนเงอะงะนิดๆ
       “อะ...เอ่อ...อ๋อ ใช่ครับ เวลานี้กำลังหลับสบายเลยทั้ง 2 คนเลย ไม่เชื่อถามพี่ชายภัทรได้”
       รัชชานนท์โยนมา พุฒิภัทรอึกอัก
       “เอ่อ...”
       มารตีหันมารอฟัง
       “คือ...” เขาไม่อยากโกหก เลยเปลี่ยนประเด็น “เอาเป็นว่า...หลังจากที่หม่อมย่า กับคุณย่าตื่น พี่จะเรียนท่านว่าน้องมารตีและน้องรัมภามาเยี่ยมนะครับ”
       พุฒิภัทรไล่แบบอ้อมๆ รัชชานนท์กับรณพีร์รีบพยักหน้ารับพริ้มยิ้ม ใช่ๆ มารตียิ้ม
       “ขอบคุณพี่ชายภัทรมากค่ะ แต่...มารตีกับรัมภาขอรอจนกว่าหม่อมย่า กับคุณย่าตื่นดีกว่าค่ะ”
       สามคนหุบยิ้ม รัชชานนท์กับรณพีร์ ชะงัก
       “รอ”
       มารตียิ้มตอบอย่างผู้ดี
       “ใช่ค่ะ...ไหนๆก็มาแล้ว รอนิดรอหน่อยคงไม่น่าจะเป็นอะไร เราขอไปรอที่เรือนท่านนะคะ”
       มารตีพยักหน้าให้วิไลรัมภา เตรียมจะไป สามคุณชายมองหน้ากันเอาไงดี ทันใดนั้นรัชชานนท์ก็คิดได้
       “เดี๋ยวก่อนครับ...อย่าเพิ่งไป พี่มีความคิดที่ดีกว่านั้น”
      
       ทุกคนหันขวับมาทางรัชชานนท์ รวมทั้งรณพีร์และพุฒิภัทรด้วย


  


       หม่อมเอียดพูดขึ้นด้วยความเสียดาย
       “หนูเกษไม่ว่างมากินข้าวกับย่าอย่างนั้นเหรอ”
       ปวรรุจตอบอย่างสุภาพ พยายามคุมอาการไม่ให้มีพิรุธ ทั้งที่ในใจแอบร้อนใจ
       “ครับ คือ...ช่วงนี้มีคนสั่งขนมหวานเทวพรหมค่อนข้างมาก คุณเกษจำเป็นต้องรีบทำขนมส่ง เธอฝากผมมากราบขอโทษหม่อมย่า กับ คุณย่าด้วยครับ”
       “ไม่เป็นไร ย่าเข้าใจ ไม่ว่ากัน อีกอย่างชายใหญ่ก็ไม่อยู่ รอให้ชายใหญ่กลับมาแล้วค่อยมาตอนนั้นก็ได้”
       ปวรรุจยิ้มรับ แล้วก็แอบชะเง้อ ชะแง้ มองไปที่หน้าบ้าน ดูลาดเลาว่าปลอดภัยไม่มีใครเดินมา ย่าอ่อนพูดขึ้น
       “คิดแล้วก็เสียดาย...น่าจะให้หนูเกษเดินทางไปกับชายใหญ่ จะได้อยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ดูสิอีกคนอยู่นี่ อีกคนไปซะตั้งไกล จะได้เรียนรู้กันได้ยังไง”
       ปวรรุจทำเป็นฟัง แต่ตาก็แอบมองไปที่หน้าบ้านตลอดเวลา หม่อมเอียดหันมาแย้งย่าอ่อน
       “แม่อ่อนก็พูดพิเรนทร์ จะให้หนูเกษไปกับชายใหญ่ได้ยังไง มีแต่ผู้ชายทั้งคณะ เป็นผู้หญิงแทรกเข้าไปในขบวนรู้ถึงไหนอายถึงนั่น”
       ปวรรุจชะงักกึก ทำหน้าไม่ถูก ย่าอ่อนหน้าม่อยไปเล็กน้อย
       “คุณน้องก็เย้าเล่นค่ะใครจะให้ไปเข้าป่าจริงๆหล่ะคะคุณพี่ น่าเกลียดแย่...น้องว่า เราไปเดินเล่นกันเถอะค่ะ...หมดธุระแล้วใช่มั้ย” ย่าอ่อนหันมาทางปวรรุจ
       ปวรรุจอึกอัก
       “เอ่อ...คือ...ก็...”
       ย่าอ่อนรำคาญ
       “มัวแต่เอ่อ...คือ...ก็...เสียเวล่ำเวลา เราไปกันเถอะค่ะคุณพี่ เมื่อครู่น้องได้ยินเสียงรถเข้ามาในวัง จะได้ไปดูว่าของใคร”
       หม่อมเอียดพยักหน้า จะลุกขึ้น ปวรรุจก็ขยับตัวคลานเข่าเข้ามาจะขวาง
       “หม่อมย่าครับ”
       ย่าอ่อนส่งสายตาดุ
       “หลบ ไป”
       “เอ่อ...”
       ปวรรุจเกรงๆลำบากใจ ทำไงดี ทันใดนั้นเสียงรัชชานนท์ก็ดังขึ้น
       “พี่ชายรุจ”
       ปวรรุจหันขวับมา รัชชานนท์รีบเดินเข้ามา ปวรรุจมองน้องชายอย่างแปลกใจ เหมือนจะถามทางสายตาว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง รัชชานนท์ตอบเป็นนัยๆ แบบรู้กันเอง
       “ทางสะดวกแล้วนะครับ”
       ปวรรุจพยักหน้า...โล่งอก ก่อนจะหันมาพูดกับหม่อมเอียดและ ย่าอ่อนยิ้มๆ
       “ผมหมดธุระแล้วครับ เชิญหม่อมย่า กับคุณย่าครับ”
       หม่อมเอียดลุกขึ้นก้าวขาจะเดินไป คราวนี้ย่าอ่อนเป็นฝ่ายไม่ยอมไป
       “เดี๋ยวสิ...เมื่อกี๊ชายเล็กบอกว่า ทางสะดวกคืออะไร”
       ปวรรุจน์กับรัชชานนท์มองหน้ากันเอาไงดี หม่อมเอียดส่ายหน้า แล้วก็หันมาเอ็ด
       “แม่อ่อน...พอได้แล้ว พวกคุณชายคงจะมีธุระส่วนตัวต่อกัน เราจะไปรู้ทุกเรื่องได้ยังไง ไปได้แล้ว ฉันไม่อยากอุดอู้อยู่ในเรือนแล้ว...ไป”
       ย่าอ่อนจำใจ
       “ค่ะ คุณพี่”
       หม่อมเอียดเดินนำไป ย่าอ่อนเดินตาม แต่ยังค้างคาใจ คล้อยหลังสองคน ปวรรุจรีบหันมาถาม
       “น้องมารตีและวิไลรัมภากลับวังเทวพรหมไปแล้วเหรอ”
       รัชชานนท์ส่ายหน้า ปวรรุจขมวดคิ้ว
       “อ้าว...แล้วเราทำยังไง ทางถึงได้สะดวก”
      
       หน้าวังจุฑาเทพ รถหรูของรณพีร์แล่นออกมา รณพีร์และพุฒิภัทรนั่งหน้าจ๋อยๆ อึดอัดๆ อยู่ข้างหน้า มารตีและวิไลรัมภาที่นั่งเชิด ยิ้มอย่างพอใจ มีความสุขมั่กๆ อยู่เบาะหลัง พุฒิภัทรหน้าเซ็งมาก คิดถึงก่อนหน้านี้...มารตีพูดยิ้มๆ
       “ขอบคุณพี่ชายภัทรมากค่ะ แต่...มารตีกับรัมภาขอรอจนกว่าหม่อมย่า กับคุณย่าตื่นดีกว่าค่ะ”
       รัชชานนท์กับรณพีร์ชะงัก
       “รอ”
       มารตียิ้มตอบอย่างผู้ดี
       “ใช่ค่ะ...ไหนๆก็มาแล้ว รอนิดรอหน่อยคงไม่น่าจะเป็นอะไร เราขอไปรอที่เรือนท่านนะคะ”
       “เดี๋ยวก่อนครับ...อย่าเพิ่งไป พี่มีความคิดที่ดีกว่านั้น”
       ทุกคนหันมา รวมทั้งรณพีร์และพุฒิภัทรด้วย หันขวับมาทางรัชชานนท์
       “พี่คิดว่า...ให้พี่ชายภัทรและชายพีร์พาน้องมารตีกับน้องรัมภาไปดูหนังดีกว่าครับ”
       พุฒิภัทรกับรณพีร์เลิกคิ้ว เหรอ มารตีกับวิไลรัมภาตาโตดีใจ รัชชานนท์พูดต่อ
       “ตอนนี้กำลังมีเรื่อง...วันก่อนพี่ชายภัทรกับชายพีร์บ่นว่าอยากดู”
       สองคุณชายเลิกคิ้วอีกที
       “แต่ไม่มีเพื่อนไป วันนี้น้องมารตีกับน้องรัมภาไปดูเป็นเพื่อนพี่ชายทั้งสองได้หรือเปล่าครับ”
       พุฒิภัทรกับรณพีร์ถึงกับเหวอไป จะอ้าปากแย้ง แต่มารตีและวิไลรัมภาตอบพร้อมกัน
       “ได้ค่ะ”
       พุฒิภัทรกับรณพีร์ถึงกับอ้าปากค้าง พูดไม่ออก วิไลรัมภากระตือรือร้นมากมาย
       “เราไปกันเลยตอนนี้เลยนะคะ”
       สองคุณชายอึ้งหนักกว่าเดิม ถอนใจเบาๆ
      
       ปัจจุบัน...พุฒิภัทรบ่นเบาๆ
       “คราวหน้า ให้คนต้นความคิดไปดูหนังเองนะ”
       รณพีร์กัดฟันตอบอย่างแค้นๆ
       “จริงครับ”
       รณพีร์และพุฒิภัทรส่ายหน้าอย่างเซ็ง ซึ่งผิดกับสองสาวหลังรถ มารตีและวิไลรัมภายิ้มร่าเริงมีความสุข
       รถรณพีร์แล่นออกมาจากวังจุฑาเทพที่เด่น งาม อลังการณ์
      
       อาทิตยรังสียืนดูซากปราสาทหลังแรกที่โดนขโมยของไปอย่างฌสร้าๆ เสียดาย อ่อนศรีเดินเข้ามายืนข้างๆ
       “น่าเสียดายจริงๆ ปราสาทหลังนื้ถือว่างดงามมาก”
       “ยังดีนะครับที่พวกโจรมันแค่สะกัดเอาหน้าบันไป ปราสาททางเหนือด้านโน้น โดนไดมาไมค์ ระเบิดพังยับเลยครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกมันคิดยังไง ระเบิดปราสาทอายุหลายร้อยปี เพียงเพราะจะเอาหน้าบัน เอาทับหลังแลกเงินแค่ไม่กี่หมื่นบาท” อ่อนศรีพูดด้วยความอ่อนใจ
      
       “เพราะเขาไม่เห็นคุณค่า...และคิดว่ามันเป็นแค่ก้อนหินเก่าๆที่กองอยู่ในป่า เขาถึงทำแบบนี้ได้”


  


       อาทิตยรังสีเอามือลูบแผ่นหินที่อยู่ตรงหน้าเบาๆ พูดด้วยความเข้าใจ
      
       “ถ้าเราไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก เราต้องช่วยกันให้ความรู้ และทำให้ชาวบ้านเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ นอกจากจะไม่กล้าทำลาย เขายังช่วยกันรักษาและดูแลแทนเรา”
       อ่อนศรีพยักหน้ารับทราบ และเห็นด้วย อาทิตย์รังสีหันมาทางอ่อนศรี
       “ส่วนปราสาทอีก 5 หลังที่อ่อนศรีวาดแผนที่ให้ฉันไว้ เสร็จจากงานที่ปราสาทพนมธมฉันจะรีบไปสำรวจและเสนอเรื่องให้ทางการรีบเข้ามาดูแลอย่างเร็วที่สุด”
       “ครับ”
       อาทิตยรังสี หันมามองดูซากปราสาทที่กองอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ด้วยความเศร้า เสียดาย
      
       หน้าบ้านพักของอาทิตย์รังสี ระวีรำไพยืนซุ่มด้อมๆ มองๆ อยู่ที่มุมประจำ มองไปที่ระเบียงบ้านที่มีโต๊ะอาหารและมีอาหารวางอยู่ พร้อมกับฝาชีที่ครอบปิดไว้ เธอชะเง้อชะแง้มองหาด้วยความเป็นห่วง ทันใดนั้นก็มีมือมาตบลงที่ไหล่ ระวีรำไพร้องตกใจ
       “ว้าย...”
       เกษรารีบส่งเสียง
       “น้องปราง พี่เองค่ะ”
       ระวีรำไพหันขวับมา โล่งอก
       “เฮ่อ...พี่เกษ”
       “พี่ขอโทษ ที่ทำให้ตกใจ น้องปรางกำลังทำอะไรอยู่คะ”
       “ปรางมารอคุณพ่อน่ะค่ะ เห็นเดินเข้าป่าไปกับพรานอ่อนศรี เมื่อตอนกลางวัน ยังไม่กลับออกมาทานข้าวเลย ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรไปหรือเปล่า”
       เกษรามองด้วยความเห็นใจ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นอาทิตยรังสีเดินมากับอ่อนศรี
       “น้องปรางคะ คุณชายอาทิตย์กลับมาแล้วค่ะ”
       ระวีรำไพรีบหันขวับไปดูทันที ในจังหวะเดียวกันอาทิตยรังสีก็หันขวับมา เพราะได้ยินเสียงคนพูดแว่วๆ สองพ่อลูกสบตากัน ระวีรำไพตกใจรีบหลบวูบลงข้างหลังต้นไม้ ดึงเกษราลงมาด้วย อาทิตย์รังสีชะงักนิดๆ อย่างรู้ทันแล้วก็อมยิ้มที่มุมปาก อ่อนศรีแปลกใจ
       “คุณชายมองอะไรครับ”
       อาทิตย์รังสีหันมา
       “อ๋อ...คงจะเป็นเด็กๆมาเล่นซนแถวนี้ เรารีบกินข้าว แล้วไปทำงานต่อกันดีกว่า”
       อาทิตย์รังสีพูดยิ้มๆ แล้วก็เดินขึ้นบ้านไป อ่อนศรีมองๆ ไปที่พุ่มไม้แล้วก็เดินตามขึ้นบ้านพักไป
      
       ระวีรำไพกับเกษราค่อยๆโผล่ออกมาจากหลังพุ่มไม้ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
       “คุณพ่อมาแล้ว เรารีบกลับไปทำงานกันเถอะค่ะ เดี๋ยวพี่ชายใหญ่กับอาจารย์ชินกรจะรอ”
       ระวีรำไพพูดจบก็หันเดินไปเลย ทิ้งให้เกษรายืนหนักใจ แล้วก็ตัดสินใจรีบเดินตามไปเพื่อจะบอกความในใจบางอย่างที่เก็บไว้
       ระวีรำไพเดินออกมาจากหลังพุ่มไม้ กำลังจะรีบเดินไปหาธราธรที่หน้าแคมป์ เกษรารีบเดินตามมา
       “น้องปรางคะ...น้องปราง”
       ระวีรำไพหันมา เกษรารีบเดินมาหา และหรี่เสียงคุยกันแบบสองคน
       “คือ...พี่มีเรื่องไม่สบายใจ”
       “เรื่องอะไรเหรอคะ”
       “เรื่อง...อาจารย์ชินกร”
       เกษราพูดถึงชินกรด้วยความไม่สบายใจ
      
       ชินกรเดินไปเดินมาอย่างงุ่นง่านใจอยู่บริเวณหน้าแคมป์ ภาพก้องเกียรติ์เป็นเกษรายังติดตาเขาอย่างประหลาดใจ
       “บ้าจริงๆ เราคิดอะไรอยู่เนี่ย”
       ชินกรส่ายหน้าด้วยความเครียด
      
       ระวีรำไพถามเกษราด้วยความไม่สบายใจ
       “อาจารย์ชินกรสงสัยพี่เกษ”
       “ค่ะ พี่ว่า...อาจารย์ชอบมองพี่แปลกๆ แล้วก็พูดแต่ว่าพี่หน้าเหมือนเกษรา หรือว่า...พี่จะปลอมตัวไม่แนบเนียน พี่กลัวความลับจะแตก แล้วน้องปรางจะเดือดร้อนไปด้วย”
       ระวีรำไพจับมือ
       “พี่เกษอย่าคิดมากเลยนะคะ ถ้าพี่เกษไม่สบายใจ บอกพี่ชายใหญ่ดีมั้ยคะ เผื่อพี่ชายใหญ่จะได้ไม่ให้ไปทำงานกับอาจารย์ชินกร”
       เกษราหนักใจ
       “พี่ไม่อยากทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าทำแบบนั้น คนอื่นจะคิดว่าพี่เรื่องมาก จะยิ่งโดนเพ่งเล็ง พี่คิดว่า จะเลี่ยงด้วยการไม่อยู่ใกล้ๆอาจารย์ชินกร พยายามไม่เผชิญหน้า และอยู่ห่างๆเข้าไว้ ยิ่งไกลเท่าไหร่ได้ยิ่งดี”
       เกษราตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
      
       ชินกรยังยืนอยู่ที่เดิม แต่สีหน้ามุ่งมั่น
       “ไอ้ก้องมันเป็นผู้ชายเหมือนเรา เราจะต้องไปคิดมากทำไม มันเป็นผู้ชาย...มันเป็นผู้ชาย เฮ่อ...สงสัยเราจะต้องอยู่ใกล้ๆมันให้มากๆ จะได้ชิน ไม่คิดว่ามันเป็นอย่างอื่น...”
       ชินกรพูดอย่างปักใจ และปลอบใจ สะกดจิตตัวเอง
      
       ธราธรยืนรออยู่ข้างรถที่หน้าแคมป์ เกษรากับระวีรำไพวิ่งมา
       “พร้อมทำงานตอนบ่ายแล้วนะ” ธรารธรหันมาถาม
       เกษรากับระวีรำไพตอบพร้อมกัน
       “ครับ”
       “ไปขึ้นรถ”
       ทั้งสามคนเตรียมขึ้นรถ ระวีรำไพจะขึ้นนั่งหน้าคู่กับธราธรแล้วก็นึกได้เดินหลบให้เกษรา และพูดเบาๆ
       “พี่เกษนั่งหน้ากับพี่ชายใหญ่นะคะ”
       เกษราจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ไม่ทันบอก ระวีรำไพก็รีบเดินเลี่ยงไปขึ้นด้านหลังทันที เกษราจำต้องนั่งหน้า ธราธรกำลังจะขึ้นประจำที่คนขับ ทันใดนั้นชินกรก็ตะโกนขึ้น
       “คุณชายใหญ่รอด้วยครับ ผมไปด้วย”
       ระวีรำไพหันขวับไปทางเกษรา ที่ก้มหน้าแย่แล้ว ชินกรวิ่งมาแล้วก็ชะงักนิดๆ เห็นเกษรานั่งก้มหน้าอยู่ด้านหน้ารถ ไม่ยอมสบตา ชินกรก็สูดลมหายใจพูดเบาๆ
       “ไอ้ก้อง...มันเป็นผู้ชาย” แล้วเขาก็หันมาบอกธราธร “คุณชายครับ ผมขับให้เองครับ”
       ระวีรำไพหันไปมองเกษรา เกษราสะดุ้งนิดๆ เอาไงดี ธราธรยิ้มไม่รู้เรื่อง
       “ขอบคุณครับ”
       ธราธรลงมาจากรถ ชินกรรีบเดินมาประจำที่คนขับ ธราธรกำลังจะไปนั่งหลังกับระวีรำไพ เกษรารีบพูดขึ้น
      
       “อาจารย์หม่อมครับ ผมไปนั่งหลังกับตะวันเองครับ”


  


       เกษรากำลังจะลงจากรถ ชินกรรีบคว้าข้อมือไว้ หมั่บ
      
       “ไม่ต้อง...นายนั่งหน้ากับฉันนี่แหละนายก้อง อาจารย์หม่อมท่านไม่ถือหรอก”
       เกษราอึกอัก ธราธรมองมือชินกรที่จับข้อมือของเกษราอยู่แล้วก็รู้สึกเป็นห่วง ก่อนจะพูดขึ้น
       “อาจารย์ชินกรพูดถูก ฉันไม่ถือ นายนั่งไปเถอะ”
       “เอ่อ...ครับ”
       เกษราค่อยๆดึงมือตัวเองกลับมาอย่างเขินๆ ชินกรมองๆแล้วก็ใจสั่นนิดๆ แต่พยายามไม่คิด แล้วก็หันไปขับรถ ระวีรำไพมองเกษราและชินกรด้วยความเป็นห่วง แล้วก็หันมาทางธราธรที่กำลังมองเกษราด้วยความกังวลใจ แต่แววตาของธราธรดูแล้วตีความได้ว่าอาจจะ หึง ทำให้ระวีรำไพใจหายวาบ ใจเสีย เธอค่อยๆหันกลับมาอย่างเศร้าๆ
      
       หน้าปราสาท...นักศึกษากระจายกันทำงาน อุดม ปิติ มานะ ยังง่วนอยู่กับการถางหญ้า แทนเดินลนลานมาถามมานะ ที่ยืนเช็คก้อนหินอยู่ด้านหน้าของปราสาท
       “มานะเห็นมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดหรือเปล่า”
       มานะส่ายหน้า
       “ไม่เห็นครับ”
       แทนเดินมาหาอุดม
       “นี่เธอ...เห็นมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดหรือเปล่า”
       อุดมหันมา
       “ฝรั่งผมทองๆ ตัวสูง ใช่มั้ยครับ”
       “ใช่ๆ เห็นหรือเปล่า”
       “ไม่เห็นครับ”
       แทนส่ายหน้า
       “ไม่เห็น แหม แล้วถามซะยังกะเห็น...ไม่ได้ความ”
       “อ้าว...”
       แทนชักสีหน้าใส่แล้วก็เดินไป อุดมงง
       “ผิดตรงไหนเนี่ย”
       ปิติหันมาปลอบใจ
       “เอาน่า อย่าคิดมากเลยไอ้ดม...มากินหญ้ามา”
       ปิติกวาดๆหญ้าที่เพิ่งถางมาให้
       “ขอบใจ...มอ” อุดมรู้ตัว “เฮ้ย คนน่ะ ไม่ใช่นก จะได้กินหญ้า”
       ปิติกับมานะขำในความสับสนเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตของอุดม
      
       รถชินกรเข้ามาจอดเทียบด้านหน้า ทั้งสี่คนกำลังจะลงจากรถ แทนเดินตามหาเอ็ดเวิร์ดผ่านมาพอดี พอเห็นคณะของธราธร ก็รีบเดินเข้ามาถาม
       “คุณชายใหญ่ อาจารย์ชินกรครับ ไม่ทราบว่าเห็นมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดบ้างหรือเปล่าครับ”
       ธราธรคิดนิดนึง
       “ไม่เห็นนะครับ”
       ชินกรหันมาบอก
       “เมื่อกี๊มาจากที่แคมป์ผมก็ไม่เห็นเหมือนกัน”
       แทนแปลกใจ
       “เอ...หายไปไหนของเค้านะ ผมเดินหาทั่วไซท์แล้วก็ไม่เจอ หายไปทั้งมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดทั้งพรานสม ไม่รู้หายไปไหน งั้นผมขอตัวไปเดินหาต่อก่อนนะครับ”
       ธราธรกับชินกรพยักหน้ารับ แทนรีบเดินไป เกษราถือโอกาสนี้รีบชิ่ง
       “ผมไปช่วยอุดมตัดต้นไม้นะครับ”
       ชินกรหันขวับมา ธราธรยังไม่ทันได้พูดอะไร เกษราก็รีบวิ่งไปเลย ชินกรเหวอๆ แล้วก็พูดเก้อๆ
       “งั้นผม...ไปดูนักศึกษาทางด้านโน้นนะครับ”
       ชินกรเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่แอบหันมามองเกษรานิดๆ รู้สึกแปลกๆ ...แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ธราธรกับระวีรำไพยังยืนอยู่ที่เดิม เธอหันมาเห็นเขาครุ่นคิด ก็มองแล้วก็ถามด้วยความเป็นห่วง
       “พี่ชายใหญ่มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะ”
       ธราธรหันมาตอบ
       “พี่แค่สงสัยว่ามิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดทำตัวแปลกๆ อยู่ๆก็มาหายตัวไป หายไปไหนของเขา”
       ธราธรคิด สังหรณ์ใจในแง่ไม่ดี
      
       ในป่า...บริเวณใกล้ๆกับถ้ำของอีริค เอ็ดเวิร์ดเดินอยู่ในป่า มีพรานสมเดินนำอยู่
       “แกจะพาฉันไปไหน”
       พรานสมหันมา แล้วก็หยุดยืน
       “พามาที่นี่แหละ...”
       เอ็ดเวิร์ดมองไปรอบๆ
       “แล้ว..พามาที่นี่ทำไม”
       ทันใดนั้นก็มีเสียงซวบๆ ของต้นไม้ดังรอบๆ ทันใดนั้น อีริค และสมุนอีก 5-6 คนก็โผล่ขึ้นพร้อมอาวุธครบมือ เอ็ดเวิร์ดหน้าตาเลิ่กลั่กนิดๆ อีริคเดินหน้าเหี้ยมเข้ามา ในมือถือปืนกระบอกโต แล้วก็มาหยุดที่หน้าเอ็ดเวิร์ด กระชับปืนเหมือนจะยิง เอ็ดเวิร์ดมองหวาดๆ และทันใดนั้นอีริคก็เก็บปืนพร้อมกับยื่นมือออกมาขอเชคแฮนด์
       “ผมอีริค หลังจากที่ติดต่อทำธุรกิจกันมานาน เพิ่งจะได้เจอกันเป็นครั้งแรก...ยินดีที่ได้รู้จัก”
       บรรยากาศอันตรายหายไป กลายเป็นบรรยากาศแห่งความชั่วร้ายปกคลุมเข้ามาแทนที่ เอ็ดเวิร์ดยิ้มร้าย เยือกเย็น และยื่นมือมาจับ
       “ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน หวังว่าเจอกันครั้งนี้นายจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง”
       อีริคยิ้มร้าย ยักคิ้วทำนองว่า แน่นอน
      
       เย็นนั้น เอ็ดเวิร์ดอยู่ในถ้ำ มีวัตถุโบราณวางอยู่ให้เลือก อีริคยืนอยู่ใกล้ๆ ถัดไปเป็นพรานสมและสมุนอื่นๆ คุมอยู่ที่หน้าถ้ำ แผ่นทับหลังวางอยู่ เอ็ดเวิร์ดยื่นหน้าเข้ามาดูด้วยความพอใจ
       “สวยมาก”
       อีริคยิ้ม
       “ถ้าคุณโอเค ผมจะได้จัดส่งไปให้คุณตามที่อยู่ที่ให้ไว้”
       “ส่งไปได้เลย คนของฉันเตรียมเงินส่วนที่เหลือไว้แล้ว ว่าแต่...ไม่มีปัญหาเรื่องการขนออกจากประเทศไทยแน่นะ”
       “ผมไม่ใช่มือใหม่ ก่อนหน้าคุณผมก็ส่งมาตั้งไม่รู้กี่ครั้ง ไม่รู้กี่ประเทศ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เส้นสายผมแข็งพอ ไม่มีปัญหา”
       “ดี...งั้นก็รีบส่งไปได้เลย”
       อีริคพยักหน้ารับ แล้วพยักหน้าสั่งให้ลูกน้องขนทับหลังไปใส่เพื่อเตรียมบรรจุส่งออก เอ็ดเวิร์ดถามขึ้น
      
       “แล้วนอกจากของชุดนี้มีอะไรน่าสนใจอีก”

      
       อีริคพยักหน้าให้พรานสมเป็นคนตอบ
      
       “ผมได้ยินมาว่าไม่ไกลจากนี้ มีปราสาทอีกชุดอยู่กลางป่า มีอยู่ 5 หลัง ทางการยังไปไม่ถึง มีชาวบ้านแค่ไม่กี่คนที่รู้ แต่เราต้องใช้เวลาในการค้นหา”
       เอ็ดเวิร์ดเสียงเข้มขึ้น
       “แต่ฉันไม่มีเวลา”
       อีริคหันมาบอก
       “ผมรู้ ผมถึงแนะนำให้คุณแฝงตัวมากับคณะสำรวจของทางการ เพราะเราสงสัยว่าไอ้พรานอ่อนศรีมันจะรู้ว่าปราสาทชุดนี้อยู่ที่ไหน และมันอาจจะบอกกับไอ้อาจารย์แก่ที่มากับคณะ”
       พรานสมเสริม
       “เราต้องรีบหาทางเอาที่ตั้งของปราสาทชุดใหม่มาให้ได้ และรีบเข้าไปก่อนที่คณะสำรวจจะไปถึง”
       อีริคพูดต่อ
       “เพราะถ้าทางการเข้าไปบูรณะเมื่อไหร่ เราก็จะแตะต้องอะไรไม่ได้เหมือนปราสาท พนมธม ที่มันกำลังจับแต่งหน้าทาปากอยู่ตอนนี้”
       เอ็ดเวิร์ดคิดๆ แล้วก็เห็นด้วย เสนอความคิด
       “พวกมันไว้ใจฉัน พวกแกก็ใช้ความไว้วางใจที่ฉันมี เข้าไปหาข้อมูลมาให้เร็วที่สุด แต่อย่าทำให้ฉันต้องเดือดร้อน พอเรารู้ว่าปราสาทชุดใหม่อยู่ที่ไหน ฉันจะแยกตัวออกจากคณะแล้วไปสำรวจกับพวกแก”
       อีริคเดินมาที่วางขวดวิสกี้แล้วก็รินใส่แก้วสองใบที่วางอยู่
       “วิเศษที่สุด รับรองว่าเราจะไม่ทำให้คุณต้องผิดหวัง สิ่งที่คุณต้องทำคือเตรียมเงินไว้ก็พอ เพราะถ้าหาปราสาทเจอ คุณอาจจะได้หินแกะสลักเทวรูปองค์งามๆ หรือหลักศิลาจารึกไปประดับไว้ที่คฤหาสน์”
       “ขอให้ได้อย่างที่คุย จะตกรางวัลให้อย่างงาม”
       อีริคหันมา
       “ด้วยความยินดีครับ” อีริคส่งแก้ววิสกี้ให้เอ็ดเวิร์ด “แด่มิตรภาพและความสำเร็จของเรา”
       เอ็ดเวิร์ดรับแก้วมาและชูแก้วขึ้น
       “แด่ของสะสมชิ้นงามชิ้นต่อไปของฉัน”
       สองคนชนแก้วกันอย่างพอใจ
      
       นักศึกษา และ ทีมงานแยกย้ายกันทำงานตามมุมต่างๆของปราสาท ชินกรเดินคุมนักศึกษาทำการบันทึกก้อนหินที่วางระเกะระกะอยู่ บางคนบันทึกแล้วก็ลงรหัสตัวเลขด้วยสีที่ก้อนหิน
       “ลงสีให้ชัดๆนะ เดี๋ยวอ่านไม่ออกจะยุ่งวุ่นวายกันไปอีก”
       “ครับ”
       นักศึกษาค่อยๆเขียนอย่างตั้งใจ ชินกรเดินผ่านไป แล้วก็คิดถึงก้องเกียรติ์ เขามองหา แล้วก็เจอเกษรากำลังช่วยแกงค์อุดมถางหญ้า ตัดต้นไม้ ชินกรยิ้มๆ กำลังจะเดินมาหา เกษราตัดต้นไม้อยู่ข้างๆเห็นมานะกำลังจะโกยเศษหญ้าไปทิ้ง เธอเหลือบมาเห็นว่าชินกรกำลังจะเดินมาพอดี ก็รีบหันหลังวูบบ่นเบาๆ
       “มาอีกแล้ว”
       เกษราเห็นมานะกำลังจะยกเศษหญ้าไปทิ้ง เธอรีบหันขวับมาทางมานะ
       “มานะ เราเอาไปทิ้งให้”
       เกษรารีบแย่งกองหญ้ามา แล้วก็รีบก้มหน้าเดินงุดๆๆๆ ไปที่ด้านหน้าปราสาททันที ชินกรชะงักเท้ากึก หยุดเดินได้แต่มองเกษรที่เดินชิ่งหนีไป ชินกรขมวดคิ้วเดินหนีอีกแล้วเหรอ เขางงๆ ด้วยความไม่เข้าใจ
      
       ปราสาทอีกหลังชื่อ อโรคยาศาล ธราธรกำลัง สเก็ตภาพร่างของมุมหนึ่งปราสาทอย่างสวยงาม เขาดู
       เท่มากเวลาตั้งใจทำงาน ระวีรำไพแอบมองแล้วก็อมยิ้มอย่างลืมตัว...ทันใดนั้น ภาพตอนธราธรมองชินกรจับมือเกษราแล้วเหมือนหึงก็แว่บเข้ามาในหัว ระวีรำไพชะงักกึก หุบยิ้ม เศร้า ธราธรหันมาพอดี ระวีรำไพสะดุ้งนิดๆ แล้วก็เฉไฉมองไปทางอื่นแก้เก้อ ธราธรลุกเดินมาหา แล้วก็พูดขึ้นอย่างไม่รู้ใจ
       “เป็นอะไร ทำไมเงียบๆ เบื่อเหรอ”
       ระวีรำไพไม่ตอบ แต่ก็ไม่กล้าปฎิเสธว่าไม่ได้เบื่อแต่เศร้า ธราธรเลยคิดหาวิธีแก้เบื่อ
       “พี่มีเรื่องมาเล่าแก้เบื่อ...”
       ระวีรำไพเงยหน้ามองเขาแล้วก็ตั้งใจฟัง แต่เขาไม่ยอมเล่า และเดินนำเข้าไปใน ปราสาท เธอเหวอไป
       “อ้าว...พี่ชายใหญ่” เธอลืมตัว แล้วก็รีบหรี่เสียง “พี่ชายใหญ่ รอด้วยสิคะ แล้วเรื่องแก้เบื่อคือเรื่องอะไรคะ”
       ระวีรำไพรีบเดินตามเข้าไป
      
       ธราธรกับระวีรำไพ เดินอยู่ในมุมสวยของปราสาท
       “เรื่องแก้เบื่อมีอยู่ว่า...นานมาแล้วมีคนค้นพบจารึกข้อความที่เกี่ยวกับโรงพยาบาล หรือ ที่เรียกว่า อโรคยาศาล ในยุคนั้น ในจารึกบอกไว้ว่า อโรคยาศาลแต่ละแห่งจะมีหมอ 2 คน พยาบาล 2 คน เภสัชกรจ่ายยา 2 คน แล้วก็มี...หมอดูอีก 1 คน”
       ระวีรำไพขมวดคิ้วถามขึ้น
       “หมอดู”
       ธราธรพยักหน้า
       “ใช่ หมอดู หรือว่าโหรมีหน้าที่ทำนายว่า...คนไข้แต่ละคนถ้ารักษาแล้ว จะหาย หรือไม่หาย”
       “ทำไมต้องทำนายด้วยคะ”
       “ก็คงจะเป็นการให้ กำลังใจ หรือไม่ก็ให้ ทำใจ”
       “แบบนี้ก็มีด้วย...แต่ก็ดีเหมือนกันนะคะ การรู้อนาคตมันอาจจะช่วยทำให้เราไม่ต้องเจ็บปวด ถ้าเรารู้ว่าสิ่งที่เราหมายปองมันเป็นไปไม่ได้ เราจะได้ไม่ต้องเริ่มแม้แต่จะคิดฝัน”
       ธราธรมองหน้าแปลกใจ แล้วก็พูดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาตามประสาพี่ชาย
       “ปราง...เป็นอะไรหรือเปล่า พูดยังกับคนกำลังมีความรัก”
       ระวีรำไพสะอึก หน้าร้อนผ่าว ธราธรเห็นอาการรีบถาม
       “นั่นแน่ แอบมีความรักแต่ไม่ยอมบอกพี่ชายใหญ่หรือไงคะ” เขาจับไหล่เธอให้หันหน้ามาสู้หน้า “บอกมาเดี๋ยวนี้...ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร”
       ธราธรมองหน้าระวีรำไพรอคำตอบ โดยไม่ได้รู้เลยว่าคือตัวเอง ระวีรำไพมองหน้าเขาแล้วก็เขิน ธราธรมอง ยิ้ม เลิกคิ้ว รอคำตอบ อย่างน่ารัก ระวีรำไพเขินอย่างแรง ก้มหน้าแล้วก็เฉไฉ
       “ไม่มีสักหน่อย ปรางไม่ได้...รักใคร หรอกค่ะ ก็แค่ คิดถึงบทละครที่เคยเล่นในมหาวิทยาลัย”
       เธอค่อยๆเอามือเขาออกจากไหล่ และพยายามทำเสียงปกติ กลบเกลื่อน
       “พี่ชายใหญ่คิดมากไปเองค่ะ ทำงานต่อเถอะค่ะ”
       ระวีรำไพหันหลังจะเดินไป ธราธรจับข้อมือไว้
       “เดี๋ยว...”
       ระวีรำไพชะงัก หันมามองข้อมือที่โดนจับอยู่ แล้วก็มองหน้าเขา
       “วันนี้ยังไม่มีไม่เป็นไร...แต่มีเมื่อไหร่ ต้องบอกพี่ชายใหญ่เป็นคนแรก ในฐานะที่พี่เป็นผู้ปกครองเฉพาะกิจ และเป็น พี่ชาย ห้ามปิดบังรู้หรือเปล่า”
       ระวีรำไพมองหน้าเขาสะท้อนใจตรงคำว่า พี่ชาย แล้วก็ตอบด้วยความเศร้า
       “ปรางไม่เคยคิดที่จะปิดบัง แต่บางที...ปรางบอกไป พี่ชายใหญ่อาจจะไม่ได้ยินก็ได้”
      
       เธอพูดเป็นนัยแล้วก็ค่อยๆดึงมือออกจากมือของเขา ก่อนจะเดินไป...ธราธรถึงกับอึ้งงงไม่เข้าใจ


  


       ค่ำนั้นในวังจุฑาเทพ ...รัชชานนท์นั่งคุยอยู่กับรณพีร์ พุฒิภัทร และ ปวรรุจ
       “ไม่ได้ยิน...พูดใหม่อีกทีสิ” รัชชานนท์ทำเป็นไม่ได้ยิน ย้อนถามกวนๆ
       รณพีร์เซ็งๆ
       “ฉันบอกว่าครั้งหน้า ฉันกับพี่ชายภัทรไม่ไปดูหนังกับสองสาวเทวพรหมอีกแล้ว นายเป็นคนต้นคิด ก็ไปดูเอง ไม่ต้องมาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน”
       รัชชานนท์สะอึกนิดๆ หน้าเสีย รณพีร์บ่น
       “น้องรัมภาก็เอาแต่พูดไม่หยุด ฉันฟังจนหูชา ดูหนังไม่สนุกเลย”
       พุฒิภัทรท่าทางเบื่อๆ
       “ส่วนมารตีก็เอาแต่ถามตื้อให้ฉันไปทำงานกับเธอที่โรงพยาบาลเอกชน ขนาดฉันบอกว่าได้งานที่โรงพยาบาลรัฐแล้วก็ยังไม่ยอมหยุด ฟังจนเหนื่อยจริงๆ”
       รณพีร์มองหน้ารัชชานนท์
       “เพราะฉะนั้น...ครั้งต่อไปฉันกับพี่ชายภัทรไม่ไปดูหนังกับสองสาวแล้ว นายไปกับพี่ชายรุจก็แล้วกัน”
       รัชชานน์กับปวรรุจสะดุ้งนิดๆ
       “แต่พี่ว่า...เราจะใช้วิธีนี้ทุกครั้งคงไม่ได้ มันผิดปกติเกินไป เราต้องใช้วิธีอื่นที่แนบเนียนกว่านี้” ปวรรุจรีบบอก
       ปวรรุจทำหน้าเหมือนคิดได้ว่าจะทำอะไร ทุกคนหันมาสนใจ รัชชานนท์รีบถาม
       “วิธีอะไรครับ”
       ปวรรุจเชิดหน้า
       “มันคือ...อะไรก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน”
       “อ้าว” ทุกคนร้องออกมาอย่างเซ็ง แกมผิดหวัง
       “แต่ก็เอาเถอะ อย่าเพิ่งกังวลกันมาไป ถ้ามารตี และวิไลรัมภามาจริงๆ เดี๋ยวเราก็คงคิดกันออกเอง เหมือนครั้งนี้”
       ปวรรุจยิ้ม ให้กำลังใจ สามคุณชายคิดแล้วก็ใช่ไม่แย้ง แต่รณพีร์ก็ยังแอบบ่น
       “กว่าพี่ชายใหญ่กับคุณเกษจะกลับมา ไม่รู้ว่าสองสาวจะมาที่นี่อีกกี่รอบ แล้วเราจะปิดคุณย่าไปได้อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้”
       ทั้งสี่คุณชายฟังแล้วก็คิด...
      
       ระวีรำไพล้างกะทะ ตะหลิว หม้อ ชุดใหญ่อยู่หลังครัว เกษราเช็ดโต๊ะอาหาร ขณะที่ทุกคนแยกย้ายไปอาบน้ำ มีอาหารอีกหนึ่งชุดวางไว้ที่โต๊ะ มีฝาชีปิดอยู่ ระวีรำไพล้างเสร็จ ยืนปาดเหงื่ออย่างเหนื่อย เกษราเดินมาพร้อมกับผ้าขี้ริ้ว มองสรรพสิ่งที่กองอยู่แล้วก็ทึ่ง
       “น้องมะปรางล้างหมดเลยเหรอคะ เร็วจัง เหนื่อยมั้ยคะ”
       “นิดหน่อยค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำก็ สนุกดี ไปอีกแบบ”
       ระวีรำไพ ยิ้มสดใส เกษราเห็นรอยยิ้มก็ยิ้มตามด้วยความเอ็นดู พลันสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นชินกรกำลังเดินมา
       “อาจารย์ชินกร”
       ระวีรำไพหันขวับไปดู เห็นชินกรมองมาพอดีเธอรีบหันกลับมาทางเกษรา แต่เกษราหายไปแล้ว
       “อ้าว...พี่เกษ”
       เกษราแอบอยู่หลังตู้ แถวนั้น ส่งเสียงมาเบาๆ
       “พี่อยู่นี่ อย่าบอกอาจารย์นะ”
       ระวีรำหันไปพยักหน้ารับ ชินกรเดินพรวดเข้ามา แล้วก็มองกวาดไปรอบห้องด้วยความแปลกใจ
       “เมื่อกี๊เหมือนครูเห็นนายก้อง...แล้วนี่นายก้องหายไปไหน”
       “เอ่อ...พี่ก้องไปแล้วครับ ออกไปแล้วครับ เมื่อครู่นี่เอง”
       “ทำไมไปเร็วจัง ทำยังกับจะหนีหน้าฉันอย่างนั้นแหละ”
       เกษราหลับตาปี๋อย่างเสียวๆที่โดนรู้ทัน
       “ปล่ะ...เปล่านะครับ มันบังเอิญมากกว่า พี่ก้องจะหนีหน้าอาจารย์ทำไมหล่ะครับ”
       “ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าเขาจะหนีหน้าฉันทำไม”
       เกษราคอตก เฮ่อ...ระวีรำไพอึกอักๆ พูดไม่ออก
       “นายสนิทกับก้อง ถ้ารู้ว่าเขาตั้งใจจะหนี ก็บอกเหตุผลครูด้วยแล้วกัน ครูอยากรู้ว่าเขาหนีครูทำไม”
       เกษราหน้าเศร้านิดๆ เห็นใจระ วีรำไพจ๋อยๆ
       “ครับ”
       ชินกรพูดจบก็เดินออกไป ระวีรำไพมองตามนิดๆ ด้วยความเห็นใจ...ชินกรเดินออกมาจากศาลาที่กินข้าว แล้วก็หยุดคิด...
       “เฮ่อ...ไอ้ก้องมันเป็นอะไรของมัน”
       เขาส่ายหน้าด้วยความไม่เข้าใจแล้วก็เดินกลุ้มใจสำรวจรอบๆสถานที่ต่อไป ชินกรแอบแคร์ก้องเกียริต์โดยไม่รู้ตัว
       ระวีรำไพมองจนแน่ใจว่าชินกรเดินพ้นไปแล้ว ก็หันมาเรียกเกษรา
       “ปลอดภัยแล้วค่ะ”
       เกษราค่อยๆออกมาจากที่ซ่อน หน้าตาไม่ค่อยสบายใจ ระวีรำไพเข้าใจ
       “ปรางขอโทษด้วยนะคะ ที่พาพี่เกษมาลำบากแบบนี้ ลำบากกายยังไม่พอ ต้องลำบากใจอีก”
       “ไม่เป็นไรค่ะ...ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ก็สนุก ไปอีกแบบ”
       ระวีรำไพรู้ว่าเกษราย้อนคำพูดตัวเอง ก็หัวเราะออกมาเบาๆ รู้สึกสบายใจ เกษรายิ้มแต่ในใจก็แอบคิดเป็นห่วงชินกรเล็กๆ เธอปรายตามองตามหลังเขาไป ทันใดนั้นก็มีเสียงเอ็ดเวิร์ดดังโวยวายมาจากบริเวณที่กินข้าว
       “ฉันสั่งไม่ได้ยินหรือไง”
       ระวีรำไพ และเกษราหันไปตามเสียงด้วยความแปลกใจ
      
       เอ็ดเวิร์ดโวยวายด้วยอาการเมานิดๆ มีพรานสมยืนประกบอยู่ไม่ห่าง ส่วนอ่อนศรียืนเผชิญหน้าอยู่ฝั่งตรงข้าม ตรงกลางมีอาหารวางอยู่ 2-3 อย่าง มีซุป ผัดผัก และไข่ลูกเขย อ่อนศรีตอบนิ่มๆ
       “ผมได้ยินครับ แต่ผมทำกับข้าวไม่เป็น ถ้าคุณหิวเราก็เก็บอาหารเอาไว้ให้แล้ว เชิญคุณกินได้ตามสะดวก
       ระวีรำไพกับเกษราค่อยๆ โผล่หน้าออกมาแอบดูสถานการณ์ด้วยความแปลกใจ ระวีรำไพเบ้หน้า
       “อี๊...กลิ่นเหล้าหึ่งเลย ขนาดยืนตั้งไกลยังได้กลิ่น ท่าทางจะเมาหนัก”
       เอ็ดเวิร์ดมองกับข้าวที่วางอยู่ แล้วก็เอามือจับชามต้มจืดก่อนจะไสกลับไปที่เดิมด้วยความไม่พอใจ น้ำแกงกระฉอกออกจากชามเลอะโต๊ะ
       “เย็นชืดแบบนี้ ใครจะไปกินได้ ไปทำมาใหม่ ฉันอยากกินอะไรร้อนๆ”
       ระวีรำไพเห็นแล้วโกรธไม่พอใจ เลือดไม่ยอมคนพลุ่งพล่าน อ่อนศรีเสียงแข็ง
       “ก็ผมบอกคุณแล้ว ว่าผมทำไม่เป็น”
       “ทำไม่เป็น ก็ไปตามคนทำเป็นมาทำสิ นี่เป็นคำสั่ง”
       อ่อนศรีทำหน้าอ่อนใจ พรานสมเสียงเข้ม
       “นายฝรั่งสั่ง ไปทำสิ”
       “นี่มันดึกแล้ว มันเป็นเวลาพักผ่อน และเขาก็ไม่ได้มีหน้าที่มารับใช้พวกคุณ”
       พรานสมไม่พอใจ
       “แกไม่ไปเอาตัวมันมา ฉันไปเอง บอกมาใครเป็นคนทำอาหาร”
       อ่อนศรีเงียบ พรานสมทุบโต๊ะเสียงดังปัง
      
       “บอกมา”


  


       อ่อนศรีสะดุ้ง พร้อมกับเสียงระวีรำไพที่ดังขึ้นมา
      
       “ผมเอง”
       อ่อนศรี เอ็ดเวิร์ด พรานสม หันไป ระวีรำไพยืนอยู่หน้าตาไม่ยอมคน เกษรายังยืนหลบอยู่ที่เดิม มองระวีรำไพด้วยความอึ้ง เกษราพึมพำ
       “น้องปราง...”
       ระวีรำไพมองเอ็ดเวิร์ดและพรานสมแววตานิ่งแข็ง ไม่ยอม ไม่กลัว
      
       อุดมเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินผ่านหน้าอาคารกินข้าวพอดี เห็นยังเปิดไฟสว่างจ้าก็มองด้วยความแปลกใจ
       “ทำไมที่ศาลากินข้าว ยังไม่ปิดไฟ ไอ้ตะวัน กับไอ้ก้องมันต้องลืมแน่ๆ”
       อุดมจิกหางตาร้ายกาจ กะเล่นงานทั้งสองคน เขาเดินตรงดิ่งไปที่อาคารกินข้าวทันที
      
       ระวีรำไพยืนอยู่ที่เดิม เกษราค่อยเดินออกมาสมทบ บรรยากาศอึมครึมพร้อมเกิดเรื่อง พรานสมสั่งทันที
       “มาก็ดีแล้ว นายฝรั่งอยากกินอะไรร้อนๆ”
       ระวีรำไพไม่สน
       “ถ้าอยากกินร้อนๆ ก็ต้องมากินให้ตรงเวลา มากินเอาป่านนี้ ถ้าอยากกินร้อนก็ต้องไปอุ่นเอง”
       เกษรามองหน้าระวีรำไพอึ้ง เอ็ดเวิร์ดกับพรานสมชักสีหน้า มองจิกระวีรำไพ อ่อนศรียิ้มนิดๆ พอใจ
       “พรานอ่อนศรีพูดถูก พวกเราไม่มีหน้าที่มารับใช้ใคร พวกคุณไม่รักษาเวลา มากินข้าวช้าเอง ถ้าทุกคนทำแบบคุณ เราคงต้องทำอาหารให้กินกันทั้งวัน”
       เอ็ดเวิร์ดสวน
       “อย่ามาใช้คำว่า ทุกคนกับฉัน เพราะฉันไม่เหมือนคนอื่น คนพวกนั้นไม่มีเงินมาให้แก...แต่ฉันมี”
       ระวีรำไพโกรธจี๊ด สวนกลับอย่างไม่ยอม
       “แต่เงินของคุณ ไม่ได้ทำให้คุณอยู่เหนือคนอื่น เงินอาจจะซื้อทุกอย่างในประเทศของคุณได้ แต่มันซื้อ แกงจืดร้อนๆ ของที่นี่ไม่ได้ ถ้าคุณอยากจะกิน...ต้องทำเอง”
       เอ็ดเวิร์ดทั้งแค้นทั้งเสียหน้า
       “ไอ้เด็กนี่มันเป็นใคร บังอาจมาพูดแบบนี้กับฉันได้ยังไง”
       เอ็ดเวิร์ดพูดจบใช้มือดันโต๊ะที่มีจานอาหารวางอยู่ล้มลงอย่างแรง เกษราสะดุ้งด้วยความตกใจ ระวีรำไพยังยืนนิ่ง ตกใจแต่รับได้ อุดมหน้าเหวอ
       “ไอ้ตะวัน...แก...ตายแน่ๆ”
       อุดมรีบวิ่งแจ้นไปที่บ้านพักธราธรทันที...บรรยากาศในศาลาเต็มไปด้วยความกดดัน ระวีรำไพกับเอ็ดเวิร์ดมองตากันไม่มีใครยอมใคร
      
       ธราธรกำลังตอกราวม่านเพื่อทำห้องมืด อุดมวิ่งหน้าเชิดมา กระหืดกระหอบ
       “อาจารย์หม่อมครับ อาจารย์หม่อม อาจารย์หม่อม”
       ธราธรหันมาด้วยความแปลกใจ
       “อุดมมีอะไร”
       “ไอ้ตะวันครับไอ้ตะวัน...ไอ้ตะวันมันทะเลาะกับนายฝรั่งใหญ่เลยครับ”
       ธราธรตกใจ
      
       จานชามที่แตกเกลื่อนอยู่ที่พื้น พรานสมเหยียบลงไปเต็มๆ อย่างไม่กลัว เพราะใส่รองเท้าเดินป่าหนามาก พรานสมมองระวีรำไพ จะกินเลือดกินเนื้อ
       “ไอ้หนู แกคิดผิดแล้ว ที่มาต่อปากต่อคำนายฝรั่ง”
       ระวีรำไพยังมองหน้าไม่กลัว อ่อนศรีเดินเข้ามาขวาง
       “เป็นผู้ใหญ่แล้ว อย่ารังแกเด็ก”
       พรานสมมองหน้ากวนๆ
       “หลบไป...ไอ้แก่”
       พรานสมผลักอ่อนศรีกระเด็นล้มไปอย่างแรง
       “โอ้ย”
       อ่อนศรีล้มลงไปกองที่พื้น เกษรารีบวิ่งเข้าไปช่วย
       “ลุง”
       เอ็ดเวิร์ดยิ้มสะใจ ระวีรำไพจะตามไปพยุงอ่อนศรี แต่พรานสมกระชากเสื้อไว้ไม่ให้ไป
       “แกกับฉันยังคุยกันไม่เสร็จ”
       พรานสมกระชากตัวมา
       “โอ้ย”
       “ปากเก่งนักนะมึง”
       ระวีรำไพเซตามแรงกระชากของพรานสม ทันใดนั้นเสียงธราธรก็ดังขึ้น
       “ปล่อยมือจากนักศึกษาของผมเดี๋ยวนี้”
       ทุกอย่างหยุดนิ่ง ธราธรเดินเข้ามาหน้าเข้ม เครียด อุดมวิ่งตามมาไม่ห่าง ธราธรมองที่พรานสมและย้ำเสียงดุมาก
       “ผมบอกให้ปล่อย”
       พรานสมจำต้องปล่อยแต่แถมด้วยการผลักหนักหนึ่งที ระวีรำไพเซตามแรงผลักไปชมกับโต๊ะ
       “โอ้ย”
       ธราธรมองด้วยความไม่พอใจ พรานสมยักไหล่ทำนองว่า ก็ปล่อยแล้วไง ธราธรมองไปรอบๆ เห็นอ่อนศรีล้มอยู่มีเกษราดูแล ระวีรำไพค่อยๆยันตัวลุกขึ้นไม่ค่อยกล้ามองหน้าธราธร พรานสมยืนหน้ากวน เอ็ดเวิร์ดยิ้มสะใจ
      
       ธราธรยืนอยู่ตรงกลาง เอ็ดเวิร์ด พรานสม ยืนอยู่ด้านหนึ่ง เผชิยหน้ากับอ่อนศรี เกษรา และระวี
       รำไพที่ยืนอยู่ด้วยกัน มีอุดมยืนสังเกตการณ์อยู่อีกมุม ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด สาระแนอย่างเดียว ธราธรพูดด้วยความหนักแน่น
       “ผมทำตามความต้องการของคุณไม่ได้ จะให้ผมลงโทษคนที่ไม่ผิด...ผมทำไม่ได้”
       เอ็ดเวิร์ดสวน
       “ทำไมจะไม่ผิด คนของคุณไม่มีมารยาท พูดจาดูถูกผม ยังไม่ผิดอีกเหรอ”
      
       “ที่ผมพูดว่าไม่ผิด เพราะคุณเองก็ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้าคุณทำตามกฎระเบียบมากินอาหารให้ตรงเวลา เรื่องนี้ก็ไม่เกิดขึ้น”


  


       เอ็ดเวิร์ดชะงัก ชักสีหน้า
      
       “คุณชายกำลังจะบอกว่าผมเป็นต้นเหตุของปัญหา ไม่ใช่ไอ้เด็กบ้านั่น”
       ธราธรตอบตรงๆ นิ่งๆ
       “ใช่ครับ...คุณเข้าใจไม่ผิด”
       ระวีรำไพมองหน้าธราธร รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด อุดมอึ้ง ธราธรปกป้องไอ้ตะวันเอ็ดเวิร์ดไม่พอใจ
       “มันจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว ผมไม่เคยเห็นใครโง่ อย่างนี้มาก่อน”
       ระวีรำไพชักสีหน้า ของขึ้นอีก เกสรรีบจับตัวไว้ เอ็ดเวิร์ดพูดต่อ
       “ฟังไว้เลยนะ...ถ้าประเทศไทยจะไม่ได้รับเงินบริจาค จากฉัน มันก็เพราะความไม่มีมารยาท ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงของพวกแก” เอ็ดเวิร์ดชี้หน้ากราด “จำไว้”
       เอ็ดเวิร์ดพูดจบก็เดินไปอย่างไม่สบอารมณ์ พรานสมมองหน้าธราธร
       “คุณชาย...คุณตัดสินใจผิดครั้งยิ่งใหญ่มาก รู้ไว้ซะด้วย”
       พรานสมทิ้งท้ายและเดินตามเอ็ดเวิร์ดไป ระวีรำไพมองธราธรด้วยความขอบคุณ และเป็นห่วง ธราธรไม่สนใจคำพูดของทั้งสองคน และหันมามองระวีรำไพด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน อุดมยืนอยู่ตรงกลางเห็นสายตาของทั้งสองคนแล้วก็อึ้ง
      
       อุดม มานะ ปิติกำลังนั่งเม้าธ์กันอยู่ที่มุมหนึ่งของเต็นท์ที่พัก มานะและปิติโพล่งออกมาพร้อมกัน
       “อาจารย์หม่อมเนี่ยนะ”
       นักศึกษาคนอื่นๆ หันมามองเล็กน้อย อุดมรีบจุ๊ปาก
       “ชู่ว์...ไอ้บ้า ข้าบอกให้คุยกันเบาๆ เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน มึงสองคนตะโกนหาพ่อหรือไง”
       มานะจ๋อย
       “ก็...มันตกใจนี่หว่า”
       ปิติยังไม่แน่ใจ
       “แก...แกพูดใหม่สิ แกว่าอาจารย์หม่อมชอบใครนะ”
       อุดมเน้นๆ หนักๆ แต่เบาๆ
       “อาจารย์หม่อม – ชอบ – ไอ้...ตะวัน”
       “เฮ้ย”
       ปิติกับมานะสะดุ้ง
       ข้างเต็นท์ชินกรเดินมาพอดี เขาเดินส่องไฟฉายตรวจตราข้างๆเต็นท์ และมาหยุดยืนตรงบริเวณที่
       สามหนุ่มกำลังเม้าธ์อยู่ ชินกรชะงักกึก
       “อาจารย์หม่อม...ชอบไอ้ตะวัน”
       ชินกรพูดตามงงๆหยุดเดิน เงี่ยหูฟัง...ปิติแย้งขึ้นมา
       “ไอ้บ้า...มันจะเป็นไปได้ยังไง ก็อาจารย์หม่อมเป็นผู้ชาย ส่วนไอ้ตะวันมันก็เป็นผู้ชาย”
       อุดมสวน
       “ทำไมจะเป็นไปไม่ได้...เค้าเรียกกันว่า ชายรักชาย เว้ย”
       ชินกรสะอึกนิดๆ...มานะเตือนอุดม
       “เฮ้ย แกอย่ามาพูดลอยๆ ไม่มีหลักฐานนะเว้ย”
       “ลอยอะไร ข้าจับตาดูตั้งแต่วันแรกที่มาถึงแล้วเว้ย อาจารย์หม่อมมองไอ้ตะวันไม่วางตา ไม่ว่ามันจะเดินไปทางไหนก็มองตามตลอดเวลา ไม่ว่ามันจะทำอะไรอาจารย์หม่อมก็ต้องคอยช่วยเหลือ ดูแล ปกป้อง ทำยังกะมันเป็นผู้หญิง”
       ชินกรฟังแล้วก็คิดตาม...อุดมพูดต่อ
       “ขนาดเมื่อกี๊มันทะเลาะกับนายฝรั่ง อาจารย์หม่อมยังเข้าข้างไอ้ตะวัน ทำเอานายฝรั่งโกรธประกาศจะไม่ให้ทุนเลยนะเว้ย”
       ชินกรฟังแล้วก็คิด ขนาดนั้นเลย...อุดมพูดต่อ
       “นี่ๆ และที่สำคัญ ข้าเคยแอบเห็นอาจารย์หม่อมลูบหัวไอ้ตะวันด้วยนะเว้ย”
       ปิติกับมานะหน้าตื่น
       “เฮ้ย”
       ชินกรตกใจเสียงดังมาจากนอกเต็นท์
       “เฮ้ย”
       ปิติกับมานะสะดุ้ง เฮ้ย...มาจากไหนอีกคนวะ ปิติหันมา
       “เมื่อกี๊แกได้ยินเสียงใครอีกคนหรือเปล่าวะ”
       ปิติลุกเดินไปที่หน้าเต็นท์ ชินกรชะงักนิดๆ แล้วก็ค่อยๆเดินชิ่งออกไปทันที ปิติเปิดเต็นท์ออกมา แต่ไม่เห็นใครแล้ว เขากลับเข้ามา อุดมสรุป
       “ข้ารู้ว่าพวกเอ็งต้องไม่เชื่อ ไม่เป็นไร ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ พวกเอ็งก็คอยสังเกตดูเอาเอง แล้วเอ็งจะเห็นเหมือนที่ข้าเห็น...อาจารย์หม่อม – ชอบ – ไอ้ตะวัน แน่นอน”
       อุดมฟันธงอย่างมั่นใจ...ชินกรเดินอยู่ในหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก แล้วก็เปรยๆออกมาอย่างไม่วางใจ
       “คุณชายใหญ่กับไอ้ตะวัน...เนี่ยนะ”
      
       ชินกรคิดๆอย่างแปลกใจและไม่เข้าใจ
ตอนที่ 5
      
       ในห้องนอน ระวีรำไพกระชากวิกออกอย่างหงุดหงิด วิกร่วงลงพื้นหายไป เธอคันหัวคะเยอ
      
       “คิดแล้วยังโกรธไม่หาย พวกฝรั่งดั้งขอ คิดว่าเงินตัวเองใหญ่ จะสั่งให้ใครทำอะไรก็ได้ โอ้ย...ทั้งโกรธทั้งคัน”
       ระวีรำไพเกาแกรกๆกระแทกตัวนั่งลงบนเตียง เกษรายืนมองแล้วก็ส่ายหน้า
       “แต่น้องมะปรางก็ต้องระวังตัวด้วยนะคะ พวกนั้นเขาคิดว่าเราเป็นผู้ชาย ไปแข็งข้อใส่ เขาอาจจะใช้กำลังทำร้ายเราได้”
       “ปรางไม่กลัวหรอกค่ะ มีพี่ชายใหญ่อยู่ทั้งคน พี่ชายใหญ่ต้องช่วยปรางอยู่แล้ว”
       ระวีรำไพพูดด้วยความมั่นใจ ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น สองสาวตกใจ ระวีรำไพพูดเบาๆ ด้วยความตะหนก
       “วิกๆๆ ว้าย...วิกอยู่ไหน”
       เธอมุดหาจ้าหล่ะหวั่น เกษราช่วยมุดหา เสียงเคาะประตูยังดังอยู่ สองสาวหาวิกกันใหญ่ เกษราเห็นตกอยู่ที่พื้นรีบเก็บส่งให้
       “อยู่นี่ค่ะ”
       ระวีรำไพเงยหน้าจากพื้น รีบรับมา
       “ขอบคุณค่ะ”
       ระวีรำไพรีบรวบผมสวมวิกอย่างรวดเร็ว เสียงเคาะประตูดังต่อเนื่อง เกษรารีบเดินมาเปิดประตู พอเปิดปุ๊บ ระวีรำไพก็ใส่วิกเสร็จพอดี ประตูเปิดออก เห็นธราธรยืนอยู่ เกษราชะงัก
       “พี่ชายใหญ่”
       ระวีรำไพหันมา
       “โธ่...พี่ชายใหญ่ ทำไมไม่ยอมส่งเสียงคะ ปรางนึกว่าคนอื่น ปรางตกใจหมดเลย เฮ่อ”
       “หายตกใจแล้วก็รีบออกมาคุยกับพี่ เดี๋ยวนี้เลย”
       ธราธรทำเสียงเข้มจริงจังมาก ระวีรำไพอึ้งๆไป...ท่าทางจะไม่ค่อยดี เกษราสะดุ้งนิดๆ ไม่เคยเห็นธราธรเข้ม เธอมองเขาแล้วก็หันมามองระวีรำไพ จะเป็นอะไรมั้ยนะ
      
       ระวีรำไพออกมาหาธราธรที่ระเบียงหน้าบ้านพัก ธราธรหันมาดุ ระวีรำไพที่ยืนหน้าจ๋อยๆ แอบทำตาอ้อนๆ สำนึกผิด
       “เรื่องมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ด...ทำไมถึงทำอะไรหุนหันพลันแล่นแบบนี้ ถ้าพี่ไปห้ามไม่ทันจะทำยังไง”
       ระวีรำไพยกมือไหว้ จ๋อยนิดๆ
       “ปรางขอโทษค่ะ...แต่ มันทนไม่ได้จริงๆ ก็นายฝรั่งคนนั้นเขาทำร้ายคุณลุงพรานอ่อนศรี แล้วก็เมาโวยวาย ลูกน้องก็อันธพาลพอกัน ปรางเห็นแล้วทนอยู่เฉยๆไม่ได้ค่ะ พี่ชายใหญ่...อย่าโกรธปรางเลยนะคะ”
       เธออ้อนเหมือนเด็กๆ เขามองแล้วส่ายหน้า
       “เราเนี่ยจริงๆเลย...ทำผิดทุกครั้ง ก็ต้องมาทำหน้าแบบนี้ทุกที”
       ระวีรำไพยิ้ม สำเร็จ ธราธรบ่นต่อ
       “แบบนี้เขาเรียกว่า ดื้อตาใส ดื้อแล้วไม่ยอมรับ ทั้งเรื่องแอบเข้าไปในป่า ทะเลาะกับมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ด แล้วยังแอบมีความรักโดยไม่บอกพี่อีก”
       ระวีรำไพอึ้งๆ
       “ไม่เกี่ยวกันมั้งคะพี่ชายใหญ่”
       “เกี่ยวสิ...พี่ต้องรับผิดชอบชีวิตเราตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้น ต้องบอกพี่ทุกอย่าง และก็อย่ามาทำเป็น ดื้อตาใส อีกรู้หรือเปล่า”
       ธราธรโยกหัวระวีรำไพด้วยความเอ็นดู แกมหมั่นเขี้ยว ระวีรำไพหัวสั่นหัวคลอนไปมา
       “โอ้ย...”
       ธราธรแกล้งโยกหัวเธอไปมาแล้วก็ยิ้มสดใสด้วยความเอ็นดู ทันใดนั้น ชินกรก็เดินโผล่พรวดเข้ามาในบ้าน แล้วก็เห็นภาพธราธรกำลังหยอกล้อกับระวีรำไพพอดี ชินกรชะงัก ผงะกับภาพ...อาจารย์หม่อมหยอกล้อกับไอ้ตะวัน...
      
       เกษราเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง กังวลว่าระวีรำไพจะโดนดุหรือเปล่า...ทางด้านชินกรหน้าซีดทำไงดี กลัวว่าธราธรจะรู้ว่าตัวเองเห็น เขาเลิ่กลั่กเหรอหรา แล้วก็ทำเป็นเดินถอยหลังกลับลงไปประมาณ 5-6 ก้าว จนมาหลบเข้ามุม แล้วก็ทำเป็นเดินเข้ามาใหม่ พร้อมกับส่งเสียง
       “เฮ่อ...อากาศร้อนจังเลย”
       ชินกรแกล้งทำเป็นว่าเพิ่งเดินมาถึง ธราธรกับระวีรำไพได้ยินเสียงก็รีบเอามือออก ระวีรำไพตกใจนิดๆ รีบก้มหน้างุด ธราธรรีบทำหน้าขรึม ชินกรแกล้งทำเป็นเพิ่งเงยหน้าขึ้นมาเห็น
       “อ้าว...คุณชายใหญ่ มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ครับ ตะวันยังไม่นอนอีกเหรอ”
       “คือ...ผมสั่งงานตะวันนิดหน่อยครับ”
       ชินกร ชะงักเกิดคำถามในใจ แต่ก็ฝืนยิ้มเชื่อ
       “งั้นก็ตามสบายนะครับ ผมไปอาบน้ำก่อน ร้อนเหลือเกิน ขอตัวนะครับ”
       ชินกรรีบเดินเลี่ยงเข้าไปเลย ธราธรกับระวีรำไพมองตามไปด้วยความแปลกใจ
       “อาจารย์ชินกรท่าทางแปลกนะคะ”
       ระวีรำไพพูดขึ้นมาโดยไม่รู้เลยว่าตัวเองก็แปลกในสายตาชินกรเช่นกัน
      
       ชินกรรีบเดินพรวดเข้ามาในห้องนอน แล้วปิดประตูอย่างเร็ว เขายืนอึ้งอยู่ที่หลังประตู ภาพตอนธราธรจับหัวระวีรำไพโยกด้วยความเอ็นดู แว่บเข้ามาพร้อมกับคำพูดของอุดมและพรรคพวก
       “อาจารย์หม่อมชอบได้ตะวัน...ข้าจับตาดูมาตั้งแต่วันแรกที่มาถึงแล้วเว้ย อาจารย์หม่อมมองไอ้ตะวันไม่วางตา ที่สำคัญ ข้าเคยแอบเห็นอาจารย์หม่อมลูบหัวไอ้ตะวันด้วยนะเว้ย”
      
       ชินกรอึ้ง...


  


       “ไม่จริง...เป็นไปไม่ได้...เราคงจะตาฝาด...” เขาส่ายหน้า สะบัดหน้าไล่ความคิดพิเรนทร์
      
       “เรานี่คิดบ้าๆ ตามเด็กพวกนั้นได้ยังไง ฮึ่ย...อาบน้ำๆ จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน”
       ชินกรเดินมาที่เตียงแล้วก็ถอดเสื้อเตรียมอาบน้ำ เขาถอดเสื้อแล้วหันหลังให้ประตูหยิบผ้าขาวม้ามานุ่ง
       โก้งโค้งกำลังจะถอดกางเกง ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามาผั้วะ ธราธรเดินเข้ามา ชินกรมองเห็นธราธรผ่านกระจกที่อยู่ตรงหน้าก็สะดุ้งโหยงรีบยืดตัวตรงแด่ว...ใส่กางเกงเข้าที่เหมือนเดิม ธราธรชะงักนิดๆ งง
       “ขอโทษครับ...ผมนึกว่าอาจารย์อยู่ในห้องน้ำเลยไม่ได้เคาะประตู”
       ชินกรหันขวับมาแล้วก็ยิ้มเจื่อนๆ
       “ไม่เป็นไรครับ ผมกำลังจะไปพอดี”
       ชินกรพูดจบก็รีบเดินเบี่ยงไปเลย เขาพยายามเดินหันหน้าหาธราธร แล้วหันก้นหลบๆด้วยความระแวง ยิ้มเจื่อนๆ แล้วก็รีบเดินออกไปอย่างเร็ว ธราธรขมวดคิ้วแล้วพึมพำเบาๆ
       “อาจารย์ชินกรท่าทางแปลกๆจริงๆด้วย”
       ธราธรขำๆ กับทาทางตลกๆของชินกร
      
       ระวีรำไพกับเกษราอยู่ในชุดนอน นั่งอยู่บนเตียงของตัวเอง ปล่อยผมยาว มีวิกวางไว้ข้างๆหมอน เกษราถามด้วยความแปลกใจ
       “พี่ชายใหญ่ดุน้องมะปรางเหรอคะ”
       “ค่ะ...ก็ดุตามระเบียบ ดุแบบนี้มาตั้งแต่ปรางเป็นเด็กๆแล้วค่ะ”
       เกษรายิ้มๆ
       “นึกภาพไม่ออกเลยนะคะ ไม่คิดว่าพี่ชายใหญ่จะดุคนเป็น”
       “ก็พี่เกษเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อม ภาษาอังกฤษเรียกว่า เพอร์เฟค ไม่มีอะไรให้ต้องดุ หรือต้องเตือน ไม่เหมือนปราง...ทำผิดอยู่บ่อยๆ เมื่อกี๊ก็เอ็ดว่าปรางดื้อตาใส ดุอะไรก็ไม่ฟัง”
       เกษราฟังแล้วก็คิด ก่อนจะพูดด้วยความหนักใจ
       “พี่ชายใหญ่ไม่เคยพูดสักคำว่าพี่เป็นคนยังไง จริงๆแล้ว ไม่ค่อยพูดกับพี่ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะคำสัญญาของสองตระกูล พี่ชายใหญ่อาจจะไม่เห็นพี่อยู่ในสายตาเลยก็ได้”
       ระวีรำไพฟังด้วยความเห็นใจ เกษราระบายต่อ
       “คุณชายธราธรจะหาคู่ชีวิตที่เพียบพร้อมแค่ไหนก็ได้ คงไม่สนใจผู้หญิงที่เรียนไม่สูง วันๆทำแต่ขนมอยู่ในครัวอย่างพี่หรอกค่ะ...ในความคิดของพี่ชายใหญ่...พี่อาจจะไม่ใช่ผู้หญิงที่เพียบพร้อมอย่างที่น้องปรางคิดก็ได้นะคะ”
       เกษราฝืนยิ้ม พยายามเข้าใจ ก่อนจะค่อยๆหันกลับไปล้มตัวลงนอน ระวีรำไพมองตามเกษราด้วยความเห็นใจ ครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะช่วยเธอยังไงดี
      
       ชินกรนอนหันหน้าหาผนัง หันก้นให้ธราธร เขาหน้าครุ่นคิด ภาพธราธรหยอกล้อ จับหัวระวีรำไพ แว่บเข้ามาอีก ชินกรนึกถึงคำพูดของปิติที่คุยกับอุดม
       “มันจะเป็นไปได้ยังไง อาจารย์หม่อมเป็นผู้ชายส่วนไอ้ตะวันก็เป็นผู้ชาย”
       “ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ เขาเรียกว่า ชายรักชาย เว้ย”
       ชินกรหนาววูบ เสียวสันหลังและเสียวเบื้องหลังขึ้นมาทันที เขาสะดุ้ง เอามือจับก้น แล้วพลิกหันหน้ามา
       อีกด้าน หันก้นเข้าผนัง แต่พอหันมาปุ๊บก็เจอธราธรนอนหันหน้ามาทางตัวเอง สองคนสบตากัน ชินกรสะดุ้ง
       โหยง ลุกพรวด
       “เอ้ย”
       ธราธรตกใจด้วย
       “อาจารย์ชินกร...เป็นอะไรครับ”
       “ผม...ผมแค่ตกใจนิดหน่อย ละ...แล้วคุณชายใหญ่...ทะ...ทำไมยังไม่นอนอีกครับ ละ...แล้วคุณชายใหญ่มอง...” เขาจับก้นตัวเอง “มองอะไรอยู่ครับ”
       “ผมก็มองอาจารย์ชินกรนั่นแหละครับ”
       ชินกรผงะถอยกรูด
       “เฮ้ย มองผมทำไมครับ”
       ธราธรรีบอธิบาย
       “ก็ผมเห็นอาจารย์นอนพลิกไปพลิกมา ก็เลยสงสัยว่าเป็นอะไรหรือเปล่า”
       “ผมไม่เป็นอะไรครับ ผมสบายดีครับ ปกติที่สุด แค่...ร้อนนิดหน่อย แต่ตอนนี้สบายแล้วครับ...” ชินกรยิ้มกลบเกลื่อน “ผมว่า...เรานอนกันดีกว่าครับ นอนครับนอน”
       ชินกรรีบล้มตัวลงนอน แล้วก็หันหลังให้ธราธร แล้วก็นึกได้รีบหันกลับมานอนหงาย นิ่ง ตัวแข็งทื่อ พยายามหลับตาไม่คิด ธราธรมองแล้วก็ส่ายหน้างงๆ กับอาการของชินกร แล้วก็ลงนอน หันหลังให้ ชินกรปรายตามาเห็นว่าธราธรนอนหันหลังให้ก็ถอนหายใจเบาๆ โล่งอก
       “เฮ่อ...”
       ชินกรคิดเครียด...ยังไงวะเนี่ย
      
       บริเวณแคมป์ยามค่ำคืน ไฟสลัวจากตะเกียงสว่างเป็นบางจุด...ในที่พักของเอ็ดเวิร์ด ขวดแบ่งเหล้าราคาแพงถูกกระแทกวางลงบนโต๊ะ ด้วยความฉุนเฉียว เอ็ดเวิร์ดคิดด้วยความไม่พอใจ พรานสมยืนอยู่ไม่ไกล
       “ไอ้เด็กนั่น กับ ไอ้อาจารย์คุณชาย มันกล้าดียังไงมาขัดใจฉัน พวกมันยังรู้จักฉันน้อยไป”
       เอ็ดเวิร์ดกัดกรามแน่นด้วยความอาฆาต พรานสมเห็นแล้วก็ทักขึ้นด้วยความเป็นห่วง
       “ผมว่าคุณอย่าไปสนใจไอ้มดปลวกพวกนั้นเลย เดี๋ยวเรื่องเล็กจะทำให้เสียเรื่องใหญ่ ช่วยกันหาแหล่งสมบัติ แล้วแยกตัวไปจากไอ้พวกนี้จะดีกว่า”
       เอ็ดเวิร์ดหันขวับมา
       “นั่นมันเป็นงานของแก ไม่ใช่ธุระของฉัน” เอ็ดเวิร์ดกัดฟันพูด เสียงเบาแต่หนัก เหมือนออกคำสั่ง “ฉันจ้างพวกแกมาหาของ แกก็มีหน้าที่หามันมาให้ได้ ไม่เกี่ยวกับฉัน”
       พรานสมจำต้องพยักหน้ารับแทนคำตอบ แล้วก็ยืนเงียบ ไม่โต้แย้ง เอ็ดเวิร์ดคิดถึงธราธรกับระวีรำไพด้วยความแค้น
       “ฉันจะไม่ปล่อยให้ไอ้พวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงมันอยู่อย่างเป็นสุข”
      
       เช้าวันต่อมา...ระฆังถูกสั่นดังแกร๊งๆ มานิตกำลังตีระฆังเรียกมารวมพล
       “นักศึกษาใครพร้อมแล้วขึ้นรถได้เลย”
       ปิติ มานะ เดินนำมา อุดมเดินรั้งท้าย อุดมเดินไปมองหาเป้าหมายไปด้วย ท่าทางมีพิรุธจนปิติต้องหันมาถาม
       “แกมองหาอะไรวะไอ้ดม”
       “ก็มองหาอาจารย์หม่อม กับ” อุดมหรี่เสียงลง “ไอ้ตะวันไง”
       ปิติส่ายหน้า
       “เราว่า...นายเลิกหมกหมุ่นเรื่องนี้เถอะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก”
       อุดมเถียง
       “ข้าไม่ได้หมกหมุ่น ข้าเห็นจริงๆ วันนี้เอ็งสองคนคอยจับตาดูดีๆ เดี๋ยวก็เห็นเอง”
      
       มานิตหันมาเห็นก็ตะโกนเร่ง


  


       “สามคนนั่นน่ะ จะไปไซท์หรือเปล่า”
      
       “ไปครับ”
       “ไปก็รีบขึ้นรถได้แล้ว”
       “ครับๆ”
       ปิติ กับมานะรีบเดินไป อุดมยังชะเง้อชะแง้ ปิติส่ายหน้า หันมาลากตัวไป
       “ไปได้แล้ว...ไปเว้ย”
       อุดมจำต้องไปด้วยความขัดใจ ทั้งสามคนขึ้นรถแต่ยังเหลือที่ว่าง มานิตหันมาถาม
       “ยังเหลือที่ว่าง มีใครจะไปอีกหรือเปล่า”
       ทันใดนั้นธราธรก็เดินออกมาพร้อมกับระวีรำไพ และ เกษรา อุดมหันไปเห็นก็ลุกพรวดขึ้นพร้อมตะโกนออกมา
       “อาจารย์หม่อมครับ อาจารย์หม่อมมาแล้ว”
       อุดมดีใจจนผิดปกติ ทุกคนหันตามไป ธราธร เกษรา ระวีรำไพ เดินออกมา พอเห็นสายตาของทุกคนก็ชะงักนิดๆ...ธราธรถามยิ้มๆ
       “มีอะไรกันเหรอครับ”
      
       ชินกรเดินพรวดพราดเข้ามาในครัว เห็นป้าพรกำลังทำความสะอาดครัว ชินกรกวาดตามองรอบๆ
       ก่อนถาม
       “ป้า...นายก้องอยู่ไหน”
      
       เกษรายืนอยู่กับระวีรำไพ ธราธร ทั้งสามคนยืนอยู่ข้างๆรถ ด้านคนขับ ไม่ห่างจากมานิตที่นั่งประจำตำแหน่งคนขับ อุดม ปิติ มานะ นั่งอยู่ข้างหลัง อุดมเงี่ยหูฟังสุดฤทธิ์
       “อาจารย์หม่อมจะไปไซท์กับผมรอบนี้เลยหรือเปล่าครับ”มานิตหันมาถามธราธร
       ธราธรคิด มองๆ ระวีรำไพและเกษราที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วก็เป็นห่วง เลยตอบไป
       “ผมยังไม่ไปดีกว่าครับ ดูท่าทางจะไปกันไม่หมด ผมรอไปอีกรอบพร้อมกับตะวัน กับ ก้องก็ได้ครับ”
       อุดมสะกิดเพื่อน เห็นมั้ยๆ
       “ได้ครับ ผมไปส่งพวกนี้แล้วกลับมารับอาจารย์หม่อมอีกรอบ”
       “ขอบคุณครับ”
       มานิตสตาร์ทรถกำลังจะไป ชินกรเดินพรวดออกมา มองมาที่เกษรา เธอหันไปเจอเขาพอดี สองคนสบตากัน ปิ๊งๆ เกษราหันกลับมาขวับ คิด แล้วก็โพล่งขึ้น
       “ผมไปด้วยครับ”
       ธราธรกับระวีรำไพงง หันมา เกษรากระโดดขึ้นไปนั่งบนรถแล้ว ชินกรเห็นเกษราขึ้นไปนั่งบนรถ และมานิตกำลังจะออกรถไป เขารีบตะโกนขึ้น
       “รอด้วยครับ ผมไปด้วยครับ”
       ระวีรำไพตกใจ เกษราหลับตาปี๋ เฮ่อซวยจริง...ชินกรวิ่งมาแล้วกระโดดขึ้นรถไปด้วยนั่งข้างเกษรา
       “ไปได้เลยครับ”
       ชินกรยิ้มแฉ่ง มานิตขับรถออกไป ทิ้งระวีรำไพกับธราธรไว้เบื้องหลัง อุดมมองธราธรที่ยืนคู่อยู่กับระวีรำไพ แล้วก็สะกิดเพื่อน ให้ดู มานะกับปิติ เริ่มคิดเหมือนกัน ระวีรำไพมองตามรถไปด้วยความเป็นห่วง จนธราธรถามขึ้นอย่างรู้ทัน
       “มีอะไรจะเล่าให้พี่ชายใหญ่ฟังหรือเปล่า”
       ระวีรำไพหันมามองแล้วก็ยิ้มยอมรับ...
      
       รถของทีมงานแล่นมา ระหว่างทางจากที่พักไปปราสาท มานิตขับอย่างชำนาญ เกษรานั่งก้มหน้างุด
       พยายามไม่สบตาชินกรที่นั่งอยู่ข้างๆ พยายามทำตัวให้เป็นปกติ แต่เธอก็ยังตื่นเต้นอยู่ลึกๆ ชินกรนั่งใจเต้นโครมครามอยู่ข้างทั้งๆที่จริงๆที่มาหาเพราะมีเรื่องอยากจะถาม แต่ตอนนี้ลืมไปชั่วขณะ
      
       สองคนยืนคุยกันอยู่ที่มุมหนึ่งหน้าแคมป์ ใต้ต้นใหญ่ ธราธรถามด้วยความแปลกใจ เมื่อฟังเรื่องราวจากระวีรำไพ
       “อาจารย์ชินกรจับผิดน้องเกษเหรอ”
       “ค่ะ พี่เกษเธอกังวล เลยพยายามอยู่ห่างๆ อาจารย์ชินกรกลัวโดนจับได้”
       ธราธราคิด
       “จะว่าไป หมู่นี้อาจารย์ชินกรก็มีท่าทางแปลกๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่”
       “พี่ชายใหญ่ต้องดูแลพี่เกษเป็นพิเศษนะคะ ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล จะได้คอยช่วยเธอ”
       ธราธรพยักหน้า
       “จ้ะ...แต่บางทีพี่ก็ลืมไปบ้าง มัวแต่ห่วงงาน”
       “ไม่ได้นะคะ จะทำงานหนักแค่ไหน พี่ชายใหญ่ก็ต้องใส่ใจพี่เกษ จะมัวอยู่กับก้อนอิฐ ก้อนหิน ก้อนศิลาแลงไม่ได้ มีอะไรก็ต้องพูดต้องคุย เงียบๆไม่พูดไม่จา ผู้หญิงเขาไม่รู้ว่าคิดยังไงนะคะ”
       ธราธรเอียงหน้ามองระวีรำไพแปลกใจ
       “พูดจาแปลกๆ คิดอะไรอยู่ บอกมานะ วางแผนอะไร”
       ธราธรมองคาดคั้น ระวีรำไพอึกอักๆ
       “เอ่อ...ก็...คือ ปรางเห็นว่าพี่เกษเป็นคนน่ารัก ถ้าพี่ชายใหญ่ได้เธอเป็นคู่ชีวิตตามคำสัญญาของสองตระกูลก็น่าจะเป็นเรื่องดี ปรางก็แค่อยากจะช่วย”
       ธราธรขำ
       “เรื่องนี้นี่เอง...ไหนว่ามาสิ เราจะช่วยยังไง”
       ธราธรกอดอกรอฟัง


  


       มานิตจอดรถที่หน้าปราสาท เกษรารีบกระโดดลงรถเป็นคนแรก
      
       “ขอโทษนะครับ”
       เธอกระโดดออกไปโดยเร็วผ่านหน้าชินกรไปเลย ชินกรเอ๋อ...จะเรียกไว้
       “อ้าว...นายก้อง อย่าเพิ่งไปสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
       เกษราไม่สนใจวิ่งไปเลย อุดมถามขึ้นด้วยความสาระแน
       “อาจารย์จะคุยอะไรกับไอ้ก้อง ฝากผมไปก็ได้นะครับ”
       ชินกรหันขวับมา เจอหน้าอุดม ปิติ มานะ กำลังจ้องรอคำตอบ ชินกรก็ผวานิดๆ กลัวโดนนินทาว่าเป็นชายรักชายไปด้วย ก็รีบออกตัว ด้วยความร้อนใจ
       “มะ...ไม่เป็นไร ครูจะคุยเรื่องงานน่ะ ฝากไปเดี๋ยวจะไม่รู้เรื่อง ครูคุยเองดีกว่า”
       ชินกรพูดจบแล้วก็รีบลงจากรถตามไปอีกคน ทันทีที่ชินกรคล้อยหลัง อุดมก็นินทาทันที
       “เมื่อกี๊พวกแกเห็นหรือเปล่า อาจารย์หม่อมไม่ยอมมากับพวกเรา แต่เลือกที่จะรออยู่กับไอ้ตะวัน คิดดู...มันธรรมดาซะที่ไหน ผิดปกติชัดๆ”
       ปิติ มานะ ฟังแล้วก็คิด...เออก็จริง ชินกรได้ยินแว่วๆ ได้แต่ส่ายหน้า แล้วก็รีบเดินตามเกษราไปด้วยความร้อนใจ
      
       ระวีรำไพกับธราธร ยังยืนคุยกันอยู่ที่เดิมอย่างสบายอารมณ์
       “อย่างแรกที่พี่ชายใหญ่ควรทำคือ...รู้ใจพี่เกษค่ะ”
       ธราธรขมวดคิ้ว ระวีรำไพพูดต่ออย่างตั้งใจ
       “รู้ว่าเธอชอบอะไร ไม่ชอบอะไร...พี่ชายใหญ่รู้หรือเปล่าคะว่าพี่เกษชอบกินอะไร”
       ธราธรคิดๆแล้วส่ายหน้า วะวีรำไพถามต่อ
       “ชอบดอกไม้อะไร”
       ธราธรคิดอีกแล้วก็ส่ายหน้าอีก
       “ชอบไปเที่ยวที่ไหน”
       ธราธรคิด...ส่ายหน้าอีกที ระวีรำไพเซ็งเลย
       “โหย...พี่ชายใหญ่ เป็นแบบนี้ไม่ได้นะคะ ไม่รู้อะไรสักอย่างเลย”
       “อ้าว...ก็พี่ไม่เคยถามน้องเกษนี่คะ”
       “เรื่องแบบนี้ไม่ต้องถาม แต่ต้องสังเกตเอาเองค่ะ”
       ธราธรยิ้ม
       “อ๋อ...เหมือนที่พี่รู้ว่าน้องปรางชอบกินผลไม้ทุกชนิด แต่จะไม่ชอบกินผลไม้ที่อยู่ในอาหารคาว ชอบดอกมะลิ แต่ต้องเป็นดอกมะลิที่ร้อยอยู่ในมาลัย ฤดูหนาวชอบไปเที่ยวภูเขามากกว่าทะเล ส่วนฤดูร้อนชอบไปทะเลมากกว่าภูเขา...ใช่หรือเปล่าครับ”
       ระวีรำไพแอบอึ้งรู้ได้ไง
       “ใช่ค่ะ...พี่ชายใหญ่รู้ได้ยังไงคะ”
       “ก็...พี่ชายใหญ่รู้จักมะปรางมาตั้งแต่เกิด พี่จะไม่รู้ได้ยังไงล่ะคะ”
       ระวีรำไพยิ้มปลื้ม
       “พี่ชายใหญ่ช่างสังเกตมากเลยค่ะ คุณพ่อยังไม่รู้ละเอียดเท่านี้เลยนะคะ”
       ต่างคนต่างยิ้มให้กันและทันใดนั้นระวีรำไพก็สะดุดกึก มโนธรรมแม่สื่อแสนดีเข้าสิง
       “แต่...ปรางไม่ใช่พี่เกษนะคะ พี่ชายใหญ่ควรรู้ข้อมูลแบบนี้ของพี่เกษด้วย”
       ธราธรครุ่นคิด
       “จริงสิ...พี่แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับน้องเกษเลย...ขอบใจมาก สำหรับคำแนะนำ”
       ระวีรำไพยิ้มรับอย่างจริงใจ มานิตขับรถมา ธราธรหันไปเห็น
       “รถมาแล้ว ไปค่ะ”
       ธราธรเดินนำไป ลับหลังของเขารอยยิ้มของระวีรำไพก็ค่อยหายไป เหลือเป็นความใจหายแว๊บๆเศร้าใจ
      
       รถเข้ามาจอดเทียบทั้งสอง มานิตลงจากรถ ธราธรและระวีเดินมาหา
       “อาจารย์หม่อมคงต้องขับไปเองแล้วนะครับ ผมเพิ่งนึกได้ว่าวันนี้มีรายงานต้องทำส่งกรม ผมคงต้องอยู่ทำงานที่นี่”
       “ได้ครับ ไม่มีปัญหา”
       ธราธรหันมาทางระวีรำไพ
       “ไป ตะวัน”
       “ครับ”
       ธราธรและระวีรำไพขึ้นรถแล้วขับออกไป มานิตหันหลังเดินไปที่ห้องทำงาน มุมหนึ่งหลังต้นไม้ พรานสมแอบมองตามมานิตไป แววตาครุ่นคิดร้ายกาจ
      
       ธราธรขับรถแล่นมาบนถนนสายสวยงามมุ่งไปปราสาท รถแล่นผ่านทุ่งดอกไม้ ทันใดนั้นธราธรก็จอดรถเอี๊ยด...ระวีรำไพที่นั่งข้างๆหัวทิ่ม
       “ว๊าย...”
       รถหยุด ระวีรำไพหันมา
       “พี่ชายใหญ่...หยุดรถทำไมคะ”
       ธราธรไม่บอก แต่ยิ้มกริ่ม แล้วก็เปิดประตูลงจากรถไป ระวีรำไพตกใจ ระคนแปลกใจ
       “พี่ชายใหญ่ พี่ชายใหญ่จะไปไหนคะ พี่ชายใหญ่”
       ธราธรเดินมุ่งลงไปที่ทุ่งดอกไม้ ระวีรำไพมองตามด้วยความสงสัย ระวีรำไพบ่นๆ
       “พี่ชายใหญ่ลงไปทำอะไรนะ”
       ทันใดนั้น...ภาพตอนที่รถจอดข้างทางและชาวคณะแวะฉี่ระหว่างทางก็แว่บเข้ามา ระวีรำไพสะอึกนิดๆ อายขึ้นมาทันที เลยรีบหันหน้าหนีด้วยความเขิน นั่งตัวตรงแน่วไม่มองไปทางธราธรอีกเลย
      
       เกษราทำงานไปมองหาชินกรด้วยความหวาดระแวงเล็กๆ ชินกรเดินพรวดพราดเข้ามาทางด้านหลัง เกษราปรายตาไปเห็น ก็รีบหลบวูบ ชินกรเหลือบไปเห็นหลังคนแว่บๆ ก็รีบเดินมาบริเวณที่เธอยืนอยู่ แต่ไม่มีใคร ชินกรเกาหัว
       “ไอ้ก้องมันหายไปไหนของมัน มีเรื่องสำคัญจะถามสักหน่อย”
       ชินกรเกาหัวงงๆ แล้วก็เดินไปอีกทาง เกษราค่อยๆโผล่ออกมาครุ่นคิดว่าเรื่องสำคัญอะไร เธอชะงักคิด อยากรู้
      
       ระวีรำไพนั่งมองไปอีกทาง พยายามไม่มองไปจุดที่ธราธรหายไป ทันใดนั้นก็มีช่อดอกไม้ป่ายื่นเข้ามาทางหน้าต่าง อยู่ข้างหน้า ระวีรำไพแปลกใจหันมามอง เห็นดอกไม้ป่าถูกจัดเข้าช่อมีเถาวัลย์มัดไว้หลวมๆ เก๋ๆ อยู่ในมือธราธร เขาพูดยิ้มๆ
       “พี่ชายใหญ่ให้ค่ะ”
      
       ระวีรำไพยิ้มสดใส

      
       “ขอบคุณค่ะ น่ารักจังเลย พี่ชายใหญ่ทำเป็นได้ยังไงคะ”
      
       “พี่เคยเรียนจัดดอกไม้ ตอนอยู่ที่อังกฤษ”
       “หะ...พี่ชายใหญ่เนี่ยนะคะ เรียนจัดดอกไม้”
       “ใช่ค่ะ...คือ...พี่กลัวใครบางคนจะคิดว่าพี่มัวแต่อยู่กับก้อนอิฐ ก้อนหิน ก้อนศิลาแลง พี่ก็เลยไปเรียนจัดดอกไม้เพิ่มความอ่อนหวานให้ตัวเอง”
       ระวีรำไพอึ้ง
       “ไม่อยากจะเชื่อเลย”
       “ไม่อยากเชื่อ...ก็ไม่ต้องเชื่อ...เพราะพี่ชายใหญ่พูดเล่น”
       ธราธรยิ้มกวน ระวีรำไพหน้าเหวอความตื่นเต้นหายวับ
       “อ้าว...โธ่...ปรางก็คิดว่าไปเรียนจริงๆ”
       ธราธรขำ
       “ฮ่าๆ พี่ก็แค่จัดไปตามความรู้สึก ไม่ได้เรียนสักหน่อย” เขาจับหัวเธอด้วยความเอ็นดู “หลอกง่ายจังเด็กน้อย”
       ระวีรำไพทำหน้าบูดๆ โดนว่าเป็นเด็กอีกแล้ว
       “ว่าปรางเป็นเด็กอีกแล้ว...ปรางโตแล้วนะคะ”
       ธราธรขำ
       “คนเมามักจะบอกว่าตัวเองไม่เมา เหมือนกับเด็กที่ชอบคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ จริงๆแล้วก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี”
       ธราธรพูดจบก็เดินกลับมาประจำที่คนขับ ปล่อยให้ระวีรำไพอ้าปากค้างไม่มีโอกาสได้เถียงหรือแก้ตัว
       เธอได้แต่บ่นเบาๆ
       “คำก็เด็ก สองคนก็เด็ก ในสายตาของพี่ชายใหญ่ เราคงต้องเป็นเด็กไปตลอดชีวิต”
       ระวีรำไพบ่นจบ ธราธรเดินเข้ามานั่งในรถพอดี หันมาถาม
       “บ่นอะไรคะ”
       “ก็บ่นไปเรื่อยเปื่อย ตามประสา เด็กๆ”
       ธราธรเลิกคิ้วขำๆ แน้ มีประชด
       “ขอบคุณนะคะสำหรับดอกไม้ สวยมากค่ะ” เธอเลียบๆเคียงๆหยอดๆ “แล้วก็...อย่าลืมทำแบบนี้ให้พี่เกษบ้างนะคะ พี่เกษจะได้ดีใจ”
       ระวีรำไพยิ้มจริงใจ ธราธรคิดๆแล้วก็ยิ้มรับ เหมือนต้องทำตามหน้าที่
       “ครับ”
       ธราธรรับคำแล้วก็หันไปขับรถออกไป ระวีรำไพมองดอกไม้ในมือแล้วก็ยิ้มๆ
      
       รถธราธรแล่นมาตามถนนทางไปปราสาทสวยงาม ระวีรำไพนั่งกอดช่อดอกไม้ไว้ที่อกอย่างรัก พิงหลัง
       สบายๆ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ยิ้มนิดๆ กับสายลม แสงแดด แววตาเป็นประกายสดใส มีความสุข ธราธรขับรถอยู่ก็หันมามอง ภาพความน่ารักของระวีรำไพทำให้เขาอมยิ้ม แววตาที่เต็มไปด้วยความรักและผูกพันท่วมท้น แต่เขากลับไม่เคยรู้ความรู้สึกของตัวเองแม้แต่น้อย
      
       ในบ้านพักหลังใหญ่แทน นั่งคุยกับเอ็ดเวิร์ดอยู่ในห้องหนึ่ง มีพรานสมยืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง แทนละล่ำละลักถามด้วยความแปลกใจ
       “คุณชายธราธรเนี่ยนะครับ ก้าวร้าว”
       “ใช่ คุณชาย...แสดงกริยา และวาจาไม่สมกับชาติตระกูลแม้แต่น้อย ผมผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างมาก ผมต้องการจะกลับกรุงเทพเดี๋ยวนี้”
       แทนระล่ำระลักรีบบอก
       “โอ๊ะ...อย่าเพิ่งกลับนะครับ เรื่องเมื่อคืน อาจจะเป็นความเข้าใจผิดกันก็ได้ ปกติคุณชายใหญ่เป็นคนสุภาพให้เกียรติ์คนอื่นเสมอ ต้องเข้าใจผิดกันแน่ๆ”
       ท่าทางลนลานของแทน ทำให้เอ็ดเวิร์ดพอใจ ยิ้มร้ายเริ่มเข้าแผน แทนคิดๆ
       “เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ เพื่อเป็นการขอโทษ คุณเอ็ดเวิร์ดต้องการอะไรเป็นพิเศษบอกผมได้เลยนะครับ อยากจะกินร้อน นอนฟูก หรือ อยากได้อะไร อย่าไปบอกคนอื่น...บอกกับผม ผมจัดหามาให้เองครับ อย่าเพิ่งกลับเลยนะครับ อยู่ดูงานต่ออีกหน่อยนะครับ”
       เอ็ดเวิร์ดทำเป็นคิด...ทั้งที่ตัดสินใจไว้แล้ว
       “ก็ได้...ผมจะเชื่อคุณ และผมก็จะอยู่ต่อ เพราะจะว่าไป ถ้าไม่นับเรื่องเมื่อคืนผมก็สนใจการทำงานของพวกคุณ อาจจะพิจารณาให้ทุนเป็นกรณีพิเศษ”
       แทนยิ้มตาเป็นประกาย
       “ส่วนเรื่องที่ผมต้องการ...อีกไม่นานผมจะบอกคุณเอง”
       เอ็ดเวิร์ดยิ้มร้าย แทนดีใจ
       “ได้เลยครับ ไม่ว่าคุณต้องการอะไร ผมจัดหามาให้เอง”
       พรานสมเห็นมีช่อง รีบแทรกเข้ามา
       “นอกจากความต้องการของมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ด...ผมมีอีกเรื่องที่อยากให้คุณช่วย”
       แทนหันมาทางพรานสม...บรรยากาศไม่น่าวางใจ
      
       มานิตยืนรายงานอย่างเป็นกันเองอยู่ในห้องทำงาน มีแทนยืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างๆ เอ็ดเวิร์ดนั่งไขว่ห้างฟัง
       อย่างถือตัว พรานสมยืนอยู่ข้างหลัง มานิตกางแผนผังการบูรณะปราสาทลงบนโต๊ะ
       “นี่เป็นภาพจำลองของปราสาทพนมธมที่สมบูรณ์ เราร่างขึ้นจากการสำรวจเบื้องต้น โครงการนี้เราเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 สิบปีที่แล้ว แต่ผมเพิ่งจะเข้ามาประจำได้แค่ 5 ปี งานสำรวจทำไปได้มากแล้ว เหลือแต่ประกอบส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน น่าจะแล้วเสร็จภายในปีสองปีนี้”
       แทนหันมาหาเอ็ดเวิร์ด
       “มานิตเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมที่ประจำอยู่ที่นี่ครับ คุณเอ็ดเวิร์ดอยากรู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานบูรณะ ถามมานิตได้เลยครับ”
       เอ็ดเวิร์ดพยักหน้ารับรู้ ปรายตามามองพรานสมแล้วก็ส่งสัญญาณให้เป็นคนถาม
       “และถ้าเราอยากรู้เรื่องปราสาทอื่น...ที่อยู่บริเวณนี้และยังไม่ได้รับการบูรณะ คุณรู้หรือเปล่าว่ามีอยู่ที่ไหน”
       พรานสมเข้าประเด็น แทนหันมาฟังคำตอบ เอ็ดเวิร์ดนั่งเฉยๆ ทำเป็นไม่สนใจนักแต่ก็อยากรู้ มานิตคิดๆ
       “ผมเคยได้ยินชาวบ้านพูดถึงอยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เพราะผมอยู่ฝ่ายบูรณะประจำที่ไซท์งานไม่ได้อยู่ฝ่ายสำรวจ”
       พรานสมถามต่อทันที
       “แล้วใครอยู่ฝ่ายสำรวจ”
      
       “ก็จะเป็นอาจารย์หม่อมอาทิตยรังสี หรือไม่ก็อาจารย์หม่อมธราธร แล้วก็อาจารย์ชินกร จะเป็นฝ่ายออกสำรวจ และทำเรื่องเสนอไปทางส่วนกลางเพื่อจัดสรรงบมาทำการบูรณะ”


  


       เอ็ดเวิร์ดฟังแล้วก็ครุ่นคิด แฝงความร้ายกาจ มานิตบอกต่อ
       “ถ้ามีชาวบ้านไปเจอปราสาท หรือ โบราณสถาน คนที่จะมีข้อมูลมากที่สุดก็น่าจะเป็นอาจารย์หม่อมอาทิตย์”
       พรานสมยิ้มร้าย พอใจกับข้อมูล มานิตเอะใจหันมาถาม
       “แล้ว...พวกคุณจะถามเรื่องนี้ไปทำไมเหรอครับ”
       พรานสมกับเอ็ดเวิร์ดนิ่งๆ ไม่ตอบ แทนเลยตอบแทน
       “อ๋อ...มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดเขาก็ถามไว้ เผื่อจะมีปราสาทหรือโบราณสถานใหม่ๆที่ยังไม่ได้บูรณะน่าสนใจ เขาอาจจะให้ทุนพวกเรา...ใช่มั้ยครับ”
       เอ็ดเวิร์ดพยักหน้างั้นๆ ในใจแอบสมเพช
       “อือ...”
       แทนยิ้มรับกว้างอย่างดีใจ มานิตพยักหน้ารับไป ไม่ได้ใส่ใจมากนัก พรานสมครุ่นคิดหาทางจะเอาข้อมูลนั้นมาให้ได้
      
       รถธราธรแล่นเข้ามาจอดหน้าปราสาท อุดมรีบสะกิดปิติ กับมานะ ที่กำลังจดบันทึกก้อนหินกันอยู่
       “เฮ้ยๆ มาแล้วๆ”
       ทั้งสามคนหันไปมอง ระวีรำไพลงจากรถกับธราธร ในมือของเธอมีช่อดอกไม้ติดมาด้วย อุดมตาเหลือก ลนลาน
       “พวกแกเห็นมั้ย...ไอ้ตะวันมันมีดอกไม้มาด้วย มันจะเอามาจากไหน ถ้า...” อุดมหรี่เสียงลง “อาจารย์หม่อมไม่ได้เป็นคนให้”
       ระวีรำไพเหมือนรู้ตัว เปลี่ยนใจหันไปวางดอกไม้ไว้ในรถ อุดมลนลานหนักขึ้นกว่าเดิม
       “เฮ้ย ดูมันร้อนตัว กลัวว่าจะมีคนเห็น มันเลยเก็บไว้ในรถ ดูดู๊ดู...ถ้ามันไม่มีอะไร มันจะต้องเก็บดอกไม้ทำไม มึงเห็นหรือเปล่า มึงเห็นมั้ย”
       ทันใดนั้น ระวีรำไพก็หันขวับมาทางอุดม ปิติ มานะ ทั้งสามคนสะดุ้งโหยงรีบหันหลบหน้าทันที มานะถามเพื่อนเบาๆ
       “แล้วแกว่า ไอ้ตะวันมันจะเห็นมั้ยว่าเราแอบดูมันอยู่”
       อุดมรีบบอก
       “ไม่รู้เว้ย ทำงาน ทำงาน”
       ระวีรำไพมองทั้งสามสาระแนด้วยความไม่วางใจ อุดม มานะ ปิติ เฉไฉแสร้งทำงานอย่างขะมักเขม้น ธราธรเห็นก็หันมาถาม
       “มีอะไรหรือเปล่า”
       “คงไม่มีอะไรมั้งคะ...ปรางไปดูคุณพ่อก่อนนะคะ วันนี้ยังไม่เจอท่านเลย”
       ธราธรพยักหน้ารับรู้ ระวีรำไพกับธราธรเดินแยกกันไปคนละทาง อุดมพอเห็นว่าสองคนเดินไปแล้วก็ค่อยๆหันมานินทาต่อ
       “พวกแกเชื่อฉันหรือยัง ว่าอาจารย์หม่อมกับไอ้ตะวันมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งจนเกินปกติ ตั้งแต่เช้าทั้งเรื่องขึ้นรถ เรื่องดอกไม้ ดูก็รู้ว่าอาจารย์หม่อมต้องชอบไอ้ตะวัน...แน่นอน”
       มานะกับปิตินิ่ง แต่ก็เริ่มคล้อยตาม มุมหนึ่งไม่ห่างนัก ชินกรยืนอยู่หลังต้นไม้ได้ยินเต็มสองหู...เขารำพึงในใจว่าจริงเหรอเนี่ย
      
       อีกมุมหนึ่งของปราสาทค่อนข้างเงียบ และสวยงาม เกษราค่อยๆโผล่หน้าออกมา มองซ้ายมองขวา เห็นว่าไม่มีคน และไม่มีชินกร เธอก็ค่อยๆเดินออกมา สูดลมหายใจเต็มปอด แล้วก็ปล่อยออกมาอย่างสบายอารมณ์ เกษรามองวิวที่อยู่เบื้องหน้า แล้วก็ยิ้มอย่างมีความสุข ตามประสาคนไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยว
       “เฮ่อ...สวยจัง”
       ทันใดนั้นก็มีมือพุ่งเข้ามาปิดปากเธอมั่บ เกษราตาเบิกโพลงด้วยความตกใจสุดขีด ทันใดนั้นมือกำยำก็ลากเธอกลับเข้ามาในซอกปราสาท...เกษราถูกผลักมาติดฝาผนังปราสาท และเจ้าของมือนั้นก็เผยตัวชินกรนั่นเอง เกษราตกใจ สองคนเผชิญหน้ากันอย่างหนีไม่ได้ ชินกรรีบบอก
       “ไม่ต้องโวยวาย แล้วก็ไม่ต้องหนีหน้าฉันด้วย ฉันไม่ได้จะมาหาเรื่องนาย แต่ฉันจะมาถามเรื่องเกี่ยวกับ ไอ้ตะวัน”
       เกษราเลิกคิ้วงงๆ สะบัดตัวหลุดออกมา
       “อาจารย์จะถามเรื่องตะวันไปทำไมครับ”
       เกษราทั้งอยากรู้ ทั้งเป็นห่วง ชินกรมองหน้า ลำบากใจที่จะพูด
      
       อีกมุมหนึ่งของปราสาท มุมประจำของอาทิตย์รังสี เขากำลังจดบันทึก และสำรวจหินที่ผ่านการจดมาแล้วดูไปคิดไป บันทึกไป อ่อนศรีคอยเป็นลูกมืออยู่ไม่ห่าง ระวีรำไพทำเป็นจดโน่นจดนี่ แต่ตาก็มองพ่อตลอดด้วยความเป็นห่วง พอเห็นว่าสบายดีก็โล่งอก
      
       เกษรายังคุยกับชินกรอยู่ที่มุมเดิม เธอถามย้อนด้วยความประหลาดใจอย่างแรง
       “อาจารย์อยากรู้ว่าตะวันมีแฟนหรือเปล่า”
       ชินกรเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของเกษราก็รีบอธิบาย
       “ใช่...แต่ ที่ถาม ไม่ใช่เพราะฉันสนใจนายตะวันในแบบนั้นนะ”
       เกษราผงะนิดๆ
       “แบบนั้น แบบไหนครับ”
       “ก็แบบ...แบบ...แบบชายรักชาย หรืออะไรพวกนั้นน่ะ ที่ถามเพราะมีเรื่องสงสัยนิดหน่อย เห็นนายสนิทกับตะวันน่าจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุด”
       “ผมรู้แค่ว่าตะวันยังไม่มีแฟน แต่เรื่องที่ว่ารักใครอยู่...ผมไม่รู้จริงๆ”
       ชินกรคิดแล้วถาม
       “แล้วนายพอรู้หรือเปล่าว่าตะวันรักผู้หญิงหรือว่ารักผู้ชาย”
       “เอ่อ...ผมคิดว่า...ผู้หญิงนะครับ”
       “นายใช้คำว่า คิดว่า แสดงว่า...มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่นายคิด ตะวันมันอาจจะชอบผู้ชายใช่มั้ย”
       เกษราอึกๆอักๆ ตอบไม่ถูก เพราะจริงๆระวีรำไพเป็นหญิง ก็น่าจะชอบผู้ชาย เกษราเริ่มสับสน งง ตัวเองไปด้วย ชินกรพูดเบาๆ เครียดๆ
      
       “ชัดเลย”


  


       เกษรางง
       “อะไรชัดเหรอครับ”
       ชินกรหันมา ไม่ตอบ แต่ถามกลับ
       “แล้วนายกับตะวัน...เป็นอะไรกัน ฉันเห็นตัวติดกันเป็นตังเม เป็นแฟนกันหรือเปล่า”
       เกษราสะดุ้งโหยง
       “ไม่ใช่ครับ ผมกับตะวันเป็นเพื่อนกัน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น”
       ชินกรถอนหายใจ
       “เฮ่อ...แล้วไป ดีแล้วที่ไม่ได้เป็นแฟนกัน”
       เกษรางงๆ ทำไมต้องโล่งอกขนาดนั้น ชินกรรู้สึกตัวหันขวับมา รีบแก้ตัวด้วยความร้อนตัว
       “คือ ที่ฉันบอกว่าดี ไม่ได้แปลว่า ถ้านายสองคนเป็นแฟนกันแล้วฉันจะเสียดาย”
       เกษรางงอีก ชินกรรีบแก้
       “คือ...ฉันจะบอกว่า ฉันไม่ได้จะเสียดาย ฉันไม่ได้จะรู้สึกอะไรเลย เอ้อ” เขาตีหน้าเฉย ทำเป็นปกติ หน้าตาย “ไม่รู้สึกอะไรจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันไม่ยุ่ง”
       เกษรามองหน้าเขายิ่งงงมากขึ้น ชินกรเห็นท่าจะแย่ ก็ตัดบทเลย
       “เรื่องที่ฉันจะถามก็มีแค่นี้ ฉันจะไปทำงานต่อ นายเองก็รีบๆลงไปช่วยเพื่อน อย่ามาอู้อยู่แถวนี้รู้หรือเปล่า”
       เกษราก้มๆหน้ารับคำ ชินกรปั้นหน้าขรึม แล้วก็เดินออกไป เกษรามองตามนิดๆ ด้วยความแปลกใจ
       “ทำไมอาจารย์ชินกรถึงอยากรู้เรื่องความรักของน้องปราง”
       เกษราครุ่นคิดด้วยความสงสัย
      
       เสียงปืนดังสนั่นขึ้นหนึ่งนัด เปรี้ยง เสียงลิง เสียงนก ร้องรับด้วยความตกใจ ขวดวิสกี้แตกกระจายเกลื่อนอยู่ที่พื้น อีริคกำลังซ้อมยิงปืนอยู่ ระหว่างคุยกับพรานสมที่ยืนรายงานอยู่ข้างๆ ห่างออกไป สมุนยืนคุ้มกันอยู่ 2- 3 คน
       “ไอ้แก่มันมีข้อมูลของปราสาทตามที่เราคิดไว้จริงๆ”
       “ปัญหาตอนนี้คือ...เราไม่รู้ว่าข้อมูลที่มันมีคืออะไร และมันเก็บข้อมูลพวกนั้นไว้ที่ไหน”
       “ไม่รู้...ก็ต้องเข้าไปหา...แกบอกว่าไอ้แก่มันมีห้องทำงานอยู่ในแคมป์”
       “ใช่ ปกติมันไม่ให้คนอื่นเข้าไป ขนาดไอ้ฝรั่งถ้าไม่จำเป็นมันยังไม่ยอมให้เข้าไปเลย”
       “กูนี่แหละ จะเข้าไปเอง”
       อีริคยิ้มร้าย และหันมาทางพรานสม
       “แกบอกว่าปกติมันจะทำงานที่ปราสาทถึงห้าโมงเย็น แล้วค่อยกลับไปที่แคมป์ ฉันจะพาไอ้พวกนี้เข้าไปหาสำรวจห้องทำงานไอ้แก่เอง หน้าที่ของแกคือ อย่าให้มันเสนอหน้ากลับมาก่อน 5 โมง”
       “ครับ”
       “เดี๋ยวก็รู้ว่าไอ้แก่มันมีข้อมูลอะไรบ้าง”
       อีริคยิ้มร้าย เล็งปืนมาที่ขวดอีกใบที่วางรออยู่ แล้วก็ยิงเปรี้ยง ขวดแตกกระจาย เสียงปืนดังสนั่นไปทั่วทั้งป่า
      
       อาทิตย์รังสีสำรวจก้อนหิน และอ่านรายงานต่างๆอยู่ที่เดิม อ่อนศรี นั่งคอยดูแลอยู่ห่างๆ ระวีรำไพอยู่มุมหนึ่งทำเป็นจดโน่นจดนี่ไปเรื่อยเปื่อย ตาก็คอยมองพ่อไปด้วย อีกมุมหนึ่งไม่ใกล้มาก พรานสมมายืนทำเป็นมองๆดูก้อนหินที่ยกมารวมๆกันไว้ และคอยเฝ้าอาทิตย์รังสีแบบเนียนๆ ไม่ให้ผิดสังเกต
      
       มานิตเดินออกมาจากห้องทำงาน แล้วก็เดินมาที่มอเตอร์ไซค์ สตารท์และขี่ออกไปพ้นหลังรถมอเตอร์ไซด์ ทั้งแคมป์ก็เงียบกริบ อีริค และสมุนอีก 3-4 คนโผล่ออกมา เขาเดินนำไปที่บ้านหลังใหญ่ สมุนมองซ้ายมองขวา คุมเชิงแล้วก็เดินตามไป
      
       ในห้องทำงานของอาทิตย์รังสี เงียบ สงบ ประตูห้องค่อยๆเปิดเข้ามา อีริคเดินเข้ามาเป็นคนแรกมองรอบๆ อย่างระวังก่อนจะเดินเข้ามาในห้อง สมุน 2 คนเดินตามมาติดๆ และรีบปิดประตู อีริคสั่งการ
       “ค้นให้ทั่ว เจออะไรที่เกี่ยวกับปราสาท หรือ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่เรายังไม่มี เก็บกลับไปให้หมด”
       ลูกน้องพยักหน้าและรีบรื้อค้นอย่างรวดเร็ว หน้าบ้านพักสมุนอีกหนึ่งคนยืนคุมเชิงอยู่อย่างระมัดระวัง
      
        อาทิตยรังสีกำลังอ่านเอกสารรายงาน ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนหน้ามืดๆ เขาปิดแฟ้มและหันมาทางอ่อนศรี
       “อ่อนศรี...เดี๋ยวฉันจะกลับไปทำงานต่อที่บ้านพัก ไปเอารถมาไป”
       “ครับ”
       อ่อนศรีเดินไป อาทิตยรังสีค่อยๆพิงที่ขอบโต๊ะ รู้สึกมึนนิดๆ พรานสมหน้าเครียด
       “จะกลับที่พัก” พรานสมดูนาฬิกา “นี่มันบ่ายสามเอง นายยังอยู่ที่แคมป์อยู่เลย รถกลับแคมป์ก็มีคันเดียว ไอ้อ่อนศรีก็ต้องไปกับไอ้แก่ เอาไงดีวะ”
       พรานสมคิดๆแล้วก็ได้ความคิดร้ายกาจ พรานสมจิกตามองอาทิตยรังสีอย่างไม่หวังดี แล้วก็เดินเข้าไปหา
      
       ระวีรำไพทำเป็นจดโน่นนี่ แล้วก็หันไปมองพ่อแล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นพรานสมคุยกับพ่อแล้วก็สักพักพ่อก็พยักหน้า แล้วก็เดินตามพรานสมออกไป ระวีรำไพไม่วางใจ
       “คุณพ่อจะไปไหน”
       ระวีรำไพจะเดินตามไปแล้วก็นึกได้ คำพูดธราธรแว่บเข้ามา
       “ถ้ามีอะไรต้องบอกพี่ก่อน”
       ระวีรำไพละล้าละลัง แล้วก็ตัดสินใจ เอาวะ เธอตัดสินใจรีบวิ่งไปหาธราธรทันที
      
       ระวีรำไพละล่ำละลักบอกอย่างเหนื่อย สองคนคุยกันอยู่ที่มุมหนึ่งของปราสาทไม่มีคนอื่น ธราธรแปลกใจมาก
       “คุณอาไปกับพรานสม”
       “ค่ะ...ไปไหนกันก็ไม่รู้ ปรางจะตามไป แต่จำได้ว่าพี่ชายใหญ่ให้บอกทุกอย่าง ก็เลยรีบมาบอกก่อน ปรางไปก่อนนะคะ”
       ระวีรำไพจะวิ่งไปต่อ ธราธรดึงแขนไว้ เธอชะงักหน้าหงายตามแรงดึง
       “ไม่ต้องไป เดี๋ยวพี่ไปเอง อยู่ที่นี่แหละ”
       “แต่ว่า...”
       เธอจะไม่ยอม เขาหันมาเรียกเกษราที่ยืนบันทึกอยู่ห่างออกไป แถวนั้นมีนักศึกษาคนอื่นอยู่ด้วย
       “ก้องเกียรติ์”
       เกษราหันมา
       “ครับ”
       เกษรารับคำและรีบวิ่งมาหา
       “พี่ฝากมะปรางไว้หน่อย อย่าให้คลาดสายตา”
       “เอ่อ...ค่ะ”
       ธราธรหันมาทางระวีรำไพ
       “คุณอาไปทางไหน”
       ระวีรำไพชี้ไป
       “ป่าทางด้านโน้นค่ะ”
       ธราธรรีบไป ระวีรำไพมองตามด้วยความเป็นห่วง
       “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะน้องปราง”
      
       เกษราถามด้วยความเป็นห่วง


  


       หน้าบ้านเห็นสมุนยืนเฝ้าอยู่ อย่างระแวดระวัง...ในห้องทำงาน อีริค และพรรคพวกยังคงรื้อค้นห้องอย่างมุ่งมั่น รื้อตามชั้นหนังสือ ลิ้นชัก กล่องใส่ของ นาฬิกาเวลาบ่าย 3 โมงครึ่ง
      
       นาฬิกาข้อมือพรานสม บอกเวลาบ่ายสาม สี่สิบนาที พรานสมเดินนำอาทิตยรังสีเข้ามาในป่า อาทิตยรัสีเริ่มเหนื่อย เหงื่อออกเต็มหน้า มองไปรอบๆ แล้วก็ถามขึ้น
       “พรานสม...ที่เมื่อกี๊บอกฉันว่าเห็นร่องรอยของพวกโจรน่ะ แน่ใจเหรอว่ามันอยู่แถวนี้ ครั้งที่แล้วฉันเข้ามาสำรวจยังไม่เห็นไม่อะไรเลย”
       “มีสิครับ คุณอาจจะไม่ทันสังเกต ผมรู้จักพื้นที่แถวนี้ดี ผมเลยเห็น”
       “แล้วพรานสมรู้ได้ยังไง ว่ามันเป็นร่องรอยของโจร ไม่ใช่รอยของชาวบ้านที่เข้ามาหาของป่า”
       พรานสมหันมา
       “เดี๋ยวคุณเห็น...คุณก็รู้เอง”
       พรานสมเดินนำเข้าไปต่อ อาทิตยรังสีเดินตาม เริ่มมีอาการเหนื่อยๆ เขาฝืนใจเดินตามด้วยความอยากรู้
      
       ธราธรเดินอยู่ในป่า มองซ้ายมองขวา แล้วก็เห็นรอยหักของกิ่งไม้ เขาเดินตามไปด้วยความสงสัยและเป็นห่วงอาทิตยรังสี
      
       อีริครื้อจนทั่วห้องแต่ไม่เจออะไรเลย
       “ไม่เห็นจะมีอะไรที่เกี่ยวกับปราสาทชุดใหม่เลย...ไอ้แก่มันเก็บไว้ที่ไหนของมัน”
       สมุนกำลังรื้อของที่โต๊ะตัวหนึ่งที่วางติดผนัง สมุนขยับโต๊ะแล้วหันมาทางอีริค
       “นายครับ...”
       อีริคหันไป สมุนเลื่อนโต๊ะออก ด้านหลังโต๊ะมีชั้นหนังสือ ในชั้นมีกล่องของวางอยู่มากมาย อีริคยิ้มร้าย
        “รื้อมันออกมาให้หมด”
       อีริคสั่งอย่างเด็ดขาด
      
       อาทิตยรังสีเดินตามพรานสมอยู่ในป่า เริ่มมีอาการจุกเสียดที่หน้าอกเขาหยุดพัก เอามือจับต้นไม้ และ
       พูดกับพรานสม
       “ฉันไม่ไปแล้ว...เอาไว้ค่อยไปดูกันวันหลังก็แล้วกัน วันนี้ฉัน...กลับก่อน”
       อาทิตยรังสีหันหลังกลับ พร้อมอาการจุกเสียดที่หน้าอก พรานสมดูนาฬิกาอีกทีเกือบสี่โมง เขารีบพูดขึ้น
       “เดี๋ยวสิครับ ไปต่ออีกไม่ไกลก็ถึงแล้ว”
       “ไม่เป็นไร...ฉัน...ฉัน”
       ทันใดนั้นอาทิตยรังสีก็ล้มฟุบลงกับพื้นทันที พรานสมตกใจ
       “เฮ้ย เป็นอะไรวะ”
       พรานสมรีบเข้ามาดูพลิกตัวอาทิตยรังสีที่เป็นลมหมดสติอยู่ที่พื้น แล้วก็ตกใจ กลัวความผิด
       “เฮ้ย...นิ่งไปเลย มันจะตายหรือเปล่าวะ”
       ทันใดนั้นธราธรก็โผล่มาพอดี
       “คุณอา”
       พรานสมเงยหน้ามองธราธรด้วยความตกใจ ธราธรมองอาทิตยรังสีที่ฟุบอยู่ที่พื้นด้วยความตกใจมาก อาทิตยรังสีสลบหมดสติอยู่พื้น
      
       กล่องของในตู้ลับถูกรื้อค้นอย่างไม่ละเอียด แต่ก็ยังไม่เจอ
       “มันไปเก็บไว้ไหนของมันวะ”
       อีริครื้อจนมาถึงกล่องสุดท้าย เป็นกล่องยาวๆ พอที่จะใส่แผนที่ได้ เขาหยิบออกมา แล้วก็รีบเปิดออกมาดูข้างในเห็นแผนที่ม้วนอยู่ อีริครีบหยิบแผนที่ออกมาวางบนโต๊ะ และคลี่ออกมาดู แล้วก็ตาวาว มันคือแผนที่ปราสาท 5 หลังของอ่อนศรีนั่นเอง อีริคยิ้มร้าย แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ ทันใดนั้นสมุนที่เฝ้าหน้าบ้านก็เปิดประตูผัวะเข้ามา
       “ลูกพี่...พวกมันมาแล้ว”
       อีริคเงยหน้าขึ้น ลมที่พัดเข้ามาจากประตูที่เปิดออก พัดแผนที่ปลิวออกจาก
       ห้องทำงานออกไปอีกห้องหนึ่ง
       “เฮ้ย”
       สมุนหันรีหันขวาง
       “รีบไปเถอะพี่...มันมาเต็มเลย”
       “แผนที่...แผนที่อยู่ไหน ช่วยกันหาสิเว้ย”
       อีริครีบก้มหาแผนที่ที่ปลิวหายไป สมุนก็ยืนมองเลิ่กลั่กๆ
       “ไม่ทันแล้วพี่”
       ด้านหลังสมุน ธราธร ชินกร อ่อนศรี มานิต แทน และนักศึกษาอีก 2-3 คน ช่วยกันแบกอาทิตยรังสีเข้ามา พร้อมส่งเสียงวุ่นวาย ธราธรสั่ง
       “พาอาจารย์หม่อมขึ้นไปที่พักเลย หมอกำลังจะมาแล้ว”
       สมุนรีบตะโกนขึ้น
       “ลูกพี่ ต้องออกทางหน้าต่างแล้ว ไม่ทันแล้ว”
       สมุนรีบกระโดดหนีไปทางหน้าต่างจนหมด เหลืออีริคคนเดียว เขาจำใจต้องตัดใจแล้วก็กระโดดหนีออกไป
       “ไอ้บ้าเอ๊ย ทำไมมันต้องมาตอนนี้ด้วยวะ”
       อีริคด่าไป ขณะกระโดดหายออกไปทางหน้าต่าง ธราธรกับคนอื่นๆ เดินขึ้นมาบนบ้าน โดยมีอาทิตยรังสีนอนอยู่ในเปลสนาม ทุกคนอยู่ในอาการตื่นตระหนก มานิตรีบบอก
       “ห้องนี้เลยครับ”
      
       ทุกคนยกอาทิตยรังสีเข้าไป ธราธรเดินตามไปรั้งท้าย ทันใดนั้นสายตาก็สะดุดเข้ากับห้องทำงานของอาทิตยรังสีที่เปิดทิ้งไว้ และของในห้อง ถูกรื้อกระจัดกระจาย ธราธรยืนมองอึ้ง
      

      อุดมวิ่งกระหืดกระหอบมาหามานะกับปิติ ที่กำลังจดบันทึกหินอยู่ ไม่ไกลออกไป ระวีรำไพกับเกษรา ชะเง้อชะแง้รอธราธร อุดมละล่ำละลักด้วยความตื่นตระหนก
       “กะ...เกิด...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว อาจารย์หม่อม...อาจารย์หม่อมอาทิตย์”
       ระวีรำไพหันขวับมาด้วยความตกใจ
       “อาจารย์หม่อมอาทิตย์หมดสติอยู่ในป่า” อุดมเล่าต่อ
       ระวีรำไพช็อก เกษรายืนอยู่ข้างๆ ช็อกไปด้วย
       “อาจารย์หม่อม กับอาจารย์ชินกรเพิ่งพากลับไปที่แคมป์เมื่อกี๊นี้เอง”
       อุดมพูดจบปุ๊บระวีรำไพวิ่งพุ่งออกไปอย่างเร็ว เกษรามองตามด้วยความตกใจ
       “น้องปะ...” เธอรู้ตัวรีบเปลี่ยน “ตะวัน...ตะวัน จะไปไหน ตะวัน”
       ระวีรำไพวิ่งพรวดออกไปเลย อุดม ปิติ มานะ มองด้วยความแปลกใจ
       “ไอ้ก้อง ไอ้ตะวันมันวิ่งพรวดพราดไปไหนของมัน” อุดมหันมาถามเกษรา
       “ไม่รู้เหมือนกัน”
       เกษราจะวิ่งตามไป อุดมก็ดึงตัวไว้
       “เดี๋ยวไอ้ก้อง”
       เกษราหน้าหงายตามแรงดึง
       “โอ้ย”
       “ฉันมีเรื่องเกี่ยวกับไอ้ตะวันจะถามแก”
       อุดมทำหน้าคาดคั้นสุดฤทธิ์ เกษรามองด้วยความแปลกใจ...ว่าเรื่องอะไร
      
       บนถนนระหว่างปราสาทกลับแคมป์ ระวีรำไพวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต พุ่งกลับไปแคมป์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เธอวิ่งไปด้วยความร้อนใจ
       อาทิตยรังสีนอนอยู่บนเตียง หน้าตาดีขึ้น หมอกำลังคุยกับธราธร และ ชินกร มีมานิตและอ่อนศรี ยืนอยู่ไม่ห่างออกไป
       “คุณชายร่างกายอ่อนเพลีย หัวใจทำงานหนัก ผมฉีดยาให้แล้ว พักสักสองสามวันน่าจะเริ่มดีขึ้น แต่ถึงดีขึ้นแล้วก็ควรจะพักผ่อนให้มากๆ งดทำงานหนัก และไม่ควรเดินป่านะครับ เสี่ยงเกินไป”
       “ครับ ขอบคุณคุณหมอมากครับ”
       ธราธรยกมือไหว้ หมอรับไหว้และจะเดินออกไป
       “ผมไปส่งที่รถครับ”
       มานิตรับกระเป๋ามา แล้วเดินออกไปพร้อมกับหมอ ทันทีที่หมอเดินออกไป ชินกรรีบถามขึ้น
       “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมอาจารย์หม่อมถึงได้หมดสติอยู่ในป่า”
       “ผมก็ไม่แน่ใจ คงต้องรอคุณอาตื่นขึ้นมา แล้วถามท่านอีกที” ธราธรกังวลขึ้นมา “แต่ตอนนี้...มีอีกเรื่องที่ผมเป็นกังวลมากกว่า”
       ชินกร อ่อนศรี มองธราธรด้วยความแปลกใจ ชินกรถามอย่างสงสัย
       “เรื่องอะไรครับ”
       ชินกรกับอ่อนศรีรอฟังด้วยความอยากรู้
      
       รองท้าระวีรำไพเลอะไปด้วยฝุ่นหนาเขรอะ เธอยังคงวิ่งอยู่กลางแสงแดดจ้า เหงื่อชุ่มไปทั้งหน้า ระวีรำไพหน้าแดงกร่ำ เลือดสูบฉีด หัวใจเต้นแรงด้วยความเหนื่อย แต่ยังฝืนวิ่งต่อไปด้วยความเป็นห่วงพ่อ หนทางข้างหน้ายังยาวไกล
      
       ในห้องทำงานของอาทิตยรังสี กองหนังสือถูกจัดเก็บเข้าที่เดิม ธราธร ชินกร อ่อนศรี เก็บของเข้าที่เดิมเรียบร้อย
       “ตกลงมีอะไรหายไปบ้างหรือเปล่า” ธราธรหันมาทางอ่อนศรี
       อ่อนศรีมองไปรอบๆ
       “ไม่มีนะครับ เท่าที่ผมจำได้ ทุกอย่างก็อยู่ครบ”
       “แต่ที่จริงในห้องนี้ก็มีแต่หนังสือ แล้วก็เอกสารราชการ ถ้าพวกโจรที่มันต้องการของมีค่า มันก็ไม่น่าจะได้อะไร”
       ธราธรมองไปรอบๆห้อง พร้อมกับคิด
       “คนที่เข้ามาค้นอาจจะไม่รู้ว่าห้องนี้ไม่มีของมีค่า เลยกลับไปมือเปล่า หรือไม่ก็...รู้อยู่แล้วว่าห้องนี้มีแต่เอกสาร...แต่เป็นเอกสารที่พวกมันต้องการ”
       ธราธรมองไปรอบๆอีกที ชินกรมองแล้วก็ถามพรางคิด
       “ถ้าเป็นแบบหลัง...เอกสารที่มันต้องการคืออะไร”
       ทั้งสามคนช่วยกันมองและคิด ธราธรก็เหลือบไปเห็นแผนที่ที่ม้วนตกอยู่ที่พื้น เขาขมวดคิ้วแปลกใจก้มลงไปและยื่นแขนเข้าไปใต้ตู้เก็บแผนที่ขึ้นมา ธราธรคลี่ออกมาดูด้วยความแปลกใจ
       “แผนที่อะไร”
       อ่อนศรีจำได้
       “แผนที่ของผมเองครับ”
       ธราธรกับชินกรมองหน้าอ่อนศรีด้วยความแปลกใจ
      
       ระวีรำไพขาลาก หน้าแดงก่ำ แต่ยังฝืนวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต
       “คุณพ่อ...อย่าเป็นอะไรนะคะ”
      
       ระวีรำไพปาดเหงื่อ มองไปข้างหน้า เห็นประตูแคมป์อยู่ข้างหน้า เธอกัดฟันส่งเสียงในลำคอ สู้เว้ย แล้วก็วิ่งลากขาเข้าไปที่แคมป์ด้วยใจอันกล้าแกร่ง


  


       แผนที่ 5 ปราสาทวางไว้บนโต๊ะ อ่อนศรีอธิบายให้ชินกรและธราธรฟัง
       “นี่เป็นแผนที่ของปราสาท 5 หลังที่ผมเพิ่งเจอในป่า ผมเดินเท้าเข้าไปสำรวจ แล้ววาดแผนที่เก็บไว้ มอบให้อาจารย์หม่อมอาทิตย์ตั้งแต่วันแรกที่ท่านมาถึง ท่านรับไว้และเก็บอย่างดี...ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันถึงตกอยู่ตรงนี้”
       ชินกรมองแล้วก็คิด
       “หรือว่า...พวกโจรมันต้องการแผนที่อันนี้”
       ธราธรแปลกใจ
       “ถ้ามันต้องการแล้วทำไมไม่เอาไปด้วย”
       ชินกรกับอ่อนศรีพยักหน้าเห็นด้วย ชินกรสงสัย
       “แล้วตกลงพวกนั้นมันเป็นใคร แล้วมันต้องการอะไรกันแน่”
       เงียบ...ไม่มีใครตอบได้ อ่อนศรีคิดๆ และ ตัดสินใจเลียบๆเคียงๆถาม
       “อาจารย์คิดว่า...ไอ้พรานสมมันจะรู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้หรือเปล่าครับ”
       ธราธรก็สงสัย
       “แต่พรานสมก็อยู่กับคุณอาในป่า...ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเกี่ยวหรือเปล่า”
       ทั้งสามคนยังตีบตัน คิดไม่ออกอ่อนศรีตัดสินใจพูดเปิดอก
       “บอกตรงๆ ผมไม่ไว้ใจมันยังไงก็ไม่รู้ ผมเป็นพรานอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด ยังไม่เคยได้ยินชื่อ หรือเห็นหน้ามันมาก่อน อยู่ๆมาสมอ้างว่าเป็นพราน พรานจริงหรือพรานโจรก็ไม่รู้”
       ธราธรกับชินกรนิ่งคิด...เริ่มกังวล ไม่วางใจ
      
       ระวีรำไพวิ่งเข้ามาหน้าบ้านพักหลังใหญ่หน้าแดงกร่ำ เหงื่อออกเต็มตัว ขาลากแทบไม่มีแรง ไม่ไกลกันมานิต เพิ่งกลับจากเดินไปส่งหมอ กำลังจะเดินเข้าไปในบ้านพัก ระวีรำไพส่งเสียงถาม อย่างเหนื่อยๆ
       “อาจารย์มานิตครับ...อาจารย์...มา...นิต”
       มานิตหันมาเห็นสภาพระวีรำไพก็แปลกใจ
       “นายตะวัน”
       ระวีรำไพรวบรวมแรงสุดแรงถาม
       “อา...จารย์...หม่อม...อาทิตย์...เป็น...ยังไงบ้าง......”
       แล้วระวีรำไพก็หน้ามืด เป็นลมล้มลง มานิตรีบรับไว้ด้วยความตกใจ
       “เฮ้ย...ตะวัน นายตะวัน”
       มานิตประคองระวีรำไพไว้ด้วยความตกใจ...ธราธรได้ยินเสียงมานิตเรียกชื่อตะวันก็แปลกใจหันขวับออกมามองที่หน้าบ้านเห็นระวีรำไพสลบพิงมานิตอยู่ ธราธรตกใจ
       “ตะวัน”
       ธราธรรีบวิ่งออกไปด้วยความร้อนใจ ชินกรมองตามงงๆ ทำไมเป็นห่วงนักวะ แล้วก็รีบเดินตามออกไปด้วยความอยากรู้ อ่อนศรีชะเง้อมองด้วยความงงนิดๆ
      
       มานิตประคองระวีรำไพมาที่แคร่ ค่อยๆวางให้เอนหลังลงนอน มานิตมองแล้วคิดๆ
       “เป็นลมไปแล้ว...เอาไงดี”
       มานิตคิดแล้วก็ตัดสินใจดึงเสื้อออกจากกางเกง แล้วมองมาที่เสื้อเชิ้ตของระวีรำไพเห็นติดกระดุมปิดมาเกือบจะถึงคอ
       “ถอดเสื้อออกแล้วกัน จะได้หายใจคล่องๆ”
       มานิตพูดจบก็เอื้อมมือมาจะแกะกระดุมเสื้อ ทันใดนั้นเสียงธราธรก็ดังขึ้น
       “เดี๋ยวครับ”
       มานิตชะงักมือ หันมา เห็นธราธรรีบวิ่งมาจากในบ้าน พอเห็นระวีรำไพนอนอยู่ก็แปลกใจ
       “ตะวันเป็นอะไรครับ”
       ชินกรเดินตามมา มานิตหันมาบอก
       “เป็นลม วิ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ พูดได้สามสี่คำก็ล้มไปเลย เรียกก็ไม่ตื่น พี่ว่าจะถอดเสื้อออก เผื่อจะหายใจหายคอได้คล่องขึ้น”
       มานิตพูดจบก็หันไปปลดกระดุมระวีรำไพ ธราธรถึงกับร้องห้ามไว้ทันที
       “ไม่เป็นไรครับ”
       มานิตชะงักกึก หันมา
       “เดี๋ยวผม...ดูแลเองครับ”
       ธราธรพูดจบก็รีบเข้ามาอุ้มระวีรำไพไปเลย ชินกรหันขวับมามองหน้าธราธร...โอ้โหหวงขนาดนี้เลย ชินกรมองตาม มานิตก็มองตามไปด้วยก่อนจะหันมาบอกชินกร
       “ดูท่าทางคุณชายใหญ่จะเป็นห่วงตะวันมากเลยนะครับ”
       ชินกรชะงักนิดๆ
       “เอ่อ...ก็...คุณชายเป็นคนขอตัวเด็กตะวันมาช่วยงานน่ะครับ ก็เลยต้องรับผิดชอบ...ผมขอตัวไปช่วยคุณชายใหญ่ก่อนนะครับ”
       ชินกรพูดจบก็เดินตามธราธรไปด้วยความอยากรู้
      
       ในบ้านพักหลังเล็ก ธราธรค่อยๆวางระวีรำไพลงที่โซฟาในห้องรับแขก แล้วก็มองหน้าด้วยความเป็นห่วง เขามองที่รองเท้าฝุ่นเขรอะ
       “สงสัยจะวิ่งมาจากที่ปราสาท ตั้งสิบกว่ากิโล ไม่แปลกใจที่จะเป็นลม เฮ่อ...”
       ธราธรขยับนั่งลงข้างๆ และค่อยๆถอดรองเท้าให้อย่างอ่อนโยน ชินกรเดินมาแล้วก็หยุดคิด เอาไงดีจะเข้าไปแบบปกติ หรือจะแอบดูดี ชินกรคิดๆ แล้วก็ตัดสินใจค่อยๆย่องอย่างแผ่วเบา เพื่อแอบส่องธราธรให้หายคาใจ...ธราธรค่อยๆ ถอดรองเท้าให้ระวีรำไพอย่างไม่รังเกียจ ถอดรองเท้า แล้วก็ถอดถุงเท้า ชินกรย่องขึ้นมาถึงที่หน้าประตู เห็นตอนที่ธราธรถอดถุงเท้าพอดี เขาถึงกับอึ้งไป เผลอพูดออกมา
       “ถอดถุงเท้า รองเท้าให้ด้วย”
       ชินกรอ้าปากเหวอ ธราธรชะงัก...เสียงอะไรหันขวับมา ชินกรตกใจแล้วก็รีบหลบวูบ ธราธรไม่เห็นอะไร ขมวดคิ้วคิด คงหูฝาด แล้วก็หันกลับมาวางถุงเท้าไว้ข้างๆรองเท้า ก่อนจะลุกไปที่ห้องน้ำ ชินกรค่อยๆโผล่หน้าออกมา
       “คุณชายใหญ่...ทำให้นายตะวันขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
       ชินกรแววตาเต็มไปด้วยคำถาม และความหวาดระแวง
      
       เกษรานั่งหน้าไม่วางใจอยู่บนก้อนหิน ใต้ร่มไม้ มุมหนึ่งของปราสาท อุดม มานะ ปิติ ยืนล้อมอยู่ เหมือนกำลังซักปากคำ
       “แกแน่ใจเหรอว่าไอ้ตะวัน...มันเป็นผู้ชายแท้ๆ”
       เกษรากลืนน้ำลายเอื้อก แล้วก็พยายามโกหกให้เนียน
       “ผมก็บอกตั้งหลายครั้งแล้วว่า ตะวันเป็น ผู้ชาย จริงๆ”
       อุดมสะบัดเสียงใส่
       “แต่ข้าไม่เชื่อ”
       เกษราสะดุ้งนิดๆ
       “ทะ...ทำไมไม่เชื่อครับ”
       “ก็...ลักษณะมันไม่เหมือนผู้ชายแท้ๆ แกเข้าใจหรือเปล่า ผู้ชายแท้ๆ” อุดมชี้ตัวเอง “แบบข้า” ชี้มานะ “แบบไอ้มานะ” ชี้ปิติ “แบบไอ้ปิติ” แล้วก็จะชี้เกษรา “แบบแก...” แล้วอุดมก็ชะงักกึก มองเกษราแบบไม่แน่ใจ
      
       “ไม่ว่ะ...แกเองก็ไม่เหมือนผู้ชาย...” อุดมจ้องหน้า “หรือว่า...แกสองคนจะไม่ใช่ผู้ชายจริงๆ”


  


       เกษราสะอึก...ใจเสียหรือว่าจะโดนจับได้ ปิติปลอบ
       “ก้อง...ถ้าแกไม่ใช่ผู้ชาย แกบอกพวกเราตรงๆก็ได้ ถึงมันจะเป็นเรื่องน่าอาย แต่ไม่ต้องอายนะ เราไม่บอกคนอื่นหรอก”
       มานะเสริม
       “ใช่ เราจะเก็บเป็นความลับระหว่างเรา 4 คน”
       อุดมคาดคั้น เกือบจะคุกคาม
       “บอกมา...แกกับไอ้ตะวันไม่ใช่ผู้ชายจริงๆใช่หรือเปล่า”
       เกษราหน้าเสียเลิ่กลั่กๆ แย่แล้ว...โดนจับได้แน่ๆ อุดมยื่นหน้าเข้ามา
       “แกสองคนไม่ใช่ผู้ชายแท้ๆ...แต่แกสองคนเป็น...ผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกัน”
       เกษราผงะ งง มองหน้าอุดม
       “ผู้ชายที่รักผู้ชาย”
       เกษราอึ้ง เหวอ
      
       ธราธรวางกะละมังอันเล็กลงบนโต๊ะข้างๆระวีรำไพ เขาใช้ผ้าเล็กๆนุ่มๆชุบน้ำและค่อยๆเช็ดที่หน้าอย่างห่วงใย มองระวีรำไพแล้วก็บ่นๆ แบบห่วงๆ
       “ทำอะไรไม่ดูตัวเองอีกแล้ว...ตื่นมาต้องดุให้เข็ด”
       ธราธรทำเป็นบ่น แต่ก็เช็ดตัวให้อย่างนุ่มนวล ระวีรำไพเหมือนจะรู้ว่าโดนดุ แอบครางเบาๆ ด้วยความเคืองเล็กๆ จากจิตใต้สำนึก
       “อื้อ”
       “แน่ะ...ขนาดไม่รู้สึกตัว ยังจะเถียงได้อีก”
       ธราธรขำด้วยความเอ็นดู แล้วก็เช็ดแขนให้อย่างอ่อนโยน เขารดูแลเธออย่างดี ถูก
       เนื้อต้องตัวอย่างให้เกียรติ ชายหนุ่มมองหญิงสาวด้วยความรัก ทั้งแววตา และการสัมผัสอย่างนุ่มนวล ชินกรค่อยๆชะโงกหน้าออกมาแอบมอง แล้วก็กลืนน้ำลายเอื้อก นี่มันอะไรกัน
      
       เกษราโวยเสียงดัง
       “ผู้ชายจะรักผู้ชายได้ยังไงครับ” เธอพูดต่อด้วยความโล่งอกลึกๆ “ฟ้าผ่ากันพอดี พวกนายคิดอะไรวิตถาร ผมไปทำงานต่อนะครับ ไม่อยากโดนอาจารย์ดุ โทษฐานอู้งาน”
       เกษราพูดจบก็ลุกขึ้นเดินไปเลย ชิ่งเนียนๆ ปิติ มานะ มองตามเธอนิดๆแล้วก็คิดเห็นด้วย
       “ก้องพูดถูก เรามัวแต่มาคาดคั้นก้องอยู่ตั้งนาน เสียเวลาทำงานหมดเลย ฉันไปทำงานก่อนนะ”
       ปิติเดินไป มานะยอกกับอุดม
       “ฉันว่าบางทีเรื่องอาจารย์หม่อมกับไอ้ตะวันมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่แกคิดก็ได้ เลิกคิด แล้วไปทำงานได้แล้ว...ปิติรอด้วย”
       มานะเดินตามไป อุดมหน้าเหวอ
       “อ้าว เฮ้ย เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งไป”
       ไม่มีใครหยุดสักคน อุดมเครียด
       “ไม่จริง...ไอ้ก้องมันต้องโกหก ไอ้ตะวันกับอาจารย์หม่อมต้องมีอะไรที่มันลึกซึ้งมากกว่าที่เราเห็นแน่ๆ”
       อุดมยังหมกหมุ่นไม่เลิกรา
      
       เกษราเดินมาหยุดที่มุมหนึ่งของปราสาท เป็นมุมปลอดคน แล้วก็ถอนหายใจเบาๆ
       “เฮ่อ...นึกว่าจะโดนจับได้ซะแล้ว”
       เธอคิดถึงระวีรำไพ หันมามองไปที่หน้าปราสาท จุดที่ระวีรำไพวิ่งออกไป
       “น้องมะปรางจะเป็นยังไงบ้างนะ”
      
       ระวีรำไพยังสลบอยู่ เสื้อถูกปลดออกหลวมๆ หน้าดีขึ้น เริ่มมีเลือดฝาด ธราธรเอาก้อนสำลีใส่แอมโมเนียมาโบกไปมาที่จมูก ระวีรำไพได้กลิ่นฉุนก็ขยับส่ายหน้า รู้สึกนิดๆ แล้วเบือนหน้าออกจากกลิ่นที่ฉุนกึ๊ก ธราธรวางสำลีไว้บนโต๊ะ แล้วเอามือจับผมที่ปิดหน้าให้เปิดออก มองหน้าระวีรำไพแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน...ชินกรค่อยๆโผล่มาเห็นพอดี...ยิ้มแบบนี้มันชัดมาก ชินกรหน้าเสีย...ธราธรลุกขึ้น ชินกรรีบหลบวูบ
       ธราธรเดินถือกะละมังที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วเดินออกไป ชินกรยืนนิ่ง...รอจังหวะสักพัก แล้วก็ค่อยๆ ชะโงกหน้าเข้าไปอีกทีอย่างช้าๆ ลุ้นๆ ทันทีที่ชินกรชะโงกหน้าพ้นกรอบประตูออกมาก็เจอะเข้ากับหน้าของธราธรที่ยืนอยู่ ชินกรร้องด้วยความตกใจ
       “เฮ้ย”
       ชินกรกระโดดออกมา ธราธรร้องลั่น
       “เฮ้ย”
       ระวีรำไพสะดุ้งนิดๆ ทั้งที่ยังหลับตาอยู่สติค่อยๆกลับมานิดๆ...ชินกรมองหน้าธราธรตกใจ ธราธรมองหน้าชินกรด้วยความงุนงง
       “อาจารย์ชินกรตกใจ จนผมตกใจไปด้วยเลย”
       ชินกรรีบหัวเราะกลบเกลื่อน
       “แหะๆ ก็ผมไม่คิดว่าคุณชายใหญ่จะมายืนตรงนี้”
       ธราธรงง
       “ผมก็ไม่คิดว่าอาจารย์ชินกรจะมายืนอยู่ตรงนี้เหมือนกัน แล้วอาจารย์มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ครับ”
       ชินกรอึกอัก
       “เอ่อ...คือ...ผมมา...” แล้วนึกออก “มาช่วยคุณชายน่ะครับ แล้วนี่...ตะวันเป็นอะไรมากหรือเปล่า มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ”
       ชินกรรีบเปลี่ยนเรื่อง เนียนๆ ธราธรคิดแล้วก็ตอบ
       “มีครับ”
      
       ชินกรมาที่ปราสาท มาตามเกษราให้ไปที่แคมป์ เขายืนคุยกับเธออยู่ที่หน้าปราสาท เกษราถามด้วยความแปลกใจ
       “ให้ผมกลับไปที่แคมป์”
        “ใช่ ตะวันเป็นลม นอนสลบอยู่ที่บ้านพัก”
       เกษราตกใจ
       “ตะวันเป็นลม”
       “ใช่ อาจารย์หม่อมให้ฉันมารับนายไปช่วยดูแลนายตะวัน”
       “ครับๆ ได้ครับ เอ่อ...แล้วไปตอนนี้เลยใช่มั้ยครับ”
      
       “ใช่ เดี๋ยวฉันขับรถไปส่ง”


  


       ชินกรเดินนำไป เกษราอึกอัก ยังไม่ขยับตาม
       “อ้าว ยืนนิ่งทำไม ไปสิ” ชินกรหันมาถาม
       “คือ...เราไปกันแค่สองคนเหรอครับ”
       “ใช่ ทำไม ไปสองคนแล้วมันเป็นยังไง”
       เกษราอึกอัก แต่พยายามทำปกติ
       “เอ่อ...”
       ชินกรเห็นเธออึกอักก็ทัก
       “ถ้าไม่ไปกับฉัน ก็วิ่งไปเหมือนนายตะวันก็แล้วกัน...เอาไง”
       เกษราสะอึกนิดๆ คิดๆ แล้วก็ตัดสินใจเดินไปที่รถ ชินกรส่ายหน้านิดๆ บ่นๆเบาๆ
       “เล่นตัวเป็นผู้หญิงไปได้”
       ชินกรบ่นๆแล้วก็เดินตามไป...เกษราเปิดประตูรถขึ้นมานั่ง ชินกรขึ้นอีกฝั่ง ปิดประตู เกษราปิดประตูไม่ได้ติดอะไรบางอย่าง เธอปิดเท่าไหร่ก็ปิดไม่สนิท จนชินกรหันมามอง เธอก็ยังปิดไม่ได้ ชินกรส่ายหน้า
       “เดี๋ยวฉันปิดให้”
       ชินกรพูดจบก็พุ่งตัวเข้ามา เอื้อมมือผ่านหน้าเกษราไปปิดประตู เขาปิดได้อย่างง่ายดาย เกษรานั่งตัว
       แข็งทื่อ
       “ไม่เห็นจะยากเลย ไม่มีแรงหรือไงหะ”
       ชินกรหันหน้ามาทางเกษรา แล้วก็ชะงักกึก เพราะหน้าเธออยู่ในระยะใกล้มาก ต่างคนต่างอึ้ง ต่างคนต่างใจเต้นแรงและหน้าแดงกร่ำ ชินกรรีบดันตัวกลับประจำที่ แล้วทำเป็นโวยวายกลบเกลื่อน
       “ทำไมต้องทำหน้าแดงด้วย เขินฉันหรือไงหะ ไม่ต้องเขิน ผู้ชายกับผู้ชาย ทำไมต้องเขินด้วย ไม่ต้องเขินรู้หรือเปล่า”
       เกษรางงๆ นั่งตัวลีบ
       “รู้ครับ”
       “ดี รู้ก็ดี คราวหน้าจะได้ไม่ต้องมาเขินอายหน้าแดงแบบนี้อีก มันไม่สมกับเป็นผู้ชาย จำไว้”
       “ครับ...จะจำไว้ครับ”
       เกษรารับคำแล้วก็ก้มๆหน้า พยายามทำใจให้ปกติ ไม่ตื่นเต้น ชินกรพอพูดจบก็ทำขรึมหันหน้ามาอีกทางอมยิ้มนิดๆ หน้าแกงกร่ำเขาอายแต่ทำเป็นไม่ยอมรับ
      
       ในบ้านพักหลังเล็ก ธราธรเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมผ้าขนหนูบิดหมาดๆ และเดินไปหยิบขวดยาแดง สำลีก่อนจะเดินมานั่งลงที่ปลายเท้าของระวีรำไพ และค่อยๆพับขากางเกงของเธอขึ้นมาถึงหัวเข่า เขาจับเท้าของเธอพลิกดูอย่างอ่อนโยน แล้วก็พูดด้วยความเป็นห่วง
       “เท้าพองไปหมดเลย เฮ่อ”
       ธราธรค่อยๆใช้ผ้าเช็ดขาระวีรำไพไล่มาตั้งแต่หัวเข่าและเช็ดเบาๆที่ฝ่าเท้า แล้วหันไปหยิบขวดยาแดงมาเทใส่สำลีและใส่แผลให้อย่างใส่ใจ ระวีรำไพค่อยๆ รู้สึกตัว ปรือตาขึ้นมามองเห็นธราธรนั่งอยู่ที่ปลายเท้ากำลังใส่ยาให้อย่างอ่อนโยน เธอพูดขึ้นเบาๆ
       “พี่ชายใหญ่...”
       ธราธรเงยหน้ามองแล้วลุกขึ้นมานั่งลงข้างๆ ระวีรำไพเหนื่อยๆ เบลอๆ เหมือนงง ค่อยๆเอื้อมมือมาจับแขนเขาเบาๆ
       “พี่ชายใหญ่...อย่าทิ้งคุณพ่อนะคะ พี่ชายใหญ่ดูแลคุณพ่อด้วยนะคะ พี่ชายใหญ่...”
       แล้วเธอก็หลับต่อ ธราธรจับมือเธอเบาๆ
       “พี่ไม่ทิ้งคุณอา กับน้องปรางแน่นอนค่ะ”
       ธราธรมองยิ้มอบอุ่น ระวีรำไพหลับตาแต่ได้ยินเสียงเขาพูดเบาๆ เหมือนอยู่ไกลๆ หญิงสาวอมยิ้ม
       นิดๆ ธราธรมองแล้วก็ยิ้มตาม...คิดถึงเหตุการณ์ในอดีต
      
       ในอดีต ระวีรำไพตอนอายุประมาณ 4-5 ขวบ นอนกอดตุ๊กตาอยู่บนเตียงในห้องนั่งเล่น เตรียมตัวนอนกลางวัน ธราธรนั่งอยู่ข้างๆ ระวีรำไพจับแขนเขาไว้พูดด้วยอาการง่วงมาก แต่ยังห่วงเล่น
       “พี่ชายใหญ่...อย่าเพิ่งกลับนะคะ...น้องปรางนอนกลางวันเดี๋ยวเดียว น้องปรางตื่นมา แล้วเล่นกันต่อนะคะ...พี่ชายใหญ่ อย่าเพิ่งกลับนะ...คะ...อย่าทิ้งน้องปรางนะ”
       แล้วเธอก็หลับไปเลย ธราธรยิ้ม
       “พี่ชายใหญ่จะไม่ไปไหน จะรอจนกว่าน้องปรางจะตื่นมาเล่นด้วยกันนะครับ”
       ธราธรยิ้มอบอุ่น แล้วลูบผมระวีรำไพอย่างทะนุถนอม
      
       ธราธรนั่งมองระวีรำไพด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและเอ็นดูเหมือนเดิม เขาอมยิ้มนิดๆ ก่อนจะหันไปหยิบพัดที่วางอยู่ไม่ไกลมาพัดให้...ลมอ่อนๆจากพัดใบลานพัดผ่านใบหน้าของระวีรำไพอย่างช้าๆ ธรา
       ธรพัดให้อย่างใส่ใจไม่เหน็ดเหนื่อย...ความสวยงามของความรักความผูกพันเบ่งบานเต็มบ้านพัก
      
       รถชินกรแล่นมาตามถนน เกษรานั่งตัวลีบอย่างระมัดระวัง มองไปข้างทาง พยายามไม่สบตาเขา เธอนั่งมองวิวไป พยายามทำเป็นสบายอารมณ์ ชินกรขับรถไป ก็แอบมองไป มองแล้วก็อมยิ้ม...เกษรารู้สึกเหมือนโดนมองหันขวับมา ชินกรรีบหันขวับทำเป็นไม่ได้มอง แล้วก็เก๊กหน้านิ่ง เกษราเห็นว่าไม่ได้มองก็หันกลับไปมองวิวต่อ ชินกรก็ปรายตามาเหล่ๆแล้วก็อมยิ้ม...
      
       ธราธรนั่งพัดให้ระวีรำไพอย่างน่ารัก พัดไปมองหน้าไป ระวีรำไพนอนหลับพริ้มน่าทะนุถนอม ธราธร
       อมยิ้มมีความสุข
       ชินกรขับรถไปยิ้มไป แอบมองเกษราไปด้วย อย่างมีความสุข โดยไม่รู้ตัว...เกษรานั่งมองวิวข้างนอกแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา ค่อยๆเอนหลังนั่งพิงเบาะด้วยอาการสบายๆขึ้นไม่เกร็งเหมือนตอนเพิ่งขึ้นมาบนรถ พลังบางอย่างที่ซึมออกมาจากชินกรทำให้เกษรารู้สึกปลอดภัยและเป็นกันเอง เธอนั่งมองวิวด้วยความสบายใจ
      
       ระวีรำไพนอนอยู่ที่เดิม ลมอ่อนจากพัดของธราธร ทำให้เธอรู้สึกสบายตัว....ระวีรำไพ ธราธร ชินกร และ เกษรา หนุ่มสาวสี่คน...คนหนึ่งยังไม่รู้ใจตัวเอง...คนหนึ่ง ไม่กล้ายอมรับใจของตัวเอง...คนหนึ่ง ฝืนใจตัวเอง...และ คนหนึ่งยังไม่เข้าใจใจของตัวเอง...

     กลางป่าใหญ่...ด้านหน้าถ้ำ อิริคปาขวดวิสกี้ใส่โขดหินอย่างแรง ขวดแตกกระจาย เพล้ง อีริคโวยวายด้วยความไม่พอใจ
       “อีกนิดเดียว ฉันก็จะได้แผนที่มาแล้ว” เขาหันมาด่าพรานสม “แกจะรีบกลับมาทำไมหะ”
       พรานสมยืนอยู่รับคำด่า หน้าเสีย ห่างออกไป เอ็ดเวิร์ดนั่งไขว่ห้างบนโขดหินอย่างถือตัว มองอีริค
       ด่าพรานสมด้วยหางตา
       “ก็...ไอ้อาจารย์แก่มันเป็นอะไรของมันก็ไม่รู้ อยู่ๆก็ล้มแน่นิ่งลงไปกับพื้น แล้วไอ้คุณชายมันก็มาเห็นพอดี มันก็เลยลากกันออกไปจากป่า ผมก็ไม่รู้จะห้ามยังไง”
       เอ็ดเวิร์ดพูดแทรกด้วยความรำคาญ
       “ไอ้ธราธรมันน่ารำคาญจริงๆ” เอ็ดเวิร์ดลุกขึ้นเดินมาหา “ถ้าฉันได้สิ่งที่ต้องการเมื่อไหร่ ฉันไม่ไว้หน้ามันแน่”
       เอ็ดเวิร์ด พูดถึงธราธรด้วยความเกลียดชัง อีริคหันมาบอก
       “ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าพวกมันมีแผนที่ของปราสาทชุดใหม่ที่ทางการยังไม่ได้สำรวจ เราต้องหาทางเอาแผนที่มาให้ได้ และรีบไปปราสาทก่อนพวกมัน จากนั้นก็กวาดทุกอย่างไปให้หมด กว่าพวกมันจะไปถึง ก็คงจะเหลือแต่ซากก้อนหินเก่าๆ ที่ไร้ค่า”
       อีริคยิ้มร้าย เอ็ดเวิร์ดยิ้มตาม
       “ดี...รู้แล้วก็รีบหาทางขโมยแผนที่นั้นมาให้เร็วที่สุด แล้วจำไว้...อย่าทำให้ฉันต้องเดือดร้อน”
       อีริคพยักหน้ารับ และ หันมาทางพรานสม
       “ได้ยินแล้ว ก็รีบไปจัดการให้เรียบร้อย”
       “ครับ...รับรองว่าครั้งนี้ไม่พลาดแน่”
       พรานสมตอบรับด้วยความแน่วแน่ เอ็ดเวิร์ดยิ้มร้าย ด้วยความพอใจ
      
       เย็นนั้น ระวีรำไพสะดุ้งตื่น
       “คุณพ่อ”
       เธอพรวดลุกขึ้นมานั่ง ใจเต้นแรง...ระวีรำไพอยู่ในห้องนอนแล้ว ผมปล่อยยาว เสื้อผ้า
       เปลี่ยนมาเป็นเสื้อใส่สบายๆ เธอมองไปรอบๆด้วยความแปลกใจ ค่อยๆตั้งสติ มองห้อง มองเสื้อผ้า แล้วก็
       ตกใจ
       “เป็นชุดนี้ได้ยังไง”
       เกษราในชุดผู้ชายเปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมกับถาดใส่แก้วน้ำ และชามข้าวต้ม พอเห็นว่าระวี
       รำไพตื่นแล้วก็ดีใจ
       “น้องปราง”
       ระวีรำไพหันมา เกษรารีบปิดประตูและเดินมาหาวางถาดไว้ที่โต๊ะข้างๆ
       “หิวมั้ยคะ พี่เตรียมน้ำ เตรียมข้าวต้มไว้ให้ แล้วนี่รู้สึกตัวนานหรือยังคะ”
       “ไม่นานค่ะ...แล้วปรางมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ใครเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ปรางคะ”
       “พี่ชายใหญ่ค่ะ”
       ระวีรำไพตาโต
       “หะ...พี่ชายใหญ่”
       เกษรารีบบอก
       “พี่ชายใหญ่อุ้มน้องปรางเข้ามาค่ะ แต่พี่เป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้”
       ระวีรำไพโล่งอก
       “เฮ่อ...แล้วไป...” เธอยกมือไหว้ “ขอบคุณพี่เกษมากนะคะ”
       เกษรายิ้มรับ แล้วพูดต่อ
       “พี่ไม่อยากเชื่อเลยนะว่าน้องปรางจะวิ่งจากปราสาทมาที่แคมป์ มันไม่ใช่ระยะทางใกล้ๆเลยนะ ไม่แปลกที่จะเป็นลม”
       “ปรางเป็นห่วงคุณพ่อ แล้วที่ปราสาทก็ไม่มีรถ ปรางก็ต้องวิ่งอย่างเดียว...แล้วคุณพ่ออาการเป็นยังไงบ้างคะ”
       ระวีรำไพถามด้วยความอยากรู้ และเป็นห่วง
      
       อาทิตยรังสีนอนอยู่อย่างสงบ หน้าห้องประตูค่อยๆเปิดเข้ามา...สักพักระวีรำไพที่แต่งเป็นชายแล้วค่อยๆโผล่หน้าออกมา ในมือถือถาดอาหารมาด้วย เกษราย่องๆตามเข้ามาติดๆ ถือถาดเครื่องดื่มเข้ามา สองคนเดินเข้ามาในห้องแล้วก็มองไปที่อาทิตยรังสีที่นอนอยู่...ระวีรำไพวางถาดข้าวแล้วก็หันไปจัดยาวางไว้ในถ้วยเล็กๆที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะค่อยย่องๆ เข้ามาใกล้ๆ มองเพื่อให้แน่ใจว่าพ่อปลอดภัยดี ทันใดนั้นอาทิตยรังสีก็ลืมตาขึ้น ระวีรำไพสะดุ้งโหยง
       “อุ๊ย”
       ระวีรำไพรีบก้มหน้างุด แล้วถอยกรูดออกไปให้ห่างอาทิตยรังสีที่ปรือตามอง
       “ใคร”
       ระวีรำไพไม่กล้าตอบ ก้มหน้างุดๆ แอบอยู่หลังเกษรา ทำให้เกษราต้องพูดแทน
       “ผมสองคนเป็นนักศึกษาครับ อาจารย์หม่อมให้ผมยกอาหารมาให้ครับ”
       อาทิตยรังสีปรือตามมองเห็นระวีรำไพยืนก้มหน้างุดๆ อยู่ เขายิ้มรับนิดๆ และส่งเสียงมาอย่างเหนื่อยๆ
       “ขอบใจ...เธอสองคนมาก”
      
       “ครับ”


  


       ระวีรำไพสะกิดเกษราและพยักหน้า ทำนองว่า ไปกันเถอะ เกษรารีบบอก
       “เอ่อ...ผมสองคนขอตัวไปก่อนนะครับ”
       เกษรากับระวีรำไพค้อมหลังเดินตัวลีบออกไป แต่ยังไม่ทันจะพ้นดี อาทิตยรังสีก็เรียกขึ้น
       “เดี๋ยว”
       สองคนชะงักกึก
       “นายคนนั้นน่ะ...”
       อาทิตยรังสีชี้มาที่ระวีรำไพ เธอตกใจ หน้าเลิ่กลั่ก
       “เอ่อ...ผมเหรอครับ”
       “ใช่...เธอนั่นแหละ อย่าเพิ่งไป”
       สองสาวมองหน้ากันเลิ่กลั่กแย่แล้ว ต้องโดนจับได้แน่ๆ เกษรากับระวีรำไพใจเสียสุดๆ แล้วอาทิตยรังสีก็พูดขึ้น
       “เดินไปปิดหน้าต่างให้ฉันที...”
       สองสาวหน้าเหรอหรา...อาทิตยรังสีพูดต่อ
       “แสงมันแยงตา ฉันนอนไม่หลับ”
       ระวีรำไพถอนใจโล่ง
       “ครับ...”
       ระวีรำไพรับคำแล้วก็เดินไปปิดหน้าต่าง
       “ขอบใจมาก”
       อาทิตยรังสียิ้มนิดๆ ระวีรำไพก้มๆหน้า
       “ยินดีครับ”
       เธอรับคำแล้วก็รีบก้มหน้า เดินมาดันเกษราแล้วพากันออกไป ลับหลังสองสาว อาทิตยรังสีขำๆที่ได้แกล้งลูกสาว
      
       ระวีรำไพกับเกษราเดินมาที่ทางเดินหน้าห้องทำงานอาทิตยรังสี
       “นึกว่าคุณพ่อจะจับได้ซะแล้ว...ใจหายหมดเลย”
       “แต่ถึงคุณพ่อน้องปรางจะจับไม่ได้ เราก็ไม่ควรทำแบบนี้อีกนะคะ มันเสี่ยงเกินไป อีกอย่างถ้าพี่ชายใหญ่รู้ว่าเราใช้ชื่อท่านมาอ้าง ต้องโดนเอ็ดแน่ๆ”
       ระวีรำไพสำนึกผิด
       “ค่ะ..ขอแค่ปรางมาเห็นว่าคุณพ่อปลอดภัยดี ก็พอแล้ว ปรางไม่ทำแบบนี้อีกแล้วค่ะ”
       เกษรายิ้มรับ ด้วยความเอ็นดู ทั้งสองคนเดินมาหยุดที่หน้าห้องทำงานพอดี ทันใดนั้นเสียงของอ่อนศรีก็ดังลอดออกมาจากห้องทำงาน
       “โชคดีมากที่พวกโจรมันไม่ได้เอาแผนที่ปราสาทไปด้วย”
       ระวีรำไพสะดุดกึกกับคำว่า โจร เธอจับเกษราไว้ยังไม่ให้ไปต่อ แล้วเดินไปแอบฟังอย่างเงียบๆ...มานิตกับอ่อนศรียืนคุยกันอยู่ในห้องทำงานของอาทิตยรังสี
       “แต่จะว่าไป...ผมเห็นด้วยกับลุง เรื่องพรานสม ผมว่าท่าทางมันไม่น่าไว้ใจ อีกคนที่ผมคิดว่าเราไม่ควรจะวางใจคือ มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ด”
       ระวีรำไพแอบฟังด้วยความสนใจ แต่เกษรามองซ้ายมองขวากลัวคนมาเห็น มานิตพูดต่อ
       “วันก่อนทั้งสองคนกับคุณแทนมาถามผมเรื่องงานสำรวจ ถามว่ามีปราสาทที่ยังไม่ได้บูรณะอยู่แถวนี้หรือเปล่า”
       “นั่นไง ผมว่าแล้ว พวกนี้มันต้องวางแผนทำอะไรสักอย่างอยู่แน่ๆ”
       ระวีรำไพฟังแล้วก็คิดหนัก...เป็นห่วงไปด้วย เกษราสะกิด
       “น้องปราง...เรารีบไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวคนอื่นมาเห็น เป็นเรื่องแน่”
       ระวีรำไพอึกอักๆ แต่ก็ตัดสินใจไปก็ได้ เธอพยักหน้า เกษราเดินนำไป ระวีรำไพตัดใจหันหลังแล้วเดินตามออกไป
      
       เกษราเดินนำออกมา อีกมุมหนึ่งของหน้าห้องทำงาน ระวีรำไพเดินตามมาติดๆ ทันใดนั้นเสียงแทนก็ดังขึ้น
       “นายตะวัน นายก้องเกียริต์หยุดก่อน”
       ระวีรำไพกับเกษราชะงักเท้าตกใจ หันขวับมาตามมเสียง เห็นแทนยืนอยู่
       “ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอสองคน”
       ระวีรำไพงงๆ
       “เรื่องอะไรครับ”
       “เรื่องงานที่ฉันจะให้เธอทำ...ตามคำขอของมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ด”
       ระวีรำไพกับเกษรา ผงะ งง ด้านหลังแทนเห็นเอ็ดเวิร์ดเดินออกมา เชิดหน้ามองสองสาวด้วยแววตาร้ายกาจ
      
       ค่ำนั้น ธราธรยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของศาลา ข้างๆเป็นชินกรยืนอยู่ แทนกับเอ็ดเวิร์ดยืนอยู่ตรงข้าม ระวีรำไพกับเกษรายืนอยู่ตรงกลาง ด้านหลังเป็นนักศึกษานั่งทำรายงานตามโต๊ะ อุดม ปิติ มานะ นั่งอยู่ใกล้สุด ธราธรขมวดคิ้วแย้งด้วยความไม่เห็นด้วย
       “ไม่ได้ครับ ผมให้ตะวันกับก้องเกียริต์ไปทำงานที่คุณต้องการไม่ได้”
       อุดมค้างกึกหยุดทำงานเลย เหล่ๆมองสาระแนสุดๆ ชินกรปรายตาไปมองอุดมอย่างรู้ทัน และเห็นว่าแอบฟังอยู่ ชินกรไม่สบายใจเป็นห่วงธราธร แทนพยายามโน้วน้าม
       “คุณชายใหญ่ครับ มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดก็แค่ขอตัวสองคนนี้ไปช่วยดูแลเล็กๆน้อยๆ เพราะท่านไม่คุ้นกับการใช้ชีวิตในป่าในเขาแบบนี้”
       เอ็ดเวิร์ดพยักหน้าเชิดๆ ใช่ๆ ระวีรำไพมองเอ็ดเวิร์ดแล้วคิด แทนพูดต่อ
       “อีกอย่างผมเห็นสองคนนี้ก็ไม่ได้ทำงานที่ปราสาทเป็นเรื่องเป็นราว เดินไปเดินมา ถ้าเพิ่มหน้าที่มาดูแลมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดก็คงจะไม่เป็นไร”
       ธราธรเสียงเข้ม
      
       “ถึงจะไม่เป็นไร แต่ผมก็ไม่อนุญาต เพราะนักศึกษาทุกคน ไม่ใช่เด็กรับใช้ ผมต้องขอโทษที่ทำตามความต้องการของคุณไม่ได้”


  


       เอ็ดเวิร์ดมองธราธรด้วยความไม่พอใจ
       “ถ้าไม่มีคนดูแล ผมก็คงจะอยู่ต่อไปไม่ได้” เอ็ดเวิร์ดหันไปบอกแทน “คุณหารถให้ผมด้วย ผมจะกลับกรุงเทพพรุ่งนี้”
       แทนสะอึก หันมามองหน้าธราธรหน้าเสียเหมือนจะขอความร่วมมือ ธราธรมองเอ็ดเวิร์ดนิ่งๆ หนัก
       แน่นว่าไม่ยอม เอ็ดเวิร์ดมองกลับท้าทาย อุดมเงี่ยหูฟังสุดๆ ชินกรปรายตาเห็นว่านักศึกษาเริ่มหันมาสนใจก็ตัดสินใจพูดขึ้น
       “คุณชายใหญ่ครับ ผมเห็นด้วยกับคุณแทน แค่งานดูแลมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ด สองคนนี้ทำได้อยู่แล้ว... อนุญาตเถอะครับ”
       ธราธรหันมามองหน้าชินกรด้วยความแปลกใจ ที่เขาเข้าข้างคนอื่น ชินกรกลืนน้ำลายด้วยความลำบากใจ เอ็ดเวิร์ดยิ้มนิดๆ พอใจ แทนพยักหน้าเห็นด้วย นักศึกษาหันมารอฟัง ธราธรอ้าปากจะแย้ง แต่ระวีรำไพพูดแทรกขึ้นมาก่อน
       “ใช่ครับอาจารย์หม่อม...อนุญาตให้ผมไปดูแลมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดเถอะครับ”
       ธราธรชะงักกึก หันมามองหน้าระวีรำไพด้วยความแปลกใจ เลิกคิ้วถามทางสายตา ระวีรำไพลึกๆก็กลัวว่าจะโดนดุ แต่ทำใจกล้าพูดต่อ
       “ผม...ผมทำได้จริงๆนะครับ”
       ธราธรอึ้งไป มองระวีรำไพด้วยความไม่เข้าใจอย่างแรง เอ็ดเวิร์ดยิ้มนิดๆ พอใจ
      
       ธราธรลากแขนระวีรำไพมาที่มุมหนึ่ง เป็นมุมปลอดคน
       “มานี่เลย...” ธราธรหยุดแล้วหันมาถาม “คิดจะทำพิเรนทร์อะไรอีก บอกพี่ชายใหญ่มาเดี๋ยวนี้”
       ระวีรำไพรวบรวมความกล้าแล้วก็พูดออกไป
       “ปรางอยากช่วยคุณพ่อ กับพี่ชายใหญ่จับตาดูพฤติกรรมของมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดกับพรานสมค่ะ”
       ธราธรเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
       “หะ...เราไปเอาความคิดนี้มาจากไหน”
       “ก็...วันนี้ปรางแอบได้ยินพรานอ่อนศรีคุยกับอาจารย์มานิตเรื่องที่มีโจรขึ้นบ้านพัก ทั้งสองคนสงสัยว่าจะเป็นฝีมือของพรานสมกับนายฝรั่งนั่น ปรางคิดว่าระหว่างที่ปรางดูแลนายนั่น ปรางจะได้ช่วยจับตาดูเขาไปด้วย ถ้ามีอะไรผิดปกติจะรีบบอกพี่ชายใหญ่ทันที”
       ธราธรส่ายหน้า สวน
       “พี่ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้”
       ระวีรำไพสวนกลับแต่ไม่ก้าวร้าว
       “แล้วพี่ชายใหญ่มีความคิดอื่นที่ดีกว่านี้มั้ยคะ”
       “ไม่มี แต่ถึงจะไม่มีก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย”
       ระวีรำไพสวน แบบนิ่มๆ ดื้อตาใส
       “แต่ถึงพี่ชายใหญ่จะไม่เห็นด้วย ก็ไม่ได้แปลว่าปรางจะทำไม่ได้”
       ธราธรอึ้ง...
       “อ้าว...พูดแบบนี้แปลว่า...ไม่ว่ายังไงก็จะทำใช่มั้ย”
       “ค่ะ”
       “เราไม่เชื่อฟังพี่ใช่มั้ย”
       “ปรางเชื่อนะคะ แต่ปรางแค่...ไม่ทำตาม”
       ระวีรำไพพูดจนธราธรมึนเกาหัว
       “เถียงกับเราทีไร พี่ไม่เคยชนะสักที เฮ่อ”
       ระวีรำไพจับแขนธราธรอ้อน
       “ปรางรู้ว่าพี่ชายใหญ่เป็นห่วง...ปรางจะดูแลตัวเองอย่างดีค่ะ”
       ธราธรมองหน้าแล้วก็ใจอ่อน
       “รู้ว่าพี่ห่วง ทีหลังก็อย่าทำแบบนี้อีก พี่ยอมให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปพี่พูดคำไหนก็ต้องคำนั้น อย่าทำอะไรแผลงๆแบบนี้อีกเป็นอันขาด”
       ระวีรำไพยิ้มรับ
       “ค่ะ ต่อไปปรางจะเชื่อฟังพี่ชายใหญ่ทู๊กอย่างเลยค่ะ”
       ระวีรำไพยิ้มกว้างรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ธราธรมองหน้าแล้วก็เปรยๆเบาๆ
       “ไม่เชื่อหรอกว่าจะทำได้...เฮ่อ”
      
       สองสาวอยู่ในชุดนอนนั่งคุยกันอยู่บนเตียง เกษราตอบพร้อมรอยยิ้ม
       “พี่ทำได้ค่ะ...น้องปรางไม่ต้องห่วงนะคะ”
       “แต่ปรางไม่อยากให้พี่เกษต้องมาลำบากเพราะการตัดสินใจของปราง”
       เกษรายิ้ม
       “เรื่องงานดูแลคนอื่น พี่ทำมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ ปกติพี่ก็ดูแลทุกคนในเทวพรหมอยู่แล้ว ดูแลมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดแค่คนเดียว สบายมาก”
       ระวีรำไพยิ้มรับ จับมือเกษรา
       “ขอบคุณพี่เกษมากนะคะ ที่เข้าใจปราง”
       “พี่เข้าใจ และชื่นชมในความกล้าหาญของน้องปรางมากนะคะ ถ้าพี่มาคนเดียว พี่ไม่กล้าทำอะไรแบบนี้เด็ดขาด” เกษราจับมือระวีรำไพกลับและยิ้ม “พี่จะช่วยน้องปรางจับตาดูนายฝรั่งกับลูกน้องอย่างเต็มที่เลยค่ะ”
       เกษราพูดด้วยแววตาเป็นประกาย ตื่นเต้น สนุกไปกับระวีรำไพด้วย ระวีรำไพยิ้มรับ โล่งอก และดีใจ
       “ขอบคุณมากค่ะ”
       สองสาวนั่งจับมือให้กำลังใจกันและกัน
      
       ในห้องนอน ชินกรเอามือจับกันแน่นหน้าเครียดครุ่นคิดเอาไงดีนะ ธราธรเปิดประตูห้องเข้ามา เดินเข้ามาชุดเปลือยท่อนบน หลังจากอาบน้ำเสร็จ
       “ผมอาบน้ำเรียบร้อยแล้วครับ เชิญอาจารย์ชินกรได้เลยครับ”
       ธราธรพูดยิ้มๆแล้วก็จะหันไปแต่งตัว ชินกรชิงพูดขึ้น
       “คุณชายใหญ่ครับ”
       ธราธรหันมา ชินกรลุกขึ้นเดินมาหา
       “ผมต้องขอโทษด้วยที่เมื่อกี๊ ผมก้าวก่ายเรื่องของตะวันและก้องเกียรติ์ ที่ผมทำแบบนั้น เพราะผม เป็นห่วงคุณชายนะครับ”
       ธราธรชะงัก...แปลกใจ
       "ผมไม่อยากให้คนอื่นคิดว่าสองคนนั้นได้รับความสนใจ จากคุณชายมากเป็นพิเศษ นักศึกษาคนอื่นจะได้ไม่เข้าใจผิด”
       ธราธรยิ่งงงหนัก ชินกรพูดจบก็ตัดบท
       “ผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ”
       ชินกรเดินออกไปเลย ธราธรยังคาใจขยับจะถาม แต่ชินกรเดินออกไปแล้ว ทิ้งให้เขายืนงงสงสัย
       “นักศึกษาคนอื่นจะเข้าใจผิด...เรื่องอะไร”
      
       ธราธรยังคงงงอยู่ ...


  


       วังจุฑาเทพยามเช้า เสียงโทรศัพท์ดังมาจากในบ้าน ปวรรุจเดินมารับโทรศัพท์เสียงขรึม
       “สวัสดีครับ”
       ด้านหลัง พุฒิภัทรกำลังเดินลงมาพอดี ปวรรุจส่งเสียงด้วยความตื่นเต้นหลังจากได้ยินเสียงปลายสาย
       “พี่ชายใหญ่”
       พุฒิภัทรหันขวับมาด้วยความตื่นเต้นพอกัน รณพีร์ กับรัชชานนท์ กำลังเดินเข้ามาจากอีกประตู พอได้ยินว่าเป็นพี่ชายใหญ่ก็ชะงัก ยิ้มดีใจ
      
       4 คุณชายนั่งคุยกับหม่อมเอียด และ ย่าอ่อนอยู่ที่ระเบียงบ้าน คุยไปพลางจิบชาไปด้วย หม่อมเอียดถามย้ำด้วยแววตาประกาย เปี่ยมสุข
       “ชายใหญ่โทรศัพท์มาว่ายังไงบ้าง”
       ปวรรุจหันมาตอบ
       “พี่ชายใหญ่สบายดี ไม่ได้เจ็บไข้อะไร มีแต่คุณอาหม่อมอาทิตย์ที่โรคประจำตัวกำเริบเมื่อสองสามวันก่อน”
       ย่าอ่อนตาโตด้วยความตกใจ
       “หะ...คุณชายเป็นอะไร แล้วเป็นมากหรือเปล่า โธ่ คุณพระ ไปเจ็บไข้อยู่ในป่าแบบนั้น แล้วจะรักษากันยังไง...ตายแล้ว ตายๆๆๆๆ”
       หม่อมเอียดหันมาเอ็ด
       “นี่แม่อ่อน อุทานอะไรอัปมงคล ฟังยังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด ฟังให้จบก่อนสิ”
       “แหม...ก็น้องตกใจนี่คะ”
       หม่อมเอียดส่ายหน้าแล้วหันมาทางปวรรุจ
       “ว่าไงชายรุจ ชายใหญ่ว่ายังไงต่อ”
       “พี่ชายใหญ่ฝากธุระไว้กับชายภัทรครับ”
       พุฒิภัทรพูดต่อ
       “พี่ชายใหญ่บอกให้ผมเตรียมตัวไว้ ในกรณีฉุกเฉิน ถ้าอาการคุณอายังไม่ดีขึ้น อาจจะขอตัวผมไปช่วยดูแลหรือรับคุณอากลับออกมาจากแคมป์”
       รณพีร์รีบเสริม
       “ถ้าพี่ชายภัทรต้องไปจริงๆ ผมไปด้วยนะครับ”
       ย่าอ่อนรีบขัด
       “นี่ๆ ชายพีร์ไม่ต้องไปเลย ย่าไม่ให้ไป เข้าป่าเข้าดง ดีไม่ดีไปติดไข้ป่ากลับมา ย่าไม่ยอมนะ”
       รณพีร์ไม่ยอมจะเถียง พุฒิภัทรมองหน้าปรามๆ ส่ายหน้าให้เงียบ รณพีร์จำต้องยอมเงียบ รัชชานนท์ยิ้มขำแอบสะใจที่โดนขัดใจกระซิบเบาๆ
       “ชายพีร์หลานรัก คงต้องดักดานอยู่ในวังไปจนตาย...เสียใจด้วยนะ”
       รณพีร์เหล่ๆ...เออ...จำไว้ หม่อมเอียดพูดขึ้น
       “ชายเล็กก็เหมือนกัน”
       รัชชานนท์สะดุดกึก หันมาทางหม่อมเอียดงงๆ
       “ที่เราบอกว่าจะขอทางกรมไปอยู่หน่วยงานตัดถนนที่ต่างจังหวัด ย่าไม่อนุญาตให้ไปนะ”
       รัชชานนท์รีบแย้ง
       “แต่มันเป็นความฝันของวิศวกรโยธานะครับ ผมฝันอยากจะตัดถนนไปในที่ที่กันดาร ชาวบ้านจะได้มีถนนหนทางใช้ เดินทางไปมาสะดวก ถ้าผมไม่ไปประจำไซท์ งานที่ต่างจังหวัดแล้วจะให้ผมทำอะไรครับ”
       “ก็อยู่ประจำกรมในกรุงเทพนี่แหละ ใช้วิชาความรู้ช่วยผู้ใหญ่ในกรม ถ้าผลงานเข้าตา ก็ได้เลื่อนขั้น ได้ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองต่อไป ขืนไปตัดถนนอยู่ในป่า เกิดติดไข้เป็นอะไรขึ้นมาตั้งแต่อายุยังน้อยๆ วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาก็ไม่ได้ใช้กันพอดี ไม่รู้หล่ะย่าไม่อนุญาตให้ไป”
       ย่าอ่อนพยักหน้าเห็นด้วย รัชชานนท์จะแย้ง ปวรรุจส่งสายตาทำนองว่าอย่าเถียงเลยเหนื่อยเปล่า รัชชานนท์จำต้องเงียบ รณพีร์กระแซะมากระซิบเยาะเย้ย
       “เห็นที...ชายเล็กหลานรัก คงจะต้องดักดานอยู่ในกรมไปจนตาย”
       รัชชานนท์เหล่ๆ รณพีร์ด้วยความขัดอกขัดใจ รณพีร์ขำคิกคักถูกใจ หม่อมเอียดสรุปอย่างเด็ดขาด
       “ย่ารอวันที่หลานๆมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้ง 5 คนมานานแล้ว ย่าจะไม่ยอมให้หลานคนไหนอยู่ไกลวังจุฑาเทพไปอีก”
       ย่าอ่อนพยักหน้ารับเป็นลูกคู่ ใช่ๆๆ หลานทั้งสี่นั่งฟังนิ่งด้วยความเกรง...หม่อมเอียดย้ำ
       “และทันทีที่ชายใหญ่กลับมาพร้อมคำตอบเรื่องการแต่งงานกับหนูเกษรา ทุกคนก็ต้องอยู่ช่วยย่าจัดงานแต่ง ห้ามออกนอกเขตพระนครเป็นอันขาด”
       คุณชายทั้ง 4 อึ้งกันไป...
      
       วังเทวพรหม...เทวพันธ์คุยอยู่กับมารตี และวิไลรัมภาในห้องนั่งเล่น วิไลรัมภานั่งอ่านหนังสือดารา มารตีนั่งปากแดงแต่งหน้าจัดอยู่ข้างๆ เทวพันธ์โพล่งขึ้นด้วยความไม่เห็นด้วย
       “พ่อไม่เห็นด้วย เราจะลาออกจากโรงพยาบาลเอกชน ไปอยู่โรงพยาบาลรัฐทำไม เงินเดือนถูกกว่ากันตั้งหลายร้อย”
       มารตีแย้ง
       “แต่โรงพยาบาลรัฐที่ลูกจะย้ายไป มีคุณชายพุฒิภัทรทำงานอยู่นะคะคุณพ่อ”
       เทวพันธ์ชะงัก...แววตาอ่อนลง วิไลรัมภาฟังแล้วก็ยิ้มในความฉลาดของพี่สาว
       “มารตีพยายามจะเชิญให้พี่ชายภัทรมาอยู่โรงพยาบาลเอกชนด้วยกัน แต่พี่ชายภัทรไม่ยอมมา บอกว่าอยากจะช่วยเหลือคนจน” เธอกระแทกเสียงดูถูก “มารตีก็ไม่เข้าใจ จะอุดมการณ์อะไรนักหนา”
       วิไลรัมภาสอด
       “สุดท้ายพี่มารตีก็ต้องไปอยู่โรงพยาบาลรัฐ กินอุดมการณ์เดียวกับพี่ชายภัทร”
       “ฉันจำใจย่ะ ถ้าไม่มีพี่ชายภัทร อย่าหวังเลยว่าฉันจะไปอยู่โรงพยาบาลแบบนั้น เงินเดือนก็น้อย งานก็หนัก พยาบาลระดับหม่อมหลวงอย่างฉันไม่มีวันจะลดตัวลงไปทำให้เสียชาติตระกูล”
       มารตีพูดด้วยความยะโส เทวพันธ์ยิ้ม เห็นด้วย
       “ถ้าลูกไปด้วยเหตุผลนี้...พ่อก็เห็นด้วย สนับสนุนเต็มที่ ได้ทำงานใกล้กัน เห็นหน้ากันทุกวัน มีเหรอที่ชายภัทรจะไม่หลงเสน่ห์ลูกสาวคนสวยของพ่อ”
       มารตียิ้มรับอย่างมั่นใจ วิไลรัมภาแอบเบ้ปากนิดๆ อิจฉา แกมหมั่นไส้หน่อยๆ เทวพันธ์คิดๆ แล้วก็นึกถึงเกษรา
       “คิดแล้วก็ห่วงแต่พี่สาวเรา ได้มีโอกาสใกล้ชิดคุณชายใหญ่แบบนั้น ไม่รู้ว่าจะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้หรือเปล่า...เฮ่อ”
       เทวพันธ์ลุ้นๆ
      
       ในห้องทำงานมานิต ธราธรอัดรูปอยู่ ในห้องมืด เป็นรูปปราสาทในมุมต่างๆ รูปก้อนหิน รูปส่วนประกอบต่างๆของปราสาท ธราธรดูรูปทีละรูปด้วยความตั้งใจ ดูแล้วก็หยิบมาแขวนไว้ให้แห้ง จากรูปปราสาท สักพักก็เป็นรูประวีรำไพตอนแอบหลับบ้าง ตอนยิ้มสดใสบ้าง ตอนทำหน้าทะเล้นบ้าง ธราธร
       ขำ แล้วก็หยิบมาแขวนไว้...ธราธรหันมาอีกทีเห็นเป็นรูปเกษราในมุมสวย ธราธรมองยิ้มนิดๆ เขามองรูปของสองคน คนละอารมณ์ แล้วก็หันหน้าจากรูประวีรำไพมามองแต่รูปเกษราแล้วก็คิดถึงคำพูดของระวีรำไพ
       “ไม่ได้นะคะ จะทำงานหนักแค่ไหน พี่ชายใหญ่ก็ต้องใส่ใจพี่เกษ จะมัวอยู่กับก้อนอิฐ ก้อนหิน ก้อนศิลาแลงไม่ได้ มีอะไรก็ต้องพูดต้องคุย เงียบๆไม่พูดไม่จา ผู้หญิงเขาไม่รู้ว่าคิดยังไงนะคะ...อย่างแรกที่พี่ชายใหญ่ควรทำคือ...รู้ใจพี่เกษค่ะ... รู้ว่าเธอชอบอะไร ไม่ชอบอะไร...พี่ชายใหญ่รู้หรือเปล่าคะว่าพี่เกษชอบกินอะไร”
       ธราธรคิดๆแล้วส่ายหน้า
       “ชอบดอกไม้อะไร”
       ธราธรคิดแล้วส่ายหน้าอีก
       “ชอบไปเที่ยวที่ไหน”
       ธราธรคิดส่ายหน้าอีกที
       “โหย...พี่ชายใหญ่ เป็นแบบนี้ไม่ได้นะคะ ไม่รู้อะไรสักอย่างเลย”
       “อ้าว...ก็พี่ไม่เคยถามน้องเกษนี่คะ”
      
       ธราธรคิดๆ เขาคงจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว
ตอนที่ 6
      
       วัตถุโบราณชิ้นที่เอ็ดเวริ์ดเลือกไว้ ถูกห่อหุ้มไว้อย่างดี อีริคยืนมองด้วยความพอใจ สมุนเดินเข้ามารายงาน
      
       “ชาวบ้านที่จะลำเลียงของไปชายแดนมาแล้วครับนาย”
       “ให้มันมายกออกไป แล้วแก 2 คน” อีริคชี้หน้าสมุนคนสนิทที่ยืนอยู่สองคน “ก็คุมไปให้ดีๆ จะมีคนของฝั่งโน้นมารอรับของอยู่ที่ชายแดน แล้วก็ลำเลียงลงเรือ เรียบร้อยเมื่อไหร่ รีบกลับมาด่วน มีงานใหญ่รออยู่”
       สมุน สองคนรับคำ
       “ครับ”
       สมุนหันไปพยักหน้าให้ชาวบ้านมาช่วยกันยกของที่ห่อแล้วออกไปอย่างระมัดระวัง อีริคมองด้วยความพอใจ
       “นี่ยังแค่ของฝากเล็กน้อยๆ ถ้าได้แผนที่ปราสาทชุดนั้นเมื่อไหร่ รวยเละแน่”
       อีริคยิ้มร้าย ชาวบ้านขนของออกไป เหลือแต่ปูนปั้น ภาพสลักชิ้นเล็กๆที่แตกไม่สมบูรณ์วางอยู่อย่างไร้ค่า
      
       ในแคมป์...เงียบสงัด คนส่วนใหญ่ไปทำงานที่ปราสาท หน้าบ้านพักอาทิตยรังสีเงียบกริบ พรานสมค่อยๆโผล่ออกมาทางด้านห้องทำงาน มองซ้ายมองขวา ไม่เห็นใคร ก็ค่อยๆย่องเข้าไปในห้องทำงาน
       พรานสมมองซ้ายมองขวา แล้วรีบพุ่งไปที่ซ่อนแผนที่ จุดเดิมที่อีริคเจอ เขารีบรื้อของอย่างเบามือ จนเจอกล่องอันเดิม พรานสมยิ้มมองซ้ายมองขวาอีกทีแล้วเปิดกล่องออกภายในกล่องว่างเปล่า ไม่มีแผนที่ พรานสมอึ้ง ผิดหวัง แล้วก็เงยหน้าขึ้นพูดด้วยความแค้น
       “ไอ้แก่มันเอาแผนที่ไปไว้ที่ไหนวะ”
      
       เอ็ดเวิร์ดยืนอยู่ข้างกะละมังใส่น้ำ ในมือถือผ้าขนหนูสำหรับชุบน้ำเช็ดตัว เอ็ดเวิร์ดหันมาตะคอกใส่พรานสมอย่างไม่ใยดี
               “ฉันไม่รับรู้ ไม่ว่ามันจะย้ายที่เก็บไปไว้ที่ไหน พวกแกก็ต้องหามาให้ได้โดยเร็วที่สุด” เอ็ดเวิร์ดกัดฟัน ชักสีหน้า “ฉันเบื่อไอ้ค่ายไร้วัฒนธรรมนี่เต็มที จะทำอะไรก็รีบๆทำ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนแล้วขนของกลับกรุงเทพ”
       “ครับ”
       พรานสมรับคำแล้วก็หันหลังให้เอ็ดเวิร์ด แอบชักสีหน้านิดๆเบื่อความยะโสของเอ็ดเวิร์ด แต่ก็ต้องยอม เอ็ดเวิร์ดปาผ้าขนหนูลงที่โต๊ะข้างๆ ด้วยความไม่สบอารมณ์
       “เบื่อจริงๆ ไอ้พวกล้าหลัง ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง” เขาหันมาทางกะละมังที่วางอยู่แล้วก็ยิ่งหงุดหงิด “จะอาบน้ำแต่ละที น้ำแค่นี้มันจะไปพออะไร”
       เอ็ดเวิร์ดปัดกะละมังน้ำทิ้งด้วยความหงุดหงิด แล้วก็คิดแผนร้ายขึ้นมาได้ แสยะยิ้มที่มุมปาก
      
       กะละมังทำอาหาร ถูกคว่ำเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ เกษรากำลังเรียงกระทะ เรียงหม้อ เรียงเขียง จาน
       ชาม ไว้บนแผงไม้ระแนงที่ทำขึ้นสำหรับคว่ำจาน ด้านหลังป้าพรเดินมาพร้อมกับหม้ออีกหนึ่งชุด
       “คุณๆ...คุณก้องไม่ต้องทำแล้ว” ป้าพรรีบวางของตัวเองและมาจับมือเกษราให้หยุดทำ “ที่เหลือเดี๋ยวป้าทำเอง แค่มาช่วยทำอาหารให้ป้าพอแล้ว งานเก็บงานล้างป้าทำเอง”
       เกษรายิ้มๆ
       “ไม่เป็นไรครับป้า...ช่วยๆกัน”
       ป้าพรส่ายหน้า ยังจับมืออยู่
       “ไม่เป็นไรไม่ได้ เดี๋ยวป้าทำเอง ป้าว่าอยู่บ้านคุณคงไม่ได้หยิบจับอะไรแน่ๆ ดูสิมือก็นิ๊มนิ่ม” ป้าพรจับมือเกษรามาดู “ผิวก็ละเอี๊ยด ละเอียด ไม่เหมือนมือผู้ชายเล้ย เหมือนมือผู้หญิง”
       เกษราสะดุ้งนิดๆ ค่อยๆดึงมือกลับ
       “แหะๆ นี่ก็สายแล้ว ผมฝากงานป้าช่วยทำต่อแล้วกันนะครับ ผมขอตัวไปช่วยงานที่ปราสาทก่อน”
       เกษราจะหันหลังเดินไป ป้าพรเรียกไว้
       “เดี๋ยวสิคุณ ป้ามีอยากจะถามอะไรสักหน่อย”
       เกษราหยุดฟัง ป้าพรถามต่อ เขินๆ
       “เพื่อนคุณ...คุณตะวันน่ะ เขามีคนรักหรือยัง”
       ป้าพรถามยิ้มๆ เขินๆ อย่างมีเลศนัย เกษราอึ้งนิดๆกับคำถาม เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
      
       ระวีรำไพเช็ดโต๊ะกินข้าวอย่างขะมักเขม้น ไม่ถือตัวว่าเป็นหม่อม เช็ดเสร็จแล้วก็มองไปรอบๆสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนจะถือผ้าขี้ริ้วเดินเข้าครัวไป
       เกษราเลิกคิ้วถามกลับ
       “ป้าอยากจะรู้ไปทำไมครับ”
       ป้าพรอายๆ
       “ป้าว่า...คุณตะวันเขาหล๊อหล่อ หน้าคม ยังกะพระเอกหนัง ป้าชอบ”
       เกษราชะงัก ป้าพรรีบบอก
       “คือ ป้าชอบ อยากได้มาเป็น ลูกเขย ไม่ได้จะเอาเอง ป้ามีลูกสาวเป็นเทพีสงกรานต์เลยนา...สวยเหมือนป้า ถ้าคุณตะวันเขายังไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย ก็อยากจะให้มาเจอกัน”
       ป้าพรหน้าตาอยากได้มาก เกษรากลั้นหัวเราะ
       “เอ่อ...ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าน้องตะวันมีคนรักหรือยัง เอาไว้ผมจะถามให้นะครับ”
       ด้านหลังระวีรำไพเดินมาพอดี ป้าพรเหลือบไปเห็น แล้วก็รีบหันมาทางเกษรา
       “มาแล้วๆ ป้าฝากด้วยนะ เดี๋ยวป้าไปก่อนนะ อายจ้ะ นี่ๆ แล้วของที่เหลือก็ไม่ต้องทำ เดี๋ยวมาเก็บให้”
       ป้าพรยิ้มแฉ่งแล้วก็รีบไปเลย ระวีรำไพเดินเข้ามา มองป้าพรงงๆ
       “ป้าพรแกรีบไปไหน ลุกลี้ลุกลนชอบกล”
       “แกอายน่ะ”
       ระวีรำไพเลิกคิ้วแปลกใจ
       “อายอะไรคะ”
       เกษราหรี่เสียงลง
       “คือ...แกอยากได้น้องปรางมาเป็นลูกเขยน่ะค่ะ”
       ระวีรำไพตาโต ด้วยความตกใจ
       “หะ ลูกเขย”
      
       แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ฮ่าๆ



       ป้าพรเดินเขินๆออกมาจากในครัว เดินอยู่ตรงหน้าศาลา ธราธรเดินมาพอดี เขาเห็นป้าพรยิ้มไปยิ้มมาก็มองอย่างแปลกใจ
       “ป้าพร...เป็นอะไรครับ เดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่”
       ป้าพรตกใจนิดๆ
       “เอ่อ...อ่อ...ก็ไม่มีอะไรจ้ะ อารมณ์ดีน่ะจ้ะ แหะๆ แล้วอาจารย์หม่อมจะเสด็จไปไหนคะ”
       ธราธรขำ
       “ผมเป็นแค่หม่อมราชวงศ์ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์พูดธรรมดาได้ครับ”
       ป้าพรพยักหน้า ธราธรพูดต่อ
       “ป้าครับ...เห็นก้องกับตะวันหรือเปล่าครับ”
      
       ระวีรำไพกับเกษราหัวเราะกันคิกคัก
       “ป้าพรน่ารักจัง...ถ้าปรางเป็นผู้ชายจริงๆ อาจจะไปขอดูตัวลูกสาวป้าก็ได้นะคะ”
       “จะว่าไปน้องปรางเนื้อหอมเหมือนกันนะคะ มีแต่คนมาถามเรื่องคนรัก เรื่องความรักทั้งอาจารย์ชินกร ทั้งอุดม”
       ระวีรำไพเลิกคิ้ว
       “หือ...อาจารย์ชินกรกับอุดมเนี่ยนะคะ”
       “ใช่ อาจารย์ชินกรเค้าก็ถามอ้อมๆ ทำนองว่ามีแฟนหรือยัง แต่อุดมเนี่ยแปลกมาก...มาบอกว่าน้องปรางเป็น ชายรักชาย”
       ระวีรำไพสะดุ้ง
       “หะ ชายรักชายจะได้ฟ้าผ่ากันพอดี ทำไมอุดมถึงคิดอย่างนั้น อยากรู้จริงๆ”
       เกษราคิดๆ
       “หรือว่า...อุดมจะแอบชอบตะวัน”
       ระวีรำไพสะดุ้ง
       “อี๊ยย์ ไม่นะคะ...แค่คิดก็ขนลุกแล้วค่ะ บรื๋อ”
       เกษราขำท่าทะเล้นๆของระวีรำไพ ทันใดนั้นเสียงเอ็ดเวิร์ดก็ดังขึ้น
       “หัวเราะอะไรกัน เสียงดังน่ารำคาญ”
       เกษรากับระวีรำไพหันไป เห็นเอ็ดเวิร์ดยืนอยู่ ระวีรำไพรีบปิดปาก...หน้าเสียกลัวว่าจะโดนจับได้ เอ็ดเวิร์ดมองรอบๆ
       “เมื่อกี๊เสียงผู้หญิงมาจากไหน”
       เกษรามองระวีรำไพเลิ่กลั่ก ระวีรำไพคิดออก รีบหันมาตอบ
       “เสียงแม่ครัวครับ เพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่นี้เอง” ระวีรำไพรีบเปลี่ยนเรื่อง “คุณมาถึงในครัวมีอะไรหรือเปล่าครับ”
       “ฉันมาทวงงาน นายสองคนรับหน้าที่ดูแลฉัน แต่ไม่เห็นโผล่หัวไปให้ใช้ ฉันก็เลยต้องตาม ฉันมีงานให้ทำ ตามฉันไปที่บ้านพักเดี๋ยวนี้”
       เอ็ดเวิร์ดพูดจบก็เดินไป เกษราจะเดินตาม ระวีรำไพจับแขนไว้
       “พี่เกษไม่ต้องค่ะ ปรางไปเอง”
       เกษราอ้าปากจะแย้ง แต่ระวีรำไพพูดต่อ
       “พี่เกษไปช่วยงานพี่ชายใหญ่ที่ปราสาทเถอะค่ะ ถ้าพี่ชายใหญ่ถามบอกว่าปรางขออยู่ดูแลคุณพ่อที่นี่”
       ระวีรำไพพูดจบแล้วก็เดินตามเอ็ดเวิร์ดไป เกษรามองตามเป็นห่วง
      
       ธราธรเดินเข้ามาพอดี เห็นเกษรายืนอยู่ ก็รีบเดินมาหา
       “น้องเกษ...”
       เกษราหันมาตามเสียงเรียก ธราธรมองไปรอบๆ
       “อ้าว...แล้วน้องปรางหายไปไหน เมื่อกี๊ยังเห็นยืนอยู่ด้วยกันอยู่เลย”
       เกษราอึกๆอักๆ จำใจต้องโกหก
       “น้องปรางไปดูแลหม่อมอาทิตย์ค่ะ”
       เกษราโกหกด้วยความลำบากใจ
      
       ระวีรำไพรีบเดินออกมาจากหลังครัว แล้วก็หยุดเดินชะงักนิดๆ ใจแว่บไปคิดถึงธราธรกับเกษราแล้วก็จ๋อยๆ ก่อนจะรวบรวมใจกลับมา แล้วก็รีบเดินไปที่พักเอ็ดเวิร์ด
      
       ระวีรำไพเดินเข้ามาในห้องเอ็ดเวิร์ด แล้วก็ต้องสะดุ้งอย่างแรง พร้อมกับส่งเสียงร้อง
       “ว้า...” เธอยังพูดไม่เต็มเสียง ก็รีบปิดปากตัวเอง พร้อมกับหันหลังขวับ
       “คุณ...คุณทำอะไรน่ะครับ”
       เอ็ดเวิร์ดยืนเปลือยอก นุ่งผ้าเช็ดตัวอยู่กลางห้อง หันมามองระวีรำไพที่ยืนหันหลังอยู่
       “ทำวี้ดว้ายเป็นผู้หญิงไปได้ ของฉันก็เหมือนของแกนั่นแหละ แต่” เอ็ดเวิร์ดยิ้มมั่นใจ “ใหญ่กว่า”
       ระวีรำไพเบ้หน้า...เกือบอาเจียน แล้วก็เครียดจะทำยังไงดี เธอรีบชวนเปลี่ยนเรื่อง
       “คุณเรียกผมมามีอะไรครับ”
       “ฉันอยากจะแช่น้ำอุ่นๆ แกไปตักน้ำที่ลำธาร เอามาต้มผสมทำน้ำอุ่นให้ฉันในถังไม้”
       ระวีรำไพปรายตาหันมามองแล้วก็โวย
       “แช่น้ำอุ่นเนี่ยนะ อากาศก็ร้อนจะแย่ ผมว่าคุณไปอาบน้ำเย็นๆที่ลำธารยังจะดีกว่านะครับ”
       เอ็ดเวิร์ดสวน
       “หุบปาก ฉันไม่ได้ขอความเห็น ฉันสั่งให้ไปทำอะไรก็ไปทำไม่ต้องแสดงความเห็น”
       ระวีรำไพกัดฟันมองหน้าเอ็ดเวิร์ดไม่ยอมทำ เอ็ดเวิร์ดมองกลับพร้อมขู่
       “อย่าลืมสิ...แกต้องมารับใช้ฉัน ถ้าแกไม่ทำ ฉันจะร้องเรียนไปหัวหน้าไอ้อาจารย์หม่อมของแก และคนที่ต้องเดือดร้อนก็คือ มัน”
       ระวีรำไพชะงักนิดๆ แววตาอ่อนลง เพราะไม่อยากให้ธราธรเดือดร้อน เอ็ดเวิร์ดยื่นหน้ามาเย้ยหยัน
       “คงรู้แล้วนะ ผลของการไม่ทำตามคำสั่งฉัน มันเป็นยังไง ฮึ ฮึ ฮึ”
       ระวีรำไพแค้น เอ็ดเวิร์ดตะคอกย้ำ
       “ไปสิ”
       ระวีรำไพกัดฟันกรอด จำใจต้องไปด้วยความขัดใจ เอ็ดเวิร์ดยิ้มสะใจ



       ธราธรขับรถมาตามถนนที่สวยงามมีเกษรานั่งอยู่ข้างๆ เขาขับมาถึงมุมสวยมุมหนึ่งแล้วก็
       จอด เกษรางง
       “พี่ชายใหญ่ หยุดรถทำไมคะ”
       “พี่มีเรื่องส่วนตัวอยากจะถาม กลัวว่าถ้าถามที่แคมป์ หรือที่ปราสาทจะต้องคอยระวังไม่ให้คนอื่นได้ยิน แล้วจะคุยได้ไม่เต็มที่”
       เกษราเครียดขึ้นมาทันที
       “พี่ชายใหญ่จะถามอะไรเหรอคะ”
       “คือ...พี่อยากรู้ว่า น้องเกษ...ชอบดอกไม้อะไรครับ”
       เกษราตอบงงๆ
       “เอ่อ...ก็ ชอบทุกดอกค่ะ มันก็แล้วแต่ว่าจะเอามาทำอะไร”
       ธราธรพยักหน้ารับรู้ ถามต่อ
       “แล้วชอบกินอะไรเป็นพิเศษมั้ยครับ”
       “ไม่มีค่ะ เกษกินได้ทุกอย่าง”
       “แล้วชอบไปเที่ยวที่ไหนครับ”
       “เอ่อ...คือ เกษก็ไม่ทราบค่ะ คือ ปกติก็อยู่บ้านทำขนมขาย ไม่ได้ไปไหน”
       ธราธรคิดแล้วก็ถามต่อ
       “แล้วชอบสีอะไร ชอบฟังเพลงแบบไหน”
       เกษรายังงงอยู่
       “ไม่มีสีที่ชอบเป็นพิเศษ ส่วนเพลงก็ไม่ค่อยได้ฟังค่ะ”
       ธราธรพยักหน้ารับรู้แบบอึ้งๆ ไม่ได้ข้อมูลสักอย่าง เกษราก็งงไม่แพ้กัน
       “พี่ชายใหญ่จะถามไปทำไมคะ”
       “อ๋อ...คือ พี่อยากจะรู้จักน้องเกษมากขึ้นน่ะครับ ไหนๆเราก็มีเวลาอยู่ด้วยกัน แล้ว...น้องเกษมีอะไรที่อยากจะรู้เกี่ยวกับตัวพี่หรือเปล่าครับ”
       เกษราคิดๆ แล้วก็ส่ายหน้า ตามแบบหญิงไทยเดิม
       “ไม่มีค่ะ”
       ธราธรชะงักนิดๆ เกษราถามกลับ
       “แล้วพี่ชายใหญ่มีอะไรที่อยากจะบอกเกษหรือเปล่าคะ”
       ธราธรคิดๆแล้วก็ตอบ
       “ไม่มีครับ”
       เกษราพยักหน้ารับ...ยิ้มนิดๆ แล้วทั้งสองคนก็เงียบ ธราธรเลยทำลายความเงียบขึ้น
       “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เราไปที่ปราสาทกันนะ”
       เกษราพยักหน้ารับ ธราธรยิ้มรับ แล้วก็ขับรถออกไป ธราธรรู้สึกอึดอัดแปลกๆ เกษราเองแม้จะรู้สึกดีใจที่เขาอยากจะทำความรู้จัก แต่ก็เป็นสุขแบบแปลกๆ อึดอัดๆ ชอบกล
      
       ระวีรำไพทำงานอย่างหนัก เริ่มตั้งแต่ เธอใช้กระแป๋งตักน้ำแล้วหิ้วไปอย่างหนัก...เทน้ำใส่กาต้ม...เทน้ำเย็นลงในถัง...ยกน้ำในการ้อนๆมาเทใส่ถัง...เอ็ดเวิร์ดนั่งไขว่ห้างอย่างน่าหมั่นไส้...ระวีรำไพตักน้ำจนมือแดงไปหมด แต่ก็ยังต้องทำ เธอหยุดยืนอยู่กลางป่า ปาดเหงื่อ แล้วก็ยกถังน้ำเดินต่อไป
      
       ชินกรเดินอยู่ที่ปราสาท อุดม ปิติ มานะ ยกก้อนหินที่ลงเลขแล้วไปรวมกันไว้ ชินกรยืนท้าวเอวบ่นๆ
       “คุณชายใหญ่หายไปไหน”
       ขณะเดียวกันนั้นเขาเห็นรถแล่นเข้ามาหน้าปราสาท ชินกรยิ้มนิดๆ รีบเดินไปแต่พอเห็นเกษราเปิดประตูลง ชินกรก็ชะงักนิดๆ เกษราลงจากรถ แล้วก็นึกได้รีบหันมาบอก
       “พี่ชายใหญ่อย่าลืมกลับไปดูน้องปรางที่แคมป์ด้วยนะคะ”
       ธราธรยิ้มรับ
       “ไม่ต้องห่วง พี่ดูแลเอง”
       ชินกรยืนมองแล้วก็อึ้งๆ หวงๆ หึงๆ ห่วงๆ ปนๆมั่วๆกันไปหมด เขารีบเดินเข้าไปหาทันที
       “คุณชายใหญ่ครับ”
       ธราธรหันมา เกษราพอเห็นเป็นชินกร รีบหันมาขอตัว
       “ผมไปช่วยเพื่อนๆก่อนนะครับ”
       เกษรารีบเดินไป ชินกรปรายตามองนิดๆ ธราธรถามขึ้น
       “งานที่นี่เป็นยังไงบ้างครับอาจารย์ชินกร”
       “ผมให้เด็กๆเก็บข้อมูลต่อ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่ผมตามหาคุณชายใหญ่ เพราะพี่มานิตกับพรานอ่อนศรี มีเรื่องอยากจะปรึกษาครับ”
       ธราธรขมวดคิ้วแปลกใจ
      
               อีกมุมหนึ่งของปราสาทค่อนข้างเป็นส่วนตัวมานิตเริ่มเข้าเรื่องทันที
       “ผมเพิ่งนึกได้ว่าก่อนเกิดเรื่อง คุณแทนพามิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดกับพรานสมมาหาผมที่ห้องทำงานแล้วก็ถามคำถามที่น่าสงสัย”
       มานิตนึกถึงตอนที่พรานสมเข้ามาคุยกับเขา แล้วถ้ายทอดคำพูดของพรานสม
       “ถ้าเราอยากรู้เรื่องปราสาทอื่น...ที่อยู่บริเวณนี้และยังไม่ได้รับการบูรณะ คุณรู้หรือเปล่าว่ามีอยู่ที่ไหน”
       ชินกรคิดๆแล้วก็พูดขึ้น
       “ผมว่ามันชักจะเข้าเค้าแล้วนะครับ ถ้าพรานสมมันอยากรู้เรื่องปราสาทชุดใหม่ ก็เป็นไปได้ที่มันจะพยายามขโมยแผนที่ของพรานอ่อนศรี”
       อ่อนศรียังสงสัยไม่หาย
       “แต่เราก็ยังตอบไม่ได้ว่า...ทำไมมันไม่เอาแผนที่ไปด้วย แล้วมันจะเข้ามารื้อของได้ยังไงในเมื่อมันอยู่ในป่ากับคุณชายอาทิตย์”
       ธราธรคิดแล้วตอบ
       “ที่มันไม่ได้เอาแผนที่ไปอาจจะเป็นเพราะความผิดพลาดบางอย่าง แผนที่มันถึงได้ตกอยู่ที่พื้น และถ้าพรานสมเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้...แสดงว่ามันต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิด บุกเข้าแคมป์ในขณะที่มันอยู่ในป่า”
       ทุกคนพยักหน้ารับรู้ และเห็นด้วย ชินกรหน้าเครียด
       “ผมว่า...คงจะถึงเวลาที่เราต้องสืบประวัติของมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดและพรานสมอย่างจริงๆจังๆสักที”
       มานิตนึกอะไรได้
       “ผมจัดการเองครับ ผมรู้ว่าจะต้องถามกับใคร”
       ธราธรมองมานิต
       “ผมฝากด้วยนะครับ...เดี๋ยวผมขอตัวกลับไปที่แคมป์สักครู่ จะไปดูอาการคุณชายอาทิตย์สักหน่อย”
       ธราธรพูดจบแล้วก็เดินไปเลย ชินกรมองตามนิดๆ แอบแปลกใจพูดเบาๆ
       “คุณชายใหญ่เพิ่งมาจากแคมป์ไม่ใช่เหรอ”
       ชินกรมองตามธราธรไป...แล้วก็คิด ไม่เข้าใจจริงๆ
      
       เกษรากำลังช่วยปิติเขียนรหัสบนก้อนหิน ชินกรเดินเข้ามา เกษราเหลือบไปเห็น รีบบอกปิติ
      
       “ปิติ...เดี๋ยวเรามานะ”



       เกษราส่งกระป๋องสีให้ปิติ แล้วก็รีบเดินหลบไป ชินกรเห็น รีบเดินอ้อมไปอีกทาง...เกษราเดินโผล่มาอีกมุมของปราสาท แล้วก็โล่งอกที่หลบมาได้ แต่ทันใดนั้นชินกรก็โผล่หน้าออกมา เกษราตกใจ
       “อาจารย์”
       เธอกำลังหันหลังจะหนี ชินกรจับแขนไว้ เกษราตื่นเต้น
       “ไม่ต้องหนีแล้ว”
       เกษรายืนตัวแข็งทื่อ
       “ฉันรู้ว่าหลายวันมานี้นายตั้งใจจะหนีหน้าฉัน ฉันจะไม่ถามว่าทำไม”
       เกษรายืนหันหลังอยู่ที่เดิม ไม่กล้าหันมามองหน้า
       “แต่ฉันอยากจะเตือนสตินาย...ถ้าทำผิดอะไรอยู่ก็หยุดซะ”
       เกษราตกใจหันขวับกลับมามองหน้าชินกร พร้อมกับดึงมือออก
       “ผมไม่ได้ทำผิดอะไรนะครับ”
       “ถ้าไม่ทำผิด แล้วหนีหน้าฉันทำไม”
       “เอ่อ...คือ...”
       “ถามไปนายก็ไม่ตอบ ฉันถึงบอกว่า...ฉันจะไม่ถาม...แต่อยากจะขอร้องให้เลิกซะ ไม่ว่านายจะอยากช่วยเพื่อนมากแค่ไหน แต่จำไว้...ความลับมันไม่มีในโลก”
       ด้านหลังชินกร อุดมเดินมาพอดีได้ยินก็ประโยคสุดท้ายพอดี อุดมรีบหลบวูบแอบฟังต่อ เกษรางง
       “ช่วยเพื่อน ปิดบังความลับอะไรเหรอครับ ผมไม่เข้าใจ”
       ชินกรไม่ตอบแต่ถามกลับ
       “ฉันถามหน่อย...ตอนนี้ตะวันอยู่ที่แคมป์ใช่มั้ย”
       “ใช่ครับ”
       “และอาจารย์หม่อมกลับไปที่แคมป์ เพื่อไปหาตะวันใช่มั้ย”
       เกษราตอบตรงๆซื่อๆ
       “ใช่ครับ...”
       “นั่นไง...ฉันว่าแล้ว”
       เกษรายิ่งงง อุดมตาวาว ชินกรตัดบท
       “เอาคำเตือนของฉันไปเตือนเพื่อนนายด้วย...ความลับไม่มีในโลก”
       ชินกรพูดจบแล้วก็เดินไปเลยเกษราเกาหัวงงๆ
       “อาจารย์ชินกรเค้าพูดอะไรของเค้านะ...ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
       ทันใดนั้นเสียงอุดมก็ดังขึ้นมาอย่างขรึม เท่ เหมือนกำความลับไว้ในมือ
       “แต่ฉันรู้”
       เกษราตกใจหันขวับมาเห็นอุดมยืนกอดอกอยู่ อุดมหน้าตาเหิมเกริมมาก
      
       ระวีรำไพยกน้ำมาเทใส่อ่างไม้ และเทน้ำร้อนจากกาต้มน้ำลงไปผสม จับให้รู้ว่าอุ่นพอ แล้ววางกาน้ำไว้ที่โต๊ะข้างๆ กำลังจะหันหลังเดินออกไป แต่พอหันมาปุ๊บก็เห็นเอ็ดเวิร์ดยืนอยู่ ระวีรำไพตกใจจะร้องกรี๊ด
       “กรี...” เธอยั้งไว้ทันแล้วรีบเปลี่ยน “เฮ้ย”
       ระวีรำไพรีบหันหน้าหนี
       “จะตกใจทำไม ทำยังกับไม่เคยเห็นผู้ชายแก้ผ้า”
       ระวีรำไพกัดฟันกรอด
       “เสร็จงานแล้ว ผมไปนะครับ”
       ระวีรำไพ รีบก้มหน้าจะเดินออกไป เอ็ดเวิร์ดเรียกไว้
       “เดี๋ยว ฉันยังไม่ให้ไป แกต้องมาถูหลังให้ฉันก่อน”
       ระวีรำไพหันขวับ
       “หะ ถูหลัง”
       “ใช่”
       เอ็ดเวิร์ดขยับจะถอดผ้า เพื่อลงน้ำ
       “ไม่” ระวีรำไพรีบหันหน้าหนี “ผมไม่ทำ คุณถูของคุณเองก็แล้วกัน ผมทำให้ได้แค่นี้”
       “นี่แกกล้าขัดคำสั่งฉันเหรอ”
       “ผมไม่ได้ขัด แต่ผมแค่ไม่ทำตาม มันมากเกินไป เกินข้อตกลงที่คุยกันไว้ ผมทำให้ไม่ได้”
       ระวีรำไพหันหลังแล้วจะเดินไป เอ็ดเวิร์ดกระชากแขนมาอย่างแรง
       “ฉันไม่ให้ไป”
       เอ็ดเวิร์ดกระชากระวีรำไพกลับมา แรงเหวี่ยงทำให้เธอเซถลาแขนไปฟาดเข้ากับกาน้ำที่วางอยู่อย่างแรง
       กาน้ำกระเด็นลงพื้น ระวีรำไพแสบร้อนที่แขน
       “โอ้ย”
       กาน้ำตกลงพื้น เพล้ง น้ำร้อนกระเด็นมาโดนขาเอ็ดเวิร์ด
       “โอ้ย ร้อนๆๆ”
       เอ็ดเวิร์ดลืมตัวผลักระวีรำไพล้มลงพื้น ตัวเองรีบหันไปกระชากผ้าเช็ดตัวที่แขวนอยู่มาเช็ด ระวีรำร้องแสบร้อน
       “โอ้ย”
       เอ็ดเวิร์ดร้องไปด่าไป
       “ไอ้เด็กบ้า แกจะเอาน้ำร้อนลวกฉันใช่มั้ย หะ”
       เอ็ดเวิร์ดตะคอกด้วยความโกรธ ธราธรเดินอยู่ที่หน้าห้องเอ็ดเวิร์ด เสียงดังลอดออกมา
       “ฉันถาม ทำไมไม่ตอบ อยากจะเจ็บตัวใช่มั้ย”
       ธราธรตกใจ
       “น้องปราง”
       ธราธรรีบวิ่งพรวดเข้าไปในห้องเอ็