กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 7] เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง.jpg
2-2-2013 15:43



เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง



ออกอากาศ : ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.30 น. ทางช่อง 7 สี
บทประพันธ์โดย : เพชรน้ำหนึ่ง
บทโทรทัศน์โดย : ดาวเหนือ
กำกับการแสดงโดย : อนุวัฒน์ ถนอมรอด
ผลิตโดย : ค่าย กันตนา



รายชื่อนักแสดง



เคลลี่  ธนะพัฒน์   รับบท   เสือหาญ พันธุ์สิงห์   
วงศกร  ปรมัตถากร   รับบท   กล้า ไพรีพ่าย  
ทิสานาฏ  ศรศึก    รับบท   ราชาวดี  
ณัฐชา  นวลแจ่ม   รับบท   คะนึงนิจ   
อานัส  ฬาพานิช   รับบท   ภูชิต   
กวินตรา  โพธิจักร   รับบท   ศรีแพร  
วินัย  ไกรบุตร   รับบท   ขุนโชติ   
อรุชา  โตสวัสดิ์   รับบท   เสือทับ   
สุรวุฑ  ไหมกัน   รับบท   ทิว   
อมีนา  พินิจ   รับบท   งามตา   
ศุภกิจ  บัวงาม   รับบท   นุกูล   
ชาติชาย  งามสรรพ์   รับบท   ยิ่งยศ   
โอลิเวอร์  บีเวอร์   รับบท   เริง  
ทราย  เจริญปุระ   รับบท   กระเต็น   
พัฒนะ  พันธุ์เทวะ   รับบท   จุก   
กลศ   อัทธเสรี   รับบท   เสี่ยไพบูลย์   
สิทธิพร  นิยม   รับบท   สุพจน์  
จิรกิตติ์  สุวรรณภาพ   รับบท   เสือดำ  
จิณณะ  จอมขันเงิน   รับบท   เสือไท   
สธีรัชย์  ชาญนุกูล   รับบท   สำริด  
เอกพันธ์  บรรลือฤทธิ์   รับบท   อาจารย์ยอด  
เทวินทร์  คุณารัตนวัฒน์   รับบท   ป๋อง  
ธิตินันท์  สุวรรณศักดิ์   รับบท   คม  
ปิยะวัฒน์  รัตนวิจิตร   รับบท   โจ๊ก



เรื่องย่อ ละครเสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง



          กรุงเทพมหานครในยุค 80 เป็นยุคที่อารยธรรมตะวันตกเริ่มไหลบ่าเข้ามาในสังคมเมือง วัยรุ่นคลั่งไคล้วัฒนธรรมต่างชาติ ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องของการค้า เครื่องรางของขลังกลายเป็นของมีราคาที่ต้องใช้เงินซื้อหามาครอบครองเพื่อเสริมสร้างบารมีมากกว่าจะบูชาเพื่อคุ้มครองชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความโลภของมนุษย์

          กล้า ไพรีพ่าย (นิว วงศกร ปรมัตถากร) ลูกชายคนเดียว ของพลตำรวจโทเพชร ไพรีพ่าย นายตำรวจกองปราบซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ ว่าเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ โดยเฉพาะเรื่องของไสยเวทก็เป็นเป้าหมายหนึ่งซึ่งเป็นที่เพ่งเล็งของนักสะสมเครื่องรางของขลัง ที่มักจะวนเวียนมาขอดูของสะสม หรือมาลองวิชาอยู่เสมอ โดยเฉพาะ ตะกรุดสามกษัตริย์ มรดกชิ้นสำคัญที่กล้าได้รับมอบมาจากเพชร หลังจากที่เพชรเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งทำให้กล้ารู้สึกเบื่อหน่ายมาก เพราะตนเองไม่ได้สนใจจะศึกษาเรื่องเหล่านี้เลย

          แต่ดูเหมือนว่ายิ่งหนี กล้าก็กลับยิ่งต้องเจอกับเรื่องลึกลับ เพราะเมื่อใกล้อายุครบยี่สิบ กล้ามักฝันประหลาดถึง หลวงปู่หาญ (เคลลี่ ธนะพัฒน์) ซึ่งเป็นปู่แท้ ๆ แต่เข้าธุดงค์อยู่ในป่าเป็นเวลานาน หลวงปู่หาญได้เตือนให้กล้าระวังตัวเพราะจะเกิดอันตราย แม้แต่ กระเต็น (ทราย เจริญปุระ) ก็ฝันเหมือนกัน กล้าไม่ค่อยเชื่อนัก แต่กระเต็นเดือดร้อนใจมาก ต้องไปปรึกษากับ จุก (อ๋อง พัฒนะ พันธุ์เทวะ) อดีตเด็กวัดที่เคยฝากตัวเป็นลูกศิษย์หาญ แต่เพราะหาญไม่ยอมสอนวิชาให้ จุกจึงผันตัวเองมาเป็นเซียนพระ หากินอยู่แถวท่าพระจันทร์

          จุกกระตุ้นให้กระเต็นระลึกถึงอดีตเมื่อครั้งที่หาญเคยมาทำพิธีโกนผมไฟให้หลานและเคยทักว่า กล้ามีดวงที่แรงมาก ถ้าใฝ่ดีจะเป็นเจ้าคนนายคน ถ้าใฝ่ชั่วจะกลายเสือร้ายที่ไม่มีใครปราบได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุครบยี่สิบจะเป็นช่วงตัดสิน จุกแนะนำให้กล้าบวชเพื่อสะเดาะเคราะห์ กระเต็นเห็นด้วย และกล้าก็รับปาก เพราะกล้ารักแม่มาก แม้จะไม่รู้สึกเดือดร้อนไปกับคำทำนายเลย จุกส่งรัก-ยม วิญญาณเด็กที่เลี้ยงไว้ให้ไปตามสอดส่องคุ้มครองกล้า ทำให้ นุกูล (หมู ศุภกิจ บัวงาม) หรือนุเพื่อนกล้า ที่เชื่อเรื่องเร้นลับอยู่แล้วหวาดกลัวมาก

          และแล้วก็เกิดเรื่องที่ทำให้ชาวเมืองหลวงต้องขวัญหาย เมื่อ ทิว (หนุ่ม สุรวุฑ ไหมกัน) นักโทษคดีฆ่ายกครัว (ลูกเมียของตัวเอง) หนีออกจากที่คุมขังมา โดยฆ่าผู้คุมอย่างโหดเหี้ยมด้วยไสยดำเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว  ทิวก็คือคนที่มาขอเรียนวิชาไสยเวทกับเพชร แต่ถูกปฏิเสธ ทิวจึงไปซุ่มฝึกวิชาอาคมด้วยตัวเอง และมาท้าเพชรประลองวิชา ทิวพ่ายแพ้ เลยทำให้ทุ่มเทฝึกวิชาจนคลุ้มคลั่งสังหารลูกเมียจนหมดบ้าน ทิวถูกตัดสินประหาร แต่ก็ได้รับการลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตเพราะศาลลงความเห็นว่าทิวจิตไม่ปกติ ความจริงก็คือแม้จะถูกคุมขังแต่ทิวก็ยังไม่เลิกฝึกฝนมนต์ดำ เพราะยังมีความแค้น อยากจะประลองกับเพชรอยู่ตลอดเวลา และที่ทิวหนีออกมาก็เพื่อท้ากับเพชรอีกครั้ง ซึ่งทิวก็ต้องผิดหวังเมื่อมาถึงบ้านเพชรแล้วได้รู้ว่าเพชรตายไปแล้ว ทิวขอสู้กับกระเต็นซึ่งแม้จะมีวิชาติดตัว แต่ก็ทิ้งร้างไปนานจึงเพลี่ยงพล้ำเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่พระหาญที่รู้จากฌาณว่ากระเต็นตกอยู่ในอันตราย มาช่วยกระเต็นไว้ได้ทัน แต่ด้วยความที่อยู่ในสมณะเพศจึงไม่สามารถฆ่าทิวได้ ได้แต่ปล่อยให้ทิวหนีไป ซึ่งหาญรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นการปล่อยเสือเข้าป่า

          คืนเดียวกันนั้น โรงเรียนของกล้ากำลังจัดงานประจำปี กล้าถูกส่งขึ้นชกมวยไทยชิงถ้วยรางวัล กล้าเอาชนะได้อย่างง่ายดาย เหตุการณ์การต่อสู้ของกล้าอยู่ในสายตาของ พ่อเลี้ยงภูชิต (อานัส ฬาพานิช) เศรษฐีเจ้าของปางไม้ที่พรางตัวเข้ามาในงานพร้อมกับคม ลูกน้องคู่ใจ ภูชิตติดใจฝีมือกล้าจึงให้คมขึ้นไปท้าชก คมใช้กลโกงโดยแอบใช้สนับมือทำให้กล้าบาดเจ็บ แต่กล้าก็คว่ำคมลงได้ นุเอาตะกรุดที่กล้าฝากไว้มาคืน ต่อว่าว่ากล้ามีของดีไม่ใช้จนเจ็บตัวฟรี ทำให้พ่อเลี้ยงที่เป็นนักสะสมของขลังตัวยงรู้สึกสนใจตะกรุดของกล้าถึงกับขอซื้อ แต่กล้าไม่ขาย การเจรจาหยุดชะงักลง เมื่อคมวิ่งมาบอกพ่อเลี้ยงว่าเจอตัว คะนึงนิจ (แนท ณัฐชา นวลแจ่ม) หรือนิจ น้องสาวคนเดียวของภูชิตแล้ว คะนึงนิจหนีออกจากบ้านมาเพราะได้ค้นพบว่า ภูชิตทั้งขายไม้เถื่อน ล่าสัตว์ป่าเพื่อเอาหนังและเขาส่งนอก แม้แต่ขุดสมบัติของชาติขายก็ทำ คะนึงนิจทะเลาะกับภูชิตอย่างหนัก และหนีมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงด้วยการวาดรูปขาย ยามว่างก็ไปเรียนวาดรูปเพิ่มเติมกับ ครูเริง (โอลิเวอร์ บีเวอร์) พ่อของ ราชาวดี (นาว ทิสานาฏ ศรศึก)

          ภูชิตให้คนสืบหาจนรู้ว่าคะนึงนิจมาเช่าบ้านอยู่แถวโรงเรียนสหช่างจึงตามมา คะนึงนิจซึ่งนั่งรับจ้างวาดรูปอยู่ในงานหนีการไล่ล่าของพี่ชายไปหลบอยู่ในห้องน้ำชายที่กล้าเข้าไปเปลี่ยนเสื้อ และขอร้องไม่ให้กล้าบอกพวกภูชิต กล้าทำตามเพราะนึกว่าภูชิตเป็นพวกคนร้าย คะนึงนิจปลอมตัวเป็นผู้ชาย ขอให้กล้าช่วยเดินกอดคอออกไปในงานเพื่อพรางตาพวกภูชิต โดยขอให้กล้าไปส่งตัวเองที่หลังเวทีการแสดงที่กำลังจะมีการรำของนักเรียนนาฏศิลป์ ที่นั่นกล้าได้พบกับราชาวดี นักเรียนนาฏศิลป์ที่เป็นดาวของโรงเรียน และกล้าก็ตกหลุมรักราชาวดีนับแต่นั้น

          พระหาญที่กลับไปจำพรรษาในวัดป่าเกิดร้อนผ้าเหลือง เพราะกลัวอยู่ตลอดเวลาว่าทิวที่หนีรอดไปจะใช้ไสยเวทเข่นฆ่าคน ที่สำคัญเวลาที่กล้าจะอายุครบยี่สิบใกล้เข้ามาทุกที ในที่สุดพระหาญก็อธิษฐานจิตเชิญวิญญาณหลวงปู่บุญทาผู้ซึ่งเป็นอาจารย์มาปรากฏเพื่อขออนุญาตสึก หลวงปู่บุญทารู้ทันทีว่าหาญหมดบุญที่จะอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์แล้ว จึงสึกให้หาญแล้วใช้อาคมทำให้หาญกลับเป็นหนุ่มอีกครั้ง หาญเริ่มต้นไล่ล่าหาตัวทิวเพราะเชื่อว่าทิวยังแค้นเพชรและกระเต็นอยู่ ซึ่งความแค้นนี้ต้องลุกลามมาถึงกล้าแน่นอน

          ฝ่ายกล้าไม่รู้ว่าภัยกำลังมาถึงตัว เพราะความรักที่มีต่อราชาวดีกำลังเบ่งบาน โดยกล้าสามารถผ่านด่านครูเริง พ่อของราชาวดีซึ่งหวงลูกสาวอย่างมากไปได้ ขณะเดียวกันก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคะนึงนิจ ที่เห็นว่ากล้าเจ้าชู้ไม่คู่ควรกับราชาวดี และก็ยังต้องปวดหัวกับงามตา นักเรียนนาฏศิลป์คู่แข่งของราชาวดี ที่หลงรักกล้าจนถึงขนาดไปทำเสน่ห์ยาแฝด แต่แทนที่จะทำให้กล้าหลง กลับกลายเป็นนุกูลที่โดนพิษของน้ำมันพรายแทน ส่วนภูชิตยังคงมาตามหาคะนึงนิจ กระทั่งวันหนึ่งภูชิตได้ให้คมมาดักจับคะนึงนิจ แต่กลับได้ตัวราชาวดีไปด้วยความเข้าใจผิด ภูชิตต้องตาต้องใจราชาวดีมากกล้าตามไปช่วยราชาวดีได้ทัน โดยสามารถกำหราบลูกน้องภูชิตได้ราบคาบ แถมตะกรุดของกล้ายังประกาศศักดาความคงกระพันให้ภูชิตเห็นด้วย ภูชิตจึงตัดสินใจจะกำจัดกล้าเพื่อแย่งทั้งราชาวดีและตะกรุดมาเป็นของตนให้ได้

          วันอุปสมบทของกล้าถูกกำหนดขึ้น แต่ในคืนก่อนบวช ภูชิตคิดแผนให้สมุนปลอมเป็นนักเรียนโรงเรียนใกล้ ๆ กับสหช่างไปรุมซ้อมนุกูล ขณะเดียวกันเสี่ยไพบูลย์ก็ส่งคนไปปาระเบิดใส่โรงเรียนนั้น ทำให้กล้าที่คิดจะไปเจรจา จนถูกเข้าใจผิดและถูกรุมยำจากนักเรียนช่างที่ถูกปาระเบิด ซึ่งกล้าก็สู้สุดชีวิตโดยมีคะนึงนิจอยู่ในเหตุการณ์ด้วย มีนักเรียนและครูได้รับบาดเจ็บหลายคน คืนนั้นนักเรียนคนหนึ่งที่เป็นลูกชายนายตำรวจถูกลอบยิงเสียชีวิต กระเต็นไปประกันตัวกล้าโดยใช้บารมีของพลตำรวจตรีสุพจน์เพื่อนรักของเพชรเช่นเคย กระเต็นสั่งให้กล้าเก็บตัวท่องบทสวดมนต์อยู่โบสถ์ ภูชิตให้คมที่ได้วิชากำบังกายมาจาก อาจารย์ยอด (เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์) เอาปืนเข้าไปซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้าของกล้า สุพจน์ต้องไปจับกล้าด้วยตัวเองในวันบวชทำให้กระเต็นเสียใจมาก ระหว่างที่กล้าถูกคุมตัวไปเรือนจำ ภูชิตก็ให้สมุนปลอมตัวเป็นนักโทษพยายามฆ่ากล้าทิ้ง แต่กล้าต่อสู้จนรถขนนักโทษคว่ำ ตำรวจที่คุมรถตาย คะนึงนิจขับรถมาช่วยพากล้าที่บาดเจ็บหนีออกต่างจังหวัด แต่ภูชิตแจ้งความว่ากล้าจับคะนึงนิจเป็นตัวประกันหนีไป กล้าจึงถูกตามล่าจากทั้งตำรวจและพวกภูชิต จนในที่สุดคะนึงนิจและกล้าต้องหนีเข้าป่าลึกไป หาญที่ออกจากป่ามาหากระเต็นรู้เรื่องเข้าก็รีบตามกล้ากับคะนึงนิจไปทันที

          ทิวที่บาดเจ็บจากการต่อสู้กับหาญปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในวัดร้างทางใต้ เพื่อขุดเอากระดูกของ ขุนโชติ (วินัย ไกรบุตร) และสมุนคือ เสือดำ (เอ็กซ์ ธิตินันท์ สุวรรณศักดิ์) กับ เสือไท (ป๊อบ จิณณะ จอมขันเงิน) เสือร้ายสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เป็นที่เลื่องลือในเรื่องความเหี้ยมโหดและอยู่ยงคงกระพัน ทิวตั้งใจจะเอากระดูกของขุนโชติไปชุบชีวิตในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของป่าอาถรรพ์เพื่อจะใช้ขุนโชติไปแก้แค้นหาญ แต่เมื่อทิวทำสำเร็จกลับถูกขุนโชติฆ่าตายอยู่ในป่าอาถรรพ์ จากนั้นขุนโชติและสมุนก็ออกปล้นฆ่าชาวบ้านอย่างไร้ปรานี ตามแบบที่เคยทำเมื่อครั้งมีชีวิต จนกระทั่งไปพบกับแก๊งโจรตัดเศียรพระของเสี่ยไพบูลย์พ่อค้าขายวัตถุโบราณที่เคยหนีคดีไปได้เมื่อครั้งเพชรยังมีชีวิต สมุนของเสี่ยถูกขุนโชติทำร้ายและบอกว่าแม้เป็นโจรก็จะไม่ขโมยของวัด สมุนที่รอดชีวิตซมซานกลับมาหาเสี่ยไพบูลย์ซึ่งกำลังเจรจาขายของให้กับภูชิต ทำให้ทั้งคู่ต้องไปตามอาจารย์ยอด อดีตพระที่มาตั้งสำนักสักยันตร์ลงของ และเป็นอาจารย์ของภูชิตมาปราบขุนโชติ

         เมื่ออาจารย์ยอดพบกับขุนโชติ ก็รู้ว่าขุนโชติถูกชุบชีวิตด้วยน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์มากเหมาะจะล่อเอาไว้ใช้ จึงเสนอให้ขุนโชติร่วมกันตั้งแก๊งกับภูชิต เพื่อปล้นทรัพย์สินมาแบ่งกันโดยภูชิตจะหารังให้ขุนโชติหลบซ่อน พร้อมสอนการใช้ชีวิตอย่างคนปัจจุบันให้ ขุนโชติเกือบจะไม่ตกลงแต่พอรู้ว่าศัตรูของภูชิตคือกล้า หลานของหาญ เจ้าของตะกรุดสามกษัตริย์ก็ตกลงทันทีเพราะจำได้ว่าทิวเคยพูดไว้ก่อนตายว่าหาญเป็นผู้ที่มีวิชาอาคมเป็นเลิศหากขุนโชติปราบได้จะเป็นที่หนึ่งในแผ่นดิน ขุนโชติจึงอยากเจอกับหาญมาก

          ที่กลางป่า กล้าและคะนึงนิจโซซัดเซเข้าไปในหมู่บ้านควาญช้างที่มี สำริด (บุ๋มบิ๋ม สุธีรัชย์ ชาญนุกูล) เป็นหัวหน้า สำริดมีลูกสาวชื่อว่า ศรีแพร (แก้ม กวินตรา โพธิจักร) เมียของสำริดคือศรีวรรณต้องตายเพราะปกป้องช้างตัวหนึ่งให้พ้นจากการถูกล่าเอางา สำริดและศรีวรรณจึงเกลียดคนเมืองมากเมื่อพบกับกล้าและคะนึงนิจก็คิดว่าเป็นพวกล่าสัตว์จึงเกือบฆ่าทิ้ง แต่คะนึงนิจก็ช่วยอธิบายจนเข้าใจกัน กล้ารักษาตัวอยู่ในหมู่บ้านได้เรียนรู้วิชาอาคมของควาญช้างที่ใช้บังคับสัตว์ต่าง ๆ จนกระทั่งพวกภูชิตและขุนโชติบุกมาถึง หาญรีบย่นระยะทางมาช่วยกล้าและคนในหมู่บ้านสู้กับภูชิตและขุนโชติ กล้ารู้ว่าหาญคือพระหาญผู้เป็นปู่ก็ดีใจมาก ผนึกกำลังกันสู้พวกขุนโชติ แต่คราวนี้ยอดได้ปลุกวิญญาณเสือทับ (เอ อรุชา โตสวัสดิ์) ซึ่งรู้จุดอ่อนของหาญ และเสือต่าง ๆอีกมากมายมาเป็นกองกำลัง กล้าพยายามต้านพวกขุนโชติไว้เพื่อให้หาญหนีไป ตัวเองถูกภูชิตจับ ยึดตะกรุดไป เสือทับได้ทีเข้าสิงร่างกล้า (ทับไม่สามารถชุบชีวิตเหมือนขุนโชติ เพราะทั้งร่างและกระดูกถูกเผาทำลายไม่มีเหลือโดยหาญตั้งแต่ครั้งอดีต) หาญต้องปล่อยให้หมู่บ้านถูกทำลาย สำริดถูกฆ่า มีเพียงศรีแพรและคะนึงนิจ ที่หนีรอดมากับหาญโดยพากันมาซุ่มอยู่ในมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ ขณะที่ภูชิต ก็ใช้กล้าที่มีวิญญาณเสือทับสิงอยู่ กับขุนโชติไปตามหาเครื่องรางของขลัง ที่เคยเป็นพวกชุมเสือเมฆ ตามที่ต่าง ๆ รวมทั้งสมบัติที่เคยปล้นมาได้  โดยฆ่าคนที่ครอบครองทิ้ง กลายเป็นว่ามีพวกเซียนพระและนักสะสมของเก่าต้องตายกันเป็นใบไม้ร่วง รวมทั้งจุกด้วย ยังความปวดหัวให้กับตำรวจเป็นอย่างยิ่ง

          เพื่อต่อกรกับขุนโชติ หาญตัดสินใจปลุกวิญญาณของ ยิ่งยศ (เก่ง ชาติชาย งามสรรพ์) อดีตนายตำรวจที่เก่งกาจทางวิชาอาคมขึ้นมาช่วยตำรวจต่อกรกับเหล่าวิญญาณร้าย โดยกระเต็นเป็นคนพาหาญไปพบกับพลตำรวจตรีสุพจน์ แรก ๆ สุพจน์ไม่เชื่อ แต่เมื่อได้พบกับยิ่งยศก็ถึงกับเข่าอ่อน ยอมให้หาญกับยิ่งยศมาช่วย แต่เสี่ยไพบูลย์กับภูชิตก็สร้างเครือข่ายได้แข็งแรงขึ้น โดยได้นายตำรวจใหญ่หลายนายเป็นพวก เสือทับใช้ร่างกล้าเข้าปล้นผู้คน จนกล้าถูกตั้งค่าหัวสูงมาก หาญได้ประมือกับกล้าแต่ไม่อยากทำร้ายกล้า ส่วนกล้าที่มีวิญญาณเสือทับสิงก็จะฆ่าแม้แต่กระเต็น ทำให้กระเต็นเจ็บปวดมาก ในที่สุดกล้า (เสือทับ) ก็สามารถฉุดเอาราชาวดีมาซ่อนไว้ที่ปางไม้ตามคำสั่งของภูชิต แต่ภูชิตก็ไม่สามารถปลุกปล้ำขืนใจราชาวดีได้ เพราะหาญได้สักยันตร์อัคคีไว้บนตัวของราชาวดีทำให้ตัวร้อนเป็นไฟทุกครั้งที่เข้าใกล้ ภูชิตยิ่งเจ็บใจจึงระบายความแค้นด้วยการขอให้ขุนโชติกับกล้าพาเสือออกปล้นครั้งใหญ่ เข่นฆ่าผู้คนล้มตาย คะนึงนิจทนไม่ไหวกลับมาหาภูชิต และแสร้งทำเป็นขอคืนดีกับพี่ชาย เพื่อหาจังหวะขโมยตะกรุดมาคล้องคอให้กล้า เพื่อไล่ผีเสือทับออกจากร่าง จากนั้นทำแผนถ่วงเวลา ให้กล้าพาราชาวดีหนี ส่วนตัวเองถูกภูชิตทำร้ายและจับขังไว้

          กล้ากลับมาหากระเต็นและหาญได้ก็จริง แต่กลับต้องหลบซ่อน เพราะตำรวจเข้าใจว่ากล้าเป็นเสือร้าย แต่ในที่สุดกล้าได้ไปพบคาถาที่สามารถปราบขุนโชติและทับได้ แต่หากใช้คาถานี้ หาญและยิ่งยศก็จะได้รับผลไปด้วย แต่หาญและยิ่งยศก็ยินดีเสียสละ ทั้งสามผนึกพลังกันสู้ โดยมีสุพจน์นำกำลังตำรวจไปสมทบ เสี่ยไพบูลย์ถูกตำรวจฆ่าตาย หาญมาดวลกับยอด กล้าดวลกับขุนโชติ ส่วนยิ่งยศจัดการกับวิญญาณทับ ในที่สุดยอดและภูชิตก็พ่ายแพ้ ยอดตาย ภูชิตถูกจับ ความจริงที่กล้าถูกเสือทับสิงร่างได้รับการเปิดเผย วิญญาณยิ่งยศสลายไป พลังความหนุ่มแน่นของหาญที่เกิดจากน้ำอมฤตก็หมดลง หาญกลับไปเป็นชายชราและสิ้นลมในอ้อมกอดของศรีแพร

          ด้านคะนึงก็ต้องทำใจกับความรักและกลับไปบริหารงานต่อจากพี่ชายกลายเป็นแม่เลี้ยงของปางไม้แทนพี่ชาย ส่วนกล้าขอแต่งงานกับราชาวดี โดยไม่มีโอกาสได้รู้ความลับสำคัญที่กระเต็นไม่มีวันเปิดเผย นั่นคือ กล้านั้นไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของเธอกับเพชร แต่เป็นลูกเสือผาด เสือที่เพชรไปล้อมจับและวิสามัญจนตาย เมียเสือผาดคลอดลูกในเวลานั้นพอดี แต่ก็ตกเลือดจนตาย เพชรจึงต้องอุ้มลูกเสือกลับมาที่บ้านเป็นเวลาพ้องกับที่กระเต็นคลอดลูกชายก่อนกำหนด ทำให้ลูกเสียชีวิต เพชรกลัวกระเต็นจะเสียใจจึงเอาลูกเสือผาดมาสวมรอยเป็นลูกตัว โดยที่กระเต็นเพิ่งได้รู้ความจริงจากปากเพชรก่อนที่เพชรจะตาย ซึ่งทำให้หาญและกระเต็นกังวลมาตลอดว่ากล้าจะเสียคนกลายเป็นโจรเหมือนพ่อ อย่างที่คำโบราณว่าไว้ ว่าเลี้ยงลูกเสือลูกตะเข้ แต่กล้าก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "สายเลือดไม่สำคัญเท่าความใฝ่ดี และความดีเท่านั้นที่จะคุ้มครองคนไม่ใช่เวทมนตร์คาถาใดใด"

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครเสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง

ที่มา :

ตอนที่ 1

       กลางดึกคืนหนึ่ง ที่บริเวณด้านนอกเรือนจำมีสายตาของภูตผีจากอเวจีกำลังเคลื่อนที่ไปในความมืดมิด เสียงสวดคาถาแบบถอยหลังดังกังวานขึ้น น้ำเสียงฟังดูน่ากลัวชวนสยองขนลุกพองขน
      
       “มิฉาคัจอา หิเตอุตะ
       วังชี จะสะกะภะ วาฆังที
       ตุธาระวีฐะปัฐ ทะพะมะนะ นังพานนิพ
       ปังรู กังสิตะเจ ตังจิต นิระเจ จิ”
       เหล่าภูตผีจากอเวจีเคลื่อนที่ไปข้างหน้าทะลุกลุ่มควันสีดำออกมาจึงเห็นว่าเบื้องหน้าเป็นกำแพงเรือนจำ
       บนหอคอยรักษาการณ์มีผู้คุมพร้อมอาวุธคอยยืนตรวจตราอยู่ ภูตผีจากอเวจีเคลื่อนที่ในลักษณะล่องลอย เข้าหากำแพง พร้อมกับเสียงสวดคาถายังดังอย่างต่อเนื่อง
       “จิ เจรฺนิ จิตตํง เจตะสิกํง รูปํง
       นิพพานนํง นะมะพะทะ ปํฐะวีระธาตุ
       ทีฆํงวา ภะกะสะจะ ชีวํง
       อฺตเตหิ อาคํจฉามิ”
      
       ที่ห้องพัศดี หนูและแมลงสาบจำนวนมากวิ่งหนีตายออกจากรอยแตกของกำแพงกันจ้าละหวั่น พัศดีและผู้คุมนักโทษที่เข้าเวรต่างตกใจ รีบยกเท้าหลบ
       “เฮ้ย มันอะไรกันวะ”
       ภูตผีจากอเวจีเคลื่อนที่ไปตามซอกในกำแพง ทะลุรอยแตกของกำแพงออกมาไล่หลังหนูและแมลงสาบ ผ่านห้องพัศดีออกไปสู่ทางเดินในเรือนจำ
      
       ขณะนั้นมีอีกาตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ขอบหน้าต่างของหอคอยรักษาการณ์ ผู้คุมนักโทษที่อยู่ในหอคอยมองรอบๆ ตัว สีหน้าตื่นตระหนกเมื่อเห็นฝูงอีกานับร้อยตัวเกาะอยู่เต็มทั้งบนกำแพงเรือนจำและหลังคาของหอคอยรักษาการณ์
       บนท้องฟ้ามีเมฆสีดำแผ่ขยายออกปกคลุมจนเต็มท้องฟ้าเหนือเรือนจำทำให้บรรยากาศมืดมิดจนน่าสะพรึงกลัว
       ภูตผีจากอเวจียังเคลื่อนที่ต่อไปตามทางเดินในเรือนจำ ผ่านห้องขังของนักโทษคนอื่นๆ จนมาสุดทางที่ประตูเหล็กของห้องขังเดี่ยว เป็นเหล็กกล้าหนาทึบ มีอักขระอาคมขนาดใหญ่จารึกไว้ เสียงสวดคาถาดังออกมาจากด้านใน
       ภูตผีจากอเวจีเคลื่อนที่ทะลุช่องส่งอาหารด้านล่างเข้าไป
       ภายในห้องขังเดี่ยวที่ปิดทึบ ไม่มีช่องหน้าต่าง มีอักขระอาคมถูกจารึกไว้บนประตู เพดาน ผนัง พื้น ภูตผีจากอเวจีเคลื่อนไปตามพื้นเข้าหาทิวที่กำลังนั่งหลับตาทำสมาธิ สวดคาถาปลุกผีแบบถอยหลังอยู่จะเห็นว่าทิวผมยาวปกหน้า หนวดเครารุงรัง แขนและขาถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวน พื้นหมุนวนไปรอบๆ ตัวทิวจากนั้นก็มีควันสีดำลอยม้วนล้อมอยู่รอบร่างกายของทิว เสียงกรีดร้องของภูตผีดังขึ้นอย่างโหยหวน
       นักโทษที่อยู่ห้องขังใกล้ๆ ต่างขนลุก หวาดผวา มองหาที่มาของเสียงด้วยความกลัว ทันใดเสียงเคาะผนังก็ดังขึ้นทุกทิศทุกทางพร้อมกับเงาดำของภูตผีหลายสิบตนเดินทะลุผนังเข้า-ออกไปมา
      
       ทิวซึ่งหลับตาอยู่สัมผัสถึงอำนาจลี้ลับที่มารายล้อม หยุดสวดคาถา แสยะยิ้มทันใดควันสีดำก็พุ่งหายเข้าไปในจมูกทิว ทิวกางมือออก ตัวสั่นเทิ้ม ส่งเสียงร้องลั่นรับพลังอันมหาศาล
       “อ๊ากก”
       ทางเดินหน้าห้องขังเดี่ยว หลอดไฟที่ทางเดินเกิดระเบิดขึ้นพร้อมกันจนหมดไฟดับพรึ่บ
       ควันสีดำหายเข้าไปในร่างทิวจนหมด ตัวทิวจึงหยุดสั่น คอตก นิ่ง ทันใดทิวก็ผงกหัวขึ้น ลืมตา จะเห็นว่าดวงตากลายเป็นสีแดงกล่ำ ร่ายมนต์คาถาบทใหม่เป็นภาษาเขมรอักขระอาคมที่จารึกไว้ในห้อง ค่อยๆ เลือนหายไปจดหมดสิ้นดวงตาของทิวกลับเป็นปกติ แต่ตาขวางเพราะความวิกลจริต แสยะยิ้มอย่างน่ากลัว ทิวลุกเดินแต่ติดโซ่ตรวนจึงว่าคาถา แล้วเป่ามนต์ใส่โซ่ตรวนที่พันธนาการไว้ก็หลุดออกอย่างง่ายดาย ทิวมองไปที่ประตูเหล็ก ว่าคาถาเป่าลงฝ่ามือ สะบัดมือออกไปข้างหน้าทันใดบานประตูเหล็กก็กระเด็นออกไปอย่างแรง ทิวหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง       
       “ฮ่าๆๆ ไอ้ผู้การเพชร ถึงเวลาชำระแค้นของข้าแล้ว”
      
       อดีตเมื่อสิบปีที่แล้ว ทิวตอนที่ยังปกติแต่งตัวมีพวกสร้อยเครื่องราง ประคำ สะพายย่าม
       “ผมชื่อทิวครับท่าน ผมชื่นชมท่านมาก อยากเรียนวิชาอาคมจากท่าน รับผมเป็นลูกศิษย์ด้วยนะครับ”
       เพชรในชุดครึ่งท่อน ห้อยตะกรุดสามกษัตริย์ที่คอ ท่าทางดูสุขุม ภูมิฐาน รีบจับทิวที่ทำท่าจะคุกเข่ากราบ
       “เดี๋ยวๆ คุณ เข้าใจผิดแล้วละ ผมไม่รับสอนใครอีกอย่างผมก็ไม่ได้ใช้คาถาอาคมมานานแล้ว”
       “แต่ผมอยากเรียนจริงๆ ผมอยากเอาวิชาไปช่วยคน ไปปราบพวกโจรเหมือนท่าน นี่ผมก็ฝึกมาบ้างแล้ว
       รับรองว่าผมต้องเรียนรู้เร็วแน่ๆ ผมจะทำให้ท่านดู”
       ทิวถอยออกไป หยิบเอาขวดที่บรรจุผงกระดูกผีออกมา แล้วแขวนย่ามไว้ที่ต้นไม้ ก่อนจะบริกรรม เปิดจุกขวดโรยไปที่ดิน เสียงภูตผีหวีดดัง แล้วปรากฏเป็นร่างสีดำเลือนรางหลายตัวเข้ารุมล้อมเพชรๆ ร่างสีดำพุ่งไปมา เพชรรวบรวมสมาธิปลุกตะกรุด แล้วถอดออกชูไป เกิดแสงวาบผีลอยกระเด็นเข้าไปในตัวของทิวๆ ผงะ ตาลอยเหลือกเหลือแต่ตาขาว
       “แย่แล้ว”
       กระเต็นวิ่งออกมาจากบ้าน
       “เกิดอะไรขึ้น” กระเต็นเห็นทิวก็ตกใจ
       “กระเต็น ไปเอามีดหมอในห้องพระมา”
       กระเต็นวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน ทิวกระโดดเข้าเล่นงานเพชร บีบคอ เพชรสู้สะบัดหลุด กระเต็นวิ่งถือมีดหมอออกมา โยนให้เพชรที่กดทิวไว้ เพชรเอามีดหมอจี้ที่หน้าผาก เงาสีดำพุ่งออกจากร่างทิว ทิวล้มลง
       “ผู้ชายคนนี้เป็นใคร”
       เพชรเดินไปหยิบย่ามมาดู ล้วงของข้างในออกมาเห็นพวกผ้ายันตร์ ตะกรุด เครื่องรางต่างๆ
       “พวกคลั่งวิชาอาคม ไปตระเวนฝึกวิชาไสยดำเอง ไม่มีครูบาอาจารย์ นี่ไปเอาผงกระดูกผีตายโหงมาปลุกวิญญาณแล้วก็ควบคุมไม่ได้จนเข้าตัว ปล่อยไว้จะเป็นอันตราย”
       เพชรแบะเสื้อทิวดูเห็นรอยสักอักขระขอมเต็มแผ่นอก เพชรส่ายหน้า
       “แล้วจะทำยังไง”
       “ต้องคัดถอนด้วยคาถามงกุฎแก้ว”
      
       ทิวถูกนำตัวเข้ามาที่ห้องพระ ร่างทิวนอนอยู่บนพื้นขณะที้เพชรเริ่มว่าคาถา
       “เอหินะโมพุทธายะ ออานุภาเวนะ ...”
       เพชรท่องอาคมอังมือไปที่รอยสักโดยมีกระเต็นอยู่ข้างๆ ถือขันน้ำมนต์ รอยสักบนร่างทิวค่อยๆ เลือนไปหายไปหมด เพชรรับขันน้ำมนต์มาจากกระเต็นราดลงไปบนหน้าทิว ทิวฟื้นเด้งตัวลุกขึ้น
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “ฉันคัดถอนไสยเวทย์ทุกอย่างออกจากตัวนายหมดแล้วต่อไปห้ามฝึกคาถาอาคมสุ่มสี่สุ่มห้า กลับไปทำมาหากินเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียซะ”
       ทิวนึกถึงเครื่องรางที่ได้ มองหาย่าม
       “ย่ามของผม” ทิวเห็นย่าม กองอยู่ แต่ล้วงดูไม่มีของ “ดินเจ็ดป่าช้า หุ่นพยนต์ เศษกะโหลกผี หายไปไหนหมด”
       “ของในนั้นไม่ใช่ของดี มีแต่วิญญาณร้ายสิงสู่ เก็บไว้จะเป็นอันตราย ฉันทำลายทิ้งหมดแล้ว”
       “ไม่ ผมทุ่มเทสะสมของขลัง ฝึกฝนอาคมตั้งหลายปีท่านจะทำอย่างงี้กับผมไม่ได้ เอาของของผมคืนมา
       เอาอาคมของผมคืนมา”
      
       ทิวโผนเข้าทำร้ายเพชรอีก แต่เพชรหลบ แล้วต่อยทิวร่วง



       ทิวถูกตำรวจลากออกจากบ้านเพชร
      
       “แกไม่ยอมสอนวิชาฉัน เพราะกลัวฉันจะเก่งกว่าแก ไอ้คนใจแคบเห็นแก่ตัว เสียแรงที่ฉันนับถือ คอยดู
       ฉันจะต้องเป็นจอมขมังเวทย์ที่เก่งกว่าแกให้ได้”
       ทิวถูกตำรวจลากออกไป เพชรกับกระเต็นมองตามอย่างไม่สบายใจ
      
       เมื่อกลับมาบ้านคืนนั้นทิวนั่งขัดสมาธิ ข้างหน้าเป็นกะโหลกผีและซากงู ซากสัตว์เลื้อยคลานที่ถูกฆ่าเพื่อเอาเลือดมาผสมในน้ำมนต์ ทิวเงื้อมีดที่ใบมีดเป็นสีดำ กรีดงู บีบเลือดใส่อ่าง สุดท้ายทิวกรีดแขนตัวเอง เอาเลือดใส่ ก่อนจะเอาน้ำผสมเลือดกิน จังหวะนั้นเมียทิวอุ้มลูกเปิดประตูมาแต่เห็นทิวหันหลังให้
       “พี่ทิว ออกมากินข้าวเถอะ”
       ทิวหันมา เห็นเลือดไหลจากปาก ตาขวาง เมียตะลึง
       “แก นังปีศาจ”
       ทิวลุกขึ้น เมียถอยกรูด
       “ฉัน บัว เมียพี่ไง พี่ทิว”
       ทิวไม่มีทีท่าจำได้ เมียหันหลังจะหนี ทิวจิกหัวไว้จากนั้นก็เงื้อมีดจ้วงลงที่ร่างเมีย เมียหวีดร้อง ทิวแทงจ้วงหลายที
      
       เพชรกับลูกน้องยกกำลังกันมาล้อมบ้านเพื่อจับทิว แต่พอบุกเข้าไปในบ้านตำรวจนายหนึ่งก็กระเด็นออกมาในสภาพกุมท้อง อ้วกเป็นตะขาบ ตำรวจอีกสองนายวิ่งมา ชักปืน แต่ยังไม่ทันยิง ควันสีดำพุ่งใส่ ปืนร่วง จับคอตัวเอง ก่อนจะอ้วกมาเป็นตะขาบเหมือนกัน เพชรถือปืนวิ่งเข้ามาหยุดมอง มีนายตำรวจเล็งปืนอยู่ข้างหลังสองคน ทิวยืนผงาด กางมือ หงายหน้า อ้าปากดูดวิญญาณกลับเข้าไป
       “วิชาดูดวิญญาณ”
       ทิวมองเพชร
       “ไอ้ผู้การเพชร เห็นหรือยังว่า ฝีมือฉันร้ายกาจขนาดไหน ฮ่าๆๆ”
       ทิวหยุดหัวเราะกะทันหัน เป่ามนต์ใส่มีดที่ถือก่อนจะขว้างใส่เพชร
       “หลบ”
       เพชรตะโกนบอกลูกน้อง นายตำรวจสองนายกระโดดหลบไปคนละทิศละทางแล้วยิงใส่ทิว แต่ทิวหายไป ยืนข้างหลัง มีดหมอลอยกลับมาอยู่ในมือ ทิวฟันตำรวจตายเหลือแต่เพชร
       “วันนี้แกต้องตาย ฉันจะเป็นหนึ่งในแผ่นดินนี้”
       ทิวกางแขนปล่อยวิญญาณออกจากปาก พุ่งมารุมล้อมเพชร เพชรหยิบตะกรุดสามกษัตริย์กระชากจากคอ ตวัดไปมาปรากฏเป็นสายเหมือนเชือกยาวฟาดพวกวิญญาณกระเจิดกระเจิง ร้องโหยหวน หนีหาย ทิวโกรธมาก กระโดดเข้าฟันเพชรแต่ไม่เข้า เพชรเหวี่ยงเชือกอาคมที่เกิดจากตะกรุด ฟาดไปที่มือ มีดหมอหล่น ทิวถอยหนีเข้าไปในบ้าน เพชรเหวี่ยงเชือก เข้ามัดร่างทิวกลิ้งไปกับพื้น ทิวดิ้นเร่าๆ กลิ้งไปเจอศพเมียที่มีลูกอยู่ในอ้อมกอด นอนตายอยู่
       ทิวชะงักได้สติ
       “บัว ลูก”
       เพชรก้าวเข้ามาเห็น สะเทือนใจ
       “ทิว ฉันเตือนนายแล้ว ว่าไสยดำจะทำลายชีวิตนาย”
       “ไม่ ไม่ อ้ากก”
       ทิวร้องโหยหวนที่เห็นเมียและลูกตายแล้ว
      
       กลับมาปัจจุบัน ทางเดินหน้าห้องขังเดี่ยวคัตเอ๊าต์ไฟฉุกเฉินถูกเปิดขึ้นจึงเห็นว่าทางเดินหน้าห้องขังเดี่ยวสว่างขึ้นแต่ยังสลัวอยู่ ผู้คุมนักโทษเดินเข้ามาตรวจตราแล้วตกใจเมื่อเห็นประตูเหล็กห้องขังเดี่ยวถูกพัง ผู้คุมรีบวิ่งเข้าไปดูในห้องขัง
       ผู้คุมมองไปรอบๆ ห้องขังมีแต่ความว่างเปล่า ไม่พบตัวทิว ผู้คุมหันกลับแต่ต้องสะดุ้ง เมื่อเจอทิวยืนขวางทางออกอยู่ ดวงตาแดงวาบ ทิวพุ่งเข้าหาผู้คุมแล้วกัดคอ
       “อ๊าก”
       ทิวกระชากเนื้อติดปากมา ถ่มทิ้ง ผู้คุมลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายกุมคอตัวเอง เลือดทะลัก ผู้คุมอีกคนตามเข้ามาพร้อมปืนในมือจะยิง ทิวกางฝ่ามือออก ร่ายคาถาเป็นภาษาเขมร เพ่ง ปรากฎว่ากระสุนยิงไม่ออก ผู้คุมประหลาดใจ พยายามจะยิงอีก แต่ปืนกลับระเบิดใส่หน้าตัวเอง
      
       วิทยุสื่อสารในห้องพัศดีดังขึ้น
       “เรียกศูนย์ เกิดเหตุฉุกเฉินที่แดน5 ขอกำลังเสริมด่วน”
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “นักโทษอุกฉกรรจ์หนีออกมาได้ ฆ่าผู้คุมไป 2 นาย เรากำลังตามจับ อ๊ากก”
       เสียงจากวิทยุสื่อสารเงียบหายไป       
       “แดน5 แดน5 ได้ยินวอมั้ย ตอบด้วย”
       พัศดีเห็นถ้าว่าไม่ดีรีบกดสัญญาณเตือนภัย
      
       ที่ลำโพงกระจายเสียงหอคอยรักษาการณ์ เสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นไปทั่วทั้งเรือนจำ ผู้คุมที่อยู่บนหอคอยรักษาการณ์มองลงมาที่อาคารเรือนจำด้านล่าง เล็งปืน จึงเห็นผู้คุมคนหนึ่งลอยกระเด็นออกมาจากในตัวอาคาร เลือดท่วม ทิวย่างสามขุมตามออกมา ผู้คุมอีก 2-3 คนเข้ามารุมต่อสู้ แต่กลับถูกทิวหักแขนขา ฉีกเนื้ออย่างบ้าคลั่ง เสียงปืนดังขึ้น...เปรี้ยง!
       ร่างของทิวโดนกระสุนเข้าเต็มๆ ผงะล้ม แต่ทันใดทิวกลับลุกขึ้นได้ ไม่มีบาดแผล แหงนมองขึ้นไปบนหอคอย อย่างแค้นๆ ผู้คุมแปลกใจ ยิงซ้ำอีก ทิวไม่หลบ กระสุนโดนเข้ากลางอกแต่ทิวยังนิ่ง จ้องมอง ร่ายคาถาเป็นภาษาเขมร ดวงตาแดงวาบขึ้นอีกครั้ง ปรากฎฝูงอีกาทั้งหมดบินเข้าหาผู้คุมบนหอคอย รุมจิก จนผู้คุมตกจากหอคอยลงมาตาย
      
       ทิวเดินไปหยิบปืน M16 ของผู้คุมที่ตายเกลื่อนมาถือสองมือ แววตาเหี้ยม



       รถขนนักโทษแล่นเข้ามาใกล้ถึงด่านตรวจ คนขับมัวแต่ฟังซาวด์อะเบ๊าต์ ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัย
      
       เจ้าหน้าที่รีบวิ่งมากั้นรถไม่ให้ผ่าน คนขับเบรกตัวโก่ง
       “เข้าไปไม่ได้ ข้างในมีเหตุฉุกเฉิน นักโท...ษ”
       เจ้าหน้าที่พูดยังไม่ทันขาดคำก็ถูกยิงล้ม ตายคาที่ คนขับรถตกใจ หันไปดูจึงเห็นทิวยืนจังก้าอยู่พร้อมปืน M16ทิวกราดยิงคนขับรถจนตายคาที่
      
       ทิวขับรถขนนักโทษออกมาที่ประตูทางออกจึงพบพัศดีและผู้คุมนักโทษนับสิบยืนขวางประตูทางออกไว้
       พร้อมอาวุธครบมือ เล็งมาทางทิว พัศดีสั่งการ
       “ยิง”
       ผู้คุมทั้งหมดสาดกระสุนใส่รถ กระจกแตกกระจายแต่ทิวไม่เป็นไร ทุกคนต่างตกใจ ทิวเหยียบคันเร่งต่อ คว้าM16 มือเดียว ยิงสวนกลับ ผู้คุมล้มลงเป็นเบือ รถใกล้ถึงประตูทางออกทิวโยนปืนทิ้ง ร่ายคาถาเป็นภาษาเขมร เป่าลงที่มือตัวเองบังเกิดเป็นไฟลุกพรึ่บขึ้น ทิวสะบัดมือออกไป ลูกไฟพุ่งเข้าไปกระแทกประตูจนระเบิด สนั่นหวั่นไหว พัศดีและผู้คุมที่เหลือต่างกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง รถขนนักโทษแล่นฝ่าเปลวไฟหายไปในกลุ่มควัน
      
       ที่ป้ายคัตเอ๊าต์ริมถนนรณรงค์งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ตั้งอยู่หน้าเทคโนโลยีอาชีวะสหวิช
       ด้านล่างคัตเอ๊าต์จะเห็นว่ามีสเปรย์สีดำพ่นคำว่า 9 สิงหา สถาปนา “สหวิช”
       เมื่อถึงวันที่ 9 สิงหาภายในเทคโนโลยีอาชีวะสหวิชมีงานออกบูธแสดงนิทรรศการและผลงานของนักเรียนแต่ละแผนกกระจายอยู่ทุกมุม นอกจากนี้ยังมีการประกวดแข่งขันทำอาหารระหว่างนักเรียนกับประชาชนทั่วไป นักเรียนช่างไฟฟ้ากำลังสาธิตการใช้งานจักรยานไฟฟ้า นักเรียนแผนกการเรือนให้บริการตัดผม เสริมสวย แก่ประชาชน นักเรียนแผนกช่างยนต์กำลังให้บริการซ่อมรถยนต์และจักรยานยนต์ฟรี
       ส่วนที่เวทีการแสดง กล้าอยู่บนเวที สะพายกีต้าร์ ร้องนำและมีนักศึกษาอื่นเล่นเป็นแบคอัพ
       “แอบมองไปเจอ ฉับพลันนั้นเธอก็เหม่อมองสบสายตา
       เธอต้องอุรา ให้ฉันคิดรักเธอในแรกเราพบกัน
       ใจตรงกับใจ...สายตาที่บอก คิดยืนยันแอบรักเมื่อวันก่อน”
       นักเรียนสาวๆ ที่ตรงขอบเวทีด้านล่าง ส่งเสียงกรี๊ดไปหากล้าที่ยืนเล่นกีต้าร์อยู่บนเวที
       “เกิด..เป็นความรัก ความรักเมื่อแรกเจอ
       จิตใจละเมอติดยังฝังตรึง ความรักมันเรียกร้อง
       ทุกเวลาให้ฝันถึงวันก่อน...อยากบอกเธอ...รักครั้งแรก...”
       นักเรียนสาวๆ ต่างร้องเพลงตามและตะโกนเรียกชื่อของกล้าไปด้วย
       “พี่กล้าๆๆ”
       กล้ายิ้มและขยิบตาให้นักเรียนสาวๆ รุ่นน้อง นักเรียนสาวร่างท้วมคนหนึ่งส่งเสียงกรี๊ดอย่างคลั่งไคล้จนเป็นลมไป แต่ดูเหมือนเพื่อนๆ จะไม่มีใครสนใจ
      
       อีกด้านหนึ่งที่แผนกการเรือน เสียงเพลงไทยเดิมดังออกมาจากเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ท ราชาวดีกำลังซ้อมระบำอวยพรกับดวงใจและเพื่อนๆ อยู่ในโถงของแผนกการเรือน โดยราชาวดีรำอยู่แถวหน้า คอยนับจังหวะให้ทุกคนตาม
       “ประเท้า ก้าวไขว้ เอียงขวา...”
       ราชาวดีนอกจากจะหน้าตาสะสวยแล้วยังร่ายรำอย่างอ่อนช้อยและมีความชำนาญกว่าคนอื่นๆ
      
       ที่เวทีการแสดง กล้าร้องเพลงท่อนสุดท้าย
       “หวั่นใจเพียงใดไม่กล้าเผยคำพร่ำเอ่ยสุนทรวจี
       อัดอั้นเต็มที จึงรอถามนิดว่าเธอรักใครรึยัง
       คำเดียวที่คอย รักเช่นกันต่างรักเมื่อวันก่อน
       เกิด...เป็นความรัก ความรักเมื่อแรกเจอ
       จิตใจละเมอติดยังฝังตรึง ความรักมันเรียกร้อง
       ทุกเวลาให้ฝันถึงวันก่อน ...อยากบอกเธอ..รักครั้งแรก”
       กล้าจบเพลง ท่ามกลางเสียงกรี๊ด       
       “ขอบคุณเพื่อนๆ น้องๆ มากนะครับ ที่มาร่วมแรงร่วมใจกัน แสดงพลังของเราชาวสหวิช ...รักสหวิชมั้ย” สาวๆ กับนักศึกษาชาย ตะโกนตอบว่า... รัก “เจ๋งมาก แต่ถึงจะรักสหวิชแค่ไหน ก็อย่าลืมรักพี่กล้านะครับ รักน้อยกว่าก็ได้ แต่รักให้นานๆ”
       สาวๆ กรี๊ด กล้าเอากีต้าร์ส่งให้แบ๊คอัพคนหนึ่ง เสียงคนดูข้างล่างตะโกนให้เอาอีกๆๆ
       “สุดยอดพี่ ผมร้องสิบเพลง ยังได้เสียงกรี๊ดไม่เท่าพี่ร้องเพลงเดียวเลย อีกซักเพลงนะพี่”
       “นัดน้องไว้ที่โรงยิม เดี๋ยวเสร็จธุระจะมาช่วย”
       กล้าเดินลงจากเวที โดนสาวรุมล้อม ทันใดนักเรียนสาวอีกกลุ่มก็กรูเข้ามาหา
       “พี่กล้าคะ ขอพวกเราถ่ายรูปด้วยนะคะ”
       “เอาสิครับ”
       สาวๆ เข้ามารุมล้อมโพสท่าถ่ายรูป ทำท่าคิกขุกัน
       “พี่กล้ากลับมาช่วยงานโรงเรียนทุกปีเลย เหนื่อยมั้ยคะ”
       “ไม่หรอก ในฐานะศิษย์เก่า อะไรที่พี่ช่วยโรงเรียนได้ พี่ก็ยินดี”
       “หืม แมนมากเลยค่ะ” สาวเป็นปลื้มแล้วสาวก็เห็นเหงื่อที่ใบหน้ากล้า “ตายแล้ว เหงื่อเต็มหน้าเลยหนิงซับเหงื่อให้นะคะ”
       สาวท้วมเข้ามากระแทกสาวที่ชื่อหนิงจนซไป       
       “พี่กล้า น้องซับให้ค่ะ”
       สาวที่ชื่อหนิงโมโหแย่งผ้าเช็ดหน้าจากสาวท้วมมาขว้างทิ้ง
       “มาแย่งฉันได้ไงยะ ฉันซับก่อนนะนังช้างน้ำ”
       “แล้วจะทำไมนังไม้เสียบผี”
       “อ๊ายย”
       สองสาวผลักกันไปมากลายเป็นจลาจล ยกพวกจะตบกัน
       “ใจเย็นๆ น้อง”
       กล้าพยามห้ามแต่เอาไม่อยู่จึงมุดออกมาเจอเปี๊ยก
       “พี่กล้า ทำไรอยู่นี่ ไอ้นุมันรออยู่”
       “เผ่นก่อน”
      
       กล้าลากเปี๊ยกวิ่งไป ขณะที่บนเวทีบรรเลงเพลงเร็ว ประกอบบรรยากาศชุลมุน



       ที่แผนกการเรือน ราชาวดียังซ้อมรำอยู่กับเพื่อนๆ
      
       “หยิบจีบ สอดสูง กระดกเท้า...” เพื่อนๆ ต่างรำตามราชาวดีอย่างพร้อมเพรียง ราชาวดีหยุดรำ เดินดูเพื่อน
       “ดีมากดวง สวยมากเลย”
       จู่ๆ เสียงเพลงไทยเดิมก็หยุดลง ทุกคนงง
       “อ้าว เกิดอะไรขึ้น เทปเสียหรือเปล่าวดี”
       ราชาวดีเดินไปที่วิทยุเห็นที่ใส่เทปเปิดอ้า เอะใจหันไปมองจึงเห็นงามตายืนถือเทป กอดอก กวนตีนอยู่ นงคราญยืนข้างๆ กับเพื่อนอีกสองคน
       “งามตา เธอเอาเทปฉันออกทำไม ไม่เห็นเหรอว่าพวกเราซ้อมรำกันอยู่”
       “เห็น แต่ตอนนี้หมดเวลาของเธอแล้ว เชิญไปรำที่อื่น ฉันจะซ้อมเต้น”
       นงคราญเลื่อนพานทองที่วางบนโต๊ะออกไปเพื่อวางวิทยุเทปของตัวเองซึ่งเครื่องใหญ่และทันสมัยกว่าของราชาวดี
       “รีบไปเร็วๆ เลย แล้วก็ช่วยเอาวัตถุโบราณพวกนี้ไปด้วย”
       “จะมากไปมั้ง ห้องนี้ เราขออนุญาตอาจารย์แล้ว พวกเธอต่างหากที่ต้องไปเต้นกันที่อื่น” ดวงใจบอกอย่างไม่พอใจ
       “จะซ้อมไปทำไมมากมาย รำโบราณคร่ำครึแบบนี้ไม่มีใครดูอยู่แล้ว รู้ตัวมั้ยว่าพวกเธอน่ะ เชยขนาดไหน มัวแต่
       เอิงเงยๆ ยุคนี้เค้าดิสโก้กันแล้ว”
       ราชาวดีชะงัก ไม่พอใจ       
       “ของพวกนี้ เป็นรากเหง้าของพวกเราทุกคนนะงามตาถึงเธอไม่ชอบก็ไม่ควรจะดูถูกเพราะเท่ากับเธอไม่
       เคารพบรรพบุรุษของเธอ”
       “เหรอ ขอโทษนะ เผอิญฉันไม่ได้มีแม่เป็นนางรำแบบเธอ”
       ดวงใจโกรธแทนเพื่อน
       “งามตา พูดอย่างนั้นได้ไง เธอก็รู้ว่าแม่วดีเสียไปแล้ว”
       งามตาเชิดใส่อย่างไม่สนใจ สองฝ่ายทำท่า ฮึ่มๆ กัน       
       “ช่างเค้าเถอะ พวกเราย้ายไปซ้อมข้างตึกก็ได้” ราชาวดีบอกกับดวงใจ
       “แต่”
       “ดวงใจ”
       “วันนี้วันมงคล ฉันยกให้ แต่ครั้งต่อไปมีเรื่อง”
       ราชาวดีลากดวงใจออกไป เพื่อนที่ซ้อมรำเก็บของตามไปด้วย
       “เดินระวังนะ คุณยาย แล้วก็อย่าซ้อมหนัก เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไป” กลุ่มงามตาหัวเราะ “คอยดูนะ เย็นนี้ การแสดงของเราต้องฆ่ารำไทยของยัยราชาวดีตายสนิท”
       งามตาบอกอย่างมั่นใจ
       “แล้วตกลง แกจะไปดูนุกูลชกมวยมั้ย” นงคราญถามงามตา
       “เรื่องอะไรที่ฉันจะต้องไปด้วย”
       “อ้าว ก็แกเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าถ้ามันขึ้นชก แกจะรับรักมัน”
       “เชื่อก็โง่แล้ว ทึ่มๆ อย่างงั้น ฉันจะเอามาทำอะไร บ้านฉันไม่มีที่นาซะด้วยสิ” สาวๆ หัวเราะกันสนุกสนาน “เอ้า เปิดเทป เริ่มซ้อมได้”
       นงคราญกดเทปเพลง cant take my eyes นงคราญโพสต์แล้วเริ่มเต้นแบบยั่วยวนเปรี้ยวปรี๊ด
      
       อีกด้านหนึ่งที่โรงยิมเล็ก ภายในโรงยิมมีส่วนที่มีไว้สำหรับฝึกมวยไทย นุกูลในชุดกางเกงวอร์ม เสื้อกล้าม ใส่นวม กำลังซ้อมเตะต่อยอยู่กับป๋องด้วยความตั้งใจสุดๆ ป๋องสวมล่อเป้ายาวที่แขนทั้งสองและใส่เป้าท้อง แต่นุกูลต่อยไม่ค่อยถูก เหงื่อของนุกูลแตกจนเปียกชุ่มไปหมด โป้งร้องแซวนุกูล
       “พี่นุสู้ๆ พี่นุสู้ตาย พี่นุไว้ลาย เพื่อน้องงามตา”
       นุกูลหยุดซ้อม
       “โห อย่าล้อกันสิวะ ต่อยไม่ออกกันพอดี”
       “แค่นี้ก็เขินซะแล้ว โธ่ ถ้าน้องนางมาเกาะเวทีเชียร์จริงๆ จะไม่หัวใจวายไปก่อนเหรอวะ ไอ้นุ”
       “หัวใจวายไม่เป็นไร กลัวจะโดนหมัดน็อกกลางอากาศน่ะซิ ต่อยสิบหมัดถูกหมัดเดียวแบบนี้ จะรอดมั้ย”
       “เฮ้ย ข้าหลอกล่อคู่ต่อสู้เว้ย ระดับนุกูล ศิษย์กล้า ไม่แพ้ใครอยู่แล้ว”
       “เออ ให้มันจริงเถอะ แล้วทำไมพี่กล้ายังไม่มาอีกวะ ให้ไอ้เปี๊ยกไปตามก็หายจ้อย เดี๋ยวข้าไปดูดีกว่า”
       โป้งเดินไปที่ประตู แล้วชะงักเมื่อเห็นโจ๊ก อริต่างโรงเรียนเดินเข้ามากับพวกอีก 6 คน ท่าทางหาเรื่องสุดๆ ทั้งหมดใส่เสื้อทับเป็นสีเดียวกันบ่งบอกสถาบัน ในมือแต่ละคนต่างมีมีด ท่อนเหล็ก ไม้ที เข็มขัดหัวเหล็ก
       “เฮ้ย”
       โป้งตกใจถอยมาเรื่อยๆ มารวมกับนุกูลและป๋องที่ยืนหน้าซีด โจ๊กเดินจิ๊กโก๋เข้ามา นุกูลหน้าซีด กลัว “อะ ไอ้โจ๊ก”
       โจ๊กท่าทางกวนตีนสุดๆ
       “เออ กูเอง โจ๊ก พ่อสหวิช ไหน ใครวะ ที่ชื่อไอ้กล้า”
       โจ๊กถามหากล้า นุกูลหน้าเครียด
      
       ขณะนั้นเปี๊ยกกลับกล้าเดินมาที่หน้าโรงยิม
       “ไอ้นุฟอร์มเป็นไง เต็มร้อยรึเปล่า”
       กล้าถามเปี๊ยก
       “น่าเป็นห่วง ผมกลัวมันจะไม่พ้นยกแรกด้วยซ้ำ แทนที่จะชนะใจสาวจะกลายเป็นตรงกันข้าม ผมว่าพี่สอนคาถามหาระรวย หรือเมตตามหานิยมให้มันจะดีกว่า”
       “คนเรานะเว้ยไอ้เปี๊ยก จะได้อะไรมามันต้องได้ด้วยความสามารถ ไม่ใช่คาถาอาคม”
       ป๋อง โป้ง สะบักสะบอมออกมาจากโรงยิมแล้วฟุบกองที่พื้น สภาพน่วม
       “พี่กล้า”
       กล้าเห็นก็ตกใจรีบเข้าไปถาม
       “เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็นแบบนี้”
       “ไอ้นุ ไอ้นุ แย่แล้ว พี่”
      
       กล้ามองกับเปี๊ยกสีหน้าเครียด
      กล้ากับเปี๊ยกวิ่งเข้ามาในโรงยิม โดยมีป๋อง โป้งที่บาดเจ็บตามเข้ามาด้วย กล้าเห็นนุกูลนอนกองกับพื้น ปากแตก สภาพน่วมไปทั้งตัว โดยมีโจ๊กนั่งรอ กวนตีน คนอื่นๆ ยืนบ้างนั่งบ้าง
      
       “ไอ้นุ”
       นุกูลแทบไม่มีแรงเรียกชื่อ
       “พี่กล้า”
       “มาแล้วเหรอวะไอ้กล้าสหวิชที่เค้าร่ำลือกัน”
       “พวกแกทำแบบนี้ทำไม”
       โจ๊กเช็ดมีดดาบที่ตัวเองถือด้วยท่าทางกวนประสาท
       “ก็ ไม่มีอะไร ได้ยินเค้าร่ำลือกันมานาน ว่าแกมีของดีก็เลยอยากมาขอดูหน่อย”
       “อาทิตย์ก่อน ไอ้นุกับฉันไปตีสนุ้ก แล้วเกิดเขม่นกับพวกมัน ไอ้นุมันอ้างชื่อพี่ บอกว่าพี่เป็นลูกผู้การจอมขมังเวทย์” เปี๊ยกบอก กล้าถึงกับเซ็ง
       “ฉันไม่มีของดีอะไรทั้งนั้น”
       “เฮ้ย อะไรวะ อุตส่าห์มาถึงนี่ ไม่ให้เกียรติเพื่อนต่างสถาบันเลยนี่หว่า เซ็งว่ะ เซ็งๆๆไ
       โจ๊กลุกขึ้นเตะนุกูลอั้กๆๆ
       “อย่า หยุดเดี๋ยวนี้”
       “ถ้าไม่หยุดล่ะ” โจ๊กเหยียบมือนุกูลขยี้
       “อ้ากก”
       กล้าวิ่งพุ่งเข้ากระโดดเตะก้านคอโจ๊กร่วงไปอย่างไม่ทันตั้งตัว เพื่อนโจ๊กเข้ารุม 3 คน ฟาดท่อนเหล็กใส่กล้า กล้าหลบอย่างคล่องแคล่วและเหนือกว่า เตะต่อยจนหงายกันไปแล้วแย่งท่อนเหล็กได้ ที่เหลือปรี่เอามีดเข้ามารุมฟันกล้าทันที กล้าเอาเหล็กรับไว้แล้วดันออกก่อนจะก้มหลบ แล้วเอาเหล็กฟาดที่เข่า ที่แขนบ้าง จนบางคนล้มลงไปเจ็บ
       ลูกน้องโจ๊กอีกคนเอาเข็มขัดฟาดเข้ามาที่กล้า กล้าเบี่ยงตัวหลบแต่เสียหลัก อีกคนจึงเอาไม้ทีเหล็กฟาดที่แขนกล้าทันที เหล็กร่วงจากมือกล้า
       โจ๊กลุกขึ้นแล้วเล่นทีเผลอง้างมีดดาบกะฟันเข้าที่ตัวกล้าเต็มๆ แต่กล้าใช้ความไวโยกหลบก่อนจะต่อยเสยคางโจ๊กเข้าเต็มรัก โจ๊กหน้าหงาย กล้าหลบแล้วแย็บใส่จนโจ๊กมึน แล้วจะเงื้อฟันอีกที กล้าทิ้งหมัดขวาเต็มกราม ตามด้วยหมัดชุดรัว พอหมดชุด โจ๊กทำท่าจะเงื้อแล้วล้มฟาดลงไปนอนกอง มีดหลุดมือ คนอื่นที่ลุกได้ทำท่าจะมาเล่นงานกล้า แต่ถูกเปี๊ยกที่ไม่บาดเจ็บเอาไม้ทีฟาดร่วง กล้าหยิบมีดดาบของโจ๊กขึ้นมา
       “ไป ที่นี่มีแต่นักเรียนไม่มีนักเลง”
       เหล่าลูกน้องโจ๊กรีบเข้าไปประคองลูกพี่ แล้วลากกันออกไป กล้าทิ้งมีดดาบลงพื้น เปี๊ยกกับป๋องและโป้งรีบเข้าประคองนุกูลลุกขึ้นนั่ง กล้าเข้าไปหา จับไปที่ไหล่ทั้งสองจะประคอง       
       “นุ เป็นไงบ้าง” นุกูลเจ็บไหล่
       “โอ๊ย ไหล่ผม พี่กล้า ไหล่ผม”
       กล้าหน้าเครียด มองกับพวก
      
       ที่อพาร์ตเม้นต์กระเต็น ชั้นล่างเป็นห้องผู้จัดการใต้ตึก กระเต็นในวัยสี่สิบนั่งอยู่ที่โต๊ะ กำลังเช็คสมุดบัญชีอยู่ มีสมพรยืนนอบน้อมอยู่ข้างๆ กระเต็นปิดสมุดบัญชี นับปึกเงินที่วางอยู่ข้างๆ ก่อนจะเก็บใส่กระเป๋าถือ
       “ขอบใจนะสมพร ได้เธอช่วยดูแล เก็บค่าเช่าให้ ฉันก็เลยไม่ต้องเหนื่อย”
       สมพรไหว้กระเต็น
       “อุ๊ย พรต่างหากล่ะค่ะที่ต้องขอบพระคุณคุณนาย ถ้าไม่ได้ท่านผู้การกับคุณนายช่วยไว้ละก็ ป่านนี้นังสมพรอาจต้องไปอยู่ตามโรงน้ำชา”
       “อดีตมันผ่านไปแล้ว มาทำวันนี้ให้ดีดีกว่า เออ แล้วตกลงเด็กผู้หญิงที่ค้างค่าเช่าเข้ามาหรือยัง”
       “ยังเลยค่ะ จะให้พรทำยังไงดีคะ ขนของในห้องออกมาเลยมั้ย”
       กระเต็นลุกจะกลับ
       “รออีกสองสามวันแล้วกัน”
       สมพรไหว้ลา กระเต็นรับไหว้แล้วเดินออกจากห้องไป
      
       กระเต็นเดินกลับไปที่รถ ระหว่างนั้นมีวัยรุ่นขี้ยาเดินตามมา กระเต็นเอะใจรู้สึกตัวว่ามีคนสะกดรอยตาม รีบเดินไปที่รถเร็วขึ้น วัยรุ่นรีบเดินตาม กระเต็นอยากรู้ให้ได้ว่าใครกันแน่ที่ตามตน คิดหาทางจับ ก่อนจะรีบเดินไปหลบที่มุมตึก กระเต็นยืนแอบและรออย่างใจจดจ่อ ในมือหยิบบางอย่างในกระเป๋าถือ
       กระเต็นเห็นเงาใกล้เข้ามาจึงโผล่พรวดออกไปทันที พร้อมกับหยิบปืนออกมา เล็ง แต่ไม่เห็นใคร แต่แล้วจู่ๆ วัยรุ่นขี้ยาก็พุ่งมาทุบที่ต้นคอกระเต็น กระเต็นเสียหลัก ปืนร่วงกระเด็นไปอยู่ใต้ท้องรถ วัยรุ่นขี้ยากระชากกระเป๋าถือ แล้ววิ่งหนีออกไปทันที กระเต็นรีบลุกแล้ววิ่งตามไป
      
       วัยรุ่นวิ่งหนีเข้ามาในตรอกชนชาวบ้านที่เดินสวนจนล้ม กระเต็นวิ่งตามเข้ามาประคองชาวบ้านให้ลุกขึ้น ชาวบ้านทำท่าขอบใจ แล้วเดินออกไป กระเต็นมองตามวัยรุ่นจึงเห็นว่าเลี้ยวหายไปในอีกทาง กระเต็นคิด ก่อนจะรูดใบไม้จากต้นไม้ในกระถางใกล้ๆ พนมมือเป่ามนต์ลงไปมีแสงสว่างเรืองขึ้นที่มือ กระเต็นเปิดฝ่ามือทั้งสองออก ฝูงต่อ แตน บินออกไปทันที
       วัยรุ่นวิ่งถือกระเป๋าหนีมาจนถึงทางตัน วัยรุ่นหันหลังกลับแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นตระหนกเมื่อเห็นฝูงต่อแตนพุ่งเข้ามาหา รุมล้อม วัยรุ่นปัดป้อง ร้องโวยวาย ล้มลง แต่แล้วต่อแตนกระจายตัวกันหายไป วัยรุ่นลืมตามองเห็นเป็นใบไม้ร่วงอยู่รอบตัว เงยหน้าขึ้นเห็นเท้ากระเต็นก้าวเข้ามาวัยรุ่นมองไล่จากเท้าขึ้นไปจนเห็นกระเต็นยืนยิ้มอยู่
       “กระเป๋า เร็ว”
       กระเต็นยื่นมือออกมาแต่วัยรุ่นไม่ยอมคืน แถมยังชักมีดพกออกมาตั้งท่าจะแทงกระเต็น
       “ถอยไปดีกว่า ป้า”
       วัยรุ่นพุ่งเข้าแทง กระเต็นเบี่ยงตัวหลบแล้วเข้าล็อกคอจากด้านหลัง
       “หืย เรียกอะไรไม่โกรธเท่าเรียกป้า”
       วัยรุ่นดิ้นไม่ยอม แรงเยอะ ถอยไปจนตัวกระเต็นชนฝาผนัง แล้วเอาศอกกระทุ้ง กระเต็นเจ็บจุก วัยรุ่นได้ที พุ่งเอามีดจะเสียบกระเต็น       
       “ย้าก”
       กระเต็นจ้องมีดที่เข้ามาหาตัวพร้อมกับปากที่ว่าคาถา
       “สุกิตติมา สุภาจาโร”
       มีดเสียบเข้าไปที่ตัวกระเต็น แสงสว่างวาบขึ้นตรงที่แทง วัยรุ่นผงะถอยออกมา รีบมองดูมีดตัวเอง แต่ไม่มีเลือดเลยตกใจมาก กลัว มือสั่น มีดร่วง ทรุดลงไปกองกับพื้น
       “ปะ ปะ เป็นไปได้ยังไง”
      
       กระเต็นมองวัยรุ่นที่ตัวสั่นเป็นลูกนก ส่ายหัวเอือมระอา



       ตำรวจใส่กุญแจมือวัยรุ่น วัยรุ่นคอตกหน้าสลด
      
       “ขอบคุณคุณนายมากนะครับ ไอ้นี่มันฉกชิงวิ่งราวไม่เว้นวันจับกันไม่ได้ซักที ดี คราวนี้จะได้นอนซังเตสมใจ”
       “งั้น หมดธุระแล้ว ฉันขอตัวนะจ่า”
       “ครับพ้ม”
       กระเต็นสะพายกระเป๋าถือเดินกลับออกมา ขณะนั้นทิวแอบมองกระเต็นจากมุมลับตา กระเต็นรู้สึกแปลกๆ หันกลับไปมองรอบๆ แต่ไม่เห็นใคร กระเต็นรู้สึกไม่สบายใจนัก รีบเดินกลับออกไป
      
       กระเต็นเดินเข้าบ้านมา เรียกหาสาวใช้
       “จวน จวน”
       จวนรีบวิ่งเข้ามาพลางขานรับ
       “ขา คุณนาย”
       “ฉันจะเข้าห้องพระ ถ้าไม่จำเป็น ห้ามกวน เข้าใจไหม”
       “ค่ะ รับรองจวนจะเงียบกริบ ไม่กวนคุณนายเลยค่ะ”
       “วันนี้กล้าไปงานโรงเรียนเก่า คงกลับดึก จวนก็กินข้าวเย็นแล้วปิดครัว ปิดบ้านเลย ให้กล้าไขกุญแจเข้าบ้านเอง”
       “ค่ะ คุณนายคะคือ คือ ตอนกลางวันที่คุณนายไม่อยู่จวนชอบได้ยินเสียงเหมือนคนเดินอยู่รอบๆ บ้านอ่ะค่ะ
       แต่ออกไปดูก็ไม่มีใคร”
       “แมวข้างบ้านมันเข้ามาวิ่งเล่นในนี้น่ะซิ”
       “แต่จวนว่ามันไม่น่าใช่นะคะ”
       “งั้นเราก็หูฝาด เพราะบ้านนี้ไม่มีขโมยที่ไหนกล้าเข้าหรอก”
       กระเต็นเดินขึ้นข้างบน จวนทำท่าขนลุก       
       “ไม่ใช่แมว ไม่ใช่ขโมย มันก็ต้องเป็น อึ๋ย”
       จวนมองรอบๆ อย่างหวาดๆโดยไม่รู้ว่าที่รั้วบ้านมีหุ่นพยนต์ใส่โจงแดง ถือดาบเดินเฝ้าอยู่
      
       ส่วนที่งานสถาบัน บนเวทีมวยโฆษกประกาศใส่ไมค์
       “เอาละครับ ถึงเวลาที่เราจะได้พบกับศึกสหวิช การแข่งขันชกมวยไทยประจำปี 2525 ของสถาบันเราเสียที”
       รอบเวทีผู้คนเริ่มมารวมตัวกัน ทุกคนต่างตบมือส่งเสียงเฮฮาชอบใจ ที่ขอบเวที มีกรรมการสามคนนั่งอยู่ “กติกาของเราเหมือนเดิมทุกปี ใครอยู่บนเวทีได้นานที่สุดรับไปเลย ถ้วยแชมป์มวยสหวิช” โฆษกผายมือไปที่
       ถ้วยรางวัล ซึ่งวางอยู่มุมหนึ่งบนแท่น “และมวยคู่แรกในวันนี้ มุมน้ำเงิน เสก ไทกนก”
       เสกเดินแหวกผู้คนเข้ามาพร้อมกับกองเชียร์ของตัวเอง เสกถอดเสื้อคลุม แล้วกระโดดขึ้นบนเวที ก้าวเท้า รำมวย พลางทำท่าต่อยลม ท่าทางกวนๆ เพื่อนๆ เสกต่างผิวปาก ส่งเสียงเชียร์ พวกเด็กสหวิชทำเสียงโห่กลับบ้าง สองฝ่ายมองเหล่กันเคืองๆ โฆษกประกาศต่อ
       “ส่วนมุมแดงได้แก่ นุกูล ศิษย์สหวิช” เด็กสหวิชโห่ร้องเกรียวกราวชอบใจ แต่นุกูลก็ไม่ปรากฏตัวทุกคนต่างชะเง้อมองหา โฆษกงงๆ ประกาศเรียกซ้ำอีกที “มุมแดง นุกูล ศิษย์สหวิช”
       โฆษกและทุกคนต่างชะเง้อมองหานุกูล
       “ฝากไปบอกนายนุด้วย ถ้าสหวิชกลัวไทกนกมากก็ให้ถอนตัวไปเลยสิครับ”
       เสกบอก ทุกคนโห่ เรรวนเหมือนจะตีกัน กล้าวิ่งเข้ามา
       “มาแล้วครับ” ทุกคนหันไป กล้าเหนี่ยวเชือกขึ้นไป “นายนุกูลประสบอุบัติเหตุ ผม กล้า ไพรีพ่าย ศิษย์เก่า สหวิช ขอชกแทน”
      
       บริเวณงานออกร้าน บรรยากาศยังคงครึกครื้น ภูมินทร์ คม และสมุน 4 คน เดินเข้ามาในงาน ภูมินทร์พูดกับคมและสมุนเบาๆ       
       “แยกกันตรงนี้ หาตัวมาให้ฉันให้ได้ แล้วก็ระวังอย่าให้เอิกเกริก เข้าใจไหม?”
       คมและสมุนทั้ง4 พยักหน้ารับ       
       “ไอ้มิ่ง แกไปแยกย้ายกันหา ฉันจะไปกับพ่อเลี้ยง”
       มิ่งนำสมุนทั้ง3 เดินแยกย้ายออกไป ทิ้งคมอยู่กับภูมินทร์
      
       ที่มุมร้านค้าพวกแนวอาร์ตๆ ฮิปปี้ๆ ร้านงานประดิษฐ์ กระเป๋า กำไลลูกปัด สร้อยข้อมือ คะนึงนิจนั่งวาดรูปเด็กสาวคนหนึ่ง แบบไม่ค่อยมีสมาธิ
       “อูย ไม่ไหวแล้ว น้อง พี่ขอพักแป๊บได้มั้ย”
       “ทำไมล่ะพี่ หนูจะรีบไป นัดกะแฟนไว้”
       “ก็ให้รอซิ ถ้าไม่รู้จักอดทนก็เลิกมันเลย”
       คะนึงนิจวางพู่กัน แล้วรีบวิ่งไป
       “อ้าว เดี๋ยวซิ อะไรวะ” เด็กสาวเดินมาดู เห็นภาพลายเส้นที่วาดตัวเอง หน้าตาบูด คิ้วขมวด “เนี่ยเหรอรูปเรา ฝีมือห่วยแตกที่สุด”
       ภูมินทร์กับคมเดินเข้ามาพยายามมองหาคะนึงนิจ
      
       ภูมินทร์กับคมเดินตามหาคะนึงนิจจนได้ยินเสียงเชียร์มวย
       “ทางนั้นมีอะไร”
       “สงสัยเป็นเวทีมวยครับ”
       ภูมินทร์สนใจ แหวกคนไปทางเวทีมวย อีกด้านหนึ่งงามตาก็กำลังแหวกคนเข้ามาที่เวทีมวยเหมือนกันโดยมี
       นงคราญเดินตาม
       “อะไรของแกเนี่ยงาม ไหนบอกว่าจะไม่มาดูนายนุกูลให้เสียลูกตาไง”
       “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว นานๆ จะมีผู้ชายมายอมเสียเลือดเสียเนื้อเพื่อฉันซักที อีกอย่างเวทีมวยก็มีแต่ ของสวยๆ
       งามๆ ให้ดู หรือแกไม่สน”
       “ยิ่งกว่าสนอีก”
      
       สองสาวหัวเราะคิกคักไป พยายามแทรกชะเง้อชะแง้



       ภูมินทร์แทรกคนเข้ามากับคม เห็นลีลาการชกของกล้าก็ประทับใจ กล้ากระโดดศอก เสกล้มลงตาลอย เด็กสหวิช เฮกันถล่มทะลาย ไทกนกจ๋อย กล้าเข้ามาประคองเสกลุกขึ้น       
      
       “ขอโทษ หวังว่าทุกอย่างจะจบบนเวทีนี้นะเพื่อน”
       เสกมองกล้าอย่างประทับใจ งามตากับนงคราญ มองกล้าอย่างตะลึง
       “ไม่ใช่นายนุนี่”
       “เทพบุตรที่ฉันรอคอยเลย ใครกันน่ะ”
       “ต๊าย นี่เธอไม่รู้จัก พี่กล้าสุดหล่อ ศิษย์เก่าสหวิชเหรอ เชยมาก”
       สาวร่างท้วมบอก งามตาอยากเอาเรื่อง แต่เห็นตัวใหญ่เลยได้แต่ขมุบขมิบปากด่า โฆษกขึ้นมาชูมือกล้าขึ้น ประกาศ
       “กล้า ไพรีพ่าย มุมแดง เป็นผู้ชนะครับ”
       ทุกคนรอบๆ เวทีโห่ร้องยินดี
       “พี่กล้า พี่กล้า กรี๊ดๆๆ”
       ภูมินทร์ชอบใจกล้า แต่คมหมั่นไส้
       “โธ่ ฝีมือหางแถว”
       “แต่ฉันว่า มันใช้ได้ว่ะ”
       “เอาละครับๆ ถึงคิวของผู้ท้าชิงที่เหลือแล้วครับ เพื่อความรวดเร็ว เป็นว่าใครพร้อมก็กระโดดขึ้นเวทีมาได้เลยครับ” ทุกคนต่างรอ ชะเง้อมองว่าจะมีคนไหนขึ้นไหม แต่ก็เงียบ “มีไหมครับ ผู้ท้าชิงคนใหม่”
       โฆษกมองนาฬิกาข้อมือ สบตากับกรรมการที่นั่งอยู่ กรรมการทั้ง 3 คน หันมองกัน ต่างเห็นด้วยที่จะให้กล้าชนะ หนึ่งในกรรมการทำพยักหน้าให้โฆษก
       “ไม่มีนะครับ ถ้าไม่มีใครแล้ว เราของประกาศให้ นายกล้า...”
       “เดี๋ยว” ทุกคนหันมองไปทางภูมินทร์เป็นตาเดียว “ยังเหลือผู้ท้าชิงอีกคน” ภูมินทร์หันไปสบตากับคม คมรู้งาน กระโดดขึ้นเวทีไปทันที ภูมินทร์ถอดสร้อยทองที่คอออกแล้วถือสร้อยทองไว้ในมือชูให้ทุกคนดู “ถ้าใครชนะ ก็เอาทองเส้นนี้ไปได้เลย”
       ทุกคนรอบๆ ต่างฮือฮา ตบไม้ตบมือ
       “เอาละครับ มีรางวัลมาเพิ่มแบบนี้ ศิษย์สหวิชจะถอยได้ไง”
       “พี่กล้า สู้ๆๆ” พวกสหวิชรวมทั้งงามตากับนงคราญตะโกน กล้าจำใจเดินเข้าไป
       “เชิญไปพันมือแล้วใส่นวมด้วยครับ”
       “ไม่ต้อง ใช้นวมมันไม่สะใจ ต้องชกมือเปล่า กล้า สมชื่อมั้ยไอ้น้อง” คมจ้องหน้ากล้า แววตาท้าทาย
       “ตกลง”
       คนดูเฮ กรรมการคนหนึ่งลุกจากโต๊ะ เดินไปที่ภูมินทร์
       “ไม่ได้ พวกเราคงให้คุณเปลี่ยนกฏตามใจชอบแบบนี้ไม่ได้”
       ภูมินทร์จับไหล่กรรมการพูดเบาๆข้างหู
       “กฎอะไรมันก็เปลี่ยนได้ทั้งนั้น อย่าเข้มงวดนักเลย”
       ภูมินทร์ดึงชายแจ๊กเก็ตตัวเองเปิดออก กรรมการจึงเห็นด้ามปืนที่เหน็บอยู่ที่เอว กรรมการถึงกับหน้าซีด       
       “ก็ได้”
       กรรมการหันไปบอกโฆษก กรรมการที่เหลือมองหน้ากันงงๆ กรรมการจึงเข้าไปกระซิบบอกแล้วกรรมการให้คะแนนก็นั่งซีดกันหมด
      
       กรรมการตีระฆัง กล้ากับคมกำลังเดินเข้าต่อยกัน ทั้งสองถอดนวมแล้ว กล้ามีลีลามวยไทยที่เก๋ากว่า เน้นหลบแล้วเตะจนคมถลำไปที่เชือก เสียงกองเชียร์เฮใหญ่ ภูมินทร์จ้องคมไม่พอใจ คมแค้นที่เสียหน้าจึงแอบท่องคาถาก่อนจะเป่าพรวดใส่กล้าตอนเงื้อหมัด กล้าชะงักค้าง มึน คมยิ้ม ต่อยโป้ง กล้าผงะติดเชือก สลัดหัว ข้างล่างเฮ งามตาปิดตา
       ภูมินทร์ขมวดคิ้วนิดนึงรู้ว่าคมเล่นไม่ซื่อ กล้ารวบรวมสตินึกถึงตอนเป็นเด็ก
      
       ในอดีตตอนที่กล้าเป็นเด็ก เพชรผู้เป็นพ่อเคยให้กล้าท่องคาถาจากหนังสือโบราณ
       “อะ วา คะ ภะ โส ปิ ติ อิ”
       “บทนี้เรียกว่า นะจังงัง”
       “นะ จัง งัง คืออะไรครับ”
       “เป็นคาถาที่ทำให้ศัตรูที่จะทำร้ายเราหยุดชะงัก”
       “แล้วถ้าเราถูกคาถานะจังงังซะเองละครับ พ่อ”
       เพชรยิ้ม
      
       กลับมาปัจจุบัน กล้าหันไปมองคมที่กวักมือให้เข้าหาแล้วนึกถึงคำพูดของผู้เป็นพ่อ
       “พยายามรวบรวมสติ นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จำไว้ พระรัตนตรัยเท่านั้นที่จะคุ้มครองเรา
       กล้าสูดลมหายใจ ตั้งสติ หลับตา”
       คมเข้ามา เงื้อหมัดต่อยแต่กล้าหลบได้ทั้งที่หลับตาคมต่อยไม่ถูกจึงโมโห กล้าลืมตาต่อยโป้ง คมลงไปนอน กรรมการนับ ภูมินทร์ถึงกับเซ็ง งามตากับสาวๆ กระโดดตัวลอย คมสบตาภูมินทร์ที่เข้ามาเกาะเวที
       “ถ้าไม่ไหวก็ลงมา ก่อนที่ฉันจะขายหน้ามากกว่านี้”
       คมแค้นลุกขึ้น ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หนีบเอาใบมีดเล็กๆ หนีบไว้ในมือแล้วลุกขึ้นพุ่งตัวเข้าคลุกวงใน แล้วแทงเข้าท้องกล้าแต่ปรากฏเป็นแสงวูบ คมถอยออกมา ตกใจ ที่อกกล้าเห็นยันต์ อิติปิโสแปดทิศ ที่สักน้ำมันไว้วูบออกมากล้าก้มดูท้องตัวเอง เป็นรอยแดง คมจู่โจมเข้ามากำหมัดแทงอีกแต่ก็ไม่เข้าอีก
       “แกมีของนี่หว่า”
       คมบอก กล้าหมุนตัว ศอกกลับเข้าปลายคาง คมลงไปนอน กรรมการเข้ามาแยกกล้าออกแล้วนับ
       “1…2…3…4…5…6…7…8….9….”
       คมยังจุกลุกไม่ขึ้นกรรมการทำสัญญาณมือว่าแพ้ แล้วหันไปชูแขนให้กล้าชนะ งามตา นงคราญและกองเชียร์รอบๆ ต่างปรบมือ ส่งเสียงดีใจ คมตบพื้นเวที หงุดหงิดเสียหน้ารีบลงมาจากเวที เข้ามาหาภูมินทร์
       “ขอโทษครับพ่อเลี้ยง”
       ภูมินทร์มองกล้าตาไม่กะพริบ
       “ฉันเห็นนะไอ้คมว่าแกใช้อะไร” คมอึกอัก        “ขนาดแกเล่นไม่ซื่อยังคลานเหมือนหมา แกนี่มันเลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ”
      
       คมรู้สึกอายมาก



       กล้ารับถ้วยรางวัลจากกรรมการอยู่บนเวที ผู้คนต่างแสดงความยินดีด้วยการปรบมือ เป่าปากด้วยความดีใจ
      
       งามตามองกล้าตาไม่กะพริบ ภูมินทร์ที่ยืนอยู่ด้วยมอบรางวัลคือทองของตนให้กล้าแต่กล้าไม่รับ
       “ผมขอโทษจริงๆ ครับ ผมชกมวยในฐานะที่มันเป็นกีฬา ไม่ได้คิดหวังเงินทองอะไร”
       “แต่พี่ชื่นชมฝีมือน้องมาก รับไปเถอะ พี่เป็นผู้ใหญ่ อย่าให้ต้องเสียคำพูดเลย” กล้ามองทองในมือภูมินทร์ ยกมือไหว้ รับมา “พี่ชื่อ ภูมินทร์ เป็นเจ้าของปางไม้ไพรพญา ถ้าอยากได้งานดีๆ ก็ไปหาพี่ได้ทุกเมื่อ”
       “ผมไม่ถนัดงานใช้ที่กำลังหรอกครับ”
       กล้าบอกแล้วมองคม ภูมินทร์อึ้งๆ ไป แต่ก็ไม่อยากมีเรื่องจึงเดินไป คมยังมองกล้าอย่างแค้น
       “แกกับฉันต้องได้เจอกันอีกแน่” คมกระซิบบอกกล้า
       “ถ้าเจอกันแบบแฟร์ๆ เมื่อไหร่ก็ได้”
       กล้าลงมาจากเวที ผู้ชายยกนิ้วชื่นชมกัน งามตากับนงคราญเข้ามาหากล้า
       “พี่กล้าคะ วันนี้พี่กล้าเก่งจังเลย งามตาทึ่งมากๆ”
       “งามตาเหรอครับ” งามตาเกาะแขนกล้า
       “ค่ะ งามตาอยู่แผนกการเรือนค่ะ พี่กล้าไปดูงามตาเต้นโชว์ต่อนะคะพี่กล้า นะคะ”
       นงคราญที่ยืนบิดไปมา นึกได้       
       “เต้นโชว์”
       กล้าจำได้ น่าจะเป็นงามตาที่นุกูลชอบ       
       “พี่อยากไปมากเลยนะครับ แต่เผอิญพี่มีธุระต้องไปเยี่ยมเพื่อน นุกูลน่ะครับที่จริงเค้าต้องขึ้นชก”
       นงคราญดึงงามตาออกมา
       “อะไรเล่า ยัยนง”
       “ถึงเวลาต้องไปขึ้นเวทีแล้ว”
       “แกก็ไปซิ ฮะ” งามตาดูนาฬิกาแล้วตกใจ
       “ไม่ทันแล้ว”
       ทั้งคู่วิ่งไป กล้ามองตาม สาวท้วมกับสาวอื่นเข้ามารุมอีก       
      
       คะนึงนิจเดินลูบท้องออกมาจากห้องน้ำหญิง
       “โอ๊ย หมดแรงเลยเรา เพราะมะม่วงดองของโปรดแท้ๆ”
       คะนึงนิจเดินมาตามทางแล้วชะงักเมื่อเห็นลูกน้องภูมินทร์สองคนยืนชะเง้อชะแง้ เดินมาทางคะนึงนิจ
       คะนึงนิจรีบหลบหลังแผงเสื้อที่ขายเสื้อยืดหมวก คะนึงนิจมองเสื้อแล้วคิดได้ อาศัยคนขายเผลอ ขโมยเสื้อ หมวก กางเกง แล้ววิ่งย้อนกลับไปที่ห้องน้ำ คะนึงนิจตัดสินใจวิ่งเข้าห้องน้ำชาย
      
       ภายในห้องน้ำชาย ประตูห้องส้วมเปิดออก กล้าออกมาแต่งตัวเรียบร้อย เอากางเกงมวยม้วนๆ วางไว้ ก่อนจะไปยืนที่โถจะฉี่ ขณะนั้นคะนึงนิจเดินออกมาจากอีกห้อง ใส่เสื้อผ้ากับหมวกที่ขโมยมาเรียบร้อยแล้ว มองเผินๆ ดูเป็นเด็กผู้ชาย คะนึงนิจอายก้มหน้า เดินผ่านหลังกล้าที่ยืนปัสสาวะอยู่ที่โถออกไปนอกห้องน้ำ แต่แล้วต้องชะงักรีบวิ่งกลับเข้ามาหน้าตาตื่น มองซ้ายมองขวาหาที่หลบ ลูกน้องของภูมินทร์สองคนเดินเข้ามา คะนึงนิจตกใจ แกล้งหันทำเป็นยืนฉี่ข้างๆ กับกล้า
       “นี่มันห้องน้ำชายนะเว้ย จะเจอเหรอวะ”
       “นายสั่งให้หา ก็หาไปเถอะน่า”
       ลูกน้องภูมินทร์ไปเปิดห้องส้วมดู ไม่มีใคร กล้ามองด้วยความสงสัย เหลือบเห็นคะนึงนิจอยู่ที่โถปัสสาวะข้างๆแต่ไม่ได้ฉี่ ท่าทางหวาดกลัว เดาเรื่องราวได้ คิดจะช่วย แกล้งทำเป็นเมา เซไปกอดคอคะนึงนิจ คะนึงนิจตกใจผลักกล้าออก
       “เอ๊ะ”
       “หนีพวกมันอยู่ใช่มั้ย น้องชาย ไปมีเรื่องอะไรกัน”
       กล้ากระซิบบอก คะนึงนิจตัดสินใจหาคนช่วย
       “ผมเปล่านะครับ แค่เหยียบเท้ากัน มันก็จะเอาเรื่อง พี่ช่วยผมด้วย”
       “พี่จะช่วยนายเอง ไม่ต้องกลัว ไปกินเหล้ากันต่อดีกว่าวะไอ้น้อง ไปๆ”
       ทั้งสองคนประคองกันออกไปจากห้องน้ำ ลูกน้องภูมินทร์ยังเคาะห้องส้วมห้องอื่นๆต่อ
      
       ที่แต่งตัวด้านหลังเวที ราชาวดีและเพื่อนๆอยู่ในเครื่องแต่งกายเต็มยศพร้อมสำหรับการร่ายรำ ทำสมาธิ รอเวลาออกไปหน้าเวที รุ่นพี่ที่ดูแลคิวการแสดงเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน ถามพวกเพื่อนของงามตาอีกสองคนที่เต้นชุดเดียวกัน
       “เดี๋ยวจบเพลงนี้ ชุดดิสโก้ขึ้นเลย พร้อมมั้ย”
       “งามตากับนงคราญยังไม่มาเลยพี่”
       “อ้าว แล้วเค้าไปไหน”
       “ไม่รู้ค่ะ”
       รุ่นพี่ดูนาฬิกา
       “ไม่มีความรับผิดชอบเลย เอางี้เปลี่ยนคิวเลย ราชาวดี พวกเธอล่ะ แต่งตัวเสร็จทุกคนรึยัง”
       “เรียบร้อยแล้วค่ะ”
       “พวกหนูมืออาชีพ มาก่อนเวลาเสมอ” ดวงใจชิงตอบแล้วเชิดใส่เพียงพิศ เพื่อนงามตา
       “งั้นเดี๋ยวเตรียมออกไปแสดงคิวต่อไปเลย พี่ไม่รอแล้ว”
       “พวกเราตั้งสมาธิให้ดีนะ ไม่ต้องตื่นเต้น”
       ราชาวดียกมือไหว้นึกถึงครู
      
       หน้าเวทีการแสดงกำลังมีการบรรเลงดนตรี คนดูค่อนข้างหนาแน่นยืนออกันอยู่ กล้าเดินกอดคอคะนึงนิจเข้ามาทำท่าเป็นคนเมา คะนึงนิจมองรอบๆ เห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงเอามือกล้าที่กอดคอตัวเองออก
       “พวกมันคงไม่ตามมาแล้วล่ะฮะ ผมต้องขอบคุณพี่มาก”
       “เฮ้ย เล็กน้อย แต่ยังไง นายน่าจะออกกำลังกายให้มันแข็งแรงกว่านี้นะ เป็นผู้ชายกล้องแกล้งแบบผู้หญิง จะโดนรังแกง่ายๆ”
       “ครับ พี่ งั้นผมลาเลยนะครับ”
       “โชคดี”
       คะนึงนิจเดินต่อ ถอดหมวกพัดๆ ตัวเอง ดันเจอภูมินทร์กำลังมองหามากับคม ภูมินทร์เห็นคะนึงนิจรีบตาม
       คะนึงนิจเลยเอาหมวกใส่อีกที แล้ววิ่งหนีกลับมาทางกล้า
       “อ้าว เฮ้ย” กล้าแปลกใจ
       “พวกมันมาอีกแล้ว”
       คะนึงนิจมองหาทางหนี กล้าเออออด้วยกอดคอคะนึงนิจ เดินแทรกเข้าหมู่คนดู ภูมินทร์รีบตามเข้ามาแต่ติดคนดูที่ทยอยมาหน้าเวทีเพิ่มขึ้น ภูมินทร์พยายามแทรก มองหา แต่ไม่เห็น
       “เจอคุณนิจแล้วเหรอครับ”
       “ฉันคิดว่าใช่ วิ่งเข้าไปหน้าเวทีแล้ว”
       คมแทรกเข้าคนดู ภูมินทร์ตาม ผู้คนเบียดกันทำให้กล้าเซ แล้วอีกมือไปจับถูกหน้าอกคะนึงนิจ ทั้งคู่ต่างตะลึง        “ นี่นาย” คะนึงนิจอายมาก ผลักกล้าออก มุดคนดูหายไป “เดี๋ยวซิ”
       กล้าตาม ภูมินทร์กับคมยังอยู่ในหมู่คนดู
      
       กล้าเข้ามาหลังเวทีมองหาคะนึงนิจ
       “หายไปไหนแล้ว”       
       กล้าเหลือบเห็นที่พื้นมีอุบะดอกจำปีตกอยู่ กล้าหยิบขึ้นมา จังหวะนั้นราชาวดีเข้ามาด้วยท่าทางร้อนใจ       
       “ขอดอกไม้นั่นเถอะค่ะ”
       กล้าเงยหน้าเห็นราชาวดีถึงกับตะลึง ราชาก็อึ้งในความหล่อของกล้า
       “ของคุณเหรอครับ” กล้ายื่นอุบะดอกจำปีให้
       “ค่ะ มันคงหลุดจากชฎาน่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ” ราชาวดียกมือไหว้กล้าอย่างสวยงาม “ฉันต้องขึ้นเวทีแล้ว”
      
       ราชายิ้มแล้วเดินออกไป กล้ามองตาม
       ส่วนที่หน้าเวที คมแทรกคนจนทำท่าจะมีเรื่องกับพวกเด็กช่างที่โดนเบียดเซไปผลักกันไปมา ภูมินทร์เข้ามาจับไหล่ปราม ขณะนั้นบนเวที นักดนตรีลงไปแล้ว พิธีกรกำลังประกาศ
      
       “ฟังเพลงสากลสนุกๆ จากหนุ่มๆ แผนกช่างยนต์กันไปแล้ว ต่อไปมาชมการแสดงที่ละเมียดละไม สวยงามของสาวๆ จากแผนกการเรือนกันบ้าง เริ่มจาก การรำอวยพรชุด...เชิญชมกันเลยครับ”
       เสียงเพลงไทยเดิมบรรเลงขึ้น เพื่อนๆ ของราชาวดีออกมารำก่อน ราชาวดีออกมาสุดท้าย อยู่ตรงกลาง
       กล้าแอบดูอยู่ตรงด้านข้างเวทีอย่างประทับใจ ภูมินทร์อยู่ในหมู่คนดูชะงักมองเหมือนกัน ราชาวดียิ้มแย้ม ร่ายรำอย่างอ่อนช้อย
      
       ขณะนั้นที่หลังเวทีงามตากำลังวีนรุ่นพี่อย่างไม่พอใจ
       “อ้าว ทำไมพี่ทำอย่างนี้ล่ะคะ แค่ช้านิดช้าหน่อยจะรอกันก็ไม่ได้ งามไม่ยอมแสดงต่อจากยัยวดีหรอก”
       “ถ้าเรื่องมากนักก็ไม่ต้องแสดง คนที่ไม่มีความรับผิดชอบ พี่ไม่ง้อหรอกนะ”
       งามตาโมโหมาก
       “พวกเรากลับ ไม่ต้งไม่เต้นมันแล้ว” งามตาหันไปบอกเพื่อนแล้วเดินออกไป
       “เอาจริงเหรองาม อุตส่าห์ซ้อมมาแทบตายนะ”
       นงคราญวิ่งตาม เพื่อนอีกสองคนทำหน้าจะร้องไห้
       “โอ๊ย นี่ต้องแต่งตัวเก้อเหรอเนี่ย”
       เพื่อนๆ ต้องรีบตาม
      
       ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่ห้องพระบ้านกระเต็น กระเต็นนั่งสมาธิอยู่หน้าโต๊ะหมู่บูชาทันใดเสียงก้องแหลมของหุ่นพยนต์ก็ดังเข้ามา กระเต็นสะดุ้งเฮือกลืมตาขึ้น รู้สึกไม่สบายใจ รีบจุดธูปไหว้ภาพเพชรซึ่งตั้งอยู่บนชั้นเล็กๆ ใกล้กับโต๊ะหมู่บูชา ทันใดเสียงเหมือนแก้วหล่นแตกดังขึ้น เพล้ง กระเต็นหันขวับเงี่ยหูฟังหน้าเครียด
       กระเต็นเดินลงมาที่ห้องรับแขกอย่างระวังตัวแล้วก็เห็นจวนนั่งสลบพิงฝาอยู่ ถาดหล่นอยู่ ส่วนแก้วน้ำแตกอยู่ที่พื้นกระเต็นรีบเข้าไปประคองเรียก
       “จวน จวน
       ทันใดเสียงโหยหวนดังขึ้น วู้...ฮู กระเต็นรีบไปที่ตู้โชว์ คว้าปืนที่ซ่อนไว้ในลิ้นชัก แล้ววิ่งออกไปที่หน้าบ้านทันที
      
       กระเต็นวิ่งถือปืนออกมาที่สนามกหน้าบ้านเห็นหุ่นพยนต์ยักษ์ถูกไหม้ไฟ หุ่นพยนต์ส่งเสียงร้องโหยหวน หุ่น
       พยนต์ถูกเผาจนกลายกลับเป็นหุ่นไม้ตัวเล็กๆ สภาพเดิมแล้วมอดไหม้จนดำเป็นถ่าน กระเต็นเล็งปืน มองไปรอบๆ
       “แกจะเป็นใครก็ช่าง ฉันไม่กลัวแกหรอก ออกมา”
       เสียงหัวเราะทิวดังขึ้น
       “หึๆ” กระเต็นเล็งปืนตามเสียง ทิวที่กำบังกายปรากฏตัวขึ้น “ไอ้เพชรอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่ไหน”
       “ทำไม แกถามหาเค้าทำไม”
       “ข้าจะทำให้มันได้รู้ ว่าข้าต่างหาก ที่เป็นที่หนึ่ง ไม่ใช่มัน”
       กระเต็นคิดว่าทิวเป็นพวกมาขอท้าประลอง
       “กลับไปซะ ผู้การเพชรเค้าตายไปแล้ว”
       “ไม่จริง นังบ้า เอ็งโกหก”
       “ฉันไม่ได้โกหก ถ้าเค้าอยู่ แกก็ต้องเห็นสิ ผู้การฯ เพิ่งตายไปเมื่อปีที่แล้ว”
       “ข้าไม่เชื่อ ข้ารอวันนี้มาตลอด ไอ้เพชรต้องไม่ตาย มันต้องมาประลองอาคมกับข้าก่อน มันต้องชดใช้ชีวิตลูกกับเมียข้า”
       ทิวตะโกนบ้าคลั่ง กระเต็นอึ้ง
       “ลูกกับเมีย หรือว่า แกคือ...”
      
       ภาพในอดีตเกี่ยวกับทิวหวนกลับมาในความทรงจำของกระเต็น กระเต็นมองจ้องแววตาแข็งกร้าวของทิว
       “แกออกมาได้ยังไง เพชรจารึกยันต์อาคมขังแกไว้แล้วนี่”
       ทิวแสยะยิ้มเหี้ยม
       “ขอแค่ประลองกับมันอีกครั้ง ข้าต้องสวดคาถาสะกดมารถอยหลัง นับหมื่นนับแสนคาบ หึหึ ในที่สุดฟ้าก็ปราณี”
       “แกมันบ้า ฉันจะจับแกเข้าคุกเอง”
       “ไม่มีทาง ข้าจะต้องเจอกับไอ้เพชรให้ได้”
       ทิวร่ายมนต์ เสียงสวดภาษาเขมรดังก้องไม่ได้ศัพท์ เกิดลมแรงขึ้น ดวงตาของทิวเป็นสีแดงวาบขึ้น ทิวเคลื่อนตัวอย่างเร็วเข้าหาตัวกระเต็น กระเต็นกดไกปืนทันที เสียงปืนดังลั่น 2 นัดซ้อน ทิวหยุด เอามือปัดๆ รอยกระสุนที่ยิงไม่เข้า หัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าไปประชิดกระเต็นอย่างรวดเร็วแล้วตบจนตัวกระเด็นลอยไปชนกับผนังบ้าน ร่วงลงมา กระอักเลือด ทิวเดินเข้าหากระเต็นด้วยความใจเย็น กระเต็นพยายามพยุงตัวลุกขึ้น แล้ววิ่งหนีเข้าบ้านไป
      
       กระเต็นวิ่งเข้ามาที่ห้องพระ หยิบมีดหมอที่วางอยู่ใต้โต๊ะหมู่บูชาออกมา พนมมือ พลางว่าคาถา         “สักกัสสะ วะชิราวุธังฯ”
       แล้วเป่ามนต์ลงไป แสงวาบขึ้นที่มีดหมอ ทันใดประตูห้องพระถูกถีบให้เปิดออก กระเต็นโผเข้าไปแทงทิวทันที
       ทิวเบี่ยงตัวหลบ มีดหมอโดนเข้าที่แขนขวาของทิวอย่างจัง เลือดไหล ทิวชะงัก กุมแขนเจ็บ ผงะถอยออกไปจากห้อง
      
       กระเต็นเดินตามทิวออกมา พลางถือมีดหมอขู่ไว้ ทิวมีสีหน้าเจ็บปวด ปากว่าคาถาขมุบขมิบ แขนที่เลือดไหลออกมาค่อยๆ ย้อนกลับไป กระเต็นมองอึ้ง ทิวเอามือที่กำแผลออกจึงเห็นว่าเนื้อที่ฉีกขาดออกจากกัน เคลื่อนเข้าสมานกันอย่างรวดเร็ว ทิวหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
       “ฮ่าๆ ๆ”
       ทิวมองจ้องที่กระเต็น ตาทิวกลายเป็นสีแดงเลือด ปรากฏเปลวไฟขึ้นในดวงตา
       “กสินไฟ”
      
       กระเต็นพุ่งตัวหลบกลับเข้าห้องพระ



       ทิวตามเข้ามาในห้องพรแล้วเพ่งกสินไฟใส่กระเต็น ลูกไฟพุ่งถูกแจกันดอกไม้ กระเต็นหลบฉิวเฉียดตัวกระแทกกับผนังห้อง มีดหมอกระเด็นไป ทิวเหยียบไว้ เพ่งกสินไฟใส่อีก
      
       กระเต็นกลิ้งหลบไปใกล้หน้าต่าง กระถางธูปของเพชรไหม้ โกฐเพชรตกลงมา โกฐแตก ผงกระดูกเพชรร่วงออก ทิวหยุดมองอย่างสงสัย ทิวเห็นรูปเพชรตั้งอยู่จึงหยุด อึ้ง
       “ไอ้เพชร เอ็งตายแล้ว ไม่” ตะโกนอย่างบ้าคลั่ง “เอ็งจะตายไม่ได้ ไม่จริง ข้ายอมสูญเสียทุกอย่างในชีวิต
       เพื่อรอวันนี้ ลุกมาสิวะ เก่งนักก็ฟื้นมาสู้กันสิวะ ไอ้เพชร ไอ้สารเลว”
       ทิวหยิบโกฏิมา กระเต็นได้ทีหนีกระโดดออกทางหน้าต่างไป ทิวหันขวับ ขว้างโกฏิทิ้ง มองตามด้วยสายตาเคียดแค้น
      
       กระเต็นตกลงมาขาซ้น พยายามเดินกะเผลกหนีอย่างทุลักทุเล ทิวกระโดดลงมามองหากระเต็น เห็นอยู่ไม่ไกล ตามเพ่งกสิณไฟใส่ทันที กระเต็นหลบได้อย่างฉิวเฉียด ต้นไม้ไฟลุกไหม้พรึ่บ ทิวไม่เลิกตามเพ่งกสินไฟใส่ไม่ยั้ง กระเต็นหลบจนจนมุม ทิวเพ่งกสินไฟลูกไฟกำลังจะลอยปะทะร่างกระเต็น แต่แล้วก็มีไฟดวงใหญ่พุ่งมาชนจนระเบิด...เสียงระเบิดสนั่น ทิวกระเด็นไป หันมองแล้วอึ้งเมื่อเห็นพระหาญยืนอยู่ พระหาญในวัย70 ปี แม้สังขารจะโรย แต่ยังดูแข็งแรง น่าเกรงขาม
       “เป็นพระก็อยู่ส่วนพระ มายุ่งกับข้าทำไม”
       กระเต็นดีใจมากที่เห็นพระหาญ       
       “หลวงพ่อหาญ”
       “หยุดแค่นี้เถอะโยม อาตมาขอ”
       “ไม่ เพราะไอ้เพชร ลูกเมียข้าถึงได้ตาย วันนี้ข้าจะฆ่าเมียมันบ้าง ฮ่าๆๆ”
       “ไฟพยาบาท อาฆาต มีแต่จะเผาตัวเองให้มอดไหม้นะโยม”
       ทิวกระเหี้ยนกระหือรือ อยากสู้ด้วย
       “เฮ้ย หนวกหู ไม่ฟังโว้ย ถ้าเก่งนักก็ฆ่าข้าให้ได้สิวะ”
       ทิวเพ่งกสิณไฟใส่พระหาญทันที ลูกไฟลอยพุ่งเข้าใส่พระหาญ พระหาญหลับตาว่าคาถากสิณดิน แล้วเป่าออกไปควันสีขาวลอยออก ทันใดดินที่พื้นก็ลอยขึ้นรวมตัวกันเป็นแผ่น ครอบลูกไฟที่ลอยเข้ามา ลูกไฟถูกหยุดกลางอากาศ ดินค่อยๆ บีบลูกไฟเข้าจนลูกไฟมอด ดินกระจาย ร่วงลงพื้น
       ทิวจ้องพระหาญแค้นที่บังอาจต่อกรได้ พลางว่าคาถาภาษาเขมร เรียกภูตผีมารุมพระหาญ
       “มิฉาคัจอา หิเตอุตะ วังชี จะสะกะภะ วาฆังที ตุธาระวีฐะปัฐ ทะพะมะนะ นังพานนิพ ปังรู กังสิตะเจ ตังจิต นิระเจ จิ”
       เมฆดำเคลื่อนเข้ามารวมตัวกัน ลมแรงขึ้น แรงขึ้น จะเห็นว่าเหล่าวิญญาณลอยพุ่ง ทะลุผ่านเมฆดำ แล้วพุ่งรวมตัวกันลงมาที่บ้านเพชร
       “คาถาสะกดมาร”
       พระหาญเครียด เมื่อเห็นวิญญาณลอยพุ่งมารวมตัวกัน ม้วนตัวเป็นเกลียว กลายเป็นก้อนวิญญาณร้ายมหึมา พุ่งเข้าใส่พระหาญอย่างรวดเร็ว กระเต็นตกใจ
       “หลวงพ่อ”
       พระหาญหลับตา ภาวนาในใจ
       “พุทธโธ ธัมโม สังโฆ”
      
       รูปเพชรในห้องพระ เกิดแสงลอยมาจากรูปแล้วกลายเป็นลูกแก้วใสลอยออกไปทางหน้าต่าง
       ขณะนั้นก้อนวิญญาณร้ายกำลังพุ่งเข้าปะทะตัวพระหาญ ทันใดลูกแก้วใสลอยเข้ามาครอบตัวพระหาญเอาไว้ “แล้วส่องประกายแสงจ้าสีขาวออกมาวิญญาณผีร้ายกรีดร้องโหยหวนแล้วกระจายหายไป
       หนอย”
       ทิวโมโหรวบรวมพลัง ว่าคาถาเขมร ฟังไม่ได้ศัพท์ รอบๆ ตัวของทิวปรากฏเป็นรังสีไฟสีแดง หลอดไฟที่รั้วบ้าน
       และตามถนน แตกทันทีกระแสไฟถูกดูดเข้ามาที่ตัวทิว ตาของทิวเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด ดวงไฟลูกเล็กที่ค่อยๆ กลายเป็นลูกใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น กระเต็นอึ้ง แต่พระหาญยืนสงบอยู่ในครอบแก้ว ลูกไฟลอยปะทะเข้าที่ครอบแก้ว เสียงปะทะดังสนั่น ลูกไฟลอยกระเด็น กระจายสะท้อนออกทุกทิศทาง กระเต็นวิ่งหาที่หลบแต่ไม่พ้น โดนหางเลขบาดเจ็บไปด้วย ไฟลูกหนึ่ง พุ่งเข้าปะทะร่างทิวกระเด็นไป ทิวกระอักเลือดรีบว่าคาถาย่นระยะทาง จะเห็นว่าอากาศแหวกออก ทิวกระโจนเข้าหายวับไป
       ครอบแก้วหายไปพระหาญรีบมองไปรอบๆ เห็นกระเต็นนอนอยู่ พระหาญรีบเข้าไปดูกระเต็น กระเต็นถูกลูกหลงนอนกระอักเลือด อาการสาหัสร่างกายบอบช้ำ เต็มไปด้วยรอยไหม้ พระหาญหน้าเครียด
      
       ที่โรงพยาบาล นุกูลนั่งบนเตียงคล้องผ้าที่ไหล่ข้างที่หลุด ป๋องถือถ้วยรางวัล โป้งยืนอยู่ด้วย ทำแผลปิดพลาสเตอร์ที่หน้าแล้ว เปี๊ยกมองทองในมือ กล้านั่งกอดอกอยู่
       “เจ๋งสุดเลยพี่กล้า ได้ทั้งถ้วยทั้งทอง”
       “เสียดายจริงๆ นี่ถ้าไม่ต้องพาเอ็งสองคนมาโรงพยาบาลข้าก็ได้อยู่เชียร์พี่กล้าที่ขอบเวทีแล้ว”
       “นี่ถ้าชกเป็นอาชีพนะ รับรองรุ่ง”
       “พี่กล้า แล้วงามตาล่ะเค้าว่าไง”
       กล้านั่งคิดถึงราชาวดี แล้วยิ้มออกมา สามคนหันมามอง ยื่นหน้ามาเรียกพร้อมกัน
       “พี่กล้า” กล้าสะดุ้ง
       “ฮะ อะไรนะ”
       “ใจลอยไปถึงไหนพี่ เอ๊ะ หรือว่า พี่ชอบงามตาของผมเข้าแล้ว ผมไม่ยอมนะพี่ อูย” นุกูลจะเขย่ากล้า เลยเจ็บไหล่
       “เฮ้ย ใจเย็นน่ะไอ้นุ สวย เปรี้ยว ซ่าอย่างงามตาของแก ไม่ใช่เสปคพี่หรอก ของพี่มันต้องสวย อ่อนหวาน ดูแล้วเย็นตาเย็นใจ”
       ป๋องมองหน้ากับเพื่อน
       “เอ๊ะๆ มันชักจะยังไงๆ ซะแล้ว พี่กล้าไปปิ๊งใครเข้าหรือเปล่า”
       “เฮ่ย อย่าเพิ่งนอกเรื่องได้มั้ยวะ ตกลงงามตาเค้ารู้มั้ยพี่ว่าผมบาดเจ็บ เลยขึ้นชกไม่ได้”
       “เออ พี่บอกงามตาแล้ว ว่าแกเจออุบัติเหตุขึ้นชกไม่ได้”
       “จริงเหรอพี่ ค่อยยังชั่ว”
       “เรื่องงามตา เอาไว้ก่อนเถอะ พี่ว่าแกเป็นห่วงพ่อแกเถอะ แกจะบอกจ่าลุยว่าไง”
       “ก็ต้องบอกว่า รถล้มนั่นแหละพี่ ขืนบอกว่าผมถูกอัดน่วม รับรองพ่อกระทืบซ้ำแน่”
       “งั้นวันนี้แกไปค้างกับไอ้เปี๊ยกก่อน พรุ่งนี้ฉันจะไปที่อู่แก้ตัวให้แกเอง กลับก่อนนะ”
       “เดี๋ยวพี่ ฉันขอไปค้างบ้านพี่ไม่ได้เหรอ”
       “สภาพแบบนี้นะ ไม่กลัวถูกคุณนายกระเต็นอบรมก็ไปดิ”
       ทั้งหมดมองหน้ากัน แล้วยิ้มแหะๆ
      
       ห้องรับแขกบ้านกระเต็นมีขันน้ำมนต์วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ กระเต็นนอนอยู่และพระหาญยืนร่ายคาถาอยู่
       “วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโรฯ”
       พระหาญเป่ามนต์ลงไป น้ำในขันน้ำมนต์เรืองขึ้น พระหาญมองไปที่ขันน้ำมนต์ ใช้มือขวาสะบัดออกเหมือนมีลมหมุนพัดออกจากมือ ที่ขันน้ำเหมือนมีลมช้อนน้ำมนต์ขึ้น น้ำมนต์กระจายเป็นเม็ดใส งาม ค่อยๆ ลอยขึ้นไปอยู่เหนือร่างกระเต็นและร่วงลงอาบร่าง แสงเรืองขึ้น จากนั้นร่องรอยบอบช้ำ ค่อยๆ เลือนหายไป
      
       กระเต็นหายเป็นปกติก้มกราบพระหาญด้วยความซึ้งใจ พระหาญมองด้วยความพอใจ
       “เด็กในบ้านโยมไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ตกใจจนสลบไปเพื่อไม่ให้รับรู้เรื่องนี้ อาตมาใช้มนต์สะกดไว้ รุ่งเช้าตื่นขึ้นก็จะจำอะไรไม่ได้”
       “ถ้าไม่ได้หลวงพ่อช่วยไว้ ลูกคงแย่”
       “ไม่ใช่เพราะอาตมาหรอก”
      
       กระเต็นทำหน้าสงสัย



       พระหาญกับกระเต็นขึ้นมาที่ห้องพระ พระหาญหยิบรูปเพชรออกมาเห็นห่อตะกรุดแขวนซ่อนอยู่หลังรูป
      
       กระเต็นตกใจที่กล้าไม่พกตะกรุด
       “ตะกรุดทำไมอยู่ที่นี่ ลูกให้กล้าแขวนไว้กับตัวนี่”
       “โชคดีที่หลานกล้าซ่อนไว้ที่นี่ อานุภาพของตะกรุดดอกนี้จึงช่วยพวกเราไว้”
       “นายทิว หนีไปได้แบบนี้ จะทำยังไงดีคะหลวงพ่อ คนคนนี้อันตรายมาก”
       “อาตมาจะตามหาไอ้ทิวเอง แต่โยมกับเจ้ากล้าก็ต้องระวังตัวด้วย อย่าลืมว่าเจ้ากล้าอายุครบเบญจเพสในปีนี้”
       “จริงซิ หรือว่าที่ไอ้ทิวกลับมาคราวนี้ จะเป็นเคราะห์ร้ายของกล้าคะหลวงพ่อ ทิวมันจะไปทำร้ายกล้าหรือเปล่า”
       กระเต็นพยายามจะลุก
       “อย่าเพิ่งร้อนใจไป ไอ้ทิวบาดเจ็บมาก มันยังทำร้ายใครไม่ได้”
       “แต่ต่อไปละคะหลวงพ่อ ต่อไปจะเป็นยังไง”
      
       กล้าขี่มอเตอร์ไซด์กลับมาบ้านแล้วกล้าก็เห็นพระหาญยืนอยู่หน้าบ้าน พระหาญหันมามองกล้าแล้วเดินไป
       กล้าเร่งเครื่องไปถึงหน้าบ้าน มองไป ไม่เห็นใครแล้ว กล้าไขประตูเปิด เห็นสภาพหน้าบ้านที่มีร่องรอยการต่อสู้ หุ่นพยนต์ที่ไหม้ไฟ
       “แม่”
       กล้าวิ่งหน้าตาตื่นเข้าบ้านมา มองหาแม่แล้วก็กระเต็นกำลังเก็บกวาดบ้าน กล้าปรี่เข้าไปหาแม่         “แม่ เกิดอะไรขึ้น ทำไมไฟที่ถนนกับที่รั้วถึงได้แตกหมด แถมต้นไม้ยังโดนเผาด้วย”
       “มีคนโรคจิตมันบุกเข้ามาลองของน่ะ แต่แม่เล่นงานจนมันเผ่นไปแล้ว”
       “หะ จริงเหรอ แล้วแม่แจ้งตำรวจรึยัง”
       “แค่คนบ้า แม่ไม่อยากให้มันยุ่งยาก”
       “บ้าก็ต้องจับ ผมละเบื่อที่สุดไอ้พวกชอบลองของเนี่ยวันนี้ผมก็เจอ”
       “แล้วเป็นไงบ้าง”
       “ผมก็ใช้แม่ไม้มวยไทยสั่งสอนไปน่ะซิฮะ ดีนะผมไม่ได้พกตะกรุดไป ไม่งั้นมันคงหาว่า ผมชนะเพราะมีของดี
       อุบ...” กล้านึกได้ว่าหลุดปากไป
       “แกก็เลยเอามาซ่อนไว้หลังรูปพ่อ” กระเต็นยกตะกรุดในมือขึ้นมา
       “ผมรำคาญนี่แม่ มีแต่คนมาถาม มาขอดู จนผมไม่เป็นอันทำอะไร ตอนผมเด็กๆ ผมต้องเข้าโรงเรียนประจำก็เพราะพวกชอบมาลองของกับพ่อเนี่ย”
       “แต่นี่เป็นของมีค่า เป็นมรดกของปู่ของพ่อ ที่ตกทอดมาถึงแก ที่สำคัญตะกรุดเนี่ยช่วยคุ้มครองชีวิตพ่อกับแม่ให้รอดมาจนมีแก”
       “ทำไมไม่คิดบ้างล่ะว่า เพราะพ่อกับแม่เก่งถึงไม่มีใครทำอะไรได้”
       “ตกลงแกจะเถียงให้ชนะแม่ให้ได้ใช่มั้ย”
       “เปล่า โธ่ ใครจะกล้าเถียงคุณนายมือปราบ สวมก็สวม”
       “ดีมาก”
       กล้ารับตะกรุดมาไหว้แล้วสวม
       “เออแม่ เมื่อกี๊ ผมเห็นพระสงฆ์อยู่หน้าบ้านเรา เหมือนหลวงปู่มาก”
       “ไม่ใช่หรอก หลวงปู่ท่านอยู่ในป่าลึกคงเป็นพระองค์อื่นท่านคงมาธุดงค์แถวนี้”
       “เสียดายผมนึกว่าจะได้กราบหลวงปู่ ตั้งแต่ท่านมาเป่ายันต์ให้ตอนผมป่วยหนักคราวนั้น ก็ไม่เคยเจอกันอีกเลย”
       คำพูดของกล้าทำให้กระเต็นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อตอนกล้าอายุ16-17
       กล้าถอดเสื้อ ใส่กางเกงขาสั้น ห้อยตะกรุดที่คอ นอนป่วยอยู่ กล้ามีอาการกระสับกระส่าย มีผ้าวางบนหน้าผาก เพชรจุดธูปเทียนมีผ้ายันต์วางอยู่เป็นลายอิติปิโสแปดทิศ พระหาญนั่งอยู่บนอาสนะหลับตาภาวนา
       “กล้ายังเรียนไม่จบมอปลาย ให้สักยันต์จะเหมาะเหรอเพชร”
       “หลวงพ่อจะเป่ายันต์เกราะเพชรให้กล้า ไม่ได้สัก”
       พระหาญลืมตา
       “ยันต์นี้คืออิติปิโสแปดทิศ เมื่อรับแล้วจะปลอดภัยจากไสยเวทย์ทุกชนิด ดวงเจ้ากล้ามันแรงมาก เจ็บป่วยคราวนี้อาจเพราะถูกกระทำจากวิญญาณชั่วร้าย ยันต์จะช่วยปัดเป่าให้ทุเลาขึ้น”
       “กล้าๆ พนมมือ ตั้งใจนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นะลูก”
       กล้าพนมมือทั้งสะลึมสะลือ
       “เมื่อรับยันต์นี้แล้ว ต่อไปเจ้าต้องไม่ดื่มเหล้า ไม่ลักขโมย หมั่นสวดมนต์ไหว้พระทุกวัน ทำได้มั้ย”
       “ได้ครับ”
       พระหาญพนมมือว่าคาถา ยันต์ลอยเข้าไปในหน้าอกกล้า
      
       เมื่อกลับเข้าห้องกล้ายืนถอดเสื้ออยู่หน้ากระจกนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่ชกมวยกับคม
       “ขอบคุณนะครับหลวงปู่ สำหรับยันต์เกราะเพชร แต่ถ้าเป็นไปได้ผมอยากเป็นคนธรรมดาที่เอาตัวรอดด้วยความสามารถของตัวเองมากกว่า”
      
       พระหาญกลับเข้าป่า และในนิมิตของพระหาญก็เห็นทิวในสภาพบาดเจ็ดสะบักสะบอมเดินอยู่ พระหาญปรากฏตัวดักอยู่
       “ทิว เอ็งหยุดซะเถอะ อย่าก่อกรรมต่อไปเลย”
       “ไม่มีทางตราบใดที่ข้าไม่ตาย ข้าจะจองล้างจองผลาญพวกเอ็งจนกว่าข้าจะหมดลมหายใจ ข้าจะฆ่าล้างตระกูลพวกเอ็งให้ได้”
       ทิวพรวดเข้าบีบคอพระหาญ อ้าปาก ให้เงาดำของวิญญาณพุ่งใส่พระหาญ พระหาญกระอักเลือด ทรุดลง นอน มองไปจึงเห็นชัดและสมุนเสือเมฆที่ตายเพราะถูกทลายชุมโจรเดินรุมเข้ามา       
       “พี่หาญ ผ้าเหลืองคุ้มครองพี่ไม่ได้หรอก พี่กับไอ้กล้าต้องชดใช้ชีวิตให้ฉันกับพี่น้องของเรา”
      
       สำนักป่าอิสุโร พระหาญกำลังนั่งหลับตาเข้าฌานเหงื่อเต็มหน้า พระหาญลืมตาขึ้นหอบหายใจ ลุกขึ้นเดินครุ่นคิดด้วยความเครียด ก่อนจะก้มกราบองค์พระประธานในโบสถ์ร้างเพ่งจิตระลึกถึงพ่อปู่บุญทา สักพักจะเห็นพ่อปู่บุญทาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพระหาญ
       “ใจท่านรุ่มร้อนจิตที่เป็นสัมมาสมาธิต่างหากจึงจะเกิดปัญญา”
       พระหาญรู้ตัวว่าตนเองไม่มีสมาธิ
       “ผมไม่ได้ห่วงตัวเอง แต่เป็นห่วงหลาน มีวิธีไหนไหมครับที่จะช่วยให้กล้า พ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้ได้”
       “กรรมย่อมติดตามผู้กระทำเหมือนเงาตามตัว ไม่มีทางหนีได้หรอก”
       “จะหนักหนาถึงชีวิตรึเปล่าครับ”
      
       “รู้หรือไม่รู้ จะแตกต่างกันยังไง ในเมื่อผลย่อมไม่เปลี่ยนแปลง ท่านปล่อยวางเสียเถิด”



       พระหาญเครียดที่พ่อปู่บุญทาไม่ยอมบอก
      
       “ถ้าอย่างนั้นผมจะขอลาสิกขา”
       “ถึงท่านลาสิกขาไปก็ไม่อาจแก้ไขอะไรได้”
       แต่หาญยังยืนยันคำเดิม
       “ผมคิดอย่างรอบครอบแล้วครับ ถึงจะห้ามวิบากกรรมครั้งนี้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยผมอาจช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา”
       พ่อปู่บุญทาเข้าใจดีว่าหาญคงหมดบุญที่จะครองผ้าเหลืองแล้ว
      
       โบสถ์ร้าง สำนักป่าอิสุโร ผงดินถูกโรยลงมาจนกลายเป็นกองดินขนาดย่อมๆ กระบอกไม้ไผ่ถูกเทออกมีน้ำไหลออกมา แต่หยดน้ำกลับลอยค้างอยู่เหนือพื้น พ่อปู่บุญทาเป่าลมลงพื้นเกิดเป็นลมหมุนลอยนิ่งอยู่กับที่เหนือพื้นโบสถ์
       พ่อปู่บุญทาเป่ามนต์ใส่มือ เกิดเป็นเปลวไฟขึ้น เพดานโบสถ์ทะลุเห็นดวงอาทิตย์สาดแสงบนท้องฟ้า หาญในวัยชรานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลาง ถอดเสื้อใส่แต่กางเกงขาว
       “ถึงแม้จะไม่ได้ครองเพศสมณะแล้ว แต่จงหมั่นรักษาศีล ให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ อย่าให้ความดีที่ทำมาต้องสูญเปล่า”
       “มีอีกเรื่องที่ผมจะขอร้อง ผมอยากทำพิธีอมฤตเทวา”
       “เจ้ารู้ใช่มั้ยว่า ผู้ผ่านพิธีนี้ต้องแลกด้วยอะไร”
       “ผมทราบครับ แต่ผมตัดสินใจแล้ว”
       มีวัตถุธาตุทั้งสี่ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ล้อมอยู่รอบตัวหาญ ทั้งสี่มุม พ่อปู่บุญทาถอยออกไปนอกรัศมี พนมมือ หลับตาว่าคาถา        เสียงสวดคาถาดังกังวาน สักพักดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าเกิดการย้ายตำแหน่ง เคลื่อนที่ถอยหลังย้อนไปทางทิศตะวันออกจนตกลับขอบฟ้าไป แล้วดวงดาวก็เคลื่อนถอยหลังย้อนขึ้นมา กลายเป็นกลางคืนแทน เป็นการย้อนเวลาวนไปแบบนี้เรื่อยๆ
       วัตถุธาตุทั้งสี่ค่อยๆ ลอยสูงขึ้น แล้วหมุนทวนเข็มนาฬิกา เป็นวงกลมไปรอบๆ ตัวหาญ ฝุ่นดิน หยดน้ำ สายลม และเปลวไฟ ไหลรวมกันเป็นเนื้อเดียว ก่อเป็นกำแพงล้อมรอบตัวหาญ
       ที่ผนังของโบสถ์เหนือหาญขึ้นไปจะเห็นเถาวัลย์ที่เหี่ยวแห้งกลับมาสดใสใบเขียวอีกครั้ง มืออันเหี่ยวย่นของหาญค่อยๆ เต่งตึงขึ้น ร่องตีนกาบนใบหน้าค่อยๆ หายไป กำแพงที่เกิดจากวัตถุธาตุทั้งสี่ ค่อยๆ จางไป เห็นหาญยืนเด่นอยู่ แต่กลายเป็นวัยหนุ่ม
      
       เท้าหาญก้าวเดินออกจากสำนักอิสุโร หาญมองรอบแล้วก้มมองที่คอซึ่งห้อยลูกสะกดอยู่แล้วนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้หลังจากทำพิธีเสร็จแล้ว
       พ่อปู่บุญทานั่งอยู่ หาญพนมมือแล้วแบมือ พ่อปู่บุญทายื่นลูกสะกดที่มีสายไว้คล้องคอเรียบร้อย
       “ลูกสะกด”
       “ใช่ ลูกสะกดหัวใจสิงห์ ทำจากเหล็กไหล มีพุทธคุณทั้งมหาอำนาจ คลาดแคล้ว คงกระพันชาตรี ตราบใดที่เจ้ายึดมั่นในศีล ลูกสะกดนี้จะคุ้มครองรักษาเจ้าจนกว่าจะถึงเวลานั้น”
       “ขอบคุณครับพ่อปู่”
      
       หาญเดินไปในป่าอย่างมุ่งมั่นพร้อมกับเสียงพ่อปู่บุญทาที่ดังขึ้นในหัว
      
       “เจ้าตัดสินใจทิ้งทางธรรมก้าวกลับไปสู่ทางโลก สู่วังวนของกิเลสตัณหา ดุจเรือที่แล่นทวนน้ำ น้ำมีแต่จะ พัดพา เรือไหลลงสู่ที่ต่ำ จิตใจที่เข้มแข็งเท่านั้นจะต้านกระแสแห่งกรรมชั่วได้”
      
       ที่ย่านค้าขายพระเครื่องข้างกำแพงวัดมหาธาตุ จุกอยู่ที่แผงของตัวเองซึ่งเป็นแผงเล็กๆ ลูกค้าคนหนึ่งเดินมาหยุดดูที่แผงจุก หยิบพระแล้วใช้กล้องส่งพระส่องดู
      
       “สนใจเช่าบูชาองค์ไหนได้เลยครับเฮีย ผมจุก บึงกร่าง มีให้เฮียบูชาตั้งแต่พระกรุ พระกริ่ง พระเกจิ แล้วก็เครื่องรางของขลัง ถึงมีของไม่มาก แต่รับรอง” จุกชี้นิ้วชี้ขึ้นฟ้าแล้วงอลง “ไม่มีซาลูตู้แน่”
       ลูกค้ามองจุกงงๆ
       “อะไรของลื้อวะ ซาลูตู้”
       “อ้าว เฮียไม่ค่อยได้มาแถวนี้น่ะสิ ซาลูตู้ก็หมายถึง(กระซิบ) พระเก๊นั่นแหละเฮีย คนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยคิดถึงบาปถึงกรรม เฮียต้องระวังๆ ไว้ ขนาดเซียนพระที่ว่าเก๋าๆ ยังเกือบโดนมาแล้วเลย นี่ถ้าผมไม่ไปช่วยไว้ มีหวัง หมดตัว”
       ลูกค้าพยักหน้ารับ ชอบใจ พลางดูพระต่อ ทันใดมีมือถือปืนกระแทกวางข้างหน้า
       “แล้วไอ้นี่ล่ะ ของจริงหรือเก๊” เหล็งลูกน้องเสี่ยไพบูลย์ถาม จุกกลืนน้ำลายมอง
       “แหม ดูไม่ออก เครื่องรางรุ่นนี้รูปร่างแปลก หลวงพ่อวัดไหนปลุกเสกน่ะ ลูกพี่”
       “ไปถามยมบาลดีมั้ย” เหล็งเล็งปืนไปที่จุก
       “ดะ ดะ เดี๋ยวก่อนสิพี่ชาย มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากัน พี่หล่อเหมือนสมบัติ เท่เหมือนสรพงษ์ ดูยังไงก็คงไม่ใจร้าย จริงไหม?”
       “ไม่ต้องมาเล่นลิ้น เอ็งใช่ไหม ที่ทะลึ่งไปบอกเซียนเพ้งว่าได้พระปลอม ฮะ” เหล็งตะคอกถาม จุกนึกได้       
       “ตายละวา”
       “ของที่นายอั๊วปล่อย ไม่มีทางปลอมโว้ย จำเอาไว้”
       เหล็งกำลังจะลั่นไก จุกชี้ไปอีกทางพร้อมตะโกน
       “ตำรวจ”
       เหล็งหันมองตาม จุกเอาเก้าอี้ของตัวเองกะฟาดเต็มที่แต่เหล็งเก่งกว่าเอี้ยวตัวหลบทัน ก่อนจะยันจุกล้มหงายลงไป เหล็งเล็งแล้วยิงทันที เปรี้ยง! กระสุนเข้าที่หน้าอกจุก จุกผงะหงายนอนแผ่
       กระเต็นเดินเข้ามาพอดี เห็นคนแถวนั้น หลบๆ กลัวๆ กัน เหล็งวิ่งมากระโดดขึ้นมอเตอร์ไซด์ที่มีคนขับรออยู่ ซิ่งออกไป       
              
       “ช่วยด้วย เซียนจุกถูกยิง”
       กระเต็นวิ่งไป เห็นจุกนอนอยู่ก็ตกใจมาก
       “ไอ้จุก” กระเต็นเข้ามาประคองจุก “จุก จุก จุก” กระเต็ยเขย่าตัวเรียกคนเข้ามามุง “ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลที เร็วซิวะ ยืนดูอะไรกัน” จุกลุกขึ้นมานั่ง คนฮือฮา ตะลึงกัน “ก็บอกให้ช่วยโทรเรียก...”
       “พี่เต็น ไม่ต้อง”
       “เอ๊ะ ไอ้นี่ เฮ้ย ไอ้จุก”
       จุกจับที่อกตัวเอง
       “จุกจริงๆ จุกสมชื่อเลย”
       “เซียนจุกเหนียวจริงๆ โว้ย”
       ผู้คนฮือฮา ยกนิ้ว จุกยกมือประมาณเล็กน้อย
      
       จุกกับกระเต็นมานั่งคุยที่ศาลาท่าน้ำของวัด จุกเปิดเสื้อให้กระเต็นดู กระเต็นจึงเห็นจุกใส่เสื้อเกราะกันกระสุนของตำรวจอยู่
       “ถุย ไอ้เซียนจุก เนี่ยเหรอของขลังของเอ็ง”
       “อย่าดูถูกนะพี่ เสื้อเกราะนี่ ตำรวจที่ซี้กันขายให้ถูกๆ ใส่ไว้หน่อย เผื่อท่องมหาอุดไม่ทันไงพี่”
       “แล้วถ้าคราวหน้าโดนที่หัวล่ะ จะทำยังไง บอกแล้วใช่ไหมว่าให้เลิก ให้เลิก มันอันตราย”
       จุกทำหน้าเป็น ส่ายหน้า
       “ไม่อ่ะ ก็ฉันรักของฉันนี่นา เป็นผีสนามอยู่ที่นี่ตั้งนานกว่าจะไต่เต้ามามีแผงของตัวเองได้ คนเรียนน้อยแต่ หน้าตาดีอย่างฉัน คงจะไปทำอย่างอื่นไม่ได้หรอกพี่”
       กระเต็นถอนใจ
       “ก็ตามใจเอ็งละกัน”
       “แล้วนี่พี่มาหาฉัน มีอะไรรึเปล่า”
       “ข้าอยากจะปรึกษาเอ็ง เรื่องบวช”
       “ฮ้า พี่เนี่ยะ จะบวช”
       กระเต็นทนไม่ไหว เขกหัวจุก
       “ไอ้บ้า ข้าจะบวชให้ลูกโว้ย”
       “ไอ้กล้าเหรอ”
      
       หน้าตึกแผนกการเรือนของสหวิช สาวๆ เดินเข้าแผนก กล้าเข้ามามองๆ สาวๆ เห็นกล้าก็เขิน กล้ายิ้มให้แล้วมองหาราชาวดี อาจารย์สมใจมายืนข้างหลังแล้วกระแอม กล้าหันไปเห็นแล้วสะดุ้ง
       “อุย สวัสดีครับ”
       “เธออยู่แผนกไหน มาทำอะไรแถวนี้”
       “ผมเป็นศิษย์เก่า แผนกช่างยนตร์ครับ ผมมารอเพื่อน”
       “แต่นี่เป็นแผนกการเรือน ไม่น่าจะมีเพื่อนเธออยู่แถวนี้”
       “จริงด้วย แหม ผมไม่ได้เข้ามานานเลยลืม ขอโทษครับ”
       กล้าเดินไป อาจารย์สมใจเดินแยกไปอีกทาง พออาจารย์สมใจไปแล้วกล้าจึงเดินกลับมาอีกพร้อมกับถอนหายใจ
       “เรานี่ท่าจะบ้าจริงๆ ด้วย น้องชื่ออะไรก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ”
       “ราชาวดี” กล้าได้ยินเสียงเรียกจึงหันไปมอง เห็นดวงใจวิ่งไปหาราชาวดีที่เพิ่งเดินมา “ทำไมเพิ่งมา”
       “เธอนั่นแหละทำไมมาเช้านัก”
       “ชุดที่เราเนาเข้าหุ่นไว้เตรียมส่งอาจารย์ ถูกใครไม่รู้มาเลาะออกหมดเลย”
       “อะไรนะ”
       ทั้งคู่วิ่งขึ้นไปบนตึก ไม่เห็นกล้า       
       “ราชาวดี” กล้าทวนชื่อ
      
       ในห้องเรียนตัดเย็บ ราชาวดีถูกดวงใจฉุดมาดูชุดราตรีที่อยู่บนหุ่นซึ่งถูกเลาะแขนเลาะเอวออก เป็นช่วงๆ พาดๆ หุ่นไว้       
       “ทำไมเป็นแบบนี้”
       “มันต้องมีคนแกล้งเราแน่”
       “ใครล่ะ”
      
       มุมหนึ่งในตึกงามตามาจับกลุ่มกับเพื่อนสะใจกัน       
       “สมน้ำหน้าเล่นกับใครไม่เล่น ในเมื่อมันอยากเด่นก็ให้เด่นซะให้พอใจเลย”
       “แล้วมันจะไม่รู้เหรอว่าเป็นฝีมือเรา”
       “รู้แล้วทำไม จะจับเราติดคุกหรือไง” ทั้งหมดหัวเราะ
       “แค้นอะไรไม่แค้นเท่าไม่ได้อยู่คุยกับพี่กล้าต่อ เมื่อไหร่จะได้เจออีกก็ไม่รู้” นงคราญบอก
       “พี่กล้าเป็นเนื้อคู่ฉัน ยังไงก็ต้องได้เจอกันอีก พนันกันมั้ย” งามตาบอกอย่างมั่นใจ
      
       ขณะนั้นราชาวดีและดวงใจกำลังช่วยกันเนาชุดบนหุ่น
       “โอ๊ย ยิ่งรีบมือยิ่งสั่น”
       “ใจเย็นๆ ดวง”
       “อุ๊ย”
       ดวงใจทำกระดุมที่กำลังติดหล่น
       “เห็นมั้ยบอกแล้ว”
       ดวงใจก้มลงหากระดุม
       “กระดุมกลิ้งไปไหนไม่รู้”
       “ไปดูในล็อคเกอร์ของเราซิ เราซื้อมาเผื่อไว้”
      
       “เดี๋ยวมานะ”



       ดวงใจวิ่งออกจากห้องไป ขณะนั้นกล้าเข้ามามองหาราชาวดี กล้าเดินผ่านหน้าห้องแล้วชะงักแอบมองราชาวดีที่เย็บชุดอยู่ กล้ายิ่งนึกรักราชาวดีจึงเดินเข้าไปเหมือนต้องมนต์
      
       “มาแล้วเหรอ ช่วยส่งเข็มหมุดให้เราที” ราชาวดีถามโดยไม่หันมามอง กล้าหยิบเข็มหมุดส่งให้หนึ่งอัน แต่เอาทางคมออก ราชาวดีเอื้อมมือไปรับจึงโดนตำ “โอ๊ย”
       “ขอโทษครับ”
       ราชาวดีหันกลับมามองแล้วตกใจที่เป็นกล้ายืนยิ้มอยู่ กล้ารีบคว้ามือราชาวดีไปดูเห็นมีเลือดไหลที่ปลายนิ้ว จึงใช้นิ้วตัวเองกดเลือดไว้
       “เจ็บมั้ยครับ พี่ไม่ได้ตั้งใจ”
       ราชาวดีดึงมือกลับ ถอยหนีแต่สะดุดขาเก้าอี้จะหงายหลัง กล้ารีบประคองตัวราชาวดีเอาไว้ สองคนสบตากัน ใจสั่น จังหวะนั้นงามตากับเพื่อนเดินเข้ามา
       “ป่านนี้คงเย็บกันจนมือหงิกแล้ว ฮะๆๆๆ” งามตาเข้ามาเห็นกล้ากับราชาวดีก็ชะงัก “อะไรกันน่ะ” ทั้งสองคนต่างอ้ำอึ้ง “เห็นหงิมๆ แต่ไวไฟใช่เล่นนะยะ กล้านัดผู้ชายมาพลอดรักถึงในห้องเรียน”
       งามตาเห็นแต่ด้านหลังของกล้า
       “ไม่ใช่อย่างนั้นนะ”
       กล้าหันหน้ามาคุยกับทุกคน งามตาถึงกับอึ้ง
       “พี่กล้า”
       “อย่าเข้าใจผิด มันเป็นอุบัติเหตุ เป็นความผิดของพี่เอง”
       ดวงใจวิ่งเข้ามาในห้อง
       “วดีๆ อาจารย์มาแล้ว อุ๊ย”
       “พี่ไปก่อนนะครับ”
       กล้าเดินออกสวนกับอาจารย์ที่ทางเดิน กล้าไหว้ อาจารย์รับไหว้มองงงๆ พวกสาวๆ รีบเข้าที่เรียน งามตามองราชาวดีด้วยสายตาอาฆาต
      
       เมื่อหมดชั่วโมงเรียนราชาวดีเดินมากับดวงใจ
       “ตกลงพี่กล้าเค้าเข้ามาทำอะไร”
       “เค้าคงมาหาเพื่อนน่ะ”       
       งามตากับพวกมาดักผลักราชาวดีจนกระเด็น
       “บอกมา พี่กล้ามาหาฉันใช่มั้ย ฮะ เค้ามาหาฉัน แต่เจอเธอ เธอเลยฉวยโอกาสยั่วเค้า หน้าไม่อาย”
       “เราจะทำอย่างนั้นไปทำไม เราไม่รู้จักเค้าด้วยซ้ำ”
       “ไม่ต้องรู้จักหรอก หล่ออย่างนั้น”
       ดวงใจเข้ามาขวาง
       “พูดถึงตัวเองเหรอนั่น ขอแค่เป็นผู้ชายหน้าตาดีก็พร้อมยอมทุกอย่าง ใครนะที่หน้าด้าน”
       งามตาตบเปรี้ยง ดวงใจเซ ราชาวดีเข้าห้าม
               “อย่า”
       งามตาตบราชาวดี ดวงใจโผเข้าจิกงามตา พวกนงคราญรุมดวงใจ พวกเพื่อนๆ วิ่งกันเข้ามา มองตกใจแล้วช่วยกันแยก งามตายังจ้องราชาวดีอย่างอาฆาต
       “จำไว้อย่ามายุ่งกับของ ของฉัน ไม่งั้นเสียโฉมแน่”
      
       เย็นวันนั้นเมื่อกลับถึงบ้านราชาวดีจับแก้มเจ็บๆ คะนึงนิจตกใจเมื่อรู้ว่าราชาวดีถูกตบ
       “หะ ถูกตบ ใครๆ ตบวดี เป็นพวกนักเลงใช่มั้ย นี่มันบุกเข้าไปในโรงเรียนเลยเหรอ มันมาตามหาตัวเราใช่มั้ย”
       “เดี๋ยวๆ นิจ นักเลงที่ไหน ไม่ใช่ เรามีเรื่องเข้าใจผิดกับเพื่อนนิดหน่อยน่ะ”
       “เพื่อนเหรอ”
       “ใช่ เพื่อนผู้หญิง เอ๊ะ นิจพูดเหมือนกำลังมีใครตามล่าตัวอยู่แบบนี้ใช่มั้ย เมื่อวาน นิจถึงเข้ามาแอบอยู่หลังเวที แล้วก็ขอมาค้างกับเรา”
       “มันก็ไม่ถึงอย่างงั้น...คือ คือ เมื่อวานพอดีเราท้องเสีย วาดรูปให้คนที่มาจ้างไม่ค่อยดี ก็เลยกลัวเค้าตามมาเอาเรื่อง”
       “ที่จริง นิจมาอยู่กับเราเลยก็ได้นะ เป็นผู้หญิงแล้วไปเช่าห้องอยู่คนเดียวแบบนั้นเราป็นห่วง”
       “ไม่ได้หรอก สมบัติบ้าเราเยอะ แค่ครูสอนให้เราฟรีๆ นี่เราก็เกรงใจจะแย่”
       “งั้นครูคิดค่าสอนแพงๆ ดีมั้ย”
       คะนึงนิจหันไปมองจึงเห็นครูเริง พ่อของราชาวดีสะพายย่ามเข้ามา
       “พ่อ วันนี้กลับเร็วจัง”
       ราชาวดีไปรับย่ามจากพ่อ คะนึงนิจพนมมือไหว้ครูเริง
       “เมื่อคืนนักเรียนมันยกพวกตีกัน วันนี้เลยต้องปล่อยลูกศิษย์กลับบ้านเร็วหน่อย กลัวพวกอริมันมาดักแก้แค้น”
       “ทำไมเดี๋ยวนี้ คนถึงอารมณ์ร้อนกันจังเลยนะคะ พ่อ”
       “มันไม่รู้ตัวว่าเป็นสัตว์ประเสริฐที่มีสมองเอาไว้คิด มีมือเอาไว้สร้างสรรค์สิ่งดีดีให้โลก มันก็เลยใช้แต่อารมณ์เดรัจฉาน มันต่อสู้กันเพื่อเอาตัวรอด แต่คนสู้กันเพื่อสนองความโกรธ เจ็บตายกันไปก็ไม่ได้อะไร อายเดรัจฉาน”
       “ใช่ค่ะ ยิ่งพวกที่ปล้น ฆ่า ทำทุกอย่างได้เพื่อเงินยิ่งเลวมากมนุษย์พวกนี้ไม่สมควรเกิดมาด้วยซ้ำ”
      
       คะนึงนิจบอกแล้วนึกถึงพี่ตัวเอง



       ที่บ้านเสี่ยไพบูลย์ เสียงเสี่ยไพบูลย์หัวเราะดังออกมา
      
       “ฮ่าๆ”
       ภายในบ้านเสี่ยไพบูลย์ที่ตาขวาบอด คาดปิดตาไว้ ถือไม้เท้า สภาพโทรม นั่งอยู่ที่โซฟากับภูมินทร์ บนโต๊ะ มีพระเครื่อง พระบูชา เทวรูป เหรียญต่างๆ วางเรียงราย ภูมินทร์ส่องกล้องดูด้วยความสนใจ เลือกองค์ที่ชอบวางบนถาด
       “ผมเอาหัวเป็นประกันเลยนะครับพ่อเลี้ยง เป็นของจริงทุกชิ้น เพราะผมไปขุดจากกรุด้วยมือตัวเอง อย่างเทวรูปองค์นี้เอามาจากปราสาทหินฝั่งโน้น กว่าจะได้มาต้องฝ่าระเบิดไม่รู้กี่ลูก สะเก็ดยังฝังอยู่ในลูกตานี่เลย ฮ่าๆๆๆ”
       “เสี่ยอยู่ในวงการมานาน ผมเชื่อเครดิตเสี่ย เสือไม่กินเนื้อเสือด้วยกันอยู่แล้ว ผมเช่าทั้งหมดนี่”
       ภูมินทร์ส่งถาดที่วางพระและเหรียญหลายอันให้
               “ผมหาคนใจป้ำอย่างพ่อเลี้ยงมานาน ทั้งตาถึง ใจถึง มามา ต้องดื่มฉลองมิตรภาพกันซักหน่อย เฮ้ย เด็กๆ ไปรินน้ำอมฤตมาสองแก้ว”
       “เรื่องฉลองเอาไว้ก่อนก็ได้ ผมอยากให้เสี่ยดูตัวอย่างสินค้าที่ผมจะฝากให้เสี่ยส่งนอกหน่อย”
       คมกับลูกน้องยกหีบใหญ่เข้ามา เปิดเห็นข้างในเป็นงาช้างคู่หนึ่ง หนังเสือและเขาสัตว์ เสี่ยไพบูลย์ตาโตตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาดู
       “อา ของดีดีมูลค่ามหาศาลทั้งนั้น เป็นบุพเพสันนิวาสจริงๆ ที่ทำให้เราสองคนมาเจอกันแบบนี้เราคงทำการค้า
       กันได้อีกนาน”
       “ผมยังมีเรื่องที่จะรบกวนเสี่ยสองเรื่อง เรื่องแรกอยากให้เสี่ยช่วยหาบ้านในกรุงเทพให้ซักหลัง ผมมีธุระสำคัญที่ต้องอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่”
       “ไม่มีปัญหา แล้วอีกเรื่อง”
       “ผมอยากให้เสี่ยช่วยสืบหาคนให้ผม”
       ภูมินทร์รับรูปจากคมให้เสี่ยไพบูลย์ซึ่งเป็นรูปคะนึงนิจ
       “ผู้หญิง”
       “น้องสาวผมเอง หนีออกจากบ้านมาเกือบปีแล้ว ผมได้ข่าวว่ามารับจ้างวาดรูปอยู่แถวโรงเรียนสหวิช”
       “ไม่มีปัญหา แถวนั้น ถิ่นของลูกน้องผมเหมือนกัน”
       เหล็งกับลูกน้องเสี่ยไพบูลย์เดินเข้ามา
       “เสี่ยครับ มีเรื่องด่วนครับ” เหล็งกระซิบกับเสี่ยไพบูลย์ เสี่ยไพบูลย์ตบหัวเหล็ง
       “ไอ้โง่เอ๊ย ทำงานแค่นี้ไม่สำเร็จ แล้วมึงจะไปทำอะไรกินวะ”
       “ผมยิงมันเผาขนเลยนะเสี่ย แต่ไม่เข้า คนแถวนั้นบอกว่ามันลุกขึ้นเดินปร๋อ แล้วผมก็เพิ่งรู้ว่าไอ้เนี่ย มันเป็นลูกศิษย์พระหาญ”
       “พระหาญ ไอ้เสือหาญน่ะเหรอ แสดงว่ามันเป็นพวกมีวิชาอาคมน่ะซิ”
       “นี่พูดถึงใครกันอยู่หรือเสี่ย”
       “ศัตรูเก่าของผมน่ะ พ่อเลี้ยง มันเป็นคนที่ทำให้ผมต้องหนีไปกบดานหากินเสี่ยงกับระเบิดอยู่ชายแดน ต้องเสียทั้งตา ทั้งขาข้างนี้” เสี่ยไพบูลย์ถกให้เห็นขาเทียม “ชาตินี้ ผมไม่มีวันลืมมัน ไอ้เสือหาญ”
       “เสือหาญ” ภูมินทร์ทวนชื่ออย่างสนใจ
      
       ในป่าตามแนวตะเข็บชายแดน หาญกำลังวิ่งลัดเลาะไปในป่าด้วยท่าทางรีบร้อนแล้วสลับหยุดนิ่งเอามืออังกระแสความร้อนจากกสิณไฟของทิวว่าผ่านไปทางไหนบ้าง
       ภาพจากกระแสจิตของหาญเข้ามาจะเห็นทิวกำลังกัดและฉีกเนื้อหญิงสาวชาวป่าคนหนึ่ง เหวี่ยงไป
       ทิวดูดเลือดที่เปรอะมือตัวเอง ก่อนจะหันมาหัวเราะอย่างสะใจ
       หาญย่นระยะทางมาถึงก็เห็นร่างหญิงสาวนอนคว่ำหน้าอยู่ หาญตกใจ เข้าประคองจึงเห็นหญิงสาวมีแผลที่คอ แต่ทันใดหญิงสาวก็กลายร่างเป็นสมิงปอบแยกเขี้ยวใส่ เข้ากัดคอหาญ แต่แสงจากลูกสะกดวาบขึ้น สมิงปอบกระเด็นออกไป หมอบ
       “สมิงปอบ”
       สมิงปอบตัวอื่นไต่ลงมาจากต้นไม้ คลานออกมาจากพงหญ้า ล้อมหาญไว้ คำรามกันใหญ่ หาญควักสนับมือเสือขึ้นมาเป่าอาคม สมิงกระโดดเข้าหาหาญ หาญต่อยด้วยสนับบ้าง ตีลังกาหลบบ้าง สมิงถูกสนับเลือดไหลเป็นสีเขียว ร้องโหยหวน สมิงปอบที่เหลือรุมโจมตี หาญต่อสู้แค่ป้องกันตัวแต่ไม่คิดฆ่า หาญถอยไปจนชนต้นไม้ว่าคาถาปลุกเสือ
       “พยัคโฆ พยัคฆา”
       สมิงปอบทั้งหมดกระโจนเข้ามารุมกัด หาญกระโดดแผลวขึ้นต้นไม้ สมิงปอบแปลกใจมองหา หาญคำรามแล้วกระโดดลงมาหมุนตัววาดมือวาดเท้าใส่สมิงปอบ แต่ละตัวกระเด็นหายเข้าไปในต้นไม้ด้วยความกลัว เหลือเพียงตัวที่โดนสนับของหาญนอนเจ็บอยู่ หาญเด็ดใบไม้ แล้วเคลื่อนตัวลงจากกิ่งไม้ใหญ่ ไปที่สมิงปอบ สมิงปอบมองหาญ แววตาแค้น แยกเขี้ยวขู่ กลัวหาญซ้ำ หาญเป่ามนต์ใส่ใบไม้ในที่กำอยู่ยื่นให้
       “ใช้นี่สมานแผลของเอ็งซะ” สมิงปอบมองงงๆ ไม่ไว้ใจ “พวกเอ็งถูกปลุกขึ้นมาด้วยความไม่เต็มใจ ไอ้ทิวสะกด
       พวกเอ็งให้คอยรับใช้มัน” สมิงปอบรับใบไม้มาเคี้ยว แผลที่อกก็ค่อยๆ สมานจนหายเป็นปกติ สมิงหมอบขอบคุณหาญ”จำไว้ จิตที่ตั้งมั่น จะช่วยให้เอ็งมีพลังคลายมนต์สะกดของมันได้”
       สมิงปอบมองตาม หลับตาตั้งจิต มนต์สะกดสีดำของทิวไหลออกมาจากร่าง กระจายหายไป สมิงปอบลืมตาขึ้น ดวงตาสีเขียวอันโหดร้ายเปลี่ยนเป็นดวงตามนุษย์ปกติ
       “ข้ารู้ว่าคนที่ท่านตามหาอยู่ไหน ข้าจะนำทางท่านเอง”
       หาญยิ้มให้ พยักหน้ารับ ทันใดนั้นสมิงปอบก็กลายร่างเป็นเสือลายพาดกลอนตัวหนึ่งกระโจนนำหน้าหาญออกไป
       หาญตาม ทันใดมีลูกไฟลอยมาหาเสือ มอดไหม้เป็นจุณท่ามกลางเสียงร้องโหยหวน
      
       หาญมองไปทางลูกไฟ        “ไอ้ทิว”
       หาญวิ่งไปแล้วก็เจอแต่ศพชาวบ้าน หญิงชาย ทั้งแก่ สาว หนุ่ม มีแผลถูกกัดที่คอ อกถูกแหวะ ตายเกลื่อน กระท่อมสองหลัง ไฟลุกโชน ทันใดก็มีลูกไฟพุ่งข้ามหัวหาญมาตกใส่หินระเบิด เสียงระเบิดดังลั่น
      
       หาญหันหลังกลับไปดูก็เห็นทิวกำลังยืนจังก้าตาขวาง มือเต็มไปด้วยเลือด
       “ไอ้ทิว ทำไมเอ็งต้องฆ่าคนมากมายขนาดนี้”
       “เลือดและหัวใจมนุษย์เท่านั้นที่จะทำให้ข้ามีพลัง”
       “เอ็งกำลังถูกมารเข้าครอบงำ หยุดซะเถอะ”
       ทิวจ้องหน้าหาญ แล้วทิวก็นึกถึงคอนที่สู้กับพระหาญวัยชราเข้ามา
       “เอ็งคือหลวงพ่อเฒ่าคนนั้น ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้”
       “เอ็งไม่ต้องสนใจว่าข้าคือใคร เอาเป็นว่า ฟ้าคืนวันเวลาให้ข้า เพื่อมาจัดการกับเอ็ง ตามข้ากลับไปรับโทษทัณฑ์ซะเถอะ”
       “ข้าไม่ผิด ไอ้เพชรต่างหาก มันเป็นฆาตกร มันทำให้ลูกเมียข้าต้องตาย”
       “เมียกับลูกเอ็งตายเพราะโมหะของเอ็ง เอ็งฝึกอาคมจนสติฟั่นเฟือน ไม่เกี่ยวกับเพชรหรือใครทั้งสิ้น”
       ทิวคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก
       “ไม่จริง ข้าไม่ได้บ้า” ทิวพุ่งเข้าหาหาญอย่างรวดเร็ว “ย้ากกกก”
       หาญสวมสนับเล็บเสือพร้อมสู้ แต่แล้วร่างทิวก็หายไป มาโผล่อีกทีด้านหลัง ขย้ำคอหาญ หาญเบี่ยงหลบ เสยคางทิวจนลอยกระเด็นไปด้วยสนับเล็บเสือ ทิวมีแผลเหวะหวะ แต่ก็สมานเข้าหากันอย่างรวดเร็ว พุ่งกลับไปโจมตีหาญ
       ทั้งสองคนปะทะกัน ทิวสู้อย่างบ้าคลั่ง ไม่เป็นกระบวนท่า
       ทิวร่ายคาถาภาษาเขมร ดวงตากลายเป็นสีแดงเลือด ปรากฎเปลวไฟขึ้นในดวงตา ลูกไฟพุ่งเข้าใส่หาญ หาญหลบได้ทัน
       “เอ็งบอกว่าฝึกมาตั้งหลายปี แต่ฝีมือเอ็งมีแค่นี้เหรอ”
       ลูกไฟพุ่งใส่หาญอีกลูก หาญกลิ้งหลบได้อีก หาญตัดสินใจล่อทิวไปอีกทาง ทิวไล่ตาม
      
       หาญวิ่งหนีไปตามลำธาร ทิวไล่มากระชั้น หาญวิ่งมาสุดทางเป็นหน้าผาขวางกั้นไว้ ด้านล่างเป็นน้ำตกไหลเชี่ยว หาญหันกลับมาเผชิญหน้ากับทิว
       “ข้าจะควักหัวใจเอ็งออกมาเซ่นวิญญาณลูกเมียฆ่า”
       “เข้ามาซิไอ้ทิว”
       หาญแหวะเสื้อออก ว่าคาถาปลุกเสือเผ่น รอยสักเสือเผ่นที่หน้าอกเรืองแสงขึ้น หาญพุ่งเข้าหาทิว ทิวเพ่งมองมือตัวเองเป่ามนต์ภาษาเขมรเกิดเปลวไฟลุกขึ้นที่มือ สะบัดเข้าใส่หาญ ลำธารระเบิดเป็นทางยาว น้ำกระจาย หาญหลบได้หวุดหวิด พลิกกลับมาโจมตีทิว รัวหมัดที่สวมสนับเล็บเสือไม่ยั้งจนทิวกระอัก ช้ำใน ทิวโกรธ พุ่งเข้าสู้กับหาญอย่างบ้าคลั่ง หาญตั้งตัวไม่ทัน โดนทิวอัดกระเด็น
       ทิวสะใจ คราวนี้เป่ามนต์ลงที่มือทั้งสองข้าง เกิดเปลวไฟลุกพรึ่บขึ้น สะบัดลูกไฟโจมตีใส่หาญอีก แต่หาญหลบได้อย่างฉิวเฉียด ทิวร่ายคาถาภาษาเขมรอีก ในแววตาทิวปรากฎเปลวไฟขึ้น เสียงคาถาภาษาเขมรกังวาน เมฆสีดำเคลื่อนตัวมาปกคลุมท้องฟ้า ทิวกางมือทั้งสองข้างออก เกิดลูกไฟขนาดใหญ่ลุกพรึ่บบนฝ่ามือทั้งสอง ค่อยๆ ยกลูกไฟทั้งสองลูกขึ้นสูงเหนือหัว หาญรู้ว่าทิวกำลังรวมพลังจึงตัดสินใจว่าคาถา
       “พยัคโฆ พยัคฆา”
       รอยสักเสือเผ่นเรืองแสงขึ้นอีก หาญทะยานเข้าหาทิวอย่างรวดเร็วดุจเสือตะปบเหยื่อ แต่แล้วร่างหาญก็หายไป กระโจนผลุบโผล่ตามจุดต่างๆ ทิวมองหา สับสน
       ทันใดร่างหาญก็ปรากฎตรงหน้าทิว จับแขนทั้งสองข้างของทิวกระแทกกัน ทำให้ลูกไฟทั้งสองปะทะกันอย่างแรง เสียงระเบิดดังลั่น ทั้งสองคนร่างกระเด็นไปคนละทาง แต่ร่างกายทิวกลับติดไฟ ดิ้นทุรนทุราย
       “อ๊ากก ร้อนๆ”
       ทิวจุ่มตัวลงในน้ำ แต่กระแสน้ำกลับซัดทิวไปทางหน้าผา
       ร่างทิวไหลไปกับน้ำกำลังจะตกหน้าผา หาญรีบกระโจนตามไปคว้ามือทิวเอาไว้
       “จับมือข้าให้แน่นๆ”
       หน้าทิวยังมีไฟลุกติดอยู่ ทิวยังแค้นหาญ
       “ข้าไม่ยอมลงนรกคนเดียวหรอก”
      
       ทิวจับแขนหาญแน่น แล้วกระชากให้หลุดไปด้วยกัน ร่างทั้งสองคนหล่นจากหน้าผาหายไปในผืนน้ำเบื้องล่าง
ตอนที่ 2
      
       คืนนั้นเมื่อกล้ากลับถึงบ้าน กล้าดับไฟหน้ารถ เข็นเข้าบ้าน แต่จู่ๆ ก็เข็นไม่ไป กล้างงว่าติดอะไร
      
       “ติดอะไรวะ”
       เสียงเด็กหัวเราะคิกคัก กล้าหันไปเห็นรักดึงมอเตอร์ไซด์กล้าอยู่ รักเป็นเด็กตัวดำไว้จุก ใส่โจงกะเบนแดงปะแป้งขาว
       “เฮ้ย ไอ้หนู ลูกใครเนี่ย” รักแลบลิ้นใส่ มีหินก้อนเล็กปามาถูกหลังกล้า “โอ๊ย” กล้าหันไป เห็นยมซึ่งเป็นเด็กตัวขาวใส่โจงแดงเหมือนกัน วิ่งไปหลบหลังต้นไม้ “แกล้งผู้ใหญ่แบบนี้ไม่ดีนะ”
       กล้าหันมาที่หลังรถ รักหายไป ยมก็หายไป เสียงหัวเราะดังมาจากข้างบน กล้าเงยหน้าขึ้นเห็น รัก ยมนั่งหัวเราะ แลบลิ้นปลิ้นตาอยู่บนกิ่งไม้
       “ลงมา ไอ้หนู เดี๋ยวตกลงมาแข้งขาหัก” รัก ยมหันมองหน้ากันแล้วพร้อมใจกันกระโดดลง “อย่า”
       กล้าวิ่งเข้าไปรับ แต่ปรากฏไม่มีรักยม กล้างง มองรอบตัว รู้แล้วว่าเป็นผี รักหายตัววับมาขี่หลังกล้าเอามือปิดตา ยมแว่บมาเกาะขา กล้าสลัดไม่หลุด กล้าตั้งสติ หลับตา ว่าคาถาปลุกตะกรุดทันที
       “นะโมพุทธายะ มะอะอุ ยะธาพุทโมนะ อุอะมะฯ”
       ทันใดตะกรุดสามกษัตริย์ที่กล้าห้อยคอไว้ก็เรืองแสงจ้าขึ้นทันที
       “โอ๊ย”
       รักและยมกระเด็นจากตัวกล้าไปนอนร้องครวญคราง
       “พ่อช่วยด้วยๆ”
       จุกวิ่งออกมา ถือขวดน้ำมันจันทน์
       “ไอ้รัก ไอ้ยม”
       รักยมกลายเป็นควันเป็นสายวิ่งไปที่ขวดน้ำมันปรากฏเป็นตุ๊กตามัดติดกันอยู่ในขวด
       “นึกว่าใครมาเล่นพิเรนทร์ น้าจุกนี่เอง”
      
       จุกวางขวดรักยมไว้บนหิ้งเล็กๆ ภายในบ้าน มีถาดขนมนมเนยและธุปจุดไว้
       “อยู่นี่ก่อน ยังไม่ต้องไปเล่นซนที่ไหน นะลูกพ่อ ไว้ให้แม่กับพี่เค้าเข้านอน เขาจะเรียกให้ออกมาเฝ้าบ้านนะ”
       กล้ามองเซ็งๆ
       “ถึงขนาดให้ผีมาเฝ้าบ้านเลยเหรอเนี่ย แม่เค้าคิดยังไง แล้วนี่พี่จวนไปไหน”
       “พี่เต็นให้ลาพัก เจ้ากล้า อย่าดูถูกนะ ผีนี่แหละ ทั้งเก่ง ทั้งขยัน ว่านอนสอนง่าย แถมยังไม่ต้องเสียเงินจ้าง แต่น้าดีใจนะที่เอ็งยังไม่ลืมคาถาปลุกตะกรุดสามกษัตริย์ อย่างน้อยก็ป้องกันตัวได้”
       “จากผีเท่านั้นแหละน้า ชีวิตคนธรรมดานี่เค้าไม่ใช้กันหรอกแล้วนี่แม่ไปไหน”
       “ไปหยิบดวงเอ็งมาให้น้า พรุ่งนี้น้าต้องไปขอฤกษ์บวชให้เอ็ง”
       “บวช อะไรกันน้า ทำไมผมไม่รู้เรื่อง”
       กระเต็นเข้ามาพร้อมแผ่นดวง
       “แม่ก็กำลังจะบอกแกอยู่นี่ แม่อยากให้แกบวชซักพรรษาหนึ่ง”
       “ฮ้า บวช ล้อเล่นหรือเปล่าแม่”
       “ฉันเป็นเพื่อนเล่นแกเหรอ อะ นี่ดวงกล้า” กระเต็นส่งแผ่นดวงให้จุก
       “เดี๋ยวๆ แม่ ทำไมอยู่ดีดีก็จะให้ผมบวช ทำไมไม่ถามกันก่อน”
       “อ้าว ก็แกตั้งใจจะบวชอยู่แล้วตั้งแต่เรียนจบ แต่พ่อแกมาป่วยซะก่อน ตอนนี้แกเบญจเพสพอดี บวชตอนนี้เหมาะแล้ว”
       “ตอนนั้นน่ะใช่ แต่ตอนนี้”
       “ตอนนี้ทำไม”
       “อ๊ะๆ ไอ้กล้าหลานน้า หรือว่าเอ็งอยากเบียดก่อนบวชวะ” คำถามจุกแทงใจดำกล้า
       “ใช่ที่ไหนละน้าก็ ผมเป็นห่วงงานที่อู่”
       “แค่สามเดือนอู่จ่าลุยไม่เจ๊งหรอก มีปัญหาอื่นรึเปล่า” กระเต็นมองหน้าลูกชาย
       “ก็...เปล่าครับ”
       “งั้นก็ไปลางานซะ แม่อยากให้บวชวันเข้าพรรษาที่จะถึงนี่เลย” กล้าอึ้ง
      
       กล้ากลับเข้าห้องแล้วนั่งเซ็งคิดถึงราชาวดี กล้าถอนใจเฮือกลงไปนอนก่ายหน้าผากมองเพดาน ส่วนที่ห้องรับแขกจุกกำลังคุยกับกระเต็นเรื่องกล้า
       “ท่าทางกล้ามันไม่อยากบวชนะพี่ บังคับมันจะดีเหรอ”
       “ยังไงกล้าก็ต้องบวช ไม่ว่ามันจะอยากหรือไม่อยาก แกก็รู้เหตุผลนี่”
       “ฉันน่ะรู้ ว่าหลวงพ่อหาญดูไว้ว่าดวงเจ้ากล้าแรงมาก ถ้าไม่เป็นเจ้าคนนายคนก็ต้องกลายเป็นโจร โดยเฉพาะต้องระวังตอนเบญจเพศ เคราะห์จะหนัก ไม่ถึงตายก็ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่”
       “แต่กล้ามันไม่เคยเชื่อ ไอ้ลูกคนนี้มันมั่นใจในตัวเองมากไป”
       “เค้าเรียกว่ารั้นนั่นแหละ ช่วยไม่ได้ เชื้อมันมี” กระเต็นมอง จุกรีบบอก “แหม ฉันหมายถึงผู้การเพชรน่ะ ไม่ใช่พี่หรอก”
       “ถ้ามีจริงก็ดีซิ” กระเต็นรู้อยู่แก่ใจว่ากล้าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเธอ
       “อะไรนะ”
       “ไม่ต้องพูดมาก ไอ้จุก เอ็งมีหน้าที่จัดการงานบวชหลานให้สำเร็จให้ได้แล้วกัน”
       “ไม่ต้องห่วง พี่ได้เกาะชายผ้าเหลืองเจ้ากล้าขึ้นสวรรค์แน่ๆ”
       กระเต็นดูเป็นกังวล
      
       เช้าวันรุ่งขึ้นกระเต็นใส่บาตรหน้าบ้านแล้วนั่งลงไหว้พระ พระสวดให้พร ยะถาสัพพี...กระเต็นเทน้ำที่กรวดแล้วลงที่โคนต้นไม้
       “ขอบุญกุศลนี้จะส่งผลให้เจ้ากรรมนายเวรของกล้าทั้งชาติก่อนและชาตินี้อย่าได้ตามจองเวรกล้าเลย
       ขอให้หลวงพ่อหาญจับตัวคนร้ายได้ด้วยเถอะ”
      
       อีกด้านหนึ่งที่ป่าริมน้ำตก หาญนั่งสมาธิเพ่งหาทิว ขณะนั้นทิวสลบอยู่ใต้น้ำแต่แล้วจู่ๆ ก็มีจระเข้พุ่งเข้ามาแล้วอ้าปากงับ หาญสะดุ้งลืมตา
       หาญวิ่งลัดเลาะตามริมน้ำตกไปเพื่อตามร่องรอยของทิว จนไปทะลุบึงใหญ่กว้างมีถ้ำอยู่ตรงกลางไกลออกไป
       หมอกควันคลุมอยู่ หาญชะงักนึกย้อนไปในอดีตสมัยวัยรุ่นยังเป็นนักเรียนนายร้อย
       หาญกับยิ่งยศ เดินป่าจนมาเจอถ้ำที่อยู่กลางน้ำ
       “เฮ้ย ไอ้หาญ เอ็งดูถ้ำนั่นซิวะ ข้าว่าต้องใช่แน่ๆ”
       “วังพยัคฆ์”
       “ใช่ มันต้องเป็นวังพยัคฆ์ในตำนานที่มีขุมสมบัติฝังอยู่ ในที่สุดเราก็หามันจนเจอ เข้าไปเถอะ”
       “เดี๋ยว ไอ้ยิ่ง พ่อปู่บอกว่า ถ้ำนี้มีวิญญาณร้ายของขุนโจรสิงสู่ สมบัติข้างในก็ได้มาด้วยการปล้นฆ่าเราไม่ควรเข้าไป”
       “แต่เรามีวิชาอยู่กับตัวจะกลัวอะไรวะ จะได้มีโอกาสลองของด้วย เอ็งไม่อยากรู้เหรอว่าในถ้ำจะมีสมบัติจริงมั้ย”
       หาญลังเล ยิ่งยศเอาตะกรุดที่ห้อยคอขึ้นอมแล้วกระโดดลงน้ำไปไม่ฟังเสียง
       “ไอ้ยิ่ง รอด้วย”
      
       หาญเอาตะกรุดมาอมบ้างแล้วกระโจนตาม



       ยิ่งยศกับหาญเดินใต้น้ำไปอย่างรวดเร็ว เห็นปลาว่ายผ่าน เป็นฝูง แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นฝูงจระเข้ว่ายกันอยู่ที่ปากถ้ำ ทั้งคู่ตกใจทะลึ่งขึ้นผิวน้ำ
      
       ยิ่งยศตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งตามด้วยหาญ ทั้งคู่หอบกันแฮก
      
       “เอ็งเห็นเหมือนข้ามั้ยวะ”
       “เห็น ยังอยากจะเข้าไปอีกมั้ย ไอ้ยิ่ง”
       “ผีน่ะ ข้าไม่กลัว แต่ถ้าเป็นไอ้เข้ ข้านึกคาถาไม่ออกขอไปถามพ่อปู่ก่อนว่ะ”
       “ข้าก็ว่างั้น”
       ทั้งคู่มองหน้าแล้วหัวเราะกันเสียงดังในความปอดของตัวเอง
       หาญนึกถึงอดีตแล้วคิดว่าทิวคงไม่รอด
               “หรือว่าไอ้ทิวถูกไอ้เข้จัดการไปแล้ว”
      
               วันต่อมาที่อู่ซ่อมรถจ่าลุย จ่าลุยตกใจเมื่อกล้ามาลาออก
       “ลาออก” จ่าลุยวางมือจากการซ่อมรถ “ทำไมล่ะ คุณกล้าไม่พอใจอะไรลุงรึเปล่า งานที่นี่หนักไปใช่มั้ย”
       “เปล่าหรอกครับลุงจ่า ผมต้องบวชให้แม่พรรษานึง”
       จ่าลุยโล่งอก
       “โธ่ เล่นเอาตกอกตกใจหมด ลุงยินดีด้วย คุณกล้าจะได้เป็นลูกผู้ชายเต็มตัวซะที เรื่องมงคลอย่างนี้” จ่าลุยยกมือไหว้ท่วมหัว “ลุงขออนุโมทนาด้วยนะ นี่ถ้าวิญญาณท่านผู้การรับรู้คงจะปลื้มใจมาก”
       “ขอบคุณครับลุง”
       “จ่าลุย ส่วนเรื่องงานก็ไม่ต้องลาออกหรอก ลุงอนุญาตให้ลาบวชตั้งแต่วันนี้ไปเลย”
       “แต่”
       “ไม่ต้องแต่ ลุงเปิดอู่นี้ได้ เพราะท่านผู้การเพชรช่วยเหลือ อู่นี้ก็เหมือนของคุณกล้า ไว้สึกเมื่อไหร่ ค่อยกลับมาทำงานที่นี่ต่อ ลุงยินดีรับคุณกล้าเสมอ”
       “ขอบคุณลุงจ่ามากครับ งั้นผมถือโอกาสนี้ขอขมาที่ผมเคยล่วงเกินลุงจ่าไว้”
       กล้ากราบขอขมาจ่าลุย จ่าลุยยิ้มปลื้ม
       “ลุงอโหสิให้ทุกอย่าง ตั้งใจบวชเรียนนะ” เสียงโครมเหมือนอะไรตก จ่าลุยหันไปแต่ไม่มีคน “เฮ้ย ใครลับๆ ล่อๆอยู่ตรงนั้นวะ ออกมาเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวพ่อยิงตับทะลุไม่รู้จัก จ่าลุยปืนโตซะแล้ว”
       นุกูลออกมา
       “ชอบคุยอยู่เรื่อย โตจริงรึเปล่าก็ไม่รู้”
       “ไอ้นุ เดี๋ยวเถอะ ทำไมยังไม่ไปเรียนอีก สายป่านนี้”
       “พ่อก็ บ่นเหมือนผมเป็นเด็กไปได้”
       “หนอย ก็เอ็งมันได้เรื่องซักอย่างมั้ยน่ะ ถ้าเอ็งได้ครึ่งของคุณกล้าเค้าข้าจะไม่บ่นซักคำ”
      
       กล้ากับนุกูลกำลังลงเรือข้ามฟาก กล้าสังเกตเห็นว่านุกูลไม่สบายใจ
       “ไม่เอาน่า ลุงแกก็บ่นไปงั้นแหละพี่น่ะอิจฉาแกจะตาย อยากมีพ่อมาบ่นมาว่าก็ไม่มีแล้ว”
       “ผมไม่ได้เซ็งเรื่องพ่อ”
       “อ้าว”
       “ก็พี่เล่นหนีไปบวชตั้งพรรษานึงจะให้ผมสบายใจได้ไง”
       “เฮ้ย อะไรวะ มีแต่คนเค้ายินดีที่พี่จะบวช เอ็งมาอารมณ์ไหนเนี่ย”
       “พี่ก็รู้ ชีวิตผมขาดพี่เหมือนขาดใจ ใครจะคอยเป็นกุนซือ ให้ผมล่ะ สิ้นเดือนนี้ก็จะสอบแล้วด้วย”
       “พี่หูฝาดไปรึเปล่าวะ ไอ้นุสนใจเรื่องเรียนกับเค้าด้วยเว้ย”
       “โธ่พี่ ไม่สนได้ไง พอเกรดไม่ดีพ่อก็ไล่เตะผมอีก คนก็บอกแล้วจะเรียนช่างศิลป์ บังคับให้ผมเรียนช่างยนต์ตามพี่อยู่ได้ แล้วที่สำคัญที่สุด...” นุกูลมองกล้าเว้าวอน “พอพี่ไปบวช ใครจะช่วยผมจีบงามตา โอ๊ย ผมต้องแห้วแน่ๆ” กล้าขำ
       “เรื่องเรียน แกคงต้องพึ่งตัวเองแล้วหวะ แต่เรื่องผู้หญิงด้านได้อายอด ท่องเอาไว้ ผู้หญิงเค้าชอบผู้ชายที่มั่นใจ
       เมื่อรักก็บอก แมนๆ ไปเลย เชื่อพี่”
       กล้าตบบ่าให้กำลังใจนุกูล แต่นุกูลกลับกลืนน้ำลายเหนียวคอ ไม่มั่นใจ
      
       เมื่อกล้ากับนุกูลมาถึงสหวิช โป้งยื่นกีต้าร์ให้นุกูล
       “กีต้าร์พร้อมครับ”
       ป๋องยื่นเสื้อสูทสีขาวในมือให้
       “สูทอย่างเท่ก็พร้อมครับ”
       เปี๊ยกยื่นดอกกุหลาบสีแดงสดให้
       “และที่สำคัญที่สุด จดหมายและดอกกุหลาบแทนความในใจก็พร้อมเช่นกันครับ”
       “แต่ผมยังไม่พร้อม” นุกูลบอก กล้าต้องเข้าไปกระตุ้น       
       “เราเด็กช่าง อย่าป๊อดสิวะ ไป”
      
       งามตากับนงคราญเดินมาตามทาง กลุ่มกล้าแอบมอง นุกูลใส่สูทแล้วดอกไม้กับจดหมายเสียบที่กระเป๋าเสื้อ
       คะนึงนิจนั่งหันหลังร้อยลูกปัดอยู่แถวนั้น
       “ไปเลย ทำอย่างที่ซ้อมไว้นะ ร้องท่อนแรกจบก็ยื่นดอกไม้กับจดหมายให้เลย”
       นุกูลพยายามสูดหายใจ เดินสะพายกีต้าร์ออกไปที่นงคราญกับงามตา พอถึงก็โพสต์ท่า งามตามองนุกูลหัวจดเท้า แล้วเท้าเอว
       “มาขวางทางทำไมเนี่ย”
       “แล้วดูแต่งตัว จะไปเล่นตลกคาเฟ่ไหนจ๊ะ”
       นุกูลลืมทุกอย่าง วิ่งกลับไปหากล้าที่แอบดู
       “อ้าว เฮ้ย อะไรวะ ไอ้นุ”
       “ผมลืมเนื้อเพลงมันขึ้นว่าอะไรนะพี่”
       “ไอ้ฟายเอ๊ย”
       “แอบมองไปเจอ...ฉับพลันนั้นเธอ” เปี๊ยกร้องให้ฟัง
      
       “ไม่ทันแล้ว เอาจดหมายกับดอกไม้ให้เลย”



       กล้าบอกแล้วหยิบดอกไม้กับจดหมายออกมายัดใส่มือนุกูล
      
       “ผมกลัว งามตามต้องด่าแน่ พี่ช่วยผมหน่อยนะ”
       นุกูลเอายัดใส่มือกล้าแทน
       “อะไรของแกวะ”
       งามตากับนงคราญเดินมา       
       “เซ็งไอ้ทึ่มนี่จริงๆ เป็นพี่กล้าหน่อยไม่ได้”
       นงคราญเห็นพวกกล้าที่อยู่หลังต้นไม้
       “งาม นั่นพี่กล้า”
       “อย่ามาล้อฉันเล่นนะ”
       “พี่กล้าจริงๆ”
       งามตามองไปกล้ามองมาพอดี จดหมายกับดอกไม้อยู่ในมือกล้า นุกูลแอบหลังกล้า ผลักกล้าออกไป กล้าจำต้องเดินมาหางามตา
       ขณะนั้นราชาวดีกับดวงใจเดินมาหาคะนึงนิจ
       “รอนานมั้ยนิจ ขอโทษนะอาจารย์ปล่อยช้า”
       “ไม่เป็นไรหรอก เราก็เพิ่งถึง แวะไปซื้อลูกปัดที่พาหุรัดมา”
       “นี่เธอสองคนไปคุยในโรงอาหารมั้ย ฉันหิวแล้ว”
       เสียงกรี๊ดงามตาดังเข้ามา ทั้งหมดมองไป
               งามตาวิ่งไปหากล้าแล้วหยิบดอกไม้กับจดหมายมา ราชาวดีกับคะนึงนิจ ดวงใจ เดินเข้ามามอง นักศึกษาคนอื่นที่เดินผ่านหยุดมอง
       “พี่กล้า งามตาตกลงค่ะ”
       “เอ่อ เดี๋ยวนะครับ คือ”
       “พี่กล้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น สำหรับเราสองคนมันคือบุพเพสันนิวาส งามตารู้ตั้งแต่วันแรกที่เจอพี่แล้วว่าพี่คือคนที่งามตารอมาทั้งชีวิต” พวกนุกูลอึ้ง
       “เวรแล้วไอ้นุ”
       “โอ๊ย งามตาดีใจที่สุดในโลก ทุกคนรู้ไว้นะ พี่กล้า จีบฉัน”
       งามตากอดแขนกล้าชูจดหมายกับกุหลาบให้คนดู ราชาวดีอึ้งไป คะนึงนิจก็อึ้งเหมือน       
       “บ้าที่สุด พี่กล้า ไปตกหลุมยัยงามหน้าได้ไง” ดวงใจบ่น คะนึงนิจจำกล้าได้
       “ตกลงพี่กล้านั่นเค้าเป็นใครเหรอ” ดวงใจชิงตอบ
       “เป็นรุ่นพี่ศิษย์เก่าที่ป๊อบปูล่าที่สุดในหมู่สาวๆ หล่อ แมน แฮนด์ซั่ม แต่ตอนนี้เจ้าชู้ไม่เลือกด้วย อ๋อ ที่แท้วันก่อนก็มาจีบยัยงามตา นี่เอง ตาต่ำจริงๆ”
       คะนึงนิจจี๊ด หมั่นไส้ขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ
       “ไม่เอาน่า ดวง มันไม่ใช่เรื่องของเรา”
       ราชาวดีบอก งามตาหันมาเห็นราชาวดีที่ยืนอึ้งอยู่ก็ได้ทีกอดแขนลากกล้ามา กล้าเห็นราชาวดีก็ตะลึง         “รู้ไว้ซะด้วยว่าต่อไปนี้พี่กล้าเป็นของฉัน”
       “งามตา มันไม่ใช่”
       “นิจไปกินข้าวกันดีกว่า”
       ราชาวดีเดินไปกล้ามองตาม คะนึงนิจสบตากล้าแล้วตามราชาวดีไป ดวงใจมองกล้าละห้อยก่อนจะตามเพื่อนไป งามตาเชิดคิกคัก นงคราญเสียดายกล้าและนึกอิจฉางามตา
      
       กล้านั่งหน้าเครียดอยู่ร้านข้าวแกงข้างทาง
       “พี่กล้า ผมขอโทษ แต่พี่จะไม่ชอบงามตาแน่นะ”
       “ไอ้นุยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ แกทำให้พี่กล้าซวยรู้มั้ยอุตส่าห์ครองโสดมาตั้งนาน เสร็จยัยงามซะได้” ป๋องต่อว่านุกูล
       “แกพูดเกินไป ยังไม่ถึงขนาดนั้น”
       “แต่งามตาดีใจมาก แสดงว่างามตาต้องชอบพี่ แล้วผมจะทำไงดี”
       “แต่พี่ไม่ได้ชอบงามตา พี่มีคนที่ชอบอยู่แล้ว”
       “ใครพี่” ป๋อง โป้ง เปี๊ยกถามออกมาพร้อมกัน
       “ชื่อราชาวดี อยู่แผนกการเรือน”
       “ราชาวดี”
       “ไชโย พี่กล้ามีแฟนแล้ว เพราะฉะนั้นงามตาก็เป็นของผมเหมือนเดิม” นุกูลบอกอย่างดีใจ
       “เฮ่ย ยังๆ เค้ายังไม่รู้จักพี่ด้วยซ้ำ พี่ชอบเค้าฝ่ายเดียว”
       “อ้าว”
       “ที่สำคัญ ตอนที่งามตาประกาศว่าพี่จีบเค้าราชาวดีก็เห็นด้วย”
       “ฮ้า”
       ป๋อง โป้ง เปี๊ยกชี้หน้านุกูล
       “เพราะแกคนเดียวไอ้นุ”
       “เออ ฉันมันเลว ฉันมันไม่เอาไหน”
       รองเท้าคอนเวิร์สลอยมาหล่นกลางวง ดังโครม พวกกล้าลุกกันกระจาย
       “อะไรวะเนี่ย”
       ทั้งหมดหันไปปรากฎเป็นพวกโจ๊กและแก๊งเดิมที่ยังมีร่องรอยฟกช้ำดำเขียวกับเพื่อนไทกนกเพิ่มอีกเป็นโขยง
       “ไอ้โจ๊ก จะหาเรื่องอีกเหรอวะ วันก่อนยังไม่เข็ดหรือไง” นุกูลถาม
       “ไม่เกี่ยวกับเอ็ง ไอ้แหย แต่ข้ากับเพื่อนข้าคาใจกับลูกพี่เอ็งมากกว่า”
       “ขอร้องนะ อย่าหาเรื่องกันเลย ฉันกับพวกนายถึงอยู่ต่างสถาบัน เราก็เป็นเพื่อนกันได้”
       “สหวิชเป็นได้แค่เบ๊ของไทกนกเว้ย” โจ๊กยกขาเหยียบเก้าอี้ขวางหน้า “ใส่เกือกให้ข้าก่อน แล้วข้าจะปล่อยพวกเอ็งกลับไป”
       “มันจะมากไปแล้ว”
       กล้าตบบ่าปราม
       “ได้ ถ้าฉันใส่ให้เรื่องทั้งหมดจะเลิกแล้วแล้วต่อกัน” กล้าบอกแล้วเดินไปหยิบรองเท้าวางให้ กล้าทำท่าจะใส่       
       “ไอ้เลวเอ๊ย” นุกูลกระโดดถีบโจ๊ก
       “เฮ้ย อย่าไอ้นุ”
       กล้าร้องห้ามแต่ไม่มีใครฟังใครแล้ว สองฝ่ายเข้าลุยกัน กล้าเลยต้องสู้ ผู้คนแตกตื่นวี๊ดว้าย กล้าพยายามซัดพวกไทกนกให้กระเด็นกันไป นุกูลถูกซัดที่ไหล่ที่บาดเจ็บทรุดลงไป คนนึงจะเอาไม้ทีเหล็กฟาดนุกูล กล้าเอาเก้าอี้รับ แล้วถีบกระเด็นไปก่อนจะขยุ้มเสื้อนุกูล
       “หนีก่อน เฮ้ย” กล้าตะโกนบอกพวกเปี๊ยก “ออกไปจากตรงนี้ อย่าให้คนอื่นเดือดร้อน เร็ว”
       กล้าลากนุกูลวิ่งออกไป พวกโจ๊กตามไปสามคน
      
       เปี๊ยก ป๋อง โป้ง ออกวิ่งไปอีกทาง ไทกนกที่เหลือตาม



       กล้าลากนุกูลมาตามตรอกทะลุโกดังไม้ริมน้ำ นุกูลเจ็บแขน
      
               “มันหยามพี่ขนาดนี้ ทำไมต้องหนีมัน”
       “ไอ้นุ ชาวบ้านเค้าไม่เกี่ยวอะไร เค้าไม่ควรต้องมาโดนลูกหลง แกก็เหมือนกัน ไหล่ยังไม่หายดี กลับบ้านไปซะ”
       “ฉันไม่ทิ้งพี่หรอก”
       “ดูสภาพแกซะก่อน แกอยู่พี่จะแย่ ไป”
       “พี่กล้า”
       “ถ้าไม่ไป ตัดพี่ตัดน้อง”
       นุกูลจำต้องวิ่งไปทางหนึ่งโจ๊กกับพวกวิ่งตามมาพอดี
       “ทำไมวะ พอเห็นพวกข้ามากกว่าก็วิ่งหางจุกตูด ไม่แน่จริงนี่หว่า”
       “ตอนนี้ แกสี่ฉันหนึ่ง ถ้าฉันชนะ แกต้องสาบานว่าจบ”
       “ได้ จบก็จบ”
       โจ๊กเข้าลุย กล้าคว้าเอาไม้แถวนั้นสู้กับพวกโจ๊กจนหมอบกันหมดเหลือโจ๊กที่สะบักสะบอม
       “สิ่งที่แกทำ มันไม่ได้ช่วยให้ศักดิ์ศรีไทกนกดีขึ้น แต่มันทำให้สถาบันที่แกรักเสื่อมเสียที่ผลิตนักเรียนอันธพาลอย่างพวกแกออกมา”
       กล้าโยนไม้ทิ้งเดินไป โจ๊กลุกขึ้นควักปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ออกมา
       “มึงเจ๋ง มึงเหนียวนักใช่มั้ย งั้นเจอลูกซองหน่อยเถอะมึง”
       กล้าหันมามองตกใจ โจ๊กยิงเปรี้ยง กล้าผงะตกน้ำตูม เสียงนกหวีดดังมาโจ๊กตกใจหันไปจึงเห็นตำรวจสอง”นายวิ่งเข้ามา นุกูลตามมาด้วย โจ๊กวิ่งหนี ตำรวจตามโจ๊กไปนายหนึ่งอีกนายเข้ารวบตัวพวกที่สลบอยู่         “จับมันให้หมดเลยครับ” นุกูลมองหากล้า “แล้วพี่กล้า ไปไหน พี่กล้า”
       ที่ผิวน้ำยังมีพรายน้ำ ผุดขึ้นมา
      
       ที่บ้านกล้า กระเต็นเปลี่ยนดอกไม้รูปเพชร มือปัดถูกแจกันตก รักโผล่มากระซิบ
       “แม่จ๋าแม่ มีผู้ชายมาหา”
       กระเต็นตื่นตัว หยิบปืนที่วางไว้เหน็บเอว
      
       รถสุพจน์จอดอยู่หน้ารั้วบ้าน สุพจน์กับนุกูลอยู่หน้ารั้วกดออดถี่ๆ ยมนั่งมองอยู่บนต้นไม้ กระเต็นเดินออกมามอง
       “ใครน่ะ”
       “ผมเองครับ สุพจน์”
       “คุณพจน์” กระเต็นรีบวิ่งไปเปิดประตูเลยเห็นนุกูลยืนอยู่ข้างๆ สีหน้าไม่ดี มือกุมไหล่ “สวัสดีค่ะ อ้าวนุว่าไง ทำไมมาด้วยกันได้”
       นุกูลยกมือไหว้กระเต็น
       “คุณเต็นทำใจดีดีนะครับ” สุพจน์บอก กระเต็นใจหาย
       “มีอะไรคะ”
       “พวกเด็กไทกนกมันมาหาเรื่องพี่กล้ากับพวกผมครับ แล้วพี่กล้าเค้า...”
       “ทำไม กล้าเป็นอะไร บอกมาซินุ เร็ว”
       “กล้าถูกยิงตกลงไปในแม่น้ำ ตอนนี้ยังหาตัวไม่เจอครับ” สุพจน์บอกต่อ
       “อะไรนะ”
       “ผมผิดเองครับคุณน้า พี่กล้าห้ามแล้ว แต่ผมก็ไม่ฟัง ผมขอโทษ” นุกูลบอกอย่างสำนึกผิด
       “กล้าอยู่ที่ไหน ฉันจะไปหาลูก”
       กระเต็นพุ่งไป สุพจน์จับไว้
       “เดี๋ยวครับ ใจเย็นก่อน นักประดาน้ำกำลังทำงานอยู่แล้ว”
       “ไม่ ฉันต้องไปช่วยลูก ปล่อย”
       กระเต็นอัดเข่าใส่สุพจน์จุกลงไปนอน นุกูลตาโต กระเต็นวิ่งไปเปิดรถสุพจน์ที่คากุญแจไว้ ติดเครื่องถอยปราดออก พอเอาหน้ารถพุ่งไปก็เจอมอเตอร์ไซด์กล้าขับมาขวางพอดี ต่างคนต่างเบรก กระเต็นมองตกใจ สุพจน์กับนุกูลเห็นกล้าเป็นคนขับมาก็งงเต้ก
               “พี่กล้า”
       “กล้า” กระเต็นรีบลงจากรถ “นี่แกเป็นยังไงบ้าง เจ็บยังไงตรงไหน”
       “ไม่เป็นไรหรอกแม่ แค่เกือบชน แล้วแม่รีบไปไหนน่ะ อาพจน์หวัดดีครับ ไอ้นุ แกก็มากะเค้าด้วย”
       “พี่ไม่ได้ถูกยิงเหรอ”
       “ยิง ใครยิงใครครับ”
      
       ทั้งหมดเข้ามานั่งในห้องรับแขก
       “นายโจ๊ก นักเรียนไทกนกที่ถูกจับให้การว่าเป็นคนยิงกล้าตกน้ำ” สุพจน์บอก
       “มันโม้แล้วละอา ผมลากไอ้นุออกมาแล้วก็แยกย้ายกันวิ่งหนี ผมหลบอยู่แถวนั้นพักหนึ่งแล้วก็ไปเอารถกลับมานี่แหละ”
       “จริงเหรอพี่กล้า”
       “จริงซิวะ ฉันจะไปหลอกแกทำไม ดูซิ ฉันมีแผลถูกยิงหรือเปล่า”
       นุกูลลูบดูไม่มี กระเต็นมองสงสัย
       “แล้วไอ้โจ๊กนั่นมันจะบอกว่ายิงแกทำไม ในเมื่อมันต้องติดคุก”
       “พวกนี้ก็อยากจะโชว์ว่าเจ๋งเท่านั้นละครับ มันไม่ได้คิดอะไรมากหรอก”
       “ค่อยโล่งใจหน่อย ไม่งั้นวิญญาณพ่อกล้าคงมาหักคออาแน่อุตส่าห์ฝากฝังกล้าไว้ก่อนตาย...งั้นขอผมโทรหาลูกน้องหน่อยนะครับ” สุพจน์บอกกับกระเต็น
       “เชิญค่ะ” สุพจน์ไปที่โทรศัพท์ กระเต็นจึงหันมาถามย้ำกล้า “กล้าแกไม่ได้โกหกใช่มั้ย”
       “โธ่แม่ ผมจะบวชอยู่ไม่กี่วันนี้แล้วจะไปเสี่ยงทำไม”
       “แต่แม่จำได้ว่าแกไม่ได้ใส่เสื้อตัวนี้ออกจากบ้านนะ”
       “อ๋อ มันเปื้อนผมเลยถอดทิ้ง ซื้อตัวใหม่มาใส่”
       กระเต็นดูเสื้อที่เก่ามากอย่างสงสัย กล้ายิ้มใสซื่อ
      
       “ผมดีใจที่สุดเลยที่พี่ไม่เป็นอะไร”
       กระเต็นเดินมาส่งสุพจน์กับนุกูลที่รถ นุกูลไหว้สวัสดีแล้วขึ้นรถ
      
               “มีอีกเรื่องที่ผมอยากจะบอกคุณเต็น ไอ้ทิวมันแหกคุกออกมาแล้ว แต่ผู้ใหญ่ให้ผมปิดข่าวเพราะปีนี้เป็นปีมงคล กำลังมีงานฉลองกรุงไม่อยากให้คนแตกตื่น”
       “ฉันรู้แล้วละค่ะ”
       “ฮะ คุณเต็นรู้ได้ยังไงครับ”
       “มันมาที่นี่ โชคดีทีมีคนมาช่วยไว้” สุพจน์ตกใจ
       “แล้วทำไมคุณเต็นถึงไม่แจ้งผมครับ”
       “แจ้งแล้วคุณทำอะไรได้คะ ขนาดที่คุกมีผู้คุมตั้งเท่าไหร่มันยังแหกมาได้”
       “ผมจะให้ลูกน้องมาคุ้มกันที่นี่”
       “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันมีคนเฝ้าแล้ว”
       “ไหนครับ ผมไม่เห็นเลย”
       กระเต็นหันไปเห็นรักยมนั่งอยู่บนรั้ว
       “ไม่เห็นน่ะแหละค่ะ ดีแล้ว”
       กระเต็นเดินกลับเข้าบ้าน สุพจน์มองระแวงๆ รีบขึ้นรถ
      
       กล้าเดินกลับเข้ามาในห้อง กล้าถอนใจ ถอดเสื้อก้มมองหน้าอกที่มีรอยแดงช้ำที่คอห้อยตะกรุดสามกษัตริย์ กล้านึกถึงเหตุการณ์ตอนที่เห็นปืนในมือโจ๊ก กล้าจึงว่าคาถาปลุกตะกรุด กระสุนวิ่งจากกระบอกปืนเข้าเจาะหน้าอกกล้า ตะกรุดเรืองแสงวาบ กล้ากระเด็นตกน้ำ
       เมื่อตกลงน้ำกล้าพยายามดำน้ำหนีไปให้ไกลจุดที่ถูกยิง กล้าโผล่ขึ้นมาที่ท่าน้ำเล็กๆ อีกฟาก มีเรือชาวบ้านจอดอยู่และมีราวตากเสื้อยืด กล้าปีนขึ้นเรือจับดูตรงที่โดนยิงเห็นเสื้อขาดมีรอยไหม้ของกระสุน กล้าเงยหน้ามองเห็นเด็กหญิงนั่งบนเรือมองตาโตตกใจ
       “ชู้ว์ ไม่ต้องตกใจ พี่ว่ายน้ำเล่นน่ะ แล้วถูกปลามันกัดเสื้อขาด” กล้าหยิบเอากระเป๋าตังค์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เอาแบงก์ยี่สิบชื้นๆ ส่งให้ “พี่ขอเสื้อบนราวตัวหนึ่งนะ”
       กล้าดึงเสื้อยืดออกจากราว
      
       กล้าเข้ามาที่ห้องพระแล้วนั่งหน้าพระพนมมือ
       “เพราะตะกรุดของหลวงปู่ กับคาถาที่พ่อสอน ผมถึงรอดมาได้ ขอบพระคุณมากครับ ผมจะบวชเพื่ออุทิศผลบุญทั้งหมดหลวงปู่กับพ่อ แต่ระหว่างที่ผมบวช ขอให้ช่วยคุ้มครองแม่ด้วยนะครับ”
       กล้ากราบ กระเต็นแอบฟังอยู่หน้าประตู ยิ้มพอใจ
      
       ที่วังพยัคฆ์ ทิวที่บาดเจ็บสาหัสนอนสลบอยู่ ทิวนอนอยู่ในโพรงถ้ำที่มีหินย้อยบนเพดานถ้ำ น้ำหยดหล่นลงสัมผัสใบหน้าทิว ทิวที่นอนสลบอยู่ค่อยๆ รู้สึกตัว ทิวพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก มองรอบๆ ด้วยความแปลกใจ เมื่อรู้ว่าตัวเองอยู่ในถ้ำ และแล้วก็เห็นจระเข้หมอบนิ่งอยู่ ทิวผงะ แต่ก็ตั้งสติได้ จ้องมองจระเข้ แสยะยิ้ม
       “เขี้ยวของแกคงทำอะไรข้าไม่ได้ละซิ แกถึงได้คาบข้ามาไว้ที่นี่”
       ทิวจ้องตาจระเข้ พึมพำคาถา จระเข้หันหลังว่ายลงน้ำไป ทิวลุกขึ้น
       ทิวมองไปรอบๆ เห็นเศษซากโครงกระดูกมนุษย์กองทับถมกันอยู่นับสิบกอง สภาพผุกร่อนไปตามกาล
       มีโครงกระดูกโครงหนึ่งนั่งพิงๆ หิน ที่หัวกะโหลกมีดาบอาคมปักคาเอาไว้กลางกระหม่อม มีโครงกระดูกชายอีกสองโครงนอนอยู่ มียันต์เก่าๆ ขาดเปื่อย ติดเอาไว้ที่กะโหลก
       เสียงภูตผีปีศาจหวีดหวิวจนดูน่ากลัวแล้วก็มีเสียงดังจากกระโหลกที่มีดาบอาคมปัก
       “ปลดปล่อยวิญญาณข้า”
       ทิวผงะออก
       “เอ็งเป็นใคร”
       “ข้าคือขุนโชติ ข้าถูกสะกดวิญญาณไว้”
       “ข้าช่วยเอ็ง แล้วข้าจะได้อะไร”
       “ข้าจักให้ทุกอย่างที่เอ็งต้องการ”
       ทิวตัดสินใจถอนดาบ ถ้ำเกิดสะเทือนเลื่อนลั่น ทันใดนั้นก็มีลำแสงพวยพุ่งออกมาจากในหัวกะโหลกใบนั้น
      
       หาญเดินถือเทียนมนต์เข้าที่ถ้ำวังพยัคฆ์ หาญสังเกตเห็นท้องฟ้ามืดมนทันทีทันใดเกิดความกังวลรีบบริกรรมคาถาแล้วหยดลงบนน้ำ ที่ผิวน้ำเกิดเป็นฟองเดือดขึ้นมาทั่วไป
       “ข้าไม่ได้คิดฆ่าพวกเจ้า ข้าเพียงใช้เทียนมนต์ระเบิดน้ำ ให้เจ้าเปิดทางให้ข้าเท่านั้น”
       จระเข้ผุดขึ้นมาตามผิวน้ำเพราะร้อน จระเข้คลานขึ้นบก หาญยิ้มแล้วว่าคาถาอีกครั้ง ชูเทียนไปข้างหน้า เห็นน้ำแหวกเป็นสองข้าง หาญเดินไปตรงกลาง       
      
       ภายในถ้ำเห็นดวงวิญญาณลอยขึ้นจากกะโหลกขุนโชติ
       “ฮ่ะๆๆๆๆๆ ขอบใจ เอ็งเป็นใคร”
       “ข้าชื่อทิว ข้าช่วยเอ็งแล้ว เอ็งต้องช่วยข้าฆ่าศัตรูของข้า”
       “ตกลง แต่ยังมิใช่ตอนนี้”
       ดวงวิญญาณของขุนโชติพุ่งเข้าสิงทิวทันที       
              
       หาญเดินมาถึงหน้าปากถ้ำที่มีหินปิดไว้ หาญชูเทียนไปไฟวิ่งไประเบิดปากถ้ำเลื่อนออก หาญเดินเข้าไป
       หาญโผล่เข้ามาในถ้ำที่บรรยากาศขลัง น่ากลัว เท้าหาญเหยียบเจอกองกระดูก หาญตกใจ หาญชูเทียนมองเห็นรอยเลือดของทิวหยดอยู่ บนเนินปรากฎว่าหัวกะโหลกทั้งสามหายไปแล้ว หาญมองร่องรอยอย่างแปลกใจ
       หาญนั่งลงพยายามเพ่งสมาธิหาทิว แต่ภาพที่เข้ามากลับเป็นภาพกล้าสู้กับโจ๊กและถูกยิงตกน้ำ
       “กล้า”
       หาญตกใจ
      
       กล้าขับมอเตอร์ไซด์มาจอดที่หน้าบ้านราชาวดีโดยมีนุกูลซ้อนท้ายมาด้วย
       “บ้านนี้เหรอ” กล้าถามนุกูล
       “ใช่พี่”
       “แกเข้าไปซิ เดี๋ยวพี่รอ”
       “ผมไม่เข้าหรอก พี่นั่นแหละต้องเข้า”
       “ฉัน? เข้าไปทำไมวะ” กล้าทำหน้าแปลกใจ
       “อ้าว ก็นี่ละ บ้านน้องราชาวดี”
       “ฮะ”
       “ผมกะพวกไอ้ป๋อง ไปสืบมาให้เรียบร้อย พ่อน้องเค้าเป็นครูสอนวาดรูปที่เพาะช่างชื่อครูเริง แม่เป็นครูสอนรำแต่ตายไป แล้วน้องเค้ายังไม่มีแฟน พี่ลุยได้เลย”
       “ลุยอะไร ไอ้บ้า ฉันกับเค้ายังไม่รู้จักกันเลย”
       “ก็ผมถึงพาพี่มาที่นี่ไง ผมอยากไถ่โทษที่ทำให้พี่เดือดร้อน ทั้งเรื่องงามตา แล้วก็เรื่องไอ้โจ๊กด้วย ถ้าพี่สมหวังกับน้อง ผมจะดีใจมาก” นุกูลบอกแล้วกดออด
       “ไอ้นุ”
       “โชคดีพี่”
       กล้าโมโหไล่เตะนุกูล
       “ไอ้บ้า ไอ้”
       ครูเริงเปิดประตูออกมา
       “มาหาใคร”
       กล้าอึ้ง แล้วก็ยกมือไหว้ครูเริง
      
       “ผมมา มาหาครูครับ”



       ราชาวดีกลับจากการเรียนเข้าบ้านมากับคะนึงนิจและดวงใจ เห็นครูเริงหันหลังยืนคุยกับกล้าอยู่
      
       “พ่อคะ”
       ครูเริงหันมอง
       “อ้าว กลับมากันแล้วเหรอ”
       ราชาวดี คะนึงนิจและดวงใจ ยกมือไหว้ครูเริง ครูเริงรับไหว้แล้วขยับออกราชาวดีจึงเห็นเป็นกล้ายืนยิ้มให้อยู่ ก็อึ้ง หน้าแดงขึ้นมาทันที คะนึงนิจกับดวงใจมองหน้ากัน ไม่คิดว่ากล้าจะบุกมาถึงบ้าน
       “พี่เค้ามาขอเรียนวาดรูปน่ะ เห็นว่าสนใจมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้เรียน”
       กล้ายกมือไหว้
       “ขอบคุณครับครู ผมจะตั้งใจเรียน ไม่ให้ครูผิดหวัง”
       “ขอให้จริงเถอะ...แล้วนี่รู้จักกันรึยัง เห็นว่าเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเราไม่ใช่เหรอ กล้านี่ราชาวดี ลูกสาวครูเอง แล้วก็ดวงใจ เพื่อนที่มาช่วยสอนรำให้เด็กๆ ส่วนนั่นคะนึงนิจ แม่ค้าสาวนักสู้ คนนี้เขาอยากเข้าศิลปากร เป็นลูกศิษย์ยามเย็นของครู”
       ราชาวดี คะนึงนิจ ดวงใจยกมือไหว้กล้า กล้ารับไหว้ พลางส่งยิ้มให้ราชาวดีจนราชาวดีเขิน
       “วดีไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ เดี๋ยวเด็กๆ จะรอ”
       พูดจบราชาวดีก็เดินอายเลี่ยงเข้าบ้านไปอย่างเร็ว ดวงใจตามไปอย่างตื่นเต้น คะนึงนิจมองๆ เหล่ๆ เพราะเห็นสายตากล้าที่มองราชาวดี
       “กล้า ตามครูมา เดี๋ยวจะเราจะเริ่มเรียนกันเลย”
       ครูเริงเดินไปทางหลังบ้าน คะนึงนิจมองงง
       “ครู ห้องวาดรูปอยู่ทางนี้ค่ะ”
       ครูเริงไม่ฟัง
      
       ดวงใจตามราชาวดีมาที่ห้องด้วยท่าทางตื่นเต้น
       “ทำไมพี่กล้าถึงมาขอเรียนกับลุงเริงได้ แปลกมากเลยหรือว่าเค้ามาจีบวดี”
       “เราก็เห็นพร้อมกันว่าเค้าจีบใคร อย่าเพ้อเจ้อน่าดวง รีบนุ่งโจงเร็ว นักเรียนจะมาแล้ว”
       ราชาวดีหยิบผ้าขึ้นมา
       “วดี นี่มันผ้าห่ม”
       “ขอโทษ”
       ราชาวดีรีบไปหยิบโจงในตู้มาให้ ดวงใจมองๆ
              
       ครูเริงพากล้ามาที่ตุ่มน้ำหลังบ้านแล้วยื่นถังให้
       “อะไรครับ” กล้าถามอย่างสงสัย
       “ก็ถังไง ตักน้ำในตุ่มนี้ไปรดต้นไม้รอบบ้านๆ ให้ครบทุกต้น”
       “ฮะ”
       “ก่อนเรียนวาดรูป เธอต้องรดน้ำต้นไม้ กวาดใบไม้ แล้วก็ทำงานที่ครูสั่งให้เสร็จก่อน มีปัญหามั้ย”
       “ไม่ครับ ไม่มี”
       กล้ารีบคว้าถังมาตักน้ำ ครูเริงเดินออกไป
      
       กล้าตักน้ำมารดต้นไม้ ชะเง้อชะแง้จนเห็นราชาวดีกับดวงใจกำลังสอนเด็กหญิงสามสี่คนรำละครอยู่ที่ลาน กล้ามองไม่วางตาแล้วทำเป็นรดน้ำไปใกล้ๆ คะนึงนิจโผล่มาแอบมองอีกมุม
       ราชาวดีสอนรำไปก็รู้ว่ากล้าแอบมองก็พยายามหลบตา แต่ก็มีสบตาบางครั้ง ดวงใจสังเกตอยู่ตลอด มีสะกิดแต่ราชาวดีทำเป็นไม่สนใจ ราชาวดีสอนท่าอายให้เด็ก หมุนตัวเจอกล้ามองพอดีก็ชะงัก หมุนต่อไป กล้ายิ้มเคลิ้ม
      
       คืนนั้นระหว่างอยู่ในห้องกล้านั่งท่องบทสวดมนต์เตรียมตัวบวช แต่ไม่มีสมาธิ ใจลอย เห็นแต่หน้าราชาวดี กล้าตัดสินใจไปหยิบวิทยุมาตั้ง เอาเทปเปล่าใส่แล้วหยิบกีต้าร์มาเล่นเพลงกดอัด
      
       วันต่อมาเมื่อมาบ้านราชาวดี กล้าหาที่จะวางเทปไว้ให้ราชาวดี
       “รดน้ำต้นไม้เสร็จแล้วเหรอคะ พี่กล้า”
       กล้าหันไป เห็นคะนึงนิจยืนกอดอกมองอยู่ กล้าทำไม่รู้เรื่อง
       “ยังจ้ะ พอดีพี่ยังไม่เจอครูก็เลยจะเข้ามากราบครูก่อน”
       “ครูยังไม่กลับค่ะ ฝากนิจไว้ให้ดูแลพี่”
       “เหรอจ๊ะ งั้นพี่ไปทำงานนะ”
       กล้าเอาเทปซ่อนไว้ข้างหลัง รีบเดินไปทางหลังบ้าน คะนึงนิจมอง สงสัย ไม่ไว้ใจ
      
       กล้าเดินเข้ามาในห้องวาดรูป เหงื่อซ่ก มองผ่านหน้าต่างออกไปเห็นราชาวดีเดินมาเตรียมสอนเด็กๆ ตบมือให้เด็กๆ มายืนเข้าแถวรำ คะนึงนิจเข้ามาในห้องวาดรูปมองตามสายตากล้าจึง เริ่มเก็ต คิดจะแกล้ง หยิบขาตั้งรูป ย้ายที่ไปบังกล้าตรงหน้าต่าง
       “ขอโทษนะคะพี่ ตรงนี้มันสว่างกว่า” กล้ายิ้มฝืนๆ
       “เราก็ไม่เคยเจอกันมาก่อน ทำไมรู้สึกนิจจะไม่ค่อยชอบ หน้าพี่เลย”
       “เราน่ะเหรอไม่เคยเจอกัน แน่ใจ?”
       “จริงเหรอครับ ที่ไหน”
       คะนึงนิจเซ็งที่กล้าจำไม่ได้
       “ก็เจอกันที่สหวิชตอนที่พี่กล้ากำลังขอความรักสาวไงคะ”
       “นั่นน่ะเป็นเรื่องเข้าใจผิด พี่ไม่ได้จีบงามตา”
       “แล้วแบบไหนที่เรียกว่าจีบ แบบที่มาแกล้งขอเรียนวาดรูปเพื่อใกล้ชิดสาวเนี่ยเหรอ”
       “โธ่ แย่จริง นี่พี่ก็ทำให้นิจเข้าใจผิดด้วยเหรอ ขอโทษจริงๆ พี่ไม่ได้คิดอะไรกับนิดเลยนะ”
       “นี่” กล้าหันไปวาดรูป คะนึงนิจหยิบแก้วน้ำที่ไว้ล้างพู่กันขึ้นมาแล้วทำเดินไปชนกล้าเข้า “อุ๊ย”
       คะนึงนิจแกล้งทำน้ำหกใส่กล้า กล้าหลบไม่ทัน เสื้อเปียก
       “เฮ้ย”
       คะนึงนิจพูดจิกๆ สะใจมาก
       “ขอโทษนะคะพี่กล้า อย่าเข้าใจผิด นิดไม่ได้แกล้ง”
       คะนึงนิจยิ้มทำไม่รู้ไม่ชี้ ครูเริงเข้ามา
       “อ้าว เสื้อไปโดนอะไรเข้า”
       “ผมไม่ทันมอง เลยทำกระป๋องน้ำหกใส่ตัวเองครับ” คะนึงนิจอึ้งไปนิดที่กล้าไม่ใส่ร้ายตัวเอง “ผมขอไปห้องน้ำซักครู่นึงนะครับ”
      
       กล้าเดินไป



       กล้าเดินมาเจอราชาวดีที่หน้าห้องน้ำ ทั้งคู่ชะงักกัน
      
       “เอ้อ พี่กล้า”
       “ราชาวดี”       
       ราชาวดีเห็นเสื้อกล้าเปื้อน
       “เสื้อพี่?”
       “พี่ซุ่มซ่ามเองน่ะครับ”
       “เดี๋ยววดีไปหยิบเสื้อมาให้เปลี่ยนดีกว่าค่ะ มีเสื้อใหม่ๆ ของพ่อที่ซื้อมายังไม่ได้ใช้”
       “เดี๋ยวครับ พี่อยากอธิบายเรื่องที่พี่ให้ดอกไม้งามตา”
       “แต่มันไม่เกี่ยวกับวดีนี่คะ”
       “เกี่ยวซิ ใครจะเข้าใจผิดพี่ไม่สนใจ ขอให้น้องวดีเข้าใจถูกเป็นพอ”
       กล้ายังไม่ทันพูด ดวงใจเดินหิ้ววิทยุมา
       “วดีๆ อยู่ไหนน่ะ” ดวงใจเห็นกล้าก็ชะงัก “พี่กล้า”
      
       ที่ห้องวาดรูปคะนึงนิจกำลังฟ้องครูเริงเรื่องกล้า
               “ครูคะนิจว่านายกล้าคนนี้เค้าไม่ได้ตั้งใจจะมาเรียนจริงจังหรอก”
       “หึ ถ้าเป็นอย่างงั้น เค้าก็ทนได้ไม่นานหรอก ไม่ต้องห่วง”
       “จะไม่ห่วงได้ยังไงคะ นิสัยเจ้าชู้ ไม่น่าไว้ใจแบบนี้”
       “ทำไม เค้าทำอะไรนิจเหรอ หรือที่เสื้อนายกล้าเปื้อนเมื่อกี๊เพราะเค้าลวนลามนิจ”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นนะครู”
       ครูเริงลุกออกไป
              
       ครูเริงกับคะนึงนิจเดินมาที่ลานซ้อมเห็นเด็กๆ นั่งเล่น เดินเล่น ดวงใจอยู่ด้วย
       “ดวงใจ วดีล่ะ”
       “อยู่กับพี่กล้าค่ะ”
       ครูเริงหน้าเครียดขึ้นมาทันที
      
       ครูเริงเดินเข้ามาที่โรงรถกับคะนึงนิจจึงเห็นกล้าหันหลังก้มดูอะไรบางอย่างกับราชาวดี
       “วดี” กล้ากับราชาวดีหันมา “ทำอะไรกัน”
       “คือ”
       “ตกลงเธอตั้งใจมาเรียนวาดรูปหรือมาทำอะไรกันแน่”
       “พ่อ มันเรื่องอะไรกันคะ”
       “นั่นซิ ครูไม่พอใจผมเรื่องอะไรครับ”
       “เธอรู้อยู่แก่ใจ ห้องวาดรูปอยู่โน่นแล้วเธอมาทำอะไรตรงนี้”
       “วิทยุมันเสียพี่กล้าเลยมาซ่อมให้”
       ดวงใจที่เดินตามมารีบสนับสนุน
       “จริงค่ะครู มันกินเทป ซ้อมกันไม่ได้ พี่กล้าเลยอาสาดูให้”
       ครูเริงอึ้งไป เพิ่งเห็นวิทยุกับกล่องเครื่องมือที่วางอยู่ คะนึงนิจละอายใจ
      
               คืนนั้นที่แผงขายของตลาดนัด คะนึงนิจนั่งจัดของอยู่ที่แผงแบกะดิน เป็นแผงขายของกระจุกกระจิกแนวอาร์ตๆ พวกรูป โปสการ์ด สร้อยลูกปัด คะนึงนิจคิดเหม่อใจลอยแล้วก็พยายามสลัดความคิด
       “โอ๊ย ตาบ้านั่นจะคิดยังไงก็ไม่เห็นต้องสนใจ เราทำเพราะหวังดีต่อเพื่อน เราไม่ผิด” ลูกค้าเข้ามา คะนึงนิจเปลี่ยนอารมณ์ยิ้มแย้มคุยกับลูกค้าหญิง “โปสการ์ดมีหลายแบบนะคะ วาดเองทั้งหมด จะซื้อแบบเป็นชุดหรือว่าซื้อแยกก็ได้ค่ะ”
       ลูกค้าหยิบๆ แล้ววาง เปลี่ยนไปดูสร้อยลูกปัดแทน คะนึงนิจไม่ละความพยายาม ขายต่อ       
       “สร้อยพวกนี้ก็ทำเองค่ะ รับรองไม่มีของใครเหมือนแล้วก็ไม่เหมือนใคร จะซื้อไปให้เพื่อนหรือว่าใส่เองก็สวยดี นะคะ ขายไม่แพง แค่ 3 บาทเองค่ะ”
       ลูกค้าลองหยิบสร้อยเส้นต่างๆ ขึ้นมาทาบแขน คะนึงนิจรออย่างอดทนและใจเย็น
       “ยัยนิจ” คะนึงนิจมองตามเสียง เห็นภูมินทร์เดินเข้ามาหยุดที่แผงพร้อมกับคมและลูกน้อง 1 คน “รู้ไหมว่าพี่เป็นห่วงเราแค่ไหน?”
       คะนึงนิจทำเป็นไม่รู้จัก
       “ขอโทษนะคะ คุณคงจำคนผิดแล้วล่ะค่ะ” ลูกค้ามองๆ แล้วเลือกของต่อ คะนึงนิจทำเป็นไม่สน คุยกับลูกค้าต่อ “ถ้าซื้อ 3 เส้น แถมให้อีกเส้นไปเลยก็ได้ค่ะ”
       ภูมินทร์มองน้องสาวอย่างโมโห
       “ไม่รู้จักใช่ไหม ได้”
       ภูมินทร์พังแผง รื้อข้าวของกระจายทันที
       “ว้าย”
       ลูกค้าร้องอย่างตกใจ แล้ววิ่งหนีไป คะนึงนิจรีบห้าม
       “หยุดนะ อย่า”
       ภูมินทร์ไม่สนใจ ทั้งเหยียบ ทั้งเตะข้าวของของคะนึงนิจ ผู้คนเริ่มมุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ
       “พี่ภู นิจบอกให้หยุด”
       ภูมินทร์หยุด มองน้องสาวด้วยความโมโห
       “ทีนี้ยอมรู้จักกันแล้วสินะ”
       คะนึงนิจหน้าเครียด
      
       รถภูมินทร์จอดอยู่ที่ท่าน้ำโดยมีลูกน้องเฝ้าอยู่ ส่วนภูมินทร์ยืนคุยกับคะนึงนิจริมน้ำ
      
       “ไม่มีทาง ยังไงนิจก็ไม่ยอมกลับแน่ๆ ถ้าพี่ภูจะกลับก็กลับไปคนเดียว นิจไม่ไป”
       คะนึงนิจพูดเสียงแข็ง ภูมินทร์ไม่เข้าใจน้องสาว
       “ทำไมล่ะนิจ บ้านของเราก็มี ทำไมต้องมาอยู่ที่นี่ มาขายของมาเช่าอพาร์ตเม้นต์อยู่คนเดียวแบบนี้ มันอันตราย รู้ไหม”
       “ใครว่านิจอยู่คนเดียว ที่นี่นิจมีเพื่อน มีครูสอนศิลปะที่นิจรัก ทุกคนดีกับนิจ จริงใจกับนิจ ไม่เหมือนใครบางคน ที่เอาแต่บังคับนิจ”
       “เอาล่ะๆ พี่ยอมแล้ว ถ้านิจอยากจะอยู่ที่นี่ อยากจะเรียนศิลปะก็เรียน พี่จะฝากให้เอง แล้วก็ไม่ต้องไปอยู่ที่ไหน พักอยู่ที่นี่” ภูมินทร์ควักเอากระดาษแผ่นเล็กๆ มีที่อยู่บ้านออกมายื่นให้ “พี่ซื้อบ้านหลังนี้เอาไว้ให้นิจอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องไปขายของเป็นยาจก เป็นวณิพกแบบนั้นอีก”
       “ไม่มีทาง นิจยอมเป็นขอทาน ยอมขายของข้างถนน ดีกว่าจะใช้เงินสกปรกของพี่ภู”
       “เงินมันก็คือเงิน จะได้มายังไงมันไม่ใช่เรื่องของเธอ เธอไม่ชอบก็ทำไม่รู้ไม่เห็นซะ”
       “จะให้นิจทำเป็นไม่รู้ว่าพี่ภูค้าไม้เถื่อน ค้าสัตว์ป่า เดินยิ้มร่า มีความสุข ทั้งที่พี่ชายของตัวเอง กำลังทำสิ่งที่เลวร้ายนะเหรอ...ไม่มีทาง จำไว้นะพี่ภู นิจจะไม่กลับ จนกว่าพี่ภูจะหยุด” คะนึงนิจกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอมองพี่ชายด้วยความเจ็บปวดใจ ก่อนจะเดินออกไป คมกับพวกเข้าขวาง “ได้ ถ้าอยากได้ตัวนิจกลับไปนักก็เอาศพกลับไปแล้วกัน”
       คะนึงนิจวิ่งไปกระโดดปีนราวทำท่าจะพุ่งลงแม่น้ำ
       “อย่า พวกแกถอยออกไป บอกให้ถอย”
       คมกับลูกน้องถอย คะนึงนิจลงจากราววิ่งหนีหายไป
       “ตามมั้ยครับพ่อเลี้ยง” คมถามภูมินทร์
       “ไม่ต้อง ปล่อยไปก่อน”
       “แต่ถ้าคุณนิจไม่ยอมกลับจริงๆ เราจะทำไงได้ละครับ”
      
       “ก็ให้มันรู้ไปว่าถ้าไม่มีใครให้ที่พัก ยัยนิจจะอยู่ที่นี่ได้ยังไง”



       คมกับสมุนเข้ามาที่เคาน์เตอร์กระเต็น ขณะนั้นสมพรกำลังดูบัญชี
       “คะนึงนิจ ไพรพญา พักอยู่ห้องไหน”
       คมถามสมพร
       “คนเข้าพักเยอะแยะ จำไม่ได้หรอก เป็นญาติกันรึไง”
       “เฮ้ย ขึ้นไปค้นดูมันทุกห้อง” คมหันไปสั่งลูกน้อง
       “ไม่ได้นะ ห้ามขึ้นไป”
       สมพรจะขวาง แต่โดนคมเหวี่ยงกระเด็น
       “อยากตายรึไง”
       คมเปิดปืนที่ซ่อนไว้ที่เอวให้ดู สมพรกลัว ทันใดประตูลิฟต์เปิดออกกระเต็นออกมา
       “อะไรกันสมพร”
       “คนพวกนี้ เค้าจะขึ้นไปค้นห้องของเราค่ะคุณนาย...มันมีปืนด้วย” สมพรกระซิบบอกแต่กระเต็นไม่กลัว
       “ฉันเป็นเจ้าของที่นี่ พวกนายจะขึ้นไปทำไม”
       “เราต้องการหาตัวผู้หญิงชื่อคะนึงนิจ ไพรพญา ถ้าไม่อยากเดือดร้อน ก็ไปเอาตัวมาให้เรา”
       “ทุกคนที่พักที่เป็นแขกของเรา ไม่ใช่นักโทษ ที่เราจะไปลากตัวมาให้ใครก็ได้”
       “นี่ป้าคงไม่รู้มั้งว่าพูดอยู่กับใคร หลีก”
       “ป้าอีกแล้ว!ทำไมชอบลำดับญาติกันนักวะ สมพรไปโทรแจ้งตำรวจว่ามีคนบุกรุก”
       ลูกน้องคมตะปบโทรศัพท์แล้วกระชากสายขาด โดยสมพรยังไม่ทันยกหู
       “คงโทรไม่ติดแล้วละ ป้า”
       คมพยักหน้าให้ลูกน้อง แล้วจะเดินอาดๆ ไปที่ลิฟต์ กระเต็นกระโดดถีบลูกน้องคมจนเซไป ลูกน้องอีกคนปรี่เข้ามา โดนกระเต็นต่อยร่วง คมชักปืนยิงใส่ เปรี้ยง! สมพรกรี๊ดร้องด้วยความตกใจ แต่หาญเข้ามาขวางเมื่อไหร่ไม่รู้ ยกมือกันกระสุนไว้ กระสุนหยุดอยู่กลางอากาศแล้วตกลงกับพื้น
       กระเต็นตกใจมากที่เห็นหาญ คมยิงอีก ปรากฎแชะๆๆๆ ยิงไม่ออก       
       “ปืนมีไว้ป้องกันตัว ไม่ใช่รังแกผู้หญิง”
       คมพุ่งเข้าทำร้ายหาญ หาญหลบและเตะ หลบแล้วต่อย คมกับลูกน้องสู้ไม่ได้ ผู้คนเริ่มวิ่งจากอพาร์ตเม้นต์มาดู
       “ไสหัวไป”
       คมเห็นคนเยอะนึกแค้น แต่ต้องหนี ลูกน้องตาม หาญเห็นคนมุงดูก็ว่าคาถาแล้ววาดมือไปที่ไทยมุง ไทยมุงกับสมพรเป็นนะจังงัง
       “ไม่ต้องห่วง เข้าไปข้างในก่อน เดี๋ยวมนต์คลายทุกคนก็จะจำอะไรไม่ได้”
       หาญบอกแล้วดึงกระเต็นเข้าไปในอพาตเม้นท์
      
       หาญลากกระเต็นเข้ามาในมุมลับตา
       “ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย กระเต็น”
       “หลวงพ่อหาญ เอ่อไม่ใช่ พ่อหาญใช่มั้ยคะ”
       “ใช่ พ่อเอง”
       “ทำไมพ่อถึงหนุ่มขนาดนี้ เอ๊ะ หรือ แก ไอ้ทิว แกใช้วิชานารายณ์แปลงรูปปลอมเป็นพ่อหาญ”
       กระเต็นตั้งการ์ดทันที
       “ไม่ใช่ นี่พ่อจริงๆ พ่อสึกออกมาแล้วขอให้กายทิพย์ของหลวงปู่ทำพิธีอมฤตเทวาให้พ่อกลับมาหนุ่มอีกครั้งเพื่อจัดการไอ้ทิว”
       กระเต็นมองแบบสำรวจ ค่อยวางใจขึ้น
       “พ่อหาญ” หาญพยักหน้า “ไม่น่าเชื่อเลย นี่หนูกับกล้า ทำให้พ่อเป็นห่วงถึงกับต้องกลับมาเป็นฆราวาสเชียวเหรอคะ หนูต้องบาปหนาแน่”
       “พ่อหมดบุญเอง ไม่ใช่ความผิดของเอ็งหรอก อีกอย่างเอ็งก็รู้ว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องทิวเท่านั้นที่ต้องเป็นห่วง”
       ทั้งคู่มองกัน ต่างคนต่างรู้เรื่องกล้าเป็นลูกโจร กระเต็นพยักหน้า
       “แล้วพ่อเจอตัวไอ้ทิวมั้ยคะ”
       “เจอ เราสู้กันตกหน้าผา พ่อเพ่งจิตเห็นว่าไอ้ทิวถูกจระเข้คาบไป เลยตามมันจนไปถึงวังพยัคฆ์”
       “วังพยัคฆ์คืออะไรคะ”
       “ที่ซ่อนสมบัติของขุนโจรในตำนานเมื่อร้อยปีก่อน ที่ไม่เคยมีใครเข้าไปได้ เพราะต้องฝ่าฝูงจระเข้กินคน และอาจจะถูกวิญญาณร้ายเล่นงาน พ่อใช้เทียนมนต์ระเบิดน้ำไปถึงที่นั่นแต่ไม่พบไอ้ทิว พ่อเห็นในนิมิตว่ากล้ากำลังตกอยู่ในอันตราย เลยรีบกลับมา”
       “กล้าไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ มีเรื่องต่อยตีกับพวกวัยรุ่นชอบลองของเหมือนเคย”
       “งั้นก็เป็นไปได้ที่ไอ้ทิวอาจจะตายอยู่ในวังพยัคฆ์”
      
       ขณะนั้นทิวซึ่งถูกขุนโชติสิงเอาเสื้อตัวเองหอบกระดูกเดินโซเซอยู่กลางป่าพร้อมมีดอาคมที่ปักกะโหลกจน
       ถึงบึงน้ำศักดิ์สิทธิ์ ทิวโยนกระดูกลงไปแล้วเอามีดอาคมเชือดที่แขน เพื่อให้เลือดไหลลงบ่อก่อนบริกรรมคาถา
       เลือดในบ่อวนเป็นสายแล้วซึมหายลงไปผนึกในกระดูก
       ทิวทรุดลงกระอักเลือด ดวงวิญญาณขุนโชติออกจากร่าง พุ่งลงไปที่บ่อน้ำ ทิวที่หายใจรวยรินมองไปที่บ่ออย่างตื่นตะลึงเมื่อเห็นขุนโชติค่อยๆ โผล่ พ้นผิวน้ำ รอยสักเพียบ นุ่งเตี่ยวสีเข้ม ขุนโชติเดินขึ้นมา
       “เอ็งสิงร่างข้า เพื่อให้ข้าเอากระดูกของเอ็งมาที่นี่ แล้วยังเอาเลือดของข้ามาชุบชีวิตเอ็ง เอ็งมันตระบัดสัตย์”
       “ข้า ขุนโชติ พูดคำไหนคำนั้น แต่หากข้าเป็นเพียงวิญญาณไหนเลยจักทำตามคำสัตย์ที่ให้ไว้ได้ ข้าจึงจำต้องอาศัยเลือดของคนมีวิชาอาคมที่แก่กล้าเช่นเอ็ง ช่วยให้ข้าฟืนคืนชีพ”
       ทิวโมโหจะทำร้ายขุนโชติ รวบรวมพลังจะปล่อยกสิณไฟ แต่ปรากฏว่าทำไม่ได้ กระอักเลือดออกมา
       “กำลังของเอ็งลดถอยลงแล้ว เอ็งทำอะไรข้าไม่ได้ดอก”
       “ข้าอุตส่าห์ทนทุกข์อยู่ในคุก ฝึกวิชาเพื่อล้างแค้นศัตรูข้า แต่เอ็ง เอ็งทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง”
       “บอกมาศัตรูของเจ้าคือคือผู้ใด ข้าจักสังหารพวกมันเอง”
       “นังกระเต็น เมียผู้การเพชร ไพรีพ่าย และลูกหลานมันทุกคน” น้ำเสียงทิวอ่อนแรงเต็มที่         “ข้ารับปาก ศัตรูของเอ็งต้องตายทุกคน เอ็งจงไปรอพบมันเถิด ไอ้ทิว”
       ขุนโชติเอามือจิกกะโหลกทิวแล้วพึมพำคาถา รอยสักของทิวหายเข้ามาในตัวขุนโชติ ทิวตาเหลือกขุนโชติบิดคอทิว ทิวตาย
       “ข้าจำเป็นต้องเอาอาคมในตัวเอ็งมาเพิ่มกำลังให้ข้า อโหสิให้ข้าด้วย” ขุนโชติหันไปทางบ่อน้ำ “ไอ้ดำ ไอ้ไท เอ็งคืนร่างแล้วใช่หรือไม่”
       เสือดำ เสือไทยืนพ้นน้ำขึ้นมา
       “พี่โชติ”
       “ฟ้าเข้าข้างพวกเราจึงส่งคนที่มีวิชาผู้นี้มาช่วย ให้เราฟื้นคืนชีพ ครานี้ไอ้หลวงณรงค์มันจักต้องชดใช้”
      
       อดีตยุค ร.5 ขุนโชติและพวกกำลังฟันอยู่กับตำรวจ ตำรวจฟันพวกขุนโชติไม่เข้า เสือดำใช้หน้าไม้ เสือไทใช้ขวาน ขุนโชติ ฟันตำรวจตาย เสียงปืนดังปัง ปัง ปัง สมุนสองคนล้มลง
       “ไอ้จ้อย ไอ้เทียน”
       เสือดำประคองจ้อยขึ้นมาดูแผล
       “มันใช้กระสุนลงอักขระ”
       ขุนโชติหันไป หลวงณรงค์ลดปืนลง...หลวงณรงค์ก็คือหาญแต่มีหนวดและสวมเครื่องแบบตำรวจภูธรสมัยร.5
       “ข้า หลวงณรงค์ฤทธิ์โยธา ผู้ช่วยผู้บังคับกองตระเวน รับพระราชโองการจากพระพุทธเจ้าหลวง ให้มากำหราบโจรชั่วเช่นเอ็ง ขุนโชติ ตามข้ากลับไปรับโทษเถิด”
       “ไม่มีทาง”
       ขุนโชติกำทรายที่พื้นขึ้นมา ร่ายคาถา เป่ามนต์ แล้วซัดออกไปกลายเป็นกระสุนไฟนับร้อยพุ่งเข้าโจมตีตำรวจ ล้มตาย หลวงณรงค์หลับตาร่ายคาถาเป่ามนต์ลงบนดาบอาคมจะเห็นดาบเรืองแสงขึ้น หลวงณรงค์ตวัดดาบออกไป เป็นคลื่นพลังที่กระจายออก ทำลายกระสุนไฟของขุนโชติหมดสิ้น สมุนโจรบางคนถูกอานุภาพ ร่างระเบิดไปด้วย สะเก็ตถูกเสือดำกับเสือไทบาดเจ็บ
       “ข้าไม่เกรงอาคมเอ็งดอกไอ้ขุนโชติ จงยอมแพ้และ มอบตัวซะ”
       ขุนโชติสีหน้าเครียด รู้ว่าหลวงณรงค์มีอาคมแกร่งกล้ากว่าตน
       “ไอ้เสือถอยกลับวังพยัคฆ์”
       ขุนโชติสั่งการลูกน้อง
      
       ที่วังพยัคฆ์มีหีบสมบัติจำนวนมากวางซ้อนกันที่ผนังถ้ำด้านหนึ่ง ขุนโชติวิ่งเข้ามา เสือไทประคองกับเสือดำเข้ามาในสภาพสะบักสะบอม เสียงปืนดังมาจากด้านนอกเป็นระยะกับเสียงสู้รบ       
       “พี่โชติ พวกข้างนอกคงต้านไว้ไม่ไหวแล้ว อาคมไอ้หลวงณรงค์มันกล้าแข็งมาก เราสู้มันไม่ได้”
       “พี่โชติหนีไปเถิดพี่ ข้าสองคนจะยันตำรวจเอาไว้เอง”
       “ข้าขุนโชติ หากจะต้องตายก็ขอตายเยี่ยงเสือ เอ็งหนีไปเถิด”
       “ไม่ ข้าไม่ทิ้งพี่เด็ดขาด”
       เสือคนหนึ่งกระเด็นเข้ามานอนตาย เสือดำเสือไทกระโดดเข้าขวางกระสุนระดมยิงเข้ามา ทั้งคู่ถูกกระสุนทรุดลง
       “ไอ้ดำ ไอ้ไท”
       พวกกองตระเวนถือปืนเล็งมา เสือดำเปลี่ยนจากหน้าไม้ชักดาบที่สะพายวิ่งเข้าหา หลวงณรงค์กระโดดเข้ามาเสียบกระบี่อาคมเข้าท้อง เสือดำเงื้อค้างชักดาบออก เสือดำกระอักเลือดล้มลง เสือไทแค้นวิ่งเข้าใส่ถูกหลวงณรงค์ฟันล้มลงตายอีกคน
       “ไอ้ขุนโชติ เอ็งหนีไม่รอดดอก”
       “ข้า ขุนโชติ ไม่มีทางสยบให้พวกเอ็ง”
       พวกตำรวจตอกดินปืนยิงใส่เข้าไปอีก ขุนโชติจ้องเป๋งว่าคาถาพึมพำ กระสุนเฉียดร่างขุนโชติไป ตำรวจชุดสองยิงใส่แต่ยิงไม่ออก ขุนโชติกระโดดเข้าฟันตำรวจล้มตายไม่ทันตั้งตัวแล้วก็เข้าบุกฟันหลวงณรงค์ ทั้งคู่สู้กัน ขุนโชติฟันถูกหลวงณรงค์ไม่เข้า หลวงณรงค์ฟันถูกขุนโชติไม่เข้าเหมือนกัน
       “วิชาอาคมเอ็งแก่กล้านัก กระบี่อาคมของข้ายังไม่ระคายผิว เสียดายที่เอ็งใช้วิชาไปในทางชั่ว”
       “เอ็งไม่ต้องพูดให้มากความ วันนี้ข้าขุนโชติ จะเอาเลือดของเอ็งเซ่นสังเวยวิญญาณสหายข้า”
       ขุนโชติ รุกไล่ หลวงณรงค์ทำเป็นเพลี่ยงพล้ำเอาแต่รับแล้วถอยไป เพื่อส่งสัญญาณให้ตำรวจที่รออยู่เหวี่ยงแหคลุมขุนโชติ หลวงณรงค์กระโดดเข้ามา ฟันร้อยหวายขุนโชติทรุดลงแล้วก็ฟันข้อมือจนดาบร่วงจากมือ ตำรวจอยู่สองด้านถือเชือกวิ่งล้อมมัดขุนโชติอย่างรวดเร็ว ขุนโชติพยายามท่องอาคม
       “แหนี้แช่ด้วยระดูสตรี เอ็งมิพักต้องเสียเวลาท่องบ่นอาคมดอก”
       “เอ็งมันไอ้หมาลอบกัด”
       “ขอเพียงปราบโจรร้ายเยี่ยงเอ็ง จักใช้อุบายอย่างใดก็ไม่สำคัญ จงก้มหน้ารับโทษทัณฑ์เถิด”
       “ข้าขอสาบาน จักตามจองล้างเอ็งไปทุกชาติ ไอ้หลวงณรงค์”
       หลวงณรงค์เงึ้อกระบี่สองมือเสียบลงกลางหัวขุนโชติ หลวงณรงค์ว่าคาถาเป่าพรวดลง
       “ในเมื่อเอ็งมิยอมสำนึก ข้าจักสะกดวิญญาณเอ็งแลสหายโจรของเอ็งให้ทนทุกข์อยู่ ณ ที่แห่งนี้ มิมีวันได้ไปผุดไปเกิด” หลวงณรงค์ควักเอายันต์มาแปะบนหัวดำและไท “ขนสมบัติทั้งหมดกลับไป”
       หลวงณรงค์กระชากเครื่องรางของขุนโชติกับดำและไทมาเก็บไว้
              
               กลับมาปัจจุบัน ขุนโชติกลับมาที่วังพยัคฆ์ ขุนโชติกำมือแน่นที่เห็นสมบัติหายไปพร้อมเครื่องราง
       “พวกตำรวจมันเอาทั้งอาวุธ เครื่องราง สมบัติของเราไปหมด”
       “กูจักตามไปกุดหัวมัน เอาของของกูคืนมา”
       “ข้าสองคนพร้อมไปเหยียบพระนครให้ราบแล้วพี่”
      
       “ไอ้หลวงณรงค์กับตำรวจที่พระนครจะได้เห็นฤทธิ์ของข้า ขุนโชติ”
       บนเวทีในห้องอาหารของโรงแรมหรู ราชาวดีและเพื่อนๆ กำลังร่ายรำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชม ที่โต๊ะ
       ด้านหน้าสุดเป็นภูมินทร์นั่งชมอยู่ด้วยความประทับใจ มีคมยืนประกบข้างหลัง
      
       ภูมินทร์เห็นราชาวดีร่ายรำด้วยลีลาอ่อนช้อยงดงาม แขกต่างชาติพอใจการแสดง ลุกเอาเงินทิปไปยื่นให้กับราชาวดี ภูมินทร์ตามไป ส่งซองใส่เงินที่เตรียมไว้ให้ราชาวดีบ้าง ราชาวดีส่งยิ้มหวานให้
       “ขอบคุณค่ะ”
       ราชาวดีรับซองเงินมา เหน็บไว้กับชายพก แล้วรำต่อ ภูมินทร์จ้องมองอย่างหลงใหลไม่ละสายตา
      
       ห้องแต่งตัวหลังเวที ซองกระดาษถูกแกะออก เป็นธนบัตรใบละ500 หลายสิบใบ ดวงใจกับเพื่อนๆ ต่างดี๊ด๊า ช่วยกันนับ
       “โอ้โห แขกคนนี้ทิปหนักจัง เงินเป็นหมื่นเลยมั้งเนี่ย”
       “ทิปเยอะขนาดนี้ มันแปลกๆ อยู่นะ” ราชาวดีสงสัย
       “แหม คิดมากน่ะวดี เค้าชอบใจที่พวกเรารำ เค้าก็ให้รางวัล แต่ที่จริงอาจจะถูกใจเธอคนเดียวมากกว่า เห็นมองเธอตานี้ไม่กระพริบเลย ทั้งหล่อทั้งรวย ชักอยากรู้จักแล้วสิ” ราชาวดีครุ่นคิด ดึงเงินจากเพื่อนๆ มาเก็บใส่ซองแล้วออกไป “เดี๋ยวสิ จะทำอะไรน่ะวดี วดี”
       ดวงใจกับเพื่อนๆ มองตาม เสียดาย
      
       โต๊ะหน้าเวทีที่ภูมินทร์เคยนั่ง ราชาวดีถือซองใส่เงินเข้ามามองหา แต่ภูมินทร์กลับไม่อยู่แล้ว
       “หาฉันอยู่เหรอ” ราชาวดีหันกลับไปตามเสียง เห็นภูมินทร์ยืนรออยู่ ยิ้มอย่างผู้ชนะ “คิดไว้แล้วว่าเธอต้องมา ฉัน พ่อเลี้ยงภูมินทร์”
       “ราชาวดีค่ะ”
       “นั่งก่อนสิ”
       ภูมินทร์นั่ลง คมเลื่อนเก้าอี้ให้ราชาวดีนั่ง       
       “ขอบคุณค่ะ เมื่อกี้คุณบอกว่ารู้ว่าฉันจะมา”
       ภูมินทร์มั่นใจว่าเงินมัดใจราชาวดีได้
       “เธอจะมาขอบคุณฉันไม่ใช่เหรอ”
       “ใช่ค่ะ” ราชาวดีมองซองเงินในมือตัวเอง ก่อนส่งคืนให้ ภูมินทร์แปลกใจ “ฉันเอาเงินมาคืนคุณ จำนวนมันมากเกินไป ฉันคงรับเอาไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”
       “แต่ฉันพอใจที่จะให้” ภูมินทร์สบตาราชาวดี “เป็นรางวัลสำหรับการร่ายรำ และความงดงามของเธอ”
       ราชาวดีเข้าใจความหมายดี
       “ขอบคุณนะคะสำหรับคำชม แต่ฉันขอรับรางวัลเป็นแค่เสียงปรบมือก็พอค่ะ ขอตัวนะคะ”
       ราชาวดีวางเงินไว้บนโต๊ะ แล้วเดินกลับเข้าห้องแต่งตัวไป คมไม่พอใจจะตามไปจัดการ
       “ผมจะพาตัวกลับมาขอโทษนายเองครับ” แต่ภูมินทร์ห้ามไว้
       “ไม่ต้อง ม้าพยศอย่างนี้สิถึงจะถูกใจฉัน ทั้งท้าทายและคู่ควร”
       ภูมินทร์มองตามราชาวดียิ่งประทับใจและอย่างเอาชนะ
      
       คืนนั้นราชาวดีกลับเข้าบ้านมาแบบเหนื่อยๆ แล้วเธอก็เห็นเทปกระจายตกจากตะกร้า เลยเข้าไปจัดเรียงเทปคาสเซ็ทเพลงสำหรับการรำในตะกร้าให้เป็นระเบียบ แล้วราชาวดีก็เห็นตลับเทปอันหนึ่งไม่มีปก แตกต่างไปจากของตัวเองที่มีปกเรียบร้อย ราชาวดีหยิบขึ้นมาดู
       “ไม่ใช่ของเรานี่”
       ราชาวดี เห็นจดหมายฉบับเล็กๆ พับสอดไว้จ่าหน้าเขียน “ สำหรับน้องวดี ” ราชาวดีแปลกใจ รีบเปิดอ่าน
       “น้องวดีครับ” เสียงกล้าดังขึ้น
      
       อดีตก่อนหน้านี้ กล้านั่งอยู่บนเตียงเกากีต้าร์เป็นเพลงรักครั้งแรก
       “พี่ทำแบบนี้อาจจะดูไม่เหมาะสม แต่อย่าโกรธพี่เลยนะครับ”
       ดวงใจกับราชาวดีกำลังสอนเด็กๆ รำ กล้าเดินผ่านโต๊ะวางวิทยุแต่ไม่มีใครสนใจ
       “ถ้าไม่ได้ทำอะไรซักอย่างพี่คงคลั่งตาย พี่ไม่อยากให้น้องวดีเข้าใจพี่ผิด เพราะน้องวดีเป็นคนสำคัญที่สุดของพี่ ตั้งแต่ที่พี่ได้เห็นน้องบนเวทีในวันงานสหวิช ในสายตาพี่ก็มองไม่เห็นใครอีกเลย”
       กล้าหยิบตลับเทปออกมาจากกระเป๋ากางเกง ตัดสินใจ       
       “ทั้งหมดที่พี่รู้สึก อยู่ในเทปม้วนนี้นะครับ”
       กล้ารีบแอบวางเทปของตนซ่อนไว้ในตะกร้าเทปทันที
      
       เทปคาสเซ็ทหมุนอยู่ในวิทยุ เสียงกล้าร้องเพลงรักครั้งแรกดังขึ้น
       “แอบมองไปเจอ ฉับพลันนั้นเธอก็เหม่อมองสบสายตา
       เธอต้องอุรา ให้ฉันคิดรักเธอใน แรกเราพบกัน
       ใจตรงกับใจ..สายตาที่บอก คิดยืนยันแอบรักเมื่อวันก่อน”
       ราชาวดีนั่งอมยิ้ม เขิน
       “เกิด..เป็นความรัก ความรักเมื่อแรกเจอ
       จิตใจละเมอติดยังฝังตรึง ความรักมันเรียกร้อง
       ทุกเวลาให้ฝันถึงวันก่อน...อยากบอกเธอ...รักครั้งแรก”
       ราชาวดียิ้มอย่างมีความสุข เข้าใจความรู้สึกกล้า จึงรู้สึกหวั่นไหวในใจ ขณะนั้นประตูห้องเปิดออก คะนึงนิจหอบสัมภาระกลับมาจากขายของ ไม่ได้สนใจอะไร ราชาวดีตกใจ รีบกดปิดเทป คะนึงนิจวางของแล้วเห็นราชาวดีหน้าแดงอยู่ก็งง
       “วดี เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมหน้าแดงจัง”
       ราชาวดีซ่อนจดหมายไว้ข้างหลัง
       “แดงเดิงอะไรนิจ เปล่าซะหน่อย” ราชาวดีรีบเปลี่ยนเรื่อง “ทำไมวันนี้นิจกลับเร็วจัง รึว่าขายไม่ดี ?”
       คะนึงนิจนั่งลงบนเตียง หมดแรง
       “ก็พอได้แหละวดี ยังไงเราก็จะส่งตัวเองเรียนตามความฝันให้ได้” คะนึงนิจมองไปที่วิทยุเทป “ขอฟังเพลงแก้
       เครียดหน่อยนะ”
       “ไม่ได้” ราขาวดีตะครุบวิทยุเอาไว้
       “ทำไมไม่ได้ล่ะ”
       ราชาวดีรีบกดเทปออกมา แก้ตัว
       “วิทยุมันไม่ค่อยดี เมื่อกี้เราลองเปิดดู ยังกินเทปอยู่เลย”
       “ไหนว่า ตาพี่กล้านั่นซ่อมให้แล้วไง เฮอะ ที่แท้ฝีมือก็งั้นๆ”
       “ทำไมนิจถึงไม่ชอบพี่กล้าล่ะ นิจคิดว่าเค้าเป็นคนไม่ดีเหรอ”
       คะนึงนิจชะงัก รีบกลบเกลื่อน
       “ก็...ไม่ใช่อย่างงั้น แค่เราไม่อยากไว้ใจใครง่ายๆ คนหน้าตาดี ไม่ใช่คนดีเสมอไป”
       “แต่คนหน้าตาดี ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนชั่วไม่ใช่เหรอ การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์”
       คะนึงนิจนึกถึงการที่กล้ามาจีบราชาวดีแล้วหมั่นไส้
       “แต่คนบางคนทำดี ก็เพื่อหวังผลตอบแทนนะ เพราะฉะนั้นวดีไม่ควรหลงเชื่อใครง่ายๆ” ราชาวดีมองคะนึงนิจ แปลกใจที่เห็นคะนึงนิจใส่อารมณ์ คะนึงนิจรู้ตัว แกล้งง่วง “ฮ้าว ง่วงจัง รีบไปอาบน้ำดีกว่าจะได้นอนซะที”
       คะนึงนิจรีบคว้าผ้าขนหนูจากราวผ้า แล้วเดินออกจากห้องไป
      
       ราชาวดีมองเทปคาสเซ็ทของกล้า ลังเลใจ



       ที่บ้านกระเต็นเวลานั้น กล้ากำลังท่องบทขานนาคอยู่ในห้องพระ สีหน้ากล้าดูเป็นกังวลใจ
              
       “อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต...”
       กล้าเปิดหนังสือแล้วก็ชะงัก ในหนังสือสวดมนต์ กลายเป็นหน้าราชาวดี กล้าปิดหนังสือถอนใจ จ้องพระพุทธรูปในห้องสูดหายใจรวมรวบสมาธิ แล้วเริ่มใหม่
       “อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต, มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง,”
       หาญอยู่นอกห้อง มองกล้าผ่านประตูที่แง้มอยู่ แล้วตรงเข้าไปที่ประตู ประตูเปิดกว้างออก กล้ารู้สึกถึงลมที่ปะทะตัว กล้าเหลียวไปมอง แต่ไม่เห็นอะไรที่ผิดปกติ กล้าหันกลับมาท่องต่อ        “สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง, ทาตัพพัง สาธุ สาธุ
       อะนุโมทามิ ฯ”
       มุมหนึ่งใกล้ประตู จะเห็นหาญมีใบพลูเหน็บหูกำบังกายอยู่ในร่างใสๆ มองกล้าด้วยความรู้สึกสบายใจ หาญหันกลับจะเดินออก แต่พลาดไปโดนห่อธูปที่วางอยู่ข้างๆ หล่นลงมากล้าหยุดท่อง ดุทันที คิดว่าเป็นรักยม       
       “รัก ยม บอกแล้วว่าอย่ามาวิ่งเล่นในนี้”
       หาญรีบเดินออกจากประตูไป กล้าเห็นประตูเปิดออกอีกเล็กน้อยจึงส่ายหัวเอือม
       “ซนจริงๆ”
      
       กระเต็นรออยู่หน้าบ้าน หาญปรากฎตัว เอาใบพลูที่เหน็บหูออก
       “กล้าเป็นหนุ่มขึ้นมาก...”
       “เสียดายถ้ากล้าได้เจอคุณพ่อ กล้าต้องดีใจมากแน่ๆ เลยค่ะ”
       “พ่อไม่อยากจะทำให้กล้าต้องเสียสมาธิ การที่พ่อสึกออกมาแถมยังอยู่ในรูปลักษณ์แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมาอธิบายกัน”
       กระเต็นคิดได้
       “ก็จริงค่ะ ถ้ากล้ารู้เรื่องไอ้ทิว กล้าไม่ยอมอยู่เฉยแน่ ถึงตอนนั้น เรื่องที่เรากลัวคงจะหนีไม่พ้น”
       “อย่าเพิ่งกังวล ถ้าเราพยายามทำให้ดีที่สุด มันต้องไม่เกิดพ่อจะพักอยู่ที่ห้องเช่าของกระเต็น ช่วยดูแลกล้า จนกว่าจะถึงวันบวช”
       “ขอบคุณนะคะ พ่อหาญ”
       “รัก ยม”
       “จ้ะ” รัก ยมปรากฎตัว
       “เฝ้าบ้านนี้ไว้ให้ดี ถ้าเกิดอะไรขึ้น ต้องรีบไปบอกข้ากับกระเต็น เข้าใจมั้ย”
       “จ้ะ ปู่หาญ”
       “ที่สำคัญห้ามบอกกล้าว่าเจอปู่หาญเด็ดขาด”
       “จ้ะ”
       รักกับยมพูดจบก็ยิ้มแล้วหายวับไป
      
               วันต่อมาที่แผงพระ ท่าพระจันทร์ จุกทวนคำพูดชี้นุกูล
       อยากได้พระขุนแผน” จุกชี้ป๋อง โป้ง เปี๊ยก “ส่วนพวกเธอขออะไรก็ได้ที่เป็นมหาอุด”
       นุกูล ป๋อง โป้ง เปี๊ยก พยักหน้ารับพร้อมกัน จุกแกล้งทำเป็นเครียด มองเหมือนจะไม่ให้แต่ดีดนิ้วเปาะ
       “เซียนจุก ยินดีให้บริการหลานๆ อยู่แล้ว” นุกูล ป๋อง โป้ง เปี๊ยก ยิ้มชอบใจ จุกหยิบพระขุนแผนให้นุกูล         “นี่เลยพระขุนแผนสุพรรณองค์นี้ใครได้ไว้บูชา รับรองสาวรักสาวหลง”
       นุกูลดีใจ ยิ้มใหญ่ ป๋องแย่งไปดูบ้าง
       “แล้วของพวกผมล่ะครับน้าจุก” เปี๊ยกถาม
       “ใจร้อนจริงๆ เอานี่ ตะกรุดไม้ไผ่ตัน”
       “แค่ไม้ไผ่ธรรมดาๆ เนี่ยนะน้า”
       “เฮ้ย ธรรมดาอะไร ระดับเซียนจุกแล้ว ธรรมดาไม่มี มีแต่ไม่ธรรมดา “
       “แล้วมันไม่ธรรมดายังไงล่ะน้า”
       จุกทำเรียกเด็กๆ เข้ามาสุมหัว แล้วพูดกระซิบ
       “เคยได้ยินชื่อเสือหาญไหม เสือในตำนานน่ะ” พวกเด็กๆ พยักหน้ารับ
       “เสือหาญ ก็หลวงปู่หาญที่เป็นปู่ของพี่กล้าใช่ไหมน้า”
       “ฉันนี่แหละ ลูกศิษย์วัดรุ่นแรกของหลวงพ่อหาญ”
       ป๋องกระซิบกับเปี๊ยก
       “เด็กวัดนี่เค้านับรุ่นกันด้วยเหรอวะ”
       เปี๊ยกกระซิบกลับ
       “นั่นสิ”
       “น้าจุก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับของที่น้าให้พวกผมดูกันล่ะครับ” นุกูลถามอย่างแปลกใจ
       “เอ๊า...ก็ตะกรุดที่พวกเธอถืออยู่ในมือนั่นน่ะ หลวงพ่อหาญปลุกเสกกับมือเลยเชียวนะ ท่านเสกแล้วก็มอบให้น้าเก็บเอาไว้ คิดแล้วก็ยังขนลุกไม่หาย ตอนปลุกเสกตะกรุดงี้เรืองแสง วาบๆ ฟ้าฝนตกสามวันสามคืนตลอดพิธี คิดดูละกันว่ามันจะขลังแค่ไหน”
       นุกูล ป๋อง โป้ง เปี๊ยก มองตะกรุดไม้ไผ่ตันในมือจุก ตาโต
       “งั้นฉันขอเหมาตะกรุดพวกนี้ได้ไหม”
      
       เสียงหาญดังขึ้น จุกชะงัก เสียงคุ้นหู แล้วค่อยๆ หันมองไปตามเสียงพอเห็นหาญเดินเข้ามา



       จุกอึ้งที่เป็นหาญ แถมยังหนุ่มอีก จึงตกใจอ้าปากค้าง พูดไม่ออก นุกูล ป๋อง โป้ง เปี๊ยก มองท่าทางของจุกด้วยความแปลกใจ
      
       “พวกเธอยังเด็กอยู่แท้ๆ ทำไมไม่ตั้งใจร่ำเรียน ให้สมกับพ่อแม่ออกเงินส่งเสียเลี้ยงดู มาสนใจอะไรกับของ
       พวกนี้”
       หาญต่อว่าพวกเด็กๆ
       “อ้าวพี่ ถามจริง พี่มายุ่งอะไรด้วยวะ”
       จุกตะกุกตะกักห้าม
       “อะ อะ ไอ้ ป๋อง ยะ อย่า ไปเถียง สิ วะ”
       หาญยังยืนมองจุกนิ่ง สายตาตำหนิ จุกรู้ตัวรีบเก็บแผงทันที พลางบอกเด็กๆ
       “ไม่ขายแล้วๆ เป็นเด็กเป็นเล็กรีบพากันกลับไปอ่านหนังสือที่บ้านไป”
       “อ้าวน้า ก็ไหนน้า...”
       “ไปเหอะน่า ไป”
       นุกูล ป๋อง โป้ง เปี๊ยก จำต้องออกไปกันแบบงงๆ
      
       จุกยังตื่นเต้นไม่หายกับการปรากฎตัวของหาญ
       “มหัศจรรย์ๆ ที่สุด ไม่นึกเลยว่า พิธีอมฤตเทวาจะมีจริง หลวงพ่อ เอ๊ย น้าเสือหาญกลับมาหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวเหมือนเดิม ถ้าไม่เห็นกับตา ฉันคงไม่เชื่อ”
       “ถ้าข้าไม่เห็นกับตา ก็คงไม่เชื่อเหมือนกันว่าเอ็งจะเป็นได้ถึงเพียงนี้” หาญบอก จุกอ้อมแอ้มเถียง       
       “โธ่น้า ฉันไม่เคยย้อมแมว เอาพระเก๊ ของเก๊มาขายเลยนะ ตะกรุดไม้ไผ่ตันนั่น น้าก็เสกให้ฉันไว้จริงๆ นี่นา”
       “แล้วเอ็งเพิ่มเรื่องอภินิหารพวกนั้นทำไม เรื่องมันเกินจริงทั้งนั้น เอ็งทำไปเพราะความโลภ โลภที่อยากจะได้เงินของคนอื่น” จุกจ๋อย หาญดุต่อ “ข้าไม่อยากให้ผู้คนต้องมาลุ่มหลงกับเรื่องพวกนี้ มันไม่ใช่ทางออกของการพ้นทุกข์เลยซักนิด”
       “เออ แล้วตกลงน้าเจอเจ้ากล้ารึยัง มันต้องทึ่งมากแน่ๆ”
       “คนที่กล้าควรยึดถือเป็นตัวอย่าง ควรเป็นเพชรพ่อของมันไม่ใช่เสืออย่างข้า ที่ข้ามาหาเอ็งก้เพื่อกำชับเรื่องนี้ อย่าบอกให้กล้ารู้ว่าข้ากลับมา ปราบพวกไอ้ทิวได้ ข้าจะกลับไปบวช ไม่มาวุ่นวายกับทางโลกอีก”
       “สาธุ ฉันอนุโมทนาล่วงหน้า” ทันใดเสียงผู้คนร้องกรี๊ด วี้ดว้าย ดังเข้ามา หาญกับจุกมองไป เห็นชาวบ้านวิ่งกันมา “เฮ้ย มีอะไรกันน่ะ”
       “เด็กช่างกลมันยกพวกตีกันอีกแล้ว”
      
       หาญวิ่งสวนผู้คนมา เห็นเบิ้มกับเพื่อนรุมตีนุกูล ป๋อง โป้ง เปี๊ยกอยู่ พวกนุกูลไม่ทันตั้งตัวพยายามเตะต่อยสู้คืนด้วยมือเปล่า แต่พวกเบิ้มเหนือกว่าเพราะมัทั้งมีด ท่อนเหล็ก ไม้ทีบ้าง ไม้หน้าสาม นุกูลสู้เบิ้มไม่ไหววิ่งหนีไปในซอย เบิ้มตาม หาญว่าคาถานะจังงัง วาดฝ่ามือไป ทั้งสองฝ่ายชะงักค้าง แล้ววิ่งตามเบิ้มไป
      
       นุกูลวิ่งเข้าซอยมาเจอซอยตัน นุกูลจำต้องหันมาเผชิญหน้ากับเบิ้ม
       “หนีไม่พ้นหรอก แกต้องชดใช้ที่ทำให้ไอ้โจ๊กถูกตำรวจจับ”
               “ไอ้โจ๊กมันมาหาเรื่องพวกฉันก่อน แกก็เหมือนกัน ถ้าแกทำร้ายฉัน แกก็ต้องติดคุก”
       “กูไม่กลัว”
       เบิ้มกำลังจะง้างมีดฟัน จู่ๆ หาญก็เคลื่อนตัวอย่างเร็วมาขวางไว้
       “หยุด ทำไมพวกเอ็งต้องทำร้ายคนไม่มีทางสู้ด้วย”
       เบิ้มชะงักนิดนึง แล้วด่า
       “ถอยไป มึงไม่เกี่ยว”
       “แต่สิ่งที่เอ็งทำอยู่มันไม่ถูกต้อง”
       “ย้าก” เบิ้มโมโหฟันมีดไปที่หาญ
       หาญยืนนิ่ง ปากหาญว่าคาถาตีไม่ถูก แทงไม่เข้า เบิ้มฟันมีดเข้าไปที่ตัวหาญเต็มๆ แต่ตัวหาญเรืองแสงวาบขึ้น เนื้อตัวเหมือนมีอะไรลื่นๆ เคลือบอยู่ เบิ้มฟันแล้ว ลื่นพรวดออก ฟันทีไรก็เหไปทุกครั้ง เบิ้มเซ มองหาญงงๆ
       “หยุดซะเดี๋ยวนี้ ข้าไม่อยากทำร้ายพวกเอ็ง”
       นุกูลอึ้งกับสิ่งที่เห็น จุกวิ่งเข้ามาดึงตัวออกไปหลบมุมอยู่ข้างๆ เบิ้มกำมีดแน่น โมโห ไม่สนใจคำพูดหาญ ปรี่เข้าแทงหาญเต็มๆ ที่ท้อง กะเข้าแน่ๆ แต่มีดลื่น ไม่เข้าตัวหาญ เบิ้มเซไป
       นุกูลมองหาญตาโต ตะลึง
       เบิ้มไม่ยอมหยุดตวัดมีดฟันซ้ำเข้าอีก ควาวนี้หาญกำมือขึ้นเป่าคาถา แล้วสะบัด มีคลื่นพลังงานปัดมีดร่วงลงจากมือเบิ้ม เบิ้มอึ้ง งง นุกูลมองหาญตาไม่กระพริบ
       ขณะนั้นกลุ่มสหวิชและไทกนกที่โดนคาถานะจังงัง มนต์เริ่มคลาย แต่ละคนงงตัวเอง เบิ้มวิ่งออกมา หาญตาม         “หยุด”
       เบิ้มหยุดเหมือนโดนสะกด เกรงบารมี
       “มหาอำนาจ” จุกบอก
       “ตอบข้ามา พวกเอ็งสู้กันทำไม?” หาญถาม
       “เพื่อศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย สหวิชมันหยามหน้าไทกนก พวกข้าต้องเอาคืน” เบิ้มบอก
       “หยามหน้ายังไง มันย่ำยีลูกเมียเอ็ง เหยียดหยามพ่อแม่ ปล้นชิง ทำร้ายเอ็งรึ”
       “เปล่า”
       “เด็กสมัยเนี้ย แค่เหยียบตีนกันมันก็ตีกันปางตายแล้วพี่” จุกตะโกนบอก
       “งั้นพวกเอ็งก็ไม่รู้จักหรอกว่าชายชาตรีที่แท้เป็นยังไง” พวกเบิ้มมองหน้ากัน งงๆ “ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย คือปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าและยินยอมเสียสละชีวิตเพื่อรักษาความถูกต้อง แบบนี้ซิถึงจะมีทั้งเกียรติทั้งศักดิ์ศรี ต่างกับพวกเอ็งที่เข่นฆ่ากันด้วยเรื่องไร้สาระ อวดศักดากันเหมือนหมาข้างถนน ที่เอ็งทำไม่ได้เรียกว่าความกล้าหาญ แต่มันแสดงความเป็นสัตว์ป่า”
       จุกกับนุกูล ป๋อง โป้ง เปี๊ยก ฟังอย่างตั้งใจ
       “ด่าเราด้วยนี่หว่า”
       “กลับไป ตั้งหน้าตั้งตาเรียนตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ได้แล้ว”
       หาญวาดมือคลายมนต์ เบิ้มกับพวกอึ้ง ถูกด่าหน้าชา แค้น       
       “ไอ้ปากเสีย กูจะสั่งสอนมึง” เบิ้มวิ่งไปล้วงระเบิดจากเพื่อนคนหนึ่งที่สะพายย่ามอยู่ “พวกเราหลบโว้ย”
       แล้วเบิ้มก็ขว้างระเบิดไปที่หาญที่วิ่งตามมา ระเบิดดังตูมที่ตัวหาญ พวกเปี๊ยกกับเบิ้ม หมอบ จุกกับนุกูลอยู่ไกล กระโดดหมอบเหมือนกัน
       ควันจางลง หาญยังยืนอยู่ ระเบิดไม่ระคายผิว ทุกคนตะลึง
       “เป็นไปได้ไง”
       “นี่ละ คงกระพันชาตรีของแท้ ไอ้หนู” จุกบอกกับนุกูล เบิ้มกับเพื่อนหนีกันกระจาย
      
       จุกวิ่งไปหาหาญ พวกนุกูลยังอ้าปากค้าง “ยอดไปเลยพี่”



       ในถ้ำวังพยัคฆ์ ขุนโชติร่ายคาถา กรีดฝ่ามือตัวเอง ใช้เลือดป้ายที่เปลือกตาแล้วหลับตาทำสมาธิ
      
       โรงตีดาบในอดีต เปลวไฟในเตาเผากำลังลุกโชน ขุนโชติคีบเหล็กร้อนสีแดงฉานออกมาตีขึ้นรูป เหล็กร้อนที่ถูกตีเป็นดาบสองเล่มถูกจุ่มลงในอ่างน้ำ ควันโขมง
       ขุนโชติยังนั่งอยู่ที่เดิม เพ่งกสิณหาอาวุธตัวเอง โดยมีเสือดำกับเสือไทนั่งคอยอยู่เงียบๆ
       ดาบทั้งสองเล่มในมือขุนโชติกวัดแกว่งไปมา ดาบถูกตีจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขุนโชติบริกรรมคาถา แล้วเป่ามนต์ลงบนดาบคู่ กรีดเลือดที่แขนตัวเอง ให้ไหลลงบนดาบทั้งสองเล่ม เลือดขุนโชติไหลไปรวมกันอยู่ในอักขระที่สลักไว้บนดาบ อักขระกลายเป็นสีเลือด เรืองแสง
       ขุนโชติลืมตาขึ้น เสือดำกับเสือไทรีบมาหา
       “ข้ารู้แล้วว่าอาวุธคู่กายของพวกเราอยู่ที่ใด”
      
       ภายในพิพิธภัณฑ์ทุ่งพระกาฬ ขุนโชติ เสือดำและเสือไท ปรากฎตัวขึ้นจากการย่นระยะทาง ทั้งหมดมองรอบๆ พิพิธภัณฑ์
       “ที่นี่รึ”
       “ใช่แล้ว”
      
       ภายในห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ เป็นการแสดงพวกวิถีชีวิตของคนพื้นบ้าน มีพวกเสื้อผ้า อุปกรณ์ประกอบการดำเนินชีวิต พระพุทธรูป รูปปั้น ที่ดาบประจุพรายในมือตำรวจถูกชักออกจากฝัก จะเห็นอักขระสีเลือดเด่นชัด
       ร.ต.อ.กำลังสอบปากคำเจ้าหน้าที่ 2 คน
       “ดาบนี้เหรอ ที่ว่าหายไปเล่มนึง แล้วคุณรู้มั้ยว่ามันหายไปตอนไหน”
       เจ้าหน้าที่คนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ
       “ผมก็ไม่ทราบครับ เมื่อวันก่อนยังเห็นอยู่เลย มารู้ว่าหายก็ตอนที่ท่าน ผอ.สั่งให้เช็ควัตถุโบราณทั้งหมด
       เย็นนี้เองครับ”
       ตำรวจจ้องเจ้าหน้าที่ด้วยความสงสัย
       “ดาบโบราณล้ำค่าแบบนี้ ในตลาดมืดคงราคาหลายแสนสินะ” เจ้าหน้าที่ทั้งสองได้แต่หลบตา ไม่ตอบอะไร       
       “สงสารก็แต่ไอ้โจรที่เอาไป ของเก่าแก่เป็นร้อยปีอย่างนี้ วิญญาณเจ้าของเขาคงห่วงน่าดู เอาล่ะ ผมจะไปคุยกับท่านผอ.ต่อ” ตำรวจส่งดาบคืนให้ “ห้องนี้ก็อย่าเพิ่งเปิดให้ใครเข้าชมจนกว่าผมจะอนุญาต”
       ตำรวจเดินออกไป เจ้าหน้าที่มองตาม
       “เอาไงดีวะ เกิดถูกจับได้ขึ้นมาจะทำยังไง”
       เจ้าที่บอกกับเพื่อนอย่างร้อนตัว
      
       เจ้าที่รีบหลบมาที่มุมโทรศัพท์ แล้วรีบหมุนโทรศัพท์หาใครบางคน
       “ฮัลโหลเสี่ยเหรอครับ พวกผมคงต้องเว้นช่วงส่งของให้เสี่ยไปก่อน ตำรวจเพิ่งกลับไปเมื่อกี้เอง ผมไม่อยากเสี่ยง”
       ทันใดด้านหลังเจ้าหน้าที่ทั้งสอง ขุนโชตินำเสือดำกับเสือไทโผล่มา เจ้าหน้าที่หันมาเห็นพอดี
               “พวกแกเป็นใครวะ เข้ามาได้ยังไง”
       “ข้าคือขุนโชติ แห่งทุ่งพระกาฬ ข้ามาเอาดาบประจุพรายของข้าคืน”
       “ฮ่ะๆๆ ถ้าแกเป็นขุนโชติ ข้าก็ขุนแผนละวะ ไปเลย ออกไปข้างนอก ที่นี่ปิดแล้ว”
       เจ้าหน้าที่ดึงกระบองที่เอวออกมาดันพุงขุนโชติ ขุนโชติจับ
       “ข้าขอถามอีกคำ ดาบของข้าอยู่ไหน”
       “ขวานของข้า”
       “หน้าไม้ของข้าด้วย”
       เจ้าหน้าที่มองขุนโชติ เสือดำ เสือไทอย่างตื่นๆ คิดว่าน่าจะเป็นผี
       “ปล่อยนะโว้ย เฮ้ยไอ้ชิด ยืนทื่อทำไม ช่วยจัดการมันซิวะ”
       “จัดการยังไง”
       “ไปตามตำรวจมา”
       “แต่นี่มันผีชัดๆ มันมาทวงอาวุธของมัน”
       “ผีบ้าบออะไร ฉันไม่เชื่อ ปล่อย”
       ขุนโชติปล่อยกระบอง เจ้าหน้าที่เงื้อฟาด ขุนโชติว่าคาถามหาอุต กระบองถูกเนื้อหักเป็นสองท่อน เจ้าหน้าที่ถึงกลับผงะ เสือไทพุ่งเข้าหักคอเจ้าหน้าที่ตาเหลือก
       “นี่คือโทษที่เอ็งบังอาจทำร้ายพี่โชติ”
       เจ้าหน้าที่อีกคนตะลึงจะหนี เสือดำคว้าคอไว้
               “ช่วยด้วยโจรปล้น”
       “ข้าไม่ได้มาปล้น ข้ามาเอาของของข้าคืน”
      
       เจ้าหน้าที่พาขุนโชติ เสือดำและเสือไทเข้ามาในห้องจัดแสดง ขุนโชติเห็นภาพวาดหลวงณรงค์ฤทธิโยธาอยู่ที่ผนังห้องมีดอกไม้สักการะ
       “ไอ้หลวงณรงค์! เหตุใดจึงมีภาพไอ้หลวงณรงค์อยู่ที่นี่” เจ้าหน้าที่กลัวตายจนฉี่ราด “ที่ข้าถามไม่ได้ยินรึ”
       “ค...คือห้องนี้เป็นห้องรวบรวมประวัติของท่านหลวงณรงค์ที่อดีตทำคุณความดีให้จังหวัด ด้วยการกำจัดชุมโจรทุ่งพระกาฬจนหมดสิ้น”
       “แล้วไอ้หลวงณรงค์มันอยู่ที่ใด พาข้าไปหามัน”
       เจ้าหน้าที่ยังไม่ทันตอบ เสือไทไปที่ตู้เก็บอาวุธ ตะโกนออกมา
       “อยู่ที่นี่จริงๆ”
       เสือไทถีบกระจกแตก คว้าเอาขวานออกมา เสือดำคว้าหน้าไม้ ขุนโชติตามไปดูดาบ ขุนโชติต่อยกระจกหยิบดาบออกมา
       “ดาบของข้า ใยเหลือเล่มเดียวอีกเล่มหนึ่งอยู่ที่ใด”
       “ห...หายไปแล้วครับ”
       ขุนโชติโมโหที่ดาบเหลือเพียงเล่มเดียว ตวัดปลายดาบจ่อคอหอยเจ้าหน้าที่
               “หายไปได้ยังไง”
       เจ้าหน้าที่ถึงกับเข่าทรุด ยกมือไหว้ท่วมหัวลนลาน
       “ผมผิดไปแล้ว พวกผมขโมยดาบไปขาย ท่านอโหสิให้ผมเถอะครับ อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย ผมจะทำบุญอุทิศไปให้”
       “ดาบของข้าเอ็งยังกล้าเอาไปขายกิน”
       ขุนโชติฟันร่างเจ้าหน้าที่ด้วยความโมโห จนร่างขาดเป็นสองท่อน เสือดำห้ามไม่ทัน
       “พี่ฆ่ามันเสียแล้ว เราจักรู้ได้อย่างไรว่าหลวงณรงค์มันอยู่ที่ใด”
       “มันคงอยู่ที่พระนครนั่นแหละวะ เราบุกไปกุดหัวมันคืนนี้กันเลยเถิดพี่”
       ขุนโชติจ้องภาพวาดของหลวงณรงค์ด้วยความโกรธแค้น
       “ข้าจักเอาเลือดหัวเอ็ง มาล้างตีนข้า ไอ้หลวงณรงค์”
      
       ขุนโชติตวัดดาบฟันภาพวาดหลวงณรงค์จนขาดเป็นเสี่ยง
       วันต่อมาที่บ้านภูมินทร์ในกรุงเทพฯ คมถูกภูมินทร์ต่อยจนหน้าหัน
      
       “บัดซบ งานง่ายๆ ก็ทำไม่ได้”
       “ผมกลับไปที่อพาร์ทเมนท์นั่น แต่คุณนิจ หายไปแล้ว”
       “เรอะ คราวก่อนก็เจอคนมีวิชามาขวาง จนต้องหนีหัวหดกลับมา คราวนี้น้องฉันกลับหายไปซะเฉยๆ ตกลงฉันจะ จ้างสวะอย่างแกไว้ทำซากอะไรวะ”
       เสี่ยไพบูลย์เดินเป๋ เข้ามาพอดี
       “เปล่าประโยชน์น่ะพ่อเลี้ยง น้องสาวพ่อเลี้ยงไม่ได้กลับไปที่อพาร์ทเมนท์นั่นหลายวันแล้ว” เสี่ยไพบูลย์เหลือบมองคม เยาะเย้ย “หึหึ แต่คนของผมก็สืบหาที่อยู่ใหม่ของคุณนิจมาจนได้”
       เสี่ยไพบูลย์ส่งกระดาษพับในมือให้ ภูมินทร์รับมาเปิดดูเป็นแผนที่บ้านครูเริง ภูมินทร์หันมองคมที่ไม่ได้เรื่อง
       คมหลบตา เจ็บใจที่ถูกเสี่ยไพบูลย์หักหน้า
       “ผมไม่รู้จะตอบแทนเสี่ยยังไงดี ที่เป็นธุระหาบ้านหลังนี้ให้ แล้วยังช่วยสืบเรื่องยัยนิจให้อีก”
       “แหม น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า จะต้องตอบทงตอบแทนอะไรกันว่าแต่พ่อเลี้ยงจะให้ผมช่วยพาน้องสาวกลับมาให้เลยมั้ย”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมรบกวนเสี่ยมากแล้ว คงถึงเวลาที่ผมต้องจัดการกับน้องสาวคนนี้ขั้นเด็ดขาดเสียที” ภูมินทร์ส่งแผนที่ต่อให้กับคม “แกรู้ใช่มั้ย ว่าต้องทำยังไง”
       คมรีบรับแผนที่มา
       “ครับนาย ผมจะไม่ให้พลาดอีก”
       คมรีบออกไป ภูมิทร์มองตามไป เห็นลูกน้องเสี่ยไพบูลย์ถือกล่องไม้ลักษณะยาวๆ อยู่ด้านหลังจึงสงสัย
       “เสี่ยคงไม่ได้มาหาผมแค่เรื่องนี้”
       เสี่ยไพบูลย์ชอบใจที่ภูมินทร์รู้ทัน
       “ผมเป็นพ่อค้าก็ต้องขายสินค้าจริงมั้ย”
       ลูกน้องเอากล่องไม้มาวางตรงหน้า ภูมินทร์เปิดดูเห็นเป็นดาบไทยโบราณที่ด้ามและฝักดาบแกะลวดลายสวยงาม พอชักดาบออกจากฝัก จะเห็นอักขระสีแดงเลือดเป็นแนวยาวตลอดเล่ม ภูมินทร์เห็นแล้วอยากได้ทันที
       “นี่คือดาบประจุพราย ถูกตีขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ห้า เป็นของขุนโจรนามกระเดื่องในยุคนั้น ทำจากเหล็กน้ำพี้บริสุทธิ์ทั้งเล่ม ผมรับรองว่าหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว”
       “งาม งามแท้ๆ เสี่ยไปได้มาจากไหน”
       “ฮ่าๆๆๆความลับครับ เป็นความสามารถเฉพาะตัวน่ะ พ่อเลี้ยง” ภูมินทร์รู้ทันทีว่าของได้มาอย่างไม่ซื่อ “ที่จริงดาบนี้เป็นดาบคู่ เสียดายที่ตอนนี้เอาออกมาได้แค่เล่มเดียว”
       “ถึงเล่มเดียวผมก็ซื้อ”
       เสี่ยไพบูลย์พอใจที่ปล่อยของได้อีก ภูมินทร์จ้องมองดาบด้วยความชื่นชม
      
               ที่สหวิช งามตาฉีกจดหมายของนุกูลทิ้ง รู้สึกทั้งเสียหน้าทั้งโมโห
       “พี่กล้านะพี่กล้า”
       “แล้วแกจะเอายังไงต่อไปล่ะงาม ในเมื่อพี่กล้าเค้าไม่ได้จีบเธอ แต่เขาเป็นพ่อสื่อให้นายนุกูล” นงคราญถามเพื่อน
       “ฉันประกาศให้ทั้งโรงเรียนรู้ไปแล้วว่าพี่กล้าจีบฉัน ยังไงเค้าก็ต้องเป็นของฉัน คอยดู”
       ที่มุมหนึ่ง นุกูลเดินกล้าๆ กลัวๆ เข้ามาหางามตา
       “งะ งามตา อะ อ่าน จดหมายของเรา...รึยัง”
       งามตาลุกขึ้น เดินปรี่ไปที่นุกูล
       “ทำไมฉันต้องอ่าน นายสำคัญอะไรนักหนา คนอย่างนายมันก็แค่พวกไอ้จ๋อย ไอ้จืด ที่คอยเดินตามลูกพี่ คิดได้ยังไงว่าฉันจะลดตัวลงไปควงด้วย ฮะ” นุกูลถูกด่าเป็นชุดก็อึ้งพูดไม่ออก นงคราญหยิบจดหมายที่พื้นให้งามตา งามตายัดใส่มือนุกูล “เอาคืนไป”
       นุกูลมองจดหมายที่ถูกฉีก น้ำตาซึม
       “งาม”
       “แล้วก็อย่าสะเออะมายุ่งกับฉันอีก เพราะต่อไปนี้ ฉันจะคบกับพี่กล้า จำไว้”
       “ไม่จริง เป็นไปไม่ได้”
       “ทำไม ทำไมจะเป็นไปไม่ได้”
       “ก็พี่กล้ามีแฟนแล้วน่ะสิ”
       “อะไรนะ”
       งามตาเครียด
      
       เย็นวันนั้นที่บ้านราชาวดี ราชาวดีนั่งซ่อมชุดที่ใส่รำอยู่เงียบๆ ที่หน้าบ้านงามตากดกริ่งรัว ราชาวดีได้ยินเสียงกริ่งที่ดังรัว ก็รู้สึกแปลกใจ รีบเดินไปที่หน้ารั้วบ้านทันที
       พอมาถึงรั้วบ้าน ราชาวดีเห็นพวกงามตาก็แปลกใจ เปิดประตูรั้ว งามตาพาพวกเดินรุกเข้าบ้านทันที ราชาวดีไม่ทันตั้งตัว ระแวงถอยหลังหนี
       “งามตา พวกเธอมีอะไร”
       งามตายิ้มโหด
       “มีสิ มีมากซะด้วย”
       งามตาพูดจบก็ตบราชาวดีทันทีฉาดใหญ่ ราชาวดีหน้าหัน จับหน้าเจ็บ แต่ยังข่มใจ
       “เธอทำแบบนี้ทำไม ฉันไปทำอะไรให้เธอ”
       งามตาไม่สน ส่งซิกให้เพื่อน เพียงพิศ จิตราปรี่เข้าไปล็อคแขนทั้งสองข้างของราชาวดี ราชาวดีดิ้น “ฉันบอกแล้วใช่มั้ย ว่าอย่ายุ่งกับของของฉัน”
       “ของอะไรของเธอ ฉันไม่รู้เรื่อง ปล่อย”
       งามตาตบเปรี้ยง
       คะนึงนิจนั่งวาดรูปอยู่ที่ห้องวาดรูปได้ยินเสียงเอะอะก็เดินไปที่หน้าต่างจึงเห็นงามตากับพวกกำลังรุมตบราชาวดีอย่างสะใจ คะนึงนิจรีบวิ่งออกไปทันที
       ราชาวดีถูกผลักลงพื้น สภาพสะบักสะบอม แก้มแดงเพราะถูกตบ
       “จำไว้ ห้ามยุ่งกับพี่กล้าของฉันอีก”
       “พวกเธอทำเกินไปแล้ว แค่ผู้ชายคนเดียวทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ เราเป็นเพื่อนกันนะ”
       “ไม่ต้องมาทำเป็นคนดี เธอมันชอบแทงข้างหลังฉันตลอดเรื่องอื่นไม่ว่า แต่เรื่องพี่กล้า ฉันไม่ยอม สาบานเดี๋ยวนี้ว่าจะเลิกยุ่งกับพี่กล้า” ราชาวดีลุกขึ้น
       “ไม่ ฉันไม่สาบานเพราะฉันไม่เคยทำอย่างที่เธอกล่าวหา แล้วพวกเธอก็ออกไปจากบ้านฉันได้แล้ว”
       “ได้ ถ้าอยากลอง” งามตาจะตบราชาวดีหลบแล้วผลัก “พวกเรา จัดการ”
       พวกงามตาปรี่เข้าหาราชาวดี แต่แล้วจู่ๆ น้ำก็ถูกสาดโครมเข้ามาที่งามตาและพวก งามตากับพวกอึ้ง ดมน้ำที่ดำมาก คะนึงนิจยืนถือถังน้ำอยู่ โมโหมาก
       “นังบ้า แกๆ เอาน้ำอะไรมาสาดฉัน”
       คะนึงนิจยกถังจะปาขู่
       “พวกน้ำเน่าอย่างเธอ มันก็เหมาะกับน้ำถูกพื้นในถังนี่แล้วล่ะ”
       “แก” งามตาจะเข้าไปเล่นงานคะนึงนิจ คะนึงนิจคว้าจอบที่พิงไว้ขึ้นมา
       “ทำไม รึว่าอยากจะโดนของแข็ง ฮะ อย่าคิดนะว่าฉันไม่กล้า”
       งามตาอึ้งๆ กลัวๆ
       “ฝากไว้ก่อนเถอะ”
       งามตากับพวกรีบวิ่งหนี ชนกับครูเริงที่เดินเข้ามา งามตาไม่ขอโทษ ครูเริงมองตามงงๆ แต่พอหันกลับมาเห็นสภาพราชาวดีก็ตกใจมากจึงรีบวิ่งเข้าไปช่วยคะนึงนิจประคองราชาวดี
       “วดีเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็นแบบนี้”
       ราชาวดีไม่ตอบ กลัวกล้าเดือดร้อน คะนึงนิจทนไม่ไหว
       “เรื่องนี้ครูถามพี่กล้าเอาเองจะดีกว่าค่ะ”
       “นายกล้า เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับนายกล้าด้วย”
      
       ครูเริงเครียด ต้องการคำตอบ



       ขณะนั้นกล้าเปิดประตูรั้ว เดินเข้าไป กล้าเดินเข้าบ้านพลางมองหาราชาวดีแล้วก็เห็นราชาวดีอยู่ที่มุมหนึ่ง
      
       “น้องวดี”
       กล้าเห็นราชาวดีหันกลับมามองตนก็รีบยิ้มตอบ แต่พอก้าวเท้าเดินเข้าไปหาราชาวดีกลับเดินหนีไป กล้างง จะตาม แต่ครูเริงโผล่มาขวางไว้
       “เธอมาที่นี่ทำไม”
       “ผมเอ่อ ผมก็จะมาเรียนวาดรูปไงครับครู”
       “นี่เธอยังกล้าพูดแบบนี้อีกเหรอ” กล้างง “เธอดูถูกศิลปะ ฉันไม่ต้องการมีลูกศิษย์จอมปลอมแบบเธอ
       กลับไปได้แล้ว แล้วไม่ต้องมาเหยียบที่นี่อีก”
       กล้าอึ้งทำไมเป็นแบบนี้ไปได้
       “นี่มันเกิดอะไรขึ้นครับ”
       คะนึงนิจเข้ามากั้นไว้ ไม่พอใจกล้า
       “แทนที่จะเสียเวลาอยู่ที่นี่ พี่น่าจะไปปรับความเข้าใจกับแฟนพี่มากกว่านะ”
       “แฟนพี่ ใครกัน พี่ไม่มี”
       “พอเถอะ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เชิญเธอออกไปได้”
       ครูเริงตัดบท กล้างงมาก แต่ความเข้มของครูเริงทำให้ต้องออกไป
      
       ราชาวดีมาแอบมองกล้าทางหน้าต่าง กล้าเดินออกไป คะนึงเดินเข้ามาหาราชาวดี
       “วดีชอบนายคนนี้เหรอ”
       ราชาวดีไม่กล้าบอกความจริงกับเพื่อน
       “ไม่ใช่นะนิจ เราไม่ได้คิดอะไรกับพี่กล้า”
       คะนึงนิจโกรธที่กล้าเจ้าชู้
       “งั้นก็ดีแล้วละ คนเจ้าชู้แบบนี้ ยุ่งด้วยมีแต่จะเจ็บตัวเจ็บใจไม่คุ้มหรอก” ราชาวดีฝืนยิ้ม         “จ้ะ เราเชื่อนิจ”
      
       กล้าเดินกลับออกมายังรถมอเตอร์ไซด์ที่จอดอยู่
       “แฟนเหรอ ใครวะ หรือว่า...”
      
       ที่อู่จ่าลุย จ่าลุยกำลังตรวจตรารถลูกค้าและสั่งงานช่าง กล้าขี่มอเตอร์ไซด์เข้ามา
       “อ้าวกล้า ทำไมมานี่ได้ละ”
       “อ๋อ พอดีมาธุระแถวนี้น่ะครับ เลยแวะมาดูเผื่อมีปัญหาอะไร”
       “โอย ไม่มีๆ กล้าไปเตรียมตัวบวชให้สบายใจเถอะ”
       กล้ามองหานุกูล แต่ไม่เห็นตัว
       “ไม่เป็นไรครับ ไหนไหนมาแล้ว รอเจอกับนุดีกว่า”
       “ไอ้นุมันบอกว่าวันนี้มันต้องอยู่ฝึกงานค่ำหน่อย”
       “เอะ แต่ผมไปที่สหวิชก็ไม่เจอ”
       “หะ นี่มันโกหกอีกแล้วเหรอ ไอ้ลูกเวร หนอย คงไปสำมะเลเทเมากับเพื่อนเลวๆละซิ”
       กล้ารีบแก้ตัวให้นุกูล
       “อ๋อ รู้แล้ว ผมไปหาบนตึก แต่นุมันฝึกอยู่ในโรงซ่อมเลยไม่เจอกัน ไม่เป็นไรครับ แล้วผมค่อยมาใหม่” กล้าไหว้จะออกไป นึกแผนอะไรได้ “ผมขอใช้โทรศัพท์หน่อยได้มั้ยครับ”
       “เอาสิ ตามสบาย”
      
       กล้าโทรศัพท์หากหระเต็นที่บ้าน
       “อะไรกัน ก็ลาบวชแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมยังต้องทำงานอีก”
       “พอดีเป็นรถลูกค้าประจำของผมน่ะครับ รถที่ซ่อมไปมันมีปัญหา ผมคงกลับดึกหน่อย”
       “เดี๋ยวซิกล้า ฮัลโหลๆ”
       กระเต็นต้องวางหู ไม่ค่อยวางใจ
      
       ที่ข้างรั้วบ้านราชาวดี กล้าขี่มอเตอร์ไซด์เข้ามาจอดแล้วดับเครื่อง กล้ามองไปที่ห้องราชาวดีเห็นว่าปิดไฟมืด
       กล้าจึงตัดสินใจปีนเข้าบ้าน ไปที่หน้าประตู สีหน้าเครียด ลังเล เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต
       กล้ามองเพชรพนมมือแล้วเป่าไปที่กุญแจมือที่ใส่ตัวเองไว้ กุญแจร่วงลง
       “พ่อ พ่อทำได้ยังไง”
       “นี่เป็นคาถาสะเดาะกุญแจ”
       “น่าสนุกจัง สอนผมบ้างซิครับ”
       “นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นสนุก ถ้าพ่อสอนให้กล้าต้องรับปากว่าจะใช้ต่อเมื่อจำเป็น และไม่ใช้ไปในทางชั่วเด็ดขาด”
       “ผมสัญญาครับ”
       “ลองว่าตามพ่อ นะมะพะทะ ปะชะนะ สังสะยัง มะพะทะนะ คะชะสาธัง”
      
       กลับมาปัจจุบัน กล้าพนมมือ ว่าคาถาต่อ       
       “สัมมา คะมะมัง เอหิ อาโปอิสะรัง พะทะมะนะ คะระปุญญังมะโหระตัง” ที่กลอนประตูค่อยๆ เลื่อนออกเองช้าๆ “ทะนะมะพะ สะระนิจจามะนิจจะตัง”
      
       ประตูระเบียงเปิดออก กล้าที่เดินเข้ามาอย่างเงียบๆ ท่ามกลางความมืดสลัวในห้อง ตรงไปที่เตียง กล้าเรียกราชาวดีเบาๆ
       “วดีๆ พี่เอง”
       แต่กลับกลายเป็นคะนึงนิจในชุดนอนที่ตื่นขึ้นมา คะนึงนิจตกใจตกใจที่กล้ามาอยู่ในห้อง
       “นี่นาย”
       “ทำไมเป็นเธอ”
       กล้าตกใจที่เป็นคะนึงนิจไม่ใช่ราชาวดี คะนึงนิจทำท่าจะโวยวาย กล้ารีบเข้าไปปิดปากไว้
       “นิจ! อย่าร้องนะ พี่แค่อยากจะมาคุยกับราชาวดีให้รู้เรื่องว่าทำไมครูเริงโกรธพี่ พี่ไม่ได้มีเจตนาร้าย”
       คะนึงนิจหยุดดิ้นรน กล้าเลยปล่อยมือออกจากปาก แต่ยังล็อคตัวไว้
       “ไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่แอบปีนเข้ามาในห้องนอนวดีเนี่ยนะ คนดีๆ ไม่มีใครเค้าทำกันหรอก นี่ถ้าฉันไม่มาค้างที่นี่ คงไม่ได้เห็นว่านายร้ายกาจขนาดไหน”
       “ใช่ สิ่งที่พี่ทำอาจจะผิด แต่ถ้าพี่ไม่ทำแบบนี้ พี่ก็อาจจะไม่ได้พบหน้าวดีอีก นิจช่วยบอกพี่หน่อยได้มั้ยว่าเมื่อกลางวันมันเกิดอะไรขึ้น”
       “ได้ ปล่อยฉันก่อนซิ”
       กล้าค่อยๆ ปล่อย คะนึงนิจถือตอนกล้าเผลอถองลำตัวกล้า แล้ววิ่งไปหยิบร่มของราชาวดีมาฟาดกล้า
       “โอ๊ย”
       คะนึงนิจฟาดครั้งที่สอง กล้ารับได้ ยื้อแย่งกัน
      
       ขณะนั้นครูเริงกำลังนั่งวาดรูปอยู่ในห้องทำงาน ตรงหน้าต่างที่แง้มอยู่มีควันสีขาวลอยเข้ามา สักพักครูเริงก็ค่อยๆ คอพับ สลบไปไม่รู้เรื่อง พู่กันในมือครูเริงหล่นลงพื้น
       ประตูตู้เย็นถูกเปิดออก ราชาวดีในชุดนอนก้มหยิบขวดน้ำดื่มแล้วปิดตู้ โถงชั้นล่างจึงมืดมิด คมพุ่งเข้าหาราชาวดีทางด้านหลัง เอายาสลบโปะจมูก ราชาวดีพยายามดิ้น
       “ปล่อยนะ ปล่อย”
       ราชาวดีดิ้น ใช้ขวดน้ำพลาสติคในมือทุบ คมปัดทิ้ง พยายามกอดแขนไว้ไม่ให้ดิ้นจนทำให้สร้อยข้อมือที่คะนึงนิจร้อยให้ขาดหล่นพื้น ราชาวดีเหลือเท้าถีบตู้เย็นอย่างแรง ไปกระแทกกับภาพวาดที่แขวนอยู่บนผนัง ของบนตู้เย็นหล่นกระจาย ภาพวาดขนาดใหญ่ร่วงลงมากระแทกที่พื้นจนเกิดเสียงดัง
       ขณะนั้นกล้ายังยื้อแย่งร่มกับคะนึงนิจอยู่ แล้วก็ชะงักเพราะได้ยินเสียงดังมาจากข้างล่าง กล้าเอะใจ สบตาคะนึงนิจ
       “เสียงอะไร?”
       “วดีกับครูอยู่ข้างล่าง”
       ราชาวดีสลบนิ่งไป คมรีบเอาถุงผ้าคลุมหัวทันทีโดยที่คมไม่เห็นหน้าราชาวดี ลูกน้องอีกสองคนช่วยกันอุ้มร่าง
       ราชาวดีออกไปนอกบ้าน
       กล้ากับคะนึงนิจรีบร้อน วิ่งลงบันไดมาชั้นล่าง คะนึงนิจรีบเปิดไฟทันทีแล้วก็ตกใจ เพราะข้าวของกระจัดกระจาย เฟรมรูปหล่นอยู่ที่พื้น ประตูบ้านเปิดอยู่ เห็นสร้อยข้อมือของราชาวดีหล่นอยู่ที่พื้น คะนึงนิจหยิบขึ้นมาดู
       “สร้อยข้อมือนี้ นิจร้อยให้วดีเอง” ทั้งสองเป็นห่วง แยกกันหา “วดีๆๆ”
       เสียงสตาร์ทรถดังมาจากถนน กล้ารีบตรงไปที่ประตูบ้านแล้วกล้าก็เห็นรถพวกคมแล่นออกไป กล้าตกใจวิ่งออกไปทันที คะนึงนิจรีบตาม
      
       กล้าวิ่งตามออกมานอกบ้าน ตะโกนเรียก
       “วดีๆ”
       รถพวกคมลับตาไป กล้ารู้ว่าตามไม่ทัน รีบกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์
               “ฉันไปด้วย”
      
       คะนึงนิจกระโดดซ้อน กล้าบิดมอเตอร์ไซค์ตาม



       รถของคมแล่นมาตามท้องถนน แล้วเลี้ยวเข้าไปในซอยๆ นึง สักพักจะเห็นกล้ากับคะนึงนิจขี่มอเตอร์ไซด์ตะบึ่งไล่มา เลี้ยวตาม แต่แล้วกล้าก็ต้องเบรค เพราะข้างหน้าเป็นสี่แยก แต่รถของคมกลับหายไป
      
       “บ้าจริง มันหายไปไหนแล้วเนี่ย”
       “ซ้าย ไปทางซ้าย” คะนึงนิจบอก
               “รู้ได้ยังไงว่าพวกมันไปทางนั้น”
       “ไม่ต้องถามได้ไหม รีบทำตามที่บอกเถอะน่า ไปสิ”
       กล้ารีบเลี้ยวรถตามไปทันที
      
       ที่ห้องโถงบ้านภูมินทร์ ดาบประจุพรายของขุนโชติถูกชักออกจากฝัก ภูมินทร์กำลังใช้ผ้าเช็ดคมดาบด้วยความชื่นชมอักขระสีเลือดบนดาบ เปล่งประกายขึ้นแว้บนึง ภูมินทร์แปลกใจ คิดว่าตัวเองตาฝาด ทันใดคมก็เข้ามารายงาน         “ผมได้ตัวคุณนิจมาแล้วครับพ่อเลี้ยง”
       ภูมินทร์รีบเก็บดาบไว้บนแท่นวาง
       “ไหน น้องสาวฉันอยู่ไหน”
       ลูกน้องช่วยกันอุ้มร่างราชาวดีที่มีถุงผ้าคลุมหัวไว้ เข้ามาวางบนโซฟา คมดึงถุงผ้าออก เป็นราชาวดีที่สลบอยู่ ภูมินทร์ถึงกับอึ้ง
       “วดี” ภูมินทร์โมโห ตวาดคม “ฉันให้แกไปจับตัวยัยนิจ แล้วนี่แกไปเอาตัวราชาวดีมาทำไม ฮะ ไอ้ปัญญาอ่อน”
       คมรีบแก้ตัว
       “ผมไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้อยู่ที่บ้านนั้นด้วย ผมจะรีบไปจับตัวคุณนิจมาใหม่เดี๋ยวนี้เลยครับ แต่ว่า ไหนๆ
       นายก็ชอบผู้หญิงคนนี้อยู่แล้ว ผมว่า...”
       ภูมินทร์หันขวับ มองดุ คมชะงัก
       “หยุดปากพล่อยๆ ของแกเลยนะ ฉันไม่สิ้นคิดขนาดฉุดผู้หญิงมาทำเมียหรอก ไสหัวไปไหนก็ไป”
       คมรีบหลบออกไป ภูมินทร์มองราชาวดีที่ยังสลบไสล ครุ่นคิด
      
       ที่รั้วหลังบ้านภูมินทร์มีเวรยามเดินผ่านไป สักพักจะเห็นกล้ากับคะนึงนิจปีนกำแพงรั้วเข้ามา วิ่งไปหลบที่ข้างตัวบ้าน
       “วดีต้องถูกพามาที่นี่แน่”
       “ดูเธอจะมั่นใจมากเลยนะ” กล้าถามอย่างสงสัยแล้วมองไปทางหน้าบ้าน เห็นรถคันที่ลักพาตัวราชาวดีจอดอยู่
       “รถนั่น เธอรู้ได้ยังไงว่าวดีอยู่ที่นี่?”
       คะนึงนิจอ้ำอึ้ง       
       “เอาน่า ยังไม่ต้องสงสัยตอนนี้ได้มั้ย หาตัววดีให้เจอก่อน”
       คะนึงนิจเดินหนี แต่กล้ารีบดึงให้หลบ เพราะกล้าเห็นภูมินทร์อุ้มราชาวดีขึ้นบันไดไป กล้าเป็นห่วงจะตาม       
       “จะไปไหน”
       “ไม่เห็นรึไงว่า วดีอยู่ในอันตราย”
       กล้ารีบออกจากที่ซ่อน หาทางเข้าบ้าน
       “เฮ้ย ยกมือขึ้น” ยามตัวสูงใหญ่เล็งปืนมาทางกล้า กล้าชะงัก ยกมือเหนือหัว         “แกเป็นใครวะ”
       คะนึงนิจโผล่มาด้านหลังยามพร้อมท่อนไม้ ฟาดเต็มแรงจนท่อนไม้หัก แต่ยามไม่สะท้าน หันมอง เห็นคะนึงนิจยกสองมือขึ้นทำท่ายอมแพ้ ยิ้มแหยๆ กล้าเลยฉวยโอกาสซัดยามจนสลบ คะนึงนิจรีบเก็บปืนมาพกไว้ กล้าจะบุกเข้าไปในบ้านต่อ คะนึงนิจดึงกล้าไว้ พยักเพยิดให้มองตาม
      
       ภูมินทร์อุ้มราชาวดีเข้ามาในห้องแล้ววางราชาวดีลงบนเตียงนอน ถอดเสื้อแจ๊คเก็ตตัวเองห่มให้ มองใบหน้าราชาวดีด้วยความหลงใหล จนเผลอเอามือลูบเส้นผม ราชาวดีที่ค่อยๆรู้สึกตัว เห็นภาพชัดขึ้นๆ จนเห็นว่าภูมินทร์จ้องมองตนอยู่ก็ตกใจ สะดุ้งตัวขึ้น มองรอบๆ กลัวมาก
       “ฉันอยู่ที่ไหน”
       ภูมินทร์ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
       “ที่นี่คือบ้านของฉันเอง”
       ราชาวดีจำเหตุการณ์ได้ หนีไปที่มุมห้อง แจ๊คเก็ตของภูมินทร์หล่นพื้น
       “คุณ ฉันเจอคุณที่โรงแรม คุณจับตัวฉันมาทำไม” ราชาวดีเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองอยู่ในชุดนอน รีบกอดอกแน่นด้วยความกลัว “อย่าทำอะไรฉันนะ”
       “เธอไม่ต้องกลัว ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก”
       ราชาวดีนึกถึงตอนที่ภูมินทร์ไปหาที่โรงแรม รู้ว่ามีอิทธิพล
               “ฉันจะไว้ใจคุณได้ยังไง ปล่อยฉันกลับไปเถอะ ขอร้องล่ะ ฉันสัญญาว่าจะไม่แจ้งความ ไม่เอาเรื่องอะไรทั้งนั้น”
       “วดี เธอฟังฉันก่อนนะ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด เอาเป็นว่าฉันจะไปส่งเธอที่บ้าน แล้วจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง”
       ภูมินทร์สบตา แต่ราชาวดียังไม่ไว้ใจ “ฉันเป็นลูกผู้ชายพอที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่ฉันทำ”
       ภูมินทร์หยิบแจ๊คเก็ตที่หล่นพื้น จะตามไปคลุมไหล่ให้ ราชาวดีอยู่มุมห้อง ไม่มีทางหนี ก้มหน้า กลัว ทันใดภูมินทร์ก็ถูกกระชากจากข้างหลัง เป็นกล้าที่เงื้อหมัดชกภูมินทร์ เซไป ราชาวดีเห็นกล้า โผเข้าไปกอดด้วยความดีใจ
       “พี่กล้า”
       กล้ากอดตอบ เป็นห่วงมาก
       “ไม่เป็นไรนะวดี พี่มาช่วยแล้ว”
       ภูมินทร์มองภาพที่ทั้งสองคนกอดกัน เจ็บแปลบในใจ เสียหน้า
       “แก ไอ้กล้า เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง”
       “ผมก็ตามมาช่วยวดีไง คิดไม่ถึงเลยว่าคุณจะเป็นคนเลวได้ขนาดนี้”
       “แกบุกรุกบ้านฉัน ยังกล้ามาด่าฉันอีกเหรอ”
       ภูมินทร์ตรงไปที่ลิ้นชัก จะหยิบปืนออกมา
       “เก็บปืนซะดีกว่าพี่ภู”
       ภูมินทร์ชะงัก มองตามเสียง จึงเห็นคะนึงนิจอยู่หน้าระเบียง เล็งปืนขู่
       “ยัยนิจ”
       คะนึงนิจขึ้นนกปืน ท่าทางเอาจริง ภูมินทร์จึงยอมทิ้งปืนแต่โดยดี
       “นิจผิดหวังกับพี่จริงๆ วดีเป็นเพื่อนนิจ พี่ยังคิดจะทำเรื่องต่ำช้าอย่างนี้อีก เมื่อไหร่พี่จะหยุดทำเรื่องเลวๆ ซะที”
       ภูมินทร์รีบปฏิเสธ กลัวราชาวดีเข้าใจผิด
       “ฟังก่อนซิ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด พี่ให้คนไปจับตัวนิจมา แต่มันจับผิดตัว พี่ไม่มีเจตนาร้ายกับเพื่อนของนิจเลย”
       “ส่งคนไปจับนิจเนี่ยนะ ไม่มีเจตนาร้าย ถามจริงๆ เถอะ พี่ภูใช้เป็นแต่วิธีสกปรกเท่านั้นใช่มั้ย”
       “นิจ”
       “เธอรู้จักพ่อเลี้ยง” กล้ามองคะนึงนิจอย่างแปลกใจ
       “นิจเป็นน้องสาวฉัน แกไม่เกี่ยว”
       “พี่กล้าพาวดีออกไป” ภูมินทร์จะตาม คะนึงนิจเล็งปืน มือสั่น “อย่าขยับนะพี่ภู นิจยิงจริงๆ”
       “คะนึงนิจ จะมากไปแล้ว ฉันเป็นพี่แกนะ”
       “ยกมือขึ้น”
      
       กล้าพาราชาวดีลงมาที่โถงด้วยความระมัดระวัง เจอกับพวกคมที่เข้ามาพอดี
       “ไอ้กล้า จับมันไว้” คมสั่งลูกน้อง
       “หยุด”
       ทุกคนชะงัก เมื่อเห็นคะนึงนิจจี้ภูมินทร์เป็นตัวประกันเข้ามา คะนึงนิจเอาปืนดันเอว ภูมินทร์เก็ท         “ถอยไป” ลูกน้องทำตามคำสั่ง “นิจ ใจเย็นๆ ยังไงพี่ก็ไม่ทำอะไรนิจกับเพื่อนอยู่แล้ว”
       “ไม่ นิจไม่เชื่อ วางปืน” ภูมินทร์พยักหน้าให้คม คมค่อยๆ วางปืนลงพื้น ลูกน้องทุกคนค่อยๆ ทำตามคม
       “แล้วก็ถอยออกไป อย่าตุกติกนะ”
       คะนึงนิจเผลอมองแต่พวกคม ขยับกระบอกปืนออกห่างจากเอวภูมินทร์ ภูมินทร์ฉวยโอกาส แย่งปืน สะบัดคะนึงนิจล้มไป กล้ารีบเตะปืนจากมือภูมินทร์กระเด็น ภูมินทร์พุ่งเข้าต่อยกล้า สองคนแลกหมัดกัน ราชาวดีประคองคะนึงนิจหนีไปหลบที่มุม
       กล้าต่อยภูมินทร์เซถลาไปชนแท่นวางดาบประจุพรายล้มลง ภูมินทร์ปาดเลือดที่ไหลออกมา จ้องกล้าแววตาแค้น
       “แกกล้ามาเหยียบจมูกฉันถึงถิ่น ถ้าวันนี้แกรอดออกไปได้ อย่าเรียกฉันว่าพ่อเลี้ยงภูมินทร์”
       ภูมินทร์โมโหชักดาบ ง้างฟันกล้า แต่กล้าเบี่ยงหลบทัน คว้าเก้าอี้ขึ้นบัง ดาบฟันฉับจนเก้าอี้ขาดสองท่อน
       กล้าม้วนตัวมุดไปใต้โต๊ะอาหาร ทันใดปลายดาบก็ทะลุโต๊ะลงมา เฉียดหน้ากล้าไปหวุดหวิด ภูมินทร์อยู่บนโต๊ะ ลากปลายดาบไล่เข้าหากล้า กล้ากลิ้งตัวหลบออกมาจากใต้โต๊ะ เตะตัดขาภูมินทร์จนล้ม
       ภูมินทร์ไม่ยอมแพ้ ตวัดดาบพุ่งเข้าหา กล้าจวนตัวใช้สองมือประกบรับดาบไว้ สองคนออกแรงดันกัน
       แววตาภูมินทร์กร้าว เหมือนขาดสติ คุมตัวเองไม่ได้ ราชาวดีกับคะนึงนิจได้แต่มองลุ้น คะนึงนิจห่วงกล้า คว้าของใกล้มือปาใส่ภูมินทร์ ภูมินทร์เบี่ยงหลบกล้าจึงได้โอกาสถีบภูมินทร์กระเด็นไป คว้าโต๊ะตัวเดิมทุ่มใส่ ภูมินทร์ใช้ดาบฟันโต๊ะแตกกระจุย ภูมินทร์ยิ่งฮึกเหิมกับพลังของดาบ
      
       จังหวะนั้นภูมินทร์เห็นอักขระสีเลือดบนดาบเรืองแสงขึ้นแว้บนึง กล้าฉวยโอกาสที่ทุกคนเผลอ ดึงสองสาวหนีออกไปนอกบ้าน
ตอนที่ 3
      
       กล้าฉวยโอกาสที่ทุกคนเผลอ ดึงราชาวดีกับคะนึงนิจหนีออกไปนอกบ้าน กล้าวิ่งนำราชาวดีกับคะนึงนิจออกมา
      
       “นิจพาวดีหนีไปก่อน” กล้าบอกคะนึงนิจ
       “พี่กล้าจะทำอะไร ทำไมเราไม่หนีไปด้วยกัน”
       “ขืนไปด้วยกันเราหนีไม่พ้นแน่ พี่จะถ่วงเวลาไว้ให้ วดีรีบไปแจ้งตำรวจ”
       “อย่างงั้นนิจขออาสาอยู่ที่นี่เอง พี่ภูไม่ทำอะไรนิจหรอก”
       กล้าเห็นภูมินทร์กับพวกตามมา
       “อย่ามัวเสียเวลาน่า รีบไป” กล้าจับแขนคะนึงนิจ “พี่ฝากวดีด้วยนะ”
       คะนึงนิจสบตากล้า เจ็บแปลบในใจ ฝืนพยักหน้า กล้ารีบผลักสองสาวไป สองสาวหันกลับมามอง เป็นห่วง คะนึงนิจตัดใจรีบลากราชาวดีออกไป ภูมินทร์เห็นสองสาวหนีไป
       “พวกแกจับน้องสาวฉันกลับมาให้ได้”
       กล้าเข้าขวางพวกคมไว้ ภูมินทร์ตามมาโจมตีกล้าด้วยดาบ กล้าได้แต่ชิงจังหวะหลบแล้วตอบโต้ด้วยเท้า
       พวกคมเข้ามารุมกล้า ภูมินทร์สบโอกาสตวัดดาบฟันเต็มแรง
               “มึงตาย”
       กล้าตกใจ หลบไม่พ้น
       “อ๊าก”
       ตะกรุดสามกษัตริย์เรืองแสงขึ้นวูบนึง เสื้อกล้าขาดเป็นแนวยาว เผยให้เห็นตะกรุดที่คอชัดขึ้น กล้าจับหน้าอกตัวเองที่ถูกฟัน เข่าทรุด ภูมินทร์มองด้วยความสะใจ กล้าตายแน่ แต่แล้วก็ต้องอึ้งเมื่อเห็นกล้าค่อยๆ ลุกขึ้น งุนงงที่ตัวเองไม่เป็นอะไรเลย
       “ตะกรุดนั่นทำให้มันหนังเหนียว” คมบอกแล้วโมโห “มีของดีนักเหรอมึง! ได้” คมหยิบกระดูกหน้าผากผีตายโหงที่พกอยู่ขึ้นมา บริกรรมคาถา แล้วเป่าลง “ไอ้โหงพราย จัดการมัน”
       ทันใดควันดำก็ลอยออกจากกระดูก เห็นตาวาวสีแดงก่ำ พุ่งเข้าใส่กล้าอย่างรวดเร็ว กล้าไม่ทันว่าคาถา ได้แต่ยกมือขึ้นป้อง ตะกรุดสามกษัตริย์เรืองรองขึ้น เกิดเป็นครอบแก้วคุ้มตัวกล้าไว้ วิญญาณผีตายโหงพุ่งเข้าปะทะกับครอบแก้ว เกิดเป็นแสงจ้าและแรงสะท้อนกระจายออก ภูมินทร์ตะลึงกับอานุภาพที่ปรากฎ
       “ตะกรุดนั่น” ภูมินทร์อยากได้ตะกรุดทันที
       ผีตายโหงพุ่งมาเข้าภูมินทร์ ดาบประจุพรายในมือภูมินทร์ร่วงปักพื้น ภูมินทร์ล้มหงายตึง ตาแข็งค้าง กล้าได้สติ รีบวิ่งหนีหายไปในความมืด คมกับลูกน้องรีบเข้าไปดูนาย       
       “พ่อเลี้ยงๆๆ”
       แต่ภูมินทร์ยังตาค้าง ไม่ได้สติ
      
       เช้าวันรุ่งขึ้นที่บ้านราชาวดี คะนึงนิจเดินเข้ามาหากล้ากับราชาวดีด้วยสีหน้าเศร้า รู้สึกผิด
       “เราต้องขอโทษวดีแทนพี่ชายของเราด้วย ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเรา ถ้าเราไม่หนีพี่ภูมาที่นี่ ไม่โกหกวดี โกหกครู เรื่องร้ายๆ แบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น ถ้าวดีจะโกรธจะเกลียด เราก็เข้าใจ”
       ราชาวดีจับมือคะนึงนิจ
       “ทำไมนิจพูดแบบนั้นล่ะ วดีจะโกรธนิจได้ยังไง”
       กล้ายังกังวลเรื่องของคะนึงนิจ
       “แล้วนี่นิจทะเลาะอะไรกับพี่ชาย ถึงขนาดต้องหนีออกจากบ้านเลยเหรอ พอจะบอกได้ไหม เผื่อพี่จะช่วยอะไรได้”
       คะนึงนิจไม่กล้าบอกความจริงที่พี่ชายทำเรื่องผิดกฎหมาย
       “พี่ภูเห็นแก่ตัว ชอบบังคับขู่เข็ญ เราทะเลาะกันเพราะพี่ภู ไม่ยอมให้นิจเรียนศิลปะ นิจเลยหนีมากรุงเทพ จนได้เจอกับวดีและครู”
       กล้าคุ้นๆ เหมือนว่าเคยเจอคะนึงนิจมาก่อนที่ไหนสักแห่ง แล้วภาพตอนที่กล้าช่วยคะนึงนิจไว้ในงานโรงเรียนก็แวบเข้ามา กล้านึกออกทันที
       “ที่แท้ เธอก็คือเด็ก คนที่มาขอให้พี่ช่วยวันนั้น มิน่าทำไมถึงคุ้นๆ มาตลอด”
       “แหม ไม่นึกออกซะชาติหน้าเลยล่ะ ใช่ วันนั้นพี่ภูตามมาเจอนิจในงานสหวิช นิจเลยต้องปลอมตัว แล้วขอให้
       พี่กล้าช่วย” คะนึงนิจสบตาราชาวดี ท่าทางจริงจัง “วดี เราจะกลับไปอยู่ที่อพาร์ทเมนท์นะ เราไม่อยากทำให้วดี
       กับครูต้องเดือดร้อนไปมากกว่านี้อีกแล้ว”
       ราชาวดีไม่ยอม รีบห้าม
       “ไม่ได้นะนิจ...มันอันตราย”
       “พี่ภูเค้าไม่ทำร้ายเราหรอกวดี เราดูแลตัวเองได้”
       กล้ายังเป็นห่วงคะนึงนิจ
       “พี่ก็ไม่เห็นด้วยนะ ที่นิจจะไปอยู่ตามลำพัง กอดปัญหาไว้คนเดียว อย่างนั้นเราจะมีเพื่อนไว้ทำไม”
       ราชาวดีพยักหน้าเห็นด้วย คะนึงนิจประทับใจกล้าแต่ก็ยังฟอร์ม
       “รู้แล้วน่า ว่าแมน แต่ตอนนี้ยังไม่อยากให้ช่วย เข้าใจมั้ย”
       “เฮ้ย ทำไมบ้านเป็นอย่างนี้วะ” ราชาวดีตกใจเสียงพ่อ กล้ารีบไปหลบข้างรั้ว ประตูบ้านเปิดออกครูเริงกุมขมับออกมา “อ้าววดี ตื่นแล้วเหรอ ทำไมข้าวของไหนบ้านมันกระจายซะขนาดนั้นล่ะ”
       “ฝีมือนังเหมียวน่ะพ่อ วดีเพิ่งไล่มันไปเมื่อกี้เอง”
       “ใช่ค่ะ ไอ้แมวขโมยนี่มันหัวดื้อจริงๆ น่าตีให้ตาย” ราชาวดีเห็นครูเริงหน้าซีดรีบเข้าไปประคอง “พ่อไม่สบายรึเปล่าหน้าซีดจัง”
       “ไม่รู้เป็นอะไรเหมือนกัน พ่อวาดรูปอยู่ดีๆ จู่ๆ ก็หลับไป พอตื่นมามันก็มึนๆ หัว”
       “งั้นพ่อนอนพักต่อเถอะจ้ะอย่าเพิ่งลุกเลย เดี๋ยววดีชงยาหอมให้”
      
       ราชาวดีหันมองกล้าเห็นว่าปลอดภัย รีบพาครูเริงเข้าบ้าน กล้าซ่อนตัวอยู่ โล่งอกรีบหลบออกไป



       กล้าขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดหน้าบ้าน มองเสื้อที่ขาดแล้วหาเรื่องโกหก กระเต็นเดินหน้าบึ้งออกมาหากล้า
       ก่อนจะแสร้งฉีกยิ้ม
      
       “งานคงยุ่งทั้งคืนสินะ เหนื่อยมากมั้ย กินอะไรมารึยัง”
       กล้าได้แต่หลบตา
       “รถลูกค้าถูกชนหนักมาน่ะครับแม่ เลยต้องเปลี่ยนอะไหล่หลายชิ้นหน่อย นี่ผมก็ถูกอะไรไม่รู้เกี่ยวเสื้อขาดเลย”
       “เหรอ นี่แกคิดจะเลิกโกหกแม่เมื่อไหร่เฮอะ เจ้ากล้า”
       กล้าเสียววาบเมื่อเห็นสีหน้ากระเต็นเปลี่ยนไป ที่ประตูบ้านจะเห็นนุกูลค่อยๆ เดินออกมา ท่าทางกลัว ยกมือไหว้ประหลกๆ ขอโทษกล้า
       “พี่ ผมขอโทษ”
       กล้ารู้ตัวว่างานเข้าแล้ว
      
       กระเต็นเดินบ่นหน้าหงิก ขณะที่กล้ากับนุกูลนั่งจ๋อย
               “นี่ถ้าเจ้านุมันไม่มาหาแกเมื่อเช้า ป่านนี้แม่ก็ยังเป็นคนโง่ที่ถูกลูกหลอกอยู่ใช่มั้ย” กล้ากราบแม่
       “ผมขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะโกหก แค่ไม่อยากให้แม่เป็นห่วง”
       “แล้วตกลงเมื่อคืนแกไปไหนมา” กล้าเงียบ ไม่ยอมบอก “ไปบ้านเด็กผู้หญิงที่ชื่อราชาวดีมาใช่มั้ย” กล้าตกใจ
       “แม่รู้ได้ยังไงครับ”
       หล้าหันมองนุกูล นุกูลตีหน้าเศร้าผิดไปแล้ว รีบชิ่ง
       “เรื่องในครอบครัว ผมเป็นคนนอกขอตัวกลับก่อนดีกว่าครับลาล่ะครับแม่”
       นุกูลไหว้กระเต็นกับกล้าแล้วรีบออกไป กล้ามองตามเซ็ง
       “อย่าไปโกรธนุกูลเลย แม่เป็นคนบังคับให้มันเล่าเอง ทั้งเรื่องที่แกชอบผู้หญิงคนนั้น แล้วยังไปขอเรียนศิลปะกับพ่อเขาอีก จะรักใครชอบใครแม่ไม่ว่าหรอกนะ แต่ควรเลือกให้มันดีกว่านี้ นี่อะไร นัดแนะผู้ชายแล้วหายไปกันทั้งคืนแบบนี้ ผู้หญิงดีๆ เค้าไม่ทำกันหรอก”
       “แม่กำลังเข้าใจวดีผิดนะครับ ผมเป็นฝ่ายไปหาเค้าเอง เพราะมีธุระสำคัญที่ต้องคุย แต่บังเอิญเกิดเรื่องขึ้นซะก่อน” กระเต็นสงสัย “วดีถูกคนร้ายจับตัวไป ผมเลยต้องตามไปช่วยจนไม่ได้กลับบ้านเมื่อคืน”
       “กล้า กล้าทำอะไรคิดบ้างมั้ย เพื่อผู้หญิงคนเดียว ไม่เห็นจำเป็นต้องทำอะไรเสี่ยงๆ เกิดถูกทำร้ายบาดเจ็บขึ้นมา จะทำยังไง ทำไมไม่ปล่อยตำรวจเค้าจัดการ” กระเต็นโวยวาย
       “มันฉุกละหุกจนไม่ทันแจ้งความครับ แต่ตอนนี้ทุกคนก็ปลอดภัยแล้ว”
       “แม่ขอสั่งห้ามเลยนะ ไม่ต้องไปยุ่งกับผู้หญิงคนนี้อีก แกกำลังจะบวชอยู่แล้ว อย่าให้มีมารมาผจญ”
       “แต่ผมยังไม่พร้อมที่จะบวช” กล้าตัดสินใจบอกออกมา
       “เพราะผู้หญิงคนนี้ใช่มั้ย ยังไงแกก็ต้องบวช ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่พร้อม “
       “แม่จะให้ผมบวชเพราะเชื่อเรื่องเบญจเพศ แต่ผมไม่เชื่อ คนเราฝืนดวงชะตาได้ ผมมีสองมือที่จะกำหนดชีวิตตัวเอง” กล้าเถียง กระเต็นถึงกับอึ้ง
       “กล้า”
       “ถ้าผมต้องมีอันเป็นไปจริง ผมก็คงหลีกเลี่ยงชะตากรรมไม่พ้น เวลาที่เหลือ ผมขอเลือกเผชิญหน้ากับมันทำในสิ่งที่ผมเชื่อ ดีกว่าอยู่อย่างหวาดกลัวแบบนี้”
       แต่กระเต็นไม่ยอมเหมือนกัน
       “แกจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แม่ไม่ห้าม แต่เรื่องบวชแกรับปากแม่แล้ว ลูกผู้ชาย สัญญาแล้วก็ต้องทำให้ได้”
      
       กระเต็นออกไปทันที ปล่อยให้กล้าเครียดอยู่ตามลำพัง
      
       ขึ้นตอน 3
       ในนิมิตรของหาญ หาญเห็นขุนโชติจ้องมองด้วยแววตาโกรธแค้น
       “ข้าจักเอาเลือดหัวเอ็ง มาล้างตีนข้า ไอ้หลวงณรงค์”
       ขุนโชติตวัดดาบฟัน
       หาญลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิ สีหน้างุนงง แปลกใจที่เห็นขุนโชติซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อน หาญสังหรณ์ใจไม่ดี         “มันเป็นใครกัน”
       ทันใดเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น หาญไปเปิด เป็นกระเต็นที่ก้าวเข้าห้องมาสีหน้าเครียด
       “หนูมีเรื่องร้อนใจ เกี่ยวกับกล้า”
       “เจ้ากล้า ทำไม”
       “หนูรู้แล้วว่าทำไมกล้าไม่อยากบวช ตอนนี้กล้าไปหลงรักรุ่นน้องที่สหวิชค่ะ”
       หาญเองก็หนักใจ แต่พยายามปลอบกระเต็นไม่ให้คิดมาก
       “ใจเย็นๆ กระเต็น มันเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ยังเวียนว่ายในกิเลส บางทีถ้าเราหาที่ที่สงบให้เขาอยู่ ใจกล้าอาจจะสงบลง”
      
       จากคำแนะนำของหาญ กระเด็นจึงพากล้ามาพบเจ้าอาวาสที่วัด กล้ากับกระเต็นกราบเจ้าอาวาส
       “ขอบพระคุณหลวงพ่อนะเจ้าคะ ที่เมตตาให้กล้าพักอยู่ที่นี่”
       “คนกำลังจะบวชพักอยู่ที่วัดก็ดีแล้ว จะได้ฝึกปฏิบัติกิจของสงฆ์ไปด้วย เดี๋ยวโยมตามอาตมาไปที่กุฏินะ
       กล้าในชุดนุ่งขาวสำรวม แม้ในใจจะยังไม่อยากบวชก็ตาม” เจ้าอาวาสบอกกล้า
       “ครับหลวงพ่อ”
       หาญที่แอบมองจากมุมนึง เห็นหลวงพ่อเดินออกมาจากโบสถ์ กระเต็นเดินคุยออกมากับลูกชาย
       “แล้วแม่จะแวะมาหาบ่อยๆ ตั้งใจท่องขานนาค หลวงพ่อท่านสั่งท่านสอนอะไรก็ตั้งใจเรียนรู้ อย่าทำให้แม่ผิดหวังอีกนะกล้า”
       กล้าไม่เต็มใจนักแต่ก็รับคำ       
       “ครับแม่”
       กล้ารู้สึกตัวว่ามีใครจ้องมองอยู่ หันขวับมองรอบๆ อย่างระวัง
       “มีอะไร”
       กล้าไม่พบอะไรที่ผิดสังเกต
       “เปล่าครับ แค่รู้สึกเหมือนมีใครอีกคนอยู่แถวนี้”
       “ใครที่ไหน ไม่มีซะหน่อย ไปได้แล้ว หลวงพ่อท่านจะรอ”
       กล้าไหว้กระเต็นแล้วออกไป หาญจึงออกจากที่ซ่อนมาสมทบกับกระเต็น
       “ที่นี่จะปลอดภัยสำหรับกล้า ใช่มั้ยคะ”
       “ไม่มีที่ไหนปลอดภัยจากวิบากกรรมที่เคยทำหรอก แต่อย่างน้อยกุศลกรรมที่ได้รับใช้พระศาสนา คงจะช่วย
       คุ้มครองกล้าได้ ระหว่างนี้เราควรสืบข่าวไอ้ทิวให้รู้แน่ชัดว่ามันตายรึยัง ถ้ามันยังอยู่ เอ็งก็ต้องระวังตัวเช่นกัน”
      
       “หนูไม่กลัวหรอกค่ะ ขอให้กล้าปลอดภัย หนูยินดีแลกชีวิตกับมัน”



       รถตู้วิ่งมาตามถนนในกรุงเทพ คนขับรถตู้ขับมาอย่างกลัวๆ เหลือบมองข้างหลังซึ่งขุนโชติ เสือดำ และเสือไท นั่งอยู่กับพื้น หลับตานิ่ง บรรยากาศท้ายรถมืดสลัว
      
       เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ทั้งสามเดินมาที่ท้องถนนเปลี่ยว
       “นั่นแสงไฟ”
       “มันพุ่งมาทางนี้ หรือจะเป็นผีพุ่งใต้ ระวังนะพี่โชติ”
       ทั้งหมดกระชับอาวุธ ชายชาวบ้านขี่มอเตอร์ไซด์มาใกล้ชะลอเห็นทั้งสามยืนจังก้าดูน่ากลัว
       “จ๊าก ผีหลอก”
       ชายหักมอเตอร์ไซด์ลงข้างทาง กลิ้งไปคอหักตาย ขุนโชติกับพวกมองตกใจ ขุนโชติเดินเข้าไปดู เอาดาบเคาะมอเตอร์ไซด์ เสือดำ เสือไทเข้าไปดูศพ
       “คนผู้นี้ตายแล้วพี่”
       “มันแต่งตัวประหลาดนัก”
       “ของสิ่งนี้ยิ่งประหลาดกว่า พวกเอ็งมาดู”
       แสงไฟจากรถตู้ สาดมาแต่ไกล
       “โน่น พี่โชติ มันมาอีกแล้ว”
       ขุนโชติว่าคาถาแล้วยกมือ รถตู้เบรคเอี๊ยด คนขับหัวโขกกระจก
       “โอ๊ย อะไรวะ”
       คนขับเห็นทั้งสามยืนอยู่เป็นซิลุเอท เปิดประตูรถจะลง แต่ขวานมาจ่อคอแล้ว เสือไทกระชากคนขับลงมาจากรถ
       “เฮ้ย อย่าทำอะไรฉันนะ จะเอาอะไรก็เอาไปเลย”
       “บอกมา เอ็งใช้คาถาอะไรบังคับ ไอ้ตัวประหลาดนี้”
       คนขับตาเหลือก มองสามคนอย่างหวาดกลัว ตัวสั่น ปากสั่น
       “นี่มันรถยนต์ ใช้น้ำมัน ไม่มีได้ใช้คาถาอะไรทั้งนั้น”
       “รถยนต์? น้ำมันอะไรวะ ไม่รู้เรื่อง”
       “มันจะเหมือนเรือกลไฟที่เราเคยเห็นหรือเปล่า”
       “จะอะไรก็ช่าง พวกข้าจะไปตามล่าตัวศัตรูที่พระนคร ถ้าเอ็งไม่อยากตายก็พาพวกข้าไป”
       “พระนคร กรุงเทพน่ะเหรอ”
      
       กลับมาปัจจุบัน รถตู้จอดอยู่มุมหนึ่งของอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ขุนโชติและสมุนลืมตาตื่นขึ้น
       “ไอ้เกวียนเหล็กนี้มันมิได้วิ่งแล้ว”
       “แสดงว่าเรามาถึงพระนครแล้วรึพี่โชติ”
       ประตูรถถูกล็อกอยู่เสียงคาถาสะเดาะห์กลอนดังขึ้น สักพักตัวล็อกก็เด้งขึ้น ปลดล็อกเอง ประตูรถเลื่อนเปิดออกเองด้วยคาถา ทั้งสามเสือมุดกันออกมาจากรถตู้ มองแล้วอึ้ง
       “นี่หรือพระนคร”
       ทั้งสามเจออนุสาวรีย์ตระหง่าน ทั้งสามตกใจกระชับอาวุธ
       “อะไรกันนั่น”
       “มีแต่เกวียนเหล็ก เต็มไปหมด”
       “หรือมันเป็นภาพลวงตา มีคนใช้อาคมกับเรา”
       เสือดำวิ่งไปดูที่คนขับ
       “คนผู้นั้นมันหนีไปแล้ว”
       “บัดซบ”
       เสียงตำรวจดังขึ้น
       “นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ มอบตัววางอาวุธ”
       ตำรวจ 4-5 นาย พร้อมอาวุธปืนในมือ ล้อมอยู่ด้านท้ายรถที่จอดไกลออกไป ร.ต.อ. ที่เป็นหัวหน้าชุดตะโกนสั่ง
       “บอกให้วางอาวุธแล้วยกมือขึ้น”
       “มันพูดไม่รู้เรื่องหรอกครับ ผมว่าพวกมันต้องเล่นของจนเป็นบ้า” คนขับบอกกับตำรวจ
       ขุนโชติ เสือดำ และเสือไทยืนตระหง่านอยู่ แปลกใจ
       “มันบอกให้เราวางอาวุธ รึจะเป็นคนของหลวง”
       “พวกไอ้หลวงณรงค์”
       “พวกแกมอบตัวซะ แล้วก็คืนดาบเล่มนั้นกับวัตุโบราณอื่นๆ ที่ขโมยไป มา”
       “ข้าต้องการเจอหลวงณรงค์ ไปพามันมาพบข้าที่นี่” ขุนโชติบอก
       “หลวงเหลิงอะไร เขาฉลองกรุงเทพสองร้อยปีกันแล้ว” ทั้งสามโจรอึ้งแต่ไม่เชื่อ “พวกแกอย่าแกล้งทำเป็นบ้าตบตาเลย ยังไงก็ถูกจับเข้าตารางอยู่ดี”
       “ข้าไม่ใช่ขโมย ข้าเป็นโจร ปล้น ฆ่า” ขุนโชติชักดาบออก เดินเข้าหา
       “วางอาวุธแล้วหยุดอยู่ตรงนั้น”
       ขุนโชติไม่ฟังเสียงวิ่งเข้าฟันตำรวจนายหนึ่งล้ม ตำรวจต่างระดมยิงสกัด แต่กระสุนกลับไม่ระคายผิวขุนโจรทั้ง
       สาม ตำรวจต่างตกใจ ทั้งสามโจรพุ่งเข้าโจมตีต่อ ตำรวจและเจ้าหน้าที่ถูกฆ่าตายหมด ขุนโชติจับร.ต.อ.เป็นตัวประกัน       
       “เอ็งจงพาข้าไปหาไอ้หลวงณรงค์”
       ร.ต.อ.เอาตัวรอด
       “ได้ ฉันจะพาแกไปหาหลวงณรงค์ แต่แกใจเย็นแล้ววางดาบก่อน”
       เสียงเฮลิคอปเตอร์บินมาโดยบังเอิญ จะไปลงที่กรมทหารแถวนั้น ดัง พวกขุนโชติแหงนมอง
       “เฮ้ย นั่นมันตัวอะไรพี่โชติ”
       ร.ต.อ.เห็นทีเผลอ ถองแล้วสะบัดตัวหลุด ขุนโชติ วิ่งตามฟันฉับเข้ากลางหลัง ร.ต.อ.ล้มลง
       “เอาไงดีพี่ ข้าว่ามันทะแม่งๆ ตั้งแต่นั่งไอ้เกวียนประหลาดนี้มาแล้ว”
       “ข้าก็ไม่รู้ แต่ควรถอยไปตั้งหลักก่อน”
       ขุนโชติว่าคาถาย่นระยะ มวลอากาศเปิดออกเป็นช่อง
      
       ทั้งสามโจรหนีหายไป ร.ต.อ.จ้องมองอยู่ด้วยความประหลาดใจก่อนจะสลบไป



       สุพจน์นั่งคุยอยู่กับกระเต็นที่โซฟา กระเต็นมีท่าทางเป็นกังวล
      
               “ดิฉันได้ฟังข่าว ที่ตำรวจชุดจับกุมถูกฆ่าแล้ว มันอุกอาจมาก จะใช่ไอ้ทิวรึเปล่าคะคุณพจน์”
       หาญกลับมาจากข้างนอกพอดี ได้ยินชื่อไอ้ทิว จึงแอบฟัง
               “จากพยานและหลักฐานก็ยังระบุไม่ได้เหมือนกันครับว่าใช่ไอ้ทิวมั้ย พวกมันมีกัน 3 คน ขโมยดาบโบราณ
       จากพิพิธภัณฑ์แล้วปล้นรถชาวบ้านมา”
       “งั้นก็ไม่น่าใช่ คงเป็นโจรธรรมดามากกว่า” กระเต็นปลอบใจตัวเอง
       “แต่ตำรวจที่รอดตายบอกว่า พวกมันยิงไม่เข้า และยังหายตัวได้ด้วย”
       หาญที่แอบฟังอยู่ตกใจ
       “แสดงว่าพวกมันต้องมีวิชาอาคม”
       สุพจน์เห็นสีหน้ากระเต็นเครียดขึ้นอีก
       “อย่ากังวลเลยครับ ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรคุณได้ ครอบครัวของเพชรก็เหมือนครอบครัวของผม” กระเต็นยิ้มรับ       
       “ขอบคุณมากนะคะคุณพจน์ คุณเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของครอบครัวเรา” สุพจน์ผิดหวัง แต่ซ่อนความรู้สึก กระเต็นนึกได้ รีบเปลี่ยนเรื่อง “เอาอย่างนี้ได้มั้ยคะ ดิฉันอยากขอพบตำรวจคนนั้นสักครั้ง อย่างน้อยดิฉันก็เคยประมือกับไอ้ทิวมาแล้ว ถ้าได้คุยรายละเอียดมากขึ้น ดิฉันน่าจะระบุได้ว่าคนร้ายเป็นไอ้ทิวรึเปล่า”
       “ได้สิครับ ผมจะรีบไปจัดการให้ ถือว่าช่วยทางการด้วย”
       สุพจน์ลากลับไป กระเต็นมองตามเครียด หาญออกมาสมทบ
       “พ่อหาญคงได้ยินหมดแล้ว” หาญพยักหน้ารับ “พ่อหาญคิดว่าคนร้ายจะเป็นไอ้ทิวรึเปล่าคะ”
       ภาพขุนโชติที่หาญเห็นในนิมิตรเข้ามา
       “จะใช่หรือไม่ใช่ เราก็ประมาทไม่ได้ เป็นไปได้ที่ไอ้ทิวจะไปตามพรรคพวกมาเพิ่ม”
       กระเต็นนึกเป็นห่วงลูกชาย
       “งั้นกล้าก็...”
       “พ่อจะคอยดูกล้าเอง เอ็งไปสืบทางตำรวจเถอะ เผื่อได้เบาะแสเพิ่มเติม”
       “ค่ะ”
       กระเต็นรีบร้อนออกไป หาญมองตามหนักใจ รู้สึกว่าภัยร้ายกำลังคืบคลานมา
      
       หาญเดินหน้าเครียดขึ้นบันไดมา กำลังจะกลับห้องก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน หาญหันไปมองจึงเห็นคะนึงนิจกับสมพรเถียงกันอยู่ มีกระเป๋าเสื้อผ้า เพลทวาดรูปวางกองที่หน้าห้อง ประตูห้องถูกคล้องสายยูไว้       
       “ล็อกห้องกันอย่างนี้ได้ไง เอากุญแจมานี่นะ”
       “ไม่ ยังไงฉันก็ไม่ให้”
       สมพรซ่อนกุญแจไว้ด้านหลัง คะนึงนิจไม่ยอมแพ้ เข้าไปกอด พยายามแย่ง แต่สมพรก็ชูกุญแจในมือออกไปสุดเหยียด หาญเข้ามาแยก
       “เดี๋ยวใจเย็นก่อน มีเรื่องอะไรกัน”
       “พี่สิงห์ ก็เด็กคนนี้ไม่จ่ายค่าเช่า สมพรเลยต้องล็อกห้องไว้ตามที่คุณนายสั่งค่ะ”
       คะนึงนิจเห็นท่าทางสมพรเกรงใจหาญ จึงหันมาอ้อนวอนขอความเห็นใจ
       “ไม่ใช่ไม่จ่าย แต่ตอนนี้หนูยังไม่มีเงิน แค่ขอความเมตตา ผลัดผ่อนไปอีกหน่อยไม่ได้เชียวเหรอ”
       “ที่ผ่านมาสองเดือนยังไม่เมตตาอีกรึไง”
       คะนึงนิจเถียงไม่ออก บีบน้ำตาแทน
       “ถ้าไล่ไปตอนนี้ คืนนี้หนูคงต้องซุกหัวนอนข้างถนน ผู้หญิงตัวเล็กๆ ลำพังคนเดียว จะเป็นตายร้ายดียังไง
       ก็คงไม่มีใครสนใจ”
       หาญรู้ทัน แต่รู้สึกถูกชะตากับคะนึงนิจ
       “เอาล่ะๆ ไม่ต้องบีบน้ำตา ไม่มีใครไล่เอ็งไปไหนหรอก”
       สมพรรีบกระซิบกับหาญ
       “คุณนายยังสงสัยว่า เด็กคนนี้จะเป็นพวกเดียวกับพวกที่มาตามอาละวาดคราวก่อนด้วยนะคะ”
       “เดี๋ยวข้าจัดการให้เอง” หาญบอกสมพรแล้วหันมาพูดกับคะนึงนิจ “เราคงมีเรื่องที่ต้องคุยกันยาว”
      
       กุญแจห้องคะนึงนิจถูกไข ประตูเปิดออก หาญเดินนำคะนึงนิจที่ถือสัมภาระเข้ามาวาง
       “สรุปว่าเอ็งชื่อคะนึงนิจ หนีออกจากบ้านที่เชียงใหม่ มาเที่ยวเร่ขายของตามลำพัง เพื่อหาเงินเรียนวาดรูป”คะนึงนิจพยักหน้ารับ “เอ็งไม่กลัวเหรอ?”
       “ไม่ค่ะ ถ้าคนเราจะต้องยืนหยัดเพื่อพิสูจน์อะไร สักอย่าง เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องไม่ท้อ” คะนึงนิจบอกอย่างมุ่งมั่น หาญมองคะนึงนิจอย่างชื่นชม คะนึงนิจยกมือไหว้ “หนูไหว้ล่ะน้า ขอร้อง ขอให้หนูอยู่ต่ออีกสักพัก ตอนนี้หนูก็พยายามหาเงินมาจ่ายค่าห้องอยู่ แต่มันยังไม่พอจริงๆ”
       “แล้วพวกที่ตามหาตัวเอ็งล่ะ”
       “พวกนั้นเป็นคนของพี่ชายหนูเอง เราไม่ลงรอยกัน เขาไม่อยากให้หนูเรียนศิลปะ แต่หนูสัญญานะคะ ว่าจะไม่ให้คนพวกนั้น มาสร้างความเดือดร้อนที่นี่เด็ดขาด”
       หาญสงสารและเห็นใจคะนึงนิจ
       “ข้าเชื่อที่เอ็งพูด” คะนึงนิจเริ่มมีรอยยิ้ม “แต่การที่เอ็งหนีออกจากบ้านมาเร่ร่อนคนเดียว มันไม่ถูกต้องข้าไม่เห็นด้วย” คะนึงนิจหน้าเสีย สบตาหาญ “เอาเถอะ เห็นแก่ความมุ่งมั่นของเอ็ง ข้าจะช่วยพูดกับเจ้าของที่นี่ ให้เอ็งอยู่ต่อ”
       คะนึงนิจดีใจ กระโดดตัวลอย
       “ไชโย ขอบคุณนะน้า” คะนึงนิจจะเข้ามากอดหาญ แต่นึกได้เปลี่ยนเป็นไหว้แทน “หนูขอบพระคุณน้ามาก”
       หาญขำท่าทางของคะนึงนิจ อมยิ้มนิดๆ พร้อมพยักหน้าให้
      
       ที่บ้านภูมินทร์ ภูมินทร์ถูกผีเข้า สภาพโทรม หน้าตาซีดเผือด ตาโหล สภาพห้องเละข้าวของกระจัดกระจาย
       ภูมินทร์บ้าคลั่ง ถีบประตู
       “ปล่อยกู ขังกูทำไม ปล่อยกู” ที่หน้าของภูมิทร์จะเห็นหน้าผีผู้ชายสีหน้าโกรธขึ้งซ้อนขึ้นมา “พวกมึงต้องตาย กูจะฆ่าพวกมึงให้หมด”
       เสี่ยไพบูลย์ คม และเหล็ง ยืนอยู่หน้าห้อง ทั้งหมดหน้าเครียด
       “ไม่ได้การ พ่อเลี้ยงเป็นแบบนี้ มีคนเดียวเท่านั้นที่รักษาได้”
      
       คมสงสัยว่าเป็นใคร
       ที่ตำหนักอาจารย์ยอด อาจารย์ยอดเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยสัก คอห้อยประคำ ยืนอยู่ที่ริมน้ำ ในมือกำปลัดขิก 5 อัน สวดคาถาปลุกปลัดขิกฟังไม่ได้ศัพท์ แล้วเป่ามนต์ลงไปแสงสีแดงเรืองขึ้นที่กำปั้น
      
       ก่อนจะสะบัดมือขว้างปลัดขิกลงน้ำปลัดขิกจมหายไปทั้งที่เป็นไม้ ปากอาจารย์ยอดว่าคาถาเสียงดังก้องไม่ได้ศัพท์
       ที่ผิวน้ำจะเห็นปลัดขิกทั้งหมด ว่ายวนไปมาเหมือนปลา ลมพายุบริเวณรอบๆ พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ลูกศิษย์ที่ยืนมองอยู่ ต่างมองดูกันตาค้าง
       อาจารย์ยอดว่าคาถาจบ พร้อมกับเอาไม้ครู(ตะพดสั้น) ชี้ไปที่พานซึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างหน้าตนจะเห็นว่าปลัดขิกทั้งหมดลอยคว้างขึ้นจากน้ำ ลงมาอยู่ในพานทันที ลูกศิษย์ทั้งหมดอึ้ง นั่งลง ยกมือไหว้อาจารย์ยอดกันใหญ่
       อาจารย์ยอดมองเหล่าลูกศิษย์อย่างพอใจ ชอบที่มีคนกราบไหว้บูชาตน
       เหล็งเข้ามาหาอาจารย์ยอดอย่างรีบนร้อน
       “เสี่ยไพบูลย์มีเรื่องเดือดร้อนสินะ”
       “คะ...ครับ อาจารย์ยอด”
      
       อาจารย์ยอดยืนอยู่หน้าห้องภูมินทร์ ระตูห้องถูกทุบเสียงดังลั่นตลอดเวลา
       “ปล่อยกู กูบอกให้ปล่อย ปล่อยกู”
       อาจารย์ยอดรู้ทันที หันถามเสี่ยไพบูลย์
       “ใครเอาไอ้โหงพรายตนนี้มา”
       คมรีบสารภาพ
       “ผมเองครับ มีคนเอาปั้นเหน่งผีตายโหงมาให้ แต่ผมไม่นึกว่ามันจะเป็นแบบนี้”
       “เปิดประตู ข้าจะกำราบมันเอง”
       “แต่...”
       “เปิด”
       คมขยับเข้าไปที่ประตูห้อง เสี่ยไพบูลย์ เหล็ง และพวกที่เหลือต่างแหยง พากันขยับหนีไปหลบ
       คมกลั้นใจ ปลดล็อคสายยูออก ทันใดนั้นเอง ภูมินทร์ที่ถูกผีเข้าสิงก็ถีบประตูผัวะออกมา คมโดนประตูผงะหงายไป
       ภูมินทร์ที่ตาเป็นสีแดงก่ำ มองไปรอบๆ อย่างคุ้มคลั่ง แล้วพุ่งเข้าไปบีบคอเสี่ยไพบูลย์
       เสี่ยไพบูลย์ดิ้นพราดๆ หายใจไม่ออก แต่ไม่มีใครกล้าช่วย ต่างกลัวกันหมด อาจารย์ยอดเห็นก็ตรงเข้าไปเอาไม้ครู (ไม้ตะพดสั้น) ฟาด ภูมินทร์โมโห ปล่อยเสี่ยไพบูลย์ปรี่เข้ามาจะทำร้าย บีบคออาจารย์ยอดบ้าง อาจารย์ยอดไม่กลัว ใช้ตะพดจี้ที่หน้าผาก แล้วเขียนยันต์ด้วยความรวดเร็ว ยันต์ที่ถูกเขียนลากไปเป็นหน้าผากด้วยแสงเรืองสีขาววูบนึง ซึมเข้าหัวไป ภูมินทร์ชะงักนิ่ง ตาค้าง       
       “อ๊าก”
       เสียงผีผู้ชายดังก้องโหยหวน ภูมินทร์สลบไป
      
       เมื่อภูมินทร์ฟื้นคืนสติดีแล้ว
       “ขอบใจอาจารย์ยอดมาก เด็กผมมันไม่ได้ความ ก่อเรื่องให้ต้องเดือดร้อนกันไปหมด” ภูมินทร์เหลือบไปมอง ดุคม คมจ๋อย ภูมินทร์ยื่นซองเงินปึกใหญ่วางหน้าอาจารย์ยอด “นี่ ถือว่าเป็นสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ”
       อาจารย์ยอดรับมา ใส่ย่ามของตัวเอง ชอบใจ
       “ช่วยกันได้ก็ช่วยกัน ข้าทนเห็นคนเดือดร้อนไม่ได้อยู่แล้ว”
       เสี่ยไพบูลย์รีบบอกภูมินทร์
       “พ่อเลี้ยงรู้ไหม ว่าฝีมือของอาจารย์ยอดหาใครเทียบได้ยาก ของเก่าโบราณที่ผมหามาได้ ก็ได้อาจารย์ยอดนี่แหละช่วยล้างอาถรรพ์ ล้างมนต์สะกดให้ รับรองไม่มีวิญญาณหรือคำส่งคำสาปอะไรแน่นอน”
       “แบบนี้นี่เอง”
       “แต่เคราะห์ของเอ็งยังไม่หมด พ่อเลี้ยง ดวงเอ็งกำลังตก ต้องหาคนดีมีวิชาไว้ช่วย เลิกหยิ่งจองหองซะ”
       ภูมินทร์ไม่พอใจฝืนยิ้ม
       “อาจารย์ ผมก็ไม่ได้หยิ่งอะไร คนเล่นของต้องมีกฏโน่นนี่ แต่ตัวผมน่ะชอบจะอยู่เหนือกฏเกณฑ์ซะมากกว่า”
       “ข้าไม่ได้บอกให้เอ็งเล่นของ แค่เอ็งกราบเป็นศิษย์ของข้า รับรองอยากได้อะไรจะได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเงิน อำนาจ บารมี ผู้หญิง”
       เสี่ยไพบูลย์สนับสนุนทันที
       “เอาเลยพ่อเลี้ยง อาจารย์ไม่เคยพูดกับใครแบบนี้มาก่อนเลย”
       ภูมินทร์ไม่อยากทำ เพราะคนอย่างตนไม่จำเป็นต้องกราบไหว้ใคร อาจารย์ยอดหรี่ตามองภูมินทร์
       “ไม่จำเป็น ผมสะดวกใจที่จะทำทุกอย่างให้เป็นธุรกิจมากกว่า”
       อาจารย์ยอดโมโห ลุกขึ้น จ้องภูมินทร์ ภูมินทร์มองตอบไม่สะทกสะท้านใดๆ อาจารย์ยอดเดินออกไป       
       “โธ่ พ่อเลี้ยง” เสี่ยไพบูลย์รีบตามอาจารย์ยอดไป “อาจารย์ครับอาจารย์”
       เหล็งเดินตามเสี่ยไพบูลย์กลับไป
       “หึ คิดเหรอว่าคนอย่างฉันจะก้มหัวให้ใคร”
       ภูมินทร์นั่งสะใจ ส่วนคมเสียดายเพราะชอบเรื่องทางนี้อยู่เป็นทุน
      
       กล้านุ่งขาวห่มขาวกำลังกวาดใบไม้ที่ลานวัดอยู่ สีหน้าไม่ค่อยสบายใจ กล้าคิดถึงตอนที่เถียงกับแม่
       “แม่จะให้ผมบวชเพราะเชื่อเรื่องเบญจเพศ แต่ผมไม่เชื่อ คนเราฝืนดวงชะตาได้ ผมมีสองมือที่จะกำหนดชีวิตตัวเอง”
       “กล้า”
       “ถ้าผมต้องมีอันเป็นไปจริง ผมก็คงหลีกเลี่ยงชะตากรรมไม่พ้น เวลาที่เหลือ ผมขอเลือกเผชิญหน้ากับมันทำในสิ่งที่ผมเชื่อ ดีกว่าอยู่อย่างหวาดกลัวแบบนี้”
       แต่กระเต็นไม่ยอมเหมือนกัน
       “แกจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แม่ไม่ห้าม แต่เรื่องบวชแกรับปากแม่แล้ว ลูกผู้ชาย สัญญาแล้วก็ต้องทำให้ได้”
      
       กล้าถอนใจ ไม่ชอบเลยที่ต้องมาบวชแบบถูกบังคับอย่างนี้ เหมือนมีใครกำลังแอบจ้องมองกล้าอยู่



       กล้ารู้สึกตัวหันขวับมองไปทันที กล้าเห็นคนหลบไปอีกทาง กล้ารีบวิ่งตามออกไป
       กล้าวิ่งตามเข้ามาที่หน้าโบสถ์ มองหาแต่ไม่เห็น เห็นแต่ประตูโบสถ์แง้มอยู่ กล้าคิดว่าต้องเป็นขโมยแน่ รีบตามเข้าไปดูในโบสถ์ทันที
       กล้าเข้ามาในโบสถ์เงียบๆ มองไปที่หลังพระประธาน หวังจะจับตัวให้ได้ กล้าถึงหลังพระประธาน โผล่พรวด พร้อมง้างไม้กวาดจะฟาด แต่แล้วต้องชะงัก เพราะไม่เห็นใคร
       “เป็นไปได้ยังไง”
       กล้าออกมามองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นใคร เพราะหาญกำบังกายหูทัดใบพลู ยืนอยู่ที่มุมหนึ่ง กล้าเดินผ่านหน้าหาญไป หาญออกจากกำบังกาย มองหลาน โล่งอกที่กำบังกายทัน
      
       ที่หน้ากุฏิเจ้าอาวาส กล้าบอกเจ้าอาวาสอย่าง ร้อนใจ
       “มันต้องเป็นพวกโจรที่คิดมาขโมยของในวัดแน่ๆ ครับหลวงพ่อ” เจ้าอาวาสคิดตาม        “ผมว่าเราน่าจะจัดเวรยามให้แน่นหนา มันอาจมาดูลาดเลากันไว้ก่อน เรื่องนี้ให้ผมช่วยด้วยนะครับหลวงพ่อ”
       เจ้าอาวาสยิ้ม
       “ขอบใจนะโยมกล้า แต่อาตมาคิดว่าโยมควรตั้งใจปฏิบัติธรรม เตรียมตัวบวชเรียนจะดีกว่า ส่วนเรื่องขโมยน่ะอาตมาจะจัดการเอง”
       “แต่”
       “เชื่ออาตมา โยมกลับไปฝึกท่องขานนาคเถอะ”
       “ครับ หลวงพ่อ”
       กล้าไหว้หลวงพ่อ แล้วจำใจต้องกลับออกไป เจ้าอาวาสรู้ว่าหาญดูอยู่
       “ออกมาเถอะโยมพี่”
       หาญออกจากกำบังกาย เดินเข้ามา ไหว้เจ้าอาวาสซึ่งเจ้าอาวาสเคยเป็นพระรุ่นน้องของหาญ
       “ต้องขอโทษท่านจริงๆ”
       “โยมพี่คงเป็นห่วงหลานมากอาตมาเข้าใจ แต่การทำเช่นนี้รังแต่จะสร้างความวุ่นวายใจให้แก่เขาเสียมากกว่า”
       หาญคิดตาม
      
       ร่องสวน ริมคลอง เงาหน้าขุนโชติอยู่ในน้ำกำลังจ้องดูตัวเองแววตาเครียด ขุนโชติคิดถึงเหตุการณ์ตอน
       ที่ตำรวจล้อมจับ / ขุนโชติเห็นเฮลิคอปเตอร์ / ตำรวจบอกฉลองกรุงเทพสองร้อยปีแล้ว/ อนุเสารีย์ชัยสมรภูมิ...ขุนโชติ
       วักน้ำล้างหน้า ไล่ความสับสน
       บรรยากาศเงียบสงบของลำคลอง มีเรือหางยาวลำหนึ่งแล่นลอดใต้สะพานผ่านไป เสือดำกับเสือไทโผล่จากพกหญ้าริมตลิ่งแอบมอง
       “เหตุใดทุกอย่างมันถึงดูแปลกหูแปลกตาเยี่ยงนี้วะไอ้ดำ ข้างงไปหมดแล้ว”
       “รึว่า เอ็งกับข้าจักอยู่ในย่านฝรั่งที่เขาร่ำลือกัน”
       ขุนโชติตามมาสมทบ แววตาแค้น       
       “มิใช่ดอก ไอ้หลวงณรงค์มันสะกดวิญญาณพวกเอ็งกับข้าไว้ในถ้ำ นานสักกี่ปีก็ไม่รู้ได้ ข้าต้องหาคนที่จักแจ้งเรื่องนี้ให้กระจ่าง”
       มีเสียงฝีเท้าคนเดินแว่วมา พวกขุนโชติรีบหาที่ซ่อน กระถิน เด็กผู้หญิงท่าทางฉลาด ประมาณชั้น ป.6 ชุดนักเรียนซ่อมซ่อ กระเป๋านักเรียนขาดวิ่น เดินข้ามสะพานมา ในมือมีห่อข้าวสองห่อ ทันใดขุนโชติก็โผล่ออกมาขวางหน้าไว้ กระถินจ้องมองตกใจ
      
       ขุนโชติกับสมุนทั้งสองนั่งกินข้าวในห่ออย่างหิวโหย กระถินยืนมองอยู่ๆใกล้ๆ ด้วยความสงสาร ขุนโชติยังสีหน้าเครียดอยู่       
       “ขอบใจเอ็งมากนังหนู ที่มีน้ำใจกับพวกข้า” กระถินยิ้มให้
       “ไม่เป็นไรจ๊ะ เราคนจนเหมือนกัน หนูสงสารพวกลุง พวกลุงคงไม่มีบ้านอยู่ พอดีวันนี้ป้าในตลาดแบ่งข้าว
       มาให้เยอะซะด้วย” กระถินมองขุนโขติกับลูกน้องอย่างพิจารณา “พวกลุงแต่งตัวแปลกๆ นะ เหมือนในหนังสือเลย”
       กระถินหยิบหนังสือเรียนในกระเป๋ามาเปิดให้ดู “นี่ไงจ้ะ” ภาพในหนังสือเป็นภาพวาดชาวบ้านบางระจัน “คนนี้นายจัน หนวดเขี้ยว คนนี้นายทองเหม็น ชาวบ้านบางระจัน อยุธยา มีดาบเหมือนลุงด้วย”
       “ไม่ใช่ดอกนังหนู พวกข้าเป็นโจ...” ขุนโชติจะบอกว่าเป็นจารแต่นึกได้ “พวกข้าอยู่ในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง”
       “พระพุทธเจ้าหลวง ก็รัชกาลที่ห้าสิ ลุงอย่ามาอำหนูน่า หนูเรียนหนังสือนะ ตอนนี้รัชกาลที่เก้าแล้วนะลุง”
       ทั้งสามโจรสบตากันอึ้ง
       “จริงรึนังหนู เอ็งไม่ได้หลอกพวกข้านะ”
       กระถินพยักหน้ารับ
       “จริงสิจ๊ะ...รัชกาลที่ห้า พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่หก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่เจ็ด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว”
       “พอได้แล้วนังหนู” กระถินชะงัก “นี่มันผ่านมากี่สิบปีแล้ว”
       “ปีนี้เค้าฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบสองร้อยปีกันใหญ่โต ถ้าพวกลุงอยู่สมัยรัชกาลที่ห้าจริง โอ้โห ตอนนี้อายุพวกลุงก็เป็นร้อยปีเลยนะ”
       ทั้งสามเสือได้ฟังถึงกับช๊อก
       “ร้อยปี ร้อยปีเชียวรึ”
       ขุนโชติรู้ว่าความหวังที่จะแก้แค้นศัตรูพังลงแล้ว โมโหจนพูดอะไรไม่ออก
               “ลุง ลุงเป็นอะไรไป”
       ขุนโชติไม่ได้ยิน แต่กลับเดินไร้สติออกไป
       “พี่โชติ”
      
       ขุนโชติเดินขึ้นสะพานมาหยุดกลางสะพาน แววตาแดงกล่ำ อัดอั้นเพราะความเจ็บแค้น
       “นี่ข้าตายไปแล้วร้อยปีจริงรึ แล้วข้าจะฟื้นขึ้นมาล้างแค้นกับผู้ใด ไอ้หลวงณรงค์” ขุนโชติกำดาบในมือแน่น นึกถึงตอนที่ถูกหลวงณรงค์ฆ่า ขุนโชติมองไปเบื้องหน้า ไฟแค้นสุมอก
      
       “ข้าขอสาบาน ต่อให้เอ็งไม่อยู่บนแผ่นดินนี้แล้ว ลูกเอ็งหลานเอ็ง ก็ต้องชดใช้กรรมที่เอ็งทำไว้กับข้าอย่างสาสม”



       วันต่อมาครูเริงพาภูมินทร์กับคมเข้ามาในบ้าน
      
       “เชิญนั่งก่อนครับ”
       ภูมินทร์นั่ง แต่คมยืนคุมข้างหลัง ภูมินทร์มองภาพเขียนที่ประดับอยู่ตามผนังในบ้าน ทำพูดเอาใจชื่นชม
               “ผมได้ข่าวจากเพื่อนฝูง ว่างานของครูมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร มารบกวนถึงบ้านแบบนี้ หวังว่าครูคงไม่ว่าอะไรนะครับ”
               ครูเริงตอบรับแบบไว้เชิง
       “ไม่เป็นไรครับ ตัวผมยินดีต้อนรับคนที่เห็นค่าของงานศิลปะอย่างแท้จริงเสมอ”
       ราชาวดีลงมาจากข้างบน เห็นภูมินทร์ยิ้มให้ก็อึ้ง
       “คุณ”
       “วดี นี่คุณภูมินทร์ ไพรพญา เค้ามาขอชมงานของพ่อเดี๋ยวเอาน้ำมาให้แขกด้วยนะ”
       ครูเริงแนะนำ ราชาวดีหน้าซีดกลัวพ่อจะรู้เรื่องลักพาตัว
       “ค่ะพ่อ”
       “เชิญที่ห้องทำงานผมดีกว่าครับ”
       ครูเริงเดินนำพาภูมินทร์กับคมออกไป ภูมินทร์เดินตาม พอผ่านราชาวดีก็ลอบยิ้มให้ แล้วเดินผ่านไป ราชาวดียืนหน้าซีดเพราะไม่รู้ว่าภูมินทร์จะมาไม้ไหนอีก
      
       ที่ห้องทำงานครูเริง ภูมินทร์ยืนมองภาพเขียนสีน้ำมันของครูเริงที่ผนังอย่างชื่นชม       
       “งานของครูไม่ธรรมดาจริงๆ ผมชอบ ภาพนี้ ภาพนี้แล้วก็ภาพนี้ด้วย ผมให้ภาพละแสนไปเลย”
       ครูเริงมองภูมินทร์อย่างประเมิน ไม่ชอบในท่าทีโอ่รวย
       “คุณชอบมันตรงไหน?”
       ราชาวดีเดินถือแก้วน้ำเข้ามาที่ภูมินทร์พอดี ภูมินทร์ยิ้มให้แล้วรับแก้วน้ำโดยมือของภูมินทร์จับเลยไปที่มือ
       ราชาวดี ราชาวดีสะดุ้งรีบปล่อยมือ ภูมินทร์ทำไม่รู้ไม่ชี้ ครูเริงเห็น ไม่พอใจแต่ยังนิ่ง ภูมินทร์จิบน้ำแล้วตอบครูเริง       
       “ผมว่างานศิลปะก็เหมือนกับผู้หญิง” ภูมินทร์เหลือบมองไปที่ราชาวดี แล้วพูดต่อ “ชอบก็คือชอบ เราคงไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลมาอธิบายเอาเป็นว่าถ้าครูตกลงผมจะให้เด็กยกรูปไปเลย ส่วนเงิน...”
       “ผมไม่ขาย”
       ภูมินทร์ชักสีหน้า แล้วกดอารมณ์โกรธไว้
       “ผมคงให้ราคาต่ำไป เอาล่ะ งั้นรูปละสองแสน แล้วผมก็อยากได้รูปที่วางกองอยู่ตรงนั้นทั้งหมดด้วย ครูจะคิดราคาเท่าไหร่ก็ได้ ตามใจ”
       ครูเริงโมโห ไม่ชอบ
       “ผมไม่คิดจะขายรูปพวกนี้”
       ภูมินทร์ไม่พอใจ        เสียงเข้มใส่
       “นี่ผมทำอะไรให้ครูไม่พอใจรึเปล่า”
       “จริงๆ ผมจะมอบรูปให้ใครเลยก็ได้ ถ้าเขาเห็นคุณค่าของมันแต่ต้องไม่ใช่กับพวกคนรวยที่ซื้องานไว้ประดับบารมี”
       “เฮ้ย” คมจะเข้ามาเล่นงานครูเริง ภูมินทร์ยกมือห้ามคม
       “ถ้าครูคิดอย่างนั้น ผมก็เสียใจ กลับ”
       ภูมินทร์วางแก้วน้ำกระแทกลงที่โต๊ะข้างๆ ตัวแล้วเดินฉุนเฉียวกลับออกไป ครูเริงมองตามไม่ส่ง ส่วนราชาวดีโล่งอก
       “วดี ลูกรู้จักกับนายภูมินทร์คนนี้รึเปล่า”
       “ปะ เปล่าค่ะพ่อ”
       “ดีแล้ว เราต้องหัดอ่านคนให้ออก คนที่คิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง คือคนที่จิตใจหยาบกระด้าง ไม่ควรคบหา”
       ครูเริงเดินออกไปจากห้อง ราชาวดีเป็นกังวล กลัวว่าภูมินทร์จะไม่จบเพียงแค่นี้
      
       ภูมินทร์เดินมาที่รถหน้าเครียด คมเดินตามพูดกะประจบเต็มที่
       “มันหยิ่งจองหองทั้งพ่อลูกแบบนี้ ผมว่าพ่อเลี้ยงฉุดเลยดีกว่า”
       “ไม่ต้องยุ่ง วู่วามอย่างแกมีแต่จะเสียกับเสีย” ภูมินทร์ตวาด
       “เอ่อ แล้วทำไมพ่อเลี้ยงถึงไม่อยากเป็นศิษย์อาจารย์ยอดละครับ อาจารย์จะได้ช่วยพ่อเลี้ยงเรื่องเสน่ห์ยาแฝด รับรองไม่ต้องเหนื่อยแรง”
       “หุบปากไอ้คม คนอย่างพ่อเลี้ยงภูมินทร์ ไม่มีทางทำเสน่ห์ให้ผู้หญิงมาหลง ฉันต้องเอาชนะด้วยสมองของฉันเอง”
       “อย่าลำบากเลยดีกว่าค่ะ”
       ภูมินทร์หันตามเสียง เห็นราชาวดีเดินเข้ามา
       “ราชาวดี”
       ราชาวดีรวบรวมความกล้า
       “ในฐานะที่คุณเป็นพี่ของนิจ ฉันคิดว่าเราคงคุยกันได้ ขอร้องเถอะค่ะ เลิกยุ่งกับเราสองคนพ่อลูก เรื่องที่ผ่านไปฉันจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น”
       ภูมินทร์ยิ้มอย่างใจเย็น
       “ที่ฉันมาที่นี่ก็เพื่อจะขอโทษเธอ แล้วฉันก็ไม่ได้เร่งรัดให้เธออภัยให้ฉันตอนนี้ ถ้าเธอให้โอกาสฉัน เธอจะรู้ว่า
       ฉันสามารถบันดาลทุกอย่างให้เธอได้ ยกเว้นแต่ดาวกับเดือน”
       “เผอิญ ฉันเป็นมนุษย์เดินดิน ไม่ได้ต้องการของสูงขนาดนั้น ขอบคุณนะคะพ่อเลี้ยง”
       ราชาจะเดินเข้าบ้าน
       “เพราะไอ้กล้าใช่มั้ย”
       “เรื่องนั้น ฉันคงไม่ต้องตอบ ขอตัวนะคะ”
       ราชาวดีหันหลังกลับ แล้วเดินออกไป ภูมินทร์มองตามด้วยความโมโห
       “ไอ้คม แกไปสืบมาว่าไอ้กล้ามันอยู่ที่ไหน ฉันอยากจะรู้นัก ถ้าไม่มีมันแล้ว เธอจะทำยังไง ราชาวดี”
       ภูมินทร์แค้นใจ คิดหาทางกำจัดกล้า
      
       กระเต็นพาหาญเดินเข้าหน้าห้องพักฟื้นในโรงพยาบาลซึ่งสุพจน์รออยู่ที่ประตูแล้ว
       “มาแล้วเหรอครับ กำลังรออยู่พอดี”
       สุพจน์รู้สึกคุ้นหน้าหาญจึงมองอย่างแปลกใจ
       “อ๋อ พี่สิงห์ค่ะคุณพจน์ เป็นญาติห่างๆ ของเพชร พอดีแกมาจากต่างจังหวัด จะต้องไปทำธุระกับดิฉันต่อ
       เลยต้องพามาด้วย คงไม่รบกวนนะคะ”
       “ถึงว่าผมคุ้นๆ หน้าที่ไหน ไม่รบกวนหรอกครับ เชิญในห้องเถอะ พยานในเหตุการณ์รออยู่แล้ว”
      
       ทั้งหมดเปิดประตูเข้าห้องไป



       ภายในห้อง ร.ต.อ.ซึ่งได้รับบาดเจ็บ นอนบนเตียง กำลังเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
      
       “ตอนแรกผมคิดว่ามันเป็นแก๊งขโมยวัตถุโบราณธรรมดาครับ มากัน 3 คน แต่งตัวประหลาด นุ่งเตี่ยว รอยสักเต็มตัวเลย พูดจาแปลกๆ ท่าทางเหมือนเสียสติ แล้วก็ถามหาแต่คนชื่อหลวงณรงค์”
       ทุกคนแปลกใจ       
       “หลวงณรงค์”
       กระเต็นสบตาหาญ หาญส่ายหัวไม่เคยได้ยิน
       “มันมีกันแค่สามคน แต่ทำไมตำรวจเราถึงถูกฆ่าตายหมด”
       “พวกมันโหดเหี้ยมมาก ฆ่าตำรวจอย่างไม่ปรานี โดยเฉพาะไอ้ตัวหัวหน้า ใช้ดาบที่ขโมยมาแคล่วคล่องยังกับนักรบโบราณ”
       “ได้ยินว่าพวกมันมีอาคมด้วย”
       “ผมก็ไม่อยากเชื่อหรอกนะ ยุคนี้แล้ว แต่กระสุนของเราทำอะไรมันไม่ได้เลย มันไม่ใช่คน ผมเห็นกับตาว่าพวกมันหายตัวไปในอากาศ”
       หาญนึกถึงภาพในนิมิต ภาพขุนโชติตวัดดาบฟันในนิมิตหาญเข้ามา หาญหวั่นใจกลัวสิ่งที่คิดจะเป็นจริง
      
       หาญและกระเต็นมาที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตรงจุดเกิดเหตุตำรวจปะทะกับขุนโชติ กระเต็นมองรอบๆ
       “พวกมันอุกอาจมาก ถึงขนาดฆ่าตำรวจกลางกรุงเทพ กลางวันแสกๆ ถ้าไม่บ้าก็คงสิ้นคิด”
       หาญสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่าง
       “พ่อรู้สึกได้ว่า อาคมของพวกมันกล้าแกร่งนัก”
       “คุณพ่อคิดว่าใช่ไอ้ทิวรึเปล่าคะ”
       “ถึงจะมีอาคมเหมือนกัน แต่จากลักษณะที่ตำรวจบอกไม่น่าเป็นไอ้ทิว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะวางใจได้”
       “แล้วพวกมันเป็นใครกัน รวมทั้งคนที่ชื่อหลวงณรงค์ด้วยหวังว่าจะไม่เกี่ยวกับกล้า”
       หาญยังพะวงกับนิมิตที่เห็น
       “กันไว้ก่อนดีกว่าถึงคราวเคราะห์ อะไรก็เกิดขึ้นได้เราต้องรู้ให้ได้ว่าพวกมันมาจากไหน มีเจตนาอะไรกันแน่”
       มือหาญเอื้อมมือไปอังตรงรอยเลือดที่ยังหลงเหลืออยู่แล้ว หลับตา ร่ายคาถา เพ่งตาทิพย์ ค่อยๆ เคลื่อนเข้าหน้าหาญ จะเห็นว่าเบื้องหน้าเป็นขุนโชติเงื้อดาบฟัน ร.ต.อ.ที่หลังล้มลง ขุนโชติว่าคาถาย่นระยะทาง มวลอากาศแหวกออก ขุนโชติกำลังจะหนีแต่หันมามองหาญแว่บนึง หาญลืมตาด้วยความตกใจ
       “คุณพ่อมองเห็นอะไรคะ”
       หาญไม่อยากให้กระเต็นกังวลไปกว่านี้ จึงไม่บอกว่าตนเคยเห็นขุนโชติในนิมิตมาแล้ว
       “พวกมันใช้คาถาย่นระยะทางหนีไป ถ้าออกตามหาในรัศมี 5 กิโลนี้ เราอาจเจอเบาะแส”
       หาญสังหรณ์ใจว่าขุนโชติจะเป็นภัยกว่าไอ้ทิวยิ่งนัก
      
       อีกด้านหนึ่ง กระถินพนมมือไหว้ขุนโชติ สีหน้างงๆ ขุนโชติรับดอกไม้ธูปเทียนในมือกระถินไป กระถินก้มกราบ       
       “ต่อแต่นี้เอ็งก็คือลูกศิษย์ของข้า ข้าจะสอนคาถาไว้ให้เอ็งเลี้ยงตัว แต่เอ็งต้องเล่าเรื่องราวของพระนคร ในแผ่นดินรัชกาลที่เก้าให้ข้าฟัง”
       “ได้จ้ะลุง แต่ว่าไอ้คาถาที่ลุงจะสอนหนู มันคืออะไรจ้ะ เหมือนสวดมนต์ใช่รึเปล่า”
       “นังกระถิน เอ็งนี่มันหัวไวพอตัว ก็ทำนองนั้นแหละ ทำจิตให้เป็นสมาธิแล้วจำคาถานี้เอาไว้ให้ขึ้นใจ” ขุนโชติหลับตา ท่องคาถา “จินดามะณี ปันนามะกะปา จินดาตะวะ ทัตตะมาโน จินติตะยา หิตะเมจะ ปัตโตติ”
       กระถินจ้องมองตาไม่กระพริบ ขุนโชติเป่ามนต์ลงในน้ำ สักพักจะเห็นฝูงปลาแหวกว่ายจากทุกทิศมาอยู่ตรงหน้าขุนโชติเต็มไปหมด กระถินดีใจ
       “ปลา ปลาเต็มไปหมดเลยลุง ลุงเรียกปลามาให้หนูเหรอ”
       กระถินยิ้มหน้าบาน วิ่งไปหาอะไรมาจับปลา ขุนโชติมองตามนึกเอ็นดู เสือดำกับเสือไทมีสีหน้าเป็นกังวลเพราะรู้ความจริงกระจ่างแล้ว
       “แล้วเสือพลัดถิ่นอย่างเรา จักทำเยี่ยงไรต่อไป”
       “ป่านนี้ไอ้หลวงณรงค์มันคงตายไปแล้ว เราจะไปล้างแค้นเอากับผู้ใด”
       “ขึ้นชื่อว่าเสือ อยู่ที่ใด ก็ต้องเป็นเสือวันยังค่ำ แม้นไอ้หลวงณรงค์มันจักสิ้นชื่อไปแล้ว ข้าก็จักตามทวงคืนสมบัติที่มันชิงไป แล้วกุดหัวลูกหลานมันมาสังเวยแค้น”
      
       เสือไทกับเสือดำยิ้มสะใจ ขุนโชติมุ่งมั่นจะชิงสมบัติคืนและแก้แค้นให้ได้
     หาญกับกระเต็นที่ร้านกาแฟในตลาดริมคลองแห่งหนึ่ง กำลังอธิบายลักษณะของขุนโชติให้ชาวบ้านฟัง
       แต่ทุกคนกลับส่ายหน้า ไม่มีใครเคยเห็น ทั้งสองคนผิดหวัง แต่ยังไม่หมดความพยายาม
      
       หาญกับกระเต็นเดินข้ามสะพาน มองหาพวกขุนโชติ ทันใดก็สะดุดตาเข้ากับกระถินที่กำลังใช้สวิงตักฝูงปลาอยู่ที่ท่าน้ำ หาญแปลกใจ ชี้ให้กระเต็นดู
       “ดูนั่น”
       “เด็กจับปลา ไม่เห็นมีอะไรนี่คะ”
       “แต่ดูเหมือนว่า ปลามันจะมารวมกันตรงหน้าเด็กคนนั้น แค่จุดเดียว”
       กระเต็นเริ่มเก็ท ทั้งสองตรงเข้าไปหากระถิน
       “หนู ทำไมแถวนี้จึงมีปลาอยู่เต็มไปหมด ใครเลี้ยงเอาไว้เหรอ”
       “ไม่มีใครเลี้ยงหรอกน้า ปลาพวกนี้หนูเป็นคนเรียกมาเอง”
       “หนูเรียกปลามาอย่างนั้นเหรอจ้ะ ทำได้ยังไงกัน”
       “เก่งมั้ยล่ะ มีลุงใจดี 3 คน เค้าสอนวิชาเรียกปลาให้หนู”
       “ลุงพวกนั้น เค้ามีลักษณะยังไงบ้าง” กระเต็นถามอย่างร้อนใจ
       “พวกลุงเค้าตัวใหญ่ ไม่ใส่เสื้อ มีรอยอะไรไม่รู้เต็มตัวไปหมดเลย”
       “ถือดาบด้วยใช่มั้ย”
       กระถินจ้องหาญกับกระเต็นดย่างสงสัย
       “น้ารู้ได้ยังไงล่ะ”
       หาญกับกระเต็นสบตากัน ใช่แน่
       “พวกนั้นน่ะเป็นผู้ร้าย หนีตำรวจมา หนูรู้มั้ยว่าพวกมันอยู่ที่ไหน”
       “ไม่จริง ลุงพวกนั้นเป็นคนดี”
       กระเต็นทำท่าจะเถียง หาญจับไว้แล้วยิ้มอย่างใจดี
       “ลุงหนูอาจจะเป็นคนดีก็ได้ แต่ยังไงน้าขอเจอกับเค้าก่อนได้มั้ย น้ามีธุระสำคัญกับพวกเค้า”       
       กระถินมองไม่ไว้ใจแล้ว
      
       กระถินเดินนำหาญกับกระเต็นลัดเลาะไปตามร่องสวน จนเห็นเพิงพักสังกะสีอยู่ไกลๆ
       “โน่นไงจ้ะน้า ข้ามท้องร่องไปก็ถึงแล้ว”
       หาญเป็นห่วงกระถิน กลัวจะมีการปะทะกัน
       “เอ็งกลับไปเถอะ จากนี้พวกน้าไปเองได้ ขอบใจนะ”
       กระถินออกไปพร้อมปลาในมือ หาญกับกระเต็นรีบข้ามท้องร่องไป
      
       ที่แคร่หน้าโรงเก็บของ ขุนโชตินั่งทำสมาธิอยู่ ลืมตาทันใด คว้าดาบ เสือดำกับเสือไทตกใจ
       “มีอะไรรึพี่”
       “ข้าได้ยินเสียงฝีเท้าคน”
       ทั้งสามคนคว้าอาวุธ ระวังตัว
      
       ด้านหลังเพิงพัก หาญกับกระเต็นย่องเข้ามาหลบหลังต้นไม้ หาญมองไปเห็นด้านหลังของเพิงพักอยู่ห่างออกไปไม่มาก มีต้นไม้บังสายตาไว้ ที่ช่องระหว่างสังกะสีจะเห็นเงาบางอย่างวูบไหวอยู่ข้างใน หาญกับกระเต็นสบตากัน เตรียมพร้อมสู้ หาญสวมสนับเล็บเสือ กระเต็นชักปืน ทั้งสองคนพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
      
       ส่วนที่ด้านหลังโรงเก็บของ ขุนโชติโผล่มาขวาง ง้างดาบในมือจะฟัน แต่ต้องชะงักที่เป็นกระถิน กระถินตกใจกลัว ตาค้าง เป็นลมล้มไป
      
       หาญกับกระเต็นวิ่งเข้ามาหน้าเพิ่งพักแต่กลับไม่มีใครอยู่ เห็นแมวตัวหนึ่งกระโจนหนีออกไป ทั้งสองคนผิดหวัง         “รึว่าเด็กนั่นจะหลอกเรา”
       “คลองฝั่งโน้นเป็นชุมชน พวกมันคงหนีไปหาที่กบดานใหม่ที่สงบกว่าก็เป็นได้”
       “อีกนิดเดียวแท้ๆ”
       “เราคงต้องออกตามพวกมันวันหลัง นี่จะมืดแล้ว เอ็งกลับบ้านไปก่อน ข้าจะไปที่วัด คอยดูเจ้ากล้ามันเอง”
       “หนูฝากกล้าด้วยนะคะคุณพ่อ”
       หาญพยักหน้ารับ ทั้งสองคนกลับออกไป
      
       กระถินฟื้นขึ้นมาเห็นทั้งสามเสือนั่งจ้องมองอยู่ก็ตกใจ
       “พวกลุงอย่าฆ่าหนูนะ หนูไม่ได้บอกอะไรใครทั้งนั้น”
       “เอ็งพูดกระไร เอ็งไปบอกอะไรใครอย่างนั้นรึ”
       “ก็มีคนมาตามหาพวกลุง เค้าถามถึงดาบเล่มนั้นของลุงด้วย”
       “พวกมันมากันกี่คน ท่าทางเป็นเช่นไร”
       “ผู้ชายคนผู้หญิงคนจ้ะ เค้าบอกว่าพวกลุงเป็นผู้ร้าย หนูไม่เชื่อหรอก หนูเลยหลอกพาไปที่สวนอื่นแทน หนูเก่งมั้ยล่ะ”
       “เอ็งฉลาดมากนังกระถิน กลับบ้านไปได้แล้ว ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็น ก็ไม่ต้องมาหาพวกข้า”
       “ลุงทะเลาะกับพวกเค้ามาเหรอจ๊ะ” กระถินถามอย่างสงสัย
       “เอ็งไม่ต้องสู่รู้ดอก พี่โชติไล่กลับก็กลับไปได้แล้ว” เสือไทบอกอย่างหงุดหงิดจนกระถินนึกกลัวจึงรีบลากลับไป
       “พวกโปลิศมันคงออกตามล่าเรา ไม่ผิดแน่”
       ขุนโชติหน้าเครียด
      
       ส่วนที่วัดกล้าในชุดขาวนั่งสวดมนต์ติดๆ ขัดๆ อยู่ในกุฎิด้วยใจพะว้าพะวง
       “อุกาสะ วัน...ทามิ ภันเต, สัพพัง อะ?...อะปะราธัง...เอ่อ...ขะมะถะ เม ภันเต,”
       แต่แล้วกล้าก็ต้องหยุด ถอนหายใจ หงุดหงิดตัวเองที่ไม่มีสมาธิ แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงเอื้อนขับเสภาจากวิทยุดังแว่วเข้ามา กล้าลุกขึ้น เงี่ยหูฟัง
       “ลุงกล่ำฟังเสภาอีกแล้วเหรอเนี่ย”
      
       ขณะนั้นตากล่ำ ซึ่งเป็นสัปเหร่อนั่งฟังวิทยุทรานซิลเตอร์อย่างอารมณ์ดีอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ไกลนัก
       “โอ้พิมนิ่มนวลของเณรแก้ว เจ้าไปแล้วจะรำลึกถึงพี่บ้าง”
       กล้าล้มตัวลงนอน ฟังเสภา ใจลอยไปถึงราชาวดี
       “หรืองามปลื้มแม่จะลืมน้ำใจจาง         แต่ครุ่นครางครวญคิดจนค่อนคืน
       ทำไฉนจึงจะได้นางพิมชม ให้เคลื่อนคลายอารมณ์ร่ำสะอื้น
       รักนางพ่างเพียงจะกล้ำกลืน หญิงอื่นหมื่นแสนไม่นำพา”
       เสียงเสภาเงียบไป กล้าลุกขึ้นนั่ง ถอนใจยิ่งคิดถึงราชาวดีจนอยากไปหา แต่ขัดใจแม่ไม่ได้
       “ไม่รู้ป่านนี้วดีจะเป็นยังไงบ้าง” จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น “ครับ ลุงกล่ำเหรอ” แต่เสียงเงียบ กล้าเอะใจ เริ่มระวังตัวลุกไปถามหลังประตู “ผมถามว่าใคร”
       “พี่กล้า”
       “วดี”
      
       กล้ารีบเปิดประตู ออกไป



       กล้าออกมาหน้ากุฏิจึงเห็นคมล็อคคอราชาวดีที่ยืนเนื้อตัวสั่นเทา สีหน้าซีดเผือด มีมีดจ่ออยู่
      
       “แก จับราชวดีทำไม ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”
       “อยากได้ตัวผู้หญิงนี้คืนก็ตามมา”
       คมกระชากราชาวดีวิ่งไป กล้าไม่ทันคิดว่าทำไมราชาวดีถึงรู้ที่อยู่ของตน รีบวิ่งตามไปโดยไม่ทันสังเกตุเห็นขาตากล่ำที่นอนสลบอยู่อีกมุมโผล่ออกมา
      
       อากาศถูกแหวกออก หาญย่นระยะทางโผล่ออกมาจากช่องอากาศ หาญเห็นประตูกุฏิของกล้าเปิดอยู่ก็แปลกใจ
       “อูย”
       หาญได้ยินก็รีบหันตามเสียง เห็นตากล่ำที่เพิ่งฟื้นนั่งลูบหัวตัวเองอยู่ หาญเข้าไปถาม       
       “นายกล่ำ เกิดอะไรขึ้น”
       “ไม่รู้เหมือนกัน ฉันนั่งของฉันอยู่ดีดีก็มีคนมาฟาดหัวเข้าให้ อูย...อย่าให้รู้นะว่าเป็นใคร พ่อจะตามไปกระทืบให้ อูย”
       หาญเครียด เอะใจ รีบเดินไปที่กุฏิกล้า
       หาญเข้ามาในกุฎิ มองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นกล้ายิ่งเครียดจัด
      
       คมพาราชาวดีวิ่งมาที่โกดังแห่งหนึ่ง กล้าวิ่งตามมา พอมาถึงหน้าโกดังยามสองคนก็โผล่พรวดมาขวางกล้าจนเกิดการต่อสู้กัน กล้าซัดยาม 2 คนด้วยมือเปล่า จนหมอบไปอย่างรวดเร็ว กล้าหยิบปืนยาม แล้วบุกเข้าประตูโกดังไปทันที
       กล้าบุกพรวดเข้ามาในโกดัง ขณะนั้นคมกอดราชาวดีอยู่ที่กลางโกดัง
       “แกต้องการอะไร”
       “ตะกรุดสามกษัตริย์” กล้าอึ้ง “ส่งตะกรุดมาแล้วฉันจะคืนผู้หญิงให้”
       กล้ายังคิดหาทาง คมเอามีดกรีดแขนราชาวดี เธอร้องโหยหวน
       “อย่า” กล้าถอดตะกรุด เดินเข้าไป “นี่ตะกรุด คืนราชาวดีให้ฉัน” คมพาราชาวดีเดินเข้าหา กล้ายื่นตะกรุดให้คมคว้าตะกรุดผลักราชาวดีสู่อ้อมกอดกล้า “วดี เป็นยังไงบ้าง” ราชาวดีกลับไปตอบ กล้าสังเกตแผลไม่มีเลือด “เอ๊ะ”
       ลูกน้องภูมินทร์อีกคนโผล่มาข้างหลัง เอาไม้ฟาดกล้าฟุบลงไป กล้าลุกขึ้น คมวิ่งเข้ามาแทงสวนเข้าทีท้องกล้า กล้าเจ็บ อึ้ง
      
       หาญร้อนใจที่ตามหากล้าไม่เจอ
       “ผมหาทั่วแล้ว ไม่เจอเลยครับท่าน”
       หาญบอกกับเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสก็ร้อนใจ
       “อาตมาจะให้พระลูกวัดช่วยอีกแรง”
       เจ้าอาวาสรีบเดินออกไป หาญเครียด ลองนั่งลง เอามือหยิบดินบนพื้นขึ้นมา หลับตา ร่ายคาถา เพ่งตาทิพย์แล้วหาญก็เห็นภาพราชาวดีเอาไม้ฟาดหัวตากล่ำจนสลบไป
       ภาพเร่งสปีดเร็วเห็นราชาวดีเรียกกล้า กล้าออกมาแล้วสองคนพากันออกไป หาญลืมตาขึ้น เครียด วิ่งตามทางที่กล้าวิ่งออกไป
      
       กล้ามองมีดที่แทงเข้าท้องตัวเองเลือดอาบ
       “เค้าเรียกมีดอาบระดูโว้ย ไอ้กล้า”
       ยันต์อิติปิโสแปดทิศลอยจากหน้าอก ทะลุผ่านเสื้อกล้าออกมาจากนั้นสลายหายไปจากตัวของกล้า กล้าเสียเลือดหน้าซีด เจ็บแผล ทรุดลง คมลุกขึ้น มองสะใจ แล้วเตะกล้าอย่างแรง กล้าหงายกระเด็นไป เสียงปรบมือของภูมินทร์ดังขึ้น
       ภูมินทร์เดินปรบมือชอบใจเข้ามาพร้อมกับเสี่ยไพบูลย์ เหล็ง และลูกน้องภูมินทร์ 5 คน ทั้งหมดล้อมกล้าไว้
       “ไอ้ภูมินทร์”
       คมเดินเข้าไปหาภูมินทร์ ยื่นตะกรุดสามกษัตริย์ให้
       “นี่ครับนาย”
       ภูมินทร์รับ มองตะกรุดอย่างพึงพอใจก่อนจะผูกที่คอตนเอง
       “แกนี่มันโง่จริงๆ นี่คงเพราะหลงผู้หญิงจนไม่ลืมหูลืมตาสินะ” ภูมินทร์เยาะเย้ย ราชาวดีเข้ามา ยืนข้างคม ยิ้มเย้ยกล้า กล้าอึ้ง งงไปหมด “ดีมากไอ้คม คราวนี้ของๆ แกใช้ได้ดีจริงๆ”
       คมยิ้มชอบใจก่อนพนมมือพึมพำว่าคาถา ทันใดราชาวดีก็กลายร่างเป็นหุ่นพยนต์ร่วงลงที่มือคม คมเก็บเข้ากระเป๋า
       “แก...แกมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย”
       ภูมินทร์คว้าท่อนเหล็กจากมือลูกน้อง
       “ไอ้กล้า”
       ภูมินทร์ตรงดิ่งไปที่กล้า กล้ากลั้นใจดึงมีดออกจากท้อง
       “อ๊า”
       พยายามลุก ถือมีดตั้งท่าสู้ไม่ยอมแพ้ ภูมินทร์เข้าไปที่กล้า ฟาดท่อนเหล็ก กล้าหลบสวนแทงมีดกลับแต่เพราะเจ็บไม่มีแรงนัก ภูมินทร์ไวกว่าเอาท่อนเหล็กฟาดเข้าที่แขนกล้า กล้ามีดร่วงลงพื้น ภูมินทร์สะใจ ง้างท่อนเหล็กซัด
      
       ขณะนั้นหาญวิ่งออกมาทางหลังวัดจะเห็นเป็นทางแยก หาญหน้าเครียด
       “แกไปที่ไหนกันแน่กล้า”
       หาญหลับตาเพ่งหากล้า ภาพด้านหน้าโกดังขึ้นมาซ้อนบนหน้าหาญ ต่อด้วยภาพของกล้าที่กำลังโดนภูมินทร์ซัดด้วยท่อนเหล็ก สภาพช้ำน่วม หาญลืมตาขึ้นเครียด
       “กล้า”
      
       กล้าโดนซัดจนเลือดอาบร่างทรุดลงนอนกองกับพื้น ภูมินทร์มองกล้าด้วยความสะใจ       
       “ฮ่าๆ”
       เสี่ยไพบูลย์เข้ามาข้างๆ ยื่นปืนให้
       “นี่เลยดีกว่าพ่อเลี้ยง นอกจากจะให้ยืมสถานที่แล้ว ผมยังยินดีให้พ่อเลี้ยงทดลองใช้ปืนเถื่อนกระบอกใหม่ รับรองถูกใจ ใช่เลย”
       ภูมินทร์รับปืนจากเสี่ยไพบูลย์ เล็งไปที่กล้า หรี่ตามองอย่างเหี้ยม กะยิงกล้าให้ตาย กล้านอนจมกองเลือดมองภูมินทร์อยู่ มือภูมินทร์กำลังจะลั่นไกปืนทันใดหาญเคลื่อนตัวอย่างเร็วเข้ามาขวางไว้
       “หยุดนะ”
       ภูมินทร์งง หาญโผล่มาจากไหน
       “แกเป็นใคร ฮะ”
       กล้ามองเห็นด้านหลังของหาญ แล้วภาพเบลอก่อนจะสลบไป       
       “ข้าจะเป็นใครไม่สำคัญ เอ็งคิดฆ่าคนโดยไม่เห็นแก่บาปบุญ เช่นนี้ รู้รึไม่ว่าสุดท้ายแล้ว เอ็งจะทุกข์ทรมานเพียงใด”
       เวสี่ยไพบูลย์อึ้ง ขาสั่น ทั้งช็อกทั้งกลัวหาญ
       “พะ...พ่อเลี้ยง นะ นะ หนี ก่อนเถอะ”
       “ไม่ ยังไงวันนี้ไอ้กล้าก็ต้องตาย”
       หาญจ้องภูมินทร์กับเสี่ยไพบูลย์นิ่ง เสี่ยไพบูลย์กลัวมาก
       “ตะ ตะ ตะ...แต่นั่นนะ เสือหาญนะพ่อเลี้ยง”
       “ไอ้เสือที่เสี่ยเล่าให้ฟังนะเหรอ เป็นไปไม่ได้ ป่านนี้มันต้องแก่จนจะเข้าโลงแล้วต่างหาก” ภูมินทร์สวมตะกรุดอยู่ ไม่กลัว “แล้วถึงจะใช่ เราก็มีตะกรุดสามกษัตริย์คุ้มครอง กลัวอะไร”
       หาญมองตะกรุดที่คอภูมินทร์
       “ตะกรุดดอกนี้ไม่ใช่ธรรมดา เอ็งจิตใจต่ำช้า บุญบารมีไม่ถึง มีก็เหมือนไม่มี คืนข้ามาเสียดีกว่า”
       ภูมินทร์เล็งปืนไปที่หาญ
       “ในเมื่อแกเสนอตัว ฉันก็จะสนองให้เอง”
       ภูมินทร์ลั่นกระสุนรัวใส่หาญสามนัดติดกัน หาญยกมือรับกระสุนไว้ แล้วสะบัดออก กระสุนสองนัดเฉี่ยวผมภูมินทร์ไป ส่วนกระสุนอีกนัดเฉี่ยวที่แขนเสื้อเสี่ยไพบูลย์ขาด ภูมินทร์อึ้ง เสี่ยไพบูลย์อ้าปากค้าง หายใจถี่ กลัวมาก
       เหล็งรีบเอาออกซิเจนส่วนตัวของเสี่ยไพบูลย์ให้สูด เสี่ยไพบูลย์รีบสูดออกซิเจนใหญ่ แล้วรีบกะเผลกหนีไปกับเหล็งทันที
       หาญเดินตรงมาที่ภูมินทร์อย่างไม่กลัว ภูมินทร์ถอยพลางตะโกนสั่งลูกน้อง
       “จัดการมันสิวะ”
       คมและลูกน้องภูมินทร์ทั้ง 5 คนถือไม้ ถือท่อนเหล็กเข้ารุมหาญ หาญใส่สนับมือ แล้วปลุกเสือเผ่นทันที
       “พยัคโฆ พยัคฆา”
       หาญเคลื่อนตัวหลบและโต้กลับอย่างเหนือกว่า หาญซัดจนคมกระเด็นไป ลูกน้องที่เหลือเข้ามารุมอีก แต่ภายในพริบตาทุกคนก็ลงไปนอนกองกับพื้น โอดโอย ภูมินทร์เห็นไม่ยอมแพ้ โมโห หยิบถือท่อนเหล็กปรี่เข้าไปซัดหาญ
       หาญเคลื่อนตัวหลบ สับมือภูมินทร์ท่อนเหล็กร่วง ภูมินทร์กำหมัดซัดหาญต่อ หาญโยกหลบ ซัดสนับกลับที่หน้า
       ภูมินทร์หน้าหัน หาญซัดที่ท้องต่อเต็มๆ ภูมินทร์จุกจ้องหาญแค้น ทรุดลงกับพื้น หาญจ้องตอบก่อนกระชากตะกรุดที่คอ
       “นี่ไม่ใช่ของๆ เอ็ง”
       หาญเก็บตะกรุด ตรงไปที่กล้าที่สลบอยู่ แล้วอุ้มขึ้นมา หาญว่าคาถาอากาศแหวกออก หาญอุ้มกล้าเดินเข้าไปในช่องอากาศ ช่องอากาศปิดลง
      
       ภูมินทร์มองตาม ทั้งอึ้งทั้งแค้น



       หาญพากล้ากลับมาที่บ้าน แล้วเอาว่านและสมนุไพรต่างๆ ประคบรอยแผลที่ถูกแทงตรงท้องของกล้า กล้าตื่นละลึมสะลืมเห็นหน้าหาญเบลอๆ
      
       “ไม่ต้องห่วง ข้าจะช่วยเอ็งเอง” หาญบอก กล้าสลบไปอีก “วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโรฯ”
       มีแสงสีขาวเรืองใต้ฝ่ามือหาญ จุกจ้องอยู่ ตาโต ส่วนกระเต็นยืนลุ้นอยู่ด้วยความเป็นห่วง
       “กล้าปลอดภัยแล้วใช่ไหมคะพ่อหาญ”
       “พวกมันทำให้ของในตัวกล้าเสื่อมแล้วรุมทำร้าย แม้ข้าช่วยหยุดเลือดให้แล้ว แต่ร่ายกายก็บอบช้ำมาก”
       “ฮ้า นี่พวกมันร้ายขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
       กระเต็นมองกล้า สะเทือนใจมาก
       “โธ่ กล้า”
       “ไม่เป็นไรนะกระเต็น กล้าดีขึ้นเมื่อไหร่ พ่อจะหาโอกาสปลุกยันต์เกราะเพชรให้เจ้ากล้าใหม่เอง”
       หาญลูบหัวและมองกล้าด้วยความรัก แม้จะรู้ว่าไม่ใช่หลานแท้ๆ ของตน กระเต็นมองลูกชายด้วยความเป็นห่วงเหลือเกิน
      
       เช้าวันรุ่งขึ้น กระเต็นนั่งหลับกุมมือกล้าอยู่ข้างๆ ตามรอยบอบช้ำถูกทายาแล้ว ท้องมีผ้าพันแผลแปะปิดไว้
       ส่วนจุกนอนหลับน้ำลายยืด กรนคร่อกๆ อยู่ข้างเตียง กล้าค่อยๆ ฟื้น มองเห็นกระเต็นเบลอๆ แล้วค่อยชัดขึ้น
       “แม่ แม่”
       จุกได้ยิน ตื่นขึ้นมาดีใจ
       “กล้า พี่เต็น กล้าฟื้นแล้ว”
       กระเต็นตื่นขึ้น เห็นกล้าฟื้นก็ดีใจ
       “กล้า กล้าฟื้นแล้วเหรอลูก” กล้าพยายามยันตัวขึ้นนั่ง กระเต็นกับจุกช่วย “ค่อยๆ นะ”
       “แม่ น้าจุก ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ก็ผม...”
       กระเต็นมองจุก รู้กัน แล้วโกหก
       “เอ่อ มีชาวบ้านเค้าแจ้งตำรวจว่าพบแกนอนสลบอยู่ข้างทาง เป็นไง เจ็บตรงไหนบ้าง”
       “ปวดๆ ตามตัว แล้วก็เจ็บที่แผลนิดหน่อยครับแม่” กล้ามองที่ท้องเห็นมีผ้าพันแผลแปะอยู่ “แผลของผม ผมถูกแทงมานี่นา?”
       กระเต็นกับจุกอึกอัก มองหน้ากันแล้วโกหก
       “แผลแกไม่ลึกมาก แม่ทำแผลให้เอง พักหน่อยเดี๋ยวก็คงหาย”
       กล้างงๆ คิดว่าแผลตนน่าจะหนักกว่านี้ แล้วนึกถึงความฝันตอนฟื้นขึ้นมาได้
       กล้าตื่นละลึมสะลืมเห็นหน้าหาญเบลอๆ
       “ไม่ต้องห่วง ข้าจะช่วยเอ็งเอง”
       กล้าสลบไปอีก
       “ผมฝันว่าหลวงปู่หาญมาหา เหมือนกับท่านมาช่วยรักษาผม ในฝันหลวงปู่หนุ่มมากเลยครับแม่ แล้วท่านก็ไม่ได้เป็นพระแล้วด้วย”
       กล้าบอก กระเต็นยิ้ม
       “ถ้างั้นที่แกไม่เป็นอะไรมาก ก็คงเป็นเพราะหลวงปู่ท่านแผ่บุญบารมีมาช่วยไว้ด้วย ใช่ไหม จุก”
       “ใช่ๆ” จุกรีบสมทบ กล้าคิดตามแม่
       “ครับแม่ ผมก็คิดว่าอย่างนั้น”
       กล้ายกมือไหว้ คิดถึงหาญ       
       “แล้วตกลงเรื่องมันเป็นมายังไง คนที่ทำร้ายแกเป็นใครกันแน่”
       กล้าไม่อยากบอก
       “เอ่อ”
       “กล้า แม่รู้แกมันชอบทำตัวเป็นลูกพี่ เที่ยวปกป้องใครเค้าไปทั่ว คราวนี้เป็นใคร ใครมันมาเอาคืนแก”
       “โธ่ แม่ครับ”
       กระเต็นจ้องลูกตาเขียว
       “ฉันเป็นแม่ของแกนะ ฉันมีสิทธิที่จะรู้ แกเป็นแบบนี้ฉันจะอธิบายกับวิญญาณพ่อแกยังไง”
       “บอกแม่กับน้ามาเถอะกล้า”
       กล้าอ้ำอึ้ง จำใจตอบ
       “พ่อเลี้ยงภูมินทร์ครับ”
       “มันเป็นใคร ทำไมถึงต้องทำแกแบบนี้ด้วย”
       “นั่นสิ มันเป็นใคร น้าคิดว่าเป็นพวกไอ้เบิ้ม ไอ้โจ๊กซะอีก”
       “เอ่อ” กล้าไม่อยากให้รู้ว่าเกี่ยวกับราชาวดี กระเต็นเริ่มเก็ทจากอาการลูก
       “ไม่อยากจะบอกฉันแบบนี้....รึว่าเป็นเรื่องที่แกช่วยเด็กที่ชื่อราชาวดีไว้ ฮะ”
       “แต่สิ่งที่ไอ้พ่อเลี้ยงภูมินทร์ทำ มันไม่ถูกต้องนะครับแม่”
       กระเต็นโมโห คิดหาทางปกป้องลูก และจัดการคนที่ทำร้ายลูกตัวเอง
      
       ภูมินทร์แค้นกล้ามาก เดินงุ่นง่านอยู่ในห้องเห็นดาบประจุพรายวางอยู่ก็คว้ามาฟันม่านขาด คมเคาะประตู เปิดเข้ามาภูมินทร์ฟัน คมกระโดดหลบ ภูมินทร์จึงฟันไปโดนแจกันขาดครึ่ง คมตะลึง
       “ผมเองครับ พ่อเลี้ยง”
       “มีอะไรวะ ถ้าเรื่องไร้สาระ ก็ออกไป ฉันอารมณ์ไม่ดี”
       “ตำรวจมาครับ บอกว่าขอเชิญตัวพ่อเลี้ยงไปสอบสวนที่โรงพัก”
       ภูมินทร์อึ้ง
      
       นุกูล ราชาวดี คะนึงนิจ มาบ้านกระเต็นพอถึงหน้าบ้าน ตำรวจก็ขวางไว้
       “มาหาใครน้อง”
       “เอ่อ พวกผมเป็นรุ่นน้อง มาเยี่ยมพี่กล้าครับ” นุกูลบอก
       “ไม่ได้หรอก ถึงจะเป็นรุ่นน้องก็เข้าไปไม่ได้ คุณนายกำชับไว้ ใครก็ห้ามเข้าไปในบ้านโดยเด็ดขาด”
       “งั้นพี่บอกแม่พี่กล้าให้ทีสิครับ ว่าพวกผมมาเยี่ยม”
       “คุณนายไม่อยู่หรอก”
       นุกูลจ๋อยถามราชาวดีกับคะนึงนิจ
       “ทำไงดี...” นุกูลหันไปขอร้องตำรวจอีกครั้ง “พี่ให้พวกผมเข้าไปเถอะครับ ผมไปหาพี่กล้าที่วัด พอรู้เรื่องจากท่านเจ้าอาวาสก็รีบมาที่นี่เลย”
       “ใช่ค่ะพี่ตำรวจ พวกหนูมาเยี่ยมพี่กล้า ไม่ได้มาทำอะไรซะหน่อย ไม่เชื่อเรียกพี่กล้ามาถามดูเลยก็ได้”
       “ใช่ครับ ใช่”
       ตำรวจสองนายส่ายหน้า ไม่ยอม
       “น้องกลับไปเถอะ ให้รุ่นพี่น้องพักดีกว่า อีกอย่างพวกเราขัดคำสั่งไม่ได้ รุ่นพี่ของน้องอาจโดนพวกมันตามมาแก้แค้นอีก พวกเราต้องคุ้มกันตามหน้าที่”
       “งั้น ถ้าไม่ให้เยี่ยม อย่างน้อยก็บอกพวกเราได้ไหมคะว่าใครทำร้ายพี่กล้า”
       “ใช่ครับ ผมถามหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ไม่รู้ พวกไทกนกรึเปล่าครับพี่”
       ตำรวจมองหน้ากัน ประมาณบอกดีไหม สุดท้ายก็ยอมบอก
       “เอาล่ะๆ พวกเราได้ยินมาแค่ว่ามันเป็นคนที่มีอิทธิพล มาก แต่ชื่ออะไรน่ะไม่รู้หรอก”
       “ใครกันน่ะ” ราชาวดีส่ายหน้า ไม่รู้เหมือนกัน
       “ไม่รู้สินุ”
       “รึว่า...” คะนึงนิจสงสัยว่าจะเป็นพี่ชายเธอ
       “นิจ ถ้าเค้าไม่ยอมให้เยี่ยมเราก็กลับกันเถอะ ไม่เป็นไรหรอก” คะนึงนิจพยักหน้ารับ ราชาวดีหยิบถุงยื่นให้ตำรวจ “หนูชื่อราชาวดี ฝากของเยี่ยมนี่ให้พี่กล้าด้วยนะคะ”
      
       ตำรวจรับถุงไป คะนึงนิจกังวลใจ คิดว่าอาจเป็นฝีมือพี่ชายตัวเอง



       ด้านนุกูลวางหูโทรศัพท์หลังจากรู้อาการกล้าจากจุก
      
       “น้าจุกบอกพี่กล้าไม่เป็นไรมากแล้ว นอนพักอยู่” ราชาวดี กับคะนึงนิจโล่งอก “แต่แกก็ไม่ยอมบอกว่าใครทำพี่กล้า แกบอกเรื่องของผู้ใหญ่” คะนึงนิจถึงกับเครียด “เราขอโทษนะ พวกเธออุตส่าห์มาเยี่ยมพี่กล้าแท้ๆ”
       “ไม่เป็นไรหรอก” คะนึงนิจเห็นราชาสีหน้าเครียด “วดีเป็นอะไรรึเปล่า”
       ราชาวดี        ดึงคะนึงนิจมาไม่อยากให้นุกูลได้ยิน
       “พี่ชายเธอไปหาเราที่บ้าน”
       “อะไรนะ แล้วเขาทำอะไรเธอรึเปล่า”
       “เปล่าๆ เขาพูดกับเรากับพ่อดี แต่เขาถามถึงพี่กล้า”
       “ฉันพอจะเข้าใจแล้ว นุกูล เราฝากส่งวดีให้ถึงบ้านด้วยนะ เรามีธุระต้องไปจัดการ”
       คะนึงนิจรีบร้อนวิ่งออกไป       
       “นิจ เดี๋ยวสินิจ”
       “เค้าจะรีบไปไหนของเค้านะ”
       ราชาวดีมีสีหน้าเป็นกังวล
      
       ที่ห้องสอบสวนในโรงพัก ภูมินทร์นั่งอยู่หน้าโต๊ะร้อยเวร คมยืนอยู่ใกล้ๆ กับภูมินทร์
       “พยายามฆ่าเหรอครับคุณตำรวจ? ผมว่าเรื่องนี้คงเป็นเรื่องเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ”
       ภูมินทร์ปฏิเสธ กระเต็นเดินเข้ามากับสุพจน์
       “ไม่ผิดหรอก คุณทำร้ายลูกชายฉัน” กระเต็นเห็นคมยืนอยู่ก็จำได้ “แก”
       คมทำยืนนิ่ง
       “คุณเป็นใคร จู่ๆ ก็มาใส่ร้ายผม ผมเป็นเจ้าของปางไม้ ลงมาทำธุรกิจที่นี่ จะไปเกี่ยวข้องกับนายกล้าอะไรนั่นได้ยังไง”
       “แล้วถ้าฉันมีพยานเป็นคนเกือบทั้งอพาร์ตเม้นต์ล่ะ” กระเต็นมองหน้าคม “คุณพจน์คะ ฉันจำได้ คนของนายภูมินทร์เคยไประรานฉันที่อพาร์ตเม้นต์ด้วย”
       สุพจน์พยักหน้าให้ร้อยเวรสอบปากคำต่อ
               “ที่คุณนายพูด จริงรึเปล่าครับ”
       คมก้มกระซิบภูมินทร์ ภูมินทร์เก็ต แต่ทำหัวเราะขำ
               “คุณเลิกสร้างเรื่องซะทีเถอะ ผมทำอะไรให้คุณกับลูกชายนักหนา ถึงได้มาใส่ความกันแบบนี้”
       “ถ้างั้นคุณรู้จักเด็กผู้หญิงที่ชื่อ ราชาวดี ไหมล่ะคะ?” ภูมินทร์นิ่ง ไม่ตอบ “คุณพจน์คะ ถ้าจะขอให้เชิญตัวเค้ามาด้วยจะได้ไหมคะ”ภูมินทร์เริ่มนิ่งขรึม คิดหาทาง กระเต็นยิ่งรุก “เงียบทำไมล่ะคะ คุณส่งคนไปลักพาตัวราชาวดี แต่กล้าตามไปช่วยกลับมาได้ คุณคงแค้นเค้ามากสินะ”
       “คุณก็แค่พูดลอยๆ ไม่ได้มีหลักฐานอะไร อีกอย่างถ้าเป็นเรื่องจริง ทำไมผู้หญิงที่ชื่อราชาวดีถึงไม่แจ้งความจับผม”
       คมยิ้มสะใจ และมั่นใจว่าเอาผิดนายไม่ได้แน่ ภูมินทร์กับกระเต็นจ้องหน้ากันนิ่งจนกระทั่งมีเสียงเอะอะดังเข้ามา
       “เข้าไปไม่ได้ เดี๋ยวก่อน”
       คะนึงนิจเปิดประตูห้องเข้ามา ภูมินทร์หันไปเห็นก็อึ้ง
       “ยัยนิจ เธอมาทำไม”
       “พี่ภู” คะนึงนิจจำกระเต็นได้ในฐานะเจ้าของอพาร์ตเม้นต์ “คุณน้า?”
       กระเต็นมองคะนึงนิจ แปลกใจ ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย
       “นิจ”
       ภูมินทร์แปลกใจที่สองคนรู้จักกัน แต่กลัวเสียเรื่อง รีบไล่
       “กลับไปยัยนิจ นี่ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
       คะนึงนิจไม่ยอมกลับ
       “ไม่ นิจตามไปหาพี่ภูที่บ้าน ถึงได้รู้ว่าอยู่ที่นี่ พอทีเถอะค่ะพี่ภู นิจปล่อยให้พี่ภูทำเรื่องแย่ๆ ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว”
       “ยัยนิจ แกพานิจกลับไป เร็ว”
       ภูมินทร์สั่งคม สุพจน์ขวางคม แล้วถามคะนึงนิจ
       “ที่หนูพูด มันหมายความว่ายังไง? พี่ชายหนูทำอะไร รึว่าหนูรู้เรื่องการลักพาตัวด้วย”
       คะนึงนิจนิ่งเงียบ
       “ว่าไง”
       ภูมินทร์มองน้องด้วยสายตากร้าว ห้ามไม่ให้พูด ส่วนกระเต็นมองลุ้น คะนึงนิจรักพี่ชายมากจึงต้องเจ็บปวด แต่ก็ตัดสินใจเลือกความถูกต้อง
       “วดีเป็นเพื่อนหนู หนูอยู่ในเหตุการณ์ลักพาตัววันนั้นด้วยค่ะ”
       “พี่ชายของหนูลักพาตัวราชาวดีไปจริง” คะนึงนิจพยักหน้ารับ ภูมินทร์อึ้ง หน้าซีด กระเต็นยิ้ม “คุณภูมินทร์ เมื่อมีพยานปากสำคัญแบบนี้แล้ว ผมคงต้องขอควบคุมตัวคุณไว้ที่นี่ก่อน”
       ภูมินทร์มองคะนึงนิจโมโหมาก คะนึงนิจน้ำตาคลอ แม้จะสะเทือนใจมากแต่ก็เลือกความถูกต้อง ร้อยเวรลุก เอากุญแจมือออกมาจะเข้าควบคุมตัวภูมินทร์ คมรีบเข้ามาขวาง
       “ไอ้คม หยุด” ภูมินทร์ตวาด คมฮึดฮัด
       “ผมคงต้องควบคุมตัวนายคมลูกน้องของคุณไว้ด้วย” สุพจน์บอก คมโมโหแต่ทำอะไรไม่ได้
      
       ภูมินทร์มองคะนึงนิจด้วยความโมโห ผิดหวังที่น้องไม่เข้าข้างตน คะนึงนิจน้ำตาคลอ
              ร้อยเวรเปิดห้องขัง ภูมินทร์หยุดอยู่หน้าห้องขัง จ้องเข้าไป กำหมัดแค้น ไม่คิดว่าตนจะต้องถูกขัง ภูมินทร์ก้าวนำคมเข้าไปในห้องขัง ภูมินทร์ยืนอยู่ที่กลางห้องร้อยเวรปิดห้องขัง ล็อกกุญแจ ภูมินทร์กำหมัดแค้นแน่น ตาแดงก่ำ ผิดหวังในตัวน้อง
      
       “เอาไงดีครับนาย” คมเข้ามาถาม
       “หุบปาก ฉันกำลังใช้ความคิด”
       คมจ๋อย เดินไปนั่งหลบที่มุมห้อง ภูมินทร์ยืนคิดหาทางออกอยู่
       “พี่ภู”
       ภูมินทร์ได้ยิน ตอบกลับโดยไม่หันหน้ามา
       “กลับไปซะ ฉันไม่มีน้องอย่างเธอ”
       คะนึงนิจสะเทือนใจ รู้ว่าตนทำพี่เจ็บแสบ
       “แต่ทุกอย่างที่นิจทำไป ก็เพราะว่าพี่ภูคือพี่ของนิจ”
       ภูมินทร์หันกลับ จ้องคะนึงนิจตาแดงก่ำ
       “ตั้งแต่พ่อแม่ตายไป เธอคือสิ่งสำคัญสิ่งเดียวที่ฉันต้องปกป้อง นี่ใช่ไหม คือสิ่งที่เธอตอบแทนฉัน”
       “พี่ภูแค่เสียใจเพราะนิจ แล้วพี่กล้าล่ะเค้าบาดเจ็บเพราะใคร ใจพี่ภูทำด้วยอะไร ถึงได้เอาแต่คิดอาฆาตแค้น”
       ภูมินทร์เห็นน้องก็รู้ว่าน้องห่วงกล้ามาก
       “กลับไปซะ ถ้าแกรักแกห่วงมันนักก็กลับไป” คะนึงนิจน้ำตาคลอ เดินกลับออกไป “นิจเป็นแบบนี้ก็เพราะแก ไอ้กล้า”
       ภูมินทร์ยิ่งแค้นกล้า
      
       กระเต็นกลับเข้าบ้านก็เห็นจุกหลับอยู่ที่โซฟา กระเต็นท้าวสะเอวมอง
       “ไอ้จุก” จุกสะดุ้งตื่น
       “พี่เต็น กลับมาแล้วเหรอ”
       “เอ็งนี่ เอาแต่นอน ข้าให้เฝ้าหลานแท้ๆ”
       “โธ่ พี่เต็น กล้ามันก็นอนพักอยู่ข้างบน อีกอย่าง รักยมก็อยู่จะกลัวอะไร อ้า จริงสิ นี่จ้ะพี่”
       จุกหยิบถุงของราชาวดีที่ซ่อนอยู่ออกมาให้กระเต็น กระเต็นรับ หยิบขึ้นเป็นดอกมะลิที่เอามาร้อยเป็นตัวกระแตเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ประดิษฐ์อย่างน่ารัก
       “อะไรของเอ็ง เอามาให้ข้าทำไม?” กระเต็นถามอย่างแปลกใจ
       “ไม่ใช่ของพี่ ของเจ้ากล้ามัน จ่าเค้าบอกว่ารุ่นน้องคนที่ชื่อ...ชื่อราชาวดีเอามาฝากไว้ ฉันก็เลยแอบเก็บไว้ให้พี่ดูก่อนน่ะ”
       กระเต็นจี๊ดขึ้นมาทันที       
       “คนอะไร เป็นตัวการแท้ๆ ไม่สำนักบ้างเลยรึไง”
       กล้าลงมาจากข้างบนพอดี เดินเจ็บๆ แผลที่ท้อง
       “แม่ครับ”
       “ดูดีขึ้นแล้วนี่เรา”
       “ยังเจ็บแผลนิดๆ ครับแม่ เอ่อ คดีเป็นยังไงบ้างครับ”
       “จริงสิพี่ เป็นไงมั่ง จัดการมันได้ไหม”
       “คุณนายมือปราบซะอย่าง ทำไมจะจัดการไม่ได้ รู้ไหมว่าน้องสาวของมันก็มาเป็นพยานให้ฉันด้วย ตอนนี้พ่อเลี้ยงภูมินทร์นั่นเลยต้องนอนตบยุงในห้องขัง”
       “สุดยอดเลยพี่ ฉันละสะใจจริงๆ”
       “น้องสาว...”
       กระเต็นเห็นกล้าหน้าเครียด
       “เป็นอะไร ไม่ดีใจรึไง?” กล้าเป็นห่วงคะนึงนิจ
       “เราไม่ต้องเอาเรื่องเค้าได้ไหมครับแม่ ผมไม่อยากให้คนอื่นต้องเดือดร้อนเพราะผม”
       กระเต็นไม่พอใจ
       “กล้า ทำไมไม่หัดห่วงตัวเองบ้าง จะเป็นห่วงเด็กราชาวดีนั่นไปถึงไหน” กล้าเงียบ “ไม่ตอบก็ไม่เป็นไร แต่ฟังฉันไว้นะ ฉันเป็นแม่ ฉันจะเอาเรื่องคนที่ทำลูกฉันให้ถึงที่สุด”
       จุกได้ยินก็ทำปากประมาณอู้หู พี่เต็นเอาเรื่อง กระเต็นโยนเจ้ากระแตมะลิตัวน้อยทิ้ง แล้วเดินขึ้นบ้านไปอย่างหัวเสีย กล้ามองตามแม่ กลุ้ม ก่อนจะหันมองในถังขยะ แล้วแปลกใจเมื่อเห็นเจ้ากระแตมะลิตัวน้อยนอนอยู่ก้นถัง
      
       กล้ากลับเข้าห้อง นั่งลงบนเตียง เครียด เสียงที่กระเต็นพูดดังเข้ามา
       “คุณนายมือปราบซะอย่าง ทำไมจะจัดการไม่ได้ รู้ไหมว่าน้องสาวของมันก็มาเป็นพยานให้ฉันด้วย ตอนนี้พ่อเลี้ยงภูมินทร์นั่นเลยต้องนอนตบยุงในห้องขัง”
       กล้าเป็นห่วงคะนึงนิจ
       “เด็กนั่นจะเป็นยังไงบ้าง”
      
       ขณะนั้นคะนึงนิจอยู่บนดาดฟ้าของอพาร์ตเม้นต์และกำลังยืนเหม่อคิดถึงสิ่งที่ที่ภูมินทร์ต่อว่าตัวเอง...ภูมินทร์หันกลับมาจ้องคะนึงนิจตาแดงก่ำ
       “ตั้งแต่พ่อแม่ตายไปเธอคือสิ่งสำคัญสิ่งเดียวที่ฉันต้องปกป้อง นี่ใช่ไหม คือสิ่งที่เธอตอบแทนฉัน”
       คะนึงนิจน้ำตารื้นเศร้าเป็นห่วงพี่
       “พี่ภู”
       มุมหนึ่งหาญยืนมองอยู่ด้วยความเป็นห่วง แล้วเดินเข้ามาข้างๆ คะนึงนิจ คะนึงนิจเห็น รีบเช็ดน้ำตา       
       “น้าสิงห์”
       “ข้ารู้เรื่องทั้งหมดจากกระเต็นแล้ว เอ็งไหวใช่ไหม บางครั้งชีวิตมันก็ไม่ได้ง่ายนัก แต่ถ้าหนักแน่นพอ เราก็จะ
       ข้ามผ่านมันไปได้”
       คะนึงนิจสะเทือนใจ กลั้นน้ำตา
       “ฉันผิดไหมน้า ที่เลือกความถูกต้องแทนที่จะช่วยพี่ชายตัวเอง”
       “เอ็งทำถูกแล้ว ชีวิตคนเราจะมีค่าก็ตรงนี้”
       “แล้วความกตัญญูล่ะน้า เราจะทิ้งมันไปได้เหรอ”
       หาญรู้สึกชื่นชมในตัวคะนึงนิจ
       “ความกตัญญูน่ะสำคัญ แต่เราต้องตอบแทนบนความถูกต้อง เชื่อข้า สักวันพี่ชายเอ็งจะเข้าใจ”
      
       คะนึงนิจพยักหน้ารับ น้ำตาซึม



       วันต่อมาที่ร้านกาแฟในตลาดริมคลองแห่งหนึ่ง ชาวบ้านล้อมวงเชียร์มวยไทยช่อง7 กันอย่างเมามัน
       ห่างออกไปจะเห็นเสือดำกับเสือไท โผล่จากที่ซ่อน มองผู้คนและบรรยากาศอย่างตื่นตะลึง
      
       “ไอ้ดำ เอ็งรู้รึ ว่าทายาทไอ้หลวงณรงค์มันอยู่ที่ใด”
       “ข้าก็ไม่รู้ดอก แต่พี่โชติให้มาสืบ ก็ต้องลองควานหาดู”
       มีหญิงสาวหุ่นดีแต่งกายตามแฟชั่นเดินผ่านไป ทั้งสองเสือรีบหลบ เสือไทจ้องสะโพกหญิงสาวในกางเกงยีนส์ฟิตเปี๊ยะ เลี้ยวเข้าซอยไป
       “ผู้หญิงในพระนครนี่ มันช่างยั่วกำหนัดข้านัก”
       เสือดำมัวแต่มองทางอื่น ไม่ได้รู้ว่าเสือไทตามหญิงสาวไปแล้ว
       “เอ็งอย่าทำให้เสียงาน เรื่องผู้หญิงก็ผ่อนๆ ลงบ้าง
       “ช่วยด้วยๆ ปล่อยฉันนะไอ้บ้า”
       เสือดำหันมองตามเสียง ไม่เห็นเสือไท รู้ว่าไปก่อเรื่องแน่ รีบตามไป
       เสือไทตบหน้าหญิงสาวจนทรุด เสือดำตามมาพอดี
       “ไอ้ไท เอ็งทำอะไร”
       “ข้าจักฉุดมันไปทำเมีย มันกลับตบหน้าข้า แต่ข้าชอบ ฮ่าๆๆ”
       ทันใดตำรวจ 2 นาย เข้ามาทางด้านหลังพร้อมอาวุธปืน
       “หยุด ยกมือขึ้น แล้วหันมาช้าๆ”
       เสือไทหันไปเห็นว่าเป็นตำรวจ แค้น คว้าขวานที่เหน็บหลังขว้างออกไป ขวานของเสือไทพุ่งแหวกอากาศ กระแทกเข้ากลางหน้าผากตำรวจ
       “อ๊าก”
       ตำรวจล้มทั้งยืน ตายคาที่ หญิงสาวกรีดร้อง คลานหนี ไทยมุงต่างกระเจิง ตำรวจอีกคน กลัว ยิงเสือไทและเสือดำจนกระสุนหมด แต่ทั้งสองไม่เป็นไร เสือดำตรงเข้าหักคอตำรวจด้วยมือเปล่า
       “เอ็งมันหาแต่เรื่อง ถ้าพี่โชติรู้เข้าคงบรรลัยแน่ รีบกลับกันเถิด” เสือดำจะกลับแต่เสือไทเดินไปหาศพตำรวจ “นั้นเอ็งจักทำการใดอีก”
       “ข้าเป็นเสือก็ต้องปล้นสิวะ”
       เสือดำกระชากสร้อยทองที่ศพตำรวจมา
      
       ที่โรงเรือนเก็บของท้ายสวน ของมีค่าที่ปล้นมาถูกเทออกจากถุงกองตรงหน้าขุนโชติ
       “ข้าให้พวกเอ็งออกไปสืบข่าว ว่าเรือนหลวงณรงค์มันอยู่ที่ใด หมายจักเอาสมบัติของข้าคืน” ขุนโชติหยิบสร้อยทองขึ้นมา “แล้วนี่กระไร กลับได้ของพวกนี้มา”
       “ข้าสองคนเจอโปลิศล้อมจับกลางทาง จึงกุดหัวพวกมันสิ้น แล้วชิงสมบัติของพวกมันมา”
       “กล้าทำเกินที่สั่งเชียวรึ พวกเอ็งยังเห็นหัวข้าอยู่รึไม่” ขุนโชติบอกอย่างโมโห
       “แต่ข้าแค้นที่พวกโปลิศมันออกตามล่าเรา แล้วสมบัติของพวกมันก็ปล้นไปจากเราทั้งนั้น พวกข้าเอากลับคืนมา ก็สมควรยิ่งแล้ว”
       “ถุย! ข้าอับอายแทนพวกเอ็งนัก เป็นขุนโจรนามกระเดื่องกลับปล้นของสวะพวกนี้” เสือดำกับเสือไทได้แต่หลบตา “พวกมึงเป็นเสือ แต่กลับทำตัวเยี่ยงหมา”
       กระถินเข้ามาพอดี พร้อมกับห่อข้าวและกระติกน้ำในมือ
               “ลุงๆ หนูเอาข้าวมาให้แล้วจ้ะ” กระถินเห็นของมีค่ากองอยู่ “โอ้โห ของแพงๆ ทั้งนั้นเลย”
       ขุนโชติหยิบสร้อยทองส่งให้
       “นังกระถิน ข้าให้เอ็ง”
       กระถินไม่กล้ารับ
       “ลุงไปเอาของพวกนี้มาจากไหน”
       ขุนโชติไม่รู้จะตอบยังไง
       “ข้าเก็บได้จากริมทาง” เสือดำบอก
       “เก็บได้ก็ต้องเอาไปคืนเจ้าของสิ ป่านนี้เค้าคงตามหาแย่แล้ว”
       เสือไทรำคาญ ยังอารมณ์เสียอยู่       
       “พี่โชติเขาให้ เอ็งก็รับไปเถิด อย่ามัวพิรี้พิไร ข้ารำคาญ”
       ว่าแล้วก็เอาสร้อยทองยัดใส่มือกระถิน กระถินไม่กล้าเถียงอีกเพราะกลัว
      
       กระถินวิ่งดีใจเข้าบ้านมาหาแม่ที่นอนเป็นอัมพาตอยู่บนฟูก
               “แม่ๆ ดูนี่สิจ๊ะ”
       แม่ผงกได้แต่ศีรษะขึ้นมอง กระถินหยิบสร้อยทองออกมาจากกางเกง แม่เห็นก็ตกใจ
       “กระถิน เอ็งไปเอาสร้อยเส้นนี้มาจากไหน ขโมยของใครเค้ามา มันไม่ดีนะลูก”
       “หนูไม่ได้ขโมยนะ มีลุงใจดีเค้าให้หนูมา วันก่อนลุงเค้ายังสอนคาถาเรียกปลาให้หนูเลย”
       “ยังจะมาโกหกแม่อีก เอาไปคืนเจ้าของเค้าเดี๋ยวนี้เลย”
       ทันใดพ่อขี้เมาก็ออกมาจากหลังบ้าน แย่งสร้อยทองไปจากมือกระถิน
       “เอามานี่ เดี๋ยวกูเอาไปคืนให้เอง”
       “พ่อเอาคืนมานะ ของหนู หนูจะเอาไปขาย เอาเงินไว้รักษาแม่”
       “ก็กูจะเอาไปขายให้ไง แต่เงินน่ะ ขอยืมไปกินเหล้าก่อน”
       กระถินพยายามแย่งสร้อย แต่ถูกพ่อขี้เมาผลักกระเด็น
       “กระถิน แก แกอย่าทำอะไรลูกนะ”
      
       พ่อขี้เมาไม่ได้ฟัง เดินออกไปเลย กระถินได้แต่ร้องไห้กอดแม่แน่น



       ที่อาคารเรียนแผนกการเรือนของสหวิช กระเต็นเดินลงมาจากตึก มองนาฬิกาข้อมือ แล้วชะเง้อมองเด็กๆ ที่ผ่านไปมา งามตากับนงคราญเดินคุยกันเข้ามาพอดี
      
       “หนู หนู”
       งามตาชี้ตัวเอง
       “เรียกฉันเหรอป้า”
       กระเต็นเซ็งโดนเรียกป้า แต่อดใจไว้
       “พวกหนูรู้จักเด็กที่ชื่อราชาวดีรึเปล่า”
       “รู้จักสิ อยู่โรงอาหาร เดี๋ยวคงมา ป้ามีอะไรกับยัยนั่นล่ะ”
       กระเต็นชักไม่พอใจ
       “นี่ถ้าไม่มีเรื่องฉันคงไม่มาหรอกนะ แล้วฉันไม่ใช่ป้า ฉันเป็นแม่ของนายกล้า เค้าเป็นศิษย์เก่าของที่นี่”
       งามตากับนงคราญมองหน้ากัน หูผึ่ง
       “อุ๊ย คุณแม่พี่กล้านี่เอง” งามตากับนงคราญไหว้อ่อนช้อยขึ้นมาทันที “สวัสดีค่ะคุณแม่ ถ้าคุณแม่อยากรู้อะไรล่ะก็ หนูชื่องามตาเป็นเพื่อนสนิทชนิดที่รู้ไส้รู้พุงของยัยวดีเลยล่ะค่ะ”
       กระเต็นมองงามตา อยากรู้เรื่องของราชาวดี
      
       ขณะนั้นราชาวดีนั่งกินข้าวอยู่กับคะนึงนิจ ราชาวดีไม่สบายใจเมื่อรู้เรื่องที่เกิดขึ้น
       “โธ่นิจ ทำไมเรื่องมันถึงต้องเป็นแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้ เราขอโทษนะนิจ ทั้งหมดเป็นเพราะเราแท้ๆ”
       “วดีอย่าพูดแบบนั้นเลย เราไม่อยากให้วดีไม่สบายใจรู้ไหม”
       ราชาวดีกุมมือคะนึงนิจ
       “นิจอย่าห่วงเราเลย เรารู้นะว่านิจทั้งเสียใจทั้งลำบากใจแค่ไหน”
       คะนึงนิจน้ำตารื้น กุมมือราชาวดีกลับ
       “ขอบใจนะวดี”
       “แล้วนี่นิจจะเอายังไงต่อไป แม่พี่กล้าจะให้นิจออกจากอพาร์ตเม้นต์รึเปล่า”
       “ไม่หรอก คุณน้าก็ดูตึงๆ กับเราล่ะนะ แต่ก็บอกว่ามันคนละเรื่องกัน อีกอย่างเค้าก็รู้จากน้าสิงห์ไปแล้ว ว่าเรากับพี่ภู ทะเลาะกันอยู่ ป่านนี้เค้าคงดูแลพี่กล้า ไม่สนใจเราแล้วล่ะ” คะนึงนิจเก็บของ ลุกขึ้น “วดีไปเรียนต่อเหอะ เราจะไปหาซื้อของมาทำขาย”
       “สู้ๆ นะนิจ ไว้เย็นนี้เจอกัน”
       คะนึงนิจยกมือขึ้นมาให้แปะ
       “งั้นเราสู้ด้วยกัน”
       ราชาวดียกมือแปะมือคะนึงนิจ สองคนยิ้มให้กำลังใจกัน
       “ราชาวดี”
       ทั้งสองคนหันตามเสียง เห็นกระเต็นเดินเข้ามากับงามตาและนงคราญ ราชาวดีแปลกใจว่าใคร คะนึงนิจอึ้ง        “คุณน้า” ราชาวดีงงๆ “วดี นี่แม่พี่กล้า”
       คะนึงนิจบอก ราชาวดีตกใจ รีบไหว้กระเต็น กระเต็นไม่รับไหว้ มองราชาวดีนิ่ง ข่มอารมณ์โกรธ แต่ก็แทบไม่ไหว       
       “ราชาวดี ฉันไม่รู้ว่าเธอทำยังไง กล้าถึงได้หลงเธอหัวปักหัวปำขนาดนี้ ในฐานะแม่ ฉันขอให้ผู้หญิงอย่างเธอ ออกไปจากชีวิตลูกฉันซะ” ราชาวดีอึ้ง
       “คุณน้า”
       งามตากับนงคราญเบะปากใส่ สะใจ คะนึงนิจเถียงแทนเพื่อน
       “อะไรกัน ทำไมถึงต้องพูดขนาดนี้ด้วยคะคุณน้า”
       “ฉันเป็นคนพูดตรง ยิ่งเห็นลูกฉันเจ็บ ฉันยิ่งต้องพูดให้ชัด ราชาวดี ถ้าเธอไม่มายุ่งกับนายกล้า เรื่องร้ายๆ แบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น”
       นักเรียนคนอื่นเริ่มยืนมุงดู ซุบซิบกัน คะนึงนิจเห็นราชาวดีน้ำตาคลอ รีบอธิบายทันที       
       “มันไม่เกี่ยวกับวดีนะคะคุณน้า จริงๆ มันเป็นเพราะหนู ต่างหาก ถ้าหนูไม่ไปนอนบ้านนิจ พี่ภูก็คงไม่...”
       “หยุดแก้ตัวแทนเพื่อนซะที นิจ ทำไมเธอถึงได้หลงมาคบกับเพื่อนที่เหลวแหลกแบบนี้ได้ เธอรู้ไหมว่าเค้านิสัย
       แย่แค่ไหน รึว่าจริงๆ เธอก็เป็นเหมือนกัน”
       “ไม่จริงนะคะ” คะนึงนิจมองงามตากับนงคราญ “เรื่องนี้ต้องมีคนใส่ร้าย”
       งามตาทำเป็นพูดเรียบร้อย
       “นงคราญจ๊ะ เรื่องนี้ใครๆ เค้าก็รู้กันทั่วเนอะ”
       “นั่นสิจ๊ะงาม สงสารพี่กล้าจัง”
       คะนึงนิจโมโห เดินใส่จะเอาเรื่อง
       “ยัยงามตา” งามตาทำเป็นกลัว       
       “ว้าย” งามตาหลบหลังกระเต็น “คุณแม่ขา ช่วยหนูด้วย”
       ราชาวดีรีบดึงคะนึงนิจไว้
       “นิจ อย่า เราขอร้อง”       
       “ไม่ เราทนให้พวกมันใส่ร้ายวดีไม่ได้”
       คะนึงนิจจะพุ่งเข้าใส่งามตา กระเต็นขวาง
       “พอซะที ฉันยืนอยู่ทนโท่แบบนี้ ยังไม่คิดเกรงใจกันอีก พวกเธอนี่มันร้ายจริงๆ”
       “คุณน้า”
       งามตากับนงคราญลอบยิ้มเยาะใส่ราชาวดีและคะนึงนิจ ราชาวดีสะเทือนใจมาก
       “พอเถอะนิจ” ราชาวดีไหว้ขอโทษกระเต็น “หนู หนูขอโทษค่ะคุณน้า หนูจะไม่ยุ่ง ไม่เกี่ยวข้องกับพี่กล้าอีก”
       คะนึงนิจถึงกับอึ้ง
       “วดี”
       ราชาวดีน้ำตาร่วง       
               “รักษาคำพูดของเธอให้ดี”
       กระเต็นพูดจบก็เดินออกไป งามตากับนงคราญเดินตาม พลางทำหน้าล้อใส่ สะใจ ราชาวดีร้องไห้เสียใจ คะนึงนิจสงสารเพื่อนจับใจ
      
       กระเต็นมาหาสุพจน์ที่กองปราบจึงรู้ว่าภูมินทร์ถูกประกันตัวไปแล้ว
       “ให้ประกันตัวไปแล้วเหรอคะ ได้ยังไงกัน”
       กระเต็นถามอย่างโมโห สุพจน์ถึงกับเครียด
       “เป็นคำสั่งของท่านรองฯอำนวยครับ ผมเองก็ทำอะไรไม่ได้”
       “จับมาแล้วก็ปล่อย แล้วเราจะมีตำรวจ มีกฎหมายไปทำไม ในเมื่อคนผิดยังลอยนวลอยู่ได้”
       สุพจน์เถียงไม่ออก
       “ขอโทษครับ ผมจะให้ตำรวจนอกเครื่องแบบตามคุ้มกันกล้า 24 ชั่วโมง” กระเต็นสงบลง         “ฉันขอโทษที่ใส่อารมณ์กับคุณ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของคุณซะหน่อย”
       “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเข้าใจดีว่าคุณเป็นห่วงกล้า ผมก็ห่วงเค้าไม่ต่างจากคุณหรอก”
       ทันใดตำรวจก็เข้ามารายงาน
       “ขออนุญาตครับ เราเจอเบาะแสของคนร้ายที่ฆ่าตำรวจแล้วครับผู้การ”
       ทั้งสุพจน์กับกระเต็นต่างสนใจ
       “มันอยู่ที่ไหน”
       “มีคนเมาเอาสร้อยทองของตำรวจที่ตาย มาขายที่เยาวราช ท้องที่เลยรวบตัวเอาไว้แล้ว แต่จากลักษณะท่าทาง คงไม่ใช่พวกที่ปล้น”
       “ผมจะไปสอบปากคำมันเอง”
       “ฉันขอตามไปด้วยนะคะ”
      
       สุพจน์พยักหน้ารับ แล้วนำกระเต็นออกไป



       เมื่อกลับมาถึงบ้าน ภูมินทร์ดูรูปถ่ายของตัวเองกับน้องสาว แล้วเจ็บใจ
      
       “หึ น้องสาวฉัน น้องสาวที่ฉันอุตส่าห์เลี้ยงมันมาตั้งแต่เล็ก แต่มันกลับตอบแทนฉัน ด้วยการทรยศไปเข้าข้างศัตรู”
       คมแอบชอบคะนึงนิจอยู่จึงพูดปกป้อง
       “ผมว่าคุณนิจคงโดนไอ้กล้าหลอกใช้แน่เลยครับนายไม่งั้น คงไม่ใส่ร้ายนายแบบนี้ จริงๆ แล้วคุณนิจรักนายจะตายไป”
       ภูมินทร์เห็นด้วย ยิ่งแค้นกล้า
       “ไอ้กล้า แกแย่งทุกคนที่ฉันรักไปจากฉัน แกกับฉันคงอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้”
       เสี่ยไพบูลย์สนับสนุนเสียงเข้ม
       “ไม่ว่าพ่อเลี้ยงจะเอายังไง ผมเอาด้วย”
       ภูมินทร์แปลกใจ       
       “ขอบคุณที่เสี่ยมีน้ำใจ แค่ช่วยวิ่งเต้นประกันตัวให้ผมก็มากพอแล้ว ไอ้กล้ามันมีแบ็กเป็นตำรวจ แล้วยังได้
       เสือหาญคอยคุ้มกันอีก ผมไม่อยากให้เสี่ยต้องมาเสี่ยง”
       “ในเมื่อไอ้กล้าเป็นลูกของผู้การเพชร เป็นหลานของเสือหาญ ก็หมายความว่าพ่อเลี้ยงกับผมมีศัตรูคนเดียวกัน” เสี่ยไพบูลย์ยกขาตัวเองวางบนเก้าอี้ ถลกขากางเกงขึ้น เผยให้เห็นขาเทียม “เพราะไอ้เสือหาญ ผมเลยต้องหนีไปอยู่ชายแดน ถูกระเบิดจนขาพิการแบบนี้ ถ้าหลานมันถูกฆ่า มันคงทรมานเหมือนตายทั้งเป็น ฮ่าๆๆ”
       ภูมินทร์เข้าใจความแค้นของเสี่ยไพบูลย์ ยื่นมือให้       
       “ตกลง เราจะร่วมเป็นพันธมิตรกัน ส่งไอ้กล้ากับไอ้เสือหาญลงนรก”
       เสี่ยไพบูลย์ยื่นมือมาจับ ต่างสะใจ คมขัดจังหวะ       
       “แล้วเราจะเล่นงานมันยังไงครับพ่อเลี้ยง แค่เสือหาญคนเดียวก็อยู่ยงคงกระพัน ไม่แก่ ไม่ตาย” ทุกคนหนักใจ       
       “นั่นสิ ทำไมมันถึงยังหนุ่มแน่นเหมือนสามสิบปีที่แล้ว มีคนเดียวเท่านั้นที่จะให้คำตอบเราได้”
       ภูมินทร์รู้ว่าเสี่ยไพบูลย์หมายถึงใคร
      
       เสี่ยไพบูลย์แปลกใจกับสิ่งที่อาจารย์ยอดบอก
       “วิชาอมฤตเทวา”
       “ใช่ ข้าเคยได้ยินจากครูบาอาจารย์ ว่าเป็นวิชาโบราณที่จะย้อนวัย คืนความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้ แต่ผู้ที่จะใช้วิชานี้ได้ จะต้องครองตนบริสุทธิ์ อยู่ในศีลในธรรมเป็นเวลานาน ที่สำคัญวิชาอมฤตเทวามันสูญหายไปเกือบร้อยปีแล้ว”
       เสี่ยไพบูลย์มีสีหน้าวิตก
       “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เสือหาญมันก็ฆ่าไม่ตาย”
       “ข้าบอกแค่ว่าวิชาอมฤตเทวาทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอมตะ”
       “งั้นเราก็ฆ่ามันได้”
       อาจารย์ยอดจ้องภูมินทร์อย่างท้าทาย
       “ได้ ถ้าเอ็งเก่งพอ”
       ภูมินทร์รีบยื่นเงื่อนไข
       “หากอาจารย์กำจัดไอ้กล้ากับเสือหาญให้ผมได้ จะเอาเท่าไหร่ ผมยอมจ่ายไม่อั้น” ภูมินทร์ส่งสัญญาณให้คมเอาเงินปึกใหญ่ที่เตรียมมาวางบนพาน “นี่เป็นเงินมัดจำล่วงหน้า”
       อาจารย์ยอดมองเงิน ชักสีหน้าไม่พอใจ ภูมินทร์เห็นอาจารย์ยอดยังนิ่ง เพิ่มเงินสดให้อีก 2 ปึกใหญ่ อาจารย์ยอดโมโห
       “เอ็งคิดว่าเงินแค่นี้จะฟาดหัวข้าได้อย่างนั้นเหรอ” อาจารย์ยอดปัดพานกระจาย ลุกยืน “ถ้าเอ็งยังจองหองนัก ก็หาทางกำจัดศัตรูเอาเองแล้วกัน”
       อาจารย์ยอดเดินกลับเข้าห้องไป
       “เดี๋ยวสิอาจารย์ อาจารย์ยอด พ่อเลี้ยงไม่น่าทำให้อาจารย์โกรธอย่างนี้เลย แล้วทีนี้ใครจะช่วยเรา”
       ภูมินทร์หน้าเครียดที่ทำพลาด
       อาจารย์ยอดแง้มประตูแอบดู ยิ้มเจ้าเล่ห์ เพราะนี่เป็นแผนที่จะให้ภูมินทร์ยอมก้มหัวให้
      
       หาญยืนรออยู่หน้าอพาร์ตเม้นต์จนรถกระเต็นแล่นเข้ามาจอด หาญรีบขึ้นรถ รถแล่นออกไป         “ตำรวจรู้ที่กบดานของพวกคนร้ายแล้วค่ะ อยู่ละแวกเดียวกับที่เราไปเดินหากันวันก่อน ทีนี้เราจะได้รู้ซะทีว่าใช่
       ไอ้ทิวรึเปล่า”
       หาญเป็นกังวลเพราะรู้ว่าคนร้ายมีอาคมกล้าแข็งกว่าไอ้ทิวนัก
       “งั้นเราควรรีบ ลำพังกำลังตำรวจคงรับมือกับอาคมของพวกมันยาก”
       กระเต็นพยักหน้ารับ แล้วเหยียบคันเร่ง
      
       กระถินเดินเข่ามาที่โรงเก็บของท้ายสวนพร้อมกับห่อข้าวและกระติกน้ำในมือ สีหน้ากระถินหวาดกลัว เหลียวมองข้างหลังตลอดเวลา ซึ่งสุพจน์นำกำลังตำรวจสะกดรอย ซุ่มอยู่รอบๆ โรงเก็บของ กระถินเดินเข้ามาในโรงเก็บของ
       “ลุงจ๊ะ หนูเอาข้าวมาให้แล้ว” กระถินบอกเสียงสั่น
       “กำลังหิวเลย”
       เสือไทคว้าห่อข้าวไปแกะ เสือดำเปิดกระติกน้ำจะดื่ม กระถินรีบเดินกลับออกไป แต่ชะงัก เปลี่ยนใจ หันกลับ
       “กินไม่ได้นะ”
       เสือดำกับเสือไทมองอย่างแปลกใจ ขุนโชติลืมตาจากสมาธิ
       “ทำไมนังหนู มีอะไรกระนั้นรึ”
       “ในน้ำกับในข้าวใส่ยานอนหลับไว้” กระถินตัดสินใจบอก ขุนโชติเดินเข้าไปใกล้ แววตาดุ       
       “ยานอนหลับ มันคือสิ่งใด” กระถินกลัวไม่กล้าตอบ “เอ็งคิดจักวางยาพวกข้ากระนั้นรึ”
       กระถินน้ำตาคลอ
       “หนูเปล่านะ แต่ตำรวจจับพ่อหนูไว้ แล้วบังคับให้หนูพามาที่นี่ เค้าบอกว่าพวกลุงเป็นโจร” เสือไทโมโห       
       “เอ็งหักหลังพวกข้า ข้าจะบั่นหัวเอ็งซะ ตาย”
       เสือไทคว้าขวานจะฆ่ากระถิน แต่ขุนโชติยกดาบกันไว้ กระถินตกใจจนเป็นลมล้ม เสือดำแอบมองลอดช่องออกไป
       “พวกโปลิศซุ่มอยู่ข้างนอกนับสิบ จักเอาเยี่ยงไรพี่โชติ”
       “ข้าจักตีฝ่าพวกมันออกไปเอง”
       “ไม่ต้องดอกไอ้ไท ข้าจักรอพวกมันอยู่ในนี้”
       ขุนโชติยิ้มเหี้ยม มีแผนในใจ
      
       สุพจน์เห็นข้างในโรงเก็บของยังเงียบกริบ กระถินยังไม่กลับออกมา
       “เด็กยังไม่ออกมาซะที..หรือว่า” สุพจน์เป็นห่วงเด็ก จึงตัดสินใจ “ส่งคนของเราบุกเข้าไปเลย”
       ประตูโรงเก็บของถูกเปิดออก ตำรวจ 4 นาย พร้อมปืนในมือบุกเข้ามาอย่างระมัดระวัง ตำรวจมองหาโจรทั้งสามแต่ไม่พบใคร มีเพียงกระถินที่นอนสลบอยู่ ตำรวจรีบเข้าไปดู
       “หนูๆ เป็นอะไรรึเปล่า หนู”
       ทันใดประตูก็ปิดลงเอง เสียงหัวเราะของขุนโชติ เสือดำและเสือไทดังกังวานขึ้น ตำรวจต่างตกใจ วิ่งไปจะเปิดประตู แต่แคร่ที่อยู่ใกล้ๆ ก็เลื่อนมาขวางทางไว้ หน้าต่างทุกบานของโรงเก็บของขยับเปิดปิดเองเหมือนผีหลอก
       ตำรวจมองหน้ากันเลิกลั่ก เขยิบใกล้เกาะกลุ่มกัน
       ตำรวจเห็นขุนโชติ เสือดำ เสือไท ปรากฏร่างขึ้นคนละมุม เดินเข้าหาแต่ละคนมีใบพลูเหน็บหู ตำรวจหันปืนเล็ง แต่แล้วร่างทั้งสามก็หายไป จู่ๆ ปืนในมือตำรวจนายนึงก็ถูกแรงบางอย่างกระชากจนกระเด็น ตำรวจนายนั้นวิ่งไปเก็บ แต่แล้วก็ถูกลูกดอกพุ่งปักกลางอก
       เสือดำปรากฏร่างขึ้น ใช้หน้าไม้ยิงลูกดอกอีกเล่มปักเข้ากลางหน้าผาก ตำรวจนายนั้นล้มลง เสือไทปรากฏกายด้านหลัง ใช้ขวานจามลงกลางหลังตำรวจอีกนาย เหลือตำรวจแค่สองนาย กลัว วิ่งหนี แต่ขุนโชติปรากฏร่างขวางไว้ ตำรวจทั้งสองนายระดมยิงใส่ขุนโชติ แต่กระสุนไม่ระคายผิว ขุนโชติชักดาบประจุพรายออกจากฝัก ตวัดฟันร่างตำรวจทั้งสองนาย เลือดสาดกระเซ็น
       “อ๊าก”
      
       สุพจน์ตกใจที่มีเสียงปืนดังขึ้น จึงเรียกวอ
       “ว.2 ได้ยินมั้ย ตอบด้วย ข้างในเกิดอะไรขึ้น” เงียบไม่มีเสียงตอบ “วิทยุแจ้ง ขอกำลังเสริมมาด่วน”
       สุพจน์สั่งลูกน้อง ทันใดประตูก็เปิดออก ตำรวจนายหนึ่งออกมามีรอยดาบลึก ผ่าจากหน้าผากถึงลำตัว เลือดอาบ ล้มลง สุพจน์สีหน้าเครียด ตัดสินใจบุก
       “ทุกคนตามผมมา ระวังตัวด้วย”
       “เดี๋ยวค่ะคุณพจน์”
       หาญกับกระเต็นที่มาถึงพอดี เข้ามาสมทบ
       “ขืนรีบร้อนบุกเข้าไป อาจเพลี่ยงพล้ำแก่อาคมของพวกมันได้”
       หาญบอก สุพจน์มองแปลกใจ
       “พี่สิงห์แกพอมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง ดิฉันจึงขอให้มาช่วย”
       “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าจะดีกว่า”
       “แล้วพี่สิงห์จะเข้าไปในนั้นได้ยังไง ตำรวจเรายังไม่รอดกลับมาสักคน”
       หาญปลดลูกสะกดหัวใจสิงห์ออกมา
       “ไม่ต้องห่วง ข้ามีลูกสะกดหัวใจสิงห์”
       กระเต็นสบตาสุพจน์ มั่นใจ สุพจน์จึงพยักหน้ารับเป็นเชิงอนุญาต หาญบริกรรมคาถา เป่ามนต์ลงบนสร้อยที่ร้อยลูกสะกดไว้ ขว้างขึ้นไปบนหลังคาโรงเก็บของ
       บนท้องฟ้า ลูกสะกดแบ่งตัวกระจายออก ลอยอยู่เก้าจุดเหนือหลังคา เกิดประจุไฟฟ้าขึ้นระหว่างลูกสะกดแต่ละลูก ทันใดก็เกิดลำแสงพุ่งจากลูกสะกดแต่ละลูกลงสู่พื้นดิน
       ในโรงเก็บของ ทั้งสามเสือกระชับอาวุธในมือเตรียมสู้ ย่างสามขุมจะออกจากโรงเก็บของ แต่ปรากฏว่าจู่ๆ ก็ขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้
       “ข้าขยับตัวไม่ได้ เหตุใดจึงเป็นเยี่ยงนี้”
      
       ทั้งสามเสือสบตากัน ต่างคนต่างประหลาดใจ
ตอนที่ 4
      
       ฟากสุพจน์และกำลังตำรวจที่เหลือจ้องมองด้วยความตื่นตะลึงเมื่อเห็นโรงเก็บของทั้งหลัง อยู่ในกรงขังที่เกิดจากอานุภาพของลูกสะกดหัวใจสิงห์ หาญเดินเข้าไป กระเต็นตาม สุพจน์โบกให้ตำรวจตาม
      
       เสือไทพยายามขยับขวานในมือแต่ไม่เป็นผล
       “ป่วยการเปล่า เราคงโดนอาคมเล่นงานเข้าแล้ว”
       “เช่นนั้นเป็นฝีมือผู้ใด”
       ขุนโชติหน้าเครียด ไม่ทันตอบอะไร หาญก็เดินเข้าประตูมา ทั้งสามเสือเห็นหาญ ต่างตกตะลึง แล้วภาพ
       ตอนที่ขุนโชติถูกหลวงณรงค์ฆ่าก็หวนกลับมา ขุนโชติทั้งแค้นทั้งแปลกใจเพราะหาญเหมือนหลวงณรงค์ราวกับคนๆ เดียวกัน
       “เอ็งยังไม่ตาย”
       หาญชะงัก แปลกใจที่ขุนโชติเหมือนรู้จักตน กระเต็น สุพจน์และตำรวจที่เหลือตามเข้ามาสมทบพร้อมปืนในมือ
       สุพจน์เข้าไปปลดอาวุธ สวมกุญแจมือพวกขุนโชติอย่างระมัดระวัง หาญตามไปเป่ามนต์กำกับลงบนกุญแจมือ
       ทั้งสามเสือได้แต่จ้องหน้าหาญ อย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ สร้อยที่ร้อยลูกสะกดทั้ง 9 พุ่งผ่านหน้าต่างกลับมาเข้ามือหาญ
       “พวกมันไม่ใช่ไอ้ทิวนี่คะ”
       “ถึงจะไม่ใช่ แต่ก็อันตรายเกินกว่าจะปล่อยไว้ ข้าลงอาคมกำกับไว้แล้ว คงจะกำราบพวกมันได้”
       หาญหันไปบอกสุพจน์ สุพจน์ส่งสัญญาณให้ตำรวจเอาตัวไป แต่เสือไทไม่ยอมตอนนี้ทั้งสามเสือขยับตัวได้ เพราะหาญเก็บลูกสะกดแล้ว
       “ไอ้หลวงณรงค์ ไอ้ตาขาว เอ็งจงถอนอาคมที่สะกดไว้ แล้วมาสู้กันอย่างลูกผู้ชายสิวะ”
       กระเต็นสบตาหาญอย่างสงสัย
       “มันเรียกพี่สิงห์ว่าหลวงณรงค์”
       “ข้าไม่ใช่หลวงณรงค์ แล้วก็ไม่เคยรู้จักพวกเอ็งมาก่อน”
       ขุนโชติเห็นหาญปฏิเสธหนักแน่น ท่าทางไม่รู้จักพวกตนจริง
       “ถ้าเอ็งไม่ใช่หลวงณรงค์ แล้วใยหน้าตาถึงเหมือนกันอย่างกับแฝด” ขุนโชติจ้องหน้าหาญ นึกได้ “รึว่าเอ็งเป็นลูกหลานสาแหรกเดียวกับมัน หึหึ งั้นก็เหมาะ”
       หาญยิ่งงง ทันใดขุนโชติก็ยกมือที่ถูกมัดขึ้น เป่ามนต์ลงกุญแจมือ กระชากจนขาดออกจากกัน ขุนโชติชักดาบของตัวเองที่อยู่ในมือตำรวจ ตวัดฟัน ตำรวจคนนั้นล้ม ขุนโชต์หันไปจะฟันสุพจน์ แต่หาญยังไว ถีบขุนโชติจนกระเด็นไป ดึงสุพจน์หลบ
       เสือดำกับเสือไทต่างกระชากกุญแจมือจนขาด คว้าอาวุธประจำกายจะฆ่าตำรวจที่เหลือ แต่กระเต็นพุ่งมาขวางใช้ไม้พายเรือขึ้นรับขวานของเสือไทไว้ ออกแรงดันกัน กระเต็นสู้แรงไม่ไหว พลิกหนีได้ทัน ขวานฟันลงบนแคร่แตกกระจุย กระเต็นใช้ไม้พายเรือตอบโต้กลับ อาศัยความเร็วที่เหนือกว่าเล่นงานเสือไท
       ขุนโชติพุ่งกลับมาใช้ดาบประจุพรายโจมตีหาญ หาญมัวแต่ตั้งรับด้วยสนับเล็บเสือ เสือดำฉวยทีเผลอ ตรงเข้าล็อกหาญจากด้านหลัง ถูกศอกหาญกระทุ้ง อัดจนทรุด เสือดำง้างหน้าไม้จะลอบยิงหาญ สุพจน์ชักปืนยิงสกัด แต่เสือดำไม่สะท้าน หันหน้าไม้มาทางสุพจน์แทน สุพจน์กระโจนหลบได้หวุดหวิด แล้วพุ่งเข้ากระแทกเสือดำจนกลิ้งไปด้วยกันทั้งคู่
       ขุนโชติใช้ดาบในมือโจมตีหาญด้วยความโกรธแค้น หาญถอยตั้งหลัก ว่าคาถา แล้วเป่าลงกำปั้นของตัวเอง
       “หมัดธนูมือ”
       ชกใส่ขุนโชติที่พุ่งเข้ามาหา เงาหมัดพุ่งออกจากกำปั้นหาญ เหมือนลูกกระสุน กระแทกเข้าใส่ร่างขุนโชติลอย”
       กระเด็น ข้ามร่างกระถินที่สลบอยู่ ทะลุผนังโรงเก็บของออกไปด้านหลัง กระถินรู้สึกตัวลืมตา เสือดำกับเสือไทต่างตกใจ
       “พี่โชติ”
       ทั้งสองคนพุ่งเข้าหาหาญ หาญชกหมัดคู่ออกไป เงาหมัดกระแทกใส่เสือดำกับเสือไทร่วง หาญรีบตามออกไปจัดการขุนโชติต่อ เสือดำกับเสือไทจะตาม แต่กระเต็นกับสุพจน์ก็มาขัดขวางไว้ กระถินฉวยโอกาสที่ไม่มีใครสนใจ แอบหนีไป
      
       หาญตามออกมามองหาขุนโชติ แต่ไม่เจอ ทันใดขุนโชติก็กระโดดลงมาจากกิ่งไม้ ง้างดาบฟันหาญ หาญกลิ้งหลบได้หวุดหวิด
       “ฝีมือเอ็งไม่ด้อยไปกว่าไอ้หลวงณรงค์เลย สมแล้วที่เป็นทายาทกัน”
       “เอ็งมีความแค้นอะไรกับคนที่ชื่อหลวงณรงค์นักหนา”
       “มันปลิดชีวิตข้าอย่างอำมหิต แล้วยังสะกดวิญญาณข้าให้ทนทรมานอยู่ในวังพยัคฆ์”
       “เอ็งรู้จักวังพยัคฆ์ด้วยรึ เอ็งเป็นใครกันแน่”
       “ทำไมข้าจักไม่รู้ ในเมื่อวังพยัคฆ์เป็นที่สถิตของข้าข้า..ขุนโชติแห่งทุ่งพระกาฬ”
       หาญตกใจที่ได้ยินชื่อขุนโชติ
       “ขุนโชติ เป็นไปไม่ได้ เอ็งเอาอะไรมาพูด ขุนโชติตายไปเป็นร้อยปีแล้ว”
       “ฮ่าๆๆ คงเป็นชะตาที่ลิขิตไว้แล้ว ถึงมีคนยอมสละตัวเอง เพื่อชุบชีวิตข้าให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง” ขุนโชติจ้องหาญ แค้น “ถึงข้าจักไม่เคยแค้นเคืองกับเอ็ง แต่ในเมื่อเอ็งเป็นทายาทของไอ้หลวงณรงค์ เอ็งก็ต้องรับกรรมแทนมัน”
       ขุนโชติบริกรรมคาถา เป่าลงบนดาบ อักขระสีเลือดบนดาบเรืองรองขึ้น ขณะที่หาญก็ว่าคาถา ปลุกเสือเผ่น รอยสักเสือเผ่นเรืองแสงขึ้น ทั้งสองคนเข้าปะทะกัน สูสี หาญพลาดถูกอัดทรุด ขุนโชติตวัดดาบใส่ เกิดเงาดาบสีแดงพุ่งเข้าหาหาญ หาญกระโจนหลบทัน ต้นไม้ข้างหลังระเบิด
       “พยัคโฆ พยัคฆา”
       หาญว่าคาถารอยสักเสือเผ่นเรืองแสงขึ้นอีก หาญทะยานเข้าหาขุนโชติอย่างรวดเร็ว จู่ๆ ร่างหาญก็หายวับไป
       ขุนโชติมองหา แล้วหาญก็ปรากฏตรงหน้าขุนโชติ รัวหมัดใส่ไม่ยั้ง
      
       ขุนโชติทรุด แต่กัดฟันตวัดดาบ เงาดาบสีแดงพุ่งเข้ากระแทกหาญ จนหาญกระอักร่างกระเด็นไป



       ส่วนอีกมุมหนึ่ง สุพจน์ถูกเสือดำอัดร่วง จะตามซ้ำ กระเต็นผละจากสู้กับเสือไท เข้าขวางจึงถูกเสือดำกับเสือไทรุม กระเต็นสู้ไม่ได้ กำผงดินขึ้นมาเป่ามนต์ สะบัดออกไปเป็นต่อแตนนับร้อยบินเข้าโจมตีเสือไทกับเสือดำ ทั้งสองคนได้แต่ปัดป้อง
      
       ทันใดกำลังเสริมของตำรวจก็บุกเข้ามาช่วยพร้อมอาวุธ
       “ยิง”
       สุพจน์รีบสั่งการ ตำรวจต่างระดมยิงใส่เสือทั้งสองอย่างหูดับตับไหม้ ถึงแม้จะยิงไม่เข้า แต่เสือดำกับเสือไทเห็นท่าไม่ดี รีบหนีไปทางด้านหลัง
      
       ขุนโชติปักดาบลงบนดิน บริกรรมคาถา เป่าลงบนดาบ อักขระสีเลือดเรืองรองขึ้น
       “นะรายัสสะ จักราวุทธัง เอหิชัยยะ สัพพะศัตรู วินาศาโล”
       เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงลงบนดาบ ทันใดนั้นเงาดาบสีแดงนับสิบ กระจายออกไปจากดาบ พุ่งเข้าหาหาญ หาญหลบได้ช่วงแรก แต่ก็ไม่วายถูกเงาดาบที่เหลือเฉือน เสื้อขาดเป็นริ้ว เลือดเป็นทาง ขุนโชติหัวเราะสะใจ หาญกระชากลูกสะกดจากคอ ว่าคาถาแล้วเป่า สะบัดสร้อยที่ร้อยลูกสะกดออกไป เกิดเป็นลำแสงคล้ายแส้พุ่งสะบัดเข้าโจมตี ขุนโชติตวัดดาบขึ้นฟัน เงาดาบพุ่งไปปะทะกับลำแสงของแส้ เกิดเสียงระเบิดสนั่น ทันใดเงาดาบก็สลายไปเพราะสู้อานุภาพลูกสะกดไม่ได้
      
       หาญตวัดสายลูกสะกดซ้ำ ลำแสงสะบัดพุ่งเข้าหาขุนโชติอีกครั้ง เสือไทกับเสือดำเข้ามาเห็นพอดีก็ตกใจ
       เสือไทกระโจน เอาตัวขวางไว้ ถูกพลังจากลูกสะกดกระแทก
       “อ๊ากก”
       เสือไทบาดเจ็บกระอักเลือด
       “ไอ้ไทๆ”
       “พวกโปลิศมันมีกำลังมาสมทบ” เสือดำบอกเมื่อเห็นเสือไทอาการไม่ดี “แล้วไอ้ไทก็เจ็บถึงเพียงนี้ เราหลบไปก่อนดีกว่าพี่”
       สุพจน์กับกระเต็นนำกำลังตำรวจไล่ตามมา ระดมยิง ขุนโชติเครียด หาทางหนี
       “ลุงจ๊ะ ทางนี้”
       กระถินที่ขับเรือหางยาวมาเทียบใกล้ตลิ่งเรียก เสือดำแบกร่างเสือไทไว้ ขุนโชติว่าคาถาปลุกยันต์จักรวาลฟ้าครอบบนตัว ยันต์จักรวาลฟ้าครอบเรืองแสง แล้วลอยขึ้นซ้อนกันกลายเป็นกำแพงคุ้มกันพวกขุนโชติจากกระสุนของตำรวจไว้ ทั้งสามเสือฉวยโอกาสกระโดดลงเรือ เรือแล่นออกอย่างรวดเร็วไปตามลำคลอง
       หาญกับกระเต็นรีบวิ่งตาม ขึ้นสะพาน หมายจะกระโจนลงเรือ แต่แล้วมวลอากาศแหวกเป็นช่อง เรือหางยาวทั้งลำพุ่งหายไป หาญกับกระเต็นได้แต่ยืนมอง เจ็บใจที่หลุดมือไปได้
      
       ในห้องทำงานสุพจน์ หาญนั่งรออยู่ที่โซฟาขณะที่กระเต็นเดินไปมาร้อนใจ
       “จริงเหรอคะ ที่พ่อหาญเคยเห็นมันในนิมิต”
       หาญพยักหน้ารับ
       “ใช่ แต่ตอนนั้นข้าไม่รู้ว่ามันคือขุนโชติจึงยังไม่ได้บอกเอ็ง”
       “แล้วขุนโชติเป็นใครกัน? เหมือนคุณพ่อจะรู้จักดี”
       “ขุนโชติคือขุนโจรในตำนาน ที่เสือทุกคนให้ความศรัทธาบางชุมถึงกับต้องทำพิธีบวงสรวงก่อนออกปล้นทุกครั้ง”
       “แล้วคุณพ่อเชื่อที่มันบอกอย่างนั้นเหรอคะ หนูว่าท่าทางพวกมันจะฟั่นเฟือน เหมือนไอ้ทิวยังไงไม่รู้” กระเต็นบอกแล้วตกใจ “หรือว่ามันจะเป็นพวกเดียวกับไอ้ทิวจริง”
       “อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย เรายังสรุปอะไรไม่ได้ จนกว่าจะได้สอบสวนพวกมัน”
       กระเต็นยังไม่วายกังวลใจ สุพจน์ก็เปิดประตูห้องเข้ามา กระเต็นรีบถาม
       “เป็นยังไงบ้างคะคุณพจน์ เจอมั้ย”
       “ตำรวจเจอแต่เรือเปล่าๆ จอดอยู่แถววัดคลองปทุม ห่างออกไปหลายกิโล แต่ไม่พบตัวพวกมัน”
       “พวกมันมีวิชาย่นระยะทาง กำบังกาย คงจะหาตัวลำบาก”
       “นี่ถ้าไม่เห็นกับตาผมคงไม่เชื่อ ว่าวิชาอาคมพวกนี้จะสร้างปาฏิหาริย์ได้ถึงขนาดนั้น ตอนเพชรยังอยู่ก็ไม่ยอมแสดงอะไรให้ดูเท่าไหร่”
       “แล้วทางตำรวจพอจะทราบรึยังครับ ว่าพวกมันเป็นใคร”
       “ไม่มีข้อมูลเลยครับ ทั้งทะเบียนราษฎร์หรือประวัติอาชญากรเหมือนพวกมันไม่มีตัวตน”
       หาญสบตากระเต็นเครียด
      
       ที่บ้านกระเต็น กล้าเดินกุมๆ ท้อง หงุดหงิดกลุ้มใจ จุกนั่งมองอยู่นานจึงบอกออกมา
       “เอาน่าก็เรายังไม่หายดี แม่เค้าเป็นห่วง”
       “โธ่ น้า ผมไม่ใช่นักโทษนะ ผมอยากรู้ว่าคนอื่นๆ เค้าเป็นยังไงบ้าง”
       “เอาน่า คิดถึงเพื่อนก็ใช้โทรศัพท์ไปก่อนได้”
       “ผมโทร.แล้วน้า แต่ไม่มีใครอยู่รับสายซักคน ไอ้นุก็ไม่รู้หายหัวไปไหน”
       รักกับยมโผล่เข้ามา       
       “พี่กล้า มีคนมาหน้าบ้าน โวยวายใหญ่เลย”
       “ใช่จ้ะ”
      
       จุกกับกล้ามองหน้ากัน สงสัย



       กล้ากับจุกออกไปดูจึงพบว่าคนที่มาโวยวายก็คือนุกูล กล้าจึงพานุกูลมานั่งคุยที่ศาลาในสวน
      
       “ไอ้ภูมินทร์นี่มันเลวได้โล่จริงๆ แต่แม่พี่สิเจ๋งกว่า จับมันเข้าคุกตะรางจนได้ สมน้ำหน้ามัน” กล้าพยักหน้ารับ เครียดๆ นุกูลมองกล้า แปลกใจ “ไม่เห็นพี่เป็นอะไรเลยนี่”
       “พี่ดีขึ้นแล้วล่ะ”
       กล้าสีหน้าเครียด ห่วงคะนึงนิจ นุกูลเห็น
       “พี่เป็นไรอ่ะ ทำไมดูไม่ดีใจเลย รึว่ายังเจ็บแผล”
       “เปล่า ก็ แค่เบื่อๆ น่ะ”
       “ก็น่าเบื่อนะพี่ ตำรวจหน้าบ้านพี่ก็คุมซะเข้มเลย ดูซิ กว่าผมจะเข้ามาได้”
       จุกเดินเข้ามา
       “เอาๆ ฟ้องลูกพี่ใหญ่เลยนะเจ้านุ มาก็ดีแล้ว น้าคิดถึงแผงพระจะแย่ ฝากกล้าด้วยนะ”
       แล้วจุกก็รีบเดินออกไป
       “แกก็เหมือนโดนขังกับพี่นั่นแหละ” นุกูลขำ กล้าจึงขำจุก
       “อืมม์ แล้วนี่พวกแกเป็นไงบ้างล่ะ”
       “อ้าว นี่น้าจุกยังไม่ได้เล่าเรื่องที่พวกฉันน่ะโดนพวกไอ้เบิ้ม มันรุมเหรอพี่”
       “ฮะ”
       นุกูลเปิดฉากเล่าเป็นชุด
       “ได้ยินไม่ผิดหรอกพี่ แต่พวกฉันไม่เป็นอะไรเลยซักคน เพราะอะไรรู้ไหมพี่ จู่ๆ ก็มีคนมาช่วยพวกฉันไว้ คาถาอาคม งี้เพียบ ทั้งปัดอาวุธ ทั้งนะจังงัง พี่เห็นพี่ต้องอึ้ง” กล้าฟังแต่ทำหน้าล้อ ไม่ค่อยเชื่อ “แต่ฉันไม่คิดจะแก้แค้นพวกมันแล้วล่ะพี่ ฉันไม่อยากกัดกันเหมือนหมา คิดแล้วอาย”
       “เออดี คิดได้ก็ดีแล้ว เราน่ะถ้าจะสู้ ก็สู้เพื่อความถูกต้อง ความยุติธรรม ไม่ใช่มาตีกันเพื่อความสะใจ”
       “ฉันไม่ได้คิดเองหรอกพี่ พี่ชายที่ช่วยไว้นั่นแหละสอนมา” กล้าคิดตาม นึกชื่นชม “จริงสิ มะลิของพี่เป็นไงบ้างล่ะ นั่นแน่ นี่หาย เร็วเพราะมะลิหอมๆ รึเปล่าพี่” นุกูลแซว
       “มะลิ มะลิอะไรของแกวะไอ้นุ”
       กล้างง
      
       กล้ากลับเข้าบ้านหยิบเจ้ากระแตมะลิตัวน้อยจากถังขยะขึ้นมามอง เซ็งสุดๆ
       “แม่พี่นี่สุดยอดไปเลย สงสัยจะไม่ชอบราชาวดีเอามากๆ”
       กล้าเครียด อยากไปหาราชาวดีตามลำพัง
       “แกกลับไปก่อนเถอะ พรุ่งนี้มีสอบไม่ใช่เหรอ”
       “จะดีเหรอพี่ ก็น้าจุกฝากพี่ไว้กับผม”
       “พี่แข็งแรงขนาดนี้ แกจะห่วงอะไรอีก ไปเถอะน่า ไป”
       นุกูลรู้ทัน แซว
       “จะไปหาหญิงอะดิ งั้นไว้สอบเสร็จ ผมจะพาพวกไอ้ป๋องมาเยี่ยมด้วยนะพี่”
       นุกูลออกไป กล้าดมมะลิแล้วคิดแผนหนีออกไป
       “รัก ยม อยู่แถวนี้รึเปล่า”
       รัก ยมปรากฏตัวขึ้น ยิ้มร่า
       “พี่กล้า เรียกเราทำไมเหรอจ๊ะ”
       “พี่มีอะไรสนุกๆ ให้ทำ”
       รักยมมองกล้า สงสัยว่าอะไร
      
       เย็นวันนั้นเมื่อกระเต็นขับรถมาเทียบหน้าบ้านก็เห็นตำรวจ 2นาย นั่งสลบคอพับอยู่ กระเต็นตกใจมาก วิ่งลงจากรถเข้าไปเขย่าร่างตำรวจ
       “จ่าๆ” ตำรวจไม่ยอมฟื้น “หลับลึกแบบนี้ เหมือนโดนอาคม”
       กระเต็นเครียดจัด วิ่งเข้าไปในบ้านทันที
      
       กระเต็นวิ่งขึ้นบันไดบ้านมา ตรงไปที่ห้องกล้า
       “กล้าๆ กล้าๆ”
       ยมโผล่มาขวางไว้
       “แม่กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ”
       “เกิดอะไรขึ้น ทำไมตำรวจถึงสลบไม่ได้สติ แล้วพี่กล้าล่ะ พี่กล้าปลอดภัยใช่มั้ย”
       ยมโกหก อ้ำอึ้ง
       “ไม่มีอะไรนี่จ๊ะแม่ พี่กล้า พี่กล้าก็หลับอยู่ในห้องแหละจ้ะ” กระเต็นหยิบกุญแจจะไขประตู ยมกางมือขวาง “พี่กล้าบอกว่าไม่ให้กวน เอ่อ จะนอนน่ะจ้ะ”
       “ถอยไป แม่จะไปดูพี่กล้า” ยมมองอ้อน
       “แต่”
       “ถอย”
       กระเต็นมองดุ ยมจำต้องถอย กระเต็นไขประตูห้องเข้าไปเห็นกล้าหลับอยู่บนเตียง โล่งอก เข้าไปหา
       “กล้าเป็นไงบ้างลูก เจ็บแผลอีกเหรอ”
       กล้าลืมตามองแม่ ส่ายหน้า ไม่ตอบอะไร แววตาแบบเด็กๆ มีพิรุธสุดๆ
       “ให้แม่ดูแผลสิ” กระเต็นจะเข้ามาเปิดแผล แต่กล้าตกใจ ขยับหนี “เอ้า จะหนีไปไหนล่ะ ทำตัวเป็นเด็กไปได้”
       กล้ายอมอยู่นิ่ง กระเต็นเปิดเสื้อกล้าขึ้น แต่ผ้าพันแผลหายไปแล้ว กระเต็นแปลกใจ “เอะ แผลหายแล้วเหรอ”
       กระเต็นเอามือลูบ กล้าทนขำไม่ไหว หัวเราะกลิ้งเพราะจั๊กจี๊ ทันใดร่างของกล้าก็กลายเป็นสีดำก่อนจะกลายร่างเป็นรัก รักกับยมตกใจที่แผนแตก หายตัวไปทันที กระเต็นรู้ว่าโดนหลอก โกรธมาก
       “รัก ยม กลับมาเดี๋ยวนี้นะ”
       กระเต็นตวาด รักกับยมปรากฏร่างขึ้นอย่างกลัวๆ
       “จ๋า แม่”
       “นี่มันอะไรกัน พี่กล้าอยู่ที่ไหน” รักยมมองหน้ากัน กลุ้ม ประมาณเอาไงดี “หมดเวลาเล่นแล้ว ว่ายังไง”
      
       กระเต็นบอกเสียงเข้ม



       ขณะนั้นราชาวดีเดินหน้าเศร้า น้ำตาคลอกลับบ้าน คะนึงนิจตามมาด้วย สงสารเพื่อนจับใจ
      
       “เห็นดุๆ อย่างนั้น ไม่น่าหูเบา เชื่อพวกยัยงามตาง่ายๆ เล้ย นิจจะไปเคลียร์กับแม่พี่กล้าให้เอง วดีอย่าคิดมากเลยนะ”
       “อย่าลำบากเลยนิจ นิจยังติดหนี้เค้า แลัวยังต้องพักที่นั่นอยู่เราไม่อยากให้เดือดร้อนเพราะเรา เราไม่เป็นไรหรอก”
       “เพราะไอ้พี่กล้าคนเดียว เป็นลูกแหง่หรือไงเนี่ย ถึงต้องให้แม่คอยออกหน้า”
       ราชาวดีเข้าใจเหตุผล แต่ไม่วายเสียใจ
       “เป็นแม่ก็ต้องห่วงลูกเป็นธรรมดาแหละนิจ เราผิดเอง เราเป็นต้นเหตุให้พี่กล้าต้องถูกทำร้าย” คะนึงนิจก็รู้สึกผิด       
       “มันไม่เกี่ยวกับวดีซะหน่อย ถ้าจะโทษก็ต้องโทษพี่ภูต่างหาก”
       ราชาวดีไม่อยากให้กล้าเดือดร้อนเพราะตนอีก
       “จะเพราะใครมันก็ไม่สำคัญหรอกนิจ ในเมื่อเราตัดสินใจไปแล้วว่าจะไม่เจอกับพี่กล้าอีก”
       ทั้งราชาวดีกับคะนึงนิจต่างเศร้าใจ ขณะนั้นมีเสียงกีตาร์ดังเข้ามา
       “เกิดเป็นความรัก ความรักเมื่อแรกเจอ
       จิตใจละเมอติดยังฝังตรึง ความรักมันเรียกร้อง
       ทุกเวลาให้ฝันถึงวันก่อน...อยากบอกเธอ...รักครั้งแรก”
       ทั้งสองสาวจำเสียงได้ มองหา กล้าโผล่เข้ามาดักหน้า ยิ้ม พร้อมสะพายกีตาร์ ราชาวดีกับคะนึงนิจเห็นกล้าก็ดีใจที่กล้าไม่เป็นไร
       “พี่กล้า”
       ราชาวดีลืมสิ่งที่พูดไว้ ก้าวเท้าไปหากล้า แต่แล้วก็หยุด มองกล้าที่เดินยิ้มเข้ามาหา รอยยิ้มนี้ทำให้เธอเศร้าใจเหลือเกิน
       “ถึงกับอึ้งเลยเหรอครับ พี่หายแล้วจริงๆ นะ” กล้ามองซึ้งก่อนจะเอามะลิในมือขึ้นมาดม “ถ้าไม่มีเจ้ากระแตตัว
       น้อยๆ นี้ พี่คงยังนอนหยอดน้ำข้าวต้ม อยู่อีกนาน” กล้าสบตาราชาวดี “ขอบคุณนะสำหรับความห่วงใยที่วดีมีให้พี่”
       กล้าเอื้อมมือจับไปจับมือราชาวดี ราชาวดีสบตากล้ากลับ สายตาที่จริงใจของกล้าทำให้เธอทั้งหวั่นไหวและอ่อนแอ จนต้องน้ำตารื้นแต่เสมื่อนึกถึงคำพูดกระเต็น ราชาวดีจึงหักใจเดินหนีกล้าเข้าบ้านไป กล้าเห็นแล้วอึ้ง งง        “วดี วดีเป็นอะไรไป โกรธอะไรพี่เหรอ วดีๆ”
       กล้าจะตามเข้าบ้านด้วย แต่คะนึงนิจขวางไว้ คะนึงนิจทั้งหมั่นไส้ทั้งโกรธกล้า
       “นี่พี่กล้ายังไม่รู้ตัวอีกเหรอ”
       “เกิดอะไรขึ้นเหรอนิจ พี่งงไปหมดแล้ว”
       “ก็แม่พี่ไปด่าวดีถึงที่สหวิช แล้วยังห้ามไม่ให้วดีเจอหน้าพี่อีก”
       กล้าพอจะเดาเรื่องราวได้กถึงกับอึ้ง
       “แม่พี่ทำอย่างนั้นจริงๆ เหรอ”
       “นิจจะโกหกไปทำไม เค้าเห็นกันทั้งวิทยาลัย”
       “วดี”
       กล้าพยายามตะโกนเรียกราชาวดี
       “พี่กล้า นิจขอร้องล่ะ วันนี้พี่กลับไปก่อนเถอะ วดียังไม่พร้อมจะเจอพี่หรอก”
       คะนึงนิจตามราชาวดีเข้าบ้านไป กล้าเครียด
      
       กล้านั่งเครียดอยู่ที่ริมน้ำตามลำพัง กล้าถอนใจกลุ้มที่เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ สายตากล้ามองดูเจ้ากระแตดอกมะลิตัวน้อยที่ราชาวดีร้อยมาให้ในมือ
       ไกลออกไปมุมหนึ่ง กระถินวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาจะไปตามหมอ พลางมองซ้ายมองขวาไปด้วย ทันใดมีตำรวจ 2 นาย ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจากทางด้านหลัง กระถินตกใจรีบวิ่งไปหลบหลังต้นไม้แถวๆ ที่รถมอเตอร์ไซค์ของกล้าจอดอยู่ ใจกระถินเต้นระทึกกลัวถูกจับได้
       ตำรวจขี่รถมอเตอร์ไซค์ขับผ่านมาที่ต้นไม้ แล้วหยุดมองสำรวจรอบๆ เห็นแต่กล้านั่งอยู่ริมน้ำ ตำรวจเห็นไม่มีอะไรจึงรีบขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกไป กระถินโล่งออก เดินออกมาจากหลังต้นไม้ จังหวะเดียวกับที่กล้าเดินกลับมาที่รถมอเตอร์ไซค์พอดี
       “อ้าว น้อง”
       “พี่”
        
       สองคนเจอหน้ากันก็จำได้เพราะกล้าเคยขอซื้อเสื้อจากกระถิน
       ไม่นานนัก กระถินพากล้าเดินเข้ามาข้างในโรงไม้แห่งหนึ่ง บรรยากาศเงียบเชียบ สภาพเหมือนปิดกิจการ กล้ามองอย่างสงสัย
      
       “ลุงหนูอยู่ที่นี่เหรอ”
       “จ้ะ พี่ช่วยลุงหนูด้วยนะจ๊ะ”
       กล้าระมัดระวังรู้สึกว่ามีคนตาม หันหลังกลับ แต่ไม่ทันขุนโชติที่โผล่มาใช้ดาบปาดคอหอยกล้าไว้
       “เอ็งเป็นผู้ใด”
       กระถินต้องรีบห้าม
       “อย่าจ้ะลุง พี่เค้าเป็นพวกเดียวกัน หนูเป็นคนพาพี่เค้ามาเอง”
       ขุนโชติจ้องกล้าตาเขม็ง ยังไม่ยอมวางดาบ
      
       ที่บาดแผลของเสือไทเป็นรอยช้ำสีดำ ค่อยๆ ขยายวงกว้างออกเรื่อยๆ กล้ามองบาดแผล รู้ว่าไม่ธรรมดา         “อาการหนักไม่ใช่น้อย คงต้องรีบพาไปหาหมอ”
       “ไม่มีผู้ใดรักษามันได้ดอก บาดแผลนี้เกิดจากฤทธิ์ของอาคม แม้จะแก้ด้วยคาถาบทใดก็ยังไม่เป็นผล”
       กล้าคิดเครียด
       “จะถอนอาคมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งถ้าเป็นคนที่ประกอบแต่กรรมชั่ว ไม่อยู่ในศีลในธรรมแล้วละก็ยิ่งถอนยาก”
       “เอ็งพูดเช่นนี้ หมายความว่ากระไร” เสือดำโมโห
       “ผมก็แค่พูดตามที่ผู้ใหญ่สอนมา ไม่ได้มีเจตนาร้าย” กล้ามองขุนโชติและพวกด้วยความสงสัย “พวกน้าเป็นใคร มาจากไหน กันแน่ ทำไมถึงไปมีเรื่องกับคนมีวิชาอาคมได้”
       “เอ็งจะถามซอกถามแซกเพื่อการอันใดวะ ถ้ารักษาไม่ได้ก็กลับไป” เสือดำบอกอย่างไม่ไว้ใจ กล้าจะกลับแต่กระถินเรียกไว้
       “เดี๋ยวสิจ๊ะพี่ ลุงหนูเค้ามาจากบ้านนอก แล้วถูกพวกนักเลงรุมทำร้าย พี่ช่วยลุงหนูด้วยนะ หนูขอร้อง”
       “พี่รักษาอาการแบบนี้ไม่เป็นหรอกนะ แต่แม่พี่อาจจะพอรู้จักใครที่ช่วยได้ เดี๋ยวพี่มา”
       ทันใดเสือไทก็กระอักเลือดพุ่ง กระถินตกใจ
       “ลุงๆ”
       กล้ามองเป็นห่วง นึกถึงตอนที่พ่อรักษาคน จึงตัดสินใจถอดตะกรุดออกจากคอมองไปที่เสือไท
       “เอ็งจักทำอันใดไอ้หนุ่ม”
      
       กล้าเอาตะกรุดสามกษัตริย์แช่น้ำในขัน ว่าคาถา กระถินถูกกันให้อยู่ด้านนอก ตะกรุดค่อยๆ หมุนอยู่กับที่ เร็วขึ้นเรื่อยๆ น้ำในขันจึงหมุนตามกลายเป็นน้ำวน ทันใดน้ำในขันก็ส่องแสงสว่างวาบขึ้น ขุนโชติจ้องขันน้ำและกล้าด้วยความแปลกใจ ยังไม่ไว้ใจ กล้าส่งขันน้ำให้ดื่ม เสือดำรับไปป้อนให้เสือไท สักพักจะเห็นว่าบาดแผลค่อยๆ เลือนหายไปจนหมด กระถินดีใจวิ่งมาดู
       “ลุง ลุงหายแล้ว”
       กระถินหาผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาเสือไท
       “เอ็งไปร่ำเรียนอาคมมาจากสำนักใด จึงมีของดีติดตัวเช่นนี้”
       “พ่อผมเป็นคนสอนให้ตั้งแต่เด็ก ไว้เป็นวิชาติดตัว”
       “นับว่าไอ้ไทมันยังมีบุญ วันนี้มึงช่วยพวกข้า วันหน้าข้าจักตอบแทนน้ำใจเอ็ง”
       “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ได้ทำอะไร ตะกรุดสามกษัตริย์ต่างหากที่ช่วยรักษา”
       “รึเอ็งนึกรังเกียจน้ำใจพวกข้า”
       กล้าจำใจน้อมรับ อย่างเลี่ยงไม่ได้ ขุนโชติพอใจ รู้สึกถูกชะตากับกล้า
      
       คืนนั้นกล้าปีนกลับเข้าห้องทางหน้าต่าง สีหน้ากล้าดูเครียด ตรงไปที่โต๊ะรีบเอาเจ้ากระแตมะลิตัวน้อยเก็บใส่กล่องเพื่อซ่อนไม่ให้กระเต็นเห็น กล้าถอดรองเท้าแล้วมุดเอาไปซ่อนไว้ใต้เตียง เสียงของหล่นกระทบพื้น เงยหน้าขึ้นมา ปรากฏว่าเจ้ากระแตมะลิตัวน้อยหล่นอยู่ที่พื้น กล่องกระจาย กล้าดุ ยังอารมณ์เสียอยู่
       “รัก ยม อย่าแกล้งกันแบบนี้ พี่ไม่ผิดสัญญาหรอกน่า” กล้าหยิบตัวกระแตใส่กล่อง วางบนโต๊ะใหม่ รักกับยมปรากฏตัวขึ้น หน้าซีด ส่ายหน้า “ขอบใจมากนะที่ร่วมมือด้วย แม่มาแล้วใช่มั้ย พี่เห็นรถจอดอยู่ พี่มีธุระสำคัญต้องคุยกับแม่ เสร็จแล้วจะจัดขนมไหว้ให้”
       รักยมได้แต่ส่ายหน้า มองไปที่มุมนึง ตกใจ แล้วหายตัวไป ทันใดจะเห็นกล่องเลื่อนได้เอง หล่นลงพื้นอีก
       “ไม่เล่นแบบนี้นะ พี่ไม่ชอบ มะลินี้สำคัญกับพี่มากเข้าใจมั้ย”
       กระเต็นที่ใช้คาถากำบังกายค่อยๆ ปรากฏร่างขึ้น เหน็บใบพลูทัดหู กระเต็นจ้องหน้าลูกชายตัวเอง       
       “สำคัญกว่าแม่แกด้วยใช่รึเปล่า”
      
       “แม่” กล้าครางด้วยความตกใจ



       กระเต็นมองหน้าลูกชายด้วยความโกรธ
      
       “จะบอกแม่ได้รึยัง ว่าแกออกไปไหนมา” กล้าไม่ตอบ หน้าเครียด “ราชาวดีอีกแล้วล่ะสิ แม่นั่นคงจะเอาเรื่องเมื่อเช้ามาฟ้องแกแล้วใช่มั้ย”
       “ผมไม่เข้าใจ ทำไมแม่ต้องไปต่อว่าวดีอย่างนั้นด้วยที่ผมถูกทำร้ายไม่ได้เกี่ยวกับวดีเลย”
       กระเต็นโมโหที่กล้ายังเข้าข้างราชาวดี
       “จะไม่เกี่ยวได้ยังไง แม่นั่นเที่ยวโปรยเสน่ห์ ยั่วผู้ชายให้มาตีกัน แกควรจะตาสว่างได้แล้ว เลิกปกป้องผู้หญิงอย่างนั้นซะที”
       “ไม่จริงนะครับ วดีไม่ใช่คนแบบนั้น แม่ไปฟังมาจากไหน”
       “แม่จะฟังมาจากไหน มันไม่สำคัญหรอก ถ้าแม่นั่นยังมายุ่งวุ่นวายกับแก แกก็คงบวชอย่างสงบไม่ได้หรอก”
       “งั้นผมก็ไม่บวช”
       “กล้า”
       กล้าตัดสินใจเด็ดเดี่ยว
       “แม่เชื่อแต่คำทำนายของหลวงปู่ แต่แม่กลับไม่เชื่อใจผมทั้งๆ ที่ พ่อกับแม่สอนผมมาตลอดว่า ใครทำอะไรก็ต้องได้อย่างนั้น ถ้าเราทำดีก็ต้องได้ดี พ่อกับแม่สอนผมมาแบบนี้เอง ไม่ใช่เหรอครับ”
       “มันไม่เหมือนกันนะกล้า คราวนี้ลูกต้องมารับผลกรรมที่ตัวเองไม่ได้ทำ แม่ยอมไม่ได้”
       “หมายความว่ายังไงครับ ผลกรรมอะไร แม่ปิดบังอะไรผมไว้” กล้าถามอย่างสงสัย
       กระเต็นรู้ตัวว่าหลุดปาก ไม่รู้จะอธิบายยังไงดีเลยพาลอารมณ์เสีย
       “แกไม่มีสิทธิ์มาคาดคั้นแม่ แกรับปากแม่แล้ว ถ้าแกจะมาผิดสัจจะกับแม่เพราะผู้หญิงคนเดียว เราก็ไม่มีอะไรต้องพูดกัน”
       กระเต็นเดินกลับออกไป กล้ากลุ้มหันไปเจอจุกยืนอยู่ กล้าถึงกับอึ้งไป
      
       “เฮ้ยใจเย็นสิกล้า แม่เค้าทำไปเพราะเป็นห่วงแกนะ”
       จุกปลอบใจกล้า
       “บอกตรงๆ นะน้า ผมว่าแม่ต้องปิดบังอะไรผมซักอย่าง ปกติแม่ไม่ใช่คนที่จะตามห่วง ตามหวงอะไรผมขนาดนี้”
       “มันก็คงเพราะเรื่องไอ้ทิวนั่นแหละ” จุกนึกได้ว่าหลุดปากออกไป
       “ไอ้ทิว? ใครกันครับ”
       “เอ่อ คือ”
       จุกรู้ตัวว่าทำทุกอย่างเสีย กล้าจ้องมองอย่างคาดคั้น
      
       ช่วงเวลาเดียวกันนั้นหาญก็นิมิตเห็นทิว ภาพในนิมิตมีหมอกควันหนาทึบดูลึกลับแล้วก็เห็นทิวเดินสะเปะสะปะ ไม่รู้ทิศทาง
       “ไอ้ทิว ไอ้ทิว”
       ทิวชะงักหันมา
       “ใคร ใครเรียกข้า”
       หาญเดินฝ่าหมอกมา       
       “ข้าเอง”
       “ไอ้สารเลว”
       ทิวพุ่งจะทำร้ายหาญแต่หาญหลบ หลีก ทิวปะทะเข้ากับพลังของลูกสะกดกระเด็นไป หาญเห็นตัวทิวโปร่งแสง ถึงกับอึ้ง
       “เอ็งไม่ใช่คน เอ็งตายแล้วเหรอไอ้ทิว”
       “เพราะเอ็ง เอ็งทำให้ข้าต้องเป็นแบบนี้ ข้าจะจองเวรเอ็งทุกภพทุกชาติ”
       “ข้าไม่เคยคิดฆ่าเอ็ง ข้าตั้งใจจะจับเอ็งส่งทางการเท่านั้น”
       ทิวมองหาญตาขวาง
       “ไอ้ขุนโชติ ไอ้โจรตะบัดสัตว์ เอ็งใช้เลือดข้าชุบชีวิตให้เอ็งบอกว่าจะแก้แค้นให้ข้า แต่เอ็งกลับฆ่าข้า ข้าขอสาปแช่งเอ็ง”
       “ขุนโชติเหรอ เอ็งถูกขุนโชติฆ่าเหรอทิว”
       ทิวมองไปข้างหลังหาญ       
       “ไม่นะ ข้าไม่ไป”
       ทิววิ่งหนีหาญวิ่งตาม
       “ทิว ทิว”
       ทิววิ่งหนีไปเจอยมฑูตสองตัว นุ่งผ้าแดง ถูกจับลากไป       
       “ช่วยด้วย ข้าไม่ไป”
       ทิวร้องลั่น หาญวิ่งตามไปแต่เจอกำแพงไฟเข้าไม่ได้ ผงะออกมา
       หาญลืมตาจากนิมิต
       “ไอ้ทิวตายแล้วหรือนี่”
      
       ขณะนั้นกระเต็นนั่งอยู่หน้าโกศและรูปภาพของเพชร น้ำตาคลอ
       “เพชร ทำไม นายไม่อยู่คอยแก้ปัญหากับฉัน ทำไมนายต้องทิ้งฉันไว้คนเดียว”
       กล้าเปิดประตูห้องเข้ามา กระเต็นรีบเช็ดคราบน้ำตา กล้ามองเห็น รู้สึกผิดจึงคุกเข่ากราบแม่       
       “ผมขอโทษครับที่เมื่อกี้ล่วงเกินแม่ไป”
       กระเต็นลูบหัวลูกชายอย่างเอ็นดู
       “แม่ไม่ได้โกรธกล้า แต่แม่เป็นห่วงกล้าเข้าใจมั้ย”
       “ครับ น้าจุกเล่าเรื่องไอ้ทิวให้ผมฟังแล้ว ทำไมแม่ไม่เคยบอกเรื่องนี้กับผมเลย” กล้าตัดพ้อ
       “แม่ไม่อยากให้กล้าเป็นกังวล ไอ้ทิวก็แค่บ้าอวิชชา มันแค้นที่พ่อเป็นคนจับมันเข้าคุก มันเลยตามมาล้างแค้นพวกเราทุกคน” กล้ามองรูปเพชร
       “แต่พ่อทำตามหน้าที่ เพื่อความสงบสุขของชาวบ้าน ผมเชื่อมั่นในความดีที่พ่อทำ ผมเป็นลูกของพ่อ เป็นลูกตำรวจผมไม่เคยกลัวพวกคนเลว ผมจะต้องลากคอมันมาให้กฎหมายลงโทษ แม่ไม่ต้องกลัว ผมจะปกป้องแม่เอง”
       กระเต็นสะเทือนใจ เพราะกุมความลับที่กล้าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของตนไว้ กระเต็นกอดกล้า
       “หนอยไอ้ลูกคนนี้ รู้จักแม่ตัวเองน้อยไปซะแล้ว ถึงวิชาอาคมแม่จะมีติดตัวไม่เท่าไหร่ แต่วิชาเอาตัวรอด
       แม่ก็เป็นหนึ่งในตองอูนะจะบอกให้”
       “ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่วางใจ จนกว่าไอ้ทิวจะถูกจับ”
       “คุณพจน์เค้าออกหมายจับไปทั่วประเทศแล้ว อีกไม่นานก็จับตัวมันได้ กล้าไม่ต้องห่วงแม่หรอก คราวก่อนที่ไอ้ทิวมันหนีไป ไม่ใช่เพราะสู้แม่ไม่ได้เหรอ” กระเต็นจำใจโกหก มองรูปเพชร “ถึงไม่มีคำทำนายหรืออันตรายใดๆ ทั้งพ่อและแม่ก็อยากเห็นกล้าบวชมานานแล้ว” กระเต็นสบตากล้า ขอร้อง “บวชเถอะนะลูก ถึงไม่เห็นแก่แม่ ก็คิดเสียว่าเห็นแก่พ่อ เรื่องผู้หญิงน่ะ ถ้าคู่กันแล้วคงไม่แคล้วกันหรอก กล้าสึกออกมาเมื่อไหร่ แม่สัญญาว่าจะไม่ห้าม ไม่ว่ากล้าจะรักกับใคร เชื่อแม่สักครั้ง เราเหลือกันแค่สองคนแม่ลูกนะกล้า”
       กล้ามองรูปเพชร ใจอ่อน
       “ครับแม่ ผมจะบวชให้พ่อกับแม่”
      
       กระเต็นโล่งอก กอดกล้าด้วยความปลาบปลื้มใจ



       วันต่อมากระเต็นมาหาหาญที่อพาร์ตเม้นต์
      
       “กล้าจะบวชมะรืนนี้เหรอ”
       “ใช่ค่ะ หนูไม่อยากรอฤกษ์อะไรแล้ว ยังไงก็ขอให้กล้าได้อยู่ในผ้าเหลืองก่อน ส่วนเรื่องไอ้ทิวค่อยว่ากัน”
       “พ่อคิดว่าไอ้ทิวคงตายแล้ว”
       “พ่อหาญรู้ได้ยังไงคะ”
       “ดวงจิตของพ่อเจอวิญญาณของมัน มันบอกว่าไอ้ขุนโชติเป็นคนฆ่ามัน แล้วก็ใช้เลือดของมันชุบชีวิตตัวเองขึ้นมา”
       “แล้วมันรู้จักกันได้ยังไง”
       “พ่อก็อยากรู้ เพราะฉะนั้น ต้องหาตัวไอ้ขุนโชติให้เจอเท่านั้น ปริศนาทุกอย่างก็จะกระจ่าง รวมทั้งเรื่องที่มันเรียกพ่อว่าเป็นหลวงณรงค์ด้วย”
       “แต่เราจะหามันเจอได้ยังละคะ” หาญเครียดขึ้นมาทันที
       “เอ็งติดต่อ เพื่อนตำรวจของเอ็งได้มั้ย ข้าอยากรู้ว่าบ้านของเด็กผู้หญิงคนที่ช่วยขุนโชติหนีอยู่ที่ไหน”
      
       กระถินพาขุนโชติและลูกน้องมาหลบที่โรงไม้แห่งหนึ่ง
       “พวกข้าต้องใส่ของพวกนี้จริงๆ รึวะ”
       ขุนโชติถามกระถินขณะติดกระดุมกางเกงยีนส์
       “จริงสิจ๊ะ พวกลุงจะได้ไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ เค้า”
       ขุนโชติยืนหันหลังใส่เสื้อกั๊กยีนส์ ก่อนจะหันหน้ากลับมา
       “ข้าดูเป็นเยี่ยงไรวะนังกระถิน”
       กระถินพิจารณาก่อนจะยกนิ้วโป้งให้
       “เท่ระเบิดเลยลุง”
       ขุนโชติ เสือดำ เสือไท เปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าร่วมสมัยแล้ว แต่ท่าทางยังไม่มั่นใจ อึดอัด
      
       เหรียญและธนบัตรยุคพ.ศ.2525 วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ขุนโชติ เสือดำ เสือไท ดูอย่างสงสัย
       “เอ็งเอากระไรมาให้พวกข้าดูวะ นังกระถิน”
       “เงินจ้ะลุง เอาไว้ซื้อของได้ในสมัยนี้” กระถินหยิบแต่ละอันขึ้นมาสอน “อันนี้เหรียญหนึ่งบาท เหรียญห้าบาท แบงก์สิบ แบงก์ยี่สิบ แบงก์ร้อย แล้วก็แบงก์ห้าร้อย”
       “แบ๊งรึ? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
       เสือไทหยิบเหรียญห้าบาทมาแทะแล้วโยนทิ้ง
       “ถุย มันไม่ใช่เงินแท้นี่”
       เสือดำหยิบธนบัตรขึ้นมาบ้าง
       “แล้วไอ้กระดาษพวกนี้จะมีค่าได้เยี่ยงไร”
       กระถินไม่รู้จะตอบยังไง ขุนโชติดูจะเข้าใจกว่าคนอื่น
       “กาลสมัยมันเปลี่ยนไป อย่าว่าแต่คนเลย ของมันก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วยสิวะ เงินพวกนี้มันก็เหมือนอัฐหรือเฟื้องที่พวกเราเคยใช้กันกระมัง”
       กระถินรีบพยักหน้ารับ
       “ใช่จ้ะ อย่างนั้นแหละลุง”
       เสือดำกับเสือไทยังสนใจกับธนบัตรดูงุนงง ไม่รู้จะใช้ยังไง
       “เอ็งมีน้ำใจกับพวกข้ามากนังกระถิน ข้าไม่รู้จะตอบแทนเอ็งเยี่ยงไรดี”
       “พวกลุงก็ช่วยเหลือหนูตั้งหลายอย่าง หนูมีเงินพอที่จะพาแม่ไปรักษาได้ก็เพราะพวกลุง”
       “เอ็งเป็นเด็กที่รู้คุณคน จงรักษาสิ่งนี้เอาไว้ให้จงดี แต่ตอนนี้เอ็งควรกลับบ้าน ไปหาแม่ได้แล้ว”
       “ลุงจะไล่หนูแล้วเหรอจ๊ะ”
       “เอ็งอย่ามาสำออยกับข้า ขืนอยู่กับพวกข้ารังแต่จะเสี่ยง”
       กระถินโผเข้ากอดขุนโชติแน่น ขุนโชติลูบหัว นึกถึงลูกตัวเอง ร่ายคาถา แล้วเป่าลงบนกระหม่อมของกระถิน
       “จักไม่มีใครทำร้ายเอ็งได้เอ็งจงไปได้แล้ว” กระถินน้ำตาคลอ
       “หนูไปก่อนนะจ๊ะ พวกลุงๆ ดูแลตัวเองด้วย”
       ขุนโชติไม่ตอบอะไรกลับหันหลังให้ กระถินวิ่งออกไป เสือดำกับเสือไทมองตาม
       “ปล่อยนังกระถินไปอย่างนี้จะดีรึพี่ ข้าเกรงว่าพวกโปลิศมันจะตามรอยนังกระถินกลับมาหาเราอีก”
       “เด็กคนนี้มีความกตัญญูเป็นที่ตั้ง เอ็งไม่ต้องเกรงไปดอก แลถึงมันจะเป็นจริง ใยจะต้องกลัว เพราะข้าจะประกาศศึกกับพวกโปลิศอยู่แล้ว” เสือดำกับเสือไทสบตากันอย่างฮึกเหิม “ข้ายังอยากเจอลูกหลานไอ้หลวงณรงค์คนนั้นอีกครั้ง”
      
       ขุนโชติมีแผนล่อเสือออกจากถ้ำอยู่ในใจ



       กระถินกลับมาบ้านได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ในบ้านจึงสงสัย แอบดู แล้วกระถินก็เห็นหาญคุยอยู่กับพ่อและแม่ของตัวเอง กระถินจำหาญได้จึงแอบฟัง
      
       “ผมบอกไปแล้วไง ว่านังกระถินมันทำของมันเอง ผมไม่เกี่ยวอะไรด้วย”
       พ่อกระถินบอกขณะที่แม่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ห่วงลูกสาว
       “แล้วได้ข่าวนังกระถินบ้างรึเปล่าจ๊ะ มันอยู่ที่ไหน ปลอดภัยรึเปล่า”
       หาญได้แต่ส่ายหน้า ทันใดรู้สึกว่ามีคนแอบฟังจึงหันมอง กระถินตกใจรีบหนี แต่พ่อตามไปลากตัวกลับมาได้       
       “มานี่เลยนังตัวดี ตัวแค่นี้ริอาจคบค้าพวกโจร”
       “อย่านะพี่ อย่าทำอะไรลูกนะ”
       แม่ที่เป็นอัมพาตตะเกียกตะกายจนหล่นเก้าอี้ หาญรีบเข้าประคอง พ่อเงื้อมือตบกระถิน กระถินหลับตา แต่กลับกลายเป็นว่ามือของพ่อไถลไปตบโดนขอบโต๊ะเข้าให้ พ่อสะบัดมือด้วยความเจ็บ
       “โอ๊ย”
       หาญมองด้วยความตกใจ สงสัย แล้วหาญก็เห็นพ่อกระถินหันไปคว้าไม้ขัดหม้อมาตี แต่พอไม้ใกล้ตัวกระถิน ยันต์คุ้มกายก็ลอยออกจากตัวกระถิน กระทบไม้ขัดหม้อหักเป็นสองท่อนทันที พ่อโกรธจะฟาดซ้ำ หาญจึงคว้ามือพ่อเอาไว้
       “พอได้แล้ว”
       “ฉันจะสั่งสอนลูกฉัน แกยุ่งอะไรด้วย”
       หาญส่งเงินให้ พ่อกระถินยิ้ม ทิ้งไม้ รีบคว้าเงินแล้วออกไป หาญจ้องกระถินแล้วคาดคั้น
       “นี่ใครเป่ายันต์คุ้มกายให้เอ็งมา?”
       กระถินไม่ตอบแต่กลับวิ่งไปกอดแม่ หาญมองอย่างมั่นใจว่าเป็นอาคมของขุนโชติที่คุ้มกันกระถินไว้       
      
       หาญคุยอยู่กับกระถิน กระถินได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ
       “หนูบอกไม่ได้หรอกว่าพวกลุงเค้าซ่อนตัวอยู่ที่ไหน แล้วป่านนี้ พวกลุงๆ เค้าก็คงไปที่อื่นกันแล้วล่ะ”
       “แล้วพวกลุงของเอ็ง เค้าบอกรึเปล่าว่าเป็นใคร มาจากไหน”
       กระถินจำเป็นต้องโกหก
       “เค้าไม่ได้บอกอะไรหนูหรอก รู้แต่ว่าพวกลุงๆ เค้ามาจากต่างจังหวัด น้าจะรู้ไปทำไมกัน น้าเป็นตำรวจเหรอ”
       หาญรู้ว่ากระถินไม่พูดความจริง       
       “ข้าไม่ได้เป็นตำรวจหรอก เพียงแต่มีบางเรื่องที่อยากซักถามลุงของเอ็ง” หาญจ้องกระถิน “เอ็งรู้ใช่มั้ยว่าคนพวกนั้นเป็นโจร” กระถินหลบตาเพราะรู้ดี “การช่วยเหลือคนร้าย มันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหรอกนะ ข้าว่า ถ้าแม่เอ็งรู้เข้า คงจะเสียใจ”
       “แต่พวกลุงๆ เค้ามีบุญคุณกับหนู เค้าสอนวิชาไว้เลี้ยงตัว” กระถินกอดห่อผ้าไว้แน่น        “แล้วยังให้เงินหนูไว้รักษาแม่”
       “แต่เงินที่ปล้นเค้ามา มันเป็นเงินบาป”
       “แล้วจะให้ทำไง ในเมื่อแม่กำลังจะตาย พ่อก็เอาแต่กินเหล้า หนูไปขอยืมเงินใครก็ไม่มีใครให้ เงินบาปที่น้าว่า
       จะช่วยให้แม่ของหนูไม่ตาย ถ้าเป็นน้า น้าจะทำยังไง”
       หาญอึ้ง ไม่รู้จะตอบอะไร
      
       อีกด้านหนึ่งที่ตำหนักอาจารย์ยอด ภูมินทร์ยกพานไหว้ครูให้อาจารย์ยอด อาจารย์ยอดมองด้วยความพอใจ รับมา ภูมินทร์ก้มลงกราบอย่างไม่เต็มใจนัก
       “ในเมื่อเอ็งยอมกราบเป็นศิษย์ของข้า เรื่องที่แล้วมาข้าก็ไม่ติดใจเอาความ”
       ภูมินทร์สบตาเสี่ยไพบูลย์ เสี่ยไพบูลย์พยักพเยิดให้ตามน้ำ
       “ขอบคุณอาจารย์ที่เมตตาผม มีแต่อาจารย์เท่านั้นที่ผมจะพึ่งได้”
       “ฮ่าๆๆ พูดได้ดี ข้ารับรองว่าเอ็งจะไม่ผิดหวัง ทั้งผู้หญิงที่เอ็งรักและน้องสาวเอ็งจะมาสยบแทบเท้าเอ็งในไม่ช้า”
       “ที่สำคัญกว่านั้นคือไอ้กล้า ผมไม่อยากเห็นมันอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป” ภํมินทร์บอกอย่างแค้นๆ
       “แต่มันมีตำรวจเป็นพวก แล้วยังมีเสือหาญคอยตามคุ้มกันอีก” เสี่ยไพบูลย์บอก
       “ข้อนั้นไม่ต้องห่วง ข้าจะทำให้มันกลายเป็นคนเลวในสายตาของทุกคน ดูสิยังจะมีใครช่วยมันได้อีกมั้ย” แววตาอาจารย์ยอดดูเหี้ยมขึ้น “จากนั้นเราจะกำจัดมันทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้”
       ภูมินทร์กับเสี่ยไพบูลย์ยังไม่เข้าใจ
       “อาจารย์จะใช้วิธีไหนเล่นงานมันครับ”
       “เดี๋ยวพวกเอ็งก็จะรู้เอง เสี่ยไพบูลย์ เอ็งไปสืบมาว่าไอ้กล้ามันมีศัตรูอยู่ที่ไหนบ้าง”
       เสี่ยไพบูลย์รับคำ เมื่อเห็นยอดยิ้มอย่างมั่นใจ
      
       ภูมินทร์มีความหวังจะกำจัดกล้าลงได้
       กล้ากลับมาอยู่วัด กระเต็นและจุกกราบเจ้าอาวาส
      
       “ฝากกล้าด้วยนะคะหลวงพ่อ ส่วนเรื่องงานบวช เครื่องอัฐบริขารก็เตรียมไว้พร้อมหมดแล้วเจ้าค่ะ จัดงานเล็กๆ ก็พอ”
       เจ้าอาวาสพยักหน้ารับ
       “ดีแล้ว งานบวชงานบุญไม่ได้สำคัญที่การเฉลิมฉลองอะไรหรอก มันสำคัญที่ใจต่างหาก...กล้า เมื่อจะบวชแล้ว
       ต้องตั้งจิตตั้งใจให้ดี ธรรมะจะทำให้คนเต็มคนรู้ไหม?”
       “ครับหลวงพ่อ แม่ น้าจุก สิ่งใดที่ผมเคยล่วงเกินไป ผมขออโหสิกรรมนะครับ” กล้ายกมือไหว้แม่กับจุก กระเต็นกับจุกรับไหว้
       “ดีแล้วไอ้หลานชาย ติดค้างใครไว้ก็ต้องขออโหสิกรรมซะ เวลาบวชจิตใจจะได้สงบ”
       “ครับน้า”
       กล้าคิดแว๊บไปถึงตอนที่ไปดักพบราชาวดี แต่ราชาวดีหนีเข้าบ้านไม่คุยด้วย กล้ากลุ้มใจ แต่พยายามเก็บอาการ
       “มีอะไรโยมกล้า รึว่ายังมีใครที่ติดข้องในใจอยู่อีก” เจ้าอาวาสถาม
       “เปล่าครับ”
       “งั้นก็ไปพักผ่อนเถอะโยม พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”
       “ครับ”
       กล้าไหว้กระเต็นกับจุกแล้วลุกออกไป เจ้าอาวาสมองกล้าจนพ้นสายตาจึงพูดกับหาญที่นั่งกำบังกายอยู่
       “ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยนะ โยมกล้าพักอยู่ในกุฏิอาตมา รับรองไม่มีใครกล้ามาก่อเรื่องอีกแน่”
       หาญออกจากกำบังกาย
       “ครับท่าน”
       หาญ กระเต็น จุก พยักหน้าให้กันอย่างวางใจ
      
       วันต่อมาที่สหวิช นุกูลนั่งกินข้าวอยู่กับป๋อง โป้ง เปี๊ยก
       “เฮ้ย พรุ่งนี้เลยเหรอวะไอ้นุ ทำไมกะทันหันจังวะ” ป๋งถามนุกูลเมื่อรู้ข่าวกล้าจะบวช
       “นั่นดิ แบบนี้จะหาชุดหล่อทันเหรอวะเนี่ย”
       “เออน่า จะบ่นทำไมวะ มีอะไรก็ใส่ๆ ไปเหอะ”
       “จริงของไอ้นุมัน พวกเราหล่อมันมาตรฐานโว้ย ชุดไหนก็ดูดี”
       นุกูลเห็นงามตาเดินเข้ามากับนงคราญ นุกูลรีบหลบเพราะยังเซ็งที่โดนด่าคราวที่แล้ว เปี๊ยกเห็นท่าทางนุกูลจึงถามออกมา
       “ไอ้นุ หลบน้องงามของเอ็งทำไมวะ ถือซะว่าหญิงด่าแปลว่าหญิงรักนะเว้ย” งามตาเดินผ่านมาที่โต๊ะ เปี๊ยกขยับให้นั่ง “นั่งด้วยกันไหมจ๊ะงามจ๋า”
       งามตาหยุดชายตามองเบะปากเชิดใส่ แล้วเดินออกไปไม่สน
       “อย่าไปกวนใจเค้าน่า”
       เปี๊ยกคิด ลุกขึ้นเคาะแก้ว
       “เอ้าๆๆ หยุดกินกันก่อน ไอ้เปี๊ยกมีข่าวดีมาแจ้งให้ทราบนะ คร้าบเพื่อนทุกท่าน”
       เพื่อนๆ ในโรงอาหารหยุดกิน หันมาฟัง ราชาวดีกับดวงใจเดินเข้ามาพอดี ดวงใจสะกิดให้หยุดฟัง นุกูลมองกลุ่มงามตาที่หันมามอง
       “เฮ้ย ไอ้เปี๊ยก ทำอะไรวะ”
       “เฉยเหอะน่า” เปี๊ยกตะโกนต่อ “พรุ่งนี้เช้าพี่กล้าของพวกเราจะบวชแล้วนะครับพี่น้อง” เปี๊ยกเหล่ไปทางงามตา “ใครอยากไปร่วมยินดี ก็ไปเจอกันได้เลยที่วัดมะยมในนะคร้าบ”
       เปี๊ยกโค้งแล้วนั่งลง ป๋องกับโป้ง ปรบมือให้เปี๊ยก
       “ฮิ้ว”
       “ไอ้เปี๊ยก จะบ้าเหรอวะ เดี๋ยวแม่พี่กล้าก็ว่าเอาหรอก” นุกูลดุเปี๊ยก
       “ว่าก็ว่า ยัยงามจะได้รู้ซะมั่งว่าพี่กล้าเป็นพระไปแล้ว ไม่ต้องมาพร่ำเพ้ออีกต่อไป เอ็งจะได้มีหวัง”
       นุกูลใจชื้นขึ้น
      
       “อยู่ดีดีก็จะบวช แล้วบวชนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เกิดบวชไม่สึกขึ้นมาจะทำไง”
       งามตาบ่นกับนงคราญ
       “ งั้นก็เอางี้ซิ แกแต่งตัวให้สวยเซ็กซี่ที่สุด ไปขอถือหมอนเพื่อประกาศตัวให้ใครใครรู้ว่า แกเป็นแฟนพี่กล้า พี่กล้าเห็นความงามของแก ก็จะได้อยากสึกเร็วๆ”
       “จริงด้วย แกหัวแหลมมากๆ สมเป็นเพื่อนฉัน”
       งามตาเหลือบไปเห็นราชาวดี จึงหันมามองหน้านงคราญอย่างรู้กันก่อนจะปรี่เข้าไปหาเรื่อง
       “ไงจ๊ะวดี อยากจะไปงานบวชพี่กล้ามั้ย เนี่ยแม่พี่กล้าโทรมาชวนฉันตั้งแต่เมื่อวานละ ก็คงให้ไปถือหมอนน่ะนะ เธอไปด้วยกันไหมล่ะ เอ๊ะ แต่ไม่รู้แม่พี่กล้าจะให้เธอเข้างานรึเปล่านะ”
       งามตาพูดจบก็หัวเราะกับนงคราญร่วน ดวงใจจะเอาเรื่อง ราชาวดีดึงแขนไว้
       “งามตา ขอบใจนะที่บอก แต่เราต้องเตรียมตัวสอบ ฝากอนุโมทนากับพี่กล้าด้วยนะ”
      
       ราชาวดีเดินไปนิ่งๆ ดวงใจตาม งามตาสะใจ



       ทั่วบริเวณกุฏิเจ้าอาวาสยามค่ำคืนเงียบงัน กล้ามองใบพลูที่ถืออยู่ในมือ เสียงที่จุกพูดดังเข้ามา
      
       “ดีแล้วไอ้หลานชาย ติดค้างใครไว้ก็ต้องขออโหสิกรรมซะ เวลาบวชจิตใจจะได้สงบ”
       กล้าลองลุกไปแง้มประตูดู เห็นเจ้าอาวาสนั่งสมาธิอยู่กลางกุฏิ กล้าปิดประตูเบาๆ คิดตัดสินใจ
      
       กล้าเดินออกจากห้องแล้วมองเจ้าอาวาสที่นั่งสมาธิอยู่ ร่างของกล้าโปร่งใสที่หูทัดใบพลู ค่อยๆ ย่องผ่านหน้าท่านเจ้าอาวาสช้าๆ เจ้าอาวาสไอแล้วลืมตาขึ้น กล้าเกร็ง ยืนนิ่ง ลุ้นว่าเจ้าอาวาสจะเห็นไหม เจ้าอาวาสมองตรงมาที่กล้านิ่ง ก่อนที่จะลุกเดินผ่านหน้ากล้ากลับเข้าห้องเพื่อจำวัด กล้าโล่งอก
       ขณะนั้นราชาวดีนั่งใจลอยอยู่ในบ้าน คิดถึงที่งามตาพูด       
       “ไงจ๊ะวดี อยากจะไปงานบวชพี่กล้ามั้ย เนี่ยแม่พี่กล้าโทรมาชวนฉันตั้งแต่เมื่อวานละ ก็คงให้ไปถือหมอนน่ะนะ เธอไปด้วยกันไหมล่ะ เอ๊ะ แต่ไม่รู้แม่พี่กล้าจะให้เธอเข้างานรึเปล่านะ”
       ราชาวดีถอนใจ รู้สึกแย่มากๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แต่ราชาวดีเหม่อ จนไม่ได้ใส่ใจเสียงโทรศัพท์ คะนึงนิจวิ่งเข้าห้องมาจากห้องวาดรูป เห็นราชาวดีที่นั่งเหม่ออยู่ก็แปลกใจแล้วรีบไปรับโทรศัพท์
       “สวัสดีค่ะ บ้านครูเริงค่ะ”
       กล้าคุยโทรศัพท์อยู่ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้าวัด
       “วดีใช่ไหม นี่พี่กล้านะ”
       คะนึงนิจหน้าตึงขึ้นมาทันที
       “ไม่ใช่ค่ะ นี่คะนึงนิจพูด”
       “ขอพี่พูดกับวดีหน่อยได้มั้ย” คะนึงนิจเหลือบมองเพื่อนแล้วพูดต่อ “คงไม่ดีมั้งคะ แม่พี่ก็บอกอยู่แล้วว่าห้ามวดียุ่งกับพี่อีก แค่นี้นะคะ”
       ราชาวิดีเห็นคุยนานหันมาฟัง เอะใจว่าเป็นกล้า ลุกขึ้น
       “เดี๋ยวๆ นิจ ฟังพี่ก่อน พี่ขอร้อง พรุ่งนี้พี่จะบวชแล้ว”
       คะนึงนิจกำลังจะวางหูได้ยินก็ชะงัก ฟังต่อ
       “บวช”
       “ใช่ พี่โทร.มาขออโหสินะนิจ พี่รู้ว่าวดีกับนิจยังโกรธเรื่องแม่พี่อยู่ แต่ขอให้รู้ว่าพี่ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้เลยจริงๆ”
       คะนึงนิจหันไปเจอราชาวดีที่เดินเข้ามาใกล้       
       “งั้นรอเดี๋ยวนะคะ...พี่กล้าจะบวช เค้าโทรมาขออโหสิ”
       คะนึงนิจบอกราชาวดี ราชาวดีทำเหมือนจะรับ แล้วเปลี่ยนใจ
       “บอกเค้าด้วยว่าเราอโหสิ”
       ราชาวดีบอกแล้วเดินออกไปเลย
       “วดี เดี๋ยวซิวดี” กล้าได้ยิน จึงรู้สึกผิดหวัง “พี่กล้า คือ”
       “พี่ได้ยินแล้วละ ขอบใจมากนะ นิจ” คะนึงนิจอึ้ง
       “แล้ว พี่”
       กล้าวางหู คะนึงนิจวางหู รู้สึกเหงาๆ ที่กล้าจะหายไป       
      
       ราชาวดีเข้ามายืนน้ำตาไหลอยู่ในครัว คะนึงนิจเข้ามา ราชาวดีแกล้งหยิบนั่นนี่ไปล้างทำความสะอาด
       “วดี”
       “นิจหิวไหม เดี๋ยวเราทำของว่างให้”
       “เรื่องที่พี่กล้าจะบวช”
       “เรารู้จากพวกนุกูลแล้ว”
       “เหรอ แล้วเค้าจะบวชนานมั้ย”
       “ไม่รู้ซิ เราไม่ได้ถาม ก็เรากับเค้าไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้วนี่”
       “นั่นซินะ บวชๆ ไปซะได้ก็ดี จะได้เลิกเจ้าชู้วุ่นวายกับสาวๆ บวชไม่สึกเลยได้ยิ่งดี”
       สองสาวต่างทำเป็นรื่นเริง แต่ก็คิดถึงกล้า
      
       ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่ร้านข้าวต้มในตลาดโต้รุ่ง โจ๊ก เบิ้มและกลุ่มเพื่อนๆ นั่งสังสรรค์กันอยู่
       “ได้ข่าวมาว่า ไอ้กล้า สหวิช มันจะบวชวันพรุ่งนี้นี่หว่าเด็กสหวิชคงไปกันเยอะ พวกเราน่าจะไปเดินเหยียบงานบวชมันเล่นซะหน่อยนะ” เบิ้มบอกขึ้นมา
       “ไปได้ยังไงวะ เราสองคนโดนคุมประพฤติอยู่ แกอยากกลับเข้าสถานพินิจอีกรอบเหรอ แต่ฉันไม่เอาแล้ว รำคาญแม่ด่า”
       “ใจเสาะทำไมวะไอ้โจ๊ก พ่อฉันรู้จักผู้ใหญ่ตั้งหลายคน ยังไงโรงเรียนก็ไม่กล้าทำอะไรเราอยู่แล้ว แค่แม่ด่านิด ด่าหน่อยจะกลัวอะไรนักหนา ถ้าป๊อดนักพรุ่งนี้แกไปลาออกจากไทกนกเลยดีกว่า แล้วเอากระโปรงมานุ่งซะด้วยนะ อยู่ไปก็เสียศักดิ์ศรีสถาบันวะ”
       “เฮ้ย ใครว่าฉันกลัววะ ไปหามันคืนนี้เลยยังได้ คราวก่อนยังข้องใจไม่หาย ยิงมันตกน้ำกับมือ ยังไงก็ไม่รอด แต่มันกลับไม่เป็นอะไรเลย”
       “หรือว่ามันจะมีของดีอย่างที่เค้าลือกัน งั้นเรารอให้งานบวชมันผ่านไปก่อน แล้วค่อยไปหาที่วัด ตอนนั้นมันก็เป็นพระไปแล้ว ไม่กล้าทำอะไรพวกเราหรอก”
       กล้าเดินตรงเข้ามาในร้านข้าวต้ม แววตากล้าดูเหี้ยมผิดปกติ
       “ไอ้โจ๊ก ไอ้เบิ้มคนไหนวะ”
       โจ๊กและเบิ้มลุกขึ้นมองกล้าอย่างแปลกใจ
       “อะไรกันวะ แกลืมฉันสองคนได้ลงคอเชียวเหรอ ไอ้กล้า”
       “กำลังอยากเจออยู่พอดีเลย ไหนว่าบวชยังไงวะ หรือว่าจะมากราบตีนขอขมาพวกฉันก่อนบวช”
       ทั้งสองคนสบตากัน รวมทั้งเพื่อนๆ หัวเราะลั่น กล้าไม่สนใจ ชักปืนที่เหน็บไว้ด้านหลัง สาดกระสุนยิงใส่เบิ้มและพวกจนหมดแม็ก ทุกคนในร้านข้าวต้มต่างตกใจ วิ่งหลบ
       “กรี๊ดๆๆๆ ช่วยด้วยๆ”
       พวกผู้หญิงร้องด้วยความตกใจ โจ๊กกับเพื่อนๆ วิ่งหนีตายไปได้ ส่วนเบิ้มตายคาที่
      
       กล้ามองสะใจ ก่อนรีบวิ่งหายไป



       กล้าเดินถือปืนกลับมาที่ตำหนักอาจารย์ยอด แล้วเดินขึ้นบันไดไป
      
       ประตูตำหนักถูกเปิดออกอย่างแรง กล้าก้าวเข้ามา กวาดสายตามองเห็นอาจารย์ยอด ภูมินทร์ เสี่ยไพบูลย์ เหล็งนั่งอยู่
       “งานที่ข้าให้ไปทำ เอ็งทำสำเร็จมั้ย”
       อาจารย์ยอดถามขึ้นมา
       “ผมยิงมันจนหมดแม็ก ถ้าไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตล่ะ” กล้าบอก อาจารย์ยอดยิ้มอย่างพอใจ
       กล้าเดินไปนั่งในวงล้อมของสายสิญจน์ที่เตรียมไว้อาจารย์ยอดร่ายคาถา แล้วเป่ามนต์ถอนอาคม ทันใดร่างของกล้าก็กลับกลายเป็นร่างของคม ภูมินทร์กับเสี่ยไพบูลย์ต่างตะลึง
       “คาถานารายณ์แปลงรูป เพิ่งได้เห็นเป็นบุญตาก็วันนี้เอง”
       “คราวนี้ต่อให้ไอ้กล้ามันมีปีก ก็หนีความผิดไม่พ้น”
       ยอดหันมองภูมินทร์มั่นใจในฝีมือตัวเอง ภูมินทร์สะใจ
      
       เช้าวันรุ่งขึ้นที่วัดมีพิธีโกนหัวกล้า กระเต็นถือกรรไกรขลิบผมกล้า ผมกล้าร่วงลงบนใบบัว กระเต็นยิ้มให้กล้าที่นั่งพนมมืออยู่ด้วยความปลาบปลื้มใจ โดยเจ้าอาวาส จุก นุกูล ป๋อง โป้ง เปี๊ยก จ่าลุย เด็กอู่ ต่างชื่นชมยินดี สองแม่ลูกยิ้มให้กัน บรรยากาศชื่นมื่น
       หาญปะปนอยู่ในกลุ่มคนด้านหลังๆ มองอยู่ กระเต็นยิ้มให้หาญ เจ้าอาวาสกำลังจะปลงผม ทันใดเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นมาจากมุมหนึ่ง ตู้ม
       ทุกคนต่างเซ ตกใจ หาญตกใจมาก มองไปทางเสียงระเบิด กล้าลุกขึ้นจะไปดู กระเต็นรีบดึงกล้าไว้       
       “กล้า ไม่ต้องไป”
       “แต่นั่นเสียงระเบิดนะครับแม่”
       “อาตมาว่าพวกโยมเข้าไปอยู่ในโบสถ์ก่อนเถอะ” เจ้าอาวาสบอก กล้าจะเถียงแต่จ่าลุยเข้ามา       
       “ใช่ เข้าไปก่อน วันนี้วันดีอย่าให้มีอะไรมาทำให้วอกแวก เดี๋ยวพวกลุงจะออกไปดูเอง ไป”
       จ่าลุยเดินนำนุกูล ป๋อง โป้ง เปี๊ยก และเด็กอู่ออกไป เจ้าอาวาสนำเข้าโบสถ์ กล้าถูกจุกลากเข้าไป กระเต็นรั้งท้ายหันมามองหาญ หาญพยักหน้า กระเต็นเข้าไปประตูโบสถ์ปิด หาญวิ่งออกไปทางด้านหน้า
      
       จ่าลุย นุกูล ป๋อง โป้ง เปี๊ยก เด็กอู่ 3 คน ออกมาจากเขตโบสถ์ ทุกคนต้องอึ้งเมื่อเห็น พระ เณรและชาวบ้าน ต่างบาดเจ็บ นอนร้องโอดโอยอยู่ โจ๊กกับกลุ่มเพื่อนเดินเข้ามาพร้อมมีดดาบ เหล็กขุดชาร์ปและไม้หน้าสามในมือ
       “พ่อ นี่มันพวกไทกนก”
       นุกูลบอก จ่าลุยตวาดไล่
       “เฮ้ย ไอ้พวกเด็กนรก หาเรื่องคนจะบวชมันบาปไม่รู้รึไงวะ”
       “หุบปากไปเลยไอ้แก่” โจ๊กมองหา ไม่เห็นกล้า ตะโกนด่า “ไอ้กล้า ไอ้ฆาตกร คิดจะบวชหนีความผิด มันไม่ง่ายหรอกโว้ย แน่จริงก็ออกมา อย่าเอาแต่หดหัวอยู่สิวะ”
       “พี่กล้าไปทำอะไรให้พวกแก”
       “มันฆ่าไอ้เบิ้ม”
       โจ๊กกับพวกพากันเฮโลจะบุกเข้าไปหน้าโบสถ์ให้ได้ จ่าลุย นุกูล ป๋อง โป้ง เปี๊ยกกับเด็กอู่ต่างหาไม้ หาของใกล้ตัวเป็นอาวุธ กรูกันเข้าขวาง ทั้งสองฝ่ายซัดกันพัลวัน
      
       เสียงเอะอะด้านนอกดังเข้ามาในโบสถ์ทำให้กล้าร้อนใจ
       “ผมได้ยินคนเรียกชื่อผม มันต้องเกี่ยวกับผมแน่ให้ผมออกไปเถอะครับ”
       “แกหูฝาด แม่ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”
       เจ้าอาวาสจับหัวกล้า
       “หลับตาแล้วว่าตามอาตมา” กล้าจำเป็นต้องพนมมือว่าตาม “โกธํ ฆตวา น โสจติ ฆ่าความโกรธได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก”
       กล้าพยายามว่าตาม กระเต็นกับจุกลุ้น
      
       หาญตามออกมาแล้วต้องอึ้งเมื่อเห็นพวกโจ๊กกำลังสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย เห็นสภาพหลุมระเบิด เห็นสภาพข้าวของพังยับ เห็นพระและชาวบ้านที่ถูกสะเก็ดระเบิดบาดเจ็บ
       “โกโธ สตถมลํ โลเก ความโกรธเป็นดังสนิมศาสตราในโลก โกธํ ฆตว่า สุขํ เสติ ฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมอยู่เป็นสุข ความโกรธครอบงำนรชนเมื่อใด ความมืดมนย่อมเกิดมีขึ้นเมื่อนั้น”
       เสียงกล้าท่องตามเจ้าอาวาส หาญตัดสินใจพุ่งเข้าไปแย่งมีดดาบจากโจ๊ก แล้วพลิกสันมีดสับไปที่ขา โจ๊กทรุดไป เพื่อนๆ โจ๊กเห็นต่างเข้ามารุมจะช่วย แต่หาญเอาสันมีดสู้จนล้มไปเป็นคนๆ
       พวกจ่าลุยต่างกรูกันเข้าล็อกตัวพวกที่ล้มไป แต่โจ๊กไม่ยอมแพ้ โมโห ชักปืนที่เหน็บมาด้วย วิ่งจะเข้าไปในโบสถ์
       หาญกระโดดเข้าไปขวาง
       “หยุดได้แล้ว พอเสียที”
       พวกจ่าลุยมอง นุกูลเห็นก็จำหาญได้       
       “เฮ้ย น้าคนที่มีวิชานี่ มาได้ไงวะ”
       โจ๊กไม่สนใจหาญ ยกปืนยิงทันที เปรี้ยง หาญว่าคาถา พร้อมกับยกมือขึ้นบังกระสุน กระสุนพุ่งเข้ามาที่หาญ แล้วหยุดนิ่งในอากาศก่อนจะตกลง โจ๊กอึ้ง หาญไม่รอช้าตรงเข้าไปที่โจ๊ก ปัดปืนทิ้ง แล้วใช้สันมีดสับขาโจ๊กจนล้มลง
       ขณะนั้นสุพจน์กับพวกตำรวจแห่กันเข้ามาพอดี
       “หยุด วางอาวุธ”
       พวกจ่าลุย หาญชะงัก ถอยไปหลบฉากดูเหตุการณ์
      
       เสียงข้างนอกเงียบไปกล้าสงบลง
       “เสียงเงียบไปแล้วพี่เต็น”
       “ถ้างั้นคงไม่มีอะไรแล้วละ”
       จุกไปที่ประตูอย่างดีใจ เปิดกลอน แต่ประตูเปิดออกก่อน สุพจน์กับตำรวจยืนอยู่ จุกงง สุพจน์ก้าวเข้ามาสีหน้าเคร่งเครียด
       “คุณพจน์ ข้างนอกเป็นยังไงบ้างคะ”
       กระเต็นถาม สุพจน์หน้าเครียด
       “เด็กไทกนกพวกนั้นถูกเอาตัวไปหมดแล้วครับ” กระเต็นโล่งอก “แต่...”
       “แต่อะไรคุณพจน์”
       จ่าลุย ป๋อง โป้ง เปี๊ยก นุกูล เข้าโบสถ์ตามมา สุพจน์ไม่อยากทำ แต่จำใจ
       “ผมขอจับกล้าในข้อหาเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายครับ”
      
       กระเต็น กล้าและทุกคนตะลึง หาญซึ่งยืนอยู่นอกโบสถ์ตกใจ เครียด



       ฝ่ายนงคราญกับงามตารีบมาที่วัด
      
       “เร็วๆ เลยแก ไอ้สองแถวบ้า ไม่รู้จะมาเสียทำไมตอนนี้ ถ้าฉันไม่ทันถือหมอนจะทำยังไงเนี่ย”
       งามตาบ่นแต่พอมาถึงวัด มองไปที่มุมหนึ่งนอกโบสถ์ งามตากลับต้องชะงักเมื่อเห็นสภาพที่พังยับเยินเพราะแรงระเบิด เจ้าอาวาสและคนที่ไม่บาดเจ็บกำลังช่วยประคองผู้บาดเจ็บกัน ส่วนสุพจน์และตำรวจกำลังคุมกล้าที่ถูกใส่กุญแจมือขึ้นรถตำรวจไป ขณะที่กระเต็น จุก จ่าลุย นุกูล ป๋อง โป้ง เปี๊ยกและหาญที่ยืนหลบอยู่มุมหนึ่ง ได้แต่มองตามเครียด
       งามตากับนงคราญมองหน้ากัน ทั้งสองอึ้ง
      
       ที่สหวิชราชาวดีกำลังซื้อข้าวอยู่ที่โรงอาหาร จู่ๆ ก็มีเสียงหนุ่มๆ นักเรียนในโรงอาหารโห่ฮิ๊วผิวปากแซวงามตาดังขึ้นมา ราชาวดีกับดวงใจหันไปมอง เห็นงามตากับนงคราญแต่งชุดสวยเข้ามาในโรงอาหาร งามตาอารมณ์เสีย ด่าใหญ่       
       “มีพ่อเป็นนกหวีดรึไง” หนุ่มๆ ทำเสียงฮูใส่ แล้วสลายตัวไป ราชาวดีทำเป็นไม่สน เดินถือถาดผ่าน “รู้แบบนี้ฉันไม่แต่งตัวสวยไปให้เหนื่อยหรอก”
       “แต่โชคก็เข้าข้างนะแกที่พวกเราไปสาย ไม่งั้น อึ๋ย...ขนลุก ระเบิดกลางงานบวชแบบนั้น ฉันต้องเสียโฉมแน่เลย ดีแล้วล่ะที่แกยังไม่ได้เป็นแฟนเค้า ถูกจับแบบนั้น น่าอายจะตาย”
       ราชาวดีได้ยินเข้าก็ตกใจ
       “เกิดอะไรขึ้นเหรองามตา”
       งามตาอารมณ์เสียอยู่ เลยพูดซะดัง
       “อ๋อ อยากรู้เหรอ ฉันจะบอกให้ ก็พี่กล้าขวัญใจเธอน่ะสิ เค้าถูกจับฐานฆ่าคนตาย”
       ราชาวดีปล่อยจานลงพื้นเสียงดัง
       “อะไรนะ พี่กล้าน่ะเหรอฆ่าคนตาย” ราชาวดีอึ้ง
       “ถ้าหล่อนไม่เชื่อก็ลองหิ้วโอเลี้ยงไปเยี่ยมเค้าดูสิยะ อ๊ะ แถมข้าวผัดอีกห่อด้วยก็ดีนะ เพราะสงสัยคราวนี้จะติดคุกยาว”
       งามตาพูดเสร็จก็หัวเราะเยาะกับนงคราญที่ราชาวดีจะได้มีแฟนขี้คุก ดวงใจเดินมา       
       “มีอะไร วดี”
       ทุกคนในโรงอาหารได้ยินก็ต่างส่งเสียงฮือฮา เมาท์ต่อกันใหญ่ เสียงประกาศจากลำโพงก็ดังขึ้น
       “ประกาศๆ” นักเรียนทุกคนหยุดเมาท์ ตั้งใจฟัง “เนื่องจากวันนี้ตำรวจได้ขออนุญาตเข้าตรวจค้นอาวุธและ
       สิ่งผิดกฎหมายภายในวิทยาลัยของเรา ดังนั้นทางวิทยาลัยจึงขอหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว ขอให้อาจารย์ประจำวิชาควบคุมให้นักเรียนทุกชั้นทุกแผนกอยู่แต่ในห้องเรียนด้วยความสงบเรียบร้อย”
       พวกเด็กนักเรียนดีดี ไม่พอใจ บ่นใหญ่       
       “ทุกที ตีกันทุกที เมื่อไหร่ไอ้พวกเหลือขอมันจะเลิกก่อเรื่องซักที ดูซิ ใกล้สอบแล้วด้วย เสียทั้งชื่อเสียทั้งเวลา ถ้าโรงเรียนเราถูกสั่งปิดขึ้นมาจะทำยังไง”
       ราชาวดีกับดวงใจมองหน้ากันอึ้งๆ รู้ว่าน่าจะเป็นเพราะเรื่องกล้า       
      
       หน้าอาคารเรียน อาจารย์ชายเดินนำตำรวจขึ้นตึกไป สีหน้าเครียด ในอาคารเรียนตำรวจพากันตรวจค้นล็อกเกอร์ โต๊ะเรียน ของเด็กนักเรียน พวกอาจารย์ เด็กๆ ยืนมองเซ็งๆ
       โรงอาหาร ตำรวจขอตรวจค้นตัวเด็กนักเรียนชาย หาอาวุธและสิ่งผิดกฎหมาย ราชาวดีกับดวงใจมองอึ้งๆ กับสภาพความวุ่นวายในโรงเรียน
      
       ส่วนที่โรงพักทุกคนต่างจับกลุ่มเพื่อรอสุพจน์กับร้อยเวรเจ้าของคดี กล้านั่งนิ่งสีหน้าเครียด มีตำรวจควบคุมตัว กระเต็นร้อนรนผิดปกติ
       “ไม่จริงใช่ไหมกล้า มันไม่จริงใช่ไหม บอกแม่มาสิ”
       กล้ารีบอธิบาย
       “แม่ครับ ผมไม่ได้ทำจริงๆ แม่เชื่อผมสิ”
       โจ๊กตะโกนด่ากล้า
       “ถุย ไอ้ขี้ขลาด คนเค้าเห็นกันทั้งตลาดว่าแกบุกมายิงพวกข้า”
       “มันเป็นไปไม่ได้ พวกแกใส่ร้ายฉัน ฉันไม่เคยคิดฆ่าพวกแก”
       กระเต็นหวั่นใจเพราะมีพยานยืนยันหลายคน พ่อเบิ้มสมทบ
       “พวกคุณจะใหญ่มาจากไหนผมไม่สนหรอกนะ ใช่ว่าคุณจะมีเส้นสายแค่ฝ่ายเดียว งานนี้ผมไม่ให้เบิ้มตายฟรีแน่” จ่าลุยทนไม่ไหว
       “กล้ามีแต่จะห้ามเด็กพวกนี้ไม่ให้ตีกัน เค้าไม่มีทางทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้แน่”
       ป๋อง โป้ง เปี๊ยก สมทบ
       “ใช่ๆ”
       เปี๊ยกชี้โจ๊กกับเพื่อน
       “พวกมันต่างหากที่หาเรื่องพวกเราไม่เลิก”
       โจ๊กไม่พอใจ ชี้หน้าตอบ
       “เฮ้ย พูดงี้ก็สวยสิวะ”
       “ก็เอาเด่”
       เด็กทั้งสองพวกปรี่จะเข้าซัดกันจะซัดกันให้ได้ กล้าจะลุกห้ามแต่กระเต็นดึงไว้ จุก จ่าลุย ผอ.ทั้งสองสถาบันและตำรวจพยายามเข้าห้าม สุพจน์กับร้อยเวรเข้ามาเห็นพอดี โมโห ตะโกนลั่น
       “หยุดนะ” เด็กๆ ทั้งสองพวกชะงัก “ตกลงจะตีกันให้ได้ใช่ไหม จะต้องตายกันอีกกี่ศพฮะ” ทุกคนในห้องเงียบกริบ สุพจน์สั่งร้อยเวร “คุมตัวผู้ต้องหาไปไว้ในห้องสอบสวนก่อน” ร้อยเวรพากล้าออกไป กระเต็นตามไป สุพจน์กวาดตามองเด็กๆ “แค้นกันมาตั้งแต่ชาติไหน ถึงเห็นหน้ากันเป็นไม่ได้ สมองน่ะมีไหม? รึจะตามแต่ก้นรุ่นพี่ อยากมีศักดิ์ศรีก็ต้องทำเรื่องดีๆ นี่อะไร มีแต่คนเค้าสาปแช่ง...พาเด็กพวกนี้ไปทำเรื่องแล้วส่งไปสถานพินิจ”
      
       สุพจน์สั่งลูกน้อง โจ๊กและเพื่อนๆ หน้าซีด ผอ.ทั้งสองต่างเครียด
      ภายในห้องสอบสวน สุพจน์เดินไปปิดมูลี่ ก่อนหันถามกล้า
      
       “ไม่ใช่แค่เพื่อนของนายโจ๊กนายเบิ้มเท่านั้นที่เป็นพยาน ยังมีชาวบ้านแถวนั้นที่พูดตรงกันอีกด้วยว่ากล้าเป็นคนยิง”
       “ผมไม่ได้ยิง แม่เชื่อผมซิครับ ผมไม่มีวันทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้น”
       “มีใครเป็นพยานให้กล้าได้มั่ง”
       “ท่านเจ้าอาวาสไงลูก” กล้าอึ้งไป        “กล้าก็ต้องหลับอยู่ที่กุฏิท่านเจ้าอาวาส ใช่มั้ยลูก”
       “ผมเรียนถามไปทางท่านเจ้าอาวาสแล้ว ท่านบอกว่ากล้าเข้านอนไปเมื่อตอนสองทุ่ม แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ากล้าจะแอบออกมาข้างนอกไม่ได้”
       กล้ายิ่งอึ้ง กระเต็นเห็น
       “กล้า ทำไมเงียบล่ะ กล้านอนอยู่ในกุฏิตลอดเวลาใช่มั้ย”
       “ผมว่าคุณกระเต็นใจเย็นก่อนนะครับ”
       กระเต็นไม่ฟัง ลังเลว่าลูกอาจจะทำจริง
       “กล้า อย่าทำให้แม่ผิดหวังนะลูก ถ้ายังเห็นว่าแม่เป็นแม่อยู่ก็พูดออกมาว่าไม่ได้ออกไปไหน กล้าไม่ได้ทำ กล้าอยู่แต่ในกุฏิ สาบานกับแม่สิกล้า”
       “ผมสาบานว่าผมไม่ได้ฆ่าเบิ้ม”       
       กล้าลำบากใจ นั่งเงียบ ไม่กล้าสาบาน
       “กล้า หมายความว่ากล้าออกไปนอกกุฏิใช่มั้ย”
       “ใจเย็นๆ ครับ ตอนนี้กล้าอาจจะเครียด ออกไปรอข้างนอกก่อนเถอะนะครับ ผมจะคุยกับกล้าเอง”
       ตำรวจพาตัวกระเต็นออกไป กระเต็นมองกล้าด้วยความกังวล กล้าคิดหนัก
      
       ทุกคนมาอยู่บ้านกระเต็น ต่างพากันเครียด จ่าลุยผลักหัวนุกูล
       “เพราะพวกแก ถ้ากล้าไม่ไปช่วยปกป้องพวกแก ก็ไม่ต้องมาติดคุก” นุกูล ป๋อง โป้ง เปี๊ยก จ๋อย “โดยเฉพาะแก ไอ้นุ ไอ้ลูกไม่รักดี ฝีมือเท่าหางอึ่ง ริจะเป็นนักเลง เลี้ยงเสียข้าวสุก ฉันจะทำยังไงกับแกดี หา”
       จ่าลุยทำท่าจะอัด จุกเข้าห้าม
       “เฮ้ยๆๆๆ จ่า อยากไปนอนกินข้าวแดงข้อหาฆ่าลูกในไส้อีกคนหรือไง”
       “ผมไม่ได้หาเรื่องมันก่อนนะ มันต่างหากที่มาก่อกวน พวกผมทนไม่ไหวเลยต้องป้องกันตัว น้าจุกเป็นพยานได้ วันที่ผมไปขอเครื่องราง พวกมันก็มาหาเรื่อง”
       “อะไรนะ นี่แกไปขอเครื่องรางกับจุกเหรอ หนอย หนอยข้าอุตส่าห์ส่งเสียให้เรียน ดันอยากเป็นนักเลง ไอ้ลูกเวร”
       จ่าลุยเข้าไปเบิร์ตกะโหลก นุกูลปัดป้องโวยวาย จุกกับพวกป๋อง โป้ง เปี๊ยก ห้ามกันเอะอะ
       “พอ พอแล้ว กลับไปกันให้หมด ไป” กระเต็นบอก ทุกคนอึ้ง
       “ผมขอโทษนะครับ แต่คุณนายไม่ต้องกลุ้มใจ กล้าไม่ผิดแน่ๆ สายเลือดตำรวจเต็มตัวอย่างนั้น วิญญาณท่านผู้การต้องไม่ปล่อยให้กล้าติดคุกแน่”
       “ฉันบอกให้กลับไปไง ฉันอยากอยู่คนเดียว”
       จุกพยักหน้าให้จ่าลุย
       “ก็ได้ ถ้ามีอะไรคุณนายบอกผมได้ทันทีนะครับ ไป ไอ้นุ เรามีเรื่องต้องสะสาง”
       จ่าลุยลากนุกูลไป ป๋อง โป้ง เปี๊ยกตาม กระเต็นนั่งซบหน้ากับฝ่ามือ จุกเข้าไปปลอบ
       “พี่เต็น อย่าเพิ่งเครียดไปเลย ถ้ากล้ามันไม่ผิด ตำรวจมันต้องปล่อยตัวออกมาแน่”
       “ไม่ กล้าต้องไม่ได้ออกมา กล้าต้องกลายเป็นโจร กล้ามันมีเลือดโจร ในที่สุดสิ่งที่ข้ากลัวมันมาถึงแล้ว”
       “อะไร พี่หมายถึงอะไร เลือดโจร น้าหาญน่ะเหรอ”
       กระเต็นคิดถึงหาญทันที
       “จริงซิ พ่อหาญ พ่อหาญอยู่ที่ไหน”
      
       หาญมายังสถานที่เกิดเหตุซึ่งยังถูกกั้นเอาไว้ สภาพข้าวของพังและยังมีรอยเลือดอยู่ที่พื้น หาญนั่งลง ยื่นมือไปแตะที่รอยเลือด แล้วหาญก็เห็นเหตุการณ์ที่คมปลอมเป็นกล้าเข้ามายิงโจ๊ก เบิ้ม หาญขมวดคิ้วกับใบหน้าของกล้าที่เขาเห็น
       ภาพที่หาญเห็นใบหน้ากล้ามีภาพหน้าคมซ้อนอยู่ แต่เห็นไม่ชัด
       “ไม่ใช่กล้า” หาญพึมพำออกมา
       “เฮ้ย ใครน่ะ” หาญหันไป เห็นตำรวจ ชักปืน “เข้ามาทำอะไรในนี้ ที่นี่เพิ่งเกิดเรื่องฆ่ากันตาย ห้ามเข้า”
       “คือข้า เอ่อ ฉันไม่รู้ ขอโทษ”
       “อย่าเพิ่งไป ท่าทาง มีพิรุธ ไปโรงพักกันไป”
       ตำรวจจะเข้าล็อค หาญเป่ามนต์พรวด ตำรวจยืนจังงังแล้วร่วงลงไปนั่ง
      
       “ขอโทษนะ จ่า”



       หาญกลับมาที่อพาร์ตเม้นต์ กระเต็นตื่นเต้นกับสิ่งที่กล้าบอก
      
       “หมายความว่า กล้าไม่ได้เป็นคนยิง แต่มีคนปลอมตัวเป็นกล้ามันเป็นใครคะ”
       “ข้าเห็นหน้าไม่ชัด แต่แน่ใจว่ามันต้องใช้คาถานายรายณ์แปลงรูป”
       กระเต็นเดินไปมา พลุ่งพล่าน
       “แล้วทำไม ในเมื่อกล้าไม่ได้ทำผิด ทำไมกล้าไม่ยอมยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ออกไปนอกกุฏิ กล้าปิดบังอะไร”
       คะนึงนิจเดินมาพอดี
       “เจ้ากล้าคงมีเหตุผล”
       “เหตุผลอะไรละคะ ถ้าเป็นเรื่องดี กล้าจะปิดเราเหรอ กล้าคงแอบออกไปจากกุฏิเพื่อไปทำเรื่องเลวๆแน่ ตอนนี้ติดคุก ต่อไปก็คงไม่แคล้วต้องเป็นเหมือน...”
       หาญรู้สึกมีใครอยู่หน้าประตู รีบชู้ว์ปากไม่ให้กระเต็นพูด หาญไปเปิดประตู คะนึงนิจหัวคะมำเข้ามา
       “นี่เธอ เธอมาสอดแนมแอบฟังอะไร”
       “เปล่านะคะ นิจเดินผ่านมา ได้ยินว่ากำลังคุยกันเรื่องพี่กล้า นิจเลยอยากบอกว่าเมื่อคืนพี่กล้าโทรไปหาวดีที่บ้าน”
       กระเต็นกับหาญมองหน้ากัน
       “ที่วัดไม่มีโทรศัพท์นี่คะ? นี่เท่ากับกล้าแอบออกจากวัดเพราะยัยเด็กราชาวดีงั้นเหรอ ในที่สุดก็เกิดเรื่องเพราะผู้หญิงคนนี้จนได้”
       คะนึงนิจหน้าเสีย
       “ใจเย็นๆกระเต็น มันอาจเป็นเรื่องดีก็ได้ นิจรู้ไหมว่าตอนนั้นมันซักกี่โมง”
       “ประมาณสี่ทุ่มค่ะน้าสิงห์”
       กระเต็นคิดขึ้นได้
       “นั่นมันเวลาที่นายเบิ้มถูกยิงนี่คะ”
       กระเต็นดีใจ เหมือนมีความหวัง
      
       ที่โรงพัก กล้านั่งกลุ้มใจอยู่ในห้องขังมีห่อข้าวอยู่ข้างหน้าพร้อมน้ำ จุกอยู่ข้างนอก
       “ผมกินไม่ลงหรอกครับน้าจุก”
       “ยังไงก็ต้องกิน เดี๋ยวแม่แกมาตีกบาลน้า หาว่าไม่ดูแล”
       “ผมคงบาปมากที่ทำให้แม่กลุ้มใจ”
       “แล้วตกลงไอ้ที่เอ็งอ้ำอึ้งๆ มันอะไรกันแน่ ทำไมเอ็งไม่พูดให้ขาดไปเลยว่าเอ็งออกมาจากกุฏิรึเปล่า”
       “ผมไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน”
       “ใครวะ กล้าเอ๊ย ตอนนี้มีใครที่จะเดือดร้อนไปกว่าเอ็งกับพี่กระเต็นอีกวะ เอ็งอยากติดคุกไปตลอดชีวิตหรือไง”
       “เพราะผมอยู่ในคุกน่ะซิครับ ถ้าผมบอกอะไรแม่ไป แม่ก็คงไม่อยู่เฉย ถ้าเกิดอะไรขึ้นผมก็ออกไปแก้ไขอะไรไม่ได้”
       “น้าไม่รู้หรอกนะว่าเอ็งหมายถึงเรื่องอะไร แต่ตอนนี้แม่เอ็งไม่ได้อยู่หัวเดียวกระเทียมลีบ พี่กระเต็นมีผู้ช่วยที่โคตรๆๆ เจ๋ง ในปฐพีนี้รับรองไม่มีใครเทียบ อุบ” จุกรีบหุบปากเมื่อนึกได่
       “ใครกันครับน้า”
       “เอ่อ เฮ้ย ดึกแล้ว น้าต้องรีบไปเก็บแผงก่อน ให้คนเฝ้าไว้ป่านนี้มันเชิดพระดีดีไปหมดแล้ว พรุ่งนี้น้ามาใหม่นะ”
       จุกรีบไป
       “น้าจุก น้าจุก”
       กล้าสงสัยสุดๆ
      
       หาญกับกระเต็นเดินมาหยุดแถวตู้โทรศัพท์หน้าวัด กระเต็นเครียดมาก
       “ทำยังไงดีคะ ชาวบ้านแถวนี้ไม่มีใครเห็นกล้าออกมาโทรศัพท์เลย”
       หาญมองที่ตู้โทรศัพท์
       “ตู้นี้ใกล้วัดที่สุด กล้าอาจจะโทร.จากที่นี่ก็ได้ พ่อจะลองดูนะ”
       หาญเอื้อมมือไปจับที่ตู้โทรศัพท์ หลับตา ร่ายคาถา เพ่งตาทิพย์ แล้วหาญก็ชาวบ้าน 2-3 คนมาโทรศัพท์ ก่อนจะเป็นกล้าที่เดินเข้าตู้โทรศัพท์ เมื่อคุยโทรศัพท์เสร็จกล้าเดินออกจากตู้ ตากล่ำที่เมามายเดินมาชนพอดี กล้าประคองไม่ให้ล้ม ขอโทษแล้วรีบกลับเข้าวัด ตากล่ำมองตาม ด่า
       หาญลืมตาขึ้น บอกกระเต็นอย่างดีใจ
       “เรามีพยานแล้วกระเต็น”
      
       กระเต็นดีใจนักอยากรู้ว่าใคร



       วันต่อมาที่ตำหนักอาจารย์ยอด ภูมินทร์ก้มกราบอาจารย์ยอดที่นั่งอยู่
      
       “อาจารย์มีฝีมือจริงๆ ไม่คิดเลยว่าแผนนี้จะได้ผลทันตาเห็น”
       ภูมินทร์พยักหน้าให้คม คมเอาพานที่ถูกคลุมด้วยผ้ามาวางตรงหน้าอาจารย์ยอด อาจารย์ยอดมอง อยากรู้ว่าอะไรแต่เก็บอาการ ภูมินทร์ดึงผ้าออก เผยให้เห็นทองคำแท่งวางอยู่บนพาน
       “อาจารย์ช่วยผม ผมก็ต้องตอบแทนถึงจะถูก”
       อาจารย์ยอดมองตาวาว ชอบใจ       
       “ในเมื่อเป็นความต้องการของเอ็ง ข้าก็จะรับไว้ เอ็งน่ะเป็นศิษย์ของข้าแล้ว ไม่ว่าจะยังไง ข้าก็ต้องช่วย”
       คมรีบถามอาจารย์ยอด เพื่อเอาใจภูมินทร์
       “แล้วเรื่องน้องสาวของพ่อเลี้ยงกับผู้หญิงที่ชื่อราชาวดีล่ะครับอาจารย์ เราจะทำยังไงกันดี”
       “ผมขอนะครับอาจารย์ พวกเสน่ห์ยาแฝดอะไรพวกนั้นผมไม่เอา ผมต้องการให้เค้ามาด้วยใจเท่านั้น”
       “เอ็งไม่ต้องห่วง คอยดูกันไป รับรองใครกราบเป็นศิษย์ของข้าแล้ว ไม่มีคำว่าผิดหวัง หึๆ”
       อาจารย์ยอดเจ้าเล่ห์คิดแผน ส่วนภูมินทร์อยากรู้ว่าอาจารย์ยอดมีแผนการอะไร
      
       คะนึงนิจสะพายเป้ถือถุงกับข้าวเดินเข้ามาในบ้านราชาวดีพลางพูดอย่างคุ้นเคย
       “ครูคะ นิจซื้อกับข้าวมาฝากค่ะ” คะนึงนิจมองไปเห็นข้าวของหล่นอยู่ที่พื้นทางเข้าไปห้องวาดรูปก็พึมพำออกมา “ขโมย”
       คะนึงนิจคิดว่าขโมย รีบวางถุงข้าว แล้วหยิบฉวยร่มคันใหญ่ที่วางอยู่แถวนั้น ก่อนจะค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ๆ
       ยิ่งใกล้ก็ยิ่งได้ยินเสียงกุกกักดังออกมาจากในห้อง คะนึงนิจกำร่มแน่น หลบที่ประตูหน้าห้องวาดรูป ก่อนจะตัดสินใจพุ่งเข้าไปในห้องพลางตะโกนลั่น
       “หยุดนะ ไอ้หัวขโมย”
       แต่แล้วกลับต้องอึ้ง เมื่อภาพตรงหน้าคือครูเริงกำลังดิ้นพราดๆ
      
       ขณะนั้นราชาวดียังอยู่ที่โรงเรียน ราชาวดีนั่งเปิดหนังสือเหม่อ แล้วก็ตัดสินใจเก็บหนังสือลุกขึ้นเดินแกมวิ่งไปอย่างรีบร้อน จนชนกับดวงใจที่เลี้ยวมา ดวงใจประคองราชาวดีไว้
       “อุ๊ย ขอโทษ ดวง”
       “เรากำลังตามหาตัวอยู่พอดี”
       “เราจะออกไปข้างนอก ช่วยบอกอาจารย์ด้วยว่าเรามีธุระด่วน”
       “อ้าว นี่วดีรู้แล้วเหรอ”
       “ทำไม พี่กล้าเป็นอะไรอีก นี่เรากำลังจะไปเยี่ยมพี่กล้า”
       “เดี๋ยววดี ไม่ใช่พี่กล้า พ่อเธอต่างหาก นิจโทรมาที่ห้องพักอาจารย์ บอกว่าพ่อเธอเข้าโรงพยาบาล”
       “ฮะ”
       ราชาวดีตกใจมาก
      
       ราชาวดีกึ่งเดินกึ่งวิ่งรีบร้อนออกมาจากโรงเรียน ขณะนั้นรถของภูมินทร์จอดรอดูอยู่แล้วมุมหนึ่ง พอเห็นราชาวดี ภูมินทร์จึงขับเข้ามาเทียบ ราชาวดีหยุด แปลกใจ ภูมินทร์ลงจากรถแล้วถามอย่างห่วงใย
       “วดี จะรีบร้อนไปไหน”
       ราชาวดีอึ้งที่เป็นภูมินทร์
       “คุณ”
       “ผมมาบริจาคเงินให้ที่นี่ เรื่องนั้นช่างมันเถอะ วดีจะรีบไปไหนโรงเรียนก็ยังไม่เลิก”
       “ฉันมีธุระด่วนค่ะ”
       “ถ้าด่วนมาก ให้ผมไปส่งนะ ยังไงไปรถผมก็เร็วกว่าสองแถวมาก”
       ราชาวดีลังเล ตัดสินใจว่าจะเอาไงดี
       ห่างออกไปขณะนั้นงามตาเดินเข้ามากับเพื่อนๆ งามตามองเห็นภูมินทร์กับราชาวดียืนคุยกันอยู่ที่รถ งามตาอึ้ง จ้องมองภูมินทร์ที่เปิดประตูให้ราชาวดีขึ้นรถ รถถูกขับออกไป
       “นังราชาวดี เป็นไปได้ยังไง”
       งามตานึกอิจฉารีบวิ่งตาม แต่นุกูลขี่จักรยานเข้ามาขนาบงามตาไว้แถมกดกริ่งจักรยานกริ๊งๆ ซะด้วย นุกูลรวบรวมความกล้า
       “งะ งาม จะไปไหน ซ้อนจักรยานเราไปมั้ย” งามตาโมโหผลักจักรยาน จนนุกูลล้มลงไปด้วย “โอ๊ย งาม”
       งามตาด่าเป็นชุด
       “อย่างแกแค่เสื้อโดมอนก็ยังไม่มีใส่ ไปเลยไป ถ้าไม่มีรถล่ะก็อย่าหวังเลยว่าฉันจะสน”
       นุกูลเจ็บใจ อาย ส่วนงามตาเดินไปอย่างอารมณ์เสีย อิจฉาราชาวดี
      
       ภายในรถภูมินทร์ ภูมินทร์นั่งหลังกับราชาวดี ราชวดีดูเกร็งๆ ระวังตัว ภูมินทร์ชำเลืองมองแล้วพูดให้ราชาวดีไว้ใจ
       “สมัยที่ผมกับนิจยังเด็ก เราได้รับข่าวร้ายว่าพ่อกับแม่รถคว่ำตาย ตอนนั้นผมกอดนิจไว้แน่น ทั้งๆ ที่ใจตัวเองก็แทบจะสลาย” ภูมินทร์มองราชาวดีซึ้งๆ “วดี เข้มแข็งไว้นะ พ่อต้องไม่เป็นอะไร”
      
       ราชาวดีพยักหน้ารับ นั่งก้มหน้าเงียบ น้ำตาซึม



       อีกด้านหนึ่งที่ร้านก๋วยเตี๋ยวชานเมือง ขุนโชติ เสือดำ เสือไทในชุดยุคปัจจุบันเดินเข้ามาในร้าน ส่วนอาวุธต่างก็พันด้วยผ้าใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทาง เสือดำมองพ่อค้าถือก๋วยเตี๋ยวไปเสิร์ฟโต๊ะข้างๆ
      
       “ของที่เอ็งปรุงขายนี้ ราคามันเท่าใดกัน”
       เสือดำถามพ่อค้า พ่อค้ามองๆ เพราะแปลกหน้า
       “สิบบาท จะเอาอะไรยังไงกี่ชามก็บอกมา”
       เสือดำนั่งนับนิ้วคำนวณในใจอย่างไม่พอใจ
       “มันก็เท่ากับหลายตำลึงเลยสิวะ ขูดรีดกันชัดๆ”
       “เอ็งเห็นว่าพวกข้าโง่นักกระนั้นรึ” เสือไทกระชากคอเสื้อพ่อค้า ขุนโชติรีบดึงไว้
       “ไอ้ไท อย่าทำเสียเรื่อง” เสือไทปล่อย พ่อค้ามองไม่พอใจ “ข้าต้องขอโทษด้วย พวกข้าเพิ่งมาจากป่าจากดอย ไม่รู้ธรรมเนียมในพระนคร”
       “มิน่า ที่แท้ก็พวกบ้านนอกเข้ากรุง ถ้าไม่มีเงินก็ไปให้ไกลๆ เลย ไม่งั้นอั๊วจะตามตำรวจมาจัดการ”
       “ตำรวจ โปลิศ แถวนี้มีโปลิศด้วยรึ”
       “มีซิวะ ป้อมตำรวจอยู่แค่หัวถนนแค่นี้เอง หรือจะลอง”
       “วิเศษนัก ข้ากำลังอยากเจอโปลิศพอดี”
       ขุนโชติ มองลูกน้องยิ้มเหี้ยม พ่อค้างง
      
       ที่ป้อมตำรวจ ตำรวจเอาหมวกปิดหน้า นอนงีบหลับอยู่ในป้อม เสียงเคาะประตูดังขึ้น แรงและรัว ปึงๆๆๆ
       ตำรวจสะดุ้งตื่น หงุดหงิด
       “ใครโว้ย” ตำรวจหงุดหงิด เดินไปเปิดประตู แต่กลับไม่มีใคร จึงยิ่งหงุดหงิดมาก “ใครแกล้งวะ เดี๋ยวจับติดตะรางให้เข็ด” ตำรวจหันกลับมาแต่ต้องชะงัก เพราะเสือไทยืนอยู่ในป้อม “แกเข้ามาได้ยังไง”
       เสือไทไม่ตอบแต่กลับควงขวานในมือ หน้าเหี้ยม ตำรวจคิดว่าคนบ้า กลัว จะหนีออกไป แต่ที่ประตูก็มีเสือดำพร้อมธนูในมือขวางอยู่ ตำรวจอึ้ง ชักปืนจะยิง
       “พวก พวกแกต้องการอะไร”
       “หัวของเอ็งไง ฮ่าๆๆๆ”
       ขุนโชติค่อยๆ ปรากฏกายขึ้น หัวเราะเสียงดังสะใจ เสือดำกับเสือไทร่วมประสานเสียงด้วย เดินเข้าหา
       ประตูป้อมปิดลงเองอย่างแรง เสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ตามด้วยเสียงตำรวจร้องอย่างโหยหวน
      
       ที่หน้าเพิงขายเหล้า กระเต็นกับหาญเดินเข้ามาที่ร้าน มองๆ หาแต่ไม่เห็นใคร
       “สัปเหร่อกล่ำอยู่ที่นี่แน่เหรอคะ เราตามหาที่วัดจนทั่วยังไม่เจอเลย”
       “ถ้าตามที่เด็กวัดบอก ก็ต้องใช่ที่นี่แน่”
       หาญเดินเข้ามาที่หลังร้าน เห็นหลังของชายสองคนกำลังตะคุ่มๆ อยู่ที่ป่ารก หาญกับกระเต็นพยักหน้าให้กันเป็นสัญญาณอย่างรู้กัน ทั้งสองแยกกันไปคนละทาง
       ชายสองคนกำลังต้มเหล้าเถื่อนกันอยู่ ลักษณะด้านหลังชายคนหนึ่งคล้ายตากล่ำ
       “นายกล่ำ”
       ผู้ชายทั้งสองคนตกใจ
       “เฮ้ยตำรวจ”
       ชายทั้งสองต่างพากันตกใจแตกตื่น พากันวิ่งหนีเข้าป่าไปคนละทิศละทางทันที หาญตามชายคนที่คล้านตากล่ำไป ส่วนกระเต็นโผล่มาจากอีกทาง เข้าขวางชายอีกคนเอาไว้ทันมันจึงหยิบปืนลูกโม่ยิงกระเต็น กระเต็นหลบแล้วพุ่งเข้าปัดปืนแทงเข่าเข้าที่ท้องจนผู้ชายจุก ทรุดลงไปกองกับพื้น
       ขณะนั้นหาญกำลังวิ่งไล่ชายอีกคน ซึ่งมันวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต หาญวิ่งไล่ตามมาติดๆ       
       “หยุดก่อน นายกล่ำ”
       ชายไม่หยุด หาญตัดสินใจดึงลูกสะกดหัวใจสิงห์ออกมา เป่าอาคม แล้วสะบัดออกไปที่ผู้ชาย ลูกสะกดหัวใจสิงห์พุ่งตรงไปที่ตัวของผู้ชาย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเชือกรัดตัวไว้ทันที ผู้ชายล้มลงไป หาญรีบวิ่งตามเข้ามา       
       “นายกล่ำ”
       แต่แล้วเมื่อผู้ชายซึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่หันมา หาญก็ต้องอึ้ง เพราะไม่ใช่ตากล่ำที่ตามหาอยู่แต่อย่างใด
      
       กระเต็นกับหาญลากตัวชายทั้งสองคนที่สะบักสะบอมเข้ามาที่เพิงขายเหล้า
       “ตากล่ำที่เป็นสัปเหร่อมาที่นี่รึเปล่า?”
       “มาจ๊ะมา มันเพิ่งมาซื้อเหล้าไปเมื่อเช้า แต่พวกฉันไม่รู้หรอกนะว่ามันไปไหน งั้น พะ พวกฉันลาล่ะจ๊ะ”
       ชายทั้งสองคนไหว้กระเต็นกับหาญแล้วรีบชิ่งออกไปทันที กระเต็นกับหาญมองหน้ากันเครียดที่ตามตัวตากล่ำไม่เจอ
      
       ภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ครูเริงกุมท้องดิ้นพราดๆ บรรยากาศวุ่นวาย พยาบาลต่างช่วยกันจับตัวครูเริงไว้
       “โอ๊ยๆ ปวดท้อง ปวดท้อง”
       ราชาวดีเข้ามาพร้อมกับภูมินทร์ คะนึงนิจแปลกใจ
       “พ่อๆ พ่อเป็นยังไงบ้าง วดีอยู่นี่แล้ว พ่อไม่เป็นไรนะ”
       “วดีๆ พ่อไม่ไหวแล้ว มันปวดท้องไส้จะขาด”
       หมอเข้ามาพร้อมแผ่นเอกซ์เรย์ สีหน้าหนักใจ
       “ฟิล์มเอกซ์เรย์ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แปลกมาก ถ้าเป็นแบบนี้เราคงต้องให้แอดมิดและรักษาตามอาการไปก่อน”
       “คุณหมอรักษาพ่อของหนูให้หายด้วยนะคะ หนูขอร้อง”
       คะนึงนิจกอดปลอบเพื่อนให้สงบ
       “ช่วยรักษาให้เต็มที่นะครับ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดผมรับผิดชอบเอง”
       ภูมินทร์บอกกับหมอ ราชาวดีมองพ่อที่ร้องโอดโอย น้ำตาไหล สงสารจับใจ
      
       ที่ตำหนักอาจารย์ยอด ลมพัดกรู แรง ท้องฟ้าเหนือตำหนักมีเมฆสีดำทะมึนลอยคว้างอยู่ บรรยากาศน่ากลัว
       เสียงบริกรรมของอาจารย์ยอดดังออกมา
       “อัมเหหิ พินาศะเว อัมเหหิ”
       อาจารย์ยอดกำลังบริกรรมคาถาบิดไส้ไปที่ในหุ่นดินเหนียว พลางบิดเนื้อดินบริเวณท้องของหุ่น
       “พินาศะเว พินาศะเว อัมเหหิ พินาศะเว พุททิ ยา มา
       ภิกสะ นวนนชัย พินาศะเว พินาศะเว อัมเหหิ”
       อาจารย์ยอดจ้องไปที่หุ่น ภาพครูเริงนอนปวดท้องดิ้นพราดๆ ปรากฎขึ้นมา
       “เอ็งไม่มีทางสู้คาถาบิดไส้ของข้าได้หรอก ฮ่าๆๆ”
      
       อาจารย์ยอดยิ้มเหี้ยม
ตอนที่ 5
      
       ส่วนเหตุการณ์ที่โรงพัก กระเต็นก้าวเข้ามาหน้าห้องขังเห็นกล้านั่งกลุ้ม กระเต็นถึงกับน้ำตาคลอ โกรธลูกก็โกรธ พอกล้าเห็นกระเต็นก็รีบลุกขึ้น
      
       “แม่”
       “แม่รู้แล้วว่าแกออกจากกุฏิไปทำอะไร”
       “ผมขอโทษครับแม่ คือ”
       “แกไม่ต้องพูดกล้า แกลงทุนยอมติดคุกเพื่อปกป้องผู้หญิงคนนั้น”
       “ไม่ใช่นะครับแม่ แต่ว่าผมแค่ไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ”
       “ไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจหรือกลัวแม่ไปยุ่งกับราชาวดี”
       “แม่ครับ ผมแค่อยากจะขออโหสิกับเค้า ผมเป็นคนโทรไปหาเค้าเอง แล้วผมก็ไม่ได้พูดกับเค้าด้วยซ้ำ ผม”
       “แกอาจจะเห็นคนอื่นที่สำคัญกว่าแม่ แต่สำหรับแม่ อนาคตของแกสำคัญที่สุด จำเอาไว้”
       กระเต็นเดินออกไป
       “แม่ครับ แม่”
       กล้าเครียด
      
       ที่ห้องทำงานสุพจน์ สุพจน์วางหูโทรศัพท์หันมาหากระเต็น
       “ตอนนี้ผมประสานให้ท้องที่กระจายกำลังกันหาตัวสัปเหร่อกล่ำแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่พบ”
       “แล้วช่วงนี้ ให้ประกันตัวกล้าออกมาก่อนไม่ได้เหรอคะ”
       “ผมพยายามแล้ว แต่ศาลไม่อนุมัติเพราะพยานแน่นหนามาก”
       “เอาเป็นว่า คุณช่วยหลานไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ซักอย่างงั้นฉันก็คงต้องช่วยตัวเอง”
       กระเต็นลุกขึ้น
       “เดี๋ยวซิครับ คุณเต็น”
       ตำรวจเคาะประตู แง้มเปิดเข้ามา
       “ขออนุญาตครับ”
       “อั๊วมีแขกไม่เห็นเหรอ”
       “มีเรื่องด่วนครับ”
       กระเต็นไม่พูดไม่จาเดินออกไป สุพจน์ถึงกับเซ็ง
       “มีอะไร ก็พูดซิ”
       “ตำรวจที่ป้อมแถวพลับพลาชัย ถูกฆ่าตายครับ คนร้าย น่าจะเป็นชุดเดียวกับที่เราล่าตัวอยู่” สุพจน์อึ้ง
       “บ้าที่สุด มันเหิมเกริมมากไปแล้ว”
      
       ระหว่างนั้นตำรวจตั้งด่านสกัดจับขุนโชติกับลูกน้องแต่ก็ยังไม่เจอตัว ตำรวจที่ด่านก้มดูภาพสเก็ตช์ของขุนโชติ เสือดำ เสือไทในมือหน้าเครียด ทันใดลูกธนูของเสือดำก็พุ่งมาปักอกตำรวจล้มลงไปตาย 2 นาย ตำรวจที่เหลือในด่าน ตกใจรนราน ชักปืน เล็งไปรอบๆ ขุนโชติเดินถือดาบนำ เสือดำกับเสือไท ออกมา ตำรวจต่างระดมยิงด้วยความกลัว
       ขุนโชติใช้ตวัดดาบประจุพราย ฟันกระสุนขาด ฉัวะๆ เสือดำกับเสือไทตรงเข้าฆ่าตำรวจที่เหลืออย่างโหดเหี้ยม ตำรวจผู้เป็นนายวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่ขุนโชติก็ไล่ตามทัน ตวัดดาบฟันฉับ จนคอขาดกระเด็น ขุนโชติมองอย่างสะใจ
       “ต่อแต่นี้ พวกเอ็งอย่าได้อยู่เป็นสุขเลย ไอ้พวกโปลิศ”
       ขุนโชติยิ้มเหี้ยม
      
       ที่โรงพยาบาล ครูเริงนอนขดตัว กุมท้อง แข้งขาเกร็ง กระสับกระส่าย พลิกไปมา ปวดท้องหน้าซีดอยู่บนเตียง
       พลางส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวด
       “โอ๊ย”
       คะนึงนิจกับราชาวดีนั่งเฝ้าเริงอยู่ที่เก้าอี้ข้างเตียง
       “หมอให้ยาไปแล้ว แต่อาการครูยังไม่ดีขึ้นเลย”
       คำนึงนิจบอกอย่างหนักใจ ราชาวดีกุมมือพ่อเป็นห่วงมาก
       “วดีมั่นใจว่าพ่อต้องหาย ไม่เป็นไรนะคะพ่อ วดีอยู่นี่แล้ว”
       ภูมินทร์เดินเข้ามาแล้วพูดกับคะนึงนิจ
       “พี่ขออยู่ดูอาการครูด้วยนะ” คะนึงนิจชักสีหน้าไม่พอใจ ภูมินทร์พูดกับครูเริง “เข้มแข็งไว้นะครับครู”
       ครูเริงมองภูมินทร์อย่างไรเรี่ยวแรง พลางพยักหน้ารับ ภูมินทร์เดินออกไป ยืนกอดอกอยู่ห่างๆ ที่มุมหนึ่ง เงียบๆ คะนึงนิจชำเลืองมอง ไม่พอใจ
      
       คะนึงนิจดึงภูมินทร์ออกมาคุยกันตามลำพัง
       “บอกนิจมา พี่ภูต้องการอะไรจากวดีกันแน่”
       “นิจ พี่รู้ ว่าพี่เคยทำไม่ดีมามาก แต่เรื่องราชาวดี พี่จริงใจ”
       “แต่นิจไม่เชื่อ”
       ทันใดมีเสียงร้องดังขึ้น
       “ว้าย” คะนึงนิจกับภูมินทร์ตกใจ หันมองตามเสียงทันที คมวิ่งเข้ามาหาภูมินทร์หน้าตื่นแล้วแกล้เงทำเป็นตกใจ
       “แย่แล้วครับนาย ครูเริงอาละวาดจับตัวพยาบาลแล้วหนีขึ้นไปดาดฟ้าแล้วครับ”
      
       คะนึงนิจวิ่งไปทางที่คมชี้ทันที ภูมินทร์รีบวิ่งตาม


  


       ครูเริงยืนอยู่ที่ริมดาดฟ้าของโรงพยาบาล ล็อคคอนางพยาบาลเอาไว้ ตาขวาง ใต้ตาคล้ำดำ มีรปภ.โรงพยาบาล 3 นาย ล้อมเอาไว้ ราชาวดีอยู่มุมหนึ่งพยายามเกลี้ยกล่อมพ่อ
      
       “พ่อ พ่ออย่าทำแบบนี้สิคะ ปล่อยเค้าเถอะค่ะ เค้าไม่รู้เรื่อง”
       “ไม่ นั่งนี่มันจะฆ่าฉัน” คะนึงนิจกับภูมินทร์และคม วิ่งเข้ามา ครูเริงเห็นตวาดลั่น “ถอยไป”
      
       ที่ตำนักอาจารย์ยอด ภาพในขันน้ำมนต์เป็นภาพครูเริงคุ้มคลั่งปรากฏอยู่ อาจารย์ยอดชอบใจ
       “ข้าทำพิธีผูกจิตเอ็งไว้แล้ว สั่งตายเอ็งก็ต้องตาย! ฮ่าๆๆ”
       อาจารย์ยอดบริกรรมคาถาฟังไม่ได้ศัพท์ก่อนจะแล้วเป่ามนต์ลงไปที่ขัน ควันสีดำลอยออกจากปากอาจารย์ยอดตรงไปที่ขัน
       ลมสีดำพัดวูบเข้ามาที่หน้าของครูเริง
       “พวกแกจะฆ่าฉัน”
       ครูเริงผลักนางพยาบาล แล้วปีนขึ้นไปบนสันของขอบดาดฟ้า ทุกคนต่างตกใจ ราชาวดีร้องห้ามพ่อลั่น “ไม่นะ”
       ครูเริงตกอยู่ภายใต้อาคม ไม่สนใจ จะกระโดดตึกลงไป ภูมินทร์ที่ยืนรออยู่แล้ว อาศัยความไวพุ่งเข้าไปกระชากตัวไว้ได้ทันควัน ทั้งสองคนร่วงมากองอยู่กับพื้นดาดฟ้า
      
       ครูเริงถูกนำตัวกลับมาที่ห้องพัก เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาครูเริงมองราชาวดีกับคะนึงนิจที่นั่งอยู่ข้างเตียง ราชาวดีกับคะนึงนิจพากันดีใจ
       “พ่อ นิจพ่อฟื้นแล้ว”
       ครูเริงกับราชาวดีจับมือกัน สองพ่อลูกต่างยิ้มให้กัน ภูมินทร์เดินเข้ามาหา
       “ผมภูมินทร์ ครูจำผมได้ใช่ไหมครับ”
       ครูเริงมองหน้าภูมินทร์ ภูมินทร์ยิ้มตอบอย่างมีน้ำใจแต่ปากภูมินทร์กำลังว่าคาถา
       “จิตติ จิตตัง จิตติพันธะนัง ปิยังมะมะ อาคัจฉาหิ”
       เหมือนมีคลื่นพลังเคลื่อนมาปะทะตัวครูเริงตะลึงๆ เพราะต้องอาคม
      
       ก่อนหน้านี้อาจารย์ยอดยื่นกระดาษให้กับภูมินทร์พร้อมกับบอกว่า
       “คาถานี้จะทำให้ไอ้ครูนั่นชื่นชม แล้วก็เชื่อเอ็งทุกอย่าง”
       ภูมินทร์รับมาดู ชอบใจ คมมองตามอยากรู้อยากเห็น
      
       เมื่อภูมินทร์ท่องคาถาทุกอย่างก็เป็นไปตามที่อาจารย์ยอดบอก ครูเริงพยักหน้ารับ ยิ้มให้ภูมินทร์
       “ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้ผมคงแย่”
       ครูเริงดันตัวเองให้ลุกจะไหว้ ภูมินทร์รีบเข้าไปห้ามไว้
       “ครูไม่ต้องไหว้ผมครับ เดี๋ยวผมอายุสั้นกันพอดี ครูนอนพักเถอะนะครับ เห็นครูดีขึ้นแบบนี้ผมก็โล่งใจ ส่วนเรื่อง
       ค่าใช้จ่ายไม่กังวลนะครับ ผมจัดการให้เรียบร้อยแล้ว”
       ครูเริงจับมือภูมินทร์ ชื่นชม
       “คุณเป็นคนดีจริงๆ งั้นก็ ขอบใจมากนะ”
       “แต่พ่อคะ” ราชาวดีจะแย้ง
       “เอาน่าวดี อย่าให้เสียน้ำใจคุณเค้าสิ”
       ราชาวดีมองพ่ออย่างแปลกใจ เพราะพ่อไม่เคยเป็นแบบนี้
       “อย่าเกรงใจเลยครับ ผมยินดี”
       ภูมินทร์ทำยิ้มจริงใจให้ราชาวดี คะนึงนิจมองอย่างสงสัย
      
       “พี่ภูเค้าทำแบบนี้ ต้องหวังจะทำคะแนนกับวดีแน่ เสียดาย เงินเก็บเรามีไม่เท่าไหร่ ไม่งั้นเราไม่มีทางให้เค้ามายุ่งกับครูแน่”
       คะนึงนิจบอกขณะอยู่กับราชาวดีตามลำพัง
       “ไม่ว่าพี่ชายนิจจะทำเพราะเหตุผลอะไรเราก็ต้องขอบคุณเค้าที่ช่วยชีวิตพ่อเอาไว้ เรื่องเงิน เราจะรีบหามาคืนเค้าเอง”
       คะนึงนิจพยักหน้ารับ
       “เออจริงสิ เราลืมบอกเรื่องพี่กล้าไปเลย”
       “พี่กล้า พี่กล้าเป็นอะไรไปอีกเหรอนิจ” ราชาวดีถามอย่างเป็นห่วง
       “ตอนนี้คุณน้ากระเต็นรู้แล้วว่าใครจะเป็นพยานให้พี่กล้าพ้นผิดได้” ราชาวดีดีใจ
       “จริงเหรอนิจ”
       ภูมินทร์ยืนแอบฟังอยู่มุมหนึ่ง หน้าเครียดขึ้นมาทันที
      
       เมื่อภูมินทร์กลับมาบ้าน เหล็งก็รายงานให้เสี่ยไพบูลย์กับภูมินทร์ฟัง ทั้งสองคนหน้าเครียด
       “เป็นความจริงครับ สายของเราบอกว่าแม่ไอ้กล้ากำลังวิ่งเต้นกับตำรวจเจ้าของคดี ขอร้องยังไม่ให้ส่งสำนวนฟ้อง มันอ้างว่ายังมีพยานปากสำคัญเป็นสัปเหร่อที่วัด”
       “ผมจะไปปิดปากมันเองครับพ่อเลี้ยง”
       “เฮ้ย ใช้หัวคิดหน่อยสิวะ ขืนเราลงมือเอง ตำรวจมันจะสงสัยเอาได้”
       ภูมินทร์เห็นด้วย
       “งั้นคงต้องยืมมืออาจารย์ยอดอีกครั้ง”
      
       คืนนั้นที่โกดังเก็บศพ ฝาโลงพะเยิบพะยาบแล้วเปิดออกตากล่ำลุกขึ้นมา มองรอบๆ
       “มาอยู่ในนี้ได้ไงวะ”
       ตากล่ำตะเกียกตะกายออกจากโลง แล้วเตะเอาขวดเหล้าเปล่าที่กลิ้งอยู่ ตากล่ำคว้าขวดเหล้าขึ้นมา ชี้นิ้วด่า “เฮ้ย ทำไมเอ็งไม่ปลุกข้ากลับบ้านวะ เด่วปั๊ด โถๆๆ ไม่ต้องร้องไห้ ข้าล้อเล่นไปๆ เดี๋ยวข้าเลี้ยงเอ็งสักกรึ๊บ”
      
       ตากล่ำกอดขวดเหล้าเปล่าเดินโซซัดโซเซออกไป


  


       ตากล่ำกอดขวดเหล้าเดินเซด้วยความเมา ร้องเพลงอย่างอารมณ์ดี
      
       “ลอย ลอยกระทง เอิ้ว ลอย ลอยกระทง เอิ้ว
       ลอยกระทงกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วมาร่วมรำวง”
       ระหว่างนั้นมีวิญญาณร้าย พุ่งเข้าหาตากล่ำทางด้านหลัง ตากล่ำรู้สึกตัวหันกลับไปมองแต่ก็ไม่มีอะไร จึงหันหลังกลับจะเดินไป แต่แล้วกลับถูกมือใครบางคนผลักกระแทกจนล้ม หน้าขมำ
       “ใครมันผลักข้าวะ? อยากเจอดีรึไง”
       ตากล่ำนอนคว่ำกับพื้นแล้วก็เห็นหัวเสือทับอยู่บนพื้น กำลังจ้องมองมองตากล่ำด้วยแววตาเหี้ยม
       “เฮ้ย เอ็งเมาเหมือนข้ารึไงวะ ถึงมานอนอยู่ที่พื้นเนี่ย”
       ทันใดก็มีมือจิกหัวเสือทับให้ลอยขึ้น จะเห็นว่าเป็นร่างของเสือทับที่ไร้หัว หยิบหัวตัวเองไปวางไว้บนคอ ตากล่ำตาค้าง หายเมาเป็นปลิดทิ้ง
       “ผ...ผี... ผีหัวขาด”
       ตากล่ำวิ่งหนีสุดชีวิต แต่แล้วต้องชะงักเพราะวิญญาณเสือทับมาดักหน้า พุ่งเข้าบีบคอ ตากล่ำพยายามดิ้นรน หายใจไม่ออก เสือทับแสยะยิ้ม แววตาเหี้ยม หักคอตากล่ำตายคาที่
      
       ขณะนั้นเด็กวัดกำลังเดินนำหาญกับกระเต็นมาที่ศาลาท้ายวัด แต่ไม่มีใครอยู่เลย
       “ไหนสัปเหร่อกล่ำ ไม่เห็นมีใครที่นี่เลย”
       “เอ๊ะ ก็เมื่อกี้ยังนอนเมาอยู่แถวนี้ หายไปไหนซะแล้ว”
       หาญเดินไปมองหารอบๆ แล้วหาญก็เห็นตากล่ำ เดินอยู่ไกลๆ เลี้ยวหายไป
       “นั่นไง นายกล่ำอยู่นั่น”
       ทั้งสองคนรีบตามตากล่ำไป
      
       ตากล่ำเดินตาแข็งไร้แวว ที่คอมีรอยช้ำ หาญกับกระเต็นเดินตามมาจนทัน
       “นายกล่ำๆ หยุดก่อน”
       หาญตะโกนเรียก ตากล่ำหยุดนิ่ง หาญกับกระเต็นเข้าไปหา ทันใดนั้นตากล่ำก็หันกลับมา ดวงตาแดงกล่ำ พุ่งเข้าบีบคอกระเต็นโดยที่ทั้งสองคนไม่ทันตั้งตัว
       “นายกล่ำ นายกล่ำ ปล่อย”
       หาญกระชากตากล่ำออก อัดจนผงะไป จู่ๆ ร่างของตากล่ำก็ทรุดลงกองกับพื้น กระเต็นตกใจจะเข้าไปดู
       “นายกล่ำอย่าเพิ่งตายนะ”
       หาญรีบดึงกระเต็นไว้ แปลกใจ เอื้อมมือแตะชีพจรตากล่ำอย่างระมัดระวัง เพ่งจิตแล้วตาทิพย์หาญก็เห็น
       วิญญาณเสือทับจ้องมอง แววตาอาฆาต หัวเราะสะใจ หาญทั้งตกใจทั้งประหลาดใจ คาดไม่ถึง ทันใดนั้นศพของตากล่ำก็ลืมตาขึ้น คว้าหมับเข้าที่ข้อมือหาญ หาญสะบัดแขนแต่ไม่หลุด ตากล่ำเหวี่ยงแขนอีกข้างโจมตีใส่หาญและกระเต็น หาญผลักกระเต็นให้หลบได้ทัน ตากล่ำพุ่งเข้าบีบคอหาญแทน
       “มึงต้องตาย ฮ่าๆๆ”
       “นายกล่ำ เป็นบ้านอะไรเนี่ย”
       “มันไม่ใช่นายกล่ำ นายกล่ำตายไปแล้ว”
       ตากล่ำสะบัดกระเต็นออกไป หาญดึงลูกสะกดหัวใจสิงห์ขึ้นมากำไว้ในมือ ร่ายคาถา เป่า กระแทกใส่ตากล่ำ
       “อ๊าก”
       วิญญาณเสือทับกระเด็นออกจากร่างตากล่ำไป ศพตากล่ำทรุดลงกองกับพื้น
       “ไอ้ทับ”
       “เสือทับ เป็นไปไม่ได้ วิญญาณมันถูกสะกดเอาไว้แล้ว”
       “เอ็งรู้มั้ยว่าข้าต้องทนทรมานแค่ไหน กว่าจะได้อิสรภาพ เพื่อกลับมาล้างแค้นเอ็ง ไอ้หาญ”
       ดวงตาของเสือทับลุกวาว เพ่งไปที่หาญ เกิดลมพายุพัดมาอย่างแรง หาญกับกระเต็นยกมือป้องหน้า ทันใดเสือทับก็ตวัดมีดพร้าในมือ พุ่งเข้าโจมตี หาญผลักกระเต็นหลบ หาญสวมสนับเล็บเสือ ตั้งรับการโจมตีแต่เสือทับกลับหายวับไป หาญกับกระเต็นมองหาเสือทับ เสือทับปรากฏข้างหลังหาญ
       “พ่อหาญ ระวัง”
       กระเต็นร้องเตือน หาญหลบมีดพร้าแล้ว ได้จังหวะต่อยสนับเล็บเสือสวนไป แต่หมัดกลับทะลุร่างเสือทับ ไม่เกิดอะไรขึ้น
       “ฮ่าๆๆๆ ข้าเป็นผี เอ็งทำอะไรข้าไม่ได้หรอกไอ้หาญ แล้วข้าจะทำให้เอ็งกลายเป็นผีเหมือนข้า”
       เสือทับเหวี่ยงแขน หาญกระเด็นไปด้วยพลังบางอย่าง เสือทับตามมาซ้ำ พุ่งเข้าหา ทะลุร่างหาญไป หาญร้องอย่างเจ็บปวด ทรุดลง
       “อ๊าก”
       ร่างเสือทับหายไปแต่เสียงหัวเราะยังดังก้อง อาจารย์ยอดเดินเข้ามา
       “คิดไม่ถึงว่าแรงอาฆาตของไอ้ทับที่มีต่อเสือหาญมันจะแรงถึงเพียงนี้”
       กระเต็นมาประคองหาญ
       “เอ็งเป็นใคร” หาญถามอย่างแปลกใจ
       “ข้าคือคนถอนอาคม ที่สะกดวิญญาณของไอ้ทับไว้ ยังไงล่ะ”
      
       อดีตเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ศพไร้หัวของเสือทับถูกห่อเอาไว้ด้วยผ้า นอนอยู่บนแคร่ ข้างๆ เป็นศีรษะที่ถูกผ้าห่อไว้เช่นกัน ยิ่งยศเข้ามาดูแกะห่อผ้าออกเห็นเป็นศีรษะเสือทับวางอยู่ ในมือยิ่งยศมีตะปูสีดำ ยิ่งยศร่ายคาถา เป่าลงบนตะปู แล้วใช้ฝ่ามือดันตะปูจมหายไปในหน้าผากของเสือทับ
       “เอาร่างมันไปเผาทำลายซะ ส่วนหัวก็แยกไปฝังไว้ในป่าช้า ห้ามดึงตะปูนี้ออกเป็นอันขาด” ยิ่งยศสั่งการแล้วจ้องเสือทัยด้วยแววตาเหี้ยม “ตอนนี้ถึงมันเป็นผี ก็ไม่สามารถอาละวาด สร้างความเดือดร้อนให้ใครได้อีก”
      
       ตำรวจสองนายรับคำสีหน้าหวาดๆ


  


       ลูกศิษย์อาจารย์ยอดขุดหลุมในป่าช้าพบกะโหลกศีรษะของเสือทับ อาจารย์ยอดดีใจหยิบขึ้นมาดูจึงเห็นตะปูสีดำปักอยู่กลางหน้าผาก
      
       อาจารย์ยอดเอากะโหลกศีรษะของเสือทับกลับมาทำพิธีที่ตำหนัก อาจารย์ยอดนั่งบริกรรมคาถาอยู่โดยมีหัวกะโหลกเสือทับวางอยู่บนพานหน้ากระถางไฟ เสียงสวดคาถาดังก้องขึ้น
       “จิ เจรฺนิ จิตตัง เจตะสิกัง รูปัง
       นิพพานนัง นะมะพะทะ ปัฐะวีระธาตุ
       ทีฆังวา ภะกะสะจะ ชีวัง อฺตเตหิ อาคัจฉามิ”
       ตะปูสีดำค่อยๆ เคลื่อนหลุดออกมาจากกะโหลกหน้าผาก ทันใดหน้าต่างห้องก็กระแทกเปิดออกอย่างแรง ลมพัดวูบเข้ามาไม่หยุด ไฟในกระถางโหมแรงขึ้นอย่างน่ากลัว อาจารย์ยอดลืมตาขึ้น วิญญาณร้ายเคลื่อนที่ผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง อาจารย์ยอดหันมองจึงเห็นร่างไร้หัวของเสือทับยืนตระหง่านอยู่
       “เอ็งบังอาจเรียกวิญญาณข้ามา รู้ใช่มั้ยว่าข้าเป็นใคร”
       “ข้าสู้ถอนอาคมที่สะกดเอ็งไว้ ก็เพราะข้ารู้น่ะสิว่าเอ็งเป็นใคร” อาจารย์ยอดชี้ไปที่หัวกะโหลกบนพาน “นี่ใช่มั้ย ของที่เอ็งต้องการ”
       ร่างไร้หัวของเสือทับเดินมาที่พาน ยกหัวกะโหลกขึ้นไป ศีรษะของเสือทับถูกยกมาวางต่อบนคอ เสือทับต่อหัวตัวเองเข้ากับร่างเสร็จ ยิ้มเหี้ยม จ้องอาจารย์ยอดอย่างอาฆาต
       “อย่าคิดจะแว้งกัดข้าได้ อาคมของข้ากำกับวิญญาณของเอ็งเอาไว้แล้ว ต่อแต่นี้เอ็งต้องเป็นทาสรับใช้ข้า”
       เสือทับจำใจรับชะตากรรม อาจารย์ยอดหัวเราะด้วยความพอใจ
      
       หาญจ้องอาจารย์ยอดด้วยความแปลกใจเมื่อรู้ว่าอาจารย์ยอดเป็นคนปลุกวิญญาณเสือทับขึ้นมา
       “เอ็งกับข้าเคยมีความแค้นเคืองอะไรต่อกัน ถึงต้องมาลอบกัดข้าแบบนี้”
       “ไม่มี เพียงแต่หลานของเอ็งกับพ่อเลี้ยงภูมินทร์ ลูกศิษย์ของข้า เป็นศัตรูกัน ไม่มีเอ็งซะคน คนอย่างไอ้กล้า มันก็แค่หมาตัวนึงเท่านั้น”
       อาจารย์ยอดบริกรรมคาถา ซากศพนับสิบโผล่ขึ้นมาจากดินเข้าโจมตีหาญกับกระเต็น หาญสวมสนับเล็บเสือ ว่าคาถาปลุกเสือเผ่น ส่วนกระเต็นก็ชักมีดหมอ ทั้งสองคนกระโจนเข้าต่อสู้ ซากศพสู้ไม่ได้ โดนซัดกระเจิง แต่ก็ยังดาหน้ากลับเข้ามาสู้ใหม่ ไม่มีทีท่าจะหยุด
       กระเต็นถูกซากศพรุม ใช้มีดหมอฟันซากศพจนสลายไป และจะเข้าไปช่วยหาญสู้ แต่เสือทับปรากฏกายขวางไว้ ใช้มีดพร้าเข้าต่อสู้กับกระเต็น
       หาญถอยออกมาตั้งหลักว่าคาถาหมัดธนูมือ แล้วเป่าลงกำปั้นของตัวเอง
       “หมัดธนูมือ”
       หาญชกหมัดลงในดิน เงาหมัดพุ่งกระจายออกไปเป็นวงคลื่นกระแทกเข้าใส่ซากศพทั้งหมดสลายไป ทันใดนั้นอาจารย์ยอดก็พุ่งเข้ามา ใช้ไม้ครู (คฑาเล็กๆ) สู้กับสนับเล็บเสือของหาญอย่างสูสี เกิดเสียงปะทะสนั่นหวั่นไหว
       กระเต็นสู้กำลังของเสือทับไม่ได้ ได้แต่ถอยตั้งรับจนติดต้นไม้ เสือทับได้ใจ ง้างมีดพร้าพุ่งเข้าหา กระเต็นฉวยจังหวะแทงสวนออกไป มีดหมอปักทะลุอกเสือทับ เสือทับเจ็บปวด กระเต็นสะใจ
       “ไหนๆ แกก็ตายไปแล้ว ฉันจะส่งวิญญาณแกลงนรกเอง”
       กระเต็นกระแทกมีดให้ลึกลงไปอีก แต่แล้วเสือทับกลับยิ้มเยาะ ไม่เป็นอะไร
       “ผีอย่างข้าตายแค่ครั้งเดียวโว้ย ข้าเป็นคนฆ่าพ่อเอ็งกับมือคราวนี้คงถึงทีเอ็งบ้างแล้ว”
       เสือทับสะบัดแขน เกิดพลังปะทะร่างกระเต็นจนถลาไป เสือทับตามไปอัดซ้ำจนกระเต็นกระอักเลือด ก่อนจะบีบคอกระเต็นแน่น
       อีกด้านหนึ่งอาจารย์ยอดว่าคาถาชี้ไม้ครูใส่หาญ เกิดสายฟ้าฟาดตรงไปที่หาญ หาญกระโจนหลบแล้วพุ่งกลับมาหาอาจารย์ยอด หาญซัดกำปั้นเข้าที่หน้าจนอาจารย์ยอดกระเด็น อาจารย์ยอดกำทรายที่พื้นขึ้นมา ร่ายคาถา เป่ามนต์ แล้วซัดออกไปทรายกลายเป็นกระสุนไฟนับร้อยพุ่งเข้าโจมตีหาญ หาญใช้สนับเล็บเสือปัดป้องอย่างว่องไว ทันใดสายฟ้าจากไม้ครูก็พุ่งเข้าปะทะร่างหาญ หาญร้องอย่างเจ็บปวด
       “อ๊าก” หาญรวบรวมกำลัง “พยัคโฆ พยัคฆา”
       รอยสักเสือเผ่นเรืองแสงขึ้น หาญทะยานเข้าหาดุจเสือตะปบเหยื่อ แต่แล้วร่างหาญก็หายไป กระโจนผลุบโผล่ตามจุดต่างๆ อาจารย์ยอดมองหาสับสน
       ทันใดร่างหาญก็ปรากฏตรงหน้าอาจารย์ยอด ชกหมัดคู่กระแทกเข้าที่หน้าอกอาจารย์ยอด อาจารย์ยอดกระอัก ลอยกระเด็นไป
       ขณะนั้นกระเต็นพยายามดิ้นรนใกล้จะหมดลม เสือทับหัวเราะสะใจ ทันใดนั้นสร้อยที่ร้อยลูกสะกดตวัดรัดคอเสือทับ แล้วกระชากร่างเสือทับออกไปอย่างแรงจึงเห็นเป็นหาญที่เข้ามาช่วยกระเต็นไว้ เสือทับพุ่งกลับเข้ามาใหม่ หาญว่าคาถา
       “ลูกสะกดหัวใจสิงห์”
       หาญสะบัดลูกสะกดออกไป สร้อยลูกสะกดลอยไปรัดร่างของเสือทับไว้ เสือทับร้องโหยหวน ควันลอยออกจากตัว
       “อ๊าก”
       “อาคมข้าอาจจะทำอะไรผีอย่างเอ็งไม่ได้ แต่ลูกสะกดหัวใจสิงห์ ปราบเอ็งได้แน่ไอ้ทับ”
       เสือทับเจ็บปวดไปทั้งตัว สลายร่างหนีไป ลูกสะกดลอยกลับเข้ามือหาญ หาญรีบพากระเต็นหนีไป อาจารย์ยอดสะบักสะบอมเข้ามา มองตามอย่างเสียดาย
      
       ส่วนที่โรงพัก กล้านั่งเครียดอยู่ในห้องขัง สับสนกับชีวิต จนกระทั่งจ่าคนหนึ่งเข้ามาไขห้องขัง
       “ลุกขึ้น” กล้างง “นายนั่นแหละ” กล้าลุกขึ้น
       “ศาลอนุญาตให้ประกันตัวแล้วเหรอครับ”
       จ่าดึงมือกล้ามาสับกุญแจมือ
       “สารวัตรสั่งให้ เอานายไปสอบสวน”
      
       จ่ากระชากร่างกล้าไป คนอื่นๆ มองตาม

      จ่าลากกล้าเข้ามาในห้องขังเดี่ยวแล้วปิดประตู ดึงกล้าไปนั่งที่โต๊ะที่มีจดหมายกับปากกาวาง
      
       “เขียนสารภาพผิดซะ”
       “สารภาพอะไรครับ”
       “ก็ที่นายยิงนักเรียนไทกนก สารภาพซะอะไรๆ จะได้จบ” กล้างง
       “ผมไม่เข้าใจ ผมไม่ได้ทำ ทำไมต้องสารภาพ ตอนนี้แม่ผมเจอพยานที่จะช่วยยืนยันว่าผมไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุแล้วด้วย”
       “ไอ้นั่นมันไม่มีโอกาสมาเป็นพยานให้นายหรอก”
       กล้ามองจ่าที่แววตาเหี้ยมเกรียม เอาเชือกไนลอนออกมาจากกระเป๋า
       “จ่าจะทำอะไร”
       จ่าเข้ามาข้างหลังรัดคอกล้า
       “ก็ทำให้นายผูกคอตายในห้องขังเพราะสำนึกผิดไง” กล้าดิ้นรน
      
       รถกระบะตำรวจแล่นเข้ามาที่ลานจอดรถหน้าโรงพัก จ่ากำลังเปิดประตูลงจากรถกระบะตำรวจ แต่ต้องชะงัก
       เมื่อเห็นขุนโชติปรากฏตัวกำลังเดินตรงเข้าโรงพัก พร้อมชักดาบประจุพรายในมือ จ่าเห็นขุนโชติเห็นถือดาบก็ตกใจ
       “เฮ้ยๆ เดี๋ยวก่อน เข้าไปไม่ได้ ลื้อถือดาบมาแบบนี้ทำไมวะ”
       ขุนโชติหันกลับมามองเหี้ยม
       “ข้าก็จะมาปล้นคนน่ะสิวะ”
       พูดจบขุนโชติก็ฟันตำรวจตายทันที ขณะนั้นมีดาบตรวจเดินผิวปากลงบันไดมาเห็นพอดี ดาบตำรวจหน้าซีดตกใจ
       “มีคนร้าย”
       ดาบตำรวจตะโกน พลางควักปืนจะยิง ทันใดลูกดอกหน้าไม้พุ่งเข้ามาเสียบที่คอ ตาเหลือกตาย เป็นฝีมือของเสือดำกับเสือไทจากอีกมุม ทั้งสามโจรสบตากัน
      
       ภายในห้องขังเดี่ยวกล้าพยายามดิ้นรน เอื้อมไปด้านหลังจิกหัวจ่าแล้วดึงทุ่มลงมา กล้าพยายามลุกขึ้นแต่จ่าก็เตะตัดขากล้าลงไปแล้วชักปืน กล้าจับไว้ยื้อแย่ง
       ด้านนอกปลายดาบของขุนโชติแทงทะลุแผ่นหลังของตำรวจคนหนึ่ง
       “อ๊าก”
       ตำรวจล้มลง ขุนโชติ เสือดำ เสือไทยืนตระหง่าน ชาวบ้านเห็นก็ต่างแตกตื่น กรีดร้อง วิ่งหาที่หลบกันจ้าละหวั่น ตำรวจที่เหลืออีก 4 นาย หลบในที่กำบัง ระดมยิงไม่ยั้ง แต่กระสุนไม่ระคายผิวทั้งสามโจรเลยซักนิด ตำรวจรีบวิทยุขอกำลังเสริม
       “เรียกบชน. ขณะนี้เกิดเหตุคนร้ายบุก...”
       ไม่ทันขาดคำก็ถูกเสือไทขว้างขวานมาปักที่หลัง ล้มลงตาย เสือดำกับเสือไทตามไปฆ่าตำรวจที่เหลืออีก 2 นาย อย่างเลือดเย็นและสนุกสนาน ขุนโชติเห็นคนซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะ เดินเหี้ยมเข้าหา ตวัดดาบฟัน โต๊ะกระจาย เป็นหญิงสาวที่หลบอยู่ หญิงสาวคุกเข่าไหว้ ตัวสั่นน้ำตานอง
       “อย่าฆ่าฉันเลยนะจ๊ะ ฉันไหว้ล่ะจ๊ะ ปล่อยฉันกลับไปหาลูกเถอะนะ”
       “ข้าไม่เคยฆ่าผู้หญิง เอ็งรีบไปเสียเถิด”
       หญิงสาวรีบวิ่งหนีออกไปไม่คิดชีวิต ขุนโชติมองตาม แต่แล้วกลับชะงักเพราะมีตำรวจจ่อปืนกลางหลัง
       “ทิ้งดาบซะ แล้วบอกให้พวกแกยอมแพ้ด้วย”
       ขุนโชติหันกลับมาไม่กลัว
       “เอ็งกล้าสั่งข้าเชียวรึ”
       ตำรวจยิงปืนในมือ แต่กลายเป็นกระสุนด้าน ยิงเท่าไหร่ก็ไม่ออก ตำรวจกลัวมาก ตัวสั่น ขุนโชติตวัดดาบฟันตำรวจแขนขาด ร้องลั่น
       “เอ็งบอกข้ามาว่าตะรางที่ขังนักโทษอยู่ที่ใด”
      
       เสียงต่อสู้จากด้านนอกดังเข้ามาในส่วนขังผู้ต้องหา ผู้ต้องหางงๆ เสือดำ เสือไทเข้ามา เอาขวานจามกุญแจจนขาดแล้วกระชากประตูเปิด ขุนโชติก้าวเข้ามา ขุนโชติพูดกับผู้ต้องหา
       “ข้าคือขุนโชติ ขุนโจรแห่งทุ่งกระกาฬ แต่นี้ไปพวกเอ็งจักเป็นไทแก่ตัว จงออกไป แก้แค้นพวกโปลิศให้สาสม ไป”
       พวกนักโทษมองหน้ากันแล้วก็วิ่งหนีออกไป
       “เผามันให้วอดเลยมั้ยพี่โชติ”
       ขุนโชติยังไม่ทันตอบ ได้ยินเสียงโครมครามจากห้องขังเดี่ยว
      
       ภายในห้องขังเดี่ยว ปืนถูกบิดร่วง กล้าอัดเข่าใส่จ่าจนกระเด็น จ่าคว้าเก้าอี้ฟาดกล้า กล้าทรุด จ่าอัดซ้ำแล้วคว้าปืนจ่อ
       “จ่าเป็นตำรวจ ทำไมทำแบบนี้”
       “เพราะเงินเดือนตำรวจมันไม่พอกินน่ะซิ” จ่ากดกล้าให้นอนคว่ำ จิกหัวกล้าขึ้นมา เอาปืนเหน็บแล้วชักมีดเล็กๆ ออกมา “แกไม่อยากผูกคอตาย งั้นก็ตายเพราะนักโทษด้วยกันฆ่าเถอะ”
       จ่าทำท่าจะเชือด แต่ก็สะดุ้งเพราะเสียงประตูเปิดผาง พอหันไป ลูกดอกหน้าไม้ก็พุ่งเข้ามาปักหน้าผาก จ่าล้มลงไปตาย กล้าพลิกตัวขึ้นมองจึงเห็นขุนโชติยืนอยู่กับเสือดำ กล้าตกใจและแปลกใจที่เห็นพวกขุนโชติ
       “น้า”
       “ไอ้หนุ่ม เหตุใดเอ็งจึงถูกโปลิศทำร้ายเยี่ยงนี้”
       “ผมถูกใส่ร้าย ว่าฆ่าคนตาย แล้วพวกน้า”
       “พวกโปลิศ ไม่เวลาผ่านไปนานเท่าใด มันก็ยังหน้าซื่อใจคดเหมือนเดิม นับว่าเราสองคนมีวาสนาต่อกัน คงถึงคราวที่ข้าจักได้ตอบแทนน้ำใจเอ็งเสียที ไปกับข้าเถิด”
       ขุนโชติดึงกล้าไป
       “ไม่ ถ้าหนีก็เท่ากับยอมรับข้อกล่าวหาทั้งหมด ผมจะไม่ให้มันเป็นแบบนั้นแน่”
       “แต่เอ็งไม่ใดทำผิดอันใด ก็ไม่สมควรถูกจองจำ”
       “ไม่ ผมไม่หนี”
       เสือดำรำคาญเอาอาวุธกระแทกต้นคอ กล้าทรุดลงไปนอนสลบกับพื้น
       “น่ารำคาญ ปล่อยมันเอาไว้ที่นี่เถิดพี่โชติ”
       “ไม่ ข้าจักพามันไปด้วย”
      
       เสือดำมองหน้าไม่เห็นด้วย


  


       เสือดำแบกกล้าที่สลบอยู่ตามขุนโชติออกมา เสือไทพาผู้ต้องหามาสมทบ ทั้งหมดมีอาวุธที่ยึดจากตำรวจ
      
       “พี่โชติ พวกมันขโมยปืนของโปลิศ แลจักขอติดตามเราไปด้วย”
       ขุนโชติมองพวกผู้ต้องหาอย่างพอใจ
       “ดี”
       ทันใด รถตำรวจหลายคันพุ่งเข้ามา ตำรวจกลุ่มหนึ่งพร้อมอาวุธลงจากรถมา เล็งปืน ล้อมไว้ ที่ปลายกระบอกปืนมีชายผ้าถุงผูกไว้หมดทุกคน
       ขุนโชติ เสือไท และผู้ต้องหาหยิบอาวุธเล็งระวัง เสือดำรีบวางกล้าลงมุมหนึ่ง แล้วง้างธนูเล็งตำรวจเช่นกัน
       รถตำรวจของสุพจน์เข้ามา สุพจน์ลงจากรถ เล็งปืนที่หลังประตูรถที่ปลายกระบอกปืนมีชายผ้าถุงผูกไว้เช่นกัน
       “มอบตัวซะ ถึงพวกแกจะหนีก็หนีไม่รอดหรอก”
       “หึ ข้าไม่ได้สนุกเยี่ยงนี้มานานแล้ว ฆ่ามันเสียให้สิ้นกันเถิดพี่โชติ”
       ขุนโชติมองตำรวจ แค้นมาก
       “ฆ่ามัน”
       เสือไทเปิดฉากตวัดขวานขว้างไปที่ตำรวจ ขวานลอยคว้างฟันตำรวจล้มลงไปตาย ก่อนที่ขวานจะวนกลับมาที่มือ
       เสือดำยิงลูกดอกหน้าไม้ปักอกตำรวจล้มลงไปตายสุพจน์นำตำรวจระดมยิงสวนไปที่รถทันที ผู้ต้องหาต่างหาที่กำบังแล้วพากันยิงตอบโต้ สุพจน์เล็ง แล้วยิงปืนไปที่เสือไท กระสุนถูกต้นแขนเสือไท
       “โอ๊ย”
       เสือไทมองแขนตัวเองข้างที่ไม่ได้ใช้ขวานมีเลือดออกเพราะถูกกระสุนเข้า
       “ไอ้ไท มันแก้อาคมเราได้” ขุนโชติพาเสือไทหลบกระสุน มองตำรวจระดมยิงเข้ามาไม่หยุด “เราต้องถอยไปตั้งหลักเสียก่อน”
       “แต่ไปกันหลายคน จักย่นระยะทางลำบากนะพี่” เสือดำบอก ขุนโชติคิดหาทาง
       “เอ็งบังคับไอ้เกวียนเหล็กนี้ได้หรือไม่”
       ขุนโชติถามผู้ต้องหาคนหนึ่ง ผู้ต้องหาพยักหน้ารับ แล้วรีบเปิดประตูรถเข้าไป
      
       ในรถกระบะ ผู้ต้องหาต่อสายตรงสตาร์ทเครื่องยนต์อย่างชำนาญ ขุนโชติแบกร่างกล้าขึ้นท้ายกระบะ พร้อมๆกับเสือดำ เสือไท และผู้ต้องหาที่ต่างกระโดดขึ้นรถ สุพจน์เห็นพวกผู้ต้องหากรูกันขึ้นรถ พวกผู้ต้องหาบังทำให้ไม่เห็นขุนโชติที่แบกกล้า
       “อย่าให้พวกมันหนีไปได้”
       ผู้ต้องหาเร่งเครื่องพุ่งเข้าใส่รถตำรวจที่จอดขวางอยู่อย่างแรง ตำรวจต่างพากันตกใจ กระโดดหนีตาย รถพุ่งออกไป กล้านอนสลบไม่รู้เรื่องบนหลังรถกระบะ
      
       รถของพวกขุนโชติขับหนีตำรวจมาอย่างเร็ว โดยมีรถตำรวจ 4 คัน ตามมาอย่างกระชั้นชิด ตำรวจที่กระบะท้าย ต่างพากันระดมยิงไม่หยุด ผู้ต้องหาช่วยกันยิงตอบโต้ แต่กลับถูกยิงร่วงไป 3 คน
       รถตำรวจเร่งเครื่องเข้าประกบข้าง พลางเบียดกะจะให้ตกถนน เสือดำโมโหเล็งหน้าไม้ไปที่คนขับรถ ยิงเข้าช่องหน้าต่าง ลูกดอกโดนตำรวจที่ขับรถพอดี รถตำรวจเสียหลักตกถนนไป รถของขุนโชติเร่งเครื่องหนี รถตำรวจที่เหลือต่างเร่งเครื่องตาม พลางยิงใส่ไม่หยุด
       “แย่แล้ว กระสุนหมด” ผู้ต้องหาบอก
       “ของฉันด้วย”
       ทันใดกระสุนของตำรวจก็พุ่งเข้ามา ถูกผู้ต้องหาทั้ง 2 ร่วงไป ขุนโชติโมโห บริกรรมคาถา เป่าลงบนดาบ อักขระสีเลือดบนดาบเรืองรองขึ้น ขุนโชติตวัดดาบใส่ที่รถตำรวจจนเกิดเงาดาบสีแดงพุ่งเข้าหารถตำรวจ ตำรวจพยายามหักหลบแต่เงาดาบสับเข้าที่หน้ารถจนเครื่องรถระเบิด รถตำรวจเสียหลักคว้างตกข้างทางไปอีกคัน
       รถตำรวจที่เหลือมีสุพจน์นั่งอยู่ข้างคนขับ โดยที่สุพจน์ไม่รู้ว่ากล้าอยู่ในรถขุนโชติด้วย สุพจน์เห็นว่าเอาไม่อยู่จึง ตัดสินใจดึงสลักระเบิด แล้วขว้างเต็มแรง ระเบิดจะร่วงลงที่กระบะรถขุนโชติ แต่รถเบี่ยงหลบได้ทัน ระเบิดจึงตกลงที่ข้างรถ เฉียดไป ตู้ม
       รถขุนโชติเสียหลัก ขุนโชติ เสือไท เสือดำคว้าตัวรถไว้ได้ แต่ผู้ต้องหาที่เหลือร่วงลงไปจากรถ ขุนโชติโมโหมาก กำหมัด ว่าคาถาควายธนู
       “นะภาเวนะ โคสะวาหะ โสถิเต”
       พลางสะบัดกำปั้นออกไปที่รถตำรวจ คลื่นพลังสีแดงพุ่งกระจายออกจากมือขุนโชติ สุพจน์เห็นควายธนูตัวดำทะมึนควบดิ่งตรงเข้ามาอย่างเร็ว
       “เฮ้ย! หลบ”
       รถตำรวจหักหลบควายธนูได้อย่างเฉียดฉิว สุพจน์โล่งอก แต่แล้วตำรวจที่เป็นคนขับก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นควายธนูสามตัววิ่งอยู่บนถนน ดิ่งตรงไปที่รถตำรวจและงัดรถตำรวจกระเด็น หงายกระจายกันไปทั้งหมด สุพจน์คลานออกมาจากรถ บาดเจ็บหัวแตกเลือดอาบ ขุนโชติยิ้มเหี้ยมสะใจ
       “พวกเอ็งจงแจ้งแก่ลูกหลานไอ้หลวงณรงค์ ว่าถ้าอยากจับข้าล่ะก็ ข้าขุนโชติจักรอมันอยู่ที่ทุ่งพระกาฬ”
       จากนั้นขุนโชติก็ว่าคาถาย่นระยะทาง รถของขุนโชติพุ่งเข้าช่องอากาศที่ถูกแหวกออกแล้วย่นระยะทางหายไป
      
       หาญพากระเต็นกลับบ้าน กระเต็นนอนหมดสติอยู่ที่โซฟาในสภาพร่างกายฟกช้ำโดยเฉพาะที่ลำคอ หาญเข้ามาหากระเต็นพร้อมขันน้ำในมือ แล้วร่ายคาถารักษาบาดแผล
       “วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร”
       หาญเป่ามนต์ลงไป น้ำในขันหมุนวน ก่อนจะเรืองรองขึ้น หาญประคองศีรษะกระเต็นขึ้นให้ดื่มน้ำมนต์ แล้ววางลงนอนตามเดิม
       สักพักรอยฟกช้ำที่รอบคอและตามแขนขาของกระเต็นค่อยๆ หายไป หาญหยิบผ้าห่มจะห่มให้ ทันใดกระเต็นก็จับแขนหาญแน่น เพ้อออกมา
       “กล้า กล้าต้องปลอดภัย แม่จะปกป้องกล้าเอง แม่จะไม่ยอมให้ลูกเป็นโจรเด็ดขาด กล้า”
       กระเต็นเพ้อจบก็ปล่อยมือ หมดสติ หาญมองด้วยความสงสาร หนักใจ ห่มผ้าห่มให้ ทันใดก็มีเสียงรถแล่นเข้ามาจอด
      
       หาญรีบออกไปดู ปล่อยให้กระเต็นนอนอยู่ลำพัง


  


       ที่หน้าบ้านสุพจน์ลงจากรถ มีผ้าพันแผลที่ศีรษะ สภาพสะบักสะบอม หาญออกมาพอดี สุพจน์รีบเข้ามาหา ท่าทางร้อนใจ
      
       “พี่สิงห์กับคุณเต็น รู้เรื่องกล้าหรือยังครับ”
       หาญสังหรณ์ใจไม่ดี
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “ไอ้พวกขุนโชติมันบุกโรงพัก ฆ่าตำรวจตายเกลี้ยง แล้วก็ชิงตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไป กล้า กล้าก็หายไปด้วย”
       หาญอึ้ง คิดไม่ถึงว่าขุนโชติจะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หวั่นใจ
       “ขุนโชติอีกแล้วเหรอ”
       “ผมใช้ผ้าถุงพันปากกระบอกปืนอย่างที่พี่สิงห์บอก แต่ก็ยังสกัดมันไม่ได้ มันเรียกฝูงควายมาไล่ขวิดรถตำรวจ อัศจรรย์มาก”
       “ถ้ากล้าอยู่กับคนคนนี้ก็อันตรายมาก”
       “มันยังบอกด้วยว่ามันจะรอหลวงณรงค์อยู่ที่ทุ่งพระกาฬ ผมว่ามันต้องเป็นคนวิกลจริตแน่” สุพจน์มองหากระเต็น “คุณเต็นล่ะครับ”
       “กระเต็นบาดเจ็บ ตอนนี้นอนพักอยู่” สุพจน์ตกใจเป็นห่วงกระเต็น
       “คุณเต็นบาดเจ็บเป็นอะไรครับ”
       “เราไปตามหาพยานให้กล้า แต่พยานถูกฆ่าปิดปาก”
       “อะไรนะ”
       “คนที่ลงมือเป็นคนของพ่อเลี้ยงภูมินทร์ มันมีวิชาแก่กล้า จะต่อกรมันไม่ใช่ง่ายๆ ตอนนี้ข้าจะรีบไปที่ทุ่งพระกาฬ คุ้มครองกระเต็นด้วย”
       “เดี๋ยวครับ ผมสั่งให้ประสานท้องที่ให้ยกกำลังไปที่นั่นแล้ว รอไปพร้อมกันดีกว่า อ้าว”
       หาญใช้วิชาย่นระยะทางเดินหายไปต่อหน้าต่อตา สุพจน์มองหาอึ้ง
       “หายไปได้ไง”
      
       บนจอโทรทัศน์ปรากฏรายการข่าว ผู้ประกาศกำลังรายงานข่าวประจำวัน
       “วันนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นกลางเมือง”
       ภาพข่าว เจ้าหน้าที่กำลังลำเลียงศพตำรวจที่เสียชีวิตออกจากที่เกิดเหตุ/ ห้องขังว่างเปล่า ที่ประตูมีร่องรอย ถูกตัดทำลาย / ภาพผู้คนในเหตุการณ์จับกลุ่มคุยกันหน้าตาตื่น / ลูกธนูที่ตกในที่เกิดเหตุ
       “โดยคนร้ายสามคน ใช้อาวุธคือ ขวาน หน้าไม้ และดาบโบราณ บุกสังหารตำรวจบนสถานีตำรวจหลักเขต และทำลายห้องขัง ช่วยผู้ต้องหาทั้งหมดออกไปอย่างอุกอาจ ทางตำรวจคาดว่าคนร้ายอาจจะเป็นพวกเดียวกันกับผู้ต้องหาและมีเจตนาช่วยพรรคพวกให้หลบหนี” ที่มุมจอ ปรากฏภาพของกล้าขึ้นมา “และหนึ่งในผู้ต้องหาที่หลบหนีไป มี นายกล้า ไพรีพ่าย ลูกชายของอดีตผู้การมือปราบ เพชร ไพรีพ่าย ที่ก่อคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญรวมอยู่ด้วย”
      
       คะนึงนิจกับราชาวดีนั่งดูข่าวทีวีอยู่ที่ห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล ทั้งคู่สบตากัน เป็นกังวลและห่วงกล้า
       “ขณะนี้ตำรวจได้ออกหมายจับผู้ต้องหาที่หลบหนี และกำลังเร่งสืบหาคนร้ายที่ก่อคดีมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป”
       “พี่กล้าทำแบบนี้จริงเหรอ ไม่อยากจะเชื่อเลย”
       “เราว่าอย่าเพิ่งปักใจกับข่าวเลยวดี ถ้าพี่กล้าคิดจะหนีแล้วจะยอมให้จับ ตั้งแต่ต้นทำไม”
       ราชาวดีเห็นด้วยกับคะนึงนิจ ภูมินทร์ประคองครูเริงออกมาจากห้องน้ำพอดี
       “ดูข่าวมันทำไมกัน” ครูเริงเอื้อมมือปิดโทรทัศน์ด้วยความไม่พอใจ “บอกกี่ครั้งแล้ว ว่าอย่าไปสนใจคนแบบนี้ มันจะเป็นตายร้ายดียังไง ก็ไม่เกี่ยวกับเรา”
       ภูมินทร์แอบสะใจ
       “แต่คนรู้จักมักคุ้นกัน แล้วเราก็แค่ตามข่าวเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเสียหายนี่คะ”
       “เสียหายสิ เสียหายตั้งแต่ที่มันเข้ามาในชีวิตแล้ว นี่มันยังแหกคุกแหกตะรางหนีอีก เดี๋ยวตำรวจก็ต้องมาวุ่นวายกับเราเดือดร้อนกันไปทั่ว เพราะคนเลวๆ แค่คนเดียว”
       “บางทีข่าวอาจจะคลาดเคลื่อนก็ได้นะคะพ่อ”
       ภูมินทร์ไม่พอใจที่ราชาวดียังปกป้องกล้า ปากภูมินทร์ร่ายคาถา เป่ามนต์ใส่ครูเริง
       “จิตติ จิตตัง จิตติพันธะนัง
       ปิยังมะมะ อาคัจฉาหิ”
       ครูเริงชะงักเพราะต้องอาคม จู่ๆ ครูเริงก็บันดาลโทสะ โกรธเป็นฟื้นเป็นไฟขึ้นมา
       “นี่วดีกล้าเถียงพ่อแล้วเหรอ เพราะไอ้กล้าใช่มั้ย วดีเห็นมันสำคัญกว่าพ่อ ไม่รักพ่อ อยากให้พ่อตายใช่มั้ย ได้ อย่างนั้นพ่อจะตายให้ดู”
       ทันใดครูเริงก็พุ่งเอาหัวโขกกับกำแพง ราชาวดีกับคะนึงนิจต่างตกใจที่ครูเริงคลุ้มคลั่งอีก รีบห้าม
       “อย่าค่ะพ่อ อย่าทำอย่างนี้เลยนะคะ”
       “ครูคะ หยุดเถอะค่ะ”
       ครูเริงไม่ฟัง ไม่ยอมหยุด
       “ไม่ต้องมาสนใจฉัน ฉันอยากตาย”
       ครูเริงผลักทั้งสองสาวกระเด็น ภูมินทร์ต้องเข้าไปจับตัวครูเริงไว้ ดึงให้หยุด
       “ใจเย็นๆ ก่อนครับครู” ครูเริงชะงัก ภูมินทร์หันบอกราชาวดี “วดีรับปากครูสิว่าจะไม่สนใจกล้าอีก”
       ราชาวดีลังเล
       “ปล่อย ปล่อยฉัน ฉันจะตายให้ดู”
       ครูเริงพยายามสะบัดภูมินทร์ออก
       “เร็วสิ ลังเลอะไรอีก”
       ราชาวดีโดนบีบจนต้องรับปาก
       “ตกลงค่ะพ่อ วดีให้สัญญา วดีจะไม่สนใจ จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับพี่กล้าอีก ไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งนั้น”
       ครูเริงได้ยินแล้ว สงบลง ยิ้มได้
       “ดีมากวดี ดีมาก อย่างนี้สิถึงเป็นลูกพ่อ”
       ครูเริงดึงวดีมากอด คะนึงนิจเครียดแทน สงสารเพื่อน แต่ภูมินทร์กลับสะใจ
      
       ราชาวดีประคองครูเริงให้นอนบนเตียง
       “วดีต้องเข้าใจพ่อนะ พ่ออยากให้ลูกเจอแต่คนดีๆ นักเลงหัวไม้อย่างไอ้กล้า นอกจากคนเป็นพ่อเป็นแม่จะ
       ช้ำใจแล้ว คนรอบข้างก็คงอยู่ไม่เป็นสุข” ครูเริงเหลือบมองภูมินทร์ “สู้คนที่เอาการเอางาน มีความมั่นคงอย่างพ่อเลี้ยงภูมินทร์ไม่ได้”
       คะนึงนิจสบตาภูมินทร์ รู้ดีว่าพี่ชายตัวเองมีเบื้องหลังอะไร
       “ครูก็ชมผมเกินไป ผมไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอกครับ” ภูมินทร์ถ่อมตัว
       “อย่าถ่อมตัวไปเลยพ่อเลี้ยง ผมก็แก่แล้ว ยิ่งมาเจ็บออดๆ แอดๆ แบบนี้ด้วย”
       “พ่อพูดอะไรกันคะ เดี๋ยวพ่อก็หายดีแล้ว”
       “พ่อพูดถึงอนาคตยังไงล่ะวดี” ครูเริงบอกแล้วหันไปพูดกับภูมินทร์ต่อ “ผมอยากจะขอ ฝากฝังลูกสาวผมไว้กับพ่อเลี้ยง ช่วยดูแลวดีให้ผมด้วยนะ”
       ราชาวดีพูดอะไรไม่ออก
       “พ่อ”
       “ครับครู ครูไม่ต้องห่วง วดีสำคัญเท่าชีวิตของผม”
       ครูเริงยิ้มอย่างสบายใจ แล้วหลับตานอน ราชาวดีห่มผ้าให้ครูเริง ภูมินทร์ถือวิสาสะจับมือราชาวดีมากุม
       “วดีไว้ใจพี่ได้นะ ต่อจากนี้พี่จะเป็นคนดูแลวดีเอง”
       ราชาวดีพยายามดึงมือออก
       “ปล่อยมือวดีเถอะค่ะ”
       แต่ภูมินทร์ไม่ยอม คะนึงนิจทนดูไม่ไหว ตรงเข้าไปดึงมือภูมินทร์ออกดื้อๆ
       “พอได้แล้วพี่ภู อย่ามาทำรุ่มร่ามที่นี่ ดึกมากแล้วพี่ภูควรจะกลับ วดีจะได้พักผ่อน”
       ภูมินทร์ไม่พอใจแต่เก็บอารมณ์ไว้ จำใจกลับ
       “งั้นพี่ลาล่ะนะ ไว้พรุ่งนี้จะมาเยี่ยมใหม่”
       ภูมินทร์กลับออกไป ราชาวดีทรุดลงหมดแรง ไม่เข้าใจพ่อตัวเอง
      
       คะนึงนิจเข้ามากอดปลอบเพื่อน


  


       รถขุนโชติขับหนีมาจอดอยู่ริมน้ำในป่า กล้านอนหนุนหินอยู่นอกรถ ค่อยๆ รู้สึกตัวฟื้น พยุงตัวลุกขึ้น มองรอบๆ จึงรู้ตัวว่าอยู่ในป่า
      
       ขุนโชติใช้กระบอกไม้ไผ่ตักน้ำจากลำธาร เอาเข้ามายื่นให้ กล้ารับมาดื่มด้วยความกระหาย
       “ผมมาอยู่ในป่านี่ได้ยังไง”
       “ข้าเป็นคนพาเอ็งหนีพวกโปลิศมาเอง เดิมทีตั้งใจจะไปที่ทุ่งพระกาฬ แต่กลับมาโผล่กลางป่านี้ ข้าก็ยังไม่แจ้งว่าเป็นที่ใด”
       กล้านึกทบทวนเหตุการณ์ แล้วภาพตอนที่ขุนโชติอัดกล้าจนสลบในห้องขังก็หวนเข้ามา
       “ไม่ได้ ผมจะต้องกลับไป” กล้าบอก
       “กลับไปให้โดนจองจำอีกน่ะรึ เอ็งไม่ผิดจักอยู่รับโทษด้วยเหตุใด”
       “การหนีเท่ากับยอมรับความผิด แต่ผมไม่ได้ทำผิด ผมถึงต้องกลับไปพิสูจน์ตัวเอง”
       เสือดำกับเสือไทเข้ามาสมทบ พร้อมฟืนในมือ
       “ข้าไม่เคยพบผู้ใดโง่เยี่ยงเอ็งมาก่อน”
       “เอ็งอย่าทำตัวเป็นคนดีนักเลยวะ ข้าเห็นตายมานักต่อนักแล้ว”
       “ถ้ามันแลกกับการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น ว่าผมบริสุทธิ์ ผมก็พร้อมจะตาย ผมเชื่อว่าความยุติธรรมมีอยู่บนโลกนี้”
       “สิ่งที่เอ็งพูดถึง มันไม่มีอยู่จริงดอกไอ้หนุ่ม ไม่เช่นนั้น พวกข้าคงไม่ต้องเป็นโจร ตั้งศาลเตี้ยทวงความไม่เป็นธรรมกันเอง”
       “มันก็แค่ข้ออ้างของคนที่คิดจะเป็นโจรเท่านั้นแหละ”
       “เอ็งกล้าด่าพวกข้าเชียวรึ โอหังเกินไปแล้ว”
       “พวกเราร่วมทางกันไม่ได้หรอก ปล่อยผมไปเถอะ”
       “ไม่ได้ ข้าจะเอาเลือดหัวเอ็ง ล้างตีน ขอขมาพี่โชติ”
       เสือไทกระโจนเข้าใช้ขวานโจมตีกล้า กล้าตั้งรับอย่างคล่องแคล่ว ขุนโชติยืนมองอยู่ ประหลาดใจที่กล้ามีฝีมือพอตัว กล้ามีความไวมากกว่า สวนหมัดกลับจนเสือไทหน้าหงาย เสือดำเข้ามาช่วยล็อกกล้าจากด้านหลัง กล้าอัดศอก แล้วจระเข้ฟาดหาง เสือไทขว้างขวานหมายสังหาร แต่กล้ากระโดดหลบทัน ขวานพุ่งไปปักกลางอกผู้ต้องหาที่เหลือรอดมาคนเดียวตาย เสือดำกับเสือไทจะเข้ามารุม แต่กล้ากำทรายในมือซัดเข้าหน้าแล้วฉวยโอกาสหนี เสือทั้งสองปัดทรายออกจากหน้า แล้วไล่ตามกล้าไป ขุนโชติไปตรวจดูผู้ต้องหาเห็นว่าตายแล้วจึงรีบตามพวกกล้าไป
      
       กล้าวิ่งหนีพวกขุนโชติเข้ามาในป่าลึก มองหาทางออกจากป่า จู่ๆ ก็มีเสียงร้องของช้างดังขึ้นด้วยความตื่นตกใจ กล้าชะงักด้วยความงุนงง มองหาที่มาของเสียง
       ทันใดกระสุนจากปืน M16 ก็สาดตามพื้นเข้าหากล้า กล้ามัวแต่ตกใจไม่ทันระวังตัว ขุนโชติเข้ามาผลักกล้าให้หลบผลวิถีกระสุน ร่างขุนโชติยืนจังก้ารับกระสุนแทน แต่กระสุนไม่ระคายผิว กล้ามองอึ้ง รู้ว่าขุนโชติอาคมแกร่ง เสือดำกับเสือไทตามมาสมทบ
       “พี่ไม่น่าช่วยชีวิตคนเนรคุณเยี่ยงมัน”
       “เพลานี่ เราไม่ควรบาดหมางกันเอง”
       “พวกโปลิศมันตามเรามากระนั้นรึพี่โชติ”
       “ยังไม่รู้แจ้ง แต่ข้าว่าควรหาที่กำบังก่อน”
       ขุนโชติดึงกล้าให้หลบด้วยกัน ทั้งหมดกำบังกายหายไป สักพักสำริดกับชาวม่อนช้างเผือกและปันนา ก็วิ่งหนีตายออกมาจากในป่าลึก พร้อมกับต้อนช้างงาสวยมาด้วย 1 เชือก ศรีแพรแต่งเป็นผู้ชายขี่ช้างอยู่ ในมือมีหน้าไม้ สะพายคชกุศ สมุนของภูมินทร์นับสิบ ตามไล่ยิงชาวม่อนช้างเผือกล้มตายอย่างไม่ปราณี
       “เอายังไงดีพ่อเฒ่า ขืนหนีอย่างเดียวคงมีแต่ตายกับตาย”
       สำริดพยายาม คิดหาทาง
       “ทำไงดีๆ จะเอาอะไรไปสู้วะ กำลังเราน้อยกว่า มันมีปืน ขืนสู้ก็มีแต่ตายเหมือนกัน”
       ยังไม่ทันขาดคำลูกบ้านก็ถูกยิงล้มลง สำริดกับปันนาช็อก สมุนภูมินทร์เล็งปืนมาทางสำริด ศรีแพรหันไปเห็น ใช้หน้าไม้ยิงสวน สมุนคนที่เล็งปืนล้มลง ศรีแพรกระโดดลงจากคอช้าง
       “บุญช่วย หลบไปด้านโน้นก่อน”
       ศรีแพรตบขาช้าง ไล่ช้างให้หนีไปอีกทางแล้วจะดึงสำริดหนี แต่ต้องชะงักเมื่อเจอสมุนภูมินทร์ล้อมเข้ามา
       “ฆ่าพวกมันให้หมด ระวัง! อย่าให้งาช้างเสียหาย”
       ทั้งสองฝ่ายตะลุมบอนกัน
      
       ขุนโชติปรากฏกายขึ้นหลังพุ่มไม้ ซุ่มดู เห็นชาวม่อนช้างเผือกถูกไล่ฆ่าล้มตายไปหลายคน
       “ดูท่าทางแล้ว มันคงไม่ใช่พวกโปลิศกระมัง”
       “ไม่ใช่หรอก คงเป็นพวกตัดไม้เถื่อนมากกว่า”
       “เช่นนั้นก็ไม่ใช่กงการกระไรของพวกเรา”
       กล้าเห็นภาพตรงหน้าแล้วทนไม่ได้
       “แต่มันไล่ฆ่าชาวบ้านที่ไม่มีทางสู้ จะปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้”
       “เอ็งจักทำการใดไอ้หนุ่ม”
       กล้าไม่ตอบ แต่กระโจนออกไปช่วยพวกชาวม่อนช้างเผือก
       “จะเอาเยี่ยงไรดีพี่โชติ” เสือดำถามขุนโชติ
       “ข้าว่ามันแส่นัก ก็ปล่อยให้มันตายอยู่ตรงนี่แหละ”
      
       เสือไทบอก ขุนโชติครุ่นคิด

      
       สมุนภูมินทร์กำลังซุ่มยิงปืนใส่พวกชาวม่อนช้างเผือก กล้าแอบเข้ามาด้านหลัง ฟาดจนสลบ แย่งปืน M16 ไป ขณะนั้นศรีแพรกับสำริดกำลังใช้ตะขอคชกุศต่อสู้กับพวกสมุนภูมินทร์
      
       สำริดถูกสมุนใช้มีดสปาต้าร์แทงถากแขนไป สมุนภูมินทร์ตามซ้ำ แต่เสียงปืนดังขึ้น มีดสปาต้าร์กระเด็นหลุดมือ เป็นกล้าที่ยิงแล้วพุ่งเข้ามา ใช้ด้ามปืนอัดซ้ำจนสมุนภูมินทร์สลบ สำริดมองกล้าด้วยความแปลกใจ
       “ไม่ต้องกลัว ผมมาช่วยพวกคุณ”
       กล้าบอกแล้วตามไปช่วยชาวม่อนช้างเผือกคนอื่นสู้ต่อ
       ศรีแพรใช้ตะขอคชกุศรับมือสมุนภูมินทร์ ฝีมือคล่องแคล่ว ซัดสมุนภูมินทร์กระเด็นไป แล้วคว้าหน้าไม้ที่ติดตัวขึ้นยิงลูกธนูปักเข้าที่อกสมุนภูมินทร์ ก่อนล้มลงสมุนภูมินทร์ก็ขว้างมีดในมือตรงมาทางศรีแพร ศรีแพรมัวแต่เล็งหน้าไม้ยิงศัตรูเพื่อช่วยพรรคพวก จนไม่ทันระวังตัว
       “ระวัง”
       กล้ากระโจนเข้ารวบตัวศรีแพรให้พ้นวิถีของมีด ทั้งคู่กลิ้งไปกับพื้น กล้านอนทับร่างศรีแพรไว้ มือของกล้าวางอยู่บนหน้าอก กล้ารู้สึกได้ว่าศรีแพรมีหน้าอกก็แปลกใจ
       “นี่นาย”
       ศรีแพรเองก็ตกใจ โกรธ อาย
       “เจ้า...”
       ศรีแพรกำลังจะด่า แต่สมุนภูมินทร์อีกคนก็พุ่งเข้ามา ง้างสปาต้าร์ฟัน กล้าดึงศรีแพรหลบได้ฉิวเฉียด สมุนตามซ้ำ ดีที่กล้าใช้สองมือรับไว้ ศรีแพรเล็งหน้าไม้แต่ไม่กล้ายิง ทันใดร่างสมุนภูมินทร์ก็สะดุ้ง ล้มลง เพราะถูกดาบขุนโชติฟันกลางหลัง
       ขุนโชติยื่นมือฉุดกล้าให้ลุกขึ้น สองคนสบตากัน แล้วหันหลังชนกันก่อนจะลุย ไม่ไกลกันนักเสือดำกับเสือไทกำลังฟาดฟันสมุนภูมินทร์อยู่เช่นกัน
       ศรีแพรรีบมาประคองสำริดที่บาดเจ็บ
       “พ่อเป็นยังไงบ้าง”
       “ข้าไม่เป็นไร แต่ไอ้พวกที่มาช่วยเรา มันเป็นใครกัน”
       สองพ่อลูกสบตากันด้วยความสงสัย มองไปทางพวกกล้าและขุนโชติ ขุนโชติร่ายคาถาปลุกกสิณไฟเสียงคาถาดังกังวาน เมฆสีดำเคลื่อนมาปกคลุม ไฟลุกพรึ่บขึ้นที่มือทั้งสองข้างของขุนโชติ ขุนโชติสะบัดลูกไฟออกไปโจมตีใส่สมุนภูมินทร์ที่เหลือ สมุนต่างวิ่งหนีไม่คิดชีวิต
      
       กระเต็นนอนกระสับกระส่าย ลืมตาเห็นเพชรอยู่ข้างๆ อุ้มทารกในอ้อมแขน
       เมื่อในอดีตตอนที่กระเต็นยังสาว เธออนอนเพลียให้น้ำเกลือหลังคลอดบนเตียงในห้องพักคนไข้ เพชรในชุดครึ่งท่อนอุ้มทารกยื่นให้กระเต็นดู
       “เพชร ลูก ลูกเป็นยังไง”
       เพชรพยายามยิ้มแย้ม
       “นี่ไงเต็น ลูกเรา ลูกเราเป็นผู้ชาย”
       “ลูก ลูกปลอดภัยแล้ว”
       กระเต็นร้องไห้ด้วยความดีใจ พยายามจะอุ้มลูก
       “อย่าเพิ่งขยับ เธอเสียเลือดไปมาก เอาไว้แข็งแรงกว่านี้แล้วค่อยอุ้มลูกนะ”
       “ไม่ ฉันอยากแน่ใจว่าลูกไม่ตายจริงๆ ฉันได้ยินหมอบอกว่ารกพันคอลูก ลูกไม่หายใจ ถ้าลูกเป็นอะไรไป ฉันขอตายดีกว่า”
       เพชรกลั้นความเศร้า
       “เหลวไหล เธอหูฝาด ลูกเราแข็งแรงจะตาย” เพชรเอาลูกวางบนหน้าอกกระเต็น “ไม่เชื่อดูซิ เมื่อกี๊ร้องเสียงดังเลย”
       “ลูกแม่”
       กระเต็นดีใจ เพชรมองกระเต็นอย่างสงสาร
      
       กระเต็นแต่งตัวสวยงามมาทำบุญทอดกฐิน เธอเข้ามาพร้อมกับสารวัตรชัยลูกน้องเพชรกับเมีย
       “ต้องขอบคุณคุณนายมากนะครับที่อุตส่าห์มาเป็นประธานทอดกฐินให้วัดบ้านเกิดผม”
       “ไม่เป็นไร เรื่องบุญกุศล ฉันเต็มใจอยู่แล้ว เพชรเค้าศรัทธาวัดนี้มาก ถ้าเพชรเขาไม่ติดราชการคงมาด้วยแล้ว เอ ไม่รู้ นายรุ่งไปตามกล้าถึงไหน หายไปเลย” พลขับรุ่งวิ่งมา
       “แย่แล้วครับคุณนาย คุณหนูหายไปไหนก็ไม่รู้ผมหาจนทั่วก็ไม่เจอเลย”
       “กล้า”
      
       กระเต็นเข้ามาตามหากล้าที่เจดีย์เก็บอัฐิ
       “กล้า กล้า อยู่แถวนี้หรือเปล่าลูก” แมวกระโดดผ่านไป กระเต็นสะดุ้ง “นั่นกล้าหรือเปล่าลูก”
       กระเต็นเดินมาตรงเสียงเห็นแมวนั่งอยู่ จึงผิดหวังจะเดินต่อ แต่ก็ชะงักเมื่อมองไปที่เจดีย์ แล้วเดินไปใกล้เธอถึงกับตะลึงเมื่อเห็นเจดีย์เขียนว่า เด็กชาย กล้า ไพรีพ่าย ชาตะ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 มรณะ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 กระเต็นเอามือปิดปากอย่างตกใจสุดๆ
       “แม่”
       กระเต็นหันขวับไปหากล้า
       “กล้า” กระเต็นโผเข้ากอดกล้า “ กล้าหายไปไหนมา แม่ตกใจ แทบแย่ทีหลังอย่าทำอย่างงี้รู้มั้ย”
      
       กระเต็นกอดกล้าแน่น แต่ตายังมองไปที่เจดีย์