กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 5] คู่กรรม

คู่กรรม.jpg
24-1-2013 19:12



คู่กรรม



ออกอากาศ : ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.10 - 21.40 ทางช่อง 5
บทประพันธ์โดย :  ทมยันตี
บทละครโทรทัศน์ โดย : ปราณประมูล
กำกับการแสดงโดย : สันต์ ศรีแก้วหล่อ
ผลิตโดย : บริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด
อำนวยการผลิตโดย : นิพนธ์ ผิวเณร และ ถกลเกียรติ วีรวรรณ



รายชื่อนักแสดง



สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว   รับบท   โกโบริ   
หนึ่งธิดา โสภณ   รับบท   อังศุมาลิน  
นภัทร อินใจเอื้อ   รับบท   วนัส   
ปวีณา ชารีฟสกุล   รับบท   แม่อร  
โฉมฉาย ฉัตรวิไล   รับบท   ยายศร   
จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี   รับบท   หลวงชลาสินธุราช  
สรพงษ์ ชาตรี   รับบท   กำนันนุ่ม   
สุพรรษา เนื่องภิรมย์   รับบท   แม่วัน  
ภูริ หิรัญพฤกษ์   รับบท   หมอทาเคดะ  
อุดมพร คชหิรัญ   รับบท   หมอโยชิ   
กศล อัทธเสรี   รับบท   ตาผล   
เกรียงไกร อุณหะนันท์   รับบท   ตาบัว   
โอลิเวอร์ พูพาร์ท   รับบท   ร้อยโทไมเคิล วอร์เด็น
อัจฉราพรรณ  ไพบูลย์สุวรรณ   รับบท   ยายเมี้ยน   
เป็ด เชิญยิ้ม   รับบท   ตาแกละ  
รอง เค้ามูลคดี   รับบท   เฮียเม้ง   
กรุง ศรีวิไล   รับบท   หลวงพ่อ
ไปรมา รัชตะ   รับบท   คุณหญิงจิต ชลาสินธุ์   
นิรุตติ์ ศิริจรรยา   รับบท   พลโทโทโมยูกิ  
พงศ์สิรี บรรลือวงศ์   รับบท   สารวัตรองอาจ   
ศุภัคชญา สุขใบเย็น   รับบท   แมว



เรื่องย่อ ละครคู่กรรม



          อังศุมาลิน ชลาสินธุ์ (หนึ่งธิดา โสภณ) เติบโตมาท่ามกลางความรักของ แม่อร (ปวีณา ชารีฟสกุล) กับ ยาย (โฉมฉาย ฉัตรวิไล) ที่บ้านริมคลองบางกอกน้อย โดยปราศจากความไยดีของพ่อที่เป็นนายทหารระดับสูงแห่งกองราชนาวีไทย ชื่อ หลวงชลาสินธุราช (จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี) ที่ไปมีครอบครัวใหม่เพื่อความก้าวหน้าทางการงาน อังศุมาลินมีเพื่อนชายที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กคือ วนัส (นภัทร อินใจเอื้อ) ก่อนเดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษ วนัสได้ขอความรักจากอังศุมาลิน แต่เธอขอให้คำตอบในวันที่เขาเรียนจบกลับมาเสียก่อน โดยทั้งคู่สัญญาว่าจะรอกัน

          อังศุมาลินเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นกับ หมอโยชิ (อุดมพร คชหิรัญ) ทันตแพทย์ชาวญี่ปุ่นแถวตลาด ใกล้บ้าน แต่พอเกิดสงครามเขากลับแต่งเครื่องแบบทหารและประกาศตัวว่าเป็นคนของกองทัพญี่ปุ่นผู้รุกราน ทำให้อังศุมาลินผิดหวังและโกรธแค้น วันหนึ่งอังศุมาลินก็ได้พบกับ โกโบริ (สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) เรือเอกหนุ่มประจำกองทัพเรือญี่ปุ่น ที่มาประจำอยู่ที่อู่ต่อเรือใกล้บ้าน อังศุมาลินประกาศตนเป็นศัตรูกับกองทัพญี่ปุ่น เมื่อโกโบริสั่งลงโทษกรอกน้ำมัน ตาบัว (เกรียงไกร อุณหนันท์) กับ ตาผล (กลศ อัทธเสรี) คนในชุมชนชาวสวนที่อังศุมาลินรู้จัก ซึ่งไปรับจ้างทำงาน แต่กลับช่วยกันขโมยน้ำมันของกองทัพญี่ปุ่น โกโบริรู้สึกรักอังศุมาลินตั้งแต่แรกพบ เขาพยายามแสดงไมตรีจิตกับครอบครัวของอังศุมาลินมาตลอด เช่น เมื่อยายของเธอป่วยเป็นไข้มาลาเรีย เขาก็พาหมอทาเคดะ (ภูริ หิรัญพฤกษ์) มารักษา ด้วยเหตุนี้แม่กับยายเอ็นดูมองเห็นถึงน้ำใจไมตรีและเรียกขานว่า พ่อดอกมะลิ

          บ่ายวันหนึ่งขณะที่อังศุมาลินอยู่บ้านคนเดียวก็มีสัญญาณระเบิดดังขึ้น โกโบริมาหาเธอที่บ้านพอดี จึงพาเธอไปหลบภัยที่ท้องร่องในสวน พอดีระเบิดลงใกล้บริเวณนั้นโกโบริเอาตัวกำบังอังศุมาลินไว้ และเอ่ยปากบอกรักอังศุมาลินก่อนที่เขาและเธอจะหมดสติพร้อมกัน หลังเหตุการณ์สงบ แม่กับยายกลับมาจากทำบุญที่วัด พร้อมด้วย ยายเมี้ยน (อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ) และชาวบ้าน พวกเขามาพบโกโบรินอนทับอังศุมาลินอยู่ในท้องร่อง ยายเมี้ยนนำเรื่องนี้ไปโพนทะนาจนข่าวแพร่กระจายไปในทางเสื่อมเสียอย่างมาก

          พอดีที่หลวงชลาสินธุราชพ่อของอังศุมาลินที่กำลังมีปัญหาทางการเมือง เพราะถูกสงสัยว่าเป็นขบวนการเสรีไทย และสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างไทยกับญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงกระทบกระทั่งกันเองพอดี อีกทั้งโกโบริเป็นตัวอย่างของนายทหารญี่ปุ่นที่มีความสัมพันธ์อันดีกับคนไทย ดังนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองหนุ่มสาวจึงถูกดึงให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขบรรยากาศความขัดแย้ง

          หลวงชลาสินธุราชจึงมาเจรจาขอให้อังศุมาลินยอมแต่งงานกับโกโบริด้วยตนเอง เพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งหมด เมื่อทุกอย่างบีบคั้นอังศุมาลินจึงยอมตกลงปลงใจแต่งงานกับโกโบริ แต่ในวันหมั้นโกโบริจับได้ว่าอังศุมาลินและพวกพ้องถือโอกาสพาร้อยโทไมเคิล วอร์เด็น (โอลิเวอร์ พูพาร์ท) เชลยชาวอเมริกันหนีกองทัพญี่ปุ่นเพื่อไปพบพวกขบวนการเสรีไทยได้สำเร็จ จึงทำให้เขารู้สึกเสียใจกับการกระทำครั้งนี้ของอังศุมาลินเป็นอย่างมาก แต่เพราะความรักที่มีต่ออังศุมาลิน โกโบริจึงยอมเก็บเรื่องทุกอย่างไว้เป็นความลับ ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอาจเป็นภัยร้ายแรงกับกองทัพญี่ปุ่น

           โกโบริรู้ดีว่าอังศุมาลินมีวนัสอยู่แล้ว เขาตัดสินใจไปหารือกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่เพื่อจะขอยกเลิกการแต่งงานแต่ก็ไม่เป็นผล การแต่งงานของโกโบริกับอังศุมาลินจึงเป็นไปตามกำหนดการเดิม และในคืนส่งตัวโกโบริก็ปฏิบัติตนเป็นสุภาพบุรุษ ไม่คิดที่จะล่วงเกินอังศุมาลินเลยแม้แต่น้อย

          ตาบัวกับตาผลยังหาความเดือดร้อนมาใส่ตัวอีกจนได้ ด้วยการไปพาฝรั่งเยอรมันมาที่กระท่อมในสวน เพราะนึกว่าฝรั่งทุกคนคือศัตรูญี่ปุ่นไปหมด แต่เยอรมันคนนั้นไปแจ้งตำรวจและกองทัพญี่ปุ่น ว่าในสวนนี้มีกระท่อมที่ให้ที่พักกับฝรั่งชาติพันธมิตร จนพวกกำนัน (สรพงศ์ ชาตรี) ซึ่งเป็นพ่อของวนัสกับชาวบ้านต้องช่วยกันรื้อกระท่อมนั้น และจัดงานรำวงขึ้นเพื่อบังหน้า โกโบริเองก็พลอยร่วมมือไปกับเขาด้วย ทั้ง ๆ ที่รู้สึกเจ็บปวดในใจ เขาจึงดื่มเหล้าอย่างหนักและร่วมรำวงอย่างสนุกสนานจนขาดสติ

          ในคืนนั้นเองโกโบริก็ปลุกปล้ำขืนใจอังศุมาลิน ทั้งเพราะความเมาความรักและความน้อยใจ ทำให้อังศุมาลินยิ่งแสดงความเย็นชาเกลียดชังเขามากขึ้น โกโบริรู้สึกผิดที่ล่วงเกินอังศุมาลิน เขาจึงมุทำงานอย่างหนักไม่กลับมาค้างที่บ้าน พร้อมกับทำเรื่องขอย้ายไปประจำการที่พม่าเพราะสถานการณ์ที่นั่นกำลังตึงเครียด จากนั้นไม่นานอังศุมาลินก็รู้ตัวว่าตนได้ตั้งท้องลูกของโกโบริ หมอทาเคดะตรวจพบอาการและบอกข่าวดีกับทุกคน โกโบริดีใจมาก แต่แล้วก็มีข่าวว่าวนัสเป็นหนึ่งในขบวนการเสรีไทยจากอังกฤษที่กระโดดร่มเข้ามาในประเทศไทย และโดนญี่ปุ่นจับได้

          อังศุมาลินรู้ว่าโกโบริจะได้เป็นหนึ่งในคณะทหารญี่ปุ่นที่จะทำหน้าที่สอบสวนวนัส เธอจึงเอาลูกมาขู่ว่าหากวนัสมีอันตรายอะไร โกโบริจะต้องตอบแทนอย่างสาสม ก่อนทิ้งตัวให้ตกบันไดที่สูงชันลงมา โชคดีที่เธอและลูกปลอดภัย แต่โกโบริเสียใจมาก เขาพยายามเร่งให้ตัวเองได้ย้ายไปพม่าเร็วขึ้น และพูดว่าหากอังศุมาลินไม่ต้องการเด็ก ก็ให้ส่งไปให้พ่อแม่เขาที่ญี่ปุ่นเลี้ยงก็ได้ ส่วนตัวเธอเขาจะปล่อยให้เป็นอิสระได้กลับไปรักกับวนัสตามเดิม อังศุมาลินเริ่มได้คิดและรู้ใจตนว่าที่แท้แล้ว คนที่มีความหมายที่สุดสำหรับเธอก็คือโกโบริและลูกในท้องต่างหาก เธออยากบอกให้เขารู้ว่าเธอรักเขาที่สุด และขอให้เขาเลิกล้มความคิดที่จะย้ายไปจากเมืองไทยเสีย แต่ก็มีอันต้องคลาดกันตลอด เพราะโกโบริเอาแต่หักโหมทำงานเพื่อลืมความทุกข์ในใจ ทั้งสองจึงไม่ได้ปรับความเข้าใจกัน

          ในที่สุดวนัสก็พ้นจากการจองจำเพราะความช่วยเหลือของโกโบริ วนัสรีบมาพบอังศุมาลิน เธอดีใจมาก เพราะเธอจะได้ให้คำตอบแก่วนัสตามสัญญาเสียทีว่าเธอรักโกโบริคนเดียวและขอคืนอิสระจากวนัส วนัสบอก ว่าโกโบริเป็นคนดี และอวยพรในความรักของเธอกับโกโบริ พร้อมกำชับให้อังศุมาลินบอกโกโบริว่าอย่าไปสถานีรถไฟบางกอกน้อย เพราะพันธมิตรมีแผนจะทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ที่นั่น

          ทั้งสองไม่รู้ตัวเลยว่าการลักลอบพบกันครั้งนี้อยู่ในสายตาของโกโบริ แต่เขาไม่ได้ยินสิ่งที่ทั้งสองบอกต่อกัน ภาพที่เห็นจึงทำให้โกโบริเข้าใจผิด จากนั้นอังศุมาลินก็รีบจะไปบอกข่าวดีกับโกโบริว่าเธอเป็นอิสระจากวนัสแล้ว และจะขอเป็นภรรยาที่ดีของเขาคนเดียว แต่ไม่ทันกาลเพราะโกโบริได้ออกเรือตรงไปที่สถานีรถไฟบางกอกน้อย พอดีอังศุมาลินรีบตามไปที่สถานีรถไฟบางกอก เมื่อเธอไปถึงปรากฏว่าสถานีรถไฟบางกอกน้อยโดนระเบิดถล่มเสียหายยับเยิน มีทหารบาดเจ็บล้มตายมากมาย อังศุมาลินขอพรลูกในท้องให้ช่วยคุ้มครองพ่อ และตามหาโกโบริอย่างร้อนใจ จนในที่สุดก็พบเขาบาดเจ็บสาหัสนอนจมซากปรักหักพังอยู่ เธอพยายามทำทุกวิธีอย่างสุดกำลังที่จะช่วยให้เขามีชีวิตรอด

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครคู่กรรม

ที่มา :

ตอนที่ 1

       เวลายามเช้า บริเวณท่าน้ำริมคลองใหญ่ หน้าบ้านหลังหนึ่ง น้ำในคลองยังสะอาดใส
      
       ทอดสายตามองไป เห็นพระปรางค์วัดอรุณอันแสนงดงามเข้มขลังในแสงอ่อนๆ เทา ฟ้าชมพูจางเรื่อๆ ยามเช้า ไกลออกไปอีกนิดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาต้องลมที่พัดมาแผ่วๆ แลเห็นเป็นคลื่นเทาเงินสลับทอง ระยิบระยับงามจับตา
      
       เวลาเคลื่อนคล้อย พระอาทิตย์ลอยเลื่อนขึ้นเหนือดงทิวไม้หลากพรรณในสวน ทั้งต้นหมาก มะพร้าว กล้วย ไผ่ ต้นไม้ใหญ่สูงครึ้มยืนต้นตระหง่าน
       ทิวสวนริมน้ำ สว่างมากขึ้น บางหย่อมมีหมอกขาวๆ โรยตัวต่ำๆ บรรยากาศสงบ โค้งคุ้งคลอง สว่างขึ้นอีก เห็นสวนเป็นส่วนใหญ่ จะมีหลังคาบ้านแหลมๆ โผล่พ้นทิวไม้บ้าง แต่ก็ห่างๆ กัน เรือพายลำหนึ่งแหวกหมอกจางๆ ผ่านไป
       ธรรมชาติสวยของดอกไม้ เห็นดอกผลของไม้ริมน้ำ อาทิ ลำพู จิก มะกอกน้ำ ตีนเป็ด จาก
       นกน้อย แมงปอ ผีเสื้อ โบยบินชื่นชมความงดงามของธรรมชาติอย่างเริงร่า ใต้นำใสฝูงปลาแหวกว่ายอย่างไม่รู้เหนื่อย
       เหล่านี้ ล้วนเป็นความงดงามและธรรมชาติอันแสนร่มรื่นของบ้านเรือนผู้คนใน ธนบุรี ห้วงเดือนมกราคม ปี พ.ศ. ๒๔๘๓
      
       บริเวณลำคลองสะอาดใส ท้องน้ำสงบนิ่ง พลันผืนน้ำแตกซ่าด้วยฝีมืออังศุมาลิน ที่ดำน้ำลงไปซะนาน โผล่พุ่งพรวดขึ้นมา หน้าตาสดใส แววตาซุกซน หนาวจนสั่น บรื๋อๆๆ พ่นควันจากปาก
       เด็กสาวใส่กระโจมอกสีเข้มสด ขับผิวที่ขาวเนียนเป็นยองใย ใบหน้าสวยใสสุดๆ ดวงตาเป็นประกายสดใสมีชีวิตชีวา คิ้วเข้ม ขนตางอนงามเป็นธรรมชาติ ผมยาวดำเข้มนั้นถูกรวบตึงไม่ให้รุงรัง
       ในมืออังศุมาลิน มีกุ้งก้ามกรามตัวโตที่ดิ้นกระแด่วๆน้ำกระจายเด็กสาวจับในท่วงท่าที่ถูกต้องระดับเซียน อังศุมาลินทำหน้าสะใจกับเจ้ากุ้ง แล้วก็มุดตัวลงน้ำอีกที มาโผล่ที่โคนเสาใต้ท่าน้ำ แล้วจัดแจงใส่กุ้งตัวนั้นรวมกับถุงตาข่ายเชือกถักที่มีกุ้งอยู่แล้ว 3-4 ตัว ตัวเป็นๆ
       ห่างออกไปเห็นร่างแม่อรผู้เป็นมารดา ในชุดผ้าซิ่น ใส่เสื้อหนาวไหมพรมถักเอง แม่อรตัดผมสั้น และมีผ้าห่มคลุมกันหนาว เดินมาท่ามกลางสุมทุมในสวนที่มีหมอกจางๆ พลางสอดส่ายสายตามองหารอบๆ แม่อรเดินมาเร็ว และคล่องแคล่ว
       “ยัยอัง..ยายอัง..ยายอัง..ไปไหนนะ”
       อังศุมาลินได้ยินเสียงแม่ ทำตาโต หน้าตาซุกซน รีบดำน้ำผลุบหนีลงไปซ่อนทันที
       แม่อรมองหาไปมา แล้วชะงัก เห็นที่กิ่งลำพูริมน้ำ มีผ้าขนหนูสีขาวผืนใหญ่พาดเด่นอยู่ แม่อรเดินลิ่วมาที่ท่าน้ำ กวาดตามองหาไปทั่ว พลางบ่นเสียงดุๆ
       “ยัยอัง ขึ้นมานะ หนาวจะตายลงไปอาบน้ำได้ ตะคริวมันจะกิน”
       แม่อรบ่นพลาง ก้าวลงมาที่ท่าน้ำ
       อังศุมาลินค่อยๆ โผล่ขึ้นมาแบบเงียบกริบ พอดีแม่อรเหลียวมา อังศุมาลินเห็นรีบผลุบไปแอบซ่อนใต้สะพานอย่างเร็ว
       แม่อรมองมา เห็นแต่พื้นน้ำที่ไหวๆ แม่อรมองหา ไม่มีอะไร จึงหันไปอีกด้านหนึ่ง
       “อังศุมาลิน...” เปลี่นนเสียงเรียกเข้มขึ้นอีก “ขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ เร็วๆ เข้า คุณยายถามหา”
       ทันใดนั้น มีมือขาวๆ ค่อยๆ โผล่มา แล้วจับหมับที่ข้อเท้าแม่อร
       แม่อรร้อง “ว้าย..” สะบัดข้อเท้า อย่างตกใจ
       อังศุมาลินชอบใจ หัวเราะเต็มเสียง อย่างสดใส
       “ต๊าย..ลูกคนนี้ขึ้นมา หนาวจะตายอยู่แล้ว!”
       “ก็อยู่ในน้ำแล้วอุ่นออก แดดกำลังดี”
       อังศุมาลินนิ่วหน้า แต่ก็ยอม ว่ายไปที่บันได วิ่งตื๋อขึ้นมา หนาวบรื๋อๆๆ แม่อรไปหยิบผ้าขนหนูที่พาดไว้มาคลุมให้ อังศุมาลินสยายผมลงมาเช็ด แม่อรช่วยเข้ามาเช็ดผมให้แรงๆ
       แม่อรหมั่นไส้ ปนห่วงใย “เค้าหนาวกันจะเป็นจะตาย แม่นี่กลับไปแช่อยู่ในคลอง สมล่ะ ที่ใครๆเขาว่า..ว่าเป็นคนร้อนวิชา”
       “หนาวๆ อย่างนี้ แม่ว่าจะมีสงครามอย่างเขาว่ากันหรือเปล่าคะ”
        
       เด็กสาวถาม แล้วก้มไปคุกเข่าที่ท่าน้ำ ดึงถุงตาข่ายใส่กุ้งขึ้นมา กุ้งดีดดิ้นไปมา



       เวลาเดียวกันที่บ้านไทยใต้ถุนสูง มีบันไดชันสำหรับขึ้นลง บนเรือนกว้างขวางมีส่วนที่เป็นนอกชาน ครัว ห้องโถงกลางยกพื้น ไปสู่ห้องที่เรียงรายกันอยู่ด้านใน
      
       ที่บนเรือนเวลานั้น บริเวณโถงกลางซึ่งถูกยกพื้นตรงบริเวณชานบ้านหน้าครัว ซึ่งเป็นมุมพักผ่อนสบายๆ ของครอบครัว ยายศรกำลังนั่งเฉาะหมากจากเปลือก แล้วแคะหมากกองไว้ในกระด้งข้างตัว ตรงหน้า กลางแจ้ง คือกระด้งหมากสด แห้งที่ตากแดดวางเต็มพื้นที่ ด้านหนึ่ง มีทะลายหมากกองอยู่หลายทะลาย
       ยายศรได้ยินเสียงสองแม่ลูกคุยกันเสียงดังมา เลยหันมาชะเง้อรอ พลางเฉาะหมากต่อไป อย่างคุ้นมือ เสียงแม่อรนำขึ้นมาก่อน
       “เอาเถอะๆ ใครจะรบราฆ่าฟันกันที่ไหนก็ช่าง เราอยู่ของเราไปก็แล้วกัน”
       ยายศรส่ายหน้า พูดเสียงดังไปก่อน “นี่ไปลากตัวขึ้นมาจากน้ำล่ะสิ แม่อร”
       อังศุมาลินโผล่หน้ามาพอดี ทำหน้าทะเล้น มือถือถุงตาข่ายใส่กุ้งมาด้วย
       “หนูกำลังจะขึ้นเองอยู่แล้วต่างหากค่ะ คุณยาย”
       แม่อรโผล่ตามมาทำหน้ายิ้มระอาเหลือ พยักเพยิดกับผู้เป็นยาย
       “นึกแล้ว..ถ้าตายไปล่ะก็ ไปหาในน้ำเป็นเจอ”
       อังศุมาลินเถียงคำไม่ตกฟาก “ก็หนูเป็นลูกทหารเรือเก่านี่”
       ยายศรอึ้ง มือที่เฉาะหมากชะงักกึก อังศุมาลินได้สติ รีบหันไปดูหน้าแม่
       ใบหน้าแม่อรที่กำลังยิ้มๆ เจื่อนเผือดลงวูบหนึ่ง
       อุงศุมาลินจ๋อยซีดทันที “หนู..ไม่ได้ตั้งใจ”
       แม่อรพยายามยิ้ม เปลี่ยนเรื่อง ทำเป็นร่าเริง “เอ้า..ส่งกุ้งมาได้แล้ว..เดี๋ยวแม่จะไปเผาให้”
       อังศุมาลินยิ้มแหยๆ ส่งกุ้งให้แม่
      
       ตอนสายๆ บนต้นสะเดาท้ายสวน ดอกสะเดาอ่อนๆชูช่อสลอนแลดูน่ากิน ก่อนจะเห็นมืออังศุมาลินหักช่อสะเดานั้นแล้วทิ้งลงไปใต้ต้น
       อังศุมาลินใส่ผ้าซิ่นฝ้ายสีเข้มที่ถกขึ้นมาหนีบไว้ที่เข่า เพื่อให้ปีนป่ายสะดวก เสื้อแขนกุดเข้ารูปคอกลมผ้าพื้นสีอ่อน นั่งบนคาคบต้นสะเดาสูงใหญ่ มองหา เลือกช่อสะเดาต่อไปอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วเอื้อมไปหักโยนลงไปเบื้องล่างต่อไป
       เสียงวนัส ดังมาจากใต้ต้นสะเดา
       “เจ้าข้าเอ๊ย ใครขว้างหัว...”
       อังศุมาลินสะดุ้ง มองลงไป รีบดูชายให้ผ้าถุงกระชับเรียบร้อย
       วนัสยืนแหงนหน้าเงยดูที่พื้น ห่างออกไปจากใต้ต้นหนึ่งร่องสวน หน้าตาท่าทีขำมากมาย ร้องตะโกนต่อ
       “สะเดาต้นนี้มีเจ้าแม่ด้วยเจ้าข้า...อยู่ข้างบนเป็นลิงเป็นค่าง อยู่ข้างล่างขว้างได้ขวางเอาเจ้าข้า...” วนัสแกล้งก้มเก็บกิ่งไม้หักๆ บนพื้น ทำท่าเล็งแลเงื้อหมายจะขว้างหน้าตาสนุกที่ได้แกล้ง
       “อย่านะ วนัส เดี๋ยวเถอะ! นี่...เราจะลงแล้ว ถอยไปไกลๆ แล้วหันหลังด้วย ไม่งั้น ไม่แบ่งกุ้งให้กินนะ”
       วนัสหัวเราะ หันหลังให้ พร้อมกับกอดอก
       อังศุมาลินรีบรวบผ้านุ่งแทบจะกลายเป็นกางเกงไปแล้ว
       “ลงหรือยาง...หนึ่ง...สอง...สาม..สี่…”
       วนัสนับเรื่อยๆ แต่ทันใด มีเสียงดังตุ้บ ผสมเสียงร้องวี้ดจากด้านหลัง
       วนัสตกใจ รีบหันกลับ เห็นอังศุมาลินนั่งพับเพียบแปะกองอยู่ใต้ต้นสะเดาต้นนั้น
       “อุย” อังศุมาลินดูแขนที่ถลอกเป็นทาง
       วนัสรีบกระโดดมาดู ถามอย่างห่วงใย “เจ็บไหม ตกลงมาสูงหรือเปล่า” จากนั้นก็กลายเป็นบ่นๆ “ไม่ควรกระโดดลงมานี่นา”
       อังศุมาลินพาล แหวใส่ “ใครว่าเขาโดด..กิ่งมันลื่นออกจะตายไปก็ใครที่เป็นคนเร่งล่ะ”
       วนัสเยื้อนยิ้มท่าทีอ่อนโยน แต่น้ำคำพูดทีเล่นทีจริง
      
       “ดุชะมัด อีกหน่อยเราก็ไม่อยู่ให้ดุแล้ว..อยากรู้นัก..ว่าตัวจะไปดุใครแทน”



       ไม่นานหลังจากนั้น วงกินข้าว ที่ปูด้วยเสื่อบนยกพื้น ตั้งสำรับพร้อมแล้ว
      
       ช่อดอกสะเดาถูกลวกในอ่างน้ำข้าวร้อนเดือดปุดๆ ส่วนกุ้งแม่น้ำเผาแล้ววางเรียงอยู่บนจาน
       ยายศร แม่อร อังศุมาลิน และวนัส ทั้งหมดนั่งล้อมทานข้าว วนัสปรายตาดูอังศุมาลินค้อนๆ
       “อังเขาดีใจ ที่ผมไปพ้นๆ ซะได้”
       อังศุมาลินที่กำลังหย่อนกุ้งลงจานข้าวของวนัสลงไป 2 ตัว หันขวับ
       “หาเรื่อง”
       “หรือไม่จริง”
       “งั้นเอากุ้งเขามา กินตัวเดียวพอ”
       อังศุมาลินดึงกุ้งกลับมาตัวหนึ่ง วนัสไม่ยอม แย่งชามกุ้ง ดึงกันไปมาเป็นชักคะเย่อ
       แม่อรกับยายศรสบตากัน ส่ายหัวแล้วแอบขำ
       “แล้วไปอังกงอังกิดนี่ มันไกลไหมละพ่อวนัส” ยายศรถามวนัส
       “ประมาณสองเดือนไปถึงครับคุณยาย เพราะต้องนั่งรถไฟไปลงสิงคโปร์ แล้วถึงต่อเรือข้ามทวีปไปอีกทีครับ”
       “โอย คงไกลโขน่าดู” ยายว่า
       “แต่ถ้าตอนอยู่โน่น เกิดสงครามแล้วกลับไม่ได้...ผมตายแน่” วนัสใจหาย
       “ทำไมจะตาย ก็อยู่ไปเรื่อยๆ เสร็จสงครามเมื่อไหร่ก็กลับ” อัวศุมาลินบอก
       วนัสเย้า “เผื่อมันรบกันซัก 20 ปีล่ะ”
       “ก็ดีเสียอีก ได้อยู่เมืองนอกตั้ง 20 ปี” อังศุมาลินบอกอีก
       วนัสมองหน้าพูดเป็นนัย “แต่เขาห่วงเมืองไทย...กลับมา...อะไรๆ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปหมด”
       “อะไรจะเปลี่ยน” อังศุมาลินถาม ขณะก้มหน้าแกะกุ้ง
       วนัสไม่ตอบ ตามองหน้าอังศุมาลินครุ่นคิด
       อังศุมาลินรู้สึกว่าวนัสเงียบผิดสังเกต จึงหันมาหาเหลือบตาขึ้นมอง เห็นดวงตาของวนัส ที่มองมาด้วยแววมีความหมายบางอย่าง
       อังศุมาลินเกือบสะดุ้ง ใจหายวาบ รีบหลบตา แล้วก้มหน้าแกะกุ้งต่อ
       วนัสมองอังศุมาลินด้วยแววตาอ่อนหวานยิ่งขึ้น
      
       ค่ำนั้น วนัสส่องไฟดูทางตรงมายังบริเวณศาลาท่าน้ำหน้าบ้าน อังศุมาลินถือช่อดอกราตรีเดินตามมาส่ง สองคนถึงท่าน้ำ อังศุมาลินมองไปเห็นต้นลำพูมีหิ่งห้อยตอมเต็มในความมืด ก็ตาโตตื่นเต้น
       “ดูต้นลำพูสิ สวยจัง”
       วนัสถามออกมา“ตัวจะคอยเขาอีกสัก 5 ปีได้ไหม
       อังศุมาลินเงียบ นิ่งไป
       “เวลาตั้ง 5 ปี ใครจะไปรู้ว่าอะไรๆ มันจะไม่เปลี่ยน แม้แต่ตัวก็เถอะ”
       “ตัวกลัวเขาจะเหมือนกับคุณพ่อตัวล่ะสิ” วนัสหมายถึงหลวง.....บิดาอังศุมาลิน มองท่าทีเกรงใจ “อย่าโกรธนะ ที่เขาพูดแบบนี้”
       “ไม่โกรธหรอก..นัส” อังศุมาลินมองหน้า “ตัวไม่เข้าใจ เขาพยายามที่จะให้โอกาสตัว ที่จะไม่ต้องผูกมัดตัวเองไว้กับผู้หญิงจนๆ..มีแต่ตัว..อย่างเขา เขาโอกาสตัวให้ได้เลือกคนดีๆกว่าเขา เขาไม่อยากเป็นอย่างแม่ ที่ต้องขมขื่นอยู่ทุกวันนี้เพราะการผูกพันอย่างโง่ๆ กับคำมั่นสัญญาที่ไม่เป็นแก่นสาร” อังศุมาลินใจหาย พูดไปพูดมาน้ำตาพาลจะไหล
       “เขาจะพิสูจน์ให้ตัวเห็นว่า เวลาเปลี่ยนแปลงหัวใจเขาไม่ได้ ไม่มีใครที่เขาจะแต่งงานด้วยได้ นอกจากตัว..อังศุมาลิน”
       “นัส” อังศุมาลินครวญ สีหน้าหนักใจ
       วนัสมองมาอย่างมุ่งมั่น “ตัวไม่ต้องบอกอะไรกับเขาเขาก็จะไม่ถามตัวเหมือนกัน เขาอยากให้โอกาสตัวด้วย..เอาเป็นว่า...อีก 5 ปี...เขาจะกลับมายืนตรงนี้ ทวงคำถามเก่าๆ อีกครั้ง...ถ้าหากตัวยังไม่เปลี่ยนแปลง”
       อังศุมาลินมองตอบ พูดอย่างคนใจนักเลง ท้าทาย “ได้..อีก 5 ปี เค้าจะยืนคอยตัวที่นี่! ให้ตัวทวงคำถาม ที่เขายังไม่ตอบ”       
       วนัสมองหน้ารับคำท้า ซึ้งน้ำใจ “อัง...” ขยับเข้ามา อยากจะกอด แต่ไม่ทำ “อัง..เขาจะรีบกลับมา.. เขาจะรีบเรียน” วนัสเห็นหิ่งห้อยมากมายบิน รอบๆ คว้ามาได้ 2-3 ตัว แล้วเอามาวางบนผมอังศุมาลิน “เขาไม่อยากเป็นอย่างหิ่งห้อย เที่ยวจุดโคมส่องตามหาวิญญาณนางลำพู ที่หายไปในแม่น้ำ” เด็กหนุ่มคว้ามืออังศุมาลินขึ้นมา “อัง...อีก 5 ปี” ย้ำคำมั่นอีกหน “เขาไม่ทิ้งให้ตัวรอเขาฝ่ายเดียวแน่”
       สองคนยืนมองหน้ากันที่เรือนผมอังศุมาลินมีหิ่งห้อยเกาะ เปล่งแสงวิบวับๆ
      
       คล้ายดวงตาวนัสที่วิบวับวาววามในยามนั้น
      ค่ำคืนวันที่ ๗ เดือนธันวาคม ปีพุทธศักราช ๒๔๘๔ บริเวณลานพระรูปทรงม้า ถนนราชดำเนินใน มีงานรื่นเริงและมีมหรสพสมโภช
      
       ราวไฟประดับส่องแสงระยิบระยับตลอดเส้นทาง ยินเสียงเพลงปลุกใจชวนฮึกเหิมดังกระหึ่ม
       “ตื่นเถิดชาวไทย อย่าหลับใหลลุ่มหลง ชาติจะเรืองดำรง ก็เพราะเราทั้งหลาย ถ้ามัวหลับมัวหลง เราก็คงมลาย เราต้องเร่งขวนขวาย ตื่นเถิดชาวไทย”
       ธงไตรรงค์ ปลิวสะบัดพัดวี เป็นทิวสวยงาม เป็นริ้วธง และราวไฟพริ้งเพรา สวยงาม น่าตื่นตาที่ถูกประดับบนถนนราชดำเนินใน
       มองออกไปเห็นพระบรมรูปทรงม้า และพระที่นั่งอนันตสมาคมเด่นตระหง่านอยู่ไกลๆ
      
       สองเกลอตาบัว ตาผล แต่งตัวโก้ตามประสา เริ่มเมากันกรึ่มๆ มองร้านรวงต่างๆ ที่ประดับไฟหลากสี ตกแต่งสวยงามด้วยความตื่นตา
       “เอาดินแดนอินโดจีนคืนมาจากไอ้เศษฝรั่งได้ทั้งที มันต้องฉลองกันให้เต็มคราบ” ตาบัวฮึกเหิมพูดนำร่อง
       ตาผลหันมาหา “เออไอ้บัว ข้าชักอยากเห็นไอ้รถถังฝรั่ง ที่เราไปยึดไอ้พวกตาน้ำข้าวมาได้ มันอยู่ตรงไหนวะ”
       “เอ็งนี่หนา หัดหูตากว้างไกลซะมั่ง เป็นคนไทยมันต้องมีวัดทะทัม ทางนี้ๆๆๆ” ตาบัวเดินแอ่น นำตาผลไปอย่างมั่นใจ ตะเบ็งเสียงร้องเพลงไปด้วย “มาด้วยกัน ไปด้วยกัน เลือดสุพรรณของเรานี่เอย”
       เนื้อเพลงท่อนต่อมาทั้งสองผู้เฒ่าร้องประสานเสียง “เลือดสุพรรณ เข้าประจันอย่าได้พรั่นเลย”
      
       บริเวณอ่าวไทย จังหวัดชุมพร ค่ำคืนเดียวกัน เห็นธงไตรรงค์บนหลังคาเรือหาปลาขนาดกลาง พลิ้วไสวตามแรงลมทะเล ท่ามกลางความมืดของคืนข้างแรม และสายฝนโปรยปราย บนเรือ มีชาวประมง ๒ คน กำลังเตรียมอุปกรณ์หาปลากันอย่างขะมักเขม้น
       ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินไปที่หัวเรือ มองฝ่าความมืดออกไปด้วยสีประหลาดใจ เด็กหนุ่มคนนั้นพูดขึ้นเสียงทองแดงสำเนียงใต้
       “ไอ้ยี ไอ้ยี อะไรมันลอยเต็มเลยวะ”
       ชายหนุ่มคนที่สองถามกลับสำเนียงใต้เช่นกัน “ไรของเอ็ง”
       พลางละมือจากงานมาดู พลันมีสีหน้าที่ตื่นตกใจตามเพื่อน
      
       ค่ำวันเดียวกันที่พระนคร ตรงลานพระรูปทรงม้า ถนนราชดำเนิน ยินเสียงระนาด เสียงกลองรัวระงม คนเล่นลิเกกำลังเตรียมประดาบกันอยู่บนโรง คนแรกเป็นลิเกแต่งชุดทหารไทย กำลังรบกับลิเกที่แต่งตัวเป็นฝรั่ง ใส่วิกผมทอง ทาหน้าขาว
       ลิเกไทยชี้หน้า “มาถึงวันนี้เรามีเอกราช เปลี่ยนชื่อเป็นไทยแลนด์อย่างองอาจอย่ามาลวนลาม และวันนี้พวกกูก็มีรัฐทำมะนูน เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์สง่างาม”
       พิณพาทย์ประโคมรัวเร็ว
       ลิเกคนไทยร้องตะโกน “ตายซะเถอะ” จากนั้นสองฝ่ายต่างออกท่าสู้ฟันกันเป็นการใหญ่ ลูกเด็กเล็กแดงมุงกันหน้าสลอนอยู่หน้าโรงลิเกที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของลานพระรูป
       ยายเมี้ยน ตาแกละ และแมวดูอยู่ ครู่เดียวยายเมี้ยนก็พาครอบครัวลุกหนีออกมาด้วยท่าทางฉุนเฉียว บ่นเป็นหมีกินผึ้ง
       “ลิเกอะไรนี่ ไม่เห็นสนุกเลย ทำไมไม่เล่นเรื่องชาดกเรื่องสังข์ทอง พิกุลทองอะไรก็ได้ นี่อาไร้..เอะอะรบๆๆ ไปหาน้ำมะเนดกินดีกว่า”
      
       ขณะที่อังศุมาลิน แม่อร ยายศร กำนันนุ่ม และแม่วันผู้เป็นภรรยา กำลังเดินดูราวไฟ ริ้วธงสองข้างทางสวนมา โดยมีเพียงกำนันนุ่ม กับแม่วันที่สวมหมวก พวกยายเมี้ยนเดินมาป๊ะกันพอดี ยายเมี้ยนร้องทักทายแกมแซวเสียงดังลั่น
       “แหมๆๆ มากันพร้อมหน้า ครอบครัวแม่อร แม่อัง กับครอบครัวพ่อกำนัน..เสียดายพ่อวนัสลูกชายคนเดียวของพ่อกำนันไม่อยู่ซะแล้ว”
       ตาแกละช่วยเสริม “เขาว่าที่เมืองอังกิด พวกเยระมันมันมาทิ้งบอมทุกวันๆ ป่านนี้พ่อวนัสจะเป็นไงมั่ง ได้ข่าวบ้างหรือเปล่าล่ะ”
       “โชคดีของฉันแล้ว...ที่ตอนพี่นัสมาก้อร่อก้อติก..ฉันไม่สนใจไปเล่นด้วย ไม่งั้น...ป่านนี้ คงกลุ้มแย่ กลัวเป็นม่ายขันหมาก” แมวว่าโดยไม่คิด
       ยายเมี้ยนทำทีเป็นห้ามลูกสาว “อย่าพูดแบบนั้นสิ แมวลูกแม่ ปากไม่ดีนี่…ไม่เป็นมงคลเอาซะเลย เดี๋ยวกำนันนุ่มกะแม่วันไม่สบายใจนะลูก”
      
       อังศุมาลิน แม่ และยาย มองหน้ากัน อึ้งๆ



       เวลาเดียวกันนั้น ที่กลางทะเลอ่าวไทย จังหวัดชุมพร ชาวประมงบนเรือทั้งหมด 3 - 4 คน พากันมายืนดูภาพตรงหน้ากันอย่างตื่นตะลึง
      
       ทุกคนเห็นกองเรือลำเลียงกำลังพล ลำเล็กขนาดลำละประมาณ 20 - 30 คน ที่เหมือนแบ่งตัวออกมาจากเรือรบขนาดใหญ่ที่จอดเรียงเป็นภูเขาทะมึนไกลๆ ข้างหลัง แผ่เต็มแนวผืนมหาสมุทร ยังกับฝูงมด และกำลังแล่นตรงเข้ามา ท่ามกลางสายฝน
       ชายที่ดูอาวุโสสุด มองตาลุกโต พูดสำเนียงใต้ “เรือรบ” แล้วรีบตะโกนสั่งลูกเรือ “หักเรือ หักเรือ เร้ว..ไปดับไฟเสีย”
       ชาวประมงที่เหลือรีบตาลีตาลานแยกย้ายกันไปดับไฟเรือ และหันคันบังคับเรือหลบ กันจ้าละหวั่น
      
       ส่วนที่ลานพระรูปทรงม้า พระนคร
       ยินเสียงดนตรีดังมาจากอีกเวทีหนึ่ง เป็นดนตรีวงของกรมประชาสัมพันธ์ กำลังเล่นเพลงปลุกใจตามเคย นักร้องหมู่ทั้งชายและหญิงร้องประสานเสียง
       “ต้นตระกูลไทย ใจท่านเหี้ยมหาญ
       รักษาดินแดนไทย ไว้ให้ลูกหลาน
       สู้จนสูญเสีย แม้ชีวิตของท่าน
       เพื่อถนอมบ้าน เมืองไว้ให้เรา
       ลุกขึ้นเถิด พี่น้องไทย อย่าให้ชีวิตสูญเปล่า
       รักชาติยิ่งชีพของเรา
       เหมือนดังพงศ์เผ่า ต้นตระกูลไทย”
       พวกกำนันนุ่ม แม่วัน และบ้านอังศุมาลินเดินผ่านมาถึงหน้าร้านของกองทัพเรือ
       คุณหลวงชลาสินธุราชกำลังยืนดูแลสั่งการเจ้าหน้าที่อยู่ด้านหน้า แล้วหันกลับมา เจอกับอังศุมาลินและแม่อรเข้าพอดี
       “ลูกอัง” คุณหลวงทักทาย
       “คุณพ่อ” อังศุมาลินไหว้ผู้เป็นบิดา
       ส่วนแม่อร และยายศร ตกใจ ต่างทำหน้ากันไม่ถูก
      
       เหตุการณ์กลางทะเลอ่าวไทย ชุมพร ช่วงกลางดึก
       กองเรือลำเลียงกำลังพลเป็นฝูงขนาดมหึมา และกำลังแล่นมุ่งหน้าเข้าชายฝั่ง ท่ามกลางฝนพรำ
       ที่เรือลำหนึ่ง ใต้สายฝน มองเห็นดาบซามูไรสะพายข้าง ไล่ขึ้นมาเป็นปืนพก และขึ้นไปอีกเป็นปืนยาวประจำกายที่สะพายเฉียงไว้ มองไล่ขึ้นมาอีกเห็นเป็นใบหน้าโกโบริที่ถูกเม็ดฝนเปียกโชก
       โกโบริยืนเด่นอยู่บนหัวเรือ มองตรงออกไปอย่างมุ่งมั่น มีทหารซามูไรนั่งเรียงแถวอยู่ด้านหลัง ทุกคนหรี่ตาท่ามกลางม่านฝนที่ตกหนักขึ้น
      
       ที่พระนคร ฝ่ายกำนันนุ่ม และแม่วันที่มัวเดินดูร้านรวงข้างทางเพิ่งตามมาถึง เห็นคุณหลวงชลาสินธุราช จึงทักทายกัน
       “อ้าว..คุณหลวง เอ๊ย..คุณหลวงสิ”
       “กำนันนุ่ม” หลวงชลาสินธุราชทักทายตอบ
       “ข่าวคุณหลวงรบที่เกาะช้าง ฉันฟังวิทยุตลอดเลย ที่สู้กับพวกฝรั่งเศส” กำนันกล่าวชื่นชมคุณหลวง
       “คุณหลวงเก่งเหลือเกิน ฉันได้ยินชื่อคุณหลวงทีแรกละใจหายวาบ” แม่วันว่าท่าทีมักคุ้นกัน
       “สบายดีกันนะ”
       คุณหลวงยิ้มให้ทั้งสองคน แล้วปรายตาไปมองแม่อร ทว่าแม่อรมองหลบต่ำไม่สนใจ ยายศรมองสังเกตกิริยาคุณหลวง
       “แล้วพรุ่งนี้มาดูกันอีกหรือเปล่าลูกอัง” คุณหลวงหันมาคุยกับบุตรี
       “เอ่อ คงไม่ค่ะ” อุงศุมาลินตอบ
       ทันใดนั้นเอง คุณหญิงจิต ชลาสินธุ์ กับลูกสาว 2 คน ซึ่งแต่งตัวหรูหรา เครื่องเพชรพราว เดินเข้ามา
       คุณหญิงจิต เห็นพวกชาวสวน ก็ยืนชะงัก ตัวแข็ง คอแข็ง ครอบครัวเมียเก่า เมียใหม่ต่างฝ่ายต่างหันไปเห็นกัน
       “ยัยอังเรากลับกันเถอะ ดึกมากแล้ว” แม่อรเอ่ยขึ้น
       อังศุมาลินไหว้ลาพ่อ แล้วจูงแม่กับยาย รีบไป
       แม่วันล่ำลา “ไปก่อนนะ คุณหลวง ไป กำนัน ไปๆ”
       กำนันนุ่มก้มศรีษะให้คุณหลวงชลาสินธุราช คุณหลวงก้มตอบ พวกชาวสวนรีบไป
       “คุณพ่อคะ พวกนั้น..เขามาหาคุณพ่อหรือคะ” แก้วลูกสาวถามหลวงชลาสินธุราช
       “เปล่า เขา...เผอิญผ่านมา เลยทักกัน เท่านั้น” คุณหลวงว่า
       คุณหญิงจิตท่าทีไม่พอใจนัก “มีหรือ บังเอิญ..คุณหลวงก็พูดเป็นนิทานไปได้”
       “คุณพ่อคุณแม่คะ..เราไปรับประทานไอศกรีมกันดีกว่าค่ะ ทางโน้น..หนูเห็นร้าน…”
       กบพูดไม่ทันจบคำ ทันใดนั้น รถจี๊ปทหารคันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบ เรือเอกนายหนึ่งรีบวิ่งหน้าตื่นลงจากรถตรงเข้ามา ชิดเท้าทำความเคารพหลวงชลาสินธุราชอย่างเข้มแข็ง
       “ขออนุญาตครับ”
       “อา..มีอะไรละ” คุณหลวงรับการเคารพพลางถาม
       “ท่านแม่ทัพให้ตามไปที่บ้านมนังคศิลาตอนนี้ครับ” เรือเอกนายนั้นรายงาน
       หลวงชลาสินธุราชดูจะแปลกใจเล็กน้อย “ได้” พลางหันมาทางครอบครัว “ไปรับประทานกันเถอะ เสร็จแล้วก็กลับบ้านกันได้เลย พ่อขอตัวไปทำงานก่อน”
       หลวงชลาสินธุราชรีบเดินตามเรือเอกนายนั้นไปขึ้นรถทันที รถจี๊ปขับแล่นออกไปอย่างรวดเร็ว
      
       ทุกคนละแวกนั้นต่างหันมองตามรถที่วิ่งฝ่าฝูงชนออกไป



       เวลาเที่ยงคืนแล้ว ทั่วทั้งบริเวณชายฝั่งทะเล จังหวัดชุมพร ฝนยังโปรยสายไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
      
       ท่ามกลางสายฝน ผบ.กองเรือ ที่อยู่บนเรือลำเลียงลำหน้าสุด ยกมือให้สัญญาณ หัวหน้าหมู่แต่ละลำยกมือให้สัญญาณเช่นเดียวกัน ไล่เลียงตามกันมาในแต่ละลำ เรือแต่ละลำค่อยๆ ลดความเร็วลงทันที จนมาถึงเรือของโกโบริ
       โกโบริยกมือให้สัญญาณ แล้วหันมองไปที่คางาวะที่เป็นหัวหน้าหมู่ของลำถัดไป คางาวะให้สัญญาณตามโกโบริส่งมา หัวหน้าทุกคนของเรือแต่ละลำต่างยกมือค้างไว้
       ผ่านหลังกองเรือลำเลียงพลนับร้อยลำที่ต่างหยุดนิ่งลอยลำอยู่ออกไป เห็นเป็นแนวชายฝั่งทะเลที่เงียบสงบ ทั่วทั้งบริเวณมีแต่แนวสุมทุมพุ่มไม้เหยียดยาวทะมึนไม่ไกล
       หัวหน้าหมู่เรือแต่ละลำมองนิ่งใจจดจ่อรอสัญญาณบางอย่าง น้ำฝนไหลหยดพราวทั่วหน้าทุกคน
       อึดใจหนึ่งมีสัญญาณไฟวาบขึ้นที่ชายฝั่ง ผบ.กองเรือพลันลดมือลง หัวหน้าหมู่แต่ละลำที่มองอยู่ต่างลดมือลงตาม
      
       ที่ธนบุรี เห็นเรือแท๊กซี่มาจอดเทียบส่งที่ท่าน้ำบ้านอังศุมาลินกลางดึก บนเรือนอกจากยายศร แม่อร และอังศุมาลิน ยังมีกำนันนุ่ม แม่วัน กับชาวบ้านอีก 2-3 คน
       “ขอบใจนะพ่อกำนัน” ยายศรบอก
       อังศุมาลินขอบคุณ “ขอบคุณค่ะลุงกำนัน”
       “สนุกกันดีนะ ทุกคน” กำนันนุ่มถาม
       “สนุกมาก กำนัน ถ้ากำนันไม่พาไป พวกเราคงไม่ได้เห็นงานรัฐธรรมนูญกับเขา” แม่อรบอก
       “โธ่..พวกเราไปไหนไปกันอยู่แล้ว วนัสเขาสั่งเสียไว้มากมาย..บ้านเราสองครอบครัวมันก็เหมือนครอบครัวกันอยู่แล้ว” แม่วันโอภาปราศัย
       แม่อร และอังศุมาลินที่ประคองยายอยู่ ต่างมองส่งเรือที่แล่นออกไป ทั้งสามหันเดินกลับไปบ้านกัน
       “คุณหลวงชลาสินธุราช...พ่อยายอังดูอยากจะพูดอะไรกับลูกนะ” ยายศรปรารภขึ้น
       “ถ้าเขามีเรื่องจะพูด ก็คงพูดแล้วสิแม่”
       แม่อรหันตัวเดินนำไป อังศุมาลิน และยาย สบตากัน
      
       กลางดึกวันเดียวกัน ผู้นำกองทัพทุกเหล่า รวมทั้งหลวงชลาสินธุราช อยู่กันพร้อมหน้าภายในห้องประชุม บ้านมนังคศิลา
       เห็นรูปในหลวงรัชกาลที่ 8 ฉลองเต็มยศขณะทรงพระเยาว์ แขวนอยู่บนผนังห้อง
       ตรงโต๊ะประชุมใหญ่ มีทั้ง แม่ทัพอากาศ แม่ทัพเรือ และ อธิบดีกรมตำรวจ และนายทหารระดับสูงระดับเสนาธิการทหารราว 8 -10 คน รวมทั้งหลวงชลาสินธุราช
       “ยังรีบตอบไม่ได้ ยังไงก็ต้องถ่วงเวลา รอท่านนายกฯเสียก่อน” อธิบดีกรมตำรวจเอ่ยขึ้น
       ทุกคนเงียบ หน้าตาเคร่งเครียดกันอยู่สักครู่
       แม่ทัพอากาศเอ่ยขึ้นเป็นรายต่อมา “ต้องยืนยัน ครม. ไปว่าขอยืดเวลาให้คำตอบญี่ปุ่นออกไปให้มากที่สุด”
       ตามด้วยแม่ทัพเรือ “แต่ที่แน่ๆ ญี่ปุ่น...คงไม่รอ”
       หลวงชลาสินธุราชที่นั่งอยู่หลังแม่ทัพเรือฟังแล้วเครียด
      
       เวลาตีสอง ชายฝั่งทะเลชุมพร
       เห็นรองเท้าเท้าบูทหลายคู่กำลังย่ำฝ่าคลื่น และโคลนเลนเดินมาอย่างยากลำบากท่ามกลางสายฝน
       โกโบริลงเดินนำลูกหมู่มุ่งขึ้นฝั่ง ด้วยอุปกรณ์สัมภาระประจำตัวที่หนักอึ้ง คางาวะนำหมู่เดินมาไม่ห่าง
       ผบ.กองเรือ ที่เดินนำด้านหน้าให้สัญญาณแยกหมู่ออกคนละเส้นทาง โกโบริรับทราบ พาหมู่เดินแยกไปทางหนึ่ง มีหมู่คางาวะตาม
       ซึ่งระหว่างนั้นหากมองจากมุมบนลงมา จะเห็นพวกทหารญี่ปุ่นเรียงแถวหน้ากระดานซ้อนๆ กันหลายแถว ดาหน้ายาวเต็มแนวยาวของหาด
       ทหารญี่ปุ่นบุกเงียบมาถึงป่าละเมาะ แล้วให้สัญญาณกัน ต่างคน ต่างควักมีดออกมา ตัดกิ่งไม้กันใหญ่ และต่างคนต่างทำอย่างว่องไว
      
       เพื่อเอากิ่งไม้มาปักตามตัว พรางตน
       ตรงกระท่อมริมชายฝั่งทะเลชุมพร ช่วงเวลาประมาณตี ๒ ยินเสียงอึกทึกของฝีเท้าที่วิ่งกันตึ้กๆๆๆ ยังกะแผ่นดินเลื่อนแว่วมา ทำให้ชาวบ้านคนหนึ่งที่นอนอยู่ในกระท่อมงัวเงียลุกขึ้น เห็นแต่รองเท้าบูทที่ย่ำมามืดฟ้ามัวดิน
      
       ชาวบ้านคนนั้นสยองขนตั้ง รีบลุกไปมองที่หน้าต่าง เพ่งมองออกไปจนแน่ใจ จากนั้นถึงกับตกใจ ร้องไม่ออก เมื่อเห็นทหารญี่ปุ่น ที่มีกิ่งไม้ ใบไม้พรางเต็มตัว ก้าวกันไปข้างหน้า เหมือนป่าเคลื่อนที่ได้ ทะมึนๆๆ
       ชาวบ้านคนนั้นรีบลุกพรวด วิ่งลงจากกระท่อมออกไป
      
       เวลาเดียวกัน อังศุมาลินอยู่ในชุดนอนแล้ว หลังจากก้มกราบพระที่หมอนสามจบ หญิงสาวนั่งทอดสายตามองนิ่งไปที่อัลบั้มที่กางคว่ำไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง อังศุมาลินตัดสินใจ ลุกเดินไปหยิบอัลบั้มนั้นขึ้นมาดู
       หน้าที่กางค้างไว้นั้น มีภาพพ่อ หลวงชลาสินธุราช ในชุดทหารเรือโบราณ ยืนเอามือวางบนบ่าแม่อร ในชุดแต่งกาย ปลาย ร.๖ ผมดัดตามความนิยม ทั้งสองยังเป็นหนุ่มสาวอยู่มาก สวยหล่อเหมาะสมกัน มีคำบรรยายเขียนไว้ว่า “เรือโทหลวงชลาสินธุราช ร.น. และนางอร ชลาสินธุ์”
       สีหน้าอังศุมาลินยามนี้ มีแววตาอ่อนหวานแกมเศร้า แล้วครู่หนึ่งจึงพับปิดอัลบั้มรูป เก็บลงลิ้นชักโต๊ะ แล้วไขกุญแจปิด เก็บลูกกุญแจนั้นใส่ลงลิ้นชักเล็กอีกที
       อังศุมาลินดับไฟตะเกียง ทั่วทั้งห้องมืดมิด
      
       ที่ป่ามะพร้าว ในชุมพรยามรุ่งสาง
       โกโบริที่มีกิ่งไม้ไม้พรางตัว เดินนำหมู่ลัดเลาะมาตามแนวป่ามะพร้าวใกล้หมู่บ้าน โดยมีหมู่ของคางาวะตามระวังหลังห่างๆ ฉับพลันก็มีเสียงปืนยิงสวนขึ้นมา
       นายทหารคนหนึ่งในหมู่ของโกโบริล้มลงทันที โกโบริให้สัญญาณหมู่หมอบราบลงกับพื้นทันที
       เสียงปืนเงียบหายไปยาวนาน ทุกคนหมอบนิ่ง โกโบริรีบพลิกตัวไปดูลูกหมู่ที่โดนยิงและนอนนิ่งอยู่
       เสียงปืนจากฝั่งตรงข้ามยิงเฉี่ยวมาในตำแหน่งที่โกโบริเคลื่อนไหว 3-4 นัด หมู่ของคางาวะยิงโต้สวนกลับไป 2 ชุด โกโบริพยายามห้ามเลือดลูกหมู่คนที่ถูกยิง โดนตรงลำคอเลือดไหลไม่หยุด
       ทหารที่ถูกยิงพยายามจะพูดด้วยเสียงที่ห้าว ขาดเป็นห้วงๆ “ช่วย ช่วย...ผมด้วย”
       โกโบริปลุกใจลูกหมู่เต็มที่ “เรียวซัง เข้มแข็งไว้..เรียว เรียวซัง”
       แจ่แล้วลูกหมู่คนนั้นสิ้นใจไปต่อหน้า โกโบริเอื้อมปิดเปลือกตาลงให้ลูกหมู่ลงสนิท
       เสียงปืนฝั่งตรงข้ามยังยิงโต้กลับมาประปราย
      
       การประชุมของผู้นำเหล่าทัพ เสนาธิการทหาร และ หลวงชลาสินธุราช ภายในห้องประชุม บ้านมนังคศิลาเป็นไปอย่างเคร่งเครียดจากดึกจนถึงตอนเช้าวันต่อมา
      
       แม่ทัพอากาศ แม่ทัพเรือ และ ผบ.ตำรวจ และนายทหารระดับสูงร่วม 10 นาย รวมทั้งหลวงชลาสินธุราช ต่างเฝ้ารอบางอย่างกันอย่างใจจดใจจ่อ บ้างยืน บ้างเดิน บ้างนั่ง บ้างอ่านเอกสารรายงาน
       ผบ.ทหารอากาศ เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น       
       “จะเอายังไงก็เอา กองบินน้อยที่ 5 อ่าวมะนาว ประจวบคีรีขันธ์แหลกหมดแล้ว นายทหารนักบินดีๆ ของผมเสียชีวิตไปหลายคน...ผม…ผมไม่ไหวแล้ว จะไม่มีใครไปช่วยเชียวหรือ”
       ทันใดประตูห้องเปิดเข้ามา เห็นเป็นเลขาฯ คณะรัฐมนตรีหนุ่ม เข้ามา รีบรายงาน
       “คณะรัฐมนตรีมีมติให้หยุดยิงทันที ขอให้ท่านแม่ทัพรีบประสานงานทุกเหล่าทัพ รวมทั้งกรมตำรวจโดยด่วน!”
      
       เวลาผ่านไปที่ป่ามะพร้าว ชุมพร ตอนสายๆ เกือบเที่ยง ยังเกิดการสู้รบปะทะกันอยู่ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น
       โดยฝ่ายกองกำลังของไทย ที่มองไม่เห็นหน้า ดูลึกลับ พรางตัวอยู่ในป่าละเมาะ ระดมยิงเข้ามาตรงป่ามะพร้าวที่ทหารญี่ปุ่นซุ่มอยู่ถี่ยิบ จนถูกทหารญี่ปุ่นลูกหมู่ของคางาวะ ตายไปอีก 2 นาย บริเวณดังกล่าวนี้คือชายหาดชุมพร บ้านคอสน
       ขณะที่แนวเคลื่อนทัพของคางาวะและโกโบริรุกกินแดนเข้าไปได้อีกสักสิบเมตร
       โกโบริบรรจุกระสุนใหม่ เล็งยิงไปโดนตำรวจไทยนายหนึ่งล้มลงไป ฝ่ายญี่ปุ่นยิงใส่ฝ่ายไทยเป็นชุด จนฝ่ายไทยเงียบเสียงไป
       โกโบริอาศัยจังหวะนั้น ขยับลุกพุ่งขึ้นไปเพื่อหวังกินแดนอีก แต่เกิดไปพลาดสะดุดล้ม เสียงปืนดัง โกโบริร้องเสียงดังแล้วล้มลง
       คางาวะที่อยู่ไม่ไกลตกใจที่เห็นเพื่อนล้ม เลยยิงโต้กลับฝ่ายไทย แล้วรีบพุ่งเข้าไปหา โกโบริในระยะสามเมตร
       “โกโบริ เป็นอะไรไหม”
       โกโบริที่ล้มฟุบอยู่ ค่อยๆ ขยับหันหน้ามาหาคางาวะ ส่งสัญญาณมือโอเค.ให้
       ด้วยเพราะมีเนินบังอยู่ทำให้คางาวะต้องเงยหัวขึ้นสูงเพื่อมองโกโบริ พลันเสียงปืนดังขึ้นเจาะเข้าเบ้าตาของคางาวะพอดี ต่อหน้าต่อตาของโกโบริ
       โกโบริมองเพื่อนตัวแข็งอย่างช็อกสุดๆ พลันเหลือบเห็นกองกำลังฝ่ายไทยตัวเล็ก ซึ่งเป็นยุวชนทหารคนหนึ่ง กำลังขยับลุกจะวิ่ง โกโบริจึงเงื้อไกยิงใส่โดนขาล้มลง
       “อา..คางาวะ”
       โกโบริที่โดนยิงที่ไหล่และกระสุนหมด จึงลุกขึ้นวิ่งไล่ใส่ทหารตัวเล็กยุวชนทหารคนนั้นที่ล้มลง ปืนกระเด็น และพยายามตะกายหนี
       โกโบริวิ่งตามติด จนทหารไทยเกือบจะหนีออกจากราวป่าขึ้นมาถึงถนน แต่โกโบริคว้าตัวไว้ได้ ทหารไทยล้มลงหมวกของทหารไทยหลุด เผยให้เห็นหน้าเป็นเด็กเยาวชน หน้าใส อายุสัก 15 ปี แต่ดูเด็กมากๆ โกโบริตะลึง ที่กำลังเงื้อจะแทงด้วยดาบปลายปืนก็ชะงักไป
       ทั้งเด็กยุวชน และโกโบริ ต่างตะลึงมองกัน ตาสบตา ระยะใกล้ ทั้งสองต่างไม่ใช่คนที่ดูเหี้ยมโหดอะไรเลย โกโบริปล่อยเด็กนั้น เด็กตะลึง พอได้สติ รีบหนีเข้าป่าไป
      
       โกโบริยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น



       บริเวณชุมชนตลาดปากคลองฝั่งธนบุรี มีร้านกาแฟ ร้านของชำพวกข้าวสารอาหารแห้ง รวมทั้งร้านหมอฟันของหมอโยชิ
      
       มีเสียงประกาศดังออกมาจากวิทยุกระจายเสียงเครื่องย่อม ของเฮียเม้ง       
       “...จึงขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบ ให้ความร่วมมือกับกองทัพญี่ปุ่นและ รัฐบาลไทย ทำกิจการงานไปตามปกติ ไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจ คอยฟังคำประกาศจากรัฐบาลต่อไป”
       สิ้นเสียงประกาศ เป็นเสียงเพลงปลุกใจดังกระหึ่ม
       เฮียเม้ง ตาแกละ ตาบัว และยายเมี้ยน นั่งสุมหัวฟังอย่างตั้งใจ มีอาโก วิภา และแมวยืนล้อมฟังอยู่พร้อมชาวบ้านอีกนับสิบคน ทุกคนอยู่ที่โต๊ะร้านกาแฟอาโก
       ยายเมี้ยนเปิดประเด็นในสภากาแฟก่อนใคร “เห็นมั้ยละ เห็นมั้ย แม่ว่าแล้ว..เล่าไปยังไม่ทันขาดคำ ตอนนี้เนี่ย มันมากันเต็มฝั่งพระนครพรึ่บ”
       “อ๋า ยังงี้ จะโดนพวกญี่ปุ่นมายึดประเทศเอารึเปล่าเนี่ย ฉิกหายละ” อาโกออกความเห็น
       เฮียเม้งท้วง “ไม่แน่โก ไม่งั้นมันจะเอาทหารมาขึ้นบ้านเราเกือบทุกจังหวัดชายทะเล รึ”
       ตาผลเอ่ยขึ้นเหมือนจะเซ็งๆ “มายึดเลยเหรอ ตาย เมื่อคืนก็ยังฉลองรัดทัมมะนูนไม่ทั่วเลย รถถังฝรั่งก็ยังไม่เห็น
       “เอ้ย ก็ไม่ต้องดูของฝรั่งหรอกเว้ยไอ้ผล เพราะเดี๋ยวราชรถถังญี่ปุ่นก็คงแล่นมาเกยให้เอ็งได้เห็นกะตาแน่”
       ตัวบัวพูดไม่ทันขาดคำ ทันใดนั้นทหารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งเดินผ่านหน้าร้านกาแฟอาโกไป ทุกคนมองกันท่าทีตกตะลึงและตื่นเต้น
       ทหารกลุ่มนั้น มาหยุดหน้าร้านเฮียเม้ง วิภามองไปทางพ่อ เฮียเม้งค่อยๆ กำตาขอเหล็กที่สำหรับเปิดกระสอบข้าวสาร ซ่อนไว้ในมือเพื่อเป็นอาวุธ
       หัวหน้าหมู่ทหารสั่งให้ขวาหัน ทุกคนหันพรึ่บเพื่อเลี้ยวข้ามถนนไปสู่ร้านหมอฟันของโยชิ ที่มีป้ายภาษาไทยและญี่ปุ่นข้างหน้าว่า “หมอโยชิทันตกรรม” และมีรูปวาดเด็กๆ น่ารักสีสดใส ยิงฟันอยู่หน้าร้าน แล้วหัวหน้าหมู่สั่งหยุด และทุกคนหยุดพร้อมเพรียง
       ภายในร้านยามนั้น หมอโยชิ กำลังแต่งเครื่องแบบอย่างเร่งรีบ แต่สีหน้าสงบ เยือกเย็น หยิบดาบซามูไรมาสะพาย
       ไม่นานนัก หมอโยชิในชุดเครื่องแบบทหารญี่ปุ่น ก็เดินออกมาหยุดหน้ากลุ่มทหารนั้น แล้วรายงานตัวเสียงดังเป็นภาษาญี่ปุ่น จากนั้นจึงเดินเข้าร่วมแถว
       แถวทหารที่มีหมอโยชิร่วมอยู่ด้วย เดินตัดผ่านหน้าร้านกาแฟอาโกไป ชาวตลาดทุกคนต่างมองแล้วอึ้งๆ
      
       เวลาเดียวกัน บรรดาอาจารย์ เพื่อนนิสิต 6 - 8 คน และอังศุมาลินยืนคุยเครียดอยู่ในห้องเรียน ที่ ม.จุฬาฯ
       “เห็นคุณพ่อว่า พวกฝรั่งจะมาบอมบ์เพื่อไล่พวกญี่ปุ่นออกไปนี่คะ” ม.ร.ว.ศิริณา เอ่ยขึ้น
       “แล้วมหาวิทยาลัยเราจะปิดหรือเปล่าคะอาจารย์ บ้านเมืองเป็นแบบนี้” นรากรถามต่อ
       “ผู้ใหญ่เขากำลังประชุมกันอยู่ เดี๋ยวคงจะรู้ นี่ครูก็รออยู่” อ.ประไพพรรณบอก
       อังศุมาลินแทรกขึ้น “หนูว่ารัฐบาลทำไม่ถูก ที่ยอมแพ้ญี่ปุ่นง่ายๆ”
       ทุกคนหันมาชู่ววว จุ๊ๆๆ ให้ระวังปาก
       ระหว่างนั้นยุวดีวิ่งหน้าตาตื่น และซีดขาวเข้ามาในห้อง
       “ทหารญี่ปุ่น..มากันเต็มเลยค่ะ” ยุวดีว่า
       ระหว่างนั้นทหารญี่ปุ่น เดินผ่านหน้าห้องไป ทุกคนในห้องตกใจกันหมด
       อ.ประไพพรรณงุนงง “นี่พวกนี้มาทำอะไรในมหาวิทยาลัยของเรา”
       อังศุมาลินมองไปอย่างใจไม่ดี สักพัก อ.โทมัส ก็ถูกทหารญี่ปุ่นชุดเมื่อครู่ลากตัวผ่านหน้าห้องไป
       “นั่น...อาจารย์โทมัส...ทำไมต้องมาจับอาจารย์ด้วย” ม.ร.ว.ศิริณาบอก
       อังศุมาลินผงะ รู้สึกรับไม่ได้ มองหน้าเพื่อนๆ พวกเพื่อนผู้ชายทำหน้าขุ่นแค้น ท่าทีฮึดฮัด
       “ทำไมต้องทำกันขนาดนี้ด้วย ทหารญี่ปุ่นมาจับข้อหาอะไร” อังศุมาลินว่า
       “ข้อหา...ว่าเป็นคนอังกฤษน่ะสิ” อ.ประไพพรรณบอก
       ทหารญี่ปุ่นอีกชุดหนึ่งพรวดเข้ามา หนึ่งในนั้นพูดด้วยภาษาญี่ปุ่น       
       “ขอให้ทุกคน ออกไปจากอาคารภายในครึ่งชั่วโมง”
       ทุกคนต่างตกใจ
       เพื่อนนิสิตห้องอื่นๆ เดินกรูกันผ่านหน้าห้องไป มีคนหนึ่งหยุดโผล่เข้ามา
       อังศุมาลิน ร้องบอกคนอื่นๆ “เร็ว ไปกันเถอะ พวกมันบอกว่า...ให้ทุกคนออกไปจากตึก”
       “เธอไม่ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นนี่ อังศุมาลิน ทำไมเธอเข้าใจล่ะ” ศิริณาสงสัย
       “ฉันไม่ได้เรียนที่คณะฯ แต่ได้เรียน..จาก..หมอฟันแถวบ้าน” อังศุมาลินบอก
       อ.ประไพพรรณเอ่ยขึ้น “หมอฟัน..นายแพทย์ แม้แต่ช่างถ่ายรูปชาวญี่ปุ่น ที่มาฝังตัวหาข้อมูลในเมืองไทย ทุกวันนี้ ลุกขึ้นแต่งเครื่องแบบทหารญี่ปุ่นกันหมดแล้ว”       
       อังศุมาลินเครียด สีหน้าคับแค้นใจ
      
       บ่ายวันเดียวกัน ธงอาทิตย์อุทัยปลิวไสว คู่ธงไตรรงค์ เห็นแถวทหารญี่ปุ่นราว 4 กองร้อย ยืนเต็มผืนสนาม หน้าที่ทำการอำเภอเมืองชุมพร
       ผบ.กองร้อยเดินตรวจแถว เรือเอกโกโบริ ยืนตรงอยู่หน้ากองร้อยหนึ่ง และเห็นหมอทาเคดะยืนประจำหมู่อยู่ด้วย
       ผบ.กองร้อยเอ่ยขึ้น “วันนี้ เราจะเดินเท้าเข้ามะริด โดยไปพบกับกองพัน12 ที่นั่น จากนั้นเราจะยึดวิคตอรี่พอยท์ทันที รับทราบ”
       ทหารทั้งหมด “รับทราบ” พร้อมเพรียง
      
       สีหน้าโกโบริ มีแววตามุ่งมั่นฉายชัด



       ไม่นานต่อมา ที่ธนบุรีเวลาเดียวกัน มีเรือเร็วลำหนึ่งที่มีทหารญี่ปุ่น 10 คน แล่นผ่านไปในคลอง จากนั้น ก็มีอีกลำที่บรรทุกทหารอีก 10 คน แล่นสวนไป
      
       อังศุมาลินที่ใส่เสื้อหนาว มีผ้าพันคอ กำลังตัดใบเตยเงยมอง แล้วเมิน ไม่สน ตัดใบเตยต่อเสียงเรือแล่นใกล้เข้ามา ทำให้อังศุมาลินสงสัย เงยหน้าไปดูอีก เห็นเรือเร็วลำเล็ก มีทหารญี่ปุ่น 5 คน ยืนอยู่ มีคนหนึ่ง ยืนที่หัวเรือ ท่าทางเข้มแข็ง อังศุมาลินเขม้นมองเพราะคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็น
       พอเรือจอด ทหารคนที่หัวเรือหันไปสั่งอะไรบางอย่างด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แล้วกระโดดลงมาที่ท่า แล้วเดินตรงมา
       อังศุมาลินเครียด สงสัยว่าใครกัน หรือมีเรื่องอะไรกับที่บ้านนี้หรือ
       พอใกล้เข้ามาจึงเห็นชัด ว่าเป็นหมอโยชิในเครื่องแบบทหาร ใส่แว่นตาหนาเหมือนเดิมอังศุมาลินอึ้ง
       “อังศุมาลิน..แม่อยู่ไหม” หมอโยชิถาม
       อังศุมาลินเงียบนิ่ง มองตะลึง สักพัก ตัดสินใจตอบ “อยู่...” ทอดเสียงพอไม่ให้ห้วนฟังดูหยาบคาย
       โยชิยิ้มแจ่มใส “ผมมีธุระกับแม่คุณ”
       อังศุมาลินทำหน้าเฉยชา เหมือนฟังไม่รู้เรื่อง
       โยชิถามต่อเป็นภาษาญี่ปุ่น “ไม่ได้เรียนมาหลายวัน ลืมที่ผมสอนหมดแล้วหรือ”
       อังศุมาลินยังนั่งนิ่ง แววตาเย็นชา
       หมอโยชิพูดไทยด้วย “หมอมีธุระ อยากพบคุณแม่ของอังหน่อย..คราวนี้เข้าใจหรือยัง”
       “เชิญ...ค่ะ”
       หมอโยชิเดินนำไป ทุกคนตาม อังศุมาลินมองตามแววตาเจ็บใจ
      
       ครู่ต่อมาอังศุมาลินพูดปฏิเสธในท่าทีเด็ดเดี่ยวน้ำเสียงเฉียบขาด
       “ดิฉันไม่ทำ ภาษาอะไรนี่...ดิฉันลืมไปหมดแล้ว คงเป็นล่าม หรือแปลอะไรไม่ได้”
       แม่อรกลัวหมอโยชิโกรธ และอาจทำให้เกิดภัยได้ รีบพยายามพูดเอาใจ
       “อังศุมาลินคงลืมจริงๆ น่ะค่ะ แล้วแกก็กำลังเรียนหนังสือ คงไปทำงานที่หมอแนะนำมาให้ลำบาก”
       โยชิมองมาอย่างสะเทือนใจและเข้าใจดี “ไม่เป็นไร คุณอร...ไม่เป็นไร...ผมไม่ได้ขู่เข็ญให้อังศุมาลินไปทำงาน หมอบอกแล้ว ว่าหมอเห็นงานมันดี เงินเดือนดี หมอก็เลยคิดถึงลูกศิษย์ขึ้นมาเท่านั้น”
       ทุกคนต่างเงียบกันไปครู่ใหญ่
       โยชิมองดูต้นผลไม้รอบๆ บ้าน “แล้วปีนี้ผลไม้ของคุณอรเป็นยังไงบ้าง”
       แม่อรพูดบอกท่าทีเกรงเอามากๆ “ก็…ก็ดีค่ะ”
       “คุณอรจะรับเป็นคนส่งเสบียงให้แผนกพลาธิการไหม หมอจะช่วย...เอาแค่พวกผลไม้...กว้านของแถบนี้มาส่งทั้งหมด มีเท่าไหร่ เราก็รับซื้อ รายได้ไม่เลว…”
       อังศุมาลินขัดขึ้น ตอบแทนแม่ “เสียใจค่ะหมอ เราไม่มีให้”
       แม่อรมองอังศุมาลิน สีหน้าหนักใจ รีบแทรกขึ้น “พอดีเราขายเหมาขาประจำไปหมดแล้วค่ะ แต่ถ้าคุณหมอมีอะไร...ส่วนตัว ที่พวกเราจะช่วยอะไรได้ ดิฉันยินดี เชิญคุณหมอทุกเมื่อนะคะ”
       “ขอบคุณคุณอรมาก ขอบคุณ...ถ้าหมอจะช่วยอะไรคุณอรได้...ก็ยินดี” โยชิหันมาหาอังศุมาลิน “อังศุมาลินคงไม่ชอบใจนักที่หมอมา เธอยังเด็ก..ยังไม่เข้าใจอะไรอีกหลายอย่าง”
       อังศุมาลินพูดตอบน้ำเสียงกร้าว “ดิฉันไม่ใช่เด็ก ดิฉันเข้าใจอะไรดี!”
       โยชิหันมามองอังศุมาลินแบบเต็มตานิ่งคิด แม่อรมองลุ้น เสียววูบ
       โยชิมีสีหน้าอ่อนโยนขณะบอก “หมอดีใจอย่างนึงที่เห็นอังศุมาลินเป็นอย่างนี้ เพราะเด็กญี่ปุ่นก็ถูกอบรมให้รู้สึกอย่างที่อังศุมาลินรู้สึกเช่นกัน แต่หมอเสียใจ ตรงที่เราเข้าใจกันไม่ได้ อังศุมาลินยังแยกความรู้สึกส่วนตัวกับส่วนรวมไม่ได้ ถ้าเธอโตขึ้น เธอจะเข้าใจอีกหลายอย่าง”
       อังศุมาลินมองอย่างกวนๆ โยชิพูดต่อ       
       “ภาษาญี่ปุ่นที่สอนไว้ แม้ว่าอังศุมาลินจะบอกว่าลืมหมด หมอก็อยากเตือนให้พยายา ฟื้นฟูไว้บ้าง เพราะบางทีมันอาจจะช่วยอะไรได้ภายหลัง บางทีเมื่ออังศุมาลินเข้าใจอะไรถูกต้องแล้ว..เราจะได้เป็นครู-ศิษย์กันอีก หมอลาล่ะ ส่งแค่นี้”
       หมอโยชิพูดจบหันมาชิดเท้า วันทยาหัตถ์ตรงหางคิ้วขวาแสดงความเคารพ แล้วหันตัวเดินจากไป อังศุมาลินมองตามไป อย่างชิงชัง แม่อรมองลูกสาวอย่างเป็นห่วง
      
       เวลาเดียวกัน ตรงบริเวณเนินเขาแห่งหนึ่ง บนเทือกเขาตะนาวศรี เขตประเทศพม่า ช่วงเวลาตอนกลางวัน ธงอาทิตย์อุทัยของหน่วยกองร้อยของโกโบริโบกไสวตามแรงลม ทิวแถวทหารญี่ปุ่นราว 20 - 30 นาย กำลังลุยฝ่าแนวป่ารกชื้น ฝนตกพรำๆ
       โกโบริเดินนำหัวขบวนอย่างมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ เห็นทหารคนหนึ่งหน้าซีดเซียว ตาเหลือง ทรุดล้มลงไปที่พื้น ทหารที่อยู่ไกลรีบลงไปช่วยดูเพื่อน
       หมอทาเคดะ ที่เดินตามหลังรีบแซงหน้าขึ้นมาดูอาการ โกโบริหันไปมอง ก่อนจะยกมือให้สัญญาณ
       “แถวหยุด”
       หมอทาเคดะตรวจดูอาการอย่างแคล่วคล่อง ดูตา ดูลิ้น จับชีพจร โกโบริลงมาดู
       “หมอทาเคดะ..เขาเป็นอย่างไร” โกโบริถาม
       หมอทาเคดะนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับชั่งใจ แล้วหันมาส่ายหน้าบอกขณะโกโบริที่ถามต่อ
       “พอมีทางไหม”
       “ไม่มี” ทาเคดะบอก
       โกโบริก้มหน้าสะท้อนใจ ทหารป่วยคนนั้น และรู้ชะตาตัวเอง หยิบรูปเมียรักยื่นให้โกโบริมือสั่น
       “ฝาก..บอก ที่บ้าน ว่าผมรักเขามาก”
       โกโบริรับรูปนั้นไป ทหารที่ป่วย ชักปืนสั้นตนเองขึ้นมามองดูปืน แล้วหลับตากัดฟัน โกโบริมองดูรูปนั้น เห็นเป็นรูปหญิงสาวชาวญี่ปุ่น หน้าตาสวยงาม โกโบริกระพริบตา พร้อมๆ กับเสียงปืนดังลั่น ปัง!
       โกโบริสั่งแถวอย่างเฉียบขาด “เดินต่อไป”
      
       หมอทาเคดะเดินนิ่งกลับมาเข้าแถว ทุกคนเดินต่อไป
       เวลาเดียวกันนั้นที่กระทรวงกลาโหม ตอนกลางวัน มีการร่วมลงนามร่วมรบระหว่างรัฐบาลไทย กับกองทัพญี่ปุ่นที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
      
       มองเห็น “วันที่ ๒๕ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔” เด่นชัดในหนังสือลงนาม
      
       รถลำเลียงทหารญี่ปุ่นวิ่งผ่านหน้ากระทรวงกลาโหม หลายสิบคัน ชาวบ้านต้องคอยหลบ บ้างยืนดูชาวบ้านมายืนมุงดูโปสเตอร์รณรงค์ให้ชาวไทยให้ความร่วมมือและสนับสนุนกองทัพ ลูกพระอาทิตย์ ที่ทหารญี่ปุ่นนำมาติด
      
       หลายเดือนต่อมา
       หากมองจากท่าน้ำบ้านอังศุมาลิน จะมองเห็นอู่ต่อเรือ ซึ่งอยู่ฝั่งเดียวกันของคลอง แต่ระหว่างอู่กับที่ดินบ้านอังศุมาลิน มีลำประโดงเล็กๆ คั่นกลาง
       เช้าตรู่วันนี้ น้ำไหลเรื่อย พากอผักตบลอยผ่านมา อังศุมาลินว่ายน้ำอยู่ ต้องคอยหลบ บางจังหวะต้องผลักไปให้พ้น ไม่ให้มาเกาะที่ท่าเรือหน้าบ้าน
       อังศุมาลินทำหน้าฮึดสู้ปลุกใจตัวเองให้ฮึกเหิม แล้วว่ายทวนน้ำไปอย่างตั้งใจ แล้วก็หมดแรง ปล่อยตัวลอยกลับมา เกาะที่บันไดท่าบ้านตัวเอง หญิงสาวหอบ จังหวะนั้นยินเสียงเหล็กกระทบกัน ตามด้วยเสียงคล้ายเครื่องตัดเหล็ก ดังโช้งเช้ง จื๊ดๆๆๆ สลับกัน ดังมากขึ้นๆ
       อังศุมาลินชักสนใจ หันไปมองๆ เห็นบนฝั่งคลองเดียวกัน ถัดไปจากลำประโดงคั่นแคบๆ ริมคลอง เรือเหล็ก ท้องแบน หน้าตัดเป็น4เหลี่ยมคางหมู ลำไม่ใหญ่ จอดเรียงรายเป็นแถวๆ
       อังศุมาลินสงสัยระคนสนใจ ว่ามันคือเรืออะไรหน้าตาชอบกล หญิงสาวปล่อยตัวให้ลอยตามน้ำไป แล้วว่ายพยุงไปทีละนิดๆ เลาะเลียบเกาะนั่นเกาะนี่ไปตามทางที่ลอยผ่าน
      
       ที่บริเวณท่าเรือหน้าอู่ มีต้นไทรใหญ่แผ่กิ่งก้านไปทั่วบริเวณ อังศุมาลินว่ายข้ามลำประโดงมา แล้วมาเกาะที่แถวเรือท้องแบนลำใหม่ๆ ที่จอดเรียงราย แล้วชะเง้อเข้าไปดูในตัวอู่ อังศุมาลินมองไป เห็นตรงหน้า แถวๆนั้น มีเรือเร็วสีขาวจอดอยู่ลำหนึ่ง
       อังศุมาลินดำน้ำลงไปก่อนจะมาโผล่ข้างๆ เรือสีขาว แล้วเกาะขอบเรือ ขยับตัวกระดึ๊บๆ พาตัวเองเข้าไปจนใกล้ตัวโรงงาน
       พ้นท้ายเรือสีขาว อังสุมาลินโผไปที่รากต้นไทร เกาะรากต้นไทรที่ย้อยมาพยุงตัว ชะเง้อมองดูในโรงงงาน เห็นพวกคนงาน ราว 10 คน ซึ่งล้วนเป็นทหารทำงานกันอย่างขันแข็ง เร่งรีบ
       คนที่ดูสูงอายุ ชี้สั่งพวกเด็กๆ ตะโกนดุๆ เสียงดังโหวกเหวก พวกทหารเด็กรับคำไฮ้ๆๆ อย่างขึงขัง
       อังศุมาลินเอียงคอดู รู้สึกน่าสนใจ
      
       ทันใดนั้นมีเสียงผู้ชาย สดใส ร่าเริง ถามเป็นภาษาญี่ปุ่น ดังมาจากข้างหลัง
       “หนาวไหมครับ”
       อังศุมาลินสะดุ้ง หันขวับไป เห็นบนเรือสีขาวลำนั้น โกโบรินอนคว่ำพังพาบกับพื้นกำลังซ่อมเครื่องจักรอยู่ ในมือข้างหนึ่งถืออุปกรณ์ กำลังไขอะไรอยู่ มือเปื้อนดำ หน้าตาสดใสร่าเริง ใส่ชุดทหารลำลอง ครึ่งท่อนสำหรับการทำงาน
       โกโบริรีบลุกมานั่ง ยิ้มให้ พร้อมกับทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น
       “สวัสดีตอนเช้าครับ”
       อังศุมาลินเบิกตาโพลง อึ้งๆ งงๆ ขณะที่โกโบริเยื้อนยิ้มอย่างเป็นมิตร
       อังศุมาลินมองเบิกตาโพลงอยู่อย่างนั้น ขณะที่โกโบริทอดยิ้มมาด้วยหน้าตาเป็นมิตรสุดๆ
      
       “คุณพูดภาษาอังกฤษไหมครับ”
       อังศุมาลินไม่ตอบ แล้วค่อยๆ ปล่อยตัวให้จมลงใต้น้ำมิดถึงคอ แต่ยังจ้องเป๋งที่โกโบริ แบบระวังตัวเต็มที่ โดยตาไม่กระพริบ
       โกโบริไม่ยอมแพ้ พูดเป็นภาษาอังกฤษแบบกะท่อนกะแท่น พยายามสื่อสารด้วยหน้าตาและมือไม้ ภาษากาย
       “ยู-อันเดอร์สแตนด์-ว็อท-ไอ สปี้ค..ไอเซด..อาร์ยูโคลด์? กู๊ดมอร์นิ่ง...แอนด์...ไอเซด..แคนยูสปี้คอิงลิช”
       อังศุมาลินยังจดสายตามองหน้าโกโบริเป๋ง ขณะที่พยายามเคลื่อนตัวไปในน้ำ ถอยไกลออกไปช้าๆ สงบๆ เหมือนเวลาเจอเสือสิงห์ที่เป็นอันตราย ที่อาจกระโจนใส่ ต้องค่อยๆ หนี ไม่ให้มันรู้ตัว และอย่าละสายตาจากมัน
       โกโบริมองขำๆ แล้วนึกมุกได้ รีบชี้ไปหลังอังศุมาลิน “สเน็ค! สเน็ค! บีไฮนด์ยู!”
       อังศุมาลินผวา ตกใจ รีบหันไปดูข้างหลัง
       โกโบริหัวเราะชอบใจ “แด็ท’ส ไร้ท์!! ยูอันเดอร์สแตนด์ อิงลิช แอ็คชวลลี่!”
       อังศุมาลินเสียฟอร์ม หันไปถลึงตามองแบบดุๆ โกรธใส่
       โกโบริโน้มตัวเกาะขอบเรือ ยื่นหน้าออกมาเต็มที่ พูดญี่ปุ่นปนอังกฤษ
       “คุณอาศัยอยู่ที่ไหนครับ อ้า..ไอ แคน น็อท สปี๊ก อิงลิช เวล”
       อังศุมาลินแค้นใจ ลอยตัวห่างออกไป แล้วกะพอได้ระยะ ก็หันมาเอามือกระทุ้งน้ำอย่างแรง กะให้น้ำกระเด็นไปเปียกอีกฝ่ายให้มากที่สุด แล้วรีบว่ายหนีไปอย่างเร็ว
       น้ำกระเด็นใส่โกโบริเต็มหน้าตา เพราะไม่ทันตั้งตัว
       โกโบริร้อง “เฮ้!”
       อังศุมาลินมั่นใจว่าว่ายหนีมาในระยะปลอดภัยแล้ว หันไปดูผลงาน
       เห็นโกโบริกำลังเอามือเช็ดน้ำออกจากหน้า แต่มือนั้นป้ายน้ำมันเครื่องที่เปื้อนมืออยู่ไปบนหน้าจนดำเป็นปื้น
       อังศุมาลินอดหัวเราะออกมาด้วยความสะใจไม่ได้
       โกโบริมองมาเห็น หัวเราะตอบ แล้วโบกมือให้แบบสุดแขน
       “ซาโยนารา”
       อังศุมาลินหุบยิ้มทันควัน หันตัวกลับ แล้วรีบจ้วงแขนว่ายๆๆ หนีอย่างเร็วยังกะแข่งว่ายน้ำ
      
        โกโบริมองตาม ยิ้มค้างบนใบหน้า



       วันต่อมาชาวบ้านมารวมตัวกันอยู่ภายในวัด บนศาลาการเปรียญ เห็นกำนันนุ่มกำลังปีนช่วยติดเครื่องประดับต้นผ้าป่า ตามมีตามเกิด มีตาบัว ตาผล และตาแกละช่วยกันคนละไม้คนละมือ
      
       วงสนทนาระหว่างนั้น ที่หยิบมาคุยกันมีแต่เรื่องที่ทหารญี่ปุ่นมาทำอู่ต่อเรือละแวกนี้
       “อ๋อ อู่เรือข้างๆ บ้านหนูอังน่ะ พวกญี่ปุ่นมันมาเช่าไปทำอู่ต่อเรือท้องแบน และซ่อมบำรุงเรือของพวกมัน ที่สำหรับใช้ตามแม่น้ำลำคลองบ้านเรานี่แหละ” กำนันทำไปพูดไป
       อังศุมาลินกำลังทำตัวชะนีจากผ้าขนหนูสีเหลืองสำหรับถวายพระ เพื่อเอาแขวนกับต้นผ้าป่า ซึ่งทำจากกิ่งมะขาม ส่วนแม่อร ยายศร แม่วัน ยายเมี้ยน แมว พับแบงค์เป็นตัวนก ตัวผีเสื้อ สำหรับติดต้นผ้าป่า กันอยู่
       “เห็นมาอยู่กันเป็นกรมกองเลยค่ะ หลายวันมานี่...เห็นเรือขนกำลังพลผ่านหน้าบ้านเราไปไม่รู้กี่ลำ ท่าทางจะอยู่กันระยะยาว” แม่อรว่า
       “เขาเช่ากันเป็นรายปี..เจ้าของอู่แกก็ได้สตางค์เป็นล้าน เลยไปทำอู่ใหม่แถวปทุมโน่น” กำนันว่าอีก
       “นี่ อังศุมาลิน..ระวังให้ดีเถอะ บ้านเธอยิ่งอยู่กันแต่ผู้หญิงกะคนแก่ด้วย เขาว่ากันพวกนี้มันชอบแก้ผ้าอาบน้ำ ยืนฉี่กันข้างถนน ไปสอดแนมมันมาก ระวังจะตาเป็นกุ้งยิง” แมวปากไวเหมือนเคย
       “พูดอะไรก็ไม่รู้ แม่แมว เป็นสาวเป็นนางแท้ๆ” ยายศรทนไม่ไหว
       แม่วันหลุดปาก “ถ้าวนัสอยู่ก็คงจะดี..จะได้ให้ไปเดินให้มันเห็นมั่ง ว่าบ้านนี้มีผู้ชายอยู่”
       ตาผลแทรกขึ้น “แล้วรัฐบาลไทยประกาศสงครามกับอังกฤษอเมริกาแบบนี้ ฝรั่งเมืองอังกฤษเค้าไม่จับตัวพ่อวนัสไว้หรอกหรือ
       “ก็คงจับกระมัง เพราะตำรวจบ้านเรายังช่วยพวกญี่ปุ่นจับคนอังกฤษ ฝรั่งเศศ เนเธอแลนด์ไปขังคุกเป็นพรวนเลย ฉันเคยเห็น” ตาบัวว่า
       กำนันนุ่ม แม่วันและพวกบ้านอังศุมาลินฟังแล้วหน้าซีด
       ตาแกละเสริมอีก “รัฐบาลไทยประกาศสงครามน่ะ มีเหตุผลแล้ว...ก็พวกอังกิดมันมาทิ้งบอมใส่เราก่อนทำไม คนฝั่งพระนครเขาตายกันไปเท่าไหร่ ตึกรามบ้านช่องพังพินาศ เห็นไหม พวกผู้ลากมากดีฝั่งคะโน้นเค้าต้องอพยพหนีระเบิดมาอยู่ฝั่งธนฯของเรานี่กันเท่าไหร่ๆ”
       ตาผลแทรก “แต่ถ้าฉันเป็นอังกฤษ ฉันก็เคือง..รัฐบาลไทยอยากลงนามร่วมรบเป็นพวกเดียวกับญี่ปุ่น ให้ญี่ปุ่นมาใช้ประเทศทำไม”
       ตาแกละเถียง “รัฐบาลเขาก็ทำถูก..อังกิดฝรั่งเศสมันมีดีอะไร มันมีแต่จะมารุกรานพวกเรา ฝรั่งเศสก็ยึดอินโดจีนของเรา อังกฤษก็มาเอาดินแดนมาลายูของเรา สมแล้ว ที่ญี่ปุ่นเขามาช่วยเราขับไล่ฝรั่งไป”
       ยายเมี้ยนฟังอยู่นานขอแจมมั่ง “นั่นสิ รบไปรบมา ตอนจบ ฝรั่งเยระมัน กะญี่ปุ่นนี่แหละ ที่จะชนะ วันนั้นฉันไปดูหนัง เขาฉายข่าว ว่าที่เมืองอีหรอบ เยระมันที่ชื่อฮิตเล่อร์ก็เก่งกว่าอังกิด ฝรั่งเศสอะไรหมด แล้วแถวนี้..ญี่ปุ่นก็เก่งกว่าใครหมด”
       ตาบัวฉุน “อีเมี้ยน ไอ้แกละ มึงเป็นฝ่ายอักษะใช่ไหม ดี งั้นมึงกะกูก็เป็นศัตรูกัน เพราะกูเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร”
       ตาผลผสมโรงกับเกลอ ทันที “กูด้วย ใครเป็นพวกญี่ปุ่น เราจะถีบมัน เพราะเราคือพยัคฆ์ร้ายไทยถีบ ใช่ไหม ไอ้บัว มา เรามารุมถีบไอ้แกละกะอีเมี้ยนกัน”
       หลวงพ่อเดินมาได้ยินพอดี
       “เออ ดี..พวกประเทศนอกไม่ต้องทำอะไรให้เปลืองแรงแล้ว...เพราะคนไทยด้วยกันจะมาถีบกันเอง แบ่งฝ่ายกันเอง ฆ่ากันเองก่อนที่วัดนี้แหละ ตกลงผ้าป่าสามัคคีก็ไม่ต้องทอดกันแล้วนะ เพราะมันเป็นผ้าป่าแตกสามัคคีเสียแล้ว..ใช่ไหม..หา”
       คู่กรณีสงบปาก เงียบจ๋อย กำนัน แม่วัน และบ้านอังศุมาลินสะใจ
      
       ครู่ต่อมา แม่วันดึงอังศุมาลินมาที่ลับตาคน มีกำนันนุ่มเข้ามาร่วมวง
       “แม่อัง..อย่าไปฟังปากชาวบ้านพูดให้มากนัก เท่าที่ป้ารู้มา นักเรียนไทยในอังกฤษ ไม่ได้อยู่ในฐานะนักโทษ หรือศัตรูอะไรของทางเมืองนั้นเลย”
       กำนันลดเสียงเป็นกระซิบ “สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ก็ประทับที่นั่น ทรงเกื้อกูลพวกนักเรียนไทยมาก” กำนันว่าพลางยกมือพนมเหนือหัว “ลุงได้ยินมาว่า ทุกคนปลอดภัยดี ราชนิกูลหลายพระองค์ เป็นตัวตั้งตัวตีรวมพวกนักเรียนไทยที่เคมบริดจ์...ที่มีวนัสกับเพื่อนๆ ด้วย...ขึ้นเป็นกลุ่มที่ไม่ยอมรับการประกาศของรัฐบาลไทยกับญี่ปุ่น”
       อังศุมาลินกระซิบตาม ตามองซ้าย ขวา กลัวใครมาได้ยิน
       “ค่ะ..หนูเห็นที่มหาวิทยาลัยเขาก็พูดกัน ว่าตั้งแต่วันที่10 ธันวาคม ปีที่แล้ว ที่รัฐบาลไทยจับมือให้ญี่ปุ่นเข้ามาใช้ประเทศ ทูตไทยในสหรัฐ..มรว.เสนีย์ ปราโมช ก็ตั้งกลุ่ม free thai movement หรือที่มีคนเรียกว่า “เสรีไทย” ขึ้นก่อนแล้ว”
       “ลุงเชื่อว่า..ที่อังกฤษ...พวกของวนัส ก็คงจะต้อง..พยายามหาทาง...ทำอะไรสักอย่างอยู่แน่ๆ”
      
       อังศุมาลินดูเป็นกังวล แต่ก็มีความหวัง แม่วันจับมืออังศุมาลินไปบีบเบาๆ ปลอบใจ
      
       เช้ามืดวันต่อมา หน้าบ้านอังศุมาลิน ฝนกำลังตกหนัก เสียงลมฝนผสมกันอื้ออึง ลมพัดแรง แลไปเห็นภาพเงาต้นไม้ในสวนโดนพัดลู่โอนเอนไปตามแรงลม
       ส่วนที่บนเรือน ตะเกียงเจ้าพายุแขวนอยู่ที่ขื่อ แกว่งไกวไปมาเล็กน้อย ในแสงนั้น แม่อรกำลังสาละวนกับการเก็บตะกร้า กระบุง และข้าวของต่างๆ ที่ตากอยู่นอกชาน เพื่อไม่ให้โดนฝน จนเนื้อตัวเปียกปอน
       ประตูห้องนอนอังศุมาลินเปิดออกมา อังศุมาลินอยู่ในชุดนอน ผ้าซิ่น สวมเสื้อแพร รีบวิ่งเข้ามาช่วยยกกระจาดที่ทำกล้วยตาก ตากไว้ออกไปให้พ้นสายฝน
       “ยายอัง.. ไม่เป็นไร แม่ทำเองได้” แม่อรร้องบอก
       “เดี๋ยวแม่ไม่สบายนะคะ หนูทำเองดีกว่า” อังศุมาลินว่า
       ฝ่ายยายศรหยิบเอาผ้าคลุมหัวเดินออกมา แม่อรร้องเรียก
       “แม่! ออกมาทำไม ยายอังๆ มาพาคุณยายกลับเข้าไปข้างในเร็ว”
       อังศุมาลินกำลังลากเข่งส้มโอเข้ามาไว้ในบ้าน
       “น้ำเหนือก็กำลังไหลบ่ามา.. นี่ฝนยังมาตกหนักอีก ป่านนี้สวนเราก็คง...”
       ยายศรไม่อยากพูดต่อ แต่ดูหนักใจมากๆ
      
       ฝนยังคงตกลงมาไม่ขาดสาย ข้างนอกลมยังคงพัดแรงอยู่อย่างนั้น อังศุมาลินหันมองออกไปยังสวน ด้วยความรู้สึกกังวลไม่แพ้กัน



       ฝนตกหนักติดต่อกัน จนเกิดน้ำท่วมใหญ่ทั่วพระนคร ซึ่งตรงกับ “เดือน กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๕”
      
       พวกทหารญี่ปุ่นแล่นเรือท้องแบนไปในถนนหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ส่วนอีกมุมหนึ่ง หน้าวัดพระแก้ว ทางด้านสนามหลวง โกโบริ ลุงมาซาโอะ ทาเคดะ เคสะเกะกับเพื่อนทหารอีก 3 คน ถ่ายรูปหมู่ร่วมกันในเรือเป็นที่ระลึก ยิ้มแย้ม หยอกล้อกัน โดยมีช่างภาพทหารคนหนึ่ง ถ่ายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อบันทึกเป็นความทรงจำ
       ภาพเหล่านั้น ถูกนำไปล้างกลายเป็นภาพนิ่งขาว ดำ พร้อมมีลายเซ็นของแต่ละคนกำกับ ในเวลาต่อมา
      
       แสงสีทองจับที่ขอบฟ้าไกลยามอรุณรุ่งวันต่อมา เผยให้เห็นต้นไม้ในสวนที่ชอุ่มไปด้วยน้ำฝนที่เพิ่งตกมาใหม่ๆ
       ที่ชายคาบ้านมีน้ำฝนค่อยๆ หยดตกลงมา
       ระหว่างนั้นแม่อรกับยายศร นั่งเช็ดข้าวของและผลไม้ที่เปียกน้ำอยู่บนเรือนอย่างหมดอาลัย
       “พวกส้มคงจะไม่รอดหรอก ไหนจะต้นจำปาที่ท้ายสวนอีก พวกนี้มันไม่ชอบน้ำ”
       ยายศรเริ่มไอโขลกๆ เหมือนจะไม่สบาย
       “ช่างเถอะแม่ ค่อยตั้งต้นเอาใหม่”
       ยายศรเหม่อ จนไม่ได้ยินคำพูดของแม่อร
       “หนูว่าเดี๋ยวเราลงพวกกล้วยก่อนก็ดีนะ จะได้เก็บผลได้ไวๆ”       
       อังศุมาลินเดินถือกระจาดใส่ตำลึงขึ้นมาจากบันได
       “ต้นมะพร้าวน้ำหอมของเรายังอยู่ดี มะม่วงก็ไม่เป็นไรมาก นี่..ดูสิคะ..หนูได้อะไรมา”
       พลางอังศุมาลินยกกระจาดที่มีผักตำลึงงามๆ อยู่เต็มกระจาดเพื่ออวดแม่กับยาย
       “งามขนาดนี้เลย ดูสิแม่”
       แม่อรชี้ชวนให้ยายศรดู
       “ยังมีอีกเป็นดงเลยล่ะ ต่อไปหนูจะเป็นคนเก็บเอง แม่กำให้หนูก็แล้วกัน เดี๋ยวหนูจะเอาไปขายที่ตลาด...”
       อังศุมาลินว่า พร้อมกับทำหน้าตาร่าเริงสดใส เพื่อปลอบใจทุกคน
      
       เวลาต่อมา สองแม่ลูกพายเรืออยู่ในคลอง กำลังจะไปตลาดท่าเตียนเพื่อนำของไปขาย อังศุมาลินซึ่งใส่เสื้อแขนยาวกันแดดสีน้ำเงินตุ่น กำลังพายอยู่หัวเรือ แม่อรที่เสื้อสีสดใสกว่า นั่งพายอยู่ท้ายเรือ ทั้งสองสวมงอบกันแดด ประสาชาวสวนธนบุรี
       พืชผักผลไม้และสิ่งละอันพันละน้อยเท่าที่พอจะเก็บหาจากสวนได้อยู่เต็มลำถูกนำมาขายบริเวณตลาดท่าเตียน
       ใบหน้าอังศุมาลินแดงก่ำอยู่ใต้งอบ ผมลุ่ยลงมาอยู่สองข้างแก้ม ที่แม้จะออกแรงพายเรืออย่างสุดแรง แต่สีหน้าดูตั้งใจ แข็งขันอารมณ์ดี
       “ไหวไหมยายอัง เดี๋ยวขากลับ แม่ไปพายหัวเรือให้ดีกว่า หนูพายไม่ไหวหรอก น้ำลงออกควัก”
       เห็นชัดว่าน้ำค่อนข้างเชี่ยวทำให้ต้องพายหนักแรง
      
       ระหว่างนั้นเห็นเรือเร็วสีขาววิ่งแซงผ่านไปด้วยความเร็วสูง แม่อรรีบคัดท้ายหันหัวเรือโต้คลื่นโดยเร็ว
       น้ำกระเซ็นสาดขึ้นใส่อังศุมาลินที่นั่งอยู่หัวเรือจนเปียก
       “โอ๊ย.. ขับเรือภาษาอะไรเนี่ย”
       อังศุมาลินฉุน ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหน้า พลางถอดงอบออกสะบัด ใช้พายตีน้ำอย่างขัดใจ
       คลื่นที่เกิดจากเรือนั้น พัดเรือของอังศุมาลินแทบปลิวไปติดริมฝั่งคลอง อังศุมาลินมองตามไป เห็นธงชาติอาทิตย์อุทัยปลิวไสวที่เรือขาวลำนั้น
       อังศุมาลินประชด จิกกัดอย่างขัดใจ “อ้อ..เรือไอ้พวกมหามิตรนี่เอง! มิน่าล่ะ”
       โกโบริ ที่นั่งอยู่ท้ายเรือสีขาวลำนั้น เหลียวหันมาดู อังศุมาลินมองตอบ จ้องตาถมึงทึง
       พอโกโบริเห็นอังศุมาลิน ก็จำได้ ดีใจ หันไปสั่งทหารพลขับเรือ ให้ตีวงกลับมาหา
       อังศุมาลินเห็นเรือนั้นตรงมา ก็อึ้ง สบตากับแม่อย่างวิตก แล้วรวบรวมกำลังใจ เตรียมพร้อมเผชิญ
       เรือสีขาวพุ่งตรงดิ่งเข้ามา พอใกล้จึงชะลอเครื่องลง โกโบริส่งยิ้มมาให้อย่างเป็นมิตร แล้วตะโกนทักทาย เป็นภาษญี่ปุ่น
       “คุณ.. สบายดีไหม”
       อังศุมาลินพยายามจับกาบเรือที่โคลงเคลงไปมา โกรธ จึงสะบัดหน้าหนี
       ทหารคนอื่นๆ ลุ้นๆ เอาใจช่วยโกโบริ
       โกโบริยิ้ม ถอดหมวก แล้วก้มหัวให้แม่อร “กำลังจะไปไหนเหรอครับ”
       แม่อรงงๆ ฟังญี่ปุ่นไม่รู้เรื่อง ได้แต่ยิ้มรับไปอย่างแกนๆ
       “จ้ะๆ”
       อังศุมาลินรีบพายเรือจ้ำหนี
       “พวกญี่ปุ่นที่มาต่อเรืออยู่ใกล้ๆ บ้านเราค่ะแม่”
       แม่อรหันไปมอง แล้วหันกลับมาอย่างรวดเร็ว
       “เขายังมองอยู่เลย.. ท่าทางเขายังกับรู้จักกับหนูงั้นแหละ”
       เรือโกโบริขับชะลอๆ เข้ามาแล่นเคียงข้างไปช้าๆ อังศุมาลินลอบมองด้วยหางตา ปั้นหน้าไม่สนใจ
       โกโบริชะโงกมา ยิ้มกว้างอย่างจริงใจ พูดอย่างร่าเริง
       “มีอะไรอยู่ในเรือหรือครับ ขายไหม”
       อังศุมาลินจ้องดุๆ กระชากเสียงใส่ “ไม่ขาย!..Not for sale!”       
       โกโบริก้มมา จับกราบเรืออังศุมาลินไว้ แล้วหันมายิ้มให้แม่อรซื่อๆ คราวนี้พูดไทยด้วย
       “ไป-ใน-มา-ครับ พวก-นี้-คาย-หรือ-เปล่า”       
       แม่อรยิ้ม พยักหน้า แล้วชี้มือบุ้ยใบ้กวาดมือไปทั่วลำเรือแล้วชี้ไปข้างหน้า
       “ขาย..ไป ขาย ที่ ตลาด”
       “ตะลาด.. อิชิบะ”
       โกโบริมองหน้าอังศุมาลินเหมือนเป็นการถามให้แน่ใจ
       อังศุมาลินเอาพาย ตีๆ ใกล้ๆ มือโกโบริ
       โกโบริสะดุ้ง รีบชักมือกลับ อังศุมาลินคัดหัวเรือออกห่าง จ้วงพายลงน้ำอย่างแรง
       “จ้ะๆ อิชิบะ” แม่อรเป็นฝ่ายบอก
       อังศุมาลินหันมามองแม่หน้างอ
       “แม่รู้ภาษาญี่ปุ่นกับเขาด้วยเหรอ”
       แม่อรงงๆ ว่าทำไมลูกโกรธ เรือโกโบริแล่นแซงไป
      
       ขณะที่ใบหน้าโกโบริยังหันมามองอังศุมาลินจนเหลียวหลัง
ตอนที่ 2
      
       บรรยากาศในตลาดท่าเตียนยามเช้าดูคึกคัก มีทหารญี่ปุ่นเดินแถวมาเป็นกลุ่มๆ ฟากคนไทยทั้งพ่อค้าแม่ขายรวมทั้งชาวบ้านจับกลุ่มซุบซิบกัน บ้างเห็นเป็นเรื่องตลก บ้างก็กลัว ดึงลูกหลานออกมา ห้ามไม่ให้ไปเข้าใกล้ทหาร
      
       อย่างเช่นยายเมี้ยนที่รีบดึงแมวหลบ “แมว..อย่าให้พวกญี่ปุ่นเห็นหน้าลูกนะ”
       “ทำไมล่ะจ๊ะแม่” แมวทำท่างง
       “เดี๋ยวก็โดนลากไป..ทำมิดีมิร้ายเหมือนแม่ค้าอ้อยข้างธรรมศาสตร์หรอก อันตรายจะตายไปพวกนี้” ยายเมี้ยนเม้าธ์
       มีทหารญี่ปุ่นเดินผ่านยายเมี้ยนกับแมวไป หันมามองทั้งคู่ แมวฉีกยิ้มให้แล้วดึงยายเมี้ยนไปหลบข้างทาง
       “แต่เขาออกกฎมาแล้ว ว่าพวกเราต้องสนับสนุนพวกญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ ไม่อย่างนั้นโดนประหารชีวิตแน่”
       แมวรีบเสนอหน้าเดินไปยิ้มให้ทหารญี่ปุ่น ยายเมี้ยนยิ้มแหยๆ ให้ทหารญี่ปุ่นที่เดินผ่านไป
      
       ส่วนที่ร้านขายข้าวสาร ทหารญี่ปุ่นเข้าไปบ้างสวนออกมา มีรถเข็นบรรทุกข้าวสาร 2 - 3 กระสอบออกมา
       เฮียเม้งรับเงินจากทหารญี่ปุ่นเป็นปึกๆ วิภาพูดคุยหัวเราะอยู่กับทหารญี่ปุ่น
       อาโกยืนดูอาเม้งอยู่ที่ร้านกาแฟ
       “อาเม้งนี่มันเซ็งลี้ฮ้อจริงๆ ดูสิ ญี่ปุ่นมันพิมพ์แบงค์เอง ถือเงินเป็นฟ่อนๆ ยังกะเงินกงเต๊ก”
       ตาแกละถาม “แล้วถ้าให้แก แกเอาหรือเปล่าล่ะ”
       “จะไม่ให้อาเม้งมันอู้ฟู่ยังไงไหว ข้าวสารเคยกระสอบละ12 บาท ตอนนี้มันขายตั้ง 20” อาโกว่า
       “ลื้อก็เหมือนกันล่ะ โอเลี้ยงขายตั้ง 5 สตางค์ แต่ก่อนสตางค์เดียว” ตาแกละเหน็บ
       “ดูแม่หม่วยวิภา ลูกสาวมันสิ พูดญี่ปุ่นจ้อเลย สมกับที่เรียนกะหมอโยชิ หมอฟันมาแต่เด็กๆ” อาโกบอก
       “รุ่นนั้นเห็นเรียนภาษาญี่ปุ่นกันตั้งหลายคน ยายอังศุมาลินเด็กในคลองใกล้บ้านชั้นก็เรียนเหมือนกันนะ แต่ไม่เห็นมันจะเอามาใช้ประโยชน์อะไรเล้ย” ตาแกละบอก
       อาโกสะบัดหน้า
      
       ด้านแม่อรและอังศุมาลินช่วยกันยกเข่งคนละข้าง มีหน่อกล้วยอยู่เต็ม เดินอยู่กลางตลาด
       “แพงเหมือนกันนะแม่ เราขายของหมดลำเรือ ได้เงินมา..ซื้อหน่อกล้วยหอมพวกนี้แล้ว.. เงินแทบไม่เหลือเลย” อังศุมาลินว่า
       “เวลานี้ข้าวของมันกะประมาณราคาไม่ได้เลย ยัยอังเอ๊ย..ใครอยากจะตั้งราคาอะไรเท่าไหร่ก็ได้ ทุกคนก็อ้างสงครามกันหมด”
       “ทีของเรา..เราขายทู้ก...ถูก กลัวคนซื้อไม่มีตังค์”
       แม่อรหัวเราะ
       “เดี๋ยวกลับไปหนูจะขุดหลุมเตรียมไว้เลย แล้วเย็นนี้เราค่อยเอามาลงกันนะแม่”
       “จ้ะ...ไป ไปซื้อขนมไปฝากคุณยายก่อน”
       อังศุมาลินกับแม่อรเดินมาเลือกขนมไทยในกระจาด เสียงจากคนในตลาดดังเฮๆ กันดังเข้ามา อังศุมาลินกับแม่อรหันไปดู
       “ซุยกะ (แตงโม) ซุยกะๆ (แตงโมๆ)” โกโบริบอก
       แต่ถูกแม่ค้าโวยวายใส่ “โว้ยยย บอกว่าไม่ซุย เนื้อแน่น พูดไม่รู้เรื่องหรือไง”
       “เอ่อ...โซเระ วะ- นั่น- เดสก๊ะ? - อันนั้นคืออะไรครับ” โกโบริ        ถาม
       คราวนี้แม่ค้าโวยหนักกว่าเก่า “เฮ้ยยย มีขึ้นวะด้วย หนอยย.. แกว่าใครเกะกะวะ”
       ไม่เท่านั้นแม่ค้าลุกขึ้นยืนเท้าสะเอว ชาวบ้านคนอื่นๆ เริ่มมามุงกันมากขึ้น
       โกโบริที่กำลังก้มลงไปเจรจากับแม่ค้าที่นั่งปูเสื่อตั้งแผงขายผลไม้อยู่กับพื้นหันมาเห็น เดินเข้ามาช่วย
       โกโบริพยายามถามใหม่ว่าราคาเท่าไหร่ “อัน-นี รา-คา-ทะ-อา-อุ รายคับ...อิคุระ เดสก๊ะ?”
       “โอ๊ย.. หลีกไปๆๆ ไม่ขายแล้ว ลูกค้าคนอื่นหนีหมด”
       แม่ค้าโบกมือไล่ โกโบริและพวกทหารญี่ปุ่นมองหน้ากัน
       โกโบริหันไปหาแม่ค้าคนที่ 2 ที่ตั้งแผงอยู่ใกล้ๆ แล้วชี้ไปที่กล้วย แล้วชูนิ้วชี้ขึ้นยิ้มๆ
       “ไม่ๆๆ ขายเป็นหวี ไม่ขายเป็นลูก” แม่ค้าไม่เข้าใจอีก
       “คาย-เป็น-รู?”
       คำพูดโกโบริ ทำเอาชาวบ้านคนอื่นๆ ขำ
       โกโบริหันมาเห็นแม่อรกับอังศุมาลิน เดินปรี่เข้ามาหา หยุดโค้งคำนับให้หนึ่งที พูดอังกฤษปนญี่ปุ่น
       “Can you help me, please? ช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ เหมือนพวกเขาจะไม่เข้าใจ”
       แม่อรถามลูกสาว “อัง.. เขาว่าไง”
       อังศุมาลินแกล้งทำหน้างงๆ ไม่รู้ไม่ชี้ ขณะที่โกโบริยืนรอคำตอบ ทำหน้าอ้อนวอน ตาละห้อย
       แม่อรบอกอีก “ยายอังช่วยเขาหน่อยสิ”
       อังศุมาลินฮึดฮัดไม่อยากช่วย “โธ่แม่ อย่าไปยุ่งกับเขาเลยค่ะ เดี๋ยวส่งภาษาใบ้กันไปมาก็เข้าใจเอง”
       อังศุมาลินทำท่าจะเดินออกไป โกโบริก้มคำนับ และพูดเสียงดังออกมาเหมือนลืมตัว
       “please, help me please...นะ-คับ”
       อังศุมาลินนิ่งอึ้ง ดูเหมือนจะใจอ่อนนิดๆ หันตัวไปแต่ก็รีบกลบเกลื่อนความรู้สึกตัวเองรีบหันกลับไม่ยอมมองอีก
      
       โกโบริมองตามอังศุมาลินหน้าเศร้าๆ รู้สึกเสียใจที่สาวเจ้าคนไทยรังเกียจตน



       ที่อู่ต่อเรือตอนสายๆ มีทหารญี่ปุ่นเดินตรวจตรากันแข็งขัน เสียงตอกเหล็ก เจียเหล็ก เชื่อมเหล็ก ดังเป็นระยะ
      
       เคสุเกะนั่งอยู่ที่โต๊ะรับสมัครคนไทยเข้าทำงานที่มุมหนึ่งของอู่ มีชาวบ้านต่อแถวกันยาว เสียงดังเซ็งแซ่ ปลายแถว เป็นตาผลพาตาบัวรีบวิ่งเข้ามา
       “ไงล่ะ ข้าบอกเอ็งแล้ว มัวแต่ชักช้า คนญี่ปุ่นเขาตรงต่อเวลา สองโมงเช้าก็คือสองโมงเช้า” ตาผลบอก
       “ใครจะไปรู้วะ คนจะแห่กันมาขนาดนี้” ตาบัวบ่น
       “เขาทำตามนโยบายของทั่นผู้นำกันไงล่ะโว้ย ให้เป็นมิตรกับคนญี่ปุ่น”
       “จริงๆ แล้วก็อยากได้ตังค์” ตาบัวว่า
       “ก็ใช่สิ ทุกวันนี้ ข้าวยากหมากแพง งานก็ไม่มีให้ทำ น้ำก็ท่วม มีแต่ทำงานกะญี่ปุ่นเท่านั้น ที่จะได้มีเงินกันข้าว แล้วจะให้ทำไงล่ะ” ตาผลบอก
       ตาบัวประชด “เออ..ทำงานกะกองทัพพระจักรพรรดิ..ถ้าทำงานดีๆ อีกหน่อยก็จะได้ไต่เต้าเป็นแม่ทัพ”
       คนอื่นๆ ได้ยิน หัวเราะเฮกัน
       เคสุเกะลุกขึ้นมองมา แล้วเอ็ดใส่ตาผลตาบัว ด้วยภาษาญี่ปุ่น
       “ตรงนั้นน่ะ เงียบๆ หน่อย”
       สองเกลอสะดุ้งหวาดผวานิดหน่อย
       “ไฮ้ๆๆๆ” ตาผลว่า
       ตาบัวงง “ให้อะไร”
       ตาผลคุยโอ่ “แกจะไปรู้อะไร ภาษาญี่ปุ่นเว้ย ไม่รู้จะพูดอะไรให้ร้องไฮ้ไว้ก่อน”
       ตาบัวงงอีก “ร้องไห้”
       ตาผลตบกะโหลกตาบัวไปหนึ่งที
       “นั่งไง ดูสิ แค่พูดไฮ้ๆๆๆ ไอ้เตี้ยนั่นนั่งลงไปแล้ว”
       ทุกคนหัวเราะฮาอีก
       เคสุเกะลุกพรวดบอกด้วยภาษษญี่ปุ่น “ตรงนั้นน่ะ บอกแล้วไงว่าให้เงียบๆ หน่อย”
       ตาผลกับตาบัว “ไฮ้ๆๆๆๆๆ”
      
       ฝ่ายโกโบริถือข้าวของพะรุงพะรังอยู่ในตลาด มีทหารญี่ปุ่น 2 คนมาช่วยแบกของตัวแอ่นอยู่ด้านหลัง โกโบริกำลังควักเงินออกมาจ่ายให้แม่ค้าทีละคนสองคนอย่างทุลักทุเล
       แม่ค้าคนไหนที่ได้รับเงินไปแล้วก็ดีใจจนเนื้อเต้น รีบเดินออกไปอวดคนอื่นๆ
       “ขอบ-พระ-คุณ-มาก-ครับ” โกโบริบอกเป็นภาษาไทยสำเนียงญี่ปุ่น
       “ของฉันก็กล้วยเครือนึง มันแกวห้ากิโล แล้วนี่ก็ฝรั่ง ฉันแถมให้ลูกนึงด้วยนะจ๊ะ ทั้งหมด “สี่-สิบ-บาท” พอดี”
       แม่ค้า ชี้ไปที่ของของตนเพื่อแจกแจง แล้วก็ชูมือให้รู้ว่าทั้งหมดราคา สี่สิบบาท โกโบริทำมือตามว่าสี่สิบ แล้วหาเงินในกระเป๋าส่งให้
       “สิ-ซิปปุ…ขอบ-พระ-คุณ-มาก-ครับ” โกโบริว่า       
       “วันหลังมาซื้อบ่อยๆ นะพ่อคุณ”
       แม่ค้าคนนั้นลูบแขนโกโบริอย่างพินอบพิเทา โกโบริคิดว่านั่นคือการแสดงความรักความเอ็นดู จึงส่งยิ้มให้อย่างจริงใจ
       แม่ค้าอีกคน มองด้วยสายตาอิจฉา เดินมาดึงแขนเสื้อโกโบริ แล้วชี้ไปที่แตงโมของตน
       “แล้วตกลงแตงโมฉันล่ะ เอาไปด้วยสิ เดี๋ยวลดให้”
       โกโบริมองไปที่พืชผักผลไม้ที่ซื้อมาเต็มไปหมดแล้ว อึกอัก ทำท่าเหมือนจะปฏิเสธ
       แม่ค้ารีบยัดแตงโมให้โกโบริ แล้วเอาไปให้กับทหาร 2 คน อีกคนละลูก
       “สามลูก ฉันลดให้พิเศษเลยนะ ยี่สิบ”
       พลางแม่ค้าชูสองนิ้วแล้วเอียงคอ เหมือนท่าสู้ตาย โกโบริยิ้มเจื่อน พยายามล้วงเอาเงินออกมาจากกระเป๋า
      
       แม่อรกับอังศุมาลินอยู่ด้วยกันที่แผงร้านขนมใกล้ๆ ยังคงยืนมอง และเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
       “หนูละใจดำ เขาคงรู้แล้วล่ะว่าหนูไม่ชอบหน้าเขา”
       “ดี! หนูก็อยากให้เขารู้ว่าหนูไม่ชอบ”
       “พูดจาไม่น่ารักเลยนะเรา จะไปช่วยเขาหน่อยก็ไม่ได้ ดูสินี่โดนแม่ค้าพวกนั้นหลอกเอาเงินไปตั้งเท่าไหร่” แม่อรตำหนิลูกสาว
       “ดีสิแม่ คนไทยจะได้กำไรเยอะๆ พวกมันทำให้เราลำบากแค่ไหนแล้วคะแม่ แล้วกองทัพญี่ปุ่นพิมพ์แบงค์ได้เอง แม่จะไปเห็นใจมันทำไม”
       พูดจบอังศุมาลินก็เดินนำลิ่วออกไป แม่อรมองตามอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
      
       ตรงมุมหนึ่งที่อู่ต่อเรือ ตาบัวกับตาผลนั่งหลับไม่รู้เรื่องพิงกันอยู่ใต้ต้นไม้
       ชาวบ้านที่ต่อแถวสมัครงานหายไปหมดแล้ว คนสุดท้ายเดินผ่านมา หันมามองตาผล ตาบัว ยิ้มขำ
       เคสุเกะเห็น ลุกขึ้นเดินมามองใกล้ๆ เดินเข้าไปตะโกนใกล้ๆ หูเป็นภาษาญี่ปุ่น
       “ตื่น...”
       ตาผลกับตาบัว ตกใจสะดุ้งตื่น รีบลุกขึ้นยืน
       ตาผลกับตาบัวร้อง “ไฮ้ๆๆๆๆๆ” พร้อมกัน
       เคสุเกะบอกเป็นภาษาญี่ปุ่น “ไปได้แล้ว”
       “เฮ้ย!” ตาบัวไม่ยอม
       “ไม่ไปๆๆ ของานทำหน่อยๆๆ” ตาผลก็ไม่ไป
       เคสุเกะโมโหพูดเสียงกระโชกโฮกฮาก “ขี้เกียจอย่างนี้ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ไปได้แล้ว ไปๆ ไปให้พ้น เร็ว”
       ระหว่างนั้นโกโบริกลับจากตลาดเดินเข้ามา มีทหาร 3-4 คนช่วยกันแบกพืชผักผลไม้ที่ซื้อไว้ เดินตามเข้ามา
       เคสุเกะและทหารที่อยู่แถวนั้นทำท่าเคารพ
       โกโบริถาม “เกิดอะไรขึ้น”
       “สองคนนี้จะมาสมัครงานครับ แต่ดันมาหลับอยู่ตรงนี้” เคสุเกะตอบเป็นภาษาญี่ปุ่น
       โกโบริเดินไปรอบๆ สองเกลอ
       ตาผลไม่มีท่าทางหวาดกลัว ยืนตรง เอามือแนบลำตัว ยืดอกเหมือนเป็นทหาร
       ตาบัวเห็นพยายามเลียนแบบทำตาม
       โกโบริถาม “เคยเป็นทหารมาก่อนเหรอ”
       ตาผลร้อง “ไฮ้”
       โกโบริสงสัย “พวกคุณเข้าใจภาษาญี่ปุ่นด้วย”
       ตาผลเอาแต่ร้อง “ไฮ้” เป็นอยู่คำเดียว
       ตาบัว “ไฮ้” ตาม
       โกโบริหันไปพูดกับเคสุเกะ
       “รับสองคนนี้เข้ามาทำงานด้วยแล้วกัน”
       เคสุเกะรับคำ “ไฮ้”
       โกโบริเดินจากไป
       ตาบัวตาผลมองหน้ากัน ยักคิ้วหลิ่วตา หยอกล้อกันไปมา โค้งคำนับให้กันเหมือนล้อเลียน
       “ไฮ้” / “ไฮ้”
      
       เคสุเกะมองมา สายตาไม่ค่อยชอบจอมกะล่อนสองคนนี้เท่าไหร่



       ที่ตลาดฝั่งพระนคร คนขายกำลังหยิบยาให้ลูกค้าอยู่ ขณะที่อังศุมาลินซึ่งแต่งชุดเรียบร้อย เป็นกระโปรง และเสื้อที่ค่อยข้างเก่า ปอนๆ แลดูซอมซ่อ สวมหมวกที่ไม่หรูหรา ยืนรอ คนขายๆ เสร็จ ก็หันมาหา
      
       “อยากได้ยาแก้น้ำกัดเท้า” อังศุมาลินบอก
       “โอย..ยาแก้น้ำกัดเท้าแพงนะจ๊ะ ตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมขายดิบขายดี หามาขายไม่ทัน” คนขายตอบ
       “แต่นี่ก็น้ำลดแล้วนี่จ๊ะ”
       “คือว่าไอ้ที่มีขายมันก็แพงหน่อยน่ะจ้ะ เพราะมันหายาก”
       “ฉันรู้ ว่ามันหายาก เพราะร้านแถวฝั่งธนหาไม่ได้เลย..แล้วที่ว่าแพง..คือเท่าไหร่ล่ะจ๊ะ”
       คนขายบอก “หลอดละ 80 บาท”
       อังศุมาลินซีด “อะไรนะ! 80บาท”
       ระหว่างนั้นวิภาเดินเข้ามา พร้อมแผ่นกระดาษจดรายการ
       “เอ้านี่ ยาตามที่จดรายการมานี่...ขอให้ช่วยจัดมาให้ครบนะ”
       คนขายดูแล้วคิดราคาให้ “ทั้งหมดนี้..ก็ประมาณ 500 บาทนะ”
       “ได้ เอ้า เอาไปเลย” วิภาหยิบเงินเป็นฟ่อนมานับ ส่งให้
       คนขายรับเงิน แล้วเดินเข้าไปหายา
       วิภาหันมาเห็นอังศุมาลิน “อ้าว อังศุมาลิน มาซื้ออะไรจ๊ะ”
       อังศุมาลินอึ้งๆ “อ๋อ..ก็ ซื้อเสร็จแล้วล่ะ” แล้วจะเดินออก
       “อังศุมาลิน น้ำลดแล้ว จุฬาฯจะเปิดใหม่อีกแล้วนะ ชั้นจะไปเรียนนะ หยุดช่วยพ่อขายข้าวสารมาตั้งนาน ชักจะเบื่อแล้วล่ะ”
       “ใช่” อังศุมาลินหันมาคุยด้วย “คณะอักษรศาสตร์ย้ายไปสอนกันที่เพชรบูรณ์ ฉันคงไม่มีปัญญาไปเรียนหรอก ต้องช่วยแม่ด้วย”
       “แต่ฉันว่าจะเรียน เพราะเขาลือกันว่า แต่ละชั้นปี จะให้สอบผ่านยกชั้นให้หมด เธอเลิกเรียนไป ไม่เสียดายแย่เหรอ”
       “ฉันไปก่อนนะ” อังศุมาลินหน้าซีด
       วิภาเรียกไว้ “เดี๋ยว อังศุมาลิน หมอโยชิถามหาเธอ”       
       อังสุมาลินไม่ฟัง เดินลิ่วๆ ออกมา
      
       ที่ถนนหน้าตลาด รถรางจอด พวกผู้โดยสารขึ้นลง อังศุมาลินรีบวิ่งมา แต่ไม่ทัน รถรางออกไปก่อน
       ทำเสียงกระดิ่งเก๊งๆๆ
       อังศุมาลินเซ็ง เหงื่อตก ถอดหมวกมาโบกลมคลายร้อน
       จังหวะนั้นรถยนต์คันหนึ่งแล่นผ่านเลยไปนิดก็ชะลอจอด แล้วถอยมาเทียบ
       ชายที่นั่งด้านหลังไขกระจกลง โผล่หน้าออกมา คือหลวงชลาสินธุราชผู้เป็นบิดาของอังศุมาลินนั่นเอง
       “ยายอัง”
       อังศุมาลินหันมาดู ตกใจนิดๆ ชะงัก อึ้ง ซีด แต่ก็รีบยกมือไหว้ บุคลิกท่าทีอังศุมาลินเปลี่ยนไปทันที เป็นสุภาพ เกร็ง ระวังตัว
       “จะไปไหนลูก พ่อจะไปส่ง”
       อังศุมาลินอึกอัก ตั้งใจจะปฏิเสธ
       ภายในรถ กบกับแก้ว น้องต่างมารดา ที่แต่งตัวสวยหรูหรา 2 คน นั่งมองมาอย่างมึนตึง เชิดใส่
       อังศุมาลินมองตอบ เยือกเย็น เชิดพอกัน แล้วเปลี่ยนสายตามาที่พ่อแบบห่างเหิน เย็นชา กวนๆ หน่อย “หนูจะกลับบ้านค่ะ”
       “พ่อจะไปส่งที่ท่าเรือ” คุณหลวงอาสา
       กบกับแก้ว แอบชักสีหน้า
       “อย่าดีกว่าค่ะ หนูนั่งรถรางกลับเองได้” อังศุมาลินทำเสียงกวน
       คุณหลวงเปิดประตูออกมา “มาเถอะลูก..พ่อไม่ได้พบลูกตั้งนานแล้ว อยากจะคุยด้วย” คุณหลวงคะยั้นคะยอ ขอร้อง แล้วหันไปมองลูกสาวคนที่นั่งริมหน้าต่างอีกข้าง พูดอ่อนโยน “ยายกบ ไปนั่งข้างหน้าคนนึง..ลูก”
       กบหน้าตึง ทำเมินๆ แก้วกระฟัดกระเฟียดแทน ทำเสียงงุบงิบ “แก้วไปนั่งข้างหน้าอีกคนด้วยก็ได้” หันมาพยักพเยิดกะกบ
       คุณหลวงจ้องหน้ากบและแก้ว ลงเสียงเข้ม เยือกเย็น และจริงจัง “พ่อให้กบไปนั่งข้างหน้า ส่วนแก้ว..กระเถิบไปหน่อย แล้วอย่าพูดมาก...พ่อไม่ชอบ”
       เจอไม้แข็งทั้งสองรีบทำตามสั่งรวดเร็ว แล้วต่างนั่งกอดอกเงียบกริบ
       คุณหลวงชลาสินธุราชกระเถิบเข้าไป หันมาสบตาอังศุมาลินอย่างขอร้อง
       อังศุมาลินยิ้มให้ แล้วเข้าไปนั่งข้างๆ พ่อ แล้วปิดประตูรถลงเบาๆ
       คุณหลวงมองหน้าคนรถ ทางกระจกมองหลัง “เอก! ไปส่งคุณอังศุมาลินที่ท่าพระจันทร์ก่อน”
       กบแอบเบะปาก แก้วชำเลืองหางตามามอง
      
       อังศุมาลินนั่งตัวตรง มองตอบสู้ตาแก้วอย่างไม่พรั่นพรึงและพร้อมเอาเรื่อง แก้วหลบตาทันที รถแล่นออกไป
       ภายในรถเวลานั้น นายเอกคนรถแอบดูในกระจก เห็นอังศุมาลินนั่งมองตรง ทำสีหน้าเฉื่อยชา ไม่ยินดียินร้าย คุณหลวงหันมามองลูกสาวอย่างพินิจพิเคราะห์ อังศุมาลินหันไปเห็นสายตาพ่อ ฝืนยิ้มให้แก้เก้อ
      
       คุณหลวงยิ้มอ่อนโยนขณะไถ่ถาม “หนูผอมไปนะลูก..ไม่สบายหรือเปล่า”
       อังศุมาลินใจอ่อนไหวยวบ แต่นั่งนิ่งยิ้มเยือกเย็น เพื่อปิดบังความรู้สึก “หนูสบายดีค่ะ”
       คุณหลวงชลาสินธุราชนิ่งไปนิด พูดด้วยเสียงอ่อนโยนมากขึ้น “แม่..กับคุณยาย..สบายดีหรือ”
       อังศุมาลินหลบสายตาลง ทอดเสียงสงบ ท่าทีอ่อนโยนลงด้วย “ค่ะ”
       ผู้เป็นบิดามองไปเบื้องหน้า เหมือนมองเห็นภาพอดีต “หนู..ลำบากไหม”
       คำๆ นี้ ทำให้อังศุมาลินมีแววตากร้าวขึ้น เหมือนถูกสบประมาท “ไม่ลำบากค่ะ”
       คุณหลวงบอกอย่างจริงใจ “ถ้าลำบาก..จะมาอยู่กับพ่อ…”
       แต่พูดไม่ทันจบคำอังศุมาลินหันขวับ มาพูดเน้นคำ “ขอบพระคุณค่ะ...แต่ บ้านของหนูไม่มีใคร” แล้วมองตอบบิดาท่าทีแบบแข็งกร้าว
       คุณหลวงชลาสินธุราชเห็นสีหน้านั้น อดรู้สึกเศร้า รู้สึกผิดและเจ็บปวดไม่ได้
       คนรถที่ฟังอยู่หน้าสลดลง กบ แก้วแอบทำหน้าชิ ชะ
       รถแล่นไปในถนนที่มีต้นไม้ และสองข้างทางเป็นลำคลอง บรรยากาศในรถ เงียบ ไม่เป็นมิตร ออกจะอึดอัด อังศุมาลินนั่งเงียบ ผินหน้ามองไปนอกรถตลอด
       คุณหลวงแอบถอนใจ พยายามจะแก้บรรยากาศ จึงเปลี่ยนเรื่องคุย
       “แล้วเรื่องเรียนหนังสือ หนู...ขาดเหลืออะไรบ้างไหมลูก”
       อังศุมาลินหันมายิ้มอย่างถือดีเย่อหยิ่ง “หนูมีครบทุกอย่างค่ะ”
       สีหน้าคุณหลวงเศร้าลงขณะพูดประโยคต่อมา “ทำไมหนูไม่ไปหาพ่อบ้างเลย”
       อังศุมาลินชะงัก มองหน้าบิดา ขยับปากจะย้อนประโยคเดียวกัน แต่แล้ว ก็เหลือบมองคนอื่นๆ แล้วหุบปาก นิ่งไป
       คุณหลวงชลาสินธุราชอดไม่ได้ แตะมือที่แขนลูก “ถ้าหนูพอมีเวลา ก็ไปหาพ่อบ้างนะ”
       อังศุมาลินไม่ตอบ ยิ้มเยือกเย็น หน้าเชิดท่าทีสง่า
      
       รถแล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทตรงท่าพระจันทร์ อังศุมาลินหันมาไหว้ลาพ่อ
       “หนู...”
       ผู้เป็นบิดามองอย่างซึ้งใจ อดไม่ไหว โอบบ่าลูก
       อังศุมาลินสะเทือนใจ พยายามฝืนพูดให้เข้มแข็ง “...หนูลาล่ะค่ะ”
       “อย่าลืมนะลูก..ไปหาพ่อบ้าง บอกแม่...กับคุณยายด้วย ว่าพ่อคิดถึง ว่างๆ พ่อจะไปกราบเท้าคุณยายท่าน”
       อังศุมาลินสบตาพ่อ เหมือนจะร้องไห้ แต่พยายามกัดฟัน ข่มใจ คิดตลอดว่าสิ่งที่พ่อพูดไม่มีวันเกิดขึ้นหรอก แล้วรีบเปิดประตูรถ ก้าวลงมา แล้วหันไปปิดอย่างระวังเบาๆ
       “ข้ามรถข้ามเรือ..ระวังๆ ตัวนะลูก”
       อังศุมาลินเงยมองหน้าพ่ออีกครั้ง พยายามยิ้มเข้มแข็ง แล้วรีบหันกลับ เดินจากมาแบบไม่เหลียวหลังกลับลำตัวตรงคอตั้ง เย่อหยิ่ง       
       ทว่าใบหน้าอังศุมาลินยามนี้ มีน้ำตาคลอจนเต็มตา อังศุมาลินรีบก้าวเร็วๆ โดยวางท่าสง่า คุณหลวงมองส่งลูกสาวจนลับตา
      
       กลับถึงบ้าน หลังมองจ้องเสื้อนิสิตที่ติดตุ้งติ้งปกเสื้อ เข็มหน้าอก และใส่กระดุมจุฬาฯ ที่แขวนเตรียมไว้ที่มุมหนึ่ง สีหน้าอังศุมาลินครุ่นคิดตัดสินใจเด็ดเดี่ยว
       อังศุมาลินปลดตุ้งติ้ง วางลงในกล่องเล็ก ปลดเข็มอก วางลง จากนั้นปลดกระดุมทีละเม็ดๆ วางลงในกล่องเล็ก ปิดผากล่อง สุดท้ายเด็กสาวม้วนเข็มขัดจุฬาสีน้ำตาล วางลงเคียงกับกล่องเล็กในกล่องใหญ่
       อังศุมาลิน ยกมือไหว้ แล้วปิดกล่องใหญ่ อังศุมาลินวางกล่องนั้น ในลิ้นชักเดียวกับที่ไว้อัลบั้มรูป แล้วปิดลิ้นชัก
       สีหน้าอังศุมาลินเด็ดเดี่ยวเหมือนตัดใจแล้ว ขณะล็อกกุญแจ
      
       ส่วนตำราต่างๆ ที่วางเรียงซ้อนอยู่บนโต๊ะทำการบ้าน อังศุมาลินเข้ามาเก็บตำราทั้งหมด แล้วเอาไปวางเรียงบนชั้นปนไปกับหนังสืออื่นๆ



       ที่อู่ต่อเรือ ตรงหน้าหน่วยพลาธิการทหารตอนสาย มีโต๊ะไม้ยาวตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมคลอง บนโต๊ะเป็นพืชผักผลไม้ที่โกโบริซื้อมา วางกองพะเนินอยู่
      
       ตาผลกับตาบัวกำลังสอนให้ทหารรู้จักพืชผักผลไม้ไทย โกโบรินั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวด้านหลัง มีเคสุเกะยืนอยู่ใกล้ๆ ทหารคนอื่นๆ นั่งอยู่กับพื้นบ้าง บนโขดหินบ้าง ตามถนัด ทั้งหมดกำลังฟังตาผลกะตาบัวอย่างตั้งใจ
       “ต่อไป.. อันนี้ภาษาไทยเรียกว่า...แตงโม”
       พวกทหารร้องขึ้น “ซุยกะ (แตงโม).. ตาเอ็งโมะๆ”
       พวกทหารพยายามฝึกพูดภาษาไทยอย่างสนุกสนาน ตาบัวเดินยกแตงโมผ่าซีกเดินโชว์ไปรอบๆ
       “แตงโม อ่านออกเสียงยาวๆ แตงโม... แตงโม อร่อย กินได้”
       พวกทหารรับพร้อมกัน “โออิชิ กินด้าย”
       “ใช่ๆ กินได้ กินแบบนี้”
       ว่าแล้วตาบัวก็กัดแตงโมคำใหญ่ แสดงสีหน้าชื่นใจ
       “มาๆๆ เดี๋ยวข้ากินให้ดูบ้าง”
       ตาผลแย่งแตงโมมาจากตาบัว ทำตลกแดก สาธิตวิธีกินแตงโม แล้วก็ผ่าแตงโมแจกจ่ายไปให้ทหาร ทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
       “ต่อไปๆ แตงกวา” ตาผลบอก
       ตาบัวหยิบแตงกวาออกมา เดินโชว์ไปรอบๆ แล้วส่งให้โกโบริกับเคสุเกะคนละลูก
       “คิวอูริ (แตงกวา)...แตงกัววว” โกโบริว่า
       “ไม่ใช่แตงกัว ไม่ต้องกลัวสิ กลัวคือแบบนี้”
       ตาผลทำท่ากลัวลนลานให้ดู
       “ไม่ต้องกลัว กินเลย กินได้” ตาบัวบอก
       โกโบริทวนคำ “ไม่ต้องกลัว”
       โกโบริกับเคสุเกะกัดแตงกวาคนล่ะคำ เคี้ยวกร้วมๆ กรอบๆ เอร็ดอร่อย
       โกโบริกะเคสุเกะพูดพร้อมกัน “ไม่ต้องกลัว”
       “โซเระวะ” เคสุเกะหมายถึง...แล้วนั่น “อะไรนะ”
       เคสุเกะชี้ไปที่ขนุนผ่าซีก ตาผลกะตาบัวมองตาม
       “อ๋อ ขนุน” ตาผลบอก
       โกโบริถาม “อร่อยไหม กินได้ไหม กินอีกไหม”
       ตาบัวชมใหญ่ “โอ้.. เก่งๆๆๆๆ แต่ขนุนนี่คนไทยเขาไม่กินเนื้อหรอก เนื้อเหลืองๆ แบบนี้เขาไม่กิน”
       ตาบัวฉีกเนื้อขนุนขึ้นมาเอาใส่ปาก แกล้งทำท่าไม่อร่อย
       “แหวะ ไม่อร่อยๆ กินไม่ได้ เขาต้องกินเม็ดมัน เอ้า..ลองดู”
       ตาบัวส่งเม็ดขนุนให้โกโบริกับเคสุเกะ พยายามกลั้นหัวเราะ ตาผลแอบขำคิก
       โกโบริกับเคสุเกะลองกัดดู แล้วรีบบ้วนทิ้งทันที เพราะทั้งฝาดแล้วแข็ง
       “อร่อยไหม กินได้ไหม กินอีกไหม อิ่มหรือยัง”
       ตาผลร้องออกมาเป็นจังหวะ ตาบัวขำกลิ้ง
       “เอาล่ะ งั้นวันนี้พอแค่นี้ ไหนลองทบทวนดู ทุกคนว่าตามที่ละอย่าง”
       ตาผลกับตาบัวชี้สิ่งของไล่ไปทีละอย่าง พยายามทำท่าประกอบ โกโบริพยายามพูดตาม เคสุเกะและทหารคนอื่นๆ ก็ลองพูดด้วย
       ตาผลบอก “เอ้า.. อันนี้คนไทย อันนี้คนญี่ปุ่น”
       ตาบัวเสริม “คนไทยเรียกยุ่น”
       “นี่! อย่าทำให้เสียเรื่องได้ไหม เอ้า.. นี่โต๊ะ นี่เก้าอี้ นี่ผักชี นี่กล้วยไข่” ตาผลบอก
      
       “อันนี้นั่ง อันนี้ยืน อันนี้หัวเราะ ส่วนอันนี้อ่ะ.. ร้องไห้” ตาบัวว่าท่าทีน่าขัน



       ตาผลกับตาบัวเริ่มคึก เดินหาของสำรวจไปเรื่อยๆ สายตาลอกแลก
      
       “อันนี้ข้าวสาร อันนี้โกดัง อันนี้ถัง เอ๊ะในถังมันมีอะไร”
       ตาผลตาเป็นประกาย
       “เออ..มีอะไร” ตาบัวสงสัย
       “นั่นสิ..มีอะไร”
       ตาผลกับตาบัวเข้าไปทำจมูกฟุดฟิดอยู่ใกล้ๆ ทั้งคู่มองหน้ากันเหมือนคิดแผนการชั่วอะไรได้
       “น้ำมัน” โกโบริเอ่ยขึ้น
       สองเกลอชะงักไปแป๊ปนึง
       โกโบริถาม “ใช่ไหม”
       ตาผลกะตาบัวประสานเสียง ทำตลกกลบเกลื่อน “อ๊ะ ใช่ ไฮ้ๆๆๆ”
      
       กลางดึก พระจันทร์ลอยเคลื่อนผ่านต้นหมากต้นมะพร้าวในสวน ท้องฟ้าเมฆครึ้ม
       ที่บริเวณคลองข้างอู่ต่อเรือเงียบสงัด เห็นตาผลสวมชุดดำ มีผ้าข้าวม้าคลุมหัวค่อยๆ หย่อนตัวลงจากเรือพายที่จอดไว้ไม่ห่างจากอู่ต่อเรือมากนัก ตาบัวยังคงชะเง้อดูลาดเลาให้อยู่บนเรือ
       ตาบัวเห็นภายในอู่ต่อเรือเงียบสงัด ทหารเวรที่เดินยามอยู่ก็เพิ่งผ่านลับสายตาไป
       “อ้าว..ลงมาได้แล้ว จะนั่งตาก-ลมอยู่ทำไม” ตาผลเรียก
       “น้ำเย็นไหมอ่า...ฉันกลัวไม่สบาย” ตาบัวบ่น
       “โอ๊ยย...แล้วไม่กลัวอดตายหรือไง ลงมา” ตาผลด่า
       ตาบัวค่อยๆ หย่อนเท้าลงไปในน้ำ พอรู้สึกว่าหนาวก็รีบชักเท้ากลับทันที
       “รีบๆ ลงมาสิ เร็วๆ ลงมาแล้วเดี๋ยวก็ชินไปเองแหละ”
       ตาบัวลังเลๆ จนตัดสินใจได้ กลั้นใจกระโดดลงน้ำเสียงดังตูม ตาผลโผเข้าไปตบกะโหลกหนึ่งที
       “เสียงดัง! อยากให้พวกมันตื่นหรือไง”
       จากนั้นตาผลค่อยๆ แหวกว่ายไปในน้ำอย่างช้าๆ ตาผลขึ้นไปบนฝั่งก่อน ตาบัวว่ายตามมาติดๆ เมื่อถึงฝั่งก็ส่งมือให้ ตาผลยื่นมือออกไป ตาบัวดึงตาผลร่วงลงมา ตกน้ำเสียงดังตูม
       “เบาๆ สิ อยากให้พวกมันตื่นหรือไง” ตาบัวล้อเลียนผสมแดกดัน
      
       ท่ามกลางความเงียบกลางดึกที่โกดังเก็บน้ำมัน ตาบัวกับตาผลกำลังช่วยกันล้มถังน้ำมัน และค่อยๆ กลิ้งลงมาในคลอง
       ตาผลคุยโอ่ “เป็นไงแผนข้า ฉลาดไหม? ข้ารู้ไงว่าน้ำมันมันเบากว่าน้ำ ทำแบบนี้เราจะได้ไม่ต้องเปลืองแรง”
       “นี่...แต่ตอนนี้ช่วยเปลืองแรงหน่อยได้ไหม ปล่อยให้ข้าเข็นอยู่คนเดียวเลย” ตาบัวบอกฉุนๆ
       ที่ริมตลิ่ง ตาบัวกับตาผลออกแรงกลิ้งถังน้ำมันลงน้ำได้เป็นถังที่สาม
       “หนึ่ง...สอง...สาม...พอหรือยัง” ตาบัวถาม
       “หนึ่ง...สอง.. สาม...ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอาอีกสักถังจะเป็นไร สามถังมันหารไม่ลงตัว” ตาผลโลภ
       ตาบัวท้วง “ไว้คราวหน้าเหอะ หายไปคราวละมากๆ เดี๋ยวพวกมันจะรู้ตัวซะก่อน”
      
       ตาผลอวดเก่ง “เอาน่าเชื่อข้า ถังสุดท้ายแล้ว...ตามมา”
       จากนั้นสองเกลอ ค่อยๆ ย่องไปที่โกดังอีกครั้ง แล้วช่วยกันล้มถังน้ำมันใบที่สี่ลง เข็นไปช้าๆ
      
       ทันใดนั้นเคสุเกะก็เดินสะลึมสะลือออกมาจากห้องพัก ตาบัวกับตาผลตกใจ หยุดกึก ทำตัวต่ำ หมอบราบกับพื้น
       ทั้งคู่เอาผ้าขาวม้ามาคลุมหน้าตาให้มิดชิดกว่าเดิม แล้วค่อยๆ กลิ้งถังไปอย่างเงียบเบาและช้าที่สุด
       เคสุเกะเดินอ้อมไปอีกทาง เดินข้างต้นไม้ใหญ่ข้างคลอง เพื่อไปฉี่ ตาบัวกับตาผลหลบอยู่หลังเสา รอ และลุ้น
       ขณะนั้นเองผ้าขาวม้าที่คลุมหน้าตาบัว ตกลงมาปิดตาทำให้มองไม่เห็น ตาบัวปล่อยมือจากถังน้ำมันเพื่อไปจัดการกับผ้าให้เรียบร้อย
       แต่ตอนที่ตาบัวปล่อยมือจากถัง ถังน้ำมันก็กลิ้งลงเนินไปทันที ตาผลก็ไม่สามารถจับไว้ทัน
       ถังน้ำมันกลิ้งลงเนินหลุนๆ
       “แย่แล้ว..” ตาผลตะโกน “ไอ้บัว! หนีเร็ว”
       เคสุเกะที่กำลังยืนฉี่อยู่หายจากการสะลึมสะลือ มองเห็นเหตุการณ์ตาเบิกโพลง
       “เฮ้ย! จะมาตะโกนเรียกชื่อกูทำไมวะ เขาก็รู้กันหมดสิ” ตาบัวตะโกนบ้าง...เอาคืน “ไอ้ผลๆๆๆๆ”
       ตูม เสียงถังน้ำมันตกลงไปในคลองอย่างแรง
       “ช่วยด้วย มีคนมาขโมยน้ำมัน” เคสุเกะร้องเป็นภาษาญี่ปุ่น
       ทันใดนั้นก็มีเสียงหวูดเรือดังกังวานขึ้น ไฟฉายหลายดวงส่องสว่างจ้ากวาดไปทั่วบริเวณ เสียงบงการเป็นภาษาญี่ปุ่นดังไปทั่ว
       ตาผลกับตาบัวมองหน้ากัน ช็อก!
      
       บริเวณบ้านอังศุมาลินยามเช้าวันนี้ พระอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้าดีนัก ที่ท่าน้ำ หลวงพ่อพายเรือมาบิณฑบาต ทั้งสามคนใส่บาตรเสร็จ ยกมือพนมขึ้นท่วมหัว หลังหลวงพ่อให้พรเสร็จ
       อังศุมาลินประคองยายศรลุกขึ้นใส่รองเท้า
       จู่ๆ มีเสียงยายเมี้ยนร้องลั่นดังเข้ามา “เจ้าข้าเอ๊ยยๆๆ แย่แล้วๆๆๆ”
       แม่อร ยายศร และอังศุมาลินตกใจ
       “ยายเมี้ยน อะไรกันอีกล่ะ” แม่อรร้องถาม
       ยายเมี้ยนวิ่งหอบแฮกๆ มาตรงท่าน้ำ แล้วชะโงกหน้ามาบอกข่าวด้วยความเหนื่อยอ่อน
       “เร็วเข้าแม่อร.. ตะ.. ตาบัว ตาผล จะ...จะโดนพวกญี่ปุ่นฆ่าแล้ว”
       แม่อรร้อง “หา”
       ยายศรเอามือทาบหน้าอก เพื่อระงับอาการตกใจไว้ บอกข่าวเสร็จยายเมี้ยนออกวิ่งไป ตะโกนบอกชาวบ้านต่อๆ ไปเหมือนคนบ้า
       “เมื่อคืนที่อู่คงเกิดเรื่องอะไรขึ้น” แม่อรว่า
       “ใช่.. ได้ยินเสียงหวูดดังลั่น น่ากลัวเชียว” ยายเห็นตามกัน
       สีหน้าอังศุมาลิน วิตก หวั่นใจ
      
       เวลาต่อมาที่ลานกว้างหลังอู่ต่อเรือ บรรยากาศอึมครึม มาคุ ชาวบ้านที่เป็นคนงานถูกเกณฑ์ให้มาเป็นพยาน รวมถึง กำนันนุ่ม และชาวบ้านคนอื่นๆ ที่มาดูเพราะความอยากรู้อยากเห็น สีหน้าทุกคนดูหวาดกลัว สับสน พลางซุบซิบคาดเดากัน ประมาณเกิดอะไรขึ้น ตาบัวตาผลทำอะไร ขโมยแน่ๆ มันเอาตายแน่ ไม่หรอก ต่างๆ นานาๆ ฯลฯ
       ที่ตรงกลางลานยังมีถังน้ำมันสี่ถังตั้งอยู่เป็นของกลาง มีเชือกขึงกั้นเขตต้องห้ามไว้
       บานประตูที่ติดกับออฟฟิศทำงานเปิดออกกว้าง ทหารญี่ปุ่นในชุดพร้อมรบหลายคนเดินแถวออกมาคุมเชิงรอบลานกว้างท่าทีจริงจัง
       เคสุเกะหิ้วกระป๋องน้ำมันออกมา พร้อมกับทหารอีกคนถือแท่งเหล็กแหลมยาวชนิดใช้ตอกผูกเต็นท์มาหลายอัน พร้อมด้วยขดเชือก
       ตาผลตาบัวโดนคุมตัวออกมา แต่งตัวมอมแมม ใบหน้าดูขาวซีด พยายามเหลือบเหลียวมองอย่างอ้อนวอนไปรอบๆ
       ยายเมี้ยนเอ่ยขึ้น “ดูสิๆ หน้าตาบัวตาผลอย่างกับผีแหนะ”
       แมวสยองแทน “ตาบัวตาผลตายแน่”
       “ช่วยด้วย ไอ้แกละ ช่วยด้วย” ตาบัวร้อง
       ตาแกละหงุดหงิดที่ตาบัวจะทำให้ตนซวยไปด้วย “ช่วยยังไงวะ ฮึ้ย..เอ็งเป็นใคร ข้าไม่รู้จัก”
       “อ้าว” ตาผลอึ้ง หันไปเห็นกำนันนุ่มก็ร้องให้ช่วยอีก “กำนันๆ ช่วยด้วย กำนันจะยอมให้พวกชาติข้าศึกมันมาฆ่าคนไทยต่อหน้ากำนันลงคอเหรอ”
       ตาบัวร้องผสมโรง “คนไทยต้องช่วยกันสิ ถ้าไม่ช่วยคนไทย ก็แปลว่าไม่รักชาตินะ กำนัน”
       เห็นชัดว่ากำนันเครียด จ้องหน้าตอบแบบดุๆ ตาผลหลบ
      
        โกโบริเดินออกมาจากห้องเป็นคนสุดท้าย ใบหน้าเคร่งขรึม ไม่ยิ้มเลย



       ระหว่างนั้นอังศุมาลินวิ่งแทรกฝูงชนเข้ามา แม่อรวิ่งตามมาติดๆ โกโบริหันไปเห็นสองคน สบตากัน แววตาอังศุมาลินเขม้นมองอย่างเกลียดขี้หน้า
      
       โกโบริขบกรามเครียดเคร่ง ขมวดคิ้วดุมากขึ้น เมินจากอังศุมาลิน แล้วเดินมายืนกอดอกดูตาบัวตาผลอยู่ที่กลางลาน
      
       ที่กลางลาน เคสุเกะกับทหารอีกคนช่วยกันตอกเหล็กยาวลงบนพื้นดิน แล้วฉุดกระชากให้เชลยนอนหงาย มัดมือมัดเท้าให้ตรึงติดกับพื้นดินอย่างแน่นหนา
       ตาบัวตาผลร้องเอะอะโวยวายอย่างตื่นกลัว โกโบริยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
       ตาผลร้องขอชีวิต “อย่าทำอะไรฉันเลยนะ พ่อคุณ ฉันไหว้ล่ะ”
       ตาบัวเอาด้วย “ฉันผิดไปแล้ว ยกโทษให้ฉันเถอะ”
       เคสุเกะมัดเสร็จ พูดกับตาบัวตาผลด้วยสีหน้าเรียบเฉย
       “ไม่ต้องกลัวๆ”
       หลังมัดมือมัดเท้าสองเกลอเสร็จแล้ว เคสุเกะและทหารอีกคนเดินมาโค้งคำนับโกโบริเป็นสัญญาณให้รู้ว่าทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จแล้ว ก่อนที่จะถอยออกไปยืนคอยอีกด้านหนึ่ง
       โกโบริหมุนกลับมายืนตัวตรงประจันหน้ากับอังศุมาลินเหมือนจงใจ ก่อนจะประกาศก้อง
       “เราทหารญี่ปุ่น ในนามของกองทัพเรือแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น และคนไทยสองคนนี้...”
       ยายเมี้ยนพูดแทรกขึ้น “ไอ้บัวไอ้ผลมันสอนภาษาไทยให้เขามาพูดประกาศความผิดของตัวเองแท้ๆ”
       ตาแกละด่า “ยายเมี้ยนเบาๆ สิ เดี๋ยวก็โดนจับไปอีกคนหรอก”
       ยายเมี้ยนรีบหุบปาก
       โกโบริประกาศต่อ “ชายสองคนนี้ ได้เข้ามารับราชการอยู่ในกองทัพของพระจักรพรรดิ จึงเสมือนว่าเป็นคนอยู่ในบังคับบัญชาของกองทัพญี่ปุ่นด้วย คนทั้งสองได้ทำความผิดอย่างร้ายแรง โดยลักลอบขโมยน้ำมัน ขโมยน้ำมัน ซึ่งถือเป็นยุทธปัจจัยสำคัญในภาวะสงคราม”
       ชาวบ้านได้ยินว่าขโมยน้ำมันก็พากันซุบซิบกันเสียงดังเซ็งแซ่
       “การกระทำเช่นนี้ต้องลงโทษให้หลาบจำ และถ้าต่อไปยังกระทำความผิดเช่นนี้อีกต่อไป จะต้องได้รับโทษมากขึ้นเป็นทวีคูณ จึงขอให้พี่น้องคนไทยซึ่งมีสัมพันธไมตรีอยู่กับญี่ปุ่นอย่างแน่นแฟ้น”
       ท้ายประโยคหลังโกโบริหันมามองอังศุมาลินอย่างจงใจ
       “ให้ดูไว้เป็นเยี่ยงอย่าง จะได้ไม่ประพฤติตัวเช่นนี้อีก”
       แม่อรถาม “เขาว่าอะไรเหรอแม่อัง”
       “เขาบอกว่า คนที่ทำงานกับญี่ปุ่น ถือว่าเป็นคนของญี่ปุ่น เมื่อทำความผิด เขาก็ต้องทำโทษตามกฎ...กฎของคนญี่ปุ่น” อังศิมาลินบอกตอนท้ายเน้นคำอย่างแค้นๆ
       โกโบริก้มหัวนิดๆ แล้วถอยห่างออกไป
       เคสุเกะและทหารสามคนหิ้วถังน้ำมันเดินตรงไปหาเชลย
       “มันจะทำอะไรพวกเราน่ะ” ตาบัวสงสัย
       “มันคงจะเอาน้ำมันราด แล้วจุดไฟเผาเราทั้งเป็น” ตาผลว่า
       “ไม่ๆ ไม่จริงใช่ไหม ตาผลแกร้องไฮ้สิ ไฮ้ๆ” ตาบัวบอกเกลอ
       “ก็ร้องไห้อยู่นี้ไง ไม่เอานะไม่เอา ฉันยังไม่อยากตะ...”
       ตาผลพูดยังไม่ทันจบประโยค เคสุเกะก็เอามือมาบีบปากตาผลไว้ ให้ทหารอีกคนเทน้ำมันกรอกลงไป
       สองเกลอสำลักพรวด ดิ้นพราด แต่ทหารยังคงบีบปากกรอกน้ำมันต่อไปอย่างใจเย็น
       ผู้หญิงหลายคนที่มาดู ต่างเบือนหน้าหนี ยายเมี้ยนปิดตาแต่แอบดูระหว่างซอกนิ้ว
       กำนันนุ่มหน้าเครียด พวกผู้ชายบ้างพึมพำ บ้างฮึดฮัดแต่จะไปช่วยก็ไม่กล้า เพราะมีทหารถืออาวุธยืนคุมเชิงอยู่
       ตาบัวกับตาผลดิ้นกระแด่วๆ เหมือนกำลังจะตาย
       อังศุมาลินมอง หน้าซีดขาวราวกระดาษ ทั้งตกใจ สยอง แค้นจนลืมตัว ก้าวลุยไปข้างหน้า แม่อรดึงกลับมาแล้วบีบแขนไว้
       “อย่านะลูก อย่าออกไป”
       อังศุมาลินขืนตัวและสะบัดจนแขนหลุด ลอดเชือกวิ่งเข้าไปที่เคสุเกะและทหารที่กรอกน้ำมันอยู่ อังศุมาลินตะโกนขึ้นสุดเสียง
       “หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้”
       ทหารตกใจ หันปืนเข้าหา
       โกโบริหันไปมอง อังศุมาลินจ้องตากลับ อย่างเคียดแค้นชิงชัง
       ทหารที่ยืนคุมเชิงอยู่จะปรี่เข้ามา โกโบริยกมือห้ามไว้ ทหารถอยไป
       ทั้งคู่สบตากันอย่างเยือกเย็น สายตาโกโบริยังคงมองนิ่งอย่างสงบ
       “กำลังทำอะไร พวกคุณกำลังทำอะไรอยู่” อังศุมาลินจ้องตาโกโบริถามเสียงแข็ง
       “คนไทยสองคนนั่น...”
       โกโบริพูดไม่ทันจบอังศุมาลินก็สวนขึ้นอีก “เป็นคนไทย แผ่นดินนี้เป็นของคนไทย ถึงสองคนนั่นจะรับจ้างทำงานในสังกัดของญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องตกอยู่ในบังคับญี่ปุ่นไปด้วย ถึงหากเขาทำผิด ก็ต้องให้คนไทยด้วยกันลงโทษ กองทัพญี่ปุ่นจะทำตามใจชอบไม่ได้!”
       พวกที่กำลังกรอกน้ำมัน พลอยหยุด หันมาสนใจฟัง
      
       แม่อร กำนันนุ่ม ยายเมี้ยน ทุกคนช็อก ต่างนึกกลัวแทนอังศุมาลิน



       ที่ลานกว้างหลังอู่ต่อเรือบรรยากาศตึงเครียดไปทั่วบริเวณ ดวงตาโกโบริอึ้ง ทึ่ง ตะลึง กับท่าทีเด็ดเดี่ยวของอังศุมาลิน ขณะที่ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบ ผวา กลัว บางคนเกือบลืมหายใจ
      
       โกโบริเดินเข้าไปหาอังศุมาลินช้าๆ
       “กรุณา...พูดช้าๆ หน่อย...แต่ทางที่ดี...อย่า-พูด-ดี-กว่า” โกโบริมองสบตา พูดเน้นๆ เพราะที่จริงไม่อยากให้อังศุมาลินมาโดนข้อหาใดๆไปด้วย
       อังศุมาลินมองหน้า พูดช้าชัด และเด็ดขาด “กองทัพญี่ปุ่นไม่มีสิทธิ์มาทำอะไรกับคนไทยแบบนี้ กองทัพญี่ปุ่นจะทำตามใจชอบไม่ได้”
       อังศุมาลินจ้องหน้าท้าทายจริงจัง
       แม่อรลมจะใส่ รีบแหวกฝูงคนและทหารออกไปหาลูก ยายเมี้ยนกับกำนันนุ่มพยายามจะรั้งตัวแม่อรไว้ แต่ก็ห้ามไม่ทัน
       “ยายอังออกมา กลับมาเถอะ ถือว่าเห็นแก่แม่ เห็นแก่คุณยายนะ”
       อังศุมาลินกับโกโบริยังคงจ้องตากันอยู่อย่างไม่กระพริบ
       โกโบริเลี่ยงหลบตา หันไปมองเคสุเกะกับทหารที่กำลังชะงักอยู่ แล้วสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ดุดัน
       “ใครสั่งให้หยุด”
       พวกกรอกน้ำมันรีบกรอกต่อ
       อังศุมาลินสวนคำแรงขึ้น “พวกคุณไม่มีสิทธิ์”
       พวกกรอกน้ำมันหยุด
       โกโบริแรงตอบ “ที่นี่ ผมมีสิทธิ์”
       พวกกรอกน้ำมันรีบกรอกต่อ
       โกโบริพูดต่อ เน้นคำช้าชัด “คำสั่ง-ต้องเป็น-คำสั่ง กฎ-ต้องเป็น-กฎ สองคนนี้-เป็น-ขโมย โทษที่เขาได้รับเป็นโทษที่ เหมาะสมแก่ผู้ที่กระทำเช่นนี้แล้ว สองคนนั้น-เป็น-คนไทย ไม่ควร-ทำตัว-ให้เสื่อมเสีย-ต่อคนไทย เราเคารพคนไทย แต่มีคนไทยบางคนไม่เคารพคำมั่นของตัวเอง ในยาม สงคราม ยุทธปัจจัยคือสิ่งสำคัญของกองทัพ ผู้ที่ขโมยไปจึงมีโทษเทียบเท่าการ ก่อวินาศกรรม ถือเป็นผู้ต่อต้าน”
       อังศุมาลินยอกย้อน “ผู้ต่อต้าน..ต่อต้านหรือ พวกคุณรุกรานแผ่นดินไทย ทำกับคนไทยแบบนี้ จะไม่ให้เราต่อต้านหรือ”
       ฟากตาบัวกับตาผล สำลักน้ำมันกล้ำกลืนใกล้จะแย่แล้ว
       โกโบริชี้ไปทางสองเกลอ “เขาจะ-ไม่เป็น-อย่างนี้ ถ้าเขา-ไม่ขโมย คุณช่วย-อะไรเขา-ไม่ได้หรอก คำพูดของคุณ ยิ่งจะนำภัยมาหาตัวคุณและครอบครัว” โกโบริหวังดี พยายามส่งสายตาว่าให้หยุดเสีย
       โดยโกโบริเบนสายตาไปยังแม่อร แล้วหันมาสบตาอังศุมาลิน
       โกโบริสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “กลับไป!”
       โกโบริหันหลังให้อังศุมาลินทันที ยืนนิ่งดูการทำโทษต่อไป
       แม่อรผวา ใจสั่น ทุกคนผวากันเป็นแถบ
       “พวกบ้าสงคราม..ไม่มีจิตใจ ไร้มนุษยธรรม”
       อังศุมาลินด่าทออย่างเดือดดาล นาทีนั้นแสนขุ่นเคืองและสุดแค้น
       โกโบริสะดุดกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ยืนนิ่ง แสร้งไม่สนใจ เคสะเกะมองหน้าโกโบริ แล้วปฏิบัติการกรอกน้ำมันต่อ
       แม่อรได้โอกาสวิ่งเข้ามาคว้าแขนอังศุมาลินที่ยืนแค้นขึ้งอยู่ตรงนั้น
       “อังศุมาลิน กลับบ้านเดี๋ยวนื้ เราไม่มีอำนาจอะไรจะไปห้ามเขาได้หรอกลูก”
       ชาวบ้านได้ยินอย่างนั้นก็ช่วยกันสนับสนุนแม่อร
       “แม่อังกลับไปก่อนดีกว่านะ เชื่อแม่เขา” กำนันนุ่มช่วยพูด
       อังศุมาลินหันกลับไปมองโกโบริอย่างแค้นอาฆาต แม่อรรีบฉุดรั้งแรงขึ้น อังศุมาลินจึงยอมตามไป
      
       โกโบริแอบหันมามองอังศุมาลินด้วยหางตา ด้วยความรู้สึกโล่งอก
      
       เวลาต่อมา แม่อรวาดหัวเรือให้เข้าเทียบท่าหน้าบ้าน อังศุมาลินหันไปจับบันได ใช้เชือกคล้องกับเสาไว้ ก่อนจะก้าวขึ้นเดินฉับๆ บรรยากาศตึงเครียด
       แม่อรดุเสียงเข้ม ไม่พอใจมาก “จะทำอะไรคราวหน้าคราวหลังก็คิดให้มันรอบคอบซะก่อน แล้วถ้าเขาเอาเรื่องเราขึ้นมาจะทำยังไงกัน ขึ้นชื่อว่าขโมยแล้ว จะไปขโมยของใครมันก็ผิดทั้งนั้นแหละ สองคนนั่นก็เหลือเกิน เห็นแก่เล็กแก่น้อย”
       อังศุมาลินท้วงอีก “แต่หนูว่าการกระทำแบบนั้นมันป่าเถื่อน” แล้วรีบขึ้นท่าไป
       แม่อรมองตาม ถอนใจระอาเหลือ
      
       อังศุมาลินกำลังเดินขึ้นเรือนมาอย่างหัวเสีย ยายศรพยายามลุกขึ้นมา ท่าทีร้อนใจ ทั้งๆ ที่สังขารไม่อำนวยเท่าไหร่
       “ตาบัวตาผลเป็นไงบ้างแม่อังลูก เขาเอาตายหรือเปล่า”
       อังศุมาลินยังโกรธคุกรุ่นในใจ คิดเอายายเป็นพวก
       “ไม่ตายก็คงเกือบตายแหละค่ะยาย หนูกลับมาก่อน ทนดูไม่ได้ พวกนั้นจับให้กลืนน้ำมันทั้งถังนั่นลงไป.. แล้วถ้าเกิดมันบ้าจุดไฟขึ้นมา ..ป่าเถื่อน”
       แม่อรเดินขึ้นเรือนมา ได้ยินพอดี
       “แม่ก็บอกแล้วว่าอย่าไปดู” แม่อรถอนใจยาว “ลืมๆ มันไปเถอะลูก”
       อังศุมาลินหันขวับเถียงคอเป็นเอ็น “หนูคงลืมไม่ได้หรอกค่ะแม่ โดยเฉพาะอีตานั่น หนูเกลียดมัน หนูอยากให้มันไปโดนยิงตายไวๆ หนูจะสาปแช่งมันทุกวันเลย”
       ท่าทีหลานสาวทำเอายายศรตกใจ ตบ-อก “ยายอัง ทำไมพูดแบบนี้ การผูกเวรมันไม่ใช่เรื่องดีเลยนะ เขามีเวรมีกรรมต่อกันก็ให้เขาใช้กันไป เราเป็นคนนอก จะไปจองเวรจองกรรมเขาทำไม”
       นึกว่าจะได้พวก แต่ถูกยายด่า อังศุมาลินเซ็ง
       แม่อรพยายามเอายายเป็นพวกบ้าง “พ่อหัวหน้าทหารคนนั้น หน้าตาแกยังอ่อนๆ อยู่เลยนะคะ แม่ ลูกใครหลานใครก็ไม่รู้ อายุเท่านี้ต้องมาเป็นทหาร พลัดบ้านพลัดเมืองมา จะตายจะเป็นญาติพี่น้องพ่อแม่ก็คงไม่รู้เรื่อง”
       อังศุมาลินไม่ยอมแพ้ “เขาถือว่าเป็นพวกชนะสงคราม จะทำยังไงกับเราก็ได้ พวกนี้ใจร้ายจะตายไป ไม่เห็นจะน่าสงสารเลย”
       แม่อรดุจริงจัง อยากให้อังศุมาลินเข้าใจจริงๆ “สงครามก็ส่วนสงคราม คนก็ส่วนคน เขามีหน้าที่ของเขา เขาก็ทำไป เรามีหน้าที่ของเราเราก็ทำไป อย่าเอาหน้าที่มาปะปนจนทำให้เสียความรู้สึกของคนด้วยกันไปสิลูก”
      
       คราวนี้อังศุมาลินเถียงไม่ออก เมินหน้าไปอีกทาง
       ตอนสายๆ วันต่อมา ตาบัวกับตาผลอยู่ในสภาพบักโกรกหมดสภาพ กระอักน้ำมันอ้วกเสียงดังโอ้กอ้ากๆ คาสุเกะและทหารอื่นๆ จับตัวมาโยนมาพอให้พ้นเขตอู่ แล้วเดินกลับอย่างไม่ไยดี สองเกลออ้วกเอาอ้วกเอาหัวทิ่มหัวตำ
      
       ระหว่างนั้นสองกะล่อนเห็นรองเท้าบู้ธของใครคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนดู ตาบัวกับตาผล อ้วกๆๆ แล้วก็อ้วก ก่อนจะนอนดิ้นชักกระแด่วๆ กับพื้นดิน แล้วหมดสติไป
       เจ้าของรองเท้าคู่นั้น คือโกโบริซึ่งยืนมองทั้งสองเกลอ ด้วยแววตาสมเพชอยู่พักหนึ่ง แล้วตัดสินใจบางอย่าง
      
       ค่ำแล้วตรง อังศุมาลินเอาตะเกียงมาแขวนไว้ตรงนอกชาน บริเวณทางขึ้นเรือน
       กำนันนุ่มและแม่วันแวะมาเยือนกำลังพูดคุยเรื่องสงครามโลก
       “ต่อไปต้องเอาผ้าดำหรือผ้าขนหนูคลุมไว้ด้วยนะ รัฐบาลเขาประกาศให้เตรียมรับการโจมตีทางอากาศ แล้วก็เริ่มสั่งพรางไฟทุกบ้านแล้ว แม้แต่ฝั่งธนฯ เราก็เถอะ” กำนันว่า
       “เวลากลางคืน ถนนหนทางในพระนครมืดมิดอย่างกับอะไรดี” แม่วันเสริม
       “เขาประกาศกฎอัยการศึกไปทั่วประเทศแล้ว เดี๋ยวคงมีให้ซ้อมเปิดสัญญาณหลบภัยทางอากาศ”
       ฟังกำนันเล่าเพิ่ม แม่อรหันมองกับยายศรหน้าเครียดตามกัน
       กำนันดูจะเป็นห่วงอังศมุมาลินมากเรื่องเหตุการณ์ที่อู่วันก่อน
       “แม่อังระวังหน่อยก็ดี รัฐบาลเขาประกาศให้ญี่ปุ่นเป็นมหามิตร ประชาชนอย่างเราๆ ต้องให้ความร่วมมือสนับสนุนญี่ปุ่นเต็มที่ เราไปประกาศตัวเป็นศัตรูกับเขาแบบนั้น จะทำให้เดือดร้อนได้นะลูก”
       แม่วันเสริม “ฝ่ายโน้นเขาเป็นนายช่างใหญ่ ใครๆ เห็นก็กลัว แต่หนูอังก็กล้ามากเลยนะ ที่ออกไปพูด
       กับเขาอย่างนั้นน่ะ ผู้ชายอกสามศอกตั้งหลายคนกลับยืนดูอยู่เฉยๆ ไม่คิดจะทำอะไร”
       ตอนท้ายแม่วันหันไปแขวะพ่อกำนันผู้เป็นสามี
       “อ้าว.. ทำไมไปให้ท้ายหลานอย่างนั้นล่ะ” กำนันเหน็บ
       แม่วันไม่ยอม “ก็มันจริงนี่นา”
       ยายศรถามถึงสองเกลอ “แล้วตาบัวตาผลจะเป็นอะไรมากไหม”
       “ไม่น่านะครับ เพราะแม่อังกลับไปได้สักประเดี๋ยว พวกญี่ปุ่นก็เลิกกรอกน้ำมันตาบัวตาผล แล้ว” กำนันนุ่มว่า
       “ตอนแรกฉันก็คิดว่าจะกรอกกันจนหมดถังเสียอีก ถ้าขืนหมดมีหวังท้องแตกตายแน่” แม่อรบอก
       แม่วันปรารภขึ้นอย่างสงสัย “หรือจะเป็นเพราะหนูอังไปพูดกับเขา”
       “ไม่ใช่เพราะที่หนูพูดหรอก คนใจร้ายอย่างนั้น จ้างก็ไม่มีวันฟังเสียงใคร” อังศุมาลินอารมณ์ขุ่นเมื่อนึกถึงโกโบริ
       ทุกคนเงียบไปเป็นแถบ
      
       ที่หน้าห้องพักโกโบริในอู่ต่อเรือ มองจากด้านนอกในยามค่ำคืน แสงไฟสีนวลสว่างไสวจากด้านใน
       ภายในห้องพักส่วนตัวของโกโบริ ตกแต่งไว้อย่างเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน บนโต๊ะทำงานมีสมุดบันทึกวางอยู่ 1 เล่ม เหมือนเขียนอะไรค้างไว้ โกโบริในชุดลำลองกำลังยืนเหม่อลอย
       โกโบริครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ตอนปะทะคารมกับสาวไทยใจเด็ดนางนั้น คำพูดอังศุมาลินดังก้องในหัว
       “แผ่นดินนี้เป็นของคนไทย กองทัพญี่ปุ่นจะทำตามใจชอบไม่ได้”
       “ผู้ต่อต้าน..ต่อต้านหรือ พวกคุณรุกรานแผ่นดินไทย ทำกับคนไทยแบบนี้ จะไม่ให้เราต่อต้านหรือ”
       กระทั่งตอนอังศุมาลินตะเบ็งเสียงใส่ “คุณไม่มีสิทธิ์!”
       แล้วโกโบริหันหลังให้ แม่อรได้โอกาสวิ่งเข้ามาคว้าแขนอังศุมาลิน
       “อังศุมาลิน กลับบ้านเดี๋ยวนี้”
      
       โกโบริดึงตัวเองกลับมา
       “อัง-ซู -มา-ลิ-น...”
       โกโบริรำพึงมีแววตาครุ่นคิด หันกลับมา ตรงหน้า มีซามิเซ็งวางอยู่ โกโบริเดินเข้าไปนั่งลง เอื้อมมือไปแตะ
      
       ริมน้ำบ้านอังศุมาลิน ยามค่ำคืนเงียบสงัด ต้นลำพูมีหิ่งห้อยตอมเต็ม อังศุมาลินเดินเหงาๆ เข้าไปที่ต้นลำพู จับหิ่งห้อยมาตัวหนึ่ง อังศุมาลินขังหิ่งห้อยในอุ้งมือ แสงลอดออกมาวาบๆ
      
       อังศุมาลินเอาตาส่องดูแสงนั้นในมือ แล้วลดมือลง พูดกระซิบกับหิ่งห้อย “วนัส..ถ้าตัวอยู่..ตัวก็คงทำเหมือนเขา” หญิงสาวถอนใจ แล้วปล่อยหิ่งห้อยไปจากมือ
       หิ่งห้อยบินจากไป
       ทันใดนั้นมีเสียงดนตรีคล้ายจะเข้ดังแว่วมาแต่ไกล เสียงนั้นดังมาจากอู่ต่อเรือ
       อังศุมาลินทำหน้าสงสัยว่าเป็นเสียงอะไร
      
       เป็นโกโบรินั่นเอง ที่กำลังเล่นซามิเซ็งสำเนียงหวานเศร้าโหยหา แววตาลึกซึ้งอ่อนโยน



       ส่วนที่อีกฟากฟ้า ที่ “Royal Pioneer Corps อ๊อกฟอร์ดเชียร์ เดือนพฤศจิกายน ปีพ.ศ.๒๔๘๕” ในประเทศอังกฤษ
      
       บนรถลำเลียงพล ที่แคมป์ฝึกอ๊อกฟอร์ดเชียร์ยามบ่าย ปลายฤดูใบไม้ร่วง เข้าหน้าหนาว หมอกหนาจัดจนมองไม่เห็นอะไร
       วนัสนั่งอยู่บนรถลำเลียงพลของกองทัพอังกฤษ ที่แล่นไปตามทางในถนนแล้งมีแต่หญ้าเกรียมเกรียน จนเข้าสู่ถนนหินปนทรายริมทะเลตอนเหนือของอังกฤษ มีแต่หมอกหนา มืด ทั้งๆ ที่เป็นตอนเย็น พลขับคือฝรั่งใส่ชุดทหารอังกฤษ
       วนัสหยิบรูปถ่ายหน้าตรงของอังศุมาลินสมัยเตรียมมหาวิทยาลัยขึ้นมาดู
       ทั้งวนัส พิชัย อรุณ และท่านชายวิชญา นั่งเรียงชนไหล่กัน และยังมีคนไทยอื่น ชาวมาเลย์และจีน 5-8 คนนั่งเรียงแถวจนเต็มคันรถ ทุกคนอยู่ในชุดฝึกของกองทัพอังกฤษ แต่ละคนมีเป้สัมภาระวางอยู่ที่ตัก
       ท่านชายวิชญาชะโงกมาดู “อังศุมาลินจะเป็นอย่างไรบ้างนะ น้องสาวผมเลิกเรียน อพยพไปอยู่หัวหินเป็นการถาวรไปแล้ว”
       “ผมไม่ทราบอะไรเลยกระหม่อม แต่คิดว่า..ที่บ้านเขา..อาจจะลำบาก”
       “อดทนอีกนิด เราคงต้องฝึกอีกหลายเดือน กว่าเขาจะยอมส่งเรากลับไป” ท่านชายปลอบ
       พิชัยเอ่ยขึ้น “เพราะรัฐบาลประเทศเราไปเข้ากับญี่ปุ่น กองทัพอังกฤษเขาถึงไม่ไว้ใจ...กว่าจะให้เรากลับไปร่วมรบขับไล่ไอ้พวกญีปุ่นได้ ก็คงจะต้องทดสอบความอดทน และความจริงใจให้ถึงที่สุดกระมัง”
       อรุณออกความเห็น “กว่าจะทดสอบผ่าน ผมหวังว่า พวกเราทุกคน จะยังคงอดทน..อยู่กันไปจนได้กลับบ้านไปยิงพวกไอ้ยุ่นให้สนุกมือกันทุกคนนะครับ”
      
       วนัสและเพื่อนมีสายตาแน่วแน่มุ่งมั่น เหงื่อโซมเต็มใบหน้า มุ่งมั่นกับการฝึกเตรียมความพร้อม
       เห็นวนัสถูทำความสะอาดห้องน้ำรวมของค่ายทหาร
       ถึงตอนฝึกวนัสถือปืนออกมาวิ่งเพื่อฝึกกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง ซึ่งข้ามไปได้แต่ตอนตัวลงเกิดสะดุดล้ม และคนที่ข้ามตามหลังมาก็ข้ามมาเหยียบซ้ำจังๆ
       วนัสสีหน้าเจ็บปวด แล้วกัดฟันลุกขึ้นวิ่งต่อไป แล้วล้มอีก
       ท่านชายวิชญามาช่วยดึงขึ้น และประคองวนัสไป แต่ครูฝึกฝรั่งมาจับสองคนแยก แล้วด่าๆๆ
       ต่อมา วนัส และพวกคนไทย ยืนปอกมันฝรั่งกันเป็นกระสอบๆ ภายในครัวของค่าย มันกองเต็มโต๊ะ มีหัวหน้าเป็นทหารอังกฤษ มาสั่งๆๆ
       ภาพสุดท้ายในครัวของค่าย พวกวนัสทำหน้าที่ล้างจาน
      
       ที่ชุมชนตลาดปากคลอง ธนบุรี ช่วงเช้า ดูคึกคัก
       รูปกองทัพญี่ปุ่นประกาศศักดา ทั้งขณะยกพลยกทัพ การรบชนะดินแดนต่างๆ ควาเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรรมการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ขนาดต่างๆ บนกระดานขนาดใหญ่บนขาตั้งสามขา ถูกนำมาวาง กระดานแล้วกระดานเล่า
       กระดานโฆษณาชวนเชื่อและแสดงแสนยานุภาพของกองทัพญี่ปุ่นถูกทหารญี่ปุ่นนำมาวางเรียงเป็นแถวหน้ากระดานอยู่หน้าร้านของหมอโยชิ นำโดยเคสุเกะ มีหมอโยชิในเครื่องแบบทหารยืนดูใกล้ๆ
       ตัวหนังสือเป็นภาษาไทย เขียนด้วยลายมือตัวเท่าหม้อแกง
       เช่น “เอเชีย ต้องเป็นของชาวเอเชีย”
       “ญี่ปุ่นเป็นชาติลูกพระอาทิตย์ ที่จะส่องแสงสว่างไปทั่วมหาเอเชียบูรพา”
       “เราจะขับไล่อังกฤษ ชาติขี้โรค ไปให้พ้นจากการข่มเหงชาวเอเชีย”
       “กองทัพญี่ปุ่นยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก”
       “ไทย และญี่ปุ่น จะร่วมมือกัน พัฒนาเศรษฐกิจไทยให้รุ่งเรือง”
       “ทุนการศึกษาประเทศญี่ปุ่น สำหรับนักศึกษาไทยในทุกแขนง”
       ตาแกละ แมว และยายเมี้ยน เดินมาด้อมๆ มองๆ อยู่ห่างๆ
       เห็นเคสุเกะ และพลทหาร ที่ติดตั้งกระดานโฆษณา ทำความเคารพหมอโยชิกันแข็งขัน
       ชาวบ้านทยอยเดินเข้ามาดู รวมทั้ง ตาแกละ แมว และยายเมี้ยน
       จังหวะหนึ่งตาแกละ และยายเมี้ยนหันมองหมอโยชิที่ยืนอยู่
      
       หมอโยชิยิ้มเยื้อนเป็นมิตรมาให้ ก่อนจะอธิบายต่างๆ ให้เมี้ยน ตาแกละ กะแมวฟัง



       เวลาเดียวกัน ที่ “หอการค้าจีน ถนนสาทร” ฝั่งพระนคร
      
       แลเห็นขบวนรถนายทหารระดับสูงของญี่ปุ่น ปักธงอาทิตย์อุทัยแล่นเข้ามา ชาวพระนครที่เดินอยู่ต้อง หลบทาง บ้างมองตาม บ้างซุบซิบอย่างสนใจ ขบวนรถเข้าจอดเทียบหน้าอาคาร
       นายทหารระดับสูง พลโทโทโมยูกิ ก้าวลงจากรถ
       มาซาโอะและนายทหารระดับสูง 4-5 นาย ยืนต้อนรับอยู่ ทำความเคารพกันแข็งขัน
       แม่ทัพโทโมยูกิ รับการเคารพ แล้วรีบเดินเข้าไปด้านใน
      
       เวลาต่อมา ภายในห้องประชุมกองบัญชาการกองทัพญี่ปุ่น หอการค้าจีน
      
       บนโต๊ะประชุมใหญ่ มีแม่ทัพโทโมยูกิ นั่งเป็นประธาน มีสัญลักษณ์อาทิตย์ฉายแสง เด่นเบื้องหลัง และธงอาทิตย์อุทัยตั้งประกบสองข้าง
       แม่ทัพ และนายทหารระดับสูงพูดคุยกันด้วยภาษาญี่ปุ่นเป็นระยะ
       “สัปดาห์หน้ากองทัพใหญ่ฯ จะลำเลียงเชลยจากมลายูเข้ามาเพิ่มอีก 7 พันคน เป้าหมายของเรา คือ เร่งสร้างทางรถไฟเข้าพม่าให้เสร็จใน 1 ปี ดังนั้นให้ ทุกหน่วยประกาศรับกรรมกรเข้ามาเพิ่มให้มากที่สุด เพื่อเป้าหมายนี้” โทโมยูกิหันมาทางมาซาโอะ “มาซาโอะ ฝ่ายไทยตอบรับข้อเสนอสร้างทางรถไฟไทย-พม่ามาหรือยัง”
       “ยังครับ แต่ผมได้เร่งไปแล้ว” มาซาโอะตอบ
       แม่ทัพโทโมยูกิถอนใจแรง ตบโต๊ะดังปัง
       “บ๊ะ..อะไรวะ ยื่นหนังสือด่วนที่สุด พร้อมกำหนดขอคำตอบในสัปดาห์หน้าไปเลย”
       “ครับผม”
       โทโมยูกิหัวเสีย เอนตัวพิงพนัก
       นายทหารอีกคนยื่นเอกสารเข้ามาให้มาซาโอะ มาซาโอะรับมาดูแล้วรายงาน
       “ท่านนายพลครับ ตอนนี้ ที่บ้านโป่งเกิดเรื่องใหญ่ครับ”
       “อะไร” โทโมยูกิฉงน
       มาซาโอะพยักหน้าให้นายทหารที่ยื่นเอกสารรายงาน
       “เมื่อคืนนี้ กองพลทหารรถไฟที่ 9 ประจัญหน้ากับชาวบ้านและตำรวจไทย ทำให้ ทหารเราเสียชีวิต ไป 5 นาย แล้วตอนนี้มีกรรมกรหนีกลับไปหลายร้อยคน ชาวบ้านและทหารไทย กำลังชุมนุมกัน สถานะการณ์กำลังตรึงเครียด ครับ”
       โทโมยูกิเกรี้ยวกราด “ทำไมทางการไทยปล่อยให้เกิดเรื่องกับฝ่ายเราอย่างนี้ มาซาโอะ นัดประชุมกับคณะกรรมการผสมเดี๋ยวนี้”
       แม่ทัพโทโมยูกิเดือดดาลมาก
      
       เช้าวันต่อมา
       ตาบัวลืมตาตื่นเห็นเพดานห้องเบลอๆ นึกแปลกที่ มองไปรอบๆ ห้อง เห็นตาผลนอนแหมบอยู่บนเตียงไม้ สองคนอยู่ในห้องพยาบาลภายในอู่ต่อเรือ
       ตาบัวปลุกสุ้มเสียงแหบแห้ง “เฮ้ย ไอ้ผลๆๆ..ตื่นๆๆ ที่นี่... มันที่ไหนกัน สวรรค์หรือ”
       ตาผลหรี่ตามาดูหน้าเพื่อน “เอ็งคิดว่าพวกเราเกิดมา ทำแต่กรรมดีขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
       “แต่..นรกมันน่าจะแย่กว่านี้”
       ทั้งสองเกลอหันไป เห็นหมอทาเคดะ ที่กำลังเตรียมยาอยู่
       “ไอ้บ้า พวกเรายังไม่ตาย นี่มันก็ค่ายนรกของไอ้พวกยุ่นไง” ตาผลบอก
       หมอทาเคดะเดินมาดู ทักทายเป็นญี่ปุ่น
       “สบายดีไหม”
       ตาผลกะตาบัวกลัวๆ
       หมอทาเคดะหันไป ยกเหยือกน้ำสังกะสีมา 2 เหยือกบอกอีก “ดื่มน้ำเข้าไปเยอะๆ”
       ตาบัวกะตาผลร้องพร้อมกัน “อ๊าก..ม่าย..ไม่..ไม่เอาๆๆ”
       “กลัวแล้ว ชั้นไม่ขโมยอีกแล้วจ้ะ” ตาบัวบอก
       ตาผลโวยวาย “คนนะเว้ย ไม่ใช่รถใช่เรือ จะได้ให้กินแต่น้ำมัน”
       ตาบัวยกมือไหว้ปลกๆ นึกว่าเป็นน้ำมัน       
       “อย่าทำอะไรฉันอีกเลยนะจ๊ะ ฉันกลัวแล้ว จะทำไปทำตาผลโน่น คนต้นคิดทั้งหมด”
       ตาผลเม้ง “อ้าว...เฮ้ย ทำไมพูดแบบนี้วะ”
       ตาผลพยายามเอาตีนยื่นไปถีบตาบัวที่อยู่เตียงข้างๆ โกโบริเดินเข้ามาพอดี มองทั้งสองคน สีหน้าเรียบเฉย ตาบัวกะตาผลเงียบอยู่ในความสงบ
       “หมอ ถ้าเขาหายดีแล้ว พรุ่งนี้ก็ให้ไปได้” โกโบริบอกเป็นญี่ปุ่น
       หมอทาเคดะร้อง “ไฮ้”
       ตาบัวสยอง “ไฮ้อีกแล้ว...มันจะให้อะไรเราอี้กกก...”
       โกโบริเดินเข้าไปใกล้ๆ ยื่นหน้าไปหาทั้งสองเกลอ ทั้งสองพยายามเบือนหน้าหนีแหยงๆ ไม่กล้าสบตาด้วย โกโบริพูดยิ้มๆ ขณะถาม
       “อร่อยไหม กินได้ไหม กินอีกไหม”
       โกโบริหัวเราะเบาๆ ก่อนเดินออกไป
       ตาบัวตาผลมองหน้ากันไปมา ไม่กล้าไว้ใจทางวางใจใคร
      
       อังศุมาลินเดินหอบกระจาดผลไม้ที่จะนำไปตลาด ลงไปที่ท่า มาหยุดยืนรอส่งลงเรือตรงท่าน้ำหน้าบ้าน
       แม่อรกำลังลงไปจัดแจงกระจาดผัก ผลไม้ต่างๆ ในเรือ ให้เข้าที่
       เสียงชาวบ้านตะโกนทักมา อังศุมาลินหันไปทางเสียง
       “โอ๊ย..แม่อัง..แม่อังคือหญิงไทยใจกล้า เลือดรักชาติเต็มเปี่ยม น่านับถือจริงๆ”
       ชาวบ้านที่พายเรือกันมา 1 ใน 3 คน ร้องบอก ขณะนำเรือมาเทียบผ่านชะลอลำใกล้ๆ
       “แหม..วันนั้น ชั้นก็อยากช่วยไอ้บัว ไอ้ผลเหมือนกัน แต่ชั้นมันแก่แล้ว ลูกเต้าก็เยอะ จะให้กล้าหาญแบบแม่อัง มันก็ไม่ได้” ชาวบ้านคนเดิมออกปาก
       อังศุมาลินและแม่ ต่างอึ้งๆ อังศุมาลินยิ้มแหยๆ มองหน้าแม่อร
       ชาวบ้านคนแรกว่าขึ้นอีก “นี่แม่อังรู้ไหม หนุ่มๆ แถวบ้านน้า ชื่นชอบแม่อังกันยกใหญ่”
       ชาวบ้านคนที่สามชมอีก “ผู้หญิงอะร้าย..ตัวนิดเดียว แต่ยังกล้าชนกะไอ้ยุ่นใจทมิฬที่ทำร้ายคนไทย”
       คนแรกพยักพเยิด “คราวหน้ามีเรื่องกะพวกมันอีก เดี๋ยวเราจะช่วยเอง”
       อังสุมาลินชักอายๆ “ขอบคุณค่ะน้า”
       พอดียายเมี้ยน แมว พายเรือสวนทางมา
       อังศุมาลินลงเรือ เตรียมตัวจะออกเรือไปตลาดกัน
       “แหม เป็นคนดังไปแล้วนะ แม่อัง ยังไงๆก็ระวังตัวเอาไว้หน่อยละกัน เมื่อเช้าเห็นมันมาติดประกาศแสนยานุภาพซะเต็มตลาด สุดท้าย...ท่ามันจะชนะสงครามจริงๆ ใครที่เคยต่อต้านมันจนออกนอกหน้า อาจจะโดนหนักก็ได้นา อีตานายช่างจอมโหดคนนั้น เขาว่ากันว่าเป็นถึงหลานชายแม่ทัพใหญ่เชียว”
       ยายเมี้ยนโพนทะนาว่าโกโบริเป็นหลานแม่ทัพโทโมยูกิ
       ชาวบ้านฮือฮายกใหญ่ “หลานชายแม่ทัพใหญ่!”
       “บ้านเธออยู่ใกล้อู่มันด้วย ระวังไว้ให้ดีเถอะ ไปด่ามันแรงๆ มันจะมาแก้แค้นถึงบ้าน ใครเขาจะมาช่วยทัน” แมวแขวะ
       ระหว่างนั้นเรือทหารญี่ปุ่นแล่นผ่านเข้ามาใกล้ มุ่งหน้าจะออกไปสู่แม่น้ำ
       “ว้าย นั่นไงๆ มันมากันแล้ว”
       พวกชาวบ้านต่างหยุดเสวนา รีบแยกย้ายจ้วงพายเรือออกไป
      
       อังศุมาลินมองไปยังเรือทหารญี่ปุ่น มองเห็นโกโบริยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ในเรือลำนั้น
ตอนที่ 3
      
       ขณะเดียวกันที่ “หอการค้าไทย สนามเสือป่า พระนคร” บนโต๊ะภายในห้องประชุม เป็นการเผชิญหน้ากันทั้งสองฝ่าย ระหว่างคณะกรรมการผสมฝ่ายไทย 6-8 นาย และตัวแทนกองทัพญี่ปุ่น 4-6 คน แต่ละฝ่ายมีสีหน้าเคร่งเครียด
      
       จังหวะหนึ่งโทโมยูกิเสียงดังกราดเกรี้ยวขึ้นกลางวง
       “ทางการไทยปล่อยให้มีเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ หมายความว่า ไทย...ต้องการรบกับญี่ปุ่นใช่ไหม
       หมอโยชิทำหน้าที่เป็นล่ามช่วยแปลญี่ปุ่นเป็นไทยทุกถ้อยความไม่ตกหล่น
       “ทางการไทยปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้ หมายความว่าไทยต้องการรบกับญี่ปุ่น ใช่ไหม”
       หลวงชลาสินธุราชเอ่ยขึ้น “ไทยไม่มีความประสงค์เช่นนั้นแน่ ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก มีกำลังพลเพียงน้อยนิด จะไปสู้รบกับญี่ปุ่นที่เป็นเสมือนพี่ชายได้อย่างไร ขอให้เชื่อใจเรา”
       ล่ามไทยแปลเป็นญี่ปุ่นถ้อยความเดียวกัน โทโมยูกิมีท่าทีหยิ่งผยอง พอใจในทีท่าของไทย
       โทโมยูกิเอ่ยขึ้น “แต่กองทัพญี่ปุ่นไม่อาจยอมรับได้ กับการที่ทหารของสมเด็จ พระจักรพรรดิ มาถูกตำรวจไทยสังหารเช่นนี้”
       หมอโยชิแปลเป็นไทย “กองทัพญี่ปุ่นไม่อาจยอมรับได้กับการที่ทหารแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิ ถูกตำรวจไทยสังหารครั้งนี้”
       สารวัตรองอาจ หันมองมาที่ซาโอะทันที
       หลวงชลาสินธุราช “ทางการไทยขอแสดงความเสียใจ ยินดีชดใช้ตามความเหมาะสม”
       ล่ามไทยแปลเป็นญี่ปุ่นทุกคำ “ทางการไทยขอแสดงความเสียใจ ขอชดใช้ตามความเหมาะสม”
       “เราดีใจที่ได้ยินเช่นนี้ เพื่อศักดิ์ศรีของกองทัพญี่ปุ่น ขอให้นำตัวผู้ร่วมเหตุการณ์ ทั้งหมด ไปประหารชีวิต” มาซาโอะบอกต่อ
       หมอโยชิฟังแล้วอึ้ง ไม่สบายใจ แต่ก็จำเป็นต้องแปล “เราดีใจที่ได้ยินเช่นนี้ และเพื่อศักดิ์ศรีของกองทัพญี่ปุ่น ขอให้ทางการไทย นำตัวผู้ร่วมเหตุการณ์ ไปประหารชีวิตทั้งหมด”
       พอได้ฟังคณะกรรมการฝ่ายไทยถึงกับอึ้ง สารวัตรองอาจ อึดอัดขึ้นมาทันที ขณะที่หลวงชลาสินฯ มีแววตาขุ่นเคือง ไม่พอใจอย่างสูง แต่พยายามเก็บกลั้น
      
       วันเดียวกันแม่อรเดินพัดวีคลายร้อนด้วยงอบมาตามทางเดินจากท่าน้ำเข้าบ้าน อีกมือหอบกระจาดหลายใบ มีอังศุมาลินที่ถือถุงข้าวของต่างๆ พร้อมกระจาดอีกหลายใบเช่นกันเดินตามหลัง
       “ถ้าขายได้แบบนี้เรื่อยๆทุกวัน ก็ดีสิ” แม่อรยิ้มๆ
       อังศุมาลินเห็นงามด้วย “นั่นสิคะแม่ ค่อยหายเหนื่อยขึ้นมาหน่อย”
       ทั้งสองเดินมาถึงหน้าบันไดเรือน
       ทันใดนั้นทั้งสองก็ได้ยินเสียงดังเอะอะมาจากทางสวนหลังบ้าน เสียงทหารญี่ปุ่นเฮฮา เอิ๊กอ๊าก โห่ฮี้วโห่กันดังสนั่น
       เสียงยายศรตามมาติดๆ “อย่าๆๆๆ ไม่ได้นะ ไม่ได้ๆ หยุดๆเดี๋ยวนี้!”
       อังศุมาลินตกใจ
       “คุณยาย.. แม่เร็ว...”
       ยังพูดไม่จบประโยค อังศุมาลินทิ้งกระจาดแล้วออกวิ่งไปตามเสียงทันที
       “ยัยอัง.. เดี๋ยว.. รอแม่ก่อน”
       แม่อรเองก็ทิ้งข้าวของที่ถืออยู่แล้วรีบวิ่งตามไป
      
       ที่สวนหลังบ้าน ยายศรกำลังร้องห้ามพวกทหารญี่ปุ่นราว 10 คน ที่กินเหล้ามาจนเมา กำลังรื้อข้าวของอยู่ในสวน
       เข่งที่บ่มกล้วยน้ำว้าไว้กลิ้งอยู่กับพื้น กล้วยเป็นหวีๆ กระจาย บางส่วนถูกเหยียบเละ ยายศรพยายามก้มลงไปเก็บและแยกหวีที่ยังดีๆ อยู่ออกมา มีเปลือกกล้วยที่โดนกินแล้วทิ้งเกลื่อนกลาด
       มะพร้าวแก่ ส้มโอ มะนาว ฟักแฟง ฟักทอง ลูกอ่อน ลูกแก่ กระจายเกลื่อน
      
       ทหารกลุ่มใหญ่กำลังตบมือ เชียร์ ร้องเพลงเชียร์ๆ เฮฮากันอยู่ที่โคนต้นมะพร้าว โดยมีเคสุเกะกำลังปีนต้นมะพร้าว แต่ไถลตกลงมาตลอด สุดท้าย ลงมานอนแอ้งแม้ง ลุกไม่ขึ้น
       เพื่อนๆ ที่คอยลุ้นเชียร์อยู่ข้างล่างต่างพากันหัวเราะกลิ้ง งอหาย
       ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งไปหยิบขวานมาฟันต้นมะพร้าว เพื่อหมายจะเอาลูกมะพร้าวข้างบน พวกทหารญี่ปุ่นสนุก คึกคะนอง บ้างร้องเพลง ร่ายรำระบำพื้นเมืองญี่ปุ่นไปมา
       ระหว่างนั้นเห็นรองเท้าทหารเหยียบย่ำไปบนหน่อกล้วยที่เพิ่งเอาลงไปได้ไม่นานหักล้ม
       อังศุมาลินวิ่งเข้ามาถึง ตกตะลึงกับภาพที่เห็น พูดไทยปนญี่ปุ่น
       “หยุดนะ หยุดๆๆ ฉันบอกให้หยุดได้ยินไหม”
       แม่อรวิ่งกระหืดกระหอบตามมาพอดี สีหน้าตกใจอ้าปากค้าง รีบตั้งสติ
       “ยายอัง อย่าลูก แม่พูดกับเขาเอง”
       อังศุมาลินเดินเข้าไปตวาดพวกทหารไม่ยอม ตะโกนคำญี่ปุ่นออกไป
       “นี่มาทำอะไรกัน หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
       พวกทหารญี่ปุ่นหัวเราะกันฮาๆ ไม่สน
       แม่อรห้าม “ยายอัง! ไปดูคุณยายเร็ว ทางนี้แม่พูดกับเขาเอง”
       อังศุมาลินโกรธ ไม่ฟังเสียง ถลาเข้าไปหาทหารคนที่กำลังโค่นต้นมะพร้าว คว้าขวานในมือ แย่งกระชากมา เหวี่ยงกระเด็นไปทางหนึ่ง
       เคสุเกะตะกายลุกมา ทำท่าล้อเลียนอังศุมาลิน พวกเพื่อนๆ ทหาร หัวเราะรับ ล้อเลียนสนุก
       อังศุมาลินมองรอบตัว แค้นใจ แม่อรรีบวิ่งเข้าไปขวางอังศุมาลิไว้ กลัวจะมีเรื่องบานปลาย
       “นี่มันเรื่องอะไรกัน เข้ามาในบ้านฉัน แล้วยังมาทำลายข้าวของอีก ตาย...นั่นมันหน่อกล้วยนี่ ตายๆ หมดกันๆ”
       แม่อรกุมหัว หมดปัญญาแล้ว
       อังศุมาลินหันไปเห็นยายศรที่กำลังพยายามเก็บพวกผัก ฟักแฟง ที่กระจัดกระจายอยู่กับพื้น จึงรีบวิ่งไปหา
       “คุณยาย”
       ยายศรเล่าเรื่องให้ฟัง “พวกนี้เมามาก..อยู่ดีๆ ก็เข้ามาที่สวน มาหาของกิน เก็บโน่นเด็ดนี่ใส่ปากไปชิมกัน พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ยายไล่ก็ไม่ไป”
       “คุณยายไม่เป็นไรใช่ไหม พวกนั้นมันทำอะไรหรือเปล่า”
       แม่อรวิ่งเข้ามา ตกใจตกใจ
       “แม่.. แม่เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
       “เปล่าๆ”
       แม่อรพยุงคุณยายศรให้ลุกขึ้น อังศุมาลินเดินเข้าไป ชี้นิ้วกราดไปทั่ว
       “ไปนะ ออกไปพ้นจากบ้านฉันกันเดี๋ยวนี้”
       ทหารญี่ปุ่นพากันขำสำเนียงภาษาญี่ปุ่นที่อังศุมาลินพูด
       เคสุเกะเริ่มตบมือและร้องเป็นเพลงทำนองสั้นๆ คนอื่นร้องตาม และพากันรำระบำพื้นเมือง ไฮ้ๆ รอบตัวอังศุมาลิน ทำหน้าทะเล้นใส่ เรียกเสียงหัวเราะดังมากขึ้นไปอีก
       แม่อรประคองคุณยายอยู่ ทำอะไรไม่ถูก สีหน้าวิตกหนัก
       อังศุมาลินแทบร้องไห้หมุนคว้างอยู่กลางวง เสียงทหารญี่ปุ่นตะโกนไล่
       “ออกไป ออกไป ไฮ้ ไฮ้ ไฮ้ ออกไป”
       ทันใดนั้นก็มีเสียงตวาดดังขึ้น
       “มาทำอะไรกัน”
       พวกทหารหันมา แล้วเสียงหัวเราะ เสียงตบมือหายเป็นปลิดทิ้ง บรรยากาศเงียบงัน
      
       โกโบริมาพร้อมกับหมอทาเคดะ หน้าตาหล่อใสของโกโบริยามนี้ ดุดัน เคียดขึ้ง



       โกโบริกับหมอทาเคดะเดินเลี้ยวตรงเข้ามายังจุดเกิดเหตุ โกโบริดูหน้าเครียดขรึม ขณะที่กวาดสายตาไปรอบๆ เห็นข้าวของกระจัดกระจาย ต้นไม้ในสวนพังเสียหายเป็นแถบ
      
       โกโบริเดินเข้าไป ทหารทุกคนยืนตัวตรง หน้าตรง เงียบกริบ
       โกโบริเดินผ่านหน้าอังศุมาลินไปยืนประจันหน้ากับเคสุเกะ เคสุเกะหลบสายตาลงเล็กน้อย
       โกโบริจ้องมองหน้าเคสุเกะอย่างดุดัน แล้วใช้หลังมือฟาดลงไปบนใบหน้าอย่างรุนแรง
       เคสุเกะเซล้มลงไป แล้วรีบลุกขึ้นมายืนในท่าสำรวมเหมือนเดิม
       โกโบริด่าพวกทหารด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ดัง และรวดเร็วจนอังศุมาลินจับความได้ไม่ทัน
       “ทำไมถึงได้ทำเสียเกียรตินักรบของสมเด็จพระจักรพรรดิเช่นนี้ ไม่รักศักดิ์ศรี เอาเสียเลย ทำตัวอย่างนี้ ก็ไม่ต่างจากพวกลักขโมยที่โดนทำโทษไป ..เลวมาก”
       สีหน้าทหารทุกคนซีดขาวลงในทันที และไม่มีใครเอ่ยปากโต้แย้งเลยสักคำ
       ยายศร แม่อร อังศุมาลินไม่เข้าใจ ได้แต่ยืนฟังอย่างงงๆ
       สักพักโกโบริเดินเข้ามาหาแล้วก้มศรีษะลงอย่างอ่อนโยน
       “ขอโทษ..ผมต้องขอโทษ-พวกคุณ-เป็นอย่างมาก-สำหรับ-เรื่องนี้”
       อังศุมาลินเดินก้าวเข้าไปหา
       “ขอโทษเหรอ มันง่ายไปหรือเปล่า”
       แม่อรเหนี่ยวแขนรั้งตัวไว้
       “อัง... ลูก…”
       “เป็นความผิดของผมเอง ที่ปล่อยให้ทหารของผมมาทำเรื่องแบบนี้”
       อังศุมาลินฟังโกโบริด้วยสีหน้าเย้ยๆ ไม่เชื่อถือ
       “นี่นะ คนที่บอกว่ายึดมั่นในเกียรติ และคำมั่นสัญญา แต่ส่งคนมารังแกหาเรื่องคนแก่กับผู้หญิง”
       โกโบริมองตาอังศุมาลิน อย่างขุ่นเคือง
       โกโบริพยายามพูดให้ดีที่สุด “ผมขอโทษ-อีกครั้ง-ผม-ขอ-รับ-ผิด เรื่องนี้ผมจะจัดการอย่างยุติธรรรม ผม-สัญญา”
       “ดี..ฉันจะยอมเชื่อคนป่าเถื่อนอย่างพวกคุณดู”
       อังศุมาลินตอกกลับเป็นคำญี่ปุ่น มองอย่างหยามหมิ่น และดูแคลน
       โกโบริอึดอัดเสียไม่ได้
      
       บ่ายแก่ๆ ตรงใต้ถุนบ้าน อังศุมาลิน แม่อร ยายศร นั่งพักที่แคร่ใต้ถุนบ้าน หญิงทั้งสามกำลังเก็บข้าวของ และตรวจดูความเสียหายที่เกิดขึ้น
       “เฮ้ออออ.. กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า สองเข่ง..ไปหมด” แม่อรบ่น
       “นั่นมะพร้าวห้าวที่เก็บไว้ก็เอามาผ่าเล่นกันด้วยเหรอ” อังศุมาลินว่า
       ยายศรแทรกขึ้น “เขาคงเที่ยวหามะพร้าวอ่อนกันมั้ง ยายก็ฟังเขาพูดไม่ออก”
       “สงสัยจะเมาด้วย เลยสนุกกันใหญ่” แม่อรบอก
       อังศุมาลินฉุนขึ้นมาอีก “นึกจะทำอะไรก็ทำกันตามใจชอบ อยากรู้นักใครจะมาชดใช้ให้เรา”
       “ช่างมันเถอะลูก หมดไปแค่นี้ไม่เท่าไหร่”
       อังศุมาลินไม่ยอม “ให้น้ำท่วมสวนพังทั้งหมดหนูยังไม่เจ็บใจเท่านี้เลย”
       “ดีนะที่แม่อรกับยัยอังมาทัน ไม่งั้นเขาคงโค่นต้นมะพร้าวน้ำหอมของเราไปแล้ว” ยายศรว่า
       “ของกินของอยู่แค่นี้จะเป็นไรไป พวกเขาก็คงหิวกันนั่นแหละ” แม่อรดูจะไม่ถือสา
       “แม่คะ! ไม่ใช่เรื่องแค่นี้นะคะ...กล้วยนี่ก็ถือเป็นยุทธปัจจัยสำคัญของหนูเหมือนกัน มันอ้างเรื่องน้ำมันได้ หนูก็อ้างเรื่องกล้วยได้”
       ยายศรส่ายหัว “ยายคนนี้ล่ะก็ เกลียดใครก็เกลียดอยู่นั่น นิดๆ หน่อยๆ เป็นไม่ได้เชียว แล้วก็ให้มันแล้วกันไปเถอะ”
       อังศุมาลินเงียบ
       “หนูอยากรู้นักว่าที่มันบอกจะจัดการให้เราน่ะ มันจะทำยังไงอยากนี้ก็เรียกว่าขโมยเขาเหมือนกันแหละ”
       ขาดคำของอังศุมาลิน ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่ง หน้าตาขึงขังเรียบเฉยวิ่งตรงเข้ามา แล้วชิดเท้า ตะเบ๊ะบอกเป็นภาษาญี่ปุ่น
       “เรือเอกโกโบริให้มาเชิญไปที่อู่เดี๋ยวนี้ ครับ”
       แม่อรถาม “เขาว่าอะไรน่ะ
       “เขาบอกว่ามีคนชื่อโกโบริให้มาเชิญไป”
       แม่อรงง “อะไรริๆ ใคร? นี่เราไม่เคยไปมีเรื่องอะไรกับเขานี่”
       “คงเรื่องเมื่อเช้ามั้งคะ เรื่องอะไร ทำไม” อังศุมาลินบอกแม่แล้วย้อนถาม
       “ผมไม่รู้ แต่ผู้กองโกโบริ เชิญคุณ ไปตอนนี้”
       อังศุมาลินฉงน “โกโบริ”
       “แล้วก็แล้วกันไป แม่ไม่ติดใจอะไรหรอก บอกเขาเถอะลูก แม่ไม่ว่าอะไรหรอก ขอกันกินยังมากกว่านี้” แม่อรไม่อยากต่อความยาว
       “ไปเถอะแม่ หนูอยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะว่ายังไง”
      
       อังศุมาลินหน้าตาเยือกเย็น ขณะที่แม่กับยายหวั่นๆ



       เวลานั้นลานกว้างที่อู่ต่อเรือ ถูกตีวงไว้ด้วยเชือกเส้นใหญ่เหมือนคราวก่อน คนงานทั้งอู่หยุดงานมาประชุมกันโดยรอบกระซิบกระซาบกันไปมา บรรยากาศมาคุและอึมครึม ดูตึงเครียด หมอทาเคดะ หมอโยชิ และกองทหารตั้งแถวหน้ากระดานยืนรออยู่
      
       อังศุมาลินมองๆ ดูบรรยากาศชะงักเล็กน้อย แม่อรเอื้อมมือเกาะอังศุมาลินไว้แน่น กลัว
       “เขาจะทำอะไรเราหรือเปล่าลูก หรือว่า..เราบอกเค้าว่าไม่เอาเรื่อง..แล้วรีบกลับกันเถอะ”
       “ไม่ต้องกลัวนะแม่ เราไม่ผิด อีตาโกโบริอะไรจะมาทำอะไรเราได้”
       “ก็เดี๋ยวเขาหาว่าหนูไปดูถูกดูหมิ่นอะไรเขาล่ะ.. แย่เลยนะ.. เฮ้อ.. แม่ก็บอกแล้ว จริงๆ หนูก็ไม่ควร” แม่อรตำหนิ
       จังหวะนั้นโกโบริเดินออกมาในชุดแต่งกายเต็มยศสีขาวก้าวตรงมาหาอังศุมาลินและแม่อรอย่างเร็ว
       “ขอเชิญ...”
       โกโบริผายมือเชิญด้วยท่าทางสุภาพนอบน้อมเคร่งขรึม
       แม่อรพยายามฝืนยิ้มซีดๆ ใจดีสู้เสือ
       โกโบริเดินลงไปที่กลางลาน หันหลังกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
       “ในนามแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิ
       หมอโยชิทำหน้าที่ล่ามแปลญี่ปุ่นเป็นไทยไม่ตกหล่น “ในนามแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิ”
       อังศุมาลินมองหมอโยชิ
       “เรามีความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องเกิดเหตุการณ์อันน่าอับอายขึ้น” โกโบริว่าต่อ
       หมอโยชิแปลตาม “เรามีความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เกิดเหตุการณ์อันน่าอับอายขึ้น”
       โกโบริ เสียงดัง “ทหารกลุ่มนี้ได้ไปบุกรุกทำลายข้าวของของคนไทย โดยพละการ”
       หมอเสียงดังด้วย “ทหารกลุ่มนี้ ได้ไปบุกรุกทำลายข้าวของของคนไทย โดยพละการ”
       แม่อร เห็นทหารที่ยืนหัวแถวก็จำได้ว่าเป็นเคสุเกะ คนที่ปีนต้นมะพร้าว เคสุเกะก้มหน้าดูเครียด
       “เราจึงขอเชิญทุกท่าน มาดูการพิจารณาโทษอันน่าอับอายนี้” โกโบริเอ่ยขึ้นเสียงดัง
       “เราจึงเชิญทุกท่าน มาดูการพิจารณาโทษอันน่าอับอายนี้” หมอโยชิแปลทุกคำ
       โกโบริหันกลับ เดินไปยังเหล่าทหารที่ก่อเรื่องตั้งแถวตามระเบียบพักอยู่
       “เชิญคุณอร และคุณอังสุมาลิน” หมอผายมือ เชิญให้อังศุมาลินกับแม่ตามไป แม่อรมีท่าทีเกร็งๆ
       อังศุมาลินคอยดูแต่ละท่าทีของอีกฝ่าย
       ทันทีที่อังศุมาลินและแม่อรเดินผ่าน ทหารก็ส่งเสียงและทำความเคารพกันพรึ่บพรั่บ
       อังศุมาลินและแม่อรเดินไปที่โกโบริรออยู่ หมอโยชิตามมา และทำสัญญาณให้สองแม่ลูกอยู่ข้างโกโบริ
       ทันใดนั้น เคสุเกะก็ตบเท้าออกมา ชิดเท้า ตะเบ๊ะ รายงาน
       “ผมสิบเอก ทานิกาวา เคสุเกะในนามตัวแทนของทหารที่เกี่ยวข้องทุกคน ขอประทานโทษคุณทั้งสอง ที่ก่อความเดือดร้อนให้ครับ”
       เคสุเกะตบเท้ากลับเข้าไปในแถว ทหารทั้งแถวก็ก้มหัวคำนับอย่างพร้อมเพรียง
       ทหารตะโกนขึงขังพร้อมกันเป็นคำญี่ปุ่น “พวกเราขอประทานโทษ ครับ”
       อังศุมาลินมอง สายตาเฉยชา ทำท่าเซ็งๆ เสียงเนือยๆ
       “หมดพิธีแล้วสินะ เราจะได้กลับบ้าน”
       โกโบริยกมือขึ้นขวางไว้
       “เดี๋ยว นี่คือการขอโทษ..ต่อไปจะเป็นการลงโทษ”
       อังศุมาลินงง ไม่เข้าใจ มองไปที่หมอโยชิ
       หมอโยชิแปล “นี่คือพิธีขอโทษ ต่อไปคือพิธีทำโทษ”
       “โทษของการขโมย ไม่ว่าจะคนไทยหรือญี่ปุ่น เหมือนกันหมด โทษนี้เป็นโทษขั้นเบาของผู้กระทำที่ยอมรับสารภาพความผิด”
       ทหารอีกกลุ่มยกเอาเข่งที่ใส่กล้วยหอมจำนวนมาเข้ามาวางไว้กลางลาน
       “และนี่คือบทลงโทษ...” โกโบริหันไปบอกกับอังศุมาลิน “สัญญาของคนญี่ปุ่น ย่อมเป็นสัญญาเสมอ”
       โกโบริจ้องตาอังศุมาลิน อย่างแข็งกร้าว ท้าทาย ปนเจ็บปวด อังศุมาลินงงๆ
       แม่อรจับมืออังศุมาลิน ใจคอไม่ดี
      
       ลานกว้างหลังอู่ต่อเรือ เย็นนั้น เห็นเข่งกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ถูกวางเอาไว้กลางลาน ทหารทุกคนนำโดยเคสุเกะ ตบเท้าแยกแถวและวิ่งลงมานั่งขัดสมาธิรอบเข่งกล้วย
       “นี่ หมายความว่า…”
       ทหารเริ่มจากเคสุเกะ ก้มหน้าก้มตาปอกกล้วยกินอย่างช้าๆ ทุกคนในบริเวณลานกว้างนิ่งเงียบ
       ทหารที่ถูกทำโทษปอกกล้วยเอาใส่ปากตัวเองลูกแล้วลูกเล่า ข้างๆ ตัวของทุกคนมีเปลือกกล้วยกองสูงขึ้นทุกที
       ทหารแต่ละคน หน้าตามุงมั่น บึกบึน กัดฟันทน กินกล้วยกันต่อไปอย่างแข็งขัน
       อังศุมาลินมองดู เริ่มทนไม่ไหว แม่อรปิดตาทนดูต่อไปไม่ได้เหมือนกัน อังศุมาลินทนต่อไปไม่ได้
       “พอได้แล้ว หยุด”
       ไม่มีทหารคนไหนสนใจหล่อน ทุกคน กิน กิน กิน บ้างเริ่มผะอืดผะอม แต่ก็ไม่หยุดยัดๆๆ
       อังศุมาลินเข้าจู่โจมใส่หน้าโกโบริ
       “คุณมันบ้า ! ทารุณ! ป่าเถื่อน!”
       โกโบริมองกลับ สีหน้าเฉยเมย ไร้ความรู้สึก
       “นี่-คือสิ่งที่-คุณต้องการ-ไม่ใช่รึ-ความ-ยุติธรรมไงล่ะ”
       อังศุมาลินเถียง “นี่มันวิธีการของคนจิตทรามชัดๆ สั่งให้เลิกเดี๋ยวนี้”
       “เลิกไม่ได้”
       อังศุมาลินอึ้ง โกโบริใส่ต่อ
       “เช่นเดียวกับที่เราเลิกทำโทษคนไทยสองคนนั่นไม่ได้-กฎกองทัพย่อมเป็นกฎ”
       อังศุมาลินโกรธ พูดไม่ออก
       “คุณเป็นคนโหดร้ายที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา โหดร้ายกับทุกๆ คน แม้กระทั่งคนของคุณเอง”
       อังศุมาลินขวางคว้ามือแม่อร
       “ไปเถอะค่ะแม่” อังศุมาลินดึงแม่ไปพอหันมา เจอหน้าหมอโยชิที่ยืนอยู่
       อังศุมาลินหันเผชิญหน้าหมอโยชิพูดสำทับ “อ้อ..หมอช่วยแปลให้เขาฟังอย่างละเอียดด้วยนะคะ”
       อังศุมาลินและแม่ไม่เหลียวหลัง หมอโยชิหันมามองโกโบริ
       เห็นโกโบริเชิดหน้า ไม่สนใจ
      
       เคสุเกะและทหารคนอื่นๆ ยังยัดกล้วยไม่หยุด บ้างก็หน้าเขียวไปแล้ว
      แสงอาทิตย์ส่องสะท้อนท้องน้ำบอกเวลาเย็นเจียนค่ำ อังศุมาลินกำลังพายจ้วงเต็มแรงด้วยความโกรธ เงียบกริบ
      
       “อย่างนี้เดี๋ยวก็ได้ท้องแตกตายกันหมดหรอก เฮ้อ.. เวรกรรมจริงๆ ทำไมหนูไม่บอกพ่อคนนั้น ล่ะว่าเราไม่เอาเรื่อง ไม่ต้องไปลงโทษอะไรขนาดนั้น บาปกรรมเปล่าๆ ของแค่นี้เข้ามาขอกันกินดีๆ แม่ก็ให้” แม่อรเอ่ยทำลายความเงียบ
       อังศุมาลินด่า “คนใจทมิฬแบบนั้น พูดกันไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ”
       “หน้าตาก็ดูเด๊กเด็กนะ ไม่น่ามียศขนาดนั้น ชื่ออะไรนะลูก” แม่อรว่า
       อังศุมาลินนิ่ง ไม่ตอบ
       แม่อรซัก “คนนี้ใช่ไหมที่เค้าว่ากันว่าเป็นหลานชายแม่ทัพ.. เป็นนายช่างใหญ่นี่เล่า พวกทหารถึงได้เกรงกลัวนัก”
       อังศุมาลินทำหน้าไม่อยากฟังเรื่องของคนนี้
       “รูปร่างหน้าตาก็ดี ไม่น่าจะเป็นคนใจร้าย” แม่อรบอกอีก
       “พวกหน้าเนื้อใจเสือยังไงล่ะแม่”
       แม่อรถอนใจความรั้นของลูกสาว
      
       เวลาต่อมาคุณยายศร ที่นั่งคุยพลางทำท่าขนลุกหนาวสั่น เอาผ้าห่มมาห่มตัว
       “ยายว่า.. เขาก็ทำถูกนะ คนของเราไปขโมยของเขา เขาก็ลงโทษตามวิธีของเขา ถ้าคนของเขามาทำกับเราแล้วเขาไม่ลงโทษสิ มันก็ไม่ยุติธรรม”
       อังศุมาลินนั่งปะชุนเสื้ออยู่ได้ยิน แอบทำหน้าไม่พอใจ
       “ลองแกไม่ทำอย่างนี้ ใครๆ ก็คงจะนินทาเอา หนูก็อาจจะไปว่าตาโกๆ ริๆ อะไรนี่อีก” แม่อรเรียกชื่อโกโบริผิด
       “แต่ยังไงหนูก็เกลียดมันอยู่ดี” อังศุมาลินบอกเสียงขุ่น ตาขวาง
       แม่อรเอ็ด “ยายอังนี่! พูดไม่เพราะเลย คำก็มันสองคำก็มัน เขาเป็นถึงนายทหารมียศมีศักดิ์ หนูจะเรียกจิกอย่างนี้จะดูไม่งามนะลูก ตกลงเขาชื่อะไรนะ โกโก..ริ, โกโมริ, โกบุริ”
       “โกโบริ” อังศุมาลินตอบสะบัดน้ำเสียงห้วน
       “อะไรริๆ นะ โบริ..มะลิ..” ยายศรเรียกไม่ถูกสักที
       “ไม่ใช่ค่ะ คุณยาย โก..โบ..ริ” อังศุมาลินบอก
       “เออ.. จริงด้วย โกโบริ..จำชื่ออาโก กับดอกมะลิไว้...เอามารวมเป็นชื่อของพ่อนั่น...พ่อดอกมะลิของอาโก...” แม่อรว่า
       “ดอกมะลิของอาโก โกมะลิ โก โบ ริ” ยายศรทำท่าหนาวมาก ตัวสั่นเทา
       ยายกะแม่หัวเราะเบาๆ
       อังศุมาลินแอบทำหน้าเมื่อย
       “นั่นแม่หนาวหรือคะ” แม่อรถาม
       “มันเยือกๆมาสองสามวันแล้ว” ยายบอก
       แม่อรเข้ามาเอามือจับ “ดูเหมือนตัวจะรุมๆ นะคะ แม่”
       อังศุมาลินวางมือ มองมาอย่างเป็นห่วง
      
       ภาพชีวิตชุมชนและชาวบ้านริมน้ำยามพลบค่ำ เริ่มคุ้นตาโกโบริแล้ว โกโบริยืนขับเรืออยู่ แสงไฟจากเรือส่องให้เห็นหน้าโกโบริ ขรึม เศร้า เหนื่อยๆ ขณะยกมือปาดเหงื่อ
       เรือสีขาวของโกโบริแล่นตัดกระแสน้ำไปอย่างรวดเร็ว
       สักพักเครื่องยนต์กระตุก มีเสียงดังสำลักน้ำ 2-3 ครั้ง ความเร็วของเรือก็ค่อยๆ ลดลงจะหยุดนิ่ง
       “เอาอีกแล้ว”
       โกโบริก้มลงไปซ่อมเครื่องยนต์อย่างที่เคย พยายามติดเครื่องอีกครั้ง แต่เครื่องยังคงไม่ทำงาน
       โกโบริลองแก้ไขซ้ำ ลองติดเครื่องใหม่ เรือก็ยังคงสตาร์ทไม่ติด
       “ให้ได้อย่างนี้นะ”
       โกโบริบ่นคำญี่ปุ่นเซ็งๆ จากนั้นนั่งเฉยๆ ไม่รู้จะทำอะไร รอบข้างเงียบงัน ไม่มีใคร มีแต่แสงไฟจากที่ไกลๆ
       โกโบริเอนลงนอนกับพื้นเรือ เอามือหนุนไว้ที่ศีรษะต่างหมอน
       โกโบริ มองท้องฟ้ายามค่ำคืน ดาวพราวเต็มฟ้า โกโบริเผลอหลับไป
      
       เรือสีขาวลอยตามน้ำไปเรื่อยๆ จนค่อยๆ ลอยไปติดฝั่ง ในหมู่ไม้ ใกล้ๆ กับต้นลำพูบ้านอังศุมาลิน



       บ้านอังศุมาลินยามพลบค่ำตกอยู่ในความมืด ครู่ต่อมาอังศุมาลินจุดตะเกียงเจ้าพายุ แขวนตรงกลางเรือน ให้แสงสว่างทั่วบริเวณ
      
       ในแสงสว่างนั้นเห็นชัดแววตาอังศุมาลิน หมองลง เมื่อนึกถึงวนัสและคำพูดจริงจังก่อนลาจาก
       “เขาจะพิสูจน์ให้ตัวเห็นว่า เวลาเปลี่ยนแปลงหัวใจเขาไม่ได้ ไม่มีใครที่เขาจะแต่งงานด้วยได้ นอกจากตัว..อังศุมาลิน”
       อังศุมาลินดึงตัวเองกลับมา ถอนใจยาว เศร้า หญิงสาวนึกบางอย่างได้ เดินไปหยิบขิมในห้องออกมา
       ครู่หนึ่งอังศุมาลินนั่งพับเพียบลงเปิดขิมออก หยิบไม้ตีมา พนมมือ แล้วลงมือไล่ๆๆ เสียง แล้วเล่นเพลง...ลาวครวญ
       แสงไฟจากตะเกียงขับให้อังศุมาลินในเสื้อสีขาวนวล ผ้านุ่งสีเข้ม ดูสวยงามท่ามกลางความมืดสลัว
      
       โกโบริ หลับตาพริ้ม มีหิ่งห้อยค่อยๆ บินมาเกาะที่จมูกโด่งเป็นสัน โกโบริเริ่มรู้สึกตัว เอามือปัด หิ่งห้อยตัวอื่นมาเกาะอีก โกโบริค่อยๆ ลืมตา
       โกโบริเห็นต้นลำพูที่มีหิ่งห้อยอยู่เต็ม สวยงาม ระยิบระยับเหมือนหมู่ดาวบนท้องฟ้า
       สักพักเสียงขิมดังมาจากที่ไม่ไกลนัก เป็นเพลงลาวครวญ
       โกโบริพยายามหันไปหาที่มาของเสียง เห็นเรือนอังศุมาลินพ้นแมกไม้ออกมา มีแสงตะเกียงวูบไหว
      
       โกโบริเดินเรื่อยๆ ไปตามทางเดินของสวน เสียงดนตรีค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ โกโบริเดินมาหยุดตรงชานบันได เงยหน้ามองด้วยความสนเท่ห์ในเสียงดนตรี ไม่รู้ว่าเป็นเสียงขิม แต่รู้ว่าไพเราะ พริ้งพราว หนักเบา ละห้อย เศร้า ซึ้ง
       โกโบริห้ามใจไม่ได้ ค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดไปเบาๆ ด้วยความเคารพ ตั้งใจจะจะไม่รบกวนเสียงนั้น
       เสียงเพลงกระชั้นถี่ขึ้น เป็นช่วงแสดงอารมณ์เข้มข้น เร้าใจ ใบหน้าโกโบริเงยมามอง แสดงความทึ่ง ชื่นชม
       เท้าของโกโบริ ก้าวขึ้นไปๆ บนชานเรือน ในที่สุดโกโบริก้าวพ้นขึ้นมา
       ยินเสียงเพลงดังมาจากยกพื้นด้านในบ้าน โกโบริก้าวล้ำเข้าไป ชะโงกหน้าเข้าไปดูในความสลัวของแสง ร่างอังศุมาลินดูเรืองรองอยู่ในมุมนั้น เหมือนภาพวาดฟุ้งๆ เหมือนฝันอันรางเลือน
       อังศุมาลินก้มหน้าก้มตา ตีขิมอย่างดิ่งลึกอยู่ในอารมณ์เพลง มือที่ถือไม้ตีขิมว่องไว แม่นยำ นุ่มนวล
       โกโบริมองอย่างทึ่ง ตื่นเต้น ชื่นชม เคลิ้มไปกับอารมณ์เพลง
       อังศุมาลินเล่นเพลงจบลงพอดี แต่ยังคงเพ่งมองขิม สงบนิ่ง อยู่ในภวังค์อารมณ์ โดยสายตาทอดจับที่ขิม
       โกโบริได้สติ ตื่นจากอารมณ์เพลง รู้สึกตกใจ ที่ตัวเองมาอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวขนาดนั้น โกโบริจึงตัดสินใจ พยายามหันกลับ ตั้งใจจะย่องลงไปเงียบๆ
       เสียงฝีเท้า ในรองเท้าบู้ธ เหยียบบนกระดานที่ดังเอี๊ยด อังศุมาลินชะงัก รู้สึก รีบหันขวับไป เห็นด้านข้างโกโบริในเงามืด ที่กำลังจะก้าวหนี
       อังศุมาลินตกใจ “นั่นใคร”
       โกโบริรีบหันมา ถอดหมวก โค้งให้อย่างจริงจัง
       “ขอโทษครับ -ขอโทษ- ผม ไม่ ตั้งใจ -มา-รบกวน”
       อังศุมาลินลุกขึ้นมาทันที มองรอบตัว หาอาวุธป้องกันตัว อังศุมาลิน หันไปเห็นพวกไม้คานสำหรับหาบของ วางพิงอยู่มุมนึง แต่ไม่ใกล้พอ หมายตาเล็งไว้
       “เข้ามาทำไม ต้องการอะไร” อังศุมาลินจ้องตาเป๋งที่โกโบริ ท่าทีระแวง
       โกโบริพยายามสื่อสารด้วยภาษาไทยช้าชัด “คือ..ผมขับเรือ-เรือเสีย- เรือลอยผ่าน บ้านคุณ-ได้ยิน-เสียง คล้ายๆ-ซามิเซ็ง-ผมชอบเล่น-ซามิเซ็ง -ผม มาดู”
       อังศุมาลินพยายามฟังตาม ขณะที่ตามองโกโบริเขม็ง แต่แอบเหล่ ขยับไปใกล้ๆ ไม้คานนั้น       
       โกโบริมีท่าทีดีใจ ที่เหมือนอังศุมาลินรู้เรื่อง รีบอธิบายต่อ “คุณ-กรุณา ให้ผม-ดู-ดนตรีนั้น-ได้ไหม-ผมอยากเห็น-ใกล้ๆ-ว่าทำไม-เสียงดนตรี -เหมือน-ซามิเซ็ง”
       อังศุมาลินเงียบ จับตามองเขม็ง โกโบริยิ้ม ก้มหัวให้อีกที แล้วก้าวจะเข้าไป อังศุมาลินได้ที รีบโดดไป คว้าไม้คานได้ กระชับมั่นในมือ
       “หยุดนะ! อย่าเข้ามานะ ไป! ไปเดี๋ยวนี้!”
       โกโบริตกใจ ตะลึงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ทำหมวกหล่นจากมือ
       อังศุมาลินเงื้อไม้คาน ยกขึ้นค้างไว้พร้อมโจมตีใส่
       “ออกไป ฉันบอกให้ออกไป”
       โกโบริอึ้ง “คุณ...”
      
       อังศุมาลินจดสายตามองมายังโกโบริ สีหน้าและแววตาเอาจริงเอาจัง



       ตรงชานเรือนตอนค่ำนั้น โกโบริยืนนิ่งตะลึงงัน เผชิญหน้ากับอังศุมาลินที่กำลังจ้องเขม็ง ในมือเงื้อไม้คานขึ้นค้างไว้ พร้อมที่จะสู้
      
       อังศุมาลินตัดสินใจพูดญี่ปุ่น เผื่อว่าจะน่าเกรงกลัวมากขึ้น “ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้ ฟังฉันรู้เรื่องไหม”
       โกโบริมองหน้าอย่างทึ่งมากขึ้น
       “คุณ..ใจเย็นเย็น”
       อังศุมาลินตอบเป็นญี่ปุ่นอีก “นี่บ้านฉัน ไม่ต้องการต้อนรับคุณ ออกไป..ไป”
       “ผม ขอ” โกโบริเดินเข้ามาหมายจะเก็บหมวก
       อังศุมาลินเสียงดัง “อย่านะ อย่าขยับ”
       อังศุมาลินกลัว ไม่ไว้ใจ
       “ถอยไป! แกนึกว่าเป็นญี่ปุ่นแล้วจะมีสิทธิ์ทำอะไรในบ้านนี้เมืองนี้ก็ได้เหรอ จะเดินเข้าไปในที่ดินของใคร จะเดินขึ้นบ้านของใครเมื่อไหร่ก็ได้ใช่ไหม แกคิดผิดแล้ว บ้านหลังนี้เป็นของคนไทยที่ไม่ต้อนรับคนญี่ปุ่น นี่เป็นยามวิกาล ถ้าชั้นมีปืน ชั้นมีสิทธิ์ยิงแกให้ตายเดี๋ยวนี้”
       โกโบริโค้งแล้วโค้งอีก “ขอโทษๆๆ”
       อังศุมาลินใส่ต่อ “หรือเห็นว่าบ้านนี้มีแต่ผู้หญิง แล้วไม่เคารพนับถือยำเกรง ผู้หญิงไทยบ้านนี้สู้ตายเสมอ ขอบอกให้รู้ไว้”
       “ผมจะ-ไปแล้ว” โกโบริก้าวเข้ามา ยื่นมือจะก้มหยิบหมวกทหาร
       อังศุมาลินตกใจร้องลั่น “บอกว่าอย่าขยับ” พลันฟาดไม้คานเข้าใส่โกโบริเต็มแรง
       โกโบริไม่ทันระวัง ไม้คานโดนเข้าที่หัวคิ้วดังพลัก! อังศุมาลินก็ตกใจ ที่ฟาดโดนจังๆ
       “โอ๊ะ”
       โกโบริหันมา คว้าไม้ไว้
       “นี่ แกจะทำอะไร..อย่านะ”
       โกโบริค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองหน้า ที่โหนกคิ้วมีเลือดซิบ
       “ถ้าผมทำอะไรผิดไป ต้องขอโทษด้วย..ผมแค่จะเก็บหมวกของผมกลับไป”
       โกโบริบอกเป็นญี่ปุ่นจ้องไม่หลบ แววตาตัดพ้อ
       อังศุมาลินเจื่อน รู้สึกผิดทำเกินกว่าเหตุ โกโบริปล่อยมือจากไม้คาน ก้มศีรษะให้ แล้วเก็บหมวกขึ้นมาถือ
       ทั้งสองจ้องมองกัน อังศุมาลินยังฝืน พยายามกลบเกลื่อนอาการจ๋อยของตน
       “ผม-ไม่ได้-คิดว่า จะทำอะไรในเมืองไทยก็ได้ ไม่เคย คิดว่า..จะทำอะไรไม่ดี กับคุณ ผม เคารพ-คนไทย เคารพ คนทุกคน ขอโทษ ที่คิดน้อย ไม่ระวังตัว ทีหลัง ผมจะ-ไม่ทำ-ผิดพลาด อีกแล้ว”
       ขณะที่พูด เลือดตรงโหนกแก้มก็ไหลซึมออกมา
       อังศุมาลินหน้าซีด “เลือด”
       เสียงแม่อรดังมาก่อนตัว “อะไร ยายอัง เกิดอะไรขึ้น”
       แม่อรที่พยุงยายศรเดินมาถึงบันไดพอดี และถือตะเกียงมาด้วย สองคนเพิ่งกลับจากสวน
       โกโบริโค้งอีกที แล้วรีบก้าวลงไปข้างล่าง
      
       ที่ใต้ถุนเรือนเวลาต่อมา
       โกโบริก้าวเข้ามาเผชิญกับแม่อรที่ถือตะเกียงยืนงง และยายศรที่มองตื่นๆ แล้วโค้งให้แม่อรและยาย
       “ซาหวัดดีครับ”
       อังศุมาลินยังถือไม้คาน ค่อยๆ เดินอึ้งๆ ตามมาชะโงกมองเหนือบันได
       แม่อรร้องทัก “อ้อ..พ่อ..ดอกมะลิ โกโบริ เออ” หันมาเห็นอังศุมาลินถือไม้คานก็ตกใจ “อัง..อะไรน่ะลูก แล้วนั่นถือไม้ทำไม”
       “แม่” อังศุมาลินรีบลดมือถือไม้ลง
       “อะไร เอะอะอะไรกัน” ยายถามขึ้นท่าทางกลัวๆ
       “พ่อมะลิ เอ้อ มีธุระอะไร” แม่อรถามเสียงเข้ม
       โกโบริรีบสวมหมวกปิดรอยแผล
       “อา..ผม..ไม่ได้-ตั้งใจ..คือ-ได้ยิน-เสียงเพลง” ชี้ไปที่บนบ้าน แล้วก้มหัวลงอีก “แล้ว..ผมขึ้นไปดู -ขอโทษมากๆครับ” โค้งอีกคำรบ
       อังศุมาลินวิ่งลงมาพลางฟ้องใหญ่ “แม่คะ! คือ..หนู..ไม่ได้ตั้งใจ..เค้า..บุกรุกขึ้นมา..หนูกำลังเล่นขิม...”
       แม่อรสวนขึ้นทันที “แล้วพ่อมะลิเขาทำอะไรหรือเปล่า”
       อังศุมาลินเงียบไป ไม่กล้ามองโกโบริ
       "ก็..เปล่าค่ะ แต่..ก็..หนูไม่ชอบ”
       ยายศรไอโขลกๆ “โอะ โอะ..โอย” แล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ
       อังศุมาลินตกใจ “คุณยายๆๆ..แย่ลงอีกหรือคะ”
       แม่อรเรียก "เอาละ หนูมาดูคุณยายสิ...ไม้นั่นก็วางลงซะ"
       อังศุมาลินวางไม้คานลง แล้วรีบเดินมาพยุงยายไปนั่งที่แคร่ใต้ถุนเรือน โกโบริจะไปแต่แล้วก็หยุด หันกลับมาสนใจอาการยาย
       แม่อรพูดกับอังศุมาลิน "ไปถึง หมอเพียรก็ไม่อยู่แล้วหยูกยาก็หาไม่มีเอาเลย"
       “เราจะทำยังไงกันดี หนูว่าคุณยายคงเป็นมาเลเรีย” อังศุมาลินวิตกหนัก
       “ไม่ใช่หรอก ลาลงลาเรียอะไร..ยายว่า พรุ่งนี้หนูไปรับแม่ฟื้นมานวดให้สักวันก็หายแล้ว คงเป็นไข้เส้นน่ะ”
       โกโบริพยายามฟังสิ่งที่สองแม่ลูกคุยกันอย่างตั้งใจ มองคนนั้นทีคนนี้ที โกโบริชี้ไปที่ยาย
       “เขาเป็น- ไม่สบาย- ใช่ไหม” แล้วหันมาถามอังศุมาลินเป็นคำญี่ปุ่น “ให้ผมช่วยอะไรคุณไหม”
       อังศุมาลินหันขวับ มองหน้าโกโบริ แล้วก้มหน้าลง รู้สึกละอายใจ “ไม่เป็นไร..คุณ..ควรจะกลับไปได้แล้ว”
       แม่อรดุปรามให้หยุด “อังศุมาลิน!” หันไป ยิ้มใจดีกับโกโบริ “คุณยายไม่สบายเป็นไข้ ไอ” แม่อรทำท่ายกมือแตะที่ศีรษะ และทำท่าไอ อธิบาย “ตัวร้อน”
      
       โกโบริเดินเข้ามาชะโงกดูสีหน้าและอาการยายศรห่างๆ อังศุมาลินเหลียวขวับมามองไม่พอใจนัก
       โกโบริทำหน้าสุภาพแล้วบอกสองแม่ลูก
      
       “ผมมีหมอ ผมจะไปพาหมอมา”
       โกโบริรีบหันหลังเดินไป
       “ไม่ต้อง ชั้นไม่ต้องการให้คุณช่วยอะไร” อังศุมาลินเสียงดังใส่
       แม่อรอยากรู้รีบถามอังศุมาลิน “เขาว่าอะไร”
       “เขาจะไปพาหมอมา”
       โกโบริหันกลับมา
       “ช่วยกัน- ไม่-เป็นไร”
       โกโบริเดินดุ่ม หายไปอย่างรวดเร็ว
       “นี่” อังศุมาลินตะโกนตามไป “นี่ๆๆ..ไม่ต้องนะ ไม่ต้องมาที่นี่อีกแล้ว”
       “ยายอัง พอเถอะ” แม่อรส่ายหน้า ปรามๆ ทำหน้าระอา
       อังศุมาลินอึ้ง ขรึม ไม่สบายใจนัก
      
       ไม่นานนัก แม่อรจัดแจงยกหม้อที่เติมน้ำมาวางบนเตาไฟในครัว แล้วพยายามพัดไฟให้โหมแรงขึ้น
       อังศุมาลินถือไฟฉายและหอบกิ่งต้นขี้เหล็กหอบโต วิ่งตึงๆ ขึ้นบันไดมา
       “ขี้เหล็กบ้านนี่มันแทนยาควินินได้จริงๆ หรือคะแม่”
       “ผู้เฒ่าผู้แก่เค้าก็เคยใช้มานักต่อนักแล้วนะลูก หยูกยาขาดแคลนยามสงครามแบบนี้ ก็เห็นจะต้องเปิดตำรายุคคุณทวดกันแล้วเรา”
       อังศุมาลินคว้ากาละมังใบโตเข้ามานั่ง แม่เข้ามานั่ง ช่วยกันเด็ดใบขี้เหล็กลงกะละมัง
       อังศุมาลินคิดๆ กลุ้มใจ “แม่คะ ถ้า..มัน..พาหมอมาจริงละ”
       แม่อรดุเสียงเขียว “นี่.. ขึ้นมันอีกแล้ว แม่ก็ไม่เห็นเสียหายอะไร คนเขามีน้ำจิตน้ำใจ เอาละ มาเอานี่ไปลงต้มซะ แล้วดูไฟให้แรงๆ อีกหน่อยจ้ะ”
       “ก็หนูไม่ชอบนี่ค่ะ” อันที่จริงเพราะไม่สบายใจ ตัวเองดันไปทำเขาเจ็บไว้ รับกะละมังใบขี้เหล็กจากแม่ไป
       ยินเสียงฝีเท้าตึ๊กๆ ขึ้นบันไดเรือนมา
       เสียงโกโบริตะโกนนำมา “ซาหวัดดีครับ ผมพาหมอมาครับ”
       “นั่นไง สงสัยมากันจริงๆ”
       แม่อรลุกเดินนำออกไป
       อังศุมาลินฮึดฮัดขัดใจ ที่ทำไมโกโบริต้องมาตอกย้ำความรู้สึกผิดของตนด้วย
      
       โกโบริพาหมอทาเคดะสะพายกระเป๋าใบโต ขึ้นบันไดมาเสียงตึงตัง มาถึงข้างบน ทั้งสองยืนเคียงกัน ยิ้มกว้าง แล้วโค้งให้ พลางถอดหมวกออก
       “ผม-พาหมอ-มา-ครับ”
       ทาเคดะทักทายเป็นคำญี่ปุ่น “สวัสดีตอนกลางคืน ครับ”
       ที่หัวคิ้วโกโบริ มีพลาสเตอร์แปะทับเล็กๆ
       แม่อรเห็นเข้า “อ้าว พ่อคุณ แล้วนี่ที่คิ้ว..ไปโดนอะไรมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
       โกโบริเอามือแตะแผลปั๊บ สบตาอังศุมาลินปุ๊บ
       อังศุมาลินหน้าซีด ทั้งสองสบตากัน เหมือนจะเอาชนะกัน
       “ตอน เดิน กลับไป มันมืด ผม เดินรีบ..เลยเดินชน..กิ่งไม้ในสวนครับ” โกโบริพูดช้ายิ้มเยือกเย็น สบตาอังศุมาลินอย่างท้าทาย
       อังศุมาลินอึ้ง แล้วยิ่งโมโห เจ็บใจสะบัดหน้า ไล่ส่งด้วยคำญี่ปุ่น
       “เราไม่ได้เรียกร้องความช่วยเหลือ พวกคุณกลับไปได้แล้ว!”
       โกโบริและทาเคดะถึงกับชะงัก
       แม่อรไม่รู้เรื่อง “ยายอัง เชิญเขาให้เข้าไปนั่งข้างในเร็วสิลูก” ยิ้มแย้มกับสองหนุ่ม
       อังศุมาลินอิดออด “แม่คะ”
       “อัง” แม่อรดุเสียงเข้ม
       อังศุมาลินฝืนใจ เชิญแบบขอไปที “เข้ามาข้างใน”
       “เชิญจ้ะๆ คนไข้อยู่ทางนี้จ้ะ” แม่อรยิ้มๆ ใช้ภาษากายร่วม นำทั้งสองไป
      
       ขณะที่แม่อรเดินนำทั้งสองไปที่ห้องนอนยาย อังศุมาลินมองตามด้วยสีหน้าไม่พอใจ



       ภายในห้องนอนยายศร หมอทาเคดะใช้หลังมือแตะหน้าผากยายศรที่นอนห่มผ้ามองเขาอย่างตื่นๆ แม่อร และโกโบริมองดูยายอย่างเป็นห่วง อังศุมาลินยืนมองหน้าตายอยู่ห่างๆ
      
       “ผมขอจับชีพจรหน่อย”
       ยายกับแม่มองหน้า อังศุมาลินแปลแบบเซ็งซะเหลือเกิ๊น “หมอขอตรวจชีพจรค่ะคุณยาย”
       หมอทาเคดะจับมือแล้วนับสักพัก โกโบริมองลุ้นอาการยายศร แล้วอดหันไปมองทางอังศุมาลินไม่ได้
       อังศุมาลินก็หันมาสบตาพอดี แต่รีบหันไปมองทางอื่น ทำหน้าทำตาเหมือนต้องการให้โกโบริเห็นว่าไม่เต็มใจมากมาย
       ทาเคดะ        บอกยายศรเป็นคำญี่ปุ่น “อ้าปากครับ”
       อังศุมาลินหันกลับมาแปล แต่ทำเสียงเนือยๆ “อ้าปากค่า..คุณยาย”
       ยายศรอึ้งๆ แต่ก็ทำตาม
       “แลบลิ้นด้วยครับ” หมอบอกอีก
       อังศุมาลินบอก “แลบลิ้นค่ะ”
       ยายศรหันมามองหน้าแม่อร เป็นเชิงปรึกษาว่าจะดีเหรอ แม่อรพยักหน้า ให้ยายศรทำตาม
       โกโบริมอง ทึ่ง เพิ่งตระหนักชัด ว่าอังศุมาลินรู้ภาษาญี่ปุ่นดีแค่ไหน
       หมอทาเคดะเปิดกระเป๋า แล้วนึกได้ หันมาบอกอังศุมาลินโดยตรง
       “ผมอยากได้น้ำร้อนสักหน่อยครับ”
       อังศุมาลินมีท่าทางสุภาพ และสีหน้าดีกว่าเวลาพูดกะโกโบริ “ได้ค่ะ รอสักครู่”
       อังศุมาลินลุกขึ้น จะออกไป
       “เอาอะไรหรือหนู” แม่อรถาม
       “หนูจะไปเอาน้ำต้ม”
       โกโบริมองตามไปอยากช่วยอะไรบ้าง
       “ให้---ผม-ช่วย-ไหม”
       อังศุมาลินตวัดเสียงใส่ห้วนและดุ “ไม่ต้อง” แล้วเดินออกไป
       โกโบริจ๋อยซีด เก้อกระดาก
      
       อังศุมาลินเข้ามาในครัว ตรงไปยกหม้อต้มขี้เหล็กเดิมลง แล้วไปเอากาน้ำมาเติมน้ำในตุ่มวางบนเตา แต่ไฟในเตากำลังอ่อนลง อังศุมาลินพยายามพัดจนไฟลุกโชนขึ้น
       อังศุมาลินไปที่กะชุใส่ถ่านมุมห้อง แล้วนั่งลงใช้มือควานหาก้อนถ่านในความมืด
      
       ด้านแม่อร และโกโบริมองดูทาเคดะใช้เครื่องฟังตรวจที่หลังและอกของยาย จู่ๆ เสียงอังศุมาลินร้องโอ๊ย..เหมือนเจ็บปวดดังลั่นออกมาจากครัว ทุกคนตกใจ
       แม่อรหันไป ร้องถาม “อัง เป็นอะไรลูก”
       โกโบริเห็นแม่อรขยับจะลุก ยกมือห้ามไว้แล้วชี้มือชี้ไม้ว่าให้ดูคนไข้กับหมอไป แล้วชี้ที่ตัวเขาสื่อว่าจะออกไปเอง แล้วรีบไปอย่างร้อนใจจริงจัง
      
       อังศุมาลินกุมนิ้วมือข้างขวา และนั่งเหยียดอยู่ไม่ไกลจากลังไม้นักตะโกนบอกแม่
       “หนูไม่เป็นอะไรค่ะแม่”
       เสียงฝีเท้าบู๊ททหารวิ่งเข้ามา โกโบริโผล่มา
       “เป็นอะไร”
       “เปล่า” อังศุมาลินหันไปคว้าคีมคีบถ่าน ตายังจ้องไปที่กะชุถ่าน ชะเง้อหา
       “อะไร” โกโบริมองตามสายตา
       อังศุมาลินกัดฟัน เอาคีมคีบถ่านเขี่ยๆๆ ทันใด แมงป่องตังวหนึ่งก็โผล่ออกมา แล้ววิ่งไปวิ่งมาหนีแว้บๆ ในความมืด
       อังศุมาลินกรี๊ด
       “แมงป่อง”
       โกโบริตกใจ ทันใดนั้นโกโบริหันไป คว้ามีดที่เสียบในที่เก็บมีดในครัว แล้วจะขว้าง แต่แมงป่องหายไปแล้ว
       “คุณ-เป็นอะไรไหม”
      
       อังศุมาลินไม่ตอบพยายามทรงตัวขึ้นยืน แต่เผลอเอามือขวาไปเท้าพื้นจึงร้องเจ็บขึ้นมาอีก แต่พยายามจะร้องเบาที่สุด “โอ๊ย” กลัวยายกับแม่เป็นห่วง
      
       โกโบริขมวดคิ้ว ตัดสินใจเดินเข้าไปหา
       “ฉันไม่เป็นอะไร ไม่ต้องมายุ่ง”
       อังศุมาลินกำลังทรงตัวขึ้นยืนยังไม่ทันตั้งหลักได้ แมงป่องเจ้าเดิมโผล่ตัวออกมาอีก วิ่งจะตัดมาอีกฟากหนึ่ง
       โกโบริบอกไทยปนญี่ปุ่น “คุณ..ระวัง แมงป่อง”
      
       อังศุมาลินร้อง “ว้าย”



       อังศุมาลินหันไปมอง เห็นเจ้าแมงป่องวิ่งเหมือนจะเข้ามาหาตน จึงพรวดตกใจเซถลาหนี แล้วเสียหลักจะล้ม
       โกโบริพุ่งมาช้อนรับตัวอังศุมาลินไว้ได้มือหนึ่ง แล้วหันไปใช้อีกมือหนึ่งเขวี้ยงมีดในมือออกไปด้วยความรวดเร็ว
       แมงป่องโดนมีดปักตายคาที่
       “คุณ ปลอดภัยแล้ว..แมงป่อง มันตายแล้ว”
       อังศุมาลินรู้ตัวตอนนั้นว่าอยู่ในอ้อมแขนโกโบริ รีบดีดตัวออกห่าง
       โกโบริไม่ใส่ใจ รีบเข้าไป ดึงมีดออก เตะศพแมงป่องตกขอบชานหายไป
       อังศุมาลินหายตกใจ ยกมือที่ปวดแปลบขึ้นดู และสะบัดไปมา โกโบริเอามีดเก็บที่ แล้วหันมา อังศุมาลินเห็นสายตาโกโบริ รีบเอามือซ่อน เชิดหน้าขึ้น ทำท่าอวดดี ไม่เจ็บสักนิด
       "ผมจะช่วยคุณ..ผมจะ-ช่วย ขอ-ดู-หน่อย”
       อังศุมาลินตวัดเสียงใส่อีก “ไม่ต้อง”
       โกโบริไม่ยอมทำหน้าขึงขัง “ต้อง”
       โกโบริรุกเข้าไปคว้ามือขวาอังศุมาลิน ลากตัวเข้ามาดูใกล้ๆ เตาไฟ จึงเห็นว่ามืออังศุมาลินบวม แดง เห็นรอยโดนพิษชัดเจน
       โกโบริพูดไทยถาม “เจ็บมาก-ไหม”
       อังศุมาลินสั่นศีรษะ พยายามกัดริมฝีปากแน่นเพื่อระงับความปวด “ไม่”
       โกโบริเย้าคำไทย “แปลว่าเจ็บมาก”
       “นี่..พูดภาษาไทยไม่รู้เรื่องนี่”
       “ภาษาไทย ไม่รู้ แต่ภาษาคุณ..ผมรู้..ถ้าบอกว่า..ไม่เจ็บ แปลว่าเจ็บ!”
       โดยหนุ่มญี่ปุ่นย้อน อังศุมาลินโมโห
       “นี่มันชักจะมากเกินไปละนะ”
       โกโบริมองกวนๆ แล้วส่ายหน้า “อะไรมากไป..ไม่เข้าใจ” มองหาไปทั่ว “คุณมีเทียนไหม อยู่ไหน”
       อังศุมาลินชี้ไปที่ชั้นใกล้ๆ “จะเอามาทำไม”
       โกโบริลุกไปหยิบเทียนมาจุดไฟจากในเตา แล้วปักเทียนไว้กับพื้น
       “ทำอะไรน่ะ...” อังศุมาลินระแวง “ไม่นะไม่เอานะ อย่านะ” ถดตัวถอยออก
       โกโบริตามมาขึงขัง แล้วคว้ามือขวาของอังศุมาลินขึ้นมา บอกคำไทยชัดและช้า
       “แผลนี่-จะปวด-มาก-ถ้า-ไม่-ลน-ไฟ”
       อังศุมาลินตกใจร้องเสียงหลง “อะไรนะ!”
       “ทน-เจ็บ- นิดเดียวนะ!”
       โกโบริจับนิ้วที่เป็นรอยแดงของอังศุมาลินยื่นไปจี้ลนไปที่ปลายเปลวเทียนทันที
       “อ๊าย” อังศุมาลินร้องแล้วรีบชักมือกลับ สะบัดเร่าๆ ด่าเลยทีนี้ “คนบ้าผีทะเล ร้อนนะ..โอยเจ็บจะตาย บ้าจริง”
       โกโบริถามหน้าตาจริงจัง
       “ดีขึ้น-ไหม-คนญี่ปุ่นเก่า-ใช้วิธีนี้-คืนนี้- คุณอาจปวด- นิดหน่อย-แต่ จะดีกว่าปล่อยเอาไว้”
       โกโบริลุกไปเอาถ่านเพิ่มใส่เตา และพัดให้ไฟแรงขึ้น หันมายิ้มให้อังศุมาลิน แล้วจัดการเก็บก้อนถ่านที่กระจัดกระจายให้เข้าที่
       อังศุมาลินยังนั่งจับนิ้วที่ปวด แล้วมองไปที่โกโบริ เห็นแผลที่คิ้วผลงานตัวเองก็ละอายใจ
       “ขอโทษนะ”
       โกโบริหันมามอง งงๆ
       “คุณคงเจ็บไม่น้อย”
       โกโบริพอจะเข้าใจ เอามือแตะที่คิ้วเบาๆ
       “ชั้น..ไม่ตั้งใจจะทำร้าย..แต่ ฉันแค่...”
       โกโบริมองหน้า ยิ้มบางๆ “ไม่เป็นไร..ไม่ใช่ความผิด-ของคุณ ผม-ที่ผิด ผม-ที่ไม่ดี..”
       โกโบริโทษตัวเอง อังศุมาลินอึ้ง แล้วเมินหน้าไปมองทางอื่น
      
       ครู่ต่อมาแม่อร มองหมอรักษาแม่อย่างหวาดเสียว เป็นห่วง กลัวๆ ทาเคดะกำลังฉีดยาให้ยายศรหลับตา กลัวจนตัวแข็ง
      
       อังศุมาลินจับมือยาย “คุณยาย...อย่าเกร็งนะคะ ปล่อยตัว..สบายๆ นะคะ”
       โกโบริคุกเข่า แอบมองอย่างทึ่งๆ
       หมอทาเคดะฉีดยาเสร็จ หันมาอธิบายให้อังศุมาลินฟังเป็นคำญี่ปุ่น อย่างเร็ว
       “ผมจะให้ยาคนไข้ ไว้ทานวันละสองเม็ด เช้า และกลางวัน”
       อังศุมาลินมองหมออย่างเชื่อถือ ตั้งใจฟังมาก แต่จำไม่หมด จึงบอกด้วยเสียงสุภาพ จริงจังเป็นญี่ปุ่น
       “ขอโทษนะคะ กรุณาพูดช้าๆ เพราะฉันไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นได้ทุกคำหรอก”
       ทาเคดะทำหน้าขำนิดๆ เลิกคิ้ว ประมาณว่า พูดจริงหรือนี่
       “หืม..”
       อังศุมาลินย้ำชัดๆ เป็นญี่ปุ่น “ฉันแค่พูดได้เพียงบางคำเท่านั้น”
       อังศุมาลินและทาเคดะต่างยิ้มให้กันอย่างขำเล็กๆ กับสถานการณ์นั้น แล้วต่างถอนหายใจ ยิ้มสุภาพให้กันไปมา แม่อร มองดูทั้งสองคุยกัน อยากรู้เรื่องด้วย
       โกโบริได้จังหวะ ดีใจมาก รีบฉวยโอกาสเสนอหน้า ท่าทีกระตือรือร้นสุดๆ
       “เอาอย่างนี้- ผม-จะเป็น-ล่าม-ให้เอง”
       อังศุมาลินหันขวับ มองโกโบริอย่างหมั่นไส้ ขวางๆ ว่าอย่ามายุ่งซักเรื่องได้ไหม
       แต่ทาเคดะกลับยิ้ม พอใจ รีบหันไปอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นกับโกโบริอย่างรวดเร็ว เป็นชุดใหญ่
       "ยาที่ฉีดให้คุณยาย อาจทำให้เวียนหัว อาเจียนได้ อย่าตกใจ นอนพักก็จะหาย และยาที่ให้ไป กินวันละสองเม็ด เช้ากับกลางวัน แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาดูอาการอีกที อาจมาฉีดยาให้อีกครั้ง เพราะคุณยายแก่มากแล้ว”
       โกโบริหันมาแปลช้าๆ “ยา-ที่ฉีดให้ ยาย-อาจจะ-ปวดหัว” นึกคำไทยไม่ออก พูดเป็นภาษาญี่ปุ่น “อาเจียน” แล้วพูดไทยต่อ “อย่าตกใจ- นอน-ก็จะหาย ยานี่” หยิบยาขึ้นมา “กิน-วันละสองเม็ด -เช้ากับกลางวัน- พรุ่งนี้...”
       อังศุมาลินทำหน้าหมั่นไส้โกโบริ โกโบริยังพูดไม่ทันจบ รีบหันไปแปลให้แม่อรฟังต่อที่เหลือแซงโกโบริ เป็นทำนองว่า เรื่องแค่นี้ ทำเองได้ ไม่ต้องมายุ่ง
       อังศุมาลินบอกแม่เร็วปรื๋อ “พรุ่งนี้หมอจะมาดูอีกทีและอาจต้องฉีดยาคุณยายอีกครั้งก็พอ..เพราะคุณยายแก่มากแล้ว”
       โกโบริเหวอค้าง มองอังศุมาลินงงงัน ว่าทำไมมาแย่งหน้าที่ตน
       ด้านทาเคดะเห็นว่าอังศุมาลินอธิบายจบ ก็หันไปพูดกับโกโบริเร็วปรื๋อ
       "คุณยายควรรับประทานพวกเนื้อ นม เนย ไข่ เพื่อบำรุงสุขภาพ”
       โกโบริปากกำลังจะหันมาอธิบายต่อให้แม่อรฟัง
       "เรื่อง-อาหาร...”
       อังศุมาลินรีบแย่งพูดยังกับเด็กๆ เอาชนะกัน ท่าทางน่าขัน
       “ควรจะให้ทานพวกอาหารประเภทเนื้อ นม เนย เพื่อบำรุงสุขร่างกายไปด้วย” พูดไปแล้วคิดได้ว่าของพวกนี้ตนไม่มี อังศุมาลินอึ้งนิดๆ ขณะสบตาแม่อร
       แม่อรสบตาตอบ ท่าทางหนักใจ
       อังศุมาลินหันไปบอกหมอทาเคดะเป็นภาษาญี่ปุ่น แล้วนึกได้ถึงความขาดแคลนของบ้านตน ท่าทางสำรวมขรึมลงไป “เรื่องอาหาร..เราจะพยายามนะคะ”
       โกโบริมองอังศุมาลินอย่างจับสังเกต
       อังศุมาลินหันมาเห็นสายตาโกโบริ ก็ทำหน้าหยิ่งใส่ เมินหนีไปอีก
      
       ไม่นานนัก แม่อร เดินมาส่ง โกโบริและทาเคดะที่เชิงบันไดชานเรือน โดยมีอังศุมาลินยืนอยู่ห่างๆ ออกมา โกโบริบอกกับแม่อร ยิ้มให้
       “ไปก่อนครับ พรุ่งนี้ ผมจะมาใหม่”
       โกโบริโค้ง หมอก็โค้งลา โกโบริมองมาทางอังศุมาลิน
       “ขอบใจมากเลยนะจ๊ะ” แม่อรชี้ที่หัวตน บอกประกอบให้เข้าใจ “อ้อ ทีหลัง จะไปไหนกลางคืน ต้องระวังตัวนะจ๊ะ ต้องใช้ไฟฉายส่องดูให้ดี นอกจากจะชนกิ่งไม้แล้ว อาจจะมีงูเงี้ยวเขี้ยวขออะไรก็ได้”
       โกโบริยิ้มเจื่อนๆ เหลือบมาดูหน้าอังศุมาลินแว้บหนึ่ง “ขอบคุณครับ” แล้วก้มหัวให้อีก “ทีหลัง ผมจะระวังตัว-มากๆ”
       พูดจบโกโบริเหลือบตามามองอังศุมาลินอีก เจ้าของผลงานอังศุมาลินหลบตา
       “สวัสดีตอนกลางคืนครับ” โกโบริโค้ง หมอทาเคดะโค้งตาม แล้วทั้งคู่เดินลงบันไดไป
       อังศุมาลินมองตามโกโบริไปอย่างเผลอตัว พอดีกับที่โกโบริหันกลับมามองพอดี
      
       อังศุมาลินรีบเมินหนี เชิดใส่ โกโบริเก้อๆ หน้าสลดลงนิดหนึ่ง
ตอนที่ 4
      
       พระอาทิตย์ทอแสงลอดผ่านแนวยอดไม้ริมฝั่งคลองบอกเวลาตอนสายๆ ส่วนที่ตลาดตาบัวกะตาผลเดินเกะกะคว้าของกินจากพวกแม่ค้าที่หาบของเดินผ่านมากิน แล้วรีบเดินหนีมา
      
       “พวกมันไม่รู้กันซะแล้ว เล่นกะใครไม่เล่น” ตาบัวโยนของกินอีกชิ้นให้ตาผล
       “ใช่ กะใครไม่เล่น” ตาบัวรับของกินมาเข้าปาก “ดันมาเล่นกะ…” กำลังเคี้ยวของกินค้างคำอยู่
       “ดันเล่นกะไอ้ยุ่น” ตาผลบอก
       ตาบัวสำลักของกิน หันมาตบกะโหลกเพื่อนอย่างฉุนๆ “บ๊ะ ไอ้นี่ เอ็งพวกใครวะ”
       “ก็ผลเป็นไงล่ะ กระเดือกเข้าไปน้ำมันเกือบหมดถัง นี่ดีนะ ถ้าไม่ได้แม่อังละก็ข้าว่า เอ็งกะข้าคงได้ไปนอนป่าหลังวัดกันไปแล้ว” ตาผลบอก
       “เฮ้ย คนดีน่ะ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” ตาบัวคุยฟุ้ง
       ตาผลด่า “ถุย..นี่เงินเอ็งยังเหลือใช่ไหมวะ เอามาให้ข้าใช้หน่อยสิ
       ตาบัวโวยวาย “อะไรวะ ข้าแบ่งให้เท่ากันไปครบแล้ว หารสอง..ของใครของมันเว้ย”
       จังหวะนั้นหมอโยชิเดินผ่านมาพอดี พร้อมนายทหารติดตามอีก 2 คน
       หมอโยชิร้องทัก “นายบัว นายผล”
       ตาบัวกะตาผล หันไปเห็นสะดุ้งโหยง พูดไม่เป็นภาษา
       “จะ..เจี๊ยก”
       “นี่หายกันดีแล้วสินะ”
       หมอโยชิทักทายยิ้มแย้ม
       “เออ” ตาผลโล่งอกทักกลับ “หมอฟันโยชินี่เอง”
       ตาบัวก็โล่ง “โห้ย..ใจนี่ร่วงไปอยู่ตาตุ่ม สบายดีจ๊า หมอก็..ตามสบายนะ”
       สองเกลอประสานเสียง “ไฮ้” พร้อมกับโค้ง
       “ไฮ้!” หมอโยชิโค้งแล้วยิ้มให้ทั้งสองคน ก่อนจะเดินจากไป
       ตาบัวกะตาผลร้อง “ไฮ้ๆๆ” และโค้งส่งตามหมอไป ชาวตลาดมองๆ
       ครั้นพอตาบัวเงยหน้ามา เห็นสายตาชาวตลาดมองเขม็ง รีบยืด คุยโว
       “เฮอะ นึกว่ากูจะกลัวเรอะ ไอ้ยุ่น ไอ้พวกเลว ศัตรูแผ่นดิน กูต้องเอามันคืนให้สมกับที่บังอาจมาทำกับวีรบุรุษของชาติ”
       ตาผลผสมโรง เสียงดัง “ถุยๆๆ เกลียดมันชิบ...ที่ขโมยของอู่พวกมันเนี่ย ก็เพื่อทำลายฟามมั่นคงของกองทัพมันนั่นแหละ ไม่เคยคิดถึงประโยชน์ส่วนตัวเลย คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนรวม เพื่อชาติล้วนๆ เว้ย”
       ชาวบ้านคนหนึ่งส่ายหน้า บอก “เหม็นขี้ฟันว่ะ”
      
       ช่วงตอนกลางวันแม่อรเดินมองหาโต๊ะขายนมสดที่ฟุตบาทหน้าห้องแถว ริมถนนหน้าตลาดท่าเตียน
       กำนันนุ่มที่รีบเดินผ่านมาพบจึงร้องทัก
       “แม่อร มาซื้ออะไร”
       “อ้า..กำนัน ฉันมาหาซื้อนมไปให้แม่”
       “อ้าว แล้วยายเป็นอะไรไปละ”
       “แม่เป็นไข้จ้ะ สงสัยจะเป็นมาลาเรีย”
       “แหม คนเฒ่าคนแก่นะ ภูมิร่างกายมันก็น้อยลงเป็นธรรมดาแล้วนี่ไปหาหมงหมอรึยังละ”
       “เออ..ก็หมอเขาฉีดยาให้ไปแล้วจ้ะ..เมื่อวาน”
       กำนันนุ่มแปลกใจ “แถวบ้านเรามีหมอที่ไหนที่หายาแพงๆ มาฉีดให้ชาวบ้านได้ด้วยหรือ”
       “อ๋อ หมอญี่ปุ่นจากที่อู่นั่นแหละจ้ะ..พอนายช่างคนนั้นเขารู้ว่าแม่ไม่สบาย เค้าก็พาหมอมาดู ก็ไม่นึกเหมือนกัน..ว่าเขาจะใจดี”
       ฟังแม่อรบอก กำนันนุ่มชะงักอึ้งไปหน่อย แล้วก็ค่อยๆ ยิ้มออกมา “อืม..อย่างนั้นเหรอ ก็ดีๆ บ้านใกล้เรือนเคียงขนาดนั้น ถ้าเขาไม่ดีกับเรา..ก็คงลำบากแย่”
       แม่อรถอนใจ “ก็หวังว่าจะดีต่อกันไปเรื่อยๆ ก็แล้วกันนะ..เฮ้อ..สงครามนี่มันทำให้เราขัดข้องไปเสียหมดเลย...แล้วนี่กำนันมาทำอะไรจ๊ะ”
       “ก็มาเจรจากับพ่อค้าคนกลางที่จะไปตีเหมามะม่วงอกร่องที่สวนหน่อย.. ไว้พรุ่งนี้จะแวะไปเยี่ยมยาย ..บอกแกว่าฉันบอกให้หายไวๆ”
       “ขอบใจจ้ะ” แม่อรรีบเดินไปหาของจะซื้อต่อ
       กำนันนุ่มเดินไปนิด แล้วหยุด หันไปมองแม่อร ทั้งสงสาร และห่วงใย
      
       แม่อรเดินหาของที่จะซื้อ แล้วมองเห็นแผงขายนมวัวสดอยู่ข้างๆ ร้านหนังสือ แต่มองไม่เห็นคนขาย จึงหันจะไปถามร้านข้างๆ
       หลวงชลาสินธุราชในชุดเครื่องแบบเต็มยศ กำลังยืนดูหนังสือที่ร้านขายหนังสือพิมพ์พอดี
       “หนังสือสารเสรี ฉบับสัปดาห์นี้ขายหมดแล้วหรือ” คุณหลวงถามขึ้น
       “ไม่มีแล้วเจ้าค่ะท่าน” แม่ค้าตอบ
       คุณหลวงฉงน “ไม่มี..ยังไงกัน”
       “ตำรวจเขาให้เก็บไปหมดแล้ว ไปด่าพวกญี่ปุ่นเข้าล่ะสิเจ้าคะ” แม่ค้าว่า
       “อ้าว..ยังงั้นหรือ”
       แม่อรไม่ได้สนใจหลวงชลาสินธุราช และไม่ทันได้มองด้วยซ้ำขณะถาม “ป้าคะ อาบังขายนมสดต้ม..ไปไหนเสียละ”
       แม่ค้าไม่ตอบยังติดพันยื่นหนังสืออีกเล่มให้คุณหลวง “เอาเล่มนี้แทนสิเจ้าคะ เล่มนี้ดี สนับสนุนรัฐบาลกับญี่ปุ่น” แล้วจึงหันมาทางแม่อร “เดี๋ยวนะจ๊ะ อาบังไปกินข้าวจ้ะ เดี๋ยวคงมา”
       หลวงชลาสินธุราชหันมาทางแม่อร มองอยู่ครู่หนึ่ง ท่าทีอึ้งๆ
       “อร…”
       แม่อรเพิ่งเห็นว่าเป็นใคร นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบทำสีหน้าและน้ำเสียงให้ปกติ
       “คุณหลวง”
       “สบายดีนะ” คุณหลวงสินธุราชถามไถ่อดีตภรรยา
       จังหวะนั้นคุณนายจิต และ แก้ว กับกบ ที่แต่งตัวอย่างหรูหรา เหมือนกำลังจะไปงานที่เป็นทางการ และกำลังนั่งนั่งรออยู่ในรถ ตรงที่จอดฝั่งตรงข้าม คุณหลวงแวะจอดเพื่อซื้อหนังสือ
       แก้วหันมาเห็นพ่อคุยกับแม่อรพอดี
       “คุณแม่คะ ดูนั่นค่ะ”
       คุณนายจิตหันไปเห็นคนทั้งสอง ฉุนขึ้นมาทันควัน เปิดประตูลงจากรถ รีบเดินข้ามถนน ตรงเข้ามาหาหลวงชลาสินธุราช
       “ว่าไงคะ หนังสือพิมพ์ ได้หรือเปล่า”
       “ไม่มีจ้ะ ถูกปิดไปเสียแล้ว”
       “แล้วมัวโอ้เอ้ทำอะไรอยู่ล่ะคะ” คุณหญิงจิตหันมามองแม่อร “อ้อ บังเอิญเจอคนรู้จักพอดีหรือคะ แต่คงไม่มีเวลาคุยกันแล้วล่ะค่ะ เพราะเราต้องรีบไปงานกัน งานสำคัญ สำหรับแขกผู้ดีมีเกียรติ และคนในรัฐบาลทั้งนั้น ไม่ควรจะไปถึงช้านะคะ จะเสียมรรยาท”
       แม่อรนิ่งอึ้ง เชิดหน้าขึ้น มองคุณหลวงและเมียอย่างเยือกเย็น แขกขายนมกลับมาพอดี
       “ซาลามๆ จะซื้อนมแบบไหนจ๊ะนายจ๋า”
       แม่อรกระพริบตา ตั้งสติ แล้วหันไป ยิ้มนิดๆ “เออ ขอนมวัวต้มสองขวดจ้ะ แบบไม่ผสมน้ำตาลนะ”
       สั่งเสร็จแม่อรยืนตัวตรง มาดเชิด พยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติ ไม่หันไปสนใจหลวงชลาสินธุราชอีก คุณหลวงจำต้องเดินไปกับเมีย แต่ไม่วายลอบเหลียวมามองอดีตภรรยา
      
       ฟากแม่อรไม่ยอมหันมาเหลือบแลอีกเลย



       ไม่นานต่อมาแม่อรนั่งเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาจากฝั่งพระนครกลับบ้านสวนฝั่งธนบุรี ในมือถือตะกร้าใส่ข้าวของจากตลาดอยู่เต็ม
        
       ข้างๆ แม่อรไม่ไกลนัก มีนักเรียนนายเรือกับแฟนสาวคุยหยอกล้อกันอย่างมีความสุข
       แม่อรมอง แล้วเมินหน้าไป เหม่อมองไปตามกระแสน้ำที่ถูกแหวกเป็นลูกคลื่นขณะที่เรือแล่นข้ามฝั่ง
      
       “โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง พระนคร พ.ศ.๒๔๘๕”
        
       รถรางคันหนึ่งวิ่งส่งเสียงสั่นกระดิ่งผ่านไป มีประชาชนโดยสารเต็ม ที่ด้านหน้าโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง ตอนบ่าย เห็นป้ายขนาดใหญ่เป็นรูปกองทัพทหารญี่ปุ่น และฝูงเครื่องบิน
       ผู้คนมากมายคับคั่ง เต็มไปด้วยเหล่าข้าราชการไทย ทั้งแม่ทัพนายกอง ทหาร ตำรวจ รวมทั้งหลวงชลาสินธุราช และครอบครัว คุณนายจิตทักทายคนนั้นคนนี้ด้วยมาดอันสง่า รู้จักคุ้นเคยคนใหญ่คนโตไปหมด ลูกๆ สองคน ทำตัวสวยงาม น่ารัก ยิ้มแย้ม ไหว้คนนั้นคนนี้กันไป
      
       ระหว่างนั้นคณะของญี่ปุ่นมาถึง โดยมีแม่ทัพโทโมยูกิ มาซาโอะ โกโบริ หมอโยชิและทหารติดตามอีก 2-3 คน
       “นั่น มันมากันละ” คุณหลวงมองพวกญี่ปุ่น กระซิบกับเพื่อนทหารไทย
       “ตกลงเรื่องที่พวกเราไปเล่นงานพวกทหารคุมรถไฟของมันบ้านโป่ง มันเอายังไง” เพื่อนทหารสงสัย
       “มันไม่ยอมหรอก..มันทำหนังสือประท้วงไปที่ท่านนายกแล้ว มันจะเอาเรื่องให้ได้” คุณหลวงบอก
       “เราตายไปตั้ง 5 คน มันคงนึกว่าเราคงกลัวพวกมัน…แล้วนี่บังคับให้มาดูหนังของพวกมัน หนังอเมริกันห้ามฉาย ข้าราชการพลเรือน อีกหน่อยมันก็คงบังคับให้พวกเราพูดภาษามันนั่นละ นี่ ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ป้ายเป้ย ของพวกมันก็เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดแล้ว คิดแล้ว ผมละอยากขอไปนั่งดู จำอวดหน้าม่านคั่นละครเพลง ที่ศาลาเฉลิมไทยคงสนุกกว่า” เพื่อนนายทหารบ่นเป็นหางว่าว
       “คุณพี่คะ คนไหนคะแม่ทัพหน่วย” คุณหญิงจิตถาม
       “คนมีหนวดยืนตรงกลางนั่นละ” คุณหลวงบอก
       “คนหนุ่มๆ เด็กๆ ที่ยืนข้างซ้าย เป็นหลานชายแม่ทัพ เพิ่งย้ายมาจากพม่า” เพื่อนทหารบอกอีก
       หลวงชลาสินธุราช สังเกตมองโกโบริที่ยืนอยู่ข้างๆ แม่ทัพโทโมยูกิ โกโบริซึ่งมีแผลที่คิ้วกำลังตกสะเก็ด มองมาพอดี โกโบริมองหน้ากลุ่มคนไทยอย่างสนใจ ก่อนจะก้มหัวให้อย่างสุภาพ
       พวกคนไทยอึ้งๆ กัน สบตากันนิดๆ แล้วหันไป ก้มหัวตอบ
       โกโบริพูดกระซิบกับหมอโยชิเป็นภาษาไทย “คนไทย-คงไม่อยากดูหนัง-ที่มีคนญี่ปุ่น-รบเก่ง ชนะที่นั่น ชนะที่นี่ ทำไม-ไม่ให้-เขาดูหนัง-ประเทศญี่ปุ่น-ที่มี-ธรรมชาติสวยงาม มีเพลง มีนักแสดงสวยๆ -เรื่องสนุก- หัวเราะกัน ยิ้มกัน”
       “คนไทยหลายๆ พวก ยังคอยหาโอกาสทำร้ายพวกเราเสมอ ท่านแม่ทัพอยากให้พวกเขาเห็นว่า กองทัพญี่ปุ่นยิ่งใหญ่ขนาดไหน เขาจะได้เกรงกลัว ไม่กล้าสู้กับเรา” โยชิก็ตอบกลับเป็นภาษาไทย
       โกโบริท้วง “ไม่จริงหรอก- หมอโยชิ ผมเชื่อว่า คนเรา -สู้กัน -เพราะความกลัว ความกลัว ทำให้เกลียดชัง -จน-ต้อง-ทำร้ายกัน ทั้งๆ..ไม่ได้ตั้งใจ” พูดไปพูดมาโกโบริเผลอเอามือแตะแผลตน
       หมอโยชิมองมา โกโบริรีบเอามือลง แล้วยิ้มให้
       “พูดอะไรกัน ทำไมไม่พูดญี่ปุ่น” โทโมยูกิเอ็ด
       “อยู่เมืองไทย พูดภาษาไทย คนไทยจะได้รับเราเป็นเพื่อนไงครับ” โกโบริว่า
       โทโมยูกิ        หัวเราะลั่น “คนไทยหรือจะเห็นเราเป็นเพื่อน เรารุกรานเขา เขาก็ต้องเกลียดเราอยู่แล้ว”
       โยชิพูดกับโกโบริเป็นภาษาไทย “คนไทย ชอบยิ้ม พูดว่าไม่เป็นไร แต่ความจริง..ไม่ใช่อย่างที่เราเห็น”
       “แต่ถ้าเราดีกับเขาให้มากๆ เขาก็ต้องดีกับเรา”
       โกโบริตอบแล้วเดินไป โยชิตามมาด้วย เข้ามาในหมู่คนไทย
       พวกของหลวงชลาสินธุราชอึ้งๆ
       ทหาร1        (กระซิบกัน)แย่ล่ะ ไอ้ทหารคนแก่มันเคยเป็นหมอฟันอยู่ที่นี่ เผลอนินทาไปมากมาย มันจะรู้เรื่องอะไรหรือเปล่า
       โกโบริ กับหมอโยชิมาถึง
       “สวัสดีตอนบ่ายครับ ทุกคน” โยชิทักทาย
       ทุกคนตรงนั้นทักตอบเป็นคำญี่ปุ่น “สวัสดีตอนบ่ายๆๆ”
       “ผม หมอโยชิ เป็นหมอฟันครับ นี่ร้อยเอกโกโบริ เป็นนายช่างต่อเรือ เราดีใจ ที่ได้พบทุกคนครับ”
       โกโบริโค้งทุกคนเป็นรายตัวเอ่ยทักเป็นคำไทย “สบายดีไหมครับ สบายดีไหมครับๆๆ”
       ทุกคนตรงนั้นรีบโค้งตอบ ทำเสียงแข็งขัน “สบายดีครับๆ” / “สบายดีค่ะ”
       “ชอบดูภาพยนตร์กันไหมครับ” โกโบริถาม
       “ชอบดูครับ” คุณหลวงตอบ
       ทุกคนตอบเอาใจ หน้าตายิ้มแย้ม “ชอบดูครับๆๆ” / “ชอบมากเลย”
       โกโบริยิ้มแย้มแจ่มใส พยักหน้ารับ
       คุณนายจิตแอบกระซิบหลวงชลาสินธุราช “พวกนี้พูดไทยเก่งทั้งนั้นเลยนะคะ”
       “ไอ้หมอฟันมันเป็นจารชน ไอ้พวกโกหกลวงโลก ไอ้พวกนี้แหละ ที่มันเขียนแผนที่ บอกทางหนีทีไล่ รายงานความเป็นไปในบ้านเรา ให้หัวหน้ามันรับรู้ ก่อนจะตัดสินใจบุกเมืองไทยของเรา” คุณหลวงกระซิบตอบ น้ำคำสำเนียงขุ่นเคืองมาก
       จังหวะนั้นมีเสียงญี่ปุ่นหัวเราะลั่นดังเข้ามา
       หลวงชลาสินธุราชสอดส่ายสายตา มองแล้วชะงักกึก เมื่อเห็นคณะของแม่ทัพโทโมยูกิกำลังพูดคุยเฮฮากันเสียงดัง และมีสารวัตร-องอาจ ในเครื่องแบบเต็มยศ กำลังพูดคุยเอิ๊กอ๊ากๆ อยู่กับมาซาโอะ จับมือ ตบหลังตบไหล่กระซิบกระซาบหยอกล้อกัน
       คุณหลวงเหลียวมองความสนิทของมาซาโอะกับสารวัตรอย่างไม่วางตา
      
       ภายในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง พระนคร บ่ายวันนั้น
      
       ภาพข่าวแสดงแสนยานุภาพกองทหารญี่ปุ่นในสมรภูมิต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นการรบชนะในหลายๆ ดินแดน โดยมีเสียงบรรยายประกอบเป็นภาษาไทย ฉายอยู่บนจอในโรงภาพยนตร์
       โทโมยูกินั่งดูอย่างภูมิใจ ข้างๆ มีโกโบริและหมอโยชินั่งด้วย ที่โซน royal box และทหารญี่ปุ่นอีก 2-3 นาย
       โทโมยูกิ        หันมาหัวเราะร่าเริง “เป็นยังไงล่ะ พูดไทยกับพวกเขา แล้วเขาชอบเรามากขึ้นไหม”
       “ผมเชื่อว่า เรื่องแบบนี้ คงต้องใช้เวลา ถ้าเราทำดีอย่างจริงใจกับเขา ซักกันเราต้องชนะใจเขาจนได้” โกโบริตอบ
       โทโมยูกิสบตากะโยชิ แล้วหัวเราะ
      
       อีกฝั่งหนึ่งหลวงชลาสินธุราช นั่งดูไปเงียบๆ กับลูกเมีย หนังข่าวช่วงแรกจบลง ภาพมืดลง เสียงดนตรีบรรเลงสดดังขึ้น
       ตรงบริเวณใกล้กับมุมข้างเวทีจอฉายภาพยนตร์ มีวงดนตรีจากกรมโฆษณาการกำลังบรรเลงดนตรี สลับฉาก มีนักร้องหญิงแต่งกายสวยงามเป็นหมู่ กำลังขึ้นเสียงร้องเพลงใต้ร่มธงไทย ซึ่งเป็นบทเพลงที่ครูเอื้อ สุนทรสนาน แต่งขึ้นเพื่อเอาใจญี่ปุ่น โดยการใช้ทำนองเพลงพื้นเมืองญี่ปุ่นมาผสม
       หลวงชลาสินธุราช ดูดนตรี พลางสลับเหล่คณะของพวกญี่ปุ่น ที่มีสารวัตร-องอาจ นั่งคุยกระซิบกระซาบ ยิ้มแย้มอยู่กับพันโทมาซาโอะ
       ทหารที่นั่งอยู่ข้างๆ คุณหลวงชลาสินธุราช สังเกตเห็นตามที่คุณหลวงมองอยู่เช่นกัน
       “นั่นพันโทมาซาโอะ มันคุมพวกสารวัตรแคมเป ไอ้สารวัตร-องอาจเป็นตำรวจไทย ที่คงจะทำงานรับใช้พวกแคมเปแน่ๆ” ทหารคนนั้นเอ่ยขึ้น
       “ไม่มีพวกไล่ล่ากลุ่มไหนที่โหดเท่าไอ้พวกแคมเปอีกแล้ว มันก็คือพวกหมาป่า ที่ไล่ล่าทุกคน ที่มันได้กลิ่น..ว่าจะทำอะไรที่เป็นปรปักษ์กับญี่ปุ่น คงจะมีไอ้องอาจเป็นสุนัขรับใช้คอยรายงานนี่เอง”
      
       หลวงชลาสินธุราช ยังคงมองคนทั้งสอง อารมณ์เคืองๆ เครียดๆ



       แม่อรนั่งเหม่อจนเรือโดยสารในคลอง พายมาเทียบถึงศาลาท่าน้ำบ้านแล้วยังไม่รู้ตัว
      
       “แม่อร แม่อร ถึงแล้วจ้ะ” นายท้ายเรือเรียก
       แม่อรรู้สึกตัว มีอาการตื่นจากภวังค์ “อ้อ..จ้ะๆ ขอบใจจ้ะพ่อสิง”
       “นึกว่าไม่ลงเสียแล้ว แหม...” นายท้ายเรือแซวขำๆ
       แม่อรหิ้วของ รีบก้าวขึ้นมาบนฝั่ง หันไปยิ้มให้นายท้ายเรือ แล้วหันไปยังบ้าน แม่อรหยุดยืนถอนหายใจเศร้าๆ แล้วเดินตรงไปที่เรือน
      
       ขณะที่แม่อรเดินใจลอยก้มหน้ามองต่ำตามทางมาจนถึงหน้าเรือน จู่ๆ ก็มีเสียงหมาเห่าดังโฮ่งๆ มา แม่อรแปลกใจ รีบเงยไปดู
       จึงเห็นว่าที่หน้าบันไดบ้านเวลานั้น หมาเฝ้าสวน 2 ตัว รุมเห่าเคสุเกะ กับลูกน้องอีกสองนายที่หอบถุงขนาดใหญ่ใบโตมากัน คนละถุง ในสภาพที่ต่างคนต่างเหงื่อตก กระโดดหลบตัวหลบขึ้นไปอยู่บนขั้นบันไดขั้นบนๆ ต่างกลัวหมากัด
       พอเคสุเกะเห็นแม่อรก็ดีใจมาก
       “มาแล้ว ไฮ้..ซาหวัดดีคั้บ” เคสุเกะออกเสียงเน้นคำหนักแน่นแบบทหาร “ช่วยผม-ด้วยครับ”
       แม่อรตกใจ “อะไรกัน..นี่มาทำอะไรกันอีกล่ะ”
       เคสุเกะหน้าเสีย ส่งยิ้มฟันขาวให้อย่างงาม
      
       บรรดาถุงเสบียงทหารใบโตทั้งสามใบ ถูกวางลงบนชานเรือนเรียงกัน เคสุเกะปาดเหงื่อหนึ่งทีและเงยหน้ามายังคงยิ้มหวาน แม่อรเดินเข้ามาดูใกล้ๆ
       “เอ่อ..ตกลงนี่ของใคร เอามาให้ใครกันพ่อคุณ”
       เคสุเกะร้อง “ไฮ้…”
       แม่อรมึนตึ๊บ “เฮ้อ จะรู้เรื่องกันไหมเนี่ย” พลางหันไปมองรอบๆ “ยายอัง.. ลูกสาวฉันก็ไม่อยู่”
       แม่อรมองกลับมายังคงเห็นเคสุเกะยิ้มหวานให้ไม่รู้ไม่ชี้เหมือนเดิม
       แม่อรตรงเข้าไปเปิดถุงออก เจอซองจดหมายสีขาว จึงเปิดซองออกดึงกระดาษออกมา พลิกดู
       “โอ้ นี่ ภาษาอะไรก็ไม่รู้ ฉันอ่านไม่ออกหรอก ต้องให้ลูกสาวฉันมาอ่าน”
       แม่อรบ่นพลางล้วงของในถุงออกมาวาง เป็นอาหารกระป๋องชนิดต่างๆ มากมายถูกออกมาวางเรียง
       “แล้วมันอะไรกันบ้างจ๊ะ” แม่อรชี้ไปที่เครื่องกระป๋องเหล่านั้น
       เคสุเกะยิ้มเหมือนเดิม มองเหมือนเข้าใจที่แม่อรถาม จึงเดินเข้ามาอธิบายชี้ใกล้ๆ
       “โซเซจิ ชิซู ฮามมา...” เคสุเกะบอก
       แม่อรงงอยู่นั่น “หา แล้วมันอะไรละ ซูๆ เซๆ”
       เคสุเกะยิ้ม พยักหน้าเหมือนดีใจ
       “คือกินแล้วมันโซเซๆ เหรอจ๊ะ” แม่อรคิดๆ แล้วว่า “ก็เหล้านะสิ แล้วเอาเหล้ามาทำไมจ๊ะ”
       เคสุเกะยิ้มแหย หันไปสบตาเพื่อนๆ ทุกคนยิ้มตอบ ส่ายหัว เคสุเกะเกาหัวหมดปัญญา ลุกขึ้นจะลากลับ
       “อ้าว จะไปแล้วเรอะจ๊ะ ขอบใจมากนะ พ่อหนุ่ม ฝากบอกพ่อโกมะลิเขาด้วย”
       เคสุเกะหน้าเอ๋อเหรอ
       แม่อรมองหน้าเคสุเกะ เริ่มจำได้
       “เอ นี่เธอ ที่มาเต้นระบำรำฟ้อนล้อเลียนยายอังวันนั้นนี่ ฉันจำได้ละ เป็นยังไงโดนทำโทษไป หายดีแล้วหรือยัง เอาละ มานี่”
       ว่าพลางแม่อรเดินไปทางข้างครัวที่มีลูกมะพร้าวอ่อนวางอยู่หลายทะลาย แล้วชี้ให้เคสุเกะ 4-5 ทะลาย และกล้วยหอมอีกหลายหวี
       “กล้วยหอมนี่..เธอคงไม่อยากกินแล้วสินะ งั้นเอานี่ เอาไปฝากพวกเพื่อนๆเธอนะ มะพร้าวน้ำหอมนะ..ทีหลังก็ไม่ต้องไปโค่นต้นมะพร้าวใครเขาอีกละ เอ้า เอาไป”
       เคสุเกะตกใจ รีบโบกมือปฏิเสธ ถอยๆ
       “เอาไปเถอะ ฉันให้พ่อโกโบริเขาคงไม่ว่าอะไรหรอก” แม่อรว่า
       แม่อรส่งมะพร้าวให้ทหารแต่ละนายคนละทะลาย
       เคสุเกะ จำใจ ต้องรับมะพร้าวไว้
       “ขอบ คุณ คั้บ”
       เคสุเกะและพวกทหารทำความเคารพเป็นการใหญ่ อาริงาโตะ ไฮ้ๆๆ แม่อรยิ้มขำ
      
       น้ำในลำคลองไหลเรื่อยไป พระอาทิตย์ยามบ่ายแก่ๆ ส่องแสงสะท้อนในคลองวิบวับ
       อังศุมาลินถือตะกร้าไข่ไก่ขึ้นมาบนเรือน ถอดงอบออก แลไปเห็นแม่อรนั่งทำอะไรบางอย่างอยู่ จึงพยายามเดินย่องเข้าไปข้างหลังกะจะไปแกล้งจ๊ะเอ๋ให้แม่ตกใจ
       อังศุมาลินเข้าไปใกล้ จนเห็นว่าแม่อรกำลังดูข้าวของเครื่องกระป๋องเรียงราย ก็ชะงัก เปลี่ยนใจไม่แกล้งแม่อรแต่หันไปสนใจของที่วางอยู่
       “อะไรคะแม่”
       แม่อรสะดุ้ง “ยายอัง...มาเงียบๆ อีกละ นี่มาดูสิมันอะไรบ้างเนี่ย”
       อังศุมาลินนั่งลงข้างๆ แม่ รับเครื่องกระป๋องมาดู อ่านตัวญี่ปุ่นบนนั้น “โซ-เซ-จิ” แล้วขมวดคิ้ว
       “ใช่ๆ โซเซ อะไรเนี่ยละที่พ่อหนุ่มที่เอามาให้บอก”
       อังศุมาลินสงสัย “ใครมาคะ”
       “อ้อ ก็เมื่อครู่มีทหารหิ้วของพวกนี้มาให้ ทหารจากอู่นั่นละ”
       ฟังที่แม่บอก อังศุมาลินชักสีหน้าทันที
       “แล้วมันคืออะไรน่ะ ไอ้โซเซที่ว่านี่”
       “ไส้กรอกคะ นี่เนยแข็ง นี่แฮม นมข้น นมสด”
       อังศุมาลินหยิบขึ้นมาสาธยายทีละกระป๋อง
       “นี่ มีจดหมายนี่มาด้วย ไม่รู้ใครเขาว่าอะไร”
       แม่อรยื่นกระดาษที่มีลายมือเขียนเป็นภาษาอังกฤษ 2-3 บรรทัดให้อังศุมาลินดู
       อังศุมาลินรับจดหมายมาอ่านดูแป๊บนึง
       “อ้อ เขียนมาเป็นภาษาอังกฤษซะด้วย..คือ..เขาเขียนมาว่า..ของทั้งหมดนี้สำหรับบำรุงร่างกายคนป่วยตามที่หมอสั่ง หวังว่าจะช่วยให้คุณยายอาการดีขึ้นน่ะค่ะ”
       อังศุมาลินขมวดคิ้ว ชักคิดหนัก แล้วพับจดหมายเก็บส่งคืนแม่อร
       “ใครหรือจ๊ะลูก”
       อังศุมาลินตอบด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “พ่อดอกมะลิของแม่ค่ะ เขาส่งของมาให้คุณยาย”
       แม่อรอึ้งไปนิดหนึ่งแล้วเห็นนิ้วมืออังศุมาลินที่บวมแดง ตรงที่โดนแมงป่องต่อย ก็ตกใจ
       “ต๊าย..นั่นมือหนูเป็นอะไรจ๊ะ”
       อังศุมาลินสะดุ้ง รีบเอามือซ่อน เสียงอ่อนลง “แมงป่องมันต่อยค่ะ
       “ไปโดนเข้าตอนไหนล่ะลูก”
       “ตอน..ต้มน้ำให้หมอลวกเข็มฉีดยาคุณยายเมื่อคืนค่ะ..พอดีในครัวมันมืด...”
       อังศุมาลินพูดแล้ว เผลอไปคิดเหตุการณ์เมื่อคืน
       ตอนที่ตัวเองกระโดดหนีแมงป่อง แล้วโกโบริประคองไว้ และตอนที่โกโบริจับมือลนไฟเทียน
       ตอนที่อังศุมาลินฟาดไม้คานเข้าหน้าผากโกโบริจนหน้าผากแตก เลือดซึมออกมา
       อังศุมาลินสะบัดหน้า ไม่อยากคิดถึง
       “เจ็บหรือลูก…” แม่อรเห็นสีหน้าลูกสาวไม่สู้ดี ก็เป็นห่วง
       อังศุมาลินหงุดหงิด นึกโกรธตัวเอง “เปล่าค่ะ”
      
       แม่อรมองลูกสาวอย่างห่วงๆ
       ที่ตลาดปากคลองชุมชนธนบุรี ยามบ่ายวันนั้น ไอน้ำร้อนๆ ของหม้อต้มน้ำชงกาแฟในร้านอาโกลอยโขมง อาโกกำลังตักน้ำต้มลงแก้วชงชาร้อนอย่างทะมัดทะแมง
      
       พวกทหารญี่ปุ่นหน้าตาโหดๆ 6-7 คน นั่งจิบชาในร้านและกำลังคุยหัวเราะเสียงดังโฉงเฉงอยู่โต๊ะเดียวในร้าน
       ระหว่างชงชาอาโกทำเสียงกระซิบกระซาบกับใครบางคน “โอย ไม่มีอะ อั๊วไม่มีให้ยงให้ยืม แค่นี้ร้านอั๊วลูกค้าก็ไม่ค่อยจะเดินผ่านกันละ ไอ้พวกเฉาฉุ่ยนี่” พลางหันไปทางโต๊ะเดียวในร้านที่มีกลุ่มทหารญี่ปุ่นนั่งอยู่ “มันก็มานั่งกันอยู่ล่ายทุกวัง”
       ที่แท้เป็นตาผลกับตาบัวมาแอบๆ ยืนคุยเพื่อยืมตังค์ที่หลังร้านกะอาโก เพราะกลัวจะเจอหน้าพวกญี่ปุ่น
       ตาผลพูดซุบซิบไป ตามองวิธีชงไป “โถ โก ก็เหนียวไปได้ ไอ้พวกนี้มีตังเยอะกว่าคนไทยเยอะ อย่ามาแกล้งบ่นน่า”
       เสียงทหารญี่ปุ่นร้องตะโกนถามมา “ชาจีนๆ ได้หรือยัง”       
       “อ่า ได้เลี้ยวๆๆ อาคุงทหารยี่ปึ่ง” รีบเดินเอาแก้วชาร้อนไปให้โต๊ะญี่ปุ่น
       ตาผลเลยมาสวมตักชงกาแฟดำเองเสร็จสรรพ โดยใช้แก้วที่โกใช้ชงผสม
       อาโกเดินกลับมา
       ตาบัวเอ่ยขึ้น “นี่โก อย่างฉันกะไอ้ผลมีเหรอ ที่จะยืมเงินใครแล้วไม่คืน”
       ตาผลที่มายืนชงกาแฟใส่แก้วไปมาช่วยยืนยันอีก “ช่าย..ฉันกะไอ้บัว รับรอง ถ้าไม่ตายก็ไม่คืน”
       “หะ หา..ลื้อว่าไรนะ”อาโกตกใจ
       ตาผลนึกได้ “อะ ออ..ถ้าไม่ตายก็ต้องคืน”
       “พวกลื้ออย่ามาซี้ซั้วอะ” อาโกชี้แก้วกาแฟในมือตาผล “แล้วนั่นลื้อ...”
       ตาผลรีบยกซดหมดพรวดเดียว “อ๊า...” ทำท่าชื่นอกชื่นใจ “...ไม่มีไรโก”
       ตาผลรีบวางแก้วที่โกใช้ชงลงที่เดิม เช็ดปากแล้วพนมมือไหว้ปลกๆ
       “น่าโกนะ ฉันสองคนก็เพิ่งรับใช้ชาติเสี่ยงตายเอาชีวิตเข้าแลกมาโกก็รู้นี่ ตอนนี้เงินทองก็ไม่มีไปรักษาตัว” ตาบัวอ้อน
       ตาผลพยักหน้าหงึกๆ ทำทีเป็นไอเหมือนป่วย “โอะโอะ”
       อาโกรีบเดินเข้าไปประจำที่ ตวาดใส่ “เอ้ย นั่นมันเรื่องของพวกลื้อ”
       อาโกยกแก้วที่ใช้ชงผสมขึ้นมาดม แล้วทำหน้ายี้ รีบเอาแก้วไปวางที่ล้าง
       “ไป ไป อั๊วไม่เอาด้วย..ถ้าลื้ออยากมีเงินไปหางานทำกันสิ นี่ ไปเป็นกุลีรับจ้างไอ้พวกญี่ปุ่นมันสร้างทางรถไฟที่เมืองกาญจน์สิ..ไป เห็นญาติข้าบอกว่าเงินดี วันละบาทห้าสิบ ดีหน่อยก็ตั้งสามบาท”
       ทหารญี่ปุ่นตะโกนขึ้น “เก็บ-เงิน”
       อาโกร้อง “ไฮ้”
       ก่อนจะรีบหยิบแก้วที่ชงผสมถือไปด้วย เดินไปโต๊ะของพวกญี่ปุ่น รับเงินแบ๊งค์มา
       ทหารญี่ปุ่นบอก “ไม่ต้องทอนนะ ไม่ต้องทอน”
       สองเกลอรีบหันหลังฉากหลบพวกญี่ปุ่น
       อาโกเดินนับเงินกลับมา หน้าตาลังเล
       “แบ๊งกงเต๊กให้ผีหรือป่าววะเนี่ย” พลางนับเงินไปส่ายหน้าไป
       ขณะที่พวกทหารญี่ปุ่นเดินออกไปหน้าร้านอาโก พอดีมีเด็กหนุ่มวิ่งมาชนจนล้มกันไปทั้งคู่ เด็กหนุ่มพยายามจะลุกขึ้นขอโทษ พวกทหารโวยวายช่วยกันจับเด็กหนุ่ม ทหารตัวหัวหน้าลุกขึ้นมาตบหน้าเด็กหนุ่มเต็มแรงไปมา 2 ฉาด และส่งเสียงโมโหเอะอะ โวยวาย
       แม่ค้าแผงผักใกล้ๆ ยืนขึ้นด่าเช็ด
       “ว้าย..ไอ้พวกจัญไร ชิงหมาหมู่มาเกิด รังแกแม้กระทั่งเด็ก” ตะโกนโวยวายลั่น “เจ้าข้าโว้ย เร้ว ๆ ไอ้ยุ่นมันจะฆ่าเด็ก...”
       ชาวบ้านเริ่มหันมาสนใจ บ้างรีบเข้ามามุงดู
       อาโกรีบวิ่งออกไปดู ร้องเสียงหลง
       “ไฮ้ ไฮ้..อ๊าย หยา อย่าไปทำเหล็ก...”
       พวกทหารญี่ปุ่นเห็นท่าไม่ดี ด่าตะคอกและผลักเด็กล้มลงไป แล้วรีบเดินกันกลับทางอู่ทหาร 2-3 คนหันมาถุยน้ำลายลงพื้นใส่
       ครั้นพอพวกทหารเดินไปลับตัวแล้ว ตาบัว-ตาผล ถุยน้ำลายกันบ้าง
       “ไอ้พวกนี้มันใหญ่คับประเทศ คนไทยต้องอดทนให้มันเหยียบย่ำไปถึงไหน” แม่ค้าคนเดิมด่าแล้วหันมามองหน้าตาบัวกะตาผล “ไอ้พวกผู้ชายแถวนี้เหมือนกัน ก็เห็นดีแต่เก่งลับหลัง ไม่เห็นกล้าทำอะไรเลย ถ้าข้าเป็นผู้ชายน่ะนะ จะรุมกระทืบพวกมันให้น่วม ไม่แอบกลัวหัวหดกันทั้งบางแบบนี้หรอกวะ”
       สองเกลอสะดุ้งโหยง
       ตาบัวชะโงกไปดู เห็นพวกญี่ปุ่นเดินหายไปกันหมด ปลอดภัยแล้วจึงคุยโว “ไว้คอยดู..ถ้ากูมีโอกาสซักวัน จะไม่เอาพวกมันไว้หรอกเว้ย”
       ตาผลแค้นไม่หาย “ช่าย พวกสารเลว..ไอ้ยุ่น..มึง กูจะฆ่าพวกมันให้หมด”
      
       บ่ายแก่ๆ วันเดียวกันในห้องนอนยายศร อังศุมาลินประคองถ้วยใส่นมอุ่นๆ ให้ยายค่อยๆ ดื่มจนหมด
       “ร้อนเกินไปไหมคะ คุณยาย..หนูเพิ่งอุ่นมา”
       “หนูใส่ไข่ลวกลงไปในนมด้วยหรือ” ยายศรสงสัย
       “ค่ะ..เหม็นคาวหรือคะ”
       “ไม่หรอก..ยายกลืนลงไปหมดแล้ว”
       แม่อรมองอยู่หัวเราะขำ “เก่งจังเลยค่ะแม่...” แล้วส่งแก้วน้ำให้ “น้ำขิงอุ่นๆ ค่ะ แม่”
       อังศุมาลินรับแก้วเอาน้ำขิงให้ยายอีกต่อ ยายศรดื่มจนพออิ่ม แล้วอังศุมาลินจึงประคองยายนอนลง ห่มผ้าให้
       จากนั้นสองแม่ลูกค่อยๆ ถือถาดใส่ถ้วยทั้งหลาย ย่องๆ ออกมา
       อังศุมาลินตัดสินใจพูด กระซิบๆ “คุณยายคงเต็มใจที่จะดื่มนมวัวที่แม่ซื้อมาจากอาบังท่าเตียน กับกินไข่ที่หนูเอามะนาวไปแลกป้าปริกมา..มากกว่าจะยอมกินพวกของกระป๋องพวกนั้น เราควรจะเอาไปคืนเขา”
       แม่อรกังวล “จะดีหรือลูก..เขาอุตส่าห์มีน้ำใจ”
       อังศุมาลินอึดอัดใจ “เขาคงอยากจะแก้ตัว ที่เคยทำอะไรร้ายๆ ไว้เยอะ”
       “คุณยายเคยมีไข้ต่ำๆ ทุกเช้า แต่เช้านี้ไม่ยักมี..ยาของเขาดีจริงๆนะ” แม่อรว่า       
       อังศุมาลินหันไปมองแม่พูดจริงจัง “เดี๋ยว..หนูว่าจะพาคุณยายไปหาหมอ”
       “หมออะไรอีกลูก หมอที่เขามาดูให้ก็รักษาดีได้ผลแล้วนี่จ๊ะ เปลี่ยนหมอสองหมอ สามหมอไม่ดีนะยายอัง แม่อยากให้ลองหมอของพ่อมะลิเขาไปก่อน”
       อังศุมาลินกลุ้มใจมากเพราะไม่อยากข้องเกี่ยวกับพวกญี่ปุ่น “หนูไม่อยากให้เขามายุ่งกับเรา”
       “อัง..ลูก คุณยายยังอ่อนแออยู่มากนะจ๊ะ จะให้ลงเรือไปๆ มาๆ แม่ว่าไม่ดีหรอก แล้ววันนั้นที่ร้านหมอ คนเขายังบ่นกันเลยว่ายาหายาก ฉีดทีก็ยังแพงเกือบห้าสิบบาท เราจะสู้ไหวหรือลูก”
      
       อังศุมาลินขัดใจ ทำหน้าดื้อดึง มุ่งมั่นหมายมาด เพราะเกลียดญี่ปุ่นนัก ไม่อยากข้องแวะ



       ตกตอนเย็นโกโบริอยู่ที่อู่กำลังโกนหนวดอย่างตั้งใจ โกโบริยื่นหน้าเข้าไปดูใกล้กระจกแขวนตรงผนัง มองแผลตรงหัวคิ้วซึ่งกำลังตกสะเก็ด แล้วลูบคลำแผลนั้น
      
       สักครู่ต่อมา โกโบริสวมชุดลำลองของทหารซึ่งรีดมาเอี่ยมอ่อง ใบหน้าดูหล่อสะอ้าน โกนหนวดเคราสะอาดเกลี้ยงเกลา ผมหวีเรียบแปล้ กำลังเดินกระวนกระวายอยู่หน้าห้องพยาบาลในอู่ต่อเรือเหมือนรออะไรอยู่
       จังหวะหนึ่งโกโบริหยุดกึก แล้วตัดสินใจเดินไปที่ประตูห้องพยาบาลที่เปิดไว้ มองเข้าไปภายใน เห็นทหารป่วยที่นอนอยู่บนเตียงคนหนึ่งมีสีหน้าผวาหน้าซีด กำลังหลับตาปี๋ กลั้นหายใจ โดยมีทาเคดะกำลังยกปลายเข็มขึ้นมาเล็งไล่อากาศ
       ทหารที่ป่วยร้อง “อ๊าก”
       ทาเคดะ        สะดุ้งบอก “ยัง”
       ทาเคดะถอนหายใจ แล้วยกเข็มขึ้นมา เล็งไล่อากาศออกใหม่อีกครั้ง ง้างมือกำลังจะลงเข็มที่ก้นของทหารป่วย
       โกโบริร้องเรียก “ทาเคดะซัง!”
       ทาเคดะชงัก ตาลุกโพลง สีหน้าหงุดหงิด หันมา
       “อะไร”
       “เสร็จหรือยัง”
       ทาเคดะ        ส่ายหน้า “จะรีบ-ไปไหน จะรีบไปไหน” พลางปักเข็มลงใส่ตะโพกทหาร เต็มแรง
       ทหารป่วยร้องสุดเสียงตาเหลือก “อ๊าก...อิไตๆๆ”
       ทาเคดะรีบจัดวางอุปกรณ์ทั้งหมด แล้วหันไปคว้ากระเป๋าเครื่องมือมาสะพาย เดินไปหาโกโบริที่หน้าประตู
       ทาเคดะ        มองๆ พูดแซวเอา “จะไปที่สวน หน้าตาดูมีความสุขมากกว่าตอนไปดูภาพยนตร์เสียอีก”
       โกโบริเขินๆ รีบกลบเกลื่อนออกคำสั่ง “พูดมากไปได้ หมอ ไปกันได้แล้ว”
       โกโบริเดินนำทาเคดะไป
       เคสุเกะกับพวกหาร ที่เอาของไปส่งบ้านอังศุมาลินกำลังยืนซดน้ำมะพร้าวอ่อนจากผลมะพร้าวกันใหญ่
       “โออิชิๆ”       
       โกโบริถามขึ้น “เคสุเกะซัง ที่สั่งให้ทำ เรียบร้อยใช่ไหม”
       เคสุเกะหยุดกึก ทำความเคารพโกโบริ อีกมือปล่อยมะพร้าวตกลงพื้นไป เคสุกะพูดเสียงดังหนักแน่นแบบทหาร
       “ไฮ้!”
       “ดี”
       โกโบริมองมะพร้าวที่พื้น
       เคสุกะรีบบอก “นี่-คุณผู้หญิงให้คับ ไม่ได้ไปขโมยมานะคับ”
       โกโบริเหลือบมอง ทำหน้าดุๆ ประมาณว่าอย่าทะลึ่งให้มากนัก เคสุเกะจ๋อย โกโบริกับหมอ รีบเดินไป
      
       ไม่นานนัก ทาเคดะกำลังตรวจอาการยายศร ทำท่าขอโทษๆ แล้วกดเปลือกตาล่างลงเบาๆ เพื่อดูสีของเลือดในเปลือกตาด้านใน ว่าซีดหรือแดง จากนั้น ก็ให้อ้าปาก ส่องไฟ ดูคอและอื่นๆ
       อังศุมาลินและแม่อร คอยดูอยู่ใกล้ๆหมอ ส่วนโกโบรินั่งออกมาห่างๆ ท่าทางสำรวม อังศุมาลินหันไปหาโกโบริ
       "เราต้องจ่ายค่ารักษาให้คุณเท่าไร”
       โกโบริมองอังศุมาลินด้วยแววตาที่ไม่เข้าใจ ไม่ใช่ฟังไม่รู้เรื่อง แต่งง ว่าทำไมพูดเรื่องค่ารักษาอะไร
       แม่อรปราม “ยายอัง”
       เห็นอีกฝ่ายเงียบ อังศุมาลินจึงถามเป็นภาษาญี่ปุ่น “คุณจะคิดค่ารักษาทั้งหมดนี้เท่าไร”โกโบริมีสีหน้าสงสัย “ทำไม-คุณ-ต้อง-มาจ่ายเงิน-ให้ผม”
       “เพราะ..เป็นหน้าที่ของเรา...เราไม่ต้องการได้ของใครมาฟรี”
       ท้ายประโยคอังศุมาลินบอกเป็นคำญี่ปุ่น โกโบริอึ้งไปครู่
       "หมอ-ก็มา-ทำหน้าที่- รักษา-เหมือนกัน”
       อังศุมาลินไม่ยอมออกอาการรั้น “เราไม่ใช่คนญี่ปุ่นของคุณ หมอไม่จำเป็นต้องมาทำหน้าที่รักษาให้เรา”
       โกโบริรู้สึกเสียใจนัก พยายามข่มอารมณ์ พูดไทยออกมาอย่างชัดเจน และพยายามพูดให้ดีที่สุดเพื่อสื่อความรู้สึกของตน “แต่คุณยายก็เป็นคน จะคนไทย-คนญี่ปุ่น-ก็เป็นคน หมอ-ก็ต้องทำหน้าที่ของหมอเหมือนกัน”
       โกโบริหยุดจ้องมองอังศุมาลินนิ่ง อีกฝ่ายเชิดๆ มองตอบ
       โกโบริพูดเน้นคำ “ผมมีความเป็นคน.. แม้คุณจะมองผม-ไม่ เป็นคน เหมือนคนอื่น-ก็ตาม” คำต่อมายิ่งเน้นชัด “และผม..นับถือ คนไทย ไม่เคยคิด ว่าแผ่นดินไทย ตรงไหน เป็นของคนญี่ปุ่น ไม่เคยคิด ว่า คนญี่ปุ่น จะทำอะไร-ก็ได้ ยังไง-ก็ได้ และที่สำคัญ ผมไม่เคยคิดไม่ดี คิดร้าย กับคุณ กับ-คนบ้านนี้เลย”
       โกโบริหยุดมองอังศุมาลินจริงจัง อังศุมาลินนั่งนิ่ง คอแข็ง หน้าแดงก่ำ
       ยายศรได้ฟัง มองมาตาปริบๆ ส่วนแม่อรอึ้ง
       ทาเคดะก้มหน้า ก้มตา ฉีดยาให้ยาย
       อังศุมาลินฉุนตัดสิน ใจ ลุกหนี แต่เผลอใช้มือขวาเท้ายันตัวลุก จะเดินออกจากห้อง
       "โอ๊ะ”
       อังศุมาลินชักมือกลับจนซวนเซเกือบล้มทรงตัวไม่อยู่
       โกโบริผวาจะเข้าไปช่วย แต่อังศุมาลินทรงตัวกลับได้ก่อน
       “มือคุณ -เป็นยังไง” โกโบริถามอย่างเป็นห่วง
       จังหวะนั้นทาเคดะฉีดยาเสร็จพอดี หันมา กระตือรือร้น “ใช่แล้ว -โกโบริ-บอกผม-มืออังศุมาลินซัง...”
       แม่อรรีบบอก “ยายอัง.. มาให้หมอเขาดูมือที่โดนแมงป่องต่อยซิลูก แม่เห็นบวมเป่งเลยไม่ใช่เหรอ”
       อังศุมาลินเอามือซ่อนข้างหลัง รีบลุกขึ้น “ไม่เป็นไร..แค่นิดเดียว พรุ่งนี้ก็หาย!”
       แม่อรกับยายศรชักทนไม่ไหว เรียกพร้อมกันเสียงดุๆ “ยายอัง!”
      
       อังศุมาลินซีด จ๋อยสนิท



       ตรงมุมยกพื้นนั่งเล่น บนเรือนเวลาต่อมา มืออังศุมาลินอยู่ในมือหมอทาเคดะ หมอพลิกดูอาการมือของอังศุมาลิน บ่นพึมพำกับตัวเอง
      
       โกโบริที่เดินไปมาอยู่ห่างๆ ข้างหลังอังศุมาลิน พยายามเดินเลียบๆ เคียงๆ เข้ามามองสังเกตแผลดู แล้วกระซิบถามทาเคดะ
       "เป็นมาก-ใช่ไหมหมอ”
       ทาเคดะพยักหน้าตาม “ใช่ๆ”
       อังศุมาลินคอแข็ง ทำเป็นไม่สนใจโกโบริ ฝ่ายโกโบริก็ทำทีเป็นไม่สนใจอังศุมาลินเช่นกัน
       “ปวดไหม-ครับ” หมอทาเคดะถามอาการ
       “นิดหน่อยค่ะ”
       โกโบริถามหมอ “ต้อง ฉีด-ยา ไหม”
       “นี่ ไม่เอานะ”
       อังศุมาลินร้อง แล้วรีบชักมือกลับทันที
       โกโบริแอบหัวเราะขำๆ เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายกลัวเข็มฉีดยา อังศุมาลินหันขวับมองมาแค้นๆ ถลึงตาใส่โกโบริ
       โกโบริทำเป็นมองฟ้า มองนั่นนี่ไป อังศุมาลินอยากกรี๊ด หันมาเห็นสายตาแม่อรมองปรามๆ
       ครู่ต่อมามือของหมอทาเคะค่อยๆ หมุนตลับยา แล้วเปิดฝาออก ส่งให้อังศุมาลิน โกโบริ และแม่อรมองลุ้นๆ ว่ามันคืออะไร
       “ยาทา- แก้ปวด -ทาตรงที่บวม -ไม่ต้องพันผ้านะครับ” หมอบอกเป็นคำไทย
       อังศุมาลินรับมา แล้วยกขึ้นดม ทำจมูกฟุดฟิด
       “ยี้ ยาหม่อง”       
       โกโบริทวนคำออกเสียงตามแต่เพี้ยน “ยา- ม่อง”
       อังศุมาลินที่ทำหันข้างไม่สนใจใส่โกโบริอดขำไม่ได้ แม่อรรีบอธิบายเสียงปนหัวเราะ
       “ยาหม่อง ไม่ใช่ ยาม่อง ถ้าม่องเก๊าะตายแหงซิจ๊ะ”
       โกโบริมีท่าทีเขินเล็กน้อย
       “ยาก ภาษาไทยยากมาก...” โกโบริทำปากมุบมิบท่องไปมาเบาๆ คนเดียว “ยา ม่อง ยา หม่อง”
       อังศุมาลินขวางตาไปหมด เลยแขวะเอา “ถ้ายาก ก็ไม่ต้องพูด”
       แม่อรปรามอีก “นี่ ยัยอัง...”
       โกโบรินิ่งไป แม่อรรีบแก้สถานการณ์
       "พ่อโกโบริ ภาษาไทยไม่ยากนักหรอก ถ้าตั้งใจ เดี๋ยวก็พูดได้ ไหนลองพูดอีกสิ”
       โกโบริที่ฟังพอรู้เรื่องบ้าง รู้สึกดีขึ้น ยิ้มให้แม่อร แต่อดชำเลืองมองปฏิกิริยาอังศุมาลิน ก่อนที่จะพูดต่อไม่ได้
       อังศุมาลินทำเชิดดื้อรั้น ไม่สนใจ
       “ยา หม่อง ยา ม่อง ยา หม่อง”
       อังศุมาลินพูดดบอกทำนองรำคาญ แกมเยาะเย้ย “พูดช้าอย่างนั้นคงไม่ทันกิน นี่คุณพูดเร็วๆ เป็นมั้ย”
       โกโบริหยุดชะงักทันที มองมาที่อังศุมาลิน
       ทุกคนแปลกใจเล็กน้อยกับอังศุมาลิน แต่ต่างก็รอฟังเงียบๆ มองมาที่โกโบริเป็นตาเดียว
       “ยาหม่อง” โกโบริพูดถูกจนได้
       แม่อรยิ้มชม “อ้า เก่งมาก”
       อังศุมาลินเผลอตัว เล่นออกไป “ถ้าเก่งจริง..ก็ต้อง..ยักษ์ใหญ่ ไล่ยักษ์เล็ก”
       โกโบริ กะหมอทาเคดะ หันมาทำตาโต
       แม่อรทำหน้าลุ้นๆ พูดช้าๆ ให้ฟังชัดๆ “ยักษ์-ใหญ่-ไล่-ยักษ์-เล็ก พูดได้ไหมจ๊ะ”
       “ยักษ์ - ใหญ่ - ไล่ - ยักษ์ - เล็ก” โกโบริว่าตามได้
       อังศุมาลินหมั่นไส้ ท้า จะเอาชนะ “เร็วๆสิ เร็วๆ”
       โกโบริกับหมอทาเคดะสับกันมั่วซั่ว “ยักษ์-ใหญ่-ไย่ ลัก เล็ก” / “ยักษ์ ใหญ่ ใย่ ยัก เย็ก ๆ”
       ทุกคนหัวเราะขำกันเอง
       อังศุมาลินเผลอหัวเราะขำออกมา แล้วรีบทำใจแข็ง กลับมาทำนิ่ง เมินหน้าเชิดไป
       แม่อรบอกอย่างอารมณ์ดี “วันหลังพ่อทั้งสองว่างๆ ก็มาที่นี่ซิ มาคุยกันทุกๆ วัน จะได้พูดเก่งขึ้น แล้วเคยกินกับข้าวของไทยหรือยัง”
       อังศุมาลินขมวดคิ้ว ปรามๆ “แม่คะ”
       โกโบริฟังไม่ทันหันไปหาอังศุมาลิน
       "คุณแม่ของคุณ-บอกว่า- อะ-ไร-นะ-ครับ”
       อังศุมาลินทำไม่สน หูทวนลม
       หมอทาเคดะถามอังศุมาลินเป็นภาษาญี่ปุ่น “คุณผู้หญิงพูดว่าอะไรนะครับ คุณ...”
       “ยายอัง ช่วยบอกพ่อสองคนนี้เขาทีสิ ว่าแม่บอกเขาไปว่าอะไร”
       อังศุมาลินพูดช้าๆ แต่พูดไทย แบบขัดเสียไม่ได้ “คุณแม่ถามว่า..เคย-กิน-อาหารไทย-หรือยัง”
       โกโบริ หมอทาเคดะยิ้ม สั่นศีรษะกันเป็นการใหญ่เป็นคำตอบ แล้วตอบพร้อมกัน
       “ยัง- ไม่-เคย -ครับ”
       “งั้นพรุ่งนี้เย็นเชิญมาที่นี่นะ หมอด้วย” แม่อรว่าต่อ
       อังศุมาลินขัดใจหันขวับไปมองแม่ ทำหน้าแบบโอ๊ยไม่นะ “แม่คะ”
       แม่อรมองอังศุมาลินแบบดุๆ “หนูแปลให้แม่หน่อยซิ ว่าพรุ่งนี้แม่ชวนให้สองคนนี้มาทานข้าวเย็นด้วยกัน”
       หมอเองไม่แน่ใจ จึงหันไปมองหน้าโกโบริ ฝ่ายโกโบริค้อมศีรษะรับ และยิ้มกว้างขวาง หันไปบอกอังศุมาลิน
       “ไม่ต้องแปลครับ เข้าใจครับ ผม..ยินดีมากๆ หากคุณ ไม่ว่าอะไร”
       หมอเองก็พลางรีบค้อมศีรษะรับตาม แม่อรยิ้มแป้น
      
       อังศุมาลินเซ็งที่ไม่ได้ดังใจ ไม่ยอมตอบ สะบัดหน้าเชิดกลับไปนั่งปั้นปึ่งในท่าเดิม
      ค่ำแล้ว โกโบริและหมอทาเคดะเลือกทางลัด เดินเลาะมาตามทางเดินในสวนอังศุมาลิน เพื่อกลับอู่ต่อเรือ
      
       จังหวะนั้นเห็นเงาตะคุ่มๆ ของชายสองคนที่กำลังมุ่งหน้าจะเดินสวนทาง มุ่งตรงไปทางบ้านอังศุมาลิน
       โกโบริเร่งฝีเท้า เช่นเดียวกับหมอทาเคดะ เสียงบู้ธของสองหนุ่มดังตึ๊กๆ ผสมเสียงคุยภาษาญี่ปุ่น หัวเราะอารมณ์ดี
       ร่างตะคุ่มทั้งสอง ชะงัก มองหน้ากัน แล้วรีบวิ่งปรู๊ดตัดผ่านหลบลงข้างทาง จนโกโบริและหมอทาเคดะเดินเข้ามาใกล้และเดินผ่านเลยจุดนั้นไปแล้ว เงาชายทั้งสองจึงค่อยโผล่ ออกมา
       ที่แท้เป็นตาบัวกับตาผล ทั้งสองหันมองสบตากัน ตาวาววับ เกิดความคิดร้ายๆขึ้นมา ณ บัดนั้น
       ฟากแม่อรกำลังพับผ้าที่เก็บมาจากราวตาก มาพับเรียงกอง ส่วนอังศุมาลินกำลังนั่งรีดผ้าด้วยเตาถ่านอยู่ไม่ไกล พูดขึ้นลอยๆ
       “แม่จะเชิญพวกนั้นมาทำไม”
       “อ้าว..จะเป็นอะไรไปล่ะลูก ก็เขาอุตส่าห์มาช่วยดูแลรักษาคุณยายให้ เราก็ควรดูแลตอบแทนมิตรจิตมิตรใจเขาบ้าง”
       “แต่หนูว่า...” อุงศุมาลินจะเถียง
       แม่อรตัดบทเสียงแข็ง “หนูจะคิดยังไงก็แล้วแต่หนู แต่แม่คิดว่าการที่เขายินดีมาช่วยเหลือเราโดยที่เราไม่ได้ร้องขอ และเขาเองก็ไม่ได้ร้องขอสิ่งใดจากเรา แม่ก็ควรแสดงน้ำใจตอบแทนให้เขาได้เห็น ว่าเราซาบซึ้งกับน้ำใจของเค้า เราไม่ควรตอบแทนเขาด้วยความร้าย ไม่ว่าเขาจะเป็นคนชาติใดก็ตาม แม่ไม่เคยรังเกียจ”
       อังศุมาลินเงียบฟังมองแม่อร แล้วก้มหน้า ขมวดคิ้ว รีดผ้าไปเงียบๆ ท่าทีขัดใจ แม่อรมองลูก แล้วหนักใจ
      
       ที่อู่ต่อเรือญี่ปุ่นกลางดึก ท่ามกลางแสงเทียน ซามิเซ็งถูกทาบลงที่ตัก โดยมีมือข้างหนึ่งจับที่คอ มืออีกข้างถือบาจิมาบรรจงลงดีดที่สาย จนเกิดเป็นเสียงบรรเลงเพลง ซากุระ ท่วงทำนอง หวานๆ เนิบช้า ซึ้ง ได้อารมณ์คิดถึงคะนึงหา โกโบริกำลังนั่งตัวตรงเล่นซามิเซ็งอย่างเป็นสุข เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างห้องเห็นดวงจันทร์กลมโต
      
       ภายใต้ดวงจันทร์ดวงเดียวกันนั้น ที่หน้าต่างห้องอังศุมาลิน มีเสียงบรรเลงเพลงนางครวญดังขึ้นแทนที่ มือของอังศุมาลินวาดบรรเลงตีลงบนขิมเพลงโปรด แต่น่าประหลาดค่ำคืนนี้ เต็มไปด้วยสำเนียงสับสน เศร้า เหงา
       เช่นเดียวกับสีหน้าอังศุมาลิน ที่ดูเศร้าศร้อย และสับสน ขณะนึกถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อ 2 ปีก่อน
       ช่วงตอนกลางวันของวันนั้น ที่ห้องชมรมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ อังศุมาลินในชุดนิสิต กำลังซ้อมละคร บทพระราชนิพนธ์อิเหนา แบบปากเปล่า ไม่ได้ถือบท เล่นเก่ง ดูดี พวกเพื่อนๆ และอาจารย์ดูอย่างทึ่ง สะเทือนใจ
       "โอ้ว่าป่านฉะนี้พระพี่เจ้า        จะโศกเศร้ารัญจวนครวญหา ตั้งแต่ไปแก้สงสัยมา ไม่เห็นขนิษฐาในถ้ำทอง...”
       จนเมื่ออังศุมาลินแสดงเสร็จ ก็ยืนสงบนิ่งพักหนึ่ง เพื่อนๆ และครูตบมือกัน อังศุมาลินเงยขึ้น ยิ้มรับทุกคน มองไปที่ประตู ชะงัก ยิ้มออกมา ที่มุมนั้น วนัสยืนดูอยู่ แววตาชื่นชม
      
       อังศุมาลินดึงตัวเองกลับมา ผ่อนสำเนียงการบรรเลงมาเป็นโศกละห้อยช้าลงๆ เบาลงๆ จนจบเพลง ครู่ต่อมาอังศุมาลินวางไม้ ลุกขึ้น เดินไปยืนมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง มองไปที่ต้นลำพูริมน้ำ มีหิ่งห้อยระยิบระยับ สีหน้าอังศุมาลิน เศร้ามาก
      
       ที่ “ค่ายเดนบี้ (Denbigh) สหราชอาณาจักรแคว้นเวลล์เหนือ” เวลานั้น
      
       ภายในโรงนอนค่ายฝึกหน่วยทหารอาสาสมัคร พลทหารฝึกทั้งไทย จีน และแขก ร่วม 30 คน เพิ่งเลิกจากการฝึก ส่วนใหญ่กำลังจะผลัดผ้าไปอาบน้ำ เดินไปมา บ้างมีคุยกันยืนบ้างนั่งบ้าง อยู่ที่เตียง แบบสองชั้นของแต่ละคน
       ท่านชายวิชญา และอรุณก็กำลังผลัดผ้าอยู่ที่เตียง เห็นพิชัยหิ้วปีกวนัสที่เดินกะเผลกเข้ามา
       “เป็นไงพ่อคนเก่ง” ท่านชายทัก
       วนัสยิ้มหน้าชื่นบอก “อวัยวะยังครบครับหม่อม”
       “พี่น้องเสรีไทยเห็นแกยิ้มได้ คงมีกำลังใจขึ้นเยอะ” อรุณว่า
       “ดีนะน้องผมมันอึด..นี่ถ้าน้องผมเป็นอะไรไปมากกว่านี้ละก็ ไอ้ครูฝึกบ้าได้เจอดี” พิชัยบอก
       “พี่พิชัยกับผมเกือบฟาดปากไอ้เบนท์เลย์ไปหลายทีแล้วหม่อม เหมือนมันตั้งใจเอาเราให้น่วมอย่างนั้นละ” อรุณเสริม
       “เฮ้ย ถ้าพวกนายขืนพลาดไปทำอย่างนั้นจริง มันก็จบกันหมด เพราะทหารอังกฤษมันดูแคลนว่าเราเป็นพวกปัญญาชนผิวบางและไม่ไว้ใจพวกเราว่าอยู่ข้ามันแน่หรือเปล่า..อยู่เป็นทุนเดิม..ถ้าพวกเราผ่านบททดสอบโหดๆและการลองใจสารพัดนี้ไปได้ เราคือผู้ชนะ แล้วนายสองคนจะสะใจกว่าการได้ไปทุบมันเสียอีก” ท่านชายบอก
       พิชัยกับอรุณคิดตาม ที่กำลังฮึ่มฮั่ม เริ่มมีสติ
       “ก็จริงอย่างท่านชายว่า”
       พิชัยเสริมที่อรุณพูด “มาฝึกที่เดนบี้นี่ อ๊อกฟอร์ดเชียร์ดูเบาไปเลยไม่อยากจะคิดว่าด่านสุดท้ายที่แบรตฟอร์ดมันจะเป็นยังไง”
       “ถามวนัสดีกว่า” ราชนิกูลเสรีไทยหันมาทางวนัส
       “ถึงนรกกว่านี้ผมก็ต้องมีชีวิตรอดกลับไปกู้แผ่นดินเกิด ไปปกป้องคุ้มครองพ่อแม่ กับคนที่ผมรักทุกคนให้ได้”
      
       ท่านชายวิชญายิ้ม พิชัยกับอรุณเหลียวไปมองวนัสที่ดูเข้มแข็งมุ่งมั่นอย่างทึ่งๆ



       ค่ำคืนนั้นมีการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพมหาคร ซึ่งถูกบรรยายผ่านการรายงานข่าว
      
       “หลังจากการบอมบ์กรุงเทพมหานครครั้งแรก ที่ย่านหัวลำโพง และเยาวราช ตั้งแต่มกราคม 2485 เมื่อเริ่มสงคราม จนรัฐบาลไทยต้องประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐไป ตั้งแต่วันที่25มกราคมแล้วนั้น เมื่อถึงช่วงน้ำท่วมใหญ่ เดือนกันยายน เครื่องบินพันธมิตรก็งดการทิ้งระเบิดไป จนกลับมาอีกทีหลังน้ำลด เมื่อคืนที่26 พฤศจิกายน แถบท่าเรือช่องนนทรี”
      
       รุ่งเช้าวันต่อมา ยินเสียงไก่ขัน แสงอาทิตย์สาดส่องเหนือช่อฟ้าโบสถ์วัดชุมชนปากคลองธนบุรี ที่หน้าศาลาการเปรียญมีชาวชุมชนมารวมตัวกัน ทั้ง แม่วัน ยายเมี้ยน แมว และตาแกละ ต่างก็คุยเม้าท์กันเรื่องระเบิดสนุกปาก มีชาวพระนครนับสิบ ขนข้าวของ เดินขึ้นลง เพื่อมาหลบภัยชั่วคราวอยู่ที่ศาลาการเปรียญ
       ยายเมี้ยนดึงแมวเข้ามาเลียบเคียงร่วมฟังวงเสวนาของชาวพระนคร พร้อมพยักพเยิดมีส่วนร่วมไป
       ชาวพระนครคนแรกเอ่ยขึ้น “ช่วงตีหนึ่งเมื่อวาน หนูกะน้องชายนอนกันอยู่ดีๆ เสียงหวอสัญญาณก็ร้องลั่น พักเดียวเสียงปืนยิงสู้ก็กระหึ่ม แล้วเสียงหวีดๆแล้วก็ตูมๆลั่น ดังเฉียดบ้านหนูไป”
       ยายเมี้ยนถาม “บ้านหนูอยู่ไหนจ๊ะ”
       “นางลิ้นจี่ค่ะ” ชาวพระนครบอก
       “เห็นเขาว่า ที่จริงมันกะจะบินไปทิ้งลงท่าเรือ แต่ผิดเป้า” อีกคนบอก       
       “โอย อย่าให้ผิดนักเลย” อีกคนโอด
       “ช่วงน้ำท่วมใหญ่ มันหายไปตั้งหลายเดือน อยู่ดีๆ ก็โผล่มาใหม่ น่ากลัว”
       ยายเมี้ยนผสมโรง “ใช่ๆ น่ากลัวจัง..ดีแล้ว อย่าอยู่เลย พระนคร มาอยู่กันที่ฝั่งธนบุรีกันไปก่อนปลอดภัยกว่า ชั้นว่ามันไม่ข้ามมาทิ้งแถวนี้หรอก”
       “ฝั่งธนบุรีของเราไม่มีอะไรให้พวกฝรั่งมาทิ้งบอมบ์ใส่ไง มีแต่ป่าแต่สวน” แมวว่า
       ยายเมี้ยนชมเปาะ “เออ ฉลาด..ลูก...” รีบแนะนำลูกสาว “นี่ลูกสาวฉันเอง แมว รับซักรีดเสื้อผ้านะจ๊ะ”
       ชาวพระนครเออไปด้วย “ออ จ๊ะ”
       กำนันนุ่มกับหลวงพ่อเดินมาถึง
       หลวงพ่อบอกกับชาวพระนคร “นี่..ถ้าศาลาการเปรียญไม่พอจะพัก ก็ไปทางหอฉันหลังวัดได้ ฉันให้เด็กมันจัดแจงที่ให้แล้ว..พออาศัยนอนกันไปได้ชั่วคราวก่อน แล้วค่อยหาทางขยับขยายกันเอา…” แล้วหันมาทางชาวปากคลอง “ส่วนพวกเราก็อย่างที่เห็นกันนี่ละ ..พี่น้องจากช่องนนทรีเขาเดือดร้อนกันมา บ้านช่องเขาโดนระเบิดกลายเป็นจุณไปหมดแล้ว ส่วนพวกที่ยังไม่โดน ก็หวาดกลัว ไม่เป็นอันหลับอันนอน ถึงต้องอพยพข้ามฟากมา ถ้าพวกเรามีอะไรพอช่วยกันได้ก็ช่วยกันไปนะ”
       กำนันนุ่มเอ่ยขึ้นว่า “ฉันได้ยินมาว่า พอหลุมหลบภัยในกรุงเทพฯ แห้งพอให้คนกรุงลงไปหลบได้ กองทัพสัมพันธมิตรก็วางแผนว่าจะเริ่มบุกตะลุยให้หนักกว่าเดิมอีก”
       ยายเมี้ยนเดินมาข้างแม่วัน
       “ที่นี่โดนระเบิดตูมๆ แล้วที่อังกิดตอนนี้เป็นยังไงบ้าง พ่อวนัสน่ะแม่วัน”
       แม่วันถอนใจ “ไม่ได้ข่าวมาหลายเดือน แต่เห็นพี่นุ่มได้ข่าวว่ากำลังหาทางกลับมาอยู่”
       “อุ้ย..พี่วนัสจะกลับมา จริงเหรอคะน้าวัน” แมวดีใจ
       “จ๊ะแมว น้าก็ภาวนาอยู่” แม่วันว่า
      
       จังหวะนั้นตาบัวกับตาผล เดินโผล่ออกมาจากหลังวัด แล้วทำเป็นเดินเฉียดมองๆ ผ่านไป ตาแกละเหลือบไปเห็นร้องทัก
       “เฮ้ย แกสองคนจะไปไหนกันวะ มาช่วยเขาขนของเหรอ”
       ตาบัวทำไม่สนใจ ท่าทีเชิดๆ “เปล่า”
       ยายเมี้ยนหันมามอง แล้วพูดจาถากถาง
       “หรือว่าจะมาเที่ยวหาลู่ทางจะขโมยของชาวกรุงเขาล่ะ”
       ตาผลฉุนด่าทันที “อ้าว..แม่เมี้ยน ปากหรือนั่น”
       “แหม..ล้อเล่น..นี่ๆ ไอ้บัว ไอ้ผล แกสองคนมาพาพวกนี้เขาไปหาบ้านเช่าอพยพหลบภัยหน่อยสิ มีตั้งหลายคนเขาไม่มีที่ไป เขาจะให้ค่านายหน้านะ นี่ฉันว่าจะให้ไปเช่าห้องไอ้แกละ” ยายเมี้ยนบอก
       ตาแกละเซ็งเลย “อ้าว แม่”
       “ให้ไอ้แกละไปนอนนอกชาน” ยายเมี้ยนว่าต่อ
       “ตามสบายเถอะ ข้าไม่ได้อยู่ว่างๆ” ตาบัวบอก
       ตาผลคุยเป็นนัย “ฉันสองคนมีงานใหญ่รออยู่ ไปละ”
      
       สองคนเดินเชิดชูคออาดๆ ไป ยายเมี้ยน กะตาแกละมองตามงงๆสงสัย



       บ่ายนั้นแม่อรเตรียมประกอบอาหารเลี้ยงโกโบริ และหมอทาเคดะ อยู่ในครัว เห็นเครื่องแกงต่างๆ ที่ถูกหั่นไว้แล้ว เช่น พริกแดง ตะไคร้ มะกรูด วางอยู่
      
       จังหวะต่อมา แม่อรกำลังง่วนอยู่กับการนวดคั้นกะทิในชามอ่างใบโต ส่วนอังศุมาลินที่แกล้งเดินกวาดบ้านไปมาอยู่ห่างๆ ครัว หยุดคิด แล้วตัดสินใจเอาไม้กวาดไปเก็บ เดินเข้าไปหาแม่อรที่หน้าครัว
       อังศุมาลินตรงมาเก็บเศษผัก ขยะจากเครื่องปรุงต่างๆ ก้าน ใบ ที่หล่นทิ้งอยู่บริเวณเขียงและครกที่หน้าครัวจนเรียบร้อย อังศุมาลินตรงไปที่ครกที่มีเครื่องแกงโขกละเอียดอยู่ภายใน
       “แม่คะ เครื่องแกงนี่เสร็จแล้วใช่ไหม”
       “อ๋อ จ๊ะ เรียบร้อยแล้ว หนูเอาออกได้เลย”
       อังศุมาลินจัดแจงตักเครื่องแกงออกจากครกมาใส่จานไว้ แล้วยกครกไปล้าง
       “แม่จะทำแกงเผ็ดปลาดุก แต่ไม่ให้เผ็ดมากนัก เดี๋ยวเขาจะกินไม่ได้ แล้วก็จะมีผัดถั่วฝักยาวกับกุ้ง..หนูอยากให้แม่แบ่งกุ้งไว้สับ..สำหรับไว้ใส่ไข่เจียวไหมลูก”
       แม่อรมองดูอาการลูกสาว
       “ถ้ามีน้อยก็ไม่ต้องแบ่งให้หนูหรอกค่ะ ให้แต่พวก..คนดีของแม่เถอะ”
       “นี่ อย่ามาหาเรื่องแม่นะ ทำไมแม่จะแบ่งให้หนูกินไม่ได้ล่ะ ของมีถมเถไป พวกเรือกุ้งเขาเอามาขายให้แต่เช้า เสียแต่หาตัวโตไม่ได้ ไม่งั้นแม่ก็ว่าจะเผาให้หนูจิ้มน้ำปลาหวานเสียด้วยซ้ำ”
       อังศุมาลินที่กำลังล้างพวกครก มีด เขียง ของที่เลอะ อยู่ข้างตุ่มน้ำชะงักมือกึก สีหน้าสลดวูบ แม่อรนึกได้ ชะงัก แล้วลอบมองดูลูก เห็นอังศุมาลินดูบอบบาง อ่อนแอ และเศร้าสร้อย หน้าซีดเซียว
       แม่อรนึกสงสารเอ่ยขึ้น “คิดถึงวนัสนะ”
       อังศุมาลินชะงัก หันมา ฝืนยิ้ม “ค่ะ ไม่รู้ว่า..ญี่ปุนเขาจับคนอังกฤษแบบนี้ คนที่ไปเรียนอังกฤษ จะมีความผิดไปด้วยหรือเปล่า”
       “ทางฝั่งพระนครเขาทิ้งบอมบ์กันแบบนี้ หนักๆเข้า พวกญี่ปุ่นอาจจะยอมแพ้ก็ได้นะ”
       อังศุมาลินตาแข็งขึ้นขณะขึ้น “กว่าพวกมันจะยอมแพ้ พอดีระเบิดลงบ้านคนไทยเดือดร้อนกันไปหมด ทำไมพวกฝรั่งไม่ทิ้งกันให้แม่นๆ ก็ไม่รู้ จะได้โดนแต่พวกมันตาย!”
       อังศุมาลินยกครก เขียง และชามที่ล้างเสร็จมาคว่ำ เสียงดังเล็กน้อย แม่อรแอบส่ายหน้า
       แม่อรเลื่อนชามกากมะพร้าวที่คั้นเสร็จออก มองสำรวจเครื่องปรุงที่วางเตรียมไว้ แล้วเบิกตากว้าง
       “ตายจริง..ลืมโหระพากับมะกรูด หนูช่วยแม่ไปเอาในสวนมาให้แม่ทีเถอะ”
       อังศุมาลินหันมา ฝืนยิ้ม “ค่ะ”
       อังศุมาลินละมือจากงาน รีบลงบันไดไป แม่อรมองตาม ถอนใจยาว เหนื่อยกับนิสัยรั้นของลูกสาว
      
       ที่สวนหลังบ้านอังศุมาลิน แสงแดดยามบ่ายส่องลอดหมู่ไม้ในสวนที่เขียวครึ้มขณะที่อังศุมาลินถลกผ้าถุงเดินมาตามท้องร่องอย่างคล่องแคล่ว
       ในจังหวะหนึ่งที่กำลังจะกระโดดข้ามท้องร่องไปฟากที่เป็นแปลงปลูกผักสวนครัวไว้ อังศุมาลินเหลือบไปเห็นชายเสื้อสีกากีๆ ไหวๆ ที่ดงสวนกล้วยถัดไป
       “นี่ พวกไอ้ยุ่นมันยังไม่เข็ดกันอีกหรือ เดี๋ยวเถอะ”
       อังศุมาลินพึมพำ แล้วเปลี่ยนเป็นเดินเลาะไปยังสะพานไม้ที่ทำจากลำต้นมะพร้าวที่อยู่ไปไม่ไกล
       อังศุมาลินเดินย่องอ้อมไปหลังดงกล้วยที่มีหน่อกล้วยขึ้นแซมหนาตา ยิ่งใกล้เข้าไปยิ่งได้ยิน เสียงคนคุยพึมพำกัน อังศุมาลินมองหาอาวุธ เจอท่อนไม้ฟืนที่กองๆ คว้าท่อนเหมาะๆ มากระชับมือ
       อังศุมาลินตัดสินใจแหวกดงกล้วยโผล่ออกไปทันที
       "ไอ้พวกหัวขโมย!”
       อังศุมาลินเงื้อไม้สุดตัว แล้วต้องตกใจ ชะงักกึก
       ข้างหน้า คือตาบัว ตาผล มีคนหนึ่ง ใส่ชุดสีกากีหลวมๆ เหมือนชุดที่ใครเขาบริจาคมาให้
       “อุ๊ย..ลุงบัว ลุงผล นี่มาทำอะไรกัน”
       “เฮ้ย” ตาผลชะงักดาบในมือ “เกือบไปแล้วไหมละ”
       ตาบัว ตาผล ใส่ชุดทะมัดทะแมง มีผ้าขาวม้าคาดหนาแน่นที่ตัว พร้อมดาบยาวคนละเล่ม
       “ลุงสบายดีกันแล้วนะ นี่หลบมากินเหล้ากันหรือคะ”
       สองเกลอมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
       “นี่หนูอัง เห็นว่าคุณยายไม่สบาย แล้วมีหมอมารักษาอยู่ทุกวันไม่ใช่หรือ” ตาบัวถามขึ้น
       อังศุมาลินแปลกใจ อึ้ง ขมวดคิ้วย้อนถาม “ทำไมคะลุงบัว”
       ตาบัวหันไปพยักหน้ากับตาผล “จริงอย่างเอ็งว่าว่ะผล”
       “ฮื่อ..ข้าว่าแล้ว”
       อังศุมาลินงงหนัก “อะไรกันลุง”
       “แล้วไอ้นายช่างใหญ่มันก็มาด้วยทุกวันหรือเปล่า” ตาบัวถามถึงโกโบริ
       อังศุมาลินรู้สึกตะหงิดๆ ในใจ ท่าทีอึกอักไป “บางทีก็มา”
       ตาผลคาดคั้น “วันนี้มาไหม”
       “ลุงจะทำไมล่ะ” อังศุมาลินถาม
       ตาบัว เงยหน้ามองอังศุมาลิน ด้วยแววตาเป็นประกาย
       “จะว่าไป..วันนั้นลุงยังไม่ได้ขอบใจแม่อัง” ตาบัวบอก
       “วันไหนคะ”
       ตาบัวโพล่งขึ้นมา “วันที่ไอ้นายช่างมันทารุณลุงกับไอ้ผลน่ะซิ”
       อังศุมาลินกวาดตามองทั้งสองคน สีหน้าตำหนิ คันปาก อยากอบรมความประพฤติ
       ตาผลบอกต่อ “วันนั้น ไม่ได้แม่อังช่วยพูด ลุงสองคนคงตายไปแล้ว”
       “หนูรู้ไหม หลังจากวันนั้นลุงกับไอ้ผลเจ็บกันมาเป็นเดือน ข้าวของเงินทองหมดไปเพราะเอามารักษาตัว” ตาบัวว่า
       ตาผลตาม “แค้นมันนัก..ไอ้พวกศัตรูของชาติ เอาไว้ไม่ได้”
       “ตกลงเย็นนี้มันมาใช่ไหม” ตาบัวถามท่าทีเคียดแค้นหนัก
       “คงมา..กระมัง...” อังศุมาลินบอก
       “ดี!” ตาบัวว่า พลางยกดาบขึ้นมา “จะดักฟันมันมืดๆ นี่ละ”
       อังศุมาลินอึ้ง “จริงหรือลุง”
       “ก็จริงซิแม่อัง คอยดูคืนนี้เถอะ.. เราจะได้เห็นดีกัน ว่าที่นี่..มันแผ่นดินของใครกันแน่!” ตาบัวทำหน้าโหดไปมา “พวกมันไม่มีสิทธิ์ จะมาทำโทษคนไทย”
       ตาผลผสมโรง “ถึงรัฐบาลยอม แต่ประชาชนไม่ยอมโว้ย เราต้องมาร่วมมือกัน แม่อัง”
      
       อังศุมาลินอึ้ง นิ่งงันไป
       ที่อู่ต่อเรือญี่ปุ่น หมอทาเคดะมาเดินหาโกโบริซึ่งกำลังตรวจสอบความเรียบร้อยการสร้างเรือลำหนึ่งอยู่ โกโบริชี้ให้ลูกน้องทหารช่างดูจุดนี้นั้น ว่าต้องแก้ไขตรงไหน ยังไง ท่าทางออกจะเข้มงวดและละเอียดมาก
      
       ทหารช่าง 3 คน ที่เป็นผู้รับผิดชอบยืนฟังตั้งใจ โกโบริเข้าไปชี้จุดบางจุดใกล้ๆ ว่าต้องทำยังไงพร้อมลงมือทำให้ดู ว่าต้องแก้ไขยังไง ทุกคนเข้ามามุงดู เอาจริงเอาจัง หน้าเปื้อน มือเปื้อน ชุดเลอะตามๆ กัน
       หมอทาเคดะยืนดูจนจบที่โกโบริสอนเสร็จแล้วลุกมา หันมาเห็นหมอพอดี โปโบริปัดๆ มือ ขณะที่หมอทาเคดะ ชี้ที่นาฬิกาข้อมือบอกเป็นภาษาญี่ปุ่น
       “จะถึงเวลาแล้วนะ โกโบริ”
       โกโบริดีใจตอบกลับ “ใช่ๆ ไปเดี๋ยวนี้ครับ”
       หมอทาเคดะมองสภาพโกโบริหัวจรดเท้าที่ดูมอมแมมจึงถาม
       “แล้วคุณ จะไป..สภาพแบบนี้หรือ”
       “ผมจะไป ล้างมือ ล้างหน้า..และ…”
       หมอทาเคดะยิ้มขำๆ ส่ายหน้า
       “ตกลง อย่างนั้นผมจะรีบไปอาบน้ำ” โกโบริรีบก้าวยาวๆ แกมวิ่งไปที่ห้องพัก       
       เวลานั้นพวกเคสุเกะและทหารอีก 4-5 คนกำลังเดินจะตัดขวางทางโกโบริ เงยมาเห็นโกโบริกำลังพุ่งมา เคสุเกะรีบเบรคเอี๊ยด จนคนที่ตามมาติดๆ กันเบรกไม่ทัน ชนท้ายกันตึ้งๆๆ เป็นทอดๆ
       โกโบริรีบเดินผ่านไปอย่างเร็ว ไม่หันมาสนใจเลย
       หมอทาเคดะขำๆ ส่ายหัวกับท่าทีรีบร้อนจะไปเจอสาวไทยของโกโบริ
      
       ส่วนที่ท้ายสวนหลังบ้านอังศุมาลินเวลานั้น สองเกลอตาบัว ตาผล ซ้อมท่ากันไปมาอย่างมันมือ อังศุมาลินคิดหนัก สับสน ลังเล ในที่สุดก็หลุดปากออกมา
       “ลุง..คือ..ชั้นคิดว่า..บางที..วันนี้พวกหมอเค้าอาจจะไม่มาก็ได้”
       ตาผล ตาบัว ที่กวัดแกว่งดาบ กระเหี้ยนกระหือกัน ต่างหันขวับมามอง พูดพร้อมกันเซ็งๆ
       “อ้าว!!”
       “เดี๋ยวๆๆ ก่อน..” ตาบัวเดินมาดักหน้า จ้องอังศุมาลิน “แล้วคุณยายแม่อังหายรึยังล่ะ”
       อังศุมาลินอึกอัก “ก็..ยังไม่หายดี..แต่”
       ตาบัวตัดบท “เอาล่ะๆ..ก็สรุปว่า..บางทีหมอก็มาฉีดยา หรือบางที อาจจะไม่มา..แต่ถ้ามา ไอ้ตัวนายช่างก็จะมาด้วย..ใช่ไหมล่ะ แม่อัง..” พลางหันมา มองหน้าตาผลอย่างจริงจัง “ดังนั้น..ไม่ว่าจะมา..หรือไม่มา เราก็จะดักอยู่ตรงนี้..เพราะถ้ามันข้ามจากอู่มาหลังสวน..ก็จะต้องเดินผ่านตรงนี้..”
       “งั้น..ถ้าเผื่อ..เค้าอาจจะมาทางเรือ” อังศุมาลินบอกอีก
       “ก็ช่างหัวมัน ถ้ามันมาทางเรือก็แปลว่าชะตามันยังดีอยู่ ก็เลยแคล้วคลาด” ตาผลว่า
       “งั้นทำไมพวกลุงถึงต้องมาดักทำเค้าที่นี่ด้วยล่ะ ถ้าเก่งจริง..ก็แอบบุกเข้าไปฆ่าเสียที่ในอู่เลยสิ” อังศุมาลินแดกดัน
       ตาผลมองอย่างจับสังเกตว่าอังศุมาลินรู้สึกยังไง “ไปให้มันฆ่าตายล่ะไม่ว่า ธุระอะไรจะทำโง่ๆ แบบนั้น สู้นั่งคอยมันจากนี้ไม่ดีกว่าหรือ”
       อังศุมาลินหลบตา พาลเหวี่ยงใส่ “งั้นลุงอยากจะทำยังไงก็ตามใจเถอะ” แล้วรีบเดินหนี
       ตาบัวตะโกนดักคอ “แม่อังคงไม่เก็บไปบอกพวกมันหรอกนะ ว่าเราคอยมันอยู่ตรงนี้”
       อังศุมาลินจี๊ด หันมา “ไม่ใช่ธุระของฉัน ฉันไม่ยุ่งด้วยหรอก”
       อังศุมาลินรีบเดินไปทางที่ปลูกโหระพาลิ่วๆ สองเกลอกระหยิ่ม กระเหี้ยนกระหือรือมาก
      
       สองแม่ลูกอยู่ในครัว แม่อรผัดเครื่องแกงกับเนื้อสัตว์และกะทิในกระทะควันโขมง กลิ่นหอมฉุย
       อังศุมาลินวิ่งถือกำโหระพามา หน้าตาหมกมุ่น กลุ้มใจ คิดไม่ตก แม่อรหันมามอง ยิ้มห่วงๆ “ทำไมมาช้านักล่ะลูก แม่กำลังเป็นห่วงเชียว”
       อังศุมาลินรีบตักน้ำใส่กาละมังเล็กๆ แล้วนั่งลง เด็ดใบโหระพาลงแช่ หน้าตายุ่งยากใจ แม่อรมองมา เห็นแต่โหระพา
       “แล้วไหนมะเขือล่ะจ๊ะ”
       อังศุมาลินสะดุ้ง ราวขวัญเสีย “ตายจริง..หนูลืมเก็บมะเขือพวง” ทำท่าจะลุกขึ้น
       แม่อรยิ้มใจดี ขำๆ “ไม่เป็นไรๆ ไม่ต้อง” พลางบุ้ยใบ้ไปที่ผักในกระจาด “ใช้มะเขืออ่อนนี่ก็ได้ลูก..ผ่าสี่เข้าเสียหน่อย มะเขือพวงมันดีแต่สวยเท่านั้น จะกินกันเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้”
       “หนูทำให้ค่ะ” อังศุมาลินรีบลุกมาคว้ากระจาด แต่คว้าเร็วไปหน่อย ทำกระจาดเอียง มะเขือกลิ้งร่วงลงพื้นขลุกๆ อังศุมาลินต้องวางกระจาด แล้วนั่งลงเก็บ
       แม่อรแอบมองลูกสาว เริ่มรู้สึกผิดสังเกต แอบแปลกใจ อังศุมาลินเอามะเขือไปล้าง หน้าตาไม่สบายใจอย่างหนัก ในที่สุดอดไม่ได้ ปรารภขึ้น
       “แม่คะ”
       แม่อรเหลียวมามองหน้า “จ๊ะ”
       “ถ้าเผื่อว่า...” อังศุมาลินสบตาแม่ แล้วไม่กล้าบอก เลี่ยงไป “สมมุติว่า..เขาไม่มากันล่ะคะ”
       “ต้องมาสิลูก..ก็เขารับเชิญเราแล้ว หนูมีอะไรหรือเปล่า”
       อังศุมาลินหลุดปากออกมา “หนูไม่อยากให้เขามา”
       แม่อรขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะลูก..ก็..เราคุยกัน..เข้าใจแล้วไม่ใช่หรือลูก”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ..แต่...” อังศุมาลินหยุด นิ่งเงียบไปนาน
       “หนูมีอะไรกันแน่ลูก” แม่อรสงสัย
       “เปล่าคะ..แต่..หนูว่า...” อังศุมาลินพูดไม่ออก ตัดสินใจเงียบดีกว่า
       แม่อรรอฟังอยู่ “หนูจะว่าว่าอะไรจ๊ะ”
       “ช่างเถอะค่ะ ไม่มีอะไรหรอก..” อังศุมาลินตัดบท แต่อยู่ๆ โพล่งออกมาอีกจนได้ “แม่ทราบไหมคะ ว่าเวลานี้ตาบัว ตาผล เป็นยังไงมั่ง”
       “ได้ข่าวว่าหายดีแล้ว..ชักจะทำตัวเป็นนักเลง” แม่อรบอก
       “หนูว่า..แกคง..ไม่ชอบ..อีตาช่างนั่นนักหรอก”
       แม่อรหัวเราะ “ลงถึงขนาดนั้นแล้ว จะชอบกันได้ยังไงล่ะจ๊ะ”
       “แกคง..หาโอกาสเล่นงานอีตานั่นให้ได้” อังศุมาลินว่า
       แม่อรส่ายหัวก่อนจะบอก “แกก็น่าจะรู้ตัวว่าแกผิดอยู่เต็มประตู ขโมยของเขา เขาจับได้ เขาก็ต้องลงโทษ คนของเขาเอง..เขายังไม่เว้น แต่แกจะไปทำอะไรเขาได้ ก็คงเที่ยวคุยโวเป็นอันธพาลไปตามเรื่อง”       
       อังศุมาลินอยากจะบอกแม่ แต่ก็ลังเล ใจหนึ่ง ก็อยากให้พวกญี่ปุ่นโดนเข้าซะบ้าง แต่ใจหนึ่งก็ขัดแย้งตัวเอง
       แม่อรมองมาดูอาการออก จึงเตือนลูกสาวอย่างห่วงๆ “หนูอย่าไปยุ่งกะเค้าเลยลูก ไม่ว่าจะเข้ากะฝ่ายโน้นหรือฝ่ายนี้..เราลำบากทั้งขึ้นทั้งล่อง เราก็อยู่ของเราไป ใครดีมาเราก็ดีไป ใครร้ายมาเราก็เลี่ยงๆ ซะเท่านั้นเป็นพอ”
       อังสุมาลินเงียบ ใช้มีดคม ผ่ามะเขือฉับๆๆ
      
       เย็นนั้นสองเกลออยู่ท้ายสวนบ้านอังศุมาลิน ตาบัวเฉาะมะพร้าวด้วยดาบคมกริบ มะพร้าวเปิดทันที แล้วยกมาดื่มน้ำ อั้กๆๆ น้ำมะพร้าวไหลเลอะเทอะตัวก็ไม่สน ฝ่ายตาผลนั่งกินฝรั่งกินทิ้งกินขว้าง
       ตาผลบ่น “ฝาดจังวะ”
       “จะไม่ฝาดยังไง มันยังดิบๆ เก็บลูกแก่ๆ มากินสิวะ” ตาบัวบอก
      
       จังหวะนั้น โกโบริ และหมอทาเคดะ เดินลัดมาตามทางในสวน ตาบัวกับตาผลได้ยินเสียง หันมาสบตากัน แล้วกระโดดหลบข้างท้องร่องสวน
       โกโบริ และหมอทาเคดะ เดินผ่านไป คุยกัน ยิ้มแย้มแจ่มใส
       ตาบัว ตาผล ซุ่มนิ่งจนสองคนคล้อยหลังไปไกล แล้วโผล่หัวออกมา หน้าตาสมหวัง
       “มันเดินตัดท้ายสวนมากันจริงๆ ด้วย ไม่ได้มาทางเรือ” ตาบัวว่า
       ตาผลคำราม “ชะตามึงขาดแน่แล้ว.. ไอ้โกโบริ”
      
       ทั้งสองกระเหี้ยนกระหือรือจะเอาโกโบริถึงตาย!!!



       เย็นนั้นขณะที่อังศุมาลินกำลังตัดดอกไม้ ดอกพุด ใบเฟิร์นอยู่ใกล้ๆ ท่าน้ำ พอดีเรือกำนันนุ่ม ที่มีคนเรือพายมา และมีคนนั่งมาเต็มลำ ทั้งแม่วัน ยายเมี้ยน ตาแกละ แมว และญาติชาวพระนครอีก 2 คน
      
       “หนูอัง..ไม่เห็นไปวัดเลยวันนี้ นั่นตัดดอกไม้ไปไหว้พระเหรอจ๊ะ” ยายเมี้ยนร้องทัก
       อังศุมาลินมองไม่ตอบ แต่ไหว้ผู้ใหญ่ทุกคน
       “คุณยายหายหรือยัง หนูอัง” กำนันถาม
       “ดีขึ้นมากแล้วค่ะ”
       “ก็มันแน่ล่ะ มียาญี่ปุ่นมาจิ้มก้องทุกวันนี่นา…โชคดีนะ บ้านอยู่ติดอู่” ยายเมี้ยนเปิดฉากเม้าธ์
       “แม่อังทำถูกแล้ว ที่ผูกมิตรกับเขาไว้ ป้ายังกลัวแทน...ที่หนูแข็งนัก หัวรุนแรงนัก กลัวว่าเกิดเขาอาฆาตมาดร้ายขึ้นมา พวกหนูจะแย่”
       “บ้านนี้น่าอยู่นะ ถ้ามีบ้านแบบนี้ให้เช่าคงจะดี” ชาวพระนครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
       ตาแกละเสริมขึ้น “สนใจให้คนเช่าบ้านไหม นี่พวกคนพระนครบ้านเขาถูกบอม อพยพหนีระเบิดมา เขาให้ราคาดีนะ แม่อัง”
       “ไม่หรอกจ้ะ ลุงแกละ”
       แมวพูดเสียงดัง “โอ๊ย..ผู้คนเขาลำบากเพราะญี่ปุ่นมันมายึดบ้านยึดเมืองทั้งนั้น มีแต่บ้านเธอนี่ล่ะนะ อังศุมาลิน ที่อยู่ดีมีสุขขึ้น...พอๆ กะยัยวิภาร้านขายข้าวสารเลยนะ”
       จากนั้นยายเมี้ยนกับแมวก็หัวเราะคิกคัก เรือแล่นเลยคุ้งน้ำไป
       อังศุมาลินโมโห แทบจะขว้างดอกไม้ทิ้ง
      
       ไม่นานต่อมา โกโบริหยุดยืนอยู่หน้าเรือนไทยของอังศุมาลิน แหงนมองดูดอกไม้ที่เลื้อยพันซุ้มหลังคาเหนือประตูทางขึ้น มองดอกเฟื่องฟ้าสีสดชูช่อแซม อย่างมีความรื่นรมย์ในใจ
       ทาเคดะมองหน้าโกโบริ มองดอกไม้ แล้วยิ้ม ขณะที่โกโบริกำลังจะก้าวขึ้นเรือน แล้วชะงัก เมื่อมองไปที่บันไดขั้นแรกๆ มีรองเท้าแตะของอังศุมาลิน และแม่อร วางเรียงเป็นระเบียบอยู่
       โกโบริหันกลับ นั่งลงที่ขั้นบันได ทำการถอดรองเท้าบู้ธออกอย่างตั้งใจ หมอทาเคดะนั่งลง ทำตามบ้าง
       อังศุมาลินปักดอกพุดซ้อนดอกใหญ่ ลงในแจกันกระเบื้องทรงกลมขนาดเล็กเสร็จ แล้วนั่งคุกเข่า ปักดอกไม้ไปแล้ว 1 ดอก แต่ถอนหายใจ อึ้ง ท่าทีลังเล ข้างๆ มีดอกพุดอีก 2-3 กิ่ง และเฟิร์น สีหน้าอังศุมาลินขรึมลง คิดหนัก ถือดอกไม้ ใจลอยอยู่
       โกโบริเดินขึ้นบันได ก้าวพ้นระแนงไม้ตรงประตูเข้ามา เห็นภาพนั้นพอดี เป็นภาพอังศุมาลินนั่งจัดดอกไม้หันด้านข้างให้ ในแสงยามเย็นที่สวยงาม
       อังศุมาลินไม่ได้ยินเสียง เพราะโกโบริเดินเรือนขึ้นมาโดยไม่สวมรองเท้า ฝีเท้าเบา
       โกโบริยืนมอง ประทับใจมาก
       หมอทาเคดะตามขึ้นมา ยืนเคียงกัน มองดูอังศุมาลิน แล้วเลยหันมามองหน้าโกโบริ
       อังศุมาลินได้ยินเสียงคน หันไป เห็นสองคน ตกใจเล็กน้อย โกโบริ มองหน้าสบตาอังศุมาลิน พูดลอยๆ ขึ้นมา เป็นคำญี่ปุ่น
       “สวยจังนะ”
       อังศุมาลินขมวดคิ้ว
       โกโบริแกล้งกลบเกลื่อนทำเป็นหันไป ยืนเอามือไพล่หลัง เงยมอง ชี้ชมซุ้มดอกไม้เลื้อย “สวยจัง-นะหมอ”
       หมอทาเคดะหันไป มองซุ้มดอกไม้เลื้อย ตามโกโบริ
       อังศุมาลินที่กำลังเครียด ลังเล สับสน กลับกลายเป็นพาลหมั่นไส้ขึ้นมา รีบลุก เดินเข้ามาโค้งแบบญี่ปุ่น จงใจพูดจาเป็นทางการประชดประชัน
       “ยินดีมากค่ะ...ที่พวกคุณมา”
       “ยินดีเช่นกันครับ ขอบคุณ” หมอทาเคดะโค้งอย่างแข็งขัน
       โกโบริโค้งด้วยนิดๆ มองแบบยิ้มๆ “ขอบคุณครับ..ขอบคุณมาก”
       “เชิญค่ะ..เชิญที่โต๊ะเลย คุณแม่กำลังจะออกมา” อังศุมาลิน        มอง เริ่มหมั่นไส้มากขึ้น รีบกลับไป นั่งลงเสียบๆ ดอกไม้แบบเร็วๆ รีบๆ เก็บ)
       โกโบริแอบสะกิดหมอ
       หมอทาเคดะหันมามอง งงๆ อะไรวะ? โกโบริส่งสัญญาณบุ้ยใบ้ทางสายตาไปที่ห้องคุณยาย
       นั่นแหละหมอจึงเริ่มเข้าใจสัญญาณ “อ้อๆ..หมอ..อยากจะ ขอดู..อาการ..คุณยาย ก่อน”
       “คุณยายอาการดีขึ้นมากแล้วค่ะ คิดว่าหายแล้ว ตอนนี้หลับอยู่ พวกคุณรับประทานอาหารกันเลย...ดีไหมคะ รีบๆ รับประทาน จะได้รีบๆ กลับกันก่อนจะค่ำ” อังศุมาลินบอก
       โกโบริแย้ง “ไข้มาเลเรีย ไว้ใจไม่ได้ บางที มันมีระยะหนึ่ง ที่ดูเหมือน..จะหายขาดแล้ว แต่ความจริงยังไม่หาย”
       “ยาชุดนี้-มี 5 เข็ม-ผมอยาก-จะฉีด-คุณยาย-ให้ครบครับ” หมอบอก
       “งั้น…” อังศุมาลินไตร่ตรองแล้ว ยอมแพ้ ตกลงวางดอกไม้ลงข้างแจกันก่อน “ชิญค่ะ” ผายมือทางห้องยายศร
       หมอทาเคดะเดินไป โกโบริขยับจะตาม
       อังศุมาลินรีบหันมา เย็นชาใส่ “คุณ..กรุณารอข้างนอก”
       โกโบริอึ้งไป ก้มหัวให้ “ครับ..เชิญตามสบายครับ”
       อังศุมาลินมองหน้าโกโบริ เหมือนอยากบอกอะไร โกโบริทำหน้ารอฟัง
       อังศุมาลินเปลี่ยนใจ รีบหันเดิน ไปเปิดประตูห้องคุณยายให้หมอ
       โกโบริเก้อ มองตามทั้งสองไป ยิ้มๆ ส่ายหัว ไม่เข้าใจอังศุมาลิน ที่ไม่ยอมญาติดีซะที
      
       ยายศรพลิกตัวมา ทำหน้าเพลียๆ แหยๆ
       “อะไร..ฉีดยาอีกเหรอ พ่อคุ้ณ…”
       “ครับผม…” หมอบอก
       ยายศรร้องเจ็บรอล่วงหน้า “โอย..เจ็บ”
       แม่อรหัวเราะ “อะไร ยังไม่ทันฉีดเลยค่ะแม่”
       อังศุมาลินยิ้มกับหมอ ท่าทีเกรงใจ
       “รอสักครู่นะคะ” แล้วรีบลุกไป
      
       อังศุมาลินออกมาจากห้องยาย จะไปครัว แล้วชะงัก
       เห็นที่โต๊ะตัวเดิมตรงยกพื้น โกโบริกำลังคุกเข่า ก้มหน้าก้มตาจัดดอกไม้ต่อ ในแจกัน ตอนนี้บนโต๊ะ มีดอกไม้ที่เด็ดมาจากซุ้มไม้เลื้อยของที่นี่ เด็ดมาเป็นช่อยาวบ้าง สั้นบ้าง 2-3 ก้าน วางอยู่
       อังศุมาลินหยุดมอง อึ้ง คิดหนักจะบอกตอนนี้ดีไหม หรือไม่บอก ปล่อยให้ตายไป
       โกโบริหันมาเจอหน้าอังศุมาลินก็ยิ้ม และก้มหัวให้แบบเขินนิดๆ
       อังศุมาลินรีบเมิน เดินไปครัว โกโบริจ๋อย มองตาม
       อังศุมาลินรีบยกกาน้ำร้อนที่เดือดปุดๆ พ่นควันจางๆ จากบนเตา กับอ่างเพื่อใส่น้ำสำหรับลวกเข็ม หยุดชะงัก หน้าครุ่นคิด เอาไงดีๆๆๆ แล้วรีบหัน เดินกลับเข้าไปในห้อง ไม่หันมามองโกโบริอีก
       โกโบริมองตามไป ก่อนจะถอนใจ แล้วก้มลงจัดดอกไม้ต่อ
      
       ในห้องนอนยายศร หมอทาเคดะกำลังเตรียมอุปกรณ์
       ยายศรถาม “เข็มใหญ่ไปหรือเปล่า”
       “ไม่ใหญ่ ไม่ใหญ่”
       แม่อรปราม “แม่คะ..พออาการดีขึ้น..ชักจะงอแงซะแล้ว”
       จังหวะนั้นอังศุมาลินเอากาน้ำมาวางให้บนที่รองผ้านวม และวางอ่างสำหรับลวกเข็มลง แล้วนั่งพับเพียบลงข้างๆ เตรียมช่วย
       “จะให้เทน้ำใส่ในนี้เลยไหมคะ”
       แม่อรเอ่ยขึ้น “แม่ทำเอง..หนูออกไปรับแขกข้างนอกเถอะ”
       “แต่…” อังศุมาลินอิดออด
       “ไปสิจ๊ะ ทิ้งให้เขาอยู่คนเดียวไม่ดีหรอกลูก”
       “แล้วแม่จะพูดกับหมอรู้เรื่องหรือคะ” อังศุมาลินถาม
       “รู้เรื่องครับ รู้เรื่อง…” หมอรีบตอบ
      
       อังศุมาลินอึดอัดใจ



       โกโบริจัดดอกไม้เสร็จ โดยในแจกัน มีดอกพุดซ้อนใหญ่ดอกเดียวเป็นประธานในจุดที่ต่ำสุดของแจกัน แล้วดอกไม้เลื้อยที่เก็บมา ใช้ทั้งดอก กิ่ง และใบ ถูกดัดให้เป็นรูปโค้งยาว เป็นองค์ประกอบ
      
       อังศุมาลินเดินมาหยุดดูอยู่ห่างๆ โกโบริกำลังเสร็จงาน ถามขึ้น โดยไม่หันมามอง
       “คุณ-เคย-จัดดอกไม้-แบบญี่ปุ่น-ไหม”
       อังศุมาลินนิ่งไปพัก แล้วตอบห้วน “ไม่เคย”
       โกโบริหันมามองถามอีก “แล้ว-เคยเห็นบ้าง-ไหม”
       อังศุมาลินทำหน้าเย็นชาใส่ก่อนบอก “ไม่ได้สนใจดู”
       “เคย- กินอาหารญี่ปุ่น-ไหม” โกโบริถามอีก
       “ไม่ชอบ” อังศุมาลินตอบห้วนเช่นเคย
       โกโบริท้อใจ “คุณ-ไม่ชอบ-อะไรของญี่ปุ่น-ซักอย่าง-แม้แต่คนญี่ปุ่น-เช่น..ผมเอง”
       อังศุมาลินอึ้ง เบนสายตาไปจ้องดอกไม้ นิ่งไป
       โกโบริกลับมาสนใจดอกไม้ แล้วตกแต่งขยับนั่นนี่เล็กน้อยอย่างเบามือ “ที่ประเทศญี่ปุ่น...ผู้หญิงทุกคนต้อง-จัดดอกไม้-เป็น” แววตาเจิดจ้าสดใส ดูมีความสุขขึ้นมา “แม่ผม-จัดดอกไม้เก่ง-เสียดาย-ไม่มีลูกสาว-ที่ -จะเรียนวิชานี้” ขณะพูดหันมา ยิ้มอ่อนโยน “ผม-เคยเห็นแม่จัดบ่อยๆ-จำได้-วันนี้ลองทำดู”
       อังศุมาลินใจอ่อนลง “ไม่เคยทำมาก่อนหรือ”
       โกโบริส่ายหน้า “ไม่เคย..เพราะ- ที่ประเทศญี่ปุ่น จัดดอกไม้ ทำอาหาร ทำงานบ้าน—เป็นหน้าที่ของผู้หญิง ผู้หญิง ต้องทำทุกอย่าง เพื่อ-รับใช้ -ทำให้ ผู้ชาย มีความสุข” พูดแล้วไม่แน่ใจคำที่ใช้ เงยหน้ามองอีกฝ่ายเป็นเชิงขอความช่วยเหลือ
       “ปรนนิบัติผู้ชาย” อังศุมาลินแก้ให้
       โกโบริทวนคำ “ปรน-นิ-บัติ”
       อังศุมาลินเดินเข้ามา นั่งดูดอกไม้นั้น ตั้งใจสังเกตจริงๆ
       “คุณไม่เคยทำ แต่ทำได้สวย..มาก”
       โกโบริเริ่มมีกำลังใจ อยากอธิบาย “สูงสุด คือ-สวรรค์ แล้ว..มนุษย์ แล้ว แผ่นดิน”
       อังศุมาลินมอง ท่าทีสนใจ
       โกโบริบอกอีก “ถ้า..น้อยเกินไป ก็ เพิ่ม..อีกดอก…ต่ำกว่าสวรรค์ แต่สูงกว่ามนุษย์...คือ..ภูเขา”
       อังศุมาลินฟังจนเพลิน เลยลืมเรื่องในใจไปชั่วขณะ “คนไทย..นิยมเอาดอกไม้มาเด็ด..แล้วร้อย เป็นมาลัย หรือไม่ก็ปักเป็นพุ่มๆ”
       “คุณทำได้ไหม? ทำให้ดูบ้าง ได้ไหม” โกโบริถาม
       อังศุมาลินอึ้งไปนิด “อาจจะได้...ถ้า…มีเวลา”
       โกโบริดีใจมาก โค้งต่ำในท่าคุกเข่า “ขอบคุณมาก ขอบคุณๆ”
       อังศุมาลินตัดสินใจจะบอกเรื่องที่มีคนจะดักทำร้ายตอนกลับ “โกโบริ...”
       โกโบริมองจ้องหน้ารอฟัง “ครับ..อะไรครับ”       
       บังเอิญแม่อร นำหมอทาเคดะออกมาพอดี
       “ยัยอัง…พาคุณหมอกับพ่อดอกมะลิไปล้างมือสิลูก..เดี๋ยวจะได้ทานข้าวกัน” แม่อรพูดจบแล้วเดินไปที่ครัวเลย
       โกโบริได้ยิน หันไปมองแม่อร แล้วหันกลับมามองหน้าอังศุมาลินงงๆ
       “พ่อ..ดอก..มะลิ”
       อังศุมาลินเมินไปทางหมอ “คุณหมอ...คุณ…เชิญทางนี้ค่ะ” แล้วเดินทำไปทางตุ่มน้ำฝนที่ตั้งเรียงราย
      
       ไม่นานนัก แม่อรตักข้าวใส่หม้อสำหรับตั้งโต๊ะ เป็นหม้อดิน อัศุมาลินจัดจานกระเบื้อง ช้อนส้อมอยู่มุมหนึ่งในครัว แล้วตัดสินใจ หันมา
       “แม่คะ..รีบๆ ให้พวกเค้ากินแล้วรีบกลับก่อนค่ำนะคะ”
       แม่อรขึ้นเสียง “อีกแล้ว..ยายอัง”
       อังศุมาลินชักสีหน้า “โธ่..แม่คะ”
       “มันจะอะไรกันนักหนานะ ลูก..แม่ขอกำชับไว้เลยนะ..ทำตัวดีๆ ให้สมกับเป็นเจ้าบ้านที่ดีหน่อย เขามีน้ำใจขนาดไหน ที่ดีกับคุณยายขนาดนี้ เป็นผู้ใหญ่หน่อยลูก..รู้จักแยกแยะบ้าง” แม่อรเดินยกหม้อออกไป
       อังศุมาลินนิ่งไป ในสีหน้าเหมือนเริ่มเปลี่ยนความคิดเป็นประชดๆ ว่า งั้นก็ปล่อยตามกรรมละกัน
      
       บ้านอังศุมาลินตกอยู่ ในความมืดยามค่ำคืน มีเพียงแสงตะเกียงส่องเรืองๆ       
       ที่วงอาหาร เห็นจานอาหารของโกโบริที่มีข้าวชุ่มน้ำแกงเผ็ด มีชิ้นปลาดุกชิ้นมะเขืออยู่ ใบหน้าโกโบริแลดูน่าสงสาร หน้าแดง ปากแดง น้ำตาคลอ น้ำมูกไหลฟืดฟาดใส่ผ้าเช็ดหน้าไปมา ซี้ดปากเบาๆ
       อังศุมาลินแอบหัวเราะเยาะ แม่อรกระแอม
       “อืม..แม่ว่าแม่ชิมดีแล้วนะ ว่าแกงมันไม่ได้เผ็ดขนาดนี้..ยังกับ..มีคนเติมพริกลงไปอีก”
       แม่อรมองหน้าอย่างรู้ทัน อังศุมาลินเมิน กินอะไรไม่ลง
       แม่อรถอนใจ “ยัยอัง เลื่อนจานไข่มาใกล้ๆ แกหน่อยลูก”
       อังศุมาลินหยิบจานไข่เจียวมาวางให้โกโบริ
       “อาหารไทย...เผ็ดมาก”
       โกโบริกับหมอทาเคดะ ตักกินแต่ไข่กันใหญ่
       “นี่แหละ ตรงกับนิสัยคนไทย..ใจร้อน เด็ดเดี่ยว ไม่ลืมอะไรง่ายๆ ใครทำอะไรพวกเราไว้ ก็ต้องระวังตัวให้ดี” อังศุมาลีพูดเน้นๆ
       “คนญี่ปุ่นไม่กินเผ็ด ทำอะไรใจเย็น ช้าๆ แต่เราก็มี..สุ..สุภาษิตบทหนึ่ง บอกว่า..ความพยาบาทเป็นของหวาน” โกโบริมองมาท่าทียั่วๆ
       อังศุมาลินทำหน้าเยาะๆ “ระวังไว้ด้วยก็แล้วกัน...คุณอาจจะพบคนไทยที่ถือสุภาษิตนี้เหมือนกัน ความพยาบาทเป็นของหวาน..ใช่ไหม” จากนั้นก็หัวเราะแบบสะใจแปลกๆ
       แม่อรมองอย่างแปลกใจในท่าทีลูกสาว แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องชวนคุย
       “เขาว่ากันว่าเมืองญี่ปุ่นสวยมาก..ใช่ไหมจ๊ะ”
       “ญี่ปุ่นเป็น..หมู่เกาะ” หมอหันมาหาโกโบริ “ภาษาไทยว่าอะไรนะ”
       โกโบรินึกๆ “เอ่อ..อ่า..ญี่ปุ่น..เป็น…”
       อังศุมาลินแปลให้อย่างรำคาญ “หมู่เกาะ”
       “ใช่แล้ว..หมู่เกาะ” โกโบริ
       “ญี่ปุ่น สวยอย่าง...ธรรมชาติ” คำท้ายหมอทาเคดะพูดเป็นคำญี่ปุ่น
       “เอ่อ..หมายถึง” โกโบริกำลังจะบอก
       “ธรรมชาติ” อังศุมาลินสวนคำออกมา
       “ต่างกับเมืองไทย..ที่สวย..สดใส น่าตื่นเต้น เหมือน..ดอกซากุระ ที่บานเต็มที่” จังหวะนั้นโกโบริหันมาสบตาอังศุมาลินจังๆ
       อังศุมาลินมองตอบ ตาลุกวาว “เมืองไทยเรา ถ้าจะเปรียบเป็นดอกไม้ ก็ต้องเป็นดอกมะลิ หรือดอกบัว เราไม่เป็นดอกไม้ของชาติไหน”
       โกโบริยิ้มขำๆ “เป็นความคิดที่ดีมาก”
       อังศุมาลินมองอย่างหมั่นไส้ หมอทาเคดะแอบมอง แล้วขำๆ จ้องสองคนที่ปะทะคารมไปอย่างเพลิดเพลิน
       “มีเพลงญี่ปุ่น เพลง-นึง พูดว่า..ซากุระ-ที่-สวยที่สุด อยู่ที่เกาะญี่ปุ่นเท่านั้น หากมีซากุระดอก-ใด-ไป-บาน-ที่อื่น ไม่ช้า ก็จะ..โรยรา” โกโบริว่า       
       อังศุมาลินโต้อีก “อย่างนั้น..ถ้าบังเอิญ..มีดอกซากุระดอกไหนมาหลงเบ่งบานอยู่ที่เมืองไทย ก็เชิญคุณเอากลับไปประเทศญี่ปุ่นเสียด้วย เราจะขอบคุณมาก”
       โกโบริสนุกที่จะต่อปากต่อคำ “แต่จะให้ดี ควรจะมี-ดอกมะลิ-บางดอก ไปบานที่ญี่ปุ่น จะได้เป็นการ-แลกเปลี่ยน-ตอบแทน ทำให้-สัมพันธไมตรี-ของชาติทั้งสอง-แนบแน่น..ยิ่งขึ้น”
       ทั้งสองมองหน้ากัน โกโบริยิ้มสดใสๆ จริงใจ
      
       อังศุมาลินมองอย่างสมเพช หมั่นไส้ เยาะหยัน ในใจคิดว่า ระวังเงาหัวตัวให้ดีก่อนเหอะ แม่อรมองแบบเหนื่อยใจ
ตอนที่ 5
      
       ส่วนที่ท้ายสวนท่ามกลางความมืดสลัว ตาผลตบยุงดังเผียะ บ่นอุบ
      
       “โอ๊ย..ต้องรอไปอีกถึงไหนเนี่ย ข้าจะถูกยุงดูดเลือดตายก่อนมันไหมเนี่ย”
       ตาบัวเดินพล่านไปมา “ป่านนี้พวกมันคงกินข้าวกันอยู่ ..น่าจะอร่อยเสียด้วย..ฝีมือแม่อร..แต่เราสองคนนี่สิ ข้าวสักเม็ดยังไม่ตกถึงท้อง”
       “บอกแล้ว..ให้เตรียมเสบียงมา” ตาผลว่า
       “ก็นึกว่าเก็บของในสวนกินก็อิ่มไง เนี่ย ข้ากินฝรั่งจนหน้าจะเป็นกระรอกแล้ว...หรือจะออกไปหาอะไรกินที่ปากคลองก่อนไหม” ตาบัวบอก
       ตาผลด่า “ไอ้บ้า มัวแต่เห็นแก่กิน เดี๋ยวก็ชวดได้ฆ่าไอ้ยุ่นหรอก”
       “แน่เร้อ..ว่าเอ็งจะได้ฆ่ามัน เกิดมันสู้ขึ้นมา”
       “อ้าวๆ ไอ้บัว...ตกลงเอ็งกลัวแล้วใช่ไหม”
       “ไม่ได้กลัวเว้ย...แต่ข้าอยากจะให้แน่นอนไว้ก่อน”
       “ก็ได้ งั้นเราควรจะซักซ้อมซะหน่อย...เอางี้..สมมุติ ข้าเป็นนายช่าง แล้วเอ็ง..ก็เป็นเอ็ง” ตาผลบอก
       “เออ…ข้ามันก็เป็นข้า…อยู่แล้ว..ไม่ต้องสมมุติ”
       “เตรียมตัวนะ สมมุติ..ข้า..นายช่างโกโบริ มาแล้ว” ตาผลเดินไปอ้อมต้นไม้ แล้วเดินวางมาดเท่มา
       ตาบัวกระโดดออกไป “ไอ้ศัตรูของชาติไทย มึงตาย!”
       ตาบัวกระโดด ทำท่าจะฟัน ตาผลหลบฉาก แล้วหมุนตัว ตีหัวตาบัว ดังป๊อก
       “โอ๊ย..ไอ้ผล เอ็งทำข้าทำไม โอ๊ย หัวข้าแตกหรือเปล่านี่”
       “เอ็งประมาทเกินไป..แบบนี้ใช้ไม่ได้”
       “เอ็งเล่นอย่างนี้ใช่ไหม ไอ้ผล...มา..งั้นเอ็งมาเป็นตัวเอ็ง..ให้ข้าเป็นนายช่างบ้าง” ตาบัวบอก
       “เอาๆๆ มา ข้าจะซุ่มตรงนี้ แล้วเอ็งเป็นนายช่าง..เดินมา”
       “ตกลง..เอานะ ข้า..นายช่างโกโบริ มาแล้ว” ตาบัวเดินมา       
       ตาผลซุ่มนิ่ง ไม่พูดไม่จา
       ตาบัวร้อง “เฮ้ย..ข้ามาแล้ว ไฮ้ๆ นายช่างโกโบริมาแล้ว..ไม่เห็นมีใครมาทำอะไรเลยวะ…” หยุดรอ มองหา
       ปรากฎว่าตาผลย่องมาข้างหลัง แล้วตีโป๊ะ
       “โอ๊ย..ไอ้ผล..เอ็ง…” ตาบัวโวย
       “นี่ไง..เราต้องเข้าข้างหลังเว้ย..เข้าข้างหลัง..ลอบกัด..มันถึงจะสำเร็จ” ตาผลบอก
       “โอยๆๆ เจ็บๆๆ ไอ้ระยำ..ตายซะเถอะมึง”
       สองคนไล่ตีกันไปมา
      
       เวลาเดียวกัน ที่บนเรือนบริเวณนอกชาน หมอทาเคดะถอดแว่นตาออกมาชูขึ้น
       แม่อรบอก “แว่นตา”
       “แว่นตา” หมอตาม
       แม่อรชี้ที่ข้าว “ข้าวสุก”
       “ข้าวสุก” หมอว่า
       แม่อรชี้ที่ไข่ในจานไข่ทอด “ไข่”
       สองหนุ่มว่าตาม “ไข่”
       อังศุมาลินถือถาดใส่จานสัปปะรด และจานแบ่งเล็กๆ และไม้เหลาสำหรับจิ้ม เป็นของหวานที่จะมาเสิร์ฟ เดินมาจากครัว มองมาที่แม่และสองหนุ่มแบบหงุดหงิด ว่าเล่นกันอยู่ได้ แล้วมองออกไปสู่ความมืดภายนอก ด้วยความกังวล อยากรู้ว่าตาบัว ตาผล ยังรออยู่ไหม ถอนใจ วิตก
       อังศุมาลินเดินมาคุกเข่า ตั้งจานผลไม้ และจานแบ่ง ลอบมองหน้าญี่ปุ่นทั้งสอง ไม่สบายใจนัก แล้วเก็บพวกจานกับข้าว และจานข้าวที่อิ่มกันแล้วใส่ถาดนั้น
       “แล้วนี่อะไร รู้ไหม” แม่อรชี้ที่จานสัปปะรด
       โกโบริพูดทาเคดะพร้อมกัน “สัปปะรด!”
       “เก่งมาก แล้วคนญี่ปุ่นเรียกว่าอะไร” แม่อรถาม
       โกโบริกับทาเคดะพูดพร้อมกัน “สัปปะรด” เป็นภาษาญี่ปุ่น
       แม่อรพูดทวนคำนั้นเป็นภาษาญี่ปุ่น “สัปปะรด”
       โกโบริกับทาเคดะร้อง “ไฮ้!”
       “ใช่..ไม่ใช่ไฮ้”
       โกโบริว่าตาม “ใช่!”
       ส่วนทาเคดะร้อง “ไฮ้!”
       แม่อรหัวเราะ ทั้งสองหัวเราะด้วย
       อังศุมาลินมองหน้าโกโบริที่หัวเราะสดใส รู้สึกใจอ่อนมากขึ้น และสงสารขึ้นมา โกโบริเหลือบตามา
       อังศุมาลินหลบตา ทำเสียงเนือยๆ “รับประทานเสร็จแล้ว..ไม่ควรกลับดึก”
       แม่อรมองอังศุมาลินอย่างตำหนิ ที่เหมือนเร่งจนเสียมารยาท อังศุมาลินก้มหน้า รีบยกถาดที่เก็บของบนโต๊ะออกไป
       แม่อรรีบหันมายิ้มเหมือนแก้ตัว และรีบเปลี่ยนเรื่อง “ลองชิมดูสิจ๊ะ หวานมั้ย”
       ทั้งสองหนุ่มชิมสัปปะรดกัน
       “หมานนะ” หมอทาเคดะพูดตามแม่อร แต่พูดผิด
       โกโบริบอก “หวาน..ไม่ใช่หมาน”
       ทาเคดะว่าตาม “หวาน...”       
       แม่อรและสองหนุ่มหัวเราะกันอีก
       อังศุมาลินกลับมา เก็บจานชามที่เหลือบนโต๊ะใส่ถาดต่อ ถอนใจ
       แม่อรมองมาดุๆ “ยัยอัง วางถาดไว้…แล้วนั่งลง…กินสัปปะรดกันก่อน”
       อังศุมาลินเลยนั่งลง จิ้มสัปปะรดกิน
       โกโบริมองๆ “หวานไหม”
       อังศุมาลินไม่ตอบ แต่ไม่กินต่อ คิดๆ นิดหนึ่ง แล้วตัดสินใจพูดลอยๆ “ชั้นว่า…เดี๋ยวกลับกันทางเรือ...คงสะดวกกว่า”
       “เดินมาก็สะดวกครับ ใกล้แค่นี้เอง ข้ามสะพาน-ต้นไม้-พาด-ข้าม-คู-ตรงข้างหลังสวนก็ถึง..เมื่อตอนเย็นนี้ เราก็เดินมา” โกโบริบอก
       อังศุมาลินคิดหนัก ตัดสินใจ “อย่าเดินไปทางเดิมเลย เราจะเอาเรือไปส่ง”
       แม่อรได้ฟังแอบมองลูกสาว รู้สึกแปลกใจ
       “ขอบคุณครับ อย่าเลยครับ” หมอทาเคดะบอก
       “แค่นี้ก็เป็นพระคุณมากแล้ว” โกโบริเสริม
       อังศุมาลินมองหน้า พูดด้วยเสียงจริงจัง “ไม่เป็นไร! พอดี...ชั้นอยากออกไปพายเรือเล่น”
       “ขอบคุณ..อย่าให้รบกวนคุณมากไปกว่านี้เลยครับ” โกโบริบอก
       อังศุมาลินอึ้ง กลุ้มใจ ก้มหน้าเอาไงดีนะ โกโบริกับหมอ ต่างมองหน้ากัน แล้วหันมาทำหน้าเกรงใจมากมาย
      
       แม่อรมองจับกิริยาอังศุมาลินด้วยความสงสัย



       โกโบรินั่งผูกเชือกรองเท้าที่ขั้นบันไดเสร็จก็ลุกขึ้น แล้วหันกลับมาดูหมอทาเคดะ ที่ยังนั่งผูกเชือกอยู่ แล้วพอเงยหน้าขึ้นไปบนเรือนแล้วโกโบริต้องชะงัก
      
       เพราะในแสงเรืองรองของตะเกียงที่แขวนอยู่ตรงหัวบันได ท่ามกลางซุ้มไม้ที่เป็นเหมือนกรอบภาพนั้น อังศุมาลินยืนมองลงมายังตน แววตาครุ่นคิดแปลกๆ
       หมอทาเคดะลุกขึ้นยืน มองตามสายตาโกโบริ แล้วหันไปมองบ้าง
       อังศุมาลินก้าวลงมาหา แต่หยุดยืนอยู่บนบนไดขั้นกลางๆ
       “มีไฟฉายกันหรือเปล่า..คะ”
       “ไม่เป็นไรครับ” โกโบริตอบ
       อังศุมาลินบอกอีก “มันมืด…เดินๆ…ควรระวังตัว”
       “มีงูหรือครับ” หมอทาเคดะถาม
       “งู…หรือ...อะไรก็ตาม ควรระวังไว้ก่อน…ดีกว่า”
       โกโบริยิ้มทีท่าคึกคะนอง เห็นอังศุมาลินเป็นห่วง “ขอบคุณ…ถ้าผมเป็นอะไรไป…ผมจะ-เก็บ-ความ-ซาบซึ้งใจ ในความกรุณาของคุณ…ไปกับ-วิญญาณ..ของผมด้วย”
       อังศุมาลินฟังแล้วเหนื่อยใจ ที่โกโบริยังเจ้าคารมอยู่ได้       
       สองคนโค้งลาอีก
       อังศุมาลินกลุ้ม “ชั้นจะไปด้วย..ไปส่ง”
       “ผู้ชาย ทหาร 2 คน ให้ผู้หญิง 1 คนไปส่ง” หมอหัวเราะ
       “แล้วขากลับ ผู้หญิงเดินคนเดียวมามืดเหรอ...แล้วผมก็ต้องขอมาส่งอีกสิ” โกฏบริว่า
       หมอทาเคดะแซว “ส่ง-กัน-ไป ส่ง-กัน-มา”
       สองคนหัวเราะเบาๆกัน แล้วหัน ออกเดินกันหายไปในความมืด
       อังศุมาลินคิดหนัก ร้อนใจ เอาไงดี?
      
       อังศุมาลินกลับขึ้นเรือน เดินมาที่มุมล้างจาน ซึ่งมีตั่งเล็กๆ รองนั่งกับพื้น ลงมือล้างชามในกาละมัง ด้วยท่าทางงงๆ กลุ้มๆ สับสน เอาไงดี อยู่ไม่ติด
       แม่อรกำลังจัดของเก็บเข้าตู้กับข้าว ที่มีชามหล่อน้ำกันมดที่ขาตู้ในครัว หันมามองเป็นระยะ
       อังศุมาลินก้มหน้า ยืนมองน้ำในตุ่ม
       แม่อรมองๆ “ยัยอัง”
       อังศุมาลินสะดุ้ง ทำขันน้ำหลุดมือ กระทบกาละมังเสียงดังตึงตัง รีบเงยเหลียวมามอง
       “คะ..แม่”
       แม่อรเห็นอาการ ยิ่งสงสัยหนัก “มีอะไรหรือลูก”
       “ทำไมคะ”
       “หนูดู...กังวลๆ ชอบกล มีอะไรหรือจ๊ะ”
       อังศุมาลินก้มหน้าหลบตา เก็บขันมา ตักน้ำใส่กาละมังต่อ “ไม่มีอะไรนี่คะ”
       แม่อรไม่เชื่อ “ไม่จริงหรอกลูก บอกแม่มาเดี๋ยวนี้นะ ว่ามันเรื่องอะไรกัน”
       อังศุมาลินไม่ตอบ แต่หน้าตาว้าวุ่นสับสนใจหนัก
       “บอกแม่มาเถอะลูก..หนูพยายามจูงใจให้สองคนนั้นกลับทางเรือ หนูถึงกับลงทุนจะไปส่ง ทั้งที่แม่รู้ดี..ว่าหนูไม่เต็มใจที่จะทำอย่างนั้น หนูมีเหตุผลอะไร”
       อังศุมาลินเงยขึ้น สบตาแม่ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม่อรมองตอบ งงงัน
      
       ฝ่ายสองคนเดินคุยกันเป็นภาษาญี่ปุ่นตามทางเดินในสวน มีแสงจันทร์ครึ่งดวงทอแสงสว่างอยู่บนฟากฟ้า ช่วยส่องนำทาง
       “ที่จริงก็ไม่มืดเท่าไหร่นะ” หมอทาเคดะเอ่ยขึ้น
       “ใช่ แสงจันทร์สว่างดี” โกโบริว่า
       หมอทาเคดะทำจมูกฟุดฟิดได้กลิ่นหอมบางอย่าง
       “กลิ่นดอกไม้อะไร หอมมาก”
       ทั้งสองมองหา แล้วโกโบริก็หันไปเห็นต้นราตรี ออกดอกเป็นช่อขาว ดูฟุ้งๆ อยู่ในความมืด
       “นี่ไง ดอกไม้ ชื่ออะไรก็ไม่รู้” โกโบริเดินเข้าไปดมแล้วบอก “แต่ดมใกล้ๆ กลิ่นแรงเกินไป อาจทำให้วิงเวียนไปได้”
       ทาเคดะหัวเราะขำเอ่ยแซว “อย่าวิงเวียนจนหาทางกลับบ้านไม่ถูกก็แล้วกัน”
       ทั้งสองหนุ่มหัวเราะกันไป
      
       ส่วนบนเรือน ตรงมุมล้างจานเวลานั้น อังศุมาลินหน้าซีดขาว นั่งลง และลงมือล้างจาน พร้อมกับตัดสินใจบอกแม่
       “ตอนที่หนูลงไปเก็บโหระพา..หนูเจอ..ตาบัว ตาผล”
       แม่อรเดินเข้ามาใกล้ พยายามมองหน้าลูก “แกมาทำอะไรกัน มาขโมยกล้วยอีกล่ะสิ แล้วหนูไปทะเลาะกะแกเข้า..หรือไง”
       “เปล่าค่ะ…แต่...สองคนนั่น...มีมีดดาบด้วย” อังศุมาลินบอก
       “ต๊าย..จะไปก่อเรื่องอะไรกันอีกล่ะ เพิ่งโดนเขาเล่นงานไปไม่นานนี้เองนี่นา กรรมเวร ทำมาหากินดีๆไม่ชอบ..แกจะไปทำอะไรกันหรือลูก”
       มือที่ล้างจานอยู่ของอังศุมาลินช้าลงๆ ขณะบอกผู้เป็นมารดา “แกบอกว่า...แกจะมาคอย...ดักฟันโกโบริ”
      
       “อะไรนะ” แม่อรตกใจแทบช็อก



       ฟากตาบัวกับตาผล สองคนกำลังนอนเอนๆ บนหญ้าริมท้องร่อง จะหลับมิหลับแหล่ จู่ๆตาบัวสะดุ้ง ลุกนั่ง มองรอบๆ
      
       ตาผลงง “หา อะไรๆ”
       ตาบัวพูดลอยๆ “สงสัย...”
       “พวกมันมากันแล้วเหรอ” ตาผลตื่นเต้น
       “ได้ยิน..เหมือนเสียงพวกมัน” ตาบัวว่า
       ทั้งสองเงี่ยหูฟัง เงียบ มีแต่เสียงแมลงกลางคืน
       “ไหนล่ะ…” ตาผลเล็งแลหา มองฝ่าความมืดไป
       ทั้งสองเงียบ เตรียมดาบพร้อม
      
       อังศุมาลิน หน้าซีดหนัก เงยมองแม่ที่ยืนตะลึงอยู่ แม่อรมองลูกสาวอย่างผิดหวัง นึกไม่ถึง ทำไมถึงทำแบบนี้
       อังศุมาลินบอกต่อปากคอสั่น “แกว่า..แกจะมาคอยแก้แค้นค่ะแม่ แก..กำชับไม่ให้หนูบอกใคร..หนูก็ไม่รู้จะทำยังไง”       
       แม่อรหน้าซีด “ทำไมหนูไม่บอกแม่เสียตั้งแต่เย็นล่ะ”
       อังศุมาลินพยายามบอกกับตัวเองซะมากกว่า “ช่างปะไร เขาจะเป็นอะไรก็เรื่องของเขา…เราไม่เกี่ยว!”
       แม่อรฉุน “ยายอัง! พูดอย่างนั้นมันก็ไม่ถูกนะลูก…คนทั้งคน จะมาฆ่าฟันกันง่ายๆ...มันก็ผิดไป! อีกอย่าง…เค้าก็คงจะบอกกับคนทางอู่ไว้…ว่าจะมากินข้าวบ้านเรา ถ้าเขาหายไป พวกทหารทางอู่ก็คงจะมาตาม แล้วเกิดมาพบศพสองคนนั่นอยู่ข้างหลังสวนเรา หนูคิดว่าเขาจะคิดกันยังไง? เขามิหาว่าเราวางแผนฆ่านายทหารของเขาหรือลูก..เรื่องใหญ่นะ..ยัยอัง!”
       อังศุมาลินเสียงสั่น “แต่เราไม่ได้ทำนี่คะ..เราก็บอกสิ ว่าเราไม่รู้เรื่องด้วย”
       แม่อรโมโหลูกสาว “แล้วเราไม่รู้..จริงเหรอ..อัง…”
       อยู่ๆ อังศุมาลินวางจานลงในอ่าง ลุกพรวด “หนูจะรีบไปดู…บางที…อาจจะ...ทัน” จะเผ่นไป
       แม่อรผวามาดึงแขนไว้ “อย่าลูก…อาจจะ…จะยิ่งซ้ำร้ายเข้าไปอีก”
       “หนูต้องไปค่ะ” อังศุมาลินปลดมือตัวเองออกมา “แม่ปิดประตูชานเรือนเลยนะคะ ถ้าใครมาเรียก...ก็อย่าเปิด”
       อังศุมาลินรีบวิ่งลงเรือนไป
       “อย่า..ยัยอัง! อย่าไป! กลับมาก่อนอังศุมาลิน..อย่าไปลูก”
       แม่อรตามมาแค่หัวบันได มองตามไป หน้าซีด อังศุมาลินวิ่งหายไปในความมืดแล้ว
      
       อังศุมาลินวิ่งหน้าตั้ง มุ่งตรงไปยังท้ายสวน ในแสงจันทร์ มองเห็นทาง แต่มีบางช่วง ที่ต้นไม้ใหญ่บังตะคุ่ม
       สีหน้าอังศุมาลินร้อนรนสุดๆ หยุดยืน หอบๆ ฟังเสียง แต่เงียบ มีแต่เสียงแมลงกลางคืน
       อังศุมาลินวิ่งต่อ
      
       ขณะเดียวกันโกโบริถือดอกราตรี ที่แอบเด็ดมาช่อเล็กๆ ดมมาระหว่างทาง
       หมอทาเคดะถาม “ดอกไม้-หอน-ไหม…” แต่พูดผิด
       โกโบริแก้ให้ “หอม.. ไม่ใช่-หอน”
       ทั้งสองหนุ่มหัวเราะกัน
       “หอม...ไหม…” หมอถามอีก
       “หอม....มาก...” โกโบริลากเสียง
       ทั้งสองหัวเราะดังขึ้น
       ทันใดนั้น ก็มีชายสองคน ที่มีผ้าเก่าๆ คลุมหน้าคลุมตา กระโดดเข้ามายืนขวาง พร้อมดาบในมือ ทั้งสองคนฟันแบบเอาตาย โดยหนึ่งในนั้นโถมตัวเข้ามาฟันเต็มหลังโกโบริแบบสุดแรง โกโบริล้มคว่ำลงไป ยังไม่ทันตั้งตัว
       หมอทาเคดะตกใจร้องเอะอะเป็นคำญี่ปุ่น “เฮ้ย มึงเป็นใคร” / “อะไรกันวะ” / “โกโบริ เป็นไงมั่ง”
       หมอกระโดดจะเข้าไปช่วยโกโบริ ทันใด อีกคนเข้าฟันที่เฉียงไหล่ หมอทาเคดะเห็น และหลบทัน โดนไปเฉียดๆ กระเป๋าหมอตกกระจายในความมืด
       หมอทาเคดะหันมาสู้กะคนที่ฟันตน
       โกโบริได้สติ โงหัวขึ้นมา คนที่ฟันโกโบริ โดดเข้าไป คิดจะฟันซ้ำ โกโบริพลิกหลบทัน คนๆ นั้นตามไล่กระทืบ
       จังหวะนั้นอังศุมาลิน วิ่งมาตามทาง สะดุดล้มลง แล้วเงยหน้าขึ้นมา ได้ยินเสียงการต่อสู้
       โกโบริกลิ้งตัวหลบการพยายามไล่ฟันซ้ำ แล้วจังหวะหนึ่ง สอดขาเข้าขัดคาคนที่ไล่ฟัน คนนั้นล้มลง
       อังศุมาลินลุกมา พยายามนิ่งฟัง จนจับทิศทางเสียงการต่อสู้ได้
       อังศุมาลินรีบวิ่ง และส่งเสียงสุดเสียงไปทางนั้น “หมอคะ หมอ..โกโบริๆ หมอทาเคดะ!”
       ชายที่ปิดหน้าตาทั้งสอง ได้ยินเสียงอังศุมาลิน หันมาสบตากัน แล้วคนหนึ่ง ก็กระโดดถีบหมอเซไป แล้วรีบเผ่นเป็นคนแรก
       ร่างหมอเซไปปะทะต้นมะพร้าว จุกอยู่ตรงนั้น พยายามทรงตัว หันมาทางโกโบริ
       ชายที่ฟันโกโบริ รีบตะกายลุก แล้วเผ่นไปอีกทางหนึ่ง
       โกโบริยังนอนอยู่ที่พื้น พยายามทรงตัวขึ้นมา แต่ไม่ไหว ฟุบลงไปอีก
       หมอรีบเข้ามาประคองโกโบริ
       “โกโบริๆ เป็นยังไงบ้าง”
       โกโบริคราง “ผม เจ็บ เจ็บมาก”
       “ลุกไหวไหม”       
       โกโบริพยายามลุก แต่กลับทรุดลงนอนคว่ำอีก พร้อมกับร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
       อังศุมาลินวิ่งมาถึงพอดี เห็นภาพเป็นโกโบริกำลังนอนคว่ำ หมอกำลังช่วย ตะโกนออกไป
       “ใคร..เป็นอะไรมากมั้ย..นั่นใคร”
       หมอทาเคดะ หันมา
       “โปรดช่วยผมหน่อย”
       ทาเคดะใช้แรงทั้งหมด พยายามยกโกโบริแต่ไม่ไหว
       “เป็นอะไรมากมั้ยคะ”
       ทาเคดะ        มองเห็นหน้าอังศุมาลิน ดีใจมากๆ “คุณ..คุณมา..พอดี..ช่วยด้วยครับ..คุณ”
       อังศุมาลินยังเห็นไม่ถนัดว่าเจ็บแค่ไหน ตรงไหน “หมอ..เป็นอะไรบ้างหรือเปล่าคะ”
       “ผม-ไม่เป็นอะไร แต่ โกโบริ…”
       “ตาย...ตายหรือคะ” อังศุมาลินหมดแรง ร่างเกือบทรุด
       โกโบริพยายามจะดันตัวลุกขึ้นอีก แต่ก็ฟุบลงไปอีก ครางออกมาอย่างเจ็บเอามากๆ
       อังศุมาลินดีใจ “ยังไม่ตาย”
       ทาเคดะรีบบอก “ถ้า-พากลับอู่ ต้อง-ข้าม-สะพาน-ต้นมะพร้าว-..คงไม่ไหว”
       “เอาไปที่บ้านก่อนก็ได้ค่ะ”
       อังศุมาลินกับหมอเข้ามาพยุงโกโบริคนละข้าง
       ทั้งสองมองหน้ากัน นัดแนะจังหวะโดยไม่ต้องพูด ฮึบ...ขึ้นมา โกโบริก็พยายามจะช่วยตัวเองโดยยืนบนขาทั้งสองให้ได้
       พอโกโบริอยู่ในท่ายืน แต่ร่างโงนเงนเพราะไม่มีแรง หมอทาเคดะก็เอาแขนข้างหนึ่งของโกโบริพาดบ่าตน
       อังศุมาลินมองวิธีของหมอ แล้วทำบ้าง เอาแขนโกโบริพาดคอตน มือโกโบริข้างหนึ่ง วางมาบนบ่าอังศุมาลิน
       แต่แล้วอังศุมาลินก็ต้องผงะ แทบกรี๊ดออกมา
       มือของโกโบริข้างนั้น มีเลือดที่ไหลนองมาตามแขนแล้วไหลย้อยมาตามมือและนิ้ว ในแสงเพียงสลัว แต่ก็มองเห็นเลือดสีคล้ำ ที่ไหลหยดมาบนมือ ไหลมาตามปลายนิ้ว หยดลงบนเสื้ออังศุมาลินข้างหน้าจนแดงฉาน
       “ใคร..ทำอะไร..เกิดอะไรขึ้น” โกโกริพูดได้เท่านั้นก็สลบ นิ่งไปบนไหล่อังศุมาลิน
       “เร็วๆเข้าเถอะค่ะ หมอ เลือดออกมาก..สงสัยสลบไปแล้วค่ะ”
      
       ทั้งสองพยายามแบกร่างไร้สติของโกโบริไปอย่างเต็มกำลัง
       ฝ่ายแม่อรยืนรอกระวนกระวาย ถือตะเกียงชูส่องดูทางอยู่ที่หน้าบันได สักครู่จึงเห็นอังศุมาลิน และหมอทาเคดะ ช่วยกันประคองโกโบริถูลู่ถูกังมา
      
       แม่อรตกใจรีบลดตะเกียงลง แล้วตะโกนถาม “อะไรกันน่ะ อะไรกัน”
       อังศุมาลินรีบบอก “หมอกับโกโบริถูกฟันค่ะแม่”
       แม่อรวางตะเกียงลงบนพื้น แอบไปด้านหนึ่งหน้าซุ้มประตู แล้ววิ่งลงมาช่วยอีกแรงอย่างไม่พูดจาอะไรอีก สบตาอังศุมาลิน แล้วส่ายหัว กลุ้มสุดๆ
       “เอ้า..มาๆ แม่กับอังสองคนดึงไหล่ หมอช่วยดันขึ้นมานะคะ หมอ เข้าใจไหม”
       “เข้าใจ เข้าใจ”
       หมอบอก จากนั้นทั้งสามก็พยายาม ช่วยกันพาโกโบริปีนขึ้นบันไดเรือนไป
       “โอ๊ย..บันไดบ้านเราก็ชันเสียด้วย แต่ปล่อยไว้ข้างล่าง..กลัวพวก..โจร..มันจะมาซ้ำน่ะสิ เอ้า ฮึบ..ฮึบ พ่อดอกมะลิ ได้ยินไหม ช่วยกันหน่อยนะ ช่วยกันหน่อย” แม่อรบอกอย่างกันเอง
       โกโบริปรือตามองแต่ไม่เห็นสิ่งใด พยายามช่วยประคองตัว ก้าวขึ้นบันไดอย่างสุดความสามารถ
       อังศุมาลินกับแม่ พยายามพยุงบ่าโกโบริคนละข้าง มีหมอทาเคดะดันก้น คอยดูแลท่อนล่าง จับขาให้ก้าวขึ้นทีละก้าวกับขั้นบันได ทุกคนเหงื่อตก
       จังหวะที่หมอทาเคดะดันอยู่ พอเงยหน้ามองขึ้นไปทางข้างหลัง แล้วต้องผงะ เมื่อเห็นเลือดโกโบริแดงชุ่มโชกเต็มหลังเสื้อ ตรงตัวเสื้อเองก็โดนฟันขาดแบะตลอดสะพายแล่ง เลือดไหลแล้วหยดลงมาเรื่อยๆ ยังกะน้ำตก
      
       ตรงยกพื้นบนเรือนอังศุมาลิน หมอทาเคดะ วางตะเกียงในตำแหน่งเหมาะสม เพื่อดูอาการของโกโบริให้ถนัด
       โกโบริ นอนคว่ำเหยียดยาวบนยกพื้นกลางเรือน หน้าที่ตะแคงอยู่ตาหลับ หน้าซีดขาว ข้างหลังเสื้อชุดทหารแดงฉานชุ่มโชกเลือด
       ทุกคนต่างเร่งรีบ เพื่อช่วยชีวิตโกโบริ
       ที่ในครัว แม่อรพัดไฟ เร่งถ่าน บนเตามีกาน้ำตั้งอยู่ แม่อรพยายามเร่งให้ไฟร้อน จะได้เดือดรวดเร็ว
       อังศุมาลินอยู่หน้าตู้ใหญ่เก็บของประจำบ้าน กระชากลิ้นชักหาของมือสั่น ได้สำลี ยาแดง ทิงเจอร์ ผ้าพันแผล กรรไกร รีบรวบรวมทุกอย่าง แล้วรีบไป
       หมอทาเคดะกำลังนั่งคุกเข่าดึงชายเสื้อโกโบริที่ขาดเป็นแนวยาวเพราะโดนคมดาบผ่าทั้งหมดออกจากที่เหน็บเอวกางเกงไว้ แล้วเล็งๆว่าจะเอาไงดี อังศุมาลินมาคุกเข่า วางของต่างๆ ให้ตรงหน้า
       “มีแค่นี้ค่ะ สำลี ผ้าพันแผล ยาใส่แผลสด กรรไกร”
       หมอหยิบยาแดง ทิงเจอร์มาดู แล้วพยักหน้า
       จากนั้นหมอทาเคดะพลิกร่างโกโบริให้ตะแคงนิดๆ พยักหน้า บุ้ยใบ้เป็นเชิงว่าให้จับโกโบริไว้ในท่านี้ก่อน “คุณ..ช่วยผม..ด้วย..หน่อย”
       อังศุมาลินรีบจับตัวโกโบริไว้ ค้างอยู่ในท่านั้น
       หมอทาเคดะเอากรรไกรตัดเสื้อโกโบริ จากคอเสื้อด้านข้าง ผ่าตลอดตามยาวเสื้อมาถึงชายเสื้อ เผยให้เห็นแผ่นหลังโกโบริ ที่เป็นแผลฉกรรจ์ โดนฟันลึกจนเห็นรอยเนื้อขาวเหวอะ เลือดยังซึมเยิ้ม ไหลไม่หยุด ที่เริ่มแข็งตัว ก็เกาะตัวเกรอะกรังน่าสยอง
       อังศุมาลินทำหน้าสยองสุด
       หมอทาเคดะพูดเรียบๆ “แผลลึกมาก -ต้องเย็บ”
       อังศุมาลินหน้าซีดหนัก “ยังไงล่ะคะ เครื่องมือก็ไม่มีด้วย”
       หมอทาเคดะหนักใจ “กระเป๋าผม..ตก ตอนต่อสู้กัน ของ-กระเด็น-คงหายไปหมดแล้ว ถ้ากลับไปเอาที่อู่ กว่าจะกลับมา กลัว-เลือด-จะไหลมากๆ ออกมา...จนหมดตัว”
       โกโบริค่อยๆกระพริบตา เหมือนได้สติวูบมา ขยับตัวจะออกจากการจับยึดโดยสัญชาตญาณ
       อังศุมาลินกดมือลงเบาๆ พูดอย่างสงบ เหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ “อย่าค่ะ..อย่าพลิกตัว” พอนึกได้ บอกเป็นภาษาญี่ปุ่น “อยู่นิ่งๆ คุณได้รับบาดเจ็บนิดหน่อย อย่าตกใจนะคะ หมอกำลังหาทางช่วยอยู่”
       โกโบริสงบลงไป หลับตาลงใหม่ เหมือนจะหมดสติไปอีก
       หมอทาเคดะพูดเบาๆ กลัวโกโบริได้ยิน “คุณมีด้าย เข็มเย็บผ้า และแอลกอฮอล์ไหม”
       แม่อรยกกาน้ำร้อน พร้อมภาชนะที่รอง และผ้ารองใต้กามาวาง นั่งลงดู
       “สาหัสมากไหม จะถึง..ตายไหมลูก..โธ่”
       อังศุมาลินเสียงแห้งผากขณะบอก “หมอขอเข็มเย็บผ้า ด้าย แอลกอฮอล์ค่ะ”
       แม่อรหน้าซีด “อะไรกัน จะเย็บอย่างนี้นะเรอะ”
       “เร็วเถอะค่ะ..แม่..เดี๋ยวเลือดจะออกมาก”
       แม่อรรีบลุกไป
      
       หมอทาเคดะที่ถกแขนเสื้อขึ้นเหนือศอกล้างมือด้วยสบู่ด่างในขัน พยายามให้สะอาดสุดความสามารถ อยู่ที่ตุ่มตรงชานบ้าน แม่อรช่วยเอาขันตัดน้ำ เท-รดล้างให้ซ้ำๆ
       อังศุมาลินล้างมือจนสะอาด แม่อรช่วยราดน้ำให้
       ข้างๆโกโบริ มีถาดของที่บ้าน วางสำลี ผ้าพันแผล ทิงเจอร์ แอลกอฮอล์ล้างแผล เข็ม ด้าย กาน้ำร้อน ภาชนะสำหรับใส่น้ำ
       อังศุมาลินยัดหมอนรองใต้ตัวโกโบริ แล้ววางตัวโกโบริลง ในตำแหน่งที่น่าจะดีสำหรับที่หมอจะเย็บแผล
       หมอมานั่งลง รินน้ำร้อนลงภาชนะ ควันโขมง / อังศุมาลินเอาเข็มเย็บผ้าหลายเล่ม มาแช่ในน้ำร้อน / ทิงเจอร์ถูกหมอรินลงแก้ว / อังศุมาลิน เอาเข็มที่ถูกนำขึ้นจากน้ำร้อน มาร้อยด้าย ด้วยความยาวที่ไม่ยาวนัก / หมอเอาเข็มที่ร้อยด้ายแล้ว แช่ในแก้วทิงเจอร์เป็นแถวรอบๆ
       อังศุมาลินมอง ลุ้นๆ นั่งข้างคอยช่วย
       แม่อร ยืนห่างออกไป มองมาแบบไม่อยากจะเห็น สลับกับมองออกไปหน้าบ้าน ว่าจะมีคนมาหรือเปล่า
       หมอหยิบสำลีมาชุบๆๆ แอลกอฮอล์ แล้วค่อยๆ เช็ดแผลอย่างประณีต
       โกโบริได้สติมาอีกครั้ง แล้วขยับตัว ทำให้แผลขยาย เลือดปรี่ออกมาอีก โกโบริสะดุ้งเฮือก ทำเสียงอึกเพราะเจ็บแปลบขึ้นมา
       อังศุมาลินแตะแขน บอกเบาๆ “กรุณานอนนิ่งๆค่ะ หมอกำลังทำแผล”
       โกโบริหันมา จนเห็นหน้าหมอ มีสติเต็มร้อย “เกิดอะไรขึ้น หมอ..?”       
       “มีคนดักทำร้าย ตอนที่เราจะกลับอู่ ที่ทางเดินในสวน..ด้านหลัง”
       “นั่นสิ รู้สึก..ว่าเจ็บมาก..ยังกับโดนฟ้าผ่า หมอล่ะ เป็นยังไงบ้าง”
       “นิดหน่อย..โดนที่ไหล่ขวา แต่มันพลาดไป”
       โกโบริพูดไทย “ใคร”
       หมอทาเคดะเหลือบมองอังศุมาลินแว้บหนึ่ง อังศุมาลินผงะ ตัวแข็งชา
       ทาเคดะ        พูดเสียงเรียบๆ “ไม่รู้ใคร มา 2 คน ยังดี คุณอังศุมาลินตามไปช่วยทัน..มันเลยหนีไป”
       โกโบริเหลือบตาไปทางอังศุมาลินนิดหนึ่ง ทอดเสียงยาวๆ แปลกๆ “อ๋อ..เหรอ…” ทอดแววตาไปอีกทาง ดูอ่อนเปลี้ย ท้อใจ ก่อนจะหลับตาลง
      
       อังศุมาลินหน้าซีดเผือด หวั่นๆ ในใจ หันไปมองแม่ที่ยืนห่างๆ แม่อรหันมาสบตา อึ้งๆ กันไป



       ฝ่ายสองคนวิ่งหนีกันมาตามทางริมน้ำในสวนซึ่งมืดๆ ตาบัววิ่งนำ ตาผลวิ่งอยู่ข้างหลัง จังหวะหนึ่งตาผลหยุดกึก ลิ้นห้อย หอบแฮ่กๆ ตาผลหันไปมองหลังดูว่ามีใครตามมาไหม เมื่อเห็นว่าไม่มีใคร เลยตะโกนบอกตาบัวที่วิ่งนำไป
      
       “เฮ้ย..ไม่ต้องวิ่งแล้ว มาไกลขนาดนี้..แฮ่กๆๆๆ ไม่มีใครตามทันแล้ว โอ๊ยย”
       “นั่นสิ ข้าก็ว่า..แฮ่กๆ วิ่งมาเป็นชั่วโมงแล้ว ป่านนี้คงถึงบางพลัดแล้วกระมัง” ตาบัวว่า
       ตาผลปลดผ้าคลุมหน้าออก “ข้า..ข้า..หาย..ใจ ไม่ออก”
       “เฮ้ยๆ เป็นไรๆ”
       “มัน..แน่น..แน่น..หน้าอก..สงสัย ข้าจะ..เป็น..ลม” ตาผลล้มหัวทิ่มลง ดาบหล่นจากมือ
       ตาบัวตกใจ “ไอ้ผลๆๆ”
       ตาผลครวญคราง “ช่วยข้า..ด้วย..ไอ้บัว..อย่า ปล่อยให้..ข้า ตาย”
       ตาบัวรีบเข้าไปเขย่าตัว “ไอ้ผลๆ ถึงเอ็งจะตาย..ชีวิตเอ็งก็คุ้มค่าแล้ว เพราะเอ็งคือ…มือดาบ...ที่ปลิดชีวิตไอ้นายช่างโกโบริ เอ็งฆ่าญี่ปุ่น ศัตรูของชาติ เอ็งคือผู้กล้าหาญของชาวไทย ข้าจะจารึกชื่อของเอ็งไว้ที่กำแพงวัด”
       ตาบัวรีบดึงคอเสื้อตาผลขึ้นมาจนเสื้อรัดคอ
       “ไอ้บัวๆๆ ปล่อยย เว้ยย.. ข้าจะตายเพราะโดนเอ็งรัดคอนี่แหละ.. นี่ๆ..แกว่า..นายช่างมันตายแล้วแน่เหรอวะ” ตาผลชักไม่แน่ใจผลงาน
       “มันล้มคว่ำแน่นิ่งไป..แล้วข้าได้ยิน..ตอนเอ็งฟันมัน..เสียงดังชัวะ..ยังกะฟันหยวก เลือดพุ่งออกมาเป็นสาย”
       “เออๆ ไม่ตาย.. มันก็เลี้ยงไม่โตล่ะวะ”
       สองคนหัวเราะเสียงดังชอบอกชอบใจ       
       ทันใด แสงไฟฉายกราดมา ทั้งสองเงียบกริบ รีบกลิ้งตัวหลบ
       คนที่เดินฉายไฟมาคือกำนันนุ่มนั่นเอง กำนันฉายไฟมาบนพื้นแล้วผงะ เห็นดาบที่หล่นอยู่ที่พื้นมีเลือดเปรอะ
       กำนันฉายไฟไปใกล้ๆ ก้มลงมองงงๆ แล้วค่อยเก็บดาบขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ไม่ให้มือโดนเลือด
       ตาบัวกะตาผล สบตากันซีด ก้มหัวหลบนิ่งเอามือปิดปาก เงียบกริบ
       กำนันเอาไฟฉายส่องดาบที่คม มีคราบเลือดสดติดเป็นแห่งๆ กำนันมองรอบๆ อย่างระวัง ระแวง
      
       ฝ่ายโกโบรินอนคว่ำ ตะแคงหน้าไปคนละทางที่อังศุมาลินและหมอนั่งอยู่ ทั้งคู่กำลังเตรียมเย็บแผลอยู่ด้านหลัง
       แม่อรเดินถือขันน้ำเข้ามานั่งข้างหน้าโกโบริ บิดผ้าขนหนูที่อยู่ในนั้นแล้วเช็ดหน้าตาให้ รวมถึงคราบเลือดที่หลงเหลือตามที่ต่างๆ
       โกโบริมองอย่างรู้คุณ “ขอบ..คุณ..ครับ”
       แม่อรสงสารจับใจ “พ่อคุณ..ไม่น่าเลย”
       แม่อรหันมาสบตาลูกสาว อังศุมาลินก้มหน้า หลบตาแม่
       “ยายอัง.. ช่วยพ่อดอกมะลิหันหน้าไปอีกทางซิ”
       ไม่ทันที่อังศุมาลินจะยื่นมือเข้ามาช่วย โกโบริก็หันหน้ากลับไปเอง มองอังศุมาลินอย่างเรียบเฉย แม่อรเขยิบไปเช็ดหน้าอีกด้าน หนักใจ หันไปมองไปทางหมอกำลังหยิบเข็มที่ลวกแล้วขึ้นมาวางบนลำสีสะอาด ตกใจ
       “ตายแล้ว.. นี่ใจคอจะเย็บกันสดๆ ทั้งอย่างนี้เหรอ..ยาสลบสะหลับก็ไม่เห็นมี”
       หมอทาเคดะพยักหน้าให้ หน้าเครียด มือหมอกำลังปั้นสำลีเป็นก้อนๆ แยกไว้ต่างหาก
       แม่อรหันไปดูหน้าโกโบริ ที่หลับตาอยู่ มองที่แผลฉกรรจ์ ก้มเก็บอุปกรณ์การเช็ดหน้า แล้วน้ำตาคลอ
       “เข็มตำมือเรานิดเดียว ยังแทบตาย..นี่เย็บเข้าไปดื้อๆ มิแย่หรือ” พลางจ้องมองอังศุมาลินอย่างเจ็บใจลูกตัวเอง ที่มีส่วนทำให้เกิดเรื่อง
       หมอทาเคดะเริ่มหยิบเข็มที่ร้อยด้ายแล้วขึ้นมา หันมามองหน้าอังศุมาลิน
       “คุณต้องเป็น-ผู้ช่วยหมอ -ด้วยความจำเป็นแล้ว.. คุณ-ไม่กลัว-แน่ๆ นะครับ”
       อังศุมาลินมองหน้า หนักแน่น ตั้งใจจริง “ไม่กลัวค่ะ”
       หมอทาเคดะจับแขนโกโบริ แตะมือเรียก “โกโบริ คุณทนได้ไหม เดี๋ยวจะเย็บแผลให้”
       โกโบริขยับนิดนึง ปรือตาขึ้นมา อ่อนเพลียจัด “ฮื่อ…”
       อังศุมาลินมองสภาพ โกโบริสงสารจับใจ “หมอ..ถ้าฉันวิ่งไปเอายาชาที่อู่มาให้…ใกล้แค่นี้คงไม่ถึง…20 นาที…หมอจะห้ามเลือดรอ”
       อังศุมาลินพูดพลางทำท่าจะลุกขึ้น ออกไปจริงๆ
       โกโบริเหลือบตามามองนิดหนึ่ง “ไม่เป็นไร”
       อังศุมาลินหยุด มองงงๆ
       “ผมคง-ไม่เจ็บ-ไปมากกว่านี้”       
       โกโบริมองเข้าไปในดวงตาของอังศุมาลิน
       หมอทาเคดะอธิบายกับอัง ใช้ภาษามือประกอบ “ไม่ต้องไป กลางคืน- มืด ไม่มีคนรู้-ว่ายา-อยู่ตรงไหน -จะ-ไม่ทัน-เวลา”
       อังศุมาลินค่อยๆ กลับมานั่งลงที่เดิม ไม่กล้าสู้หน้าโกโบริ
       “ตอนนี้คุณ-ช่วยจับ-แผล ให้ติด เรียบร้อย ตอนผม- เย็บแล้ว-ช่วย-ดู-อย่าให้ แผล ยับ หรือ ทับกัน ไม่- มีระเบียบ ตอนผม ผูก..ด้าย”
       อังศุมาลินรับคำด้วยสุ้มเสียงแน่วแน่ “ค่ะ!”
       หมอทาเคดะตั้งสติ มองแผลที่ทำความสะอาดแล้ว แล้วหันมาสบตาอังศุมาลิน
       อังศุมาลินกัดฟัน แล้วใช้ทั้งสองมือ แตะขอบแผลสองข้างให้มาติดกัน หมอทาเคดะบอกช้า
       “บีบ-ให้ เนื้อ ที่ติดกัน -สูงขึ้น- เพราะเข็มนี้ -ไม่ใช่เข็ม-ที่-โค้งงอ-ขึ้น เย็บลำบาก”
       อังศุมาลินขบฟันแน่น ทำตามสั่ง เลือดโกโบริยังไหลซึมออกมาเปื้อนมืออังศุมาลิน หมอทาเคดะแทงเข็มด้วยความมั่นใจ จึ้กหนึ่ง ปักลง แล้วแทงขึ้นอย่างเร็วเหมือนเย็บผ้า
       คุณแม่อรรีบหันหลัง หลับตาปี๋ ทนดูไม่ได้
       โกโบริสะดุ้ง ขบฟันแน่น เบือนหน้าออกไปอีกทางที่อังศุมาลินนั่งอยู่ เห็นบริเวณเนื้อสั่นระริก
       “คุณ-แต่ง รอยเย็บ ให้เรียบ เมื่อแผลหาย จะได้ไม่-เป็นแผล-นูนๆ-น่าเกลียด”
       หมอทาเคดะผูกปม อังศุมาลินจับเนื้อไว้ ให้เรียบและเนียนติดกันดีๆ
       “คุณแม่.. ซับเลือดตรงนี้ให้หน่อย” หมอพูดญี่ปุ่นแล้วมองหน้าอังศุมาลิน ประมาณจะให้ช่วยแปลด้วย
       อังศุมาลินหันมามองหน้าแม่ แปล “แม่คะ หมอขอ..ให้ช่วยซับเลือดด้วยค่ะ”
       แม่อรสยองมาก แต่กัดฟัน ช่วยทำ หมอทาเคดะตัดด้ายที่ผูกออก ใช้วิธีเย็บขึ้นลงที แล้วผูก 1 ปมทันที แล้วเย็บใหม่
       โกโบริสะดุ้ง เหงื่อแตก กัดฟันแน่น อังศุมาลิน ตั้งอกตั้งใจ ทำงานอย่างมุ่งมั่น จริงจัง ไม่มีสีหน้าหวาดกลัว เมื่อจบด้ายของเข็มแรก ก็เอาเข็มใหม่ที่ฆ่าเชื้อและร้อยด้ายไว้ ส่งให้หมอ
       หมอทาเคดะทำไป ยกแขนเอาไหล่ซับเหงื่อไป
        
       ส่วนแม่อรคอยช่วยซับเลือดไปเรื่อยๆ แอบพนมมือไหว้คุณพระคุณเจ้า พึมพำ พุทโธๆๆ



       ทางด้านกำนันนุ่มเห็นว่าสถานการณ์ไม่ชอบมาพากล ส่องไฟไปมา เดินหารอบๆ ท่าทางพร้อมลุยตาบัวกะตาผล ซุ่มนิ่ง
      
       กำนันกระชับดาบนั้น วัดแรง น้ำหนักดาบในมือ คิดๆ แล้วเดินต่อไป
       “ชิบแล้ว..กำนันเอาดาบข้าไป” ตาผลคราง
       “ชู่ววว…” ตาบัวจุ๊ปาก
       “บัว..เอ็งไปเอาดาบข้ามาคืนที”
       ตาบัวร้องห้ามอีก “ชู้ววว..เอ็งอยากติดคุกข้อหาฆ่าคนตายเหรอวะ”
       “แต่ข้าฆ่าญี่ปุ่นนะเว้ย ไม่ได้ฆ่าคน”
       “แล้วญี่ปุ่นไม่ใช่คนรึไงวะ”
       “ก็คนไง..แต่มันเป็นพวกคนที่เป็นศัตรูของคนไทย ของชาติไทย!”
       “แต่มันคือมหามิตรของรัฐบาลไทย เอ็งอย่าลืม ถ้าโปลิสของรัฐบาลไทยจับเอ็งได้ ว่าเอ็งฆ่าฟันมิตรภาพของเขา เอ็งอาจจะโดนยิงเป้าก็ได้”
       ตาผลร้อง “หา…”
       “อ้าว ก็เราอยู่ในระหว่างสงคราม เขาต้องขึ้นศาลทหารกัน แล้วคราวที่แล้ว เอ็งโดนกรอกน้ำมันไปแล้ว คราวนี้..ก็ยิงเป้าแน่นอน”
       “งั้น..ถ้า..ถ้ากำนันจำดาบข้าได้ล่ะ กำนันก็ต้องรู้ ..ว่าข้า..เพิ่งไปฟันคนมา” ตาผลโวยวายไม่เลิก
       “นั่นสิดาบประจำตระกูลตกทอดมาตั้งแต่สมัยปู่เอ็งไปปราบฮ่อซะด้วย” ตาบัวว่า
       “ใช่..มีแกะสลักชื่อวงศ์ตระกูลด้วย”
       ตาบัวฉงน “...วงศ์ตระกูลอะไรวะ”
       “วงศ์ตระกูลอินทรสุระเสนา” ตาผลบอก
       “ฮ้า..วงศ์ตระกูลของเอ็ง..คือตระกูล..อินทระ..อะไรเนี่ย” ตาบัวอย่างทึ่ง
       “ป่าว..ตระกูลของ..เจ้าของดาบ..ที่ปู่ข้าไปโขมยมา”
       ตาบัวฟังแล้วเซ็ง
      
       ส่วนที่บนเรือนอังศุมาลิน หมอทาเคดะเอาทิงเจอร์ ทาเบาๆ ไปบนแผลที่เย็บเสร็จ แผลยาวจากไหล่ พาดเฉียงไปถึงกลางหลัง เย็บเป็นรอยฝีเข็มสม่ำเสมอ 1 ข้อ ต่อ 1 ปม ยาวเท่าตะขาบยักษ์ 3 ตัวต่อกัน
       โกโบริกัดฟันแน่น หายใจสม่ำเสมอ แบบคนตั้งสมาธิแน่วแน่ อังศุมาลินเช็ดมือที่เปื้อนเลือดกับผ้าขนหนูที่อยู่ในขัน หมอทาเคดะพยักหน้า ส่งต่อ ให้อังศุมาลินช่วยแต้มยา ต่อจากหมอ
       หมอคาเคดะหันไป ตัดผ้าพันแผลเป็นแถบยาวๆ แม่อรช่วยเก็บอุปกรณ์การเย็บที่เสร็จแล้ว เลิกใช้ออกไป จากนั้นหมอประคองโกโบรินั่ง ดึงเอาเสื้อที่โดนตัดขาดแล้วออกไปจากตัว
       โกโบริเจ็บมาก เวลาทรงตัว ใช้กล้ามเนื้อส่งตัวให้นั่งตรง ขัดสมาธิ ระบายลมหายใจช้าๆ เหงื่อไหลเต็มหน้า
       อังศุมาลิน สีหน้าเรียบเย็น ส่งผ้าพันแผลที่จัดไว้เรียบร้อยแล้วให้หมอ
       หมอทาบผ้าพันแผลปิดรอบเย็บเฉียงลงมา แล้วพันรอบหัวไหล่ สลับกับอีกแนวที่พันขวางรอบอก
       อังศุมาลินต้องวางมือ เข้ามาคุกเข้าตรงหน้า ช่วยประคองให้โกโบรินั่งให้ตรง
       โกโบริมองหน้าอังศุมาลิน ที่ช่วยจับประคองตนให้นั่งตัวตรง สีหน้าเรียบเฉย จนหมอพันเสร็จ
       อังศุมาลินเหลือบมอง เห็นสายตาโกโบริ ที่มองมา แววตาไม่เข้าใจ สงสัย เต็มไปด้วยคำถาม
       อังศุมาลิน พยายามฝืนยิ้มให้แบบให้กำลังใจทั้งๆ ที่ตัวอังศุมาลินเองซีดสนิท แล้วหลบตาก้มหน้าลง
       “เสร็จแล้ว เสียเลือดไปเยอะเหมือนกัน”
       โกโบริรู้สึกดีขึ้น พึมพำเบาๆ “ขอบใจมากหมอ”
       “ดีที่ได้คุณอังศุมาลิน และคุณแม่มาช่วย ไม่อย่างนั้นคงอีกนานกว่าจะเย็บเสร็จ”
       โกโบริเหลือบตามองอังศุมาลิน
       “ขอบคุณมาก”
       อังศุมาลินก้มหน้า รู้สึกผิดมากมาย
       “คุณเป็นผู้หญิงที่ใจแข็ง…”
       อังศุมาลินสะดุ้ง หันไปมอง
       โกโบริพูดต่อ “ไม่กลัวเลือด”
       อังศุมาลินโล่ง เริ่มไม่แน่ใจว่าโกโบริหมายความอย่างนั้นจริงหรือเปล่า
       โกโบริ หันไปมองหมอพูดญี่ปุ่น “แล้วหมอ..เจ็บตรงไหนบ้าง”
       อังศุมาลินนึกได้ “จริงด้วย”
       ทาเคดะเหลือบตามองอังศุมาลิน “ผม ไม่-เป็นไรมาก..เดี๋ยว ให้-ทหาร-ผู้ช่วยหมอ-ที่อู่-ดู-ก็ได้”
       อังศุมาลินร้อนใจ “ให้ดิฉันดูเถอะค่ะ เป็นความผิดของดิฉันเอง..ที่…”
       โกโบริพูดแทรกขึ้นมาลอยๆ “คนไทย-ก็รู้จัก-คำว่า-ความพยาบาท-เป็นของหวาน คุณอังศุมาลินพูดถูกจริงๆ”
       อังศุมาลินนิ่งชะงัก หมอมองทั้งคู่ งงๆ
       โกโบริทำเสียงเรียบเย็น “เสียอย่างเดียว…ที่เขาลอบทำร้าย...”
       อังศุมาลินหันขวับ มามองหน้าโกโบริเขม็ง
       โกโบริสบตาแล้วก้มหัวให้ก่อนจะพูดต่อ “แต่ยังดีที่คุณอังศุมาลิน ‘เปลี่ยนใจ’...ลงไปช่วยเราสองคนได้ทันเวลา”
       อังศุมาลินดวงตาวาววับ ขยับปากจะแก้ตัว
       หมอทาเคดะรีบขัดขึ้น “เออ.. ถ้าอย่างนั้นคุณอังศุมาลิน..กรุณา..ช่วยดูแลแผลให้ผมด้วยดีกว่าครับ”
       อังศุมาลินหันมา มองหน้าหมอ แล้วรีบเข้ามาดู ขณะที่หมอถอดเสื้อออก
      
       โกโบริมองมาแววตาสับสนข้องใจ แล้วค่อยๆ กระถดตัวไปนั่งพิงเสาไว้ มองเหม่อ
      ขณะเดียวกัน กำนันนุ่มถือดาบเดินขึ้นระเบียงบ้านมา แม่วันเห็นก็ร้องทักท่าทีตกใจไม่น้อย
      
       “อุ๊ย พ่อ..นั่นมีดไม้อะไรของใคร เอามาจากไหน”
       “เก็บได้…”
       “หา เก็บมีดดาบได้หรือพ่อมันอะไรยังไง”
       “สงสัยโจรผู้ร้ายมันไปปล้นชิงอะไรใครมา แล้วหนีมา แต่ทำไมมันถึงทิ้งดาบซะก็ไม่รู้” กำนันมองดูดาบ “หรือว่ามันจะทำลายหลักฐาน...เดี๋ยวพรุ่งนี้ คงต้องลองไปสืบหา ว่ามีใครบาดเจ็บล้มตายโดนฆ่าโดนฟันกันหรือเปล่า”
       “น่ากลัวจริง ยุคข้าวยากหมากแพงอย่างนี้ ผู้คนมันใจทมิฬหินชาติกันขึ้นเยอะนะพ่อนะ”
       กำนันนุ่มและแม่วันเดินเข้าไปในบ้าน
       ส่วนในดงไม้ข้างหน้าบ้าน ตาบัวกะตาผลโผล่มาแอบดู แล้วหน้าซีด หันมองหน้ากัน
       “หายนะแล้วไหมล่ะ กำนันจะสงสัยเราหรือเปล่า”
       “สงสัยเราจะอยู่ตำบลนี้กันต่อไปไม่ได้แล้ว..ไอ้ผลเอ๋ย”
       ทั้งสองเกลอซีดสนิท
      
       อังศุมาลินผูกผ้าพันแผลลงบนแผลเฉี่ยวที่ไหล่ของหมอทาเคดะ หลังจากทำแผลเพียงทายาเสร็จแล้ว
       โกโบริที่มีผ้าขาวม้าคลุมไหล่ ถอดเสื้อ มีผ้าพันแผล นั่งพิงเสา มองด้วยแววตาครุ่นคิดเครียด หน้าซีดส่วนหนึ่ง โกรธอังศุมาลิน ที่ทำให้หมอต้องมาพลอยบาดเจ็บไปด้วย แล้วตอนนี้มาทำเป็นคอยดูแล
       “ขอบคุณมาก” หมอทาเคดะโค้งให้เล็กน้อย ตลบเสื้อที่ถอดกระดุม และลดลงปกคลุมแขน ขึ้นคลุมบ่าให้เรียบร้อย ติดกระดุม “ดึกมากแล้ว..ผมคงต้องไป” หมอว่าพลางขยับลุก
       โกโบริได้ยิน รีบพยายามจะลุกบ้าง โดยยึดเสาเป็นตัวช่วย แต่ก็ไม่มีแรงพอ ลุกมายืนแบบไม่ไหวสุดๆ ตัวเอียงกะเท่เร่แบบหมดสภาพ
       อังศุมาลินหันไปเห็น ตกใจ “จะไปไหวหรือ”
       โกโบริบอกเสียงเย็นชา “ผม-ไม่เจ็บแล้ว ไม่รู้สึกอะไร…ภาษาไทยเรียกว่าอะไรนะ...ด้านชา…ใช่ไหม?”
       โกโบริเหมือนจะยิ้มให้ แต่ดวงตาเรียบเฉย ไม่มีความรู้สึกใดๆ
       “ขอบคุณอีกครั้งที่คุณอุตส่าห์ให้ความช่วยเหลือ” โกโบริจงใจพูดแดกดันอังศุมาลิน และพยายามจะเดินไป “ไปกันเถอะหมอ”
       หมอทาเคดะก้าวมาหา “คุณไปไม่ได้ คุณคงต้องพักอยู่ที่นี่ซักคืน” มองอังศุมาลิน สีหน้าขอร้อง
       “โกโบริ-เลือดออกไป ไม่น้อย ถ้าแผล-ที่เย็บ-สะเทือน-จะ-บอบช้ำ-มากเกินไป”
       อังศุมาลินห่วงจริงใจ “จริงด้วย…จะเดินกลับไปได้ยังไงกว่าจะไปถึงอู่อีกตั้งไกล”
       โกโบริพยายามยืนตรง “เมื่อกี้ตอนที่คุณจะวิ่งไปเอายาชา…คุณยังบอกว่าใกล้แค่นี้เอง”
       โกโบริรีบก้าว แต่ดูโงนเงน แม่อรกลับออกมา เห็นเข้าพอดี ร้อนใจ รีบก้าวมาขวาง
       “อย่าเพิ่งกลับเลยพ่อคุณ..เจ็บกันคนละไม่ใช่น้อย นี่ก็ดึกแล้ว จะไปทางเรือน้ำก็ลง เทียบท่าลำบาก ยัยอังบอกให้คุณหมอกับพ่อดอกมะลิพักอยู่ที่นี่ก่อนลูก..เดี๋ยวแม่จะเตรียมที่หลับที่นอนให้ทั้งสองคนนั่นแหละ” แม่อะรีบเข้าไปทำตามที่พูด
       ทาเคดะกับอังศุมาลินเกรงใจที่ต้องรบกวน “ผมไม่เป็นไร แต่โกโบริ…”
       อังศุมาลินบอกอย่างจริงจัง รู้สึกผิดที่สุด “คุณหมอพักอยู่ด้วยเถอะค่ะ..เหนื่อยมากแล้ว..อย่ากลับเลย ดิฉันเสียใจค่ะ ที่เกิดเหตุการณ์ร้ายอย่างนี้ขึ้น เสียใจมากจริงๆ.. เดี๋ยวดิฉันขอตัวไปช่วยแม่เตรียมที่ทางก่อน..ขอร้องนะคะ อย่าปฎิเสธเลย…”
       “ผมไม่…”
       “โกโบริ!” หมอพูดดุจริงจัง ดึงโกโบริไปเจรจาสองคน
       อังศุมาลินรีบเข้าไปช่วยแม่ในห้อง
       โกโบริกับหมอคุยกันเบาๆ ซุบซิบๆ โกโบริพยายามจะปฏิเสธ แต่หมอไม่ยอม ซีเรียส แล้วขณะที่เถียงๆ อยู่ โกโบริก็ทรุดลงเอง ยืนไม่อยู่ หมอต้องพยุงโกโบรินั่งพิงเสา แล้วอบรมดุๆ ต่อ ประมาณว่า
       “เห็นไหม ตัวเองไปไม่ไหวจริงๆ อย่าดื้อสิจะอยู่เป็นเพื่อนนะ”
       แม่อรถือผืนเสื่อออกมา อังศุมาลินยกม้วนที่นอนแบบยัดนุ่นบางๆ ตามออกมา เจอภาพที่โกโบริยอมจำนนแล้วพอดี
       โกโบริก้มหน้า ยอมรับเวลาหมอดุกำชับทีละคำ “ไฮ้!”
       “เข้าใจไหม”
       “ไฮ้!”
       แม่อร กับอังศุมาลินลงมือปูที่นอนมุมหนึ่ง โกโบริหันไปมองในแสงตะเกียงเรื่อเรืองนั้น เห็นอังศุมาลินกับแม่ รีบปูที่นอนกัน แข็งขัน ตั้งใจจริง
       นั่นเองสีหน้าโกโบริ จึงสงบลง อ่อนโยนปนเศร้า
      
       ทั่วทั้งเรือนอังศุมาลินตกอยู่ในความมืด มีแสงตะเกียงเรืองๆ ลอดมา จากช่องหน้าต่าง และระเบียง จากนั้น แสงตะเกียงค่อยๆ ดับมืดลงทีละจุดๆ จนมืดมิด เห็นบ้านในแสงจันทร์เงาๆ
       อังศุมาลินนอนบนเตียงในมุ้งแต่นอนไม่หลับ นอนตาโพลงในความมืดสลัว นึกถึงเรื่องที่คุยกับตาบัวและตาผลตอนหัวค่ำ
       “แค้นมันนัก..ไอ้พวกศัตรูของชาติ เอาไว้ไม่ได้”
       “ตกลงเย็นนี้มันมาใช่ไหม” ตาบัวถามอย่างเคียดแค้น
       “คงมา..กระมัง”
       ตาบัวบอกเสียงเหี้ยม “ดี!” พลางยกดาบขึ้นมา “จะดักฟันมันมืดๆ นี่ละ”
       อังศุมาลินอึ้ง “จริงหรือลุง”
       “ก็จริงซิแม่อัง คอยดูคืนนี้เถอะ.. เราจะได้เห็นดีกัน ว่าที่นี่..มันแผ่นดินของใครกันแน่!” ตาบัวทำหน้าโหดแค้นจัด “พวกมันไม่มีสิทธิ์ จะมาทำโทษคนไทย”
       ตาผลผสมโรง “ถึงรัฐบาลยอม แต่ประชาชนไม่ยอมโว้ย เราต้องมาร่วมมือกัน แม่อัง”
       อังศุมาลินอึ้งกับคำพูดและท่าทีของสองเกลอ
      
       อังศุมาลินดึงตัวเองกลับมาท่าทีร้อนรุ่ม พลิกตัวอย่างแรง สีหน้าอังศุมาลิน รู้สึกผิดมากมาย แต่เรื่องที่คุยกับตาบัว ตาผล ยังตามาหลอกหลอนให้คิดหนักอีก
       “เอาล่ะๆ..ก็สรุปว่า..บางทีหมอก็มาฉีดยา หรือบางที อาจจะไม่มา..แต่ถ้ามา ไอ้ตัวนายช่างก็จะมาด้วย..ใช่ไหมล่ะ แม่อัง…” ตาบัวพูดพลางหันมา มองหน้าตาผลแบบเอาจริงเอาจัง “ดังนั้น..ไม่ว่าจะมา..หรือไม่มา เราก็จะดักอยู่ตรงนี้..เพราะถ้ามันข้ามจากอู่มาหลังสวน..ก็จะต้องเดินผ่านตรงนี้”
       “งั้น..ถ้าเผื่อ..เค้าอาจจะมาทางเรือ” อุงศุมาลินท้วง
       “ก็ช่างหัวมัน ถ้ามันมาทางเรือก็แปลว่าชะตามันยังดีอยู่ ก็เลยแคล้วคลาด” ตาผลว่า
       “งั้นทำไมพวกลุงถึงต้องมาดักทำเค้าที่นี่ด้วยล่ะ ถ้าเก่งจริง..ก็แอบบุกเข้าไปฆ่าเสียที่ในอู่เลยสิ”
       คราวนี้ตาผลมองอย่างจับสังเกตว่าอังศุมาลินรู้สึกยังไง “ไปให้มันฆ่าตายล่ะไม่ว่า ธุระอะไรจะทำโง่ๆแบบนั้น สู้นั่งคอยมันจากนี้ไม่ดีกว่าหรือ”
       อังศุมาลินหลบตา พาลเหวี่ยงใส่ “งั้นลุงอยากจะทำยังไงก็ตามใจเถอะ” แล้วรีบเดินหนี
       ฝ่ายตาบัวตะโกนดักคอ “แม่อังคงไม่เก็บไปบอกพวกมันหรอกนะ ว่าเราคอยมันอยู่ตรงนี้”
       อังศุมาลินจี๊ด หันขวับมา “ไม่ใช่ธุระของฉัน ฉันไม่ยุ่งด้วยหรอก”
       คิดถึงตอนนี้อังศุมาลินลุกพรวดมานั่งกอดเข่าอยู่ในมุ้ง
       แล้วภาพเหตุการณ์ตอนหมอเย็บแผลที่หลังโกโบริ โดยอังศุมาลินช่วยจับแผลที่ถูกฟันก็ผุดขึ้นมาอีก ตอนนั้น อังศุมาลินกัดฟัน แล้วใช้ทั้งสองมือ แตะขอบแผลสองข้างให้มาติดกัน
       หมอทาเคดะคอยบอก “บีบ-ให้ เนื้อ ที่ติดกัน -สูงขึ้น- เพราะเข็มนี้ -ไม่ใช่เข็ม-ที่-โค้งงอ-ขึ้น”
       อังศุมาลินขบฟัน ทำตามสั่ง หมอทาเคดะแทงเข็มด้วยความมั่นใจ จึ้กหนึ่ง ปักลง แล้วแทงขึ้นอย่างเร็วเหมือนเย็บผ้า แม่อรรีบหันหลังให้ เพราะทนดูไม่ได้
       โกโบริสะดุ้ง ขบฟันแน่น บริเวณเนื้อที่เย็บสั่นระริก
       “คุณ-แต่ง รอยเย็บ ให้เรียบ เมื่อแผลหาย จะได้ไม่- เป็นแผลนูนๆ”
       หมอทาเคดะผูกปม อังศุมาลินจับเนื้อไว้ให้เรียบและเนียนติดกันดีๆ
       นึกไปนึกมา อังศุมาลินมีหน้าตาเจ็บใจตัวเอง ไม่น่าเลย แล้วล้มตัวลงนอนใหม่ เหมือนโดนไฟแผดเผาจนแสบร้อน
       โกโบริถอดเสื้อนอนคว่ำ เห็นผ้าพันแผลคาดสะพายไหล่หลัง มีผ้าขาวม้าคลุมช่วงคอ และผ้าห่มๆเสมอเอว โกโบริหลับสนิท เอียงหน้ากับหมอน
      
       พิษไข้จากแผลทำให้โกโบริที่หลับอยู่ มีอาการผวาๆ เนื้อตัวสั่นสะท้าน และฝันไป



       ภาพในฝันเท้าโกโบริเดินมาบนพื้นหญ้าที่มีกลีบซากุระร่วงพราว โกโบริในชุดนักเรียนทหาร ถือกระเป๋านักเรียน เดินมาระหว่างต้นซากุระ ที่กำลังร่วง กลีบปลิวลมดุจสายฝน
      
       ระหว่างต้นไม้ต้นนั้นแม่ของโกโบริ ในชุดกิโมโนฤดูใบไม้ผลิงดงาม วิ่งเล่นอย่างมีความสุขกับลูกหมาตัวเล็กๆ พอหมาเห็นโกโบริ ก็ดีใจมากมาย รีบวิ่งมาทักทาย ตะเกียกตะกาย กระดิกหางโกโบรินั่งลง เล่นกับหมา
       แม่มองดูโกโบริกับหมา หัวเราะก่อนจะัเข้ามาหา โกโบริลุกขึ้นกอดกับแม่ แม่กอดลูก ตบหลังตบไหล่ จับตัวลูกออกห่าง เพื่อดูว่าลูกตัวโตขึ้นมาก ต่างยิ้มแย้ม หัวเราะ มีความสุข
      
       โกโบริที่อยู่ในมุ้ง หน้าซีดเซียวนอนกระวนกระวาย เปลือกตาเต้นถี่ ร้องละเมอเป็นคำญี่ปุ่น
       “คุณแม่ครับ คุณแม่”
       ในมุ้งอีกมุ้งข้างๆ กัน ที่หมอทาเคดะนอนหลับอยู่ หมอสะดุ้ง ลืมตาตื่น
       เสียงโกโบริดังเข้ามา “แม่ครับ..คุณแม่ครับ”
       หมอทาเคดะตกใจ “โกโบริ!”
       หมอรีบลุก เปิดมุ้งออกไป รีบไปที่มุ้งโกโบริ เปิดมุ้งขึ้น เห็นโกโบรินอนกระสับกระส่าย
       หมอทาเคดะเอามือไปจับแขนโกโบริ แล้วสะดุ้ง พึมพำเป็นภาษาญี่ปุ่น
       “โกโบริ..ตัวร้อนมาก เป็นไข้สูงมาก..แย่แล้ว”
       หมอทาเคดะมีสีหน้าแววตาวิตกมาก
       โกโบริที่นอนกระสับกระส่ายอยู่ ลืมตามา โกโบริเห็นหมอทาเคดะ มองอย่างมึนงง เบลอๆ
       “โกโบริ เป็นไงบ้าง” หมอถาม
       “ผมอยู่ที่ไหน คุณ..เป็นใคร…”
       หมออึ้งๆ
       โกโบริพูดไทยอาการหลงๆ สับสน “ผม…เป็นอะไร-หรือครับ”
      
       พระอาทิตย์โผล่พ้นขึ้นเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้คนริมคลองเริ่มต้นชีวิตตามครรลองของใครมัน ในคลอง เรือพระออกบิณฑบาตรพายผ่านไป
       ส่วนที่ระเบียงบ้าน หมอทาเคดะยืนลังเล ร้อนใจ
       อังศุมาลินค่อยๆ ย่องๆ เบาๆ มีเสื้อหนาวบางๆ ใส่ทับ กันอาการหนาวเย็น อังศุมาลินเดินระวังฝีเท้าให้เบา จะมาที่ครัว เพื่อติดไฟ ต้มน้ำ แล้วชะงักที่เห็นหมอทาเคดะทำท่าจะเปิดประตูใต้ซุ้มไม้หน้าเรือนออกไป
       “โกโบริเป็นไข้ เกือบ-ไม่ได้นอน-ทั้งคืน เพิ่งหลับไปเดี๋ยว-ผมจะรีบไป-เอายา-ที่อู่”
       อังศุมาลินมองไปทางที่นอน แล้วหันมามองหน้าหมอแบบห่วงๆ “หมอไปไหวแน่หรือคะ”
       หมอทาเคดะก้มหัวให้สาวไทยอย่างซึ้งใจ “ผมไม่เป็นอะไร แต่.. ฝากโกโบริ-ไว้ด้วยนะครับ”
       อังศุมาลินอึ้ง
      
       อังศุมาลิน มองผ่านมุ้งโปร่ง เห็นหน้าโกโบริที่นอนตะแคงคว่ำ หลับอยู่มีผ้าห่มคลุมมิดคอ
       อังศุมาลินนั่งคุกเข่าข้างๆ มุ้ง มองอย่างวิตก
       โกโบริยังนอนหลับนิ่ง หน้าที่ตะแคงดูอ่อนโยน อ่อนเยาว์
       อังศุมาลินมองโกโบริ แล้วหันไปมองไปดูที่นอนที่หมอทาเคดะนอน ซึ่งปลดมุ้งมาพับไว้คร่าวๆ บนที่นอนที่ที่มีผ้าห่มพับแล้วเช่นกัน
       อังศุมาลินลุกมาเก็บหมอนพับที่นอนของหมอ
       ส่วนในมุ้ง โกโบริเหมือนร้อนขึ้นมากะทันหัน ตลบผ้าห่มลง แล้วเจ็บแผล สะดุ้งตัว
       “โอยย...”
       อังศุมาลินได้ยิน หันไป เห็นโกโบริยังหลับตาพลิกคว่ำลงตามเดิม อังศุมาลินขยับมาส่องดูจากข้างมุ้ง เห็นโกโบรินอนโดยที่ผ้าห่มถูกสะบัดมาอีกทางหนึ่ง เห็นแขน และหลังรอบๆ แผลบวมแดง อังศุมาลินเพ่งมอง
       โกโบริพลิกตัว จะนอนหงาย แต่เจ็บแผลมากกว่าเดิม ร้องออกมาอีก แล้วจึงพลิกกลับ ตะแคงข้างเอาข้างที่เจ็บขึ้น แล้วงอตัวขดกุ้ง
       อังศุมาลินมองอย่างเวทนา ตัดสินใจหันมา แล้วหยิบผ้าห่มของหมอที่พับแล้ว หยิบมาม้วนๆ ให้กลมๆ เหมือนหมอนข้าง แล้วเปิดมุ้งขึ้นจากด้านหลังโกโบริ เอาเฉพาะมือตนลอดเข้าไป เอาม้วนผ้าห่มนั้นสอดรองด้านหลังโกโบริต่ำลงไป เพื่อให้โกโบริเอนมาพิงหลังได้บ้าง
       โกโบริรู้สึกถึงผ้าที่มาสัมผัสหลัง ดวงตาลืมขึ้น แล้วหันตัวเท่าที่ทำได้ หันหน้าไปมอง
       อังสุมาลินตกใจ สะดุ้ง
       โกโบริมองหน้าอังสุมาลิน มึนงงอยู่เล็กน้อย แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง “เช้าแล้วหรือ” มองหา “หมอล่ะ”
       อังศุมาลินบอกเสียงเรียบๆ “หมอไปเอายาที่อู่ เดี๋ยวมา..ค่ะ”
       โกโบริผงกตัวขึ้น อยากลุก แต่แล้วลุกไม่ไหว ทิ้งตัวลงตามเดิม “ทำไมไม่รอ..จะได้ กลับไป พร้อมกัน”
       “คุณไม่สบาย..จับไข้ทั้งคืน..จนหมอไม่ได้นอน”
       “ผม-โชคดีไปหน่อย..แต่คง..ทำให้มีคนผิดหวัง-ไปหลายคน” โกโบริประชด
       อังศุมาลินจี๊ด “คุณหมายความว่ายังไง”
       “หมายความว่า..ผมไม่ตาย..อย่างที่ใครๆ หวัง”
       อังศุมาลินอารมณ์ขึ้นจนลืมตัว ถลกมุ้งเปิดขึ้น “ใครที่คุณว่า...หมายถึงใคร”
       โกโบริมองหน้า ยิ้มกวนๆ “คุณรู้ดี..ทำไมต้องให้ผมพูด”
       “คุณคิดว่า...ฉันรู้อะไร”
      
       โกโบริยิ้มมองนิ่ง สีหน้าและแววตาเยือกเย็น อังศุมาลินเสียววาบ ซีดลงไปทันที



       บริเวณหลังป่าช้าหลังวัด ตอนรุ่งเช้าวันเดียวกันนั้น แลเห็นเจดีย์บรรจุกระดูกเล็กๆ เรียงรายเต็มป่าช้า ไกลออกไปเห็นเมรุตระหง่านอยู่ ที่หลังวัดนี้มีศาลาเป็นเพิงร้าง ซึ่งมีโลงศพวางคว่ำบ้าง ซ้อนๆ กันบ้างอยู่อีกด้านหนึ่ง
        
       ตาบัวกับตาผล มาหลบและนอนกอดกันกลมอยู่ที่ศาลาร้างหลังนี้
       ตาบัวเอาผ้าขาวม้ามาปัดยุงที่มาตอมขาทั้งๆ ที่ยังหลับอยู่
       จังหวะหนึ่งตาบัวเริ่มขมวดคิ้ว รำคาญ เอาผ้าขาวม้ามาคลุมหัวข้างๆ ตาผลหลับสบาย อ้าปากหวอ
       ตาบัวเอื้อมมือไปตบยุงที่ขา เกาๆๆๆ
       สักพักตาบัวเริ่มทนยุงกัดไม่ไหวจึงยอมลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด
       “เว้ย...”
       ตาบัวเอามือปัดๆๆ ยุงที่บินอยู่รอบๆ เริ่มสังเกตรอบตัว ชะงัก ขยี้ตา มองไปรอบๆ จึงเห็นเป็นป่าช้า บรรยากาศวังเวงน่ากลัว หันไปเห็นตาผลนอนอยู่รีบเขย่าตัว
       “ตาผลๆ ตื่นๆๆ ตื่นสิ”
       ตาบัวตบหน้าไปเบาๆ หนึ่งที ตาผลเคี้ยวปากจั๊บๆ ขยับตัวนิดหน่อย แต่ไม่ตื่น
       “ใครใช้ให้เอ็งพามานอนแถวนี้ว้า.. ตาผล! ตื่นเร็ว.. ฉันกลัว”
       สักพักมีเสียงกรอบแกรบมาจากดงกล้วยทางด้านหลัง ตาบัวหันไปท่าทีกลัวๆ เขย่าตาผลอีกที ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆ
       ตาบัวตัดสินใจค่อยๆ เดินย่องออกไปดูหลังต้นกล้วยช้าๆ ทันใดนั้น ยายเมี้ยนโผล่หน้าเข้ามาให้ทันที
       ตาบัวเห็น ผงะ ตกใจร้องเสียงดัง
       “เย้ย... ผีหลอก.....”
       “ตาเถรตก หก แหกหมด” ยายเมี้ยนร้องเสียงหลง
       ตาบัววิ่งไปหาตาผลในเพิงศาลา โก่งโค้ง มุดเอาผ้าขาวม้าคลุมหัว
       ยายเมี้ยนนั่งยองๆ ยกมือที่ถือปิ่นโตอยู่ ไหว้ท่วมหัว ตาแกละที่เดินตามยายเมี้ยนมาห่างๆ หยุดมอง ได้สติ
       “เฮ้ย! เป็นอะไรกัน”
       ทั้งตาบัวและยายเมี้ยนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาดู
       “อ้าว.. ไอ้ฉันก็นึกว่าใคร มาก็ไม่ให้ซุ่มให้เสียง” ตาบัวทักแก้เก้อ
       “แหม…ก็จะให้ฉันส่งเสียงบอกใครล่ะยะ.. แล้วพ่อล่ะมาทำอะไรแถวนี้ตั้งแต่ยังไม่แจ้ง”
       ตาบัวอึกอักๆ
       “แล้วนั่นใครล่ะ” ยายเมี้ยนชะเง้อมาดูแล้วตกใจ “ตาผล? ตาผลนี่! ตาผลตายแล้วเหรอ”
       “เฮ้ย... ยัง! พอดี..” ตาบัวมองเห็นปิ่นโตที่ยายเมี้ยนถือมา “พวกฉัน...จะมา…ใส่บาตร!”
       ยายเมี้ยนไม่เชื่อย้อนถาม “เอ็งเนี้ยนะ.. ใส่บาตร”
       ตาบัวเปลี่ยนใหม่ “มา.. ช่วยล้างป่าช้า
       “ล้างป่าช้า?” ยายเมี้ยนส่งสายตาจ้องจับผิด
       “เอ่อ.. พาตาผลมาบังสุกุลน่ะ…นี่ไง” ตาบัวบอก
       ยายเมี้ยน ตาแกละมองมาทำหน้าสงสัย ตาบัวรีบเอาผ้าขาวม้ามาคลุมหน้าตาผล แล้วเริ่มสวดมนต์
       “อะนิจจัง วัฏฏะสังขารา”
       ตาผลทะลึ่งลุกขึ้นนั่ง
       ตาบัว ตาแกละ และยายเมี้ยน ตกใจพร้อมกัน
       “เฮ้ย” / “เว้ยย” / “ตาเถรตก หก แหกหมด”
       ตาผลด่าตาบัว “เล่นอะไรกันวะ ข้ายังไม่ตาย”
       จากนั้นตาผลมองไปรอบๆ เจอยายเมี้ยนกับตาแกละมองมา เริ่มมีพิรุธ หลบสายตา ยายเมี้ยนจ้องเขม็งเหมือนจะจับได้ เดินกระหยิ่มยิ้มย่อง ยื่นหน้าเข้าไปถามใกล้ๆ
       “เอ็ง-สอง-คน-บอก-ข้า-มา-ตรงๆ ดีกว่า ว่ามาหลบๆ ซ่อนๆ ทำไมแถวนี้” ยายเมี้ยนคาดคั้น
       ตาบัวกะตาผลยิ้มแหยๆ
      
       ฟากโกโบรินอนอยู่ในมุ้งมองออกมา เห็นอังศุมาลินนั่งเก็บม้วนๆ เสื่อตรงที่นอนหมอ เงียบกริบ
       โกโบริมองอังศุมาลิน พูดเสียงเรียบเรื่อย “คุณรู้ว่าใคร ดักทำร้ายผมกับหมอ..คุณรู้หมดว่าเขาดักอยู่ตรงไหน จะทำผมเมื่อไหร่ ยังไง”
       อังศุมาลินหยุดมือ นั่งนิ่ง
       โกโบริดึงมุ้งเปิดออก แล้วขยับตัวมานอนให้พ้นมุ้ง เพื่อจะเห็นกันชัดๆ ขณะพูดระบายต่อ
       “ผมรู้-ว่าคุณ-เกลียดผม แต่ผมไม่คิด ว่าคุณจะเกลียดผม-มากๆ จนอยากให้ผมตาย คุณจะ-ช่วยบอกผม-ได้ไหม ว่าคุณเกลียดผม..เรื่องอะไร”
       อังศุมาลินหันมา มองหน้าโกโบริจังๆ
       โกโบริมองตอบไม่หลบ พยายามเรียบเรียงคำพูดเป็นคำไทย “ผม- สังเกต-เห็น ตั้งแต่เมื่อวาน ตอนเย็น ว่าคุณไม่ค่อยพอใจ จะให้ผมกับหมอ มาที่นี่ แต่ผม-ก็หวังอยู่-เสมอ ว่า บางที เราอาจจะเป็นเพื่อนกันได้ ในประเทศผม เราเชื่อ-ว่า รอยยิ้ม กับ..ความบริสุทธิ์ใจ จะสร้างมิตรภาพ ของคนได้ แต่ ตอนนี้ ผมเข้าใจแล้ว ว่า สิ่งที่ผมเชื่อนี้ เอามาใช้กับคุณ..ไม่ได้”
      
       อังศุมาลินสบตาโกโบริ แต่แล้วกลับเป็นฝ่ายหลบตาลง ละอายใจอย่างแรง
       โกโบริพูดต่อด้วยเสียงทดท้อใจเหลือแสน
      
       “คุณเกลียดผม ลึก-เหลือเกิน คุณเกลียด ทั้งๆ ที่ตัวผมก็ไม่รู้-ว่าผมทำผิดอะไร ผมอยากจะบอกว่า ถ้าความเกลียดของคุณ มาจากที่ผมเป็นญี่ปุ่น คุณเป็นคนไทย เราก็เลยต้องเป็นศัตรูกัน คุณก็ควรจะรู้ว่า ทั้งตัวคุณเอง ทั้งตัวผมเอง เรา...เลือกไม่ได้”
       อังศุมาลินซีดสุดๆ มองหน้าโกโบริ
       โกโบริมองตอบ แววตาปลงๆ เศร้าๆ
      
       เวลาเดียวกันที่อู่ทหารเรือญี่ปุ่น ยินเสียงหวูดเรียกรวมพลดังสนั่น ทหารญี่ปุ่นวิ่งกันพล่าน
       สักพักทั้งหมดมารวมแถวหน้ากระดานกันตรงลานกว้าง รถจิ๊บทหารญี่ปุ่นวิ่งเลี้ยวเข้ามาอย่างรวดเร็ว และจอดตรงหน้าแถวทหารพอดี
       แม่ทัพใหญ่พลโทโมยูกิ ลุงของโกโบริ พันโทมาซาโอะ นายทหารคนสนิท ก้าวลงจากรถหน้าเครียด
       บรรดานายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ภายในอู่ต่างกังวล หมอทาเคดะยังเจ็บที่แผลอยู่บ้าง ยกแขนทำความเคารพยังไม่ถนัดและแข็งแรงนัก
       หมอทาเคดะหน้าเครียดอย่างเห็นได้ชัด
       “ได้ข่าวว่ามีทหารของเราถูกคนไทยลอบทำร้าย” พลโทโมยูกิถามเป็นคำญี่ปุ่น
       นายทหารผู้ใหญ่        คนหนึ่งบอกทันที “ใช่ครับท่าน”
       “ใครโดนทำร้าย..รู้ตัวคนที่ทำหรือเปล่า แล้วจับตัวได้หรือยัง”
       สีหน้าหมอทาเคดะเครียดอีกทีขณะตอบ
       “เอ่อ.. คือ”
       “ว่ายังไง”
       “ทางเราไม่ได้ร้อนใจ กำลังเร่งหาตัวคนร้ายให้ได้เร็วที่สุดครับท่าน” หมอบอก
       หมอเคสุเกะแอบชำเลืองมองหน้าหมอทาเคดะ
       “นี่ไง.. ใครบอกจะทำให้คนไทยหันมาเป็นมิตร..หาตัวคนร้ายมาลงโทษให้เร็วที่สุด.. เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ ผมจะต้องรายงานเรื่องนี้ ให้รัฐบาลไทยทราบ”
       ขาดคำนายพลกระโดดขึ้นรถจี๊ปไป แต่นึกบางอย่างได้
       “แล้วผู้กองโกโบริ หลานชายผมอยู่ไหน ทำไมไม่อยู่ตรงนี้ เขารู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง”
       ทุกคนสะดุ้ง จ๋อย หน้าซีด อึกอัก
      
       อังศุมาลินมองโกโบรินิ่งงัน โกโบริมองตอบ
       “คุณเข้าใจฉันผิด.. ฉันไม่ได้…อยากให้…ใคร...ตาย”
       โกโบริหัวเราะหึๆ ในลำคอ
       “ไม่ต้องพูดอะไร-เพื่อ สร้าง ความรู้สึกที่ดีหรอก คุณ...นับถือตัวเองเกินไป ที่จะ หลอกตัวเอง ผม...ยอมรับได้ ว่า คุณอาจจะ แค่เกลียดผมนิดหน่อย จน ถ้าเห็นผมตาย คุณก็คง ไม่รู้สึก อะไรเลย”
       คราวนี้อังศุมาลินปากคอสั่น เสียงเข้ม “เราคนไทย ไม่ได้ใจร้ายใจดำ ขนาดนั้น”
       “เพราะอย่างนี้ คุณก็รีบวิ่งไป…ช่วย…ไปให้ผมเห็นว่าคุณไม่ได้ ใจร้าย-ใจดำ ขนาดนั้น”
       “ฉันมีมนุษยธรรมพอ คุณเข้าใจไหม? ฉันยังมีความรู้สึกของความเป็นคน รักและห่วงใยชีวิตของคนอื่น ต่อให้เป็นสัตว์โดนทำร้าย ฉันก็ต้องวิ่งเข้าไปช่วยเหมือนกัน ไม่เหมือนกับ ‘พวกคนญี่ปุ่น’ ที่เข้ามาทำสงคราม ทำลายทุกอย่าง ฆ่าคนบริสุทธิ์ไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว”
       โกโบรินิ่งไปสักพักถึงได้เอ่ยขึ้น
       “ไม่ใช่คนญี่ปุ่น! คนญี่ปุ่นทุกคนไม่ได้อยากทำสงคราม ไม่ได้อยากฆ่าใคร ผมก็มีบ้านที่สงบสุขและสวยงามไม่แพ้ที่นี่เหมือนกัน”
       อังศุมาลินพูดไม่ออก
       “ช่างเถอะ.. ถ้าอย่างนั้น ผมก็ขอขอบคุณ ที่คุณมีน้ำใจ ลำบากไปช่วยผม ทั้งๆ ที่ความผิดทั้งหมด..เป็นของพวกผมเอง ที่ไม่เคยระวังตัว ไม่พก..แม้แต่อาวุธ เพราะผมเชื่อมาตลอดว่า..คนแถวนี้ เป็นมิตรกับพวกเรา ผมรู้แล้วตอนนี้ ผมเข้าใจแล้ว ว่าผม..คิดผิด!”
       ได้ฟังดังนั้น อังศุมาลินชักฉุน ตาวาวเป็นประกาย “คุณจะเข้าใจยังไงก็ตาม! ดิฉันบอกได้แค่ว่า..ดิฉันเสียใจจริงๆ” แล้วลุกขึ้นจะเดินหนี
       โกโบริมองตามไป พูดแดกดันเสียงเข้ม “ผมจะไม่มีวันลืม…ความเสียใจของคุณ..ในครั้งนี้เลย!”
       อังศุมาลินยืนนิ่ง รู้สึกแสบถึงทรวง
      
       ทหารญี่ปุ่นหน้าตาบึ้งตึง เดินแถวขึงขังอยู่ภายในตลาดท่าเรือฝั่งธนบุรี ตรงปากคลองบ้านอังศุมาลิน บรรยากาศดูตึงเครียด
       พวกทหารดูระวังตัวมากกว่าเดิม ระแวงคนที่จะมาเข้าใกล้
       พวกลูกเด็กเล็กแดงที่จะวิ่งเข้าไปเล่นกับทหาร ก็ถูกทหารชี้หน้าให้ถอยไป เด็กกลัว ถอยกรูด พ่อแม่รีบเข้ามาดึงตัวห้ามไว้ เด็กตกใจ ร้องไห้จ้า
       แม่อรเดินจ่ายตลาด ผ่านร้านอาโกที่มียายเมี้ยน ตาแกละ และชาวบ้านซุบซิบกันไปมา
       ยายเมี้ยนเห็นแม่อรกำลังเดินผ่านไป รีบวิ่งไปคว้าแขนมา
       “แม่อรๆ เดี๋ยวก่อนสิ มานี่ก่อน”
       แม่อรทำท่าอิดออดไม่อยากไปร่วมวงเม้าธ์
       “นี่ๆๆ ได้ข่าวว่ามีทหารญี่ปุ่นโดนดักฟันจนตายที่ท้ายสวนแม่อรเหรอ”
       แม่อร อึกอัก “อะ.. คือ…”
       “ตายกี่คนๆ” อาโกถาม
       แม่อรบอก “ไม่…”
       “แล้วแม่อรเห็นศพหรือเปล่า” ตาแกละซัก
       “อย่าบอกนะว่าเป็น.. นายช่างหนุ่มรูปหล่อของแมว”
       แมวบอกอย่างหวั่นๆ ท่าทีสยอง แม่อรหน้าถอดสี ตาแกละฟาดแมวเข้าให้
       “โอ๊ย.. เจ็บนะพ่อ”
       “ไม่มีใครตายหรอกจ้ะ คือ…”
       แม่อรจะบอก แต่อาโกมองไปที่ร้านอาเม้ง พอดีเห็นทหารญี่ปุ่นมายืนออกันอยู่หลายคน จึงบุ้ยหน้าให้เมี้ยนเห็น
       “เมี้ยน…นู่นๆ ลื้อลองไปถามอาทหารพวกโน้งซิ”       
       ยายเมี้ยนกระตือรือร้น จะเดินไปหาข่าว
       “จริงด้วย”
       ยายเมี้ยนกำลังเดินไป เห็นอาเม้งรับเงินจากทหารเสร็จ ยิ้ม ทำท่าจะตบไหล่เหมือนอย่างเคย แต่ทหารฉากหลบ หยิบปืนขึ้นมาเล็ง นึกว่าอาเม้งจะทำร้าย
       “จะทำอะไรน่ะ”
       ทหารญี่ปุ่นถามเสียงดัง อาเม้งตกใจกลัว ทรุดลง ยกมือไหว้
       “ถอยออกไป อย่ามาแตะต้องตัวคนญี่ปุ่น” ทหารญี่ปุ่นบอกเสียงดัง
       อาเม้งร้องลั่น “ไอ๋หยา.. ซี้เลี้ยวๆๆ”
       ยายเมี้ยนตกใจ เอามือมาปิดปากไม่ให้ร้องออกมา แม่อรและคนอื่นๆ ประหลาดใจแกมตกใจไปด้วย
       ทหารหันขวับมองมาทางยายเมี้ยนเขม็ง ยายเมี้ยนหน้าซีด รีบหันหลังกลับแทบไม่ทัน ทุกคนกวักมือเรียกให้ยายเมี้ยนรีบกลับมา
      
       แม่อรคิดหนัก ท่าทีกังวลใจเป็นอย่างมาก



       สายมากแล้ว พระอาทิตย์ลอยสูงขึ้นบนฟ้า แสงสว่างมากขึ้น
      
       โกโบริยังนอนลืมตานิ่ง ไม่ขยับ เหมือนไม่มีความรู้สึกใดๆ ในมุ้งที่เปิดช่องคาๆ ไว้อย่างนั้นเหมือนเดิม
       อังศุมาลินถือผ้าขนหนูเล็กๆ และขันใส่น้ำออกมาวางลงข้างมุ้ง ใกล้ๆ โกโบริ อังศุมาลินมองอย่างชักจะหมั่นไส้ ค่อยๆ ตลบมุ้งขึ้นทีละด้าน โกโบริยังคงเงียบเฉย หันไปมองหน้าอังศุมาลินด้วยความเฉยชา หันกลับมาแล้วหลับตาลง
       อังศุมาลินมองโกโบริด้วยความรู้สึกทิฐิขึ้นมาบ้าง
       “น้ำกับผ้าขนหนู…เผื่อคุณจะอยากเช็ดหน้าเช็ดตา”
       โกโบริยังคงนอนหลับตา ไม่ตอบอะไร
       “อีกประเดี๋ยวจะเอาน้ำชามาให้นะ หรือคุณอยากได้อะไร…”
       โกโบริเงียบเฉย อังศุมาลินนิ่งอยู่สักพัก แล้วเชิดใส่ เดินออกไป โกโบริลืมตาขึ้น ค่อยๆ หันตามอังศุมาลินที่เดินลับกายไปทางครัว
      
       ฝ่ายตาบัวกับกับตาผลเดินถือใบบัวใหญ่ หลบๆ ซ่อนๆ มาตามทาง มีเดินพลาดตกท้องร่องบ้าง
       “ไงล่ะ.. นี่ถ้าไม่ได้ไหวพริบของข้า ป่านนี้ยายเมี้ยนคงเอาไปโพนทะนาทั้งบาง” ตาบัวเอ่ยขึ้น
       “เออๆๆ เอ็งเก่ง” ตาผลว่า
       “ยายเมี้ยนมันก็โง่นะ เชื่อเข้าไปได้ว่าเอ็งกับข้าจะบวช” ตาบัวหัวเราะ
       “เออๆ เลิกโม้สักที.. แล้วช่วยคิดกันหน่อยซิ ว่าจะทำยังไง ถึงจะไปเอาอีดาบคืนมาจากกำนันได้”
       ทันใดนั้นก็มีเสียงเรือยนต์ดังมาไกลๆ ตาผล กะตาบัวชะงัก ชะเง้อดู พอเห็นก็รีบหมอบลงหลังท้องร่อง แล้วเอาใบบัวปิดหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง
       เรือยนต์ของพวกญี่ปุ่นแล่นมาตามคลอง มีหมอทาเคดะ เคสุเกะ ยืนอยู่ในเรือด้วย จังหวะนั้นเหมือนหมอทาเคดะจะหันมาทางตาบัวกะตาผลพอดี สองคนรีบก้มหัวลงไปอีก
       “เฮ้ย.. ไอ้หมอนั่นนี่หว่า มันไม่เป็นไรเว้ย” ตาผลบอก หมายถึงหมอทาเคดะ
       “เอ็งดูซิ.. ไอ้นายช่างนั่นมาด้วยหรือเปล่า” ตาบัวถาม
       ตาผลแอบชะเง้อดู
       “ไม่เห็น..นะ”
       “สำเร็จ! ไม่ตายมันก็ต้องเจ็บหนักละเว้ยเฮ้ย ไชโย!”
       ตาบัวลืมตัว ลุกขึ้นกระโดดเต้น ถูกตาผลตบหัวไปหนึ่งที
       ตาบัวโวยวาย “โอ๊ย.. มาตีหัวข้าทำไมเนี่ย เดี๋ยวข้าก็โง่กันพอดี”
       “ก็เบาๆ สิ…เดี๋ยวพวกมันก็เห็นเข้าหรอก”
       “เออจริง” ตาบัวว่า
       ตาบัวกับตาผลหลบผลุบอยู่หลังท้องร่องอีกที แล้วค่อยโผล่หัวขึ้นมา ตาสอดส่ายไปทั่ว มีเท้าเปล่าเดินมาบนท้องร่อง และมาหยุดหน้าตาบัวตาผล สองเกลอค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นไปมองช้าๆ ลุ้นหลังใบบัว
       เห็นเป็นหลวงพ่อที่ยิ้มอยู่
       “อาตมาได้ยินมาว่า.. โยมสองคนอยากจะบวช..?”
       ตาบัวกับตาผลมองหน้ากัน พนมมือ ยิ้มแบ่งรับแบ่งสู้
      
       ขณะที่ อังศุมาลินกำลังชงชาจีน โดยใส่ใบชาในกาแล้วเทน้ำเดือดตาม ทันใดนั้นก็มีเสียงเรือยนต์ดังอยู่ตรงท่าน้ำ อังศุมาลินหันไปชะโงกมอง
       เห็นที่บริเวณท่าน้ำ หมอทาเคดะ เคสุเกะ และทหารญี่ปุ่นสองนายกำลังกระโดดลงจากเรือ และรีบ
       วิ่งตรงมายังเรือนอังศุมาลิน
       หมอทาเคดะเปลี่ยนเป็นชุดใหม่เรียบร้อย เคสุเกะถือกระเป๋ายาวิ่งตามมา หมอทาเคดะวิ่งมาถึงตีนบันได เห็นอังศุมาลิน คำนับให้หนึ่งที รีบถอดรองเท้าแล้วขึ้นไป
       “ขออนุญาตนะครับ”
       อังศุมาลินพยักหน้ารับ แล้วหลีกทางให้หมอเคสุเกะเดินเข้าไป
       “เชิญค่ะ”
       เคสุเกะและทหารอีกสองคนที่มาถึง รีบคำนับ ถอดรองเท้า แล้วรีบวิ่งขึ้นไปเหมือนกัน อังศุมาลินตามไป วางชุดชาจีนใกล้ๆ ขันน้ำกับผ้าขนหนู คอยมองดูอยู่ห่างๆ
       เคสุเกะค่อยๆ พยุงโกโบริขึ้นนั่ง ส่วนหมอทาเคดะเตรียมดูดยาใส่กระบอกฉีดอย่างเร่งรีบ ครู่ต่อมาหมอเข็มปักลงไปบนต้นแขนของโกโบริ
       สีหน้าอังศุมาลินมองหน้าโกโบริ รู้สึกสงสาร เริ่มใจอ่อน แต่สีหน้าโกโบริเรียบเฉยไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ
       หมอทาเคดะเอาสำลีแอลกอฮอล์เช็ดที่ต้นแขนของโกโบริ และตรวจดูแผลที่ด้านหลัง จากนั้นหมอทาเคดะพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าเรียบร้อยดี ให้พาโกโบริออกไปได้
       เคสุเกะและทหารอีกคนพยายามยกมือโกโบริขึ้นมาพาดไว้ที่บ่าเพื่อพยุงให้ลุกขึ้นยืน โกโบริปัดมือออก เหมือนจะบอกว่าไม่ต้อง
       แล้วโกโบริค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นอย่างช้าๆ พยายามฝืนทนความเจ็บปวดของบาดแผลที่หลัง ทุกคนมองลุ้นอย่างเป็นห่วง โกโบริค่อยๆ เดินนำออกไปอย่างช้าๆ ไม่ได้ใส่เสื้อ แต่มีผ้าพันแผลที่หลัง
       จังหวะนั้นแม่อรเดินกลับจากจ่ายตลาดขึ้นมาที่หัวบันได พอดี
       “อ้าว…หายแล้วหรือ…พ่อดอกมะลิ”
       โกโบริยิ้มนิดๆ แล้วก้มหัวคำนับ
       “ขอบคุณมากครับ”
       “นี่ถ้าไปไม่ไหวพักอยู่ก่อนก็ได้” แม่อรบอกอย่างอารี
       โกโบริซาบซึ้งหันมาคำนับให้อีกที แล้วเดินลงบันไดไป หมอทาเคดะ เคสุเกะ และทหารอีกสองคนก้มศีรษะให้แม่อร แล้วเดินตามออกไปติดๆ
       แม่อรมองหน้าอังศุมาลิน เหมือนถามว่าจะไม่พูดอะไรบ้างหรือ
       อังศุมาลินค่อยๆ เดินตามออกไปที่ระเบียงชานบ้าน มองตามออกไปด้วยใบหน้าเฉยชา เห็นที่ท่าเรือ หมอทาเคดะ เคสุเกะ และทหารอีกสองคนขึ้นไปอยู่บนเรือเรียบร้อยแล้ว
      
       โกโบริก้าวขึ้นเรือร่างสูงโปร่งเซซวนไปเล็กน้อย โกโบริหยุดเหลียวหันกลับไปมองอังศุมาลินแวบหนึ่ง เห็นอังศุมาลินยืนอยู่บนเรือนมองกลับมาด้วยนัยน์ตาเรียบเฉยเช่นกัน



       ธงชาติอาทิตย์อุทัย ปลิวไสวกลางแดดยามสายๆ เหนือลานรวมพลของอู่ต่อเรือกองทัพญี่ปุ่น ธนบุรี แลเห็นบู้ททหารคู่หนึ่งเดินกระสับกระส่ายไปมา ที่แท้เป็นของพันโทมาซาโอะ นั่นเอง
      
       พันโทมาซาโอะเดินไปมาอยู่หน้าห้องรับรอง สักครู่มีทหารญี่ปุ่นรีบวิ่งตาตื่นเข้ามารายงาน แล้วกลับออกไป สีหน้ามาซาโอะไม่สู้ดีนัก หันมาคิดเล็กน้อยก่อนตัดสินใจตรงไปเปิดประตูห้อง
       นายพลโทโมยูกิที่ยืนมองดูทิวทัศน์คลองอยู่ในห้องรับรอง รีบหันขวับเมื่อเสียงประตูเปิดออก
       โทโมยูกิกระตือรือร้น “ว่ายังไง”
       “ครับ มาถึงกันแล้วครับท่าน”
       พลโทโทโมยูกิขบกรามหน้าเครียดขึ้นมาทันที
      
       พระอาทิตย์ทอแสงเจิดจ้าไปทั่วบริเวณเรือนไทย ขณะที่อังศุมาลินปลดสายมุ้งลงจากเสาต้นสุดท้าย แล้วนั่งลงพับเก็บ
       อังศุมาลินดึงผ้าห่มที่โกโบริใช้ห่ม ที่กองขยุกขยุยอยู่บนฟูกที่นอนออก แล้วชะงักเมื่อเห็นรอยด่างสีแดงเข้มขนาดใหญ่ แห้งกรังอยู่บนที่นอน อังศุมาลินจ้องมองรอยเลือดนั้น
       นึกถึงน้ำเสียงโกโบริที่เอ่ยขึ้นอย่างทดท้อใจ “คุณเกลียดผม ลึก-ล้ำ เหลือเกิน คุณเกลียด ทั้งๆ ที่ตัวผมก็ไม่รู้-ว่าผมทำผิดอะไร”
       อังศุมาลินทำแข็งใจ ดึงผ้าปูที่นอนนั้นออกมา เห็นรอยเลือดซึมผ่านผ้าปูที่นอนลงมาอีกชั้น
       คราวนี้สีหน้าอังศุมาลิน สยองแสยงใจ
       เสียงโกโบริดังก้องในหัวอีกครา “ถ้าความเกลียดของคุณ มาจากที่ผมเป็นญี่ปุ่น คุณเป็นคนไทย เราก็เลยต้องเป็นศัตรูกัน คุณก็ควรจะรู้ว่า ทั้งตัวคุณเอง ทั้งตัวผมเอง เรา...เลือกไม่ได้”
       อังศุมาลินสูดลมหายใจลึก ก่อนจะดึงผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนรวมไว้ทางหนึ่ง
       ครู่ต่อมาอังศุมาลินเดินเอาที่นอนมาตากแดดตรงระเบียง แล้วหันไปเห็นเสื้อทหารของโกโบริที่ถูกตัดขาดรุ่งริ่งและมีรอยเลือดเปื้อนเต็มวางอยู่ริมระเบียง จึงหยิบขึ้นมาดู
       ภาพโกโบริมองอังศุมาลิน พูดเสียงเรียบเรื่อยผุดขึ้นในความคิด “คุณรู้ว่าใคร ดักทำร้ายผมกับหมอ..คุณรู้หมด ว่าเขาดักอยู่ตรงไหน จะทำผมเมื่อไหร่ ยังไง”
       สีหน้าอังศุมาลิน ไม่สบายใจอย่างแรง อังศุมาลินเดินยกกาน้ำชาจะไปเก็บ เหลือบไปเห็นแจกันที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยมุมห้อง ดอกพุดสีขาวเริ่มโรยแล้ว แต่ดอกเฟื่องฟ้ายังชูช่อแข็งอังศุมาลินชะงักมองดอกไม้นั้นนิ่งงัน
      
       เวลาเดียวกันแม่อรกำลังป้อนข้าวต้ม ปลาเค็มทอด ให้ยายศรอยู่ พอรู้ว่ามีคนเดินเข้ามาก็หันไปมองแวบหนึ่ง เห็นอังศุมาลินเอาโกโก้ชงเข้ามา
       “อิ่มข้าวแล้ว ขอดื่มโกโก้ร้อนของยายอังซักหน่อยดีกว่า” ยายว่า
       “ร้อนนะคะ ระวังก่อน” อังศุมาลินส่งถ้วยโกโก้ให้แม่
       “คุณยายเจริญอาหารนะ…วันนี้” แม่อรเย้า
       อังศุมาลินยิ้มแย้มขยับเข้าไปจับแขนยายบีบ “คุณยายเก่งจังค่ะท่าทางจะหายแล้วนะคะนี่”
       “ต้องขอบคุณยาของหมอญี่ปุ่นเขา..พ่อหนุ่มสองคนนั้น..วันนี้เขาจะมาไหมล่ะ”
       คำพูดของยายศร ทำเอาอังศุมาลินหน้าซีด หันไปสบตาแม่ แม่อรถอนใจ
       คุณยายศรแปลกใจ จับสังเกตสีหน้าทั้งสองคน สงสัยครามครันว่ามีอะไร
      
       พระอาทิตย์เที่ยงวัน แม่อรเก็บถ้วยชามอยู่ในครัว ส่วนอังศุมาลินกวาดพื้นเรือน
       “หนูคิดว่ายังไง” แม่อรถาม น้ำเสียงมีความกังวลเจือ
       “คะ” อังศุมาลินละมือจากงานมองหน้าแม่
       “ก็เรื่องเมื่อคืน…” แม่อรบอก
       อังศุมาลินนิ่ง เงียบ
       “หนูคิดว่าเขาจะยอมเงียบเหรอลูก คนที่ถูกทำร้ายไม่ใช่คนธรรมดา อย่างน้อยก็เป็นนาย
       ช่างทหาร เป็นหลานแม่ทัพ”
       แม่อรพูดพลางก้มลง ดับไฟในเตาถ่าน
       “แล้วหมอคนนั้นอีก ดูเขาก็เป็นคนสำคัญเหมือนกัน แล้วถ้ามันเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมา
       เราจะไม่เดือดร้อนกันไปหมดเหรอลูก สองคนนั้นเขาก็มาที่บ้านเรา แถมยังถูกทำร้ายในสวนบ้านเราอีก”
       มือที่กำลังตวัดไม้กวาดของอังศุมาลินหยุดกวาด นิ่งคิดตาม แม่อรเดินเข้ามาใกล้ ลดเสียงลง
       “ถ้าหนูไม่บอกตัวคนร้าย เรื่องทั้งหมดมันก็จะมาตกหนักที่เรา”
       อังศุมาลินอึ้ง หมดแรง
       “พูดจริงๆ แล้ว พ่อดอกมะลิกับหมอเขาก็มีบุญคุณกับพวกเราไม่ใช่น้อย…ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ นี่ถ้าหนูบอกแม่เสียตั้งแต่แรก…”
       แม่อรพูดค้างไว้ แล้วหันกลับไปพลิกปลาเค็มที่อยู่ในกระทะ เพราะไม่อยากพูดตำหนิใส่หน้าอังศุมาลินตรงๆ
       อังศุมาลินรู้สึกผิดอย่างถึงที่สุด เหมือนกลายเป็นเด็กหลงทาง ที่สูญเสียความมั่นใจสิ้นเชิง
       “แม่…”
       แม่อรหันมาหา “อะไร”
       “ถ้าเขาเกิดตายจริงๆ ขึ้นมา...แล้ว…หนูจะทำยังไงดี”
       แม่อรมองลูกสาว แต่ไม่ตอบ หันไปยกกระทะลงจากเตา แล้วตักปลาเค็มใส่จาน
      
       สีหน้าอังศุมาลินยามนี้กลายเป็นเหมือนเด็กตัวน้อยที่เสียขวัญ ไม่หลงเหลือมาดหยิ่งทะนงตนอีกต่อไป
ตอนที่ 6
      
       ประตูห้องพักโกโบริถูกเปิดออก โดยหมอเคสุเกะที่เป็นคนเปิดแล้วเดินนำเข้ามา ขณะที่หมอทาเคดะเดินคอยตามประคองโกโบริที่พยายามเดินเข้ามาเอง ตรงไปที่เตียง
      
       “หมอ-อย่าพูดอะไร-กับลุงผม-เรื่องนี้นะ” โกโบริกำชับ
       หมอทาเคดะมองสบตาโกโบริที่หันมองมาด้วยสายตาวิงวอนขอคำมั่น
       “ได้-ไม่พูด-คุณสบายใจเถอะ”
       โกโบริหันไปมองเคสุเกะ ด้วยแววตาที่บอกสิ่งเดียวกัน คือห้ามบอกใคร หมอเคสุเกะก้มหัวให้ เป็นเชิงรับคำ
       โกโบรินั่งลงที่เตียงนอนของตน พยายามทรงตัวยืดหลัง ด้วยเจ็บสะท้านไปทั้งร่างเมื่อทิ้งตัวนั่ง ในจังหวะที่ พลโทโทโมยูกิ และพันโทมาซาโอะเดินเข้ามาพอดี หมอ เคสุเกะ ทำความเคารพ พึ่บพั่บ โกโบริขยับจะลุกยืน
       พลโทโทโมยูกิรีบบอกกับโกโบริ “ไม่ต้อง”
       โกโบริชะงัก แล้วเปลี่ยนเป็นโค้งก้มหัวลง ในท่านั่ง
       หมอเคสุเกะ เดินออกไป
       นายพลโทโมยูกิถามอาการหลานอย่างห่วงใยเป็นภาษาญี่ปุ่น “หลานเป็นอย่างไรบ้าง”
       โกโบริตอบกลับเป็นญี่ปุ่น “ไม่เป็นอะไรมากครับ หมอทาเคดะช่วยรักษาอย่างดีแล้ว”
       พลโทโทโมยูกิหงุดหงิดมาก “ใครทำ..หา รู้ตัวคนร้ายหรือยัง”
       โกโบริกับหมอทาเคดะสบตากัน
       โกโบริก้มหน้าซ่อนสายตา “กลางคืน..มันมืดมากครับ มองไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”
       พันโทมาซาโอะหันมาถามหมอ “หมอเองก็ไม่เห็นหรือ”
       หมอทาเคดะก้มหน้า “ไม่เห็นเลยครับ”
       “เจ้าของสวนตรงนั้นเป็นใคร” พลโทโทโมยูกิถามอีก       
       หมอทาเคดะมองลุ้นโกโบริ นายพลโทโมยูกิและพันโทมาซาโอะจ้องรอคำตอบจากโกโบริ
       “ไม่..คือผมไม่คิดว่า จะเป็นคนแถวนี้..ผมผิดเอง ที่ประมาท..ไม่ได้พกอาวุธติดตัว”
       พันโทมาซาโอะออกความเห็น “ท่านครับ สารวัตรองอาจน่าจะช่วยเรื่องนี้ให้เราได้”
       “ดี..มาซาโอะรีบไปจัดการให้เร็วที่สุด..แล้วทำหนังสือแจ้งถึงนายกฯไทย ขอคำตอบภายใน 7 วัน”
       “ครับท่าน” มาซาโอะรับคำแข็งขัน
       โกโบริกับหมอทาเคดะลอบสบตากันหน้าซีดทั้งคู่
      
       เวลาเดียวกัน ที่เรือนไม้รับรองสองชั้น ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พระนคร
       ตัวละคร        หลวงชลาสินธุราช นายทหารสื่อสาร เสรีไทยระดับสูง 5-6 คน
       วิทยุสื่อสารระยะไกลกำลังทำงานรับสัญญาณตอกรหัสลงแผ่นกระดาษอยู่ ใกล้ๆ จุดนั้นเห็นเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งแท้จริงคือนายทหารสื่อสาร แต่แต่งชุดไปเที่ยวดูมีสีสัน กำลังรออย่างใจจดใจจ่อที่เครื่อง ที่มุมหนึ่งของห้องที่ปิดประตูหน้าต่างทึบ
       จนได้รับรหัสลงแผ่นกระดาษครบสมบูรณ์ ชายหนุ่มคนนั้นรีบดึงกระดาษออกมาด้วยสีหน้าที่ลุ้นระทึก
       “แย่แล้ว…”
       ทหารสื่อสารคนนั้น รีบเอาแผ่นในมือ วิ่งออกมาประตูห้องนั้น วิ่งไปตามเฉลียงยาว มุ่งสู่ที่ระเบียงกว้าง เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาสุดตา ซึ่งมีเสรีไทยพระนครระดับสูง 5-6 คน ทุกคนแต่งตัวตามสบายในชุดลำลอง กำลังทำทีเป็นดื่มกาแฟ คุยสัพเพเหระ ฟังเพลงจากแผ่นเสียงกัน บ้างก็หันมามองลุ้น บ้างยืน หรือลุกขึ้นเดินเข้ามามุง ที่แน่ๆ ทุกคน รอคอยบางอย่างอยู่
       ที่แท้คนๆ หนึ่งในกลุ่มเสริไทย คือหลวงชลาสินธุราช บิดาของอังศุมาลิน ที่สวมหมวกพรางใบหน้า และกำลังถอดหมวกเผยตัวตนออกมาขณะถาม
       “จากไหนวินัย”
       ทหารสื่อสารนามวินัยกวาดตาดูข้อความรหัสในกระดาษ “จาก ‘ช้างป่า’ ครับ”
       “ช้างป่า หมายถึง เจ้าวงศ์ แสนสิริพันธุ์ เสรีไทยคนสำคัญของจังหวัดแพร่ เป็นผู้แทนราษฏรคนแรก ของจังหวัดแพร่” นั่นเอง
       หนึ่งในเสรีไทยบอก “ใช่จริงๆ ด้วย ว่าอย่างไร”
       ทุกคนลุ้นฟังข้อความเป็นตาเดียวกัน ลุ้นว่าจะเป็นข่าวดีที่รอคอย
       ทหารสื่อสารอ่านแปลรหัสข้อความ “ไม่สามารถออกจากเขตไปได้...ภาระกิจล้มเหลว”
       ทุกคนมีสีหน้าผิดหวังไปตามๆกัน อึ้งเงียบกันไปครู่
       เสรีไทยอีกคนเอ่ยขึ้น “อย่างที่ ‘รู้ธ’ กังวลไว้ไม่ผิด”
       “รู้ธ หมายถึง นายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเวลานั้น ที่เป็นผู้นำเสรีไทย ในประเทศไทย ”
       เสรีไทยคนแรกพูดเสริมท่าทีฮึดฮัด “ใช่สิ ญี่ปุ่นมันคุมจุดเข้าออกชายแดนตอนเหนือหนาแน่นทุกจุด…โธ่เว้ย”
       หลวงชลาสินธุราชคิดหนักอึ้งไปครู่ “ยังไงก็ต้องส่งคนของเราให้เดินทางไปถึงจีนให้ได้ ไม่เช่นนั้นขบวนการของพวกเรา ในประเทศนี้ ก็จะไม่มีทางติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรได้แน่เราจะถูกตัดขาด จะไม่มีใครรู้ว่ามีพวกเราอยู่ในโลกนี้เลย”
       เสรีไทยคนที่สองบอก “ต้องรีบแจ้ง ‘รู้ธ’ ด่วน”
       ทุกคนเห็นด้วย
      
       พระอาทิตย์ลอยตัวลงต่ำเหนือยอดไม้บอกเวลายามเย็น อังศุมาลินว่ายลัดเลาะข้ามลำประโดงมา แล้วค่อยๆ ว่ายเข้ามาใกล้ๆ อู่ คอยชะเง้อคอแอบดูเหตุการณ์ในอู่
       เห็นพวกทหารญี่ปุ่นเดินตรวจตรา เปลี่ยนเวรยามอย่างแข็งขัน อังศุมาลินว่ายน้ำไปมา คอยชะเง้อ แอบมอง แต่ไม่เห็นเงาโกโบริ หรือใครที่รู้จัก อังศุมาลินมองไปรอบๆ เห็นมีเรือสีขาวที่โกโบริเคยขับมาจอดอยู่ไม่ไกล นาทีนั้นอังศุมาลินมีหวังขึ้นมา รีบดำน้ำลงไป แล้วไปโผล่ข้างๆ เรือขาว เอามือเกาะขอบเรือพยุงตัว แล้วชะโงกมองดู ทว่าภายในเรือไม่มีใคร
       อังศุมาลินถอนหายใจ “เฮ้อ...”
       ภายในโรงงงานของอู่มีแต่พวกคนงานทำงานกันอย่างขะมักเขม้น
      
       สีหน้าอังศุมาลินขณะที่เกาะขอบเรือมองอย่างผิดหวัง แล้วปล่อยมือจากเรือ หันหลัง ว่ายน้ำกลับไปบ้าน



       เวลาเคลื่อนคล้อยจากเย็นเป็นเวลาค่ำคืน มองจากภายนอกเห็นในห้องพักโกโบริ มีแสงไฟสีนวลสว่างไสวอยู่ในนั้น
      
       ส่วนด้านในโกโบริไม่สวมเสื้อ ที่ตัวยังมีผ้าพันแผลพันคล้องไว้อยู่ ยืนเหม่ออยู่ที่หน้าต่าง มองออกไปนอกหน้าต่าง
       นึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่จะขึ้นเรือกลับ ตอนโกโบริก้าวขึ้นเรือ เซซวนไปเล็กน้อย แล้วโกโบริหยุด หันไปมองอังศุมาลินแวบหนึ่ง เห็นอังศุมาลินที่ยืนอยู่บนเรือนมองกลับมาด้วยนัยน์ตาเรียบเฉยเช่นกัน
       โกโบริดึงตัวเองกลับมาถอนหายใจ แววตาหม่นเศร้า ก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะ ซึ่งมีซามิเซ็งวางอยู่
       โกโบริเดินเข้าไปนั่งลง เอื้อมมือไปแตะแล้วต้องชักมือกลับ แววตาหมองหม่น เจ็บหลัง ไม่มีปัญญาเล่นเครื่องดนตรีโปรด
      
       บ้านอังศุมาลินยามพลบค่ำตกอยู่ในความมืด มองเห็นแสงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุเจิดจ้า อังศุมาลินยืนอยู่ที่ระเบียง มองทอดสายตาออกไปไกลทางอู่ต่อเรือ อังศุมาลิน ถอนใจยาว แววตาสับสน วิตกกังวล
       พอหันกลับไปมองเห็นขิมที่วางทิ้งไว้อยู่กลางชานเรือน อังศุมาลินนั่งพับเพียบลง เปิดออก หยิบไม้มา เพ่งที่ขิม
       แล้วนึกถึงวันที่นั่งเล่นขิมแล้วโกโบริเดินขึ้นมาบนเรือน
       “เข้ามาทำไม ต้องการอะไร” อังศุมาลินจ้องตาเป๋งที่โกโบริ ท่าทีระแวง
       โกโบริพยายามสื่อสารด้วยภาษาไทย “คือ..ผมขับเรือ-เรือเสีย- เรือลอยผ่าน บ้านคุณ-ได้ยิน-เสียง คล้ายๆ-ซามิเซ็ง-ผมชอบเล่น-ซามิเซ็ง -ผม มาดู…”
       และโกโบริดีใจ ที่เหมือนอังศุมาลินรู้เรื่อง รีบอธิบายต่อ “คุณ- กรุณา ให้ผม-ดู -ดนตรีนั้น -ได้ไหม -ผมอยากเห็น -ใกล้ๆ -ว่าทำไม -เสียงดนตรี -เหมือน- ซามิเซ็ง”
       ยิ่งคิดยิ่งเศร้า อังศุมาลินถอนหายใจ พยายามสลัดความคิดว้าวุ่นที่วนเวียนอยู่แต่เรื่องโกโบริ ตัดสินใจตีขิมลงไป 2-3 ตัวโน้ต
      
       แต่แล้วก็ไม่มีสมาธิ อังศุมาลินคิดไปถึงเหตุการณ์วันนั้นอีก
       “หรือเห็นว่าบ้านนี้มีแต่ผู้หญิง แล้วไม่เคารพนับถือยำเกรง ผู้หญิงไทยบ้านนี้สู้ตายเสมอ ขอบอกให้รู้ไว้”
       “ผมจะ-ไปแล้ว” โกโบริก้าวเข้ามา ยื่นมือจะก้มหยิบหมวก
       แต่อังศุมาลินตกใจร้องลั่น “บอกว่าอย่าขยับ!” แล้วพลันฟาดไม้คานเข้าใส่โกโบริเต็มแรง
       โกโบริไม่ทันระวัง ไม้คานโดนเข้าที่หัวคิ้วดังโป๊ก อังศุมาลินก็ตกใจ ที่ฟาดโดน
       “โอ๊ะ”
       โกโบริหันมา คว้าไม้ไว้
       “นี่ แกจะทำอะไร..อย่านะ”
       โกโบริค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหน้า ที่โหนกคิ้วมีเลือดซึมซิบๆ
       “ถ้าผมทำอะไรผิดไป ต้องขอโทษด้วย..ผมแค่จะเก็บหมวกของผมกลับไป”
       ขณะพูดโกโบริจ้องไม่หลบ แววตาตัดพ้อ
      
       นึกถึงตอนนี้แล้วอังศุมาลินทนไม่ได้ วางไม้ตีขิมลงกลางคัน แล้วสุดท้ายยกมือทั้งสองขึ้นมา ซบหน้าลงบนฝ่ามือ ไม่อยากคิดไม่อยากเห็นอะไรที่เกี่ยวกับโกโบริอีกแล้ว
      
       “ทุ่งดอนเมือง คืนเดือนหงาย 22 ธันวาคม พศ.2485”
      
       พระจันทร์คืนเดือนเพ็ญส่องสว่างไปทั่วทุ่งดอนเมือง พระนคร แห่งนี้ เสียงหริ่งหรีดเรไรร้องระงม
       เวลากลางดึกที่บ้านไม้หลังหนึ่งย่านดอนเมือง เด็กชายไทยผอมๆ คนหนึ่งนอนอยู่กับพี่สาวในมุ้ง แต่นอนไม่หลับพลิกตัวไปมาเลยลุกขึ้น
       เด็กชายเปิดมุ้งออกมาหันมองกลัวพี่สาวตื่นแล้วค่อยๆ ย่องไปหยิบห่อที่ซุกไว้ออกมาค่อยๆ เปิดออก กลัวพี่สาวเห็น
       เด็กชายย่องออกมาที่ระเบียง ที่พระจันทร์สว่างจ้า เห็นเป็นขวดปลากัด เด็กชายมองอย่างพอใจทันใดนั้นเสียงหวอดังกระหึ่มขึ้นมาทันที
       พี่สาวงัวเงียลุกขึ้นมาในมุ้งยิ่งตกใจ รีบเก็บขวดปลากัดแอบแทบไม่ทัน พี่สาวได้สติตะโกนลั่น
       “ระเบิดมา”
       เด็กชายแหงนดูฟ้า เห็นเครื่องบินๆ มา เห็นจากไกลๆ ในกลางดวงจันทร์ดวงโต ยังกะฝูงยุง
       เด็กชายยืนดูเพลินอ้าปากหวอ พี่สาววิ่งมาฉุดไป
      
       เสียงหวอเตือนภัยทางอากาศดังลั่น ชาวบ้านในทุ่งนาแถบดอนเมืองวิ่งกันจ้าละหวั่นลงจากบ้าน วุ่นวาย เสียงฝูงบินดังกระหึ่มมา พี่สาวจูงเด็กหนุ่มวิ่งไปหลุมหลบภัยบ้านข้างๆ
       ฝูงบิน B24 หรือ P-51D Mustang สังกัด 2 Air Commando Group กลางท้องฟ้ายามดึก เสียงปืนต่อสู้อากาศยานยิงป้องกันดังสนั่น
       ชาวบ้านแตกตื่นวิ่งหาที่หลบกันพันละวัน พื้นที่ต่างๆ เบื้องล่าง ถูกบอมบ์เป็นจุดๆ ลูกระเบิดลงเฉียดสนามบินดอนเมืองไปตกในนารอบๆ ทางรถไฟสายอยุธยา พาชี ลพบุรี
      
       โดย “การทิ้งระเบิดคืนนั้น ทำให้ทุ่งดอนเมืองเป็นหลุมเต็มไปหมด สามารถทำเป็นบ่อกักเก็บน้ำได้ แต่สนามบินดอนเมืองรอด ทางรถไฟสายอยุธยาพังหลายจุด สถานีบ้านพาชี บ้านม้า รวมทั้งลพบุรี โคกกระเทียม และสนามบินโคกกระเทียมด้วย”
       ตอนรุ่งสางวันนั้น ที่บริเวณค่ายญี่ปุ่นใกล้ๆ ดอนเมือง เสียงหวอเตือนภัยดังสนั่นพร้อมๆ กับเห็นรถดับเพลิงวิ่งมาจอดเพื่อช่วยฉีดน้ำสมทบกับอีกคันหนึ่งที่กำลังฉีดดับเพลิงอาคารโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นมาติดธง ยึดเป็นค่าย ไฟกำลังมอดไหม้ชาวบ้านมุงดูมากมาย
      
       พันโทมาซาโอะ นั่งอยู่ด้านหน้ารถจี๊ป มองภาพตามทางที่รถขบวนตนแล่นผ่าน โดยมีพลโทโทโมยูกินั่งอยู่ด้านหลังของรถจี๊บประจำตำแหน่ง
       ชาวบ้านวิ่งจ้าละหวั่น บ้างตัวเปียกมอมแมม ขนข้าวของพะรุงพะรัง มีรถลำเลียงพลของญี่ปุ่นขนทหารบาดเจ็บสวนออกไป 1 คัน 2 คัน 3 คัน ก่อนที่ขบวนรถของนายพลโทโมยูกิมาจอดกึก
       มาซาโอะ และโทโมยูกิ รีบลงจากรถ เห็นสภาพค่ายทหารญี่ปุ่นที่ใกล้สนามบินดอนเมือง ถูกบอมบ์ยับเยิน ไฟไหม้คละคลุ้ง
       พลทหารรีบลำเลียงเพื่อนทหารทั้งบาดเจ็บ และล้มตายผ่านหน้าไปมากมาย บ้างขาขาดแขนขาดอาการร่อแร่ โทโมยูกิมองด้วยความสะเทือนใจและแค้นใจ
       “สั่งปิดข่าวให้หมด อย่าให้โลกภายนอกรู้ว่าเรามีการสูญเสียเด็ดขาด อย่าลืม แจ้งสำนักข่าวโดเมอิ และสำนักข่าวเรงโง บอกว่าฝูงบินพันธมิตร ทิ้งระเบิดพลาดเป้า ขุดทุ่งนาเป็นหลุมบ่อมากมาย แต่ไม่โดนอะไรเลย”
       “ไฮ้ จะไม่มีข่าวความสูญเสียของฝ่ายเราเด็ดขาดครับผม มีแต่ข่าวพวกพันธมิตร เซ่อซ่าซุ่มซ่ามมาก ครับผม” มาซาโอะรับคำสั่งท่าทีซีเรียสมาก
      
       ตรงบริเวณหน้าบ้านกำนันนุ่ม ที่ฝั่งธนบุรีเช้าวันเดียวกันบรรยากาศอึมครึม กำนันนุ่มอึ้ง สบตากับแม่วันผู้เป็นเมีย หลังฟังสารวัตร-องอาจเล่าจบ
       “อะไรนะครับ..สารวัตร.. คนที่โดนฟันในสวนวันก่อน..คือ..ผู้กองโกโบริ ที่อยู่ที่อู่เรือนี่เองหรือครับ”
       สารวัตรองอาจ และตำรวจพื้นที่ 2 นาย โดยมีหมอโยชิ ที่มาพร้อมทหารญี่ปุ่นอีก 2-3 นาย กำลังยืนคุยกับกำนันนุ่มอยู่ที่บริเวณหน้าบ้าน
       “ใช่..กำนันรู้เรื่องคนร้ายพวกนี้บ้างไหม” สารวัตรถาม
       “เอ..ก็..ได้ยินเขาพูดๆที่ตลาด ว่ามีทหารญี่ปุ่นโดนฟัน..ก็แค่นั้นแหละ”
       แม่วันหลุดปาก “อ้าว พ่อ! หรือมีดดาบที่พ่อ…”
       กำนันแอบจับแขนเมียจากด้านหลัง ส่งสัญญาณให้เงียบ แล้วรีบพูดกลบเกลื่อน
       “สงสัยจะเป็นฝีมือคนร้ายจากต่างถิ่นมากกว่า แถวๆ นี้...ไม่มีใครเกลียดทหารญี่ปุ่นหรอกครับสารวัตร ตำบลเรา...ทหารญี่ปุ่นกับชาวบ้านถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดี”       
       สารวัตรองอาจติดใจเรื่องดาบ “มีดดาบอะไรหรือกำนัน”
       “เอ้อ เปล่า ไม่มีอะไร” แม่วันอึกอัก
       สารวัตรองอาจ หันมองแม่วัน ที่เลี่ยงหน้าหลบตาใหญ่ หมอโยชิมองจับสังเกตอยู่
       “เมื่อครู่นี่..คุณนายพูดถึงมีดดาบใช่ไหม” หมอโยชิจ้องหน้าถาม
       ทุกคนจ้องมาที่สองผัวเมียเป็นตาเดียว กำนันอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกไป
       “อ๋อ คืออย่างนี้ครับ ตั้งแต่เราได้ยินข่าวเรื่องทหารญี่ปุ่นถูกซุ่มดักทำร้าย ผมกับเมียก็เลยกลัว ตอนนี้มันเป็นภาวะสงคราม ข้าวยากหมากแพงนัก อาจโดนจี้ปล้นได้ง่ายๆ จะไปไหนมาไหนค่ำๆ มืดๆ ต้องคอยเตือนกันไว้ ว่าให้พกมีดพกไม้ติดตัวไปป้องกันตัวเองด้วย”
       หมอโยชิกำชับ “คุณกำนันช่วยบอกชาวบ้านด้วยนะ ว่าท่านแม่ทัพญี่ปุ่นประกาศจะให้รางวัลอย่างงาม กับใครก็ตาม ที่จับตัวคนร้ายมาให้กองทัพได้”
       กำนันนุ่มลอบสบตาสะกดแม่วันประมาณอย่าพูดอะไร ให้เงียบๆ ไว้
       “กำนัน..กำนันก็รู้ ว่าผู้กองโกโบริเป็นหลานชายท่านแม่ทัพใหญ่กองทัพญี่ปุ่น ท่านนายกรัฐมนตรีของเราก็ร้อนใจมาก ทางผมและส่วนกลางจึงไม่อาจนิ่งนอนใจได้ ยังไงผมขอฝากกำนันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเอาตัวคนร้ายมาให้กับทางตำรวจด้วย” สารวัตรองอาจบอกย้ำ
       “ครับๆ ท่านสารวัตร”
       กำนันนุ่มรับคำพร้อมด้วยการยิ้มแห้งๆ
      
       บริเวณสวนของบ้านอังศุมาลิน มีเพิงไม้เก่าๆ ปลูกอยู่ท้ายสวนตรงบริเวณนั้นเป็นสวนฝรั่ง ภายในเพิง ข้าวของกระจัดกระจาย หม้อดินที่ถูกรมควันจนดำวางอยู่เกะกะ ตาผลนอนขดอยู่ใต้ผ้าห่ม ตาบัวถือปิ่นโต เดินร้องเพลงมาแต่ไกล
       “ตื่นเถิดชาวไทย อย่าหลับใหลลุ่มหลง.. มาแล้วๆๆ ข้าวก้นบาตรร้อนๆ จ้า…”
       ตาบัวถือปิ่นโตขึ้นมาบนแคร่ จัดแจงแกะเถาปิ่นโตออกอย่างรวดเร็ว
       “ถ้าไม่ได้หลวงพ่อท่าน” พลางยกมือไหว้ท่วมหัว “พวกเราก็ไม่รู้จะเอาอะไรกิน เอ็งว่าไหม”
       ตาบัวหันไป ตาผลยังนอนหลับอยู่
       “เฮ้ย! ลุกขึ้นมาได้แล้ว”
       ตาบัวดึงผ้าห่มที่คลุมร่างตาผลออก เห็นตาผลขดตัว หนาวสั่น
       “นี่! เมื่อไหร่เอ็งจะเลิกกลัวจนตัวสั่นซะที.. ข้าบอกเอ็งแล้วไม่ใช่หรือว่า ‘ที่ที่อันตรายที่สุด ก็
       คือที่ที่มันปลอดภัยที่สุด’ ฉะนั้นที่ท้ายสวนฝรั่งของแม่อรนี่แหละ เหมาะจะเป็นฐานลับของพวกเราที่สุดแล้ว เอ็งไม่ต้องกลัวไป ไม่มีใครคิดว่าเรามาอยู่ที่นี่หรอก”       
       ตาบัวตักข้าวคำโตเข้าปากโดยไม่รอ
       “ข้ากินล่ะนะ เอ็งไม่ตื่นข้ากินหมดไม่รู้ด้วย…นี่…ตาผล…ตาผลๆๆ”
       ตาบัวเอามือไปเขย่าขาตาผล และสะดุ้งชักมือกลับ
       “เฮ่ย! ตัวร้อนจี๋เลย ตาผลไม่สบาย? ทำไงดีล่ะ เดี๋ยวข้าเช็ดตัว.. ไม่ๆ ต้องกินยา.. ต้องหายา
       สมุนไพร? แถวนี้มีไหม…” ตาบัวมองไปรอบๆ “ไม่มีๆ.. มีแต่ฝรั่ง”
       ตาบัวตกใจทำอะไรไม่ถูกลนลานใหญ่ วิ่งไปหยิบโน่นหยิบนี่วุ่นไปหมด
       “เฮ้ยยย.. ตาผลเอ็งอย่าตายนะ อย่าเพิ่งทิ้งข้าไป แล้วข้าจะอยู่กับใคร ตาผล...”
      
       พอฟื้นไข้คุณยายศรผู้ไม่ชอบอยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาเก็บกวาดเรือนอยู่ อังศุมาลินยกทะลายหมากขึ้นเรือนมา ตกใจ
       “คุณยาย..ทำอะไรคะ”
       “ยายอัง..เห็นใจยายหน่อยเถอะ..เอาแต่นอนมาหลายวัน...ขอลุกขึ้นมา ทำประโยชน์อะไรบ้างเถอะ หลานเอ๊ย”
       อังศุมาลินไม่ยอมรีบวางหมาก เข้ามาแย่งไม้กวาด “คุณยายคะ..ถึงคุณยายจะหายไข้แล้ว แต่คุณยายก็ยังไม่แข็งแรงนะคะ ขืนออกแรงมากเกินไป ไข้กลับขึ้นมา จะลำบาก”
       “ลำบาก..เพราะหมอกับพ่อดอกมะลิเขาจะไม่มาอีกแล้วใช่ไหม” ยายศรว่า
       อังศุมาลินตกใจ “คุณยาย…”
       “ยายรู้นะ..อย่านึกว่ายายเอาแต่นอนคุดคู้ไม่รู้เรื่องราว”
       “คุณยาย...หมายถึง...อะไรคะ”
       “สองคนนั่น..โดนคนดักฟัน..ในสวนหลังบ้านเรา”
       “คุณแม่บอกคุณยายหรือคะ”
       “ไม่มีใครบอกหรอก แต่ยายได้ยิน..พอจะปะติดปะต่อได้ ยายหนู...ถ้าเผอิญเจอเขาเข้าที่ไหน บอกเขาด้วยนะ ว่ายายฝากความระลึกถึงมาให้ แล้วก็บอกเข้าด้วย ว่ายายขอบใจ โดยเฉพาะคุณหมอ...ที่รักษายาย...อย่างสุดความสามารถ มีแต่ความเมตตากรุณา ไม่เคยคิดเลย ว่ายายคือคนชาติไทย ไม่ใช่ชาติเดียวกับเขา ส่วนพ่อดอกมะลิ ยายก็ขอบใจ ที่เขามีสัมมาคารวะ…ไม่ถือตัว...นอบน้อมต่อยาย อย่าลืมนะ...ถ้าเจอ ต้องบอกด้วยนะ” พูดจบยายศรก็เดินกลับเข้าห้องไป
       อังศุมาลินได้แต่มองตาม พูดไม่ออก       
       ยายศรหันกลับมา “หลานว่าไหม อังศุมาลิน...ที่บ้านเมืองเขา เขาก็คงมีย่ามียาย...ที่อบรมสั่งสอนเขาให้เป็นคนดี เหมือนที่ยายหมั่นอบรมหลานแบบนี้เหมือนกัน เขาจากบ้านจากเมืองมาไกล…มาบาดเจ็บแบบนี้...ถ้าญาติผู้ใหญ่ที่บ้านเขารู้เข้า คงแทบขาดใจเหมือนกันนะ”
       อังศุมาลินหน้าซีดหนัก
      
       ตรงคลองระหว่างบ้านอังศุมาลินและอู่ทหารเรือ เช้าอีกวัน แม่อรอยู่บนเรือแล้วส่วน อังศุมาลินอยู่ในชุดกระโจมอกกำลังผลักหัวเรืออกจากท่าให้แม่อร
       อังศุมาลินออกแรงดันเรือไปข้างหน้า ก่อนจะจุ่มตัวลงน้ำ ช่วยว่ายพลางผลักเรือต่อแม่อรคว้างอบจากหัวเรือขึ้นมาใส่
       “หนูอย่าเพิ่งลงสวนเลยนะลูก อาบน้ำเสร็จแล้วขึ้นไปคอยดูคุณยายดีกว่า…อย่าให้ท่านออกมาหั่นหมากตากแดด เดี๋ยวจะกลับเป็นอีก”
       “ขากลับแม่ซื้อเส้นหมี่มาด้วยนะคะ หนูจะงมกุ้งไว้ให้ผัดหมี่กรอบ”
       แม่อรยังไม่ทันตอบ อังศุมาลินก็ดำผลุบหายลงไปใต้น้ำเสียก่อน
       ใต้แผ่นน้ำ เห็นน้ำขุ่นขาวคล้ายกระจกฝ้าที่ล้อมรอบตัวอังศุมาลินที่กำลังแหวกว่ายไปมา ขณะที่ด้านบนมีเสียงเครื่องเรือยนต์ดังแผ่วๆ ใกล้เข้ามา แล้วหยุด เงียบหายไป
       อังศุมาลินยังอยู่ใต้น้ำควานมือไปตามซอกเสาท่าเรือด้วยความชำนาญ สีหน้าอังศุมาลินดีใจรู้สึกว่าจับกุ้งได้ จึงกดมือไว้ ค่อยๆ เลื่อนมือไปจับที่ส่วนหัว แล้วทะลึ่งขึ้นมาบนผิวน้ำอย่างรวดเร็ว
       อังศุมาลินสะบัดผมที่ตกลงมาปรกใบหน้าให้พ้นไปด้านหลัง ทันใดนั้นก็มีเสียงคนดังขึ้น
       “แม่น้ำที่นี่-ลึก-มากไหม”
       อังศุมาลินสะดุ้งตกใจ หันไป
       เห็นโกโบริอยู่บนเรือ ไม่สวมเสื้อ แต่มีเสื้อทหารคลุมไหล่ไว้ กำลังส่งยิ้มมาให้ อังศุมาลินช็อกไปเล็กน้อย ทำอะไรไม่ถูก ปล่อยกุ้งนางตัวใหญ่ที่จับได้หลุดมือไป
       “โอ๊ย” กุ้งดำน้ำหนีไป
       อังศุมาลินมองตามกุ้ง ถอนใจสุดเซ็ง บ่นๆ “โห..เสียดายจัง!”
       “ผม-เสียใจ-ที่-ทำให้คุณ-ตกใจ” โกโบริบอก
       อังศุมาลินหันมามอง เงียบไป
       สภาพโกโบริยังมีหน้าตาซีดเซียว ซอกคอมีรอยยาแดงแต้มไว้เป็นทางยาว ที่ตัวยังมีผ้าพันไว้
       อังศุมาลินมองๆ แล้วถามเป็นญี่ปุ่น “คุณ-หายดีแล้วหรือ”
       โกโบริฟังไม่ค่อยถนัด เอียงคอเล็กน้อยเหมือนไม่เข้าใจที่อังศุมาลินพูดภาษาญี่ปุ่นไป
       “สบายดีแล้วใช่ไหม.. หายดีแล้ว” อังศุมาลินเลยถามเป็นคำไทยแทน
       โกโบริก้มหัวลงช้าๆ ยิ้ม
       “ขอบคุณมากครับ..ขอบคุณครับ ผมสบายดี”
       ทั้งคู่มองตากัน ไม่รู้จะต่อบทสนทนากันอย่างไร เงียบอยู่สักพัก โกโบริก้มลงไปดูเครื่องยนต์ของเรือ จับโน่นดึงนี่ด้วยมือข้างเดียวอย่างเก้งก้าง
       อังศุมาลินลอยคอดูอยู่เงียบๆ
       “เครื่อง-เสีย-อีกแล้ว”
       โกโบริพูดโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง อังศุมาลินพยายามถีบน้ำพยุงตัวขึ้นให้สูงเพื่อชะเง้อมองดูเครื่องยนต์
       “เกาะที่เรือสิ คุณจะได้ไม่เหนื่อย” โกโบริบอก
       อังศุมาลินลดตัวลงลอยคอตามเดิม จนเมื่อเห็นว่าโกโบริไม่ได้มองมา จึงค่อยๆ เอื้อมมือไปจับแคมเรือด้วยความไม่แน่ใจ
       อังศุมาลินเกาะขอบเรือดูอยู่เฉยๆ เห็นโกโบริกำลังง่วนอยู่กับเครื่องยนต์ แต่ใช้มือได้ข้างเดียวจึงทำอะไรไม่ถนัด จังหวะหนึ่งโกโบริทิ้งเครื่องมือลงบนท้องเรืออย่างขัดใจ พร้อมถอนหายใจอย่างแรง
       “เฮ้อ..เดี๋ยวพอน้ำลง ผมคงได้-ลอย-ออกทะเลไปแน่”
       โกโบริทิ้งตัวลงเอนนอน ขำกับตัวเอง
       อังศุมาลิน ถามขึ้น “คุณซ่อมไม่ได้หรือ”
       “ได้.. แต่ผมทำ-ไม่-ถะ-นัด นี่ ถ้า น้ำพัดแรง พา ไปไกลๆ คงแย่แน่” โกโบริพูดไทยปนญี่ปุ่น
       อังศุมาลินเหลือบไปเห็นเชือกบนหัวเรือ พลางคิดอะไรออกได้อย่างรวดเร็ว
       “ถ้าเอาเชือกนั่นไปผูกกับเสาสะพานแล้วสาวเรือเข้าไป เรือจะได้ไม่ลอยไปไกล.. คุณจะได้ไปตามคนที่อู่มาช่วย”
       โกโบริงง “คุณพูดเร็วมาก”
       “เชือกนั่น เอาไปผูก.. ตรงโน้น”
       อังศุมาลินชี้นิ้ว พร้อมทำท่าประกอบ
       “คุณจะช่วยเอา..เชือก ไปผูกให้ผมเหรอ” โกโบริถาม
       อังศุมาลินพยักหน้าโดยไม่กล้าสบตามองอีกฝ่ายหนึ่ง
       โกโบรินิ่งไปชั่วครู่ ตัดสินใจหยิบเชือกแล้วส่งให้
       “ขอบคุณมาก ที่ช่วยเหลือ”
      
       อังศุมาลินคว้าเชือกได้ก็ว่ายพุ่งปราดไปอย่างชำนาญ โกโบริมองแล้วยิ้มอย่างทึ่ง



       สักครู่ต่อมาอังศุมาลินกำลังผูกรั้งปลายเชือกไว้กับเสาหัวสะพาน จนมัดปมเสร็จจึงโบกมือเป็นสัญญาณให้โกโบริสาวเรือเข้ามา
      
       “มาได้แล้ว...ตามสบายนะ”
       อังศุมาลินรีบขึ้นจากน้ำ แล้วคว้าผ้าขนหนูมาคลุม รีบเดินกลับไปที่เรือนรวดเร็วโกโบริมองตามไปสักพัก แล้วหันมาใช้แขนข้างเดียวออกแรงสาวเชือกเพื่อให้เรือเข้าไปเทียบท่า
       โกโบริขณะพยายามใช้แรงดึง ออกแรงแขนเต็มกำลัง จากนั้นโกโบริรีบผูกเชือกเข้ากับตัวเรือจนเสร็จ แล้วกระโดดขึ้นมาบนท่าน้ำ ยืนดูนั่นนี่ รอๆ
      
       สักครู่ใหญ่ๆ อังศุมาลินเดินมาหา ใส่ผ้านุ่งและสวมเสื้อตัวใหม่ ผมดำขลับยังชื้นน้ำ ประบ่า อังศุมาลินเดินเร็วๆ มาชะเง้อมองแววตาสงสัย
       “อ้าว..ยังซ่อมไม่ได้หรือคะ”       
       โกโบริหันมา “ผม.. คงต้องขอ อนุญาต-เดินผ่านสวน…เพื่อ-เดินไป-เอาของที่อู่-ได้ใช่ไหม”
       อังศุมาลินมองหน้า คิดๆ นิดหนึ่ง “เชิญค่ะ”
       โกโบริก้มหัวให้ “ขอบคุณ…” ขณะเดินไปได้ 2 - 3 ก้าว ก็หันกลับมาเหมือนนึกอะไรได้ “คุณยายซังเป็นอย่างไรบ้าง”
       อังศุมาลินยังยืนอยู่ที่เดิม มองตามมา ยิ้มสำรวมให้ดูมีไมตรีนิดหนึ่ง “ดีขึ้นบ้างแล้ว ขอบคุณ”
       “หมอบอกว่า.. ฉีดยาครบก็หาย ไม่ต้องห่วง”
       “อ้อ..คุณยายบอกว่า..ฝากขอบคุณคุณ..และคุณหมอด้วย”
       โกโบริก้มหัว “ด้วยความยินดีครับ” นิ่งคิดนิดๆ ลังเล ไม่มั่นใจ “ผม..ขอ-อนุญาต.. ไปเยี่ยมคุณยายซังหน่อย..ได้ไหม”
       อังศุมาลินอึ้งๆ
      
       ไม่นานหลังจากนั้น อังศุมาลินกับโกโบริเดินขึ้นบันไดมา ยายศรกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาเจียนหมาก-ห่อพลู สำหรับกินเองอยู่ในเรือน
       อังศุมาลินรีบพูดเอาใจ “คุณยาย.. มีแขกมาเยี่ยมค่ะ”
       โกโบริกระชับเสื้อคลุมให้เข้าที่เรียบร้อย แล้วโค้งคำนับอย่างสุภาพนอบน้อม พอยายศรเงยมาเห็น เป็นใครก็ยิ้มแฉ่ง พยายามจะลุกขึ้นมาต้อนรับ โกโบริรีบเข้าไปห้ามพูดญี่ปุ่นปนไทย
       “อย่าครับ ไม่เป็นไร..ไม่เป็นไรครับ”
       “คุณนั่งคุยกับคุณยายไปก่อนนะ”
       โกโบริพยักหน้า อังศุมาลินรีบเข้าห้องไป ยายยิ้มให้โกโบริ
       “ขอบใจมากนะพ่อดอกมะลิ”
       “ไฮ้…ครับ…เอ่อ คุณยายซัง-หายดีขึ้น-ใช่ไหมครับ”
       “ดีขึ้น ดี สบายดีแล้ว หายแล้ว” ยายศรคว้าหมามากัดกิน “แล้วพ่อดอกมะลิล่ะ แผลนั่น” ชี้ที่ผ้าที่โกโบริพันตัวไว้ “หายหรือยัง”
       โกโบริยิ้มแต้ โค้งแล้วโค้งอีก “หายแล้วครับ ขอบคุณมากๆ ครับ”
       ยายศรมองนิ่ง ยิ้มอย่างเวทนา และเอื้อเอ็นดู
      
       กลางวงเชี่ยนหมากของยายศร ที่มีอุปกรณ์ เครื่องเคียงต่างๆ มากมาย ยินเสียงโกโบริหัวเราะสดใส นั่งพับขาทับส้นเท้าแบบคนญี่ปุ่น กำลังหัวเราะเสียงดังกับยาย อังศุมาลินที่ผมแห้ง แล้วถักเป็นเปียเดียวข้างหลัง กำลังเตรียมชาในครัว
       อังศุมาลิน มองไปเห็นโกโบริกับยายคุยกันสนุกสนาน โกโบริหันมา ยิ้มให้อังศุมาลิน
       อังศุมาลินยิ้มตอบนิดๆ เป็นยิ้มที่จริงใจ และเป็นรอยยิ้มที่โกโบริไม่เคยเห็นมาก่อน
       โกโบริชูหมากที่ถือในมือขึ้นอวด
       “มา-กุ”
       ยายศรท้วง “หมาก”
       “ม้าก” โกโบริยังพูดผิดอยู่ดี
       ยายยิ้มขำ อังศุมาลินก็ขำนิดๆ ขณะยกกาน้ำชา มากับถาดพร้อมถ้วยชา
       โกโบริโชว์ภาษาไทยที่เพิ่งได้เรียนมาเมื่อสักครู่ โดยชี้ข้าวของต่างๆ ในเชี่ยนหมากของยาย แต่ฟังเพี้ยนทุกคำ
       “ม้าก.. พูลุ.. ปูนนน.. มี้ด.. ตา-หลับ”
       อังศุมาลินช่วยสอน “ตลับ ต้องพูดเร็วขึ้น..ถ้า ตา-หลับ หมายถึงแบบนี้…”
       อังศุมาลินชี้ไปที่ตาตัวเอง แล้วโชว์หลับตาให้ดู โกโบริมองจ้อง ดูใบหน้าอังศุมาลินยามหลับตา ดูสวยงามผุดผ่อง
       อังศุมาลินค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นว่าโกโบริจ้องมองอยู่ก็รีบหลบตา เขิน
       “ผมชอบคุณใส่สีนี้..ผมชอบสีนี้”
       อังศุมาลินเขิน ทำหน้าเคร่ง ไม่พอใจ “เชิญดื่มชา” พลางผลักชุดชาให้ แล้วถอยไป ลุกเดินไป
       โกโบริจ๋อยลง มองตาม
       “ดื่มชาสิจ๊ะ” ยายศรบอก
       โกโบริสะดุ้ง รีบหันมา โค้งแล้วโค้งอีก “ไฮ้…ขอบคุณครับ”
       อังศุมาลินเดินไปเอากระด้งพร้อมมีดและเขียงมา โกโบริรินชา แล้วหันไปมองตามอังศุมาลินตลอด
       จนอังศุมาลินไปยกกระจาดกล้วยน้ำว้าดิบลูกเล็กๆ แล้วมานั่ง ห่างออกไป ลงมือปอกเปลือก
       ยายศรร้องถาม “หนูจะทำอะไรหรือ”
       “ฉาบกล้วยน่ะค่ะ แต่ถ้าไม่หมดก็กะจะนึ่งเสียบ้าง ของคุณยายหนูจะทำกล้วยทับแบบสุกๆ
       จิ้มมะพร้าวให้”
       โกโบริมองตาปริบๆ เพราะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
       “ดีๆ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวยายเอาหมากกับพลูนี่ไปเก็บก่อน แล้วเดี๋ยวจะออกมาช่วย…จะแสดง
       ฝีมือให้พ่อดอกมะลิเขาลองทานดูสักหน่อย”
       ยายศรลุกท่าทีกระฉับกระเฉง เดินถือเอาเชี่ยนหมากเข้าไปเก็บในห้อง โกโบรินั่งมองดูอังศุมาลินที่ปอกกล้วยอย่างคล่องแคล่วอย่างสนใจจริง
       “คุณทำอะไรหรือ”
       “กล้วยฉาบ”
       “กล้วย.. ชาบุ”
       อังศุมาลินอธิบาย “ฉาบบบ ไม่ใช่ ชาบุ เอากล้วยไปทอด แล้วก็ ‘ฉาบ’ ด้วยน้ำตาล”
       โกโบริพยักหน้า เหมือนเข้าใจ
       “ถ้าคุณอยู่ต่ออีกสักประเดี๋ยว ก็คงได้ลองชิม”
       โกโบริดีใจมาก แต่พอนึกได้ ก็ทำหน้าเสียใจ
       “ผมอยาก..ชิม แต่.. ผมไม่ว่าง.. ต้องทำงาน”
       โกโบริอึกอัก ลังเล มองดูอังศุมาลินสักพักเกรงใจสุดขีด ก่อนที่จะตัดสินใจพูดประโยคนี้
       “เอ่อ…จะอนุญาตไหม…ถ้า.. ผมจะมาอีก..ตอนเย็น”
       อังศุมาลินพยักหน้าอย่างใจดี
       โกโบริยิ้มแฉ่ง ดีใจมากมาย “คุณใจดีเหลือเกิน งั้น.. ผมขอตัวกลับก่อนนะ”
       โกโบริพยายามจะยันตัวลุกด้วยแขนเดียว อังศุมาลินสังเกตเห็น มองดูด้วยสายตาเป็นห่วง
       “แล้ว.. แผลของคุณเป็นอย่างไรบ้าง”
       “หายดีขึ้นแล้ว.. อีกไม่นานก็-ตัด-ไหม-ได้แล้ว”
       อังศุมาลินท้วง “ไม่ใช่ไหม…ด้ายเย็บผ้าต่างหาก”
       “ด้ายเย็บผ้า ใช่…ด้ายของคุณมีประโยชน์มาก หมอบอกว่าแผลเกือบดีแล้ว”
       โกโบริค่อยถอดเสื้อคลุมออก หันให้ดูแผ่นหลังอย่างช้าๆ
       อังศุมาลินเห็นว่าแผลไม่บวมแล้ว แต่ยังมีรอยอักเสบแดงช้ไ และแผลที่เย็บไว้ปิดผ้าไว้อยู่
       โกโบริเอาเสื้อคลุมมาคลุมไหล่ไว้ตามเดิม
       “อะไรก็ดี แต่ตอนนี้ ผมยกแขนไม่ค่อยได้ ใส่ชุดทหารไม่ได้ ขอโทษที่แต่งตัวออกจะ-ไม่สุภาพ-สักหน่อย”
       โกโบริลุกขึ้นยืน
       “ตอนเย็นผมจะมาใหม่ ถ้าหมอว่าง…ผมจะชวนมาด้วย”
       “ค่ะ”
       อังศุมาลินวางมีดและกล้วยที่ถือไว้ในมือลง จะลุกขึ้นไปส่ง
       ทันใดนั้น ตาบัวก็โผล่พรวดขึ้นมาจากบันได พลางพูดจาละล่ำละลักไปด้วย
       “แย่แล้วแม่อังๆ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว คุณยายอยู่หรือเปล่า ช่วยฉันด้วยคือ…”
       พูดไม่ทันจบคำ ตาบัวเพิ่งหันไปเห็นโกโบริยืนอยู่หลังอังศุมาลิน แหกปากร้องลั่นราวกับเห็นผี
       “เย้ยย.....”
       ตาบัวยิ้มเจื่อน ค่อยๆ ถอยร่นไป ทำตัวหดเล็ก จะหันหลังกลับไป
       โกโบริยิ้มนิดๆ บอกด้วยเสียงเยือกเย็น “กลัวฉันด้วยหรือ”
       ตาบัวสะดุ้ง หลบตาวูบ โกโบริมองตาบัวด้วยความเรียบเฉย แต่ดวงตาคมเป็นประกายน่ากลัว
      
       ตาบัวดึงแขนอังศุมาลินออกไปคุยอีกทาง ตรงมุมระเบียงนอกชาน โกโบริยืนดูอยู่ห่างๆ มองตาม แววตาสงสัย
       “ลุงอยากจะมาขอยาไปให้ตาผลมันหน่อย มันไม่สบายมาก”
       “ลุงผลเป็นอะไร”
       “น่ากลัวจะเป็นไข้ ตัวร้อนจี๋ นอนสั่นทั้งคืน…เห็นที่นี่เป็นไข้กันลุงก็เลยคิดว่าจะมาขอปันยา
       ไปบ้าง” ตาบัวหันมาเห็นโกโบริ สะดุ้งสุดตัว
       โกโบริคอยยืนฟังอยู่หน้าเฉย
       “ที่คุณยายอาการดีขึ้น..ก็เพราะมีหมอมาฉีดยาให้”
       สีหน้าอังศุมาลินเหนื่อยๆ ใจ
       “ลุงก็รู้ไม่ใช่หรือว่าหมอคนไหน”
       ตาบัวรู้ว่าอังศุลามินหมายถึงหมอทาเคดะ พูดเบาๆ กับตัวเอง สลดๆ
       “ไอ้หมอนั่น…”
       โกโบริเดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
       “หนาวสั่น…แล้วเป็นอะไรอีก”
       ตาบัวอึกอัก ไม่เต็มใจจะตอบ และพยายามตอบโดยไม่มองหน้า
       “ก็ทุรนทุราย.. แล้วก็บ่นว่าปวดหัวมาก” ตาบัวสะบัดเสียงท่าทีหงุดหงิด
       “ทุรนทุราย และปวดหัวมาก” อังศุมาลินแปล
       “มาเลเรียขึ้นสมอง ถ้าไม่รีบพาไปหาหมอ แย่แน่ๆ”
       ตาบัวร้อนใจถามยิกๆ “ทำไมๆ มันว่าอะไร”
       “เขาบอกให้ลุงรีบพาไปหาหมอ…”
       “จะไปหาได้ยังไงล่ะ สตางค์ก็ไม่มี”
       “ไม่อย่างนั้นก็.. อาจ-ตาย-ได้” โกโบริบอกต่อช้าชัด
       ตาบัวสะดุ้ง สีหน้าวิตกกังวลสุดๆ
       “กลัว-ตาย-เหมือนกันเหรอ…”
       ตาบัวหน้าซีดจ๋อย สลด โกโบริยิ้มเล็กๆ หัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคอ ก่อนจะถามออกมา
       “คนเจ็บอยู่ที่ไหน”
       ตาบัวอึกอักไม่กล้าตอบ
       โกโบริเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉย
       “อยู่ที่ไหน”
       ตาบัวค่อยๆ มองขึ้นไปสบตา ร่างชายชราสะท้านเข่าอ่อน ทรุดตัวลงไปนั่งยองๆ ยกมือไหว้ท่วมหัว
       “เจ้าประคุณ อย่าจองเวรจองกรรมกันเลย ฉันไหว้ล่ะ ที่แล้วมันก็แล้วกันไปเถอะ เราก็ไม่ได้คิดจะให้ถึงตาย ไอ้ผลอาการมันร่อแร่ จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ อย่าจับมันไปทรมานอีกเลย”
       โกโบริไม่ค่อยเข้าใจนัก หันมองหน้าอังศุมาลินเหมือนจะให้ช่วยแปล ทว่าอังศุมาลินไม่ยอมแปล เมินไปเสีย ด้วยลำบากใจ และอายแทนตาบัว
       โกโบริถอนใจยาว เข้าไปนั่งคุกเข่า เผชิญหน้า “ทำไมถึงคิดจะฆ่าฉันกับหมอ”
       “แม่อัง.. ฉันว่า.. ไว้ฉันมาวันหลังดีกว่า”
       ตาบัวลนลานรีบขยับจะลุกหนี แต่โกโบริดึงแขนไว้ ตาบัวหันมองอังศุมาลินเพื่อจะยึดเป็นที่พึ่ง อังศุมาลินมองกลับมาด้วยแววตาเหมือนสั่งให้อย่าหนี
       “นาย-จะฆ่าฉัน ฉันเข้าใจ-ว่าทำไม…แต่ฉัน-ไม่เข้าใจว่า-จะฆ่าหมอทำไม”
       ประโยคสุดท้ายโกโบริพูดอย่างเน้นๆ จริงจัง ดุดัน
       “กะ..ก็.. ก็เห็นมาด้วยกัน”
       เห็นตาบัวพูดตะกุกตะกัก โกโบริยิ้มเล็กๆ อย่างผู้ชนะ
       “ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าใครเป็นคนทำ…เพราะ-ยอมรับ-ออกมาแล้ว”
       อังศุมาลินมองโกโบริ อึ้ง ทึ่ง ตาบัวมองหน้าตกตะลึง
       “ที่จริง.. ครั้งแรกก็ แค่-สงสัย…”
      
       โกโบริพูดเป็นปริศนา ยิ้มอย่างมีชัย แววตาเข้มสีหน้าลึกล้ำ
      ที่นอกชานบ้านอังศุมาลินเวลานั้น ตาบัวเหมือนเกิดก้นหนักกะทันหัน ทิ้งตัวลงนั่งก้นจ้ำบ้ำ ยกมือพนมค้างที่อก มองโกโบริเหมือนเพฌชฆาต เหงื่อแตกพลั่ก โกโบริมองมาท่าทีเยือกเย็น แววตาเยาะ
      
       สักพักตาบัวหลบตา หันมามองทางอังศุมาลินอย่างวิงวอน อังศุมาลินระอาตาบัว และละอายต่อโกโบริ จึงถอนใจยาว เข้ามาดึงแขนตาบัวขึ้น
       “มา..ลุงบัว..แล้วตกลงลุงผลอยู่ที่ไหนล่ะ เดี๋ยวหนูไปดูด้วย”
       ตาบัวขาหมดแรง ไม่ยอมลุก
       โกโบริลุกมาก่อน หัวเราะๆ แล้วหันไปหาอังศุมาลิน กระชับเสื้อคลุมให้เรียบร้อย
       “ผมจะไป-ตามหมอ -ถ้าว่าง-จะพามา” โกโบริหันมามองตาบัว แล้วทำหน้าดุดันขู่ๆ ประมาณตายแน่เอ็งแล้วหันมาหาอังศุมาลิน “คุณ-ไปคอยผม-ตรงสะพานต้นมะพร้าว-ก็แล้วกัน”
       โกโบริก้าวลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว ตาบัวตาค้างมองตามไปจนโกโบริลับตาแล้วรีบถาม
       “มันว่าอะไรนะ”
       อังศุมาลินฉุนนิดๆ “มัน ที่พวกลุงฟันเขาเกือบตาย...จะไปตามหมอคนที่โดนพวกลุงฟันเจ็บไปด้วยอีกคน มารักษาลุงผลน่ะสิ”
       “ตายๆๆๆ คราวนี้พวกมันคงกะรุมเอาซามูไรกระซวกเราตายแน่ๆ คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกช้างด้วย”
       อังศุมาลินมองชายชราอย่างสลดและเอน็จอนาถ
      
       โกโบริเดินเข้ามาที่อู่ เจอะเคสุเกะกับทหารอื่นกำลังช่วยกันยกกล่องใส่พวกยา อุปกรณ์การแพทย์ที่เพิ่งมาถึงมากมาย มาวางเรียง โกโบริพูดคุยทุกทายเป็นภาษาญี่ปุ่นกัน
       “หมอทาเคดะล่ะ”
       “หมอไม่อยู่ครับ..ไปช่วยรักษาคนที่โดนระเบิดที่ดอนเมือง ยังไม่มา” เคสุเกะตอบ
       ขณะที่โกโบริอึ้งกำลังหันรีหันขวาง หมอทาเคดะมาถึงพอดีและเดินเข้ามา
       “อ้า หมอ มาพอดี”
       “มีอะไร
       “ที่ดอนเมือง เป็นยังไงบ้าง”
       “เสียหายมาก…ฝ่ายเรา…เจ็บมาก..มีคนตาย”
       “พวกปีศาจอังกฤษ อเมริกา มาทิ้งระเบิด ไม่ว่าคนไทย หรือคนญี่ปุ่น ก็สูญเสียหมด” หมอว่า
       “หมอคง-เหนื่อย พักผ่อนเถอะ” โกโบริพูดคำทยแล้วจะเดินออกไป
       หมอทาเคดะเรียกไว้ “มีอะไร”
       “ไม่เป็นไร ไม่รบกวน” โกโบริเกรงใจ กำลังจะหันออก
       “มีอะไร” หมอทาเคดะตามมาดึงแขน มองอย่างห่วงใย ว่ามีเรื่องอะไร
       โกโบริมองหน้า คิดหนัก หมอเคสุเกะมอง ท่าทีสนใจไปด้วย
      
       สายแล้ว ตาบัวกำลังกระสับกระส่ายเดินไปเดินมาที่จุดนัด ตรงสะพานไม้ต้นมะพร้าว ทางข้ามไปอู่ต่อเรือ
       “แม่อังจะไปไว้ใจมันได้ยังไง ถ้ามันจับพวกฉันไปทรมานจนตายล่ะ ฉันไม่เอาด้วยแล้ว”
       ตาบัวทำท่าจะเดินกลับ อังศุมาลินฉุดแขนไว้
       “ลุงบัว…ถ้าทิ้งไว้...ลุงผลก็ตายเหมือนกัน ลองเสี่ยงดู เขายังรักษาคุณยายจนหายเลย”
       “ไอ้ยุ่นคนนี้มันจะเล่นกับเราท่าไหนก็ไม่รู้ ใจคอมันร้ายอย่างกับยักษ์มาร”
       “ลุงบัว...ความจริง...ตอนนั้น...ที่พวกลุงถูกทำโทษก็เพราะพวกลุงทำผิดไม่ใช่เหรอ” อังศุมาลินพูดตามจริง
       ตาบัวฉุน “อ้าว…แม่อัง..นั่นลุงทำเพื่อชาตินะ ถึงเราจะเป็นพลเรือน เราก็รบเพื่อชาติได้ ด้วยการบั่นทอนยุทธปัจจัยของพวกมันทุกวิถีทาง”
       “ถ้างั้น…เราก็อย่าพึ่งพวกมันเลยนะ ไม่งั้น มันจะกลายเป็นการขายชาติ..ไป ไปต้มขี้เหล็กกิน เดี๋ยวฉันต้มให้ ไป” อังศุมาลินหันตัวจะพาเดินกลับ
       “เดี๋ยวๆๆ เอาวะๆๆ หยวนๆๆ หักใจ…ยอมลงให้พวกอักษะมันซักครั้งวะ เสี่ยงเป็นเสี่ยง ขี้เหล็กน่ะ ควรเอาไว้แกงกะเนื้อย่าง...ไม่ใช่อะไรหรอกนะ สงสารไอ้ผลมัน...ทุรนทุรายทั้งคืน เวลาปวดหูปวดหัวทีมันแทบจะเอาหัวทิ่มลงไปในคูอยู่แล้ว”       
       พอดีกับที่หมอทาเคดะหิ้วกระเป๋ายาเดินข้ามสะพานนำหน้ามา ตาบัวรีบทำตัวลีบ แอบหลังอังศุมาลินที่ทักหมอเป็นคำญี่ปุ่น
       “สวัสดีค่ะหมอ”
       หมอค้อมศีรษะลงต่ำ ยิ้มนิดๆ ตาบัวไม่กล้าสบตาด้วย
       “หมอ..หายเจ็บ..แล้วหรือคะ”
       หมอทาเคดะยิ้มให้ “ดีกว่าโกโบริมากครับ ขอบคุณ”
       “ขอบคุณ..ที่หมอกรุณามา”
       “ผมยินดีมาครับ”
       โกโบริมองเหล่ตาบัว “แต่จะกรุณาหรือเปล่า ก็ไม่แน่…”
       “แต่...ฉันคิดว่า หมอน่าจะ...ใจดี” อังศุมาลินว่า
       “หมอใจดีแน่…ไม่มีใครใจร้าย..เท่าผมหรอก…” โกโบริหันไปทำหน้าดุใส่ตาบัวขณะบอก “นำไปสิ”
       ตาบัวกระซิบกับอังศุมาลิน “มันคงไม่เอาไอ้ผลมาสับเป็นท่อนๆ เพื่อแก้แค้นหรอกนะ”
       โกโบริฟังออก ตอบออกมา “นั่น-ต้อง ขอ คิดดูก่อน...ใช่ไหม หมอ”
       “ใช่” หมอพยักหน้า
       ตาบัวสะดุ้งโหยง
       โกโบริมองหน้าบัว “ว่าไง..จะให้ช่วยหรือเปล่า”
       ตาบัวรีบลนลาน โค้งแล้วโค้งอีก
       “คะ..ครับ ไฮ้ๆๆ ไฮฮิตเล่อร์ กองทัพอาทิตย์อุทัยจงเจริญ บันไซ ไชโย” ตาบัวทำไม้ทำมือประจบเว่อร์
       อังศุมาลินอายแทบแทรกแผ่นดินหนี “พอแล้ว..ลุง..ไป”
       โกโบริกับหมอ สบตาถอนหายใจ ขำๆ
       ตาบัวกลับหลังหัน เดินนำหน้าไปแบบหันรีหันขวาง ระแวงอยู่นั่นแล้ว อังศุมาลินอึดอัดใจ
      
       สักครู่หนึ่งตาบัวนำทุกคนมาที่ท้ายสวนฝรั่ง ถึงเพิงโย้เย้ หลังคาจาก ที่ตั้งบนพื้นดินทุบๆ มีฝาไม่ครบ 4 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นครัวจำเป็น มีหม้อดินดำๆ ก้อนสามเส้า ที่ก่อไฟไว้มอดๆ บนนั้น มีหม้อน้ำบุบๆตั้งเอียงๆ อยู่
       ส่วนบนแคร่ ตาผลโทรมซีด ขดอยู่ใต้ผ้าห่มและผ้าทุกชนิดซ้อนสุมๆห่มไว้ โผล่แต่หน้ามาหายใจ
       ตาผลครางฮือๆ เพราะพิษไข้ “ฮือๆ โอ่ย โอ๊ย”
       “นี่ละ…ไอ้ผล”
       สามคนอึ้งกับสภาพที่เห็น
       หน้าตาผลยามนี้เหลืองอมเขียว ผอมซูบผิดตา มีกลิ่นไม่พึงประสงค์คละคลุ้ง ทุกคนเอามือปิดจมูกแทบไม่ทัน
       “พระเจ้า!”
       หมอทาเคดะตั้งสติ กลั้นใจ รีบเข้าไปดูอาการคนไข้ โกโบริเข้าไปช่วย ตลบผ้าห่มต่างๆ ออก อังศุมาลินหันรีหันขวางอยู่สักพัก ก็เดินไปนั่งยองที่กองไฟ ก้มเป่าถ่านให้แดงวาบขึ้น แล้วหากิ่งไม้แห้ง 2-3 กิ่งแถวนั้น ใส่เข้าไปจนไฟลุกโชน เอามือเปิดฝากาน้ำออก
       “ลุง…ขอชามอ่างใบหนึ่ง”
       “เดี๋ยวนะๆ”
       ตาบัวคว้าอ่างสังกะสีเก่าๆ สกปรกๆ ใบหนึ่งส่งให้อังศุมาลิน
       “ขอใบสะอาดๆ หน่อยสิลุง เดี๋ยวจะได้ใช้ใส่น้ำร้อนต้มเข็มฉีดยา”
       “มีอยู่ใบเดียวนี่แหละ”
       “เฮ้อ.. แล้วโอ่งน้ำล่ะอยู่ไหน”
       ตาบัวชี้ไปที่โอ่งเล็กๆ วางตะแคงอยู่ข้างแคร่ เพราะด้านหนึ่งมีรูรั่ว อังศุมาลินลุกขึ้นไปตักน้ำมาทำความสะอาดชามอ่าง
       “ขอน้ำร้อน!” โกโบริหันมาสั่งแบบเคยชิน อังศุมาลินชะงัก กับการออกคำสั่งของโกโบริ       
       “กรุณาคอยประเดี๋ยวเจ้าค่ะ” อังศุมาลินประชดเป็นภาษาญี่ปุ่น
       ตาผลลืมตามองเห็นโกโบริ กะหมอทาเคดะ กลอกตาดูคนนั้นที คนนี้ที แล้วน้ำตาไหล
       ตาผลพูดเสียงแหบแผ่ว “มัจจุราช..พญายม..มารับข้าไปนรก..ไม่เอา ไม่ไป..” และหมดแรง หลับตาลง
       ตาบัวจับมือผล “ฮือๆๆ ขอให้ไปสู่สุคตินะ..เพื่อน”
       อังศุมาลินเหลียวมามองภาพตรงหน้าอย่างอเน็จอนาถ แล้วจัดการต้มน้ำไป
      
       น้ำที่เดือดจัด และมีเข็มฉีดยาแช่อยู่ หมอใช้คีมคีบเข็มขึ้นมา ตาบัวพนมมือ สวดมนตร์
       “พระอรหังๆๆ ….”       
       หมอทาเคดะเช็ดแอลกอฮอลล์ตรงที่จะฉีด แล้วค่อยๆ ปักเข็มไปที่กล้ามเนื้อต้นแขนของตาผล
       ดวงตาตาผล ที่ลืมขึ้นมามองแดงก่ำ มองดูหมอกับโกโบริเหมือนจะจำไม่ได้ หมอทาเคดะเอาเข็มออก สักพักตาผลก็หลับตา
       ตาบัวรีบโดดมากระซิบอังศุมาลิน “เฮ้ยๆๆ แม่อังๆๆ ไอ้หมอมันฉีดยาให้ตาผลตายไปแล้ว” ตาบัวยกมือปิดหน้า เข่าอ่อน ต้องพิงเสาเพิง “โธ่..ไม่น่าเลยกู”
       อังศุมาลินหันมาชู่วใส่..กระซิบตอบ “ใครบอกล่ะลุง หยุดเอะอะได้แล้ว ลุงผลหลับไปต่างหาก”
       “แต่มันไม่น่าไว้ใจนา”
       หมอทาเคดะยังคงตรวจเช็คร่างกายตาผลอยู่ แล้วซุบซิบกะโกโบริ ท่าทางซีเรียสกัน ตาบัวสยอง
       โกโบริหันมา เดินเข้ามาหาทั้งคู่ ตาบัวรีบทำเนียน หลบไปข้างหลังอังศุมาลิน
       “มาเลเรีย-ขึ้น-สมอง ต้องฉีดยาทุกวัน ตอนนี้ให้นายคนนี้ตามหมอไปรับยาที่อู่ มาไว้ให้คนเจ็บกิน”
       โกโบริชี้ไปที่ตาบัว ตาบัวสะดุ้ง บ่นอุบ
       “ไม่ไป...ฉันไม่ไปเด็ดขาด”
       โกโบริหันมา ยิ้มนิดๆ “คนบางคน เราก็ไม่อยากได้ตัวไว้หรอก”
       หมอทาเคดะเก็บของใส่กระเป๋าเดินออกมาถาม
       “ใคร..จะไปเอายากับผม”
       โกโบริมองตาบัว พยักหน้าให้ไป
       ตาบัวส่ายหัวถี่ๆ ถอยกรูด “ไม่เอายาเยออะไรทั้งนั้น ไม่เอ๊า ไม่เอาๆ”
       “อยากให้เพื่อน-ตาย-หรือเปล่า” โกโบริบอก
       ตาบัวคิดหนักสักพัก อังศุมาลินมองอย่างสมเพช
       “ไหนว่ารักกันนักไง..โธ่เอ๊ย..ที่แท้ก็…”
       ตาบัวผงะแล้วฮึดสู้ สูดลมหายใจลึก ฮึบ แล้วรีบเข้าไปโค้งคำนับลงต่ำอย่างที่คิดว่าสุภาพที่สุด
       ตาบัวพูดด้วยมาดยิ่งใหญ่สุดๆ “ข้าเอง..ข้าจะขอเสี่ยงชีวิต..ไปเอายา..เพื่อสหายรักของข้า..ไฮ้!”
       หมอทาเคดะ โกโบริ สบตา ส่ายหัว หมอหันมาพยักหน้าย้ำ แล้วเดินนำไป
       ตาบัวหันมามองอังศุมาลินกลัวๆ กล้า มองโกโบริ แต่สุดท้ายจำต้องเดินตามหมอไป
       โกโบริกับอังศุมาลินมองตามไป แล้วพอดี ตาผลครางฮือๆ ขึ้น อังศุมาลินรีบไปดูแลตาผล จัดการ คลี่พวกผ้าขยุกขยุยเหม็นหึ่ง คลุมห่มให้ตาผลถึงคอ
      
       โกโบริมองแววตาอ่อนลง จนกลายเป็นหม่นเศร้า สะท้อนใจที่ทำไมอังศุมาลินดีกับทุกคน ยกเว้นตน!
              ไม่นานต่อมา โกโบริเดินลิ่วๆ นำหน้าอังศุมาลินมาตามทางเดินในสวน อังศุมาลินมองภาพเบื้องหน้า เห็นท่าเดินที่แสนขึงขังของโกโบริ ลงฝีเท้าหนักแบบทหารทุกก้าวย่าง
      
       จังหวะหนึ่งสายตาอังศุมาลินมองไปที่ต้นคอโกโบริที่โผล่พ้นปกเสื้อเกรียมแดดจนคล้ำ ตัดกับความขาวเผือดผ่องของผิวในส่วนคอที่ลึกลงไปอย่างชัดเจน
      
       โกโบริก้มตัวหลบหลีกกิ่งไม้อย่างทะมัดทะแมง แม้จะใช้แขนได้แค่ข้างเดียว และมักจะบอกเตือนคนข้างหลังโดยไม่หันมามองแม้แต่น้อย
       “ระวัง-กิ่งไม้-ทางขวา”
       เดินไปอีกนิดก็บอกอีก
       “ระวัง หลุมข้างหน้า”
       โกโบริกระโดดข้ามแอ่งน้ำขัง แล้วหันมามองอย่างเป็นห่วงอังศุมาลิน
       “ระวังครับ”
       อังศุมาลินทำหน้าหมั่นไส้นิดๆ กับมาดทหารของโกโบริ
       “ลุงผลจะหายใช่ไหม”
       โกโบริบอกขณะเดินนำ “หมอว่า หนักมาก เชื้ออาจ--ขึ้นสมอง ต้องหา-ที่-พักนอน-ในห้องพยาบาลที่อู่ ให้”
       อังศุมาลินพลั้งปากอดพูดแดกดันไม่ได้ “ไหนว่า..มีสุภาษิตว่า ความพยาบาทเป็นของหวาน”
       โกโบริหยุดกึก หันกลับมามองอังศุมาลินอย่างตั้งใจ หัวเราะเบาๆ พูดสุ้มเสียงกวนๆ
       “เรา-ก็เลือก--เหมือนกัน-ว่า ของหวาน-ชิ้นไหน-จะน่ากิน”
       อังศุมาลินเผลอตัวเกือบค้อน เชิดใส่ อารมณ์ต่อปากต่อคำมาเป็นริ้วๆ ยอกย้อนอย่างคะนองปาก
       “ของหวานบางชิ้น ก็ไม่แน่นักหรอกว่าจะหยิบกินได้ง่ายเสมอไป”
       โกโบริเผลอหลุดโต้กลับจริงจัง ดวงตาแน่วแน่ “ของหวาน-แม้จะเก็บในที่ระแวดระวังอย่างไร มดก็มักจะขึ้น-จนได้”
       อังศุมาลินชะงัก สำนึกขึ้นมาได้ ว่าไม่น่าเริ่มไปเล่นก่อนเล้ย... ปิดปากเงียบกริบไปทันที
       โกโบริเองก็พลอยชะงัก นิ่งไปบ้าง และหันกลับเดินหน้าต่อไป
       ไม่นานนักทั้งสองเดินมาถึงหน้าเรือน
       โกโบริชะเง้อมองไปทางบันไดท่าน้ำ ที่เรือที่ผูกไว้ เห็นว่าไม่อยู่แล้ว แล้วหันมาบอกอังศุมาลิน
       “คนของผม มาเอาเรือ ไปแล้ว ผมคงต้อง เดินกลับ ไปทำงานสักที”
       โกโบริคำนับให้อังศุมาลินเล็กน้อย อังศุมาลินก้มหัวรับ โกโบริหันกลับ เดินจากไป
       อังศุมาลินหยุดยืน มองตามไปอึ้งๆ
      
       แสงแดดยามเย็นตกกระทบยอดต้นลำพูริมน้ำ เห็นดอกลำพูกำลังจะเริ่มบาน
       แม่อรนั่งพักใช้งอบกระพือลมให้ตัวเองคลายร้อนอยู่บนเรือน ขณะที่รื้อของที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดจากตะกร้าจ่ายกับข้าว พลางเอ่ยขึ้นหลังฟังเรื่องจากลูกสาว
       “นับว่าบุญหัวของตาบัวกะตาผลที่มาเจอคนอย่างพ่อโกมะลิ ดีนะที่เขาไม่พยาบาท อาฆาต”
       อังศุมาลินกำลังหั่นกล้วยน้ำว้าดิบบนเขียง แล้วปาดวางเรียงลงในกระด้งที่วางอยู่ใกล้ๆ
       ยายศรกำลังนั่งฝานหมากเป็นจังหวะๆ ช้าๆ ถัดไปไม่ไกล ด้วยเพราะเพิ่งหายไข้
       “พ่อญี่ปุ่นคนนี้เขาก็ใจกว้างเสียเหลือเกิน ทั้งๆที่ตัวเองก็โดนทำจนเกือบไม่รอด ยังอุตส่าห์มีเมตตาช่วยเหลือศัตรูได้ ดูสิ” คุณยายว่า
       “แล้วนี่พ่อดอกมะลิกะหมอเขาแข็งแรงดีแล้วหรือลูก”
       “ก็เห็นเดินเหินคล่องออกฉับๆ ท่าทางคงหนังเหนียวอยู่ละแม่” อังศุมาลินตอบแม่น้ำเสียงประชดนิดๆ
       แม่อรรีบพูดปราม เตือนสติ “เขาทำถูกแล้ว เมื่อผิด…ก็ต้องทำโทษไปตามกฎ แต่เมื่อถึงคราวเดือดร้อน ช่วยเหลือกันได้ ก็ควรช่วยกันไป เขาถึงว่าปกครองคนมันต้องใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ ขืนตอนนั้น แกไม่ทำโทษตาบัวตาผลมันก็จะกลายเป็นเยี่ยงอย่างไม่ดี คนก็จะไม่กลัวกฎระเบียบ นี่เรื่องขโมยของก็เงียบไป...ไม่มีอีกเลย”
       “แม่คะ หนูว่าจะขอผ้าผวยผืนใหญ่ผืนเก่าๆ ที่แม่เก็บเอาไว้ไปให้ตาผลหน่อย ของแกมีแต่ขาดๆ”
       “งั้นเดี๋ยวร่มๆ อีกสักหน่อยแม่จะไปดูแกเอง เอาข้าวปลาไปให้ด้วย”       
       อังศุมาลินหั่นกล้วยเสร็จ ลุกไปหยิบน้ำตาลปึกเป็นแว่นออกมาจากโถ
       “ฉาบกล้วย…แต่ใช้น้ำตาลปึกแทนน้ำตาลทราย จะออกมาเป็นยังไงก็มีรู้”
       “อ้อ แม่ก็ไม่ได้เส้นหมี่มานะ” แม่อรนึกได้
       “หนูก็ยังไม่ทันได้กุ้ง พอดี…” อังศุมาลินหยุด ไม่อยากเล่าต่อ เลยเปลี่ยนเรื่อง “ต้องไปดูตาบัวกะตาผลเสียก่อน”
       “ของที่ไม่น่าจะขาดตลาดได้ ก็มาขาด..อีกไม่กี่วันจะปีใหม่แล้ว ระเบิดก็ยังลงตูมตามที่นั่นที่นี่ไม่เลือกเวลา ขอให้เดือนหงายล่ะ..เป็นต้องมาเชียว ถ้าไม่มีอะไรจะทำถวายพระ ก็ทำข้าวต้มผัดไส้กล้วยใส่ถั่วดำหน่อยก็แล้วกัน ของคาวก็ไม่แคล้ว ต้องจับปลาจับกุ้งหน้าบ้านนี่แหละ มาต้มมาแกงไป” แม่อรปรับทุกข์
       “ไฮ้..อะไร้..ปีใหม่อะไรป่านนี้..แม่อรหลงละ” ยายศรท้วง
       แม่อรเถียง “คุณแม่นั่นแหละ หลง เราเปลี่ยนปีใหม่มาเป็นวันที่ 1 มกราคม เมื่อปี 84 กำลังจะครบสองปีเข้านี่แล้วไงคะ”
       “ใช่ค่ะ..วนัสไปต้นปี 83...ปลายปี 83 รัฐบาลประกาศให้ใช้วันที่ 1 มกราคม ปี 2484 เป็นปีใหม่แบบสากลครั้งแรก…ลุงกำนันก็ยังเอาขนมเค้กฝรั่งมาให้เรา ตอนนั้น...วนัสยังส่งโปสการ์ดมาให้เราอยู่เลย จากนั้น ปลายปี 84 ญี่ปุ่นขึ้น...หลังจากนั้น...การติดต่อจากวนัสก็ขาดไป”
       อังศุมาลินจดจำได้แม่น
       “เออ…จริง” คุณยายว่า
       จากนั้นแม่อรกับยายศรหันมาสบตากันด้วยความสงสาร อังศุมาลินฝืนยิ้ม หั่นกล้วยต่อ
       “ปีใหม่สากลปีนี้...วนัสจะทำอะไร อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้นะคะ”
      
       วนัสที่อังศุมาลินโหยหาอยู่ที่ “ค่ายเดนบี้ เวลล์เหนือ สหราชอาณาจักร ตอนมืด”
      
       บริเวณกลางป่าซึ่งหิมะตกหนา ตอนกลางคืนวันนั้นแสงจันทร์ส่องสว่างทำให้ทั่วทั้งป่า กลายเป็นสีฟ้าๆ       
       ในแสงน้อยนิดจากไฟประหยัดในห้องพักค่ายทหาร พวกวนัสในชุดฝึก เดินเข้ามาปลดเป้หลังวาง พร้อมกับปลดอาวุธวาง เนื้อตัวแต่ละคนเปรอะเปียกโคลนเต็ม หน้าเลอะไปด้วยโคลน แต่ละคนหนาวสั่น พากันพุ่งไปหาเตาผิงที่ไฟลุกโชนอยู่กลางห้อง บ้างเอามือผิงไฟ เอาหลังอังไฟ แล้วรีบถอดรองเท้า ถุงเท้า ที่เปียกและแข็งจนจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้ว
       “ตายแน่ รองเท้ากลายเป็นน้ำแข็งแบบนี้ เท้าผมชาหมดแล้ว” วนัสเอ่ยขึ้นปากสั่น
       ท่านชายวิชญาบอก “ผมก็เหมือนกัน โอย หูๆๆ หูจะหลุด”
       ทุกคนหัวเราะขำ นอนลงกลิ้งเกลือก หมดแรง
       “ฝ่าบาทพระกรรณหลุด ส่วนกระหม่อม พระนาภีร้องโครกครากแล้ว ทั้งหิวทั้งหนาว” อรุณว่า
       ทุกคนหัวเราะอีก
       พิชัยเสริม “โอ๊ย..ไอ้พวกฝรั่งบ้าเอ๊ย..สองทุ่มกว่าแล้ว เพิ่งเลิกฝึก..แล้วเราจะได้กินข้าวกี่โมงนี่”
       “แล้วนี่พวกเราหายกันไปไหนตั้งหลายคน หรือว่าจะตายเสียในกองหิมะแล้ว” ท่านชายวิชญาบอก
       ทุกคนหัวเราะ เริ่มหันมองรอบๆ
       “เอ๊ะ…” วนัสนิ่งไป เงี่ยหูฟัง “ชู่ว...”
       “มีอะไร” ท่านชายวิชญาแปลกใจ
       วนัสพูดเสียงเบาๆ “ทำไมมันเงียบๆ ผิดปกติ หรือมันจะมาฝึกโจมตีอะไรต่อตอนนี้อีก วันก่อน กำลังกินข้าวกลางวัน มันก็ซ้อมโดนโจมตีไปทีนึงแล้ว”
       อรุณกระซิบตาม “จริงด้วย”
      
       จากนั้นทุกคนพากันกระโดดคว้าอาวุธ แล้วหลบแอบซุ่มนิ่งเงียบกริบตามมุมต่างๆ ทันใดนั้น ประตูเปิดเข้ามา พร้อมชาวอินเดีย 3 คน ฝรั่ง 5 คน และคนไทยอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้ง “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” ที่แก่กว่าวนัส 1 ปี เดินมาด้วย ทุกคนถือเทียนกันเรืองรอง ร้องเพลงเบาๆ เข้ามา
       “Silent night ..holy night
       All is calm, all is bright
       Round yon virgin mother and child.
       Holy infant so tender and mild,
       Sleep in heavenly peace.
       Sleep in heavenly peace.
       Silent night holy night
       Shepherds quake at the sight,
       Glories stream from heaven afar,
       Heavenly hosts sing alleluia;
       Christ the Savior, is born
       Christ the Savior, is born.
       ทุกคนตะลึง ป๋วยเดินออกมาเอ่ยขึ้น
       “ผมมีของขวัญคริสต์มาส สำหรับทุกคนมาให้”
       “คุณป๋วย..โธ่ มิน่า สงสัย ฝึกๆ อยู่ ค่อยๆ หายไปทีละคนสองคน” ท่านชายวิชญาว่า
       ป๋วยพูดเสียงอ่อนโยน “ฝ่าบาท…พวกฝ่าบาทได้ทุนเรียนมา แต่มาถึง ยังไม่ทันได้เรียนหนังสือกันเลย ก็ต้องมาเรียนวิชาการทหารแบบอังกฤษกันแทน พวกกระหม่อมเป็นรุ่นพี่ เลยอยากจะรับขวัญน้องใหม่หน่อย”
       พวกวนัสพูดฮาๆ “รับขวัญน้องใหม่เหรอ”
       “โห…รุ่นพี่ครับ เซอร์ไพร้ส์มากๆ เลยครับ” พิชัยว่าขำๆ
       “ของขวัญคริสมาสเล็กๆ น้อยครับ” ว่าพลางป๋วยเอาช็อคโกแลตห่อกระดาษทอง แจกให้คนละอัน
       “ช็อคโกเลต” ท่านชายเอ่ยขึ้น
       ทุกคนขอบคุณๆๆๆ แล้วเข้ามากอด จับมือกับป๋วย
      
       “ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เขาสอบได้ทุนรัฐบาลไทย ไปเรียนระดับปริญญาตรี ที่ลอนดอนสคูลออฟอิโคโนมิคส์ แอนด์โพลิทิคั่ลไซนส์ มหาวิทยาลัยลอนดอน ตั้งแต่ปี 2481 เมื่ออายุ 21 ปี เรียนเพียง 3 ปี ก็จบปริญญา ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 และโดดเด่นจนได้สิทธิ์ให้เรียนต่อปริญญาเอกทันที แต่พอดีเกิดสงคราม เขาจึงร่วมกับเพื่อนๆ ก่อตั้งคณะเสรีไทยในอังกฤษ ประกาศไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติรัฐบาลไทยที่ยอมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ติดยศร้อยเอกแห่งกองทัพอังกฤษ และมีชื่อรหัสขณะปฏิบัติงาน ว่านายเข้ม เย็นยิ่ง ส่วนเสรีไทยจำนวน 36 คน ที่สมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพบกอังกฤษกลุ่มนี้ (ซึ่งมีวนัสร่วมอยู่ด้วย) มีฉายาว่าพวก "ช้างเผือก" (White Elephants)
      
       “และข่าวดีคือ..การฝึกที่ค่ายเดนบี้นี้ สิ้นสุดลงแล้ว หลังเทศกาลปีใหม่ ผมจะพาพวกคุณ เดินทางไปค่ายธอร์นตัน เมืองแบรตฟอร์ด จากนั้น เราจะฝึกอีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น” ป๋วยบอกทุกคน
       “เราก็จะได้กลับเมืองไทย” วนัสเนื้อเต้น
       “ใจเย็น เพื่อน...เราจะไปอินเดีย ฐานของเราอยู่ที่นั่น...จากนั้น ค่อยว่ากัน” ป๋วยบอก       
      
       ทุกคนดูร่าเริง ตบหลังไหล่กัน หัวเราะเริงร่า มีขวัญและกำลังใจ
    ส่วนที่อู่ต่อเรือ ตอนกลางวัน แลเห็นเครื่องประดับ Shime kazari ซึ่งทำจากฟางข้าวถัก สำหรับปัดเป่าความชั่วร้าย อันเล็กๆ ถูกเคสุเกะผูกติดไว้หน้าอาคารอู่
      
       เห็นทหารบางคน กำลังทำความสะอาดบริเวณต่างๆ กัน และที่หน้าห้องนอนโกโบริเวลานั้น เห็นโกโบริก็กำลังผูกสิ่งนี้ไว้ที่ประตูเช่นกัน มีทหารเดินผ่าน ทักโกโบริ พูดคุยร่าเริงกัน
       ส่วนในห้องพยาบาลของอู่ที่มีเตียงคนป่วย 6 เตียง มีคนอยู่ 4 เตียงเริ่มดีขึ้น ส่วน 2 เตียง ที่อาการแย่
       หมอทาเคดะกำลังดูอาการทหารญี่ปุ่นคนนึง ที่นอนตาลอยคว้าง หัวที่ดูเห็นว่าโดนโกนผม พันผ้ารอบๆจนกลมทั้งหัว
       เคสุเกะถือชิเม คาซาริอันเล็กๆ เข้ามาหลายอัน เอาแจกตามเตียงต่างๆ
       “เอ้า ปีใหม่กำลังจะมาถึงแล้ว นี่ Shime kazari เอาไว้แขวนไล่สิ่งชั่วร้าย ต่อไปนี้จะมีแต่เรื่องที่ดีๆ”
       คนที่ไม่เป็นอะไรหนักมาก ต่างดีใจ ลุกมาโค้ง พูด อาริงาโตะๆ กันขรม แล้วเอามาแขวนที่เสาเตียงตน
       เคสุเกะเดินมาถึงเตียงที่หมอทาเคดะดูอาการอยู่
       เคสุเกะพูดไทย ไม่อยากให้ทหารคนอื่นรู้เรื่อง “ไม่ดีหรือ...หมอ”
       “ไม่ดีเลย สงสัย คง…”
       “จะตายเหรอครับ”
       โกโบริเดินเข้ามา เห็นสองคนกระซิบกระซาบกัน ก็สงสัยตรงมาหา
       “มีอะไร”
       หมอทาเคดะหันมา พูดเบาๆ เป็นภาษาไทย “คนป่วยคนนั้น ที่โดนระเบิด จากดอนเมือง แล้วฝากมานอนรักษาที่นี่ สงสัยว่า จะอยู่ไม่ถึงวันปีใหม่เสียแล้ว”
       “จริงหรือ” โกโบริรีบเข้าไปดู “สมองไม่ทำงานแล้วหรือ”
       “อย่างน้อย..ตอนนี้ เขาก็ไม่รู้สึกเจ็บ” หมอทาเคดะจับข้อเท้าคนไข้คนนั้นบีบเบาๆ
       “น่าสงสารนะ ไม่ได้กลับบ้าน”
       “ถ้าตาย กระดูกของเรา ก็จะได้รับการส่งกลับบ้าน” โกโบริว่า
       “ถ้าผม-ตาย ผู้กอง-เอา-กระดูกผม-กลับไป ไว้-ที่-ศาลเจ้ายาสุกุนินะครับ ถึงผมจะตาย ผมก็จะเป็นวีรบุรุษให้คนมากราบไหว้ เพราะเราจะชนะสงครามอย่างยิ่งใหญ่”
       เคสุเกะหลุดปากพูดญี่ปุ่น คนอื่นๆ ได้ยิน เพิ่งเข้าใจ ว่าพูดเรื่องอะไร รีบสนองคำของเคสุเกะ คนป่วยคนหนึ่งตะโกนนำเป็นภาษาญี่ปุ่น
       “ญี่ปุ่นจะชนะสงครามอย่างยิ่งใหญ่”
       คนป่วยอีกคนชูมือ “เราไม่เคยกลัวตาย”
       “เรายอมตาย เพื่อให้ญี่ปุ่นเป็น 1 ในโลก”
       ทุกคนเฮกัน โกโบริไม่เฮด้วย ท่าทีขรึมลงไป
       จู่ๆ คนป่วยคนนั้นกระตุกๆๆ โกโบริ กับหมอคาเคดะเข้าไปดู สุดท้าย คนป่วยคนนั้นขาดใจตาย ต่อหน้า หมอทาเคดะตรวจชีพจร แล้วหันมาบอกทุกคน
       “เขาตายแล้ว”
       ทุกคนในที่นั้นลุกเดินมาข้างๆ เตียง แล้วโค้งให้ทหารคนที่ตายนั้นพร้อมเพรียงพรึ่บพรั่บอย่างเต็มภาคภูมิ ขณะที่โกโบริน้ำตาปริ่ม เศร้าใจ สงสารมนุษย์ แต่ไม่ให้ใครเห็นน้ำตา
      
       พระอาทิตย์โผล่พ้นโค้งน้ำไกลลิบตา ส่องแสงเรื่อเรืองรับวันปีใหม่ พระสงฆ์ สามเณร เดินเป็นแถวมาที่ลานในวัด เพื่อรับบิณฑบาตจากโต๊ะญาติโยมที่ตั้งเรียงยาว เป็นงานตักบาตรปีใหม่ของชาวบ้านที่มาทำบุญกันอย่างพร้อมเพรียง
       เห็นกำนันนุ่ม แม่วัน ครอบครัวอังศุมาลิน ครอบครัวยายเมี้ยน ชาวบ้านละแวกปากคลองธนบุรี รวมทั้งพวกชาวพระนครที่อพยพหนีระเบิดมาหลบที่ธนบุรี อีกหลายครอบครัว ทุกคนต่างแต่งตัวสดใส สวยงาม สวมใส่เสื้อผ้ากันหนาวกัน
       บริเวณวัดตกแต่งอย่างประหยัดในยุคข้าวยากหมากแพง แต่ยังคงมีสีสันรื่นเริง ด้วยกระดาษสี สายรุ้ง ที่ทำกันเองโดยฝีมือชาวบ้าน
       หลวงพ่อเดินรับบาตรมาถึงครอบครัวอังศุมาลิน ที่อยู่เป็นโต๊ะสุดท้ายพอดี เห็นหน้ายายศร ก็ทักเสียงดัง “อ้าว คุณโยม..หายดีแล้วหรือ”
       คุณยาย        พนมมือ ยิ้มแต้ “หายแล้วค่ะท่าน”
       “หมดทุกข์หมดโศกทีนะโยม ปีใหม่แล้ว ต่อไปนี้ก็ขอให้โชคดีๆ” หลวงพ่อเจริญพร
       “สาธุ” ยายศรสาธุท่วมหัว
       ยายเมี้ยนแหลมเข้ามา “โอ๊ย..บ้านนี้เขาโชคดีอยู่แล้ว…จะไม่ให้หายเร็วได้ยังไงล่ะคะ เขาได้ยาดี ยาญี่ปุ่นน่ะค่า”
       อังศุมาลินอึ้ง
       “ก็ดีสิ อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงญี่ปุ่น แล้วญี่ปุ่นเขารู้จักเอื้อเฟื้อเพื่อนบ้าน ก็เป็นสิ่งที่ต้องอนุโมทนานะ โยมเมี้ยน”
       กำนันนุ่มเดินมา ประกาศปากเปล่าเสียงดัง
       “อ้าว ทุกคน ถ้าใครอยากจะปล่อยนก ปล่อยปลา ก็เชิญที่ริมท่าน้ำนะ ฉันเตรียมไว้ให้แล้ว รับรองว่าไม่ได้ไปจับมาขาย แต่ไปซื้อที่เค้าจะเอาไปฆ่าที่จริงๆ เอามาให้ทำบุญกันจริงๆ”
       “กำนันครับ เห็นใครบอกว่า กำนันจะปรึกษาเรื่องขุดหลุมหลบภัยถาวรหรือ” ชาวพระนครคนหนึ่งถาม
       “ใช่ครับครู..เอ้าๆๆ ตกลงเดี๋ยววันมะรืน..ที่ 3 มกรา ตอนสายๆ ถ้าว่างๆ เชิญกันพร้อมหน้าที่ศาลาวัดหน่อย ผมได้ยินมาว่า..อีกไม่นาน ทางฝั่งธนเรา ก็จะไม่รอดเหมือนกัน เขาจะมาทิ้งระเบิดฝั่งธนด้วย”
       ตาแกละบ่นๆ “อะไร้ มันจะมาทิ้งระเบิดทำไม ธนบุรีเรามีแต่ป่าแต่สวน”
       “สงสัยฝรั่งมันจะคิดมาทำลายมะพร้าว กล้วย ส้ม มะม่วง มังคุด ละมุด ชมพู่เราให้ราพนาสูร จะได้อดตายกันให้หมด” ยายเมี้ยนบอก
       แม่วันตำหนิเอา “แม่เมี้ยนก็ได้แต่พูดอะไรไม่เป็นแก่นสาร พระพุทธองค์ท่านก็สอนแล้ว ว่าอย่าประมาท กันเอาไว้ดีกว่าแก้นะ”       
       “ถ้ามันตามมาทิ้งระเบิดแถวนี้อีก พวกเราจะอพยพไปไหนต่อล่ะ จะหนีมันต่อไปเรื่อยๆ งั้นหรือ” ชาวพระนครคนเดิมถาม
       “นั่นสิๆๆ” เพื่อนที่มาด้วยกันเห็นด้วย
       ครอบครัวอังศุมาลิน แม่ และยาย พยักพเยิดกัน แล้วเก็บข้าวของ ถาด ตะกร้า เลี่ยงออกมา
      
       สักครู่หนึ่ง อังศุมาลิน แม่อร ยายศร พากันปล่อยปลากระดี่ ปลาหมอ จากโถแก้วลงในคลอง
       ต่อมาไม่นาน สามคนกำลังเปิดกรง ปล่อยนกกระจิบ นกกระจาบ และนกกระจอก บินกันว่อนไปบนท้องฟ้า
       ส่วนยายเมี้ยนและแมว ปล่อยนกปล่อยปลา วี้ดว้ายกันตามประสาด้านพวกชาวบ้าน ชาวพระนคร ปล่อยนกปล่อยปลากัน
       อีกด้านหนึ่ง โกโบริ หมอทาเคดะ เคสุเกะ และพวกทหารญี่ปุ่น เดินขนของสำหรับทำบุญมาถึง และพากันหยุดยืนมองคนไทยที่ดูสนุกสนานกัน
       โกโบริเห็นอังศุมาลินพยายามไล่นกจากกรง ที่มันไม่ยอมไป มองอย่างรู้สึกสนุกไปด้วย อังศุมาลินปล่อยนกเสร็จ หันมาเห็นโกโบริมองอยู่ และยิ้มให้ ก็อึ้งๆ ไป
       อังศุมาลินหงุดหงิดแอบพูดรอดไรฟันกับแม่ “โกโบริอีกแล้ว ชาวบ้านเค้ายิ่งพูด”
       โกโบริเดินตรงมาหา
       “ดูสิแม่...เดินมาหาเราทำไมอีกก็ไม่รู้” อังศุมาลินอายคน       
       “สนุกดีนะครับ ปล่อยให้นก ให้ปลามันกลับบ้านของมันหรือครับ”
       อังศุมาลินย้อนให้ “ใช่..อยากให้คนกลับบ้านกันบ้าง ก็ดีนะ ไม่อยากกลับกันบ้างหรือ”
       โกโบริยิ้มไม่ถือสา “อยากกลับ แต่คงไม่ได้กลับ”
       “โถ..พ่อคุณ..ทางบ้านก็คงคิดถึงพ่อคุณเหมือนกันนั่นหละนะ” ยายศรทัก
       “เราก็คิดถึงคนของเรา ที่ไม่ได้กลับเหมือนกันนี่คะ คุณยาย ดูอย่างกำนันสิ แกก็ต้องคิดถึงลูกชายแก” พูดแล้วอังศุมาลินหันไปยิ้มทักทายหมอ “หมอ ไม่คิดถึงบ้านหรือคะ อยากกลับบ้านไหม”
       “เราทุกคนคิดถึงบ้านครับ วันปีใหม่อย่างนี้ ทุกคนที่บ้านผมคงไปวัด ไปศาลเจ้า ขอพรกัน” หมอทาเคดะตอบ
       โกโบริพูดลอยๆ “คนเหมือนกัน ชาติไหนๆ ปีใหม่ ก็คิดถึงบ้าน คิดถึงลูกหลาน อยากไปทำบุญด้วยกัน อยากกินอะไรอร่อยๆ ด้วยกัน”
       “อาหาร จะให้พระ ให้ไปให้ที่ไหนครับ” หมอทาเคดะถาม
       “ถวายพระจ้ะ เรียกว่า ถวายพระ”
       เคสุเกะพูดตาม “ถะ หวาย พระ”
       ยายยิ้มชม “เก่ง...”
       “ขอบคุณคับ” หมอยิ้มภูมิใจ
       จังหวะนั้นครอบครัวเมี้ยน แอบมองห่างๆ ก่อนจะหันไปซุบซิบๆ       
       “อังศุมาลิน พาพวกนี้ไปที่ศาลาสิ พระจะไปฉันกันที่นั่น จะได้ถวายทัน” ยายบอก
       “ให้เขาไปกันเองก็ได้ค่ะ นั่น ศาลา ทางนั้น”
       “ยายอัง…” แม่อรพูดเสียงดุ “เดี๋ยวไปถึง เค้าก็ไปทำอะไรผิดๆ ถูกๆ อีก”
       อังศุมาลินมองไปรอบๆ เห็นพวกยายเมี้ยนมองมา แล้วทำเป็นเมิน มองไปคนละทางสองทาง
      
       อังศุมาลินอึ้งๆ



       ที่บนศาลา บรรดาพวกอุบาสก กำลังช่วยจัดที่นั่งฉันอาหารเช้าให้พระ จัดเป็นวงๆ อังศุมาลินเดินนำพวกญี่ปุ่นขึ้นมา ทุกคนหันมามองกัน อังศุมาลินยิ่งเซ็ง อยากจะเดินหนีไปให้รู้รอด
      
       “นี่..ไปทางนั้นแหละ ไปถามป้าคนนั้นเค้า..ชั้นจะรีบกลับบ้าน”
       อังศุมาลินจะเดินหนี พอดีหลวงพ่อ กำนัน และแม่วันเดินเข้ามาหา
       “อ้าว อะไรกัน หนูอัง..นายช่างก็จะมาทำบุญหรือ” กำนันนุ่มยิ้มทักทาย
       พวกญี่ปุ่นทุกคน โค้งให้หลวงพ่อ กำนันและแม่วัน แล้วยิ้มอ่อนน้อม
       “เราทำอาหารปีใหม่มาถวายพระครับ คุณอังศุมาลินเพียงแต่กรุณานำทางมาครับ” โกโบริพูดท่าทีสุภาพ
       “เอาสิๆ ไหน เอ้า มาวางตรงนี้เลย แล้วเดี๋ยวจะให้เขาจัดไปตามสำรับต่างๆ” หลวงพ่อบอก
       “มา ชั้นช่วย มีอะไรบ้างจ๊ะ” แม่วันเข้ามาช่วย
       พวกญี่ปุ่น รีบวางของลง เป็นภาชนะญี่ปุ่นขนาดใหญ่ ที่ซ้อนเป็นชั้นๆ มีของต่างๆ
       “อันนี้ไม่ครบตามแบบที่กินกันจริงๆ ในประเทศญี่ปุ่นนะครับ เอามาเท่าที่จะหาได้ และคิดว่า คนไทยก็พอจะกินได้เหมือนกัน” หมอบอก
       “นี่คือโทชิโคชิโซบะ บะหมี่เส้นยาว ทำให้อายุยืนยาว แล้วนี่ ปลาตัวเล็กๆและ kinpira gobou ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไข่ม้วนเรียกว่านิชิกิ ทามาโกะ สีแดงกับขาว จะทำให้โชคดี ครับ” โกโบริอธิบาย
       “นี่คือถั่วดำ ครับ แล้วนี้เผือกครับ กินแล้วทำให้รวย มีเงินมากๆครับ” หมอพูดเสริม
       “นั่นถั่วดำต้ม..แล้วนี่ก็เผือกค่ะ” อังศุมาลินแปลให้
       “นี่ ขนม kuri kinton ทำจากลูก..ลูก..เกาลัดแห้ง เอามากวน” โกโบริบอก
       อังศุมาลินแปลอีก “แปลว่า..ลูกเกาลัดแห้งกวนค่ะ”
       โกโบริจบด้วยคำไทยยิ้มๆ “มีเท่านี้ครับ”
       “เจริญพรๆ” หลวงพ่อเอ่ยขึ้น
       พวกญี่ปุ่นถอดหมวก แล้วไหว้กันแบบญี่ปุ่นๆ
       “ดูๆ แล้ว คนไทยน่าจะกินได้นะ ไข่สาขาวสีแดงนั่นสวยดี” แม่วันว่า
       “ผมทำเองครับ” เคสุเกะบอก
       อังศุมาลินรีบออกตัว “เรียบร้อยแล้ว ฉันขอตัวก่อน เชิญกันตามสบายนะคะ” พลางหันมามองหน้าโกโบริ หมอ เคสุเกะ “ลุงกำนันคะ เดี๋ยววันที่ 3 หนูมาประชุมด้วยนะคะ หลวงพ่อคะ…” อังศุมาลินไหว้หลวงพ่อ ไหว้กำนันและแม่วัน แล้วก้มหัวให้พวกญี่ปุ่น แล้วรีบไป
       พวกญี่ปุ่นโค้งกันพรึ่บพรั่บ อังศุมาลินรีบไป ไม่เหลียวหลัง
       โกโบริมองตามนิดหนึ่ง แล้วหันมา ช่วยจัดของไปถวายพระกัน
       จังหวะนั้นแม่วันแอบดึงกำนันนุ่มไปกระซิบ ตำหนิยายเมี้ยน
       “อังศุมาลินแกก็จำเป็นต้องทำดีกับเขา…ยายเมี้ยนน่ะสิ ชอบพูดจา…”
       “นั่นสิ แม่อังก็ต้องช่วยประนีประนอมให้หลายอย่าง..อย่างเรื่องที่นายช่างแกถูกฟัน นายช่างแกก็ไม่สนใจเอาเรื่องเอาราวซักนิด..ชั้นว่านายช่างแกรู้นะ แม่วัน ว่าใครทำ..แต่แกก็พยายามซื้อใจชาวบ้านแถวๆ นี้”
       สองคนสบตากัน ท่าทางหนักใจ
       ทางฝ่ายโกโบริ หลวงพ่อชี้ให้ดูนั่นนี่ อธิบายต่างๆ โกโบริ ทาเคดะ และเคสุเกะ ตั้งใจฟัง คอยพยักหน้ารับไปมา
      
       เย็นนั้นอาหารต่างๆจากปิ่นโตวางเรียงเพียบอยู่ที่เพิงท้ายสวน ตาบัวนั่งกินอย่างมูมมาม อังศุมาลินยืนดูตาผล ที่ยังนอนทำตาปริบๆ
       “อะไร..ตั้งนานแล้ว ทำไมลุงผลยังไม่หายอีก”
       “ลุงว่าแล้ว พวกไอ้ยุ่นน่ะเรอะ มันจะช่วยเราจริง” ตาบัวยังไม่เชื่อใจ
       “แล้ววันนั้น ที่หมอทาเคดะให้ลุงไปเอายา ลุงไปเอาหรือเปล่า”
       “ไปเอาสิ ยืนรอที่ประตูอู่แหละ ไม่กล้าเข้า มันเอามาให้ขวดเบ้อเริ่ม มียาเม็ดๆ เต็มขวด ให้กินทุกวัน วันละ 3 เวลา หลังอาหาร”
       “อ้าว...แล้วลุงผลกินแล้วไม่ค่อยยังชั่วเลยมั่งเรอะ”
       “วันที่ฉีดยา ก็ลุกมากินข้าวได้นิดนึง แต่ก็ไม่เห็นลุกมาอีกเลย”
       “ลุงผลๆ” อังศุมาลินจับตัวเขย่า “ลุงวันนี้กินยาหรือยัง”
       “แม่จ๋า..แม่จ๋า” ตาผลเพ้อ
       ตาบัวส่ายหัว “เพ้อทุกวัน บางทีก็เรียกชั้นว่าพ่อ”
       “ไหน..ลุง ฉันขอดูยาหน่อยซิ หมอเข้าให้ยาอะไรมา ยาหมดอายุหรือเปล่า”
       ตาบัวชี้ไป “นั่นน่ะ ขวดยา..อยู่ในกล่อง ข้างๆ นั่นน่ะ”
       อังศุมาลินหยิบมาเปิด แล้วผงะ ยาเม็ด พร่องไปครึ่งขวด
       “นี่กินไปครึ่งนึงแล้วนี่ลุง”
       “ใช่ ตอนแรกมีเต็มขวด ตอนนี้มีครึ่ง ก็แปลว่ากินไปครึ่ง” ตาบัวว่า
       “ไม่กิน...ไม่กิน” ตาผลเพ้อ
       “เพ้ออีกแล้ว เฮ้อ…” อังศุมาลินจับผ้าห่มที่ขยุกขยุยข้างๆ หมอนมาสะบัด
       ทันใดนั้น เห็นยาเป็นสิบๆ เม็ด บ้างชื้นๆ แฉะๆ แปะติดกัน บ้างเกาะติดผ้าห่มเหนียวๆ
       อังศุมาลินตกใจ “อ๊าย..อะไรกันเนี่ย..ยาทั้งนั้นเลย”
       ตาบัวโมโห “อ้าว ไอ้ผล ไอ้นี่..บ้วนยาทิ้งซะงั้น ไอ้ชะมดเช็ด”
       อังศุมาลินอ่อนใจ อ่อนแรง แทบทรุด แสดงว่าตาผลไม่ยอมกินยาเลย
      
       ตอนค่ำวันเดียวกัน มีงานเลี้ยงหรูหรา ที่รัฐบาลไทยจัดขึ้นเฉลิมฉลองปีใหม่ บนเวที กำลังมีการแสดงระบำดาวดึงส์ มีนางรำ พระนาง 2 คู่ แต่งตัวเป็นนางฟ้า และเทวดา แสดงความงามของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหมาะกับงานมงคลคืนนี้
       บรรดาผู้มีเกียรติทั้งหลาย นั่งดูกันอยู่แถวหน้า รวมทั้งนายพลโมโมยูกิ ลุงของโกโบริ พันโทมาซาโอะ ทหารชั้นผู้ใหญ่ 4 - 5 คน นายพลทหาร นายพลตำรวจไทยชั้นผู้ใหญ่ ทุกคนแต่ชุดเต็มยศ ผู้หญิงแต่ชุดราตรีแบบสากล หลวงชลาสินธุราช มากับคุณหญิงจิต และลูกสาวทั้งสอง แก้ว กับ กบ
       โกโบริ กับโยชิ นั่งแถวถัดๆ ออกไป
       พลโทโทโมยูกิดูการแสดงบนเวทีไปงั้นๆ แต่ดูออกว่าไม่เพลินตาเท่าไหร่ หันมาก้มหัวให้นายพลตำรวจไทยยศใหญ่ที่นั่งใกล้ นายพลท่านนั้นก้มตอบ
       ต่อมาพลโทโทโมยูกิ ทำมือใบ้คำ ประมาณว่ารอเดี๋ยว แล้วหันมาหาโกโบริกับโยชิ พยักให้เข้าไปหา
       โกโบริกับโยชิเข้าไป โค้งๆๆ
       นายพลโทโมยูกิพูดแนะนำโกโบริกับนายพลตำรวจใหญ่ท่านนั้น
       “ท่านนายพลตำรวจ นี่หลานชายผม ผู้กองโกโบริ ที่โดนคนไทยทำร้าย แต่ตำรวจไทยจับคนร้ายไม่ได้ เขาพูดไทยได้ดี เดี๋ยวให้เขาเล่ารายละเอียดให้ท่านฟังเองจะดีกว่า”
       โยชิเข้าประกบข้างท่านแม่ทัพใหญ่ และกระซิบแปลไทยทุกความ “นี่หลานชายผม ผู้กองโกโบริคนที่โดนคนไทยทำร้าย แต่ตำรวจไทยจับคนร้ายไม่ได้ เขาพูดไทยได้ดี เดี๋ยวให้เขาเล่ารายละเอียดให้ท่านฟังเองจะดีกว่า”
       “สวัสดีครับ ผู้กอง เรื่องราวเป็นยังไงครับ” นายพลตำรวจเอาใจโกโบริเต็มที่
       “ที่จริงคนที่ทำร้ายผม เป็นพวกคนยากจนมาปล้นชิงทรัพย์เท่านั้น ไม่ใช่พวกใต้ดินอย่างที่เอาไปพูดกัน แล้วเขาก็หนีไปที่เมืองอื่นแล้วครับ เวลานี้ ผมก็หายดีแล้ว”
       โกโบริพูดไทย นายพลตำรวจพยักหน้า “อ้อ…ครับ”
       หมอโยชิหันไป แปลข้อความนี้ให้พลโทโทโมยูกิฟัง แม่ทัพใหญ่ไม่พอใจ กระซิบตอบโยชิ
       โยชิพูดแบบแทนนายพลโทโมยูกิทันที “คือ..ท่านนายพลโทโมยูกิบอกว่า…ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นการชิงทรัพย์ ทุกคนเล่นเล่ห์เหลี่ยมกับเรา แม้แต่รัฐบาลไทยเอง ที่ต่อหน้าทำดีกับญี่ปุ่น”
       นายพลโทโมยูกิของขึ้นกระซิบต่อ ฉอดๆๆ โยชิทำหน้าอึดอัดที่จะต้องแปลมองเป็นเชิงถาม ว่าพูดแบบนี้จะดีเหรอ
       พลโทโทโมยูกิถลึงตาเร่งให้แปล
       ระหว่างนั้นหลวงชลาสินธุราชเดินมาแถวนั้น พยายามเงี่ยหูฟังความที่โยชิแปล
       “แต่ที่จริง เบื้องหลัง ก็มีคนใน แอบให้ข้อมูลตำแหน่งสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของเราตลอดเวลา ทำให้พวกฝรั่งมาทิ้งระเบิดทำลายสถานที่สำคัญๆ ไปมาก เพื่อตัดเส้นทางคมนาคมของญี่ปุ่น อยากถามว่า ทำแบบนี้ คิดว่าญี่ปุ่นโง่หรือ”
       นายพลตำรวจหน้าไม่สู้ดี “แหม..พวกเราจะตี 2 หน้าแบบนั้นทำไมครับ เราอยู่พวกเดียวกัน ถ้าชนะ เราก็ชนะด้วยกัน ถ้าแพ้ เราก็แพ้ด้วยกัน ฝรั่งมาทิ้งระเบิด ไทยเราก็เสียหายมาก เราก็ชิงชังฝรั่งไม่แพ้พวกคุณเลยนะครับ”
       โยชิกระซิบแปลถี่ๆ นายพลโทโมยูกิกระซิบๆ ตอบโยชิหลายคำ โยชิสีหน้าไม่ดี จนโทโมยูกิต้องกระทุ้งให้พูดแปล โยชิกลืนน้ำลาย กระซิบออกตัว
       “คือ..ท่านโทโมยูกิ..อาจจะดื่มเข้าไปมาก ท่านเมาๆ นิดหน่อยแล้วครับ..คือ..ท่านบอกว่า..ท่านรู้ว่า มีพวกฟรีไทย พยายามจะติดต่อไปหาคนข้างนอก อย่าให้ท่านจับได้ว่าเป็นใคร หน่วยเราจะจับขึ้นศาลทหารและลงโทษอย่างหนัก จะทำให้ทรมานแต่ไม่ตาย”
       ระหว่างที่โยชิแปล พลโทโทโมยูกิก็ทำหน้าเหี้ยมให้เข้ากับเนื้อหาถ้อยความนั้น มองกราดจ้องหน้าทุกคนเป็นเชิงขู่ แล้วพยักหงึกๆสำทับหนักแน่น ฮึ่มฮั่ม เวลาโยชิพูดจบประโยค
       สารวัตรองอาจรีบเข้ามาประกบ “คุณมาซาโอะครับ บอกท่านเลยครับ ว่าพวกเรา ตำรวจไทย ก็สอดส่ายสายตา หาพวกใต้ดินตลอดเวลา ไม่ได้อยู่เฉย เจอที่ไหน เราจะบี้ให้ขาดใจตายตรงนั้นเลยครับ ไม่ต้องห่วง” พูดจบก็หันมายิ้มให้หลวงชลาสินธุราชซะงั้น
       คุณหลวงฝืนยิ้มตอบ หน้าตาเยือกเย็น เหมือนไม่กระทบอะไร
       โกโบริรีบเข้ามาโค้งให้ทุกคน
       “ขอโทษครับๆ คือ...คุณลุงผมเมาจริงๆ ครับ อย่าให้เสีย-บรรยากาศปีใหม่” พลางโกโบริมองหน้าให้โยชิช่วย โยชิรับลูก
       “บรรยากาศปีใหม่”
       “ครับๆ อย่าให้เสียบรรยากาศปีใหม่เลย วันนี้พวกเรามาสนุกกัน อย่าคุยเรื่องการเมืองเลยครับ ดูสิครับ นางฟ้า เทวดา กำลังเหาะเหินกันอย่างมีความสุข”
       ทุกคนหันไปมองตามโกโบริ เห็นนางรำนางฟ้าเทวดากำลังร่ายรำไปรอบๆ กับจังหวะที่กระชั้นจวนจบเพลง แล้วเข้าโรงไป ทุกคนจำต้องตบมือเกรียวกราว แล้วหันมาชนแก้วยิ้มแย้มกัน
       นายพลโทโมยูกิดึงโกโบริไปโอบอย่างหนักหน่วง “ลุงรักและห่วงหลานมากนะ”
       โกโบริก้มหน้ารับ ซึ้งใจนัก
      
       ตอนสายๆ ของวันใหม่ ขณะที่อังศุมาลินพายเรือมาถึงท่าหน้าบ้าน มองมาแล้วต้องชะงัก เห็นว่าคุณยายศรกำลังยืนคุยกะโกโบริ ที่จอดเรือเทียบท่าบ้าน อย่างสบายใจ
       โกโบริ หันมาเห็นยิ้ม โค้งให้แล้วโบกมือลาแถมทำหน้าทะเล้นสดใส อังศุมาลินขมวดคิ้ว อึ้งๆ
       โกโบริรีบลาคุณยาย แล้วออกเรือหน้าตาเฉย หันหัวเรือกลับไปทางอู่
       คลื่นแรงจนทำให้เรือโคลงเคลง อังศุมาลินหน้าหงิกพายมาถึงท่าหน้าบ้าน ก็กระโดดขึ้นมา ผูกเรือบ่นอุบ
       “อะไรกันคะ ตานั่นวิ่งหนีหนูยังกับทำอะไรผิดเอาไว้ ไม่อยากให้หนูรู้งั้นแหละ คลื่นจากเรือก็แรงจนเราเกือบเรือล่มแน่ะ”
       “เป็นไง ประชุมเรื่องขุดหลุมหลบภัย” คุณยายถาม
       อังศุมาลินถอนใจ “คุณยายทราบไหมคะ...ว่าบ้านเรา...น่าเป็นห่วงมาก”
       “ทำไม”
       “เพราะอยู่ใกล้อู่ของพวกญี่ปุ่นมากไงล่ะคะ...คิดดูสิ นำความเดือดร้อนมาให้ไม่หยุดหย่อน”
       “อ้าว..แล้วจะให้ทำยังไง” ยายศรสงสัย
       “ลุงกำนันกับหลวงพ่อจะทำหลุมหลบภัยส่วนกลางที่วัด ที่ตลาด ที่แถวบ้านลุงกำนัน..แต่บ้านเรา ก็ควรทำหลุมหลบภัยเฉพาะของเรา”
       “เขาจะมาบอมบ์เราแน่หรือลูก” ยายถาม
       “ลุงกำนันบอกว่า..มีคนเขารู้มา..ว่า..ปีนี้ เขาจะบอมหนักแล้ว..เพราะ…” อังศุมาลินลดสียงลง “สงครามมันนานเกินไปแล้ว…อเมริกา...จะไม่ยอมอีกแล้ว”
       “กำนันไปรู้มาจากไหน จาก…พ่อนัสหรือ” ยายสงสัย
       “ยังติดต่อกันไม่ได้นี่คะ..แต่ ..ลุงกำนันคงรู้จักใคร..ไม่น้อยหรอกค่ะ เฮ้อ” อังศิมาลินนึกขึ้นได้ “แล้ว..ตานั่น มา..ประจบประแจงอะไรคุณยายล่ะคะ”
       “อ๋อ...เขาขอบคุณ...ที่แม่อังพาเขาไปถวายของปีใหม่หลวงพ่อ เขาเลยอยากมาตอบแทน ด้วยการมาทำอาหารให้เรากินกันซักวัน”
       “อาหารญี่ปุ่น..มาทำที่บ้านเรานี่เหรอคะ”
       “เดี๋ยวเขาหาวันว่างๆ ได้ เขาจะมา...เราไม่ต้องทำอะไรเลย เขาจะเตรียมมาเองหมด”
       “มันเรื่องอะไร ใครจะไปอยากกินอาหารของตัวเอง บ้า…”
       “อ้าว ยายนี่แหละ บอกเขาไปแล้ว ว่ายายอยากลองชิม แล้วยายก็อนุญาตเขาไปแล้วด้วย”
       อังศุมาลินอึ้ง กระเง้ากระงอดเอากับยายศรอย่างขัดใจ
      
       “คุณยายอ้ะ”
ตอนที่ 7
      
       ที่อาคารกองพลาธิการ อู่ต่อเรือ ช่วงตอนกลางวัน เคสุเกะกำลังปีนขึ้นไปเก็บ Shime Kazari และเครื่องประดับของงานปีใหม่อื่นๆ ภายในอู่ มีค้อนตอกหัวหมุดเหล็กดังโป๊กๆ มาเป็นระยะ
      
       “เฮ้อ.. น่าจะแขวนเอาไว้ทั้งปี.. จะได้มีสีสันสดใสตลอดไป” เคสุเกะว่า
       ข้างหลังเคสุเกะเห็นทหารญี่ปุ่น 5 - 6 บ้างตอก บ้างกำลังเจียรเหล็กเป็นประกาย ทุกคนทำงานอย่างขะมักเขม้น
       โกโบริรีบเดินมาที่หน่วยพลาธิการ มีเข่งเสบียงวางเรียงรายอยู่
       ทหารของหน่วยทำความเคารพโกโบริ เคสุเกะเดินสวนออกมาเห็นโกโบริก็ทำความเคารพ
       “ต้องการ-อะไรครับ มาทาน-ข้าวกลางวัน-ใช่ไหม ผมไป-หยิบ-ให้” เคสุกะพูดถามเป็นคำไทย
       “ไม่ใช่ ไม่เป็นไร ตามสบาย”
       พูดจบโกโบริก็ผิวปากเบาๆ เดินเข้าไปในอย่างอารมณ์ดี เคสุเกะมองตามด้วยความสีหน้าประหลาดใจ
       โกโบริพูดกับนายทหารคนหนึ่งเป็นคำญี่ปุ่น “แล้วพ่อครัวนากะเซะไปไหนละ”
       “ไปรับเสบียงที่มาจากญี่ปุ่น ที่ท่าเรือคลองเตยครับ” ทหารรายงาน
       “ไม่เป็นไร”
       โกโบริเดินเข้าไปมองใกล้ถุงเสบียงต่างๆ ทหารคนนั้นมองตามลุ้นๆ
       “คือ ฉันอยากได้...เออ...กุ้ง”
       “ได้ครับ”
       ทหารหันหลังจะไปหยิบให้
       “เดี๋ยว แล้วก็ เนื้อวัว เนื้อปลา น้ำตาล น้ำมันงาและเหล้าสาเก มีไหม” โกโกบริบอกชุดใหญ่
       ทหารหันกลับมา “ครับ..ครับ..ครับ ได้ครับ...มีครับ”
       จากนั้นทหารก็เดินไปเปิดถุงเสบียง ส่วนโกโบริเดินไปเลือกดูเครื่องทำครัว เช่น กรรไกรปากแหลมเล็ก ขวดซีอิ๊ว ด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ ผิวปากฮัมเพลงมีความสุข
       ทหารอีกคนวิ่งหอบก้านทางมะพร้าวยาวพะรุงพะรังเข้ามา
       “ก้านมะพร้าว ได้แล้ว ครับ”
       โกโบริหันไปมองทหาร 2 และมองที่ก้านทางมะพร้าว “อา...” ยิ้มกว้างท่าทีดีใจมาก “ดีมาก”
       เคสุเกะยังคงยืนมองโกโบริด้วยความประหลาดใจ
      
       ช่วงตอนกลางวันหลังจากนั้นไม่นาน ที่บริเวณตลาดชุมชนปากคลองธนบุรี มีชาวบ้านเดินจับจ่ายเลือกซื้อของกันซาลงไปมากแล้ว แต่ยังมีทหารญี่ปุ่นราว 10 คน เดินปะปนเลือกซื้อของอยู่ไกลๆ
       ส่วนในร้านกาแฟ อาโกเดินถือแก้วโอยัวะ 2 ใบ มาวางให้ที่โต๊ะกำนันนุ่ม ที่นั่งอยู่กับตาแกละและ
       ชาวบ้าน 4 - 5 คน
       “นี่ๆ ฉันมีของดีมาอวด”
       ว่าพลางตาแกละควักพระผงองค์เล็กๆ สององค์มาจากกระเป๋าเสื้อ ยกมือขึ้นพนม แล้วแบออกให้ทุกคนดู
       “ของหลวงพ่อจาดกับหลวงพ่อจงเชียวนะ หาไม่ได้ง่ายๆ”
       ชาวบ้านฮือฮาใหญ่ ต่างชะโงกหน้ามามุงดู
       “อั๊วไม่รู้จัก” อาโกบอก
       “มีไว้จะได้ช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย หรือโกอยากได้พวกเครื่องรางของขลังล่ะ มาเช่าไปบูชาได้ เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็มีพกไว้ทั้งนั้น” ตาแกละไม่ละความพยายาม
       “อย่ามาหลอกขายอั๊วเลย จ่ายค่าโอยั๊วะมาดีกว่า”
       ชาวบ้านคนอื่นๆ สนใจขอดูพระเครื่องของตาแกละ ไม่มีใครใส่ใจคำพูดของอาโก และต่างเอาพระเครื่องและบรรดาเครื่องรางของตนออกมาอวดแข่งกัน
       “นี่ๆ ชั้นมีตระกรุด กับ ผ้ายันต์”
       ชาวบ้านอีกคนอวด “ของชั้นผ้าประเจียด”       
       อาโก แหวกออกเสื้อให้ดู ผ่าง!
       “ของอั๊วะเสื้อยัง กับนี่.. พระขัวอีโต้”
       ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างฮือฮา มาชะโงกหน้าแย่งกันขอดู
       “หยุด! ของข้าเด็ดที่สุด”
       ตาแกละร้องเสียงดัง พลางหยิบเอาถุงใส่ทรายขึ้นมาวางบนโต๊ะ
       “ทรายเสก... เอาไปโปรยรอบๆ บ้านนะ รับรองเรือบินมองไม่เห็น ถ้ามันทิ้งระเบิดมา ระเบิดจะเฉียดบ้านเรา ไปโดนบ้านคนอื่นหมด”
       อาโกค่อยๆ ยื่นหน้ามาดูอย่างสนใจ
       เสียงยายเมี้ยนแหลมเข้ามา “ไอ้แกละ! ไอ้แกละ!”
       “นี่ตาแกละ” หันมาเห็นกำนันนุ่ม “อาพี่กำนัน..นี่” พยายามจะรีบพูดแต่เหนื่อยหอบ “ฝรั่ง ฝรั่ง...”
       อาโกบ่น “อะไรอีก ฝาหรั่งอั้วะไม่ชอบกิงนะ ช่วงนี้อยากกิงกะท้องห่อหวางๆ เปี้ยวๆ มากก่าอาเมี้ยง”
       “กะท้อนห่อบ้านเตี่ยแกสิ..ฝรั่งหัวทองย่ะ..ไอ้ยุ่นมันจับมาไว้เต็มที่ฝั่งกระนู้นนั่นละ มันเอามารวมไว้เต็มคุกเลย จับมาจากไหนมั่งก็ไม่รุ สงสัยว่ามันจะเอามาฆ่าหมู่” ยายเมี้ยนประกาศข่าวใหญ่อย่างภูมิใจ
       จังหวะนั้นที่หน้าร้าน มีญี่ปุ่นเดินผ่านไป 4 - 5 คน
       กำนันนุ่มร้องเตือน “ยายเมี้ยน” เหลือบมองหาพวกทหารญี่ปุ่น “จะเสียงดังอะไรก็ระวังหน่อย ใครเขาจะเอาใครไปฆ่าไปแกงกัน...” แล้วลดเสียงเบาลงขณะพูดต่อ “ได้ข่าวว่าพวกญี่ปุ่นจะเกณฑ์เชลยจะให้ไปสร้างทางรถไฟสายหนองปลาดุก-กาญจนบุรีอะไรโน่น”
       ยายเมี้ยนเหลือบมองตามอย่างหวาดกลัว เสียงเบาลงก้มเชิงกระซิบ “แล้วรู้มั้ยล่ะ เขาว่าพวกฝรั่งมันตายกันเป็นเบือ ขี้แตกมั่ง เป็นไข้ป่ามั่ง ที่ยังรอดตายอยู่ก็ผอมยังกะเปรต” ลดเสียงลงอีกตอนพูดต่อ “นี่จะบอกให้นะ ว่าพวกไอ้ยุ่น..มันทำทารุณกะพวกฝรั่งอังกิดยังไงมั่ง”
       ชาวบ้านโต๊ะข้างๆ ลุกมามุงให้ความสนใจ รีบถามข่าวจากยายเมี้ยนกันทันที ยายเมี้ยนรู้สึกพอใจหน้าบานเป็นจานที่มีคนมาฟังมากขึ้น
       ยายเมี้ยนสูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาว ตั้งท่าเม้าธ์แบบจัดเต็ม
      
       “นี่นะฟัง...เขาว่ากันว่า”



       พระอาทิตย์คล้อยต่ำบอกเวลายามเย็น ที่ริมคลอง มีเด็กกระโดดน้ำเล่นกัน เห็นดอกไม้เลื้อยเด่น เหนือซุ้มหลังคาประตูทางขึ้นบ้าน
      
       เท้าของแม่อรก้าวเดินลงบันไดเรือนมาจนถึงพื้นด้านล่าง และกำลังหมุนตัวหันสวมรองเท้าแตะที่เชิงบันได แม่อรหันหลังสวมรองเท้า มือหนึ่งหอบมุ้งเก่าๆ สีมอ แต่สะอาด อีกมือถือตะเกียง ยังไม่ได้จุด และถุงใส่ห่อข้าวใบตองสามสี่ห่อดูพะรุงพะรัง ทันใด เสียงหมาเห่ารับคนแปลกหน้าดังขึ้น
       เป็นโกโบริ ที่ถือห่อของวัตถุดิบมาเต็มสองไม้สองมือ หนีบๆ ห่อของติดมามาด้วยใบหน้ายิ้มแป้น เดินเคียงมากับหมอทาเคดะที่สะพายกระเป๋าเครื่องมือและอุ้มห่อของมาเต็มแขนเหงื่อแตกพลั่ก
       “มากันแล้วคับ” โกโบริโค้งศีรษะทักทาย
       “อะอาว” แม่อรมีสีหน้าตกใจนิดๆ “อะไรกันจ๊ะนั่น”
       โกโบริ และหมอทาเคดะโค้ง แล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มแป้นตอบ
       “เรามา ทำอาหาร เพื่อเป็นการแสดง-ขอบคุณครับ”
       “มาทำอาหารกิน-แล้ว-เยี่ยมคุนยาย-ด้วย”
       หมอทาเคดะยกห่อ และถุงสารพัดขึ้นมาให้ดู โกโบริก็ยกห่อของขึ้นให้ดูด้วย
       แม่อรยิ้มๆ “อ้อ...ที่จะมาทำอาหารญี่ปุ่นกันใช่ไหม.”
       โกโบริ และหมอทาเคดะมองมาที่ของพะรุงพะรังของแม่อร แม่อรรู้ตัว มองของในมือตน แล้วรีบหาเรื่องคุยเปลี่ยนความสนใจ
       “อาหารญี่ปุ่นก็น่าอร่อยดีนะ..เออ..แล้วจะมาทำอะไรกินกันจ๊ะ”
       โกโบริยิ้มตอบด้วยความมั่นใจในความอร่อย “เทริยากิคับ”
       “อ้อกิๆ เก้ๆ.. ฉันก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรด้วยสิ..พอดี..อังศุมาลินเขาไม่อยู่...ไปในสวน”
       “อัง..อังศุมาลิน” โกโบริทวนคำ
       แม่อรหันมา “จ้ะ...แม่อังลูกฉันน่ะ...เดี๋ยวคงมาละ”
       “อังศุมาลิน แปลว่า อะไรครับ” โกโบริถามเพราะอยากรู้มานาน
       “อ๋อ อังศุมาลิน...อังศุมาลินแปลว่าดวงตะวัน”
       “ดวง ตาวัน” โกโบริพูดตามงงๆ
       “พระอาทิตย์..ก็พระอาทิตย์..ที่กำลังจะตกดินไง นั่นไง” แม่อรชี้ไปตามที่เห็น “พระอาทิตย์”
       2 หนุ่มหันมองตาม พูดพร้อมกัน “พรา-อา-ทิด”
       “อ้า.. พระอาทิตย์” โกโบริคิดหาคำ “..โยโกะ..ฮิเดโกะ”
       แม่อรมองงงๆ
       “ฮิเดโกะ!”
       โกโบริโพล่งออกมาเสียงดัง จนแม่อรตกใจ
       “พ่อคุณ อะไรอีกละ”
       “เรียกว่า ฮิเดโกะง่ายกว่า” โกโบริว่า
       แม่อรเห็นช่องว่าง พยายามจะเดินหลบ เลี่ยงๆ ไป
       “ท่าน-จะไปไหน-คับ”
       “หาออ..เออ…” แม่อรพยายามหาคำตอบ “อามาพอดี.. แม่โกะๆ ของเธอ”
       อังศุมาลินเดินเลี้ยวมาจากสวนพอดี ในมือมีตำลึง ฟักข้าว และห่อพริก
       แม่อรโล่งใจน้ำเสียงดีใจมาก “อ่า...อังดูพ่อสองคนนี้หน่อยจะมาทำกี้ๆ เก้ๆ อะไรไม่รู้ เดี๋ยวแม่ไป…” แม่อรพยายามคิดหาคำตอบไม่ทัน เพราะไม่ค่อยโกหก
       อังศุมาลินเห็นแม่หอบของพะรุงพะรัง สบตาก็รู้ทันที
       อังศุมาลินรีบช่วยแก้ให้ทันที “อ๋อ..ใช่ค่ะ..แม่มีธุระ..รีบไปเถอะ” พลางร้องตะโกนตามหลังแซวๆ รู้กันกับแม่ “แม่รีบกลับมาไวไวนะหนูเก็บฟักขาวมาตำน้ำพริก จะให้สองคนนี่เผ็ดลืมญี่ปุ่นไปเลย”
       โกโบริ และหมอทาเคดะมองตามแม่อรที่เดินตัวปลิวไป
       โกโบริหันมาโค้งๆๆ ยิ้มกว้างฟันขาวทั้งปาก ท่าทีกระปรี้กระเปร่าให้อังศุมาลิน
       หมอทาเคดะเห็นดวงตาโกโบริเป็นประกายเจิดจ้า แอบขำปนส่ายหัวนิดๆ
       อังศุมาลินมองพริกในมือ ยิ้มสนุกนึกในใจว่า...พวกนายเสร็จฉันแน่
      
       จวนค่ำ อังศุมาลินเดินนำ โกโบริและทาเคดะขึ้นเรือนมา
       “เห็นคุณหมอมา.. คุณยายคงดีใจ”
       อังศุมาลินเดินถือผักที่ได้มา ตรงเข้าไปที่ครัวแล้วเดินถือกะละมังออกมาวาง จากนั้นเดินกลับเข้าไปที่ครัวใหม่ โดยลืมสองหนุ่มที่ยืนอยู่ พอนึกได้ โผล่หน้าออกมา เห็นสองหนุ่ม ยืนเหงื่อแตกแบกของอยู่กับที่ สีหน้าที่มองกันไปกันมา ประมาณจะให้วางไหนก็ไม่บอกนะ
       “ยืนอยู่ทำไม..วางของกันสิคะ แล้วอยากได้เครื่องปรุงอะไรเพิ่มเติมก็บอกมาเลย”
       หมอทาเคดะหันมองเพื่อน ปรึกษากัน
       “หมอ วางกันเถอะ”
       “ใช่ วาง”
       โกโบริและหมอทาเคดะหันพยักหน้าหากัน พร้อมใจกันวางของที่หอบกันมาลงตรงนอกชาน
       ระหว่างนั้นเห็นยายศรถือตะเกียงที่จุดแล้ว เดินออกมาจากในห้อง ทั้งสองคนรีบโค้งทักทาย
       “คุณยายสบายดีนะครับ
       “ดีจ้ะ นายช่างกับหมอล่ะ” ยายถามขณะแขวนตะเกียงกับเสาเรือน
       “สบายดีครับ” / “ขอบคุณครับ” สองหนุ่มบอกพร้อมกัน
       คุณยายศรแวะหยิบขวดโหลใส่ของกินเล่นที่ชั้น ที่วางอัฐบริขารส่วนตัวมาให้
       “นี่จ้ะกล้วยฉาบ ที่ทำไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว”
       “ปี-ที่แล้ว..” พูดทวนคำกับโกโบริเป็นคำญี่ปุ่น “ปีที่แล้ว?”
       “ไม่เสียไปแล้วหรือ” โกโบริสงสัย
       “มันจะเน่า หรือบูด..ใช่ไหม” หมอก็สงสัย
       “หรือเป็นรา” โกโบริส่องดู แล้วเงยหน้ามาอธิบาย “ของที่เมืองไทย เป็นราง่ายมากครับ”
       ยายศรหัวเราะ อธิบายความ “พวกเราถนอมอาหารไว้กินนานๆ แบบนี้ก็ได้จ้ะ เอาน้ำตาลมาฉาบ..เคลือบไว้.. เป็นของแห้งๆ กินเล่น ไม่เสีย ไม่ขึ้นราหรอก ที่จริงทำมาเมื่อก่อนปีใหม่นี่เอง”
       ทาเคดะกะโกโบริมองหน้ากัน ส่งเสียงดัง “อ้อ”
       “ก้วยชาบุ.. ไม่ใช่ เรียกว่าอะไรนะ” ฌกโบริพยายามนึก “ก้วยช้าบ”
       “ออ” หมอทาเคดะพยักหน้ารับช้าๆ “กะ -ล่วย ช้าบ”
       ทั้งสองหนุ่มพร้อมใจกัน หยิบออกมากิน ทีแรกหวั่นๆ ค่อยๆ ลิ้มรสความอร่อย แล้วมองหน้ากัน พยักหน้าหงึกๆ
       “อร่อยๆ” โกโบริบอกยิ้มๆ
       “อร่อย หวาน หอม กรอบ” หมอทาเคดะว่า
       ยายศรขำหัวเราะร่า “เอาไว้กลับญี่ปุ่น ชั้นจะทำให้ห่อเอาไปกินกันในเรือนะ กินได้นานๆ เอาไปฝากพ่อแม่พี่น้องด้วย”
       โกโบริกับหมอทาเคดะประสานเสียง “ยินดีๆๆ” / “เอาๆๆ” พลางล้วงขวดโหล หยิบมากินกันอีก “เอาไปฝากๆ”
      
       อังศุมาลินและยายศรขำทั้งสองหนุ่ม หัวเราะกันสดใส แล้วอังศุมาลินเองก็เลยพลอยหยิบมาแทะกินเองบ้าง



       ทั่วชานเรือนอังศิลามินตกอยู่ในแสงตะเกียง และเทียนบ้าง ตรงจุดที่จุดเพื่อเพิ่มแสงเป็นระยะ เห็นกุ้งสด เนื้อสด ปลาสด ต่างถูกแกะวางลงในทีละชาม
      
       สีหน้าโกโบริและหมอทาเคดะที่มองของต่างๆ ตรงหน้า มีชามของสดที่แกะออกวางหมดแล้วและเครื่องปรุงมากมายวางเรียงรายยืดยาวตรงหน้าสองพ่อครัวจำเป็น โดยทั้งโกโบริและทาเคดะที่อยู่ในสภาพพร้อมลงมือเต็มที่ คือพับขากางเกง ถกแขนเสื้อขึ้น โดยเฉพาะโกโบริดูเอาจริงเอาจังกว่าเขาเพื่อน พับแขนสูงขึ้นถึงไหล่เลยทีเดียว
       คุณยายศรเดินเข้ามาสังเกตการณ์
       “อาหารญี่ปุ่น ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้นะ ขอเป็นคนดูอยู่ห่างๆ นะ”
       2 หนุ่มรับคำพร้อมกัน “ใช่ๆๆ” / “ได้ๆๆ”
       คุณยายชราขำๆ ส่ายหัว
       ฝ่ายอังศุมาลินกำลังยกกะชุถ่านท่อนเล็กๆ มาวางข้างเตาขนาดเล็ก ที่ตั้งให้เป็นพิเศษกลางชานเรือน โดยมีแผ่นสังกะสีแบนๆ รองใต้เตากันร้อน พร้อมตะแกรง สำหรับปิ้งย่างของ 2 - 3 ขนาดมาวางให้เผื่อเลือก แล้วหันไปหาหมอทาเคดะ
       “ต้องการอะไรอีกไหมคะ”
       โกโบริตอบแทนซะงั้น “ออ ไม่-ต้องการ-แล้ว คับ”
       อังศุมาลินยังถามกับทาเคดะอีก “แล้วจะให้ฉันช่วยอะไรก็บอกนะ”
       หมอทาเคดะฟังแล้วหันไปมองเป็นเชิงหารือกับเพื่อน โกโบริสั่นหัวเบาๆ
       “ไม่เปนไร วันนี้ เราเลี้ยงเอง ทำเอง”
       “ให้ติดไฟให้ไหม” อังศุมาลินอาสา
       โกโบริโบกไม้โบกมือ ด้วยท่าทีมั่นใจว่าเอาอยู่ “ยังไม่ต้อง เราต้อง แช่กุ้ง ปลา เนื้อ กับเหล้าก่อน” พูดกับหมอเป็นคำญี่ปุ่น “หมองั้นเราเอาแช่เหล้าเลย อย่าช้า” พลางเอื้อมไปคว้าขวดเหล้ามิริน มาจะเปิดเทลงกุ้งสด
       หมอทาเคดะเห็นก็ยกมือยั้งห้าม พูดกับโกโบริเบาๆ “เดี๋ยวๆ กุ้งน่ะ ต้องล้างแล้ว ปอกเปลือกก่อน”
       โกโบริชะงัก แต่กลัวเสียฟอร์ม เพราะเงยหน้าขึ้นไปเห็นอังศุมาลินยืนมองอยู่
       โกโบริเถียง ทำเสียงเข้มมั่นใจเข้าไว้ “ไม่ต้องหรอก”
       “ต้องสิ..ต้องล้างก่อนนะ! ล้างก่อน” หมอเถียง
       อังศุมาลินขำ ปนระอา “ตามใจนะ แล้วแต่”
       “หวังว่าคงได้กินวันนี้นะ” ยายศรว่า
       โกโบริกับหมอทาเคดะที่ฟังความไม่ทันหันมามองสั้นๆ แล้วหันไปเถียงเบาๆ กันต่อ อังศุมาลินสบตายาย แอบขำ ส่ายหัว เดินเข้าครัวไป
      
       ข้าวคลุกน้ำพริกในห่อใบตองหมดเกลี้ยง วางลงด้วยมือตาบัว ขณะที่ตาบัวเช็ดข้าวติดปาก ท่าทางอร่อยเหาะอิ่มหนำสำราญ มีตาผลนอนซมอยู่ในผ้าห่มผืนใหม่ที่แม่อรหอบมาให้อยู่ข้างหลัง
       ตาบัวเคี้ยวไปพูดไป รีบพูดจนไม่ค่อยชัด
       “ฝีมือแม่อรนี่เหลือจะบรรยายจริงๆ ต้องขอกราบ..ขอบพระเดชพระคุณแม่อรมากๆ ที่สงสารลูกนกลูกกาอย่างพวกฉัน ช่วงนี้หากินลำบากจริงๆ ต้องระวังตัว กลัวไปหมด ทั้งกำนัน ทั้งตำรวจ ทั้งญี่ปุ่น”
       แม่อรเอาตะเกียงที่จุดแล้วขึ้นแขวน “ใช่สิ ที่พวกลุงทำน่ะ คดีอาญานะ ยังนับว่าบุญ..ที่นายช่างเขาสงสาร ไม่เอาเรื่อง วันหลังจะทำอะไรก็คิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อนล่ะ”
       “แหม ก็ถ้าไอ้ผลมันไม่โดนไข้จับละก็ จ้างให้พวกมันก็ไม่มีทางจับได้หรอก” ตาบัวหันมาพูดบ่นว่าเอากับตาผล “ใช่..ไอ้ผล เพราะเอ็งนั่นละ พวกมันถึงรู้เลยว่าใครฟัน บ้าฉิบ..เสียเกียรติประวัติ”
       แม่อรถอนหายใจส่ายหัว “พ่อมหาจำเริญทั้งสองนี่น้า...จริงๆ เลย” ชำเลืองมองไปทางตาผล “เอ้า เอามุ้งมาให้กางนอนกัน จะได้ไม่โดนยุงกัด เอาเชื้อไปแพร่อีก.. แล้วนี่ยอมกินยาแล้วหรือยัง..หา..แล้วมันจะหายไหมนี่”
       ตาบัวข้าวยังเต็มปาก พูดไม่ได้ พนมมือท่วมหัว ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ
      
       มองจากที่บริเวณริมคลอง ตอนกลางคืน เห็นแสงไฟวอมแวม มาจากตามบ้านสวนที่ห่างๆ กันไปริมน้ำ
       ส่วนที่ชานเรือน กุ้งสดที่ถูกแกะเปลือก เนื้อสด ปลาสด ที่ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ แช่เหล้าไว้ อยู่คนละชามแยกกันอย่างเรียบร้อย อังศุมาลินวางมือเสร็จจากการคลุกกุ้งกับเหล้าในชาม มือเลอะคราบมันกุ้ง
       “เอาละเรียบร้อยแล้วนะยังต้องทำอะไรอีก”
       โกโบริ และหมอทาเคดะมองอังศุมาลินด้วยความทึ่ง จ้องกันตาแป๋ว
       โกโบริยิ้มแฉ่ง แก้เสียหน้าที่ปล่อยให้อีกฝ่ายลงมือ “แช่แล้ว เดี๋ยวเรา” ทำมือ ทำไม้ คิดคำไทย “เสียบไม้”
       “ออ..ก็คล้ายกับเนื้อสะเต๊ะสิ แล้วมีอะไรจิ้มไหม” ยายศรว่า
       โกโบริมีสีหน้าเอ๋องง ทวนคำถาม “อะไรจิ้มไหม จิ้ม” ยิ่งพูดก็ยิ่งงงๆ
       “ก็จิ้มแบบ เพิ่มรสชาติ เอาเครื่องปรุง..น้ำปลา ซีอิ๊ว น้ำมะนาว น้ำส้มสายชู..หรืออะไรมาใส่ถ้วย ใส่พริก..หรือกระเทียม..แล้วเอาเนื้อสัตว์ลงไปจิ้มๆ” อังศุมาลินอธิบาย พร้อมทำท่าประกอบ
       “เอางี้..หนูทำอาจาดแตงกวามาให้ด้วยดีกว่า” ยายศรบอก
       อังศุมาลินแอบกระซิบยายขำๆ “เผื่อเราจะกินไม่ลง ใช่ไหมคะ”
       โกโบริมองๆ ได้ยินไม่ถนัด “อะไรครับ”
       ยายหลานรีบปฏิเสธ “เปล่าๆๆ ไม่มีอะไร”
       ยายศรสำทับ “หนูรีบไปทำเถอะ”
       “ค่ะๆๆ” อังศุมาลินรีบไปที่ครัว
       โกโบริพูดกับหมอทาเคดะ “หยิบห่อนั่นให้ผมที” พลางชี้ไปที่ห่อข้างๆ ตัวหมอ
       หมอทาเคดะหันไปหาตรงที่โกโบริชี้ “ห่อนี่นะ”
       หมอทาเคดะหันไปหยิบห่อผ้าเป็นทางยาวๆ ที่วางอยู่ใกล้มาส่งให้โกโบริ
       โกโบริเปิดห่อออกมา เป็นก้านทางมะพร้าวที่ยังไม่ได้ลิดใบออกที่ได้มาจากทหารที่อู่ตอนกลางวันนั่นเอง
       “มาทำไม้เสียบกัน” โกโบริยกก้านทางมะพร้าวขึ้นมา
       “ลิดใบมะพร้าว..มาๆๆ งานถนัด ยายช่วย” ยายศรกุลีกุจอเข้ามาทำอย่างคล่องแคล่ว
       โกโบริพยายามประดิษฐ์ ตัดปลายก้านไม้เสียบให้เหลือใบติด ทำเป็นรูปต่างๆ แต่ผลออกมาไม่ค่อยเป็นรูปนัก คุณยายกับโกโบริต่างเอาผลงานมาโชว์อวดกัน
       ของยายศร สานใบมะพร้าว เป็นปลาตะเพียนตัวเล็กๆ
       โกโบริเห็นตบมือกราว เริงร่า พยายามจะสาตามมั่ง แต่ออกมากลายเป็นอะไรไม่รู้ ทาเคดะเห็นหัวเราะลั่น
       ฟากอังศุมาลินทำน้ำจิ้มไป หันไปมองคุณยายกับชายหนุ่มทั้งสอง ด้วยสายตาฉงน ไม่เคยเห็นมุมนี้ของนายทหารญี่ปุ่นสองคนนี้มาก่อน เหมือนเด็กที่เล่นกับญาติสนิทของตน ที่มือ และแขนของโกโบริและหมอ มีทางมะพร้าวทำเป็นแหวน กำไล นาฬิกา ที่ยายทำให้ใส่ คนละหลายๆ วง
       โกโบริ กับหมอทาเคดะ หั่นก้านมะพร้าวตรงแข็งๆ ให้เป็นแท่ง ตัดปลายให้แหลม หัวเราะเสียงสดใส คุณยายศรก็ดูร่าเริง สนุกสนาน อังศุมาลินมองไปมองมา เริ่มอึ้งๆ ใจลอย
      
       ภาพจำในอดีตผุดขึ้นในห้วงคำนึงของอังศุมาลิน ขณะที่วนัสกำลังนั่งช่วยเหลาทางมะพร้าว โดยอังศุมาลินนั่งเอาดอกรักเสียบเรียง ให้เป็นเส้นที่โค้งสวย หลายๆ เส้น สำหรับเอาไปเสียบแจกันถวายพระ
       วนัสมองมาด้วยแววตาอ่อนหวานลึกซึ้ง ร่ายกลอน
       “หาแถง แง่ฟ้า หาง่าย
       เบื่อหน่าย บงนัก พักตร์ผิน
       หาเดือน เพื่อนเถิร เดินดิน
       คือนิล นัยนา หาดาย
       เพ็ญเดือน เพื่อนดิน สิ้นหา
       เพ็ญเดือน เพื่อนฟ้า หาง่าย
       เดือนเดิน แดนดิน นิลพราย
       เดือนฉาย เวหาสน์ ปราศนิล”
       อังศุมาลินแกล้งทำเป็นมองอย่างเหยียดหยามเว่อร์ๆ “ที่ท่องมาน่ะ แปลว่ายังไง..รู้เหรอ”
       วนัสทำสีหน้ามั่นใจมาก “ถ้าจะหาพระจันทร์บนฟ้านั้น..หาง่าย ดูจนเบื่อที่จะมองแล้ว แต่จะหาพระจันทร์บนดิน ที่จะให้มาเดินเคียงในป่าเป็นเพื่อนกัน หายากกว่าเดือนเพ็ญบนฟ้า โดยเฉพาะดวงจันทร์ที่มีเนตรเป็นสีนิล ซึ่งดวงจันทร์บนฟ้านั้น..จะมีเนตรเป็นสีนิล..เช่นนี้” วนัสเอาไม้ชี้มาที่หน้าอังศุมาลิน “ก็หามีไม่...เป็นไง แปลใช้ได้ไหม”       
       อังศุมาลินทำหน้าหมั่นไส้ตอบ แต่ไม่ถึงกับเป็นการค้อน
      
       พระจันทร์เต็มดวงสวยเด่น โผล่จากขอบสวนด้านหนึ่งของคลอง แสงเย็นตาสว่างไปทั่วคุ้งน้ำ อังศุมาลินมองไป 2 หนุ่มแล้วถอนหายใจ ก่อนจะหันกลับมาหั่นแตงกวาไป
       2 นายทหารหนุ่มชาวญี่ปุ่น เริ่มช่วยกันเสียบพวกเนื้อสัตว์เข้ากับไม้ หน้าตาเอาจริงเอาจัง อังศุมาลินพยายามปัดความกังวลออกไป หันไปเริ่มเอาถ่านก้อนเล็กๆมาวางในเตา
       ทันใดนั้น เสียงหวูดแหลมสูงค่อยๆดังขึ้นช้าๆ อังศุมาลินตกใจ เสียงหวูดค่อยดังโหยหวนกึกก้องไปทั่ว โกโบริ และหมอทาเคดะรีบหยุดมือทันที
       คุณยายศรกำลังหาพวกจาน ชาม แปลกใจ “เสียงอะไร”
       โกโบริหันไปทางเสียง สบตาหมอ “หมอ! ที่อู่!”
       ขาดคำโกโบริลุกพรวดขึ้น หมอทาเคดะลุกตาม โกโบริ ละล้าละลัง หันไปมองอังศุมาลิน และคุณยาย โกโบริเดินเข้าไปหายายศร ด้วยสีหน้าเป็นห่วง
       “คุณยายครับ คุณอังศุมาลินครับ..กลัวไหม”
       อังศุมาลินหน้าซีด กลัวจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว แต่ยังพยายามข่มใจไว้
       “ไม่..ไม่กลัว..แต่..แม่..แม่ยังไม่กลับมาเลย มืดป่านนี้แล้ว..ทำยังไงดี”
       คุณยาย        ตัวสั่นท่าทีสยอง “เคยได้ยินเสียงแว่วๆ มาไกลๆ จากฟากคะโน้น..แต่ไม่รู้ว่ามันน่าขนพองสยองเกล้าขนาดนี้เลย”
       โกโบริพะว้าพะวงยิ่งขึ้น เสียงหวูดยังดังต่อเนื่อง
       โกโบริหันไปบอกหมอทาเคดะ “หมอ รีบไปก่อน เดี๋ยวผมตามไป”
       “ได้ ผมไปก่อน”
       หมอทาเคดะคว้ากระเป๋าอุปกรณ์พยาบาลขึ้นสะพายแล้วรีบใส่รองเท้า และวิ่งลงเรือนไป อังศุมาลินวิ่งตรงไปหายาย
       “เรือบินมันจะมาทิ้งระเบิดบ้านเราเหรอ..ตายแล้ว คุณพระคุณเจ้า พระคงคา พระธรณี เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าบ้านเจ้าเรือน พระสยามเทวาธิราชช่วยด้วย” ยายศรครวญคร่ำ
       โกโบริรีบใส่รองเท้าแล้ววิ่งเข้ามาหาอังศุมาลินและยาย พูดกับอังศุมาลิน
       “คุณรีบไปหา-ผ้าห่ม-ให้คุณยายนะ คงต้องรีบ ออกจากบ้านนี้- ไปหา-ที่หลบ ที่นี่-คง-ไม่ปลอดภัย เพราะ-ใกล้อู่มาก เร็ว”
       “ค่ะ ค่ะ”
       อังศุมาลินรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องยาย ส่วนโกโบริประคองยายศรไว้แล้ว
       “มากับผมทางนี้นะ”
       “จ้ะๆ แล้วแม่อรละ” ยายศรถามหาแม่อร
       อังศุมาลินวิ่งออกมาพร้อมผ้าห่ม ตะโกนแข่งเสียงหวอ
       “คุณยาย คุณพาคุณยายไปก่อน...ชั้นจะรอแม่...”
       โกโบริสั่งเข้ม “ไม่ได้คุณต้องมาด้วย เดี๋ยวนี้”
       อังศุมาลินละล้าละลัง “แล้วถ้าแม่มาไม่เจอใครล่ะคะ”
       โกโบริพูดด้วยน้ำเสียง และใบหน้าที่จริงจัง “ฮิเดโกะ! ไป”
      
       อังศุมาลินชะงักเล็กน้อยกับคำเรียก มองแบบไม่ชอบใจนัก ท่าทีละล้าละลัง เหลียวหน้าพะวงหลัง แต่ต้องยอมตามไป

      
     &nbs