กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] บ่วงบาป

Bab_Ch3.jpg
6-2-2013 10:45



บ่วงบาป



ออกอากาศ : ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
บทประพันธ์โดย : อัจฉรียา
บทโทรทัศน์โดย : พอวาสน์-นันทพร
กำกับการแสดงโดย : กฤษฎา เตชะนิโลบล
ผลิตโดย : บริษัท บ้านละคอน จำกัด
ดำเนินงานโดย : อรพรรณ วัชรพล



รายชื่อนักแสดง



ทฤษฎี สหวงษ์   รับบท   ขุนพิทักษ์   
เณอมาลย์ บุญยศักดิ์   รับบท   รำพึง  
กันต์ กันตถาวร   รับบท   ขุนไว   
หยาดทิพย์ ราชปาล   รับบท   ชุ่ม / นวล   
ทองภูมิ ศิริพิพัฒน์   รับบท   ขุนเกิด   
นภัสสร ช่วยเกิด   รับบท   เกลียว  
ดวงตา ตุงคะมณี   รับบท   คุณหญิงมณี   
นาท ภูวนัย   รับบท   พระยาสุรเดช   
ศักราช ฤกษ์ธำรงค์   รับบท   พระยาเทวราช   
วิวัฒน์ ผสมทรัพย์   รับบท   พระยาสุริน   
สมภพ เบญจาธิกุล   รับบท   ท่านเจ้ากรม   
จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์   รับบท   หมอไสย   
ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ  รับบท   นายสม
ปวีณา ซารีฟสกุล   รับบท   นางเย็น   
เอก ธณากร  รับบท   นายอยู่
ยุวดี เรืองฉาย   รับบท   แจ่ม   
นฤมล สิทธิเม่ง   รับบท   จวง   
ยอดชาย เมฆสุวรรณ   รับบท   หลวงตามั่น



เรื่องย่อ ละครบ่วงบาป



          สุพรรณบุรี รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖ หรือ ราวพุทธศักราช 2441 ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระยาสุรเดชไมตรี (นาท ภูวนัย) ได้มอบศักดินาตลอดจนทรัพย์สินทุกอย่างรวมทั้งบริวารทาสให้ลูกชายคนเดียวคือ ขุนพิทักษ์ (ทฤษฏี สหวงษ์) พร้อมทั้งสั่งเสียว่าขุนพิทักษ์จะต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้หลักธรรมอันดี ขุนพิทักษ์รับปากพร้อมทั้งตั้งสัตย์ปฏิญาณ ทันใดนั้นสายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงมาราวกับเป็นพยาน พระยาสุรเดชไมตรีเห็นดังนั้นก็วายชนม์อย่างสงบ แต่ คุณหญิงมณี (ดวงตา ตุงคะมณี) ผู้เป็นภรรยากลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวัล เพราะรู้ดีว่าแท้จริงแล้วขุนพิทักษ์ลูกชายเป็นคนไม่เอาการเอางาน ใช้ชีวิตเสพสุขไปวัน ๆ แต่ที่ผ่านมาอยู่ในกรอบเพราะเกรงกลัวบารมีของบิดา และก็จริงดังที่คุณหญิงมณีกังวล

          หลังจากเสร็จสิ้นงานศพของพระยาสุรเดชไมตรีได้ไม่นาน ขุนพิทักษ์ก็ใช้ชีวิตสุขสำราญเต็มที่ ประพฤติตนผิดศีลห้าทุกอย่าง หนำซ้ำยังยักยอกทรัพย์ราชการโดยไม่ฟังคำเตือนของคุณหญิงมณี เหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ภายใต้สายตาของ หลวงตามั่น (ยอดชาย เมฆสุวรรณ) อดีตทาสในเรือนเบี้ยของพระยาสุรเดชไมตรีที่ไถ่ถอนตัวเองด้วยการบวช อาจารย์มั่นพยายามทำวิถีทางที่จะเตือนสติ เพราะเห็นในนิมิตว่าขุนพิทักษ์จะอยู่เสวยสุขได้ไม่นาน แต่ขุนพิทักษ์ก็ไม่ฟัง คุณหญิงมณีอยากให้บวช ขุนพิทักษ์ก็ไม่ยอมบวช

          ด้วยความที่เป็นชายหนุ่มรูปงาม ทำให้ขุนพิทักษ์เป็นที่หมายปองของหญิงสาวหลายคน รวมทั้ง คุณรำพึง (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) บุตรสาวของพระยาเทวราช (ศักราช ฤกษ์ธำรง) ที่หลงรักขุนพิทักษ์ตั้งแต่แรกเห็น ส่วนตัวขุนพิทักษ์เองก็หลงใหลในความสวยผุดผ่องของรำพึง ทำให้ ขุนไว (กันต์ กันตถาวร) คู่แข่งคู่อาฆาตของขุนพิทักษ์ไม่พอใจ เพราะแอบชอบรำพึงเหมือนกัน แต่ขุนไวดูมีภาษีกว่าเพราะพระยาเทวราชชื่นชอบในความตั้งใจทำงาน ผิดกับขุนพิทักษ์ที่เอาแต่เที่ยวดื่มสุรา เล้าโลมสตรี แต่รำพึงกลับไม่สนใจขุนไวแม้แต่น้อย

          นายสม (ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ) ทาสในเรือนของคุณหญิงมณีพา ชุ่ม (หยาดทิพย์ ราชปาล) น้องสาว เข้ามาพึ่งใบบุญเป็นทาสรับใช้ในเรือน ชุ่มร้องไห้เศร้าเสียใจที่ต้องห่าง แม่เย็น (ปวีณา ชารีฟสกุล) แต่เย็นกลับบอกให้ลูกขยันขันแข็งทำงาน ขุนพิทักษ์ดื่มเหล้าเมา เดินเข้าเรือนทาสไปเมาล้มกอดชุ่มในเรือน แจ่ม (ยุวดี เรืองฉาย) ไปรายงานคุณหญิงมณี รำพึงอยู่บนเรือนพอดี ได้ยินแล้วไม่พอใจ พอมีโอกาสจึงจ้องเล่นงานชุ่มตลอดด้วยความหึงหวง

          เริ่มแรกขุนพิทักษ์ไม่ได้สนใจชุ่มเท่าไหร่ แต่นานวันเข้าความซื่อ ไร้เดียงสาของชุ่ม ทำให้ขุนพิทักษ์หลงรักอย่างไม่รู้ตัว ส่วนชุ่มเองก็แอบรักท่านขุนในความมีน้ำใจ และได้ช่วยชีวิตไว้หลายครั้ง ขุนไวตามติดรำพึงไม่ให้พบกับขุนพิทักษ์ แล้วยังได้แรงส่งจากพระยาเทวราช ทำให้รำพึงขัดใจยิ่งนัก พยายามกดดันให้ขุนพิทักษ์รีบมาสู่ขอ แต่ขุนพิทักษ์เห็นว่าพระยาเทวราชไม่ชอบหน้า จึงลังเลใจอยู่

           ขุน พิทักษ์ได้แรงยุจากชุ่ม จึงยอมไปคัดเลือกเป็นผู้ช่วยเจ้ากรม โดยมีพระยาเทวราชรับผิดชอบงานอยู่ เจอกับขุนไวก็เกือบมีเรื่องกัน ขุนไวท้าให้ประลองการต่อสู้กัน ถ้าใครชนะจะได้เป็นผู้ช่วยเจ้ากรมคนใหม่ และยังได้รำพึงไปครองด้วย ส่วนใครแพ้จะต้องออกจากเมืองไปให้ไกล พระยาเทวราชเห็นดีด้วย นัดให้ประลองในงานเลี้ยงต้อนรับเจ้ากรมคนใหม่

          รำพึงยังจ้องรังแกชุ่มตลอดเวลา โดยมี จวง (นฤมล สิทธิเม่ง) คนรับใช้คนสนิทคอยวางแผนด้วย ทั้งยังใส่ร้ายว่าชุ่มทำร้ายตัวเอง ทำให้ขุนพิทักษ์จำใจต้องเฆี่ยนตีชุ่ม เพราะรำพึงเป็นถึงลูกพระยา ยังไงก็มีศักดิ์ศรีกว่านางทาสในเรือน ชุ่มมองขุนพิทักษ์ที่เฆี่ยนตีด้วยความเจ็บช้ำใจ สมพากลับเรือนทาสด้วยความโมโหเช่นกัน เพราะเห็นว่าน้องสาวโดนรำพึงแอบเข้ามาตบตีถึงในเรือน แล้วยังใส่ร้ายจนโดนเฆี่ยนตีอีก ขุนพิทักษ์รู้สึกผิด จะไปขอโทษชุ่ม แต่ชุ่มไม่สนใจ ขุนพิทักษ์เสียใจ ไปดื่มเหล้า เล่นการพนันหามรุ่งหามค่ำ ไม่กลับบ้าน ทั้งไม่ใส่ใจฝึกการต่อสู้ ซึ่งใกล้จะต้องประลองฝีมือกับขุนไวในอีกไม่กี่วัน ชุ่มเห็นแล้วเป็นห่วง ก็เลยยอมพบหน้าขุนพิทักษ์ ขอร้องให้ขุนพิทักษ์ฝึกซ้อมการต่อสู้ ขุนพิทักษ์ยอมทำตามชุ่ม ทำให้คุณหญิงมณีสบายใจขึ้น

          แล้ววันประลองก็มาถึง ทุกคนตื่นเต้นกับการแข่งขัน รำพึงก็มาดูพร้อมกับพ่อและคุณหญิงมณี หลังการต่อสู้ที่ลุ้นกันอย่างยิ่ง ผลปรากฏว่าขุนพิทักษ์เป็นผู้ชนะ แต่ทั้งนี้ขุนพิทักษ์ใช้กลโกงเอาชนะขุนไว ท่านเจ้ากรม (สมภพ เบญจาธิกุล) ยกตำแหน่งผู้ช่วยให้ขุนพิทักษ์แต่ขุนไวไม่ยอม จะประท้วงว่าขุนพิทักษ์โกง พระยาเทวราชปรามให้ขุนไวยอมรับความพ่ายแพ้ เพราะทุกคนไม่มีใครเห็นว่าขุนพิทักษ์โกง

          ขุนพิทักษ์เจอชุ่ม เห็นชุ่มหมางเมิน ตามไปคุยที่เรือนทาส ชุ่มโพล่งว่าขุนพิทักษ์ใช้กลโกงจนชนะขุนไว เพราะชุ่มเป็นห่วงขุนพิทักษ์ จึงได้ตามไปดูการประลอง ขณะที่ขุนไวไม่พอใจการประลองครั้งนี้ จึงท้าขุนพิทักษ์ให้มาประลองฝีมือกันใหม่ที่ชายป่า ขุนพิทักษ์ไม่ยอมให้ใครว่าเป็นคนขี้ขลาด ยอมรับการประลองใหม่ ชุ่มอยู่ในเหตุการณ์ด้วย จึงพยายามห้ามขุนพิทักษ์ แต่ขุนพิทักษ์ไม่ยอมฟัง และทั้งยังห้ามไม่ให้บอกคุณหญิงมณี

          ชุ่มเป็นห่วงขุนพิทักษ์มาก ในวันประลองรุ่งขึ้น จึงวิ่งไปบอกรำพึงที่บ้าน ขอร้องให้ไปห้ามการประลอง แต่รำพึงไม่สนใจ อยากให้สองหนุ่มแข่งขันประลองเพื่อแย่งเป็นเจ้าของเธอ ขุนพิทักษ์ประลองดาบกับขุนไว ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ สุดท้ายขุนพิทักษ์เป็นฝ่ายชนะอย่างขาวสะอาด แต่คราวนี้ขุนไววางแผนฆ่าขุนพิทักษ์ จึงจ้างโจรป่ามาลอบฆ่าระหว่างทางกลับบ้าน ขุนพิทักษ์โดนรุม สู้ไม่ไหว บาดเจ็บจนสิ้นสติ พวกโจรทิ้งให้นอนสลบอยู่กลางป่า ดีที่ชุ่มกับสมไปช่วย รีบแบกกลับเรือนทาส แล้วแจ้งคุณหญิงมณีให้ตามหมอมารักษา หมอไม่อยากให้ขุนพิทักษ์กระเทือนบาดแผล จึงให้รักษาตัวอยู่ที่เรือนทาส ชุ่มเฝ้าดูแลขุนพิทักษ์ที่ไข้ขึ้นเพราะพิษบาดแผลอยู่หลายวัน จนอาการทุเลา

          ขุน ไวไปทวงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของรำพึง เพราะชนะขุนพิทักษ์ ทำให้รำพึงมาที่เรือนขุนพิทักษ์ รู้เรื่องที่โดนโจรป่าทำร้าย และมีชุ่มคอยปรนนิบัติดูแล ก็โมโหเพราะเห็นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก้าวหน้าขึ้น ขุนพิทักษ์รู้แก่ใจว่ารักชุ่มมากกว่ารำพึง ที่สุดขุนพิทักษ์สารภาพรักชุ่ม และได้ชุ่มเป็นเมียในกระท่อมเรือนทาส

          ขณะที่รำพึงเองโดนขุนไวตามติดถึงเรือน เพื่อให้รีบจัดงานแต่งงาน รำพึงโมโหด่าว่าขุนไวว่าเป็นแค่เด็กวัด อย่าคิดใฝ่สูงถึงลูกพระยา ทำให้ขุนไวลุแก่โทสะ ปล้ำรำพึงเป็นภรรยา และรบเร้าที่จะบอกพระยาเทวราชเพื่อสู่ขอแต่งงาน รำพึงประวิงเวลา ขอให้ขุนไวปิดเรื่องความสัมพันธ์ไว้ก่อน ขุนไวยอมรับปาก

          รำพึงกลัวว่าขุนพิทักษ์จะหลุดลอยไป จึงวางแผนกับจวง ให้ขุนพิทักษ์ไปหาที่เรือน บอกว่าไม่สบายมาก แล้วให้กินผงม้าเสพนางเพิ่มความกำหนัด ทำให้ขุนพิทักษ์ได้รำพึงเป็นภรรยา พระยาเทวราชกลับมาพอดี โมโหมาก ให้ขุนพิทักษ์รับผิดชอบในสิ่งที่กระทำ ขุนพิทักษ์เสียใจที่หลงกลรำพึง เพราะใจขณะนี้รักแต่ชุ่มเพียงคนเดียว ขณะเดียวกันรำพึงก็พยายามเร่งเร้าจะให้จัดงานแต่งงานให้ได้

          พระยาเทวราชมาที่เรือนคุณหญิงมณี จำใจเอ่ยปากเรื่องที่ขุนพิทักษ์ทำเรื่องไม่งามกับรำพึง บอกให้คุณหญิงเห็นแก่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของทั้งสองฝ่าย จัดการให้ขุนพิทักษ์สู่ขอรำพึงให้เร็วที่สุด คุณหญิงมณีไปปรึกษาฤกษ์แต่งงานกับหลวงตามั่นด้วยความไม่สบายใจ หลวงตามั่นบอกว่าทุกอย่างเป็นไปตามกรรม

          คุณ หญิงมณีต่อว่าขุนพิทักษ์ที่ทำเรื่องไม่งาม ขุนพิทักษ์แก้ตัวว่าโดนรำพึงจัดฉาก และบอกคุณหญิงว่าตนได้ชุ่มเป็นเมียแล้ว คุณหญิงมณีอึ้งไป แต่ก็บอกให้ขุนพิทักษ์รับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นกับรำพึง เพราะไม่อย่างนั้นพระยาเทวราชจะมาเอาความกับขุนพิทักษ์ได้ ขุนพิทักษ์มาหาชุ่มที่เรือนทาส ชุ่มเศร้าใจ ขุนพิทักษ์ยืนยันว่ารักชุ่มคนเดียว แต่ทุกอย่างเป็นแผนของรำพึง ที่สุดพิธีแต่งงานก็จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ รำพึงในชุดเจ้าสาวสวยสง่ากับขุนพิทักษ์ในชุดเจ้าบ่าว นั่งคู่กันบนแท่นรดน้ำสังข์ รำพึงมีความสุข ในขณะที่ชุ่มนั่งร้องไห้คนเดียวในเรือนทาส

                    ด้านขุนไวก็ยังไม่ยอมแพ้ จ้องจะก่อเรื่องในงานแต่ง ทำให้พระยาเทวราชสั่งให้ลูกน้องคอยจับตาดูขุนไว ทำให้ขุนไวทำอะไรไม่ได้ ขณะที่ขุนพิทักษ์ไม่ได้รักรำพึง จึงไม่สนใจ คืนส่งตัวกลับไปหาชุ่มที่เรือนทาส รำพึงรู้เรื่องตามไปอาละวาดเอาตัวกลับมา ขุนพิทักษ์ยอมกลับมานอนด้วย แต่ก็นอนหันหลังให้ รำพึงพยายามเข้าไปหา ขุนพิทักษ์บอกว่าใจของตนมีเพียงชุ่มคนเดียวเท่านั้น รำพึงเสียใจและโกรธแค้นชุ่ม พอวันรุ่งขึ้นก็ชวนจวงไปตบชุ่ม แต่ขุนพิทักษ์ไปขัดขวาง และไล่รำพึงกลับเรือน อย่ามายุ่งกับชุ่มที่เรือนทาสอีก

          รำพึงแค้นชุ่ม ให้จวงไปหาผงม้าเสพนาง ใส่ในอาหารให้ขุนพิทักษ์กิน และร่วมหลับนอนกับขุนพิทักษ์ในเรือนทาสของชุ่มเป็นการหยามหน้า ชุ่มเสียใจมากที่เห็นภาพบาดตา ขุนพิทักษ์โมโหที่รำพึงวางยา จึงพาชุ่มขึ้นมาอยู่บนเรือน รำพึงแค้นใจทำอะไรไม่ได้ ไปขอร้องให้พระยาเทวราชช่วยเหลือ แต่กลับโดนด่าว่าอย่างรุนแรงว่ามีกำพืดต่ำเหมือนแม่ ทั้งยอมรับว่าเป็นคนฆ่าแม่ของรำพึงด้วยตัวเอง รำพึงแค้นใจ ยุให้ขุนไวฆ่าพ่อตัวเอง ขุนไวรักหลงรำพึง และแค้นพระยาเทวราชหลายเรื่อง จึงจ้างคนไปจัดการพระยาเทวราชจนสิ้นชีวิต

          รำพึงหมดทางดึงขุนพิทักษ์กลับมาหาตัวเอง จึงให้หมอไสย์ (จักรกฤษณ์ อำมรัตน์) ทำเสน่ห์ให้ ขุนพิทักษ์หลงใหลรำพึง ขับไล่ชุ่มลงจากเรือน สมไปเห็นว่ารำพึงเป็นชู้กับขุนไวด้วย รำพึงรู้เข้าจึงต้องการปิดปากสม วางแผนฆ่าสม แต่ขุนพิทักษ์มาพบเข้า จึงสร้างสถานการณ์ว่าสมจะปล้ำเธอ ขุนพิทักษ์โมโหมาก สั่งโบยสมและคิดจะลงดาบฆ่าให้ตาย ชุ่มเข้ามาขอชีวิตไว้ คุณหญิงมณีก็ช่วยขอชีวิตสม ขุนพิทักษ์จำยอม คุณหญิงมณีให้สมไปอยู่กับหลวงตามั่นที่วัด เพื่อความปลอดภัย

          ชุ่มเข้าไปห้องรำพึงเพื่อค้นหาแหวนพระพิรอด เพื่อหวังจะให้ขุนพิทักษ์ใส่ติดตัว แต่รำพึงมาพบเข้าเสียก่อน รำพึงโยนแหวนทิ้ง ชุ่มโดนเฆี่ยนอย่างทารุณ แต่เหมือนมีปาฏิหาริย์ ขุนพิทักษ์ไปเจอแหวนและสวมเข้านิ้ว คลายมนต์เสน่ห์ได้ ขุนพิทักษ์มาช่วยชุ่มก่อนที่จะถูกเฆี่ยนจนตาย คุณหญิงมณีดีใจมากที่ขุนพิทักษ์คนเดิมกลับมา และให้ขุนพิทักษ์กับชุ่มไปรดน้ำมนต์กับหลวงตามั่น แต่หลวงตามั่นยังคงเป็นห่วง บอกว่าวิบากกรรมยังไม่สิ้น

          รำพึงไปหาหมอไสย์ ทำเสน่ห์อีกครั้ง ขุนพิทักษ์หวนกลับไปหารำพึงอีก ไม่สนใจชุ่มที่เริ่มตั้งท้องอ่อน ๆ คุณหญิงมณีให้ชุ่มไปอยู่ที่เรือนท้ายสวน ขณะเดียวกันรำพึงก็เริ่มตั้งท้อง คุณหญิงมณีสังหรณ์ใจว่าจะเป็นลูกของขุนไวตามที่สมเคยบอกว่าทั้งคู่เล่นชู้กัน รำพึงยังตามรังควานชุ่มไม่เลิก ไปที่เรือนท้ายสวน พยายามจะกรอกยาขับเลือดให้ชุ่มกิน แต่ชุ่มสู้สุดชีวิตเพื่อลูกของเธอ รำพึงที่ท้องอ่อนเหมือนกันปวดท้องกะทันหันและแท้งลูกเอง แต่ยังไม่วายใส่ความว่าชุ่มเป็นคนทำ ขุนพิทักษ์มาเอาเรื่องชุ่มที่เรือน คุณหญิงมณีให้ทาสชายจับตัวขุนพิทักษ์กรอกน้ำมนต์จากวัด ขุนพิทักษ์ตัวสั่น อาเจียนมนต์ดำที่อยู่ในตัวออกมา แต่รำพึงรู้ตัวรีบให้หมอไสย์แก้มนต์ใส่กลับไปที่ตัวขุนพิทักษ์ คุณหญิงมณีเสียดายที่ช่วยลูกชายไม่สำเร็จ

          ชุ่มฝันเห็นกริชประจำตระกูล คิดว่าคงช่วยชีวิตขุนพิทักษ์ คุณหญิงมณีพยายามจะเข้าไปเอากริชในห้องนอนรำพึง แต่ไม่มีโอกาส รำพึงเหมือนรู้ สั่งให้จวงเอากริชไปฝังในป่าช้า แต่คุณหญิงก็ค้นจนเจอ แต่รำพึงให้ขุนไวตามไปฆ่า คุณหญิงมณีตกหน้าผาตาย แจ่มก็โดนกรอกยาพิษ ทำให้พูดไม่ได้ เป็นใบ้ไป

          สมเอากริชรีบไปให้หลวงตามั่น รำพึงใส่ความว่าสมเป็นคนฆ่าคุณหญิงมณี ขุนพิทักษ์แค้นมาก สั่งให้จับตัวพ่อแม่ของชุ่มและตัวชุ่มออกมาเฆี่ยนตี และเตรียมจะฆ่าให้ตาย สมบุกไปช่วย ขุนพิทักษ์ไม่ปราณี ฆ่าตายทั้งพ่อแม่และสม ชุ่มมองด้วยความเสียใจ แต่ขณะเดียวกันหลวงตามั่นใช้กริชทำลายอาคมของหมอไสย์ลงได้ ขุนพิทักษ์หลุดจากมนต์เสน่ห์ของรำพึง รู้ความจริงว่ารำพึงเป็นคนฆ่าแม่ จึงจับรำพึงกับจวงขังไว้แล้วออกตามหาชุ่ม แต่ขุนไวบุกไปช่วยรำพึงและตามฆ่าขุนพิทักษ์ ขุนพิทักษ์สู้เต็มที่ แต่โดนทำร้ายจนหมดสติ ชุ่มมาพบเข้าแม้จะแค้นใจเรื่องพ่อแม่ถูกฆ่า แต่ก็อดไม่ได้ที่จะช่วยเหลือ พาขุนพิทักษ์กลับไปรักษาที่กระท่อม ขุนพิทักษ์ฟื้นมาตามองไม่เห็น ชุ่มก็แกล้งเป็นใบ้ ไม่อยากให้รู้ว่าเป็นคนช่วยเหลือ ชุ่มตั้งท้องได้ 5 เดือน ต้องดูแลคนเจ็บด้วย จึงเดินเหินลำบาก แจ่มเป็นใบ้แต่ก็คอยมาช่วย

          รำพึงไปพึ่งหมอไสย์ให้ตามฆ่าชุ่มอีก หมอไสย์เลยขอค่าเหนื่อยครั้งนี้ด้วยตัวของรำพึง แม้รำพึงจะไม่ยอมแต่ก็สู้แรงหมอไสย์ไม่ได้ รำพึงเก็บหนี้แค้นครั้งนี้ไว้ในใจ ขุนพิทักษ์โดนทำร้ายด้วยคุณไสย์แทนชุ่มเกือบเอาชีวิตไม่รอด ดีที่หลวงตามั่นมาช่วยได้ทันเวลา ขุนพิทักษ์หายตาบอด สัญญาว่าจะดูแลปกป้องชุ่มและลูกอย่างดี ขุนไวไปพบหมอไสย์กำลังลวนลามรำพึง ทั้งยังโดนรำพึงยุยง จึงลงมือฆ่าหมอไสย์อย่างโหดร้าย จากนั้นออกตามล่าขุนพิทักษ์และชุ่ม ทั้งคู่หนีสุดชีวิตแต่ไม่รอด ชุ่มยอมใช้กริชแทงตัวเองเพื่อรักษาชีวิตรอด ก่อนจะจมน้ำหายไป ส่วนขุนพิทักษ์ก็โดนขุนไวฟันนอนจมกองเลือดอยู่ในป่า

          ขุนพิทักษ์ได้เกลียว (นภัสสร ช่วยเกิด) ช่วยเหลือพาไปรักษาตัว ส่วนชุ่มอาการสาหัส แต่ได้ขุนเกิด (ทองภูมิ ศิริพิพัฒน์) ซึ่งเป็นหมอช่วยรักษาจนหาย แต่ชุ่มจำอะไรไม่ได้ ขุนเกิดตั้งชื่อใหม่ให้เธอว่านวล ยกย่องให้เป็นภรรยา

          15 ผ่านไป รำพึงเลี้ยงลูกของชุ่มกับขุนพิทักษ์เอาไว้ ตั้งชื่อว่าอัฐ (แดนอรุณ รามณรงค์) พร้อมกันนั้นรำพึงตั้งท้องกับหมอไสย์ คลอดลูกสาวชื่อระพี (ญาณิกา ทองประยูร) โดยขุนไวเข้าใจว่าเป็นลูกแท้ ๆ ของเขาเอง ขุนไวคอยตั้งแง่รังเกียจและด่าว่าอัฐตลอด เกลียวโดนพระยาสุริน (วิวัฒน์ ผสมทรัพย์) จับไปเป็นเมีย ใช้หนี้ขัดดอก เกลียวจำใจ เพื่อรักษาชีวิตของขุนพิทักษ์ด้วย ขุนพิทักษ์เองกลายเป็นทาสในเรือนเบี้ย เปลี่ยนชื่อเป็นทัด โดนโขกสับรังแกทุกอย่างใช้หนี้บาปของตัวเองที่เคยทำมา ลูกชายของพระยาสุรินชื่อเทิด (จักรพันธ์ วงศ์คณิต) ก็คอยรังแกทุบตี เทิดหลงรักน้อย (กิ่งกาญจน์ มีสุข) ลูกสาวของขุนเกิดและนวล ในขณะที่ระพีกลับชอบเทิด และหมั่นไส้ที่เทิดชอบน้อย หาโอกาสหาเรื่องน้อยเสมอ

          ทัดได้ช่วยนวลจากโจรโดยบังเอิญ แต่นวลจำทัดไม่ได้ ทัดเฝ้าดูภรรยาและลูกด้วยความห่วงใย ทำให้ได้มีโอกาสช่วยน้อยจากการที่โดนระพีผลักตกน้ำ และยังได้ช่วยน้อยจากการที่โดนเทิดฉุดไป รำพึงได้เจอกับทัดและนวลพร้อมกัน ทำให้ความแค้นในใจคุขึ้นมาอีกครั้ง คนสองคนที่เธอคิดว่าได้ตายไปแล้วยังมีชีวิตอยู่ รำพึงยุให้เกลียวซึ่งหลงรักทัด ทำร้ายนวลคนที่ทัดรัก เกลียวหลงเชื่อหลอกนวลและน้อยให้คนของรำพึงจับไปขัง รำพึงสั่งให้ลูกน้องเผากระท่อมให้นวลตายทั้งเป็น เกลียวเข้าห้ามเพราะไม่คิดว่าจะทำร้ายกันขนาดนี้ เกลียวจึงถูกมัดไปด้วย กระท่อมถูกเผา แต่ก่อนที่จะสายเกินไปทัดและขุนเกิดตามไปช่วยได้ทัน แต่เกลียวเสียสละถูกไฟคลอกตาย ความจำของนวลย้อนกลับคืนมา รู้ว่าเธอคือชุ่ม    ทัดกับชุ่มกอดบอกรักกันด้วยความคิดถึง ขุนเกิดเดาเรื่องได้ เสียใจว่าความรักที่ทุ่มเทให้กับนวลมาตลอด ไม่มีคุณค่าเลย

          แต่บาปกรรมเริ่มตามทันรำพึง เมื่อหมอไสย์ยังไม่ตาย กลับมาแก้แค้นอีกครั้ง และใช้ระพีเป็นเหยื่อครั้งนี้ หมอไสย์เสกของดำใส่ในตัวระพี ทำให้ระพีเป็นบ้า ไม่มีสติ ขุนไวเฝ้าดูแลด้วยความเป็นห่วง รำพึงแค้นที่หมอไสย์พ่อแท้ ๆ ของระพีทำร้ายลูกตัวเอง ตั้งใจคิดบัญชีแค้นครั้งนี้อีก

          ขุนไวเพิ่งรู้ว่าขุนพิทักษ์และชุ่มยังไม่ตาย รำพึงก็ยังไม่หยุดแค้นขุนพิทักษ์และชุ่ม บ่วงรักบ่วงกรรม ที่พันผูกกันมายังไม่จบสิ้น

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครบ่วงบาป

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       สุพรรณบุรี รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖ ราวพุทธศักราช ๒๔๔๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๕
      
               ในความเลือนลางของเวลากลางคืน ตรงบริเวณริมน้ำอันไกลลิบนั้น ปรากฏร่างผู้หญิงนางหนึ่งงามสง่าราวนางพญา ที่มือของนางจับปลายโซ่เส้นหนึ่งไว้มั่น นางมองไล่ตามโซ่เส้นนั้นไปยังคอของผู้หญิงอีกคนที่อยู่ในชุดนางทาสถูกมัดมือมัดเท้านอนกองอยู่ที่พื้น และที่ข้อเท้ายังมีลูกตุ้มเหล็กถ่วงอยู่ หญิงนางทาสที่ถูกจองจำส่งเสียงร่ำร้องครวญคร่ำอย่างทุกข์ทรมาน
               “เอ็งเกิดมาเป็นทาส อย่าริจะแข่งวาสนากับข้า ของของข้า อ้าย อีหน้าไหนก็ไม่มีวันได้ไป!”
               หญิงงามนางนั้นเอามือจิกหัวทาสหญิงคนหนึ่งให้เงยหน้ากล่าวสำทับสุ้มเสียงดุดันน่ากลัว
               “เอ็งอยากแย่งของรักของข้า เอ็งก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
      
               เสียงร้องครวญครางและเสียงข่มขู่นั้น “ขุนพิทักษ์ไมตรี” หรือ ขุนพิทักษ์ รู้สึกขนลุกซู่ และพยายามจะเข้าไปช่วยด้วยความรู้สึกห่วงใยหญิงผู้เป็นทาสคนนั้น แต่แล้วเท้าก็ถูกกระตุกจนล้ม และเมื่อมองเท้าตัวเองกลับมีโซ่ตรวนเส้นยาวผูกติดข้อเท้าของตนกับข้อเท้าของหญิงงามไว้
      
               สาวงามผู้ทำการอันอุกอาจนางนั้น มีนามว่า “รำพึง” ผู้เป็นบุตรีของพระยาเทวราช นางหันมองมายังขุนพิทักษ์และยิ้มเย็นยะเยือก ก่อนที่จะเหวี่ยงนางทาสที่มีนามว่า “ชุ่ม” ลงน้ำไปพร้อมลูกตุ้มเหล็ก
               เสียงหวีดร้องกับเสียงหัวเราะดังระงมปนเปกันไป
               ชุ่มดำดิ่งลงไปในน้ำตามน้ำหนักของลูกตุ้มเหล็ก นางดิ้นทุรนทุราย ช่วยตัวเองไม่ได้และกำลังจะหมดลมหายใจ
               ขุนพิทักษ์ดิ้นทุรนทุรายพยายามจะเข้าช่วยชุ่มที่จมน้ำ ในขณะที่รำพึงก็ไม่ยอม นางลากขุนพิทักษ์ขึ้นมาจากน้ำอย่างทุลักทุเล
               เสียงสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมา พาทุกอย่างดับวูบ!
      
               เวลาเช้าตรู่ ขุนพิทักษ์ไมตรีซึ่งยังอยู่ภายในห้องนอน กระตุกดวงตาโพลงเบิกกว้าง ความรู้สึกที่สัมผัสได้ในฝันเหมือนจริงมาก เพียงแค่ภาพฝันนั้นสั่นระริกไหว ไม่ชัดเจนนัก
               เสียงเคาะประตูห้องยังคงดังอยู่ตลอด
               ขุนพิทักษ์พูดกับตัวเอง
               “ฝันหรือนี่”
               บริเวณด้านนอก คุณหญิงมณีเคาะประตูเรียกลูกชายให้ตื่น
               “พ่อพิทักษ์ ตะวันรุ่งแล้ว ลูกสัญญาว่าจะไปถวายผ้าป่ากับแม่ที่วัดเถรมั่น ได้เวลาแล้วนะลูก”
               ภายในห้องนอน ขุนพิทักษ์ลงนอนอย่างไม่สนใจ
               “คุณแม่นำขบวนไปก่อนเลย เดี๋ยวลูกตามไปขอรับ”
               “ไปพร้อมกันจะงามกว่านะลูก แม่จะรอ ทำบุญให้พระรอไม่ดีนะลูก”
               ขุนพิทักษ์เปิดประตูออกมาอย่างหงุดหงิด
               “ถ้ายังเซ้าซี้ไม่เลิกรา ลูกไม่ไปนะขอรับ คุณแม่เลือกเอา!”
               พูดจบขุนพิทักษ์ก็ปิดประตูโครมใหญ่ใส่หน้า คุณหญิงมณีได้แต่ถอนหายใจ มองหน้าแจ่มบ่าวคนสนิท
               “นังแจ่ม เอ็งให้คนคอยดูไว้ด้วย ออกมาเมื่อไหร่ก็ให้พาไปวัด”
               “เจ้าค่ะคุณหญิง”
               คุณหญิงมณีหน้าตาไม่สู้ดีเดินไป แจ่มถอนหายใจเฮือก
      
               เวลากลางวัน ภายในโรงบ่อนข้างตลาด ที่วงพนันไก่ชนที่กำลังจิกตีกันอย่างเลือดเข้าตา
       ขุนพิทักษ์ไมตรีกำลังออกรสกับการเชียร์ไก่ข้างได้เปรียบ พร้อมมีหญิงบำเรอชายแนบสนิทข้างกาย ยามดีใจก็หอมซ้ายหอมขวา เสียงอึกทึกของผีพนันต่างเชียร์ไก่ฝั่งตน ไก่ต่างฟาดแข้ง แทงเดือยกันอย่างไม่ลดละจนไก่ฝ่ายเสียเปรียบล้มกลิ้ง วิ่งหนีไม่เป็นท่าก่อนกะลาจะจมน้ำ
               ขุนพิทักษ์ลุกเฮลั่นเข้าไปอุ้มไก่ตัวโปรด
               “มันต้องอย่างนี้สิไอ้กล้าลูกพ่อ”
               ขุนพิทักษ์ส่งไก่ให้ทาสที่ตามมารับใช้ แล้วเดินเข้าไปฉวยอัฐทั้งหลายที่วางเดิมพันกันไว้ แล้วจ้องหน้าเยาะเย้ย
               “กระจอกจริงๆ”
               พวกฝ่ายตรงข้ามมองหน้าขุนพิทักษ์อย่างไม่ชอบในท่าทีโอ้อวด
               หญิงบำเรอบอก       
               “วันนี้ท่านขุนดวงขึ้นเหลือเกินเจ้าค่ะ”
               ขุนพิทักษ์ยิ้มแล้วหยิบอัฐแหนบไว้ในผ้าแถบของนางบำเรอ ก่อนหัวเราะแล้วยิ้มด้วยความสะใจ
               นายบ่อนเดินเข้ามาด้วยท่าทีพินอบพิเทากับขุนพิทักษ์
               “นังทาสโง่พวกนี้ช่างไม่รู้กระไร...ท่านขุนพิทักษ์ไมตรี ลูกชายคนเดียวของพระยาสุรเดชไมตรีไม่รู้จักคำว่าดวงตกหรอกเว้ย..ใช่มั้ย        ขอรับท่านขุน”
               “นี่อัฐของเจ้า รางวัลที่พูดจาถูกหูข้า”
               พวกนักพนันต่างถิ่นที่โดนปรามาสอดหมั่นไส้ไม่ได้ จึงลุกขึ้นโวย
               “ถุย...อวดบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ที่แท้มันก็พวกผีพนันเหมือนกันล่ะวะ”
      
       ขุนพิทักษ์ฯหันมองหน้าพวกนักพนันด้วยแววตากร้าว



       บนศาลาวัดตอนสายวันนั้น แลเห็นเครื่องถวายผ้าป่าวางเรียงอย่างสวยงาม คุณหญิงมณีตั้งใจฟังเสียงเทศน์มหาชาติของหลวงตามั่นในกัณฑ์มัทรี ที่บอกเล่าเรื่องราวของความรักที่พ่อแม่มีต่อบุตร กัณฑ์เทศน์กำลังจะจบ คุณหญิงมองซ้ายมองขวา แล้วก็หันไปหาแจ่มบ่าวคนสนิท
      
       “นังแจ่ม ทำไมจนป่านนี้พ่อพิทักษ์ยังไม่ถึงวัด เถรมั่นเทศน์เข้ากัณฑ์ที่ ๙ แล้ว”
       ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาทางด้านหลัง คุณหญิงดีใจคิดว่าบุตรชายมาแล้ว
       “พ่อพิทักษ์”
       คุณหญิงมณีหันไปก็ชะงัก ทุกคนมองตาม
       กลับเป็น “ขุนไวพิชิตพล” หรือที่ผู้คนเรียกกันติดปากว่า “ขุนไว” ท่าทางองอาจ เดินเข้ามาแล้วขยับลงนั่งข้างคุณหญิงมณี และก้มกราบหลวงตามั่น
       “นมัสการขอรับ หลวงตา”
       ขุนไวไหว้คุณหญิงมณี
       “ต้องขอประทานโทษที่ผมมาสายเพราะติดงานราชการ”
       เถรมั่นยิ้มเป็นการรับรู้แล้วเริ่มเทศน์กัณฑ์สักกบรรพต่อ
       “นังแจ่ม เอ็งให้ไอ้สมไปดูพ่อพิทักษ์ที”
       “เจ้าค่ะคุณหญิง”
       แจ่มกราบพระและหมอบคลานออกไป ผ่านหน้าขุนไว คุณพิกุลและคุณซ่อนกลิ่น ทั้งสองมองขุนไวพิชิตพลแล้วกระซิบกระซาบกัน
       “ขุนไวนี่ทั้งรูปงามแล้วยังเก่งทั้งการบ้านการเมือง ไม่น่าเชื่อว่ากำพืดจะเป็นเพียงแค่เด็กวัดนะ” พิกุลว่า
       “วาสนาดีน่ะสิคะคุณพิกุล ที่ท่านพระยาพิศาลไม่มีลูกสืบสกุลแล้วมาถูกชะตากับขุนไว รับไปชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่ แถมยังกตัญญูต่อเถรมั่นตามมาดูแลมิได้ขาด”
       “ผิดกับพ่อพิทักษ์ ลูกคุณหญิงมณีราวฟ้ากับเหวเลยนะคะ รายนั้นน่ะมีตำแหน่งได้ก็เพราะบารมีพ่อล้วน ๆ พระยาสุรเดชก็อาการทรง ๆ ทรุด ๆ คุณหญิงถึงต้องเป็นแม่งานทอดผ้าป่า ทำบุญผ่อนบาปครั้งใหญ่นี่ไงคะ”
       คุณหญิงมณีได้ยินแล้วสีหน้าก็เป็นกังวล
       หลวงตามั่นกระแอมพอเป็นพิธี คุณซ่อนกลิ่นกับคุณพิกุลสะดุ้งรีบเงียบทันที คุณหญิงเหลือบมองขุนไวที่นั่งฟังเทศน์อย่างตั้งใจก็ถอนใจคิดถึงขุนพิทักษ์
       “พ่อพิทักษ์...”
      
       บริเวณตลาดริมน้ำไม่ไกลจากโรงบ่อนนัก “ชุ่ม” เป็นสาวแรกรุ่น ผู้มีแววตาใสแต่หน้าตามอมแมมด้วยเหงื่อไคลจากการกรำงาน ชุ่มขะมักเขม้นช่วยนางเย็นผู้เป็นแม่กับนายอยู่ผู้เป็นพ่อยกผลไม้ใส่เข่งให้กับลูกค้าที่มาซื้อ
       ชาวบ้านแถวนั้นวิ่งกรูไปทางหนึ่ง ชุ่มมองตามแล้วถามแม่
       “แม่จ๋า คนเขาวิ่งไปดูอะไรกันหรือจ๊ะ”
       “สงสัยที่โรงบ่อนจะมีมวยอีกตามเคย” นางเย็นว่า
       “หึ...ไอ้พวกผีบ้าไม่ทำมาหากิน ยังแค่นหาเรื่องเจ็บตัว” นายอยู่บอก
       “นังชุ่ม เอ็งอย่าได้ริเอาไอ้พวกนี้มาทำผัวเชียวนะ จะตรอมใจไปจนตาย” แม่ค้าว่า
       “นังตาบเอ็งก็พูดเข้า นังชุ่มมันยังเด็กยังเล็ก”
       “โห้ย..นังเย็น ข้าก็เห็นเด็กๆแบบลูกเอ็งเนี่ยมันมีผัวกันแล้วทุกคนล่ะวะ”
       แม่ค้าหัวเราะ แล้วก็สั่งคนยกผลไม้ไป ชุ่มมองไปทางชาวบ้านที่วิ่งกันไป
      
       ขุนพิทักษ์ถูกโยนออกมากองที่พื้นด้านหน้าโรงบ่อน นักพนันยกตีนหมายกระทืบซ้ำ แต่ขุนพิทักษ์พลิกตัวหลบทัน และใช้ตีนถีบไปที่ท้องของนักพนัน และลุกขึ้นต่อกรกันอย่างเมามัน
       พวกผีพนันเปลี่ยนจากเชียร์ไก่มาเป็นเชียร์มวยแทน ต่างพนันขันต่อกันอย่างสนุก
      
       ภายในศาลาการเปรียญ หลวงตามั่นยังเทศน์อยู่ คุณหญิงมณีที่มีสีหน้าเป็นกังวลตั้งจิตภาวนา ผู้คนนิ่งสงบ ขุนไวพิชิตพลฟังเทศน์สีหน้าสงบดูซาบซึ้งในรสพระธรรม ลูกน้องขึ้นมายังศาลา แล้วเข้ามากระซิบกับขุนไวที่หันขวับมองลูกน้องประมาณว่าจริงเหรอ ลูกน้องพยักหน้ารับ ขุนไวยกมือไหว้หลวงตามั่นแล้วค่อย ๆ ถอยออกไปอย่างเงียบ ๆ หลวงตามั่นมองตามขุนไวไป รู้ว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ
      
       เสียงเชียร์มวยยังดังต่อเนื่อง ชุ่มที่มีผ้าคลุมหัวพยายามเบียดคนเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชุ่มกลัวแต่ก็แอบตื่นตาตื่นใจ ที่ได้เห็นคนวางมวยกันต่อหน้า
       ทันใดนั้น ขุนพิทักษ์ก็ล้มลงมานอนกองที่พื้นตรงหน้าชุ่ม ชุ่มเห็นหน้าขุนพิทักษ์เต็มสองตา แววตาใสแจ๋วตะลึงด้วยความตกใจ แต่เป็นจังหวะที่นักพนันหยิบดาบออกมาหมายจะแทง ขุนพิทักษ์เห็นนักพนันดิ่งตรงมาทางตนและชุ่ม ชาวบ้านต่างกรีดร้อง
       “หลบ!”
       ขุนพิทักษ์ผลักตัวชุ่มให้หลบทางดาบไป ชุ่มล้มไปอีกทาง
       “เป็นขี้แพ้ชนไก่แค่นี้จะเล่นกันให้ถึงตายเชียวรึไอ้ขี้ครอก”
       “ไปปากกล้าในนรกต่อเถอะเอ็ง”
       นักพนันไม่พูดพร่ำ ปรี่เข้าแทงขุนพิทักษ์ ชุ่มเห็นขุนพิทักษ์เสียเปรียบแล้วยังช่วยตนจึงหยิบไม้ที่อยู่ใกล้ๆโยนเข้าไปให้ขุนพิทักษ์ แล้ววิ่งไปแอบที่หลังเพิงใกล้ๆ
       ขุนพิทักษ์คว้าไม้ได้ก็ฟาดดาบที่มือนักพนันจนร่วง ขุนพิทักษ์หยิบดาบได้กลับเป็นฝ่ายได้เปรียบพลิกตัวเอามีดจ่อคอนักพนัน...
       “คราวนี้เอ็งต้องไปอยู่ในนรกแทนข้า”
       ชุ่มตกใจที่ขุนพิทักษ์มีสีหน้าดุดันท่าทางเอาจริง
       นายบ่อนรีบวิ่งเข้าไปกราบขุนพิทักษ์
       “ท่านขุน อย่าให้มีการนองเลือดกันเลย ถ้ามีใครตาย บ่อนกระผมเห็นทีจะอยู่ไม่ได้”
      
        ขุนพิทักษ์มองไปรอบตัวเห็นนางทาส นางบำเรอต่างกลัวลนลาน



       ชุ่มมองลุ้นอยู่ว่า ขุนพิทักษ์จะทำยังไง แต่ยังไม่ทันได้เห็น นางเย็นผู้เป็นแม่ก็เข้ามาจากทางเบื้องหลัง
      
       “นังชุ่ม เอ็งมาอยู่ตรงนี้เดี๋ยวก็โดนพ่อเฆี่ยนหลังลายหรอก ไป..อย่าไปยุ่งกับไอ้คนชั่วพวกนี้”
       นางเย็นลากตัวชุ่มออกไป ชุ่มไม่ทันได้รู้ว่า ขุนพิทักษ์จะตัดสินใจอย่างไร
       ทางฝั่ง ขุนพิทักษ์เสียบมีดพรวดไปที่นักพนัน! แต่มีดกลับปักอยู่ที่พื้นใกล้คอนักพนัน นักพนันตกใจตาเหลือก
       “เป็นพระเดชพระคุณเหลือเกินท่านขุน”
       “ข้าไม่อยากให้เลือดสกปรกของไพร่ชั้นต่ำมาระคายมือข้า แต่ข้าคงต้องสั่งสอนให้ไอ้ไพร่นี่ มันจะได้รู้ที่ต่ำที่สูง อ้ายอีคนไหนอยากได้อัฐในถุงนี้ก็สั่งสอนไอ้ไพร่ให้หลาบจำ เป็นหรือตายข้าไม่สน”
       ขุนพิทักษ์โยนถุงเงินลงพื้น ชาวบ้านแย่งเงินอย่างกับเปรต และรุมเหยียบนักพนันที่อยู่กลางวง
       ขุนพิทักษ์หัวเราะสะใจเดินออกไป เพียงลับหลังขุนพิทักษ์ ชาวบ้านก็รุมกระทืบนักพนันเสียจนอ่วม นักพนันคลานหนีเอาตัวรอด
       แต่จังหวะนั้นก็มีเท้าหนึ่งมาถีบยอดอกชาวบ้านคนหนึ่งจนกระเด็น ทั้งกลุ่มกระเจิงออกไป ขุนไว มาพร้อมกับลูกน้อง ๒ คน
       “คนของข้า ใครก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง!”
      
       นางเย็นลากชุ่มถูลู่ถูกังมาตามทางที่จะไปตลาดริมน้ำ
       “นังลูกคนนี้หาเรื่องให้โดนตี”
       “ฉันแค่อยากเห็นกับตาว่าไอ้ที่พ่อกับแม่ว่าชั่วน่ะมันเป็นยังไง พอรู้แล้ว ฉันจะได้ไม่ถูกหลอกง่ายๆไงจ๊ะแม่”
       “เฮ้อ! นังลูกคนนี้”
       “ฉันสาบานว่าฉันจะไม่ข้องเกี่ยวกับไอ้คนชั่วพวกนั้น ฉันจะตั้งใจทำงานหาเบี้ยหาอัฐ ไปไถ่ตัวพี่สม พี่สมจะได้ไม่ต้องไปเป็นทาสเขาให้ลำบาก”
       สีหน้านางเย็นแฝงความรู้สึกเศร้าพลางลูบหัวลูกสาว
       “นังชุ่มเอ้ย..บุญเอ็งมันน้อยนัก ทำไมเอ็งไม่ไปเกิดในท้องคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ จะได้ไม่ต้องเกิดมาลำบากอย่างนี้”
       ชุ่มยิ้มแล้วบอก
       “ชั้นเชื่อนะว่าทำดีก็ต้องได้ดี อีกหน่อยเราต้องสบายแน่จ้ะแม่”
       ชุ่มโผกอดแม่แน่น นางเย็นยังหน้าเศร้าอยู่
      
       ในเวลาต่อมา ขุนพิทักษ์ไมตรีเดินมาถึงหน้าวัด เจอสม ทาสในเรือน สมลงไปนั่งกับพื้น
       “คุณหญิงรออยู่ที่ศาลาการเปรียญขอรับ”
       ขุนพิทักษ์ได้ยินก็หัวเสียถีบสมเข้าโครมใหญ่ สมล้มกลิ้งไป
       “แล้วเอ็งจะบอกทำไมว่าเจอข้า หุบปากของเอ็งไว้ไอ้สม! ถ้าไม่อยากโดนหวาย”
       สมมีอาการจุกรับคำ
       “ขอรับ”
       ระหว่างที่ขุนพิทักษ์จะไป ก็มีเสียงของขุนไว ดังขึ้นมาจากเบื้องหลัง
       “ลูกพระน้ำพระยามีชัยแก่พวกไพร่ในบ่อนเบี้ย รู้ไปถึงไหน คงมีแต่คนแซ่ซ้อง”
       ขุนพิทักษ์สายตากร้าวหันมา ขุนไวมีเพียงแววตาท้าทายไม่ยำเกรงเช่นเดียวกัน
       “แล้วมันกงการอะไรของเอ็งไอ้ไว”
       “ก็ไพร่คนนั้นมันเป็นคนของข้า เอ็งทำอย่างนี้มันไม่หักหน้ากันไปหน่อยเหรอ”
       “อ้อ....ขี้ข้าคงคาบข่าวไปฟ้องนาย ถุย! ขี้ขลาด ข้าว่าพวกเอ็งหาซิ่นมานุ่งกันทั้งเรือนน่าจะดีกว่า”
       ลูกน้องขุนไว บอก       
       “ท่านขุนพูดจาแบบนี้ไม่ให้เกียรติท่านขุนไวพิชิตพลเลยนะครับ”
       “เกียรติข้ามีไว้ให้คนที่ศักดิ์เท่ากัน ไม่ใช่ไอ้พวกเด็กวัด คางคกขึ้นวอ!”
       ขุนไวโกรธจัดกำหมัดแน่น ลูกน้องกระชับดาบ แต่ขุนไวยกมือห้ามไว้
       “อย่าใช้กำลังตัดสินเหมือนพวกไพร่เลย ข้าว่าเราใช้วิธีแบบผู้มีปัญญาเขาทำกันดีกว่า ถ้าเอ็งไม่หัวหดซะก่อนนะไอ้พิทักษ์”
       “ว่ามา”
       “แข่งเรือกับข้า ถ้าเอ็งแพ้ เอ็งต้องกราบตีนขอสมาข้า!”
       ขุนไว หน้าตาท้าทายกวนน้ำโห
       “ได้! แต่ถ้าเอ็งแพ้... เอ็งไม่ต้องกราบตีนข้า เพราะคางคกอย่างเอ็งต้องกราบตีนหมาที่หน้าวัด”
       ขุนไวพิชิตพลกำหมัดแน่น แววตาขุนพิทักษ์ไมตรีไม่กลัวใคร
      
       หลวงตามั่นเทศน์จบ ทุกคนก้มลงกราบ
       บ่าวคนหนึ่งมาส่งข่าวให้แจ่มที่ด้านหน้าโบสถ์ ฟังแล้ว แจ่มถึงกับจับอกด้วยความตกใจ รีบหมอบคลานเข้ามาหาคุณหญิงมณี
       “คุณหญิงเจ้าคะ ท่านขุนมาแล้วเจ้าค่ะ”
       “อยู่ไหนล่ะนังแจ่ม เรียกพ่อพิทักษ์มากราบเถรมั่นให้เร็ว” คุณหญิงมณีบอก
       “เอ่อ...เอ่อ คือ”
       “คืออะไร”
       “ข้างนอกดูเหมือนจะมีแข่งเรือกันนะคะคุณหญิง” คุณซ่อนกลิ่นพูดขึ้น
       คุณพิกุลบอก       
       “บ่าวอิฉันมาบอกว่าพ่อพิทักษ์กับพ่อไวพนันแข่งเรือกันค่ะ”
       “พนันแข่งเรือ”
       คุณหญิงมณีหันไปมองหน้าแจ่มที่พยักหน้ารับ
       “เจ้าค่ะ”
       “บ่าวมันยังว่าใครแพ้ต้องกราบตีนหมาด้วยค่ะคุณหญิง” คุณพิกุลว่า
       คุณหญิงหันมองหน้าแจ่ม
       “ใช่เจ้าค่ะ”
       คุณหญิงมณีได้ฟังแล้วลมจะใส่
      
       หลวงตามั่น ส่ายหัวน้อยๆ อย่างไม่เห็นด้วย



       บริเวณริมท่าน้ำวัดแค เรือของขุนไวพิชิตพล เขากับสมุนอีก ๓ คน กำลังเตรียมพร้อม ทางฝั่งเรือของขุนพิทักษ์ไมตรี มีสมและทาสชายอีก ๒ คน กำลังเตรียมเรือเช่นกัน
      
               คุณหญิงมณีและกลุ่มเดินเร็วมาที่ริมน้ำตรงไปหาขุนพิทักษ์
               “นี่เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงต้องมาพนันขันต่อกันในวัด วันนี้งานบุญนะพ่อพิทักษ์”
               “ลูกก็กำลังจะโปรดสัตว์ ให้หมามันได้รับการกราบไหว้จากคนขอรับคุณแม่”
               ขุนพิทักษ์พูดเสียงดังให้ขุนไว ได้ยิน
               “หรือไม่คนอย่างเอ็งก็ต้องมากราบตีนคนอย่างข้า”
               “เลิกแล้วต่อกันไม่ได้หรือไงพ่อไว ถือว่าป้าขอ”
               “ถึงมันให้ ลูกก็ไม่ยอม ยังไงก็ต้องแข่งเรือให้ได้ ไอ้สมเอาพายลงน้ำ”
               ขุนพิทักษ์ พูดจบก็เอาเรือออกไปยังจุดออก...
               “พ่อพิทักษ์ พ่อพิทักษ์!”
               “พ่อไวกับพ่อพิทักษ์นี่ก็เป็นอริกันมาตั้งแต่เด็ก โตมายังจะไม่เลิกแล้วต่อกันอีก” คุณซ่อนกลิ่นว่า       
               ขุนไว สั่งสมุนเอาเรือไปที่จุดออก และประกาศก้องกับพวกสมุนว่า
               “แพ้ไม่ได้!”
               ขุนพิทักษ์ลั่นตอบ
               “สู้แค่ตาย !”
               คุณหญิงมณีจะเป็นลม มีแจ่มคอยพัดวีอยู่
              
               เสียงตีระฆังดังขึ้น เรือทั้งสองลำมุ่งหน้าไปแย่งธงที่อยู่ตรงหน้า ทางฝั่งท่าน้ำมีเสียงเชียร์และเสียงโอดครวญของคุณหญิงมณี
               บนเรือกลางน้ำ ขุนไวพิชิตพลกับขุนพิทักษ์ไมตรีต่างมองหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมลงให้ใคร
               ขุนพิทักษ์ส่งสัญญาณให้ลูกน้อง
               “ชนมัน !”
               ลูกน้องขุนพิทักษ์พายเบี่ยงเรือ ใช้พายเข้ากระแทกเรือขุนไว
               ขุนไว เห็นดังนั้นก็ยิ่งแค้น
               “ไอ้พิทักษ์”
               ขุนไวพิชิตพล สั่งลูกน้องให้พายเร็วขึ้น หมายกะชิงธงให้ได้ แต่เรือขุนพิทักษ์ก็เร่งตามมากระทุ้งเรือขุนไวอีกครา คราวนี้ขุนไวใช้พายกระทุ้งกลับบ้าง จึงกลายเป็นต่อสู้กันด้วยไม้พาย สมใช้ไม้พายตีหัวสมุนของขุนไวจนบาดเจ็บ
               “ไอ้พิทักษ์ เอ็งเล่นสกปรก”
               “เล่นกับคนอย่างเอ็งมันก็ต้องอย่างนี้”
               “ได้ ข้าเล่นได้ทุกแบบ”
               ขุนไว จับพายกระทุ้งเรือขุนพิทักษ์ ตอนนี้ทุกคนหยุดพายแต่เอาพายกระทุ้งกัน
               เรือหยุดกลางแม่น้ำเกือบถึงธง แต่ไม่มีใครชิงธง กลับตีกันอุตลุดชุลมุนกันอยู่
               มุมหนึ่งมีเรือเก๋งลำใหญ่กำลังแล่นผ่านมา...
               ขุนพิทักษ์ กระโดดข้ามไปที่เรือขุนไว ลูกสมุนบางคนตกน้ำไป เรือลอยเคว้งทั้งสองพยายามใช้พายกดกัน
               ม่านหน้าต่างของเรือเก๋งที่ลอยผ่านมาถูกเปิดออก เผยใบหน้าของหญิงสาวสวยจับตา เธอมองมายังขุนทั้งสอง เช่นเดียวกับขุนทั้งสองที่เห็นหญิงสาว ดวงหน้าที่งามจับใจของนางทำให้ทั้งคู่นิ่งไปชั่วขณะ แต่เมื่อตาต่างประสานสายตากัน แม่หญิงโฉมงามก็ปิดม่านลงในทันที..
               หัวเรืออีกลำหนึ่งวิ่งเข้าชนเรือของขุนไวกับขุนพิทักษ์ ทำให้ทั้งคู่ตกน้ำลงไปโครมใหญ่
               หญิงสาวเปิดม่านมาอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มเยาะเพียงนิดเดียว
               ขุนพิทักษ์ไมตรีกับขุนไวพิชิตพลลอยคออยู่กลางน้ำ ลูกสมุนของแต่ละฝ่ายต้องมาช่วยขึ้นไป แต่ใบหน้าของนางในดวงใจยังลอยเด่นอยู่ในดวงตาของหนุ่มทั้งสอง
              
      
               ภายในเรือเก๋งกลางน้ำ รำพึงยิ้มน้อยๆ บ่าวจวงเข้ามาประจบ
               “คุณรำพึงของบ่าวนั่งยิ้มขัน หนุ่มพวกนั้นตั้งแต่โค้งน้ำโน่นแล้วนะเจ้าคะ”
               “ก็มันน่าขันนี่นังจวง คนบ้าอะไรมาต่อยตีกันกลางน้ำ” รำพึงว่า
               “แต่จะว่าไปเป็นหนุ่มรูปงามทั้งคู่เลยนะเจ้าคะ”
               “เอ็งคิดอย่างนั้นเหรอ”
               จวงมองเหล่นายหญิง       
               “เจ้าค่ะ หรือคุณรำพึงคิดเห็นว่าไม่งาม”
               รำพึงยิ้มอ่อนโยนแต่ตาดุ
               “ควรแล้วเหรอ...ที่บ่าวอย่างเอ็งจะต่อปากต่อคำกับลูกพระยาอย่างข้า”
               จวงสะดุ้งโหยงก้มหน้างุด รำพึงมีแววตานิ่งเฉย ไม่มีคำตอบ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
              
               บริเวณลานวัดแค ทั้งหมดเปียกมะล่อกมะแล่กเป็นลูกหมาตกน้ำ ที่มุมหนึ่งหลวงตามั่นยืนดูเหตุการณ์อยู่       
               “เป็นอันว่าไม่มีใครแพ้ใครชนะ เลิกแล้วต่อกันเถอะนะพ่อพิทักษ์ , พ่อไว” คุณหญิงมณีว่า
               “ลูกไม่ยอม ลูกไม่มีวันแพ้ไอ้ไว”
               “แล้วเอ็งชนะข้ารึไม่ ไอ้พิทักษ์”
               “พูดแบบนี้ มันต้องเอาเลือดปากออก”
               ขุนพิทักษ์ไมตรีฮึดฮัดจะเข้าไป ขุนไว ไม่ยอม จนจะเกิดวางมวยกันอีกครั้ง คุณหญิงมณีให้บ่าวจับไว้
               “พอๆ หยุดกันที จะมาฆ่ากันให้คนแก่เผาผีหรือไง พ่อไวถือซะว่าฉันขอ”
               ขุนไว มองคุณหญิงมณีอย่างเกรงบารมี จึงยอมลง
               “นี่เห็นแก่คุณหญิงนะครับ”
               ขุนพิทักษ์ที่มองไม่วางตา
               “ไม่รับฝากนานนะไอ้ไว ระวังดอกมันจะพูน”
               ขุนพิทักษ์ ส่ายหน้าแบบไอ้ขี้ขลาด ขุนไวหันขวับมาจ้องอีกครั้ง คุณหญิงมณีรีบปราดมาจูงมือลูกชาย       
               “เข้าไปกราบพระกันเถอะพ่อพิทักษ์”
               “ตรงนี้ก็ได้คุณแม่”
               ขุนพิทักษ์ มีสีหน้าระอา ยกมือไหว้ส่งๆ
               เสียงหลวงตามั่นดังขึ้น
               “ใช้มือไหว้ กับ ใช้ใจไหว้มันไม่เหมือนกันนะท่านขุน”
               ขุนพิทักษ์ หันไปตามเสียง หลวงตามั่นพูดเน้นชัด
               “ไหว้พระด้วยใจ ใจก็จะเห็นภาพใดใดได้ชัดขึ้น”
               ขุนพิทักษ์ รู้สึกแว๊บในใจขึ้นมากับภาพฝันของตัวเอง แต่ด้วยความที่ไม่ใส่ใจ จึงไม่อยากฟังต่อ       
               “ลูกกลับก่อนนะครับ”
               ขุนพิทักษ์ พูดจบก็เดินไปอย่างไม่ยินดียินร้าย
               “อิฉันกลุ้มใจกับลูกคนนี้จริงเจ้าค่ะเถรมั่น สงสารท่านพระยาเหลือเกิน ทั้งๆที่กำลังป่วยหนัก ก็ยังต้องมาห่วงลูกชายอีก” คุณหญิงมณีพูดพลางถอนใจ       
               “มีห่วงก็เหมือนมีบ่วง ธรรมะเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์หลุดจากบ่วงได้”
               “แต่สำหรับพ่อพิทักษ์..ดูจะหนักหนา มีทางไหนที่จะผ่อนหนักเป็นเบาได้ไหมเจ้าคะ”
               “ไม่มีใครหนีบ่วงที่ตนเองผูกขึ้นมาได้หรอก ทุกคนล้วนต้องชดใช้กรรมที่เกิดจากบาปที่ก่อขึ้นด้วยกันทั้งสิ้น!”
      
               หลวงตามั่นพูดจบก็เดินกลับไป คุณหญิงมณีมองตามด้วยสังหรณ์ใจหนัก
     ตกตอนกลางคืน ที่บ้านท้ายสวน ชุ่มเอาไพรประคบหน้าให้พี่ชาย สมร้องโอดโอยด้วยความเจ็บแสบ
      
       “ทำไมต้องไปมีเรื่องกับเค้าด้วยนะพี่สม” ชุมว่า
       “ข้าเหรออยากมี นายสั่ง..เราก็ต้องสู้”
       นางเย็น        ถอนใจบอก
       “ท่านขุนพิทักษ์นี่มีเรื่องมีราวได้ไม่เว้นแต่ละวัน”
       “ใช่...ชั่วผิดพ่อผิดแม่!” สมว่า
       ชุ่มกดไพรหนักไปที่ปาก
       “เจ็บนะ นังชุ่ม!”
       “พี่จะได้จำไงจ๊ะว่าอย่าลามปามท่าน ใครมาได้ยินเข้าพี่จะโดนโบยหลังขาด พี่สมก็อยู่ให้ห่างๆท่านขุนสิจะได้ไม่โดนแบบนี้อีก”
       “เป็นทาสเขาจะเลือกอะไรได้วะนังชุ่ม เสร็จหรือยังล่ะ ข้าต้องรีบกลับไปที่เรือนคุณหญิงเดี๋ยวท่านขุนเรียกใช้ไม่เจอ ข้าจะเจ็บหนักอีก”
       ชุ่มหมั่นไส้นิด ๆ กดไพรลงน้ำหนักมากขึ้นอีก
       “เสร็จแล้ว”
       “โอ้ย นังชุ่ม เจ็บนะโว้ย”
       “ข้าไม่ได้ตั้งใจนะพี่ จริง ๆนะ” ชุมพูดพลางทำตาอ้อนพี่ชาย
       “ไม่ต้องทำตาซื่อใส ข้าไม่เชื่อ เอ็งแกล้งข้า”
       สมขยี้หัวชุ่มแกล้ง ๆ
       “แม่จ๋าช่วยด้วย พี่สมแกล้งฉัน!”
       ชุ่มคลานหนีไปหลบหลังเย็น สมตามมาจะแกล้ง ต่างหัวเราะกันสนุกสนาน
      
       ในเวลากลางคืน ภายในบ้านพักพระยาเทวราช รำพึงกำลังจัดของว่างปรนนิบัติพระยาเทวราช ผู้เป็นพ่อ
       “ของว่างค่ะคุณพ่อ”
       พระยาเทวราชมองถ้วยชาที่รำพึงวาง แล้วปัดทิ้งปัง! รำพึงตกใจ จวงที่แอบดูอยู่ห่าง ๆ ตกใจยิ่งกว่า
       “บอกกี่ครั้งแล้วว่าเรื่องอาหาร เครื่องดื่มของข้า เจ้าไม่ต้องยุ่ง!”
       “รำพึงอยากจะปรนนิบัติคุณพ่อตามหน้าที่ของลูก”
       “ลูก..ที่ข้าไม่เคยเต็มใจให้เกิด!”
       รำพึงเจ็บปวด
       “คุณพ่อ!”
       “ทุกครั้งที่ข้าเห็นเจ้า มันตอกย้ำให้ข้าจำเรื่องชั่ว ๆ ของนังทาสชั่วที่กล้าทำเสน่ห์กับข้าผู้เป็นถึงพระยา”
       “ลูกไม่ได้รู้เห็นในสิ่งที่แม่ของลูกทำ”
       “เจ้าถึงยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกของข้าอยู่ทุกวันนี้ไงล่ะ! แต่ถ้าวันใดเลือดนางทาสชั่วมีฤทธิ์ขึ้นมา ข้านี่ล่ะจะบั่นคอเจ้าทิ้งเหมือนแม่ของเจ้า”
       “พอทีเถอะค่ะ ยังไงนางทาสชั่วที่คุณพ่อว่าก็เป็นแม่ของลูก        ลูกกราบขอร้อง...คุณพ่ออย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย”
       รำพึงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด
       พระยาเทวราชหายใจเข้าออกลึก ๆ พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ตัวเองเพื่อเรียกสติคืน
       “พรุ่งนี้พ่อจะต้องไปเยี่ยมพระยาสุรเดชไมตรีที่เรือน เจ้าเตรียมตัวให้พร้อมด้วย สำนึกไว้เสมอว่าเจ้าเป็นลูกข้า จงวางตัวเช่นลูกพระยาอย่าให้ข้าต้องอับอาย”
       “เจ้าค่ะ”
       พระยาเทวราชกลับเข้าห้องไป รำพึงน้ำตาร่วง จวงรีบเข้ามาหาด้วยความสงสาร
       “คุณรำพึงของจวง”
       “ข้าคือลูกพระยา คนอย่างข้ามีแต่จะสูงขึ้น ทั้งลาภยศ ฐานันดรและคู่ครอง เลือดในตัวข้าจะมีแต่เลือดพระยาเท่านั้น”
       รำพึงปฏิญาณกับตนเองด้วยความคับแค้นในโชคชะตา แต่จะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด
      
       ภายในโรงนางโลม เวลากลางคืน จอกเหล้ากำลังถูกป้อนเข้าปากขุนพิทักษ์ไมตรี ภาพดวงหน้าของหญิงงามที่นั่งเรือเก๋ง เขาจำได้ติดตาไม่ลืม ขุนพิทักษ์เผลอโน้มหน้าลงจูบแต่สาวงามตรงหน้าที่ป้อนเหล้าเขาอยู่ กลับเป็นใบหน้าของหญิงบำเรอนางหนึ่ง ขุนพิทักษ์เห็นก็หงุดหงิดด้วยอาการเมาทั้งเหล้า ทั้งฝิ่น เขาผลักหญิงบำเรอจนล้ม
       “นางฟ้าของข้าไปไหน...พวกเอ็งออกไป ข้าต้องการนางฟ้าของข้าเท่านั้น”
       ขุนพิทักษ์ในอาการเมามายยืนขึ้นมา แต่ล้มไม่เป็นท่า
       หญิงบำเรออีกคนว่า       
       “นางฟ้าที่ไหนวะ ก็มีแต่เอ็งกับข้าอยู่กัน ๒ คนเนี่ย”
       หญิงบำเรอคนแรกบอก
       “ข้าจะรู้มั้ยล่ะ แล้วเอาไงต่อล่ะ”
       ขุนพิทักษ์เมาหลับหมดสภาพ
       “เมาพับอย่างนี้ ปล่อยไว้แบบนี้แหละ” หญิงบำเรอคนที่สองว่า
       “เอ็งจะทิ้งท่านขุน จะดีเหรอวะ”
       “เอ็งจะอยู่ก็อยู่ แต่ข้าจะไปหาอัฐเพิ่ม หึ้ย!เสียเวลา”
       หญิงบำเรอคนที่สองคว้าถุงอัฐแล้วก้าวฉับๆออกไป หญิงบำเรอคนแรกก็วิ่งตามออกไป
      
       ขุนพิทักษ์ เมามายพร่ำเพ้อเรียกหาแต่นางฟ้า!



       ในเวลาเดียวกัน ที่เรือนของขุนไวพิชิตพล แลเห็นขุนไวผู้เป็นนายเรือนนี้กำลังสั่งการลูกน้อง
      
       “ข้าอยากรู้ว่าเรือเก๋งลำใหญ่ที่มุ่งหน้าไปทางคุ้งน้ำฝั่งเหนือเมื่อบ่ายนี้ จุดหมายคือที่ใด”
       สมุนสอพลอบอก
       “ท่านขุนอยากรู้จุดหมายของเรือเก๋ง หรืออยากรู้ว่าเรือเก๋งลำนั้นบรรทุกสาวงามนางใดมามากกว่ากันครับ”
       ขุนไว หันขวับมองสมุนประมาณอย่าสู่รู้ สมุนรีบลนลานออกไป เขายิ้มเมื่อนึกถึงหญิงงามนางนั้น
      
       ภายในห้องนอน รำพึงนั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จวงคอยสางผมให้อยู่
       “นังจวง เอ็งเตรียมโสมที่ข้าได้มาจากสำเภาจีนใส่อับไว้ด้วยนะ พรุ่งนี้ข้าจะนำไปให้พระยาสุรเดชไมตรี เห็นว่าสุขภาพไม่ใคร่จะสู้ดี”
       “เจ้าค่ะ แหมคุณรำพึงละเอียดถี่ถ้วนแบบนี้ใครได้ไปเป็นศรีภรรยาคงมีบุญโข”
       “ปากดีนักเอ็ง แล้วเอ็งล่ะอยู่กับข้ามานาน...ไม่อยากมีผัวบ้างรึ”
       จวงหัวเราะคิกบอก
       “ไอ้อยากน่ะก็อยากเจ้าค่ะ แต่จนป่านนี้จวงยังไม่เห็นผู้ชายหน้าไหนมันจะดีพอสำหรับจวงสักคน”
       “นั่นสินะ มันอยู่ที่ว่าชายใดจะดีพอ!”
       รำพึงมองตัวเองในกระจก ความสวยของนางที่ไม่เคยมีใครแตะต้อง แววตารำพึงมีแววทะนงตน
      
       เวลากลางคืน ลานบ้านมีมุ้งผูกเรียงกัน ๒ หลัง นายอยู่กับนางเย็นนอนในมุ้งหลังเดียวกัน ชุ่มนอนอยู่ในมุ้งขนาดกลาง
       ภายในมุ้ง ชุ่มที่ยังนอนลืมตาโพลงนึกถึงเหตุการณ์เมื่อกลางวันที่ท่านขุนช่วยชุ่มไว้ ชุ่มยิ้ม และชุ่มก็นึกภาพที่ท่านขุนเอาดาบจ่อคอศัตรู
       “ท่านขุนโรงบ่อน! ท่านเป็นคนดีหรือคนร้ายกันแน่”
       ชุ่มเองไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร รู้แต่ว่าใจหนึ่งแอบชื่นชม แต่อีกใจก็แอบกลัว
      
       วันใหม่ ในเวลากลางวัน ที่สวนเรือนคุณหญิงมณี บริเวณตั่งกลางสวน ขุนพิทักษ์ไมตรีนั่งคลอเคลียบ่าวในบ้าน แล้วให้พวกทาสชายต่อยกันอย่างสนุก
       สมเดินผ่านมา ขุนพิทักษ์ เรียกไว้
       “ไอ้สม เอ็งมานี่”
       สมเดินเข้าไปหาขุนพิทักษ์ อย่างระวัง
       “ข้าว่าหน่วยก้านเอ็งดี แบบนี้น่าจะลองวางมวยกับไอ้โตมันหน่อย”
       “กระผมไม่สู้หรอกครับ”
       “ข้าให้สู้เอ็งก็ต้องสู้ อย่าถือว่าเป็นคนโปรดคุณแม่แล้วจะมากำแหงกับข้า”
       “กระผมไม่ได้คิดเช่นนั้นครับ”
       พูดไม่ทันขาดคำ ขุนพิทักษ์ก็เตะหน้าสมจนล้มหงาย ขุนพิทักษ์ลุกขึ้นเหยียบอกสม
       “เอ็งคิดจะลองดีกับข้าเหรอ”
       ขุนพิทักษ์ กระทืบส้นเต็มตีน สมจุกเต็มรัก
       คุณหญิงมณีกลับมาจากวัดกับแจ่มและบ่าวอีกกลุ่ม มาเห็นเหตุการณ์ก็ตรงเข้าไปชำระความ
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะพ่อพิทักษ์ ไอ้สมมันทำอะไรผิดถึงต้องกระทืบมันปางตาย”
       บ่าวไพร่ต่างวิ่งหลบกันเป็นพัลวัน ขุนพิทักษ์หงุดหงิดไม่ต้องคารมที่มารดาทำเช่นนี้
       “ก็ไอ้ทาสมันขัดคำสั่งลูก ลูกก็ลงโทษให้มันหลาบจำก็แค่นั้น”
       “แจ่มพาไอ้สมไปกินยาแก้ช้ำใน”
       แจ่มกับบ่าวช่วยพยุงตัวสมไป       
       “เข้าข้างกันเข้าไป จนทาสมันจะอยู่ค้ำหัวลูกกันหมดแล้ว”
       “พ่อพิทักษ์ ลูกโตจนรู้ดีชั่ว น่าจะรู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร ตอนนี้คุณพ่อป่วยหนักลูกคิดจะเข้าไปให้คุณพ่อได้เห็นหน้าได้ชื่นใจบ้างมั้ย”
       พิทักษ์ได้ฟังคำพูดของแม่ สีหน้าก็อ่อนลง แต่ด้วยความทิฐิที่ไม่เคยยอมลงให้ใครจึงหาเรื่องมาโต้เถียง
       “ลูกเข้าไปหาคุณพ่อ ก็คงจะต้องทำหน้าเศร้าโศกที่เห็นคุณพ่ออยู่ในสภาพอย่างนั้น มันก็เหมือนแช่งคุณพ่อให้ตายเร็วขึ้น ใครอยากทำก็ทำกันไป แต่ลูกไม่ทำ”
       “ทั้งที่ลูกก็รู้ว่าคุณพ่อต้องป่วยเพราะใคร”
       ขุนพิทักษ์ สีหน้าเจ็บปวดแต่ยืนนิ่งไม่ขยับ คุณหญิงมณีจำต้องเดินกลับขึ้นเรือนไปอย่างอ่อนใจ ขุนพิทักษ์ มองตามด้วยความรู้สึกผิด
       “มันไม่ใช่ความผิดของข้า...ไม่ใช่”
      
       ในอดีต เวลากลางวัน ภายในห้องทำงาน พระยาสุรเดชไมตรีใช้เอกสารตบหน้าขุนพิทักษ์ ผู้เป็นบุตรชาย
       “ยักยอกของหลวงผิดอาญาแผ่นดิน แกทำได้ยังไง”
       พระยาสุรเดชฯ หายใจหอบแรง
       “มันก็แค่ปันข้าวที่เหลือจากส่วยที่ส่งไปเมืองหลวง มันจะอะไรนักหนา”
       พระยาสุรเดชไมตรีตบหน้าบุตรชาย
       “ทำเลวแล้วยังไม่สำนึกอีก เป็นข้าราชการแผ่นดินแต่โกงกินบ้านเมือง ตาย 7 ชั่วโคตรยังชดใช้ไม่หมด”
       “ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณพ่อ ถ้าต้องตาย ลูกตายคนเดียวได้ คงไม่ต้องให้ โคตรเหง้ามาร่วมรับผิดชอบ”
       พระยาสุรเดชฯเงื้อมือจะตบหน้าอีกครั้ง แต่ยั้งใจไว้เมื่อเห็นขุนพิทักษ์ มองอย่างไม่รู้สึกผิด
       “อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก”
       ขุนพิทักษ์ เดินออกไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
      
       ขุนพิทักษ์ เดินขึ้นเรือนมาถึงหน้าห้องคุณหญิงก็ชะงัก เพราะได้ยินเสียงคุณหญิงมณีว่า
       “คุณพี่คะ มีข่าวว่าตอนนี้ทางสังกัดของคุณพี่กำลังหาคนมารับตำแหน่งแทนคุณพี่”
       ภายในห้อง พระยาสุรเดชไมตรีนอนป่วยอยู่
       “สมควรแล้วคุณหญิง ราชการจะได้ไม่เสีย”
       คุณหญิงมณีถอนหายใจหนัก
       “ท่านพระยาเทวราชผู้ตรวจการจากพระนครมาถึงบ้านเราแล้ววันนี้ วันพรุ่งคงมาเยี่ยมคุณพี่”
       “ต้อนรับขับสู้ท่านให้ดีนะแม่มณี”
       คุณหญิงมณี        ค่ะ
       พระยาสุรเดชพูดเสียงอ่อนคุณหญิงมณีมองผู้เป็นสามีด้วยแววตาห่วงใย
       “พ่อพิทักษ์มัวง่วนอยู่กับข้อราชการ ก็เลยไม่ค่อยมีเวลามาหาคุณพี่        “
       พูดเพียงเท่านั้นคุณหญิงก็น่าสลด แต่ก็ต้องทำใจดีเพื่อมิให้ผัวเป็นกังวล
       “อย่าปดฉันเลยแม่มณี ฉันรู้จักลูกชายของเราดี สำหรับพิทักษ์ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเหล้า ฝิ่น ผู้หญิง”
       ขุนพิทักษ์ไมตรีสะเทือนใจที่สุดท้ายตัวเองก็เป็นได้แค่ลูกเลวๆ ในสายตาของพ่อ คุณหญิงมณีหันมาเจอขุนบุตรชายยืนอยู่ที่หน้าห้อง
       คุณหญิงมณีดีใจกำลังจะเอ่ยทัก แต่ขุนพิทักษ์สบตาแล้วหันเดินจากไป คุณหญิงมณีอยากจะลุกไปตาม
       “มีอะไรเหรอคุณหญิง”
       คุณหญิงมณีกลัวพระยาสุรเดชฯผิดหวังจึงบอก
       “ไม่มีอะไรค่ะ คุณพี่พักเถอะค่ะ”
      
        สายตาคุณหญิงมณีมองไปที่ประตูอย่างเสียดาย และเสียใจที่พ่อลูกกลายเป็นแบบนี้



       ริมน้ำบ้านคุณหญิงมณียามนั้น เห็นหัวเรือมาเทียบท่า คนเรือผูกเรือไว้กับเสา พระยาเทวราชและรำพึงลงจากเรือ เป็นจังหวะที่ขุนพิทักษ์ไมตรีลงมาจากเรือนและเห็นรำพึงอย่างเต็มตา ใบหน้าของรำพึงคือใบหน้าที่เขาละเมอถึงอยู่ทั้งคืน
      
       ขุนพิทักษ์ตะลึงอยู่เป็นนาน จวงเห็นเขาถึงกับปิดปาก รำพึงเองก็จำขุนพิทักษ์ได้ รำพึงเผลอยิ้มแต่รีบเก็บอาการ
       พระยาเทวราชเดินเข้าไปทักขุนพิทักษ์
       “คุณหญิงมณีอยู่มั้ยพ่อหนุ่ม”
       ขุนพิทักษ์ จึงได้รู้สึกตัว
       “คุณแม่อยู่บนเรือนขอรับ”
       “พ่อหนุ่มนี่เป็นลูกชายของท่านพระยากับคุณหญิงหรอกรึ”
       “ขอรับ กระผมชื่อพิทักษ์ ขอรับ”
       “ฉันพระยาเทวราชเป็นผู้ตรวจการมาจากพระนคร ฉันพาแม่รำพึง        ลูกสาวฉัน มาเยี่ยมท่านพระยากับคุณหญิง”
       ขุนพิทักษ์ ยกมือไหว้พระยาเทวราช
       รำพึงยกมือไหว้ขุนพิทักษ์ อย่างอ่อนช้อย เขารับไหว้แต่ส่งสายตามองอย่างไม่วางตา
       “ขอเชิญท่านพระยา พักรอที่ศาลารับรองก่อนนะขอรับ เดี๋ยวกระผมจะไปเรียนคุณแม่”
       ขุนพิทักษ์ ผายมือไป มีบ่าวบ้านคุณหญิงมณีนำขบวนไป ทุกคนเดินตามไป จนรำพึงผ่านหน้า ขุนพิทักษ์มองดวงหน้านั้นไม่ละสายตา แต่รำพึงไม่ได้ชายตามองด้วยรักษากิริยาท่าที
      
       บนศาลารับรอง รำพึงยื่นกล่องน้ำอบปรุงและอับใส่โสมให้คุณหญิงมณี
       “น้ำอบปรุงจากพระนครและโสมแท้ได้มาจากเรือสำเภาจีนค่ะคุณหญิง คุณ        พ่อตั้งใจนำมาให้คุณหญิงกับท่านพระยาฯ โดยเฉพาะ”
       “ไม่น่าต้องลำบากหอบหิ้วมาเลย”
       “ไม่ได้ลำบากอะไรเลยคุณหญิง ว่าแต่ว่าท่านพระยาฯ เป็นอย่างไรบ้าง”
       “ก็ทรงๆทรุดๆน่ะค่ะ คุณพี่เองเป็นห่วงราชการมาก ทำแต่งานจนไม่รักษาตัว พอมารู้อีกทีก็เป็นหนักแล้ว”
       คุณหญิงมณีมีอาการเศร้า
       “ฉันขอพบท่านสักครู่ ฉันมีความจากพระนครมาถึงท่าน” พระยาเทวราชว่า
       “เชิญท่านพระยาฯค่ะ”
       “รำพึงรอพ่ออยู่ทางนี้ก่อน เดี๋ยวพ่อคุยกับท่านพระยาฯเสร็จจะลงมา ฝากน้องสักครู่นะพ่อพิทักษ์”
       “ขอรับ”
       คุณหญิงมณีนำพระยาเทวราชไปโดยมีแจ่มคอยตามดูแล ทางฝ่ายคู่หนุ่มสาวมีแต่ความเงียบ ขุนพิทักษ์ จึงชวนคุยสร้างบรรยากาศ
       “ตอนนี้ดอกไม้ในสวนออกดอกบานสะพรั่ง ถ้าน้องสนใจพี่จะพาไปชม”
       “ขอบคุณค่ะ”
       ขุนพิทักษ์ ลุกขึ้นยืน รำพึงลุกขึ้นยืนแต่จังหวะที่ก้าวสะดุด เขารีบดึงแขนรั้งตัวรำพึงไม่ให้ล้ม แต่ด้วยแรงเหวี่ยงจึงทำให้ขุนพิทักษ์ โอบรำพึง หน้าทั้งสองใกล้กัน ดวงตาของคนทั้งคู่จ้องมองกัน จวงเห็นก็ตกใจ
       “ว้ายตาเถรตกหกคะเมน!”
       รำพึงรีบถอนตัวออก ขุนพิทักษ์ ไม่อยากปล่อยแต่จำต้อง
       “พี่ขอโทษด้วยที่...”
       รำพึงเขินอายบอก
       “ไปชมสวนดอกไม้กันเถอะค่ะ ไปจวง”
       รำพึงหน้าแดงหันหน้าเดิน ขุนพิทักษ์ ยิ้มในดวงตาเป็นประกาย
      
       บนเรือน ขุนไวพิชิตพลหันมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เมื่อได้ฟังข่าวจากสมุน
       “ลูกสาวท่านพระยาเทวราชน่ะเหรอ เตรียมเรือ ข้าจะไปกราบท่านพระยาที่เรือน” ขุนไว พูดพลางสั่งสมุน
       “แต่เห็นว่า วันนี้ท่านพระยากับลูกสาวไปกราบท่านพระยาสุรเดชไมตรีนะครับ”
       ขุนไว สีหน้าเริ่มเป็นกังวลใจ
       “ไอ้พิทักษ์!”
      
       ขุนพิทักษ์ พารำพึงเดินชมสวนดอกไม้รอบเรือนซึ่งมีจวงคอยตามอยู่ห่างๆ เขาแอบมองรำพึงที่ดูดอกไม้อย่างชื่นชม
       “ท่านพระยาสุรเดชป่วยเช่นนี้ คุณพี่คงเหนื่อยนะคะ ทั้งทำงาน บ่าวไพร่”
       “ก็ไม่เท่าไหร่หรอกจ๊ะ จะเหนื่อยหน่อยก็เรือกสวนไร่นามันเยอะเป็นร้อยไร่ ก็อาจจะดูแลไม่ทั่วถึงบ้าง”
       “น้องทราบมาว่าทางเชื้อสายคุณพี่เป็นพระยาสืบทอดกันมาเหรอคะ”
       “ก็หลายชั่วอายุคนน่ะจ๊ะ ต้นตระกูลของพี่สืบเชื้อสายจากเสด็จในวัง ทำงานรับใช้เหนือหัวมาตลอด”
       รำพึงมองขุนพิทักษ์ อย่างพอใจในข้อมูลที่ได้รับ
       รำพึงเปลี่ยนเรื่อง
       “คุณหญิงท่านดูแลไม้ต้น ไม้ดอกได้งามมากนะคะ”
       “งามมาก…”
       ขุนพิทักษ์ พูดโดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากหน้าของรำพึงเลย เธอหันมามองหน้าเขาแล้วก็อดยิ้มขำไม่ได้
       “หน้าตาพี่มีอะไรน่าขันนักหรือ”
       “น้องเห็นหน้าคุณพี่ก็เลยนึกถึงภาพเมื่อวานที่กลางแม่น้ำ คนที่ตกน้ำเปียกมะล่อกมะแล่ก คือคุณพี่นี่เอง”
       ขุนพิทักษ์ รีบพูดแก้เก้อ
       “อ๋อ พวกพี่แข่งเรือกันน่ะจ่ะ”
       “การแข่งเรือ ไม้พายต้องอยู่ในน้ำมิใช่รึคะ แต่ที่น้องเห็น ไม้พายแกว่งอยู่ในอากาศ บ้างก็ตีฟาดหัวคน เมืองนี้เขาแข่งเรือกันอย่างนี้รึคะ”
       ขุนพิทักษ์ เห็นช่องจึงใช้วาจาที่มีคารมหาทางใกล้ชิดรำพึง
       “ถือเป็นโชคของพี่ที่มีเรือของน้องผ่านมาพอดี ไม่อย่างนั้นพี่อาจจะตาย เป็นผีเฝ้าคุ้งน้ำไปแล้ว พี่ติดหนี้ชีวิตน้องรำพึงจริงๆ”
       “คุณพี่พูดเกินไปแล้ว น้องไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ลอยเรือผ่านไปทางนั้น”
       “แต่พี่ถือว่าน้องมาช่วยต่อชีวิตพี่ หากน้องรำพึงจะให้พี่รับใช้เรื่องใด พี่เต็มใจทำให้ทุกอย่าง”
       สายตาที่ขุนพิทักษ์ ส่งให้ รำพึงเองรู้สึกได้ถึงแรงปรารถนาของเขา แต่ความรู้สึกของคนทั้งสองถูกขัดขึ้นด้วยเสียงที่มาแต่ไกลของคุณหญิงมณี
       “อิฉันต้องขอบพระคุณท่านพระยาฯเป็นอย่างมาก”
       “แม่มณีมีอะไรให้ฉันช่วยก็ไม่ต้องเกรงใจ” พระยาเทวราชว่า
       ผู้อาวุโสทั้งสองเดินเข้ามาสมทบกับรำพึงกับขุนพิทักษ์
       “อ้าว เด็กๆมาอยู่กันตรงนี้”
       “คุณพี่พิทักษ์มีน้ำใจพารำพึงมาชมสวนนะค่ะ สวนของคุณหญิงงามจริงๆ ค่ะ”
       คุณหญิงมณียิ้มรับ
       “งั้นฉันถือโอกาสลาคุณหญิงเลย”
       “ค่ะ พ่อพิทักษ์ไปส่งท่านพระยาฯ กับน้องหน่อยนะลูก”
       ขุนพิทักษ์ แอบดีใจ แต่พระยาเทวราชขัดขึ้นมาเสียก่อน
       “ไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องยุ่งยาก ท่าน้ำอยู่แค่นี้ เดี๋ยวฉันไปกันเองได้ ขอบใจมาก”
       รำพึงยกมือไหว้ลาคุณหญิง ขุนพิทักษ์ ยกมือไหว้พระยาเทวราช
       รำพึงยกมือไหว้ขุนพิทักษ์ เขารับไหว้ กลุ่มพระยาเทวราชเดินไป ขุนพิทักษ์มองตามสายตาวิบวับ คุณหญิงมณีสังเกตเห็นอาการลูกชาย แล้วพูดขึ้น
       “รำพึงไม่ใช่ผู้หญิงทั่ว ๆ ไปที่ลูกจะทำเล่น ๆ ได้ จะทำอะไรคิดให้มาก ๆ เข้าไว้”
       ขุนพิทักษ์ ถอนใจอย่างรำคาญล้วเดินออกไป
      
       คุณหญิงมณีมองตามบุตรชายอย่างหนักอกหนักใจ



       บริเวณตลาดริมน้ำ ร่างของนายอยู่ถูกโยนลงไปกับพื้น นางเย็นและชุ่มวิ่งเข้าไปประคองผัวและพ่อ ผู้คนแถบนั้นมามุงดูกัน
      
       “พูดกันดีๆไม่ได้รึ ทำไมต้องทำพ่อข้าถึงเพียงนี้”
       “ก็พ่อเอ็งติดหนี้นายข้า แค่ถึงเวลาแล้วไม่ยอมจ่ายมันก็ต้องโดนแบบนี้” นักเลงว่า
       พูดจบนักเลงที่เหลือเข้าไปจะจับตัวนายอยู่ แต่นางเย็นเข้าขวางพร้อมยกมือไหว้
       “อย่าทำอะไรผัวฉันเลย แล้วฉันจะรีบหาอัฐไปผ่อนดอกให้”
       นักเลงหันไปเห็นชุ่มที่อยู่ข้างนายอยู่ แล้วยิ้มกริ่ม       
       “แต่ว่าถ้าได้ตัวนังนี่ไปขัดดอก นายข้าอาจจะพอใจ”
       ชุมมีอาการกลัว นายอยู่เอาตัวมาป้องลูก นางเย็นก็จับขานักเลงขอร้อง
       “อย่าทำอะไรลูกข้า นังชุ่มมันยังเด็ก อย่าเอามันไปเลย”
       นักเลงสั่งลูกน้องฉุด ชุ่มสู้ขัดขืน นายอยู่นางเย็นสู้แต่ถูกพวกนักเลงทำร้าย
       จังหวะนั้นขุนพิทักษ์ไมตรีพร้อมบ่าวไพร่ผ่านมา ลูกน้องของนักเลงพังข้าวของเขวี้ยงของไปโดนขุนพิทักษ์ อย่างจัง เขาโกรธจึงเข้าไปร่วมวง
       “ใครมาทำใหญ่โตแถวนี้วะ”
       จังหวะนั้นชุ่มสะบัดหนีจากการจับกุมไปซุกอกแม่ด้วยความกลัว ชุ่มเหลือบมองไปก็จำขุนพิทักษ์ ได้
       “ท่านขุนโรงบ่อน...”
       ชุ่มเข้าใจว่า ขุนพิทักษ์ มาช่วยตนและพ่อแม่ที่โดนรังแก นางเย็นฉุด
       “ไปเร็ว นังชุ่ม”
       ชุ่มยังไม่ทันเห็นเหตุการณ์ต่อ นางเย็นและนายอยู่ก็ลากชุ่มออกไป นักเลงหันมาตะคอกใส่ขุนพิทักษ์
       “เอ็งแส่อะไรด้วยวะ”
       “ข้าแส่ก็เพราะพวกเอ็งทำตีนข้าเปรอะ”
       ขุนพิทักษ์ ยกเท้า
       “เช็ดตีนให้ข้า”
       นักเลงโกรธ แล้วถุยน้ำลายใส่เท้า       
       “ถุย... ข้าใช้น้ำลายล้างให้เอ็งท่าจะสะอาดกว่า ใช่มั้ยวะพวกเรา”
       ลูกน้องนักเลงพากันหัวเราะ ขุนพิทักษ์ ยกตีนฟาดหน้านักเลงทันที ฝ่ายนักเลงลุกขึ้นได้สั่งลูกน้องลุย ขุนพิทักษ์ และพวกเข้าตะลุมบอน
       ขุนพิทักษ์มีฝีมือกว่าพวกนักเลง สุดท้ายขุนพิทักษ์ใช้ไม้ฟาดนักเลงลงไปกอง ขุนพิทักษ์เหยียบนักเลงไว้
       “ไอ้ขี้ครอก ถ้าเช็ดตีนให้ข้าตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง”
       ขุนพิทักษ์หยิบจอกน้ำมาราดเท้าตนเองที่เหยียบอยู่บนอกนักเลงอยู่ ขุนพิทักษ์ยิ้มสะใจและกระทืบนักเลงอีกทีก่อนเดินจากไป
      
       ภายในจวนพระยาเทวราช เวลาเย็น ขุนไวพิชิตพลยื่นอับใบชาให้ พระยาเทวราชยื่นมือมารับไป
       “กระผมขุนไวพิชิตพล ข้าราชการในกรมถือโอกาสมากราบท่านพระยาฯ หากท่านมีเรื่องให้กระผมรับใช้ กระผมพร้อมจะทำอย่างเต็มกำลัง
       “ขอบใจในน้ำใจนะ เออ...ท่านขุน ฉันได้ยินข่าวไม่ใคร่จะดีนักเรื่อง การงานของพ่อพิทักษ์ลูกของท่านพระยาสุรเดชฯ มันมีมูลแค่ไหนกัน”
       ขุนไว ไม่อยากพูดถึง
       “กระผมไม่ขอเอ่ยถึงได้ไหมขอรับ”
       พระยาเทวราชรู้ทันทีว่า ทั้งขุนไว และขุนพิทักษ์ ไม่ลงรอยกันแน่ พระยาเทวราชเงียบ แต่สั่ง
       “ถ้าท่านไม่สะดวกใจก็แค่ตอบฉันว่าใช่หรือไม่ก็พอ”
       จังหวะนั้นรำพึงลงมาพอดีจึงได้ยิน
       “ที่ว่าขุนพิทักษ์ เป็นผู้ที่เกียจคร้านงานราชการ แล้วยังมีนอกมีในกับพวกพ่อค้ามากมาย จริงหรือไม่”
       ขุนไวพิชิตพล ลำบากใจ แต่ต้องตอบ
       “จริงครับ”
       รำพึงรู้สึกได้ว่า ขุนไว จะไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับขุนพิทักษ์ จึงหาทางขัดเพราะตนมีไมตรีกับขุนพิทักษ์ มากกว่า
       “คุณพ่อคะ วันพรุ่งลูกจะขอให้จวง ไปซื้อเครื่องหอม มาทำน้ำปรุงเก็บไว้”
       ขุนไวพิชิตพลมองตามเสียงด้วยแววตาที่เพ้อหาตะลึงในความงาม รำพึงหันมอง
       “ขอโทษค่ะ ลูกไม่ทราบว่าคุณพ่อมีแขก”
       “ไม่เป็นไรลูก ไม่ใช่คนอื่นคนไกล รำพึงนี่ท่านขุนไวพิชิตพล”
       “ยินดีที่ได้พบค่ะท่านขุน”
       รำพึงไหว้ ขุนไว รับไหว้แล้วรีบทำคะแนน
       “ท่านพระยาฯขอรับ เรื่องเครื่องหอมที่คุณรำพึงต้องการ พรุ่งนี้กระผมขออาสาให้คนจัดมาให้นะครับ”
       รำพึงตวัดสายตามองอย่างวางท่า
       “อย่าต้องลำบากเพราะดิฉันเลย”
       “ไม่ลำบากอะไรเลย กระผมเป็นคนถิ่นนี้จะรู้จักที่ทางในการหาของได้ดีกว่า”
       “ก็จริงอย่างที่ท่านขุนว่า ถ้าอย่างนั้นรบกวนท่านขุนเป็นธุระให้ที”
       สีหน้าของรำพึงไม่ค่อยพอใจ
       “ดิชั้นจะให้จวงเอารายการมาให้แล้วกันนะคะ … ลูกขอตัวก่อน”
      
       รำพึงเดินขึ้นชั้นบนไป ขุนไว มองตามรำพึงอย่างมีความหวัง
       ส่วนที่บ้านท้ายสวน เวลากลางคืน ชุ่มป้อนยาแก้ช้ำในให้พ่อ และนางเย็นประคบตามเนื้อตามตัวให้นายอยู่
      
       “เราไปเป็นหนี้พวกมันตั้งแต่เมื่อไหร่ ไหนพ่อกับแม่บอกฉันว่าเราเป็นหนี้แค่เรือนคุณหญิงมณีไม่ใช่รึ”
       นายอยู่มองหน้านางเย็น และหลบตาลูกสาว
       “มันยังไม่พอใช้หนี้ พ่อเอ็งเขาก็เลยต้องไปหยิบยืมมาจากพวกออกกู้” นางเย็นว่า
       “เท่าไหร่รึพ่อ”
       “๒ ชั่ง” นายอยู่บอก
       “๒ ชั่ง!”
       “พ่อเอ็งเอาสวนไปวางไว้กับมัน นี่ก็เลยกำหนดดอกมาหลายวันแล้วมันถึงส่งคนมาทวง ตอนนี้ของในสวนก็ขายไม่ดี ชักหน้าไม่ถึงหลัง”
       ชุ่มกอดแม่กับพ่อร้องไห้
       “แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะ”
       นายอยู่กับนางเย็นกอดชุ่มไว้ แต่ไม่มีทางออก
      
       ดวงจันทร์แจ่มฟ้ายามค่ำคืน ภายในห้องนอนรำพึง เรือนพระยาเทวราช จวงช่วยรำพึงแต่งตัว
       “คุณรำพึงของจวงเสน่ห์แรงจริงนะเจ้าคะ ท่านขุนพิทักษ์ก็มีจิตเสน่หา นี่ขุนไวก็ส่งสายตาอย่างเปิดเผย”
       “อย่าสาระแนนักนังจวง”
       “ก็มันจริงนี่เจ้าคะ จะว่าไปทั้งสองท่านก็รูปงามทั้งคู่ หน้าที่การงานก็ไม่มีใครด้อยกว่าใคร”
       “ไม่มีใครด้อยกว่าใครจริงรึ”
       “จริงเจ้าค่ะ...แต่ยกเว้นเรื่องเชื้อสายกับทรัพย์สมบัติ ที่จวงรู้มาขุนไว แต่เดิมเป็นเด็กวัดแต่พระยาพิศาลท่านไม่มีลูกก็เลยเก็บขุนไวมาชุบเลี้ยงราวกับลูกแท้ๆ ขุนไวก็สร้างผลงานจนได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นท่านขุนได้ นี่ล่ะเจ้าค่ะ”
       “ต่ำชั้น เทียบไม่ได้กับคุณพี่พิทักษ์ของข้าสักนิด”
       “ท่านขุนพิทักษ์ของคุณรำพึงหรือเจ้าคะ”
       “นังจวง!”
       จังหวะนั้น ก็มีก้อนดินกลมลอยเข้ามาทางหน้าต่างโดนหัวจวง
       “โอ้ย! บ่าวพูดแค่นี้ทำไมต้องทุบหัวบ่าวด้วยเจ้าคะ”
       “ข้าเปล่า”
       จวงหยิบก้อนกลมๆออกมาดู แล้วคลี่ออกเห็นเป็นกระดาษมีลายมือ แต่จวงอ่านไม่ออก
       “เขียนอะไรเจ้าคะ จวงอ่านไม่ออก”
       รำพึงหยิบมาดู เป็นเพลงยาวที่ขุนพิทักษ์ไมตรีส่งถึงรำพึง
      
       “ถึงนวลเจ้าจะอยู่ไกลได้เห็นหน้า
       เป็นบุญตาได้ชมสมใจหนอ
       ยิ้มของเจ้าเป็นขวัญใจใคร่พนอ
       อยากเคลียคลออิงแอบแนบชิดกัน”
      
       รำพึงรีบเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไป เห็นเรือลอยอยู่กลางน้ำ บนเรือ...ขุนพิทักษ์นั่งยิ้มกว้างที่ได้เห็นหน้ารำพึง
       รำพึงอ่านเพลงยาวต่อ       
      
       “แต่วันนี้พี่คงได้แค่มองเจ้า
       หัวใจร้าวดิ้นเร่าเท่าอาสัญ
       หากจะช่วยให้พี่รอดคงชีวัน
       เพียงดวงจันทร์ช่วยโยนผ้ามาแทนใจ”
      
       รำพึงหัวเราะน้อยๆ
       “คนบ้า...”
       รำพึงผลุบเข้าไป ขุนพิทักษ์ใจหายวาบคิดว่า รำพึงไม่พอใจ
       รำพึงเดินไปที่โต๊ะหยิบกระดาษมาเขียนอะไรยุกยิกแล้วสั่งจวง
       “จวงเอาผ้าเช็ดหน้ามาให้ข้าหน่อย”
       “เจ้าค่ะ”
       จวงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาให้
       รำพึงพับกระดาษและพันผ้าเช็ดหน้าม้วนไว้กับก้อนดิน
       “จวงเอ็งเอาดินก้อนนี้เขวี้ยงไปให้ถึงเรือโน่น”
       “จวงเหรอเจ้าคะ”
       “ใช่ ไม่งั้นเอ็งก็ต้องลอยคอข้ามน้ำไป เลือกเอา”
       “เขวี้ยงดีกว่าเจ้าค่ะ”
       จวงยงโย่ยงหยก เขวี้ยงก้อนดินอย่างแรง
       ก้อนดินลอยไปตกที่เรือ ขุนพิทักษ์แกะผ้าออกจากก้อนดินเห็นจดหมาย
      
       “ด้วยกลัวว่าบาปนี้จะมีมาก
       จึงไม่อยากทำใครให้อาสัญ
       ถ้าผ้าน้องชูให้พี่มีชีวัน
       แพรเรียกขวัญคืนสู่พี่คงดีใจ”
      
       ขุนพิทักษ์ หยิบผ้าขึ้นมาหอม ที่หน้าต่างรำพึงมองแล้วกลับมายิ้ม จวงแอบมองเจ้านายด้วยอารมณ์คิกคัก
      
       เวลากลางคืน นางเย็นกับนายอยู่และชุ่มต่างนอนหลับอยู่ในมุ้ง มีควันลอยเข้ามาในมุ้ง ชุ่มสำลักควันตื่น สิ่งที่เห็นตรงหน้า คือไฟที่กำลังโหม ชุ่มรีบปลุกแม่กับพ่อ
       นายอยู่ นางเย็นตื่นมาตกใจร้องกันลั่น นายอยู่พยายามใช้น้ำดับแต่ไม่เป็นผล เสียงนักเลงหัวเราะลั่น
       “ข้าไม่ปล่อยพวกเอ็งแน่ คืนนี้ลูกสาวเอ็งต้องไปขัดดอกนายข้า”
       นักเลงสั่งคนจับชุ่ม นายสมกับนางเย็นพยายามเข้าช่วย ชุ่มทั้งถีบ ทั้งกัด แต่แรงสู้พวกนักเลงไม่ได้       
       “ปล่อยข้า ไอ้ชั่ว ปล่อยข้า...แม่จ๋า พ่อจ๋า ช่วยฉันด้วย”
       นักเลงหัวเราะลั่น ชุ่มถูกลากไปกับพื้น ชุ่มพยายามดิ้นรนต่อสู้
       จังหวะที่นักเลงลากชุ่มก็มีไม้มาฟาดที่หัวอย่างแรง นักเลงหันไป เห็นไอ้สมยืนจังก้าไม่เกรงผู้ใด เลือดไหลอาบท่วมหน้านักเลง
       ชุ่มหนีไปหาแม่และพ่อ
       “ถ้าเอ็งแตะน้องข้าอีกทีเอ็งตาย!”
       นักเลงสั่งลูกน้องเล่นงานสม แต่สมนั้นรู้เชิงมวย สมใช้ไฟและไม้เข้าสู้พวกนักเลง พวกนักเลงแพ้ทางล้มลงไปนอนกองกับพื้น
       สมคว้ามีดปอกมะพร้าวได้จ่อไปที่หัวหน้านักเลง
       “ถ้าไม่อยากเป็นผีเฝ้าสวน เอ็งก็อย่ากลับมาให้ข้าเห็นหน้า”
       สมพูดจบก็เงื้อมีด แต่ชุ่มมาดึงไว้
       “อย่าพี่สม”
       “พวกเอ็งไม่ตายดีแน่!”
       หัวโจกนักเลงพูดจบก็สั่งลูกน้องถอยร่นออกไป ชุ่มเข้าไปหาพ่อกับแม่ สมเข้าไปหาครอบครัวที่ต้องเจอชะตากรรมเลวร้าย
      
       ทุกคนมองบ้านที่ถูกไฟเผาอย่างหมดหนทาง



       คบไฟหัวเรือของขุนพิทักษ์ไมตรีลอยมาตามน้ำ เขานั่งมาในเรือโดยมีบ่าวพายเรือให้ ขุนพิทักษ์ มองผ้าเช็ดหน้าแทนตัวของรำพึง แล้วยิ้มด้วยความมั่นใจว่าต้องพิชิตใจของรำพึงได้ ขุนพิทักษ์หยิบผ้าขึ้นมาดอมดม
      
       “แค่ผ้าเช็ดหน้ายังหอมถึงเพียงนี้ เนื้อเจ้าจะหอมเพียงใด”
       ขุนพิทักษ์ยิ้มชื่นชมนึกถึงดวงหน้าของรำพึง
       ท้องฟ้ามีแสงวาบ ขุนพิทักษ์เงยหน้าขึ้นมองเห็นท้องฟ้าสีแดงฉาน
       “พายเร็วสิโว้ย ข้าไม่อยากเปียกเป็นลูกหมาไปโรงฝิ่น”
       “ไม่กลับเรือนรึขอรับ ท่าทางฝนจะตกหนัก”
       “ข้าบอกให้ไปไหนก็ไป หรือถ้าเอ็งอยากกลับเรือน ข้าจะถีบเอ็งตกน้ำ แล้วเอ็งก็ว่ายน้ำกลับเรือนเอง เอามั้ย”
       “โรงฝิ่นก็โรงฝิ่นขอรับ”
       บ่าวเร่งฝีพายฟ้ายงคงร้องโครมครามปนกับแสงฟ้าแล่บ
      
       บนศาลาเรือนคุณหญิงมณี เวลากลางคืน ชุ่ม นางเย็น นายอยู่ กราบที่เท้าคุณหญิงมณี
       “ไอ้สม มันพาน้องสาวมันมาพึ่งใบบุญคุณหญิงน่ะเจ้าค่ะ เพราะถ้าไปอยู่ข้างนอกคงถูกพวกเจ้าหนี้ฉุดไปทำเมียขัดดอก” แจ่มว่า
       “ทาสในเรือนก็มีเยอะแยะ เอ็งว่าข้าควรจะรับมันไว้รึนังแจ่ม”
       ชุ่มหน้าตามอมแมม ตาบ้องแบ๊ว รีบพูดขึ้น
       “ไม่เป็นไรจ๊ะเพราะฉันจะไม่อยู่ที่นี่ ฉันจะอยู่กับพ่อกับแม่”
       สมตกใจปราม
       “นังชุ่ม!”
       “ฉันพูดจริงๆ ถ้าพี่กับฉันอยู่ที่นี่แล้วใครจะดูแลพ่อกับแม่ล่ะ”
       สมดึงน้องไว้ แต่คุณหญิงมณีเห็นในความไม่กลัวใครและรักพ่อแม่ของชุ่ม
       “กระผมต้องกราบขอโทษขอรับ นังชุ่มมันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หากคุณหญิงจะถือว่าเป็นการทำบุญช่วยเหลือลูกนกลูกกาก็จะเป็นพระคุณต่อไอ้สมขอรับ”
       คุณหญิงมณีตัดสินใจ
       “ได้ ! ข้าจะรับมันไว้”
       “ขอบพระคุณขอรับ”
       สม นายอยู่ นางเย็นก้มกราบคุณหญิงมณี มีเพียงชุ่มเท่านั้นที่ส่ายหน้าดิก คุณหญิงมณีพูดกับสม
       “แล้วพ่อกับแม่เอ็งล่ะจะไปอยู่ที่ไหน”
       “กระผมกับเมียจะออกไปอยู่กับญาติที่นอกเมืองครับ” นายอยู่บอก
       “ฉันจะไปด้วย ฉันไม่อยากทิ้งพ่อกับแม่” ชุทบอก
       “นังนี่มันกล้านัก ตัวยังเอาไม่รอด ยังมีแรงจะห่วงพ่อแม่”
       “นังชุ่ม เอ็งไปกับพ่อแม่พาลจะทำให้เขายิ่งลำบาก” แจ่มบอก
       ชุ่มสลดไป
       “แจ่ม เอ็งช่วยสอนงานมันแล้วกัน หน้าตามอมแมมเป็นลูกหมา ท่าทางคงต้องฝึกกันเยอะ”
       “เจ้าค่ะคุณหญิง”
       ชุ่มร้องไห้ไม่อยากอยู่ห่างพ่อแม่
      
       ภายในห้องพักคุณหญิงมณี เสียงคำรามของฟ้ากับฝนปนเปกันอย่างน่ากลัว พระยาสุรเดชไมตรีนอนกระสับกระส่าย คุณหญิงมณีนอนอยู่เคียงข้าง ที่ปลายเตียงมีแสงจ้า ในแสงนั้นมีเงาดำทะมึน 3 ร่างยืนจ้องพระยาสุรเดชอยู่ พระยาสุรเดชฯ ลืมตามาเห็นดวงตากร้าวที่จ้องตนอยู่รอบตัว
       “ถึงวาระของเจ้าแล้ว!”
       พระยาสุรเดชไมตรีได้ยินเสียงยมทูตก้องในหัวโดยที่ไม่มีใครขยับปาก ในมโนสำนึกของพระยาสุรเดชฯ ใบหน้าของขุนพิทักษ์ กับกิจกรรมแห่งอบาย เช่น การชนไก่ เมาสุรา ชกต่อย เมาฝิ่น ลอยเข้ามาอยู่ในห้วงแห่งมโนจิต
      
       ภาพในอดีต พระยาสุรเดชไมตรีใช้เอกสารตบหน้าขุนพิทักษ์ ขุนพิทักษ์ แววตากร้าว
       “ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณพ่อ ถ้าต้องตายลูกตายคนเดียวได้ คงไม่ต้องให้ โคตรเหง้ามาร่วมรับผิดชอบ”
       พระยาสุรเดชฯเงื้อมือจะตบหน้า แต่ยั้งไว้
       พระยาสุรเดชฯ หายใจหอบมากขึ้น สายตาของเขาเสียใจเป็นที่สุด
       “พ่อจะยอมให้เจ้าตายได้ยังไง”
       ภายในห้องทำงาน
       “ชีวิตฉันยึดถือความเที่ยงตรงมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ฉันเองที่ต้องเอาบาปยัดใส่มือให้คนบริสุทธิ์”
       พระยาสุรเดชฯ เซ็นเอกสาร ข้าราชการคนหนึ่งถูกจับ ขุนพิทักษ์เลี้ยงฉลอง เมาหัวทิ่ม พระยาสุรเดชฯ นั่งอยู่ในห้องมืด คุณหญิงมณีเปิดประตูเข้าไปในห้องเห็นพระยาสุรเดชล้ม คุณหญิงมณีกรี๊ด
       “คุณพี่!”
      
       ขุนพิทักษ์ขึ้นเรือนมาทั้งที่เมาๆ เห็นพ่อล้มอยู่ที่พื้น ก็ยืนช็อกอยู่ที่หน้าประตูเรือนนั่นเอง



       ในเวลานั้น ภาพนิมิตเหตุการณ์ล่วงหน้า ตอนขุนพิทักษ์ จะถูกดาบเงื้อฟัน! ในขณะที่สายฟ้าฟาดเปรี้ยง ภาพนั้นกระแทกเข้ามาในจิตของพระยาสุรเดชไมตรี ร่างท่านเจ้าคุณกระตุกเหมือนตัวเองเป็นคนรับคมดาบแทนลูกชาย
      
       ภาพนิมิตที่เห็นต่อมา เป็นตอนที่ขุนพิทักษ์ ต้องถูกทรมานในฐานะทาส
       พระยาสุรเดชไมตรียิ่งหายใจแรงขึ้น เขาเห็นดวงตาแดงฉานของเงาดำทะมึนทั้งสามจ้องเขาอยู่ ท่านเจ้าคุณพยายามยกมือขึ้นมาพนม
       “กระผมขอรับบาปแทนลูก!”
       คุณหญิงมณีสะดุ้งตื่น เมื่อรู้สึกว่าพระยาสุรเดชไมตรีมีอาการหอบ หายใจแรง แต่คุณหญิงมณีไม่เห็นยมฑูตทั้งสาม
       “คุณพี่ คุณพี่คะ คุณพี่เป็นอะไรไปคะ คุณพี่พูดกับใคร”
       คุณหญิงมณีมองรอบตัวก็ไม่เห็นใคร พระยาสุรเดชไมตรีเหงื่อไหลโทรมกาย และหายใจแรงจนตัวโยนจับมือคุณหญิงมณี
       “แม่มณี... ลูก”
       คุณหญิงมณีร้องไห้และรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกจากมือของพระยาสุรเดช
       “คุณพี่ใจดีๆไว้นะคะ อิฉันจะให้คนไปตามหมอ”
       “ฉันต้องเจอลูก!”
       คุณหญิงมณีเห็นท่าไม่ดี รีบไปเปิดประตู ตะโกนเรียกแจ่ม
       “แจ่ม นังแจ่ม!”
       แจ่มวิ่งเข้ามาหน้าตาเลิ่กลั่ก
       “นังแจ่ม ให้คนไปตามหมอ แล้วไปปลุกพ่อพิทักษ์เร็ว!”
       “ท่านขุนไม่อยู่เจ้าค่ะ ให้ไอ้ฟักเอาเรือออกไปตั้งแต่หัวค่ำ”
       “ให้ไอ้สมไปตามลูกข้ากลับมา อยู่ที่ไหนก็ต้องหาตัวให้พบ!”
       “เจ้าค่ะ คุณหญิง”
       คุณหญิงมณีเข้าไปกอดท่านเจ้าคุณไว้ ดวงตาของพระยาสุรเดชไมตรีจ้องด้วยสายตาวิงวอนไปที่เงาดำทะมึน
      
       เงาดำกับควันของกล้องยาฝิ่นภายในโรงฝิ่น ขุนพิทักษ์ไมตรีนอนเมาฝิ่น หัวร่อต่อกระซิกกับหญิงบำเรอที่คอยบีบนวด
       สมวิ่งเข้ามาหาขุนพิทักษ์ด้วยสีหน้าแตกตื่น
       “ท่านขุนขอรับ ท่านขุน”
       ขุนพิทักษ์ หงุดหงิด ถีบบ่าวเข้าโครมใหญ่
       “อะไรหนักหนาวะ ข้ากำลังสนุก เอ็งมาขัดข้าทำไม”
       สมรีบรายงาน
       “ท่านพระยาฯอาการทรุดหนักครับ”
       ขุนพิทักษ์ ที่เมาฝิ่นกลับนิ่งงัน กล้องยาฝิ่นในมือขุนพิทักษ์ตกลงกับพื้น
      
       ภายในห้องนอนคุณหญิงมณี ขุนพิทักษ์ไมตรีจับมือท่านเจ้าคุณผู้เป็นบิดา
       “คุณพ่อ...”
       พระยาสุรเดชมองหน้าลูกชายคนเดียว คุณหญิงมณีร้องไห้อยู่ข้างๆ
       “พ่อพิทักษ์ คุณพ่อเรียกหาแต่ลูก หมอต้มยามาให้ คุณพ่อก็ไม่ยอมทาน”
       “คุณพ่อทานยาสิครับ มาครับ เดี๋ยวลูกป้อนให้”
       “เวลาของพ่อหมดแล้ว”
       “คุณพี่อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ”
       “คุณหญิง ของที่ฉันให้หาอยู่ที่ไหน”
       คุณหญิงมณีหยิบกริชส่งให้พระยาสุรเดช
       พระยาสุรเดชพูดกับขุนพิทักษ์
       “กริชนี่เป็นของบรรพบุรุษที่ตกทอดกันมา นับตั้งแต่นี้มันจะเป็นของลูก รวมถึงทรัพย์สินทั้งหมดของพ่อ”
       ขุนพิทักษ์ตาวาว ท่านเจ้าคุณพูดต่อ
       “หากเพียงลูกให้คำสัตย์กับพ่อว่าลูกจะครองตนอยู่ในบุญไม่ใฝ่บาป ลูกจะให้สัญญากับพ่อได้หรือไม่”
       ขุนพิทักษ์นิ่งรู้ว่า ตนทำไม่ได้! พระยาสุรเดชฯ วางมือบนศีรษะของลูกชาย ขุนพิทักษ์ ชะงัก เห็นน้ำตาของพ่อที่ไหลรินด้วยความรักและห่วงใย
      
       “ลูกพ่อ...”



       ลมหายใจหอบแผ่วของผู้เป็นพ่อที่อยู่ตรงหน้า ทำให้หัวใจหยาบช้าของขุนพิทักษ์ อ่อนยวบลง
      
       “คุณพ่อ”
       “ลูกต้องดำรงตนเป็นคนดี”
       ขุนพิทักษ์มองกริชและมองหน้าพ่อด้วยความไม่มั่นใจ เพราะรู้ว่าตัวเองทำไม่ได้       
       “เพื่อลมหายใจสุดท้ายของพ่อ สัญญากับพ่อ!”
       จู่ๆฟ้าร้องครืน ขุนพิทักษ์สะดุ้งโผจับมือพ่อที่ในมือถือกริชอยู่
       “ลูกสัญญา!”
       สิ้นคำสัญญาสายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยง! ลงมาดั่งว่า ฟ้าเป็นพยาน
       สายตาของพระยาสุรเดชฯ มองไปที่เงาดำทะมึน แล้วค่อยๆหลับตาลง มือที่จับกริชอยู่ตกร่วงลง
       คุณหญิงมณีร้องไห้เข้าไปกอด ขุนพิทักษ์กอดร่างพ่อที่ไร้ลมหายใจ แจ่มร้องไห้ พร้อมกับบ่าวไพร่ เสียงร้องไห้ โศกระงมดังไปในอากาศ เหมือนเสียงโหยหวน
      
       ภายในกุฏิ เวลากลางคืน หลวงตามั่นนั่งกรรมฐานอยู่และลืมตาขึ้นมา เห็นแสงที่อยู่ตรงหน้า พระยาสุรเดชไมตรีนั่นเอง
       “ฝากลูกข้าด้วยเถิด นำพาเขาไปในทางที่ดีงาม”
       “อาตมาทำได้เพียงนำทาง คงอยู่เพียงว่าท่านขุนฯจะเลือกเดินทางใด อย่าได้มีห่วงอันใดอีกเลย ทางของท่านรอท่านอยู่”
       หลวงตามั่นหลับตาลงก่อนแสงตรงหน้าจะดับวูบลง
       หลวงตามั่นลืมตามาอีกครั้ง แววตาบ่งบอกถึงความหนักใจ
      
       ยามเช้าวันรุ่งขึ้น คุณหญิงมณีกราบหลวงตามั่นบนกุฏิ
       “อิฉันมานิมนต์เถรมั่นและพระลูกวัดไปสวดพระอภิธรรมให้คุณพี่เจ้าค่ะ” คุณหญิงมณีพูดพลางสะอื้นน้ำตาไหล
       “ท่านพระยาฯ ไปดีแล้ว โยมอย่าได้ทุกข์โศกไปเลย”
       “คุณพี่ทำแต่ความดีทำไมหมดบุญเร็วอย่างนี้ล่ะเจ้าคะ”
       “เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาโลกนะโยม ท่าน        พระยาฯทำความดีท่านก็ต้องได้ไปอยู่ในที่ดีดี โยมไม่ต้องเป็นห่วงเป็น        กังวลกับคนตาย คนเป็นต่างหากที่น่าห่วงยิ่งกว่า”
       “หมายความอย่างไรเจ้าคะ”
       “คำสัญญาที่ให้ไว้ หากผิดเพี้ยนไปด้วยความชั่ว เห็นทีชีวิตคงถึงฆาต!”
       คุณหญิงมณีตกใจที่หลวงตามั่นพูดเหมือนอยู่ในเหตุการณ์
       “เถรมั่นรู้เรื่องสัญญา?!”
       หลวงตามั่นไม่ตอบคำถามได้แต่พูดต่อ
       “มีทางเดียวที่จะทำให้โยมพิทักษ์รักษาคำมั่นและใช้ชีวิตในทางบุญ”
       “ทางใดหรือเจ้าคะ”
       าคุณหญิงมณีรอฟังคำตอบ
      
       เรือนคุณหญิงมณี เสียงขุนพิทักษ์ไมตรีดังลอดออกมา บ่าวไพร่ที่กำลังเตรียมงานสวดศพตกใจ
       “บวช!”
       “ใช่ ลูกต้องบวชให้คุณพ่อ”
       ขุนพิทักษ์ พยายามหาทางออก เพราะตนไม่อยากบวช
       “จะบวชได้ยังไงครับ งานราชการยังมีต้องสะสาง ไหนจะงานส่วนของคุณพ่อที่ลูกต้องดูแล”
       “อย่าอ้างข้อราชการ ปกติแม่ไม่เคยเห็นลูกดูดำดูดี”
       ขุนพิทักษ์ หงุดหงิด       
       “นี่คุณแม่กลับจากวัดมา ก็จะให้ลูกบวช คงจะเป็นความคิดของหลวงพ่อ พระไม่อยู่ส่วนพระ”
       คุณหญิงมณีตกใจ
       “พ่อพิทักษ์ พูดจาปรามาสท่านเถรมั่นแบบนั้น มันบาปนะลูก”
       “ลูกไม่สน ลูกมีเรื่องต้องทำมากกว่าการไปบวช”
       “แม้แต่แม่ขอร้องหรือลูก”
       ขุนพิทักษ์ สะอึกไป เพราะน้ำเสียงคุณหญิงมณีเต็มไปด้วยความขมขื่น
       “อย่าเซ้าซี้ลูกให้เหนื่อยเลยขอรับ ถึงยังไงลูกก็ไม่บวช!”
       ขุนพิทักษ์ไมตรีเดินออกจากห้องไปด้วยความหงุดหงิด ชนบ่าวจนข้าวของกระจาย
      
       คุณหญิงมองตามลูกชาย น้ำตาแห่งความหมดหวังไหลรินออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่
       บริเวณริมท่าน้ำ ตอนกลางวัน หัวเรือพายมาเทียบท่า
      
       “นังชุ่มเอ็งต้องเชื่อฟังแม่แจ่ม อย่าดื้อ อย่าขี้เกียจเชียวนะ แม่แจ่มข้าฝากลูกด้วยนะ” นางเย็นว่า
       “เออ ไม่ต้องห่วง! ทาสเหมือนกัน มันก็ต้องช่วยกันสิวะ”
       ชุ่มร้องไห้ถาม
       “แม่ เราอยู่ที่นี่ด้วยกันไม่ได้เหรอจ๊ะ”
       “ไม่ได้หรอกชุ่ม แค่นี้คุณหญิงท่านก็เมตตาเรามากแล้ว”
       แจ่มตัดบท
       “สม เดี๋ยวเอ็งเอาเรือไปส่งพ่อกับแม่ที่ท่าน้ำท้ายวัด”
       สมรับคำ ชุ่มสะอื้น
       “พ่อจ๋า แม่จ๋า”
       “เอ็งอยู่นี่แหละนังชุ่ม” แจ่มว่า
       นางเย็น        น้ำตารื้น       
       “รับใช้คุณหญิงท่าน อย่าขี้เกียจ รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีนะนังชุ่ม”
       แจ่มกับบ่าวจับตัวชุ่มไว้เพราะชุ่มไม่ยอมปล่อยนางเย็น มือที่จับมือแม่แน่นค่อยๆถูกดึงออกไปจนหลุดออกจากกัน ชุ่มได้แต่มองพ่อ กับแม่ที่กำลังนั่งเรือจากไป
       “ไปกันได้แล้ว ยังมีงานต้องทำกันอีกมาก”
       แจ่มกับบ่าวเดินกลับไป แต่ชุ่มยังนั่งมองเรืออยู่ที่ท่าน้ำ
       แจ่มตะโกนเรียก
       “นังชุ่ม!”
       ชุ่มค่อยๆลุกขึ้นแล้วเดินตามแจ่มไป
      
       ภายในเรือนเวลาเช้า พระยาเทวราชตกใจเมื่อทราบข่าวจากขุนไวพิชิตพล
       “ไม่น่าไปเร็วถึงเพียงนี้เลยท่านพระยาฯ”
       “นั่นน่ะสิครับ สิ้นท่านพระยาฯ งานราชการที่คั่งค้างคงจะหาคนทำแทนได้ยาก”
       รำพึงที่นั่งอยู่ด้วยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่ถูกหู
       “คุณพี่พิทักษ์ก็สืบทอดงานต่อได้มิใช่เหรอคะ”
       “แต่การงานนั้นต้องใช้ความสามารถ” พระยาเทวราชบอก
       “เขาว่ากันว่าลูกไม้มักจะหล่นไม่ไกลต้น คุณพี่พิทักษ์ที่มีสายเลือดท่านพระยา ความสามารถนั้นคงถ่ายทอดถึงกัน ไม่ต้องดิ้นรนผลักตัวเองขึ้นที่สูงเหมือนบางคน”
       ขุนไว มองรำพึงรู้สึกเหมือนโดนเหยียดว่าคนละระดับชั้นกับขุนพิทักษ์ รำพึงยิ้มซื่อใส่ ขุนไว อึ้ง ๆ เหมือนตนร้อนตัวไปเองในชีวิตที่เกิดต้อยต่ำ
       พระยาเทวราชรู้ว่าขุนไวมีปม ก็แก้ให้
       “แต่คนไหนดำรงตนอยู่ในความดี มุ่งมั่นสนองพระมหากรุณาธิคุณ พ่อก็ชื่นชมคนนั้นเหมือนกัน”
       รำพึงเบื่อเต็มทีแทรกขึ้นมาตามที่ใจปรารถนา
       “คุณพ่อคะ ลูกอยากจะขออนุญาตคุณพ่อไปช่วยงานศพท่านพระยา ที่เรือนคุณหญิงนะเจ้าคะ”
       “ลูกล่วงหน้าไปก่อน เสร็จราชการแล้วพ่อจะตามไป”
       “ถ้าอย่างนั้นกระผมขอเป็นธุระพาคุณรำพึงไปช่วยงานเองครับ”
       ขุนไวพิชิตพลขันอาสา รำพึงที่สีหน้าเบื่อหน่าย
       “ท่านขุนฯมาสนใจธุระของดิฉัน งานราชการไม่เสียรึคะ”
       จวงหัวเราะคิกคักที่รำพึงตอกหน้าขุนไว กลับไป ขุนไวไม่รู้จะทำหน้าอย่างไร
       “การดูแลท่านพระยาฯและคุณรำพึงก็ถือเป็นงานที่กระผมต้องปฏิบัติน่ะครับ”
       “แต่ลูกมีจวงไปด้วยแล้วค่ะคุณพ่อ”
       “ไปกันลำพังผู้หญิงไม่ดีหรอก ให้ท่านขุนไวไปดูแลจะดีกว่า”
       รำพึงเหนื่อยหน่าย ขุนไว ยิ้มอย่างมีความหวัง       
      
       ในเวลากลางวัน รำพึงลงนั่งบนเตียงในห้องนอนอย่างขัดใจ
       “คุณพ่อนะคุณพ่อยังจะให้ข้าใกล้ชิดกับขุนไวนั่นอีก”
       “ท่านพระยาฯคงไม่อยากให้คุณรำพึงลำบากน่ะเจ้าค่ะ ก็เลยอยากให้มีคนดูแล แต่จะว่าไป...ท่านขุนไวก็ดูเป็นคนดีนะเจ้าคะ” จวงว่า
       “แต่ข้าไม่อยากได้คนนี้!”
       “แล้วอยากได้คนไหนหรือเจ้าคะ เอ..หรือจะเป็นท่านขุนเพลงยาวคนนั้น แต่ตอนนี้ท่าทางจะเศร้าจนไม่มีกะจิตกะใจจะแต่งเพลงยาวมาให้คุณรำพึงของบ่าวซะแล้ว”
       รำพึงพูดเรียบๆ
       “สงสัยเอ็งจะห่างหวายมานาน”
       “โธ่ คุณรำพึงของจวง อย่าเพิ่งหงุดหงิดสิเจ้าคะ คุณรำพึงไม่อยากรู้        หรือเจ้าคะว่าป่านนี้ท่านขุนพิทักษ์จะเป็นเช่นไร จวงว่า ท่านขุนฯคงอยากได้กำลังใจจากคุณรำพึงใจจะขาด”
       “แล้วขุนไวนั่นล่ะ”
       “จวงจัดการเองเจ้าค่ะ”
      
       รำพึงแววตาเจิดจ้ามีความหวัง จวงยิ้มรู้ใจเจ้านาย



       ฝ่ายขุนพิทักษ์ไมตรีดื่มเหล้าอยู่ที่โรงเหล้าด้วยความหงุดหงิด มีสาวๆคอยรินเหล้าให้แต่ไม่ทันใจ ขุนพิทักษ์ก็ผลักแล้วรินเอง จู่ๆก็ขว้างจอกทิ้งแล้วยกทั้งไหขึ้นดื่ม
      
       แจ่มเดินนำขบวนบ่าวถือถาดดอกไม้ขึ้นเรือนใหญ่โดยมีชุ่มตามมาด้วย แต่ชุ่มเก้ๆกังๆ จนสะดุดถาดดอกไม้คว่ำ
       “เอ้า!นังชุ่ม ซุ่มซ่ามจริงเอ็ง ข้าวของพังหมด” แจ่มว่า
       บ่าวคนนหึ่งบอก
       “ก็ป้าแจ่มยังไม่สอนงานมันเลย ป้าจะไปว่ามันได้ยังไง”
       “ข้าจะเอาเวลาตอนไหนล่ะ มันมาถึง ก็มีงานศพเลย นังนี่มันตัวซวยรึเปล่าวะ”
       แจ่มมองหน้าชุ่มที่หลบหน้างุดๆ
       “ป้าพูดแบบนี้เดี๋ยวมันก็ร้องไห้หนีตามพ่อกับแม่มันไปหรอก”
       แจ่มมองหน้าชุ่มที่เกรอะกรังแล้วบอก       
       “เออ เออ เอ็งยังไม่ต้องขึ้นเรือนใหญ่แล้ว เก็บกวาดตรงนี้ให้ดี”
       “จ้ะ ป้า”
       ขบวนของป้าแจ่มเดินไปทางเรือนใหญ่ ชุ่มก้มลงเก็บถาดดอกไม้ ชุ่มมองตามขบวนไปแล้วถอนใจ นี่หรือชะตาชีวิตของเธอ
      
       งานศพพระยาสุรเดชไมตรีบนเรือนคุณหญิงมณี เวลากลางวัน ผู้คนต่างจัดเตรียมข้าวของ อาหาร ดอกไม้ สำหรับพิธีสวดศพ
       รำพึงขึ้นเรือนมากับขุนไวพิชิตพล จวงที่ถืออับของหวานมาช่วยงาน คุณหญิงมณีออกมาต้อนรับ
       “ท่านพระยาฯให้กระผมเป็นตัวแทนนำคุณรำพึงมาช่วยตระเตรียมงานก่อนพิธีสวดศพ ส่วนท่านพระยาฯเสร็จกิจแล้วจะตามมา” ขุนไวว่า
       รำพึงแอบค้อนขุนไว ที่พูดจาแสดงท่าทีเป็นเจ้าของรำพึง
       “ถ้าคุณหญิงมีอะไรที่รำพึงกับคุณพ่อพอจะช่วยได้ คุณหญิงอย่าได้เกรงใจเลยนะคะ”
       “ขอบใจมากจ้ะแม่รำพึง”
       รำพึงมองหาขุนพิทักษ์ไมตรี แต่ไม่เจอ จวงมองสังเกตเจ้านาย
      
       รำพึง จวง ขุนไว เดินลงจากเรือนมายังบริเวณใต้ถุนเรือน
       “บ่าวไพร่เต็มเรือนอย่างนี้ กระผมว่าเรากลับก่อนดีกว่า แล้วค่อยมาฟังสวดอีกทีตอนหัวค่ำ” ขุนไว ออกความเห็น
       “ถ้าท่านขุนฯอยากกลับก็กลับไปก่อนเถอะค่ะ รำพึงจะอยู่ช่วยคุณหญิงจัดดอกไม้”
       “กระผมคงกลับไม่ได้ ท่านพระยาฯมอบหมายให้กระผมคอยดูแลคุณรำพึง”
       รำพึงมองหน้าจวง แล้ววาดเสียงเข้ม
       “นังจวง!”
       จวงหน้าเสียรีบคิดหาทาง จังหวะนั้นเองมีบ่าวเดินถือโตกข้าวมา จวงเห็นทีจึงทำเป็นว่ามีแมลงเข้าไปในผ้าแถบจนเต้นพล่านชนโตกข้าวจนราดตัวขุนไวเต็มๆ
       “จวง!”คุณไวฯร้องขึ้น
       “อุ้ย...ขออภัยเจ้าค่ะท่านขุน จวงไม่ได้ตั้งใจ แมลงมันเข้าไปในผ้าเจ้าค่ะ”
       จวงส่งซิกกับรำพึงว่า       
       “ดิฉันว่า ท่านขุนน่าจะกลับไปเปลี่ยนผ้าเสียก่อนนะคะ ไม่เช่นนั้น กลิ่นคงจะคลุ้งไปทั่ว”
       “แต่ว่า...”
       “คุณรำพึงคงอับอายถ้ามีผู้ดูแลสกปรกอย่างนี้นะเจ้าคะ”
       ขุนไวมองหน้าจวงอย่างไม่พอใจ พลางกัดฟันพูด
       “ถ้าเช่นนั้น กระผมจะรีบกลับมารับคุณรำพึง”
       ขุนไวฮึดฮัดเดินจากไป จวงหัวเราะคิกคัก
       “เป็นไงเจ้าคะ ฝีมือจวง”
       รำพึงยิ้มสวย
       “แต่ตั้งแต่มานี้ยังไม่เห็นท่านขุนเพลงยาวของบ่าวเลย ไม่รู้ไปแอบโศกเศร้าอยู่หนใด”
       รำพึงชะเง้อมองหาแต่ไม่เห็นแม้แต่เงา
      
       บริเวณเรือนทาส ชุ่มเดินเข้ามาในเรือนนอน และได้ยินเสียงกุกกักกุกกักที่มุมหนึ่ง ชุ่มค่อยๆย่องเข้าไปดู ขุนพิทักษ์โผล่เซถลามาชนกับชุ่ม จนทำให้ขุนพิทักษ์ และชุ่มต่างล้มทับกันไปกับพื้น
       ชุ่มลืมตาขึ้นมา ภาพตรงหน้าคือท่านขุนฯที่ตนฝันถึงมาตลอด
       “ท่าน...”
       ขุนพิทักษ์ มองหน้าชุ่มได้แวบเดียว ก่อนจะคอตกหลับคาอกชุ่มไปด้วยฤทธิ์เหล้า ชุ่มเขินอายหน้าแดง พยายามจะผลักขุนพิทักษ์ออก
       “ท่านคะ...ท่าน”
       มุมหนึ่ง บ่าวมาเห็นเหตุการณ์ก็ตาโตรีบวิ่งแจ้นไปเรือนใหญ่
      
       ใบหน้าชุ่มแนบชิดกับใบหน้าขุนพิทักษ์ไมตรี!!



       รำพึงกำลังช่วยคุณหญิงมณีจัดดอกไม้อยู่บนเรือน แต่สายตาสอดส่องมองหาขุนพิทักษ์ตลอดเวลา สักพักบ่าววิ่งเข้ามารายงาน
      
       “คุณหญิงเจ้าขา แย่แล้วเจ้าค่ะ ท่านขุนนอนกกนังชุ่มอยู่ที่เรือนทาสเจ้าค่ะ        “ รำพึงตกใจตาวาว
       “นังชุ่มรึ !” คุณหญิงมณีถามย้ำ
       คุณหญิงมณีมองหน้าแจ่มอย่างไม่อยากจะเชื่อ ทั้งหมดรีบวิ่งออกไป
      
       คุณหญิงมณีตามด้วยขบวนเดินเข้ามาที่เรือนนอนทาส ภาพที่เห็น ขุนพิทักษ์นอนทับชุ่มอยู่ คุณหญิงมณีตบอกร้อง
       “ตายแล้ว! พ่อพิทักษ์”
       “อกนังจวงจะแตก กลางวันแสกๆเลยเจ้าค่ะคุณรำพึง”
       รำพึงกำหมัดแน่นด้วยความหึงหวง
       บ่าวทุกคนซุบซิบนินทากันใหญ่ คุณหญิงมณีสั่งให้บ่าวผู้ชายพยุงขุนพิทักษ์ขึ้นมา ชุ่มตกใจที่คนมากันมากมาย
       “พ่อพิทักษ์ ทำไมมานอนในสภาพนี้”
       “เอ็งทำอะไรหะนังชุ่ม ทำไมเอ็งกับท่านขุนฯ” แจ่มถาม       
       “เปล่านะป้าแจ่ม คือข้ากับท่าน”
       จังหวะนั้นขุนพิทักษ์ก็เพ้อออกมา
       “สวย...เจ้าสวยจริงๆ”
       รำพึงได้ยินก็มองหน้าชุ่มด้วยความโกรธ กำมือแน่น แต่พยายามระงับอารมณ์
       “เอ็งทำแบบนี้ได้ยังไง มาไม่ทันไรทำเรื่องงามหน้าซะแล้วนังชุ่ม”
       แจ่มบอกพลางตีชุ่ม ชุ่มถดหนี
       “ฉันเปล่านะป้า...ฉันไม่ได้ทำอะไร”
       “พอก่อนนังแจ่ม        รอให้พ่อพิทักษ์สร่างเมาแล้วค่อยถามเอาความกัน”
       รำพึงตวัดสายตามองคุณหญิงที่ยังไม่เอาความชุ่ม รำพึงพูดนิ่ม ๆ สวย ๆ
       “คุณพี่คงทำไปเพราะครองสติไม่อยู่น่ะค่ะ รำพึงว่าพาคุณพี่ขึ้นเรือนเถอะนะคะ”
       “เอ้า...รีบพาลูกข้าขึ้นไปบนเรือนสิ”
       บ่าวพากันเข้ามาช่วยประคองขุนพิทักษ์ลุกขึ้นเดินตามคุณหญิงมณีที่เดินนำออกไปก่อน
       จังหวะนั้นรำพึงถอยหลังเหมือนเปิดทางให้พวกบ่าวพาขุนพิทักษ์ออกไป แต่รำพึงก้าวถอยหลังมาเหยียบมือของชุ่มที่วางอยู่
       “โอ๊ย!” ชุมมองรำพึง
       รำพึงหันมองยิ้มเย็นเหมือนไม่รับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แล้วกดเท้าลงน้ำหนักอย่างตั้งใจ สีหน้ารำพึงยังยิ้มดูใจดีมาก
       “คุณพี่คงไม่ได้ทำให้เอ็งคิดใฝ่สูงเกินตัวใช่ไหม”
       รำพึงใช้เท้าขยี้มือชุ่มอีก
       จวงมองยิ้มอย่างสะใจ จวงมองออกไปด้านหน้า เห็นแจ่มเดินมา จวงรีบส่งสัญญาณ
       “คุณเจ้าคะ ขึ้นเรือนเถอะเจ้าค่ะ อยู่เรือนขี้ครอกจะทำให้คุณรำพึงเสื่อมเกียรติเปล่า ๆ นะเจ้าคะ”
       รำพึงยกเท้ามองเหยียดแล้วเดินออกไป จวงตาม สวนกับแจ่มที่เข้ามาในเรือน
       “นังชุ่ม...ไหนเล่ามาสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วมือเอ็งเป็นอะไร”
       จวงถามเมื่อเห็นชุ่มจับมือที่โดนเหยียบ
       “ฉัน...เปล่าจ๊ะ ไม่มีอะไร”
       ชุ่มสีหน้าไม่สบายใจ
      
       ภายในห้องนอน เวลากลางวัน รำพึงเดินเข้าประตูมาด้วยหน้านิ่งแต่แฝงแววน่ากลัว จวงเดินตามมา รำพึงนั่งนิ่งกำหมัดแน่น จวงค่อยๆถาม       
       “เอ่อ...คุณรำพึงรีบกลับมาแบบนี้ เราก็ไม่รู้ความกันพอดีสิเจ้าคะ”
       รำพึงถามจวงด้วยเสียงเย็น       
       “เอ็งเห็นมั้ยว่าคุณพี่นอนกกมันอยู่”
       “เห็นเจ้าค่ะ เต็มสองตา มิหนำซ้ำท่านขุนฯยังเพ้อนังกว่า มันสวย แต่ที่สำคัญคือคุณหญิงมณีก็ยังไม่มีที่ท่าจะเอาความมัน”
       รำพึงกำมือแน่นแล้วระเบิดอารมณ์ออกมา รำพึงกรี๊ด เขวี้ยงของใส่จวง
       “ใจเย็นๆเจ้าค่ะคุณรำพึง”
       “เอ็งจะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร ลูกสาวคนเดียวของท่านพระยาเทวราช แต่ต้องมาชิงดีกับนังทาสชั้นต่ำงั้นรึ”
       “ท่านขุนฯคงเมาไม่ได้จะจริงจังอะไรกับมันหรอกเจ้าค่ะ ท่านขุนต้องเลือกคุณรำพึงของบ่าวอยู่แล้ว”
       “ข้าต่างหากที่เป็นฝ่ายเลือก และถ้าข้าอยากได้ใครข้าต้องได้ นังหน้าไหนก็มาแย่งของของข้าไม่ได้ทั้งนั้น คนอย่างข้าต้องเป็นที่หนึ่งเท่านั้น”
      
        รำพึงกำหมัดแน่น แววตาเคียดแค้นชิงชัง



       ภายในเรือนทาส ช่วงเวลากลางวัน สมลูบหัวน้องสาวแล้วบอก
      
       “คราวเคราะห์ของเอ็งจริงๆ นังชุ่ม ร้อยวันพันปี ท่านขุนไม่เคยมาเหยียบที่นี่”
       “ดีนะที่คนเรือของท่านขุนเป็นพยานให้เอ็งได้ว่า ท่านขุนไปเมาจากโรงเหล้ามา ไม่งั้น เอ็งหลังลายแน่นังชุ่ม” แจ่มว่า
       “ข้าไม่ยอมหรอกป้าแจ่ม ก็ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด”
       “นังนี่ทำปากดีไป ข้าเห็นใครเจอหวายเป็นสั่นทุกรายไป”
       “ถึงเราเป็นทาสแต่ถ้าเราไม่ผิด จะมาลงโทษเราได้ยังไงหล่ะป้า” “คุณหญิงท่านก็ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำที่จะสั่งลงโทษใครโดยไม่ถามความหรอกนังชุ่ม” สมบอก
       “แต่มีใครบางคนที่จ้องจะเอาความข้า”
       “ใครรึ” สมถาม
       “ผู้หญิงคนสวยๆที่มากับคุณหญิง”
       “คุณรำพึงน่ะรึ บ้าไปแล้วนังชุ่ม คุณรำพึงเธอออกจะใจดี” แจ่มบอก
       “ก็เขา...”
       “เขาทำไม เขาทำอะไรเอง” สมถาม
       “เวลาเขามองข้าอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ”
       “เอ็งมันเพ้อเจ้อ สำคัญตัวผิด คนอย่างคุณรำพึงน่ะเรอะเค้าจะลดตัวมาหาเรื่องคนอย่างเอ็ง สะเออะจริงๆนังนี่” แจ่มพูดแล้วขำ
       ชุ่มรู้สึกได้ถึงความไม่สบายใจ
      
       ภายในห้องนอน ขุนพิทักษ์ ลุกขึ้นจากเตียง สภาพยังเมาไม่สร่าง
       “น้องรำพึงมาหรือขอรับ…อยู่ที่ไหนล่ะขอรับคุณแม่”
       “เขากลับไปแล้วล่ะ หลังจากที่เห็นลูกนอนอยู่กับนังชุ่ม”
       ขุนพิทักษ์ ทำหน้างงๆ
       “นังชุ่ม”
       “เหล้ายามันจะทำให้ลูกเสียคน คุณพ่อเพิ่งเสียยังไม่ทันสวดเลยนะ”
       คุณหญิงมณีลุกขึ้นด้วยความน้อยใจ
       “แม่แค่อยากจะขอให้งานสวดคืนนี้ลูกอย่าทำให้คุณพ่อต้องเสียเกียรติ ก็จะถือเป็นน้ำใจ”
       คุณหญิงมณีเดินออกจากห้องไป
       “เสียดายจริงไม่ได้เจอน้องรำพึง แต่ยังไง..คืนนี้ น้องรำพึงต้องมา”
       ขุนพิทักษ์ไมตรี ตาวาว ยิ้มกระหยิ่มใจ
      
       เวลากลางคืน บริเวณท่าน้ำเรือนคุณหญิงมณี พระยาเทวราชขึ้นจากเรือ โดยมีขุนไวพิชิตพลคอยพินอบพิเทา ขุนไว ยื่นมือให้รำพึงจับ รำพึงจำต้องจับ
       “เหตุใดคุณรำพึงกลับไปก่อนล่ะครับ กระผมมารับอีกทีคุณรำพึงก็ไม่อยู่เสียแล้ว”
       “พอดี ดิฉันเวียนหัวนิดหน่อยก็เลยขอให้คนของคุณหญิงไปส่งนะค่ะ”
       “ถ้าลูกไม่สบายก็ไม่ควรจะมางานศพ ลูกน่าจะบอกพ่อก่อน”
       “กระผมพาคุณรำพึงกลับเรือนก่อนก็ได้นะครับ”
       รำพึงกับจวงมองหน้ากัน
       “ลูกดีขึ้นแล้วค่ะ คุณพ่อ ลูกว่าคุณพ่อขึ้นเรือนไปหาคุณหญิงท่านก่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวลูกจะขอไปช่วยดูอาหารในครัวก่อน”
       “เอ่อ...”
       “หรือท่านขุนฯจะทิ้งคุณพ่อไว้คนเดียวคะ”
       ขุนไวพิชิตพลหน้าชา ถูกรำพึงดักทางอีกแล้ว ขุนไว จำใจต้องเดินออกไปกับพระยาเทวราช
       “นังจวง! รู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง”
       “ทราบเจ้าค่ะ”
       รำพึงสบตากับจวงแล้วยิ้มร้าย
      
       จวงเข้ามาแถวเรือนทาส มองซ้ายมองขวาแล้วชะงักที่ได้ยินเสียงจากเรือนด้านใน
       “นังชุ่ม ป้าแจ่มให้เอ็งอยู่ที่นี่ อย่าไปเดินเกะกะที่ไหนล่ะ” บ่าวคนหนึ่งบอก
       ชุ่มนั่งอยู่ในเรือนนอน มีบ่าววิ่งวุ่นในบริเวณนั้น
       “คืนนี้แขกผู้ใหญ่ทั้งนั้น ไปทำอะไรเปิ่นๆเดี๋ยวคุณหญิงจะขายหน้า”
       “เออ ข้าไม่ไปไหนหรอก แล้วพี่สมล่ะ”
       “คืนนี้ไอ้สมอยู่เวรเรือ ต้องคอยรับส่งแขกของคุณหญิง” บ่าวอีกคนว่า
       บ่าวทั้งสองพูดจบก็เดินออกไป จวงยิ้มร้ายรีบหลบออกไปไม่ให้ใครเห็น
      
       บริเวณเรือนชั้นล่างของของคุณหญิงมณี ขุนพิทักษ์ไมตรีเดินชนบ่าวถาดขันน้ำกระเด็นไปโดนขุนไวพิชิตพลเปียก ขุนไว เดินเข้ามาจ้องหน้ากับขุนพิทักษ์
       “ซุ่มซ่าม”
       ขุนพิทักษ์ พูดใส่หน้า       
       “ก็ไม่นึกว่าคน นึกว่าหมา”
       “ปากดี แบบนี้....ศพที่ตั้งอยู่กลางเรือน น่าจะเป็นศพเอ็งมากกว่าศพท่านพระยาฯ นะไอ้พิทักษ์”
       “คนอย่างข้าอายุยืนว่ะ ที่สำคัญ ข้าต้องอยู่ถึงวันที่ข้าได้เคียงคู่กับน้องรำพึงก่อน”
       “อย่าฝันไปหน่อยเลยวะ คนชั่วอย่างเอ็งไม่มีทางได้ดอกฟ้าไปครอง คุณรำพึงคู่ควรกับข้าคนเดียวเท่านั้น”
       ขุนพิทักษ์ไมตรีดึงผ้าแพรผืนน้อยออกมา
       “แต่แพรผืนนี้ น้องรำพึงมอบให้ข้า กลิ่นดอกฟ้ายังติดอยู่ที่ปลายจมูก ใครกันแน่วะที่จะไม่ได้เชยดอกฟ้า”
       ขุนไว เห็นแล้วยิ่งโกรธ       
       “ไอ้พิทักษ์!”
       เสียงแจ่มดังเข้ามาขัดจังหวะ
       “พระสวดแล้วเจ้าค่ะ คุณหญิงให้บ่าวมาตามท่านขุนทั้งสองไปฟังพระเจ้าค่ะ”
       ทั้งขุนพิทักษ์และขุนไวจ้องหน้ากันก่อนจะเดินขึ้นเรือนไป
      
       ชุ่มนั่งเหงาอยู่ในเรือนนอนเพียงลำพัง ชุ่มคิดถึงภาพที่ท่านขุนนอนทับตนแล้วแอบยิ้ม
       “ท่านขุนฯ”
       จังหวะนั้น มีถุงผ้าสีดำเข้ามาคลุมหัวชุ่ม
       “เฮ้ย! ใครน่ะ”
       จวงจิกหัวชุ่มขึ้นมา
       “นังขี้ครอก”
       รำพึงตบหน้าชุ่มซ้ายขวา ชุ่มมองไม่เห็นอะไร พยายามจะดิ้น ยกขาถีบเปะปะจนถีบเข้าที่ท้องรำพึงเต็ม ๆ
       “โอ๊ย!” รำพึงร้อง
       จวงตกใจร้องลั่น
      
       “คุณเจ้าคะ! นังทาสชั่วไม่รู้ที่ต่ำที่สูงซะแล้ว”
ตอนที่ 2
      
       ที่บนเรือนภายในงานศพท่านเจ้าคุณ บรรยากาศเศร้าสร้อย ในจังหวะที่พระสวดอยู่นั้น จู่ๆมีแมวดำกระโดดลงมาบนโลงศพดังโครม! หลวงตามั่นตากระตุก ลืมตาขึ้น ผู้คนตกใจ คุณหญิงมณีใจคอไม่ดี
      
       “คุณพี่”
       “ก็แค่แมวครับคุณแม่ อย่าตกใจไปเลย” ขุนพิทักษ์บอก       
      
       ส่วนในเรือนทาส รำพึงกับจวงช่วยกันจับชุ่มแล้วรุมตบ จวงเหวี่ยงชุ่มลงไปกระแทกพื้นแล้วขึ้นคร่อมตบ ๆ ๆ จนชุ่มเจ็บตัวสู้ไม่ไหว
       “ปล่อยข้านะ”
       รำพึงลืมตัว
       “จับมันขึ้นมา!”
       จวงจิกหัวชุ่มขึ้นมา รำพึงจับหัวชุ่มแล้วเหวี่ยงกระแทกกับไม้ฝาเรือน โป๊ก! จวงตกใจร้อง
       “คุณเจ้าขา”
       ชุ่มร่วงลงกับพื้น นอนนิ่งจนจวงใจเสีย
       “มันจะตายไหมเนี่ย”
       “ก็เอาผ้าออกดูสิ นังโง่!”
       จวงดึงผ้าออก ชุ่มมึนมองไปรอบๆ เห็นภาพรำพึงกับจวงเบลอ ๆ
       “หัวแข็งนัก !”
       “คุณเจ้าขา เราหายมานานแล้วรีบกลับไปที่เรือนเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวคนจะสงสัย”
       รำพึงมองชุ่มอย่างชิงชัง
      
       บนเรือน … หลวงตามั่นมองไปที่โลงศพ แล้วพึมพำกับตัวเอง
       “บ่วงบาปกำลังเริ่ม ท่านพระยาฯ...”
      
       ที่เรือนทาส รำพึงสะบัดหน้าออกไป จวงตาม ชุ่มเบลอจนสลบไปไม่ได้สติ
      
       รำพึงเดินยิ้มกระหยิ่มขึ้นกำลังเดินมายังเรือนคุณหญิงกับจวง
       “มันคงจำฝังกะโหลกไปอีกนาน แต่ถ้ามันฟ้องคุณหญิงล่ะเจ้าคะ”
       “มันไม่เห็นหน้าเอ็งกับข้า มันจะฟ้องได้ยังไง แต่ถ้ามันกล้าฟ้อง... ระหว่างลูกพระยากับทาสชั้นต่ำ คุณหญิงจะเชื่อใคร”
       “ทูนหัวของบ่าว หลักแหลมจริง ๆเจ้าค่ะ”
       จังหวะนั้นเอง ขุนพิทักษ์ ก็โผล่ออกมาขวางหน้ารำพึง
       “อุ๊ย คุณพี่”
       จวงเห็นก็เลยถอยฉากออกไปดูต้นทางให้
       “น้องไปอยู่ที่ไหนมา ปล่อยให้พี่คิดถึง”
       “อย่ามาปากหวานเลยเจ้าค่ะ เมื่อกลางวันยังไปนอนกกนางทาสอยู่เลย”
       “นางทาสที่ไหนจะมาสู้น้องรำพึงของพี่”
       ขุนพิทักษ์ ไม่เพียงพูด แต่ดึงรำพึงมากอด
       “คุณพี่ปล่อยน้องนะเจ้าคะ ไม่อายผีสางบ้างหรือ”
       “จะต้องอายทำไม ผีสางก็รู้ว่าพี่รักน้องแค่ไหน”
       ขุนพิทักษ์ พูดแล้วก็หอมแก้มนวลของรำพึง รำพึงใจสั่นสะท้าน
       “น้องจะเชื่อได้อย่างไรว่าคุณพี่จะรักน้องเพียงคนเดียว”
       “เชื่อพี่เถอะ....หัวใจพี่มีน้องเพียงคนเดียว”
       “คุณพี่กล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพันรึคะ”
       ขุนพิทักษ์ไมตรีชะงักกับคำพูดของรำพึง
       “ถ้าคุณพี่ไม่กล้าก็หมายความว่า คำที่พูดมาเป็นเพียงลมปากแล้วจะให้น้องฝากชีวิตไว้ได้อย่างไร”
       รำพึงผละตัวออกไป ขุนพิทักษ์รั้งตัวรำพึงไว้
       “พี่เอาชีวิตเป็นเดิมพันว่า พี่จะรักและยกย่องน้องรำพึงเพียงคนเดียว”
       สายตาของรำพึงดูจริงจังมาก แต่เสียงของจวงก็มาขัดบรรยากาศ ขุนพิทักษ์ ดึงร่างรำพึงหลบ ลงไปนอนที่พื้น
       “ท่านขุนไว ท่านจะไปไหนเจ้าคะ”
       “ข้าก็มาตามหาคุณรำพึงสิวะ ท่านพระยาฯเรียกหาแล้ว”
       “คุณรำพึงไปที่เรือนแล้วเจ้าค่ะ”
       บริเวณพื้นสนาม ขุนพิทักษ์อยู่บนตัวรำพึง
       ขุนพิทักษ์ คลอเคลียที่ข้างแก้ม
       “พี่อยากอยู่แบบนี้ไปจนตาย ไม่อยากปล่อยน้องเลย”
       รำพึงเคลิ้มแต่ยังมีสติ
       “ถ้าพี่ไม่ปล่อยน้องไปตอนนี้ คุณพ่อต้องเล่นงานคุณพี่แน่ๆ”
       “แล้วพี่จะมีโอกาสได้กอดน้องแบบนี้อีกเมื่อไหร่”
      
       ทางฝั่งขุนไว จะเดินกลับไปทางเรือน แต่หันมาเห็นจวงมีอาการแปลกๆ
       “เป็นอะไรนังจวง มองไปในพุ่มไม้ทำไม มีอะไร”
       ขุนไว จะขยับเข้าไป แต่จวงดึงไว้ ขุนพิทักษ์ ตกใจ รีบพารำพึงมุดลอดสวนไป       
       “ไม่มีอะไรเลย เจ้าค่ะ รีบไปเถอะเจ้าค่ะท่านขุนฯ เดี๋ยวทั้งท่านพระยาฯและคุณรำพึงจะคอยเรานะเจ้าคะ”
       “ข้าไม่เชื่อเอ็ง”
       “เชื่อเถอะเจ้าค่ะ จวงไม่โกหก”
       ขุนไว มองไปที่พุ่มไม้แล้วเดินตรงเข้าไป จวงอกสั่นขวัญหาย
       “แย่แล้ว”
       ขุนไว แหวกพุ่มไม้ จังหวะนั้น แมวตำตัวหนึ่งกระโดดโจนมา
       “ไอ้แมวบ้า!”
       แมวมองจ้องหน้าขุนไว จวงขำคิกคัก
       “ขำอะไร”
       “เปล่าเจ้าค่ะ ก็จวงบอกแล้วว่าไม่มีอะไร ท่านขุนฯก็ไม่เชื่อ”
       ขุนไวพิชิตพล หัวเสียเดินกระแทกผ่านหน้าจวงไป จวงเดินไปแหวกพุ่มไม้ดู แต่ไม่เห็นใครแล้ว
      
       “หายไปไหน ผีลักซ่อนรึเปล่าวะเนี่ย”



       ที่เรือนทาสเวลานั้น ชุ่มเจ็บปวดไปทั่วกายค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง หน้าตาเต็มไปด้วยคราบเลือด สมเดินเข้ามาเห็นน้องก็ตกใจ
      
       “ทำไมเอ็งเป็นอย่างนี้”
       ชุ่มร้องไห้กอดสม
       “เพราะเราเป็นทาส ใครๆถึงทำกับเราตามอำเภอใจได้หรือพี่สม”
       “ใครทำอะไรเอ็ง เอ็งบอกข้า”
       “ฉันไม่เห็นหน้าพวกมัน แต่ฉันได้ยินเสียง”
       ชุ่มสีหน้าครุ่นคิด
       “คุณรำพึง”
       “คุณรำพึง ลูกสาวพระยาเทวราชน่ะเหรอ ทำไมเขาต้องทำเอ็งขนาดนี้”
       “ฉันก็ไม่รู้ แต่พี่เชื่อฉันนะ เป็นคุณรำพึงจริง ๆ”
       “ถ้าเอ็งยืนยันแบบนั้น! ข้าจะไปเรียนคุณหญิง”
       ชุ่มดึงสมไว้       
       “อย่าเลยพี่สม คุณหญิงมีเรื่องทุกข์ใจมากพอแล้ว อีกอย่างทาสอย่างเราพูดไปจะมีใครเชื่อ ช่างมันเถอะพี่ เจ็บแค่นี้ ชั้นทนได้”
       สมจะไม่ยอม แต่ชุ่มดึงมือสมไว้ สมกอดน้องด้วยความสงสาร
      
       คุณหญิงมณีเดินลงมา มองการสั่งการของแจ่มในการเตรียมน้ำสำหรับน้ำขึ้นไปรับแขก
       “เร่งมือกันหน่อย”
       “คุณหญิง ต้องลงมาเองหรือเจ้าคะ” แจ่มถาม       
       “น้ำสำหรับรับรองแขกพร่องแล้ว พวกเอ็งมัวแต่ต้วมเตี้ยมกันจนข้าทนไม่ไหว”
       “บ่าวจะรีบจัดการนำขึ้นไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
       คุณหญิงมณีจะกลับขึ้นเรือน แต่ชะงักที่เห็นขุนพิทักษ์ไมตรีกับรำพึงเดินเคียงคู่กันเข้ามา
       “คุณหญิงคะ มีสิ่งใดให้รำพึงช่วยแบ่งเบาไหมคะ”
       “น้องรำพึงอย่าเรียกคุณแม่พี่ด้วยคำเหินห่างแบบนั้นสิจ๊ะ เรียกท่านว่าคุณแม่จะดีกว่านะ”
       ทุกคนมองอึ้ง
       “พ่อพิทักษ์...”
       ขุนพิทักษ์ สั่งบ่าว       
       “อ้ายอีทั้งหลายจงฟังไว้ อีกไม่นานน้องรำพึงจะต้องมาเป็นนายหญิงของที่นี่ พวกเอ็งจงเชื่อฟังและปฏิบัติต่อน้องรำพึงดังเช่นเจ้าเรือนคนหนึ่ง”
       รำพึงยิ้มหน้าเชิดนิด ๆ อย่างทระนง
       ขณะที่คุณหญิงช้ำใจที่ลูกชายสนใจแต่เรื่องความรักในขณะที่พ่อเพิ่งตายไป
       “พระกำลังจะเริ่มสวดแล้ว แม่ว่าเราขึ้นไปข้างบนจะดีกว่านะ”
       “ค่ะ...คุณแม่”
       คุณหญิงมณีสีหน้าเครียด ขุนพิทักษ์พารำพึงเดินตามหลังไป
      
       ผ่องตบเข่าฉาด!
       “นั่นไง ข้าว่าแล้วต้องเป็นแบบนี้”
       “ท่านพระยายังไม่ทันจะได้เผา นี่ท่านขุนจะรู้สึกโศกเศร้ากับการจากไปของท่านพระยาบ้างไหม” ผาดว่า       
       แจ่มตบปากผาด
       “พูดมาก เรื่องของเจ้านายพวกเอ็งไม่เกี่ยว รีบทำงานไป ไม่งั้นข้าจะฟ้องให้ท่านขุนสั่งโบยพวกเอ็งให้หลังลายเชียว”
       ทาสสะดุ้งก้มหน้าก้มตาทำงาน แจ่มมองตามรู้ สึกสังหรณ์ใจว่าจะมีเรื่องยุ่ง
      
       บนเรือน ขุนไวพิชิตพลเดินขึ้นเรือนมาขณะที่พระกำลังสวดใกล้จบ ขุนไวเห็นรำพึงนั่งฟังพระอยู่กับพระยาเทวราช ซึ่งถัดไปเป็นขุนพิทักษ์ ขุนไวจึงเดินไปนั่งข้างๆรำพึงอีกด้านหนึ่ง ทำให้รำพึงอยู่ตรงกลางระหว่าง ขุนพิทักษ์กับขุนไว ทั้งสองจ้องหน้ากันอย่างไม่ละสายตา
       “คุณรำพึงหายไปไหนนานเชียวครับ”
       “ก็ไปดูอาหารเลี้ยงผู้คนสิคะ ท่านขุนฯคิดว่ารำพึงจะไปไหนได้”
       “ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดี”
      
       เวลาต่อมา ผ่องกับผาดนั่งอยู่ที่พื้น กลางเรือนทาส
       “เอ็งสองคนบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ว่าใครทำนังชุ่ม” แจ่มว่า
       “ข้าไม่รู้จริงๆนะป้าแจ่ม ข้าเอาข้าวมาให้มันแล้วพวกข้าก็ไป” ผ่องบอก
       “เอ็งอย่ามาโกหก หรือจะต้องให้เรื่องถึงคุณหญิง”
       “อย่านะป้าแจ่ม พวกข้าไม่รู้จริงๆ” ผาดบอก
       สมพยุงชุ่มออกมา
       “อย่าไปเอาความพี่ผ่องกับพี่ผาดเลยจ้ะป้า”
       ผ่องกับผาดมองหน้าชุ่ม แจ่มถาม
       “ใครทำเอ็ง ทำไมเอ็งไม่บอกข้าวะ จะได้ให้คุณหญิงท่านจัดการ”
       “ฉันไม่อยากให้คุณหญิงท่านไม่สบายใจ”
       แจ่มมองชุ่มอย่างสงสาร แล้วพึมพำ
       “ใครน่ะ...นังชุ่ม...ใครมันใจร้ายใจดำทำกับเอ็งอย่างนี้”
       ชุ่มมีสีหน้าชอกช้ำ
      
       เวลายามเช้า รำพึงอยู่ในห้องนอน นั่งยิ้มมองกระจกอย่างมีความสุข เห็นภาพในกระจกเป็นเรื่องราวตอนที่ขุนพิทักษ์อิงแอบแนบชิดกับตัวเอง
       “เชื่อพี่เถอะ...หัวใจพี่มีน้องเพียงคนเดียว”
       ขุนพิทักษ์พูดแล้วก็หอมไปที่แก้มนวลของรำพึง รำพึงใจสั่นสะท้าน
       “คุณพี่กล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพันรึคะ”
       รำพึงผละตัวออก ขุนพิทักษ์ รั้งตัวรำพึงไว้
       “พี่เอาชีวิตเป็นเดิมพันว่าพี่จะรักและยกย่องน้องรำพึงเพียงคนเดียว”
       คำพูดขุนพิทักษ์ที่ประกาศต่อหน้าบ่าวไพร่ดังก้อง
       “อ้ายอีทั้งหลายจงฟังไว้ อีกไม่นานน้องรำพึงจะต้องมาเป็นนายหญิงของที่นี่ พวกเอ็งจงเชื่อฟังและปฏิบัติต่อน้องรำพึงดังเช่นเจ้าเรือนคนหนึ่ง”
      
       รำพึงดึงตัวเองกลับมา ยิ้มหน้าเชิดนิดๆ อย่างทระนง
       ภาพในกระจกกลับเป็นใบหน้าของรำพึงที่กำลังยิ้มร้าย พูดกับตัวเองอย่างหมายมั่น
      
       “นับต่อแต่นี้ชีวิตคุณพี่จะเป็นของน้อง!”



       จวงเปิดประตูห้องเข้ามา เห็นรำพึงนั่งอยู่หน้ากระจก
      
       “งามเหลือเกินเจ้าค่ะ คุณรำพึงของบ่าว”
       รำพึงยิ้มมองตัวเองอย่างมั่นใจในความสวย       
       “ดอกไม้ที่ข้าให้เตรียม เรียบร้อยมั้ยนังจวง”
       “บ่าวให้คนเตรียมใส่เรือไว้เรียบร้อยแล้ว คุณรำพึงจะเอาดอกไม้เยอะแยะ ไปทำอะไรเจ้าคะ”
       “ข้าจะเอาไปให้ที่เรือนคุณหญิงมณี ใช้จัดในงานคืนนี้”
       “แหม...คุณรำพึงของบ่าวทั้งงามทั้งดีขนาดนี้ ถ้าคุณหญิงได้คุณรำพึงไปเป็นสะใภ้ คงเชิดหน้าชูตาน่าดู”
       รำพึงหันมายิ้มมองในกระจก
       “อีกไม่นานหรอก”
       ริมฝีปากแดงชาดของรำพึง ยิ้มอย่างผู้มีชัย
      
       เช้าวันเดียวกัน ขุนพิทักษ์ไมตรีเอนกายอยู่บนเตียง นึกถึงคำที่รำพึงพูดไว้กับตน
       “อย่ามาปากหวานเลยเจ้าค่ะ เมื่อกลางวันยังไปนอนกกนางทาสอยู่เลย”
       “นางทาสที่ไหนจะมาสู้น้องรำพึงของพี่”
      
       แล้วก็นึกถึงคำพูดของคุณหญิงมณี
       “น้องรำพึงมาหรือขอรับ…อยู่ที่ไหนล่ะขอรับคุณแม่”
       “เขากลับไปแล้วล่ะ หลังจากที่เห็นลูกนอนอยู่กับนังชุ่ม”
       “นังชุ่ม”
      
       บนเตียง ขุนพิทักษ์ รำพึงชื่อออกมา
       “นังชุ่ม?!”
      
       บนเรือน ขุนพิทักษ์ไมตรีเปิดประตูออกมาก็เห็นภาพที่บ่าวไพร่กำลังเตรียมข้าวของเพื่องานสวดศพอีกคืน บ้างก็จัดดอกไม้ บ้างก็เช็ดถูเรือน       
       “นังผ่อง” ขุนพิทักษ์เรียก
       “เจ้าคะท่านขุนฯ”
       “นังชุ่มอยู่บนเรือนรึเปล่า”
       “ท่านขุนฯมีอะไรกับนังชุ่มรึเจ้าคะ”
       “ไม่ใช่กงการอะไรของเอ็ง”
       ผ่องหงอไป กลัวขุนพิทักษ์จะเอาเรื่อง
       “นังชุ่มไม่ได้อยู่บนเรือนเจ้าค่ะ”
       “แล้วมันอยู่ไหน”
      
       บริเวณบคงบัวในสวน ชุ่มที่ยังมียังมีรอยช้ำบนใบหน้า กำลังแกะเชือกเรือเพื่อจะไปเก็บบัว บริเวณนั้นมีเด็กๆเล่นอยู่ริมตลิ่งใกล้ๆ ชุ่มค่อยๆลอยเรือออกไปเก็บบัว
       ขุนพิทักษ์ไมตรีเดินตรงมาที่บึงบัว
       จังหวะนั้นไอ้ดำที่ว่ายน้ำออกไปไกล กำลังจะจมน้ำ
       “ไอ้ดำ! พี่ชุ่ม ไอ้ดำจมน้ำ! ช่วยด้วย พี่ชุ่ม ช่วยด้วย” ไอ้แดงบอก
       ชุ่มที่เก็บบัวหันไปตามเสียง เห็นเด็กกำลังดำผุดดำว่ายใกล้จมน้ำ
      
       ทางฝั่งขุนพิทักษ์ ที่เดินมาในระยะใกล้ได้ยินเสียงเด็กเรียกชุ่มให้ช่วย
       “ข้าว่ายน้ำไม่เป็น! ไอ้แดง รีบวิ่งไปตามคนมาเร็ว”
       ไอ้แดงรีบวิ่งไป ชุ่มมองที่ไอ้ดำที่กำลังจะจมน้ำก็ลังเล ชุ่มพยายามจะเอาไม้พายยื่นไปแต่มันก็ไกลเกิน
       “โธ่เอ๊ย!”
       แค่เสี้ยววินาที ชุ่มตัดสินใจกระโดดลงน้ำไปช่วยเด็ก ขุนพิทักษ์ เห็นชุ่มกระโดดลงไปช่วยเด็ก
       ชุ่มว่ายน้ำสะเปะสะปะจนไปถึงไอ้ดำ เด็กเกาะชุ่มแน่น ชุ่มพยายามสุดชีวิตว่ายพาเด็กไปใกล้เรือที่สุด ชุ่มเหวี่ยงเด็กจนเด็กเปะปะไปจับที่ขอบเรือจนสำเร็จ
       ขุนพิทักษ์มองชุ่มที่ช่วยเด็กอยู่อย่างรู้สึกถูกใจในความกล้า
       เด็กปล่อยมือจากชุ่ม เด็กใช้สองมือเกาะขอบเรือแน่น ชุ่มตั้งสติได้ก็พุ่งตัวขึ้นมาแล้วพยายามจะว่ายเข้าไปที่เรือ ชุ่มพยายามจะใช้มือจับเรือ แต่กลับเป็นการผลักเรือให้ออกไป ชุ่มพยายามจะคว้าแต่เรือไปไกล ชุ่มหมดแรงไม่ไหวกำลังจะจมน้ำ
       ขุนพิทักษ์ เห็นท่าไม่ดีรีบกระโดดลงน้ำไปช่วย
       ชุ่มหมดแรง สำลักน้ำ ร่างกำลังจมลง ขุนพิทักษ์ ว่ายเข้ามาใกล้ๆ และตวัดร่างชุ่มเข้าแนบตัว และพาชุ่มลอยเหนือน้ำ
      
       ในเวลาต่อมา รำพึงก้าวขึ้นเรือนคุณหญิงมณี ผ่องกับผาดเห็นก็ให้สะดุ้งแอบหวาดกลัว บ่าวต่างๆเห็นแล้วต่างหมอบคลาน จวงพูดขึ้น
       “คุณรำพึงเอาดอกไม้มาช่วยงาน พวกเอ็งไปเอาที่เรือหน่อย”
       บ่าว ๒- ๓ คนเดินลงเรือนไป...
       ผ่องกับผาดแอบซุบซิบกัน
       “คุณหญิงยังไม่วางท่าขนาดนี้” ผ่องว่า
       “จะพูดทำไม เดี๋ยวก็โดนหวายหรอก”
       “ก็มันจริงนี่หว่า”
       รำพึงตวัดตาไปเห็น จวงรีบจัดการแทนรำพึง
       “เอ็งสองคนมีปัญหาอะไร”
       ผ่องผาดมองหน้ารำพึงที่ยิ้มสวยแต่ดูน่ากลัวมากกว่าใจดี
       ทั้งคู่พูดขึ้น
       “เปล่า”
       จวงอ้าปากจะด่าต่อ แต่รำพึงจับจวงไว้
       รำพึงแสร้งทำใจดี หันไปถามผ่องผาด
       “คุณหญิงไม่อยู่รึ”
       “คุณหญิงไปวัดเจ้าค่ะ”
       “แล้วท่านขุนล่ะ”
       ผ่องกับผาดตาโตดูมีพิรุธ รำพึงจับสังเกตได้
       “เอ่อ...คือ...” ผ่องอึกอัก
       “พวกเอ็งมีอะไรปิดบังคุณรำพึง อยากโดนหวายหรือไง” จวงว่า
       ผ่องกับผาดอึกอัก รำพึงที่ดูอ่อนโยน แต่น้ำเสียงฟังแล้วชวนขนหัวลุกมาก
       “คุณพี่อยู่ที่ไหน”
       “อยู่...อยู่ที่บึงบัวเจ้าค่า”
      
       รำพึงสงสัยว่า ขุนพิทักษ์ไปทำอะไรที่นั่น!



       ขุนพิทักษ์ไมตรีวางชุ่มลงที่พื้นบนฝั่ง ชุ่มสำลักน้ำออกมา แต่ยังสลบอยู่ ใบหน้าของชุ่มมีรอยฟกช้ำเล็กน้อยและเปียกไปด้วยหยดน้ำ แต่สวยเป็นธรรมชาติ ขุนพิทักษ์ พินิจมองหน้านั้นอยู่นาน
      
       ขุนพิทักษ์ก้มลงไปฟังเสียงหายใจ เป็นจังหวะที่ชุ่มรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาก็ตกใจ! เมื่อพบว่าขุนพิทักษ์ซบอยู่ที่อก ชุ่มผลักขุนพิทักษ์ออกไป
       “ท่านขุนฯจะทำอะไรข้า”
       “สภาพแบบนี้ข้าจะทำอะไรเอ็งได้”
       ชุ่มหันไปดูที่เรือ
       “ไอ้ดำ”
       ชุ่มจะเข้าวิ่งลงไปหาเรือ        ขุนพิทักษ์ดึงมือชุ่มไว้
       “จะทำอะไร”
       “ข้าจะไปช่วยไอ้ดำ”
       “ป่านนี้มันวิ่งปร๋อไปแล้ว เอ็งต่างหากที่จะเอาตัวไม่รอด ว่ายน้ำไม่เป็นยังจะทำเก่งลงไปช่วยมันอีก”
       “ถ้าข้าไม่ช่วย ไอ้ดำต้องตายแน่ๆ”
       “เอ็งยอมเสี่ยงตายเพื่อมันงั้นรึ”
       “ท่านทนเห็นคนตายไปต่อหน้าโดยที่ท่านไม่คิดจะทำอะไรเลยได้หรือเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์ มองชุ่มที่กล้าพูดกับเขาไม่เหมือนคนอื่น ดวงตาใสๆของชุ่มที่เขาไม่อยากละสายตา
       “เจ้านี่มันปากดี ไม่รู้รึว่าข้าเป็นใคร อยากหลังลายรึไง”
       “ข้ารู้ว่าท่านเป็นใคร แต่ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด ท่านจะมาโบยข้าได้ยังไง”
       “ปากแบบนี้ไง หน้าถึงได้เขียวช้ำ คงหาเรื่องเขาไปทั่วสิท่า”
       ชุ่มนึกถึงภาพที่ถูกคลุมหน้าตบทำร้ายไม่นับ
       ชุ่มน้ำตาคลอ ขุนพิทักษ์เห็น
       “ใช่ ข้ามันชอบหาเรื่องใส่ตัว”
       ชุ่มรีบลุกขึ้นแต่ด้วยความเร็ว ชุ่มหน้ามืดล้มลง ขุนพิทักษ์ รับชุ่มไว้ในอ้อมแขน
       รำพึงและจวงยืนเฝ้าดูเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น! รำพึงกำหมัดแน่น
       “ร้ายนักนังชุ่ม! สำออยเพื่อจะได้แนบชิดคุณพี่”
       “แบบนี้มันต้องตบล้างน้ำเจ้าค่ะ จวงจัดการเอง”
       จวงจะเข้าไปจัดการ แต่รำพึงจับไว้
       “ไม่ใช่ตอนนี้”
       รำพึงมองภาพตรงหน้าอย่างเคียดแค้น ขุนพิทักษ์ ยังไม่ปล่อยชุ่ม ทั้งสองประสานสายตากัน แววตาที่แฝงความกลัวของชุ่ม ทำให้ขุนพิทักษ์เอ็นดู
       “ข้าช่วยเอ็ง ๒ ครั้งแล้วนะ เอ็งคงต้องตอบแทนข้าบ้าง”
       ขุนพิทักษ์ โน้มหน้าเข้าไปใกล้หมายจะหอม แต่ชุ่มรีบผละตัวออกมา       
       “ถ้าจะให้ข้าตอบแทน ท่านขุนฯเอาชีวิตข้าไปยังดีกว่า ที่ท่านจะมาทำกับข้าแบบนี้”
       ชุ่มน้ำตาไหลเอ่อวิ่งออกไป ขุนพิทักษ์ มองตามด้วยความสนใจในตัวชุ่มที่ไม่สนใจเขาแม้แต่นิดเดียว
       รำพึงแววตาคมกริบ มองตามชุ่มด้วยความเคียดแค้น
      
       ในเวลาต่อมา คุณหญิงมณีขึ้นเรือนมา ตามมาด้วยแจ่ม
       “ให้คนไปตัดดอกบัวมานะแจ่ม ฉันจะถวายพระ”
       “บ่าวสั่งให้นังชุ่มไปเก็บบัวมาตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วเจ้าค่ะ” แจ่มบอก       
       “เออ แล้วนังชุ่มมันเป็นยังไงบ้างแจ่ม ข้ายังไม่ได้ถามไถ่มันเลย มันคงจะขวัญเสีย”
       ผ่องที่ถือพานดอกไม้เข้ามา ก็ตกใจจนทำพานหล่น แจ่มมองหน้าผ่อง กับผาด ทั้ง ๒ คนแอบหลบตา แจ่มไม่กล้าบอกเรื่องที่มีคนบุกทำร้ายชุ่ม
       “ก็...ก็อยู่ดีเจ้าค่ะ ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกับนังชุ่มเลย”
       คุณหญิงมณีจับสังเกตแจ่ม
       “เอ็งมีอะไรปิดข้า”
       “ปะ..เปล่าเจ้าค่ะ ไม่มีอะไรจริงๆ”
       คุณหญิงมณีกำลังจะคาดคั้นแจ่ม แต่จังหวะนั้น ขุนพิทักษ์ไมตรีเดินขึ้นเรือนมาด้วยสีหน้าอมยิ้ม
       “ทำไมตัวเปียกปอนมาอย่างนั้นล่ะพ่อพิทักษ์”
       “ลูกลงน้ำไปช่วยคนของคุณแม่มา”
       “ใครเป็นอะไร” คุณหญิงถาม
       “นังชุ่มไงขอรับคุณแม่ มันจมน้ำ”
       “นังชุ่ม!” สมโพล่งขึ้น
       สมได้ยินรีบลงเรือนไปทันที
       “แล้วมันเป็นอย่างไรบ้างลูก”
       “ไม่เป็นอะไรแล้วขอรับ ลูกไปช่วยมันไว้ทัน”
       คุณหญิงมณีโล่งใจ เปลี่ยนเรื่องมาคุยเรื่องเมื่อวาน
       “ถือว่าทำบุญเถอะลูก แม่แค่เกรงว่า เจ้าจะไปเอาความมันเรื่องเมื่อวาน แม่รู้นิสัยลูกดี พวกทาสกลัวกันหงอ”
       “แต่เห็นทีจะไม่ใช่นังชุ่มคนนี้ ดูท่ามันฉลาดนัก”
       แจ่มถาม       
       “มันทำอะไรให้ท่านขุนขัดใจรึเจ้าคะ แจ่มจะไปกำราบมันเอง”
       ขุนพิทักษ์ยิ้ม
       “ไม่มีอะไร มันก็แค่เป็นคนกล้าต่างจากคนอื่น”
       แจ่มกับคุณหญิงมณีมองหน้ากัน ทั้งคู่ต่างแปลกใจ
       ผ่องกับผาดเห็นได้จังหวะ เลยรีบรายงาน
       “เออ...คุณหญิงเจ้าคะ คุณรำพึงเอาดอกไม้มาช่วยงานเจ้าค่ะ” ผ่องว่า
       “น้องรำพึงมารึ”
       ผาดบอก
       “เจ้าค่ะ อ้าวไม่เจอกันหรือเจ้าคะ บ่าวบอกไปว่าท่านขุนฯอยู่ที่บึงบัว”
       “แล้วทำไมไม่รีบบอกข้า!”
       ขุนพิทักษ์ รีบวิ่งลงไปจากเรือน
       “แปลก” แจ่มพูดขึ้นลอยๆ
       “อะไรนังแจ่ม”
       “ท่านขุนฯไม่เคยชมทาส แต่กลับชมนังชุ่ม”
      
       คุณหญิงมณีชะงักคิดตาม
      ภายในเรือนทาส ชุ่มเปียกปอนนั่งขดตัวร้องไห้ จังหวะนั้น จวงเดินเข้ามายืนค้ำหัวชุ่ม
      
               “มันยังสำออยไม่เลิกเลยเจ้าค่ะ คุณรำพึง”
               ชุ่มเงยหน้ามาเห็นรำพึง กับจวงก็ตกใจ
               “เอ็งนี่มันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” รำพึงว่า
               จวงจิกหัวชุ่ม
               “ท่านขุนเป็นของคุณรำพึงจำไว้”
               “ปล่อยข้า...โอ้ย”
               จวงกระชับมือจิกลงน้ำหนักหัวชุ่มอีก รำพึงจิ้มไปที่รอยช้ำ
               “เอ็งคงจะเจ็บมาก เจ็บแล้วมันก็น่าจะจำใส่กระโหลกบ้าง”
               “ข้าทำผิดเรื่องอะไร ทำไมคุณรำพึงต้องทำกับข้าถึงขนาดนี้”
               “ข้าทำอะไรเอ็ง เอ็งนี่เพ้อเจ้อใหญ่แล้วนะ”
               ชุ่มมองรำพึงที่สีหน้ายิ้ม ๆ ชุ่มมั่นใจว่าใช่ก็พูดซื่อ ๆ หยั่งถาม
               “ถ้าอย่างนั้นข้าคงเข้าใจผิด ดีเลยเจ้าค่ะข้าจะได้ขอให้คุณหญิงช่วยหาตัวคนที่ทำร้ายข้าถึงเรือนนอน”
               รำพึงตาวาวโรจน์มองจวง
               “เอ็งคิดจะขู่นายข้างั้นรึ”
               จวงลากชุ่มมาที่โอ่งแล้วจับชุ่มกดน้ำลงไป แล้วจับเงยขึ้นมา ชุ่มหายใจแทบไม่ออก
               “จำไว้ อย่าคิดตีเสมอกับคุณรำพึง!”
               “ข้าเปล่า”
               ชุ่มโดนจับกดน้ำอีก... “อุ๊บ”
               สีหน้าชุ่มที่โดนจับกดน้ำ ดูทรมานมาก
               สมเดินเข้ามาเห็นรำพึงทำร้ายน้องอยู่ ก็วิ่งเข้าไปกระแทกรำพึงที่ขวางทางอยู่
               “โอ้ย!”
               สมไม่สนใจเข้าไปผลักจวงจนล้มแล้วประคองชุ่มที่สำลักน้ำขึ้นมา       
               “ไอ้สม ทำคุณรำพึงได้ยังไง เอ็งไม่ตายดีแน่ ข้าจะฟ้องคุณหญิง”
               “ฟ้องเลย ถ้าเอ็งอยากให้คุณหญิงรู้ว่าใครทำร้ายน้องข้า”
               รำพึงตกใจ
               “คิดจะใส่ร้ายข้าเพื่อให้ท่านขุนสงสารยกน้องเอ็งเป็นเมียบ่าวหรือยังไง”
               “กระผมกับน้องไม่เคยคิดมักใหญ่ใฝ่สูง! แต่กระผมก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าจะโดนรังแกจากผู้ที่ได้ชื่อว่าลูกพระยา คุณหญิงจะต้องรู้เรื่องนี้”
               “คิดว่าคุณหญิงจะเชื่อคำพูดทาสอย่างเอ็งหรือไง”
               สมอึ้ง ประกาศกร้าว
               “ถ้าใครหน้าไหนคิดจะทำร้ายนังชุ่มอีก กระผมจะไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น”
               “ทาสอย่างเอ็งจะทำอะไรได้”
               “ถ้าอยากรู้จะลองดูก็ได้ขอรับคุณรำพึง”
               รำพึงกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ
               จังหวะนั้นเองที่ขุนพิทักษ์ เข้ามา
               “น้องรำพึง!”
               รำพึงรีบปรับสีหน้าทันที
               “คุณพี่”
               “มาทำอะไรที่นี่ ทำไมไม่ขึ้นไปบนเรือน”
               “น้องรู้ว่านังชุ่มมันจมน้ำ น้องก็เลยมาดูว่า มันเป็นอะไรมากรึเปล่า มีอะไรบ้างไหมที่น้องพอจะช่วยเหลือได้บ้าง”
               จวงเสริม
               “ใช่เจ้าค่ะ คุณรำพึงยังว่าจะจัดยามาให้นังชุ่มกันไข้กินด้วยนะเจ้าคะ”
               ชุ่มกับสมมองรำพึงอย่างไม่อยากเชื่อว่า จะเปลี่ยนหน้าได้เร็วขนาดนี้
               ขุนพิทักษ์ พูดกับชุ่ม
               “เอ็งนี่โชคดีจริงๆนะนังชุ่ม รอดตายและยังได้รับน้ำใจจากน้องรำพึง”
               ชุ่มมองขุนพิทักษ์ อย่างเจ็บปวด
               “ต่อไปข้าจะไม่ทำให้พวกท่านต้องลำบากมาเมตตาข้าแบบนี้อีก”
               “เก่งให้มันเหมือนปากเถอะนังชุ่ม” ขุนพิทักษ์ บอก       
               ขุนพิทักษ์ มองชุ่มอย่างถูกใจ รำพึงสังเกตเห็น
               ชุ่มกับรำพึงมองหน้ากันไม่วางตา
               “เอ็งนี่มันพยศจริงๆ ทำตัวให้มันดี ๆ หน่อย”
               ชุ่มซึ้งใจ
               “เจ้าค่ะ”
               สมกัดฟันจ้องหน้ารำพึง
               “กระผมจะดูแลน้องให้ดี ไม่ให้มีภัยมาถึงตัวแบบนี้อีกขอรับ”
      
               รำพึงตวัดตาไปมองสม แววตาเต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่รำพึงมีต่อสองพี่น้อง



       ภายในห้องนอน เวลากลางวัน รำพึงเขวี้ยงหมอนไปที่โต๊ะเครื่องแป้งจนกวาดข้าวของหน้ากระจกล้มระเนระนาด
      
               “มันร้ายทั้งพี่ทั้งน้อง!”
               “คุณรำพึงว่ามันจะบอกคุณหญิงรึเปล่าเจ้าคะ”
               “ไม่หรอก...คนอย่างไอ้สมมันคงไม่หาเหาใส่หัว หรือแม้ถึงบอก คุณพี่ก็ต้องปกป้องข้าอยู่แล้ว”
               “จริงด้วยเจ้าค่ะ เพราะท่านขุนฯหลง...”
               “นังจวง!”
               “เอ้ย.....รักคุณรำพึงของบ่าวจะแย่”
               รำพึงสงบลงแต่ยังเคียดแค้น เมื่อนึกถึงใบหน้าของสมและชุ่ม
               “ตามันกล้านัก”
               “เแต่มันคงไม่กล้าอีกแล้วล่ะเจ้าค่ะ โดนไปขนาดนั้น”
               “ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ เพราะถ้ามันยังกล้ากำแหงกับข้า ข้าไม่เอามันไว้แน่”
               รำพึงจิกนิ้วลงฝ่ามืออย่างแรงด้วยความอาฆาต จวงเห็นอาการก็มีทีท่าแขยง
      
               บริเวณร้านขายผ้าในตลาด ผ้าผืนงามอยู่ในมือของขุนไวพิชิตพล แววตาของขุนไว เป็นประกายเมื่อนึกถึงรำพึง
               “ผ้าแพรผืนงามสำหรับหญิงงามอย่างคุณรำพึง”
               แต่ขุนไวต้องชะงัก เพราะเสียงขุนพิทักษ์ยังดังก้องอยู่ในหัว
      
               ขุนพิทักษ์ดึงผ้าแพรผืนน้อยออกมา
               “แต่แพรผืนนี้น้องรำพึงมอบให้ข้า กลิ่นดอกฟ้ายังติดอยู่ที่ปลายจมูก ใครกันแน่วะที่จะไม่ได้เชยชมดอกฟ้า”
      
               “เมื่อเอ็งรุกถึงขนาดนี้ ข้าจะไม่นิ่งเฉยอีกต่อไปแล้ว..ไอ้พิทักษ์”
               ขุนไวพิชิตพล ลูบผ้าผืนงามอย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่น แววตาแห่งการต่อสู้ผุดขึ้นในดวงตาของขุนไว การแย่งชิงให้ได้มาซึ่งความรักกำลังเริ่มต้นขึ้น
              
              
               คุณหญิงมณีเดินเข้ามาที่เรือนทาส บ่าวไพร่ทำความเคารพกันทั้งเรือน คุณหญิงตรงไปที่เรือนของชุ่ม แจ่มร้องเรียก
               “นังชุ่ม คุณหญิงมาหาเอ็ง”
               แจ่มเรียก แต่ชุ่มไม่ออกมา
               “เอ๊ะยังไง นังนี่คุณหญิงอุตส่าห์มาถึงเรือนทาส เอ็งยังจะตะมอยทำ        อะไรอยู่ ไม่รีบออกมา”
               “แจ่ม เข้าไปดูมันสิ มันเป็นอะไรรึเปล่า”
               “เจ้าค่ะคุณหญิง”
               แจ่มเดินขึ้นเรือนไป ด้านใน แจ่มเห็นชุ่มนอนคู้ตัวอยู่
               “นังชุ่ม คุณหญิงเรียกให้หาเอ็งยังกล้านอนสันหลังยาวอยู่ได้ยังไง มันน่านัก”
               แจ่มเข้าไปเขย่าตัว แจ่มรู้สึกได้ถึงความร้อนจากตัวชุ่ม
               “นังชุ่ม เอ็งเป็นไข้รึนี่”
               แจ่มรีบออกไปบอกคุณหญิงมณีที่ด้านนอก สมเข้ามาสมทบพอดี
               “คุณหญิงเจ้าขา นังชุ่มไข้ขึ้นเจ้าค่ะ ตัวร้อนอย่างกับไฟ”
               “นังชุ่ม!” สมร้องขึ้น       
                สมรีบวิ่งขึ้นไปดูน้องสาวที่ด้านใน คุณหญิงมณีตามไปติดๆ สมเข้าไปประคองน้อง
               “ชุ่ม นังชุ่ม”
               ชุ่มรู้สึกตัว ลืมตาตื่นเห็นคุณหญิงมณีอยู่ตรงหน้า ชุ่มยกมือไหว้
               “เอ็งไหวมั้ยนังชุ่ม”
               “ไหวเจ้าค่ะคุณหญิงฯ คุณหญิงจะให้ข้าทำอะไร ข้าทำได้เจ้าค่ะ”
               “คุณหญิงจะให้มันทำอะไร กระผมขอทำแทนเองขอรับ” สมบอก
               “เออ ดูมัน คนน้องไข้ขึ้นขนาดนี้ยังจะทำเก่ง ส่วนคนพี่ก็รักน้องห่วงน้องจนไม่ฟังความก่อน นังชุ่มมันไข้ขึ้นขนาดนี้ข้าคงไม่ใจดำให้มันทำงานหรอกไอ้สม”
               “คุณหญิงท่านทราบว่าเอ็งจมน้ำ ท่านเป็นห่วงก็เลยอยากมาดูด้วยตัวเอง” แจ่มบอก
               “เขาว่าเอ็งช่วยชีวิตเด็ก อวดเก่ง เลยต้องมาเป็นแบบนี้”
               คุณหญิงมณียิ้มให้ชุ่มด้วยความเอ็นดู
               “แจ่ม หายาให้มันด้วยนะ อย่าปล่อยให้เป็นนาน ถ้ายาสมุนไพรไม่หาย ไปเอายาฝรั่งที่บนเรือน”
               “เจ้าค่ะ คุณหญิง”
               “ส่วนเอ็งไอ้สม คืนนี้ผลัดเวรกับคนอื่น ไม่ต้องเฝ้าเรือจะได้มาดูแลน้อง”
               “ขอบพระคุณขอรับคุณหญิง”
               สมไหว้คุณหญิงมณี แต่ชุ่มขัดขึ้นมาก่อน       
               “อย่าให้พี่สมต้องเสียงานเพราะบ่าวเลยเจ้าค่ะ”
               คุณหญิงมณียิ้ม
               “ดูฤทธิ์มันสิ นังแจ่ม”
      
               คุณหญิงมอง ๒ พี่น้องคู่นี้อย่างเอ็นดู



       ที่บนเรือน คุณหญิงมณีลงนั่งสีหน้ายังยิ้มๆ เมื่อคิดถึงชุ่ม
      
               “นังแจ่ม..ถ้านังชุ่มหายป่วย ข้าอยากให้เอ็งฝึกนังชุ่มให้ขึ้นมาช่วยงานบนเรือน”
               “นังชุ่มเหรอเจ้าคะ”
               “แล้วก็จัดการให้มันดูเป็นผู้เป็นคนหน่อย หน้าตาผมเผ้าดูไม่ได้เลย ตัวรึก็กระดำกระด่างอย่างกับลูกหมาตกโคลน”
               “บุญของนังชุ่มมันจริงๆที่คุณหญิงเมตตา”
               “หมาที่มันกตัญญูต่อเจ้าของ ไม่ควรรึที่ข้าจะให้มันมารับใช้ใกล้ตัว ในเมื่อข้ารู้ว่า มันจะต้องภักดีกับข้าเท่าชีวิต เหมือนเช่นที่เอ็งเป็น”
               แจ่มยิ้มปลื้ม
               “บ่าวดีใจเจ้าค่ะ ที่คุณหญิงเห็นความภักดีของบ่าว”
               คุณหญิงมณีมองแจ่มอย่างพอใจ
              
               ในเวลากลางคืน รำพึงนอนอยู่ที่เตียง พระยาเทวราชยืนอยู่ข้างเตียง
               “รำพึงเวียนหัวนิดหน่อยค่ะคุณพ่อ เห็นทีคืนนี้ลูกคงไปงานศพท่านพระยาฯกับคุณพ่อไม่ได้”
               “ไม่เป็นไร พ่อมีขุนไวไปด้วยอยู่แล้ว ลูกนอนพักผ่อนให้หายดีซะก่อนเถอะ”
               “ค่ะ”
               “จวงเอ็งดูแลลูกข้าให้ดี ถ้าอาการไม่ดีก็รีบตามหมอมาดู”
               “เจ้าค่ะ”
               พระยาเทวราชเดินออกไป
      
               ที่หน้าเรือน ขุนไวพิชิตพลยื่นผ้าแพรให้พระยาเทวราช
               “ขอบใจแทนรำพึงด้วยนะ เดี๋ยวให้บ่าวเอาไปให้รำพึงที่ห้อง”
               จวงรับแล้วเดินขึ้นเรือนไป ขุนไว ถามอย่างแปลกใจ
               “แล้วคุณรำพึงไม่ได้ไปงานคืนนี้ด้วยกันหรือครับ”
               “นอนป่วยอยู่ในห้องน่ะ”
               ขุนไว ตกใจ
               “คุณรำพึง เป็นอะไรมากรึเปล่า กระผมจะไปตามหมอมาให้”
               “ไม่เป็นอะไรมากหรอกท่านขุน”
               “กระผมเป็นห่วงคุณรำพึงเหลือเกินครับ”
               ขุนไว อยากเดินเข้าไปในเรือน แต่พระยาห้ามไว้
               “ฉันเป็นพ่อ ฉันย่อมห่วงลูกยิ่งกว่าใคร ดังนั้นฉันว่าอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น”
               ขุนไวพิชิตพลจำต้องนิ่งไป
               “ครับ”
               “ถ้างั้นก็ไปกันได้แล้ว”
               ขุนไว มองขึ้นไปบนเรือนอย่างเป็นห่วงเป็นใย
              
               รำพึงสะบัดผ้าห่มพรึ่บ ลุกขึ้น จวงเปิดประตูเข้ามาพร้อมผ้าแพรของขุนไว
               “อ้าวคุณรำพึงลุกมาทำไม ป่วยอยู่นะเจ้าคะ” จวงว่า
               “ใครป่วย...อย่าโง่น่านังจวง”
               “อ้าว...แล้วทำไมคุณรำพึงต้องแกล้งป่วย”
               “ข้าก็จะทำให้คุณพี่คิดถึงข้าจนแทบสำลักไงล่ะ อยากไปยุ่งกับนังชุ่มดีนัก”
               “ใครจะคิดถึงใครจนสำลักกันแน่”
               “นังจวง...หุบปากไปเลย”
               จวงหน้าจ๋อยแล้วรีบเอาใจ
               “ของกำนัลจากขุนไวเจ้าค่ะ”
               จวงวางผ้าลงบนเตียง รำพึงปลายตามองเพียงนิดเดียว ในใจเธอตอนนี้ไม่มีพื้นที่เหลือให้ใครนอกจากขุนพิทักษ์ไมตรีเพียงคนเดียว       
               บริเวณเรือนทาส แจ่มเอายาฝรั่งให้ชุ่มกิน
               “เอ็งนี่มีบุญนักนังชุ่ม ยาฝรั่งเนี่ยทาสอย่างเราไม่มีใครได้กินง่ายๆนะโว้ย”
               “คุณหญิงท่านมีเมตตากับข้าจริงๆ”
               “ก็ใช่น่ะสิวะ เจ้านายเรือนนี้มีเมตตากับทาสอย่างพวกเรามาก ทั้งท่านพระยาฯแล้วก็คุณหญิงของข้า เสียก็แต่ลูกชายที่เกเรเหลือกำลัง”
               ชุ่มรู้ว่าแจ่มหมายถึง ขุนพิทักษ์ ชุ่มพลิกตัวนอนไม่พูดสิ่งใดต่อ แจ่มเดินออกไปปล่อยให้ชุ่มนอนคิดถึงท่านขุนฯเกเรของแจ่มต่อไป
               “ท่านขุนนี่หรือ..เป็นคนร้าย”
      
               ชุ่มนอนคิดแล้วหลับตาลงพยายามไม่นึกขุนพิทักษ์



       ในงานศพท่านเจ้าคุณ เรือนคุณหญิงมณี เวลากลางคืน ขุนพิทักษ์ไมตรีเดินลงมารอรับรำพึง แต่ไม่เห็นมา ขุนพิทักษ์ ไหว้แขกผู้ใหญ่ที่มาร่วมงาน จนเห็นพระยาเทวราชเดินมา ขุนพิทักษ์รีบเข้าไปรับ
      
               “กราบขอบพระคุณจริงๆที่ท่านพระยามางานไม่เคยขาด”
               “ท่านพระยาฯเป็นคนสำคัญฉันจะไม่มาได้อย่างไร”
               “แล้วนี่น้องรำพึงไปไหนเสียขอรับ”
               “รำพึงป่วยนิดหน่อย ฉันก็เลยให้อยู่บ้าน ฉันขึ้นเรือนก่อนนะ”
               ขุนพิทักษ์มีสีหน้าผิดหวังและเป็นห่วง
               “เชิญขอรับ”
               ขุนไวพิชิตพลเดินผ่านหน้าขุนพิทักษ์ ทั้งสองคนจ้องตากัน ก่อนขุนไวจะยิ้มมุมปากเหมือนเยาะขุนพิทักษ์ก่อนเดินขึ้นเรือนไป
               ขุนพิทักษ์ หัวเสียเห็นทาสเดินมาท่าทางคล้ายชุ่ม
               “นังชุ่ม”
               แต่ทาสไม่หยุด ขุนพิทักษ์จึงไปดึงแขนให้หันมา แต่เป็นทาสหญิงอื่น
               “นังชุ่ม ข้าเรียกไม่ได้ยินรึ”
               “เผื่อนเจ้าค่ะ ไม่ใช่นังชุ่ม”
               “แล้วนังชุ่มมันไปไหน”
               “นังชุ่มมันนอนซมพิษไข้ขึ้นอยู่ที่เรือนเจ้าค่ะ”
               บ่าวเดินไปทำงานต่อ
               “ป่วย หรือ สำออยกันแน่”
               ขุนพิทักษ์เดินตรงไปยังเรือนทาส
              
               ที่เรือนทาส ชุ่มนอนหนาวอยู่และได้ยินเสียงกุกกักที่หน้าเรือน ชุ่มนึกว่าสม
               “แขกหมดท่าแล้วหรือพี่สม”
               ขุนพิทักษ์ ที่ยืนอยู่หน้าเรือน ไม่รู้ทำอย่างไร เลยเออออไปด้วย ทำเสียงกระแอม กระไอ
               “อะ..เออ”
               “ พี่ช่วยเข้ามาหยิบน้ำให้ฉันหน่อยได้มั้ย ฉันลุกไม่ไหว”
               ขุนพิทักษ์ เปิดประตูเรือนเห็นชุ่มนอนซมอยู่ ก็เก้ๆกังๆหาขันน้ำที่วางอยู่ถือมาใกล้ๆชุ่ม แล้วประคองชุ่มขึ้นมา
               “ท่านขุน...”
               ชุ่มพยายามจะดิ้นรนแต่พิษไข้ทำให้แรงที่มีน้อยเหลือเกิน
               “อย่าเพิ่งอวดเก่ง กินน้ำซะก่อน เดี๋ยวก็ได้แห้งตาย”
               ขุนพิทักษ์ ดันขันไปที่ปากชุ่ม ชุ่มจำต้องดื่ม
               “ว่าง่ายๆแบบนี้ ค่อยน่ามองหน่อย”
               ชุ่มไอสำลักน้ำ ขุนพิทักษ์ หัวเราะในความเปิ่น ท่านขุนฯ ประคองให้นั่งชุ่มพิงฝา
       ชุ่มหน้าแดงด้วยความอาย       
               “ไง...ไข้งอมแบบนี้จะมีฤทธิ์อะไรกับข้าอีก”
               “ท่านขุนไม่ควรมาที่นี่นะเจ้าคะ ใครมาเห็นท่านจะถูกครหาเอาได้”
               ขุนพิทักษ์ หัวเราะ
               “นานๆ ข้าจะเจอบ่าวอย่างเอ็ง ที่ไม่ได้เห็นข้าเป็นยักษ์เป็นมาร กลัวข้าเป็นพัลวัน”
               บรรยากาศอึดอัดเข้ามาปกคลุม ชุ่มตัดสินใจเอ่ยขึ้นมาก่อน
               “ท่านขุนไม่ขึ้นเรือนไปต้อนรับแขกเหรื่อเหรอเจ้าคะ คนจะติฉินให้คุณหญิงร้อนหูนะเจ้าคะ”
               “เอ็งนี่แปลก ชอบไล่ข้าซะจริง รู้มั้ยผู้หญิงทั้งเมืองจ้องแต่จะเป็นเมียข้า”
               “ข้ามีเรื่องอื่นที่น่าทำมากกว่าจ้องจะเป็นเมียใครสักคน”
               “นังนี่ มันสำคัญตัวนัก เรื่องอะไรที่เอ็งว่าน่าทำมากกว่าจะเป็นเมียข้า”
               “ก็ทำงานเก็บเงินมาก ๆ จะได้ไถ่ตัวพี่สม แล้วก็กลับไปอยู่พร้อมหน้ากับพ่อแม่เจ้าค่ะ”
               ขุนพิทักษ์ มองชุ่มด้วยแววตาที่บอกไม่ถูก เขารู้สึกสบายใจ
               “เอ็งรักพ่อแม่ดีนะ”
               “ลูกคนไหนไม่รักพ่อแม่ก็อกตัญญูสิเจ้าคะ หรือว่าท่านขุนไม่รัก” ขุนพิทักษ์สะอึก
               ขุนพิทักษ์ รีบเบรกทันที
               “พอได้แล้ว นี่เอ็งไม่ได้ด่าข้าอยู่ใช่ไหม”
               ชุ่มหน้าซื่อ ๆ ไม่ได้คิดด่า ขุนพิทักษ์ เห็นหน้าซื่อแล้วก็เปลี่ยนใจไม่พูด
               “ข้าไปดีกว่า คุยกับเอ็งแล้วปวดหัว”
               ขุนพิทักษ์ ออกไป ชุ่มล้มตัวลงนอน หลับตาด้วยพิษไข้ แต่ขุนพิทักษ์ เดินกลับมาห่มผ้าห่มให้ แล้วใช้นิ้วไล้แก้มชุ่มนิด ๆ อย่างแกล้ง ๆ
               “ไว้ข้าจะมาเล่นกับเอ็งใหม่”
               ขุนพิทักษ์ เดินจากไป ชุ่มลืมตาแอบมองตามไป ชุ่มจับหัวใจตัวเองที่เต้นตูมตาม
              
               แขกผู้ใหญ่ขึ้นเรือนมา คุณหญิงมณีกำลังจะเข้ามารับแขก แต่ขุนพิทักษ์ชิงเข้ามาไหว้แขกผู้ใหญ่ซะก่อน
               “ขอบคุณมากขอรับที่มาร่วมงาน”
               แขกผู้ใหญ่รับไหว้ ยิ้มแล้วเดินไป ขุนพิทักษ์ ยืนรอรับแขกคนต่อไป แจ่มเข้ามาข้างคุณหญิงมณี
               “แจ่มตาฝาดหรือเปล่าเจ้าคะคุณหญิง ท่านขุนมาต้อนรับแขก...”
               คุณหญิงมณีเห็นจังหวะที่ขุนพิทักษ์ เดินออกมาจากที่ส่งแขกเข้าไปในงาน คุณหญิงมณีเข้าไปหา
               “คุณพ่อคงจะดีใจนะที่เห็นลูกออกหน้าเป็นธุระอย่างนี้ บอกแม่ได้ไหมว่าอารมณ์ดีเรื่องอะไร”
               “กระผมไม่อยากให้คนติฉินให้คุณแม่ร้อนหู”
               ขุนพิทักษ์ ยิ้มนึกถึงชุ่ม แขกเข้ามาขุนพิทักษ์พาแขกขึ้นเรือนไป แจ่มตามไปช่วยจัดของ
       เผื่อนเดินมาทางคุณหญิงมณีพอดี
               คุณหญิงมณีถามเผื่อน
               “รู้ไหมว่าเมื่อครู่พ่อพิทักษ์ไปไหนมา”
               “ไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่เห็นถามถึงนังชุ่ม”
      
               เผื่อนเดินออกไปทำงานต่อ คุณหญิงมณีมองตามอย่างสงสัย
       คืนพระจันทร์ข้างแรม ภายในห้องนอนคุณหญิงมณี แจ่มจัดที่ทางเตรียมที่นอนให้คุณหญิงมณี
      
       “แปลกจริงๆ อย่างที่เอ็งว่า”
       “เรื่องท่านขุนฯ ออกมาต้อนรับแขกเหรอเจ้าคะ ท่านขุนฯอาจจะทำเพื่อท่านพระยาฯก็เป็นได้นะเจ้าคะ” แจ่มว่า
       แจ่มเดินออกไป คุณหญิงมณียังครุ่นคิดไม่วาย
       “หวังว่าข้าจะคิดมากไปเอง”
      
       ภายในห้องนอน ขุนพิทักษ์ นั่งมองดวงจันทร์ ภาพเหตุการณ์ของเขากับชุ่มเข้ามาในหัว
      
       ที่บึงบัว ใบหน้าของชุ่มยังมีรอยฟกช้ำเล็กน้อย เปียกไปด้วยหยดน้ำ แต่สวยเป็นธรรมชาติ ขุนพิทักษ์ พินิจมองหน้านั้นอยู่นาน
       ขุนพิทักษ์ ก้มลงไปฟังเสียงหายใจ เป็นจังหวะที่ชุ่มรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาก็ตกใจ!!
      
       ที่เรือนทาส
       “ท่านขุนไม่ขึ้นเรือนไปต้อนรับแขกเหรื่อเหรอเจ้าคะ คนจะติฉินให้คุณหญิงร้อนหูนะเจ้าคะ”
       “เอ็งนี่แปลก ชอบไล่ข้าซะจริง รู้มั้ยผู้หญิงทั้งเมืองจ้องแต่จะเป็นเมียข้า”
       “ข้ามีเรื่องอื่นที่น่าทำมากกว่าจ้องจะเป็นเมียใครสักคน”
       “นังนี่ มันสำคัญตัวนัก เรื่องอะไรที่เอ็งว่าน่าทำมากกว่าจะเป็นเมียข้า”
       “ก็ทำงานเก็บเงินมาก ๆ จะได้ไถ่ตัวพี่สม แล้วก็กลับไปอยู่พร้อมหน้ากับพ่อแม่เจ้าค่ะ”
      
       ขุนพิทักษ์ ยิ้ม ๆ มองไปที่ดวงจันทร์ภาพของชุ่มกลับชัดเจนขึ้นมาในห้วงคำนึง เขากำลังจะเปลี่ยนเสื้อ แล้วผ้าของรำพึงก็หล่นลงพื้น ขุนพิทักษ์ หยิบขึ้นมาดูคิด ๆ
      
       เช้าวันใหม่ ผ้าแพรผืนงามของขุนไวพิชิตพลถูกรำพึงจับเขวี้ยงไปที่ประตู เป็นจังหวะที่จวงเปิดประตูเข้ามาโดนไปเต็มๆ
       “โอ้ย...คุณรำพึงเป็นอะไรเจ้าคะ”
       “นังจวง เอ็งดูคุณพี่สิ ป่านนี้ยังไม่มาหาข้าเลย นี่คุณพี่ไม่คิดถึงข้าเลยหรือไร”
       “ใจเย็นๆเจ้าค่ะคุณรำพึง คือว่า ท่านขุนพิทักษ์”
       “ไม่ต้องมาแก้ตัวแทน ข้าไม่อยากได้ยินชื่อนี้”
       “ก็ได้เจ้าค่ะ งั้นจวงจะได้ไปบอกให้ท่านขุนพิทักษ์กลับเรือนไป”
       ดวงตารำพึงวาวโรจน์
       “หรือว่าคุณรำพึงจะแต่งตัวสวยๆลงไปพบท่านขุนฯเจ้าคะ”
       จวงหยั่งเชิงรำพึง
       “สู่รู้นักนะ”
       รำพึงยิ้มดีใจที่เป็นไปตามแผน
      
       ศาลากลางสวน บ่าวนำชาเสิร์ฟให้กับขุนพิทักษ์ไมตรีนั่งอยู่ตรงหน้ารำพึง
       “ถ้าคุณพี่ตั้งใจมาหาคุณพ่อ คุณพ่อไปราชการแล้วเจ้าค่ะ คุณพี่ต้องไปหาคุณพ่อที่กรม”
       รำพึงพูดเปิดทางและแอบประชด ขุนพิทักษ์จับมือรำพึง
       “น้องก็รู้ว่าใจของพี่อยู่ที่น้องคนเดียว”
       “อย่ามาทำปากหวานให้น้องตายใจเลยเจ้าค่ะ ใครจะรู้...คุณพี่อาจจะแอบมีใครเก็บไว้ที่เรือนก็เป็นได้”
       “พี่จะแอบเก็บใครไว้ได้”
       “ให้มันจริงเถอะเจ้าค่ะ”
       จวงเดินถือถาดขนมมาเห็นเข้า จึงแกล้งกระแอมให้เจ้านายเป็นสัญญาณ
       “ขนมมาแล้วเจ้าค่ะ”
       รำพึงยิ้ม แต่ก็ดึงมือออกอย่างมีจริต
       “บ่าวไพร่มากมาย น้องจะตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน”
       จวงเดินเอาขนมมาเสิร์ฟให้ขุนพิทักษ์       
       “ขนมอลัว พี่ไม่ได้เห็นมานาน”
       “คุณรำพึงทำเองกับมือเลยนะเจ้าคะท่านขุน”
       “นังจวง มีอะไรต้องทำก็ไปทำได้แล้ว อย่าจุ้นจ้าน”
       “เจ้าค่ะคุณรำพึง”
       จวงเดินออกไป
       “อลัว เป็นขนมชาววังที่ได้สูตรมาจากเมืองโปรตุเกสหาทานได้ยาก น้องเลยอยากทำให้คุณพี่ทานเจ้าค่ะ”
       “น้องรู้ความหมายของขนมชนิดนี้รึเปล่า”
       “มันมีความหมายว่า เสน่ห์ดึงดูดใจ”
       รำพึงหยิบขนมป้อนขุนพิทักษ์ ขุนพิทักษ์ใช้ริมฝีปากสัมผัสมือรำพึง
       “แต่เสน่ห์ของมันไม่ได้ครึ่งเสน่ห์ของน้อง”
       จังหวะนั้นเองที่ขุนไวพิชิตพลเดินมาเห็น ขุนไว หัวเสียที่ครั้งนี้ขุนพิทักษ์มาเหยียบถึงถิ่น
      
       “คุณรำพึงต้อนรับแขกดีถึงเพียงนี้เชียวเหรอ”



       รำพึงกับขุนพิทักษ์หันขวับ รำพึงรีบชักมือกลับ
      
       “น้องรำพึงคงเลือกว่าควรต้อนรับใคร แบบไหนมากกว่า”
       “ถ้าอย่างนั้นท่านพระยาฯคงไม่พอใจเป็นแน่ ถ้ารู้ว่าคุณรำพึงแสดงกิริยาอันไม่เหมาะแก่การเป็นหญิงงาม โดยเฉพาะกับคนที่ฉวยโอกาสอย่างขุนพิทักษ์”
       “ไอ้ไว!”
       ขุนไว จ้องหน้าขุนพิทักษ์ไม่ลดละ
       รำพึงฉุนกึก
       “ขุนไว ท่านไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยเช่นนี้กับข้า!”
       ขุนไว สวนขึ้นทันที
       “แล้วท่านพระยามีสิทธิ์หรือเปล่า”
       รำพึงหันขวับไปมองขุนไว ข้อนี้เป็นจุดที่ขุนไว ชนะตน รำพึงพยายามข่มอารมณ์
       “ท่านขุนฯมาถึงเรือนมีธุระอะไรคะ”
       “ท่านพระยาฯให้พี่มาเอาเอกสาร”
       “ที่แท้ก็หมารับใช้” ขุนพิทักษ์ไมตรีบอก
       ขุนไว ตวัดตามองแล้วก้าวเข้าไปกระชากคอขุนพิทักษ์
       “แต่ก็ยังดีกว่าหมาขี้เรื้อนที่เจ้าบ้านเขาไม่อยากได้”
       ขุนพิทักษ์ ผลักอกขุนไว แล้วถีบล้มทันที
       “ตีนหมาขี้เรื้อนหนักพอจะปิดปากคางคกขึ้นวออย่างเอ็งได้มั้ยวะไอ้ไว”
       ขุนไวพิชิตพลพุ่งเข้าหาขุนพิทักษ์ไมตรี ทั้งคู่ต่างปะทะหมัดกันนัว แต่สุดท้ายรำพึงมาขวางไว้       
       “ถ้าคิดจะวางมวยกัน เชิญไปที่อื่น!”
       ขุนไว ชะงัก รำพึงหันไปหาขุนพิทักษ์
       “คุณพี่คะ คุณพี่กลับไปก่อนเถอะค่ะ น้องจะให้จวงไปส่ง คืนนี้น้องจะไปฟังสวดกับคุณพ่อค่ะ”
       “พี่จะรอน้องที่เรือน”
       ขุนพิทักษ์ เดินออกไปแล้วตวัดตามอง ขุนไวฮึดฮัด
       “คุณรำพึงทำแบบนี้ดูจะเข้าข้างมันเกินไป”
       รำพึงรีบตัดบท
       “เอกสารอะไรคะที่คุณพ่ออยากได้ ดิฉันจะไปหยิบให้”
       รำพึงทำหูทวนลม ขุนไวพิชิตพลได้แต่กลั้นความไม่พอใจ
      
       ขุนไวพิชิตพลเดินฉับๆถือเอกสารออกมาจากเรือนไปยังท่าเรือริมน้ำเรือนรำพึงด้วยความโมโห
       “ไอ้พิทักษ์...เอ็งชนะข้าแค่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด แต่เรื่องอื่นข้าจะไม่แพ้ รำพึงจะต้องเป็นของข้า!”
       ตาของขุนไว เต็มไปด้วยความแค้นและมุ่งมั่น
      
       ที่เรือนทาส เวลากลางวัน สมป้อนข้าวชุ่ม
       “พี่สม ข้ากินเองได้”
       ชุ่มดึงถ้วยจากมือสมมากินเอง สมมองสภาพน้อง
       “ข้าจะบอกคุณหญิง ว่าคุณรำพึงทำร้ายเอ็ง”
       ชุ่มมองหน้าสม
       “อย่านะพี่สม”
       “เอ็งโดนสองหนแล้วนะนังชุ่ม ข้าไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกแน่”
       “พี่สม ฉันขอร้อง ฉันไม่อยากหาเรื่องร้อนใจไปให้คุณหญิงท่าน ท่านดีกับเราเหลือเกินนะพี่สม”
       “แต่เอ็งโดนทำร้ายจะให้ข้าอยู่เฉยได้ยังไง”
       ชุ่มกอดสม
       “พี่สม เชื่อฉันนะ ทำดีต้องได้ดี คนทำชั่วสักวันจะโดนกรรมสนองเอง เรื่องแค่นี้ข้าทนได้ อย่าให้ข้าต้องเป็นต้นเหตุให้พี่เดือดร้อน อย่าให้ข้าเป็นคนเนรคุณทำให้คุณหญิงต้องวุ่นวายเพราะข้าเลยนะพี่ ข้าขอ”
       ชุ่มน้ำตาเปื้อนหน้า สมมองหน้าน้องอย่างสงสาร สองพี่น้องกอดกันที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมของตัวเอง
      
       ที่เรือน พระยาเทวราชตบรำพึง ผัวะ! รำพึงถลาเข้าไปหาจวงที่ต้องรีบรับไว้ด้วยความตกใจ
       “เป็นถึงลูกพระยา ทำตัวไม่ผิดกับหญิงงามเมือง”
       “ไม่จริงนะคะคุณพ่อ ลูกไม่ได้ทำตัวเลวอย่างนั้น ขุนไวกล่าวหาลูก”
       “ไม่มีมูล แล้วจะมีคนพูดแบบนั้นได้อย่างไร จำเป็นอะไรที่ขุนไวจะต้องสร้างเรื่องเท็จ!”
       “คุณพ่อคะ ขุนพิทักษ์เธอมาหาคุณพ่อต่างหาก คุณพี่อยากจะมากราบขอบคุณ คุณพ่อ เรื่องงานศพท่านพระยาฯ”
       “แต่ก็ไม่จำเป็นต้องป้อนอะไรกัน มันไม่งาม!”
       รำพึงเจอทางตันรีบหาทางออกโดยใช้อารมณ์       
       “ที่ลูกทำแบบนั้น เพราะคุณพี่ยังดูเสียใจอยู่มาก ลูกก็แค่อยากเอาใจให้คุณพี่พอยิ้มได้ แต่ท่านขุนฯ คนโปรดของคุณพ่อมาถึงก็ปึงปัง ไม่ฟังอะไร จะวางมวยท่าเดียว”
       “ขุนไว ไม่ใช่คนโปรดของข้า ข้าก็แค่เห็นว่า เขาเป็นคนเอาการเอางาน ไม่จับจดเหมือนคนหนุ่มทั่วไป”
       พระยาเทวราชมองรำพึงแล้วส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง
       “เห็นทีต้องจับเจ้าขังไม่ให้เจอขุนพิทักษ์อีก”
       พระยาเทวราชพูดจริงจัง รำพึงต้องหาทางทำให้สถานการณ์ไม่รุนแรงไปมากกว่านี้
       รำพึงน้ำตาคลอ
       “ขุนไวจะมองลูกว่าเป็นหญิงเช่นไร ที่เพียงแค่ลมปากของเขาก็ทำให้คุณพ่อลงโทษลูกแบบนี้ เพราะแม้แต่พ่อยังเชื่อว่าลูกจะทำตัวเลวเช่นนั้น แล้วจะให้คนอื่นมองว่าลูกนั้นดีไปได้อย่างไร”
       รำพึงร้องไห้ ทำให้พระยาเทวราชรู้สึกผิด
       พระยาเทวราชมีท่าทีอ่อนลง
       “แต่เจ้าอย่าลืมว่า เจ้าเป็นหญิงใกล้ชิดชายมากเกินไป คนจะครหาได้”
       “ลูกจะระวังค่ะ”
       พระยาเทวราชถอนใจบอก
       “คืนนี้เจ้าไม่ต้องไปงานที่บ้านท่านพระยาฯ ถือว่าทำโทษที่เกิดเรื่องวันนี้”
       พระยาเทวราชเดินขึ้นบันไดเรือนไป
       “คุณพ่อคะ...”
       รำพึงโกรธ ขุนไวยพิชิตพล
       “ท่านขุนพิทักษ์รอเก้อแน่เจ้าค่ะ คุณรำพึง” จวงว่า
       รำพึงตบระบายอารมณ์ ผัวะ!
       “นังจวง นังบ้า!”
       รำพึงเดินปึงปังขึ้นเรือนไป ส่วนจวงบ่นอุบ
      
       “อ้าว ไหงมาลงที่จวงล่ะนี่”



       เวลายามเย็น ชุ่มมาซักผ้าอยู่ที่ท่าน้ำ
      
       “นังชุ่ม เอ็งมาทำงานทำไม หายดีแล้วเหรอ” บ่าวถาม
       “หายแล้วจ๊ะพี่เผื่อน ฉันอยากมาช่วยงานบ้าง นอนมานานแล้วมันไม่ดี”
       เผื่อนกับบ่าวพากันเดินออกไป ชุ่มลงมือซักผ้า แต่จังหวะนั้นชุ่มทำผ้าหลุดมือ ชุ่มลุกจะคว้าผ้า แต่กลับหน้ามืดเพราะยังไม่หายดี ชุ่มจะเป็นลม มีมือแข็งแรงมารับไว้ ทั้งสองล้มไปกองกับพื้นด้วยกัน
       “ไง...ยังไม่หายไข้แล้วทำอวดดี ข้าต้องคอยช่วยเจ้าอีกกี่ทีเนี่ย”
       ชุ่มอยู่ในอ้อมกอดมองหน้าขุนพิทักษ์ไมตรี และรีบลุก แต่ด้วยหน้ามืดจึงลุกไม่ขึ้น
       ขุนพิทักษ์ อุ้มชุ่มขึ้นมา ชุ่มตกใจ
       “ปล่อยข้า...ท่านขุน!”
       “เอ็งนี้มันน่าจับโยนน้ำซะให้เข็ด จะได้ไม่ต้องมาปากเก่งแบบนี้”
       “ปล่อยข้าเจ้าค่ะ”
       ชุ่มดิ้น
       “ถ้ายังดิ้นไม่หยุด ข้าจะจูบให้หยุดดิ้นเลย!”
       ชุ่มหยุดดิ้นทันที ไม่กล้าหือ ขุนพิทักษ์ มองยิ้ม
       “แน่จริงก็เก่งให้ตลอดสิ”
       ชุ่มกลัวไม่รู้จะทำไง ตัดสินใจกัดแขนขุนพิทักษ์
       “โอ้ย”
       ขุนพิทักษ์ จำต้องปล่อยชุ่ม ชุ่มได้ทีจะวิ่งหนี ท่านขุนฯดึงรั้งไว้
       “นังชุ่มเอ็งกล้ากัดข้าเหรอ เอ็งนี่มันร้ายนัก”
       “ท่านขุนจะทำร้ายข้านี่เจ้าคะ”
       “ข้าทำอะไรเจ้า”
       “ก็ท่าน ฉวยโอกาสกับข้า”
       ขุนพิทักษ์ ถอนใจไม่อยากเถียงด้วย
       “เอ็งกับข้านี่จะมีทางญาติดีกันได้มั้ยเนี่ย”
       ขุนพิทักษ์ มองชุ่มไปอย่างเอ็นดูในความร้ายปนซื่อของชุ่ม
       “ถ้าท่านทำแบบนี้คงไม่มีวันหรอก”
       “แล้วข้าต้องทำอย่างไร”
       “ท่านก็ต้องปล่อยข้าก่อน”
       “แต่เอ็งต้องไม่วิ่งหนีข้า”
       ชุ่มพยักหน้า ขุนพิทักษ์ตัดสินใจปล่อย ชุ่มได้ทีวิ่งหนีไปทันที
       “ชุ่ม เอ็งหลอกข้า...เอ็งนี่มันพยศจริงๆ”
       ขุนพิทักษ์ ขำกับความแก่นแก้วของชุ่ม       
      
       เรือนคุณหญิงมณี เวลากลางคืน ผู้คนมางาน พระสวด ขุนพิทักษ์ไมตรีมองหารำพึง จนแขกลากลับ
       พระยาเทวราช กับขุนไวพิชิตพลเดินออกจากงาน ขุนพิทักษ์ วิ่งตามมา
       “ท่านพระยาฯ ขอรับ น้องรำพึงไปไหนเสียล่ะครับ อาการป่วยก็ดีขึ้นแล้วไม่ใช่หรือครับ ทำไมวันนี้ก็ไม่เห็นมา”
       “ก็น่าจะรู้ว่าเพราะใคร”
       ขุนพิทักษ์ หันขวับไม่พอใจ พระยาเทวราชปราม
       “ท่านขุนฯ … ไข้กลับนะพ่อพิทักษ์ ไม่รู้ว่าวันนี้ที่หลานไปเยี่ยมไปทำอะไรไว้ รำพึงถึงเป็นขึ้นมาอีก”
       ขุนพิทักษ์มองขุนไว รู้ว่าเป็นคนฟ้องแน่ ขุนไว สู้ตาไม่หลบ
       “ที่แท้ก็ป่วยเพราะลมปาก!”
       ขุนไวพิชิตพลสวนทันที
       “หรือไม่ก็พวกลมเพลมพัด พาของสกปรกเข้าไปถึงเรือน”
       เพียงเท่านั้น ขุนพิทักษ์ไมตรีก็สุดทน ชกโครมเข้าไปที่หน้าขุนไว! ทุกคนตกใจ
       แต่แปลก!ที่คราวนี้ขุนไวไม่ตอบโต้
       “อย่าเก่งแต่ปาก ลุกขึ้นมา”
       พระยาเทวราชไม่พอใจบอก
       “ขุนไวเขาก็แค่วินิจฉัย ทำไมพ่อพิทักษ์ต้องเอามาเป็นอารมณ์ แล้วอีกอย่าง...น่าจะเกรงใจชั้นบ้าง!”
       ขุนไว รีบแทรก
       “กระผมยอมให้ไอ้พิทักษ์หยามศักดิ์ศรี ยังดีกว่าให้คนโจษจันว่า กระผมในฐานะคนของท่าน มาต่อยตีกันเยี่ยงทาสให้ท่านพระยาระคายใจ”
       “สอพลอ!”
       “พ่อพิทักษ์!” พระยาเทวราชเสียงแข็ง
       ขุนพิทักษ์ชะงักกึก
       “อย่าให้มันเกินเส้นไป! ถ้าควบคุมอารมณ์ตนเองยังไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะรุ่งเรืองในหน้าที่การงานเลย”
       ขุนไวพิชิตพลส่งสายตาเยาะ แต่ขุนพิทักษ์ต้องควบคุมอารมณ์หันไปขอโทษพระยาเทวราช
       “กระผมกราบขอโทษขอรับ”
       “ฉันจะถือว่าไม่เคยมีเหตุนี้เกิดขึ้น และฉันจะไม่เอ่ยให้คุณหญิงได้รู้ แค่งานศพท่านพระยา คุณหญิงก็โศกเศร้ามากพอแล้ว”
       พระยาเทวราชมองขุนพิทักษ์ด้วยความผิดหวัง ก่อนเดินออกไป แต่ขุนพิทักษ์เรียกไว้
       “ท่านพระยาขอรับ”
       พระยาเทวราชหยุดฟัง
       “วันพรุ่ง กระผมจะไปกราบขอสมาท่านพระยาอีกครั้งนะครับ”
       ขุนไวพิชิตพลรู้ทัน รีบขัดขึ้นมา
       “พูดให้ตรงกับใจ มันถึงเรียกว่า ลูกผู้ชาย”
       ขุนพิทักษ์ไมตรีอึ้งไป
       “ถ้าหลานคิดว่าจะไปเยี่ยมแม่รำพึง ฉันว่าอย่าเพิ่งเลย ช่วงนี้ฉันไม่ให้รำพึงพบใครทั้งนั้น จนกว่าจะหายดี”
       “แล้วเมื่อไหร่ล่ะขอรับ ที่กระผมจะไปหาน้องรำพึงได้”
       “ไม่มีกำหนด”
       พระยาเทวราชพูดจบก็เดินออกไป ขุนไวพิชิตพลยิ้มเยาะ
       “ได้ยินชัดแล้วนะ...ไม่มีกำหนด!”
      
       ขุนไวเดินตามออกไป ขุนพิทักษ์ไมตรีขัดใจหนัก ความรักของเขามีอุปสรรคมากมายขึ้นทุกที!



       เวลากลางคืน รำพึงเดินไปมาในห้องนอนด้วยความหงุดหงิดใจ จวงมองตามไปจนเวียนหัว
      
       “ข้าต้องมาติดอยู่ในเรือนแบบนี้ เพราะขุนไวขี้ฟ้องนั่นแท้ๆ”
       “คุณรำพึงกังวลเรื่องนังชุ่มใช่ไหมเจ้าคะ”
       รำพึงหงุดหงิด
       “เอ็งไม่เห็นสายตาที่คุณพี่มองนังทาสนั่นรึ”
       จวงสอพลอ
       “ท่านขุนคงเห็นมันเป็นแค่นางบำเรอเท่านั้นล่ะเจ้าค่ะ”
       อย่างไรเสียคุณรำพึงของบ่าวก็เป็นที่หนึ่งเสมอ
       “ข้าไม่ได้อยากเป็นแค่ที่หนึ่ง แต่ข้าต้องการจะเป็นหญิงเดียวในชีวิตของคุณพี่ คุณพี่เป็นของข้า และข้าจะไม่ยอมแบ่งให้ใครเด็ดขาด”
       รำพึงมองไปที่นอกหน้าต่าง แต่แววตาในคืนนี้กลับไม่มั่นใจ
      
       ภายในห้องพระ เวลากลางคืน ขุนไวพิชิตพลกราบพระหลังสวดมนต์เสร็จ ก็แตะที่มุมปากที่ยังมีรอยฟกช้ำจากการปะทะ พลางนึกถึง
       พระยาเทวราชเสียงแข็ง
       “ขุนพิทักษ์!”
       ขุนพิทักษ์ชะงักไป
       “อย่าให้มันเกินเส้นไป! ถ้าควบคุมอารมณ์ตัวเองยังไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะรุ่งเรืองในหน้าที่การงานเลยนะท่านขุน!”
      
       มือขุนไวฯยังแตะที่มุมปาก
       “มีกระดูกชิ้นโตอย่างพระยาเทวราชมาขวางคอเอ็งไว้เยี่ยงนี้ อย่าหวังว่าจะมีชัยเลย...ไอ้พิทักษ์!”
      
       ที่เรือนคุณหญิง เวลากลางคืน ขุนพิทักษ์ไมตรีกับคุณหญิงมณีนั่งมองบ่าวที่กำลังช่วยกันเก็บของหลังเสร็จงาน
       “คุณแม่ขอรับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วกระผมขอตัวนะขอรับ”
       ขุนพิทักษ์ฯ จะลุกไป แต่เห็นชุ่มเดินขึ้นมาก็ชะงัก
       แจ่มหันมาเห็นชุ่มเดินขึ้นมาก็ถาม
       “นังชุ่ม! ขึ้นมาทำไม เอ็งไม่สบายอยู่ ทำไมไม่นอนพัก”
       “ทุกคนช่วยกันทำงานอยู่จะให้ข้านอนกินแรงคนอื่น ได้ยังไงล่ะจ๊ะ”
       ขุนพิทักษ์ฯ หัวเราะบอก
       “ยืนจะไม่ไหวยังอวดเก่ง”
       “อะไรที่ตอบแทนผู้มีพระคุณได้ ข้าก็จะทำ”
       คุณหญิงมณีบอก       
       “ไว้ให้เอ็งหายดีก่อนแล้ว...”
       คุณหญิงยังพูดไม่ทันจบ ขุนพิทักษ์ฯ ก็แทรกขึ้น
       “อย่าไปขัดมันเลยครับคุณแม่ กระผมก็อยากเห็นเหมือนกันว่า นังชุ่มมันจะอวดเก่งได้สักกี่น้ำ”
       ชุ่มมองขุนพิทักษ์แล้วฮึด ฝืนใช้เรี่ยวแรงไปช่วยเก็บกวาดเรือน ขุนพิทักษ์ฯยิ้มมองตาม ชอบใจความดื้อของชุ่ม
       “เมื่อกี้จะเข้าไปนอนแล้วไม่ใช่รึลูก”
       “กระผมอยากนั่งรับลมอีกสักประเดี๋ยวครับคุณแม่”
       คุณหญิงมณีนั่งมองสายตาของขุนพิทักษ์ฯที่มองไปทางชุ่มอย่างไม่วางตาและจับสังเกต
      
       เช้าวันใหม่ที่ท่าอาบน้ำเรือนคุณหญิง แจ่มสั่งบ่าวให้ขัดตัวชุ่ม หัวหูกระเซอะกระเซิงตัวเปียกโชก ชุ่มร้องโอดครวญ
       “โอ้ย!”
       “แหกปากเข้าไป แก้วหูข้าจะแตกอยู่แล้ว”
       “ก็มันเจ็บนี่จ๊ะป้า ทำไมต้องขัดแรงขนาดนี้ด้วย”
       “ก็แล้วทำไมขี้ไคลเอ็งมันเยอะขนาดนั้นล่ะวะ แล้วดูสิ..เป็นสังกะตังทั้งหัว นังผาดเอ็งเอาหวีเสนียดสางให้ทุกเส้นเลยนะ”
       แจ่มหยิบหินขัดเท้าส่งให้นังเผื่อน
       “นังเผื่อน เอ็งขัดตีนมัน เอาหนังตีนออกให้หมด อย่าให้เหลือ”
       เผื่อนรับหินขัดไปขัดเท้าชุ่ม คราวนี้ชุ่มทั้งร้อง ทั้งจักจี๊ที่เท้า ชุ่มดิ้นดุกดิกๆแล้วหัวเราะ
       “ฮ่าๆ...โอ้ยป้าจ๋า พอเถอะ”
       “พวกเอ็งจับนังชุ่มให้มันอยู่นิ่งๆ หน่อยสิวะ”
       บ่าวคนหนึ่งบอก       
       “ก็จับอยู่นี่ไงป้า แต่นังคนนี้แรงมันเยอะนัก”
       สมเดินผ่านมาเห็นน้องก็ยิ้มขำขัน ชุ่มหันขวับไปถลึงตาใส่
       “พี่สมยิ้มอยู่ได้มาช่วยฉันหน่อยสิ”
       “เรื่องนี้ข้าช่วยเอ็งไม่ได้จริงๆว่ะ นังชุ่มเอ๊ย ฮ่าๆๆ”
       แล้วสมก็เดินจากน้องสาวไป
       “พี่สม! อย่าเพิ่งทิ้งกันสิจ๊ะ พี่สม”
       บ่าวทั้ง ๔ คนจับชุ่มกางแขน กางขา รุมขัดตัว ขัดเท้า และสางผมชุ่ม
      
       จนชุ่มร้องเสียงดังอ้าปากกว้าง “โอ๊ย”
       คุณหญิงมณีและขุนพิทักษ์ไมตรีนั่งบนตั่งที่บนเรือน หันมองไปตามเสียงร้อง “โอ้ย” พร้อมกัน ขุนพิทักษ์เอ่ยถามผู้เป็นมารดา
      
       “เสียงใครร้องเหมือนถูกเชือด”
       คุณหญิงมณียิ้ม
       “คงจะเป็นนังชุ่มน่ะลูก ตอนนี้คงกำลังสังคายนากันอยู่ แม่จะให้นังชุ่มขึ้นมาทำงานบนเรือน”
       ขุนพิทักษ์มองอย่างแปลกใจ “หืม...”
       “ก็ลูกเองที่บอกว่ามันฉลาด”
       ขุนพิทักษ์ยิ้มแก้เก้อ
       “มันปากกล้าจะตายไปขอรับ”
       ขุนพิทักษ์แอบอมยิ้มเมื่อนึกถึงชุ่ม คุณหญิงรีบเปลี่ยนเรื่อง
       “พิทักษ์..ลูกปักใจกับหนูรำพึงแน่แล้วหรือ”
       “น้องรำพึงงามพร้อมขอรับ”
       “ใบหน้างดงามเป็นแค่ภายนอก สำคัญว่าใจของลูกมั่นคงกับหนูรำพึงหรือเปล่า”
       ขุนพิทักษ์คิดนิดนึงแล้วบอก
       “ตอนนี้ลูกก็ยังไม่ได้มีใครอื่นนอกจากน้องรำพึง”
       “ลูกแน่ใจนะ”
       ขุนพิทักษ์มองอย่างสงสัย
       “คุณแม่ถามเหมือนว่า กระผมจะมีหญิงอื่นในใจ”
       คุณหญิงมณีเปลี่ยนเรื่อง       
       “แม่ก็แค่ถามดู ก่อนจะมีเรือน...แม่อยากให้ลูกบวชเรียนเสียก่อน”
       ขุนพิทักษ์ได้ยินถึงกับวางช้อน       
       “คุณแม่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว ถ้าลูกอยากบวชลูกจะบอกคุณแม่เอง ไม่ต้องมาหว่านล้อมลูกหรอกขอรับ...ลูกอิ่มแล้ว”
       ขุนพิทักษ์ลุกเดินลงเรือนไป คุณหญิงมณีได้แต่ถอนใจ
      
       ภายในห้องนอนของรำพึง จวงโดนหมอนปาใส่เข้าอย่างจัง
       “โอ๊ย! คุณรำพึงทำจวงทำไมเจ้าคะ”
       “คุณพี่ไม่ได้ติดต่อข้ามาหลายวันแล้วนะนังจวง ทำไมป่านนี้คุณพี่ยังไม่คิดถึงข้า”
       “ท่านขุนพิทักษ์อาจจะถูกกีดกันก็ได้นะเจ้าคะ ยิ่งมีท่านขุนไวประกบท่านพระยาฯอยู่ทุกวันแบบนี้”
       “ข้าจะไม่ฟังคำสั่งคุณพ่ออีกแล้ว ข้าจะไปหาคุณพี่!”
       จวงตกใจ รีบดึงมือไว้
       “จะดีหรือเจ้าคะ”
       “ดีหรือไม่ข้าตัดสินใจเอง วันนี้..ข้าต้องเจอคุณพี่ให้ได้”
       รำพึงแววตามุ่งมั่น คิดแผนการณ์ในใจ
      
       ภายในโรงบ่อน ขุนพิทักษ์ไมตรีแทงถั่วโปอย่างเมามัน นายบ่อนเดินเข้าไปหาแล้วยื่นจดหมายให้ ขุนพิทักษ์รับมาเปิดอ่าน
      
       “ชะเง้อคอรอคอยวันลอยเลื่อน
       น้ำตาเปื้อนแก้มน้องไม่ผ่องใส
       คอยเห็นพักตร์พี่เจ้าเฝ้ารอใจ
       หากเปลี่ยนไปพี่จงแจ้งแถลงคำ
       น้องจะรอฟังคำของพี่ยา
       คำสัญญาพี่ให้ไว้ใจกลืนกล้ำ
       ขอพี่มาตามทางสาส์นหนุนนำ
       หากคืนคำขอแพรกลับดับสัญญา”
      
       ขุนพิทักษ์ได้อ่านดังนั้นก็เกิดอาการร้อนใจ
       “ใครให้เอ็งมา”
       นายบ่อนชี้ไปยังผู้หญิงที่เอาผ้าคลุมหัวรออยู่ตรงหลืบประตู เมื่อหันมาเป็นจวงนั่นเอง
       ขุนพิทักษ์รีบเดินออกไป
      
       ภายในเรือนพระยาเทวราช รำพึงเดินลงมา เห็นพระยาเทวราชนั่งจิบน้ำชาอยู่
       “คุณพ่อเจ้าคะ เมื่อเช้าพ่อค้าสำเภาจีนฝากบ่าวมาแจ้งว่า ผ้าที่คุณพ่อสั่งซื้อมาถึงแล้ว ลูกขอไปรับผ้านะเจ้าคะ”
       “แล้วนังจวงไปไหน”
       “ลูกให้มันไปซื้อดอกไม้ที่ตลาดแล้วตามไปเจอลูกที่ร้านผ้าเจ้าค่ะ”
       “ถ้าเช่นนั้นก็เอาบ่าวคนอื่นไปด้วย เผื่อจะได้ช่วยหยิบจับอะไร”
       “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ นังจวงคนเดียวก็พอแล้ว”
       พระยาเทวราชหันมองลูกสาวอย่างไม่มั่นใจว่า รำพึงพูดความจริงเรื่องไปรับผ้า       
       “จะทำอะไร ให้สำนึกไว้เสมอว่าเป็นลูกพระยาไม่ใช่วางตัวอย่างไพร่ตามสายเลือด!”
       รำพึงสายตาแข็งกร้าวขึ้นทันที แล้วเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อมอ่อนโยน
       “ลูกจำคำสั่งสอนของคุณพ่อเสมอค่ะ”
       “รับผ้าเสร็จแล้วก็รีบกลับเรือน”
       “เจ้าค่ะ”
       พระยาเทวราชหันไปสั่งบ่าว
       “เอ็งไปบอกคนเตรียมเรือให้ลูกข้า”
      
       บ่าวเดินออกไปทำตามสั่ง สีหน้าของรำพึงมีแววดีใจที่ชนะ ทำแผนการสำเร็จไปเปลาะหนึ่ง



       ขณะที่รำพึงเดินมาที่ท่าน้ำเพื่อจะลงเรือ ทุกย่างก้าวของรำพึงที่เดินไปที่เรือมีเสียงของพระยาเทวราชตามมาราวกับตำหนิติเตียน เพราะรำพึงรู้ว่า ตนเองกำลังจะไปวิ่งไล่ตามผู้ชายอย่างขุนพิทักษ์ไมตรี
      
       “จะทำอะไร ให้สำนึกไว้เสมอว่าเป็นลูกพระยาไม่ใช่วางตัวอย่างไพร่ตามสายเลือด!”
       รำพึงกำมือแน่น พูดกับตัวเอง
       “คำก็ไพร่ สองคำก็ลูกทาส สักวัน..ข้าจะไปให้พ้น พ่อจะเหยียบย่ำใจข้าอีกไม่ได้”
       รำพึงก้าวลงเรืออย่างตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อ       
      
       ขุนไวพิชิตพลยืนอยู่ที่ท่าน้ำฝั่งตลาด กำลังสั่งคนงานให้ซื้อของ เขาหันไปทางฝั่งน้ำเห็นเรือของบ้านรำพึง แล่นผ่านมา ลมพัดผ้าม่านหน้าต่างจึงเผยให้เห็นรำพึงนั่งอยู่ในเรือ
       “นั่นคุณรำพึงนี่...คุณรำพึงจะไปไหน”
       ขุนไวพิชิตพลมองตามเรือที่ค่อยๆลอยไป
       ภายในเรือ รำพึงพูดกับคนเรือ
       “เอ็งบ่ายหัวเรือไปท่าน้ำท้ายหมู่บ้าน ข้ายังไม่ไปร้านผ้าตอนนี้ แล้วห้ามปริปากบอกใครนะ ไม่เช่นนั้นข้าเอาตาย”
       “ขอรับ”
       คนเรือบังคับเรือบ่ายหน้าไปอีกทาง ขุนไว สงสัยมองตามเรือที่เปลี่ยนทิศทาง
      
       เรือแล่นมาจอดเทียบท่าที่ท่าน้ำ จวงเดินมารับ รำพึงมีผ้าคลุมหัวเดินขึ้นมาจากเรือ จวงเรียกคนเรือ
       “ไอ้กลิ่น เอาอัฐนี่ไป แล้วเอ็งก็ไปอยู่ไกลๆ เดี๋ยวเสร็จแล้วข้าไปเรียก”
       “จ๊ะ แม่จวง” กลิ่นบอก
       “ทางนี้เจ้าค่ะคุณรำพึง”
       จวงเดินนำรำพึงไป       
      
       บริเวณริมน้ำ ขุนพิทักษ์ไมตรียืนหันหลังอยู่ เสียงรำพึงดังขึ้น
       “คุณพี่เอาแพรมาคืนน้องรึเปล่าเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์หันมาเห็นรำพึงจึงรีบวิ่งเข้าไปกอด       
       “พี่รอน้องรำพึงอยู่ทุกคืน แต่น้องก็ไม่เห็นมาฟังพระสวดพร้อมท่านพระยา พี่เสียอีกที่นึกว่าน้องปันใจไปให้ไอ้ไวมันแล้ว”
       รำพึงดันอกขุนพิทักษ์ออกอย่างมีจริต
       “ก็อาจเป็นได้นะเจ้าคะ เพราะท่านขุนไวเช้าถึงเย็นถึง ถ้ายังสม่ำเสมออยู่เช่นนี้น้องคง...”
       ขุนพิทักษ์พูดแทรกขึ้นมา
       “ถ้าน้องเลือกไอ้ไว พี่คงต้องตรอมใจตาย”
       “ก็คุณพี่หายหน้าไปเช่นนี้จะให้น้องคิดยังไง น้องคิดได้เพียงคุณพี่คงเจอหญิงอื่นที่คู่ควรกว่าน้อง”
       ขุนพิทักษ์ชะงักเพราะคำนั้นทำให้เขานึกถึงหน้าของชุ่มขึ้นมา รำพึงจับสังเกตได้
       “หรือคุณพี่มีใจเป็นอื่นจริงๆ”
       “พี่มีน้องเพียงคนเดียว”
       “พิสูจน์สิเจ้าคะ ว่าคุณพี่มีใจรักน้องจริง”
       ขุนพิทักษ์มีสีหน้าเหมือนถูกกดดัน       
       “พี่จะทำยังไงได้เล่า ดูท่านพระยาจะไม่ค่อยชอบหน้าพี่เท่าไรนัก”
       “คุณพี่ก็ต้องดีให้พอสิเจ้าคะ เพื่อให้คุณพ่อน้องยอมรับ ทำให้คุณพ่อยอมให้อิสระกับน้องเสียที”
       “อิสระกับน้อง”
       “ค่ะ ให้คุณพ่อยอมปล่อยให้เราสองคนได้รักกัน หรือคุณพี่เห็นว่าน้องไม่มีค่าที่ควรให้เกียรติ”
       “ทำไมน้องถึงคิดแบบนั้น”
       “ทั้งน้องและคุณพี่เป็นถึงลูกเจ้าพระยา แต่กลับต้องเจอกันอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ราวกับความรักของเราเป็นสิ่งผิด น้องรู้สึกว่าตัวเองน่ารังเกียจที่ทำตัวราวกับหญิงใจง่าย ถ้ามีใครรู้ น้องคงโดนดูถูกว่าทำตัวไม่ต่างจากหญิงงามเมือง”
       ขุนพิทักษ์จับมือ
       “น้องรำพึง”
       ขุนพิทักษ์รู้สึกอึดอัดใจ
       “ถ้าคุณพี่ยังไม่เดินหน้า น้องก็จะไม่รอคุณพี่อีกต่อไป”
       “ไม่ พี่ไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น พี่จะทำทุกทางเพื่อให้เราได้ครองคู่กัน”
       รำพึงใช้จริตซบไปที่หน้าอกของขุนพิทักษ์ฯ
       “น้องหวังเพียงว่า คุณพี่จะไม่ลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับน้อง ว่าชีวิตของคุณพี่เป็นของน้องเพียงคนเดียว !”
       ขุนพิทักษ์ไมตรีมีสีหน้าไม่มั่นใจ แต่รำพึงมีสีหน้าอย่างผู้เป็นต่อ       
       จังหวะนั้นเอง ที่หลังต้นไม้ ขุนไวพิชิตพลแอบฟังอยู่ รับรู้ทุกสิ่งที่ขุนพิทักษ์กับรำพึงพูดกัน! ขุนไว กำหมัดแน่นด้วยความช้ำใจ!
      
       ภายในสวนบ้านคุณหญิงมณี เวลาเย็น แจ่มกำลังฝึกชุ่มให้คลานเข่าอย่างเรียบร้อย ชุ่มพยายามคลานตามแบบที่ถูกสอนแต่ยังมีท่าทางกระโดกกระเดก แจ่มจึงตีเข้าไปที่ขาชุ่ม
       “หัวเข่าเอ็งน่ะหนีบให้ชิดสิ”
       “โอ้ย! เจ็บนะจ๊ะป้า”
       “ก็ตีให้เจ็บไง มันจะได้จำ”
       ชุ่มพยายาม แต่ยังคลานอย่างเก้งก้าง
       “อย่างนี้หรือจ๊ะป้า”
       แจ่มตีเข้าไปที่ขาอีกเพี๊ยะ ! ใหญ่
       “ดูมัน กระโดกกระเดกเป็นลิงเป็นค่าง ข้าล่ะเหนื่อยกับเอ็งจริงๆนังชุ่ม”
       ชุ่มหน้ามีสีหน้าเหนื่อยใจ แล้วก้มหน้าก้มตาคลานไปเรื่อยๆ จนหัวไปชนกับขาของชายคนหนึ่ง ชุ่มนึกว่าเป็นสม จึงไม่หลบแถมยังชนเข้าไปอีก
       “หลบไปสิพี่สม เดี๋ยวฉันก็ถูกป้าแจ่มตีอีก”
       “เอ็งจะขวิดข้าอีกนานไหมนังชุ่ม”
       ชุ่มจำเสียงขุนพิทักษ์ได้จึงเงยหน้าขึ้นมา
       ขุนพิทักษ์เห็นชุ่มที่ถูกแปลงโฉม ก็ตะลึงกับความเปลี่ยนแปลง!
       ขุนพิทักษ์ย่อตัวนั่งลงมาจนหน้าประชิดกับหน้าชุ่ม ชุ่มตกใจเด้งตัวหงายหลังล้มไม่เป็นท่า
       “ว้าย”
       ขุนพิทักษ์เห็นท่าชุ่มก็หัวเราะออกมา
       “ลูกศิษย์ป้าแจ่มคนนี้เปลี่ยนไปเยอะนะ แต่ดูท่าทางจะไม่ได้ความเหมือนเดิม มีลูกศิษย์แบบนี้ คนเป็นครูเสียชื่อหมด”
      
       ขุนพิทักษ์หัวเราะ ชุ่มอ้าปากจะเถียง แต่แจ่มยกมือขึ้นมาจะตี ชุ่มรีบหุบปากทันที



       จวงขึ้นจากเรือตรงท่าน้ำเรือนพระยาเทวราช โดยถือผ้าไหมพับหนึ่งในมือ รำพึงกำลังก้าวขาตามขึ้นมา ขุนไวพิชิตพลยื่นมือให้จับ รำพึงจำต้องจับมือขุนไวเพื่อพยุงตัวขึ้นจากเรือ
      
       “ไปรับผ้าตั้งนาน ได้มาพับเดียวเองหรือครับคุณรำพึง หรือเพราะยังไม่มีผ้าแบบใหม่ๆมาให้เลือก กระผมได้ยินว่าอีกสักสามสี่วัน สำเภาจากจีนลำใหม่ถึงจะมาเทียบท่า”
       “แหม ผ้าพับที่เลือกมาก็งามเหลือเกินแล้วเจ้าค่ะ จะซื้อมาทำไมเยอะแยะ” จวงว่า
       ขุนไว หัวเสียแล้วยิ้มเยาะ
       “ข้าไม่ได้พูดกับเอ็ง! ข้าว่าเอ็งควรจะคิดหาคำแก้ตัวดีๆ กับท่านพระยาฯ จะดีกว่ามาตอแยกับข้านะ”
       รำพึงหวั่นใจเมื่อเห็นว่า ขุนไว รู้อะไรบางอย่าง
       “จวงเอ็งขึ้นเรือนไปก่อน”
       “เจ้าค่ะคุณรำพึง”
       จวงเดินออกไปแบบมองหน้ามองหลังอย่างระแวง
       “ท่านขุนฯอยากจะพูดอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ ไม่ต้องอ้อมค้อม”
       ขุนไว เข้าไปกระชากตัว บีบแขนของรำพึงแน่นด้วยความโกรธ       
       “ไอ้พิทักษ์มันมีอะไรดีนักหนา คุณรำพึงถึงได้ลักลอบไปหามัน ถ้าท่านพระยาฯรู้ ไอ้พิทักษ์ไม่ตายดีแน่”
       รำพึงสีหน้าตระหนกที่ขุนไวพิชิตพลรู้เรื่อง เธอสั่งน้ำตาให้ออกมา ขุนไว เห็นน้ำตารำพึงก็ใจอ่อนแต่ยังไม่ปล่อยแขนรำพึง       
       “หากคุณพ่อรู้เรื่องก็คงจะส่งดิฉันกลับพระนคร แต่..ถ้าท่านขุนฯไม่อยากเจอดิฉันแล้ว ก็ทำตามแต่ใจไปเถอะค่ะ”
       ขุนไว ดึงรำพึงมากอดอย่างใจอ่อนแล้วตัดพ้อ       
       “ทำไมคุณรำพึงไม่เห็นใจกระผมบ้าง ปันใจไปให้แต่ไอ้พิทักษ์ กระผมมีอะไรที่สู้มันไม่ได้ กระผมรักคุณรำพึงไม่น้อยไปกว่ามันเลย”
       รำพึงค่อย ๆ ผละออก มองสบตาขุนไว แล้วใช้มือแตะที่ใบหน้าขุนไว เหมือนจับแก้ม แล้วค่อยๆ ลากลงมาวางที่อกขุนไว ตรงบริเวณหัวใจ
       “ดิฉันไม่ทราบเลยว่าท่านขุนจะมีใจให้กับดิฉันถึงเพียงนี้ ดิฉันเข้าใจว่าท่านขุนขวางดิฉันกับพี่พิทักษ์ เพราะท่านขุนกับพี่พิทักษ์เป็นอริกัน ไม่ใช่เพราะรักดิฉัน ดิฉันต้องขอโทษที่เข้าใจท่านขุนผิดมาตลอด เพราะผู้หญิง...ถ้าจะเลือกชายสักคนเป็นคู่ชีวิต ย่อมต้องการคนที่แสดงออกว่า เขารักและทุ่มเทต่อผู้หญิงคนนั้นมากเพียงใด”
       ขุนไวพิชิตพลหลงเชื่อ
       “เป็นความผิดของกระผมเองที่ทำให้คุณรำพึงเข้าใจผิด ต่อไปนี้กระผมจะทำให้คุณรำพึงได้เห็นว่ากระผมรักคุณรำพึงมากเพียงใด”
       “ถ้าเช่นนั้น ดิฉันขอให้ท่านขุนกล้าหาญและชนะขุนพิทักษ์ได้ด้วยตัวของท่านขุนฯเอง ไม่ใช่เอาคุณพ่อของดิฉันมาเป็นข้ออ้างในการเอาชนะ”
       “ถ้าเช่นนั้นกระผมจะสู้กับไอ้พิทักษ์ให้ถึงที่สุด แต่หากมันเป็นอะไรไป คุณรำพึงคงไม่ตำหนิกระผม และเมื่อนั้นกระผมคงจะได้ครอบครองใจคุณรำพึงเสียที”
       รำพึงยิ้มหวานเชื่อม
       “รำพึงหวังว่าเรื่องที่ท่านขุนแอบเห็นในวันนี้ จะไปไม่ถึงหูคุณพ่อนะเจ้าคะ”
       รำพึงเดินหนีไป แต่ขุนไว คว้ามือเธอไว้พูดอย่างมีเงื่อนไข
       “ถ้าจะได้ยินคุณรำพึงเรียกกระผมว่าคุณพี่ให้ชื่นใจ”
       รำพึงมีหน้าตาไม่อยากทำ แต่จำต้องทำ
       รำพึง         ค่ะ...คุณพี่
       ขุนไว ยิ้มบอก
       “ชื่นใจจริงๆ น้องรำพึงของพี่”
       “ยังค่ะ น้องยังไม่เป็นของใครตราบที่ยังไม่มีผู้ชนะ”
       รำพึงบีบมือขุนไวอย่างมีความหมายแล้วฝืนยิ้มหวาน ก่อนจะค่อยๆถอนมือออก แล้วเดินหันหลังไปด้วยแววตาเหยียดหยาม ในขณะที่ขุนไวพิชิตพลยิ้มอย่างมีความหวังในหมากเกมนี้
      
       ชุ่มคลานเข่าแบบเก้ๆกังๆในมือถือโถข้าวไปถึงขุนพิทักษ์ที่นั่งรออยู่บนตั่ง
       “วันนี้ข้าจะได้กินข้าวไหม”
       ชุ่มยิ่งพยายามคลานจนสะดุดหน้าจะทิ่ม ขุนพิทักษ์ตกใจรีบ
       “มันคลานลำบากนี่เจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์ยื่นมือไปชิงโถข้าวมาจากมือชุ่ม
       “เอามานี่ข้าตักเอง”
       “หิวมากใช่ไหมเจ้าคะ”
       “ข้ารำคาญต่างหาก เอ็งมันชักช้า”
       ชุ่มยิ้มน่ารักบอก
       “ไม่ต้องเขินหรอกเจ้าค่ะ มือท่านขุนสั่นขนาดนั้น”
       ขุนพิทักษ์ตกใจมองมือตัวเองเห็นว่ามือก็เป็นปกติ
       “มือข้าไม่ได้สั่นสักหน่อย”
       ขุนพิทักษ์เงยหน้ามองเห็นชุ่มแอบอมยิ้มขำ ๆ
       “นี่เจ้าแกล้งข้าเหรอ”
       ชุ่มยิ้มอย่างซื่อใสถาม
       “แกล้งอะไรเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์มองรอยยิ้มสดใสของชุ่มต่างจากความสวยที่ปรุงแต่ง
       “ชุ่ม เอ็งนี่มันไม่เคยรู้ทุกข์รู้ร้อนกับใครเขาเลยนะ”
       “รู้สิเจ้าคะ ข้ารู้ว่าพ่อกับแม่ต้องลำบากเพียงไรเพื่อให้ข้ากับพี่ชาย มีที่ซุกหัวนอน รู้ว่าคุณหญิงเป็นผู้มีพระคุณท่วมหัว และก็รู้ว่าควรอยู่ให้ห่างท่านขุนฯไว้ให้มากๆ”
       “อ้าว แล้วข้าไปเกี่ยวอะไรด้วย”
       “ก็ถ้าข้าไม่อยากเจ็บตัวก็ต้องอยู่ห่างๆ คนที่ชอบแกล้งข้า”
       ขุนพิทักษ์อึ้ง ๆ ที่โดนย้อนเข้าตัว
       “เอ็งนี่มันฉลาดพูดนัก”
       “ถ้าข้าฉลาดจริง ข้าคงจะหาทางมาไถ่ถอนตัวเองให้เป็นไทได้เสียที ไม่ต้องมาเป็นทาสอยู่เช่นนี้”
       “เอ็งอยู่บ้านข้าไม่มีความสุขรึ”
       “สุขใดก็ไม่เท่ากับอิสระของตนหรอกเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์ได้ยินคำนี้ก็กลับชะงัก
       “สำหรับเจ้า แบบไหนถึงเรียกว่าอิสระหรือนังชุ่ม”
       “ก็...ไม่ต้องโดนบังคับ อยากจะทำอะไรก็ได้ตามใจเหมือนท่านขุนไงเจ้าคะ อยากจะทำอะไรก็ทำตามใจ ไม่ต้องสนใจว่าใครจะเป็นยังไง แค่ท่านขุนพอใจก็พอ”
       “นังชุ่ม นี่เอ็งยกข้าเป็นเยี่ยงอย่างหรือว่าหลอกด่าข้ากันแน่”
       ชุ่มแอบอมยิ้ม แล้วยิ้มกว้าง
       “เจ้าค่ะ”
       ชุ่มรีบออกไป ขุนพิทักษ์มองตามแล้วยิ้มชอบใจ
      
       “เอ็งนี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ”



       ตกเวลากลางคืน ภายในห้องนอนรำพึง จวงทำท่าอยากรู้ อยากเห็นเรื่องที่รำพึงเล่า
      
       “เจ็บใจนัก ขุนไวขู่ข้าว่าจะฟ้องคุณพ่อเรื่องวันนี้”
       “แต่ดูท่านพระยาฯก็ยังไม่รู้เรื่องนี่เจ้าคะ” จวงว่า
       รำพึงยิ้มที่มุมปาก
       “จะฟ้องได้อย่างไรล่ะ”
       “ทำไมล่ะเจ้าคะ”
       “ออกไป! ข้าจะนอนแล้ว”
       “อ้าว...”
       จวงเดินออกไปจากห้องอย่างสงสัยในคำพูดของรำพึงที่เล่าไม่หมด       
       “เจอคำลวงเข้าไปก็หลงข้าจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว ผู้ชายอย่างขุนไวไม่มีวันจะคู่ควรกับคนอย่างรำพึง!”
       รำพึงยิ้มเหยียดดวงตาแฝงแววร้าย
      
       ภายในเรือนทาส เวลาเดียวกัน ชุ่มนวดให้สมผู้เป็นพี่
       “พี่สม ข้าว่าท่านขุนฯก็ไม่ได้มีนิสัยเลวร้ายเหมือนที่ใครๆเขาว่ากันนะพี่”
       “เอ็งยังไม่เห็นตัวจริงของท่านขุนฯน่ะสิ ทางที่ดีอยู่ให้ห่างๆไว้ จะดีกับตัวเอ็งที่สุด”
       “น่าสงสารท่านขุนฯ คงจะไม่มีมิตรดีๆเลยสักคน ถ้าทุกคนคิดกันเช่นนี้”
       “เออ ... อย่าเพ้อเจ้อไปเลย เข้าเรือนไปนอนได้แล้ว”
       ชุ่มเดินเข้าไปในเรือนทาส สมมองตามน้องอย่างรู้สึกเป็นห่วง       
      
       ภายในห้องเก็บศพ เรือนคุณหญิงมณี ในกลางคืน คุณหญิงมณีจุดธูปไหว้พระยาสุรเดชไมตรี
       “ดิฉันไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร หวังเพียงแต่ว่าลูกของเราจะดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกที่ควร ขอให้ลูกยอมบวชเรียนก่อนจะออกเรือน และขอให้ลูกได้คู่ครองที่เป็นคนดีนะคะ คุณพี่”
       คุณหญิงมณีปักธูปลง ทันใดนั้นลมก็พัดทำให้เทียนดับไปในทันที คุณหญิงเห็นเช่นนั้นแล้ว ยิ่งวิตกกังวลรู้สึกเหมือนลางร้ายกำลังจะคืบคลานเข้ามา
      
       วันใหม่ พระยาเทวราชนั่งอ่านหนังสืออยู่ โดยมีรำพึงนั่งร้อยพวงมาลัยอยู่ใกล้อย่างอึดอัด
       “คุณพ่อคะ คุณพ่อให้รำพึงอยู่แต่ในบ้านมาหลายวันแล้ว รำพึงอยากจะขออนุญาต”
       “ถ้าคิดจะไปเรือนคุณหญิงมณี พ่อไม่อนุญาต คิดว่าพ่อไม่รู้เหรอว่าเจ้ามีใจให้กับขุนพิทักษ์”
       รำพึงชะงักแล้วตัดสินใจถาม
       “ทำไมล่ะเจ้าคะคุณพ่อ พี่พิทักษ์พร้อมทั้งรูป ทรัพย์สมบัติและหน้าที่การงาน”
       “เจ้าก็รู้ว่าสิ่งเหล่านั้น ขุนพิทักษ์ได้มาจากมรดกตกทอด มิได้สร้างขึ้นด้วยตนเอง หนำซ้ำยังไม่สนใจการงาน ติดการพนัน ผู้หญิง”
       ขุนไวพิชิตพลกำลังจะเดินขึ้นเรือน ก็ชะงักที่ได้ยินเสียงพระยาเทวราช
       “หากพระยาเทวราชจะมีเขยสักคนต้องเป็นผู้ที่ไม่มีมลทินติดตัว ดังเช่นขุนไว”
       ขุนไว ยิ้มอย่างพอใจ จวงหันไปที่บันไดเห็นขุนไว มาพอดี
       “ท่านขุนไวมาเจ้าค่ะ”
       พระยาเทวราชกับรำพึงเปลี่ยนท่าทีทันทีในทันที ขุนไว เข้ามาแล้วกราบพระยาเทวราช
       “ตามสบายเถอะพ่อไว มาเช้าขนาดนี้คงจะมีเรื่องด่วนสินะ”
       “ขอรับ”
       ขุนไว แอบหันมามองรำพึงแล้วส่งสายตาหวานให้ รำพึงยิ่งรู้สึกอึดอัด
       “งั้นลูกขอตัวกลับห้องนะเจ้าคะ จะได้ไม่รบกวนคุณพ่อทำงาน”
       “ไม่ได้มีเรื่องหนักหนาอะไรที่คุณรำพึงจะรู้ไม่ได้หรอกครับ”
       พระยาเทวราชพยักหน้าให้รำพึงอยู่ต่อ เธอนั่งลงอย่างเสียอารมณ์ ยิ่งเห็นแววตาและรอยยิ้มหวานๆของขุนไว ก็ยิ่งไม่สบอารมณ์
       “มีเรื่องอะไรรึ”
       “เจ้าคุณเทพให้กระผมมารายงานว่า ทางพระนครได้กำหนดวันที่เจ้ากรมคนใหม่จะเดินทางมารับตำแหน่งแล้วขอรับ”
       “เมื่อไหร่”
       “อาทิตย์หน้าขอรับ”
       “ถ้าอย่างนั้นวานท่านขุนเรียนเจ้าคุณทั้งหลายมาประชุมกันในเร็ววันนี้ด้วยนะ เห็นทีงานเลี้ยงต้อนรับคงต้องใหญ่น่าดู”
       รำพึงฟังแล้วนึกบางอย่างได้ จะหาทางใช้งานนี้เปิดทางให้ตนเองและขุนพิทักษ์ได้เจอกัน
       “คุณพ่อเจ้าคะ วันพรุ่งนี้เป็นวันพระ ลูกขอออกไปถวายเพลที่วัดนะเจ้าคะ”
       “ทำไมอยู่ๆถึงอยากไปวัดขึ้นมาล่ะ”
       พระยาเทวราชมองรำพึงอย่างเค้นหาความจริง รำพึงแกล้งทำสีหน้าเศร้าๆ
       “ลูกไม่สบายเจ้าค่ะ เมื่อคืนลูกฝันถึงคุณแม่ จึงนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้ทำบุญให้คุณแม่นานแล้ว”
       พระยามีท่าทีไม่สบายใจกับคำพูดของรำพึง แต่หันไปเห็นสายตาขุนไว ที่สนใจฟังอยู่ พระยาจึงขัดไม่ได้
       “ตามใจ !”
       รำพึงยิ้ม แต่พระยาเทวราชยังแคลงใจอยู่
       “กระผมขอไปทำบุญด้วยนะขอรับ” ขุนไวบอก
       “คุณพี่ต้องไปเรียนเชิญเจ้าคุณทั้งหลายไม่ใช่เหรอคะ”
      
       ขุนไวชะงักเห็นจริงด้วย รำพึงยิ้มชนะอย่างเนียนๆ
ตอนที่ 3
      
       เช้าวันใหม่ รำพึงและพระยาเทวราชกำลังรอถวายเพลพระบนศาลาภายในวัด จวงกำลังจัดสำรับอยู่ ระหว่างนั้นเห็นคุณหญิงมณีเดินขึ้นมาบนศาลา มีแจ่มถือของถวายพระตามมาด้วย
      
       คุณหญิงมณียกมือไหว้ท่านเจ้าคุณ
       “ท่านพระยา”
       รำพึงยิ้มไหว้คุณหญิงมณี
       “สวัสดีค่ะคุณหญิง”
       “บังเอิญจริงๆนะครับที่มาเจอคุณหญิงที่นี่” พระยาเทวราชว่า
       “ดิฉันก็มาถวายเพลทุกวันพระล่ะค่ะ ยังเคยคุยกับหนูรำพึงว่าจะมาถวายด้วยกันสักครั้ง”
       พระยาเทวราชมองรำพึงที่ยิ้มเนียนทำซื่อมาก พระยาเทวราชคิดว่า รำพึงจะใช้วัดเป็นสถานที่มาพบกับขุนพิทักษ์จึงหลอกถามคุณหญิงมณี
       “แล้วนี่ขุนพิทักษ์ไม่ได้มาด้วยเหรอ”
       “พ่อพิทักษ์ยุ่งกับงานศพหลายวัน ดิฉันก็เลยปล่อยให้พักน่ะค่ะ หนูรำพึงน่ารักนะเจ้าคะ รู้จักเข้าวัดเข้าวา น่าปลื้มใจแทน”
       พระยาเทวราชมองรำพึงอย่างสงสัยหนักว่า รำพึงกำลังจะทำอะไร
      
       ในเวลาต่อมา พระยาเทวราชกับคุณหญิงมณีเดินลงมาจากศาลาด้วยกัน มีรำพึง แจ่ม จวงเดินตามมา
       “ภัตตาหารที่คุณหญิงป้านำมาถวายวันนี้ รสชาติดีมากเลยนะคะ ฝีมือรำพึงเทียบไม่ติดเลย”
       “หนูรำพึงก็พูดเกินไป”
       “กระผมเองก็ยังไม่เห็นว่าใครจะทำอาหารได้รสเลิศไปกว่าคุณหญิง”
       “คุณพ่อคะ งานเลี้ยงต้อนรับท่านเจ้ากรมคนใหม่ ถ้าได้คุณหญิงมาเป็นแม่งานเรื่อง อาหารคงจะดีไม่น้อยนะเจ้าคะ”
       “ป้าก็แก่มากแล้ว ถึงจะยินดีช่วยงานบ้านเมือง แต่สังขารจะพารับผิดชอบงานใหญ่ขนาดนั้นไม่ไหวน่ะสิ”
       “รำพึงเองก็ความรู้ยังน้อย จะอาสาช่วยงานคุณป้า ก็กลัวจะพาลเป็นตัวถ่วงซะเปล่าๆ”
       คุณหญิงมณีคิดแล้วบอกพระยาเทวราช
       “เอาอย่างนี้ ดิฉันรับเป็นแม่งานก็ได้ค่ะ แต่ขอรำพึงมาช่วยอีกแรงนะคะ ท่านพระยา”
       พระยาเทวราชชะงักไป เพราะรู้ตัวว่าเสียรู้รำพึงซะแล้ว รำพึงยิ้มอย่างผู้มีชัย พระยาเทวราชต้องฝืนยิ้มรับคำคุณหญิงมณี
      
       บริเวณศาลาในสวนบ้านพระยาเทวราช จวงพูดขึ้น
       “ในที่สุด คุณรำพึงก็หาทางเจอกับท่านขุนพิทักษ์ได้แล้ว”
       “โดยที่ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆอีกต่อไป”
       “ทูนหัวของบ่าว ฉลาดที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
       รำพึงยิ้มพอใจ
      
       บนเรือน พระยาเทวราชนั่งสนทนากับขุนไวพิชิตพล
       “คุณรำพึงอาสาช่วยงานคุณหญิงมณีจัดงานต้อนรับเจ้ากรมคนใหม่หรือขอรับ”
       “จะว่าอาสาก็ไม่ใช่ คุณหญิงท่านออกปากขอไปช่วยเองต่างหาก”
       พระยาเทวราชมีท่าทีคิดมากจนขุนไวสังเกตเห็น
       “ท่านเจ้าคุณกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่เหรอขอรับ”
       “ที่ฉันเรียกท่านขุนมาพบเพราะมีเรื่องจะแจ้ง เกี่ยวกับตำแหน่งงานผู้ช่วยเจ้ากรมคนใหม่ ตอนนี้มีคนที่มีคุณสมบัติพออยู่สองคน หนึ่งในนั้นคือท่านขุนเองนั่นแหละ”
       ขุนไว ยิ้ม
       “แล้วอีกคนล่ะครับ”
       พระยาเทวราชมีท่าทีคิดหนัก
      
       ขุนไวพิชิตพลเดินลงมาจากบ้านพระยาเทวราช เห็นรำพึงนั่งยิ้มอย่างมีความสุขที่ศาลา ขุนไว เดินเข้าไป พอรำพึงเห็นก็หน้าบึ้งทันที
       “ถ้าคนที่เดินมาเป็นไอ้พิทักษ์ น้องรำพึงคงไม่หุบยิ้มแบบนี้สินะ”
       “น้องก็แค่ตกใจที่คุณพี่โผล่มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงต่างหากล่ะคะ”
       “หวังว่าเรื่องที่น้องรำพึงอาสาช่วยงานคุณหญิงมณี คงไม่ใช่แผนที่น้องวางไว้เพื่อจะได้ใกล้ชิดไอ้พิทักษ์นะ”
       รำพึงทำงอนบอก
       “นี่เหรอคะที่บอกว่ารักน้องนักรักน้องหนา กลับมาพูดจาหมิ่นเกียรติกันขนาดนี้”
       รำพึงเดินไปด้วยความโกรธ ขุนไว ขวางไว้ น้ำเสียงและท่าทีอ่อนลง
       “แต่น้องทำให้พี่คิดมาก น้องไปช่วยงานคุณหญิงมณีก็เท่ากับน้องต้องเข้าไปในบ้านของไอ้พิทักษ์ จะให้พี่วางใจได้อย่างไร”
       รำพึงน้ำเสียงน้อยใจบอก
       “น้องทำก็เพราะอยากช่วยงานบ้านเมือง อีกอย่างคุณหญิงท่านออกปากเองด้วยซ้ำ”
       ขุนไว รู้สึกผิด
       “พี่ขอโทษ พี่รักน้องมากเหลือเกิน จนความหึงความหวงมันล้นหัวใจพี่”
       ขุนไว จับมือรำพึงขึ้นมา
       “อีกไม่นาน พี่ก็จะได้เป็นผู้ช่วยท่านเจ้ากรม มียศ มีศักดิ์เหนือไอ้ขุนพิทักษ์นั่น น้องจะได้ไม่ต้องชายตามองมันอีก”
       รำพึงเหวอ
       “คุณพี่ได้รับแต่งตั้งแล้วหรือคะ”
       “ยัง แต่มีเพียงพี่กับไอ้พิทักษ์ที่มีศักดิ์พอที่จะเป็น แล้วน้องคิดว่าผู้ใหญ่จะเลือกใครระหว่างพี่กับมัน ถึงตอนนั้นพี่จะมาสู่ขอน้องกับท่านพระยา”
       ขุนไว จุมพิตไปที่มือของรำพึงแล้วจากไป รำพึงมองเหยียด
      
        “คุณพี่พิทักษ์ไม่มีทางยอมแพ้แกหรอก”


  


       ส่วนบนเรือน คุณหญิงมณีคุยอยู่กับขุนพิทักษ์ที่นอนเอกเขนกอยู่บนตั่ง
      
       “ไม่เอาขอรับ! ทุกวันนี้ลูกก็สุขสบายดีอยู่แล้ว เงินเราก็มีเยอะแยะ จะต้องไปหาเรื่องใส่ตัวทำไม”
       คุณหญิงมณีบอก
       “ตระกูลของเรารับใช้แผ่นดินมาแต่ไหนแต่ไร ที่เราอยู่อย่างมีเกียรติจนถึงทุกวันนี้ได้ ก็เพราะแผ่นดินนี้มอบเกียรตินั้นให้แก่เรานะลูก”
       “ก็เพราะไอ้เกียรตินี่ไม่ใช่รึครับ คุณพ่อถึงได้ทำให้คนบริสุทธิ์ต้องมาตาย”
       คุณหญิงมณีอึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
       “ถ้าลูกคิดได้ ลูกคงรู้ว่าพ่อของลูกทำเพื่อใคร คนเราทำผิดแล้วก็ควรแก้ไขนะลูก”
       “บางทีการแก้ไขที่ดีที่สุดคือการไม่หาเรื่องใส่ตัวนะขอรับ”
       ขุนพิทักษ์แกล้งหลับไม่สนใจ คุณหญิงมณีเหนื่อยใจกับลูกชายคนนี้
       สีหน้าของขุนพิทักษ์เต็มไปด้วยความขัดแย้งในใจ ที่มุมหนึ่ง ชุ่มได้ยินทุกอย่างก็รู้สึกสงสารคุณหญิง
      
       ในเวลากลางคืน ภายในห้องทำงาน พระยาเทวราชนั่งตรวจหนังสือราชการอยู่ รำพึงเดินถือกาน้ำร้อนและถ้วยใส่ชาเข้ามาวาง
       “ชาฝรั่งเจ้าค่ะคุณพ่อ”
       “ทำไมไม่ใช้ชาจีนอย่างทุกครั้ง”
       รำพึงตักใบชาใส่ถ้วยแล้วเทน้ำร้อน และพูดไปด้วย
       “ลูกคิดว่าถ้ามีชาให้เลือกถึงสองรสชาติ ถ้าไม่ลองทั้งสองแบบ เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะคะว่า ชาจีนกับชาฝรั่งอย่างไหนดีกว่ากัน”
       พระยาเทวราชมองรำพึงอย่างรู้ทัน
       รำพึงชงชาเสร็จยกให้พระยาเทวราช พระยาเทวราชรับไว้แล้ววาง ไม่คิดจะกิน
       “ถึงอย่างไร พ่อก็ชอบชาจีนมากกว่า ดีไม่ดีอย่างไรเราก็คุ้นกับรสชาติ ชาฝรั่งน่ะ สวยแต่รูปจูบไม่หอม ไปชงชาจีนมาให้พ่อ”
       รำพึงมีท่าทางไม่ค่อยพอใจ
       “ถ้าแค่เรื่องชาคงไม่มีใครว่าคุณพ่อได้ที่เลือกชาจากความพอใจส่วนตัว แต่หากเป็นเรื่องเลือกคน”
       พระยาเทวราชสวนทันที
       “ถ้าคนที่ลูกพูดถึงคือขุนพิทักษ์กับขุนไวล่ะก็ คงไม่มีใครกังขาหรอกถ้าพ่อจะเลือกขุนไว”
       รำพึงอึ้ง
       “คุณพ่อคะ”
       พระยาเทวราชขัดเสียงแข็ง
       “นี่มันเรื่องการบ้านการเมือง ไม่ใช่เรื่องที่ผู้หญิงอย่างลูกจะเข้ามายุ่ง”
       “ลูกก็หวังว่านี่จะเป็นแค่การบ้านการเมือง ไม่เกี่ยวกับการเลือกคู่ครองให้ลูกนะเจ้าคะ”
       รำพึงเดินออกไปอย่างหัวเสีย พระยาเทวราชมองอย่างกลุ้มใจ
      
       เวลากลางคืน ขุนพิทักษ์นอนคิดถึงเรื่องที่คุยกับแม่อยู่ที่ท่าน้ำในบ้าน
       “ก็เพราะไอ้เกียรตินี่ไม่ใช่รึครับ คุณพ่อถึงได้ทำให้คนบริสุทธิ์ต้องมาตาย”
       คุณหญิงมณีอึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
       “ถ้าลูกคิดได้ ลูกคงรู้ว่าพ่อของลูกทำเพื่อใคร”
       ขุนพิทักษ์พลิกตัวอย่างหงุดหงิดเพราะว่าคำพูดคุณหญิงมณียังดังก้องอยู่ในหัวตลอดเวลา แล้วก็เห็นชุ่มกำลังถือตะกร้าตรงไปที่ท่าน้ำ ขุนพิทักษ์มองอย่างสนใจ
      
       ในเวลากลางคืน ที่นอกเมือง ชุ่มเดินเข้ามาในกระท่อม นายอยู่นอนซม มีนางเย็นคอยเช็ดตัวดูแล
       “แม่จ๋า”
       “นังชุ่ม เอ็งมาได้ยังไง แล้วเอ็งเรียนขออนุญาตคุณหญิงหรือเปล่า”
       ชุ่มส่ายหน้า
       “ฉันคิดถึงพ่อกับแม่ก็เลยแอบออกมา แล้วจะรีบกลับก่อนรุ่งจ๊ะ พ่อเป็นอะไรจ๊ะแม่”
       “เป็นไข้มาหลายวันแล้ว พ่อเอ็งทำงานไม่หยุดเลย คงอยากจะเก็บเงินไปไถ่ตัวเอ็งกับไอ้สมออกมา”
       ชุ่มกอดนายอยู่ด้วยความเป็นห่วง
       “โธ่...พ่อ”
       ขุนพิทักษ์ยืนมองอยู่จากด้านนอกเห็นทุกอย่าง
      
       ในเวลาต่อมา ชุ่มเดินออกมา นางเย็นตามออกมาส่ง
       “ระวังตัวนะลูก”
       ชุ่มกอดนางเย็น
       “ฉันรักแม่นะ”
       นางเย็น กอดชุ่มตอบ
       “แม่ก็รักเอ็ง”
       “ฉันไปล่ะ”
       นางเย็นกลับเข้าไป ชุ่มรีบเดินออกมา ขุนพิทักษ์เข้ามาจับชุ่มไว้ ชุ่มตกใจสะบัด
       “เฮ้ย!”
       ขุนพิทักษ์รวบตัวชุ่มมาปิดปาก
       “ข้าเอง !”
       ชุ่มตกใจ
       “ท่านขุน ท่านมาที่นี่ได้ยังไง”
       “ก็ข้าเห็นเอ็งทำลับ ๆ ล่อ ๆ ออกมากลางดึก ก็เลยตามมารอดูว่าเอ็งจะก่อเรื่องอะไรอีก”
       “รอจนฟ้าจะสางเลยนี่นะเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์กลัวจะโดนจับได้ว่าห่วงเลยบอกว่า
       “ข้าจะกลับตั้งนานแล้ว แต่นึกได้ว่าแถวนี้มันผีดุ”
       ชุ่มชะงัก หน้าเสีย
       “ผี”
       “เออสิ หัวโกร๋นกันไปหลายคนแล้ว ข้าก็เลยรอให้เอ็งเดินเป็นเพื่อนข้ากลับเรือน”
       ชุ่มเซ็ง
       “ข้านึกว่าท่านขุนรอเพราะมีน้ำใจห่วงข้าซะอีก”
       ขุนพิทักษ์ยิ้ม
       “แล้วจะต่อล้อต่อเถียงข้าอีกนานไหม ข้าง่วงเต็มทีแล้ว ไป”
       ขุนพิทักษ์จะเดินนำ ชุ่มยังมองอย่างละล้าละลัง
       “ข้าง่วง!”
      
       ขุนพิทักษ์ไม่รอคำตอบ คว้ามือชุ่มให้เดินตามไปทันที ชุ่มเดินตามอย่างเขินๆ


  


       ไม่นานนัก ขุนพิทักษ์ลากชุ่มเข้ามาที่หน้าเรือนทาส
      
       “ถึงแล้ว...”
       ชุ่มมองมือตัวเองที่โดนจับอย่างเขินๆ
       “เจ้าค่ะ ท่านขุนก็...”
       ขุนพิทักษ์มองตามเห็นมือตัวเองจับมือชุ่มอยู่ ก็รีบปล่อยมือและเปลี่ยนเรื่องพูด
       “เอ็งรักพ่อกับแม่ดีนะ”
       “เจ้าค่ะ อะไรที่ทำให้พ่อกับแม่สบายใจข้าจะทำสิ่งนั้น เห็นพ่อแม่มีความสุข ข้าก็สุขไปด้วย เหมือนท่านขุนที่ทำทุกอย่างเพื่อคุณหญิงไงเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์ทำหน้างงว่า ตนเองทำอะไรเพื่อคุณหญิงมณี
       “ก็พรุ่งนี้ท่านขุนต้องไปคัดเลือกที่กรมไม่ใช่เหรอเจ้าคะ”
       “สู่รู้! เอ็งสอดรู้สอดเห็นเรื่องของข้างั้นรึ”
       ชุ่มกลัวโดนดุ ทำหาวใส่
       “ดึกแล้ว ข้าไปนอนก่อนนะเจ้าคะ”
       ชุ่มยิ้มให้ขุนพิทักษ์ฯ
       “คุณหญิงรักท่านขุนฯมากนะเจ้าคะ ทุกคนในบ้านคงดีใจถ้าท่านขุนฯ จะได้เป็นผู้ช่วยกรมสืบต่อจากท่านพระยา”
       ชุ่มยิ้มแล้วจะไป แต่ขุนพิทักษ์คว้าแขนชุ่มไว้
       “เดี๋ยว ทุกคนที่ว่ารวมถึงเจ้าด้วยหรือเปล่า”
       ชุ่มเก้อเขิน ขุนพิทักษ์ดึงชุ่มเข้ามาใกล้ แล้วค่อย ๆยื่นหน้าเข้าไป
       ชุ่มตัดสินใจชี้ไปทางอื่น “เฮ้ย !”
       ขุนพิทักษ์หันขวับไป ชุ่มรีบดึงมือออกแล้วรีบวิ่งหนีไปทันที
       “นังชุ่ม!”
       ขุนพิทักษ์ไม่ตาม ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มเอ็นดู และเดินกลับเรือนไป
       สมเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง มองตามขุนพิทักษ์ไปอย่างไม่สบายใจ
      
       ชุ่มกำลังจะล้มตัวนอน สมเดินเข้ามา ชุ่มตกใจหันมาเห็นเป็นสมก็โล่งใจ
       “พี่สม! เข้ามาเงียบๆ ข้าตกใจหมด”
       “คิดว่าเป็นท่านขุนหรือไง”
       “พี่สม! พูดอะไรแบบนั้น”
       “เอ็งไปไหนมาถึงกลับมากับท่านขุนตอนใกล้สางแบบนี้”
       “ฉันไปหาพ่อกับแม่ ขากลับเจอกับท่านขุนพอดี ฉันสาบานได้”
       สมมองอย่างไม่เชื่อ แล้วพูดอย่างหนักใจ
       “เอ็งควรจะอยู่ห่างท่านขุนไว้ ท่านเป็นชายเอ็งเป็นหญิง ถ้าเอ็งยิ่งเข้าใกล้ท่านขุนเท่าไร เอ็งจะมีแต่เสียกับเสีย”
       “ทำไมพี่สมพูดอย่างนี้”
       “ข้ารู้ว่าเอ็งเข้าใจที่ข้าพูด ข้าขอเถอะนังชุ่ม ทาสอย่างเราก็อยู่ส่วนทาส อย่าได้ไปข้องเกี่ยวกับนาย ข้าไม่อยากเห็นใครมาทำร้ายเอ็งอีก”
       ชุ่มนิ่งคิดตามที่พี่ชายพูด แต่เหมือนในใจยังสับสนอะไรบางอย่าง
      
       ขุนพิทักษ์กำลังจะเดินไปที่ห้องตนเอง เสียงคุณหญิงมณีดังมาจากห้องพระ เขาหยุดฟัง
       “คุณพี่คะ... คุณพี่คงอยากให้ลูกมีหน้าที่การงานที่ดีก่อนที่จะออกเรือน น้องพยายามแล้วแต่ลูกไม่ยอม น้องขอโทษนะคะที่ทำให้ความหวังของคุณพี่เป็นจริงไม่ได้”
       คุณหญิงมณีปาดน้ำตา ขุนพิทักษ์หันกลับมา นึกถงคำพูดของชุ่ม
       “คุณหญิงรักท่านขุนฯมากนะเจ้าคะ ทุกคนในบ้านคงดีใจถ้าท่านขุนฯจะได้เป็นผู้ช่วยกรมสืบต่อจากท่านพระยา”
       ขุนพิทักษ์หันมองคุณหญิงมณีอีกครั้งอย่างคิดหนัก
      
       ตอนสาย ขุนพิทักษ์แต่งตัวเต็มยศนั่งทานอาหารเช้าอยู่อย่างอารมณ์ดี คุณหญิงมณีกับแจ่มเดินขึ้นเรือนมาเห็น
       “จะไปไหนแต่เช้าล่ะพ่อพิทักษ์”
       “เช้าที่ไหนขอรับคุณแม่ นี่สายจนจะเที่ยงแล้ว”
       “ปกติ แม่ไม่เคยเห็นลูกตื่นก่อนเที่ยงเลยนี่”
       ขุนพิทักษ์ ยิ้มแล้วลุกขึ้นเดินมาหาคุณหญิง
       “ลูกว่าจะไปรับการคัดเลือกเป็นผู้ช่วยเจ้ากรมอย่างที่คุณแม่ต้องการไงขอรับ”
       คุณหญิงมณีอึ้งอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง แล้วยิ้มอย่างปลื้มใจ
       “จริงหรือลูก แม่ดีใจจริงๆ แต่นี่มันสายแล้วนะลูก เค้านัดไปรายงานตัวตอนเช้าไม่ใช่เหรอ”
       ขุนพิทักษ์เหวอ
      
       ขุนพิทักษ์วิ่งออกมาอย่างรีบร้อน ร้องโหวกเหวกสั่งไอ้สม
      
       “ไอ้สม ไอ้สมโว้ย! เอาม้ามาให้ข้าเร็ว”
       ที่หน้าเรือน เห็นชุ่มจูงม้ายืนรออยู่
       “ม้าพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”
       “เอ็งรู้ได้ยังไงว่าข้า...”
       “ข้ารู้ว่าท่านขุนก็รักคุณหญิงท่านไม่น้อยเหมือนกัน”
       ขุนพิทักษ์รับสายจูงม้ามา แล้วพูดอย่างเอ็นดู
       “เอ็งนี่มันสู่รู้”
       “เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์รีบควบม้าออกไป ชุ่มมองตามอย่างเป็นปลื้มที่ขุนพิทักษ์แล้วตัดสินใจ
       คุณหญิงมณียืนอยู่บนเรือนมองมาที่ชุ่ม แจ่มเข้ามาหันมองคุณหญิงมณี
       “น่าปลื้มใจนะเจ้าคะ ที่ท่านขุนยอมไปคัดเลือกตามที่คุณหญิงขอร้อง”
       “อาจจะไม่ใช่ข้าที่ทำให้พ่อพิทักษ์เปลี่ยนใจ”
       “แล้วใครล่ะเจ้าคะที่ทำให้ท่านขุนยอมเปลี่ยนได้”
       คุณหญิงมณีมองที่ชุ่มอย่างเคร่งเครียด
      
       ภายในห้องประชุมที่กรม ขุนไวพิชิตพลนั่งอยู่กับพระยาเทวราช และข้าราชการในกรมอีกสองคน
       “ขุนพิทักษ์คงจะไม่มาแล้วล่ะมั้ง”
       ขุนไว แอบยิ้มในชัยชนะของตัวเอง
      
       ขุนพิทักษ์ควบม้าอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อรีบไปให้ทันเวลา


  


       ด้านขุนพิทักษ์ไมตรีรีบวิ่งเข้าไปในตึกกรม ขณะนั้น พระยาเทวราช กับขุนไวพิชิตพลเดินออกมา ขุนพิทักษ์ วิ่งเข้าไปไหว้พระยาเทวราช
      
       “กระผมมารายงานตัวครับ”
       ขุนไว ยิ้มสมเพช
       “ถ้ายังรักษาเวลาไว้ไม่ได้ จะรับผิดชอบการงานได้อย่างไร”
       “เป็นความผิดของกระผมเองขอรับ แต่นั่นไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่ากระผมจะไม่มีความสามารถในการทำงานนะขอรับ”
       “ให้โอกาสขุนพิทักษ์สักครั้งเถอะขอรับ” ขุนไว ว่า
       “ไม่ต้องมาช่วยพูดแทนข้า สอพลอ!”
       “ไอ้พิทักษ์!”
       ทั้งสองคนจะเข้าใส่กัน แต่พระยาเทวราชห้ามไว้ซะก่อน
       “ให้เกียรติที่นี่บ้างท่านขุน อย่ามาทำตัวเช่นนักเลงข้างถนนที่นี่”
       ขุนไว พยายามคุมสติ
       “ขอประทานโทษครับ กระผมแค่ต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า กระผมพร้อมในทุกด้านในการรับตำแหน่งผู้ช่วยกรมครั้งนี้ ไม่ใช่ได้ตำแหน่งมาเพราะคู่แข่งมารายงานตัวไม่ทันเวลา”
       “ถ้าเช่นนั้น ไอ้ไว... ข้าขอท้าเอ็ง มาวัดกันซักตั้ง เดิมพันตำแหน่งนี้กัน ถ้าข้าแพ้ เอ็งเอาตำแหน่งไป แล้วข้าไปจากที่นี่ไม่กลับมาอีก เอ็งกล้าพอรึเปล่า”
       ขุนไว อึ้งมองพระยาเทวราช พระยาเทวราชนิ่งไม่พูดอะไร
       ขุนไว เข้าไปพูดใกล้ๆ
       “ได้ เอ็งจะได้ไปให้พ้นหน้าข้าสักที น้องรำพึงจะได้เป็นของข้าโดยชอบธรรม ที่ไหน เมื่อไหร่ว่ามาเลย”
       “เอาอย่างนี้ ในงานเลี้ยงต้อนรับเจ้ากรมคนใหม่ ฉันจะจัดงานประลองขึ้นระหว่างท่านทั้งสอง ใครชนะจะได้เป็นผู้ช่วยเจ้ากรมคนใหม่”
       “หากใครแพ้ จะต้องไปให้ไกลจากเมืองนี้และไม่กลับมาอีก! ขุนไว บอก
       ทั้งคู่จ้องหน้ากันอย่างเคียดแค้น สีหน้าเหมือนอดใจรอวันประลองแทบไม่ไหว
      
       คุณหญิงมณีพารำพึงเดินดูบ่าวในเรือนทำงาน
       “พ่อพิทักษ์เค้าออกไปรายงานตัวตั้งแต่สายๆแล้วล่ะจ้ะ ไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง”
       “คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ ด้วยศักดิ์ของคุณพี่พิทักษ์ จะต้องได้รับตำแหน่งอย่างแน่นอน”
       “ขอบใจนะจ๊ะ ได้หนูรำพึงมาช่วยป้าดูแลงานต้อนรับท่านเจ้ากรมคราวนี้ป้าคงเบาแรงขึ้นเยอะ”
       “เรื่องการบ้านการเรือนคงต้องให้คุณป้าช่วยแนะนำหลานอีกเยอะค่ะ”
       คุณหญิงมณียิ้มรับ
       ชุ่มเดินถือผ้ามาแล้วถูพื้น จวงเห็นชุ่มจึงสะกิดรำพึงให้มอง แล้วทั้งคู่ก็มองหน้ากันอย่างมีแผนร้าย
       “บ่าวบ้านนี้ดูคล่องแคล่วดีนะคะ”
       “ทำได้แค่งานเช็ดๆถูๆเท่านั้นแหละจ้ะ จะไปหวังพึ่งให้ทำงานปราณีตเหมือนคนอื่นเขาท่าทางจะยาก” คุณหญิงมณีว่า
       “ให้คุณรำพึงสอนงานมันสิเจ้าคะ บ่าวที่บ้านก็ทำงานเป็นกันทุกคน ก็เพราะคุณรำพึงนี่แหละเจ้าค่ะ” จวงบอก
       คุณหญิงมณีมองรำพึงเป็นเชิงถาม รำพึงยิ้ม คุณหญิงมณีจึงหันไปเรียกชุ่ม
       “นังชุ่ม...มาทางนี้หน่อยซิ”
       “เจ้าค่ะ”
       ชุ่มคลานเข่าเข้ามาตรงหน้าคุณหญิงมณี
       “เอ็งโชคดีแล้วนะที่คุณรำพึงเมตตาจะสอนงานให้เอ็ง”
       ชุ่มมีสีหน้าไม่สบายใจ คุณหญิงมณีสังเกตเห็น
       “ทำไมเอ็งไม่รีบขอบคุณคุณรำพึงล่ะ”
       รำพึงพูดกับชุ่ม
       “ชุ่มจ้ะ ไม่ต้องกลัวฉันหรอกนะจ้ะ ฉันไม่ใช่เสือใช่สาง”
       ชุ่มจำใจ
       “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
       รำพึงยิ้มอย่างใจดี แต่แววตาแฝงไปด้วยความร้ายกาจ
      
       บริเวณเรือนครัว ชุ่มกำลังล้างหม้อล้างไห ได้ยินผ่องกับผาดที่หั่นผักพลางซุบซิบกัน
       “คุณรำพึงอาสามาช่วยงานคุณหญิงท่านแบบนี้ คงอยากเป็นคุณผู้หญิงของท่านขุนตัวซี้ตัวสั่นน่ะสิ” ผ่องว่า
       สมเข้ามาได้ยินหยุดยืนฟัง
       “นังชุ่ม เอ็งไม่ร้อนใจบ้างเหรอที่คุณรำพึงมาประกาศตัวขนาดนี้” ผาดถาม
       “ทำไมฉันจะต้องร้อนใจด้วย เรื่องของเจ้านายไม่เกี่ยวอะไรกับบ่าวอย่างฉันสักนิด” ชุมว่า
       “แต่เอ็งกับท่านขุน”
       สมแทรกขึ้น
       “ถ้าพวกเอ็งไม่เลิกปากมาก ปากพวกเอ็งจะแตกไม่รู้ตัว”
       สมกระแทกเท้าปึง!
       ผ่องกับผาดสะดุ้งแล้วพากันยกผัก ยกมีดเลี่ยงไปที่อื่น
       “ชุ่ม เอ็งต้องระวังตัวนะ” สมบอก
       “ไม่มีอะไรหรอกพี่สม ถ้าข้าไม่ยุ่งกับเขา เขาคงไม่มาทำอะไรข้าหรอก”
      
       ชุ่มก้มหน้าล้างไหล้างหม้อต่อไป สมมองอย่างเป็นห่วง

       ฝ่ายผ่องกับผาดเลี่ยงมานั่งอีกมุมของโรงครัว สายตามองทางชุ่มกับสม
      
       “นังชุ่มมันไม่เห็นจะเดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย” ผาดว่า
       รำพึงกับจวงเข้ามาจากอีกทางหนึ่ง
       “นังผ่องเอ็งแน่ใจเหรอว่านังชุ่มน่ะจะได้เลื่อนขั้นเป็นเมียท่านขุน” ผาดถาม
       “เมื่อคืนข้าเห็นกับตาว่า ท่านขุนน่ะเดินจูงมือนังชุ่มมาส่งที่เรือนกลางดึก ถ้าไม่มีอะไรกันจะจับมือถือแขนกันขนาดนั้นเหรอวะ” ผ่องบอก
       “คุณรำพึงมีบุญวาสนาเป็นถึงลูกพระยา สุดท้ายก็แพ้ทาสอย่างนังชุ่ม สะใจว่ะ” ผาดว่า
       จวงหันไปมองรำพึงเห็นนายหญิงยืนกำมือแน่น สีหน้าแค้นสุดชีวิต
       รำพึงพึมพำกับตัวเอง
       “นังชุ่ม!”
       “เข้าไปตบมันเลยไหมเจ้าคะ คุณรำพึง” จวงบอกแล้วจะพุ่งไป แต่รำพึงคว้าไว้
       “เอ็งคอยฟังคำสั่งจากข้า อย่าสะเออะทำนอกเหนือคำสั่งข้า จำไว้”
       “เจ้าค่ะ”
       รำพึงมองไปทางชุ่มที่ล้างหม้อไหอย่างโกรธแค้น
      
       ในเวลาต่อมา ขุนพิทักษ์ไมตรี ขี่ม้าเข้ามาที่หน้าเรือน ทาสชายวิ่งเข้ามารับ
       “นังชุ่มอยู่ไหน!”
       “ที่ครัวขอรับ” ทาสชายบอก
       ขุนพิทักษ์ ส่งม้าให้ทาสชายแล้วรีบเดินไปทางไปครัว คุณหญิงมณียืนมองจากด้านบน แจ่มก้าวเข้ามายืนข้าง ๆ
       “แปลกนะเจ้าคะ ท่านขุนกลับมาถึงก็เรียกหานังชุ่ม เดี๋ยว อิฉันจะไปดูให้นะเจ้าคะ ว่านังชุ่มมันก่อเรื่องอะไรอีก”
       “ไม่ต้อง! เอ็งให้คนไปดูที่กรมสิว่า ตกลงใครได้ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรม”
       “ไม่รอถามท่านขุนเหรอเจ้าคะ” แจ่มบอก
       “ข้าสั่ง!”
       แจ่มสะดุ้งแล้วรีบไป
       “เจ้าค่ะ”
       คุณหญิงมณีมองตามทางที่ขุนพิทักษ์ เดินไปอย่างกังวล
      
       รำพึงเดินเข้ามาในเรือนครัว จวงเดินตามท่าทางกร่างเต็มที่
       “อ้าวๆ มัวแต่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ได้ ถึงว่าสิ คุณหญิงถึงต้องให้คุณหนูของข้ามาช่วยงาน ก็เพราะว่าบ่าวเรือนนี้มีแต่พวกไม่ได้เรื่องแบบนี้นี่เอง” จวงว่า
       รำพึงสีหน้าอ่อนโยนบอก
       “จวง เอ็งพูดจาแบบนี้ เดี๋ยวพวกบ่าวที่นี่ก็กลัวข้ากันเสียหมด”
       “ไม่ต้องสนหรอกเจ้าค่ะคุณรำพึง ขี้ข้ายังไงก็เป็นขี้ข้าวันยังค่ำ ถ้ามันไม่ฟังนายก็โบยมันสิเจ้าคะ” จวงบอก
       บ่าวไพร่ต่างมองจวงด้วยสายตาหมั่นไส้ รำพึงหันไปเห็นชุ่ม
       “ชุ่มจ๊ะ ข้ามีอะไรจะใช้เอ็งหน่อย”
       ผ่องกับผาดและบ่าวไพร่คนอื่นๆมองกันอย่างลุ้นๆ
       “เจ้าค่ะ แต่ข้าขอเอาจานชามพวกนี้ไปคว่ำก่อน”
       ชุ่มลุกออกไป รำพึงเหลือบสายตามองจวง จวงรู้หน้าที่ทันทีตามไปดึงชุ่มไว้
       “หยุดนะนังชุ่ม คุณหนูข้าเรียกใช้เมื่อไหร่ เอ็งต้องมาทันที” จวงบอก
       ในจังหวะที่จวงกำลังจะถึงตัวชุ่ม สมแกล้งเตะเข่งใส่จวงจนจวงล้มคว่ำ
       “นี่เอ็งแกล้งข้ารึ !”
       “โทษที ลมมันพัดน่ะ ข้าจะเอาตีนเกี่ยวไว้ก็ไม่ทัน”
       “ข้าไม่เชี่อ ... คุณหนูเจ้าคะ ดูมันทำกับบ่าวสิเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์ เข้ามาไม่ทันเห็นรำพึงก็เรียก
       “นังชุ่ม!”
       ทุกคนชะงัก รำพึงหันมอง ขุนพิทักษ์เหวอที่เห็นรำพึง
       “น้องรำพึงมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
       “สักครู่แล้วค่ะ คุณพี่มีธุระกับนังชุ่มเหรอคะ”
       ขุนพิทักษ์ รีบหาทางออกทันที
       “อ๋อ... แม่ฝากให้ข้ามาเรียกเอ็ง รีบไปหาแม่ข้าเร็ว”
       ชุ่มรีบออกไป
       “คุณป้าให้คุณพี่มาเรียกบ่าวเหรอคะ”
       ขุนพิทักษ์ แก้ตัว
       “ข้างบนไม่มีบ่าวสักคน ไม่รู้หายหัวไปไหนกันหมด”
       รำพึงมองอย่างพินิจ ขุนพิทักษ์ รีบเปลี่ยนเรื่องทันที
       “สาย ๆ แบบนี้ แดดไม่ค่อยร้อนไปเดินเล่นกันดีไหม”
       รำพึงยิ้มเก็บท่าทีไม่เซ้าซี้
       “ค่ะ”
       ขุนพิทักษ์ พารำพึงเดินออกไป
      
       จวงเดินตามแล้วหันมามองสมด้วยท่าทีเคียดแค้น สมทำเมินไปทางอื่นเก็บของไปตามเรื่องตามราวไม่สนใจ


  


       ไม่นานนัก ขุนพิทักษ์ไมตรีก็มาเดินเล่นอยู่กับรำพึงที่บริเวณสระบัว มีจวงตามมาห่างๆ
      
       “ขอบใจน้องรำพึงมากนะที่อาสามาช่วยแม่พี่”
       รำพึงเงียบไม่ตอบ ส่งสายตาให้จวงออกไป จวงรู้หน้าที่รีบฉากออกไปทันที
       ขุนพิทักษ์ หันมองเห็นรำพึงกรีดน้ำตาไหลอาบแก้ม ขุนพิทักษ์จับรำพึงหันมาถาม
       “น้องรำพึง เจ้าร้องไห้ทำไม พี่ทำอะไรให้ขุ่นเคืองใจรึ”
       “จวงบอกกับน้องว่า บ่าวที่เรือนนี้ต่างพากันพูดให้เซ็งแซ่ว่า น้องเป็นถึงลูกพระยาแต่ด้อยค่ากว่าทาสอย่างนังชุ่ม”
       “ไม่จริง”
       “ถ้าไม่มีมูล พวกบ่าวมันก็คงไม่ลือหรอกค่ะ มันคงรู้คงเห็นการกระทำของคุณพี่ มันถึงเอามาพูดกันได้”
       ขุนพิทักษ์ ร้อนตัว
       “นังคนไหนมันพูด บอกพี่มา พี่จะลงหวายให้หลังมันขาด!”
       “คุณพี่ทำแบบนั้น น้องก็จะยิ่งตกเป็นขี้ปากบ่าวไพร่ว่า สิ่งที่พวกบ่าวมันพูดเป็นความจริง เราถึงต้องโกรธ ต้องลงโทษพวกมัน”
       รำพึงร้องไห้ ขุนพิทักษ์ บอก
       “ในเมื่อมันไม่เป็นความจริง น้องจะเสียน้ำตาให้กับเรื่องนี้ทำไม”
       “น้องทนไม่ได้ค่ะที่รู้ว่า น้องไม่ใช่คนที่สำคัญที่สุดของคุณพี่”
       “ไม่จริง ไม่มีใครสำคัญกับพี่เท่าน้องรำพึง”
       รำพึงน้ำตาร่วงไม่หยุด
       รำพึงหันหลังเดินไปที่ขอบสระ ขุนพิทักษ์ เข้าไปกอดไว้จากด้านหลัง
       “บางทีกอดของพี่อาจทำให้น้องอุ่นใจ”
       รำพึงปลดมือของขุนพิทักษ์
       “น้องไม่อยากเจ็บไปกว่านี้อีกแล้ว ถ้าน้องไม่ได้มีค่าในสายตาคุณพี่ น้องก็จะไม่ฝืนเจ็บอีกต่อไป บางทีน้องควรจะมอบหัวใจให้กับคนที่รักและเห็นค่าของน้องจริง ๆ”
       “น้องจะให้พี่ทำยังไงน้องถึงจะเชื่อว่าพี่มีน้องเพียงคนเดียว เชื่อพี่นะ...พี่รักน้องรำพึง”
       รำพึงสงบลง ขุนพิทักษ์ ค่อยๆบรรจงจูบลงที่ริมฝีปาก แต่ยังไม่ทันได้จูบ เสียงชุ่มดังขึ้นมาขัดจังหวะ
       “ท่านขุนเจ้าคะ”
       ชุ่มยืนอยู่ห่างออกไปไม่มาก ขุนพิทักษ์ หันมาตามเสียงเรียก รำพึงมีสีหน้าโกรธจัด
       “มีอะไรรึ”
       “คุณหญิงเป็นลมเจ้าค่ะ”
       “อะไรนะ”
       ขุนพิทักษ์ วิ่งไปที่เรือน ทิ้งรำพึงไว้ให้อยู่กับชุ่ม ทั้งคู่มองหน้ากัน ชุ่มชิงเดินหนีรำพึงไปเสียก่อน รำพึงยิ่งโมโห จวงรีบเข้ามาปลอบ
       “ทำไมเอ็งไม่เข้าไปกันนังชุ่มไว้หะ !”
       “นังนี่มันร้ายกาจมากเจ้าค่ะ จวงไม่เห็นเลยว่ามันมาตั้งแต่ตอนไหน จวงว่ามันตั้งใจจะเข้ามาขัดจังหวะคุณรำพึงแน่ๆเจ้าค่ะ”
       รำพึงแค้น
       “นังชุ่ม!”
       รำพึงรีบเดินตามไป จวงเดินตาม
      
       ขุนพิทักษ์ วิ่งขึ้นมาบนเรือนตรงเข้าไปหาคุณหญิงมณี แจ่มกำลังถือยาดมให้คุณหญิง บ่าวอีกคนกำลังใช้พัดสานพัดวีคุณหญิงมณีอยู่ข้างหลัง ชุ่มตามหลังมาด้วย
       รำพึงกับจวงเดินตามขึ้นมา ขุนพิทักษ์ ตรงเข้าไปจับมือคุณหญิง
       “คุณแม่เป็นอะไรไปขอรับ”
       รำพึงเห็นว่าคุณหญิงมณีเป็นลมจริงก็รีบเข้าไปช่วยประคองอีกด้าน
       “คุณป้า”
       คุณหญิงมณีลืมตาขึ้นมาหันไปทางขุนพิทักษ์ แล้วถาม
       “จริงรึที่ว่าลูกจะประลองกับพ่อไว”
       “ขอรับ กระผมกำลังจะมาแจ้งให้คุณแม่ทราบ”
       รำพึงมองขุนพิทักษ์ อย่างอึ้ง ๆ ที่รู้เรื่อง
       “แล้วลูกจะบอกแม่หรือเปล่า เรื่องที่ลูกเดิมพันกับพ่อไวไว้”
       “เดิมพันอะไรเหรอคะคุณพี่”
       “ถ้าใครชนะจะได้ตำแหน่งผู้ช่วยกรม ส่วนคนแพ้จะต้องออกไปจากเมืองนี้”
       รำพึงตกใจ
       “คุณพี่ แล้วถ้าคุณพี่แพ้ล่ะคะ”
       “พี่ไม่มีวันแพ้ไอ้ไว คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะขอรับ ลูกจะนำชัยชนะมาฝากคุณแม่เอง”
       รำพึงกับคุณหญิงมณีมองขุนพิทักษ์ อย่างไม่มั่นใจ ชุ่มมองอย่างหวั่นๆ
      
       ในเวลาต่อมา รำพึงเดินหน้าบึ้งตั้งแต่ลงจากเรือมาถึงหน้าเรือนพระยาเทวราช จวงวิ่งตามมา
       รำพึงมองไปเห็นขุนไวพิชิตพลเดินลงบันไดมาแล้ว รีบเดินเข้ามาหารำพึง ขุนไว เดินคุยโดยที่รำพึงไม่สนใจ
       “น้องคงรู้เรื่องที่พี่เดิมพันกับไอ้พิทักษ์แล้ว”
       “ค่ะ”
       “อันที่จริงท่านพระยายกตำแหน่งให้พี่แล้วด้วยซ้ำ”
       รำพึงหยุดแล้วถาม
       “แล้วทำไมคุณพี่ยังต้องแข่งกันอีก”
       “พี่จะให้น้องได้เห็นว่าพี่ชนะไอ้พิทักษ์อย่างขาวสะอาด วันที่มันแพ้แล้วต้องระเห็จออกจากเมืองนี้ ถึงตอนนั้นน้องจะได้ยอมรับพี่อย่างเต็มใจ แล้วทันทีที่พี่ได้ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมพี่จะให้ท่านเจ้ากรมมาสู่ขอน้อง”
       “ให้คุณพี่ชนะอย่างแท้จริงก่อนเถอะค่ะ แล้วค่อยคุยเรื่องนี้”
      
       รำพึงเดินขึ้นเรือนไป จวงรีบวิ่งตามขึ้นไป ทิ้งให้ขุนไว ยืนคิดเรื่องผู้ชนะอยู่คนเดียว


  


       คุณหญิงมณียังนอนเอนอยู่บนตั่ง มีชุ่มคอยพัดวี แจ่มเอายาหอมส่งให้ ขุนพิทักษ์ นั่งอยู่ข้างๆ
      
       “ทำไมต้องเดิมพันเช่นนี้ ลูกน่าจะคิดถึงใจแม่บ้าง”
       “ที่ลูกทำก็เพื่อความฝันของคุณพ่อและเป็นความต้องการของคุณแม่นะครับ”
       “แล้วถ้าลูกแพ้ แม่จะทำอย่างไร โทสะมันจะพาลูกไปสู่ทางลำบากนะ”
       “ถ้าลูกไม่ท้ามัน ลูกก็คงเสียตำแหน่งนี้ไปแล้ว นี่ไม่ว่าลูกจะทำเช่นไรก็ไม่เคยถูกในสายตาคุณแม่เลยสักครั้ง”
       คุณหญิงมณีอึ้ง
       “พิทักษ์”
       ขุนพิทักษ์ เสียใจที่ว่าแม่ แต่ก็ไม่พูดอะไรเดินออกไป คุณหญิงมณีก็เสียใจเช่นกัน ชุ่มมองตามอย่างสงสาร
      
       บนเรือนพระยาเทวราช จวงตามเข้ามาในห้องนอน รำพึงจับหมอนเขวี้ยงมาที่หน้าจวง
       “ว้าย!” จวงร้องแล้วหลบอย่างหวุดหวิด
       “คุณรำพึงเจ้าคะ”
       จวงมองรำพึงที่ยืนกำมือแน่นด้วยความแค้น
       “แค้นเรื่องอะไรเจ้าคะ”
       “แค่เรื่องขุนไวกับคุณพ่อที่คอยกีดกันข้ากับคุณพี่ก็หนักหนาแล้ว ยังมีนังชุ่มที่จ้องจะแย่งคุณพี่ของข้าอีก”
       “นังนี่มันอึดยิ่งกว่าควายนะเจ้าคะ โดนตบไปคราวที่แล้วยังไม่รู้จักกลัวเกรง”
       “งั้นข้าจะต้องซ้ำให้มันสำนึก!”
       รำพึงยิ้มร้าย จวงมองอย่างรอคำบัญชา
      
       ผ่านเวลามาในช่วงเย็น ชุ่มลงมาจากเรือน สมก็รีบเข้าไปหา
       “พี่สม ท่านขุนกลับมาหรือยังจ๊ะ”
       “ออกไปโรงเหล้าตั้งแต่บ่าย กว่าจะกลับก็คงใกล้รุ่งล่ะมั้ง เอ็งถามทำไม”
       “ก็เป็นห่วง”
       “นังชุ่ม ข้าเตือนเอ็งแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับท่านขุน ข้าไม่อยากให้เอ็งต้องเสียตะ(ตัว).....เสียใจ”
       “ทำไมข้าจะต้องเสียใจ ข้าห่วงเพราะท่านขุนเป็นลูกคุณหญิงผู้มีพระคุณของเรา”
       สมมองนิ่งแล้วบอก
       “ถ้าเอ็งคิดได้แบบนั้นก็ดี”
       “ก็ใช่น่ะสิ ข้าไปช่วยงานในครัวก่อนนะ”
       ชุ่มพูดจบก็รีบเดินเลี่ยงไป สีหน้าชุ่มสับสนกับคำพูดของพี่ชาย สมมองตามน้องสาวด้วยสีหน้าเครียด
      
       ในเวลากลางคืน บริเวณหน้าเรือนคุณหญิงมณี ชุ่มยังเดินวนเวียนอยู่ที่หน้าเรือน ชะเง้อมองรอขุนพิทักษ์ไมตรีอย่างเป็นห่วง
       ขุนพิทักษ์ เดินเมามาแต่ไกลจนเข้าที่หน้าเรือน แล้วเซจะล้มชุ่มรีบไปประคองไว้
       ขุนพิทักษ์ เสียงอ้อแอ้ด้วยความเมา
       “ไม่ต้องๆข้าเดินเองได้ ข้าทำอะไรด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องมาช่วย!”
       “ไม่ช่วยได้ไงเจ้าคะ แค่เดินก็จะล้มอยู่แล้วเนี่ย” ชุ่มบอก
       “แม้แต่เจ้าก็ไม่เชื่อข้าเหรอว่าข้าชนะไอ้ขุนไวได้ ไม่มีใครเชื่อข้าสักคน ตั้งแต่แม่ข้า แล้วก็เอ็ง”
       ขุนพิทักษ์ เอาหน้ามาใกล้แล้วยิ้ม ชุ่มเหวอแล้วเขิน
       “จะว่าไปเจ้าก็งามเหมือนกันนะ”
       ขุนพิทักษ์ ทำท่าจะจูบชุ่ม ชุ่มตกใจผลักขุนพิทักษ์ ร่วงลงไปกับพื้น ตาจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่
       ขุนพิทักษ์ มองชุ่มด้วยสายตาเบลอและเห็นลาง ๆ แต่ได้ยินทุกคำพูดของชุ่ม
       “ถึงใครจะบอกว่าท่านเลว แต่ข้ารู้ว่า เนื้อแท้ของใจท่านก็รักและพยายามทำทุกอย่างเพื่อคุณหญิง ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องชนะการต่อสู้ครั้งนี้อย่างแน่นอน ข้าเชื่อท่าน”
       ขุนพิทักษ์ยิ้มนิด ๆ เหมือนได้น้ำทิพย์ชโลมใจ ชุ่มนั่งมองขุนพิทักษ์หลับไปอยู่อย่างนั้น
      
       เช้าวันใหม่ รำพึงกับจวงขึ้นจากเรือ เจอขุนไวพิชิตพลยืนอยู่บนท่าน้ำบ้านคุณหญิงมณี รำพึงอึ้งทันที
       “พี่เอาเครื่องเทศจากพระคลังเมืองมาให้คุณหญิง”
       “ไม่น่าเชื่อนะเจ้าคะว่าคุณพี่จะกล้ามาหาคุณหญิง ทั้งที่เดิมพันกับลูกชายท่านไว้อย่างนั้น”
       “คุณหญิงท่านเป็นผู้ใหญ่พอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ท่านยังอนุญาตให้พี่อยู่เป็นเพื่อนน้องรำพึงจนกลับเลย”
       รำพึงหน้าเหวอ
       “อย่าเลยค่ะ คุณพี่พิทักษ์มาเห็นเข้าคงได้วางมวยกันอีก”
       ขุนไว หัวเราะ
       “ไอ้พิทักษ์น่ะเหรอจะทำอะไรพี่ได้ ป่านนี้มันยังเมาไม่ตื่นเลยล่ะมั้ง”
       รำพึงถอนใจอย่างเหนื่อยหน่ายแล้วเดินไป ขุนไว เดินตาม รำพึงหันกลับมาต่อว่าทันที
       “หยุดทำให้น้องลำบากใจเสียทีเถอะค่ะ”
       ขุนไว อึ้งไป
       “พี่ทำให้น้องลำบากใจตรงไหน”
       “ก็ตรงที่คุณพี่มากับน้องนี่ไงคะ พวกบ่าวไพร่มันจะคิดยังไง ที่น้องพาคนที่เป็นศัตรูกับเจ้าของบ้าน เข้ามาเย้ยถึงที่”
       “พี่ว่าน้องคิดมากไป”
       รำพึงทำน้อยใจ
       “น้องทราบแล้วว่าคุณพี่มีความรักและห่วงใยเกียรติของน้องเพียงแค่นี้”
       รำพึงเดินไป ขุนไว จะตามแต่ชะงักไปด้วยรู้สึกผิด แล้วกลับลงเรือไป
      
       รำพึงแอบมองแล้วยิ้มอย่างผู้มีชัย


  


       บ่าวไพร่ในเรือนคุณหญิงมณีกำลังพากันเตรียมงานกันอย่างวุ่นวาย ทั้งกวาดลานบ้าน ถูพื้น ร้อยมาลัย จัดดอกไม้ เตรียมเครื่องปรุงอาหาร
      
       ที่โรงครัว รำพึงกำลังยืนดูบ่าวคนหนึ่งกวนน้ำเชื่อมอยู่ โดยมีจวงคอยพัดวี ดูแลอยู่ไม่ห่าง
       รำพึงพูดกับบ่าวคนหนึ่งว่า
       “เตาเอ็งไฟมันแรงไป เอาไฟออกอีกหน่อย เวลากวนน้ำเชื่อมมันจะได้เหนียวได้ที่”
       “เจ้าค่ะ”
       รำพึงเดินออกจากเตากวนน้ำเชื่อมมาดูบ่าวอีกคนร้อยมาลัย รำพึงหยิบมาลัยพวงหนึ่งขึ้นมาดูเห็นว่าเป็นมาลัยที่ใช้ดอกพุดร้อย
       รำพึงพูดกับบ่าวคนที่สอง
       “นี่มันมาลัยอะไรของเอ็ง ทำไมถึงใช้ดอกพุดร้อย”
       “ทำไมล่ะเจ้าคะ...บ่าวก็ร้อยเหมือนทุกทีล่ะเจ้าค่ะ”
       รำพึงพูดเสียงอ่อนโยน
       “เอาไปทิ้งนะ... แล้วต่อไปนี้ให้ใช้ดอกมะลิร้อยเท่านั้น”
       “แต่ที่เรือนนี้ใช้ดอกพุดร้อยมาตลอดนะเจ้าคะ”
       รำพึงยิ้มสบตาจวง
       “คุณรำพึงสั่ง เอ็งก็ต้องทำตาม!” จวงตะคอกใส่ทันที
       บ่าวที่ทำงานอยู่แถวนั้นต่างซุบซิบที่รำพึงทำตัวเหมือนเจ้าของเรือน จวงสังเกตเห็นก็เบ่งใส่ทาสพวกนั้นทันที
       “รึพวกเอ็งมีปัญหากับว่าที่คุณผู้หญิงคนใหม่ของเรือนนี้”
       พวกบ่าวมองจวงอย่างหมั่นไส้
       บ่าวคนที่สองพูดอย่างจำใจ
       “เปล่าจ้ะ ฉันจะเอาไปทิ้งเดี๋ยวนี้ล่ะ”
       จวงมองดูบ่าวคนอื่นที่ทำงานอยู่รอบๆ ทุกคนต่างพากันหลบหน้าจวง จวงยิ้มอย่างเหนือกว่า รำพึงเหลือบไปเห็นชุ่มที่ลับมีดเสร็จแล้วถือถาดมีดกำลังเดินมาทางรำพึง รำพึงสะกิดให้จวงดู จวงมองรำพึงอย่างรู้กัน
       รำพึงได้ทีแกล้งเอาขาขัด ทำให้ชุ่มเสียหลักล้มลงจนถาดมีดคว่ำลง มีดกระจายเต็มพื้น รำพึงยิ้มเยาะชุ่มอย่างซะใจ จวงทำโวยวาย
       “นังชุ่ม! เอ็งตั้งใจจะฆ่าคุณรำพึงของข้ารึ”
       จวงพูดจบก็เอาตีนกระทืบขาชุ่มทันที ชุ่มทั้งเจ็บ ทั้งตกใจและอึ้งไป บ่าวคนอื่นจะเข้ามาช่วยแต่จวงขวางไว้
       “ไม่ใช่เรื่องของพวกเอ็ง”
       พวกบ่าวมองรำพึงอย่างโกรธแค้น
       “จวงพอเถอะ ฉันไม่อยากเอาเรื่อง”
       “ไม่ได้เจ้าค่ะ คุณรำพึงใจดีเกินไป มันจะได้ใจนะเจ้าคะ”
       จวงจะกระทืบซ้ำ แต่คราวนี้ชุ่มหลบได้และไม่ยอม ถีบขาของจวงกลับจนเสียหลักล้มลง
       “นังนี่! เอ็งสู้ข้าเหรอ”
       จวงเข้าไปจะซ้ำ ชุ่มสู้จวง ทั้งสองยื้อยุดกันไปมา รำพึงยืนดูอยู่อย่างใจเย็น จนกระทั่งชุ่มได้จังหวะแล้วผลักจวงกระเด็นไปโดนรำพึง จนทำให้รำพึงล้มไปโดนถ้วยน้ำพริก ถ้วยน้ำพริกที่วางอยู่คว่ำใส่ รำพึงรำพึงกรีดร้องลั่น
       “บ่าวขอโทษเจ้าค่ะคุณหนู...นังชุ่มมันผลักบ่าวมา”
       รำพึงทั้งเหม็น ทั้งแสบร้อน บ่าวไพร่ในครัวมองรำพึงแล้วแอบหัวเราะกันคิกคัก รำพึงทั้งเจ็บทั้งอาย
       ในจังหวะนั้นแจ่มเข้ามาพอดี
       “นี่มันอะไรกัน!”
       บ่าวไพร่อ้ำอึ้งกันไม่มีใครกล้าพูดอะไร
       “ก็นังชุ่มของป้าแจ่มน่ะซิ จะฆ่าคุณหนูของข้า!” จวงว่า
       แจ่มหันไปมอง เห็นชุ่มอยู่ในสภาพสะบักสะบอมเช่นกัน จวงประคองรำพึงลุกขึ้น
       “แล้วคุณรำพึงเป็นอะไรมากมั้ยเจ้าคะ”
       “ข้าต้องการพบคุณป้า”
       รำพึงเหลือบมองไปทางชุ่มด้วยสายตาแค้น
       “นังชุ่ม ตามมา!”
       ทาสคนอื่น ๆ มองตามชุ่มแล้วรู้ว่าเกิดเรื่องแน่
      
       บนเรือน รำพึง ชุ่ม จวง แจ่ม นั่งกันอยู่ต่อหน้าคุณหญิงมณี
       “ป้าต้องขอโทษหนูรำพึงด้วยนะ ที่คนของป้าก่อเรื่องทำให้หนูรำพึงต้องเจ็บตัว”
       คุณหญิงมณีพูดกับชุ่ม
       “เอ็งก็เหมือนกันนังชุ่ม ชอบก่อเรื่องอยู่เรื่อย กราบขอโทษคุณรำพึงเขาเสีย”
       ชุ่มจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น แต่โดยรำพึงแย่งพูดเสียก่อน
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณป้า”
       “ถ้าเช่นนั้นป้าจะจัดการลงโทษมันให้ แล้วสั่งห้ามไม่ให้มันไปวุ่นวายกับหนูอีก”
       รำพึงยิ้มสวยบอก
       “ไหนๆหลานก็รับปากคุณป้าไว้แล้วว่าจะสอนงานให้มัน ถ้าอย่างนั้นให้เป็นหน้าที่ของหลานแล้วกันนะคะ”
       คุณหญิงมณีไม่รู้จะปฎิเสธอย่างไร ชุ่มมีสีหน้าหวั่นๆ
      
       “ก็ได้จ้ะ ว่าแต่หนูรำพึงจะจัดการกับมันอย่างไรรึ”

      รำพึงกับจวงเดินเข้ามาที่สระบัว ชุ่มเดินตามเข้ามา
      
       จวงหันมาสั่ง
       “คุณรำพึงอยากได้สายบัว เอ็งต้องลงไปเก็บกับข้า ไปเอาเรือมา”
       ชุ่มมองอย่างลังเลเพราะว่ายน้ำไม่เป็น แต่ก็ต้องเดินไปลากเรือมา
       รำพึงพูดเบา ๆกับจวง
       “เอ็งแน่ใจนะ ว่ามันว่ายน้ำไม่เป็น”
       “แน่เจ้าค่ะ จวงได้ยินพวกบ่าวมันคุยกันว่า นังชุ่มมันเคยจะจมน้ำแต่ท่านขุนมาช่วยไว้”
       รำพึงยิ้มเหี้ยม
       “เอ็งรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง”
       จวงสายตาร้ายมากบอก
       “จวงจะกดหัวมันด้วยมือจวงเองเลยค่ะ”
       ชุ่มดึงเรือมาจนใกล้ตลิ่ง รำพึงเหลือบมองไปทางชุ่ม จวงหันไปสั่งทันที
       “ลงไปสิ!”
       ชุ่มมองรำพึงอย่างไม่ไว้ใจ แต่จำต้องก้าวลงไป จวงยิ้มแล้วหันไปมองรำพึงและก้าวตามลงไปในเรือ ชุ่มค่อยๆ พายเรือออกไปกลางสระ
       “รีบเก็บเร็ว ๆ สิวะ อย่าให้คุณรำพึงต้องรอนาน” จวงบอก
       ชุ่มเอื้อมมือไปเก็บสายบัว จวงชี้ให้เก็บต้นนั้นต้นนี้ จนชี้ไปที่ต้นบัวซึ่งอยู่ห่างไปจนต้องยื่นตัวเพื่อเอื้อมไปเก็บให้ถึง
       “เร็ว ๆ สิ นังชุ่ม!”
       บนฝั่ง รำพึงยิ้มอ่อนโยนแต่สายตาร้ายมาก
       บนเรือ จวงเห็นว่า ชุ่มยื่นตัวออกไปเกินครึ่งตัวก็ใช้สองมือจับที่ขอบเรือแล้วก็โยกเรือให้เอียงไปทางชุ่ม ชุ่มที่นั่งไม่สมดุลย์อยู่แล้วแค่โยกนิดเดียวชุ่มก็ตกลงไปในน้ำ ตูม!
       ชุ่มตกใจตะเกียกตะกาย
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย!”
       จวงเมื่อจัดการพลิกเรือจนคว่ำแล้วว่ายเข้าฝั่งทันที
       ชุ่มตะเกียกตะกายพยายามจะช่วยตัวเองให้โผล่พ้นน้ำด้วยความหวาดกลัว
      
       ในเวลาเดียวกัน ขุนพิทักษ์ไมตรีเดินลงจากเรือน ท่าทางเพิ่งตื่นนอนไม่นาน แจ่มกำลังจะขึ้นไปบนเรือน
       “ตื่นแล้วเหรอเจ้าคะ ทานอะไรหน่อยมั๊ยเจ้าคะ เดี๋ยวแจ่มจัดการให้”
       “เออแจ่ม เมื่อคืนข้าเข้ามานอนได้ยังไง”
       “คงต้องถามนังชุ่มมันเจ้าค่ะ อิฉันลงมาก็เห็นมันอยู่กับท่านขุนเลยช่วยกันแบกท่านขุนเข้าห้องนี้ล่ะเจ้าค่ะ”
       แจ่มเดินออกไป ขุนพิทักษ์ นึกถึงคำพูดของชุ่มเมื่อคืน ...
       “ถึงใครจะบอกว่าท่านเลว แต่ข้ารู้ว่าเนื้อแท้ของใจท่านก็รักและพยายามทำทุกอย่างเพื่อคุณหญิง ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องชนะการต่อสู้ครั้งนี้อย่างแน่นอน ข้าเชื่อท่าน”
       ขุนพิทักษ์ ยิ้มและเดินไปที่ครัว
      
       บริเวณสระบัว จวงว่ายเข้ามาที่ริมตลิ่งแล้วรีบเข้าไปนั่งอยู่ที่ขารำพึง
       “เอายังไงต่อเจ้าคะ”
       “รีบไปเรียกให้คนมาช่วยสิ”
       “หะ!”
       “แต่เอ็งเหนื่อยขนาดนี้คงไปเองไม่ไหว ข้าจะประคองเอ็งไป เอ็งค่อย ๆ เดินนะนังจวง”
       รำพึงยิ้ม จวงเข้าใจทันที
       “เจ้าค่ะ จวงเดินไม่ค่อยไหวเลยค่ะคุณ กว่าจะกลับมาไม่รู้นังชุ่มจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า”
       “ไป...”
       รำพึงยิ้มอย่างสะใจแล้วประคองจวงไป ชุ่มยังตะเกียกตะกายอยู่ในสระบัว
      
       แจ่มเข้ามาที่ครัวสั่งพวกบ่าวไพร่
       “จัดสำรับให้ท่านขุนเร็วเข้า!”
       บ่าวพากันกุลีกุจอรีบทำ เสียงรำพึงดังขึ้น
       “ช่วยด้วย!”
       ทุกคนหันมองเห็นรำพึงประคองจวงเข้ามา แจ่มตกใจถาม
       “คุณรำพึงเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ แล้วนังจวงทำไมตัวเองถึงเปียกโชกแบบนี้”
       จวงตัวสั่นงันงกบอก
       “ก็นังชุ่มน่ะสิ มันลงเรือไปกับข้า แล้วมันก็ทำเรือล่ม ข้าต้องว่ายน้ำเอาชีวิตรอดแทบตาย”
       “แล้วนังชุ่มล่ะ นังจวง”
       ขุนพิทักษ์ เข้ามาได้ยิน
       “ข้าก็ไม่รู้ พอเรือล่มข้าก็รีบว่ายน้ำขึ้นฝั่งมาเรียนคุณรำพึงว่าเกิดเรื่องนี่แหละ”
       ขุนพิทักษ์ตกใจเรียกเสียงดัง
       “นังจวง !”
       รำพึงสบตากับจวงแต่ยังเก็บความตกใจไว้ได้ดี ขุนพิทักษ์ เข้ามาหาจวง ถามเสียงดังมาก
       “เรือล่มที่ไหน!”
       จวงตกใจรีบบอก
       “ที่สระบัวเจ้าค่ะ!”
       ขุนพิทักษ์ได้ยินปุ๊บก็ออกวิ่งไปทันที สมรีบวิ่งตามไป
       “คุณพี่!” รำพึงร้องเรียก
       รำพึงกับจวงรีบตามไป แจ่มจะตามเห็นคนอื่นๆ มองตาม
       “ถ้าใครตามมา ข้าเอาตายแน่!”
      
       บ่าวคนอื่นนิ่งไม่กล้าตาม มีแจ่มคนเดียวที่วิ่งตามไป


  


       ส่วนที่สระบัว ชุ่มพยายามตะเกียกตะกายจะว่ายน้ำเข้าฝั่ง  แต่ดันหายใจเอาน้ำเข้าไป จนสำลักน้ำ
      
       ขุนพิทักษ์วิ่งสุดฝีเท้าด้วยความห่วงใยในตัวชุ่ม
       ร่างชุ่มค่อยๆ จมลงใต้น้ำอย่างทรมาน จังหวะที่ชุ่มใกล้จะหมดลมก็มีมือผู้ชายเข้ามาล็อกตัวชุ่มแล้วลากเข้าหาฝั่ง
      
       ร่างของชุ่มถูกวางลงบนพื้นฝั่ง ชุ่มสำลักน้ำ มือของขุนไวพิชิตพลเข้ามาตบ ๆ หน้าชุ่ม
       “เอ็งเป็นยังไงบ้าง”
       ชุ่มยังมีอาหารเบลอ พยายามจะตั้งสติ สายตาที่เบลอ ๆ ของชุ่ม เห็นหน้าลาง ๆของขุนไว
       “ใคร...ใครช่วยข้า”
       ขุนไว ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ชุ่ม
       “เอ็งไม่เป็นไรใช่ไหม”
       ขุนพิทักษ์ วิ่งเข้ามาถึงเห็นขุนไว กำลังวางมือคล่อมตัวและยื่นหน้าเข้าไปใกล้ชุ่ม ขุนพิทักษ์ โมโห
       “ไอ้ไว!”
       ขุนไว หันมายังไม่ทันตั้งตัว ขุนพิทักษ์ ก็กระชากตัวขึ้นมาชกหน้าอย่างเต็มแรง ขุนพิทักษ์ ก้าวไปยืนตรงหน้าบอก
       “อย่าแตะต้องคนของข้า!”
       ขุนไว โดนชกก็เลือดขึ้นหน้า เข้าเตะตัดขาขุนพิทักษ์ จนเสียหลักหงายหลังลง ขุนไว พุ่งเข้าไปคล่อมแล้วต่อยขุนพิทักษ์ ผัวะ ๆ
       ขุนพิทักษ์ ยังไม่ยอมแพ้เตะจนขุนไวล้มไปด้านข้าง ขุนพิทักษ์ตามไปเล่นงาน ชุ่มที่เริ่มจะตั้งสติได้ พยายามจะลุกขึ้นมาห้าม
       “ท่านขุน...อย่า”
       สมวิ่งเข้ามาตรงไปประคองชุ่ม
       “ชุ่ม...เอ็งเป็นยังไงบ้าง”
       “พี่สม...ห้ามท่านขุนที”
       รำพึงกับจวง แจ่มวิ่งเข้ามาเห็นทั้งคู่ต่อยกันก็ตกใจ
       “ว้าย ท่านขุนพิทักษ์กับขุนไวต่อยกันเจ้าค่ะ” จวงว่า
       “ท่านขุนหยุดเถอะเจ้าค่ะ ท่านขุน” แจ่มบอก
       ขุนไว ชกจนขุนพิทักษ์ล้มไปข้าง ๆ ชุ่ม ขุนพิทักษ์ จะลุก ชุ่มใช้แรงที่เหลือทั้งหมดเข้ากอดขุนพิทักษ์ ฯ ไว้
       “อย่าเจ้าค่ะ อย่า...ท่านขุนไวช่วยบ่าวไว้”
       ขุนพิทักษ์ จะพุ่งเข้าหาขุนไวอีก
       “ช่วยอะไร ก็ข้าเห็นมันกำลังลวนลามเอ็ง!”
       รำพึงทนไม่ไหว
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะคะ! นี่มันเรื่องอะไรกันคะ สู้กันด้วยเรื่องอะไรคะ”
       “เพราะพี่ไปรู้ความลับของมันล่ะสิ ว่ามันมีเมียทาสซ่อนอยู่” ขุนไว บอก
       รำพึงมองชุ่มอย่างตาขวาง ชุ่มหลบตา
       “นังชุ่มจะเป็นเมียข้ารึไม่มันก็ไม่ใช่เรื่องของเอ็ง นี่มันบ้านข้า ทาสทุกคนในบ้านนี้เป็นของข้า เอ็งไม่มีสิทธิ์มายุ่ง!”
       รำพึงกำมือแน่นด้วยความโกรธมากที่ได้ยิน จวงเหลือบมองนายหญิงอย่างหวั่นๆ
       “ไม่น่าเชื่อ ว่าทาสคนนึงจะทำให้คนระดับท่านขุนถึงกับต้องสู้กัน”
       “ไอ้สม! เอาดาบมาให้ข้า ข้าจะเอาเลือดไอ้ขุนไวมาล้างบ้าน”
       “อย่านะคะ วันประลองใกล้จะถึงแล้ว เอาไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันเถอะค่ะ ท่านขุนไวกลับไปก่อนเถอะ”
       “น้องต้องกลับไปกับพี่ด้วย”
       รำพึงแค้นที่ปฏิเสธขุนไว ไม่ได้ ไม่งั้นเรื่องวันนี้ไม่จบแน่ รำพึงพูดกับพิทักษ์ฯ
       “น้องลาก่อนค่ะ คุณพี่”
       รำพึงออกไปกับขุนไว อย่างไม่เต็มใจนัก รำพึงหันกลับมามองชุ่มด้วยความแค้น ขุนพิทักษ์ มองตาขวาง
       “ชุ่ม มันเกิดอะไรขึ้น” สมถาม
       “ข้า...”
       ขุนพิทักษ์ มองอย่างผิดหวัง
       “ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าเอ็งจะนัดไอ้ขุนไวเข้ามาเล่นรักถึงในบ้านข้า”
       ชุ่มตกใจมองขุนพิทักษ์ ด้วยความน้อยใจ
       “ท่านขุน...ชุ่มมันไม่มีทางทำเลวแบบนั้นแน่” สมบอก
       “ข้าเห็นด้วยสองตาของข้า ไอ้สม เอ็งสั่งสอนน้องเอ็งให้ดี ให้มันสงวนตัวเสียบ้าง!”
       ขุนพิทักษ์ เดินไป ชุ่มร้องให้เสียใจ สมกอดชุ่มด้วยความสงสาร
      
       ในเวลาต่อมา รำพึงขึ้นจากเรือได้ก็จะรีบเดินขึ้นเรือนพระยาเทวราชอย่างอารมณ์เสีย จวงรีบตามไป ขุนไว รีบตามขึ้นมาเช่นกัน
       “ที่นี้น้องรำพึงก็รู้แล้วสิว่าไอ้ขุนพิทักษ์มันมีเมียทาสซ่อนอยู่อีกคน”
       “เรื่องนั้นน้องรู้มานานแล้วค่ะ”
       “น้องถึงได้ทำร้ายนังชุ่มมัน”
       รำพึงตกใจ
       “คุณพี่พูดเรื่องอะไร”
       “หรือไม่จริง”
       “นังจวงมันโกรธแทนน้องต่างหาก เพราะน้องโดนทาสอย่างนังชุ่มหยามเกียรติ จวงถึงได้ทำผิดไปแบบนั้น”
       รำพึงส่งสายตาให้บ่าวคนสนิท จวงรู้หน้าที่ทันที
       “ใช่เจ้าค่ะ นังชุ่มมันเที่ยวป่าวประกาศว่า ท่านขุนพิทักษ์ทั้งรักทั้งหลงมัน เหนือกว่าคุณรำพึง นังจวงคนนี้ยอมไม่ได้จริงๆ”
       ขุนไว มองรำพึงอย่างวิเคราะห์
       “น้องผิดที่ห้ามปรามคนของน้องไม่ได้ แต่ถ้าคนอื่นรู้เรื่องนี้ น้องคงโดนประนามที่เข้าข้างคนของตัวเอง คุณป้าคงตำหนิน้อง แล้วคงเสื่อมเสียมาถึงคุณพ่อ ถ้าเป็นแบบนั้นน้องคง...”
       รำพึงเริ่มน้ำตาริน ขุนไว ตัดสินใจ
       “พี่จะไม่ให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป”
       รำพึงไหว้ขอบคุณ
       “ขอบคุณค่ะที่คุณพี่เข้าใจน้อง”
       “ขึ้นเรือนเถอะ ไม่ต้องกังวลเรื่องใด ๆ”
       “ค่ะ”
      
       รำพึงหันหลังให้ขุนไวแล้วเดินขึ้นเรือนด้วยสีหน้าบูดบึ้ง


  


       รำพึงเดินขึ้นมาบนเรือน จวงเดินตามติดพลางหันมองด้านหลังจนแน่ใจว่าขุนไว กลับไปแล้ว
      
       “เพราะท่านขุนไวแท้ๆ มาช่วยนังชุ่มไว้ ไม่อย่างนั้นมันก็จมน้ำขาดใจตายไปแล้ว เสียดายจริง ๆ เจ้าค่ะ”
       “เอ็งเห็นไหมว่าคุณพี่พิทักษ์ห่วงนังชุ่มมากแค่ไหน”
       “ไม่แค่ห่วงนะเจ้าคะ หวงมากด้วยเจ้าค่ะ ที่ต่อยตีกับขุนไวก็คงเพราะหึงเลือดขึ้นหน้า”
       “นังจวง!”
       จวงสะดุ้ง รู้ว่าพูดผิดไปแล้ว
       “คือ จวงก็พูดไปตามที่เห็นน่ะเจ้าค่ะ”
       “ถ้าปล่อยให้มันได้ใกล้ชิดกับคุณพี่มากไปกว่านี้ สักวันข้าคงต้องเสียคุณพี่ไปจริงๆ”
       “หน้าตานังชุ่มมันก็งามใช่ย่อย”
       รำพึงตวัดตามอง จวงสะดุ้ง
       “แต่ทาสอย่างมันก็งามสู้คุณรำพึงของบ่าวไม่ได้เลยเจ้าค่ะ”
       รำพึงยิ้มคิดวิธีออก
       “แล้วถ้าหน้ามันไม่งามล่ะ”
       จวงมองรำพึงว่า หมายความว่ายังไง
      
       ในเวลากลางคืน ชุ่มนอนร้องไห้อยู่ที่นอกชานของเรือนทาส เมื่อนึกถึงคำพูดของขุนพิทักษ์
       “ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเอ็งจะนัดไอ้ขุนไวเข้ามาเล่นรักถึงในบ้านข้า”
       ชุ่มตกใจมองขุนพิทักษ์ ด้วยความน้อยใจ
       “ท่านขุน...ชุ่มมันไม่มีทางทำเลวแบบนั้นแน่”
       “ข้าเห็นด้วยสองตาของข้า ไอ้สม เอ็งสั่งสอนน้องเอ็งให้ดี ให้มันสงวนตัวเสียบ้าง!”
       ขุนพิทักษ์ เดินไป
      
       ชุ่มนอนร้องไห้อยู่อย่างนั้น จนสมเดินเข้ามาเห็นก็รำพึงกับตัวเอง
       “ก็ดี ข้าว่าอย่างน้อยขุนพิทักษ์เค้าคงไม่มายุ่งกับเอ็งอีกแล้วล่ะ”
       ชุ่มยังร้องไห้ต่อไป สมมองน้องอย่างสงสาร
      
       ภายในโรงเหล้า เวลากลางคืน ขุนพิทักษ์ นั่งกินเหล้าอยู่ มีหญิงสาวสองคนนั่งคลอเคลียและรินเหล้าให้ แต่ขุนพิทักษ์ไม่ได้สนใจ กลับเหม่อลอยคิดถึงชุ่ม... ภาพที่ขุนไว ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ชุ่ม ทำให้เขาโกรธจนขว้างแก้วลงพื้นแตกกระจาย สองสาวตกใจ
       ขุนพิทักษ์ หันมองสองสาวแล้วลากทั้งสองขึ้นห้องไป สองสาวหัวเราะคิกคักๆ
      
       เช้าวันใหม่ ชุ่มกำลังลับมีดอยู่ที่ท่าน้ำ ชุ่มใช้น้ำราดล้าง ๆ แล้ววางอันที่ลับเสร็จแล้วก่อนจะหันไปหยิบมีดอันใหม่มาจะลับ แต่ทันใดนั้นก็มีเท้ามาเหยียบมือชุ่มอยู่เต็มแรง ชุ่มร้องลั่น! แล้วเงยหน้าขึ้นมา เห็นว่าเป็นจวงยืนอยู่กับรำพึง
       ชุ่มพยายามจะดึงออก แต่จวงยิ่งเหยียบหนัก “โอ๊ย!”
       รำพึงเข้ามานั่งตรงหน้าชุ่ม ยิ้มอย่างอ่อนโยน แต่ใช้มือบีบแก้มของชุ่มเต็มแรง
       “เอ็งนี่มันเสน่ห์แรงจริง ๆ นะ คิดจะรวบทั้งคุณพี่ทั้งขุนไวเลยรึ”
       “ข้าไม่เคยคิดแบบนั้นไ
       รำพึงบีบหนักขึ้น
       “แต่จะว่าไปเอ็งมันก็สวยนะ ถ้าหน้าสวย ๆ ของเอ็งเป็นแผล”
       รำพึงหยิบมีดขึ้นมา ชุ่มตกใจผลักรำพึงจะลุก จวงเข้ามาตบชุ่มจนล้มคว่ำ
       ผ่องเดินผ่านมาเห็นจึงแอบดู เห็นจวงจิกหัวชุ่มขึ้นมาแล้วตบหน้าชุ่มลงไปกอง
       “ฤทธิ์มากนักนะเอ็ง”
       ผ่องรีบวิ่งออกไปหาคนช่วย
      
       ผ่องวิ่งมาตามทางอย่างรีบๆ ทันใดนั้นผ่องก็วิ่งจนไม่ได้ดูทางจนทำให้วิ่งชนกับขุนพิทักษ์ที่พึ่งกลับบ้านมา
       “นังผ่อง!”
       ผ่องท่าทางลนลาน
       “ท่านขุนเจ้าคะ...คือ”
      
       ขุนพิทักษ์ รอฟังว่าเกิดอะไรขึ้น


  


       บริเวณท่าน้ำ ชุ่มจะลุกแต่จวงเข้ามาล็อกตัวไว้
      
       “จับมันให้แน่น ๆ”
       รำพึงหยิบมีดขึ้นมาเงื้อจะฟัน แต่ชุ่มฮึดสุดแรง ใช้ขาที่ว่างกระแทกที่ขาจวงแล้วศอกใส่ท้องจวงเต็มแรง จวงตัวงอร่วงลงพื้นปล่อยมือจากชุ่ม
       ชุ่มยกมือขึ้นจับมือรำพึงที่ถือมีดไว้พยายามยับยั้งเต็มที่ รำพึงกดมือลง สองคนยื้อกันสุดแรง มือรำพึงข้างที่ว่างจิกหัวชุ่ม
       “คิดจะสู้เหรอ”
       ชุ่มเจ็บจนหน้าหงาย มือจะหลุด ตัดสินใจใช้มือที่ว่างจิกหัวรำพึงด้วยเหมือนกัน
       “โอ้ย!”
       รำพึงเห็นว่าขุนพิทักษ์ วิ่งเข้ามาทางด้านหลังชุ่ม รำพึงปล่อยมือที่จิกหัวชุ่มมาจับมือชุ่ม รำพึงร้องขึ้นมา “อย่านะ นังชุ่ม อย่าทำข้า! อย่าทำข้า ช่วยด้วย ช่วยด้วย!” แ
       ชุ่มงง จังหวะที่รำพึงร้องก็จัดการพลิกปลายมีดเข้าหาตัวเอง แล้วก็จับมือเหวี่ยงไปมา
       “น้องรำพึง!”
       ชุ่มตกใจหันไปทางขุนพิทักษ์ รำพึงฉวยโอกาสนั้นเหวี่ยงมือแล้วปล่อยมีดให้กระเด็นไป รำพึงทิ้งตัวล้มลงไป ทั้งที่มือของชุ่มอีกมือยังจิกหัวรำพึงอยู่
       “โอ้ย!”
       ขุนพิทักษ์ รีบเข้าไปดึงตัวชุ่มออกมาแล้วเหวี่ยงชุ่มลงไปกองกับพื้นที่ไม่ห่างกันนัก
       “นังชุ่ม เอ็งทำบ้าอะไร!”
       ชุ่มงง
       “ท่านขุนเจ้าคะ...คุณรำพึง”
       รำพึงสบตากับจวง จวงรู้หน้าที่ แล้วแหกปากเข้ามาฟ้องตัดหน้าชุ่ม
       “ท่านขุนเจ้าคะ นังชุ่มมันจะฆ่าคุณรำพึงเจ้าค่ะ!”
       ชุ่มเหวอไป
      
       บริเวณลานบ้านคุณหญิงมณี ชุ่มนั่งคุกเข่าเผชิญหน้ากับขุนพิทักษ์น โดยมีรำพึงนั่งอยู่กับจวงที่ใช้ผ้าเช็ดมือเช็ดแขนรำพึงอย่างประคบประหงม
       “แค่คุณรำพึงเค้ามาปรามเอ็งไม่ให้ยุ่งกับไอ้ขุนไว เอ็งถึงกลับจะฆ่าจะแกงกันเลยรึ”
       ชุ่มน้อยใจบอก
       “ถ้าท่านขุนเชื่ออย่างนั้นแล้ว ท่านขุนจะมาถามข้าอีกทำไม”
       ขุนพิทักษ์ เริ่มโมโห
       “ก็ข้าถามเอ็งอยู่นี่ว่ามันจริงหรือไม่!”
       “เรื่องไหนล่ะเจ้าคะ เรื่องที่ข้าแอบคบหากับขุนไว หรือเรื่องที่ข้าคิดจะฆ่าคุณรำพึง”
       ขุนพิทักษ์ ชะงักนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่ออย่างไม่เจาะจง
       “ก็เรื่อง...ก็ทั้งสองเรื่องนั่นแหละ”
       “ข้าไม่เคยคิดจะฆ่าใคร”
       รำพึงมองชุ่ม สายตาราวกับจะฆ่าซะให้ตาย ชุ่มมองตอบไม่หลบตา
       “ส่วนอีกเรื่อง ท่านขุนคิดเอาเองเถอะเจ้าค่ะ ว่าอยู่ๆคนอย่างขุนไวจะมาคบหากับทาสในเรือนท่านขุนได้ยังไง”
       ขุนพิทักษ์ชะงักไป และมีท่าทีอ่อนลง รำพึงมองอย่างไม่พอใจแล้วแกล้งทำเสียงอ่อนโยน
       “ชุ่มจ๊ะ ที่เธอทำร้ายฉันคุณพี่ก็เห็น ถ้าเธอไม่ยอมรับ ฉันก็คงบังคับเธอไม่ได้ การโกหกคนอื่นเพื่อให้พ้นผิดฉันเข้าใจได้ แต่ชุ่มจะโกหกตัวเองได้เหรอ”
       ชุ่มมองรำพึงอย่างไม่อยากจะเชื่อในความร้ายกาจ
       “ถ้าเอ็งยอมรับ แล้วขอโทษคุณรำพึงดีๆ ข้าเชื่อว่าเค้าจะเมตตาเอ็งนะชุ่ม”
       รำพึงยิ้มใจดีให้ขุนพิทักษ์
       ชุ่มรู้สึกแค้นกับรอยยิ้มนั้น
       “ข้าไม่ขอโทษ เพราะข้าไม่ได้ทำอะไรผิด”
       “ชุ่ม!”
       “ใจเย็นๆเถอะค่ะคุณพี่ อย่าให้ถึงกับต้องลงหวายกันเลย”
       ขุนพิทักษ์ คิดได้
       “ถ้าไม่โดนหวายซะบ้าง มันคงไม่ยอมรับ”
       ชุ่มอึ้ง รำพึงแอบยิ้มชอบใจ
      
       ชุ่มถูกจับมัดไว้กับเสาฃ ขุนพิทักษ์ ยืนถือหวายอยู่ด้วยสีหน้านิ่งขึง ส่วนรำพึงและจวงยืนอยู่อย่างสะใจ พวกบ่าวในเรือนก็มานั่งล้อมด้วยความหวาดเสียว
       “ถ้าเอ็งยอมรับความจริง ข้าจะไม่โบยเอ็ง”
       ชุ่มนิ่ง ขุนพิทักษ์ ง้างไม้จะโบย สมวิ่งมาขวางไว้
       “กระผมขอเถอะขอรับ มันต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ๆ”
       “ไอ้สม เอ็งเป็นแค่บ่าว กล้าขวางข้างั้นรึ”
       “ถ้าจะโบย โบยกระผมแทนเถอะขอรับ”
       “พี่สมถอยไป”
       ชุ่มมองหน้าขุนพิทักษ์ น้ำตาคลอแล้วบอก
       “โบยข้าเลยเจ้าค่ะ เพราะยังไงข้าก็ไม่ยอมรับ และยังไงท่านขุนก็ไม่มีวันเชื่อคำพูดของทาสอย่างข้า”
       ขุนพิทักษ์ เห็นสายตาของชุ่มก็ใจอ่อน
       “คุณพี่”
       “พี่กำลังคิดว่าเรื่องทั้งหมดอาจเป็นการเข้าใจผิด”
       รำพึงทำเสียงเศร้าบอก
       “ถ้าคุณพี่คิดเห็นเป็นเช่นนั้น น้องก็ยอมตามคุณพี่เจ้าค่ะ เราไปกันเถอะจวง”
       รำพึงน้ำตารื้นจะออกไป ขุนพิทักษ์เข้าไปรั้งไว้
       “น้องรำพึงจะไปไหน”
       “กลับบ้านเจ้าค่ะ คงเป็นกรรมของน้องเองที่หวังดีกับคนอื่นมากไป จนทำลายเกียรติของตัวเอง”
       ขุนพิทักษ์ ทำอะไรไม่ถูก
       “แล้วน้องจะให้พี่ทำอย่างไร น้องบอกพี่มาสิ”
       “ไม่ต้องทำอย่างไรแล้วล่ะค่ะ เท่านี้น้องก็เห็นแล้วว่าคุณพี่ให้ความสำคัญกับน้องมากกว่าทาสอย่างนังชุ่มหรือไม่”
       “พี่...”
       ขุนพิทักษ์ คิดหนัก
       รำพึงเห็นขุนพิทักษ์ ยังไม่จัดการก้บีบน้ำตาร่วงอีก
       “น้องลาแล้วค่ะ”
       “เดี๋ยว! รำพึง”
       ขุนพิทักษ์ เดินไปหาชุ่มแล้วง้างไม้
       “หวังว่าเอ็งจะเข้าใจข้านะชุ่ม” ขุนพิทักษ์ พูดเบาๆ
       “ท่านขุนขอรับ” สมอ้อนวอน
       “ถอยไป ไอ้สม”
       “พี่สมจ๊ะ พี่อย่าต้องเดือดร้อนด้วยเลย ชุ่มทนได้”
       สมจำใจถอยออกไป ขุนพิทักษ์ จำใจโบยวายที่หลังชุ่ม ชุ่มกัดฟันไม่ร้อง แต่เจ็บปวดหนัก
      
       ชุ่มมองขุนพิทักษ์อย่างเจ็บช้ำ รำพึงมองอย่างสะใจ สมมองรำพึงอย่างเกลียดชัง

      
       สมประคองชุ่มที่น้ำตาร่วงรินด้วยความเสียใจเข้ามาในเรือนทาส ชุ่มอ่อนแรงและเจ็บปวดจากแผลที่ถูกโบย สมหันมามองชุ่มเห็นน้องสาวน้ำตาอาบสองแก้ม จึงวางชุ่มลงนั่งกับพื้น แล้วใช้มือปาดน้ำตาให้
      
       “ข้าไม่เคยคิดจะฆ่าคุณรำพึงนะพี่สม ข้า...”
       “ข้าเชื่อว่าเอ็งไม่ได้ทำ” สมบอก
       ชุ่มยิ่งร้องไห้ สมมองแล้วเจ็บแค้นแทนน้อง ลุกขึ้นด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวแล้วจะไป ชุ่มรีบดึงมือไว้
       “พี่จะไปไหน”
       “ข้าจะไปบอกคุณหญิงว่าพวกมันเคยตบตีเอ็ง แล้ววันนี้มันก็ใส่ร้ายเอ็ง”
       ชุ่มยื้อหนักบอกห้าม
       “อย่าพี่”
       “เอ็งกลัวว่าคุณหญิงจะเข้าข้างคุณรำพึงใช่ไหม”
       ชุ่มส่ายหน้า
       “สักวันทุกคนจะรู้ความจริง ข้าเชื่อว่าคุณหญิงท่านยุติธรรมพอ”
       “แต่ท่านขุนไม่ยุติธรรมกับเอ็ง”
       ชุ่มคิดถึงตอนที่ขุนพิทักษ์โบยตน ก็ยิ่งร้องไห้หนัก
       “บ่าวอย่างเรา พูดความจริงไปใครจะเชื่อ”
       สมมองชุ่มที่ร้องไห้อย่างเจ็บปวด แค้นที่ช่วยอะไรน้องสาวไม่ได้
      
       ด้านขุนพิทักษ์สีหน้าไม่สบายใจนัก มือข้างที่โบยชุ่มกำแน่น ขุนพิทักษ์เจ็บปวดใจ ขณะเดินนำมาที่ท่าน้ำ รำพึงแอบสังเกตอาการ
       “คุณพี่คะ น้องต้องขอบคุณคุณพี่มากนะคะที่กู้เกียรติให้กับน้อง คุณพี่ทำให้น้องรู้ว่า น้องสำคัญกับคุณพี่มากแค่ไหน”
       รำพึงพูดพลางเข้ามาไหว้ที่อก ขุนพิทักษ์ ชะงัก แล้วนิ่งไม่ตอบ
       “งั้นเย็นนี้น้องจะทำอาหาร”
       “พี่จะไปส่งที่ท่าน้ำนะ”
       รำพึงอึ้ง
       “แต่”
       ขุนพิทักษ์ตัดบทแบบเนียนๆ
       “ถ้าท่านพระยาเห็นน้องกลับเรือนช้าจะเป็นห่วงนะ”
       ขุนพิทักษ์ โอบประคองเป็นเชิงบังคับให้เดิน รำพึงอึ้งต้องเดินตาม จวงรีบตาม บริเวณท่าน้ำ รำพึงไม่อยากก้าวลงเรือและพยายามจะดึงเวลา
       “น้องยังไม่ได้ลาคุณป้า”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ เดี๋ยวพี่บอกให้... จวง ลงเรือ!”
       จวงตกใจรีบกระวีกระวาดก้าวลงเรือหน้าแทบจะทิ่ม
       “แล้วพี่จะไปหานะ”
       เรือของรำพึงค่อย ๆ แล่นห่างออกไป รำพึงหันกลับไปมองที่ท่าเรือแต่ไม่เห็นขุนพิทักษ์แล้ว รำพึงชะเง้อมอง จวงเห็นท่าทางรำพึงก็ใส่ไฟทันที
       “คนรักกันแทนที่จะอยากยื้อให้อยู่ด้วยกันนาน ๆ นี่คงเป็นห่วงนังชุ่มจนต้องรีบไปดูอาการมันแน่ๆ เจ้าค่ะ”
       รำพึงกำมือแน่น ยิ่งคิดยิ่งแค้น
       “นังชุ่ม...เอ็งจะเป็นมารหัวใจข้าไปถึงไหน!”
      
       ขุนพิทักษ์ ร้อนรนจะเดินไปเรือนทาส เสียงคุณหญิงดังขึ้น
       “พ่อพิทักษ์!”
       ขุนพิทักษ์ ชะงักหันกลับ เห็นคุณหญิงมณีเดินเข้ามามีแจ่มตามหลัง แจ่มเห็นขุนพิทักษ์มองก็หลบตาแล้วปลีกตัวออกไป
       “คุณแม่คงทราบเรื่องแล้ว”
       “ลูกเชื่อเหรอว่า ชุ่มมันจะทำแบบนั้นกับหนูรำพึง”
       “ไม่เชื่อขอรับ”
       “ถ้าไม่เชื่อแล้วลูกโบยมันทำไม”
       “ลูกจำเป็นขอรับ”
       ขุนพิทักษ์เห็นคุณหญิงมณีจะถามต่อ จึงตัดบท
       “ลูกขอไปดูชุ่มก่อน”
       “ไม่ต้อง แม่ให้แจ่มมันไปดูให้แล้ว ลูกบอกมาสิว่ามันเกิดเรื่องนี้ได้ยังไง”
      
       ขุนพิทักษ์มองคุณหญิงมณีผู้เป็นมารดาอย่างหนักใจ


  


       ที่ในเรือนทาสเวลานั้น สมมีสีหน้าอยากจะเล่าให้แจ่มฟังมาก
      
       “ก็เพราะ...”
       ชุ่มที่นอนคว่ำหน้าอยู่ร้องห้ามไม่ให้พูด
       “พี่สม!”
       “ทำไม มีอะไรถึงบอกข้าไม่ได้หะ นังชุ่ม!” แจ่มว่า
       “เอ็งจะยอมเจ็บตัวโดยไม่ผิดแบบนี้ไม่ได้!” สมบอก
       “เจ็บแค่นี้ข้าทนได้ อย่าทำให้คุณหญิงต้องวุ่นวายเพราะเรื่องของข้าเลยนะพี่สม”
       สมมองสายตาอ้อนวอนของชุ่มแล้วจำต้องเงียบ
       “ชุ่ม คุณหญิงท่านเป็นคนยุติธรรมนะ ถ้าเอ็งมีเรื่องอะไร” แจ่มบอก
       ชุ่มรีบตัดบท
       “ไม่มีอะไรจริง ๆจ๊ะน้าแจ่ม มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดน่ะ”
       “ชุ่ม...”
       “ฉันขอนอนก่อนนะจ๊ะน้า”
       ชุ่มทำเพลียหลับตา แจ่มได้แต่มองสมที่หันหน้าหนีอย่างขัดใจ มองชุ่มที่ไม่ยอมเล่าอย่างสงสัย
      
       บนเรือน พระยาเทวราชรับดาบจากขุนไวพิชิตพล
       “กระผมรับดาบจากช่างตีดาบมาครบตามจำนวนที่ต้องการแล้วขอรับ”
       “ดี...แล้วท่านขุนเตรียมตัวสำหรับการประลองไปถึงไหนแล้ว”
       “กระผมทุ่มสุดชีวิตขอรับ เพราะการต่อสู้ครั้งนี้นอกจากเรื่องงาน ยังมีเรื่องของหัวใจเป็นเดิมพันด้วย กระผมอยากพิสูจน์ให้หญิงที่กระผมรักเห็นว่ากระผมจริงใจกับเธอมากเพียงใด ท่านพระยาคงทราบว่า กระผมกับขุนพิทักษ์มีหญิงในดวงใจเป็นคนคนเดียวกัน”
       “ฉันรู้ แต่รำพึงรู้เรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า ว่าประลองกันเพื่ออะไร”
       “น้องรำพึงทราบดีขอรับ และครั้งนี้หากใครแพ้จะต้องไปจากเมืองนี้”
       พระยาเทวราชยิ้มบอก
       “ฉันหวังว่า ท่านขุนจะเป็นผู้ชนะ”
       ขุนไว ยิ้มรับอย่างยินดีที่พระยาเทวราชแสดงออกว่าสนับสนุน
       รำพึงกับจวงเดินขึ้นมาพอดี
       “รำพึ เย็นนี้ลูกตั้งสำรับเพิ่ม ขุนไวจะทานข้าวกับเราด้วย”
       ขุนไว ยิ้มอย่างยินดีอีกครั้ง รำพึงมองอย่างสงสัยในท่าทีของพระยาเทวราช
      
       เวลากลางคืน บนเรือนคุณหญิงมณี แจ่มลงนั่งที่พื้นตรงหน้าคุณหญิงกับขุนพิทักษ์ไมตรีที่รอฟังเรื่องราว แจ่มมีสีหน้าหนักใจ
       “บ่าวทั้งบังคับ ทั้งขอร้องนังชุ่ม แต่ก็ไม่ยอมพูดอะไรเลยเจ้าค่ะ เอาแต่นอนร้องไห้”
       ขุนพิทักษ์ ร้อนใจถาม
       “แล้วมันเป็นยังไงบ้าง”
       “เนื้อแตกทั้งหลังเลยเจ้าค่ะ บ่าวว่าคงจะเจ็บมาก”
       ขุนพิทักษ์ หน้าเสีย ลุกขึ้นทันทีจะเดินออกไป
       “ลูกจะไปไหน” คุณหญิงมณีถาม
       ขุนพิทักษ์ ชะงักอึกอักแล้วก็ทำเสียงดัง
       “กระผมเบื่อ! จะไปข้างนอก”
       ขุนพิทักษ์ พูดจบก็เดินออกไปเลย คุณหญิงมณีมองตาม
       “น่าสงสารนังชุ่มนะเจ้าคะ ช่วงนี้มันคงดวงตก มีแต่เรื่องเจ็บตัวแล้วก็มีเรื่องกับคุณรำพึงบ่อยมาก ทั้งที่ปกตินังชุ่มมันไม่เคยมีปัญหากับใครเลยนะเจ้าคะ”
       คุณหญิงมณีคิดตาม
      
       ที่เรือนทาส ชุ่มนั่งหันหลังให้ประตูแล้วควักยาในถ้วยบดยา ก่อนจะพยายามเอื้อมมือไปทาด้านหลังอย่างยากลำบาก มือชุ่มแตะยาลงบนแผลแล้วสะดุ้งด้วยความเจ็บปวด
       ชุ่มนึกถึงภาพที่ขุนพิทักษ์โบยชุ่ม ชุ่มกัดฟันไม่ร้อง แต่เจ็บปวดหนัก
       ขุนพิทักษ์เข้ามาในห้อง มองชุ่มที่จะควักยาแต่มือขุนพิทักษ์ มาคว้าถ้วยยาไป ชุ่มตกใจหันไปเห็นเป็นขุนพิทักษ์ ก็จ้องนิ่ง
       “เอ็งเจ็บมากไหม”
       ชุ่มมองขุนพิทักษ์ ด้วยสายตาเฉยชา ขุนพิทักษ์ ควักยาจะแตะที่แผลแต่ชุ่มเบี่ยงตัวหนี ขุนพิทักษ์ ขยับตาม แต่ชุ่มขยับไปนั่งพิงฝาเมินมองไปทางอื่น
       “ชุ่ม...”
       ชุ่มนิ่งไม่ตอบรับ ไม่แม้แต่จะหันมองมา
       “ชุ่ม ข้าทาแผลให้ หันมา ข้าจะทาแผลให้ นังชุ่ม!”
       ชุ่มนิ่งเงียบเมินหน้าไปทางอื่น จนขุนพิทักษ์ ต้องจับชุ่มหันมา
       ขุนพิทักษ์ ชะงักอึ้งที่เห็นว่าหน้าชุ่มเต็มไปด้วยน้ำตา ชุ่มมองอย่างเย็นชา ขุนพิทักษ์ปล่อยมือจากชุ่ม
      
       ชุ่มลงนอนหันหลังร้องไห้ด้วยความน้อยใจและเจ็บปวด ขุนพิทักษ์จนใจจำต้องถอยออกไปอย่างรู้สึกผิด


  


       รำพึงเดินตามมาส่งขุนไวพิชิตพลถึงเรือที่ท่าน้ำบ้านพระยาเทวราช
      
       “รสชาติอาหารฝีมือน้องอร่อยมาก พี่ดีใจเหลือเกินที่อีกไม่นานพี่จะได้น้องมาคู่เคียง”
       ขุนไวจับมือ รำพึงอยากจะดึงออก แต่ขุนไวกระชับจับไว้ไม่ยอมปล่อย
       “น้องรังเกียจพี่”
       “ไม่ใช่นะคะ น้องเกรงว่าคุณพ่อมาเห็นเข้าจะไม่งาม”
       ขุนไว ยิ้มพอใจบอก
       “ไม่ต้องกลัว ท่านพระยายินดีกับเราสองคนด้วยซ้ำ เมื่อพี่ชนะไอ้พิทักษ์คราวนี้ พี่จะรีบให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอน้องทันที !”
       ขุนไว ยิ้มอย่างมีความสุข แล้วปล่อยมือจากรำพึงลงเรือไป รำพึงมองตามอย่างครุ่นคิด
       “คุณพ่อยินดีด้วย”
      
       บนเรือน พระยาเทวราชอ่านเอกสาร รำพึงยกแก้วชามาให้พระยาเทวราช
       “น้ำชาค่ะคุณพ่อ”
       “อืม...”
       รำพึงมองพระยาเทวราชแต่ยังไม่ยอมออกไป
       “มีอะไร”
       “การดวลของขุนไวกับคุณพี่พิทักษ์น่ะค่ะ ทั้งสองคนทำเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาจริงใจกับลูกมากแค่ไหน”
       พระยาเทวราชพูดต่อ
       “โดยมีตัวลูกเป็นเดิมพัน”
       “คุณพ่อรู้”
       พระยาเทวราชพยักหน้า
       “ถ้าครั้งนี้ใครเป็นผู้ชนะ ลูกจะแต่งงานกับคนนั้น”
       รำพึงมั่นใจว่าขุนพิทักษ์จะชนะ ขณะที่พระยาเทวราชคิดว่า ขุนไวจะชนะ
       “ค่ะ”
       “พ่ออนุญาต!”
       รำพึงดีใจออกนอกหน้าบอก
       “จริงนะคะ ถ้าคุณพี่พิทักษ์ชนะ คุณพ่อ...”
       พระยาเทวราชตัดบทบอก
       “แต่ถ้าขุนไวชนะ ลูกก็ต้องแต่งงานไม่มีข้อแม้เหมือนกัน”
       รำพึงคิดนิดนึงก่อนตอบ
       “ตกลงค่ะ”
       “ถือว่าลูกให้คำมั่นแล้วนะ”
       พระยาเทวราชเดินออกไป จวงที่แอบฟังรีบเข้ามาอย่างร้อนใจ
       “คุณรำพึงเจ้าคะ ไปสัญญาแบบนั้นถ้าเกิดท่านขุนพิทักษ์แพ้ล่ะเจ้าคะ”
       รำพึงมีสีหน้ามุ่งมั่น
       “ไม่มีทาง คุณพี่ต้องเอาชนะขุนไวได้แน่ๆ!”
      
       ภายในโรงเหล้า ขุนพิทักษ์ เมามาย สาว 2 คนคอยรินเครื่องดื่มให้ไม่ขาดตอน รอบ ๆข้างก็มีชาวบ้านคนอื่นๆ พากันเฮฮา
       “เติมสิ เติม!”
       สาวทั้ง2 คนพยายามเข้ามาคลอเคลีย
       ขุนพิทักษ์ ปัดอย่างไม่ใยดี
       “อย่ามายุ่งกับข้า!”
       สาวๆยังนัวเนียไม่เลิก ขุนพิทักษ์ รำคาญผลักสาวออกไป จนสาวร่วงจากบนที่นั่งลงไปนอนกองกับพื้น
       “ไปให้พ้น ไป!”
       ขุนพิทักษ์ ปาไหเหล้าแตกเพล้ง! สาว ๆ รีบพากันจูงมือหนีไปอย่างหวั่นๆ ขุนพิทักษ์ ทิ้งตัวลงนอนด้วยความเมามาย
       “นังชุ่ม..ชุ่ม”
       ขุนพิทักษ์ เมาจนหมดสติ
      
       เช้าวันใหม่ ที่เรือนคุณหญิง แจ่มยกสำรับขึ้นมา ชุ่มยกน้ำดื่มตามขึ้นมาแล้วช่วยแจ่มจัดสำรับ คุณหญิงมณีเดินออกมาจากห้อง
       “พ่อพิทักษ์ล่ะ”
       “ยังไม่กลับเรือน ตั้งแต่เมื่อวานเจ้าค่ะ”
       คุณหญิงถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม
       “ข้าจะไปทำบุญ เอ็งไปเตรียมเรือสิ”
       “อ้าว...แล้วสำรับเช้า”
       “ข้าไม่หิว”
      
        คุณหญิงเดินเข้าห้องไป แจ่มถอนใจเดินลงเรือนไป ชุ่มมองตามคุณหญิงด้วยความเป็นห่วง


  


       เช้าวันเดียวกันที่บ่อน ไก่ที่ถูกปล่อยลงสนามชนขุนพิทักษ์ไมตรีและนักพนันต่างพากันเชียร์ลั่น
      
       “อย่างนั้นแหละ!”
       ขุนพิทักษ์ เล่นการพนันอย่างเมามัน ลูกน้องของขุนไวพิชิตพลยืนมองอยู่ครู่หนึ่งแล้วรีบออกไป
      
       เวลาเดียวกัน ขุนไวที่พันผ้าที่ข้อมือเพื่อจะซ้อมต่อยมวย ฟังบ่าวเข้ามารายงาน
       “ดี คอยจับตาดูมันไว้”
       ลูกน้องขุนไว รับคำสั่งแล้วรีบออกไป
       “เตรียมรับความพ่ายแพ้ไว้ได้เลย ไอ้พิทักษ์!”
       ขุนไวเดินไปที่ต้นกล้วย ขุนไวเตะ ๆ ๆ จนลำต้นสั่นคลอน ขุนไวซ้อมด้วยความมุ่งมั่น
      
       ในเวลาต่อมา ขุนพิทักษ์ กำลังเล่นกำถั่ว แต่เสียพนันเลยหงุดหงิด
       ขุนไวต่อยกับลูกน้องที่เป็นคู่ซ้อมอย่างคล่องแคล่ว ฉับไว ชั้นเชิงมวยดูเก่งมาก
       บริเวณใกล้ท่าน้ำ ขุนไว เห็นเรือของคุณหญิงมณีกำลังจะไปวัดแล่นผ่าน เสียงการซ้อมของขุนไว ดังมา
       คุณหญิงมณีเขม้นมองอย่างสนใจ
       แจ่มยื่นหน้าดู
       “นั่นท่านขุนไวนี่เจ้าคะ”
       คุณหญิงมณีมองไปเห็นขุนไว รุกไล่คู่ซ้อมอย่างหนัก ใช้ท่าหมุนจระเข้ฟาดหางจนคู่ซ้อมกระเด็น
       “ตายแล้ว...ขุนไวซ้อมหนักขนาดนี้ ท่านขุนของแจ่มจะไหวหรือเจ้าคะคุณหญิง”
       คุณหญิงมณีเครียด
      
       ในเวลาต่อมา ชุ่มออกมาที่หน้าเรือนเห็นคุณหญิงมณีเดินกลับเข้ามา มีแจ่มรีบเดินตามเข้ามาพร้อมกับข้าวของที่จะนำไปทำบุญที่วัด ชุ่มแปลกใจ
       “ทำไมกลับเร็วจังเจ้าคะ”
       “ข้าเหนื่อย อยากพัก”
       คุณหญิงมณีเดินขึ้นเรือนไป
       “มีอะไรกันเหรอพี่แจ่ม แล้วของพวกนี้จะเอาไปทำบุญไม่ใช่เหรอจ๊ะ”
       แจ่มหนักใจบอก
       “ท่านคงเครียด กลัวท่านขุนจะแพ้ขุนไวน่ะสิ เฮ้อ...”
       “ทำไมเหรอจ๊ะ มีเรื่องอะไร”
       ชุ่มถามอย่างสนใจ
      
       ที่โรงเหล้าเวลากลางคืน ขุนพิทักษ์กระแทกแก้วลงอย่างเมามาย สาว ๆ พยายามจะเข้ามานั่งคลอเคลีย
       “ไปให้พ้น ไป!”
       ขุนพิทักษ์ รำคาญผลักออกไปแล้วลุกขึ้นเดินไป
      
       ในเวลาต่อมา ขุนพิทักษ์ เดินเข้ามาจะขึ้นเรือน แต่ชะงักแล้วตัดสินใจเดินไปทางเรือนทาส
       ขุนพิทักษ์ เดินมาทางเรือนทาสจะตรงไปหาชุ่ม มีเสียงคนอาบน้ำอยู่ที่ท่าน้ำ ขุนพิทักษ์ ชะงักเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปดูตามเสียง
       ขุนพิทักษ์ เห็นชุ่มกำลังนั่งอาบน้ำอยู่ที่ท่าน้ำเพียงลำพัง ชุ่มค่อย ๆ ลูบที่แขนอย่างช้า ๆ ขุนพิทักษ์ มองเคลิ้ม ลืมตัวจะก้าวเข้าไปแต่เหยียบกิ่งไม้เสียงดัง ชุ่มตกใจหันกลับมา
       “ใครน่ะ”
       ขุนพิทักษ์ ก้าวเข้ามา
       “ข้าเอง”
       ชุ่มเห็นว่าเป็นขุนพิทักษ์ ก็รีบลุกขึ้นเอาผ้ามาคลุมตัว ชุ่มจะรีบเดินไปแต่ขุนพิทักษ์ รีบเดินมาขวางไว้
       “ชุ่ม เอ็งเป็นยังไงบ้าง”
       ชุ่มไม่ตอบจะเดินหนีอย่างเดียว ขุนพิทักษ์ยังก้าวตามมาขวาง ชุ่มตัดสินใจผลักขุนพิทักษ์จะรีบเดินไป
       “ข้าไม่ได้คิดว่าเอ็งผิด แต่ข้าจำเป็นต้องโบยเอ็ง!”
       ชุ่มชะงักแต่ยังไม่หันมา
       “ชุ่ม...ข้าขอโทษ”
       ชุ่มแปลกใจที่ได้ยินคำขอโทษ แต่ความน้อยใจทำให้ยังไม่หันไป ชุ่มจะเดินไปอีก ขุนพิทักษ์ก้าวเข้าไปขวางจับสองแขนไว้
       “ชุ่ม..เอ็งพูดกับข้าสิ”
       ชุ่มมองนิ่ง ขุนพิทักษ์อึดอัด ชุ่มแกะมือ ขุนพิทักษ์ทนไม่ไหว
       “ขอแค่เอ็งยอมพูดกับข้า...จะให้ข้าทำอะไรข้าก็ยอม!”
       ชุ่มชะงักหันมามองขุนพิทักษ์อย่างใช้ความคิด
       “ถ้าข้าขอก็จะให้จริงเหรอเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์กระตือรือร้นบอก
       “จริงสิ”
       “ท่านขุนพูดแล้วอย่าคืนคำนะเจ้าคะ”
      
       ชุ่มยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ
ตอนที่ 4
      
       เช้าวันใหม่ที่บริเวณลานหน้าเรือน แลเห็นขุนพิทักษ์ทะยานเข้าเตะ ๆๆ สมตั้งรับซ้าย ขวา ซ้าย ขวาเป็นพัลวัน สมก้าวถอยหลัง ขุนพิทักษ์เข้ามารุกไล่ พอสมผลักขาขุนพิทักษ์จนเสียหลัก สมจะเข้าต่อยขุนพิทักษ์หลบหลีก ทั้งคู่ซ้อมมวยกันอย่างจริงจัง
      
       จังหวะหนึ่งขุนพิทักษ์ เห็นชุ่มนั่งดูอยู่ไม่ห่าง ด้วยสีหน้าปลาบปลื้มก็ยิ้มให้
       ระหว่างนั้นคุณหญิงมณีเดินเข้ามาพร้อมกับแจ่มมายืนอยู่ห่างๆ คุณหญิงมณียืนมองด้วยความดีใจ แจ่มมองแล้วตบหน้าตัวเองเบาๆ
       “ท่านขุนซ้อมมวย นี่ แจ่มไม่ได้ฝันใช่ไหมเจ้าคะ”
       คุณหญิงมณีหยิกแขนแจ่ม
       “โอ้ย ๆ ๆ”
       “ตื่นหรือยัง”
       แจ่มหน้าจ๋อยบอก
       “ตื่นแล้วเจ้าค่ะ”
       ขุนพิทักษ์ โวยวายท่าทางหงุดหงิด
       “ไอ้สม! เตะ ต่อยให้มันเต็มที่หน่อยสิวะ”
       “แต่กระผม”
       “ไม่กล้าใช่ไหม”
       ขุนพิทักษ์ ต่อยเข้าเต็มที่หน้าสม ดังพลั่ก!
       สมผงะ เลือดขึ้นหน้าเข้าต่อยขุนพิทักษ์ แบบรัวไม่นับ ฝ่ายท่านขุนหลบซ้ายหลบขวาไวปานกัน ขุนพิทักษ์ ใช้จังหวะถีบสมจนล้มไป ขุนพิทักษ์ ยืนยืดอย่างเท่
       ชุ่มเห็นขุนพิทักษ์หอบ ก็ลุกขึ้นจะเดินไป เสียงขุนพิทักษ์ ดังขึ้นทันที
       “ชุ่ม! เอ็งจะไปไหน”
       ชุ่มชะงักหันมา
       “เอ็งสัญญากับข้าแล้วนะว่า ถ้าข้าซ้อม เอ็งจะนั่งดู ไม่งั้นข้าก็เลิกซ้อม”
       ขุนพิทักษ์ ดูจะเลิกซ้อมจริงๆ ชุ่มยิ้มบอก
       “ ข้าจะไปเอาน้ำมาให้ท่านขุนก็ไม่ได้เหรอเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์ เหวอแล้วออกอาการปลื้ม แต่ยังทำเป็นดุ
       “ก็รีบไปสิ!”
       “เจ้าค่ะ”
       สมมองท่าทีของชุ่มกับขุนพิทักษ์อย่างไม่สบายใจ คุณหญิงมณีมองด้วยความเครียด
      
       ฝ่ายขุนไว กำลังซ้อมอย่างมุ่งมั่น พระยาเทวราชเดินเข้ามา รำพึงจำต้องเดินตามเข้ามา มีจวงรั้งท้ายมาด้วย
       “คุณพ่อมาดูขุนไวซ้อมแบบนี้ถ้าคุณพี่พิทักษ์รู้เข้า”
       รำพึงยังพูดไม่จบ พระยาเทวราชเริ่มผิดหู และอารมณ์เสียทันที
       “ถ้าข้าจะมีใครสักคนมาเป็นเขย ผู้นั้นจะต้องมาเชิดหน้าชูตาให้กับวงศ์ตระกูล ไม่ใช่มาฉุดให้ตกต่ำ”
       รำพึงสงบปากลงทันที ไม่กล้าเถียง พระยาเทวราชพูดเบา ๆ ให้รำพึงได้ยินคนเดียว
       “ข้าเคยพลาดทำให้วงศ์ตระกูลต้องปะปนกับเลือดทาสมาแล้วครั้งหนึ่ง”
       รำพึงอึ้งสะเทือนใจที่โดนด่า
       “ครั้งนี้ข้าจะต้องได้เลือดดีไม่เหมือนที่แล้วมา เจ้าเป็นลูกก็มีหน้าที่ล้างอายชดใช้ให้กับพ่อ!”
       รำพึงพูดไม่ออก พระยาเทวราชเดินไปหาขุนไว รำพึงมือกำแน่นอย่างเก็บกด
       “คุณรำพึงเจ้าคะ”
       รำพึงพูดด้วยน้ำเสียงโกรธ
       “ข้าจะต้องเป็นอิสระ ชีวิตข้า ข้าต้องเลือกเอง!”
       จวงมองรำพึงที่ดูเคืองแค้นอย่างหวั่นๆ
      
       ฝ่ายขุนพิทักษ์ ซ้อมมวยกับสม เจอสมรุกไล่ ขุนพิทักษ์ตั้งรับๆๆ แล้วหาจังหวะตอบโต้คืน สายตาท่านขุนเหลือบมองชุ่มตลอด ชุ่มเองก็มองมาทั้งคู่ต่างสบตากัน ชุ่มยิ้มให้
       สมยกมือขึ้นกันแล้วพลิกตัวเข้าวงในตีศอกเข้าหน้าขุนพิทักษ์ดังพลั่ก! จนท่านขุนหงายหลังไป
       “ท่านขุน!”
       ชุ่มลืมตัวเข้าไปดูแล และประคองขุนพิทักษ์ ถามด้วยความเป็นห่วง
       “เป็นยังไงบ้างเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์มึนศอก แต่ชอบใจที่รู้ว่าชุ่มมาคอยประคอง แต่สมขัดใจ
      
        “เอ็งถอยไปนังชุ่ม ข้าดูเอง”


  


       ขุนพิทักษ์ตะโกนบอกเสียงดัง
      
       “ไอ้สม! เอ็งไปเอาที่ประคบมา”
       “แต่...” สมอิดออด
       “ไปสิโว้ย!”
       สมจำต้องออกไป
       “ท่านขุน เจ็บมากไหมเจ้าคะ”
       “เจ็บ...”
       “พี่สมช้าจริง เดี๋ยวข้าจะรีบไปเอายามาให้นะเจ้าคะ” (จะลุก)
       ชุ่มทำท่าจะลุก แต่ขุนพิทักษ์ ดึงไว้
       “ไม่ต้อง!”
       ขุนพิทักษ์ จับมือชุ่มมาวางแนบตรงแก้มที่ช้ำ
       “แค่นี้ข้าก็หายเจ็บแล้ว”
       ชุ่มมองขุนพิทักษ์ แล้วยิ้มเขินๆ แล้วรีบดึงมือออก
       ขุนพิทักษ์ หน้าจ๋อย
       “เฮ้อ...งานนี้คงแพ้ไอ้ขุนไวแน่”
       “แต่ข้าเชื่อว่าท่านขุนจะชนะเจ้าค่ะ”
       ขุนพิทักษ์ยิ้มบอก
       “ถ้าเอ็งเชื่อเช่นนั้น ข้าจะชนะให้เอ็งดู”
       ขุนพิทักษ์ กระชับมือชุ่มดังเป็นสัญญาต่อกัน ชุ่มยิ้ม ขุนพิทักษ์ ยิ้มตอบ
      
       ทางด้าน ขุนไวพิชิตพลจัดท่าหนุมานถวายแหวนใส่คู่ซ้อม จนคู่ซ้อมลงไปกองกับพื้น รำพึงมองแต่เก็บกิริยาหน้านิ่ง พระยาเทวราชปรบมืออย่างพอใจ ขุนไว เข้ามานั่งพัก
       “ฝีมือท่านขุนไม่เบาเลยทีเดียว คงกำชัยชนะได้ไม่ยาก”
       “กระผมไม่อยากประมาทขอรับ ต้องหมั่นฝึกเพื่อ...”
       ขุนไว มองรำพึงด้วยสายตาอย่างมีความหมาย
       รำพึงยิ้มรับนิด ๆ อย่างพอใจที่ขุนไวดูจะหัวปักหัวปำกับเสน่ห์ตนเองเหลือเกิน
       “กระผมขอเชิญท่านพระยาอยู่ร่วมรับประทานอาหารเย็นนะขอรับ”
       “คุณพ่อคะ ลูกรู้สึกไม่ค่อยสบาย อยากจะขอกลับไปพักที่เรือนน่ะค่ะ”
       “น้องเป็นอะไรมากรึเปล่า พักบนเรือนพี่ก่อนก็ได้นะ”
       “เกรงว่าจะไม่เหมาะมั้งคะ ถ้าใครรู้เข้าคงเสียชื่อถึงคุณพ่อ”
       พระยาเทวราชโดนจี้ใจดำ
       “ถ้าอย่างนั้น ข้ากลับก่อนดีกว่า”
       ขุนไว ผิดหวังนิด ๆ แต่พยายามเก็บอาการ
       “ขอรับ”
       พระยาเทวราชกับรำพึงเดินออกไปทางท่าเรือ
       พระยาเทวราชเห็นหมื่นประจักษ์เข้ามาจากอีกทางหนึ่ง
       หมื่นประจักษ์ตรงเข้าไปหา ขุนไวหันกลับมาเห็นหมื่นประจักษ์ก็แปลกใจ
       “หมื่นประจักษ์ ท่านเจ้ากรมมีงานให้ข้ารับใช้เหรอ เจ้าถึงต้องมาถึงเรือนข้า”
       “กระผมมีเรื่องที่ท่านขุนน่าจะสนใจ”
       ขุนไว มองอย่างสงสัยว่าเรื่องอะไร
      
       ขุนไว สีหน้าแปลกใจมาก
       “โกง!?”
       หมื่นประจักษ์ยิ้มเจ้าเล่ห์
       “กระผมแค่จะช่วยให้ท่านขุนได้ตำแหน่งผู้ช่วยกรมได้ง่ายขึ้นต่างหาก กระผมทราบว่าท่านขุนมีที่ดินมากกว่าห้าร้อยไร่ ข้าต้องการเพียงแค่หนึ่งในสาม”
       ขุนไวหน้าตึงขึ้นทันที
       “แต่นั่นเป็นทรัพย์สมบัติของพระยาพิศาล คุณพ่อของข้า ข้าจะรักษาไว้ไม่ให้สูญไปกับเรื่องแบบนี้”
       “คิดอีกทีไหมขอรับท่านขุน ท่านขุนก็ทราบว่ากระผมเป็นคนสนิทของท่านเจ้ากรม จะให้กระผมพูดส่งเสริมมันก็คงไม่ยาก”
       “ไม่จำเป็น ถ้าข้าจะได้ตำแหน่งก็ต้องเป็นเพราะความสามารถของข้าเอง ไม่ใช่เพราะลมปากของใคร”
       หมื่นประจักษ์ไม่พอใจจึงใสไฟต่อ
       “กระผมอยากจะเรียนให้ท่านขุนทราบเอาไว้ ว่าท่านเจ้ากรมสนิทสนมกับพระยาสุรเดชไมตรีดั่งพี่น้อง ท่านขุนลองคิดสิขอรับว่า ท่านเจ้ากรมจะเลือกใครระหว่างลูกชายของลูกน้องคนสนิท หรือว่าท่านขุนไม่มีศาลอย่างท่าน!”
       เพียงจบคำ ตีนขุนไวก็เตะปากหมื่นประจักษ์จนหงายหลังดังโครม! เลือดกลบปาก
       “ถ้าข้าชนะขุนพิทักษ์อย่างเด็ดขาด คงไม่มีความลำเอียงใดๆ จะส่งผลต่อการแข่งขันในครั้งนี้ได้”
       หมื่นประจักษ์มองขุนไวอย่างเดือดดาล
       “ท่านจะต้องเสียใจ!”
      
       หมื่นประจักษ์โกรธมากแล้วเดินออกไป ขุนไวเชิดหน้าอย่างหยิ่งในศักดิ์ศรี


  


       ที่บริเวณลานหน้าเรือนคุณหญิง ขุนพิทักษ์ซ้อมเตะต้นกล้วยอย่างแรง เตะๆๆ จนต้นกล้วยหักคาตีน นั่นแหละขุนพิทักษ์ถึงยอมหยุด
      
       “ไอ้สม มาดวลกับข้า!”
       สมตั้งท่าเดินเข้ามาในลาน ชุ่มที่ดูอยู่รีบห้าม
       “ท่านขุนเจ้าคะ พักเถอะเจ้าคะ ซ้อมมาทั้งวันแล้ว ไม่งั้นพรุ่งนี้จะไม่มีแรงไปสู้นะเจ้าคะ”
       “ไอ้สม! เอ็งก็ไปพักได้แล้ว”
       สมมองเหมือนไม่อยากไป เพราะไม่อยากปล่อยชุ่มไว้กับขุนพิทักษ์ เพียงลำพังสองต่อสอง
       “ไปสิวะ!”
       สมจำต้องเดินไป ชุ่มเก็บของจำพวกพวกขันน้ำ ยาที่เตรียมไว้ ขุนพิทักษ์ เดินเข้ามาหา
       “ชุ่ม...พรุ่งนี้เอ็งจะไปดูข้าประลองไหม”
       ชุ่มยิ้มแล้วบอก
       “ข้าจะรอฟังข่าวดีอยู่ที่เรือนนะเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์ มองด้วยสายตามีความหมาย
       “ข้าสัญญา”
       สองคนมองยิ้มกันอย่างมีความสุข
      
       เช้าวันใหม่ ภายในห้องขุนพิทักษ์ไมตรี ท่านขุนหยิบกริชขึ้นมามอง
      
       ภายในห้องเก็บโลงศพพระยาสุรเดช คุณหญิงมณีจุดธูปบอก
       “คุณพี่คะ...คุ้มครองลูกด้วยนะคะ”
       ขุนพิทักษ์ นำกริชเหน็บติดตัวไว้
      
       บริเวณลานประลอง ขุนพิทักษ์ไมตรีกับขุนไวพิชิตพลอยู่ในศาลาที่เตรียมไว้รับรอง แยกส่วนต่างหากจากผู้เข้ามาร่วมงาน
       มีศาลาที่จัดไว้ให้ท่านเจ้ากรมคนใหม่ คุณหญิงมณีและพระยาเทวราชรวมถึงคณะกรรมการคนอื่นๆนั่งด้วย
       รำพึงแต่งตัวสวย งามสง่าคอยเดินเคียงข้างคุณหญิงมณีที่ออกหน้ารับแขกเหรื่อต่างๆ ที่มาในงาน
       “เหนื่อยไหมคะคุณป้า”
       “นิดหน่อยจ๊ะ แต่ในเมื่อเรารับอาสาเป็นแม่งานแล้วก็ต้องทำหน้าที่ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจ หนูรำพึงล่ะเหนื่อยไหม”
       “ไม่เลยค่ะ รำพึงภูมิใจที่ได้ช่วยงานคุณป้า”
       คุณหญิงมณียิ้ม “จ๊ะ”
       รำพึงเดินเข้าไปต้อนรับแขก
       คุณหญิงมณีมองรำพึงอย่างพินิจ
       “ช่างแตกต่างกันนัก”
       บริเวณท่าน้ำ เรือนคุณหญิงมณี ชุ่มกำลังนั่งซักผ้าอยู่ริมน้ำ
      
       ที่ลานประลอง ท่านเจ้ากรมมาดูขุนพิทักษ์ และขุนไว ที่เตรียมตัวพร้อมแข่งขัน
       “ดูจากหน่วยก้านแล้ว...เดาไม่ออกเลยว่าผู้ใดจะคว้าชัยในครั้งนี้”
       พระเทวราชยิ้มรับบอก
       “ขอรับ”
       เจ้ากรมหัวเราะและหันไปพูดกับรำพึง
       “ถ้าให้เดาเล่นๆ หนูว่าใครจะเป็นผู้ชนะ”
       รำพึงได้ทีบอก
       “ท่านขุนพิทักษ์ที่มีพ่อเป็นถึงพระยาสุรเดชไมตรี น่าจะเป็นผู้ที่มีภาษีดีกว่านะเจ้าคะ ทั้งเรื่องกำลัง และสติปัญญา ท่านขุนพิทักษ์ย่อมไม่เป็นสองรองใครเป็นแน่เจ้าค่ะ”
       พระยาเทวราชหันขวับมองรำพึงว่า ออกหน้าออกตามากไป แต่คุณหญิงมณีมองอย่างขอบใจ
       “แม่หนูนี่เข้าใจพูด แต่ฉันได้ยินว่าขุนไวพิชิตพล ก็ต่อสู้ด้วยกำลังของตัวเองมาตลอด จนมียศฐาบรรดาศักดิ์ได้อย่างทุกวันนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นคู่แข่งที่เอาชนะได้ง่ายๆนะ” เจ้ากรมบอก
       พระยาเทวราชรีบตัดบท
       “ใครจะเป็นผู้ชนะ เราไว้ดูตอนที่ทั้งคู่ประลองกันดีกว่าขอรับ”
       รำพึงนิ่งไป
       “เริ่มแล้วนั่นไง”
       ทั้งสองขุนต่างเดินออกมาจากคนละด้านเพื่อเตรียมตัว ในสภาพพร้อมสู้ ทั้งคู่ต่างมองมาทางรำพึง
       รำพึงส่งสายตาให้ขุนพิทักษ์ เมื่อเห็นขุนไว มองมา รำพึงก็ยิ้มให้ ทำให้ขุนไวใจชื้นขึ้น
       ทั้งคู่จ้องหน้ากันราวกับจะฆ่ากันให้ตายไปข้าง
      
       ในใจชุ่มมัวแต่นึกเป็นห่วงขุนพิทักษ์ จนทำหินขัดตัวตกน้ำ ชุ่มมองอย่างหงุดหงิด ก่อนตัดสินใจวิ่งไปลานประลองทันที


  


       เวลาในการประลองกำลังจะมาถึง กรรมการก้าวออกมากลางลาน เริ่มพิธี
      
       “เชิญทั้งสองฝ่ายที่กลางลานประลอง”
       ท่านขุนทั้งสองต่างก้าวออกมายืนประจันหน้ากันอย่างเตรียมพร้อม คุณหญิงมณีมีสีหน้าเป็นกังวล รำพึงพยายามเข้าไปปลอบใจ
       “คุณป้าอย่าเป็นกังวลเลยค่ะ... คุณพี่พิทักษ์ก็ต้องคว้าชัยในการประลองครั้งนี้เป็นแน่”
       คุณหญิงมณีถอนใจ
       “แต่ถึงยังไง ป้าก็อดห่วงพ่อพิทักษ์ไม่ได้อยู่ดี เรื่องเดิมพันนั่น”
       ทั้งสองขุนที่ยืนประจันหน้ากันอยู่ ต่างก็คุยข่มกัน
       “เอ็งเตรียมไสหัวออกไปจากเมืองนี้ได้เลย” ขุนไว บอก
       “ฮึ อย่าปากดี ไอ้หมาวัด!”
       ทุกคนใจจดจ่อกับการรอคอยเวลาประลองที่กำลังจะมาถึง
       ชุ่มที่วิ่งเข้ามาถึงก็รีบลัดเลาะแอบหาทางเข้าไปดูให้ใกล้ที่สุด แต่เจอทหารที่เฝ้าทางเข้า ยกดาบขึ้นกันไม่ให้เข้า ชุ่มถอยออกมาแล้ววิ่งออกไปทางอื่น
       ชุ่มลัดเลาะไปอยู่ที่หลังต้นไม้ด้านหลังที่นั่งของบรรดาแขกเหรื่อ หาทางชะเง้อมองด้วยความเป็นห่วงขุนพิทักษ์ ชุ่มยกมือท่วมหัวบอก
       “สาธุ!ขอให้ท่านขุนพิทักษ์ เอาชนะท่านขุนไวโดยไม่บาดเจ็บใดๆด้วยเถิด”
       กรรมการตีฆ้องใหญ่ ตุ้ม!
       ท่านขุนทั้งสองต่างเข้าแลกหมัด ขุนพิทักษ์รุกไล่ ขุนไวตั้งรับซ้ายขวา อย่างไม่น้อยหน้ากว่ากัน
       บรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายต่างส่งเสียงฮือฮากับฝีมือที่ทัดเทียมกันเป็นกำลังใจให้ท่านขุนทั้งสองฝ่าย
       รำพึงมองอย่างพอใจ ชุ่มประสานมือกันบีบแน่นลุ้นด้วยความเป็นห่วง
      
       ขุนไว เตะกวาดขาจนขุนพิทักษ์ จนล้ม ครั้นขุนไว จะกระทืบซ้ำ แต่ขุนพิทักษ์ ก็กลิ้งตัวหลบแล้วรีบขึ้นมาตั้งหลัก ขุนไว ยังตามรุกเตะ ๆ ๆ จนอีกฝ่ายได้แต่ผลักออก ตั้งรับอย่างเดียว
       คุณหญิงมณี รำพึง ชุ่มต่างมองที่ขุนพิทักษ์ลุ้นเอาใจช่วย
       ขุนพิทักษ์ ตัดสินใจถีบโคนขาด้านในจนขุนไว เสียหลักจะล้มแล้วก้าวตามแล้วถีบเข้าท้องจนขุนไว จนผงะไปแต่ยังพอยืนได้อยู่ พิทักษ์ถีบเข้าที่ลำตัวจนขุนไว เซไป
       บรรดาแขกเหรื่อแทบจะหยุดหายใจด้วยความลุ้น
       ขุนพิทักษ์สืบเท้าเข้าหา ขุนไว ก็พุ่งเข้าต่อยซ้าย ขวา ต้อนขุนพิทักษ์ ฝ่ายขุนพิทักษ์ปัดแล้วเข้าล็อกขุนไว แล้วดัน ๆ ๆ ขุนไวพยายามจะผลักออกไปให้ห่างเพื่อหาจังหวะตั้งหลัก ขุนไวเหวี่ยง ขุนพิทักษ์เซไปตามแรงเหวี่ยงจนหลุดจากลานประลองพุ่งไปทางพุ่มไม้ที่ชุ่มซ่อนอยู่ใกล้ๆ ชุ่มหันมองตกใจ
      
       อีกมุมหนึ่ง กลุ่มคนดูต่างลุกขึ้นมองตามอย่างอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ภายหลังพุ่มไม้ ขุนพิทักษ์ กำลังจะลุกขึ้น แต่ขุนไว ที่ตามเข้ามาชกจนขุนพิทักษ์ลงไปกองที่พื้น ขุนพิทักษ์มึนจัดพยายามจะตั้งสติ
       ขุนไว เหยียบอกขุนพิทักษ์
       “ไงล่ะ สายเลือดพระยา ครั้งนี้คนทั้งเมืองจะต้องเห็นเอ็งต้องกราบแทบเท้าเด็กวัดอย่างข้า!”
       ขุนพิทักษ์ตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ แล้วเห็นก้อนหินที่อยู่ไม่ห่างนักเขาตัดสินใจคว้าหิน เป็นจังหวะเดียวกับที่ขุนไว ก้มลงมาล็อกคอลากขุนพิทักษ์ออกไป
       ทันใดนั้น ขุนพิทักษ์ ใช้หินกระแทกเข้าที่หน้าผากขุนไว เต็มแรง โป๊ก!
       ชุ่มตกใจที่เห็นขุนพิทักษ์ทำเช่นนั้นเต็มตา!
       ขุนไวผงะ หัวแตกเลือดอาบ เซถอยไปตั้งหลัง
       ขุนพิทักษ์ ลุกขึ้นแล้วถีบขุนไว ถลาออกไปที่ลานประลอง ขุนพิทักษ์พุ่งตามออกไป ขุนไวยังมึนเดินถอยเปะปะเข้ามา และยังตั้งสติไม่ได้
       ขุนพิทักษ์ตามเข้ามาแล้วต่อยๆ ๆ ซ้ำ แม้ขุนไวพยายามจะต่อยแต่เจอขุนพิทักษ์กันแล้วปัดออก ขุนไวเสียหลักล้มลงไปกับพื้น แต่ยังพยายามทรงตัวอยู่ในท่าคุกเข่า ขุนไวจะก้าวลุกแต่ขุนพิทักษ์ พุ่งเข้าไปเหยียบขาขุนไวไว้ ส่งตัวเองขึ้นแล้วตีศอกลงกลางศีรษะขุนไว จนขุนไวล้มหงายหลังลงไปลุกไม่ขึ้น ขุนพิทักษ์ต่อยหน้าอีกฝ่ายที่หมดทางปัดป้อง จนหน้าขุนไวเปรอะทั้งเลือดจากแผลที่แตกและเลือดกำเดาปนน่าสยอง ขุนพิทักษ์เงื้อหมัดสุดท้ายเต็มแรงหมายจะต่อยทิ้งทวน ทุกคนตกใจ คุณหญิงมณีร้องปรามลูกชายเสียงดังลั่น
       “พ่อพิทักษ์!”
       ชุ่มตกใจ มือแทบจะปิดหน้าด้วยอาการลุ้นสุดขีด
       คนอื่นๆ พากันมองด้วยความหวาดเสียว คิดว่าขุนไว ตายแน่ แต่ขุนพิทักษ์กลับค้างหมัดห่างจากใบหน้าขุนไว ไม่ถึงคืบ
       “ข้าชนะเอ็ง!”
       ขุนพิทักษ์ ลุกขึ้นจากร่างขุนไว ที่นอนหมดสภาพ
       กรรมการบอก
       “ขุนพิทักษ์เป็นผู้ชนะ!”
       ฝั่งที่เชียร์ขุนพิทักษ์ เฮด้วยความดีใจ
       คุณหญิงมณี พระยาเทวราชลงไปที่ลานประลอง รำพึงตามลงไป
       “คุณแม่..ลูกชนะแล้ว”
       คุณหญิงมณียิ้มด้วยความปลาบปลื้ม
       พวกลูกน้องเข้ามาช่วยประคองขุนไวให้ลุกขึ้นมา ขุนไวมองขุนพิทักษ์ด้วยความแค้น
       รำพึงเดินยิ้มแฉ่งเข้ามาหาขุนพิทักษ์
       “ยินดีด้วยนะคะคุณพี่”
       ขุนพิทักษ์ เห็นขุนไวมองมา
       “พี่บอกน้องแล้วว่าพี่จะต้องชนะ... เหงื่อเข้าตาพี่ น้องรำพึงช่วยเช็ดให้หน่อยได้ไหม”
       รำพึงหันมองคุณหญิงมณีเป็นเชิงขออนุญาต ฝ่ายคุณหญิงมณียิ้มเป็นเชิงว่าช่วยหน่อยนะ
       “ค่ะ”
       รำพึงหยิบผ้าออกมาซับเหงื่อให้ขุนพิทักษ์
       ขุนพิทักษ์มองขุนไวด้วยสายตาเย้ยหยัน ขุนไวมองอย่างแค้นเคือง พระยาเทวราชก้าวเข้ามา ขุนไวสบตากับพระยาเทวราชที่มองอย่างผิดหวัง
       ขุนไวมองรำพึงที่ยืนเคียงอยู่ข้างขุนพิทักษ์ด้วยความเจ็บใจ
      
       ชุ่มมองขุนพิทักษ์กับรำพึงแล้วรู้สึกเจ็บแปลบในใจ ตัดใจหันหลังเดินจากไป

      มุมหนึ่งที่ลานประลอง ขุนพิทักษ์ เดินเข้ามาหาท่านเจ้ากรม
                       “เก่งมาก สมกับเป็นลูกชายท่านพระยา ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริง ๆ”
                       “ขอบคุณขอรับ”
                       “ต่อไปนี้ผู้ที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมคือ  ขุนพิทักษ์!”
                       “ไอ้ขี้โกง!”
                       ทุกคนหันไป ขุนไวพิชิตพลเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเอาเรื่องมาก
                       “ผมยอมรับผลการประลองครั้งนี้ไม่ได้ เพราะผมถูกขุนพิทักษ์ใช้กลโกงในการต่อสู้”
                       ขุนพิทักษ์ชะงักกึก หวั่นใจว่าความจะแตก
                       ท่านเจ้ากรมหน้าตึง  พระยาเทวราชเห็นท่าไม่ดีเข้ามาข้างขุนไว
                       “ขุนไว  พอได้แล้ว”
                       “ไม่ ผมต้องการเรียกร้องความยุติธรรม”
                       ท่านเจ้ากรมบอก
                       “การต่อสู้ของท่านขุนอยู่ในสายตาของพวกเราทุกคน ฉันไม่เห็นว่าจะมีกลโกงอะไรเกิดขึ้นได้ ขุนไว...ลูกผู้ชายเมื่อแพ้แล้วยอมรับความพ่ายแพ้ มันถึงจะสมเป็นชายชาติทหาร”
                       “เป็นเพราะไอ้พิทักษ์เป็นลูกของเพื่อนท่าน  ท่านถึงได้เข้าข้างมันใช่ไหมขอรับ ท่านไม่มีความยุติธรรมเลย”
                       “ขุนไว  หยุดนะ!” พระยาเทวราชบอก
                       ท่านเจ้ากรมโกรธ
                       “บังอาจ! คนอย่างข้าไม่เคยลำเอียงเข้าข้างผู้ใด”
                       “แต่ตอนนี้ท่านกำลังทำ!  เข้าข้างไอ้คนขี้โกงนี่”
                       “ทหาร!  นำตัวขุนไวไปขัง” เจ้ากรมสั่ง
                       “ท่านเจ้ากรม ขุนไวไม่ได้มีเจตนานะขอรับ คงจะผิดหวังจนพลั้งปาก”
                       “ก็ให้ไปสงบสติในคุก!”
                       ทหารเข้ามาจับตัวขุนไวออกไป  ขุนไวอาละวาด แต่ก็ไม่หลุดจากการจับกุม
                       “ปล่อยข้า ปล่อย! ไอ้พิทักษ์ ไอ้ขี้โกง!”
                       ทหารลากตัวขุนไว ผ่านขุนพิทักษ์ ขุนไว ยิ่งดิ้นรนโวยวายจะชกขุนพิทักษ์                          
                       “เอาตัวไป!”
                       ทหารมานำตัวขุนไว ไป  ขุนไว มองขุนพิทักษ์ อย่างโกรธแค้น
        
                       ในเวลาต่อมา ขุนไวพิชิตพลถูกโยนเข้ามาในคุก ทหารปิดประตูคุก  ขุนไว พุ่งขึ้นมาเขย่ากรงขัง
                       “ปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้ เปิดประตู เปิดสิโว้ย!”
                       ขุนไวโกรธมากชก ๆ ๆ พื้นอย่างระบายอารมณ์
                       ขุนไวเห็นหมื่นประจักษ์เดินเข้ามาหยุดยืนที่หน้าประตูคุก เขาเห็นสายตาเยาะเย้ยของหมื่นประจักษ์
                       “ภูมิใจไหมขอรับท่านขุน ที่ความถูกต้องมันทำให้ท่านขุนต้องมีสภาพแบบนี้”
                       “ไอ้พิทักษ์มันเลว มันโกง!”
                       “แล้วท่านยังคิดใช้วิธีสะอาดกับคนเลวอย่างขุนพิทักษ์อีกอย่างนั้นหรือ หึ...กระผมบอกแล้วว่าท่านจะต้องเสียใจ”
                       หมื่นประจักษ์เดินกลับออกไป ขุนไว ชกกำแพงด้วยความโกรธแค้น แล้วตะโกนด้วยความแค้น
                       “ไอ้พิทักษ์!”
       งานประลองสิ้นสุดลงแล้ว พระยาเทวราชกำลังพูดคุยร่ำลาอยู่กับท่านเจ้ากรม  แต่รำพึงยังยืนรีๆ รอ ๆ มองหาขุนพิทักษ์ไมตรี ไม่นาน...ขุนพิทักษ์ เดินออกมา รำพึงรีบเดินไปหา
                       “น้องจะกลับแล้ว  คุณพี่มีอะไรอยากคุยกับคุณพ่อน้องหรือเปล่าคะ”
                       รำพึงยิ้มพลางปรายตาไปทางพระยาเทวราช  ก่อนจะใช้สายตาบีบบังคับขุนพิทักษ์ เป็นเชิงให้พูดเรื่องสู่ขอ ท่านขุนเข้าใจและจำใจเดินปลีกตัวเข้าไปหาพระยาเทวราช
                       “ท่านพระยาขอรับ  ชัยชนะของกระผมในวันนี้...”
                       พระยาเทวราชรีบตัดบท
                       “ฉันมีราชการด่วน ไม่สะดวกคุย ขอตัวนะ”
                       รำพึงยังยืนนิ่ง พระยาเทวราชสั่ง
                       “รำพึงกลับ!”
                       “แต่คุณพ่อคะ...”
                       “เดี๋ยวนี้!”
                       รำพึงมีทีท่าละล้าละลัง
                       “พรุ่งนี้พี่จะไปหาที่เรือนนะ”
                       “ค่ะ”
                       รำพึงต้องรีบเดินตามพระยาเทวราชไปอย่างเสียไม่ได้ ขุนพิทักษ์ เริ่มจะหนักใจเรื่องรำพึง แต่อีกใจหนึ่งก็ดีใจที่ตนเองได้รับชัยชนะ
      
                       “จำไว้ไอ้ไว ข้าเท่านั้นคือผู้ชนะ!”


  


       บริเวณเรือนทาส ชุ่มกำลังตากผ้าด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ  พอตากผ้าเสร็จหันกลับมาก็ชะงักที่เห็นขุนพิทักษ์เดินเข้ามาพอดี
      
                       “ชุ่ม ข้าเอาชัยชนะมาฝากเอ็ง”
                       ชุ่มกลับหน้าเศร้ายิ่งกว่าเดิม สีหน้านิ่ง
                       “เจ้าค่ะ”
                       “นังชุ่ม เอ็งไม่ดีใจเหรอ นี่ข้าชนะตามที่สัญญากับเอ็งแล้วไง”
                       “ชนะด้วยการโกง มันน่าภูมิใจหรือเจ้าคะ”
                       ขุนพิทักษ์ ตกใจที่ชุ่มรู้
                       “ท่านขุนบอกใคร ๆ ได้เต็มปากหรือเจ้าคะว่าชนะด้วยฝีมือตนเองจริง ๆ”
                       ชุ่มมองขุนพิทักษ์ อย่างตัดพ้อ เขาอึ้ง
                       “ข้า...”
                       ชุ่มมองขุนพิทักษ์ ด้วยสายตาแห่งความผิดหวัง
                       “ชุ่ม ชุ่ม!” เสียงชุ่มดังขึ้น
                       สมวิ่งมาถึงก็ชะงักที่เห็นขุนพิทักษ์ยืนอยู่ด้วย
                       “ท่านขุน...”
                       “เอ็งมีอะไร ทำไมต้องโวยวายด้วย”
                       “คุณหญิงให้เรียกบ่าวทุกคนไปที่เรือนเดี๋ยวนี้ขอรับ”
                       ชุ่มเดินผ่านหน้าขุนพิทักษ์ ไป โดยไม่หันหน้ากลับมามอง
                       “ชุ่ม...”
                       ขุนพิทักษ์ รีบตามไป สมมองอาการของคนทั้งสองก่อนเดินตามไป
        
       คุณหญิงมณีกับขุนพิทักษ์ ยืนอยู่ด้านหน้าบ่าวทุกคน
                       “พวกเอ็งคงรู้แล้วว่า ผลการประลองวันนี้ลูกข้าเป็นผู้ชนะ”
                       พวกบ่าวต่างเซ็งแซ่ด้วยความยินดี
                       “เย็นนี้ข้าจะฉลองให้กับลูกข้า ทุกคนดื่มกินให้เต็มที่”
                       คุณหญิงมณีมองพวกบ่าวที่พากันเฮด้วยความดีใจ  
                       “เอ้า แยกย้ายกันไปเตรียมงานได้แล้ว” แจ่มบอก
                       ทุกคนลุกขึ้นเดินออกไป ชุ่มนั่งนิ่งด้วยสีหน้าเศร้าก่อนจะลุกตามคนอื่น แต่คุณหญิงเรียกไว้
                       “ชุ่ม”
                       ชุ่มชะงักลงนั่ง
                       “เจ้าคะ”
                       “เอ็งเป็นอะไร  ไม่ดีใจกับลูกข้าหรือ”
                       ชุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาขุนพิทักษ์ แล้วเลี่ยงตอบ
                       ชุ่มฝืนยิ้มบอก
                       “ยินดีสิเจ้าคะ”
                       ขุนพิทักษ์ สะอึกกับคำตอบของชุ่ม
                       “บ่าวขอไปทำงานต่อนะเจ้าคะ” ชุ่มพูดกับคุนหญิงมณีก่อนคลานถอยออกไป
                       ขุนพิทักษ์ มองตามแล้วทนไม่ไหวจะเดินตามไป แต่คุณหญิงมณีเรียกไว้
                       “พ่อพิทักษ์!”
                       ขุนพิทักษ์ ชะงักหันกลับมา คุณหญิงมณีพูดเหมือนบังคับกลาย ๆ
                       “เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เข้าไปพักเถอะ”
                       “กระผมไม่เหนื่อย”
                       ขุนพิทักษ์ทำท่าจะไป
                       “บ่าวไพร่มันกำลังเตรียมงาน คงไม่เหมาะที่ลูกจะไปคุย”
                       ขุนพิทักษ์ หันมองอย่างอึ้งๆที่คุณหญิงมณีเหมือนจะรู้ว่า ขุนพิทักษ์จะไปคุยกับใคร
                       “เราเป็นนายก็วางตัวให้เป็นนาย ไม่เช่นนั้นบ่าวไพร่จะสิ้นความนับถือ”
                       ขุนพิทักษ์อึ้งไป
                       ขุนพิทักษ์จำต้องเดินกลับเข้าห้องตัวเองไป คุณหญิงมณีมองตามอย่างหนักใจ
        
                       บนเรือนท่านพระยาในเวลากลางคืน รำพึงยกชาฝรั่งมาให้พระยาเทวราชที่กำลังนั่งอ่านเอกสาร
                       “ชาค่ะคุณพ่อ”
                       พระยาเทวราชยกขึ้นมายังไม่ทันจิบก็วางคืนเหมือนเดิม
                       “เอาไปเปลี่ยนเป็นชาจีนมา”
                       “คุณพ่อสัญญากับลูกว่าถ้าผลออกมาว่าใครเป็นผู้ชนะ คุณพ่อจะรับผลตัดสินตามนั้น”
                       “แต่ขุนไวยืนยันว่าขุนพิทักษ์ชนะเพราะกลโกง”
                       “แล้วไหนล่ะคะหลักฐานที่บ่งบอกว่าคุณพี่พิทักษ์โกง”
                       พระยาเทวราชโกรธที่ลูกสาวออกรับแทน
                       “รำพึง!”
                       “ลูกแค่พูดความจริง คนตั้งมากมายเห็นว่าขุนไวแพ้ แต่กลับไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  แถมยังโยนความผิดไปให้คนอื่นอีก คุณพ่ออยากได้ลูกเขยที่ไร้ศักดิ์ศรีแบบนี้หรือคะ”
                    
          พระยาเทวราชสะอึกที่ลูกสาวพูดจี้จุดเข้าเต็ม ๆ รำพึงไม่หลบสายตาที่พ่อมมองมา พระยาเทวราชจำต้องดื่มชาฝรั่ง  เธอมองอย่างสะใจที่ชนะพ่อได้


  


       เวลาเดียวกัน ที่เรือนคุณหญิงมณี บ่าวไพร่พากันกินดื่มอย่างสนุกสนานเฮฮา โดยมีคุณหญิงมณีกับขุนพิทักษ์ไมตรีนั่งเป็นประธาน ชุ่มนำชามาให้คุณหญิงมณี  
      
                       “ชาเจ้าค่ะคุณหญิง”
                       “ชุ่ม...” ขุนพิทักษ์ เรียก
                       ชุ่มไม่หันไป พอวางชาเสร็จ ชุ่มก็คลานถอยแล้วเดินออกไป ขุนพิทักษ์ อดรนทนไม่ได้รีบลุกจะตามไป   คุณหญิงมณีมองตาม
                       คุณหญิงมณีพูดกับตนเองอย่างหนักใจ
                       “แม่ควรจะทำยังไงกับลูกดี”
        
        
                       ภายในสวน ขุนพิทักษ์เดินตามชุ่มเข้ามา
                       “ชุ่ม...”
                       ชุ่มได้ยินยิ่งรีบจ้ำหนี ขุนพิทักษ์ เข้ากอดชุ่มยั้งไว้ไม่ให้ไป ชุ่มพยายามจะสะบัดออก
                       “ชุ่ม เอ็งกับข้าต้องพูดกันให้รู้เรื่อง ข้าชนะไอ้ขุนไวแล้ว เอ็งยังต้องการอะไรอีก”
                      “ชนะโดยการใช้ก้อนหินทำร้ายท่านขุนไวอย่างนั้นหรือเจ้าคะ” ชุ่มโพล่งออกมา
                       ขุนพิทักษ์ตกใจ รู้ทันที
                       “เอ็งไปที่ลานประลอง”
                       ชุ่มอึกอักแล้วจำต้องยอมรับ
                       “เจ้าค่ะ”
                       “เอ็งไปที่นั่นทำไม”
                       ชุ่มหันหน้าหนี  ขุนพิทักษ์จับที่ปลายคางชุ่มให้หันมามองตา
                       “เอ็งไป เพราะเอ็งเป็นห่วงข้า ใช่ไหม”
                       ชุ่มอึกอักคิดหาทางเอาตัวรอดจากการจับของขุนพิทักษ์ ชุ่มมองไปด้านหลังขุนพิทักษ์ แล้วทำเสียงตกใจ      “คุณหญิง!”
                       ขุนพิทักษ์ สะดุ้งปล่อยมือรีบหันไป
                       “คุณแม่”
                       ขุนพิทักษ์ อึ้งที่หันไปแล้วไม่เจอใครมีแต่ความว่างเปล่า รู้ทันทีว่าถูกหลอก พอหันกลับมาไม่เห็นชุ่มแล้ว    “ชุ่ม..นังชุ่ม!”
        
                     
                       ขุนพิทักษ์ เข้ามาที่หน้าเรือนทาสเห็นประตูปิดสนิท  ขุนพิทักษ์ ทุบเรียก
                       “ชุ่ม...เอ็งออกมาพูดกับข้าให้รู้เรื่องก่อน  ชุ่ม!”
                       ชุ่มยืนมองประตูนิ่ง ยังไม่อาจยอมรับกับสิ่งที่ขุนพิทักษ์ทำได้ ท่านยังทุบเรียกต่อไป
                       “ท่านขุนขอรับ!”
                       ขุนพิทักษ์ชะงักหันมา เห็นสมยืนอยู่
                       “ท่านขุนกลับไปที่เรือนเถอะขอรับ”
                       “แม่ข้าให้ตามล่ะสิ”
                       “เปล่าขอรับ กระผมมาขอร้องท่านขุนเอง”
                       ขุนพิทักษ์ มองหน้าสมว่าหมายความว่ายังไง
                       “ละเว้นนังชุ่มมันสักคนเถอะขอรับ”
                       “ข้าไม่ได้ทำร้ายมัน มันไม่เข้าใจข้า ข้าต้องคุยกับมัน”
                       ด้านในชุ่มได้ยินก็ตกใจรีบฟังว่าสมจะพูดอะไรต่อ
                       “ชุ่มมันเป็นบ่าว ทำไมท่านขุนจะต้องสนใจว่ามันจะเข้าใจท่านขุนหรือไม่ มันไม่ได้สำคัญกับท่านขุนสักนิด”
                       ขุนพิทักษ์อึ้ง
                       “อย่าเสียเวลาของท่านขุนเลยขอรับ เพราะถ้าคุณรำพึงรู้เข้า...”
                       สมพูดแค่นั้นก็นิ่งไป ขุนพิทักษ์ สะดุดหูทันที
                       “ทำไม...น้องรำพึงรู้แล้วจะทำไม”
                       สมยังไม่ทันพูด  ชุ่มรีบเปิดประตูออกมาทันที
                       “พี่สม!”
                       “ไอ้สม เอ็งยังไม่ได้ตอบข้า ถ้าน้องรำพึงรู้แล้วจะทำไม”
                       สมมองชุ่มที่พยายามส่งสายตาอ้อนวอน
                       “ก็..คุณรำพึงอาจจะเกลียดหน้านังชุ่มมันขอรับ”   
                       “น้องรำพึงไม่ใช่คนไร้เหตุผลแบบนั้น”
                       ชุ่มยิ่งสะเทือนใจหนักที่ขุนพิทักษ์ เชื่อมั่นว่ารำพึงดี
                       “แต่อีกหน่อยคุณรำพึงก็ต้องแต่งงานกับท่านขุน ถ้าคุณรำพึงรู้ว่าท่านลดตัวมาเกลือกกลั้วกับพวก
       ทาส คุณรำพึงคงไม่พอใจ”
                       ขุนพิทักษ์เห็นสายตาที่ตัดพ้อน้อยใจของชุ่ม
      
                       “ชุ่ม”


  


       สมดึงชุ่มให้ห่างออกมาแล้วบอก
      
                       “ชุ่ม กลับเข้าไป”
                       ชุ่มเดินเข้าห้องไป แต่ขุนพิทักษ์จะไม่ยอม
                       “อีกประเดี๋ยวพวกบ่าวไพร่จะกลับมานะขอรับ”
                       สายตาสมแข็งกร้าวยืนยัน ขุนพิทักษ์จำต้องเดินจากไป สมมองตามแล้วหันมองที่ประตูห้องของชุ่ม  
                       ภายในห้องชุ่มร้องไห้ เจ็บปวด ไม่อาจห้ามน้ำตาได้ สมยืนฟังเสียงสะอึกสะอื้นของชุ่มด้วยความกลุ้มและสงสารน้อง
        
                       ในเวลากลางคืน ขุนพิทักษ์ไมตรีเข้ามาในห้อง และมองไปที่ผ้าแพรของรำพึง  ขุนพิทักษ์หยิบผ้าแพรขึ้นมามอง ก่อนเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปเบื้องหน้า เขาคิดถึงคำพูดของสม
                       “ชุ่มมันเป็นบ่าว ทำไมท่านขุนจะต้องสนใจว่ามันจะเข้าใจท่านขุนหรือไม่ มันไม่ได้สำคัญกับท่านขุนสักนิด”
                       ขุนพิทักษ์ นึกถึงรอยยิ้มใสของชุ่มในหลายคราว  ขุนพิทักษ์เหม่อมองออกไปจนมือที่จับผ้าแพรของรำพึงทิ้งลง เขาปล่อยผ้าแพรออกจากมืออย่างไม่รู้ตัว ผ้าแพรของรำพึงหล่นลงพื้นนิ่งสงบ
                       เขานึกถึงคำพูดของขุนพิทักษ์
                       “แต่อีกหน่อยคุณรำพึงก็ต้องแต่งงานกับท่านขุน ถ้าคุณรำพึงรู้ว่าท่านลดตัวมาเกลือกกลั้วกับพวกทาส   คุณรำพึงคงไม่พอใจ”
                       ขุนพิทักษ์ รู้สึกตัวรีบเก็บขึ้นมาแนบไว้ที่อก
                       “น้องรำพึง”
                       ขณะที่ภาพของชุ่มย้อนกลับมาในภวังค์ของขุนพิทักษ์อีกครั้ง ขุนพิทักษ์สะบัดหัว
                       “อะไรกันวะ”
                       ขุนพิทักษ์ พยายามกดผ้าแพรของรำพึงให้แนบกับอกมากขึ้นอย่างพยายามสะกดใจตัวเองที่กำลังสับสน
        
        
                       เช้าวันใหม่ ขุนไวพิชิตพลนั่งอยู่ในคุก ด้วยสีหน้าเจ็บแค้น
                       “ข้าขอสาบาน ไม่ว่าจะยังไงข้าจะต้องชิงทุกอย่างของข้าคืน”
                       ขุนไวพิชิตพลกำมือแน่น
                       ทหารเข้ามาเปิดประตูคุก พระยาเทวราชก้าวเข้ามา
                       “สงบสติลงบ้างหรือยัง”
                       ขุนไว เงยหน้าขึ้น
                       “ท่านเจ้ากรมสั่งให้ปล่อยท่านแล้ว”
                       “ท่านพระยา ท่านต้องเชื่อกระผมนะขอรับ  ไอ้พิทักษ์มันโกง”
                       “ฉันเตือนท่านแล้วว่าอย่าใจร้อน ฉันเป็นคนเสนอท่านเจ้ากรมให้รู้จักท่าน แต่ท่านกลับไปหมิ่นเกียรติท่านเจ้ากรมแบบนี้ คิดถึงหน้าของฉันบ้างไหม”
                       ขุนไว สะอึก
                       “ผลการตัดสินมันเกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้”
                       ขุนไว เจ็บแค้น
                       “กระผมพร้อมจะไปจากเมืองนี้ตามสัญญา แต่นั่นต้องเป็นการไปด้วยความถูกต้อง!”
                       ขุนไว ผลุนผลันจะไป
                       “ท่านจะทำอะไร”
                       “กระผมมีเรื่องต้องรีบไปสะสาง”
                       ขุนไว รีบเดินออกไป พระยาเทวราชมองความดื้อของขุนไว อย่างเป็นห่วง  
        
                       บนเรือนคุณหญิงมณี เวลาเช้า ชุ่มนั่งร้อยมาลัยให้คุณหญิงอยู่ ขุนพิทักษ์ไมตรีแต่งตัวออกมา  
                       “พ่อพิทักษ์ วันนี้จะไปรายงานตัวที่กรมใช่ไหม”
                       “ไม่ใช่ขอรับคุณแม่ กระผมจะไปเรือนพระยาเทวราช”
                       ชุ่มเผลอทำเข็มทิ่มนิ้ว แล้วร้อง “อุ๊ย!” เบาๆ
                       คุณหญิงมณีกับขุนพิทักษ์ หันมอง
                       “ได้เลือดไหมนั่น” คุณหญิงมณีถาม
                       ขุนพิทักษ์ห่วงเผลอจับมือชุ่ม
                       “ไหนข้าดูสิ”
                       ชุ่มตกใจมองคุณหญิงมณีด้วยความเกรงใจก่อนรีบชักมือออก
                       “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
                       สมวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
                       “ท่านขุนขอรับ”
                       คุณหญิงมณีก็รีบเก็บท่าทีกลัวสงสัย
                       “มีอะไร”
                       สมเข้ามาพูดกับขุนพิทักษ์เบาๆ
                       “ขุนไวมาขอรับ”
                       ชุ่มได้ยินก็ตกใจ ขุนพิทักษ์ ลุกขึ้นทันที
                       “ลูกขอตัวนะขอรับคุณแม่”
      
                       ขุนพิทักษ์ เดินไป  ชุ่มมองตามอย่างเป็นห่วง


       “ลูกคนนี้ จู่ๆ นึกจะไปก็ไป...เฮ้อ...”
      
                       คุณหญิงเห็นชุ่มยังกุมมือแน่น
                       “เอ้า นังชุ่ม ไปหายาใส่ซะไป”
                       “เจ้าค่ะ คุณหญิง”
                       ชุ่มรีบเดินตามลงไป สมจะตามน้องไป คุณหญิงเรียกไว้
                       “ไอ้สม เอ็งอยู่นี่ก่อน เดี๋ยวข้าจะให้นังแจ่มเขียนรายการของที่ข้าอยากได้ เอ็งไปจัดหามาให้ข้าหน่อย”         
                       “ขอรับคุณหญิง”
                       สมมองตามน้องไปด้วยใจพะวง
        
                       ขุนพิทักษ์ไมตรีเดินเข้ามาที่ท่าน้ำ ขุนไวพิชิตพลหันกลับมา ขุนพิทักษ์ เดินเข้าไปหา
                       “ทำไมเอ็งยังไม่ไปจากเมืองนี้อีก”
                       “ข้าจะไปก็ต่อเมื่อเอ็งชนะข้าด้วยฝีมือ แต่ในเมื่อมันไม่ใช่ ทุกอย่างก็เป็นโมฆะ!”
                       ชุ่มเดินเข้ามาแอบดูอยู่ด้วยความเป็นห่วง
                       “เอ็งคิดจะพลิกลิ้นงั้นเหรอ”
                       “ขี้โกงอย่างเอ็งมีหน้ามาด่าคนอื่นด้วยเหรอ เอ็งมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย!”
                       ขุนพิทักษ์ ดึงผ้าแพรของรำพึงออกมาเย้ยขุนไว
                       “ยังไงเอ็งก็ไม่มีทางแย่งน้องรำพึงไปจากข้าได้!”
                       ชุ่มมองดูแล้วรู้สึกเจ็บกับท่าทีและคำพูดของพิทักษ์ฯ
                       “ในเมื่อเอ็งเห็นน้องรำพึงสำคัญกับชีวิตเอ็งมากนัก วันพรุ่งเมื่อตะวันตรงหัว ข้าจะรอเอ็งที่ชายป่าด้านตะวันออก ถ้าเอ็งยังมีศักดิ์ศรีอยู่บ้าง เจอกับข้าที่นั่น”
                       “ข้าไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งเอ็ง”
                       “ข้าจะได้รู้ไว้ว่าลูกพระยาสุรเดชไมตรีมันก็แค่ไอ้ขี้ขลาดตัวหนึ่ง”
                       ขุนพิทักษ์โกรธ
                       “ไอ้ไว ถ้าเอ็งอยากตายเป็นผีเฝ้าป่า ข้าก็จะสนองให้”
                       ขุนไวสายตาวาวโรจน์ด้วยความแค้นแล้วเดินจากไป
                       ขุนพิทักษ์ หันมาก็ชะงักที่เห็นชุ่มยืนอยู่
                       “อย่าไปนะเจ้าคะ”
                       “ข้าจะไม่ยอมให้ไอ้หมาวัดนั่นมันดูถูกข้าได้”
                       “แต่คุณหญิงต้องไม่ยอมแน่”
                       “ห้ามบอกแม่ข้า ห้ามบอกใครทั้งนั้น”
                       “แต่...”
                       ขุนพิทักษ์ ตัดบท
                       “การต่อสู้ครั้งนี้จะไม่มีกลโกงเกิดขึ้น  นี่เป็นโอกาสที่จะจะได้แก้ตัวกับเจ้า”
                       ขุนพิทักษ์ เดินขึ้นเรือนไป ชุ่มมองตามอย่างกังวล
        
                       เวลาเช้าที่ท่าน้ำ เรือนพระยาเทวราช รำพึงนั่งปักผ้าอย่างอารมณ์ดี จวงมองยิ้ม
                       “ปักผ้าดิ้นทองแบบนี้ จะใช้เป็นชุดแต่งงานหรือเจ้าคะ”
                       รำพึงยิ้มถูกใจแล้วหันไปปักผ้าต่อ ขุนไวพิชิตพลเดินเข้ามา
                       “น้องรำพึง”
                       รำพึงตกใจที่เห็นขุนไว
                       “คุณพี่”
                       รำพึงส่งสัญญาณให้จวงหลบไป รำพึงแสร้งอ่อนหวานใส่อย่างเต็มที่
                       “คุณพี่เป็นยังไงบ้างคะ”
                       “น้องห่วงพี่เหรอ พี่อยู่ในคุกทั้งคืนไม่ได้เห็นน้ำใจของหญิงที่ห่วงพี่เลยสักนิด”
                  “น้องอยากไปเยี่ยมคุณพี่แต่คุณพ่อห้ามน้องไว้ ท่านไม่อยากให้น้องไปสถานที่แบบนั้น”  
                       รำพึงเข้าไปลูบแขนอ้อน
                       “คุณพี่คงเสียใจมากที่ต้องแพ้ในครั้งนี้ น้องเองก็เสียใจไม่น้อยที่จะไม่ได้เห็นหน้าคุณพี่ในเมืองนี้อีก” รำพึงพูดพลางยิ้มเยาะเล็กน้อย
                       “ความพ่ายแพ้ที่อยุติธรรมเป็นเรื่องของเมื่อวาน”
                       รำพึงชะงัก
                       “คุณพี่หมายความว่ายังไงคะ”
                       “พี่จะดวลกับไอ้ขุนพิทักษ์อีกครั้ง ครั้งนี้พี่จะไม่ยอมให้มันแย่งน้องรำพึงไปได้อีก”
                       รำพึงกำมือแน่นก่อนจะหันไปอีกด้านเปลี่ยนแววตาเป็นขัดใจ
                       “น้องทุกข์ใจที่เป็นต้นเหตุให้คุณพี่ทั้งสองต้องหมางใจ ถึงขนาดต้องฆ่าฟันกัน”
                       ขุนไว จับมือรำพึง
      
                       “น้องมีค่ามากที่สุดในชีวิตพี่ ในวันพรุ่งนี้พี่จะกลับมาหาน้องพร้อมกับชัยชนะ”
                       รำพึงยิ้ม


  


       “ถ้าวิธีนั้นเป็นการแสดงความจริงใจที่คุณพี่ทั้งสองมีต่อน้อง  น้องก็เห็นจะขัดไม่ได้”
      
                       ขุนไว ขยับหน้าเข้าใกล้รำพึง
                       “ชาตินี้ พี่จะไม่มีวันยกน้องให้ใครเด็ดขาด”
                       ขุนไวก้มจะหอม แต่รำพึงหลบ
                       “วันนี้คุณพี่กลับไปพักเถอะค่ะ จะได้เก็บแรงไว้สู้พรุ่งนี้”
                       ขุนไว ไม่อยากไป
                       “อย่าให้น้องต้องเป็นห่วงคุณพี่เลยนะคะ”
                       ขุนไว ใจอ่อนยอมออกไป ทันทีที่ขุนไวออกไป จวงรีบแล่นเข้ามาทันที
                       “คุณรำพึงเจ้าคะ ไม่คิดจะห้ามปรามท่านขุนทั้งสองเหรอคะ ดวลกันโดยไม่มีพยานรู้เห็น ถ้าเกิดพลาดพลั้งถึงชีวิต”
                       “ก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่ออยากได้ตัวข้าก็ต้องแลกด้วยชีวิต คุณพี่พิทักษ์จะได้รู้ว่าลูกพระยาอย่างข้ามีค่ามากกว่า
       ขี้ครอกอย่างนังชุ่มมากแค่ไหน”
                       จวงมองรำพึงที่ยิ้มเยาะอย่างพอใจ  พลางยิ้มสอพลอเข้าข้างสุดชีวิต
        
        
                       เวลากลางวัน ขุนพิทักษ์ ทานข้าวกลางวันกับคุณหญิงมณี  ชุ่มกับแจ่มคอยอยู่รับใช้
                       “พ่อพิทักษ์ ทางกรมให้คนมาส่งข่าวว่าลูกต้องเข้าไปรายงานในวันมะรืน”  
                       “ขอรับคุณแม่”
                       ชุ่มเหลือบมองขุนพิทักษ์อย่างกังวล
                       แจ่มส่งน้ำดื่มให้คุณหญิงมณี
                       “ของที่คุณหญิงให้เตรียมทำไปถวายเถรมั่นวันพรุ่งเรียบร้อยแล้วนะเจ้าคะ”                        
                       “บอกให้คนตัดบัวให้ข้าดวยนะแจ่ม พ่อพิทักษ์ไปกับแม่ไหม”
                       ขุนพิทักษ์ สีหน้าเบื่อทันที
                       “ไม่ดีกว่าขอรับ”
                       “ก็ตามใจนะ นังชุ่มเอ็งไปกับข้าด้วยนะ”  
                       “เจ้าค่ะ”
                       ขุนพิทักษ์ มอง ชุ่มหลบสายตามองไปทางอื่น
                       รำพึงกับจวงขึ้นมาบนเรือนพอดี
                       “สวัสดีค่ะคุณป้า   คุณพี่...”
                       คุณหญิงมณีรับไหว้
                       “ชุ่มจ๊ะ เป็นยังไงบ้าง แผลดีขึ้นหรือยัง”
                       ชุ่มมองรำพึงเห็นว่า สีหน้ารำพึงยิ้มแต่สายตาจิกมาก ๆ ชุ่มไม่ตอบหลบตาไปทางอื่น
                       “นังชุ่ม!”
                       “จวง!”
                       จวงรู้สึกตัวแล้วเปลี่ยนท่ที
                       “เอ่อ..คุณรำพึงถาม เอ็งไม่ได้ยินหรือยังไง”
                       ชุ่มนิ่งเงียบ คุณหญิงมณีสีหน้าไม่สบายใจ รำพึงรู้ว่าควรต้องผ่อนเรื่องชุ่มไว้ก่อน
                       “ชุ่มยังไม่อยากคุยกับฉันก็ไม่เป็นไร รำพึงอยากมาขอเรียนรู้จากคุณป้าเพิ่มเติมค่ะ เมื่อวานนี้คนที่ได้ทาน
       ขนมของคุณป้าต่างชมเป็นเสียงเดียวกันว่ารสเลิศ”
                       ขุนพิทักษ์ มองชุ่มที่สีหน้าเศร้าๆ ก็ชักไม่สบายใจ รำพึงเห็นว่าขุนพิทักษ์ สนใจมองแต่ชุ่มก็ไม่พอใจ
                       “ยามที่รำพึงออกเรือนจะได้ปรนนิบัติได้ถูกใจสามีน่ะค่ะ”
                       รำพึงจงใจหันไปส่งสายตาให้ขุนพิทักษ์ อย่างมีความหมาย รำพึงขยับเข้ามาใกล้มองหน้าขุนพิทักษ์
       แล้วยกมือแตะรอยช้ำที่โหนกแก้มที่เกิดจากการต่อสู้เมื่อวานของขุนพิทักษ์
                       “เจ็บมากไหมคะคุณพี่”
                       ชุ่มที่มองอย่างสะเทือนใจ ขุนพิทักษ์ เห็นสายตาของชุ่มที่มองมาจึงจับมือรำพึงออกห่าง
                       “พี่ไม่เจ็บเท่าไหร่แล้วล่ะ”
                       รำพึงตีหน้าเศร้า
                       “คุณพี่ต้องเจ็บเพราะรำพึง”
                       ขุนพิทักษ์ คิดว่ารำพึงรู้สึกผิดจริง
                       “อย่ารู้สึกผิดไปเลย  พี่ทำเพราะพี่เต็มใจ”
                       รำพึงยิ้มพอใจที่ขุนพิทักษ์ รับออกมา  พลางมองไปทางชุ่มแล้วส่งยิ้มเยาะหยัน ชุ่มรู้สึกเจ็บแต่พยายามจะเมินไปทางอื่น
                       “คุณพ่อยังรอฉลองชัยชนะให้คุณพี่อยู่นะคะ ถ้าคุณพี่พร้อม พาคุณป้าไปทานข้าวที่เรือนได้ทุกเมื่อนะคะ เผื่อจะได้คุยธุระสำคัญกันไปด้วยเลย”
                       ขุนพิทักษ์พูดไม่ออก มองไปทางชุ่มอย่างหนักใจ
                       “จ๊ะ...”
                       แจ่มกระซิบกับคุณหญิงมณี
                       “ท่านขุนเป็นอะไรเจ้าคะ  ดูอึกอัก ถามคำตอบคำ”
                       คุณหญิงมณีเห็นสายตาขุนพิทักษ์ มองไปทางชุ่มก็เข้าใจ
                       “ชุ่ม  ข้าอิ่มแล้ว เอ็งเก็บสำรับลงไปได้แล้ว”
                       “เจ้าค่ะ”
      
                       ชุ่มเก็บสำรับแล้วรีบออกไป ขุนพิทักษ์ มองตามจนรำพึงสังเกตเห็น


  


       ชุ่มเดินเข้ามาเก็บสำรับที่ครัว ผ่องกับผาดที่นั่งเด็ดผักอยู่ในครัว มองเห็นชุ่มหน้าเศร้านั่งล้างจานชามอยู่
                       “นังผาด  เอ็งดูหน้านังชุ่มสิ  หมองเหมือนโดนของเลยว่ะ”
                       ชุ่มที่นั่งล้างจานอยู่ได้ยินทุกคำแต่ไม่สนใจ
                       ผ่องสะกิดผาดพยักเพยิดให้เข้าไปคุยกับชุ่ม  ผาดที่อยากรู้อยู่แล้วรีบขยับเข้ามาทันที
                       “นังชุ่ม  เอ็งเป็นเมียท่านขุนหรือยังวะ”
                       ชุ่มตกใจร้อง
                       “พี่ผาด ข้ากับท่านขุนไม่ได้เป็นอะไรกันนะ”
                       “อมโบสถ์สามหลังมาข้ายังไม่เชื่อเลย”
                       “ยอมรับเถอะน่านังชุ่มว่าเอ็งกับท่านขุนไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว  พวกข้าจะได้ฝากเนื้อฝากตัวกับเอ็งไง” ผ่องว่า
                       “ไม่ใช่นะพี่  ข้าเป็นบ่าว ท่านขุนเป็นนายมันก็เท่านั้น”
                       มะพร้าวสี่ห้าลูกถูกทุ่มมาตรงที่ผ่องกับผาดนั่งอยู่   โครม!
                       ผ่องกับผาดสะดุ้งตกใจโวย
                       “ใครวะ”
                       “ข้าเอง”
                       สมแบกมะพร้าวมาอีกหนึ่งทะลาย  ก้าวเข้ามาท่าทางเอาเรื่องมาก
                       “ปากมันคันมากหรือไง ถึงได้ยื่นยาวแส่เรื่องชาวบ้าน ถ้าคันมาก ข้าเกาให้ เอาไหม!”
                       สมยกเท้ากระแทกตึง ผ่องกับผาดมองอย่างหวั่นๆ
                       “ถ้าพวกเอ็งยังปากชั่ว ข้าไม่ปล่อยพวกเอ็งไว้แน่”
                       ชุ่มเห็นทุกสายตามองมาอย่างกดดัน  ชุ่มตัดสินใจเดินหนีไป
                       “ชุ่ม  ชุ่ม”
                       สมตามชุ่มไป ผ่องกับผาดมองตามอย่างสะใจ
        
                       ชุ่มน้ำตาร่วงเดินเข้ามาที่ท่าน้ำ สมตามเข้ามา
                       “นังชุ่ม!”
                       ชุ่มยังไม่ยอมหยุด  สมกระชากชุ่มให้หันมา
                       “ข้าเตือนเอ็งแล้วว่าอย่าไปยุ่ง คนเลวๆ แบบนั้นจะทำให้เอ็งต้องเจ็บ”
                       “ท่านขุนเป็นคนดี ท่านไม่เคยทำเรื่องเลวๆ กับข้า”   
                       สมมองชุ่มที่เข้าข้างขุนพิทักษ์
                       “เอ็งรักท่านขุนใช่ไหม”
                       ชุ่มตกใจที่สมถามแทงใจดำ
                       “พี่สม!”
                       “ท่านขุนมีคุณรำพึงแล้ว ลูกพระยากับทาสอย่างเอ็ง ยังไงเขาก็ไม่มีวันเลือกเอ็งหรอก”
                       ชุ่มร้องไห้เจ็บปวดกับความจริง
                       “ข้ารู้  ข้ารู้ทุกอย่างแต่...ข้าห้ามตัวเองไม่ได้  ข้า...”
                       ชุ่มร้องไห้เสียใจ สมได้แต่ลูบหัวน้องสาวอย่างสงสาร แจ่มเดินเข้ามา
                       “ไอ้สม!”
                       ชุ่มรีบปาดน้ำตาหันหลังให้แจ่มทันที แจ่มเข้ามาพร้อมกับห่อยายื่นให้สม
                       “คุณหญิงท่านรู้ว่าหลวงตามั่นอาพาธ เอ็งช่วยเอายาไปถวายหลวงตาทีนะ รีบไปล่ะ”
                       “จ๊ะ”
                       แจ่มเดินออกไป สมหันมา
                       “พี่สม ข้าขอเอายาไปถวายเองนะพี่ ตอนนี้ข้าไม่อยากอยู่ตรงนี้”
      
                       ชุ่มน้ำตาไหล สมอึ้งที่ชุ่มยอมรับว่าเจ็บกับเรื่องขุนพิทักษ์ สมส่งห่อยาให้ชุ่ม  ชุ่มรีบเดินออกไป สมมองตามอย่างกังวล


  


       ภายในเรือน เวลากลางวัน คุณหญิงมณีสอนรำพึงทำอาหาร
                       “ขั้นตอนที่สำคัญของการทำหรุ่ม คือการห่อ  ลองดูสิจ๊ะ”
                       รำพึงวางพริกแกงและผักชีลงที่กลางแผ่นไข่แล้วตักไส้พอคำวางทับพริกและผักชีลงที่กลางแผ่นไข่ ก่อนพับห่อให้เป็นรูปสี่เหลียม   รำพึงหยิบใบผักชีวางแต่งสวยงาม
                       ขุนพิทักษ์ไมตรีนั่งมองหน้ารำพึง  แต่จิตใจไม่ได้อยู่กับรำพึงเลย ขุนพิทักษ์ นึกถึงใบหน้าเศร้าหมองของชุ่มจนทนไม่ไหวจะลุกไป แต่รำพึงเรียกไว้
                       “คุณพี่คะ ชิมสักคำสิคะ น้องอยากรู้ว่าถูกปากคุณพี่ไหม นะคะคุณพี่”
                       ขุนพิทักษ์จำต้องลงนั่งแล้วชิมหรุ่ม รำพึงยิ้ม  จวงที่นั่งอยู่แอบยิ้มปลื้มให้รำพึง
        
                       ภายในโบสถ์ ชุ่มถวายยาให้กับหลวงตามั่น
                       “คุณหญิงให้นำยามาถวายเจ้าค่ะ”  
                       ชุ่มลังเลใจก่อนตัดสินใจพูด เพราะอยากให้หลวงตาชี้แนะ... เรื่องขุนพิทักษ์
                       “หลวงตาเจ้าคะ...ข้ากลัวว่าท่านขุนพิทักษ์จะได้รับอันตราย”
                       หลวงตามั่นมองหน้าชุ่ม
                       “สิ่งใดที่เกิดขึ้น ล้วนถูกกำหนดเอาไว้แล้ว  ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหนีบ่วงกรรมของตนเองได้”
                       ชุ่มหน้าเสีย ชุ่มไหว้
                       “เจ้าค่ะ   ข้าก็หวังเพียงว่าจะผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง”
                       หลวงตามั่นมองชุ่มแล้วตัดสินใจหยิบแหวนพิรอดที่วางอยู่บนชั้นวางบูชาพระพุทธรูป มาวางตรงหน้าชุ่ม
                       “โยมนำแหวนพิรอดวงนี้ไปมอบให้กับขุนพิทักษ์”
                       ชุ่มดีใจ
                       “แหวนจะช่วยปกป้องท่านขุนใช่ไหมเจ้าคะ”
                       “มันเป็นเพียงเครื่องเตือนสติยามที่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส  จำไว้ สิ่งที่จะช่วยท่านขุนได้คือ สติ และ จิตใจที่ดีงามเพียงเท่านั้น”
                       ชุ่มมองอย่างมีความหวัง ไหว้แล้วหยิบแหวนขึ้นมา
                       “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
                       ชุ่มรีบออกไป  หลวงตามั่นมองตามอย่างหนักใจ
        
                       เวลาเย็น ขุนพิทักษ์ เดินเคียงคู่รำพึงมาที่ท่าน้ำ จวงที่รู้งานสบตากับรำพึงแล้วรีบลงเรือไปก่อน
       รำพึงหันมา แต่เห็นว่าขุนพิทักษ์มองไปทางเรือนทาสตลอดเวลา รำพึงชะงักไม่เดินต่อ ขุนพิทักษ์รู้สึกตัวหันมองว่าเป็นอะไร
                       รำพึงสีหน้าเศร้า
                       “คุณพี่คะ น้องอยากรู้ว่าน้องทำอะไรผิด”
                       “ทำไมน้องถึงพูดแบบนั้น”
                       “สายตาของคุณพี่เหมือนกำลังมองหาใครอยู่  หรือว่าน้องไม่สำคัญพอที่จะให้คุณพี่ใส่ใจ  ตัวคุณพี่อยู่กับน้อง แต่ใจไปอยู่กับใครคะ” รำพึงน้ำตารื้นอย่างจงใจ
                       ขุนพิทักษ์ชะงักกับคำถามของรำพึง แล้วรีบแก้ตัว
                       “พี่เพียงกำลังคิดเรื่องที่จะเอาชนะไอ้ไวในวันพรุ่งนี้ มันจะได้เลิกคิดจะแย่งน้องรำพึงจากพี่อีก”   
                       ขุนพิทักษ์ กอดรำพึงอย่างเอาใจ
                       “ขอให้เป็นจริงอย่างคำที่พูด หากชีวิตของคุณพี่ยังเป็นของน้องดังคำสัญญา น้องจะคอยเอาใจช่วยคุณพี่ เพื่อความรักของเรา”
                       รำพึงยิ้มเย็นก่อนจะลงเรือไป ขุนพิทักษ์ถอนใจมองเรือที่แล่นห่างออกไป ขุนพิทักษ์ รีบเดินกลับจะไปทางเรือนทาส แต่ชุ่มวิ่งเข้ามาหาก่อน
                       “ท่านขุนเจ้าคะ!  ท่านขุน”
                       ขุนพิทักษ์ เห็นชุ่มวิ่งเข้ามาอย่างกระตือรือร้น
                       “มีอะไร  ทำไมเอ็งต้องรีบร้อนขนาดนี้”
        
                       ภายในสวน ชุ่มมอบแหวนพิรอดให้ ขุนพิทักษ์ มองแหวน
                       “ข้าอยากขอให้ท่านขุนสวมแหวนพิรอดติดตัวไว้ตลอด”   
                       ขุนพิทักษ์ ขำ
                       “เอ็งนี่มันงมงายนัก แหวนวงแค่นี้จะมาช่วยอะไรข้าได้”
                       “ข้าแค่อยากให้มันช่วยเตือนใจท่าน ทุกครั้งที่ท่านมองแหวน ท่านจะได้คิดถึงคุณหญิงว่า ท่านเป็นห่วงท่านขุนมากแค่ไหน”
                       “แล้วถ้าข้ามองแหวนแล้วคิดถึงเอ็งล่ะ  ได้ไหม”
      
                       ชุ่มไม่เคลิ้มด้วย  

      
       สมดึงชุ่มเดินเข้ามาที่เรือนทาส
        “กลับเข้าเรือนแล้ว ไม่ต้องขึ้นไปที่เรือนใหญ่อีก”
        “แต่ข้าต้องทำงาน”
        สมสั่ง
        “ชุ่ม...อย่าเข้าใกล้ท่านขุนอีก!”
        ชุ่มลำบากใจบอก
        “ข้าต้องรับใช้คุณหญิงแล้วข้าจะไม่เจอท่านขุนได้ยังไง”
        ชุ่มสู้สายตาพี่ชายและไม่ได้เดินหนี สมมองตามคิดหาวิธี
      
        ขุนพิทักษ์ เดินกลับเข้ามาที่หน้าเรือน คุณหญิงมณีรออยู่
        “ลูกคิดอย่างไรกับหนูรำพึง”
        “ทำไมคุณแม่ถามอย่างนี้ขอรับ ลูก...”
        ขุนพิทักษ์ หยุดไปนิดก่อนตอบ
        “ลูกก็ต้องรักน้องรำพึงสิขอรับ”
        “พระยาเทวราช ท่านมียศฐาบรรดาศักดิ์ ลูกจะทำเล่น ๆ กับหนูรำพึงคงไม่สมควร”
        “คุณแม่..คุณแม่ต้องการบอกอะไรลูก”
        “ถ้าคิดจะเลือกหนูรำพึงก็อย่าทำอะไรที่รู้ว่ามันจะสร้างปัญหา ไม่มีผู้หญิงคนใดอยากได้สามีที่ชื่นชมหญิงอื่นมากกว่าตน พระยาเทวราชไม่มีทางยอมแน่ถ้าลูกทำให้หนูรำพึงต้องเสียใจ”
        ขุนพิทักษ์อึดอัดไม่ตอบ แล้วเดินเลี่ยงขึ้นเรือนไป คุณหญิงมณีเดินตามขึ้นไป
        “พ่อพิทักษ์”
        ขุนพิทักษ์ ชะงัก
        “ลูกเป็นลูกพระยา ลูกรู้ผิด รู้ชอบ รู้ว่าสิ่งไหนควรไม่ควร..ใช่ไหม”
        ขุนพิทักษ์อึ้ง สมเดินเข้ามา
        “คุณหญิงขอรับ กระผมมีเรื่องจะขอความเมตตาขอรับ”
        คุณหญิงมณีนั่งลง
        “เอ็งมีเรื่องอะไรก็ว่ามา”
        “กระผมจะขอให้ชุ่มมันกลับไปอยู่กับพ่อแม่ขอรับ”
        ขุนพิทักษ์ กับคุณหญิงมณีอึ้ง
        “ทำไมล่ะ”
        “ชุ่มมันห่วงพ่อแม่มาก กระผมเลยมาขอความเมตตาจากคุณหญิง”
        ขุนพิทักษ์ โพล่งขึ้นทันที
        “ไม่ได้! ชุ่มจะไปไหนไม่ได้”
        “ท่านขุนจะเก็บมันไว้เพื่ออะไรหรือขอรับ” สมถามด้วยน้ำสียงเรียบนิ่ง
        ขุนพิทักษ์ กับสมต่างจ้องหน้ากันดูไม่มีใครยอมใคร คุณหญิงมณีตัดสินใจ
        “ให้นังชุ่มมันเป็นคนตัดสินใจเองก็แล้วกัน ข้าเอ็นดูมัน แต่ถ้ามันไม่สบายใจที่จะอยู่ ข้าก็จะไม่ห้าม”
        ขุนพิทักษ์ ถามสม
        “เอ็งใช่ไหมที่เป็นคนอยากให้ชุ่มไป”
        คุณหญิงมณีปรามลูกชาย แล้วหันไปบอกสม
        “พ่อพิทักษ์! … ไอ้สม ให้ชุ่มมันมาบอกกับข้าเองว่ามันจะไป ข้าถึงจะอนุญาต”
        “ขอรับ”
        สมรีบออกไป ขุนพิทักษ์บอกกับคุณหญิงมณี
        “คุณแม่ กระผมไม่ยอมให้ชุ่มไปนะขอรับ ชุ่มต้องอยู่ที่นี่”
        “ทำไมลูกถึงไม่ยอม ชุ่มก็เป็นแค่ทาสคนนึง”
        “สำหรับกระผม ชุ่มไม่ใช่ทาส!”
        “แล้วมันเป็นอะไร ตอบแม่ได้ไหม”
        ขุนพิทักษ์ คิดนิดหนึ่งก่อนตอบ
        “กระผมสบายใจ..ทุกครั้งที่เห็นหน้าชุ่ม”
        คุณหญิงมณีเครียดเมื่อได้ฟังคำตอบ
      
        ภายในเรือนทาส ชุ่มตกใจกับเรื่องที่สมเล่า
        “ไปจากที่นี่!”
        “ใช่ พรุ่งนี้เอ็งต้องไปเรียนคุณหญิงว่าเอ็งต้องการไปจากที่นี่”
        ชุ่มสารภาพ
        “แต่ข้าไม่อยากไป”
        “ชุ่ม...ท่านขุนมีคุณรำพึงอยู่แล้ว ถ้าเอ็งปล่อยให้ตัวเองถลำลึกไปมากกว่านี้ คนที่ต้องช้ำใจคือเอ็ง”
        ชุ่มร้องไห้ สมลูบหัวชุ่มด้วยความสงสารแต่ต้องเด็ดขาดเพื่อให้ชุ่มตัดใจ
        “ยอมรับความจริงเถอะวะชุ่ม เอ็งกับท่านขุนไม่มีวันรักกันได้”
        “พี่สม..ฉัน”
        สมขอร้อง
        “พรุ่งนี้เอ็งไปหาคุณหญิงนะ เชื่อพี่...”
        ชุ่มได้แต่พยักหน้ารับคำด้วยความเสียใจ
        บริเวณหน้าเรือนทาส ขุนพิทักษ์ ซุ่มอยู่
        ไม่นาน สมก็ลุกเดินออกไปจากเรือนทาส
        “เป็นไปได้ก็อย่าไปเจอท่านขุนอีก ถ้าเอ็งไม่อยากเจ็บไปมากกว่านี้ มาลงกลอนประตูซะ”
        ชุ่มลุกตามมาลงกลอนประตู
        เมื่อขุนพิทักษ์ เห็นสมเดินลงจากเรือนไป ขุนพิทักษ์รอจนแน่ใจว่าสมไปแล้วก็รีบเข้าไปเคาะเรือนชุ่ม
        “ชุ่ม ! นี่ข้าเอง ขุนพิทักษ์ เปิดประตูให้ข้าหน่อย ชุ่ม!”
      
        ข้างในเรือน ชุ่มสะดุ้งที่ได้ยินเสียงเคาะ ชุ่มมองประตูไม่ยอมเปิด ชุ่มได้แต่กอดเข่าร้องไห้ ขุนพิทักษ์ ยังพยายามเคาะเรียกแต่ชุ่มก็ไม่เปิดประตู ขุนพิทักษ์ร้อนใจแต่ทำอะไรไม่ได้


  


       เวลาเย็น รำพึงกับจวงเดินขึ้นมาบนเรือนเจอพระยาเทวราช
        พระยาเทวราชถามเสียงแข็ง
        “ไปไหนมา ทำไมถึงได้กลับมาเย็นป่านนี้”
        “ลูกไปเรือนคุณหญิงมณีมาค่ะ”
        พระยาเทวราชไม่พอใจบอก
        “นี่แล่นไปหาผู้ชายถึงเรือนเลยเหรอ”
        จวงเห็นท่าไม่ดีรีบปลีกตัวออกไป
        “ทำตัวไม่ต่างจากผู้หญิงราคาถูก หรือว่าเลือดแม่มันแรง!”
        รำพึงตาวาว กัดริมฝีปากสะกดอารมณ์เต็มที่
        “สำนึกบ้างไหมว่าเจ้าแบกหน้าตาของพ่ออยู่บนบ่า หรือว่าการอบรมจากพ่อมันข่มเลือดทาสของแม่ไม่ได้”
        รำพึงอดทนสุดขีด
        “ลูกเพียงแค่ไปเยี่ยมคุณป้า ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายใดๆ อีกไม่นานทุกอย่างก็จะเป็นไปตามตามข้อตกลง
       คุณพี่จะมาสู่ขอลูก”
        พระยาเทวราชชะงักไป
        “คุณพ่อให้คำมั่นกับลูกแล้วนะคะ!”
        พระยาเทวราชอึ้ง เถียงไม่ออก พระยาเทวราชไม่พอใจจะเดินออกไป
        จวงโผล่หน้ามา เห็นว่าปลอดภัยก็รีบเข้ามาหารำพึง
        “คุณรำพึงเจ้าขา ทำไมบอกแบบนั้นกับท่านพระยา แล้วถ้าวันพรุ่งท่านขุนพิทักษ์เกิดแพ้ขึ้นมาล่ะเจ้าคะ จะทำยังไง”
        รำพึงโดนจี้ใจดำ จึงฟาดมือตบหน้าจวง ผัวะ!
        “หุบปากไปเลยนังจวง”
        จวงตกใจก้มหน้างุดด้วยกลัวอารมณ์ของรำพึง
        รำพึงบอก
        “พรุ่งนี้คุณพี่ต้องชนะ คุณพี่ต้องมาสู่ขอข้า!”
      
        เช้าวันใหม่ แจ่มกับชุ่มกำลังช่วยกันจัดของที่จะนำไปวัด คุณหญิงมณีออกมาจากห้องแล้วถาม
        “พ่อพิทักษ์ล่ะ”
        “ยังไม่เห็นเลยเจ้าค่ะ”
        คุณหญิงมณีพูดกับแจ่ม
        “ไปถามสิว่าจะไปวัดกับข้าไหม”
        “บ่าวเกรงว่าจะโดนตะเพิดออกมานะเจ้าคะ”
        คุณหญิงมณีปรายตามองดุๆ แจ่มมีอาการเกรง
        “เจ้าค่ะ”
        คุณหญิงมณีเดินไปนั่งในที่ตั่งด้านหน้าเรือน แจ่มเลิ่กลั่กกลัวโดนฤทธิ์ขุนพิทักษ์ แล้วตัดสินใจหันไปโบ้ยให้ชุ่ม
        “นังชุ่ม เอ็งไปถามท่านขุนทีสิวะ”
        “แต่คุณหญิงให้น้าแจ่ม”
        แจ่มตัดบททำตาดุ
        “ก็ข้ายังเตรียมของไปวัดไม่เสร็จ เอ็งไปแทนข้าทีเถอะน่า ไปสิ”
        ชุ่มอึกอักลำบากใจ แต่ก็จำต้องลุกไป
      
        ที่หน้าห้องนอนขุนพิทักษ์ ชุ่มเคาะประตู
        “ท่านขุนเจ้าคะ ท่านขุน!”
        เงียบไม่มีเสียงตอบรับจากด้านใน ชุ่มเคาะแรงขึ้น
        “ท่านขุนเจ้าคะ!”
        ประตูเปิดผัวะเข้าไปตามแรงเคาะ ชุ่มมองเข้าไปในห้องเห็นว่า ภายในห้องไม่มีใครอยู่ ชุ่มตัดสินใจก้าวเข้าไปมองหา ชุ่มคิด ๆ แล้วตกใจ
        “หรือว่า...”
        ชุ่มคิดว่าขุนพิทักษ์ไปดวลแล้วจะหันหลังกลับ แต่สายตาของชุ่มมองเห็นผ้าแพรของรำพึง แล้วเห็นแหวนพิรอด ดาบ กริช วางอยู่ที่มุมหนึ่ง ชุ่มขยับเข้าไปมองยิ่งแปลกใจ
        “ดาบก็ยังอยู่...แล้วท่านขุนหายไปไหน”
        แจ่มเดินเข้ามาในห้อง
        “นังชุ่ม!”
        “น้าแจ่ม...”
        “ทำไมเข้ามานานนัก แล้วท่านขุนล่ะ”
      
        “ไม่อยู่จ๊ะ”


  


       บนเรือน คุณหญิงรับรู้ด้วยความชินชา
        “งั้นก็ช่างเถอะ ลูกข้าไม่เคยสนใจเรื่องไปวัดอยู่แล้ว”
        
        คุณหญิงมณีกับแจ่ม ตามด้วยชุ่มเดินลงมาจากเรือน คุณหญิงมณีชะงัก พลอยทำให้ชุ่มกับแจ่มที่ตามลงมาชะงักไปด้วย ชุ่มกับแจ่มมองตามสายตาคุณหญิงมณีเห็นว่า ขุนพิทักษ์ยืนอยู่ที่ทางเดินไปท่าน้ำ
        ขุนพิทักษ์ หันมายิ้มให้กับทุกคน
        “คุณแม่ ลูกรอตั้งนาน”
        “รอ”
        “กระผมจะไปวัดกับคุณแม่ จะไปกันหรือยังขอรับ”
        คุณหญิงมณีจะเดินไป ขุนพิทักษ์ยังรีรอจนแจ่มกับชุ่มกำลังจะเดินผ่าน ขุนพิทักษ์ จงใจเดินไปตีคู่กับชุ่ม
       ชุ่มเห็นขุนพิทักษ์ เข้ามาใกล้
        ขุนพิทักษ์พูดเบาๆ
        “ชุ่ม...ข้า...”
        ชุ่มไม่ฟังรีบเร่งเดินก้มตัวแซงหน้าคุณหญิงมณีไปที่ท่าน้ำ
        “ชุ่ม!”
        ชุ่มไม่หันกลับมา ขุนพิทักษ์ รีบเดินตามไป แจ่มเข้ามาใกล้คุณหญิงอย่างอยากรู้
        “คุณหญิงเจ้าคะ ท่านขุนกับนังชุ่ม”
        คุณหญิงมณีพูดเสียงเรียบ ๆ แต่เด็ดขาด
        “รีบไปได้แล้ว”
        แจ่มปิดปากทันทีแล้วเดินตามเงียบๆ คุณหญิงมณีเดินตามไปอย่างหนักใจ
      
        บนเรือ สมอยู่ตำแหน่งคัดท้ายเรือด้านหลังสุด ถัดมาเป็นชุ่ม และแจ่ม และเป็นคุณหญิงที่หันหลังให้กับท้ายเรือ ส่วนขุนพิทักษ์ นั่งอยู่ที่หัวเรือ แต่หันหน้ามาทางชุ่ม
        ขุนพิทักษ์ อยู่หน้าเรือหันหน้าเข้าหาคุณหญิงมณี
        เรือแล่นไป ขุนพิทักษ์ มองไปทางชุ่มอย่างรอคอย พยายามจะสบตาและอยากจะพูดด้วย แต่ชุ่มเมื่อหันมาสบตาปุ๊บก็จะเมินไปทางอื่นตลอดเวลา ขุนพิทักษ์ หงุดหงิดงุ่นง่าน
      
        บนศาลาวัด ขุนไวพิชิตพลกราบหลวงตามั่น
        “กระผมมากราบขอพรจากหลวงตาขอรับ”
        “การให้พร คือการให้สิ่งดี ๆ เพื่อต่อยอดคุณความดีของผู้ที่ได้รับพร แต่หากจะนำพรนั้นไปต่อยอดการกระทำที่เกิดจากโลภะ โมหะ โทสะ ก็ไม่มีพรอะไรจะบังเกิดผลแก่เอ็งได้”
        “สิ่งที่เป็นของกระผม มันก็ต้องเป็นของกระผม กระผมจะไม่ยอมเสียมันไปเพราะวิธีการของคนชั่ว”
        “ตอบโต้ความชั่วด้วยความชั่ว บาปกรรมก็ไม่มีวันหมดสิ้น!”
        ขุนไว สะอึก
        “หากเห็นคนอื่นชั่วแล้วเรายังเดินตามรอยเขา เรานั้นย่อมเลวร้ายกว่า เข้าใจไหมเจ้าไว”
        ขุนไว สายตาสับสนสลับกับแข็งกร้าวมาก แต่สุดท้ายคงไม่มีใครเปลี่ยนความตั้งใจได้
        ขุนไว ไม่ตอบก้มกราบหลวงตาก่อนเดินออกไป หลวงตามั่นมองตามอย่างหนักใจ
      
        คุณหญิงมณี ขุนพิทักษ์ เดินนำ แจ่ม ชุ่ม สมที่ถือของตามเข้ามาที่หน้าศาลา ขณะนั้น ขุนไวพิชิตพลเดินลงมาจากศาลาก็ชะงักที่เห็นคุณหญิงมณีกับขุนพิทักษ์
        แจ่มพูดกับชุ่มและสม
        “เสือพบสิงห์ วัดคงไม่แตกนะ”
        ขุนไว ไหว้สวัสดีคุณหญิงมณี
        “เป็นอย่างไรบ้างขุนไว”
        “ก็...สบายดีขอรับ”
        “เรื่องเก่าๆ ลืมได้ก็ลืมมันไปนะพ่อนะ”
        “ขอรับ..หลวงตาอยู่บนศาลาน่ะขอรับ คงรอคุณหญิงอยู่”
        คุณหญิงมณีเดินขึ้นไป แจ่มกับสมรีบถือของตามขึ้นไป ชุ่มเห็นขุนไว เดินเข้าไปหาขุนพิทักษ์ ก็รีรอยังไม่ตามขึ้นไป
        “ข้าจะไปรอเอ็งตามที่นัดหมาย อย่าตาขาวจนมุดหัวอยู่แต่ในกระดองล่ะ”
        ขุนพิทักษ์ โกรธ
        “เอ็งเตรียมคอรอรับดาบข้าได้เลย!”
        ทั้งคู่ต่างยืนจ้องหน้ากันด้วยสายตาคลั่งแค้น ชุ่มมองอย่างกังวล
      
        บนศาลา คุณหญิงมณีสนทนากับหลวงตา ขุนพิทักษ์ นั่งอยู่ข้างคุณหญิง ชุ่ม แจ่ม สมนั่งอยู่ด้านหลัง
       หลวงตามั่นมองขุนพิทักษ์
        “อาตมายินดีที่เห็นโยมพิทักษ์มาร่วมทำบุญกับคุณหญิง”
        “กระผมก็แค่มาเป็นเพื่อนคุณแม่...” ขุนพิทักษ์ตอบอย่างเซ็งๆ
        คุณหญิงมณีปราม
        “พิทักษ์...”
        หลวงตามั่นพูดกับขุนพิทักษ์
        “เพียงได้มาอนุโมทนาบุญ ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุใด ก็ถือว่าได้ร่วมบุญ”
        “ขอรับ...”
        “แล้วเรื่องบวช...ได้ตัดสินใจแล้วหรือยัง”
        ขุนพิทักษ์ ชะงักกึกด้วยความอึดอัด คุณหญิงมณีพยายามพูด
        “พ่อพิทักษ์ ถ้าลูกยอมบวช”
        “กระผมมีธุระ”
        ขุนพิทักษ์ชักสีหน้า ลุกเดินออกไปเลย
        “พิทักษ์!”
      
        คุณหญิงมณีหันมาหาหลวงตามั่น


  


       “อิฉันต้องกราบขอโทษแทนลูกของอิฉันด้วยนะคะ”
        หลวงตามั่นนิ่งไม่ถือโทษ ชุ่มละล้าละลัง อยากลงไปแล้วตัดสินใจ ชุ่มบอกกับแจ่ม
        “ข้าลงไปเอาจานมาใส่ของถวายนะจ๊ะ”
        “อืม...แล้วรีบขึ้นมาล่ะ”
        ชุ่มรีบลงไปจากศาลา
      
        ชุ่มเดิน ๆ ตามหาขุนพิทักษ์
        “หายไปไหนแล้วนะ หรือว่าจะกลับไปที่เรือน”
        ชุ่มรีบเดินจะกลับไปที่เรือน ขณะที่วิ่งผ่านครัว ได้ยินเสียงเมียสัปเหร่อพูดขึ้น
        “ที่ชายป่าตะวันออกน่ะเหรอพี่ นี่พวกโจรป่ามันเข้ามาปล้นถึงแถวนั้นแล้วเหรอพี่”
        ชุ่มชะงักที่ได้ยินคำว่า ชายป่าตะวันออก
        “มันไม่ได้ไปปล้น ข้าแอบได้ยินพวกมันว่าจะไปเล่นงานท่านขุน... ขุนไหนสักคนที่ไปประลองกันที่ชายป่าตะวันออก”
        “ท่านขุน!”
        สัปเหร่อกับเมียหันมาเห็นชุ่มรีบวิ่งออกไปเลย
      
        ขุนไว ก้าวลงจากเรือนกระชับดาบในมือ สายตามุ่งมั่น
        “วันตายของเอ็งมาถึงแล้ว ไอ้พิทักษ์!”
      
        ภายในห้อง ขุนพิทักษ์ หยิบกริชขึ้นมาพกกับตัว พลางมองที่ผ้าแพรและแหวนพิรอด
        “ท่านขุน สัญญากับข้าได้ไหมว่าท่านจะสวมแหวนไว้ตลอด”
      
        ชุ่มในอาการเหนื่อย รีบฝืนวิ่งเข้ามาที่เรือนอยู่ไม่ไกลด้วยความหวัง
        ภายในห้อง ขุนพิทักษ์ มองแล้วตัดสินใจ มือของขุนพิทักษ์ยื่นลงไปตรงกลางระหว่างผ้าแพรกับแหวนพิรอดนั้น
        ชุ่มเปิดประตูเข้ามา
        “ท่านขุนเจ้าคะ”
        ภายในห้องไม่มีร่างขุนพิทักษ์ ชุ่มหันไปมองตรงมุมที่วางดาบ กริช ดาบ และผ้าแพรของรำพึงหายไป เหลือเพียงแหวนพิรอดของชุ่มไว้
        ชุ่มหยิบแหวนขึ้นมา แล้วนึกถึง
        “แล้วถ้าข้ามองแหวนแล้วคิดถึงเอ็งล่ะ ได้ไหม”
        ขุนพิทักษ์ ดึงผ้าแพรของรำพึงออกมาเย้ยขุนไว
        “ยังไงเอ็งก็ไม่มีทางแย่งน้องรำพึงไปจากข้าได้!”
        ชุ่มกำแหวนในมือแน่น น้ำตาร่วง
        “ท่านคงรักคุณรำพึงมาก..ใครก็คงห้ามท่านไม่ได้ … คุณรำพึง!”
        ชุ่มได้สติวางแหวนไว้แล้วรีบวิ่งออกไปทันที
       บนเรือนพระยาเทวราช เวลากลางวัน รำพึงสีหน้าใจเย็นนั่งปักผ้าอยู่ ขณะที่จวงถูบ้านด้วยอาการกระสับกระส่ายส่งเสียงฟึดฟัด กระแทกผ้าลงที่พื้นอย่างหงุดหงิด รำพึงหันไปถาม
        “นังจวง เอ็งเป็นอะไร”
        “ก็บ่าวร้อนใจนี่เจ้าคะ บ่าวอยากจะรู้ว่าใครจะชนะ ได้ครอบครองคุณรำพึงของบ่าว”
        “ไม่ต้องมาร้อนใจแทนข้า ยังไงคุณพี่ก็ต้องมาบอกข้าอยู่ดีว่าคุณพี่เป็นผู้ชนะ”
        รำพึงยิ้มอย่างมั่นใจ
        “แล้วถ้าขุนไวเป็นผู้ชนะล่ะเจ้าคะ คุณรำพึงจะทำยังไง จะไม่ไปดูการประลองจริงๆเหรอเจ้าคะ”
        รำพึงได้ยินจวงพูดอย่างนั้นก็ชักร้อนใจเริ่มปักผ้าไม่เป็นสุข จวงเหลือบมองเห็นรำพึงเริ่มปักผิดปักถูกจนหงุดหงิด ทนไม่ไหวลุกขึ้นพรวด จวงยิ้มสนุกถาม
        “จะไปดูการประลองใช่ไหมเจ้าคะ”
        “ข้าจะไปดูคุณพี่พิทักษ์ชนะให้เห็นกับตา”
        รำพึงรีบเดินลงจากเรือน จวงยิ้มที่แยงสำเร็จรีบตามไป
      
        ขุนพิทักษ์ก้าวเข้ามาที่จุดนัดประลองยังป่าด้านตะวันออก ขุนไวยืนรออยู่แล้วหันหลังกลับมา
        
        สมกำลังจะเดินกลับไปที่เรือนคุณหญิงมณี สมเห็นชุ่มอยู่ไกลๆกำลังวิ่งไปอีกทาง
        “ไปไหนของมันวะ นังชุ่ม”
        “ชุ่ม!” สมร้องเรียก
      
        ชุ่มวิ่งไป ไม่ได้ยินเสียงเรียก สมวิ่งตามไป
ตอนที่ 5
      
       หน้าเรือนพระยาเทวราช รำพึงกับจวงกำลังรีบเร่งจะออกไป ก็ชะงักที่เห็นชุ่มวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
        
      
       “คุณรำพึงเจ้าคะ”
       รำพึงแปลกใจ
       “เอ็งมาที่นี่ทำไม”
       “คุณรำพึงช่วยไปห้ามท่านขุนทีเถอะเจ้าค่ะ อย่าให้ท่านขุนทั้งสองประลองกัน”
       จวงขึ้นเสียงทันที
       “ชะช้า นังชุ่ม เอ็งกล้ามาสั่งคุณรำพึงของข้าเหรอ”
       ชุ่มไม่สนจวง อ้อนวอนรำพึง
       “คุณรำพึงคนเดียวเท่านั้นที่จะห้ามพวกเขาได้”
       ชุ่มลืมตัวเสียงดังเพราะห่วงขุนพิทักษ์
       “รีบไปห้ามสิเจ้าคะคุณรำพึง !”
       รำพึงโกรธ
       “สะเออะ! ทาสชั้นต่ำอย่างเอ็งไม่มีสิทธิ์มาสั่งข้า”
       “ขอร้องเถอะเจ้าค่ะคุณรำพึง ท่านขุนกำลังตกอยู่ในอันตราย”
       “เพ้อเจ้อ! เอ็งอิจฉาข้าใช่ไหมอีชุ่ม ที่คุณพี่พิทักษ์กำลังจะต่อสู้เพื่อแย่งชิงข้า ไม่ใช่เอ็ง! จำใส่กะลาหัวไว้ด้วยว่าข้าคือคนที่คุณพี่ยอมถวายชีวิตให้ ไม่ใช่ทาสต่ำๆอย่างเอ็ง”
       ชุ่มชักโมโหบอก
       “แต่ทาสอย่างข้าก็ไม่ทำให้ใครต้องมาฆ่ากัน หัวใจของคุณรำพึงทำด้วยอะไรหรือถึงอยากเห็นคนฆ่ากัน”
       จวงเสียงแหลมขึ้นมาทันที
       “อ๊าย อีชุ่ม มันด่าคุณรำพึงเจ้าคะ”
       รำพึงพูดด้วยความแค้น
       “กำเริบนัก!”
       จวงตบหน้าชุ่ม เพี๊ยะ! รำพึงมองอย่างสะใจจะไป ชุ่มเข้ามาจับข้อมือรำพึง
       “คุณรำพึง ต้องรีบไปห้ามท่านขุนนะเจ้าคะ”
       “ปล่อยข้านะ นังชุ่ม!”
       จวงเข้ามาจะแกะมือชุ่มออก แต่ชุ่มพยายามจับไว้อย่างแน่น
       “คุณรำพึง ไปห้ามเถอะนะเจ้าคะ จะให้ข้ากราบข้าก็ยอม”
       รำพึงขืนตัวอย่างเต็มที่
       “ปล่อยข้านะ นังจวง! ลากมันออกไป”
       จวงโกรธที่แกะมือชุ่มไม่ออก ตัดสินใจใช้มือจิก กระชากหัวชุ่ม
       “ปล่อยคุณรำพึงเดี๋ยวนี้! ปล่อย”
       ชุ่มเจ็บปวดจนทนไม่ไหว แต่ไม่ยอมปล่อยมือ
       “นังชุ่ม ปล่อยสิวะ!”
      
       ป่าด้านตะวันออก ขุนพิทักษ์กับขุนไวเข้าปะทะกัน ต่างใช้ดาบฟันผลัดกันรุก ผลัดกันรับอย่างไม่มีใครยอมใคร ขุนไวดูจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ขุนพิทักษ์รับมืออย่างยากลำบาก
      
       รำพึงพยายามจะแกะมือชุ่มออก ชุ่มไม่ปล่อย รำพึงกางมือจิกลงที่ใบหน้าชุ่ม ในขณะที่จวงจิกหัว ชุ่มเผลอปล่อยข้อมือรำพึง แต่ก็ยังโผเข้าคว้าขารำพึงไว้
       “คุณรำพึงเจ้าขา ข้าขอร้อง ไปห้ามท่านขุนนะเจ้าคะ”
       รำพึงโมโหตบ
       “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!ปล่อย”
       รำพึงเมื่อได้ตบหนึ่งครั้งก็เหมือนความแค้นที่เก็บไว้ปะทุออกมา รำพึงตบตีชุ่มด้วยความโกรธแค้น
      
       ในป่า ขุนพิทักษ์โดนขุนไว ใช้ดาบฟันรุกไล่ต้อนจนขุนพิทักษ์เกือบเพลี่ยงพล้ำจะโดนฟัน
      
       บริเวณศาลาวัด คุณหญิงมณีพนมมือเตรียมถวายสังฆทาน แจ่มขยับของมาไว้ตรงหน้าคุณหญิง
       คุณหญิงพนมมือกล่าวคำถวายสัฆทาน - - อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ
       โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต...
      
       ขุนพิทักษ์ หลบดาบของขุนไว ที่ฟันลงมาได้อย่างเฉียดฉิว ขุนพิทักษ์ก้าวถอยหนึ่งก้าวก่อนจะก้าวเท้าแล้วกระหน่ำเข้าฟันขุนไวแทบไม่มีช่องว่างให้ได้พัก ขุนไว ต้องตกเป็นฝ่ายรับจนถอยไม่เป็นกระบวน ขุนไว ตัดสินใจเตะขุนพิทักษ์จนล้มลงไป
        



        
       รำพึงมองอย่างสะใจที่เห็นชุ่มล้มลงไปกระแทกพื้น จวงยกเท้าหมายจะกระทืบชุ่มตกใจแต่หลบไม่ทันแล้ว
      
       แต่ก่อนที่เท้าจวงจะถึงตัวชุ่ม สมก็พุ่งตัวเข้าไปถีบจนจวงกระเด็นหน้าทิ่ม
       “โอ้ย!”
       “ไอ้สม!” รำพึงร้องเรียก
       สมรีบเข้าไปประคองชุ่มให้ลุกขึ้น จวงลุกขึ้นชี้หน้าสมก่อนลุกขึ้นมาในสภาพเอวเคล็ด
       “ไอ้สม ไอ้เลว เอ็งถีบข้า!”
       “ใครทำน้องข้าเจ็บ พวกมันต้องเจ็บยิ่งกว่า” สมบอก
       จวงจะเข้าไปเล่นงาน
       “ไอ้!”
       “อยากตายก็เข้ามา! ลูกพระยาหน้าไหนข้าก็ไม่กลัวหรอกเว้ย”
       จวงสะดุ้งถอยหลังมาอยู่หลังรำพึง แล้วบอก
       “คุณเจ้าคะ ไอ้สมมันกำลังบ้าอย่าไปเสี่ยงเลยเจ้าค่ะ ตีนมันหนักจริง ๆ เจ้าค่ะ”
       “พวกเอ็งไม่ตายดีแน่ จำไว้!” รำพึงบอก
       รำพึงจ้องสมกับชุ่มอย่างโกรธแค้นก่อนสะบัดหน้าจะเดินกลับไปที่เรือน
       “คุณรำพึง แล้วไม่ไป...”
       “ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น!” รำพึงพูดเสียงดัง
       “คุณรำพึงเจ้าคะ ไปช่วยท่านขุนก่อน คุณรำพึง!”
       รำพึงเดินไปไม่หันกลับมา ชุ่มพยายามจะตามแต่สมคว้าแขนชุ่มไว้
       “นังชุ่ม! นี่มันเรื่องอะไรกันวะ”
       ชุ่มแทบไม่ได้สนใจที่สมถามเลย
       “พี่สม รีบไปช่วยท่านขุนเร็ว ท่านขุนอยู่ในอันตราย!”
      
       ขุนไว ฟันจนดาบขุนพิทักษ์ฯ หลุดมือกระเด็นไป ขุนไวจะฟัน ขุนพิทักษ์เตะจนดาบขุนไวหลุดไปเหมือนกัน ทั้งคู่เข้าแลกหมัด ขุนพิทักษ์ซัดจนขุนไวเสียหลักลงไปนอน ขุนไวจะลุกแต่ขุนพิทักษ์ชักกริชออกมาจ่อคอขุนไว
       “เอ็งแพ้แล้วไอ้ไว”
       ขุนไวเจ็บใจที่แพ้
       “จะฆ่าก็ฆ่า!”
       “ข้าต้องการชัยชนะ ไม่ใช่ชีวิตเอ็ง”
       ขุนพิทักษ์ลุกขึ้นแล้วดึงผ้าแพรของรำพึงออกมาให้ขุนไวเห็น
       “ข้าชนะเอ็งแล้ว น้องรำพึงก็ต้องเป็นของข้า อย่าลืมสัญญาว่าเอ็งจะไปให้พ้นจากเมืองนี้!”
       ขุนพิทักษ์ เก็บผ้าแพรมองขุนไวอย่างเย้ยหยัน ขุนไว มองตามอย่างเจ็บใจ แววตาคมกริบ
      
       ขุนพิทักษ์เดินมาตามทางเพื่อออกจากป่าตะวันออก ทันใดนั้นโจรป่า 3 คน ซึ่งใช้ผ้าปิดปาก ปกปิดใบหน้าไว้ ก้าวเข้ามาขวางขุนพิทักษ์
       “พวกเอ็งเป็นใคร!”
       โจรป่ามองหน้ากัน ไม่มีใครตอบ ทั้งสามคนพุ่งเข้ารุมฟัน ขุนพิทักษ์ตั้งรับอย่างเต็มความสามารถ แต่เมื่อโดนรุมสามต่อหนึ่ง ขุนพิทักษ์ก็ตกเป็นฝ่ายเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
      
       ระหว่างทางในป่า ชุ่มวิ่งสุดแรงนำสมอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
       “เร็วสิพี่สม”
       ชุ่มวิ่งบุกดงไม้โดยไม่สนใจกับกิ่งไม้ที่เกี่ยวเนื้อตัว จิตใจคิดถึงแต่ขุนพิทักษ์ฯ ชุ่มวิ่งจนสะดุดล้มหัวฟาดกับรากไม้
       “ชุ่ม!”
       สมรีบเข้าไปประคองชุ่มให้ลุกขึ้น
       “เอ็งเป็นยังไงบ้าง” สมถาม
       “ข้าไม่เป็นไร”
      
       ชุ่มลุกขึ้นข่มความเจ็บแล้วออกวิ่งต่อไป สมรีบตามไป
        



        
       ขุนพิทักษ์ใช้ดาบตั้งรับโจรคนที่หนึ่งที่ฟันลงมา แล้วถีบโจรคนที่สองซึ่งเข้ามาทางด้านข้างจนกระเด็นไป ขุนพิทักษ์ใช้ดาบยันดาบของโจรคนที่หนึ่งแล้วผลักออกไป ขุนพิทักษ์พุ่งตามไปฟันเข้าที่แขนโจรคนที่หนึ่งและโจรคนที่สาม โจรร้องลั่น ขุนพิทักษ์โยนดาบเปลี่ยนท่าจะแทงโจร แต่แค่ง้างมือ เมื่อโจรคนที่สองร้อง
      
       “เฮ้ย!”
       ขุนพิทักษ์ชะงัก ทันใดนั้น โจรคนที่หนึ่งที่ตั้งหลักได้ก็พุ่งเข้ามาฟันหน้าอกขุนพิทักษ์
       “อ๊าก”
       ขุนพิทักษ์หน้าคว่ำล้มลง เลือดไหลริน โจรคนที่สามเข้ามากระทืบซ้ำอย่างไม่ยั้ง
       “เก่งนักเหรอ”
       ขุนพิทักษ์เจ็บปวด เลือดไหลออกมามาก เมื่อมองโจรทั้งสามคนเห็นเป็นภาพเบลอ โจรใช้ขากระแทกเข้าหน้าขุนพิทักษ์จนสิ้นสติ
       “เฮ้ย! ฆ่ามันซะจะได้รีบไป” โจรคนแรกบอก
       โจรคนที่สองขยับมีดตั้งท่าจะแทงขุนพิทักษ์ที่หมดทางดิ้นรน
       “หยุดก่อน!”
       โจรป่าหันไปตามเสียง ขุนไวสีหน้าขึงขังก้าวเข้ามา ในมือถือดาบ ก้าวเข้าไปหาขุนพิทักษ์
       พวกโจรป่าก้าวถอยเปิดทางให้ ขุนไวยืนมองขุนพิทักษ์ที่เลือดไหลจากร่างจนพื้นสีแดงฉานจนน่ากลัว
       ขุนไวหันมายิ้มอย่างสะใจ
       “ไม่ต้องฆ่ามัน ปล่อยให้มันตายแบบนี้ คนจะได้คิดว่ามันตายเพราะการประลองกับข้า”
       ขุนไวโยนถุงอัฐให้กับโจรป่าที่มองหน้ากันแล้วยิ้มก่อนเดินจากไป ขุนไวพลิกตัวขุนพิทักษ์แล้วดึงผ้าแพรจากขุนพิทักษ์
       ขุนไวมองผ้าแพรอย่างสะใจ
       “ชาตินี้ข้าจะไม่ปล่อยให้น้องรำพึงเป็นของเอ็ง”
       ขุนไวลุกขึ้นแล้วเดินจากไป ทิ้งขุนพิทักษ์นอนรอความตายอยู่ดายเดียว
      
       บริเวณศาลาวัด คุณหญิงมณีที่กำลังกรวดน้ำ โดยมีหลวงตามั่นสวดบทกรวดน้ำ คุณหญิงใจไม่รู้กับเนื้อกับตัว จนทำชุดกรวดน้ำ หล่น เคร้ง! น้ำหกกระจาย ทุกคนมองคุณหญิงมณี
       “ขอโทษเจ้าค่ะ”
       “ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร บุญกุศลจะช่วยผ่อนกรรมหนักให้เป็นเบา”
       แจ่มรีบเอาชุดกรวดน้ำชุดใหม่มาให้คุณหญิงมณี แล้วรีบเก็บชุดเก่าเช็ดน้ำที่หกพื้น
       หลวงตามั่นเริ่มสวดบทกรวดน้ำอีกครั้ง คุณหญิงมณีพยายามตั้งสติกรวดน้ำอย่างตั้งใจ
      
       ขุนพิทักษ์ได้สติ มองไปรอบข้าง ทุกอย่างรอบข้างล้วนเป็นภาพเบลอ เสียงในหูของขุนพิทักษ์มันวิ้งอยู่ในหัว อื้ออึง
       ในหัวขุนพิทักษ์เป็นภาพในอดีตต่างๆ ที่ไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทั้ง รำพึง ชุ่ม ขุนไวที่มีเรื่องกันครั้งแล้วครั้งเล่า ย้อนไปจนถึงภาพที่ทะเลาะกับพระยาสุรเดชไมตรีและจบภาพที่คุณหญิงมณี
       ที่มองขุนพิทักษ์อย่างห่วงใย
       “แม่...แม่!”
       ขุนพิทักษ์พยายามกระเสือกกระสนทั้งที่ไร้เรี่ยวแรง วาระนั้นใกล้จะหมดสติเต็มที่
       “ข้าจะตายไม่ได้ ไม่...”
       ขุนพิทักษ์ยื่นมือพยายามจะไขว่คว้าไปในอากาศเหมือนต้องการที่พึ่ง ชุ่มมาถึงพอดี เข้าจับมือขุนพิทักษ์ไว้
       “ท่านขุน!”
       ขุนพิทักษ์ฯ หันมามอง
       “ท่านขุนทำใจดีๆ ไว้นะเจ้าคะ”
       “ชุ่ม...”
       สิ้นเสียงขุนพิทักษ์ก็หมดแรง สติเหลือน้อยเต็มที
       “ท่านขุน! ท่านขุน”
      
       ชุ่มวิ่งนำ สมแบกร่างขุนพิทักษ์ที่ร้องครางด้วยความเจ็บปวด เข้ามาทางท้ายสวน
       “โอย”
       “อดทนหน่อยนะเจ้าคะ จะถึงเรือนแล้ว พี่สม เร็ว” ชุ่มบอกพลางก้าวข้ามเนินดิน
       สมพยายามจะกระโดดข้ามเนินดินที่กีดขวาง ทำให้ร่างของขุนพิทักษ์กระเทือนกระอักเลือดออกมา
       “อ๊าก”
       เลือดขุนพิทักษ์ไหลเปื้อนบนร่างสม ชุ่มหันมาเห็นก็ตกใจ
       “พี่สม ทำยังไงดี!”
       สมมองซ้ายมองขวาเห็นเรือนท้ายสวน ก็รีบนำร่างของขุนพิทักษ์มาวางที่หน้าเรือน ขุนพิทักษ์พยายามหายใจด้วยความยากลำบาก
       “ข้า...ไม่ไหว”
       ชุ่มใช้มือเช็ดเลือดให้ก็ใจหาย ถึงกับจะร้องไห้
       “ท่านขุน !”
       “ถ้าแบกไปถึงเรือน ท่านขุนคงจะทนไม่ไหวแน่ ต้องตามหมอมาที่นี่”
       “ถ้างั้นพี่ดูแลท่านขุนอยู่ที่นี่นะ ข้าจะรีบไปบอกคุณหญิง”
       ชุ่มจะไป แต่มือขุนพิทักษ์ที่จับกระชับมั่น ทำให้ชุ่มชะงัก
       “ชุ่ม...ชุ่ม”
       “อดทนนะเจ้าคะท่านขุน ข้าจะรีบกลับมา”
      
       ชุ่มปลดมือขุนพิทักษ์แล้วรีบวิ่งไป สมมองท่านขุนอย่างเป็นห่วง
        



        
       บนเรือน เวลาเย็น … คุณหญิงมณีตกใจมากที่รู้ข่าวจากชุ่ม
        
      
       “ลูกข้าบาดเจ็บ! แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน”
       “เรือนท้ายสวนเจ้าค่ะ”
       “แจ่มไปตามหมอมาเร็วที่สุด!”
       “เจ้าค่ะ!”
       คุณหญิงมณีรีบลงจากเรือน ชุ่มรีบตามไป
      
       คุณหญิงมณีเข้ามาในเรือนท้ายสวน ชุ่มตามเข้ามาเห็นขุนพิทักษ์ซึ่งนอนหงายเลือดกรังติดเสื้อ มีสมนั่งเฝ้าไม่ห่าง
       “พิทักษ์ลูกแม่”
       “คุณแม่...”
       คุณหญิงมณีน้ำตาร่วง จับมือขุนพิทักษ์แน่น
       “อดทนไว้นะ หมอกำลังมาแล้วลูก”
       แจ่มวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
       “หมอมาแล้วเจ้าค่ะคุณหญิง”
       หมอสมุนไพรตามแจ่มเข้ามา หมอรีบเข้ามาดูแผลของพิทักษ์แล้วพูดขึ้น
       “ไปเตรียมน้ำร้อนมาล้างแผลเร็วเข้า”
       ชุ่มกับแจ่มรีบวิ่งออกไป หมอบอกสม
       “ช่วยเอาเสื้อออกที จะได้ล้างแผลง่ายๆ”
       สมกับหมอช่วยกันถอดเสื้อขุนพิทักษ์ คุณหญิงมณียืนมองด้วยความเป็นห่วง
      
       บริเวณหน้าเรือนพระยาเทวราช จวงมองท่าทีกระวนกระวายของรำพึง
       “คุณรำพึงเจ้าคะ”
       รำพึงหันมาแหวใส่
       “ทำไมคุณพี่ยังไม่มาหาข้าอีก นี่มันเย็นมากแล้วนะ”
       “น้องรำพึง!”
       “คุณพี่!”
       รำพึงดีใจรีบหัน ขุนไวก้าวเข้ามา รำพึงชะงักหน้าเสีย รำพึงเห็นผ้าแพรที่เคยให้ขุนพิทักษ์ไว้อยู่ในมือของขุนไว
       “คุณพี่...ผ้าแพรนั่น”
       ขุนไวยิ้มบอก
       “น้องคงจำผ้าแพรผืนนี้ได้ว่าน้องเคยให้ใครไป”
       รำพึงกับจวงตกใจ
       “นี่หมายความว่า...”
       “พี่ชนะและพี่มีสิทธิ์ในตัวน้องแต่เพียงผู้เดียว พี่จะพูดเรื่องสู่ขอน้องกับท่านพระยาให้เร็วที่สุด”
       รำพึงตกใจ พลางสบตากับจวงให้ช่วย จวงอึ้งไม่รู้จะทำยังไง
       “เอ่อ...”
       พระยาเทวราชเดินขึ้นเรือนมา
       “อ้าว!ขุนไว... มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า มาเอาป่านนี้”
       ขุนไวยิ้มแล้วบอก
       “คือกระผมมีเรื่อง...”
       “ท่านขุนก็กำลังจะกลับพอดีน่ะค่ะคุณพ่อ” รำพึงมีแววตาบังคับรีบพูดแทรกขึ้น
       ขุนไวฯ มองรำพึงแต่ยังไม่ยอมวางมือ
       “ท่านพระยาขอรับ”
       รำพึงยิ้มใจดีสู้เสือ
       “คนจะครหาคุณพ่อของน้องได้ว่า รั้งตัวคุณพี่ไว้ทำให้ราชการเสีย”
       ขุนไวหันมองรำพึง ไม่เข้าใจว่าขวางทำไม
       “รีบไปเถอะท่านขุน มีอะไรไว้คุยกันวันหลัง”
       ขุนไวอึ้งๆ จะดื้อดึงอีกก็ดูว่า พระยาเทวราชจะไม่สบอารมณ์
       “ขอรับ”
       รำพึงหันไปหาพระยาเทวราช
       “คุณพ่อเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ ลูกว่าคุณพ่อไปพักก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวลูกจะเตรียมจัดสำรับไว้ให้”
       “ก็ดีเหมือนกัน”
       พระยาเทวราชเดินขึ้นเรือนไป พอลับสายตา ขุนไวก็โพล่งกับรำพึงทันที
       “ทำไมน้องต้องขวางไม่ให้พี่คุยกับท่านพระยา”
       “คุณพ่อไม่ได้รับรู้เรื่องการดวลของคุณพี่ทั้งสองในครั้งนี้ ท่านคงไม่พอใจ หากจู่ๆมารู้ว่า คุณพี่ใช้ลูกสาวของท่านเป็นเครื่องเดิมพันลับหลังท่าน ขอเวลาน้องชี้แจงท่านก่อนเถอะค่ะ”
       ขุนไวพยายามพูดข่มอารมณ์
       “น้องมีเวลาแค่คืนนี้ เพราะวันพรุ่งพี่จะพาผู้ใหญ่มาสู่ขอน้อง”
       รำพึงหันมอง ขุนไวยิ้มอย่างยืนยันก่อนเดินจากไป รำพึงสีหน้าเครียดหนัก จวงรีบเข้ามาสาระแน
       “คุณรำพึงเจ้าคะ ท่านขุนพิทักษ์แพ้ขุนไวจริงๆเหรอเจ้าคะ”
       “นังจวง เอ็งรีบไปดูสิว่าคุณพี่ของข้าเป็นอย่างไร”
      
       จวงรีบลงจากเรือนไปทันที รำพึงเริ่มกังวล

      
       ที่เรือนท้ายสวน ขุนพิทักษ์นอนหงาย บาดแผลที่หน้าอกมียาสมุนไพรพอกบนแผลที่ถูกฟัน หมอลุกขึ้นหันมาหาคุณหญิงมณี
               “ตอนนี้ ต้องให้ท่านขุนนอนพัก เพื่อให้แผลสมานกัน กระผมจะจัดยาหม้อให้เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น ให้คนตามไปรับยาด้วยขอรับ”
               “แจ่มออกไปส่งท่านหมอ สม เอ็งตามไปเอายานะ”
               “ขอรับ”
               หมอเดินออกไป คุณหญิงมณีมองขุนพิทักษ์อย่างเป็นห่วง
               “คุณหญิงเจ้าคะ ท่านขุนจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมเจ้าคะ” ชุ่มถาม
               ขุนพิทักษ์ค่อย ๆลืมตาขึ้นมองคุณหญิงมณีที่หันไปคุยกับชุ่ม
               “ชุ่ม เอ็งไปเจอลูกข้าที่ไหน”
               “ที่ชายป่าตะวันออกเจ้าค่ะ”
               “พ่อพิทักษ์ไปทำอะไรที่นั่น”
               “เอ่อ...”
               คุณหญิงมณีคาดคั้น
               “เอ็งรู้ใช่ไหมว่าลูกข้าไปทำอะไรที่นั่น”
               “ท่านขุน...”
               “บอกข้ามา!”
               ขุนพิทักษ์เห็นคุณหญิงมณีที่กำลังกดดันชุ่มก็พูดขึ้นอย่างอ่อนแรง
               “ลูกท้าดวลกับไอ้ขุนไวขอรับคุณแม่”
               คุณหญิงมณี หันมาหาด้วยความเป็นห่วง
               “พิทักษ์ !ท้าดวลอะไรกัน”
               คุณหญิงสีหน้าโมโหหันมาทางชุ่ม
               “เรื่องสำคัญแบบนี้ ทำไมเอ็งถึงไม่บอกข้า นังชุ่ม!”
               “บ่าว”
               ขุนพิทักษ์เอื้อมมือไปจับมือคุณหญิงมณีอย่างยากลำบาก
               “คุณแม่ขอรับ...ลูกเอง ลูกเป็นคนสั่งห้ามไม่ให้ชุ่มบอกคุณแม่”
               คุณหญิงมณีน้ำตาหยดหันมองขุนพิทักษ์
               “สิ้นคุณพ่อ แม่ก็เหลือลูกคนเดียว ถ้าลูกเป็นอะไรไป แล้วแม่จะอยู่ยังไง”
               ขุนพิทักษ์เห็นน้ำตาของคุณหญิง
               “ลูกขอโทษ ลูกไม่คิดว่าจะมีพวกโจรป่ามาดักทำร้ายลูก”
               “โจร!”
               “ลูกดีขึ้นเมื่อไหร่ ลูกจะจัดการพวกมันอย่างสาสม” ขุนพิทักษ์พูดอย่างลำบาก
               “อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย โชคดีเหลือเกินที่ชุ่มมาช่วยลูกไว้ได้ทัน”
               ขุนพิทักษ์มองชุ่มอย่างมีความหมาย
              
               แจ่มกับสมเดินกลับเข้ามาพร้อมกับห่อยา
               “สม แจ่ม ช่วยกันพาลูกข้าไปเรือนใหญ่”
               แจ่มกับสมเข้ามาจะประคองพิทักษ์ฯ แต่แค่ขยับพิทักษ์ฯ ก็ร้องลั่น
               “อ๊าก”
               ชุ่มมองที่อกขุนพิทักษ์อย่างตกใจ
               “เลือด!”
               ทุกคนมองเห็นเลือดไหลออกมาจากแผล สีหน้าขุนพิทักษ์เจ็บปวดมาก คุณหญิงมณีตกใจ
               “วางลูกข้าลงก่อน!”
               สมกับแจ่มรีบวางขุนพิทักษ์ให้นอนลง ชุ่มรีบนำผ้ามาเช็ดเลือด คุณหญิงมณีดูลูกชายร้องอย่างทรมานจึงตัดสินใจ
               “ให้ลูกข้าอยู่ที่เรือนนี้จนกว่าแผลจะสมาน แจ่ม เอ็งคอยดูแลเรื่องยาให้ลูกข้าด้วย”
               “เจ้าค่ะ”
               ขุนพิทักษ์ เจ็บแต่ไม่วาย
               “ไม่ขอรับคุณแม่ ลูกรำคาญเสียงนังแจ่มมัน”
               คุณหญิงมณีถอนใจหันไป
               “ไอ้สม”
               “ไอ้สมมันมือหนัก ลูกไม่ให้ไอ้สมมาดูแลลูกนะขอรับ”
               คุณหญิงรู้ทันบอก
               “งั้นชุ่ม เอ็งคอยดูแลลูกข้านะ คงพอใจแล้วนะ”
      
               ขุนพิทักษ์นอนเงียบ ชุ่มอึ้งๆ พูดอะไรไม่ออก



       ในเวลากลางคืน รำพึงเดินไปมาอยู่ในห้องนอนอย่างกระวนกระวาย จวงพรวดพราดเข้ามาด้วยความรีบร้อน
               “นังจวง ได้ความว่ายังไงบ้าง”
              
               “พวกบ่าวที่บ้านท่านขุนพิทักษ์ไม่รู้เรื่องท่านขุนดวลกับขุนไวเลยเจ้าค่ะ แล้วที่เรือนก็ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
               รำพึงคิด
               “ถ้างั้นคุณพี่ก็คงจะปลอดภัย แล้วทำไมคุณพี่ถึงไม่มาหาข้า”
               “คงอายกระมังเจ้าคะที่พ่ายแพ้ขุนไว”
               รำพึงหันขวับ จวงจ๋อยสนิท
               “คุณพี่ไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ ...ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่”
               “แล้วเรื่องที่วันพรุ่งท่านขุนไวจะพาผู้ใหญ่มาสู่ขอคุณรำพึง คุณรำพึงจะทำยังไงเจ้าคะ”
               รำพึงคว่ำถาดปักผ้าใส่จวง
               “จะพูดทำไม คนยิ่งใจไม่ดีอยู่”
               รำพึงสับสนต้องรีบหาทางออก
      
               ในเวลากลางคืน ที่เรือนท้ายสวน ขุนพิทักษ์นอนหลับเริ่มกระสับกระส่ายเหงื่อซึม และฝันร้ายเพราะพิษไข้ เหตุการณ์ต่อสู้กับโจรป่ากระแทกเข้ามาเป็นช่วงๆ
               ชุ่มตกใจรีบเข้ามาข้างขุนพิทักษ์
               “ท่านขุน”
               ขุนพิทักษ์กระสับกระส่ายหนักจะพลิกตัว ชุ่มตกใจพยายามใช้แขนล็อกไว้ไม่ให้ขยับ แล้วก็ตกใจที่ตัวขุนพิทักษ์ร้อน
               “อย่าขยับเจ้าค่ะ เดี๋ยวแผลไม่สมานนะเจ้าคะ... ทำไมตัวร้อนแบบนี้”
               ชุ่มรีบใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดมาเช็ดหน้า เช็ดตัวให้ขุนพิทักษ์ ทันทีที่ผ้าสัมผัสที่หน้า ขุนพิทักษ์ก็จับมือของชุ่มไว้แล้วนำไปแนบกับใบหน้า เสียงขุนพิทักษ์ละเมอเรียก
               “ชุ่ม...ชุ่ม”
               ชุ่มได้ยินก็ชะงักยิ้ม ก่อนจะเช็ดหน้าเช็ดตัวขุนพิทักษ์ด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรัก
      
               สมเดินวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ เรือน พลางมองเข้าไปในเรือนอย่างกังวล แจ่มถือถาดยาต้ม เดินเข้ามาที่หน้าเรือน ชุ่มเดินลงมาพร้อมกาละมังรองน้ำ
               “ท่านขุนเป็นยังไงบ้างนังชุ่ม”
               “ตัวร้อนมากจ๊ะน้าแจ่ม”
               “เอ็งรีบเอายาให้ท่านขุนกิน ท่านหมอย้ำนักย้ำหนาว่าท่านขุนต้องกินยาให้ครบเช้าเย็น ไม่อย่างนั้น...”
               “ทำไมจ๊ะน้าแจ่ม”
               “ก็เห็นว่าไข้มันจะขึ้นหัว หนัก ๆ เข้า ทนไม่ไหวก็ตายกันมานักต่อนักน่ะสิ”
               ชุ่มตกใจถาม
               “จริงเหรอน้า”
               “ข้าก็ไม่รู้ หมอเขาว่าอย่างนั้นนี่ เอ็งต้องให้ท่านขุนกินยาอย่าได้ขาด เข้าใจไหม”
               “จ๊ะ”
               ชุ่มถือยาจะเข้าไปในเรือน
               สมรีบเดินออกมา
               “ชุ่ม ! พี่จะเข้าไปช่วยเอ็งเฝ้าท่านขุน”
               “ไม่ต้องเลยไอ้สม ขืนเอ็งเข้าไปท่านขุนได้อาละวาดแน่ เอ็งไปช่วยข้าเก็บของที่เรือนใหญ่ดีกว่า”
               สมมีท่าทีไม่อยากไป ชุ่มถือยาเข้ามาในเรือน สมยังยืนละล้าละลังอยู่ จนแจ่มต้องหันมาตาม
               “เอ้า!หูตึงรึไงไอ้สม ตามข้ามา...เร็ว”
               สมจำต้องเดินตามแจ่มไป แต่ยังไม่วายหันกลับมามองน้องสาวอย่างห่วงใย
      
               ในเวลากลางคืน ขุนพิทักษ์กระสับกระส่ายอย่างหนัก ชุ่มพยายามจะเช็ดให้ความร้อนคลายลง
               “ร้อน...ปวดหัว..ปวด!”
               ชุ่มร้อนใจหันไปเห็นหม้อยา ชุ่มหยิบหม้อมาเทยาใส่ถ้วยแบ่ง แล้วรีบกลับมาประคองขุนพิทักษ์
               “กินยานะเจ้าคะ”
               ชุ่มเอาถ้วยยาแตะที่ริมฝีปาก ขุนพิทักษ์เบือนหน้าหนีและยังกระสับกระส่ายด้วยพิษไข้
               “ท่านขุน กินยาเจ้าคะจะได้หาย”
               ยิ่งชุ่มพยายามจะป้อนขุนพิทักษ์ ยิ่งหงุดหงิด
               “ไม่....ข้าไม่กิน!”
               ขุนพิทักษ์ปัดถ้วยยาทิ้งโดยไม่รู้ตัว ชุ่มไม่ยอมแพ้เทยาใหม่แล้วจะป้อนอีก แต่ขุนพิทักษ์ก็ปัดถ้วยยาทิ้งจนถ้วยยาหล่น ยาหกกระจายหมดถ้วย
               “ไม่กิน !”
               ชุ่มเก็บถ้วยยาและมองอากาทุรนทุราย ทรมานของขุนพิทักษ์ เสียงของแจ่มลอยเข้ามา
               “หมอย้ำนักย้ำหนาว่าท่านขุนต้องกินยาให้ครบเช้าเย็น ไม่อย่างนั้นไข้มันจะขึ้นหัว หนัก ๆ เข้า ทนไม่ไหวก็ตายกันมานักต่อนักน่ะสิ”
               ชุ่มมองยาในถ้วยแล้วตัดสินใจใช้ช้อนที่มีอยู่ตักยาแล้วล็อกขุนพิทักษ์จะยัดช้อนป้อนยาให้ได้ ขุนพิทักษ์ไม่ยอมปัดช้อนทิ้ง
               “ทนไม่ไหวก็ตายกันมานักต่อนักน่ะสิเอ็ง”
               เสียงของแจ่มยังย้ำซ้ำ ๆ ก้องอยู่ในหัวชุ่ม ชุ่มมองขุนพิทักษ์แล้วตัดสินใจดื่มยาซะเองแล้วป้อนยาขุนพิทักษ์ด้วยปากของตนเอง !
      
               ขุนพิทักษ์นิ่งไป รับรู้ได้แค่สติที่เลือนรางเหมือนฝัน



       เช้าวันใหม่ ในเรือนท้ายสวน ขุนพิทักษ์นอนหลับสนิท ขุนพิทักษ์ค่อย ๆ รู้สึกตัวตื่นพลางมองไปรอบๆ อย่างลำบากเพราะยังเจ็บแผลอยู่ ขุนพิทักษ์พลิกหน้ากลับมาอีกด้านแล้วชะงัก ที่เห็นชุ่มนอนฟุบอยู่ข้างๆ หลับสนิท
               ขุนพิทักษ์มองหน้าอ่อนใสของชุ่มด้วยความรักเอ็นดู
               ประตูเปิด คุณหญิงมณีก้าวเข้ามา จวงถือสำรับอาหารเช้าตามเข้ามา
               ชุ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเห็นคุณหญิงมณีก็ตกใจรีบขยับถอยหลังออกไป คุณหญิงมณีเข้ามานั่งแทนที่ชุ่ม
               “ลูกเป็นอย่างไรบ้าง”
               “ยังเจ็บแผลอยู่ขอรับ”
               “ชุ่ม เมื่อคืนเอ็งได้ป้อนยาลูกข้าหมดถ้วยหรือเปล่า”
               “หมดถ้วยเจ้าค่ะ”
               ขุนพิทักษ์มองหน้าชุ่ม คลับคล้ายว่า ชุ่มป้อนยาด้วยปาก แต่ภาพนั้นดูเลือนรางไม่ชัดเจนนัก
               ขุนพิทักษ์สบตาชุ่ม ชุ่มหลบตาในทันที ขุนพิทักษ์เริ่มคิดว่าภาพที่เลือนรางนั้นอาจจะเป็นความจริง
               “แจ่ม!”
               แจ่มขยับสำรับมาตรงหน้าคุณหญิงมณี
               “ข้าวต้มเจ้าค่ะ”
               คุณหญิงมณีกำลังจัดสำรับจะป้อนข้าว สมเข้ามาในเรือนด้วยท่าทางรีบร้อน
               “ท่านขุนขอรับ มีคนจากทางกรมมาขอพบท่านขุนขอรับ”
               คุณหญิงมณีมองขุนพิทักษ์
               “เดี๋ยวแม่จะไปรับหน้าเอง ชุ่ม เอ็งดูแลลูกข้าให้กินข้าวให้หมดนะ”
               คุณหญิงมณีออกไป แจ่มกับสมเดินตามไป เหลือเพียงขุนพิทักษ์กับชุ่มในห้องสองต่อสอง
       ขุนพิทักษ์มองชุ่ม
               “ชุ่ม...ข้าหิว แต่ข้าตักไม่ไหว”
               “แล้วจะให้ทำยังไงเจ้าคะ”
               “ป้อนข้าสิ”
               ชุ่มมองอย่างอึกอัก ขุนพิทักษ์อ้อนนิดๆ       
               “เร็วสิ ข้าหิว...”
               “เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ”
               ชุ่มจำต้องเข้ามานั่งข้าง ๆ ตักข้าวต้มป้อน ขุนพิทักษ์จ้องชุ่มจนชุ่มเขิน
      
               เวลาเช้า บนเรือนคุณหญิงมณี คนจากกรมมีสีหน้าตกใจ
               “ท่านขุนถูกโจรป่าทำร้าย”
               “ตอนนี้ยังต้องนอนรักษาตัว คงไม่สามารถไปรายงานตัวที่กรมได้”
               “อาการหนักมากเหรอขอรับ”
               คนจากกรมสีหน้าหนักใจ
               “ก็คงเป็นเดือนอยู่ กว่าจะทุเลา ดูท่านไม่สบายใจ คงไม่ใช่แค่เรื่องพ่อพิทักษ์ไม่ไปรายงานตัวใช่ไหม”
               “ขอรับ ตอนนี้ทางกรมกำลังจะมีงานใหญ่ที่ท่านเจ้ากรมจะมอบหมาย ให้ท่านขุนรับผิดชอบ แต่ท่านขุนก็มาเจ็บแบบนี้ ไม่รู้ว่าท่านเจ้ากรมจะว่าอย่างไร”
               “มันเป็นเรื่องสุดวิสัยจริงๆ ฉันต้องฝากท่านเรียนท่านเจ้ากรมด้วยนะ”
               “ขอรับ”
               คนจากกรมไหว้คุณหญิงมณีแล้วเดินออกไป คุณหญิงมณีมองตามสีหน้าเครียด
               เวลาเช้า จวงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง รำพึงหันมาอย่างตกใจ
               “คุณรำพึงเจ้าคะ คุณรำพึง”
               “แตกตื่นอะไรของเอ็งหะ นังจวง!”
               “ท่านขุนไวมาแล้วเจ้าค่ะ พาท่านเจ้ากรมมาด้วยเจ้าค่ะ”
               รำพึงตกใจ
               “แล้วคุณพ่ออยู่บนเรือนหรือเปล่า”
               “ท่านพระยาไปที่สวนด้านหลังตั้งแต่เช้า อีกสักพักคงกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
               รำพึงรีบเดินออกไปทันที จวงรีบตามไป
      
               ขุนไวเดินมากับท่านเจ้ากรม รำพึงรีบเดินออกมายกมือไหว้รับหน้า
               “เป็นเกียรติมากเลยค่ะที่ท่านเจ้ากรมมาถึงเรือนของดิฉัน”
               “ท่านเจ้ากรมยอมมาเป็นผู้ใหญ่เจรจาสู่ขอน้องรำพึงให้พี่ ทั้งที่พี่เคยทำกิริยาที่ไม่ดีต่อท่าน นับว่าท่านมีความเมตตาจริง ๆ”
               “เมื่อผิดแล้วสำนึกฉันก็ไม่คิดถือสา แล้วขอให้ฉันทำเรื่องที่น่ายินดี ฉันย่อมไม่ปฏิเสธ แล้วท่านพระยาอยู่ไหนล่ะ”
               รำพึงสบตากับจวงคิด ๆ แล้วตัดสินใจ
               “น่าเสียดายจริง ๆ เจ้าค่ะ คุณพ่อไปธุระที่ต่างเมืองกว่าจะกลับคงอีกสองสามวัน”
               ขุนไวแปลกใจบอก
               “แต่พบกันเมื่อวันก่อน ไม่เห็นท่านพระยาเอ่ยว่ามีธุระ...”
               “กะทันหันน่ะค่ะ คุณพี่”
               ขุนไว หน้าเสียหันมายกมือไหว้ท่านเจ้ากรม
               “กระผมต้องขอประทานโทษด้วยนะขอรับ ที่ทำให้ท่านต้องเสียเวลา”
               “ไม่เป็นไร ครั้งหน้าขุนไวก็นัดแนะกันให้เรียบร้อย จะได้ไม่คลาดกันแบบครั้งนี้อีก”
               “ขอรับ”
      
               รำพึงสบตากับจวงและยิ้มพอใจ



       ขุนไว รำพึง จวง ยืนส่งท่านเจ้ากรมที่ลงเรือที่ท่าน้ำ เรือแล่นออกไป ขุนไวหันกลับมาหารำพึง
               “น้องขอโทษนะคะที่ทำให้คุณพี่ต้องเสียหน้า”
               “เสียหน้าพี่ไม่กลัว กลัวแต่เสียรู้มากกว่า”
               รำพึงสะอึกไป ขุนไวกำลังจะก้าวลงเรืออีกลำ
               “ขุนไว”
               พระยาเทวราชเดินตรงเข้ามา รำพึงตกใจ
               “มีเรื่องอะไร ถึงได้มาตั้งแต่เช้า”
               “ท่านพระยาอยู่เรือนเหรอขอรับ”
               “ใช่สิ ฉันเพิ่งกลับมาจากสวนท้ายเรือน ไปตรวจดูบ่าวไพร่น่ะ”
               รำพึงไปไม่ถูก ขุนไวหันไปมองรำพึง และรู้ทันทีว่ารำพึงโกหกเพื่อหลีกเลี่ยงการสู่ขอ พระยาเทวราชสงสัย
               “มีอะไรกันหรือเปล่า”
               “ไม่มีค่ะ”
               ขุนไวหันขวับมองรำพึงพลางกำหมัดแน่น รำพึงหาทางปลีกตัว
               “คุณพ่อคะลูกได้หนังสือฝรั่งมา อยากให้คุณพ่อช่วยแนะนำลูกสักหน่อย”
       “ดีสิ...ท่านขุนขึ้นเรือนไปดื่มน้ำดื่มท่าก่อนสิ”
               รำพึงจ้องไปที่ขุนไวเป็นเชิงว่าอย่า
       “ไม่ขอรับ...กระผมคงต้องขอตัว”
               พระยาเทวราชเดินขึ้นเรือนไป รำพึงรีบขยับมาหาขุนไว ชิงพูดก่อนให้ดูน่าสงสาร
       “น้องขอเวลาอีกสักหน่อยนะคะคุณพี่”
               รำพึงรีบเดินกลับขึ้นเรือนทันที ขุนไวมองตามด้วยสายตาเจ็บปวด ผิดหวัง       
      
               รำพึงเดินเข้ามาในห้องนอนท่าทีหงุดหงิดมาก จวงตามเข้ามาแล้วรีบปิดประตู
               “ขุนไวรุกหนักขนาดนี้ ทำไมคุณพี่ยังไม่มาหาข้าอีก”
               “คุณรำพึงเจ้าขา ถ้าท่านขุนพิทักษ์ไม่มาหาเรา เราก็ไปหาสิคะ”
               รำพึงหันมาจ้องตาดุใส่
               จวงสะดุ้ง
               “แต่...เราเป็นหญิงไม่ควรใช่ไหมเจ้าคะ”
               รำพึงนิ่งแล้วตัดสินใจ
               “ข้าจะไปหาคุณพี่เดี๋ยวนี้”
               รำพึงเดินออกไป จวงรีบวิ่งตามไป
      
               เรือนท้ายสวน เมื่อเวลาเช้า ชุ่มวางชามข้าวแล้วส่งน้ำให้ ขุนพิทักษ์รับมาแล้วมองชุ่มอย่างคิดๆ
               “แล้วยาของข้าล่ะ”
               “ข้าต้องไปต้มก่อนเจ้าค่ะ”
               ขุนพิทักษ์พูดแทรกขึ้น
               “งั้นเอ็งก็ไปต้มมาไวๆ แล้วรีบมาป้อนข้า เหมือนเมื่อคืน”
               ขุนพิทักษ์จ้องตา ชุ่มชะงัก หลบตาด้วยความเขินอายในเรื่องเมื่อคืน ชุ่มชิงลุกเดินออกไปเลย ขุนพิทักษ์ ยิ้มมองตามแล้วลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย
      
               ผ่องกับผาดกำลังทำความสะอาดบนเรือนคุณหญิงมณี รำพึงกับจวงเข้ามา ผ่องกับผาดหันมาเจอแล้วจะเลี่ยงไป
               “ข้ามาพบคุณพี่...ไปเรียนท่านสิ” รำพึงเห็นท่าทีของผ่องกับผาดอึกอัก
               “เอ่อ ท่านขุน ไม่อยู่บนเรือนเจ้าคะ”
               รำพึงหันมา จวงกระชากแขนผ่องถาม
               “ไม่อยู่บนเรือน แล้วท่านขุนอยู่ที่ไหน”
               ผ่องกับผาดสบตากันอึกอัก ผ่องเห็นสายตาอันน่ากลัวของรำพึง
               “ไม่รู้เจ้าค่ะ”
               ผ่องรีบแกะมือจวง รีบคว้ามือผาดพากันวิ่งออกไป รำพึงมองขึ้นไปบนเรือน
               “พวกมันทำท่าแปลก ๆ เหมือนกลัวข้าจะรู้ว่าคุณพี่อยู่ที่ไหน”
               “นังชุ่มแน่ๆ เจ้าค่ะ นังชุ่มมันต้องใช้มารยาล่อลวงท่านขุนไปในสวน ในสระ หรือที่ลับตาคน”
               รำพึงมองจวง จวงยิ่งใส่ไฟหนัก
               “ถ้านังชุ่มมันยั่วยวนท่านขุน เห็นทีคุณรำพึงต้องกินน้ำใต้ศอกนังชุ่มแน่เจ้าค่ะ”
               รำพึงไม่ฟังต่อเดินออกไปทันที
      
               ภายในครัว ชุ่มเปิดฝาหม้อยา ดูแล้วก็ปิดฝา ชุ่มเทยาร้อนๆ ใส่ชามเล็ก ๆ แล้วรีบยกจะเอาไปให้ขุนพิทักษ์
       ชุ่มเดินออกไปจากครัว รำพึงกับจวงเห็นชุ่มเดินออกไป
               “นังจวง”
      
               รำพึงมองไปทางชุ่ม จวงยิ้มรับรู้รีบเดินตามชุ่มไป รำพึงเดินตาม

      
       ชุ่มที่เดินถือถ้วยยามาอย่างระมัดระวังตามทาง จู่ๆ จวงก็วิ่งมาขวางทางไว้ ชุ่มตกใจหยุดชะงัก
              
       “นังชุ่ม! ท่านขุนอยู่ไหน”
               ชุ่มมองรำพึงที่ก้าวเข้ามา ชุ่มยังเคืองที่รำพึงไม่ยอมไปห้ามขุนพิทักษ์
               “ข้าไม่รู้หรอก”
               ชุ่มจะเดินหนี รำพึงไม่พอใจขยับเข้ามาขวางทาง
               “ข้าต้องไปทำงานเจ้าค่ะ”
               “เอ็งคิดจะซ่อนคุณพี่ไว้ใช่ไหม”
               จวงเข้ามาสมทบขวางทำหน้าหน้ากวน ๆ ชุ่มมองอย่างไม่พอใจพร้อมสู้
               “ถอยไป”
               “ไปไหนไม่ได้จนกว่าจะบอกว่าคุณพี่อยู่ไหน”
               ในเรือนท้ายสวน ขุนพิทักษ์ที่นอนหลับขยับตัวตื่นเพราะเสียงจากด้านนอก
               “คุณพี่ไม่ได้อยู่บนเรือน แล้วตอนนี้คุณพี่อยู่ที่ไหน”
               “ท่านขุนไม่ต้องการให้ใครรบกวนตอนนี้”
               จวงขัดทันที
               “คุณรำพึงเป็นคนรักของท่านขุน ทำไมจะรู้ไม่ได้ บอกมา”
               ขุนพิทักษ์พยายามตั้งใจฟังว่าเสียงอะไร
               “ถ้าคุณรำพึงรักท่านขุนก็ควรจะห้ามปรามไม่ให้เกิดการดวลจนท่านขุนต้องบาดเจ็บ”
               “รู้ไว้ซะว่าคุณพี่เจ็บเพื่อข้า คุณพี่ดวลเพราะต้องการแต่งงานกับข้า ลูกพระยา ไม่ใช่ขี้ครอกอย่างเอ็ง”
               “มีแต่คนใจร้ายเท่านั้นที่จะภูมิใจเมื่อเห็นคนที่รักต้องบาดเจ็บ”
               รำพึงโกรธจัดเดินเข้าหาชุ่มด้วยความอดทนที่ต่ำลงทุกที
               “บอกข้ามาว่าคุณพี่อยู่ไหน”
               ชุ่มจ้องแล้วกัดปากแน่นดื้อไม่บอก ชุ่มจะเดินเลี่ยงผ่านไป
               “นังชุ่ม!”
               รำพึงจับแขนกระชากเหวี่ยงจนชุ่มล้มไป ยาร้อนๆ ในถ้วยหกราดแขนชุ่ม
               “โอ้ย”
               ชุ่มดิ้นร้องด้วยความเจ็บปวด รำพึงยืนมองอย่างสะใจ
               “นังชุ่ม!”
               รำพึงกับจวงตกใจหันไปเห็นคุณหญิงมณีก้าวเข้ามา แจ่มเดินตามเข้ามาติดๆ
               “คุณป้า!”
       รำพึงและจวงยืนอึ้งที่เห็นคุณหญิงมณีก้าวเข้ามา คุณหญิงมณีมองชุ่มที่นั่งปวดแสบปวดร้อน รำพึงได้สติก่อน ภายในเรือน ขุนพิทักษ์นิ่งฟัง รำพึงรีบแสร้งทำเป็นเข้าไปดูชุ่ม
       “ชุ่ม เอ็งเป็นอย่างไรบ้าง จวงยืนเฉยทำไม เอ็งมาช่วยดูชุ่มสิ”
       จวงเห็นสีหน้ารำพึงจิกก็รับรู้ รีบเข้าไป
               “หา เจ้าค่ะ เจ็บมากไหมนังชุ่ม”
               คุณหญิงมณีถาม       
       “ชุ่ม เอ็งเป็นอะไร”
               “บ่าวต้มยาไปให้ท่านขุนเจ้าค่ะ แต่...”
               รำพึงลุกขึ้นมาหาคุณหญิงมณี
       “รำพึงเห็นว่าคุณพี่ไม่อยู่บนเรือนก็เลยว่าจะมาถามหาจากบ่าวแล้วก็มาเห็นชุ่มหกล้มอยู่เจ้าค่ะ”
               “อย่างนั้นรึ!”คุณหญิงมณีน้ำเสียงนิ่ง
               รำพึงเริ่มหวั่น ไม่แน่ใจว่า คุณหญิงเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่หรือไม่
       “ยาคงร้อนมากดูสิ ผิวแดงเชียว นังจวงเอ็งรีบพานังชุ่มไปทายาสิไป”
               จวงสบตากับรำพึงแล้วยิ้มร้าย
       “เจ้าค่ะ”
       จวงจะประคอง ชุ่มรู้ว่าจวงประสงค์ร้ายแน่และกำลังจะปฏิเสธ แต่เสียงคุณหญิงมณีดังขึ้นซะก่อน
               “ไม่ต้อง”
       รำพึงชะงักหันมองคุณหญิงมณี
               “ทำไมล่ะคะคุณป้า”
               คุณหญิงมณีมองรำพึงนิ่ง
       “ แจ่ม!”
       แจ่มเข้ามาราวกับรู้งาน
               “พานังชุ่มไปทายาซะ”
       คุณหญิงมณีสั่งแล้วหันมายิ้มให้กับรำพึง
       “ป้าคงไม่ต้องรบกวนหนูรำพึงหรอกนะ ขอบใจนะที่เมตตากับคนของป้า”
               “ค่ะ”
       แจ่มเข้าประคองชุ่มออกไป จวงเข้ามากระซิบรำพึง
       “คุณหญิงจะเห็นที่เราเล่นงานนังชุ่มไหมเจ้าคะ”
       รำพึงมองคุณหญิงมณีอย่างเป็นกังวล คุณหญิงมณีหันมา
               “ไปเยี่ยมพ่อพิทักษ์กับป้าไหม”
               “คุณพี่เป็นอะไรคะ”
               “บาดเจ็บเพราะถูกโจรป่าเล่นงาน”
      
       รำพึงกับจวงตกใจ



       “มาสิ”
       คุณหญิงมณีมาเดินมานิดเดียวก็เห็นเรือนท้ายสวนตั้งอยู่ รำพึงตกใจ
       “คุณพี่พักอยู่ที่เรือนนี้เหรอคะ”
               “จ๊ะ”
       คุณหญิงมณีเดินขึ้นเรือนไป จวงรีบเข้ามาประกบรำพึง
       “ใกล้ขนาดนี้ ท่านขุนไม่ได้ยินที่เราด่านังชุ่มเหรอเจ้าคะ คุณรำพึง”
       รำพึงสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลเดินขึ้นบนเรือนไป จวงตามไปอย่างหวั่นๆ
      
       รำพึงเดินเข้ามาด้านในเรือน คุณหญิงมณีเข้าไปประคองขุนพิทักษ์ให้ขยับขึ้นมานั่ง
               “หนูรำพึงมาเยี่ยมน่ะลูก”
       รำพึงเข้าไปข้างขุนพิทักษ์
       “คุณพี่...คุณพี่เจ็บหนักขนาดนี้เลยเหรอเจ้าคะ”
               ขุนพิทักษ์มองรำพึงด้วยสายตานิ่ง
       “ขอบใจมากนะที่เป็นห่วงพี่...อีกไม่นานพี่ก็หาย วันนี้น้องรำพึงกลับไปก่อนเถอะ”
       รำพึงใจเสีย กลัวขุนพิทักษ์ได้ยินที่ตัวเองด่าว่าชุ่ม
       “น้องอยากอยู่ดูแลคุณพี่ก่อน”
       ขุนพิทักษ์ห่วงชุ่มก็เฉไฉไปว่า
       “ตัวพี่ยังรุมๆ ถ้าอยู่นานพี่เกรงว่าน้องรำพึงจะติดไข้จากพี่ ถ้าน้องต้องป่วยเพราะพี่ พี่คงไม่สบายใจ”
       รำพึงยังนิ่งไม่ยอมไปจนคุณหญิงมณีเข้าช่วยพูด
       “หนูรำพึงไม่ต้องกังวล ป้าต้องดูแลพ่อพิทักษ์เป็นอย่างดีอยู่แล้ว”
       รำพึงไม่กล้าขัด
       “เอ่อ...ค่ะคุณป้า”
       รำพึงมอง ขุนพิทักษ์ยิ้มให้อย่างเพลียๆ รำพึงจำต้องฝืนยิ้มตอบ
               “งั้นน้องลานะคะคุณพี่”
               “เดี๋ยวป้าไปส่งหนูรำพึงเอง”
       รำพึงเดินจากเรือนไป คุณหญิงมณีกำลังจะออกจากห้องไป       
               “คุณแม่ขอรับ ชุ่ม”
               “นอนพักเถอะ เดี๋ยวแม่ให้คนเอายามาให้”
       คุณหญิงมณีเดินออกไป ขุนพิทักษ์คิดถึงเรื่องรำพึงด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป
      
       คุณหญิงมณีเดินมากับรำพึงเพื่อจะไปยังท่าน้ำ จวงเดินตามหลัง
               “ไม่รู้ว่าชุ่มจะเป็นยังไงบ้างนะคะ ยาร้อนขนาดนั้น คงแสบจนผิวลอกแน่ๆ”
               “ก็ดีนะ ถ้าลอกแล้วเจอเนื้อแท้ดั่งทอง แต่ถ้าลอกแล้วพบว่าเนื้อแท้นั้นไม่ใช่ทอง แล้วไม่สวยงามอย่างที่เห็น ก็คง…”
               รำพึงชักระแวง
       “คุณป้ากำลังพูดถึงอะไรเหรอคะ”
               คุณหญิงมณียิ้มกลบเกลื่อน
       “ป้ากำลังคิด ๆ ถึงพ่อค้าที่นำเครื่องทองมาขาย ตอนแรกป้าก็ชอบนะเพราะมันดูสวยสมฐานะ แต่พอทองมันลอกออก ป้าก็เริ่มคิดหนัก”
               “รำพึงช่วยดูไหมคะคุณป้า รำพึงพอจะดูเครื่องทองเป็นอยู่บ้าง”
               “ไม่เป็นไรจ๊ะ คงไม่ต้องรบกวนหนู”
       รำพึงมองคุณหญิงมณีที่ปฏิเสธทุกอย่างภายใต้สีหน้านิ่ง รำพึงหวั่นไหว ตัดสินใจไม่ต่อความ ลงเรือไป
       ภายในเรือ จวงกระซิบถามอย่างหวั่นไม่แพ้กัน
               “คุณหญิงพูดแปลก ๆ นะเจ้าคะคุณรำพึง”
               “นั่นสิ แต่คุณป้าดูนิ่งจนข้าเดาไม่ถูก คุณพี่ก็ไม่รู้ว่าได้ยินหรือเปล่า ไม่น่าเลย”
       คุณหญิงมณีมองตามอย่างหนักใจ แจ่มเข้ามา
       “ชุ่มเป็นยังไงบ้าง”
       แจ่มมีสีหน้าหนักใจบอก
               “คุณหญิงไปดูมันเองเถอะเจ้าค่ะ”
       คุณหญิงมณีแปลกใจก่อนเดินไปตามที่แจ่มบอก
      
       คุณหญิงเดินเข้ามาในครัวชะงัก ที่เห็นชุ่มกำลังต้มยาอย่างตั้งใจ แจ่มเดินตามหลังคุณหญิงมา แจ่มรีบฟ้อง
       “คุณท่านดูเถิดเจ้าค่ะ บ่าวจะทำแผลให้มันก็ไม่ยอม”
       “ชุ่ม เอ็งทำอะไรทำไมไม่ทำแผลก่อน”
       “ท่านขุนต้องดื่มยาเป็นเวลาเจ้าค่ะ นี่เลยเวลาที่ท่านขุนจะต้องดื่มยามานานแล้ว บ่าวขอต้มยาให้ท่านขุนก่อนแล้วค่อยทำแผลได้ไหมเจ้าคะ”
       คุณหญิงมณีมองท่าทีของชุ่มที่ดูห่วงใยขุนพิทักษ์จริง ๆ
               “แจ่ม...เอ็งต้มยาแทนนังชุ่มมันทีสิ ส่วนเอ็งรีบไปทำแผลเดี๋ยวนี้”
               “คุณหญิง”
       ชุ่มจะแย้ง แต่เห็นสายตาคุณหญิงมณีฉายแววตำหนิ ชุ่มจำต้องเงียบ
               “เจ้าค่ะ”
       ชุ่มเดินออกไป
               “นังนี่มันหนังหนาจริงๆ โดนยาร้อนๆ ราดตัวเจ็บมากโข ยังมีแก่ใจห่วงท่านขุนอีก”
       คุณหญิงมณีมองตามอย่างพอใจ



       ขุนพิทักษ์นอนรออย่างกระวนกระวาย ทันทีที่ประตูเปิด ท่านขุนหันมองด้วยความดีใจ แล้วชักหน้าหงิกทันทีที่เห็นว่าเป็นแจ่ม
       “ยาเจ้าค่ะ”
       ขุนพิทักษ์ถามอย่างหงุดหงิด
       “ชุ่มไปไหน”
       แจ่มหน้าแหยที่โดนท่านขุนหัวเสียใส่
       “คุณท่านสั่งให้นังชุ่มไปทำแผลเจ้าค่ะ มันโดนยาร้อน ๆ ลวกแขนน่ะเจ้าค่ะ”
       ขุนพิทักษ์ชะงักไป
       “นี่กว่าจะบังคับให้ไปทำแผลได้ยากเย็นนัก ต้องให้คุณหญิงท่านสั่ง ไม่งั้นมันไม่ยอมเจ้าค่ะ จะรอต้มยาให้ท่านขุนเสร็จก่อน มันกลัวท่านขุนทานยาไม่ตรงเวลาตามที่หมอสั่งเจ้าค่ะ”
               ขุนพิทักษ์ยิ้มที่รู้ว่าชุ่มเป็นห่วงตัวเอง
       “งั้นรึ”
       แจ่มรีบเอายาให้ ขุนพิทักษ์ดื่มยาด้วยสีหน้ายิ้มอย่างมีความสุข
      
       ภายในห้องนอนของรำพึง จวงขยับตัวหลบแจกันดอกไม้ที่ปลิวเข้ามาได้อย่างเฉียดฉิว เพล้ง! รำพึงหงุดหงิดหนัก
       “คุณป้ากับคุณพี่ดูหมางเมินกับข้านัก”
               “บ่าวก็ไม่เห็นว่าท่านขุนกับคุณหญิงจะพูดอะไร คุณรำพึงกังวลมากเกินไปรึเปล่าเจ้าคะ”
               รำพึงยิ่งคิด ยิ่งแค้น จึงสั่งจวง
               “ข้าสังหรณ์ใจอะไรไม่เคยผิด! คุณป้าต้องเป็นคนให้นังชุ่มดูแลคุณพี่แน่ๆ นังจวงเอ็งไปจับตาดูคุณพี่เอาไว้
       ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล รีบมาบอกข้า”
       “เจ้าค่ะ”
       จวงรีบออกไป รำพึงมองตามแล้วหันมาทำลายข้าวของ กวาดของบนตู้ทิ้งอย่างเก็บกด
      
       ภายในห้องพระ เวลากลางคืน คุณหญิงมณีสวดมนต์เสร็จแล้วกำลังก้มกราบสามครั้ง แจ่มคลานเข้ามาทางด้านหลัง
               “จัดการทำแผลให้นังชุ่มเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
               “เจ้าค่ะ กว่าจะยอมล้างตัว กว่าจะทายา บ่าวเหนื่อยแทบขาดใจเจ้าค่ะ”
               “แต่มันก็เป็นเด็กดีนะ ห่วงใยลูกข้ามากกว่าตัวเองซะอีก”
               “ตั้งแต่มาอยู่ที่เรือน นังชุ่มมันเจ็บตัวไม่เว้นแต่ละวันเลยนะเจ้าคะ เดี๋ยวตกน้ำ เดี๋ยวโดนตบตี โดนเฆี่ยน นี่ยังมาโดนน้ำร้อนๆ ลวกอีก”
               “นอกจากเรื่องเฆี่ยนกับน้ำร้อนลวก ยังมีเรื่องอื่นอีกเหรอ ทำไมข้าถึงไม่รู้”
               แจ่มสะดุ้ง
       “ก็นังชุ่มมันห้ามไว้เจ้าค่ะ ตอนมาอยู่ที่นี่ไม่กี่วันมันก็โดนใครไม่รู้รุมตบตีจนป่วย แล้วอีกไม่กี่วันก็ตกน้ำเกือบตายตอนไปเก็บบัวที่บึงกับคุณรำพึงน่ะเจ้าค่ะ”
       คุณหญิงมณีคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านมา
       รำพึงโกรธจัดเดินเข้าหาชุ่มด้วยความอดทนที่ต่ำลงทุกที
               “บอกข้ามาว่าคุณพี่อยู่ไหน”
       ชุ่มจ้องแล้วกัดปากแน่นดื้อไม่บอก ชุ่มจะเดินเลี่ยงผ่านไป
               “นังชุ่ม”
       รำพึงจับแขนกระชากเหวี่ยงจนชุ่มล้มไป ยาร้อนๆ ในถ้วยหกราดแขนชุ่ม
               “โอ้ย”
       ชุ่มดิ้นร้องด้วยความเจ็บปวด รำพึงยืนมองอย่างสะใจ
       คุณหญิงมณีนึกเหตุการณ์แล้วก็สีหน้าเครียดขึ้นมาทันที
      
       ท้องฟ้านอกหน้าต่างห้องนอนของรำพึง พระจันทร์เต็มดวงงดงาม แต่รำพึงไม่ได้มีใจจะชื่นชมกับความงามนั้นกลับเดินไปมาอย่างกระวนกระวาย
       รำพึงบ่นกับตัวเอง
       “ป่านนี้ทำไมยังไม่มาอีกนะนังจวง!”
       ประตูเปิดเข้ามา รำพึงหันกลับไปคิดว่าเป็นจวง
       “นังจวง! คุณพี่”
       ขุนไวพิชิตพลก้าวเข้ามาในห้อง
       “คุณพี่ไม่ควรเข้ามาในห้องนอนของน้องยามค่ำคืนแบบนี้!”
               “น้องจงใจหลบเลี่ยงการแต่งงานกับพี่”
               “คุยกันเวลานี้คงไม่เหมาะ คุณพี่ออกไปจากห้องของน้องเถอะนะคะ ก่อนที่คุณพ่อจะเข้ามาเห็น
       หากเป็นเช่นนั้นคุณพี่คงจะต้องหัวหลุดจากบ่าเป็นแน่”
               ขุนไวยิ้ม
       “กว่าท่านเจ้าคุณจะเข้ามาที่ห้องนี้ก็คงจะเป็นเย็นวันพรุ่ง เพราะคืนนี้ท่านเจ้าคุณไปราชการต่างเมืองไปจริงๆ ไม่ใช่โกหกอย่างที่น้องทำกับพี่เมื่อเช้า”
       รำพึงตกใจ ขุนไวโกรธจริงจัง



       เรือนท้ายสวน เวลากลางคืน ชุ่มถือถ้วยยาเข้ามาเห็นขุนพิทักษ์ไมตรีนอนหลับอยู่
               “ท่านขุน ยามาแล้วเจ้าค่ะ”
       เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับจากขุนพิทักษ์ ชุ่มเข้าไปนั่งใกล้ๆ พยายามปลุก
               “ท่านขุนเจ้าคะ ท่านขุน ตัวก็ไม่ร้อนแล้วนี่” ชุ่มว่า หลังจากลองเอามือแตะหน้าผาก
       ชุ่มจะชักมือออก แต่ขุนพิทักษ์เอามือจับกดไว้
               “ร้อนสิ…ร้อนมาก”
               “ไม่นะเจ้าคะ”
               “มันร้อนตรงนี้”
       ขุนพิทักษ์จับมือชุ่มเลื่อนมาวางที่อกตัวเอง
               “ท่านขุน... ดื่มยาก่อนเถอะนะเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์ยิ้มยั่วเล่น ชุ่มหลบตาแล้วหันไปหยิบถ้วยยา ขุนพิทักษ์ขยับตัวขึ้นมานั่งพิงผนัง จังหวะที่ชุ่มเอี้ยวตัวจะหยิบถ้วยยา ขุนพิทักษ์มองที่ต้นแขนของชุ่มที่เป็นแผลน้ำร้อนลวกที่ยังแดงมากอยู่ ขุนพิทักษ์เอื้อมมือไปลูบตรงจุดที่น้ำร้อนลวกเบาๆ
               ชุ่มสะดุ้งร้อง “โอ๊ย…”
       “เอ็งเจ็บมากมั้ย”
       ชุ่มไม่ตอบ แต่พยักหน้าน้อยๆ
               “ไหนมาให้ข้าดูใกล้ๆ หน่อยสิ”
               “ข้าไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ ท่านขุนดื่มยาเถอะ”
               “ไม่ ให้ข้าดูแผลเอ็งก่อน”
       ชุ่มส่งถ้วยยาให้ ขุนพิทักษ์ตั้งท่าจะปัดทิ้ง ชุ่มโยกถ้วยยาหลบ
               “ท่านขุน!”
               “ถ้าเอ็งขัดใจข้า ข้าจะคว่ำถ้วยยาทิ้ง”
       ขุนพิทักษ์ทำท่าจะคว้า ชุ่มโยกหลบอย่างตกใจ
       “อย่านะเจ้าคะ”
       ขุนพิทักษ์หยุดยิ้มอย่างเป็นต่อ พยักหน้าให้ชุ่มเข้ามา ชุ่มขยับเข้าไปใกล้แล้วหันแขนข้างที่โดนน้ำร้อนลวกให้ดู ขุนพิทักษ์เอื้อมมือไปลูบเบาๆ ที่แผล ขุนพิทักษ์ขยับมาเป่าเบาๆ ที่แผล ชุ่มสะดุ้งเล็กน้อย
               “ท่านขุนทำอะไรเจ้าคะ”
               “เป่าให้แผลเอ็งหายไง ตอนข้าเด็ก ๆ แม่ข้าก็เป่าให้แบบนี้แล้วมันก็หายนะ”
       ชุ่มมองด้วยความซึ้งใจ จนสองสายตามาสบกัน ทั้งคู่จ้องตากันเนิ่นนาน ขุนพิทักษ์โน้มหน้าเข้าไปหา
       ชุ่มตั้งสติได้จะลุกไป ขุนพิทักษ์จะขยับตามเร็วไปนิดจนเจ็บแผล
               “โอ้ย!”
       ชุ่มตกใจ รีบเข้ามาดู
               “ท่านขุน”
       ขุนพิทักษ์เห็นชุ่มเป็นห่วงเป็นใยยิ่งปรารถนาในตัวชุ่ม ขุนพิทักษ์ใช้มือประคองหน้า ชุ่มอึ้ง ๆ เหมือนโดนสะกด ขุนพิทักษ์ค่อยๆ จูบชุ่มอย่างอ่อนโยน
       ขุนพิทักษ์ใช้มือข้างที่ชุ่มดันอยู่รวบตัวชุ่มเข้ามาในอ้อมกอด ร่างชุ่มกระแทกโดนแผลที่อก สีหน้าขุนพิทักษ์เจ็บปวดแต่ไม่ยอมปล่อยชุ่ม
               “ท่านขุน...ปล่อยข้านะเจ้าคะ”
               ขุนพิทักษ์กระซิบข้างหู
       “ข้ารักเอ็งนะชุ่ม”
       ชุ่มชะงักไม่อยากเชื่อหู
               “ข้า...รัก…เอ็ง...”
       ชุ่มค่อยๆ หันมามองตากับขุนพิทักษ์อย่างเขินอาย
               “ข้า”
       ขุนพิทักษ์ไม่ปล่อยให้ชุ่มได้คิดเข้าหอมแก้มเบาๆ แล้วค่อยๆ ดันร่างชุ่มลงบนที่นอนช้าๆ
       ตะเกียงภายในห้องเปลวไฟลุกโชติช่วงดั่งความรักของทั้งสอง
      
       ภายในห้องนอน รำพึงยืนประจันหน้ากับขุนไว เธอพยายามจะไล่ขุนไวออกไปให้ได้
               “ออกไปนะคุณพี่ ไม่อย่างนั้นน้องจะร้องให้บ่าวไพร่เข้ามา”
               “ก็เอาสิ ถ้าน้องอยากให้บ่าวไพร่มันพูดกันให้สนุกปากว่ามีผู้ชายเข้ามาอยู่ในห้อง พี่ก็อยากรู้ว่าไอ้พิทักษ์มันจะว่าอย่างไรเหมือนกัน”
               “ออกไป”
       ขุนไวก้าวเข้าหารำพึง
       “ทำไมน้องถึงทำร้ายจิตใจพี่แบบนี้ ทั้งที่น้องได้ให้คำมั่นแล้วว่าจะแต่งงานกับคนที่ชนะการดวล เมื่อพี่ชนะน้องต้องทำตามสัญญา”
      
       รำพึงพยายามคุมอารมณ์

      
       “สัญญาระหว่างคุณพี่กับคุณพี่พิทักษ์ ที่น้องยอมรับมีเพียงแค่ครั้งแรกที่ดวลกันต่อหน้าท่านเจ้ากรมเท่านั้น
       ส่วนครั้งที่สองเป็นสัญญาที่น้องไม่ได้รับรู้ด้วย”
               “ถ้าเป็นไอ้พิทักษ์น้องคงไม่กลับคำเช่นนี้ใช่ไหม”
               รำพึงพูดไม่ออก
       “ทั้งเงินทอง ฐานันดร พี่มีเทียบเท่ากับมันทุกอย่าง ทำไมถึงต้องเป็นไอ้พิทักษ์”
       รำพึงนิ่งไม่ตอบ ขุนไวอารมณ์ขึ้นไม่ยอมตรงเข้าจับต้นแขนของรำพึงเขย่าด้วยแรงอารมณ์
       “ตอบพี่มาสิ พี่มีอะไรที่ด้อยกว่ามัน ตอบมา”
               รำพึงทั้งเจ็บทั้งโกรธ
       “ชาติตระกูลไง”
       ขุนไวชะงัก ในขณะที่รำพึงสติขาดไปแล้ว
       “คุณพี่พิทักษ์มีชาติตระกูลที่เหนือว่าคุณพี่ เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าจะสู้ คนที่เกิดเป็นลูกพระยาได้อย่างไร น้องคู่ควรกับชายที่มีทั้งศักดิ์ศรีและชาติตระกูล ไม่ใช่เด็กวัดอย่างคุณพี่”
       ขุนไวโกรธแค้นมากที่คำพูดของรำพึงกระทบปมที่ฝังอยู่ในใจของขุนไวมาตลอด ขุนไวกำหมัดแน่น
       “แล้วความรักของพี่ไม่มีค่าต่อน้องเลยใช่มั้ย”
               “น้องเลือกแล้ว”
       รำพึงจะเดินออกไป ขุนไวคว้าข้อมือรำพึงไว้
               “ปล่อยนะ”
       รำพึงหันมาตบหน้าขุนไว เพี๊ยะ!
       ขุนไว โกรธกระชากตัวรำพึงเข้ามาในอ้อมกอด รำพึงพยายามดิ้น แต่สู้แรงของขุนไวไม่ได้
               “พี่จะให้น้องได้รู้ว่า เด็กวัดอย่างพี่ก็มีเมียเป็นลูกพระยาได้เหมือนกัน”
               รำพึงตกใจ
       “อย่านะ”
       คำห้ามไม่เป็นผลเมื่อขุนไวซุกไซ้รำพึง แล้วดันร่างลงไปที่เตียงก่อนจะโถมทับตามลงไป
      
       เช้าวันใหม่ ที่เรือนท้ายสวน แสงยามเช้าส่องเข้ามาดูอบอุ่น ชุ่มนอนหลับ มือของขุนพิทักษ์เอื้อมมาวางบนมือของชุ่มแล้วเลื่อนมือให้นิ้วสอดประสานกับมือของชุ่มอย่างหวงแหนแสดงความเป็นเจ้าของ
       ขุนพิทักษ์นอนตะแคงซ้อนอยู่ด้านหลังชุ่ม ขุนพิทักษ์ลืมตามองชุ่มแล้วหอมที่เส้นผมเบาๆ แล้วขยับมาจูบที่หน้าผากของชุ่มด้วยความรัก ชุ่มรู้สึกตัวตื่น
       “ตื่นแล้วเหรอ...”
       ชุ่มตกใจที่ได้ยินเสียงขุนพิทักษ์จะลุกขึ้น แต่โดนกอดไว้
       “จะไปไหน ข้ายังไม่หายชื่นใจเลย”
       ขุนพิทักษ์ คลอเคลียไม่ห่าง ชุ่มยิ้มเขิน
       “ท่านขุนเจ้าคะ”
               ขุนพิทักษ์หอม
       “เอ็งรักข้าไหม”
       ชุ่มชะงัก
               “ว่าไง...เอ็งรักข้าเหมือนที่ข้ารักเอ็งหรือไม่”
       ชุ่มยิ้มเขินไม่ยอมตอบ
               “ข้าต้องไปแล้วเจ้าคะ”
               “ข้าจะไม่ปล่อยเอ็งจนกว่าเอ็งจะตอบข้าก่อน”
       ขุนพิทักษ์พลิกตัวชุ่มมามองหน้ากันแล้วอ้อน
       “เอ็งรักข้าไหมชุ่ม”
       ชุ่มยิ่งเขินหนัก พยายามจะลุก
       “ท่านขุนเจ้าคะ ประเดี๋ยวน้าแจ่มกับคุณหญิงต้องมาเยี่ยมไข้ท่านขุน ถ้าข้ายังนอนอยู่แบบนี้ ข้าต้องโดนทำโทษแน่ๆ”
       ชุ่มมีสีหน้าอ้อนวอนสุดฤทธิ์ ขุนพิทักษ์ยิ้ม
       “ก็ได้ ข้าก็ไม่อยากให้เมียข้าหลังลายเหมือนกัน”
       ชุ่มทำหน้าไม่ถูกที่โดนเรียกแบบนั้น ขุนพิทักษ์หอมชุ่มอย่างหลงใหล ชุ่มยิ้มเขิน
      
       บริเวณท้ายสวน จวงนั่งหลับสัปหงกทรงตัวไม่อยู่ หัวทิ่มไปกระแทกต้นไม้จนสะดุ้งตื่น
       “อูย...เช้าแล้วเหรอเนี่ย”
       เสียงคนเดินจากเรือน จวงรีบหันไปยื่นหน้ายื่นตาหาช่องมองผ่านพุ่มไม้ไป จวงเห็นชุ่มเดินออกมาจากเรือน สภาพผมดูยุ่งนิด ๆ แต่งตัวดูไม่เรียบร้อย จวงตกใจตาโตรีบวิ่งกลับไปที่เรือน
              
       ในเวลาต่อมา ชุ่มนั่งอาบน้ำอยู่ที่ท่าน้ำแถวเรือนทาส ชุ่มวักน้ำขึ้นมาลูบที่แขนแล้วนึกถึงตอนที่ขุนพิทักษ์ลูบที่แขนของชุ่ม
               “ข้ารักเอ็ง”
      
       ชุ่มยิ้มด้วยหัวใจที่ชุ่มชื่น น้ำที่วักขึ้นมาที่หัวไหล่หยดไหลเป็นสาย



       รำพึงนอนอยู่บนเตียงน้ำตาหยดไหล เสียใจที่เสียทีขุนไวที่นอนตะแคงใช้มือพาดวางบนตัวรำพึงอย่างหวงแหน ขุนไวตื่นลืมตาเห็นน้ำตารำพึงก็ขยับมือข้างที่วางพาดตัวรำพึงขึ้นมาใช้นิ้วไล้เช็ดน้ำตาให้
               “อย่าร้องไห้เลยนะ พี่รักน้องมาก”
       รำพึงจะลุกขึ้น ขุนไวตามขึ้นมากอดไว้
               “ปล่อย!”
               “พี่รู้ว่าพี่ไม่ควรทำแบบนี้ พี่จะรีบให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอน้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามประเพณี”
               “ไม่ต้อง ดิฉันจะลืมเรื่องนี้ซะ ให้ท่านขุนคิดเสียว่าไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้น”
               “อย่าเย็นชากับพี่แบบนี้ เรียกพี่เหมือนเดิมเถอะนะ”
               “สิ่งที่ท่านขุนทำกับดิฉันมันเป็นสิ่งที่ดิฉันควรอภัยเหรอคะ”
               “ถ้าน้องยอมแต่งงานกับพี่ พี่ก็คงไม่...”
               “ดิฉันจะแต่งงานกับคนที่ดิฉันเลือกแล้วเท่านั้น”
       “ไอ้พิทักษ์มันไปอยู่ในนรกแล้ว น้องอย่าเสียเวลารอมันอีกเลย”
       รำพึงโพล่งด้วยความโมโห
       “ต่อให้ดิฉันต้องตายตามคุณพี่พิทักษ์ไปดิฉันก็จะทำ แต่นี่คุณพี่พิทักษ์ยังมีชีวิตอยู่ ดิฉันก็จะรอ”
       ขุนไวตกใจ
       “ว่าไงนะ มันยังไม่ตาย”
       “ใช่ คุณพี่พิทักษ์โดนโจรป่าทำร้ายบาดเจ็บสาหัส”
               ขุนไวกำหมัดแน่นดวงตาฉายแววกร้าว
       “อีกไม่นานคุณพี่พิทักษ์จะต้องหายดี แล้วก็จะมาสู่ขอดิฉัน หวังว่าท่านขุนจะเข้าใจและเลิกมาตอแยดิฉันซะที”
       ขุนไวจนหนทางเลยต้องใช้การข่มขู่
       “คุณพ่อของน้องไม่ยอมยกน้องให้ไอ้พิทักษ์แน่ หากท่านได้รู้เรื่องของเรา”
       “ถ้าท่านขุนอยากฆ่าดิฉันก็เชิญบอกคุณพ่อไปเลย ดิฉันจะได้ตายสมใจท่านขุน”
       ขุนไวกอดรำพึงแน่น
       “พี่ไม่เคยคิดอยากฆ่าน้อง ใครจะฆ่าเมียตัวเองได้”
       รำพึงบีบน้ำตา รำพึงมองอย่างโกรธที่โดนบังคับแล้วเปลี่ยนเป็นโอนอ่อน
       “ถ้าเช่นนั้นคุณพี่ต้องสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้กับใคร”
       “แต่พี่รักน้อง แล้วพี่ก็เชื่อว่าท่านพระยาไม่ได้รังเกียจพี่ ท่านสนับสนุนพี่ด้วยซ้ำ”
       “คุณพี่เพิ่งได้พบคุณพ่อไม่นาน แต่น้องเป็นลูก น้องรู้ดีว่าคุณพ่อคิดเช่นไร ถึงคุณพี่จะเป็นคนดี มีความสามารถ แต่นั่นไม่เพียงพอสำหรับคนที่จะเป็นเขยของคุณพ่อ”
       ขุนไวยังอ้ำอึ้งไม่รับปาก รำพึงสำทับไปอีกที
               “ถ้าคุณพี่สัญญากับน้อง คุณพี่จะได้ตัวน้องตลอดไป แต่ถ้าไม่! คงจะเหลือเพียงวิญญาณของน้องที่คุณพี่จะได้ครอบครอง”
       ขุนไวตัดสินใจ
       “พี่สัญญา พี่จะไม่พูดเรื่องนี้กับใคร”
       รำพึงแสร้งยิ้มอย่างคนหมดหนทาง ขุนไวดึงเข้ามากอดอย่างแสนรัก แต่แววตาของรำพึงวาวโรจน์
      
       จวงวิ่งเข้ามาจะถึงหน้าเรือนแล้วต้องชะงักหยุด เมื่อเห็นว่าขุนไวกำลังลงมาจากเรือนอย่างรีบเร่ง พลางมองซ้ายมองขวาอย่างระวังตัว จวงตัดสินใจหลบไม่ให้ขุนไวเห็นตนเอง รอจนขุนไวเดินออกไปอีกทาง จวงตาโตเป็นไข่ห่านรีบวิ่งขึ้นไปบนเรือน
      
       ในกระจกเงา รำพึงที่เงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าพราวไปด้วยน้ำตา รำพึงวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าตัวเองอย่างแค้นๆ แล้วปัดอ่างน้ำจนตกพื้นกระจาย ปึ้ง!
       จวงก้าวเข้ามาพอดีเจออ่างน้ำที่กระเด็นมากระแทกขา รำพึงยืนหอบด้วยความโกรธ
               “ว้าย! คุณรำพึงเจ้าขา เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ บ่าวเห็นท่านขุนไว…”
               รำพึงเสียงดังตะคอก
       “หุบปาก! เอ็งไปไหนมาทั้งคืน ทำไมไม่มาอยู่กับข้า นังจวง”
               จวงตกใจ
       “ก็คุณรำพึงให้บ่าวไปดูท่านขุนกับนังชุ่มไงเจ้าคะ”
       “แล้วได้ความว่ายังไง”
       จวงเห็นอารมณ์รำพึงก็อึกอัก
      
               ขุนไวเดินเข้ามาที่เรือนตนเองด้วยสีหน้าเครียด แล้วชะงักที่เห็นคนจากกรมยืนอยู่ที่หน้าเรือน
               “ท่านขุนไวขอรับ”
               “มาถึงเรือนฉันตั้งแต่เช้า มีเรื่องด่วนรึ”
               “ขอรับ”
               ขุนไว สงสัยว่ามีเรื่องอะไร
      
               แจ่มเดินนำคุณหญิงมณีออกมาที่มุมรับแขกบนเรือน คุณหญิงมณีชะงัก ท่านเจ้ากรมลุกขึ้นหันหน้ามา ส่วนขุนไวขยับเข้ามาไหว้คุณหญิง
               คุณหญิงมณีรับไหว้ด้วยสีหน้าหวั่น ๆ
               “ท่านเจ้ากรม มาเยือนถึงเรือนคงเป็นเรื่องสำคัญมาก”
               “ใช่ ฉันต้องคุยกับขุนพิทักษ์”
      
               คุณหญิงมณีมองท่านเจ้ากรมกับขุนไวอย่างไม่สบายใจ



       ขุนพิทักษ์ลงนั่งตรงข้ามกับท่านเจ้ากรม ขุนพิทักษ์มองขุนไวอย่างแปลกใจที่นั่งอยู่ข้างท่านเจ้ากรม คุณหญิงมณีนั่งเคียงข้างต้องคอยจับมือปรามไว้
      
               “ท่านขุนเจ็บหนักถึงขนาดนี้เลยรึ”
               “พ่อพิทักษ์โดนโจรป่าดักทำร้าย เพิ่งจะลุกไหวก็วันนี้เองค่ะ”
               ขุนไวมีสีหน้ากังวล
               ขุนพิทักษ์มองขุนไวชั่วแวบหนึ่ง แล้วเบือนหน้าไปทางท่านเจ้ากรมอย่างไม่สนใจ
               “ไอ้โจรพวกนี้มันกำเริบนัก ท่านขุนจำหน้าตาพวกมันได้หรือไม่”
               ขุนไวมองหน้าอย่างมีลุ้น
               “จำไม่ได้ขอรับ พวกมันปิดบังหน้าตาหมด”
               ขุนไวโล่งอก
               “ถึงขนาดดักปล้นคนของทางการ ถ้าปล่อยไว้พวกมันคงจะคิดการใหญ่เป็นแน่”
               “พวกมันไม่ได้ปล้นขอรับ เป้าหมายของพวกมันคือฆ่ากระผมเพียงอย่างเดียว”
               ท่านเจ้ากรมตกใจ
               “อย่างนั้นรึ แล้วท่านขุนมีเรื่องผิดใจกับผู้ใดบ้าง”
               ขุนพิทักษ์เหลือบมองทางขุนไว ขุนไวมองตอบลุ้นว่าขุนพิทักษ์จะตอบอะไร
               “ตอนนี้กระผมยังนึกไม่ออกจริงๆขอรับ แต่ถ้ากระผมหายดีเมื่อไหร่ กระผมจะตามล่าลากคอพวกมันมาลงโทษให้สาสม!”
               ท่านเจ้ากรมพยักหน้ารับรู้
               “กระผมต้องขอประทานโทษที่ไม่สามารถไปทำงานตามกำหนดได้”
               “ที่ฉันมาวันนี้เพราะว่างานของฉันนั้นมีมาก จำเป็นต้องมีผู้ช่วยมาแบ่งเบา แต่ท่านขุนเจ็บหนักขนาดนี้คงต้องพักรักษาตัวสักระยะ ฉันก็คงต้องหาคนมาทำงานแทนท่านขุน”
               “ท่านจะให้ใครมาแทนกระผมขอรับ”
               ขุนพิทักษ์อึ้ง คิดและมองออกว่า เป็นขุนไวแน่ ฝ่ายขุนไวจ้องหน้าขุนพิทักษ์นิ่ง
      
               ภายในห้องนอน ขุนพิทักษ์เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ พยายามจะเดินออกจากห้องด้วยความลำบากเพราะยังบาดเจ็บที่แผล คุณหญิงมณีเข้ามาขวาง
               “ลูกจะไปไหน ลูกยังเจ็บอยู่นะ”
               “ลูกจะไปรายงานตัว ลูกต้องต่อสู้แทบตายกว่าจะได้ตำแหน่งมา จะให้ไอ้ไวคว้าไปง่าย ๆ แบบนี้ ลูกไม่ยอม!”
               “พิทักษ์ ลูกต้องเข้าใจว่าที่ขุนไวได้ตำแหน่งนี้ไปก็เพราะตอนนี้ลูกเจ็บ ลูกฝืนไปก็ใช่ที่”
               ขุนพิทักษ์สะอึกนิ่งไป คุณหญิงมณีเห็นขุนพิทักษ์ยอมสงบลง
               “แม่เชื่อว่า ลูกของแม่จะได้ตำแหน่งนี้คืนมาอย่างแน่นอน แต่สิ่งสำคัญตอนนี้คือลูกต้องรักษาตัวให้หายซะก่อน”
               คุณหญิงมณีจะออกไป
               “คุณแม่ขอรับ...ขอให้ชุ่มเข้ามาดูแลลูกด้วยนะขอรับ”
               คุณหญิงมณีมองอย่างคิดหนักแล้วเดินออกไป เมื่อคุณหญิงเดินออกมาหน้าห้องเห็นแจ่มกับชุ่มนั่งรอรับใช้อยู่
               “ชุ่ม...เอ็งเข้าไปคอยดูแลลูกข้าด้วย ไป”
               “เจ้าค่ะ”
              
               ภายในห้อง ขุนพิทักษ์นั่งซึมอยู่ที่เตียง ชุ่มเดินเข้ามา
               “ปิดประตู”
               ชุ่มมองขุนพิทักษ์อย่างเห็นใจ ชุ่มปิดประตูแล้วเดินเข้าไปใกล้ ขุนพิทักษ์ดึงชุ่มเข้ามากอดอย่างหาที่พึ่งทางใจ
               “ข้าเจ็บใจนักที่ต้องแพ้ไอ้ไวแบบนี้”
               ชุ่มสงสารกอดปลอบ
               “มันอาจจะไม่ใช่ของของเราตั้งแต่แรกนะเจ้าคะ วันนี้เขาก็แค่เอาของที่ต้องเป็นของเขาคืนไป”
               ขุนพิทักษ์อึ้งมองชุ่ม
               ชุ่มลูบแขนพิทักษ์เบาๆ
               “เราทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้นนะเจ้าคะ เขาถึงว่ากันว่า ทำดีได้ดี”
               ขุนพิทักษ์กอดแน่น
               “ข้ารู้แล้ว หยุดพูด...ข้าเจ็บแล้ว”
               ชุ่มได้แต่กอดแล้วยิ้มอย่างปลอบโยน
      
               ภายในห้อง รำพึงผุดลุกสีหน้าโกรธจัด
               “นังชุ่มมันอยู่กับคุณพี่ทั้งคืนตามลำพังงั้นเหรอ”
               “เจ้าค่ะ แล้วมันออกจากเรือนมาตอนรุ่งเช้า เสื้อผ้า ผมเผ้าหลุดลุ่ย แสดงว่าเมื่อคืนมันกับท่านขุนคง...”
               “พอได้แล้ว!” รำพึงกรีดเสียงดัง ตัวสั่นด้วยความเจ็บใจ
               “ทาสอย่างนังชุ่มจะมาสู้เนื้อนวลอย่างคุณรำพึงของจวงได้อย่างไรเจ้าคะ ถ้าท่านขุนได้สัมผัสจะต้องหลงใหล” จวงยุยง
               รำพึงคิดตาม แต่รับไม่ได้
               “ข้าเป็นถึงลูกพระยาจะทำตัวเช่นหญิงชำเราตามโรงบ่อนได้อย่างไร”
               “ให้ท่านขุนเป็นคนกระทำสิเจ้าคะ กระทำอย่างขาดสติ”
      
               รำพึงมองอย่างสงสัยว่าทำอย่างไร



       บนศาลาวัด ขุนไวพิชตพลกราบหลวงตามั่น
      
               “กระผมได้เข้าทำงานในกรมแล้วขอรับ ในตำแหน่งผู้ช่วยท่านเจ้ากรม ในที่สุดกระผมก็ได้ตำแหน่งของกระผมกลับคืน”
               “ไม่มีอะไรเป็นของเราอย่างแท้จริง แม้แต่ลมหายใจ”
               “กระผมทำในสิ่งที่ควรทำ วันนี้กระผมรู้แล้วว่า ตาต่อตา ต้องฟันต่อฟัน”
               “วันนี้เจ้าได้เห็นแล้วว่า คนที่ทำต่อเจ้านั้นได้รับผลของการกระทำเช่นไร หากเจ้าทำเลวเช่นเขา เจ้าก็ต้องได้รับผลนั้นเช่นกัน”
               “กระผมกราบลาขอรับหลวงตา”
               ขุนไวจุก ยกมือไหว้แล้วเดินออกไป
               หลวงตามั่นมองอย่างเสียดายที่ไม่สามารถช่วยบรรเทาบาปกรรมและเรียกสติในตัวขุนไวกลับคืนมาได้เลย
              
               ภายในห้อง จวงยื่นซองใส่ผงม้าเสพนางให้ รำพึงรับมามองอย่างสงสัย
               “ผงม้าเสพนางเจ้าค่ะ หากท่านขุนทานเข้าไปจะทำให้เกิดแรงกำหนัด แล้วท่านขุนก็จะเป็นของคุณรำพึงเพียงผู้เดียว”
               “ได้ผลแน่รึ”
               “แน่เจ้าค่ะ แต่คุณรำพึงต้องปิดเป็นความลับนะเจ้าคะ ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูท่านพระยา นังจวงตายแน่ๆ”
               “คุณพ่อ...”
               รำพึงคิดๆแล้วตาลุกวาว คิดแผนได้...
               รำพึงมองผงม้าเสพนางด้วยสายตาร้าย
               “คุณพ่อจะช่วยให้คุณพี่เป็นของข้าเร็วขึ้น”
      
               หลายวันผ่านไป เช้าวันใหม่ ชุ่มเปลี่ยนและเหน็บผ้าพันแผลให้กับขุนพิทักษ์
               “แน่นไหมเจ้าคะ”
               ขุนพิทักษ์พยักหน้า
               “แผลเกือบแห้งแล้ว อีกไม่นานท่านขุนก็จะหายแล้วนะเจ้าคะ”
               “ดี...เพราะข้าต้องไปทวงของๆ ข้าคืน”
               ชุ่มหน้าเสีย
               “ป่านนี้คุณรำพึงคงเป็นห่วงท่านขุนมาก”
               “ข้าหมายถึงการงานของข้า”
               ชุ่มยิ้มเก้อ ๆ ที่เข้าใจผิด
               “เจ้าค่ะ”
               ขุนพิทักษ์ยิ้มแล้วถาม
               “หวงข้าเหรอ ชุ่ม...ตอนนี้หัวใจของข้าไม่ได้คิดถึงใครเลยนอกจาก... เอ็ง”
      
               ขุนพิทักษ์จับมือชุ่มจูบเบาๆ ชุ่มมองด้วยความรักหมดใจ
ตอนที่ 6
      
       ในเวลาต่อมา ชุ่มกำลังจัดสำรับอาหารให้คุณหญิงมณี ขุนพิทักษ์แต่งตัวออกมา ชุ่มหยุดยืนมองยิ้มๆ อย่างพอใจ
      
       “ลูกเพิ่งจะดีขึ้นไม่กี่วัน จะรีบออกไปไหน”
       “กระผมจะไปรายงานตัวที่กรมขอรับคุณแม่”
       “ให้สมไปด้วยนะ จะได้คอยดูแลลูกด้วย”
       “ไม่ต้องหรอกขอรับคุณแม่ ลูกไปไม่นานก็จะรีบกลับ”
       “ห้ามแวะไปโรงเหล้านะ”
       “ไม่ขอรับ ลูกอยากกลับมาอยู่บ้านมากกว่า อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขเท่าอยู่ที่บ้านหรอกขอรับ”
       ขุนพิทักษ์แอบสบตาชุ่มอย่างมีความหมาย ชุ่มหลบตาแต่อดอมยิ้มนิด ๆ ไม่ได้
       คุณหญิงมณีรู้เห็นทุกอย่างแต่ไม่พูด
       “ถ้าอย่างนั้นแม่จะรอทานกลางวันกับลูกนะ”
       “ขอรับ...”
       ขุนพิทักษ์ไหว้แม่ แล้วยิ้มให้ชุ่มก่อนเดินลงจากเรือนไป
       “ขอให้สิ้นเคราะห์สิ้นโศกสักทีเถิด”
      
       ขุนพิทักษ์กำลังจะเดินไปที่ท่าน้ำ จู่ๆ จวงก็วิ่งมาขวางหน้าขุนพิทักษ์ด้วยท่าทางตื่นมาก
       “ท่านขุนเจ้าคะ ช่วยด้วยเจ้าค่ะ”
       “เกิดอะไรขึ้นนังจวง”
       “ท่านขุนช่วยคุณรำพึงของบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”
       “น้องรำพึงเป็นอะไร”
       จวงสีหน้าร้อนรนมาก
      
       ในเวลาต่อมา ประตูห้องรำพึงถูกเปิดออก ขุนพิทักษ์ก้าวเข้ามาในห้อง เห็นรำพึงนอนหนาวสั่นอยู่บนเตียง
       ขุนพิทักษ์รีบเข้าไปดูอย่างห่วงใย
       “รำพึง นี่น้องเป็นอะไร”
       “น้องปวดหัวเหลือเกินค่ะคุณพี่ ปวดมาก”
       ขุนพิทักษ์เอามือแตะที่หน้าผาก
       “ตัวก็ไม่ร้อนนี่ ทำไมถึงปวดหัวได้”
       รำพึงชะงัก แอบส่งสายตาจิกให้จวงจัดการที
       “คง...คงเป็นเพราะคุณรำพึงไม่ยอมกินไม่ยอมนอน เพราะเป็นห่วงท่านขุนเจ้าค่ะ พอรุ่งเช้าก็พร่ำแต่ว่าปวดหัว”
       “แล้วนี่เอ็งไปตามหมอมาหรือยัง”
       “มาแล้วเจ้าค่ะ แต่บ่าวอ้อนวอนยังไงคุณรำพึงก็ไม่ยอมทานยา เพ้อหาแต่ท่านขุนเจ้าคะ”
       “พี่ขอโทษนะที่ทำให้น้องต้องเป็นห่วงถึงเพียงนี้”
       รำพึงซบกับอกพิทักษ์ บีบน้ำตา
       “น้องคิดว่า คุณพี่จะลืมน้องซะแล้ว”
       ขุนพิทักษ์ประคองรำพึงขึ้นมา
       “พี่จะลืมน้องรำพึงของพี่ได้อย่างไร ทานข้าวสักนิดเถอะนะจะได้ทานยา”
       “แต่น้องไม่หิว น้องทานไม่ลง”
       ขุนพิทักษ์พยายามเอาใจ
       “ถ้าอย่างนั้นพี่ทานเป็นเพื่อนน้องดีไหม นะจ๊ะคนดี”
       รำพึงยิ้มปลื้ม
       “นังจวง เอ็งรีบไปเตรียมสำรับมาให้ข้ากับคุณรำพึง เร็ว!”
       “เจ้าค่ะ”
       จวงรีบออกไป
       รำพึงซบ ออดอ้อน
       “คุณพี่”
       ขุนพิทักษ์กอดปลอบอย่างอ่อนโยน รำพึงซบขุนพิทักษ์หลับตาพริ้มอย่างมีความสุขมาก
      
       ผ่านเวลามา รำพึงกับขุนพิทักษ์ทานข้าวเสร็จ จวงยกขันน้ำดื่มส่งให้ขุนพิทักษ์ที่รับแล้วส่งต่อให้รำพึง จวงตกใจเผลอหลุดปาก
       “ให้คุณรำพึงดื่มไม่ได้เจ้าค่ะ!”
       จวงหยิบขันน้ำดื่มอีกอันส่งให้รำพึง
       “ของคุณรำพึงขันนี้เจ้าค่ะ”
       ขุนพิทักษ์ชะงักมองสงสัย
       “ทำไมข้าจะให้รำพึงดื่มไม่ได้”
       รำพึงเห็นขุนพิทักษ์สงสัยก็รีบเบี่ยงเบนประเด็น
       “น้องสั่งจวงให้แยกขันเพราะน้องไม่สบาย เกรงว่าจะทำให้คุณพี่พลอยทรุดไปอีกน่ะค่ะ”
       ขุนพิทักษ์พยักหน้ารับรู้ จวงยื่นขันให้รำพึง
       “น้ำเจ้าค่ะคุณรำพึง”
       รำพึงยิ้มเพลียๆบอก “จ๊ะ” ก่อนดื่มน้ำ
      
       ขุนพิทักษ์ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร ดื่มน้ำจากขันในมือตนเอง รำพึงกับจวงสบตากันอย่างสาสมใจที่แผนสำเร็จ


  


        
       บนเรือน ชุ่มกำลังบีบนวดขาให้คุณหญิงมณี
      
       “แผลที่แขนเอ็งเป็นอย่างไรบ้าง”
       “ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ เพราะความเมตตาของคุณหญิงแท้ๆ เจ้าค่ะ”
       คุณหญิงมณีเอ็นดู
       “รินชาให้ข้าทีสิ”
       ชุ่มขยับไปรินชาใส่ถ้วย แจ่มเข้ามา
       “คุณหญิงจะให้ตั้งสำรับเลยไหมเจ้าคะ”
       “ข้าจะรอทานพร้อมลูกข้า ทำไมป่านนี้ลูกข้ายังกลับมาไม่ถึง ไหนว่าไปไม่นาน”
       ชุ่มยกถ้วยชาจะนำมาให้คุณหญิงจู่ๆ ก็รู้สึกใจหาย มืออ่อนปล่อยถ้วยชาตกพื้น ปึ้ก!
       “นังชุ่ม ดูสิเลอะเทอะไปหมดแล้ว”
       “บ่าวขอประทานโทษเจ้าค่ะ”
       ชุ่มรีบเก็บถ้วยชาไปวาง มือชุ่มแตะที่บริเวณหัวใจด้วยสีหน้าเป็นกังวล
       “ท่านขุน”
      
       รำพึงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง ขุนพิทักษ์นั่งอยู่ข้างเตียง จวงนั่งห่างออกไปแถวๆ ประตูห้อง ขุนพิทักษ์รู้สึกร้อน เหงื่อเริ่มผุดขึ้นบริเวณหน้าผาก ขุนพิทักษ์ใช้มือปาดเหงื่อ รำพึงกับจวงสังเกตเห็น จวงพยักเพยิดว่ายาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว
       “เป็นอะไรคะคุณพี่”
       ขุนพิทักษ์ ขยับตัวอย่างอึดอัด
       “ร้อนน่ะจ๊ะ”
       รำพึงยิ้มพอใจ
       “คุณพี่จำเพลงยาวที่คุณพี่เขียนมาได้ไหมคะ”
       “จำได้สิ”
       “คุณพี่พูดให้น้องฟังได้ไหมคะ น้องอยากฟังจากปากคุณพี่สักครั้ง”
       “ได้สิจ๊ะ...
       ถึงนวลเจ้าจะอยู่ไกลได้เห็นหน้า
       เป็นบุญตาได้ชมสมใจหนอ”
       ขุนพิทักษ์มอง รำพึงยิ้มสวย ริมฝีปากอวบอิ่มดูเย้ายวนมีเสน่ห์
       ขุนพิทักษ์เหงื่อยิ่งแตก กระสับกระส่ายอย่างอึดอัด และได้ยินเสียงหัวใจตนเองเต้นดัง เร่งเร้า
       “ยิ้มของเจ้าเป็นขวัญใจใคร่พนอ
       อยากเคลียคลออิงแอบแนบชิดกัน
       แต่วันนี้พี่คงได้แค่มองเจ้า
       หัวใจร้าวดิ้นเร่าเท่าอาสัญ
       หากจะช่วยให้พี่รอดคงชีวัน
       เพียงดวงจันทร์ช่วยโยนผ้ามาแทนใจ”
       ขุนพิทักษ์ได้ยินเสียงรำพึงเป็นเสียงก้องเหมือนยั่วเย้าให้ขุนพิทักษ์สติจะขาดเต็มที
       “ด้วยกลัวว่าบาปนี้จะมีมาก..
       จึงไม่อยากทำใครให้อาสัญ”
       รำพึงค่อย ๆ เลื่อนมือวางบนมือของขุนพิทักษ์ มองส่งสายตาให้อย่างยั่วยวน ขุนพิทักษ์เหมือนโดนกระตุ้นอย่างรุนแรงจนไม่อาจควบคุมตนเองได้
       “ถ้าผ้าน้องชูให้พี่มีชีวัน
       แพรเรียกขวัญคืนสู่พี่คงดีใจ”
       รำพึงค่อย ๆไล้มือขึ้นช้า ๆ จากปลายนิ้วไล่ขึ้นไปที่ต้นแขนแล้วเลื่อนมาที่อกอย่างแผ่วเบา ขุนพิทักษ์จับมือรำพึง หมับ! เหมือนจะห้าม
       รำพึงมองอย่างหวั่นๆ ว่าจะไม่ได้ผล แต่ขุนพิทักษ์กลับผลักดันให้รำพึงนอนลงไปบนเตียง รำพึงยิ้มอย่างสาสมใจ
      
       จวงยืนแอบฟังยิ้มกริ่ม ก่อนจะนึกถึงคำสั่งของรำพึง
       “เอ็งไปดักรอคุณพ่อที่ประตูเมืองแล้วรีบพามาที่เรือน”
       “แล้วถ้าบ่าวไม่เจอท่านพระยาล่ะเจ้าคะ”
       “คุณพ่อยืนยันว่าจะกลับเย็นวันนี้ เอ็งอย่าให้พลาดเด็ดขาด!”
      
       จวงยิ้มอย่างพอใจแล้วรีบวิ่งออกไปทันที
      
       ที่ประตูเมือง จวงมายืนดักรอพระยาเทวราชอย่างกระวนกระวาย
       “ป่านนี้ยังไม่มาอีก เดี๋ยวก็ไม่ทันเวลาพอดี”
       รถม้าพาพระยาเทวราชกับทหารอีกสองสามคนผ่านประตูเมืองเข้ามา จวงดีใจรีบวิ่งเข้าไปขวางทันที
       “ท่านเจ้าค่ะ เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ คุณรำพึง”
       พระยาเทวราชตกใจ
       “เกิดอะไรขึ้น”
       จวงทำท่าอึกอักอย่างลำบากใจมาก
      
       “ข้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น!”


  


        
       ภายในห้อง รำพึงใช้ผ้าแพรปิดอกนั่งอยู่บนเตียงมองขุนพิทักษ์ที่หลับเปลือยอกอยู่ข้างๆ อย่างสมใจ ขุนพิทักษ์ขยับตัวตื่น รำพึงสะอึกสะอื้นขึ้นมาทันที  ขุนพิทักษ์หันมองเห็นรำพึงที่นั่งร้องไห้
      
                       “น้องรำพึง”
                       ขุนพิทักษ์ลุกขึ้นแล้วมองตัวเองเห็นว่า ตัวเองอยู่ในสภาพที่ไม่ใส่เสื้อผ้า
                       “นี่มันเกิดอะไรขึ้น น้องรำพึง”
                       ทันใดนั้นประตูเปิดผาง! เข้ามาพร้อมกับพระยาเทวราชในอาการโกรธก้าวเข้ามาในห้อง
                       “ขุนพิทักษ์!”
                       ขุนพิทักษ์ตกใจมาก
                       “ท่านพระยา  กระผม...เอ่อ...”
                       รำพึงร้องให้น้ำตาหยดอย่างแนบเนียน
                       “คุณพ่อ!”
                       ขุนพิทักษ์อึ้งสุดขีดกับสถานการณ์ที่เจออยู่ตรงหน้า
        พระยาเทวราชยืนอยู่อย่างเคร่งเครียด  ขุนพิทักษ์แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ต่างคนต่างนั่งเงียบ รำพึงนั่งอยู่ด้วยแต่ทำเป็นสะอื้นเบาๆ  ปาดน้ำตา ราวกับเสียใจมากมาย พระยาเทวราชมองขุนพิทักษ์อย่างไม่พอใจ
                       “ท่านขุนจะจัดการยังไงกับเรื่องนี้”
                       ขุนพิทักษ์สบตากับรำพึงอย่างลำบากใจเหลือเกิน
                       รำพึงพูดปนสะอื้นแทรก
                       “คุณพ่อคะ...เรื่องนี้ลูกก็มีส่วนผิด เพราะลูกปล่อยให้ความรักเป็นใหญ่  ถึงทำให้คุณพ่อต้องเสียใจเช่นนี้”
                       พระยาเทวราชข่มอารมณ์สุดๆ
                       “ท่านขุนต้องจัดการทุกอย่างให้ถูกต้องตามประเพณีโดยเร็วที่สุด!”
                       ขุนพิทักษ์อึ้ง รำพึงมองแล้วแอบยิ้มอย่างสาแก่ใจ
        
                       ขุนพิทักษ์เดินมาที่ท่าน้ำอย่างเงียบผิดปกติ รำพึงเดินตามมา
                       “คุณพี่คะ”
                       ขุนพิทักษ์ชะงักหันมา รำพึงจับมือข้างหนึ่งของขุนพิทักษ์หงายแล้ววางมือตัวเองบนมือขุนพิทักษ์
                       “เกียรติและศักดิ์ศรีของน้องวางอยู่ในมือของคุณพี่แล้ว น้องหวังว่าคุณพี่จะเมตตาน้อง”
                       รำพึงยิ้มอย่างอ้อนวอน  ฝ่ายขุนพิทักษ์มองรำพึงอย่างพิจารณา
                       “น้องหายจากอาการปวดหัวแล้วใช่ไหม”
                       รำพึงอึ้งไปเล็กน้อย
                       “เอ่อ...ค่ะ”
                       “พี่ร้อนใจเมื่อรู้ว่าน้องป่วย และมาหาด้วยความห่วงใย แต่ไม่คิดเลยว่าแท้จริงแล้วมันเป็นกับดัก!”
                       รำพึงตกใจ
                       “คุณพี่...”
                       “พี่พร้อมที่จะดูแลน้องทุกเมื่อ...” คำพูดนั้นทำให้รำพึงยิ้ม
                       “แต่มันควรจะมาพร้อมกับความเต็มใจของเราทั้งสองคน แต่ถ้าไม่ใช่พี่ก็สุดปัญญา”
                       รำพึงหน้าเสีย ขุนพิทักษ์ปลดมือของรำพึงออกอย่างนุ่มนวลที่สุด ทั้งคู่ยืนมองหน้ากันชั่วขณะ  ขุนพิทักษ์ตัดสินใจออกเดินโดยไม่มีแม้คำร่ำลา
                       รำพึงสายตามุ่งมั่นไม่ยอมแพ้
                       “ถ้าน้องไม่ได้ตัวคุณพี่...น้องจะไม่มีวันเลิกรา !”
        
                       รำพึงเดินขึ้นมาบนเรือนก็ชะงักที่เห็นพระยาเทวราชยืนอยู่  รำพึงหวั่นๆ แต่ตัดสินใจเดินเข้าไปหา
                       “คุณพ่อ...ลูก”
                       ไม่ทันขาดคำ พระยาเทวราชก็ตบหน้ารำพึงฉาดใหญ่จนรำพึงถึงกับเซเกือบจะล้ม
                       “ทำตัวเป็นหญิงใจง่ายเช่นนี้ คิดหรือว่าขุนพิทักษ์จะยกขันหมากมาสู่ขอแก”
                       “ลูกเชื่อว่าคุณพี่จะต้องมาสู่ขอลูกแน่”
                       “ยังมีหน้ามาพูด สารเลว!”
                       “ลูกคิดอยู่แล้วว่ายังไงคุณพ่อก็ต้องโทษลูก ในสายตาคุณพ่อ...ลูกไม่เคยดี ไม่เคยมีความสำคัญที่คุณพ่อสนใจก็มีแต่เกียรติยศชื่อเสียงของคุณพ่อเอง”
                       “รำพึง!”
                       พระยาเทวราชโกรธง้างมือจะตบอีก แต่เห็นสายตารำพึงที่จ้องมองมาด้วยความเสียใจในความต่ำต้อยไร้ค่าของตนเอง พระยาเทวราชชะงักอึ้งลดมือลง
                       “ถ้าขุนพิทักษ์ไม่รับผิดชอบ แกจะต้องทุกข์ทรมานแบกความอับอายไปชั่วชีวิต”
                       รำพึงมองตามพระยาเทวราชที่เดินเข้าห้องไปอย่างหัวเสีย
      
                       “คุณพี่จะต้องมาขอลูก ต้องมา”      
      
        


  


        
       ในเวลากลางคืน ชุ่มเพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินขึ้นมาบนเรือนทาส ทันทีที่ชุ่มปิดประตูเรือน ขุนพิทักษ์เข้ารวบกอดร่างชุ่ม  ชุ่มตกใจ
      
                       “ท่านขุน! ท่านไม่ควรทำแบบนี้นะเจ้าคะ”
                       ขุนพิทักษ์กอดชุ่มวางคางบนไหล่ของชุ่ม
                       “ให้ข้าอยู่นิ่งๆ แบบนี้สักพักได้ไหม”
                       ชุ่มรู้สึกได้ว่าขุนพิทักษ์มีเรื่องไม่สบายใจ
                       “ท่านขุน...มีเรื่องอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ”
                       ขุนพิทักษ์กอดชุ่มแน่นขึ้น
                       “ข้ารักเอ็งนะชุ่ม”
                       ชุ่มไม่เซ้าซี้กอดปลอบพลา