กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] แผนร้ายพ่ายรัก

แผนร้ายพ่ายรัก01.jpg
27-2-2013 15:12



แผนร้ายพ่ายรัก



ออกอากาศ : ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
บทประพันธ์โดย : ปิ่นปินัทธ์
บทโทรทัศน์โดย : ต้นรัก
กำกับการแสดงโดย : อดุลย์ บุญบุตร
ผลิตโดย : มาสเตอร์วัน



รายชื่อนักแสดง



รัฐภูมิ โตคงทรัพย์   รับบท   พิแสง
ภีรนีย์ คงไทย   รับบท   เขมมิก   
จารุณี สุขสวัสดิ์   รับบท   แสงสุดา   
สันติสุข พรหมศิริ   รับบท   พิสุทธิ์   
จิรายุ ตันตระกูล   รับบท   กนธี   
เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา   รับบท   เนตรนิภา   
ธีรเดช เมธาวรายุทธ   รับบท   หมอปริญ   
สุรินทร คารวุตม์   รับบท   พิทยา   
เวธกา ศิริวัฒนา   รับบท   พิศินี
สรวงสุดา ลาวัณย์ประเสริฐ   รับบท   อนงค์   
อัญชสา มงคลสมัย   รับบท   วาศินี  
พิชามญชุ์ ปทีปไพศาลสกุล   รับบท   สาวิกา   
กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล   รับบท   พิศา
สนธยา ชิตมณี   รับบท   หลอด   
ชลนที ณรงค์ชัย   รับบท   เสริม   
เพ็ญศรี ปิ่นทอง   รับบท   ชมพู่   
อุทุมพร ศิลาพันธ์   รับบท   ขนิษฐา   
เปมิกา จีรนรภัทร  รับบท  สาวิกา   
มาตรา ไพรหิรัญ  รับบท   เปี่ยมพงษ์   
อรสา พรหมประทาน   รับบท   สร้อยเพชร   
ปรินทร์ วิกรานต์   รับบท   ธรรมศักดิ์   
ศรัณย์ แก้วจินดา   รับบท   ต่อลาภ   
เพทาย พลอยมีค่า   รับบท   เพทาย   
เศรษฐา ศิระฉายา   รับบท   เจ้าสัว   
แมทธิว ดีน   รับบท   ลุทซ์   
อภิษฐา คล้ายอุดม   รับบท   ดาด้า   



เรื่องย่อ ละครแผนร้ายพ่ายรัก



      รักแท้พิสูจน์ไม่ได้ด้วยกลเกม แต่ต้องพิสูจน์ด้วยความจริงใจ
      
       “เขมมิก...หญิงสาวที่ไม่เชื่อในความรัก และมักล้อเล่นกับความรักด้วยกลเกมแผนร้ายที่เธอวางไว้…แต่เมื่อเธอพบกับรักที่ตามหามานาน แผนการไหนๆ ก็ใช้ไม่ได้ มีเพียงความจริงใจของเธอเท่านั้นที่จะพิสูจน์รักแท้”
      
       เขมมิก (ภีรนีย์ คงไทย) สาวน้อยร่างอวบที่ทุกคนต่างเรียกเธอว่า ปุ๊กลุ๊ก รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในอ้อมอกของ พี่เสือ ฉายาที่ได้มาเพราะความเจ้าชู้ ความเมามายที่ต่างฝ่ายต่างดื่มหนักในงานปาร์ตี้สังสรรค์ของนักเรียนไทยในฮัมบูร์ก เยอรมัน สภาพของทั้งคู่สามารถบอกได้ว่าเมื่อคืนหนุ่มสาวคู่นี้ผ่านอะไรกันมาบ้าง แต่แทนที่จะได้รับคำพูดที่ทำให้หายตระหนกจากฝ่ายชาย กลับได้ยินคำพูดจากปากเขาว่าเรื่องที่เกิดขึ้น “we just wanna have fun”
      
       เขมมิกให้เนตรนิภา (เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา) เพื่อนรักที่ชวนให้เธอเดินทางจากสวิสเซอร์แลนด์เพื่อมาร่วมปาร์ตี้ของนักเรียนไทยในฮัมบูร์กด้วยกันพาหนีความอับอายกลับไปที่สวิสเซอร์แลนด์โดยไม่รอเคลียร์กับคู่กรณีให้รู้สึกอับอายไปกว่านี้ เนตรนิภาปลอบใจให้เขมมิกเลิกโทษความอวบ เฉิ่ม ไร้เสน่ห์ของตัวเอง และลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองให้สวย เด้ง และเร้าใจ ชนิดผู้ชายคนไหนเห็นจะต้องลืมหายใจและลืมโลก แล้ววันนั้น ถ้าพี่เสือคู่กรณีโคจรมาพบกันอีกครั้งก็คงจำเธอไม่ได้ และเขมมิกจะกลายเป็นฝ่ายสลัดพี่เสือทิ้ง! ถ้าการเปลี่ยนแปลงของเขมมิกหยุดอยู่เพียงเท่านั้นก็คงจะไม่เกิดเรื่องวุ่นวายตามมา เพราะความแค้นที่ถูกพี่เสือทิ้ง เขมมิกจึงไม่เชื่อและไม่ศรัทธาในความรัก และนั่นก็กลายเป็นที่มาของอาชีพเสริมสุดพิสดารของเธอ คือ “วางแผนพิสูจน์รักแท้” ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แอร์โฮสเตสทั้งหลาย
      
       ครั้งแรกที่แผนร้ายของเขมมิกไม่สำเร็จ กัปตันพิทยา หรือ พี่พีท (สุรินทร คารวุตม์) ที่พร่ำบอกว่ารักจนเธอหมดหัวใจ เพราะพิทยากลับปันใจให้กับ พิศินี (เวธกา ศิริวัฒนา) ลูกสาวของประธานสายการบินที่เธอทำงานอยู่ เขมมิกวางแผนร้ายพิสูจน์รักแท้ พิทยาพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ทำให้พิศินีเชื่อใจเขามากขึ้น...เขมมิกแค้นใจ จนประกาศลั่นกับเพื่อนรัก...แค้นนี้ต้องชำระ! ในวันแต่งงานของพิศินีและกับพิทยา เขมมิกคิดล้างแค้นอดีตแฟนหนุ่มด้วยการแต่งตัวเลิศหรูชนิดที่ใครก็เดาออกว่าเธอต้องการแย่งซีนเจ้าสาว แล้วเขมมิกก็ทำสำเร็จ เธอกลายเป็นจุดสนใจของหนุ่มๆ ในงาน รวมทั้ง พิแสง (รัฐภูมิ โตคงทรัพย์) พี่ชายของพิศินี แต่เหตุผลที่พิแสงจับตามองเขมมิก นอกจากความสวยเด่นของเธอแล้ว ยังเป็นเพราะเรื่องราวที่ พิศา (กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล) น้องสาวคนเล็กเล่าให้ฟังทั้งน้ำตาว่าต้องเสียคนรักไปเพราะนิสัยประหลาดของเขมมิกที่ชอบเข้ามาป่วนทำให้คู่รักเลิกกัน พิศารู้สึกเสียหน้าและโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเขมมิก และตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขมมิกตั้งแต่นั้นมา พิแสงเกิดความระแวงว่าเขมมิกจะมาก่อความวุ่นวายในงานจึงตามประกบติดเขมมิกแจ แต่ด้วยความไม่ตั้งใจเขมมิกสะดุดชายกระโปรงตัวเอง แล้วใช้เค้กวันแต่งงานสุดอลังการของบ่าวสาวเป็นเบาะกันกระแทกก่อนถึงพื้น !!!!สิ่งเดียวที่ทำได้คือ.....แกล้งเป็นลมขณะที่พิแสงกำลังเข้ามาหาเธอมองมองแวบเห็นเป็นพี่เสือ
      
       เขมมิกถูกลงโทษด้วยการถูกพักงานโดยไม่มีการจ่ายเงินเดือน แถมตอนนี้เขมมิกเพิ่งรู้ข่าวร้ายจากขนิษฐา (อุทุมพร ศิลาพันธ์) แม่ของเธอว่า พ่อที่เสียชีวิตไปแล้วได้สร้างหนี้สินหลายล้านไว้ให้แม่เธอต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เขมมิกต้องการเงินจำนวนมากมากอบกู้วิกฤติให้กับแม่ เขมมิกก็ได้รับมอบหมายงานที่เธอแสนจะถนัดคือ “ทำลายความรัก” จาก แสงสุดา (จารุณี สุขสวัสดิ์) รองประธานสายการบิน ถ้าเป็นงานธรรมดาเขมมิกคงไม่คิดหนัก แต่ที่ทำให้เธอลังเลเพราะเป้าหมายคือ พิแสง ลูกชายคนเดียวที่ทั้งแสงสุดาและ พิสุทธิ์ (สันติสุข พรหมศิริ) บิดาของพิแสงที่หวังจะให้เขาเป็นผู้สืบทอดธุรกิจการบิน แต่การป่วยของขนิษฐาก็ทำให้ เขมมิกทิ้งความลังเลนั้นไป และตัดสินใจรับงานนี้เพื่อแลกกับเงินสามล้านบาท!
      
       ภารกิจของเขมมิกคือ ทำลายความรัก พังธุรกิจฟาร์มหมู และดึงพิแสงกลับสู่ธุรกิจสายการบิน และกลับมาแต่งงานกับ สาวิกา (พิชามญชุ์ ปทีปไพศาลสกุล ) เพื่อนสนิทของพิศา ที่เป็นลูกสาวของนักธุรกิจใหญ่ ไฮโซ แสงสุดาคิดว่าเหตุผลที่พิแสงยอมรับช่วงธุรกิจฟาร์มหมูที่พัทลุงต่อจากปู่ เพราะพิแสงหลงรัก วาศินี (อัญชสา มงคลสมัย) ลูกสาวของ อนงค์ (สรวงสุดา ลาวัณย์ประเสริฐ) แม่บ้านของฟาร์ม เพราะแสงสุดาระแวงว่าอนงค์ที่เคยคิดแย่งพิสุทธิ์เมื่อสมัยเป็นสาวรุ่นคงคิดใช้วาศินีมาล้างแค้น แย่งพิแสงลูกชายคนเดียวของเธอไป...รุ่นแม่ก็หึงเป็น!
      
       แสงสุดาไม่เคยรู้เลยว่าเหตุผลที่ทำให้พิแสงชายหนุ่มที่เคยใช้ชีวิตเสเพลเห็นผู้หญิงเป็นของเล่นผลิกผันตัวเองมาเป็นชายหนุ่มที่จริงจังและรักสันโดษ เพราะพิแสงรู้สึกผิด ที่ครั้งหนึ่งเขาได้ทำให้เด็กสาวบริสุทธิ์คนหนึ่งต้องเสียใจ เสียอนาคตเพราะเขา จึงคิดฝังความเจ้าชู้และอดีตทีเสเพลไว้ทีนี่
      
       วาศินีหญิงสาวที่ภายนอกดูเป็นคนอ่อนหวานเรียบร้อยแต่ภายในเต็มไปด้วยความ ทะเยอทะยานที่อนงค์ผู้เป็นแม่อัดไว้ให้จนเต็มแน่นก็คิดไปแล้วเช่นกันว่าเธอเท่านั้นที่จะได้เป็น “นายแม่” ของฟาร์มแห่งนี้
      
       เขมมิกเดินหน้าแผนการทำลายรักของพิแสงโดยที่ไม่รู้เลยว่าคือ เขมมิกเองต่างหากคือคนที่พิแสงรอคอย โดยมีธรรมศักดิ์ คนของแสงสุดาคอยให้การช่วยเหลือและรับสมอ้างฝากเขมมิกให้เป็นเด็กฝึกงานที่ฟาร์มของพิแสงในฐานะหลานสาวของธรรมศักดิ์ เขมมิกมุ่งหน้าสู่พัทลุงด้วยหัวใจเริงร่า ขอท้าไม่เกินสามเดือน แผนร้ายนี้ต้องสำเร็จ แล้วกลับกรุงเทพอย่างผู้มีชัย!!!
       เขมมิกก็เริ่มคุ้นว่า พิแสง คือผู้ชายที่เป็นต้นเหตุให้เธอล้มเค้กงานแต่งของพิศินีกับพิทยาและเป็นคนที่ทำให้เธอนึกถึงพี่เสือขึ้นมา แต่ไม่ว่าพิแสงจะเป็นใคร ภารกิจของเธอก็คือทำลายความรักของพิแสงและทำลายฟาร์มแห่งนี้ เรื่องทำลายฟาร์มก็ว่ายากอยู่แล้วแต่เรื่องที่ทำให้พิแสงสนใจในตัวเธอดูจะเป็นเรื่องที่ยากกว่า!
      
       ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขมมิกและพิแสงเจอกัน พิแสงก็ไม่มีท่าทีสนใจเขมมิกแถมมองเขมมิกเป็นผู้หญิงที่ไร้เสน่ห์ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา แต่เขมมิกคิดผิด แววตาของเธอทำให้พิแสงคิดถึง ปุ๊กลุ๊ก
      
       พิแสงไม่ไว้ใจเขมมิก ในขณะที่พิแสงหาทางสืบว่าเขมมิกต้องการอะไรกันแน่ พิแสงก็มอบหมายงานที่ทั้งหนักทั้งสกปรกให้กับเขมมิกเริ่มจากให้เขมมิกดูแลทำความสะอาดเล้าหมู งานถ้าเป็นงานที่ได้เงิน แค่ล้างเล้าหมูขี้หมูก็ไม่ได้เลวร้ายไปกว่าการล้างห้องน้ำบนเครื่องที่เธอเคยทำมา ไม่นานนัก...เขมมิกก็ได้รู้ว่าพิแสงคือ พี่เสือ ผู้ชายคนที่เธอไม่อยากจะเจอ!
      
       เขมมิกขอยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดกับแสงสุดา เพราะไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องสะเทือนใจและน่าอับอาย กลัวพิแสงจับได้ว่าเธอคือปุ๊กลุ๊ก ผู้หญิงซื่อโง่ที่พิแสงเคยฟันแล้วทิ้ง! แต่แสงสุดาใช้อาการป่วยของขนิษฐาเป็นเครื่องต่อรอง ทำให้เขมมิกจำต้องเดินแผนทำลายความรักของพิแสงต่อ ไป ทั้งที่เขมมิกเองเป็นฝ่ายที่หวั่นไหวและแทบจะควบคุมหัวใจตัวเองไม่อยู่ แต่หัวใจของเธอกลับไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย
      
       และไม่ใช่เขมมิกคนเดียวที่คุมหัวใจตัวเองไม่ได้ พิแสงก็คุมหัวใจของตัวเองไว้ไม่ได้เช่นกัน ยิ่งเห็นความสนิทสนมของเขมมิกกับหมอปริญทำให้พิแสงพยายามดึงตัวเขมมิกไปด้วยทุกที่ ทำให้ทั้งคู่ยิ่งมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อกัน พิแสงได้เห็นเขมมิกในมุมที่เป็นตัวตนของเขมมิก
      
       พิแสงไม่สามารถห้ามใจและความรู้สึกของตนเองได้อีกต่อไปทั้งคู่เคลิบเคลิ้มจนเกือบตกเป็นของกันและกัน ถ้าเขมมิกไม่เกิดคิดถึงคืนที่ พี่เสือ มีความสัมพันธ์กับเธอแค่ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว จึงถามย้ำให้แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังจะเกิด เกิดจากความรักหรือเพียงเพราะความต้องการ เขมมิกจึงคิดว่าพิแสงมีเพียงความใคร่กับเธอไม่ใช่ความรักและก็คงจะทิ้งเธอไปเหมือนที่ครั้งหนึ่ง พี่เสือเคยทิ้งปุ๊กลุ๊กไป เขมมิกจึงไม่ยอมตกเป็นของพิแสง
      
       พิแสงตัดสินใจเคลียร์เรื่องความสัมพันธ์ที่คลุมเครือของพิแสงกับวาศินี และขอให้วาศินีเปิดใจมองหมอปริญบ้าง วาศินีเก็บความแค้นไว้เต็มอกเพราะตลอดเวลาที่เฝ้ารักเฝ้ารอพิแสง วาศินีก็วาดฝันไปไกลเกินกว่าที่จะหยุดตัวเองได้ จากความรักเปลี่ยนเป็นความแค้น วาศินีร่วมมือกับ ต่อลาภ คนของบริษัทยูเอฟเกลี้ยกล่อมให้พิแสงเซ็นต์สัญญาร่วมทุนทั้งที่รู้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เซ็นสัญญากับยูเอฟแล้วในไม่ช้าก็มีหนี้สินท่วมตัว เขมมิกหาทางขัดขวางไม่ให้พิแสงตกเป็นเหยื่อของยูเอฟได้สำเร็จ ทั้งๆที่หนึ่งในแผนการร้ายเขมมิกต้องทำลายฟาร์ม ซึ่งเป็นคำสั่งของแสงสุดา แสงสุดามาติดตามผลงานของเขมมิกที่ล่าช้า ก็ได้พบว่าทั้งเขมมิกและพิแสงเกิดรักกันขึ้นมาจริงๆ แสงสุดาย้ำกับเขมมิกเรื่องเงื่อนไขการว่าจ้างและข้อตกลงทั้งหมด ถ้าเขมมิกไม่ออกไปจากชีวิตของพิแสงตอนนี้ เขมมิกจะต้องคืนเงินทั้งหมดที่ได้เบิกล่วงหน้าไปพร้อมดอกเบี้ย!
      
       อนงค์และวาศินีได้ยินเข้าจึงเอาความจริงทั้งหมดไปบอกกับพิแสง แต่เขมมิกเข้ามาขัดจังหวะและขอเป็นคนสารภาพทุกอย่างด้วยตัวเอง อนงค์และวาศินีคาดหวังจะได้เห็นพิแสงโกรธและขับไล่เขมมิก แต่ผิดคาด พิแสงฟังทุกอย่างอย่างใจเย็น เพราะเขาล่วงรู้แผนการร้ายของมารดากับเขมมิกมาตั้งนานแล้ว และไม่คิดโกรธเขมมิก ผู้หญิงที่ตัวเองรักและที่สำคัญเป็นคนเดียวกับที่ตัวเองเฝ้ารอมานาน 5 ปี เขมมิกตกใจที่พิแสงจับได้ตั้งแต่แรกว่าเธอคือน้องปุ๊กลุ๊ก! พิแสงตัดสินใจสารภาพเรื่องทั้งหมดกับเขมมิก
      
       ถึงแม้เขมมิกและพิแสงจะใจตรงกันและดูเหมือนทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี แต่ความโชคร้ายของเขมมิกก็เกิดขึ้นในเวลาสำคัญๆ เสมอ เพราะในระหว่างที่พิแสงขึ้นมา ประชุมบอร์ดสายการบินตามคำขอของพิสุทธิ์ ที่กรุงเทพฯ และฝากทุกอย่างในฟาร์มให้เขมมิกช่วยดูแล เขมมิกได้รับการติดต่อจากลุทซ์ เรื่องคดีหนี้สินของแม่และขอให้เขมมิกไปพบที่หาดใหญ่ วาศินีเห็นเป็นโอกาสที่จะทำให้พิแสงหมดความไว้ในใจตัวเขมมิกจึงวางยา ลิเดีย หมูแม่พันธุ์สุดที่รักและมีราคาแสนแพงของพิแสง พิแสงก็ไม่พอใจที่เขมมิกไม่อยู่ฟาร์มในช่วงเวลาที่สำคัญแบบนี้ วาศินีบอกกับพิแสงว่าเขมมิกทิ้งงานไปพบกับคู่หมั้น ประกอบกับระหว่างที่ขึ้นมาประชุม พิศาโจทย์เก่าตลอดกาลของเขมมิกก็ลากเอาบรรดาเพื่อนร่วมงานสุดแสบของเขมมิกมาให้ข้อมูลกับพิแสงถึงความเป็นสาวล่าแต้มของเขมมิก จนพิแสงเริ่มลังเลว่าเขาจะคือหนึ่งในเหยื่อของเขมมิกด้วยหรือไม พิแสงโกรธจัดตามไปที่โรงแรมที่เขมมิกจดที่อยู่ให้คนงานไว้ แล้วพิแสงก็ได้เจอภาพบาดตา...ลุทซ์ประครองเขมมิกเข้าลิฟท์ขึ้นห้องในโรงแรมไปด้วยกัน
      
       หลังจากคืนนั้นพิแสงมีท่าทีเหินห่างกับเขมมิกจนเขมมิกรู้สึกได้ เขมมิกพยายามซักถามว่าเกิดอะไรขึ้น พิแสงไม่ตอบแต่ขอให้เธอไปธุระในตัวเมืองหาดใหญ่ด้วยกัน คืนนั้นพิแสงพยายามจะมีอะไรกับเขมมิก เขมมิกกลัวว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะเป็นเหมือนคราวที่ พี่เสือ เคยทิ้งปุ๊กลุ๊กไปอีก เขมมิกจึงถามพิแสงให้แน่ใจว่าพิแสงจะยอมแต่งงานกับเธอหรือเปล่า แต่พิแสงกลับเข้าใจว่าคำถามนี้เป็นคำถามเพื่อยืนยันว่าแผนการของเธอสำเร็จแล้ว พิแสงด่าประณามเขมมิกและคิดว่าสำหรับเขมมิกแล้วพิแสงคงจะเป็นแค่แต้มหนึ่งในเกมของเธอเท่านั้น พิแสงโกรธเขมมิกมากถึงขั้นไม่ยอมให้เขมมิกกลับเข้าฟาร์มอีก พิแสงละทิ้งฟาร์มหมูกลับไปทำงานสายการบินให้มารดา โดยขอให้หมอปริญเป็นผู้ดูแลแทน เพราะพิแสงไม่อาจทนอยู่ในสถานที่ที่เป็นที่เพาะพันธุ์ความรักระหว่างพิแสงกับเขมมิกได้อีกต่อไป
      
       เแสงสุดาเรียกเขมมิกเข้าไปรับเงินค่าจ้าง 3 ล้านบาทตามที่ได้ตกลงกันไว้ และยังได้หาที่ทำงานใหม่ให้เธอในสายการบินที่มีค่าจ้างสูงลิบ ที่สำคัญยังดูแลมารดาของเธออย่างดีตามสัญญา แต่ทั้งหมดที่เธอได้มาพร้อมกับความสำเร็จคือความเจ็บปวดจนยากที่จะบรรยาย เขมมิกตัดสินใจว่าจะไม่รับงานพิสูจน์รักแท้ให้ใครอีกต่อไป
      
       เขมมิกได้พบกับพิทยาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ในบทบาทของกัปตันหนุ่มแต่เป็นผู้บริหารระดับสูงของสายการบินที่แสงสุดามอบให้เป็นการรับขวัญ โดยหารู้ไม่ว่าพิทยาคือลูกชายคนเดียวของหุ้นส่วนของบูทิคแอร์ไลน์ที่แสงสุดาและพิสุทธิ์เคยร่วมทุนด้วย แล้วเกิดหักหลังกันจนล้มละลาย พ่อของพิทยายิงตัวตายหนีปัญหา พิทยาจึงหาทางใกล้ชิดจนได้แต่งงานกับพิศินีเพื่อต้องการแก้แค้นและเอาทุกอย่างคืนกลับมา เขมมิกหาทางเตือนแสงสุดาเรื่องพิทยาแต่ไม่มีใครเชื่อ หลังจากที่พิแสงเข้ามานั่งแท่นผู้บริหารสายการบิน ทำให้ตรวจพบความผิดปกติเรื่องพิทยา ทำให้ทุกคนคิดถึงคำเตือนของเขมมิก
      
       พิศินีจึงตัดสินใจขอหย่ากับพิทยา ต่อให้รักมากสักเพียงไหน แต่ถ้าคนรักใช้ตัวเองเพื่อผลประโยชน์โดยปราศจากความจริงใจ พิศินีก็พร้อมที่จะถอนตัว แม้จะต้องเจ็บปวดมากสักเพียงใด พิแสงทำงานต่อไปแม้ผลงานจะดีเลิศแต่ก็กลายเป็นคนเย็นชาตายซากไร้หัวใจลงไปทุกวัน แม้แต่สาวิกาที่พิแสงยอมคบหาด้วยเพื่อความสบายใจของแสงสุดายังดูออกว่าพิแสงไม่มีหัวใจให้ใครอีกแล้วนอกจากเขมมิก สาวิกาจึงขอสละตำแหน่งว่าที่ภรรยามาเป็นน้องสาวอีกคนของพิแสงดีกว่า
      
       พิสุทธิ์เตือนแสงสุดาว่าจะยอมทนเห็นลูกอยู่อย่างคนไร้หัวใจหรืออย่างไร ความสุขของลูกคือความสุขของคนเป็นพ่อเป็นแม่ แสงสุดาจึงยอมให้พิแสงทำตามใจตัวเอง แต่พิแสงยังมีทิฐิไม่ยอมออกตามหาเขมมิก จนได้ข่าวว่าเครื่องบินของลำที่เขมมิกเป็นแอร์บนเครื่องเกิดตกในทะเล พิแสงเสียใจแทบคลั่งเพราะคิดว่าเขมมิกตายแล้ว จนเมื่อได้พบกับเนตรนิภา พิแสงจึงได้รู้ความจริงว่าเขมมิกยังมีชีวิตอยู่ พิแสงตามไปที่บ้านของลุทซ์เพราะคิดว่าเขมมิกกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับลุทซ์ พิแสงใช้วิธีเดียวกับเขมมิกคือพังเค้กงานแต่งหวังล้มงาน โดยหารู้ไม่ว่างานแต่งที่เนตรนิภาหมายถึงคืองานแต่งของพี่สาวลุทซ์ไม่ใช่ของเขมมิกกับลุกซ์อย่างที่เข้าใจ ฝั่งฟาร์มเพื่อนเกษตร อนงค์ผลักดันให้ วาศินี เข้าหาหมอปริญ แต่หมอปริญรู้ทันหลังตาสว่าง ทำให้อนงค์และวาศินีผิดหวัง และต้องย้ายออกไปจากฟาร์มเพื่อนเกษตร เพราะตำรวจมาเชิญตัว
      
       พิแสงขอให้เขมมิกกลับมาเป็นนายแม่ของฟาร์มเพื่อนเกษตร จะยกหมูพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ทั้งหมดให้เขมมิกดูแล รวมทั้งพ่อพันธุ์ที่ชื่อพิแสงคนนี้ด้วย เขมมิกเองก็ได้รู้แล้วว่าการล้อเล่นกับความรัก หรือใช้เล่ห์กลโกง มันไม่ทำให้ได้มาซึ่งความรักใดๆ เลย แต่ความจริงใจและรักแท้ต่างหากที่ทำให้สมหวังในความรักได้
      
       เขมนิกจึงตกลงรับตำแหน่งนายแม่ของฟาร์มเพื่อนเกษตร และรับพ่อพันธุ์ที่ชื่อพิแสงเอาไว้ในหัวใจ...ตลอดไป
      

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครแผนร้ายพ่ายรัก

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       บรรยากาศภายในห้องนั้นดูร้อนเร่าขึ้นมาทันตา ด้วยรองเท้าส้นสูงสีสดดีไซน์เปรี้ยวเฉี่ยวของสาวนางหนึ่ง ซึ่งสวยเด่นรับกับเรียวขาเนียนงามที่พาดไขว่ห้างบนโซฟายาวเดย์เบดกลางห้อง
      
       หญิงสาวหน้าตาสวยเฉี่ยวสไตล์ลูกครึ่ง รูปร่างระหงคนนี้เธอคือ เขมมิก และกำลังหัวเราะด้วยน้ำเสียงประชดประชัน ขณะนั่งไขว่ห้างอยู่ที่มุมซ้ายบนโซฟายาวหรูหรา
       “รักแท้น่ะเหรอ...บอกหน่อยเหอะ จะหาได้จากใครบนโลกใบนี้”
       เขมมิกหันไปมองซ้ายมือของตัวเองด้วยท่าทีเยาะหยัน
       “เกิดมาจนจะยี่สิบห้า...ยังไม่เคยเจอจากผู้ชายสักคน”
       พิแสง ชายหนุ่มหน้าตาดีนั่งอยู่ที่มุมขวาของโซฟายาว เขามองผู้หญิงตรงด้วยสีหน้าเงียบขรึม
       “คิดว่ามีแต่ผู้หญิงเท่านั้นหรือไง ที่รักใคร รักจริง” พิแสงบอก
       จากนั้นวิวาทะของเขาและเธอก็ดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อน เชือดเฉือนทุกวลี ไม่มีใครยอมใคร
       “ก็เห็นมีแต่ผู้ชายที่หลายใจ ไม่ซื่อสัตย์”
       “เปอร์เซ็นต์ชายหญิงที่ไม่ซื่อสัตย์ หรือรักมั่นคง...มันก็เท่าๆ กัน อยู่ที่หวยจะไปออกที่ใคร” พิแสงบอก
       “แน่ใจ?”
       “ใช่...ผมยังคงเชื่อมั่นว่าสักวัน ผมต้องเจอ”
       “ถ้าเจอแล้วไง?”
       “ผมจะไม่ยอมให้หลุดมือไป....อีก”
       “เหรอ...งั้นถามคำเดียว สั้นๆ”
       พิแสงหันหน้ามามองเขมมิกด้วยความแปลกใจ
       “จะรักกันนานแค่ไหนเชี้ยว!” เขมมิกเอ่ยถาม
      
       กรุงเทพฯ ยามราตรี เสียงเพลงจังหวะเร้าใจจากด้านในผับอันเร่าร้อน ซึ่งพอเดินเข้าไปก็เห็นว่าคราคร่ำเต็มไปด้วยนักเที่ยวทั้งหญิงและชาย บรรดาโคโยตี้สาว เต้นยั่วยวนชวนมองบนเคาน์เตอร์ที่เตรียมไว้โดยเฉพาะ เขมมิกวาดลีลาเต้นอย่างเร่าร้อนตามจังหวะเสียงดนตรีอยู่ที่มุมหนึ่งกับเนตรนิภา เพื่อนสาวของเขมมิกที่กำลังขยับเต้นเบาๆ ราวกับกลัวฟลอร์จะแตก
      
       ณ หน้าคอกหมูในฟาร์มเพื่อนเกษตร พิแสงตวาดลั่น
       “ไม่สะอาด ไม่ต้องนอน!”
       หลอดสะดุ้งเฮือกและหน้าจ๋อยทั้งๆ ที่ถืออุปกรณ์ทำความสะอาดอยู่คามือ เขาค่อยๆ ยิ้มหวานสุดๆ ประจบพิแสง
       แต่ถูกพิแสงตะคอก “ไม่ต้องมายิ้ม!”
       หลอดเบะหน้าจะร้องไห้
       “ไม่ต้องร้องไห้!”
       “งั้นหัวเราะได้มั้ยครับ นายหั้ว”
       “หลังจากฉันไล่แกออก”
       หลอดหัวเราะเหมือนบ้าไปแล้ว “วะฮ่ะๆๆๆๆ” แล้วหลอดก็สลับมาร้องไห้ “ฮื้อ...”
       “แต่ถ้าไม่อยากถูกไล่ออก ฟัง!”
       “ครับผ้ม”
       “แหกตามองผลงานตัวเองซิ ไอ้หลอด”
       หลอดมองไปรอบๆ คอกหมูที่เต็มไปด้วยมูลหมูทั้งเก่าและใหม่
       “ของเก่าก็ล้างไม่หมด นี่ล่อของใหม่เข้าไปอีก ถ้ายังทำงานชุ่ยๆอีก ฉันจะเอาขี้หมูละเลงหัวแกสักวัน”
       หลอดปาดเหงื่อ พิแสงตวาดต่อ
       “พอคอกสกปรก มีของเสียหมักหมม มันก็มีกลิ่นเหม็น น้ำเน่าเสีย แมลงวันก็เยอะ กลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค ความสะอาดเป็นเรื่องสำคัญพื้นฐานของฟาร์ม สอนไม่จำ” ท้ายประโยคพิแสงเผลอพูดสำเนียงใต้เวลาโกรธ “พั่นปรื๊อถี่ส้อนมั้ยจ๋ำหะ พวกมึ้งนี้!”
       “อั๊ยย่ะ แหลงใต้พันนี้ รู้เลยว่าโกรธอย่างแรง”
       “รู้แล้วก็ทำสิวะ”
       หลอดรีบทำความสะอาดคอกหมู เสริมวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
       “นายหัวครับ นายหัว...”
       “อะไร”
       “แม่หมูตัวใหม่ที่สั่งจากเดนมาร์ก มันล้มแล้วครับ” เสริมบอก
       “ล้ม!”
       พิแสงตกใจ รีบวิ่งนำหน้าออกไปเร็วรี่ หลอดกับเสริมรีบวิ่งตามไป
      
       เขมมิกเปลี่ยนท่าเต้นที่เร่าร้อนกว่าเดิม เนตรนิภายืนมองเพื่อนแล้วก็อ้าปากหวอเพราะรู้สึกว่าเขมมิกเต้นแรงมากพร้อมส่งสายตามองหาใครบางคน
       พิศา สาวิกา และเพทายแฟนหนุ่มของพิศาเดินเข้ามานั่งที่มุมหนึ่งในผับ เขมมิกหันไปเห็นพอดีจึงกระทุ้งสีข้างของเนตรนิภาที่กำลังดูดเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์อย่างเพลิดเพลินอยู่
       “เนตร!”
       “อะไร!”
       “ที่สามนาฬิกา” เขมิกทำสายตาชำเลืองไปทางขวามือ
       เนตรนิภาหันไปทางซ้ายมือ “ไหน”
       “ทางนี้!”
       เขมมิกจับตัวเนตรนิภาหันไปทางขวา
       “โอย...ฝึกผ่านมาได้ไงเนี่ย”
       “ฉันฝึกมาเพื่อใช้ในสถานการณ์อื่น ไม่ใช่มาอ่อยผู้ชายแบบแก!” เนตรนิภาว่า
       “ก็น่าอ่อยนะเว้ย...” เขมมิกบอก
       เขมมิกมองไปที่เพทาย หนุ่มหล่อไฮโซที่อยู่ข้างพิศาและแสดงความหวานด้วยการจับมือพิศาและหอมตลอดเวลา
       “เอายัง..จะได้รีบกลับ” เนตรนิภาถาม
       “เฮ้ย...บิวท์หน่อยสิ...” เขมมิกบอก
       “อย่างแก ยังต้องบิวท์อีกเหรอ”
       “เฮ้ย..แต่ฉันก็อายเป็นนะแก”
       เขมมิกยกแก้วน้ำส้มขึ้นซดรวดเดียวหมด ก่อนจะวางแก้วอย่างแรงด้วยท่าทางกึ่มๆ
       “เคลิ้ม...” เขมมิกลากเสียงยาว “ได้ไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์...ทีนี้..ก็พร้อม..ออกตัวเบาๆ”
       เขมมิกเต้นแรงเลื้อยเข้าไปหาฝูงชนเพื่อจะเลื้อยต่อไปให้ไปเต้นอยู่หน้าเพทายให้ได้
       เนตรนิภาหันไปดูดน้ำหวานต่อ แต่แล้วก็ถูกเขมมิกดึงแขนออกไปอย่างแรงโดยไม่ทันตั้งตัว
      
        “ว้าย!!”


  


       ทางด้านพิแสงกำลังขบกราม ขณะคลุมผ้าให้กับแม่หมูที่เพิ่งล้ม โดยมีหลอดกับเสริมยืนอยู่ข้างๆ
      
       “หมอปิ๊นมาหรือยัง” พิแสงถาม
       “อีกสักพักก็คงถึงครับ” หลอดบอก
       “หมอปิ๊นสรุปผลยังไง ทำรายงานส่งด้วย ไปเตรียมลังน้ำแข็งให้พร้อม รอหมอตรวจแล้วก็ส่งศูนย์วิจัย อ้อ เอารายงานของหมอแนบตอนแจ้งปศุสัตว์อำเภอด้วย อย่าลืมเหมือนคราวที่แล้ว พวกแกช่วยจัดการที”
       พิแสงพูดจบก็ลุกขึ้นอย่างอ่อนแรงแล้วเดินออกไป เหมือนไม่อยากจะรับรู้อะไรอีก หลอดกับเสริมมองตามพิแสงอย่างเห็นใจ
      
       เขมมิกจงใจเต้นและส่งยิ้มให้เพทาย เพทายตัวแข็งเพราะอึ้งกับความเจ้าเสน่ห์ของเขมมิก เขมมิกทำไม่รู้ไม่ชี้ ยังคงเต้นต่อไป แต่ส่งสายตาให้เพทายเป็นระยะๆ เพทายเริ่มนั่งไม่ติด เขายกเครื่องดื่มขึ้นดื่ม พิศาสังเกตเห็นเพทายมีอาการผิดปกติก็ถาม
       “เป็นอะไรคะเพทาย”
       “เอ่อ..ร้อนจ๊ะ” เพทายตอบ
       “ร้อนแบบนี้...ร้อนอะไรคะแฟนคุณเพื่อน” สาวิกาถาม
       “ร้อนเพราะได้อยู่ใกล้พิศาแฟนคนสวยไง”
       “ให้มันจริงเหอะ อย่าร้อนเพราะชะนีแถวนี้ก็แล้วกัน”
       “ไม่มีทาง ผมรักคุณคนเดียว ไม่เคยหวั่นไหว” เพทายบอก
       “แล้วถ้าหวั่นไหวล่ะ” พิศาลองใจ
       “ให้เชือดเลยอ่ะ”
       ทันใดนั้น เขมมิกก็ขึ้นไปเต้นบนโต๊ะด้วยความเมามันแข่งกับโคโยตี้ในร้าน
       ทุกคนครางฮือ พิศา สาวิกา และเพทายมองเป็นตาเดียว เนตรนิภาเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง...
       “แรงได้อีก เพื่อนฉัน”
       เขมมิกเต้นเมามัน เธอเอาผ้าพันคอมาเป็นอุปกรณ์ประกบการเต้น ก่อนจะโยนไปคล้องคอเพทายแล้วดึงเข้ามา หน้าประชิดหน้า ทุกคนร้องฮือ พิศามองตาเขม็ง เขมมิกปรายตามองพิศาอย่างท้าทาย พิศาสะบัดหน้าใส่แล้วหันไปมองเพทาย
       “ขอโทษนะครับ ผมมากับแฟนครับ ดุด้วย” เพทายบอก
       “อุ๊ย...มีแฟนแล้ว...เสียดายอ่ะค่ะ!!” เขมมิกบอก
       พิศานิ้มเยาะให้กับเขมมิก เขมมิกไม่ยอมแพ้ดึงคอเพทายเข้ามาแล้วพูด
       “งั้น..ไว้แฟนเผลอแล้วเจอกันนะคะ” เขมมิกจูบแก้มเพทายหนึ่งที
       ทุกคนร้องกรี๊ด พิศาเนื้อเต้น เขมมิกยิ้มเย้ยให้พิศาอีกครั้ง พิศาหึงจัดจึงกระชากเพทายที่เคลิ้มมากกลับมา เขมมิกเต้นอย่างร้อนแรงและยิ่งเพิ่มดีกรีมากขึ้นไปอีก เสียงเพลงยิ่งเร่ง beat เพทายมองแล้วก็ยิ่งหวั่นไหว ส่วนพิศาทั้งโกรธทั้งหึง เขมมิกยั่วยวนเต็มที่
      
       เครื่องเล่นเพลงกำลังเล่นเพลงเบาๆ พิแสงเดินเข้ามาจะปิดเพลงแต่แล้วก็ชะงักหันไปด้านหนึ่ง ลูกหมูกำลังเคลิ้มจะหลับบนที่นอนที่น่ารัก
       “แหม เคลิ้ม...” พิแสงลากเสียงยาว “เชียวนะ ปุ๊กลุ๊ก ปิดดีกว่า”
       ปุ๊กลุ๊กลุกขึ้นทันที
       “ไม่ปิดก็ได้” พิแสงบอก
       ปุ๊กลุ๊กลงนอนต่อ
       “ปิดดีกว่า”
       ปุ๊กลุ๊กลุกขึ้นอีก
       “ไม่ปิดก็ได้”
       คราวนี้ปุ๊กลุกไม่ลงไปนอนแต่กลับยืนจ้องพิแสงเขม็ง
       “โกรธแล้วเหรอ...ตะเอง...อย่าโกรธสิ เป็นหมูของนายหัวพิแสงต้องอดทน เข้าใจมั้ย”
       พิแสงเข้าไปอุ้มปุ๊กลุก
       “อย่างอนสิ..แต่ๆๆๆๆ”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น
       “ไม่ได้ล็อก!!” พิแสงบอก
       วาศิณีในชุดสวยหวานเปิดประตูเข้ามา
       “นายหัวคะ”
       พิแสงแปลกใจจึงวางหมูลงแล้วพูดเสียงเข้มทันที “น้ำหวาน...มาทำไม ดึกๆ ดื่นๆ”
       วาศิณีทำท่าขวยเขิน “คือว่า...”
       ทันใดนั้นกนธีก็พรวดเข้ามาพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้ามากมายทำเอาวาศิณีกระเด็น แต่วาศิณีก็ยังรักษาฟอร์ม
       “มาค้างกับแกคืนนี้เลยละกันวะ พิแสง” กนธีบอก
       “ไอ้ธี!”
       “ขอบคุณมากครับ คุณน้ำหวาน เสร็จธุระของเลขาสาวสวยผู้ช่วยนายหัวพิแสงแล้ว ตอนนี้ได้เวลาผู้ชายๆจะฟิชเจอริ่งกันแล้วครับ ราตรีสวัสดิ์ ไม่ต้องกวนนะ” กนธีพูด
       กนธีปปิดประตูใส่หน้าวาศิณีทันที
      
       วาศิณียืนงงอยู่หน้าห้องพิแสง
       “ผู้ชายจะฟิชเจอริ่งกัน..แปลว่าอะไรอ่ะ...” วาศิณีหน้าเหวอแล้วก็ร้องลั่น “แม่!”
      
        วาศิณีรีบวิ่งออกไป


  


       เขมมิกเปิดประตูผับออกมากับเนตรนิภาด้วยความโล่งอก ทั้งสองหันมาหัวเราะสะใจก่อนจะตบมือกัน
      
        “ฮิ้ว!!!”
        “แกเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นป่ะ” เขมมิกถาม
        “ตางี้แทบถลนออกมานอกเบ้า จะกินแกให้ได้..” เนตรนิภาบอก
        “ก็คนมันน่ากิน”
        เนตรนิภากับเขมมิกร้องพร้อมกัน “ฮิ้วววววว!!!”
        “แต่.....ทำไม...เงียบไป ไม่มีสัญญาณตอบรับจากผู้ชายที่แกอ่อย”
        “รอสักครู่ ไม่มีคำว่าพลาดในอาเจนด้าของเขมมิก...”
        เขมมิกดีดนิ้ว
        “หนึ่ง..สอง...สาม..โอเค!”
        ทันใดนั้นเพทายก็เปิดประตูผลัวะตามออกมาอย่างกลัวพิศาตามออกมาเห็น เขมมิกและเนตรนิภาหันมาสบตากัน เนตรนิภาเดินเลี่ยงหายออกไปทันที
        เขมมิกแกล้งทำเป็นแต่งหน้าเหมือนมองไม่เห็นเพทาย แล้วค่อยหันมาชนเพทาย “ว้าย!!!”
        “ระวังครับคุณ...”
        “โอ๊ย..ล้มค่ะล้ม”
        เนตรนิภาแอบดูอยู่ใกล้ๆ ทำท่าแหวะ “สตรอเบอรรี่ชีสเค็กได้อีก...”
        เพทายเข้าไปประคองเขมมิกได้ทันเวลาก่อนที่เขมมิกจะล้มลงไปจริงๆ เขมมิกแอบโล่งอกแล้วจงใจหันหน้าไปแนบชิดหน้าของเพทาย “อุ๊ย...”
        ทั้งสองตาต่อตามองจ้องกัน เขมมิกกะพริบตาถี่ๆ แล้วหายใจเต้นแรง เพทายจ้องหน้าเขมมิกแบบหายใจไม่ทั่วท้อง
      
        เขมมิกแกล้งเดินกะเผลกมาโดยมีเพทายเดินประคอง เนตรนิภาทำเป็นโทรศัพท์แอบดูอยู่ใกล้ๆ
        “ปล่อยได้แล้วนะคะ เดี๋ยวแฟนที่ดุมากของคุณจะไม่พอใจถ้ามาเห็นเข้า” เขมมิกบอก
        “เขาไม่รู้หรอก...ตอนนี้กำลังสนุกอยู่กับเพื่อนอยู่ข้างใน”
        “อย่าบอกนะคะ ว่าแฟนเผลอแล้วออกมาเจอดาว”
        “คุณดาว...ชื่อเพราะดีนะครับ เข้ากับหน้าตา เจิดจรัส เหมือนดาวที่ส่องสว่างอยู่กลางท้องฟ้า”
        เขมมิกทำเป็นเขินแต่แอบทำท่าอ้วก
      
        พิแสงและกนธีนอนดูดาวด้วยกันอยู่
        “ดาวสวยดีนะ...” พิแสงบอก
        “อืม...แต่สวยน้อยกว่าน้องน้ำหวานเมื่อกี้” กนธีว่า
       พิแสงเปลี่ยนเรื่อง “แล้วรีสอร์ทแก ใครดูแล”
        “มีลูกจ้างไว้ทำไมวะ ถ้าฉันไปไหนบ้างไม่ได้เลย”
        “แต่แกเป็นเจ้าของ ควรดูแลธุรกิจอย่างใกล้ชิด”
        “แบบแกน่ะเหรอ”
        “เออ”
        “อย่างแก เขาเรียกว่า...ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่ลืมหูลืมตา ไม่มองว่าใครที่อยู่ใกล้ๆและพร้อมจะเป็นแฟน”
        “อย่านอกเรื่อง และอย่าหลอกด่า”
        “ไม่ได้หลอก ด่าเลย..เฮ้ย..พิแสง แกเคยสนุกสนานกับชีวิตติดจะเป็นเพลย์บอยด้วยซ้ำ แล้วเกิดอะไรขึ้น กลับมาจากเมืองนอกก็กลายเป็นฤาษีปลีกวิเวกแบบนี้..เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลัง..” กนธีจะพูดว่าตีน
        พิแสงรีบตัดบท “พอ!”
        “สงสารน้องน้ำหวาน”
        “เลขาฉันเกี่ยวอะไร”
        “เค้าอยากเกี่ยวกับแกเต็มแก่ ดูไม่ออกหรือไง”
        “ดูออก แต่ไม่สน”
        “บ๊ะ!”
        “เลิกพูดเรื่องนี้ ไม่งั้น จะให้ไปนอนกับไอ้ทีเด็ด”
        เสริมกับหลอดวิ่งหอบหน้าตาตื่นเข้ามา
        “นายหัวครับนายหัว”
        “เรื่องใหญ่หลาวครับนายหัว” เสริมว่า
        “อะไรของพวกแกอีกวะ ไม่มีเรื่องสักวัน จะได้มั้ยเนี่ย อย่าบอกนะว่ามีตัวไหนตายอีก”
        “ไม่มีตัวไหนตายหรอกครับ” หลอดบอก
        “แล้วไป”
        “แต่หายตัวไปครับ” เสริมบอก
        “โอยยย โอ๊ย!!!” พิแสงกลุ้มใจ
      
        เขมมิกเอียงอาย เธอมองมือที่ถูกเพทายกุมเอาไว้ไม่ปล่อย
        “ดาวเป็นผู้หญิงนะคะ ทำแบบนี้ อายเค้า”
        “อายแล้วจะได้เหรอครับ” เพทายถาม
        “อุ๊ย ได้อะไรคะ”
        “ได้เบอร์มือถือคุณไง เบอร์อะไร บอกผมหน่อยได้มั้ย ผมอยากคุยกับคุณ”
        เสียงพิศาดังขึ้น “เอาเบอร์หกไปก่อนมั้ย ไอ้แฟนชั่ว!”
        พิศาเงื้อรองเท้าส้นสูงของตัวเองสุดแขน สาวิกายืนตะลึงเพื่อนอยู่ข้างๆ
        “ดาร์ลิ้ง!!” เพทายตกใจ
        สาวิการีบห้าม “อย่านะ คุณเพื่อน!!”
        เขมมิกเองก็ตกใจที่พิศามาแรงมาก พิศาไม่ฟังฟาดรองเท้าเปรี้ยงใส่เพทาย
        เพทายลงไปทรุด “โอ๊ยยยยย!!!”
        พิศาหันไปอาละวาดเขมมิกต่อ
        “แก...จะเอาให้ได้ใช่มั้ย!!” พิศาตบเขมมิกดังเปรี้ยง!
        เขมมิกกระเด็นออกไป “โอ๊ยยย”
        “เฮ้ย ไอ้เขม!!!” เนตรนิภาตกใจ
        พิศาเดินตาม สาวิกาก็ตาม เนตรนิภาเดินตามไป ทิ้งเพทายที่งงๆ ท่ามกลางนักเที่ยวที่พากันมุงดู พลางหัวเราะ และเม้ามอย เพทายรู้สึกอายมาก สาวิกาวิ่งกลับเข้ามา
        “ยังไปไหนไม่ได้นะคะคุณเพทาย คุณเพื่อนพิศาให้วิกามาคุมตัวคุณรอสำเร็จโทษค่ะ ขอโทษนะคะ”
        สาวิกาล็อคคอเพทายด้วยความจำใจแต่ก็เต็มที่มาก
        “ฮึบ!”
      
        “โอ๊ย...หาย..ใจ...ไม่...ออก” เพทายบ่น


  


       พิศาวิ่งตามเขมมิกที่วิ่งออกมาหน้าผับ เนตรนิภาวิ่งตามมา
      
       “แกอย่าหนีนะ!!”
       เนตรนิภาบอกพิศา “หยุดเถอะค่ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”
       เขมมิกวิ่งออกมาหน้าผับได้ก็หันไป จากสายตาของแมวเชื่องกลายเป็นเสือสาวพร้อมเอาเรื่องพิศา
       “ไม่ได้หนี แต่เปลี่ยนที่!!!” เขมมิกบอก
       “ดี ฉันจะได้ตบแกถนัดๆ”
       พิศาเงื้อมือเข้าหาเขมมิก เขมมิกยกขาถีบสวนออกไปก่อนจนพิศากระเด็น
       “โอ๊ยยย แกถีบฉัน!!!”
       “ก็เออสิ..มาตบฉันก่อนทำไม”
       เนตรนิภาเข้าไปช่วยพยุงพิศา “ก็เตือนแล้วนะคะ แต่ฟังเอง ว่าให้หยุดๆ”
       “ไม่ต้องมาช่วย!” พิศาตวาด
       “ก็ได้....” เนตรนิภาปล่อยทันที
       พิศาร่วงลงไปอีก “โอ๊ย...ปล่อยฉันทำไม! เจ็บก้นนะ!”
       “เอ๊า ก็บอกว่าให้ปล่อย ก็ปล่อยสิคะ”
       “แก กวนประสาทฉัน!”
       เขมมิกเสียงเขียว “นี่! หยุดพล่านซะทีเหอะ ยัยคุณหนูเอาแต่ใจ คนที่เธอควรจะเหวี่ยงคือแฟนตัวดีของเธอโน่น ไม่ใช่พวกฉัน ฉันแค่ทำงานของฉัน และก็ถือว่าประสบความสำเร็จด้วย เพราะฉะนั้น จ่ายมาหมื่นห้า ค่าจ้างทดสอบ
       ความมั่นคงของแฟนเธอ”
       เพทายที่ถูกสาวิกาล็อคคอออกมาถึงกับตกใจ
       “อะไรนะ...”
       “ใช่! แฟนคุณจ้างฉันให้มาอ่อยคุณ...เพื่อพิสูจน์ว่าระหว่างคุณกับเขาจะรักกันมากแค่ไหนเชี้ยว...!! และผลก็ออกมาอย่างที่เห็น”
       “คุณมัน....ไอ้ผู้ชายหลายใจ ไม่รักจริง เห็นสาวๆสวยๆ ซึ่งอาจจะน้อยกว่าฉัน” เนตรนิภาว่า
       เขมมิกขัดจังหวะเนตรนิภาแบบไม่พอใจที่เนตรนิภาข่ม “เฮ้ย....”
       “ขอโทษ สวยเท่ากัน...” เนตรนิภาด่าต่อ “เห็นสาวๆสวยๆเป็นไม่ได้ ระริกระรี้”
       “หางกระดิก นิ้วกระดกเตรียมกดเบอร์โทรหา สารเลว!!!” เขมมิกว่า
       “กรี๊ดดด พอแล้ว ไม่ต้องด่า ฉันด่าได้คนเดียว!” พิศาปรี๊ดแตก
       “ผมไม่ได้....”
       สาวิกากระตุกแขน ทำให้รัดคอเพทายแน่นขึ้น “ไม่มีใครถามค่ะคุณเพทาย คนผิดไม่มีสิทธิ์แก้ตัวค่ะ เพราะคาหนังคาเขา”
       “บอกว่าไม่ต้องด่าเพทายไง ฉันด่าได้คนเดียว”
       “เออ งั้นก็ไปให้โอวาทกันทีหลัง จ่ายมาก่อน !” เขมมิกบอก
       “ฉันไม่จ่าย!” พิศาว่า
       “อ้าว!!!!”
       เขมมิกเตรียมเอาเรื่องพิศาทันที แต่พิศาไม่ครั่นคร้าม ท่ามกลางความหวาดวิตกของเนตรนิภาและสาวิกาที่มองตาปริบๆ ด้วยความเสียวไส้ แล้วเขมมิกก็ย่างเข้าหาพิศา จากนั้นเธอก็ปล่อยหมัดตรงเข้าใส่หน้าของพิศาดังเปรี้ยง!!!!
      
       เขมมิกเดินหงุดหงิดมาที่รถที่จอดอยู่ที่ลานจอดรถ เนตรนิภาเดินหน้าซีดตามมาติดๆ
       “เฮ้ย...จะดีเหรอ เขม นั่นมัน...ลูกสาวคนสุดท้องของเจ้าของบริษัทเรานะเว้ย”
       “แคร์ที่ไหน...ต่อให้เป็นเทวดาฉันก็ไม่สน ฉันไม่ชอบคนผิดคำพูด!” เขมมิกว่า
       เขมมิกนึกถึงพิศาแล้วก็ยิ่งหงุดหงิด
      
       พิศาร้องกรี๊ดในสภาพทรงผมยับเยิน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยลิปสติก
       “กรี๊ดดดด!! นังเขมมิก ฉันเกลียดแก!!!”
       เพทายเดินเข้ามา “ผมก็เกลียดคุณ พิศา”
       “อะไรนะ...”
       “คุณร้ายกว่าที่ผมคิด แถมตอนนี้...ยังดูน่าเกลียด ไม่ใช่สิ ดูไม่ได้ต่างหาก”
       “นี่! ตัวเองเป็นคนผิด ไม่ต้องมาโบ้ย!” พิศาว่า
       “ถึงจะไม่มีเรื่องคืนนี้เกิดขึ้น ผมก็ตั้งใจจะบอกเลิกคุณอยู่แล้ว”
       พิศาช็อก “หา!!!”
       สาวิกาเข้ามาได้ยินพอดีก็ตกใจ “อุ๊ย....”
       “ผมเบื่อที่คุณคุมผมแจ ไม่มีที่ว่างให้ผมได้หายใจ”
       สาวิกาเสริม “โอ๊ย อย่าหวังค่ะ ให้ว่างก็ตอนเข้าไปทำธุระหนักในห้องน้ำเท่านั้นค่ะ”
       “ชอบออกคำสั่ง ทำเหมือนผมไม่มีสมอง” เพทายพูดต่อ
       สาวิกาเสริม “ไม่มีใครฉลาดเท่าคุณเพื่อนเค้าหรอกค่ะ คนอื่นต้องโง่ไม่งั้นไม่คบ”
       “ผมเป็นแฟนนะ ไม่ใช่ทาส”
       “ทาสรักไงคะ” สาวิกาเสริม
       เพทายตะคอกใส่สาวิกา “เสร่อ! ไปให้พ้นเลย !”
       สาวิกาตกใจจึงรีบวิ่งออกไป “ค่ะ ไปค่ะ”
       “ผมขอเลิกกับคุณ ต่อไปนี้ ต่างคนต่างเดิน ผมจะไม่ขอเกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่มีแต่ความสวยแต่ไม่อร่อยอย่างคุณอีก!”
       เพทายเดินออกไปโดยทิ้งให้พิศายืนช็อกก่อนจะแหกปากลั่น
      
       “นังเขมมิก ฉันจะฆ่าแก แกทำให้เพทายบอกเลิกกับฉัน นังเขมมิก!”

      
       เขมมิกยังหงุดหงิด
      
       “โอ้ย!!! ดูสิ เสียเวลา เสียเหงื่อ แถมยังถูกเบี้ยวเงินอีก ครั้งแรกที่ฉันโดนเบี้ยวนะเนี่ย โอ๊ยยยย เสียประวัติชิบเป๋ง”
       “เฮ้ย..แต่นั่น ลูกสาวเจ้าของบริษัทเรานะ..เฮ้ย”
       “ยังจะพูดประโยคนี้อีกนานมั้ย”
       “เฮ้ย...ไม่คิดไม่ได้นะ...ถูกไล่ออกนะ...เฮ้ย”
       “ไม่มีทาง...ไม่ได้บกพรองในหน้าที่ ถ้าไล่ฉันออก ฉันฟ้องกรมแรงงาน”
       “เฮ้ย.....”
       เขมมิกตัดบท “ไม่ต้องเฮ้ยแล้ว ขึ้นรถ”
       เนตรนิภาขึ้นรถไปทันที เขมมิกขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างสวิงสวายมาก
       “เฮ้ย...ช้าๆสิ ฉันยังไม่อยากตายก่อนเจอเนื้อคู่นะเฮ้ย....” เนตรนิภาว่า
       “แกหาแฟนผู้หญิงเหอะ ตอนนี้เหลือตกถึงท้อง มีแต่ผู้ชายเลวๆ หรือไม่ก็พวกเก้งกวาง ฟังเพลงดีกว่า”
       เสียงเพลงจากวิทยุดังกระหึ่มขึ้น พระจันทร์ลอยเด่นท่ามกลางดวงดาวระยิบระยับ
      
       พิแสงยืนเคร่งเครียดเพราะไม่พอใจ
       “ไอ้ทีเด็ด!”
       “นายอย่าโกรธมันเลยครับ” หลอดบอก
       “ไอ้ทีเด็ดมันน่าสงสาร” เสริมว่า
       “น่าสงสาร สงสารมันทำไม มันหนีออกไปกี่ครั้งแล้ว หา!!!” พิแสงโมโห
       พิแสงมองไปยังคอกหมูที่ว่างเปล่า
       “ไอ้หมูตัวดี เลี้ยงไม่เชื่อง! จะจัดการกับมันยังไงดี”
       ปริญญ์ สัตว์แพทย์หนุ่มสมาร์ทและสุภาพอ่อนโยนขับรถจิ๊ปเข้ามาจอดก่อนจะก้าวลงมาอย่างเท่ห์
       “ก็ออกไปตามหาสิครับ คุณพิแสง” ปริญญ์บอก
       “ก็คงงั้น....ไอ้หลอด ไอ้เสริม ไปตามตัวมันมา บอกมันนะ ถ้าไม่กลับ พรุ่งนี้เช้ามันได้อยู่ในหม้อรวมกับใบมะกรูด ข่าตะไคร้ และใบมะขามแน่!”
       “อั๊ยยะ นายหัวใจดำ” หลอดแซว
       “หมูตาดำๆ ทำได้ลงคอ” เสริมว่า
       “แล้วฉันเคยทำได้หรือเปล่า ไปเร็วๆ! ไป!”
       “เดี๋ยวฉันช่วยหา” กนธีบอก
       หลอดและเสริมรีบวิ่งไปกับกนธี พิแสงรู้สึกหงุดหงิดจึงจะกลับบ้าน พอหันมาก็เจอปริญญ์ที่กำลังมองหน้าพิแสง อย่างเข้มและเครียด
       “ผมมีเรื่องทีเด็ดจะต้องคุยกับคุณ” ปริญญ์บอก
       “ทีเด็ดอะไร ใช่เวลามั้ย” พิแสงย้อนถาม
       “ผมหมายถึงหมูพ่อพันธุ์ของคุณ”
       “แล้วไป”
      
       พิแสงคุยกับปริญญ์ที่มุมหนึ่งของฟาร์ม
       “ว่ามา หมอหมู”
       “ปริญญ์ครับ”
       “ว่ามา หมอปิ๊น”
       ปริญญ์ส่ายหัวเอือมๆ “ไม่มีใครต้อนคุณให้ทำตามคำพูดของคนอื่นง่ายๆได้เลยใช่มั้ย”
       “ผมเป็นคนไม่ใช่หมูไก่เป็ด จะมาต้อนอะไร”
       “โอเค เข้าเรื่อง”
       “ก็ว่ามา”
       “คุณกำลังทำให้ทีเด็ดน้อยใจ เพราะคุณหมางเมิน ไม่สนใจ หลังจากที่คุณได้ปุ๊กลุกมาเลี้ยง” ปริญญ์บอก
       “ไอ้หมูนั่นอิจฉาหมูเด็กเหรอ” พิแสงถาม
       “หมูก็มีหัวใจเหมือนคนนะครับ คนที่มาทีหลังมักจะได้รับความสนใจมากกว่าคนที่มาก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณไม่ทำให้ทีเด็ดเห็นว่า คุณไม่ได้ลืมมันหรือรักมันน้อยลง ปัญหาที่ทีเด็ดหนีออกจากคอกบ่อยๆเพื่อเรียกร้องความสนใจก็
       จะไม่เกิดขึ้น”
       “เหรอ”
       “ใช่เมื่อจิตใจของทีเด็ดเป็นปกติ คราวนี้ คุณก็จะได้น้ำเชื้อที่แข็งแรงจากมันไปผสมพันธุ์กับแม่พันธุ์ตัวอื่นๆได้”
       “ทำไมพ่อพันธุ์ตัวอื่นไม่เห็นมีปัญหาเยอะเหมือนมันเลยล่ะหมอ”
       “หมูแต่ล่ะตัวก็มีลักษณะเฉพาะตัวครับ จะให้ผมอธิบายมั้ย ว่ามีลักษณะกี่ประเภท ยังไงบ้าง”
       พิแสงรีบยกมือห้าม “เฮ้อ...เวรกรรม”
       “ไม่ใช่เรื่องของเวรของกรรมครับ เป็นเรื่องที่คุณควบคุมได้”
       “แล้วผมต้องทำไง”
      
        ปริญญ์ยิ้มพอใจที่พิแสงยอมอ่อนลงและมีท่าทีเชื่อฟัง


  


       เวลาผ่านไป ทีเด็ดเข้าไปอยู่ในคอกแล้ว หลอดและเสริมช่วยกันล็อกประตูอย่างแน่นหนา
      
       “ซนใช่เล่นนะเนี่ย ทีเด็ด” กนธีว่า
       “พรุ่งนี้จะมาเปลี่ยนกลอนใหม่ รับรอง เอ็งเปิดเองไม่ได้แน่ ไอ้ทีเด็ด” หลอดบอก
       พิแสงเดินเข้ามาพูดเสียงเข้มกับหลอด “เฮ้ย! พูดกับมัน..เอ่อ..เขาดีๆหน่อย”
       กนธี หลอด และเสริมมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ พิแสงเดินเข้ามากับปริญญ์ พิแสงมองหน้าปริญญ์ ปริญญ์พยักหน้าให้ พิแสงสูดลมหายใจก่อนจะค่อยๆเดินไปที่ทีเด็ดซึ่งยืนนิ่งอยู่
       พิแสงเสียงดุ “ไอ้ทีเด็ด!”
       ปริญญ์เตือน “คุณพิแสง...”
       พิแสงมีเสียงอ่อนลงทันที “คุณทีเด็ดครับ ผมขอโทษ ที่ผมเคยทำไม่ดีกับคุณ”
       ทีเด็ดเดินหนี
       พิแสงหลุด “เล่นตัวเหรอแก!”
       ทีเด็ดหันมาส่งเสียงคร่อกใส่
       “หมอปิ๊น..ได้ยินมั้ย มันด่าผม” พิแสงฟ้อง
       “ด่าแรงด้วยนะ ด่าดังคร่อก!!!” กนธีเสริม
       “ใครอยากจะง้อก็ง้อมันเหอะ ผมคนหนึ่งล่ะ ไม่ง้อ” พิแสงพูดกับทีเด็ด “ถ้ายังหนีออกไปแว้นข้างนอกอีกนะ ฉันจะจับแกลงหม้อต้มยำใบมะขามจริงๆ ไป ไอ้ธี”
       พิแสงเดินหัวเสียออกไปกับกนธี ปริญญ์ หลอด เสริม มองตามพิแสงแล้วส่ายหัว
       “สอนไม่เคยจำ” ปริญญ์ว่า
      
       เปี่ยมพงษ์ สามีใหม่จอมกะล่อนของขนิษฐา แม่ของเขมมิกเปิดประตูออกมาด้วยความดีใจ เขมมิกมองเปี่ยมพงษ์อย่างไม่เป็นมิตร
       “มองอะไร!” เขมมิกเสียงแข็ง
       เปี่ยมพงษ์ทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ย “มองลูกสาวคนสวย...แหม แต่งตัวซะเปรี้ยว...เห็นแล้ว...”
       เขมมิกผลักเปี่ยมพงษ์ออกไปแล้วตะโกนเรียกแม่ “แม่ เขมมาหา! เมื่อไหร่จะล้างบ้านเนี่ย เห็บ หมัดมาเกาะอยู่ไม่รู้สึกบ้างหรือไง”
       เปี่ยมพงษ์สะอึก เนตรนิภาเดินมามองหน้าเปี่ยมพงษ์
       “แรงนะคะ” เนตรนิภาว่า
       “ใช่! ทำไมว่าลุงอย่างนี้ล่ะ ลุงมีแต่ความหวังดีคำน้อยก็ไม่เคย...”
       เนตรนิภาตัดบท “ลุงจะไปไหนก็ไปเถอะค่ะ อยู่ต่อ อาจจะเจอแรงกว่านี้นะคะ”
       เนตรนิภารีบวิ่งตามเขมมิกไป เปี่ยมพงษ์มองตามด้วยสายตากร้าว
       “เรื่องอะไรจะไป”
       เปี่ยมพงษ์เดินเข้าไปในบ้านอย่างสบายอารมณ์
      
       เขมมิกเดินมาเห็นขนิษฐากำลังนั่งหันหลังรีดผ้าอยู่
       “แม่....หนูเอาเงินเดือนมาให้” เขมมิกบอก
       ขนิษฐาพูดโดยไม่หันมา “เงินเดือนออกแล้วเหรอ”
       “อืม...อ่ะ เอาไว้เป็นค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ไฟ กินอยู่ของแม่นะ หนูไม่ได้ให้คนอื่น”
       “วางไว้บนโต๊ะแหละ แล้วก็รีบกลับไปซะ ไม่ทำงานเรอะ”
       เขมมิกสังเกตเห็นว่าเตารีดของแม่ไม่ได้เสียบปลั๊ก แต่ขนิษฐายังคงรีดผ้าอย่างตั้งใจ เขมมิกรู้ได้ทันทีว่ามีเหตุผิดปกติเกิดขึ้นกับแม่อีกแล้ว เขมมิกจึงรีบเดินไปจับไหล่แม่ให้หันมา
       “แม่...”
       ขนิษฐาปัดออก “อะไร อย่ามาจับ แม่ตัวเหนียว”
       เขมมิกออกแรง “แม่ หันมา!!”
       ขนิษฐาหันมาตามแรงดึงของเขมมิก เขมมิกตกใจที่เห็นใบหน้าของแม่มีรอยฟกช้ำที่เบ้าตาจากการถูกซ้อมขนิษฐาน้ำตาซึมแล้วพยายามเบือนหน้า
       เขมมิกโกรธ “ไอ้เปี่ยมพงษ์มันทำแม่อีกแล้วใช่มั้ย!”
       เขมมิกโกรธมากจึงเดินออกไป
       “เขม ลูก อย่า อย่า เขม!!”
       ขนิษฐารีบวิ่งตามเขมมิกออกไป
      
       เนตรนิภากำลังกินน้ำ เขมมิกเดินลิ่วเข้ามาในครัวโดยผ่านหน้าเนตรนิภาไป เขมมิกพุ่งไปหยิบมีดขึ้นมาถือ เนตรนิภาถึงกับสำลักน้ำพรวดรีบวางแก้ว
       “เขม!!”
       เขมมิกจะเดินออกไป ขนิษฐาเข้ามาขวางเอาไว้
       “ใจเย็นก่อนนะลูก เขม!”
       “ไม่เย็นแล้วแม่! วันนี้ ต้องเคลียร์”
      
       เขมมิกพุ่งออกไป เนตรนิภาและขนิษฐาเดินตามไปอย่างรวดเร็ว


  


       เปี่ยมพงษ์กำลังนั่งดูทีวีอย่างสบายใจ เขมมิกถือมีดเดินเข้ามา
      
       “ไอ้เปี่ยมพงษ์! แกทำแม่ฉัน แกตาย!”
       เปี่ยมพงษ์กระโดดหนี “เฮ้ย!! หนูเขม!”
       เนตรนิภาเข้าไปห้าม “อย่า เขม อย่า!!”
       ขนิษฐายืนร้องไห้อยู่ใกล้ๆ
       “แกมองหน้าแม่ฉันให้ชัดๆ เดี๋ยวนี้เลยนะ!” เขมมิกสั่ง
       “หนูเขม ใจเย็นๆ ค่อยๆพูดค่อยๆจากันนะ” ขนิษฐาปราม
       “ฉันบอกให้แกมองหน้าแม่ฉัน มอง!”
       “จ๊ะ มองจ๊ะ แม่หนูสวย ซึ้ง น่าสงสาร” เปี่ยมพงษ์ประชด
       “แล้วทำไมต้องตบตีแม่ ที่เป็นอยู่ แม่ฉันยังเลี้ยงแกไม่ดีพออีกเหรอ หา ไอ้แมงดา!”
       “อย่า เขม ลูก อย่าว่าเค้า”
       “ฉันจะว่า เผื่อมันจะได้สติ สำนึกในบุญคุณของแม่ ที่เป็นเมียมัน ไม่ใช่ทาสในเรือนเบี้ย นึกจะทำทารุณยังไงก็ได้ ทั้งๆที่หาให้มันกินมันใช้จนแทบไม่ต้องกระดิกนิ้วไปทำอะไร”
       “ลุงรักแม่หนูนะ ที่ลุงทำ เพราะว่าแม่หนูดื้อเองต่างหาก” เปี่ยมพงษ์อ้าง
       “เพราะแกมันโรคจิต ชอบข่มผู้หญิงให้อยู่ใต้เท้าแกต่างหาก ไอ้แมงดา!” เขมมิกด่า
       “อ้าวเฮ้ย ด่ากันขนาดนี้ ไม่ให้เกียรติกันเลย...ดูลูกเธอนะ ขนิษฐา เพราะมีลูกแบบนี้ไง ฉันถึงได้กลายเป็นผัวมีปัญหาทางบ้าน จะให้อยู่อย่างสบายใจได้ไง”
       เปี่ยมพงษ์เดินหนี
       “เออ ดี ออกไปเลยนะ แล้วอย่ากลับมา กลับมาอีก ฉันปาดคอแกแน่ ไอ้เห็บหมา!”
       ขนิษฐาตบหน้าเขมมิก “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!”
       เขมมิกอึ้ง เนตรนิภาเองก็อึ้งทั้งตกใจและสงสารเขมมิก
       “แม่...แม่ตบเขมได้ยังไง เขมเป้นลูกแม่นะ แต่ไอ้นั่นมันคนอื่น มันซ้อมแม่มากี่ครั้งแล้วตั้งแต่แม่ยอมให้มันเข้ามาอยู่ด้วย แม่ให้เขมอดทน ยกโทษให้มันอยู่ได้ เพื่อ เพื่อ เพื่อ!!!”
       “เพื่อให้มีสักคนที่ยังอยู่กับแม่ ไม่ทิ้งแม่ไปเหมือนกับพ่อ แล้วก็แกไง!”
       เขมมิกอึ้ง ขนิษฐามองหน้าเขมมิกแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ เขมมิกปล่อยมีดที่ถือทิ้งลงบนพื้นแล้วเดินหนีไป เนตรนิภารีบเดินตามเขมมิกไป ขนิษฐาร้องไห้ด้วยความเสียใจ
      
       เขมมิกเดินมาลงนั่งด้วยความเสียใจ เธอพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมา เนตรนิภาเดินมานั่งข้างๆเขมมิก เขมมิกเบือนหน้าหนี
       “แกไม่ต้องปิดฉันหรอก สำหรับแก ยิ่งกว่าน้ำตาของความอ่อนแอฉันก็เห็นมาแล้ว ร้องออกมาเหอะ”
       เขมมิกยังกลั้นน้ำตาเอาไว้อยู่
       “ฉันทำเป็นมองไม่เห็นก็ได้ อ่ะ” เนตรนิภาบอก
       เนตรนิภานั่งหันหลังให้เขมมิก ทั้งสองนั่งหันหลังชนกัน เขมมิกน้ำตาร่วงกราว เนตรนิภาถอนใจด้วยความสงสารเพื่อนแล้วก็ปล่อยให้เขมมิกนั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้น
      
       ขนิษฐาหยุดร้องไห้ เธอลุกขึ้นมาแล้วเดินไปค้นที่หลังตู้กับข้าวก่อนจะหยิบขวดเหล้ามาเปิดฝาดม ขนิษฐารู้สึกดีแล้วยกขวดจะดื่ม
      
       เขมมิกหยุดร้องไห้ เธอปาดน้ำตา
       “ดีขึ้นแล้วใช่มั้ย” เนตรนิภาถาม
       “ยัง”
       “โอเค”
       เขมมิกน้ำตาซึมอีกรอบ
       “แกคงยังไม่เบื่อที่ฉันร้องไห้เพราะเรื่องของแม่ใช่มั้ย” เขมมิกถาม
       “เบื่อ” เนตรนิภาตอบ
       “เอ๊า ไม่เคยเห็นแกบ่น”
       “เบื่อแต่เข้าใจ ว่าแก...คงอึดอัดและทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้”
       “ฉันอยากจะทำนะ ไอเดียดีด้วย”
       “งั้นก็ทำเลย”
       “เอามีดไปกระซวกไอ้เปี่ยมเห็บหมา ให้มันหลุดออกไปจากชีวิตของแม่สักทีนะเหรอ” เขมมิกถาม
       เนตรนิภาตกใจแล้วก็เปลี่ยนใจ “โอเค! แค่คิดเป็นไอเดียเฉยๆดีแล้ว ไม่ต้องลงมือทำ”
       “จู่ๆ...อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเหลือเกิน”
       “ชีวิตก็เงี้ยแหละ ขึ้นๆลงๆ”
       “จู่ๆ พ่อก็ทิ้งแม่ไปมีเมียน้อย ทำให้จู่ๆฉันก็ถูกเรียกตัวกลับจากเมืองนอกทั้งๆที่กำลังจะเรียนจบ เพราะพ่อไม่ส่งเสียต่อ แล้วจู่ๆ พ่อก็ตาย แล้วจู่ๆหนี้ที่พ่อกับนังเมียน้อยนั่นร่วมกันสร้างก็กลายมาเป็นของแม่ฉัน เพราะดันเป็นภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้องกับพ่อ”
       “ไม่มีอะไรจู่ๆแล้วก็เกิดขึ้นเองได้หรอกแก ทุกอย่างมีเหตุและปัจจัย” เนตรนิภาว่า
       ขนิษฐาเสียงแข็ง “สาธุ!!”
       เขมมิกและเนตรนิภาตกใจจึงหันไปเห็นขนิษฐาที่เมาแอ๋ไปแล้ว ในมือของขนิษฐาถือเอกสารใบหนึ่งมายื่นให้
       เขมมิก
       “เพื่อนแม่ชีของแกพูดถูก” ขนิษฐาบอก
       “หนูชื่อเนตรค่ะ แม่...”
       “รู้..แต่จะเรียกแม่ชี เพราะป่านนี้ยังเป็นโสด ไม่มีผัวสักที...จบป่ะ”
       “แรงแต่จบค่ะ”
       เขมมิกเห็นแม่เมาแล้วก็เบื่อ “กินเหล้าอีกเหรอแม่”
       “กินนมมั้ง” ขนิษฐาย้อน
       “จบ! อะไรในมือน่ะ” เขมมิกถาม
       “ใบทวงหนี้จากทนายที่พ่อแกกับเมียน้อยมันโยนให้ฉันรับผิดชอบไง...”
       เขมมิกอึ้ง
       “ถ้าแกยังเป็นลูกของฉัน ก็เอาไปจัดการ แล้วต่อไปนี้ ถ้าแกยังคิดร้ายกับผัวฉันก็ไม่ต้องมาเหยียบบ้านนี้อีก ฉันไม่ต้อนรับ”
       “แม่....”
       “จบป่ะ จะไปไหนก็ไปไป๊!”
       “หนูหนีไปต่างประเทศดีกว่า”
       “แกก็ดีแต่หนี เหมือนพ่อแก”
       “อืม...งั้นหนีไปคอนโดหนูแล้วกัน สวัสดีนะแม่ ไป เนตร!”
       เขมมิกดึงจดหมายจากขนิษฐามาแล้วรีบจูงมือเนตรนภาเดินออกไป
       เขมมิกตะโกนบอกแม่แต่ไม่หันมา “เงินวางไว้บนโต๊ะแล้วนะ”
       “สวัสดีค่ะแม่”
       “เออ เจริญพร!”
       เนตรนิภายิ้มแหยกับอาการเมาที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนของขนิษฐา แล้วก็รีบเดินตามเขมมิกไป ขนิษฐายืนแอ่นไปแอ่นมาแบบปวดร้าวอยู่ลึกๆ เธอมองมือตัวเองที่เพิ่งตบหน้าเขมมิกด้วยความรู้สึกผิดก่อนจะไล่ความรู้สึกผิดออกไปพร้อมกับความรู้สึกเจ็บที่หลังใบหู
      
       “เป็นไรวะ...”


  


       เขมมิกเดินมาหยุดที่ริมระเบียงคอนโด เธอมองเอกสารทางกฏหมายในมือแล้วถอนใจ เขมมิกปวดหัวกลุ้มใจ
      
       “สิบล้านเนี่ยนะ...แค่แสนเดียวยังไม่มีติดบัญชีเล้ย เขมมิกเอ้ย”
       เขมมิกเหม่อมองออกไปไกลบนฟ้า เธอเห็นท้องฟ้ากรุงเทพยามราตรีที่เต็มไปด้วยแสงสี
      
       พิแสงนั่งมองท้องฟ้าเหนือฟาร์มที่เต็มไปด้วยดาวดารดาษ เขาก้มลงมองปุ๊กลุกที่นอนหลับอยู่บนตัก
       “ขี้อ้อนนะเรา....เอาน่า ฉันไปกรุงเทพแค่ไม่กี่วัน แล้วจะรีบกลับ..” พิแสงมองไปบนท้องฟ้าเพราะคิดถึงใครบางคน “ฉันสัญญาว่าจะคิดถึง...ไม่ลืมหรอก...ปุ๊กลุก.....”
      
       เครื่องบินของสายการบิน “P บูติกแอร์ไลน์” แล่นบนรันเวย์ เขมมิกในรองเท้าคัทชูและสวมเครื่องแบบแอร์โฮสเตสสายการบิน P บูติกแอร์ไลน์สุดเก๋ไก๋ เธอลากกระเป๋าเดินเร่งฝีเท้าเข้ามา เนตรนิภาที่ใส่เครื่องแบบเหมือนกันเดินตามมา ทั้งคู่เดินผ่านเคาน์เตอร์ขายตั๋วเครื่องบินของสายการบิน P บูติกแอร์ไลน์ และเดินผ่านป้ายสิ่งพิมพ์ที่เป็นภาพเขมมิกยืนสวัสดีเป็นพรีเซ็นเตอร์ของสายการบินตั้งอยู่ พร้อมสโลแกนของสายการบิน “เหนือฟ้ามีดาว เหนือระดับมี P Boutique Airline...ดูแลคุณดุจดั่งครอบครัว”
      
       แสงสุดาเดินลงบันไดของโถงบ้านลงมาดุจดั่งนางพญา มือของเธอสะพายกระเป๋าและอยู่ในชุดอลังการเนี้ยบ
       แสงสุดาพูดน้ำเสียงเฉียบขาด “ครอบครัวจะเป็นครอบครัวไม่ได้ ถ้าผัวไปทางเมียไปทาง”
       พิสุทธิ์ในชุดสูท ตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของสายการบินยืนกุมมือต่อหน้าแสงสุดา
       “แต่ผัวไปทำงาน เมียไม่ต้องไปทางเดียวกับผัวก็ได้” พิสุทธิ์บอก
       “ได้ยังไง คุณตัดสินใจอะไรไม่เคยเด็ดขาด จนพนักงานที่สายการบินมันจะขึ้นมาขี่คออยู่แล้ว รู้ตัวหรือเปล่า” แสงสุดาว่า
       “คุณก็อย่าขี่คอผมให้เป็นตัวอย่างกับพวกนั้นสิ”
       “คุณพิสุทธิ์ ฉันเป็นเพื่อนเล่นคุณหรือไง”
       “ไม่ใช่ครับ เป็นแม่ เอ๊ย เมีย”
       “งั้น ฉันไปกับคุณได้หรือยัง”
       “ได้ครับได้”
       เสียงพิศาดังขึ้น “ยังไปไม่ได้ค่ะ”
       แสงสุดากับพิสุทธิ์ตกใจจึงหันไป พิศาที่ร้องไห้จนตาบวมเดินเข้ามา
       “มีอะไรลูก พิศา” แสงสุดาถาม
       “ทะเลาะกับแฟนมาอีกล่ะสิ ถึงได้ร้องไห้วิ่งมาให้พ่อกับแม่ปลอบอีก” พิสุทธิ์เดา
       “พิศากลายเป็นคนไม่มีแฟนแล้ว!”
       แสงสุดากับพิสุทธิ์ตกใจ
       “อะไร ยังไง เมื่อไหร่” แสงสุดาถาม
       “เมื่อคืนก่อนค่ะ เพทายบอกเลิกกับหนู เพราะใครรู้มั้ยคะ เพราะนังเขมมิก แอร์โฮสเตสของคุณพ่อ !!”
       แสงสุดากับพิสุทธิ์พูดพร้อมกัน “อะไรนะ!!”
      
       เขมมิกที่เปลี่ยนเป็นชุดทำงานในเครื่องบินกำลังช่วยผู้โดยสารเก็บสัมภาระอย่างแข็งขัน เนตรนิภา เพื่อนแอร์ โฮสเตรสและสจ๊วตสองสามคนช่วยนำผู้โดยสารมานั่งที่เก้าอี้ตามหมายเลขบนตั๋วและดูแลผู้โดยสารอย่างใกล้ชิด
      
       แสงสุดาจับมือพิศาให้นั่งลงที่โซฟาในบ้าน
       “เล่าให้แม่ฟังอย่างละเอียด ว่านังคนนั้นมันไปสร้างความร้าวฉานให้ลูกกับตาเพทายได้ยังไง”
       “ผมขอตัวไปทำงานก่อนดีกว่านะ ท่าทางจะยาว” พิสุทธิ์บอก
       แสงสุดารีบบอก “นั่งค่ะ”
       พิสุทธิ์นั่งทันที “ครับ”
       “ว่ามาพิศา อย่าให้แม่รอนาน”
       “มันชื่อเขมมิก แอร์โฮสเตสสายการบินของเรา แต่มันรับจ๊อบ ช่วยทดสอบรักแท้ของแฟนชาวบ้านค่ะ มันจะไปอ่อย ยั่วทำสารพัดวิธีให้ตกหลุมเสน่ห์มัน”
       “มีจ๊อบแบบนี้ในโลกด้วยเหรอ” พิสุทธิ์งง
       “ตราบใดที่ยังมีผู้ชายเจ้าชู้อยู่ในโลก จ๊อบแบบนี้มันก็มีค่ะ”
       พิสุทธิ์จ๋อยแล้วคิดว่าเงียบดีกว่า แสงสุดาค้อนให้พิสุทธิ์วงใหญ่ก่อนจะหันไปซักพิศาต่อ
       “แสดงว่าเราไปใช้บริการนังนั่น แล้วตาเพทายดันไปหลงมันจริงๆแล้วบอกเลิกลูกงั้นเหรอ”
       “ใช่ค่ะแม่ เพทายหลงมันไม่ลืมหูลืมตา เพราะนังเขมมิกมันบุกไปเอาตัวเสนอให้ถึงที่บ้าน เพราะมันเห็นเพทายรวย เลยอยากเกาะ ไม่อยากเหนื่อยทำงานหาเงินเอง” พิศาบอก
       “ผู้หญิงคนนี้มันร้าย” แสงสุดาว่า
       “คุณพ่อต้องจัดการมันให้หนูนะ”
       “จะให้พ่อทำยังไงล่ะ”
       “ไล่มันออกค่ะ!”
       “โอ๊ย...มันเรื่องส่วนตัวของพนักงาน พ่อ...”
       แสงสุดาตัดบท “เรื่องนี้ ปล่อยให้แม่จัดการเอง ไปทำงานเถอะคุณ แล้วนี่...ยัยพิศิณีไปไหน จะแต่งงานพรุ่งนี้อยู่แล้ว ยังจะออกไปไหนอีก”
       แสงสุดากับพิสุทธิ์ลุกไปทันทีโดยทิ้งให้พิศานั่งงงที่จู่ๆแสงสุดาก็อารมณ์เปลี่ยน
       “คุณแม่!!! แค่เนี้ยะ...”
       “ยังไม่ชินอีกเหรอลูก” พิสุทธิ์ย้อนถาม
       พิสุทธิ์วิ่งตามแสงสุดาไป
      
       เขมมิกกำลังเตรียมอาหารกับเนตรนิภา สจ๊วตคนหนึ่งเดินเข้ามากระซิบกับเขมมิก
       “ตัว....ว่างรับจ๊อบอีกมั้ย”
       “ขึ้นค่าดำเนินการนะ ช่วงนี้ของแพง” เขมมิกว่า
       “แรงอ่ะ ทำไมงกจังยะ”
       “มันกำลังหาเงินไปใช้หนี้” เนตรนิภาบอก
       “เหรอ...ก็ได้...อ่ะ เบอร์แฟนฉัน...ช่วยเทสต์หน่อยว่าไปกระร่อยกะหริบกับกะเทยหัวโปกที่ไหนหรือเปล่า”
       เขมมิกรับเบอร์มา “จัดไป”
       สจ๊วตเดินออกไป แอร์โฮสเตรสคนหนึ่งเดินเข้ามาในสภาพน้ำตาร่วง
       “โหย..เจ๊ ยังทำใจไม่ได้อีกหรือไง เลิกกับผู้ชายเจ้าชู้หัวงูแบบนั้นได้เป็นบุญเจ๊แล้วนะ” เขมมิกถาม
       “ขอบใจเขมที่ทำให้เจ๊เห็นสันดานขอมัน...แต่เจ๊เสียดาย....ผู้ชายหายากที่สำคัญ เจ๊ยังไม่อิ่มเลย”
       “โอย! หายากก็ไม่ต้องหา สวย รวย โสดแบบนี้น่ะดีจะตาย”
       เนตรนิภามองเขมมิกสายตาเศร้า “ดีจริงเหรอ...ไม่นะ อยากมีแฟนอยู่”
       เขมมิกเซ็ง “น่าเบื่อ ชะนีอารมณ์เปลี่ยว”
       เขมมิกเดินออกไปแล้วก็ตะลึงค้างจนถอยหลังกรูดมาติดผนัง เนตรนิภาและเพื่อนแอร์โฮสเตสตกใจ
       “เป็นอะไรเขม เห็นผีเหรอ”
       “แกรู้มาก่อนหรือเปล่าว่า...ไฟลท์นี้...จะมีสองคนนั่นมาด้วย” เขมมิกถาม
      
       เนตรนิภางง เขมมิกกังวลใจมาก

      
       พิทยาและพิศิณียืนคุยกับแอร์โฮสเตสและสจ๊วต
      
       “แหม...กัปตันยังหล่อเหมือนเดิมเลยนะคะ” แอร์โฮสเตสชม
       “ผมไม่ได้เป็นกัปตันแล้ว อย่าเรียกผมแบบนี้เลย เรียกพีทเฉยๆก็พอ” พิทยาบอก
       สจ๊วตพูดออกสาว “นั่นสิ ตอนนี้คุณพีทกำลังจะเป็นถึงลูกเขยของท่านประธาน ต่อไปก็ต้องนั่งเก้าอี้ผู้บริหารไม่ใช่เก้าอี้กัปตันหน้าปุ่มบังคับเครื่องบิน”
       “แต่ผมก็ยังคิดถึงพวกคุณเหมือนเดิมนะ คิดถึงสมัยที่เรายังบินด้วยกัน”
       พิทยาเหลือบมองเข้าไปด้านในของเครื่องก็เห็นแอร์โฮสเตสกับสจ๊วตคนอื่นๆ กับผู้โดยสาร พิศิณีรู้ว่าพิทยาคิดถึงใครจึงได้แต่ยิ้มๆ ไม่พูดอะไร แอร์โฮสเตสและสจ๊วตมองหน้ากันเพราะรู้เป็นนัย ทั้งหมดได้แต่ยิ้มสู้แล้วเปลี่ยนเรื่อง
       “ไปหาดใหญ่ทำไมคะ คุณพิศิณี หรือว่าต้องไปเชิญแขกมาร่วมงานแต่ง” แอร์โฮสเตสถาม
       “ไปเรื่องงานน่ะค่ะ พีทเขาอยากไปเซอร์เวย์ ฉันก็เลยขอตามไปด้วย”
       “ว้าย...รักกันขนาดนี้ ลูกหัวปีท้ายปีแน่นอน” สจ๊วตชม
       พิศิณียิ้มเขิน พิทยาโอบพิศิณีกระชับเข้ามาด้วยความรัก
       “เชิญ...ห้องวีไอพีดีกว่านะคะ เชิญค่ะคุณพิศิณี คุณพีท” แอร์โฮสเตสบอก
       พิทยาประคองพิศิณีเดินตามแอร์โฮสเตสเข้าไป สจ๊วตมองอย่างอิจฉาและปลาบปลื้ม สจ๊วตหันหลับมาก็ตกใจจนช็อกที่เห็นเขมมิกยืนหน้าเครียด ตาขวางอยู่ข้างหลัง ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
       “ว้าย !!!” สจ๊วตตกใจ
       เนตรนิภาเข้ามาปรามสจ๊วต
       “ชู่ว์..อย่าสาวแตก!”
       สจ๊วตชี้ไปที่เขมมิกอย่างกลัวๆ “มันเป็นอะไร”
       “แกคิดว่ามันจะเป็นอะไรได้ล่ะ ถูกกัปตันพีททิ้งไปแต่งงานกับลูกสาวเจ้าของบริษัทน่ะ” เนตรนิภาบอก
       เพื่อนๆหันไปมองหน้าเขมมิกที่ยังคงตาขวางยืนไร้วิญญาณอยู่
       สจ๊วตตอบทันที “เป็นบ้า......”
       เขมมิกพูดอย่างไร้วิญญาณมาก “ฉันอยู่ชั้นประหยัดนะ ใครลากฉันไปวีไอพี ฉันจะฆ่ามัน”
       เขมมิกเดินเลื่อยลอยกลับเข้าไปข้างใน เนตรนิภาและเพื่อนๆมองตามอย่างสยอง
      
       เขมมิกนั่งซึมที่เก้าอี้ผู้โดยสารริมหน้าต่าง เธอเหม่อมองเห็นพิทยาเดินกุมมือพิศิณีอยู่ที่ข้างล่างด้วยสายตาปวดร้าว เขมมิกคิดถึงภาพอดีตขึ้นมาทันที
      
       ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมา เขมมิกกำลังสำรวจความเรียบร้อยภายในห้องโดยสารที่ไม่มีใครอยู่แล้ว พิทยาย่องมาทางด้านหลังเขมมิกแล้วสวมกอดที่เอวของเขมมิก
       “แฮปปี้เบิร์ธเดย์จ๊ะ”
       “ว้าย...กัปตัน” เขมมิกตกใจ
       พิทยาให้กุหลาบงามหนึ่งดอก “มีความสุขมากๆนะ เขมคนสวยของผม”
       “ขอบคุณมากค่ะ”
       พิทยามองตาเชื่อม เขมมิกรีรอเพราะคิดว่าพิทยาจะให้อะไรอีก แต่พิทยายังคงเงียบ
       “แค่เนี้ยะ...?” เขมมิกถาม
       พิทยาพยักหน้า
       “กุหลาบ?”
       พิทยาพยักหน้า
       เขมมิกทำใจ “โอเค กุหลาบดอกเดียวก็ได้”
       จู่ๆพิทยาก็ลงคุกเข่าต่อหน้าเขมมิก
       “เขม......”
       “น่านไง...” เขมมิกรีบตอบด้วยความดีใจมาก “เยสค่ะ!”
       “คุณรู้ได้ไง”
       “ไม่รู้ รู้แต่ว่ารู้ ว่าคุณจะขออะไรเขม”
       พิทยาลุกขึ้น “ผมไม่เคยเซอร์ไพรส์คนอย่างคุณได้เลยจริงๆ”
       พิทยาเปิดกล่องแหวนที่หยิบออกมาจากเสื้อนอก ข้างในเป็นแหวนเพชรเม็ดเล็กๆ น้ำงาม พิทยายื่นให้เขมมิก
       “ขอผมคุกเข่าหน่อยเถอะนะ ไม่งั้น..มันดูเป็นการขอแต่งงานที่ไม่สมบูรณ์ไงไม่รู้”
       “ตามใจสิคะ....”
       พิทยาลงคุกเข่าแล้วยืนกล่องแหวนให้เขมมิก
       “แต่งงานกับผมนะ เขม...”
       “ค่ะ”
       ทันใดนั้นเนตรนิภา เพื่อนแอร์โฮสเตส และสจ๊วตหลายคนก็โผล่ขึ้นมาจากมุมต่างๆ ทุกคนพากันปรบมือแสดงความยินดี
      
       เขมมิกเขินมากก่อนจะโผเข้ากอดพิทยา


  


       เขมมิกนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตแล้วก็น้ำตาซึม
      
       “ใครบอกว่าคุณไม่เคยเซอร์ไพรส์ฉันได้ คุณทำได้ และทำได้ดีซะด้วย”
       เขมมิกคิดถึงเหตุการณ์อันเจ็บปวดจากพิทยาในอดีตอีกครั้ง
      
       พิทยากุมมือที่สวมแหวนของเขมมิกเอาไว้
       “ไหน มีอะไรจะมาบอกให้ฉันเซอร์ไพรส์ ดูซิ...ว่าจะทำได้หรือเปล่า” เขมมิกถาม
       “เขม....เราเลิกกันเถอะ” พิทยาบอก
       “โอ๊ย เฉยๆ สิวๆ ไม่รู้สึก”
       พิทยาพูดจริงจังมาก “ผมพูดจริง”
       เขมมิกอึ้งจนค้าง
       “ผม...ขอโทษ...ผม...แต่งงานกับคุณไม่ได้แล้ว”
       เขมมิกยังคงช็อก
       “ผม...รักผู้หญิงอีกคน...ผมพยายามตัดใจจากเขาแล้ว แต่ผมทำไม่ได้”
       “แต่ตัดฉันออกไป ทำได้ใช่มั้ย”
       พิทยาอึ้งแล้วก้มหน้านิ่ง เขมมิกค่อยๆปล่อยมือจากพิทยาก่อนจะค่อยๆถอดแหวนออกแล้วทิ้งลงพื้น
       “เขม...ทำไมไม่เก็บเอาไว้”
       พิทยาจะก้มลงเก็บ
       “อย่าเก็บ!” เขมมิกเสียงแข็ง
       พิทยาชะงัก เขมมิกมองแหวนด้วยความแค้นใจ เธอตัดสินใจใช้เท้าเหยียบแล้วบี้ๆๆๆ ก่อนจะกระทืบๆๆ อย่างโกรธแค้น พิทยายืนมองอย่างปวดร้าว
       “ตัดฉันได้ง่ายๆ ฉันก็ตัดคุณได้ไม่ยากเหมือนกัน ขอให้คุณโชคดี”
       เขมมิกหันเดินออกไปอย่างไม่แคร์ แต่เมื่อลับหลังพิทยา น้ำตาของเขมมิกก็ไหลออกมา โดยไม่เห็นว่าสายตาของพิทยาที่มองตามเขมมิกนั้นปวดร้าวสักเพียงไหน
      
       เขมมิกนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตแล้วก็น้ำตาซึมก่อนจะหัวเราะขำตัวเอง
       “ฮ่ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สะใจจริงๆ ฮ่ะๆๆๆ”
       เนตรนิภาเดินเข้ามาเห็นเขมมิกทั้งหัวเราะทั้งมีน้ำตาก็เริ่มเป็นห่วงเขมมิก
       “เขม..แกโอเคป่ะ”
       “เฮ้ย โอเค โอเคมาก”
       “แต่ฉันว่าไม่...ใจเย็นนะ เดี๋ยวก็กลับกรุงเทพแล้ว ฉันจะพาแกไปปล่อยผี ไปทำงานเหอะ ผู้โดยสารขึ้นเครื่องแล้ว”
       เขมมิกพยักหน้าช้าๆ แล้วกลับเข้าสู่โหมดเซื่องซึมอีกครั้ง ในขณะที่เดินตามเนตรนิภาไป
      
       ผู้โดยสารทะยอยเข้ามาในเครื่อง แอร์โฮสเตสกับสจ๊วตช่วยพามานั่ง บ้างช่วยเก็บสัมภาระ เขมมิกเดินเซื่องมาแล้วก็หยุดสลับกับเดิน แล้วเธอก็มาหยุดที่พิแสงซึ่งกำลังเก็บสัมภาระด้วยตัวเองอยู่ จู่ๆ เขมมิกก็ตะโกนลั่นใส่หูพิแสง
       “ฉันเกลียดผู้ชาย!”
       พิแสงหูอื้อและตกใจ “เฮ้ยย! คุณ! มาด่าใส่หูผมทำไม!”
       พิแสงหันมามองหน้าเขมมิก เขมมิกเห็นหน้าพิแสงแล้วก็อึ้ง นิ่งงันกันไปทั้งสองคน
      
       เขมมิกและพิแสงยังจ้องมองกันเหมือนคุ้นหน้าคุ้นตากันมาก่อน โดยเฉพาะเขมมิกรู้สึกคุ้นมาก จนต้องถาม
      
       “เรา...เคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า...คะ”
       พิแสงอึ้ง “ไม่....”
       เขมมิกยังคุ้น “คุณ....เหมือน....”
       พิแสงดึงตัวเองกลับมาเสียงเข้มเหมือนเดิม “อย่ามาใช้มุกนี้จีบผม”
       เขมมิกสะอึกแล้วก็รู้สึกเคืองขึ้นมาทันที
       “ใครจีบคุณ!”
       “มีแต่ผู้ชายที่กล้าทำ นี่เป็นผู้หญิงแท้ๆ หน้าไม่อาย”
       เขมมิกฉุน “นี่!”
       “ชื่ออะไร”
       พิแสงมองที่ป้ายชื่อเขมมิกซึ่งติดอยู่ที่หน้าอก
       “เล็กจัง”
       เขมมิกเข้าใจผิดคิดว่าถูกวิจารณ์หน้าอกจึงเอามือปิด “ว้าย!”
       พิแสงดึงมือเขมมิกออก “ปิดทำไม ขอดูให้ถนัดๆหน่อย..” พิแสงเอื้อมไปจะจับป้ายชื่อ
       เขมมิกเข้าใจผิดคิดว่ากำลังจะถูกจับหน้าอกจึงโมโหมาก เธอยกมือไหว้ “ขอโทษด้วยนะคะผู้โดยสาร”
       พิแสงแปลกใจจึงยั้งมือเอาไว้ เขมมิกต่อยสวนเปรี้ยงเข้าเบ้าตาพิแสงทันที
       พิแสงร้องลั่น “โอ๊ย!!”
       เนตรนิภา เพื่อนแอร์โฮสเตสและสจ๊วตเข้ามาเห็นก็ตกใจ “เขม”
       กนธีเดินเข้ามาจากอีกทางหนึ่งก็ตกใจ “พิแสง”
       เนตรนิภาและเพื่อนแอร์โฮสเตสกับสจ๊วตมองหน้าเขมมิก “ซวยแล้ว!!”
       เขมมิกเดือดมากเกินกว่าจะคิดว่าตัวเองซวย
      
       ผู้จัดการหญิงตบโต๊ะด้วยความไม่พอใจจนเขมมิกที่นั่งตัวลีบอยู่ตรงหน้าสะดุ้ง
       “รู้มั้ยว่าคนที่เธอต่อยเค้าน่ะ เป็นใคร”
       เขมมิกตอบทันที “ผู้โดยสารค่ะ”
       “ไม่ใช่ผู้โดยสารธรรมดา”
       “พิเศษเพิ่มลูกชิ้นเหรอคะ”
       “เขมมิก!”
       “ขอโทษค่ะ หนูไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร รู้อย่างเดียว มันมองนมหนู”
       “พูดใหม่”
       “เค้ามองหน้าอกหนู แถมยังมาดูถูกอีกว่าของหนูเล็ก”
       ผู้จัดการถอนใจแล้วแอบมองหน้าอกของเขมมิกแวบหนึ่ง เขมมิกเบี่ยงตัวหลบแล้วแอบดันทรงให้อัพขึ้นมาก่อนจะเบี่ยงกลับมาใหม่อย่างมั่นใจ
       “โอเคยัง...” ผู้จัดการถาม
       “เรียบร้อยค่ะ เห็นมั้ยคะ ว่าไม่เล็ก”
      
       ผู้จัดการเอือมระอา “เขมเอ๊ย....”


  


       พิแสงนั่งเอาผ้าประคบเบ้าตาตัวเองที่มีรอยช้ำเล็กน้อย
      
       “ยัยนั่นของแกคือคุณเขมมิก เป็นนางฟ้าที่สวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบมา...และเป็นอนาคตแม่ของลูกฉันด้วย” กนธีบอก
       “ทำงานไม่ได้เรื่อง ไม่หัดควบคุมอารมณ์ตัวเอง สายการบินไม่น่าปล่อยให้คนแบบนี้ทำให้องค์กรตัวเองเสียชื่อเสียง”
       “เฮ้ย แล้วแกไปมองหน้าอกเค้าทำไมวะ สมควรแล้วที่ถูกต่อย นี่ถ้าไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อนรัก ฉันจะต่อยซ้ำให้ช้ำเท่ากันอีกข้าง โทษฐานตัดหน้า”
       “ฉันไม่ได้มองหน้าอกยัยนั่น ฉันจะดูว่าชื่ออะไร แต่ยัยนั่นเข้าใจผิดไปเอง”
       “จริงอ่ะ ฉันไม่เชื่อ เสืออย่างแก ไม่สิ้นลายง่ายๆหรอก ฉันได้กลิ่น”
       “ไอ้ธี!”
       “ก็ได้...”
       “ไปเหอะ คุณแม่ส่งรถมารับ ป่านนี้รอนานแล้ว”
       พิแสงกับกนธีรีบลุกเดินออกไป
      
       เขมมิกเปลี่ยนท่าทีเป็นสงบลงแลดูน่าสงสารมาก
       “หนูรู้ค่ะ ว่าหนูทำผิดจรรยาบรรณ ไม่น่าให้อภัย แต่ในฐานะความเป็นมนุษย์ และเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ หนูถูกย่ำยีศักดิ์ศรีอย่างรุนแรงนะคะพี่ ใครจะทนไหว”
       “คุณพิแสง...บอกว่าไม่ได้มองหน้าอกแก” ผู้จัดการบอก
       “มองค่ะ”
       “เค้าจะดูป้ายชื่อ”
       “เค้าบอกว่าเล็ก”
       “เค้าหมายถึงตัวอักษรที่ป้าย”
       เขมมิกอึ้งและเริ่มหน้าเสีย
       “จริงเหรอคะ ว้า...แย่จัง ทำไปได้ เข้าเบ้าตาตรงๆเลยนะเนี่ย แม่นมาก....”
       “การไปต่อยคุณพิแสงไม่ได้แย่เท่าไหร่หรอก” ผู้จัดการบอก
       “พี่เข้าใจหนูใช่มั้ยคะ ถ้าพี่เข้าใจ หนูยอมให้พี่หักเงินเดือนชดใช้ความผิดโดยไม่อิดออดเลยค่ะ แต่หักปีหน้าได้มั้ยคะ ปีนี้หนูใช้เงินเยอะ ไม่สะดวก”
       “การหักเงินเดือนแก ก็ไม่ใช่เรื่องแย่เหมือนกัน”
       “อย่าบอกนะคะว่าพี่จะไล่หนูออก หนูเป็นพนักงานดีเด่นสามปีซ้อน แล้วนี่ก็เพิ่งเป็นความผิดครั้งแรกของหนูนะคะ อย่าทำแบบนี้ มันไม่ยุติธรรม”
       “เลิกฟูมฟายก่อนได้มั้ย ฉันไม่ได้ไล่แกออก แต่ถ้าคนอื่นรู้ล่ะก็ไม่แน่”
       “ใครคะ ใครจะมีอำนาจไล่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินออกได้ถ้าไม่ใช่พี่”
       แสงสุดาก้าวฉับๆเข้ามา “ฉันเอง!”
       ผู้จัดการสะดุ้งแล้วลุกขึ้น เขมมิกมองแสงสุดาอย่างงงๆ
       “ป้าคนนี้ใครคะ”
       แสงสุดามองเขมมิกอย่างไม่พอใจ
       “ป้าแกสิ...คุณแสงสุดา ภรรยาท่านประธานสายการบินของเรา คุณแม่ของคุณพิแสง คนที่แกต่อยเบ้าตาเค้าน่ะ” ผู้จัดการบอก
       “อ๋อ..คนกันเอง..นึกว่าใคร...” เขมมิกเพิ่งจะรู้ตัวว่าชะตาขาด “หา!!”
       เขมมิกรีบลุกขึ้นไหว้แสงสุดาอย่างชดช้อย แล้วก็โพสท์วางมือในท่าที่ถูกต้อง
       “สวัสดีค่ะ....โลกกลมนะคะ”
       เขมมิกหันไปแอบกระซิบถามผู้จัดการ
       “เรื่องนี้ถึงหูครูแสงสุดาได้ไงคะ”
       “ใช่เวลาพูดเล่นสนุกปากมั้ย” ผู้จัดการย้อนถาม
       “ก็หนูเครียด!!!..ตกลง ป้าเค้ารู้ได้ไง”
       “ฉันไม่รู้”
       แสงสุดดาโผล่มาแทรกกลาง “ไม่มีอะไรที่ฉันไม่รู้!”
       เขมมิกกับผู้จัดการตกใจจนวงแตก “ว้าย!”
       แสงสุดามองเขมมิกหน้าเข้ม เขมมิกจ๋อย
      
       พิแสงกับกนธีเดินลากกระเป๋ามาที่หน้าออฟฟิศสายการบิน จู่ๆกนธีก็หยุดเดินแล้วมองไปข้างหน้าตาเชื่อม
       “สวัสดีอีกครั้งครับ...คุณเขมมิก”
       กนธียิ้มให้กับ die cut รูปถ่ายเขมมิกที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ยืนไหว้อยู่ พิแสงเดินกลับมา พอเห็นรูปเขมมิกแล้วเขาก็สะดุ้งตกใจ
       “เฮ้ย!!!”
       “เนื้อคู่ชัดๆ เดินไปไหนก็เจอ” กนธีบอก
       ทันใดนั้น กนธีก็ปรี่เข้าไปอุ้มรูป die cut เขมมิกขึ้นมา
       “เฮ้ย ไอ้ธี ทำบ้าอะไรวะ” พิแสงถาม
       “พาหนี”
       “ไอ้บ้า วางลง!”
       “อย่ามาขัดขวางความรักของฉัน อย่าทำร้ายจิตใจเพื่อนอย่างนี้!”
       “หรือจะให้ทำร้ายร่างกายแทน ฐานขโมยทรัพย์สินบริษัทแม่ฉัน”
       “วางก็ได้”
       กนธีวางรูปเขมมิกลง
       “ยิ่งมีอุปสรรค ความรักของเราจะยิ่งแข็งแรงขึ้น รักแล้วรอหน่อยนะครับ นางฟ้าของผม”
       เนตรนิภาเดินมากับเพื่อนแอร์โฮสเตสและสจ๊วตด้วยความเป็นห่วงเขมมิก
       “เจ๊มีธุระ ฝากบอกเขมด้วยนะ...สู้ๆ พวกเจ๊เป็นกำลังใจให้” เพื่อนแอร์โฮสเตสคนหนึ่งบอก
       “เดี๋ยวจะพาไปเลี้ยงปลอบขวัญ โอเค้” สจ๊วตพูด
       “จ๊ะ ขอบใจพวกเจ๊มากนะ” เนตรนิภาบอก
       แอร์โฮสเตสและสจ๊วตเดินลากกระเป๋าออกไป เนตรนิภาหันกลับมาเห็นพิแสงและกนธียืนอยู่ เนตรนิภามองกนธีด้วยสายตามีความหมายบางอย่างก่อนจะค่อยๆลากกระเป๋าเดินเข้าไปหา
       พิแสงพูดกับกนธี “อ้อยอิ่งอาลัยอยู่นั่น ไปได้หรือยัง”
       เนตรนิภาทักขึ้น “ขอโทษนะคะ...”
       พิแสงกับกนธีหันมาเห็นเนตรนิภากำลังยืนเอาผมเหน็บหูอยู่ ทั้งคู่แปลกใจ
       “ขอโทษแทนเพื่อนดิฉันน่ะค่ะ ที่ต่อยคุณ....” เนตรนิภาพูด
       “ผมรอคำขอโทษจากปากของเพื่อนคุณมากกว่า” พิแสงบอก
       พิแสงเดินหงุดหงิดออกไป
       กนธีถามเนตรนิภา “แล้วคุณเขมมิก เป็นไงบ้าง ออกมาจากห้องเชือดหรือยังครับ”
       กนธีเพ่งมองเนตรนิภา เนตรนิภาหลบตาด้วยความขวยเขิน
       “เป็นอะไร....ปวดท้องหรือไง บิดไปบิดมาอยู่ได้ ผมถามเรื่องคุณเขมมิก เป็นไงบ้าง”
       เนตรนิภาเซ็ง “นี่คุณ....จำฉันไม่ได้จริงๆเหรอคะ”
       กนธีพูดกับตัวเอง “น่านไง...มามุกนี้อีกแล้ว...เฮ้อ ผู้หญิงนะผู้หญิง....”
       “เราเคยเจอกันมาก่อน ที่ฮัมบูร์กไงคะ จำได้มั้ยคะ”
      
       กนธีอึ้งมองมา เนตรนิภาสบตากนธีแล้วกระพริบตาถี่พร้อมทั้งยิ้มหวานแบบแบ๊วที่สุดเพื่อให้กนธีจำได้


  


       เขมมิกยืนยิ้มแหย ในขณะที่แสงสุดาเดินสำรวจเขมมิกชนิดหัวจรดเท้า
      
       “เนี่ยเหรอ...พนักงานดีเด่นของสายการบิน แต่ต่อยเบ้าตาผู้โดยสารซึ่งเป็นลูกชายคนโตของเจ้าของสายการบิน นายจ้างตัวเอง”
       “ค่ะ...พอดีไม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจตอนต่อยค่ะ เลยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ถ้ารู้ จะกราบเท้าแทนค่ะ ไม่ต่อย”
       ผู้จัดการหยิกเขมมิก “อย่าประชด!”
       “เก่งดีนี่....” แสงสุดาเดินสำรวจอีก “เนี่ยเหรอ...อดีตแฟนเก่าของพิทยา ว่าที่ลูกเขยฉัน”
       เขมมิกและผู้จัดการอึ้ง
       “คุณแสงสุดารู้ได้ยังไงคะ...ปิดกันให้แซ่ดเลยนะคะ กลัวกระทบกระเทือนจิตใจคุณพิศิณี” ผู้จัดการบอก
       “ไม่มีอะไรที่ฉันไม่รู้”
       เขมมิกอึ้งและเครียดทันที “ค่ะ ดิฉันเอง... แต่...เรื่องส่วนตัวของดิฉัน ไม่น่าจะถูกยกขึ้นมาพูดตอนนี้”
       “เพราะจะเป็นข้อมูลใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะไล่เธอออกดีหรือเปล่า” แสงสุดาบอก
       เขมมิกอึดอัดมากจนอยากจะเถียง
       ผู้จัดการหยิกเขมมิก “ไม่ต้องพูด!”
       แสงสุดาสำรวจอีก “เนี่ยเหรอ ผู้หญิงที่มาแย่งแฟนยัยพิศาลูกสาวคนเล็กของฉัน”
       เขมมิกพูดเสียงตึง “ไม่ได้แย่งค่ะ เค้ามาเอง”
       “อ๊อออออ เหรออ” แสงสุดาเสียงสูง
       ผู้จัดการหยิกเขมมิกอีก “รูดซิปปาก”
       เขมมิกทนไม่ไหว “อยากจะไล่ออกก็ไล่เลยค่ะ แต่อย่าเล่นสงครามเย็นกดดันแบบนี้”
       แสงสุดาสวนขึ้นมา “อยากตกงานนักหรือไง”
       “ไม่ได้อยากค่ะ แต่ถ้าตก ก็ต้องตก ช่วยไม่ได้นี่คะ ฉันทำผิดกฏบริษัทเอง”
       “แน่ใจนะ” แสงสุดาถามย้ำ
       “แต่ถ้าไม่ตกก็จะดีกว่าค่ะ” เขมมิกบอก
       “เขมมิกไม่ใช่คนเหลวไหลเลยนะคะ เป็นคนดี กตัญญูรู้คุณ ขยันทำงานเลี้ยงแม่เลี้ยงตัวมาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ไม่เคยเกี่ยงงานหนัก โอ๊ย...คนแบบนี้ร้อยปีถึงจะโคจรเกิดมาสักทีค่ะ ควรรักษาเอาไว้”
       “คนดีแบบไหน...รับจ๊อบทดสอบผู้ชาย ผู้หญิงดีๆเขาไม่ทำกันหรอก”
       “แต่คนแบบฉันนี่แหละค่ะ ที่ป้องกันไม่ให้ผู้หญิงดีๆหลายคนต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่าเพราะผู้ชายเจ้าชู้ และไม่ซื่อสัตย์”
       ผู้จัดการอ่อนใจและเริ่มกลัวแทนเขมมิก “ไอ้เขมมมมม....บอกว่าอย่าเถียง”
       “ตกลง...จะไล่ฉันออกด้วยเหตุผลข้อไหนคะ หรือถูกทุกข้อ”
       พูดจบเขมมิกก็มองแสงสุดาอย่างไม่เกรงกลัว แสงสุดามองตอบเขมมิกแล้วยิ้มอย่างเหนือกว่า ทั้งสองดูเชิงกันสุดฤทธิ์
      
       เขมมิกเดินหน้าบูดมาตามทางด้วยอาการซึมเศร้า ก่อนจะดีใจสุดตัว
       “เยส!!! ดวงยังแข็งนะจ๊ะ เขมมิก หึๆๆๆ โหะๆๆๆๆ หะๆๆๆๆๆ”
       เขมมิกเดินลั้ลลาด้วยความสบายใจออกไป
      
       ผู้จัดการเดินนอบน้อมมาส่งแสงสุดา
       “ขอบพระคุณมากนะคะ ที่ยังเมตตาเขมมิก ดิฉันรับรองค่ะว่าจะดูแลไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก”
       แสงสุดาถามย้ำ “แน่ใจนะ”
       “แอบโซลูทลี่ชัวร์ แน่ใจที่สุดค่ะ”
       “เพราะไม่อย่างนั้น แม่นั่นได้กระเด็นออกไปจากที่นี่ และจะไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดที่สายการบินไหนได้อีก เพราะฉันจะแทงบัญชีดำ”
       แสงสุดาหยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์โทรออกอย่างไม่สนใจผู้จัดการอีกต่อไป
       ผู้จัดการปาดเหงื่อ “แรง....”
       แสงสุดาก้าวฉับๆออกไปพลางคุยมือถือ
       “สมชาย....เจอตาใหญ่หรือยัง” แสงสุดาพูดโทรศัพท์
      
       พิแสงเดินลากกระเป๋าคุยมือถือเข้ามาโดยไม่ได้ดูทาง
       “ไอ้ธี! แกหายไปไหนของแกวะ ฉันรออยู่ที่....”
       พิแสงเดินไปชนเข้ากับเขมมิกอย่างจัง
       พิแสงกับเขมมิกร้องพร้อมกัน “โอ๊ย!!”
       ทั้งสองคนเซถลา ก่อนจะตั้งสติได้จึงหันมามามองหน้ากัน
       พิแสงฉุน “อีกแล้วเหรอ”
       “อีกแล้วไรยะ”
       “ยัยผีกระเป๋า...จะตามหลอกหลอนฉันอีกนานมั้ย”
       “สบายใจได้เลย ว่าอีกนานแน่...ไอ้ลูกแหง่ขี้แยชอบฟ้องแม่! ฝีมือนาย สินะที่ไปฟ้องแม่ ให้มาเล่นงานฉัน แต่เสียใจ คนอย่างเขมมิก ตายยาก เหนียวมาก รู้ไว้ซะ!”
       เขมมิกลากกระเป๋าเดินหนี
       “เดี๋ยวๆ ฉันไม่รู้เรื่อง อย่ามาหลอกด่าแล้วเดินหนี”
       พิแสงเดินเข้าไปขวาง
       “ถอยไป!”
       “ให้ความเคารพกันบ้างไม่ได้เลยใช่มั้ย” พิแสงโมโห
       “ไม่ให้! เท้าเหยียบอยู่บนพื้นดินแบบนี้ ฉันกับนายมีฐานะที่เท่าเทียมกัน แค่ความเป็น ลูกชายขี้ฟ้องของเจ้านายฉัน ไม่ได้ทำให้นายดูน่าเคารพ จะถอยไม่ถอย”
       พิแสงเสียงแข็ง “ไม่ถอย”
       “ไม่ถอยเหรอ...ได้....”
       เขมมิกแกล้งเป็นลม “โอ๊ย”
       พิแสงตกใจจริงจึงเข้าไปพยุง “เธอ เป็นอะไร...”
       “เป็นลม” เขมมิกอยู่ในอ้อมกอดของพิแสงแล้วอึ้ง ยิ่งได้ดมเสื้อ กลิ่นตัวแล้วยิ่งอึ้งจนมองหน้าพิแสง “นาย...”
       พิแสงสบตาเขมมิกแล้วพูดเสียงอ่อน “ไปนั่งพักก่อนมั้ย”
       เขมมิกเสียงอ่อน “ไม่เป็นไร....เพราะหายแล้ว”
       เขมมิกดึงขนจมูกพิแสงอย่างแรง
       “โอ๊ยย” พิแสงเจ็บจนน้ำตาเล็ด
       เขมมิกผลักพิแสงออกไป แล้วเอากระเป๋าฟาดหลังอย่างแรง
       “นี่แน่ะ!!”
       “โอ๊ย!!”
       “พูดดีๆ ไม่ชอบ ชอบให้ใช้กำลัง ถอยไป!”
       เขมมิกกระแทกพิแสงแล้วเดินออกไป พิแสงทรงตัวได้มองตามหงุดหงิด
       “ยัยผีกระเป๋าลาก! โรคจิต!!” พิแสงเจ็บจมูกที่ถูกดึงขนบวกกับเจ็บหลัง
       แสงสุดาเดินเข้ามาหาพิแสง
       “ตาใหญ่...”
       พิแสงชะงักแล้วสำรวมขึ้นมาทันที “ครับ...คุณแม่”
       “มาจนได้นะเรา”
      
       พิแสงยิ้มๆ น้อยๆ แล้วมองหน้าแสงสุดาอย่างไม่เต็มตานัก เพราะทั้งสองมีเรื่องผิดใจกันมาก่อนหน้านี้

      
       กนธีนั่งดื่มเครื่องดื่มไปมองหน้าเนตรนิภาที่นั่งเขินจิ้มหลอดน้ำส้มคั้นไป
      
        “ตกลง...จำได้หรือยังคะ ว่าเราเคยพบกันที่ไหน...” เนตรนิภาถาม
        กนธีตอบทันที “ยัง”
        “ผ่านมาก็ตั้ง..เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วนะคะ ยังจำไม่ได้อีกเหรอ ทานปลามั่งมั้ยคะเนี่ย มีโอเมก้าสาม ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ฝากฉันซื้อก็ได้นะ ที่ดิวตี้ฟรี”
        กนธีขัดจังหวะ “จำได้แล้ว!!”
        เนตรนิภาดีใจ “จริงเหรอคะ”
        “จริง”
        กนธีมองหน้าเนตรนิภาแล้วจับมือขึ้นมามองซึ้ง เนตรนิภาใจเต้นแรง
        “คุณนั่นเอง...เป็นคนที่อยู่ตรงนั้น”
        “อือหื้อ ฉันเอง”
        “คุณนั่นเอง...เป็นคนที่ผมจำได้ติดตา ตรึงใจ”
        “อือหื้อ ฉันเอง”
        “คุณนั่นเองที่ผม...บอกว่า...”
        “เป็นรักครั้งแรกของคุณ...เยส คุณจำได้แล้ว คุณกิ๊บปี้! ฉันเนตรนิภาค่ะ”
        “ซอรี่นะ...ผมไม่ได้ชื่อกิ๊ปปี้ และผมก็จำได้ว่า...ไม่เคยรู้จักคุณ! สรุปจำไม่ได้”
        เนตรนิภาอึ้งและเหวอไป
        “อย่ามาตู่ เห็นผมหน้าตาหล่อ ดูดี มีฐานะหน่อยไม่ได้ ใช้แผนตื้นๆจับเลยหรือไง ผู้หญิงสมัยนี้เป็นไงวะ ให้ผู้ชายจีบก่อนไม่ได้หรือไงออกตัวแรงแซงทางโค้ง น่ากลัว”
       เนตรนิภาเสียใจมาก “แรงอ่ะ”
       “ต้องแรง กับผู้หญิงแรงๆ ถูกแล้ว!”
       “แต่คุณทำเหมือนจำได้...คุณมาเสียเวลาดื่มกาแฟกับฉัน แล้วก็มองหน้าฉัน”
       “ก็จะดูไง ว่าผู้หญิงอย่างเธอ จะแถไปได้ถึงไหน...อีกอย่าง หิวกาแฟพอดี มีอะไรป๊ะ”
       “งั้นก็กินให้อร่อยเลยนะ!” เนตรนิภายกกาแฟสาดใส่กนธี
       “เฮ้ย!!”
       “แถมด้วยน้ำนางเอก ฉันไม่กินแล้ว”
        เนตรนิภาสาดน้ำส้มที่เหลืออยู่ใส่กนธีอีกแก้ว
        กนธีตกใจ “เฮ้ย!!”
        “เพราะต่อไปนี้ ฉันจะเป็นนางมารร้าย!! !! ไอ้ผู้ชายหลอกลวง ไม่มีความรับผิดชอบ รู้มั้ย ว่าฉันต้องแบกความรู้สึกคิดถึงนายมานานกี่ปี จนทำให้เดินไปข้างหน้าไม่ได้ ไม่ยอมรับรักใครเพราะรอนาย” เนตรนิภาปรี๊ดใส่หน้ากนธี “อ๊าย อ๊าย!”
        กนธีตกใจจนสะดุ้งแล้วถอยกรูดไป “อ๊าย!!”
        เนตรนิภาลุกหนีไป
        “น่ากลัวอ่ะ...อ๊าย!” กนธีตกใจ
      
        เขมมิกลากกระเป๋าเดินลิ่วๆ ตามหาเนตรนิภา
        “ยัยเนตร....” เขมมิกหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาเนตรนิภา
        เขมมิกอึ้งที่เห็นพิทยากำลังเดินประคองกอดพิสิณีผ่านสายตาไป เขมมิกมองตามอย่างไม่คลาดสายตา พิทยาหันมาเห็นเขมมิกก็อึ้ง ในขณะที่พิสิณีกำลังง่วนอยู่กับการโทรศัพท์จึงไม่สังเกตเห็น เขมมิกชะงักแล้วรีบเดินหลบออกไปทันที พิทยาอยากเดินตามเขมมิก เขาจึงกระซิบพิสิณี
        “ผมเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ ที่รัก”
        “ค่ะ พีท สิณีรอตรงนี้นะคะ”
        “ครับ”
        พิทยารีบเดินฉีกออกมา พิสิณีโทรศัพท์ต่อโดยไม่รู้สึกผิดสังเกต
      
        เขมมิกเดินหนีมาแล้วหันไปดูข้างหลังก็เห็นพิทยาเดินไล่ตามมา
        “เขม เดี๋ยวก่อนเขม”
        เขมมิกสะดุ้งแล้วรีบเดินหนีหายไปในกลุ่มคน พิทยาเดินตามอย่างไม่ลดละ
      
        เขมมิกหนีเข้ามาหลบในมุมหนึ่ง พิทยาเดินตามมาหยุดมองหาเขมมิกโดยไม่เห็นว่าเขมมิกหลบอยู่ในมุมใกล้ๆ พิทยาเดินออกไป เขมมิกถอนหายใจด้วยความโล่งอก
        “เฮ้อ...วันนี้มันไม่ใช่วันของฉันจริงๆ”
        พิทยาก้าวเข้ามา “เขม...”
        เขมมิกสะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นพิทยายืนอยู่ข้างหน้าพร้อมกับมองมาด้วยสายตาที่ยังมีเยื่อใย
        “คุณหนีผมไปไหนไม่พ้นหรอก”
        “คุณจะอยากเจอฉันอีกทำไม” เขมมิกถาม
        “เพราะผมยังคิดถึงคุณ”
        “พูดมาได้หน้าไม่อาย...ทั้งๆที่พรุ่งนี้คุณกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับคุณพิสิณีเนี่ยนะ”
        “ใช่...แต่ผมยังไม่ลืมคุณจริงๆนะ ยิ่งคุณหลบหน้าผมมากเท่าไหร่ ผมยิ่งคิดถึงคุณ ทำไมเราจะคุยกันดีๆเหมือนเมื่อก่อนอีกไม่ได้”
        เขมมิกบอกทันที “ไม่ได้!”
        พิสิณีเดินเข้ามาเห็นและได้ยินเข้าพอดีก็อึ้ง เธอหยุดแล้วแอบฟัง
        “แล้วก็หยุดพูดถึงแต่ความรู้สึกและความต้องการของตัวเองสักทีเถอะ ฟังของฉันบ้าง ถ้าคุณยังไม่เลิกหาเรื่องมาคุยกับฉันอยู่แบบนี้ ความฝันที่คุณจะไต่เต้าเป็นลูกเขยเจ้าของสายการบินได้พังยับแน่ๆ” เขมมิกว่า
        “คุณจะทำอะไร” พิทยาถาม
        “ไม่มีใครบอกแผนร้ายให้ฝ่ายตรงข้ามรู้หรอกนะ !”
        “อย่าบอกนะว่าคุณจะทำลายงานแต่งงานของผม”
        “ก็บอกว่าไม่บอกไง เดี๋ยวไม่เซอร์ไพรส์ !”
        เขมมิกเดินหนีทันที พิทยาถอนใจด้วยความกังวล พอหันไปเพื่อจะเดินกลับเขาก็ต้องอึ้งเมื่อเห็นพิสิณียืนอยู่ ด้วยใบหน้าเรียบเฉย
        “ที่รัก....คุณ มาตั้งแต่เมื่อไหร่” พิทยาถาม
        “เมื่อกี้เองคะ เห็นคุณหายไปนาน ทำไมต้องทำหน้าตื่นตกใจขนาดนั้นคะ พีท”
        “ไม่มีอะไรจ๊ะ ผมคงเหนื่อย”
        “งั้นรีบกลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ”
      
        พิทยาโอบเอวพิสิณีเดินไป พิสิณีเก็บซ่อนอารมณ์ความเจ็บปวดเอาไว้แล้วเดินยิ้มไปกับพิทยา


  


       เขมมิกลากกระเป๋าก้าวฉับๆมาจากทางหนึ่ง เนตรนิภาลากกระเป๋าก้าวฉับๆ ด้วยอาการเดียวกันกับเขมมิก มาจากอีกทางหนึ่ง เขมมิกและเนตรนิภามาเจอกันตรงกลาง
      
       ทั้งสองคนอยู่ในอารมณ์บูดบึ้งเหมือนกัน จึงพากันเดินตีคู่มาพร้อมบ่น
        “ผู้ชาย มีแต่ความเห็นแก่ตัว!” เขมมิกบ่นออกมา
        เนตรนิภาเสริม “ปลวกที่สุด!”
        เขมมิกกับเนตรนิภาหยุดเดิน แล้วหันมามองหน้ากัน ทั้งสองต่างเข้าใจความรู้สึกที่ถูกกระทำ
        “วันนี้ มันไม่ใช่วันของฉันเลยอ่ะแก...!” เขมมิกบอก
        “อยากลืมโลกอ่ะแก!” เนตรนิภาว่า
        “งั้นไปกัน”
        สองสาวลากกระเป๋าเดินคู่กันไปตามทางในสนามบิน
      
        พิแสงนั่งนิ่งคนละฝั่งกับแสงสุดาภายในเบาะหลังของรถลีมูซีนหรู พิแสงมองออกไปนอกหน้าต่างตลอดเวลา ส่วนกนธีนั่งข้างคนขับ
        “นั่งสบายดีนะครับ...” กนธีพูดขึ้น
        แสงสุดาไม่สนใจกนธี “จะมาอยู่กี่วัน”
        กนธีจ๋อยจึงหันกลับไปยิ้มให้คนขับที่ตีหน้าเรียบเฉย กนธีเลยหันไปยิ้มกับกระจกข้างแทน
        “เสร็จงานน้อง ก็ว่าจะกลับเลย” พิแสงบอก
        “ไม่กลับมาบ้านซะนาน น่าจะอยู่นานๆหน่อย” แสงสุดาว่า
        “ผมเป็นห่วงงานที่ฟาร์ม”
        “แล้วงานทางนี้ล่ะ”
        “ก็มีทั้งคุณพ่อ ยัยสิณี ไหนจะยัยเล็กที่เพิ่งเรียนจบ...”
        “แต่ก็ไม่มีใครทำงานได้ถูกใจฉันเหมือนแก”
       “คุณแม่ครับ ผมขอร้อง เราเคยคุยกันรู้เรื่องแล้วนะครับ ว่าผมจะดูแลฟาร์มเพื่อนเกษตรของคุณปู่ตามสัญญา”
        “หรือที่ไม่ยอมกลับมาอยู่กรุงเทพ เพราะแกกำลังติดใจยัยน้ำหวานนั่น” แสงสุดาย้อนถาม
        “น้ำหวานเป็นเลขาผม”
        “แต่คงอยากจะใช้เต้าไต่ขึ้นมาเป็นเมียนายหัวให้ได้ เหมือนแม่มัน”
        “ก็ไม่แน่นะครับ ยิ่งคุณแม่ตั้งแง่รังเกียจน้ำหวานมากเท่าไหร่ ผมอาจจะยิ่งสงสารเธอ และขอเธอแต่งงาน”
        แสงสุดาฉุน “ตาใหญ่!!”
        พิแสงถอนใจก่อนจะสั่งคนขับรถ
        “จอดรถด้วย ฉันจะลง เจอกันที่บ้านครับ คุณแม่”
        รถจอดเทียบข้างทาง
        “ไป ไอ้ธี ลง!” พิแสงบอกเพื่อน
        กนธีทำหน้าเหรอหรา “กำลังสบายเลย”
        “งั้นก็นั่งไปกับแม่ฉันสองคน”
        กนธีรีบลง “ไม่ดีหรอก เกรงใจ”
        แสงสุดานั่งหน้าตึงไม่พูดไม่จา พิแสงและกนธีลงจากรถแล้วปิดประตูอย่างเรียบร้อย รถลีมูซีนออกตัวไป
        “จะไปไหนเนี่ย...” กนธีถาม
        พิแสงไม่พูด เขาโบกแท็กซี่ กนธีงงกับพิแสง
      
        แสงสุดาหยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์
        “คุณธรรมศักดิ์...”
      
        ธรรมศักดิ์คุยมือถืออยู่ในห้องของพิสุทธิ์
        “ได้ครับ คุณแสงสุดา ได้เรื่องยังไง ผมจะรีบทำรายงานส่ง สวัสดีครับ”
        ธรรมศักดิ์วางสาย พิสุทธิ์วางปากกาจากการเซ็นเอกสารแล้วคุยกับธรรมศักดิ์
        “ฮองเฮาให้คุณไปทำอะไรอีก” พิสุทธิ์พูดล้อๆ
        “สืบประวัติของคนบางคนครับ” ธรรมศักดิ์บอก
        “มีแผนจะทำอะไรอีก”
        “ไม่ทราบได้ครับ”
        “คงจะกำชับกับคุณใช่มั้ย ว่าห้ามบอกใคร แม้กระทั่งผม”
        “ครับ”
        “คุณนี่ เป็นทนายความประจำครอบครัวที่เก็บความลับได้ดี เพราะอย่างนี้ไง ผมถึงได้ไว้วางใจให้คุณจัดการเรื่องตามหาคนให้ผม”
        “โดยที่ไม่ให้ฮองเฮา เอ้ย คุณแสงสุดารู้เรื่อง ผมรับรองครับ”
        “แล้วตามหาไปถึงไหนแล้ว”
        “บ้านหลังนั้นถูกขายทอดตลอดไปแล้ว ไม่มีใครทราบว่า ลูกชายของคุณประมาณเพื่อนของท่าน ไปอยู่กับใครหลังจากที่คุณประมาณและคุณสดศรีเสียชีวิต” ธรรมศักดิ์รายงาน
        “รีบตามหาเค้าให้เจอ ผมไม่อยากให้เค้าเข้าใจผมผิด ไม่อย่างนั้น ผมคงตายตาไม่หลับ”
        “ครับ ท่าน เสร็จธุระแล้วผมขอตัวนะครับ”
        “เชิญ”
        ธรรมศักดิ์โค้งให้พิสุทธิ์แล้วเดินออกไป พิสุทธิ์นั่งเครียดเรื่องการตามหาลูกชายของเพื่อนที่ตรอมใจตายเพราะล้มละลายจากการทำธุรกิจสายการบิน
      
       ก่อนที่พิสุทธิ์จะเทคโอเวอร์มารวมตัวกับ P บูติกแอร์ไลน์ในปัจจุบันนี้


  


       อนงค์ลากตัววาศิณีมาที่หน้าบ้านพักของพิแสง
      
        “โธ่ แม่...นายหัวเค้าไปกรุงเทพกับคุณกนธีแล้ว...จะพาหนูมาหาใคร” วาศิณีถาม
        “ไม่ได้พามาหา แต่พามาให้แสดงตัว” อนงค์บอก
        “แสดงตัวอะไร” วาศิณีงง
        “แสดงตัวว่าแกเป็นคนสำคัญของนายหัว เพราะฉะนั้น แกต้องแสดงบทบาทที่ถูกต้อง”
        “แล้วหนูทำอะไรไม่ถูกต้องตรงไหนล่ะ”
        “จะไปถูกได้ยังไง...นายหัวกลับวันไหน แกก็ไม่รู้ แล้วทำไมไม่ให้นายหัวเชิญแกไปออกงานด้วย แกควรจะได้ออกสังคมเคียงบ่าเคียงไหล่ในฐานะอนาคตนายแม่ของที่นี่ ไม่ใช่หมกอยู่แต่ในคอกหมู”
        ชมพู่ถือถังน้ำกับไม้ม็อบเดินออกมา
        “โอย เอะอะๆอะไรกันแต่เช้านะ ป้าอนงค์ น้องน้ำหวาน”
        “พวกฉันไม่ได้เป็นญาติแก อย่ามานับญาติ” อนงค์ว่า
        ชมพู่ไม่พอใจ “อ่อ โทษที ลืมไปว่าเป็นขี้ข้าเหมือนกันเนาะ แม่เป็นแม่บ้านใหญ่คอยดูแลคนงาน ส่วนลูกเป็นเลขา...ทำงานแลกเงินเดือนเหมือนกัน เออ ขี้ข้าชัดๆนิ”
        “นังชมพู่ อย่ามาปากดี”
        “เสียเวลาคุยน่ะแม่...”
        “นายหัวกลับวันไหน บอกไว้หรือเปล่า” อนงค์ถาม
        “กลับมาก็เห็นเองแหละ” ชมพู่บอก
        “นังชมพู่ อย่ามากวนประสาท” อนงค์ว่า
        “คนเขาพูดความจริง ก็ไม่เชื่อ ป้าจะเอาไง”
        “เอาความจริง”
        “ก็นายหัวไม่ได้บอก แล้วฉันจะเอาความจริงที่ไหนบอกป้า กับเลขานายหัวยังไม่บอก แสดงว่าไม่อยากให้ใครรู้ แล้วจะเจือกกกกก รู้ไปทำไม”
        “นังชมพู่! แกด่าฉันเหรอ!”
        อนงค์ถีบชมพู่ดังโครมจนชมพู่กระเด็น
        “ไอ้หยา!!”
        ปริญญ์เดินเข้ามาเห็นพอดีก็ตกใจ
        “มีเรื่องอะไรกันครับ...ป้าอนงค์ คุณน้ำหวาน”
        “ชมพู่ถูกถีบอยู่นิ รู้ว่าไม่รัก แต่ก็น่าจะห่วงกันมั่งแหล้ะ หมอปิ๊น” ชมพู่โอด
        ปริญญ์รีบประคองชมพู่ “ก็กำลังจะถามอยู่นี่ไง ชมพู่...เจ็บมั้ย”
        “โอ๊ยยยยๆๆ” ชมพู่ออเซาะปริญญ์ “โอ๊ยๆๆๆ เจ็บจังเลย”
        อนงค์กับวาศิณีมองชมพู่ด้วยความหมั่นไส้ ปริญญ์เห็นวิศิณีมองมาก็กลัวถูกเข้าใจผิดเลยปล่อยชมพู่ทันที ชมพู่ร่วงลงไปอีก
        “ว้าย!!!”
        ปริญญ์ตกใจ “ขอโทษครับ ชมพู่” ปริญญ์เข้าไปประคองใหม่
        “ดูแลกันไปก็แล้วกัน..ฉีดยาอะไรก็ได้ให้มันสักเข็มนะหมอปิ๊น จะได้เลิกทำตัวกร่าง ไม่ไว้หน้าผู้หลักผู้ใหญ่แบบนี้ ไป น้ำหวาน!” อนงค์ชวนลูกกลับ
        อนงค์ลากตัววาศิณีไป ปริญญ์มองตามวาศิณีไม่ละสายตาโดยไม่สนใจชมพู่ที่ร้องโอดโอยเพราะเจ็บก้น
      
        “หมอคะ!! ชมพู่จะตายมั้ยคะ...โอย!!”


  


       เขมมิกประคองขนิษฐาเข้ามาในวัด เนตรนิภาเดินตามมาโดยถือถังสังฆทานมาด้วย
      
        “จะพาแม่มาทำไม แม่อยากนอน เพลีย” ขนิษฐาบอก
        “หนูไม่อยากได้บุญคนเดียว อยากให้แม่มาด้วย เผื่อเจ้ากรรมนายเวรจะได้อโหสิ แล้วก็ไปผุดไปเกิดซะที”
        “แกว่าเปี่ยมพงษ์อีกแล้วใช่มั้ย”
        “ใช่ มันเป็นเจ้ากรรมนายเวรของแม่ รู้รึเปล่า มันถึงได้ขี่คอเกาะติดแม่ไม่ยอมไปไหน เขมทำได้ทุกอย่างเลยนะ เพื่อปลดปล่อยแม่ให้เป็นอิสระ ไปทำบุญที่อินเดียมั้ย...อานิสงส์แรง จะได้หลุดเร็วๆ”
        ขนิษฐาเสียงเข้ม “เขม...ขอแม่สบายใจสักวันไม่ได้เลยใช่มั้ย”
        เนตรนิภากระซิบเขมมิก “เขม...พอเถอะ ปากเสียใส่แม่ตั้งแต่เพิ่งเดินเข้าวัด มันจะได้บุญตรงไหนเนี่ย เดี๋ยวชีวิตก็ซวยกว่าเดิมหรอก”
        “ก็ได้...แม่..เขมขอโทษ...ไป..ทำบุญกันนะ ยกระดับจิตใจให้ไม่ขุ่นมัว สิ่งเลวร้ายชั่วๆจะได้หมดไปจากชีวิต”
        “ไอ้เขม...” เนตรนิภาปราม
        “ช่างมันเถอะลูก เนตร...แม่ว่าแม่จะทำใจให้ชินกับมันแล้วล่ะ ไปๆ”
        ขนิษฐาเดินไปทำบุญกับเขมมิกและเนตรนิภา
      
        อนงค์เก็บเสื้อผ้าของวาศิณีลงกระเป๋า วาศิณีมองอย่างงงๆ
        “ทำอะไรน่ะแม่ เอาเสื้อผ้าหนูลงกระเป๋าทำไม”
        “นี่ต้องให้บอกทุกอย่างเลยเหรอว่าแกควรจะทำอะไรบ้าง”
        “ก็หนูไม่รู้จริงๆนี่นา”
        “ไปงานแต่งงานคุณพิศิณี น้องสาวของนายหัวไง!” อนงค์บอก
        “แต่นายหัวไม่ได้ชวน”
        “เราก็ไปเอง”
        “เดี๋ยวก็ถูกคุณนายแสงสุดาเขวะให้อีกหรอก หนูไม่ชอบเวลาที่ต้องเจอแกเลย อึดอัด เต็มไปด้วยรังสีอำมะหิต”
        “อยากได้ลูกเสือ แกก็ต้องเข้าถ้ำเสือ”
        “แต่หนู...”
        “อย่าบอกนะว่าแกไม่อยากเป็นนายแม่ที่นี่ แล้วอยากเป็นแค่เมียหมอหมู”
        “บ้า!! ใครจะอยากเป็นแค่เมียหมอหมูล่ะแม่ก็...แต่หนู...ไม่มั่นใจ ว่านายหัวจะชอบหนูมั้ย ยิ่งคุณนายแสงสุดา ยิ่งแล้วใหญ่”
        “มีแม่อยู่ทั้งคน แกจะกลัวอะไร...แม่พลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ รับรอง..ไม่มีพลาด แกต้องได้เป็นเมียนายหัว! ใครหน้าไหนก็มาขวางเราไม่ได้!”
        อนงค์ลูบหัววาศิณีด้วยความรักและความมุ่งมั่นเต็มที่
      
        พิแสงกราบพระประธาน กนธีนั่งมองอยู่ข้างๆ
        “เครียด ไม่สบายใจอะไรนักหนาวะ พิแสง” กนธีถาม
        “ไม่รู้...บอกไม่ถูก”
        “ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาทางบ้านไปได้”
        “แล้วมันมีจริงๆหรือเปล่าล่ะ”
        “อย่าเก็บมาคิดก็สิ้นเรื่อง”
        “ฉันน่ะไม่คิด แต่แม่ฉันน่ะสิ กัดไม่ปล่อยแน่”
        “แม่นะเว้ย ไม่ใช่หมา”
        “ไอ้บ้า ว่าแม่ได้ไง..บาป ฉันเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าเวลาที่คุณแสงสุดาอยากได้อะไรแล้ว..ต้องได้เสมอ ใครก็ขวางทางไม่ได้ กลัวว่ะ”
        “ก็ดี ที่กลัวแม่ ดีกว่ากลัวเมีย เสียเชิงชาย”
        “หึ....เมียเหรอ....คงยากว่ะ ฉันยังไม่อยากมีเมีย..จนกว่า”
        พิแสงไม่พูดต่อเพราะคิดถึงใครบางคน
        “จนกว่าอะไรวะ อย่าบอกนะว่าเพราะ...ไอ้พิแสง เรื่องมันก็นานมาแล้ว”
        พิแสงตัดบท “ช่างเถอะ....แกไม่เข้าใจหรอก”
        พิแสงนั่งนิ่ง กนธีนิ่งเงียบโดยปล่อยให้พิแสงอยู่กับความคิดของตัวเองเพียงลำพัง
      
        เขมมิก เนตรนิภา และขนิษฐากราบลาหลวงตาที่รับสังฆทานเรียบร้อยแล้ว แล้วทั้งสามก็พากันเดินออกมา
      
        เขมมิก เนตรนิภาและขนิษฐาเดินออกมาด้วยความสบายใจ
        “รู้สึกดีขึ้นมั้ยแม่” เขมมิกถาม
        “ใจน่ะรู้สึกดี แต่ไม่ค่อยสบายตัวเลย เหมือนจะเป็นไข้” ขนิษฐาบอก
        “แม่ไปพักที่คอนโดเขมนะ เขมไม่มีบิน ได้พักสองสามวันแน่ะ เขมจะได้ดูแลแม่ได้”
        “นั่นสิคะป้า” เนตรนิภาสนับสนุน
        ขนิษฐามองเขมมิกด้วยความรัก “ขอบใจนะลูก แต่อย่าเลย”
        “ทำไมล่ะแม่”
        “เป็นห่วงบ้าน”
        “นั่นไม่ใช่บ้านหรอก แต่เป็นนรก” เขมมิกแย้ง
        “ไอ้เขม...อย่าเริ่ม” เนตรนิภาปรามเพื่อน
        “เขม ไว้เขมมีครอบครัวแล้วเขมจะเข้าใจ” ขนิษฐาบอก
        “เขมไม่เข้าใจได้มั้ย แม่มีเขมที่ดูแลแม่ได้ไม่ลำบาก ทำไมแม่ต้องไปอยู่กับมัน ทั้งๆที่มันปฏิบัติกับแม่เยี่ยงทาสไม่ใช่เมีย”
        “แม่บอกเขมไปแล้วว่าทำไม”
        เขมมิกอึ้งแล้วก็น้ำตาซึม แต่ก็รีบเบือนหน้าหนีเพื่อไม่ให้แม่เห็นน้ำตา
        “จะว่าแม่โง่ก็ได้ แต่แม่ยอม ถึงจะรู้ว่าเขาไม่ได้รักแม่เท่าที่แม่รักเขา”
        ขนิษฐาค่อยๆเดินออกไป เขมมิกมองตามอย่างอึดอัดใจ
        “เมื่อไหร่นะเนตร เมื่อไหร่ แม่จะเลิกคิดแบบนี้สักที”
        “เอาน่ะ...เดี๋ยวก็วันนั้น ไป ไปส่งแม่แกกัน” เนตรนิภาปลอบเพื่อน
        “ฉัน...ไม่ไป แกไปส่งแม่แทนฉันที”
        “เขม”
        เขมมิกไม่ฟังแล้วเดินหนีไป เนตรนิภาเหนื่อยใจแต่ก็รีบเดินตามขนิษฐาไป
      
        เนตรนิภารีบเดินตามขนิษฐา
        “ป้าจ๋า...ป้ารอเนตรด้วย”
        “เขมล่ะ” ขนิษฐาถาม
        เนตรนิภาอึ้ง ขนิษฐารู้ดี
        “ป้าอย่าโกรธเขมนะ” เนตรนิภาบอก
        “ป้าเข้าใจ ช่างเถอะ ไม่ต้องให้เขาไปที่บ้านป้าบ่อยหรอก ดีแล้ว”
        “ป้ากลัวเขมจะไปทะเลาะกับนายเปี่ยมพงษ์เหรอคะ”
        ขนิษฐามีเหตุผลมากกว่านั้น แต่ก็พยักหน้ารับไป “อืม....ไม่อยากเครียด”
        “หนูไปเอารถมารับป้าตรงนี้นะ ป้าจะได้ไม่ต้องเดินไกล”
        เนตรนิภาวิ่งออกไป ขนิษฐามองเข้าไปในวัดแล้วยกมือไหว้ท่วมหัว
        “หวังว่าลูกคงทำถูกแล้วนะคะ...เปี่ยมพงษ์มันไม่ยอมปล่อยลูกไปง่ายๆแน่ ลูกไม่อยากให้เขมมิกต้องลำบากเพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดของลูก....ขอลูกชดใช้มันคนเดียวจนกว่าจะหมดเวรหมดกรรม”
      
        ขนิษฐาลงนั่งพักเหนื่อยเพราะรู้สึกอ่อนแรงลงทุกที
ตอนที่ 2
      
       พิแสงและกนธีเดินออกมาจากโบสถ์แล้วเลี้ยวไปทางหนึ่ง เขมมิกเดินเข้ามาในโบสถ์ พิแสงหันมาเห็นเขมมิกจากทางด้านหลังก็รู้สึกคุ้นๆ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปในโบสถ์อีกครั้ง กนธีหันมาไม่เห็นพิแสงแล้ว
      
       “อ้าว...ไปไหนแล้วอ่ะ...ไอ้พิแสง!”
       กนธีออกเดินตามหาพิแสงไปอีกทางหนึ่ง เพราะไม่คิดว่าพิแสงจะกลับเข้าไปในโบสถ์อีกครั้ง
      
       เขมมิกก้มลงกราบพระประธานแล้วยกมือไหว้พนมพร้อมกับมองไปที่พระประธาน พิแสงค่อยๆคลานเข้ามานั่งข้างหลังเขมมิกโดยที่เขมมิกไม่รู้ตัว
       “ลูกสัญญาค่ะ...ว่าลูกจะล้างมือจากวงการ”
       พิแสงงงว่าวงการอะไร
       “ถ้าลูกเข้าใจไม่ผิด เพราะการรับจ็อบของลูกใช่มั้ยคะ เพราะฉะนั้นขอเถอะค่ะ ผลกรรมใดที่มันจะเกิดจากการรับจ๊อบของลูก ขอให้ตกอยู่ที่ลูกเพียงผู้เดียว อย่าได้ไปส่งผลกับแม่ของลูกเลยนะคะ แล้วลูกจะถือศีลกินมังสวิรัติ”
       พิแสงพยายามกลั้นหัวเราะ เขมมิกได้ยินก็อึ้ง
       “ใครหัวเราะขัดจังหวะ...เสียมารยาทจริง”
       เขมมิกหันไปทางข้างหลังเตรียมเหวี่ยง แล้วเธอก็ต้องผงะเมื่อเห็นพิแสงนั่งอยู่
       “นาย! อีกแล้วเหรอ”
       “ชู่ว์...ในโบสถ์ต่อหน้าพระ สำรวมหน่อย” พิแสงว่า
       เขมมิกเจ็บใจ แต่ก็พูดเสียงเบาทั้งๆ ที่อารมณ์ยังฉุนเท่าเดิม “ตามฉันมาอีกทำไม หา!”
       “ผมมาของผม...ไม่เกี่ยวกับคุณ คุณนั่นแหละตามผมมาอีกทำไมหรือว่าติดใจ...อยาก จีบผมจริงๆ”
       เขมมิกฉุนกึก “ไอ้!...”
       “ชู่ว์!!! เกรงใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์หน่อย”
       เขมมิกก้มลงกราบพระ แล้วหยิกพร้อมกับลากพิแสงออกไป
       “โอ๊ย...เบาๆ อย่ามาแตะต้องตัวผม ปล่อย”
       เขมมิกลากพิแสงออกไปจนได้
      
       เขมมิกลากพิแสงออกมาจากโบสถ์
       “บอกให้ปล่อยผม”
       “ไม่ปล่อย”
       พิแสงขืนเอาไว้ไม่ยอมเดิน
       เขมมิกออกแรงลาก แต่พิแสงไม่เคลื่อนไปเลย
       พิแสงท้า “เก่งนักก็ออกแรงหน่อย ไม่กระดิกเลย ดูเด่ะ”
       เขมมิกออกแรงดึง พิแสงยักไหล่
       เขมมิกอ้อมหลังไปแล้วผลัก พิแสงยักไหล่อีก
       เขมมิกอ้อมมาข้างหน้าแล้วเท้าสะเอวหอบแฮ่กๆ “โอเค...ที่นี่เป็นเขตอภัยทานฉันจะไม่สร้างกรรมใหม่ อโหสิกรรมให้ ไปผุดไปเกิดได้แล้ว ไป”
       “ปากเหรอนั่นน่ะ”
       “ใช่ ปากดีอีกต่างหากด้วยนะ”
       “เอาเหอะ ขี้กียจเถียง แต่อยากรู้...เป็นแอร์โฮสเตสรายได้ก็ดีอยู่นะ ไป รับจ็อบอะไร...ขายตัวเหรอ ถึงต้องมาสารภาพบาปกับพระขนาดนี้”
       เขมมิก โกรธมาก “ไอ้....!!”
       “ไอ้อะไร!”
       “ฉันจะไม่ด่าใคร...ไม่อยากทำผิดศีล แต่ฝากไว้ก่อน เจอกันคราวหน้านอกเขตวัด ฉันเอาคืนแน่ !”
       เขมมิกสะบัดหน้าหนีพิแสง พิแสงมองตามยิ้มๆ แต่ยังติดใจอยู่
      
       “จ๊อบอะไรของเขา”


  


       เนตรนิภาเปิดประตูห้องที่คอนโดเข้ามา แล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยอ่อน
      
       “เขม ไปส่งแม่แกมาแล้วนะ” เนตรนิภาบอก
       เขมมิกเดินออกมาพร้อมจานใส่แซนวิชอันใหญ่แล้วยื่นให้เนตรนิภา
       “แทนคำขอบคุณ” เขมมิกบอก
       “น่ารักอ่ะ!!”
       เนตรนิภารับจานแซนวิชมากินอย่างอร่อย
       เขมมิกนั่งมองอย่างภูมิใจ “อร่อยป่ะ”
       “สุดๆอ่ะ”
       “เจอไอ้เปี่ยมพงษ์ป่ะ” เขมมิกถาม
       “ไม่เจอ” เนตรนิภาตอบ
       “ฉันจะเลิกแล้ว”
       “เลิกอะไร”
       “จ็อบ”
       เนตรนิภาอึ้ง “จริงอ่ะ”
       “จริง”
       “ส้าธุ!! แกพูดจริงๆนะเขม แกเลิกได้ ฉันจะรู้สึกดีมาก มันไม่ได้เป็นฮีโร่ช่วยกู้โลก...แต่ มันเป็นการทำบาป”
       “แล้วทำไมไม่ห้ามตั้งแต่แรก”
       “ถ้าแกคิดจะทำอะไร ใครจะห้ามได้”
       “เพื่อนรักฉันจริงๆ...สุดๆอ่ะ นี่ เตรียมชุดไว้หรือยัง”
       “ชุด? ชุดอะไร”
       “งานพรุ่งนี้ไง...”
       เขมมิกลุกหนี
       “งานแต่งงานกัปตันพีท??? เฮ้ย..เขม..!!”
       เนตรนิภาตกใจจนอึ้งไป
      
       พิแสงนั่งเล่นอยู่ข้างนอกบ้าน กนธีเดินเข้ามา
       “พิแสง...ฉันไปนอนก่อนนะ เพลียว่ะ” กนธีบอกเพื่อน
       “ไปเหอะ”
       กนธีจะเดินไปแต่พิแสงเรียกไว้
       “เดี๋ยวก่อน”
       “เฮ้ย..ไม่มีทาง ฉันไม่มีวันจูบราตรีสวัสดิ์กับแกแน่ ฉันจะเก็บไว้ให้คุณเขมมิก”
       พิแสงได้ยินชื่อแล้วก็เซ็ง “ผู้หญิงดีๆ มีเยอะแยะไม่ชอบ”
       “ลางเนื้อชอบลางยาเว้ย อีกอย่าง คุณเขมมิกไม่ดีตรงไหนวะ”
       “เรื่องบางเรื่องมันก็ซุกอยู่ใต้พรม ต้องใช้เวลาขุดคุ้ยหาความจริง อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าเค้าดีพอ”
       “ชีวิตคนเรามันสั้นเว้ย พิแสง..รักแล้วรักเลย นี่คือคอนเซ็ปต์ของฉัน”
       กนธีเดินออกไป พิแสงมองตามกนธีด้วยความเห็นใจ พิสิณีเดินเข้ามาหาพิแสง
       “พี่ใหญ่คะ”
       “ว่าไง..สิณี”
       พิแสงเห็นแววตากังวลของพิสิณีแล้วก็เอะใจ
      
       เขมมิกเปิดตู้เสื้อผ้า เนตรนิภาเข้ามายืนซ้อนข้างหลังมองเข้ามาแล้วก็ตกใจจนเหวอ
       “เขม!!! แกเอาจริงเหรอเนี่ย”
       “จริง...ไง ชุดไปงานแต่งงานของคุณพิทยากับคุณพิสิณี...เจิดป่ะ” เขมมิกถามเพื่อน
       “แต่แกอาจจะถูกไล่ออกก็คราวนี้” เนตรนิภาเตือน
       “นี่...ฉันแค่เดินเข้างาน ชิลๆ สวยๆ ของฉัน ไม่ได้ทำอะไรผิด จะถูกไล่ออกได้ยังไง”
       “ฉันไม่เอาด้วยนะ แรงอ่ะ”
       เขมมิกจับตัวเนตรนิภาเข้ามามองเข้าไปในตู้เสื้อผ้า “ไม่แรงหรอก ฉันแค่ไปร่วมแสดงความยินดีกับกัปตันพีท...ส่งให้เค้าเดินเข้าสู่ชีวิตครอบครัวที่เขาใฝ่ฝันด้วยตัวเอง....แค่นั้นจริงๆ”
       “มันไม่ใช่แค่นั้นแน่...แกยังไม่ลืมกัปตันพีท แกจะไปแก้แค้น”
       “บ้า.....ฉันจะไม่แค้นใครอีก ฉันจะปล่อยวาง ฉันจะเดินทางใหม่บนเส้นทางแห่งความดี เพื่อชีวิตใหม่ของแม่และฉัน...เชื่อฉันน่า ไป ไปอาบน้ำนอน นอนน้อยเดี๋ยวสวยไม่เป๊ะ”
      
       เขมมิกลากเนตรนิภาเดินออกไปทันที


  


       พิแสงจับมือพิสิณีเอาไว้
      
       “จะแต่งงานวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว ทำไมทำหน้าอมทุกข์” พิแสงถามน้องสาว
       พิสิณีถามกลับ “เหรอคะ”
       “ใช่”
       “อาจจะเหนื่อย เพราะไหนจะเตรียมงานแต่ง ไหนจะงานที่ต้องทำช่วยคุณพ่อคุณแม่”
       “เห็นว่านายพีทก็ช่วยเราได้มากอยู่นี่”
       “ค่ะ พีทเป็นคนขยัน ช่วยเราได้มาก”
       พิสิณีทำหน้าหมองลงจนพิแสงจับสังเกตได้
       “แล้วทำไม...มีอะไรไม่สบายใจเกี่ยวกับว่าที่สามีเราหรือเปล่า”
       “พี่ใหญ่เคยมีความรักหรือเปล่าคะ”
       “ถามพี่ทำไม”
       “สิณีอยากรู้...ถ้าผู้ชายเคยรักใคร แล้วใช้เวลานานมั้ย กว่าที่เค้าจะลืม”
       “ไม่มีใครลืมความรักที่เคยเกิดขึ้นได้หรอก มันจะยังอยู่ในความทรงจำ ลบได้ไม่หมด”
       “จริงเหรอคะ...” พิสิณีหวั่นไหว
       “สิณี...สิณีกลัวอะไร”
       พิศาส่งเสียงเข้ามา
       “จะอะไรซะอีกล่ะคะ ถ้าไม่ใช่กลัวพี่พีทจะกลับไปหานังเขมมิก”
       “เขมมิก เขมมิกไหน...”
       “แอร์โฮสเตสสายการบินของเราค่ะ มันร้าย...มันเป็นแฟนเก่าพี่พีท พี่พีทบอกเลิกกับมัน แต่มันยังตามตื้อพี่พีท พอรู้ว่าถูกทิ้งชัวร์ มันเลยแค้นไม่เลิก อย่าให้ได้เจอแฟนใครนะ มันแย่งหมด” พิศาเล่า
       พิแสงอึ้ง
      
       เขมมิกสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายด้วยอาการละเมอ
       “ฉันเกลียดแก!!!!!!! ฉันจะฆ่าแก!!!!! ไอ้ผู้ชายเฮงซวย!!”
       เขมมิกนิ่งแล้วก็ลงไปนอนต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
      
       พิแสงนั่งคิด
       “เขมมิก...”
       “มีเขมมิกชั่วๆอยู่แค่คนเดียวล่ะค่ะในโลกนี้ คือมัน!” พิศาบอกพี่ชาย
       “น้องเล็ก ไม่เอาน่า จะไปจงเกลียดจงชังเขาทำไมจนป่านนี้” พิสิณีปราม
       “ไม่เกลียดได้ไง ก็มันทำให้พิศาต้องถูกเพทายบอกเลิก”
       “เราก็โดนด้วยเหรอ” พิแสงถาม
       “น้องเล็กไปจ้างเขาให้มาทดสอบเพทายเองค่ะพี่ใหญ่” พิสิณีบอก
       “จ็อบมันเสร็จไปนานแล้ว เพทายยังซื่อสัตย์กับเล็ก แต่นังเขมมิกมันไม่ยอมเลิก มันมาอ่อยเพทาย เพทายเป็นแค่คนธรรมดาไม่ใช่พระอิฐพระปูนนะคะ เล็กเลยต้องกลายเป็นคนไม่มีแฟนอยู่แบบนี้”
       “น้องเล็กพูดเกินไป”
       “พี่สิณีก็มองมันในแง่ดีเกินไป ระวังเหอะ มันย้อนกลับมาแย่งพี่พีทเมื่อไหร่ เล็กจะหัวเราะให้ฟันหัก”
       “น้องเล็ก อย่าพูดแบบนี้”
       “โอ๊ย พูดความจริงแล้วทำเป็นรับกันไม่ได้ อย่ามาขอบใจเล็กทีหลังก็แล้วกัน”
       พิศาเดินกระฟัดกระเฟียดออกไป พิแสงมองหน้าพิสิณี
       “นายพีทแอบไปเจอกับยัยเขมมิก ลับหลังเราอีกหรือเปล่า สิณี” พิแสงถาม
       “ไม่หรอกค่ะ พีทไม่ทำแบบนั้น เราคุยกันรู้เรื่องแล้ว สิณีเชื่อใจพีทค่ะ”
       “นายพีทโชคดีที่ได้แต่งงานกับเรา หนักแน่นเข้าไว้นะ”
       “ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่”
       “ไปนอนเถอะไป...พรุ่งนี้ต้องตื่นมาทำพิธีแต่เช้า วันมงคลที่เป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิต สิณีต้องสวยและสดใสมากที่สุดนะ”
       “ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่”
       พิสิณีเดินออกไปโดยที่ยังไม่คลายกังวล พิแสงคิดถึงเขมมิกด้วยทัศนคติที่ไม่ดีนัก
       “ยัยเขมมิก มีอะไรเกี่ยวกับตัวเธอที่ฉันยังไม่รู้อีกนะ”
      
       ตกกลางคืน พิทยาและพิสิณีในชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ทั้งหล่อและแสนสวยยืนต้อนรับแขกอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรม พิสุทธิ์และแสงสุดาช่วยรับแขกอยู่อีกมุม แสงสุดาร่าเริงและยิ้มแย้มมาก พิศายืนช่วยแจกของชำร่วยหน้าบูดเพราะไม่พอใจ แสงสุดาเห็นหน้าตาของพิศาแล้วไม่พอใจจึงเดินเข้ามาดุ
       “ทำหน้าให้มันดีๆหน่อยสิ ยัยเล็ก” แสงสุดาบอก
       “หนูอุตส่าห์แต่งตัวสวย แต่ให้หนูมายืนแช่แจกของชำร่วยเนี่ยนะคุณแม่” พิศาไม่พอใจ
       “มีแต่ไฮโซ วีไอพีทั้งนั้นที่มางานนี้ แม่อยากให้ใครๆเห็นว่าลูกสาวคนเล็กของแม่สวยมากขนาดไหน ไม่อยากเปิดบิลใหม่หรือไงจ๊ะ”
       “แฟนใหม่?? ก็ดีเนอะ ก็ได้ค่ะ ยืนตรงนี้ก็ได้”
       กนธีเข้ามาอาสาช่วยพิศา
       “ให้ผมช่วยมั้ยครับน้องเล็ก”
       “ตาธี...” แสงสุดาเสียงแข็ง
       “ครับคุณแม่”
       “ไปห่างๆ...ฉันไม่ชอบคนกรุ้มกริ่มเจ้าชู้”
       “คุณแม่ไม่ชอบไม่เป็นไรครับ” กนธีหันไปหาพิศา “แต่...”
       พิศารีบบอก “น้องเล็กก็ไม่ชอบค่ะ”
       กนธีจ๋อย “แหม พี่ล้อเล่น เห็นมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย..ก็เอ็นดูไปตามประสา ไปนะครับ”
       กนธีรีบออกไปทันที แสงสุดามองตามด้วยความหมั่นไส้
       “ทำตัวแบบนี้ไงล่ะ ถึงไม่มีใครเอาสักที น่าเสียดาย” แสงสุดาพูดกับพิศา “ยัยเล็ก ยิ้ม!”
       พิศาปั้นหน้าสวยยิ้มแย้มแจกของชำร่วยไป สาวิกาที่มากับพ่อแม่เอ่ยทัก
       “คุณป้าขา สวัสดีค่ะ”
       “วิกา สวัสดีค่ะลูก” แสงสุดาพูดกับพ่อแม่สาวิกา “สวัสดีค่ะท่าน...”
       สาวิกาวิ่งไปหาพิศา
       “คุณเพื่อน ฉันช่วยเอามั้ย”
       “ไม่ต้อง ฉันทำเอง ไปยืนข้างหลังฉันไป อย่าเกะกะ” พิศาว่า
       “ได้จ๊ะ คุณเพื่อน”
       แสงสุดาหันไปหาพิสุทธิ์แต่ก็ไม่เห็นพิสุทธิ์แล้ว
       “คุณพิสุทธิ์...ไปไหนแล้วล่ะ รอสักครู่นะคะท่าน เดี๋ยวดิฉันไปตามคุณพิสุทธิ์มาสวัสดีท่านนะคะ”
      
        แสงสุดาเดินออกไปตามหาพิสุทธิ์


  


       พิแสงนั่งดื่มเครื่องดื่มโดยปลีกจากผู้คน พิสุทธิ์ปาดเหงื่อเดินเข้ามา
      
       “ไม่ช่วยพ่อต้อนรับแขกเลยนะเรา ตาใหญ่” พิสุทธิ์ว่า
       “มีคุณแม่คนเดียว ก็เหมือนมีผมมีพ่อรวมกันสิบคน” พิแสงบอก
       “เออ จริง แม่แกเก่ง เก่งเสมอ แก่แล้วก็ยังเก่ง”
       “ไม่งั้นจะเอาคุณพ่ออยู่เหรอครับ”
       “ฮ่ะๆๆๆ น่านสิ ฮ่ะๆๆๆ เลยเกรงใจ...ไม่กล้ามีกิ๊ก...ฮ่ะๆๆๆไม่งั้น..ตายแน่”
       เสียงอนงค์ดังขึ้น “หัวเราะอารมณ์ดีเชียวนะคะ คุณพิสุทธิ์”
       พิแสงกับพิสุทธิ์ชะงักแล้วหันไป
       อนงค์และวาศิณีในชุดสวยเป็นพิเศษเดินเข้ามาด้วยหน้าตายิ้มแย้ม พิสุทธิ์ยิ้มไม่ออก อนงค์และวาศิณีไหว้พิสุทธิ์และพิแสง พิสุทธิ์และพิแสงรับไหว้อย่างงงๆ
       “แหม...ทำเป็นงง...ก็เซอร์ไพรส์ไงคะ งานมงคลของคนสำคัญ ที่สนิทชิดเชื้อเหมือนคนในครอบครัวเดียวกันแบบนี้ ถึงไม่เชิญก็ต้องมาค่ะ”
       “นายหัวคงไม่ว่าพวกเราใช่มั้ยคะ”
       พิสุทธ์และพิแสงมองหน้ากันเจื่อนๆ
      
       พิทยาและพิสิณียืนต้อนรับแขกและร่วมถ่ายรูปกันอยู่ แต่แล้วพิทยาและพิสิณีก็ชะงักจนหน้าเสียเมื่อมองไปทางข้างหน้า พิศาเงยหนาขึ้นมองก็แทบร้องกรี๊ด แขกเหรื่อที่อยู่หน้างานพากันอึ้งไปหมด กนธีเดินเข้ามาดูก็อึ้งจนเหวอ
       เขมมิกในชุดที่เหมือนกับชุดเจ้าสาวของพิสิณีเป๊ะ เพียงแต่เครื่องประดับไม่ได้ครบเครื่องเป็นเจ้าสาวเหมือนพิสิณีเดินเข้ามา เขมมิกเดินเยื้องย่างเข้ามาพร้อมกับยิ้มแย้มให้กับทุกคน
       กนธีทำแก้วร่วงจากมือ พิทยาและพิสิณีใจเสีย พิสิณีถึงกับใจสั่นและทำหน้าไม่ถูกเพราะรู้สึกอายแขก พิทยาเห็นพิสิณีแล้วสงสารจึงจับมือพิสิณีเอาไว้ เขมมิกเดินแหวกผู้คนเข้าไปหาพิทยา
       “สวัสดีค่ะ กัปตันพีท คุณพิสิณี ยินดีด้วยนะคะ”
       พิทยากับพิสิณีอึ้งมองเขมมิกตั้งแต่หัวจรดเท้าแต่ก็พูดไม่ออก เขมมิกยังยิ้มเย็นให้กับทั้งคู่ ท่ามกลางเสียงซุบซิบของแขกเหรื่อ พิศาทนไม่ไหวจึงพุ่งเข้ามา โดยมีสาวิกาตามมาติดๆ
       “แกคิดจะทำอะไร!”
       “ทำอะไรคะ ก็มาแสดงความยินดี”
       “ด้วยชุดนี้เหรอ” พิศาถาม
       “น้องเล็ก อย่าเสียมารยาท! ตอนนี้!” พิสิณีอายแขก
       “แต่มันตั้งใจใส่มาเย้ย ล้อเลียนพี่สิณี!”
       “น้องเล็ก!” พิสิณีอายมาก
       พิศาจำใจหยุด เมื่อเห็นแขกมองอยู่เป็นตาเดียวแล้วก็ซุบซิบ
       “อย่ามองดิฉันในแง่ร้ายสิคะ ล้อเลียนอะไรกัน ชุดเจ้าสาวเป็นชุดที่ศักดิ์สิทธิ์ ดิฉันไม่กล้าทำแบบนั้น...กับคุณทั้งสองคนหรอกค่ะ” เขมมิกพูดกับแขก “ไม่มีอะไรหรอกนะคะ” เขมมิกพูดกับพิทยาและพิสิณี “ขอถ่ายรูปด้วยนะคะ”
       เขมมิกเข้าไปอยู่ตรงกลางแล้วโพสท์ให้คนถ่ายรูป เขมมิกจงใจควงแขนพิทยาแต่ไม่ควงพิสิณี พิทยารู้สึกอึดอัด พิสิณีปั้นยิ้ม พิศาทนไม่ไหว ส่วนกนธีเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเดินออกไป
      
       อนงค์และวาศิณียังยิ้มหวานให้พิสุทธิ์และพิแสง
       “เราสองคนน่ะ ไม่ว่าหรอก แต่กลัวอีกคนหนึ่งน่ะสิ จะว่า” พิสุทธิ์บอก
       “แหม...คุณพิสุทธิ์จะปล่อยให้ความปรารถนาดีของพวกเราถูกทำลายเหรอคะ” อนงค์อ้อน
       อนงค์เข้ามาควงแขนพิสุทธิ์พลางส่งสายตาอ้อน พิสุทธิ์ไอค่อกๆๆ แล้วรีบปลดแขนของอนงค์ออก
       “หรือรังเกียจคนที่เคยๆกัน....ใจร้ายไปหน่อยมั้งคะ”
       พิสุทธิ์เซ็ง “โอ๊วววววววว...ไปกันใหญ่...เฮ้อ”
       พิสุทธิ์หายใจไม่ทั่วท้อง พิแสงก็อึดอัดทำอะไรไม่ถูก อนงค์หันไปขยิบตาให้วาศิณีทำตามตัวเอง วาศิณีเลยเข้าไปควงแขนพิแสงบ้าง
       “นายหัวคะ...คงไม่ไล่น้ำหวานกับแม่กลับไปหรอกนะคะ”
       “อ๋อ..เอ่อ...คือ...”
       แสงสุดาเดินเข้ามาด้วยหน้าตาเหวี่ยงเต็มที่
       “ใครไม่ไล่ ฉันไล่เอง!!”
       พิสุทธิ์กับพิแสงหันไปเห็นแสงสุดาเดินมาก็หน้าซีดเพราะรู้ว่ามีเรื่องแน่
       “อ้อ..คุณแสงสุดา สวัสดีค่ะ” อนงค์พูดแบบเชิดๆ
       “สวัสดีค่ะ นายแม่ใหญ่”
       “กองไว้ตรงนั้น” แสงสุดาพูดห้วนๆ
       “เด็กมันไหว้” พิสุทธิ์บอก
       “คุณน่ะมานี่!”
       แสงสุดาใช้สายตาข่มพิสุทธิ์ออกคำสั่งให้มายืนข้างๆตัว
       “ครับ” พิสุทธิ์ยอมมายืนใกล้ๆ
       “เราด้วย ตาใหญ่ มายืนใกล้ๆแม่ ไม่ใช่ไปอยู่ใกล้ๆมาร”
       “อะไรนะคะ” อนงค์หูผึ่ง
       “มาร...มอ อา ร.เรือ อ่านว่ามาร...ไม่มีการศึกษาหรือไง ถึงไม่รู้จัก” แสงสุดาว่า
       อนงค์หน้าเสียเพราะไม่พอใจ วาศิณีรีบเข้าประชิดอนงค์ด้วยความกลัว
       “การศึกษาน่ะมีค่ะ ตามฐานะ แต่ที่ดิฉันต้องทวนคำเพราะไม่คิดว่าคนที่มีการศึกษามีฐานะมีคนนับหน้าถือตาขนาดคุณแสงสุดาจะกล้าพูดคำๆนี้ออกมา”
       “อ๋อ...อารมณ์หึงผัวน่ะ มันทำให้ผู้หญิงไม่ว่าจะอยู่ในฐานะไหนทำแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ เธอก็เคยมีผัวนี่ น่าจะเข้าใจ”
       อนงค์หน้าเสียอีก
       วาศิณีกระซิบ “แม่คะ กลับกันมั้ย”
       “กลับไปเลย ไม่ได้เชิญ ทีหลังก็ไม่ต้องเสนอหน้ามา ให้ทำงานที่ฟาร์มอยู่ทุกวันนี้ ถือว่าบุญเท่าไหร่แล้ว อย่าได้พยายามทำอะไรอีกเด็ดขาด” แสงสุดาไล่
       กนธีวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
       “แย่แล้วครับ แย่แล้ว”
       พิสุทธิ์โล่งใจ “โอย...เสียงระฆังช่วยชีวิต”
       “ขอบคุณครับคุณพ่อ” กนธีพูด
       “มีอะไร ตาธี!” แสงสุดาถาม
      
       “เอ่อ...เอ่อ” กนธีอึกอัก

      
       เขมมิกเดินเข้ามาหาพิสิณีแล้วพูดเบาๆ
      
       “ขอเวลาคุยกับคุณสิณีเป็นการส่วนตัวได้มั้ยคะ”
       พิทยาและทุกคนอึ้ง
       พิศาโวยลั่น “ใครก็ได้ ช่วยตามร.ป.ภ.ที ลากนังนี่ออกไปข้างนอก ก่อนที่มันจะทำลายงานแต่ง”
       “ใครก็ได้ หมายถึงใครคะคุณเพื่อน” สาวิกาถาม
       “โอ๊ย! ต้องให้แปลด้วยหรือไง”
       “ไม่ต้องจ๊ะ พี่คิดว่า คุณเขมมิกไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลายงานแต่งงานของพี่หรอก ใช่มั้ยคะ” พิสิณีถามกลับ
       เขมมิกมองพิสิณีอย่างอึ้งๆ เมื่อเห็นความเข้มแข็งที่ไม่ธรรมดาของเธอ
       “เขม ผมขอร้อง...คุณกลับไปก่อนเถอะ ทำแบบนี้ทำไม คุณเดือดร้อนแน่” พิทยาว่า
       “ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” เขมมิกบอก
       “มึนเกินไปหรือเปล่า คนอย่างแก มีเหรอ จะไม่มีแผนทำอะไร” พิศาว่า
       “ดูเดือดร้อนกันจัง...กลับก็ได้ค่ะ แต่หลังจากที่ได้คุยกับเจ้าสาวของคุณ” เขมมิกยืนยัน
       “คุณจะคุยอะไร” พิทยาถาม
       เขมมิกหันมองพิทยาอย่างท้าทาย
       พิสิณีหันมาบอก “เชิญห้องเล็กทางด้านโน้นดีกว่าค่ะ”
       พิสิณีเดินนำเขมมิกไป เขมมิกเข้ามากระซิบพิทยา
       “ให้คุณเห็นไง...ว่าอำนาจการทำลายล้างของฉันสูงแค่ไหน...ฉันไม่ใช่แค่ขู่ แต่ฉันทำจริง....จนกว่าจะแน่ใจว่า คุณจะเลิกตอแยฉัน”
       พูดจบเขมมิกก็เดินออกไป พิทยาอึ้ง พิศาหันมามองพิทยาตาเขียว
       “มันพูดอะไรกับพี่พีท” พิศาถาม
       พิทยาอึ้งแต่ไม่กล้าบอกพิศา พิแสง แสงสุดา พิสุทธิ์ กนธี อนงค์และวาศิณีเดินเข้ามา
       “ไหน ผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน!” แสงสุดาถาม
      
       เขมมิกเดินเข้ามาหาพิสิณีที่ยืนอย่างสงบนิ่งมาก
       “คุณมีเรื่องอะไรก็รีบๆพูดมาเถอะค่ะ ก่อนที่คุณแม่จะมา” พิสิณีบอก
       “อ๋อ...คงไม่ทันแล้วล่ะ” เขมมิกว่า
       แสงสุดาเดินมาทุบประตูห้อง พิแสง พิสุทธิ์ พิทยา กนธี พิศา สาวิกา เดินตามมาด้วย ส่วนอนงค์และวาศิณีรั้งท้ายเพื่อสังเกตการณ์ความวุ่นวาย อนงค์แอบสะใจอยู่ลึกๆ
       “เปิดประตูเดี๋ยวนี้ จะล็อกทำไม หา!!” แสงสุดาทุบประตู
       “ก็แปลว่า เขาไม่อยากให้เราเข้าไปยุ่งน่ะสิคุณ” พิสุทธิ์บอก
       “ฉันไม่ได้ถาม แค่บ่น!”
       “จ๊ะ”
       “คุณแม่ ใจเย็นๆก่อนครับ ผมจัดการเอง” พิแสงเคาะประตู “สิณี เป็นยังไงบ้าง ผู้หญิงวิปริตคนนั้นทำอะไรน้องหรือเปล่า”
       ภายในห้องพิสิณียืนคุยกับเขมมิก
       “คุณคิดจะทำอะไร ทำร้ายตัวเองแบบนี้ทำไม ไม่คิดบ้างเหรอ หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับหน้าที่การงานของคุณ คุณแม่ฉันเป็นคนแบบไหน คุณน่าจะรู้” พิสิณีบอก
       แสงสุดาที่ยืนหน้าห้องออกคำสั่ง
       “ตาใหญ่ ไม่ต้องเจรจา นับถอยหลังเลย ถ้าไม่เปิด....แม่จะแจ้งตำรวจ”
       “ไม่ต้องนับหรอกค่ะ แจ้งเลย!” พิศายุ
       “ยัยน้องเล็ก เฉยๆน่ะ...คุณจ๋า อย่าให้กลายเป็นเรื่องใหญ่เลยนะ” พิสุทธิ์ปราม
       “นั่นสิครับ ก็แค่ผู้หญิงสองคนคุยกัยกระจุ๊กกระจิ๊ก” กนธีบอก
       “กระจุ๊กกระจิ๊กเหรอ จับตัวลูกสาวฉันเป็นตัวประกันชัดๆ ตาพีท! แฟนเก่าเรามันร้าย ไม่คิดทำอะไรบ้างเลยหรือไง”
       “นั่นสิ...พีท นายควรแสดงความรับผิดชอบอะไรบ้างนะ” พิแสงว่า
       “ผมคิดว่า เขมคงไม่ทำอันตรายอะไรสิณีหรอกครับ” พิทยาบอก
       “ผู้หญิงคนนั้นไว้ใจไม่ได้นะคะ พี่พีท ตอนนี้อาจจะบีบคอพี่สิณีด้วยความแค้นอยู่ก็ได้” พิศาว่า
       แสงสุดาทนไม่ไหว “สิณี ลูกแม่!! อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ เปิดประตูนะ เขมมิก!!”
       ภายในห้อง เขมมิกพูดกับพิสิณีด้วยท่าทีเป็นมิตร
       “ฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหายนี่...แค่มาทำความรู้จักกับผู้หญิงที่พีทกำลังแต่งงานด้วยอย่างเป็นทางการ”
       “คุณเสียใจเรื่องที่พีทเลิกกับคุณมากใช่มั้ยคะ” พิสิณีถาม
       เขมมิกอึ้ง
       “ฉันเสียใจด้วยนะคะ ไม่แปลกที่คุณจะรักพีท เพราะเค้าเป็นคนดีมาก”
       “พีทเป็นคนดี แต่...” เขมมิกเห็นหน้าพิสิณีแล้วอึ้งจนพูดไม่ออก “คุณรักพีทมากสินะ”
       พิสิณีตอบทันที “ค่ะ”
       “เพราะไม่อย่างนั้น คุณคงไม่ยอมแต่งงานกับผู้ชายที่มีแต่ตัวอย่างเค้า”
       “สำหรับฉัน การที่จะรักใครสักคน ไม่ใช่การลงทุนที่ต้องคำนึงต้นทุนหรือกำไร”
       “หวังว่ามันคงจะเวิร์ก หมดเรื่องคุยแล้วล่ะ ขอให้คุณโชคดี ฉันกลับล่ะ”
       เขมมิกรีบเบือนหน้าหนีแล้วเดินไปไปเปิดประตูห้องทันที พิสิณีมองตามด้วยความเห็นใจ
       กลุ่มผู้สูงอายุที่มากินโต๊ะแชร์เปิดประตูห้องที่แสงสุดาทุบออกมา พิแสงและทุกคนอึ้ง แสงสุดาปราดเข้าไปมองข้างในห้องที่มีแต่โต๊ะที่มีอาหารที่กินกันเรียบร้อยแล้ว
       “ไม่ใช่ห้องนี้” พิแสงมองหน้าพิทยา
       พิทยาหลบตาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ที่ตัวเองแกล้งบอกห้องผิดเพราะต้องการปกป้องเขมมิก
      
       “แล้วห้องไหนล่ะ!” แสงสุดาถาม


  


       เขมมิกเดินลิ่วออกมาจากห้อง พิสิณีตามหลังมองเขมมิกด้วยความเห็นใจ
      
       “เดี๋ยวก่อนค่ะ” พิสิณีเรียกไว้
       เขมมิกชะงักแล้วหันมา “ฉันเสียใจก็จริง แต่ฉันไม่คิดจะร้องไห้หรอกนะ ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น!!!
       “ทางนั้น ทางเข้างานค่ะ ถ้าจะกลับ ต้องทางโน้น”
       เขมมิกหน้าแตกแต่ก็เก็บอาการ “เหรอ...ขอบคุณ”
       เขมมิกรีบเปลี่ยนทิศเดินออกไป พิสิณีรู้สึกเป็นกังวลกับคนที่อยู่ข้างหลังจึงเดินแยกไปอีกทาง
      
       เนตรนิภาเดินงุ่นง่านรอเขมมิก
       “ไหนบอกว่าจะเข้าไปแป๊บเดียว นานเกินไปแล้วนะ เขม....มีเรื่องหรือเปล่า”
       เนตรนิภาร้อนใจจึงวิ่งเข้าไปในโรงแรมทันที
      
       เขมมิกรีบวิ่งมาตามทางเดินด้วยความโล่งอกพลางยิ้ม
       “เยส!!!” เขมมิกหัวเราะอย่างสะใจ “ฮ่ะๆๆๆๆ ขอโทษด้วยนะพีท...แบบว่า ไม่ได้ตั้งใจป่วนเลยอ่ะ...เบาๆ....แค่พอตื่นเต้น...คริคริ”
       พิแสงโผล่มาดักข้างหน้าเขมมิก
       “จะรีบกลับไปไหนเล่า?” พิแสงถาม
       เขมมิกตกใจ “ว้าย!!”
       พิแสงย่างสามขุมเข้าหาเขมมิก เขมมิกถอยกรูด
      
       พิศิณีเข้ามา พิทยาและทุกคนกรูเข้าไปหา
       “ที่รัก...เป็นอะไรบ้างหรือเปล่า”
       “ผู้หญิงคนนั้นทำอะไรลูก” แสงสุดาถาม
       “พี่สิณีถูกมันตบมาหรือเปล่า” พิศาซัก
       “คุณเพื่อนคะ...ดูละครมากไปหรือเปล่าคะ คุณเขมมิกเค้า...” สาวิกาจะพูดแต่พิศารีบขัด
       “มันเป็นตัวอิจฉา!”
       “เอ้า ใจเย็นๆ...ฟังเจ้าตัวเค้าหน่อย เล่นถามซะไม่เว้นช่องไฟกันเลย” พิสุทธิ์ปราม
       “ทุกคนฟังนะคะ...คุณเขมมิกแค่คุยกับสิณี และอวยพรขอให้เราทั้งคู่โชคดีค่ะ” พิสิณีบอก
       “เห็นมั้ยคะ นางเอกออก” สาวิกาพูด
       “เงียบไปเลยไป น้องเล็กไม่เชื่อ” พิศาบอก
       “หรือทุกคนอยากให้มีเรื่องวุ่นวายจนหนังสือพิมพ์เอาไปลงข่าวคะ”
       แสงสุดาและทุกคนอึ้ง แสงสุดามีท่าทีอ่อนลง
       “ไหนๆก็ไหนๆแล้ว น่าจะให้มันวุ่นวายต่ออีกสักนิดนะคะ จะได้มีกระแส งานแต่งคุณพิสิณีจะได้ดังทั่วประเทศ...เอ๊ะ...หรือว่า..ความจริงแล้ว คุณแสงสุดาจ้างผู้หญิงคนนั้นมาสร้างกระแสคะ พนักงานที่สายการบินไม่ใช่เหรอ” อนงค์ถาม
       แสงสุดาไม่พอใจมาก “สมองฉันคิดแผนสร้างกระแสได้ดีกว่านี้ย่ะ เอ๊ะ ลืมไป ว่าสมองเธอคงคิดอะไรได้ตื้นๆ อ่ะนะ โอเค...ไม่ถือๆ”
       อนงค์และวาศิณีอึ้ง
       “คุณ...พอเถอะ” พิสุทธิ์ปราม
       “ปกป้องเหรอ!”
       “เปล๊า!!! แค่อยากให้บรรยากาศสงบ นี่วันมงคลของลูก”
       พิทยาขัดจังหวะ “ได้เวลาเริ่มพิธีแล้วครับ คุณแม่ เข้าไปด้านในกันเถอะครับ ไปครับที่รัก”
       “ค่ะ”
       พิทยาควงพิสิณีเข้าไปในงาน พิศาและสาวิกาเดินตามไป แสงสุดาค้อนอนงค์วงใหญ่ก่อนจะรีบเดินเข้างาน อนงค์กำลังจะเดินมาหาพิสุทธิ์ แต่แสงสุดาย้อนกลับมาใหม่แล้วควงแขนพิสุทธิ์
       “ควรจะเจียมตัวนะ ว่าเป็นแค่ลูกจ้างฟาร์มหมู...ยืนให้ห่างๆฉันหน่อยนะ เพราะเหม็นขี้หมู จะอ้วก!” แสงสุดาว่า
       แสงสุดาลากพิสุทธิ์ออกไป อนงค์อยากจะกรี๊ดแต่วิศิณีเดินเข้ามาปลอบใจ
       “คุณแม่คะ...หวานบอกแล้วไม่เชื่อ ว่าไม่ให้มา เห็นมั้ยว่าเค้าดูถูกเราแค่ไหน”
       “ยิ่งดูถูก แกยิ่งต้องเอาชนะ ไม่ใช่ยอมแพ้ ห้ามถอย เข้าใจมั้ย!”
       อนงค์ลากวาศิณีเข้าไปในงาน
      
       พิทยาจับมือพิสิณีเดินเข้ามาในงาน แขกเหรื่อพากันปรบมือและเปิดทางให้บ่าวสาวเดินขึ้นเวที พิทยาและพิสิณียิ้มแย้มกับแขกขณะที่เดินคุยกัน
       พิทยากระซิบถามพิสิณี “คุณโอเคแน่นะที่รัก”
       “ค่ะ...”
       “เขมเค้า....พูดอะไรเกี่ยวกับผมบ้างหรือเปล่า”
       “ทำไมคะ กลัวว่าคุณเขมมิกจะพูดถึงคุณเสียๆหายๆเหรอคะ”
       “ใช่....เพราะเขมคงเจ็บแค้นผมมาก ถึงได้ทำแบบนี้”
       “เขาแค่แสดงความยินดีกับเรา ไม่ได้พูดถึงคุณเสียหายหรอกค่ะ”
       พิทยาโล่งใจ
       “คุณแกล้งบอกห้องผิด....เพราะคุณปกป้องคุณเขมมิก คุณยังรักเขมมิกอยู่หรือเปล่า” พิสิณีถาม
       พิทยาอึ้ง “ที่รัก...สำหรับเขมมิกมันคืออดีต แต่ปัจจุบันของผมคือคุณนะ”
       พิทยาและพิสิณีเดินมาหยุดที่บริเวณด้านหน้าพอดี ทั้งสองหันหน้ามามองหน้ากัน
       “พีทคะ....สิณีรักคุณ คุณคือคนที่สิณีมั่นใจแล้วว่าจะมอบชีวิตและหัวใจให้คุณดูแล”
       “ผมจะไม่ทำให้คุณเสียใจ ผมสัญญา”
       พิทยายกมือพิสิณีขึ้นมาบรรจงจูบอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน แขกทุกคนปรบมือ แสงสุดาและพิสุทธิ์มองอย่างปลื้มใจ พิศา สาวิกา และพ่อแม่ของสาวิกายืนอยู่ข้างหลัง แสงสุดารู้สึกได้ว่าขาดอะไรบางอย่าง
       “คุณพิสุทธิ์...รู้สึกมั้ย ว่าเหมือน...งานเราขาดอะไรบางอย่างไปนะ”
       “ขาดตาใหญ่ไง...” พิสุทธิ์บอก
       “แล้วทำไมไม่เตือน!”
      
       “เอ๊า ก็คิดว่ารู้แล้ว”


  


       พิแสงลากตัวเขมมิกที่ขัดขืนเต็มที่โดยหวังจะพาเข้างานให้ได้ กนธีเดินตามติดเพราะเป็นห่วงเขมมิก
      
       “มานี่!” พิแสงลากเขมมิกไป
       “จะพาฉันไปไหน ฉันจะกลับบ้าน” เขมมิกบอก
       “ไอ้พิแสง...ปล่อยคุณเขมนะเว้ย คุณเขมจะกลับบ้าน ฉันจะไปส่ง” กนธีว่า
       “ไม่ต้อง! มาเอง จะกลับเอง”
       “ไอ้พิแสง คุณเขมมิกจะกลับเอง ได้ยินมั้ย” กนธีว่า
       “ได้ยิน แต่ไม่สนใจ ไหนๆก็มาแล้ว อยู่ต่อสิ จนกว่างานเลี้ยงจะเลิกรา” พิแสงบอก
       เขมมิกสวนทันที “ไม่อยู่!”
       “ไอ้พิแสง คุณเขมมิกไม่อยากอยู่” กนธีเสริม
       “ไม่อยากรู้เหรอว่าคนที่เค้ารักกันจริงๆน่ะ เค้าทำอะไรกันบ้าง” พิแสงถาม
       “ไม่อยากรู้!”
       “ไอ้พิแสง คุณ...” กนธีจะพูดต่อแต่พิแสงขัดขึ้น
       “ไอ้ธี ไม่เงียบ ต่อย!”
       กนธีเงียบแล้วไปอยู่คนเดียวเงียบๆที่มุมหนึ่งทันที
       “น่า อยู่เถอะ ดูให้เต็มตา ว่าแฟนเก่าเธอกับน้องสาวฉัน รักกันมากแค่ไหน วันนี้เป็นวันที่เค้าจะประกาศให้สังคมรับรู้ว่าความรักของพวกเค้าได้งอกงาม สุกงอมและพร้อมเดินหน้าสร้างครอบครัวที่น่ารักอบอุ่น”
       “ไม่อยากได้ยิน ปล่อย!”
       พิแสงสั่ง “เข้าไป!”
       พิแสงพยายามดันเขมมิกผ่านเข้าประตูงาน เขมมิกทั้งรั้งทั้งยื้อสุดชีวิตทุกวิธี ในที่สุดเขมมิกก็ถูกพิแสงกระชากเข้าไปในงานจนได้ เนตรนิภาวิ่งมาที่หน้างานแล้วมองหาเขมมิก เนตรนิภาเห็นกนธีจึงวิ่งเข้าไปถาม
       “เห็นเขมมั้ย”
       “เข็มไหน...ไปถามแม่บ้านดิ่ ทำไม ชายกระโปรงหลุดเหรอ” กนธีกวนกลับ
       กนธีก้มลงมองต่ำที่ช่วงล่างชองเนตรนิภา เนตรนิภาโกรธจึงต่อยทันที
       “ไอ้ทะลึ่ง!!”
       กนธีร้องเสียงหลง “จ๊าก!!!”
      
       พิทยากับพิสิณียืนอยู่บนเวที แสงสุดาและพิสุทธิ์เดินขึ้นไปบนเวที แขกเหรื่อปรบมือรับ อนงค์มองแสงสุดาและพิสุทธิ์ด้วยความหมั่นไส้ วาศิณีปรบมือ อนงค์จึงตีมือวาศิณีทันที พิศาและสาวิกาปรบมือชื่นชม
       “เชิญคุณพ่อคุณแม่ของเจ้าสาวกล่าวอวยพรครับ” พิธีกรบอก
       พิสุทธิ์รับไมค์มาจากพิธีกร
       “ให้ฉันพูดก่อน” แสงสุดาบอก
       “เชิญครับ..เลดี้เฟิร์สครับ...ดูพ่อเป็นตัวอย่างนะพีท ภรรยาคือช้างเท้าหน้า เชื่อเขา เราเจริญ” พิสุทธิ์บอก
       พิสุทธิ์ส่งไมค์ให้แสงสุดา แสงสุดารับไมค์ไปทุกคนปรบมือชอบใจกันเกรียวกราว
       พิแสงลากตัวเขมมิกเข้ามายืนอยู่แล้วในมุมมืดหลังสุดของงาน พิแสงดันหลังให้เขมมิกมองไปที่เวที
       “เห็นมั้ย...ว่าทุกคนมีความสุขกันมากแค่ไหน”
       เขมมิกหลับตาปี๋ “ไม่เห็น”
       “ก็ลืมตาสิ อ้าว...หลับ...งั้น...”
       พิแสงเอานิ้วยกเปลือกตาเขมมิก
       เขมมิกร้องเสียงดัง “โอ๊ย !!”
      
       เนตรนิภาพยายามจะเดินผ่านเข้าประตูงาน แต่กนธีดึงเอาไว้
       “จะฉุดฉันไว้ทำไม ปล่อย!”
       “เรื่องอะไรฉันจะให้คนบ้าอย่างเธอเข้างาน”
       “อยากถูกต่อยอีกหรือไง”
       “ฉันไม่มีทางพลาดซ้ำสอง อยากต่อย ต่อยเลย แต่ฉันไม่มีวันปล่อยเธอให้หลุดเข้าไปแน่!”
       เนตรนิภาหมั่นไส้กนธีจึงหันมาต่อยซ้าย กนธีเบี่ยงตัวหลบได้ เนตรนิภาต่อยขวา กนธีก็หลบได้อีก
      
       เนตรนิภาเจ็บใจจึงต่อยไม่ยั้งแต่กนธีเต้นฟุตเวิร์กหลบได้ทุกครั้ง


  


       เขมมิกตีมือพิแสงเป็นพัลวัน
      
       “ไม่ต้องมายุ่ง”
       “จะให้ดูช็อตเด็ด” พิแสงบอก
       “ดูเอง”
       “ดูซะให้เต็มตา”
       พิแสงจับตัวเขมมิกให้หันไปดูด้านหน้าเวทีที่พิสิณีและพิทยากำลังแลกหอมแก้มกัน ทุกคนปรบมือชื่นชม
       “เจ็บป่ะ” พิแสงถาม
       เขมมิกตอบทันที “ไม่”
       “ปากแข็ง ไม่เจ็บแล้วทำไมตาแดงๆเหมือนจะร้องไห้”
       “อยากจะให้ฉันเจ็บปวดนักเหรอ”
       “เธอสมควรได้รับมัน”
       “ขอโทษ...ที่ตาแดง...เพราะหิวน้ำ ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย”
       “แถสีข้างถลอกแล้วเธอ”
       “อยากให้ฉันอยู่จนจบงาน ขอไปหาอะไรดื่มก่อนได้มั้ย”
       “ฉันไปด้วย”
       “ฉันไม่หนีหรอก”
       “ไว้ใจไม่ได้”
       เขมมิกเจ็บใจที่พิแสงตามไม่เลิก เธอออกเดินหาพนักงานเสริฟเครื่องดื่ม แล้วก็เห็นคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้ๆเค้กแต่งงาน เขมมิกจึงพุ่งไปทันที โดยมีพิแสงตามไปติดๆ
      
       เนตรนิภาต่อยวืดแล้วยืนหอบ โดยกนธีกับเนตรนิภาหอบกันทั้งคู่
       “เหนื่อยยัง” กนธีถาม
       “เหนื่อยแล้ว” เนตรนิภาตอบ
       “นั่งพักมั้ย”
       “ดีเหมือนกัน”
       เนรตรนิภาเดินนำกนธีไปนั่ง แต่พอเนตรนิภาเห็นกนธีหย่อนก้นลงปุ๊บเธอก็อาศัยจังหวะที่กนธีไม่ทันระวังตัวรีบเผ่นเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงทันที
       “เฮ้ย หลอกกันนี่หว่า ยัยซิ่ม!”
       เนตรนิภาหันมาทำหน้าล้อเลียนใส่กนธีแล้วผลุบหายเข้าไป กนธีวิ่งตามเข้าไปทันที
      
       เขมมิกเดินมาหาพนักงานอย่างเร่งรีบ พลางเหลือบตามองพิแสงที่สาวเท้าตามมาติดๆอย่างไม่ไว้ใจ เนตรนิภาวิ่งหนีกนธีเข้ามาภายในงานแล้วก็พยายามมองหาเขมมิก
       พิธีกรบนเวทีประกาศ “เชิญคู่บ่าวสาวตัดเค้กได้เลยครับ”
       พิทยาจับมือพิสิณีเดินลงจากเวที เขมมิกเดินเลี้ยวไปเลี้ยวมาเพื่อหลอกล่อพิแสง พิแสงเดินตามอย่างไม่ลดละ เนตรนิภายังมองหาเขมมิกจนเห็นเขมมิกกำลังเดินพุ่งไปที่เค้ก กนธีวิ่งเข้ามาจับตัวเนตรนิภาเอาไว้
       พิทยากับพิสิณีกำลังเดินตรงมาที่เค้กในฝั่งตรงข้ามกับเขมมิก เขมมิกเดินเข้ามาหาเค้กแต่มัวแต่กลัวพิแสงจะตามทันเลยไม่ได้ดูข้างหน้า เขมมิกสะดุดชายชุดของตัวเองแล้วค่อยๆเซล้ม เขมมิกหันไปเห็นเค้กอยู่ข้างหน้าเต็มๆ ก็ตกใจจนตาเบิกโพลง
       พิแสงเองก็ตกใจรีบวิ่งเข้ามาหาเขมมิกอย่างรวดเร็ว เนตรนิภาเห็นก็ตกใจจนเหวอ พิทยาและพิสิณีก็ตกใจ แสงสุดา พิสุทธิ์ พิศา สาวิกา อนงค์ วาศิณีล้วนแต่ตกใจ
       เขมมิกล้มเซลงไปหาเค้กแต่งงาน โดยมีพิแสงเอื้อมมือมาคว้ามือเขมมิกเอาไว้ได้ทัน เขมมิกตกใจมองพิแสงแบบใจสั่น
       “อย่าปล่อยมือฉันนะ....” เขมมิกบอก
       พิแสงอึ้ง เขมมิกก็อึ้ง แล้วความคิดเขมมิกก็กลับไปสู่อดีต
      
       ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมา ภายในบ้านที่ฮัมบูร์ก เขมมิกมองช้อนขึ้นไปเห็นพิแสงในมาดของเพลย์บอยหนุ่ม เท่ห์ เซอร์ หนวดครึ้มเขียวกำลังจับมือเธอเอาไว้
       “ฉันไม่ปล่อยมือเธอหรอก....ค่อยๆลุกขึ้นนะ ยัยเบ๊อะเอ๊ย...เดินยังไง ลุกขึ้น” พิแสงบอก
       พิแสงออกแรงดึงมือเขมมิกขึ้นมา
      
       ที่เหตุการณ์ปัจจุบัน เขมมิกมองหน้าพิแสงแล้วกระพริบตาถี่
       “พี่.....”
       แสงสุดาโผล่พรวดเข้ามาเอาเรื่อง
       “พิแสง! ลากตัวมันออกมาเดี๋ยวนี้!”
       เขมมิกกับพิแสงหันไปมองหน้าแสงสุดา พิแสงเผลอปล่อยมือเขมมิกด้วยความตกใจ
       เขมมิกเหวอก่อนจะค่อยๆร่วง “ว้าย!!!”
       ทุกคนมองเขมมิกด้วยความตกใจ
       เขมมิกค่อยๆ ร่วงลงไปทับโต๊ะวางเค้กทำให้ทุกอย่างล้มระเนระนาดไม่มีชิ้นดี ทุกคนตกใจ โดยเฉพาะพิทยากับพิศิณี เนตรนิภาจัดการถีบกนธีออกแล้ววิ่งมาหาเขมมิกทันที
       เขมมิกนอนอยู่บนพื้น โดยมีเค้ก ดอกไม้ และของอื่นๆ กองอยู่บนตัว เขมมิกลืมตาปริบๆ แล้วมองไปรอบๆ จนเห็นสายตาประนามหยามเหยียดจากทั่วสารทิศมองมาที่เธอ เนตรนิภาวิ่งเข้ามาหาเขมมิก
       “ไอ้เขม!”
       “เนตร....ฉัน...” เขมมิกตัดสินใจเป็นลมเพื่อหนีสถานการณ์ทันที “คร่อก” เขมมิกแอบขยิบตาให้เนตรนิภา
       เนตรนิภารับมุก “เป็นลม! เพื่อนหนูเป็นลมค่ะ อย่ามุงนะคะ ขออากาศปลอดโปร่งให้เพื่อนหนูด้วยค่ะ”
       พิแสงและทุกคนยังยืนอึ้ง
       “ยังมุงอยู่ใช่มั้ยคะ งั้น หนูพาเพื่อนออกไปสูดอากาศข้างนอกเองก็ได้ค่ะ” เนตรนิภาบอก
       เนตรนิภาตัดสินใจลากเขมมิกออกไปทันทีจากวงไทยมุงอย่างทุลักทุเล ทุกคนยังยืนอึ้งโดยไม่ได้สนใจเขมมิกอีกแล้วเพราะพุ่งความสนใจมายังพิสิณีที่ยืนช็อกมองเค้กแต่งงานที่พังทลายลงโดยมีน้ำตาซึม
      
       พิทยาเข้ามากุมมือของพิสิณีเอาไว้ พิแสงมองพิสิณีอย่างเห็นใจและสงสาร


      
       เนตรนิภาลากเขมมิกที่แกล้งเป็นลมออกมา เขมมิกเหลือกตาขึ้นถาม
      
        “ออกมายังแก”
        “ออกมาแล้ว” เนตรนิภาบอก
        เขมมิกดีดตัวขึ้นทันที เขมมิกหน้าเสียเพราะเสียใจมาก
        “เนตร...ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ”
        “ฉันรู้...”
        “ฉันไม่ผิดนะ นายนั่นมันปล่อยมือฉัน ฉัน...”
        “เขม! แกผิดตั้งแต่แรกแล้ว ที่ใส่ชุดนี้มางานแต่งที่เค้าไม่ได้เชิญ จะด้วยเหตุผลอะไรของแก ฉันไม่รู้ แต่ฉันเข้าใจ....เขม...แกควรจะให้มันจบ แต่แกก็ไม่จบ แถมยังเปิดบิลเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก บอกตรงๆงานนี้แก....ชะตาขาดแน่!”
        เขมมิกหน้าเสียแล้วก็นึกโกรธตัวเอง
      
        พิสิณียืนน้ำตารื้นอยู่เงียบๆ พิทยาเข้ามาปลอบ
        “สิณี...ผมขอโทษแทนเขมด้วยนะ”
        “ไม่เป็นไรค่ะ”
        พิสิณีทนเสียใจไม่ไหวจึงเดินปลีกตัวออกไป แขกทุกคนฮือฮา อนงค์และวาศิณีสะใจมาก แสงสุดาทั้งโกรธและอับอายจนตัวสั่น
        “ฉันจะไม่ยอมยกโทษให้ผู้หญิงคนนั้นเด็ดขาด”
        “แต่คุณแม่ครับ ผมก็มีส่วน” พิแสงบอก
        “แกเป็นพี่ชายของสิณี สิ่งเดียวที่แกทำให้น้องคือความหวังดี ไม่ใช่การทำลายล้างเหมือนที่นังนั่นทำ ไม่ต้องมาออกรับ!”
        พิแสงอึ้ง เขารู้สึกไม่ค่อยดีเพราะมีส่วนร่วมในการทำให้เค้กพัง พิสุทธิ์เดินเข้ามาตบไหล่พิแสงอย่างเข้าใจ แสงสุดาปั้นหน้ายิ้มก่อนจะหันไปประกาศกับทุกคน
        “เชิญทุกๆท่านรับประทานอาการกันต่อแล้วกันนะคะ...เค้กไม่มีก็ดีเหมือนกันค่ะ อ้วนค่ะอ้วน เชิญค่ะ เชิญค่ะ” แสงสุดาพูดกับพิสุทธิ์ “ไปช่วยฉันกู้หน้าหน่อย!”
        พิสุทธิ์รีบคำ “จ๊ะ”
        พิสุทธิ์เดินตามแสงสุดาออกไป กนธีเข้ามายืนข้างๆ พิแสงแล้วมองซากเค้ก
        “เฮ้อ..” กนธีถอนหายใจ
        อนงค์ผลักวาศิณีให้เข้ามาปลอบใจพิแสง
        “นายหัวคะ น้ำหวาน...”
        พิแสงไม่ฟัง เขาเดินหนีออกไปอย่างเซ็งๆ
        วาศิณีเซ็ง “อ้าว....”
        กนธีส่งตาหวานให้วาศิณี “อ้าว...ก็ถอดเสื้อคลุมออกสิครับ จะได้เย็นสบายขึ้น”
        “ไม่ขำค่ะ”
        วาศิณีเชิดใส่กนธีแล้วเดินหนีไปหาอนงค์
        กนธีร้องออกมา “อ้าว...”
      
        เขมมิกในชุดเปื้อนเค้กเดินออกมายืนที่ระเบียงคอนโด เธอเหม่อมองออกไปเพราะรู้สึกแย่
        “ขอโทษนะคะ...คุณพิสิณี...ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ...”
        เขมมิกค่อยๆทรุดนั่งลงกอดเข่าตัวเองแล้วก็น้ำตาซึม
      
        เช้าวันใหม่ เขมมิกยังนั่งกอดเข่าหลับพิงผนังอยู่ เนตรนิภาเปิดประตูผลัวะออกมาเห็นก็ตกใจ
        “ไอ้เขม ตื่น!”
        “มีอะไร!”
        “โทรศัพท์จากคุณแสงสุดา เรียกตัวแกเข้าพบด่วน ที่เฮดออฟฟิศ”
        เขมมิกตกใจ “หา!!”
        เขมมิกเครียดและกลุ้มใจขึ้นมาทันที
      
        เขมมิกในชุดสวมหมวกปิดหน้าปิดตา ลากกระเป๋าเดินทางออกมาจากคอนโดโดยมีเนตรนิภาตามติด
        “แกจะหนีไปไหนเขม” เนตรนิภาถาม
        “ยังไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้า” เขมมิกบอก
        “แต่สักวัน แกก็ต้องเจอเค้าอยู่ดี หนีไม่พ้นหรอก”
        “ขอไปตั้งหลักก่อน ยังไม่พร้อมจะรบกับใคร”
        “แกไม่ได้ไปรบ แกต้องไปก้มหน้ารับผิดชอบสิ่งที่แกทำลงไป”
        “ไว้ก่อน”
        “ไอ้เขมมม”
        “ใครถามหาฉัน บอกว่าฉัน...ไปบวชชีที่วัดบนดอย บวชแบบไม่มีกำหนด จะได้ไม่มีใครกล้าถามหรือตามฉันกับแกอีก ใครยังกล้า บอกไปเลยว่าบาปตกนรกเป็นมารศาสนา ฉันทำเพื่อแกแล้วนะ โอเคมั้ย”
        “เป็นบุญคุณกับฉันมาก ขอบใจ”
        “ไปนะ แล้วจะติดต่อกลับมา”
        เขมมิกเดินหน้าแล้วก็ต้องเบรกเอี๊ยด เพราะเจอธรรมศักดิ์ขวางอยู่
        “สวัสดีครับ คุณเขมมิก” ธรรมศักดิ์ทัก
        เขมมิกอึ้ง “หวัดดีค่ะลุง...ไม่ได้เรียกแท็กซี่นะคะ เอ๊ะแล้วรู้จักชื่อหนูได้ยังไง”
        ธรรมศักดิ์อึ้ง แล้วก็สำรวจตัวเองว่าเหมือนคนขับแท็กซี่ตรงไหน “เข้าใจผิดแล้วครับ...ผมชื่อธรรมศักดิ์ เป็นลูกจ้างของคุณแสงสุดา...มารับตัวคุณเขมมิกไปพบท่านครับ”
        เขมมิกตกใจ “หา!!”
        เขมมิกหันไปมองเนตรนิภาเพื่อขอความช่วยเหลือ เนตรนิภายักไหล่ เขมมิกหน้าจ๋อย ธรรมศักดิ์ผายมือเชิญเขมมิก
      
       เขมมิกจำใจเดินไป ธรรมศักดิ์ตามประกบติด


  


       เขมมิกลากกระเป๋ามา ธรรมศักดิ์เดินตามประกบ เขมมิกเลี้ยวไปทางซ้าย ธรรมศักดิ์ก็เลี้ยวตาม เขมมิกเลี้ยวไปทางขวา ธรรมศักดิ์ก็เลี้ยวตาม
      
        “หนูไม่หนีไปไหนหรอกน่าลุง”
        “แล้วที่หอบเสื้อผ้าพวกนี้ล่ะครับ จะไปไหน”
        “ก็หนีไงคะ” เขมมิกนึกขึ้นได้ว่าพลาด “อุ๊ย...เอ่อ..คือ...”
        “รถอยู่ทางโน้นครับ เชิญ....”
        เขมมิกเซ็งเพราะหมดหนทางหนีจึงเดินคอตกไป
      
        พิสิณีนั่งซึมอยู่ พิแสงและกนธีที่กำลังจะเดินทางกลับพัทลุงเดินผ่านมา พิแสงเห็นพิสิณีจึงส่งสัญญาณให้กนธีเดินออกไปก่อน จากนั้นพิแสงก็เดินเข้ามาหาพิสิณี
        “สิณี”
        “พี่ใหญ่”
        “อยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามันแท้ๆ...ร่าเริงหน่อยสิ”
        “สิณี..รู้สึกไม่ค่อยสบายค่ะ”
        “ไม่ใช่โกรธหรือทะเลาะกับนายพีทนะ”
        “ไม่ค่ะ พีทดูแลสิณีดีมาก คงกลัวสิณีเสียใจ”
        “ก็ดีแล้ว...นายพีทต้องการให้สิณีเชื่อมั่นในตัวเขา”
        “สิณีเชื่อค่ะ พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วงนะคะ”
        “พี่มีเรื่องอยากจะขอโทษ...เรื่องเมื่อคืน ที่เค้กล้ม..เพราะพี่ปล่อยมือเขมมิก”
        “สิณีเห็นค่ะ”
        “เฮ้อ...พี่นี่แย่จัง”
        “อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ ไม่มีใครตั้งใจให้เรื่องแย่ๆมันเกิดขึ้นหรอกค่ะ สิณีรู้”
        “น้องสาวพี่คนนี้ จิตใจดีงามเสมอ...อิจฉานายพีทที่มีเมียแสนประเสริฐ อยากมีบ้าง”
        “พี่ใหญ่ก็มองหาสักคนสิคะ....อย่ามัวทำแต่งาน”
        “หาแล้ว แต่ไม่ถูกใจ...หรือเนื้อคู่พี่อาจจะยังไม่เกิด”
        “หรืออาจจะยังไม่เจอ หรืออาจจะเจอแล้ว แต่ยังไม่คิดว่าจะใช่ หรือ...”
        “พอเถอะ เหนื่อยจะคิด ของแบบนี้...เดี๋ยวก็มาเอง พี่ไปล่ะ”
        “ค่ะ เดินทางปลอดภัยค่ะ”
        พิแสงก้มลงกอดและหอมผมของพิสิณีอย่างเอ็นดูก่อนจะเดินออกไป พิศากับสาวิกาเข้ามาขวาง
        “ยังไปไม่ได้ค่ะ พี่ใหญ่” พิศาบอก
        “อะไรอีกล่ะเรา” พิแสงถาม
        “เราสองคนจะไปส่งพี่ใหญ่ด้วย”
        สาวิกามองพิศาหน้าเหรอหราทันที พิศายิ้มเจ้าเล่ห์เพราะอยากจะชงสาวิกาให้พิแสง
        “แต่เรานัดกันจะไป...” สาวิกาจะค้าน
        พิศารีบตัดบท “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว คุณแม่บอกว่าให้เราสองคนไปส่งพี่ใหญ่”
        สาวิกาจำยอม “ไปก็ไปค่ะ”
        พิแสงถอนใจกับความเอาแต่ใจของน้องสาวอย่างรู้ทัน
      
        เขมมิกก้าวเข้ามายืนหน้าตึกอันสูงตระหง่านและยิ่งใหญ่ซึ่งมีโลโก้ P บูติกแอร์ไลน์ประทับอยู่บนตัวตึกอย่างเด่นชัด เขมมิกก้าวถอยหลัง ธรรมศักดิ์เข้ามายืนขวางข้างหลังไว้
        “เข้าไปเถอะครับ หมดเวลาถอยหลังแล้ว”
        “ไม่ได้ถอย แค่ตั้งหลักสู้ต่างหาก” เขมมิกแก้ตัว
        “ผมรู้ว่าคนอย่างคุณ...ถ้าคิดจะสู้แล้วสู้ไม่ถอย”
        “พูดเหมือนลุงรู้จักหนูมานานงั้นแหละ เพิ่งเคยเจอหน้ากันแท้ๆ”
        “ไม่เคยเจอ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้จัก”
        เขมมิกแปลกใจ “ลุง...”
        ธรรมศักดิ์ตัดบท “อย่าให้ท่านรอนานเลยครับ ไม่ดีหรอก”
        เขมมิกถอนใจแล้วเดินหน้าสู้ ธรรมศักดิ์มองตามเขมมิกอย่างพึงพอใจ
      
        กนธียืนรออยู่ที่รถคันงามกับคนขับรถ พิแสงเดินมากับสาวิกาที่พิศาจงใจให้เดินเคียงคู่กับพิแสงมาที่รถ สาวิกาทำหน้าเจื่อนๆ และเขินๆ พิแสงเหลือบมองอย่างรู้ทัน
        “น้องเล็ก” พิแสงเรียก
        พิศารับคำ “คะ”
        “อยากคุยด้วย”
        “อุ๊ย...เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีงานด่วน วิกาไปส่งพี่ใหญ่แทนฉันหน่อยนะ บาย!”
        พูดจบพิศาก็วิ่งหนีหายไปทันที
        “เอ่อ คุณเพื่อนคะ ทิ้งทุ่นกันแบบนี้เลยเหรอคะ.....”
        “อยากไปส่งพี่จริงๆเหรอ วิกา”
        “ไม่เลยค่ะ วิกาอยากไปช็อปปิ้งมากกว่า”
        “งั้นก็ไปสิ”
        “แต่คุณเพื่อนไม่ว่างแล้วนี่คะ”
        “หัดทำอะไรด้วยตัวเองซะบ้าง อย่าเอาตัวไปติดยัยน้องเล็กมากนัก”
        “จะดีเหรอคะ”
        กนธีเข้ามาพูดกับสาวิกา “ดีสิครับ....เอางี้ นั่งรถไปด้วยกัน เดี๋ยวพี่ไปส่ง” กนธีโอบไหล่สาวิกาแล้วเดินไป “อยากไปช็อปปิ้งที่ไหน..บอกพี่ เดี๋ยวจัดให้”
        “ไอ้ธีเอ๊ย...ตลอด!”
      
        พิแสงเดินตามกนธีไป


  


       แสงสุดาคุยโทรศัพท์อยู่กับพิศาที่อยู่ที่บ้าน
      
        “ดีมาก ลูก น้องเล็ก” แสงสุดาชม “พยายามให้สาวิกาเพื่อนลูกใกล้ชิดตาใหญ่มากๆ จะได้คุ้นเคยกัน เพราะแม่คิดว่าจะทาบทามขอหมั้นหนูสาวิกาให้ตาใหญ่”
        เสียงเคาะประตูดังขึ้น
        “แค่นี้ก่อนนะลูก จ๊ะ รักลูกเหมือนกันจ๊ะ” แสงสุดาวางสาย “เข้ามา!”
        เลขาเปิดประตูเข้ามารายงาน
        “คุณธรรมศักดิ์มาแล้วค่ะ”
        “ให้เข้ามาเลย”
        แสงสุดานั่งวางท่าเป็นฮองเฮาที่โต๊ะทำงานทันที ธรรมศักดิ์เดินนำเขมมิกเข้ามา เขมมิกตัดสินใจเผชิญหน้ากับแสงสุดาอย่างกล้าหาญ
        เขมมิกเอ่ยทัก “สวัสดีค่ะ”
        “ว่ายังไง เมื่อคืนนอนหลับสบายดีมั้ย” แสงสุดาถาม
        “จะไล่ออกก็ไล่เลยค่ะ สวัสดีค่ะ”
        พูดจบเขมมิกก็ไหว้ลาทันที
        “ฉันยังไม่ได้พูดสักคำว่าจะไล่เธอออก”
        “อะไรนะคะ”
        แสงสุดายิ้มอย่างมีแผนการ
      
        ขนิษฐาที่แต่งตัวเสร็จแล้วเดินมานั่งที่โต๊ะกระจกด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียมาก ขนิษฐาหยิบหวีขึ้นมาแปรงผมก่อนจะคลำที่หลังหูจนเจอก้อนเนื้อ ขนิษฐาเลื่อนมาคลำที่ต้นคอก็สะดุดกับก้อนเนื้อ เลื่อนมาคลำที่ไหปลาร้าก็เจอกับก้อนเนื้ออีก ขนิษฐารู้สึกว่าตัวเองกำลังมีความผิดปกติก็หน้าเสียและใจคอไม่ดี เปี่ยมพงษ์แต่งตัวหล่อเดินเข้ามาส่องกระจก หวีผม เช็คความหล่อ
        ขนิษฐาเอ่ยถาม “จะออกไปไหน”
        “ทำไม”
        “ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายมาหลายวันแล้ว พาไปหาหมอหน่อยสิ”
        “ไม่มีเงิน”
        “แต่เขมมันเพิ่งจะให้เงิน”
        “หมดแล้ว เพิ่งเอาไปใช้หนี้ เหลือไม่กี่บาท ก็ขอลูกแกอีกสิ เดี๋ยวมันก็ให้ หรือไม่ก็ให้มันพาไป รักแม่นัก ก็ให้มันดูแล”
        เปี่ยมพงษ์เดินออกไปทันที ขนิษฐาน้ำตาซึมด้วยความเสียใจ
      
        แสงสุดาพยักเพยิดให้ธรรมศักดิ์ ธรรมศักดิ์โค้งคำนับแล้วเดินไปกดล็อกประตู
        เขมมิกสะดุ้งเพราะไม่ไว้ใจ “ทำไมต้องล็อกประตู จะทำอะไรฉัน อย่านะ”
        “คิดว่าฉันจะทำร้ายเธอในห้องทำงานของตัวเองเหรอ”
        “ใครจะไปรู้ คุณอาจจะทำ แล้วก็ปกปิดหลักฐาน อ้างว่า...ฉันเป็นบ้า ทำร้ายตัวเอง คุณพยายามห้ามแล้ว แต่ฉันก็สติแตก...”
        แสงสุดาตัดบท “พอๆๆ เอาจินตนาการของเธอไปใช้ในยามจำเป็นดีกว่า”
        “ก็ใช้อยู่นี่ไงคะ เผื่อจะเตือนสติคุณได้บ้างว่า...ถ้าคุณทำอะไรฉัน อย่าหวังว่าจะลอยนวล”
        แสงสุดาหัวเราะชอบใจ “ฮ่ะๆๆๆๆ เขมมิก เขมมิก เขมมิก”
        “ทราบค่ะว่าชื่อเพราะ พระท่านตั้งให้ แปลว่า...”
        “พอ! ไม่ได้อยากรู้!”
        ธรรมศักดิ์แอบส่ายหน้าระอาทั้งแสงสุดาทั้งเขมมิก
        “เขมมิกที่ต้องรับจ๊อบหาเงินใช้หนี้ที่พ่อและภรรยาน้อยเป็นคนสร้าง ในขณะที่แม่ก็กลายเป็นผู้หญิงขี้เมา มีสามีใหม่ที่ไม่ได้เรื่อง คอยเกาะดูดเลือดไปวันๆ ไม่ทำงานทำการ เขมมิกที่ตระเวณพาแม่ทำบุญหวังชีวิตที่ดีกว่าในวันข้างหน้า เขมมิกที่....”
        เขมมิกขัดขึ้นมาอย่างไม่พอใจ “รู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงคะ”
        เขมมิกหันไปมองธรรมศักดิ์ “ลุง!”
        “ก็แค่ทำหน้าที่เป็นนักสืบในบ้างครั้ง นอกเหนือจากเป็นทนายความครับ”
        เขมมิกพูดกับแสงสุดา “คุณต้องการอะไรกันแน่”
        “ฉันรู้ว่าเธอ....เดือดร้อนแค่ไหนถ้าต้องถูกไล่ออก ซึ่งความจริงมันก็มีเหตุผลอันสมควรที่ฉันจะทำอย่างนั้น ถูกมั้ย”
        เขมมิกอึ้งเพราะไม่เข้าใจ เธอนึกหวั่นกับแผนการของแสงสุดาที่กำลังยิ้มน่ากลัวเหมือนนางเสือเตรียมตะครุบเหยื่อ
      
        เปี่ยมพงษ์นั่งใส่รองเท้าอยู่หน้าบ้าน เนตรนิภาเดินเข้ามาพร้อมถุงกับข้าว เปี่ยมพงษ์มองเนตรนิภาด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
        “วันนี้แต่งตัวน่ารักจังนะจ๊ะ หนูเนตร”
        “อ๋อ น่ารักทุกวันค่ะ แฟนหนูก็ชม”
        “อะไรกัน มีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่”
        “เมื่อวานค่ะ”
        “เหรอจ๊ะ แฟนทำงานทีไหนจ๊ะ เป็นสจ๊วตหรือกัปตัน”
        “เป็นมือปืนรับจ้างค่ะ อยู่ซุ้มมือปืนเพชรบุรี”
        เปี่ยมพงษ์หน้าซีดแล้วรีบเดินออกไปเลย
        เนตรนิภารำคาญ “ชิ!”
        ขนิษฐาเดินมาอย่างอิดโรย
        “อ้าว หนูเนตร.....”
        “หนูซื้อกับข้าวมาฝากค่ะ ป้า...เดี๋ยวเอาไปใส่จานให้นะคะ”
        “จ๊ะ”
      
        เนตรนิภาเดินเข้าไปในครัว ขนิษฐามองตามพอคล้อยหลังเนตรนิภา ขนิษฐาก็หยิบขวดเหล้าแบนที่เหน็บหลังอยู่ขึ้นมาดื่มทันที


  


       เขมมิกไม่พอใจแสงสุดามาก
      
        “ถ้าคุณไม่ไล่ฉันออก ฉันจะลาออกเอง”
        “ฉันก็จะแทงบัญชีดำ จะไม่มีสายการบินที่ไหนรับเธอไปเป็นลูกเรืออีก” แสงสุดาขู่
        “คุณต้องการอะไรกันแน่ อันนั้นก็ไม่เอา อันนี้ก็ไม่ใช่”
        “ฉันต้องการให้เธอทำงานให้ฉัน”
        “ก็ทำอยู่นี่ไงคะ ปล่อยฉันออกจากห้องนี้ ฉันก็จะออกไปเป็นลูกเรือปฏิบัติหน้าที่ให้กับสายการบินตามปกติ”
        “งานที่ว่า....ไม่ใช่การเป็นลูกเรือ”
        “แล้วจะให้ฉันไปทำอะไร”
        แสงสุดายิ้มกริ่ม
      
        พิแสงและกนธีกำลังจะไปเช็กอินเครื่องบิน แต่จู่ๆ อนงค์และวาศิณีก็วิ่งเข้ามาหา
        “นายหัวคะ นายหัว!!!”
        พิแสงกับกนธีหยุดกึกแล้วหันไปมองด้วยความแปลกใจ
        “คิดว่าคุณอนงค์กับน้ำหวานกลับรถไฟไปแล้วซะอีก” พิแสงบอก
        “ตอนแรกก็ว่าจะนั่งรถไฟกลับ แต่น้ำหวานสิคะ...” อนงค์พูด
        “น้ำหวานทำไมครับ” พิแสงถาม
        “ลูกน้ำหวานปวดท้องกระเพาะน่ะค่ะ น้าก็กลัวน้องจะไม่ไหว เลยตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินบินกลับ”
        พิแสงหันมองน้ำหวานที่ยืนทำหน้าซีดอยู่
        “จู่ๆก็เป็นเหรอ หาหมอหรือยัง” พิแสงถาม
        “ยังค่ะ ว่าจะไปหาหมอ...” วาศิณีตอบ
        กนธีพูดแทรก “หมอปิ๊นสิ...หมอปิ๊นรักษาได้”
        “คุณธีคะ ลูกสาวฉันไม่ใช่หมู” อนงค์ว่า
        “แหม ก็หลักการเดียวกัน....” กนธีบอก
        วาศิณีตัดบท “นายหัวคะ รีบไปเช็กอินเถอะค่ะ เดี๋ยวจะไม่ทัน น้ำหวานดูแลให้เองค่ะ”
        วาศิณีเดินหนีกนธีไปกับพิแสง
        กนธีถามอนงค์ “ไปไฟล์ทเดียวกับพิแสงเหรอครับ”
        “ค่ะ...” อนงค์ตอบ
        “แหม...จงใจ๊จงใจนะครับ”
        “บังเอิญค่ะ”
        กนธีทำเสียงสูง “เหร้ออออ”
        อนงค์ไม่อยากจะสนทนากับกนธีอีกจึงเดินหนี
        “ไอ้พิแสงมีอะไรดีนักหนาวะ ทำไมมีแต่คนชอบมัน...อ๋อ...รูปหล่อ รวย จบ”
        กนธีรีบเดินตามไป
      
        เขมมิกประกาศลั่น
        “ฉันไม่ทำค่ะ!”
        “ทำไมล่ะ ออกจะเป็นงานที่เธอถนัด และถ้าเธอทำสำเร็จ ฉันจะอนุญาตให้เธอกลับมาเป็นลูกเรือเหมือนเดิม พร้อมเงินตอบแทนก้อนโต”
        “ให้ไปสร้างความร้าวฉานระหว่างลูกชายคุณกับผู้หญิง แล้วดึงตัวเค้ากลับมากรุงเทพ ทิ้งฟาร์มของคุณปู่ที่เป็นมรดกตกทอดเพื่อมาบริหารธุรกิจสายการบิน...คุณคิดได้ยังไง”
        “เมื่อเธอเป็นแม่คน เธอจะเข้าใจ”
        “ทำไมคนเป็นแม่ชอบพูดแบบนี้ ทำไมไม่ถามหัวใจของลูกบ้าง”
        “ลูกจะไปรู้จักชีวิตดีกว่าแม่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนได้ยังไง”
        “แต่แม่ก็ต้องเข้าใจสิว่าลูกน่ะเลี้ยงได้แต่ตัว แต่หัวใจมันบังคับกันไม่ได้”
        แสงสุดาฉุน “เธอ!”
        “คะ?”
        ธรรมศักดิ์เผลอถอนหายใจเสียงดัง “เฮ้อ!!!”
        แสงสุดาฉุน “คุณธรรมศักดิ์!”
        “ขอประทานโทษครับ”
        “ฉันจะไม่เถียงกับเธอเรื่องเหตุผลอีก เอาเป็นว่า จะทำหรือไม่ทำ”
        “ขอโทษนะคะ ฉันประกาศล้างมือจากวงการแล้วค่ะ”
        เขมมิกเดินออกไปปลดล็อกประตู ธรรมศักดิ์จะขวาง
        แสงสุดาบอก “ปล่อยไป!”
        “ขอบคุณที่เข้าใจค่ะ ตกลง....ฉันยังคงทำงานเป็นลูกเรือต่อไปนะคะ”
        “ไม่! ฉันไล่เธอออก และเธอก็ติดบัญชีดำ อย่าหวังว่าจะมีหน้าไปทำงานที่ไหนได้อีก”
        เขมมิกเจ็บใจแต่ก็หยิ่งเกินกว่าจะคืนคำ
        “ลาก่อนค่ะ...” เขมมิกเอ่ย
        เขมมิกเชิดเดินออกไป แสงสุดาทิ้งตัวลงนั่งอย่างขัดเคืองใจ
      
        เขมมิกที่เดินอย่างเข้มแข็งออกมาจากห้องแสงสุดา พอคล้อยหลังความเข้มแข็งก็เปลี่ยนเป็นความเสียใจ เขมมิกน้ำตารื้นจนร่วงลงมา เธอรีบจ้ำเดินออกจากออฟฟิศไปทันที
      
        เนตรนิภายกจานอาหารมาให้ขนิษฐาที่เริ่มกึ่มเพราะฤทธิ์เหล้า
        “ป้า....ดื่มอีกแล้ว”
        “แล้วไม...ดื่มเพื่อลืมมันไง...จบป่ะ”
        “เดี๋ยวได้จบชีวิตแน่ ทานอะไรหรือยังล่ะคะ ถึงได้ดื่มเนี่ย เดี๋ยวก็กระเพาะทะลุหรอก ทานก่อนค่ะ”
        “นี่แม่ชี...”
        “เนตรค่ะ”
        “แม่ชีเนตร”
        “เฮ้อ...ค่ะ มีอะไรค่ะ”
        “นังเขมอยู่ไหน โทรหามันหน่อย เดี๋ยวนี้เลย”
        “เขมติดธุระสำคัญอยู่ค่ะ เดี๋ยวค่อยโทรนะคะ”
        “แม่มันไม่มีเงินใช้ สำคัญกว่าเรื่องอื่นทั้งหมด จบป่ะ”
        “จบก็ได้ค่ะ แต่ป้าต้องทานข้าวก่อน ไม่งั้น หนูไม่โทร”
        “กินไม่ลง”
        “ก็ต้องกิน”
        ขนิษฐาปวดท้อง “อูย...”
        “นั่นไง....โรคกระเพาะถามหาแล้วไง”
        ขนิษฐามือไม้อ่อนและหายใจหอบ
        เนตรนิภาตกใจ “ป้า ป้าเป็นอะไร”
        “เหนื่อย....” ขนิษฐาบอก
        “เนตรพาไปหาหมอนะ ป้าอาการไม่ค่อยดีเลย”
        เนตรนิภารีบประคองขนิษฐาออกไปทันที
      
        เขมมิกเดินคิดมากมาตามทางเพราะกังวลกับอนาคตของตัวเอง เสียงมือถือดังขึ้น เขมมิกรีบกดรับ แล้วพยายามทำเสียงเป็นปกติที่สุด
        “ว่าไง เนตร....” เขมมิกตกใจ “อะไรนะ แม่!!”
      
        เขมมิกกดวางสายแล้ววิ่งออกไปทันที

      
       เขมมิกเดินเร่งรีบมาถึงหน้าห้องฉุกเฉิน เนตรนิภาหันไปเห็นก็ลุกขึ้นทันที เขมมิกตรงรี่เข้ามาหาเนตรนิภาแล้วถามละล่ำละลัก
      
       “แม่เป็นอะไร!”
       “แม่แก....” เนตรนิภาฉงน
       เขมมิกร้องไห้โฮแทรกขึ้นมา “ไม่นะ แม่ต้องไม่เป็นอะไรนะ ฮือๆๆ เมื่อวานแม่ยังดีๆอยู่เลย ฉันมาช้าไปใช่มั้ย”
       “เฮ้ย เขมใจเย็นๆก่อน ทำใจดีๆไว้นะ แม่แก....”
       เขมมิกแทรกขึ้นมาอีก “ฉันไม่ดีเอง ฉันไม่ได้อยู่ดูใจแม่ ฉัน....”
       ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออกมา ขนิษฐานอนบนเตียงที่เจ้าหน้าที่เข็นออกมาพร้อมหมอที่เดินออกมาด้วย ขนิษฐานอนลืมตาพอเห็นเขมมิก เธอก็ยิ้มดีใจ
       “เขม...”
       “แม่ยังไม่ตาย!!” เขมมิกเข้าไปกอดแม่ด้วยความดีใจแล้วหันไปวีนเนตรนิภา “เนตร ทำไมแกไม่บอกฉัน! ปล่อยให้ฉันแช่งแม่อยู่ได้!”
       “แกเปิดโอกาสให้ฉันบอกตอนไหนล่ะ!”
       เขมมิกจ๋อยแต่ก็รีบไปหาขนิษฐา “แม่....เขมมาแล้ว แม่ไม่เป็นไรมากใช่มั้ย” เขมมิกพูดกับหมอ “อาหมอคะ ใช่มั้ยคะ”
       “เป็นตับอักเสบครับ ต้องนอนโรงพยาบาลสักระยะนะ”
       “ค่ะ...” เขมมิกรับทราบ
       “ทำไม เบื่อจะเลี้ยงแม่แล้วหรือไง ถึงได้คิดว่าแม่ตาย” ขนิษฐาถาม
       “เปล่า........”
       “ฉันยังอยู่ทะเลาะกับแกได้อีกนานน่ะ” ขนิษฐาบอก
       เขมมิกยิ้มจ๋อย แต่ก็โล่งใจที่ขนิษฐาไม่เป็นอะไร เธอหันไปสบตาเนตรนิภา
       “โวยวาย โวยวาย...” เนตรนิภาล้อ
       หมอพูดกับเจ้าหน้าที่ “พาคนไข้ไปห้องพักไป....”
       เจ้าหน้าที่เข็นเตียงขนิษฐาออกไป หมอหันมาพูดกับเขมมิก
       “หมอมีเรื่องจะปรึกษาหนูเขม เกี่ยวกับอาการของคุณแม่”
       เขมมิกกับเนตรนิภาสบตากันแล้วรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาทันที
      
       เขมมิกและเนตรนิภานั่งฟังหมอ หมอพูดด้วยสีหน้ากังวล
       “หมอจะขอตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ...เพื่อหามะเร็ง”
       เขมมิกกับเนตรนิภาตกใจ “มะเร็ง!!”
       “จากการตรวจเบื้องต้น นอกจากอาการของตับอักเสบเพราะคนไข้มีประวัติดื่มหนักมาระยะหนึ่ง...ยังมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต หมอจึงอยากตรวจให้แน่ใจ”
       เขมมิกใจคอไม่ดีจึงทรุดนั่งอย่างอ่อนแรง เนตรนิภาตามมาปลอบใจ
       “ทำใจดีๆนะเขม....แม่แกอาจจะไม่เป็นก็ได้”
       “หมออยากให้ทำใจยอมรับไว้ก่อน...ว่ามีความเป็นไปได้สูง” หมอบอก
       “โธ่....อาหมอก็” เนตรนิภากลุ้มใจ
       “เราต้องเผชิญหน้ากับความจริง จะได้รักษาอย่างถูกต้อง”
       “ค่ะ...แต่ขอร้องอาหมอได้มั้ยคะ ว่าอย่าบอกแม่เขม เขมไม่อยากให้แม่เสียกำลังใจ”
       “ได้ครับ”
       เขมมิกกับเนตรนิภาพูดพร้อมกัน “ขอบคุณค่ะ...”
       เขมมิกไหว้ขอบคุณหมอแต่ยังคงใจเสีย เนตรนิภาเห็นใจเขมมิกมาก
       “แม่....” เขมมิกใจเสีย
      
       ขนิษฐานอนหลับอยู่บนเตียง เขมมิกกับเนตรนิภาเปิดประตูเข้ามา
       “แม่หลับไปแล้ว” เขมมิกบอก
       “งั้นฉันจะกลับไปเอาเสื้อผ้ามาให้แก....จะอยู่กี่วันก็ไม่รู้นะ จ้างพยาบาลพิเศษช่วยเฝ้ามั้ยตอนที่แกไปบิน” เนตรนิภาถาม
       “ไม่ต้องจ้างหรอก ฉันอยู่กับแม่เอง เอามาหลายๆชุดแล้วกัน”
       “หมายความว่า....”
       “ใช่...” เขมมิกกลัวแม่ได้ยินจึงพูดเบาๆ “ฉันถูกไล่ออก...ก็สมควรแล้ว”
       “เขม....”
       “โอย...ทั้งสวยทั้งเก่งอย่างฉัน หางานใหม่ได้ไม่ยากหรอก รีบไปเลยไป”
       “อืม เดี๋ยวมานะ...”
       เขมมิกพยักหน้า เนตรนิภาจะออกไปแต่เขมมิกเรียกไว้
       “เนตร!”
       “อะไร”
       “ขอบใจมากนะ เพื่อน...ฉันรักแกว่ะ” เขมมิกเข้าไปกอดเนตรนิภา
       “ก็ลองไม่รักสิ ทำให้ถึงขนาดนี้แล้ว อกตัญญูเมื่อไหร่ ฉันเลิกคบแกแน่”
       เขมมิกผลักเนตรนิภาออกไป “แต่รักน้อยลงแล้วล่ะ โคตรทวงบุญคุณเลย”
       เนตรนิภายิ้มให้เขมมิกเพื่อให้กำลังใจ เขมมิกเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนดี เนตรนิภาเดินออกไป เขมมิกเดินเข้ามามองขนิษฐาด้วยความรักและเป็นห่วง เขมมิกค่อยๆตัดอารมณ์แล้วห่มผ้าให้ขนิษฐามิดชิดขึ้นเพราะกลัวแม่จะหนาวก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟาแล้วมองขนิษฐานิ่งๆ
      
       ขนิษฐาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอาการน้ำตาซึม เพราะได้ยินเรื่องทั้งหมด นึกสงสารลูกสาวโดยที่เขมมิกไม่เห็น


  


       รถจี๊ปประจำฟาร์มเพื่อนเกษตรแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านพัก ชมพู่ยืนยิ้มรอรับอยู่หน้าบ้าน เสริมเป็นคนขับ ส่วนหลอดนั่งคู่มากับเสริม
      
       จนเมื่อรถจอดนิ่งสนิท หลอดก็รีบลงมาเปิดประตูรถ ชมพู่เดินไปเปิดท้ายรถเพื่อขนกระเป๋าโดยเอาแต่ของพิแสงมา พิแสงก้าวลงมาก่อน วาศิณีตามลงมาโดยทำเป็นลงลำบาก กนธีทีรออยู่ข้างหลังรีบจี้
        “อ้าว...ขาเปลี้ยโดยกระทันหันเหรอครับ คุณน้ำหวาน”
        อนงค์ตอบแทนลูกสาวด้วยเสียงแหลมดังมาจากข้างในรถ “แหม คนปวดท้อง ไม่ค่อยสบายจะให้แคล่วคล่องว่องไวเป็นกระจงป่าหรือไงคะ”
        “โห...เสียงดังได้อีก หูอื้อไปข้างหนึ่งแล้วครับ คุณอนงค์” กนธีว่า
        “มา ผมช่วย” พิแสงบอก
        พิแสงยื่นมือให้วาศิณี
        “ขอบคุณค่ะ นายหัว”
        วาศิณียื่นมือไปจับมือพิแสง หลอด เสริม และชมพู่ยืนมองพลางซุบซิบ
        ปริญญ์เดินเข้ามาเห็นพิแสงกำลังช่วยวาศิณีพอดีก็อึ้งจนหน้าเสีย
        อนงค์รีบผลักกนธีให้ลงจากรถไปเร็วๆ “เร็วๆสิ คุณธี!”
        กนธีจะหล่นจากรถ “เฮ้ยๆๆๆ เดี๋ยวตกครับ คุณอนงค์ ยอ ยอ ยอ!”
        “ยอ...ใช้กับควายนะครับคุณธี!” ปริญญ์บอก
        “ว้าย! คุณธี!” อนงค์รีบลงมาเอาเรื่อง “ด่าฉันเป็นควายเหรอ”
        ชมพู่ หลอดและเสริมพูดพร้อมกัน “ใช่ครับ /ใช่ค่ะ!...อุ๊บส์!!” ทุกคนปิดปากทำไม่รู้ไม่ชี้
        “ขอโทษนะครับ คุณอนงค์ จริงๆแล้วผมจะบอกว่า...หยุดๆๆ แต่ปากมันดันพูด ยอๆๆๆ ไปได้ไงก็ไม่รู้ ขอบใจนะหมอปิ๊นที่ช่วยทัก ไม่งั้น นอนไม่หลับเลยนิ”
        อนงค์ค้อนให้กนธีแล้วหันไปเห็นวาศิณีกำลังจับมือพิแสงอยู่ เธอจึงรีบขยิบตาให้วาศิณีทำสำออย
        “โอ๊ย....น้ำหวานปวดท้องอีกแล้ว” วาศิณีซบพิแสง
        ปริญญ์เห็นแล้วปวดใจจึงรีบเมิน
        “รีบไปพักเถอะ เดินไหวมั้ย” พิแสงถาม
        อนงค์รีบตอบแทนลูกสาว “ท่าทางจะไม่ไหวนะคะ”
        “งั้นผมอุ้มไปส่งที่บ้านให้เอง มา!” หลอดอาสา
        “ไม่ต้อง!”
        วาศิณีเผลอแยกจากพิแสง พิแสงเริ่มอึดอัดจึงเดินฉีกออกไปโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
        “งั้นผมเอง! มา!” เสริมบอก
        อนงค์เอ่ยไล่ “แกก็ไปไกลๆ!”
        “เฮ้ย...อย่ามาลงที่ผมนะ ผมไม่ค่อยมีแรง ยกไหวแค่แก้วกาแฟ” กนธีบอก
        “แหม!!! สงสัยคงต้องเดินกลับไปเองล่ะคะ คุณป้าอนงค์ขา เพราะเป้าหมายที่ท่านเล็ง...ไม่อยู่แล้ว” ชมพู่บอก
        อนงค์และวาศิณีหันไปหาพิแสงแต่พิแสงไม่อยู่แล้ว “อ้าว....”
        ปริญญ์มองวาศิณีด้วยความผิดหวัง
        “สถานการณ์ขณะนี้ คนแถวบ้านชมพู่เรียกว่า...พลาด ฮ่ะๆๆ”
        ชมพู่ หลอด และเสริมหัวเราะชอบใจ กนธีร่วมหัวเราะด้วย อนงค์และวาศิณีเจ็บใจ
        “น้ำหวาน กลับ!” อนงค์สั่งลูกสาว
        อนงค์ลากวิศิณีออกไป
        “ป้า กระเป๋าเสื้อผ้า เอาไปด้วย ไม่มีขี้ข้าหิ้วไปให้หรอก!” ชมพู่บอก
        “น้ำหวาน ขน!”
        อนงค์เดินตัวปลิวจากไป วาศิณีงงแต่ก็เดินไปหิ้วกระเป๋า ปริญญ์เข้าไปช่วยหิ้ว
        “คุณไม่ค่อยสบาย ผมช่วย”
        วาศิณีอึ้ง เธอปล่อยให้ปริญญ์ถือกระเป๋าเดินนำไป แล้วจึงค่อยเดินตาม ชมพู่ หลอด เสริม และกนธีมองตามอย่างอึ้งๆ
        “หมอปิ๊น...โคตรหล่อ!” กนธีแซว
        “หล่อซะเปล่า แต่ชาติเหรอ คุณน้ำหวานเป็นอะไรที่ไหน!” หลอดว่า
        “ก็รักไปแล้ว...พี่หลอดไม่เคยมีความรัก ไม่เข้าใจหรอก” เสริมบอก
        กนธี หลอด และชมพู่มองเสริมทึ่งๆ “อั๊ยยะ!!”
      
        อนงค์ยืนหงุดหงิดมองปริญญ์ที่ถือกระเป๋ามาส่งวาศิณีอย่างไม่ค่อยพอใจ
        “ขอบคุณค่ะ หมอปิ๊น...สวัสดีค่ะ ไว้เจอกันนะคะ” พูดจบอนงค์ก็เดินเข้าไปเลย
        ปริญญ์อึ้งแล้ววางกระเป๋าลง “ครับ”
        วาศิณียิ้มหวานให้ปริญญ์ “ขอบคุณนะคะ อย่าไปถือสาแม่เลยนะคะ แม่คงเหนื่อยจากการเดินทาง”
        “ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ”
        “ไว้เจอกันนะคะ”
        “ครับ...”
        ปริญญ์จะเดินออกไปแต่วาศิณีเรียกไว้
        “เดี๋ยวค่ะ”
        ปริญญ์ชะงักแล้วหันมา “ครับ”
        วาศิณีหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา “ขออนุญาตนะคะ...” วาศิณีซับเหงื่อที่หน้าผากของปริญญ์
        ปริญญ์อึ้งแล้วยิ้มเขิน
        “เรียบร้อยแล้วค่ะ น้ำหวานขอตัวนะคะ”
      
        วาศิณีเดินเข้าไปในบ้านแล้วแอบยิ้มเจ้าเล่ห์ ปริญญ์ยืนหัวใจพองโต


  


       พอพิแสงเดินเข้ามานั่งพักในบ้าน ปุ๊กลุ๊กเดินเข้ามาหา พิแสงอุ้มปุ๊กลุ๊กขึ้นมามองหน้า
      
       “ว่าไง...ปุ๊กลุ๊ก”
       พิแสงอึ้งขณะที่มองหน้าหมูเพราะจู่ๆ ภาพใบหน้าของเขมมิกตอนกำลังเหวอในงานแต่งงานหลังจากล้มทับเค้กลอยซ้อนขึ้นมา
       พิแสงตกใจ “เฮ้ย!!”
       พิแสงสะบัดหน้าไล่ความคิดจนเห็นเป็นหน้าหมูปกติ พิแสงโล่งใจจึงกอดปุ๊กลุ๊กเอาไว้
       “ยังตามมาหลอกมาหลอน....ไปที่ชอบที่ชอบเถอะ...ชาตินี้อย่าได้เจอกันอีกเลย” พิแสงวางปุ๊กลุ๊กลง “ฉันไปทำงานก่อนนะ อย่าดื้อ อย่าซน เข้าใจมั้ย”
       ปุ๊กลุ๊กมองหน้าพิแสงเหมือนจะเข้าใจ พิแสงยิ้มๆ แล้วเดินออกไป ชมพู่เตรียมของว่างเดินเข้ามา
       “นายหัวไม่รับของว่างก่อนเหรอคะ”
       “ไม่หิว”
       พิแสงเดินลิ่วออกไป ชมพู่มองตามอย่างเซ็งๆ เพราะเป็นห่วงเจ้านาย ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
       “หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...”
       เสียงโทรศัพท์เงียบไป
       ชมพู่นับอีก “หนึ่ง..สอง..สาม...สี่”
       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ชมพู่ตัวแข็งอย่างตื่นตัว เธอวางถาดของว่างลงแล้วทำตัวเยี่ยงสปายค่อยๆ คืบคลานตีลังกาไปที่โทรศัพท์แล้วยกหูขึ้นทำเสียงเข้ม
       “ฮัลโหล....มนุษย์ไฟฟ้าสีชมพูรับสาย...ทางปลอด พร้อมรับคำสั่งค่ะ”
      
       แสงสุดาคุยโทรศัพท์กับชมพู่
       “พูดให้เหมือนคนปกติเขาพูดกันได้มั้ย นังชมพู่! ยิ่งแกทำตัวผิดปกติ ใครมาได้ยิน เดี๋ยวก็โดนจับได้หรอก”
       ชมพู่มองซ้ายมองขวาแล้วไม่เห็นใคร
       “ก็บอกแล้วไงคะ ว่าทางปลอดๆ ใครจะมาได้ยินล่ะคะนายแม่ใหญ่ขา!”
       “นังชมพู่! เคยบอกแล้วไง ว่าไม่ต้องเรียกชื่อฉัน”
       “ขอโทษค่ะ...เรียกใหม่ค่ะ...น้องไบร์ท” ชมพู่แอบแหวะ
       “ดี! เฉพาะเวลาเรียกชื่อฉันที่ต้องใช้รหัส...นอกนั้นไม่ต้อง ให้พูดปกติ เป็นไง ตาใหญ่ปลอดภัยดีมั้ย”
       “กลับมาแบบครบสามสิบสองประการค่ะ พร้อมผีชัตเตอร์ ขี่คอมาด้วยสองตัว”
       “อะไรนะ!!!” แสงสุดาเสียงดัง
       ชมพู่หูแทบแตก “โอย..น้องไบร์ทขา จะตะโกนใส่หูพี่ยุทธ์ เอ้ย!..ใส่หูชมพู่ทำไมคะ”
       “ก็ฉันไม่พอใจ แล้วนังผีสองตัวนั่น ขี่คอตาใหญ่มาได้ยังไง”
       “ก็กลับมาเที่ยวบินเดียวกันนี่คะ แถมออดอ้อนออเซาะว่าไม่สบาย ดีนะคะที่นายหัวไม่หลงกล”
       “มันร้ายนัก...แกจับตาดูต่อไป มีอะไรไม่ชอบมาพากล รีบรายงานฉัน!!”
       แสงสุดากดวางสายด้วยความหงุดหงิด พอหันมาก็ตกใจเพราะคุณหญิงสร้อยเพชรมายืนอยู่ข้างหลัง
       “ว้าย!!! คุณพี่!!!”
       “ว้าย!!! ค่ะคุณน้อง!!”
       สองสาวสูงวัยเกือบจะหัวใจวาย จู่ๆ พิสุทธิ์ก็โผล่เข้ามาอีก
       แสงสุดากับสร้อยเพชรตกใจ “ว้าย!!! คุณพิสุทธิ์”
       “แหม...ขวัญอ่อนกันจริงๆนะครับ สองสาว”
      
       สร้อยเพชรนั่งลงคุยกับแสงสุดาและพิสุทธิ์
       “มาตามนัดค่ะ” สร้อยเพชรบอก
       “ใครนัดครับ” พิสุทธิ์ถาม
       “ฉัน” แสงสุดาตอบแทน
       “โอเค”
       “แล้วหนูสาวิกาล่ะคะ ไม่มาด้วยกันเหรอคะ” แสงสุดาถามต่อ
       “ไม่มาดีแล้วค่ะ จะได้คุยกันสะดวกๆ” สร้อยเพชรบอก
       “แล้วท่านรัฐมนตรีไม่มาเหรอครับ” พิสุทธิ์ถาม
       “อย่ามาเลยค่ะ เดี๋ยวคุยไม่สะดวก”
       พิสุทธิ์จะพูดต่อ “แล้ว...”
       “จะถามหาใครอีกเหรอคุณพิสุทธิ์” แสงสุดาขัด
       “ไม่แล้วจ๊ะ”
       “แล้วจะถามอะไรอีก”
       “ก็จะถามว่า นัดกันมาคุยเรื่องอะไรกันเหรอครับ”
       แสงสุดายิ้มกริ่มกับสร้อยเพชร ทั้งสองหัวเราะร่าเริงแต่ไม่พูดอะไร
       “อ๋อ....คุยกันตามประสาผู้หญิง งั้นผมไม่กวนแล้วกันนะ เดี๋ยวจะไม่สะดวก”
       “อยู่ด้วยกันดีแล้วค่ะ....เพราะคุณก็ต้องรับรู้ไว้ ว่าฉันจะขอเจรจาหมั้นหมายหนูสาวิกาให้กับตาใหญ่” แสงสุดาบอก
       พิสุทธิ์ตกใจ “เวร...”
       “คุณพิสุทธิ์!”
       “ผมบอกว่าเวล..แปลว่าดี”
       แสงสุดาค้อนให้พิสุทธิ์แล้วหันไปหัวเราะกับสร้อยเพชรต่อ พิสุทธิ์ถอนใจเฮือกเพราะกลุ้มใจแทนพิแสง
      
       พิแสงในสภาพมอมแมมเดินมากับปริญญ์
       “ต้องเตรียมความพร้อมให้กับแม่พันธุ์ รีดน้ำเชื้อไอ้ทีเด็ดเรียบร้อยเมื่อไหร่ จะได้จัดการเลย” พิแสงบอก
       ปริญญ์ยืนยิ้มเหม่อเพราะคิดถึงสัมผัสของวาศิณีอยู่ พิแสงเห็นก็รู้ทัน
       “คิดถึงหมูตัวไหนอยู่ล่ะ หมอปิ๊น”
       ปริญญ์เผลอตอบ “น้ำหวาน...”
       “หมูฟาร์มผมมีชื่อน้ำหวานด้วยเหรอ”
       “เอ่อ...เปล่า...คือ...ผมพูดชื่อน้ำหวานออกไปเหรอ”
       “เออ”
       ปริญญ์ยิ้มๆ
       “ในฐานะเพื่อน...ขอบอกว่า จะทำอะไรก็รีบๆทำซะ”
       “ผมรีบแน่นอน อีกไม่เกินสามวัน....รีดน้ำเชื้อทีเด็ดเสร็จเรียบร้อย”
       “ผมหมายถึงเรื่องผู้หญิงที่ชื่อน้ำหวานต่างหาก ไม่ใช่หมู”
       “เอ่อ...ผม...ไม่...กล้า”
       “หมอ...ก่อนที่ความรักจะหลุดมือไป จงทิ้งความไม่กล้าเอาไว้ข้างหลัง แล้วใส่เกียร์เดินหน้า”
       “คำแนะนำจากเพลย์บอยตัวพ่อสินะครับ”
       พิแสงรีบบอก “อดีต”
       “แล้วปัจจุบันล่ะครับ”
       “ผมมีแต่หมู...ส่วนคุณ เลิกคิดถึงหมู แล้วไปคิดถึงผู้หญิงซะบ้าง เอาใจช่วยนะ ขอให้ประสบความสำเร็จ”
       “แต่คุณน้ำหวาน...ชอบคุณ”
       “ผมคิดกับเธอแค่เป็นน้องสาว เคลียร์นะ”
       พิแสงตบไหล่ให้กำลังใจปริญญ์แล้วเดินเข้าบ้านไป ปริญญ์รู้สึกมีกำลังใจ
        
       วาศิณีที่ยืนแอบฟังอยู่ รู้สึกเจ็บใจที่พิแสงบอกว่าคิดกับเธอแค่น้องสาว


  


       ด้านขนิษฐานอนอยู่ในห้องพักฟื้นคนไข้ในโรง’บาล เขมมิกและเนตรนิภานั่งอยู่บนโซฟาในห้อง
      
       “เปี่ยมพงษ์รู้หรือยัง ว่าแม่ไม่สบาย” ขนิษฐาถาม
       เขมมิกนิ่งเพราะไม่พอใจ
       “หนูโทรไปบอกแล้วค่ะ” เนตรนิภาตอบแทน
       “แล้วทำไม ป่านนี้ยังไม่โผล่หน้ามา”
       “ก็ช่างมันสิแม่” เขมมิกว่า
       “เขาไม่เป็นห่วงฉันบ้างเลยเหรอ” ขนิษฐาตัดพ้อ
       “ถ้าห่วง ก็มาแล้ว ไม่เห็นต้องถาม”
       เนตรนิภาปรามเพื่อน “เขม ไม่เอาน่ะ”
       เขมมิกหยุดพูดแต่ก็หงุดหงิด เธอจะเดินออกไป
       ขนิษฐาเรียกไว้ “เขม!”
       เขมมิกชะงัก “คะ??”
       “แกถูกไล่ออกจากงานเหรอ”
       เขมมิกอึ้งแล้วมองหน้าเนตรนิภา เนตรนิภารีบส่ายหัวพร้อมส่งสายตาว่าไม่รู้เรื่อง
       “แม่ได้ยินที่แกกับหนูเนตรคุยกันเมื่อกลางวัน”
       “เขม...เอ่อ....”
       “ทำไม”
       “เอ่อ..เขม...เอ่อ....” เขมมิกหันไปขอความช่วยเหลือจากเนตรนิภา
       “ว้าย...ลืม พรุ่งนี้มีบินไฟล์ทเช้ามืด...ขอตัวกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ ไปนะเขม” เนตรนิภาเอาตัวรอด
       เนตรนิภารีบออกไปทันที เขมมิกเจ็บใจเพื่อนที่หนีออกไปแบบนี้
       ขนิษฐาถามย้ำ “ทำไม เขม”
       “อ๋อ...คือ...เขม....เอ่อ...”
       “แม่ต้องการความจริงนะ ไม่ใช่เรื่องโกหก”
       “เขมไม่เคยโกหกแม่นะ...สาบาน..ที่เขมถูกไล่ออกเพราะเขม...ไปต่อยหน้าผู้โดยสาร...ซึ่งเป็น...ลูกชายของเจ้าของสายการบินที่เขมทำงานอยู่”
       “ไอ้เขมม”
       เขมมิกยิ้มแหย ขนิษฐาเซ็ง
       “แต่ไม่ต้องห่วงนะแม่”
       “แกสวย แกเก่ง หางานใหม่ได้ไม่ยากใช่มั้ย” ขนิษฐาพูดอย่างรู้ทัน
       “ถูก....”
       “มั่นใจในตัวเองมันก็ดี แต่ก็อย่าประมาทนะลูก มันจะทำให้เราพลาด”
       “ใช่...เขมประมาทเอง...แต่เขมก็ยังมั่นใจนะแม่ ถ้าแม่เป็นกำลังใจให้เขมหางานใหม่”
       “แม่อวยพรลูกเสมอ...ขอให้เขมได้งานใหม่ที่ดี อย่าเลือกงานนะลูก ขอเพียงเป็นงานสุจริต แม่สนับสนุนเขมทั้งนั้น”
       “ค่ะ แม่ แม่นอนพักเถอะ นะ พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ เนาะ”
       เขมมิกจัดให้ขนิษฐานอนพักแล้วดับไฟ ก่อนจะไปนั่งที่โซฟาเงียบๆ เพื่อมองแม่นอนหลับแต่ตัวเองกลับเครียด
       เขมมิกนึกถึงคำพูดของแสงสุดา
       “.....และเธอก็ติดบัญชีดำ อย่าหวังว่าจะมีหน้าไปทำงานที่ไหนได้อีก”
       เขมมิกเครียดเพราะหวั่นใจว่าสถานการณ์จะเป็นไปอย่างที่แสงสุดาพูด
       “คอยดูแล้วกัน เขมมิกไม่มีวันตกงานหรอก ยัยฮองเฮา!”
      
       วันต่อมา เขมมิกโวยวายหลังจากไปสมัครงานมาแล้วหลายที่
       “ไม่มีใครรับฉันเลย เดินเข้าเดินออกไม่รู้กี่บริษัท จนรองเท้าฉันสึกหมดแล้วเนี่ย...คู่โปรดซะด้วย โธ่...ชาแนลของเจ้!!”
       “เออ แทนที่จะเป็นห่วงตัวเอง กลับเป็นห่วงรองเท้า” เนตรนิภาว่า
       “ก็รองเท้ามันไม่อึดเหมือนฉันนี่...ฉันยังไม่ยอมแพ้”
       “จริงเหรอ”
       เขมมิกห่อเหี่ยว “ไม่จริง! ยัยฮองเฮานั่นพูดจริงทำจริง ฉันติดบัญชีดำ!”
       “คุณแสงสุดาแค้นแกมากขนาดนี้เลยเหรอ”
       “เพราะฉันไม่ยอมทำงานบางอย่างให้เค้า”
       “งานอะไร...”
       “ช่างมันเถอะ ฉันไม่อยากพูดถึงมัน”
       เสียงมือถือของเขมมิกดังขึ้น เขมมิกรีบหยิบขึ้นมาหลังจากเห็นเบอร์
       “เบอร์โรงพยาบาล” เขมมิกรีบรับ “ฮัลโหล..เขมมิกค่ะ”
      
       พิแสงคุยโทรศัพท์กับพิสุทธิ์
       “คุณแม่จะหมั้นสาวิกาให้ผม!”
       พิสุทธิ์แอบคุยโทรศัพท์อยู่ที่มุมหนึ่งของบ้านในที่ลับตาคน
       “เออสิวะ! แกจะว่าไงตาใหญ่”
       “คุณพ่อก็น่าจะรู้ว่าคำตอบของผมคืออะไร” พิแสงบอก
       “พ่อรู้ว่าแกไม่มีทางยอม แต่ที่พ่ออยากรู้คือ..แกจะทำยังไงกับแม่ของแกให้เขาเปลี่ยนใจต่างหาก ซึ่ง...มันเป็นมิชชั่นอิมพอสสิเบิ้ลชัดๆ ไม่มีทางเป็นไปได้”
       พิแสงอึ้ง
       “โทรมาบอกให้รู้ตัวว่าชะตาแกกำลังจะถึงฆาต จะได้เตรียมทางหนีทีไล่ แค่นี้นะ เดี๋ยวแม่แกจะจับได้ว่าพ่อแอบส่งสาร”
       พิสุทธิ์รีบวางสาย แสงสุดาโผล่หน้าเข้ามา
       “ตาใหญ่ว่าไงบ้าง” แสงสุดาถาม
       “อึ้งไปเลย..สงสัยช็อก...” พิสุทธิ์ตกใจจนสะดุ้งโหยง “เย้ย!! คุณ!”
       แสงสุดาเท้าสะเอวท่าทางเอาเรื่องพิสุทธิ์ พิสุทธิ์ยิ้มหน้าเจื่อน
      
       ขณะเดียวกันนั้น เขมมิกกับเนตรนิภาวิ่งเข้ามาในโรงพยาบาลอย่างเร่งรีบด้วยท่าทางร้อนใจ
      
       หลอดกับเสริมกำลังดูแลต้นสมุนไพรในสวน พิแสงเดินเข้ามาด้วยท่าทางหงุดหงิด หลอดและเสริมสะกิดกันให้ดูพิแสง หลอดกับเสริมใจคอไม่ค่อยดีที่เห็นพิแสงหงุดหงิดจึงพากันหลบ
       พิแสงรู้โดยไม่ต้องมอง “ไม่ต้องหนี! ไอ้หลอด ไอ้เสริม! พั่นพรือต้องหลบ หา!”
       หลอดกับเสริมค่อยๆโผล่ขึ้นมายิ้มแหย
       “ไอ้ทีเด็ดยังอยู่ดีนะครับ นายหัว” หลอดรายงาน
       “คอกหมูตอนนี้สะอาดเอี่ยม ยิ่งกว่าห้องนอนผมอีกนะครับ นายหัว” เสริมบอก
       พิแสงมองหน้าหลอดกับเสริมเครียด หลอดกับเสริมไม่กล้าพูดอะไรอีก
       พิแสงอ่อนลง “ฉันอยาก....”
       หลอดพูดแทรก “อารมณ์ขึ้นลง สงสัยจะเป็นโรคลักปิดลักเปิด งั้นกินนี่เลยนายหัว ลูกมะม่วงไม่รู้หาว”
       หลอดเด็ดลูกมะม่วงไม่รู้หาวให้พิแสง พิแสงรับมาแล้วยัดใส่ปากหลอด
       “แกกินก่อนเลยไป เลือดจะได้ไม่ออกตามไรฟัน”
       “แต่สงสัยจะออกทั้งปากแล้วล่ะ พี่หลอด” เสริมว่า
       “ไอ้เสริม!” หลอดฉุน
       “ไอ้เสริมพูดถูก ฉันจะบอกว่าฉันอยากออกไปข้างนอก ไม่ได้ให้แกมาวินิจฉัยโรคแล้วรักษา!!! แถมยังวินิจฉัยผิดอีกต่างหาก” พิแสงว่า
       “เอ๊า ก็ผมเป็นห่วงนายหัว กลัวจะไม่สบาย เห็นเครียดๆ เลยเล่นมุกขำๆ” หลอดบอก
       “นายหัวครับ...ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้หนีนะครับ มีปัญหาเราก็ต้องแก้”
       “แต่ถ้าไม่รู้จะแก้ยังไง แก้ผ้าก็ได้ครับนายหัว” หลอดเล่นมุก
       พิแสงรับมุก “ไป ไปแก้ผ้ากัน”
       เสริมกับหลอดตกใจ “เฮ้ย!!”
       “ฉันพูดจริง ไปออกรถ แกสองคนก็ต้องไปแก้ผ้ากับฉัน”
       เสริมกับหลอดตกใจ “เฮ้ย!!”
       พิแสงเดินกลับออกไป
       “หรือว่า...ที่นายหัวไม่ยอมมีเมีย...เพราะนายหัวเป็น...”
      
       หลอดสงสัยว่าเจ้านายจะเป็นตุ๊ด!
ตอนที่ 3
      
       ฟากพิสุทธิ์บอกแสงสุดาเพื่อแก้ตัวแทน และหาทางรอดให้พิแสง
      
       “เป็นเกย์!” พิสุทธิ์พูด
       แสงสุดาตกใจ “อะไรนะ!”
       “เออ ตาใหญ่เป็นเกย์ ลูกเพิ่งบอกผมเมื่อตะกี้ เพราะฉะนั้น เลิกคิดเรื่องหมั้นหมายกับหนูสาวิกาไปได้เลย สงสารเค้า ปล่อยตาใหญ่ไปเถอะนะ”
       “คุณพิสุทธิ์!”
       แสงสุดาจ้องหน้าพิสุทธิ์เพื่อเค้นความจริง พิสุทธิ์หลบตาวูบ
       “คนพูดโกหก มักจะไม่สบตาเวลาพูด!”
       พิสุทธิ์รีบจ้องตาแสงสุดาเขม็ง “ผมพูดจริง!”
       “แต่คุณกำลังจะไม่มีแววตา”
       “แปลว่าอะไร”
       “แปลว่าคุณกำลังจะตาย! ที่กุเรื่องโกหกฉัน!”
       “เอ๊า พอหลบตาก็หาว่าโกหก พอสบตาก็ไม่เชื่อกันอีก”
       “คิดว่าฉันไม่รู้ทันคุณหรือไง...มุกตื้นๆ ฉันเลี้ยงลูกของฉันมา ทำไมจะไม่รู้ว่าตาใหญ่เป็นชายทั้งแท่ง แถมยังได้ชื่อว่าเป็นเสือผู้หญิง”
       “ลูกเพิ่งค้นพบตัวตนที่แท้จริง”
       “ฉันไม่เชื่อ!”
       “ใช่สิ ผมพูดอะไรคุณก็ไม่เคยเชื่อผมอยู่แล้ว คำพูดของผมมันไม่เคยมีค่า”
       “ไม่ต้องดราม่า ฉันไม่อิน”
       พิสุทธิ์ยอมแพ้ “โอเค...สุดท้าย...อันนี้พูดจริง ปล่อยลูกไปเถอะ ให้เขามีชีวิตของเค้าเอง เราให้ชีวิต แต่เราไม่ใช่เจ้าชีวิตที่จะไปกำหนดกะเกณฑ์เส้นทางเดินให้เค้า”
       “นี่ก็สุดท้ายเหมือนกันว่า...ไม่! ตาใหญ่คือความหวังที่ยิ่งใหญ่ของฉัน ชีวิตของตาใหญ่ต้องสมบูรณ์เพอร์เฟ็กต์”
       พิสุทธิ์พยักหน้ายอมแพ้แล้วเดินออกไป แสงสุดาทำหน้าหมายมั่นจริงจัง
       “ใครมันจะไปรู้ดีกว่าแม่ ว่าสิ่งที่ดีที่สุดของลูกคืออะไรหึหึหึ”
      
       เขมมิกกับเนตรนิภายืนอึ้งเพราะช็อก หมอพูดคุยกับทั้งสองอยู่
       “หมอแสดงความเสียใจด้วย....”
       “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ขั้นที่4 เหรอคะ” เขมมิกทวน
       หมอพยักหน้า
       “รักษาให้หายได้มั้ยคะ” เนตรนิภาถาม
       “ได้ครับ ถ้าปฏิบัติตามขั้นตอนการรักษาและดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างเคร่งครัด”
       “เห็นมั้ยเขม...รักษาให้หายได้ มันยังมีความหวัง”
       “หนูเขมดูแลค่ารักษาไหวมั้ย โรงพยาบาลเอกชนค่ารักษาค่อนข้างสูง ถ้าไม่อย่างนั้น หมอจะส่งตัว...”
       “ไม่ค่ะ อาหมอดูแลพวกเรามาตั้งแต่” เขมมิกชะงักเล็กๆ “คุณพ่อยังอยู่...เขมไม่ไว้ใจใคร นอกจากอาหมอ เท่าไหร่เขมก็ดูแลไหว ขอเพียงรักษาแม่ของเขมให้หาย”
       เขมมิกยืนยันหนักแน่น เนตรนิภาเป็นห่วงแทนเขมมิก
      
       แสงสุดาเดินคุยมือถือ
       “เป็นมะเร็งขั้นที่สี่เหรอ....หึๆ...ทั้งตกงาน หางานใหม่ก็ยังไม่ได้ ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าคนอย่างเขมมิกจะหาทางออกยังไง...คอยจับตาดูไว้ คุณธรรมศักดิ์แล้วรายงานความเคลื่อนไหวให้ฉันทราบเป็นระยะๆ”
       แสงสุดาวางสายแล้วยิ้มกริ่ม
       “เขมมิก เธอจะเก่งไปได้สักกี่น้ำ”
      
       เนตรนิภาประคองขนิษฐาที่เปลี่ยนชุดพร้อมกลับบ้านมานั่งรอเขมมิกที่โซฟา
       “ป้ารอเขมก่อนนะ เขมไปเคลียร์เรื่องค่าใช้จ่ายอยู่”
       “มันจะแพงมากมั้ยก็ไม่รู้นะ”
       “ก็คงเอาการอยู่ค่ะ”
       “โชคดีนะ ที่หมออนุญาตให้ป้ากลับบ้านได้แล้ว”
       “ป้าไม่อยากให้เขมเสียเงินไปมากกว่านี้ใช่มั้ย”
       ขนิษฐากลบเกลื่อน “เพราะป้าจะได้กลับไปหาเปี่ยมพงษ์เร็วๆ ผู้ชายน่ะ ทิ้งให้อยู่คนเดียวนานๆไม่ได้หรอก...เดี๋ยวจะมีกิ๊ก”
       เนตรนิภาอึ้ง ขนิษฐายิ้มๆ แต่ไม่พูดอะไรอีก
       “หนูไปดูเขมก่อนนะคะ หายไปนานแล้ว”
       เนตรนิภารีบเดินออกไป ขนิษฐาหน้าหมองลงทันที
      
       เขมมิกนั่งน้ำตาซึมอยู่ เนตรนิภาเดินตามหามาจนเห็นเขมมิกกำลังนั่งหลบมุมอยู่คนเดียว เนตรนิภาเดินเข้ามาหา
       “เขม....กลับกันได้หรือยัง”
       เขมมิกพยักหน้า
       “เป็นไงบ้าง”
       “หมดตัวแล้วอ่ะ ดีนะที่แกให้ยืม ไม่งั้น แม่ไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลแน่”
       “ไม่เป็นไร....แกเดือดร้อน ฉันช่วยได้”
       “ยืมอีกห้าล้านได้ป่ะ รักษามะเร็งแม่”
       “ห้าหมื่นได้มั้ย มีอยู่แค่เนี้ยะ”
       “แล้วฉันจะหาเงินมาจากไหนอ่ะ เนตร”
       “ตอนนี้ยังคิดไม่ออก ก็อย่าเพิ่งคิด เดี๋ยวค่อยคิด เชื่อฉัน เดี๋ยวเราก็จะเจอประตูทางออกที่สวยๆสำหรับเรื่องนี้”
       “ใช่...ย่อมมีทางออกสวยๆให้กับคนสวยเก่งอย่างฉัน แม่ต้องหาย!”
       “ยิ้ม ถ้าไม่อยากให้แม่แกเห็นว่าแกกำลังทุกข์”
       เขมมิกยิ้มให้เนตรนิภาและนึกขอบใจเพื่อนอย่างซาบซึ้งก่อนจะลุกเดินออกไปกับเนตรนิภา ธรรมศักดิ์ที่ยืนอยู่ไกลๆ มองมาที่เขมมิก สักพักหมอก็เข้ามาหาธรรมศักดิ์
       “น่าสงสาร...ตอนนี้ฐานะทางการเงินเค้าไม่ค่อยดี”
       “ขอบใจนะไอ้หมอที่ให้ข้อมูล” ธรรมศักดิ์บอก
       “ก็ถ้าแกไม่ใช่อดีตลูกน้องคนสนิทของคุณพ่อหนูเขม ฉันก็ไม่บอกข้อมูล”
       “ฉันอยากตอบแทนพระคุณของท่านมกรา พ่อหนูเขม...ฉันจะหาทางช่วยเธอเอง ปิดเรื่องนี้เป็นความลับ อย่างเด็ดขาด!”
      
       หมอพยักหน้ารับคำ ธรรมศักดิ์นึกเห็นใจเขมมิก


  


       พิแสงว่ายน้ำในสระอย่างแข็งขันและเอาเป็นเอาตาย หลอดกับเสริมนั่งชิลอยู่ริมสระ ทั้งสองดื่มเครื่องดื่ม กนธีเข้ามาหาหลอดกับเสริมเพราะนึกแปลกใจพิแสง
      
       “เฮ้ย นายหัวแกบ้าพลังมาจากไหนวะ”
       “ไม่รู้ครับ...ชวนพวกผมมาแก้ผ้า พอมาถึง แกก็แก้ผ้าแล้วกระโดดลงไปจ้วงๆ เลยนิ” หลอดบอก
       “แล้วทำไมพวกแกไม่แก้ผ้าลงไปกับมัน” กนธีถาม
       “กลัวสาวๆแถวนี้ขึ้นจากสระกันหมด ถ้าเห็นซิกแซ็กพวกผม” เสริมบอก
       “ซิกแพ็ดเว้ย! ไอ้หมอนี่ มั่ว!” หลอดขัด
       “ซิกแพ็คว่ะ หลอด...มั่วทั้งสองคนนั่นแหละ” กนธีว่า
       กนธีถอดเสื้อออกจนเหลือแต่กางเกงขาสั้นที่สวมอยู่ หลอดกับเสริมเห็นซิกแพ็คของกนธีแล้วกลือนน้ำลายเอื้อก
       “นี่! ดูซะ ซิกแพ็ค....หญิงเห็น หญิงกรี๊ด”
       กนธีกระโดดลงสระไปจ้วงน้ำคู่กับพิแสง สาวๆที่อยู่ริมสระพากันวี๊ดว้าย กนธีชูมือทักสาวๆ โดยไม่ดูทางทำให้ถูกเท้าพิแสงที่ตีน้ำผ่านมาฟาดเข้าหน้าเต็มๆ
       “อ่อก!!”
       “เฮ้ย โทษๆๆๆ ไอ้ธี ขอโทษ!!”
      
       กนธีที่มีสำลีอุดจมูกเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ พิแสงมองกนธีแล้วยิ้มขำ
       “รู้สึกดีเป็นบ้าเลย ที่ทำให้เพื่อนยิ้มได้” กนธีบอก
       “เฮ้ย ขอโทษแล้วไง อย่างอนเลยว้า”
       “ไม่ได้งอนเว้ย แค่...เสียหน้า อุตส่าห์กำลังเท่ห์ หมดกัน แห้ว แห้ว!
       “แห้วที่ไหน เค้าก็ยังกรี๊ดแกอยู่ ดูสิ”
       พิแสงชี้ไปที่กลุ่มสาวๆ สาวๆมองมาพร้อมทั้งยิ้มให้พิแสง กนธีหันไปส่งยิ้มทักทายบ้าง สาวๆเมิน
       “แบบนี้เรียกเกลียด ไม่ได้เรียกกรี๊ด”
       “แกรู้จักพวกเค้าป่ะ” พิแสงถาม
       “ทำไมจะไม่รู้ ไฮโซกลุ่มนี้มาเที่ยวที่นี่ช่วงนี้ทุกปี เพราะอะไรรู้ป่ะ ติดใจความหล่อความเท่ห์เจ้าของรีสอร์ท...แต่ปีหน้าคงไม่มาแล้วล่ะ เพราะตีนแกเลย”
       “แนะนำให้ฉันรู้จักหน่อยสิ”
       กนธีลุกพรวดทันที “เฮ้ย! ไอ้พิแสง หัวชนขอบสระมาหรือไง จู่ๆก็อยากรู้จักหญิง”
       “อยากหาแฟน แม่จะได้ไม่ต้องจับฉันคลุมถุงชน”
       “เลิกๆๆๆคิด...อยากหาแฟนไปหาที่อื่น ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายฉัน”
       “ฉันพูดเล่น!” พิแสงลงนอนพัก “ได้พักซะบ้างก็ดีเหมือนกันนะ”
       “โคตรดีเลยล่ะ ฉันถึงได้ขอรีสอร์ทพ่อมาทำต่อไง ไม่ขายให้ใคร เห็นป่ะ เจริญเอาๆ ทำงานก็ไม่รู้สึกว่าทำ เหมือนพักผ่อนอยู่ตลอดเวลา”
       พิแสงลุกขึ้นทันที “พักพอแล้ว ไปทำงานต่อล่ะ”
       “แค่เนี้ยะ”
       “เออ งานฉันพักนานไม่ได้หรอก”
       พิแสงเดินผ่านกลุ่มสาวๆ ที่พากันกรี๊ดกร๊าด แต่พิแสงไม่สนใจ กนธีลุกเดินไปผ่านสาวๆบ้าง แต่สาวๆหยุดกรี๊ดทันทีแล้วลุกหนี กนธีเจ็บปวด
      
       เขมมิกยื่นยาและน้ำให้ขนิษฐา
       “ยาหลังอาหารนะแม่”
       ขนิษฐารับมา “ทำไมมันเยอะแยะขนาดนี้”
       “แม่เป็นตับอักเสบนะ ไม่ได้เป็นแค่หวัด”
       ขนิษฐากินยาเรียบร้อยก็ส่งแก้วคืนให้เขมมิก
       “ไปอยู่กับเขมเถอะ” เขมมิกชวน
       “เดี๋ยวเปี่ยมพงษ์กลับมาไม่เจอแม่”
       “ทำยังกะเค้าจะคอยดูแลแม่”
       “ทำไมจะไม่ล่ะ”
       เปี่ยมพงษ์เดินเข้ามา
       ขนิษฐาเอ่ยถาม “กลับมาแล้วเหรอ”
       “อืม...เหนื่อยจัง”
       เปี่ยมพงษ์ตอบโดยไม่สบตาเขมมิกที่จ้องมาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
       “เป็นไงบ้างล่ะ” เปี่ยมพงษ์ถาม
       “ยังไม่ตาย” เขมมิกตอบทันที
       “หนูเขม ลุงพยายามจะสร้างบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์อยู่นะ”
       “งั้นก็สัญญามาก่อน ว่าจะช่วยดูแลแม่ระหว่างที่แม่ป่วย หาข้าว จัดยาให้ตรงตามเวลา”
       “พอดีนึกขึ้นได้ ว่าลุงต้องไปต่างจังหวัด ลุงได้งานใหม่เป็นเซลส์ ต้องไปหาลูกค้า”
       “หาทางเลี่ยงต่างหาก”
       “อย่ามองลุงในแง่ร้ายสิ หนูเขม ลุงทำเพื่อครอบครัวอยู่นะ จะได้มีเงินมาดูแลแม่หนูไง ฉันไปเก็บเสื้อผ้าก่อนนะ ขนิษฐา”
       เปี่ยมพงษ์ลุกเดินเข้าไปข้างใน เขมมิกเจ็บใจ เธอหันมามองหน้าขนิษฐาที่ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ
       “แม่เชื่อเค้าเหรอ”
       “เชื่อ บางทีเขาอาจจะกลับตัวกลับใจแล้วก็ได้นะ เขม” ขนิษฐาตอบ
      
       “โอย!” เขมนิกลุกหนีไปทันที


  


       พิแสงเดินออกมารับอากาศยามดึก วาศิณีเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสาร
      
       “น้ำหวาน...มาทำไม มืดๆ”
       “น้ำหวานเอาจดหมายของบริษัทยูแคปมาให้นายหัวพิจารณาค่ะ”
       “พรุ่งนี้ก็ได้”
       “เขาต้องการนัดเจอนายหัวเร็วที่สุด กลัวนายหัวจะพิจารณาไม่ทันน่ะค่ะ”
       “อืม...เอามาดูซิ”
       วาศิณียื่นแฟ้มให้พิแสง พิแสงอ่านอย่างพิจารณา วาศิณีลอบมองพิแสงอย่างหลงไหล ชมพู่โผล่หน้าออกมาแอบดูโดยทำตัวเป็นสปาย ชมพู่ยกมือถือขึ้นคุยสาย
       “น้องไบร์ทคะ...คุณน้ำหวานมาอ่อยนายหัวถึงบ้านยามวิกาลเลยค่ะ ด้วยชุดนอนผ่าคอเว้าลึก”
       วาศิณีชี้ให้พิแสงดูเนื้อความในจดหมาย
       ชมพู่รีบรายงาน “แน่ะๆๆๆ ก้มๆเงยๆ เผยให้เห็นนวลเนื้อหนั่นขาว ว้าว...ชวนใจสั่นเป็นอย่างมาก”
       พิแสงปิดแฟ้มแล้วส่งคืนให้วาศิณี วาศิณีจงใจรับโดยเอามือไปจับมือพิแสง
       “อุ๊ย ขอโทษค่ะ นายหัว น้ำหวานไม่ได้ตั้งใจ”
       ชมพู่รายงานต่อ “ว้าวๆๆ ช่างกล้าค่ะ น้องไบร์ทขา...จับมือนายหัวเองด้วยอ่ะค่ะ นายหัวก็ไม่ยอมปล่อย ยื้อยุด ฉุดกระชากกันแล้วค่า!”
       พิแสงปล่อยมือจากวาศิณีแล้วเดินถอยห่างออกมา
       “หายปวดท้องแล้วเหรอ” พิแสงถาม
       “อ๋อ...หายแล้วค่ะ”
       “พรุ่งนี้เช้า ผมค่อยให้คำตอบ”
       “ค่ะ...”
       วาศิณีเดินออกไป พิแสงหันกลับจะเข้าบ้านก็เห็นชมพู่กำลังคุยมือถืออย่างเมามันจึงนึกสงสัยเดินเข้าไปดู โดยที่ชมพู่ไม่เห็น
       “ตอนนี้กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยง....แบบไม่มีใครยอมใคร ไม่อายฟ้าอายดิน โอ๊ย อย่าค่ะ..น่า ยอมฉันเถอะ..โอ๊ย ไม่ดีมั้งคะ..น่า นิดเดียวเอง ไม่เจ็บหรอก เหมือนมดกัด ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
       พิแสงเรียก “ชมพู่!”
       ชมพู่สะดุ้ง พอเห็นพิแสงชมพู่ก็จ๋อยรีบซ่อนมือถือ “นายหัวนี่เอง แหม ไม่ให้สุ้มให้เสียงกันเลยนะคะ”
       “คุยกับใคร” พิแสงถาม
       “อ๋อ...น้องไบร์ทนะค่ะ เพื่อนกัน...อยู่ที่หาดใหญ่”
       พิแสงส่ายหัวกับชมพู่โดยไม่ติดใจอะไร ชมพู่โล่งอกก่อนจะยกมือถือขึ้นมาคุยต่อ
       “น้องไบร์ท ยังอยู่มั้ยคะ”
      
       แสงสุดากำมือถือแน่นด้วยความเดือดดาล เธอมองไปรอบๆ พอไม่เห็นใครก็กรี๊ดทันที
       “กรี๊ดดดดด!!! อ๊ายยย!!”
       แสงสุดายืนเต้นเร่าๆๆ และกระทืบเท้า พิสุทธิ์เดินเข้ามาเห็นก็ตกใจ
       “เป็นอะไรคุณ”
       “ซ้อมกรี๊ด ซ้อมเต้น จะไปดูคอนเสิร์ต”
       แสงสุดาเดินออกไปทันที พิสุทธิ์งง
       พิศิณีและพิทยาเดินเข้ามาด้วยความตกใจ
       “ศิณีได้ยินเสียงกรี๊ด...ใครเป็นอะไรคะ”
       “แม่ของลูกน่ะ เค้าซ้อมก่อนไปดูคอนเสิร์ต”
       พิศิณีกับพิทยามองหน้ากันอย่างงงๆ พิสุทธิ์จะเดินออกไป
       “คุณพ่อครับ ผมมีเรื่องงานเรียนปรึกษาครับ”
       พิศิณีอึ้งเพราะคิดไม่ถึงว่าพิทยาจะพูดเรื่องนี้กับพิสุทธิ์
       “เอาสิ...ไปที่ห้องทำงานไป ยัยศิณีไปด้วยกัน”
       พิทยาลอบไม่พอใจแต่ก็ยิ้มให้พิศิณี
       พิศิณีรับคำ “ค่ะ คุณพ่อ”
       พิสุทธิ์เดินนำพิทยาและพิศิณีไป
      
       แสงสุดาเห็นว่าปลอดคนแล้วก็รีบกดเบอร์แล้วรอสาย
       “ฮัลโหล...คุณธรรมศักดิ์ ฉันต้องให้คุณรีบจัดการ เดี๋ยวนี้!”
      
       เขมมิกและขนิษฐานั่งอยู่หน้าบ้าน ทั้งสองมองเปี่ยมพงษ์หิ้วกระเป๋าออกจากบ้านไปโดยไม่เหลียวหลังมามอง
       “เขาไม่บอกแม่เลย ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่” ขนิษฐาว่า
       “ช่างเขาเถอะแม่”
       “ตอนนี้ก็เหลือแกแม่กับเขม...เสียดายนะ ถ้าเขมไม่เลิกกับตาพีท ตอนนี้ตาพีทคงมาช่วยดูแลแม่”
       “อย่าไปพูดถึงเขาเลยแม่...ไม่มีเขา หรือใคร เราก็ดูแลกันเองได้”
       “บางทีเราก็ต้องพึ่งคนอื่นบ้าง” ขนิษฐาบอก
       “คนอื่นของเขม ไม่ใช่ผู้ชายเลวๆแบบนั้น”
       “ตาพีทก็แค่เจ้าชู้ แต่ไม่ใช่คนเลวนะลูก”
       “นั่นแหละค่ะ เลว!”
      
       ขนิษฐาอึ้ง เขมมิกนึกหงุดหงิดขึ้นมาอีก


  


       พิสุทธิ์นั่งเคาะนิ้วใช้ความคิด
      
       “โครงการเปิดเส้นทางใหม่จากหาดใหญ่ไปบาหลีของผม คุณพ่อเห็นว่าไงครับ” พิทยาถาม
       “ก็ดีนะ...แต่พ่อกลัวมันไม่คุ้มต้นทุน ซื้อตั๋วจากกรุงเทพไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ”
       “แต่ก็มันักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่อาจจะไม่อยากย้อนมาขึ้นเครื่องที่กรุงเทพเพื่อไปบาหลี”
       “ก็แค่อาจจะ....ยังไม่เห็นตัวเลข ศิณีรู้เรื่องนี้หรือเปล่า”
       พิศิณีตอบ “ทราบค่ะ”
       “พ่อจะไม่ลงทุน ถ้าไม่เห็นภาพที่ชัดเจน รู้ใช่มั้ย” พิสุทธิ์ถาม
       “ค่ะ พอดี...พีทตื่นเต้นที่จะทำงานน่ะคะ เลยมาปรึกษาคุณพ่อก่อน”
       “ทีหลังคุยกับศิณีก่อนนะ พีท ศิณีรู้ว่าพ่อทำงานยังไง” พิสุทธิ์บอก
       “ครับคุณพ่อ”
       พิสุทธิ์เดินออกไป พิศิณีจับมือของพิทยาไว้ พิทยาชักกลับ
       “คุณพ่อไม่ไว้ใจผม” พิทยาไม่พอใจ
       “ไม่ใช่ไม่ไว้ใจค่ะ แต่ท่านต้องการข้อมูลที่มากกว่านี้”
       “ผมคงทำงานไม่เป็น”
       “คุณเพิ่งเริ่มมาทำงานบริหาร...ใจเย็นๆสิคะ คงต้องใช้เวลาจูนวิธีการทำงานกับคุณพ่อสักระยะ ไม่ต้องห่วงนะคะ ศิณีจะช่วยคุณเอง อีกไม่นานคุณก็จะได้ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ”
       “คุณเข้าใจใช่มั้ย ว่าทั้งหมดที่ผมทำก็เพื่อเราทุกคน”
       “เข้าใจสิคะ สิณีเห็นความตั้งใจของคุณดี เพียงแต่ อดทนหน่อยนะคะ”
       “ผมรักคุณจัง”
       พิทยากอดพิศิณีเอาไว้ แต่แอบฉายแววตาแห่งความไม่พอใจอยู่
       “ผมอดทนรอได้อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงนะ”
       “ค่ะ”
       พิศิณีกอดพิทยาเอาไว้โดยไม่ติดใจสงสัยอะไร
      
       ด้านเขมมิกนั่งซึมอยู่
       “ผู้ชาย...เลวเหมือนกันทั้งโลก”
       “เขม...ผู้ชายดีๆก็มีนะลูก เพียงแต่เราอาจจะยังหาไม่เจอ” ขนิษฐาบอก
       “ชาติหน้าก็ไม่รู้ว่าจะเจอหรือเปล่า”
       ธรรมศักดิ์เดินเข้ามา เขมมิกตกใจ
       “เฮ้ย!! ลุง!!”
       “ครับผมเอง”
       “ใครน่ะเขม แม่รู้สึกคุ้นจังเลย” ขนิษฐาถาม
       ธรรมศักดิ์จะแนะนำตัว “ผมเป็น....”
       เขมมิกรีบพูดแทรก “เป็นโมเดลลิ่งค่ะแม่ ลุงเค้าอยากให้เขมไปเป็นนางแบบในสังกัด”
       ขนิษฐามองธรรมศักดิ์หัวจรดเท้า “โมเดลลิ่งเหรอ”
       ธรรมศักดิ์รับลูก “ครับ โมเดลลิ่ง”
       ธรรมศักดิ์ยิ้มขรึมแล้วรีบพ้อยท์เท้า เมื่อเห็นสายตาสำรวจของขนิษฐา
       “อดีตเคยเป็นนายแบบครับ” ธรรมศักดิ์บอก
       “ถ่ายอะไรบ้างล่ะ” ขนิษฐาถาม
       “กางเกงในชายครับ”
       “มิน่า เลยหน้าคุ้นๆ...ดีแล้วล่ะ หางานให้เขมหน่อยนะคุณ กำลังตกงานลำบากมาก”
       “แม่ๆๆๆ ไปนอนไป...เดี๋ยวเขมคุยงานกับลุงก่อน ลุง อยู่นี่นะ เดี๋ยวหนูมา”
       “ไปก่อนนะคะ เขม ขอลายเซ็นคุณเค้าให้แม่ด้วย จะเอาไปคุยกับเพื่อนบ้านค่ะ ว่ามีนายแบบมาหาถึงบ้าน”
       “ไม่มีปัญหาครับ”
       เขมมิกรีบพาขนิษฐาเดินเข้าบ้านไป ธรรมศักดิ์รีบเอาเท้าลงเพราะเมื่อยจนเหงื่อตก
      
       เขมมิกประกาศลั่นแบบยังกลัวขนิษฐาจะได้ยิน
       “ฉันไม่ทำ หัวเด็ดตีนขาดยังไงฉันก็ไม่ทำ!”
       “คุณแม่คุณต้องการการรักษาที่ดีที่สุดไม่ใช่เหรอครับ” ธรรมศักดิ์ถาม
       “รู้ดีอีกแระ”
       “และรู้ด้วยว่า มันต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก”
       “ลุงกลับไปเลยไป ก่อนจะถูกหนูด่า หนูไม่อยากถอนหงอกคนแก่”
       เขมมิกเดินกลับเข้าไปข้างในบ้าน
       “ท่านรอคุณที่ออฟฟิศ พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า” ธรรมศักดิ์บอก
       “ฉันไม่ว่าง ต้องดูแลแม่ แม่ไม่มีใคร”
       ทันใดนั้นพยาบาลก็เดินเข้ามา
       “ผมมีพยาบาลพิเศษคอยดูแลคุณแม่คุณ คอยสับเปลี่ยนเวรเช้าและกลางคืน”
       เขมมิกอึ้งแล้วจะปฏิเสธ “ฉันไม่...”
       “ผมรู้ว่าคุณล้างมือจากวงการแล้ว...แต่ภารกิจครั้งนี้ คุณไปทำความดีนะครับ ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้าย คุณไปกู้โลกของผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของผู้หญิงตะกายดาว คุณช่วยทำให้ชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งได้พบกับแสงสว่างหลังจากที่ได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ดี ได้สืบสานธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัว”
       เขมมิกทรุดลงเพราะปวดหัวกับข้อมูลที่ทะลักจากปากของธรรมศักดิ์ยาวยืด เธอยกมือห้าม
       “พอ! สรุป!”
       “ทำเพื่อเงินดีกว่าครับ กู้สถานการณ์ของตัวเอง โลกของใครจะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะครับ แต่โลกของคุณซึ่งมีคุณกับคุณแม่...จะพังไม่ได้”
      
       เขมมิกนิ่งอึ้งและใคร่ครวญครุ่นคิด

     
       เขมมิกลงนอนบนโซฟาแล้วก็คิดมากอีก เธอหันไปเห็นพยาบาลพิเศษกำลังประคองขนิษฐาเดินเข้าห้อง
      
        “อย่าเดินเร็วนะคะคุณป้า เดินช้าๆ” พยาบาลบอก
        “จ้า เดี๋ยวนะ ขอไปคุยกับลูกสาวก่อนนะ”
        ขนิษฐาเดินมาถามเขมมิก ส่วนพยาบาลยืนรออยู่
        “เขม...แกจ้างพยาบาลพิเศษมาทำไม” ขนิษฐาถาม
        “ไว้ดูแลแม่ตอนที่หนูไม่อยู่” เขมมิกบอก
        “แม่ดูแลตัวเองได้ เปลืองเงิน”
        “โมเดลลิ่งหนูออกค่าใช้จ่ายให้ แม่ไม่ต้องห่วงหรอก”
        “ทำไมเค้าใจดีกับแกจัง”
        “ก็เค้าอยากได้หนูเข้าสังกัด เลยเอาใจทุกอย่างเลยไง”
        “แล้วแกจะเข้าสังกัดเค้ามั้ย อย่าหลอกเค้านะ บาปกรรมตาย”
        “เค้าให้มาเอง เขมไม่ได้ขอ ...เอาน่ะ แม่อย่าคิดมากเลย พักให้สบายเถอะ พี่คะ พาแม่ไปนอนเถอะค่ะ”
        ขนิษฐาพยักหน้าเพราะเชื่อเขมมิก พยาบาลพิเศษพาขนิษฐาเข้าห้องไป
        เขมมิกนึกถึงคำพูดของธรรมศักดิ์
        “ทำเพื่อเงินดีกว่าครับ กู้สถานการณ์ของตัวเอง โลกของใครจะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะครับ แต่โลกของคุณซึ่งมีคุณกับคุณแม่...จะพังไม่ได้”
        เขมมิกนอนก่ายหน้าผากแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด
        “ไม่!!”
        เขมมิกใช้ผ้าห่มคลุมหัวตัวเองเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก
      
        แสงสุดายืนตระหง่านอยู่กลางห้อง ในขณะที่ธรรมศักดิ์ยืนมองนาฬิกาข้อมืออยู่
        “เหลืออีกกี่นาที” แสงสุดาถาม
        “อีกสิบวินาที เก้าโมงตรงครับ”
        “คุณว่า เขมมิกจะมามั้ย” แสงสุดาถามต่อ
        “ไม่ครับ เท่าที่ผมทราบ คุณเขมมิกเป็นคนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีมาก เมื่อประกาศออกมาแล้วว่าไม่ ก็คือไม่”
        “ตอนนี้เหลืออีกกี่วินาที”
        “ห้า สี่ สาม สอง ....”
        “ฉันควรจะหาคนใหม่ได้แล้วใช่มั้ย”
        เขมมิกเปิดประตูผลัวะเข้ามา แสงสุดากับธรรมศักดิ์อึ้ง เขมมิกยิ้มอย่างมั่นใจ
      
        พิสุทธิ์ พิทยาและพิศิณีเดินเข้ามาในออฟฟิศ
        “ให้ตาพีทนั่งทำงานในห้องเราไปก่อนนะศิณี” พิสุทธิ์บอก
        พิศิณีรับคำ “ค่ะ”
        พิสุทธิ์เหลือบไปเห็นพนักงานกลุ่มหนึ่งกำลังซุบซิบเม้ามอยกันอยู่
        “เม้าอะไรกัน ละครเมื่อคืนเหรอ ไงสนุกมั้ย ถึงตอนไหนแล้ว” พิสุทธิ์ถาม
        “ละครยังไม่ดราม่าเท่าเรื่องจริงค่ะ ตอนนี้ยัยแอร์ที่ไปป่วนงานแต่งคุณพิศิณีกับคุณพีทกำลังอยู่ในห้องเย็นค่ะ” พนักงานบอก
        พิทยากับพิศิณีอึ้ง
        “คราวที่แล้วก็ถูกเรียกตัวมารับทราบค่ะว่านางถูกไล่ออก”
        พิสุทธิ์สงสัย “อ้าว แล้วจะมาอีกทำไม”
        “สงสัยมาขอความเห็นใจมั้งคะ เพราะไปสมัครงานที่ไหนไม่ได้เลย”
        “เฮ้อ..กรรมใดใครก่อ พ่อไปทำงานก่อนนะ เรื่องนี้ ปล่อยให้แม่จัดการดีแล้ว พ่อใจอ่อนเกินไป แต่กฏก็ต้องเป็นกฏ” พิสุทธิ์บอก
        พิสุทธิ์เดินฉีกออกไป พิทยารู้สึกเป็นห่วงเขมมิก พิศิณีจับมือของพิทยาเอาไว้
        “เดี๋ยวสิณีจะคุยกับคุณแม่เองค่ะ พีท” พิสิณีบอก
        “ช่างเถอะ อย่างที่คุณพ่อบอก กฏก็ต้องเป็นกฏ”
        “แน่ใจเหรอคะ ว่าอยากให้เขมมิกถูกไล่ออกจริงๆ อย่างน้อยก็ให้คุณแม่เลิกแบล็คลิสต์ เค้าจะได้หางานใหม่ทำได้”
        “เขมทำผิดมากนะครับที่รัก อย่าไปยุ่งกับเค้าอีกเลย ผมไม่อยากให้ใครไปพูดได้ว่าเราช่วยเหลือคนผิด เราไปทำงานกันเถอะครับ ที่รัก”
        “ค่ะ ก็ได้ค่ะ”
        พิทยาเดินตามพิศิณีไปทางหนึ่งแต่พิทยาแอบเป็นห่วงเขมมิกเพราะใจไม่ได้ตัดรอนอย่างที่ปากพูด
      
        เขมมิกนั่งวางท่าอย่างนางพญาสุดฤทธิ์
        “ฉันอยากรู้ว่าฉันต้องทำอะไรบ้าง ก่อนตัดสินใจค่ะ”
        แสงสุดาหมั่นไส้แต่ก็ร่ายยาว “เธอต้องทำให้ตาใหญ่เลิกกับนังน้ำหวานบานฉ่ำ และทำยังไงก็ได้ให้ตาใหญ่ทิ้งฟาร์มเพื่อนเกษตรแล้วกลับมาช่วยบริหารสายการบินของฉันเต็มตัว ข้อสำคัญ เธอห้ามหลงรักและหลงเสน่ห์ตาใหญ่เด็ดขาด!”
        “โอ๊ยยยย ทำยังกะน่ารักเสียเต็มประดา” เขมมิกว่า
        “อย่าประเมินเสน่ห์ของลูกชายฉันต่ำไปนะเขมมิก”
        “ฉันไม่เคยหลงรักเป้าหมาย” เขมมิกบอก
        “แสดงว่าเธอตอบตกลง”
        “ห้าล้านบาท!”
        “ไม่มีทาง!”
        เขมมิกอึ้งเมื่อแสงสุดาไม่ยอมรับข้อเสนอ ธรรมศักดิ์ปาดเหงื่อ แต่แอบสบตาเขมมิกแล้วส่ายหน้าพร้อมส่งสายตาว่าอย่าไปยอม
      
       เขมมิกครุ่นคิดเพื่อหาทางหนีทีไล่


  


       พิแสงเดินมากับวาศิณี แล้วจู่ๆ ก็จามเสียงดัง
      
        “ชิ้ว!!!”
        “นายหัว! เป็นหวัดเหรอคะ” วาศิณีถาม
        “รู้สึกคันจมูก”
        “คงเริ่มเป็นหวัดแล้วล่ะค่ะ”
        วาศิณีเอามือแตะหน้าผากพิแสง พิแสงผงะเล็กน้อยเพราะอึดอัด
      
        เขมมิกต่อรองอีกครั้ง
        “งานนี้ต้องใช้ต้นทุนที่สูงมากนะคะ”
        “ต้นทุนอะไร แค่มารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนที่เธอก็มีติดตัว ไม่ได้เอาจากที่ไหน” แสงสุดาบอก
        เขมมิกพูดเสียงสูงมาก “แค่มารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนติดตัวมาเหรอคะ อย่าใช้คำว่าแค่กับศาสตร์ชั้นสูงสิคะ!”
        แสงสุดาทำเสียงสูงกว่า “สูงตรงไหน!!”
        ธรรมศักดิ์ปวดหูและปวดหัว
        “มันต้องใช้สมองคิดแผนการทำลายความรักให้ไปด้วยกันกับลีลาและมารยาจริต ไม่ใช่ใครๆก็ทำได้นะคะ ถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ!”
        แสงสุดาอึ้งแล้วเปลี่ยนลีลาใหม่ “ฉันจะให้สามแสนบาททันทีที่เธออยู่ที่นั่นได้เกินเดือนโดยไม่ถูกลูกชายฉันไล่ออกจากฟาร์ม และถ้าเขากับผู้หญิงคนนั้นเลิกกันเมื่อไหร่ เอาไปเลยอีกสามแสน จากนั้นถ้าเธอทำให้เขากลับมาอยู่ที่กรุงเทพอย่างถาวรได้วันไหน ก็มารับเงินที่เหลืออีกสี่แสนได้เลย”
        เขมมิกเริ่มงงจึงหันไปถามธรรมศักดิ์ “รวมเป็นเท่าไหร่คะ”
        “หนึ่งล้านบาทครับ”
        “โน!!!” เขมมิกเสียงดัง
        แสงสุดาและธรรมศักดิ์ผงะกับเสียงของเขมมิก
      
        พิแสงอึ้งกับสัมผัสของวาศิณีจึงผงะถอยจนสะดุดก้อนหินลงไปทรุด
        “โอ๊ะ!!”
        “นายหัว!!! น้ำหวานขอโทษ น้ำหวานทำนายหัวเจ็บหรือเปล่าคะ!”
        “ผมไม่เป็นอะไรหรอกน้ำหวาน..ทำไมวันนี้...รู้สึกแปลกๆก็ไม่รู้แฮะ ช่วยไปตามไอ้หลอดกับไอ้เสริมให้ผมที ผมจะออกไปข้างนอก”
        “แต่เช้านี้ นายหัวมีนัดกับคุณต่อลาภ จากยูเอฟนะคะ”
        “ผมไม่ลืม...ยังมีเวลา ผมไปไม่นาน จะรีบกลับมาให้ทันเวลานัด”
        “นายหัวจะไปไหนคะ”
        “ไปหาลุงแก้ว”
        พิแสงรีบเดินออกไป วาศิณีมองตามด้วยความแปลกใจ
        “ลุงแก้ว....ลุงแก้วไหน??”
        วาศิณีไม่ติดใจอะไรจึงเดินไปอีกทาง
      
        แสงสุดาต่อรอง
        “สองล้าน”
        เขมมิกเข้ามาเผชิญหน้ากับแสงสุดา “ไม่ค่ะ!”
        “สามล้าน ขาดตัว เคาะ ครั้งสุดท้าย!” แสงสุดาบอก
        เขมมิกยืนยัน “ห้าล้านค่ะ!”
        “สองล้านห้าก็แล้วกัน”
        เขมมิกยกมือไหว้ “ลาล่ะค่ะ สวัสดี!”
        เขมมิกทำทีจะเดินกลับ
        แสงสุดาเรียกไว้ “ก็ได้!!” แสงสุดาเจ็บใจ “ทำไมต้องคิดฉันแพงหูฉี่ขนาดนี้! ตั้งห้าล้าน!”
        “สองล้านห้าสำหรับการให้ให้เขาเลิกกับแฟน เลิกทำไร่ทำฟาร์ม และกลับมาช่วยงานคุณที่กรุงเทพ ส่วนอีกสองล้านห้าสำหรับการันตีว่าฉันจะช่วยให้เขาเลิกรักเลิกหลงฉันโดยไม่ต้องบาดเจ็บจากการอกหัก”
        “ห้ะ??? ไม่เข้าใจ”
        “ลูกชายของคุณอาจจะต้องหัวใจสลายที่มาหลงรักฉัน คุณจึงควรให้ค่าจ้างเพิ่มในส่วนที่ฉันต้องทำงานหนักขึ้น คือให้เขารักชอบฉันก่อนในตอนแรก และทำให้เกลียดเข้าไส้ในตอนหลัง ถึงจะตัดใจจากฉันได้ชัวร์”
        แสงสุดาย้อนเสียงสูง “เหร้อ??”
        “ไม่ได้โม้นะคะ ผู้ชายทุกรายที่มาใกล้ชิดฉัน...ยากค่ะที่จะยอมตัดใจจากไป”
        “ตกลงตามนี้ เริ่มงานได้เมื่อไหร่”
        “จนกว่าจะแน่ใจว่า....ท่านจัดให้แม่ฉันเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งและมีคนดูแลตลอดยี่สิบชั่วโมงอย่างดีที่สุด”
        “ข้อนี้ งอกมาได้ยังไง” แสงสุดาถาม
        “แพ็คเก็จเสริมค่ะ ไม่งั้น...โน!!!”
        แสงสุดาหันไปมองธรรมศักดิ์อย่างเดือดดาล
        “คุณเขมมิกเป็นผู้เชี่ยวชาญครับ” ธรรมศักดิ์ย้ำ
      
        “ก็ได้!” แสงสุดายอม


  


       เขมมิกปิดประตูห้องทำงานของแสงสุดาปุ๊บ ก็ทำท่าดี๊ด๊าดีใจสุดๆ
      
       “เยส!!!”
       เขมมิกดีใจมากจนคล้ายโลกทั้งใบสดใสสว่าง
       “ห้าล้าน ห้าหล่าน ห้าล๊านนนนน!!!!”
       เสียงพิทยาดังขึ้น “เขม!”
       เขมมิกสะดุ้งแล้วหันไปก็เห็นพิทยามองอยู่ด้วยความประหลาดใจ
       “ดีใจอะไร...คุณถูกไล่ออกไม่ใช่เหรอ”
       เขมมิกทำท่าห่อเหี่ยวทันที “ฉันเสียใจจนบ้าไปแล้วต่างหาก....”
       เขมมิกเหลือบตามองพิทยาเพราะกลัวมีพิรุธ เธอคิดถึงข้อตกลงในห้องก่อนหน้านี้
      
       ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ย้อนกลับมา แสงสุดาเดินเข้ามาบอกเขมมิก
       “ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้กับคนอื่น บอกคนที่เกี่ยวข้องว่าเธอไปทำงานต่างจังหวัด จะมีธรรมศักดิ์คนเดียวที่คอยประสานทุกอย่างและเตรียมของที่จำเป็นทุกอย่างให้”
       “ค่ะ”
       “แต่ถ้าเธอทำไม่สำเร็จ ถูกไล่หรือหนีกลับมาก่อน ไม่ว่าเธอจะได้ไปเท่าไหร่เธอก็ต้องคืนเงินให้ฉันทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยสิบเปอร์เซ็นต์ คำนวณตามจำนวนวัน..ห้ามขาดแม้แต่วันเดียว”
       “เคี่ยวที่สุด”
       “ไม่เคี่ยว ฉันจะอยู่ได้มาจนทุกวันนี้เรอะ เตรียมตัวให้พร้อม อาทิตย์หน้าเธอจะต้องเดินทางไปพัทลุง” “พัทลุงเชียวเหรอคะ!!”
       “เออสิยะ คิดว่าจะมีฟาร์มหมูอยู่ที่พระรามเก้านี่หรือไง”
      
       เขมมิกลืมตัวจึงพูดออกมา
       “ไปซะไกล มันน่าจะเรียกราคาเพิ่ม!”
       พิทยางง “อะไรนะเขม”
       “เปล่าค่ะ...ขอตัวนะคะ กำลังตกงาน ไม่มีอารมณ์คุยกับใคร!”
       เขมมิกเดินหนีแล้วก็โล่งใจที่ไม่พลาด พิทยาจะเดินตามเขมมิกแต่พิศิณีเข้ามาเรียกไว้ซะก่อน
       “พีทคะ ต้องเข้าประชุมแล้วค่ะ”
       “จ๊ะ”
       พิทยาเดินตามพิศิณีไปแต่ใจยังอาลัยและอยากคุยกับเขมมิกอยู่
      
       เดียร์ หลานสาววัย 9 ขวบของแก้วนั่งมองหน้าหลอดกับเสริม หลอดแยกเขี้ยวหลอกเดียร์เพื่อจะแหย่ให้ขำ แต่เดียร์ยังตีหน้านิ่ง
       “ไอ้เสริม แกว่า...หลานตาแก้วเป็นอัมพาตที่หน้าหรือเปล่าวะ หน้านิ่งอย่างแรง ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย”
       “อย่าแกล้งเด็กน่าพี่ ร้องไห้ขึ้นมา เดี๋ยวซวย” เสริมเบรก
       “ไม่ร้องหรอก” หลอดว่า
       เดียร์ร้องไห้ทันที “แฮ!!!! แฮ!!”
       หลอดและเสริมลนลาน
       พิแสงเดินคุยมากับลุงแก้วและป้าสาว ทั้งหมดเห็นเดียร์ร้องไห้ป้าสาวรีบวิ่งไปดูแล
       “เฮ้ย!! ใครแกล้งเด็ก!!” พิแสงว่า
       หลอดชี้เสริม ส่วนเสริมชี้หลอด
       พิแสงพูดกับเดียร์ “บอกพี่ ใครแกล้ง”
       หลอดจ้องเดียร์เขม็งเพื่อขู่ เดียร์ชี้ไปที่หลอด
       พิแสงฉุน “ไอ้หลอด!”
       “ล้อเล่นขำๆ” หลอดบอก
       “แต่เด็กไม่ขำ ไอ้นี่! ไป ไปรอที่รถ!” พิแสงสั่ง
       หลอดและเสริมรีบวิ่งออกไป พิแสงหันไปคุยกับลุงแก้ว
       “ขอบคุณมากครับลุง สำหรับข้อมูลโรงเลี้ยงหมูอีแวป”
       “ไอ้โรงเลี้ยงแบบปิดแบบนี้มันดี ปลอดเชื้อ หมูแข็งแรง นี่อีกไม่นานก็ขายได้แล้ว โอ๊ย..สมบูรณ์ทุกตัว”
       “ครับ ผมไปก่อนนะ ว่างๆจะมาเยี่ยม ไปนะ น้องเดียร์”
       เดียร์ยกมือไหว้พิแสง
       พิแสงเดินออกไป ลุงแก้วและป้าสาวมองตามพิแสงอย่างชื่นชม
       “เหมือนปู่ไม่มีผิด...จะทำอะไรต้องมีข้อมูลรอบด้าน...ทั้งเก่ง ฉลาด นิสัยดีใครมาเป็นเมีย โชคดีเป็นบ้า”
       “อย่างฉันพอทันมั้ย”
      
       ป้าสาวหันมาถาม


  


       ต่อลาภยกมือไหว้พิแสงอย่างนอบน้อมมากจนรู้สึกได้ พิแสงรับไหว้แล้วยิ้มให้ตามมารยาท
      
       “คุณต่อลาภเป็นผู้จัดการฝ่ายขายประจำภาคพื้นภาคใต้ฝั่งตะวันออกของยูเอฟค่ะ” วาศิณีแนะนำ
       ต่อลาภทั้งนอบน้อมและพูดเหมือนลิเกมาก “ขอบคุณมากนะครับที่เสียสละเวลาอันมีค่าของท่าน
       ให้กระผมได้เข้าพบ กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอของกระผมจะต้อง...”
       พิแสงไม่อยากคุยด้วยจึงตัดบท “ไม่เป็นไรครับ...ยินดีที่ได้พบ ขอบคุณ สวัสดี น้ำหวาน...ไว้นัดมาใหม่นะ”
       “อ้าว ทำไมล่ะคะ”
       “ปวดหัว รู้สึกว่าอากาศเป็นพิษ”
       พูดจบพิแสงก็เดินออกไปโดยไม่สนใจต่อลาภอีก ต่อลาภหน้าเจื่อนและอึ้ง ส่วนวาศิณีหน้าเสีย
      
       พิแสงเดินลิ่วมาที่เล้าหมู เขามองเล้าหมูแบบเปิดของตัวเองแล้วคิดถึงอดีต
       ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมา พิแสงในวัยประมาณ 15-16 ยืนมองเล้าหมูเคียงข้างปู่
       “ชอบที่นี่มั้ย ตาใหญ่” ปู่ถาม
       “ชอบครับ” พิแสงตอบ
       “ชอบเพราะได้มาเที่ยวช่วงปิดเทอมหรือเปล่า”
       “ผมชอบมาดูปู่กับคนงานเลี้ยงหมู ปลูกสมุนไพรพื้นบ้านครับ...สนุกดี”
       “เห็นทั้งหมดนี่มั้ย”
       “ครับ”
       “พอปู่ตาย คงต้องขายให้คนอื่น”
       “คุณพ่อดูแลที่นี่แทนปู่ได้”
       “เค้าไม่ได้ชอบทางนี้...เค้าชอบบินสูง แต่ปู่ชอบบินต่ำๆ...ไปเรื่อยๆ สร้างพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หมูให้คนเอาไปสร้างลูกสร้างหลาน มีงานให้คนพื้นที่ได้ทำสร้างรายได้ ไม่ต้องไปต่างถิ่น”
       “ผมทำแทนคุณพ่อก็ได้ครับ”
       “แน่ใจเหรอ ว่าอยากเลี้ยงหมู” ปู่ถาม
       “ไม่แน่ใจ” พิแสงตอบ
       “อ้าว...”
       “แต่ผมไม่อยากให้ปู่ขายที่นี่ให้คนอื่น ผมจะดูแลมันเอง ผมรู้ว่าปู่เหนื่อยกับมันมามาก คุณพ่อไม่ทำ ผมทำเอง”
       “ขอบใจนะตาใหญ่ ปู่จะถือว่ามันเป็นคำสัญญาลูกผู้ชายได้มั้ย”
       “ได้เลยครับ”
       พิแสงยื่นมือให้ปู่ ปู่จับมือพิแสงแล้วทั้งสองก็เช็กแฮนด์กัน
      
       ที่เหตุการณ์ปัจจุบัน พิแสงยืนมองเล้าหมูยิ้มๆ
       “ผมจะดูแลที่นี่ให้ดีที่สุดครับปู่”
       หลอดและเสริมเดินเข้าถามพิแสงอย่างสงสัย
       “นายหัวเป็นอะไร นัดเค้ามา อยู่ๆก็ไล่เค้าไป”
       “ฉันได้กลิ่นตุๆจากนายคนนั้น” พิแสงบอก
       “ไม่อาบน้ำ” เสริมพูด
       “หรือไม่ก็ขี้ไม่ล้าง” หลอดต่อ
       “ท่าทางจะขี้หกมากกว่า พูดมาก เยิ่นเย้อ เกินเหตุ ไม่น่าไว้ใจ” พิแสงบอก
       “เค้าอาจจะจริงใจ แต่แสดงออกไม่เป็น”
       “ก็ต้องพิสูจน์ให้ฉันเห็นให้ได้ว่าจริงใจ ถึงจะยอมเจรจาธุรกิจด้วย”
       เสริมขัดขึ้น “แต่ผมว่า....”
       “จบ! พรั่นพรือหลาว คุยอยู่ได้ น่ารำคาญ ทำงาน! ไปปลุกอารมณ์ไอ้ทีเด็ดได้แล้ว หมอปิ๊นมายัง!!”
      
       ปริญญ์กำลังเดินมา เขาเห็นวาศิณีเดินมากับต่อลาภก็ชะงักจึงรีบแฝงตัวแอบดู วาศิณีแสดงความเป็นมิตรกับต่อลาภมาก
       “นายหัวคงกังวลเรื่องผสมพันธุ์หมูอยู่นะค่ะ เลย...เครียด เปลี่ยนใจกระทันหัน”
       “ไม่เป็นไรครับผมเข้าใจ” ต่อลาภบอก
       “แล้วค่อยนัดกันใหม่นะคะ”
       “รบกวนคุณน้ำหวานด้วยนะครับ แต่คุณน้ำหวานรู้ใช่มั้ยครับว่าผมมาดี”
       “ทราบดีค่ะ น้ำหวานจะช่วยคุยกับนายหัวให้นะคะ เอ๊ะ ขอโทษนะคะ”
       วาศิณีหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดที่ข้างแก้มของต่อลาภ ปริญญ์อึ้งและหน้าเสียที่เห็นวาศิณีปฏิบัติต่อต่อลาภเหมือนกับที่ทำกับตัวเองเป๊ะ
       “ออกหมดแล้วค่ะ พอดี มีรอยเปื้อนที่แก้มน่ะค่ะ” วาศิณีบอก
       ต่อลาภยิ้มกริ่มอย่างรู้ทัน “แต่ผมแน่ใจนะ ว่าหน้าผม...ไม่ได้เปื้อนอะไร”
       วาศิณีเอียงอาย “แหม คุณมองไม่เห็นต่างหาก”
       “แต่ก็ขอบคุณนะครับ”
       ปริญญ์เดินออกไปอย่างผิดหวัง
       อนงค์เดินเข้ามาขัดจังหวะอย่างไม่พอใจ
       “น้ำหวาน!”
       วาศิณีตกใจ
      
       อนงค์ตีแขนวาศิณีด้วยความไม่พอใจ
       “นี่ๆๆๆๆ สอนไม่จำ”
       “โอ๊ย แม่ หนูเจ็บนะ”
       “อย่าเจ็บเฉยๆ เจ็บแล้วต้องจำใส่สมองไว้ซี่ ฉันเลี้ยงแกมาเพื่อจะเป็นนายแม่เมียนายหัว ไปให้ท่าไอ้เซลส์กระจอกๆนั่นทำไม!”
       “หนูไม่ได้ให้ท่า เขาจีบหนูเอง” วาศิณีแก้ตัว
       “จริงเหรอ แต่แกยอมให้มันจับมือถือแขน”
       “โอย แม่ก็ แก่แล้วตาฝาด ไม่คุยด้วยแล้ว”
       วาศิณีหาเรื่องเดินเลี่ยงไป อนงค์ตะโกนสำทับ
       “ไม่มีอะไรให้มันจริงเถอะ อย่าใฝ่ต่ำก็แล้วกัน เพราะฉันไม่ยอมแน่!”
       ชมพู่ถือถุงใส่ของชำโผล่เข้ามา “ไม่ยอมแล้วคุณอนงค์จะทำอะไรค้า”
       “ว้าย! มาแบบปกติไม่เป็นหรือไง”
       “ไม่เป็นค่ะ เพราะชมพู่เป็นสายลับ” ชมพู่บอก
       “เพ้อเจ้อ! ไหนล่ะของที่ให้ไปซื้อเข้าครัว!” อนงค์ถาม
       “นี่ค่ะ หนั้กหนัก”
       ชมพู่จงใจทุ่มถุงใส่ของชำทั้งขวดซีอิ๊ว น้ำปลา และของหนักอื่นๆ ใส่เท้าอนงค์
       “อ๊าย! นังชมพู่! ปล่อยลงเท้าฉันทำไม” อนงค์โวย
       “เอ๊า...นี่ชมพู่ทำอะไรลงไป...สงสัยมือไม้อ่อนแรง ขอโทษค่า”
       ชมพู่รีบเก็บถุงขึ้นมา อนงค์มองอย่างเจ็บใจ ชมพู่เดินเลี่ยงไปทันที
       อนงค์แค้นจัด
      
       “ฉันเป็นแม่ยายนายหัวเมื่อไหร่ ฉันจะไล่แกออกเป็นคนแรก นังชมพู่!”

      
       ทางด้านพิแสงที่อยู่หน้าคอกทีเด็ดฉุนเต็มที่
      
       “ไอ้ทีเด็ดหายไปอีกแล้ว!”
       พิแสงหันไปจ้องหน้าหลอดกับเสริมตาเขียว หลอดกับเสริมก้มหน้างุด ในขณะที่ปริญญ์นิ่งเงียบ เพราะเครียดกับเรื่องความรักอยู่
       “ไหนบอกว่าเปลี่ยนล็อกแน่นหนาแล้วไง!” พิแสงโมโห
       “เปลี่ยนแล้วจริงๆครับ” หลอดบอก
       “แน่นหนาจริงๆนะครับ”
       “แล้วมันหนีไปได้ยังไง ดำดินไปหรือไง !”
       “ถ้าไม่มีใจ ขังยังไงก็ขังไม่อยู่” ปริญญ์เปรยออกมา
       พิแสง หลอด และเสริมอึ้งพร้อมกับหันมองปริญญ์อย่างงงๆ
       “ไอ้ทีเด็ดมันไม่มีใจให้ผมงั้นเหรอ” พิแสงถาม
       “รู้หน้าไม่รู้ใจหรอกครับ” ปริญญ์บอก
       พิแสง หลอด และเสริมอึ้งอีก
       “ก็ใช่น่ะสิ มันเป็นหมู ผมเป็นคน และไม่ได้เป็นหมอหมูเหมือนหมอ ผมจะไปรู้ใจมันได้ไง”
       “อยู่กันมาตั้งนาน บางทีคิดว่ารู้ ก็อาจจะไม่รู้” ปริญญ์พูด
       พิแสงเรียกเสียงดัง “ไอ้หมอ!”
       ปริญญ์ตกใจจนสติกลับมา “ครับ คุณพิแสง!”
       “เป็นอะไร!”
       “เป็นหมอหมู....ที่ไม่มีใครรักครับ”
       พิแสง หลอด และเสริมอึ้ง พิแสงปวดหัว
       “ไปช่วยกันตามหา ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ไอ้ทีเด็ดมันจะได้สูดกลิ่นคำว่าอิสรภาพ เพราะต่อจากนี้...ขังลืม!!! ฐานทำฉันเสียเวลาผสมพันธุ์!”
       หลอดบ่น “โหดจังฮู้!!”
       “ที่ถูกขังลืมน่ะ พวกแก!!! ไป!!”
       หลอดกับเสริมจ๋อยแต่ก็รีบวิ่งออกไป พิแสงหันไปเห็นปริญญ์ยังซึมอยู่ก็ถอนใจ
       “หมอ...หาหมูให้เจอก่อน โอเคมั้ย แล้วค่อยมาซึม ขอร้อง ผมเป็นห่วงหมูผม”
       “ไม่เป็นห่วงผมบ้างเหรอ”
       พิแสงถอนหายใจ “เฮ้อ....”
       พิแสงเดินหนีไป ปริญญ์ตัดใจออกเดินไปหาทีเด็ดกับพิแสง
      
       เขมมิกกำลังจัดเสื้อผ้า เนตรนิภาเดินโวยวายเข้ามาหา
       “ไหนแกบอกว่าแกล้างมือจากวงการแล้วไง แล้วทำไมกลืนน้ำลายตัวเอง สาบานต่อหน้าพระแล้วด้วย”
       “เพราะฉันไปทำกรรมทำให้คนอื่นเลิกกัน....อาจมีส่วนทำให้แม่ป่วย แต่...พอแม่ป่วย ฉันก็ไม่มีปัญญาหาเงินมารักษา นอกจากทำอาชีพเวรกรรมนี้”
       “มันเกี่ยวกันตรงไหน...ไม่เข้าใจ”
       เนตรนิภาเดินหงุดหงิดออกไป
      
       เนตรนิภาเดินมาเปิดตู้เย็นหาของกินแก้หงุดหงิด เขมมิกเดินเข้ามาคุยด้วย
       “เดี๋ยวก็อ้วนหรอก”
       “นั่นสิ...ถ้าแกยังอ้วนเป็นยัยปุ๊กลุ๊ก...แกก็คงไม่ต้องมารับจ็อบแบบนี้ ฉันอยากให้โลกหมุนกลับไปที่เดิม....ไม่อยากให้แกบาปหนา” เนตรนิภาบอก
       “ใช่ ตอนฉันยังเรียนที่ออสเตรีย...ฉันคือยัยปุ๊กลุ๊กของทุกคนที่นั่น และเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ก็เกิดขึ้น เพราะ...”
       พูดถึงตอนนี้เขมมิกก็นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
      
       หลายปีก่อนที่ออสเตรเลีย เขมมิกยังอ้วนและแสนเฉิ่มกำลังนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่ง
       “ฉันเสียความบริสุทธิ์!!!”
       เนตรนิภาเข้ามาปลอบ “ใจเย็นๆนะ เขม ใจเย็นๆ”
       “ทำไมเค้าต้องใจร้ายกับฉัน...พูดออกมาได้ยังไงว่า...JUST FOR FUN!!!”
       “ก็แก..คุยกับเค้าทั้งคืนในงานปาร์ตี้ ระริกระรี้งี้ เขาอาจจะคิดว่า...”
       “แกคิดว่าชาตินี้ทั้งชาติจะมีใครมาคุยกับฉัน!ดูสภาพสิ มีแต่เค้าคนเดียวที่เหลียวมองฉัน ฉันก็คิดสิว่าเค้ามีใจ ที่ไหนได้....หลอกเจาะไข่แดงฉัน!!! แฮ!! มันเก็บแต้มเอาไปเม้ากับเพื่อนแน่ๆ เนตร ฉันอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว ฉันอยากกลับบ้าน!!”
      
       เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต เขมมิกก็น้ำตาซึม
       “ฉันถูกรังแก เพราะฉันไม่สวย และแก..เป็นคนทำให้ฉันลุกขึ้นมาสวยเพื่อหักอกผู้ชายห่วยๆ”
       “ฉันให้แกลุกขึ้นมาสวยเพื่อให้รู้สึกมั่นใจและเดินหน้าต่อไป..ไม่ใช่ให้เอามาหากินแบบนี้” เนตรนิภาบอก
       “เดินหน้าต่อไปแล้วไง ไม่ว่าสวยหรือไม่สวย ถ้าผู้ชายมันจะเลว เราก็ถูกทิ้งอยู่ดี...แกช่วยฉันตั้งแต่ต้น แกก็ต้องช่วยฉันต่อไป ถอนตัวไม่ได้!”
       “เวร!”
       “แต่ฉันเป็นคนดีนะเนตร” เขมมิกส่งสายตาอ้อนวอนเนตรนิภา “ที่ฉันต้องไปเป็นนังมารร้ายผู้ช่วยแม่พระเอก เพราะมันทำให้ฉันมีเงินรักษาแม่”
       เนตรนิภาเริ่มลังเล
       “ฉันไปกราบขอขมาพระท่านแล้วที่ผิดสัญญา แต่งานนี้ งานสุดท้ายจริงๆ ไม่โกหก”
       เนตรนิภาพยักหน้ายอมรับ
       “ขอบใจนะเนตร ฉันรักแกว่ะ”
      
       “ทุกที...แกไปเถอะ ฉันจะช่วยดูแลแม่แกให้เอง ทีนี้จะให้บอกแม่แกว่าแกไปไหน”


  


       ฟากเขมมิกเข้ามาพูดจาสตรอเบอรี่ใส่แม่
      
       “พอดีคุณธรรมศักดิ์เขารับจ็อบเป็นเอเจนซี่หางานด้วย เขมเลยได้งาน แต่ต้องทดลองงานก่อนสามเดือน ผ่านแล้วค่อยจ้างประจำ”
       “งานอะไร....อย่าโกหก แม่ไม่ชอบ” ขนิษฐาบอก
       “ไม่เคยโกหก...เขมไปเป็นฝ่ายวางแผนกลยุทธทางการตลาดที่ฟาร์มเลี้ยงหมู”
       “แกจะทำได้เหรอ ตั้งแต่จบมาก็เป็นแอร์ งานอื่นไม่เคยทำ”
       “แม่ไม่รู้อะไร งานประเภทวางแผน วางกลยุทธอะไรเงี้ย เขมถนัดจะตาย”
       “ถ้าเขมไม่มีแวว เจ้านายไม่รับไปทำหรอกค่ะ” เนตรนิภาเสริม
       เขมมิกรีบรับคำ “ใช่!!”
       “ไม่ยักรู้มาก่อน ว่าแกวางแผนเก่ง...แล้วไปจังหวัดไหน” ขนิษฐาถาม
       “พัทลุงค่ะ”
       “พัทลุงเลยเหรอ!!!! ไปวันไหนล่ะ”
       “วันที่เขมจัดการบางอย่างเรียบร้อยแล้วไงแม่”
       ขนิษฐาและเนตรนิภาสบตากัน
       “งานอะไรของแกอีกล่ะ ทุกอย่างก็เรียบร้อยแล้วนี่ ทั้งคนดูแลแม่ที่บ้านและพาไปหาหมอ”
       เขมมิกยิ้มเจ้าเล่ห์
      
       เขมมิกถือปืนยิงขึ้นฟ้าดังเปรี้ยง เนตรนิภา ขนิษฐา และพยาบาลอุดหูและตัวสั่นอยู่ข้างหลัง เปี่ยมพงษ์ยืนกลืนน้ำลายเอื๊อกอยู่ที่หน้าบ้าน ขาสั่นพั่บๆด้วยความกลัว ชาวบ้านเริ่มเดินมามุงดู
       “ไอ้เขม เอาปืนผาหน้าไม้มาจากไหน ทำแบบนี้ทำไม” ขนิษฐาถาม
       “ของพ่อไงแม่ เขมซ่อนไว้ในห้องเขมนานแระ เขมเอามาซ้อมมือ” เขมมิกบอก
       “ไอ้เขม! เดี๋ยวตำรวจก็แห่มาหรอก” เนตรนิภาว่า
       “แห่มาสิดี...จะได้เป็นพยาน!”
       เปี่ยมพงษ์ค่อยๆก้าวถอยหลังจะหนีออกไปจากบ้าน
       เขมมิกเสียงดัง “ไปไหน ลุงเปี่ยม!”
       “หนีจ้ะ เอ๊ย!!! ไม่ใช่จ้ะ ถอยเพื่อตั้งหลักจ้ะ”
       “ตั้งหลักฟังให้ดีๆนะ....กลัวมั้ย!”
       “ที่สุดเลย...ลูกทหาร น่ากลัว!” เปี่ยมพงษ์บอก
       “หมายถึงปืน!”
       “มากที่สุดในสามโลกจ้ะ”
       “มันจะถูกหยิบขึ้นมาใช้อีก ถ้าฉันรู้ว่าระหว่างที่ฉันไม่อยู่ แกทำร้ายแม่ฉันแม้แต่ปลายเล็บ และเงินที่ฉันให้แม่ไว้ หายไปแม้แต่บาทเดียวเพราะถูกแกไถไปเลี้ยงเด็ก!”
       เปี่ยมพงษ์อึ้ง ขนิษฐาเศร้าใจ
       “เขม...เบาๆลูก...แม่อายเค้า อย่าประจานแม่เลย” ขนิษฐาปราม
       “เขมประจานมัน! ทุกคนช่วยเป็นพยานด้วย วันไหนมันแอบออกไปข้างนอกไปหาเด็ก หรือได้ยินเสียงแม่ฉันร้องเพราะความเจ็บปวด ให้ติดต่อหาฉันทันที งานนี้มีค่าหัว!”
       เปี่ยมพงษ์กลืนน้ำลายเอื๊อก
       “แต่ถ้าทนไม่ไหว ก็ไปซะ อยู่ที่แกเลือก ไม่ได้ห้าม!”
       ขนิษฐาสะกิดพยาบาลให้พาเข้าข้างใน เนตรนิภาตามไปดูแลขนิษฐาทันที เขมมิกยืนประจันหน้าท้าทายกับเปี่ยมพงษ์ที่มีท่าทางหงอลงอย่างเห็นได้ชัด
      
       พิแสงและกนธียืนมองปริญญ์ หลอด เสริม และชมพู่ช่วยกันไล่ต้อนทีเด็ดให้เข้าเล้า พิแสงกุมขมับ ด้วยความเครียด
       “จับมันให้ได้ วันนี้เป็นไงเป็นกัน ไอ้ทีเด็ด แกไม่รอดแน่ แกต้องเสียน้ำ!” พิแสงว่า
       “เฮ้ย อย่าเครียดมาก ถ้าแกเครียด ไอ้ทีเด็ดมันก็เครียด มันเลยไม่ยอมให้แกจับรีดน้ำเชื้อสักทีไง” กนธีบอก
       “ยอมรับว่ะ...ช่วงนี้ไม่รู้เป็นไง เหมือนถูกราหูอมไงไม่รู้ ทุกวันจะต้องมีเรื่องมาป่วนชีวิตให้ตื่นเต้น”
       “ชีวิตแกเรียบง่ายมานานแล้ว ถึงเวลาตื่นเต้นบ้างก็ดีนะ เลือดลมจะได้สูบฉีด อายุยืนนะเว้ย”
       “ไม่ชอบ! ชอบอยู่เงียบๆ สงบๆ คนเดียว” พิแสงตะโกนลั่นแล้ววิ่งออกไปช่วยไล่จับทีเด็ด “ไอ้ทีเด็ด หยุด! ไม่หยุด...ลงหม้อ!”
       ทีเด็ดไม่ยอมหยุด ทุกคนถอนใจแล้ววิ่งตามไล่จับกันต่อ
       กนธีมองฟ้าและมองไปรอบๆ “อืม...ลมสงบ ใบไม้ไม่กระดิกสักนิด มันสงบเงียบเกินไปหรือเปล่าวะ หรือว่า...พายุจะมา”
       กนธีวิ่งไปแจมกับพิแสงและคนอื่นๆ
       “ช่วยๆๆๆ”
       คนเป็นกลุ่มวิ่งตามหมูไป หมูวิ่งหนีกลุ่มคนผ่านมาทางเดิมอีกที
      
       เขมมิกเดินเข้ามาในบ้าน เธอเช็ดปืนแล้วเอาเก็บใส่กล่องเหมือนเดิม เนตรนิภา ขนิษฐามองเขมมิกอึ้งๆ
       “เรียบร้อย ที่เหลือก็...วัดใจกัน” เขมมิกบอก
       “หัวใจจะวาย ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ” ขนิษฐาเตือน
       “ก็ถ้าไม่สุดๆ คงไม่หยิบมันมาใช้งานหรอกแม่ อ่ะ เนตร ฝากด้วย”
       เขมมิกยื่นกล่องใส่ปืนให้เนตรนิภา
       “เฮ้ย !!! ไปฝากคนอื่นได้มั้ย ฉันกลัว” เนตรนิภาบอก
       “งั้น ฉันจะเอาไปพัทลุงด้วย”
       “เอาไปทำไมลูก เก็บไว้กับแม่ก็ได้”
       “ไม่ได้ เดี๋ยวถึงมือไอ้เปี่ยมพงษ์”
       ขนิษฐาถอนใจ
       “ที่พัทลุงอาจจำเป็นต้องใช้มัน เพราะท่าทางคนที่นั่นไม่ใช่ธรรมดา”
      
       เขมมิกบอก พลางยิ้มย่องเตรียมรับมือกับงานชิ้นสำคัญ


  


       เสียงหมูร้องโหยหวน พิแสงในสภาพหน้าและหัวยับเยิน กำลังสวมถุงมือถือหลอดน้ำเชื้อของทีเด็ดขึ้นมา
      
       “ในที่สุดแกก็เสียน้ำ ไอ้ทีเด็ด!!”
       พิแสงหันไปดูพรรคพวกก็เห็นหลอด เสริม และกนธีนอนตายอยู่ข้างๆ ปริญญ์กำลังเก็บเครื่องมือในท่าทางซึมๆ ส่วนทีเด็ดอยู่ในเล้าเรียบร้อยแล้ว
       “ขอบใจทุกคนนะ สำหรับความร่วมมือร่วมใจ” พิแสงหัวเราะ สะใจ “ฮ่ะๆๆ ไม่เคยมีความสุขเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต แกไม่มีวันชนะฉันหรอกเว้ย ไอ้หมูตัวแสบ!!”
       พิแสงเดินออกไปอย่างมีความสุขเหมือนโลกทั้งใบเป็นของพิแสงคนเดียว
      
       เขมมิกอยู่ในชุดนอนสุดเซ็กซี่ทำเป็นปลดไหล่เสื้ออยู่หน้ากระจก
       “คุณพิแสงคะ....เตรียมตัวไว้ดีๆนะคะ ต่อไปนี้ชีวิตของคุณจะไม่เหมือนเดิม” เขมมิกส่งจูบอย่างยั่วยวนที่สุด “เพราะแผนการแรกที่คุณจะได้เจอคือ...แผนการร้าย ยัยเซ็กซี่!!”
       เขมมิกโพสท์ท่าเซ็กซี่หน้ากระจกอย่างมั่นใจ
      
       วันต่อมา เขมมิกในชุดกระโปรงแดงสั้นจุ๊ดจู๋เห็นขาเรียวงาม เสื้อเน้นรูปทรง รองเท้าที่สีเข้ากัน ลากกระเป๋าเดินทางใบโตเดินเฉิดฉายมาตามทางเดินผู้โดยสารขาออก คนที่เดินผ่านไปผ่านมามองเหลียวหลัง เพราะตะลึงค้าง เขมมิกยิ้มมั่นใจ เธอหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาสวมเพื่อเพิ่มความเฉี่ยวขึ้นไปอีก
      
       ภาพในอดีตตอนที่ธรรมศักดิ์นั่งอธิบายให้เขมมิกที่นั่งฟังอย่างใช้สมาธิอยู่ที่ร้านอาหารฟัง
       “ผมแจ้งคุณพิแสงไปแล้วว่าคุณเป็นหลานสาวของผมที่เพิ่งตามหากัน จนเจอ”
       “คิดว่าเขาจะเชื่อเหรอคะ” เขมมิกถาม
       “ตอนแรกก็ไม่เชื่อ และทำท่าจะไม่รับ...แต่แอ๊กติ้งระดับผม ไม่มีอะไรเกินความสามารถ”
       “ค่ะ แม่ฉันยังเชื่อได้ว่าลุงเป็นอดีตนายแบบ”
       “ขอบคุณครับ คุณไปฝึกงานที่ฟาร์มเพื่อนเกษตรเพื่อ....”
       “เพราะถูกไล่ออกจากการเป็นนางฟ้า อยากเอาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเป็นเกษตรกร เอาความรู้ที่ได้ไปช่วยคู่หมั้นทำฟาร์มหมูที่เดนมาร์ก”
       “คิดว่าคุณพิแสงจะเชื่อมั้ย”
       “แอ็กติ้งระดับฉันนะคะ อย่าลืม” เขมมิกย้อน
       “คุณพิแสงจะส่งคนมารับคุณที่สนามบิน...ตามวันเวลาที่ผมแจ้งไป”
       “ฉันจะยังไม่ไป ถ้า....”
       “ผมโอนเงินงวดแรกเข้าบัญชีคุณแล้ว ห้าแสนบาท ครบเดือนจะโอนอีกสองล้าน งานสำเร็จโอนอีกครั้งทั้งหมดทันที”
      
       เขมมิกเดินฉับๆอย่างมั่นใจมาตามทางเดินผู้โดยสารขาออกของสนามบิน
      
       หลอดกับเสริมยืนอยู่ถือป้ายรอรับที่เขียนว่า “เวลกัม คุณเข้ม” อยู่ เขมมิกเดินเลยไป หลอดกับเสริมยังชะเง้อมองหา
       “ไหนวะ คุณเข้ม” หลอดมองหา
       “รออีกสักหน่อยน่าพี่ เดี๋ยวก็ออกมา” เสริมบอก
       หลอดกับเสริมยังคงรอต่อไป
      
       เขมมิกเดินออกมาจากสนามบินด้วยความหงุดหงิด
       “ไหนบอกว่าส่งคนมารับแล้วไง อยู่ไหนล่ะเนี่ย รอมาจะชั่วโมงแล้วนะ ฮื่ย!!”
       เขมมิกยืนรอต่อไปอย่างหงุดหงิด เธอหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาธรรมศักดิ์แล้วรอสาย หลอดกับเสริมเดินคุยกันผ่านไป
       “สงสัยคุณเข้มไม่ได้มาเครื่องเที่ยวนี้ว่ะ รอจนรากงอกแล้ว” หลอดว่า
       หลอดกับเสริมเดินผ่านไป ธรรมศักดิ์รับสาย เขมมิกจึงใส่ทันที
       “ลุง!!!! ยังไงเนี่ย!!”
      
       ธรรมศักดิ์เดินคุยมือถือ
       “หลานเขมมิกรออยู่ที่สนามบินเป็นชั่วโมงแล้วนะครับ คุณพิแสง ยังไม่เห็นคนของคุณที่ส่งไปรับ”
       พิแสงคุยมือถือกับธรรมศักดิ์
       “ผมส่งคนไปรับตามเวลาที่เครื่องลง....หลานของคุณธรรมศักดิ์เป๋อ เอ๋อ หลงไปไหนหรือเปล่า”
       “ไม่มีทางครับ”
       “คนของผมเขียนชื่อยืนรอรับอยู่ ถ้าหลานเขมของคุณไม่เอ๋อ เป๋อ ก็ตาบอด” พิแสงบอก
       “ไม่มีทางครับ คุณพิแสงครับ นึกว่าเห็นแก่ลูกนกที่เพิ่งตกงาน ไม่มีที่ไปด้วยเถอะครับ ช่วยตามหาหลานเขมของผมที ป่านนี้คงยืนน้ำตาแตกอยู่ที่สนามบินแล้ว”
       “ก็ได้ๆ...”
       พิแสงวางสายแล้วถอนใจก่อนจะเดินออกไป
       ธรรมศักดิ์ยิ้มพอใจแล้ววางสาย
       “เก่งจริงๆเรา”
      
       เขมมืกยืนหงุดหงิดและโมโหอยู่
       “แค่แมทแรก ก็เล่นกันซะแล้วนะ อีตาพิแสง...คิดเหรอว่าฉันจะยอมแพ้กลับบ้าน พัทลุงใกล้ๆหาดใหญ่แค่นี้ จีพีเอสฉันมี ไปเองก็ได้!”
       เขมมิกเหลือบไปเห็นป้ายรถเช่าก็ตัดสินใจ ลากกระเป๋าเดินไปหาทันที
      
       เขมมิกเดินเข้ามาบริเวณรถเช่า
       “ฉันต้องการเช่ารถค่ะ...คิดยังไง!”
       เจ้าหน้าที่รีบหยิบเอกสารขึ้นมาทันที ส่วนเขมมิกหงุดหงิดยังไม่หาย
      
        เขมมิกปิดประตูรถแล้วเร่งเครื่องออกไปอย่างรวดเร็ว


  


       ส่วนพิแสงเอาเรื่องกับหลอดและเสริม ซึ่งในมือยังถือป้ายที่เขียนว่า “เวลกัม คุณเข้ม” เอาไว้
      
       “เขาชื่อ คุณเขมมิก ไม่ใช่เข้ม!” พิแสงว่า
       “เห็นมั้ย ผมว่าแล้วว่าชื่อเขม ชื่อเขม ไอ้เสริมมันไม่เชื่อผม มันบอกว่านายหัวพูดว่าคุณเข้ม” หลอดอ้าง
       เสริมรีบบอก “เฮ้ย ผมไม่ได้พูด”
       “เอ็งนั่นแหละ!” หลอดว่า
       พิแสงรีบเบรก “พอๆๆๆ”
       “ให้กลับไปรับอีกทีมั้ยครับ นายหัว” เสริมถาม
       “เออ!” พิแสงเปลี่ยนใจ “แต่...อย่าเลย!”
       “ไซหลาวนิ (ทำไมอีกนิ) อัยย่ะ!!! อารมณ์แปรปรวนจริงๆ” หลอดว่า
       พิแสงเคือง “ไอ้หลอด!”
       หลอดจ๋อย
       “ไม่ต้องไปรับ...อยากมา ก็ให้มาเอง มาไม่ถูกก็กลับบ้านไป! ฮ่ะๆๆ”
       แล้วพิแสงก็หัวเราะด้วยความสะใจพร้อมกับเดินออกไป หลอดกับเสริมมองหน้ากันงงๆ
      
       เนตรนิภากดเบอร์มือถือในขณะที่ตู้เสื้อผ้าของตัวเองที่อยู่ด้านหลังมีร่องรอยการรื้อเสื้อผ้ากระจัดกระจาย
       “ไอ้เขม! แกอยู่ที่ไหน”
       เขมมิกขับรถไปคุยมือถือไป
       “ก็อยู่พัทลุงไง”
       “แกใส่ชุดอะไรไป” เนตรนิภาถาม
       “ก็....” เขมมิกมองกระโปรงตัวเองที่สวมอยู่ “ชุดที่เซ็กซี่ที่สุด”
       “กระโปรงสีแดงของฉันใช่มั้ย”
       “ก็แหม...โอ๊ยๆๆ สัญญาณไม่ดีเลย ครืด คราด” เขมมิกแกล้งทำเสียงรบกวนเอง “แค่นี้นะเนตร ไว้คุยกันใหม่”
       เขมมิกรีบกดวางสาย
       “ไอ้เพื่อนงก กระโปรงตัวเดียวทำเป็นหวง”
       รถที่เขมมิกขับเคลื่อนตัวผ่านป้ายที่บอกว่ามุ่งหน้าสู่พัทลุง
       เนตรนิภายืนโกรธอยู่
       “มันเป็นกระโปรงตัวที่ฉันรักที่สุดในชีวิต! ฉันจะไปเอาคืน!!”
       เนตรนิภาคว้ากระเป๋าเดินทางมาเก็บเสื้อผ้าแล้วยัดลงไป
      
       พิแสงยืนรออยู่ที่ประตูทางเข้าฟาร์ม เขามองไปเบื้องหน้าด้วยความเครียด หลอด เสริม และชมพู่ยืนอยู่ข้างหลัง
       “นายหัวรอใครนิ ดูตั้งใจรอมากเลยนะ” ชมพู่ถาม
       “สงสัยรอคุณเข้ม” หลอดบอก
       เสริมรีบพูด “คุณเขม”
       “เออ!”
       “สักวัน ผมจะหนีพี่ไป ถ้าพี่ไม่เลิกใส่ร้ายป้ายสีผม”
       “กูไม่ตาม”
       “งั้นไม่หนี”
       ชมพู่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง “คุณเขมที่เป็นหลานสาวคุณทนายความธรรมศักดิ์ที่จะให้มาฝึกงานที่นี่เหรอ”
       “เออ! จะเสียงดังไปทำไม” หลอดว่า
       อนงค์และวาศิณีเดินเข้ามาด้วยสีหน้าสงสัย
       “เขมอะไร เขมเฉยๆเหรอ” อนงค์ถาม
       “เข้ม เอ้ย เขมมิกครับ ไม่ใช่เขมเฉยๆ” หลอดบอก
       อนงค์และวาศิรีมีสีหน้าตกใจ
       “คนชื่อเขมมิกมีไม่เยอะนะแม่ อย่าบอกนะว่าโลกกลม เป็นผู้หญิงคนนั้น” วาศิณีกังวล
       “เดี๋ยวก็รู้...แล้วทำไมนายหัวต้องตั้งหน้าตั้งตารอมันขนาดนี้” อนงค์ว่า
       “ให้ไปถามนายหัวให้มั้ย ว่าป้าอยากรู้” ชมพู่ถาม
       อนงค์รีบบอก “ไม่ต้อง!”
       ทุกคนมองไปที่พิแสงที่ยังรอคอยการมาของเขมมิก
       “เก่งจริงก็มาให้ถูกนะเขมมิก ฉันรออยู่!” พิแสงพูดกับตัวเอง
       พิแสงยิ้มเหี้ยม
      
       รถของเขมมิกเลี้ยวมาจอดในลานจอดรถของซุปเปอร์สโตร์ เขมมิกลงจากรถพร้อมกับคุยมือถือ
       “ลุง!!! หนูหลง!!”
       ธรรมศักดิ์กินข้าวกล่องพลางคุยมือถือไปด้วย
       “ไหนว่าไปเองถูก มีจีพีเอส”
       “ก็...มันไม่ค่อยมีสัญญาณอ่ะ มาๆหายๆ แบตใกล้หมดแล้วด้วยอ่ะ เปลี่ยวก็เปลี่ยว หนูกลัวนะลุง”
       “ตอนนี้อยู่ที่ไหน”
       “อยู่ที่ซุปเปอร์สโตร์ที่พัทลุงเนี่ย” แบตเตอรี่โทรศัพท์เขมมิกหมดพอดี “ลุง เฮ้ย ลุง ฮัลโหล!!”
       เขมมิกกดเปิดอีกรอบ แต่แบตเตอรี่หมดเกลี้ยง
       “โอ๊ย!!! ทำไมต้องมาแบตหมดตอนนี้ แล้วจะสื่อสารกับใครได้ยังไง”
      
       เขมมิกมองเข้าไปในซุปเปอร์สโตร์ก่อนจะเดินเข้าไป

      
       พิแสงยืนอยู่ที่หน้าบ้าน
      
       “คงหนีกลับไปแล้ว ดี! ชมพู่!”
       ชมพู่วิ่งออกมา
       “ค่ะนายหัว...”
       “ปิดบ้าน ฉันจะเข้านอนแล้ว”
       “นายหัวไม่รอคุณเขมก่อนเหรอคะ”
       พิแสงมองชมพู่ตาเขียว “เป็นใคร ทำไมฉันต้องรอ”
       “เป็นหลานคุณธรรมศักดิ์ค่ะ”
       “คิดว่าฉันจะเชื่อเหรอว่ายัยนั่นเป็นหลานคุณธรรมศักดิ์”
       ชมพู่ตกใจจนเสียงดัง “นายหัวไม่เชื่อ ทำไมคะ!!”
       “เรื่องของฉัน ปิดบ้าน!”
       เสียงมือถือของพิแสงดังขึ้น พิแสงรีบรับ
       “ว่าไงครับ คุณธรรมศักดิ์”
       ธรรมศักดิ์นั่งกินขนมหวานหลังอาหาร ชิลๆ ตรงกันข้ามกับการพูด
       “คุณพิแสงครับแย่แล้วครับ คุณเขม เอ๊ย หลานเขมหลงทางตอนนี้อยู่ที่ซุปเปอร์สโตร์ ใกล้ฟาร์มเพื่อนเกษตร คุณช่วยส่งคนไปรับหน่อยนะครับ หลานผมกำลังตื่นตกใจ ไม่รู้จะไปทางไหนดี ไม่มีใครชี้ทาง เหมือนนกน้อยปีกหักหลงทางกลางป่าใหญ่...”
       พิแสงทนไม่ไหวเริ่มใจอ่อน “โอเค เดี๋ยวผมจะไปรับเอง เบอร์มือถือเค้าเบอร์อะไร”
       “โทรศัพท์เค้าแบตหมดครับ”
       “ถ้าเค้าติดต่อคุณมา ให้เค้ารออยู่ที่นั่น อย่าไปไหน!” พิแสงบอก
       “ขอบคุณครับ” ธรรมศักดิ์วางสายแล้วกินขนมต่อ “วันนี้ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีจริงๆเรา”
       ชมพู่แอบยิ้มดีใจ พิแสงหันมา ชมพู่รีบตีหน้าเศร้าทำเป็นเห็นใจชะตากรรมของเขมมิกทันที
       “โถๆๆ มีแต่คนใจยักษ์ใจมารเท่านั้นล่ะค่ะ ที่จะไม่ไปรับคุณเขม อย่าบอกนะคะว่านายหัวของชมพู่เป็นเช่นนั้น มันผิดหวังมากๆ”
       “เอากุญแจรถมา!” พิแสงสั่ง
       “คุณได้รับสิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้!”
       ชมพู่รีบวิ่งเข้าไปในบ้าน พิแสงกุมขมับ
      
       เขมมิกวิ่งมาที่ตู่โทรศัพท์สาธารณะที่วางอยู่ เธอยกหู หยอดเหรียญจะกดเบอร์ แล้วก็นึกขึ้นได้
       “คุณธรรมศักดิ์เบอร์อะไรอ่ะ จำไม่ได้อ่ะ เปิดเครื่องก็ไม่ได้ โอ๊ย!!! ทีหน้าทีหลังหัดจำเบอร์โทรศัพท์ในหัวไว้บ้างก็ดีนะ เขมมิก”
       เขมมิกกระแทกหูโทรศัพท์ดังโครม เจ้าหน้าที่ห้างเดินมาติง
       “ของสาธารณะ ใช้ถนอมๆหน่อยสิคะคุณ”
       เขมมิกจ๋อย “ขอโทษค่ะ”
       เจ้าหน้าที่มองเขมมิกในชุดกระโปรงแดงสั้นจู๋หัวจรดเท้าแล้วรู้สึกว่าช่างไม่เข้ากับสถานที่เสียเลย เขมมิกเห็นร้านกาแฟอยู่ใกล้ๆ จึงรีบเดินไปทันทีเพื่อหนีสายตาประนามของเจ้าหน้าที่ห้าง
      
       เขมมิกถือถ้วยกาแฟมาขึ้นรถแล้วปิดประตู ไฟลานจอดรถเริ่มปิด เขมมิกมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าไม่เหลือรถรอบๆคันแม้แต่คันเดียว
       “มีใครฉลาดพอที่จะรู้ว่าควรส่งคนมารับฉันที่นี่มั้ยเนี่ย”
       เขมมิกจิบกาแฟพลางมองไปรอบๆ อย่างไม่ค่อยไว้ใจ เธอรีบล็อกประตู แต่ล็อคกลับเสีย
       “ล็อกเสีย ปั๊ดโธ่!!!”
      
       พิแสงขับรถเข้ามามองหารถของเขมมิก พิแสงเห็นรถคันหนึ่งจอดอย่างโดดเดี่ยว เขาจึงรีบเร่งความเร็วตรงเข้าไปหา
      
       พิแสงจอดรถเทียบ พอลงมาปุ๊บเขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องมาจากข้างในรถของเขมมิก
       พิแสงตกใจ “ยัยตัวแสบ!!! เป็นอะไร!!”
       เขมมิกกำลังกรี๊ดเพราะทำกาแฟหกใส่กระโปรงของเนตรนิภา
       “ตายแน่ฉัน!! อ๊าย!!!”
       พิแสงพุ่งมาที่ฝั่งคนขับแล้วเปิดประตูออก แสงจากด้านนอกทำให้เขมมิกมองหน้าพิแสงไม่ถนัด เธอเข้าใจผิดคิดว่าจะโดนโจรปล้นสวาท
       “กรี๊ด!!! แกจะทำอะไรฉัน กรี๊ด!!”
       พิแสงรีบบอก “ใจเย็น!!”
       “สั่งให้ฉันใจเย็น เพื่อ!!”
       เขมมิกสาดกาแฟใส่หน้าพิแสงทันที
       “โอ๊ย!!”
       “เสียดายไม่ค่อยร้อน ถอยไป! ไอ้โจรปล้นสวาท!”
       เขมมิกเหวี่ยงขาออกมาถีบพิแสง พร้อมๆกับได้ยินเสียงแควกของตะเข็บกระโปรงที่สวมอยู่
       พิแสงจุก “โอย!!”
       เขมมิกเห็นตะเข็บกระโปรงขาด “กรี๊ดด!!! ตายๆๆ”
       “ผมต่างหากกำลังจะตาย!”
       “แกได้ตายสมใจแน่ ไอ้หื่นกาม!”
       เขมมิกพุ่งเข้ามาขึ้นคร่อมแล้วทั้งจิก ตี และข่วนพิแสง
       “นี่!!!! นี่!!!”
       “โอ๊ย!”
       พิแสงปัดป้องจนจับมือของเขมมิกได้ เขาตะคอกเสียงดังพร้อมกับดึงตัวเขมมิกเข้ามา
       “ผมบอกให้หยุด!”
      
       เขมมิกถลาเข้ามาใกล้ชิดกับพิแสงชนิดแทบจะหน้าแนบหน้า ทำให้เห็นหน้าพิแสงจังๆ เขมมิกอึ้ง พิแสงก็อึ้ง


  


       พิแสงและเขมมิกกำลังอึ้งตะลึงงันกันอยู่ เขมมิกจ้องหน้าพิแสงที่ยามนี้โทรมสุดๆ เพราะกรำงานที่ฟาร์ม ซึ่งเธอเพิ่งเห็นชัดๆ แต่จำไม่ได้ว่าเป็นพิแสง เขมมิกยังได้กลิ่นเหม็นสาบจากตัวพิแสง
      
       “กลิ่นไร” เขมมิกถาม
       “ขี้หมู” พิแสงตอบ
       “อ้วก!!”
       เขมมิกลุกหนีพิแสงแล้วเดินออกไปวิงเวียน พิแสงรีบลุกตามไปจะลูบหลังให้เขมมิก แต่ดันไปวางมือแหมะที่กลางหลังในตำแหน่งของตะขอยกทรง เขมมิกสะดุ้งเฮือกจนหลังแอ่น เธอตกใจรีบหันไปว่า
       “จะปลดตะขอยกทรงฉัน!!! ทั้งๆที่ฉันกำลังอ้วกแตก เพราะกลิ่นขี้หมูบนตัวแก แกมันซกมก โสโครก”
       “เดี๋ยวก่อน ฟังก่อน!”
       “ให้ฟังอะไร ไม่ฟัง!!”
       เขมมิกยกขาอีกข้างที่ตะเข็บปกติขึ้นเตะพิแสงแต่ก็ทำให้ตะเข็บขาดดังแควก
       “ขาดอีกแล้ว!! อ๊าย!!! แก!! ต้องชดใช้ อ๊าย!!”
       เขมมิกจะเข้าไปทำร้ายพิแสง
       พิแสงรำคาญจนทนไม่ไหวจึงตะคอกใส่หน้าเขมมิก “เฮ้ย!!! พรั่นพรือหลาว ไม่ฟังพึด!!”
       เขมมิกเบรกเอี๊ยดเพราะฟังไม่รู้เรื่อง “อะไรนะ”
       “มีสติก่อนได้มั้ย ผมไม่ใช่โจรปล้นสวาท แต่ผมคือ....”
       เขมมิกจินตนาการล่วงหน้า “คือโจรปล้นฆ่าชิงทรัพย์หั่นศพอำพรางคดีด้วยงั้นเหรอ!!! อ๊าย!!! ช่วยด้วยค่า ช่วยด้วย!!”
       เขมมิกออกตัววิ่งหนี พิแสงปวดหัวตึบกับความตื่นตระหนกของเขมมิกแต่ก็วิ่งตาม
       “มานี่ก่อน!! จะไปไหน!!”
      
       เขมมิกวิ่งหนีมาพร้อมกับพยายามโบกมือร้องขอความช่วยเหลือ
       “ช่วยด้วย ฉันกำลังจะถูกฆ่า!”
       พิแสงกระโจนเข้ารวบตัวเขมมิกจากข้างหลัง “จับตัวได้แล้ว!”
       เขมมิกร้องลั่น “กรี๊ด!!”
       พิแสงเอามืออุดปากเขมมิกแน่นแล้วลากไปที่รถของตัวเอง “มานี่เลย ตื่นตูมเข้าไป ไร้สติ ฉันจะฆ่าเธอ”
       เขมมิกตาเหลือก เธอถูกพิแสงลากไปไปตามถนน เขมมิกพยายามดิ้นรนจนหลุดออกมาได้อีก เธอวิ่งหนีหายไปในป่าข้างทาง
       “อย่าเข้าไป!! โธ่เว้ย!”
       พิแสงรีบตามเขมมิกเข้าไปในป่าข้างทาง
      
       เขมมิกวิ่งหนีพิแสงมาอย่างไม่คิดชีวิตจนมาหยุดหอบ เธอมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นพิแสงแล้ว เขมมิกหยุดวิ่งแล้วเหนื่อยหอบแทบขาดใจ เธอมองหาทางออกแต่ก็เห็นว่ามีแต่ความมืดและป่ารก
       “มืดตื๋อเลย....แล้วฉันจะไปทางไหนดี...”
       พิแสงโผล่พรวดขึ้นมาทางด้านหลังเขมมิก
       “ทางนี้ไง”
       เขมมิกหันไปเห็นก็ตกใจ “กรี๊ด!!”
       “จะร้องทำไม!!”
       “กรี๊ดด!”
       “เงียบสักที!” พิแสงสั่ง
       “กะ....”
       พิแสงตะปบปากเขมมิกทันที “บอกให้เงียบ!”
       เขมมิกเสียหลักล้ม พิแสงล้มตามไป
      
       พิแสงล้มทับเขมมิกจนปากจุมพิตปาก เขมมิกอึ้งแล้วผลักพิแสงออกไป
       “กรี๊ดด!!! ฉันถูกจูบ!!”
       พิแสงปวดหูมาก “โอย...”
       พิแสงเหลือบไปเห็นกิ่งไม้แห้งแต่คิดว่างู
       “เฮ้ย!!! งู!!”
       เขมมิกตาโตและสะดุ้ง เธอกระโดดไปนั่งทับพิแสง พร้อมทั้งกอดคอ หลับหูหลับตาร้อง “กรี๊ด!!! ฉันกลัวงู!”
       “อ้าว..ไม่ใช่ กิ่งไม้!” พิแสงบอก
       “กิ่งไม้!!” เขมมิกกัดหูพิแสง
       พิแสงทนไม่ไหวถึงขั้นโยนเขมมิกออกไปจากตักตัวเอง
       “โอ๊ย!!”
       เขมมิกตะกุยใบไม้กิ่งไม้ที่อยู่ใกล้มือปาใส่พิแสงแล้วรีบวิ่งหนีไป พิแสงอ่อนแรงเต็มทน
       “หมดฤทธิ์ได้หรือยัง โอ๊ย!”
      
       พิแสงรีบวิ่งตามเขมมิกไป


  


       เขมมิกวิ่งมาจากป่าข้างทางอย่างอ่อนแรงจนแทบคลานอยู่ริมถนน พิแสงย่างสามขุมเข้าหาเขมมิก โดยที่ตัวเองก็เหนื่อยหอบเหมือนกัน เขมมิกตัดสินใจคุกเข่าอ้อนวอนทันที
      
       “นาย...ฉันขอร้องล่ะนะ อยากจะทำอะไรฉันก็ได้ ฉันไม่ว่า แต่ฉันขออย่างนึง”
       “ขออะไร!”
       “ขอฉันเปลี่ยนกระโปรงก่อนได้มั้ย ก่อนที่มันจะขาดรุ่งริ่งมากไปกว่านี้”
       “หือ?”
       “คือฉันยืมกระโปรงตัวนี้มาจากเพื่อน ดูสิ..เยินหมดแล้ว เดี๋ยวเพื่อนฉันด่า”
       พิแสงมองกระโปรงแดงของเขมมิกที่ตะเข็บขาดทั้งสองข้าง ส่วนเสื้อก็หลุดลุ่ย
       “ฉันเปลี่ยนไม่นานหรอก ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที กระโปรงอยู่ในรถ จะให้ฉันเปลี่ยนไปนุ่งอะไรดี กางเกงเอวสูงมะ แต่...ไม่ดีอ่ะ ลำบาก งั้นกระโปรงเหอะ ใส่ง่ายถอดง่าย”
       พิแสงทนไม่ไหวจึงตัดบท “พอแล้ว! ไม่ต้องเปลี่ยน!”
       เขมมิกร้องไห้บีบน้ำตา “นี่นายไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่กำลังจะถูกตัดเพื่อนเลยใช่มั้ย เพื่อนฉันหวงกระโปรงตัวนี้มาก อย่าให้มันเยินมากไปกว่านี้เลย ขอร้อง”
       เขมมิกก้มหน้าแล้วน้ำตาตก พิแสงถอนใจก่อนจะเดินเข้าไปจับหน้าเขมมิกเงยขึ้นมา
       เขมมิกยิ่งตกใจกลัว “อย่า อย่าทำฉันเลย ถึงฉันจะสวย แต่ฉันไม่อร่อย!”
       พิแสงเอือม เขายื่นหน้าตัวเองให้โดนไฟถนนส่อง
       “มองหน้าฉันชัดๆ!”
       เขมมิกไม่กล้ามองจึงเบือนหน้าหนี “ไม่มอง! อี๋!”
       “บอกให้มอง!”
       “มองก็ได้!!”
       เขมมิกหันมามองหน้าพิแสงแล้วก็อึ้งที่เห็นหน้าพิแสงซึ่งถูกไฟส่องหน้าจนเห็นได้ชัด
       “ฉันคือพิแสง ไม่ใช่โจรอย่างที่เธอคิด ยัยผีกระเป๋าลาก”
       เขมมิกอึ้ง “ผีกระเป๋าลาก...” เขมมิกจ้องจริงจังแล้วก็จำได้ “คนที่เรียกฉันอย่างนี้มีอยู่คนเดียว...นายพิแสง!”
       “เออ!”
      
       ชมพู่ยืนอึ้งเมื่อเห็นพิแสงมากับเขมมิกในสภาพแบบนั้นก็จินตนาการไปไกล เขมมิกเสื้อผ้ายับเยิน ฉีกขาดยืนคู่กับพิแสงที่เสื้อผ้าและสภาพร่างกายเหมือนผ่านสมรภูมิรบ
       “นายหัวไปรับคุณเขมมิก หรือไปทำอะไรคุณเขมมิกคะ” ชมพู่ถาม
       “ไม่ได้ทำ” พิแสงบอก
       “ไม่ได้ทำ แต่คิด...ฉันรู้นะ” เขมมิกว่า
       พิแสงหันไปมองเขมมิก เขมมิกหลิ่วตาเซ็กซี่ให้พิแสง พิแสงเซ็ง เขมมิกอึ้งแล้วแอบไม่พอใจ
       “ชมพู่! พาไปที่ห้อง พรุ่งนี้เช้าค่อยคุย” พิแสงสั่ง
       พิแสงเดินไป เขมมิกเดินตามพิแสง พิแสงชะงักแล้วหันมา
       “ตามมาทำไม”
       “ก็ตามไปที่ห้องไง” เขมมิกตอบ
       “ห้องเธออยู่ทางโน้น!”
       “แล้วทางนั้นห้องใคร” เขมมิกถาม
       “ห้องฉัน” พิแสงตอบ
       “ก็ใช่ไง ไปห้องคุณ” เขมมิกบอก
       “เฮ้ย!!! จะบ้าเรอะ!”
       “ล้อเล่น!!! แต่...บ้าได้อีกนะ เตรียมตัวให้ดีล่ะ”
       “ฉันเตรียมตัวดีแน่ๆ เธอนั่นแหละที่เตรียมตัวถูกฉันสัมภาษณ์ให้ดี เตือนไว้ก่อนนะ ฉันได้กลิ่นตุๆจากเธอเมื่อไหร่...มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเลย ยัยผีกระเป๋าลาก !!”
       “กะกลัวที่ไหน”
       พิแสงส่ายหัวแล้วเดินไป เขมมิกมองตามยิ้มๆ พอหันมาก็เห็นชมพู่ยืนเชิดใส่อยู่อย่างวางท่า เพราะถือว่าตัวเองคือรุ่นพี่
       “เชิญค่ะ คุณเขมมิก”
       ชมพู่ลากกระเป๋าเขมมิกไปอีกทาง เขมมิกเดินตามชมพู่อย่างรู้สึกผิดสังเกตกับชมพู่
      
       เขมมิกเดินเข้าห้องมา ชมพู่รอปิดประตูให้ พอเขมมิกเข้ามาพ้นประตูปุ๊บ ชมพู่ก็ปิดประตูห้องปั๊ปแล้วล็อก
       “ล็อกทำไม” เขมมิกถาม
       “เพื่อความปลอดภัย”
       “ฉันว่าเปิดไว้ ปลอดภัยกว่านะ...เพราะตอนนี้ เธอน่ากลัวมาก”
       “งั้นรึคะ??” ชมพู่รีบคลายฟอร์มแล้วไปปลดล็อกประตู “คงตื่นเต้นน่ะค่ะ ที่ได้ต้อนรับคุณเขมมิก เพราะปกติในบ้านหลังนี้ นายหัวไม่เคยให้ใครมานอน นอกจากคนในครอบครัว หรือแขกพิเศษของคุณแม่นายหัว ซึ่งก็...ไม่เคยมี”
       “เหรอ” เขมมิกหาว
       “พักผ่อนให้สบายนะคะ พรุ่งนี้เจอกันค่ะ”
       “ขอบใจมากนะ”
       ชมพู่เดินออกไป ปิดประตู เขมมิกพุ่งไปล็อกประตูทันทีแล้วค้นกระเป๋า เธฮหยิบปืนมากอดไว้แนบอก แล้วเอาไปซ่อนใต้หมอน
       “นายพิแสง...เถื่อนกว่าที่ฉันคิดไว้มาก...เซ็กซี่ขนาดนี้ ยังทำอะไรไม่ได้! แต่ฉันจะไม่ยอมแพ้!”
      
        เขมมิกยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วนอนลงบนที่นอน สักครู่เธอก็กรนออกมา


  


       ฝ่ายพิแสงที่เอาหูแนบประตูอยู่ถึงกับผงะเพราะเสียงกรนของเขมมิก
      
       “ผู้หญิงอะไรวะ สวยซะเปล่า แต่กรนดังชิบเป๋ง....”
       พิแสงหลุดขำออกมาเล็กน้อยก่อนจะหันไปเห็นปุ๊กลุ๊กวิ่งมา
       “ตามมาทำไม ไปนอนได้แล้ว ปุ๊กลุ๊ก”
       ปุ๊กลุ๊กวิ่งหนี พิแสงวิ่งตามพลางเรียกชื่อ
       “ปุ๊กลุ๊ก มานี่ ปุ๊กลุ๊ก!!”
       พิแสงวิ่งตามไป
      
       เขมมิกยังนอนกรนอยู่
       เสียงพิแสงดังเข้ามา “ปุ๊กลุ๊ก!!! ปุ๊กลุ๊ก”
       เขมมิกละเมอออกมา “เรียกปุ๊กลุ๊กทำไมคะ.....ฮิฮิฮิ....”
       แล้วเขมมิกก็ลืมตาเบิกโพลงพร้อมกับลุกพรวด
       “ใครเรียกชื่อเรา”
       เขมมิกวิ่งไปเปิดประตูห้องแล้วชะโงกหน้ามองออกไปเพื่อหาต้นตอของเสียงแต่ก็ไม่เห็นใคร
       “ไม่มี!...ฝันเหรอ...แต่.... เสียงเหมือนตาพิแสง...โอย...หลอน!!”
       เขมมิกปิดประตูห้องดังโครม
      
       วันต่อมา พิแสงอยู่ในชุดจะออกไปทำงานในฟาร์ม เขาเดินเข้ามาแล้วก็ชะงักที่เห็นอนงค์กับวาศิณียืนยิ้มหวานรอให้บริการอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหารเช้า ส่วนชมพู่กำลังสาละวนอยู่กับการจัดของเช้าบนโต๊ะ
       “มีอะไรกันหรือเปล่า มาหาผมแต่เช้า” พิแสงถาม
       “ไม่มี....” วาศิณีตอบ
       อนงค์ตัดบท “มีสิคะ นายหัว ไม่มีไม่มากวนแต่เช้าหรอกค่ะ ต่อไปนี้ อนงค์จะขอขึ้นมาดูแลเรื่องการรับประทานอาหารของนายหัวทุกมื้อ ทุกวันนะคะ”
       “อ๋อ ป้าแกอยากมาสอดแนมในบ้านนายหัวน่ะค่ะ” ชมพู่บอก
       “ใช่ค่ะ เพราะมี...เอ้ย..นังชมพู่ ผู้ใหญ่คุยกันอย่าขัดได้มั้ย! เป็นขี้ข้าหรือเป็นฝอยเหล็กขัดหม้อ ขัดทุกอย่าง!”
       ชมพู่ทำเป็นรับคำ “ค่ะ”
       ชมพู่เดินเลี่ยงออกไปดูกาแฟและอาหารให้พิแสงซึ่งกำลังคุยไปพลางกินไปพลาง
       “ทำไมล่ะคุณอนงค์ งานดูแลคนงานกับงานในครัวก็เยอะอยู่แล้ว มีชมพู่คนเดียวก็พอแล้วมั้ง”
       “จะพอได้ยังไงคะ..ในเมื่อตอนนี้ มีสมาชิกเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง ได้ข่าวว่า...หลานคุณธรรมศักดิ์คนนี้สวยซะด้วย” อนงค์บอก
       “แหม...ถึงจะส้วยสวยแต่ตื่นส้ายสายนะคะ” วาศิณีว่า
       พิแสงตัดบท “ผมอิ่มแล้ว....ตามใจคุณอนงค์แล้วกันนะ....ชมพู่ช่วยไปดูผู้หญิงคนนั้นหน่อย ป่านนี้แล้วทำไมยังไม่ตื่น! น่าเกลียด! ตื่นแล้วให้ไปพบฉันด่วน!”
       พิแสงลุกเดินออกไป อนงค์ดันตัววาศิณีให้เดินตามพิแสงไป วาศิณีจึงรีบออกไป ชมพู่เดินไปเพื่อจะไปปลุกเขมมิก อนงค์จึงรีบเดินตาม
      
       ชมพู่เดินมาเคาะประตูห้อง
       “คุณเขมขา!!!! คุณเขม!!!”
       อนงค์เดินมายืนรอข้างหลังชมพู่ ชมพู่หันมาเห็น
       “นายหัวใช้ชมพู่ให้มาปลุกคุณเขมค่ะ ไม่ได้ใช้ป้า”
       “แกก็ปลุกไปสิ ฉันมายืนของฉันเฉยๆ” อนงค์บอก
       “อู๊ย...เฉยๆเป็นด้วยเหรอคะป้า....อาการนี้ต้องมีแผนอะไรแน่ๆ”
       “สาระแน ปลุกสิ เร็วๆ นายหัวรออยู่!”
       ชมพู่เคาะประตูต่อ “คุณเขมขา !!!!! ตื่นได้แล้วค่ะ!!!”
       อนงค์ยืนรอเพราะอยากเห็นหน้าเขมมิกเต็มที
      
       พิแสงเดินลิ่วมา วาศิณีเดินตามมาชวนคุย
       “เป็นผู้หญิงแต่ตื่นสายเนี่ย แม่บอกว่า...คงหาสามียาก” วาศิณีพูด
       “ยัยนั่น...ต่อให้ตื่นเช้า ก็คงหาสามีไม่ได้” พิแสงบอก
       “ทำไมล่ะคะ”
       พิแสงไม่ตอบ
       “ดูท่าทางนายหัวไม่ชอบหลานคุณธรรมศักดิ์คนนี้เลยนะคะ”
       “ไม่ชอบมาก!”
       พูดจบพิแสงก็ชะงักแล้วตะลึงค้าง วาศิณีสงสัยว่าพิแสงเป็นอะไรจึงมองตามสายตาพิแสงไปจนเห็นเขมมิกในชุดสุดเซ็กซี่ หน้าผมเป๊ะราวกับหลุดมาจากแคทวอล์ค เยื้องย่างอย่างมีจริตเข้ามาหา วาศิณีเพ่งมอง แล้วก็จำได้
       “ผู้หญิงคนนั้น...ที่งานแต่งงาน”
       พิแสงเพ้อ “เขมมิก....”
       “เขมมิกเหรอ....”
       เขมมิกเดินเข้ามาหาพิแสงที่ยังอึ้งค้าง วาศิณีเห็นอาการของพิแสงแล้วก็ไม่พอใจ พิแสงยังคงตะลึงในความสวยของเขมมิก
      
       เขมมิกยิ้มย่องเพื่อเพิ่มจริตในการเดินมากขึ้น เธอส่งสายตาหวานฉ่ำมาที่พิแสงเต็มพิกัด
ตอนที่ 4
      
       ทางด้านชมพู่ยังเคาะประตูห้องเขมมิก แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับ
        “คุณเขม! ได้ยินหรือเปล่าคะ”
        “นอกจากนอนตื่นสายแล้วยังขี้เซา” อนงค์ว่า
        “คุณเขม!!”
        “หรือไม่ก็หูตึง”
        “คุณเขม!!!”
        “หรือไม่ก็...”
        ชมพู่ทนไม่ไหวจึงหันมาตะคอกอนงค์ “ป้า!!”
        อนงค์ตกใจ “ว้าย!!! นังชมพู่! จะตะคอกทำไม!”
        “รำคาญ!”
        “นัง....”
        เสียงวาศิณีดังขึ้น “แม่!!”
        อนงค์และชมพู่สะดุ้ง วาศิณีวิ่งเข้ามาแบบหน้าเสียและหอบเหนื่อย
        “แม่!”
        “จะเรียกทำไมเสียงดัง!!”
        “ใช่! รำคาญ!” ชมพู่ว่า
        “ลูกฉัน! ฉันด่าได้คนเดียว!”
        “ค่ะ”
        “มีอะไร น้ำหวาน ร้องซะลั่น ผีหลอกหรือไง” อนงค์ถาม
        “ไม่ใช่ผี แต่เป็นผู้หญิงคนนั้น....เขมมิก..หลานคุณธรรมศักดิ์อ่ะแม่!!! ตรงโน้นอ่ะแม่!”
        “อ้าว..แล้วในนี้อ่ะ” ชมพู่งง
        ชมพู่เปิดประตูห้องเข้าไปก็ไม่เห็นเขมมิก เตียงนอนถูกเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
        “อุ๊ย...แม่สอนมาดี ไม่เหมือนบางคน” ชมพู่แขวะ
        ชมพู่หันมาอีกทีก็ไม่เห็นทั้งอนงค์และวาสิณีแล้ว
        “อ้าว....”
      
        พิแสงยังมองเขมมิกแบบอึ้งค้างอยู่ เขมมิกยิ้มสุขสมใจเพราะเข้าใจว่าพิแสงตกหลุมเสน่ห์เข้าให้แล้ว
        เขมมิกพูดเสียงหวาน “แหม...ถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยเหรอคะ”
        “ใช่....”
        “อยากรู้จัง...ทำไมน้า”
        พิแสงใส่เป็นชุด “จะมาฝึกงานหรือมาเดินแบบ แต่งตัวไม่รู้จักกาละเทศะ!”
        เขมมิกจ๋อย “อ้าว...”
        “ทำไม รับไม่ได้เรอะ คิดว่าผู้ชายทุกคนที่เห็นเธอแต่งตัวเว่อร์อย่างนี้แล้วต้องหลงเสน่ห์เธอทุกคนหรือไง คิดผิดแล้ว เขมมิก มานี่เลย!!”
        พิแสงลากตัวเขมมิกไปทางหนึ่ง
        “จะพาฉันไปไหน!”
        “เดี๋ยวก็รู้!”
        อนงค์และวาศิณีเดินเข้ามาเห็นพิแสงกำลังจูงมือเขมมิกไป
        “ว้าย แป๊บเดียวเอง จูงมือกันไปแล้วอ่ะ” วาศิณีไม่พอใจ
        “แกแน่ใจนะ ว่าเป็นคนๆเดียวกันกับแฟนเก่าแฟนคุณสิณี” อนงค์ถาม
        “ร้อยเปอร์เซ็นต์”
        “ฉันว่า...ฉันได้กลิ่นตุๆ”
        “ก็กลิ่นขี้หมูไงแม่”
        “ฉันหมายถึงจากผู้หญิงคนนั้น มันดูบังเอิญเกินไปหรือเปล่า”
        อนงค์ไม่ไว้ใจการมาถึงของเขมมิก ในขณะที่วาศิณีคิดไม่ทันแม่
      
        พิแสงปิดประตูห้องทำงานแล้วเดินมาคาดคั้นเขมมิก เขมมิกจงใจตวัดขาขึ้นนั่งไขว่ห้างแบบจงใจโชว์ขาอ่อน
        “เอาขาลง!”
        เขมมิกสะดุ้งแล้วเอาขาลง “พูดดีๆ อ่อนหวานๆ เป็นกับเขามั้ยเนี่ย”
        “ไม่เป็น! เธอมาทำอะไรที่นี่กันแน่”
        “ฉันก็มาฝึกงานไง! ลุงฉันไม่ได้บอกคุณเหรอ”
        “บอก”
        “แต่จำไม่ได้ อะไรกัน ยังไม่แก่เลย”
        “ฉันไม่เชื่อต่างหาก อะไรจะบังเอิญได้ขนาดนี้”
        “มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มีเหตุผล”
        “เหตุผลอะไรของเธอ”
        “เหตุผลที่ฉันมาฝึกงานที่ฟาร์มหมู....เพราะฉันถูกไล่ออกจากสายการบินของแม่คุณ”
        “แล้วไง”
        “ฉันตกงาน ลุงธรรมศักดิ์มาเห็นฉันนั่งร้องไห้ เลยเข้ามาปลอบ”
        “แล้วไง”
        “คุยไปคุยมา สืบสาวราวเรื่อง ทำให้รู้ว่าเราเป็นญาติห่างๆกัน”
        “แล้วไง”
        “ความเป็นญาติทำให้ต้องยื่นมือมาช่วยเหลือ”
        “ทำไมต้องเป็นฟาร์มหมู มันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชีวิตของเธอเลย ทำไมไม่ไปหางานอื่น”
        “ฉันถูกแม่คุณแทงบัญชีดำ จนไม่มีใครรับเข้าทำงาน และฉันก็เพิ่งนึกขึ้นได้..ว่า...” เขมมิกพยายามนึกหาเหตุผล
        “ว่าอะไร!!”
        เขมมิกโกหกอย่างพร่างพรู “เพราะลุงฉันรักฉันต้องการช่วยเหลือฉัน และฉันเองก็มีคนที่ฉันรัก เค้าเป็นคู่หมั้นของฉัน...และเค้าก็เป็นเจ้าของฟาร์มหมูที่เดนมาร์ก อนาคตฉันต้องไปช่วยงานของเค้า ฉันควรจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม เห็นมั้ย ว่าทุกอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!” เขมมิกแอบเหนื่อย
        “คู่หมั้นเหรอ?”
        “ใช่! คู่หมั้น”
        “ไหนแหวนหมั้น” พิแสงมองนิ้วมือที่เปลือยเปล่าของเขมมิก


  


       “แหวนหมั้นของเรา ไม่มีใครมองเห็นหรอก นอกจากหัวใจของเราสองคน”
        “หมั้นกันตอนไหน”
        “อาทิตย์ที่แล้ว สดๆร้อนๆ ข้าวใหม่ปลามัน”
        “ชื่ออะไร” พิแสงถาม
        “เขมมิกไง”
        “คู่หมั้นเธอ!”
        เขมมิกพูดๆไปงั้นๆ เท่าที่จะนึกได้ “ลุทซ์!!”
        พิแสงอึ้ง เขมมิกแอบเซ็งที่พิแสงถามอยู่ได้
      
        เนตรนิภาที่อยู่ในชุดไปรเวทเดินจ้ำลากกระเป๋าพร้อมโทรมือถือยิกๆ มาตามทางผู้โดยสารขาออก
        “ยัยเขม ไม่รับสายฉันเรอะ หนอย!!!! หนีคดี ไม่กล้าเผชิญความจริง!!”
        ลุทซ์ แฟมิลี่รุ่นพี่ของเขมมิกยืนถือกระเป๋ายืนเก้ๆกังๆอยู่ เนตรนิภาเห็นก็จำได้
        “ลุทซ์!!! It’s you!!!”
        ลุทซ์หันมาเห็นเนตรนิภาก็ดีใจจึงตรงเข้าไปกอด “เฮ้!!! เน็ต!”
        เนตรนิภาสวมกอดทักทายลุทซ์ด้วยความดีใจ
        “Glad to see you นะ...Wow!!! มาที่นี่ได้ยังไง จะไปไหน”
        “ผมมาทำคดีให้บริษัทที่อเมริกา...ต้องมาคุยกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทลูกที่หาดใหญ่....แล้วเน็ตละ มาทำอะไรที่นี่”
        “มาหาเขม”
        “Oh!, เขม เขมสบายดีมั้ย”
        “เขมเหรอ..” เนตรนิภาหน้าเศร้า
        “เน็ต...มีอะไร เขมเป็นอะไรหรือเปล่า”
        เนตรนิภามองหน้าลุทซ์อย่างหนักใจที่จะเล่าให้ฟัง
      
        พิแสงเดินออกมา เขมมิกเร่งเดินตาม
        “เดี๋ยวก่อนสิ” เขมมิกเรียก
        “มีอะไรอีก” พิแสงถาม
        “ฉันเริ่มฝึกงานได้หรือยังล่ะ”
        “ไม่ให้ฝึก”
        “เอ๊ะ....”
        “เพราะฉันไม่เชื่อว่าเธอตั้งใจจะมาทำงานในฟาร์มหมู เพื่อไปช่วยงานว่าที่สามี”
        “แล้วฉันจะอยากมาที่ฟาร์มหมูไกลปืนเที่ยงนี่ทำไม”
        “ฉันไม่รู้ ตอบฉันสิ”
        “เคยมีความรักมั้ย” เขมมิกถาม
        พิแสงอึ้ง
        “ไม่เคยมีน่ะสิ เลยไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าเมื่อคนเรามีความรัก ย่อมทำได้ทุกอย่างเพื่อให้คนที่เรารักมีความสุข ลอยด์เค้าคงดีใจและมีความสุขที่เห็นฉันยอมทิ้งวงการนางฟ้าเพื่อไปใช้ชีวิตกับหมูอยู่กับเค้า”
        “เมื่อกี้เธอเรียกคู่หมั้นเธอว่าอะไรนะ”
        “...หลุยส์” เขมมิกตอบ
        “ตกลงชื่ออะไรกันแน่ ลอยด์ หรือหลุยส์ หรือลุทซ์”
        “อ๋อ....ก็ทั้งสามชื่อนั่นแหละ เขามีหลายชื่อ แล้วแต่จะเรียก เรียกอะไรก็ได้”
        พิแสงมองหน้าเขมมิกเข้ม เขมมิกสู้สายตเพื่อแสดงความมุ่งมั่น พิแสงมองเขมมิกหัวจรดเท้า
        “เธอแน่ใจนะ ว่าจะสู้งานหนักได้ แค่แต่งตัวมาทำงานแบบนี้ก็ไม่ผ่านแล้ว”
        “ยิ่งกว่าแน่ใจอีก ความรักทำให้เรามีพลังอย่างชนิดคาดไม่ถึง คอยดูสิ”
        “ฉันไม่เชื่อ”
        “แล้วฉันต้องทำยังไงคุณถึงจะเชื่อ”
        “หึๆๆ ผู้หญิงอย่างเธอทำได้ก็แค่อ่อยผู้ชายกับทำให้ชีวิตคนอื่นปั่นป่วน”
        “ฉันมีดีมากกว่านั้น”
        “พิสูจน์สิ”
        พิแสงเดินหนีไป
        เขมมิกเจ็บใจ “วะ!” แล้วเธอก็คิดขึ้นได้ “อาจจะไม่พอใจที่พูดถึงผู้ชายคนอื่น...หึหึหึ อย่างนี้นี่เอง...ยิ่งยากยิ่งอยากได้ แต่ทำเป็นไล่..หึๆๆ แผนร้ายยัยเซ็กซี่เฟสสอง ปฏิบัติการ!”
        เขมมิกขยับเสื้อผ้าเพิ่มความเซ็กซี่แล้วเดินลั้ลลาตามพิแสงไป
      
        ที่ร้านกาแฟในสนามบิน ลุทซ์ถอนหายใจหลังจากได้ฟังเรื่องราวของเขมมิกจากเนตรนิภา
        “โธ่ เขม....ผมอยากเจอเขม อยากช่วยเหลือเค้า”
        “เขมอยู่ที่พัทลุงนี่เอง....ไปมั้ย” เนตรนิภาถาม
        “แต่คุณบอกว่า...จะต้องไม่ให้ใครรู้เรื่องแผนการของเขม ไม่อย่างนั้น เขมจะไม่ได้ค่าจ้าง ถ้าผมไปหา อาจจะทำให้คนที่นั่นสงสัย”
        “เอาอย่างนี้ ฉันจะไปบอกเขม ว่าเจอคุณ แล้วหาทางติดต่อกัน ดีมั้ย”
        “นี่เบอร์โทรที่โรงแรม ผมจะอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งอาทิตย์” ลุทซ์จดเบอร์ให้
       กนธีกับลูกค้าเดินผ่านมา เขามองเห็นเนตรนิภากำลังนั่งอยู่กับฝรั่งหนุ่มหน้าตาหล่อเลยหยุดมอง
        กนธีพูดกับลูกค้า “ไปรอผมที่เคาน์เตอร์เช็กอินเลยนะครับ ผมขอตัวไปห้องน้ำแป๊บเดียว”
        กลุ่มลูกค้าเดินไป กนธีรีบแถเข้าไปอยู่ใกล้ๆเพื่อสอดแนมเนตรนิภาทันที ลุทซ์ยื่นเบอร์โทรศัพท์ให้เนตรนิภา เนตรนิภารับเบอร์มา
        “ถ้าเขมได้เจอเธอก่อนหน้านี้คงจะดี” เนตรนิภาบอก


  


       “ตั้งแต่เขมลาออกจากมหาวิทยาลัยที่สวิสแล้วกลับบ้าน เขมก็ไม่ติดต่อไปอีก แฟมิลี่เราคิดถึงเขมมาก เขมน่ารัก เราทุกคนรักเขมเหมือนเป็นน้องสาวคนหนึ่ง”
        กนธีพยายามจะเงี่ยหูฟังแต่ได้ยินไม่ถนัด
        “ไม่ได้ยินเลยวุ้ย”
        เนตรนิภายังคุยกับลุทซ์
        “เดี๋ยวนี้พูดไทยคล่องนะ” เนตรนภาชม
        “ต้องติดต่องานกับคนไทยบ่อย เลยต้องเรียน จะได้คุยกันง่ายๆ”
        “น่ารักที่สุดอ่ะ”
        เนตรนิภาหยิกแขนลุทซ์อย่างสนิทสนมแล้วทั้งสองคนก็หัวเราะกัน กนธีมองเนตรนิภาอย่างหมั่นไส้
        “แหมๆ ระริกระรี้ น่าหมั่นไส้ คิดจะโกอินเตอร์..แหมๆ”
      
        เนตรนิภาโบกมือให้ลุทซ์ซึ่งกำลังขึ้นรถรับจ้าง รถรับจ้างเคลื่อนตัวออกไป เนตรนิภาหันหลังกลับก็เห็นกนธียืนอยู่ข้างหลัง
        เนตรนิภาตกใจ “ว้าย!” เนตรนิภาแสดงท่ารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด “อี๋....!!”
        “พอเห็นของไทยแล้วทำรังเกียจ กับของนอกแล้วยัวเวลคัม”
        เนตรนิภาเดินหนี
        “พูดด้วยแล้วไม่พูดด้วย”
        “เออสิยะ! พูดด้วยแล้วเสียเวลา เสียน้ำลาย ไม่เกิดประโยชน์...อี๋!”
        “อี๋เหรอ...ได้”
        กนธีเข้าไปควงเขนเนตรนิภาทันที
        “อี๋....ปล่อยฉันนะ”
        “ไม่ปล่อย! อี๋นักใช่มั้ย คราวนี้..กอด!”
        กนธีกอดเนตรนิภา
        เนตรนิภาตกใจ “อ๊าย!! ไอ้ทะลึ่ง ฉวยโอกาส ปล่อย!” เนตรนิภาพยายามแงะตัวกนธีออก
        กนธีกอดอยู่นั้น “ไม่ปล่อย...คราวนี้....จูบ!!”
        กนธีทำท่าจะจูบ เนตรนิภาดันหน้าออกไป กนธีดันกลับ เนตรนิภาง้างออก กนธีดันกลับ ทันใดนั้นเสียงนกหวีดเป่าดังลั่น เนตรนิภากับกนธีแยกตัวออกจากกันทันที ร.ป.ภ.เดินหน้าบึ้งเข้ามา
        “ไปประเจิดประเจ้อกันที่อื่นครับ ถ้าไม่อยากถูกปรับข้อหาอนาจาร”
        กนธีและเนตรนิภาหันมามองหน้ากันอย่างรังเกียจ
        เนตรนิภากับกนธีร้องออกมาพร้อมกัน “อี๋!!”
        ทั้งคู่สะบัดหน้าใส่กันแล้วเดินแยกกันออกไปคนละทาง
      
        หลอดและเสริมกำลังให้อาหารหมู พิแสงเดินจ้ำมา หลอดกับเสริมมองพิแสง
        “จ้ำเหมือนเดินตามควาย”
        “เอ๊ะ หรือว่าควายตาม”
        หลอดและเสริมหัวเราะร่วน เขมมิกเดินจ้ำตามพิแสงมา
        “คุณพิแสง รอฉันด้วยสิ”
        “ไม่ต้องตามมาได้มั้ย เขมมิก!” พิแสงว่า
        หลอดกับเสริมมองหน้ากัน “คุณเขมมิก!”
        เขมมิกหันมายิ้มให้หลอดและเสริม “สวัสดีจ๊ะ อากาศดีเนอะ สดชื้น สดชื่น”
        หลอดและเสริมหันมามองหน้ากันแล้วหันไปมองขี้หมูที่ตามพื้น
        “เสแสร้งที่สุด!” พิแสงว่า
        พิแสงเดินหนีไป เขมมิกเดินตาม
        “ฉันจริงใจนะ...เสแสร้งตรงไหน ก็มันจริงนี่” เขมมิกเดินลำบากเพราะใส่ส้นสูง “โอ๊ย!!! จะรีบไปไหนเนี่ย รอด้วย!”
        หลอดกับเสริมมองตามเขมมิกอึ้งๆ...
        “สวย..มองโลกในแง่ดี...มีออร่า....นางฟ้าชัดๆ !!” หลอดเพ้อ
      
        เขมมิกถือส้นสูงเดินตามทางที่ขรุขระอย่างลำบากยากเย็น เธอเหนื่อยอ่อนและหมดแรงจึงทิ้งรองเท้า
        “โอย!”
        พิแสงที่เดินนำอยู่หันมามองเขมมิกแล้วยิ้มเยาะ ดูถูก
        เขมมิกเห็นสายตาของพิแสงแล้วยิ่งเจ็บใจ เธอคิดแผนก่อนจะนั่งแปะลงกับพื้นแล้วร้องไห้
        “ฮือๆๆๆ”
        พิแสงชะงักแล้วหันมามองก่อนจะตกใจเล็กๆ
        “เป็นอะไร”
        “เป็นคนดีแล้วมันไม่มีใครเชื่อ มีแต่คนซ้ำเติม ดูถูก ไม่ให้โอกาส เลว ชั่ว ไม่ใช่คน!”
        “ว่าใคร” พิแสงถาม
        “ว่าหมูมั้ง”
        “อย่ามาว่าหมูฉัน หมูฉันมันยังมีประโยชน์กับโลกมนุษยชาติมากกว่าผู้หญิงอย่างเธอ”
        เขมมิกร้องไห้อีก “โฮ!!!! น้อยเนื้อต่ำใจเหลือเกิน ลุทซ์ขา...เขมคงเป็นได้แค่ภรรยาที่ใช้เงินสามีไปวันๆ ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ คิดกลับตัวกลับใจ เขาก็ไม่ให้โอกาส เขมอยากตาย ฮื้อ!!”
        พิแสงเริ่มไขว้เขวและรู้สึกผิดที่พูดแรง
        “ฉันพูดแรงไป...ขอโทษ”
        “ไม่ คุณพูดถูกแล้ว คุณคงได้ข้อมูลอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวฉันมาผิดๆ คุณถึงได้ปักธงว่าฉันเป็นผู้หญิงไร้ค่า แต่ถ้าคุณให้โอกาสฉัน คุณจะรู้ว่า...ฉันมีดี”
        พิแสงอึ้งไป เขมมิกเหลือกตาขึ้นแอบมองท่าทีของพิแสงแล้วก็แอบยิ้ม
        “ฉันยอมรับการตัดสินใจของคุณ แต่ฉัน...ไม่ยอมแพ้หรอกนะคะ ฉันจะสู้ ต้องสู้เท่านั้นจึงจะชนะอคติที่มีอยู่ในใจคุณ เขมมิก สู้ สู้”
        เขมมิกทำเป็นพยายามลุกขึ้นอย่างลำบากยากเย็นแต่ก็ตัวโงนเงนจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ พิแสงทนดูไม่ได้จึงเข้าไปช่วยประคอง
        “ดีๆๆ...ค่อยๆ เดี๋ยวล้ม”
        “ขอบคุณนะคะ ความจริงแล้ว ลึกๆซึ่งคงจะลึกมาก คุณก็เป็นคนดีนะคะ”
        เขมมิกตั้งใจสบตาพิแสงพร้อมทั้งส่งสายตาหวานหยดย้อย พิแสงอึ้งและอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก


  


       “มีคู่หมั้นแล้วไม่ใช่เหรอ อย่ามาทำตาเจ้าชู้กับผู้ชายคนอื่น” พิแสงว่า
      
       พิแสงดีดตัวออก
       “อุ๊ยตาย เปล่านะคะ เนี่ยเป็นสายตาแห่งมิตรภาพต่างหาก”
       พิแสงเดินหนี
       “ตกลง ยอมให้ฉันฝึกงานกับคุณได้หรือยัง”
       “ยัง!!”
       เขมมิกหลุด “วะ!”
       พิแสงหันขวับมามอง
       เขมมิกรีบเปลี่ยนกริยา “วะคะ!”
       พิแสงเดินไป เขมมิกเจ็บใจ
       “เปลี่ยนชื่อเป็นนายหินดีกว่ามั้ย หา!!! กลับไปตั้งหลักก่อนก็ได้”
       เขมมิกหยิบรองเท้าแล้วเดินกลับไปทางเดิม
      
       อนงค์คุมคนงานให้ตักกับข้าวใส่ถาดหลุมให้คนงานที่มาต่อคิวรับอาหาร แต่สายตาของเธอสอดส่ายมองหาใครบางคน หลอดกับเสริมเข้ามาต่อแถว อนงค์รีบปราดเข้าไปสืบข้อมูลทันที
       “ไอ้หลอด ไอ้เสริม เป็นไงบ้าง” อนงค์ถาม
       “สบายดีจ้า แต่เหงาบ้างไรบ้าง” หลอดบอก
       “ส่วนฉันเมื่อเช้ากินข้าวไม่ค่อยลง” เสริมพูด
       “ฉันถามถึงคุณเขมหลานคุณธรรมศักดิ์ต่างหาก!”
       หลอดกับเสริมพูดพร้อมกัน “อ๋ออ”
       “ท่าทางนายหัวแกไม่ชอบมากๆเลยใช่มั้ย”
       “พูดยังกะตาแกเห็นเลยนะป้า” หลอดว่า
       “ป้า...อย่าเม้าเรื่องนายหัวเลย เขาจะหาว่าเราสาระแน แส่ไม่เข้าเรื่อง” เสริมบอก
       “ว้าย!”
       หลอดดึงตัวเสริมเดินเลี่ยงไป “หิวๆๆๆโว้ยหิว”
       อนงค์เจ็บใจ วาศิณีเดินเข้ามาจะมากินข้าว เธอหยิบถาด
       อนงค์เข้าไปตีมือ “ยังจะห่วงกิน!”
       “เอ๊า ก็หนูหิว ไม่กินจะเอาแรงที่ไหนทำงานล่ะ”
       “ตอนนี้ไม่ต้องห่วงงาน ห่วงนายหัวของแกก่อนเถอะ”
       “จะห่วงทำไม ไม่เห็นมีอะไรน่าห่วง”
       “ทำไมจะไม่มี มีผู้หญิงฤทธิ์เยอะสวยๆอย่างนั้นในบ้านนายหัวทั้งคนนะแก”
       “แล้วไง ก็นายหัวทำท่าเกลียดยัยนั่นจะตาย”
       “ก็ต้องกันไว้ก่อน แกต้องไปแสดงความเป็นเจ้าของ มันจะได้ไม่กล้ายุ่งกับนายหัว รู้มั้ย”
       “รู้ กินได้หรือยัง” วาศิณีถาม
       วาศิณีเดินไปหยิบถาดข้าวด้วยความหงุดหงิด อนงค์ครุ่นคิด
       “สงสัย ฉันต้องออกโรงเองซะแล้ว!”
       อนงค์หันกลับมาเจอชมพู่ยืนอยู่
       “ว้าย! ทำตัวเป็นสปายอีกหรือไง”
       “เป็นขี้ข้านี่แหละค่ะ ไหนคะ อาหารกลางวันนายหัว มัวแต่คิดแผนอะไรอยู่ล่ะคะ” ชมพู่ถามกลับ
       “ฉันคิดรายการอาหารวันพรุ่งนี้อยู่ย่ะ ไปจัดโต๊ะให้นายหัวไป เดี๋ยวฉันเอาสำรับไปให้”
       ชมพู่ยอมเดินออกไปแต่เหลือบมองอนงค์อย่างไม่ไว้ใจ
      
       แสงสุดาเดินคุยโทรศัพท์
       “จับตาดูนังอนงค์ให้ดี นังนี่มันร้าย!!! แล้วเขมมิกเป็นไงบ้าง ทุกอย่างราบรื่นดีใช่มั้ย”
       ชมพู่แอบคุยมือถืออยู่หลังบ้านพิแสง
       “เรียบร้อยทุกอย่างค่ะ ยกเว้นอย่างเดียว” ชมพู่รายงาน
       “อะไร”
       “นายหัวแกเกลียดคุณเขมมิก เหมือนคุณเขมมิกแกเป็นไส้เดือนกิ้งกือเลยค่ะ แถมไล่ให้กลับบ้านอีกนะคะ”
       “เนี่ยเหรอ เรียบร้อยทุกอย่างของแก!!”
       “อ้าว ก็มีข้อยกเว้นแล้วไงคะน้องไบร์ทค่า ชมพู่ไม่ได้พูดอะไรผิดเลยนะคะ”
       “แกต้องช่วยเขมมิกปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม แต่ไม่ต้องแสดงตัวว่าแกเป็นสายของฉัน เข้าใจมั้ย แค่นี้นะ”
       แสงสุดาวางสายแล้วยิ้มย่อง
       “จะรอดมั้ยเนี่ย...เฮ้อ มีลูกชายฉลาดก็เงี้ย หลอกลำบาก”
       พิสุทธิ์เดินผ่านไปในชุดตีกอล์ฟกับพิทยา แม่บ้านหิ้วถุงกอล์ฟเดินออกไปก่อน
       “จะไปไหนกัน” แสงสุดาถาม
       “อ๋อ...ไปช้อนลูกน้ำจ๊ะ” พิสทธิ์ตอบ
       “คุณพิสุทธิ์!”
       “แหม ก็แหย่เล่นบ้าง อยากให้คุณอารมณ์ดี ช่วงนี้คุณดูเครียดๆ”
       “ฉัน...คิดถึงตาใหญ่” แสงสุดาบอก
       “งั้นเราไปเยี่ยมคุณใหญ่ที่พัทลุงมั้ยครับ” พิทยาเสนอ
       แสงสุดาตอบทันที “โน!!”
      
       แสงสุดาเข้ามานั่งทำท่าเพลียๆ พิสุทธ์ปราดเข้ามาดูอาการอย่างเป็นห่วง

   
      
       แสงสุดาเข้ามานั่งทำท่าเพลียๆ พิสุทธ์ปราดเข้ามาดูอาการอย่างเป็นห่วง
      
       “คุณจ๋า คุณเป็นอะไร”
       “ฉันชื่อแสงสุดา”
       “คุณแสงสุดาจ๋า คุณเป็นอะไร”
       “รู้สึกเพลียๆ อยากนอน อยากกินอะไรเปรี้ยวๆ”
       “คุณแม่ท้องเหรอครับ” พิทยาเข้ามาถาม
       “ท้องมารมั้ง”
       “คุณพิสุทธิ์!!”
       “ขำๆจ๊ะ ก็คุณคงเครียด เลยทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไปพักผ่อนที่ฟาร์มตาใหญ่ อยู่หลายๆวันให้หายคิดถึงลูกก็ดีนะ เผื่ออาการจะดีขึ้น ทำไมไม่ไป”
       “ก็บอกอยู่นี่ไงว่าเพลีย เพลีย ไม่อยากไปไหนทั้งนั้น ฉันติดบ้าน ต้องให้ลูกขึ้นมาหาสิ”
       “แต่....”
       “หรือว่าอยากจะไปเจอหน้าชิ้นเก่า”
       “งั้นอยู่บ้านดีแล้วจ๊ะ นอนเยอะๆ ไม่ต้องไปไหนเลย ดีกว่าเนอะ”
       แสงสุดาค้อนพิสุทธิ์ พิสุทธิ์เลี่ยงไปคุยกับพิทยา
       “ตาพีท ไปไดรฟ์คนเดียวได้นะ พ่ออยากอยู่เป็นเพื่อนแม่เค้า เป็นห่วง”
       “ได้ครับคุณพ่อ งั้นผมขอตัวนะครับ”
       พูดจบพิทยาก็เดินออกไป เขาเหลือบมองพิสุทธิ์และแสงสุดาด้วยสายตาเหยียดๆ แล้วเดินไป พิสุทธิ์พยายามเอาใจแสงสุดาที่แกล้งอ่อนเพลีย
       “ให้นวดให้มั้ย”
       “ดีค่ะ แต่อย่าแรงนะ กลัวเจ็บ”
       “ไม่เจ็บหรอกจ๊ะ เบาๆ”
      
       พิทยาหยิบมือถือขึ้นมากดโทรออกแล้วรอสาย โทรศัพท์บ้านเนตรนิภาดังขึ้นแต่ไม่มีคนรับสาย พิสิณีเดินเข้ามาเห็นว่าพิทยากำลังโทรศัพท์หาใครสักคนอยู่
       “มือถือก็ไม่รับทั้งคู่ ที่บ้านอีก....ทำอะไรอยู่ที่ไหนนะ เขม”
       พิทยารู้สึกเป็นห่วงเขมมิก พิสิณีตกใจและหวั่นใจที่ได้ยินว่าพิทยากำลังโทรหาเขมมิก พิทยากดวางสาย พิสิณีเก็บอารมณ์แล้วเดินเข้าไป
       “มีอะไรเหรอคะ พีท”
       “อ๋อ...พอดีโทรหาเพื่อน ชวนไปไดรฟ์กอล์ฟด้วยกันน่ะจ๊ะ เพราะคุณพ่อจะอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ ท่านไม่ค่อยสบาย”
       “เพื่อนไปได้มั้ยคะ ให้สิณีไปเป็นเพื่อนมั้ย”
       “ไม่เป็นไรจ๊ะ เพื่อนผมออกมาได้ ผมไปก่อนนะ แล้วจะรีบกลับ”
       พิทยาหอมแก้มพิสิณีหนึ่งทีแล้วรีบเดินออกไป พิสิณีมองตามและเก็บกลั้นความรู้สึกที่รู้ว่าพิทยาโกหก
      
       อนงค์ตักข้าวใส่จานให้พิแสง พิแสงเหลือบมองจานเขมมิกที่ว่างเปล่า
       “ยัยผีกระเป๋าลาก ทำไมยังไม่มากินข้าว”
       “อ้าว...ก็เห็นไปกับนายหัวไม่ใช่เหรอคะ” อนงค์บอก
       “ไปด้วยกัน แต่ไม่ได้กลับมาด้วยกัน แต่ผมเห็นเค้าเดินกลับมาแล้วนะ”
       ชมพู่กระแทกขวดน้ำที่กำลังจะเสริ์ฟลงทันทีอย่างตื่นตัว
       “หรือว่า จะหลงทางคะ!!” ชมพู่เดา
       “ดี หลงขึ้นเขาไปได้ยิ่งดี ให้เสือจับกินซะให้เข็ด” พิแสงว่า
       อนงค์ยิ้มย่อง
       “ชมพู่ไปตามให้เองค่ะ” ชมพู่บอก
       ชมพู่รีบเดินออกไป พิแสงจะร้องห้ามแต่ก็ไม่ทัน
       “ทานข้าวเถอะค่ะนายหัว เดี๋ยวกับข้าวจะเย็น ไม่อร่อย”
       พิแสงหยิบช้อนแต่ก็กินไม่ลงเพราะรู้สึกเป็นห่วงเขมมิก เขาวางช้อนลงแล้วหยิบขึ้นมาใหม่ แล้วก็วางช้อนลงก่อนจะลุกขึ้น
       “เดี๋ยวค่อยกิน...”
       “จะไปไหนคะ”
       พิแสงไม่ตอบแต่เดินออกไป อนงค์หงุดหงิดและนึกไม่ไว้ใจ
      
       พิแสงเดินออกมาเจอเนตรนิภาที่ลากกระเป๋าเดินเข้ามาเจอพิแสง พิแสงแปลกใจเพราะจำเนตรนิภาไม่ได้ แต่คุ้นๆ
       “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเนตรนิภา เป็นเพื่อนของเขมมิกค่ะ”
       พิแสงไม่พอใจที่มีเพื่อนมาหาแต่รักษามารยาท “สวัสดีครับ” พิแสงบ่นกับตัวเอง “มาแค่วันเดียว เพื่อนก็แห่กันมาแล้วเหรอ”
       “เขมอยู่ไหนคะ ฉันมีเรื่องด่วน” เนตรนิภาบอก
       “หายตัวไปไหนก็ไม่รู้”
       “หา!!!!! หายตัวไป จะบ้าเหรอคุณ เพื่อนฉันอยู่ในฟาร์มของคุณแท้ๆ แต่คุณดูแลไม่ได้ ปล่อยให้หายตัวไปแบบนี้ได้ยังไง แล้วทำไมไม่ไปตามล่ะคะ!”
       “ก็กำลังจะไปเนี่ยไง คุณยังไม่หยุดพูด ก็ไปไม่ได้”
       “หยุดแล้วค่ะ ขอโทษค่ะ”
       พิแสงจะไป เนตรนิภาเดินตาม
       “ไปด้วยค่ะ”
       กนธีเดินปรี่เข้ามาหาพิแสง ยังไม่ทันสังเกตเห็นเนตรนิภา
       “ไอ้พิแสง ฉันซ้วยซวยว่ะ” กนธีเห็นเนตรนิภา “น่าน ซวยได้ทั้งวัน”
       “ฉันไม่มีเวลามาทะเลาะกับนายหรอกนะ ฉันจะไปตามหาตัวเขม”
       “คุณเขมมิกมาแล้วเหรอ..แล้วทำไมต้องตามหา”
       “หายตัวไปไง ถ้าไม่หายจะตามหาทำไม บื้อ!”
      
       “หายตัวไป!! เฮ้ย ตามสิวะ ไอ้พิแสง”


   


       พิแสงขับรถจิ๊ปมาจอดเทียบเรียบร้อย พิแสงดูร้อนใจมาก
      
       “จะไปก็ขึ้นรถ”
       “ไมไวจังวะ”
       เนตรนิภาขึ้นรถ “รีบไปเถอะค่ะ ทิ้งไอ้ตัวน่ารำคาญไว้ตรงนี้แหละ”
       พิแสงออกรถ กนธีรีบกระโดดขึ้นรถไปเบียดเนตรนิภา
       “ไอ้บ้า มาเบียดฉันทำไม!”
      
       พิแสงขับรถมา ได้ยินเสียงคุยกันดังมาแต่ไกล
       “คนงานบอกว่าเขมมิกเดินมาทางนี้”
       “หลงไม่รู้จักทางแล้วทำไมไม่ถามน้า คุณเขม เจอตัวจะจับตีก้นซะให้เข็ด” กนธี
       “เพื่อนฉันน่ะถึงถามแล้วก็ยังหลง”
       “ทำไมต้องว่าคุณเขม เป็นเพื่อนรักกันไม่ใช่เหรอ หา!!”
       “แล้วเกี่ยวอะไรกับนาย!”
       พิแสงจอดรถจนเนตรนิภาและกนธีหัวทิ่ม
       “ลงไปเลยไป ทะเลาะกันอยู่ได้!”
       พิแสงเหลือบไปเห็นรองเท้าของเขมมิกแล้วจำได้
       “นั่นมันรองเท้ายัยผีกระเป๋าลาก แล้วตัวไปไหน” พิแสงว่า
       “อย่าบอกนะว่าถูกเสือจับไปกิน”
       เนตรนิภาร้องโฮ “เขม!!! ไอ้เขม!!”
       เนตรนิภากระโดดลงไปเก็บรองเท้าเขมมิกเสมือนว่าเป็นตัวแทนของเพื่อน
       “เขม ฉันขอโทษ ฉันมาช้าไป เพราะผู้ชายเลวๆสองคนแท้ๆ”
       พิแสงกับกนธีร้องพร้อมกัน “อ้าว....”
       กนธีหงุดหงิด แต่พิแสงมีเซ้นส์ว่าเขมมิกเดินเข้าป่าไป พิแสงรีบเดินไปทางเดียวกับที่เขมมิกเดินไปทันที
       “นี่!!! คนเลวที่ไหนจะออกมาตามหาคุณเขม”
       “ดีแตกน่ะสิ ฉันรู้นะว่านายคิดอะไรกับเขม ถ้าไม่ได้คิด นายคงไม่คิดจะออกมาตามหาตัวเขมหรอก นี่แหละ...เลว!”
       “บ๊ะ อย่าเพิ่งตื่นตูมได้ป่ะ คุณเขมอาจจะไม่ได้เป็นอะไรก็ได้ จริงมั้ยพิแสง” กนธีหันไปถามเพื่อน
       แต่กนธีไม่เห็นพิแสงแล้ว
       “หายไปไหนแล้ววะ”
       “เข้าไปทางโน้น เขม ฉันขอโทษ ฉันผิดเองที่ปล่อยแกมาตามลำพัง” เนตรนิภาคร่ำครวญ
       กนธีรีบตามพิแสงไป ทิ้งเนตรนิภาเอาไว้คนเดียวเพราะรำคาญ เนตรนิภารู้สึกตัวว่าอยู่คนเดียว ท่ามกลางป่าใหญ่ เธอมองซ้ายมองขวาแล้วเห็นว่าเปลี่ยวมาก พอโกยรองเท้าเขมได้ก็รีบวิ่งตามกนธีไปทันที
       “รอด้วยสิ!!”
      
       พิแสงเดินตามหาเขมมิกด้วยความเป็นห่วง
       “อย่าเป็นอะไรไป นะเขมมิก...”
       กนธีเดินตามมามองหา เนตรนิภาเดินตามมาอย่างกลัวๆ จึงเข้าไปจับแขนของกนธีเอาไว้ แต่กนธีสะบัดออก
       “อย่ามาจับ!” กนธีบอก
       “ไอ้คนเห็นแก่ตัว!” เนตรนิภาว่า
       “เออ!”
       “เบาๆสิ เข้าป่าอย่าเสียงดัง” พิแสงต่อว่า
       กนธีกับเนตรนิภาเงียบกริบแล้วเดินตามพิแสงไป พิแสงมองสำรวจไปรอบๆ แล้วได้ยินเสียงน้ำตกดังมาจากทางหนึ่ง พิแสงรีบเดินไปทันที กนธีและเนตรนิภาเดินตาม กนธีเห็นเนตรนิภาทิ้งช่วงห่างจึงเข้าไปจับมือเนตรนิภาให้รีบเดินตามมา เนตรนิภาสะบัดออก
       “อย่ามาจับ!” เนตรนิภาว่า
       “เออ! ไม่จับ!”
      
       เขมมิกวิ่งมาจนเห็นน้ำตกสวยงามก็ตื่นตะลึง
       “โอวแม่เจ้า!!! สวย สวย สวย สวย!!”
       เขมมิกค่อยๆเดินไปยืนริมตลิ่งดั่งต้องมนตร์
       ปริญญ์เปลือยท่อนบนโผล่ขึ้นมาจากน้ำแล้วเสยผม โดยที่สะเก็ดน้ำเกาะพราวตามตัว เขมมิกเห็นแล้วก็อ้าปากหวออย่างตกตะลึง
       “โอว แม่เจ้า!!! หล่อ ล่ำ ล่ำ ล่ำ มาก!!”
       ปริญญ์เหลือบมาเห็นเขมมิกยืนปากค้างอยู่ก็ตกใจ จึงรีบเอามือปิดนมด้วยความอาย
       “เฮ้ย!!”
       “ว้าย!”
       เขมมิกหันหนีแต่เสียการทรงตัวจนเริ่มเอียงจะตกน้ำ
       “ว้ายๆๆ”
       ปริญญ์ลุ้นแล้วรีบว่ายน้ำเข้าหาฝั่งไปทางที่เขมมิกยืนอยู่ เขมมิกรักษาบาล้านซ์เอาไว้ได้จึงกลับมายืนทรงตัวได้อีกครั้งอย่างโล่งใจ ปริญญ์ขึ้นมาจากน้ำข้างๆเขมมิก เขมมิกตกใจทำให้ก้าวถอยหลัง ตกน้ำลงไปทันที
       “ว้าย!!”
      
       ปริญญ์ตกใจ ด้วยสัญชาติญาณเขารีบกระโดดพุ่งหลาวลงไปใหม่เพื่อช่วยเขมมิก เขมมิกจมลงไปใต้น้ำ ปริญญ์รีบดำน้ำลงไปหวังจะช่วย เขมมิกโผล่พรวดขึ้นมาในจังหวะเดียวกับที่ปริญญ์ก็โผล่ขึ้นมาด้วยเหมือนกัน โดยที่ทั้งคู่อยู่ใกล้ชิดกันมาก เขมมิกและปริญญ์สบตากันแล้วอึ้งไป พิแสง กนธี และเนตรนิภาวิ่งเข้ามาเห้นพอดี พิแสงถึงกับเซ็ง...
       “ที่แท้ก็หนีมาเล่นน้ำกับผู้ชาย แล้วทำให้ชาวบ้านเค้าเป็นห่วงแทบตาย ยัยปลวก!!”
      
       เขมมิกกับปริญญ์สะดุ้งเฮือก ทั้งสองหันมาเห็นพิแสง เนตรนิภาและกนธีก็รีบผละออกจากกัน
       “ว่าใครปลวก!” เขมมิกถาม
      
       “เธอนั่นแหละ” พิแสงบอก


  


       พิแสงกระฟัดกระเฟียดเดินออกไปทันที เนตรนิภาและกนธีดีใจ
      
       “เขม แกไม่ได้ถูกเสือกิน!!” เนตรนิภาดีใจ
       “ใครบอกฉันถูกเสือกิน ใครแช่งให้ฉันตาย ฉันจะไปฆ่ามัน!”
       เนตรนิภาชี้ไปที่กนธี “ไอ้นี่”
       “ผมแค่สันนิษฐานครับ ไม่ได้จริงจัง” กนธีหันไปเอาเรื่องเนตรนิภา “เธอ!”
       “ทำไม!” เนตรนิภาถาม
       ปริญญ์ยิ้มให้เขมมิก
       “ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณเขมมิก ผมปริญญ์ครับ”
       พิแสงเดินเข้ามาตะโกนสั่งดังลั่น
       “เค้าเป็นหมอหมู ไม่ชอบผู้หญิง ไม่ต้องลิงโลด ขึ้นมาได้แล้ว! เร็ว!”
       พิแสงลืมตัวจึงยื่นมือให้เขมมิก เขมมิกกระโจนจับมือพิแสงทันที
       “เป็นห่วงเค้าใช่มั้ยล่า!!” เขมมิกว่า
       เขมมิกจะโหนขึ้น พิแสงรำคาญจึงปล่อยตกน้ำอีกรอบ
       “ว้าย!”
       พิแสงก็เดินออกไป เขมมิกผุดขึ้นมาด้วยความแค้นแล้วรีบตะกายเข้าฝั่ง ปริญญ์รีบช่วย เขมมิกขึ้นจากน้ำได้ก็วิ่งตามพิแสงออกไปทันที ปริญญ์ขึ้นจากน้ำ เนตรนิภาเห็นหุ่นของหมอปริญญ์แล้วก็อึ้ง
       “โอว...แม่เจ้า...หล่อ..ล่ำ ล่ำ ล่ำ มาก!!”
       ปริญญ์รีบเดินเอามือปิดนมไปหยิบเสื้อที่พาดอยู่แถวนั้นมาใส่ด้วยความอาย กนธีหมั่นไส้เนตรนิภามากจึงเอามือดันคางให้ปากของเธอปิด
      
       พิแสงเดินจ้ำมา เขมมิกเดินตามมาติดๆ ด้วยความหนาวสั่น แต่ก็ตามติดไม่ลดละ
       “เป็นห่วงเค้า แต่ทำปากแข็ง”
       “ปากฉันไม่แข็ง”
       “แข็ง”
       “ลองแล้วหรือไง”
       “ก็ลองแล้วไงถึงรู้ว่านุ่ม” เขมมิกลืมตัว “อุ๊ย...พูดอะไรออกไป”
       “น่าไม่อาย! แล้วรองเท้าไปอยู่ตรงโน้นได้ยังไง”
       “อ๋อ”
      
       เขมมิกเล่าให้พิแสงฟัง
       ภาพในอดีตย้อนกลับมา เขมมิกเดินเป๋มาตามทาง
       “ฉันอยู่ที่ส่วนๆไหนของประเทศไทยเนี่ย ข้ามชายแดนมาหรือยังก็ไม่รู้ โอย!”
       เขมมิกได้ยินเสียงน้ำตก
       “น้ำตก....น้ำตก...น้ำ...ฉันหิวน้ำ..น้ำ!!!”
       เขมมิกลืมเหนื่อยจึงเหวี่ยงรองเท้าไปคนละทิศละทางแล้ววิ่งหายเข้าไปในป่าข้างทาง
      
       เขมมิกยิ้มเผล่ให้พิแสง พิแสงส่ายหัวอย่างเซ็งๆ
       “อ๊ะ ฉันทำอะไรผิดอีกล่ะ คนหิวน้ำจนลืมตัว ผิดเหรอ เดินหาทางกลับตั้งหลายกิโล ไม่ใช่อูฐนะยะจะเก็บน้ำไว้ที่หนอกได้”
       พิแสงตัดบท “รีบกลับเถอะ ปากเขียวสั่นไปหมดแล้ว เร็วๆ! เสียเวลาจริง!”
       พิแสงเดินไป เขมมิกมองตามยิ้มๆ
       “เอาวะ...หินเริ่มกร่อนแล้ว...อย่างนี้สิถึงจะน่าลุ้น”
       เขมมิกหน้าเสียในขณะที่ถือกระโปรงแดงที่ขาดและมอมแมมสภาพยับเยินโชว์ให้เนตรนิภาดู
       เนตรนิภาตกใจ “อะ....อ๊ายย!!”
       “กระโปรงแดงแสลงใจมากเลยใช่มั้ย” เขมมิกถาม
       “ฉันจะฆ่าแก ไอ้เขม!!”
       เนตรนิภาพุ่งเข้าไปใส่เขมมิก เขมมิกวิ่งหนีโดยใช้ประโปรงแดงเป็นเป้าคล้ายล่อกระทิง
       เขมมิกหลบได้ “ใจเย็นก่อนสิเนตร หายนะที่เกิดกับกระโปรงของแกมันไม่ได้เกิดจากฉัน”
       “ต้นเหตุคือแก ถ้าแกไม่แฮ้บมา มันก็ไม่เกิด!” เนตรนิภาพุ่งไปขวิด
       เขมมิกหลบ “ฉันแฮ้บ แต่ฉันก็ใส่แบบทนุถนอมมันมาก อาจจะเผลอทำกาแฟหกใส่นิดนึง”
       “ทำกาแฟหกใส่ด้วย!” เนตรนิภาพุ่งไปขวิด
       เขมมิกหลบ “นิดเดียว! แต่มันก็ไม่ร้ายแรงเท่าที่ไอ้เสือยิ้มยากนั่นมันปู้ยี่ปู้ยำฉัน จนทำให้กระโปรงแกเป็นแบบนี้!”
       เนตรนิภาอึ้ง “แกโดนปู้ยี่ปู้ยำเหรอ!!”
       “ก็...ทำนองนั้น ฉันเจ็บทั้งตัว เจ็บทั้งใจนะแก ความเจ็บปวดของแกกับของฉันมันเทียบกันไม่ได้เลย”
       เขมมิกทำเป็นน้ำตาซึม เนตรนิภาเกือบใจอ่อนแต่แล้วก็ตั้งสติทัน
       “ไม่ต้องดราม่า! เปลี่ยนประเด็น เรื่องของแกทีหลัง กลับมาเรื่องกระโปรงฉัน”
       “ก็ได้....ฉันขอโทษ”
       เนตรนิภาใจอ่อนลง “ทำไมต้องเป็นกระโปรงฉันตัวนี้”
       “ก็สีแดงเป็นสีนำโชคของฉัน แล้วเวลามาต่างจังหวัดก็ต้องสีแรงๆแบบนี้และต้องสั้นแบบนี้ มันถึงจะเป็นแผนร้ายยัยเซ็กซี่...ซึ่งฉัน...ไม่มีเลยสักตัว”
       “แล้วทำไมไม่บอกกันดีๆ”
       “ถ้าบอก แกก็ไม่ให้...แกหวงมันมาก”
       “ใช่!” เนตรนิภาเท้าความ “วันนั้นเป็นวันที่หนาวเหน็บมาก ที่ปารีส ฉันไปยืนรอขาแข็งปากแข็งตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด แล้วฉันก็ทำได้ ฉันเอาชนะชะนีแฟชั่นนิสต้าตัวแม่เป็นร้อยที่ต้องการเป็นเจ้าของมันเหมือนฉันได้ในที่สุด มันคือประวัติศาสตร์ !!”
       “แล้วแกจะเอาไงต่ออ่ะ” เขมมิกถาม
       เขมมิกมองเพื่อนที่เกลือกกลิ้งกับกระโปรงอย่างรู้สึกผิดมาก
      
       เนตรนิภาลากกระเป๋าออกมาจากในบ้าน เขมมิกตามง้อ
       “เดี๋ยวก่อนสิเนตร แกเอาเสื้อผ้ามาขนาดนี้ ไม่อยู่ต่อสักคืนสองคืนเหรอ” เขมมิกง้อ
       “ตอนแรกก็ว่าจะอยู่ เพราะลึกๆฉันก็คิดถึงแก...แต่พอมาเห็นสภาพมันแล้ว รุนแรงกว่าที่คิด...ฉันทำใจนอนกับแกไม่ได้จริงๆ....ฉันโกรธ!!”
      
       เนตรนิภาจะเดินออกไป กนธีเข้ามาเสนอหน้าคุยกับเขมมิกข้ามหัวเนตรนิภา


  


       “อ้าว..คุณเขม คิดว่าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วซะอีก ระวังจะไม่สบายนะครับ” กนธีเตือน
        เขมมิกเซ็ง “ค่ะ”
        “หรือว่าเป็นแล้ว...ไหนแตะตัวดูซิ”
        พูดจบกนธีก็เอื้อมมือจะแตะหน้าผากเขมมิกแบบเฉียดหัวเนตรนิภา เขมมิกเอนตัวหลบ เนตรนิภาฉุน จึงต่อยเข้าเบ้าตากนธี กนธีหน้าหันมาเพราะเจ็บ
        “โอ๊ย!”
        “อย่ามาแต๊ะอั๋งเพื่อนฉัน!!” เนตรนิภาว่า
        “มือไวเป็นบ้าเลย โอ๊ย!!”
        เนตรนิภาเดินหนีออกไป เขมมิกวิ่งตาม กนธียังเจ็บเบ้าตาและเจ็บใจเนตรนิภา
        “ยัยก้างเอ๊ย!!! ขวางตลอดๆ แค้นนี้ต้องชำระ!!”
       เนตรนิภาจะเดินออกไป กนธีเข้ามาเสนอหน้าคุยกับเขมมิกข้ามหัวเนตรนิภา
        “อ้าว..คุณเขม คิดว่าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วซะอีก ระวังจะไม่สบายนะครับ” กนธีเตือน
        เขมมิกเซ็ง “ค่ะ”
        “หรือว่าเป็นแล้ว...ไหนแตะตัวดูซิ”
        พูดจบกนธีก็เอื้อมมือจะแตะหน้าผากเขมมิกแบบเฉียดหัวเนตรนิภา เขมมิกเอนตัวหลบ เนตรนิภาฉุน จึงต่อยเข้าเบ้าตากนธี กนธีหน้าหันมาเพราะเจ็บ
        “โอ๊ย!”
        “อย่ามาแต๊ะอั๋งเพื่อนฉัน!!” เนตรนิภาว่า
        “มือไวเป็นบ้าเลย โอ๊ย!!”
        เนตรนิภาเดินหนีออกไป เขมมิกวิ่งตาม กนธียังเจ็บเบ้าตาและเจ็บใจเนตรนิภา
        “ยัยก้างเอ๊ย!!! ขวางตลอดๆ แค้นนี้ต้องชำระ!!”
      
        เนตรนิภาลากกระเป๋าเดินมา เขมมิกวิ่งตาม
        “เดี๋ยวก่อนเนตร อย่าเพิ่งไปสิแก จะกลับไปทั้งที่เรายังผิดใจกันแบบนี้เหรอ” เขมมิกถาม
        “เออ!”
        “ก็ได้! แกจะไม่ยกโทษให้ฉันก็ได้! แต่...แกจะเดินออกไปเองเหรอ ไกลนะ”
        เนตรนิภาอึ้งนิดนึง ก่อนจะกลับมาทำฟอร์ม “เออ!”
        เนตรนิภาเดินงุดๆ ออกไป เขมมิกถอดใจหันหลังเดินกลับแล้วก็สะดุ้งโหยงเพราะเจอพิแสงยืนอยู่ข้างหลัง เขมมิกชนเข้ากับแผงอกของพิแสงเต็มๆ
        “ว้าย!”
        เขมมิกทำท่าจะล้ม พิแสงจับตัวเธอเอาไว้ได้ทัน เขมมิกสบตาพิแสงแล้วก็อดหวั่นไหวไม่ได้
        “เมื่อไหร่เลิกเอะอะล้ม เอะอะล้ม น่ารำคาญ” พิแสงว่า
        เขมมิกไม่พอใจ “ฉันไม่ได้ตั้งใจ! ปล่อย!!”
        เขมมิกผลักพิแสงออกไป
        “เชื่อยากหน่อยนะ กับมารยาหวงเนื้อหวงตัวของเธอ”
        เขมมิกพยายามระงับอารมณ์ “ค่ะ ฉันจำเป็นต้องหวงเนื้อหวงตัวเพราะ...ฉันเปลี่ยนไปแล้ว ฉันต้องรักษาเกียรติของตัวเองเพื่อคู่หมั้น”
        “รักจริงหวังแต่ง?” พิแสงถาม
        “แน่นอน”
        “ทำไมยังไม่เปลี่ยนชุด ตกลงจะฝึกงานมั้ย ?”
        “ใจอ่อนแล้วเหรอคะ ทำไมอ่ะ”
        “บอกให้รู้ตัวไว้ว่าฉันมั่นใจว่าเธอมาที่นี่อย่างมีเบื้องหลัง และฉันเป็นคนนิสัยเสีย ถ้ารู้ว่ามีใครมาลูบคม ฉันจะไม่ยอมถอยหนี”
        “แล้วไง”
        “ฉันอาจจะชินกับหมูที่เป็นสัตว์ซื่อๆ ขี้ตื่น หวาดกลัวก็ถอยหนี แต่ถ้ามีเธอมาอยู่ที่นี่ คงทำให้หัวสมองฉันแล่นขึ้น”
        “ยินดี”
        “แต่ฉันก็ไม่ใช่หมูให้เธอเคี้ยวง่ายๆหรอกนะ เขมมิก”
        “สรุป...สั้นๆ??”
        “ฉันให้เวลาสิบห้านาที เปลี่ยนชุดแล้วไปที่ฟาร์ม สายแม้เพียงหนึ่งนาที...ฉันไล่เธอกลับ!”
        “สิบห้านาที บ้าไปแล้ว!”
        “เสียเวลาบ่นไปสิบวินาที เหลือสิบสี่นาที สี่สิบวิ!”
        เขมมิกวิ่งออกไป “กรี๊ดด”
        พิแสงมองตามเขมมิกยิ้มๆ ขำๆ ก่อนจะรู้ตัว
        “จะยิ้มทำไม”
        พิแสงเดินออกไป
      
        เนตรนิภานั่งอยู่บนกระเป๋าเพื่อรอคอยรถที่จะผ่านมาอย่างเซื่องซึมอยู่หน้าฟาร์ม
        “เขม..แกนะแก...ทำไมถึงทำกับฉันได้”
        รถคันหนึ่งแล่นออกมาจากถนนเข้าฟาร์ม เนตรนิภาเห็นรถก็ดีใจจึงรีบลุกไปโบก
        “จอดด้วยค่ะ จอดด้วย!”
        รถจอดเทียบข้างถนน เนตรนิภาหันไปหยิบกระเป๋าแล้วเดินมาที่รถ กนธีเปิดประตูรถออกมา
        เนตรนิภาตกใจ “ว้าย!”
        “กลับบ้านเก่าเหรอ” กนธีถาม
        “กลับบ้านเฉยๆ ไม่ต้องบ้านเก่า ไม่ต้องแช่ง!”
        เนตรนิภาหันกลับไปวางกระเป๋าที่เดิมโดยไม่สนใจกนธีอีกต่อไป กนธีมองมาที่เนตรนิภาอย่างมีแผน เนตรนิภาเห็นหน้ากนธีแล้วก็อึ้งจึงพูดดัก

      
       “นายกำลังคิดจะทำอะไร” เนตรนิภาตกใจถอยหลังกรูด “อย่านะ ฉันมีพระนะ”
        เนตรนิภาล้วงเข้าไปในเสื้อ ชูสร้อยพระขึ้นมาขู่กนธี
        “อ๊อย! ฉันไม่ได้ทำอะไร แค่คิดจะไปส่ง กลับไง เครื่องบินใช่มั้ย”
        “ทำดีมีเมตตาแบบนี้...คิดไม่ซื่อกับฉันแน่ๆ นายต้องการอะไร”
        “อยากจะกลับ ก็จะพากลับ จะได้กลับไปเร็วๆ ไปให้พ้นๆ ชีวิตรักของฉันกับคุณเขมจะได้ราบรื่น ไม่มีเธอเป็นก้างขวางคอ!”
        “เหร้ออ!!”
        “ช่าย!....เชิญ!”
        กนธีเดินไปเปิดประตูรถให้เนตรนิภา เนตรนิภาเดินไปที่รถแต่ไปปิดประตูรถใส่จนประตูหนีบมือกนธี
        “จ๊าก!!! อะไรของเธออีกเนี่ย!!”
        “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันไม่กลับ จะรวบรวมวันลาป่วย ลากิจ ลาพักร้อน ลาคลอด ดีนะที่ลาบวชไม่ได้ ไม่งั้นได้เพิ่มอีกตั้งพรรษานึงแน่ะ....เพื่ออยู่ที่นี่”
        “จะอยู่เป็นก้างหรือไง!”
        “ถูก!!! คราวนี้ก้างติดคอนายตายแน่ หึหึหึ!”
        เนตรนิภาลากกระเป๋าเดินกลับเข้าไปในฟาร์มทันที กนธีเจ็บใจเนตรนิภา
      
        ชมพู่เล่าเรื่องตื่นเต้นให้หลอด เสริมและคนงานคนอื่นๆฟัง
        “ฉันออกตามหาคุณเขมมิกแทบจะพลิกแผ่นดิน ไม่เจอ แต่พอนายหัวออกไปตามเท่านั้นแหละ..แป๊บเดียวเจอ”
        “ก็นายหัวฉลาด ส่วนแกมันโง่นิ” หลอดว่า
        “งั้นอย่าฟังเลย งอน!!”
        “เฮ้ย พวกเรา ทำงาน!!” หลอดลุกขึ้นพร้อมคนงาน
        “ว้าย! ฟังเถอะ ใครฟังจนจบ ชมพู่เลี้ยงขนมจีน”
        “เฮ้ย พวกเรา นั่ง!” หลอดลงนั่งพร้อมคนงาน
        ชมพู่เล่าต่อ “นายหัวเห็นรองเท้าคุณเขมอยู่บนพื้น กระจายไปคนละทาง เหมือนเกิดเหตุร้าย นายหัวหัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอกแล้วนายหัวก็...”
        เสริมตัดบท “นายหัวไปเจอคุณเขมที่ไหน...เล่าสักที”
        “หืม...ไอ้พวกไม่โรแมนติก...เจอที่น้ำตก คุณเขมหลงทาง”
        หลอดกับเสริมพูดพร้อมกัน “เออ!! ก็แค่นั้น!!”
        อนงค์เข้ามา
        “เป็นขี้ข้าแต่มาจับกลุ่มนั่งนินทานาย!!! เดี๋ยวจะตัดเงินกันให้หมด”
        หลอด เสริม และคนงานลุกฮือแล้วกระจายกันไปทำงาน เพราะเกรงใจอนงค์เหลือก็แต่ชมพู่
        “ไม่ได้นินทานะคะป้า เรียกว่าพูดถึงในทางที่ดี....เหมือนเทวดาอุ้มสม” ชมพู่บอก
        “อุ้มใครกับใคร!”
        “เอ๊า...ก็อุ้มคุณเขมมิกให้มาเจอกับนายหัวไงป้า...ยิ่งตอนนี้นะ กำลังอีลุ้กกุ๊กกิ๊กกัน...อู๊ย...แน่ๆ แน่ๆ!”
        อนงค์ไม่พอใจจึงเดินออกไปทันที ชมพู่หัวเราะสะใจ
      
        เขมมิกในชุดใหม่ที่ยังสวยและเซ็กซี่แต่ดูทะมัดทะแมงขึ้นเดินเข้ามา คนงานกำลังทำงาน
        “ขอโทษนะคะ คุณพิแสงล่ะคะ” เขมมิกถาม
        คนงานชี้ไปทางเล้าหมูเล้าหนึ่ง เขมมิกเห็นพิแสงกำลังก้มๆเงยๆอยู่ในเล้าหมูก็นึกแปลกใจว่าทำอะไร แต่ไม่ได้ติดใจอะไรจึงรีบเดินเข้าไปทันที
      
        เขมมิกเดินเข้าไปอ้าปากประกาศทันทีว่าตัวเองมาตรงเวลาโดยไม่ได้ตั้งใจมองไปข้างหน้ามากนัก
        “ฉันมาตรงเวลา” เขมมิกบ่นกับตัวเอง “ฮู่ว์ ไม่รู้จะเรียกว่าแต่งตัวหรือลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวดี” เขมมิกหันไป มองพิแสงแล้วก็ตาโต เพราะเขมมิกเห็นพิแสงกึ่งนั่งกึ่งคร่อมแถวบั้นท้ายหมู
        พิแสงร้องพลางขย่มเป็นจังหวะอย่างตั้งอกตั้งใจ “อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ”
        เขมมิกเห็นแขนและศอกของพิแสงอยู่แถวหน้าขาของตัวเองซึ่งติดกับก้นหมูสาวที่กำลังร้องครวญครางและขยับ เขมมิกอ้าปากค้างหน้าซีดเผือด
        “วิตถารที่สุด! ฟิทเจอริ่งกับหมู!!! อ๊าย!!”
        พิแสงตกใจหันมาโดยที่ในมือถือกระบอกน้ำเชื้อที่เตรียมฉีดเข้าช่องคลอดหมูแม่พันธุ์อยู่ หมูเองก็ตกใจวิ่งหนีหลุดไป
        พิแสงเซ “เฮ้ย!!” พิแสงหันมามองเขมมิกด้วยความโกรธมาก
        “ยังจะมามองอีก คุณมันลามก วิตถาร! !กระทำชำเราหมูตัวเมียอยู่ใช่มั้ย หรือตัวผู้! โรคจิต! หมูเหมอก็ไม่เว้น!”
        “หยุดโวยวายสักที!!”
        “ไม่หยุด!” เขมมิกเห็นคราบที่เป้ากางเกงพิแสง “นั่นไง หลักฐาน ชัดๆ คาเป้าคาตา! มิน่า เมื่อคืนคุณเห็นเรียวขาของฉัน...ก็เกิดอารมณ์เหมือนกันใช่มั้ย”
        “เวร ไปกันใหญ่”
        “คุณคิดข่มขืนแต่ไม่สำเร็จเลยเพราะฉันขัดขืน เลยทำเป็นเข้มใส่ เนียนๆ ไอ้โรคจิต บ้ากาม! กรี๊ด!”
        เขมมิกหันไปเห็นหลอดพลาสติกสำหรับใส่น้ำเชื้ออยู่แถวๆ นั้นสองสามอันจึงจะหยิบมาเขวี้ยงแต่ถูกพิแสงเข้ามารวบตัวกอดไว้แน่น


  


       “หยุดเดี๋ยวนี้! ยัยสมองกลวง! มาทำไมตอนนี้วะ ยัยเบื้อกเอ๊ย!!”
      
       พิแสงเห็นหมูทั้งเล้าร้องและวิ่งกันพล่านเพราะแตกตื่น
       “ช่วยด้วย ช่วยที คนอุบาทว์ข่มขืนหมูค่า!!”
       ปริญญ์ หลอด เสริม และคนงานพากันวิ่งเข้ามาอย่างตกใจ
       “เกิดอะไรขึ้นครับคุณพิแสง” ปริญญ์ถาม
       “ช่วยด้วย!!! กรี๊ดด!!” เขมมิกร้อง
       พิแสงตัดสินใจลากตัวเขมมิกออกไปจากที่เกิดเหตุทันที ในขณะที่เขมมิกยังดิ้นและกรี๊ดไม่หยุด
       พิแสงพูดกับหลอด เสริมและคนงาน “มายืนมุงแลไหร!! ไปทำงาน! ไป๋!!”
       หลอดเสริมและคนงานรีบสลายตัวไปทันที พิแสงลากเขมมิกที่ยังดิ้นไป ปริญญ์เดินตามพิแสงไป
      
       เขมมิกนั่งจ๋อยอยู่ ปริญญ์ที่อยู่ใกล้ๆ อมยิ้มขำๆ พิแสงเข้ามาตวาดลั่น
       “ฉันกำลังจะผสมเทียมหมู! ไม่ได้ฟิทเจอริ่งกับมัน” พิแสงบอก
       “ก็จะไปรู้เหรอ เห็นกำลังอั๊พแอ๊นด๋าวน์ ฉันก็คิดว่าใช่”
      
       “เธอรู้มั้ยว่าฉันรอเวลานี้มานานแค่ไหน กว่าจะบิวท์ให้หมูมันมีอารมณ์และสมยอมได้”
       “โห...” เขมมิกเอามือปิดหู “เรต ฉ.ฉิ่งเลยนะเนี่ย ไม่ฟังได้ป่ะ”
       พิแสงปัดมือเขมมิกออก “แล้วยังไอ้น้ำเชื้อที่หกเลอะเป็นคราบอยู่นี่อีก กว่าจะรีดออกมาจากไอ้ทีเด็ดได้”
       “โอ๊ย...ผู้ปกครองควรใช้วิจารณญาณและควรให้คำแนะนำในการรับฟังค่ะ”
       “ฟังแล้วใช้วิจารณญาณให้มากๆด้วย...ว่าฉันเหนื่อยและทุ่มเทกับมันมาก แต่เธอทำมันพัง!”
       เขมมิกหน้าจ๋อย
       “คุณพิแสงครับ ใจเย็นๆนะครับ คุณเขมมิกเธอไม่รู้หรอกครับว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ มันไม่ใช่ความผิดของเธอเลย” ปริญญ์บอก
       “ใครใช้ให้เธอเข้ามาตอนที่ฉันกำลังทำงาน หา!”
       “คุณนั่นแหละ บอกให้ฉันรีบเปลี่ยนชุดแล้วรีบมาหาภายในสิบนาที!”
       พิแสงอึ้งเพราะเป็นความจริงแต่ก็ยังวางฟอร์ม
       “โอเค...ผมยอมแพ้ คุณกลับกรุงเทพซะเถอะ ผมจะบอกคุณธรรมศักดิ์เองว่าผมขอบาย”
       “เฮ้ย! ไหงเปลี่ยนใจไปมางี้ล่ะ!!”
       “บอกตรงๆ ผมไม่กล้าแนะนำให้คุณไปฝึกงานที่ไหนด้วย กลัวจะไปป่วนเค้าเพราะความทะเล่อทะล่าไม่มีวิจารณญาณ!”
       เขมมิกอึ้ง พิแสงเดินออกไปอย่างเซ็งเต็มที่ ปริญญ์มองเขมมิกด้วยความเห็นใจ
       “คุณเขมมิก ผมจะช่วยพูดกับคุณพิแสงให้เองนะ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ..ฉัน...ฉันทำมันพังเอง..ฉันควรจะยอมแพ้”
       เขมมิกเดินลอยๆ จากไป ปริญญ์มองตามด้วยความเห็นใจ
      
       พิแสงเดินเข้ามาด้วยความหงุดหงิดแต่ก็พยายามจะสงบสติอารมณ์ เขมมิกเดินหน้าเศร้าผ่านมาพอเห็นพิแสงแล้วก็ชะงักมองพิแสงที่กำลังเครียดและมีท่าทางเสียดายและเสียใจมากจนเขมมิกรู้สึกผิด
       “ฉันคงทำให้คุณผิดหวังมากเลยสินะ....” เขมมิกถาม
       เขมมิกเหมือนจะตัดใจเดินจากไป แต่แล้วเขมมิกก็เดินกลับเข้ามาใหม่ เธอมองไปที่พิแสงแล้วแกล้งเดินผ่านในระยะสายตาของพิแสง พิแสงเหลือบมองมาเห็นเขมมิกแต่ก็ทำเป็นไม่สนใจ เขมมิกแกล้งทำเป็นล้มพลิกขาแพลงทันที
       “โอ๊ย!!”
       พิแสงตกใจแล้วหันไปเห็นเขมมิกล้มขาแพลงอยู่
       เขมมิกร้องครวญครางน่าสงสารมาก “โอ๊ย เจ็บจังเลย โอ๊ย!”
       พิแสงลังเลที่จะเข้าไปช่วย เขมมิกเพิ่ม level เสียงร้องและความเจ็บปวดให้ดังมากขึ้น
       “โอ๊ย!!!! จะ จะ จะ เจ็บ!!”
       พิแสงทำท่าจะวิ่งเข้ามา แต่แล้วเนตรนิภาก็ปาดหน้าวิ่งเข้ามาดูเขมมิกอย่างตกใจและเป็นห่วง ทำให้พิแสงชะงักยืนอยู่ที่เดิม
       “เขม แกเป็นอะไร!” เนตรนิภาถาม
       เขมมิกแอบเซ็ง “เนตร..แก...จะกลับมาทำไมตอนนี้”
       “ฉันเปลี่ยนใจ ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนแก”
       เขมมิกพยายามเล็งพิแสงเพราะกลัวพิแสงจะหายตัวไป
       “ขาแพลงเหรอ มาฉันช่วย ลุกไหวมั้ย”
       พิแสงกำลังจะเดินกลับไป เขมมิกรีบร้องออกมาทันที
       “ไม่ไหวอ่ะ โอ๊ย ทำไงดี เนตร แกคงอุ้มฉันไม่ไหวหรอก!”
       พิแสงชะงักแล้วหันมา เขมมิกแอบยิ้มกริ่ม เนตรนิภามองเขมมิกงงๆ เขมมิกขยิบตาให้เนตรนิภาตามน้ำ
       “อ๋อ...ว้า...ทำไงดีล่ะ เขม หรือว่าฉันต้องลากแกไปเหมือนลากกระเป๋า” เนตรนิภาว่า
       พิแสงตัดสินใจเดินมาหาเขมมิกอย่างเสียไม่ได้แล้วอุ้มเขมมิกขึ้นมาทันที
       “ว้ายๆๆๆๆๆๆ คุณพิแสง ไม่เป็นไรนะคะ เกรงใจ” เขมมิกทำเป็นพูด
       “โอเค งั้นไม่อุ้ม” พิแสงจะวาง
       เขมมิกเหนี่ยวคอพิแสงเอาไว้ “ว้ายๆๆๆ อุ้มแล้วอุ้มเลยค่ะ”
       พิแสงมองเขมมิกเซ็งๆ แล้วก็เดินออกไป เขมมิกยิ้มแล้วยักคิ้วให้เนตรนิภาที่มองตามเพื่อนอย่างนับถือ
       “มารยาจริงๆ” เนตรนิภาว่า
      
       พิแสงอุ้มเขมมิกเดินมาจะเข้าบ้าน เนตรนิภาลากกระเป๋าตามมา เขมมิกแอบหัวใจเต้นแรงเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของพิแสง อนงค์และวาศิณีเดินมาที่บ้านพิแสงพอเห็นเข้าทั้งสองก็อึ้ง
       เขมมิกเห็นอนงค์และวาศิณี ก็รีบออเซาะพิแสง


  


       “อุ้มดีๆสิคะ ฉันจะตกแล้วนะ” เขมมิกบอก
      
       “จะไม่ตกได้ไง ตัวโคตรหนักเลย”
       เขมมิกกอดคอพิแสงแน่น “งั้นฉันจะเกี่ยวคุณไว้เอง กลัวตก อิอิ”
       “เบาๆหาย...ใจ..ไม่...ออก”
       พิแสงรีบเดินเข้าบ้านไป เขมมิกแอบยิ้มให้อนงค์และวาศิณี อนงค์และวาศิณียิ่งเหวอ
       “แม่เห็นผู้หญิงคนนั้นยิ้มมั้ย” วาศิณีถาม
       “ยิ้มท้าทายกันชัดๆ ผู้หญิงคนนี้มันร้าย แกเห็นหรือยัง!” อนงค์ฉุน
       อนงค์รีบจูงวาศิณีเข้าบ้านตามไป
      
       พิแสงวางเขมมิกลงบนโซฟา
       “ขอบคุณนะคะ ไม่น่าทำให้คุณเสียเวลาเลย” เขมมิกกล่าว
       “สำนึกตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วล่ะ” พิแสงว่า
       เขมมิกหันไปแอบเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน อนงค์และวาศิณีเดินเข้ามา
       “คุณเขมมิกเป็นอะไรคะ นายหัว” อนงค์ถาม
       “ขาแพลงค่ะ” เขมมิกตอบ
       “ถามนายหัวค่ะ” อนงค์บอก
       เขมมิกและเนตรนิภาร้องพร้อมกัน “อ้าว....”
       วาศิณีเดินเข้ามาเอาใจเขมมิกทันที “ขาแพลงเหรอคะ ตายจริง ปวดมากมั้ยคะเนี่ย น่าสงสารคุณเขมมิกจังเลยค่ะนายหัว”
       เขมมิกมองวาศิณีแล้วเห็นความซื่อใสอยู่ในใบหน้า เธอหันไปสบตากับเนตรนิภา
       เนตรนิภาพูดเบาๆ “แอ๊ปเปิ้ลสุดๆ”
       “อืม...ลูกใหญ่มากด้วย”
       “อยากทานแอ๊ปเปิ้ลเหรอคะ แม่จ๋า เรามีหรือเปล่าจ๊ะ” วาศิณีหันไปถามแม่
       อนงค์ตอบห้วนๆ “ไม่มีอ่ะ ไม่ได้ซื้อ”
       “ไม่ต้องซื้อหรอก เพราะเค้าจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว” พิแสงบอก
       อนงค์และวาศิณีแอบสบตากันด้วยความดีใจ ซึ่งไม่รอดพ้นสายตาของเขมมิก
       “คุณอนงค์ไปตามไอ้หมอมาดูขาเค้าทีซิ ว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
       “มีหมอประจำฟาร์มด้วยเหรอคะ ดีจัง ไฮโซที่สุดอ่ะ” เขมมิกพูด
       “มีสิ ก็ไอ้หมอปิ๊นไง” พิแสงบอก
       “หมอหมูเนี่ยนะ!”
       “รักษาได้เหมือนกัน ฉันคงไม่เสียเวลาพาเธอไปหาหมอที่อื่นหรอก”
       พูดจบพิแสงก็เดินออกไป เขมมิกมองตามพิแสงด้วยความเจ็บใจ อนงค์เดินออกไป วาศิณีลุกขึ้นทันที แล้วก็เลิกแอ๊บเป็นใส่ใจ
       “ขอตัวนะคะ พอดีต้องไปสรุปงานกับนายหัวค่ะ” วาศิณีบอก
       วาศิณีเดินออกไป เขมมิกกับเนตรนิภามองตามอึ้งๆ
       “โห....ยัยแอ๊ปเปิ้ล พอลับหลังนายหัวก็สะบัดบ็อบใส่เลยนะยะ” เขมมิกว่า
       “ท่าทางแฟนนายหัวของแกจะไม่ใช่เล่นๆนะ” เนตรนิภาบอก
       “ชีวิตเขมมิกมันไม่เคยง่ายเลยจริงๆแต่...ฉันจะไม่ยอมแพ้หรอกแก”
       เขมมิกลุกขึ้นยืนอย่างหมายมาด ปริญญ์เดินเข้ามาพอดี เขมมิกรีบลงไปนั่งทรุดเหมือนเดิม
       “โอ๊ย...เจ็บบ”
       “ให้ผมดูเท้าหน่อยนะครับ ข้างไหนครับ”
       “ขวาค่ะ” เนตรนิภาพูด
       แต่เขมมิกพูดออกมาพร้อมๆ เนตรนิภา “ซ้ายค่ะ”
       “ตกลงข้างไหนกันแน่ครับ” ปริญญ์งง
       “ทั้งสองข้างนั่นแหละค่ะ” เขมมิกบอก
       เขมมิกยกเท้าทั้งสองข้างให้ปริญญ์แต่ในใจคิดแผนการที่จะอยู่ในฟาร์มนี้ต่อ
       “จับไป ไม่เจ็บตรงไหนเลยเหรอครับ”
       เขมมิกนึกขึ้นได้ว่าควรจะร้อง “โอ๊ย!”
       ปริญญ์ยิ้มๆ เพราะรู้ทันเขมมิก
      
       ขนิษฐาที่อ่อนเพลียมากกำลังนั่งดูทีวีอยู่ที่บ้านแต่ไม่ได้มีสมาธิกับการดูเพราะกำลังคิดมากถึงอาการของตัวเอง เปี่ยมพงษ์แต่งตัวหล่อเดินเข้ามา
       “ขนิษฐา ฉันมีเรื่องจะปรึกษาจ๊ะ คือว่า...ฉันอยากจะออกไปเปิดหูเปิดตา”
       “จะไปไหนก็ไปเถอะ”
       “แต่ว่า ถ้าหนูเขมรู้เข้า”
       “ฉันไม่บอกหรอก ไปเถอะ”
       เปี่ยมพงษ์เข้ามาหอมแก้มขนิษฐา “ขอบใจจ๊ะ แล้วฉันจะไปไหนรอด มีเมียที่แสนดีและเข้าอกเข้าใจอยู่ทั้งคน”
       เปี่ยมพงษ์รีบเดินออกไปทันที ขนิษฐามองตามเปี่ยมพงษ์อย่างเศร้าใจก่อนจะหันไปถามพยาบาล
       “เขมโทรมาบ้างมั้ยหนู”
       “วันนี้ยังเลยค่ะ” พยาบาลตอบ
       “ไปอยู่พัทลุง จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
       ขนิษฐาเป็นห่วงเขมมิกมาก ธรรมศักดิ์เดินเข้ามา
       “อ้าว..คุณธรรมศักดิ์”
      
       “สวัสดีครับ คุณขนิษฐา”


  


       เขมมิกวางเท้าที่มีผ้าพันแผลข้างนึงลงกับพื้น
      
       “พันข้างนึงก็พอนะครับ พันสองข้างเลยเดี๋ยวจะเดินไม่สะดวก” ปริญญ์บอก
       เขมมิกงงๆ “ค่ะๆ”
       ปริญญ์เก็บกล่องเครื่องมือ
       “คุณเป็นหมอหมูไม่ใช่เหรอคะ มีอุปกรณ์สำหรับปฐมพยาบาลคนด้วยเหรอคะ” เนตรนิภาถาม
       “อ๋อ ก็เอาของหมูมาใช้เนี่ยล่ะครับ ใช้กันได้ครับ”
       เขมมิกแอบเซ็ง
       “กะว่าสักกี่วันถึงจะหายดีล่ะครับ ผมจะได้บอกคุณพิแสงถูก”
       เขมมิกกับเนตรนิภาอึ้ง ทั้งสองมองหน้ากันโดยหน้าเสียทั้งคู่ ปริญญ์ยังคงทำไม่รู้ไม่ชี้
       “สักอาทิตย์หนึ่งดีมั้ยครับ ค่อยเอาผ้าออก ระหว่างนี้คุณก็ยังไม่ควรเดินทางไปไหน ควรจะพักอยู่ที่นี่”
       “โอ๊ย หมอ เริ่ดอ่ะ แฮปปี้เลยค่ะ ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่สุด”
       เขมมิกเข้าไปจับมือปริญญ์แสดงความขอบคุณจนปริญญ์เขิน พิแสงเดินเข้ามากับวาศิณีพอดีทำให้เห็นเขมมิกกับปริญญ์กำลังจับมือกัน พิแสงไม่พอใจ ส่วนวาศิณีก็แอบไม่พอใจเหมือนกัน
       “เสร็จหรือยัง!!” พิแสงถาม
       เขมมิกกับปริญญ์สะดุ้งแล้วรีบชักมือกลับทันที ปริญญ์สบตากับวาศิณีแล้วรีบหลบ
       “เสร็จแล้วค่ะ” เขมมิกบอก
       “พรุ่งนี้กลับกรุงเทพไปเลย”
       “ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณหน่อย เรื่องอาการของคุณเขมมิก”
       พิแสงอึ้ง เขามองเขมมิกที่ส่งสายตาเศร้าสร้อยทำท่าบาดเจ็บมากแล้วพิแสงก็อดหมั่นไส้ไม่ได้
      
       ปริญญ์กำลังจะเดินกลับ เขมมิกเดินกะเผลกๆ ออกมา
       “เดี๋ยวค่ะ หมอปิ๊น”
       “มีอะไรเหรอครับ”
       “ทำไมถึงช่วยฉัน คุณรู้ว่าฉัน..” เขมมิกพูดเบาๆ เพราะกลัวใครได้ยิน “ไม่ได้ขาแพลงจริง”
       “ผมอยากให้คุณได้พิสูจน์ตัวเองครับ” ปริญญ์บอก
       “พิสูจน์ตัวเอง ยังไงคะ”
       “แค่ความผิดพลาดครั้งเดียว ไม่ควรเป็นตัวตัดสินว่าคุณจะทำงานที่นี่ไม่ได้”
       “โห....”
       วาศิณีเดินออกมาเห็นเขมมิกกับปริญญ์ยืนคุยกันอยู่ที่มุมหนึ่งก็แอบฟัง
       “ผมเข้าใจความรู้สึกคุณนะ ถ้าคุณต้องแพ้โดยที่ไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเอง คุณพิแสงปากร้ายแต่ใจดี ง้อๆหน่อยเดี๋ยวก็ใจอ่อนยอมรับคุณให้ทำงานต่อสู้ๆนะ”
       “ค่ะ เขมมิกสู้ สู้!!!” เขมมิกให้กำลังใจตัวเอง
       ปริญญ์ชอบใจกับท่าทางของเขมมิกก็เผลอยิ้มออกมาอย่างชื่นชมก่อนจะรู้สึกตัวจึงรีบดึงตัวเองกลับ
       “เอ่อ ผมขอตัวนะครับ”
       ปริญญ์รีบเดินออกไปทันที...
       “ขอบคุณอีกครั้งนะคะ หมอปิ๊น...แล้วเจอกันนะคะ บาย!!”
       เขมมิกเดินกลับแต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าควรจะกะเผลกเลยเดินกะเผลกเข้าบ้านไป วาศิณี ไม่พอใจที่เห็นเขมมิกกับปริญญ์สนิทสนมกัน
      
       เขมมิกเดินเข้ามา ชมพู่เดินออกมาจากในบ้าน
       “กำลังจะออกไปตามเลยค่ะ นายหัวรอทานข้าวอยู่นะคะ” ชมพู่บอก
       “อ่อเหรอ...งั้น..ให้รอต่อไปอีกหน่อยดีกว่านะ”
       “ไม่ดีหรอกค่ะ อย่าทำให้นายหัวโมโหหิวเลยนะคะ ไม่ดี”
       “อารมณ์ไหนของนายหัวเธอก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่แค่ตอนโมโหหิวหรอก ฉันชินแระ”
       ปุ๊กลุ๊กวิ่งมา เขมมิกเห็นเข้าก็ชอบ
       “อุ๊ย หมูเด็ก น่ารักอ่ะ ของใครอ่ะชมพู่” เขมมิกอุ้มปุ๊กลุ๊กขึ้นมา
       “หมูของนายหัวค่ะ มีชื่อด้วยนะคะ”
       “ชื่ออะไรเหรอ”
       เสียงพิแสงดังขึ้น “ชื่อปุ๊กลุ๊ก!”
       เขมมิกอึ้งจนตัวแข็ง เธอหันไปก็เห็นพิแสงเดินเข้ามาแย่งปุ๊กลุ๊กคืนไป
       “คุณเอาชื่อนี้มาจากไหน” เขมมิกถาม
       “เรื่องของฉัน...และนี่ก็หมูของฉัน อย่าถือวิสาสะอุ้มโดยไม่ได้รับอนุญาต จะกินข้าวมั้ย หรือไม่กิน จะได้ไม่ต้องให้เขาเตรียมจาน”
       เขมมิกตัดบท “กินสิ ! โอย! วันทั้งวันจะมีสักช่วงมั้ยคะ ที่อารมณ์ดี”
       “ตั้งแต่เธอมา ทุกช่วง ฉันอารมณ์เสีย” พิแสงว่า
       พิแสงอุ้มปุ๊กลุ๊กหายเข้าบ้านไป เขมมิกกำมือแล้วกัดฟันกรอด
       “อดทนไว้ อดทนไว้”
       “ถูกค่ะ...ทำการใหญ่เราต้องอดทนค่ะ” ชมพู่บอก
       เขมมิกเอะใจจึงมองหน้าชมพู่ “การใหญ่อะไรของเธอจ๊ะ”
       “เพื่อคนที่เรารักไงคะ ไปค่ะ กองทัพต้องเดินด้วยท้องค่ะ”
       ชมพู่เดินนำเขมมิกออกไป เขมมิกยังติดใจชื่อปุ๊กลุ๊ก
      
       “ปุ๊กลุ้กเหรอ?”

      
       เนตรนิภาที่อาบน้ำเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วคุยกับเขมมิกซึ่งใส่ชุดนอนปอนๆ
      
       “ไม่เห็นจะแปลกเลยแก หรือแกจะให้เรียกหมูตัวอ้วนกลมว่านวลนาง” เนตรนิภาบอก
       “ไม่เห็นจะเข้าเลย” เขมมิกว่า
       “เออ ก็นั่นสิ..ทำไม แกสงสัยอะไร”
       “ก็...เป็นชื่อเดียวกับที่พี่เสือเรียกฉัน...มันสะกิดใจฉันขึ้นมาอีก”
       “ไม่เอาน่าอย่าคิดมาก เรื่องแบบนี้มันบังเอิญกันได้”
       “ใช่ บังเอิญว่านายเสือยิ้มยากนั่น ดันมีส่วนคล้ายพี่เสือ ช่างมันเหอะ..คิดขึ้นมาทำไมอีกน้า”
       “เพราะงี้ไง ฉันถึงต้องกลับมาหาแก...แกต้องการเพื่อนคุยและปรับทุกข์ คุยกับตัวเองคงไม่สนุกเท่าไหร่”
       “เหรอ แค่เนี้ย?”
       “และฉันต้องการกันนายกนธีนั่นให้ห่างแก ไม่งั้นภารกิจแกยุ่งยากแน่ว่าแต่ว่า ฉันยังไม่ได้ขออนุญาตคุณพิแสงเลยอ่ะ”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น
       เขมมิกถาม “ใครคะ”
       ไม่มีเสียงตอบออกมา
       “ฉันถามว่าใคร”
       “เจ้าของบ้าน” พิแสงบอก
       “ตายยากจริง! เค้ามาหาฉันถึงห้องนอนอ่ะแก!! ว้าย..ชุดนอนไม่เซ็กซี่อ่ะ”
       เขมมิกรีบไปเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วรื้อหาชุดใหม่
      
       ประตูห้องเปิดออก เขมมิกในชุดนอนเซ็กซี่ลายลูกไม้มีเสื้อคลุมสยายผมต่อหน้าพิแสง พิแสงหายใจไม่ทั่วท้องและพยายามไม่มอง
       เขมมิกทำเสียงหวาน sexy “มีอะไรเหรอคะคุณพิแสง”
       “เพื่อนเธอ จะอยู่นานแค่ไหน” พิแสงถาม
       เนตรนิภาเดินมายืนข้างเขมมิก
       “อยู่เป็นพยานค่ะ ว่าคุณจะทำตามคำพูดที่ได้รับปากคุณลุงธรรมศักดิ์ว่าจะรับเขมมิกมาฝึกงานจนกว่าจะทำงานเป็น แต่ได้ข่าวว่าคุณพยายามจะไล่เขม”
       “เพราะเพื่อนคุณมัน...”
       เขมมิกสยายผมอีก “มันอะไรคะ...”
       พิแสงอึ้งแต่พยายามไม่มอง “งี่เง่า”
       “ก็...เนี่ยค่ะ นิสัยของเขม...งี่เง่าแต่เร้าใจ...มั้ยคะ”
       “เชิญคุณอยู่ตามสบาย แต่...ขออย่างเดียว อย่าสร้างเรื่องวุ่นวายเหมือนที่เพื่อนคุณชอบทำ ไม่งั้นผมไล่เปิง”
       พูดจบพิแสงก็ปิดประตูเดินออกไป
       “ผู้ชายอะไรดิบเถื่อน กักขฬะ นี่ฉันยั่วขนาดนี้แล้ว ก็ระเบิดต่อมในตัวเค้าไม่ได้สักต่อม” เขมมิกว่า
       “เค้าอาจจะกำลังเก็บกดซ่อนอารมณ์อยู่ก็ได้”
       “ขอบใจมากเนตร แกทำให้ฉันไม่ลืมสโลแกนของชาวเรา เป็นนางฟ้าต้องคิดบวกฮ่ะ”
       เขมมิกยิ้มอย่างมีความหวัง
      
       พิทยาเดินเข้ามาที่หน้าบ้านขนิษฐาแล้วจะกดกริ่ง แต่เห็นขนิษฐาเดินออกมาส่งธรรมศักดิ์พอดี
       พิทยาตกใจ “คุณธรรมศักดิ์!!”
       พิทยารีบหลบออกไปจากหน้าบ้าน
       ขนิษฐาพูดกับธรรมศักดิ์ “ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์มาเยี่ยม”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมรับปากคุณเขมเอาไว้ ว่าผมจะมาดูคุณทุกวัน”
       “ฉันก็มีทั้งเปี่ยมพงษ์ และก็หนูพยาบาล”
       “แต่ไม่เห็นคุณเปี่ยมพงษ์” ธรรมศักดิ์ว่า
       “เขาออกไปซื้อของน่ะค่ะ เดี๋ยวก็กลับ”
       ธรรมศักดิ์รู้ทันแต่ไม่ขัด “ครับ....งั้นผมลา”
       “เดี๋ยวก่อนค่ะ”
       “ครับ”
       “ฉันเป็นโรคอะไร”
       ธรรมศักดิ์อึ้งก่อนจะยิ้มออกมา “เป็นโรคตับอักเสบอีกนิดก็เป็นตับแข็งครับ”
       “แค่นี้เองเหรอ ทำไมยามันเยอะเหลือเกิน”
       “ครับ แค่นี้ อย่ากังวลไปเลยครับ อีกไม่นานก็หาย”
       ธรรมศักดิ์เดินออกไป ขนิษฐาถอนใจแล้วเดินเข้าบ้านไป พิทยาเดินออกมาจากมุมมืดที่เข้าไปแอบเมื่อสักครู่ด้วยความแปลกใจสงสัย
       “คุณธรรมศักดิ์ มาที่นี่ได้ยังไง?”
      
       เขมมิกคุยมือถือกับธรรมศักดิ์
       “ขอบคุณมากนะคะลุง...” เขมมิกบอก
       “ผมบอกแม่คุณว่าคุณยุ่งมากจนไม่มีเวลาโทรหา...ตกลงยุ่งจริงๆหรือเปล่า ทำไมไม่โทรหาท่านบ้าง”
       “โอย...ยุ่งจริงๆสิคะ...งานนี้ไม่หมูเลยนะจะบอกให้ กว่าจะทำให้ตานั่นเลิกถามถึงเหตุผลของการมาของฉันได้ ซึ่งตอนนี้ก็ใช่ว่าจะเลิกสงสัย”
       “คุณพิแสงเป็นคนฉลาดมาก คุณต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้มีพิรุธ”
       “จะทำให้สุดฝีมือเลยค่ะ”
       “แม่คุณสงสัยนะว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ สักวันท่านก็ต้องรู้นะคุณเขม เมื่อวันที่ต้องเข้ารับการรักษาด้วยคีโม”
       “ฉันรู้ แต่...ฉันไม่แน่ใจว่ากำลังใจของแม่จะเป็นไงบ้างถ้ารู้ตอนนี้ เอาเถอะค่ะ ไว้ฉันจะเป็นคนบอกกับแม่เอง แล้วเปี่ยมพงษ์ล่ะคะ”
       “ปกติดีครับ...คุณสบายใจเถอะ รีบทำภารกิจให้เสร็จสิ้น จะได้รีบมาดูแลคุณแม่”
       “ขอบคุณค่ะลุง”
       เขมมิกวางสายแล้วถอนใจเมื่อนึกถึงภารกิจในวันพรุ่งนี้ก็หนักใจ
      
       แสงสุดารับประทานอาหารเช้าอย่างไม่สะดวกใจตรงกันข้ามกับพิสุทธิ์ที่ตั้งใจเสพข่าวจาหนังสือพิมพ์ไปด้วย แสงสุดาเหลือบมองพิทยาที่จ้องมาที่เธออย่างใช้ความคิด ในขณะที่พิสิณีรับประทานอาหารอยู่ข้างๆ
       แสงสุดาทนไม่ไหวจึงวางมือจากอาหาร “หน้าแม่เป็นอะไรเหรอตาพีท”
      
       พิทยาสะดุ้ง “เอ่อ ไม่มีอะไรครับ..ผม..เอ่อ...”


  


       “ทำไม หน้าแม่เค้ามีรอยตีนกาเพิ่มเหรอ ไหนผมดูซิ” พิสุทธิ์ยื่นหน้ามา
      
       “ไม่มี!” แสงสุดารีบบอก
       “นั่นสิ หน้าออกจะตึงสามสิบปีที่แล้วตึงยังไง ตอนนี้ก็ตึงอย่างนั้น ไปทำงานดีกว่า” พิสุทธิ์บอก
       “ผมไปด้วยครับคุณพ่อ”
       พิทยารีบลุก
       “แต่คุณยังไม่ได้ทานอะไรเลยนะคะพีท” พิสิณีบอก
       “ทานแค่กาแฟก็พอ...คุณล่ะเรียบร้อยหรือยัง”
       พิสิณียังกินไม่เรียบร้อย แต่ก็ยอมตามใจพิทยา “เอ่อ ค่ะ...เรียบร้อยพอดีค่ะ ไปนะคะคุณแม่”
       “จ๊ะ”
       พิสิณีลุกขึ้นเดินตามพิทยากับพิสุทธิ์ไป พอแสงสุดาเห็นทุกคนคล้อยหลังก็รีบหยิบมือถือมา
      
       พิทยาเดินเคียงคู่กับพิสิณีเพื่อจะไปขึ้นรถของตัวเอง พิสุทธิ์ที่เดินตามหลังสังเกตสองสามีภรรยา แล้วก็ทักขึ้นมา
       “ใจคอเราสองคนจะทำแต่งาน แล้วไม่คิดจะไปฮันนีมูนกันบ้างเลยหรือไง”
       พิทยากับพิสิณีชะงักแล้วหันมามองหน้ากันยิ้มๆ
       “ก็คิดไว้เหมือนกันค่ะ”
       พิทยาตัดบท “แต่ผมอยากจะทำโครงการที่ค้างไว้ให้เสร็จก่อนนะครับ ไม่งั้นคงเที่ยวกันไม่สนุก ว่ามั้ยจ๊ะที่รัก”
       พิสิณีซึมลง เพราะใจจริงอยากเที่ยว “ค่ะ”
       “งานเป็นเครื่องพิสูจน์เราก็จริง แต่อย่าลืม ไม่มีใครประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงถ้าล้มเหลวเรื่องครอบครัวนะตาพีท” พิสุทธิ์บอก
       “เอ่อ ครับ”
       “หยุดเรื่องงานไว้ก่อน ไปฮันนีมูนซะ พ่ออนุญาต”
       พิสุทธิ์เดินไป พิทยาเห็นใบหน้าของพิสิณีที่ไม่สบายใจก็รีบเอาใจทันที
       “ผมขอโทษ...ที่ทำงานจน...ไม่ได้นึกถึงความรู้สึกของคุณเลย”
       “ถ้าคุณไม่อยากไป สิณีก็ไม่ได้ว่าอะไรนะคะ”
       “ไม่จริง..ผมรู้ว่าคุณอยากไปฮันนีมูน...ผมตามใจคุณนะ ไปไหนกันดี”
       พิทยาโอบพิสิณีแล้วคุยกระหนุงกระหนิงกันไป
      
       แสงสุดาคุยโทรศัพท์ในมุมลับที่บ้าน
       “เหตุการณ์ราบรื่นมั้ย” แสงสุดาถาม
       “อู๊ย..ใจหายใจฟ่ำค่ะน้องไบร์ทขา” ชมพู่บอก
       “มีเรื่องอะไร”
       “นายหัวไล่คุณเขมเปิงยังกะไล่หมูไล่หมา คุณเขมก็ช่างอึดฮึดสู้ทนซะยิ่งกว่า...”
       “สรุป!”
       “นายหัวยอมให้คุณเขมฝึกงานแต่โดยดีแล้วค่ะ”
       “แล้วยัยสองแม่ลูกนั่นล่ะ มันแสดงฤทธิ์เดชอะไรบ้างมั้ย” แสงสุดาถามต่อ
       “โหะๆๆๆ...ยังค่ะ คลื่นลมสงบมากค่ะน้องไบร์ท”
       “คลื่นลมสงบมากผิดปกติ แสดงว่าอีกไม่นานมันจะเกิดพายุ”
       “พายุ!!”
      
       เขมมิกในชุดทะมัดทะแมงที่ไม่ได้เซ็กซี่แล้วกับเนตรนิภามองอาหารเช้าตรงหน้าที่เป็นน้ำเปล่าคนละแก้ว อนงค์ยืนหน้าเฉยอยู่ข้างๆ
       “ป้าคะ...พวกหนูเป็นคนนะคะ ต้องการอาหารเช้าที่ครบห้าหมู่ ไม่ใช่ต้นบอนไซแคระ ที่ใช้น้ำแค่แก้วเดียวรดแล้วก็พอ” เขมมิกว่า
       เนตรนิภาหลุดขำ
       “อ้าวตายจริง ไม่ทราบนี่คะ เห็นหุ่นแต่ละคน ไม่รู้ว่าเอาไส้ไปไว้ที่ไหน กลัวกินเข้าไปแล้วจะไม่มีที่เก็บ” อนงค์บอก
       “โอ๊ยย ป้าคะ ไม่ต้องห่วงค่ะ เห็นพวกหนูอย่างนี้ กินดะค่ะ เผลอๆหัวคนก็กินนะคะ ยิ่งหัวหงอกๆเนี่ย ยิ่งชอบกิน...ถ้าโมโหหิว” เขมมิกบอก
       อนงค์ไม่พอใจ “จะทานอะไรล่ะคะ”
       “นายหัวทานอะไร พวกหนูก็ทานอย่างนั้นค่ะ” เขมมิกบอก
       “ค่ะ”
       อนงค์เดินออกไปอย่างไม่พอใจ เขมมิกและเนตรนิภาหันมาหัวเราะชอบใจ พิแสงเดินเข้ามาถาม
       “พร้อมหรือยัง!”
       เขมมิกตกใจ “พร้อมอะไรคะ!”
       พิแสงลากตัวเขมมิกออกไป เนตรนิภาจะเดินตาม
       พิแสงพูดกับเนตรนิภา “ไม่ต้องตาม!”
       เนตรนิภารีบนั่ง “ค่ะ”
       พิแสงลากตัวเขมมิกที่เดินกะเผลกมาตามทาง
       “โอ๊ย คุณพิแสง ช้าๆได้มั้ย ฉันเจ็บเท้าอยู่นะ เดินไม่ถนัด เจ็บ! จะพาฉันไปไหน”
       “ทำงาน” พิแสงตอบห้วนๆ
       “หมอปิ๊นบอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าให้ฉันพักห้าวัน”
       พิแสงชี้ไปที่เท้าของเขมมิก “งู!!”
       เขมมิกตกใจ “งู!!”
       เขมมิกตกใจกระโดดตัวลอยไปกอดพิแสงแล้วเต้นเร่าๆ โดยลืมเจ็บข้อเท้า
       “อี๊!! งูๆๆๆๆๆ ฉันกลัวงู อี๊!!”
       พิแสงมองขาของเขมมิกที่เต้นเป็นปกติ
       “น่านไง...ว่าแล้ว”
       เขมมิกอึ้ง “ว่าอะไร”
       “เมื่อกี้ทำอะไร” พิแสงถาม
       “เต้น” เขมมิกตอบ
       “แล้วลืมอะไร”
       “ลืมว่าตัวเองขาเจ็บ”
       “เออ!!! ซึ่งไม่ได้เจ็บจริง!”
       เขมมิกจ๋อย “ฉัน...”
       “คราวนี้จะใช้มารยาอะไรกับฉันอีก เขมมิก”
      
       “ฉันยอมรับว่าฉันโกหก แต่รู้มั้ยทำไม”


  


       “พอเหอะ ขี้เกียจจะฟัง ตอนนี้เธอมันเป็นเด็กเลี้ยงแกะ”
      
       พิแสงเดินหนี เขมมิกเซ็ง
       “พัง พังอีก โอ๊ย!!”
       เขมมิกงุ่นง่านไม่รู้จะเอายังไงดี
      
       เนตรนิภาร้อนใจอยู่
       “เขมแก..เป็นไงบ้างเนี่ย !”
       เนตรนิภาเดินไปจะไปหาเขมมิกแต่ก็ต้องชะงักเมื่อกนธีเดินมา
       “มาทำไม!” เนตรนิภาถาม
       “ถามทำไม รู้ทั้งรู้”
       “นั่นสินะ...มาหาเขมเหรอ...ขอโทษนะ เขมไปทำงานไม่ว่าง”
       “รู้ ไม่เป็นไร ผมรอได้”
       กนธีเดินออกไปทางหนึ่ง เนตรนิภาเดินตามกนธีไปทันที
      
       พิแสงเดินมา เขมมิกวิ่งตามมาตะโกนลั่น
       “ฉันต้องการโอกาสจากคุณ ฉันถึงต้องโกหกคุณ!”
       พิแสงหยุดเดินแล้วหันมา “โอกาสอะไร”
       “โอกาสพิสูจน์ว่าฉันทำได้ ฉันซื้อเวลาเพื่อจะได้ง้อคุณ ให้คุณเปลี่ยนใจ ฉันขอโทษที่ทะเล่อทะล่าเข้าไปขัดขวางงานสำคัญ แต่นั่นเพราะเกิดจากความไม่รู้”
       พิแสงอึ้ง
       “คนไม่รู้ ไม่ผิดนะ” เขมมิกบอก
       พิแสงอ่อนลง “ใช่ คุณไม่รู้”
       “แต่ฉันพร้อมจะเรียนรู้ ขอโอกาสให้ฉันได้มั้ย”
       “คุณมุ่งมั่นที่จะฝึกงานกับหมูของผมให้ได้เลยใช่มั้ย”
       “ใช่! ฉันยอมทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้ได้ทำงานที่นี่”
       พิแสงอึ้ง เขมมิกแอบลุ้นให้พิแสงใจอ่อน
      
       กนธีเดินตามหาเขมมิก
       “คุณเขมครับ...คุณเขม”
       เนตรนิภาเดินตามมาตีคู่ “นี่...ไม่รู้เหรอ ว่าเขมมีคู่หมั้นแล้ว”
       กนธีอึ้ง เขาหันมองเนตรนิภาด้วยความตกใจ
       “คุณเขม มีคู่หมั้นแล้ว!”
       “ใช่!!! และเมื่อเขมเสร็จสิ้นภารกิจที่นี่ เขาก็จะไปแต่งงานกับคู่หมั้นที่เดนมาร์ก” เนตรนิภาบอก
       กนธีตกใจอีก “ไปอยู่ต่างประเทศ”
       “ใช่! เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากตกนรกปีนต้นงิ้ว ก็ช่วยมาทางไหนไปทางนั้น”
       กนธีเดินเหม่อลอยกลับไปทางเดิม
       “ฉันบอกให้มาทางไหนไปทางนั้น ไม่ใช่ทางนี้”
       “ทางนี้แหละถูกแล้ว! เพราะฉันไม่สน คู่หมั้นยังไม่ใช่สามี มีสิทธิ์เปลี่ยนใจเพราะยังไม่มีอะไรผูกมัด เสียใจ แผนเธอไม่สำเร็จ”
       กนธีวิ่งหนีเนตรนิภาไป เนตรนิภาเจ็บใจ
       “โอย...ดื้อด้าน...”
       เนตรนิภาวิ่งตามกนธีไปอีก
      
       เขมมิกเดินเข้าที่คอกหมู
       “ขอบคุณนะคะที่ให้โอกาสฉัน” เขมมิกบอก
       “ฉันให้โอกาสเธออีกครั้ง ถ้าเธอทำให้ฉันเห็นว่าเธอทำได้” พิแสงพูด
       “ฉันทำได้ทุกอย่าง บอกมาเลยว่าให้ทำอะไร”
       “ล้างคอกหมูแม่พันธุ์”
       เขมมิกเห็นคอกหมูกว้างและยาวเหยียด เขมมิกอ้าปากค้างกลืนน้ำลายเอื้อก
       “ทั้งหมด คนเดียว!” พิแสงย้ำ
       “ทั้งหมด พูดผิดพูดใหม่ได้นะคะ”
       “ทั้งหมด! คนเดียว!”
       เขมมิกจะเป็นลม
       “โอกาสเธอหมดแล้ว เนี่ยเหรอ...มุ่งมั่น หึ..น้ำลาย”
       เขมมิกเด้งตัวขึ้นมา “ฉันทำได้”
      
       เนตรนิภาเดินมาแต่ไม่เห็นกนธีแล้ว
       “ไปไหนแล้วอ่ะ โอย!!”
       เนตรนิภาเดินออกไป กนธีที่แอบอยู่ข้างทางหัวเราะสะใจก่อนจะเดินแยกออกไปอีกทาง

      
       หลอดและเสริมกำลังสาธิตให้เขมมิกดูวิธีการล้างคอกหมู พิแสงยืนดูอยู่อย่างสะใจ ปริญญ์เดินเข้ามา
       “ไม่โหดไปหน่อยเหรอครับ คุณพิแสง” ปริญญ์ถาม
       “อยากไปช่วยป่ะล่ะ ไหนๆก็ช่วยกันโกหกกันมาตั้งแต่แรกแล้วนี่” พิแสงย้อนถาม
       “ผม...เพียงแต่...”
       “แกเป็นคนดีนะไอ้หมอ แต่ระวังยัยนั่น เค้าจะทำให้แกเสียหมอ”
       “คุณมองคนในแง่ร้ายเกินไป”
       “ฉันมองโลกในแง่ความเป็นจริงมากกว่า” พิแสงตะโกน “เฮ้ย ไอ้หลอด ไอ้เสริม สอนพอแล้ว ปล่อยให้เค้าทำเอง”
       “ครับนายหัว!” หลอดรับคำ
       หลอดและเสริมวางอุปกรณ์ไว้ให้เขมมิก เขมมิกยืนเอ๋ออยู่ชั่วครู่
       “ใครขัดคำสั่งโดยการแอบช่วยเด็กฝึกงาน ฉันไล่ออก!” พิแสงบอก
       หลอดกลัว “ไอ้หยา! ใครจะกล้า”
       “ใครมีงานอะไรทำก็ไปทำ เขมมิก!” พิแสงเรียก
       เขมมิกรับคำ “คะ?”
       “ก่อนเที่ยง ต้องเสร็จ!”
       เขมมิกตกใจ “หา!”
      
       พิแสงเดินออกไป ปริญญ์เห็นใจเขมมิกแต่ก็เดินออกไปกับพิแสง หลอดและเสริมเดินตามไป เขมมิกยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางคอกหมู


  


       “หึ....ถึงชุดไม่พร้อม แต่ใจฉันพร้อม ฉันจะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสคอยดู แผนร้ายยัยเซ็กซี่เฟสสาม!”
      
       พิแสงยืนมองทีเด็ดอย่างเหนื่อยใจ
       “ไอ้หลอด ไอ้เสริม ไปกระตุ้นมันหน่อย”
       หลอดกับเสริมทำท่าเซ็งมาก
       “ให้ไอ้เสริมได้มั้ยนายหัว ตอนนี้ผมหลอนไปหมด”
       “หลอนอะไร” พิแสงถาม
       “เห็นแต่ทีเด็ดของไอ้ทีเด็ดมาพักใหญ่ๆ จนฝันเห็นลอยเต็มหน้าไปเหม็ดแล้วนิ” หลอดบอก
       “ขอพักก่อนได้มั้ยนายหัว ไอ้ทีเด็ดก็คงอยากจะพักเหมือนกัน”
       พิแสงมองทีเด็ดที่นิ่งซึมอยู่
       “ว่าไง หมอ ไอ้ทีเด็ดมันว่าไง” พิแสงถาม
       ปริญญ์ตอบ “เซ็งครับ”
       “เออ พักก็พัก”
       คนงานส่งเสียงวี้ดวิ้วกันมาแต่ไกล พิแสง ปริญญ์ หลอด และเสริมมองตาม คนงานเฮกันไปทางคอกหมูที่พิแสงให้เขมมิกทำความสะอาด
       พิแสงแปลกใจ “มีอะไร”
      
       พิแสง ปริญญ์ หลอด และเสริมฝ่าฝูงคนงานเข้ามาแล้วก็อึ้งตะลึงค้างเมื่อเห็นเขมมิกกำลังฉีดน้ำเป็นฟองฝอยกระซ่านกระเซ็นจนชุดเปียกลู่แนบเนื้อเหมือน pretty โชว์ล้างรถ พิแสงอ้าปากค้าง เขมมิกเห็นพิแสงก็ยิ่งจงใจล้างคอกหมูด้วยท่าที่ยั่วยวนมากขึ้นไปอีก
       กนธีได้ยินเสียงเป่าปากปิ๊ดปิ้วดังมาแต่ไกล
       “เสียงไรวะ”
       กนธีเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเพื่อจะไปดูด้วยความอยากรู้ แต่แล้วเนตรนิภาก็วิ่งเข้ามาขวางทางเอาไว้
       “เฮ้ย...ตามมาตอนไหนเนี่ย” กนธีตกใจ
       “ตอนที่นายไม่รู้ตัวไง...ฉันไม่โง่!” เนตรนิภาบอก
       “ถอยไป”
       “ก็ได้..”
       กนธีแปลกใจ “ทำไมคราวนี้ ยอมถอยง่ายจัง”
       “เพราะฉันรู้ไง ว่าคนอย่างนายดื้อด้าน ขวางไปก็เท่านั้น ฉันมาก็เพื่อที่จะบอกว่า...อยากจะทำอะไรก็ทำ เชิญ ฉันจะไม่ขวางทางนายอีกต่อไป”
       เนตรนิภาถอยออกให้กนธีเดินไป
       “ไม่ขวางแน่นะ”
       “แน่สิ!”
       กนธีรีบเดินไป เนตรนิภากระโดดตะครุบหลังกนธีทันที
       “แต่ฉันจะตามนายไปทุกที่!” เนตรนิภาบอก
       “เฮ้ย!”
       “นายไปไหน ฉันไปด้วย !!! ไปสิ!!”
       “ปล่อยนะ ยัยเพี้ยน!! ปลิง!”
       กนธีพยายามสลัดเนตรนิภาออกไป ในขณะที่เนตรนิภาก็เกาะไม่ยอมปล่อย
      
       เขมมิกยังคงตั้งใจล้างคอกหมูด้วยท่วงท่าเย้ายวนเซ็กซี่ พิแสง ปริญญ์ หลอด และเสริมมองแบบอ้าปากค้างท่ามกลางกลุ่มคนงานที่จ้องมองเขมมิก
       “คุณพิแสง...จ้างคุณเขมให้เป็นพริตตี้คอกหมูด้วยเหรอครับ” ปริญญ์ถาม
       พิแสงมองปริญญ์ตาเขียว
       “โอเคครับ ไม่ได้จ้าง”
       “เขมมิก พอได้แล้ว!” พิแสงสั่ง
       เขมมิกตั้งใจเดินเลื้อยมาล้างคอกหมูใกล้ๆ พิแสง กนธีและเนตรนิภาวิ่งไล่กันมาจนเห็นลีลาเขมมิกล้างคอกหมู
       กนธีตาโต “โอว ตะลึง ตึง ตึง”
       “ไอ้เขม!!!! ทำอะไรน่ะ” เนตรนิภาเสียงดัง
       เขมมิกจงใจส่งสายตายั่วยวนเร้าใจให้พิแสง “กำลังล้าง...ขัด...ถู...หัวใจ เอ้ย...คอกหมู ตามคำสั่งคุณพิแสง”
       “เขมมิก บอกให้พอ....” พิแสงย้ำ
       เขมมิกยังไม่หยุด เธอใส่ความแรงเพิ่มจนทุกคนฮือฮา พิแสงต้องเบือนหน้าหนี อนงค์และวาศิณีเข้ามา เห็นเขมมิกกำลังเลื้อยก็ตกใจและรับไม่ได้
      

       เขมมิกเห็นสองแม่ลูกเดินมาก็ยิ่งเพิ่ม level ความเย้ายวนใกล้ชิดพิแสงมากขึ้นไปอีกเพื่อเย้ยอนงค์และวาศิณี คนงานยิ่งโห่ฮา
       พิแสงทนไม่ไหว “ฉันบอกให้พอ!”
       เขมมิกหยุดกึก คนงานหยุดโห่ฮา ทุกคนจ๋อยไป
       เขมมิกทิ้งสายฉีดน้ำอย่างเซ็งๆ “พอก็พอ เสร็จพอดี!!! เป็นไง สะอาดวิ้งๆเลยมั้ย”
       พิแสงมองไปรอบๆคอกหมูก็เห็นว่าสะอาดจริง
       “ทุกคนคะ...ให้เขมผ่านมั้ยคะ” เขมมิกหันไปถาม
       คนงานทุกคนยกเว้นพิแสง อนงค์ และวาศิณีตอบออกมา “ผ่าน!!”
       ทุกคนปรบมือ เขมมิกดีใจจึงวิ่งไล่แตะมือกับทุกคน
       พิแสงกุมขมับ เขมมิกวิ่งมาหยุดตรงหน้าพิแสงแล้วส่งสายตาหวาน เชื่อม เพื่อเย้ยวาศิณีและอนงค์
       “ดูเวลาสิคะ...”
       พิแสงดูนาฬิกาก็เห็นว่าอีกห้านาทีเที่ยง
       “ไม่ถึงเที่ยงด้วยครับ เสร็จก่อนเวลา” ปริญญ์บอก
       “เขมทำได้!!! เยส!!” เขมมิกดีใจวิ่งไล่แตะมือกับทุกคนอีกรอบ แล้ววนกลับมาหาพิแสง
       “เห็นมั้ยคะ ว่าฉันทำได้ ห้ามผิดคำพูดนะคะ นายหัว...”
       “ได้...เธออยู่ที่นี่เพื่อฝึกงานต่อไปได้” พิแสงบอก
       “กรี๊ดอ่ะ ดีใจที่สุด”
      
       “ยัยถึกเอ้ย” พิแสงว่า
ตอนที่ 5
      
       พิแสงเดินออกไปอย่างหงุดหงิดที่ไม่สามารถทำอะไรเขมมิกได้ เขาตะโกนสั่งคนงานเพื่อระบายอารมณ์
      
       “ไปทำงาน แลไหรอยู่ด๋าย ไป๊!”
       “ไปเว้ยไป เดี๋ยวก็ถูกไล่ออกเหม็ดแหละ ไป๊!” หลอดกับเสริมต้อนคนงานไป
       ปริญญ์ยกนิ้วให้เขมมิก เขมมิกยิ้มรับ ปริญญ์เดินออกไปผ่านวาศิณี ปริญญ์ไม่หันมาสบตาวาศิณีทำให้วาศิณีเสียหน้าและไม่พอใจ เนตรนิภาเห็นอนงค์กับวาศิณีมองเขมมิกอย่างไม่พอใจ
       “ป้าคะ คุณน้ำหวานคะ ไปทำงานสิคะ แลไหรอยู่ด๋าย!!!” เนตรนิภาบอก
       อนงค์และวาศิณีรีบเดินออกไปด้วยความเจ็บใจ
       เขมมิกยืนยิ้มแป้น โดยมีกนธียืนมองอย่างชื่นชม เขมมิกหันมาเห็นก็ทำหน้าเข้มใส่
       “คุณกนธี!”
       “ดีใจจัง จำชื่อผมได้ด้วย”
       “ค่ะ” เขมมิกพูดเสียงเข้มและดุ “ถ้ายังไม่เลิกตอแยฉันอีก รับรอง! คุณได้สิ้นชื่อแน่”
       กนธีจ๋อย “คุณเขม....จะฆ่าแกงกันเลยเหรอครับ คุณไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก”
       “ฉันไม่ได้ใจร้าย แต่ฉันใจดำ ฉันไม่ได้เป็นคนฆ่าคุณ แต่คู่หมั้นฉันทำแน่”
       “คู่หมั้นเขม...เป็นมาเฟียนะ” เนตรนิภาเสริม
       “ฉันจะพูดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย”
       พูดจบเขมมิกก็รีบดึงมือเนตรนิภาเดินหนีกนธีไป เนตรนิภาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองกนธีที่ยืนคอตกหูตก เนตรนิภานึกสงสารขึ้นมาแวบหนึ่งแต่ก็เปลี่ยนเป็นสมน้ำหน้าในเวลาอันรวดเร็ว กนธียืนมองไม้ขัดพื้นที่ถูกทิ้งอยู่บนพื้นเศร้าๆ ก่อนจะหยิบขึ้นมากอดแทนตัวเขมมิกด้วยความเศร้า
      
       เขมมิกและเนตรนิภาเดินเข้ามาที่มุมหนึ่งของฟาร์ม
       “ตัดอุปสรรคไปได้อีกหนึ่ง ยังเหลืออีก...เพียบ” เนตรนิภาบอก
       “แต่แกเห็นสายตาและสีหน้าของนายพิแสงเวลามองฉันมั้ย” เขมมิกถาม
       “ไม่เห็น ฉันมัวแต่มองแกอยู่”
       “โธ่เอ้ย!!”
      
       อนงค์โวยวายกับวาศิณี
       “ฉันเห็นว่ามันจงใจอ่อยนายหัว!”
       “หนูเห็นแล้วน่ะแม่” วาศิณีบอก
       “ยังจะใจเย็นอยู่อีก เดี๋ยวมันก็คาบนายหัวไปกินหรอก”
       “กะอีแค่มุกพริตตี้ล้างรถ ไม่ทำให้นายหัวใจอ่อนหรอก”
       พูดจบวาศิณีก็เดินหน้าเจ้าเล่ห์ออกไป โดยอนงค์ไม่รู้เลยว่าวาศิณีคิดจะทำอะไร
       “แล้วต้องใช้ทุกไหนล่ะยะ ย่ามใจไปเถอะ ฉันคนเดียว ช่วยแกไม่ไหวหรอกนะ ได้ยินมั้ย” อนงค์ตะโกนไล่หลัง วาศิณีไม่สน “นังน้ำหวาน! ทำไมมันดื้ออย่างนี้นะ โอ๊ย!”
       อนงค์หัวเสียกับวาศิณี
      
       เขมมิกจามอย่างแรง
       “ชิ้ว!!!!! ใครนินทาฉัน”
       “เพียบ!คนอย่างแกศัตรูเพียบ” เนตรนิภาว่า
       “เฮ้ยย!”
       “หรือไม่ก็เป็นหวัดแล้วล่ะ เดี๋ยวเปียก เดี๋ยวแห้ง เดี๋ยวเปียก รีบกลับไปทำตัวให้แห้งเถอะ”
       “หรือไม่ก็...นายพิแสงกำลังคิดถึงฉัน”
      
       พิแสงเดินเข้ามาในสวนสมุนไพรพร้อมกับจามอย่างแรง
       “ชิ้ว!!!! ....สงสัยจะหวัดกิน”
       พิแสงมองหาต้นฟ้าทะลายโจรแล้วก็เจออยู่ที่มุมหนึ่ง เขาเข้าไปเด็ดใบมาเคี้ยวกิน วาศิณีเดินเข้ามา
       “นายหัวคะ”
       “ว่าไง น้ำหวาน”
       “ได้เวลาทานข้าวกลางวันแล้วนะคะ แม่ให้มาตามค่ะ”
       “ฉันไม่หิว”
       “แต่คุณเขมก็รอทานอยู่ด้วยนะคะ”
       พิแสงอึ้ง “ไปบอกคุณอนงค์นะ ว่าต่อไปนี้ ฉันจะแยกมากินที่ฟาร์ม”
       วาศิณีแอบยิ้มพอใจ
       “บ่ายนี้ ฉันมีนัดที่ไหนหรือเปล่า” พิแสงถาม
       “ไม่มีค่ะ อุ๊ย” วาศิณีทำเป็นเซเพราะมึนหัว
       “เป็นอะไร น้ำหวาน”
       “น้ำหวานมึนศีรษะค่ะ สงสัยจะนอนน้อย เมื่อคืนทำงานจนดึกน่ะค่ะ”
       “ทำไมไม่รู้จักดูแลตัวเอง ฮึ...เป็นอะไรมากมั้ย”
       “ไม่ค่ะ น้ำหวาน...โอเคค่ะ เดี๋ยวน้ำหวานจะไปบอกแม่นะคะว่าให้ตั้งโต๊ะให้นายหัวที่ฟาร์ม”
       วาศิณีทำเป็นเดินไปแล้วก็เซ พิแสงปราดเข้าไปประคองทันที
       “น้ำหวาน!!”
      
       เขมมิกเดินมากับเนตรนิภา
       “ชัวร์ นายพิแสงต้องคิดถึงฉัน เพราะฉันมั่นใจว่า..ความเซ็กซี่ของฉันเข้าตานายนั่นอย่างแรง”
       เนตรนิภาชะงักแล้วสะกิดให้เขมมิกดูอะไรบางอย่าง
       “ฉันว่าแกอย่าเพิ่งมั่นใจเลยนะ ดูนั่น”
      
       เขมมิกหันไปดูตาม “ดูอะไร”



       พิแสงประคองวาศิณีมาจากทางหนึ่ง วาศิณีเอียงหัวซบพิแสงด้วยท่าอ่อนแรงเต็มที่
      
       “ยัยแอ๊บเปิ้ล!!” เขมมิกตกใจ
       “ซบซะคุณพิแสงไหล่เอียงเลย แกดูสิ” เนตรนิภาชี้ให้ดู
       “เห็นแล้ว! ทำไมยังงี้ล่ะ”
       “จะไปรู้เรอะ ไปถามเขามั้ย”
       “ไม่ๆๆๆๆ ไม่ถาม! แต่...”
       พูดถึงตรงนี้เขมมิกก็เดินลิ่วไปหาพิแสงทันที
       “เขม แกจะทำอะไร”
       เนตรนิภาเดินตามไป
      
       เขมมิกเดินเข้ามาแล้วรีบแทรกกลางระหว่างพิแสงและวาศิณีทันที เนตรนิภาตามมาดูอยู่ห่างๆ
       “คุณพิแสงคะ!!” เขมมิกเรียก
       พิแสงเซ็งแต่วาศิณีเซ็งกว่า
       “อะไร!” พิแสงถาม
       “คือฉันสงสัยน่ะค่ะว่า....”
       วาศิณีแกล้งอ่อนแรง “โอ๊ย!!! น้ำหวานไม่ไหวแล้วค่ะ”
       พิแสงปราดเข้าไปดูวาศิณี “น้ำหวาน!!! เป็นไงบ้าง”
       เขมมิกกับเนตรนิภาถึงกับอึ้ง
       “น้ำหวานขอโทษนะคะคุณเขมที่ขัดจังหวะ แต่น้ำหวาน...ไม่สบายค่ะ ยืนไม่ไหวแล้ว”
       พิแสงพูดกับเขมมิกเสียงเขียว “สงสัยอะไร ไว้ถามทีหลัง” แล้วเขาก็หันไปพูดกับน้ำหวานด้วยเสียงอ่อนโยน “เดินไหวมั้ย น้ำหวาน ฉันจะพาไปพักที่ออฟฟิศ”
       วาศิณีตอบเบาๆ “ไหวค่ะ”
       “งั้นค่อยๆลุกนะ”
       พิแสงประคองวาศิณีให้ลุกขึ้น เขมมิกกับเนตรนิภามองจริตของวาศิณีแล้วก็อ้าปากค้าง วาศิณีเห็น ก็ยิ่งทำเป็นทรุดลงทันที
       “โอ๊ย!” วาศิณีโงนเงน
       “ฉันอุ้มดีกว่านะ” พิแสงบอก
       “อย่าค่ะ นายหัว น้ำหวานเกรงใจ นายหัวไม่ควร...”
       พิแสงตัดบท “ไม่ต้องพูดแล้ว สิ่งที่ฉันควรทำในตอนนี้ คือดูแลเธอ”
       พิแสงอุ้มวาศิณีขึ้นมาแล้วจะเดินออกไป
       “เดี๋ยวก่อนค่ะ นายหัว..” วาศิณีพูด
       พิแสงชะงักด้วยความแปลกใจ วาศิณีพูดกับเขมมิก
       “คุณเขมคะ ทานอาหารกลางวันกับเพื่อนตามลำพังนะคะ เพราะนายหัวจะแยกไปทานเองที่ออฟฟิศ ไม่เป็นไรนะคะ...โอ๊ย” วาศิณีซบ
       “ยังจะเป็นห่วงคนอื่นอยู่อีกนะ ไม่ต้องพูดแล้ว น้ำหวาน”
       พิแสงเดินออกไปทันที วาศิณีหันมายิ้มให้เขมมิกกับเนตรนิภาอย่างเยาะเย้ย
       เขมมิกกับเนตรนิภาเจ็บใจ “เฮ้ย....”
       “หืม...ยัยแอ๊บเปิ้ล เย้ยฉันอ่ะ...แกดู แกดู...” เขมมิกเจ็บใจ
       “แกเจอคู่แข่งที่น่ากลัวแล้วอ่ะ ดูคุณพิแสง...เป็นห่วงยัยนั่นจริงจังมากเลยนะ...แผนสร้างความร้าวฉานของแก...ไม่ง่ายอย่างที่คิดแล้วว่ะ เอาไงดีอ่ะ”
       “ตอนนี้ยังไม่รู้” เขมมิกคิดอะไรไม่ออกจึงได้แต่ฉุน “อ๊าย อ๊าย ๆ...หืม...สิ่งที่ฉันควรจะทำในตอนนี้คือดูแลเธอ อ๊าย อ๊าย !!”
       “ไปสงบสติอารมณ์ก่อนไป”
       เนตรนิภาลากเขมมิกเดินไป เขมมิกยังฉุนจึงโวยวายกับตัวเองไม่เลิก
       “อ๊าย แหวะ อ๊าย เลี่ยน อ๊ายๆ”
      
       วาศิณีนั่งอยู่บนเก้าอี้ในออฟฟิศ
       “ขอบคุณนะคะนายหัว”
       “ไม่เป็นไร เธอเป็นพนักงานของฉัน ฉันต้องดูแลเธอสิ”
       วาศิณีแอบเจ็บใจ ปริญญ์เดินเข้ามาอย่างเร่งร้อน
       “มาแล้วเหรอไอ้หมอ”
       “คุณน้ำหวานเป็นอะไรครับ” ปริญญ์ถาม
       “นายหัว โทรตามหมอปิ๊นมาเหรอคะ” วาศิณีถาม
       “ใช่ มาให้ดูอาการเธอหน่อย” พิแสงบอก
       “น้ำหวานเป็นคนค่ะ ไม่ใช่หมู”
       วาศิณีลุกขึ้นมาเป็นปกติ
       “แต่หมอปิ๊นก็เป็นหมอ เค้ายังดูอาการของยัยเขมมิกได้เลย” พิแสงบอก
       “น้ำหวานกับคุณเขม คนละคนกันค่ะ นายหัว”
       “เอาน่ะ นั่งลง จะงอนทำไมเนี่ย” พิแสงว่า
       “น้ำหวานไม่กล้างอนนายหัวหรอกค่ะ ขอตัวนะคะ จะไปดูแลอาหารกลางวันให้นายหัว”
       “หายดีแล้วหรือไง” พิแสงถาม
       “น้ำหวานไม่เป็นอะไรมากแล้วค่ะ...ที่นายหัวช่วยหายาดมให้ ก็ทำให้น้ำหวานดีขึ้นมาก”
       วาศิณีเดินออกไปทันที พิแสงงง ปริญญ์หน้าเสีย
       “ไอ้หมอ...น้ำหวานคงไม่ได้ตั้งใจพูดให้แกเสียความรู้สึกหรอก เค้าอาจจะ...”
       ปริญญ์ตัดบท “คุณน้ำหวาน...คง...ไม่อยากให้ผมดูแล คุณพิแสงต่างหากที่ได้สิทธิ์นั้น ไม่ต้องคิดช่วยผมแล้วครับ ผมควรจะทำใจ”
      
       ปริญญ์รีบเดินออกไป พิแสงลงนั่งด้วยความเซ็ง



       กนธีนั่งกอดไม้ขัดพื้นอยู่อย่างเซ็งๆ ปริญญ์เดินเข้ามานั่งข้างๆกนธีอย่างเซ็งเหมือนกัน แล้วทั้งคู่ก็ถอนหายใจขึ้นมาพร้อมกันก่อนจะสะดุ้งไปทั้งคู่
      
       “เป็นอะไรไป หมอ”
       “เป็นคนนอกสายตา”
       “อย่าพูดสิวะ แทงใจดำเฮือกเลย”
       “คุณเขมไม่สนใจคุณเหรอ”
       “ไม่ใช่แค่ไม่สนใจนะ ท่าทางจะขยะแขยงฉันเหมือนเป็นติ่งอะไรสักติ่ง นายอ่ะ”
       “จะเป็นอะไรได้ครับ...นอกจากคำเดิม...ผมเป็นคนนอกสายตา”
       ทั้งสองหนุ่มนั่งเศร้า
       “แล้วจะทำยังไงต่อไปดี” กนธีถาม
       “ทำใจไงครับ สำหรับผมเห็นแต่ทางแพ้”
       กนธีเห็นด้วย “สำหรับฉัน เห็นแต่ทางขึ้นเมรุ รอเผา”
       ทั้งสองมองหน้ากันอย่างเห็นใจก่อนจะเดินคอตกออกไปด้วยกัน
       “เรามารักกันเองมั้ย” กนธีถาม
       “อย่าดีกว่าครับ ผมถือ” ปริญญ์บอก
       “ฉันก็พูดไปงั้น”
      
       เขมมิกที่เปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วเดินลิ่วออกมาจากบ้าน เนตรนิภาเดินตามมา
       “เขม แกจะไปไหน เขม!!”
       “ฉันจะไม่ยอมให้ยัยแอ๊บนั่นทำคะแนนนำฉันเด็ดขาด คนอย่างเขมมิกไม่มีคำว่า...แพ้”
       เขมมิกเดินลิ่วไป เนตรนิภาจะเดินตามแต่ก็ได้ยินเสียงมือถือดังมาจากในบ้าน
       “โอ๊ย...เขม..มือถือ..มือถือ...เขม...โอ๊ย!! มือถือแล้วกัน”
       เนตรนิภาวิ่งเข้าไปในบ้าน
      
       แสงสุดาแอบคุยมือถืออยู่กับชมพู่
       “ตกลงมีพายุเข้าหรือเปล่าคะ พี่ยุท” แสงสุดาถาม
       ชมพู่คุยมือถือ
       “อู๊ย...อย่างแซ่บเว่อร์ค่ะ น้องไบรท์ คุณเขมลงทุนเปลื้องผ้าล้างคอกหมู...”
       แสงสุดาขัดคอ “อะแฮ่ม”
       ชมพู่พูดต่อ “เคยเห็นเวลาพริตตี้โชว์ล้างรถมั้ยคะ น่านแหละค่ะ ต้องคุณเขมล้างคอกหมูค่ะ นายหัวงี้ หัวใจเต้นโครมคราม ละลาย เหลว สำลักเสน่ห์ของคุณเขมเต็มๆ ถ้าไม่ติดตรงที่ว่า....”
       “ติดอะไรคะพี่ยุท!! อย่าเว้นวรรคนานสิคะ!”
       พิศาเดินผ่านมาได้ยินจึงแอบฟังด้วยความสงสัย
       คุณแม่คุยกับใคร...พี่ยุท? ยุทไหน?” พิศางง
       “ว่าไงคะ พักโฆษณาทำไมคะ ไม่ให้พัก!” แสงสุดาเร่ง
       “แหม...ก็ต้องเว้นช่วงเพื่อความตื่นเต้นสิคะ...ถ้าไม่ติดตรงที่ว่า..ก็ไม่ติดอะไรนี่คะ ทุกอย่างไปได้สวย”
       “ปั๊ดโธ่!!! เฮ้อ...โล่งอก กลับมาที่คำถามเดิมค่ะ กรมอุตุพยากรณ์แม่นมั้ยคะว่าจะมีพายุถล่ม”
       “แม่นอะไรล่ะคะ มั่วมาก!”
       แสงสุดาฉุน “พี่ยุท!”
       “ทุกอย่างปกติออกค่ะ ไม่เห็นจะมีพายุถล่ม”
       แสงสุดาลืมตัว “แกไม่เห็นน่ะสิ!!! ฉันไม่เชื่อหรอกว่ายัยแม่ลูกกาฝากนั่นจะไม่คิดทำอะไรยัยเขม” แสงสุดานึกขึ้นได้ว่าเผลอพูดไป “เอ่อ...ไปเช็กข่าวมาใหม่นะคะพี่ยุท ว่าตกลงพายุจะเข้าหรือไม่เข้า”
       พิศาสงสัย “เมื่อกี้คุณแม่พูดชื่อนังนั่นหรือเปล่า”
       “แค่นี้นะคะ แล้วว่างๆจะโทรไปคุยด้วยใหม่นะคะ”
       แสงสุดาวางสาย พิศาเดินเข้าไปถามทันที
       “คุณแม่คุยกับใครคะ”
       “อ๋อ...พี่ยุท เพื่อนแม่เอง..สนิทกัน” แสงสุดาตอบ
       “น้องเล็กได้ยินคุณแม่เรียกชื่อเขม...เขมมิกหรือเปล่า”
       แสงสุดาตกใจ พิศารอฟังคำตอบ
      
       พิแสงกำลังจะตักกับข้าว อนงค์และวาศิณียืนดูแลอยู่ข้างๆ เขมมิกโผล่เข้ามานั่งข้างพิแสงทันทีจนพิแสงสะดุ้ง ส่วนอนงค์และวาศิณีก็ตกใจ
       “หิ้ว หิวอ่ะคะ คุณพิแสงขา....” เขมมิกอ้อน
       พิแสงเซ็ง อนงค์และวาศิณีไม่พอใจ แต่เขมมิกไม่แคร์
       “จาน ช้อน ส้อมด้วยค่ะ” เขมมิกบอก
       อนงค์และวาศิณีอึ้งรอฟังคำตอบจากพิแสง พิแสงหันไปหาอนงค์แล้วพยักหน้าให้ทำตามคำสั่งของเขมมิก อนงค์จำใจทำอย่างหมั่นไส้ เขมมิกเลื่อนเก้าอี้ใกล้ชิดพิแสงมากขึ้น
       “เลื่อนมาทำไม” พิแสงถาม
       “ไม่ชอบความอ้างว้าง” เขมมิกตอบ
       เขมมิกยิ้มหวานให้พิแสง พิแสงเซ็งหนักในขณะที่สองแม่ลูกไม่พอใจ
      
       แสงสุดาเดินหนีเพื่อเลี่ยงการตอบคำถามพิศา
       “เขมมิกอะไร ใคร ยังไง เกี่ยวอะไรกับเรื่องพยากรณ์อากาศที่แม่คุยกับพี่ยุท”
       “น้องเล็กอายุเท่าไหร่คะคุณแม่” พิศาย้อนถาม
      
       “ยี่สิบสอง...ต๊าย ยี่สิบสองแล้วเหรอเรา จำได้ว่าเพิ่งจะพาไปส่งโรงเรียนวันแรก ร้องไห้ซะโรงเรียนแทบแตก..ถามแม่ทำไม”



       “คุณแม่คะ...น้องเล็กไม่ใช่เด็กอนุบาล และก็ยังไม่ได้แก่ น้องเล็กหูไม่ฝาด และสติดี...น้องเล็กได้ยินว่าคุณแม่เรียกชื่อยัยเขมมิกแน่ๆ”
      
       “แม่ก็ยังไมได้แก่งั่กจนประสาทเพี้ยนจำไม่ได้ว่าตัวเองพูดหรือไม่ได้พูดอะไร...แม่ไม่ได้พูดชื่อเขมมิก”
       แสงสุดาตีหน้าเครียดใส่พิศาจนพิศาถอยร่นไปเอง
       “ก็ได้ค่ะ ไม่ได้พูดก็ไม่ได้พูด น้องเล็กคงมัวแต่คิดจะตามหามันจนหลอน”
       “จะไปตามหาเค้าทำไม” แสงสุดาถาม
       “น้องเล็กต้องการเอาคืนมันค่ะ”
       “โอ๊ย เจ้าคิดเจ้าแค้นอะไรนักหนา ปล่อยๆเค้าไปเถอะ เลิกแล้วต่อกันดีกว่า”
       “ไม่ค่ะ กว่าน้องเล็กจะมีแฟนได้ มันยากมากนะคะ มันเป็นคนทำลาย มันก็ต้องรับผิดชอบ ต่อให้พลิกแผ่นดินหัวตัวมัน น้องเล็กก็จะทำ จะตามไปทำลายชีวิตมันบ้าง”
       พิศาเดินหงุดหงิดออกไป
       แสงสุดากลุ้มใจ “เวรล่ะสิ!”
      
       อนงค์ตักข้าวให้เขมมิก เขมมิกเอาใจพิแสงด้วยการตักกับข้าวให้
       “ทานนี่สิคะ นี่ด้วยนะคะ นั่นก็ด้วยดีกว่า”
       “จะตามมารังควานฉันอีกทำไม” พิแสงถาม
       วาศิณีหลุดขำ เขมมิกเหลือบมองอย่างไม่พอใจ
       “รำคาญเหรอคะ” เขมมิกถาม
       “ใช่...มีใครเคยบอกเธอมั้ย ว่าเธอมันน่ารำคาญที่สุดในสามโลก ฉันแปลกใจจริงๆ ว่าคู่หมั้นเธอตาบอดหลับหูหลับตาหมั้นกับเธอได้ยังไง”
       เขมมิกอึ้งแล้วก็น้ำตาซึมในโหมดโศกเศร้า อนงค์กับวาศิณีเห็นแล้วก็หมั่นไส้ พิแสงลอบมองเขมมิกก็รู้ทันว่าแกล้ง
       “ฉันรู้ทันเธอ จะบีบน้ำตา สร้างเรื่องฟูมฟายอะไรอีก”
       เขมมิกยิ้มทั้งน้ำตา “ใครกันแน่ที่ตาบอด” เขมมิกปรายตามองวาศิณี “ระวังแอ๊ปเปิ้ลอาบยาพิษไว้ให้ดี”
       พูดจบเขมมิกก็ลุกออกไป พิแสงแปลกใจว่าเขมมิกหมายความว่าอะไรจึงรีบลุกตามไป
       “นายหัวคะ ไม่ทานข้าวก่อนล่ะคะ” อนงค์ถาม
       วาศิณีจะเดินตาม “นายหัวคะ”
       พิแสงหันมาออกคำสั่ง “เดี๋ยวกลับมากินเอง ไม่ต้องตาม”
       พิแสงเดินออกไป วาศิณีหยุดกึกไม่กล้าตามก่อนจะหันไปมองอนงค์อย่างไม่สบายใจ
       “แม่ว่า...ยัยนั่นมันหมายถึงหนูหรือเปล่า”
       “เออสิ!”
       “มันว่าหนูเป็นแอ็ปเปิ้ลเหรอ?”
       วาศิณีเจ็บใจเขมมิก
      
       เขมมิกเดินออกมาด้วยความโมโห
       “ชิ...ทำมาเป็นฉลาดกับเรื่องของฉัน แต่โง่เรื่องยัยนั่น!”
       พิแสงเข้ามาคว้าข้อมือของเขมมิกเอาไว้
       “ใครโง่!” พิแสงถาม
       “อยากรับก็รับไป”
       “ฉันไม่รับ แต่เธอว่าใคร”
       “ว่าตัวเอง”
       “แล้วเมื่อกี้หมายความว่าไง...แอ็ปเปิ้ลอาบยาพิษอะไรของเธอ”
       “โอ๊ย จะมาถือสาหาความอะไรกับคำพูดของฉัน ก็แค่เพ้อเจ้อไปวันๆ”
       “เธอหมายถึงใคร”
       “ยัยน้ำหวานคนสวย เลขาคุณไง”
       “น้ำหวานเป็นคนดี”
       “นั่นไง โง่จริงด้วย”
       “นั่นไง เพ้อเจ้อไปวันๆจริงๆ” พิแสงย้อน
       “ถามจริง...คุณชอบยัยน้ำหวานนั่นจริงเหรอ”
       “ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไม่ชอบ”
       “อืม...ต้องการเหตุผลใช่มั้ย”
       “ทำไมถึงอยากให้ฉันไม่ชอบน้ำหวาน”
       “เพราะยัยน้ำหวานนั่นเป็นแอ็ปเปิ้ลอาบยาพิษ”
       “สงสัยเราจะคุยกันไม่รู้เรื่อง”
       “คุณไม่คิดจะคุยกับฉันให้รู้เรื่องเองมากกว่า”
       “เพราะเธอมันเพ้อเจ้อไปวันๆ”
       “งั้นก็ไม่ต้องคุย”
       “ได้!!”
       พิแสงหมุนตัวกลับ เขมมิกเปลี่ยนใจจึงรีบเรียกไว้
       “คุยเฉพาะเรื่องงาน!” เขมมิกบอก
       “ได้!!! เราจะคุยกันเฉพาะแค่เรื่องงาน จำไว้นะ อย่าเพ้อเจ้อเรื่องน้ำหวานอีก ไม่งั้น...อย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
       พิแสงเดินเข้าไปในออฟฟิศ เขมมิกเจ็บใจ
       เขมมิกนั่งเซ็งอยู่ เนตรนิภาวิ่งเข้ามาหา
       “เขม เขม!”

      
       “เนตร...ฉันพลาดอีกแล้วอ่ะ แผนร้ายยัยเซ็กซี่ทั้งหมดที่ฉันลงทุนทำมา...มันไม่ได้ผลเลย แถมติดลบอีกต่างหาก นายนั่นมองฉันเหมือนฉันเป็นทิชชู่ใช้แล้วในห้องน้ำ”
      
       “หนักหรือเบา”
       “ค่อนข้างหนัก”
       เขมมิกกับเนตรนิภาร้องพร้อมกัน “อี๋!!”
       “เปลี่ยนเรื่องๆ...ลุทซ์โทรมา!” เนตรนิภาบอก
       “ลุทซ์!!! ฉันลืมโทรหาลุทซ์”
       “แกปิดเครื่องตลอด ลุทซ์จะโทรหาแกก็ไม่ได้”
       “ว่าไง”
       “ลุทซ์ต้องรีบกลับอเมริกาด่วนวันมะรืนนี้ แกจะไปพบเค้ามั้ย”
       “ไปสิ ฉันมีเรื่องให้ลุทซ์ช่วย”
       “งั้นก็ต้องรีบไป”
       “วันนี้คงไม่ทัน...งั้นไปพรุ่งนี้”
       “ไปยังไง ให้ทางนี้ไม่สงสัยแก”
       เขมมิกครุ่นคิด
      
       พิแสงกำลังจะหย่อนตัวลงนั่งดูทีวีที่บ้านพัก เขมมิกพรวดเข้ามาหน้าตาตื่น
       “คุณพิแสงคะ!!”
       พิแสงสะดุ้งโหยง “อะไร!!”
       “คือว่า....”
       “แค่เรื่องงานนะ”
       “งานสิคะ”
       “มีอะไร”
       “ฉัน...จะขออนุญาตไปซื้อเสื้อผ้า”
       “มันเกี่ยวกับเรื่องงานตรงไหน นี่มันเรื่องส่วนตัวชัดๆ”
       “งานสิ ฉันไม่มีเสื้อผ้าที่เหมาะกับการทำงานที่นี่เลย มีแต่ชุดโอกูตูร์”
       “อะไรนะ”
       “โอกูตูร์”
       “อะไรนะ”
       “โอ๊ย ช่างเถอะ!!! สรุปว่ามันเป็นชุดที่ใส่ทำงานไม่ได้ ไม่อยากถูกคุณด่าว่าไม่ดูกาละเทศะอีก”
       “จะไปซื้อที่ไหน”
       “แถวๆนี้แหละ โอเคป่ะคะ”
       “เออ!”
       “น่ารักอ่ะ!!! ถึงจะพูดไม่เพราะเลยก็เหอะ”
       “เออ!”
       “เซ็ง! ราตรีสวัสดิ์ อย่าฝันถึงเค้านะ”
       เขมมิกหัวเราะแล้ววิ่งออกไป พิแสงมองตามแล้วเผลออมยิ้มก่อนจะรู้สึกตัว
       “จะยิ้มทำไม”
       พิแสงหันความสนใจดูทีวีต่อโดยไม่รู้ตัวว่าเขมมิกมากระซิบใกล้
       “ยิ้มบ้างก็ดีนะ” เขมมิกกระซิบ
       พิแสงสะดุ้งโหยง “เฮ้ย!!”
       “ไปของจริงแล้ว เจอกันค่ะ”
       เขมมิกเดินออกไป พิแสงหันกลับมาดูทีวีแต่ไม่ค่อยมีสมาธิเพราะกลัวเขมมิกโผล่มาอีก
      
       พิศาคุยโทรศัพท์กับสาวิกา
       “แต่ฉันสาบานจริงๆนะวิกา ฉันได้ยินคุณแม่เรียกชื่อมันว่า...เขม”
       พิทยาที่เพิ่งกลับมาจากทำงานได้ยินเข้าก็ชะงักแล้วแอบฟัง
       “จะเขมไหนได้อีกล่ะ ก็ต้องเป็นชื่อนังเขมมิก!” พิศาบอก
       “เขมมิก...” พิทยาสงสัย
       “แต่คุณแม่ไปเกี่ยวอะไรกับมันได้ยังไงกับคนที่ชื่อพี่ยุท นี่สิที่ฉันไม่รู้”
       พิทยารีบเดินออกไปทันที
      
       พิทยาเดินเข้ามาในห้องนอนแล้วนึกใคร่ครวญ เขานึกถึงตอนที่เจอธรรมศักดิ์ที่บ้านของขนิษฐา พิทยานึกสงสัย
       “คุณธรรมศักดิ์...เป็นทนายความคนสนิทของคุณแม่ คุณแม่พูดถึงเขม..กับพี่ยุท?”
       เสียงพิสิณีดังขึ้น “ใครคะ??”
       พิทยาสะดุ้ง พิศิณีเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดนอนเรียบร้อย
       “ไม่มีอะไรจ๊ะ ผมก็...นึกอะไรเพลินๆ”
       “ประชุมมอบหมายงานเรียบร้อยแล้วเหรอคะ”
       “จ๊ะ...ขอบคุณนะ ที่ไว้ใจให้ผมทำแทนคุณ”
       “สิณีรู้ค่ะ ว่าคุณทำได้อยู่แล้ว ต่อไป สิณีก็จะค่อยๆวางมือ ให้คุณทำทั้งหมด แล้วสิณีก็จะมาเป็นแม่บ้าน...เลี้ยงลูก ดูแลคุณ ดีมั้ยคะ”
       “ลูกเหรอ...ก็...ดีจ๊ะ”
       “ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะค่ะ หิวมั้ยคะ ทานอะไรมั้ย”
       “ไม่จ๊ะ ไม่หิวเลย เห็นหน้าคุณ ผมก็อิ่มแล้ว”
       พิสิณียิ้มเขินอายแล้วเดินเลี่ยงไป “สิณีไปเอาชุดนอนให้นะคะ”
      
       พิทยามองตามพิสิณีที่เดินไปที่ตู้เสื้อผ้ายิ้มๆ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเศร้าหมองเพราะคิดถึงเขมมิก



       ภาพในอดีตย้อนกลับมา เขมมิกอยู่ในอ้อมกอดของพิทยาที่กำลังพูดถึงอนาคต
               “อยากจะมีลูกสักกี่คนดีจ๊ะ เขม” พิทยาถาม
               “แล้วแต่คุณสิ”
               “ถ้าแล้วแต่ผม...ก็สักโหลนึงเนอะ”
               “บ้า คนนะ ให้ออกลูกเป็นครอกเหมือนหมูเลยหรือไง” เขมมิกว่า
               “ก็ผมรักเขมนี่ วิธีเช็กว่าสามีภรรยารักกันมากแค่ไหน ให้ดูที่จำนวนลูก ลูกยิ่งดกแสดงว่า...รักกันมาก”
               “รักแค่...สิบสองเอง?”
               “งั้นสักยี่สิบสี่”
               “โอ๊ย!!”
               เขมมิกและพิทยาหัวเราะด้วยกันอย่างมีความสุข
      
               เขมมิกนั่งมองดูชุดเดียวกับที่ใส่ตอนพูดถึงเรื่องอนาคตกับพิทยาอย่างเศร้าซึม เนตรนิภาเดินเข้ามาคุยด้วย
               “พรุ่งนี้ จะใส่ชุดนี้เหรอ” เนตรนิภาถาม
               “เปล่า...กำลังแปลกใจ ฉันหยิบมันลงกระเป๋ามาถึงที่นี่ได้ยังไง”
               “เพราะแกยังคิดจะใส่มันอยู่”
               “ไม่” เขมมิกตอบ
               “งั้นก็บริจาคให้คนอื่นที่ยังใส่ได้”
               “แกคิดว่าจะมีคนใส่มันเหรอ”
               “ทำไมจะไม่มี...ของยังใช้ได้ ไม่ได้เสียหายอะไร พอดีตัวใคร คนนั้นก็ใส่ ไม่เห็นแปลก”
               “ทั้งๆที่มันอาจจะเก่า ตะเข็บปริ สีซีด”
               “เขม...แกพูดถึงชุดของแก หรืออดีตคนของแก”
               เขมมิกอึ้ง
               เนตรนิภาพูดต่อ “อย่าเอาคนไปเปรียบกับวัตถุ เพราะมันไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันคือ...เรากำจัดออกไปจากชีวิตเราได้ ถ้ามันไม่จำเป็น”
               “โอเค! แกคือจุดอ่อนที่ฉันต้องกำจัด ขอโทษนะ”
               เขมมิกทิ้งชุดนั้นลงถังขยะ
               “โล่งที่สุดอ่ะ ไป นอน!” เขมมิกบอก
               เขมมิกเอื้อมมือไปปิดไฟ
      
                พิทยาที่เปลี่ยนชุดนอนเรียบร้อยแล้วนอนอยู่บนเตียง พิสิณีลงนอนข้างๆ พิทยาหันไปจุมพิตอย่างแผ่วเบาที่หน้าผากของพิสิณี
               “ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ ฝันดีนะ”
               พิทยาล้มตัวลงนอนทันทีโดยหันหลังให้พิสิณี พิสิณีอึ้งเพราะเสียความรู้สึกที่สามีไม่สนใจจะทำการบ้านทั้งๆ ที่เธออุตส่าห์ตั้งความหวัง
               “ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
               พิสิณีลงนอนหันหลังให้พิทยาก่อนจะเอื้อมมือไปปิดไฟ พิสิณียังลืมตาในความมืด ส่วนพิทยาเองก็ยังลืมตาเพราะนอนไม่หลับ
      
                พิแสงนั่งอุ้มปุ๊กลุ้กดูดาวบนท้องฟ้ายิ้มๆ เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีความสุข
               “ไปนอนกันเถอะ ปุ๊กลุ้ก....จะได้ตื่นเช้าๆ อยากรู้จังว่าพรุ่งนี้ ยัยนั่นจะสร้างเรื่องอะไรอีก...วุ่นวายชะมัด”
               พิแสงอุ้มปุ๊กลุ้กเดินเข้าบ้านไปด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
               “ฉันยิ้มแล้วดีมั้ย ปุ๊กลุ้ก”
      
               เขมมิกและเนตรนิภาก้าวลงจากรถของฟาร์มเพื่อนเกษตร หลอดกับเสริมลงตามมาด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ
               “เมืองหาดใหญ่นี่ไกลเกือบร้อยโล ใกล้ฟาร์มยังไงครับคุณเขม” หลอดถาม
               “แหม จะให้ฉันซื้อเสื้อผ้าแถวฟาร์มตรงไหนล่ะ” เขมมิกว่า
               “ตลาดนัดไงครับคุณเขม คนงานเขาก็ซื้อกันที่นั่น” เสริมบอก
               “โอ๊ย!!! ผู้ชายเนี่ย ไม่เข้าใจผู้หญิงเลย ซื้อน่ะซื้อได้..แต่...ขอมาเปิดหูเปิดตาบ้างไรบ้างไง”
               หลอดกับเสริมพูดพร้อมกัน “อ๋อ หาเรื่องเที่ยว”
               “เราสองคนก็ได้มาเที่ยวด้วยไง ไม่ดีเหรอ” เนตรนิภาถาม
               หลอดกับเสริมตอบ “ไม่ดีครับ”
               “นายหัวด่าตาย” หลอดบอก
               “ก็อย่าให้นายหัวรู้สิ...เอางี้...ฉันให้ทุนท่องเที่ยว แล้วรูดซิปปาก โอเคป่ะ” เขมมิกถาม
               หลอดกับเสริมมองหน้ากันอย่างลำบากใจมากก่อนจะตอบพร้อมกัน “ดีครับ”
               “นึกว่าจะไม่ดี”
               เขมมิกกับเนตรนิภายิ้มๆที่แผนการสำเร็จ
      
                เขมมิกกับเนตรนิภาเดินมาจะข้ามถนน รถของพิแสงและกนธีขับผ่านมา กนธีตาไวเห็นเขมมิกและเนตรนิภา
               “เฮ้ย นั่นคุณเขม!”
               พิแสงตกใจจึงเบรกรถหัวทิ่ม “ไหน!!”
               “ไอ้พิแสง!!!” กนธีโวย
               รถที่ตามหลังพิแสงเบรกตามกันเป็นแถวทั้งหมดต่างโผล่หน้าออกมาตะโกนด่า
               “ขับรถภาษาอะไรวะ”
               เขมมิกและเนตรนิภาข้ามถนนไปแล้วและเดินไปไกล พิแสงชะโงกมองก็เห็นหลังเขมมิกไวๆ หายเข้าซอยไป
               “ยัยตัวแสบ เอาแล้วไง” พิแสงว่า
               “เออ เอาแล้วไง เอาไงต่อ” กนธีถาม
               “กลับรถ”
               “กลับไม่ได้ วันเวย์ ไปข้างหน้าเร็ว เดี๋ยวก็ถูกรุมกระทืบหรอก”
               พิแสงเจ็บใจแต่ก็จำใจเดินหน้ารถไปต่อทั้งๆ ที่ยังกังวลเรื่องเขมมิก



       เขมมิกและเนตรนิภาเดินมาถึงหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไป พอเขมมิกและเนตรนิภาเข้าประตูปุ๊บ พิแสงและกนธีก็เดินผ่านโรงแรมแห่งนั้นไปพลางคุยเรื่องเขมมิก
      
       “แกจะโมโหอะไรนักหนาวะ” กนธีถาม
       “ยัยนั่นโกหกฉัน!!! บอกว่าไปซื้อของใกล้ๆ แต่ดันมาโผล่ที่หาดใหญ่ แอบมาทำอะไรแน่ๆ” พิแสงบอก
       “เฮ้ย..อคติ คิดมาก”
       “ไม่ได้อคติ ถ้าบริสุทธิ์ใจ ทำไมต้องโกหก ยัยตัวแสบนั่นปิดเครื่อง ฉันต้องโทรหาไอ้หลอด”
       พิแสงหยิบมือถือขึ้นมากดโทรหาหลอดระหว่างที่เดินไป
      
       หลอดรับโทรศัพท์ในขณะที่กำลังกินอาหารกับเสริมอย่างเอร็ดอร่อย
       “ฮัลโหลครับ นายหัว”
       พิแสงคุยมือถืออยู่ที่มุมหนึ่ง
       “ไอ้หลอด แกพาเขมมิกไปซื้อของที่ไหน” พิแสงถาม
       “ก็ใกล้ๆครับ นายหัว” หลอดตอบ
       “ใกล้แค่ไหน”
       “ใกล้มากเลยครับนายหัว ตดไม่ทันหายเหม็นก็ถึงแล้ว”
       “มาตดถึงหาดใหญ่เนี่ยนะ”
       หลอดอึ้งถึงกับช้อนตก “ไอ้หยา!!”
       “อะไรพี่หลอด!” เสริมถาม
       หลอดพูดกับเสริม “งานเข้า!”
       “ไอ้หลอด ฮัลโหล ฟังอยู่หรือเปล่า ไอ้หลอด!”
       หลอดแกล้งทำเป็นไม่มีสัญญาณ “ฮัล..โหล..ไม่..ได้ยิ..เลย...คะ..รับ...ครืดๆ”
       หลอดรีบวางสายในสภาพเหงื่อแตก
       “นายหัวจับได้แล้ว ว่าเรามาหาดใหญ่” หลอดบอก
       หลอดกับเสริมมองหน้ากันอย่างประหวั่นพรั่นพรึง พิแสงกดปิดมือถือ
       “ยัยเขมมิก!” พิแสงโกรธ
       “เฮ้ยๆๆ ใจเย็นๆๆๆๆ ก่อนจะพิพากษา แกควรจะฟังคำให้การของจำเลยก่อนนะ” กนธีบอก
       “ฉันฟังแน่ แต่ตอนนี้ต้องหาตัวจำเลยให้เจอ”
       “เฮ้ย...แล้วงานฉันล่ะ ฉันนัดคุยกับบริษัททัวร์ แกก็นัดคุยกับเฮียป๋อเรื่องซื้อหมูแม่พันธุ์ตัวใหม่”
       “จัดลำดับความสำคัญเป็นมั้ยวะ” พิแสงถาม
       “งานมาก่อน” กนธีตอบ
       “จับผิดยัยเขมมิกมาก่อน เรื่องอื่นรอได้!”
       พูดจบพิแสงก็เดินไปอีกทาง กนธีเหนื่อยใจกับพิแสงจึงรีบหยิบมือถือขึ้นมาโทรเลื่อนนัด พลางวิ่งตามพิแสงไป
       “ครับ...ผมกนธีนะครับ จากรีสอร์ทกนธี”
      
       เขมมิกโผเข้ากอดลุทซ์ด้วยความดีใจ
       “ลุทซ์!!!”
       “เขม!”
       เนตรนิภามองอย่างปลื้มใจ
       “ดีใจที่สุด...เธอเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนเลย” เขมมิกบอก
       “แต่เธอ สวยขึ้นมาก...ไม่หมือนเดิม”
       “พูดไทยเก่งขึ้นมาก”
       “THANK YOU นั่งก่อน แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟัง ทำไมเธอถึงมีหนี้สินหลายสิบล้าน”
       “งั้นระหว่างนี้ ฉันไปซื้อของให้แกแล้วกันนะ จะได้ไม่เสียเวลา” เนตรนิภาบอก
       “ขอบใจนะเนตร”
       เนตรนิภายิ้มให้กำลังใจเขมมิกที่มีสีหน้าหมองลงแล้วเดินออกไปจากโรงแรม เขมมิกนั่งคุยกับลุทซ์
      
       ธรรมศักดิ์รายงานความคืบหน้าเรื่องการตามหาตัวลูกชายเพื่อนของพิสุทธิ์
       “ตอนนี้เป็นไปได้ว่า....ลูกชายเพื่อนของท่านคนนั้นอาจจะเปลี่ยนชื่อและนามสกุลของตัวเอง ทำให้ตามหาตัวยากลำบากมาก”
       “เขาทำแบบนี้ทำไม”
       ธรรมศักดิ์ยิ้มไม่ตอบ
       “มีทางตามหาตัวเจอมั้ย”
       “คงต้องใช้เวลาสักพักครับ....”
       “นานแค่ไหน ผมก็จะรอนะ”
       พิสุทธิ์รู้สึกเป็นกังวล เสียงเคาะประตูดังขึ้น
       พิสุทธิ์พูด “เข้ามา”
       พิทยาเปิดประตูเข้ามาเห็นธรรมศักดิ์
       “สวัสดีครับ คุณธรรมศักด์” พิทยาทัก
       “สวัสดีครับ”
       “ผมไม่ทราบว่าคุณพ่อมีแขก”
      
       “กำลังจะกลับพอดีครับ ขอตัวนะครับ สวัสดีครับท่าน”



       ธรรมศักดิ์ทำความเคารพพิสุทธิ์แล้วเดินออกไป พิทยามองตามอย่างติดใจสงสัย
      
       “มีอะไรตาพีท” พิสุทธิ์ถาม
      
       “ผม...จะมาปรึกษาเรื่องโครงการเส้นทางการบินที่เสนอไว้นะครับ” พิทยาบอก
       “เอาสิ”
       “แต่ขออนุญาตไปเอาเอกสารที่ห้องก่อนนะครับ”
       “เชิญ”
       พิทยารีบเดินออกไป พิสุทธิ์หันไปเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ เล่นเกมคลายเครียด
       “เออ สนุกดีเว้ย...พักหน่อยแล้วกัน ขอสักสิบนาที”
      
       ธรรมศักดิ์เดินมาตามทางเดินในออฟฟิศ พิทยาเร่งฝีเท้าตามธรรมศักดิ์
       “คุณธรรมศักดิ์ครับ!” พิทยาเรียก
       “ครับ”
       “ผมมีเรื่องสงสัยอยากจะถาม ขอคุยด้วยหน่อยครับ”
       พิทยาเชิญธรรมศักดิ์ไปคุยที่มุมหนึ่ง ธรรมศักดิ์เดินตามไปอย่างแปลกใจ
      
       เนตรนิภากำลังซื้อเสื้อผ้าสำหรับใส่ทำงานในฟาร์มให้เขมมิกทั้งประเภทเสื้อเชิ้ตโดยพยายามจะจัดให้แมทช์และดูดีมีสไตล์
       “เสื้อตัวนี้ กับกางเกงตัวนั้น...ควรจะมีผ้าพันคอไว้ซับเหงื่อ หรือไม่ก็ไว้มัดคอตัวเองตายลาโลก”
       คนขายมองหน้าเนตรนิภาเหวอๆ
       “ขอโทษค่ะ ชอบพูดอะไรเรื่อยเปื่อยตามประสาคนไม่มีสติค่ะ เอาตัวนี้ ตัวนั้น ตัวโน้น ตัวนี่...”
       กนธีเดินนำพิแสงเข้ามาในร้านแล้วยิ้มให้เนตรนิภา
       “ตัวนี้ด้วยมั้ย” กนธีถาม
       เนตรนิภาหันมาแต่ยังไม่รู้ตัว “ตัวไหน” เนตรนิภาเห็นกนธีกับพิแสงก็ตกใจมาก “ว้าย!!! ตัวใครตัวมันดีกว่าค่ะ ลาล่ะค่ะ สวัสดี”
       เนตรนิภาจะวิ่งหนี กนธีรั้งตัวเอาไว้
       “เดี๋ยวก่อนสิครับ คุณเนตรนิภา”
       “เอ่อ..อะไรเหรอคะ”
       “มาซื้อซะไกลเลยนะครับ” กนธีว่า
       “ไม่ไกลค่ะ ไม่ไกล ใกล้แค่นี้เอง”
       “เขมมิกอยู่ไหน!!” พิแสงถาม
       เนตรนิภาอึ้งแล้วหาทางแก้ตัว ในขณะที่กนธีและพิแสงจ้องเธอเขม็ง
      
       พิทยาถามธรรมศักดิ์
       “คุณไปบ้านของแม่เขมมิกทำไม”
       ธรรมศักดิ์อึ้งเพราะคิดไม่ถึงว่าพิทยาจะรู้
      
       เขมมิกเล่าเรื่องให้ลุทซ์ฟัง
       “พ่อฉันมีเมียน้อย เลิกกับแม่ โดยที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า แล้วไปอยู่อเมริกาทำธุรกิจร้านอาหารไทยที่นั่น...พ่อฉันตายหลังจากนั้นไม่นาน แล้วก็มีคำสั่งศาลให้แม่ฉันใช้หนี้ที่พ่อฉันไปกู้เงินมาทำธุรกิจ สิบล้าน”
       ลุทซ์ตกใจ “โอมายก็อด”
       “ตอนนี้พระเจ้าหรือใครก็ช่วยฉันไม่ได้ ตอนนี้แม่ฉันป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้นที่สี่”
       เขมมิกน้ำตาซึม ลุทซ์จับมือเขมมิกเพื่อปลอบใจ
       “เธอรู้เรื่องฉันตกงานแล้วมารับงานบ้าๆที่พัทลุงนี้แล้วใช่มั้ย” เขมมิกถาม
       “ใช่...เขม ฉันอยากช่วยเธอ เธอเป็นเหมือนน้องสาวของฉัน”
       “เธอ และพ่อแม่ของเธอก็เป็นเหมือนครอบครัวของฉัน ฉันไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอตอนที่ไปเรียนที่สวิส ยังจำได้ว่าฉันอบอุ่นมาก”
       “ฉันพอมีเงิน”
       “อย่าช่วยฉันด้วยเงินเลย”
       “แล้วจะให้ฉันช่วยได้ยังไง”
       “หนี้ก้อนโตนี้ แม่ฉันไม่ได้มีส่วนรู้เห็น แม่ฉันไม่ได้เป็นคนเซ็นยินยอมการกู้เงิน...ฉันมั่นใจว่ามีคนปลอมลายเซ็นแม่ฉัน อีกอย่าง ฉันรู้ดีว่าธุรกิจของพ่อฉันไปได้ดีมาก ไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาทำธุรกิจเลย”
       “ได้ ฉันจะช่วยหาหลักฐานมาเคลียร์คดีให้เธอ ไม่ต้องห่วง”
       “ขอบคุณมากนะลุทซ์”
       เขมมิกโผเข้ากอดลุทซ์ด้วยความซาบซึ้งใจ
      
       กนธีจับตัวเนตรนิภาเดินมาถึงหน้าโรงแรม โดยมีพิแสงตามมาติดๆ
       “เขมมิกมาที่นี่ทำไม” พิแสงถาม
       “มาเข้าห้องน้ำคะ” เนตรนิภาตอบ
      
       พิแสงไม่เชื่อ เขามองเข้าไปอย่างหมายมั่นจะจับผิดเขมมิก

      
       พิแสงเปิดประตูโรงแรมเข้ามา กนธีเดินตาม ส่วนเนตรนิภาเดินลุ้นหายใจไม่ทั่วท้องเพราะกลัวเขมมิกถูกพิแสงจับได้ว่าอยู่กับลุทซ์
       พิแสงกวาดสายตาหาเขมมิกในล็อบบี้โรงแรม พิแสงห็นเขมมิกนั่งหันมาหน้ามาในท่ากำลังฟังผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งหันหลังเห็นเพียงว่าสวมเสื้อสูท
       พิแสงปราดเข้าไปทันที เนตรนิภาตกใจจนหน้าซีด
       “เอาแล้วไง...เขม”
       “เอาอะไร! ยัยเพี้ยน!” กนธีถาม
       “เอาปากนายไปห่างๆได้มั้ย เหม็นมาก”
       เนตรนิภารีบวิ่งตามพิแสงไป กนธีวิ่งตามไปติดๆ
      
       พิแสงเดินตรงลิ่วไปหาเขมมิก เขมมิกเห็นพิแสงก็ตาค้างด้วยความตกใจ
       “คุณพิแสง.....มาได้ไง” เขมมิกถาม
       “เธอมาที่นี่ทำไม!” พิแสงถาม
       “คือ....”
       “เธอมาหาใคร!!”
       เนตรนิภาก้มหน้าหลับตาปี๋เพราะไม่กล้ามองเหตุการณ์ ผู้ชายคนที่นั่งตรงข้ามเขมมิกลุกขึ้นยืนพร้อมถือเครื่องกรองน้ำสาธิตไว้ในมือ
       “สวัสดีครับ ผมชื่อประกอบ เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านของเครื่องกรองน้ำครับ ผมกำลังสาธิตให้คุณผู้หญิงท่านนี้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานอันยอดเยี่ยมของเครื่องกรองน้ำเรา สนใจร่วมฟังกันมั้ยครับ”
       “สนใจมั้ยคะ” เขมมิกถาม
       พิแสงกับกนธีอึ้ง เนตรนิภากลั้นหัวเราะสุดฤทธิ์ เขมมิกมองหน้าพิแสงแบบทำหน้าไร้เดียงสา
       “เครื่องกรองน้ำเนี่ยนะ”
       “ค่ะ เครื่องกรองน้ำประสิทธิภาพสูงด้วย” เขมมิกย้ำ
       พิแสงเดินออกไปเลย
       กนธีเดินตาม “พิแสง รอด้วย!”
       เนตรนิภาเห็นพิแสงและกนธีเดินลับออกไปจากโรงแรมก็รีบเข้ามาหาเขมมิก
       “ฉันเกือบหัวใจวายรู้มั้ยแก” เนตรนิภาบอก
       “รีบไปเหอะ”
       เขมมิกรีบลากเนตรนิภาออกไปปล่อยผู้เชี่ยวชาญเครื่องกรองน้ำยืนงงอยู่คนเดียว
       “ผมยังสาธิตไม่จบเลยนะครับ...”
      
       พิทยารอฟังคำตอบจากธรรมศักดิ์ที่ยังอึ้งอยู่
       “ว่าไงครับ....คุณไปที่บ้านของคุณแม่เขมทำไม”
       “เพราะมนุษยธรรม ตามคำสั่งของคุณแสงสุดาครับ”
       “คุณแม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้”
       “ท่านมีจิตใจที่เมตตาครับ ถึงคุณเขมมิกจะไม่ใช่พนักงานของ P บูติกแอร์ไลน์แล้ว แต่ท่านก็เป็นห่วงความเป็นอยู่ เพราะได้ข่าวว่า...คุณเขมมิกยังไม่มีงานทำ จึงให้ผมไปเยี่ยมเยียน”
       “ที่บ้านของแม่เขมเนี่ยนะ”
       “ผมไม่ทราบว่าคุณเขมมิกอยู่ที่ไหน เพราะติดต่อเธอไม่ได้ จึงมาหาที่บ้านของคุณแม่เธอครับ”
       พิทยาอึ้งโดยยังไม่เชื่อธรรมศักดิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์
       “แล้วคุณพิทยาทราบได้ยังไงครับว่าผมอยู่ที่นั่น หรือว่าคุณเองก็ไปตามหาคุณเขมมิกที่นั่นเหมือนกัน” ธรรมศักดิ์ถามกลับ
       พิทยาอึ้งเพราะตั้งตัวไม่ทันสำหรับคำตอบ ธรรมศักดิ์รอฟังคำตอบด้วยรอยยิ้มปกติ
      
       เขมมิกเดินลิ่วมากับเนตรนิภาด้วยความโล่งใจ
       “ฉันคิดว่าแกจะถูกจับได้ซะแล้ว” เนตรนิภาบอก
       “ก็เกือบเหมือนกัน...เฉียดฉิวแค่เส้นยาแดงผ่าแปด” เขมมิกบอก
      
       ภาพในอดีตย้อนกลับมา เป็นตอนที่เขมมิกกอดร่ำลากับลุทซ์
       “รอฟังข่าวดีจากฉันนะ” ลุทซ์บอก
       “โอเค”
       เขมมิกเหลือบไปเห็นพิแสงซึ่งกำลังผลักประตูเข้ามากับกนธีและเนตรนิภา พิแสงมองหาเขมมิก เขมมิกตาโตรีบผลักลุทซ์ออกไป
       “บาย!!! โก ๆๆ”
       ลุกซ์เดินไปอย่างงงๆ
       เขมมิกรีบหาที่นั่งทันทีซึ่งเป็นที่นั่งตรงข้ามเซลส์ขายเครื่องกรองน้ำ เซลส์ยิ้มให้เขมมิก เขมมิกเหลือบดู พิแสงที่เดินดิ่งตรงมาแล้วก็รีบหาเรื่องคุยกับเซลส์
       “อุ๊ย...เครื่องอะไรอ่ะคะ...ดูดี๊ดี มีนวัตกรรม”
       “อ๋อ...เครื่องนี้....เป็นเครื่องกรองน้ำครับ” เซลล์บอก
       เซลส์เม้าท์ยาวเป็นชุด เขมมิกแอบเซ็ง ขณะที่พิแสงก็ตรงเข้ามาพอดี
      
       เนตรนิภาหัวเราะขำ
       “ฮ่ะๆๆๆ”
       “จะหัวเราะอีกนานมั้ย” เขมมิกถาม
       “ขอโทษ นับว่าดวงแกยังแข็งอยู่”
       “ใช่..ไม่งั้นอีตาพิแสงนั่นเล่นฉันไม่ปล่อยแน่ ชิ...คนบ้าอะไร จะต้องมาเจอเวลาที่ไม่อยากเจอทุ้กที เกลียดอะไรต้องเจออย่างนั้นใช่มั้ย เนตร”
       “ใช่!”
       “กลับเหอะ ป่านนี้ หลอดกับเสริมคงรอแย่แล้ว”
      
       พิแสงและกนธีเดินเข้ามา



       “ฉันไล่ให้มันสองคนกลับฟาร์มไปแล้ว” พิแสงบอก
               เขมมิกกับเนตรนิภาตกใจ “ว้าย!”
               “กลับได้ไง! แล้วฉันสองคนล่ะ ต้องกลับด้วยสิ” เขมมิกว่า
               กนธีกะโชว์หล่อ “พิแสง ใจเย็นๆ ค่อยๆพูด ค่อยๆจา อย่าใช้อารมณ์”
               “นี่! หล่อใส่ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกนะยะ เฟคมาก!!” เนตรนิภาว่า
               “อะไรของเธอ”
               “รู้ทันย่ะ ว่ามาไม้ไหน!” เนตรนิภาบอก
               “ไม้อะไร!” กนธีถาม
               เขมมิกพูดกับกนธี “เงียบเลยคุณกนธี! ฉันกำลังเคลียร์กับเพื่อนคุณ อยู่เฉยๆ!”
               กนธีหุบปากแล้วหันไปเข่นเขี้ยวใส่เนตรนิภา เนตรนิภาไม่สนใจ
               “แล้วจะให้ฉันกลับฟาร์มยังไง” เขมมิกถาม
               “ก็หาทางกลับเองสิ! รถของฟาร์มฉันไม่ได้มีไว้ให้เธอเอามาเสียเวลาไกลถึงที่นี่!”
               พูดจบพิแสงก็เดินออกไป กนธีเดินตามพิแสงไป เขมมิกเดือด
               “จงใจแกล้งกันชัดๆ!”
      
                ธรรมศักดิ์ยิ้มรอฟังคำตอบจากพิทยา
               “คุณไปบ้านของคุณแม่ของคุณเขมมิกทำไมครับ”
               “ผม..เอ่อ....” พิทยาอ้ำอึ้ง
               “คุณเป็นห่วงคุณเขมมิกเหมือนกับคุณแสงสุดา ใช่มั้ยครับ”
               “ใช่ ผมเป็นห่วงเขม”
                “คุณพิสินีย์รู้เรื่องนี้แล้วใช่มั้ยครับ”
               “เหมือนคุณกำลังก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผมอยู่นะครับ...ผมไม่ชอบเลย”
               “ผมไม่ได้ตั้งใจเสียมารยาท ผมแค่เช็กข้อมูลให้ถูกต้อง หากผมต้องรายงานคุณแสงสุดา และคุณพิสินีย์อาจจะอยู่ด้วย คุณจะให้ผมรายงานท่านว่าอย่างไร”
               “คุณอยากจะรายงานว่ายังไงก็ได้ สินีย์จะรู้เรื่องก็ไม่เห็นแปลก”
               “แสดงว่าคุณพิสินีย์ยังไม่รู้เรื่อง”
               “คุณธรรมศักดิ์น่าจะเข้าใจอารมณ์ผู้หญิงนะครับ ต่อให้ปากพูดว่าไม่คิดอะไร แต่ลึกๆมันก็อดคิดไม่ได้ ผมไม่อยากให้สินีย์ไม่สบายใจด้วยเรื่องที่ไม่ได้มีสาระอะไร และผมก็คิดว่า คุณคงไม่อยากให้ภรรยาของผมต้องรู้สึกอย่างนั้นใช่มั้ยครับ”
               ธรรมศักดิ์อึ้งแล้วก็พยายามอ่านพิทยา พิทยาแสดงท่าทีบริสุทธิ์ใจ
               “ในฐานะเพื่อนเก่า ผมอดเป็นห่วงเขมไม่ได้ ที่ต้องมาเผชิญชะตากรรมแบบนี้ คุณคงเข้าใจ”
               พิสุทธิ์เดินเข้ามาพอดี
               “อยู่นี่เอง ตามหาซะทั่วออฟฟิศ จะคุยงานกับพ่อไม่ใช่เหรอ พีท” พิสุทธิ์ถาม
               “พอดีผมมีเรื่องปรึกษาคุณธรรมศักดิ์นิดหน่อยครับ กำลังจะไปหาคุณพ่อพอดีครับ” พิทยาพูดกับธรรมศักดิ์ “ขอบคุณมากนะครับ สำหรับข้อมูล”
               พิสุทธิ์พูดกับธรรมศักดิ์ “ช่วยๆหน่อยนะ ลูกเขยกำลังไฟแรง”
               “ครับท่าน”
               พิสุทธิ์เดินคุยออกไปกับพิทยาที่ทำทีเป็นปรึกษาเรื่องงาน ธรรมศักดิ์มองตามพิทยาอย่างไม่ไว้ใจ
      
                พิแสงเดินหงุดหงิดมา
               “มาซื้อของที่หาดใหญ่ ทำไมไม่บอก หรือว่ากลัวถูกด่า” พิแสงบ่น
               “ใช่ ต้องตามไปด่า” กนธีบอก
               พิแสงมองกนธีด้วยความแปลกใจ “แกอยากให้ฉันไปด่ายัยเขมมิกเหรอ ทำไม ปกติปกป้องจะเป็นจะตาย”
               “ฉันตัดใจจากคุณเขมแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเขมเป็นคนผิด ฉันก็จะไม่เข้าข้างแล้ว”
               “ถ้าทำได้จริง ก็ดีใจด้วย จะได้ไม่ต้องปีนต้นงิ้ว ไปล่ะ สายแล้ว แล้วเอาไง จะให้รอรับกลับด้วยมั้ย”
               “ไม่ต้อง ฉันจะกลับกับรถตู้บริษัททัวร์”
               “เจอกัน”
               พิแสงเดินออกไป กนธีเดินออกไปอีกทางแต่ใบหน้ายังติดใจสงสัย
               “ยัยเนตรนิภารู้ทันอะไรเราวะ....” กนธีสงสัย
      
                เขมมิกเดินตามเนตรนิภามา
               “กลับยังไง” เขมมิกถาม
               “ก็นั่งรถกลับสิ โน่น...ไปรอขึ้นรถทัวร์หรือรถบัสหรือรถอะไรก็ได้” เนตรนิภาตอบ
               “ฉันไม่กลับ”
               “บ๊ะ!!! จะเอายังไงเนี่ย จะรอให้ใครมารับยะ นายหัวพิแสงหรือไง”
               “นายนั่นแกล้งฉัน เพราะโกรธที่เอาผิดฉันไม่ได้ ฉันไม่ยอมเป็นหมูให้เชือดง่ายๆหรอก”
               “แปลว่าใช่ งั้นตามสบาย เพราะถ้าแกจะกลับกับคุณพิแสง ฉันขอบาย เพราะฉันไม่อยากร่วมทางกับนายกนธี”
               เขมมิกเสียงอ่อน “เนตรร”
               “เข้าใจฉันด้วยนะเขม ส่วนฉัน เข้าใจแกดี...เจอกันที่ฟาร์ม”
               เนตรนิภาเดินออกไปทันที
               “เฮ้ย..เนตร เดี๋ยวก่อนสิ!”
               เนตรนิภาหันกลับมา “อะไร”
               “ฉันปล่อยให้แกกลับคนเดียวไม่ได้หรอก มาด้วยกันก็ต้องกลับด้วยกันสิ”
               “ฉันรู้ว่าแกรักฉัน มาด้วยกันก็ต้องกลับด้วยกันเนอะ”
               เนตรนิภาพอใจที่เขมมิกยอมเปลี่ยนใจ แล้วสองสาวก็เดินออกไปด้วยกัน
      
                เนตรนิภายืนต่อแถวเซ็งๆ เพื่อขึ้นรถบัสหาดใหญ่-พัทลุงต่อท้ายคนอื่นๆอยู่
               “เพื่อนทรยศ !!! ทิ้งให้ฉันกลับคนเดียวจนได้!” เนตรนิภาบ่น



       เนตรนิภานึกย้อนกลับไป ก่อนหน้านี้เนตรนิภาเดินมากับเขมมิกเพื่อจะเข้าคิวขึ้นรถบัส โดยที่เขมมิกยังคาใจและไม่พอใจพิแสงอยู่ เขมมิกเห็นคนบนรถมีเยอะ
               “ท่าทางคนจะแน่นเนอะ” เขมมิกว่า
               “ใช่...ก็ดีนะ อบอุ่นดี”
               “ฉันดีใจที่แกรู้สึกอบอุ่นแสดงว่าแกต้องเดินทางกลับอย่างสบายใจและปลอดภัยได้”
               เนตรนิภาหันมองรถ “ฉันก็ว่างั้น...น่าสนุกนะแก ฉันว่าถ้าอยากเรียนรู้ชีวิตของคนในพื้นที่ ก็ต้อง...”
               เนตรนิภารู้ทันว่าเขมมิกหายไปไหนแต่ก็เซ็ง “เขม!!”
      
                เนตรนิภายืนเซ็งเพื่อนอยู่ในแถวพร้อมกับมองถุงผ้าในมือ
               “แล้วก็ปล่อยให้เพื่อนถือของกลับเองอีกต่างหาก....น่าฆ่าให้ตายนัก”
               กนธีเดินคุยกับเอเจนซี่ทัวร์ใกล้ๆ เนตรนิภา
               “ติดธุระด่วนก็ไม่เป็นไรครับ สบายมาก ผมให้คนงานขับรถมารับแล้ว”
               “ขอโทษจริงๆนะคะ งั้น ลาเลยนะคะ สวัสดีค่ะ”
               พูดจบเอเจนซี่ก็เดินออกไป กนธียิ้มพอใจ
               “ได้ลูกค้าเพิ่มอีกแล้ววุ้ย” กนธีหันไปเห็นเนตรนิภายืนรอขึ้นรถอยู่ “ยัยเพี้ยน!”
               กนธีมองเนตรนิภาอย่างคาใจ เขารีบหยิบมือถือขึ้นมากดโทรออก
               “ฮัลโหล....ยังไม่ต้องออกมา เดี๋ยวฉันโทรหาอีกที”
               กนธีกดวางสายแล้วเดินไปหาเนตรนิภาทันที
      
                เนตรนิภาเซเพราะถูกคนชนจากข้างหลัง
               “โอ๊ย!!! ระวังหน่อยสิคะคุณ”
               กนธีคือคนที่มาชนเนตรนิภา
               กนธีแกล้งไม่ได้ตั้งใจ “ขอโทษครับ พอดีผมรีบวิ่งมา....” กนธีทำเป็นอึ้งเมื่อเห็นหน้าเนตรนิภา “โอ๊ะ ยัยเพี้ยน!”
               “โอย!!! อีกแล้วเหรอ!! โอย!!”
               กนธียิ้มเจ้าเล่ห์แต่แกล้งโวย “โอยอะไร!”
      
                พิแสงลุกขึ้นเช็กแฮนด์กับเฮียป๋อ คนขายหมูพ่อแม่พันธ์
               “ขอบคุณครับเฮียป๋อ”
               “เฮียรู้ว่าที่ฟาร์มนายหัวเลี้ยงดี เอาใจใส่ เฮียก็อยากให้ลูกสาวไปอยู่กับนายหัว จะได้ออกลูกออกหลานเยอะๆ เลยคิดค่าสินสอดกันเอง ฮ่ะๆๆๆ”
               “เฮียโทรไปนัดเวลากับเลขาผมอีกทีนะครับ ว่าจะมาส่งลูกสาวให้ผมได้เมื่อไหร่”
               “ครับ...เอ๊..แล้วเมื่อไหร่คุณเลขาจะเขยิบฐานะเป็นเมียนายหัวสักที”
               “โอ๊ย เมียเมออะไรกันครับเฮีย ผมยังไม่อยากมีตอนนี้หรอก”
               เขมมิกเดินลิ่วเข้ามาขวางกลางวง
               “คุณต้องรับผิดชอบฉัน!!! จะมาทิ้งขว้างกันง่ายๆแบบนี้ไม่ได้!” เขมมิกว่า
                “เขมมิก!”
               “สงสัยไม่อยากไม่ได้แล้วล่ะนายหัว ได้เค้าเป็นเมียแล้ว ไม่มีใครยอมหรอก” เฮียป๋อว่า
               เขมมิกตกใจ “ห้ะ?”
               “เฮียกำลังเข้าใจผิดครับ ยัยนี่ไม่ใช่....”
               เขมมิกตัดบทด้วยการควงแขนพิแสง “ค่ะ หนูตกเป็นของเขาแล้วค่ะ! แล้วหนูก็มาถามหาความรับผิดชอบ”
               พิแสงตกใจ “เฮ้ย!!”
               “เรื่องผัวเมีย เฮียไม่ยุ่งนะ แต่...แต่งๆไปเถอะนายหัว คุณหนูเนี่ยลักษณะดีเหมาะจะเป็นแม่พันธุ์”
               เขมมิกตกใจ “ว้าย!”
               เฮียป๋อรีบออกไป พิแสงเซ็ง
               “ยัยผีกระเป๋าลาก ! ลากตัวเองกลับมาป่วนฉันทำไม เห็นมั้ยว่าฉันเสียหายเพราะคำพูดห่ามๆไม่ได้คิดของเธอ”
               “ฉันสิเสียหายกว่า! ถูกคุณใช้อำนาจบาตรใหญ่ทำให้ต้องกลับฟาร์มเอง ไร้คุณธรรม”
               “จะเอาไง” พิแสงถาม
               “เอาฉัน....” เขมมิกบอก
               “พูดดีๆ”
               “ฟังให้จบก่อนสิ...เอาฉันกลับไปด้วย ไม่งั้น ไม่จบ!”
               “จะทำไม”
               “ทำตัวเป็นเมียที่คุณไม่รับผิดชอบต่อไปน่ะสิ คุณไปไหน ฉันจะตามไปเกาะแข้งเกาะขา ร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจที่ถูกคุณทิ้ง ฉันจะ....”
               พิแสงตัดบท “กลับ!”
               พิแสงเดินฉุนเฉียวและปวดหัวออกไป เขมมิกยิ้มพอใจมาก
      
                วาสินีคุยโทรศัพท์อยู่กับเฮียป๋อ
               “ได้ค่ะ น้ำหวานจะแจ้งนายหัวตามนี้นะคะเฮียป๋อ..คะ? เมียนายหัวเหรอคะ!”
               วาสินีอึ้งฟังแล้วก็ยิ้มสู้
               “คงมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ๆค่ะ นายหัวยังไม่มีเมีย หรือถ้าจะมี น้ำหวานเป็นคนแรกค่ะที่ต้องรู้ แค่นี้นะคะ” วาสินีวางสายแล้วกรี๊ดลั่นอย่างไม่พอใจ “ยัยเขมมิก!”
               อนงค์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาถาม
               “น้ำหวาน เกิดอะไรขึ้นลูก เป็นอะไร!!”
               “ยัยเขมมิก มันไปเที่ยวโพนพะนาว่ามันเป็นเมียนายหัวอ่ะ แม่!!”
               “หา?!” อนงค์ตกใจ
               “มันตามนายหัวไปหาดใหญ่ได้ไง โอ๊ย!! แผนสูงนัก หนูเกลียดมัน”
               “แกจะปล่อยให้มันไล่งับขาอยู่ต่อไปไม่ได้แล้วนะ น้ำหวาน”
               วาสินีตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะเผด็จศึกพิแสง



       พิสินีย์เข้ามาหาพิสุทธิ์
      
       “เรียกสินีย์มา มีอะไรหรือเปล่าคะคุณพ่อ”
       “ตกลงกับตาพีทได้หรือยัง ว่าจะไปฮันนีมูนกันที่ไหน” พิสุทธิ์ถาม
       พิสินีย์หน้าหมองลง แต่พยายามยิ้มกลบเกลื่อน “พีทขอไปหาดใหญ่ก่อนค่ะ เขาจะไปคุยกับเอเจนซี่ทัวร์ที่นั่น กลับมาแล้วค่อยคิด”
       “แล้วเราล่ะ คิดยังไง”
       “สินีย์ก็แล้วแต่พีทค่ะ”
       “งั้นพ่อคิดออกแล้ว”
       “คิดอะไรคะ”
       “ไปทำงานไปเที่ยวในคราวเดียวกันซะเลย ดีมั้ย สถานที่ไม่สำคัญเท่ากับเวลาที่เราสองคนจะได้อยู่ด้วยกัน”
       “อยู่ด้วยกัน ที่ไหนล่ะคะ”
       “รีสอร์ทตากนธีไง เรายังไม่เคยไป ได้ข่าวว่าสวยมาก”
       พิสินีย์อ้ำอึ้ง พิสุทธิ์รีบพูดต่อ “บอกตรงๆพ่ออยากมีหลานเร็วๆ ครอบครัวเราจะได้สมบูรณ์ พอมีเจ้าตัวเล็ก แม่เราก็จะได้เลิกฟุ้งซ่านไปวุ่นวายกับชีวิตตาใหญ่ เพราะต้องคอยช่วยเลี้ยงหลาน”
       แสงสุดาเปิดประตูเข้ามา
       “พูดถึงฉันอยู่หรือเปล่าคะ คุณ”
       “แหม้!!!! ตายยากจริงๆ” พิสุทธิ์ว่า
       “คุณพิสุทธิ์!!!”
       “ผมกำลังคิดถึง ไม่ได้แช่งจ๊ะ นั่งก่อนนะ พอดีมีเรื่องอยากจะแจ้งให้ทราบ”
       แสงสุดานั่งหน้าง้ำ พิสินีย์รู้สึกเป็นกังวลเพราะไม่แน่ใจว่าพิทยาจะเห็นด้วย
       “เรื่องอะไร ว่ามา” แสงสุดาถาม
       “ให้ยัยสินีย์กับตาพีทไปฮันนีมูนที่รีสอร์ทของกนธีที่พัทลุงดีมั้ย เราก็ไปด้วย ไปกันทั้งบ้าน จะได้ไปเยี่ยมตาใหญ่ในคราวเดียวกัน”
       แสงสุดาตกใจ “ฮ้า!”
       พิสินีย์กับพิสุทธิ์สะดุ้งตกใจไปด้วย
       “คุณแม่ดูตกใจมากเลยนะคะ”
       แสงสุดาเก็บอาการที่ร้อนระอุไว้ข้างในทันที
      
       พิแสงขับรถโดยมีเขมมิกนั่งยิ้มมองทิวทัศน์สองข้างทางอย่างสบายใจ
       “สวยจังเนอะ” เขมมิกบอก
       พิแสงลอบมองใบหน้าของเขมมิกก็เห็นสีหน้าและแววตาของเขมมิกที่กำลังชื่นชมธรรมชาติ พิแสงเผลอมองอึ้งๆ เพราะประทับใจอย่างไม่รู้ตัว
       เขมมิกหันมองไปข้างหน้าจนเห็นว่ารถกำลังกินเลน “ว้าย!!! คุณพิแสง!”
       พิแสงหันมามองถนนแล้วรีบหักพวงมาลัยกลับ
       “ขับรถยังไง ไม่รู้จักดูทาง จะปลอดภัยมั้ยเนี่ย หลับในหรือเปล่า เมื่อคืนมัวทำอะไรอยู่ ถึงไม่ได้หลับไม่ได้นอน”
       พิแสงขัด “หยุดพูดทีได้มั้ย ประสาทจะกิน”
       “ไม่หยุด ฉันจะพูด คุณจะได้ไม่ง่วง เพราะฉันเป็นห่วงสวัสดิภาพของตัวเอง”
       “ไม่หยุดเหรอ”
       “เออสิ!”
       พิแสงเอามือไปปิดปากเขมมิก
       เขมมิกพยายามจะแกะมือพิแสงออก “เอามือออกไป แหวะ เค็ม!!”
       “เงียบๆ ฉันต้องการสมาธิ”
       “เอามือออกไป!”
       รถของพิแสงแล่นเป๋ไปเป๋มา
      
       รถทัวร์หาดใหญ่ - พัทลุงแล่นมาตามถนน เนตรนิภาและกนธียืนเบียดกันเพราะรถโดยสารแน่นเอี๊ยด
       “ยืนห่างๆหน่อยสิ!” เนตรนิภาว่า
       “มีตาหรือเปล่า เห็นมั้ยเนี่ยว่าคนมันแน่น” กนธีบอก
       “โอย อึดอัด”
       “อึดอัดคนเดียวหรือไง ผมก็อึดอัด”
       “รู้งี้ ตามยัยเขมกลับไปกับคุณพิแสงก็ดี ถ้ารู้ว่าจะต้องมาขึ้นรถคันเดียวกับนาย”
       “รู้งี้ กลับกับพิแสงก็ดี ถ้ารู้ว่าคุณเขมกลับด้วย...”
       “แล้วทำไมไม่กลับ”
       “ฉันตั้งใจจะกลับกับรถตู้ของบริษัททัวร์ แต่เค้าติดงานด่วนกะทันหัน เลยต้องกลับเอง”
       “ซวย!” เนตรนิภาสรุป
       “ซวยกว่า!” กนธีไม่ยอมแพ้
       เนตรนิภาจ้องคล้ายจะกินเลือดกินเนื้อกนธี กนธีก็มองอย่างไม่ลดราวาศอก คนเบียดเนตรนิภาทำให้เนตรนิภาเซไปชนกนธีและยิ่งเบียดกันแนบแน่น
       “โอ๊ย!”
       เนตรนิภาแอบหวั่นไหวเมื่อต้องอยู่ใกล้กนธี เธอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นกนธีมองลงมาสบตาเธออึ้งๆ หัวใจของกนธีเต้นโครมครามเพราะรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมากะทันหัน
      
       รถของพิแสงยังแล่นส่ายไปส่ายมาเหมือนงู เขมมิกยังพยายามจะแกะมือของพิแสงออก พิแสงบังคับรถด้วยมือเดียวทำให้ไม่ถนัดนัก
       “จะเงียบได้หรือยัง ไม่เงียบ รถคว่ำนะเอาสิ!” พิแสงว่า
       “ก็ได้” เขมมิกหยุดร้องโวยวาย พิแสงค่อยๆลดมือลง
       เขมมิกพูดอีก “อี๋.....เค็มปี๋เลย มือก็ด้าน สาก...”
       พิแสงรำคาญเต็มทีจึงหักรถหลบข้างทางอย่างเร็ว
       “ว้าย!! จะจอดทำไม!”
      
       รถของพิแสงลงจอดที่ข้างทาง

      
       พิแสงลงจากรถ แล้วอ้อมไปลากเขมมิกลงมา แต่เขมมิกไม่ยอมลงมาง่ายๆ เธอเกี่ยวหนึบรถเอาไว้สุดฤทธิ์
               “ลงมา!”
               “ไม่ลง!”
               “บอกให้ลงมา!”
               “ไม่ลง!”
               พิแสงเห็นท่าทางของเขมมิกแล้วอดขำไม่ได้
               “ขำอะไร” เขมมิกถาม
               “ดูตัวเองสิ!”
               เขมมิกมองสำรวจตัวเองก็เห็นทั้งมือและขาเกาะเกี่ยวรถไว้เหมือนลิงเกาะต้นไม้
               “น่ารักเนอะ!” เขมมิกบอก
               “มองโลกได้บิดเบี้ยวมาก ฉันบอกให้ลงมา!”
               “จะให้ลงไปทำไม เดี๋ยวคุณก็ทิ้งฉัน ให้ฉันเดินกลับเอง รู้ทันหรอก”
               เขมมิกกลับไปนั่งเกาะเข็มขัดนิรภัยแน่น ไม่ยอมปล่อย พิแสงอ่อนใจ
      
                เนตรนิภายังซบอยู่กับอกของกนธี เนตรนิภาดึงตัวเองออกห่างกนธีแต่ไปเจอรักแร้ของผู้ชายข้างๆซึ่งเหม็นมาก เนตรนิภาหน้าเบ้และต้องหันหน้ามาซบกับอกกนธีเหมือนเดิม
               “หันกลับมาทำไม” กนธีถาม
               “ณ จุดๆนี้ ขออยู่ตรงนี้แป๊บนะ คือ...ข้างๆเค้าแรงมากอ่ะ”
               “อื้อหือ...จริงด้วย...โอเค หันมาทางนี้ก็ได้!”
               กนธียินยอมแบบเขินๆ เนตรนิภาพยายามสำรวมอาการตื่นเต้นของตัวเองเอาไว้
               “นี่...ถามหน่อย เธอบอกว่ารู้ทันฉัน รู้อะไร” กนธีถาม
               “ตอนไหน ลืมไปแล้ว”
               “สมองปลาทองจริงๆ ก็ตอนที่พิแสงมันโวยคุณเขมที่หาดใหญ่ไง”
               “รู้ทัน ก็แปลว่ารู้ทัน...ฉันรู้ว่านายคิดอะไรอยู่”
               “ฉันถอดใจจากคุณเขมแล้ว ที่เหลืออยู่คือความสัมพันธ์อันดี”
               “อยากจะหัวเราะให้รถระเบิด! คนเจ้าชู้อย่างนาย ไม่มีทางยอมถอดใจง่ายๆหรอก”
               “ฉันถอดใจจริงๆนะ”
               เนตรนิภาอึ้งและเหลือบมองหน้ากนธีก็เห็นแววตาเศร้าสร้อยและจริงใจมาก
               “เหลือเพียงความเป็นเพื่อนก็ยังดี...หรือเธอคิดว่าแม้แต่ความเป็นเพื่อน คุณเขมก็ให้ฉันไม่ได้ ฉันมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอ”
               เนตรนิภาอึ้งเพราะตอบไม่ถูกและเริ่มเห็นใจกนธีขึ้นมาเหมือนกัน
      
                เขมมิกนั่งนิ่งอยู่ในรถ พิแสงยืนมองเงียบๆ โดยปล่อยให้ความเงียบทำงานสักพัก
               “เงียบได้แล้วใช่มั้ย” พิแสงถาม
               “ก็ถ้าไม่ขับรถดีๆ ฉันก็จะพูดอีก คุณเป็นคนผิดนะ ที่ขับรถอันตราย”
               “โอเค...ฉันผิด”
               “ขอโทษด้วยที่ทำให้ฉันตกใจ”
               “ได้คืบจะเอาศอก”
               “ไม่ได้เอาศอก จะเอาคำขอโทษ”
               “ก็ได้...ขอโทษ”
               เขมมิกยิ้มหวาน “ขอบคุณค่ะ ถ้าคุณทำตัวน่ารัก ฉันก็จะน่ารักกับคุณ”
               “แต่ก็ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่ผิดนะ”
               “ฉันผิดเรื่องอะไร”
               “โกหกฉันเรื่องที่มาหาดใหญ่”
               เขมมิกอึ้ง
               “ขอโทษฉันด้วย”
               เขมมิกยอม “ขอโทษ....”
               “แต่งานนี้ต้องมีบทลงโทษ”
               เขมมิกสะดุ้ง “เฮ้ย”
      
                เขมมิกยืนอยู่หน้าคอกทีเด็ด ทีเด็ดยืนจ้องหน้าเขมมิกอยู่ ส่วนปริญญ์ยืนอยู่ข้างๆ
               “ให้เป็นพี่เลี้ยงหมูยักษ์ตัวนี้คนเดียวเนี่ยนะ!!” เขมมิกถาม
               ทีเด็ดร้องดังคร่อก
               “มันชื่อทีเด็ด เรียกให้ถูก” พิแสงบอก
               “ทีเด็ดก็ทีเด็ด”
               ทีเด็ดร้องรับดังคร่อก
               “คุณเขมไม่เคยเลี้ยงหมู ผมว่า...เป็นงานที่เกินกำลังไปสักหน่อยนะครับคุณพิแสง” ปริญญ์บอก
               “น่ารักที่สุดอ่ะ ขอบคุณค่ะหมอปิ๊นที่เข้าใจฉัน”
               “แสดงว่า....ไม่สู้” พิแสงว่า
               “นี่คุณพิแสง หมอปิ๊นก็เพิ่งพูดอยู่หยกๆว่า ฉันไม่เคยเลี้ยงหมู ให้ฉันได้ลองฝึกดูก่อนไม่ได้หรือไง หรือไม่ก็มีคนช่วยบ้างก็ยังดี”
               “ไม่ดี! เธอต้องทำคนเดียว ทั้งให้ข้าวให้น้ำ อาบน้ำ ล้างคอก พาไปเดินออกกำลัง ที่สำคัญ อย่าให้มันหลุดออกมาจากคอก เพ่นพ่านไปอยู่กับหมูตัวเมีย”
               “เฮ้ยย เยอะอ่ะ!”
               “ทำไม่ได้ล่ะสิ”
               เขมมิกฮึด “ทำไมจะไม่ได้ ชิ...ง่ายจะตายไป หมูกับคนมันจะต่างกันแค่ไหนเชี้ยว!”
               “ต่างนะครับคุณเขม” ปริญญ์บอก
               “ต่างยังไงคะ หมอปิ๊น”
               วาสินีเดินเข้ามา
               “กลับมากันแล้วเหรอคะ นายหัว คุณเขม” วาสินีปรายตามองเขมมิกอย่างไม่พอใจ
               “อุ๊ยตาย! มองฉันเหมือน...ไม่พอใจนะคะ คุณน้ำหวาน มีอะไรอยากจะเคลียร์หรือเปล่าคะ” เขมมิกถาม



       "วาสินีรีบยิ้มกลบเกลื่อน “น้ำหวานว่าคุณเขมคิดไปเองนะคะ อย่างน้ำหวานเหรอคะจะกล้ามีอะไรไม่พอใจคุณเขม”
        
      
       “วัวสันหลังหวะก็อย่างนี้แหละ กลัวไปหมดว่าจะมีคนหาเรื่อง”
       เขมมิกไม่พอใจพิแสงจึงจะเถียง พิแสงตัดบทหันไปคุยกับวาสินีด้วยเสียงอ่อนโยน
       “มีอะไร น้ำหวาน”
       “เชิญที่ออฟฟิศดีกว่าค่ะ มีเอกสารรอให้นายหัวพิจารณา”
       “จ๊ะ”
       พิแสงเดินไปกับวาสินีและคุยกันใกล้ชิด เขมมิกมองอย่างไม่พอใจ
       “สิ่งที่แตกต่างระหว่างหมูกับคน...ก็คือหมูไม่เคยให้ความหวังเราแล้วก็ลงมือทำลายความหวังนั้นในเวลาอันรวดเร็ว....เหมือนบัวไม่เหลือใย” ปริญญ์บอก
       เขมมิกเอะใจ “หมอ...ชอบยัยน้ำหวานเหรอ”
       ปริญญ์ตอบเลี่ยงๆ “จริงๆแล้วมันก็แค่ต่างในรายละเอียด เลี้ยงหมูไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก ถ้าเราใส่ใจเค้า เหมือนกับการเลี้ยงคนนั่นแหละครับ ไว้ผมจะแอบๆคุณพิแสงมาช่วยคุณเขมนะครับ สู้ๆ!”
       ปริญญ์รีบออกไป เขมมิกประมวลผลในสมองทันที
       “แน่ๆ หมอปิ๊นชอบยัยแอ๊ป แต่ยัยแอ๊ปไม่เล่นด้วย...แน่ แน่!!! หึหึหึ”
       เขมมิกหัวเราะกับแผนการร้ายของตัวเองแล้วก็หันไปหาทีเด็ด
       “ทีนี้ก็ว่าด้วยเรื่องของเรา....”
       คอกว่างเปล่าเพราะทีเด็ดหายไปแล้ว
       “ทีเด็ด!! แกหายตัวได้ด้วยเหรอ! หา!!?”
       เขมมิกมองไปรอบๆ ก็เห็นประตูคอกเปิดทิ้งอ้าไว้อยู่
       “ซวยแล้วว!!”
      
       รถบัสจอดหน้าทางเข้าฟาร์มเพื่อนเกษตร เนตรนิภาลงจากรถ กนธีเดินลงตามมา โดยที่เนตรนิภาไม่รู้ รถเคลื่อนออกไป เนตรนิภาเมื่อยพอหันมาเห็นกนธีก็ตกใจ
       “เฮ้ย...ตามลงมาทำไม”
       “ฉันไม่ได้ตาม แต่จะมาส่ง”
       “ประสาทกลับหรือเปล่าเนี่ย...อยู่ดีๆก็มาทำดีด้วย”
       “เพื่อนไง...ฉันอยากเป็นเพื่อนกับเธอ กับคุณเขม”
       เนตรนิภามองกนธีอย่างไม่ไว้ใจ
       “เดินเข้าฟาร์มตั้งไกล จะเดินไปจริงๆเหรอ”
       “ฉันก็โทรบอกให้คนออกมารับสิ”
       “งั้นฉันรอเป็นเพื่อน”
       “นี่มันเย็นแล้วนะ ฉันว่า...นายกลับๆไปซะเถอะ เดี๋ยวก็มืดกันพอดีกว่าจะถึงบ้านนาย”
       “ฉันจะให้คนที่รีสอร์ทขับรถมารับที่นี่....ขอบใจนะที่เป็นห่วง”
       “ไม่ได้ห่วง แค่พูดลอยๆ”
       เนตรนิภาเลี่ยงไปคุยมือถือทันที กนธียิ้มอย่างซื่อใสแต่แอบมีประกายเจ้าเล่ห์โดยที่เนตรนิภาไม่เห็น
      
       แสงสุดารอพิสุทธิ์อย่างวุ่นวายใจอยู่ในบ้าน พิสุทธิ์เดินเข้ามาเพราะเพิ่งกลับจากการทำงาน แสงสุดาเห็นปุ๊บก็ลากพิสุทธิ์ออกไปทางหนึ่งทันที
       “อะไรกันคุณ จะพาผมไปไหน!”
       “ตามฉันมาเถอะน่า เงียบๆ อย่าโวยวาย”
      
       แสงสุดาเปิดประตูห้องเข้ามาแล้วเหวี่ยงพิสุทธิ์เข้าไปในห้องอย่างแรง แล้วแสงสุดาก็ล็อกประตูทันที
       “แหม คุณก็...เร่งขนาดนี้เลยเหรอ รอให้ผมอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนก็ได้”
       “ไม่ได้ ฉันรีบ!”
       พิสุทธิ์กระชากสูทออกด้วยท่าทางซู่ซ่ามาก “ให้มันได้อย่างนี้สิ เร้าใจ เหมือนกลับไปอายุสิบสี่อีกครั้ง ตื่นเต้นที่สุด”
       พิสุทธิ์จะกระโจนเข้าขย้ำแสงสุดา
       แสงสุดารีบห้าม “หยุด!!!”
       พิสุทธิ์หยุดทันทีจนหัวแทบทิ่ม
       “คิดอะไรของคุณเนี่ย ฉันจะคุยเรื่องไปฮันนีมูนของตาพีทกับยัยสินีย์”
       “อ้าว...ไม่ใช่เรื่อง...เสวนาโต๊ะกลมของเราเหรอ”
       “ไม่ใช่! แก่แล้วยังคึกอีกนะ!” แสงสุดาว่า
       พิสุทธิ์จ๋อยและเซ็ง
      
       พิสินีย์ช่วยพิทยาถอดสูท
       “คุณคิดว่าไงคะ พีท”
       “ก็ดีนะ ไปทำงานไปเที่ยวคราวเดียวกัน...คุณจะได้ไปกับผมด้วย ดีกว่าอยู่บ้านคนเดียว ถือว่าซ้อมฮันนีมูนดีมั้ย”
       “ดีใจจังค่ะ ที่คุณไม่ขัดคุณพ่อ”
       “เพราะผมรู้ว่าท่านปรารถนาดีกับเราไงจ๊ะ ผมโชคดีที่สุดที่มีพ่อตาแม่ยายที่แสนดีขนาดนี้”
       พิทยาโอบพิสินีย์เข้ามากอด เขาสบตากับพิสินีย์ลึกซึ้งจนพิสินีย์เคลิ้มและอ่อนไหว
       “โชคดีที่สุด ที่มีภรรยาที่แสนดี แสนสวยคอยอยู่เคียงข้างและสนับสนุนเสมอ” พิทยาบอก
       “เพราะฉันรักคุณนี่คะ”
       “ขอบคุณนะจ๊ะ ที่รัก....”
       พิทยาโอบกอดพิสินีย์เข้ามา
       “คุณเป็นคนดีซะจน...บางทีผมก็คิดว่าตัวเอง...ช่างเป็นคนเลว เทียบไม่ได้แม้เสี้ยวหนึ่งของคุณเลย”
      
       “อย่าพูดแบบนี้สิคะพีท เราเป็นเหมือนคนๆเดียวกัน ไม่มีแบ่งแยกฉันหรือว่าคุณ นะคะ”



       พิทยาจุมพิตที่หน้าผากของพิสินีย์อย่างแผ่วเบาและซาบซึ้ง แล้วค่อยๆลามไปถึงส่วนอื่นๆ พิสินีย์หลับตาพริ้มปล่อยใจโอนอ่อนตามพิทยา พิทยาค่อยๆ โน้มตัวพิสินีย์ให้นอนลงไปบนเตียง
      
       แสงสุดาตีแขนพิสุทธิ์
       “ทำไมถึงได้อยากไปพัทลุงนัก หา! บอกมาเดี๋ยวนี้ ทำไมไม่ให้ลูกไปที่อื่น”
       “ก็ลูกเขยเราไปทำงานที่หาดใหญ่ ผมมีเหตุผลนะ”
       “เพราะตัวคุณจะได้ไปเจอนังอนงค์ กิ๊กเก่าด้วยใช่มั้ย หา!!”
       “โอว คิดไปได้!!! คุณจ๋า แก่จนจะเป็นตาเป็นยายอยู่แล้ว ยังจะมาหึงเรื่องกิ๊กเรื่องกุ๊กอะไรอีก เพลีย!!! ไปอาบน้ำดีกว่า”
       “อย่าเลี่ยง!!”
       “ไม่ได้เลี่ยงจ๊ะ แต่หลบ”
       “หลบ...จบ...ตาย!!”
       “บ๊ะ...” พิสุทธิ์นั่งฟังเรียบร้อย “ว่ามาเลยจ๊ะ”
       “คุณพิสุทธิ์ บ้านนี้ใครใหญ่”
       “คุณสิจ๊ะ...”
       “ไปยกเลิกการเดินทางเดี๋ยวนี้”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น เสียงพิศาดังเข้ามา “คุณพ่อขา คุณแม่ขา!”
       แสงสุดารีบไปเปิดประตู พิศายืนยิ้มในมือถือมือถืออยู่
       “ว่าไง ยัยน้องเล็ก” แสงสุดาถาม
       “คุณพ่อให้ชวนคุณป้าสร้อยเพชร กับยัยวิกาไปเที่ยวพัทลุงกับพวกเราด้วยอ่ะค่ะ คุณป้ากับยัยวิกาโอเคและเคลียร์คิวกันเรียบร้อยแล้วค่ะ”
       แสงสุดาหันไปเอาเรื่องพิสุทธิ์ “คุณพิสุทธิ์!!! ไม่ชวนยามหน้าหมู่บ้านไปด้วยล่ะ ฮึ!”
       “ชวนมั้ย เดี๋ยวจะโทรไปเลย” พิสุทธิ์ประชด
       แสงสุดาโมโห “อ๊าย!!”
       แสงสุดาเดินออกไป พิสุทธิ์กับพิศาตกใจที่เห็นแสงสุดาวุ่นวายใจขนาดนี้
      
       เขมมิกนั่งง้อทีเด็ดที่นั่งขดกลมอยู่มุมหนึ่ง
       “ทีเด็ดจ๋า....กลับคอกเถอะนะ นะๆๆ อู๊ดๆๆ”
       ทีเด็ดยังนิ่ง เขมมิกสุดจะทนเพราะเหนื่อยล้าเต็มที
       “ทีเด็ด! ไม่ไหวแล้วนะ ถ้าไม่ยอมกลับคอก ฉันจับลงหม้อแน่ จะต้มยำหรือพะโล้ เลือกเอา”
       พิแสง หลอด และเสริมแอบดูเขมมิกกับทีเด็ดอยู่ที่มุมหนึ่ง
       “ไอ้หยา...โมโหทีก็จะจับไอ้ทีเด็ดลงหม้อเหมือนกันเลยว่ะ” หลอดว่า
       “ท่าทางนายหัวกับคุณเขมจะเกิดมาคู่กันนะครับ” เสริมบอก
       “ไม้หน้าสามหรือถูกไล่ออก เลือกเอา” พิแสงถาม
       “ไอ้เสริม ปากพาเดือดร้อนนะมึง เงียบไปเลย!” หลอดว่า
       เสริมจ๋อย
       “นายหัวจะปล่อยให้คุณเขมง้อไอ้ทีเด็ดอยู่อย่างนี้ทั้งคืนเหรอครับ” หลอดถาม
       “เออ! ใครช่วย...ซวยแน่” พิแสงบอก
       พิแสงเดินออกไป
       “นายหัวไซใจดำจังนิ” หลอดว่า
       “ไม่เคยเห็นนายหัวโหดกับใครขนาดนี้มาก่อนเลยนะพี่หลอด เอาไงดีอ่ะ สงสารคุณเขม”
       “เฮ้ย อย่านะโว้ย นายหัวคาดโทษเราไว้ทีหนึ่งแล้วที่ช่วยคุณเขมโกหกตอนไปหาดใหญ่ ขืนฝ่าฝืนคำสั่งอีก เอ็งกับข้าได้ตกงานแน่”
       เสริมถอนใจ หลอดเองก็สงสารแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเขมมิกที่ยังนั่งง้อหมูแบบหมดแรงอยู่
       พิแสงเองไม่ได้เดินกลับแต่แอบไปซุ่มอยู่ที่อีกมุมโดยที่หลอดกับเสริมไม่เห็น เขามองมาที่เขมมิกเห็นเขมมิกก้มลงไหว้ทีเด็ด
       “ทีเด็ดขา....เห็นมั้ย...ว่าไหว้แล้วนะ กลับเถอะนะ ได้โปรด”
       ทีเด็ดจ้องหน้าเขมมิกนิ่ง เขมมิกนึกดีใจเพราะคิดว่าได้ผล แต่ปรากฏว่าทีเด็ดเมินใส่
       “หืม..หยิ่งนักนะแก ได้ ให้มันรู้ไป ใครมันจะเด็ดกว่ากัน...แกนั่งใช่มั้ย ฉันนอน!”
       เขมมิกนอนรอทีเด็ดอยู่บนพื้นโดยมองทีเด็ดแบบเย้ยหยัน
       “หึ...ยัยถึกเอ๊ย..ดูซิ...จะถึกทนได้สักกี่น้ำ” พิแสงว่า
       หลอดกับเสริมหันมามองหน้ากัน
       “กลับเหอะว่ะ” หลอดชวน
       “จะดีเหรอพี่”
       “เอางี้..อีกครึ่งชั่วโมงเราค่อยมาดูแกใหม่ เห็นไม่ได้การแล้วค่อยว่ากัน”
       “ก็ได้”
       หลอดกับเสริมเดินออกไปทางหนึ่ง พิแสงยังคงเฝ้าดูเขมมิกต่อไป
      
       เนตรนิภานั่งครุ่นคิดถึงท่าทีของกนธี
       “นายกนธี...ถอดใจจากยัยเขมแน่แล้วจริงๆเหรอ จะเชื่อได้เหรอ” เนตรนิภาตัดใจ “ป่านนี้ทำไมเขมยังไม่กลับมาอีกนะ”
       เนตรนิภาเหลือบไปเห็นหลังชมพู่ไวๆ แวบหายไปทางมุมหนึ่ง
       “ชมพู่นี่...ทำไมต้องแอบ”
       เนตรนิภานึกสงสัยจึงรีบตามไปทันที
      
       เขมมิกนอนต่อไม่ไหวจึงลุกขึ้นมานั่งใช้ไม้อ่อน
       “ทีเด็ด ฉันขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว”
       ทีเด็ดหันมาขู่คร่อกเหมือนไม่พอใจ เขมมิกลุกขึ้นยืนเพราะไม่พอใจทีเด็ด
       “ขู่อะไร! ขู่ทำไมนักหนา เป็นหมูนะยะ ไม่ใช่งู ขู่อยู่ได้ แน่จริงไม่ทำเสียงฟ่อๆๆ ออกมาเลยล่ะ”
       ทันใดนั้นเขมมิกก็หยุดกึกเพราะได้ยินเสียงฟ่อๆดังมาจากข้างหลัง
       “เสียงอะไรอ่ะ...เสียงงูหรือเปล่า ทีเด็ด แกดูให้ฉันหน่อยสิ งูหรือเปล่า ข้างหลังฉันน่ะ!”
      
       ทีเด็ดเมินแล้วเดินออกไป พิแสงมองไปแล้วก็ตกใจ



       เขมมิกขาแข็งจนวิ่งไม่ออก “ทีเด็ด อย่าเพิ่งทิ้งฉันสิ ฉันกลัวนะ เฮ้ย”
      
       พิแสงเดินมาหาเขมมิก
       “คุณ...พิ..แสง...”
       “ชู่..เบาๆ...อยู่นิ่งๆ” พิแสงบอก
       “งูใช่มั้ย...งูใช่มั้ย....”
       “ใช่”
       “ทำไมต้องงู....งูทุกที...โอย..ไม่ไหวแล้ว...”
       พิแสงเข้ามาใกล้เขมมิกจนประชิดตัว “บอกให้อยู่นิ่งๆ เงียบๆ ชู่...”
       เขมมิกปิดปากตัวเองแล้วยืนนิ่งตัวแข็งอยู่กับอกพิแสง เธอน้ำตาซึมด้วยความกลัว พิแสงเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้จึงโอบเขมมิกเข้ามากอด พิแสงจ้องไปที่งูซึ่งอยู่ข้างหลังเขมมิก งูจ้องมาพร้อมแผ่แม่เบี้ย ท่ามกลางความเงียบ
       พิแสงโอบเขมมิกเอาไว้แล้วค่อยๆหมุนตัวให้ตัวเองเป็นที่กำบังเขมมิกจากงู เขมมิกใช้ร่างของพิแสงเป็นที่พึ่ง พิแสงพยายามปกป้องเขมมิกไว้ในอ้อมอก แล้วงูก็ค่อยๆเลื้อยหายไป พิแสงโล่งใจลง เขากระซิบข้างหูเขมมิก
       “มันไปแล้ว”
       เขมมิกโล่งใจแต่แล้วก็เป็นลมล้มลงในอ้อมแขนของพิแสง
       พิแสงตกใจ “เขมมิก เขมมิก....”
       พิแสงร้อนใจเพราะเป็นห่วงเขมมิกและกังวลเรื่องทีเด็ดด้วย
      
       ชมพู่มาซุ่มหลบคุยมือถือกับแสงสุดา
       “อะไรนะคะน้องไบรท์....จะแห่กันมาเยี่ยมนายหัวที่ฟาร์มเหรอคะ”
       “เออสิยะ...ยุ่งแล้วมั้ยละ ถ้าทุกคนรู้ว่า” แสงสุดามองไปรอบๆ ก็เห็นว่าปลอดคน “ถ้าทุกคนรู้ว่ายัยเขมมิกอยู่ที่นั่น แผนการฉันพังแน่”
       “แล้วจะให้ทำยังไงดีล่ะคะ”
       “บอกให้ยัยนั่นหลบไปอยู่ที่อื่น”
       “จะให้คุณเขมไปหลบที่ไหนล่ะคะ หลุมหลบภัยก็ไม่มี”
       เนตรนิภาโผล่เข้ามา
       “คุยกับใครอยู่เหรอ...ชมพู่”
       “น้องไบรท์ค่ะ” ชมพู่หันไปเห็นเนตรนิภาก็ตกใจ “ไอ้หยา!!! คุณเนตร”
       ชมพู่รีบกดปิดมือถือ แสงสุดาตกใจ
       “กดสายฉันทิ้งได้ไง ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย..พี่ยุท พี่ยุท!!”
       แสงสุดาถอนใจแล้วหันไปเจอพิสุทธิ์ยืนงอนอยู่
       “คุณคุยกับผู้ชายคนอื่นลับหลังผมเหรอ คุณแสงสุดา”
       “ไม่ใช่นะ คือ เอ่อ...”
       “เรียกพี่งั้นงี้ เสียงอ่อนเสียงหวาน....ผมเสียใจ”
       พิสุทธิ์เดินหนีไป แสงสุดากลุ้มใจ
       “เฮ้อ...วุ่นวาย วุ่นวาย โอย......”
      
       พิแสงวางเขมมิกลงแล้วมองอย่างกลุ้มใจ
       “บทจะถึกก็ถึก บทจะของหมด ก็หมด เฮ้อ...ยัยบ๊องเอ๊ย..ชมพู่ ชมพู่!!”
       ไม่มีเสียงขานรับ พิแสงสงสัย “ไปไหนของเขานะ”
       พิแสงหันรีหันขวางก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในบ้านเพื่อช่วยเหลือเขมมิกเอง
      
       ชมพู่เดินหนีเนตรนิภามา
       “ไม่มีอะไรจริงๆค่ะ คุณเนตรขา ชมพู่แค่เม้าคุณเขมกับเพื่อนเฉยๆ”
       เนตรนิภาจับตัวชมพู่ได้ก็บังคับให้หันมา “มองตาฉัน”
       “ชมพู่พูดจริงๆ ไม่ได้โกหก”
       “คนโกหกจะไม่ยอมสบตา”
       ชมพู่มองตาเนตรนิภาเขม็ง “บริสุทธิ์ใจมาก พูดจริงที่สุด เห็นมั้ยคะ”
       “โกหกชัดๆ”
       “โอย”
       “โกหกตกนรก ตกกระทะทองแดง ถูกหอกทิ่มแทงทุกวันๆ”
       “พยายม...ว่าไง ฮ่ะๆๆๆๆๆ...พยายม..ว่าไง...ฮ่ะๆๆๆๆๆ โอ๊ย!!! กลัวแล้วค่ะ ไม่ต้องขู่”
       “ก็พูดความจริงมาสิ จะได้ไม่ต้องเจอพยายม หรืออยากเจอ”
       “เฮ้อ....” ชมพู่จนตรอกแล้วก็เริ่มลังเล
       เนตรนิภารอฟังความจริงจากชมพู่
      
       วาสินีในชุดสวยหวานปลดง่ายเดินยิ้มออกมาหน้าบ้าน อนงค์เดินตามมาส่ง
       “ฉีดน้ำหอมแล้วนะ” อนงค์ถาม
       “อวยพรหนูหน่อยสิ” วาสิณี
       “ขอให้ได้ ขอให้โดนนะลูก”
       “หืม..แม่ก็...ยังโดนไม่ได้”
       “ทำไมล่ะแก จะรออะไร รวบหัวรวบหางไปเลย แม่ใจร้อนจะแย่”
       “อะไรที่ได้มาง่ายๆ มันก็ไม่มีค่าสิจ๊ะ ค่อยๆแหย่ให้อยากแล้วจากไปก็พอ”
       “แน่ใจเหรอ ว่าจะทันกิน”
       “นายหัวเอ็นดูหนู...ไปไหนไม่รอดหรอก หนูมั่นใจ”
       วาสินีเดินออกไป อนงค์ยืนลุ้น
       “ต๊าย มีลูกฉลาด อภิชาตบุตรจริงๆ”
      
       พิแสงบิดผ้าขนหนูชุบน้ำเพื่อจะเช็ดตัวให้เขมมิก แล้วก็ต้องชะงัก เพราะเขมมิกขยับตัวแล้วเพ้อออกมา
       “แม่....แม่ต้องหายนะ...เขมไม่ยอมให้แม่ตาย”
      
       พิแสงอึ้ง “หึ...มีโหมดคิดถึงแม่ด้วยเหรอ...ผู้หญิงร้ายๆอย่างเธอเนี่ยนะ”
ตอนที่ 6
      
      
       พิแสงนึกเอ็นดูเขมมิกโดยไม่รู้ตัวแล้วตัดสินใจลงมือเช็ดหน้าให้เขมมิกอย่างแผ่วเบา เสียงท้องของเขมมิกร้องลั่นจนพิแสงสะดุ้ง
      
       “เฮ้ย...ท้องร้อง....สงสัยไม่ได้กินข้าวเย็น หิวจนเป็นลม ไม่ถึกจริงนี่นา”
       พิแสงอมยิ้มขำๆ แล้วลงมือเช็ดตามแขน และมือของเขมมิกต่ออย่างแผ่วเบา วาสิณีเดินยิ้มเข้ามาเห็นพิแสงเช็ดตัวให้เขมมิกแล้วทั้งอึ้งทั้งโกรธ
       ชมพู่เหมือนจะบอกความจริงกับเนตรนิภา แต่แล้วก็รีบวิ่งออกไป
       “ชมพู่!”
       เนตรนิภาวิ่งตามชมพู่ออกไป
      
       พิแสงยังคงเช็ดตัวให้เขมมิกโดยไม่เห็นว่าวาสินียืนมองอยู่อย่างไม่พอใจ ชมพู่หนีเนตรนิภาเข้ามา ชมพู่กับเนตรนิภาเห็นวาสินีแล้วทั้งสองก็มองไปที่พิแสงกับเขมมิกที่กำลังใกล้ชิดกัน เนตรนิภากับชมพู่คิดตรงกันว่าต้องกำจัดวาสินี
       วาสินีกำลังจะไปขวางพิแสงและเขมมิก จังหวะเดียวกันนั่นเองเนตรนิภาและชมพู่ก็เข้าไปตะครุบตัววาสินีคนหนึ่งรวบตัว คนหนึ่งปิดปาก วาสินีตกใจแล้วก็พยายามขัดขืนแต่สู้ไม่ได้ ทั้งเนตรนิภาและชมพู่ช่วยกันลากวาสินีหายออกไป
       พิแสงยังคงเช็ดตัวเขมมิกต่อโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว เพราะเนตรนิภาและชมพู่ปฏิบัติอย่างเงียบมาก พิแสงมองหน้าเขมมิกนิ่งนานแล้วก็เริ่มคุ้น เขาพยายามมองหน้าเขมมิกอย่างพินิจพิเคราะห์และมองใกล้เข้าไปมากขึ้นเพื่อสังเกตโครงหน้าของเขมมิกอย่างละเอียด เขมมิกยังนอนนิ่ง พิแสงอึ้ง
       “เหมือน.....ไม่หรอก...เป็นไปไม่ได้”
       พิแสงหันไปมองสังเกตเขมิกอีกครั้ง
      
       เนตรนิภาและชมพู่ลากวาสินีออกมาให้แน่ใจว่าพ้นระยะแล้ว วาสินีดิ้นสุดพลังจนหลุดมาจากเนตรนิภาและชมพู่ได้
       “โอ๊ย!!! ทำอะไรของพวกเธอ!!” วาสิณีโวย
       เนตรนิภากับชมพู่มองหน้ากันแล้วรีบสร้างเรื่องทันที
       “อ้าว...คุณน้ำหวานเองเหรอคะ ฉันคิดว่าโจร เห็นด้อมๆมองๆมีพิรุธ” เนตรนิภาบอก
       “เกือบเอาไม้ฟาดหัวแล้วมั้ยล่ะ ดีนะคะเนี่ย ที่ไม่ใช่” ชมพู่เสริม
       “โจรบ้านแกน่ะสิ!”
       “โจรบ้านฉัน แต่งตัวแบบนี้แหละ โจรยั่วสวาทไง” เนตรนิภาบอก
       “ยั่วสวาทไม่พอ ยังยั่วโมโหด้วยค่ะ” ชมพู่เสริม
       “เธอสองคน คิดจะทำอะไร!”
       เนตรนิภากับชมพู่พูดพร้อมกัน “จับโจรค่ะ!”
       “คุณน้ำหวานล่ะคะ แต่งตัวแบบนี้เข้ามาในบ้านคุณพิแสง คิดจะทำอะไร”
       “ฉันก็มา” วาสิณีอึ้ง
       “จับนายหัว?” ชมพู่พูด
       วาสินีอึ้ง
       “จริงหรือเปล่าคะ ถ้าจริง...บอกได้คำเดียวว่ากล้ามาก”
       วาสินีมองเนตรนิภาและชมพู่อย่างเจ็บใจ
       เนตรนิภาและชมพู่เข้ามาขวางทางเข้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย วาสินีเดินออกไปอย่างเจ็บใจ เนตรนิภาและชมพู่หัวเราะกันอย่างพอใจแล้วหันมาแปะมือกัน
       “ใจตรงกันเป๊ะเลยนะเรา ไม่อยากให้ยัยแอ๊ปเข้าไปเป็น ก.ข.ค.สองคนนั่นฮ่ะๆๆ”
       “นั่นดิ่คะ เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ฮ่ะๆๆๆ”
       “นั่นดิ่ ทำไมอ่ะ ฮ่ะๆ”
       ชมพู่นึกขึ้นได้ว่าพลาดจึงรีบหลบแล้ววิ่งไปทางหลังบ้านทันที
       “ชมพู่!” เนตรนิภาวิ่งตามไป
      
       พิแสงยังจ้องหน้าเขมมิกอยู่ ทันใดนั้นหน้าของปุ๊กลุ้กอ้วนกลมที่กำลังหลับตาพริ้มในท่าเดียวกันกับเขมมิกก็ลอยมาซ้อนทับ
       พิแสงสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ “เฮ้ย!!”
       เขมมิกยังคงนอนไม่รู้สึกตัว พิแสงมองเขมมิกอีกครั้ง เขมมิกยังนอนหลับ พิแสงรีบลุกหนีไปทันที เพราะไม่อยากเห็นภาพซ้ำ
      
       วาสินีเดินเข้ามาในบ้านพักด้วยความหงุดหงิด อนงค์ที่กำลังดูทีวีอยู่เห็นเข้าก็แปลกใจ
       “น้ำหวาน ทำไมมันเร็วจังล่ะ”
       “ไม่เร็วได้ยังไง หนูยังไม่ทันทำอะไรเลย หนูเห็นนายหัวกำลังดูแลยัยเขมมิก กำลังจะเข้าไป ก็ถูกยัยเพื่อนตัวดีของนังเขมมิก กับนังชมพู่มันมาขัดจังหวะ”
       “สองคนนั่นน่ะเหรอ”
       “ใช่!”
       “นังชมพู่ ฉันพอเข้าใจได้ แต่เพื่อนของมัน...ทำแบบนี้ทำไม”
       “เหมือนพวกมันอยากให้นายหัวกับยัยเขมมิก...อะไรๆกัน!”
       “อะไรๆ ของแกมันคืออะไร”
       “ก็อะไรๆเหมือนที่แม่อยากให้หนูอะไรๆกับนายหัวนั่นแหละ”
       “ว้าย!”
       “แม่จะตกใจทำไม!!”
       “เพราะมันทั้งร้ายและแรงกว่าที่คิดน่ะสิ มันก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว คิดจะจับปลาสองมือหรือไง”
       “โอ๊ย! จะไปรู้เหรอ”
       “ชัวร์!”
       วาสินีร้องทันที “กรี๊ด!!”
      
       “แกจะร้องทำไม!”


  


       “ก็หนูอิจฉามันนี่ มันนะ นอนนิ่งหลับตาพริ้ม แล้วนายหัวก็เช็ดตัวให้มันอ่ะ นายหัวเช็ดตัวให้มัน!”
      
       วาสินีเต้นเร่าๆ จนอนงค์เหวอ
       “ใจเย็นๆ ไม่ต้องกลัวนะ นายหัวเอ็นดูแกกว่าใคร ถ้านังนั่นมันคิดจะจับนายหัว ยังไงก็ไม่มีทางชนะ แม่จะช่วยลูก แม่จะช่วย ใจเย็นๆ”
       วาสินีเต็มไปด้วยความรุ่มร้อนในใจ
      
       พิแสงเปิดประตูห้องเข้ามาแล้วปิดประตูอย่างแรงด้วยความรู้สึกงุ่นง่าน พิแสงหยิบมือถือขึ้นมา กดโทรหาหลอดแล้วรอสาย
       “หลอด...จับไอ้ทีเด็ดกลับคอกตัวเองเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย...โอเค”
       พิแสงกดวางสายแล้วนั่งที่โต๊ะทำงานเปิดคอมพิวเตอร์ รูปของพิแสงสมัยที่เรียนอยู่เมืองนอกตั้งอยู่บนโต๊ะ พิแสงไม่มีสมาธิจะดูคอมพิวเตอร์ เขาผละจากเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วหันไปเห็นปุ๊กลุ้กนอนหลับอยู่บนที่นอนของตัวเอง แววตาของพิแสงอ่อนโยนลง
       “ปุ๊กลุ้ก....”
      
       ภาพในอดีตย้อนกลับมา เขมมิกที่ยังอ้วนปุ๊กลุ้กกำลังเดินยิ้มหัวอยู่กับเนตรนิภา โลกทั้งโลกรอบตัวของเธอช่างสดใส พิแสงในมาดเซอร์กำลังนั่งพิงต้นไม้อ่านหนังสืออยู่ พิแสงเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขมมิกแล้วก็รู้สึกตกหลุมรักความสดใสของเขมมิกจึงจ้องมองไม่วางตา
       เขมมิกมองผ่านมาเห็นพิแสงกำลังมองมา พิแสงรีบก้มลงทำเป็นอ่านหนังสือเหมือนไม่สนใจเขมมิก พิแสงเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็เห็นเขมมิกกำลังเดินคุยกับเนตรนิภาด้วยความร่าเริงสดใส
      
       พิแสงควงแฟนฝรั่งเข้ามาในงานเลี้ยงที่ฮัมบูรก์ เขมมิกยืนอยู่คนเดียวกับแก้วเครื่องดื่ม พิแสงดีใจแต่แล้วก็อึ้งเมื่อเห็นเขมมิกอาการไม่สู้ดียืนเซตลอด เพื่อนผู้ชายคนไทยมาทักพิแสง
       “ไง เสือ...มาช้าว่ะ มัวแต่พาแฟนไปเที่ยวล่ะสิ”
       พิแสงตอบส่งๆ เพราะมัวแต่สนใจเขมมิก “เออ...”
       “หาเครื่องดื่มเอานะ คืนนี้ปาร์ตี้ยาว”
       “ขอบใจ”
       เพื่อนผละไป พิแสงเห็นเขมมิกพยายามลุกขึ้นแต่ก็เซไปชนคนข้างๆ ที่พากันหลบ ไม่มีใครสนใจจะช่วยเขมมิก เขมมิกเดินตุปัดตุเป๋พยายามหาที่เกาะ พิแสงเป็นห่วงเขมมิก
       “Hey….I’m thirsty.” แฟนฝรั่งบอกพิแสง
       “Me too. Soda please. Thank you darling.”
       พูดจบพิแสงก็หอมแก้มแฟนฝรั่งแล้วรีบผละไปทำเป็นทักเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ แฟนฝรั่งมองตามพิแสงอย่างงอนๆ แล้วก็เดินออกไป พิแสงเห็นแฟนฝรั่งเดินออกไปหาเครื่องดื่มแล้วจึงรีบเดินไปหาเขมมิกทันที
      
       เขมมิกยืนยักแย่ยักยันอยู่คนเดียว เดี๋ยวยืนได้เดี๋ยวลื่นเหมือนเกาะไม่อยู่ เธอยิ้มแหยสู้คนข้างๆ และพยายามทำตัวปกติ พิแสงเดินเข้ามา
       “น้อง....ไหวมั้ยเนี่ย” พิแสงถาม
       เขมมิกเงยหน้าขึ้นเห็นพิแสงก็ตกใจ ตื่นเต้น และเขินอาย “พี่เสือ!!”
       “รู้จักชื่อผมด้วยเหรอ”
       “ใครๆก็รู้ค่ะ”
       “มาคนเดียวเหรอ”
       “มากับเพื่อน...แต่เพื่อนไม่อยู่..” เขมมิกเขิน เธอลื่นจนร่วงแล้วทำหัวเราะกลบเกลื่อน “ฮ่ะๆๆๆ”
       พิแสงเข้าไปพยุงเขมมิกเอาไว้จนตัวเองแทบเซ “ไปพักก่อนมั้ย”
       เขมมิกอึ้งและไม่พอใจจึงรีบผละออก “พี่คะ...ถึงหนูจะไม่สวย แต่หนูก็ไม่โง่...พี่ต้องการอะไร”
       “ต้องการอะไร หมายความว่าไง”
       “พนันกับเพื่อนไว้ใช่มั้ย ว่าจะจีบหนูให้ติด จากนั้นพี่ก็จะชิ่ง หนูรู้ทัน” เขมมิกพูด
       “ทำไมคิดอย่างนี้”
       “เพราะไม่มีทางที่คนอย่างพี่จะมาสนใจคนอย่างหนู เห็นป่ะ” เขมมิกมองไปรอบๆ “ปกติ ไม่มีใครคิดจะคุยกับหนูสักคน เพราะฉะนั้น...พี่ไม่ปกติ”
       “อย่ามองคนในแง่ร้ายไปซะหมดสิ เรา..เอ่อ..ชื่ออะไร”
       “น่านไง!!! เริ่มจากหลอกถามชื่อ หนูไม่บอกหร้อก...”
       “ฟังผมนะน้องปุ๊กลุ้ก”
       “พี่เรียกหนูปุ๊กลุ้กเนี่ยนะ!”
       “ผมมาดี อยากจะช่วยพาไปพัก เพราะคุณไม่ไหวแล้ว”
       “ไหว!!” แล้วเขมมิกก็ร่วงลงไป
       พิแสงรับเอาไว้ได้แต่ก็หนักมาก “ปุ๊กลุ้ก!!”
      
       พิแสงพาเขมมิกที่เมาไม่รู้เรื่องลงมานอนที่เตียง เขมมิกพาเอาพิแสงลงไปนอนทับด้วย
       “เฮ้ย!!”
       เขมมิกรีบผลักออก “ออกไป!”
       เขมมิกออกแรงผลักพิแสงจนพิแสงกระเด็นตกเตียง
       “โอ๊ย!!”
       เขมมิกเด้งตัวขึ้นมาจะโวยวายแต่แล้วก็สลบกลางอากาศ
       “คร่อกก”
       “อ้าว....”
       พิแสงยกแขนเขมมิกขึ้นจนเห็นท้องแขนของเธอย้อย พิแสงขำแล้วก็ปล่อยแขนเขมมิกตกทำให้รู้ว่าเธอหมดสติไปแล้วจริงๆ พิแสงมองเขมมิกตั้งแต่หัวจรดเท้าก็เห็นความล่ำและหนาของเธอชัดเจน
       พิแสงตัดสินใจนอนข้างๆเขมมิกพลางเหลือบมองเป็นระยะๆ เขมมิกนอนกรน พิแสงสะดุ้งเฮือก
        


  


       ปุ๊กลุ้กนอนหลับอยู่บนที่นอนตัวเอง พิแสงนั่งมองปุ๊กลุ้กอยู่ด้วยความมั่นใจมาก
      
      
       “ไม่มีทางเป็นไปได้! น้องปุ๊กลุ้กใสซื่อ บ้องแบ๊ว ไม่มั่นใจในตัวเอง แต่ยัยเขมมิก...จอมวางแผนเจ้ามารยาเนี่ย คนละเรื่องเลย”
      
       เขมมิกนอนหลับอยู่บนโซฟา เนตรนิภาพยายามปลุก แต่เขมมิกก็ไม่ตื่น
       “หลับเป็นตายเลยนะแก...”
       เนตรนิภาตัดสินใจเดินออกไป เขมมิกยังนอนหลับ เนตรนิภาเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับผ้าห่มมาห่มให้เขมมิก
       “นอนนี่ก็แล้วกัน”
       เนตรนิภาห่มผ้าให้เขมมิกเสร็จแล้วก็เดินออกไป เขมมิกนอนขยับตัวทำให้ผ้าห่มเลื่อนหลุด มือของพิแสงเอื้อมเข้ามาขยับผ้าห่มนั้นให้เขมมิกอย่างเบามือ
       “ฉันทำในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อย่าคิดว่าฉันจะญาติดีด้วย”
       เขมมิกนอนหลับไม่รู้เรื่อง ภาพเขมมิกอ้วนปุ๊กลุ้กลอยมาซ้อนหน้าเขมมิกอีกครั้งจนพิแสงหลอน พิแสงรีบเดินเข้าไปข้างในในขณะที่เขมมิกยังนอนหลับไม่รู้เรื่อง
      
       เขมมิกค่อยรู้สึกตัวตื่นขึ้นแล้วมองไปรอบๆ พบว่าไม่ใช่ห้องนอนเธอก็ดีดตัวขึ้นมาทันที
       “มานอนอยู่ตรงนี้ได้ไง”
       เขมมิกประมวลเหตุการณ์ เธอนึกถึงตอนที่กลัวงูแล้วเป็นลม
       “ฉันเป็นลม....โอ๊ย!!! ทำไมอ่อนแองี้ เขม” เขมมิกนึกขึ้นได้ “ทีเด็ด!”
       เขมมิกลุกขึ้นจะเดินออกไป พิแสงเดินเข้ามาในชุดที่กำลังจะไปทำงาน
       “ทีเด็ดมันกำลังหลับอย่างมีความสุขในคอกของมัน จะไปกวนทำไม”
       เขมมิกชะงักแล้วหันมาอย่างอึ้งๆ จ๋อยๆ “เอ่อ...ทีเด็ดกลับเข้าคอกได้ไง”
       “เพราะคนที่รักมันและใส่ใจมันอย่างแท้จริงเป็นคนพากลับเข้าไป”
       เขมมิกอึ้งและหน้าเสีย
       “ฉันขอโทษ...ฉันแค่เผลอแป๊บเดียว มันก็...”
       “เอาสติไปอยู่ที่ไหน”
       เขมมิกตอบไม่ถูก
       “ประมาท! เธอผ่านการทำงานเป็นแอร์โฮสเตสมาได้ยังไง เสียชื่อสถาบันจริงๆ”
       “นี่ อย่าเหมารวมเด่ะ จะด่าก็ด่าฉันคนเดียว สถาบันนางฟ้าฉันไม่เกี่ยว”
       “เป็นนางฟ้าก็เป็นไม่ได้ มาเป็นคนเลี้ยงหมูก็ท่าทางจะเหลว ทำอะไรให้ดีได้สักอย่างมั้ย อ้อ ลืมไป...สิ่งเดียวที่เธอทำได้ดีคือทำลายชีวิตคู่ของคนอื่นสินะ กลับไปรับจ็อบงี่เง่าเหมือนเดิมเถอะไป”
       เขมมิกอึ้งเพราะเจ็บใจที่ถูกดูถูก
       “คุณดูถูกฉัน”
       “ใช่!”
       เขมมิกจ้องพ