กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15 อวสาน
      
       พิทยาก้มลงกราบเท้าของพิสุทธิ์และแสงสุดาเพื่อขอขมา แสงสุดาขยับเท้าหนี พิสุทธิ์โกรธแม้จะเข้าใจแต่ก็ยังไม่ยอมรับพิทยาร้อยเปอร์เซ็นต์
      
       พิแสงและกนธีสังเกตการณ์อยู่อย่างเงียบๆ พิสามองพิทยาอย่างชิงชังโดยไม่ปิดบัง
       “ผมมากราบขอโทษ และขอขมา เพราะความเคียดแค้นของผมที่ไม่ได้ไตร่ตรอง เกิดเป็นอคติ เห็นผิดเป็นถูก สุดท้ายก็ทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อนและเสียใจ”
       พิสุทธิ์และแสงสุดานิ่งเงียบ
       “ผมจะไม่แก้ตัว ถ้าคุณพ่อคุณแม่และทุกคนจะไม่ให้อภัยผม ผมก็เข้าใจดีครับ” พิทยาบอก
       แสงสุดาเบือนหน้าหนี พิสาลุกพรวดขึ้นทันที
       “น้องเล็กคนหนึ่งล่ะที่จะไม่ให้อภัย!”
       พิทยาอึ้ง พิสาเดินหนีไปจากตรงนั้น พิแสง กนธี และพิสุทธิ์เห็นใจพิทยาแต่ทำอะไรไม่ได้
      
       พิสินีย์นั่งใจสั่นที่พิทยามาแต่ไม่กล้าออกไปพบหน้า พิสาเข้ามาด้วยสีหน้าตึง
       “พี่สินีย์...รู้ยัง พี่พีทมาน่ะ”
       พิสินีย์พยายามระงับอารมณ์ “อืม”
       “พี่สินีย์ไม่น่ามานั่งหลบมุมอยู่ตรงนี้ ควรจะออกไปนะ”
       “ออกไปทำไม พี่ไม่มีอะไรจะต้องคุยกับเค้าอีกแล้ว”
       “ไม่ได้ให้คุย ให้ด่า พอรู้ว่าตัวเองทำร้ายคนบริสุทธิ์ แทนที่จะออกมาช่วยเคลียร์ระเบิดที่ตัวเองเป็นคนโยนใส่เรา กลับหายหัว! ใจเสาะ! ปอด!”
       “พีทเค้าอาจจะมีเหตุผลบางอย่างที่ต้องทำอย่างนั้น”
       “ยังไม่เลิกเข้าข้างกันอีก อย่าบอกนะว่ายังมีใจ เห็นเขามาขอขมาสำนึกผิดแล้วคิดจะรียูเนี่ยนกันอีกน่ะ!”
       พิสินีย์อึ้ง
       “ถ้าพี่สินีย์ทำอย่างนั้น น้องเล็กจะเป็นคนแรกที่ขวางทาง และจะไม่ไปช่วยพี่สินีย์ทำงานที่ออฟฟิศอีก คอยดู!”
       พิสาเดินออกไปอย่างไม่พอใจ พิสินีย์อึ้งเพราะยังมีความหวังกับพิทยาจริงๆอย่างที่พิสาคิด เธอเต็มไปด้วยความสับสนจึงร้องไห้ออกมาอย่างเงียบๆ
       แสงสุดาเอาเรื่องพิทยา
       “เธอทำให้ฉันเสียใจ ผิดหวัง...ตอนแรก มันพอจะเข้าใจได้ ว่าเธอทำไปเพราะเข้าใจผิด แต่หลังจากนั้น เมื่อเธอรู้ความจริงแล้ว เธอก็กลับเงียบ ซึ่งฉันรับไม่ได้ ที่เธอเลือกรักษาชื่อเสียงของเจ้าสัวมากกว่าความถูกต้อง!”
       “อีกเหตุผลหนึ่ง ที่ผมไม่อยากให้เผยแพร่คลิปนั้น เพราะไม่อยากให้ใครต้องมาวิพากษ์วิจารณ์ ตอกย้ำ ซ้ำเติมสินีย์อีก การที่สินีย์ต้องแต่งงานกับผมโดยที่ผมไม่รัก ก็ทำให้สินีย์บอบช้ำพอแล้วครับ” พิทยาบอก
       ทุกคนนิ่งอึ้งกันไปหมด พิสินีย์ซึ่งแอบฟังอยู่ที่มุมหนึ่งร้องไห้ออกมาอย่างสะเทือนใจ
       “ก็ขอขอบใจ ที่ยังปรานีสินีย์เค้าอยู่บ้าง”
       “ฝากบอกสินีย์ด้วยนะครับว่า...ผมขอโทษ ช่วงเวลาหนึ่งที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับเธอ เธอทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลก ...แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายที่โชคร้ายที่สุดในโลกเหมือนกัน....ที่มีโอกาสได้แต่งงานกับเธอ แต่ก็ไม่ได้รักเธอเท่าที่ควรจะรัก...เพราะรู้ว่าสุดท้ายแล้วการแต่งงานหลอกลวงนี้มันต้องสิ้นสุด ผมขอโทษจริงๆ”
       พิสินีย์ได้ยินก็ยิ่งร้องไห้หนักแต่พยายามไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกมา
       “เสร็จธุระของเธอแล้ว...ก็ออกไปจากที่นี่ซะ!” แสงสุดาไล่
       พิทยายอมรับกับการที่ไม่ได้รับการให้อภัย
       “ถ้าสินีย์พร้อมจะเซ็นทะเบียนหย่ากับผมเมื่อไหร่ ช่วยแจ้งผมด้วยนะครับ” พิทยาบอก
       พิทยายกมือไหว้พิสุทธ์ แสงสุดาและพิแสง กนธีกับพิสินีย์เสียใจหนักจึงวิ่งออกไป พิทยากำลังจะเดินจากไป
       พิสุทธิ์เรียกไว้ “เดี๋ยว...” พิทยาชะงัก “จะให้พ่อ...”
       แสงสุดารีบพูด “ไม่ต้องนับญาติ!คุณพิสุทธิ์!”
       “ใจเย็นนะคุณแสงสุดา ไหนๆตาพีทก็สำนึกผิดแล้ว เค้าทำโดยที่ไม่รู้ ให้โอกาสเขาเถอะนะ หรือถ้าให้อภัยได้ก็ให้เถอะ”
       “ฉันไม่ใช่แม่พระ! ที่จะลืมทุกอย่างแล้วให้อภัยได้ในเวลาอันสั้น! ถ้าคิดจะให้โอกาสเค้า ก็ต้องให้โอกาสฉันได้ทำใจก่อนด้วย! แล้วค่อยว่ากัน! อาจจะเร็วหรืออาจจะไม่เลยก็ได้ในชาตินี้!”
       “เข้าใจ....พีท! จะให้ฉันโอนเงินของพ่อแม่เธอไปที่ไหน ตอนนี้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ค่อนข้างเยอะอยู่ หลายสิบล้าน”
       “ผมไม่รับครับ” พิทยาบอก
       ทุกคนแปลกใจ พิทยายิ้มให้กับทุกคนอย่างบริสุทธิ์ใจเพื่อยืนยันความตั้งใจ
      
       พิสินีย์นั่งร้องไห้มองรูปแต่งงานของตัวเองกับพิทยาก่อนจะเอามากอดแนบอก พิสาเดินเข้ามาเห็นก็รู้สึกสะเทือนใจกับความเสียใจของพี่สาวและรู้สึกสงสาร
       แสงสุดานั่งอึ้ง พิสุทธิ์นั่งเงียบอยู่กับกนธี
       “ฉันได้ยินไม่ผิดแน่นะ” แสงสุดาถาม
       “ก็ได้ยินเหมือนกันหมด” พิสุทธิ์บอก
      
       “เงินไม่ใช่น้อยๆนะครับ” กนธีว่า



       ทั้งสามคนนั่งอึ้ง พิสาเดินเข้ามาโดยน้ำตาซึมก่อนจะนั่งนิ่งข้างๆ แสงสุดา
      
       “พี่สินีย์ร้องไห้กอดรูปแต่งงานอยู่ค่ะ” พิสาบอก
       แสงสุดา พิสุทธิ์ และกนธีหันมองพิสาแบบอึ้งๆ เพราะสะเทือนใจ
       “ต้องเลิกรัก ทั้งๆที่ยังรัก จะร้องไห้ไปจนตายหรือไง...บ้าที่สุด!”
       ทั้งสี่คนนั่งซึมเพราะเกิดหลากหลายความคิดขึ้นภายในใจ โดยเฉพาะแสงสุดาที่สงสารพิสินีย์จับใจ
       พิสาหยิบรีโมททีวีขึ้นมากดเปิดด้วยความหงุดหงิด เธอกดเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว สุดท้ายมาถึงช่องที่มีท่านว.วชิรเมธีกำลังบรรยายธรรม
       พิสุทธิ์รีบบอก “ดูช่องนี่ก่อน น้องเล็ก!”
       พิสาวางรีโมทลง แสงสุดาดูทีวีอย่างไม่ใส่ใจนัก
       ว. วชิรเมธีกำลังอธิบายธรรมเรื่องการให้ที่ยิ่งใหญ่คือการให้อภัย ทั้งหมดนั่งฟังแล้วก็อึ้งเพราะรู้สึกกระทบใจอย่างรุนแรง
       พิทยานั่งก้มหน้านิ่งอยู่กับพิแสง
       “นั่งให้สบายใจก่อน ค่อยกลับก็ได้” พิแสงบอก
       “ขอบคุณครับ...ผมโอเคแล้ว”
       “ถามอีกครั้งนะ แน่ใจเหรอ ที่จะไม่เอาเงินคืนไป นายจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศ ก็ควรจะมีเงินไปเป็นทุน”
       “ผมไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ความรู้ความสามารถของผมคือทุนที่จะทำให้ผมสร้างทุกอย่างขึ้นได้ใหม่ แต่กรุณาใช้เงินของผมเป็นทุนในการเปิดสหกรณ์ที่พัทลุง ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่เลี้ยงหมูที่นั่น...จะได้ไม่เปิดโอกาสให้ยูเอฟเอาเปรียบได้อีก อย่างที่ผมเรียนคุณพ่อคุณแม่ไป”
       “ตอนนี้ไม่กลัวถูกเจ้าสัวหาว่าเป็นลูกอกตัญญูแล้วหรือไง”
       “ผมกำลังแสดงความกตัญญูเป็นครั้งสุดท้ายต่อป๋าครับ ป๋าจะต้องเรียนรู้ว่า ธุรกิจที่อาศัยกลโกง ไม่มีความซื่อตรง เป็นธุรกิจบาป ที่สุดท้ายจะย้อนมาทำลายตัวป๋าเอง...เหมือนที่ผมกำลังเจอ และคงเป็นทางเดียวที่ผมจะแก้ตัวต่อครอบครัวของคุณใหญ่ได้เพื่อลดความผิดบาปในใจของตัวเอง”
       พิแสงอึ้ง
       แสงสุดา พิสุทธิ์ พิสา และกนธีนั่งดูทีวีนิ่งกันหมด แสงสุดาหันมามองหน้าพิสุทธิ์ด้วยสายตาตั้งคำถามว่าควรทำยังไงดี พิสุทธิ์พยักหน้าแล้วยิ้มให้กับแสงสุดาก่อนจะจับมือเธอเอาไว้
       “ความสุขของลูก คือความสุขของเรา” พิสุทธิ์บอก
       “ถ้าให้เลือก น้องเล็กอยากเห็นพี่สินีย์มีความสุข มากกว่านั่งจมกองน้ำตาตัวเองไปทั้งชาติ”
       “นักโทษประหารชีวิต ยังมีสิทธิ์ได้รับอภัยโทษ...ผู้ชายที่ทำผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ จะไม่ได้รับสิทธิ์นั้นบ้างเหรอครับ”
       แสงสุดาครุ่นคิดหนักก่อนจะลุกขึ้นประกาศกร้าว
       “ฉันไม่ยอม!” แสงสุดายืนกราน
       ทุกคนถอนใจเฮือกเพราะคิดว่าการปรองดองไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ๆ
      
       พิแสงคุยกับพิทยา
       “ทำไมต้องเป็นสหกรณ์ที่พัทลุง” พิแสงถาม
       “คุณรู้มั้ย...ว่าเขมเค้าอินมากนะ กับปัญหาคนเลี้ยงหมูเจ๊งเพราะทำสัญญากับยูเอฟ เขมพยายามหาข้อมูล และขัดขวางไม่ให้คุณต้องเจอชะตากรรมแบบเดียวกันกับคนอื่นๆ”
       “คุณรู้ได้ยังไง” พิแสงถาม
       “คนของยูเอฟให้ข้อมูลกับผม...ผมอยากทำให้ความตั้งใจของเขมเป็นความจริง เผื่อในอนาคตเขมจะต้องไปเป็นนายแม่ของฟาร์มหมูที่นั่น”
       “หึ..ตลกแล้ว เขมมิกจะไปเลี้ยงหมูที่พัทลุงได้ยังไง ในเมื่อ...” พิแสงอึ้งไป
       “เขมรักคุณครับ คุณใหญ่ เขมไม่เหลือความรักให้ผมเลยแม้สักนิด”
       พิแสงอึ้งไป
       พิสินีย์ยืนมองดูพิทยาจากมุมหนึ่งในบ้าน พิทยารู้สึกว่ามีใครกำลังมองอยู่จึงมองขึ้นไป พิสินีย์หลบไม่ทัน พิทยาเห็นพิสินีย์ก็ยิ้มให้ด้วยสายตาแสดงความขอโทษ พิสินีย์มองตอบพิทยาด้วยความเสียใจแต่ไม่โกรธ เธอยิ้มให้พิทยาทั้งน้ำตา พิทยาสงสารพิสินีย์แต่รู้สึกผิดเกินกว่าจะเข้าไปพูดคุยด้วย พิทยายิ้มให้พิสินีย์เหมือนเป็นยิ้มแทนการจากลา พิทยาจะหันเดินออกไป พิสินีย์มองตามเหมือนใจจะขาด
       เสียงแสงสุดาดังขึ้น “เดี๋ยวก่อน!!”
       พิทยากับพิแสงชะงักแล้วหันมา
       แสงสุดาเดินออกมา พิสุทธิ์ กนธี และพิสารีบตามมาอย่างหวั่นใจเพราะไม่มีใครรู้ว่าแสงสุดาจะทำอะไร พิสินีย์มองด้วยความแปลกใจ
       “ฉันไม่ยอมให้เธอเดินจากไปเฉยๆแน่!” แสงสุดาว่า
       “คุณแม่ครับ ถ้าไม่คิดจะให้อภัยพีท ก็...อย่าซ้ำเติมเลยครับ แค่นี้พีทก็รู้สึกผิดพอแล้ว” พิแสงบอก
       “ให้แม่พูดให้จบก่อน ตาใหญ่!”
       พิแสงเงียบ ทุกคนเงียบ
       “สิ่งที่เธอทำ มันไม่ได้ช่วยให้ฉัน ให้สินีย์และทุกคนที่ฉันรักรู้สึกดีขึ้น” แสงสุดาว่า
      
       “รู้สึกนะ” พิสุทธิ์บอก



       แสงสุดาหันไปมองพิสุทธิ์ตาเขียว พิสุทธิ์หลบตา
      
       “คุณแม่อยากให้ผมทำอะไรเพื่อชดใช้ให้กับทุกคน ผมเต็มใจทำทุกอย่าง ขอแค่บอกผม”
       แสงสุดามองพิทยาด้วยสายตาพิฆาต ทุกคนมองลุ้นเหมือนเป็นวินาทีแห่งการพิพากษา
       แสงสุดาพูดต่อ “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง...เธอทำให้สายการบินของฉันเสียเครดิต! เธอก็ต้องช่วยพวกเรากู้มันกลับคืนมา นั่นถึงจะเป็นการชดใช้ได้ตรงจุด ไม่ใช่มาขอหย่า แล้วหนีไปต่างประเทศ ฉันไม่ให้ไป!”
       ทุกคนอ้าปากเหวอเพราะช็อก แสงสุดาพูดต่อ
       “และเรื่องที่ใหญ่กว่านี้ ที่ฉันยิ่งยอมไม่ได้เลยก็คือ...” แสงสุดาเสียงอ่อนลงอย่างมีเมตตา “ยัยสินีย์รักเธอมาก พร้อมจะให้อภัยเธอตั้งแต่แรกที่เกิดเรื่อง เพราะสินีย์เชื่อมั่นในตัวเธอ เธอยังอยากจะมีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลกอยู่มั้ย”
       พิทยาอึ้งเพราะไม่คิดว่าแสงสุดาจะให้โอกาส ทุกคนลุ้นพิทยาเพราะอยากให้โอกาส แต่พิทยายังลังเล
       พิทยาเอ่ยออกมา “ผม....”
       “เป็นไปได้มั้ย...ถ้าเธอสองคนจะรักกันได้จริงๆ” แสงสุดาถาม
       “ผม...”
       “อย่าให้ฉันรอนาน!”
       พิสุทธิ์พูด “การให้อภัยจากพวกเราคงไม่มีประโยชน์ ถ้าเธอไม่ให้อภัยตัวเองซะก่อนนะ ตาพีท”
       พิทยายิ้มรับในที่สุด เขามองไปที่พิสินีย์ พิสินีย์ยิ้มให้ซึ่งเป็นยิ้มแห่งความรักที่พร้อมจะให้อภัยและเริ่มต้นใหม่
      
       เขมมิกกำลัง skype คุยกับเนตรนิภาผ่านไอแพด
       “ดีจัง...ในที่สุด...พีทกับคุณพิสินีย์ก็ลงเอยกันได้จริงๆ” เขมมิกดีใจ
       เนตรนิภาเข้ามาคุยกับเขมมิก
       “คุณพิสินีย์เป็นคนดี สมควรที่จะได้รับสิ่งดีๆตอบแทน” เนตรนิภาบอก
       “เราสองคน มาอธิษฐานขอให้พีทกับคุณพิสินีย์มีชีวิตใหม่ที่มีความสุข ครองรักกันอย่างราบรื่นดีกว่า...หนึ่ง สอง สาม”
       ทั้งสองสาวก้มหน้านิ่งสามวินาทีแล้วก็เงยหน้าพร้อมกัน
       “โอเค ต่อไปนี้ เราทุกคนก็จะเริ่มต้นชีวิตใหม่...อวยพรฉันหน่อย ฉันได้งานแล้วนะ” เขมมิกบอก
       “ที่ไหนอ่ะ” เนตรนิภาถาม
       “สายการบินส่วนพระองค์ของชีคพระองค์หนึ่ง...อีกไม่กี่วันก็จะบินแล้ว พอท่านอ่านโปรไฟล์ฉัน ท่านก็รับเลย”
       “เหรอ...ทำไมอ่ะ”
       “ผู้จัดการบอกว่า เพราะฉันเป็นคนไทย ที่มีชื่อเสียงเรื่องสไมล์” เขมมิกยิ้มหวาน “และมีหัวใจบริการยอดเยี่ยม นางฟ้าชัดๆ คริคริ”
       “ย่ะ...โชคดีแล้วกัน ดูแลตัวเองนะเขม สบายใจดีแล้วใช่มั้ย”
       “สุดอ่ะ แม่อยู่ในมือด็อกเตอร์โลเกนแล้ว โอกาสจะหายขาดมีสูง...เรื่องคดีรออีกหน่อย แววชนะใสเห็นๆ..ส่วนเรื่องหัวใจ...ได้ทำงานเยอะๆ เดี๋ยวก็หายดี คงไม่ต้องให้แกเล่าเรื่องของเขาให้ฟังอีกแล้ว”
       “แน่ใจเหรอ”
       “อืม...และถ้าแกมีโอกาสได้เจอเขา ฝากบอกด้วยนะว่า...”
       “ไม่เอา แกไปบอกเอง”
       “ก็เผื่อฉันเครื่องบินตกตายก่อนได้เจอเขาล่ะ แกก็บอกให้หน่อยแล้วกันว่าฉันขอให้เขามีชีวิตใหม่กับคนที่เหมาะสม คนมีตราบาปอย่างฉัน คงมีวาสนาได้แค่เฉียดๆเท่านั้น”
       “ไอ้บ้า อย่าพูดเป็นลาง”
       เขมมิกหัวเราะ “เนตร...ช้าเร็วคนเราก็ต้องตาย ทำใจให้ชินไว้สิ ฉันตายจริงจะได้ไม่ตกใจ”
       “เออ ก็ได้”
       เขมมิกยิ้มให้เนตรนิภาแต่ยังนัยน์ตาของเธอยังแฝงไปด้วยความเศร้า
      
       พระจันทร์ลอยเด่นกลางท้องฟ้า พิแสงยืนมองพระจันทร์ดวงนั้น แล้วเขาก็นึกถึงคำพูดของพิทยาที่บอกกับเขา
       “เขมรักคุณครับ คุณใหญ่” พิทยาพูด
       พิแสงว้าวุ่นใจ
       “ถ้าเธอรักฉันจริง”
       พิแสงนึกถึงตอนที่กนธีถามเขา
       “แล้วถ้าเกิด...สมมตินะครับสมมติว่าคุณเขมรักแก แกจะให้อภัยแล้วเปิดรับคุณเขมอีกมั้ย”
       “ไม่รู้!” พิแสงตอบ
       “ไม่คิดก่อนตอบสักนิดเหรอวะ” กนธีว่า
       พิแสงถอนหายใจด้วยความสับสน
       “ฉันกำลังจะทำใจให้ลืมเธอ และตัดออกจากชีวิตของฉัน แต่ก็ดันมีเรื่องของเธอเข้ามาอีก...โธ่เว้ย!”
       พิแสงฉุนเฉียวจึงเงื้อเท้าจะเตะของใกล้ตัว แต่กนธีเข้ามาในวิถีพอดี
       “เฮ้ย! ใจเย็น!” กนธีห้าม
       พิแสงยั้งเท้าไว้ทัน “ขอโทษ มีอะไร”
       “แกจะกลับไปฟาร์มอีกเมื่อไหร่วะ”
       “ทำไม”
       “ทางโน้นมีเรื่องรอให้แกไปเคลียร์เหมือนกันนะเว้ย”
       “เกิดอะไรขึ้นกับหมู”
       “ไม่ได้เกิดเรื่องกับหมู แต่เกิดกับคน!”
      
       พิแสงตกใจ

       พิสินีย์กับพิสามาส่งพิแสงที่รถ ขณะที่กนธียืนรออยู่ที่รถอยู่แล้ว
      
       “ไม่ต้องห่วงนะคะ สินีย์กับพีทจะช่วยคุณพ่อคุณแม่ดูแลเรื่องทางนี้เอง”
       “แล้วเมื่อไหร่พีทจะย้ายกลับมา” พิแสงถาม
       “สินีย์ไม่อยากเร่งรัดพีท จนกว่าเค้าจะสบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อน ค่อยว่ากันอีกทีค่ะ”
       “น้องสาวพี่ใจกว้าง ใจดีและเข้าใจคนอื่นมาก ถ้าคราวนี้นายพีททำเราเสียใจอีก พี่จะไปต่อยหน้ามัน”
       “สินีย์เชื่อใจพีทค่ะ”
       “น้องเล็ก ช่วยสินีย์นะ อย่าเหลวไหล บอกตรงๆพี่กลัวว่ะ” พิแสงกำชับ
       “กลัวอะไรคะ” พิสาถาม
       “กลัวว่าเวลาเราโกรธใคร แล้ววีนออฟฟิศแตกน่ะสิ”
       “โฮะๆๆ พี่ใหญ่ไม่รู้อะไร....โฮะๆๆ น้องเล็กไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาด” พิสาบอก
       “นี่ใจเย็นลงได้มากเลยเหรอ” พิแสงถาม
       “สินีย์จะหักเงินเดือนหนึ่งพันบาทสำหรับการวีนหนึ่งครั้งค่ะ” พิสินีย์บอก
       “งั้นพี่ว่า...เงินเดือนเหลือไม่พอใช้แหงๆ คงมาแบมือขอคุณพ่อคุณแม่เหมือนเดิม”
       “โอย...พี่ใหญ่อ่ะ อย่ารู้ทันเด่ะ ‘รมณ์เสีย!”
      
       พิสุทธิ์กับแสงสุดาเดินเข้ามา
       “พ่อกับแม่จะไปช่วยตาใหญ่จัดการเรื่องฟาร์ม!” แสงสุดาบอก
       “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมจัดการเองได้” พิแสงพูด
       กนธีรีบเข้ามาแจมด้วยความสงสัย
       “ไม่ได้หรอก การเคลียร์เรื่องคน เป็นสิ่งที่แม่ถนัด” แสงสุดาบอก
       “เคลียร์ที่แปลว่าไล่ออกน่ะเหรอครับ” กนธีถาม
       “ถูกแค่ส่วนหนึ่ง!”
       พิแสงสบตาพิสุทธิ์ พิสุทธิ์พยักพเยิดให้ยอมๆไปก่อน แต่พิแสงยังไม่แน่ใจ
       แสงสุดาพูดต่อ “ตาใหญ่...เราต้องยอมรับความจริงเรื่องหนึ่งนะ คนๆเดียวไม่ได้เก่งไปหมดทุกอย่าง เรื่องบางเรื่องเราต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแล”
       พิสุทธิ์พยักพเยิดให้พิแสงยอมๆไปก่อนอีกครั้ง
       “เหอะ!..เดี๋ยวจะไม่ได้ออกจากบ้านไปขึ้นเครื่อง เหอะ!” พิสุทธิ์บอก
       “ครับ เชิญครับ” พิแสงยอม
       พิแสงผายมือให้พิสุทธิ์และแสงสุดาขึ้นรถ พิสุทธิ์ขึ้นรถไปกับแสงสุดา กนธีรีบเข้ามากระซิบพิแสง
       “เฮ้ย...เอาจริงเด่ะ แม่แกลงไปเพื่อจะเคลียร์หรือจะฆ่า!!! กันแน่วะ”
       พิแสงรู้สึกกังวลใจอยู่เหมือนกัน
      
       อนงค์นั่งซึมเศร้าอยู่ ชมพู่เดินเข้ามา
       “ป้า...พร้อมหรือยัง” ชมพู่ถาม
       อนงค์พยักหน้า
       “งั้นไป!”
       “นังน้ำหวานมัน...ติดต่อมาหาใครบ้างมั้ย” อนงค์ถาม
       “ก็มีแค่หมอปิ๊นคนเดียว ที่น้องน้ำหวานคุยด้วย” ชมพู่บอก
       “มันไม่ฝากอะไรถึงฉันบ้างเลยเหรอ”
       ชมพู่ส่ายหน้า
       อนงค์อึ้งแล้วก็น้ำตาคลอ เธอรู้สึกทั้งเสียใจทั้งน้อยใจแต่พยายามกลั้นไว้แล้วเดินตามชมพู่ออกไป
      
       วาสินีนั่งเครียดอยู่กับกนธีและปริญญ์ที่รีสอร์ทของกนธี
       “ขอบคุณนะคะที่ให้น้ำหวานอาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราว” วาสินีกล่าว
       “ไม่เป็นไร ช่วยๆกัน” กนธีบอก
       “คุณรู้ใช่มั้ยว่าที่หมูในฟาร์มล้ม เป็นฝีมือของป้าอนงค์” ปริญญ์ถาม
       วาสินีอึ้ง
       “คนงานที่ป้าอนงค์จ้างให้วางยาเบื่อหมูสารภาพความจริงหมดแล้ว” ปริญญ์บอก
       วาสินีตกใจแต่เงียบ
       “พิแสงกลับมาแล้วเพื่อจัดการเรื่องนี้ และให้ผมมาพาคุณไปที่ฟาร์ม” ปริญญ์บอก
       “อะไรนะคะ!”
       วาสินีตกใจกลัว
      
       อนงค์ยืนอยู่ที่มุมหนึ่งในบ้านพักของพิแสง พิแสง แสงสุดา และพิสุทธิ์นั่งอยู่ข้างหน้า ทั้งสามพร้อมไต่สวน วาสินีเดินเข้ามากับปริญญ์และกนธี อนงค์เหลือบมองวาสินีที่เข้ามายืนข้างๆอย่างตื่นกลัว แต่ไม่มีใครมองหน้าใคร
       “ผมยังไม่ปักใจเชื่อว่าป้าเป็นคนจ้างให้นายไสววางยาเบื่อหมู” พิแสงบอก
       แสงสุดาถามทันที “น้ำหวาน เธอรู้เห็นเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า”
       วาสินีอึกอักเพราะไม่กล้าตอบ
       “นายไสวพูดความจริงค่ะ.... อนงค์จ้างมันให้วางยาเบื่อหมู” อนงค์บอก
       ทุกคนอึ้งและมองอนงค์ด้วยสายตาผิดหวัง
       “หล่อนมันงูพิษ เลี้ยงไม่เชื่อง ที่นี่ให้ข้าว ให้น้ำ ให้ที่ซุกหัวนอน พูดง่ายๆว่าให้ชีวิตหล่อน เป็นบ้านที่หล่อนไม่เคยมี แต่หล่อนกลับลงมือเผาบ้านตัวเอง!!” แสงสุดาว่า
       อนงค์ยังคงสารภาพผิดต่อไปเพราะท้อแท้และสิ้นหวัง
       “อนงค์ยังแอบยักยอกเงินค่ากับข้าวคนงาน ตั้งแต่ปีแรกที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่หัวหน้าแม่บ้าน” อนงค์เล่า
       ทุกคนอึ้งอีก
       “อนงค์ทำทุกอย่างเพื่อทำให้นายหัวยอมรับยัยน้ำหวาน ไม่สนใจว่าใครจะมองพวกเราอย่างดูถูก ไม่สนใจว่ายัยน้ำหวานจะชอบหรือไม่ชอบ "
      
       "ใครจะไล่ก็ไม่ไป เพราะอนงค์อยากเป็นแม่ยายนายหัว อนงค์เบื่อความลำบาก อนงค์ต่างหากที่สมควรได้เป็นนายแม่ใหญ่ที่นี่! ไม่ใช่แค่หัวหน้าแม่บ้าน!”



       อนงค์เผชิญหน้ากับแสงสุดา แสงสุดาพยายามอ่านความรู้สึกของอนงค์ก็พบเห็นความน้อยเนื้อต่ำใจแต่ไม่มีแรงแค้นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทุกคนรู้สึกสะเทือนใจ
      
       “เธออาจจะได้เป็นอย่างที่เธอต้องการ ถ้าเพียงแต่วันนั้น...เธอไม่ด่วนตัดสินใจเลือกแต่งงานกับพ่อของน้ำหวาน ทั้งๆที่พ่อฉัน และฉันเองก็ทักท้วงแล้ว เขาไม่ใช่คนที่จะที่ดูแลเธอได้อย่างที่โม้เอาไว้” พิสุทธิ์บอก
       “ถ้าอนงค์ไม่เลือกอย่างนั้น อนงค์ยังจะได้หัวใจของคุณอยู่มั้ยคะ” อนงค์ถาม
       พิสุทธิ์อึ้ง ทุกคนก็อึ้ง
       “ไม่อนงค์....ฉันรักและเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวเท่านั้น” พิสุทธิ์บอก
       “ถ้าไม่มีคุณแสงสุดาเข้ามา คุณก็อาจจะไม่ได้รักอนงค์เหมือนน้องสาว” อนงค์พูด
       “ฉันยืนยัน ว่าฉันยังรักเธอเหมือนน้องสาว คุณแสงสุดาเธอเหมือนดอกฟ้า ที่ฉันต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อมัดใจเธอ ฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เธอมา ไม่มีทางปล่อยให้เธอหลุดมือไป ยอมได้แม้กระทั่งทิ้งความคาดหวังของคุณพ่อ”
       พิสุทธิ์มองแสงสุดาด้วยความรักและเทิดทูน แสงสุดายิ้มให้พิสุทธิ์อย่างขอบคุณ ส่วนอนงค์มองอย่างสิ้นหวัง แล้วอนงค์ก็ร้องไห้หนักจนตัวโยน วาสินีรีบเข้าไปประคอง
       “อนงค์....ฉันเสียใจและขอโทษ ถ้าฉันมีส่วนผลักดันให้เธอทำผิดพลาด” พิสุทธิ์บอก
       “แต่คนเราจะไม่มีทางทำผิดพลาดถ้ามีสติ เธอพลาดมาแล้วครั้งนึง เพราะอยากจะประชดผัวฉัน...แล้วยังทำผิดพลาดอีกนับไม่ถ้วน เพราะจิตใจเธอมันเต็มไปด้วยความแค้น อยากเอาคืน ถ้าเธอหยุดคิดและทบทวนโดยไม่เข้าข้างตัวเอง เธอจะคิดได้ ว่าที่เธอต้องลำบากแบบนี้เพราะเธอเลือกเอง ใครก็มาบังคับให้เธอเลือกไม่ได้ ถ้าใจเธอไม่ยินยอม!”
       อนงค์พยักหน้ายอมรับแล้วหันไปบอกวาสินี “เวรกรรมมันถึงตกอยู่กับแก ต้องถูกไอ้ผู้ชายเฮงซวยที่ดีแต่ปากมันหลอก เหมือนอย่างที่แม่เคยเจอ...แม่ขอโทษนะลูก แม่ขอโทษ”
       วาสินีเข้าไปกอดอนงค์เอาไว้ ทุกคนมองอย่างสะเทือนใจ แสงสุดาเห็นใจอนงค์มากจึงมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด พิแสงสงสารอนงค์และวาสินีแล้วก็ตัดสินใจอะไรบางอย่าง
      
       พิแสงคุยกับพิสุทธิ์และแสงสุดา
       “คุณพ่อคุณแม่คิดว่า...ผมควรทำยังไงดีครับ” พิแสงถาม
       พิสุทธิ์และแสงสุดามองหน้ากันแล้วถอนใจ
       “แล้วแต่แกเถอะ ฟาร์มของแก” พิสุทธิ์บอก
       “ใช่...แต่ขอออกความเห็นนิดนึง” แสงสุดาพูด
       “ครับ...” พิแสงรับคำ
       “เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของเรานะตาใหญ่ จะไม่เชื่อก็ได้ แม่ไม่ว่า แต่อาจจะ...หงุดหงิด”
       “ครับ”
       “ตอนหนุ่มๆ พ่อเราน่ะหล่อมาก เท่มาก ใครๆก็อยากเป็นแฟนด้วย” แสงสุดาบอก
       “แหม...เป็นเรื่องธรรมดา นึกยังไงมาชมกันตอนนี้” พิสุทธิ์เขิน
       แสงสุดาพูดต่อ “ถึงตอนนี้จะย้วยไปหน่อย”
       พิสุทธิ์เซ็ง
       “แต่ก็ยังมีเค้าความหล่อ พอให้ละลายใจหญิงกลางคนหัวใจเปลี่ยวได้” แสงสุดาบอก
       “ก็ยังดี....” พิสุทธ์พูด
       “สรุป!.....แม่เข้าใจและเห็นใจยัยอนงค์” แสงสุดาบอก
       พิแสงกับพิสุทธิ์อึ้งเพราะแปลกใจ
       “ผู้หญิงเราน่ะ ถ้าเรื่องหัวใจไม่โอเค ชีวิตทั้งชีวิตก็จะไม่โอเค...ยิ่งเป็นผู้หญิงที่คิดว่าตัวเองต้องพึ่งพิงผัว...ยิ่งไปกันใหญ่ ไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากตามหาผัวในอุดมคติ...ถ้าตัวเองหมดโอกาส ก็จะโยนความ
       คาดหวังนี้ไปให้ลูกหลาน”
       “อนงค์น่าสงสาร” พิสุทธิ์เข้าใจ
       15.2.3 แสงสุดาปรายตามองสามีเพราะอดหึงไม่ได้
       พิสุทธิ์รีบบอก “ยังไงผมก็ยังเห็นเค้าเป็นน้องสาว น่าเห็นใจ เค้าไม่มีที่ปรึกษาที่ไหน พ่อแม่ไม่มี คุณพ่อผมก็เป็นผู้ชาย จะให้ท่านมาเข้าใจผู้หญิงก็คงไม่ทั้งหมด”
       “ย่ะ ฉันเชื่อ..แต่เค้าก็น่าสงสารจริงๆ..แม่เคยโกรธถึงขั้นเกลียดอนงค์ แต่มาเห็นสภาพเค้าตอนนี้...แม่เห็นใจ ถ้าเค้าไม่รู้สึกผิดคงไม่ยอมสารภาพจนหมดเปลือกว่าตัวเองทำอะไรไว้บ้าง”
       “จำที่พ่อเคยพูดได้มั้ยตาใหญ่....คนเราทำผิดพลาดกันได้ ถ้าสำนึกผิด ก็ควรได้รับโอกาสให้แก้ตัวและแก้ไข” พิสุทธิ์บอก
       พิแสงอึ้งแล้วคิดทบทวน
      
       อนงค์และวาสินีเดินมาหาพิแสงที่ยืนอยู่
       “อนงค์มากราบขอบพระคุณนายหัว ที่ยังปรานีและเมตตาให้อนงค์กับลูกได้ทำงานและอยู่ที่นี่ต่อไปค่ะ”
       “น้ำหวานขอโทษ สำหรับทุกเรื่องที่น้ำหวานเคยทำผิดไป” วาสินียกมือไหว้
       “เราอยู่ด้วยกันมานาน ผมเองก็นับถือคุณอนงค์เป็นญาติคนหนึ่ง จะให้ไล่ออกไปจากที่นี่ ผมทำไม่ลง” พิแสงบอก
       “แต่อนงค์อยากให้นายหัวลงโทษ ยังไงอนงค์ก็ผิด ทำให้หมูตายไปหลายตัว นายหัวต้องเสียหายเสียเงิน” อนงค์บอก
       “ผมขอให้คุณอนงค์ทำอย่างหนึ่ง”
       อนงค์เตรียมรอรับการลงโทษจากพิแสง
       “เป็นแม่ที่ดีให้กับน้ำหวาน” พิแสงบอก
       อนงค์อึ้ง “นายหัว....”
       “รู้ใช่มั้ยครับ ว่าจะเป็นแม่ที่ดีให้กับน้ำหวานได้ยังไง...”
       อนงค์พยักหน้าทั้งน้ำตา
       วาสินีน้ำตาไหล “แม่...”
       “แกไม่ได้เป็นความผิดพลาดของแม่ แต่แกคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด แม่ถึงอยากให้แกได้สิ่งที่ดีที่สุด”
       “หนูขอโทษ...”
       วาสินีโผเข้าไปกอดอนงค์เอาไว้ แล้วสองแม่ลูกก็กอดกันร้องไห้ พิแสงยืนมองอนงค์และวาสินีที่เข้าใจกันอย่างซาบซึ้งแล้วเขาจะเดินออกไป
       วาสินีเรียกไว้ “นายหัวคะ...”
       พิแสงชะงักแล้วหันมา
       “น้ำหวานขอโทษเรื่องคุณเขม...คุณเขมฝากเงินคืนนายหัวไว้ที่เคาน์เตอร์โรงแรม แต่น้ำหวานไม่ได้บอกนายหัว...น้ำหวานไปเอามาใช้เอง”
       พิแสงอึ้ง



       พิแสงกับปริญญ์ยืนส่งแสงสุดาและพิสุทธิ์กลับกรุงเทพ ขณะที่หลอดและเสริมรออยู่ที่รถ พิแสงยืนซึมเพราะคิดถึงเรื่องที่วาสินีบอกเขาเกี่ยวกับเขมมิก
      
       พิสุทธิ์และแสงสุดามองหน้ากันแล้วพยักหน้าให้สัญญาณบางอย่างก่อนจะเดินไปหาพิแสง
       “ก่อนจะกลับ ขอพูดอะไรสักนิดนะ เพื่อประกอบการตัดสินใจ” แสงสุดาบอก
       “ครับ”
       กนธีและปริญญ์พร้อมใจกันถอยหลังให้พิแสงยืนแถวหน้าคนเดียวทันที
       “เขมมิกคืนเงินค่าจ้างให้แม่ทุกบาททุกสตางค์” แสงสุดาบอก
       พิแสงอึ้ง
       พิสุทธิ์เล่าต่อ “คุณธรรมศักดิ์ได้สืบประวัติเขมมิกเพิ่มเติมพบว่า เขมมิกไม่เคยเหลวไหลเละเทะอย่างที่พวกเราเข้าใจ กระชากหน้ากากผู้ชายเจ้าชู้ตามใบสั่งได้ ก็ปิดจ๊อบ ไม่เคยมีใครได้แอ้ม”
       “ตอนแรกเขมมิกปฏิเสธ แม่เลยหาหนทางบีบ โดยการแทงบัญชีดำเขมมิก จนไปหางานใหม่ที่ไหนไม่ได้ ยิ่งแม่เค้าล้มป่วยต้องใช้เงินรักษาเยอะ เขมมิกเลยต้องยอมรับงานแผนร้ายของแม่” แสงสุดารีบแก้ตัว “แต่ตอนนี้ แม่ถอนบัญชีดำเขมมิกแล้ว”
       พิแสงสับสนเพราะยังไม่ยอมรับใจตัวเอง “มาบอกผมทำไม”
       “ก็ยังรักเขมมิกหรือเปล่าล่ะ” พิสุทธิ์ถาม
       พิแสงอึกอัก “เอ่อ..”
       ปริญญ์รีบตอบแทนพิแสง “รักครับ!”
       “ไอ้หมอ!”
       กนธีรีบพูดต่อ “รักมากด้วยครับ!”
       “เฮ้ย!! ไม่ต้องพูดแทนฉัน!” พิแสงว่า
       “ใครๆก็มองออกว่าแกยังรักเขมมิก” พิสุทธิ์บอก
       “หรือจะให้แม่ไฟแดงเรื่องเขมมิก แม่ทำด้ายนะ!!” แสงสุดาบอก
       “รีบไปปรับความเข้าใจกับเขมมิกซะ ก่อนที่แม่แกจะเปลี่ยนใจไม่ยอมรับเด็กคนนั้นเข้าสู่การพิจารณาในตำแหน่งว่าที่ลูกสะใภ้” พิสุทธิ์แนะ
       “รีบๆไปตามหาเขมมิก จัดการเคลียร์ให้เรียบร้อย อย่าให้แม่รอนาน!”
       “ให้ผมไป ทั้งๆที่ยังไม่รู้เลย ว่าเค้ารักหรือไม่รักผมกันแน่น่ะเหรอครับ” พิแสงถาม
       15.3.1 ปริญญ์ทนไม่ไหวจึงพูดเสียงแข็ง “รักสิครับ! คุณเขมสารภาพกับพวกเราวันที่คุณงี่เง่า ทำมือถือของเธอพัง!”
       “แกเชื่อเค้าเหรอ” พิแสงถาม
       “เชื่อครับ!”
       หลอดรีบบอก “คุณเขมสาบานว่า ถ้าพูดโกหก ขอให้ตายโหงภายในสามวันเจ็ดวัน”
       “นี่ก็หลายวันแล้วแต่คุณเขมยังไม่ตาย แปลว่า..คุณเขมไม่ได้โกหก!” เสริมพูดเสริม
       “ยังมีอะไรที่ใครยังไม่บอกผมเกี่ยวกับเขมมิกอีกมั้ย” พิแสงถาม
       เสียงเนตรนิภาดังขึ้น “มีค่ะ!”
       ทุกคนชะงัก เนตรนิภาเดินเข้ามาด้วยน้ำตานองหน้า พิแสงประหลาดใจและเริ่มใจเสียที่เห็นน้ำตาของเนตรนิภา
       “เครื่องบินที่เขมเพิ่งไปทำงานด้วย...ตกกลางทะเล!” เนตรนิภาบอก
       ทุกคนตกใจ พิแสงอึ้ง
       เนตรนิภาพูดต่อ “ไม่พบใครรอดชีวิตเลย!!”
       พิแสงช็อก “เขมมิก....”
       เนตรนิภายืนร้องไห้จนตัวสั่น กนธีเข้าไปปลอบ ทุกคนเศร้าสลดอพิแสงถึงกับประคองตัวเองไว้ไม่ไหว เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกพังลงในชั่วพริบตา
      
       หลายวันผ่านไป พิแสงที่ปล่อยตัวจนหนวดเคราครึ้มเขียวเหม่อมองไปเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย ด้วยนัยน์ตาที่แห้งผาก เขาคิดถึงเขมมิกและนึกเสียใจที่ปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินไป
      
       ภาพในอดีตย้อนกลับมา เนตรนิภาเล่าเรื่องให้ทุกคนฟังด้วยความเสียใจจริงๆ ทุกคนฟังเนตรนิภาเล่าด้วยความเศร้า พิแสงนั่งก้มหน้าแล้วอดทนฟังโดยพยายามไม่ให้น้ำตาไหลออกมา
       “เครื่องบินตกกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะที่เครื่องกำลังมุ่งหน้าไปอเมริกา ตอนนี้....แม่ของเขมไปรอที่เฮดออฟฟิศ เพื่อรับศพเขมกลับมาทำพิธี...ถึงแม้ว่าความหวังที่จะเจอร่างของเขมแทบไม่มีก็ตาม”
       ทุกคนเศร้าสลด
       “ฉันรู้ข่าว....ก็รีบมาหาคุณพิแสง” เนตรนิภาบอก
       พิแสงงง “มาหาผม?”
       “ค่ะ....ฉันโกหกคุณว่าไม่รู้ว่าเขมไปอยู่ที่ไหน ทั้งๆที่ฉันกับเขมคุยกันอยู่ตลอดเวลา..เพราะคอยอัพเดตเรื่องคุณให้เขมฟัง”
       พิแสงอึ้ง
       “เขมยังรักคุณ แต่ไม่กล้าที่จะคิดต่อ เพราะเขมยังรู้สึกผิดต่อคุณ ไม่คิดว่าคุณจะให้อภัย เขมพูดเล่นๆกับฉันก่อนไปบินว่า...เผื่อเขมตกเครื่องบินตาย ช่วยมาบอกคุณด้วยว่า...ขอให้คุณโชคดี”
       “โกหก! เขมมิกกับคุณร่วมมือกันโกหกผมอีกแล้วใช่มั้ย คราวนี้ หวังผลอะไรอีกล่ะ หา!”
       กนธีปราม “พิแสง ใจเย็น ถ้าโกหกเรื่องความเป็นความตายแบบนี้ ไม่ใช่คนแล้วล่ะ ใช่มั้ยคุณเนตร”
       เนตรนิภาไม่ตอบอะไร เธอหยิบหนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศในกระเป๋าถือออกมายื่นให้พิแสง พิแสงรับมาอ่านเห็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์มีกรอบข่าวที่มีรูปลูกเรือสามสี่คนเรียงรายอยู่กับใบหน้าของชีคโดยหนึ่งในลูกเรือคือเขมมิก
       พิแสงช็อก กนธีแย่งหนังสือพิมพ์พิแสงมาดู ปริญญ์ยื่นหน้ามาแจม แล้วกนธีกับปริญญ์ก็อึ้งช็อก ทั้งสองหันไปมองหน้าทุกคนแล้วพยักหน้าเพื่อยืนยันว่าเป็นความจริง
      
       หลังจากคิดถึงอดีต พิแสงก็น้ำตาซึม
       “ฉันไปหาเธอ...ช้าเกินไป...”
      
       พิแสงร้องไห้ออกมาอีกเพราะยังทำใจยอมรับไม่ได้ พิแสงร้องไห้อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางฟาร์มที่กว้างใหญ่
      
        เวลาผ่านไป พิแสงล้างคอกหมูอย่างคร่ำเคร่ง กนธี ปริญญ์ หลอด เสริม วาสินี และชมพู่ยืนดูพิแสงอยู่ที่มุมหนึ่ง
      
       “มันล้างคอกหมูเองเลยเหรอ” กนธีแปลกใจ
       “ผสมข้าวหมูเองอีกต่างหาก” หลอดบอก
       “ขับรถเอาหมูไปส่งเองด้วย” เสริมพูด
       ปริญญ์รีบเสริม “หลังๆ ก็มาแย่งผมทำคลอดหมูเอง”
       “ให้น้ำหวานนัดประชุมกับเจ้าของฟาร์มหมูฟาร์มอื่นๆทุกวัน เรื่องก่อตั้งสหกรณ์”
       “ข้าวปลาก็กินเหมือนแมวดม แถมไม่หลับไม่นอน เอาแต่อ่านหนังสือ ดูอินเตอร์เน็ต หาข้อมูลอะไรของแกก็ไม่รู้” ชมพู่บอก
       “คงหาข้อมูลเรื่องก่อตั้งสหกรณ์ของมันนั่นแหละ ดีนะ ที่มันไม่กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้าเอง” กนธีบอก
       “อ๋อ...ไม่เหลือค่ะ ตอนนี้ชมพู่ว่างงานจุงเบย”
       ทุกคนถอนใจ
       “นี่ก็ผ่านไปเป็นเดือนๆแล้ว มันยังทำใจไม่ได้อีกเหรอวะ” กนธีเป็นห่วง
       “ลองคุณธีมีแฟนที่รักมาก แล้วแฟนตาย ตายแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตายแบบไหนดีล่ะ รถคว่ำตาย หรือจะเรือล่ม...” ปริญญ์พูด
       “พอ! ไอ้หมอ ไม่ต้องมาแช่ง...ไม่ต้องถึงขนาดมีแฟนที่รักมากหรอก ขอแค่แฟนเฉยๆ ยังหาไม่ได้เลย”
       “อดทนไว้ครับ...ทำตัวดีๆแบบนี้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวคุณเนตรนิภาก็เห็นใจ” ปริญญ์ให้กำลังใจ
       กนธีทำเป็นฮึดฮัด “ก็ลองไม่เห็นเด่ะ” กนธีเซ็ง “ฉันคงเป็นเหมือนไอ้พิแสง”
       ทุกคนมองพิแสงต่อ พิแสงยังคงล้างคอกหมูเหมือนไม่สนใจโลกอีกต่อไป
       “ไอ้พิแสงเอ้ย...จะฆ่าตัวตายตามคุณเขมมิกไปหรือไงวะ” กนธีว่า
       ทุกคนอึ้งแล้วมองพิแสงที่ยังล้างคอกหมูด้วยความเห็นใจ จู่ๆชมพู่ก็ร้องไห้ขึ้นมา
       “คุณเขม....ไม่น่าเลยย”
       กนธี ปริญญ์ หลอด และเสริมรู้สึกเศร้าไปตามๆกัน
      
       ปริญญ์เดินมานั่งเศร้า สาวิกาเดินมานั่งข้างๆ ปริญญ์ ปริญญ์ไม่รู้ตัวพอหันมาอีกทีเขาก็สะดุ้งเพราะทั้งตกใจและดีใจ
       “คุณวิกา!”
       “สวัสดีค่ะ หมอปิ๊น” สาวิกาทัก
       สาวิกายิ้มหวานให้ปริญญ์ ปริญญ์รู้สึกว่าโลกสดใสและมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
      
       ปริญญ์เดินมาตามทางในฟาร์มกับสาวิกา โดยปริญญ์มีท่าทางเก้อเขินอย่างเห็นได้ชัด
       “คิดว่า...คุณวิกาจะ...ลืมที่นี่ไปซะแล้ว เห็นเงียบไป”
       “ไม่มีทางลืมหรอกค่ะ อยากมาจะแย่ เพียงแต่วิกายุ่งมากเลย ต้องทำโน่นทำนี่เยอะแยะ”
       “ได้ทำงานแล้วเหรอครับ คุณแม่คุณ....ยอมแล้วเหรอครับ”
       “คุณแม่ไม่มีทางยอมให้ทำงานหรอกค่ะ ท่านก็ยังคงคิดเหมือนเดิม ไม่อยากให้วิกาไปเป็นลูกจ้างใคร...เฮ้อ...”
       “แล้วตกลง ยุ่งเรื่องอะไรครับ...เรื่อง..แต่งงานเหรอครับ”
       “ไม่ใช่ค่ะ...”
       “ผมลุ้นจนหัวใจจะวายอยู่แล้วครับ เล่าเลยได้มั้ยครับ”
       “วิกากำลังจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศค่ะ”
       ปริญญ์อึ้ง
       “คุณแม่ใจอ่อน ยอมให้วิกาไปเรียนต่อได้ เท่าที่วิกาอยากเรียน สุดยอดมั้ยคะ”
       “สุดยอดครับ”
       “วิกาตั้งใจจะเรียนให้จบเอกเลยค่ะ อ้อ แต่คงต้องหาที่ฝึกงานก่อนเนอะ เดี๋ยวไม่มีประสบการณ์ แล้วก็ค่อยเรียนต่อ จบแล้วก็ เรียนต่ออีก หาอะไรเรียนไปเรื่อยๆ จะได้ไม่ต้องกลับเมืองไทย”
       ปริญญ์ตกใจ “ไม่กลับเมืองไทย?”
       ปริญญ์หน้าเสียเพราะใจเสีย ในขณะที่สาวิกายิ้มร่าเริงยินดีโดยไม่ได้สังเกตเลยว่าปริญญ์ผิดหวังมากแค่ไหน
       “ขอบคุณนะคะที่ทำให้วิกามีความกล้าที่จะพูดกับคุณแม่”
       “เอ่อ...”
       “รักหมอปิ๊นที่สุดเลย!”
       “ผมก็..เอ่อ...”
       “แต่วิการู้ ว่าหมอปิ๊นไม่คิดอะไรกับวิกาหรอก วิกาก็เลยทำใจ”
       “จริงๆแล้ว...เอ่อ...”
       “ตอนนี้วิกาไม่คิดเรื่องนี้แล้วล่ะค่ะ เพราะยังมีโลกกว้าง รอให้วิกาออกไปผจญภัย แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว คริคริ”
       สาวิกาเต็มไปด้วยความฝันและอนาคตที่สดใส ส่วนปริญญ์ยิ้มเศร้าอย่างยอมรับและทำใจที่จะปล่อยสาวิกาไป
      
       กนธีคุยกับปริญญ์ที่นั่งเศร้าอยู่ที่รีสอร์ทของเขา
       “แล้วแกก็ปล่อยให้น้องวิกากลับไป...โดยไม่บอกความรู้สึกของตัวเอง” กนธีถาม
       ปริญญ์ตอบสั้นๆ “ครับ”
       “ทำไมวะไอ้หมอ น้องเค้าบอกว่าเค้าชอบแกไม่ใช่เหรอ”
       “ตอนนี้ โลกทั้งใบของเธอมีไว้สำหรับการเรียนรู้ใหม่ๆ ด้วยหัวใจที่เป็นอิสระ ผมไม่อยากพันธนาการเธอไว้ อยากให้เธอโบยบินสู่โลกกว้างอย่างเต็มที่"
      
       ไม่มีอะไรมาเหนี่ยวรั้ง....อนาคตของเธอกำลังสดใส โอกาสของเธอมีอีกเยอะ อาจจะเจอใครที่ดีกว่ารออยู่ที่เส้นขอบฟ้า...ตรงนั้น



       กนธีอึ้งและทึ่งกับความเป็นพระเอกที่ค่อนไปทางเน่าเล็กน้อยของปริญญ์
      
       “เยี่ยม!...แล้วไม่สงสารตัวเองบ้างหรือไงวะ เจ็บนะเว้ย” กนธีว่า
       “ผมเจ็บจนชินแล้วครับ...กับการเป็นคนดีแต่ไม่มีใครรัก”
       กนธีตบไหล่ให้กำลังใจปริญญ์ “ช่างมัน! ถือซะว่า...แกเก็บหัวใจไว้รอเนื้อคู่แล้วกัน สักวัน...เค้าคงเดินทางมาหาแก ตอนนี้อยู่กับหมูไปก่อน”
       “ครับ”
       เนตรนิภาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
       “นายธี นายธี!!”
       กนธีเห็นเนตรนิภาแล้วก็ดีใจ “แต่ตอนนี้...เนื้อคู่ฉันกำลังวิ่งมาหาแล้วเว้ย”
       กนธีอ้าแขนรอรับเนตรนิภา
       “เห็นใจผมแล้วใช่มั้ยครับ คุณเนตร”
       เนตรนิภาเบรกทันก่อนจะถลาเข้ามาในอ้อมแขนของกนธี “ยัง!”
       “แล้วมาทำไม!” กนธีถาม
       “เขมยังไม่ตาย!!”
       กนธีกับปริญญ์ตกใจ “อะไรนะ!”
      
       ณ สถานที่จัดงานแต่งงานที่เขาใหญ่ เขมมิกเดินมามองทุกอย่างอย่างมีความสุข สักพักลุทซ์ก็เดินเข้ามาหา
       “เป็นไง เคเค สวยมั้ย”
       “สวยสิ เป็นงานแต่งงานในฝันของฉันเลยล่ะ”
       “ฉันรู้....ฉันทำเพื่อเธอ”
       “ขอบคุณมากนะลุทซ์”
       ลุทซ์โอบเขมมิกเข้ามา เขมมิกซบหน้ากับไหล่ของลุทซ์พร้อมกับมองการเตรียมงานอย่างมีความสุข แต่ในใจแอบเศร้าอยู่เล็กน้อย ขนิษฐาเดินเข้ามาหาเขมมิก
       “จะไปกันหรือยังลูก”
       “ค่ะแม่...”
       “ฉันขับรถไปให้มั้ย” ลุทซ์ถาม
       “ไม่เป็นไร เธออยู่ดูแลทางนี้เถอะ”
       ลุทซ์ยิ้มแล้วพยักหน้า เขมมิกเดินไปจับมือขนิษฐาแล้วเดินออกไป
      
       ธรรมศักด์ยืนยิ้มต่อหน้าทุกคนที่กำลังนิ่งอึ้งกับข่าวเรื่องเขมมิกยังไม่ตาย
       “ทั้งหมดก็เป็นอย่างที่ผมเล่าให้ฟังนี่ล่ะครับ คุณเขมมิกยังไม่ตาย”
       ทุกคนดีใจ
       “แล้วจะยืนนิ่งกันอยู่ทำไม ไปหาตาใหญ่กันเดี๋ยวนี้!” แสงสุดาร้อนใจ
       “โอ๊ย จะแห่กันไปทำไมคะ คุณธรรมศักดิ์ให้ยัยเนตรไปบอกพี่ใหญ่แล้วไม่ใช่เหรอ” พิสาบอก
       “แม่อยากไปให้กำลังใจพี่ชายเรา” แสงสุดาว่า
       “เราต้องไปเช็กตาใหญ่ให้แน่ใจด้วย ว่าจะไม่บ้าขึ้นมาซะก่อน เพราะช็อก ปรับความรู้สึกไม่ทัน เดี๋ยวร้ายเดี๋ยวดี แล้วก็ไม่รู้จะมีอะไรร้ายๆมาอีกหรือเปล่า พ่อเองยังอยากจะช็อกแทนเลย” พิสุทธิ์บอก
       “น้องเล็กไม่ไป ถึงยังไง น้องเล็กก็ไม่อยากให้พี่ใหญ่กับยัยเขมมิกได้กัน!”
       “น้องเล็ก....การทำให้คนรักกันสมหวัง ได้บุญนะ จะเป็นอานิสงส์ให้เราสมหวังในความรักด้วยเหมือนกัน” พิสินีย์บอกน้องสาว
       “เร็วเป็นติดจรวดด้วย พี่บอกความจริงคุณใหญ่ว่าเขมรักคุณใหญ่ ไม่กี่นาที คุณแม่ก็ให้โอกาสพี่คืนดีกับสินีย์...เห็นมั้ย” พิทยาเสริม
       “แล้วจะยืนเฉยอยู่ทำไมล่ะคะ รีบไปเลยค่ะ” พิสาบอก
       พิสาวิ่งนำ พิสุทธิ์ แสงสุดา พิสินีย์ และพิทยารีบตามไป ทุกคนมีความสุขมาก ธรรมศักดิ์ยืนยิ้มแฉ่ง
       “ทีเหลือ ก็ลุ้นตอนจบ...ว่าพระเอกนางเอกจะลงเอยกันได้หรือไม่...แล้วเราจะอยู่ทำไมตรงนี้!!”
       ธรรมศักดิ์รีบวิ่งตามไป
       เนตรนิภาคุยกับกนธีและปริญญ์อยู่
       “ฉันไม่กล้าบอกคุณพิแสง...”
       “ทำไม” กนธีถาม
       “ก็กลัวถูกด่านี่! คราวที่แล้วก็มาบอกว่าเขมตาย เขาก็ด่าหาว่าฉันโกหก แต่ฉันก็เพิ่งรู้เหมือนกับแม่เขม เหมือนญาติลูกเรือคนอื่นๆ ว่าทุกคนปลอดภัย แต่ทางสายการบินจำเป็นต้องออกข่าวลวงว่าไม่มีใครรอด”
       “ทำไมเค้าต้องทำแบบนั้นล่ะครับ” ปริญญ์ถาม
       “เหตุผลเรื่องความมั่นคงค่ะ เพราะทางรัฐบาลของท่านชีคสืบทราบมาว่าอาจเป็นการลอบสังหาร จึงต้องปิดข่าวการรอดชีวิตของท่านชีคและลูกเรือเอาไว้ก่อน จนจัดการกับกลุ่มผู้ลอบสังหารได้ จึงเปิดเผยความจริง”
       กนธีกับปริญญ์อึ้ง
       “จะโทรไปเช็กที่สถานทูตก็ได้นะ...ฉันพูดจริง จริงๆ”
       กนธีหันไปหาปริญญ์เพื่อจะขอความเห็น “ไอ้หมอ...”
       แต่ปริญญ์กลับเดินลิ่วไปแล้ว
       “อ้าวเฮ้ย รอกันด้วยสิ!” กนธีหันมาหาเนตรนิภา “ไป คุณ...”
       แต่เนตรนิภาก็วิ่งตามปริญญ์ไปแล้ว
       “เฮ้ย! รอด้วย!!”
       กนธีรีบวิ่งตามเนตรนิภาและปริญญ์ไป
      
       เขมมิกถือโถใบเล็กเดินมากับขนิษฐา ทั้งสองหยุดยืนอยู่ริมน้ำเตรียมโปรยอังคารเถ้ากระดูกของพลโทมกรา ทั้งคู่ยืนอยู่ในความสงบ
       “ฉันพาคุณกลับบ้านแล้วนะ คุณมกรา” ขนิษฐาพูด
       เขมมิกกับขนิษฐาน้ำตาซึม
       “ขอบคุณที่ช่วยคุ้มครองเขมให้รอดชีวิตมาต่อสู้เพื่อความบริสุทธิ์ของเรา จนชนะคดีในที่สุด และฉันก็ขอให้คุณอโหสิให้กับฉัน ที่ฉันทำให้คุณเสียใจ อึดอัดใจ จนทำให้เราต้องเลิกกัน และทำให้คุณต้องไปเจอกับผู้หญิงลวงโลกคนนั้น ฉันมันไม่ดีเอง...และฉันเองก็ขออโหสิให้คุณ”
       เขมมิกส่งกระดาษทิชชู่ให้ขนิษฐา
       “คุณต้องนอนเจ็บปวดทรมานอย่างโดดเดี่ยว คิดถึงฉันคิดถึงลูกก็เจอกันไม่ได้...จนสิ้นลมหายใจ คุณชดใช้มันพอแล้ว...ไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะ เราไม่ลำบากกันแล้ว เราได้เงินชดเชยจากการฟ้องกลับ บวกกับเงินค่าทำขวัญของเขม...ฉันปลดหนี้จนหมด และก็เพียงพอสำหรับรักษาตัว กับการอยู่ได้สบายๆไปอีกนาน....หลับให้สบายนะคะ จนกว่าเราจะได้พบกันอีก”
       เขมมิกเปิดฝาโถแล้วส่งโถให้ขนิษฐา
      
       ขนิษฐาโปรยอังคารของพลโทมกราปลิวหายกลืนไปกับสายน้ำ



       พิแสงนั่งนิ่งอึ้งหลังจากรู้ว่าเขมมิกยังไม่ตาย ในขณะที่กนธี ปริญญ์ อนงค์ วาสินี ชมพู่ หลอด และเสริมรอลุ้น ส่วนเนตรนิภาหลบอยู่หลังสุดเพราะกลัวถูกด่า
       “เฮ้ย...พิแสง ยังไง พูดอะไรบ้างสิ” กนธีถาม
       เนตรนิภาโผล่หัวมาแก้ตัวอย่างกลัวๆ “ฉันพูดจริงนะ ไม่ได้แอ๊บ”
       พิแสงมองหน้าเนตรนิภา เนตรนิภารีบหลบกลับไปอยู่ที่เดิม
       พิสุทธิ์ แสงสุดา พิสินีย์ พิทยา พิสา และธรรมศักดิ์เดินเข้ามา
       “ตาใหญ่ รู้เรื่องเขมมิกแล้วใช่มั้ยลูก” แสงสุดาถาม
       พิแสงนิ่งไม่พูดอะไร
       “แล้วทำไมพี่ใหญ่ยังอยู่ตรงนี้ ทำไมไม่ไปหาเขมมิก” พิสินีย์ถาม
       “หรือพี่ใหญ่จะช็อกไปแล้ว เหมือนที่คุณพ่อกลัว” พิสาว่า
       “นั่นสิ” พิสุทธิ์เดินไปหาพิแสงแล้วจ้องตา “ตาใหญ่ บอกพ่อซิ พ่อชื่ออะไร”
       พิแสงนิ่ง
       “ตาใหญ่...แก...บ้าไปแล้วเหรอลูก พ่อมาไม่ทันใช่มั้ย”
       พิแสงโพล่งออกมา “จะให้ผมไปหาเขมมิกได้ยังไง ในเมื่อผมไม่รู้ว่าตอนนี้เขมมิกอยู่ที่ไหน!”
       ทุกคนหันไปมองเนตรนิภา
       เนตรนิภารีบบอก “คือ..ตอนคุยกับแม่เขม...ลืมถามค่ะ เพิ่งมานึกได้ตอนนี้เหมือนกันว่าทำไมไม่ถาม”
       เนตรนิภาหันไปมองธรรมศักดิ์ ทุกคนเลยมองตาม ธรรมศักดิ์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขมมิกอยู่ที่ไหน แต่ก็พยายามจะตอบคำถาม
       “ก็...ทำไมไม่โทรถามตอนนี้ล่ะครับ”
       ธรรมศักดิ์หันไปมองเนตรนิภา เนตรนิภาสะดุ้งแล้วรีบหยิบมือถือขึ้นมาจะกด ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกเข้าดังแทรกมาซะก่อน
       “เบอร์ใครอ่ะ ไม่รู้จัก” เนตรนิภาบอก
       “ก็ไม่ต้องรับ โทรหายัยเขมมิกก่อนเถอะน่า! เร็วๆสิ!” พิสาเร่ง
       เนตรนิภารีบตัดสายทิ้ง
      
       เขมมิกวางสายโทรศัพท์บ้านพักที่เขาใหญ่ ขนิษฐาที่อยู่ใกล้ๆถามขึ้น
       “โทรไม่ติดเหรอลูก”
       “ถูกตัดสายค่ะ เนตรคงยุ่งอยู่ เราก็ยุ่งซะจนไม่ได้บอกเนตรว่า...กลับมาเมืองไทยแล้ว”
       “ไม่โทรหาคุณพิแสงหน่อยเหรอลูก”
       “ไม่ดีกว่าค่ะ เขารับรู้ว่าเขมตายไปแล้วน่ะดีแล้ว แม่บอกเนตรหรือเปล่าคะว่าไม่ให้บอกคุณพิแสงเรื่องเขม”
       “บอกจ๊ะ...”
       เขมมิกยิ้มเศร้า ขนิษฐารู้ใจเขมมิกดีว่ายังไม่ลืมพิแสง
       “เขม....แม่ไม่อยากให้เขมกลัวการมีความรัก”
       “เขมไม่ได้กลัวนะแม่”
       “ฟังแม่นะเขม ทุกคนมีเส้นทางความรักของตัวเอง ความรักของเขมไม่จำเป็นต้องลงเอยเหมือนความรักของพ่อกับแม่ เขมต้องกล้า กล้าที่พบกับการอกหัก เจ็บปวดร้าวรานจนแทบทนไม่ได้ ไม่แน่นะ เขมอาจจะพบกับรักแท้ ที่เขมไม่เคยคิดว่าจะได้เจอ”
       เขมมิกน้ำตาซึม
       “สัญญากับแม่ได้ไหม ว่าเขมจะให้โอกาสตัวเองอีกครั้ง”
       “ค่ะ... เขมจะทำให้ดีที่สุด กับโอกาสครั้งที่สอง”
       เขมมิกให้สัญญาทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจว่าพิแสงจะยอมให้อภัยเธอ
      
        เนตรนิภากดวางสายแล้วหันมาบอกกับทุกคน
       “ไม่มีใครรับสายเลยค่ะ”
       พิแสงและทุกคนผิดหวัง
       “เราบุกไปอเมริกากันเลยมั้ยครับ ไปให้หมดนี่แหละ ไป!” หลอดจะเดินออกไป
       ชมพู่ดึงเสื้อหลอดเอาไว้ “ใครอนุญาตแกรึยัง! เงียบๆเลย!”
       ทุกคนรู้สึกสิ้นหวัง ทันใดนั้นเสียงมือถือเนตรนิภาดังขึ้นอีกรอบ
       “โทรมาอีกแล้ว...เบอร์ใครเนี่ย” เนตรนิภารับสาย “ฮัลโหล...” เนตรนิภาดีใจ “ไอ้เขม!”
       พิแสงแย่งมือถือเนตรนิภามาทันทีแต่ไม่พูดอะไร เขาฟัง ทุกคนเข้าไปรุมอย่างลุ้นๆ
       เขมมิกพูดโดยคิดว่าตัวเองกำลังคุยอยู่กับเนตรนิภา
       “เนตร...ฉันกลับมาเมืองไทยแล้วนะ ตอนนี้ฉันอยู่ที่เขาใหญ่ แกอยู่ที่ไหน ว่างมั้ย จะชวนมางานแต่งงาน”
       พิแสงตกใจ “เธอจะแต่งงานกับใคร เขมมิก!”
       เขมมิกตกใจ “คุณพิแสง!”
       “ฉันถามว่าเธอจะแต่งงานกับใคร!”
       เขมมิกอึกอัก “เอ่อ...”
       “ฉันจะไม่ยอมให้เธอแต่งงานกับใครทั้งนั้น!”
       พิแสงกดวางสายทันทีแล้วคืนมือถือให้กับเนตรนิภา ทุกคนตกใจไปกับพิแสงด้วย
       “คุณเขมจะแต่งงานเหรอวะ แต่งกับใคร คุณเนตร!” กนธีถาม
       “ฉันไม่รู้ บุรุษพยาบาลมั้ง คงไปเห็นใจกันตอนที่เขมมันพักรักษาตัวอ่ะ” เนตรนิภาเดาส่ง
       ทุกคนมองเนตรนิภาอย่างไม่พอใจ เนตรนิภาจ๋อย
       “เดาเล่นๆ แฮ่!!” เนตรนิภาว่า
       “ไอ้หลอด เตรียมรถ ฉันจะไปเขาใหญ่!” พิแสงสั่ง
      
       “ครับ นายหัว!!”

       พิแสงวิ่งออกไปทันที หลอดกับเสริมวิ่งตามไป
      
       ทุกคนอึ้งกันไปหมด แล้วพิสุทธิ์ก็ได้สติคนแรก
       “เอ้า ไหนๆมาให้กำลังใจกันแล้ว ก็ต้องตามไปเอาใจช่วยให้ถึงที่สุด!”
       “จากพัทลุงไปเขาใหญ่เนี่ยเหรอคะ” พิสาถาม
       “แค่นี้สิวๆ พ่อเคยตามไปง้อคุณแสงสุดามาแล้ว จากหาดใหญ่ไปเชียงราย ตีรถรวดเดียว”
       “มีคนขับให้หรอกย่ะ คุณนั่งอย่างเดียว มัวแต่โม้ ไปเร็วเข้า!” แสงสุดาเร่ง
       ทุกคนวิ่งออกไป
      
       เขมมิกยืนถือสายอึ้งๆ อยู่ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง นัยน์ตาของเธอเหมือนมีแผนร้ายอะไรบางอย่าง
       “ฮ่ะๆๆ ฮ่าๆๆ ถ้าฉันจะแต่งงานกับคนอื่น..คุณจะทำอะไรได้ หึหึหึ...ฮ่ะๆๆ”
      
       รถฟาร์มเพื่อนเกษตรวิ่งมาตามถนน พิแสงขับรถอย่างตั้งใจ ส่วนหลอดกับเสริมนั่งหลับไม่รู้เรื่อง หลอดนั่งหลับในมือของเขาถือแก้วน้ำ พิแสงยังขับรถอยู่และแปรงฟันไปด้วย พิแสงยื่นแปรงส่งไปทางข้างหลังเสริมยื่นมือมารับทั้งๆที่ตัวเองก็งัวเงีย พิแสงยื่นมือไปรับแก้วน้ำจากหลอดมาบ้วนปาก
       พิแสงกำลังเปลี่ยนเสื้อพลางขับรถอย่างยากลำบาก รถเอียง หลอดมาช่วยจับพวงมาลัยแทนพิแสงทันที รถของพิแสงแล่นมุ่งหน้าไปตามถนน เอียงบ้าง วูบบ้างเป็นระยะ
      
       งานแต่งงานแบบคริสต์จัด outdoor ที่เขาใหญ่ ซุ้มทำพิธีประดับดอกไม้อยู่ด้านใน บาทหลวงยืนรออยู่กับลุทซ์ที่อยู่ในชุดเจ้าบ่าว แขกไม่มากนักนั่งรออยู่ที่เก้าอี้หน้าซุ้มทำพิธี โต๊ะวางเค้กแต่งงานอยู่ที่มุมหนึ่งด้านหลัง บรรยากาศของงานเรียบง่ายแต่หรู ขนิษฐายืนคุยกับพ่อแม่ของลุทซ์
       “ดูเจ้าบ่าวตื่นเต้นมากเลยนะคะ มัม แด๊ด”
       พ่อแม่ของลุทซ์มองลูกชายอย่างอิ่มใจ ลุทซ์ปาดเหงื่อด้วยท่าทางตื่นเต้นแต่ก็มีความสุข เสียงเพลงดังขึ้นบอกว่าได้เวลาเจ้าสาวเข้าสู่พิธี ทุกคนหันไปมองข้างหลังเพื่อรอดูเจ้าสาว แต่คนที่วิ่งเข้ามาคือพิแสง หลอด และเสริม
       พิแสงตะโกนลั่น “ยังทำพิธีไม่ได้!!”
       ทุกคนตกใจ
       ขนิษฐาตกใจ “ว้าย! คุณพิแสง!”
       แม่ของลุทซ์งง “ใครคะ?”
       “เอ่อ...ไม่รู้จักดีกว่าค่ะ” ขนิษฐาบอก
       พิแสงเดินเข้าไปหาลุทซ์
       “นายเองเหรอ ที่เป็นเจ้าบ่าว”
       “ครับ ผมเอง”
       พิแสงต่อยหน้าลุทซ์ดังเปรี้ยง
       ทุกคนตกใจจนส่งเสียงฮือฮา
       “ฉันจะไม่ยอมให้คนที่ฉันรักแต่งงานกับนาย!” พิแสงบอก
       ลุทซ์รู้ว่าพิแสงเข้าใจผิด “คุณนี่มัน stupid!”
       พิแสงต่อยลุทซ์อีก แต่ลุทซ์หลบทันแล้วต่อยสวนพิแสงไป ทั้งสองคนฟัดกันจนคนแตกตื่นกันไปทั้งงาน ขนิษฐาเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งเข้าไปด้านใน
      
       เขมมิกกำลังเชียร์อัพเจ้าสาวที่กำลังตื่นเต้นกับการเข้าพิธีจนไม่กล้าออกไป โดยพ่อเจ้าสาวอยู่ด้วย
       “หายใจเข้า หายใจออก ไม่ต้องตื่นเต้นจ๊ะ น้องดาด้าคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลกที่ได้แต่งงานกับลุทซ์” เขมมิกบอก
       “ดาด้าตัดสินใจไม่ผิดนะคะ”
       “แน่นอนจ๊ะ เอาหัวพี่เขมเป็นประกันเลย”
       “ค่ะ ดาด้าพร้อมแล้วค่ะ”
       “ดีมาก ไป ลุทซ์และทุกคนรออยู่นะ”
       ขนิษฐาวิ่งเข้ามา
       “เขม แย่แล้ว!!”
       “อะไรแม่ มีเรื่องอะไร!!”
       ดาด้าตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง “ดาด้าจะแต่งงานดีมั้ยคะ พ่อ พี่เขม!!”
       “โอย!” เขมมิกตะคอกเจ้าสาว “รู้มั้ยมีผู้หญิงกี่ร้อยล้านคนในโลกรอคอยวินาทีนี้ วินาทีที่จะได้เข้าพิธีอันศักดิ์สิทธิ์กับเจ้าบ่าวซึ่งเป็นคนดีที่สุดในสามโลก เธอโชคดีมากแล้วนะ ยังจะกลัวอะไร กล้าหน่อยสิ”
       ดาด้ากับพ่ออึ้ง ขนิษฐาก็อึ้ง เขมมิกหันมาถาม
       “มีเรื่องอะไรเหรอแม่”
       ขนิษฐาตอบทั้งๆ ที่ยังอึ้งกับเขมมิกไม่หาย “คุณพิแสงมา...กำลังต่อยกับเจ้าบ่าวอยู่”
       เขมมิกตกใจ “หา!!”
       พิแสงและลุทซ์ปล้ำกันจนกลิ้งไปถึงมุมโต๊ะวางเค้ก หลอด เสริมจะห้ามก็กลัวเจอลูกหลง พิแสงขึ้นคร่อมได้ก็เงื้อหมัดจะต่อยลุทซ์
       เสียงเขมมิกดังขึ้น “หยุดนะ!!”
      
       พิแสงชะงักแล้วหันไปมอง



       เขมมิกยืนอยู่กับดาด้า ขนิษฐาและพ่อดาด้าเข้ามายืนข้างหลังตามด้วยพ่อแม่ลุทซ์ พิสุทธิ์ แสงสุดา กนธี เนตรนิภา ปริญญ์ ชมพู่ และธรรมศักดิ์ตามมาสมทบ ทุกคนต่างก็ตกใจ
      
       “เขมมิก” พิแสงตกใจ
       “คุณทำบ้าอะไรของคุณ คุณพิแสง” เขมมิกว่า
       พิแสงเห็นเขมมิกก็ตั้งสติได้ เขาพุ่งเข้าไปกอดเขมมิกเอาไว้ทันที
       “เขมมิก ฉันคิดถึงเธอ ฉันรักเธอ เธอต้องเป็นเจ้าสาวของฉันคนเดียวเท่านั้น!”
       เขมมิกอายจึงค่อยๆผลักพิแสงออกไป “แล้วเจ้าสาวที่ไหนแต่งตัวอย่างที่ฉันแต่ง มีตาหรือเปล่า”
       พิแสงมองชุดเขมมิก เขมมิกจับตัวดาด้ามา
       “นี่ต่างหาก เจ้าสาวของลุทซ์!”
       “ไม่ใช่เธอ?” พิแสงถาม
       “ดาด้าค่ะ”
       “แล้วทำไมไม่บอก”
       “ถามป่ะล่ะ!” เขมมิกย้อน
       พิแสงหน้าเสียเมื่อเห็นสายตาประณามของชาวบ้าน
       “Stupid งี่เง่าอย่างที่ผมว่าหรือเปล่าล่ะ” ลุทซ์ว่า
       พิแสงพยักหน้าแล้วยกมือไหว้ลุทซ์และทุกคนรอบงาน “ขอโทษครับ! ผมงี่เง่าเองครับ”
       พิแสงหันมาอีกทีเขมมิกก็หายไปแล้ว
       “อ้าว...หายไปไหนแล้วล่ะ”
       “เดินไปทางโน้น ให้แกไปตามง้อไง” กนธีบอก
       พิแสงเห็นหลังเขมมิกเดินไปทางโต๊ะวางเค้ก พิแสงรีบตามไป
       “เดี๋ยวก่อนเขมมิก!”
       พิแสงวิ่งตามเขมมิกแต่สะดุดเท้าตัวเองจนล้มหน้าคะมำ พิแสงค่อยๆ ล้มไปทางโต๊ะเค้ก เขมมิกตกใจ ทุกคนก็ตกใจ พิแสงกำลังจะล้มแต่เขมมิกฉวยมือข้างหนึ่งของพิแสงไว้ทัน
       “ขอบใจนะ” พิแสงกล่าว
       “ฉันจะไม่ยอมให้คุณทำลายเค้กแต่งงานของพี่ชายฉัน” เขมมิกบอก
       “งั้นคุณก็อย่าปล่อยมือผมนะ จับไว้ตลอดชีวิตเลยได้มั้ย” พิแสงถาม
       เขมมิกเขิน “ชิ ขอกันง่ายๆแบบนี้ คิดว่าจะให้กันง่ายๆหรือไง ไม่มีทาง!”
       เขมมิกลืมตัวจึงปล่อยมือแล้วผลักพิแสง พิแสงเสียหลัก ทุกคนกรี๊ดเพราะไม่อยากดูความพังพินาศ เดชะบุญ พิทยา หลอด เสริม กนธีและปริญญ์แบกโต๊ะเค้กหลบไปได้ทันอย่างหวุดหวิด พิแสงล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
       ทุกคนเห็นเค้กรอดพ้นอันตรายก็โล่งใจจึงพากันปรบมือเกรียว กนธี ปริญญ์ พิทยา หลอด และเสริม โค้งรับเสียงปรบมือ เนตรนิภาวิ่งเข้าไปหอมแก้มกนธีเป็นการให้รางวัล กนธีเหวอ พิสินีย์วิ่งแยกไปหอมแก้มพิทยา พิทยาหอมแก้มพิสินีย์ตอบ
       ชมพู่วิ่งเข้ามาจะหอมแก้มหลอดแต่เจอเบี่ยงหลบ ชมพู่จึงหันมาหาเสริมแต่ก็เจอผลักจนล้มหงาย
       ปริญญ์ยิ้มแต่ก็อยากมีใครมาแสดงความยินดี เขาเห็นธรรมศักดิ์ยืนยิ้มให้อยู่ ปริญญ์เหวอ ธรรมศักดิ์ขอเช็กแฮนด์ ปริญญ์โล่งอก
       เขมมิกฉุดมือพิแสงขึ้นมา พิแสงจับมือเขมมิกแน่นไม่ยอมปล่อย เขมมิกออกแรงดึงก็ไม่ปล่อย
       “ฉันจะไม่ปล่อยมือเธออีก...” พิแสงบอก
       “แน่ใจนะ” เขมมิกถาม
       “ที่สุด” พิแสงตอบ
       เขมิกยิ้มให้กับพิแสงอย่างมีความสุข
      
       ลุทซ์และเจ้าสาวยืนทำพิธีต่อหน้าบาทหลวง ทุกคนในงานแสดงความชื่นชม เจ้าบ่าวเจ้าสาวสวมแหวนให้กันและกันและหอมแก้มกัน เขมมิกยกมือขึ้นจะปรบมือแต่ก็มีมือของพิแสงที่จับมือเธอไม่ยอมปล่อยยกตามขึ้นมาด้วย เขมมิกเลยต้องปรบมือในสภาพนั้น ขนิษฐาแอบปรายตามองเขมมิกกับพิแสง เขมมิกหันมามองแล้วยักคิ้วให้ขนิษฐา ขนิษฐายักคิ้วตอบ
       กนธีเหล่มองเนตรนิภาที่ปรบมือมองเจ้าบ่าวเจ้าสาวอย่างชื่นชม เนตรนิภาเหล่ตอบกนธี กนธียกนิ้วก้อยให้เนตรนิภา เนตรนิภาค่อยๆคลายฟอร์มแล้วยกนิ้วก้อยมาเกี่ยวกับกนธี แล้วสองหนุ่มสาวก็ยิ้มเขิน
       พิสินีย์และพิทยาหันมายิ้มให้กัน ทั้งสองคนจับมือกันแนบแน่น
       แสงสุดาและพิสุทธิ์ยืนมองคู่ของพิแสง-เขมมิก และ พิสินีย์-พิทยาอย่างมีความสุข ชมพู่ร้องไห้ซาบซึ้ง พิสาเซ็งแต่ก็ส่งกระดาษทิชชู่ให้ ชมพู่จะเข้าไปซบปริญญ์ แต่ปริญญ์กระเถิบหนี ชมพู่วืด
       ดาด้าเตรียมโยนดอกไม้ สาวๆ มารอรับ พิสา เนตรนิภา และชมพู่ดูตั้งใจมากกว่าใครว่าต้องเอาให้ได้
       เขมมิกยืนอยู่กับพิแสง พิสินีย์เข้ามาจับมือของเขมมิก เขมมิกอึ้งก่อนจะยิ้มตอบ พิสินีย์พาเขมมิกไปส่งที่กลางวงสาวๆ พิสาแอบค้อนเขมมิกแต่ก็ฝืนยิ้มให้
       ดาด้าโยนดอกไม้ ดอกไม้ลอยคว้างกลางอากาศ สาวๆทุกคนแหงนมองช่อดอกไม้ พิแสงยืนมองเขมมิกด้วยความรัก ดอกไม้ตกลงในมือของคนๆหนึ่ง
      
       ชมพู่เป็นคนได้รับช่อดอกไม้ สาวๆ ปรบมือให้ ยกเว้นพิสาที่เซ็งจัด ชมพู่หันไปมองปริญญ์ หลอด เสริมและหนุ่มๆ ถึงกับวงแตก ทุกคนเดินหนีชมพู่หมด



       พิสุทธิ์ แสงสุดา พิสินีย์ พิทยาปลอบใจพิสา พิแสงเดินมาจูงมือเขมมิกแล้วพาเดินไปด้วยกันขนิษฐามองพิแสงและเขมมิกจูงมือไปด้วยกันอย่างมีความสุข
      
       พิสุทธิ์และแสงสุดาเดินเข้ามาหาขนิษฐา ทั้งสามคนยิ้มให้กันก่อนจะมองตามพิแสงและเขมมิกไป
       พิแสงจับมือเขมมิกเดินมาตามทาง
       “รู้ได้ไง ว่าฉันอยู่ที่นี่” เขมมิกถาม
       “ก็โทรกลับมาที่เบอร์ที่คุณใช้โทรเข้ามือถือคุณเนตร” พิแสงบอก
       “แล้วคิดไงถึงตามฉันมา”
       “คิดอยู่อย่างเดียว จะต่อยหน้าผู้ชายที่แย่งแฟนฉันให้ฟันร่วงสักสองซี่”
       “ใครแฟนคุณ”
       “ไม่ใช่สิ...ว่าที่ภรรยาต่างหาก”
       “ไม่โกรธฉันแล้วเหรอ ให้อภัยที่ฉันทำกับคุณได้แล้วเหรอ”
       “ฉันขอโทษ ที่ฉันทิฐิ จนเกือบจะเสียเธอไปจริงๆ ตอนที่ฉันได้ข่าวเธอเครื่องบินตกและเสียชีวิต ฉันภาวนาทุกคืนขอให้เป็นเพียงแค่ความฝัน เพื่อที่จะตื่นมาแล้วไปหาเธอ บอกว่าฉันรักเธอ จะไม่โกรธ จะให้
       อภัย....พระท่านคงเห็นใจ....วันนี้ฉันถึงได้พบเธออีกครั้ง”
       “ฉันยอมรับว่าฉันเคยทำผิด และได้รับผลของการกระทำนั้น ฉันต้องร้องไห้ เสียใจ เกือบเอาตัวไม่รอด” เขมมิกบอก
       “เธอและฉันต่างเคยทำผิดพลาด เราสองคนต่างต้องการโอกาสที่จะแก้ตัวทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อคนที่เรารัก และเมื่อได้โอกาสนั้นแล้วเราจะทำให้ดีที่สุด”
       “ฉันสัญญาค่ะ ฉันจะทำให้ดีที่สุด”
       พิแสงยกมือเขมมิกขึ้นมาจูบ “ฉันก็สัญญา”
       พิแสงคุกเข่าลงตรงหน้าเขมมิก
       เขมมิกตอบทันที “เยสค่ะ!”
       “ยังไม่ได้ขอ!”
       “คุณขออะไร ฉันก็เยสทั้งนั้นแหละ”
       “ขอเธอไปเป็นนายแม่ที่ฟาร์มเพื่อนเกษตรได้มั้ย หมูทุกตัวที่นั่นรอเธออยู่”
       “นี่เป็นการขอแต่งงานที่เถื่อนที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา..แทนที่จะขอไปเป็นภรรยาสวยๆ ดั้น!!!! ขอให้ไปเลี้ยงหมู”
       “เขมมิก...จะเยสหรือไม่เยส”
       “ไม่เยสได้หรือไง ก็ต้องเยสสิ เยสๆๆ”
       พิแสงหมั่นไส้จึงอุ้มเขมมิกขึ้นมา
       “ว้าย ทำอะไร!”
       “โชว์พลัง...ว่าฉันแข็งแรง ปั๊มลูกแข่งกับไอ้ทีเด็ดสบาย!”
       “วางลงเลย! วางลงเลย!”
       “ไม่วาง!”
       เขมมิกกับพิแสงหยอกล้อกัน
       2พิสุทธิ์กับแสงสุดายืนมองพิแสงและเขมมิกอย่างชื่นใจ พิสาเดินหน้าง้ำเข้ามาหา พิทยาจูงมือพิสินีย์เดินเข้ามาด้วย
       “พี่พีทโกหก ก็ช่วยให้คนดีกันแล้ว แต่ทำไมน้องเล็กถึงไม่ได้ช่อดอกไม้”
       “ไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าจะไม่เจอความรัก นี่อาจจะเป็นปริศนาธรรม บอกว่าถ้าอยากเจอความรักที่ดี เราต้องอดทน อย่าใจร้อน” พิสินีย์บอก
       “เมื่อเจอแล้ว เราอาจจะต้องฝ่าฟันกับบททดสอบอีกไม่รู้เท่าไหร่ ที่เราจะต้องเอาชนะให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่า...เราคู่ควรกับมัน” พิทยาพูดต่อ
       พิทยาสบตากับพิสินีย์ ทั้งสองคนยิ้มให้กำลังใจกัน
       “อย่างตาใหญ่กับเขมมิก...ถ้าตาใหญ่ไม่ลดทิฐิลง ก็จะไม่มีวันเข้าใจว่าคนเราทำผิดพลาดกันได้ และยอมให้อภัยเขมมิกในที่สุด” พิสุทธิ์บอก
       “ความสุขก็กลับคืนมาสู่ครอบครัวเราอีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยให้เมฆหมอกแห่งอคติและทิฐิเข้ามาบดบังสายตา เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาดและจะต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่จะทำให้ความรักของเราแข็งแรงก็คือ ความเข้าใจและการให้อภัย” แสงสุดาสรุป
       ทุกคนเห็นด้วยกับแสงสุดา พิสุทธิ์จับมือแสงสุดาและพิสาเอาไว้ ทั้งหมดมองไปที่พิแสงและเขมมิกอย่างสุขใจ
       พิแสงยอมวางเขมมิก
       “ไม่ไหวแล้วล่ะ นี่มันหมูตัวแม่ชัดๆ!” พิแสงทำเป็นบ่น
       “เอ๊า ไม่รู้เหรอ ไม่ว่าฉันจะทำอะไร ฉันต้องเป็นตัวแม่! ก็ถูกแล้วไง จะไปเป็นแม่ของหมูคุณนี่”
       “ยอม!”
       พิแสงยิ้มอย่างเอ็นดูเขมมิกก่อนจะจับมือเขมมิกจูงเดินออกไป
       “ตอนนั้น ที่เธอบอกว่าฉันเป็นรักแท้ของเธอ...จริงหรือเปล่า” พิแสงถาม
       “จริงเสมอ...จากใจ...สุดๆอ่ะ” เขมมิกบอก
       “งั้นพูดให้ฟังอีกครั้งได้มั้ย....”
       “พูดอะไรล่ะ”
       “ฉันเป็นรักแท้ของเธอหรือเปล่า”
       “คุณคือรักแท้ของฉัน ที่ฉันเคยคิดว่าจะมีอยู่แค่ในนิยาย”
       พิแสงและเขมมิกหยุดเดินแล้วหันมามองจ้องกัน
       “แต่คุณมีอยู่จริง...คุณคือคนที่ฉันคิดถึงทุกลมหายใจ คือคนที่ฉันเสียสละให้ได้ทุกอย่างแม้แต่ชีวิต แม้จะแลกมาซึ่งความเจ็บปวด คือคนที่ฉันอยากจะใช้ชีวิตและแก่เฒ่าไปด้วยกัน และจะยังกุมมือคุณไว้จนลมหายใจสุดท้าย”
       “เขมมิก....ฉันรักเธอ”
       “คุณพิแสง...ฉันรักคุณ”
       “ผู้หญิงค่อนโลกจะต้องอิจฉาเธอที่ได้เป็นนายแม่ฟาร์มหมูของฉัน หึหึ”
       พิแสงคุย เขมมิกเย้าเสียงสูง “หรา!!”
       พิแสงและเขมมิกสวมกอดกันอย่างมีความสุขที่ได้เจอรักแท้ที่เฝ้ารอมานาน


     จบบริบูรณ์      
กลับไปยังรายบอร์ด