กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 5] แผนรักแผนร้าย



แผนรักแผนร้าย

ออกอากาศ : ทุกคืนวันพุธ-พฤหัส 20.10 - 21.40 น. ช่อง 5      
บทประพันธ์โดย : ไอริณ
บทโทรทัศน์โดย : ทีมเอ็กแซ็กท์
กำกับการแสดงโดย : สันต์ ศรีแก้วหล่อ, วรวิทย์ ขัตติยโยธิน
แนวละคร : เมโลดราม่า - โรแมนติก
ผลิตโดย : บริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด

รายชื่อนักแสดง

       ยุทธนา เปื้องกลาง รับบทเป็น อิศร
       ลัลณ์ลลิน เตจะสา เวศซ์ รับบทเป็น กอหญ้า
       มนชนก แสงฉายเพียงเพ็ญ รับบทเป็น พเยีย
       ธนณัฏฐ์ รวงงาม รับบทเป็น ชิษณุพงศ์
       ปิยธิดา วรมุกสิก รับบทเป็น นภดารา
       นิรุตติ์ ศิริจรรยา รับบทเป็น นภัสรพี
       สุภาภรณ์ คำนวณศิลป์ รับบทเป็น นภาจรี
       หทัยภัทร สมรรถวิทยาเวช รับบทเป็น แตง
       พิศมัย วิไลศักดิ์ รับบทเป็น แม่ชื่น
       ศตวรรษ ดุลยวิจิตร รับบทเป็น อรรถ
       ปนัดดา วงศ์ผู้ดี รับบทเป็น สกุณา
       กิตติพงศ์ ตันติชินานนท์ รับบทเป็น นพดล
       ประสาท ทองอร่าม รับบทเป็น ลุงเติม
       กรวิชญ์ สูงกิจบูลย์ รับบทเป็น สุบรรณ
       วาโย อัศวรุ่งเรือง รับบทเป็น หมอวิชาญ
       ภุชงค์ โยธาพิทักษ์ รับบทเป็น เจ้าแสงโชติ
       ภัทรา ทิวานนท์ รับบทเป็น เจ้ามะลุลี
      
เรื่องย่อ ละครแผนรักแผนร้าย



       ม.ล.นภดารา (ปิยธิดา วรมุกสิก) ธิดาสาวคนเดียวของ ม.ร.ว.นภัสรพี ศิวาวงศ์ (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) ลักลอบมีความ สัมพันธ์กับชายหนุ่มต่ำศักดิ์จนเกิดตั้งครรภ์ เธอถูกคุณชายนภัสรพีผู้เป็นบิดา ส่งตัวไปอยู่เชียงใหม่เพื่อให้พ้นจากเสียงครหา แต่โชคร้ายในคืนที่นภดาราคลอดลูกได้เกิดไฟไหม้ที่โรงพยาบาล ลูกสาวของเธอหายสาบสูญไป นภดาราตรอมใจจนล้มป่วยลงตั้งแต่บัดนั้น
      
       18 ปี ต่อมา...นภดาราอาการทรุดหนัก คุณชายนภัสรพีสงสารลูกจึงให้ ปราบ (ทนงศักดิ์ ศุภการ) ทนายคนสนิทไปหาเด็กหญิงกำพร้ามาอุปโลกน์เป็นลูกสาวของนภดารา โดยเธอบอกว่าได้ให้ล็อคเก็ตประจำตระกูลและแหวนเพชรรูปดาวติดตัวลูกสาวไว้ด้วย นภัสรพีจึงสั่งทำล็อคเก็ตอันใหม่ให้ปราบนำติดตัวไป ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในเชียงใหม่ ปราบได้พบกับ กอหญ้า (เฌอเบลล์-ลัลณ์ลลิน เตจะสา เวศซ์) เด็กสาวที่มีทั้งล็อคเก็ตและแหวนรูปดาว คุณแม่ยุพา (สุกานดา บุณยธรรมิก) บอกว่าพบกอหญ้าถูกทิ้งไว้หน้าโบสถ์เมื่อ 18 ปีก่อนพร้อมของสองสิ่งนี้ ปราบจึงบอกความจริงกับกอหญ้าว่าเธอคือทายาทของตระกูลศิวาวงศ์อันมั่งคั่ง
      
       กอหญ้าเดินทางกลับไปกรุงเทพฯ พร้อมคุณแม่ยุพาและปราบ โดยมี พเยีย (โม-มนชนก แสงฉายเพียงเพ็ญ) เพื่อนเด็กกำพร้าที่มีนิสัยทะเยอทะยานขอติดรถไปด้วย แต่ระหว่างทางรถเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำ พเยียฟื้นขึ้นมาเห็นปราบกับคุณแม่ยุพาเสียชีวิต ส่วนกอหญ้าบาดเจ็บสาหัส ด้วยความโลภพเยียจึงเอาไม้ฟาดกอหญ้าจนคิดว่าตายแล้ว แล้วนำเอาล็อคเก็ตไปแสดงตัวกับนภดาราอ้างว่าตนคือลูกสาว นภดาราดีใจมาก มีเพียง ม.ร.ว.นภาจรี (สุภาภรณ์ คำนวณศิลป์) น้องสาวของนภัสรพีและ แม่ชื่น (พิศมัย วิไลศักดิ์) พี่เลี้ยงของนภดาราที่ไม่ไว้ใจพเยีย
       ฝ่ายกอหญ้าถูกช่วยชีวิตไว้โดย อิศร (ตูมตาม-ยุทธนา เปื้องกลาง) หนุ่มอารมณ์ร้อนที่เคยทะเลาะกับเธอตอนอยู่ที่เชียงใหม่ เมื่อกอหญ้าฟื้นขึ้นมาความจำเสื่อม อิศรจึงหลอกกอหญ้าว่าเธอคือคนรักของเขา โดยมี สุบรรณ (จูเนียร์-กรวิชญ์ สูงกิจบูลย์) และ หมอวิชาญ (เก่ง-วาโย อัศวรุ่งเรือง) เพื่อนรักให้ความร่วมมือ
      
       อิศรพากอหญ้าไปอยู่ที่บ้านเพื่อประชด อรรถ (ศตวรรษ ดุลยวิจิตร) พ่อของเขาที่เอา สกุณา(ปนัดดา วงศ์ผู้ดี) เมียน้อยที่เขาเกลียดชังเข้ามาอยู่ร่วมชายคาด้วย
      
       ในขณะเดียวกัน ชิษณุพงศ์ (สิงโต-ธนณัฏฐ์ รวงงาม) ลูกชายของ เจ้าแสงโชติ (ภุชงค์ โยธาพิทักษ์) และ เจ้ามลุลี (ภัทรา ทิวานนท์) คหบดีชาวเชียงใหม่ ก็กำลังตามหาตัวกอหญ้า เพราะกอหญ้าคือคนที่คอยดูแลตนตอนที่ประสบอุบัติเหตุจนตาบอดชั่วคราว ทำให้เขาหลงรักกอหญ้าทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้า เมื่อชิษณุพงษ์ผ่าตัดตาจนสามารถมองเห็นได้อีกครั้ง จึงออกตามหากอหญ้าโดยมี แตง (หทัยภัทร สมรรถวิทยาเวช) หลานสาวจอมซนของ ลุงเติม (ประสาท ทองอร่าม) คนสนิทของตนเป็นผู้ช่วย
      
       ในงานเลี้ยงเปิดตัว พเยีย ศิวาวงศ์ ทายาทคนใหม่ของวังศิวาลัย อิศรที่เป็นเพื่อนบ้านพากอหญ้าไปร่วมงานด้วย ส่วนชิษณุพงษ์ก็ไปในฐานะญาติสนิท พเยียเห็นกอหญ้าก็ตกใจแทบสิ้นสติ เช่นเดียวกับชิษณุพงษ์ที่จำเสียงทั้งกอหญ้าและพเยียได้ แต่ทั้งสองต่างอ้างว่าจำเขาไม่ได้ ชิษณุพงษ์จึงพยายามสืบหาความจริง แต่อิศรไม่ไว้ใจชิษณุพงษ์จึงคอยขัดขวาง
      
       ส่วนพเยียกลัวว่ากอหญ้าจะกลับมาทวงทุกสิ่งทุกอย่างคืน จึงจ้างให้ นภดล (กิตติพงศ์ ตันติชินานนท์) คู่ขาเก่าช่วยกำจัดกอหญ้า แต่กลับทำให้นภาจรีจับได้ว่าเธอเป็นทายาทตัวปลอม พเยียจึงจัดการปิดปากนภาจรีและแม่ชื่น
      
       ชิษณุพงษ์สืบจนรู้ว่ากอหญ้าความจำเสื่อม และพเยียแอบอ้างเป็นทายาทวังศิวาลัย และนำเรื่องดังกล่าวแจ้งแก่คุณชายนภัสรพีและนภนภา นภัสรพียื่นข้อเสนอโดยให้เงินกับพเยียเพื่อต้องให้เรื่องสงบ แต่พเยียกลับจับตัวกอหญ้าไป แล้วขู่นภัสรพีให้ทำพินัยกรรมยกทุกอย่างให้ตน นภัสรพียอมตกลง แต่ด้วยความหวาดระแวงนพดลกลับฆ่าคุณชายนภัสรพีตาย พเยียจึงต้องต่อรองกับนภดาราใหม่ นภดาราเสี่ยงชีวิตไปช่วยกอหญ้าจนถูกพเยียจับตัวไว้หวังจะฆ่าทั้งคู่ อิศรกับชิษณุพงษ์ที่รู้เรื่องจึงรีบตามไปช่วย
      
       สุดท้ายแล้วทั้งสองหนุ่มจะสามารถช่วยกอหญ้าจากเงื้อมือพเยียได้หรือไม่? อย่างไร? และระหว่าง อิศร กับ ชิษณุพงษ์ ใครจะได้หัวใจของกอหญ้าไปครอง? ติดตามชมและร่วมลุ้นได้ในละคร “แผนรักแผนร้าย”

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครแผนรักแผนร้าย

ที่มา :

ตอนที่ 1

ตอนที่ 1
      
       “โรงพยาบาลแม่ออน ปี พ.ศ. 2536”
      
       ช่วงเวลาตอนกลางคืนของวันนั้น เสียงฝนฟ้าคะนอง ลมพายุโหมพัดกระหน่ำอย่างเกรี้ยวกราด จู่ๆ สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงที่หม้อแปลงไฟฟ้าที่โรงพยาบาลแม่ออน โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งหนึ่งในชนบทของเชียงใหม่ ตอนกลางคืน ไฟดับพรึ่บ
       พริบตานั้นเปลวไฟกำลังโหมไหม้โรงพยาบาล เห็นแสงไฟ ควันโขมง เกิดความวุ่นวายในการเคลื่อนย้ายคนไข้ออก มาจากอาคารโรงพยาบาล คนไข้อื่นๆ พยาบาล เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงวิ่งวุ่น
       สักครู่หนึ่งเห็นพยาบาลช่วยกันเข็นเตียงคนไข้มาตามทางเดิน บ้างประคองคนไข้ออกจากตัวอาคาร หญิงสาวชื่อ นภดารา (นบ-พะ-ดา-รา) อยู่ในชุดคนไข้ ท่าทางตื่นตกใจ พยายามเดินมาอย่างทุลักทุเลฝ่าความวุ่นวายจะไปที่แผนกเด็กอ่อน พยาบาลคนหนึ่งรีบเข้ามาดึงไว้
       “จะไปไหนคะ คุณ เราต้องรีบออกไปจากที่นี่แล้วนะคะ”
       นภดาราบอกละล่ำละลัก “ลูกฉันค่ะ ลูกฉันอยู่ที่ห้องเด็กอ่อน ฉันจะไปหาลูก”
       “ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ เราย้ายเด็กอ่อนออกไปเรียบร้อยแล้ว รีบไปก่อนเถอะค่ะ ไฟไหม้ลามใหญ่แล้ว”
       นภดาราพยายามขืนตัว ดิ้นรนจะไปที่ห้องเด็กอ่อนให้ได้ พยาบาลรั้งตัวไว้
       “แต่ลูกดิฉัน...”
       พยาบาลท่าทีร้อนรนมากขึ้น “ไปเถอะนะคะ ไม่ต้องห่วงเด็กๆ ค่ะ ทุกคนปลอดภัย เราช่วยออกมาหมดแล้ว”
       พยาบาลรีบพาตัวนภดาราออกไป
      
       ที่อีกมุมหนึ่ง ด้านนอกตึก เห็นนางพยาบาลและเจ้าหน้าที่ช่วยกันเข็นเปลเด็กอ่อนมาเต็มไปหมด ในความสับสนวุ่นวาย เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเข็นเปลเด็กเข้ามาใหม่ 1 เปล แล้วรีบผละไป เปลนั้นไปกระแทกเปลที่อยู่ริมสุดอันหนึ่งให้เลื่อนออก
       เปลแบบที่มีล้อเลื่อนนั้นขยับ ไหลลงไปตามทางที่ราบ ทารกน้อยในเปลนอนตาแป๋ว ไม่รู้เรื่องร้าย ที่คอของทารกคนนั้นมีสร้อยห้อยล็อกเก็ตกับแหวนของนภดาราห้อยอยู่
       เปลนั้นเลื่อนไหลห่างออกไป ไปจนสุดขอบสนาม และไปติดอยู่ที่คันปูนเตี้ยๆ เบื้องล่างคือแม่น้ำ รถเข็นเปลคันนั้นเอียงโยกเยกๆ ครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ หล่นลงไปในแม่น้ำ ท่ามกลางสายฝนที่ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา
      
       “วังศิวาลัย ปัจจุบัน”
       ยินเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังโหยหวนขึ้นมาจากห้องนอนของหม่อมหลวงนภดารา ศิวาวงศ์
       “ไม่...ไม่...”
       วังศิวาลัย เป็นตัวอาคารรูปทรงยุโรป หรูหราสง่างาม ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณอันกว้างขวาง ร่มรื่น
       ที่หน้าต่างที่เปิดอยู่ มีม่านสีขาวปลิวไสว อันเป็นที่มาของเสียง ในห้องนอนที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ราวกับห้องของเจ้าหญิงในนิทาน หม่อมหลวง นภดารา (อ่านว่า นบ-พะ-ดา-รา) สวมชุดเสื้อคลุมอยู่กับบ้านสวยงาม กำลังกรีดร้องอยู่บนเตียง สองมือไขว่คว้า
       “ไม่ อย่า อย่า อย่าไป ยัยหนู ยัยหนูลูกแม่”
       แม่ชื่นแม่บ้านหญิงชราในชุดซิ่นผ้าไหมสีเข้มเปิดประตู วิ่งเข้ามาประคองไว้
       “คุณดาราคะ คุณดารา”
       นภดาราสะดุ้งตื่น น้ำตาไหลอาบหน้า โผเข้ากอดแม่ชื่น
       “แม่ชื่น ฉันฝันเห็นยัยหนูอีกแล้ว”
       หญิงชราได้แต่ถอนใจ พูดไม่ออก
       นภดาราครวญคร่ำ “ฉันฝันเห็นแก แกร้องไห้ด้วย หรือว่าแกจะเป็นอะไร หรือว่าแกอาจจะ...” ท่าทีนภดาราเปลี่ยนเป็นเครียด หวาดกลัวขณะพูดประโยคต่อมา “หรือว่าวิญญาณของแกกลับมาหาฉัน”
       ชื่นปลอบใจ “มันเป็นแค่ความฝันนะคะ คุณดารา ไม่มีอะไร”
       “แล้วยัยหนูอยู่ไหน 18 ปีแล้ว เรายังหาแกไม่เจอ ไม่แน่ว่าแกอาจจะตายแล้วก็ได้…ยัยหนู ยัยหนูลูกแม่”
       นภดาราเกิดอาการเครียด มือเท้าเกร็งและหอบหายใจถี่กระชั้น เหมือนคนใกล้จะตาย
       “คุณขา” ชื่นตกใจที่เห็นนภดาราชัก “ว้าย คุณดารา”
       ชื่นเข้าไปประคอง พลางร้องตะโกน
       “ใครอยู่ข้างนอกบ้าง โทรตามหมอเดี๋ยวนี้ คุณดาราอาการกำเริบอีกแล้ว”
       **หมายเหตุ - หม่อมหลวงใช้คำนำหน้าว่า “คุณ”
      
       รถโรลส์รอยซ์คันใหญ่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง แล้วไปจอดลงที่ด้านหน้าตึกใหญ่ คนขับรถรีบลงมาจะเปิดประตู แต่ไม่ทัน หม่อมราชวงศ์นภัสรพี ศิวาวงศ์ ในชุดสูทเป็นทางการ เปิดประตูลงมาอย่างร้อนใจ เดินเร็วๆ เข้าไปในบ้าน เห็นแม่ชื่นกระวนกระวายรออยู่
       “แม่ชื่น นภดาราเป็นยังไงบ้าง” คุณชายนภัสรพีประมุขแห่งวังศิวาลัยถาม
       “ปลอดภัยแล้วค่ะ คุณชาย ตอนนี้อยู่กับคุณหญิงนภาในห้อง”
      
       นภัสรพีรีบเดินขึ้นชั้นบนไป ร้อนใจ แต่ยังมีมาด ไม่ลนลาน
      
       นภดารานอนแบบอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาว่างเปล่ายังมีน้ำตาคลอเล็กน้อย ลมหายใจรวยริน อ่อนแรงเหมือนคนกำลังจะสิ้นใจ หม่อมราชวงศ์หญิงนภาจรี อาหญิงของเธอนั่งอยู่บนเตียง ดูอาการอย่างห่วงใย
       นภาจรีพึมพำเบาๆ น้ำตาคลอ “หลานดารา เวรกรรมอะไรอย่างนี้”
       นภัสรพีทรุดลงนั่งที่ข้างเตียง
       “ดารา เป็นยังไงบ้างลูก”
       นภาจรีบอกหน้า “โรคเก่าน่ะค่ะ พี่ชาย คิดมากแล้วก็เลยเครียด คุณหมอให้ยาระงับประสาทแล้ว เดี๋ยวคงดีขึ้น”
       นภัสรพีมองนภดาราอย่างเวทนา นภดาราจับมือนภัสรพีเอาไว้พูดเสียงเศร้า
       “คุณพ่อขา ลูกทนรอต่อไปไม่ไหวแล้ว มันทรมานเหลือเกิน ลูกอยากตาย”
       นภดาราน้ำตาไหลรินออกมา แล้วตาก็ปิดตาลง หมดสติไปอีก นภัสรพีลูบศีรษะธิดาคนเดียวด้วยความสงสารและเวทนา
       “พ่อขอโทษนะ ดารา ที่ลูกต้องเป็นอย่างนี้ มันเป็นความผิดของพ่อเอง”
      
       นภัสรพีหน้าเศร้า ตกอยู่ในภวังค์เหตุการณ์ร้ายที่ยากจะลืมเลือนผุดขึ้นมาหลอกหลอน



       เมื่อ 19 ปีก่อน ในปีพ.ศ. 2536 เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นในวังศิวาลัย วันนั้นนภาจรีนั่งโอบนภดาราอยู่ที่เก้าอี้ นภดาราร้องไห้ตลอดเวลา ดูเป็นทุกข์ระคนกับหวาดกลัว นภัสรพีโกรธจัด
      
       “แล้วนี่จะทำยังไงต่อไป เสียแรงเป็นลูกชาติลูกตระกูล ทำอะไรไม่รู้จักยั้งคิดปล่อยให้ตัวเองท้องไม่มีพ่อ ใครรู้เข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
       นภาจรีปราม “ค่อยพูดค่อยจากันเถอะค่ะ พี่ชาย ในเมื่อมันพลาดไปแล้ว เราน่าจะมาช่วยกันแก้ปัญหา”
       นภัสรพีมองตาเขียว นภาจรีหงอ
       “แก้ยังไง ถ้าไอ้เจ้ากานต์มันยังอยู่ พี่ยังจะยอมทำใจยกลูกสาวคนเดียวให้เด็กในบ้าน แต่นี่มันก็มาชิงรถคว่ำตายไปซะก่อน แล้วเธอจะให้พี่ทำยังไง”
       นภาจรีอึ้ง ไม่มีคำตอบ
       “ลูกคิดดูแล้ว ลูกจะไปจากที่นี่ ไม่ทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลต้องเสียหาย” นภดาราเอ่ยขึ้น
       นภัสรพีเมินหน้าไป นภดาราก้มลงกราบ
       นภาจรีท้วง “พี่ชายคะ”
       นภัสรพีอดไม่ได้ หันมาพูดอย่างเย็นชา
       “หญิงนภา เธอพาดาราไปอยู่เงียบๆ ที่เชียงใหม่ก่อน คลอดแล้วจะเอายังไงก็ว่ากันอีกที”
      
       สองคนอยู่ในห้องทำงานนภัสรพีที่วังศิวาลัย คุณชายนภัสรพีดึงตัวเองกลับมา ถอนใจเฮือกใหญ่ ขณะเอ่ยกับผู้เป็นน้องสาว
       “ถ้าพี่ไม่ขับไสไล่ส่งลูกไป คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้”
       “คงเป็นเวรเป็นกรรมน่ะค่ะ ใครจะนึกว่าโรงพยาบาลจะไฟไหม้ แล้วใครจะนึก ว่ายัยหนูจะหายไป สงสารก็แต่หลานดารา 18 ปีที่ผ่านมาแกก็อยู่เหมือนซากที่หายใจได้ไปวันๆ อาการก็ทรุดหนักลงทุกทีๆ”
       “นภดาราเป็นลูกสาวคนเดียวของพี่ พี่ไม่ยอมให้ลูกเป็นอะไรไปแน่…เราต้องหาเด็กคนนั้นให้เจอ มันต้องมีวิธี”
       นภัสรพีพูดด้วยท่าทีจริงจัง ดวงตามุ่งมั่น เหมือนคนที่มีแผนอยู่ในใจแล้ว
      
       หลายวันต่อมา สำนักงานทนายความและนักสืบ ปราบ รักสันติ
       ในห้องทำงานที่ตกแต่งอย่างเคร่งขรึม หรูหราแต่ล้าสมัย ไม่มีคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เทคโนโลยี สิ่งที่ทันสมัยที่สุดคือโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่แบบโบราณ ที่ผนังมีตู้ที่มีหนังสือและตำรากฏหมายเรียงอยู่แน่นขนัด ปราบ รักสันติ ทนายความวัยเดียวกับนภัสรพี พูดอย่างนอบน้อม
       “คุณชายก็ทราบดี ว่าไว้ใจกระผมได้ทุกอย่าง”
       “ฉันรู้ ปราบ เรื่องนี้มันสำคัญ แล้วก็ละเอียดอ่อนมาก ฉันถึงขอร้องให้ปราบทำเรื่องนี้ด้วยตัวเอง”
       นภัสรพีหยิบถุงกำมะหยี่เล็กๆ ออกมา เทของที่อยู่ด้านในลงบนโต๊ะตรงหน้าปราบ มันคือสร้อยทองเส้นเล็กๆ ที่มีล็อกเก็ตรูปไข่สีทอง ลงยาเป็นตราประจำตระกูลศิวาวงศ์
       “ในวันก่อนที่เด็กคนนั้นจะหายไป นภดาราบอกว่า เธอได้สวมสร้อยที่มีล็อกเก็ตประจำตระกูลไว้ที่คอของเด็กคนนั้น พร้อมกับแหวนวงเล็กๆ ที่มีเพชรรูปดาว”
       ปราบมองดูล็อกเก็ตกับสร้อย ยังไม่เข้าใจ “แล้วนี่”
       “ฉันให้คนทำขึ้นมาใหม่” คุณชายสั่งปราบ “ฉันต้องการให้เธอเอาล็อกเก็ต ที่ฉันทำขึ้นมาใหม่นี้ ขึ้นไปที่เชียงใหม่ ไปหาเด็กผู้หญิงกำพร้ามาซักคน เลือกเอาคนที่นิสัยใจคอไว้ใจได้ แล้วพากลับลงมา ในฐานะ ลูกสาวของนภดารา!”
       ปราบได้ฟังก็ตกใจ
       “คุณชายครับ แต่ว่า…เด็กกำพร้าคนนั้น จะกลายเป็นหลานของคุณชายเป็นทายาทผู้สืบทอดราชสกุลศิวาวงศ์ .. มันจะไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอครับ”
       “เรื่องนั้นฉันหาทางออกเอาไว้แล้ว ปราบไม่ต้องห่วง”
       ปราบพยักหน้ารับ คว้าสร้อยกับล็อกเก็ตขึ้นมา แล้วนึกได้
       “คุณชายให้ผมมาแต่สร้อยกับล็อกเก็ต แล้วแหวนรูปดาวล่ะครับ”
       “แหวนวงนั้นเป็นของที่…” เหมือนคุณชายไม่อยากเอ่ยถึง “…พ่อของเด็ก ให้ไว้กับนภดาราฉันไม่เคยเห็น แหวนวงเล็กนิดเดียว เราอ้างว่าหายไปก็ได้ ถ้าเด็กนั่นเป็นเด็กดี ทำให้นภดาราเชื่อได้ว่านั่นคือลูกที่หายไปของเธอ แค่แหวนวงเดียว คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก รีบไปหาเด็กคนนั้นให้เจอดีกว่า”
      
       ตอนเช้าแสนสดใส โบสถ์แห่งนั้นเด่นสวย ตั้งตระหง่านอยู่บนเชิงเขา เช้านี้ยินเสียงเพลงประสานเสียงดังลอยลมออกมาพร้อมเสียงเปียโน
       ภายในโบสถ์มือเรียวพรมนิ้วลงบนคีย์อย่างชำนาญ ที่นิ้วมีแหวนรูปดาวสวมอยู่ ใบหน้าสดใสของกอหญ้า ที่กำลังดีดเปียโนอย่างแผ่งพริ้ว ตรงคอสวมสร้อยมีล็อกเก็ต เหมือนของนภัสรพี ใบหน้าสวยงามนั้นเปล่งประกายแห่งความสุข และความดีงามอย่างเห็นได้ชัด
       ห่างออกไปมีเด็กหญิงวัยตั้งแต่ 6-12 ปี ประมาณ 10 คนในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อย ยืนร้องเพลงประสานเสียงอยู่ พอถึงท่อนท้าย คอรัสลดเสียงลง กอหญ้าร้องเดี่ยวด้วยเสียงสดใสไพเราะ จนจบ
       คุณแม่วันเพ็ญ แม่ชีอายุประมาณ 4 5 ปี ยืนคุมอยู่ ปรบมือกราว
       “ดีมากจ้ะ กอหญ้า” วันเพ็ญหันไปบอกกับเด็กๆ “พวกเธอทุกคน ยอดเยี่ยมจริงๆ”
       “กอหญ้ากับน้องๆ ตั้งใจซ้อมเต็มที่เลยค่ะ ตั้งแต่คุณแม่บอกว่าท่านเจ้าของที่ดินจะมาเยี่ยมพวกเราที่นี่ กอหญ้าอยากให้ท่านประทับใจ” กอหญ้าว่า
       “ดีจ้ะ ครอบครัวของท่านให้ทางโบสถ์เช่าที่ดิน ทำสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้ามาหลายสิบปี ฉันอยากให้ท่านเห็นว่า ความเมตตาของท่านช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กๆ อย่างพวกเธอได้มากขนาดไหน”
       คุณแม่ยุพา แม่ชีอาวุโสที่เลี้ยงกอหญ้ามา วัยราว 50 ปี เดินเข้ามา หน้าตาอ่อนอกอ่อนใจ
       “กอหญ้า ซ้อมเสร็จแล้วใช่ไหมจ๊ะ”
       “ค่ะ คุณแม่ยุพามีอะไรเหรอคะ”
       “ก็พ่อชิษณุพงษ์น่ะซี อาละวาดใส่ลุงเติมอีกแล้ว” ยุพาว่า
       กอหญ้า        กึ่งขำ กึ่งหมั่นไส้ขณะพูด “อีกแล้วเหรอคะ”
      
       ที่หน้าเรือนพักของชิษณุพงษ์ ยามที่ชิษณุพงษ์ไม่ได้ใส่แว่น ดูท่าทางเหมือนคนปกติ ไม่มีใครรู้ว่าเขาตาบอด
       และในเวลานี้ชายหนุ่มกำลังโมโหอาละวาดขว้างข้าวของใส่ลุงเติม พี่เลี้ยงของชิษณุพงษ์ ลุงเติมหลบพัลวัน
       “ไปตามกอหญ้ามาให้ฉันเดี๋ยวนี้ ได้ยินมั้ย”
       “โอ้ยๆ หยุดเถอะครับคุณชิษณุ หนูกอหญ้าทำงานที่โบสถ์เสร็จ เค้าก็มาเองล่ะครับ”
       “แต่ฉันอยากเจอเค้าเดี๋ยวนี้! ถ้าลุงไม่ไปตามกอหญ้ามา ฉันก็จะไปหากอหญ้าเอง”
       ว่าพลางชิษณุพงษ์ลุกขึ้นเดินเปะปะไป ลุงเติมจะห้าม แต่ไม่ทัน ชิษณุพงษ์สะดุด แล้วเซจะล้ม
       กอหญ้าที่เข้ามาพอดี รับเอาไว้ ทั้งคู่เลยล้มไปด้วยกัน
       กอหญ้าร้อง “โอ๊ย”
       ชิษณุพงษ์จำเสียงได้ยิ้มดีใจ “กอหญ้า”
       กอหญ้า        ลุกขึ้นนั่ง กึ่งโกรธกึ่งขำ “ชิษณุพงษ์ คนบ้า เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ”
       ชิษณุพงษ์ย้อนขำๆ “กอหญ้า ยัยบ๊อง เธอพูดอย่างงี้กับคนตาบอดได้ยังไง ใจร้ายชะมัดเลย”
      
       กอหญ้าแลบลิ้น รู้สึกผิด มองชิษณุพงษ์ด้วยความเห็นใจ



       ไม่นานนักกอหญ้าขี่จักรยานให้ชิษณุพงษ์ซ้อน ขับขี่ไปตามถนนสายหนึ่งท่ามกลางบรรยากาศสวยงาม สองคนหน้าตาสดชื่น รับลมเย็น ในมือชิษณุพงษ์มีตะกร้าใส่ของกินสำหรับปิกนิก
      
       กอหญ้า        แกล้งบ่นเล่นๆ “เอาแต่ใจแบบนี้ มิน่าเล่า ใครถึงทนเธอไม่ไหว”
       ชิษณุพงษ์เหวี่ยงใส่ทันที “ก็ไม่ต้องมาทน ฉันไม่เห็นอยากเจอใคร นอกจากเธอ”
       “นี่ ฉันเป็นเด็กกำพร้านะ คุณแม่ที่โบสถ์เลี้ยงฉันมา ฉันต้องช่วยงานในโบสถ์เพื่อเป็นการตอบแทน จะมาดูแลเธออยู่ทั้งวันไม่ได้ เข้าใจป่ะ”
       ชิษณุพงษ์ตอบกวน “ไม่เข้าใจ”
       “อะไร แค่นี้ไม่เข้าใจ”
       “ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ และไม่เข้าใจ” ชิษณุพงษ์ว่า
       กอหญ้าหมั่นไส้หันมาตีตัว ชิษณุพงษ์หัวเราะ ตอบโต้ทั้งๆ ที่มองไม่เห็น นั่นเลยทำให้จักรยานโย้เย้ไปมา ทันใดนั้นมีเสียงแตรรถยนต์ไล่หลังมา ทั้งคู่ตกใจ จักรยานยิ่งเสียหลัก
       กอหญ้าร้อง “ว๊าย”
       ชิษณุพงษ์ตกใจ “กอหญ้า”
       จักรยานเสียหลักวิ่งทุลักทุเลลงข้างทาง กระติกน้ำและของปิคนิคในตะกร้าร่อนกระจาย ส่วนที่ด้านหลัง รถสปอร์ตเบรกกึก ขณะที่กอหญ้ากับชิษณุพงษ์กระเด็นหล่นไปคนละทิศละทาง
       ประตูรถสปอร์ตด้านคนขับถูกผลักพรวดเปิดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว อิศร ก้าวลงมา หน้าตาบอกชัดว่าเป็นคนเจ้าอารมณ์สุดๆ และกำลังอารมณ์บูดสุดๆ ด้วย อิศรพรวดลงไปจากรถ
       “ขี่รถยังไงวะ”
       กอหญ้าลุกพรวดจากพุ่มไม้ ตะกายพรวดๆ ไปทางถนน หน้าตาโมโหจัด
       “ขับรถยังไงวะ”
       ชิษณุพงษ์เป็นห่วง “กอหญ้า”
       “รออยู่นี่ก่อนนะชิษณุ ฉันจะไปจัดการอะไรหน่อย” กอหญ้าเดินพรวดไป หันมากำชับอย่างเป็นห่วง “อย่าไปไหนนะ”
       ชิษณุพงษ์รับคำ “ฮื่อ”
      
       ริมถนน ห่างจากที่รถล้ม อิศรพรวดเข้ามา ตามด้วยหน้ากอหญ้าพรวดเข้ามาอีกด้าน อิศรชะงักไปนิดเมื่อเห็นว่าเป็นผู้หญิงสวยสุดๆ กอหญ้าฉะไม่ยั้ง ยียวนกวนประสาทด้วยกันทั้งคู่
       “ขับรถยังไงไม่ระวังคน”
       “อ้าว แล้วเธอล่ะ ขี่จักรยานยังไงไม่ดูรถ นึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของถนนรึไง ระวังจะตายเป็นศพไม่มีญาติอยู่ข้างถนนหรอก” อิศรสวน
       “โอ้โห ลูกผู้ชายประสาอะไรเนี่ย ตัวเองผิดเห็นๆ ยังจะมีหน้ามาด่าคนอื่น”
       “ฉันผิดตรงไหน ตัวเธอน่ะแหละ ขี่จักรยานก๋าทำท่าเป็นเจ้าของถนน ฉันไม่ทับให้แบนติดถนนก็ดีเท่าไหร่แล้ว” อิศรต่อว่า
       กอหญ้า        สุดจะทน ด่าไม่ยั้ง “ไอ้บ้า ไอ้โรคจิต ไอ้ซาดิสต์ นี่คิดจะโยนความผิดให้ฉันใช่มั้ย ฝันไปเถอะถึงฉันจะเป็นคนบ้านนอก แต่ก็ไม่ได้โง่นะ คุณน่ะแหละผิด”
       อิศรยิ้มเยาะ ทำหน้ารู้ทัน
       “ฉันก็นึกอยู่แล้ว ขับรถเก๋งยังไงก็เสียเปรียบ เอาเป็นว่าฉันรับผิดชอบไปเลยก็แล้วกัน จะได้จบๆไป เอาเท่าไหร่ว่ามา ฉันจะรีบไป”
       กอหญ้าของขึ้น โกรธปรี๊ด “คนหน้าเงิน เอะอะก็จะเอาเงินฟาดหัว ที่รับน่ะจำนนด้วยหลักฐานน่ะสิ ไม่ใช่เพราะเป็นสุภาพบุรุษหรอก จะบอกให้นะ ถ้าฉันเรียกค่าเสียหายขึ้นมาจริงๆ กลัวจะไม่มีจ่ายน่ะซี้”
       อิศรมองกอหญ้าอย่างทึ่ง สนุกในการต่อปากต่อคำด้วยอย่างมาก
       “นี่ นึกแล้วไม่มีผิด ว่าแต่คนอื่นหน้าเงิน ที่แท้ตัวเองน่ะแหละ หน้าเงินตัวจริงฉันรู้แล้ว เธอวางแผนทำเป็นรถล้ม จะได้สร้างฉากเรียกเงินใช่มะ”
       “ฮึ้ยย์...ปากชั่ว”
       กอหญ้าเหลียวหา เจอก้อนหินขนาดเหมาะมือ หยิบมาเงื้อ
       อิศรยิ่งยั่ว “เอาสิ ถ้าขว้างล่ะก็ ฉันปล้ำแน่”
       เสียงชิษณุพงษ์ดังขึ้น “กอหญ้า”
       กอหญ้ากับอิศรหันไปมอง แล้วกอหญ้ารีบวิ่งไปตามเสียง ไม่สนใจอิศรอีกต่อไป
      
       ตรงบริเวณที่จักรยานล้ม ชิษณุพงษ์เดินสะเปะสะปะ ชนต้นไม้ ล้มลง กอหญ้าถลาเข้าไปหา อิศรตามมา ชะงัก เมื่อเห็นอาการของชิษณุพงษ์ รู้สึกผิดที่ขับรถชนคนตาบอด กอหญ้าประคองชิษณุพงษ์ให้ลุกขึ้นยืน ปัดเศษผงให้อย่างอ่อนโยนและอาทร
       “กอหญ้า หายไปไหน นานจัง” ชิษณุพงษ์ถาม
       “ก็ไปจัดการเรื่องรถล้มไง”
       อิศรเดินเข้ามาใกล้ แอบลอบมองการกระทำของกอหญ้าอย่างชื่นชม สีหน้าอ่อนลง
       ชิษณุพงษ์ได้ยินเสียงฝีเท้าอิศร “ใครน่ะ กอหญ้า”
       กอหญ้า        กัดทันที “เจ้าของรถสปอร์ตราคาหลายๆ ล้านที่เฉี่ยวจักรยานพังๆ ของเราจนตกถนนไง”
       ชิษณุพงษ์เดาเรื่องได้นึกขำ “เข้าใจละ กอหญ้าเลยมัวทะเลาะกับเขาอยู่นี่เอง”
       อิศรยิ้มชอบใจ แต่กอหญ้าค้อนอิศรแล้วจูงชิษณุพงษ์ออกเดินด้วยท่าทางที่แคร์มากให้ไปนั่งรอข้างจักรยาน
       อิศรเดินตามหลัง มองกอหญ้าอย่างอ่อนโยน กอหญ้าจัดที่นั่งให้ชิษณุพงษ์ แล้วหันมาเก็บข้าวของที่ตกกระจาย อิศรมองๆ แล้วเข้ามาช่วย ส่งของให้
       “อ่ะ ช่วย”
       กอหญ้า        แว้ดใส่เสียงเบาๆ “ไม่ต้องมายุ่ง”
       อิศรฉุน “เอ๊ะ เธอนี่ เดี๋ยวเหอะ”
       กอหญ้า        ลอยหน้า สวนเลย “ทำไม”
       อิศรจับไหล่กอหญ้าดึงเข้ามาจูบแก้มอย่างรวดเร็ว เป็นการสั่งสอน แล้วยักคิ้วอย่างยั่วเย้า
       กอหญ้า        โกรธจี๊ดขึ้นมา “ฮึ้ย” กำหมัดซัดอิศรทันที
       ทว่าอิศรจับมือกอหญ้าค้างไว้ พร้อมกับดึงจูบแก้มอีกที กอหญ้าปิดหน้าตัวเอง
       “อีตาบ้า”
       ชิษณุพงษ์นั่งไม่รู้เรื่องอยู่ที่จักรยานร้องเรียก
       “กอหญ้า”
       อิศรปล่อยกอหญ้า หัวเราะยั่ว แล้วเดินไปที่รถ กอหญ้ามองตามด้วยความแค้น หน้าตาเอาเรื่อง รีบเดินไปที่จักรยาน
       กอหญ้า        บอกชิษณุพงษ์ “นั่งดีๆ นะ”
       “กอหญ้า จะทำอะไรอีกน่ะ”
      
       อิศรกำลังก้าวขึ้นรถ ปิดประตู กอหญ้าปั่นจักรยานเร็วจี๋ผ่านรถอิศร ขว้างหินใส่ไฟหน้ารถแตก แล้วปั่นจักรยานฉิวไปเลย
       “เฮ้ย”
       อิศรรีบสตาร์ทรถ ขับตาม กอหญ้าหักจักรยานลงข้างทางที่เป็นทางเล็กๆ รถยนต์ลงมาไม่ได้ อิศรโมโหสุดๆ กดแตร เปิดกระจกตะโกนด่า
      
       “ระวังตัวให้ดีนะยัยกอหญ้า ถ้าเจอกันคราวหน้า เธอโดนหนักกว่านี้แน่”

      
       ภายในโบสถ์ เห็นขาเรียวยาวของเด็กสาวคนหนึ่งย่องเข้ามาท่าทีลับๆ ล่อๆ ที่แท้เป็นพเยีย ซึ่งแต่งหน้าแต่งตัวสวยเปรี้ยว มองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นปลอดคน จึงค่อยๆ ย่องออกมา พยายามขโมยเงินจากตู้บริจาค แต่บังเอิญมีเสียงคนเดินมา พเยียรีบวางมือท่าทีขัดใจ
      
       เป็นคุณแม่ยุพาที่ยืนมองพเยียหัวจรดเท้าอยู่
       “พเยีย” มองดูการแต่งตัว “แต่งตัวแบบนี้ จะไปข้างนอกอีกล่ะซี”
       พเยียถอนใจ ท่าทางเซ็งและรำคาญ
       “ค่ะ ก็วันนี้วันหยุดนี่คะ คุณแม่”
       “เธอเองก็เป็นเด็กกำพร้า อาศัยอยู่ที่นี่ อยู่ว่างๆ ไม่คิดจะช่วยงานทางโบสถ์บ้างเลยหรือยังไง”
       “จะให้ทำอะไรล่ะคะ แค่ขยับตัวก็ผิดแล้ว พเยียไม่ใช่กอหญ้านี่ ทำอะไรก็ถูก ก็ดีไปซะหมด” พเยียตัดบท “หมดเรื่องแล้วใช่มั้ยคะ พเยียจะได้ไป”
       “เดี๋ยวก่อน พเยียช่วยไปตามกอหญ้าให้หน่อยเถอะจ้ะ บอกให้ไปพบฉันที่ห้องทำงาน”
       “ค่ะ ค่ะ”
       พเยียรับคำอย่างเซ็งๆ รีบปลีกตัวออกมาโดยเร็ว
      
       มองจากตรงป้ายสถานสงเคราะห์เด็กหญิง เห็นกอหญ้าขี่จักรยานผ่านป้าย เข้ามาจอดหน้าเรือนไม้เก่าๆ หน้าตาผ่องใสเป็นปกติ พเยียเห็นกอหญ้า ท่าทางดีใจ รีบเข้าไปหาทันที
       “กอหญ้า เจอก็ดีแล้ว ยืมเงินสองร้อยสิ จะไปในเมือง”
       กอหญ้าหยิบเงินออกจากกระเป๋ากางเกง มีแบงค์ร้อย 1 ใบ แบงค์ยี่สิบ 2 ใบ กอหญ้ามองดูลังเล
       “ทั้งเนื้อทั้งตัวเรามีแค่นี้เอง เงินพิเศษยังไม่ออกเลย”
       พเยียดึงแบงค์ร้อยมา ยิ้มประจบ “ร้อยนึงก็ยังดี” กอหญ้าเหวอ “ขอบใจนะ”
       พเยียรีบวิ่งออกไป แล้วนึกขึ้นได้ หันมาบอกกอหญ้าที่ยืนงงอยู่
       “อ้อ ลืมบอกไป คุณแม่ยุพาให้เธอไปหาแน่ะ”
       พเยียวิ่งออกไปอย่างร่าเริง กอหญ้าถอนใจ ปลงและชิน
      
       กอหญ้าเดินเข้าไปในโบสถ์ เลยไปด้านหลังที่เป็นห้องทำงาน เคาะประตูเบาๆ แล้วเปิดเข้าไปในห้อง
       พอเข้ามาในห้อง เห็นคุณแม่ทั้งสองอยู่ด้านใน จากมุมที่มองนั้น คุณแม่ยุพาบังคนที่นั่งอยู่ด้วย
       “อ้าว กอหญ้า มาพอดีเลย เข้ามานี่หน่อยจ้ะ”
       กอหญ้าหลบตาต่ำ สำรวมกริยา เดินเข้ามาอย่างคนที่ได้รับการอบรมมาดี เสียงคุณแม่ยุพาดังเข้ามา
       “กอหญ้าเพิ่งเรียนจบปีนี้ค่ะ เป็นนักเรียนตัวอย่างยอดเยี่ยมของที่นี่ ผลการเรียนดีเยี่ยม ความประพฤติก็ดี มารยาทก็ดี ไม่มีที่ติเลยค่ะ”
       กอหญ้าเดินมาถึงเงยหน้าขึ้น ชะงักกึก ตกใจยิ่งกว่าเห็นผี
       คุณแม่ยุพาคุยอยู่กับอิศร คุณแม่ยิ้มผ่องใส อิศรยิ้มอย่างกลั้นหัวเราะ แต่มีมาด
       “กอหญ้า มารู้จักท่านจ้ะ นี่คุณอิศร อดิศวร” (อ่านว่า อิด - อะ-ดิ-สวน “ลูกชายของท่านเจ้าของที่ดิน ที่พวกเราอาศัยอยู่”
       กอหญ้า วางหน้าไม่ถูก ตายแน่ๆ แล้ว
       อิศรมองกอหญ้า ยิ้มในสีหน้า สายตากวนในมาดผู้ชนะ แต่ดูดีมากๆ
       “นี่เหรอครับ นักเรียนยอดเยี่ยมของที่นี่ ผมว่าน่าจะเป็นนักเรียนยอดแย่มากกว่า”
       กอหญ้าขึ้นเสียง “นี่คุณ”
       วันเพ็ญแปลกใจ “กอหญ้ารู้จักคุณอิศรมาก่อนหรือจ๊ะ”
       “ไม่รู้จักหรอกค่ะ แต่เมื่อตะกี๊ คุณคนนี้ เค้าขับรถเกือบชนกอหญ้ากับชิษณุพงศ์ แล้วก็...” กอหญ้าชะงัก นึกได้ว่าไม่ควรเล่า ว่าโดนจูบ
       อิศรเร่ง “แล้วอะไร” ท่าทีกวนสุดขีด “ฉันทำอะไรเธอ บอกไปซี”
       “ว่าไงจ๊ะ กอหญ้า” ยุพาถาม
       เห็นกอหญ้าอึกอัก อิศรยิ่งนึกสนุก
       “ถ้าเธอไม่บอก ฉันบอกนะ” อิศรหันมาพูดกับยุพา “คืองี้ครับ คือเมื่อตะกี๊นี้น่ะ ผม…
       กอหญ้า        เสียงดัง “อย่านะ”
       ยุพาปราม “กอหญ้า” หันมาทางอิศร “ยังไงนะคะ คุณอิศร”
       อิศรทำท่ากระแอมกระไอจะพูด กอหญ้าหน้าจ๋อย
       “เมื่อตะกี๊นี้น่ะครับ…” กอหญ้าลุ้นระทึก “เด็กคนนี้...เอาหินขว้างรถผม”
       กอหญ้าโล่งอก คุณแม่วันเพ็ญตาโต คุณแม่ยุพาหันมาดุ
       “ตายแล้ว กอหญ้า ทำไมเสียมารยาทอย่างนี้ ขอโทษคุณอิศรเดี๋ยวนี้เลย”
       กอหญ้าแค้นอิศรที่ทำให้โดนดุ และเสียฟอร์มที่ต้องขอโทษ อิศรยิ้ม แอบยักคิ้วใส่กอหญ้า
       “แต่คุณแม่คะ”
       ยุพาปรามเสียงเข้ม “กอหญ้า”
       กอหญ้า        พูดอย่างไม่เต็มใจ “ขอโทษ...” วันเพ็ญกับยุพามองหน้า กอหญ้าจำใจ “…ค่ะ”
      
       อิศรยิ้มสะใจ กอหญ้าหน้าบึ้ง แอบค้อนอิศร



       ครู่ต่อมาคุณแม่ยุพาพาอิศรเดินชมบริเวณบ้านสงเคราะห์เด็กหญิง มาถึงแปลงผักแปลงดอกไม้ กอหญ้าเดินตามทิ้งระยะนิดหน่อย
      
       ยุพาบอกอย่างภูมิใจ “แปลงผักพวกนี้ เด็กๆ ช่วยกันปลูกค่ะ ปลูกเองทานเองที่เหลือก็เอาไปขายในตลาด”
       อิศรฟังอย่างตั้งใจ
       “มีเด็กอยู่ที่นี่กี่คนครับ”
       “20 คนค่ะ”
       “แล้วค่าใช้จ่าย...”
       “เราได้เงินสนับสนุนจากต่างประเทศค่ะ แล้วก็มีเงินบริจาคด้วย” ยุพายิ้ม มองอิศรอย่างชื่นชม “แต่ที่สำคัญ ก็คือครอบครัวของคุณอิศร ที่ให้เราใช้ประโยชน์จากที่ดินผืนนี้มาหลายสิบปี โดยไม่คิดค่าเช่า”
       อิศรพยักหน้ารับรู้ หน้าตาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
       “วันนี้ คุณอิศรขับรถมาถึงนี่ ถ้ามีอะไรให้ทางเรารับใช้ ทางเราก็ยินดีนะคะ”
       อิศรอึ้งไปนิดนึง ก่อนจะพูดออกมา ชัดถ้อยชัดคำ
       “ผมจะมาบอกว่า คุณพ่อของผม ท่านคิดว่าจะใช้ที่ดินแปลงนี้ สร้างรีสอร์ทครับ”
       กอหญ้าและคุณแม่ยุพารู้สึกเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางศีรษะ หน้าเสีย
       “ท่านต้องการที่ดินคืน และขอให้ทุกคนย้ายออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ”
       อิศรพูด แม้ภายในใจจะไม่เห็นด้วย และรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่โหดร้ายมาก แต่ก็ฝืนทำหน้านิ่ง
      
       ไม่นานต่อมา อิศรเดินหน้าขรึมออกมา กำลังจะก้าวขึ้นรถ กอหญ้าถลันตามมา กระชากแขนเสื้อไว้ ด้วยความโกรธ
       “เดี๋ยวก่อน คุณ”
       อิศรหันมาพอเห็นกอหญ้า ก็เกิดอารมณ์สนุก อยากกวนประสาทคนเล่น
       “อะไรอีก”
       กอหญ้าพยายามข่มอารมณ์โกรธ ขอร้องอิศร “คุณพ่อคุณร่ำรวย ท่านคงมีที่ดินเยอะแยะ แต่เด็กพวกนี้ เค้าไม่มีที่อยู่ที่ไหนอีกแล้ว .. ฉันไหว้ล่ะ คุณช่วยขอร้องคุณพ่อคุณ ให้สงสารพวกเค้าหน่อยได้ไหมคะ”
       อิศรนึกถึงพ่อ พูดด้วยเสียงเยาะๆ “คุณพ่อผมไม่เคยสงสารใครหรอกคุณอีกอย่าง ลองท่านอยากจะทำอะไร ใครก็ห้ามท่านไม่ได้”
       กอหญ้าไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอิศรกับพ่อ เข้าใจว่าน้ำเสียงนั้นต้องการเยาะตน โกรธมาก
       “พ่อคุณก็ไม่ต่างอะไรจากคุณ ฉันไม่น่าเสียเวลา อ้อนวอนคนเห็นแก่ตัว อย่างคุณเลย”
       อิศรเห็นกอหญ้ายิ่งโกรธ ยิ่งอยากแหย่ ลอยหน้าลอยตายั่ว
       “ใช่ ฉันมันคนเห็นแก่ตัว จะให้ฉันช่วยพูดให้เธอ โดยไม่หวังผลตอบแทนน่ะ ฝันไปเถอะ ยกเว้นแต่ว่า…”
       กอหญ้าสวนออกมา “คุณต้องการอะไร”
       อิศรมองกอหญ้าหัวจรดเท้า หัวเราะเยาะ “ทั้งเนื้อทั้งตัว เธอมีอะไรจะตอบแทนฉันบ้างล่ะ”
       กอหญ้าเข้าใจความหมายนั้น หน้าแดง โกรธสุดๆ
       “คนบ้า ทุเรศ”
       อิศรเปิดประตู เตรียมจะก้าวขึ้นรถ “อย่ามัวมาแช่งชักหักกระดูกฉันอยู่เลย คืนนี้ฉันจะค้างที่เชียงใหม่ พรุ่งนี้ตอนเย็นๆ ถึงจะกลับกรุงเทพฯ ถ้าถึงตอนนั้น เธอไม่มีข้อเสนออะไร ก็ไปเก็บเสื้อผ้า เตรียมย้ายบ้านได้เลย ไป๊”
      
       อิศรขึ้นรถขับปราดออกไป กอหญ้ามองตามอย่างโกรธจัด แต่ทำอะไรไม่ได้
      
       ส่วนพเยียพาตัวเองมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องพักของโรงแรม ตอนกลางคืน ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ ประตูเปิดออก เห็นเป็น นภดล ชายหนุ่มวัย 25 ปี ท่าทางกะล่อน แต่งตัวจัด หุ่นดีเหมือนนายแบบ เปิดออกมายิ้มอย่างพอใจ
       พเยียที่เคาะประตูอยู่ ที่โถมเข้ากอดคอนภดลทันที
       ไม่นานนัก ทั้งสองนอนกอดกันกลิ้งไปมาอยู่บนเตียง พเยียอยู่บนตัวนภดล ระดมจูบนภดลไปทั่งหน้า
       “โอ้ย คิดถึงๆๆๆๆๆ คิดถึงที่สุดเลย ลงไปกรุงเทพฯ ตั้งอาทิตย์” พเยียแบมือทวง “ไหนล่ะ ของฝาก”
      
       นภดลจับมือ พลิกพเยียลงข้างล่าง “พี่นี่ไง ของฝาก”
       พเยียแสร้งหันหนี ยั่วเย้า “อุ๊ย ไม่เอา” จากนั้นก็พูดออเซาะ “พี่นภดลจ๋า คราวหน้าถ้าพี่ลงไปทำงานกรุงเทพฯ พาพเยียไปด้วยได้ไหม พเยียอยากไปแคสต์งาน อยากถ่ายแบบเหมือนพี่บ้าง”
       “อยากเป็นนางแบบเหรอ?” นพดลยั่ว “หุ่นดีเหรอ เราน่ะ”
       พเยียอมยิ้ม ยั่วกลับ “ก็ดีไหมล่ะ”
       “มาดูชัดๆ อีกทีซิ”
       นภดลคว้าตัวพเยียมา พเยียหัวเราะกิ๊กชอบใจ ทั้งสองล้มกลิ้งลงไปบนเตียงอีกครั้ง
      
       กอหญ้าเดินห่มผ้าให้เด็กเล็กที่นอนเรียงกันเป็นแถวในห้องนอน สีหน้าเศร้าสร้อย
       กอหญ้าคิดถึงอิศร เสียงกวนประสาทของอิศรดังก้องในความคิด
       “ทั้งเนื้อทั้งตัว เธอมีอะไรจะเสนอบ้างล่ะ…จะให้ฉันช่วยพูดให้เธอ โดยไม่หวังผลตอบแทนน่ะ ฝันไปเถอะ...ถ้าเธอไม่มีข้อเสนออะไร ก็ไปเก็บเสื้อผ้า เตรียมย้ายบ้านได้เลย ไป๊”
       กอหญ้านิ่งคิดตัดสินใจ
      
       ด้านพเยียหลังจากหลับนอนกับนภดลในห้องที่โรงแรมจนเสร็จสมแล้ว สองคนออกมาที่ผับเล็กๆ ใกล้โรงแรม เพื่อลงมาดื่มกันต่อ
       “ตกลงว่าไงพี่นพ”
       นพดลมองเป็นเชิงถาม พเยียเข้าไปกอดคอเซ้าซี้
       “เรื่องที่ฉันขอตามพี่ไปกรุงเทพฯ น่ะ ฉันพูดจริงนะ ฉันเบื่ออีพวกแม่ชีที่โบสถ์เต็มทีแล้ว”
       “จะไปทำไม อยู่กรุงเทพฯ ลำบากนะ พเยีย งานการไม่ใช่จะหากันง่ายๆ”
       พเยียทำงอน น่ารัก “มีเมียซุกเอาไว้เลยไม่อยากให้ฉันตามลงไปก็ว่ามาเถอะ” นพดลยิ้ม พเยียอ้อนต่อ “นะ พี่นพ นพ ฉันอยู่ที่โบสถ์นี่สบายที่ไหน วันๆ ฉันต้องทำงานอย่างกับทาส”
       “จริงอ่ะ”
       “จริงสิพี่” พเยียทำหน้าน่าสงสาร “ทั้งทำสวน ปลูกผัก ไหนจะงานทำความสะอาด ซักผ้า ถูบ้าน รับใช้พวกแม่ชีแก่ๆ ทั้งวัน เงินค่าจ้างก็ไม่เคยได้” ตีหน้าเศร้า “พี่ไม่รู้อะไร บางวันข้าวยังไม่มีให้กินเลย”
       นพดลไม่เชื่อเลย แต่ทำเป็นพูดประชด “โถๆ แม่คุณ ชีวิตช่างน่าสงสาร พาไปออกรายการอะไรดีนะเนี่ย”
       พเยียทุบนพดลเบาๆ เลิกเล่นละคร
       “พี่พาไปไหนฉันก็ไปทั้งนั้น นรกหรือสวรรค์ฉันไม่กลัว ขอให้ได้เงินเยอะๆ ฉันอยากมีตังค์ ฉันอยากรวย ไม่ว่าไปไหน ทำอะไร ฉันยอมทั้งนั้น”
      
       พเยียพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น



       กอหญ้าอยู่ในห้องนอน หยิบสร้อยทองเส้นเล็กๆ ที่มีล็อกเก๊ตคล้องอยู่ นำมาพร้อมกับแหวนเพชรรูปดาว วางลงในมือคุณแม่ยุพา
      
       “ทั้งเนื้อทั้งตัว กอหญ้าก็มีอยู่เท่านี้ สร้อยนี่เป็นของเก่า ส่วนเพชรนี่ถึงจะเม็ดเล็กนิดเดียว แต่ก็คงพอมีราคาบ้าง”
       “ไม่ได้จ้ะ ของสองอย่างนี้เป็นของที่ติดตัวหนูมาตั้งแต่แบเบาะ หนูต้องเก็บเอาไว้” ยุพาบอก
       “เก็บไว้ก็ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร แต่ถ้ากอหญ้าเอาไปให้เค้า”
       “ไม่มีประโยชน์หรอกจ้ะ ที่ดินนี่ราคามันไม่ใช่น้อยๆ นะ กอหญ้า คงหลายล้าน กอหญ้าทำอะไรไม่ได้หรอกลูก”
       “กอหญ้าช่วยไม่ได้ แล้วใครจะช่วยเราได้ล่ะคะ คุณแม่ กอหญ้านึกไม่ออกเลย”
       กอหญ้ามองล็อกเก๊ตและแหวนในมือ หน้าเศร้า
      
       รุ่งเช้าปราบนั่งจิบกาแฟอยู่ที่ล้อบบี้โรงแรมหรูของเชียงใหม่ หยิบกระดาษที่พิมพ์รายชื่อของสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าหลายแห่งในเชียงใหม่ขึ้นมาดู
       “ใครจะเป็นเด็กสาวผู้โชคดีคนนั้น ทายาทคนเดียวของศิวาวงศ์”
       ปราบหยิบล็อกเก็ตออกมาจากกระเป๋า เพ่งมอง ถอนใจ
      
       กอหญ้าใส่เสื้อเปิดคอ มองเห็นล็อกเก็ตชัดเจน เดินเล่นอยู่กับชิษณุพงษ์ ทั้งสองต่างเงียบเหมือนมีความในใจ
       “วันนี้เธอเงียบจัง กอหญ้า”
       “เธอก็เงียบ…มีอะไรรึเปล่า”
       “ฉันมีเรื่องจะพูดกับเธอน่ะ” ชิษณุพงศ์ว่า
       “ฉันก็มีเรื่องจะพูดเธอเหมือนกัน” กอหญ้าบอก
       “เรื่องอะไรเหรอ”
       กอหญ้ามองชิษณุพงศ์ ตัดสินใจว่าจะขอความช่วยเหลือเรื่องที่ดินดีไหม
       “เธอพูดก่อน” กอหญ้าว่า
       ชิษณุพงศ์นิ่งไปอย่างอาลัยอาวรณ์
       “วันนี้ เจ้าพ่อจะมารับฉันไปกรุงเทพฯแล้วนะ”
       กอหญ้า        ใจหายวูบ “วันนี้เลยเหรอ ทำไมเร็วจัง”
       “หมอให้ฉันไปเตรียมตัวผ่าตัดตา...ฉันคงคิดถึงเธอมากเลยนะกอหญ้า”
       ชิษณุพงศ์พูดอย่างซาบซึ้ง จริงจัง กอหญ้าใจหาย แต่พยายามทำร่าเริงกลบเกลื่อน
       “จะคิดถึงได้ซักกี่วัน อีกหน่อยพอเธอหาย เธอก็มีเพื่อนใหม่ๆ เยอะแยะ”
       “ไม่มีใครเหมือนเธอหรอก…กอหญ้า รอฉันนะ พอฉันหายดี ฉันจะรีบกลับมาหาเธอที่นี่”
       กอหญ้า        พูดทีเล่นทีจริง “ขี้โม้ หน้าฉันเป็นยังไงเธอก็ไม่เคยเห็น เธอจะหาฉันเจอได้ยังไง”
       ชิษณุพงศ์รู้สึกสดใสขึ้น เริ่มโต้ตอบ
       “ทำไมจะไม่เจอ ฉันรู้ว่าเธอเดินยังไง พูดยังไง ขี้บ่นโวยวายยังไง แล้วฉันจำได้ว่ากอหญ้าตัวจริงน่ะ” ชิษณุพงศ์คว้ามือกอหญ้ามากุม “ต้องใส่แหวนที่เป็นรูปดาว เอาไว้ที่นิ้วนางข้างขวา”
       กอหญ้ายิ้มกว้าง “จำแม่นขนาดนั้นเชียว”
       ชิษณุพงศ์บอกจริงจัง “ใช่ ฉันจำทุกอย่างเกี่ยวกับเธอได้ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะฉันไม่ได้จำเธอด้วยตา แต่ฉันจำเธอด้วยหัวใจ”
       “ขอบใจนะ ชิษณุพงศ์ ฉันก็จะไม่มีวันลืมเพื่อนที่แสนดีคนนี้เหมือนกัน”
       กอหญ้ามองชิษณุพงศ์อย่างตื้นตัน ชิษณุพงศ์ยิ้มอย่างมีความสุขและมีความหวัง
       “ไหนเธอบอกว่ามีอะไรจะพูดกับฉันไง เรื่องอะไรเหรอ”
       กอหญ้ารู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพูดเรื่องยืมเงิน เพราะชิษณุพงศ์จะไปแล้ว ฝืนยิ้มให้
       “ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ไปเดินเล่นทางโน้นกันเถอะ”
       ชิษณุพงศ์จับมือกอหญ้าเดินไปด้วยกัน
      
       ปราบขับรถมาอย่างช้าๆ แล้วจอดรถตรงหน้าโบสถ์ มองดูแผนที่ที่จดมาอีกที
       “ที่นี่แหละ ใช่แล้ว”
       ปราบลงมา ยืนละล้าละลังอยู่สักพัก เห็นไม่มีบ้านคน เลยจะเดินเข้าไปในโบสถ์
       กอหญ้าจูงจักรยานเข้ามาจอด เห็นด้านหลังปราบ ร้องทัก
       “คุณลุงมาหาใครคะ”
       ปราบหันกลับมา เห็นกอหญ้ายิ้มอยู่ไกลๆ มองมาอย่างเป็นมิตร ปราบชะงัก
       “ฉันทราบมาว่า ที่นี่เป็นสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า”
       “อ๋อ ใช่ค่ะ บ้านของพวกเราอยู่ทางด้านหลังโบสถ์” กอหญ้าชี้บอกทาง “ไปทางโน้น”
       ปราบยิ้ม มองกอหญ้าอย่างถูกชะตา “ขอโทษ หนูก็เป็นเด็กกำพร้าหรือ”
       “ค่ะ คุณแม่ยุพาเลี้ยงหนูมา” กอหญ้าเดินมาใกล้ๆ พลางถาม “คุณลุงมาที่บ้านเด็กกำพร้ามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
       “คือว่าฉัน...”
       ปราบชะงัก เมื่อมองไป เห็นล้อกเก็ตที่คอกอหญ้า ปราบตาค้าง
       “คุณลุงคะ”
       ปราบนิ่ง ตาเบิกค้าง กอหญ้าเป็นห่วง เอื้อมมือมาจับที่แขนปราบ
       “คุณลุงคะ”
       ปราบเห็นแหวนรูปดาวที่นิ้วกอหญ้า ก็สะดุ้ง คว้ามือกอหญ้ามาดูอย่างลืมตัว
       “แหวน! ล็อกเก็ต!”
       กอหญ้าเห็นปราบท่าทีแปลกๆ ก็ขยับตัวออกห่างอย่างตกใจ ปราบคว้ามือไว้
       “เดี๋ยวก่อนครับ”
       “ปล่อยฉันนะ ปล่อยฉัน”
       กอหญ้าสะบัดมือ แล้ววิ่งหนีเข้าไปในโบสถ์ ปราบวิ่งตาม
      
       “คุณหนูครับ เดี๋ยวก่อน”

      กอหญ้าพยายามปิดประตูโบสถ์ ปราบยื้อ คว้ามือกอหญ้าไว้แน่น
      
       “คุณเป็นใคร ปล่อยฉันนะ ปล่อย”
       “เดี๋ยวครับ คุณหนู อย่าเพิ่งไป ได้โปรดฟังผมอธิบายก่อน”
       “ไม่ ฉันบอกให้ปล่อยฉัน”
       ระหว่างนั้นเสียงคุณแม่ยุพาดังขึ้น
       “หยุดนะ นี่มันอะไรกัน!”
       ปราบปล่อยมือกอหญ้า กอหญ้าวิ่งมาหาคุณแม่ยุพา มองปราบอย่างตื่นๆ
       ยุพาถามเสียงเข้ม “คุณเป็นใคร”
       ปราบแนะนำตัว “ผมชื่อปราบ...” ทนายสูงวัยนึกได้ ส่งนามบัตรให้ “ปราบ รักสันติ ผมเป็นทนายความ”
       “ฉันชื่อยุพา เป็นคุณแม่อธิการของที่นี่ คุณมาที่นี่ทำไมคะ ต้องการอะไร”
       ปราบมองกอหญ้า สีหน้าตื่นเต้นสุดๆ
      
       เวลาต่อมาที่ห้องรับแขกของโบสถ์ ปราบสรุปเรื่องทั้งหมดให้กอหญ้ากับคุณแม่ยุพาฟัง
       “คุณแม่ยุพาบอกว่า พบคุณหนูกอหญ้าถูกวางทิ้งเอาไว้ที่หน้าโบสถ์ ในวันที่ 17 มิถุนายน 2536 ซึ่งคืนก่อนหน้านี้ คือคืนที่เกิดเหตุโรงพยาบาลแม่ออนไฟไหม้ แล้วลูกสาวของหม่อมหลวงนภดารา ศิวาวงศ์ ก็หายสาบสูญไป”
       ยิ่งฟังกอหญ้าก็ยิ่งแน่ใจว่าที่ปราบพูดเป็นความจริง แต่ยังทำใจที่จะยอมรับไม่ได้ โวยใส่ปราบ
       “ไม่จริง ฉันไม่ใช่คุณหนู ฉันชื่อกอหญ้า เป็นเด็กกำพร้า คุณแม่ยุพาเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เล็กจนโต ฉันไม่มีแม่ที่ไหนทั้งนั้น”
       “คุณหนูยอมรับเถอะครับ คุณหนูมีทั้งล็อกเก๊ตประจำตระกูล และแหวนรูปดาวติดตัวมา คุณหนูต้องเป็นลูกของคุณนภดาราแน่ๆ”
       กอหญ้าทั้งโกรธ ทั้งอัดอั้น สับสน คุณแม่ยุพาพูดกับกอหญ้าอย่างปลอบประโลม
       “กอหญ้า ใจเย็นๆ แล้วฟังแม่ เรื่องที่คุณปราบเล่าให้เราฟัง ถูกต้องตรงตามเหตุผลทุกอย่าง เราคงจะปฏิเสธไม่ได้”
       กอหญ้าเงียบ สีหน้าบอกความสะเทือนใจอย่างชัดเจน ยุพาแปลกใจ
       “ลูกไม่ดีใจเหรอจ๊ะ ที่จะได้พบคุณแม่ที่แท้จริงของลูก”
       “ไม่ค่ะ กอหญ้าไม่เคยคิดว่าตัวเองขาดแม่ กอหญ้าอยู่ที่นี่ก็มีความสุขแล้วกอหญ้าไม่ต้องการใครทั้งนั้น”
       กอหญ้าวิ่งออกไปจากห้องอย่างสับสน ปราบขยับตัวจะตาม คุณแม่ยุพารั้งไว้
       “ให้เวลาแกซักพักเถอะค่ะ แกคงต้องใช้เวลาทำใจ”
      
       พเยียอยู่ในชุดเดียวกับเมื่อวาน เดินย่องเข้ามาในบริเวณโบสถ์อย่างหวาดระแวง พอได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งออกมาจากห้องทำงาน พเยียก็ตกใจ คิดว่าเป็นแม่ชีคนใดคนหนึ่งจะออกมาจากห้อง
       พเยียหลบวูบ
       พเยียมองไปเห็นกอหญ้าวิ่งออกมา แล้วไปคุกเข่าที่ด้านหน้าแท่น ร้องไห้
       “ไม่ ไม่จริง ไม่ใช่”
       พเยียมองอย่างแปลกใจ
       “นังกอหญ้า? มันเป็นอะไรของมัน”
       พเยียขยับจะเข้าไปหากอหญ้าด้วยความสงสัย แล้วก็ชะงักอีก เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด พเยียหลบซุ่มดูเหตุการณ์อีกครั้ง เห็นคุณแม่ยุพากับปราบเดินเงียบๆ ตรงเข้าไปหากอหญ้า
       “กอหญ้า ความจริงก็คือความจริง เราหนีมันไม่ได้หรอกลูก”
       กอหญ้า        กลั้นสะอื้น “แต่มันอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ได้”
       “ไม่ผิดหรอกครับเพราะล็อกเก็ตที่คุณหนูใส่อยู่ เป็นของเก่าแก่ ที่ทำขึ้นสำหรับทายาทของราชสกุลศิวาวงศ์เท่านั้น และอย่างที่ผมบอก คุณนภดารา เธอให้ติดตัวคุณหนูเอาไว้ตั้งแต่เกิด”
       พเยียมองดู พึมพำ
       “ล็อกเก๊ตของนังกอหญ้า แปลว่ามันมีเชื้อเจ้างั้นหรือ”
       พเยียมองดูต่อ ยังไม่รู้เรื่องแหวนรูปดาว
       กอหญ้าจับล็อกเก็ตที่ห้อยคออยู่ น้ำตาคลอ น้อยใจ
       “ผ่านมาตั้งสิบแปดปีแล้ว มันจะมีประโยชน์อะไร”
       “คุณนภดาราไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งคุณหนู ท่านตามหาลูกมาตลอด 18 ปี จนท่านล้มป่วยด้วยความตรอมใจ” ปราบบอก
       “กอหญ้าจ๋า ถึงแม้ท่านจะไม่ได้เลี้ยงกอหญ้า แต่พระคุณของแม่ที่ให้กำเนิดเรามานั้นยิ่งใหญ่กว่ามหาสมุทร ตอนนี้ท่านไม่สบายมาก กอหญ้าไม่คิดจะไปให้ท่านเห็นหน้าบ้างเลยเหรอจ๊ะ” ยุพาปลอบและโน้มน้าวจิตใจเด็กสาว
       กอหญ้ารู้สึกสะเทือนใจ สับสน จนน้ำตารื้น
       “กลับไปเถอะนะครับ คุณหนู...ถ้าไม่เห็นแก่ผู้หญิงที่น่าสงสารคนหนึ่ง ที่กำลังจะตรอมใจตายเพราะคิดถึงลูก ก็นึกเสียว่า เห็นแก่โบสถ์และเด็กกำพร้าที่นี่ทุกคน
       กอหญ้าประหลาดใจ “อะไรนะคะ”
       ปราบเยื้อนยิ้ม “คุณหนูคงยังไม่ทราบ คุณแม่ที่แท้จริงของคุณหนู หม่อมหลวงนภดารา ศิวาวงศ์ ท่านร่ำรวยมหาศาล ราคาที่ดินยี่สิบสามสิบล้าน เป็นเพียงแค่เศษเงินเท่านั้น สำหรับศิวาวงศ์”
       พเยียนิ่งฟัง ตะลึง ตัวชาไปหมด นึกไม่ถึง สายตาพเยียเพ่งมองไปที่ยุพากับปราบช่วยกันกล่อมกอหญ้าต่อไป
       “คุณหนูคือสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับท่านตอนนี้ แค่คุณหนูเอ่ยปากคำเดียว อย่าว่าแต่โบสถ์และสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ คุณหนูจะอุปการะเด็กกำพร้าอีกซักกี่ร้อยกี่พันคนก็ย่อมได้”
       กอหญ้ามีทีท่าอ่อนลง คุณแม่ยุพาดึงกอหญ้ามากอดอย่างปลอบโยน
       “แม่รักหนูนะจ๊ะ กอหญ้า แต่คงไม่มากไปกว่า คุณแม่ที่แท้จริงของหนู ท่านรออยู่หนูมาสิบแปดปีแล้ว ไปหาท่านเถอะนะจ๊ะ กอหญ้า”
       กอหญ้า        รับคำเสียงอ่อยๆ “ค่ะ”
      
       พเยียได้ฟังตาลุกวาวโรจน์ มีแผนการบางอย่างในใจ และผุดยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง



       ช่วงเวลาตอนกลางวัน คุณชายนภัสรพีอยู่ในห้องทำงานที่วังศิวาลัย กำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับทนายปราบที่ตอนนั้นยืนอยู่ด้านนอกโบสถ์ริมเขาในจังหวัดเชียงใหม่
      
       “เป็นยังไงบ้าง ปราบ ได้เรื่องไหม”
       ปราบรายงานอย่างตื่นเต้นดีใจมาก
       “ปาฏิหารย์มีจริงครับ คุณชาย...ผมได้ตัวคุณหนูแล้ว”
       “เธอหมายความว่า เธอได้ตัวเด็กที่เหมาะสม จะเอามาอุปโลกน์เป็นลูกสาวของนภดาราแล้ว”
       “มิได้ครับ คุณชาย” ปราบดีใจสุดๆ “ผมหมายความว่า ผมเจอคุณหนูครับคุณหนูตัวจริง ลูกสาวของคุณนภดาราครับ”
       นภัสรพี        ตะลึง “อะไรนะ! เป็นไปได้หรือนี่”
       “เป็นไปแล้วครับ คุณชาย คุณหนูมีทั้งล้อกเก็ต มีทั้งแหวนรูปดาว เธอเป็นลูกสาวของคุณนภดาราตัวจริงแน่นอนครับ” ปราบย้ำคำ
      
       นภาจรีที่นั่งฟงเรื่องอยู่ ออกอาการดีใจมาก
       “โอ หญิงไม่อยากเชื่อเลย” นภาจรีหัวเราะทั้งน้ำตา “นี่หญิงจะต้องไปแก้บนกี่วัดกี่วากันนี่ บนเอาไว้จนจำไม่ได้แล้ว...แล้วตอนนี้เด็กคนนั้นอยู่ที่ไหนคะ”
       นภัสรพีสีหน้ามีความสุข “เชียงใหม่ ปราบบอกว่าจะพากลับมาด้วยกันพรุ่งนี้แต่เช้า”
       “ไฟลท์ไหนคะ สายการบินอะไร หญิงจะได้สั่งรถไปรับ”
       “เขาจะขับรถลงมา คงมาถึงนี่ตอนค่ำๆ” เห็นนภาจรีทำหน้างง นภัสรพีจึงอธิบาย “ปราบเขานั่งเครื่องบินไม่ได้ เขากลัว เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่หนุ่มแล้ว”
       นภาจรีบ่นอุบ “ตายจริง กว่าหญิงจะได้เห็นหน้าหลาน”
       นภัสรพี        ตัดบท “เอาเถอะน่ะ หญิงนภา รอมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงจะเป็นไรไปมาช่วยกันคิดดีกว่า ว่าเราจะบอกเรื่องนี้กับนภดารายังไง”
       นภาจรีนิ่งไป ได้คิด
       “นั่นสิคะ หลานดาราอ่อนแอมาก ถ้ารู้เรื่อง แล้วเกิดช็อกขึ้นมาล่ะก็ แย่เลย”
      
       จังหวะนั้นเสียงนภดาราดังขึ้นที่หน้าประตู
       “เรื่องอะไรเหรอคะ อาหญิง”
       นภัสรพี        กับนภาจรีหันไป เห็นนภดารานั่งอยู่ในรถเข็นเข้ามาหาพ่อ นภัสรพียิ้มปลอบ แล้วค่อยๆ บอก
       “เรื่องสำคัญมากลูก เรื่องของเด็กคนนั้น ลูกสาวของลูกที่หายไป”
       “ลูก...” นภดารา        ตื่นเต้น แต่ยังมีท่าทีหวาดระแวง “ทำไมคะ คุณพ่อ เราเจอแกแล้วเหรอคะ”
       นภัสรพีพยักหน้าช้าๆ นภดาราใจสั่นแววจาไหวระริก
       “แล้วตอนนี้แกอยู่ที่ไหนคะ ลูกสาวของลูกอยู่ที่ไหน ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน”
       “หลานดารา เย็นใจๆ ฟังอานะ ตอนนี้เด็กคนนั้นอยู่ที่เชียงใหม่ ปราบจะพาเธอลงมากรุงเทพพรุ่งนี้”
       นภดาราลุกพรวดอย่างลืมตัว
       “พรุ่งนี้...พรุ่งนี้ ลูกจะกลับมา”
       “จ้ะ พรุ่งนี้ ดาราจะได้เห็นหน้าลูกแล้วนะ” นภาจรียิ้ม
       นภดาราตื่นเต้น เกร็งไปทั้งร่าง แล้วเป็นล้มทรุดฮวบลงไปต่อหน้า ทุกคนตกใจ
       “ว้าย!”
       “นภดารา!”
      
       คืนนั้นภายในห้องนอนของกอหญ้า มีเตียงเหล็กสีขาวผ้าปูที่นอนขาว เหมือนกันสองเตียง ลักษณะคล้ายๆ ห้องนอนของเด็กเล็ก แต่เป็นสัดส่วนกว่า กอหญ้าพับเสื้อผ้า 2-3 ชิ้นใส่กระเป๋าใบเล็กๆ พเยียอ้อนวอน
       “แกให้ฉันไปด้วยไม่ได้เหรอ นะ กอหญ้า นะ”
       “เกรงใจเขาน่ะ แล้วฉันไปธุระนะ ไม่ได้ไปเที่ยว พเยียจะตามไปทำไม”
       พเยียฉุน ขึ้นเสียง “โกหก! ฉันรู้นะว่าแกจะไปหาแม่ตัวจริงของแก”
       กอหญ้าตกใจอุดปากพเยีย
       “รู้ได้ยังไงเนี่ย ใครบอก” พเยียสะบัดออก “นี่แอบฟังอีกแล้วใช่ไหม”
       “ไม่แอบฟังจะรู้ได้ไงล่ะ” พเยียอ้อนอีก “นี่ เราโตมาด้วยนะ กอหญ้า แกได้ดี แล้วจะทิ้งเพื่อนหรือไง .. ที่บ้านแม่แกน่ะ เห็นอีตาลุงนั่นว่าร่ำรวยมหาศาล เป็นวังเจ้าวังนายไม่ใช่เรอะ แกให้ฉันไปอยู่ด้วยคนซี กอหญ้า”
       “ใครว่าฉันจะไปอยู่กับเค้า...ฉันจะไปขอให้เค้าช่วยโบสถ์ของเรา แล้วฉันก็จะกลับมาอยู่ที่นี่เหมือนเดิม”
       “กอหญ้า! แกจะบ้าเหรอ แกมีแม่เป็นถึงมหาเศรษฐี”
       กอหญ้าเอามืออุดปากพเยียอีก
      
       “ไม่เอานะ พเยีย อย่าพูดไป เรื่องนี้ฉันกับคุณแม่ยุพาไม่ได้บอกใครทั้งนั้นไม่อยากให้วุ่นวาย เธอก็เงียบไว้ล่ะ ห้ามเล่าให้ใครฟังทั้งนั้น”
       “แต่ว่าฉัน...”
       “ฉันจะไม่ไปอยู่กับเค้า ฉันจะกลับมาอยู่ที่นี่ เป็นกอหญ้าคนเดิม เข้าใจ๋”
       กอหญ้าตัดบทแล้วปิดไฟ ล้มตัวลงนอน พเยียมองอย่างขัดใจ
      
       อีกฟากหนึ่ง อิศรเปิดประตูห้องพักของโรงแรมหรู ก้าวเข้ามา เหวี่ยงสูทและเนคไทกระจาย แล้วทุ่มตัวลงนอนบนเตียง ท่าทางอิศรเหมือนเพิ่งผ่านปาร์ตี้อันหนักหน่วงมา โทรศัพท์ที่หัวเตียงดังขึ้น
       อิศรดูนาฬิกา บอกเวลาตีสองกว่าๆ แปลกใจ
       “ใครวะ”
       อิศรเอื้อมมือไปรับ พูดทั้งๆ ที่หลับตาอยู่
       “ฮัลโหล”
       เสียงอรรถดังลอดออกมา
       “นี่ฉันเอง”
       อิศรเด้งขึ้นมานั่ง ตาสว่าง
       “พ่อ!”
       อรรถอยู่ในเสื้อคลุมชุดนอน อยู่ที่ห้องนอนในคฤหาสน์ พูดด้วยน้ำเสียงดุ ไม่พอใจ
       “ถ้าฉันเดาไม่ผิด แกคงเพิ่งถึงห้อง แล้วก็คงเมาปริบเหมือนเคย”
       อิศรกวนกลับ “ถ้าผมเดาไม่ผิด พ่อคงอยู่ที่บ้าน แล้วก็มีผู้หญิงหน้าด้านออเซาะอยู่ข้างๆ เหมือนเคย”
       “หยุดนะ”
       อรรถตวาดเสียงดัง สกุณา ในชุดนอนสีแดงสดแสนเซ็กซี่ที่นั่งกึ่งนอนอยู่เตียง ลุกขึ้นมา
       “อะไรกันคะ คุณ”
       อรรถพยายามข่มอารมณ์พูดกับอิศร
       “ฉันโทร.หาแกที่มือถือไม่รู้กี่สิบครั้ง แกไม่รับสาย ตกลงเรื่องที่ดินบนเขาน่ะว่ายังไง พวกแม่ชีกับเด็กกำพร้าเค้าจะย้ายออกไปได้เมื่อไหร่”
       “ไม่รู้สิครับ”
       “ทำไมไม่รู้! แกไม่ได้บอกเค้าเหรอ ว่าเค้าจะต้องย้ายออกไปเมื่อไหร่”
       “พ่อทำไมไม่บอกเองล่ะครับ เก่งอยู่แล้วนี่ เรื่องทำร้ายจิตใจคนเนี่ย” อิศรแดกดันผู้เป็นบิดา
       อรรถโกรธจัด ขึ้นเสียงใส่ “ไอ้อิศร”
       “กู้ดไนท์ พ่อ”
       อิศรวางสาย
       “ไอ้อิศร”
       อรรถโกรธจนตัวสั่น สกุณาเดินเข้ามากอดแขนปลอบใจ
       “ลูกชายของคุณร้ายเหลือเกิน เมียเก่าคุณคงตามใจลูกจนเสียคน ถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ อีกหน่อยจะเอากันไม่อยู่นะคะ”
      
       สกุณาพูดนิ่มๆ แต่แววตาบอกความร้ายกาจและเกลียดชังลูกเลี้ยงชนิดปิดไม่มิด



       เช้าตรู่วันต่อมาปราบยืนรอที่รถ ตรงข้างโบสถ์อย่างสุภาพนอบน้อม กอหญ้ากับคุณแม่ยุพาเดินมาด้วยกัน กอหญ้ากุมมือแม่ยุพาอย่างตื่นๆ
      
       “ไม่ต้องกลัวจ้ะ แม่จะอยู่ข้างกอหญ้าเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
       กอหญ้ายิ้ม อุ่นใจขึ้น ทั้งสองเดินไปที่รถ ปราบแย่งเปิดประตูให้
       “เชิญครับ คุณหนู”
       กอหญ้ายิ้มอย่างลำบากใจ ยกมือไหว้
       “ขอบคุณค่ะ คุณลุง”
       กอหญ้าเข้าไปนั่งอย่างเรียบร้อย แม่ยุพาขึ้นไปนั่งข้างหน้าคู่ปราบ รถขับออกไปช้าๆ
      
       รถของปราบแล่นมาอย่างระมัดระวัง บนถนนที่เต็มไปด้วยหมอกหน้ายามเช้า จู่ๆ ร่างใครคนหนึ่งก็โผล่พรวดจากข้างทาง มายืนจังก้ากลางถนนขวางทางไว้ ดูน่ากลัวและน่าตกใจ ปราบรีบเบรครถดังเอี๊ยด
       “อะไรกัน”
       พอหมอกจางไป ยุพาจึงเห็นว่าร่างนั้นคือพเยียนั่นเอง ยุพากดกระจกลง พลางพูดตำหนิ
       “พเยีย เธอทำอะไรของเธอ ถ้าโดนรถชนขึ้นมาจะว่ายังไง”
       พเยีย มีกระเป๋าใบเล็กๆ สะพายหลังวิ่งเข้ามาหา
       “ขอโทษค่ะ คุณแม่” หันไปพูดกับปราบ “พเยียจะขอติดรถไปกรุงเทพฯ ด้วยนะคะคุณลุงขา”
       พูดจบ พเยียก็เข้ามานั่งที่เบาะหลังข้างกอหญ้าเรียบร้อย ทุกคนอึ้ง
       “เธอจะไปทำไม” ยุพางวยงง
       “พเยียสมัครนางแบบเอาไว้ เค้าเรียกไปแคสต์งานน่ะค่ะคุณแม่” พเยียอ้อนเสียงหวาน “ขอพเยียไปด้วยคนนะคะ นะคะ”
       ยุพามองปราบอย่างเกรงใจ ปราบยิ้มใจดี
       “ดีครับ ไปกันหลายๆ คน คุณหนูจะได้ไม่เหงา”
       ปราบออกรถ กอหญ้ามองพเยีย อ่อนใจกับความเจ้าเล่ห์ของเธอ
      
       เสียงนกร้องจุ๊บจิ๊บ ชื่นรินนมสดให้นภดาราที่นั่งอยู่ในสวนสวย
       “แข็งใจทานอีกนิดนะคะ คนดีของชื่น จะได้มีแรงต้อนรับคุณหนู”
       “จ้ะ แม่ชื่น”
       นภดารายกนมดื่มจนหมดแก้ว
       “เก่งมากค่ะ”
       แม่ชื่นจะยกแก้วออกไป นภดารารั้งไว้
       “ชื่นจ๋า...ชื่นว่าลูกฉันจะหน้าตาเป็นยังไง”
       “ก็ต้องสวยซีคะ สวยแล้วก็ใจดีเหมือนคุณดารา”
       นภดารายิ้ม แววตาเปี่ยมด้วยความหวัง
      
       เวลาเดียวกันนภัสรพีกับนภาจรียืนมองนภดาราจากหน้าต่าง สีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข
       “แล้วเราจะบอกกับใครต่อใครว่ายังไงคะ พี่ชาย”
       “ก็บอกความจริงไป เรื่องมันล่วงเลยมาขนาดนี้แล้ว”
       “พี่ชายไม่กลัวคนนินทาแล้วหรือคะ” นภาจรีอดถามเสียมิได้
       “เมื่อก่อน พี่เคยคิดว่าพี่มีเกียรติยศศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลที่ต้องรักษาแต่สิบแปดปีที่ผ่านมา ทำให้พี่รู้ว่าความสุขของคนที่เรารัก คือสิ่งที่สำคัญที่สุด... พี่จะบอกกับทุกคนว่า เด็กคนนี้คือทายาทของศิวาวงศ์”
      
       ขณะเดียวกลุ่มคนเดินทางจากเชียงใหม่ทั้ง 4 ทั้งหมดแวะทานข้าวกลางวันที่ร้านอาหารริมทาง คุยกันเรื่องครอบครัวของกอหญ้า
       “ได้เป็นทายาทแล้วมันเป็นยังไง ไอ้ตระกูลศิวาวงศ์เนี่ย มันวิเศษวิโสขนาดไหนเหรอ” พเยียพูดอย่างไม่มีมารยาท
       ปราบไม่ค่อยพอใจการพูดของพเยีย แต่เก็บกิริยาไว้
       “ราชสกุลศิวาวงศ์เป็นตระกูลเก่าแก่ มีทรัพย์สินมรดกตกทอดกันหลายชั่วอายุคน เรียกว่าร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย” ปราบว่า
       “โอ้โห แล้วไอ้วังศิวาลัยอะไรเนี่ย มันวังจริงๆ แบบในนิทานเลยเหรอ” พเยียตาโต
       “ครับ เป็นตำหนักเก่า ที่ท่านต้นตระกูลได้รับพระราชทานมา งดงามมาก”
       พเยียหันมาทางกอหญ้า “ไปอยู่วังเจ้า แกก็ได้เป็นเจ้าหญิงสินะ แกนี่โชคดีชะมัดเลยกอหญ้า”
       “เจ้าหญิงอะไร ฉันไม่ได้จะไปอยู่กับเค้าซะหน่อย ที่ฉันไป ก็แค่ไปหาเงินมาให้ไอ้พวกนายทุนใจร้ายเท่านั้นแหละ”
       จู่ๆ กอหญ้าก็คิดไปถึงอิศร นึกหมั่นไส้ขึ้นมา       
      
       อิศรอยู่ที่ห้องรับแขกของโบสถ์ ผุดลุกขึ้นจากที่นั่ง แปลกใจ
       “อะไรนะครับ กอหญ้าไปกรุงเทพฯ” นึกไม่ถึง “ไปเมื่อไหร่ครับ แล้วไปทำไม”
       “ออกไปเมื่อเช้านี่เองค่ะ เห็นว่าจะไปหาทาง...เอ่อ หาเงินมาจัดการเรื่องที่ดิน” คุณแม่วันเพ็ญบอก
       อิศรหน้าเสีย รู้สึกผิด
       “เห็นเค้าว่าเค้าจะไปหาคนที่จะช่วยเรื่องการเงินได้ ถ้ายังไงคุณอิศรจะกรุณาให้เวลาทางโบสถ์อีกซักระยะได้ไหมคะ”
       คุณแม่วันเพ็ญอ้อนวอน อิศรมองอย่างละอายใจ พูดไม่ออก ยกมือไหว้แล้วเดินหนีไปเฉยๆ เลย
      
       ตกตอนเย็น แม่ชื่นช่วยแต่งผมให้นภดาราอยู่ที่หน้ากระจกในห้อง นภดาราใส่ชุดสวยสดใสเป็นพิเศษ แม้จะยังดูอ่อนแอ แต่ก็สดชื่นขึ้นมาก เตรียมตัวรับลูกเต็มที่
       “กี่โมงแล้วจ๊ะ ชื่น”
       “เพิ่งจะห้าโมงกว่าเท่านั้นค่ะ”
       “เขามาถึงไหนกันแล้ว โทรมาบ้างไหม”
       ชื่นอมยิ้มขณะบอก “คุณทนายปราบแกหัวโบราณค่ะ แกไม่ชอบใช้โทรศัพท์มือถือซักเท่าไหร่หรอก เห็นบอกว่าออกมาตั้งแต่เช้า อีกเดี๋ยวก็คงถึงแล้วล่ะคะ”
       “จ้ะ ฉันตื่นเต้นน่ะ แม่ชื่น อยากเห็นหน้าลูกจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว”
      
       ฟ้าเริ่มมืด รถของปราบแล่นมาบนถนน ยุพามองทางอย่างหนักใจ
       “มืดเร็วเหลือเกิน”
       “หน้าฝนก็อย่างนี้ล่ะครับ” ปราบบอก
       กอหญ้ามองออกไปด้านนอก “ท่าทางเหมือนฝนจะตกด้วยค่ะ”
       ขาดคำฝนก็เทลงมา พเยียนิ่วหน้า
       “นั่น ตกเลย แหม แก พอมีเชื้อเจ้าปุ๊บ มีวาจาสิทธิ์ปั๊บเลยนะ” พเยียเหน็บ
      
       ยุพากับกอหญ้าอ่อนใจในคำพูดไร้มรรยาทของพเยีย  ขณะที่รถของปราบแล่นไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย

      
       ส่วนที่วังศิวาลัยในกรุงเทพฯ นภาจรีแต่งตัวสวย ยืนมองสายฝนจากโถงใหญ่ ท่าทีวิตกกังวลนิดหน่อย
      
       “ฝนมาตกอะไรวันนี้”
       นภัสรพีที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ พับหนังสือลง พูดขึ้น
       “ก็มันหน้าฝน เธอจะให้ตกตอนไหน”
       “อีตาทนายปราบยิ่งขับรถช้าเป็นเต่าอยู่ด้วย กว่าจะถึงบ้าน หลานหิวแย่” นภาจรีบ่น
       นภัสรพีลุกขึ้น ยิ้ม “หลานหิวหรือเธอหิวกันแน่” คุณชายมองนาฬิกา “ใจเย็นๆ เถอะน่ะ เดี๋ยวเค้าก็มา”
      
       ฝนตกหนักมาก ไม่มีทีท่าว่าจะซาลง ฟ้าคะนองฟ้าแลบแปลบปลาบไม่หยุด รถของปราบแล่นมาตามถนน
       ปราบขับรถอย่างระมัดระวัง มองทะลุกระจกหน้ารถออกไป เครื่องปัดน้ำฝนทำงานเต็มที่ ทางข้างหน้ามัวด้วยเม็ดฝนที่เทสายกระหน่ำ กระจกเป็นฝ้า ปราบต้องเพ่งสมาธิอย่างมาก
       คุณแม่วันเพ็ญนั่งคู่ปราบ ช่วยลุ้นไปด้วย กอหญ้ากับพเยียนั่งข้างหลัง พเยียทำท่าเบื่อหน่าย
       “อีกนานไหม กว่าจะถึง”
       “ไม่รู้ซี”
       “ใกล้แล้วครับ คุณหนู เราคงจะถึงวังศิวาลัย ภายในไม่เกินสองชั่วโมง”
       ปราบตอบแล้วหันกลับไปมองที่นั่งตอนหลัง
       ทันใดนั้น สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาที่กลางถนน ปราบตกใจ หักหลบ รถเสียหลักแฉลบแทบจะหมุนเป็นวง ไถลลื่นไปอีกด้านของถนน รถปราบกระแทกกับราวสะพานคอนกรีตเต็มแรง
       “เฮ้ย” ปราบร้องลั่น
       กอหญ้า พเยีย ยุพาร้องกรีดร้องด้วยความตกใจ
       รถไถลลงไปที่ข้างทาง ก่อนจะหยุดนิ่งในสภาพพังยับเยิน ปราบและยุพาตายคาที่ ร่างของทั้งคู่ติดอยู่ในรถ กอหญ้าหลุดจากรถ กระเด็นไปนอนแน่นิ่งอยู่ที่ไหล่ทาง ส่วนพเยียกลิ้งหลุนๆ ไปลงที่นิ่มๆที่มีหญ้าหน่าแน่น
       ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่งไปในนาทีนั้น ไม่มีรถวิ่งมา สายฟ้าฟาดลงมาอีกเปรี้ยงๆ น่ากลัวมาก
      
       โคมไฟระย้ากลางห้องโถงใหญ่ของวังศิวาลัยกระพริบวูบวาบ พร้อมๆ กับเสียงฟ้าโครมครืน บรรยากาศดูน่ากลัว
       นภดารา นภัสรพี และนภาจรี นั่งรออยู่ที่ห้องโถง พร้อมกับแม่ชื่นและสาวใช้ บรรยากาศเริ่มเครียด เพราะปราบผิดเวลาไปพอสมควร
       นภดารานั่งในรถเข็น บีบมือตัวเองแน่น
       “ฟ้าแรงเหลือเกิน” นภดาราพึมพำ “เหมือนคืนนั้นไม่มีผิด”
       นภาจรีมองหน้านภัสรพีอย่างกังวล นภัสรพีแอบลุกออกไป ชื่นเห็นนภดาราเครียด จึงเอายาคลายเครียดกับน้ำมาให้
       “คุณเครียดอีกแล้ว ทานยาบำรุงหัวใจซักนิดนะคะ กันไว้”
       นภดารากินยา ดื่มน้ำ เสียงฟ้าร้องโครมครืน นภดาราพึมพำ
       “จำได้ไหมชื่น คืนนั้น ฝนตกหนัก ฟ้าผ่า แล้วไฟก็ไหม้ แล้วลูก .. ลูกของฉัน
      
       นภดาราเริ่มเกร็ง มือเผลอบีบแก้วแตก หลุดมือตกดังเพล้ง บาดนิ้วจนเลือดไหล
       นภาจรีร้องลั่น “ชื่น ดารา”!
       แม่ชื่น ตกใจ“คุณดารา!
       นภดาราตะลึง นภาจรีสั่ง
       “แม่ชื่น พาดาราไปทำแผล ไป”
       ชื่นรีบพานภดาราออกไป นภัสรพีเดินเข้ามา หน้าตาเครียดเคร่ง นภาจรีเขาไปกระซิบถาม
       “ว่าไงคะ พี่ชาย”
       นภัสรพีใจเสีย “ติดต่อไม่ได้เลย ต้องเกิดเรื่องไม่ปกติแน่”
      
       ท่ามกลางความมืดสลัว พเยียที่นอนนิ่งอยู่ สักครู่หนึ่ง จึงค่อยๆ ขยับตัว รู้สึกเคล็ดขัดยอก แผลถลอก แต่ไม่บาดเจ็บมาก พเยียค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง
       “โอย ขับรถไงวะ เดี๋ยวก็ตายกันหมดหรอก”
       พเยียนั่งสำรวจตัวเอง แน่ใจแล้วว่าแขนขาไม่หัก หัวไม่แตกจึงลุกขึ้น กวาดตามองไปรอบๆ เห็นรถโผล่อยู่นิดๆ จึงเดินไปดูที่รถ พเยียผงะตกใจสุดขีดเมื่อเห็นร่างปราบและยุพาชุ่มไปด้วยเลือด
       “คุณแม่” พะเยียผวาไปที่ปราบจับตัวเขย่าๆ ดู จึงรู้ว่าสิ้นใจตายแล้ว “ว้าย ตายกันหมดแล้ว”
       พเยียตกใจแทบช็อก ทำท่าจะวิ่งหนีแล้วชะงัก นึกถึงกอหญ้า พึมพำออกมา
       “กอหญ้าล่ะ”
       พเยียเดินเปะปะสอดส่ายสายตามองหากอหญ้า ปากก็ตะโกนเรียกไปด้วย
      
       “กอหญ้า กอหญ้า แกอยู่ไหนน่ะ กอหญ้า”
       พเยียเดินห่างจากซากรถไปไม่ไกลนัก ก็เห็นร่างตะคุ่มๆ ของกอหญ้ากำลังขยับเขยื้อน
       กอหญ้าขยับตัว ยังมองไม่เห็นอะไรเลย รู้สึกเจ็บศีรษะ
       “โอย คุณแม่คะ”
       พเยียเข้ามาหากอหญ้าที่กำลังพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น
       “พเยีย คุณแม่ล่ะ คุณแม่เป็นไงบ้าง โอ้ย”
       กอหญ้าพยายามจะลุก แต่เจ็บจนทรุดลงไปอีก พเยียเข้าประคอง ฟ้าแล่บสว่างวาบ ล็อกเก๊ตของกอหญ้าสะท้อนแสงเป็นประกายวามวาบ พเยียมองชะงักมอง นิ่งความคิดบางอย่างแว่บเข้ามาในใจ
       “พเยีย เธอเป็นอะไรรึเปล่า แล้วคนอื่นๆ ล่ะ”
       พเยียนิ่ง ทิ้งกอหญ้าลง แล้วเดินออกไป
       “พเยีย...พเยีย”
       กอหญ้าพยายามไถตัวเองไปตามพื้น เห็นเฉพาะขาพเยียเข้ามายืนกางจังก้า กอหญ้าเงยหน้ามอง ยังไม่เห็นท่อนไม้
       พเยียมองกอหญ้าเหมือนยิ้มเหี้ยม
       กอหญ้า        ดีใจ “พเยีย ฉันลุกไม่ไหว ช่วยพาฉันไปหาคุณแม่ยุพาหน่อย”
       พเยียเสียงเหี้ยม ยิ้มเหี้ยม “อยากไปหาคุณแม่ยุพาเหรอ ได้เลย”
      
       พเยียสวิงท่อนไม้ในมือใส่กอหญ้าสุดแรงเกิดยินเสียงดังผลัวะอย่างน่าสยอง พร้อมๆ กับสายฟ้าที่สว่างวาบขึ้น ก่อนจะเห็นว่ากอหญ้าสลบคาที่ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ดังโครมครืนอย่างน่าหวาดกลัว
       ในแสงฟ้าแลบนั้น เห็นร่างพเยียยืนจังก้าเป็นเงาท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ และกอหญ้าที่นอนสลบอยู่แทบเท้าพเยียนั่นเอง
       พเยียก้มตัวลงไปเขย่าตัวกอหญ้า เห็นกอหญ้านอนนิ่ง พเยียจึงคิดว่ากอหญ้าตายแล้ว รีบถอดสร้อยล็อกเก๊ตออกจากคอกอหญ้า พเยียยิ้มร้ายมองสร้อยในมือแล้วสวมใส่ที่คอตนทันที
       “นับตั้งแต่วินาทีนี้ ฉันคือทายาทคนเดียวของสกุลศิวาวงศ์”
      
       พเยียหัวเราะร่าอย่างผู้ชนะ ท่ามกลางฝนที่ตกหนักแบบไม่ลืมหูลืมตา



       ฝนซาเม็ดลงไป เหลือแค่ตกปรอยๆ เห็นรถอิศรขับมาตามถนน อิศรมองเห็นรถปราบในสภาพพังยับเยินอัดติดอยู่กับต้นไม่ใหญ่ที่ข้างทาง และมีคนอยู่ด้วย อิศรตกใจ
      
       “เฮ้ย”
       อิศรจอดรถทันที เดินแกมวิ่งไปที่ซากรถ แล้วหันไปเห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งนอนฟุบอยู่ข้างทาง อิศรรีบเดินไปที่ร่างนั้น
       “คุณ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ คุณ”
       อิศรจับร่างนั้นพลิกมา เห็นเป็นกอหญ้านอนนิ่งดูเหมือนตายแล้ว อิศรจำได้ ยิ่งตกใจมาก
       “กอหญ้า!”
      
       คืนนั้นบรรยากาศที่วังศิวาลัยอึมครึม นภดารานั่งนิ่งอยู่กลางห้องโถง สายตาจ้องไปที่ประตูทางเข้า แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น คนอื่นๆ ลอบมองอาการของนภดาราอย่างกังวล
       นภาจรีกระซิบ “แจ้งตำรวจไหมคะ”
       นภัสรพี        นิ่งเครียด พยายามใช้ความคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี นภาจรีเซ้าซี้
       “พี่ชายคะ ทำอะไรซักอย่างซี หลานดาราจะแย่อยู่แล้ว”
       นภัสรพีพยักหน้า เดินไปที่โทรศัพท์บ้าน กำลังจะหยิบขึ้นมา โทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน
       ทุกคนในห้องหันขวับไปมองพร้อมกัน ต่างคนต่างลุ้น
       นภัสรพีพูดสาย “สวัสดีครับ ที่นี่วังศิวาลัย” นิ่งฟัง แปลกใจ “ใช่ ผมนภัสรพีพูด นั่นใครพูด”
       น้ำเสียงนภัสรพีตกใจสุดขีด
       “อะไรนะ” อึ้งไป หน้าเสีย
       นภดารา นภาจรี ชื่น มองนภัสรพีตาไม่กระพริบ อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นภดาราแทบจะโถมเข้าไปหา ดีว่าชื่นรั้งเอาไว้
       “ผมเสียใจด้วยจริงๆ ทำใจดีๆ ไว้ก่อนนะครับ ถ้ามีอะไรที่ผมจะช่วยได้ก็ขอให้บอก อย่าเห็นว่าเราเป็นคนอื่นคนไกล...ครับ”
       นภัสรพีวางสาย ตกใจและเสียใจมาก แต่พยายามข่มให้นิ่ง
       “ใครโทร.มาคะ พี่ชาย มีเรื่องอะไรร้ายแรงหรือเปล่า”
       “ทางบ้านปราบโทรมา...รถที่ปราบขับมาเกิดอุบัติเหตุ เสียหลักไปชนต้นไม้ข้างทาง”
       นภาจรีใจหายวาบ นภาดาราผุดลุกขึ้นทันที เข้าไปหานภัสรพี
       “แล้วคนอื่นล่ะคะ มีใครเป็นอะไรหรือเปล่า”
       “ปราบเสียชีวิตคาที่ รวมทั้งแม่ชีที่เป็นคนพายัยหนูมา...” นภัสรพีบอกเสียงเศร้า
       “แล้วลูกล่ะคะ ลูกอยู่ที่ไหน” นภัสรพีอึ้ง นภดารากรีดร้องออกมา “คุณพ่อคะ ลูกสาวของลูกอยู่ที่ไหน”
       “ไม่มีใครพบแก ฝนตกหนักทำลายร่องรอยทุกอย่างหมด...แต่ถ้าแกปลอดภัย แกก็ไม่น่าจะหายไปเฉยๆ แบบนี้”       
      
       “ไม่! ลูกต้องไม่เป็นอะไร!” นภดาราตัวสั่น วิ่งโซเซไปที่ประตู “ลูกต้องยังอยู่ ลูกต้องไม่เป็นอะไร”
       นภดาราวิ่งออกไป นภาจรีกับชื่นวิ่งตามร้องเรียกพร้อมกัน
       “คุณดารา” / “ดารา”
      
       นภดาราวิ่งโซเซอย่างคนขาดสติจะออกไปข้างนอกวัง นภัสรพี นภาจรี และแม่ชื่น วิ่งตามมาจับตัวเอาไว้ได้
       “ดารา จะไปไหน หยุดนะ” นภาจรีร้องถาม
       “หยุดก่อนลูก” นภัสรพีคว้าตัวนภดาราเอาไว้ได้ “จะไปไหน”
       “ลูกจะไปหายัยหนู ปล่อยลูกไป คุณพ่อปล่อยลูกไป”
       ชื่นสงสารนัก “โถ คุณ .. คุณจะไปหาคุณหนูที่ไหนล่ะคะ”
       “ไม่ว่าแกจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ฉันต้องเห็นหน้าแกให้ได้คุณพ่อขา ลูกจะไม่ทิ้งแกอีกแล้ว ลูกต้องหาแกให้เจอให้ได้”
       นภัสรพีสงสาร เข้าใจความรู้สึก “ไป ลูก พ่อจะไปด้วย เราจะไปหาแกด้วยกัน”
       ทั้งหมดประคองนภดาราขึ้นมา รปภ. วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพอดี
       “คุณชายครับ...เอ่อ... มีคนมาหาครับ”
       นภัสรพีถาม “ใคร”
       “เอ่อ คือ...” รปภ. อึกอัก
       พเยียในสภาพเลอะเทอะ มอมแมม ท่าทีตื่นตระหนก ก้าวออกมายืน มองทุกคนตื่นๆ ทุกคนมองพเยีย สังหรณ์ใจแปลกๆ
       “หนูเป็นใครจ๊ะ” นภาจรีถาม
       ท่าทีพเยียดูกล้าๆ กลัวๆ “หนู เอ่อ หนูชื่อพเยียค่ะ ก่อนสิ้นใจ ลุงปราบบอกให้หนูมาที่นี่”
       พเยียพูดจบ หยิบล็อกเก๊ตที่คอชูขึ้น นภดารา นภัสรพี นภาจรี และแม่ชื่น ตะลึงเหมือนไม่เชื่อสายตา
       “นั่นมัน...” คุณชายเอ่ยขึ้นยังไม่ทันจบ
       “ยัยหนู”
       นภดาราโผเข้าหาพเยียอย่างรักใคร่ จับแขนทั้งสองข้างของพเยียไว้ สัมผัสหน้าตา เนื้อตัวพเยียให้แน่ใจว่านี่เป็นความจริงไม่ใช่ความฝัน แล้วโผเข้ากอด น้ำตาพร่างพรู
       “ยัยหนู ยัยหนูของแม่”
       พเยียอึ้งๆ มองนภดารานิ่งๆ คิดในใจ ‘คนนี้เองที่เป็นแม่นังกอหญ้า’ นภดาราถอยออกมา ยิ้มบอกพเยีย
       “ฉันชื่อนภดารา ฉันเป็นแม่ของหนูจ้ะ”
       “ค่ะ คุณแม่”
       นภดารากอดพเยียอีก พเยียกอดตอบ ยิ้มอย่างโล่งใจ
       คนอื่นๆ ถอนหายใจ มองดูภาพนภดารากับพเยียกอดกัน ยิ้มอย่างมีความสุข
       ในห้องฉุกเฉิน ร่างไร้สติของกอหญ้าถูกส่งเข้าไปในเครื่องสแกนสมอง หมอวิชาญและเจ้าหน้าที่ยืนดูอยู่ที่จอแสดงผล ใจจดใจจ่อ
      
       ส่วนที่ด้านนอกห้อง อิศรเดินกระวนกระวาย รอลุ้นด้วยความเป็นห่วง



       ที่วังศิวาลัย พเยียนั่งอยู่กับพื้นห้องโถง นภดาราประคองข้าง แนะนำญาติผู้ใหญ่
      
       “นี่คุณตาของหนูจ้ะ หม่อมราชวงศ์นภัสรพี ศิวาวงศ์ ส่วนนี่ ก็คุณยายเล็ก น้องสาวของคุณตา หม่อมราชวงศ์หญิงนภาจรี”
       พเยียก้มกราบนภัสรพีกับนภาจรีอย่างเรียบร้อยอ่อนหวาน
       “พเยียกราบท่านตาท่านยายค่ะ”
       นภาจรีส่ายหัว “เรียกคุณตาคุณยายก็พอ พูดเป็นลิเกไปได้”
       “ส่วนคนนี้แม่ชื่น เป็นแม่บ้าน ที่ดูแลแม่มาตั้งแต่เล็กๆ”
       แม่ชื่นที่ตั้งท่าจะรับไหว้ ต้องเหวอเล็กน้อย เพราะพเยียแค่พยักหน้ารับรู้
       “ค่ะ คุณแม่”
       นภาจรีนิ่วหน้า พูดเสียงเรียบแต่เข้ม
       “ถึงแม่ชื่นจะเป็นแม่บ้าน แต่ก็เป็นผู้ใหญ่ เราเป็นเด็ก ก็ต้องเคารพนบไหว้”
       พเยียชะงัก แอบชักสีหน้า ไม่พอใจนภาจรี พูดตัดพ้อกึ่งประชด
       “ขอประทานโทษเจ้าค่ะ หนูเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีใครสั่งใครสอน”
       นภดาราหน้าเสีย รีบแก้แทน
       “อย่าว่าพเยียเลยค่ะ อาหญิง เอาไว้หลานจะค่อยๆ สอนแกเอง” นภดาราหันมาโอ๋พเยีย “เป็นความผิดของแม่เอง ที่ไม่ได้ดูแลหนู ต่อไปนี้ แม่สัญญานะจ๊ะ ว่าจะดูแลพเยียให้ดีที่สุด”
       “ค่ะ คุณแม่” พเยียอ้อน “คุณแม่อย่าทิ้งพเยีย อย่าให้พเยียต้องลำบากอีกนะคะ”
       “จ้ะ ลูกจ๋า ลูกรักของแม่”
       นภดาราดึงพเยียมากอดอีก รักแสนรักนักหนา พเยียกอดตอบ นภัสรพีมองดูสองแม่ลูก แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นว่าที่มือทั้งสองข้างของพเยียที่กอดนภดาราอยู่ ไม่มีแหวน
       นภัสรพีฉุกคิดรำพึงเบาๆ “เอ๊ะ”
       นภาจรีเห็นเข้า “อะไรคะ พี่ชาย”
       “แหวน” คุณชายพยักเพยิดไปที่พเยีย
       นภาจรีนึกได้ “จริงสิ แหวน...ไม่มีแหวน”
       พเยียงง เพราะไม่เคยได้ยินเรื่องแหวนมาก่อน
       “แหวนอะไรคะ”
       นภัสรพีถาม “เธอมีแหวนติดตัวมาด้วยนี่ ไปไหนซะล่ะ ขอให้ตาดูหน่อยซิ”
       “แหวนอะไรคะ หนูไม่มีแหวนอะไรซักหน่อย” เริ่มเอะใจ และตกใจ “หนูต้องมีแหวนด้วยเหรอคะ คุณแม่ แหวนอะไร”
       “แหวนที่พ่อของหนูให้กับแม่จ้ะ แม่ให้ติดตัวหนูไว้พร้อมกับล็อกเก๊ตอันนี้ ตั้งแต่ตอนที่หนูเกิด... หนูเอาให้คุณตาดูหน่อยซี...อยู่ไหนจ๊ะ” นภดาราบอก
       พเยียอึ้งไปเลย ทำยังไงดี คิดหาคำแก้ตัว
      
       ขณะเดียวกันที่นางพยาบาลส่งถุงพลาสติกให้อิศร มีแหวนเพชรรูปดาวอยู่ในนั้น
       “ของส่วนตัวของคนไข้ค่ะ”
       “ขอบคุณครับ”
       อิศรเอาของมาพลิกๆ ดู เห็นแหวนรูปดาว อิศรมองอย่างสนใจ
      
       ส่วนที่ห้องโถง วังศิวาลัย พเยียทำเป็นร้องไห้สะอึกสะอื้น น่าสงสาร
       “หนูขอโทษค่ะ หนูผิดไปแล้ว”
       นภัสรพีดุ “แล้วทำไมจะต้องโกหก แหวนของตัวเอง ติดตัวอยู่ตั้งแต่เล็ก ทำไมบอกว่าไม่เคยเห็น ไม่เคยมี”
       พเยียปาดน้ำตา ทำหน้าดูน่าสงสารมากๆ “ก็เพราะว่า...เพราะมันไม่อยู่กับหนูแล้วค่ะ หนู ... ขายไปแล้ว”
       ชื่นตกใจ “ตายจริง”
       “ตอนนั้นทางโบสถ์ ทุกคนต้องอดๆ อยากๆ ข้าวแทบจะไม่มีให้กิน ตัวหนูก็ไม่สบาย ค่ายาค่าหมอก็ไม่มี หนูเลยเอาแหวนไปขาย เอาเงินมาให้ทางโบสถ์ แล้วก็เอามาเป็นค่ายาค่ะ” พเยียเล่าเป็นตุเป็นตะ
       “โถ...ลูก”
       “คุณแม่อย่าโกรธพเยียนะคะ พเยียไม่รู้ว่ามันสำคัญแค่ไหน พเยียขอโทษค่ะ คุณแม่”
       “ลูกจ๋า แม่ต่างหากที่ต้องขอโทษหนู ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ ลูกคงไม่ต้องลำบากอย่างนั้น พเยียยกโทษให้แม่นะคะ”
       นภดารากอดพเยียอีก ทั้งสองกอดกันกลม
       นภาจรีมองหน้านภัสรพี ขยับปากจะพูดอะไร แต่นภัสรพีส่ายหน้าปรามไว้ แม่ชื่นมองเจ้านายทั้งสอง สงสัยในเรื่องที่พเยียเล่าเหมือนกัน แต่ไม่กล้าพูดอะไร       
      
       สองคนอยู่ในห้องทำงานนภัสรพี นภาจรีโวยขึ้นมา
       “ก็เมื่อวานนี้ พี่ชายบอกหญิงว่า ลูกสาวของดารามีครบทั้งสร้อยทั้งแหวนถึงได้มั่นใจว่าเป็นตัวจริง แล้วทำไมกลายเป็นแบบนี้”
       นภัสรพีปราม “หญิงนภา เธออย่าเพิ่งโวยวายได้มั้ย พี่อยากคิดให้รอบคอบซะก่อน”
       “พี่ชายจะคิดอะไรอีกล่ะคะ คุณปราบไม่ใช่คนเหลวไหล เรื่องสำคัญขนาดนี้ไม่มีทางผิดพลาดแน่ๆ ยัยเด็กนั่นโกหกเรานะคะ แกจะโกหกทำไม นอกจากว่าแกจะไม่ใช่ตัวจริง”
       นภัสรพีพูดตัดบทอย่างคนตัดสินใจแล้ว
       “พเยียจะเป็นศิวาวงศ์ที่แท้จริงหรือไม่ ไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือ เค้าทำให้ดารามีความสุข เค้าเป็นคนที่ช่วยต่อชีวิตลูกสาวของพี่”
       “แต่ว่า ถ้าเด็กพเยียนี่เป็นตัวปลอม...” นภาจรีท้วง
       “ตัวปลอมแล้วยังไง แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียว เลี้ยงไว้ดูเล่นก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรนี่” นภาจรีขยับปากทำท่าจะเถียง นภัสรพียกมือห้าม “พี่ทำร้ายลูกมามากพอแล้ว พี่จะไม่ทำอะไรให้แกต้องเสียใจอีก แล้วเธอ หญิงนภา ก็ไม่ควรทำเหมือนกัน”
       นภาจรีท่าทางไม่เห็นด้วย แต่จำใจต้องนิ่ง
      
       ฝ่ายนภดาราเดินนำพเยียเดินไปห้องนอน ระหว่างทางเดิน พเยียมองความโอ่อ่าอลังการของบ้านอย่างตื่นตาตื่นใจ
       “สวยจังเลยค่ะ คุณแม่ขา แล้วห้องของพเยียอยู่ไหนคะ”
       “ทางนี้จ้ะ ลูก”
       นภดาราเปิดห้อง พเยียเห็นห้องนอนที่ตกแต่งราวกับห้องของเจ้าหญิง ก็ตาโต กระโดดเข้าไปอย่างร่าเริง
       “นี่เหรอคะ ห้องหนู โอโห...”
       พเยียนั่งขย่มบนเตียง อย่างสนุก ชื่นเข้ามาพร้อมชุดนอนหรูหราฟูฟ่องแบบเจ้าหญิง
       “ชุดนอนของคุณหนูพเยียค่ะ”
       พเยียดึงมา เอาทาบตัว อย่างตื่นเต้น
       “แม่ซื้อเอาไว้ให้หนู ชอบไหมจ๊ะ”
       “ชอบค่ะ ถูกใจทุกอย่างเลย”
       “ของทุกอย่างในห้องนี้แม่เลือกเองกับมือทุกชิ้น” นภดาราน้ำตาจะไหล “แม่รอมาตลอด หวังมาตลอด ว่าลูกของแม่ต้องกลับมาซักวัน แล้วหนูก็กลับมาจริงๆ”
       นภดาราซึ้ง เข้าไปกอดพเยียอีก พเยียเริ่มเบื่อ ชื่นแอบมอง สังเกตอาการของพเยีย
       พเยียผละออก “พเยียเนื้อยเหนื่อย ขออาบน้ำนอนก่อนนะคะ คุณแม่”
       “จ้ะ ลูก จ้ะ” นภดาราอดไม่ได้ ดึงมาหอมแก้มอีก “นอนหลับฝันดีนะลูกนะ”
       “ค่ะ คุณแม่”
       พเยียโบกมือบ๊ายบายเป็นเชิงไล่กลายๆ
       แม่ชื่นเดินนำไป นภดาราไปถึงประตู แต่ก็แทบจะไม่อยากออกไป หันกลับมาอีก
       “หนูนอนคนเดียวได้ไหมคะ แม่มานอนเป็นเพื่อนเอาไหม”
       “มะ..ไม่ต้องค่ะ พเยียนอนคนเดียวดีกว่า” พเยียโบกมืออีก “บ๊ายบายค่ะ คุณแม่”
       “ไปเถอะค่ะ คุณ” ชื่นบอก
       นภดาราออกไป ประตูปิดลง พเยียกระโดดลงนอนแผ่หรากางแขนบนเตียง ร้องลั่นอย่างสุขล้น
       “อ๊า...เยสๆๆๆๆๆๆ”
       พเยียมองไปรอบตัว สุขเหมือนขึ้นสวรรค์
       “นังพเยียเอ๊ย คิดถูกจริงจรี๊ง...นี่มันยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเสียอีกเยสๆๆๆๆๆ”
       พเยียไม่รู้ว่าที่นอกห้อง ชื่นยืนเอาหูแนบประตู ได้ยินเสียงดังออกมาแว่วๆ หญิงชราตาโต ถอนใจ ส่ายหัวเหมือนรับไม่ได้
      
       อิศรฟุบรออยู่ที่เก้าอี้ เห็นหมอวิชาญออกมา อิศรกระโดดขึ้นทั้งตัว
       “หมอ คนไข้เป็นไงมั่ง”
       “พ้นขีดอันตรายแล้วล่ะ แต่โดนหนักเอาการอยู่ อีกนาน กว่าจะฟื้น”
       “แน่นะ” อิศรตบไหล่ “ขอบใจมากว่ะ เพื่อน”
       “เออ แต่แกบอกว่าน้องเค้าประสบอุบติเหตุรถคว่ำมาเหรอ” วิชาญถาม
       “ใช่ ฉันเป็นคนช่วยเค้ามาเอง มีอะไรเหรอ”
       วิชาญทำท่าเหมือนจะพูดอะไร แต่แล้วเกิดเปลี่ยนใจ
       “เปล่า แล้วไปเถอะ ว่าแต่แกเหอะ กลับไปนอนได้แล้วไป กว่าน้องเค้าจะฟื้นก็พรุ่งนี้เช้าโน่นแหละ”
      
       อิศรเดินเข้าในห้องพักฟื้น มองดูกอหญ้าที่มีผ้าพันหัว นอนนิ่งอยู่บนเตียง อิศรมองอย่างเอ็นดู
       “หลับให้สบายนะ ยัยเด็กปากเปราะ... พรุ่งนี้เช้าฉันจะกลับมาใหม่”
       อิศรเอาปลายนิ้วเขี่ยจมูกกอหญ้าเล่น
       “อย่าหาว่าฉันใจดำเลยนะ แต่เธอเป็นแบบนี้ น่ารักกว่าตอนดีๆ เยอะเลย... รู้ตัวไหม”
       อิศรมองๆ กอหญ้า แล้วยิ้มร้ายแบบเด็กขี้โกง แล้วแอบหอมแก้มกอหญ้า
       “กู้ดไนท์ เจ้าหญิงนิทรา พรุ่งนี้เจอกัน”
      
       อิศรออกไปกอหญ้าหลับสนิท ไม่รู้เรื่องอะไร
ตอนที่ 2
      
       กลางดึกคืนนั้น ในขณะที่อิศรกลับมาถึงบ้าน และเดินเข้าไปในห้องรับแขก เขาเห็นอรรถผู้เป็นบิดายืนหน้าบึ้งรออยู่
      
       “พ่อ”
       “นี่มันกี่โมงกี่ยามกันแล้ว”
       อิศรเหลียวไปเห็นสกุณานั่งอยู่ที่โซฟา อดแขวะไม่ได้
       “อย่าบอกนะพ่อ ว่าหน้ามืดตามัวถึงขั้นไม่รู้เวล่ำเวลา”
       “นี่!” อรรถโมโห พยายามข่มใจ “ฉันพูดกับแกดีๆ นะ เจ้าอิศร”
       สกุณาลุกขึ้นมายืนข้างอรรถ ทำท่าเป็นแม่เลี้ยงเต็มที่
       “ที่ถาม เพราะเราเป็นห่วงคุณนะคะ คุณอิศร...วันนี้ฝนตกหนัก ตัวคุณก็ชอบขับรถเร็ว คุณพ่อคุณท่านก็เป็นห่วงว่า...”
       อิศรสวนคำทันควัน “ผมจะรถคว่ำตาย” พลางหันมายิ้มเยาะให้สกุณา “ยังครับ ผมไม่ตายง่ายๆ หรอก ยังไงก็ต้องอยู่ผลาญมรดกก่อน คนอื่นอย่าหวัง” หันมาทางอรรถ “วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ พ่อ เหนื่อย...ง่วง”
       อิศรเดินหนีขึ้นชั้นบนไป สกุณาหันไปเล่นงานอรรถ
       “ดูลูกชายคุณพูดกับฉันสิคะ คุณอรรถ ไม่มีความเกรงใจเลย”
       “ขนาดผมมันยังไม่เกรง” อรรถส่ายหัว อย่างระอา “วันหลัง คุณก็อย่าไปพูดกับมัน สกุณา ผมเองก็ไม่ไหวแล้ว ไอ้ลูกคนนี้”
       อรรถเดินหนีไปอีกคน ทิ้งสกุณายืนโมโหอยู่คนเดียว
       “คนยะโสโอหังอย่างคุณ มันต้องพลาดเข้าซักวัน ถึงทีของฉันเมื่อไหร่ ฉันจะเอาคืนให้สาสม คุณอิศร”
      
       เช้าแล้ว แต่พเยียยังนอนอยู่ แสงสว่างที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้พเยียเริ่มรู้ตัว ลืมตาขึ้นมาบิดขี้เกียจ แล้วก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นนภดารานั่งมองตาแป๋วอยู่ข้างเตียง เฝ้าดูอยู่อย่างแสนรัก
       พเยียลุกพรวดอย่างตกใจ
       “ว้าย”
       นภดาราก็ตกใจ
       พเยียตวัดเสียง ไม่พอใจนิดๆ “นี่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ มาทำไม”
       “แม่เข้ามาปลุกหนู เห็นว่าสายแล้ว แม่ทำให้หนูตกใจใช่ไหมคะ” นภดาราหน้าสลดลง “แม่ขอโทษนะคะ แม่ไม่ได้ตั้งใจ แม่แค่คิดถึงหนู”
       พเยียไม่ซึ้งสักนิด แอบถอนใจเบื่อ มาโหมดนี้อีกแล้ว นภดารารำพันซาบซึ้ง
       “แม่เห็นหน้าหนูได้วันเดียว หนูก็หายไป สิบกว่าปีที่ผ่านมา แม่คิดมาตลอดว่าหนูจะหน้าตาเป็นยังไง”
       นภดาราน้ำตาคลอ มองใบหน้าของพเยีย อย่างแสนรัก พเยียมองอาการของนภดาราอย่างอ่อนใจ คิดในใจ
       “ยัยนี่ท่าทางจะคิดถึงลูกจนบ้า”
       “ลูกสาวของแม่น่ารักเหลือเกิน”
       นภดาราจะเข้ามากอดอีก พเยียหลบ เปลี่ยนเรื่อง
       “พเยียหิวจังเลยค่ะ มีอะไรกินมั่งคะ”
       แม่ชื่นเปิดประตูเข้ามาพอดี มีสาวใช้ยกถาดอาหารตามมา
       “อาหารเช้าของคุณหนูค่ะ”
       สาวใช้เอาถาดวางให้ถึงเตียง ในถาดเป็นอาหารเช้าแบบอเมริกันหรูหราน่ากินสุดๆ พเยียยิ้มชอบใจ
       “โห เหมือนในหนังเลย พเยียกินเลยนะคะ คุณแม่”
       พเยียลงมือกินอย่างตะกละตะกราม ไร้มารยาท นภดารามองเอ็นดู หันไปพูดขำๆ กับชื่น
       “คุณหนูคงจะหิวมากน่ะจ้ะ แม่ชื่น”
       ชื่นพยักเพยิดไป “ค่ะ คงจะหิวมาก”
      
       ในตอนกลางวันสาวใช้เดินนำตำรวจ 2 นายเดินเข้ามาในบ้าน นภัสรพีเดินออกมาต้อนรับ
       “สวัสดีครับ คุณชาย”
       “สวัสดีครับ สารวัตร เชิญเข้าไปดื่มกาแฟข้างในก่อนดีกว่า” นภัสรพีหันไปบอกสาวใช้ “ไปตามคุณดารากับคุณหนูลงมา บอกว่าฉันเชิญ”
       “ค่ะ คุณชาย” สาวใช้เดินออกไป
      
       นภดาราเดินจูงพเยีย ซึ่งสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ แต่เป็นเสื้อผ้าราคาถูกที่พเยียเอาติดตัวมา ตรงไปที่ห้องรับแขก แม่ชื่นเดินตามมาด้วย
       นภดาราถามชื่น “คุณพ่อมีธุระอะไรกับยัยหนูหรือจ๊ะ ชื่น”
       “ชื่นก็ไม่ทราบค่ะ ยังไงคุณสองคนก็รีบไปดีกว่า อย่าให้คุณชายท่านรอ”
       ไม่นานนักพเยียเดินตามหลังนภดาราเข้าไปในห้องรับแขก นภัสรพีเห็น ลุกขึ้นแนะนำ
       “มาแล้ว ดาราพาหลานพเยียเข้ามานี่ซิ”
       พเยียมองตาม แล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นตำรวจ
       “มีเรื่องอะไรกันคะ คุณพ่อ…” นภดารามองตำรวจ “ทำไม…”
       “ทางตำรวจเค้าอยากจะสอบปากคำพเยีย เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน” นภัสรพีว่า
       พเยียรีบปฏิเสธอย่างลืมตัว “หนูไม่รู้”
       นภาจรีซึ่งอยู่ด้วยสงสัย “เอ๊ะ ตัวเองอยู่ในเหตุการณ์ จะไม่รู้ได้ยังไง มานั่งนี่ แล้วเค้าถามอะไรก็ตอบไป”
       “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พเยีย ไม่ต้องตกใจ หนูก็แค่ให้การตามความจริงเท่านั้น ไปค่ะ”
      
       นภดาราพาพเยียเข้าไปนั่ง พเยียเสียวหลังวาบ ท่าทางไม่สบายใจ


  


       ครู่ต่อมาทุกคนนั่งฟังพเยียเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ท่าทางเหมือนยังเสียขวัญอยู่มาก
      
       “อยู่ดีๆ ฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงมา คุณปราบก็หักหลบอะไรซักอย่าง แล้วรถก็หมุนติ้วเลยค่ะ แล้วก็ไปกระแทกกับต้นไม้ข้างทาง…”
       ตำรวจซัก “แล้วยังไงอีกครับ”
       “พเยียกระเด็นออกมาจากรถ พอลุกขึ้นได้ ก็เห็นแต่...” พเยียทำท่าขนลุกขนพอง “โอ๊ย พเยียไม่เล่าได้ไหมคะ พเยียไม่อยากนึกถึงมันอีก”
       ตำรวจมองพเยียอย่างเห็นใจ แล้วหันไปพูดกับนภัสรพีอย่างเกรงใจ
       “ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่มารบกวน แต่คุณพเยียเป็นพยานคนเดียวที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ผมก็ต้องมาสอบสวนตามหน้าที่”
       นภัสรพีบอก “ไม่เป็นไร ตามสบายเถอะ ผมเข้าใจ”
       ตำรวจถามต่ออย่างเกรงใจ “ยังมีอีกเรื่องนึงครับ คือ ทางโบสถ์ยืนยันว่ามีเด็กสาวชื่อ กอหญ้า เดินทางมากับคุณแม่ยุพาด้วย แต่ในที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยอะไรเลย คุณพเยียทราบมั้ยครับ ว่าเธอหายไปไหน”
       พเยียตกใจหลุดปาก “อะไรนะ นังกอหญ้าหายไป จะหายไปได้ยังไง”
       ตำรวจดีใจ “หมายความว่าคุณกอหญ้าอยู่ในรถด้วยจริงๆ ใช่ไหมครับ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเธอครับ เธออยู่ที่ไหน”
       ถูกทุกคนจับตามอง พเยียพูดตะกุกตะกัก
       “คือ...เค้า...เค้า” พเยียนึกได้ “พเยียไม่ทราบค่ะ เค้าขอแวะลงข้างทาง แต่ไม่ได้บอกว่าจะไปไหน”
       ตำรวจซักอีก “ลงข้างทาง แถวไหนครับ”
       พเยียหน้าตาอึกอัก
       “พเยียไม่รู้ค่ะ นึกไม่ออก” แล้วแกล้งทำเป็นปวดหัว “โอ๊ย พเยียปวดหัวค่ะพเยียคิดอะไรไม่ออกแล้ว”
       นภดารารีบกอดพเยียไว้อย่างปลอบโยน มองตำรวจเหมือนจะตำหนิ แต่พูดด้วยอย่างสุภาพ
       “คุณตำรวจคะ ดิฉันว่าพอแค่นี้เถอะ ตอนนั้นพเยียแกคงขวัญเสียมากคงจะจำรายละเอียดอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้หรอกค่ะ”
       ตำรวจพยักหน้าอย่างเกรงใจ นภาจรีกับนภัสรพีสบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ
      
       เวลาเดียวกันที่ห้องพักฟื้นของกอหญ้าในโรงพยาบาล อิศรเดินไปเดินมาอยู่ข้างๆ เตียงกอหญ้า บางทีก็เดินมาชะโงกหน้าดูกอหญ้าที่เตียง เหมือนจะเร่งให้ตื่น เหมือนเด็กใจร้อนที่ไม่ชอบรออะไร อิศรเอานิ้วจิ้มๆ ที่แขนกอหญ้า เหมือนพยายามจะปลุก
       “นี่ ยังไม่ยอมฟื้นอีกเหรอยัยตัวแสบ จะนอนไปถึงไหนห๊ะ”
       อิศรมองกอหญ้า แต่กอหญ้านอนนิ่ง อิศรอมยิ้ม เอานิ้วเขี่ยแก้มกอหญ้าเล่นอย่างมันเขี้ยว
       “ไงล่ะ หมดฤทธิ์เลยล่ะสิ”
       อิศรมองกอหญ้าอย่างเผลอไผล ก่อนจะค่อยๆ ก้มลงเหมือนจะหอมแก้มกอหญ้า
       จังหวะนั้นมืออีกข้างของกอหญ้ายกขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ ชกโดนหน้าอิศร โครม!
       อิศรร้อง “เฮ้ย”
       กอหญ้าลืมตา จะลุก แต่ปวดแผล
       ร้อง “โอย”
       อิศรดีใจ “กอหญ้า เธอฟื้นแล้ว”
       กอหญ้าเหมือนไม่ได้ยินอิศร มัวแต่อยู่กับอาการปวดของตัวเอง
       “อูย ปวดหัว”
       อิศรถามอย่างห่วงใย “ปวดมากมั้ย กอหญ้า ให้เรียกพยาบาลไหม”
       กอหญ้ามองหน้าอิศร มึนๆ
       “ว่าไง กอหญ้า”
       กอหญ้ายังงงๆ “ฉันชื่อกอหญ้าเหรอ”
       อิศรขำคิกคัก “อะไรเนี่ย หัวแตกแค่เนี้ย ติงต๊องไปเลย ชื่อตัวเองยังจำไม่ได้”
       กอหญ้ามองไปรอบๆ ตัว อย่างงุนงง
       “ฉันอยู่ที่ไหน” กอหญ้ายกมือคลำแผลที่ศีรษะ “นี่อะไรเนี่ย”
       “เธอน่ะรถคว่ำ ฉันไปเจอเข้าพอดี ก็เลยพาเธอมาที่โรงพยาบาลนี่ไง”
       กอหญ้าหันมามองหน้าอิศรอย่างสงสัย
       “แล้วคุณล่ะเป็นใคร ฉันรู้จักคุณด้วยเหรอ”
       คราวนี้อิศรถึงกับอึ้ง เห็นท่าทีกอหญ้าถามอย่างจริงใจ เหวอไปเลย
      
       อิศรอยู่ที่ห้องพักหมอวิชาญ เห็นมีฟิลม์เอ็กซเรย์สมองของกอหญ้าโชว์อยู่บนแผงไฟ
       “ศีรษะคนไข้ถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ทำให้คนไข้เกิดอาการความจำเสื่อม”
       อิศรเสริม “หมายความว่าตอนนี้เธอจำอดีตไม่ได้เลย”
       หมอหนักใจ “ก็ทำนองนั้น สมองคนไข้ตอนนี้เหมือนกับกระดาษเปล่าๆ จะรับรู้ก็เฉพาะสิ่งที่มีคนพูดและทำกับเธอในวันนี้เท่านั้นแหละ”
      
       อิศรมีท่าทางหนักใจ


  


       ทางด้านพเยียเองก็มีท่าทางเป็นกังวลมา หล่อนเดินไปเดินมา ผุดลุกผุดนั่งอยู่ในห้อง
      
       “นังกอหญ้าไม่ได้อยู่ที่เกิดเหตุ แล้วมันหายไปไหนของมัน แปลว่ามัน ยังไม่ตายเหรอ แต่ถ้ามันยังไม่ตาย แล้วทำไมมันไม่มาที่นี่ ทำไมมันไม่ไปแจ้งตำรวจ”
       พเยียคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก กลุ้มใจ
       “ตกลงมันตายหรือไม่ตายกันแน่ ถ้ามันไม่ตาย เราจะทำยังไงดี”
       พเยียเครียดหนัก มีเสียงเคาะประตูห้อง พเยียหันไปตวาดแว้ด
       “ใคร” แต่ต้องชะงัก เมื่อเห็นนภดาราเปิดเข้ามา
       “แม่เองจ้ะ” นภดาราเข้ามาในห้อง ปิดประตู “แม่มีเรื่องอยากพูดกับหนู”
       พเยียมองนภดาราด้วยความหวาดระแวง
       “เรื่องอะไรคะ”
       “เรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวาน...” นภการาทอดเสียงอ่อนโยน แต่จริงจัง “พเยียมีอะไรอยากจะบอกแม่หรือเปล่าจ๊ะ”
       พเยียอึ้ง เสียงสั่นแบบคนมีพิรุธ
       “ม..ไม่มีอะไรนี่คะ”
       “ไม่มีอะไรแล้วทำไมหนูจะต้องกลัวลนลานขนาดนั้น”
       พเยียใจหล่นวูบ คิดว่าโดนจับได้ หลบตานภดาราไปอีกทาง สมองคิดหาทางเอาตัวรอด
       นภดาราเดินเข้ามาทางด้านหลัง พูดด้วยน้ำเสียงปลอบโยน
       “แม่ผ่านเรื่องร้ายๆ มาเยอะ แม่พอจะเดาได้ อย่าปิดแม่เลยจ้ะ”
       พเยียที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองนภดาราผ่านกระจกอย่างชั่งใจ ขณะที่มือค่อยๆ เอื้อมไปหยิบตะไบเล็บมากำไว้แน่น เพื่อใช้เป็นอาวุธ นภดาราเดินเข้ามาหาพเยียจากทางด้านหลัง
       พเยียถามเสียงเย็น “คุณแม่คิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”
       นภดาราจับพเยียหันมาเผชิญหน้า พเยียหันมา ซ่อนมือที่กำตะไบเล็บเอาไว้ด้านหลัง
       “หนูเป็นคนเดียวที่รอด แต่คนอื่น คนที่หนูรักต้องตายไป โดยที่หนูไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย มันทำให้หนูรู้สึกผิด ใช่ไหม”
       พเยียนิ่ง รู้สึกเหมือนเรื่องจะไม่เป็นอย่างที่กลัว
       “มันเป็นอุบัตเหตุนะ ลูก แม่ไม่อยากให้หนูเก็บมันเอามาทรมานจิตใจตัวเอง เหมือนที่แม่เคยเป็น”
       พเยียมองหน้านภดาราชัดๆ เห็นแต่ความรักท่วมท้น พเยียคลายความกังวลใจลงยิ้มออก
       “ค่ะ คุณแม่”
       “แม่ไม่อยากหนูจะไม่คิดถึงเรื่องคืนนั้นอีก อยากให้ลูกเลิกหวาดกลัวแล้วมีแต่ความสุข”
       พเยียโล่งอกมากขึ้น “ค่ะ... พเยียจะลืมทุกอย่าง พเยียจะมีแต่ความสุข” ยิ้มประจบ “แต่คุณแม่ต้องรักพเยีย ตามใจพเยียมากๆ นะคะ”
       “จ้ะ พเยียอยากได้อะไร แม่จะตามใจทุกอย่างทุกอย่างเลยจ้ะ”
       พเยียกอดอ้อนนภดารา
       “พเยียอยากได้เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า นาฬิกา เครื่องเพชรด้วย คุณแม่ซื้อให้พเยียนะคะ”
       นภดาราหัวเราะ สุขใจมาก “ได้เลยจ้ะ ทุกอย่างในโลกนี้ที่เงินซื้อได้ แม่จะซื้อ ให้พเยียทุกอย่างเลยจ้ะ”
       สองแม่ลูกกอดกัน พเยียยิ้มร้ายออกมาบอกตัวเองในใจ
       “นังกอหญ้า ทุกอย่างที่นี่ ต้องเป็นของฉัน ต่อให้แกไม่ตาย ก็อย่าหวัง ว่าฉันจะคืนให้แก”
      
       ค่ำวันนั้นที่ศาลาวัดแห่งหนึ่ง มีการจัดงานศพปราบ มีคนเดินเข้าออกประปรายบนศาลา นภัสรพีนั่งอยู่ที่โซฟาด้านหน้า อร ภรรยาของปราบส่งถุงกำมะหยี่ที่ใส่ล้อกเก็ตให้ นภัสรพีอย่างนอบน้อม
       “ตำรวจพบล็อกเก๊ตอันนี้อยู่ในกระเป๋าเอกสารของคุณปราบค่ะ ดิฉันจำได้ว่าเป็นตราประจำตระกูลของศิวาวงศ์ ก็เลยนำมาคืนให้คุณชาย”
       นภัสรพีมองดูล็อกเก๊ต ครุ่นคิดในใจ
      
       “ล้อกเก็ตที่ทำขึ้นใหม่ยังอยู่ที่ปราบ ก็เท่ากับว่า ล้อกเกตของพเยียเป็นของจริง”
       เสียงของปราบแว่วเข้ามาในความคิด
       “ผมเจอคุณหนูครับ คุณหนูตัวจริง ลูกสาวของคุณนภดาราครับ! คุณหนูมีทั้งล้อกเก็ต มีทั้งแหวนรูปดาว เธอเป็นลูกสาวของคุณนภดาราตัวจริงแน่นอนครับ”
       นภัสรพีครุ่นคิด ในใจ
       “ปราบเจอลูกสาวของนภดาราแล้วแน่ๆ เขากำลังพาตัวเธอกลับมา เด็กคนนั้นใช่พเยียหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ แล้วจะเป็นใคร”
      
       กอหญ้านั่งอยู่บนเตียงคนไข้ปวดหัวจี๊ดขึ้นมา
       “โอ้ย ปวดหัว”
       อิศรเปิดประตูเข้ามาเจอพอดี รีบเข้ามาดู
       “นี่ แอบคิดมากอีกแล้วใช่ไหม .. ฉันบอกแล้วไง ว่าให้หยุดคิดก่อน เธอยังไม่หายดี อย่าเพิ่งสงสัยอะไรนักเลย”
       กอหญ้าดื้อดึง “แต่ฉันอยากรู้นี่ ว่าฉันเป็นใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน” ว่าแล้วเอามือทุบหัวตัวเอง“ทำไมฉันจำอะไรไม่ได้เลยล่ะ แล้วบ้านฉันล่ะคุณ บ้านฉันอยู่ที่ไหน”
       “ก็คิดไม่ออก แล้วจะไปคิดทำไม เธอน่ะเพิ่งจะฟื้นนะ” อิศรแกล้งพูดขำๆ เหมือนเป็นเรื่องเล็ก “สมองมันอาจจะยังไม่เข้าที่ก็ได้ นอนพักก่อนเถอะน่า เดี๋ยวก็คิดออกเองแหละ...นะ”
       อิศรประคองให้กอหญ้านอนลง กอหญ้าหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน อิศรเปลี่ยนสีหน้าจากยิ้มๆ มาเป็นคิดหนัก จะทำอย่างไรต่อไปดี
      
       วันต่อมา ที่โรงพยาบาลจักษุที่ทันสมัยที่สุด ภายในโรงพยาบาลดูโอ่โถง ธีมสีในโรงพยาบาลเป็นสีขาวทั้งหมด ตัดกับสีโครเมี่ยมของอุปกรณ์ตกแต่งภายอย่างลงตัว
       ภายในห้องพักฟื้นคนไข้ ชิษณุพงศ์ที่ตาทั้งสองข้างปิดไว้เหมือนคนเพิ่งผ่าตัดตา ในห้องปิดม่านเกือบทั้งห้อง ให้แสงเข้ามาได้น้อยที่สุด หมอค่อยๆ แกะผ้าพันแผลออกจากตาชิษณุพงศ์ มีเจ้าแสงโชติ เจ้ามลุลี เจ้าพ่อกับเจ้าแม่ ลุ้นตื่นเต้นอยู่ข้างๆ หมอกำลังจะแกะผ้าปิดตาชิ้นสุดท้ายออก
       “หลับตาไว้สักครู่นึงก่อน อย่าเพิ่งลืมตานะครับคุณชิษณุพงศ์”
       ชิษณุพงศ์ตื่นเต้นสุดๆ แต่ยังไม่ลืมตา
       “ครับ”
       หมอแกะผ้าปิดตาเสร็จ
       “เอาละครับ นับ 1-10 แล้วค่อยๆ ลืมตา ช้าๆ นะครับ”
       ชิษณุพงศ์ค่อยๆลืมตาช้าๆ แรกๆ เห็นเป็นภาพพร่ามัว ที่ค่อยๆ เริ่มชัดขึ้นทีละน้อย ทีละน้อย เจ้าแสงโชติ กับเจ้ามลุลีมองหน้ากันแบบลุ้นๆ
       “ชิษณุ เป็นไงบ้างลูก” ผู้เป็นพ่อถามในอาการตื่นเต้น
       ชิษณุพงศ์เห็นหน้าพ่อแม่อย่างเต็มตาหลังจากที่ตาบอดมานาน ดีใจ ตื้นตันใจจนบอกไม่ถูก
       “เจ้าพ่อ เจ้าแม่”
       เจ้าแสงโชติ กับเจ้ามลุลีโผเข้ามากอดชิษณุพงศ์
       “ชิษณุ เป็นไงบ้างลูก มองเห็นแล้วใช่มั้ย” เจ้ามลุลีถาม
       ชิษณุพงศ์พยักหน้า
       “เห็น แต่ยังไม่ชัดนักครับ”
       “อีกนานไหมครับ หมอ กว่าลูกผมจะมองเห็นเป็นปกติ”
       “ซักสองสัปดาห์ครับ ถ้าอยากหายเป็นปกติเร็วๆ ก็ต้องถนอมสายตามากๆ ห้ามดูทีวี ห้ามโดนแดดแรงๆ แล้วก็ระวังอย่าไปจ้องแสงจ้าๆ เด็ดขาด อ้อ แล้วพวกโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ ก็งดไปก่อนซักพักนะครับ”
       ชิษณุพงศ์ถามอย่างร้อนใจ “แล้วเมื่อไหร่ผมถึงจะเดินทางได้ครับ คุณหมอ”
       มลุลีแปลกใจ รีบถาม “ลูกจะไปไหนเหรอจ๊ะ”
       “ผมจะไปเชียงใหม่ครับ ผมอยากไปหากอหญ้า”
      
       หนุ่มผู้เคยพิการทางสายตา บอกบิดามารดาอย่างมุ่งมั่น

      
       ด้านนภดาราเดินยิ้มแจ่มใสเข้ามาในห้องพเยีย ชื่นเดินตามหลังมาด้วย
      
       “จะไปหรือยังจ๊ะลูก”
       พเยียแต่งหน้าอยู่หน้ากระจกหันมายิ้มแย้ม
       “ไปซีคะ พเยียอยากได้เสื้อผ้าใหม่ๆ จะแย่แล้ว” พเยียปาทิชชูลงบนโต๊ะ บอกชื่น “เก็บให้ด้วยนะ”
       พเยียคล้องแขนนภดาราเดินเชิ่ดออกไป
       แม่ชื่นมองไปที่โต๊ะเครื่องแป้งอย่างปลงๆ เห็นตล้บแป้งเปิดอ้า หวี ลิปสติกทิ้งเกลื่อนกลาด แล้วสายตาไปสะดุดที่สร้อยกับล็อกเก็ตของพเยียที่วางกองทิ้งๆ ไว้ที่โต๊ะแต่งตัว ชื่นหยิบขึ้นมาดู
      
       นภาจรีถือสร้อยของพเยียอยู่ในมือ
       “ไหนว่าใส่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก แล้วทำไมถอดทิ้งไว้”
       “บอกตรงๆนะคะ ชื่นรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่ทราบกับคุณพเยีย ท่าทาง การพูดการจา มันดู”หญิงชรานึกหาคำพูด “ไม่น่าจะเป็นลูกของคุณดารา เลยจริงๆ”
       นภาจรีตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
       “ชื่น รีบไปบอกให้วินัยเอารถคันใหญ่ออก ฉันจะไปช้อปปิ้งกับดาราด้วย”
      
       นภดารากับพเยียยืนรอรถอยู่ที่มุขหน้าตึก รถตู้คันใหญ่ของวังศิวาลัยวิ่งเข้ามาจอดเทียบหน้ามุข วินัยคนขับรถวิ่งลงมาเปิดประตูด้านหลัง
       นภดาราขำๆ “เอารถคันใหญ่ออกเลยเหรอจ๊ะ” หันมาบอกพเยีย “สงสัยวินัยคงรู้ว่าลูกสาวแม่กะจะไปเหมาของทั้งห้าง”
       จังหวะนั้นนภาจรีเดินกรีดกรายยิ้มออกมา พเยียหุบยิ้มทันที เพราะไม่ชอบนภาจรี
       “อาจะไปด้วยน่ะจ้ะ ดารา”
       นภดาราแปลกใจ ปนดีใจ “เราไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันนานแล้ว วันนี้อาหญิงนึกยังไงคะ”
       นภาจรียิ้ม แต่ดวงตาที่มองพเยียเฉียบคม เหมือนมีแผนจะทำอะไรบางอย่าง
       “ก็นึกสนุกขึ้นมาน่ะซี .. ไป ขึ้นรถเถอะ จะได้รีบไป”
       นภาจรีก้าวขึ้นรถไปก่อน นภดารากับพเยียก้าวตามขึ้นไป รถเคลื่อนออกไปอย่างช้าๆ
      
       ทุกคนอยู่ในรถ พเยียนั่งมองสองข้างทางไปเรื่อยๆ แต่นภดาราเอะใจ
       “เอ๊ะ วินัย ทำไมไปทางนี้ล่ะ ฉันจะไปซื้อของนะ”
       “อาสั่งเค้าเองแหละจ้ะ”
       รถแล่นไปถึงป้ายโรงพยาบาล วินัยเลี้ยวรถเข้าไปในโรงพยาบาล นภดารากับพเยียแปลกใจ
       “คุณอาหญิงจะมาโรงพยาบาลทำไมเหรอคะ”
       นภาจรียิ้มๆ “อาอยากให้พเยียตรวจร่างกาย”
       พเยียปฏิเสธ “ตรวจอะไรคะ พเยียไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย”
       นภาจรีจ้องหน้าพเยีย “ฉันอยากให้เธอตรวจดีเอ็นเอ”
       พเยียตกใจสุดขีด คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ นภดาราเองก็ตกใจ และไม่เห็นด้วย
       “คุณอาหญิงคะ มันไม่จำเป็นเลย”
       นภาจรีพูดตรงๆ กับนภดารา “ดารากับลูกน่ะจากกันไปตั้งสิบแปดปีนะ เธอเคยเห็นหน้าลูกครั้งเดียวก็ตอนแบเบาะ เธอจะแน่ใจได้ยังไง อาเลยอยากจะตรวจดีเอ็นเอเสียให้มันเรียบร้อยไป”
       รถจอดหน้าตึกผู้ป่วยนอก ของโรงพยาบาล ประตูรถเปิดออก นภาจรีพยักเพยิดให้นภดาราลงไป สองแม่ลูกอึ้งๆ พเยียหน้าเสีย นภดารามองพเยียอย่างไม่สบายใจ เป็นห่วงความรู้สึกพเยีย
      
       นภาจรีก้าวลงจากรถ
       “ลงมาซีจ๊ะ”
       นภดาราเดินลงมา พเยียจำใจต้องลงตาม นภาจรีจะเดินนำไป พเยียยื้อแขนนภดาราเอาไว้ บอกจริงจัง
       “ไม่นะคะ คุณแม่ พเยียไม่ไป”
       นภาจรีหันขวับมา
       “อะไรนะ”
       พเยียฮึดสู้ ปฏิเสธขาแข็ง “พเยียบอกว่าไม่ พเยียไม่ตรวจอะไรทั้งนั้น ไม่!”
       นภาจรีฉุน “นี่ เธอ”
       นภดาราส่งเสียงขึ้นอย่างนุ่มนวล แต่จริงจัง
       “ตามใจพเยียเถอะค่ะ คุณอาหญิง เราไม่จำเป็นต้องตรวจอะไรทั้งนั้นหลานมั่นใจว่าพเยียเป็นลูกของหลาน หลานจะไม่บังคับให้แกตรวจดีเอ็นเอ ถ้าแกไม่ต้องการ”
       นภาจรีไม่พอใจนัก “ก็แล้วทำไมจะต้องให้บังคับกัน ถ้าหากเธอสองคนมั่นใจ ว่าเป็นแม่เป็นลูกกัน” นภาจรีมองหน้าพเยีย “แล้วเธอจะกลัวอะไร”
       นภดาราปราดเข้าขวาง ปกป้องพเยียเต็มที่
       “หลานไม่ได้กลัวค่ะ แต่ที่ผ่านมา พเยียเจ็บช้ำมามาก ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า ถูกแม่ของตัวเองทอดทิ้ง แล้วเรายังจะมาตั้งแง่ สงสัยแกว่าไม่ใช่ลูกของหลานอีกเหรอคะ”
       นภาจรีเห็นคนที่ผ่านไปมาเริ่มมอง ชักไม่พอใจ ลดเสียงลง ดุๆ
       “อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ไหม ดารา”
       นภดาราย้ำคำหนักแน่น แต่เสียงสุภาพ “คุณอาหญิงต่างหากล่ะค่ะ ที่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ใครจะครหานินทาก็ช่างปะไร หลานมั่นใจ ว่าพเยียคือลูกของหลาน
       “แต่พเยียก็เป็นทายาทของศิวาวงศ์ด้วย ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถาม ว่าเธอเป็นใครมาจากไหน แทนที่จะคอยปกป้องลูก จากเสียงซุบซิบนินทา ทำไมเธอไม่พิสูจน์ให้มันชัดเจนไป เพื่อที่ลูกสาวของเธอจะได้เป็นพเยีย ศิวาวงศ์ ได้อย่างสง่างาม”
       นภดาราอึ้งไป ได้คิดว่านภาจรีก็มีเหตุผล
       นภาจรีสำทับ “กะอีแค่ตรวจเลือดเท่านั้น มันไม่ง่ายกว่าห้ามคนนินทาลูกสาวเธอหรือ นภดารา”
       นภดารานิ่ง ท่าทางเห็นด้วย พเยียเห็นแล้ว ตกใจ โวยวายยทันที
       “ไม่นะคะคุณแม่ พเยียไม่ตรวจ คุณยายเล็กทำแบบนี้ เท่ากับรังเกียจ พเยีย หาเรื่องพเยีย”
       “ไม่ใช่นะลูก คุณยายเล็กหวังดี”
       พเยียสวนขึ้นมา “ไม่! พเยียไม่ตรวจ ไม่”
       พเยียจะวิ่งหนี นภดาราคว้ามือไว้
       “พเยียจะไปไหน ฟังแม่ก่อน”
       “ไม่!”
       พเยียสะบัดแขนอย่างแรง จนนภดาราเซล้ม พเยียวิ่งออกไปไม่เหลียวหลัง
       “พเยีย ลูกจะไปไหน พเยีย”
       นภดาราลุกขึ้น จะตาม แล้ววิงเวียนซวนเซไปอีก
      
       นภาจรีเข้าไปประคองนภดาราอย่างเป็นห่วง และเหลียวมองไปยังพเยียทีวิ่งหนีลับตาไปอย่างสงสัยสุดๆ


  


       ขณะเดียวกันที่ออฟฟิศของอิศร ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่
      
       ตรงทางเดินในบริษัทเย็นนั้น สุบรรณ ชายหนุ่มท่าทางอารมณ์ดีขี้เล่น เดินนำพนักงานที่หอบถุงช้อปปิ้งขนาดใหญ่จากห้างหรู จำนวนเกือบ 50 ถุง เดินตามหลังมาเป็นขบวน ผู้คนมองตามกันใหญ่สายตาฉงน
       จนมาถึงหน้าห้องทำงานอิศร สุบรรณเคาะประตู แล้วเปิดเข้าไป
       “ของที่สั่งมาแล้วคร้าบบบบ คุณอิศร”
       อิศรรีบออกมาดู เห็นของเรียงรายเต็มทางเดิน
       “ครบทุกอย่างตามที่สั่งใช่ไหม สุบรรณ”
       สุบรรณเอารายการขึ้นมาดู “เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ชุดชั้นใน สบู่ ยาสีฟัน เครื่องสำอาง น้ำหอม ต่างหู สร้อย นาฬิกา ชุดราตรี ชุดกีฬา ชุดนอน ครบตามที่สั่งครับ”
       อิศรยิ้ม พอใจ “ดีมาก แกเอาไปไว้ที่บ้านฉัน เอาไปให้พรนะ ฉันสั่งเค้าไว้แล้ว ว่าจะต้องทำยังไงต่อ”
       “ผมเดินซื้อของให้คุณอิศรจนขาลาก ใจคอจะไม่บอกผมซักคำเหรอครับว่าของพวกเนี้ย คุณอิศรจะเอาไปให้สาวที่ไหน”
      
       ซึ่งพอสุบรรณฟังจบก็ตกใจมาก
       “พระเจ้าช่วย กล้วยทอดด้วย เอางั้นเลยเหรอครับ แน่ใจนะครับคุณอิศร”
       “แน่ใจสิวะ ทำไม แกมีปัญหาอะไร”
       “ผมน่ะไม่มีหรอกครับ แต่คุณอิศรอ่ะ มีแน่ๆ ถ้าเกิดเค้ารู้ความจริงขึ้นมาโดนหลายข้อหาเลยนะครับ ทั้งหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ขาดอิสรภาพ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง”
       อิศรเบรกทันที “นี่ หยุดเลย หยุดพล่ามได้แล้ว ทำเป็นรู้มาก จบกฎหมายมาหรือไง”
       สุบรรณงอน “เตือนดีๆ ก็ว่า ถ้าเกิดเรื่องอะไร อย่ามาหาว่าสุบรรณไม่เตือนนะครับ”
       “ฉันรู้น่าว่าทำอะไรอยู่ แกน่ะไปได้แล้ว เอาของไปเก็บที่บ้านฉันด้วย”
       “แล้วถ้าใครต่อใครถาม ว่าเสื้อผ้าข้าวของพวกนี้มันของใคร คุณอิศรจะให้ผมตอบว่ายังไงครับ”
       อิศรอึ้ง นิ่งคิดตาม
      
       ตกคืนนั้น ในห้องพักฟื้นของกอหญ้า อิศรเดินเข้ามาตรงหน้ากอหญ้าบอกชัดคำ
       “เราเป็นแฟนกัน”
       เห็นกอหญ้านิ่งฟัง หน้าตาไม่เชื่อที่อิศรพูด
       “จริ๊ง เรากำลังจะหมั้นกันด้วย”
       หน้ากอหญ้ายิ่งไม่เชื่อมากขึ้น
       “ฉันว่ามันไม่น่าจะใช่นะ ฉันรู้สึกว่า ฉันไม่มีทางเลือกคนอย่างคุณเป็นแฟนแน่ๆ ยิ่งกำลังจะหมั้นกันด้วยเนี่ย ไม่น่าเป็นไปได้อ่ะ”
       “ตอนนี้เธอประสาทกลับอยู่ จะไปรู้อะไร จริงๆแล้ว เธอรักฉันมาก.....” อิศรลากเสียงเว่อร์ กอหญ้ามองหน้าอิศรเขม็ง “เธอเป็นคนจีบฉันก่อนด้วยซ้ำไป”
       กอหญ้ามองหน้าอิศร สำรวจจิตใจตัวเอง แล้วส่ายหัว
       “ไม่จริง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด”
       อิศรกวน “อ้ะ งั้นลองคิดซิว่าความจริงคืออะไร แล้วเธอเป็นใคร”
       กอหญ้าคิดไปคิดมา แล้วส่ายหน้าอย่างหมดหวัง “เป็นไปได้ไงเนี่ย ทำไมสมองฉันมันถึงว่างเปล่าอย่างงี้” หันขวับไปใส่อิศรทันที “คุณเห็นฉันไม่สบายเลยฉวยโอกาสเอาอะไรต่ออะไรมายัดใส่สมองฉันใช่มั้ย คุณหลอกฉัน หาว่าฉันเป็นแฟนคุณ”
       อิศรรีบโวยวายกลบเกลื่อน
       “โห ตัวเองสวยตายแล้วนี่ ฉันถึงต้องมาแอบอ้างเอาเธอเป็นแฟน นี่! จะบอกให้นะ ถ้าฉันไม่ได้เป็นคนดีขนาดนี้ล่ะก็ ฉันทิ้งเธอไปแล้ว ถามหน่อย แฟนความจำเสื่อมน่ะ มันน่ารักตรงไหนไม่ทราบฮะ”
       กอหญ้า หมดปัญญาจะเถียง ได้แต่ค้อนขวับ
       “ไม่รักก็อย่ารัก ฉันไม่เห็นจะง้อ”
       อิศรยิ้มหน้าทะเล้นใส่
       “อย่างอนน่า ใครว่าฉันไม่รักเธอล่ะ อย่าคิดมากนะ ไอ้โรคสมองติงต๊องของเธอเนี่ย เดี๋ยวมันก็หายเองล่ะ นะ นะ นะ”
       อิศรยิ้มให้ กอหญ้ามอง ท่าทางอิศรน่ารักจนกอหญ้าโมโหไม่ลง ได้แต่เมินหน้าไป อิศรมองกอหญ้ายิ้มๆ อย่างเอ็นดู
      
       ส่วนพเยียเดินไปตามถนนอย่างไม่มีจุดหมาย ไปจนถึงป้ายรถเมล์แห่งหนึ่ง พเยียนั่งลงอย่างทุกข์ใจ
       “อีนังคุณหญิงมันสงสัยเราแล้ว ถ้าเรากลับไป ต้องโดนจับตรวจดีเอ็นเอแน่ๆ”
       พเยียกลุ้มใจมาก
       “แต่ถ้าไม่กลับไป แล้วเราจะไปไหน ไปทำอะไรกิน”
       พเยียมองไปข้างหน้า คิดหาทางออก สายตามองไปเห็นขอทานนอนอยู่ริมถนน ในมุมมืดของป้ายรถเมล์มีผู้หญิงขายบริการยืนเกาะกลุ่มเรียกคนมาใช้บริการ เห็นชีวิตคนยากจนน่าสมเพช
       พเยียลุกขึ้นเหมือนตัดสินใจได้ ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์อย่าท้าทาย
       “ไม่ มาถึงขนาดนี้แล้ว อีพเยียไม่ถอยง่ายๆ เอาวะ ลองแลกกันดูซักตั้ง เป็นไงเป็นกัน”
      
       นภัสรพีนั่งเป็นประธานอยู่กลางห้อง หน้าเครียดเคร่ง นภาจรีนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตรงมุมหน้าตาบอกบุญไม่รับ นภดาราเข้าไปพูดกับนภัสรพีอย่างจริงจัง
       “เราทำอะไรซักอย่างได้ไหมคะ คุณพ่อ”
       "พ่อก็ให้คนขับรถตระเวนหาตัวพเยียอยู่ เราคงทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น"
       "ตำรวจล่ะคะ"
       นภัสรพีปรามและปลอบ "ยังไม่ถึงขนาดนั้นหรอกลูก ทำใจเย็นๆ ไว้ก่อน พเยียคงไม่ถึงกับทิ้ง
       แม่แท้ๆ ของตัวเองไป เพราะความโกรธชั่วแล่นหรอกมั้ง"
       นภาจรีแทรกขึ้น "นอกจากว่าจะไม่ใช่"
       นภัสรพีดุ "หญิงนภา พี่ขอห้ามไม่ให้เธอแสดงความเห็นอะไรอีก เกี่ยวกับเรื่องนี้"
       นภาจรีขัดใจ แต่เกรงใจนภัสรพี สะบัดหน้าเดินออกไปจากหัอง นภดาราพูดอย่างน้อยใจ
       “เพราะอาหญิงบังคับให้พเยียตรวจดีเอ็นเอ พเยียถึงได้หนีไปแบบนี้”
       “ไม่น่าเลย...ยิ่งทำแบบนี้ ก็ยิ่งน่าสงสัย” คุณชายว่า
       นภดาราตัดพ้อ “พเยียคงไม่ทันคิดหรอกค่ะ คุณพ่อ แกก็เป็นแค่เด็กคนนึง แก คงทั้งเสียใจ ทั้งน้อยใจ ที่ตายายแท้ๆ ไม่เชื่อว่าแกเป็นหลาน ป่านนี้ ไม่ รู้ว่าเตลิดไปถึงไหนแล้ว”
       นภดาราน้ำตาคลอ
       “พลัดลูกพลัดแม่กันมาสิบกว่าปี ลูกไม่นึกเลยว่าจะต้องเสียแกไปอีก” น้ำตาไหลริน “ถ้าแกเป็นอะไรไป ลูกคงอยู่ต่อไปไม่ได้”
       นภดาราร้องไห้ออกมา นภัสรพีสงสารลูก จังหวะนั้นชื่นวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
       “คุณชายขา คุณดารา คุณหนูพเยียกลับมาแล้วค่ะ”
       “ไหน ลูกอยู่ไหนจ๊ะชื่น”
       “มาถึงก็ไม่พูดไม่จา เดินตรงลิ่วขึ้นข้างบนเลยค่ะ”
       นภดาราวิ่งเตลิดออกไป “พเยีย พเยียลูกแม่”
      
       นภดาราวิ่งหนีขึ้นไปชั้นบน นภัสรพีเดินตามไป มองลูกสาวอย่างเวทนา


  


       พอนภดาราเปิดประตูเข้าไป เห็นพเยียกำลังเก็บข้าวของใส่กระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กที่เอาติดตัวมาจากเชียงใหม่
      
       “พเยีย หนูไปไหนมา” นภดาราชะงัก เห็นพยียหันมามองนิ่งๆ “แล้วนี่ทำอะไรจะเก็บของไปไหนจ๊ะ”
       พเยียมองนภดาราพูดอย่างเยือกเย็น
       “พเยียจะไปจากที่นี่ค่ะ ในเมื่อทุกคนไม่เชื่อว่าพเยียเป็นลูกของคุณแม่ พเยียก็ไม่อยากจะอยู่ ให้ใครมาสงสัย”
       นภดาราใจหล่นวูบ “ไม่มีใครสงสัยพเยียหรอกจ้ะ แม่รับรอง”
       “ไม่จริงหรอกค่ะ ยิ่งพเยียไม่ยอมตรวจเลือด ทุกคนก็ต้องยิ่งสงสัย ในเมื่อไม่มีใครต้องการพเยีย กลัวว่าพเยียจะมาหลอกลวง กลัวว่าพเยียจะมาทำให้ศิวาวงศ์ต้องแปดเปื้อน พเยียก็จะไป”
       นภดาราใจจะขากไม่ยอมให้ไป “ไม่นะ ลูก ไม่”
       “ลาก่อนค่ะ คุณแม่”
       พเยียหิ้วกระเป๋า เดินออกไปจากห้อง นภดาราวิ่งตามออกไป
      
       พเยียหิ้วกระเป๋าวิ่งลงบันไดมาถึงห้องโถงใหญ่ นภดาราวิ่งตามมา
       “พเยีย เดี๋ยวลูก อย่าไปนะลูก อย่าทิ้งแม่ไป”
       นภัสรพีเดินเข้ามาขวางหน้าพเยียไว้
       “หยุดก่อน พเยีย”
       พเยียหยุด เห็นนภาจรีกับชื่นเดินออกมาจากอีกทาง พเยียมองไปที่นภดาราอย่างชั่งน้ำหนัก ก่อนจะพูดขึ้น
       “ถ้าที่นี่ไม่มีใครรักหนู ไม่มีใครต้องการหนู ก็ปล่อยหนูไปตามทางดีกว่าค่ะ”
       นภดาราตัดสินใจเด็ดขาด เดินไปยืนตรงหน้าพเยีย เผชิญหน้ากับนภัสรพีและนภาจรีด้วยเสียงมั่นคงอย่างตัดสินใจแล้ว
       “คุณพ่อคะ คุณอาหญิง พเยียเป็นลูกของดารา ลูกอยู่ที่ไหน แม่อยู่ที่นั่น เราสองคนแม่ลูก จะต้องอยู่ด้วยกัน”
       นภัสรพีมองนภดารา เข้าใจว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร พยายามปลอบโยน
       “ดารา ไม่มีใครขับไสไล่ส่งพเยียให้ไปจากที่นี่”
       “แต่ทุกคนไม่เชื่อแก ทุกคนสงสัยแก ทำอย่างนี้แกจะอยู่ต่อไปได้ยังไงคะคุณพ่อ เป็นลูก ลูกก็คงจะทนอยู่ต่อไปไม่ได้เหมือนกัน” นภดาราสะอื้น “ในเมื่อพเยียอยู่ที่นี่ไม่ได้ ลูกก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน” หันมาหาพเยีย “ถ้าลูกไปที่ไหน แม่จะไปกับลูกจ้ะ” กุมมือพเยียไว้บอกอย่างจริงจัง “เราสองแม่ลูกจะไม่มีวันพรากจากกันอีกแล้ว ในชาตินี้”
       พเยียไม่ได้ซาบซึ้งไปกับนภดารา ดวงตามองไปที่นภัสรพี หยั่งเชิง
       “ค่ะ คุณแม่ เราสองคนจะไม่พรากจากกันอีก ไปเถอะ ค่ะ”
       พเยียกับนภดาราขยับตัว นภัสรพีพูดขึ้นเสียงดัง
       “หยุดได้แล้ว ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น” นภัสรพีหันมาทางนภดารา น้ำเสียงจริงจังทว่าฟังดูอ่อนโยนมาก “ดารา พ่อเคยทำลายชีวิตลูกมาแล้ว พ่อจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก พ่อจะทำ ทุกอย่าง เพื่อความสุขของลูก”
       นภัสรพีมองหน้าทุกคนเหมือนอย่างจะให้รับรู้โดยทั่วกัน และหยุดสายตาที่หน้านภาจรีแล้วบอกเสียงเข้ม
       “ขอให้เรื่องนี้จบแต่เพียงเท่านี้” หันมาทางพเยีย “ตั้งแต่นี้ ฉันขอรับรองว่าเธอคือ พเยีย ศิวาวงศ์”
       นภดารายิ้มทั้งน้ำตา ส่วนพเยียยิ้มในหน้า สาสมใจในชัยชนะอันยิ่งใหญ่
      
       เวลาต่อมาสองคนอยู่ในห้องนอนนภาจรี วังศิวาลัย นภาจรีออกอาการหงุดหงิด ขณะบ่นให้ชื่นฟัง
       “เด็กคนนี้ฉลาดมาก รู้จักใช้ความรักของนภดารามาเป็นเกราะป้องกันตัวเอง”
       แม่ชื่นขัดใจ
       “ชื่นสังหรณ์ใจยังไงก็ไม่รู้ค่ะ ว่าซักวันคุณพเยียจะต้องนำความเดือดร้อนมาให้คุณดารา แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดีล่ะคะ คุณหญิง”
       “ก็พี่ชายเค้าประกาศออกมาโต้งๆ แล้วว่าจบ ฉันจะไม่จบได้ยังไงล่ะ”
       แม่ชื่นท่าทางผิดหวัง แต่แล้วนภาจรีก็พูดขึ้นลอยๆ
       “แต่ถ้าแม่ชื่นไม่ไว้ใจ ก็จับตาดูเค้าต่อไปสิ”
       แม่ชื่นชะงัก เข้าใจทันที นภาจรีทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้บอกต่อ
       “ถ้ามีอะไร ค่อยมาบอกฉัน”
      
       เช้านั้นอิศรกำลังจะลงจากรถพร้อมกับสุบรรณ สุบรรณดึงอิศรไว้
       สุบรรณอิดออด “คุณอิศรครับ เอาจริงเหรอครับเนี่ย”
       อิศรชักหงุดหงิด “อ้าว ก็จริงซีวะ แกจะมาถามอะไรตอนนี้”
       “แต่มันเรื่องใหญ่นะครับ อยู่ดีๆ ก็ไปหลอกผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ ให้ไปอยู่ที่บ้าน แล้วถ้าญาติพี่น้องเค้าแจ้งความ...”
       “วะ ก็ฉันบอกแล้วไงว่าเค้าเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีญาติที่ไหนทั้งนั้น”
       “ก็แล้วทำไมคุณอิศรไม่ส่งเธอกลับไปที่โบสถ์ล่ะครับ อย่างน้อย ได้กลับไปอยู่กับคนเดิมๆ ที่เคยอยู่ใกล้ตัว เผื่อเธอจะจำอะไรได้เร็วขึ้นนะครับ” สุบรรณบอก
       อิศรนิ่งไป นึกถึงเรื่องที่คุยกับหมอวิชาญก่อนหน้านี้
      
       ตอนนั้นหมอวิชาญถามอิศรตรงๆ
       “แกแน่ใจเหรอ อิศร ว่าคุณกอหญ้าเค้าประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์”
       “ใช่ ฉันขับรถไปเจอรถของเค้าชนต้นไม้ ตัวเค้ากระเด็นออกไปนอนเค้เก้อยู่ข้างถนน ทำไมเหรอ” เห็นหน้าหมอลังเลอิศรรีบถาม “หรือแกมีอะไร”
       “คือ...แผลที่หัวคุณกอหญ้าน่ะ มันไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุแน่ๆ มันเหมือนมีโดนไม้แข็งๆ ฟาดมากกว่า” วิชาญบอก
       อิศรอึ้ง “ถูกทำร้ายเหรอ ใครกัน” คิดไปคิดมา “โจรงั้นเหรอ”
       “ไม่น่าใช่ เพราะของมีค่าก็อยู่ครบ บนตัวไม่มีบาดแผลการต่อสู้หรือโดนทำร้ายเลย ฉันว่า คงต้องเป็นคนรู้จัก คนที่ใกล้ๆ ตัวเค้านั่นแหละ เป็นคนทำ”
      
       หมอวิชาญบอกอย่างมั่นใจ

      
       ครู่ต่อมาสุบรรณกับอิศรเดินมาด้วยกันตรงทางเดินในโรงพยาบาล สุบรรณออกอาการตื่นเต้นเว่อร์
      
       “ว้าว ที่แท้คุณอิศรของผมก็เป็นฮีโร่”
       “จะทำยังไงได้ ตอนนี้กอหญ้าเค้าจำอะไรไม่ได้ซักอย่าง ใครดีใครร้ายก็ไม่รู้ ฉันจะปล่อยเค้ากลับไปอยู่คนเดียวได้ไงล่ะ”
       “ก็เลยแอบอ้างเอาเค้ามาเป็นแฟนซะเลย ปลอดภัยตายล่ะนั่น”
       อิศรตบกบาลสุบรรณ
       “ไม่ใช่เรื่องของแก แล้วอย่าพูดมากไปล่ะ อย่าลืมนะ ว่าแกต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ
       “ไม่ลืมแน่นอนครับ เจ้านายบอกผมตั้งล้านหนแล้ว”
       อิศรมองหน้าสุบรรณอย่างไม่ค่อยจะเชื่อมั่น
      
       เช้าวันต่อมา สุบรรณยืนหน้าจ๋อยอยู่หน้าศาลพระภูมิของโรงพยาบาล อิศรยืนคุมอยู่ข้างๆ
       “สาบานซะ” อิศรดุ “เร็ว มัวแต่โอ้เอ้อยู่นั่นละ”
       “ก็ได้ครับ” สุบรรณทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ผม นายสุบรรณ จะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ถ้าผมบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ ก็ขอให้ผม...” สุบรรณกลืนน้ำลายไม่อยากจะพูดต่อ แต่ต้องพูด “... มีอันเป็นไป”
       อิศรตบไหล่สุบรรณ
       “ดีมาก ทีนี้ แกจำได้แล้วใช่มั้ยว่าจะต้องพูดอะไรกับคุณกอหญ้าบ้าง”
       “จำได้ครับ”
       “ไหนลองพูดให้ฉันฟังซิ”
      
       ไม่นานต่อมา ในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล สุบรรณกำลังพูดให้กอหญ้าฟัง ตามที่ท่องให้อิศรฟังเมื่อครู่
       “คุณกอหญ้าเป็นแฟนของคุณอิศรจริงๆ ครับ คุณสองคนน่ะ รักกันหวานแหวว ใครๆ ก็อิจฉาคุณอิศรที่มีแฟนทั้งสวยทั้งน่ารักอย่างคุณ”
       กอหญ้าตั้งใจฟังสุบรรณพูด เขม้นตามองพยายามจับพิรุธให้ได้
       กอหญ้าถามซัก “แปลว่าเธอรู้จักฉันดี”
       “ถูกต้องคร้าบ...” สุบรรณบอกขำๆ
       “งั้น...บ้านฉันอยู่ที่ไหน”
       เจอเข้าแบบไม่ได้เตี๊ยม สุบรรณเลยอึกอัก “เอ่อ...”
       “ตอนที่คุณอิศรกับฉันรักกันหวานแหววน่ะ ฉันอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่” กอหญ้าคาดคั้น
       อิศรเปิดประตูเข้ามาช่วยทันเวลาพอดิบพอดี
       “นั่นแน่...คุณอิศรมาแล้ว” สุบรรณชิ่งเลย “งั้น...ให้คุณอิศรตอบคำถามนี้แทนผมละกันนะครับ”
       สุบรรณรีบเผ่นแนบออกไป กอหญ้าหันมามองหน้าอิศร
       “ฉันไปคุยกับหมอมาแล้ว หมอบอกว่าพรุ่งนี้เธอก็กลับบ้านได้แล้ว”
       “บ้านฉันอยู่ที่ไหนล่ะ” กอหญ้าถามทันที
       “บ้านเธอน่ะ ไม่มีหรอก มีแต่บ้านของเรา” อิศรบอก เขินนิดๆ
       “หมายความว่าไง ไม่มีบ้าน” กอหญ้าหงุดหงิดกับคำตอบของอิศร เลยโวยวายดังลั่น “คนอะไรไม่มีบ้าน นี่คุณหลอกฉันอีกแล้วใช่ไหม อีตาบ้า” จากแค่หงุดหงิดเปลี่ยนเป็นโมโห หญิงสาวหยิบเอาของมาขว้างปาใส่พัลวัน “คุณไปเลยนะ ไปบอกพ่อแม่ฉันให้มารับกลับบ้านเดี๋ยวนี้นะ” กอหญ้าร้องกรี๊ด “ฉันจะกลับบ้าน ได้ยินไหม ฉันจะกลับบ้าน”
       อิศรจับมือกอหญ้าเอาไว้ให้หยุดอาละวาด มองหน้ากอหญ้าพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
       “กอหญ้า หยุด! ฟังฉันนะ เธอไม่มีบ้าน ไม่มีพ่อแม่ เธอเป็นเด็กกำพร้า!”
       กอหญ้าอึ้งไป มองดูแววตาอิศรที่มองมามีแต่ความเห็นใจ เธอรู้ว่าคราวนี้เขาพูดจริง
       อิศรพูดเสียงนุ่มนวลท่าทีอ่อนโยน “เธอโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า พ่อแม่ของเธอตายไปหมดแล้ว เธอไม่มีใครอีกแล้วในโลกนี้...นอกจากฉันคนเดียว”
       สีหน้ากอหญ้าสลดลง นิ่งไปอย่างไม่รู้จะทำยังไงต่อไปกับชีวิต น้ำตาค่อยๆ ไหลรินออกมา
      
       อิศรโอบกอดกอหญ้าไว้ด้วยความสงสาร


  


       คืนนั้น ทุกคนอยู่ในห้องนั่งเล่น นภัสรพีลุกขึ้นถามนภดาราด้วยความประหลาดใจ
      
       “ลูกจะจัดงานเลี้ยงเปิดตัวพเยียงั้นเหรอ”
       “ไม่ใช่งานใหญ่โตอะไรหรอกค่ะ คุณพ่อ แค่เชิญญาติผู้ใหญ่ พี่ๆ น้องๆ มาเลี้ยงน้ำชา จะได้แนะนำให้ลูกพเยียรู้จักเอาไว้ ในฐานะที่พเยียก็เป็นศิวาวงศ์คนนึงเหมือนกัน”
       นภาจรีหันไปมองหน้าพเยีย ที่นั่งประจบอยู่ข้างนภดารา
       “นี่คงเป็นความคิดของเธอสินะ”
       พเยียแสร้งทำตัวลีบเล็ก เข้าไปกอดแขนนภดาราเหมือนเด็กหาที่พึ่ง แต่แววตาที่มองนภาจรีท้าทายมาก นภดารามองไม่เห็นสีหน้านั้น รีบพูดปกป้องพเยีย
       “แต่หลานก็เห็นดีด้วยนะคะ เพราะอยากให้พเยียมั่นใจ ว่าทุกคนที่นี่ ยอมรับแกเป็นลูกเป็นหลานจริงๆ”
       นภาจรีหันมองนภัสรพี ไม่เห็นด้วย นภัสรพีมองนภดาราที่มองนิ่งมายังตนด้วยสายตาวิงวอน ในที่สุดก็ตอบตกลง
       “ถ้าลูกต้องการอย่างนั้น พ่อก็ตามใจ”
       “ขอบคุณค่ะ คุณพ่อ”
       พเยียยิ้มในสีหน้า มองนภาจรีอย่างผู้ชนะ
      
       สองพี่น้องอยู่ในห้องทำงานนภัสรพี นภาจรีระเบิดออกมาอย่างไม่พอใจ
       “น้องทนไม่ได้! เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า มาจากไหนไม่ทราบ จะมาแอบอ้างสวมรอย เป็นหลานสาวของเรา” นภาจรีเข้าไปเซ้าซี้พี่ชาย “ถ้าพเยียเป็นลูกของดาราจริง หนีการตรวจดีเอ็นเอทำไม ทำตัวมีพิรุธขนาดนี้ พี่ชายไม่สงสัยบ้างหรือคะ”
       “พี่ก็สงสัย แต่ในเมื่อไม่มีใครมาอ้างตัวเป็นลูกของนภดารา นอกจากพเยีย แถมแกยังมีล็อกเก๊ตเป็นหลักฐาน เราจะปฏิเสธแกได้ยังไง”
       นภาจรีพูดประชดด้วยความเสียใจ
       “เราเลยต้องยอมรับ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอก ว่าแกไม่ใช่สายเลือดของศิวาวงศ์ งั้นเหรอคะ”
       นภัสรพี ปลอบน้องสาว และย้ำให้เห็นแก่นภดารา “ก็นึกเสียว่าทำบุญนะ หญิงนภา ทีลูกนกลูกกา ลูกแมวลูกหมาหลงมา เรายังเลี้ยงได้ กะอีแค่เด็กผู้หญิงคนเดียว ถ้าแกทำให้ดารามีความสุขพี่ก็เต็มใจจะเลี้ยงแกต่อไป”
      
       นภาจรีนึกถึงพเยีย พูดอย่างเกลียดชัง
       “แต่น้องว่าท่าทางเด็กคนนี้มันเลี้ยงไม่เชื่อง ระวังเถอะค่ะ มันจะแว้งกัดใครเข้าซักวัน”
       “เอาไว้ให้ถึงวันนั้นก่อน แล้วพี่จะตัดสินใจเอง ว่าจัดการยังไง”
       นภัสรพีพูดอย่างมั่นใจในตัวเอง ว่า “เอาอยู่”
      
       วันต่อมา อิศรขับรถเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าประตูบ้าน โดยมีกอหญ้านั่งคู่ ใส่เสื้อผ้าชุดเดิมในวันที่เกิดอุบัติเหตุ
       ประตูเปิดออก รถแล่นเข้าไปในคฤหาสน์โอ่อ่าและอาณาบริเวณกว้างขวางระดับบ้านอภิมหาเศรษฐี
       กอหญ้าตะลึงค้างกับความโอฬารที่ได้เห็น ไม่ใช่เห่อ แต่เป็นรู้สึกเหลือเชื่อว่าบ้านอะไรจะใหญ่โตขนาดนี้ อิศรขับรถเข้าบ้านไป
      
       อิศรขับรถมาจอดหน้าตึก แล้วลงจากรถแล้วมาเปิดประตูให้กอหญ้า แต่กอหญ้าไม่ลง 2 คน เถียงกันอีก
       “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
       “ฉันเคยอยู่ที่นี่เหรอ ฉันไม่เห็นคุ้นเลย”
       “ก็เธอความจำเสื่อมอยู่นี่ ลงมาสิ”
       กอหญ้าส่ายหัว ไม่ยอมลง
       “ลงมา...” กอหญ้ายังไม่ยอมลง “ไม่ลงเหรอ...ได้”
       อิศรอุ้มกอหญ้าลงจากรถ
       กอหญ้าดิ้น ร้องลั่น “ปล่อยฉันนะ ปล่อย”
       “ก็อยากดื้อทำไมล่ะ”
       อิศรอุ้มกอหญ้าเข้าไปในบ้าน
      
       ที่มุมหนึ่ง เห็นนันกับนุชคนรับใช้ในบ้าน แอบดูอย่างสอดแนม
       “ว้าย นังนุช แกเห็นไหม”
       “เต็มตาเลยนังนัน”
       “คุณอิศรไม่เคยพาผู้หญิงเข้าบ้านเลย แม่คนนี้เป็นใครกัน” นันสงสัย
       “ลองอุ้มกันเข้าบ้านแบบนี้ คงไม่ใช่ธรรมดาแน่ .. แบบนี้มันต้อง...”
       นันกับนุชมองหน้ากัน แล้วประสานเสียง “เป็นข่าว”
      
       อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพฯ สกุณาพูดโทรศัพท์อยู่ ถามอย่างสงสัย
       “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เคยเห็นหน้าไหม”
       นันคนใช้สายสืบรายงานสด “หนูไม่เคยเห็นมาก่อนเลยค่ะ แต่คงเป็นแฟนคุณอิศรมั้งคะ เพราะท่าทาง อื้อฮื้อ อย่าให้พูดดีกว่า”
       สกุณาอยู่ในเสื้อคลุมตัวหลวมๆ อยู่ในห้องที่ตกแต่งคล้ายห้องนวดสุดหรูในสปา แต่จริงๆ แล้วเป็นบาร์โฮสต์ เมมเบอร์คลับสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ที่มีผู้ชายให้บริการ
       “พูดมา” สกุณาซัก
       “ก็คุณอิศรน่ะ ทั้งกอด ทั้งหอม แถมยังอุ้มเข้าบ้าน ทำอย่างกับเจ้าบ่าวอุ้มเจ้าสาวหยั่งงั้นเลยค่ะ คุณสกุณา”
       สกุณาวางสาย ครุ่นคิด แววตาร้าย
      
        “คุณอิศรพาแฟนเข้าบ้านอย่างงั้นเหรอ”


  


       จังหวะนั้นวงแขนกำยำยื่นมาโอบรอบตัวสกุณา ที่แท้เป็นนภดลคู่ขาพเยียนั่นเอง ที่ใส่ชุดเสื้อคลุมเหมือนกัน เคล้าเคลียอย่างสนิทสนม
      
       “ทางบ้านมีเรื่องอะไรเหรอครับ คุณพี่”
       “ไม่มีใหญ่โตหรอกจ้ะ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ พอให้รำคาญใจ”
       นภดลโอบสกุณาไปที่เตียง “มา ผมนวดให้ คุณพี่จะได้หายเครียด”
       สกุณามองนภดล แววตายั่วยวนเร่าร้อน
       “สุดฝีมือเลยนะจ๊ะ นภ แล้วพี่จะตบรางวัลให้”
       ขาดคำร่างของทั้งสองทรุดลงบนเตียง ดำดิ่งสู่แดนสุขาวดี
      
       ด้านอิศรอุ้มกอหญ้าเข้าไปในห้องนอนใหญ่หรูหรา วางกอหญ้าลงในห้อง กอหญ้างง
       “นี่ห้องฉันเหรอ”
       อิศรยิ้มเจ้าเล่ห์ “ฮื่อ นี่แหละ ห้องของเรา”
       “อะไรนะ คุณหมายความว่าฉันกับคุณ”
       กอหญ้าเอามือชี้ตัวเองและอิศร แล้วชี้ไปที่เตียง สายตามีคำถาม อิศรยิ้มกริ่ม พยักหน้า
       “ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้! ไหนคุณบอกว่าเราเป็นแฟนกันไง เป็นแค่แฟนแล้วจะไปอยู่ห้องเดียวกันได้ยังไง” กอหญ้าโวยวาย “นี่คิดจะหลอกฉันอีกใช่มั้ย”
       อิศรหัวเราะขำที่กอหญ้าไม่หลงกล
       “ไม่ช่ายยย ไม่ได้หลอกซะหน่อย ฉันก็แค่พาเธอมาดู “ห้องของเรา” ห้องที่เธอกับฉันจะอยู่ด้วยกันหลังแต่งงานเท่านั้นเอง” อิศรทำเป็นบ่นๆ “ทำเป็นโวยวายไปได้”
       กอหญ้าค้อนขวับ “แล้วห้องฉันอยู่ไหนล่ะ”
       ครู่ต่อมาอิศรเปิดประตูห้องอีกห้องให้กอหญ้า
       “นี่ไงห้องเธอ”
       กอหญ้าก้าวเข้าไปในห้อง เห็นห้องนอนตกแต่งสไตล์ห้องผู้หญิง ทั้งห้องเต็มไปด้วยกุหลาบสีชมพู มีข้าวของเครื่องใช้ครบครัน
       กอหญ้าเดินเข้าไปในห้องสำรวจข้าวของเครื่องใช้ในห้องอย่างละเอียด เปิดดูตู้เสื้อผ้าเห็นมีเสื้อผ้าผู้หญิงจัดอย่างเป็นระเบียบเต็มตู้ ทุกอย่างดูใหม่หมด ยังมี tag ราคาติดอยู่
       ในห้องน้ำ มีพวกอุปกรณ์อาบน้ำทุกอย่างใหม่เอี่ยม สบู่ก้อนใหม่ แชมพูเต็มขวด ทุกอย่างในห้องนอนเหมือนไม่เคยมีคนอยู่มาก่อนเลย กอหญ้าเดินออกมาจากห้องน้ำ เห็นอิศรยืนยิ้มภูมิใจอยู่ กอหญ้าหมั่นไส้
       กอหญ้าแสร้งถามเสียงเรียบให้อิศรตายใจ “นี่เหรอห้องฉัน”
       “อึมม์” อิศรพยักหน้า
       กอหญ้าซัก “ก่อนเข้าโรงพยาบาลฉันอยู่ห้องนี้เหรอ”
       อิศรยิ้มย่อง “ใช่ เริ่มจำได้แล้วใช่มั้ยล่ะ”
       กอหญ้า วีนแตก “นี่ นึกว่าฉันปัญญาอ่อนหรือไง ถ้าฉันเคยอยู่ห้องนี้จริงๆ ทำไมของใช้มันถึงได้ใหม่เอี่ยมอย่างงี้ ห๊ะ”
       กอหญ้าคว้าแป้งกระป๋องใหม่เอี่ยมที่หน้ากระจกปาใส่อิศร แล้วเปิดตู้เสื้อผ้า คว้าเสื้อออกมา
       “เสื้อผ้านี่ก็เหมือนกัน ป้ายราคายังติดอยู่เลย” พลิกดูป้ายราคา “ตัวละหมื่นห้าบ้าไปแล้ว มันไม่ใช่เสื้อของฉันแน่ๆ”
       กอหญ้าปาเสื้อราคา 5 หมื่นบาท ใส่หน้าอิศร แต่อิศรปัดป้อง แล้วทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน
       “ทำไมจะไม่ใช่” โวยเสียงดังกว่า “ของ-ของเธอทั้งนั้น เธอจำไม่ได้เอง”
       กอหญ้าเถียงคอเป็นเอ็น “ไม่จริง ใครจะบ้าซื้อเสื้อผ้าแพงๆ แบบนี้”
       “ก็เธอน่ะสิ เธอน่ะบ้าชอปปิ้ง ไม่รู้รึไง” อิศรเล่นใหญ่ จัดหนัก รัวเป็นชุด ออสการ์นำชายมาเอง “เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า อะไรออกใหม่เป็นต้องวิ่งไปซื้อ ซื้อมาจนใส่ไม่ทัน ซื้อมาจนไม่มีที่เก็บ พอฉันห้าม ก็หาว่าฉันงก นี่จะบอกให้นะ ตอนที่รู้ว่าเธอความจำเสื่อมน่ะ ฉันภาวนาเลย ขอให้นิสัยช้อปกระจายนี่มันหายไปด้วย ไม่งั้นฉันหมดตัวแน่ ฮึ่ย”
       อิศรหยุดหอบพักเหนื่อย กอหญ้าโดนใส่ชุดใหญ่จนเหวอ มองอิศรอย่างไม่ค่อยเชื่อถือ แต่ก็เถียงไม่ออกเพราะจำอะไรไม่ได้
       “ฉันเป็นคนแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” กอหญ้าถามอย่างไม่แน่ใจ
       “โอ๊ย ที่แย่กว่านี้ยังมีอีกเยอะ” กอหญ้าหน้าบึ้ง อิศรรีบยิ้มประจบ “แต่ไม่เป็นไร ฉันทนได้” รีบเปลี่ยนเรื่อง “ตอนนี้เธอพักผ่อนก่อนนะ ฉันต้องไปทำงานแล้ว จะเอาอะไรก็บอกพร เค้าเป็นคนรับใช้ของเธอ”
       กอหญ้าพยักหน้ารับให้จบๆ เรื่องไป “ฮื่อ”
       อิศรเดินมาใกล้ๆ ขโมยหอมแก้ม 1 ฟอด กอหญ้าตกใจ ร้องโวยวาย คว้าของใกล้มือขว้าง อิศรกระโจนออกนอกห้อง หลบทัน ของลอยไปกระทบประตูอิศรค่อยๆโผล่หน้าจากประตู ยิ้มยั่ว
       “เย็นๆ เจอกันนะจ๊ะ ที่รัก”
       อิศรหลบแว้บไป
       “คนบ้า”
       กอหญ้าอยู่คนเดียวมองไปรอบๆ ห้อง ก้มลงมองเสื้อผ้าเรียบๆ ชุดเดิมที่ใส่อยู่ แล้วรำพึงขึ้นมา
       “ฉันเนี่ยนะ บ้าช้อปปิ้ง”
      
       กอหญ้าไม่เชื่อ และไม่คุ้นเอาเลย

      
       รถแล่นเข้ามาจอดที่บ้านเรือนไทยหลังใหญ่โต สวยงาม โอ่อ่า เจ้ามลุลีและเจ้าแสงโชติลงจากรถ พาชิษณุพงษ์ที่สวมแว่นกันแดด หน้าตาแจ่มใสเดินเข้าบ้าน
      
        “ถึงบ้านเราแล้ว”
       เจ้ามลุลีประคองชิษณุพงษ์มา “ค่อยๆ เดินนะลูก ระวัง”
       ชิษณุพงษ์มองผู้เป็นมารดาขำๆ “ผมมองเห็นแล้วนะครับ แม่ ไม่ต้องจูงก็ได้”
       ชิษณุพงษ์เดินเข้าบ้านมา ถอดแว่นออก หันมองไปรอบตัว ภาพที่มองเห็นยังเบลอๆ และมีแสงพร่าเล็กน้อย ก่อนจะปรับเป็นปกติ เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของลุงเติมโผล่เข้ามา ยิ้มกว้างทักทาย
        “คุณชิษณุ”
       ชิษณุพงษ์ดีใจมาก “ลุงเติม”
        “ตาเป็นยังไงบ้างครับ” ชายชราถาม
       “มองเห็นตีนกาลุงชัดแจ๋วเลยล่ะ แล้วนี่ลุงลงมาจากเชียงใหม่ทำไมเนี่ย”
       “เจ้าสั่งน่ะครับ เจ้าให้ผมลงมาอยู่ดูแลคุณที่บ้านกรุงเทพฯ นี่ จนกว่าคุณจะหายดี”
       ชิษณุพงษ์ยิ้ม อาการเหมือนเด็กเอาแต่ใจ
        “ใครบอกว่าฉันจะอยู่กรุงเทพฯ ลุงเติมมาก็ดีแล้ว พาฉันกลับไปเชียงใหม่ที ฉันจะรีบไปหากอหญ้า”
       ลุงเติมอึ้งไป หน้าเสีย เจ้าแสงโชติกับเจ้ามลุลีรีบคัดค้าน โดยทั้งสองท่านไม่สนิทสนมกับกอหญ้า และไม่รู้เรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
       “ยังไปไหนไม่ได้นะลูก คุณหมอบอกให้ลูกพักให้หายดีก่อน”
        “งั้นก็ให้เค้ามาหาผม” ชิษณุพงษ์บอกกับลุงเติม “ลุงเติมไปรับกอหญ้ามา บอกว่าฉันต้องการคนดูแลคนเดิม”
       “คงจะไม่ได้หรอกครับ” ลุงเติมบอก
       ชิษณุพงษ์งง “ทำไม”
       ลุงเติมอึกอัก ไม่อยากพูด ชิษณุพงษ์คาดคั้น
        ชิษณุพงษ์ตื่นเต้น รู้ว่ามีเรื่องบางอย่าง “ทำไม ลุงเติม มีอะไร เกิดอะไรขึ้น ทำไมกอหญ้าถึงจะมาหาฉันไม่ได้”
       ลุงเติมลำบากใจ
      
       ครู่ต่อมาภายในห้องนั่งเล่น ชิษณุพงษ์นั่งฟังลุงเติมเล่า สีหน้าเคร่งขรึม เจ้าแสงโชติกับเจ้ามลุลีนั่งฟังอยู่ห่างออกไป
        “หนูกอหญ้าลงมาทำธุระที่กรุงเทพฯ กับคุณแม่ยุพาครับ ระหว่างทางรถที่นั่งมาเกิดอุบัติเหตุ ทั้งคุณแม่ยุพาทั้งเจ้าของรถ เอ่อ เสียชีวิตทันที”
        ชิษณุพงษ์ใจหล่นวูบ “แล้วกอหญ้าล่ะ”
        “หนูกอหญ้าหายไปครับ จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้ ว่าแกหายไปไหน เป็นตายร้ายดียังไง”
       ชิษณุพงษ์อึ้ง พูดไม่ออก หน้าตาเสียใจมาก เจ้ามลุลีกับเจ้าแสงโชติมองลูกชายอย่างเป็นห่วง
      
       เย็นวันเดียวกันกอหญ้าค้นลิ้นชักและตู้ต่างๆ ในห้อง พยายามหาสิ่งที่จะบอกถึงอดีตของตน แต่ไม่พบอะไร
       “ไม่มีอะไรซักอย่าง กระเป๋าสตางค์ บัตรประชาชน รูปถ่ายซักใบก็ไม่มี นี่เราเป็นใครกันเนี่ย ทำไมมีแต่ตัวเปล่าๆ แบบนี้”
       กอหญ้านั่งแหมะลงที่โต๊ะแต่งตัว หยิบบรรดาเครื่องสำอางที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะมาดู กอหญ้าเปิดดมกลิ่น ย่นจมูก
       “อีตาบ้านั่นหลอกเราแน่ๆ นี่มันห้องของใครก็ไม่รู้”
       เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น กอหญ้าเดินไปที่ประตู
        “ใครจ๊ะ”
        “พรเองค่ะ”
       กอหญ้าเปิดประตู ยิ้มให้พร
        “มีอะไรจ๊ะ”
       พรยิ้มแหยๆ มองกอหญ้าอย่างห่วงๆ
        “คุณอรรถกับคุณสกุณาให้มาเชิญคุณกอหญ้าลงไปพบค่ะ”
       กอหญ้างง “คุณอรรถกับคุณสกุณา ใครกันอีกล่ะ”
       “คุณอรรถคือคุณพ่อของคุณอิศรค่ะ ส่วนคุณสกุณาคือ เอ่อ...คือภรรยาใหม่ของคุณพ่อคุณอิศรค่ะ”
       กอหญ้าลำบากใจ
      
       อรรถกับสกุณารออยู่ที่ห้องรับแขก กอหญ้าเดินสำรวมเข้าไป ทั้งสองหันมองกอหญ้าหัวจรดเท้า แววตาจ้องจับผิดเต็มที่ กอหญ้าพนมมือไหว้อรรถและสกุณาอย่างเรียบร้อย
        “สวัสดีค่ะ”
        “เธอเป็นใคร” อรรถถามเสียงแข็ง
       “ฉันชื่อกอหญ้าค่ะ”
       อรรถซักต่อ “ลูกเต้าเหล่าใคร มาจากไหน แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”
        กอหญ้า งงๆ “ฉัน เป็น ...เอ่อ... เป็น...” หญิงสาวกระดากปากที่จะบอกว่าเป็นแฟนอิศร เพราะตัวเองก็ยังไม่แน่ใจ เลยย้อนถามกลับ “ท่านไม่รู้จักฉันหรอกเหรอคะ”
       สกุณาแหว เสียงดุ “นี่ ถามก็ตอบดีๆ อย่ามายอกย้อน”
       “ฉันไม่ได้ยอกย้อนค่ะ ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าตัวเองเป็นใคร” กอหญ้าบอก
       อรรถฉงน “อะไรนะ นี่เธอพูดอะไรของเธอ”
       “ฉันประสบอุบัติเหตุ แล้วก็ความจำเสื่อมค่ะ คุณอิศรบอกว่าฉันชื่อกอหญ้า เป็นเด็กกำพร้า ไม่มีบ้าน...”
       กอหญ้าพูดไม่ทันจบสกุณาพูดสวนขึ้นมา “ที่แท้ก็พวกเด็กมีปัญหา” หันมาแดกดันอรรถ “งามหน้าไหมล่ะคะ ลูกชายคุณ ไปคว้าเด็กข้างถนนเข้าให้”
        “อายุไม่เท่าไหร่ ก็แล่นตามผู้ชายมาถึงบ้าน คิดจะจับลูกชายฉันหรือไง”
       อิศรเดินเข้ามาทันได้ยินและโกรธจัด
       “กอหญ้าไม่ได้ตามผม ผมเป็นคนพาเค้ามาเอง ในฐานะ แฟนของผม”
        “ฉันไม่อนุญาติ แกจะเอาผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้าแบบนี้ มาอยู่ที่ บ้านไม่ได้” อรรถเสียงขุ่นใส่
       กอหญ้าหน้าเสีย อับอายมาก อิศรเห็นแล้วยิ่งโกรธ
        “แล้วทำไมพ่อเอาผู้หญิงหน้าด้าน ไม่มียางอายมาอยู่ในบ้านได้ล่ะครับ”
        สกุณาเต้นเร่าๆ กรี๊ด “คุณอรรถคะ”
        อิศรชี้หน้าสกุณา “นี่เธอ อุตส่าห์ได้อัพเกรดขึ้นมาเป็นเมียหลวง ไอ้กริยากรี๊ดกร๊าดแบบเมียน้อยนี่เลิกไม่ได้หรือไง หรือว่ามันอยู่ในสันดาน”
       อรรถทนไม่ไหว เงื้อมือจะตบอิศร
        “ไอ้อิศร”
        อิศรจ้องมองอย่างเอาเรื่อง “อย่านะ พ่อ อย่าแม้แต่จะคิด” อรรถลดมือลงจ๋อยๆ “แล้วจำเอาไว้ด้วย ที่นี่ เป็นบ้านของแม่ผม ผมจะพาใครเข้ามาอยู่ก็ได้ เพราะมันเป็นบ้านของแม่ผม!” พลางเข้าไปโอบปกป้องกอหญ้า “และนี่ แฟนผม เค้ามีสิทธิ์มากกว่าคนบางคนที่ยืนเสนอหน้าอยู่ตอนนี้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใคร ห้ามมาวุ่นวายกับกอหญ้าอีก ไม่งั้น อย่าหาว่าผมไม่เตือน”
        อิศรจับแขนกอหญ้าพาเดินออกไป
        อรรถถูกลูกชายตอกหน้าหงาย พูดไม่ออก สกุณาเจ็บใจที่ทำอะไรอิศรไม่ได้ หันมาระบายใส่อรรถ
        “ไงล่ะคะ ลูกชายบังเกิดเกล้าของคุณ เมียเก่าคุณน่ะร้ายนัก ทำพินัยกรรมยกสมบัติให้ลูกชาย มันถึงได้จะเดินเหยียบหัวคุณอยู่เนี่ย”
        อรรถโมโหเลยใส่คืนบ้าง
      
       “ที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะเค้าจับได้ ว่าฉันเป็นชู้กับเธอไง มาพูดซ้ำซากอยู่ได้ โธ่เว้ย”


  


       ตกกลางคืนกอหญ้านั่งน้ำตาซึมอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องนอน อิศรนั่งปลอบใจข้างๆ
      
       “อย่าคิดมากนะ ที่พ่อฉันเค้าเป็นแบบนี้ เพราะมียัยปีศาจสกุณาคอยเป่าหูทุกวัน”
       “ฉันไม่โกรธหรอกค่ะ เป็นใครก็คงรังเกียจฉันทั้งนั้น” กอหญ้ามองหน้าอิศรด้วยสายตาวิงวอน “คุณอิศรคะ พูดความจริงกับฉันได้มั้ย อย่าหลอกฉันอีกเลย”
       อิศรนิ่ง รู้ว่ากอหญ้าสะเทือนใจมาก ไม่อาจพูดเล่นต่อไปได้
       “ฉันไม่เคยอยู่ที่นี่ ข้าวของในห้องก็ไม่ใช่ของฉัน พ่อคุณไม่รู้จักฉัน จริงๆ แล้วฉันเป็นใคร มีเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องจริงบ้าง”
       อิศรกุมมือกอหญ้า “เรื่องจริงก็คือ เธอเป็นเด็กกำพร้า ชื่อกอหญ้า ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ เธอเคยอยู่กับแม่ชีที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เชียงใหม่”
       กอหญ้างง “แล้วทำไมคุณไม่พาฉันกลับไปที่นั่น”
       “มันไม่ปลอดภัย” กอหญ้ามอง ไม่เข้าใจ “จริงๆ แล้วแผลที่หัวของเธอ ไม่ได้เกิดจากรถคว่ำ แต่เธอโดนทำร้าย” คราวนี้กอหญ้าตกใจ “มีคนต้องการฆ่าเธอ”
       “ฆ่าฉัน” กอหญ้านึกสยอง “ใครคะ ใครกัน”
       “ฉันไม่รู้ เธอเป็นคนเดียวที่รู้ แต่เธอกลับจำอะไรไม่ได้ ฉันเลยไม่กล้าเสี่ยงให้เธอไปอยู่ที่ไหน กับใครทั้งนั้น ฉันเป็นห่วงเธอนะ กอหญ้า”
       กอหญ้าก้มหน้า เช็ดน้ำตา ยิ่งสลดใจในชะตากรรมของตัวเอง
       “แล้วฉันจะต้องอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน”
       อิศรแอบมองกอหญ้าอย่างอ่อนโยน
       “ฉันอยากให้เธออยู่กับฉันอย่างนี้ตลอดไป” กอหญ้าเงยหน้าขึ้นมามอง อิศรรีบซ่อนท่าทีอ่อนโยน “หรืออย่างน้อยๆ ก็จนกว่า เธอจะจำได้ ว่าคนที่ทำร้ายเธอเป็นใคร”
      
       วันต่อมาพเยียหมุนตัวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ กำลังลองสวมชุดเดรสสั้นสำหรับกลางวัน แบบเรียบแต่หรู ดูสวยหวานแบบคุณหนู บริเวณรอบๆ มีเสื้อผ้าชุดอื่นที่พเยียลองแล้วไม่ชอบ เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า วางเกลื่อนเรียงราย แม่ชื่นเก็บไปพลาง มองพเยียอย่างเซ็งๆ ไปพลาง
       นภดาราเข้าไปจัดชุดให้พเยียอย่างรักใคร่
       “ลูกสาวแม่สวยจัง” หันมาพูดกับชื่น “จริงมั้ยจ๊ะ แม่ชื่น”
       “ค่ะ คุณหนูพเยียสวยคม เข้ม” แม่ชื่นเน้นคำ “ไม่เหมือนคุณดาราเลย”
       พเยียจิกหางตามองแม่ชื่นแบบรู้ทัน นภดารามัวแต่ก้มหน้าก้มตาดูชุด ไม่ทันรู้สึกอะไร
       “พเยียเค้าเข้มเหมือนกานต์ไงจ๊ะ” แม่ชื่นอ่อนใจ “ลูกสาวเหมือนพ่อน่ะ เค้าว่าวาสนาดีนะคะ แม่ชื่น” หันมาทางพเยีย “แม่ว่าเอาชุดนี้นะลูกนะ สวยแล้ว”
       “สวยอะไรคะ เรียบจะตาย ใส่แล้วยังกับแม่ชี”
       พเยียเดินไปหยิบแมกกาซีนแฟชั่นที่วางอยู่มาพลิกด้านในให้นภดาราดู เห็นรูปนางแบบเดินแฟชั่นชุดราตรีบนแคตวอล์ก เป็นชุดหรูหราอลังการ พเยียออดอ้อนเสียงหวาน
       “พเยียอยากได้แบบนี้น่ะค่ะ คุณแม่” เอานิ้วชี้ๆ ไปตามรูป “หยั่งงี้ๆๆๆๆ เหมือนที่นางแบบเค้าใส่กัน มันต้องแบบเนี้ย ถึงจะสมกับเป็นงานเปิดตัวพเยียหน่อย นะคะ คุณแม่ นะคะ นะค้า”
       นภดาราหน้าตาไม่เห็นด้วย แต่เกรงใจพเยียที่รุมเร้าอยู่ แม่ชื่นทนไม่ได้ ขัดขึ้นมา
       “แต่นี่มันงานเลี้ยงน้ำชานะคะ คุณหนู งานกลางวัน”
       พเยียหันขวับมา จิกตาใส่ “ก็ฉันจะใส่ มันหนักอะไรใครรึเปล่า”
       แม่ชื่นผงะ นภดาราตกใจ
       “พเยีย”
       ชื่นย้อนเสียงเรียบ “ชุดกลางคืนเอาไปใส่กลางวัน...ถ้าจะหนัก ก็คงจะหนักที่คนใส่เองนั่นแหละค่ะ”
       “นี่ แกด่าฉันเหรอ นังชื่น”
       พเยียหันเข้าใส่แม่ชื่นอย่างลืมตัว นภาจรีที่เดินผ่านมาพอดี ปรี่เข้ามาขวาง
       “หยุดนะ พเยีย เธอจะมาขึ้นเสียง ทำฤทธิ์ทำเดชใส่คนที่นี่ไม่ได้” จ้องหน้าพเยีย เน้นทีละคำ “ที่นี่ วังศิวาลัยนะ ไม่ใช่ข้างถนนถ้ารักจะอยู่ที่นี่ ก็ทำตัวซะใหม่”
       พเยียมองนภาจรีเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ไม่กล้าทำอะไร ได้แต่ปาหนังสือลงพื้นดังโครม แล้วเดินกระทืบเท้าเปรี้ยงๆ ออกไป
       “พเยีย ลูก”
       นภาจรีคว้าแขนไว้
       “ไม่ต้องตามไปง้อนะ ดารา เด็กอะไร ก้าวร้าว ไม่มีสัมมาคารวะ ไม่รู้จักมารยาท” นภาจรีเน้นคำตอนท้าย “เหมือนไม่ใช่ลูกชาติลูกตระกูล”
       นภดาราย้อนนภาจรีอย่างตัดพ้อ
       “ต่อให้เป็นลูกชาติลูกตระกูล ถ้าถูกทอดทิ้ง ปล่อยให้โตขึ้นมาตามยถากรรม ก็คงเป็นเหมือนพเยียทุกคนแหละค่ะ” เห็นนภาจรีชักสีหน้าโกรธ เลยเสียงอ่อนลง “พเยียแกมีปมด้อย น้อยใจว่าไม่มีใครรัก ก็อาจจะก้าวร้าว เจ้าอารมณ์ไปบ้าง ยังไงหลานก็ขอโทษอาหญิงกับแม่ชื่นแทนลูกด้วยก็แล้วกันค่ะ อย่าถือโทษโกรธพเยียเลยนะคะ”
       นภาจรีกับชื่นเจอไม้นี้เข้าไป พูดไม่ออก ได้แต่มองหน้ากัน อย่างอ่อนใจ
      
       นภาจรีเดินหน้าหงิกเข้าห้องมา เห็น ปุยฝ้าย - แมวเปอร์เซียสีขาวนอนอยู่บนโซฟา ชื่นเดินตามมาด้วย บ่นอย่างขัดใจ
       “พ่อกานต์ก็เป็นคนดีแสนดี คุณดาราเองก็ดี พ่อดีแม่ดี แล้วทำไม๊...ลูกออกมาเป็นแบบนี้ได้ยังไง”
       “ก็เพราะมันไม่ใช่น่ะซี แม่ชื่น”
       “คุณหญิงก็คิดเหมือนอย่างที่ชื่นคิดใช่ไหมคะ”
       นภาจรีพยักหน้า
       “นังเด็กคนนี้มันไม่ใช่ลูกของนภดารา มันเป็นแค่กาฝาก มันคงนึกว่าใครแตะต้องมันไม่ได้” น้ำเสียงนภาจรีฟังออกว่าเกลียดพเยียมาก “คอยดูเถอะ แม่ชื่น ฉันนี่แหละ จะกำจัดมันไปให้พ้นจากที่นี่ ไม่ให้มันมาแปดเปื้อนศิวาวงศ์ของเรา”
      
       ที่เรือนไทยของชิษณุพงษ์เวลาเดียวกัน ชายหนุ่มเดินเกือบจะวิ่ง ชนโน่นชนนี่วุ่นวายไปทั่วบ้าน ร้องตะโกนลั่น
       “ลุงเติมครับ ลุงเติม ลุงเติมอยู่ไหน”
       เติมวิ่งออกมา
       “มีอะไรเหรอครับ คุณชิษณุ”
       ชิษณุพงษ์เขย่าตัวชายชราอย่างดีใจ “ฉันนึกออกแล้ว ลุง ฉันนึกออกแล้วว่าต้องทำยังไง ฉันจะกลับเชียงใหม่ ไปหาคนที่รู้จักกอหญ้า มันต้องมีใครซักคนที่รู้ว่ากอหญ้าจะไปไหน ลงมาหาใครที่กรุงเทพฯ”
       เติมรู้สึกเห็นใจ “ไม่มีหรอกครับ ตำรวจเค้าถามดูแล้ว แม่ยุพาบอกทุกคนแค่ว่าจะพากอหญ้าลงไปทำธุระ”
       “แต่พวกนั้นต้องมีรูปกอหญ้า ถ้าฉันรู้ว่าเค้าหน้าตาเป็นยังไง ฉันต้องหาเค้าเจอ”
       “คุณครับ ทั้งโบสถ์ ทั้งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเค้าก็รื้อทิ้งไปแล้ว พวกแม่ชีที่เคยอยู่ที่นั่นก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง ไม่มีใครเหลืออยู่ที่นั่น ซักคนเดียว คุณจะไปหาจากใคร”
       ชิษณุพงษ์อึ้ง ใจเสีย แต่ยังไม่หมดหวัง
       “มันต้องมีสิ ลุงเติม ต่อให้ฉันต้องเดินถามคนทั้งเชียงใหม่ ฉันก็จะทำ ฉันต้องหากอหญ้าให้เจอให้ได้”
      
       ที่โต๊ะกินข้าวมื้อค่ำ ชิษณุพงษ์คุยกับเจ้าแสงโชติและเจ้ามลุลี ทั้งสองพยายามทัดทาน
       “เพื่อนของลูกที่ชื่อกอหญ้าหายตัวไป ถ้าเขาไม่ได้เป็นอะไรไป เขาก็อาจจะมีความจำเป็น มีเหตุผลส่วนตัว ที่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน” เจ้าแสงโชติบอก
       “หรือไม่เค้าอาจจะกำลังเดือดร้อน ตกอยู่ในอันตราย”
       เจ้ามลุลีแย้ง “หรือไม่ เค้าก็อาจจะลืมลูกไปแล้ว อย่าลืมนะจ๊ะ กอหญ้ากับลูกก็เพิ่งรู้จักกันตอนที่ลูกไปพักฟื้นที่เชียงใหม่ เวลาแค่ไม่กี่เดือน”
       ชิษณุพงษ์พูดสวนขึ้นมา “ผมกับกอหญ้าเป็นเพื่อนกัน เค้าไม่มีวันลืมผม เหมือนที่ผมไม่มีวันจะลืมเค้า”
       เจ้าแสงโชติพูดเตือนสติ
       “แต่เขาก็รู้ ว่าลูกไม่เคยเห็น ไม่รู้จักหน้าตาของเขา ถ้าเขายังไม่ลืมลูกเขาก็น่าจะเป็นฝ่ายติดต่อมา”
       “ชิษณุ ตอนนั้นลูกเป็นคนตาบอดนะลูก เขาอาจจะไม่คิดว่าลูกจะหาย เขาอาจจะมีเพื่อนใหม่ไปแล้ว ผู้หญิงที่ไหนเขาจะ...”
      
       ชิษณุพงษ์ลุกพรวดจากโต๊ะ
       “ไม่! ไม่จริง! เขาต้องไม่ลืมผม! กอหญ้าต้องไม่ลืมผม”
      
       ชิษณุพงษ์เดินผลุนผลันออกไป


  


       ชิษณุพงษ์เข้ามาในห้องนอน ทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างขัดใจ แล้วหันไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่หัวเตียง เป็นหนังสือที่ให้แง่คิดดีๆ ชิษณุพงษ์หยิบขึ้นมาเปิดดู ด้านในมีดอกหญ้าแห้งดอกหนึ่งทับเอาไว้
      
       ชิษณุพงษ์หยิบขึ้นมาอย่างทะนุถนอม คิดถึงอดีต
      
       ภาพในความคิดของชิษณุพงษ์ตอนที่ตาบอด จากจินตนาการของเขาเห็นบรรยากาศในทุ่งหญ้าที่มีดอกหญ้าสวยๆ ขึ้นประปราย ลมพัดเฉื่อยฉิว ชิษณุพงษ์กับกอหญ้านั่งบนเสื่อด้วยกัน มีตะกร้าขนมปิคนิคด้วย ชิษณุพงษ์แย่งหนังสือเล่มนั้นจากมือกอหญ้า ที่กำลังอ่านให้ฟัง
       “เลิกอ่านเถอะ กอหญ้า” ชิษณุพงษ์โยนหนังสือไปอีกทาง “มาคุยกันดีกว่า” ชวนกอหญ้าคุยเล่นๆ “ชื่อเธอแปลกจัง ทำไมเธอถึงชื่อกอหญ้า”
       กอหญ้าตอบด้วยเสียงแจ่มใส เป็นปกติ
       “คุณแม่ยุพาบอกว่า วันที่พวกแม่ชีเจอฉัน ฉันโดนทิ้งเอาไว้บนกอหญ้าที่สนามข้างหน้าโบสถ์”
       ชิษณุพงษ์รู้สึกผิดนิดๆ ที่ถาม “ขอโทษนะ ฉันไม่รู้”
       “ไม่เป็นไร ฉันไม่คิดมากหรอก”
       “เธอไม่คิดอยากรู้เลยเหรอ ว่าเธอมาจากไหน พ่อแม่เธอเป็นใคร”
       “ไม่ ฉันโชคดีแล้วที่ได้มาเจอคุณแม่ยุพา ได้อยู่ที่นี่ มีชีวิตแบบนี้” กอหญ้ายิ้มชื่น “ฉันพอใจแล้วที่เกิดมาเป็นกอหญ้า”
       ชิษณุพงษ์ฟังแล้ว รู้สึกประทับใจ พลอยยิ้มออกมาด้วย
       “ฉันอยากเห็นหน้าเธอจัง อยากเห็นว่าคนที่ชื่อกอหญ้า หน้าตาเป็นยังไง”
       “เป็นแบบนี้ไง”
       กอหญ้าเอาดอกหญ้ายื่นไปแหย่ชิษณุพงษ์ ทั้งสองหัวเราะสดใส
      
       ชิษณุพงษ์ดึงตัวเองกลับมา มองดอกหญ้าแห้งในมือ เศร้า
       “ซักวัน เราต้องได้เจอกัน ฉันจะหาเธอให้เจอ กอหญ้า”
       ชิษณุพงษ์ยกดอกหญ้าแห้งในมือขึ้นมาแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ
      
       งานเลี้ยงต้อนรับพเยียจัดขึ้นในห้องโถง วังศิวาลัย ตอนกลางวันก่อนถึงเวลาช่วงบ่าย มีการเตรียมงานคึกคัก นักดนตรี 2-3 คนในวง Quartet กำลังลองเสียง เตรียมการแสดงอยู่มุมหนึ่ง พนักงานในเครื่องแบบ เข็นรถที่มีเครื่องแก้วหรูหราผ่านวงดนตรีไป เห็นบรรยากาศกว้างขวางของบริเวณจัดงาน เป็นงานปาร์ตี้เลี้ยงน้ำชาเล็กๆ มีโต๊ะน้ำชา 4-5 โต๊ะถูกจัดตกแต่งไว้อย่างสวยงาม มีรสนิยม สาวใช้ถือแจกันดอกไม้เดินเข้าไปหาแม่ชื่นที่คุมงานอยู่
       “แจกันอันใหญ่นี่จะให้ตั้งที่ไหนคะ คุณแม่บ้าน”
       “เอาไว้ที่รับแขกตรงด้านหน้าจ้ะ” วินัยคนขับรถเดินผ่านมา “วินัย ขนมปั้นสิบที่สั่งให้ไปรับ เรียบร้อยหรือยัง”
       “ครับ คุณแม่บ้าน ผมให้เค้าเอาเข้าไปจัดในครัวแล้ว”
       แม่ชื่นพยักหน้าพอใจ นภดาราในชุดสวยงามเป็นพิเศษ เป็นชุดงานเลี้ยงกลางวัน แต่ดูสวยงาม หรูหรา เดินเข้ามาหา
       นภดารามองไปรอบๆ สีหน้ากังวลนิดๆ “ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมคะ แม่ชื่น”
       “ค่ะ” ชื่นสังเกตเห็นนภดาราหน้าตาแฝงความกังวล “คุณไม่ต้องห่วงค่ะ ชื่นดูแลอย่างละเอียดทุกอย่าง รับรองไม่ทำให้คุณเสียหน้า”
       “ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องงานเลี้ยงหรอกจ้ะ เชื่อใจแม่ชื่น แต่ว่า...” นภดารานิ่งไป ชื่นมองอย่างสงสัย “คือ... เมื่อคืนฉันฝันถึงกานต์น่ะ”
       ชื่นแปลกใจมาก “อุ๊ยตาย ฝันว่ายังไงคะ”
       สีหน้าแววตานภดาราดูกังวลมาก “กานต์ย้ำแล้วย้ำอีก ฝากให้ฉันดูแลลูกให้ดี ให้ปกป้องคุ้มครองแก กานต์พูดอย่างกับว่า จะมีใครมาทำอะไรพเยียอย่างนั้นแหละ”
       นภดาราพูดอย่างไม่สบายใจ แม่ชื่นฟังแล้วถอนใจอย่างระอา
      
       ตกตอนบ่ายด้านพเยียมองตัวเองในกระจกอยู่ในเสื้อคลุมอย่างหรู แต่งหน้าเสร็จแล้ว ดูใสๆ เป็นธรรมชาติ ช่างผมกำลังทำผมให้พเยียไปได้ประมาณหนึ่งแล้ว
       ช่างทำผมท่าทางหน่ายๆ เพราะลบหน้าแต่งใหม่ มาหลายรอบแล้ว ช่างแต่งหน้านั่งอยู่ใกล้ๆ หน้าตาประมาณพยายามข่มใจสุดๆ
       พเยียหันซ้ายหันขวา พยายามมองสำรวจหน้าตัวเองในกระจกไปด้วย ช่างผมจับศีรษะให้นิ่ง
       ช่างผมบอกเสียงหวาน “อยู่นิ่งๆ สักแป๊บบบบนะคะ คุณพเยีย”
       พเยียเลยละความสนใจจากหน้า หันมาดูผมตัวเองจากในกระจก แล้วนิ่วหน้าอย่างไม่ถูกใจ
      
       “ผมเนี่ย ทำแล้วเหรอ ทำไมมันดูหยั่งกับยังไม่ได้ทำ”
       “ก็งานกลางวันนี่คะ ทำลอนคลายๆ ให้ดูสลวย เป็นธรรมชาติ” ช่างแนะ
       พเยียเอียงไปเอียงมามองเงาตัวเอง มองที่ผมอย่างลังเล
       “ไม่เอาอ่ะ ธรรมดาไป เกล้าผมดีกว่า”
       ช่างผมหุบยิ้ม หน้าตาอดท๊นอดทน แต่แอบยกหวีแบบจะเอาหางหวีจิ้มศีรษะพเยีย หรือจะเอาหวีโขกให้ พยายามกลั้นใจ ตั้งใจเกล้าผมพเยียให้เสร็จๆ
       พเยียดูสีลิปสติกที่ปาก แล้วชั่งใจว่าไม่ชอบ หันขวับไปหาช่างแต่งหน้า ผมหลุดอีก ช่างผมทำหน้าเจ็บใจ แต่ทำอะไรไม่ได้
       พเยียบอกกับช่างแต่งหน้า “ลิปสติกสีนี้ก็เหมือนกัน ไม่ชอบอ่ะ หน้าก็จื๊ดจืด แต่งให้มันสวยๆ เด้งๆ เหมือนพวกไฮโซในหนังสือไม่ได้รึไง”
       ช่างแต่งหน้าข่มใจสุดๆ “นี่ก็แต่งเยอะแล้วนะคะ”
       ช่างแต่งหน้าหันไปทางกระเป๋าเมกอัพ ดึงสำลีหรือแผ่นทิชชูออกมาอย่างแรงแบบระบายอารมณ์ พึมพำ
       “หน้ามันโลโซ จะแต่งให้มันไฮขึ้นมาได้ยังไง”
       พเยียได้ยินไม่ถนัด แหวใส่ “อะไรนะ” ช่างชะงัก “ฉันได้ยินแว่วๆ แกว่าอะไรนะ แกว่าใครโลโซ”
       “เปล่าค่ะ เปล่า”
       “ก็ฉันได้ยิน” พเยียลุกพรวดอย่างเอาเรื่อง “แกว่าฉันใช่ไหม”
       นภดาราเดินเข้ามาพอดี
       “พเยีย อะไรกันลูก”
       “ช่างพวกนี้น่ะค่ะ มันว่าพเยียโลโซ”
       นภดารามองช่าง ช่างหน้าช่างผมหงอ หลบกันเป็นทาง นภดาราไกล่เกลี่ย
       “เป็นไปไม่ได้หรอกจ้ะ หนูเป็นลูกสาวของแม่” ปรายตามองช่าง พูดยิ้มๆ “หนูคือพเยีย ศิวาวงศ์ ใครจะคิดว่าหนูเป็นอย่างนั้นได้ยังไง” นถดาราพูดกับช่างหน้าช่างผม “จริงไหมจ๊ะ”
       ช่างหลบตากันวูบวาบ พเยียรู้สึกดี เชิดหน้าขึ้นมา ยิ้มอย่างภูมิใจ
      
       ชิษณุพงษ์นอนหลับตาอยู่บนเตียง ท่าทางเกเรเอาแต่ใจสุดๆ
       “ทำไมฉันจะต้องไปด้วย ฉันไม่อยากไป”
       ลุงเติมตอบพลาง จัดเตรียมเสื้อผ้าให้ชิษณุพงษ์ไปพลาง
       “เพราะเจ้าพ่อของคุณ เป็นญาติกับราชสกุลศิวาวงศ์ เจ้าก็เลยอยากให้คุณกับคุณหนูคนนั้น รู้จักมักจี่กันเอาไว้”
       ชิษณุพงษ์หาข้ออ้าง “แต่ฉันยังไม่หายดี ปล่อยเจ้าพ่อไปกับเจ้าแม่สองคนก็พอแล้วนี่”
       “แต่ถ้าคุณรู้ว่าคุณหนูคนนั้นเป็นใคร คุณอาจจะเปลี่ยนใจ”
       ชิษณุพงษ์ลืมตา ลุกขึ้นนั่ง มองลุงเติม สงสัย สนใจ
       “ทำไม”
       “คุณหนูคนนั้นชื่อพเยียครับ ก่อนหน้านี้ เธอเคยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของโบสถ์แห่งนึง ที่เชียงใหม่”
       ชิษณุพงษ์ตาเบิกกว้าง นึกออก
       “พเยีย”
      
       ชิษณุพงษ์นึกถึงเหตุการณ์ในอดีตตอนเจอพเยีย ซึ่งเขายังตาบอดอยู่ เวลาตอนกลางวันของวันนั้นเสียงประตูห้องเปิด ลุงเติมนำพเยียกับกอหญ้าเข้าไป ชิษณุพงษ์ที่นั่งหน้าบึ้งอยู่ที่เก้าอี้หันมาตามเสียง
       พเยียเห็นเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี รีบดันกอหญ้าออกไปนอกห้อง ส่วนตัวเองเดินตรงเข้าไปหาชิษณุพงษ์ ยิ้มอย่างใส่จริต
       “คุณชิษณุพงษ์ใช่ไหมคะ ลุงเติมบอกว่าคุณไม่สบาย ต้องการคนดูแล” เข้าไปเกาะแขนหว่านเสน่ห์ “ตั้งแต่นี้ไป พเยียจะมาดูแลคุณทุกวันเลยนะคะ”
       ชิษณุพงษ์สะบัดมือ “ไม่ต้อง ฉันดูแลตัวเองได้”
       ชิษณุพงษ์ลุกขึ้นยืน ลุงเติมตกใจ พเยียคว้าแขนไว้
       “เดี๋ยวซีคะ จะไปไหนล่ะ ให้พเยียดูแลคุณดีกว่านะคะ”
       “ปล่อย อย่ามายุ่งกับฉัน”
       ชิษณุพงษ์สะบัด แล้วเดินหนี แต่ไปชนเก้าอี้ ชิษณุพงษ์เซล้ม ข้าวของบนโต๊ะตกกระจาย
       ลุงเติมกับกอหญ้าตกใจ “คุณชิษณุ” / “คุณ”
       ลุงเติมเข้าไปประคอง ชิษณุพงษ์ยิ่งโกรธ ควานมือเปะปะ พยายามจะลุกเอง แต่มือกลับไปผลักโดนข้าวของล้มอีก พเยียมองอย่างตกตะลึง
       “ยี้ หน้าตาดีๆ ตาบอดเหรอนี่”
      
       ลุงเติมส่งการ์ดเชิญให้ดู ชิษณุพงษ์รับมาอ่าน
       “พเยีย ศิวาวงศ์”
      
        ชิษณุพงษ์มองหน้าลุงเติม ลุงเติมยักคิ้วให้ เริ่มมีความหวัง ชิษณุพงษ์ยิ้มออกมา
ตอนที่ 3
      
       ทางด้านนภาจรีเกลียดขี้หน้าพเยีย จนไม่อยากลงไปร่วมงานเลี้ยง ยังอยู่ในชุดสบายๆ โดยนั่งเล่นอยู่กับน้องหมาปุยฝ้ายที่ในห้อง เชิดหน้าตอบนภัสรพีผู้เป็นพี่ชายที่เข้ามาหา
      
       “น้องไม่สบายค่ะ ปวดศีรษะ คงจะลงไปร่วมงานไม่ได้”
       นภัสรพีที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว พูดตำหนิเสียงเข้มอย่างรู้เท่าทัน
       “โกหกไม่เป็นก็อย่าริโกหก ทำแบบนี้ มันดูถูกทั้งพี่ ดูถูกทั้งตัวเอง”
       นภาจรีลุกขึ้นยืน ประสานสายตาอย่างไม่หวั่นเกรง
       “ค่ะ น้องไม่โกหกก็ได้ น้องสบายดี ไม่ได้เป็นอะไร แต่น้องไม่อยากลงไปร่วมงาน พี่ชายพอใจหรือยังคะ”
       “หญิงนภา งานจัดที่บ้านของเราเองแท้ๆ แต่เธอไม่ลงไป คนอื่นเค้าจะคิดยังไง” นภัสรพีตำหนิ
       “ใครจะคิดยังไงก็ช่าง น้องไม่สนใจ น้องไม่เชื่อว่านังเด็กพเยียเป็นลูกของดารา น้องไม่ยอมรับมัน พี่ชายจะเอาเด็กข้างถนน มายกย่องให้เป็นทายาทศิวาวงศ์ก็ตามใจ น้องไม่ว่า แต่จะให้น้องไปปั้นหน้าว่าชื่นชมยินดีซะเหลือเกิน น้องทำไม่ได้ ขอประทานโทษด้วยค่ะ”
       นภาจรีเมินหน้า หันหลังให้ นภัสรพีมองอย่างหนักใจ
      
       งานเลี้ยงเริ่มขึ้น ช่วงบ่าย เสียงเพลงบรรเลงอย่างไพเราะอยู่มุมหนึ่ง อีกมุม นภัสรพีกำลังทักทายญาติผู้ใหญ่ เป็นชายอายุ 80 ปี ท่าทางสง่าเดินมากับหญิงวัย 50 ปี ที่แต่งตัวดูภูมิฐานคนหนึ่ง
       “ยินดีด้วยนะ คุณชาย” ญาติผู้ใหญ่ชายยิ้มๆ
       “ขอบคุณมากครับ”
       “แล้วหลานสาวคนใหม่อยู่ไหนกันล่ะจ๊ะ” ญาติผู้ใหญ่หญิงถาม
       “แม่เค้ากำลังไปตามลงมา” หันไปเห็นนภดารา “โน่นไงครับ คุณหญิงมากันโน่นแล้ว”
       ทุกคนมองไปที่บันไดห้องโถง นภดาดาราจูงพเยียเดินลงบันไดมา พเยียดูสวยสุดๆ หน้าผมจัดเต็ม สวมเดรสสั้นลูกไม้อย่างหรู เกือบจะกลางคืน แต่ก็ดูดี ใส่เพชรพลอยวูบวาบ
       เต็มที่ เดินลงมาด้วยมาดของเจ้าหญิง
       ช่างภาพถ่ายภาพกันใหญ่ พเยียยิ้มอย่างสุขสุดๆ นภดารามองพเยียอย่างปลื้มปริ่ม นภัสรพีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาด ไม่เชิงภูมิใจ ออกไปในเชิงปลงๆ
       “นั่นแหละครับ พเยีย ศิวาวงศ์”
       นภดาราพาพเยียเข้ามาไหว้ญาติผู้ใหญ่ ที่ยืนอยู่กับนภัสรพี พูดแนะนำ
       “นี่ท่านชายนพ เป็นลูกผู้พี่ของคุณตา มีศักดิ์เป็นท่านตาอีกคนของหนู นี่หลานพเยียค่ะ ท่านลุง”
       พเยียไหว้อ่อนหวาน “พเยียกราบท่านตาค่ะ”
       นภดาราแนะนำต่อ “ส่วนนี่ก็หม่อมราชวงศ์ วิภาวลัย ลูกสาวของท่านตา หนูเรียกว่าคุณป้าหญิงก็ได้จ้ะ”
       “กราบคุณป้าหญิงค่ะ”
       “ไหว้พระเถอะลูก”
       นภัสรพีหันไปเห็นเจ้าแสงโชติกับเจ้ามลุลีเดินเข้ามา หน้าตายิ้มแย้ม
       “อ้าว แสงโชติมา” ประมุขวังศิวาลัยหันไปทางญาติผู้ใหญ่ “ผมต้องขอประทานอภัย ท่านชาย”
       “เชิญไปรับแขกเถอะ คุณชาย เชิญๆ”
       นภดารากับนภัสรพีเดินนำพเยียเข้าไปหา เจ้าแสงโชติกับเจ้ามลุลี ไหว้นภัสรพีอย่างนอบน้อม นภัสรพีตบไหล่ทักทายแสงโชติอย่างคุ้นเคยกันในฐานะญาติสนิท
       “แสงโชติ ขอบคุณนะที่อุตส่าห์มา” หันมาทางพเยีย “พเยีย มารู้จักกับเจ้าลุงแสงโชติ และนี่เจ้าป้ามลุลี”
       “สวัสดีค่ะ” พเยียยิ้มแย้ม ไหว้อ่อนช้อย
       “ยินดีด้วยนะจ๊ะ ดารา ได้ลูกสาวกลับคืนมา เป็นสาวสวยเลยเชียว” เจ้ามลุลียิ้มแย้ม
       “ขอบคุณค่ะ เจ้าพี่ เอ๊ะ แล้วนี่ มากันสองคนเองเหรอคะ”
       ทันใดนั้น ก็มีเสียงของชิษณุพงษ์ดังขึ้นด้านหลัง น้ำเสียงสดใส
       “ผมอยู่นี่ครับ”
       ชิษณุพงษ์สวมแว่นกันแดดสีชาอันโต มาดเท่ เดินเข้ามา หน้าตายิ้มแย้ม ไหว้กราดทักทายทุกคน
       “สวัสดีครับ คุณปู่ คุณอา”
       “สวัสดีจ้ะ ชิษณุมาก็ดีแล้ว จะได้รู้จักกันเอาไว้” นภดาราเบี่ยงตัว ให้พเยียเห็นชัดๆ “นี่พเยีย ลูกสาวของอาจ้ะ พเยียจ๊ะ นี่ชิษณุพงษ์ ลูกชายของเจ้าลุง”
       พเยียกำลังจะยิ้มให้ชิษณุพงษ์ แต่แล้วพอเห็นหน้าชัดๆ ก็ชะงัก ชิษณุพงษ์ถอดแว่นกันแดดออก ยิ้มกว้าง มองพเยียเต็มตา
      
       “สวัสดีครับ คุณพเยีย ไม่ทราบว่าจำผมได้ไหม”


  


       พเยียหน้าซีดขาวเป็นกระดาษ นิ่งอึ้ง ตะลึงงัน ทำหน้าไม่ถูก นึกถึงเหตุการณ์ในอดีตตอนเจอชิษณุพงษ์ครั้งแรก
      
       วันนั้นที่บ้านชิษณุพงษ์ที่เชียงใหม่ พเยียวิ่งออกมาจากบ้าน กอหญ้ากับลุงเติมวิ่งตามมา
       “เดี๋ยวก่อน พเยีย จะไปไหน”
       “จะกลับแล้ว ฉันไม่เอาหรอก ดูแลคนตาบอดทั้งวัน เหนื่อยตาย”
       “อ้าว ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ หนู ไหนตอนแรกว่าอยากหารายได้พิเศษไง” ลุงเติมแปลกใจ
       กอหญ้า “ช่วยเค้าหน่อยเถอะนะ พเยีย เค้าน่าสงสารออก”
       “แกดูไปคนเดียวเถอะ ฉันไปหาเงินทางอื่นดีกว่า ไปล่ะ” พเยียว่า
       ชิษณุพงษ์ได้ยินตะโกนออกมาจากในบ้าน “ไปเลย จะไปไหนก็ไปเลย ฉันไม่ต้องการใครทั้งนั้น ไสหัวไป ไป๊”
       พเยียด่ากลับ “ไม่ต้องมาไล่หรอก ฉันไปแน่ ไอ้บอด...อ๊าย”
       ชิษณุพงษ์คว้าของในบ้านขว้างออกมาไม่นับ เฉียดหัวพเยีย กอหญ้ากับลุงเติมหลบแทบไม่ทัน พเยียวิ่งหนีไป ด่าดังลั่น
      
       ทุกสายตามองมาที่พเยีย
       “สองคนนี้เคยรู้จักกันมาก่อนเหรอนี่” นภัสรพีถาม
       พเยียส่ายหน้า ปฏิเสธปากคอสั่น
       “ม..ไม่ทราบซีคะ พเยียจำไม่ได้”
       ชิษณุพงษ์เล่าต่อ “ผมเคยไปพักฟื้นอยู่ใกล้ๆ กับโบสถ์บนเขา ลุมเติมเคยพาจ้างคนจากบ้านเด็กกำพร้า ชื่อพเยีย มารับจ้างดูแลผม แต่ว่า...”
       พเยียเห็นชิษณุพงษ์ทำท่าเหมือนจะพูดอีกยาว รีบพูดตัดบท
       “ไม่รู้สิคะ พเยียความจำไม่ค่อยดีน่ะค่ะ จำคนไม่ค่อยเก่ง ขอโทษทีนะคะ” รีบเปลี่ยนเรื่อง “คุณแม่ขา พเยียขอตัวไปทำธุระส่วนตัวแป๊บนึงนะคะ”
       พูดจบพเยียเดินหนีไปเฉยเลย ทุกคนมองตาม งงๆ
       “แปลก ผมจำเสียงเค้าได้ ต้องเป็นพเยียคนเดียวกันแน่ๆ ทำไมเค้าต้องแกล้งทำเป็นจำผมไม่ได้”
       นภัสรพีมองหน้านภดาราเป็นเชิงตำหนิ นภดาราแก้แทน
       นภดารากับชิษณุพงษ์ “พเยียแกคงจะอาย ไม่อยากให้ใครมารื้อฟื้น ว่าแกมาจากไหน .. เด็กมีปมด้อยก็แบบนี้ล่ะจ้ะ หลานอย่าถือสาเลยนะจ๊ะ”
       ชิษณุพงษ์พยักหน้ารับ แต่ยังไม่คลายสงสัยในตัวพเยีย
      
       อรรถกับสกุณาเพิ่งมาถึงเดินเข้าในงาน ในมือมีกล่องของขวัญ สกุณาซุบซิบนินทา
       “มันน่าสงสัยไหมล่ะคะ จู่ๆ คุณนภดาราก็มีลูกสาวตัวเบ้อเร่อเบ้อร่าโผล่ขึ้นมา ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน”
       “เห็นว่าถูกส่งไปเลี้ยงที่ต่างจังหวัดตั้งแต่เกิด เพิ่งจะรับกลับเข้ามาอยู่ที่วังศิวาลัย เลยจัดงานเลี้ยงเปิดตัวกันเป็นการใหญ่”
       “อุ๊ย ไม่ใช่ค่ะ ฉันไม่ได้หมายถึงเด็ก ฉันหมายถึงว่า คุณนภดาราไม่ได้ แต่งงาน จู่ๆ มีลูกขึ้นมาได้ยังไง ใครเป็นพ่อเด็กคะ”
       “เห็นว่าเป็นคนในวังนี้แหละ รักกันแต่ยังไม่ทันได้ตกแต่ง ก็มาตายไปซะก่อน”
       สกุณาหัวเราะคิกคักชอบใจ “แหม คุณดาราเห็นท่าทางหงิมๆ ไม่นึกว่าจะไวไฟ ยัยเด็กนี่ก็โชคดีชะมัด” สีหน้าวาดหวังขณะพูดประโยคต่อมา “หลานสาวคนเดียวของคุณชายนภัส มรดกตั้งไม่รู้เท่าไหร่ ลำพังแค่วังศิวาลัยที่เดียว มูลค่าก็ไม่รู้กี่ร้อยล้านเข้าไปแล้ว น่าเสียดาย ลูกชายคุณมันตาต่ำ”
       “อย่าไปพูดถึงมันเลยน่ะ”
       “ไม่พูดไม่ได้หรอกค่ะ” อรรถพยักเพยิดไปทางหน้าประตู “เพราะมาโน่นแล้ว”
       สองคนหันไป เห็นรถของอิศรแล่นมาจอด อิศรมากับกอหญ้า อรรถชักสีหน้า ไม่พอใจ
      
       อิศรเดินมากับกอหญ้า กอหญ้าชะงักเท้า มองเข้าไปในบ้าน เห็นแต่คนที่เธอไม่รู้จัก กอหญ้าอิดออด ไม่ยอมเดินต่อ
       “ฉันไม่รู้จักใครซักคน ไม่รู้จะให้ฉันมาทำไม”
       “ก็มาเป็นเพื่อนฉันไง” อิศรกวน “อ้อ ไม่ใข่สิ เป็นคู่รัก”
       “คู่รักอะไร มั่ว ฉันเพิ่งรู้จักกับคุณได้ไม่กี่วัน เราจะรักกันได้ยังไง”
       “ก็รักแรกพบไง” อิศรยั่ว “เธอจำไม่ได้เอง เอ้า จะไปรึยัง หรือจะให้อุ้มอีก” กอหญ้าเชิดเชอะ ใส่ อิศรทำท่าเจ้าชู้ “อุ้มก็อุ้ม มา ชอบใช่ไหม”
       อิศรจะเข้าไปอุ้ม กอหญ้าเขิน ผลักอิศรให้ออกไปห่างๆ อิศรตวัดวงแขนกอดตัวกอหญ้ามาโอบไว้ กอหญ้าทุบอิศร แล้ววิ่งหนี แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นสกุณากับอรรถยืนอยู่หน้าตาบึ้งตึง
       “แกนึกยังไง ถึงได้พา...” ไม่อยากเอ่ยชื่อ พยักเพยิดไปทางกอหญ้า “มาที่นี่”
       “กอหญ้าเป็นแฟนผม ทำไมจะมาไม่ได้ ทีพ่อยัง...” อิศรปรายตามองไปยังสกุณา
       กอหญ้าดึงแขนอิศรปราม “พอเถอะค่ะ อย่าทะเลาะกันเพราะฉันเลย อายเค้า”
       สกุณาสอดขึ้นมา จงใจด่ากอหญ้า “พวกฉันต่างหากที่ต้องอาย อยู่ดีๆ ก็มีเด็กข้างถนน มาจากไหนไม่รู้ มาทำตัวเหมือนเป็นญาติ นี่ถามจริงๆ เถอะ ใจคอจะเกาะคุณอิศรเป็นปลิงไปทุกที่เลยหรือไง”
       อิศรฉุนกึก “นี่ เธอ”
       อิศริไม่ทันจะตอบโต้ กอหญ้าเสียใจ จะวิ่งหนีกลับออกไป อิศรขวางไว้
       “กอหญ้า เดี๋ยวก่อน”
       กอหญ้าหันไปอีกทาง เดินแกมวิ่งหนีไปในสวนด้านหนึ่งของวังศิวาลัย อิศรจะตาม อรรถคว้าแขนไว้
       “เจ้าอิศร”
       อิศรสะบัดหลุด แล้ววิ่งตามกอหญ้าไป
      
       นภดาราเดินเข้ามาหาแม่ชื่น ดึงหลบมุมมา แล้วถามอย่างหนักใจ
       “ตกลงว่าไงจ๊ะ แม่ชื่น หาคุณหนูเจอไหม”
       “ไม่ได้อยู่ในบ้านแน่ค่ะ ชื่นหาจนทั่วแล้ว ไม่รู้หนีไปหลบอยู่ตรงไหน แขกผู้ใหญ่ถามหาตัวกันให้วุ่น นี่คุณชายก็ชักจะโมโหแล้วนะคะ”
       “ชื่นลองไปดูในบ้านอีกทีนะจ๊ะ เดี๋ยวฉันจะช่วยหาข้างนอกนี่เอง”
      
        นภดาราออกเดินเข้าไปในสวน มองหาพเยียต่อไป


  


       นภดาราเดินเข้ามาที่สวนด้านหน้า ได้ยินเสียงร้องไห้กระซิกๆ จึงหันขวับไปดู ที่หลังพุ่มไม้ นภดาราเห็นเด็กสาวคนหนึ่งนั่งชันเข่า ซบหน้าร้องไห้ ร่างนั้นดูบอบบาง น่าทะนุถนอม นภดารามองนิ่ง รู้สึกสงสารจับใจอย่างประหลาด
      
       กอหญ้าเช็ดน้ำตาเงยหน้าขึ้นมอง เห็นนภดารายืนอยู่ตรงหน้า เยื้อนยิ้มบางๆ สีหน้าอ่อนโยน แววตาเปี่ยมปราณี แสงแดดยามบ่ายสาดส่องใบหน้าของเธอหวานละมุน ดูเหมือนนางฟ้าใจดี
       “ร้องไห้ทำไมคะ หนู” นภดาราลงนั่งข้างๆ “เสียใจเรื่องอะไร”
       เสียงนภดาราหวานนุ่มนวล กอหญ้ารู้สึกไว้ใจผู้หญิงคนนี้อย่างประหลาด อยากคุยด้วย อยากระบายให้ฟัง
       “หนูไม่อยากอยู่ที่นี่เลยค่ะ อยากไปให้พ้นๆ แต่ไม่รู้จะไปไหน”
       นภดาราแปลกใจ “ทำไมล่ะคะ ทำไมถึงอยากไปให้พ้นๆ” ยิ้มสัพยอก “ที่นี่ไม่ดียังไง”
       “ที่นี่มีแต่คนดูถูกคน ไม่มีใครต้อนรับหนู ไม่มีใครอยากให้หนูอยู่ที่นี่” กอหญ้าว่า
       “ใครว่าจ๊ะ” นภดารายิ้มแย้ม ถ้า “ที่นี่” ที่หนูว่า หมายถึงที่บ้านนี้ล่ะก้อ ฉันขอบอกเลยว่า ฉันเต็มใจต้อนรับหนู” กอหญ้ามองอย่างแปลกใจ นภดารายืดตัวอย่างสง่างามขณะแนะนำตัว “ฉันชื่อนภดาราจ้ะ หม่อมหลวงนภดารา ศิวาวงศ์ และที่นี่คือบ้านของฉัน”
       กอหญ้า ตกใจ “อุ๊ย คุณนภดารา!” รีบยกมือไหว้ “หนูขอโทษค่ะ”
       นภดาราส่ายหน้าว่าไม่เป็นไร ยิ้มใจดี “แล้วหนูล่ะจ๊ะ หนูชื่ออะไร”
       กอหญ้ายังไม่ทันตอบ อิศรก็ตามมาพอดี
       “เค้าชื่อกอหญ้าครับ คุณอา”
       นภดารายิ้ม “อิศร”
       อิศรยกมือไหว้ เข้ามายืนชิด จับแขนกอหญ้าไว้ แสดงความเป็นเจ้าของ
       “กอหญ้ามากับผมครับ แต่มีคนไปหาเรื่องเค้า เค้าเลยหนีผมมาหลบอยู่ที่นี่”
       กอหญ้าเอาศอกกระแทกอิศรให้ออกห่าง นภดารามองกอหญ้าอย่างเอ็นดู
       “ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ กอหญ้า ที่นี่เป็นบ้านของฉัน หนูเป็นแขกของฉัน”
       พลางนภดารายื่นมือไปตรงหน้ากอหญ้า กอหญ้ายิ้มออกมา วางมือของเธอลงในมือของนภดาราอย่างเชื่อใจ ไว้ใจ นภดารากุมมือกอหญ้า ให้ความอบอุ่น
       “ไปกับฉัน แล้วไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”
       “ค่ะ”
       นภดาราจูงกอหญ้าเดินไป มีอิศรเดินตามหลัง กอหญ้าลอบมองนภดาราด้วยความรักอย่างสนิทใจ
      
       ด้านแม่ชื่นเดินมองหาพเยีย ผ่านบริเวณหน้าห้องน้ำจึงร้องเรียก
       “คุณหนูคะ คุณหนู คุณหนูพเยีย อยู่ไหนคะ”
       พเยียยืนหลบตั้งสติอยู่มุมห้อง ได้ยินเสียงแม่ชื่นก็รวบรวมความมั่นใจ เดินออกมา
       “อยู่นี่” พเยียเชิดหน้าถาม “มีอะไร”
       หัวหน้าแม่บ้านมองตรงๆ อย่างตำหนิ “คุณดาราให้หาค่ะ มีแขกสำคัญที่อยากให้คุณหนูรู้จักเอาไว้”
       “แล้วไอ้บอด... เอ๊ย นายชิษณุพงษ์อะไรนั่นน่ะ กลับไปหรือยัง”
       ชิษณุพงษ์เดินเข้ามาได้ยินพอดี
       “ยังครับ”
       พเยียอึ้ง ชิษณุพงษ์เดินเข้ามาหาพเยีย
       “ผมเดินตามหาคุณอยู่ตั้งนาน มีเรื่องสำคัญอยากจะถาม”
       พเยียหน้าเสีย รีบอ้าง
       “ฉันต้องรีบไปหาคุณแม่ ไปสิ แม่ชื่น ไป”
       ชิษณุพงษ์ขวางไว้ แล้วหันไปบอกแม่ชื่นอย่างสุภาพ
       “ผมขอถามอะไรคุณพเยียสองสามคำเท่านั้น นะครับ”
       แม่ชื่นพยักหน้า แล้วเดินเลี่ยงออกไปนิดนึง แต่ตาจ้องเป๋ง อยากรู้เหมือนกันว่าเรื่องอะไร พเยียหมดทางหนี หน้าเสีย
       “จะถามอะไรก็ว่ามา”
       ชิษณุพงษ์ถาม “กอหญ้าอยู่ที่ไหน”
       พเยียตกใจ แล้วรีบปฏิเสธกลบเกลื่อน “พูดอะไร ไม่เห็นรู้เรื่อง”
       พร้อมกันนั้นพเยียจะเดินหนี ชิษณุพงษ์คว้าแขนไว้ พูดคาดคั้นอย่างสุภาพ
       “คุณอาดาราเล่าให้ผมฟังหมดแล้ว คุณนั่งรถลงมาจากเชียงใหม่พร้อมคุณแม่ยุพา ลุงเติมบอกผมว่ากอหญ้าก็อยู่ในรถคันนั้นด้วย แล้วเค้าหายไปไหน”
       “ฉันไม่รู้”
       ชิษณุพงษ์ไม่เชื่อ “อะไร! เพื่อนหายทั้งคน คุณไม่สนใจ ไม่คิดจะตามหาเลยเหรอ”
       พเยียย้อน “ตามยังไง ตำรวจเค้ายังไม่รู้เลยว่ามันหายไปไหน รถคว่ำไม่รู้กี่ตลบ ฉันฟื้นขึ้นมาก็เห็นคนอื่นตายไปหมดแล้ว ไม่แน่ นังกอหญ้ามันอาจจะตายไปแล้วก็ได้”
      
       พเยียสะบัดหลุด แล้วเดินหนีไปไวๆ ชื่นรีบตาม ทิ้งชิษณุพงษ์ให้ยืนอึ้งกับข่าวใหม่ของกอหญ้าที่ได้ยินอยู่อย่างนั้น

      
       ขณะเดียวกันกอหญ้ากำลังไหว้ทักทายนภัสรพีอย่างนอบน้อม นภัสรพีรับไหว้ มองอย่างเอ็นดู
      
        “ชื่อกอหญ้าเหรอ” คุณชายทักยิ้มๆ ไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก “ชื่อคุ้นๆ นะ เหมือนฉันเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน”
       นภดาราคุยให้ฟังใบหน้ายิ้มแย้ม
        “ตอนนี้หนูกอหญ้าพักอยู่ที่บ้านอิศรนี่เองค่ะ คุณพ่อ บ้านติดกัน แถมยังอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับลูกพเยีย ลูกเลยอยากให้คบหากันเอาไว้” นภดาราหันมาพูดกับกอหญ้า “ฉันอยากให้พเยียมีเพื่อน”
        “ดีครับ กอหญ้าก็จะได้มีเพื่อนเหมือนกัน” อิศรเห็นด้วยหันมาถามกอหญ้า “ดีไหม”
        กอหญ้ารับปาก “ค่ะ”
       แม่ชื่นเดินนำพเยียเข้ามาพอดี พเยียส่งเสียงนำมาก่อนตัว
        “คุณแม่ขา พเยียมาแล้วค่ะ”
       นภดาราหันไปหา พเยียกอดประจบ ไม่ทันเห็นกอหญ้าที่ยืนแอบหลังอิศรอยู่ด้วยความเจียมตัว
        “คุณแม่เรียกหาพเยียเหรอคะ”
       “จ้ะ แม่จะแนะนำให้หนูรู้จักกับคุณอิศร ลูกคุณลุงอรรถที่อยู่บ้านติดกับเรา” นภดาราหันไปหาอิศร “อิศรจ๊ะ นี่พเยียจ้ะ”
        พเยียเห็นอิศร ยิ้มหวานหว่านเสน่ห์สุดๆ “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
       อิศรยิ้มตอบ
        “สวัสดีครับ” อิศรดึงกอหญ้ามาแนะนำ “แล้วนี่แฟนผมครับ ชื่อกอหญ้า”
       พเยียชะงัก ในจังหวะที่กอหญ้าก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างอิศร
        กอหญ้ายิ้มสดใส “สวัสดีค่ะ คุณพเยีย”
       พเยียตกตะลึง อึ้ง ตัวแข็งทื่อ เหมือนโดนผีหลอก นภัสรพี นภดารา และชื่นสังเกตเห็น มองพเยียด้วยความแปลกใจ
        “พเยีย เป็นอะไรไปลูก” นภดาราถาม
        พเยียไม่ได้ยินนภดารา พึมพำ “แก...”
       พเยียถอยหลังกรูด ใจสั่นทำอะไรไม่ถูก นภดารากับนภัสรพียิ่งแปลกใจ
       นภัสรพีดุ “พเยีย”
       พเยียสะดุ้งเฮือก หันไปมองนภัสรพี เห็นสีหน้าดุดัน พเยียหันหลังกลับ วิ่งหนีไป
       อิศร กอหญ้ามองตามงงๆ นภดาราทั้งตกใจ ทั้งแปลกใจ
        “พเยีย... ลูก” นภดาราหันมาหาอิศรและกอหญ้า “พเยียเป็นอะไรไปไม่ทราบ อาขอตัวไปดูลูกก่อนนะจ๊ะ”
      
       นภดาราจะวิ่งตามพเยียไป นภัสรพีคว้าแขนไว้
        “ไม่ต้อง ดารา ไม่ต้องไป”
       สีหน้านภัสรพี โกรธ เอาเรื่องสุดๆ
      
       พเยียหลบเข้าในห้องตัวเอง หวาดกลัวและกลัดกลุ้มมาก เดินพล่านไปมา
        “นังกอหญ้า มันยังไม่ตาย มันยังไม่ตาย”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น พเยียสะดุ้งเฮือก ได้ยินเสียงแม่ชื่นตะโกนเข้ามา
        “คุณหนูคะ เปิดประตูด้วยค่ะ”
       พเยียลนลาน มือไม้สั่นไปหมด
        พูดกับตัวเอง “ซวยแน่ ฉันจะทำยังไงดี หนี ต้องหนี” รีบตะโกนตอบ “ออกไป อย่ามายุ่งกับฉัน จะไปไหนก็ไป”
       ที่หน้าห้องเวลานั้น แม่ชื่นยืนอยู่กับนภัสรพี ที่หน้าตาโกรธจัด
       “ท่าทางไม่ยอมเปิดแน่ค่ะ คุณชาย ไขกุญแจเข้าไปเลยไหมคะ”
       นภัสรพีเดินเข้าไปเคาะประตู พูดเสียงหนัก
        “พเยีย เปิดประตูเดี๋ยวนี้”
       ส่วนในห้อง พเยียที่กำลังเก็บเครื่องเพชร ของมีค่าทั้งหมดใส่กระเป๋าถึงกับชะงัก หน้าซีดเผือด เสียงนภัสรพีดังขึ้นอีก
       “ฉันบอกให้เปิดประตู ได้ยินไหม นี่เป็นคำสั่ง”
       พเยียเอาสร้อยเพชร แหวนเพชร ยัดใส่ในอกเสื้อมือไม้สั่น
      
       ครู่ต่อมาพเยียเปิดประตู หน้าตาหวาดหวั่น เห็นว่าที่หน้าประตูห้องนภัสรพียืนอยู่กับชื่น
        “เห็นที ฉันคงต้องจัดการกับเธอให้เด็ดขาด”
       นภัสรพีเดินเข้าไปในห้องพเยีย ปิดประตู พเยียยืนตัวสั่น หน้าซีด นภัสรพีดุเสียงเข้ม
        “เธอทำอะไรของเธอ พเยีย”
        “คือ...คือหนู...”
       พเยียอึ้ง อึกอัก ไม่รู้ว่านภัสรพีรู้อะไรมาบ้าง นึกข้อแก้ตัวไม่ออก ได้แต่ยืนหน้าซีด ปากสั่น
        “จากเด็กกำพร้ายากจน ฉันให้โอกาสเธอ ชุบตัวจนเป็นเจ้าหญิง นึกไม่ถึงเลย ว่าเธอจะทำตัวเลวร้ายอย่างนี้”
        พเยียเข้าใจผิด ลนลานแก้ตัว “หนู...หนูผิดไปแล้วค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจ” พเยียคุกเข่าลงยกมือไหว้ปลกๆ “อย่าทำอะไรหนูเลยค่ะ ปล่อยหนูไปเถอะนะคะ”
      
       นภัสรพีเสียงดัง “ไม่ได้!” พเยียแทบช็อก “เธอเป็นคนเรียกร้องอยากจะจัดงานนี้ ให้ใครๆ ยอมรับ แต่กลับทำตัวบ้าๆ บอๆ ไร้มารยาทสิ้นดี”
       พเยียฟังแล้วงง ชักเอะใจว่านภัสรพีคงจะไม่ได้พูดเรื่องเดียวกับที่เธอกำลังคิดกลัวอยู่
        “อะไรนะคะ”
        นภัสรพีตำหนิต่อ “อย่านึกว่าเป็นลูกของนภดารา เป็นหลานของฉัน แล้วจะทำตัวยังไงก็ได้”
       พเยียเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ละล่ำละลักถามนภัสรพี
       “เดี๋ยวค่ะ ตะกี๊คุณตาพูดว่า พเยียเป็นหลานของคุณตา พเยียยังเป็นหลานของคุณตาอยู่เหรอคะ”
       นภัสรพีมองพเยียอย่างขัดใจ เหมือนโกรธที่พูดไม่รู้เรื่อง
        “ตอนนี้ยังเป็นอยู่ แต่เธอต้องลงไปขอโทษหนูกอหญ้า ไปอธิบายว่าไอ้กิริยาเลวๆ เมื่อตะกี๊นี้ มันหมายความว่ายังไง ไม่งั้น ฉันอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้”
        พเยียงง แต่ก็แอบโล่งใจ “นี่หมายความว่า”
        นภัสรพีดุ “ลงไปกับฉัน ไปขอโทษหนูกอหญ้าเดี๋ยวนี้”
       นภพัสรพีเดินไปเปิดประตู แล้วเดินนำออกไป พเยียยังยืนอึ้งอยู่ แปลกใจที่ทุกคนยังไม่รู้เรื่องที่เธอทำร้ายกอหญ้า สาวแสบคิดในใจ
        “นังกอหญ้ายังไม่ได้บอกความจริงกับแม่ กับตาของมัน ทำไม...นี่มันจะมาไม้ไหนเนี่ย”
        นภัสรพีหันมาเรียกซ้ำ
        “พเยีย!”
        “ค่ะๆ”
      
       พเยียรีบเดินตามนภัสรพีไป สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยอย่างที่สุด


  


       ส่วนภายในงานเลี้ยง นภดาราจำต้องเล่าเรื่องโกหก แก้ตัวแทนพเยียกับอิศรและกอหญ้า
      
       “ตอนเด็กๆ พเยียเค้า เอ่อ...ไม่ค่อยแข็งแรง เลยถูกแยกไปเลี้ยงที่ต่างจังหวัด” นภดาราหันมาพูดขอโทษขอโพยกับกอหญ้า “พเยียเค้าเลยรู้สึกว่าถูกแม่ทอดทิ้ง จิตใจของเค้าเลยไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ อาจจะพูดหรือทำอะไรไม่ค่อยน่ารัก ฉันหวังว่าหนูกอหญ้าคงจะให้อภัยนะจ๊ะ”
       กอหญ้ารู้สึกสงสารพเยีย “ค่ะ หนูไม่โกรธหรอกค่ะ หนูเข้าใจ หนูเองก็ไม่ต่างอะไร กับคุณพเยีย เป็นเด็กที่พ่อแม่...”
       กอหญ้ายังพูดไม่จบ นภัสรพีเดินนำพเยียเข้ามา อิศรร้องทักขัดจังหวะเสียก่อน
       “คุณพเยียมาแล้ว”
      
       นภดาราหันขวับ แล้วโผเข้าไปหาอย่างห่วงใย
       “พเยีย ลูก” พลางลูบหน้าลูบหลัง “หนูเป็นอะไรหรือเปล่า”
       นภัสรพีพยักหน้าให้พเยีย พเยียเดินขาสั่นเข้าไปหากอหญ้า ลุ้นสุดๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
       “ขอโทษนะ กอหญ้า ตะกี๊ฉันตกใจน่ะ”
       กอหญ้า ถามน้ำเสียงปกติ “ตกใจอะไรคะ”
       พเยียมองหน้ากอหญ้าอย่างงุนงง แปลกใจ ครุ่นคิดอยู่ในใจ
       “มันไม่พูดความจริง แล้วยังแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเรา มันต้องการอะไรกันแน่”
       นภดาราเห็นพเยียนิ่ง เลยเตือน “ว่าไงล่ะจ๊ะ พเยีย กอหญ้าเค้าถามว่าหนูตกใจอะไร”
       พเยียจ้องมองตากอหญ้าอย่างค้นหา หยั่งเชิง เห็นแววตากอหญ้าใสบริสุทธิ์ มีแต่ความจริงใจ ยิ่งไม่เข้าใจ
       “คุณตกใจเพราะเห็นหน้าฉันเหรอคะ” กอหญ้าถาม
       “เปล่า” พเยียตัดบท “เอาเป็นว่าฉันขอโทษก็แล้วกัน” คว้ามือกอหญ้า “มากับฉันทางนี้ดีกว่า ฉันอยากคุยกับเธอ”
       พเยียลากแขนกอหญ้าไป กอหญ้าหันมองอิศรเลิ่กลั่ก นภดาราบอกกับอิศร
       “ให้ไปเถอะจ้ะ อิศร เค้าจะได้ปรับความเข้าใจกัน”
       อิศรยิ้มรับอย่างเกรงใจ อดมองตามอย่างห่วงๆ ไม่ได้ นภัสรพีมองอาการของพเยียอย่างแปลกใจนิดๆ
      
       พเยียผลักกอหญ้าเข้าไปในห้องน้ำ ตัวเองตามเข้าไปแล้วล็อกประตู
       “บอกมานะ ว่าแกมาที่นี่ทำไม แกต้องการอะไร”
       กอหญ้างง เพราะจำไม่ได้
       “คุณพเยีย พูดเรื่องอะไรคะ”
       พเยียเข้าไปบีบแขนกอหญ้า จนกอหญ้ารู้สึกเจ็บ แต่ไม่กล้าตอบโต้
       “นังบ้า อย่ามาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แกบอกมา ต้องการอะไร” บีบแขนแรงขึ้นอีก “บอกมานะ แกคุยอะไรกับยัยหม่อมหลวงนั่น แกบอกอะไรมันไปบ้าง”
       “ฉัน ฉันไม่เข้าใจ โอ๊ย...คุณพเยียปล่อยฉันเถอะค่ะ ฉันเจ็บ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าคุณพูดเรื่องอะไร”
       พเยียโกรธ ผลักร่างกอหญ้าไปจนติดผนัง บีบคอกอหญ้าถามคาดคั้น
       “นังกอหญ้า แกเล่นเกมบ้าบออะไรของแก แกต้องการอะไร บอกมานะบอกมา” กอหญ้าดิ้น ส่ายหน้า “ถ้าแกไม่บอก ฉันจะบีบคอแกให้ตายคามือเลย”
      
       “ปล่อยฉันเถอะค่ะ คุณพเยีย ฉันไม่รู้เรื่องจริงๆ ถ้าฉันเคยทำอะไรให้คุณไม่พอใจ ฉันขอโทษค่ะ ฉันจำไม่ได้จริงๆ ฉันจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะ”
       พเยียมองกอหญ้าที่น้ำตาคลอๆ อย่างแปลกใจ คลายมือออก
       “อะไรนะ” พเยียมีท่าทีแปลกใจมาก “นี่แก...”
       “ฉันประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ความจำเสื่อม ฉันจำอะไรไม่ได้เลยค่ะ แม้กระทั่งเรื่องของตัวเอง”
       พเยียตาค้าง อึ้ง ปล่อยมือจากกอหญ้า
       “นี่แก” พเยียไม่อยากเชื่อ “แกหมายความว่ายังไง”
       “ฉันจำอะไรไม่ได้จริงๆ ค่ะ ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน เคยทำอะไรมาบ้าง รู้แค่ว่าฉันชื่อกอหญ้า เป็นลูกกำพร้า คุณอิศรเค้าบอกฉันเท่านี้เองค่ะ”
       พเยียมองหน้ากอหญ้านิ่ง นาน ใคร่ครวญ
       “แล้วคุณอิศรนั่นน่ะ เค้ารู้อะไรเกี่ยวกับตัวแกอีกบ้าง”
       “เค้าก็รู้เท่านั้นล่ะคะ เราสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน” กอหญ้าเริ่มเอะใจ “แต่คุณรู้จักฉันใช่ไหมคะ คุณโกรธฉัน ฉันตกใจที่เห็นหน้าฉัน แปลว่าเราต้องเคยรู้จักกันมาก่อนใช่ไหมคะ ใช่ไหมคะ”
       พเยียชะงัก รีบปฏิเสธ
       “เปล่า ไม่ ไม่ใช่ ฉันไม่เคยรู้จักเธอ เราไม่เคยรู้จักกัน”
       “แต่ตะกี๊ที่คุณพูดกับฉัน...”
       “ไม่! ฉันไม่เคยรู้จักกับเธอ ฉันแค่จำคนผิด ก็เท่านั้นเอง”
       กอหญ้าหน้าตาไม่เชื่อแต่ไม่กล้าเซ้าซี้ พเยียย้ำหนักแน่น
       “ฉันจำคนผิด ไม่มีอะไรหรอก ขอโทษทีนะ ที่ทำให้ตกใจ”
      
       พเยียยิ้มออกอย่างสะใจ แล้วเดินออกไปจากห้องน้ำ กอหญ้ายืนอึ้ง ไม่เข้าใจ


  


       ขณะเดียวกันตรงมุมหนึ่งของบริเวณงานในวังศิวาลัย อิศรเดินงุ่นง่าน ชะเง้อชะแง้มองหากอหญ้าด้วยความเป็นห่วง
      
       “พากันไปไหนนะ”
       อิศรเหลียวหน้าเหลียวหลังแล้วไปชนกับชายคนหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ
       “ขอโทษครับ” ที่แท้เป็นชิษณุพงษ์
       “ผมต่างหากครับ ที่ต้องขอโทษ มัวแต่มองหาคน ไม่ทันระวังเอง” อิศรมองแล้วต้องชะงัก เมื่อสังเกตเห็นใบหน้าชิษณุพงษ์ชัดๆ “คุณ”
       ชิษณุพงษ์ไม่ได้เอะใจ เพราะไม่เคยเห็นหน้าอิศร ไม่เคยได้ยินเสียงด้วยซ้ำ ตอนอิศรมีเรื่องกับกอหญ้า “ผม...ชิษณุพงษ์ครับ ผมเป็นลูกชายของเจ้าแสงโชติกับเจ้ามลุลี”
       อิศรพึมพำ “จากเชียงใหม่”
       “ครับ” ชิษณุพงษ์เห็นแววตาอิศรที่จ้องมองตน ก็นึกสงสัย “คุณคงเคยเจอผมตอนก่อนผ่าตัด ตอนนี้สายตาผมมองเห็นเป็นปกติแล้วครับ”
       “อ้อ ครับ ยินดีด้วย” อิศรยิ่งมั่นใจนักว่า ชิษณุพงษ์ต้องเป็นคนที่รู้จักกับกอหญ้าแน่ๆ จึงรีบตัดบท “ขอโทษทีครับ ผมมีธุระด่วน ขอตัวก่อน”
       อิศรหันหลัง เดินจ้ำอ้าวหนีออกมาเลย ชิษณุพงษ์มองตามแปลกใจนิดๆ พอดีเสียงเจ้ามลุลีดังขึ้น
       “ชิษณุ” ชิษณุพงษ์หันไปหาผู้เป็นมารดา “มาหลบอยู่นี่เอง ไปลาท่านผู้ใหญ่เถอะลูก เจ้าพ่อว่าจะกลับแล้ว”
       ชิษณุพงษ์รับคำแล้วเดินตามมลุลีไป
      
       ตรงมุมสงบในวังศิวาลัย อิศรเดินลนลาน มองหากอหญ้า ท่าทางร้อนใจ ไม่อยากให้เจอชิษณุพงษ์
       “ไปไหนนะ ยัยตัวดี ถ้าเจอเพื่อนเก่าเข้าล่ะก็ เรื่องยาวแน่”
       ทันใดนั้น อิศรเห็นกอหญ้าเดินก้มหน้าก้มตาออกจากด้านในบ้าน อิศรเดินไปคว้าตัวไว้
       “กอหญ้า” อิศรเห็นกอหญ้าตาแดงๆ ก็ตกใจ “เป็นอะไร เธอร้องไห้นี่”
       “ฉันอยากกลับบ้านค่ะ เดี๋ยวนี้เลย เรากลับบ้านกันนะคะ” กอหญ้าขอร้อง
       อิศรยิ่งห่วง “มีเรื่องอะไรรึเปล่า” น้ำเสียงพร้อมมีเรื่อง “ใครทำอะไรเธอ”
       กอหญ้ายังตกใจที่ถูกพเยียทำร้าย ขอร้องอิศรอย่างร้อนรน ร้อนใจ “พาฉันกลับบ้านก่อนเถอะค่ะ อย่าเพิ่งถามอะไรเลยนะคะ ฉันอยากออกไปจากที่นี่เร็วๆ”
       อิศรนึกถึงชิษณุพงษ์ขึ้นมา พยักหน้า
       “จริงสิ ดีเหมือนกัน งั้นเราไปลาคุณอาดาราก่อน” จู่ๆ นึกระแวง “เออ ไม่ต้อง ฉันไปเอง เธอไปนั่งรอในรถดีกว่า เดี๋ยวฉันตามไป”
       กอหญ้าพยักหน้ารับ อิศรรีบออกไป
      
       กอหญ้าเดินมาถึงรถของอิศรที่จอดอยู่ข้างถนนในวัง ฝั่งตรงข้ามของถนนมีรถตู้หรูหราราคาแพงจอดอยู่ กอหญ้ายืนพิงรถรออิศร
       คนขับรถตู้ฝั่งตรงข้ามสตาร์ทรถ แล้วกุลีกุลจอเปิดประตูรอท่า เห็นเจ้าแสงโชติ และเจ้ามลุลี เดินมาที่รถ มีชิษณุพงษ์เดินตามหลังมาห่างๆ
       “เชิญครับ เจ้า”
       เจ้าแสงโชติกับเจ้ามลุลีขึ้นรถชิษณุพงษ์ยืนรอ แล้วหันไปเห็นกอหญ้าที่ยืนอยู่อีกฝั่งของถนน ชิษณุพงษ์ชะงัก
       กอหญ้าหันหน้ามาพอดี ดวงหน้าสวยงามนั้นทำเอาชิษณุพงษ์มองอย่างตกตะลึงเหมือนต้องมนตร์
       กอหญ้าเห็นชิษณุพงษ์ ทั้งสองประสานสายตากัน เหมือนเกิดความรู้สึกผูกพันและคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
       ชิษณุพงษ์ยิ้มให้ทักทาย
       “สวัสดีครับ”
       “สวัสดีค่ะ” กอหญ้ายิ้มตอบทักกลับอย่างมีมารยาท
       ชิษณุพงษ์ชะงัก เมื่อได้ยินเสียงกอหญ้า น้ำเสียงนั้นช่างคุ้นหูนัก ชิษณุพงษ์พึมพำ
       “เสียงนั่น”
       ชิษณุพงษ์ทำท่าจะข้ามถนนมาหากอหญ้า พอดีอิศรเดินมาถึงที่รถและพูดกับกอหญ้า ชิษณุพงษ์ชะงักฟัง
       “อ้าว มายืนอะไรตรงนี้ ทำไมไม่ไปรอในรถ”
       กอหญ้าหันไปสนใจอิศร “ก็กุญแจอยู่ที่คุณ”
       อิศรยิ้มแก้เก้อ “เออ จริง” พลางเปิดประตูให้ “ไป กลับบ้านกันดีกว่า”
       กอหญ้าก้าวขึ้นรถ อิศรปิดประตู แล้วเห็นชิษณุพงษ์ยืนมองอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม อิศรตกใจ รีบขึ้นรถพรวด
       “คุณครับ คุณ เดี๋ยวก่อน”
       ชิษณุพงษ์เรียกไว้ จังหวะกันนั้น เจ้าแสงโชติชะโงกหน้าออกมาจากรถเรียกลูกชาย
       “ชิษณุ ขึ้นรถ”
      
       “เดี๋ยวครับ เจ้าพ่อ”
       อิศรรีบฉวยโอกาส ออกรถไปอย่างรวดเร็ว
       “เฮ้ย คุณ คุณครับ เดี๋ยว หยุดก่อน”
       ชิษณุพงษ์วิ่งตาม อิศรเร่งรถออกไปทิ้งห่าง ขณะที่กอหญ้านั่งไม่รู้เรื่อง จนรถลับตาไป ชิษณุพงษ์หยุดหอบ รถตู้ขับตามมาจอดเทียบ เจ้าแสงโชติกับเจ้ามลุลีลงมาถามอย่างแปลกใจ
       “นั่นใครกันลูก แล้วไปวิ่งตามเค้าทำไม”
       “ผู้ชายเป็นใครก็ไม่ทราบครับ แต่ผู้หญิงคนนั้น เสียงเค้า...เสียงเค้าเหมือนกอหญ้าเลย”
      
       ชิษณุพงษ์มั่นใจว่าเขาฟังไม่ผิดแน่

      
       ตกตอนเย็นชิษณุพงษ์ เรียกลุงเติมมาพบที่ห้อง เล่าเรื่องกอหญ้าที่ตนเจอตอนบ่าย ลุงเติมตอบอย่างลังเล
      
       “ครับ หนูกอหญ้าแกก็ ตัวเล็กๆ ตาโตๆ ปากนิด จมูกหน่อย ที่เล่ามาฟังๆ ดูก็เหมือนจะใช่อยู่นะครับ
       “เสียงเค้าก็เหมือน...ฉันจำเสียงเค้าได้” ชิษณุพงษ์บอกอย่างมั่นใจ
       “แต่ เอ .. ถ้าเป็นหนูกอหญ้าจริงๆ แกต้องจำคุณชิษณุได้อยู่แล้ว”
       “ก็นั่นแหละ ที่ทำให้ฉันไม่แน่ใจ ถ้าเป็นกอหญ้าจริงๆ เค้าก็ต้องจำฉันได้แน่ๆ แต่ผู้หญิงคนนั้น เค้าทำท่าเหมือนไม่รู้จักฉัน”
       ลุงเติมมั่นใจ “งั้นก็ต้องไม่ใช่หนูกอหญ้าแน่นอน”
       ชิษณุพงษ์ลงนั่ง ครุ่นคิด ยังคาใจ ที่กอหญ้าทำเหมือนไม่รู้จักเขา
       “แต่ว่า...ทำไมฉันรู้สึกเหมือนกับว่าใช่ เหมือนกับว่าเค้าคือกอหญ้าของฉันจริงๆ ทำไม...”
      
       กอหญ้าเล่าให้อิศรฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องน้ำบ้านศิวาลัย อิศรทบทวนอย่างชั่งใจ
       “คุณพเยียอาจจะจำคนผิดจริงๆ ก็ได้ คนอย่างคุณพเยีย ศิวาวงศ์ จะมารู้จักเด็กกำพร้าอย่างเธอได้ยังไง”
       กอหญ้าบอกกับอิศรอย่างสับสน
       “ก็นั่นสิคะ แต่คุณดาราบอกว่า คุณพเยียเคยอยู่ที่เชียงใหม่ เค้าอาจจะเคยเจอฉันมาก่อนก็ได้”
       “ก็เป็นไปได้อีกนั่นแหละ”
       สีหน้ากอหญ้าดูเป็นกังวลมาก “ถ้าเราเคยเจอกันจริง ฉันคงทำให้เค้าไม่พอใจมาก เค้าถึงได้โกรธฉันขนาดนั้น”
       “ฉันบอกแล้วว่าเธอน่ะมันแสบ ศัตรูรอบตัวเลยเห็นไหม” อิศรสัพยอก
       กอหญ้า ถอนหายใจเซ็งๆ พูดประชดชีวิต “ก็จริง ฉันคงเป็นคนไม่ดีมากๆ อย่างที่คุณว่า ถึงได้มีแต่คนเกลียดฉัน อยากจะฆ่าฉัน”
       “เฮ้ย ตะกี๊ฉันพูดเล่นนะ กอหญ้า เธอไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้น”
       “คุณจะรู้ได้ยังไง คุณบอกเอง ว่ารู้จักกับฉันไม่ถึงวัน ฉันอยากรู้จัง ว่าเมื่อก่อนฉันเป็นใคร เคยทำอะไรมา ทำไมใครๆ ถึงได้พากันเกลียดฉันอย่างนี้”
       กอหญ้าหน้าเศร้า อิศรมองอย่างเห็นใจ
      
       เช้าวันต่อมา นภดาราเดินลงมาพร้อมกับพเยีย สองคนเข้ามาที่ห้องกินข้าว เห็นนภาจรีนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะแล้ว มีแม่ชื่นดูแลให้สาวใช้รินกาแฟให้
       “สวัสดีค่ะ อาหญิง”
       นภาจรีหันมามอง แล้วมองเลยไปที่พเยีย ที่ยืนลอยหน้าท้าทายอยู่หลังนภดารา
       นภาจรีก้มหน้าอ่านคอลัมน์ข่าวสังคมไฮโซ ออกเสียงดังๆ
       “คุณชายนภัสรพีจัดงานเลี้ยงเปิดตัวหลานสาวคนสวยกับญาติสนิทมิตรสหายเมื่อบ่ายวานนี้ อีกไม่นาน คนภายนอกคงได้ยลโฉมสาวน้อย นามว่า พเยีย ศิวาวงศ์” เงยหน้ามาพูดกับนภดารา “เอิกเกริกดีนะ” แล้วมองไปยังพเยีย “คงสมใจเธอล่ะสิ”
       “ค่ะ” พเยียลงเสียงหนักลากเสียงยาวประชดกลับ “สมใจมากก...”
       นภดาราปราม ส่ายหน้าเป็นเชิงตำหนิ “พเยีย”
       พเยียย้อนตามประสาเด็กดื้อ “ก็คุณยายหญิงถาม”
       “ผู้ใหญ่ถามก็ตอบดีๆ สิลูก”
       พเยียเถียงอีก “ก็ถามดีๆ สิคะ จะได้ตอบดีๆ”
       นภาจรีสุดทน ลุกพรวดขึ้นยืน ปาหนังสือพิมพ์ลงกับโต๊ะ
       “มันจะมากเกินไปแล้วนะ ฟังมันพูดสิ นภดารา”
       จังหวะนั้นนภัสรพีเดินเข้ามาพอดี
       นภัสรพีพูดตำหนิ “เอะอะโวยวายอะไรแต่เช้า หญิงนภา” มองหน้าทุกคน “มีเรื่องอะไรกัน”
      
       นภาจรีสะบัดหน้า แล้วเดินเชิดออกไป แม่ชื่นรีบตาม นภัสรพีหันมองนภดารา
       “อาหญิงดุลูกพเยียน่ะค่ะ พเยียพูดไม่ค่อยเพราะเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
       “จะตามแก้ตัวแทนลูกไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะ นภดารา” คุณชายพูดพลางลงนั่ง หันมามองพเยีย “ไอ้เรื่องกิริยามารยาทของเธอเนี่ย ฉันก็เห็นว่ามันแย่เต็มที” แล้วหันกลับมาทางนภดาราเป็นเชิงสั่ง “ลูกควรจะจัดการได้แล้ว”
       “ลูกหาครูมาช่วยสอนแล้วค่ะ”
       พเยียเหลียวขวับ “อะไรนะคะ”
       นภดาราบอก “ลูกจะเป็นศิวาวงศ์แต่ชื่อไม่ได้ ลูกสาวของแม่ต้องเป็นกุลสตรีที่เพียบ พร้อม ทั้งกิริยามารยาท การเข้าสังคม งานบ้านงานเรือน”
       พเยียขัดขึ้น “โอ้ย ไม่เอาหรอกค่ะ การเรือนบ้าบออะไร พเยียไม่เรียน”
       นภดาราชะงัก นภัสรพีฉุน พูดขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
       “งั้นก็ไปสอบเทียบ เข้ามหาวิทยาลัยให้ได้” พเยียอึ้ง นภัสรพีลุกขึ้นยืนจ้องหลานกำมะลออย่างโมโห “อย่าคิดว่าเป็นลูกหลานของฉัน แล้วจะนั่งกินนอนกิน ไม่ต้องทำอะไร” คุณชายพูดกับนภดาราอย่างเอาเรื่อง “ถ้าไม่เรียนการเรือน ก็ต้องไปเรียนวิชาชีพ ไม่ใช่ปล่อยให้หายใจทิ้งไปวันๆ เหมือนคนไม่มีค่า เข้าใจไหม”
       “ค่ะ คุณพ่อ”
       นภัสรพีลงนั่ง อารมณ์ขุ่นมัว นภดาราพยักหน้าให้สาวใช้รินกาแฟเสิร์ฟ พเยียฮึดฮัดขัดใจ นภดารามองหน้าพเยียเป็นเชิงปราม เอาจริง
      
       ตอนสายวันเดียวกัน ภายในรถที่จอดซุ่มอยู่หน้าบ้านอดิศวร เห็นลุงเติมนั่งอยู่ที่ฝั่งคนขับ ชิษณุพงษ์นั่ง ข้างๆ จับตาดูเหตุการณ์ที่หน้าประตูรั้วบ้านตลอด
       ลุงเติมมีสีหน้าหนักใจ ไม่ค่อยเห็นด้วย “เค้าอยู่บ้านนี้เหรอครับ”
       ชิษณุพงษ์ยังจับตาดูที่ประตูขณะตอบชายชรา “ก็เห็นคุณอาดาราว่าหยั่งงั้น”
       “แปลก ถ้าหนูที่ชื่อกอหญ้านี่เค้าเป็นคนเดียวกันกับหนูกอหญ้าที่เชียงใหม่ แล้วเค้ามาอยู่ทำไมที่บ้านนี้”
       ชิษณุพงษ์พูดด้วยสุ้มเสียงไม่ค่อยพอใจ “คุณอาดาราบอกว่าเค้าเป็นแฟนของคนชื่ออิศร ที่เป็นเจ้าของบ้านนี้”
       “ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ คุณคนนี้แกอยู่กรุงเทพฯ แล้วแกจะไปเป็นแฟนกับหนูกอหญ้าของเราได้ยังไง .. ผมว่ากลับเถอะครับคุณ คงจะคนละคนแล้วละ”
       พลางลุงเติมจะสตาร์ทรถ ชิษณุพงษ์ห้ามไว้
       “เดี๋ยวน่ะ ลุงเติม ไหนๆ ก็มาแล้ว ผมอยากให้ลุงเติมช่วยดูหน่อย ว่าเป็นกอหญ้าคนเดียวกับรึเปล่า”
       ลุงเติมท้วง “แต่คุณคร้าบ ถ้าเค้าไม่ออกมาจากบ้าน เรามิต้องนั่งแกร่วกันอย่างนี้ทั้งวันเหรอคร้าบ...”
       ชิษณุพงษ์บอก “เอาน่ะ รอดูต่ออีกแป๊บน่ะ” ประตูบ้านเปิดออก เห็นรถอิศรแล่นออกมา ชิษณุพงษ์ดีใจ “โน่นไง ออกมาแล้ว ผมจำรถได้ ผู้หญิงคนนั้นก็มาด้วย”
      
       รถอิศรแล่นออกไป เห็นมีกอหญ้านั่งไปด้วย ลุงเติมสีหน้าตื่นเต้น ออกรถตามไปทันที


  


       กอหญ้าหันมาถามอิศรซึ่งกำลังขับรถแล่นมาตามท้องถนน
      
       “เราจะไปไหนกันคะ”
       “ไม่บอก เซอร์ไพรส์” อิศรยิ้มกริ่ม
       กอหญ้าหมั่นไส้ “ตลอด คุณนี่จะทำอะไรให้มันตรงไปตรงมาเหมือนคนอื่นเค้าไม่ได้หรือไงนะ”
       “ไม่ได้ ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้ เป็นแฟนฉันต้องอดทน”
       “ฉันยังไม่ได้เป็นแฟนคุณซะหน่อย มั่ว”
       อิศรหันมาทำหน้าเจ้าชู้ “ยังไม่เป็น งั้นเป็นเลยไหม ตอนนี้เลย”
       “บ้า” กอหญ้าเงื้อมือจะทุบ “อย่ามาทะลึ่ง เดี๋ยวเหอะ ขับรถไป”
       อิศรหัวเราะ ขับรถไป ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกตาม
      
       ไม่นานนัก อิศรพากอหญ้าเดินเข้ามาหน้าโบสถ์ฝรั่งสวยงามแห่งหนึ่ง กอหญ้าถามอย่างแปลกใจ
       “คุณเป็นคริสเตียนเหรอคะ”
       “เปล่า แต่ฉันเห็นเธออยู่ที่โบสถ์มาตั้งแต่เด็ก ฉันเลยเดาเอาว่าเธอน่าจะเป็น” อิศรยิ้มๆ ทำหน้าตาน่ารัก “แล้วฉันเห็นว่าเธอไม่ค่อยสบายใจ เลยคิดว่าถ้าเธอได้มาไหว้พระ ก็คงจะดี”
       กอหญ้ายิ้ม มองอิศรอย่างขอบคุณ แต่ไม่วายเหน็บ
       “ทำดีก็เป็นนะ”
       “พูดมากน่ะ เข้าไป” อิศรดันไหล่กอหญ้าเดินไป
       “อ้าว แล้วคุณไม่เข้าไปกับฉันเหรอคะ”
       “ไม่ล่ะ ฉันไม่ใช่คริสเตียนนี่ แล้วฉันมีธุระต้องโทรศัพท์นิดหน่อย เธอเข้าไปเถอะ ตามสบาย”
       กอหญ้ายิ้มให้ แล้วเดินเข้าไปด้านใน
      
       ครู่หนึ่ง กอหญ้าเดินไปด้านหน้า คิดๆ อยู่สักครู่ แล้วค่อยๆ คุกเข่าลงที่เก้าอี้หน้าแท่นบูชาด้วยความคุ้นเคย
       อิศรแอบมองจากด้านนอกที่ประตู เห็นกอหญ้าก้มหน้าลงภาวนา อิศรยิ้ม แล้วเดินออกไป หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทร.สั่งงานลูกน้องในออฟฟิศ
      
       เวลาผ่านไปสักระยะ ภายในโบสถ์ มองจากด้านหลังเห็นชิษณุพงษ์ยืนมองกอหญ้าอยู่เงียบๆ จากด้านข้าง แล้วค่อยๆ เดินเข้ามา ช้าๆ สายตาจับจ้องอยู่ที่กอหญ้าตลอด
       กอหญ้าภาวนาเสร็จ ได้ยินเสียงฝีเท้า เลยหันมายิ้มให้ คิดว่าเป็นอิศร แต่พอเห็นเป็นชิษณุพงษ์ ก็จำได้ รอยยิ้มจางลง
       “คุณ...”
       ชิษณุพงษ์เรียกอย่างลังเล “กอหญ้า”
       กอหญ้าลุกขึ้นยืน ท่าทีงงๆ “คุณรู้จักดิฉันเหรอคะ”
       ชิษณุพงษ์ชะงัก แปลกใจกับคำถาม “เธอคือกอหญ้าหรือเปล่า”
       “ค่ะ ฉันชื่อกอหญ้า”
       ชิษณุพงษ์สวนขึ้นมาอย่างแปลกใจ “แล้วทำไมเธอจำฉันไม่ได้ หรือว่าเธอไม่ใช่กอหญ้าคนเดิมแล้ว”
       “ขอโทษนะคะ ฉันจำใครไม่ได้หรอกค่ะ เพราะว่าฉัน...”
       กอหญ้ายังพูดไม่จบ อิศรก็กลับเข้ามาขัดจังหวะพอดี
       อิศรเรียกเสียงดัง “กอหญ้า”
       ทั้งสองหันไปมอง เห็นอิศรรีบเดินเข้ามาจับแขนกอหญ้าอย่างปกป้อง หวงแหน
       “คุณมาวุ่นวายอะไรกับแฟนผม”
       ชิษณุพงษ์มองกอหญ้ากับอิศรพูดขึ้นมาอย่างน้อยใจ “เพราะเขาใช่ไหม เธอถึงได้ทำเป็นลืมฉัน”
       “ไม่ใช่นะคะ คือว่าฉัน...”
       กอหญ้าจะอธิบาย แต่ถูกอิศรพูดขัดขึ้นมา “กอหญ้าไม่เคยรู้จักคุณ แล้วก็ไม่อยากจะรู้จักด้วย ไป กอหญ้า”
       อิศรดึงแขนกอหญ้าเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
       ชิษณุพงษ์มองตาม อึ้งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนึกอะไรได้ วิ่งตามไป
      
       ชิษณุพงษ์วิ่งตามอิศรกับกอหญ้าออกมาที่หน้าโบสถ์
       “เดี๋ยวก่อน หยุดก่อน”
       อิศรไม่หยุด ชิษณุพงษ์วิ่งไปขวางทั้งคู่เอาไว้
       “เดี๋ยวก่อน กอหญ้า”
       อิศรโมโห “อะไรของคุณ”
       ชิษณุพงษ์ไม่ตอบ เข้าไปคว้ามือข้างขวาของกอหญ้ามา กอหญ้าตกใจร้องลั่น
       “ว้าย”
       อิศรชักโกรธ “เฮ้ย”
       อิศรกระชากตัวชิษณุพงษ์ แล้วผลักออกไป ก่อนจะพากอหญ้าวิ่งไปที่รถที่จอดรถอยู่หน้าโบสถ์ ชิษณุพงษ์ตั้งหลักได้ วิ่งตามไป ดึงแขนกอหญ้าไว้อีก
       “กอหญ้า”
       กอหญ้าตกใจ สะบัดมือสุดแรง “ปล่อยฉันนะ”
       ชิษณุพงษ์ไม่ปล่อย อิศรถลันเข้ามาต่อยโครม
       “ปล่อยแฟนฉันเดี๋ยวนี้”
       ชิษณุพงษ์เซไป พอดีลุงเติมวิ่งเข้ามาเห็นก็ตกใจ
       “คุณชิษณุ” ชายชราเข้ามาประคองชิษณุพงษ์ “อะไรกันครับ”
       “เขาจะทำร้ายฉัน” กอหญ้าบอก
       ลุงเติมหันมอง เห็นกอหญ้า ชะงัก
      
       “หนูกอหญ้า”


  


       ชิษณุพงษ์กับลุงเติมคุยกันมา ทั้งสองต่างแปลกใจ
      
       “คุณเชื่อตาคนแก่สิเอ้า นั่นน่ะมันหนูกอหญ้าของเราชัดๆ รูปร่างหน้าตาหยั่งกับโขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน” ลุงเติมบอกอย่างมั่นใจ
       “แล้วทำไมเค้าไม่ยอมรับ ทำไมต้องทำเป็นไม่รู้จักเราด้วย”
       “ก็นั่นน่ะซีครับ... เออ รึว่าหนูกอหญ้าแกกลัวผู้ชายคนนั้นจะหึง ท่าทางร้ายเอาเรื่องอยู่นะครับนั่น” ลุงเติมหมายถึงอิศร
       “ไม่! กอหญ้าไม่ใช่คนแบบนั้น...ฉันว่าเค้าคงต้องมีความจำเป็นอะไรบางอย่าง” ชิษณุพงษ์ใคร่ครวญครุ่นคิด “คุณอิศรคนนั้นก็ท่าทางมีพิรุธ ฉันว่าเค้าสองคนต้องกำลังปิดบังอะไรเรา”
       ชิษณุพงษ์มั่นใจ คิดว่าจะหาทางพิสูจน์ความจริงให้ได้
      
       รถของอิศรแล่นเข้าจอดที่หน้าบ้าน อิศรดับเครื่อง แล้วหันมองกอหญ้าที่นั่งนิ่ง ใช้ความคิด
       “เป็นอะไร” กอหญ้าเหลือบตามอง “นั่งเงียบมาตลอดทางเลย”
       “เขารู้จักฉัน ฉันเชื่อว่าผู้ชายสองคนนั้น เค้าเคยรู้จักฉันจริงๆ”
       “ใช่” อิศรยอมรับ
       “อ้าว! คุณก็เชื่อเค้า แล้วทำไมคุณโกหก ทำไมคุณไม่ยอมให้เค้าพูดกับฉันล่ะคะ”
       “ฉันไม่ไว้ใจ เค้ามาเจอเธอที่โบสถ์ได้ แปลว่าเค้าต้องสะกดรอยตามเธอมา ถ้าเป็นแค่เพื่อนกัน ทำไมต้องทำขนาดนั้น เค้าอาจจะเป็นคนที่ตีหัวเธอ คิดฆ่าเธอก็ได้” อิศรไปโน่น
       กอหญ้าหวั่นๆ แต่ก็พยายามมองโลกในแง่ดี “ท่าทางเค้าก็เป็นคนดีนะ”
       “อ๋อ เห็นมันหล่อ” อิศรแขวะ กอหญ้าค้อนขวับ “นี่จะบอกให้นะ คนร้ายที่หน้าตาดีๆ มีเยอะแยะไป”
       “อย่างคุณ?” กอหญ้าเย้า
       อิศรเอานิ้วดีดปากกอหญ้า “นี่แน่ะ” ชายหนุ่มพูดจริงจัง “จำไว้นะ กอหญ้า ระหว่างที่เธอยังจำอะไรไม่ได้ ยังไม่รู้ว่าคนที่ทำร้ายเธอเป็นใคร ห้ามบอกใครทั้งนั้น ว่าเธอคือกอหญ้าจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เชียงใหม่ โอเค้”
       กอหญ้าเห็นความห่วงใยในสายตาของอิศร เลยพยักหน้า
      
       อิศรพากอหญ้าเดินเข้ามาด้านใน พรรออยู่ หน้าตาตื่นเต้น
       “มีอะไร พร”
       “คุณสกุณาให้มาเชิญค่ะ”
       อิศรนิ่วหน้า ทำท่าจะปฏิเสธ พรรีบบอก
       “มีแขกมารอพบคุณกอหญ้าค่ะ แขกสำคัญ”
       อิศรกับกอหญ้ามองหน้ากัน แปลกใจ
      
       อิศรพากอหญ้าเดินเข้ามา เห็นสกุณานั่งอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่หันหลังอยู่ พอสกุณาเห็นทั้งสองเข้ามา รีบลุกขึ้นยืน
       “อุ๊ย มากันแล้วค่ะ”
       หญิงนั้นลุกขึ้น หันมา เธอคือนภดารา
       “คุณ” กอหญ้ายกมือไหว้อย่างแปลกใจ
       “ฉันเองจ้ะ กอหญ้า”
       กอหญ้า แปลกใจไม่หาย “คุณมาหาหนูเหรอคะ”
       สกุณาชิงพูด เสียงตำหนิ “คุณดาราเธอมารอตั้งนาน”
       นภดาราเดินเข้าจูงกอหญ้ามานั่งข้างๆ อย่างรักใคร่สนิทใจ
       “อย่าไปตำหนิแกเลยค่ะ ฉันผิดเองที่ไม่ได้นัดไว้ล่วงหน้า” นภดาราพูดกับกอหญ้า “ฉันมีเรื่องจะมาขอร้องหนูน่ะจ้ะ”
      
       กอหญ้าฟังแล้วรู้สึกแปลกใจมาก
       “จะให้หนูไปเรียนการเรือนกับคุณพเยียเหรอคะ”
       “จ้ะ” นภดารายิ้ม แต่เห็นกอหญ้าหน้าตากังวลก็รีบอธิบาย “เรียนทำขนม ทำอาหาร ทำงานฝีมืออะไรพวกนี้น่ะจ้ะ สนุกๆ ไม่ได้เคร่งเครียดอะไร”
       อิศรรู้ดีว่ากอหญ้ากลัวพเยีย เลยช่วยปฏิเสธอย่างสุภาพ
       “เอ่อ ผมเกรงว่ากอหญ้าคงจะไม่สะดวกน่ะครับ
       สกุณาเสียงหวาน แต่ร้าย “ทำไมล่ะคะ คุณอิศร วันๆ น้าก็เห็นแม่กอหญ้าได้แต่กินๆ นอนๆ ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรอยู่แล้วนี่คะ”
       กอหญ้าหน้าเจื่อน ละอายใจ อิศรทำหน้าเหมือนอยากจะสวนกลับแรงๆ แต่ไม่กล้า เพราะเกรงใจนภดารา
       นภดาราเองก็รู้สึกได้ว่าสกุณาไม่ชอบกอหญ้า
       “ไปเถอะนะจ๊ะ ไปหาอะไรทำสนุกๆ ที่บ้านฉัน” นภดาราพูดแดกดันสกุณานิ่มๆ “ยังไงก็น่าจะสบายใจดีกว่าอยู่ที่บ้านนี้นะ”
       กอหญ้า พยักหน้า เห็นด้วย “ค่ะ”
       นภดาราเอื้อมมือไปกุมมือกอหญ้า บีบอย่างเห็นใจ กอหญ้ายิ้มรับ รู้สึกรักผู้หญิงคนนี้เหลือเกิน
      
       กอหญ้าเดินมาส่งนภดาราที่รถ ที่จอดรออยู่หน้าบ้าน นภดาราชวนคุย ดูออกว่ากอหญ้ามีปัญหา
       “หนูอยู่ที่นี่ ท่าทางไม่คงค่อยมีความสุขนัก”
       “ค่ะ คุณพ่อคุณอิศรกับคุณสกุณาเขาไม่ค่อยชอบที่หนู” กอหญ้าจะพูดว่าเป็นเด็กกำพร้า แต่นึกถึงคำเตือนของอิศร เลยไม่พูดเปลี่ยนเป็น “หนูจน”
       “ถ้าหนูลำบากใจ ขอให้จำไว้นะว่าประตูของวังศิวาลัย จะเปิดต้อนรับหนูเสมอ”
       กอหญ้า ไหว้ “ขอบคุณค่ะ”
       “ฉันไปก่อนล่ะ แล้วพรุ่งนี้ฉันจะให้รถมารับเธอแต่เช้า”
       นภดาราขึ้นรถไป อิศรเดินออกมาสมทบ
       “ท่าทางคุณอาดาราจะชอบเธอมาก”
       “ฉันก็ชอบท่านค่ะ ท่านใจดี แล้วก็น่ารักเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ ว่าคนน่ารักอย่างนี้ จะมีลูกอารมณ์ร้ายเหมือนคุณหนูพเยีย”
      
       อา....กอหญ้าไม่รู้สักนิดว่า ผู้หญิงที่ตนรักอย่างสนิทใจนี้ คือแม่บังเกิดเกล้าของเธอนั่นเอง

      
       กอหญ้าอึ้ง ที่ชายชราเรียกตนอย่างคุ้นเคย หันมองหน้าอิศรอย่างแปลกใจ ชิษณุพงษ์ลุกขึ้นมาถามลุงเติม
      
       “เค้าคือกอหญ้าใช่ไหมลุง” ลุงเติมพยักหน้า “บอกเค้าซี ว่าเค้าคือกอหญ้า เพื่อนของผม”
       ลุงเติมหันกลับมาถามกอหญ้า “หนูกับคุณชิษณุเป็นเพื่อนกัน ตอนที่หนูอยู่เชียงใหม่ จำไม่ได้เหรอ”
       กอหญ้าอึ้งที่มีคนรู้จักเธอจริงๆ อิศรโวยวายกลบเกลื่อน
       “แฟนผมไม่เคยอยู่เชียงใหม่ เค้าไม่เคยรู้จักพวกคุณ”
       กอหญ้าเหวอ มองหน้าอิศรอย่างงงๆ ไม่เข้าใจ ว่าทำไมพูดอย่างนั้น
       “แต่นี่มันหนูกอหญ้าชัดๆ” ลุงเติมเถียง
       อิศรขึ้นเสียง “ไม่ใช่”
       “กอหญ้าเพื่อนผม ที่นิ้วนางข้างขวาของเค้า จะมีแหวนใส่ไว้ตลอดเวลา แหวนที่เป็นรูปดาว” ชิษณุพงษ์นึกได้
       กอหญ้ามองหน้าอิศรอีกเป็นเชิงถาม อิศรยิ้มเยาะ แล้วยกมือขวาของกอหญ้าขึ้นมา
       ชิษณุพงษ์มองเห็นที่นิ้วว่างเปล่า
       “กอหญ้าของฉัน ไม่เคยมีแหวนแบบนั้น เค้าไม่ใช่กอหญ้าของคุณ เลิกมายุ่งกับเค้าได้แล้ว” อิศรหันมาทางกอหญ้า “ไป กอหญ้า”
       อิศรดึงแขนกอหญ้าไปขึ้นรถ แล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว
      
       ชิษณุพงษ์มองตาม รู้สึกสับสนและ เสียใจ
      
       พเยียเดินฮัมเพลงสบายใจออกมาจากห้อง แต่งตัวสวยจะไปช้อปปิ้งเดินลงมา ส่วนชั้นล่าง ตรงห้องโถงเสียงโทรศัพท์ดัง ศรีเดินมารับ
      
       “สวัสดีค่ะ วังศิวาลัยค่ะ”
       แม่ชื่นเดินมาพอดี หยุดฟัง
       “คุณหนูพเยียเหรอคะ ค่ะ ซักครู่นะคะ”
       พเยียเดินผิวปากลงมาพอดี ศรีรีบเข้าไปหา
       “คุณหนูคะ มีโทรศัพท์มาค่ะ คุณชิษณุพงษ์จะเรียนสายด้วย”
       พเยียชะงัก “ชิษณุพงษ์! .. บอกไปว่าฉันไม่อยู่”
       ศรีเหวอ แม่ชื่นเข้ามาได้ยินพอดี
       “ไม่ได้หรอกค่ะ อยู่จะให้บอกว่าไม่อยู่ได้ยังไง”
       พเยียมองชื่นอย่างเกลียดชัง
       “อย่า...” ทำปาก ไม่มีเสียง “เสือก” แล้วสั่งเสียงดัง “ศรี ไปสั่งคนรถให้เอารถออก ฉันจะไปช้อปปิ้ง”
      
       ศรีลนลานวิ่งออกไป แม่ชื่นคว้าหูโทรศัพท์ เดินเข้ามาหา หน้าตาเอาเรื่อง
       แม่ชื่นรับสาย “คุณหนูพเยียอยู่ค่ะ กำลังจะออกไปข้างนอก” พลางหันมาพูดกับพเยีย “ถ้าคุณเสียมารยาทแบบนี้ ฉันจะฟ้องคุณชาย” แล้วส่งโทรศัพท์ให้ “เชิญค่ะ”
       พเยียจำใจรับมา หน้าตาโกรธจัด กระแทกเสียงใส่ชิษณุพงษ์
       “มีอะไร” พเยียฟัง แล้วกรี๊ดใส่ “ไม่ต้องมา ฉันไม่อยากเจอแก ฉันไม่คุย ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น ก็บอกแล้วไง ฉันไม่รู้จักมัน แค่นี้นะ”
       พเยียกดตัดสาย ปาโทรศัพท์ใส่ชื่น แล้วเดินโครมๆ ออกไป
       ชื่นมองตามอย่างสงสัย
      
       ครู่ต่อมาที่มุมหนึ่งในสวนสวยของวังศิวาลัย นภาจรีกำลังแปรงขน เสริมสวยให้น้องหมาปุยฝ้าย ระหว่างที่ชื่นมาเล่าเรื่องพเยียให้ฟัง
       ฟังแล้วนภาจรีรู้สึกแปลกใจ “ชิษณุมีอะไรอยากคุยกับแม่พเยีย”
       “ถ้าชื่นเดาไม่ผิด น่าจะเป็นเรื่องคนที่ชื่อกอหญ้า”
       นภาจรีฉงน “กอหญ้า? ใครกัน”
       “ชื่นก็ไม่แน่ใจค่ะ คุ้นๆ ว่าจะเป็นใครซักคน ที่มาด้วยกันจากเชียงใหม่”
       นภาจรีใช้ความคิด ทวนชื่อ
       “กอหญ้า ชื่อคุ้นจริง เหมือนเคยได้ยินที่ไหน” แล้วนึกได้ “คนที่ตำรวจเค้ามาตามหาไง แม่ชื่น คนที่เค้าบอกว่านั่งรถมาด้วยกัน แต่หายตัวไปน่ะ”
       “นั่นล่ะค่ะๆ ชื่นเห็นคุณชิษณุตามเซ้าซี้คุณพเยียตั้งแต่วันงานเลี้ยงแล้ว แล้วอย่าหาว่าชื่นอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะคะ คุณหญิง ท่าทางคุณหนูพเยียแปลกๆ ดูไม่ค่อยอยากพูดกับคุณชิษณุเท่าไหร่ เอาแต่หนีท่าเดียวเลย”
       นภาจรีหันมองหน้าแม่ชื่น ตาวาว แล้วอุ้มปุยฝ้ายลุกขึ้นทันที
       “ต่อโทรศัพท์ไปบ้านเจ้าแสงโชติให้ฉันที แม่ชื่น”
       ชื่นสงสัย “คุณหญิงจะพูดกับใครคะ”
       นภาจรียิ้มพรายอย่างเจ้าเล่ห์ “จะว่าไป ฉันกับแสงโชติก็เป็นญาติสนิทกัน ฉันจะคิดถึง อยากจะคุยกับหลานชายบ้างไม่ได้หรือไง”
      
       แม่ชื่นรู้เรื่องและเข้าใจทันที นภาจรียิ้มสะใจ


  


       คืนนั้นที่ห้องทำงานของอิศร ภายในบ้านอดิศวร สุบรรณ เลขาจอมทะเล้นหอบเอาสัญญาซื้อขายที่ดินปึกใหญ่มาให้อิศรเซ็น
      
       อิศรก้มหน้าก้มตาเซ็นตรงที่สุบรรณทำเครื่องหมายทีละหน้าๆ เซ็นไปบ่นไป
       “ทำไมต้องเซ็นเยอะหยั่งงี้วะ”
       “สัญญาซื้อขายที่ดินก็แบบนี้ ทุกทีไม่เห็นบ่น” สุบรรณว่าพลางมองไปด้านบน พูดล้อๆ เจ้านาย “จะรีบไปไหน มีใครรออยู่ข้างบนเหรอครับ”
       อิศรด่า “ทะลึ่ง กอหญ้าเค้าบ่นปวดหัว กินยาแล้วนอนหลับไปแล้ว”
       สุบรรณฟังแล้วเป็นห่วง พูดเสียงจริงจัง “ที่โดนตีหัวยังไม่หายอีกเหรอครับ”
       “บางทีก็ยังมีปวดหัวบ้าง” พูดแล้วก็นึกกังวล “แต่ยังจำอะไรไม่ได้เลย”
       สุบรรณล้ออีก “ก็เสร็จโจร”
       “ไอ้บ้า ฉันไม่ฉวยโอกาสกับคนความจำเสื่อมหรอกโว้ย เอ้า หมดแล้ว”
       อิศรผลักเอกสารคืนให้ สุบรรณหยิบเอกสารมาอีก 2-3 แผ่น
       “ยังครับ เซ็นใบมอบฉันทะด้วย ผมจะได้ไปจัดการเรื่องโอนแทนคุณอิศร”
       “ไม่ต้อง พรุ่งนี้ฉันไปทำเอง” สุบรรณแปลกใจ “ฉันมีธุระอย่างอื่นให้แกทำ”
      
       ไม่นานนัก สุบรรณหอบกระเป๋าเอกสารเหมือนจะเดินหนี พุ่งตรงไปที่รถคันเล็กๆ ของตนที่จอดอยู่ อิศรวิ่งตามมา
       “เฮ้ย เดี๋ยว กลับมาก่อน” อิศรมาขวางไว้ “แกจะหนีไปไหน สุบรรณ” โวยวายใส่ “ฉันขอให้แกไปเรียนทำอาหารเป็นเพื่อนกอหญ้า แกยังไม่ได้ตอบฉันเลย”
       สุบรรณตอบชัดเจน ไม่เกรงใจ “ผมไม่ไป ผมไม่ชอบทำกับข้าว”
       “ฉันสั่ง แกต้องไป เพราะแกเป็นลูกน้องฉัน”
       “งั้นผมลาออก”
       สุบรรณทุ่มกระเป๋าเอกสารใส่อิศรพลั่ก อิศรตัวงอ สุบรรณหนีไปเปิดประตูรถ อิศรเข้าไปกระชากตัวไว้ กดสุบรรณกับรถ สุบรรณร้องลั่น
       “โอ๊ย ปล่อยผม คุณอิศรจะทำอะไร”
       อิศรพูดจริงจัง “สุบรรณ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ แกก็รู้ กอหญ้าอยู่ในอันตราย มีคนต้องการฆ่าเค้า”
       สุบรรณเถียง “ไอ้คนที่ตีหัวคุณกอหญ้าวันนั้นน่ะเหรอครับ ป่านนี้มันเผ่นไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แล้วที่แน่ๆ มันไม่ไปเรียนทำอาหารหรอกครับเจ้านาย”
       “แต่ฉันสังหรณ์ใจ ว่าถ้ามันรู้ว่ากอหญ้ายังไม่ตาย มันต้องกลับมาอีกแน่แกเชื่อฉันสิ”
       อิศรพูดด้วยน้ำเสียงกังวลจริงจัง จนสุบรรณพลอยกลัวไปด้วย
      
       พเยียใส่ยีนส์ฟิตเปรี๊ยะ แต่งตัวแต่งหน้าจัดเหมือนจะออกไปข้างนอก ฉีดน้ำหอมฟุ้งทั่วตัว แล้วหยิบแหวน สร้อยข้อมือมาใส่เต็มที่ เสียงเคาะประตู พเยียชะงัก
       “ใคร”
       นภดาราเดินเข้ามาหา เตือนเสียงเรียบๆ ไม่ดุ
       “พูดไม่มีหางเสียงเลยลูก”
       พเยียชักจะเบื่อ “มีอะไรคะ คุณแม่”
       นภดารามองพเยียแต่งตัว “ทำไมแต่งตัวแบบนี้จ๊ะ” เห็นพเยียนิ่ง “วันนี้หนูมีเรียนทำอาหาร ลืมไปแล้วหรือไง”
       “บอกแล้วไงคะว่าไม่เรียน ไม่ชอบ”
       “ไม่ได้จ้ะ ถ้าหนูอยากให้คุณตาคุณยายรัก หนูก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ท่านเห็น”
       พเยียจะเถียง เห็นนภดารามองหน้า เอาจริง
       “ลูกสาวของแม่ทำได้ใช่ไหมจ๊ะ”
       พเยียเลยถอนใจเฮือก ถอดแหวน ถอดกำไลโยนลงบนโต๊ะแต่งตัว พลางบ่น
       “เรียนอยู่ได้คนเดียว เบื่อตาย”
       นภดารายิ้มออก เมื่อเห็นพเยียยอมทำตาม พูดปลอบใจ
       “ไม่เบื่อหรอกจ้ะ แม่หาคนมาเรียนเป็นเพื่อนลูกแล้ว” พเยียนิ่วหน้าฉงน “หนูกอหญ้าไง”
       พเยียอึ้ง นึกไม่ถึง
      
       ไม่นานต่อมาศรีเดินนำกอหญ้ามานั่งรอที่ห้องรับแขก
       “เชิญคุณรอที่นี่ก่อนนะคะ ดิฉันจะไปเรียนคุณดารา”
       “ค่ะ”
       ศรีจะออกไป เสียงนภัสรพีดังขึ้น
       “ใครมาพบคุณดาราเหรอ ศรี”
       กอหญ้ารีบลุกขึ้น เห็นนภัสรพีแต่งตัวจะไปทำงาน เดินมาจากห้องรับประทานอาหาร มีนภาจรีและแม่ชื่นเดินตามมาข้างหลัง
       นภัสรพีทักอย่างแปลกใจ “อ้าว หนูนั่นเอง”
       กอหญ้าพนมมือไหว้อย่างนอบน้อมและอ่อนช้อย “สวัสดีค่ะ ท่าน” มองไปที่นภาจรีกับแม่ชื่น แล้วไหว้อย่างเรียบร้อย “สวัสดีค่ะ”
       นภาจรีกับแม่ชื่นรับไหว้ มองกอหญ้าอย่างเอ็นดู
       นภัสรพีแนะนำ “นี่น้องสาวฉัน หม่อมราชวงศ์หญิงนภาจรี ส่วนแม่ชื่นหนูก็รู้จักแล้วนี่ ใช่ไหม” คุณชายหันมาทางน้องสาว “หนูคนนี้เป็นเพื่อนของอิศร ลูกชายคุณอรรถ เพื่อนบ้านเรานี่เอง ชื่อหนูกอหญ้า”
       กอหญ้ายิ้มรับ นภาจรีมองอย่างประหลาดใจ
       “ชื่อกอหญ้า”
       “ค่ะ” กอหญ้ายิ้มรับ
       นภาจรีหันไปมองหน้าชื่น แล้วมองหน้านภัสรพี เหมือนจะพูดอะไร แต่ยังไม่ทันพูด นภดาราก็เดินลงมาพอดี ส่งเสียงทักมาแต่ไกล
       “อ้าว หนูกอหญ้ามาแล้ว” กอหญ้าหันไปไหว้ นภดารายิ้มทักอย่างอ่อนหวาน แล้วอธิบายกับนภัสรพี “ลูกชวนกอหญ้ามาเรียนทำอาหารเป็นเพื่อนพเยียค่ะ”
       “ดี” นภัสรพียิ้มๆ
       ส่วนพเยียในชุดอยู่กับบ้านเดินหน้าหงิกตามลงมา นภดาราหันไปเห็น
       “พเยียลงมาพอดี” นภดาราหันไปพูดกับกอหญ้า “อาจารย์วรรณารออยู่ที่ศาลาในสวนแล้ว
       จ้ะ เราไปกันเลยไหม”
       “ค่ะ” กอหญ้าหันไปไหว้ลาทุกคน “หนูขอตัวก่อนนะคะ”
       กอหญ้าเดินตามนภดาราไป นภดาราเดินนำไปหาพเยียที่หน้าหงิกอยู่ พเยียมองกอหญ้าอย่างไม่เป็นมิตร แล้วสะบัดหน้า เดินนำออกไปโดยไม่รอ และไม่ทักทาย
       กอหญ้าหน้าเจื่อนๆ นภดารายิ้มปลอบ แล้วจูงมือกอหญ้าเดินตามไป
       ที่ด้านหลังสามคน นภาจรียังยืนมองตามกอหญ้าไปจนลับตา อย่างสนใจมาก พลางพึมพำกับตัวเอง
       “แปลก ไม่น่าเป็นไปได้”
       นภัสรพีฉงน “อะไรของเธอ”
       “เด็กชื่อกอหญ้านี่ไงคะ ชื่อแปลกๆ อย่างนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะมีถึง 2 คน” นภาจรีว่า
       “สองคนไหน”
       “ก็กอหญ้าคนนี้ กับกอหญ้าคนที่หายตัวไปไงคะ พี่ชาย”
       นภัสรพีคิดตาม ยังงงๆ แต่ก็เริ่มคลับคล้ายคลับคลา แม่ชื่นรีบเสริม
       “คุณหญิงหมายถึงคนที่ตำรวจเคยมาตามหาที่วังไงคะ คุณชาย คนที่นั่งรถลงมาจากเชียงใหม่พร้อมคุณหนูพเยีย แล้วหายตัวไป หลังจากเกิดอุบัติเหตุน่ะค่ะ คนนั้นก็ชื่อกอหญ้าเหมือนกัน”
      
        นภัสรพีนึกออก เริ่มรู้สึกแปลกใจในความบังเอิญนี้เหมือนกัน


  


       เวลาต่อมาที่ศาลานั่งเล่นภายในสวนด้านหลังของวังศิวาลัย นภดารานั่งอยู่มุมหนึ่ง มองกอหญ้ากับพเยียที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำอาหาร อาจารย์วรรณา ซึ่งเป็นอาจารย์สอนการเรือนกำลังอธิบาย
      
       ตรงหน้ามีจานขนมจีบไทยที่ทำอย่างประณีตเป็นตัวอย่าง วางอยู่หนึ่งจาน
       “วันนี้เราจะทำขนมจีบไทยกันนะคะ เป็นของว่างทานเล่น ที่ไม่ค่อยจะได้เห็นกันเท่าไหร่ เพราะว่าทำยาก…”
       เสียงพเยียถอนใจเบื่อหน่าย อาจารย์ชะงัก นภดารากระแอมเตือน อาจารย์พูดต่อ
       “สิ่งที่ยากก็คือจะทำยังไง ถึงจะปั้นขนมจีบให้เป็นจีบสวยๆ แบบนี้ ซึ่งวันนี้เราจะมาทดลองทำกันดูค่ะ”
       เสียงสุบรรณดังขัดขึ้น
       “เดี๋ยวก่อนคร้าบ เดี๋ยวก่อน” สุบรรณวิ่งลิ้นห้อยหอบแฮ่กๆ เข้ามา “รอผมด้วย”
       ทุกคนมองสุบรรณอย่างแปลกใจว่าเป็นใคร ยกเว้นกอหญ้า
       “สุบรรณ! มาทำไมเนี่ย”
       นภดาราถามอย่างแปลกใจ “เพื่อนหนูเหรอจ๊ะ กอหญ้า”
       สุบรรณหอบไปพูดไป “ผมเป็นผู้ช่วยของคุณอิศรครับ คุณอิศรเห็นคุณกอหญ้าไม่ค่อยสบาย คุณอิศรเป็นห่วง เลยให้ผมมาคอยดูแลครับ”
       กอหญ้านึกอาย “ฉันไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย” แอบไล่เบาๆ “กลับไปไป๊”
       นภดาราเข้าใจว่าอิศรเป็นห่วงแฟน เลยตอบยิ้มๆ
       “เอาเถอะจ้ะ ไม่เป็นไร ไหนๆ ก็มาแล้ว” หันไปบอกอาจารย์วรรณา “มีนักเรียนเพิ่มอีกคน อาจารย์คงไม่ว่าอะไรนะคะ”
       “หลายคนก็ดีค่ะ สนุกดี เรามาเริ่มกันเลยนะคะ ขั้นแรก เราจะฝึกนวดดินน้ำมันก่อนนะคะ พอรู้วิธีแล้วค่อยใช้แป้ง”
       อาจารย์วรรณาคลึงแผ่นดินน้ำมันสีสวยเป็นแผ่นบางๆ แล้วใช้วงกลมตัดแป้งขนาดเล็กกดตัดดินน้ำมันออกเป็น 4 ชิ้น
       เห็นกอหญ้า พเยีย สุบรรณทำตาม ใช้ดินน้ำมันสีต่างกัน กอหญ้าทำอย่างตั้งใจ พเยียกับสุบรรณทำไปอย่างขอไปที
       อาจารย์วรรณาคลึงดินน้ำมันเป็นลูกกลมๆ เล็กๆ สมมุติว่าเป็นไส้ วางลงบนแผ่นดินน้ำมัน
       กอหญ้าแบ่งดินน้ำมันมาทำตามวรรณาด้วย เสียงอาจารย์วรรณาอธิบายแทรกมา
       “ถูกค่ะ อย่างนั้นแหละ ฝึกไปเรื่อยๆ ให้คุ้นมือ กะดินน้ำมันให้พอดีนะคะ แผ่นหนามากจะไม่สวย ค่อยๆ ทำไปค่ะ”
       กอหญ้าตั้งใจทำ นภดารามองกอหญ้า แล้วหันมองพเยียที่ยืนนิ่งอยู่ พเยียเห็นท่าทีของนภดารา จำใจต้องหยิบดินน้ำมันมาทำบ้าง เพราะกลัวจะน้อยหน้ากอหญ้า
      
       ขณะเดียวกันนภาจรีอยู่ที่ริมระเบียง แอบใช้กล้องส่องทางไกล เป็นกล้องอันเล็กๆ ที่ใช้ดูโอเปร่าหรือดูม้าแข่ง คอยส่องดูกอหญ้าที่เรียนทำอาหารอยู่ที่ศาลาในสวนอย่างสนใจ
       และเห็นกอหญ้ากำลังก้มหน้าก้มตาคลึงแป้งอย่างตั้งใจ แต่จากมุมที่มอง เห็นหน้าไม่ชัดนัดนภาจรีขัดใจ ชะเง้อชะแง้หามุมเหมาะๆ แม่ชื่นมายืนข้างหลัง มองขำๆ แล้วสะกิดถาม
       “ลงไปดูที่ข้างล่างเลยไม่ดีกว่าหรือคะ คุณหญิง”
       นภาจรีสะบัดเสียงอย่างไว้ตัว “ไม่! ฉันชังน้ำหน้านังพเยีย ไม่อยากมองหน้ามัน”
       ชื่นแย้ง “เราก็ลงไปดูแต่หนูกอหญ้า”
       “เค้าได้สงสัยสิแม่ชื่น ว่าฉันไปยืนดูเค้าทำไม ไม่เอาหรอก” นภาจรีนึกได้ ทำเป็นแกล้งพูด “ว่าแต่แม่ชื่นเถอะ อยู่ว่างๆ ไม่ไปดูๆ แลๆ คุณดาราเค้าหน่อยเหรอ”
       นภาจรีทำหน้าเชิด ไม่รู้ไม่ชี้ แม่ชื่นเข้าใจว่านภาจรีต้องการอะไร ยิ้มชอบใจแล้วรีบออกไปทันที
      
       ฝ่ายกอหญ้า พเยีย และสุบรรณกำลังปั้นตัวขนมจีบ วรรณาหันไปมองดินน้ำมันในมือพเยีย ที่ดูบิดๆ เบี้ยวๆ
       “หนูพเยียขา อันนี้ยังไม่เป็นจีบเลยค่ะ ครูทำให้ดูอีกทีนะคะ”
       วรรณาค่อยๆ จับมือพเยียสอน พเยียแทบจะร้องกรี๊ดด้วยความอึดอัด นภดาราเห็นอาการ รีบพูดแทรกขึ้นมา
       “พเยียต้องใจเย็นๆ จ้ะลูก ขนมไทยโบราณมันเป็นเหมือนงานศิลปะ ต้องละเมียดละไม ค่อยๆ ทำ”
       พเยียพยายามตั้งใจ ทำตามอาจารย์วรรณา
       “อย่าแรงค่ะ เบามือนิดนึง”
       วรรณามัวแต่สอนพเยีย นภดาราหันไปมองกอหญ้า เห็นเด็กสาวพยายามจีบขนมจีบ แต่ยังบังคับมือไม่ได้ นภดาราเห็นว่าอาจารย์กำลังสอนพเยีย เลยเข้ามายืนใกล้ๆ กอหญ้า จับมือกอหญ้าให้จับดินน้ำมันให้ถูกต้อง
      
       “ต้องเอามือประคองด้านล่างไว้ด้วยจ้ะ มันจะได้เป็นรูปสวย เห็นมั้ยจ๊ะ มันจะไม่เสียรูป อ่ะ... ค่อยๆ ทำดู”
       พเยียหันมาดู เห็นภาพนภดารากำลังยิ้มแย้มสอนกอหญ้าก็ชะงัก รู้สึกไม่สบายใจที่เห็นทั้งสองใกล้ชิดกัน วรรณาสะกิดเตือน
       “หนูพเยียต้องจีบให้สนิทกว่านี้อีกนิดค่ะ เวลาทำจริงๆ ต้องให้เห็นไส้แค่นิดเดียว จะได้ดูน่าทาน”
       พเยียจำใจหันกลับมาปั้นขนมจีบ แต่แอบมองกอหญ้าด้วยสายตาหวาดระแวง ไม่พอใจ
      
       ที่มุมหนึ่ง ห่างออกไปหน่อย แม่ชื่นค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากหลังพุ่มไม้ มองดูกอหญ้าที่กำลังตั้งใจจีบดินน้ำมันตามที่นภดาราสอน
       แม่ชื่นเห็นกอหญ้าปั้นจนเสร็จ แล้วเอาอวดให้นภดาราดู
       “ใช้ได้ไหมคะ”
       “สวย...เก่งมากจ้ะ”
       กอหญ้ายิ้มกว้างอย่างดีใจ นภดารายิ้มตอบ ทั้งสองยิ้มแล้วย่นจมูกนิดๆ ด้วยท่าทางอย่างเดียวกัน แม่ชื่นถึงกับชะงัก เขม้นมองอีกครั้ง
       กอหญ้าเกือบทำขนมหลุดมือ นภดารารับไว้ทัน ทั้งสองหัวเราะให้กันอีกครั้ง แล้วย่นจมูกนิดๆ ดูเหมือนกันมาก
      
       แม่ชื่นยืนมองภาพตรงหน้าอาการตะลึง รู้สึกสังหรณ์ในใจอย่างประหลาด
ตอนที่ 4
      
       เวลาเดียวกันชิษณุพงษ์เดินเข้ามาภายในวังศิวาลัย โดยมีศรีเดินเข้ามารับตรงห้องโถงรับแขก
      
       “ผมมาพบคุณหญิงนภาจรีครับ”
       “คุณหญิงรอคุณอยู่ที่ห้องสมุดค่ะ เชิญค่ะ”
       ชิษณุพงษ์พยักหน้ารับ แล้วเดินไปทางห้องสมุด
      
       นภาจรีนั่งเฉิดฉายท่วงทีสง่าอยู่ที่ชุดรับแขก ชิษณุพงษ์นั่งเรียบร้อยอยู่ตรงหน้า ศรีเสิร์ฟน้ำ
       “เห็นเจ้าพ่อบอกว่าคุณย่าหญิงอยากพบผม”
       นภาจรียกมือห้าม รอจนศรีเสิร์ฟน้ำเสร็จ แล้วสั่ง
       “ออกไปแล้วปิดประตูห้องด้วยนะ ศรี แล้วถ้าฉันไม่เรียก อย่าให้ใครเข้ามากวน ฉันกับหลานจะคุยธุระสำคัญ”
       “ค่ะ คุณหญิง”
       ศรีค้อมตัวเดินออกไปจากห้อง ปิดประตู
      
       ชิษณุพงษ์แปลกใจ “เรื่องสำคัญอะไรหรือครับ”
       นภาจรีถามเรื่องคาใจ “เห็นแม่ชื่นเค้าเล่าว่า ชิษณุมีปากเสียงกับแม่พเยีย”
       ชิษณุพงษ์ตอบตรงๆ “อ้อ .. ไม่เชิงหรอกครับ คือผมมีเรื่องอยากคุยกับเค้าแต่เค้าไม่อยากคุยกับผม”
       นภาจรีถามต่อ “เรื่องเด็กสาวที่ชื่อกอหญ้า”
       ชิษณุพงษ์มองนภาจรีอย่างแปลกใจ แต่ก็ตอบ “ครับ ผมกำลังตามหาเค้าอยู่ กอหญ้าเป็นเพื่อนรักของผม เป็นเพื่อนของพเยียด้วย เค้าลงมากรุงเทพฯ พร้อมกับพเยีย แล้วก็หายตัวไป .. คุณย่าหญิงรู้เรื่องกอหญ้าด้วยเหรอครับ”
       “ตำรวจเคยมาสอบปากคำพเยีย เค้าบอกว่าเด็กคนนั้นขอลงทำธุระที่ข้างทาง ก่อนจะถึงกรุงเทพฯ” นภาจรีบอก
       ชิษณุพงษ์แย้ง “เป็นไปไม่ได้ครับ กอหญ้าโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เค้าไม่รู้จักใครที่ไหนทั้งนั้น แล้วพเยียก็บอกผมอีกอย่าง เค้าบอกว่าหลังจากรถคว่ำเค้าสลบไป ตื่นขึ้นมากอหญ้าก็หายไป ถ้าพเยียไม่โกหกตำรวจ ก็ต้องโกหกผม”
       นภาจรีพยักหน้า ยิ้มน้อยๆ เหมือนคิดแผนอะไรได้ แล้วเอื้อมมือไปหยิบกระดิ่งทองเหลืองอันเล็กๆ ใช้สั่นเรียกคนรับใช้ ขึ้นสั่นเบาๆ
       ครู่เดียวเห็นศรีโผล่หน้าเข้ามา
       “คะ คุณหญิง”
       “ไปเรียนคุณดารา ว่าฉันจะลงไปดื่มน้ำชาตอนบ่ายกับเค้า อยากจะชิมของว่างฝีมือหลานสาวซักหน่อย”
       “ค่ะ” ศรียอบตัว แล้วออกไป
       นภาจรีพูดกับชิษณุพงษ์เป็นปริศนา “อยู่ทานของว่างกับย่านะ มีคนคนนึง ที่ย่าอยากให้ชิษณุเจอ”
       นภาจรียิ้มอย่างสาสมใจ ชิษณุพงษ์มองนภาจรีอย่างสงสัย ประหลาดใจ
      
       ยามบ่ายที่โต๊ะน้ำชาในศาลากลางสวนของวังศิวาลัย ถูกจัดอย่างสวยงาม ถัดไปข้างๆ มีโต๊ะเล็กๆ ที่มีขนมจีบไทย 3 จานเรียงกันอยู่ กอหญ้า พเยีย และสุบรรณ ยืนอยู่หลังจานขนมจีบของตัวเอง
       อาจารย์วรรณายืนตรวจ จานแรกของกอหญ้าสวยที่สุด ของสุบรรณเป็นขนมจีบลูกโต บูดเบี้ยว ของพเยียพอดูได้ แต่ไม่สวยนัก
       อาจารย์วรรณาพูดให้กำลังใจ “เริ่มหัดใหม่ๆก็อย่างนี้ล่ะค่ะ เอาไว้คราวหน้า...”
       พเยียสวนคำออกมา “ไม่มีคราวหน้า ฉันไม่เรียนแล้ว” หันไปหากอหญ้า “แกจะได้ไม่ต้องมาเรียนเป็นเพื่อนฉันอีก”
       วาจาและท่าที ทำเอาอาจารย์อึ้ง กอหญ้าก็อึ้ง ยังไม่ทันตอบอะไร นภดาราก็เดินเข้ามา พูดเสียงแจ๋วนำมาก่อนตัว
       “เชิญทางนี้เลยค่ะ อาหญิง มาช่วยตัดสินหน่อยว่าของใครอร่อยที่สุด”
       ทุกคนหันไปมอง เห็นนภดาราเดินนำนภาจรีเข้ามา กอหญ้ายิ้มรับ พเยียชักสีหน้าทันที
       นภดาราพูดกับพเยีย “คุณยายหญิงมีแขกพิเศษมาช่วยชิมด้วยจ้ะ”
       ชิษณุพงษ์เดินออกมาจากด้านหลังของนภาจรี พเยียและกอหญ้าต่างตกใจ อุทานเบาๆ
       “แก” / “คุณ”
       นภดารารีบบอก “ชิษณุพงษ์มาเยี่ยมคุณยายหญิง แม่เลยชวนมาทานของว่างด้วยกัน”
       นภาจรีมองพเยีย ยิ้มเยาะ “หวังว่าพวกเธอคงจะไม่ว่าอะไรนะ “คนคุ้นเคยกัน” ทั้งนั้นนี่”
       ชิษณุพงษ์ยิ้ม มองพเยียกับกอหญ้าสลับกันไปมาอย่างจับผิดทั้งสองหน้าตาไม่สบายใจ
       โดยทีพเยียอึดอัดที่ชิษณุพงษ์มาใกล้ชิดกอหญ้า กลัวความลับแตก ส่วนกอหญ้าระแวง ไม่แน่ใจว่าชิษณุพงษ์มาดีหรือมาร้าย
       สุบรรณมองหน้าชิษณุพงษ์ แอบพึมพำทวนชื่อ
       “ชิษณุพงษ์”
       สุบรรณครุ่นคิดนึกถึงเรื่องที่คุยกับอิศรเมื่อคืน
      
       ตอนนั้นสุบรรณถามอย่างแปลกใจ
       “คนชื่อชิษณุพงษ์เค้าคือใครครับ”
       “เค้าเคยรู้จักกับกอหญ้าที่เชียงใหม่ แต่ตอนนั้นเค้าตาบอด เค้าเลยไม่รู้ว่ากอหญ้าหน้าตาเป็นยังไง กอหญ้าไปเจอเค้าในงานเลี้ยงที่วังศิวาลัย แล้วจากนั้นมา เค้าก็ตามกอหญ้าไม่เลิก”
       สุบรรณซัก “แล้วคุณอิศรคิดว่าเค้าจะทำร้ายคุณกอหญ้าเหรอ”
       “ไม่รู้ แต่ฉันไม่ไว้ใจ เอาเป็นว่าแกคอยระวังเอาไว้แล้วกัน อย่าให้เค้าเข้าใกล้ หรือมาพูดจาอะไรกับกอหญ้าเป็นอันขาด เข้าใจไหม”
      
       สุบรรณนึกออก ได้สติ รีบขอตัว
       “ผมขอตัวไปโทรศัพท์หน่อยนะครับ นึกได้ว่ามีธุระด่วน”
      
       สุบรรณรีบลนลานออกไป


  


       นภดารารินน้ำชาแจกทุกคน พเยียกับกอหญ้านั่งอยู่เงียบๆ
      
       “ทำไมเงียบจังล่ะครับ หรือว่าไม่มีใครอยากคุยกับผม” ชิษณุพงษ์ทำลายความเงียบขึ้น
       นภาจรีเสริม “นั้นสิ เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อนแท้ๆ”
       นภดารามองดูอาการของคนในโต๊ะ และอาการอมยิ้มของนภาจรี เริ่มจับได้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลระหว่างเด็ก 3 คน
       “เคยเป็นเพื่อนกัน? หมายความว่ายังไงจ๊ะ ชิษณุ”
       ชิษณุพงษ์บอกเสียงเรียบ “ผม กอหญ้า พเยียเคยรู้จักกันมาก่อนที่เชียงใหม่” กอหญ้าหันขวับมองหน้าพเยีย สงสัย “เค้าสองคนเป็นเพื่อนกัน โตขึ้นมาด้วยกันที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า”
       นภดาราหันมาถามพเยีย “จริงเหรอ ลูก”
       “ไม่จริง! ฉันไม่เคยรู้จักกอหญ้ามาก่อน” พเยียพูดโต้เสียงดัง
       “โกหก!” นภาจรีขึ้นเสียง
       พเยียลุกพรวดขึ้น ทำโมโห “คุณแม่คะ ดูคุณยายหญิงหาเรื่องพเยียอีกแล้ว เค้าไม่ใช่เพื่อนหนู” หันมาทางกอหญ้าอย่างเอาเรื่อง “ฉันไม่รู้จักเธอ บอกใครๆ ไปซีว่าฉันไม่รู้จักเธอ”
       บรรยากาศมาคุสุดๆ ทุกคนยืนขึ้น ทุกสายตาจับจ้องไปที่กอหญ้า เห็นกอหญ้าอึกอัก นภดาราช่วยไกล่เกลี่ย
       “อาหญิงคะ เด็กสองคนนี้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนหรอกค่ะ หลานเป็นคนแนะนำกอหญ้าให้รู้จักพเยียที่งานเลี้ยงวันก่อนนี่เอง” นภดาราพูดเป็นเชิงถามกอหญ้า “จริงไหม หนู”
       กอหญ้า จำใจตอบ “ค่ะ”
       ชิษณุพงษ์เถียง “ไม่จริง” มองหน้าพเยียกับกอหญ้า “พเยียกับกอหญ้าเป็นเพื่อนกัน คุณสองคนทำไมต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้จักกัน” ชิษณุพงษ์เข้ามาจับกอหญ้าเขย่าๆ “เธอโกหก ทำไมต้องโกหก เธอสองคนมีความลับอะไรกันแน่ พูดออก มาสิ กอหญ้า พูดออกมา”
       ชิษณุพงษ์โกรธจนลืมตัว เขย่าด้วยอารมณ์แรง จนกอหญ้าเจ็บแขนร้อง “โอ๊ย”
       “หยุดนะ ชิษณุ หยุด ปล่อย”
       นภดาราตกใจและโกรธ รีบดึงกอหญ้าออกจากชิษณุพงษ์ จังหวะนั้นสุบรรณวิ่งกลับมาพอดี รีบเข้ากันกอหญ้า
       “นี่มันอะไรกันครับ”
       นภดาราอธิบาย “มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะจ๊ะ ฉันต้องขอโทษแทนหลานชายด้วย”
       สุบรรณบอกกับนภดารา “บังเอิญมีเรื่องด่วนที่บ้านน่ะครับ คุณอิศรสั่งให้ผมพาคุณกอหญ้ากลับทันที” สุบรรณหันมาบอกกอหญ้า “กลับกันเถอะครับ”
       กอหญ้า ไหว้ลานภดารากับนภาจรี “หนูลาค่ะ”
       สุบรรณรีบพากอหญ้าเดินก้มหน้างุดออกไป
       นภดาราหันมองชิษณุพงษ์อย่างตำหนิ
      
       “ทำไมทำกับเค้าอย่างนั้น ชิษณุ มันเรื่องอะไรกัน อาไม่เข้าใจเลย”
       ชิษณุพงษ์มองหน้าพเยียที่ยืนกอดอกเชิดหน้าอยู่ ชิษณุพงษ์ขัดใจ
       “ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ คุณอาหญิง ไม่เข้าใจจริงๆ ผมขอโทษครับ”
       ชิษณุพงษ์พูดจบก็ยกมือไหว้ลา แล้วผลุนผลันออกไป นภาจรีรีบตาม
       “เดี๋ยว ชิษณุ รอย่าก่อน”
       นภาจรีตามไป นภดารามองตามอย่างไม่เข้าใจ
       พเยียมองตาม แววตาวาววับร้ายกาจ
      
       อิศรรู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วโมโห
       “นี่มันบุกไปถึงวังศิวาลัยเลยเหรอ” ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ “คิดไม่ถึงว่าคุณอาดาราจะปล่อยให้มันทำร้ายเธอได้”
       “เค้าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายหรอกค่ะ เค้าโกรธจนลืมตัวมากกว่า”
       “ยังจะมีหน้ามาแก้ตัวแทนมันอีก”
       “จริงๆ นะคะ ท่าทางเค้าโกรธแล้วก็เสียใจมาก ที่ฉันบอกว่าฉันไม่รู้จักพเยีย ไม่รู้จักเค้า .. ฉันลำบากใจจังเลยค่ะคุณอิศร ฉันบอกใครๆ ไม่ได้เหรอคะ ว่าฉันความจำเสื่อม จำอะไรไม่ได้”
       “ไม่! อย่าพูด อย่าให้ใครรู้เป็นอันขาด”
       “ทำไมล่ะคะ ฉันอึดอัดใจจะตายอยู่แล้ว”
       “เพราะฉันชักสงสัยขึ้นมาแล้วน่ะซี ในเมื่อนายชิษณุพงษ์ยืนยันว่าเคยรู้จักกับเธอและพเยียมาก่อน ทำไมพเยียยืนยันว่าไม่เคยรู้จักเธอ เค้าโกหกทำไม"
      
       ฟังที่อิศรตั้งข้อสังเกต กอหญ้าครุ่นคิดตาม นึกสงสัยเหมือนกัน


  


       ภายในห้องทำงานของประมุขแห่งวังศิวาลัยค่ำคืนนั้น นภัสรพีพูดอยู่กับนภาจรี น้ำเสียงเคร่งขรึม
      
       “พเยียโกหกไม่ใช่เรื่องแปลก เค้าก็เคยโกหกเรามาแล้ว เรื่องแหวน”
       นภดาราอยู่ให้ห้องด้วย หน้าตาไม่พอใจกับคำพูดที่ได้ยิน ปกป้องเด็กสาวที่คิดว่าเป็นลูกในไส้ทันที
       “ค่ะ แต่ตอนนั้นลูกพเยียกลัวว่าเราจะโกรธว่าแกเอาแหวนไปขาย แกก็เลยโกหกไป แต่เรื่องที่แกรู้จักกับหนูกอหญ้า ไม่ใช่ความผิด ทำไมแกจะต้องโกหกด้วย”
      
       “อาถึงได้สงสัยไง ดารา อาว่ามันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล”
       นภัสรพีแย้ง “แต่หนูกอหญ้าดูไม่ใช่คนที่ชอบโกหก แล้วก็จริงอย่างที่ดาราว่ามันไม่มีเหตุผลอะไรเลย ถ้ากอหญ้าคนนี้ คือกอหญ้าที่หายตัวไปในคืนนั้น ทำไมเค้าต้องโกหกเรา มันมีเหตุผลอะไร”
       นภัสรพีนิ่งคิด สงสัยอย่างมาก
       “พี่ชายคะ” นภาจรีจะออกความเห็นนภัสรพียกมือห้าม ไม่ให้พูด
       “เราคงต้องจับตาดูเด็กทั้งสองคนอย่างใกล้ชิด ถ้าเค้าสองคนโกหก ไม่นาน ก็ต้องถูกเราจับได้” คุณชายหันมาทางนภดารา “จริงไหม นภดารา”
       นภัสรพีมองจ้องนิ่งๆ นภดาราอึ้ง เมื่อรู้ว่าตนต้องเป็นคนทำหน้าที่นั้น
      
       ด้านพเยียอยู่บนเตียง กอดหมอนนอนครุ่นคิดอย่างกลัดกลุ้ม
       “มีนังกอหญ้าอยู่ข้างบ้านยังไม่พอ ยังมีไอ้ชิษณุพงษ์เข้ามาวุ่นวายไหนจะนังนภาจรีอีก แก่ไม่อยู่ส่วนแก่ มันน่านัก”
       เสียงนภดาราดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง
       “พเยีย หลับหรือยังลูก”
       ภายในห้องพเยียถอนใจอย่างเบื่อหน่าย บ่นพึมพำ
       “นี่ก็อีกคน ร้องหาทั้งวัน เบื่อจะอ้วกอยู่แล้ว” แต่ร้องตอบเสียงหวาน “ขา...คุณแม่”
       นภดาราเข้ามา
       พเยียลุกขึ้นนั่ง “มีอะไรคะ”
       นภดาราเข้ามานั่งลงข้างพเยีย ลูบผมมองพเยียอย่างใช้ความคิด
       “มีอะไรคะ คุณแม่”
       “ตอนที่หนูอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า พเยียเหงาไหมลูก”
       พเยียตอบอย่างระวังตัว “ค่ะ ก็เหงา”
       “แล้วตอนนี้ล่ะ”
       พเยียกอดประจบ “พเยียมีคุณแม่แล้ว พเยียไม่เหงา ไม่เศร้า ไม่กลัวอะไรอีกแล้วค่ะ”
       “หนูโชคดี ที่เจอแม่ แต่เด็กกำพร้าคนอื่น เค้าไม่โชคดีเหมือนหนู อย่างหนูกอหญ้า”
       พเยียเสียงแข็ง “กอหญ้าทำไมคะ”
       “เค้าก็เป็นเด็กกำพร้าเหมือนกันนะลูก แม่สงสารเค้า แม่อยากช่วยเค้า”
       พเยียระแวง “ช่วยยังไงคะ”
       “แม่ปรึกษาคุณตาคุณยายแล้ว ท่านก็เห็นดีด้วย ถ้าหากแม่จะอุปการะกอหญ้า”
       พเยียตกใจลืมตัว ลุกพรวด
       “จะอุปการะนังกอหญ้า! จะเอามันมาเลี้ยงเป็นลูกงั้นเหรอ”
       นภดาราลุกขึ้นปลอบ “ก็แค่เอามาเลี้ยงดูส่งเสียเท่านั้น ไม่ได้จริงจังอะไรไม่ดีเหรอจ้ะ พเยียจะได้มีเพื่อนไง”
       “ไม่! พเยียไม่ต้องการเพื่อน พเยียเป็นลูกคนเดียวของคุณแม่ พเยียไม่ให้ใครมาแย่งคุณแม่ไป”
       พเยียเข้ากอดนภดาราอย่างเด็กหวงของ นภดารายิ้ม
       “โถ ลูก ที่แท้ก็หวงแม่” นภดาราลูบหัวพเยียอย่างแสนรัก “ไม่ต้องกลัวหรอกจ้ะยังไงแม่ก็เป็นแม่ของพเยีย คนอื่นจะมาแย่งแม่ไปจากลูกได้ยังไง”
       พเยียฟังแล้วอึ้ง กระแทกใจอย่างจัง
       “พเยียกลัวมันมาทำดีประจบแม่ กลัวแม่รักมันมากกว่าพเยีย”
       “จะเป็นไปได้ยังไงคะ” นภดาราประคองหน้าพเยีย มองตา พูดอย่างจริงจัง “แม่ที่ไหน จะรักคนอื่น มากกว่าลูกในไส้ ที่เป็นสายเลือดของตัวเอง จริงไหม”
       นภดารายิ้ม ดึงพเยียเข้ามากอด
       พเยียนิ่งอึ้ง แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและระแวง
      
       เช้าวันต่อมาชิษณุพงษ์เดินลงมาจากชั้นบน ร้องเรียกหาลุงเติม
       “ลุงเติมครับ ลุงเติม”
       เจ้ามลุลีเดินมาหาพร้อมเจ้าแสงโชติ
       “เรียกหาลุงเติมทำไมลูก”
       “ผมมีธุระจะออกไปข้างนอกครับ จะให้ลุงเติมขับรถให้”
       “ธุระเรื่องเด็กที่ชื่อกอหญ้าใช่ไหม” เจ้ามลุลีเอ่ยขึ้นเสียงขุ่น ชิษณุพงษ์อึ้ง “แม่ว่าลูกวุ่นวายกับเรื่องนี้มากเกินไปแล้วนะ แทนที่จะพักผ่อนตามที่หมอสั่ง กลับออกไปนั่งรถตะลอนๆ ตามหาคน ถ้าเกิดมันกระทบกระเทือน สายตาเป็นอะไรขึ้นมาอีก แล้วจะทำยังไง”
       “ผมไม่เป็นไรหรอกครับแม่ ก็มีลุงเติมคอยดูแลอยู่ทั้งคน” ชิษณุพงษ์ออกไปร้องเรียกอีก “ลุงเติมๆ”
       ลุงเติมเดินเข้ามา
       “ครับ คุณชิษณุ”
       ชิษณุพงษ์สั่ง “เอารถออก ฉันจะไปวังศิวาลัย”
       ลุงเติมไม่ทันตอบ เจ้าแสงโชติก็พูดขึ้น
       “ไม่ได้หรอก ชิษณุ ลุงเติมเค้าต้องกลับไปเชียงใหม่วันนี้แล้ว ไปจัดการธุระให้พ่อ”
       ชิษณุพงษ์ขัดใจ เจ้าแสงโชติพูดสำทับ
       “จากนี้ไป ลูกต้องพักผ่อนอยู่ที่บ้าน แล้วถ้าผลการตรวจร่างกายออกมาว่าเรียบร้อยดี ก็เตรียมตัวกลับไปเรียนต่อได้”
       “อะไรนะครับ”
       “แม่ปรึกษากับเจ้าพ่อแล้ว อีกสามเดือน แม่กับเจ้าพ่อจะต้องเอาผ้าไหมของเราไปโชว์ที่อเมริกา แม่คิดว่าเราจะให้ลูกบินกลับไปพร้อมๆ กันเลย” เจ้ามลุลีบอก
      
        ชิษณุพงษ์อึ้งไป

      
       ไม่นานต่อมาชิษณุพงษ์เดินมาส่งลุงเติมขึ้นรถตู้ หน้าตาฮึดฮัดขัดใจเป็นอย่างมาก
      
       “ฉันเหลือเวลาอีกแค่สามเดือนเท่านั้น ลุงเติมต้องช่วยฉันเรื่องกอหญ้า”
       “จะให้ลุงช่วยยังไง ว่ามาเลยครับ” เติมบอก
       “ลุงต้องช่วยฉัน ไปหาหลักฐาน รูปถ่าย หรือพยานบุคคลก็ได้ ที่สามารถยืนยันได้ว่ากอหญ้าคนนี้ คือกอหญ้าคนเดียวกันกับที่เชียงใหม่”
       “ผมก็ยืนยันนั่งยันแล้ว แต่หนูคนนั้นเค้าก็บอกว่าไม่รู้จักเรา”
       “ถ้าเรามีรูปถ่ายหรือหลักฐานที่ยืนยันได้ ว่าเค้าเคยเป็นเพื่อนกับพเยีย เค้าก็ปฏิเสธไม่ได้”
       “ครับ ผมจะพยายาม คุณชิษณุอยู่ทางนี้ระวังตัวนะครับ อย่าทำอะไรผลีผลาม ผมจะรีบส่งตัวช่วยมาให้”
       ชิษณุพงษ์พยักหน้ารับ ไม่ได้ติดใจว่าตัวช่วยที่ลุงเติมว่าคืออะไร
      
       อิศรเดินมากับกอหญ้าที่หน้าบ้าน กอหญ้าแต่งตัวเรียบร้อย
       “ฉันไม่อยากให้เธอไปเลย”
       “ฉันรับปากคุณอาดาราไปแล้วนี่คะ”
       อิศรประชด “อยากไปเจอไอ้หมอนั่นอีกล่ะซี”
       กอหญ้าอมยิ้ม แกล้งล้อ “ค่ะ”
       อิศรหึงซะงั้น “นี่นัดจะไปเจอมันใช่ไหม ไม่กลัวหรือไง ถ้ามันเป็นฆาตกรโรคจิตจะทำยังไง”
       กอหญ้าเลิกพูดเล่น หันมาพูดจริงจัง “ไม่กลัวหรอกค่ะ ต่อให้เค้าเป็นฆาตกรโรคจิต ถ้าเค้ารู้ว่าฉันเป็นใคร ฉันก็พร้อมจะคุยกับเค้า ไม่อยากอยู่แบบคนสมองกลวงแบบนี้”
       อิศรกุมมือกอหญ้าอย่างอาทร “เธอไม่มีความสุขเหรอ”
       กอหญ้ายิ้มเศร้า รับรู้ความห่วงใยของอิศร
       “ฉันอยากรู้น่ะค่ะ ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงมีคนอยากจะฆ่าฉัน”
       อิศรแย้งอย่างอ่อนโยน “ซักวันเธอก็จะจำได้เอง แต่ตอนนี้ เธอยังจำอะไรไม่ได้ ฉันขอร้องได้ไหม อย่าเสี่ยงไว้ใจใครเลย ฉันเป็นห่วงเธอนะกอหญ้า”
       ถ้อยคำน้ำเสียงของอิศรที่แสนจริงจัง ทำให้กอหญ้าซาบซึ้งใจ อิศรดึงกอหญ้ามากอดอย่างอ่อนโยน ปกป้อง
      
       สกุณาในชุดอยู่กับบ้านกรุยกรายยืนจิบกาแฟอยู่ที่หน้าต่างตรงมุมหนึ่งในบ้าน มองอิศรกับกอหญ้ากอดกัน ส่ายหัวอย่างหนักใจ
       ส่วนด้านหลัง เห็นอรรถแต่งตัวจะไปทำงาน นั่งกินอาหารเช้า มีนุชกับนันรินกาแฟ ยกอาหารให้ เห็นท่าทีของสกุณา แปลกใจ
       “มีอะไร สกุณา”
       สกุณาเดินกลับมาที่โต๊ะ พูดเป็นเชิงปรารภ
       “ลูกชายของคุณน่ะซีคะ ท่าทางจะจริงจังกับยายเด็กที่ชื่อกอหญ้านี่เหลือเกิน”
       “ก็ช่างหัวมันปะไร” อรรถไม่สนใจ
       “ลูกชายของคุณจะมีลูกสะใภ้เป็นเด็กกำพร้า ที่มาจากข้างถนน คุณไม่เดือดร้อนเลยหรือไง” สกุณาของขึ้น
       “ถ้าเจ้าอิศรมันจะใฝ่ต่ำ ฉันจะไปห้ามอะไรได้” อรรถวางแก้วกาแฟลง “อย่าไปสนใจมันเลยคุณ”
       อรรถอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่สนใจ
       สกุณาหันไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง เห็นอิศรจูงมือกอหญ้าไปส่งที่รถตู้ของวังศิวาลัย ลากันอย่างหวานชื่น
       “ฉันจะไม่สนใจได้ยังไง ในเมื่อมันเป็นเจ้าของทุกอย่างในบ้านนี้...” สกุณาคิดแค้นอยู่ในใจตาวาววับ หันมามองอรรถที่อ่านหนังสือพิมพ์อยู่ “ถ้าไอ้อิศรมันบังเอิญเป็นอะไรไป สมบัติก็จะกลับมาเป็นของคุณ ที่เป็นพ่อ แต่ถ้ามันดันแต่งงาน ไปซะก่อน” หันไปมองอีกที เห็นกอหญ้าโผล่หน้าต่างรถ โบกมือลาอิศรอย่างแจ่มใส “สมบัติของมัน ก็จะตกเป็นของนังกอหญ้า แล้วฉันจะไม่สนใจได้ยังไง”
       สกุณาบีบแก้วกาแฟแน่น แววตาวาววับดูร้ายกาจ
      
       รถตู้ของวังศิวาลัยเข้ามาจอดที่ถนนด้านหน้าตึก กอหญ้าลงมาจากรถนภดาราที่ยืนรออยู่ เดินออกไปรับด้วยตัวเอง
       “หนูกอหญ้า”
       “คุณอาดารา”
       กอหญ้าไหว้ นภดาราดึงเข้ามากอด
       “ฉันนึกว่าหนูจะไม่มาซะแล้ว”
       “หนูรับปากแล้ว จะไม่มาได้ยังไงคะ” กอหญ้าว่า
       “น่ารักจริง”
       นภดาราดึงมากอดอีกที กอหญ้ากอดตอบ
       พเยียอยู่ในบ้านยืนมองกอหญ้ากับนภดารากอดกัน แล้วจูงมือกันเดินเข้ามา พเยียหน้าเครียด
       “ที่นี่เป็นของฉันแล้ว มันเป็นของฉันคนเดียว แกจะกลับมาวุ่นวายอีกไม่ได้”
      
       พเยียคิดแค้นอยู่ในใจ ขณะมองกอหญ้าด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย


  


       ไม่นานนัก นภดาราเดินนำกอหญ้าเข้ามาในบริเวณครัวขนาดใหญ่ กว้างขวาง มีส่วนเตรียมอาหารแยกออกมา
      
       ที่โต๊ะกลางห้อง มีผักหลายชนิดแกะสลักไว้สวยงามวางอยู่บนพานกระเบื้องใบเล็ก ถัดออกมายังมีผักอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้สลักวางอยู่ในถาดใบใหญ่
       “วันนี้อาจารย์วรรณาจะสอนทำน้ำพริกไข่ปู ฉันเลยทำผักจิ้มเตรียมไว้”
       กอหญ้าเดินเข้าไปพิจารณาดูผักที่สลักเอาไว้ ท่าทางชื่นชม
       “สวยจังเลยค่ะ นี่คุณทำเหรอคะ”
       นภดาราเยื้อนยิ้ม “จ้ะ อยากทำเป็นไหม ฉันจะสอนให้”
       กอหญ้ายิ้มแย้มดีใจ
      
       ที่มุมนั่งเล่นสบายๆ ด้านนอก นภดาราเอาผักบางส่วนออกมาสอนกอหญ้า กอหญ้านั่งข้างๆ นภดารา มีมีดแกะสลักกับหัวขมิ้นขาวในมือ มองนภดาราสลักเป็นตัวอย่าง
       “ครั้งแรกกดมีดลงไปตรงๆก่อน ครั้งต่อไปค่อยตะแคงมีดนิดนึงจะได้เป็นร่องสวย” นภดาราอธิบาย ไปด้วย กอหญ้าทำตาม “ลึกอีกนิดนึงจ้ะ”
       กอหญ้ากะน้ำหนักมือไม่ถูก กดมีดลงไปอย่างแรง มีดไถลไปบาดนิ้วมือที่จับขมิ้น เลือดซึมออกมานิดๆ
       “อุ๊ย”
       กอหญ้าวางขมิ้นกับมีดลง กดปลายนิ้วห้ามเลือดไว้
       นภดาราตกอกตกใจ “ตายจริง ขอฉันดูแผลหน่อยจ้ะ”
       “ไม่เป็นไรเลยค่ะ แผลนิดเดียวเอง”
       “ถึงนิดเดียวก็ต้องใส่ยา มา ฉันทำให้”
       ไม่นานนักนภดาราใส่ยาให้ที่ปลายนิ้วกอหญ้า พลางพูดปลอบโยน
       “แสบนิดนึงนะจ๊ะ”
       นภดาราใส่ยาเสร็จ ก็พันพลาสเตอร์ยาให้อย่างอ่อนโยน กอหญ้ารับรู้ได้ถึงความอาทรนั้น นภดาราทำไป คุยไป ท่าทีมีความสุข เหมือนแม่ดูแลเอาใจใส่ลูกอย่างไรอย่างนั้น
       “ตอนฉันเด็กๆ เริ่มหัดแกะสลักก็เป็นอย่างนี้แหละ คุณแม่ต้องทำแผลให้ทุกวัน...อ้ะ เสร็จแล้วจ้ะ” พลางเป่าแผลให้ “เพี้ยง หาย”
       กอหญ้าน้ำตารื้นขึ้นมาด้วยความตื้นตัน พูดไม่ออก นภดาราเงยหน้าขึ้นมามองเห็นกอหญ้า น้ำตาคลอหน่วย ก็แปลกใจ
       “หนูร้องไห้ เจ็บแผลเหรอจ๊ะ”
       “เปล่าค่ะ หนู...” กอหญ้ามองนภดาราอย่างเต็มตื้นซาบซึ้งใจ “หนูเพิ่งรู้ว่าคนที่มีแม่ทำแผลให้ มันรู้สึกดียังไง”
       “โถ หนูกอหญ้า”
       นภดาราดึงกอหญ้ามากอดปลอบใจ กอหญ้ากอดตอบ
       พเยียยืนอยู่ด้านนอก ตรงมุมที่ห่างออกไป มองเห็นสองแม่ลูกโอบกอดกัน สายตาพเยียที่มองกอหญ้าเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและเกลียดชัง ก่อนจะหันหลังเดินออกไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง
      
       พเยียเดินเข้ามาในครัว เห็นอุปกรณ์ทำอาหารวางเตรียมพร้อม พเยียคว้ามีดปลายแหลมมากำแน่น แทงกระหน่ำลงไปบนผักต่างๆ ในถาดใบใหญ่เป็นการระบายอารมณ์
       “ฉันจะทำยังไงกับแกดี จะทำยังไงดี”
       พเยียแทงมีดฉึ่กๆๆ ปักลงบนฟักทองเกือบมิดด้าม แววตาร้ายกาจและน่ากลัว
      
       ไม่นานนักกอหญ้ากับพเยียยืนฟังอาจารย์วรรณาอธิบาย บนโต๊ะเตรียมอาหารในครัว มีครกหิน และเครื่องปรุง 3 ชุด อยู่ตรงหน้า 3 คน อย่างละชุด กอหญ้าตั้งใจฟัง ส่วนพเยียหน้านิ่ง เย็นชา
       “การทำน้ำพริกไข่ปูนี่ไม่ยากเลยค่ะ สำคัญที่ตอนปรุงรสว่าใครจะปรุงได้กลมกล่อมกว่ากัน ... ตอนนี้เราเตรียมเครื่องปรุงเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือเตรียมเนื้อกับไข่ปูค่ะ... หนูพเยียกับหนูกอหญ้าลงมือแกะปูได้เลย” อาจารย์วรรณาอธิบาย
       พเยียกับกอหญ้าต่างหยิบจานที่ใส่ปูทะเลต้มสุกเอาไว้ เตรียมแกะปู นภดารามองดูเด็กสาวทั้งสอง พอแลเห็นพลาสเตอร์ที่มือกอหญ้าแล้วนึกอะไรได้ รีบเดินเข้าไปหา
       “มือหนูเป็นแผล ฉันแกะปูให้ดีกว่าจ้ะ หนูรอปรุงก็พอ”
       พเยียได้ยินนภดาราพูด ก็กระแทกจานปูในมืออย่างแรง
       กอหญ้า นภดารา และอาจารย์วรรณาสะดุ้ง ทุกคนหันมามองพเยียอย่างตกใจ พเยียไม่สนมองกอหญ้ากับนภดาราอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะเดินสะบัดออกไปจากห้อง
       “พเยีย”
       นภดาราตามออกไป
      
       พเยียเดินกลับขึ้นชั้นบนด้วยความโกรธ นภดาราเดินตามมาทันตรงทางเดินหน้าห้อง
       “พเยีย เป็นอะไรลูก”
       “พเยียเกลียดมัน พเยียไม่อยากเห็นหน้ามัน”
       “ทำไม หนูกอหญ้าเขาไปทำอะไรให้”
       พเยียสะบัดหน้าหนี ไม่มีคำตอบ นภดารามองอย่างคาดคั้น
       “ไหนว่าไม่เคยรู้จักกัน คนไม่รู้จักกัน เพิ่งเจอหน้ากัน จะมาเกลียดชังอะไรกันนักหนา”
       พเยียอึ้งไป นึกหาเหตุผล
       “พเยียเกลียดมัน เพราะ...เพราะมันจะแย่งคุณแม่ไปจากพเยีย”
       “เหลวไหล” นภดาราว่า
       “ก็เห็นๆ กันอยู่ มันทำออดอ้อนให้คุณแม่สงสาร คุณแม่ก็รักมัน หลงมัน คอยโอ๋แต่มัน มันมาได้แค่สองวัน คุณแม่ยังหลงมันขนาดนี้ อีกหน่อยก็คงจะถีบหัวพเยียส่ง”
       “พาลใหญ่แล้วนะ พเยีย แม่จะทำอย่างนั้นกับลูกได้ยังไง”
       “ก็ทำมาแล้วนี่” พเยียแดกดัน และได้ทีโวยวาย ลำเลิกให้นภดารารู้สึกผิด “คุณแม่เคยทิ้งพเยียมาแล้ว พเยียถึงต้องไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไง เคยทิ้งมาแล้ว ทำไมจะทิ้งอีกไม่ได้”
       นภดาราเจอไม้นี้ถึงกับอึ้งไป เสียงอ่อนลง
       “พเยีย อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลยได้ไหม แม่รักลูกนะจ๊ะ ไม่มีวันรักคนอื่นมากกว่าพเยียแน่นอน”
       “แน่นะคะ”
       นภดาราพยักหน้า พเยียพูดอย่างผู้ชนะ
       “งั้นก็ไล่มันออกไป อย่าให้มันเข้ามาที่วังศิวาลัยอีกเป็นอันขาด”
       นภดารานิ่ง มองพเยียเขม็ง นึกไม่ถึง ว่าพเยียจะเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจอย่างนี้
       “ว่าไงคะ คุณแม่” พเยียคาดคั้น
       “แม่รักลูกนะ พเยีย แม่รักลูกมาก และอยากให้ลูกของแม่เป็นคนดี เพราะฉะนั้น แม่จะไม่ตามใจลูกในเรื่องแบบนี้เป็นอันขาด” นภดาราพูดเสียงเข้ม ท่าทีจริงจัง “นอกจากลูกจะมีเหตุผลมากกว่านี้ ว่าทำไมถึงไม่อยากให้กอหญ้าเข้ามาในบ้านของเรา”
      
       พเยียอึ้ง ผิดคาดที่เห็นนภดาราแข็งใส่และดูท่าทางเอาจริง


  


       ฝ่ายสุบรรณตามมาทีหลังเดินหน้ามุ่ยเข้ามาในครัว อาจารย์วรรณากับกอหญ้ากำลังจะใส่เครื่องปรุงลงในครกหิน
      
       กอหญ้า ร้องทักเลขาจอมทะเล้นของอิศร “อ้าว สุบรรณ”
       สุบรรณโค้งคำนับอาจารย์ “ขอโทษครับ ที่มาช้า”
       “ไม่เป็นไรค่ะ” อาจารย์หลีกออกมาจากด้านข้างของกอหญ้า “เชิญเลยค่ะ เรากำลังจะลองตำน้ำพริกกันพอดี”
       สุบรรณเข้าไปประจำที่ หน้าครกหินของวรรณาที่อยู่ข้างๆ กอหญ้าอย่างซึมกะทือ กอหญ้ามองขำๆ ล้อเบาๆ
       “ไหนบอกว่าหัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่มาไง”
       สุบรรณบ่นอุบอิบ “ขี้เกียจเถียงกับคุณอิศร”
       กอหญ้าสัพยอก “ขี้เกียจหรือไม่กล้า”
       “อย่ามาพูดดี คุณเองก็กลัวเค้าหงอเหมือนกัน” สุบรรณย้อนขำๆ
       กอหญ้าอมยิ้มขำทุบสุบรรณเบาๆ อาจารย์วรรณาอมยิ้ม กระแอมเตือน
       “คุณสุบรรณเอาไข่ปูที่ครูเตรียมไว้ มาตำกับพริกกระเทียมเลยค่ะ ตำให้เข้ากันนะคะ เสร็จแล้วจะได้ปรุงรสกัน”
       “ครับ”
       สุบรรณเอาไข่ปูใส่ครกรวมกับพริก กระเทียม ลงมือตำสุดแรงเพราะกะไม่ถูก พริกกระเด็นเข้าตา สุบรรณร้องจ๊าก
       “โอ๊ย ตาผม ตาผม”
       กอหญ้ากับครูวรรณาเข้ามารุมดู
       “อย่าขยี้ค่ะ อย่าขยี้” กอหญ้าบอก
       “ไปล้างตาก่อนค่ะ” อาจารย์บอกกับสุบรรณ “มาค่ะไปกับครู ทำไมต้องตำแรงขนาดนั้นก็ไม่รู้”
       วรรณาพาสุบรรณเดินออกไป ยินเสียงสุบรรณเถียงอาจารย์แว่วๆ ห่างออกไป
       “ผมไม่เคยทำกับข้าว ผมจะรู้ได้ยังไง โอ๊ย ตาผมจะบอดไหม โอ๊ย แสบ”
       กอหญ้ายิ้มขำ แล้วหันไปก้มหน้าก้มตาใส่เครื่องปรุงน้ำพริก ลงในครกของตัวเองอย่างตั้งใจ พเยียเดินเข้ามาหยุดอยู่แค่ประตูครัว มองหน้ากอหญ้าหน้านิ่ง แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง อำมหิต กอหญ้าเงยหน้ามาเห็น รู้สึกสยอง แต่ฝืนยิ้มให้
       “คุณพเยีย”
       พเยียเดินเข้ามาช้าๆ นิ่งๆ ไม่พูดอะไร
      
       นภดารานั่งพักอยู่ในห้องนั่งเล่นรู้สึกเหนื่อยใจ เลยไปเปิดลิ้นชักใส่ของจุกจิกที่ตู้ในห้อง เพื่อหาขวดยาบำรุงหัวใจประจำตัวของเธอ แม่ชื่นเข้ามา
       “หาอะไรคะ คุณดารา”
       “ยาบำรุงหัวใจของฉันน่ะจ้ะ”
       แม่ชื่นมาช่วยหา ดูท่าทีนายหญิงแล้วบ่นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
       “ทะเลาะกับคุณหนูพเยียอีกแล้วใช่ไหมคะ”
       นภดาราถอนใจแก้ต่างแทนอยู่ดี “เด็กมีปมด้อยก็พูดยากอย่างนี้แหละจ้ะ แม่ชื่น” พูดพลางฝืนยิ้ม โทษตัวเองอีก “เราเป็นคนทำให้เขาเป็นอย่างนี้เอง เราก็ต้องรับผิดชอบ จริงไหม”
       “หนูกอหญ้าก็เป็นเด็กกำพร้า ไม่เห็นเป็นเหมือนคุณหนูพเยีย”
       นภดาราชะงัก “นั่นสิ ทำไมลูกสาวของฉันถึงไม่หัวอ่อน ว่าง่ายอย่างนั้นบ้างก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะ แม่ชื่น”
       นภดาราถอนใจ แม่ชื่นส่งขวดยาให้ มองอย่างสงสาร
       “คุณนั่งพักเถอะค่ะ ดิฉันจะไปเอาน้ำมาให้”
      
       กอหญ้ามองพเยียเดินเข้ามา ใจสั่นๆ กลัวจะมีเรื่อง พเยียเดินไปที่ครกที่ว่างอยู่ ของตัวเอง
       กอหญ้าหลบตา หันไปก้มหน้าก้มตากลับไปหยิบเครื่องปรุงใส่ครก ทำน้ำพริกของตนต่อ
       พเยียตามองกอหญ้านิ่ง มือเอื้อมหยิบถาดเครื่องปรุงมา มืออีกข้างกำสากหินแน่น มือพเยียขณะที่หยิบของเกร็งแน่น แววตากร้าว สีหน้าดุดัน บรรยากาศภายในครัวดูกดดัน เหมือนกับอันตรายกำลังจะปะทุ
       จังหวะนั้นพเยียผลักถาดเครื่องปรุงตรงหน้าไปที่กอหญ้าอย่างแรง ถาดปลิวกระเด็นไปโดนของทางฝั่งกอหญ้า ตกลงไปที่พื้นครัวดังโครมคราม
       กอหญ้าตกใจ หน้าเสีย รู้ว่าพเยียจงใจหาเรื่อง
       “คุณ... คุณทำของตกหมดเลย”
       “แกก็เก็บขึ้นมาสิ” พเยียสั่งอย่างวางอำนาจ
       กอหญ้ามองอย่างไม่พอใจ แต่แววตาพเยียแข็งกร้าว กอหญ้าข่มใจคุกเข่าลงไปเก็บของที่พื้นครัว แม่ชื่นเดินเข้ามาที่ประตูครัวพอดี พร้อมกับที่เห็นพเยียผลักสากหินในมือออกไปสุดแรง สากหินกลิ้งไปที่ขอบโต๊ะ แล้วตกไปตรงจุดที่กอหญ้าก้มหน้าอยู่พอดี
       กอหญ้าเงยหน้ามาเห็น ตกใจ รีบหลบ แต่ไม่ทัน สากตกลงมาโดนเข้าที่ขมับอย่างจัง
       กอหญ้าร้อง “โอ๊ย”
       แม่ชื่นเห็นเหตุการณ์ตลอดตกใจมาก “คุณหนู!”
       พเยียตกใจที่มีคนเข้ามา แต่ฝืนทำนิ่ง
       แม่ชื่นวิ่งปราดไปดูฝั่งกอหญ้า เห็นกอหญ้านอนแน่นิ่ง มีสากหินกลิ้งอยู่ข้างๆ ตัว
       “ว๊าย หนู หนูกอหญ้า”
       แม่ชื่นเข้าไปประคอง กอหญ้าตัวอ่อน ไม่มีสติ
       นภดารา สุบรรณ และอาจารย์วรรณาได้ยินเสียงร้องของแม่ชื่น วิ่งเข้ามาในครัว พร้อมๆ กัน นภดาราถามเป็นคนแรก
       “อะไรกันคะ แม่ชื่น”
       สุบรรณเห็นกอหญ้าหมดสติ ตกใจ
       “เกิดอะไรขึ้นครับ กอหญ้าเป็นอะไร”
       แม่ชื่นยังไม่ทันตอบ พเยียพูดขึ้นเสียงนิ่งๆ
       “กอหญ้าหกล้มหัวฟาดพื้นค่ะ”
       นภดาราสั่งเร็วรี่ “แม่ชื่น บอกให้เค้าเอารถออก ฉันจะพากอหญ้าไปโรงพยาบาล”
       “ผมพาไปเองครับ”
       สุบรรณเข้าไปประคองกอหญ้าออกไป มีอาจารย์วรรณาช่วย นภดารารีบเดินตามไปด้วยความเป็นห่วง แม่ชื่นหยุดมองหน้าพเยีย สีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะตามออกไป
      
       อาจารย์วรรณากับสุบรรณประคองกอหญ้าเข้าไปนอนเอนที่เบาะหน้ารถ สุบรรณรีบไปประจำที่คนขับ นภดาราตามมาด้วยความเป็นห่วง ตัดสินใจ
       “ฉันไปด้วยดีกว่า แม่ชื่นไปหยิบกระเป๋า”
       สุบรรณรีบห้ามเพราะอิศรสั่งไว้ และกลัวนภดาราจะรู้เรื่องกอหญ้าความจำเสื่อม
       “ไม่เป็นไรครับ ผมจัดการเองได้”
       แม่ชื่นรั้งนภดาราไว้ “ให้คุณสุบรรณเธอรีบไปดีกว่าค่ะ คุณ”
       “ครับ หมอเค้าว่ายังไงแล้วผมจะรีบโทร.มาบอกคุณอา”
       นภดาราได้สติ พยักหน้ารับ สุบรรณขึ้นประจำที่สตาร์ทรถ ขับออกไป นภดารามองตามอย่างห่วงใย
       “ขออย่าให้เป็นอะไรมากเลยนะ หนูกอหญ้า” นภดาราใจเสีย หันมาพูดกับอจารย์วรรณา “ฉันขอตัวเค้ามาเรียนเป็นเพื่อนลูกสาว แต่กลับมาเจ็บตัวอย่างนี้ ไม่รู้ตาอิศรจะว่ายังไงบ้าง”
       อาจารย์วรรณาปลอบ “อย่าคิดมากเลยค่ะ คุณดารา ถึงอยู่ในครัว อุบัติเหตุมันก็เกิดขึ้นได้”
       “แต่บังเอิญว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุน่ะซีคะ คุณดารา”
      
       แม่ชื่นพูดชัดเจน และมั่นใจ นภดารามองหน้าแม่ชื่น แปลกใจ

      
       ไม่นานต่อมา พเยียนั่งเชิดหน้านิ่งอยู่ที่โซฟา ในห้องโถง ฝั่งตรงข้ามมีนภดารา นภาจรี นั่งอยู่ บรรยากาศเป็นการสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น แม่ชื่นนั่งอยู่ที่เก้าอี้อีกด้าน ให้การเสียงดังฟังชัด
      
       “ดิฉันเห็นกับตา ว่าคุณกอหญ้าไม่ได้ลื่นล้ม คุณหนูพเยียตั้งใจทำร้ายเธอ”
       นภดาราถามเสียงอ่อนโยน “จริงหรือเปล่าลูก”
       พเยียกอดอกนิ่ง เชิดหน้า ไม่ยอมตอบ นภาจรีพูดแทรกขึ้นมา
       “จะถามทำไมให้มากความ ของอยู่บนโต๊ะ อยู่ดีๆ มันจะตกลงไปเองได้ด้วยหรือ นภดารา”
       พเยียหันมองหน้าสู้สายตานภาจรีอย่างเกลียดชัง นภาจรีถลึงตาใส่
       “พเยีย หนูบอกแม่มาตามตรง หนูจงใจทำร้ายกอหญ้าใช่ไหม”
       “ถ้าพเยียบอกว่าไม่ได้ทำล่ะคะ” พเยียบอกเสียงเรียบ
       แม่ชื่นท้วงทันที “แต่ดิฉันเห็น”
       พเยียมองหน้านภดารา พูดท้าทาย
       “คุณแม่จะเชื่อคำพูดของคนใช้ มากกว่าลูกสาวของตัวเองเหรอคะ”
       แม่ชื่นอึ้ง นภดาราพูดด้วยความผิดหวัง เสียใจ ในความประพฤติของพเยีย
       “แม่ชื่นเป็นคนเลี้ยงแม่มาตั้งแต่เล็ก เป็นผู้ใหญ่ที่ทุกคนในวังศิวาลัยเคารพนับถือ และที่สำคัญ แม่ชื่นไม่เคยพูดปด ตอบแม่มา หนูทำร้ายกอหญ้าเขาใช่ไหมลูก” นภดาราคาดคั้น เสียงเครือๆ ด้วยความเสียใจ “ใช่ไหม ใช่ไหม”
       พเยียลุกพรวดขึ้นมา ระเบิดอารมณ์แรงตอบโต้
       “ใช่! พเยียทำเอง พเยียอยากให้มันเจ็บ อยากให้มันตาย อยากให้มันหายไปจากโลกนี้ มันจะได้ไม่มาที่นี่อีก ไม่มาวุ่นวายกับชีวิตของพเยีย”
       ทุกคนนิ่งอึ้งกับคำพูดรุนแรง เต็มไปด้วยโทสะนั้น นภดาราหน้าซีด ใจสั่น คาดไม่ถึง
       “ทำไม” นภดารา น้ำตาคลอ ยิ่งเสียใจหนัก “ทำไมลูกแม่ถึงได้ใจคอโหดร้ายอย่างนี้ แม่บอกแล้วไง แม่ไม่มีทางรักเค้ามากกว่าหนู” เอามือทาบอกตัวเองสะเทือนใจ “นี่แม่นะลูก ทำไมพเยียคิดว่าแม่จะรักคนอื่นมากกว่าลูกของตัวเองได้”
       พเยียมองนภดาราด้วยแววตาจริงจัง พูดเสียงหนักแน่น เย็นเยียบ เอาจริง
       “ไม่รู้ล่ะค่ะ ถ้าคุณแม่เอามันมาที่นี่อีก พเยียจะทำอีก จะทำหนักกว่านี้ด้วย ไม่เชื่อคอยดู”
       พูดจบพเยียกวาดตามองแม่ชื่นกับนภาจรีอย่างเกลียดชัง แล้วเดินออกไป นภดาราทรุดลงกับโซฟา หน้าซีดเผือด นภาจรีแทบกรี๊ด
       “ดู ดูมันมองฉัน แม่ชื่นเห็นไหม นังเด็กนี่มันลูกเสือลูกตะเข้ชัดๆ”
       “ทำคนเจ็บขนาดนี้ จะปล่อยให้ลอยนวยไปเฉยๆ เหรอคะ คุณดารา” แม่ชื่นชะงัก เห็นนภาดาราตัวอ่อนระทวย ท่าทางเหมือนใจจะขาด อาการกำเริบ “คุณดารา”
       แม่ชื่นกับนภาจรีเข้าไปประคองนภดารา
       นภาจรีลนลาน “ยา .. ยา แม่ชื่นเอายามา” รีบบีบนวดมือปลอบ เรียกสตินภดารา “ดารา หลานอาหายใจลึกๆ ทำใจดีๆ ไว้”
       แม่ชื่นเอายากับน้ำมาให้ นภดารากินเข้าไป แล้วหอบหายใจถี่ คร่ำครวญเบาๆ
       “ทำไม ทำไมลูกถึงได้เป็นคนอย่างนี้ ทำไม”
       นภดาราน้ำตาไหลพราก นภาจรีมองดูหลานสาวด้วยความสงสาร นึกแค้นพเยีย
      
       เวลาเดียวกันสุบรรณเดินกลับไปกลับมาที่หน้าห้องฉุกเฉิน สลับกับมองไปที่ทางเข้า
       อิศรวิ่งเข้ามา สุบรรณรีบปราดเข้าไปรับหน้า
       “คุณอิศรครับ”
       อิศรมีท่าทีร้อนรนใจ “กอหญ้าล่ะ”
       “อยู่ในห้องฉุกเฉินยังไม่ออกมาเลยครับ”
       ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก หมอวิชาญเดินออกมา อิศรพุ่งเข้าไปหา สุบรรณรีบตามไปด้วย
       “เฮ้ย หมอ กอหญ้าเป็นยังไงบ้าง”
       “เอ็กซเรย์ดูแล้ว กระโหลกไม่ร้าว แค่ศีรษะบวมช้ำ แต่คงต้องขอให้อยู่ก่อน ฉันอยากตรวจอะไรเพิ่มเติมอีกหน่อย” หมอวิชาญว่า
       อิศรฉงน “ทำไม มีอะไรหรือเปล่า”
       “กอหญ้ามีอาการปวดหัวรุนแรงมาก ตอนนี้ฉันให้ยาระงับปวดไปแล้วแต่อยากจะตรวจให้ละเอียดหน่อย กลัวว่า...”
       อิศรยิ่งห่วง “กลัวอะไร”
       “กลัวว่าอาการปวดหัวที่ว่า มันจะไม่ได้เกิดเพราะอุบัติเหตุวันนี้ แต่เกิดจากสาเหตุอื่นน่ะซี”
       อิศรกับสุบรรณอึ้งไป เป็นห่วงกอหญ้ามาก
      
       กอหญ้านอนนิ่งอยู่บนเตียง อิศรเปิดประตูเข้ามายืนที่ข้างเตียง มองอย่างสงสารปนอ่อนใจ
       “ยัยโก๊ะเอ๊ย ทำไมดูแลตัวเองไม่ได้เลย ไปไหนก็มีเรื่องเจ็บตัวตลอด”
       อิศรเขี่ยแก้มกอหญ้าเบาๆ แววตาอ่อนโยน
       “ทีนี้รู้แล้วใช่ไหม ว่าทำไม ฉันถึงต้องคอยดูแลเธอ”
       อิศรมองสาวน้อยที่ตรงหน้า รู้สึกว่าตัวเองมีหน้าที่จะต้องปกป้องคุ้มครองเธอ
      
       เย็นนั้นชิษณุพงษ์เดินมาที่ห้องโถง เห็นสาวใช้กำลังขนของเข้ามาในบ้าน ซึ่งเป็นของที่ระลึกประเภทงานหัตถกรรมพื้นเมืองจากเชียงใหม่
       “นั่นขนอะไรมากันมากมาย”
       “ของฝากพวกลูกค้าฝรั่งนะค่ะ คุณชิษณุ เจ้าให้รถขนลงมาจากเชียงใหม่ก่อน แล้วจะบินตามลงมาพรุ่งนี้เช้า”
       “มีคนลงมาจากเชียงใหม่เหรอ” ชิษณุพงษ์ดีใจ “ลุงเติม”
       ชิษณุพงษ์รีบเดินออกไปทางห้องพักลุงเติม สาวใช้เอ้ออ้าเหมือนจะห้าม แต่ชิษณุพงษ์ไม่ได้สนใจ คนขับรถหอบกล่องใส่ของตามเข้ามา สวนกับชิษณุพงษ์ที่ผลุนผลันออกไป
       “นั่นคุณชิษณุจะรีบไปไหน”
       สาวใช้ทำเสียงงงๆ “ไปหาลุงเติม”
      
       คนรถทำหน้าเหวอ งงกว่า “อ้าว ได้ยังไง”


  


       ชิษณุพงษ์ท่าทางลิงโลดดีใจมาก เดินเข้าไปในห้องลุงเติมอย่างสนิทสนม พลางร้องเรียกเสียงสดใส
      
       “ลุงเติม ลุงเติม”
       ชิษณุพงษ์มองทั่วห้องไม่มีใคร เห็นมีกระเป๋าเดินทางใบเล็กวางอยู่ที่พื้น แต่มีเสียงน้ำไหลจากฝักบัวอยู่ในห้องน้ำ
       ชิษณุพงษ์ยิ้ม แล้วเดินไปทุบประตู พูดล้อๆ
       “อาบน้ำอยู่เหรอลุง จวนเสร็จหรือยัง” เสียงน้ำหยุดไหล “เสร็จแล้วก็ออกมาเร็วเข้า ฉันร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว”
       ชิษณุพงษ์เดินไปนั่งรอที่เตียง ประตูห้องน้ำยังไม่เปิดออกมา ไม่มีเสียงใดๆ ชิษณุพงษ์แปลกใจลองเรียกดู
       “ลุงเติมครับ” ไม่มีเสียงตอบ ชิษณุพงษ์ร้อนใจ “ลุงเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมเงียบๆ” พลางทุบประตู “ลุง เป็นลมหรือเปล่า ลุง”
       ประตูค่อยๆ แง้มออกมา เห็นดวงหน้าสดใสที่มีหยดน้ำเกาะพราวของเด็กสาวคนหนึ่งโผล่ออกมาอย่างหวาดๆ
       ชิษณุพงษ์ตาค้าง ตกใจ “เธอ”
       ที่แท้เป็น แตง เด็กสาวตัวช่วยที่ลุงเติมส่งมาช่วยชิษณุพงษ์
       แตงเป็นเด็กบ้านนอก พูดจาง่ายๆ ซื่อๆ พูดทอดเสียงเรียบร้อย มีมารยาท แต่ไม่พูดคะขา
       แตงยิ้มแหย “หวัดดีจ้ะ คุณ”
       พูดยังไม่ทันจบ ชิษณุพงษ์สวนขึ้นมา
       “เธอเป็นใคร มาจากไหน แล้วเข้ามาในห้องลุงเติมได้ยังไง ออกมาเดี๋ยวนี้นะ”
       ชิษณุพงษ์พูดพลางกระชากประตูจะเปิด แตงยื้อเอาไว้สุดแรง
       “อย่านะ อย่า อย่า”
       ประตูเปิดออก ผลัวะ เพราะแตงสู้แรงไม่ไหว ชิษณุพงษ์อึ้ง เห็นแตงนุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียว รีบหันหลังให้ แตงหดไปอยู่หลังประตูทันที
       “แต่งตัวซะ แล้วออกไปคุยกับฉันข้างนอก”
       ชิษณุพงษ์เดินออกไป แตงเป่าปากหวือ เกือบไป
      
       แตงนั่งเรียบร้อยยืนอยู่ตรงหน้าชิษณุพงษ์ ยิ้มประจบ
       “แตงเป็นลูกพ่อตั๋น เป็นหลานลุงเติมไง คุณณุ”
       ชิษณุพงษ์มองแตงหัวจรดเท้า พยายามนึก
       “แตงเคยอยู่ที่คุ้มตอนเด็กๆ ก่อนที่คุณณุจะลงมาเรียนกรุงเทพฯ ไง”
       “อ๋อ ยัยแตงที่เป็นอีสุกอีใส” ชิษณุพงษ์นึกออก แตงค้อน “แล้วเธอหายไปไหน ทำไมฉันกลับบ้านตอนปิดเทอมไม่เห็นเคยเจอเธอ”
       “พ่อเค้าแต่งงานใหม่ แล้วพาแตงไปอยู่แม่ฮ่องสอน ตอนนี้พ่อตายแล้วแตงไม่อยากอยู่กับแม่ใหม่ เลยกลับไปหาลุงเติมที่คุ้ม” แตงหยิบซองจดหมายออกมาจากกระเป๋า “ลุงเติมเลยฝากให้แตงเอานี่มาให้คุณ”
       ชิษณุพงษ์รับมา เปิดซองดู ข้างในเป็นรูปถ่ายเก่าๆ เป็นรูปถ่ายในงานวันคริสต์มาสของโบสถ์ปีก่อน มีคุณแม่ยุพาอยู่ในรูปด้วย พเยียยืนร้องเพลงอยู่ในแถวนักร้องประสานเสียงของโบสถ์
       ชิษณุพงษ์ดีใจ “พเยีย แล้วกอหญ้าล่ะ”
       ชิษณุพงษ์กวาดตาหาต่อไป เห็นที่มุมภาพ เป็นกอหญ้าก้มหน้าก้มตาดีดเปียโน เป็นภาพด้านข้างเห็นหน้าไม่ชัด แต่ชิษณุพงษ์ก็มั่นใจ บอกกับตัวเอง
       “กอหญ้า ต้องเป็นกอหญ้าแน่ๆ”
       แตงยื่นหน้ามาดูบ้าง เล่นเอาชิษณุพงษ์ตกใจ
       “เห็นแต่จมูกกับผมยาวๆ คุณณุรู้ได้ยังไงว่าเป็นใคร บอกว่าเป็นแตงยังได้เลย”
       ชิษณุพงษ์ผลักหัวแตงออก “ยุ่งน่ะ แล้วนี่ลุงเติมจะลงมาเมื่อไหร่”
       แตงส่ายหน้า “ที่โรงไหมมีปัญหา เจ้าให้ลุงเติมไปช่วยดู ลุงเติมเลยให้” แตงทำท่ามั่นใจมาก “แตงมาอยู่ช่วยคุณณุแทน”
       ชิษณุพงษ์ไม่เชื่อนัก “เธอเนี่ยนะ มาช่วยฉัน น้ำหน้าอย่างเธอจะทำอะไรได้”
       “ไม่ลองไม่รู้ .. ยังไงสองหัวก็ดีกว่าหัวเดียวนะ คุณณุ”
       แตงทำท่ามั่นอกมั่นใจ ชิษณุพงษ์มองหน้าแป้นแร้นของแตง ชั่งใจ
      
       ที่บ้านอดิศวร คืนนั้น พรถือกระเป๋าใบเล็กๆ มาส่งให้อิศรที่คอยอยู่
       “นี่ค่ะ เสื้อผ้าของใช้ของคุณอิศร”
       “แล้วของคุณกอหญ้าล่ะ เสื้อผ้าชุดใหม่ที่จะใส่กลับบ้านพรุ่งนี้น่ะ”
       “พรจัดลงไปในกระเป๋านี้แล้วค่ะ ชั้นนอกชั้นในอยู่ในนี้ครบ”
       อิศรรับไป พรอดไม่ได้ถามอย่างเป็นห่วง
       “คุณกอหญ้าไม่ได้เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ”
       อิศรไม่แน่ใจ “ไม่หรอกมั้ง ฉันไปก่อนนะ เดี๋ยวกอหญ้าตื่นขึ้นมาไม่เจอใครจะตกใจ”
       อิศรจะไปแล้ว จู่ๆ โทรศัพท์บ้านดังขึ้น พรรีบไปรับ
       “บ้านอดิศวรค่ะ” พรมีสีหน้าแปลกใจ “จะพูดกับคุณกอหญ้าเหรอคะ”
       อิศรชะงัก เดินกลับมา ส่งสัญญานให้พร
       “รอซักครู่นะคะ”
       พรกดพักสาย อิศรรีบถาม
       “ใครโทร.มาหากอหญ้า”
      
       ส่วนที่บ้านชิษณุพงษ์เวลาเดียวกัน ชิษณุพงศ์ยืนกำกับอยู่ข้างๆ สั่งงานแตงที่ถือโทรศัพท์อยู่
       “เธอบอกกอหญ้านะ ว่าคุณแม่วันเพ็ญให้โทร.มาหา”
       “โทร.หาเรื่องอะไรล่ะ คุณณุ”
       “ก็บอกว่าคุณแม่วันเพ็ญเป็นห่วง ให้เธอโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบอะไรก็ได้ ฉันแค่อยากรู้ว่ากอหญ้าจะบอกว่าไม่รู้จักคุณแม่วันเพ็ญด้วยหรือเปล่า”
       เสียงทางปลายสายดังขึ้นเหมือนมีคนรับ แตงรีบบอก
       “รับสายแล้ว” แตงพูดเสียงหวาน “สวัสดีจ้ะ กอหญ้าใช่ไหมจ๊ะ”
       อิศรพูดสาย
       “คุณเป็นใคร โทร.มาหากอหญ้าเรื่องอะไร”
       แตงตอบทันที ไม่มีติดขัด “ฉันโทร.มาจากคุณแม่วันเพ็ญ คริสตจักรอิงดอยจ้ะ คุณแม่ได้ข่าวจากลุงเติมว่ากอหญ้าอยู่ที่กรุงเทพฯ เลยเป็นห่วง ให้ฉันโทร.มาถามข่าวคราว”
       อิศรนิ่งไป ชั่งใจว่าควรจะบอกดีหรือไม่
       “ว่าไงคุณ กอหญ้าอยู่ที่นี่จริงหรือเปล่า ฉันขอพูดด้วยได้ไหม คุณแม่วันเพ็ญท่านเป็นห่วงกอหญ้ามากนะ”
       อิศรคิดไปคิดมา ในที่สุดก็ตัดสินใจบอก
       “กอหญ้าอยู่ที่บ้านนี้ก็จริงครับ แต่ตอนนี้คงติดต่อกับใครไม่ได้”
       แตงฟังอิศรพูด แล้วหยุดยิ้ม อึ้งๆ ไป
       “จ้ะ จ้ะ... ขอบคุณมากจ้ะ”
       แตงวางสาย ชิษณุพงษ์ใจเสีย
       “ว่าไง แตง วางสายทำไม กอหญ้าล่ะ”
      
       “คุณกอหญ้าอยู่ที่โรงพยาบาล”


  


       กอหญ้านอนนิ่ง หลับอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้น มีพยาบาลตรวจดูอาการอยู่ ส่วนตรงทางเดินหน้าวอร์ด ชิษณุพงษ์เดินมากับแตง 2 คนหยุดยืนอยู่ที่ป้ายบอกเลขห้อง
      
       “ทางนี้ คุณณุ” แตงบอก
       ชิษณุพงษ์เดินไปตามทางลูกศรชี้ สั่งงานไปด้วย
       “เดี๋ยวฉันจะเข้าไปคุยกับกอหญ้า ส่วนเธอเฝ้าต้นทางไว้ ถ้ามีใครมา รีบเข้าไปบอกฉัน”
       “ไอ้ใครที่ว่าน่ะ ใครมั่งล่ะ หมอ พยาบาล ภารโรง” แตงกวนประสาท
       “เงียบ”
       ชิษณุพงษ์จุ๊ปาก แล้วกระชากแตงหลบเข้ามุมบริเวณนั่งเล่นที่ติดกับห้องพัก แตงงง ชิษณุพงษ์บุ้ยใบ้ว่ามีคนมา
       2 คนเห็นอิศรหิ้วกระเป๋าเดินมากับหมอวิชาญ คุยกันมา
       “ฉันตรวจดูแล้ว สมองไม่บวม เลือดไม่คั่ง สรุปว่าไม่มีอะไรผิดปกติ” หมอวิชาญบอก
       “แล้วทำไมปวดหัวมากมายขนาดนั้น”
       ชิษณุพงษ์เงี่ยหูแอบฟังอย่างสนใจ
       “สงสัยว่าจะเป็นอาการข้างเคียงจากอุบัติเหตุรถคว่ำคราวที่แล้วมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็น่าเป็นห่วงมาก”
       อิศรกับหมอวิชาญเดินเข้าไปในห้องกอหญ้า
       ชิษณุพงศ์ยืนนิ่ง พยายามเรียบเรียงข้อมูลที่ได้ยินมา
       “อุบัติเหตุรถคว่ำคราวที่แล้ว”
       คำพูดของลุงเติมดังก้องในหัวชิษณุพงษ์
       “หนูกอหญ้าลงมาทำธุระที่กรุงเทพฯ กับคุณแม่ยุพาครับ ระหว่างทางรถที่นั่งมาเกิดอุบัติเหตุ ทั้งคุณแม่ยุพาทั้งเจ้าของรถ เอ่อ เสียชีวิตทันที”
       ชิษณุพงษ์ ตาเป็นประกายเจิดจ้า ยิ้มด้วยความดีใจ
      
       ที่โต๊ะอาหารค่ำ ภายในห้องอาหารของวัง นภัสรพีนั่งเป็นประธาน นภาจรีกับนภดารานั่งประจำที่ แม่ชื่นยืนคุมสาวใช้รอเสิร์ฟ นภัสรพีคุยกับนภดารา สีหน้าเบื่อหน่ายกับความประพฤติของพเยีย
       “แล้วนี่หนูกอหญ้าเป็นยังไงบ้าง โทรไปถามข่าวคราวหรือยัง”
       “เห็นคุณอิศรบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมากค่ะ แต่หมอขอให้นอนพักที่โรงพยาบาลซักคืนเพื่อดูอาการ ลูกว่าพรุ่งนี้จะไปเยี่ยมแกค่ะ” นภดาราตอบ
       “ก็ดี” คุณชายหันไปสั่งแม่ชื่น “แม่ชื่นช่วยสั่งดอกไม้ให้ที” แล้วหันมาทางนภดารา “พ่อฝากไปเยี่ยมด้วย บอกเค้าด้วยว่าพ่อเสียใจมาก ที่เค้าต้องมาเจ็บตัวในบ้านของเรา”
       “แล้วแม่ตัวดีอยู่ไหนนี่ ป่านนี้ทำไมยังไม่ลงมา” นภาจรีถามขัดขึ้น
       ศรีเดินค้อมตัวเข้ามา หน้าจ๋อยๆ แม่ชื่นถามทันที
       “ว่าไง ศรี ที่ให้ไปตามคุณหนูพเยีย”
       “คุณหนูไม่ยอมลงมาค่ะ”
       นภดาราถอนใจ ขยับจะลุก นภัสรพีห้ามไว้
       “ไม่ต้องไป นภดารา ถ้าง้อกันวันนี้ ก็ต้องตามง้องอนกันไปไม่มีที่สิ้นสุด” นภัสรพีหันไปหาแม่ชื่น “แม่ชื่น ตักข้าวเถอะ ฉันหิวแล้ว”
       “ค่ะ คุณชาย”
       แม่ชื่นพยักหน้าให้สาวใช้เข้ามาเสิร์ฟข้าว นภดาราหนักใจ นภัสรพีคุยกับแม่ชื่น ชื่นชมกับอาหารตรงหน้า ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ส่วนนภาจรียิ้มสะใจ
      
       พเยียนอนดูทีวี เห็นช๊อตอาหารบ้าง โฆษณาของกินบ้าง พเยียกดเปลี่ยนช่องไปมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะกดปิด โยนรีโมททิ้ง
       “โอ๊ย หิว”
       พเยียลุกจากเตียง ดูนาฬิกาเห็นว่าเป็นเวลา 5 ทุ่มแล้ว ตัดสินใจเปิดประตูเบาๆ ย่องออกไป
      
       ห้องแพนทรีปิดไฟมืด พเยียเปิดตู้เย็นควานหาของกินมาประทังหิว เจอขนมปัง ช็อกโกแลต ผลไม้ พเยียคว้าของกินที่ชอบเต็มอ้อมแขนย่องออกมา จะกลับห้องนอน
      
       ตรงทางเดินค่อนข้างมืด เปิดไฟไว้เพียงไม่กี่จุด เพราะคนในบ้านเข้านอนหมดแล้ว พเยียเดินมาแล้วได้ยินเสียงนภาจรีดังแปร๋นออกมาจากห้องสมุด
       “พี่ชายคะ พี่ชาย”
       พเยียรีบฉากหลบ นภัสรพีเดินหนี มีนภาจรีเดินตามเซ้าซี้
       “เดี๋ยวก่อนสิคะ พี่ชาย” นภัสรพีหยุดเดิน “พี่ชายยังไม่ตอบน้องเลย ว่าจะจัดการกับมันยังไง”
       พเยียตาวาววับ เงี่ยหูฟัง
       “ใจเย็นๆ ก่อนเถอะน่ะ เอาไว้ถ้าพเยียสร้างปัญหาอีกครั้งเดียว พี่จัดการกับแกเอง”
       “ทำไมต้องมีอีกครั้งคะ นังเด็กนั่นมันทำจนยัยกอหญ้าเข้าโรงพยาบาลไปแล้ว พี่ชายยังจะรออะไรอีก”
       นภัสรพีมองนภาจรีอย่างอ่อนใจ นภาจรีไม่หยุด พยายามโน้มน้าว
       “พี่ชายเคยบอกน้อง ให้คิดเสียว่า เอาลูกหมาข้างถนนมาเลี้ยงเอาบุญ แต่ถ้าหมาตัวนั้น มันเป็นหมาบ้าไล่กัดคนไปทั่ว พี่ชายจะเลี้ยงมันไว้ทำไมคะ”
       พเยียนิ่งฟัง เห็นนภัสรพีนิ่งอึ้ง
       “เธอต้องการอะไรกันแน่ หญิงนภา”
       “กำจัดมันไปเถอะค่ะ พี่ชาย เฉดมันออกไปจากศิวาลัยซะ พี่ชายก็รู้อยู่เต็มอกว่าเด็กคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกับเราซักนิด จะไปทนเลี้ยงมันเอาไว้ทำไม”
      
       พเยียได้ยินทุกคำชัดเจน ถึงกับทรุดลงกับพื้น มือบีบขนมในมือแน่นจนปริแตกออกมา ตัวเย็นเฉียบ ด้วยความแค้นปนหวาดกลัว

      
       แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องเห็นลำแสงสวยงาม กอหญ้านอนหลับตาอยู่บนหมอนสีขาวสะอ้าน หลับตาพริ้ม ใบหน้าระบายยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข เหมือนคนหลับฝันดี
      
       กอหญ้าฝันว่าตัวเองอยู่ในทุ่งหญ้าเขียวขจีงดงาม นั่งเล่นเปียโนสีขาวอยู่กลางเนินเขาสวย รอบตัวมีดอกหญ้า ดอกไม้ธรรมชาติหลากสีบานสะพรั่ง กอหญ้าร้องเพลงเสียงสดใส
      
       ทันใดนั้น เมฆฝนทะมึนมาเคลื่อนตัวมาอย่างรวดเร็วปกคลุมท้องฟ้าเบื้องบนจนมืดมิด ลมแรงโหมพัดกระหน่ำ บรรยากาศรอบข้างมืดลงทันที
       กอหญ้าตกใจลุกขึ้น ละล้าละลัง จู่ๆ สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาเป็นเส้นไกลๆ กอหญ้าตื่นตระหนก ตัดสินใจวิ่งหนี
       ท่ามกลางความมืด สายฟ้าฟาดเปรี้ยงๆ ไล่ตามมาจนใกล้ตัวกอหญ้ามากขึ้น กอหญ้าวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว จนสะดุดหกล้ม
       กอหญ้าเงยหน้าขึ้นมามอง เห็นเงาร่างของพเยียดำทะมึนอยู่ตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง แล้วสายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงมา แสงสว่างเจิดจ้าจนตาแทบบอด กอหญ้าหลับตาอย่างหวาดกลัว
      
       พร้อมกันนั้น กอหญ้าก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่หัวจน กรีดร้องเสียงดังลั่นห้อง
       “โอ๊ย.....”
      
       ภายในห้องพักฟื้น ของโรงพยาบาล กอหญ้าสะดุ้งสุดตัว ลุกขึ้นนั่ง กุมหัวด้วยความเจ็บปวด อิศรเด้งตัวจากโซฟาที่นอนอยู่ ถลันเข้ามาหาที่เตียงทันที
       “กอหญ้า เป็นอะไร”
       กอหญ้าลืมตา ระล่ำระลัก
       “ฉันกลัว”
       อิศรกอดไว้ “ไม่ต้องกลัว ฉันอยู่นี่แล้ว”
       ระหว่างนั้นพยาบาลถือแฟ้มวิ่งเข้ามา กอหญ้าขยับตัวออกจากอ้อมกอดของอิศร
       “คนไข้เป็นอะไรคะ”
       “ไม่มีอะไรครับ แค่ฝันร้าย” อิศรบอก
       พยาบาลเข้ามาตรวจเช็คทั่วๆ ไปอย่างรวดเร็ว เห็นว่าปกติดี
       “ถ้ามีอะไรผิดปกติกดเรียกทันทีเลยนะคะ”
       “ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”
       พยาบาลออกไป อิศรถาม
       “บอกฉันได้ไหม ฝันเห็นอะไร ทำไมกลัวขนาดนี้”
       กอหญ้ายังหน้าซีด พูดเสียงแผ่วเบา
       “ฉันเห็นตัวเอง อยู่บนเนินเขา แล้วจู่ๆ มันก็มืดไปหมด แล้วก็มีคน...” กอหญ้าอึ้งไป
       อิศรตื่นเต้น “ใคร”
       กอหญ้า นิ่งไป ไม่แน่ใจ “ไม่รู้ค่ะ ฉันเห็นแค่เงาดำๆ”
       “มันทำอะไรเธอ ในฝันน่ะ”
       กอหญ้าส่ายหน้า “เปล่าค่ะ แต่ฉันเห็นเค้าแล้วฉันกลัวมาก แล้วก็เจ็บหัวจี๊ดขึ้นมาทันทีเลย”
       อิศรฟังแล้วนิ่งอึ้งไป
      
       ขณะที่พยาบาลเดินถือแฟ้มประวัติของกอหญ้าเดินมา ไม่รู้ตัวว่าแตงสะกดรอยตามมาห่างๆ พยาบาลมาถึงเคาน์เตอร์หน้าวอร์ด เอาแฟ้มวาง ยังไม่ทันจะเก็บ แตงที่รอจังหวะอยู่ ก็วิ่งเข้าไปหาหน้าตาตื่น
       “คุณพยาบาลคะ เพื่อนหนูค่ะ อยู่ดีๆ ก็ชักขึ้นมา คุณพยาบาลช่วยไปดูหน่อยได้เถอะค่ะ”
       “ค่ะ ห้องไหนคะ” พยาบาลถาม
       แตงชี้ไป “ห้องริมสุดทางเดินโน่นน่ะค่ะ”
       พยาบาลรีบหยิบ Stethoscope เครื่องวัดความดัน วิ่งออกไปทันที แตงวิ่งตามไปพอเป็นพิธี ชิษณุพงษ์ที่แอบอยู่ รีบวิ่งไปที่เคาน์เตอร์พยาบาล คว้าแฟ้มที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา ชิษณุพงษ์รีบเปิดดู อ่านปราดๆ ไปตามหน้าต่างๆ แตงที่ยืนเฝ้าต้นทางอยู่ ร้องบอก
       “หมดเวลาแล้ว คุณณุ”
       ชิษณุพงศ์เอาโทรศัพท์มือถือถ่ายประวัติเอาไว้
       พยาบาลวิ่งกลับมา แตงกับชิษณุพงษ์วิ่งหนีไปได้อย่างหวุดหวิด
      
       สองคนอยู่ตรงมุมหนึ่งของโรงพยาบาล แตงหอบแฮ่กๆ
       “ได้เรื่องไหม คุณณุ”
       ชิษณุพงษ์ชูโทรศัพท์ “อยู่ในนี้หมดแล้ว ทีนี้ล่ะ จะได้รู้กันซะที ว่ากอหญ้าคนนี้คือคนเดียวกันกับที่เชียงใหม่หรือเปล่า”
      
       ส่วนที่วังศิวาลัยนภดาราอยู่หน้ากระจก แต่งตัวเตรียมจะออกไปข้างนอก แม่ชื่นเข้ามา
       นภดาราถาม
       “ไปด้วยกันไหมคะ แม่ชื่น ฉันไปเยี่ยมหนูกอหญ้าเสร็จแล้ว จะแวะไปตลาดด้วย”
       “ไปซีคะ จะได้ไปคอยดูแลคุณด้วย” แม่ชื่นพยายามซ่อนสีหน้ากังวล
       นภดาราเห็นสีหน้าของชื่น อดทักถามไม่ได้
       “มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
       แม่ชื่นชั่งใจ ว่าจะตอบหรือไม่ตอบ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจ
       “ตอนแรกชื่นไม่อยากบอก กลัวคุณจะกังวล แต่จะช้าจะเร็ว คุณก็ต้องรู้อยู่ดี คุณหนูพเยียน่ะค่ะ เธอหายไปไหนก็ไม่รู้”
       นภดาราตกใจ “อะไรนะ!”
      
       ไม่นานนักนภดาราเปิดประตูเข้าไปในห้องพเยีย เห็นในห้องว่างเปล่า
       “พเยีย ลูก .. พเยียไปไหน”
       แม่ชื่นเดินตามเข้ามา อธิบาย ชี้ให้ดูซองขนมและขยะอาหารในถังขยะ
       “ของกินเกลื่อนห้องเลยค่ะ ในถังขยะนั่นก็เต็มไปหมด คงขนมาทานตั้งแต่เมื่อคืน”
       “แปลว่าคงเพิ่งหนีไปเมื่อเช้า”
       “ค่ะ แต่คงไม่ได้หนีไปไหนไกลหรอกค่ะ เสื้อผ้าข้าวของส่วนใหญ่ก็ยังอยู่มีแต่กระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์ที่หายไป” น้ำเสียงแม่ชื่นอ่อนอกอ่อนใจ “คงแค่ทำฤทธิ์ทำเดช หวังจะให้คุณเกรงใจ ก็เท่านั้นเอง”
       นภดาราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทร.หาพเยีย รออยู่นานแต่พเยียไม่รับ นภดาราตัดสินใจฝากข้อความเสียง
       “พเยีย นี่แม่นะลูก หนูอยู่ที่ไหน รีบกลับมาบ้านเถอะนะคะ แม่เป็นห่วง แม่รักลูกนะจ๊ะ”
       นภดาราวางสาย ถอนใจหนักหน่วย ท่าทีกลัดกลุ้ม
      
       พเยียอยู่ในร้านฟาสต์ฟู้ด กดฟังข้อความเสียงของนภดารา ท่าทีเบื่อหน่ายแกมกลุ้ม
       “แกรักฉันแล้วไง คนอื่นในบ้านนั้นจ้องจะฉีกฉันเป็นชิ้นๆ น้ำหน้าอย่างแกจะมาช่วยอะไรฉันได้”
       พเยียกระแทกโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ มือไปโดนถาดเลื่อนตก เครื่องดื่มกระเด็นหวือไปที่ทางเดิน และไปโดนรองเท้าของลูกค้าคนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามา
       ลูกค้าชายคนนั้นแต่งตัวตัวจัด ใส่หมวก สวมแว่นตาอันโต หันมองพเยียอย่างไม่สบอารมณ์
       พเยียกระแทกเสียง “โทษทีค่ะ”
       ชายคนนั้นชะงัก มองพเยียไม่วางตา ค่อยๆ ถอดแว่นออก
       พเยียเห็นหน้าชายคนนั้นชัดๆ อ้าปากค้าง เพราะเขาคือ นภดล กิ๊กที่เชียงใหม่นั่นเอง
       นพดลเขม้นมองพเยีย เห็นแต่งตัวเปรี้ยว หรู ถือกระเป๋าแบรนด์เนมใบโต ดูท่าทางรวยมาก
       “พเยีย เฮ้ย นั่นพเยียจริงๆ เหรอนี่”
       พเยียไม่ตอบ ยกแว่นสวมปิดหน้า แล้วเดินจ้ำอ้าวหนีออกจากร้านอย่างเร็วรี่ นพดลเดินตาม
       “พเยีย เดี๋ยวก่อนซี พเยีย นี่พี่ไง พี่นพ”
      
       พเยียวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง นพดลยิ่งสงสัย วิ่งกวดไล่ตามไม่ลดละ พเยียวิ่งขึ้นบันไดเลื่อน หนีไม่คิดชีวิต


  


       พเยียวิ่งหน้าตั้งหนีสุดชีวิต เหลือบไปทางด้านหลังเห็นนพดลยังตามมา พเยียหันไปเห็นร้านขายเสื้อผ้าผู้หญิงหรู ตัดสินใจหนีเข้าไปในนั้น นพดล เห็นพเยียหลบแว้บเข้าไปในร้าน รีบพุ่งตัวตามติด
      
       พอนภดลเข้ามาด้านในร้าน เห็นหลังพเยียหายเข้าไปด้านหลังร้าน นภดลทำท่าจะตามเข้าไป พนักงานขายหญิงเข้ามาขวางไว้อย่างสุภาพ
      
       พนักงานขายยิ้ม “ขอประทานโทษค่ะ เข้าไม่ได้นะคะ ด้านหลังเป็นห้องลองเสื้อของผู้หญิงค่ะ”
       “แฟนผมอยู่ในนั้น คนที่เข้าไปตะกี๊นี้ไง”
       พนักงานขายชะงัก ลังเล นพดลเร่ง
       “ผมมีธุระ ขอเข้าไปคุยกับเค้าหน่อย แป๊บเดียวเอง”
      
       พเยียหลบอยู่ในห้องลองชุด แง้มประตูแอบดูสถานการณ์ เห็นพนักงานขายเดินนำนพดลเข้ามา พเยียรีบปิดประตูล็อกห้อง ใจเต้นระรัว
       พนักงานขายบอกนพดลให้หยุดรอที่ทางเข้าห้องลอง
       “คุณรอตรงนี้นะคะ ดิฉันจะเข้าไปตามให้”
       พนักงานเดินเข้ามา สองข้างทางเดินมีห้องลองเสื้อเรียงราย มีสองห้องที่ปิดอยู่ ห้องพเยียและห้องที่อยู่ตรงข้ามกัน พนักงานขายมาหยุดที่หน้าห้องพเยีย
       “คุณคะ ลองเสื้ออยู่หรือเปล่าคะ”
       พเยียอยู่ในห้องลองเสื้อ สีหน้าหงุดหงิด บ่นพึมพำ
       “บ้าเอ๊ย เอาไงดี”
       ส่วนนพดลทำหน้าเร่งเร้า พนักงานเรียกอีก
       “คุณคะ คุณผู้ชายเพื่อนคุณรออยู่ข้างนอกห้องนะคะ เห็นว่ามีธุระด่วนค่ะ”
       ทันใดนั้น ประตูห้องตรงข้ามห้องที่พเยียอยู่เปิดปัง! สกุณาเดินออกมาจากห้องลอง มีเสื้อผ้าหลายชุดเต็มอ้อมแขน ถามอย่างกึ่งสงสัยกึ่งรำคาญ
       “มีอะไรกัน”
       พนักงานยังไม่ทันตอบ นพดลตกใจร้องขึ้น
       “พี่!”
       สกุณาหันไปเห็นนพดล ตกใจกว่า รีบยัดเสื้อในอ้อมแขนให้พนักงาน สั่งเสียงดุ
       “ฉันเอาหมดนี่ ไปคิดเงินแล้วใส่ถุงให้ด้วย” สกุณาดันพนักงานขายออกไป “ไปซี”
       พนักงานหอบเสื้อผ้าออกไป พอลับตา สกุณาคว้าแขนนพดลเข้ามาด้านใน ถามอย่างไม่พอใจ
       สกุณาพูดเสียงไม่ดังนัก “มาทำไมเนี่ย นพ”
       พเยียอยู่ในห้องได้ยิน ชะงัก แอบเงี่ยหูฟัง
       นพดลพยายามอธิบาย
       “คือผมมาหา...”
       นพดลยังพูดไม่จบ สกุณาก็สวนอย่างร้อนใจ
       “มาหาทำไม พี่เคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าถ้าเจอกันข้างนอก ห้ามเรียก ห้ามทัก ห้ามทำท่าว่ารู้จักพี่เด็ดขาด นพจำไม่ได้หรือไง”
       พเยียยิ่งฟังยิ่งสนใจ พยายามแอบดูจากร่องรูที่ประตู เห็นนภดลคุยกับสกุณาชัดเจน นพดลไม่ค่อยพอใจกับท่าทีรังเกียจของสกุณา เลฃยตอบแบบรำคาญๆ
       “ผมไม่ได้มาหาพี่หรอกน่ะ ผมมาตามเพื่อน เพื่อนผมเข้ามาในนี้”
       สกุณาตกใจ “ตายล่ะ ยิ่งแล้วใหญ่เลย เธอจะให้เพื่อนเธอเห็นหน้าพี่ไม่ได้นะ” สกุณาผลักนพดลออก “เธอออกไปเดี๋ยวนี้นะ นพ”
       “แต่ว่าผม...”
       นพดลยังสนใจมองไปในห้องลองอีกห้องที่ปิดอยู่ ไม่ยอมไป สกุณาควักเงิน 4-5 พันออกมา ยัดใส่มือนพดล กระซิบเสียงดุ
       “บอกให้ไปก็ไปซี อย่าดื้อนะ...พี่ขอ แล้วว่างๆ พี่จะแวะไปหา” ผลักนพดลไปอีก “ออกไป”
       สกุณาแทบจะลากนพดลออกไป นพดลหันมองห้องเสื้อที่ปิดอยู่ มั่นใจว่ามีคนอยู่ แต่จำใจต้องออกไปกับสกุณา
       พเยียยืดตัวขึ้นมาจากที่แอบมองทางช่องประตู ท่าทางโล่งใจ
       “เฮ้อ รอดตัวไป ..ไอ้พี่นพเอ๊ย หลอกเราว่ามาอยู่กรุงเทพฯ ได้เป็นนายแบบ ที่แท้ก็เป็น...”
       พเยียส่ายหัว ยิ้มเยาะหยัน
      
       ด้านกอหญ้าอยู่ในชุดคนไข้ นั่งอยู่ในห้อง อิศรปิดทีวี ท่าทางหงุดหงิด
       “ไม่เห็นมีอะไรดูเลย” อิศรเดินวนเวียนไปมา ท่าทางเหมือนเด็กซนๆ เอาแต่ใจ “เบื่อไหม”
       กอหญ้ายิ้มขำอิศร “ไม่ค่ะ”
       “แต่ฉันเบื่อนี่”
      
       “คุณเบื่อคุณก็ไปซี คุณไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย จะมาอยู่โรงพยาบาลทำไม”
       อิศรกระโดดมานั่งบนเตียง ชิดกอหญ้า
       “อ๋อ ไล่เหรอ พอหายดีแล้วเก่งใหญ่นะ ยัยโก๊ะอย่างเธอ พอไม่มีฉันคอยดูแล ดูสิ เป็นยังไง”
       กอหญ้า ลืมตัว เถียง “ฉันไม่ได้โก๊ะ”
       “แล้วเดินยังไงถึงลื่นหกล้มหัวแตก”
       “ฉันไม่ได้ลื่น” กอหญ้านึกได้ ชะงัก
       “อะไรนะ”
       “เปล่าค่ะ”
       “เปล่าอะไร ตะกี๊เธอกำลังจะพูดอะไร เธอพูดว่าไม่ได้ลื่น ใช่ไหม”
       กอหญ้าเอามือปิดปาก ส่ายหน้า อิศรยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ จ้องตา
       “จะพูดอะไร พูดมา อย่ามาทำเป็นลับลมคมนัย”
       กอหญ้า ส่ายหน้า ทำเสียงปฏิเสธ
       “พูดมาซะดีๆ ไม่งั้น ...” อิศรคิดๆ ว่าจะทำอะไรดี แล้วนึกได้ “ไม่งั้น ฉันจะจูบเธอ”
       กอหญ้า ตกใจ เผลอเอามือออกจากปาก ร้องลั่น “ห๊ะ”
       อิศรจับมือกอหญ้าไว้ จ้องตา ทำหน้าเอาจริง
       “จะพูดไหม” เห็นกอหญ้านิ่งอิศรบอกต่อ “ฉันจูบจริงๆ นะ หนึ่ง...” ยื่นหน้าชิดเข้าไปอีก “สอง...”
      
       กอหญ้าใจสั่น รู้ว่าอิศรเอาจริง ถ้าตนไม่ยอมพูด


  


       ช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น จู่ๆ มีเสียงประตูเปิดเข้ามา อิศรผละออก นภดาราเดินเข้ามาในห้อง แม่ชื่นถือกระเช้าดอกไม้ตามมาด้วย
      
       กอหญ้า ดีใจมา “คุณอานภดารา”
       “กอหญ้า ฉันมาเยี่ยมหนูจ้ะ ไม่ทราบว่ามารบกวน...” นภดาราเอ่ยทักทาย มองไปทางอิศร
       อิศรรีบบอก “ไม่รบกวนครับ .. เชิญครับ คุณอา เชิญ”
       แม่ชื่นกับนภดาราอมยิ้ม มองอย่างรู้ทัน อิศรยิ้มเขิน
       แม่ชื่นวางดอกไม้เยี่ยมไว้ตรงโต๊ะที่ข้างเตียง
       “คุณชายนภัสรพีให้ป้าเอาดอกไม้มาเยี่ยมคุณค่ะ”
       กอหญ้ายกมือไหว้ “ฝากเรียนท่านด้วยนะคะ คุณป้า ว่าหนูขอบพระคุณมาก ความจริงท่านไม่น่าต้องลำบากเลย”
       “ไม่ลำบากหรอกจ้ะ เท่านี้มันเทียบไม่ได้เลย กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับหนู” นภดาราขยับเข้ามากุมมือกอหญ้า พูดจริงจัง “พวกเราทุกคนเสียใจมากนะจ๊ะ ที่เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นในบ้านของเรา แล้วทำให้หนูต้องมาเจ็บตัวแบบนี้”
       อิศรที่ฟังอยู่ เอะใจขึ้นมา
       “คุณอาหมายความว่ายังไงครับ” อิศรเห็นนภดาราหน้าจ๋อย เดาเรื่องได้ เอะอะเสียงดัง “ที่กอหญ้าเป็นแบบนี้ ไม่ใช่อุบัติเหตุใช่ไหม”
       กอหญ้าทำหน้าตกใจที่ความลับแตก อิศรยิ่งโมโห
       “นี่ใช่ไหม กอหญ้า เรื่องที่เธอไม่ยอมบอกฉัน มีคนทำร้ายเธอใช่ไหมมันเป็นใคร” กอหญ้าไม่พูด อิศรหันไปใส่นภดารา “คุณอาครับ มันเป็นใคร”
       นภดาราพูดบอกเสียงอ่อย “พเยีย ลูกสาวของอาเองจ้ะ อิศร พเยียแกเกิดน้อยเนื้อต่ำใจยังไงขึ้นมาไม่ทราบ แกเลยไปลงเอากับหนูกอหญ้า”
       อิศรโกรธจัด กอหญ้ารีบไกล่เกลี่ย
       “เรื่องแค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
       อิศรเสียงขุ่น ฉุนขาด “หัวแตกจนต้องเข้าโรงพยาบาลเนี่ยนะ ไม่เป็นไร”
       “ที่แตกมันก็หัวฉัน ฉันบอกว่าไม่เป็นไร แล้วคุณจะโวยวายทำไม”
       อิศรมองกอหญ้า อยากจะซัดซักที หมั่นไส้และโมโห ที่กอหญ้าไม่เข้าใจความห่วงใยของเขา นภดาราพูดอย่างอ่อนโยน
       “อาและทุกคนที่วังก็เสียใจมากนะจ๊ะ อิศร ที่อามาที่นี่ เพราะอยากจะขอโทษหนูกอหญ้าด้วยตัวของอาเอง”
       “ครับ” อิศรเมินหน้า อารมณ์ยังขุ่นมัวพูดประชด “ขอโทษก็ง่ายดี”
       กอหญ้ามองอิศรอย่างอ่อนใจ นภดาราหน้าเสีย แม่ชื่นที่ยืนฟังอยู่ห่างๆ เสริมขึ้นมานิ่มๆ
       “ที่คุณอิศรพูดก็ถูกค่ะ หนูกอหญ้าเจ็บขนาดนี้ แค่คำขอโทษคงไม่พอ แต่ที่คุณดารามาวันนี้ ไม่ใช่แค่มาขอโทษ แต่มาขอไถ่โทษ”
       นภดาราหันมาพูดกับกอหญ้า “ฉันยินดีทำทุกอย่าง หนูว่ามาเลยจ้ะ ว่าฉันต้องทำยังไงหนูถึงจะหายโกรธ ยอมยกโทษให้พเยีย”
       “หนูไม่โกรธหรอกค่ะ คุณบอกคุณพเยียได้เลย ว่าหนูยกโทษให้ แล้วถ้าหากว่าหนูเคยทำอะไรให้คุณพเยียไม่พอใจ ก็ขอให้คุณพเยียยกโทษให้หนูด้วย จะได้จบกันแค่นี้…ดีไหมคะ”
       ทั้งนภดาราและชื่นได้ยิน ยิ่งชื่นชมความดีของกอหญ้า
       “โถ แม่คุณ น่ารักอะไรอย่างนี้” หญิงชรายิ้มปลื้ม
       “ขอบใจหนูมากนะจ๊ะ กอหญ้า”
       ทุกคนยิ้มให้กัน ยกเว้นอิศร ที่พูดขัดคอขึ้นมา น้ำเสียงจริงจัง
       “แต่ในฐานะที่ผมเป็นคนดูแลกอหญ้า ผมอยากจะขออะไรซักอย่าง”
       นภดาราถามทันที “อิศรจะขออะไรจ๊ะ”
       “นับจากนี้ไป กอหญ้าจะไม่ไปที่วังศิวาลัยอีก ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรผมไม่ต้องการให้กอหญ้าพบกับคุณพเยียอีกเลย ตกลงนะครับ”
       นภดาราอึ้งๆ แล้วจำใจพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ
      
       บนถนนบรรยาสวยร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ รถของนภดาราแล่นไป ในรถนภดารานั่งเศร้า แม่ชื่นปลอบโยนอยู่ข้างๆ
       “คุณหนูพเยียทำหนูกอหญ้าเจ็บขนาดนั้น คุณอิศรเธอก็ต้องกลัวเป็น ธรรมดาล่ะค่ะ”
       “ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าเด็กสองคนนี้เค้ามีเรื่องอะไรกัน ลำพังแค่หวงแม่พเยียไม่น่าทำรุนแรงขนาดนั้น”
       แม่ชื่นออกความเห็น “ดูท่าหนูกอหญ้าเธอก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าคุณพเยียโกรธเธอเรื่องอะไร
       ก็คงมีคุณพเยียคนเดียวล่ะค่ะ ที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร”
       นภดาราเหนื่อยล้าอ่อนอกอ่อนใจ
       “ฉันถามเค้าได้ที่ไหนล่ะ โทร.ไปหาตั้งไม่รู้กี่ครั้ง ก็ไม่รับสายฝากข้อความไว้ก็ไม่โทร.กลับ” นภดาราน้ำตาซึม “บาปกรรมมีจริงนะคะ แม่ชื่น ตอนลูกเด็กๆ ฉันทอดทิ้งเค้า ทำให้เค้าเสียใจ ตอนนี้ฉันเลยต้องมาชดใช้ ต้องมาเสียใจกับสิ่งที่ลูกทำ”
       นภดาราร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น
       “โถ คุณ”
       แม่ชื่นสงสารนัก ลูบหลังลูบไหล่ปลอบ
       นภดาราเครียดขึ้นมาอีก “ฉันคิดว่าถ้าได้ลูกกลับมาแล้วจะมีแต่ความสุข ไม่นึกเลยว่าจะเป็นแบบนี้...” หอบหายใจแรง ถี่กระชั้นขึ้น อาการกำเริบ
       แม่ชื่นเห็นอาการของนภดารา ก็ตกใจ
       “ว้าย คุณ” หญิงชราลนลาน “ทำใจดีๆ นะคะ” ค้นกระเป๋าวุ่นวาย “ยา ยาอยู่ไหน”
       แม่ชื่นเจอขวดยา งกๆ เงิ่นๆ เทยาที่เหลืออยู่เม็ดเดียวออกมา รถสะเทือน ยาเม็ดเล็กตกกระเด็นไปใต้เบาะ แม่ชื่นยิ่งลนลานหนัก หันไปเร่งคนขับรถเสียงสั่น
       “วิชัย คุณดาราอาการกำเริบอีกแล้ว ขับรถกลับวังให้เร็วที่สุด”
       “ครับ”
       วิชัยเร่งความเร็วขึ้น แต่ยังไม่ทันใจแม่ชื่น มองนภดาราหายใจถี่ หน้าซีดเผือด หญิงชราบีบนวดมือท่าทีลนลาน กังวลหนัก
      
       ทางด้านพเยียเปิดประตูรถ โยนถุงช้อปปิ้ง 2-3 ถุงที่ซื้อแก้เซ็งเข้าไปข้างใน แล้วลงไปนั่งที่นั่งคนขับ พเยียนิ่งคิด เซ็ง ถอนใจ
       “กลับไปถึงวัง คงโดนหนักแน่ ..เอายังไงดีวะ”
       พเยียคิดไปคิดมา จู่ๆ โทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเบอร์ “วังศิวาลัย” พเยียนิ่วหน้า
       “เบอร์ที่วัง ไม่ใช่เบอร์คุณแม่...ใคร...โทร.มาทำไม”
       พเยียกดวาง โทรศัพท์ดังขึ้นอีก พเยียเริ่มหงุดหงิด
       “เอ๊า ยังจะโทร.มาอีก อะไรกันนักหนา” พเยียกดรับสายเสียงขุ่น “ฮัลโหล”
       นภาจรีอยู่ที่ห้องโถงวังศิวาลัย พูดสาย หน้าตาบึ้งตึง เสียงขุ่นเขียว
       “เธออยู่ที่ไหน แม่พเยีย กลับมาที่ศิวาลัยเดี๋ยวนี้”
       พเยียไม่พอใจ “มีธุระอะไรคะ”
       “ฉันน่ะไม่มีธุระอะไรกับเธอหรอกย่ะ แต่นภดาราเขาไม่สบายมาก เขาเรียกหาเธอ”
       พเยียแปลกใจ “คุณแม่ไม่สบาย! เป็นอะไรคะ!”
       นภาจรีพูดประชด “คงตรอมใจเพราะมีลูกอย่างเธอล่ะมั้ง จะอะไรเสียอีก” นภาจรีบ่นอย่างลืมตัว “นี่เห็นแก่นภดาราหรอกนะ ฉันถึงโทร.มาตามเธอกลับไม่งั้นล่ะก็ จะไสหัวไปไหนก็ไปเถอะ ไปแล้วไปลับ ไม่กลับมาเลยยิ่งดี”
       นภาจรีพูดจบก็กระแทกหูโครม พเยียยิ่งโมโห
       “อีนังบ้า ด่าดีนัก เดี๋ยวไม่กลับซะเลยนี่ ปล่อยให้หลานแกชักตายไปเลย”
       พเยียพูดจบ ก็ได้คิดอะไรขึ้นมา ตาวาววับ แล้วค่อยๆ ยิ้มออกมา
       “จริงสิ ถ้าเราไม่กลับไป คุณแม่อาจจะเสียใจจนเป็นอะไรไปก็ได้...ไม่มีเราซะคน หม่อมหลวงนภดาราจะอยู่ต่อไปได้ยังไง”
      
       พเยียยิ้มร้าย เห็นทางออกที่จะต่อสู้กับนภัสรพีและนภาจรีแล้ว
ตอนที่ 5
      
       ที่ลานจอดรถของห้าง พเยียนั่งยิ้มอยู่ในรถ ก่อนจะสตาร์ทเครื่อง แล้วถอยออกจากที่จอด นพดลอยู่ที่รถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง แอบมองอยู่อย่างจับสังเกต
      
       “ขับรถคันละเป็นล้าน เสื้อผ้าของใช้แบรนด์เนมทั้งตัว พเยียมันไปขุดทองที่ไหนมา”
       รถพเยียแล่นออกไป นพดลมองตาม แววตาเป็นประกาย มีจุดมุ่งหมาย
      
       ฝ่ายชิษณุพงษ์นั่งโหลดภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือลงไอแพด แตงยกเครื่องดื่มมาให้ แล้วนั่งแปะลงข้างๆ ชะโงกหน้าดู
       “ตกลงเจออะไรมั่งไหม คุณณุ”
       ชิษณุพงษ์ตอบโดยไม่เงยหน้ามามอง “ยังเลย”
       ชิษณุพงษ์ตั้งใจอ่านไปตามหน้าต่างๆ ไปจนถึงหน้าที่เป็นหน้าแรก
       “วันที่ 6 กอหญ้าถูกส่งเข้ามาที่โรงพยาบาล อุบัติเหตุรถคว่ำ”
       ชิษณุพงศ์อ่านตัวอักษรยิบๆ ในจอ แล้วเกิดปวดตา สายตาเริ่มพร่า
       แตงเห็นชิษณุพงษ์กระพริบตาถี่ๆ “เป็นอะไร คุณณุ”
       “เปล่า” ชิษณุพงษ์พยายามเพ่งมองจอ “แค่ตาพร่าๆ”
       แตงตกใจ “ตายแล้ว แตงลืม” กระชากไอแพดมา “ลุงเติมบอกว่าไม่ให้คุณณุใช้สายตามากๆ นี่นา หยุดก่อนดีกว่า”
       “เอาคืนมานี่ ฉันจะดู”
       แตงส่ายหน้า “แตงดูให้”
       ชิษณุพงษ์ถาม “ภาษาอังกฤษทั้งนั้น อ่านออกเหรอ”
       แตงเชิดใส่ ยกไอแพดขึ้นมา ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จอคอมพิวเตอร์ พยายามอ่าน
       “ออกซี” แตงพยายามอ่าน “ที” แต่อ่านไม่ออก “ที อาร์ เอ ยู ...แมติก แล้วก็เบรน อินเจอรี่”
       ในรายงานเขียนว่า Traumatic brain injury
       ชิษณุพงษ์อ่านให้ แล้วถาม “โทรมาติก เบรน อินเจอรี่ อาการบาดเจ็บที่สมอง แล้วมีอะไรอีก”
       “คำนี้แตงก็ไม่รู้จัก แอม .. แอมอะไรหว่า” แตงเลิกพยายาม หันมาสะกดคำให้ชิษณุพงษ์ฟัง “เอ เอ็ม เอ็น อี เอส ไอ เอ”
       ชิษณุพงศ์ท่องตาม “เอ เอ็ม เอ็น อี เอส ไอ เอ” แล้วตกใจ “อะไรนะ ไหนฉันดูซิ”
       ชิษณุพงษ์คว้าไอแพดคืนมา ก้มลงไปดูที่หน้าจอ เห็นคำว่า Amnesia Retroflexed ก็ตกตะลึง พึมพำกับตัวเอง
       “มิน่าเล่า อย่างนี้นี่เอง”
       แตงงง อยากรู้ “คุณณุ ตกลงมันแปลว่าอะไร บอกมั่งซี”
       ชิษณุพงษ์อธิบาย “แอมนีเชีย แปลว่า ความจำเสื่อม...ที่กอหญ้าจำฉันไม่ได้ เพราะเค้าบาดเจ็บที่สมองจนความจำเสื่อมน่ะ แตง”
      
       ไม่นานต่อมา ลุงเติมอยู่ที่ใต้ถุนบ้านที่เชียงใหม่ กำลังตรวจดูคุณภาพไข่ของตัวไหม คุยโทรศัพท์ไปด้วย
       “ไหมล่ะ ลุงว่าแล้ว มันต้องมีอะไรแน่ๆ เพราะอย่างนี้นี่เองหนูกอหญ้าถึงจำคุณชิษณุไม่ได้”
       “คนที่ชื่ออิศร เค้าตั้งใจจะปิดเรา เค้าไม่ยอมบอกใครว่ากอหญ้าความจำเสื่อม ผมว่าเค้าต้องมีเจตนาไม่ดีแน่ๆ” ชิษณุพงษ์มั่นใจ
       “แล้วคุณจะเอายังไงต่อละครับ” ชายชราถาม
       “ผมจะไปหากอหญ้า ผมจะไปพาเค้าออกมาจากบ้านนั้นให้ได้”
       ชิษณุพงษ์หมายมั่นปั้นมือจะต้องเอาเรื่องอิศรให้ได้
      
       ทางด้านพเยียเดินเข้ามาในห้องโถงของวัง เห็นศรีชะเง้อรออยู่ ศรีเห็นก็ดีใจ
       “คุณหนูมาแล้ว”
       “คุณแม่อยู่ไหน”
       “อยู่บนห้องค่ะ คุณหนูรีบขึ้นไปเถอะค่ะ”
      
       พเยียพยักหน้ารับแล้วเดินขึ้นไปอย่างใจเย็น แววตามุ่งมั่นว่าจะทำอะไรซักอย่าง


  


       ด้านนภดารานอนหลับตานิ่ง หายใจรวยริน อยู่บนเตียง แม่ชื่นดูแลอยู่ข้างๆ พเยียเปิดประตูห้อง เดินเข้ามา นภดาราลืมตามองแม่ชื่น แววตามีคำถาม
      
       แม่ชื่นบอกเบาๆ “คุณหนูพเยียมาค่ะ”
       นภดาราท่าทางดีใจ พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง ชื่นประคอง พเยียหน้านิ่งๆ ลงมานั่งข้างเตียง พยักหน้าไล่ให้ชื่นถอยออกไป
       “ฉันดูคุณแม่เอง”
       แม่ชื่นค้อน แล้วลุกออกไปยืนเฝ้า ห่างออกไป สีหน้าระแวงระวัง
       “พเยียหายไปไหนมาลูก แม่คิดว่าหนูจะไม่กลับมาแล้วเสียอีก”
       พเยียตีหน้าเศร้า พูดประชด “ไปซะให้พ้นๆ ไม่ดีเหรอคะ คุณแม่ พเยียรู้ตัวว่าเป็นเด็กไม่ดี ใครๆ ก็ไม่รัก ใครๆ ก็รังเกียจ”
       “ไม่...ไม่จริงนะลูก”
       พเยียพูดเสียงนุ่มนวล “จริงค่ะ คุณแม่ พเยียรู้ตัวดี ว่าไม่เหมาะที่จะอยู่ที่นี่ พเยียอยากจะหนีไปให้พ้นๆ กลับไปอยู่ข้างถนนอย่างที่ตัวเองเคยอยู่ แต่ว่า...”
       พเยียกุมมือนภดารา น้ำตาเอ่อ
       “พเยียทิ้งคุณแม่ไปไม่ได้”
      
       นภดาราใจชื้นตื้นตัน โผเข้ากอดพเยีย น้ำตาไหลพราก
       “ลูกแม่”
       “พเยียรักคุณแม่นะคะ ถึงแม้พเยียจะเลวยังไง พเยียก็รักคุณแม่”
       “แม่ก็รักหนูจ้ะ ไม่ว่าหนูจะเป็นยังไง แม่ก็รักหนู หนูอย่าทิ้งแม่ไปอีกนะลูก แม่คงอยู่ต่อไปไม่ได้ ถ้าหนูทิ้งแม่ไป...”
       “พเยียสัญญาค่ะ จะไม่ทิ้งคุณแม่ไปไหนอีก เพราะพเยียก็คงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน ถ้าขาดคุณแม่”
       พเยียพูดอย่างจริงใจ เพราะตัวเองก็ขาดนภดาราไม่ได้จริงๆ ส่วนนภดาราคิดไปว่าลูกรักตนมาก ปลิ้มปริ่มตื้นตันจนลืมอาการป่วย
       “โถ ลูก”
       นภดารากอดพเยียแน่น พเยียกอดตอบ ใบหน้ายิ้มลึกล้ำ แววตาสาสมใจ
      
       แม่ชื่นยืนมองพเยียแน่วนิ่ง พเยียมองตอบยิ้มอย่างท้าทาย
      
       พเยียเดินอารมณ์ดี เปิดประตูเข้าไปในห้องตัวเอง แล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นนภาจรียืนรออยู่กลางห้อง
      
       “กลับมาจนได้ นึกว่าจะได้ทำบุญบ้านล้างซวยอยู่ทีเดียว”
       “พเยียไม่ไปง่ายๆ หรอกค่ะ” พเยียพูดท้าทาย “ยิ่งมีคนอยากให้ไป ยิ่งจะอยู่อยากจะรู้เหมือนกัน ว่ามันจะมีปัญญาทำอะไรได้”
       นภาจรีพรวดเข้าไปถึงตัวพเยีย เอามือบีบคอพเยีย ดันไปชิดฝา
       “แกท้าฉันเหรอ นังพเยีย”
       “แกจะทำอะไรฉัน กล้าทำร้ายลูกสาวสุดที่รักของคุณแม่เหรอ”
       นภาจรีกัดฟันกรอด คั่งแค้นพูดลอดไรฟัน “นังกาฝาก แกก็รู้ ว่าแกไม่ใช่!”
       “ทำไมจะไม่ใช่ คุณแม่มีลูกสาวคนเดียวคือฉัน ถ้าหากฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้ หรือเป็นอะไรไป แกก็รู้ใช่ไหม ว่าใคร...ใครจะขาดใจตายเป็นคนแรก”
       พเยียขู่กลับ นภาจรีจำใจปล่อยอย่างเจ็บใจ พเยียตาวาววับ ยิ้มท้าทาย
       “ฉันคือพเยีย ศิวาวงศ์ ฉันเป็นลูกของหม่อมหลวงนภดารา ศิวาวงศ์ ถ้าไม่อยากให้หลานของตัวเองช้ำใจตาย อย่าได้บังอาจมาแตะต้องฉันอีก! จำเอาไว้!”
       นภาจรีโกรธมาเป็นริ้วๆ แทบจะระเบิดใส่ แต่ทำอะไรไม่ได้ สะบัดหน้า หันหลังออกไป ปิดประตูปัง
       พเยียมองตามด้วยความสะใจ
      
       “แค่คุณแม่รักฉัน ใครก็ทำอะไรฉันไม่ได้ จากนี้ไป ฉันไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว”
       พเยียยิ้มอย่างเป็นต่อ
      
       ส่วนนพดล ขี่มอเตอร์ไซค์ตามมาจากห้าง ยืนมองประตูวังศิวาลัยอันโอ่อ่า อ่านป้าย
       “วังศิวาลัย...บ้านผู้ลากมากดีขนาดนี้ พเยียมันเข้าไปทำอะไรวะ น่าสนใจ”
       นพดลนึกสงสัย ยิ้มกริ่ม คิดอยู่ในใจว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับตน
      
       ส่วนทางด้าน หมอวิชาญตรวจอาการทั่วไปครั้งสุดท้ายให้กอหญ้า มีอิศรอยู่ด้วย
       “ยังปวดหัวอยู่อีกไหม”
       “ตอนนี้ไม่แล้วค่ะ”
       “แล้วเห็นภาพวูบวาบอีกหรือเปล่า”
       “ไม่มีค่ะ”
       “ถ้าหากมีอาการปวดหัว หรือเห็นภาพอะไรอีก ให้รีบบอกหมอทันทีนะครับ” หันมาทางอิศร “อื่นๆ ก็เรียบร้อยดี” หมอวิชาญบอกกับกอหญ้า “ตกลงพรุ่งนี้ผมให้กลับบ้านได้ ดีใจไหม”
       กอหญ้า ยิ้ม “เฉยๆ ค่ะ”
       “อ้าว ทำไมล่ะ คนไข้คนอื่นมีแต่อยากจะกลับบ้านเร็วๆ”
       น้ำเสียงกอหญ้าพูดเล่น แต่แอบเศร้าลึกๆ “ไม่ใช่บ้านของฉันนี่คะ ไม่รู้จะดีใจไปทำไม”
       อิศรรู้ว่ากอหญ้าเศร้า ปลอบใจ
       “อย่าคิดมากน่ะ กอหญ้า ฉันเชื่อว่าอีกไม่นาน ความทรงจำของเธอต้องกลับมา”
       กอหญ้ายิ้มแย้ม พยายามทำให้เป็นเรื่องตลก
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณบอกฉันเองไม่ใช่เหรอคะ ว่าฉันไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีใครทั้งนั้น ถึงความทรงจำจะกลับคืนมา มันก็อาจจะว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ดี”
       หมอวิชาญและอิศรมองกอหญ้าอย่างเห็นใจ
      
       วันต่อมาที่บ้านอดิศวร ตอนกลางวัน อิศรขับรถเข้ามาจอด แล้วพากอหญ้าลงจากรถ พรยืนรอรับอยู่ หน้าตาตื่นเต้น
       “คุณกอหญ้ามาแล้ว”
       กอหญ้าสงสัย “มีอะไรเหรอจ๊ะ พร”
       “มีแขกมารอพบคุณค่ะ” พรว่า
       กอหญ้ามองหน้าอิศรเป็นเชิงถาม อิศรนิ่วหน้า นึกระแวง
      
       “ใครกัน?”


  


       ชิษณุพงษ์เดินออกมาจากด้านในบ้านบอกเสียงเรียบ
      
       “ผมเอง”
       กอหญ้าชะงัก “คุณชิษณุพงษ์”
       อิศรดึงกอหญ้าหลบหลัง ถามอย่างไม่เป็นมิตร
       “คุณมาทำไมอีก ผมบอกแล้วไงว่าอย่ามายุ่งกับแฟนผม”
       ชิษณุพงษ์เดินเข้ามาหาอิศร พูดเสียงเข้ม
       “กอหญ้าไม่ใช่แฟนคุณ กอหญ้าประสบอุบัติเหตุความจำเสื่อม คุณเลยฉวยโอกาสหลอกเค้า หลอกทุกคน ว่าเค้าเป็นแฟนคุณ”
       “ใครบอกแก”
       อิศรตกใจ ที่ชิษณุพงษ์รู้ความจริง
       “ผมรู้ก็แล้วกัน” ชิษณุพงษ์หันมาทางกอหญ้า “เขาหลอกเธออยู่นะ กอหญ้า เธอไม่ใช่แฟนเค้า เธอไม่เคยรู้จักเค้าเลยด้วยซ้ำ”
       กอหญ้าสับสน “แล้วคุณล่ะ คุณเป็นใคร เราสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
       “เธอกับฉันเป็นเพื่อนกัน ตอนที่เธออยู่ที่เชียงใหม่ เธอช่วยดูแลฉันตอนที่ตาฉันมองไม่เห็น” ชิษณุพงษ์ตัดสินใจพูดเกินความจริงเพื่อสกัดอิศร “เราสองคนรักกัน เธอสัญญาว่าถ้าฉันผ่าตัดตาเรียบร้อย เธอจะหมั้นกับฉัน”
       พรได้ยินตกใจตาโต กอหญ้าว้าวุ่นใจ เคว้งคว้าง พูดหรือทำอะไรไม่ถูก อิศรโกรธจัด
       “ไม่จริง กอหญ้าอย่าไปฟัง มันนั่นแหละฉวยโอกาส แก แกออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้ ไป พร ไปตามคนมาลากมันออกไป”
       พรวี่งไป ชิษณุพงษ์ปราดเข้าไปดึงมือกอหญ้าไว้
       “ฉันไปก็ได้ แต่กอหญ้าต้องไปกับฉัน”
       อิศรไม่ยอม “ปล่อยกอหญ้าเดี๋ยวนี้นะ”
       ชิษณุพงษ์ก็ไม่ยอม “ไม่” พลางหันไปขอร้องกอหญ้า “กลับเชียงใหม่กับฉันนะ กอหญ้า ฉันจะพาเธอไปที่ที่เราเคยไปเที่ยวด้วยกัน ฉันจะพาเธอไปหาเพื่อนเก่าๆ ของเธอ ฉันจะทำให้เธอจำความหลังของเราให้ได้”
       กอหญ้าเห็นแววตาจริงใจของชิษณุพงษ์ อึ้งไป เริ่มเชื่อ และหวั่นไหว
       “จริงเหรอคะ คุณทำได้จริงๆ เหรอคะ”
       “จริงสิ ถ้าเธอไปกับฉัน”
       กอหญ้ามีแววลังเล
      
       อิศรทนไม่ไหว กระชากกอหญ้าออกจากมือชิษณุพงษ์ ชกโครมเข้าไปที่หน้าชิษณุพงษ์
      
       “ฝันไปเถอะ กอหญ้าต้องอยู่ที่นี่”
       ชิษณุพงษ์ต่อยกลับ แล้วตามไปเค้นคออิศร
       “กอหญ้าต้องไปกับผม”
       “คุณอิศร พอเถอะค่ะ คุณชิษณุเค้าก็แค่อยากจะช่วย”
       “มันจะแย่งเธอไปจากฉันต่างหาก”
       อิศรไม่ฟัง ปล้ำต่อยกับชิษณุพงษ์พัลวัน ทั้งสองยื้อยุด กลิ้งไปที่สนามหญ้าหน้าบ้าน
      
       อิศรกับชิษณุพงษ์ต่อยกันไปเถียงกันไป กอหญ้าตามไปห้าม แต่ยังหาจังหวะไม่ได้ ได้แต่รีรออยู่ด้านข้าง กลัวโดนลูกหลง
       “คุณนั่นแหละที่หลอกกอหญ้า” ชิษณุพงษ์ด่า
       “ฉันไม่ได้หลอก กอหญ้ารู้ความจริงทุกอย่าง”
       “เป็นความจริงค่ะ คุณอิศรไม่ได้หลอกฉันเลย” กอหญ้าบอก
       ชิษณุพงษ์ได้เปรียบ เหวี่ยงอิศรล้มไปจับเค้นคอ “แต่มันไม่ยอมให้ใครรู้ ว่าเธอความจำเสื่อม ทำแบบนี้มันไม่น่าไว้ใจ”
       ระหว่างนั้นนันกับนุชเข้ามาเห็น ก็ตกใจ
       “ว้าย ผู้ชายตีกัน” นันร้อง
       ที่กลางสนามหญ้า อิศรกับชิษณุพงษ์ยังต่อยกันนัวเนีย
       “แกต่างหากที่ไม่น่าไว้ใจ” อิศรเป็นฝ่ายกดชิษณุพงษ์กับพื้น “แกอาจจะเป็นคนที่ทำร้ายกอหญ้าก็ได้”
       อิศรชกชิษณุพงษ์โครม แล้วจะซ้ำ กอหญ้าเข้ามายื้อแขนอิศรไว้
       “คุณอิศร ฉันขอร้อง เลิกทะเลาะกันซะที”
      
       อิศรเสียจังหวะ ชิษณุพงษ์ได้โอกาสชกอิศรกลับอย่างแรงเข้าที่หน้า อิศรล้มลง กอหญ้าผวาเข้าไปประคอง
       “คุณอิศร” กอหญ้าหันมาทางชิษณุพงษ์ “คุณชิษณุพงษ์ หยุดก่อนค่ะ”
       อรรถกับสกุณาเดินปรี่เข้ามา เสียงอรรถดังลั่น
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
       อิศรกับชิษณุพงษ์ชะงัก พรพารปภ.เข้ามาพอดี
       “คนนี้แหละ พี่ เอาตัวมันออกไป”
       อรรถห้ามไว้ “เดี๋ยวก่อน” พรกับรปภ. ชะงัก “นี่มันอะไรกัน” อรรถมองหน้าชิษณุพงษ์ “แล้วแกเป็นใคร มันเรื่องอะไรมาต่อยกันในบ้านฉัน”
       ชิษณุพงษ์บอกเสียงดัง “ผมเป็นแฟนกอหญ้า ผมจะมาพาเค้าออกไป”
       สกุณาตาโต ตกใจ
       อิศรโมโหไม่ยอมฟัง “ไม่มีทาง กอหญ้าเป็นของฉัน” พลางสั่งพร “เอามันออกไปแล้วอย่าให้เข้ามาในบ้านอีกเป็นอันขาด
       “ไม่นะ ปล่อยฉัน...กอหญ้า เธอต้องเชื่อฉันนะ กอหญ้า”
       รปภ. กับพรลากชิษณุงพงษ์ออกไป
        
       อรรถหันมองอิศรที่เสื้อผ้ายับเยินและกอหญ้าที่ยืนหน้าเสียอยู่ ท่าทางไม่พอใจ


  


       อิศรนั่งหน้าหงิกอยู่มุมหนึ่งในห้องนั่งเล่น กอหญ้านั่งตัวลีบที่โซฟา ตรงข้ามกับสกุณาและอรรถ สกุณาแหลมขึ้น
      
       “ตกลงมันยังไงจ๊ะ แม่กอหญ้า ผู้ชายคนนั้นน่ะ แฟนเก่าเราใช่ไหม”
       “เอ่อ คือ ฉัน” กอหญ้าตอบตามจริง “ฉันไม่ทราบค่ะ”
       สกุณาเยาะเย้ยถากถาง “คงจะผ่านผู้ชายมาเยอะซีนะ ถึงขั้นจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร”
       อิศรไม่พอใจ “นี่ ถ้าจะพูดแบบนี้ หุบปากไปเลยดีกว่า”
       อรรถท้วงเสียงเข้ม
       “สกุณาพูดถูก แกอย่าหลงผู้หญิงให้มันมากไปนัก เจ้าอิศร” อรรถหันมาทางกอหญ้า “ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่นักเลงข้างถนน เค้าเป็นถึงลูกชายของเจ้าแสงโชติ ที่เชียงใหม่” หันมาทางอิศร “คนระดับนั้นเค้าคงไม่มาหาเรื่องต่อยกับแกเล่นๆ นอกเสียจากว่า แกจะไปแย่งผู้หญิงของเค้ามาจริงๆ”
       อิศรมีสีหน้าไม่พอใจอย่างแรง แต่เถียงไม่ออก เพราะตัวเองก็รู้ว่ากอหญ้ากับชิษณุพงษ์เคยสนิทกันมาก่อน อรรถหันไปหากอหญ้า
       “เรื่องมันมาขนาดนี้แล้ว แล้วเธอจะว่ายังไง”
       กอหญ้า ยิ่งงง สับสนหนัก “ฉัน... ฉันต้องยังไงเหรอคะ”
       สกุณาแหวขึ้นมาทันที “เอ๊า ถามมาได้ แฟนเก่ามาตาม เธอก็ต้องกลับไปซี จะมาลอยหน้าเป็นแฟนคุณอิศรอยู่ต่อไปคงไม่ได้มั้ง”
       อิศรลุกพรวดขึ้นค้านเสียงดัง
       “ไม่ กอหญ้าจะไปไหนไม่ได้ กอหญ้าต้องอยู่กับผม” อิศรไม่ยอม
       “แล้วให้ไอ้หมอนั่นมาด่าประจาน ว่าลูกชายฉันแย่งแฟนชาวบ้านงั้นหรือ” อรรถเยาะลูกชาย แล้วหันไปใส่กอหญ้า “หรือว่าตัวเธอเอง ที่เบื่อของเก่า จะมาเอาของใหม่
       “ฉัน...ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น”
       กอหญ้าน้ำตาปริ่ม ทั้งอาย ทั้งสับสน ทั้งเสียใจ แต่ไม่รู้จะเถียงหรือแก้ตัวยังไง สกุณาเยาะเย้ยซ้ำเติม
       “ความจริง ลูกชายเจ้าแสงโชติก็ไม่ใช่กระจอกนะ แต่สงสัย “อย่างอื่น” คงจะสู้คุณอิศรไม่ได้ เธอถึงไม่ยอมกลับไป”
       อิศรด่า “สกปรก! กอหญ้าไม่ใช่ผู้หญิงอย่างเธอหรอกนะ สกุณา”
       “คุณอิศรทราบได้ยังไงคะ แม่กอหญ้าเค้าก็ไม่ได้ปฏิเสธไม่ใช่หรือ ว่าเค้าไม่ได้มีอะไรกัน ไม่งั้น ผู้ชายเค้าจะติดใจ จนต้องตามมาถึงนี่หรือ”
       สกุณาย้อน อิศรเหลืออดด่าแรง “สารเลว”
       “ไอ้อิศร”
       อรรถระงับอารมณ์ไม่อยู่ ตบหน้าอิศรไปหนึ่งฉาดใหญ่
      
       อิศรทั้งโกรธทั้งเสียใจ มองหน้าอรรถ ขบกรามแน่นจนเป็นสัน อรรถอ่อนลง
      
       “อิศร พ่อ...”
       อิศรสะบัดหน้าหนี อรรถหันไปพาลใส่กอหญ้า
       “เพราะเธอคนเดียว”
       สกุณาผสมโรง “พาผู้ชายมาต่อยกันในบ้านยังไม่พอ ยังทำให้พ่อลูกเค้าทะเลาะกันอีก ตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่ เรื่องเดือดร้อนก็ตามมาไม่เว้นแต่ละวัน”
       “ถ้าทุกคนคิดอย่างนั้น ฉันก็ขอลาล่ะค่ะ”
       กอหญ้ามองอรรถและสกุณาอย่างเจ็บปวด ยกมือไหว้ลา แล้วหันหลังเดินออกไป
       อิศรเข้ามาขวาง “อย่านะ กอหญ้า อย่าไป ฉันไม่ให้เธอไป”
       “ฉันต้องไปค่ะ ถ้าคุณหวังดีกับฉันจริง ปล่อยฉันไปดีกว่า อย่าห้ามฉันเลย”
       กอหญ้าเดินไป ไม่เหลียวหลังกลับมา อิศรจะตาม อรรถล็อกตัวลูกชายไว้
       “ปล่อยเค้าไป อิศร ให้เค้ากลับไปหาคนของเค้า”
       กอหญ้าเดินลับไป อิศรดิ้นรน ตะโกนดังลั่น
       “ปล่อยผมนะ พ่อ ปล่อยผม” อิศรตะโกนสั่ง “กอหญ้า กลับมาเดี๋ยวนี้นะกอหญ้า”
       กอหญ้าเดินออกประตูรั้วไป น้ำตาไหลพราก
      
       กอหญ้าเดินมาตามถนนในซอยอันร่มรื่น เดินไปเรื่อยๆ เหมือนคนไม่มีที่ไป
       จนเวลาผ่านไป อีกมุมหนึ่งของถนน ห่างออกมาจากบ้านอดิศวรมากปล้ว แสงแดดแรงขึ้น กอหญ้าเริ่มหมดแรง หยุดพักที่ร่มต้นไม้ข้างทาง
       “จะไปไหนดี” กอหญ้าคิดไปคิดมา “เชียงใหม่ เราคงต้องกลับไปที่เชียงใหม่”
       กอหญ้าจะลุกขึ้น แล้วเกิดอาหารเวียนหัว ซวนเซไปพิงต้นไม้ กอหญ้าค่อยๆ ทรุดตัวลงกับพื้น หลับตานิ่ง รู้สึกเหมือนโลกหมุนติ้ว
       รถหรูคันงามจอดลงที่ข้างถนน ใกล้ๆ กับที่กอหญ้านั่งอยู่ ประตูรถเปิดออก เจ้าของรองเท้าหนังสีดำมันขลับก้าวลงมา
       กอหญ้ารู้สึกว่ามีคนเดินมาใกล้ พยายามลืมตามอง เห็นใบหน้าของคุณชายนภัสรพีมองมาอย่างห่วงใย
       “หนู หนูกอหญ้าใช่ไหม”
      
       กอหญ้าหน้ามืดเป็นลมหมดสติไป

      
       ไม่นานต่อมา ที่ถนนหน้าบ้านอิศวร กำลังโกลาหล อิศรวิ่งกลับมาจากด้านหนึ่ง มาสมทบกับพรและรปภ. ที่เข้ามารายงาน
      
       “ไม่เจอครับคุณอิศร”
       อิศรหนึ้งบึ้งตึง โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง “เป็นไปได้ยังไง! คนตัวเบ้อเริ่ม หายังไงหาไม่เจอ”
       “เราก็หากันจนทั่วแล้วค่ะ เอามอเตอร์ไซค์วิ่งออกไปดูถึงปากซอยแล้ว ไม่มีจริงๆ” พรบอก
       “กอหญ้าเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมา จะมีแรงวิ่งไปไหนได้ ยังไงก็ต้องอยู่แถวๆ นี้แหละ” อิศรมั่นใจ
       “แต่เราหากันจนทั่วแล้วจริงๆ ค่ะ คุณอิศร” พรบอกอีก
       อิศรเริ่มหงุดหงิดหนัก “ฉันไปหาเอง” บ่นว่าพรกับรปภ. “ไม่ได้เรื่องเลย”
       ท่าทีอิศรอารมณ์เสีย เดินผลุนผลันกลับเข้าไปในบริเวณบ้าน
      
       สกุณายืนอยู่ในบ้าน มองอิศรขับรถพุ่งออกไป ก่อนจะหันไปบอกอรรถ
       “คุณอิศรท่าทางจะคลั่งยัยเด็กกอหญ้านั่นมาก”
       อรรถยังอารมณ์ขุ่นมัวจากเรื่องที่เกิดขึ้น
       “ฉันสังหรณ์ตั้งแต่แรกแล้ว ว่านังเด็กคนนี้ ต้องนำความเดือดร้อนมาให้เรา แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ”
       สกุณาเข้ามากอดคลอเคลีย “แต่เราก็กำจัดมันออกไปได้แล้ว โดนขนาดนี้ คงไม่มีน้ำหน้ากลับมาอีกหรอกค่ะ”
       ลึกลงไปในสีหน้ายิ้มละไมของสกุณา มีแต่ความสาสมใจ
      
       ด้านกอหญ้าค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นใบหน้าอ่อนหวานของนภดาราอยู่ตรงหน้า กอหญ้ากระพริบตาถี่ๆ รวบรวมสติ เสียงนภดาราร้องขึ้นมาอย่างดีใจ
       “หนูกอหญ้า ฟื้นแล้ว”
       กอหญ้าค่อยๆ ลุกขึ้น เห็นตัวเองนอนอยู่บนโซฟายาว กลางห้องโถงของวังศิวาลัย กอหญ้ามองไปรอบตัวอย่างงงๆ
       “หนูมาที่นี่ได้ยังไงคะ”
       “หนูเป็นลมอยู่ริมถนนน่ะจ๊ะ โชคดี ที่คุณพ่อท่านไปพบเข้า เลยพาหนูมาที่บ้านเรา”
       ฟังที่นภดาราบอก กอหญ้ายิ้มบางๆ ดีใจ โล่งใจ
      
       ครู่ต่อมากอหญ้านั่งอยู่กับพื้นข้างๆ นภดารา ก้มกราบนภัสรพีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ นภาจรีนั่งอยู่ถัดไป
       “หนู...เอ่อ ดิฉันกราบขอบพระคุณคุณชายมากค่ะ ที่กรุณา
       นภัสรพีเอ็นดูและถูกชะตาเด็กสาวตรงหน้าอย่างประหลาด “เรียกตัวเองว่าหนูก็ได้ แล้วก็เรียกฉันว่าคุณตา...นึกเสียว่าเธอเป็นเหมือนลูกเหมือนหลานคนนึงของฉัน”
       “ขอบคุณค่ะ” กอหญ้าไหว้อีก
       นภดาราเข้ามาประคอง “ไปนั่งบนเก้าอี้เถอะจ้ะ กอหญ้า เดี๋ยวจะหน้ามืดเป็นลมไปอีก”
       นภาจรีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร แต่ยังไว้ตัว “เพิ่งออกมาจากโรงพยาบาลวันนี้เองไม่ใช่หรือ เราน่ะ แล้วนึกยังไงถึงออกมาเดินคนเดียว”
       นภัสรพีนึกตาม เห็นด้วย “นั่นสิ เป็นเด็กผู้หญิง ไปล้มหมดสติอยู่ข้างถนน มันอันตรายมากนะ”
       กอหญ้ายิ้มเจื่อนๆ ก้มหน้า นภดาราทำท่าเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
       “ตายจริง มัวแต่ตกใจ ฉันยังไม่ได้โทรบอกทางบ้านอดิศวรเขาเลย ว่าหนูอยู่ที่นี่ ป่านนี้คงจะตกอกตกใจกันแย่แล้ว ว่าหนูหายไปไหน”
       นภดาราขยับจะลุก กอหญ้าตกใจ รีบห้าม
       “อย่าค่ะ” นภดาราชะงัก “ไม่...ไม่ต้องโทร.หรอกค่ะ”
       ทุกคนมองกอหญ้าอย่างแปลกใจ
       “ทำไมล่ะจ๊ะ” นภดาราฉงน
       “อย่าโทรเลยนะคะ” กอหญ้ายกมือไหว้ “หนูขอร้อง”
       กอหญ้าหน้าเจื่อนๆ นภดาราพยายามเดา
       “ทำไมทำหน้าอย่างนั้น อย่าบอกนะ ว่าหนูหนีเค้าออกมา”
       กอหญ้าลำบากใจ สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดออกมา
       “เปล่าค่ะ หนูไม่ได้หนีออกมาค่ะ...แต่เค้า...เค้าไล่หนูออกมา”
       ทุกคนอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน
      
       พเยียเดินลงบันไดลงมาข้างล่าง ปากก็ร้องเรียกเสียงดัง
       “คุณแม่ คุณแม่ขา”
       เงียบกริบ พเยียมองไปรอบๆ เห็นบ้านเงียบ ไม่มีใครเลย พเยียแปลกใจนิดๆ
       “ไปไหนกันหมดเนี่ย” พอดีเห็นศรีเดินเข้ามา “ศรี คุณแม่อยู่ไหน”
       ศรียอบตัวลง “คุณหนูต้องการอะไรหรือเปล่าคะ”
       “เปล่า แค่ถาม ว่าคุณแม่อยู่ไหน”
       “คุณดาราอยู่ในห้องสมุดกับคุณชายและคุณหญิงค่ะ”
       พเยียฉงนสงสัย “อยู่ในห้องสมุดหมดเลยเหรอ ไปทำอะไรกันในนั้น”
      
       ศรีไม่ตอบพเยียครุ่นคิด แววตาเต็มไปด้วยสงสัย


  


       ภายในห้องหนังสือวังศิวาลัย กอหญ้าเล่าให้ทุกคนฟัง
      
       “คุณชิษณุพงษ์จะพาหนูกลับไปเชียงใหม่ค่ะ แต่คุณอิศรไม่ยอม เลยทะเลาะ ต่อยกันใหญ่”
       นภดารานึกรู้ เล่าเสริม “คุณอรรถกับคุณสกุณาไม่ค่อยชอบหนูกอหญ้าอยู่แล้วค่ะคุณพ่อ พอมีเรื่องขึ้นมาแบบนี้ คงจะยิ่งไม่ชอบใจใหญ่”
       “ท่านโกรธมากค่ะ ท่านหาว่าหนูเป็นต้นเหตุให้ทุกคนเดือดร้อนวุ่นวาย”
       นภัสรพีเดาออก พูดอย่างเห็นใจ “หนูก็เลยต้องออกมาจากบ้านนั้น”
       “ค่ะ ท่าน”
       นภดาราถาม “แล้วนี่หนูกำลังจะไปไหนเหรอจ๊ะ กอหญ้า”
       กอหญ้ายิ้มเจื่อนๆ ไม่รู้จะตอบว่ายังไง เพราะไม่รู้หนจริงๆ
       ที่หน้าประตูห้องหนังสือ พเยียเอาหูแนบประตูอยู่แล้ว แอบฟัง สีหน้าตื่นเต้น ระแวง
       “นังกอหญ้า”
      
       ส่วนในห้องกอหญ้าตอบเสียงอ่อย
       “หนูยังไม่ทราบเลยค่ะ”
       นภาจรีถามขึ้นมาตรงๆ อย่างคนไม่เกรงใจใคร
       “แล้วมันเป็นความจริงหรือเปล่า ที่ชิษณุเขาว่า เธอกับเขาเป็นแฟนกัน”
       กอหญ้ายิ้มเจื่อนๆ บอกตามตรง “หนูไม่ทราบจริงๆ ค่ะ”
       นภาจรีงวยงง “ไม่ทราบ! ยังไงกัน”
       กอหญ้ามองทุกคนในห้องที่มองมาอย่างสงสัย กอหญ้าซึมซับรับรู้ได้ว่าบุคคลเหล่านี้ ล้วนดีกับตน จึงไม่อยากโกหกอีกต่อไป ตัดสินใจพูดความจริง
       “คือเมื่อเดือนก่อน หนูประสบอุบัติเหตุ สมองกระทบกระเทือนมาก ทำให้ความจำเสื่อมค่ะ”
       ทุกคนตกใจ
       นภดาราตะลึง คาดไม่ถึง “ความจำเสื่อมเหรอ”
       กอหญ้าเล่าต่อ “ค่ะ หนูจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้เลย หนูเลยไม่ทราบว่าหนูเป็นใคร มาจากไหน แล้วเคยเป็นอะไรกับใครมาบ้าง”
       ทุกคนอึ้งไปอีก มองกอหญ้าอย่างเห็นใจ
       พเยียได้ยิน ลุ้นระทึกว่ากอหญ้าจะพูดอะไรอีก สีหน้าหวาดหวั่น วิตกกังวล และไม่สบายใจ
      
       นภัสรพีถามอย่างเมตตา
       “ในเมื่อจำอะไรไม่ได้ แล้วจะไปไหน ไปหาใคร”
       กอหญ้า ก้มหน้า “หนูแค่คิดว่าจะไปให้พ้นจากบ้านนั้นก่อน แล้วค่อยไปตายเอาดาบหน้าค่ะ”
       นภาจรีเห็นใจ สงสารกอหญ้า แต่อดบ่นไม่ได้แบบคนปากร้าย
       “อวดเก่ง ตัวเองไม่สบายอยู่แท้ๆ ถ้าพี่ชายฉันไม่ไปเจอเข้า เธอมีหวังได้ตายจริงๆ”
       นภดาราบอกกับนภัสรพี “คุณพ่อขา ถ้าอย่างนั้น ลูกขออนุญาตให้กอหญ้าอยู่กับเราที่นี่ จนกว่าจะแข็งแรงดีนะคะ”
       “ตอนแรกพ่อก็คิดเหมือนกัน ว่ากอหญ้าควรจะพักอยู่กับเราก่อน แต่ว่า...” ประมุขแห่งศิวาลัยมองนภดารา “ลูกอย่าลืมนะว่า ที่กอหญ้าต้องเจ็บตัวจนต้องเข้าโรงพยาบาลนี่เพราะใคร”
      
       พเยียฟังอยู่ อย่างขัดใจ รู้ดีว่าคุณชายหมายถึงตน
       “เชอะ”
       ทันใดนั้นมีเสียงดังขึ้นด้านหลัง
       “คุณหนูพเยีย”
       พเยียหันขวับมา เห็นแม่ชื่นยืนมองตาเขียว เป็นเชิงตำหนิ
       “มาแอบฟังอะไรคะ”
       พเยียหน้าเสียที่โดนจับได้
      
       นภดาราพยายามอธิบาย แก้ต่างแทน
       “แต่ลูกพเยียแกสำนึกผิดแล้วจริงๆ ค่ะ คุณพ่อ แกรับปากว่าจะกลับตัวกลับใจ ไม่ก่อเรื่องอีก”
       เสียงเคาะประตูขัดขึ้น ทุกคนหันไป ได้ยินเสียงแม่ชื่น
       “ขออนุญาตค่ะ”
       หัวหน้าแม่บ้านเดินเข้ามา มีพเยียยืนหน้าหงิกตามมาข้างหลัง
       “ขอประทานโทษที่เข้ามารบกวนนะคะ บังเอิญดิฉันเห็นคุณหนูพเยียยืนแอบฟังคุณๆ คุยกันอยู่ที่หน้าประตู”
       นภาจรีหัวเราะกิ๊กออกมาอย่างสะใจ นภดาราหน้าเสีย
       “นี่น่ะเหรอ ดารา ที่ว่ากลับตัวแล้ว” นภาจรีลุกขึ้น เดินเข้าไปหาพเยีย “คงไม่มีใครสอนเธอสินะ ว่าแอบฟังคนอื่นคุยกัน มันไม่ใช่สมบัติผู้ดี”
       นภดาราลุกขึ้นมาห้าม ท่าทีเสียใจ “คุณอาหญิงคะ ทำไมต้องว่ากันถึงขนาดนั้น”
       นภัสรพีลุกขึ้นปราม
       “พอๆ นี่ไม่ใช่เวลามาประชันฝีปากกัน พเยียมาก็ดีแล้ว...ตาจะให้กอหญ้าเค้าพักอยู่กับเราที่นี่ มีปัญหาอะไรไหม”
       พเยียไม่กล้าขัด จำใจรับคำ “ไม่มีค่ะ”
       “ดี” นภัสรพีพอใจหันมาทางกอหญ้า “งั้นหนูพักอยู่กับเราที่นี่”
       กอหญ้าเหลือบมองพเยีย แล้วส่ายหน้า
       “หนูขอบพระคุณท่านมากค่ะ แต่ว่า...”
       นภัสรพีรู้ทันขัดขึ้นมาอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัว ฉันรับรองความปลอดภัยของหนู” แล้วพูดด้วยเสียงอันดังและทรงอำนาจ “ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับกอหญ้าอีก ในบ้านหลังนี้ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ฉันจะไม่ถือว่าเป็นอุบัติเหตุ และจะไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น” ประมุขแห่งศิวาลัยหันไปมองหน้าพเยีย “ฉันจะถือว่าเป็นความผิดของเธอ เธอจะถูกลงโทษขั้นเด็ดขาด” เน้นคำตอนท้าย “ฉันจะไม่เห็นว่าเธอเป็นหลานของฉันอีกต่อไป เข้าใจไหม พเยีย”
       พเยียนิ่งอั้น นึกไม่ถึงว่านภัสรพีจะเอาจริงขนาดนี้ นภดาราเข้ามายืนข้างพเยีย รับปากแทน
       “จะไม่เกิดเรื่องแบบนั้นแน่นอนค่ะ คุณพ่อ ลูกรับรองได้”
       นภาจรีมองหน้ากับแม่ชื่น ยิ้มเยาะ กอหญ้าเห็นบรรยากาศก็ไม่ค่อยสบายใจ
      
       พเยียยังคงนิ่ง อ่านคำพูดและท่าทีจริงจังออกว่านภัสรพีมีนัยยะว่าจะไม่ยอมรับตนอีกต่อไป พเยียนึกหวาดกลัว


  


       ส่วนทางด้านอิศรขับรถมาอย่างเร็วและแรง โดยมีสุบรรณนั่งเหวออยู่ข้างๆ รถจอดพรืดที่หน้าประตูรั้วเรือนไทย บ้านชิษณุพงษ์
      
       สุบรรณถามงงๆ “เราจะมาหาคุณกอหญ้าที่นี่เหรอครับ”
       อิศรไม่ตอบ กดแตรดังลั่น
       สุบรรณตกใจ “โอ๊ย เบาๆ หน่อยครับ เดี๋ยวเจ้าของบ้านเค้าด่าเอาแล้วนี่มันบ้านใครกันครับ ทำไมคุณถึงคิดว่าคุณกอหญ้าจะมาที่นี่”
       อิศรไม่ตอบ ยังคงหน้าบึ้งตึง กดแตรสนั่นไม่เกรงใจใคร
      
       ครู่ค่อมาแตงวิ่งออกมาดูที่หน้าประตู
       “มาแล้วจ้า มาแล้วจ้า” แล้วบ่นอุบ “จะกดแตรทำไมนักหนา ได้ยินแล้ว”
       แตงวิ่งมาถึงหน้าประตู เห็นหน้าอิศร คุ้นๆ ชะงัก
       “เอ๊ะ”
       อิศรกดกระจกรถยื่นหน้าออกมาบอก
       “เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ฉันมีธุระ ฉันมาหากอหญ้า”
       แตงจำได้ “คุณ!”
       อิศรดุ “เปิดเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นฉันชนประตูพังจริงๆ ด้วย”
       “เปิดเดี๋ยวนี้จ้ะ”
       แตงลนลานเปิดประตูรั้ว รถพุ่งทะยานเข้ามาจนเกือบจะชนแตง แตงกระโดดหลบเข้าข้างทาง ลงไปกลิ้งกับพื้นสนาม สุบรรณกดกระจกอีกข้างลงมา ตะโกนขอโทษแทน
       “ขอโทษทีคร้าบ เจ้านายผมกำลังโมโห”
       แตงมองตาม บ่นกระปอดกระแปด
       “โมโหใครมาจากไหน ฉันจะไปรู้ไหมเนี่ย” นึกได้ เป็นห่วงนาย “ว้าย คุณณุ”
       แตงรีบลุกจากพื้น วิ่งจู๊ดเข้าบ้านไป
      
       อิศรจอดรถ เดินลงไปอย่างร้อนใจ สุบรรณรีบตาม อิศรเดินเข้าไปในบ้าน หน้าตาเอาเรื่อง
       เจ้ามลุลีเดินออกมารับ
       “ใครมากันน่ะ แตง” เจ้าชะงัก เมื่อเห็นหน้าตาเอาเรื่องของอิศร “มาหาใครคะ คุณ”
       “สวัสดีครับ”
       อิศรสงบลง ยกมือไหว้อย่างสุภาพ แต่หน้ายังเคร่งเครียด เจ้ามลุลีรับไหว้งงๆ เจ้าแสงโชติเดินตามออกมา
       “เสียงรถใครเอะอะ” เห็นอิศร “อ้าว คุณ” เจ้าแสงโชติคุ้นๆ หน้าพยายามนึก
       อิศรไหว้ แนะนำตัว “ผมอิศรครับ อิศร อดิศวร ผมเคยเจอเจ้าที่วังศิวาลัย”
       สุบรรณเสนอหน้า “ผมสุบรรณครับ เป็นผู้ช่วยคุณอิศร”
       เจ้าแสงโชติถาม “มีอะไรกันหรือ คุณ”
      
       “ผมมีเรื่องสำคัญต้องพูดกับคุณชิษณุพงษ์ ลูกชายของเจ้าครับ”
       แตงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เบรคเอี๊ยด
       “อย่านะคุณ” แตงกางมือขวางหน้าอิศร “ถ้าจะมาหาเรื่องกันล่ะก็ กลับไปเลยดีกว่า”
       “อะไรกันแตง เอะอะโวยวายอะไร” เสียงเจ้ามลุลีดังขึ้น
       “ผมไม่ได้มาหาเรื่องใคร ผมมาที่นี่ เพื่อมาตามกอหญ้าแฟนผม! ผมสงสัยว่าเค้าจะมาหาลูกชายของเจ้าที่นี่” อิศรว่า
       เจ้าแสงโชติกับเจ้ามลุลีมองหน้ากัน ยุ่งล่ะซี
      
       ชิษณุพงษ์รู้เรื่องก็ตกใจ ถามเสียงดัง
       “อะไรนะ! กอหญ้าหนีออกจากบ้าน!” ลุกพรวดขึ้นอย่างเอาเรื่อง “คุณทำอะไรกอหญ้า ทำไมเค้าถึงต้องหนีไป”
       “ผมไม่ได้ทำอะไร เค้าแค่มีปัญหากับที่บ้านผมนิดหน่อย เค้าก็เลยออกจากบ้านไป” อิศรมองอย่างจับผิด “ผมคิดว่าเค้ามาหาคุณที่นี่เสียอีก”
       ชิษณุพงษ์กวนกลับ “ถ้าเขามาจริง ผมไม่มีทางปล่อยเค้ากลับไปกับคุณแน่”
       อิศรลุกพรวด เข้าไปหาชิษณุพงษ์
       “กอหญ้าอยู่ที่นี่ใช่ไหม”
       “เปล่า”
       “ผมไม่เชื่อ” อิศรลืมตัว กระชากแขนชิษณุพงษ์คาดคั้น “คุณเอากอหญ้าไปซ่อนไว้ใช่ไหม”
       ชิษณุพงษ์ชักโมโห “ผมบอกแล้วไงว่าเปล่า” ผลักอกอิศร “คุณทำให้กอหญ้าต้องหนีไป ยังจะมีหน้ามาโทษคนอื่นอีกเหรอ”
       อิศรเถียงเสียงดัง “ผมไม่ได้ทำอะไร ผมรักเขา ผมถึงมาตามหาเค้าอยู่นี่ไง”
       สุบรรณดึงไว้ ปราม “ใจเย็นครับ เจ้านาย ใจเย็น”
       อิศรไม่เชื่อ “อย่ามาโกหกผมดีกว่า กอหญ้าไม่รู้จักใครทั้งนั้น ถ้าไม่มาหาคุณ เค้าจะไปไหนได้”
       เจ้าแสงโชติพูดแทรกขึ้น
       “ผมยืนยันได้ ว่าผู้หญิงที่ชื่อกอหญ้า ไม่ได้มาที่นี่จริงๆ”
      
       อิศรมองเจ้าแสงโชติ ชั่งใจว่าจะเชื่อดีไหม
       “คุณอิศรคงไม่คิดว่าผู้ใหญ่อย่างเจ้าแสงโชติจะโกหกใช่ไหมคะ”
       อิศรสงบลง สุบรรณพูดกับอิศรเสียงอ่อย
       “คุณกอหญ้าคงไม่ได้มาที่นี่หรอกครับ คุณอิศร เราคงเข้าใจผิดแล้วกลับกันเถอะ”
       “ถ้าอย่างนั้น” อิศรยกมือไหว้ “ผมก็ต้องขอโทษด้วย ที่มารบกวนเวลาและความสงบของเจ้า” สีหน้าเครียด เพราะห่วงกอหญ้ามาก “แต่ผมก็ยังอดสงสัยไม่ได้ กอหญ้าไม่มีเพื่อนที่ไหนทั้งนั้น นอกจากเราสองคน กอหญ้าออกจากบ้านผม ถ้าเค้าไม่ได้มาที่นี่ เค้าจะไปที่ไหนได้”
       ชิษณุพงษ์คิดๆ แล้วพูดขึ้นมา
       “ผมว่าผมเดาได้” ทุกคนมองชิษณุพงษ์เป็นตาเดียว ชิษณุพงษ์เรียกเสียงดัง “แตง”
       ไม่มีเสียงตอบ ชิษณุพงษ์พูดซ้ำ
       “ออกมานี่ แตง ฉันรู้นะว่าเธอแอบฟังอยู่”
      
       แตงค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากหลังประตูห้อง ยิ้มแหยๆ แลดูน่ารักน่าขัน


  


       ครู่ต่อมาลุงเติมอยู่เชียงใหม่ รับสายแตงที่โทร.มาจากบ้านชิษณุพงษ์ที่กรุงเทพฯ
      
       “เออ ได้ ไม่ต้องห่วง ลุงจะออกตามหาให้ทั่วเมืองเลย”
       แตงคุยโทรศัพท์กับลุงเติม มีเจ้าทั้งสองกับชิษณุพงษ์กำกับอยู่ข้างๆ
       “เจ้าสั่งว่า ให้สั่งคนงานของเราทุกคนเลยนะลุง ถ้าใครได้เบาะแสของคุณกอหญ้า เจ้าจะมีรางวัลให้” แตงบอก
       “เออน่า บอกแล้วว่าไม่ต้องห่วง ถ้าหนูกอหญ้ากลับมาที่เชียงใหม่จริงๆ ยังไงพวกเราต้องเจอ”
       ลุงเติมบอกแล้ววางสาย แตงวางสายตาม
       เจ้าแสงโชติหันไปบอกอิศร
       “คนที่โรงไหมของผมมีร่วมห้าสิบคน ถ้ากอหญ้ากลับไปเชียงใหม่ ยังไงก็น่าจะได้เบาะแสเร็วๆ นี้”
       ชิษณุพงษ์บอกเสียงเข้ม “การตามหากอหญ้าเป็นหน้าที่ของพวกผมเอง คุณกลับไปได้แล้ว”
       อิศรมองชิษณุพงษ์ หมั่นไส้ แต่ทำอะไรไม่ได้
       “เรากลับก่อนเถอะครับ คุณอิศร” สุบรรณบอก
       อิศรยกมือไหว้ “ผมลาละครับ เจ้า ขอบคุณมากที่ช่วยเหลือ ผมจะรอฟังข่าวนะครับ”
       อิศรกับสุบรรณออกไป ชิษณุพงษ์มองตาม
       “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” หันมาทางเจ้าพ่อเจ้าแม่ “เจ้าพ่อกับแม่ก็ใจดีเกินไป เราทำอะไรมันก็เรื่องของเรา จะต้องไปรายงานมันทำไม”
       “ลูกห่วงเพื่อนลูก เขาก็ห่วงเพื่อนเขาเหมือนกัน คิดถึงใจเขาใจเราบ้างนะ ชิษณุ แม่ดูท่าทางเขาก็รักหนูกอหญ้าไม่น้อยไปกว่าลูกหรอก”
       ชิษณุพงษ์ฟังเจ้าแม่พูด ยิ่งร้อนใจ
      
       อีกมุมหนึ่งของบ้าน ชิษณุพงษ์ลากแตงมาสั่ง น้ำเสียงและท่าทาง ดูเป็นความลับ
       “เธอโทร.บอกลุงเติมนะ ถ้าเจอกอหญ้า ให้ลุงเติมโทร.หาฉันก่อน บอกฉันคนเดียวเท่านั้น อย่าเพิ่งบอกใคร แม้กระทั่งเจ้าพ่อเจ้าแม่”
       “คุณณุจะขี้โกง ไม่บอกคุณอิศรใช่ไหม”
       ชิษณุพงษ์ยักคิ้ว ยิ้มร้าย
      
       รถของอิศรขับแล่นบนถนน เพิ่งออกจากบ้านชิษณุพงษ์ อิศรคิดๆ แล้วหันไปสั่งสุบรรณที่กำลังง่วนกับโทรศัพท์
       “สุบรรณ”
       สุบรรณบอกเสียงจริงจัง “รู้แล้วครับ”
       อิศรงง “รู้อะไร”
       “รู้ว่าผมต้องบินไปเชียงใหม่ ไปหาคุณกอหญ้าให้เจอ ก่อนคนของเจ้าแสงโชติ” เสียงโทรศัพท์ร้องเตือน สุบรรณเปิดดูแมสเสจแล้วบอก “ผมได้ตั๋วเครื่องบินแล้ว ออกเย็นนี้”
       อิศรหันมามองสุบรรณ ยิ้มปลื้ม
       “ดี เก่ง สุดยอด ฉันภูมิใจในตัวแกจริงๆ สุบรรณ”
       “กรุณาจำความรู้สึกนี้ไว้ จนกว่าถึงวันแจกโบนัสสิ้นปีนะครับ คุณอิศร”
      
       ด้านแม่ชื่นเดินนำกอหญ้าเข้ามาในห้องที่จัดเอาไว้แล้วเรียบร้อย แม่ชื่นบอกหน้าตายิ้มแย้ม
       “ห้องนี้ปกติเอาไว้รับรองแขกค่ะ คุณพักที่นี่ตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจ”
       กอหญ้ามองไปที่เตียง เห็นเสื้อคลุมอาบน้ำ ผ้าขนหนู และชุดนอนสวยงามพับวางเอาไว้อย่างเรียบร้อย แม่ชื่นอธิบาย
       “ของคุณดาราค่ะ คิดว่าคุณน่าจะพอใส่ได้ ส่วนเสื้อคลุมกับผ้าเช็ดตัวนั่นของใหม่ ยังไม่มีใครใช้ แต่ถ้ามีอะไรขาดเหลือก็บอกดิฉันได้”
       “ไม่มีอะไรขาดหรอกค่ะ ดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ” กอหญ้าไหว้ขอบคุณ “ขอบคุณคุณป้ามานะคะ”
       แม่ชื่นขำ “อุ๊ย ดิฉันเลี้ยงคุณดารามาตั้งแต่ยังเล็ก เรียกป้าไม่ได้หรอกค่ะเรียกย่าเรียกยายถึงจะถูก...หรือคุณจะเรียกดิฉันว่าแม่ชื่นเหมือนคุณๆ ท่านก็ได้”
       “งั้นแม่ชื่นก็เรียกหนูว่ากอหญ้าเฉยๆ ก็พอนะคะ ให้นึกเสียว่าหนูเป็นลูกเป็นหลานคนนึง”
       แม่ชื่นมองกอหญ้าอย่างเอื้อเอ็นดู
       “จ้ะ หนูกอหญ้า หนูเองก็คิดเสียว่าฉันเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่” แม่ชื่นบอกจริงจัง “หนูบอกฉันได้ ถ้าหากมีใครทำอะไรหนู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...คุณหนูพเยีย...ตกลงไหม”
       กอหญ้าพยักหน้า รู้สึกอบอุ่นในใจ
      
       พเยียนั่งชันเข่ากอดหมอนใบใหญ่อยู่บนเตียง หน้าหงิกงอ มีนภดารานั่งปลอบอยู่ข้างๆ
       “คุณตาพูดอย่างนี้ จะให้พเยียคิดยังไง”
       “คุณตาท่านก็แค่ขู่ ไม่อยากให้พเยียทำผิดซ้ำสองเท่านั้นเอง”
       พเยียเสียงดัง ใส่อารมณ์ด้วยความเครียด “แล้วทำไมต้องพูดว่าจะไม่นับเป็นหลาน ทำไมคะ ถ้าพเยียทำผิด คุณตาจะทำอะไร จะเฉดหัวพเยียออกจากบ้านงั้นเหรอคะ”
       “พเยีย”
       นภดาราแตะตัวพเยียจะกอดปลอบโยน พเยียสะบัดหนี ทิ้งตัวลงนอน หันหลังให้ เจ็บใจจนน้ำตาคลอ
       “จะทำอะไรหรือไม่ทำ คุณตาก็ไม่เคยเห็นพเยียเป็นหลานอยู่แล้ว”
       นภดาราลูบหัวพเยียอย่างปราณี
       “คุณตาท่านก็พูดไปอย่างนั้น...ยังไงหลานก็คือหลาน คุณตาท่านจะคิดเป็นคนอื่นได้ยังไง อย่าคิดมากนะลูกนะ”
       นภดาราปลอบ พเยียนอนซบหน้านิ่ง ไม่หันไปมามอง แววตาหวาดระแวงและเจ็บแค้นในใจ
      
       คืนนั้นกาน้ำชากระเบื้องเคลือบงดงาม ดูสูงค่าถูกยกขึ้น น้ำร้อนจัดควันกรุ่นไหลจากพวยกา ลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสวยงามเข้าชุดกัน ชุดน้ำชานี้มีลวดลายเฉพาะตัว เป็นของใช้ประจำตัวของนภัสรพีคนเดียว นภัสรพีมีพฤติกรรมดื่มชาคาโมไมล์ก่อนนอน
       นภัสรพียกถ้วยชาขึ้นจิบ ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
      
       เมื่อเย็นที่ผ่านมา กอหญ้านั่งเรียบร้อยอยู่ตรงหน้านภัสรพี ขณะที่นภัสรพีถาม
       “แล้วหนูรู้ไหม ว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับหนู มันคืออะไร”
       “รถคว่ำค่ะ”
       นภัสรพีตาวาว รีบซัก “ที่ไหน เมื่อไหร่”
       “หนูไม่ทราบค่ะ หนูมารู้ตัวที่โรงพยาบาล แต่พอตื่นมา ก็จำอะไรไม่ได้แล้ว คุณอิศรบอกว่าเจอหนูจมกองเลือดอยู่ที่ข้างทาง แต่เขาก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่านั้น ท่านสงสัยอะไรเหรอคะ”
       นภัสรพีนิ่ง เอนพิงพนักเก้าอี้ ไม่ตอบ
      
       นภัสรพีดึงตัวเองกลับมา วางถ้วยชาลง รำพึง
       “เด็กที่ชื่อกอหญ้าคนนี้ เป็นคนเดียวกัน กับกอหญ้าที่นั่งรถมากับปราบและพเยียแน่ๆ”
       นภัสรพีลุกขึ้นยืน ถอนใจหนักหน่วง
      
        “ทำไมพเยียต้องโกหกด้วย มีเหตุผลอะไร”

      
       ทางด้านอิศรสวมเสื้อคลุมออกมาจากห้องน้ำ เพิ่งอาบน้ำเสร็จ โทรศัพท์ดัง อิศรกระโจนพรวดเดียวถึงรับทันที
      
       “ฮัลโหล สุบรรณ ว่าไงได้เรื่องหรือยัง”
       ที่ห้องในโรงแรมที่เชียงใหม่ สุบรรณไขกุญแจเข้าห้อง คุยไปด้วย
       “ผมเพิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้เองครับ ขอเวลาหายใจแป๊บ...นึง แล้วผมจะออกไปทำงานให้”
       “เออ ได้เรื่องยังไงแกบอกฉันด่วนเลยนะ แล้วไม่ว่ายังไง ห้ามกลับมามือเปล่าเด็ดขาด
       “คร้าบ...” สุบรรณรับคำ
       อิศรวางสาย ถอนใจหนักหน่วง
       “กอหญ้า เธอไปอยู่ที่ไหนนะ”
      
       กอหญ้าอยู่ในชุดนอน นั่งพับเสื้อชุดที่ตัวเองใส่มา คิดถึงอิศร
       กอหญ้าปาเสื้อใส่อิศรในวันที่เข้าบ้านใหม่ ทั้งสองหยอกล้อกัน อิศรขโมยหอมแก้มกอหญ้าฟอดหนึ่ง
       กอหญ้าสีหน้าสุขปนเศร้า คิดถึงอิศร น้ำตาคลอ เสียงเคาะประตู กอหญ้ารีบเช็ดน้ำตา
       เสียงนภดารา “ฉันเองจ้ะ หนูกอหญ้า”
       นภดาราเปิดประตูเข้ามา ยิ้มแย้มแจ่มใส กอหญ้ายิ้มรับ
       “ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมจ๊ะ” นภดาราเห็นกอหญ้าใส่ชุดนอนของตนก็ยิ้ม “หนูใส่ชุดนี้แล้วสวยจริง”
       “พรุ่งนี้หนูคงต้องขอยืมชุดใหม่อีกซักชุดนะคะ ชุดนี้ซักแล้วคงแห้งไม่ทัน”
       “ไม่ต้องห่วงจ้ะ พรุ่งนี้ฉันจะพาเธอเข้าไปเอาเสื้อผ้าของใช้ที่บ้านโน้นเองยังไง คุณสกุณาก็คงต้องเกรงใจฉันบ้าง”
       “อย่าเลยค่ะ หนูพอมีเงินติดตัวมาบ้าง คุณอิศรให้ไว้ ซื้อเอาใหม่ดีกว่า หนูไม่อยากกลับไปที่บ้านนั้นอีก”
       “กลัวคุณอรรถกับคุณสกุณาเหรอ”
       กอหญ้าส่ายหน้า “กลัวคุณอิศรรู้ต่างหากค่ะ ถ้าหากรู้ว่าหนูมาอยู่ที่นี่ คงตามมาอาละวาดแน่ หนูเกรงใจ”
       “แต่หายมาอย่างนี้ อิศรเค้าคงเป็นห่วงเธอมาก จะไม่โทร.บอกเค้าหน่อยเหรอจ๊ะ”
       นภดาราพูดอย่างเห็นใจ กอหญ้ายิ้มเศร้าๆ
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวเค้าก็ลืมไปเอง หนูไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นอะไรกับเค้าซักหน่อย ไม่ได้เป็นอะไรกับใครทั้งนั้น”
       กอหญ้าพูดแล้วน้ำตาก็รื้นขึ้นมาอีก นภดาราดึงมากอด ด้วยความสงสาร
      
       เช้าวันต่อมาแตงกำลังรดน้ำต้นไม้ ร่าเริงแจ่มใส เห็นชิษณุพงษ์แต่งตัวแบบจะออกจากบ้าน หน้าตาสดใส วิ่งออกจากบ้าน
       “คุณณุ จะไปไหนแต่เช้า”
       “ฉันจะไปหากอหญ้า ฉันรู้แล้วว่าเค้าอยู่ที่ไหน”
       “จริงเหรอคะ แล้วอยู่ไหนล่ะ”
       ชิษณุพงษ์เดินแกมวิ่งไปที่รถที่จอดอยู่ในโรงรถ แตงวิ่งตาม คุยกันไปด้วย
       “อยู่ที่วังศิวาลัย คุณยายหญิงนภาจรีแอบโทร.มาบอกฉัน”
       ชิษณุพงษ์ไปถึงรถ แตงอาสา
       “แตงไปด้วย แตงขับให้”
       “ไม่ต้อง ฉันหากอหญ้าเจอแล้ว เธอหมดหน้าที่ ไปได้”
       ชิษณุพงษ์ไล่เล่นไม่จริงจัง ท่าทีน่ารักๆ แล้วขึ้นรถ ขับออกไปอย่างร่าเริง แต่แตงแอบจ๋อย น้อยใจนิดๆ
      
       ทั้งหมดนั่งรับประทานอาหารเช้าด้วยกันในห้องอาหารวังศิวาลัย กอหญ้าสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ยืมมาจากพเยีย
       นภัสรพีกับนภดาราหน้าตาปกติ กอหญ้าก้มหน้าก้มตา เจียมตัว พเยียนั่งขรึม ส่วนนภาจรียิ้มพรายอย่างคนอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
       “เมื่อคืนหลับสบายไหมจ๊ะ กอหญ้า” นภดารายิ้มๆ
       “สบายดีค่ะ”
       “ไม่มีตัวอะไรมากวนหรือ” นภาจรีถาม จงใจพูดแขวะพเยีย
       นภดารามองอย่างอ่อนใจ พเยียตวัดตามองค้อน นภัสรพีส่งเสียงปราม
       “หญิงนภา”
       นภาจรีแก้ตัวเลี่ยงไป “ก็ผีบ้านผีเรือนไง มาอยู่ใหม่ๆ บางทีอาจจะมีบ้าง”
       นภดารารู้ทัน ดักคอ “บ้านเรามีเจ้าที่เจ้าทางคุ้มครองอยู่ คงไม่มีใครกวนใครหรอกค่ะ อาหญิง”
       “อาก็แค่ถามดู” นภาจรีหันมาทางกอหญ้า “ถ้ามันมากวนก็บอกฉันนะ กอหญ้า ฉันจะไปปัดรังควานให้”
       พเยียสุดทนวางช้อนดังกึก กอหญ้าหน้าเจื่อน พยายามก้มหน้าไม่อยากมีเรื่อง แม่ชื่นเข้ามาพอดี
       “คุณหญิงคะ คุณชิษณุพงษ์มาแล้วค่ะ”
       พเยียกับกอหญ้าแปลกใจพร้อมกัน
       “บอกตาณุว่าเดี๋ยวฉันออกไป” นภาจรีบอก
       นภดาราสงสัย “อาหญิงเรียกชิษณุมาหรือคะ เรียกมาทำไม”
       นภัสรพีดื่มกาแฟ แล้วลุกขึ้นยืนพลางบอก
       “มาพบพ่อ มาด้วยกันสิ ดารา เห็นหญิงนภาบอกว่าชิษณุพงษ์มีอะไรที่อยากให้พวกเราดู”
       นภัสรพีเดินออกไป นภดาราลุกตาม นภาจรีกรายตัวตามไปเป็นคนสุดท้าย ปรายตามองพเยียและกอหญ้า สีหน้าเหมือนขบขันและสะใจอะไรบางอย่าง
      
       กอหญ้ากับพเยียอดมองหน้ากันไม่ได้ ทั้งสองรู้สึกสังหรณ์ใจว่าน่าจะเกี่ยวกับตัวเอง


  


       ทุกคนอยู่ภายในห้องโถง ชิษณุพงษ์เอารูปถ่ายที่ได้จากลุงเติมวางลงบนโต๊ะตรงหน้าทุกคน
      
       “นี่เป็นรูปถ่ายจากงานคริสต์มาสปีก่อนของโบสถ์ครับ นั่นคือพเยีย แล้วที่เล่นเปียโนอยู่ตรงนี้ เห็นไหมครับว่าคือใคร”
       นภดาราหยิบมาดู แล้วบอกนภัสรพี
       “เห็นหน้าไม่ค่อยชัด แต่ดูแค่นี้ก็รู้ ว่าคือหนูกอหญ้าของเราแน่ๆ”
       ชิษณุพงษ์บอกจริงจัง “ผมเอารูปนี้มายืนยัน ว่ากอหญ้าเป็นเพื่อนผมจริงๆ ครับ”
       “ถ้ากอหญ้าเป็นเพื่อนพเยีย อุบัติเหตุที่ทำให้แกความจำเสื่อม ก็น่าจะเป็นอุบัติเหตุรถคว่ำในคืนนั้นนั่นเอง”
       นภาจรีแขวะ “แม่พเยียโกหกคำโต อยากรู้นัก จะแก้ตัวว่ายังไง”
       นภัสรพีถอนใจสีหน้าหนักใจ “ดารา ไปตามเด็กสองคนนั้นมาหาพ่อที”
      
       ครู่ต่อมานภดาราเดินนำ พเยียกับกอหญ้าเดินตาม ทั้งสองต่างมีอาการตื่นเต้น ไม่รู้ว่าจะได้เจอกับอะไร โดยเฉพาะพเยียที่หน้าเครียดเคร่ง
       นภัสรพีบอก “นั่งลงสิ ทั้งสองคน”
       พเยียกับกอหญ้านั่งลงอย่างเรียบร้อย นภัสรพีวางรูปถ่ายลงบนโต๊ะ
       นภัสรพีพูดกับกอหญ้า “ชิษณุพงษ์เค้าเอารูปมาให้ดู ...รูปของเธอสองคน”
       พเยียกับกอหญ้าร้องขึ้นพร้อมกัน
       พเยียตกใจ “อะไรนะ”
       ขณะที่กอหญ้าดีใจ “รูปของหนูเหรอคะ”
       ทั้งสองสาวเอื้อมมือคว้าพร้อมกันโดยไม่ตั้งใจ แต่กอหญ้าหยิบไปได้ก่อน ดูอย่างตื่นเต้น
       “ต้องเป็นหนูแน่ๆ รูปหนูจริงๆ ด้วย” กอหญ้าหันมาถามชิษณุพงษ์ “ที่นี่ที่ไหนคะ”
       “โบสถ์ที่เชียงใหม่ เธอกับคุณพเยียเคยอยู่ที่นั่นมาด้วยกัน” ชิษณุพงษ์ว่า
       กอหญ้าหันไปมองหน้าพเยีย
       “ฉันนึกอยู่แล้ว ว่าคุณต้องรู้จักฉันมาก่อน” กอหญ้าบอก
       นภดาราถามทันที “แต่ทำไมพเยียต้องทำเป็นไม่รู้จักกอหญ้าด้วย”
       พเยียนั่งนิ่ง สมองพยายามคิดหาทางเอาตัวรอด
       นภาจรีเสริม “ไม่ใช่แค่ทำเป็นไม่รู้จัก แต่เธอยังโกหกตำรวจ ว่ากอหญ้าขอลงไปทำธุระข้างทาง ทั้งๆ ที่เขาอยู่ในรถกับเธอตลอดเวลา จนกระทั่งรถคว่ำ”
       กอหญ้ามองหน้าพเยียอย่างแปลกใจ เพิ่งรู้เรื่องพเยียโกหกตำรวจ ชิษณุพงษ์มองเยาะ ยิ้มหยัน เพราะรู้อยู่แล้ว
       นภดาราคาดคั้น “ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยลูก”
       นภัสรพีถามคาดคั้นเสียงดัง “เธอมีอะไรปกปิดพวกเราอยู่หรือเปล่า พเยีย บอกมา”
       พเยียยังนิ่ง เครียดแทบหัวจะระเบิด คิดหาทางออกให้ตัวเอง
       นภดาราต่อว่าอย่างผิดหวัง เสียใจ
       “พเยีย ตอบแม่มา นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะลูก หนูทิ้งกอหญ้าเอาไว้ที่นั่น ถ้าคุณอิศรไม่ไปเจอเข้า กอหญ้าคงตายไปแล้ว หรือถ้าหากคนที่ไปเจอไม่ใช่คุณอิศร แต่เป็นคนร้าย ป่านนี้กอหญ้าจะเป็นยังไง”
       “เป็นเพื่อนกัน โตขึ้นมาด้วยกันแท้ๆ ทำไมเธอถึงทิ้งเพื่อนได้ลงคอ” นภัสรพีต่อว่า
       นภดาราเสียใจมาก “แม่นึกไม่ถึง ว่าลูกของแม่จะเป็นคนใจร้ายอย่างนี้ ลูกมีเหตุผลอะไร พเยีย”
       กอหญ้าฟังอยู่นาน ตัดสินใจถาม “ฉันเคยทำอะไรคุณเหรอคะ คุณพเยีย คุณถึงได้เกลียดฉันขนาดนั้น”
       นภาจรีมองพเยียอย่างจับผิด “หรือว่าเธออยากให้กอหญ้าตาย ทำไม”
       นภัสรพีเสียงดัง “พเยีย! ตอบมา!”
       พเยียน้ำตาไหล แล้วค่อยๆ สะอื้นแรงขึ้นๆ แรงขึ้น จนน้ำตาไหลพรากๆ นภดาราตกใจ
       “พเยีย ลูกเป็นอะไร”
       พเยียพูดปนสะอื้น ดูน่าสงสารมาก
       “หนู...หนูกลัว” ทุกคนฟัง แปลกใจ “หลังจากรถคว่ำ หนูฟื้นขึ้นมา มีแต่คนตายรอบตัวไปหมด หนูเห็นกอหญ้านอนจมกองเลือด หนูนึกว่ากอหญ้าตายไปแล้ว”
       พเยียทำหน้าสยดสยอง กอหญ้าและทุกคนฟังอย่างตั้งใจ
       “หนูไม่รู้จะทำยังไง หนูกลัว หนูเลยรีบมาหาคุณแม่”
       นภัสรพีซักถามต่อ “แล้วทำไมตอนที่ตำรวจมาสอบสวน เธอไม่พูดความจริง”
       “พอตำรวจเค้าบอกว่ากอหญ้าหายไป หนูไม่รู้ว่าเค้าหายไปได้ยังไง หนูกลัวตำรวจจะเอาผิดหนู หนูเลย...”
       พเยียสะอื้นฮักๆ จนต้องหยุดเล่า นภดาราใจอ่อน ลงไปนั่งประคองปลอบพเยีย นภัสรพีมองดูนิ่งๆ นภาจรีมองอย่างไม่เชื่อใจ
       ชิษณุพงษ์ถามขึ้น ยังไม่หมดความสงสัย
       “แต่พอคุณรู้ว่ากอหญ้ายังไม่ตาย ทำไมคุณไม่ดีใจ แต่กลับทำเป็นไม่รู้จักเพื่อนของคุณเอง”
       ทุกสายตาจับจ้องไปที่พเยีย พเยียตอบทั้งน้ำตา ท่าทางน่าสงสาร
       “กอหญ้าก็ความจำเสื่อมไปแล้วนี่ ฉันจะไปรื้อฟื้นอีกทำไม...” พเยียขดตัวเข้าหากันท่าทีตื่นตระหนก ร้องไห้อย่างเจ็บปวด “เรื่องวันนั้นมันเหมือนฝันร้าย พเยียไม่อยากจำมันเอาไว้ ไม่อยากพูดถึงมันอีก พเยียอยากลืม อยากลืม”
       พเยียร้องไห้สะอึกสะอื้น นภดารากอดพเยียที่ตัวสั่น ลูบหัวปลอบโยนด้วยความสงสาร เชื่อทุกอย่าง
       นภาจรีเมินหน้า เบื่อหน่าย ชิษณุพงษ์กับกอหญ้าไม่แน่ใจ
       นภัสรพีมองนิ่ง ชั่งใจ ใคร่ครวญครุ่นคริด
      
       ไม่นานต่อมาชิษณุพงษ์ไหว้ลานภดาราที่เดินออกมาส่งหน้าบ้าน กอหญ้าเดินมาด้วย
       “ไม่โกรธผมนะครับ คุณอาดารา ผมแค่ต้องการช่วยกอหญ้า ไม่ได้ต้องการจะทำร้ายจิตใจคุณพเยีย”
       “ไม่หรอกจ้ะ อาเองก็อยากช่วยหนูกอหญ้าเหมือนกัน” นภดาราหันมาทางกอหญ้า “น่าเสียดาย ที่พเยียไม่รู้ว่าเธอลงมากรุงเทพฯ ทำไม มาหาใคร คนที่รู้ก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว”
       ชิษณุพงษ์บอกกับกอหญ้า “ฉันอยากพาเธอไปเชียงใหม่ มันอาจจะมีใครที่จำเธอได้ หรืออย่างน้อย การได้กลับไปที่นั่น อาจจะทำให้ความทรงจำของเธอกลับคืนมาก็ได้”
       “คิดว่ายังไงจ๊ะ กอหญ้า” นภดาราถาม
       “ขอเวลาหนูอีกซักหน่อยนะคะ ขอคิดอะไรให้รอบคอบก่อน” กอหญ้าหันมาทางชิษณุพงษ์ “แต่ยังไงก็ขอบคุณมาก ฉันเชื่อแล้วว่าคุณเป็นเพื่อนของฉันจริงๆ”
       “ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็บอกแล้วกัน ฉันจะมาเยี่ยมเธอบ่อยๆ ฉันจะทำทุกอย่างให้เธอจำอดีตของเราให้ได้เร็วๆ”
       ชิษณุพงษ์พูดอย่างมีความหมาย กอหญ้ายิ้มอ่อนๆ ไม่รับรู้อะไร
       ชิษณุพงษ์ไหว้ “ผมลาครับ คุณอา” พลางยิ้มให้กอหญ้า “แล้วจะมาเยี่ยมบ่อยๆ นะ”
       ชิษณุพงษ์เดินออกไปที่รถ นภดาราโอบเอวกอหญ้าอย่างรักใคร่ กอหญ้ากอดตอบอย่างสนิทใจ
      
       พเยียยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากด้านหลังสามคน สีหน้ากังวลหนัก


  


       อิศรอยู่ในห้องทำงาน นั่งอ่านแบบแปลนของโครงการรีสอร์ทที่จะสร้างใหม่ตรงที่ดินเชิงเขาที่เชียงใหม่ ใจหวนไปคิดถึงเหตุการณ์ที่กอหญ้าเคยมาวิงวอนตน
      
       “คุณพ่อคุณร่ำรวย ท่านคงมีที่ดินเยอะแยะ แต่เด็กพวกนี้ เค้าไม่มีที่อยู่ที่ไหนอีกแล้ว .. ฉันไหว้ล่ะ คุณช่วยขอร้องคุณพ่อคุณ ให้สงสารพวกเค้าหน่อยได้ไหมคะ”
       “คุณพ่อผมไม่เคยสงสารใครหรอกคุณ อีกอย่าง ลองท่านอยากจะทำอะไร ใครก็ห้ามท่านไม่ได้”
       “พ่อคุณก็ไม่ต่างอะไรจากคุณ ฉันไม่น่าเสียเวลา อ้อนวอนคนเห็นแก่ ตัวอย่างคุณเลย”
       อิศรไม่มีสมาธิ ผลักพิมพ์เขียวตรงหน้ากระจายไป ทิ้งตัวลงนั่ง ท่าทีกลัดกลุ้ม
       เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น อิศรรับอย่างเซ็งๆ
        “อิศรพูดครับ” อิศรลุกขึ้น น้ำเสียงแปลกใจและไม่พอใจ “คุณพเยีย”
       พเยียอยู่ในห้องนอน ขณะพูดโทรศัพท์
        “ฉันมีข่าวจะบอก ตอนนี้กอหญ้าอยู่ที่วังศิวาลัย คุณรีบมาเอาตัวเค้าออกไปซะ ก่อนที่จะโดนใครคาบเอาไปกิน”
       พเยียพูดจบก็วางหู อิศรตะโกนลั่น
       “คุณพเยีย เดี๋ยวก่อน” พเยียสายตัดไปแล้ว อิศรหงุดหงิด “โธ่เว้ย” อิศรครุ่นคิดตามคำพูดพเยีย “กอหญ้าอยู่ที่วังศิวาลัย มีคนจะมาคาบไป” นึกได้ ก็โมโหขึ้นมา “ไอ้ชิษณุพงษ์! ไอ้ขี้โกง”
       อิศรพุ่งออกจากห้องทำงานไปด้วยอาการราวกับพายุสลาตัน
      
       อิศรขับรถแทบจะบินมาจอดในวังศิวาลัย แล้วเดินปึงปังเข้ามาด้านในตรงโถงใหญ่ เจอแม่ชื่นที่กำลังคุมศรีและสาวใช้จัดห้องอยู่
        “อ้าว คุณ”
       อิศรถามสวนออกไปเร็วๆ ประสาคนร้อนใจ “ผมมาหากอหญ้า”
       แม่ชื่นไม่ทันตั้งตัว “เอ่อ...คือ...”
       อิศรเน้นเสียง “ผมรู้นะครับ ว่าเค้าอยู่ที่นี่ ตอนนี้เค้าอยู่ที่ไหน”
       แม่ชื่นตั้งสติได้ ยืดตัวตรง ตอบนิ่งๆ
       “อยู่ในสวนกับคุณดาราค่ะ ตอนนี้เธอเป็นแขกของคุณชายนภัสรพี ไม่ทราบว่าคุณต้องการพบเธอเรื่องอะไรคะ ดิฉันจะไปเรียนเธอให้”
       แม่ชื่นสบตาอิศรแววตากร้าว เป็นเชิงบอกให้รู้ว่าอิศรจะมาวางอำนาจที่นี่ไม่ได้ อิศรเป็นฝ่ายสงบลง
        “ผมมารับเค้ากลับบ้าน”
        “รอซักครู่นะคะ”
      
       อิศรนั่งรออยู่ในห้องโถงอย่างร้อนใจ ครู่หนึ่งนภดาราเดินออกมากับแม่ชื่น อิศรรีบลุกขึ้นยกมือไหว้
        “คุณอาดารา สวัสดีครับ”
        นภดารารับไหว้ “สวัสดีจ้ะ”
        อิศรมองหา “กอหญ้าล่ะครับ”
        “กอหญ้าให้ฉันมาบอกเธอว่า เค้าจะอยู่กับเราที่นี่” นภดาราบอกเสียงเรียบ
       อิศรหน้าบึ้งขึ้นมาทันที ประสาคนเอาแต่ใจ
       “ขอผมพูดกับเค้าเองดีกว่า”
       “กอหญ้ามีปัญหากับคุณอรรถ กับคุณสกุณา เธอก็ทราบแล้วเธอจะให้กอหญ้ากลับไปที่บ้านนั้นอีกได้ยังไงจ๊ะ” นภดาราบอก
       อิศรพูดอย่างถือดี “ผมจะพาเค้าไปอยู่ที่คอนโดของผม”
       “ในฐานะอะไร” นภดาราย้อน อิศรอึ้ง “แล้วคนอื่นจะคิดยังไง”
       อิศรเหวี่ยง วึดวือพาลตามนิสัยเอาแต่ใจ “คิดยังไงก็ช่าง ผมไม่สน”
       แม่ชื่นทนไม่ไหว พูดแทรกขึ้นมา
       “คุณเป็นผู้ชาย คุณไม่สนได้ แต่หนูกอหญ้าเป็นผู้หญิงนะคะ”
       อิศรชะงักไป นภดาราพูดให้สติ
        “กอหญ้าเป็นเด็กกำพร้า ใครๆ ก็ดูถูกแกอยู่แล้ว อิศรอย่าทำให้คุณอรรถดูถูกกอหญ้าไปมากกว่านี้เลยนะจ๊ะ เค้าคิดถูกแล้วล่ะ ที่จะอยู่กับอาที่นี่”
       อิศรยอมรับ ไม่มีทางเถียง ในที่สุดก็ได้แต่พูดเสียงอ่อย
       “งั้น ขอผมเจอเค้าหน่อยได้ไหมครับ ขอคุยนิดเดียว”
      
       นภดาราพยักหน้ายินยอม


  


       ไม่นานนักอิศรเดินเข้าไปที่ศาลาในสวน กอหญ้าที่นั่งอยู่รีบลุกขึ้นยืนต้อนรับ ทั้งสองต่างดีใจที่เห็นหน้ากัน
      
        “กอหญ้า” อิศรเข้าไปจับมือบีบแน่น “เป็นยังไงบ้าง”
        “สบายดีค่ะ”
        “รู้ไหม ฉันตามหาเธอแทบไม่ได้หลับได้นอน เป็นห่วงแทบตาย”
        กอหญ้าตื้นตัน ดีใจ “ขอโทษค่ะ”
       ทั้งสองมองตากัน กอหญ้ายิ้ม ดึงมือออกอย่างสุภาพ อิศรถาม
        “จะอยู่ที่นี่แน่หรือ”
        กอหญ้า ตัดบท “ไม่เอานะ ไม่เถียงกันเรื่องนี้แล้ว”
        “ก็ได้ๆ แต่ฉันก็ยังเป็นห่วงเธออยู่ดี” ลดเสียงเบาลง “ไม่กลัวคุณพเยียจะแกล้งเอาอีกหรือไง”
        “กลัวค่ะ แต่คุณอาดารารับปากว่าจะดูแลฉัน”
        อิศรพาล พูดแขวะ “แล้วยังมีไอ้ชิษณุพงษ์มาช่วยดูแลด้วย”
        กอหญ้าอมยิ้มขำ “คุณอย่าพาลไปหน่อยเลยน่ะ เค้าก็แค่หวังดีอยากจะช่วยฉัน”
        “ไม่ต้องไปแก้แทนมัน”
        “จริงๆ ค่ะ” หยิบรูปจากกระเป๋ามาอวด “เค้าเอาเอารูปตอนฉันอยู่ที่โบสถ์ที่เชียงใหม่มาให้ แล้วเค้ายังบอกว่าถ้าเค้าเจออะไรที่เกี่ยวกับตัวฉันอีก เค้าจะเอามาให้ เผื่อฉันจะได้จำความหลังได้ซะที”
       กอหญ้าพูดด้วยย้ำเสียงสดใส และมีความหวัง อิศรฟังกอหญ้าพูดถึงชิษณุพงษ์อย่างอิจฉานิดๆ
      
       ด้านพเยียแอบยืนมองจากหน้าต่างห้องนอน เห็นกอหญ้ากับอิศรเดินคุยกัน กอหญ้าเดินไปส่งอิศรขึ้นรถ อิศรขับรถออกไป พเยียเซ็งเดินกลับมาที่เตียง
        “แกนี่มันกำจัดยากสมชื่อกอหญ้าจริงๆ ฉันจะทำยังไงกับแกดี”
       พเยียทิ้งตัวลงนอนเอามือก่ายหน้าผากบนเตียง
       “ขืนฉันเล่นงานแกอีก คุณตาเอาเรื่องฉันหนักแน่ แต่ถ้าปล่อยให้แกอยู่สบายๆ อย่างนี้ แกอาจจะหาย จำตัวเองได้ขึ้นมาซักวัน”
       พเยียคิดเครียด เสียงเคาะประตู
        “คุณหนูขา”
        “อะไรอีก”
       พเยียลุกเปิดประตูอย่างรำคาญ ศรีส่งโทรศัพท์ไร้สายให้
        “โทรศัพท์ถึงคุณหนูค่ะ”
        “ใครโทร.มา คุณอิศรเหรอ”
        “ไม่ใช่ค่ะ เป็นผู้ชาย บอกว่าเป็นเพื่อนคุณหนู ชื่อคุณนภดล”
       พเยียช็อก ตัวแข็งทื่อคว้าโทรศัพท์มาแล้วปิดประตูใส่หน้าศรีดังปัง!
      
       พเยียใจสั่น ลนลานหนัก มองดูโทรศัพท์ในมือ แล้วตัดสินใจรับสาย
       “ฮัลโหล พเยียพูด”
       นพดลพูดโทรศัพท์
       “โอ้โห กว่าจะรับได้” นพดลตัดพ้อ
       “พี่โทร.มาทำไม แล้วรู้ได้ไงว่าฉันอยู่เบอร์นี้”
       นภดลประชด “เบอร์โทร.วังศิวาลัยมันจะไปหายากตรงไหนคะ คุณหนูพเยีย...แหม ได้ดิบได้ดี ได้เป็นลูกหลานเศรษฐีไม่มีส่งข่าวกันเลยนะ”
       พเยียตกใจ ตัวเย็นวาบ “นี่...นี่พี่รู้”
       ที่แท้นพดลนั่งคุยโทรศัพท์อยู่บนมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่หน้าวัง
       “พี่อยู่หน้าวังนี่แหละ พเยียบอกให้อีพวกบ่าวไพร่มันมาเปิดประตูรับพี่หน่อย หิวน้ำจะแย่อยู่แล้ว”
       พเยียยิ่งตกใจมากกว่าเดิม
       “ไม่ ไม่ได้”
       นภดลไม่พอใจ “อะไรนะ”
       พเยียรีบตัดบท “พี่รออยู่ข้างนอกนั่นแหละ เดี๋ยวพเยียออกไป แค่นี้นะ”
       พเยียกดวางสาย ใจเต้นโครมคราม
       “เรื่องนังกอหญ้ายังไม่จบ อีพี่นพเสือกโผล่มาอีกคน แล้วจะทำยังไงดีวะนี่”
      
       พเยียเดินแกมวิ่ง เหลียวหน้าเหลียวหลัง ท่าทางมีพิรุธออกจากห้อง ก่อนจะวิ่งลงบันได และสวนกับกอหญ้า ที่หยุดยืนมองอยู่อย่างสนใจ
       “คุณพเยีย” พเยียชะงัก กอหญ้าเห็นพเยียสะพายกระเป๋า “จะไปข้างนอกเหรอคะ”
       “มันเรื่องของฉัน แกไม่ต้องมายุ่ง”
      
       พเยียวิ่งสวนลงไปอย่างรีบร้อน กอหญ้ามองตามอย่างสงสัย
ตอนที่ 6
      
       พเยียกึ่งเดินกึ่งวิ่ง ท่าทีรีบร้อนออกจากตึกมาถึงประตูหน้าวังศิวาลัย เห็นไม่มีคนอยู่ พเยียมองไปอีกมุมเห็นนพดลนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์ พเยียตั้งท่าจะเปิดประตูเล็กเดินไปหา
      
       แต่ทองมายามเฝ้าประตูวังเดินกลับมาจากไปเข้าห้องน้ำพอดี พเยียเห็นรีบแอบหลังต้นไม้ ทองมาเข้าประจำที่ป้อมยามตามหน้าที่ พเยียขัดใจ
       พเยียมองไปเห็นนพดลดูนาฬิกาข้อมือ ด้วยหน้าตาหงุดหงิด พเยียยิ่งร้อนใจ คิดไปคิดมาแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด
       จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ที่ป้อมยามดัง ทองมาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วรีบกดรับ
       “ครับผม...ครับ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ครับ”
       ทองมามีท่าทีรีบร้อนเดินแกมวิ่งไปทางสวนด้านข้างวัง พเยียมองตามไปจนทองมาลับสายตา หันซ้ายหันขวามองจนแน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ก่อนจะวิ่งไปที่ประตูเล็ก
      
       นภดลรออยู่นาน ชักเริ่มไม่พอใจ กดโทรศัพท์หาพเยียอีก
       “ฮัลโหล ขอสายคุณพเยียอีกทีซิ” จู่ๆ มีมือมาคว้าโทรศัพท์ไว้ นพดลเห็นหน้าพเยีย ยิ้มออก “โอเคๆ ไม่มีอะไร แค่นี้แหละ”
       นพดลกดวางสายมองพเยียกวนๆ “กว่าจะเสด็จมาได้นะ เจ้าหญิง”
       พเยียชักสีหน้าไม่พอใจ พูดไประวังตัวไปกลัวมีคนมาเห็น
       “พี่นพมาที่นี่ทำไม”
       “ก็มาเยี่ยมเยียนกันตามประสาวันก่อนก็วิ่งหนีพี่ทีนึงแล้ว ทำไม ได้ดีแล้วกะจะทิ้งเพื่อนเก่าเลยหรือไง”
       พเยียรีบตัดบท “พี่นพมีธุระอะไรก็พูดๆ มาเลยดีกว่า พเยียไม่มีเวลา”
       นพดลมองอาการพะวักพะวนของพเยีย รู้สึกไม่ชอบใจ ยิ่งอยากแกล้ง
       “มายืนคุยอะไรข้างถนนอย่างนี้ล่ะ เข้าไปคุยกันในวังดีกว่า พี่อยากจะเห็นเป็นบุญตาซะหน่อย ว่าหม่อมแม่ของพเยียรวยขนาดไหน”
       นพดลพูดไป พลางเดินไปที่ประตูวัง พเยียรีบตามไปขวางไว้
       “ไม่ได้นะ ไม่ได้ พี่จะเข้าไปไม่ได้”
       นภดลเสียงเข้มใส่ “ทำไม…รังเกียจพี่งั้นเหรอ”
       พเยียอึกอัก ไม่อยากมีเรื่อง “เปล่า แต่พเยียไม่อยากให้พวกเค้าเห็นพี่”
       นภดลยียวน “ก็บอกเค้าไปซี๊ ว่าเราเป็นอะไรกัน รึจะให้พี่ไปบอกเอง”
       นพดลขยับตัวทำท่าจะเข้าไปอีก พเยียตกใจ ลนลามห้าม ดึงตัวนพดลเอาไว้
       “อย่านะพี่นพ”
       จังหวะนั้นเสียงแม่ชื่นดังแว่วขึ้นมาจากหลังประตูวัง
       “ทองมา” เสียงแม่ชื่นบ่น “ไปไหนนะ” เสียงดังใกล้เข้ามา “ทองมา อยู่ข้างนอกหรือเปล่า…ทองมา”
       “นังชื่น”
       พเยียตกใจมาก กลัวว่าแม่ชื่นจะเปิดประตูมาเห็น เลยตัดสินใจ โถมกอดนพดลทั้งตัว ออดอ้อน
       “ไปหาที่คุยกันข้างนอกดีกว่าพี่ เราจะได้นั่งคุยนอนคุยกันให้สบาย”
       นพดลยิ้มอย่างรู้ทัน หันกลับขึ้นขี่แล้วสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ พเยียรีบวิ่งไปซ้อนท้ายหมับ นพดลขับออกไปทันที
      
       แม่ชื่นเปิดประตูเล็ก ชะโงกหน้ามองซ้ายขวา หาตัวทองมา เห็นลิบๆ ข้างหลังเป็นชายหญิงขับมอเตอร์ไซค์ออกไป ไม่ได้สงสัยอะไร แม่ชื่นหันกลับเดินเข้ามาในวัง เห็นทองมาวิ่งปาดเหงื่อกลับมา แม่ชื่นเอ็ดเสียงขุ่น
       “ทองมา! หายไปไหนมา อู้ดีนัก เดี๋ยวเถอะ จะเรียนคุณหญิงซะให้เข็ด”
       “เปล่าอู้ครับ คุณแม่บ้าน ผมไปไล่งูมา” ทองมาบอก
       แม่ชื่นตกใจ “หา! งูเหรอ งูอะไร!”
       ทองมายิ้มแหะๆ “งูอะไรก็ไม่ทราบครับ คุณหนูเธอโทร.มาตามผม ให้ไปช่วยไล่งูที่สวนด้านหลัง ผมไปหาอยู่ตั้งนาน ไม่เห็นเจอซักกะตัว”
       แม่ชื่นฟัง แล้วนึกเอะใจว่ามอเตอร์ไซค์ที่เห็นหลังไวๆ นั้นน่าจะเป็นพเยีย
      
       ไม่นานต่อมาแม่ชื่นเดินหน้าเครียดเข้ามาในบ้าน เห็นนภดาราเดินเหลียวซ้ายแลขวา อยู่ตรงโถงเหมือนมองหาใคร ศรีเดินเข้ามาจากด้านหลัง
       นภดาราถาม “ว่าไง ศรี เจอไหม”
       ศรียังไม่ทันตอบ แม่ชื่นก็ถามขึ้น
       “หาอะไรคะ คุณดารา”
       “หาลูกพเยียค่ะ แม่ชื่น เห็นเข้าห้องปิดประตูเงียบไป ฉันก็เป็นห่วง แต่พอไปหา ก็ไม่อยู่ ไม่รู้หายไปไหน” นภดาราบอกท่าทีเป็นห่วง
       “อาจจะออกไปข้างนอกก็ได้นะคะ คุณดารา ตะกี๊มีเพื่อนของคุณหนูโทร.มาหา คุณหนูอาจจะออกไปหาเพื่อน” ศรีบอก
       “เพื่อน? เพื่อนผู้ชายใช่ไหม” แม่ชื่นถาม
       “ค่ะ คุณแม่บ้าน เห็นว่าเพื่อนจากเชียงใหม่น่ะค่ะ ชื่อคุณนภดล” ศรีบอก
       แม่ชื่นพยักหน้ายิ่งมั่นใจ “ใช่แน่ๆ” หญิงชราบอกกับนภดารา “ตะกี๊ดิฉันเห็นซ้อนมอเตอร์ไซค์ออกไปด้วยกัน เห็นหลังไวๆ ไม่นึกว่าจะใช่คุณหนู”
       นภดาราฟังแล้วไม่ค่อยสบายใจ
      
       “นพดล…ใครกัน”


  


       ช่วงบ่ายวันนั้น สองคนอยู่ที่คอนโดนภดล เห็นโค้กจากกระป๋องเทลงแก้วเหล้าที่ผสมไว้แล้วสองใบ นพดลถือแก้วเหล้า เดินมาหาพเยียซึ่งนั่งอยู่ที่โซฟา รอบตัวมีอาหารพวกดิลิเวอรี่เรียงรายเต็มไปหมด
      
       นภดลส่งให้พเยียหนึ่งแก้วพูดเหน็บ “เอ้า โค้ก โซดา เหมือนเคย กินได้ไหม หรือว่าเดี๋ยวนี้ต้องกินไวน์ขวดละหมื่นสองหมื่น”
       พเยียรับแก้วมาจิบอย่างชื่นใจ เมื่อได้กลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมๆ กับนพดล พเยียดูผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองขึ้น
       “พี่ก็พูดไป ไวน์เวยอะไรไม่เคยได้แตะซักหยด อยู่ที่วังกินอยู่สุขสบายก็จริง แต่ระเบียบจัด เรื่องเยอะยิ่งกว่าอยู่กับแม่ชีซะอีก”
       นพดลลงนั่งข้างๆ “ไหน เล่าให้พี่ฟังสิ มันยังไงถึงได้กลายไปเป็นลูกท่านหลานเธอกับเค้าได้”
       พเยียโกหกหน้าตาเฉย
       “คุณแม่ท่านก็ให้คนตามหาลูกที่หายไปของท่าน อีตาลุงนั่นก็มาหา จนกระทั่งมาเจอพเยียเข้านี่แหละ”
       “ตั้งสิบกว่าปีมาแล้ว แม่พเยียเค้ารู้ได้ยังไงว่าเป็นพเยียเป็นลูกของเค้า” นพดลถาม
       พเยียตัดบท “เค้ารู้ก็แล้วกันน่ะ คุณแม่รับพเยียมาอยู่ด้วย แต่พวกญาติแก่ๆ ในวังเค้าไม่ชอบพเยีย จ้องจับผิดอยู่ตลอด เพราะฉะนั้น พี่นพห้ามมายุ่งกับพเยียอีกเป็นอันขาด”
       นพดลมองพเยียอย่างมีแผน กระเถิบเข้ามาใกล้ ดึงมากอด ป้อคำหวาน
       “แหม พเยียสวย ออร่าคุณหนูจับไปทั้งตัวอย่างนี้ จะให้พี่เลิกยุ่งได้ยังไง”
       พเยียเอามือดันออกอย่างไว้ตัว “พอๆๆๆ” มองนพดลอย่างรู้ทัน “เอางี้ ฉันจ้างพี่ก็แล้วกัน
       พเยียหยิบกระเป๋าขึ้นมา ส่งเงินให้ปึกหนึ่ง
       “เอาไป…แล้วอย่ามายุ่งกับฉันอีก”
       นภดลกรีดเงินดูอย่างชำนาญ “หมื่นนึง...ไม่น้อยไปหน่อยเหรอคุณหนูพเยีย”
       “ฉันมีเท่านี้แหละ พี่จะเอาไม่เอา”
       นพดลเก็บเงิน “เท่านี้ก่อนก็ได้” ยิ้มกวน “วันหลัง ค่อยว่ากัน”
       พเยียทนไม่ไหว ลุกพรวดขึ้น โวยวายอย่างลืมตัว
       “วันหลังอะไรเล่า ไม่มีแล้ว! ฉันพูดจริงๆ นะ พี่นพ ห้ามมายุ่งกับฉันอีก ลำพังตัวฉันเองตอนนี้ก็จะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว จะโดนเฉดออกจากวังเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”
       “อะไรกัน” นภดลงง เมื่อเห็นสีหน้าพเยียจริงจัง “พเยียเป็นลูกเป็นหลานของเค้าไม่ใช่เหรอ ทำไมจะโดนเฉดออกจากวังได้”
       พเยียนิ่งอัดอั้น ใจหนึ่งไม่อยากให้นพดลมายุ่ง อีกใจหนึ่งก็อยากระบาย อยากมีคู่คิด
       นพดลมองคาดคั้น ในที่สุด พเยียก็ตัดสินใจ
       “ฉันเป็นลูกเป็นหลานของเค้าก็จริง แต่มันดันมีคนคนนึง เข้ามาทำให้ชีวิตของฉันมีปัญหา”
       “ใคร” นพดลประจบ “ใครมันมางี่เง่ากับพเยียของพี่ พี่เคลียร์ให้ได้นะ”
       พเยียมองนพดล ได้คิด ยิ้มออกมา
       “ก็แค่ผู้หญิงคนนึง พี่เคลียร์ให้พเยียได้จริงเหรอ”
       “ได้สิจ๊ะที่รัก มันอยู่ที่ว่า เคลียร์แล้ว พี่จะได้อะไร”
       พเยียยิ้มหวาน โน้มคอนพดลเข้ามาใกล้ กระซิบกระซาบ แล้วสองคนก็นัวเนียกันอย่างคุ้นเคย
      
       คืนนั้นนภัสรพีนั่งอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะในห้องหนังสือ กอหญ้าเคาะประตู
       “ขออนุญาตค่ะ”
       นภัสรพีเงยหน้าไปมองพลางปิดเอกสาร “เข้ามา”
       กอหญ้ายิ้มแย้มเข้ามาพร้อมชุดน้ำชาประจำตัวของนภัสรพี
       “ชาก่อนนอนค่ะ ท่าน...” กอหญ้าเห็นนภัสรพีมองยิ้มๆ จำใจเรียก “คุณตา”
       “นี่มันหน้าที่ของแม่ชื่นเค้า วันนี้นึกยังไงให้หนูเป็นคนยกมา”
       กอหญ้ารินชาร้อนควันกรุ่นลงในถ้วย เลื่อนไปให้ พูดไปด้วย
       “แม่ชื่นดูแลคุณอาดาราอยู่ค่ะ หนูเลยอาสาทำแทน”
       นภัสรพีจิบชา นึกรู้หน้าขรึมลง
       “แปลว่าพเยียยังไม่กลับใช่ไหม”
      
       “ค่ะ” กอหญ้าพูดอย่างเห็นใจ “คุณอาดารากลุ้มใจ ห่วงคุณพเยีย แม่ชื่นกลัวว่าโรคหัวใจจะกำเริบอีก เลยไม่กล้าทิ้งไปไหน”
       นภัสรพีถอนใจ พูดลอยๆ “บางทีฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าฉันทำถูกหรือทำผิด ที่รับเอาเด็กคนนี้เข้ามาอยู่ในบ้าน”
       กอหญ้ามองนภัสรพี แปลกใจในคำพูด
       “ทำไมท่านพูดอย่างนั้นล่ะคะ คุณพเยียเป็นหลานของท่าน หลานที่ท่านตามหามาตั้งสิบกว่าปี ท่านไม่ดีใจเหรอคะ ที่ได้หลานสาวกลับคืนมา”
       “หลานสาวของฉัน ถ้าฉันได้เค้ากลับคืนมาจริงๆ ก็ดีสิ”
       นภัสรพีแววตาหม่นเศร้าลง
      
       กอหญ้ามองอย่างงุนงง ไม่เข้าใจ แต่ก็สงสารนภัสรพีที่ดูเป็นทุกข์


  


       ด้านพเยียเปิดประตูเล็ก ย่องเข้าบ้าน ทองมาที่นั่งดูทีวีเล็กอยู่ในป้อมยาม หันมาเห็นทักเสียงดัง
      
       “คุณหนู”
       พเยียเอานิ้วแตะปาก เป็นสัญญานให้เงียบ ทองมาลดเสียงลง
       “คุณหนูไปไหนมาครับ”
       “ไปเที่ยว อย่าเอะอะไปล่ะ”
       พเยียวิ่งเข้าประตูไป ลัดเลาะไปทางด้านข้างบ้าน
      
       พเยียย่องหาทางแอบเข้าบ้านที่ประตูข้างสวน ทันใดนั้นก็มีเสียงนภาจรีดังขึ้น
       “หยุดนะ”
       พเยียสะดุ้งสุดตัว รีบหลบ ใจเต้นโครมครามนึกว่าโดนจับได้ แต่แล้วกลับเห็นปุยฝ้ายวิ่งออกมา นภาจรีเดินแกมวิ่งตามออกมา
       “ปุยฝ้าย จะไปไหน อย่าซนสิลูก”
       พเยียถอนหายใจเฮือก หลบนิ่งอยู่ เห็นนภาจรีมาอุ้มปุยฝ้าย โอบกอดอย่างแสนรัก
       นภาจรีพูดกับน้องหมาอย่างอ่อนหวาน “พรุ่งนี้เช้าค่อยเล่นนะจ๊ะลูกจ๋า ดึกแล้ว เข้าบ้านกันดีกว่านะจ๊ะ”
       นภาจรีพาปุยฝ้ายออกไป พเยียทำปากขมุบขมิบด่าตามหลัง
       “ทีพูดกับแมวล่ะลูกจ๊ะลูกจ๋า หมั่นไส้”
      
       พเยียเข้าห้องปิดประตูอย่างเบามือ ไม่อยากให้นภดาราได้ยิน พอขยับตัวออกจากประตู ก็มีเสียงเคาะ พเยียทำหน้าเหมือนอยากจะกรี๊ด แล้วบ่นเบาๆ กับตัวเอง
       “คุณแม่”
       พเยียกลั้นใจ เปิดประตู ปั้นหน้ายิ้มหวาน
       “มีอะไรคะ” พเยียชะงัก หน้าเปลี่ยน เสียงเปลี่ยน “กอหญ้า”
       “คุณอานภดาราเข้านอนไปแล้วค่ะ แม่ชื่นให้ทานยา เพิ่งหลับไป” กอหญ้าพูด เสียงเป็นเชิงตำหนิ “แต่ก่อนหน้านั้น ท่านเป็นห่วงคุณมาก”
       “อืมม์” พเยียทำเสียงรับรู้ จะปิด กอหญ้าดึงบานประตูไว้
       “คุณอาดาราไม่ค่อยแข็งแรง คุณไม่น่าทำให้ท่านต้องกังวลใจ มันไม่ดีกับสุขภาพของท่าน”
       พเยียชักสีหน้า “แล้วไงอีก”
       “ท่านรักคุณมากนะคะ ถ้าฉันมีแม่ ที่รักฉันมากอย่างนั้น ฉันจะไม่ทำให้ท่านเสียใจเลย” กอหญ้าบอก
       พเยียยิ้มเยือกเย็น “ไม่ต้องห่วงหรอก กอหญ้า ฉันจะรักและดูแลคุณแม่ให้ดีที่สุด เพราะท่านเป็นคุณแม่ของฉัน…ของฉันคนเดียว”
       พเยียปิดประตูใส่หน้ากอหญ้า ดังปัง!
      
       วันต่อมาสุบรรณเดินเข้ามาในออฟฟิศของอิศร ในมือมีของฝากใส่ถุงมา 2-3 อย่าง สุบรรณโผล่หน้าเข้ามาหาในห้องทำงานอิศร
       “กลับมาแล้วคร้าบ”
       อิศรที่นั่งพิงพนักเก้าอี้หันหลังดูอะไรบางอย่างอยู่ หมุนเก้าอี้กลับมามอง สุบรรณเอาของวางลงบนโต๊ะ
       “นี่ครับ จากเชียงใหม่”
       อิศรมองมา ท่าทีหงุดหงิด “อะไรของแก
       “แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม แล้วอันนี้หมูยอ” สุบรรณบอก
       อิศรทนไม่ไหว ลุกพรวด หัวแทบจะชนกับสุบรรณ
       “ฉันมีตาโว้ย ฉันเห็นว่ามันเป็นอะไร แต่แกเอามาวางที่โต๊ะฉันทำไม”
       สุบรรณ ยิ้มกวน “อ๋อ ก็เห็นคุณอิศรสั่งว่า ยังไงก็ห้ามกลับมามือเปล่า แล้วผมก็เห็นว่าน้ำพริกเจ้านี้เค้าดัง…”
       อิศรสวนขึ้น “พอ พอเลยไอ้สุบรรณ...” พลางลงนั่ง “ฉันหากอหญ้าเจอแล้ว เค้าอยู่ที่วังศิวาลัย”
       “อ้าว จริงดิ” สุบรรณลงนั่ง “โห ไอ้ผมก็หาซะเหนื่อย ที่แท้ก็หนีไปอยู่ข้างบ้านคุณอิศรนี่เอง” นึกได้ “เอ๊ะ แล้วนึกยังไงไปอยู่ที่นั่นล่ะครับ”
       อิศรบ่นระบายอย่างน้อยใจ “คุณอาดาราอาสาจะดูแลเค้า แล้วเค้าก็ไว้ใจทางโน้นมากกว่าฉัน”
       สุบรรณถึงบางอ้อ “เลย’รมณ์เสีย”
       อิศรบ่นต่อ “ไอ้ชิษณุพงษ์มันไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่นั้นด้วย มันเสนอตัวจะช่วย ทำให้กอหญ้าจำอดีตได้”
       “ก็ดีนี่ครับ คุณอิศรเองก็อยากให้คุณกอหญ้าหายความจำเสื่อมซะทีไม่ใช่เหรอ”
       “ไม่รู้สิ”
       สุบรรรณฟังแล้วงง “ห๊ะ!”
       อิศรถอนใจฮึดฮัด ทิ้งตัวลงกับเก้าอี้เหมือนเด็กไม่ได้อย่างใจ สุบรรณมองงงและสงสัย
       “ฉันกลัวว่ะ สุบรรณ ฉันกลัวว่าถ้ากอหญ้าเค้าจำอดีตได้ ฉันจะเสียเค้าไป”
       “ทำไมคิดหยั่งงั้นล่ะครับ
       อิศรไม่ตอบได้แต่ทอดถอนใจ พลางก้มลงมองแหวนรูปดาวในมือ ที่ถือดูอยู่ก่อนหน้า คิดถึงคำพูดของชิษณุพงษ์ ที่บอกอย่างมั่นใจ วันที่เจอกันหน้าโบสถ์
       “กอหญ้าเพื่อนผม ที่นิ้วนางข้างขวาของเค้า จะมีแหวนใส่ไว้ตลอดเวลา แหวนที่เป็นรูปดาว”
       กอหญ้าฟังแล้วสับสน “แล้วคุณล่ะ คุณเป็นใคร เราสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
       “เธอกับฉันเป็นเพื่อนกัน ตอนที่เธออยู่ที่เชียงใหม่ เธอช่วยดูแลฉันตอนที่ตาฉันมองไม่เห็น เราสองคนรักกัน เธอสัญญาว่าถ้าฉันผ่าตัดตาเรียบร้อย เธอจะหมั้นกับฉัน”
       อิศรดึงตัวเองกลับมาบอกกับสุบรรณ น้ำเสียงไม่พอใจ
       “กอหญ้ากับชิษณุพงษ์อาจจะเคยสัญญารักกันจริงๆ ก็ได้ ถึงได้ให้แหวนแทนใจกันไว้”
       “คุณอิศรไม่ลองเอาแหวนไปให้คุณกอหญ้าดูล่ะครับ แกอาจจะนึกอะไรออกขึ้นมาก็ได้” สุบรรณแนะ
       อิศรทำหน้าแบบเด็กเกเร ที่ไม่ยอมแพ้
       “เรื่องอะไร ในเมื่อกอหญ้าเองก็จำไม่ได้ ว่าตัวเองเคยใส่แหวนของไอ้หมอนั่น” พูดกวนๆ “แหวนเหวินอะไรกัน ฉันไม่เคยเห็นกอหญ้าใส่แหวนอะไรทั้งนั้น” มองสุบรรณ พูดข่มขู่ “แกเองก็ไม่เคยเห็น ใช่ไหม”
       สุบรรณรู้ทันว่าอิศรจะโกงอีกแล้ว ตอบอย่างอ่อนใจ
       “คร้าบบบ”
       อิศรยิ้มเจ้าเล่ห์ หยิบแหวนมาชู “แหวนวงนี้ ไม่เคยมีอยู่ในโลกเลยด้วยซ้ำ”
      
       อิศรโยนแหวนใส่ลิ้นชัก ปิดดังปัง สุบรรณมองอิศรอย่างทึ่งในความเกเรและขี้โกงสุดๆ

      
       ตอนสายๆ นภดารากึ่งนั่งกึ่งนอนพักผ่อนอยู่บนเตียง มีแม่ชื่นดูแลอยู่ พเยียเดินหน้าตาสดใสเข้ามาหา ทักทายเสียงอ่อนหวาน
      
       “คุณแม่ขา”
       นภดาราหันไปเห็น “พเยีย”
       พเยียเข้ามากอดประจบ แม่ชื่นมองอย่างไม่ไว้ใจ
       “คุณแม่ไม่สบาย หายหรือยังคะ”
       “แม่ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกจ้ะ”
       แม่ชื่นพูดแทรกเสียงเรียบ นิ่ง “คุณดาราเป็นโรคหัวใจ จะประมาทไม่ได้ ทางที่ดี” หญิงชราปรายตามองพเยียขณะพูดประโยคต่อมา “ก็ไม่ควรจะให้มีเรื่องเครียดหรือกังวลใจ”
       นภดารามองอย่างกังวล ไม่อยากให้ชื่นต่อว่าพเยีย แต่พเยียกลับพูดเสียงอ่อนหวาน
       “พเยียผิดเอง ที่ทำอะไรไม่คิด ทำให้คุณแม่ไม่สบายใจ” พเยียก้มกราบที่ไหล่ “พเยียขอโทษนะคะ” พลางหันไปไหว้แม่ชื่น “พเยียขอโทษค่ะ แม่ชื่น”
       แม่ชื่นตกใจรับไหว้แทบไม่ทัน พเยียหันไปหานภดารา
       “เมื่อวานพเยียออกไปหาเพื่อนน่ะค่ะ เค้าเห็นข่าวพเยียในหนังสือพิมพ์ เลยโทร.มาหา บังเอิญว่าโทรศัพท์แบตหมด พเยียเลยไม่ได้โทร.บอกคุณแม่” พเยียแก้ตัว
       “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ” นภดาราลูบหัวพเยียอย่างรักใคร่ “แต่วันหลังอย่าหายไปเฉยๆ แบบนี้อีกนะคะ แม่เป็นห่วงหนู”
       พเยียกอดประจบนภดารา “ค่ะ หนูสัญญาจะเป็นเด็กดี ไม่ทำให้คุณแม่ต้องกลุ้มใจอีกเลย”
      
       นภดารายิ้มชื่นใจ แม่ลูกหยอกล้อกันน่ารัก
       แม่ชื่นมองพเยียกับนภดารา แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง แล้วหันหลัง เดินออกไปเงียบๆ
      
       กอหญ้าเดินมาจากชั้นล่าง มาเคาะประตูห้องนภดารา
       “ขออนุญาตค่ะ”
       ภายในห้องนภดารากำลังเอาเครื่องเพชรออกมาขัดทำความสะอาด รอบตัวมีกล่องใหญ่กล่องเล็กเรียงราย พเยียหยิบโน่นนี่ดูอย่างตื่นตาตื่นใจ
       นภดาราร้องเสียงใส มีความสุข “เข้ามาสิจ๊ะ หนูกอหญ้า”
       กอหญ้าเข้ามา เห็นนภดาราหยิบแหวนเพชรวงหนึ่งขึ้นมาเช็ด พเยียชะโงกหน้ามอง ตาโต
       “โอ้โห สวยจัง วงนี้กี่กะรัตคะนี่ คุณแม่” พเยียฉอเลาะ
       “สามกะรัตจ้ะ” นภดาราเห็นพเยียตาวาว จึงถาม “หนูชอบเหรอลูก”
       “ค่ะ” พเยียเสียงตื่นเต้น
       “งั้นแม่ให้”
       พเยียรับแหวนมาสวมอย่างดีใจ
       “ขอบคุณนะคะ คุณแม่ใจดีที่สุดเลย”
       พเยียโผเข้ากอดนภดาราออดอ้อนเอาใจ นภดาราหัวเราะสดใส แล้วหันมาหากอหญ้าที่นั่งเรียบร้อยอยู่
       “มัวแต่เล่นเพลิน หนูมีอะไรจ๊ะ หนูกอหญ้า”
       “แม่ชื่นให้หนูมาเรียนว่า ที่คุณอาจะลงไปทำอาหารกลางวัน แม่ชื่นเตรียมเครื่องปรุงไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ”
       “อ๋อ จ้ะ ฉันลงไปเดี๋ยวนี้แหละ หนูช่วยฉันเก็บกล่องพวกนี้ที”
       นภดาราเก็บกล่องเครื่องเพชร กอหญ้าช่วยปิดกล่องเก็บ ระมัดระวังและเจียมตัว นภดาราหันไปหาพเยียที่กรายมือดูแหวนบนนิ้วอย่างชอบใจ
       “ลงไปช่วยแม่ทำกับข้าวไหมคะลูก”
       พเยียประจบท่าทีน่ารัก “ช่วยชิมอย่างเดียวได้ไหมคะ เดี๋ยวแหวนเพชรพเยียเปื้อน”
       นภดาราเย้า “แหม รู้งี้แม่ไม่ให้ เอาคืนซะดีไหมนี่”
       “ไม่เอาค่ะ ไม่คืน ไม่ให้”
       แม่ลูกหัวเราะหยอกล้อแย่งแหวนกัน กอหญ้ามองแล้วหน้าเศร้า ไม่ได้อิจฉา เพียงแค่คิดถึงตัวเองว่าไม่มีใคร เด็กสาวรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน จึงขยับตัวจะลุกขึ้น
       “งั้น... หนูขอตัวลงไปข้างล่างก่อนนะคะ”
       นภดาราหันมองกอหญ้า เห็นแววตาเศร้าแล้วนึกรู้ สงสาร
       “เดี๋ยวก่อนสิจ๊ะ กอหญ้า”
       กอหญ้านั่งลงอย่างเดิม นภดารามองอย่างเอ็นดู
       “ฉันมีของให้หนูเหมือนกันนะ”
       นภดาราหยิบแหวนวงเล็กๆ น่ารัก ราคาไม่แพงนักขึ้นมา
       “ฉันให้หนู ถือว่ารับขวัญที่หนูกอหญ้าเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของวังศิวาลัย”
       “หนูรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ แค่คุณอาให้หนูอาศัยอยู่ที่นี่ก็เป็นพระคุณมากแล้ว” กอหญ้าบอกอย่างเกรงใจ
       พเยียแอบทำหน้าหมั่นไส้ จะดีไปถึงไหนเนี่ย
       “อย่าดื้อสิจ๊ะ หนูเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ให้ของ ก็ต้องรับ รู้มั้ย”
       นภดาราเอาแหวนวางให้ในมือเลย กอหญ้าจำใจรับไว้ ไหว้ขอบคุณ
       “ไหน ลองสวมสิ พอดีไหม”
       กอหญ้าสวมแหวนลงไปที่นิ้วนางข้างขวาอย่างเคยชิน ความรู้สึกบางอย่างพรั่งพรูเข้ามาในใจจนกอหญ้าชะงักนิ่ง เหมือนอยู่ในภวังค์ นภดาราเห็นท่าทางประหลาดของกอหญ้านึกสงสัย
       “มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ กอหญ้า”
       กอหญ้า รู้สึกตัว “เปล่าค่ะ หนูแค่รู้สึกแปลกๆ”
       “แปลกยังไง” นภดาราสงสัย
       “มันคุ้นๆ เหมือนกับว่า หนูเคยใส่แหวนที่นิ้วนี้มาก่อนค่ะ”
       พเยียรำพึงเบาๆ “แหวน!”
       พเยียเอะใจ เพิ่งนึกได้เรื่องแหวน กอหญ้าถอดแหวนออกดู เห็นรอยที่โคนนิ้วนางขวาชัด
       “จริงๆ ด้วยค่ะ คุณอา เมื่อก่อนหนูเคยใส่แหวนที่นิ้วข้างนี้จริงๆ”
       นภดาราดูรอยที่นิ้วของกอหญ้าอย่างสนใจ
       “ท่าทางคงใส่ติดนิ้วเป็นประจำเลยล่ะนี่ ดูสิจ๊ะ เป็นรอยชัดเลย” นภดาราว่า
      
       พเยียนิ่งอึ้ง หน้าเสีย


  


       ครู่ต่อมาทุกคนช่วยกันเตรียมอาหารง่ายๆ ประเภทสลัดอยู่ในครัว มีพเยียคนเดียวที่นั่งห่างออกไป หน้าตาครุ่นคิด
      
       ทั้งหมดยังคุยกันเรื่องแหวนของกอหญ้า แม่ชื่นถามอย่างสนใจมาก
       “ตอนที่หนูรู้สึกตัวขึ้นมา แหวนของหนูไม่อยู่แล้วหรือคะ”
       กอหญ้าพยายามนึก “ตอนที่ฟื้นขึ้นมาที่โรงพยาบาล หนูไม่เห็นนะคะ หรือว่าจะอยู่ที่คุณอิศร...หนูก็ไม่แน่ใจ”
       พเยียนั่งฟังเงียบๆ พยายามเก็บข้อมูลให้มากที่สุด
       นภดาราเอ่ยขึ้น “ถ้าอยู่ที่อิศร เค้าก็น่าจะคืนให้หนูแล้วล่ะ ฉันว่ามันอาจจะหายไปตอนที่หนูสลบก็ได้”
       “น่าเสียดายนะคะ”
       แม่ชื่นบ่นเสียดายเพราะอยากเห็นแหวนของกอหญ้า แต่นภดาราคิดว่าชื่นเสียดายแหวน พูดปลอบกอหญ้า
       “โชคดีแล้วล่ะจ้ะ แม่ชื่น ที่มันเอาไปแต่แหวน คนสมัยนี้ใจร้ายกันเหลือ เกินแค่เงินไม่กี่ร้อยก็ฆ่ากันได้”
       นภดารากับกอหญ้าคุยกันไป ทำสลัดกันไป ไม่ได้คิดอะไร
       แม่ชื่นมองนภดารากับกอหญ้า แล้วหันมา เห็นพเยียมองสองแม่ลูกนิ่งๆ เครียดๆ อยู่อีกมุม
       หญิงชราสังหรณ์ใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
      
       นภาจรีกำลังแปรงขนปุยฝ้ายอย่างทะนุถนอม แม่ชื่นเดินวนเวียนอยู่รอบๆ หน้าตาหนักใจ ถอนใจไปมา
       “มีอะไร แม่ชื่น”
       แม่ชื่นอยากพูด แต่ไม่กล้า “เปล่าค่ะ คุณหญิง”
       นภาจรีหันไปเลือกโบว์เล็กๆ พยายามจะแต่งตัวให้ปุยฝ้าย นภาจรียกโบว์ขึ้นมาถาม
       “อันนี้ดีไหม แม่ชื่น”
       แม่ชื่นไม่มีอารมณ์จะดู พยักพเยิดไป “ค่ะ”
       นภาจรีลองติด ฝ่ายแม่ชื่นทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ไม่กล้าพูด นภาจรีติดโบว์เสร็จ หอมปุยฝ้ายอย่างแสนรัก
       “ลูกสาวแม่สวยจังเลย …อุ๊ย จมูกเย็นเชียว อีกแป๊บนึงค่อยไปกินนมนะ”
       แม่ชื่นยังคงเดินวนไปเวียนมาอยู่ นภาจรีทนไม่ไหวละสายตาจากปุยฝ้าย หันไปมองชื่นอย่างรำคาญ
       “แม่ชื่น จะพูดอะไรก็พูดมา เดินวนไปวนมาอยู่ได้ เวียนหัว”
       แม่ชื่นลงนั่ง มองซ้ายมองขวา กลัวใครมาได้ยิน
       “คือ...คุณหญิงคะ ดิฉันสงสัยว่า หนูกอหญ้าอาจเป็นลูกคุณดาราค่ะ”
       นภาจรีตกใจ วางปุยฝ้ายลงทันที
       “อะไรนะ”
       นภาจรีลากแม่ชื่นเข้ามาในห้องตัวเอง ปิดประตู
       นภาจรีมีท่าทีตื่นเต้น “ทำไม ทำไมแม่ชื่นถึงคิดอย่างนั้น”
       “คือตอนแรก ดิฉันเห็นว่า กริยาท่าทางของคุณดารากับหนูกอหญ้ามีอะไรบางอย่างคล้ายกันมาก เวลาหัวเราะ เวลายิ้ม แต่ก็คิดว่าตัวเองคิดมากไปเอง เลยไม่อยากพูดไป”
       “แล้วทำไมมาแน่ใจเอาตอนนี้” นภาจรีซัก
       “ก็ไม่ถึงกับแน่ใจหรอกค่ะ แต่ว่าเมื่อตะกี๊ คุณดาราเห็นรอยที่นิ้วของหนูกอหญ้า เธอเคยใส่แหวนค่ะ ใส่มานานจนเป็นรอยที่นิ้ว...เหมือนกับใส่ติดตัวมาหลายๆ ปียังงั้นเลยค่ะ”
       นภาจรีเริ่มเก็ต “แม่ชื่นคิดว่า แหวนที่กอหญ้าเคยใส่ เป็นแหวนของหลานดารา ใช่ไหม”
       แม่ชื่นอึกอัก ลำบากใจ “ดิฉันได้ยินคุณชายบอกว่า ทนายปราบเจอตัวลูกสาวของคุณดารา ที่มีทั้งล็อกเก็ต ทั้งแหวน แล้วหนูกอหญ้าก็นั่งรถลงมาจากเชียงใหม่พร้อมๆ กันกับคุณพเยีย ...ดิฉันก็เลยมาคิดว่า…”
       นภาจรีพูดต่อให้ “ถ้านังพเยียเป็นตัวปลอม กอหญ้า ก็น่าจะเป็นตัวจริง”
       “ค่ะ” แม่ชื่นบอก
       นภาจรีตาวาวโรจน์ สะใจสมใจ
      
       ริมสระน้ำยามบ่ายๆ กอหญ้านั่งถอดแหวนใส่แหวนเข้าๆ ออกๆ พิจารณาดูรอยแหวนที่นิ้วของตัวเอง นึกถึงคำพูดชิษณุพงษ์ที่บอกอย่างมั่นใจ
       “กอหญ้าเพื่อนผม ที่นิ้วนางข้างขวาของเค้า จะมีแหวนใส่ไว้ตลอดเวลา แหวนที่เป็นรูปดาว”
       แต่พออิศรยกมือขวาของกอหญ้าขึ้นมา ชิษณุพงษ์มอง เห็นที่นิ้วว่างเปล่า
       “กอหญ้าของฉัน ไม่เคยมีแหวนแบบนั้น เค้าไม่ใช่กอหญ้าของคุณ เลิกมายุ่งกับเค้าได้แล้ว” อิศรบอกอย่างรำคาญแล้วหันมาทางกอหญ้า “ไป กอหญ้า”
       กอหญ้าดึงตัวเองกลับมา รำพึงอย่างปลงๆ
       “กะอีแค่แหวนวงเดียว มีหรือไม่มีมันจะไปสำคัญอะไร”
       เสียงนภาจรีดังเข้ามา
       “สำคัญสิ”
       นภาจรีเข้ามา หน้าตาเอาจริงเอาจังมาก กอหญ้าหันมามอง ตกใจนิดๆ
       “สำคัญมากซะด้วย” นภาจรีย้ำ
       “คุณหญิง”
      
       กอหญ้าตกใจระคนแปลกใจ


  


       นภาจรีคว้ามือกอหญ้ามาดู ถามคาดคั้นอย่างหนัก
      
       “บอกฉันมา เธอจำได้ไหม ว่าแหวนของเธอหน้าตาเป็นยังไง”
       กอหญ้าตกใจกับท่าทีเอาจริงของนภาจรี “หนู...หนูจำไม่ได้ค่ะ”
       นภาจรีขัดใจ “พยายามหน่อยซี ใส่มานานจนเป็นรอยขนาดนี้ ลองนึกดูดีๆ สิเผื่อจะนึกออก นึกดูดีๆ”
       กอหญ้าพยายามคิด
       “หนูนึกไม่ออกค่ะ”
       นภาจรีคาดคั้น “พยายามหน่อยซี มันสำคัญกับฉันมากนะ พยายามหน่อยนึก นึกให้ออก”
       กอหญ้าพยายามนึก เห็นเป็นภาพตัวเองเล่นเปียโน ที่มือมีแสงประกายวิบวับ แต่ภาพนั้นพร่าเลือนจนมองไม่เห็นว่าแหวนหน้าตาเป็นยังไง แล้วก็เริ่มปวดหัวหนึบๆ
       “หนู...หนูเห็น...โอ้ย”
       นภาจรีมองอย่างคาดคั้น ลุ้น อยากให้กอหญ้าคิดให้ออก จับไหล่กอหญ้าเขย่า
       “พยายามหน่อยสิ กอหญ้า เธอเห็นแล้วใช่ไหม”
       “โอ้ย หนูปวดหัว”
       พเยียเดินผ่านมาพอดี เห็นนภาจรีกำลังคาดคั้นกอหญ้า ก็รีบพุ่งเข้ามาทันที
       “แหวนของเธอเป็นยังไง แหวนเพชรใช่หรือเปล่า มีอะไรสลักอยู่ไหม นึกให้ออกสิ มันสำคัญมากนะ กอหญ้า”
       พเยียได้ยิน รีบเข้าไปดึงกอหญ้าออกจากนภาจรี
       “หยุดนะ” รีบดันกอหญ้าไปไว้ข้างหลัง เหมือนปกป้อง “คุณยายหญิงทำอะไรกอหญ้า”
       “ถอยไป ไม่ใช่เรื่องของเธอ” นภาจรีหงุดหงิด
       “ไม่ค่ะ คุณตาบอกว่าถ้ากอหญ้าเป็นอะไรในบ้านนี้ พเยียต้องรับผิดชอบพเยียต้องดูแลกอหญ้า” พเยียดึงกอหญ้า “ไป กอหญ้า ไปกับฉัน”
       พเยียจะพากอหญ้าออกไป นภาจรีขวางไว้ มองพเยียอย่างรู้ทัน
       “เธออยากขัดขวางฉันมากกว่า เธอกลัวกอหญ้าจะจำอดีตได้ใช่ไหม”
       พเยียประสานสายตากับนภาจรี รู้ว่าอีกฝ่ายรู้ทันตัวเอง
       “ครั้งนี้เธอรอด แต่ซักวันกอหญ้าก็ต้องจำเรื่องทุกอย่างได้”
       กอหญ้าพูดด้วยเสียงอ่อยๆ
       “คุณหญิงคะ แต่หนูจำอะไรไม่ได้จริงๆ ค่ะ หนูขอโทษ”
       “ไปเถอะกอหญ้า เธอไม่สบายมากแล้ว”
       พเยียเชิดหน้า พากอหญ้าออกไป นภาจรีมองตามเจ็บใจ
      
       พเยียเอายาให้กอหญ้ากิน แล้วประคองกอหญ้าลงนอน ท่าทางกังวล
       “คุณยายหญิงถามอะไรเธอ”
       กอหญ้าลงนอน ตอบด้วยเสียงอ่อนระโหย ยังคงปวดหัวอยู่
       “คุณหญิงท่านอยากรู้ว่าฉันเคยใส่แหวนอะไรค่ะ”
       “แล้วเธอนึกออกไหม”
       กอหญ้าส่ายหน้า
       พเยียถามย้ำ “แน่นะ ซักนิดนึงก็นึกไม่ออกจริงๆ เหรอ”
       “ฉันจำอะไรไม่ได้จริงๆ แต่คุณหญิงท่านไม่ยอม จะให้ฉันนึกให้ออกให้ได้”
       พเยียเม้มปาก เจ็บใจนภาจรี กอหญ้าเริ่มตาจะปิด เพราะยาเริ่มออกฤทธิ์
       “ทำไม แหวนของฉันมันสำคัญอะไรนัก ท่านจะอยากรู้ไปทำไม”
       กอหญ้าพึมพำ
       พเยียมองกอหญ้า คิดหนัก รู้สึกว่าสถานภาพของตนเองเริ่มคลอนแคลนมากขึ้นทุกที
       “นังนภาจรีคงไม่หยุดแค่นี้แน่ ฉันคงจะปล่อยเธอไว้ไม่ได้ซะแล้ว” พเยียคิดในใจ มองกอหญ้าที่ค่อยๆ ผล็อยหลับไป สีหน้าพเยียนิ่ง เยือกเย็น
      
       นภาจรีเดินชะเง้อชะแง้รออยู่ที่ทางเข้าด้านหน้า แม่ชื่นอยู่ใกล้ๆ
       “ทำไมพี่ชายยังไม่กลับอีกนะ”
       “อีกประเดี๋ยวก็คงมาค่ะ คุณหญิง” แม่ชื่นดูนาฬิกา “คุณชายจะต้องเดินทางไปต่างประเทศคืนนี้ กระเป๋าเดินทางยังอยู่ที่นี่ ยังไงก็ต้องกลับมาเอาก่อน”
       “นั่นไง มาแล้ว”
       รถคันหรูของนภัสรีพีแล่นเข้ามาจอด นภาจรีถลาลงไปหา แต่กลายเป็นว่ามีเพียงคนขับรถ ที่ลงมาอย่างรีบร้อน
       “อ้าว” นภาจรีถามวินัยคนขับรถ “คุณชายไปไหน ไม่กลับมาด้วยเหรอ”
       “คุณชายประชุมกรรมการบริษัทเสร็จแล้ว ต้องเลยไปธุระสำคัญอีกทีนึงครับ คุณหญิง ท่านให้ผมมาเอากระเป๋าเดินทาง แล้วไปรอท่านที่สนามบินเลย” วินัยหันมาทางแม่ชื่น “กระเป๋าอยู่ไหนครับ คุณแม่บ้าน”
       “อยู่ข้างบนจ้ะ”
       แม่ชื่นขยับจะพาไป แล้วเห็นนภาจรีหน้าตาขัดใจ เดินไปให้ห้องสมุด หน้าตาเอาเรื่อง แม่ชื่นตกใจ
       “คุณหญิงคะ”
       นภาจรีเดินลิ่วไป ไม่หันมา แม่ชื่นหันไปบอกศรีที่เดินผ่านมาพอดี
       “ศรีๆ พาวินัยไปเอากระเป๋าเดินทางของคุณชายหน่อย” แล้วรีบตามนภาจรีไป “คุณหญิงขา คุณหญิง”
      
       นภาจรีคว้าโทรศัพท์ กำลังจะกดหานภัสรพี แม่ชื่นเข้ามาร้องห้าม
       “คุณหญิงขา จะทำอะไรคะน่ะ”
       “ฉันจะโทรบอกพี่ชาย เรื่องกอหญ้า”
       “อย่าค่ะ อย่าเพิ่ง”
       “เอ๊ะ จะห้ามทำไมนะ แม่ชื่น”
      
       แม่ชื่นดึงมือนภาจรีรั้งไว้ นภาจรีขัดใจนัก

      
       ศรีกับวินัยช่วยกันยกกระเป๋าเดินทางของนภัสรพี เดินลงไปชั้นล่าง นภดาราตามมากำชับ
      
       “เสื้อโคลทนี่วินัยเอาให้คุณพ่อนะ ถือขึ้นเครื่องไป” นภดาราส่งให้ “เวลาไปถึงโน่นจะได้ใช้ได้เลย ไม่ต้องรอเปิดกระเป๋า”
       วินัยรับคำ “ครับ คุณดารา”
       “แล้วนี่ ยาหยอดตา เวลานั่งเครื่องบินนานๆ ท่านต้องใช้”
       ระหว่างนั้นพเยียเดินผ่านมาเห็น หยุดมองอย่างสนใจ
       “ใครจะนั่งเครื่องบินไปไหนคะ คุณแม่”
       “คุณตาจะไปนิวยอร์กจ้ะ ไปทำธุระ”
       พเยียตาวาว ที่รู้ว่านภัสรพีจะไม่อยู่ รีบเข้ามาถาม “ไปนานไหมคะ”
       “สองอาทิตย์จ้ะ ราวๆ ปลายเดือนโน่นแน่ะกว่าจะกลับ”
       “สองอาทิตย์”
       พเยียพึมพำพลางยิ้ม แล้วกอดเอวนภดาราอย่างประจบ หน้าตาเจ้าเล่ห์
      
       แม่ชื่นอธิบายให้นภาจรีที่ยืนหน้าบึ้งฟัง
       “ค่ะ แค่สองอาทิตย์เท่านั้นเอง คุณหญิงรอให้คุณชายกลับมาก่อน ค่อยพูดกับท่านดีกว่า เรื่องสำคัญขนาดนี้ พูดทางโทรศัพท์ไม่ได้นะคะ”
       นภาจรียอม ตอบเสียงสะบัดๆ
       “ก็ได้”
      
       “ไม่แน่นะคะ ภายในเวลาสองอาทิตย์นี้ หนูกอหญ้าเธออาจจะนึกอะไรออกขึ้นมาอีกก็ได้” แม่ชื่นว่า
       นภาจรียิ้มออก อารมณ์ดีขึ้นมา “ก็ดีเหมือนกัน ระหว่างที่พี่ชายไม่อยู่ ฉันจะหาหลักฐานมายืนยันให้ได้ ว่ากอหญ้าเป็นหลานของฉัน พี่ชายกลับมาเมื่อไหร่ นังพเยียจะต้องกระเด็นออกไปจากศิวาลัยเมื่อนั้น”
      
       ด้านพเยียคลอเคลียนภดาราอยู่เหมือนลูกแมวขี้ประจบ ถามด้วยน้ำเสียงน่ารัก
       “ระหว่างที่คุณตาไม่อยู่ เราหนีไปเที่ยวกันไหมคะ คุณแม่”
       นภดารายิ้มเอ็นดู “พเยียอยากไปไหนล่ะคะ”
       “ทะเลค่ะ พเยียอยากไปทะเล”
       “เอาซีจ๊ะ แม่ก็ไม่ได้ไปนานแล้ว ชวนคุณยายหญิงกับแม่ชื่นไปด้วย” นภดาราชะงัก เมื่อเห็นพเยียทำหน้าจ๋อย “ทำไมล่ะลูก”
       พเยียพูดเสียงอ่อยๆ แต่ทำทีเป็นออดอ้อนให้เห็นใจ
       “พาคนแก่ไปด้วย จะสนุกอะไรคะ แล้วอีกอย่าง” พเยียทำหน้าจ๋อยๆ “คุณยายหญิงท่านไม่ชอบพเยีย ขืนท่านไป พเยียคงไม่กล้าขยับตัวแน่”
       นภดารานิ่งไป รู้ว่าพเยียพูดจริง มองพเยียที่ทำตาปริบๆ อย่างเห็นใจ
       “แล้วเราจะไปกันสองคนเองหรือลูก”
       “เราก็ชวนกอหญ้าไปด้วยซีคะ” นภดารามอง แปลกใจนิดๆ พเยียทำหน้าซื่อ เสียงสดใส “กอหญ้าเค้าก็ไม่เคยไปเที่ยวไหนเหมือนกัน จะได้ไปช่วยพเยียดูแลคุณแม่ด้วย”
       นภดาราฟังน้ำเสียง ดูท่าทีของพเยีย เข้าใจว่าพเยียพยายามจะเป็นมิตรกับกอหญ้า นภดาราดีใจ
       “ดีจ้ะ ชวนกอหญ้าไปด้วย” นภดารานึกสนุก “เราสามคนหนีคุณยายหญิงไปเที่ยวทะเลกันนะ”
      
       พเยียกอดนภดาราอย่างประจบ นภดารายิ้มมีความสุข พเยียยิ้มแววตาวาววับสาสมใจ


  


       เช้าวันต่อมา ทั้งสามนั่งกินอาหารเช้าด้วยกันในสวนสวย นภดาราชวนกอหญ้าไปทะเลด้วยกัน แต่กอหญ้าลังเล
      
       “ไปทะเลเหรอคะ”
       “จ้ะ” นภดารายิ้มแย้มแจ่มใสร่าเริง “ฉันให้เวลาสาวๆ เตรียมตัวหนึ่งวัน พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกันแต่เช้า”
       กอหญ้าแอบเหลือบมองพเยียนิดหนึ่ง เห็นพเยียหน้าตาสดใส ดูไม่มีพิษสง แต่กอหญ้ายังลังเลอยู่อย่างนั้น
       “คุณอาไปกับคุณพเยียสองคนไม่ดีเหรอคะ หนูอยู่ช่วยเฝ้าบ้านให้”
       นภดาราหัวเราะขำ “จะเฝ้าทำไมจ๊ะ ไปเที่ยวด้วยกันดีกว่า ไปพักผ่อนเปิดหูเปิดตาบ้าง” นภดารารู้ว่ากอหญ้ากลัวพเยีย ช่วยพูด “พเยียเค้าก็อยากให้หนูไป”
       กอหญ้าหันมองพเยียอีก พเยียยิ้มแย้ม
       “ไปด้วยกันนะ กอหญ้า จะได้ไปช่วยฉันดูแลคุณแม่ไง”
       กอหญ้ามองพเยีย แล้วมองนภดารา เห็นสีหน้าของนภดารา เลยตอบอย่างเกรงใจ
       “ค่ะ”
       นภดารยิ้มพอใจ ศรีเข้ามาเรียน
       “คุณคะ คุณอิศรมาพบคุณกอหญ้าค่ะ”
       เห็นอิศรเดินตามศรีเข้ามาแล้ว ไหว้นภดารา
       “สวัสดีครับ คุณอา”
       “อิศรนั่งก่อนซี ทานอะไรมารึยังจ๊ะ” นภดารารับไหว้ แล้วหันไปบอกศรี “ศรี ขอกาแฟให้คุณอิศรด้วย” แล้วหันมาทักอิศร “มีธุระอะไรหรือเปล่าจ๊ะ มาแต่เช้า”
      
       ครู่ต่อมาศรีเสิร์ฟกาแฟให้อิศร ซึ่งบอกธุระกับนภดารา
       “วันนี้คุณหมอนัดตรวจเช็คอาการกอหญ้าน่ะครับ”
       “ดีเลยจ้ะ ไปให้คุณหมอเช็คหน่อยก็ดี เมื่อวานหนูกอหญ้าก็ปวดหัวอีกแล้ว” นภดาราบอก
       “อีกแล้วเหรอ กอหญ้า” อิศรเป็นห่วง
       “ค่ะ แล้วก็เห็นภาพวูบวาบอีกแล้วด้วย ฉันอยากถามคุณหมออยู่เหมือนกัน ว่ามันเป็นภาพหลอนหรือว่าอะไร”
       พเยียนิ่งฟังที่กอหญ้าพูด แอบมองอย่างกังวล ไม่สบายใจ
      
       ไม่นานต่อมาอิศรกับกอหญ้านั่งคุยกับหมอวิชาญในห้องตรวจไข้ หมอวิชาญตื่นเต้นกับอาการของกอหญ้า
       “อาจจะเป็นภาพหลอน หรืออาจจะเป็นเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นกับคนไข้มาก่อนก็ได้”
       กอหญ้าซัก “แล้วทำไมฉันถึงต้องปวดหัวทุกครั้งที่คิดถึงมันด้วยล่ะคะ คุณหมอ”
       “ภาพที่คนไข้เห็น มันอาจจะเป็นความทรงจำที่ถูกกดทับไว้ เมื่อเราไปพยายามนึกถึงมัน ร่างกายมันก็เกิดอาการต่อต้าน” หมอบอก
       อิศรไม่เข้าใจ ถามอย่างหงุดหงิดรำคาญๆ “ต่อต้านทำไมวะ”
       หมอวิชาญอธิบาย “ร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก ไอ้อิศร มันมีกลไกธรรมชาติที่จะปกป้องดูแลตัวเองให้ปลอดภัยในยามที่เกิดเหตุร้าย”
       อิศรยิ่งงง ยกมือห้าม เสียงดัง “พอ! หยุด” หมอวิชาญชะงัก “แกอธิบายเป็นภาษาคนได้ไหม ฉันอยากรู้แค่ว่าทำไมกอหญ้าปวดหัว แล้วทำไงถึงจะหาย” หมอวิชาญตั้งท่าจะอธิบาย อิศรขัดอีก “สั้นๆ ง่ายๆ”
       หมอวิชาญขำเพื่อน “โอเคๆ ฉันลืมไปว่าแกโง่ คืองี้ สมองของกอหญ้าไม่ต้องการจดจำเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น มันเลยบังคับให้เธอลืมทุกอย่าง เมื่อกอหญ้าพยายามจะรื้อฟื้น ร่างกายมันก็เลยต่อต้าน เป็นที่มาของอาการปวดหัวรุนแรงที่ว่า”
       อิศรกับกอหญ้าฟัง รู้สึกทึ่ง ประหลาดใจ กอหญ้าหน้าเสีย
       “หมายความว่า ฉันจะไม่มีวันจำอดีตของตัวเองได้อีกเลยเหรอคะ คุณหมอ”
       หมอวิชาญมองตาแวววาว เหมือนเด็กได้ของเล่นชิ้นใหม่ขณะบอก
       “ความจริงมันก็พอจะมีวิธี ว่าแต่ว่าคุณจะยอมเสี่ยงไหม”
       กอหญ้าแววตาดูมีความหวังขึ้น อิศรมองหมอวิชาญอย่างระแวง ไม่ไว้ใจ
      
       ไม่นานนัก อิศรลากแขนกอหญ้าออกมา หมอวิชาญตามมารั้งไว้ กลายเป็นเถียงกันเร็วๆ พูดสวนกัน โดยไม่มีใครหยุดรอเลยทีเดียว
       “เฮ้ย เดี๋ยวก่อนซี ไอ้อิศร นี่แกไม่อยากให้กอหญ้าเค้าหายหรือไง”
       “ก็แกบอกว่ามันเสี่ยง”
       หมอวิชาญขัดใจ “ฉันก็ต้องพูดไว้ก่อน ตามหลักการแพทย์ผ่าหัวสิวมันก็ยังมี ความเสี่ยง ฉันบอกแล้วไง ฉันจะดูแลอย่างดี ฉันรับรอง…”
       อิศรเถียงสวนขึ้นมา “แกจะรับรองอะไรได้ แกเป็นคนบอกเอง ว่าสมองกอหญ้าพยายามจะลืมเรื่องในอดีต เพราะมันเลวร้ายมาก ถ้าแกไปกระตุ้นให้มันกลับมา แล้วกอหญ้าเกิดเสียสติ บ้าบอขึ้นมา แกจะว่ายังไง”
      
       “ฉันไม่ปล่อยให้เป็นแบบนั้นหรอกน่ะ” หมอวิชาญหันมาทางกอหญ้า “ผมรับประกัน”
       อิศรพาล ขัดอีก “แกก็พูดแบบนี้ ตอนที่รักษาปลาทองให้ฉัน แล้วมันก็ตาย”
       หมอวิชาญชักโมโห “ตอนนั้นฉันอยู่ป.4 นะไอ้อิศร แล้วนี่คนนะ ไม่ใช่ปลาทอง”
       “ฉันถึงไม่ให้แกลองไง” อิศรคว้ามือ “ไป กอหญ้า”
       กอหญ้าขืนตัวไว้
       “เดี๋ยวค่ะ” อิศรชะงัก “นี่มันชีวิตของฉัน ฉันขอตัดสินใจเองได้ไหมคะ” แล้วหันมาทางหมอวิชาญ “ฉันอยากรู้ค่ะ ว่าวิธีที่คุณหมอว่า มันคืออะไร”
      
       อิศรอึ้ง กอหญ้าทอดสายตามองมาอย่างวิงวอน


  


       ทางด้านพเยียกับนภดารานั่งรออยู่ที่ล้อบบี้โรงพยาบาล พเยียดูกระวนกระวาย คอยมองไปทางห้องหมอวิชาญตลอดเวลา ครู่หนึ่งเห็นอิศรกับกอหญ้าเดินออกมาด้วยกัน
      
       พเยียลุกพรวด “คุณแม่ขา ออกมาโน่นแล้วค่ะ”
       นภดาราลุกขึ้น พเยียรีบดึงนภดาราเข้าไปหากอหญ้า
       กอหญ้า แปลกใจ “คุณอา คุณพเยีย…มาโรงพยาบาลทำไมคะ”
       นภดารายิ้มเขินๆ รู้สึกว่าตัวเองทำเกินกว่าเหตุไปหน่อย
       “ฉันเป็นห่วงหนูน่ะจ๊ะ” นภดาราออกตัว “ความจริงก็แค่บ่นคำเดียวเท่านั้น แต่สงสัยพเยียเค้าจะรำคาญที่ฉันบ่น เลยลากฉันขึ้นรถให้ตามมาดูอาการหนูที่นี่”
       อิศรกับกอหญ้ามองหน้าพเยีย รับรู้ว่าพเยียเป็นคนอยากมาที่นี่ พเยียรีบถามอย่างร้อนใจ
       “ตกลงหมอว่ายังไงบ้าง กอหญ้า”
       “หมอว่าอาการปวดหัว แล้วเห็นภาพวูบวาบมันเกี่ยวกับที่ความจำเสื่อมน่ะค่ะ” กอหญ้าบอก
       พเยียยิ่งร้อนใจ “แล้วมันจะหายไหม ยังไง เมื่อไหร่”
       “เอ่อ คือ…”
       กอหญ้าอีกอัก ตอบไม่ถูก แปลกใจกับอาการรุกเร้าของพเยีย
       “หมอเค้าว่ามีทางรักษาไหมจ๊ะ” นภดาราถาม
       “หมอแนะนำให้ใช้วิธีสะกดจิตครับ คุณอา เผื่อว่าภาพเหตุการณ์ในอดีตที่ถูกกดทับไว้ จะแสดงออกมา”
       นภดาราซักท่าทางตื่นเต้น “สะกดจิตให้กอหญ้ากลับไปเห็นเหตุการณ์ วันที่เกิดอุบัติเหตุอย่างงั้นหรือจ๊ะ”
       “ค่ะ คุณหมอว่า ถ้าหากจิตใจหนูยอมรับเหตุการณ์นั้นได้ ทุกอย่างอาจจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม”
       พเยียอึ้ง หน้าเสีย นภดาราไม่เห็น มัวแต่ดีใจ
       “ดีจริง แล้วหนูจะเข้ารับการรักษาเมื่อไหร่”
       “อาทิตย์หน้าค่ะ พอกลับมาจากทะเล หนูก็ว่าจะมาพบคุณหมอเลย”
       “ฉันจะมาเป็นเพื่อนหนูด้วย ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าหนูเป็นใคร แล้วกำลังจะลงมาทำอะไรที่กรุงเทพฯ”
       นภดาราปลื้มอกปลื้มใจ ไม่ได้สนใจว่าพเยียที่ยืนอยู่ด้านหลัง นิ่งเงียบ แววตาครุ่นคิดวางแผน
      
       ที่สปา เมมเบอร์คลับ ภายในเต็มไปด้วยชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี แต่งตัวคล้ายๆ กัน 3-4 คนนั่งเรื่อยเปื่อยอยู่ เหมือนรอลูกค้า
       ห่างออกไป นพดลคุยโทรศัพท์อยู่ที่มุมห้อง หน้าตาจริงจัง
       “ได้ แล้วไปถึงนั่นแล้วจะให้พี่ทำยังไง” นพดลนิ่งฟัง “โอเค ได้”
       นพดลวางสาย แล้วเดินมาหาผู้จัดการสาวใหญ่ แต่งตัวสวย แต่ท่าทางโหด
       “พี่ พรุ่งนี้ผมขอลาหยุดวันนึงนะครับ มีธุระ”
       ผู้จัดการเปิดดูตารางนัดในสมุด “ไม่ได้ พรุ่งนี้เธอมีลูกค้าบุ๊คยาวเลย”
       “ให้คนอื่นขึ้นงานแทนผมแล้วกันพี่ ผมมีธุระจริงๆ”
       “ไม่ได้ ลูกค้าพรุ่งนี้เป็นลูกค้าวีไอพี เค้าบุ๊คล่วงหน้ามาหลายวันแล้วด้วยแกลาไม่ได้…ถ้าอยากจะลานักล่ะก็ ลาออกไปเลย”
       นพดลมองหน้าผู้จัดการอย่างไม่พอใจสุดๆ
      
       ขณะที่นภดารากำลังดูศรีแพคกระเป๋าเตรียมเดินทาง นภาจรีเปิดประตูเข้ามา พูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ
       “ปิดกันเงียบกริบเลยนะ เรื่องจะพากันไปเที่ยวทะเล”
       นภดาราอึ้ง มองหน้าศรี
       “ศรีออกไปก่อนไป ที่เหลือฉันทำเอง”
       ศรีรับคำแล้วค้อมตัวออกไป นภดาราหันไปตอบนภาจรี
       “ที่หลานไม่ได้ชวนคุณอาหญิง ก็เพราะหลานทราบอยู่แล้ว ว่าคุณอา หญิงไม่ชอบลูกพเยีย” นภาจรีเชิดใส่ ไม่ปฏิเสธ “ในเมื่อไม่ถูกชะตากันก็ต่างคนต่างอยู่ ห่างๆ กันเสีย ไม่ดีกว่าหรือคะ”
       “แต่อาบอกตรงๆ ว่าอาไม่ไว้ใจแม่พเยีย เธอเองก็ไม่แข็งแรงนะ ดารา แล้วถ้าพเยียทำอะไรหนูกอหญ้าอีก…”
       นภดารายิ้ม พูดอย่างเชื่อมั่น
       “คุณอาหญิงไม่ต้องห่วงเลยค่ะ หลังจากที่แกรับปากกับหลาน พเยียก็ไม่เคยพูดจา หรือทำอะไรไม่ดีกับกอหญ้าเลย แกพยายามจะเป็นเพื่อนที่ดีของกอหญ้า จริงๆ แล้วพเยียเป็นต้นคิดชวนกอหญ้าไปทะเลเสียด้วยซ้ำ”
       นภาจรีอึ้งไป “งั้นหรือ”
       “ค่ะ ก่อนหน้านี้ ที่พเยียทำตัวไม่ดี เพราะอิจฉา กลัวคนไม่รัก กลัวถูกทอดทิ้งต่างๆ นานา แต่พอเราพิสูจน์ให้แกเห็นว่า เรารักแกอย่างไม่มีเงื่อนไข พเยียก็หมดปัญหา ตอนนี้พเยียกับหนูกอหญ้าเค้าเป็นเพื่อนกันแล้วค่ะ”
       นภดาราเล่าอวดๆ ด้วยความเชื่อเต็มเปี่ยมว่าพเยียกลับตัวแล้ว ส่วนนภาจรีนิ่งคิด
      
       คืนนั้นนภาจรีอยู่ในห้องกับแม่ชื่น โดยนภาจรีนั่งลูบขนปุยฝ้ายใช้ความคิด แม่ชื่นถอนใจ บ่นงึมงำ
       “คุณดาราหนอ คุณดารา ความรักมันทำให้ตาบอดจริงๆ”
       นภาจรีคิดๆ “ที่นังพเยียทำแบบนี้ มันต้องมีแผนอะไรซักอย่าง”
       “นั่นสิคะ นึกๆ แล้วก็เป็นห่วงหนูกอหญ้า ยิ่งไปไกลหูไกลตาด้วย” แม่ชื่นตัดสินใจ “คุณหญิงคะ ดิฉันว่าเราตามไปด้วยดีกว่า”
       “ไปได้ยังไงล่ะ ดาราเค้าพูดกันท่าซะขนาดนั้น ไม่ให้ฉันไปยุ่งกับนังพเยีย”
       แม่ชื่นฮึดขึ้นมา “งั้นดิฉันไปเอง ดิฉันจะอ้างว่าตามไปดูแลคุณดารา”
       นภาจรีหันไปดุแม่ชื่น ด้วยความรักและเป็นห่วง
       “แม่ชื่น แม่ชื่นอายุเท่าไหร่แล้ว จะไปทันอะไรนังเด็กนรกนั่น ขืนไป ฉันก็ต้องมานั่งเป็นห่วงแม่ชื่นอีก”
       “แต่คุณหญิงขา ถ้าหากหนูกอหญ้าเป็นอะไรไป” หญิงชราลดเสียงลง “แล้วถ้าหากเรื่องที่เราสงสัยเป็นความจริง นั่นน่ะหลานคุณหญิงทั้งคนนะคะ”
      
       นภาจรีฮึดฮัดขัดใจ สับสน ไม่รู้จะทำยังไงดี

      
       เช้าวันต่อมา ที่หน้าตึกใหญ่ของวังศิวาลัย มีรถตู้จอดรออยู่ เห็นศรีกับวินัยกำลังขนกระเป๋าใส่รถ
      
       นภดารา กอหญ้า พเยีย แต่งตัวลำลองเดินออกมา นภดารากับพเยียดูเบิกบานแจ่มใส โดยเฉพาะนภดาราที่ดูมีความสุขมาก กอหญ้าแจ่มใส แต่ก็ยังระวังตัว
       พเยียดึงแขนนภดารา “ขึ้นรถเลยค่ะ คุณแม่ พเยียอยากไปเล่นน้ำเร็วๆ”
       นภดาราขำ “ใจเย็นๆ จ้ะ ไม่ต้องรีบ ทะเลไม่หนีไปไหนหรอก”
       “แหม พเยียเป็นเด็กดอย ไปค่อยเคยไปทะเลนี่คะ ก็ต้องตื่นเต้นหน่อยซีจริงไหม กอหญ้า”
       พเยียแกล้งทำน้อยใจท่าทีน่าขำ กอหญ้ายิ้มรับอย่างสำรวม นภดาราหัวเราะออกมา
       “จ้ะๆๆ แม่ลืมไป” นภดารานึกขึ้นมาได้ “เออ แล้วแม่เด็กดอยสองคนนี้เนี่ย ว่ายน้ำกันเป็นหรือเปล่าจ๊ะ”
       กอหญ้า กับพเยียมองหน้ากัน พเยียคิดๆ แล้วพยักหน้าตอบชัดเจน
       “เป็นค่ะ”
       กอหญ้าไม่แน่ใจ “ฉันว่ายน้ำเป็นด้วยเหรอคะ คุณพเยีย”
       พเยียชะงักนิดเดียว แล้วตอบอย่างมั่นใจ “เป็น เธอกับฉันเคยเรียนว่ายน้ำด้วยกันตอนเด็กๆ เธอว่ายน้ำเก่งจะตาย เก่งกว่าฉันซะอีก”
       กอหญ้าพยักหน้า หันไปตอบนภดาราบอกอย่างน่ารัก “งั้น หนูก็ว่ายน้ำเป็นค่ะ”
       ทั้งสามหัวเราะกัน รถตู้ขับออกจากวังศิวาลัย
      
       ภายในห้องประชุมบริษัท อรรถนั่งอยู่หัวโต๊ะ มีอิศรนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และผู้บริหารร่วมอยู่ 2-3 คน สุบรรณกำลังเสนอโครงงานอย่างคล่องแคล่ว
       “ในปีนี้ เราจะลงมือก่อสร้าง เซอร์วิส คอนโดมิเนียม โดยมีจุดขายเป็นที่พักผ่อน เป็นบ้านที่สองของครอบครัว ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวแบบบ้าน แต่บริการสะดวกสบายแบบโรงแรม”
       ระหว่างที่สุบรรณพูดอยู่ เห็นอิศรนั่งไม่ติด ไม่ได้สนใจฟัง เพราะมัวแต่กังวลใจเรื่องกอหญ้า
       อรรถเหลือบมองอย่างไม่ค่อยพอใจ
       “เจ้าอิศร”
       อิศรเพิ่งรู้ตัว “ครับ”
      
       “มัวใจลอยคิดอะไรอยู่ งานการไม่สนใจ”
       อิศรไม่สนใจ “โทษทีครับ เผอิญมีเรื่องอื่นให้คิด” หันมาทางสุบรรณ “ว่าต่อไปสิ สุบรรณ ถึงไหนแล้ว”
       “เรามุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าเอบวก ในจุดท่องเที่ยวคือ เชียงใหม่ สมุย ภูเก็ต และหัวหิน...” สุบรรณรายงานต่อที่ประชุม
       อิศรตาวาววับ พูดเสียงดัง “ที่หัวหิน!? จริงสิ เรามีโครงการที่หัวหิน”
       “ก็ใช่นะสิ เอ๊ะ นี่แกเป็นบ้าไปแล้วหรือยังไง” อรรถพูดอย่างขวางๆ
       อิศรเก็บของ ลุก ตั้งท่าจะไป พูดกับทุกคน
       “ผมขอตัวก่อนครับ สุบรรณ ไปกับฉัน”
       อรรถลุกขึ้นบ้าง โมโหกรุ่นๆ “แกจะไปไหน”
       “ไปหัวหินครับ พ่อว่าผมไม่สนใจการงาน ผมก็สนใจแล้วไง” อิศรพูดกับที่ประชุม “ขอโทษนะครับ ทุกคน…ไป สุบรรณ”
       ครู่หนึ่ง อิศรเดินออกไป สุบรรณรีบเก็บของ เดินตาม อรรถได้แต่โมโห
       เช้านั้นอิศรเดินตัวปลิวท่าทีร่าเริงมาตามทางเดินในออฟฟิศ สุบรรณวิ่งตามไปขวาง กางมือออกเหมือนจราจรให้เจ้านายหยุด
       “หยุดก่อนครับ” อิศรมอง ขัดใจ “ผมต้องการคำอธิบาย”
       “วันนี้กอหญ้าเค้าไปหัวหินกับคุณอาดาราฉันเป็นห่วงเค้า เลยว่าจะตามไปดู”
       สุบรรณบ่น “นึกว่าอะไร ที่แท้ก็เอางานบังหน้า”
       “ใครว่า เค้าเรียก ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวต่างหาก” อิศรว่า
       “แปลว่าที่ไปหัวหินเนี่ย คุณอิศรจะไปทำงาน”
       “ทำสิ” อิศรยิ้มขี้โกง “แต่ขอไปหากอหญ้าก่อนนะ”
       อิศรเดินไป สุบรรณตามไปอย่างอ่อนใจ
      
       ตอนสายๆ รถตู้ของวังศิวาลัยวิ่งเข้ามาจอดในบ้านตากอากาศหลังใหญ่ สวยงาม นายบุญกับสร้อยลูกสาว คนดูแลบ้านที่เป็นพ่อลูกกัน ออกมาต้อนรับ ท่าทางตื่นเต้นดีใจสุดๆ
       วินัยลงมาเปิดประตูให้ นภดารา กอหญ้า พเยีย ลงจากรถตู้ กอหญ้าและพเยียใส่แว่นกันแดดอันใหญ่ บุญกับสร้อยรีบเข้ามาไหว้
       “สวัสดีค่ะ คุณดารา” สร้อยไหว้อย่างนอบน้อม
       บุญบอกอย่างดีใจ “คุณดาราไม่ได้มาบ้านหัวหินเป็นสิบปีแล้ว ผมดีใจจังเลยครับ”
       “เพิ่งจะแข็งแรงดีน่ะจ๊ะ” นภดารายิ้มรับ แล้วเห็นสร้อยกับบุญมองเด็กสาวทั้งสอง “นี่พเยียลูกสาวของฉันจ้ะ”
       สร้อยกับบุญมองตาโต
       “เคยแต่ได้ยินพวกที่วังเล่าให้ฟัง…คุณหนูสวยจังเลยค่ะ” สร้อยยิ้ม
       “ขอบใจจ้ะ” พเยียยิ้ม
       “แล้วนี่ก็ หนูกอหญ้า เพื่อนของพเยีย”
       กอหญ้ายกมือไหว้ตามนิสัยนอบน้อม “สวัสดีค่ะ”
       สร้อยกับบุญรับไหว้แทบไม่ทัน
       “อุ๊ย ไม่ต้องไหว้ค่ะ” สร้อยบอก
       “เชิญคุณดารากับคุณหนูข้างในดีกว่าครับ สร้อยมันจัดห้องเอาไว้ให้แล้ว”
       “ไปจ้ะ เด็กๆ”
       “เดี๋ยวก่อนค่ะ พเยียขอถ่ายรูปก่อน มาค่ะคุณแม่ กอหญ้า มาถ่ายรูปกัน เอ้า 1..2..ยิ้ม”
       พเยียใช้มือถือถ่ายรูปตัวเองกับนภดาราและกอหญ้าอย่างสนุกสนาน แล้วถ่ายรูปต่อๆ ไป เห็นตัวบ้าน รั้วบ้าน ประตู และลักษณะของบ้านชัดเจน
      
       กอหญ้าอยู่ในห้องพักตัวเองกำลังรื้อของจากระเป๋า พเยียโผล่หน้าเข้ามา ยิ้มแย้ม
       “กอหญ้า เดี๋ยวเราไปเล่นน้ำกัน”
       “แต่ฉันไม่มีชุดว่ายน้ำนะคะ”
       “ไม่ต้องหรอก เล่นน้ำทะเล ใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดก็พอ นะ ไปด้วยกัน”
       “ค่ะ” กอหญ้ารับปาก
       พเยียยิ้มแย้ม ชอบใจ “ดี เธอเปลี่ยนชุดเลยนะ พอกินข้าวเสร็จแล้วเราไปลงทะเลกัน รับรองสนุกแน่”
      
       พเยียเดินตัวปลิวออกไป กอหญ้ามองตาม ชักจะเชื่อว่าพเยียดีกับตนจริงๆ


  


       เวลาเดียวกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวในตลาดหัวหิน สภาพเป็นห้องแถวริมถนน แต่สะอาดและดูดี นพดลแต่งตัวตามสไตล์ ใส่ต่างหู นั่งอยู่ที่โต๊ะ และกำลังเปิดดูรูปที่พเยียส่งมาให้ทีละรูป ทีละรูป
      
       ในนั้นมีรูปกอหญ้าด้วย 2-3 รูป แต่มีแว่นบังหน้า และอยู่ในท่าที่เห็นหน้าไม่ชัด นพดลเลยยังจำไม่ได้ โทรศัพท์พเยียเข้ามา นพดลรีบกดรับ
       “ว่าไงจ๊ะ”
       พเยียอยู่ในห้องพักของตัวเอง
       “พี่เห็นรูปแล้วใช่ไหม”
       “เห็นแล้ว คนไหน ที่พเยียจะให้พี่จัดการ”
       นพดลฟังพเยียพูด ระหว่างนั้น แตงเดินเข้าร้าน มานั่งลงที่โต๊ะติดกับนพดล หันหลังให้กันพอดีพนักงานเข้ามา แตงสั่ง
       “ขอโค้กจ้ะ แล้วก็...”
       “พี่เขียนสั่งเลยค่ะ เดี๋ยวหนูมาเอา”
       พนักงานเสิร์ฟเดินไป
       นพดลคว้าปากกากับเศษกระดาษที่ทางร้านเสียบไว้ให้สั่งอาหารมาจด เขียนตามที่พเยียอธิบายแผน
       “ตกลงให้พี่ไปที่ชายหาดหน้าบ้านนะ” นพดลจดไป พูดทวนไป “แยกไฟแดง แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางชายหาด” หมึกดันหมด นพดลหงุดหงิด “เดี๋ยวๆ หยุดก่อน รอแป๊บนึง” นพดลหันไปด้านหลัง แตงกำลังจะหยิบปากกา แต่นพดลฉกปากกามาก่อน แตงชะงัก
       “อ้าว”
       “ยืมก่อน” นพดลไปพูดกับพเยีย “ต่อๆ ยังไงนะ” จดตามที่พเยียบอกอย่างละเอียด “เข้ามาสุดซอย ติดชายหาดบ้านเลขที่ 111 รั้วสีขาว…โอเค”
       นพดลวางสาย หันมาวางปากกาคืนให้แตงที่นั่งมองตาเขียวอยู่
       “ขอบใจ น้อง”
       นพดลเดินออกไป แตงค้อนขวับ ด่าขมุบขมิบตามหลัง
       “ใครน้องแก ไอ้บ้า” หยิบปากกากับกระดาษมา แล้วหยิบโทรศัพท์มากดโทร.ออก
       “ฮัลโหล คุณณุเหรอ”
      
       ขณะที่ชิษณุพงษ์กำลังจะจอดรถเข้าที่จอดข้างทาง เป็นที่ว่างแคบๆ ระหว่างรถสองคัน คันหน้าเป็นรถกระบะโทรมๆ ไม่มีป้ายทะเบียนของนพดล แตงโทร.มาพอดี ชิษณุพงษ์ละมือจากพวงมาลัยมารับ ปล่อยให้รถทำการจอดตัวเองด้วยระบบอัจฉริยะ
       “มีอะไรแตง”
       “คุณณุจะกินอะไรคะ แตงจะสั่งให้ เค้ามีเนื้อสด เนื้อเปื่อย เนื้อตุ๋น ลูกชิ้น เครื่องใน”
       “ต้องถามตอนนี้ด้วยเหรอ ฉันกำลังจอดรถอยู่นะ” ชิษณุพงษ์หงุดหงิด
       “แหม รถมันจอดเองได้ ทำไมต้องดุด้วย งั้นแตงสั่งเองเลยนะ”
       แตงวางสาย ชิษณุพงษ์ส่ายหัว รถจอดตัวเองเสร็จ นพดลก็เดินมาขับรถของตัวเองออกไป ชิษณุพงษ์บ่นขำๆ
       “โธ่เอ๊ย มาเร็วกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้”
      
       ครู่ต่อมาชิษณุพงษ์กินก๋วยเตี๋ยว แตงนั่งมองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
       “มองอะไร”
       “อร่อยไหม”
       “ฮื่อ” ชิษณุพงษ์กินต่อ
       แตงชวนคุย “คุณณุ บ้านที่เราจะไปอยู่อีกไกลไหมอ่ะ”
       “ไม่หรอก ออกจากตัวเมืองไปสิบนาทีก็ถึง...ถ้าไม่หลงนะ”
       แตงเซ็ง “อ้าว”
       “ก็ฉันไม่ได้มาตั้งนานแล้ว เจ้าพ่อเคยพามาตอนเด็กๆ หนสองหนเอง” เห็นแตงหน้ามุ่ย “ไม่ต้องห่วงน่ะ” ตบกระเป๋า “คุณย่าหญิงจดที่อยู่มาให้แล้ว”
       ชิษณุพงษ์ส่งกระดาษให้แตงดู แตงดูแล้วขมวดคิ้ว
       “เลขที่ 111 บ้านอยู่สุดซอย ติดชายหาด รั้วสีขาว…”
      
       แตงแปลกใจนิดๆ เพราะได้ยินที่อยู่นี้ตอนนพดลทวนคำขณะเขียนลงกระดาษ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
      
       ส่วนที่บ้านชายทะเล พเยียกับกอหญ้าใส่กางเกงขาสั้นเสื้อยืด พเยียสะพายกระเป๋าชายหาดเตรียมพร้อม ยืนมองกอหญ้าชวนนภดาราลงทะเลอย่างไม่ค่อยชอบใจ
       “ไม่เอาหรอกจ้ะ กอหญ้า ฉันไม่ชอบเล่นน้ำทะเล”
       “ไปนั่งเล่นเดินเล่นที่ชายหาดก็ยังดีค่ะ นะคะ” กอหญ้าบอก
       “อากาศมันร้อน คุณแม่ยังไม่แข็งแรง เธอจะชวนไปเดินให้ทรมานทำไม เราไปกันสองคนนั่นแหละ ดีแล้ว” พเยียบอก
       “คุณอาดาราก็ต้องอยู่บ้านคนเดียวซีคะ เพราะลุงบุญกับสร้อยออกไปจ่ายกับข้าว”
       พเยียเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟา แกล้งทำหน้างอนๆ ผิดหวัง
       “อย่างงั้นก็ไม่ต้องไป นั่งอยู่บ้านกันให้หมด”
       นภดาราเห็นพเยียงอน รีบบอก
       “หนูกอหญ้าไปเถอะจ้ะ ไม่ต้องห่วงฉัน เดี๋ยวบุญกับสร้อยก็กลับมา”
       พอดีมีเสียงรถยนต์แล่นดังใกล้เข้ามา
       “นั่นแน่ะ สงสัยคงกลับมากันแล้ว”
       นภดาราเดินนำไปที่หน้าบ้าน กอหญ้ากับพเยียลุกเดินตาม เห็นชิษณุพงษ์เดินมาตรงระเบียง มีแตงเดินตามหลัง
       นภดารากับกอหญ้าแปลกใจ กึ่งยินดี แต่พเยียหน้าหงิก
       กอหญ้ายิ้มทัก “คุณชิษณุพงษ์”
       “กอหญ้า” ชิษณุพงษ์ยกมือไหว้นภดารา “สวัสดีครับ คุณอาดารา แตงนี่คุณอาดารา นี่คุณพเยีย ลูกสาวคุณอา แล้วนี่ก็ กอหญ้า”
       แตงไหว้ พลางอธิบายแนะนำตัวเอง “แตงเป็นหลานลุงเติมจ้ะ เจ้าให้แตงตามมาดูแลคุณณุ”
       “สวัสดีจ้ะ นี่มายังไงกันจ๊ะ”
       ชิษณุพงษ์บอกยิ้มๆ “คุณย่าหญิงนภาจรีบอกผมว่า กอหญ้ามาเที่ยวหัวหินกับคุณอา ให้ผมตามมาช่วยดูแล”
       “โธ่ ไม่เห็นจำเป็นเลย” นภดาราบอก
       “นั่นสิ” พเยียพึมพำกับตัวเอง “แส่ไม่เข้าเรื่อง”
       “ชิษณุมาพอดีเลย” นภดาราบอกกับพเยีย “พเยียได้เพื่อนไปเล่นน้ำทะเลอีกคนแล้วลูก”
       พเยียหน้างอ ไม่ต้องการให้ชิษณุพงษ์ไปทำเสียแผน
       “ไม่เอาค่ะ พเยียจะไปกับกอหญ้าสองคน” คว้ามือกอหญ้า “ไป กอหญ้า”
       พเยียลากกอหญ้าไป
       “ฉันไปด้วย กอหญ้า” ชิษณุพงษ์สั่ง “แตง อยู่รอที่บ้าน เป็นเพื่อนคุณอาดารา”
       แตงเหวอ “เอ่อ ค่ะ”
       ชิษณุพงษ์ตามพเยียกับกอหญ้าไป นภดาราหันมาบอกกับแตง
       “ลูกสาวฉันเขาเป็นคนเอาแต่ใจซักหน่อย อย่าถือสาเลยนะจ๊ะ”
       “คุณณุก็พอกันค่ะ คุณดารา ยิ่งห้าม ยิ่งจะทำ พอกัน”
      
       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น นภดาราหันไปมองด้วยท่าทีแปลกใจ


  


       ด้านสุบรรณนั่งประจำที่คนขับ จอดรถอยู่ข้างทาง หน้าหงิกงอ ส่วนอิศรกำลังคุยโทรศัพท์
      
       “ฮัลโหล .. คุณอาดารา ผมอิศรนะครับ ผมกำลังจะไปหากอหญ้าที่บ้านคุณอา แต่ว่า เอ่อ... ผมคิดว่าผมกำลังหลงทาง”
      
       ขณะเดียวกันที่บ้านพัก นภดาราอธิบายทางกับอิศร โดยมีแตงนั่งอยู่ใกล้ๆ ได้ยินไปด้วย
       “อิศรต้องเลี้ยวแยกก่อนหน้านั้นจ้ะ แล้วตรงเข้าซอยมา บ้านอาอยู่สุดถนน ที่จะไปชายหาด รั้วสีขาวๆ จ้ะๆ ไม่เป็นไรเลยจ้ะ อิศรมาก็ดีแล้ว กอหญ้าคงจะดีใจ”
       อิศรวางสาย แล้วหันมาจะพูดกับสุบรรณ
       “สุบรรณ เดี๋ยวแก…”
       สุบรรณพูดสวนเร็ว “ไปส่งคุณอิศรที่บ้านนั้น แล้วเลยเข้าไปที่โครงการ ตอนเย็นๆ ค่อยกลับมารับคุณอิศร”
       อิศรยิ้มชม “โอ้โห ฉลาด”
       “มาก” สุบรรณอวด
      
       ด้านนภดารา กำลังสั่งสร้อย ที่นั่งพับเพียบอยู่กับพื้น แตงนั่งอยู่ห่างออกไป
       “เดี๋ยวสร้อยไปซื้อพวกของสด ของทะเลมาเพิ่มอีกหน่อยดีกว่า ฉันจะชวนทุกคนทานข้าวเย็นด้วยกันที่นี่”
       “จะทานกันซักกี่คนคะ คุณดารา สร้อยจะได้กะอาหารถูก” สร้อยถาม
       นภดาราไล่ชื่อ “ฉัน พเยีย กอหญ้า ชิษณุ หนูแตง แล้วก็มีคุณอิศร เท่านี้แหละจ้ะ”
       แตงแย้งขึ้นมา “ไม่ใช่มีอีกคนเหรอคะ”
       นภดารางง “อีกคน? หนูหมายถึงใครจ๊ะ”
       “ผู้ชายตัวสูงๆ ขาวๆ น่ะค่ะ แตงไม่รู้จักหรอก แต่เขาก็กำลังจะมาที่บ้านคุณเหมือนกัน” แตงบอก
       “ผู้ชายสูงๆ ขาวๆ ใครกัน”
       นพดลมาถึงหน้าบ้าน เห็นมีถนนต่อลงไปที่ชายหาด นพดลมองบ้านอย่างทึ่งๆ
       “มีบ้านตากกอากาศด้วย ไฮโซเหลือเกินนะ”
       นพดลมองออกไปที่ชายหาด เห็นพเยีย กอหญ้า และชิษณุพงษ์ หันหลัง อยู่ลิบๆ นพดลนิ่วหน้า ที่เห็นชิษณุพงษ์อยู่ข้างๆ กอหญ้า
       “อ้าว มีคนมาคุม แล้วจะจัดการยังไงวะ นังพเยีย”
      
       ฝ่ายชิษณุพงษ์เดินนำกอหญ้าลงไปที่ชายหาดอย่างเริงร่า พเยียเดินอยู่ข้างๆ สีหน้ากังวล คิดหาทางออกอยู่
       “มา กอหญ้า เรามาว่ายน้ำแข่งกัน”
       กอหญ้าหัวเราะ เมื่อโดนชิษณุพงษ์ฉุดลงน้ำไป จนลึกเลยเข่า ทันใดนั้น พเยียก็ร้องเสียงดังขึ้นมา
       “อย่า! กอหญ้า อย่าไป อันตราย”
       ทั้งสองตกใจ หันมามองพเยีย
       “ทำไมคะ คุณพเยีย”
       “เพราะเธอว่ายน้ำไม่เป็นน่ะซี”
       กอหญ้า งง “อ้าว ไหนคุณว่า…”
       “ฉันโกหกน่ะ ฉันกลัวคุณแม่ไม่ยอมให้เธอมากับฉัน ฉันเลยหลอกว่าเธอว่ายน้ำเป็น” พเยียยิ้มบางๆ “อย่าโกรธฉันนะ”
       กอหญ้า ยิ้ม เข้าใจพเยีย “ไม่หรอกค่ะ ฉันเข้าใจ ขอบคุณนะคะที่เตือน” กอหญ้าหันมาทางชิษณุพงษ์ “งั้นคุณไปว่ายน้ำแข่งกับคุณพเยียก็แล้วกัน ฉันนั่งเล่นที่ชายหาดคนเดียวได้”
       พเยียยิ้ม สาสมใจ แต่ชิษณุพงษ์กลับส่ายหน้า
       “ไม่เอา เธอไม่ว่ายฉันก็ไม่ว่าย ฉันจะนั่งเล่นเป็นเพื่อนเธออยู่ยี่แหละ”
       พเยียแอบถอนใจ ผิดแผนอีก
      
       นภดาราเดินออกมา เห็นแตงยืนมอง ชะเง้อดูไปทางชายหาด นภดาราจึงเดินเข้ามาหา
       “อยากไปเล่นน้ำกับเขาใช่ไหม หนูแตง” แตงหันกลับมา “อยากไปก็ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงฉัน”
       “เปล่าค่ะ เปล่า แตงอยู่ที่นี่ได้ค่ะ ไม่เป็นไร”
       “เห็นหนูยืนชะเง้อชะแง้ นึกว่าอยากไปเล่นน้ำทะเลซะอีก”
       “แตงมายืนดูคนน่ะค่ะ” แตงชี้ให้นภดาราดู “คนนั้นไงคะ ที่แตงได้ยินว่าเค้าจะมาบ้านคุณ”
       นภดารา เห็นนพดลยืนอยู่มุมหนึ่งที่ชายหาดไกลลิบตา
       “แปลกนะคะ เค้ามาแล้วทำไมไปยืนอยู่ชายหาด ไม่มาที่บ้าน”
       “เข้าใจผิดหรือเปล่าจ๊ะ ฉันไม่รู้จักคนหน้าตาท่าทางแบบนั้นมาก่อนเลย เค้าจะมาบ้านฉันได้ยังไง” พเยียรีบแก้
      
       นพดลยืนรออยู่ด้วยความกระวนกระวาย มีเสียงเมสเสจเข้า นพดลรีบเอาโทรศัพท์มาเปิดดู เป็นข้อความจากพเยีย นพดลอ่าน
       “จะหาทางกำจัดผู้ชายให้ พี่รอจังหวะที่มันอยู่คนเดียว แล้วเอาตัวมันไปจัดการซะ”
      
       กอหญ้าเดินเล่นเก็บเปลือกหอย หยอกล้ออยู่กับชิษณุพงษ์ที่ชายหาด ส่วนพเยียนอนเล่นอยู่บนห่วงยางขนาดใหญ่ในทะเล ห่างออกไป
       พเยียมองไปที่ชิษณุพงษ์กับกอหญ้า ยิ้มร้าย แล้วร้องกรี๊ดขึ้นมา
       “ว้าย…..”
       กอหญ้ากับชิษณุพงษ์ตกใจ หันไปดู เห็นร่างของพเยียหล่นผลุบจากห่วงยาง ตกลงไปในทะเลแล้วกระเสือกกระสนเหมือนคนจะจมน้ำ
       “คุณพเยีย” กอหญ้าตกใจ
       พเยียผลุบๆ โผล่ๆ ตะโกนร้อง
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย”
       ร่างของพเยียจมหายไปอีก กอหญ้าตกใจ
       “คุณณุ ไปช่วยคุณพเยียเร็วเข้าค่ะ”
       ชิษณุพงษ์วิ่งลงทะเล แล้วว่ายไปหาพเยียทันที กอหญ้ายืนมองอยู่บนฝั่งด้วยใจระทึก
       “คุณพเยีย อย่าเป็นอะไรนะ”
       ที่กลางทะเล ชิษณุพงษ์ว่ายน้ำสุดกำลัง แต่เหมือนร่างของพเยียที่กระเสือกกระสนอยู่ กลับลอยไกลออกไปทุกที
       “ช่วยด้วย ช่วย”
       ร่างพเยียผลุบหายไปใต้น้ำ ชิษณุพงษ์ตกใจ ดำผุดดำว่าย หาพเยีย
      
       นพดลเดินเข้ามาแอบที่โขดหินใกล้ๆ ขยับมีดในมือเตรียมพร้อม ตาจับจ้องอยู่ที่กอหญ้าเขม็ง
       กอหญ้ายืนชะเง้อมองไปในทะเล ลุ้นด้วยความเป็นห่วงพเยียและชิษณุพงษ์ ไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัว นพดลขยับจะออกจากโขดหินที่ซ่อน แล้วกลับชะงัก เมื่อมีคนย่องมาจากด้านหลังของกอหญ้า แล้วใช้มือแข็งแรงสองข้างเอื้อมมาปิดตา
       กอหญ้า ตกใจ ร้อง “ว้าย”
       ที่แท้เจ้าของมือนั้นคืออิศร ที่ยืนยิ้มขี้โกงอยู่ พร้อมดัดเสียง
       “เงียบนะ อย่าร้อง แล้วไปกับฉัน”
       กอหญ้าจำเสียงได้ เอาศอกกระทุ้งอิศรอย่างแรง
       “นี่แน่”
       อิศรเจ็บ รีบปล่อยมือ ร้องโอดโอย
       “โอ้ย เจ็บนะ เล่นอะไรของเธอเนี่ย”
       “คุณนั่นแหละ” กอหญ้าต่อว่า “คนจะเป็นจะตาย ยังจะเล่นอะไรไม่เข้าท่า”
       “ใคร ใครเป็นอะไร” อิศรแปลกใจ
       “คุณพเยียจมน้ำค่ะ คุณณุตามลงไปช่วย” กอหญ้ากังวล “ป่านนี้ยังไม่ขึ้นมาเลย”
       กอหญ้ามองไปในทะเล แล้วเห็นเงาตะคุ่มๆ แล้วค่อยๆ ชัดขึ้น ที่แท้คือร่างของชิษณุพงษ์โผล่จากน้ำ อุ้มพเยียที่ตัวอ่อนปวกเปียกเอาไว้ในอ้อมแขน เดินขึ้นมาจากทะเล มาดชิษณุพงษ์สุดเท่ ดูเป็นฮีโร่มากๆ
       กอหญ้ายิ้มดีใจสุดๆ ที่ทุกคนปลอดภัย วิ่งถลาลงน้ำไปหาอย่างลืมตัว
       “คุณณุ...เป็นยังไงบ้างคะ ปลอดภัยดีหรือเปล่า”
       อิศรมองตาม เห็นกอหญ้าห่วงใยพเยียกับชิษณุพงษ์มาก ไม่สนใจตัวเองเลย ก็ชักน้อยใจนิดๆ
      
       ส่วนที่หลังโขดหิน นพดลเก็บมีดแล้วเดินหลบออกไปอย่างเซ็งๆ
ตอนที่ 7
      
       กอหญ้านั่งอยู่ที่พื้นทรายตรงชายหาด ประคองพเยียไว้ในอ้อมกอด นภดารากับแตงวิ่งเข้ามาหน้าตื่น
      
       “พเยีย พเยียลูกแม่ เป็นยังไงบ้าง”
       “พเยียเป็นตะคริวน่ะค่ะ คุณแม่” พเยียบอกท่าทีอ่อนแรง
       “โชคดีนะคะ ที่คุณณุอยู่ด้วย ไม่งั้นแย่เลย” กอหญ้า ว่า
       “อาขอบใจมากนะจ๊ะ ชิษณุ…ถ้าพเยียเป็นอะไรไป อาคง...”
       ชิษณุพงษ์สวนคำออกมา “พเยียไม่เป็นไรหรอกครับ คุณอา”
       นภดาราดึงพเยียมากอดปลอบ
       “ขวัญเอ๊ยขวัญมา ไม่เป็นอะไรแล้วนะลูกนะ”
       “หนูว่าพาคุณพเยียไปพักบนบ้านก่อนดีกว่าค่ะ”
       กอหญ้าเข้าไปช่วยนภดาราประคองพเยีย แตงเข้ามาดูแลชิษณุพงษ์
       “คุณณุก็ขึ้นบ้านไปเปลี่ยนเสื้อเถอะค่ะ เดี๋ยวหนาวแย่” แตงบอก
       ชิษณุพงษ์ชวน “ไปกันเถอะ กอหญ้า”
       “ค่ะ”
       อิศรยืนดูอยู่ห่างๆ เห็นกอหญ้าสนใจคนอื่นมากกว่าตัวเองก็น้อยใจ จึงกระแอม ทุกคนหันไปมอง
       “ท่าทางผมคงมาผิดเวลาไปหน่อย เอาไว้ค่อยมาเยี่ยมใหม่วันหลังก็แล้วกันนะครับ” อิศรยกมือไหว้นภดารา “ผมลาครับ คุณอา”
       อิศรเดินออกไป กอหญ้าหน้าเสียนิดหนึ่ง พเยียมองกอหญ้า มองอิศร ที่เดินตัดไปที่ทางเดินเปลี่ยวด้านข้างชายหาด พเยียตาวาววับ ขึ้นมา
       “ขึ้นบ้านก่อนเถอะ ลูก” นภดาราบอก
       “เดี๋ยวค่ะ คุณแม่” พเยียหันไปบอกกอหญ้า “เค้าอุตส่าห์มาหาเธอนะ จะปล่อยกลับไปแบบนี้เหรอ”
       กอหญ้าอึกอัก “คือ ฉัน...”
       พเยียหันไปเรียกแตง “เธอ มาช่วยฉันหน่อย”
       แตงเข้าไปช่วยประคองพเยียแทนกอหญ้า พเยียมองกอหญ้า
       “เธอไปได้แล้ว กอหญ้า ไม่ต้องห่วงฉัน”
       นภดารามองพเยียอย่างชื่นชม ปลื้มอกปลื้มใจ แล้วยิ้มให้กอหญ้า
       “ไปสิจ๊ะ กอหญ้า”
       กอหญ้ายิ้ม แล้ววิ่งตามอิศรออกไป
       นภดาราเรียกแตงกับชิษณุพงษ์ “ไป พวกเรา ขึ้นบ้านกันดีกว่าจ้ะ”
       ชิษณุพงษ์ละสายตาจากกอหญ้าอย่างอาลัยอาวรณ์ ทั้งหมดเดินกลับไปด้านบน พเยียตาวาว แอบลุ้นในใจ
       “คราวนี้ ขอให้สำเร็จทีเถอะ เจ้าประคู้น”
      
       อิศรเดินไปตามถนนเล็กๆ ที่ขึ้นมาจากชายหาด โทร.หาสุบรรณ น้ำเสียงเซ็งๆ
       “สุบรรณ ฉันเสร็จธุระแล้ว”
       สุบรรณคุยสายด้วยบลูธูทขณะขับรถอยู่
       “อ้าว ทำไมเร็วนักล่ะครับ ไหนว่าเป็นห่วง จะตามมาดูแลคุณกอหญ้า”
       อิศรตอบฉุนๆ “ไม่ต้องห่วงแล้ว เค้ามีบอดี้การ์ดล้อมหน้าล้อมหลังเต็มไปหมด ฉันกลับไปทำงานของฉันดีกว่า ฉันจะเดินไปรอที่หน้าปากทางนะแกมารับฉันด้วย”
       จากนั้นอิศรวางสาย แล้วเดินออกไป
       กอหญ้าเดินตามมา มองหาอิศร เห็นหลังอยู่ไวๆ กอหญ้าอมยิ้ม แล้วเดินตามไป จังหวะนั้นนพดลโผล่มาจากด้านหลังกอหญ้า มีดในมือวาววับ
       กอหญ้าเดินมาตามทางเปลี่ยว งงที่อิศรหายไปไหนแล้วไม่รู้ ทันใดนั้น ร่างกอหญ้าก็โดนรวบจากข้างหลัง มือของใครคนหนึ่งปิดปาก
       “อย่าร้องนะ”
       กอหญ้ารู้สึกว่ามีปลายมีดแหลมจ่อมาที่ด้านข้างลำตัว
       “อย่าส่งเสียงเป็นอันขาด ถ้าไม่อยากตาย”
       นพดลขู่ พร้อมกับใช้มีดจี้หลังบังคับตัวกอหญ้าให้เข้าไปในดงไม้ข้างทาง
      
       ครู่หนึ่งนั้น นพดลล็อกกอหญ้าเอามือไพล่หลัง ดันตัวกอหญ้าเดินตัดดงไม้ จะไปที่อีกด้านที่ตนจอดรถซุกไว้ กอหญ้ากลัวมาก ไม่กล้าหันไปดูหน้า แต่พยายามถาม
       “จะพาฉันไปไหน”
       “เดี๋ยวก็รู้” นพดลผลัก “เดินไป”
       กอหญ้าเดินไปตามคำสั่งของนพดล คิดหาทางช่วยตัวเอง แต่ไม่กล้าทำอะไร เพราะรู้สึกถึงปลายมีดที่จ่อหลังอยู่
       กอหญ้าถูกดันออกมาจนพ้นดงไม้ ไปถึงรถกระบะเก่าๆ ที่นพดลจอดซุกไว้ นพดลกดตัวกอหญ้าไว้กับตัวรถ
       “ไม่ ฉันไม่ไป”
       “แกไม่มีทางเลือกหรอก”
       พลางนพดลล้วงกระเป๋าหยิบเอาผ้าชุบยาสลบออกมา แล้วกระชากให้หันมา กำลังจะเอาผ้าปิดจมูก ในวินาทีนั้นที่นพดลเห็นหน้ากอหญ้าชัดๆ นพดลถึงกับชะงัก ทั้งนึกไม่ถึง ทั้งตกใจ
       “เฮ้ย กอหญ้า”
       กอหญ้าก็ตะลึงไปเหมือนกันที่นพดลเรียกชื่อตน ทันใดนั้น กอหญ้ารวบรวมสติ ถือโอกาสตอนนพดลกำลังตกใจสุดขีด กระแทกนพดลเซเสียหลักล้มลงไป แล้ววิ่งหนีกลับไปทางเดิม ปากร้องลั่น
       “ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย”
       นพดลตาลีตาเหลือกลุกขึ้น เห็นกอหญ้าวิ่งหนี ตกใจ
       “ฉิบหายแล้ว มันเห็นหน้ากู ถ้ามันแจ้งตำรวจกูซวยแน่”
       นพดลวิ่งตาม
       กอหญ้าวิ่งหนีไม่คิดชีวิต แต่สะดุดล้มลงกับพื้น นพดลวิ่งตามมาจนทัน
       “จะไปไหน กอหญ้า”
       กอหญ้าตกใจ พยายามลุกจะวิ่งหนี แต่เซซวนเพราะขาเจ็บ นพดลเข้ามาคว้าตัวไว้ แต่มีหมัดของใครคนหนึ่งสวนเข้าทีปลายคางอย่างจัง จนมันเซไป
       “กอหญ้า”
       “คุณอิศร ช่วยฉันด้วย”
       นพดลลุกขึ้นมา เห็นอิศร เลยรีบวิ่งหนีไป
       “เฮ้ย อย่าหนีนะ”
       อิศรจะวิ่งตาม แต่กอหญ้าร้องห้าม
       “อย่าค่ะ คุณอิศร อย่าตาม เค้ามีอาวุธ”
       อิศรหยุด ได้ยินเสียงรถแล่นออกไป อิศรถามกอหญ้าอย่างห่วงใย
       “มันทำร้ายเธอหรือเปล่า กอหญ้า”
       กอหญ้าตัวสั่น ตกใจกลัว “เปล่าค่ะ เปล่า มันแค่จะจับตัวฉันไป”
      
       อิศรรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ฟัง


  


       ตอนเย็นวันนั้นทุกคนนั่งรวมกันที่ห้องนั่งเล่นของบ้านพัก ชิษณุพงษ์กับพเยียเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ กอหญ้านั่งอยู่ที่โซฟากับอิศร สีหน้ายังดูซีดเซียว แต่คุมสติได้แล้ว นภดาราตกใจมากเมื่อได้รู้เรื่อง
      
       “มีคนมาดักทำร้ายกอหญ้างั้นเหรอ”
       “ไม่ใช่ครับ มันไม่ได้มาดักทำร้าย แต่มันจะจับตัวกอหญ้าไป”
       นภดารานึกสยดสยอง “คงเป็นพวกที่จับผู้หญิงไปทำมิดีมิร้าย แล้วก็เอาไปขาย”
       “น่าจะไปแจ้งตำรวจไว้ จำหน้ามันได้ไหม กอหญ้า” ชิษณุพงษ์ออกความเห็น
       พเยียที่นั่งฟังเงียบๆ ลุ้น
       “ก็เป็นคนขาวๆ สูงๆ อายุไม่เกิน 25 ไว้หนวดนิดๆ ใส่ต่างหูด้วย” กอหญ้าบอกรูปพรรณสัณฐานของนพดล
       นภดารากับแตงหันมองหน้ากัน
       แตงซัก “ใส่เสื้อสีดำ ใช่ไหมคะ”
       “ค่ะ” กอหญ้าบอก
       แตงยิ่งมั่นใจ “คนนั้นแน่ๆ เลยค่ะ คุณดารา”
       “ใช่แน่ ตอนที่พวกหนูไปเล่นน้ำ ผู้ชายคนนั้น เค้ามาด้อมๆ มองๆ ที่บ้านเรา”
       นภดาราบอก ชิษณุพงษ์เสริม “แปลว่ามันไม่ใช่โจรธรรมดา แต่มันตั้งใจมาที่นี่”
       “ค่ะ คุณณุ แตงได้ยินเค้าโทร.นัดกับใครคนนึง บอกให้เค้ามาที่บ้านหลังนี้” แต่งว่า
       พเยียเม้มปาก เครียดจัด อิศรลุกพรวด
       “ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ปลอดภัยแล้ว กอหญ้า เธออยู่ที่นี่ไม่ได้ เธอต้องกลับไปกับฉันเดี๋ยวนี้”
       นภดาราตัดสินใจ
       “เรากลับกันทั้งหมดนี่แหละ บ้านหลังนี้ ไม่ปลอดภัยสำหรับใครทั้งนั้นจนกว่าเราจะรู้ ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ต้องการอะไร”
       พเยียยิ่งฟังยิ่งเครียด
      
       เย็นนั้น รถกระบะของนพดลจอดซุกอยู่ข้างทาง นพดลอยู่ในรถ ท่าทางกลัดกลุ้มกระวนกระวาย กดโทร.หาพเยียไม่ยั้ง แต่ไม่มีใครรับสาย นพดลหงุดหงิด ปาโทรศัพท์ลงกับเบาะรถโกรธจัด
       “อีพเยีย อีตัวดี อีจอมวางแผน อย่ามาทำแบบนี้กับกูนะมึง”
       นพดลโทร.ต่อไปอย่างบ้าคลั่ง ในที่สุดก็มีคนรับสาย นพดลตวาดใส่ทันที
       “พเยีย ทำไมเป็นแบบนี้”
      
       พเยียอยู่ในห้องพักแล้ว ต่อว่านพดลกลับ
       “ฉันต่างหากที่ต้องถามพี่ กะอีแค่จัดการคนคนเดียว ทำไมทำพลาด”
       “แกหลอกฉัน แกบอกให้ฉันไปจัดการก้างขวางคอแก แต่แกไม่บอกฉันว่าเป็นนังกอหญ้า”
       พเยียไม่ใส่ใจ “เป็นมันแล้วจะเป็นไรเล่า”
       นพดลสวนทันที ตวาดแรง “ก็มันรู้จักฉันน่ะซีวะ ใกล้แค่นั้น มันจำหน้าฉันได้แน่ ป่านนี้มันไปแจ้งตำรวจแล้ว ฉันซวยแน่ เพราะแกคนเดียว”
       “ไม่หรอกน่ะ นังกอหญ้ามันจำพี่ไม่ได้หรอก มันความจำเสื่อม”
       นพดลแปลกใจ “อะไรนะ”
       “มันความจำเสื่อม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใคร” พเยียบอกอีก
       “แล้วพเยียไปทำเขาทำไม ทำไมต้องอยากให้พี่กำจัดเขา” นพดลซักอย่างคาใจ
       “เรื่องมันยาว ฉันจะกลับกรุงเทพฯ แล้ว พี่ก็หลบซักพัก อย่ามาเพ่นพ่านให้พวกเค้าเห็นล่ะ พวกเค้าจำพี่ได้ เดี๋ยวมันจะยุ่งไปกันใหญ่”
       พเยียวางสายไปเลย นพดลโมโหมาก
       “พูดง่ายๆ แกลอยนวลกลับบ้าน ฉันตกงาน แถมยังต้องหลบๆ ซ่อนๆ มันง่ายไปไหม นังพเยีย”
      
       กอหญ้าเดินมาส่งอิศรที่หน้าบ้าน มองมาอย่างซึ้งใจ และขอบคุณ
       “คุณช่วยฉันอีกแล้ว”
       “ฉันเคยบอกแล้วไง ยัยโก๊ะ เธออยู่ไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีฉัน...” อิศรกุมมือกอหญ้า “กลับไปอยู่ด้วยกันเถอะ กอหญ้า กลับไปอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม”
       กอหญ้าหน้าหมองลง ทอดถอนใจ จนอิศรต้องถามอย่างสงสัย
       “มีอะไรหรือเปล่า”
       “ผู้ชายคนนั้น เขารู้จักฉันค่ะ” กอหญ้าว่า
       อิศรอึ้ง ชะงัก “รู้จักเธอ”
       “ค่ะ เขาเรียกชื่อฉันด้วย ตั้งหลายครั้ง”
       “เขารู้จักเธอ แล้วก็ตั้งใจมาทำร้ายเธอ”
       “ไม่ใช่ค่ะ เขารู้จักฉัน แต่เขาไม่รู้ว่า เขาจะต้องมาทำร้ายฉัน” กอหญ้าอธิบาย
       อิศรงวยงง “อะไรนะ”
       “เขาตกใจ ตอนที่เค้าเห็นว่าคนที่เขาจะทำร้ายคือฉัน เขาเลยหยุด ฉันเลยวิ่งหนีมาได้”
       ฟังกอหญ้าบอก อิศรคิดไปคิดมา
       “แปลว่ามีคนส่งผู้ชายคนนี้มา มีคนสั่งฆ่าเธอ”
       กอหญ้าหวาดกลัวมาก “ค่ะ คุณอิศรคะ ฉันเป็นใครกันคะ ฉันทำอะไรเอาไว้ แล้วพวกเค้าเป็นใคร ทำไมถึงได้ตามฆ่าฉัน ฉันนึกไม่ออกจริงๆ ฉันกลัว”
      
       กอหญ้าร้องไห้ออกมา อิศรหน้าเครียดขณะกอดปลอบและพร้อมจะปกป้อง


  


       ตกกลางคืน เห็นแม่ชื่นเดินวนไปเวียนมาอยู่ที่ด้านหน้าตึกใหญ่ คอยชะเง้อชะแง้ดูทางประตูวังอยู่ตลอด สักครู่หนึ่งรถตู้แล่นเข้ามาจอด แม่ชื่นรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน บอกกับนภาจรีที่นั่งรออย่างร้อนใจอยู่ตรงห้องโถง
      
       “คุณหญิงขา มากันแล้วค่ะ”
       แม่ชื่นวิ่งกลับออกไป นภาจรีลุกขึ้นยืน หน้าตาเอาเรื่อง
      
       นภดารา กอหญ้า และ พเยียลงมาจากรถ ทุกคนมีสีหน้านิ่งๆ แม่ชื่นรีบเข้าไปหา
       “หนูกอหญ้า” แม่ชื่นจับเนื้อจับตัวกอหญ้าด้วยความเป็นห่วง “เป็นยังไงบ้างคะ”
       “ไม่เป็นอะไรค่ะ แม่ชื่น หนูปลอดภัยดี”
       นภาจรีที่ตามออกมา พุ่งเข้าใส่พเยียทันที
       “ฝีมือของเธอใช่ไหม แม่พเยีย”
       พเยียสะดุ้งตกใจตามประสาวัวสันหลังหวะ แต่นภดาราโกรธมาก
       “ทำไมพูดแบบนี้ล่ะคะ อาหญิง ลูกพเยียไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ”
       “ไม่จริง ชิษณุเล่าให้อาฟังหมดแล้ว คนร้ายมันจะตามไปหากอหญ้าที่นั่นได้ยังไง ถ้าไม่มีคนบอก เธอใช