กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] มณีสวาท

Manee_Ch3.jpg
6-2-2013 10:35



มณีสวาท



ออกอากาศ : ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3      
บทประพันธ์โดย : จินตวีร์ วิวัธน์
บทโทรทัศน์โดย : ณัฐวัฒน์ (ประไพรศรี ศรีนาทม)
กำกับการแสดงโดย : วรวิทย์ ศรีสุภาพ
ผลิตโดย : บริษัท กู๊ด ฟีลลิ่ง จำกัด
ควบคุมการผลิตโดย : สมจริง ศรีสุภาพ



รายชื่อนักแสดง



วิทยา วสุไกรไพศาล   รับบท   ม.ร.ว.ภุชคินทร์  
ศรีริต้า เจนเซ่น   รับบท   เจ้าอุรคา  
ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ   รับบท   รมต.สุบรรณ   
โทนี่ รากแก่น   รับบท   ร.ต.อ.ไพศิษฐ์   
เจสสิกา ภาสะพันธุ์   รับบท   นาถสุดา   
ชล วจนานนท์   รับบท   เฟื่องวลี   
ปัญญาพล เดชสงค์   รับบท   ยมนา   
สุปราณี เจริญผล   รับบท   เฟื่องฟ้า   
กมล ศิริธรานนท์   รับบท   ภิงคาร   
สาวิตรี สามิภักดิ์   รับบท   หม่อมภาณี   
อารดา อารยวุฒิ   รับบท   นารีวรรณ   
ปิยะ วิมุกตายน   รับบท   อำนาจ   
ศานติ สันติเวชกุล   รับบท   พอ.นรินทร์   
อริญรดา ปิติมารัชต์   รับบท   พะนอฤดี   
อุษณีย์ พึ่งป่า   รับบท   ชรายุ  
กลศ อัทธเสรี   รับบท   ทรงยศ   
น้ำเงิน บุญหนัก   รับบท   อติศรี   
กมล ทองพลับ   รับบท   ดร.วิชัยสิงห์   
ฐิติอานันท์ พัทธไพสิฐ   รับบท   สุรินทร์



เรื่องย่อ ละครมณีสวาท



           ม.ร.ว.ภุชคินทร์ นาเคนทร์ ทายาทแห่งวังนาเคนทร์ ถูกเรียกตัวกลับจากต่างประเทศ เพื่อรับหน้าที่เป็นเลขานุการให้กับ ภิงคาร รมช.ต่างประเทศผู้เป็นน้าชาย ด้วยรูปลักษณ์ที่เลิศล้ำ ร่ำรวยทรัพย์สมบัติทั้งชาติกำเนิดอันสูงส่ง ทำให้คุณชายภุชคินทร์กลายเป็นชายที่สาวไฮโซทั้งสังคมให้ความสนใจมากที่สุด รวมไปถึงไฮโซสาวสังคมหน้าใหม่อย่าง เจ้าอุรคา ณ เชียงตุง

          ในงานเลี้ยงรับรองระดับชาติซึ่งแขกคนสำคัญระดับนักการเมือง ทูตานุทูต และชาวสังคมชั้นสูงมาร่วมงานกันอย่างคับคั่งนั้น ภุชคินทร์ได้พบกับเจ้าหญิงสูงศักดิ์เลอโฉมนามเจ้าอุรคา ที่มาปรากฏตัวพร้อมกับเครื่องแต่งกายสีเขียวโดดเด่นเป็นสง่ากับดวงหน้างดงามประดับรอยยิ้มลึกลับและอัญมณีรูปหยดน้ำสีเขียวเข้มแปลกตาที่เรียกว่า มณีนาคสวาท

          เจ้าอุรคาก้าวเข้ามาเป็นดาวดวงใหม่ของสังคมไฮโซอย่างลึกลับไม่มีใครรู้เบื้องลึกเบื้องหลังที่แท้จริงของเจ้าหญิงคนนี้ รู้กันแต่เพียงว่านอกจากความงามเจิดจรัสและฐานะอันร่ำรวย เธอยังมีความสามารถในการพยากรณ์แม่นระดับหาตัวจับยาก

          คุณชายภุชคินทร์รู้สึกสะดุดตาสะดุดใจในบุคลิกงามสง่าท่าทีอันเปี่ยมไปด้วยปริศนาและคำพูดคำจาที่ลึกลับกำกวมของเจ้าอุรคา ในขณะเดียวกันที่ความงามของเจ้าอุรคาไปโดนใจรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุคเข้าอย่างจัง สุบรรณ ครุฑไพทูรย์ หรือที่นักข่าวเรียกกันว่า "รัฐมนตรีที่ถูกปองร้ายมากที่สุด" เขาก้าวขึ้นมาจากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทั้งงานถูกและผิดกฎหมาย ทำให้มีศัตรูมากมายถึงกับมีการโดนลอบปองร้ายอยู่หลายครั้งหลายครา และทุกครั้งเขาก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ จนได้สมญานามจากบรรดานักข่าวว่า "แมวเก้าชีวิต" เพราะถูกปองร้ายอยู่บ่อย ๆ สุบรรณจึงต้องมีนายตำรวจและมือปืนมือดีติดตามตลอดเวลา

          สุบรรณพยายามหาทางเข้าไปตีสนิทกับเจ้าอุรคาทุกวิถีทางตามงานสังคม และด้วยความดูไม่น่าไว้วางใจของเจ้าอุรคา ทำให้คนใกล้ชิดของสุบรรณอย่าง ร.ต.อ.ไพศิษฐ์ ซึ่งเป็นตำรวจติดตาม เพื่อนรักของภุชคินทร์ และ อำนาจ สมุนมือขวาที่ดูแลธุรกิจด้านมืดให้รมต.สุบรรณนั้น ต่างเกิดความหวาดระแวงและจับตามองเจ้าอุรคาอยู่เงียบ ๆ

         ในคืนงานเลี้ยงงานหนึ่ง ตำรวจจับกุมตัวชายคนขับรถของเจ้าอุรคาพร้อมอุปกรณ์วางระเบิดได้ที่ใกล้กับรถของรมต.สุบรรณ แต่เจ้าอุรคากลับให้การปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับชายชาวต่างด้าวผู้นั้น บอกแต่เพียงว่าชายคนนั้นเป็นญาติห่าง ๆ ของแม่บ้านและเธอไหว้วานให้ช่วยขับรถมางานเลี้ยงเท่านั้น ที่น่าประหลาดใจที่สุด คือในทันทีที่ตำรวจนำตัวชายมือระเบิดเข้าห้องขัง ชายต่างด้าวคนนั้นกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เล่นเอาตำรวจทั้งโรงพักงงเป็นไก่ตาแตก ร.ต.อ.ไพศิษฐ์สงสัยว่า เจ้าอุรคาและพรรคพวกน่าจะอยู่ในขบวนการอะไรสักอย่าง

          ผู้กองไพศิษฐ์หอบเอาความขุ่นข้องใจไปขอให้คุณชายภุชคินทร์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่ทำงานอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ ให้ช่วยหาข่าวเกี่ยวกับเจ้าหญิงผู้ลึกลับคนนี้ เนื่องจากลำพังตัวเขาเองนั้นไม่สามารถเข้าถึงตัวเจ้าอุรคาได้เพราะเจ้าอุรคาประกาศอย่างชัดเจนว่าเธอไม่สนใจเรื่องการเมืองและยังแสดงท่าทีไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจในทุกกรณี

          แต่ภุชคินทร์กลับมิต้องใช้ความพยายามในการเข้าใกล้เจ้าอุรคาเท่าใดนัก เพราะเธอได้พาตัวเข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตของเขา ด้วยการเข้ามาทำงานการกุศลร่วมกับหม่อมภาณี มารดาของภุชคินทร์ ประกอบกับเจ้าอุรคาเข้ามาเป็นหุ้นส่วนร้านเพชรพลอยของเจ้าประกายคำ ซึ่งเป็นร้านเพชรประจำของหม่อมภาณี ภุชคินทร์จึงมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับเจ้าอุรคาบ่อยครั้ง

          วันหนึ่ง หม่อมภาณีได้สร้อยพร้อมจี้พลอยล้อมเพชรเก่าแก่มาจากร้านของเจ้าอุรคาในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ พอภุชคินทร์เห็นก็สะดุดตาทันที เพราะจำได้ว่าเหมือนสร้อยที่เจ้าอุรคาห้อยติดตัวเป็นประจำ หม่อมภาณีบอกว่าพลอยสีเขียวเข้มจัดนั้นคือ พลอยนาคสวาท พลอยในตำนานเก่าแก่ ตำนานเล่าถึงพญานาคกับพญาครุฑ สองเผ่าพันธุ์กึ่งเทพกึ่งอมนุษย์อันเป็นอริศัตรูกันมาแต่โบราณ พญานาคมีที่อยู่ในนครใต้บาดาลที่เรียกว่า โภควดี ส่วนพญาครุฑนั้นอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์

          ครั้งหนึ่งพญานาคกับพญาครุฑเกิดการต่อสู้กันและพญานาคเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ขณะที่ใกล้จะตาย พญานาคกระอักเลือดออกมา 3 ครั้ง เลือดที่ออกมาครั้งแรกกลายเป็นพลอยสีเขียวเข้มจัด นั่นคือ นาคสวาท ส่วนเลือดที่กระอักออกมาครั้งที่ 2 นั้นได้กลายเป็น มรกต ส่วนครั้งสุดท้ายที่เลือดใกล้หมดปนกับน้ำลายจึงกลายเป็นพลอยสีเขียวอ่อนจางมีเส้นสีแดงเจืออยู่ เรียกว่า ครุฑธิการ

          ทั้งที่ไม่เคยสนใจเรื่องเพชรพลอยมาก่อน แต่คุณชายภุชคินทร์รู้สึกสนใจพลอยและตำนานพญาครุฑและนาคเป็นอันมาก และเมื่อเขาสัมผัสกับพลอยนาคสวาท เขาถึงกับหน้ามืดซวนเซเกือบจะล้มลง ความรู้สึกเจ็บปวดแปลบเกิดขึ้นทั่วร่างกาย ภาพแปลกประหลาดแวบเข้ามาในหัวสมองอย่างรวดเร็ว ไม่ปะติดปะต่อ จับใจความไม่ได้ แต่ด้วยความเป็นคนสมัยใหม่ ภุชคินทร์เชื่อว่าคงเกิดจากการแพ้สารบางอย่างในพลอยมากกว่าจะเป็นเรื่องลึกลับที่หาคำตอบไม่ได้

          ขณะเดียวกัน รมต.สุบรรณซึ่งเป็นม่ายมานานกว่า 3 ปี แม้ว่าเขาจะมีผู้หญิงมากหน้าหลายตา แต่เขาไม่เคยยกย่องใครขึ้นมาแทนที่คุณหญิงนันทกาคุณหญิงคนเดิมที่เสียชีวิตไป แต่เมื่อได้รู้จักกับเจ้าอุรคาทำให้ความรู้สึกของสุบรรณเปลี่ยนไป เจ้าหญิงสูงศักดิ์คนนี้แหละที่เหมาะสมที่จะเป็นคู่ของเขาอย่างแท้จริง! นั่นเป็นแค่ความรู้สึกของสุบรรณ หากแต่คนอื่นเมื่อมองผ่านความงามของเจ้าอุรคาเข้าไป สิ่งที่สัมผัสได้นั้นคือความลึกลับและน่าสะพรึงกลัวที่มีกลิ่นอายแห่งความตายปะปน มีคนเห็นเธอและเพื่อนชายรูปร่างสูงใหญ่หน้าตางดงามราวรูปสลักในชุดดำชื่อ ยมนา ซึ่งบังเอิญเข้าไปอยู่ในที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมอยู่เป็นประจำ

          วันหนึ่งภุชคินทร์พา ฟีบี้ หรือ เฟื่องวลี หลานภริยาของรมต.ภิงคารไปทานอาหารที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งและได้เจอเจ้าอุรคาที่นั่น เจ้าอุรคาแนะนำให้ภุชคินทร์รู้จักกับเพื่อนชายที่มาด้วยกันที่ชื่อ ยมนา ซึ่งภุชคินทร์รู้สึกว่าชายเงียบขรึมคนนี้มีลักษณะบางอย่างที่ชวนให้นึกถึงความตาย

          ฟีบี้ซึ่งเรียนและเติบโตที่เมืองนอกจนมีนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง เธออาศัยความเป็นญาติห่าง ๆ ยึดเอาภุชคินทร์เป็นคู่ควง ฟีบี้หลงไปว่าความอ่อนโยนของภุชคินทร์ที่มีให้กับเธอคือความรัก เธอมั่นใจสุด ๆ ว่าตำแหน่งคุณผู้หญิงของวังนาเคนทร์จะตกเป็นของเธออย่างแน่นอน แต่พอได้เจอกับเจ้าอุรคา ความมั่นใจของฟีบี้เริ่มสั่นคลอนทันที เพราะเธอสังเกตว่าภุชคินทร์ให้ความสนใจกับเจ้าอุรคามากกว่าหญิงสาวทั่วไป ฟีบี้จึงแสดงอาการไม่ชอบเจ้าอุรคาออกหน้าออกตา

          หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ภุชคินทร์และฟีบี้เดินออกจากร้านอาหารไปยังไม่ทันถึงรถ ก็มีคนบ้าถืออาวุธสงครามเข้าไปบุกยิง เสี่ยปิง และสมุนตายคาที่ เมื่อได้ยินเสียงปืนภุชคินทร์รู้สึกเป็นห่วงเจ้าอุรคาจึงย้อนกลับเข้าไปดู แต่กลับพบว่าเจ้าอุรคาออกมาจากภัตตาคาร ไม่มีความหวาดกลัวหรือตกใจใด ๆ ส่วนยมนาเพื่อนของเจ้าอุรคาหายตัวไปเสียแล้ว

          วันรุ่งขึ้นข่าวเสี่ยปิงเจ้าของร้านอาหารหรูที่รู้กันว่าประกอบอาชีพไม่สุจริตและสมุนโดนยิงถล่มตายคาที่ดังไปทั่ว ตำรวจสรุปว่าเป็นการฆ่าเนื่องจากการขัดผลประโยชน์ทางธุรกิจ ที่สำคัญเสี่ยปิงที่ตายนั้นมีความเกี่ยวพันโยงใยกับรมต.สุบรรณ เพราะเสี่ยปิงเป็นหนึ่งในลูกน้องคนสำคัญของนายอำนาจซึ่งดูแลธุรกิจทั้งถูกและผิดกฎหมายของรมต.สุบรรณ สงสัยว่าการฆาตกรรมครั้งนี้เป็นฝีมือของเสี่ยทรงยศ ซึ่งเป็นอดีตคู่แข่งทางการค้าคนสำคัญของรมต.สุบรรณ ที่ถูกกลั่นแกล้งจนธุรกิจล้มละลาย ในขณะที่ร.ต.อ.ไพศิษฐ์ตั้งข้อสงสัยว่าเจ้าอุรคาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเสี่ยปิง เพราะเจ้าอุรคาและเพื่อนชายนั่งติดกับโต๊ะที่เกิดเหตุ แต่กลับไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ อีกทั้งยมนาเพื่อนชายที่ไปด้วยกันก็หายไปจากที่เกิดเหตุอย่างไร้ร่องรอย

          วันหนึ่งผู้กองไพศิษฐ์ไปหาเจ้าอุรคาที่บ้าน เพื่อซักถามเกี่ยวกับเหตุการณ์วันเกิดเหตุ แต่เจ้าอุรคาปฏิเสธบอกว่าเธอไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ขณะที่ผู้กองไพศิษฐ์ขับรถกลับจากบ้านของเจ้าอุรคาถึงสี่แยกเขาพบว่ามีอุบัติเหตุ สัญชาตญาณของตำรวจ ผู้กองไพศิษฐ์รีบจอดรถและตรงเข้าไปช่วยเหลือ ข้าง ๆ ที่เกิดเหตุนั้นไพศิษฐ์พบเจ้าอุรคากับยมนายืนดูอยู่ เจ้าอุรคาบอกไพศิษฐ์ว่าชายผู้ตายเป็นนายแพทย์ใหญ่ที่มีฉากหน้าเป็นคนใจบุญชอบบริจาคเงินหลายล้านเข้าการกุศล แต่เบื้องหลังนั้นเป็นใจบาปหยาบช้าค้าแม้กระทั่งอวัยวะมนุษย์ ไพศิษฐ์งุนงงว่าเจ้าอุรคารู้ได้อย่างไรว่าผู้ตายเป็นคนอย่างนั้น ก่อนจะซักถามเจ้าอุรคาและยมนาก็หายไปเสียแล้ว

           หลังจากคืนนั้นผู้กองไพศิษฐ์เก็บเอาข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับเจ้าอุรคาและยมนามาขบคิด เขาไม่สามารถนำเรื่องที่พบเจอไปเล่าให้ใครฟังได้เลยนอกจากภุชคินทร์ เพราะข้อสงสัยของเขายืนยันไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่ว่า ที่ไหนมีคนตายจะต้องเจอยมนาที่นั่นทุกครั้งไป!

          เจ้าอุรคาเคยพูดล้อเล่นบอกภุชคินทร์และผู้กองไพศิษฐ์ว่า เธอสามารถเป็นได้หลายอย่างทั้งหมอดู ทั้งนักเล่นกล ทั้งนักสะกดจิต แต่ความลับของเจ้าอุรคาที่ไม่มีใครรู้เลยนั่นคือร่างเนรมิตของ อุรคาเทวี นางพญานาคีผู้เป็นธิดาครองโภควดีนครใต้บาดาล เธอจึงมีอิทธิฤทธิ์เหนือมนุษย์ทั่วไป ส่วนยมนาที่เจ้าอุรคาบอกว่าเป็นเพื่อนสนิทของเธอนั้น คือ ยมทูตหรือทูตแห่งความตายมารอรับวิญญาณเพื่อนำไปยังปรโลกเพื่อฟังคำพิพากษาว่าประกอบกรรมดีกรรมชั่วอะไรบ้าง ยามมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์! เจ้าอุรคาเองก็ขึ้นมาเยือนโลกมนุษย์เพราะมีภารกิจความรัก ความแค้นในอดีตฝังลึกอยู่ในหัวใจที่รอคอยการสะสาง

          เมื่อครั้งหนึ่งที่พญาครุฑที่ชื่อพญาสุบรรณ บุกเข้ามาถึงเมืองโภควดีซึ่งเป็นนครใต้บาดาลและได้จับตัว ภุชเคนทร์ เจ้าชายพญานาคที่เป็นที่สนิทเสน่หากับอุรคาเทวีไปเป็นอาหารต่อหน้าต่อตา เธอตามไปช่วยภุชเคนทร์และเกิดการต่อสู้กับพญาสุบรรณจนเธอได้รับบาดเจ็บสาหัสและกระอักเลือดออกมาเป็นมณีนาคสวาท ส่วนภุชเคนทร์ถึงแก่ความตายอย่างทรมาน ก่อนตายได้สัจจะอธิษฐานไว้ว่าเกิดชาติหน้าชาติใดจะไม่ขอกลับมาเกิดเป็นพญานาคอีก เจ้าอุรคาโกรธแค้นพญาสุบรรณมากจนปฏิญาณกับตนเองว่าจะตามจองเวรพญาสุบรรณ เจ้าอุรคาเฝ้ารอคอยจนพญาครุฑเวียนว่ายตายเกิดวัฎสงสาร จนภพนี้มาเกิดบนโลกมนุษย์เป็นบุรุษผู้มีบุญวาสนามีอำนาจใหญ่โตด้วยบุญบารมีจากชาติในอดีตซึ่งก็คือรมต.สุบรรณ!

          ด้วยความที่เป็นกัลยาณมิตร ยมนารู้ว่าเจ้าอุรคาเต็มไปด้วยความแค้นต้องการจองเวรรมต.สุบรรณ ยมนาจึงคอยขัดขวางไม่ให้เจ้าอุรคาทำการสิ่งใดที่ขัดต่อกฎแห่งกรรม เพราะเวลาของรมต.สุบรรณบนโลกมนุษย์ยังไม่หมด บุญเก่าที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนทำให้เจ้าอุรคาไม่สามารถทำอันตรายต่อสุบรรณได้เลย ส่วนพญานาคภุชเคนทร์ที่ถูกพญาสุบรรณทำร้ายจนตาย ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ที่มีชาติกำเนิดสูงส่งก็คือ ม.ร.ว.ภุชคินทร์ นาเคนทร์ นั่นเอง!

          เจ้าอุรคาบอกกับยมนาว่า เธอยังคงมีความรักมั่นคงให้กับภุชคินทร์ไม่เสื่อมคลาย หากแต่ว่าชาติภพนี้เป็นอุปสรรคความรักของเธอกับภุชคินทร์ การมาเยือนโลกมนุษย์ของเธอจึงเพียงต้องการให้ภุชคินทร์รำลึกได้ว่าภพหนึ่งเขาเคยเป็นพญานาคภุชเคนทร์ที่ได้ตั้งสัจจะอธิษฐานที่จะไม่ขอเกิดเป็นพญานาคอีก เจ้าอุรคาต้องการเพียงให้ภุชคินทร์ถอนคำสัตย์นั้นเพื่อว่าสักวันหนึ่งทั้งสองจะได้ครองคู่กันในภพภูมิเดียวกันอีกครั้ง

          เจ้าอุรคาคอยเป็นห่วงเป็นใยในทุกเรื่องของคุณชายภุชคินทร์ มีคนเห็นร่องรอยของพญานาคแถวกำแพงรั้ววังนาเคนทร์จนกลายเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ใหญ่โต หรือมีคนเห็นงูใหญ่ว่ายอยู่ในคลองใกล้วัดแถววังนาเคนทร์ หญิงสาวคนใดที่เข้ามาในชีวิตของภุชคินทร์ไม่ว่าจะเป็น ฟีบี้ หรือ พนอฤดี เพื่อนรุ่นพี่ของ นารีวรรณ ซึ่งเป็นน้องสาวบุญธรรมของภุชคินทร์ ต่างก็โดนเจ้าอุรคากลั่นแกล้งให้เห็นภาพหลอนจนแทบเสียสติไปทุกคน ครั้งหนึ่งเจ้าอุรคามอบแหวนที่มีหัวเป็นพลอยครุฑธิการให้กับภุชคินทร์ใส่ติดตัว ทันทีที่ฟีบี้เห็นแหวนพลอยครุฑธิการ เธออ้อนวอนขอจนภุชคินทร์ยอมใจอ่อนยกให้ ฟีบี้ดีใจมาก รีบนำกลับไปอวดเฟื่องฟ้า ผู้เป็นมารดา สองแม่ลูกดีอกดีใจนึกว่าเป็นแหวนหมั้นหมายจากคุณชายภุชคินทร์ ต่างฝันเฟื่องถึงงานวิวาห์ใหญ่โตแห่งปี หารู้ไม่ว่าความน่าสะพรึงกลัวได้มารออยู่ตรงหน้า

          ในคืนนั้น ฟีบี้เข้านอนไปพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความหวังบนใบหน้า เธอฝันว่าตัวเองไปอยู่ในที่รกร้างว่างเปล่า จู่ ๆ ก็มีร่างพญานาคใหญ่โตน่าหวาดกลัวเลื้อยไล่เธอพร้อมแยกเขี้ยวยาวเตรียมทำร้าย ฟีบี้วิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานไปจนในที่สุดพญานาคก็ตามทัน พญานาคก้มลงมาจนใกล้ใบหน้าฟีบี้ น้ำลายของพญานาคหยดออกมาจากเขี้ยวยาวและกลายเป็นพลอยใสสีเขียวอ่อนเหมือนแหวนพลอยที่เธอเพิ่งได้จากภุชคินทร์ไม่มีผิด เมื่อฟีบี้ตื่นจากความฝันอันสยดสยอง เธอกรีดร้องโวยวายอาละวาดราวกับเสียสติ เฟื่องฟ้าซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับผู้การนรินทร์ บิดาของนาถสุดา แฟนสาวของผู้กองไพศิษฐ์ซึ่งเป็นผู้สนใจธรรมะและปฏิบัติธรรมจนมีญาณระดับหนึ่ง ได้นั่งสมาธิและรู้ว่าแหวนนั้นมีอาถรรพ์ติดมาจึงรีบให้เฟื่องฟ้านำแหวนไปคืนให้กับภุชคินทร์ทันที หลังจากวันนั้นฟีบี้แทบจะกลายเป็นคนเสียสติ เห็นภาพหลอนคนศีรษะเป็นงูอยู่เรื่อยจนเข้ารักษาที่โรงพยาบาลอยู่นานนับเดือน ยิ่งวันไหนที่ภุชคินทร์เดินทางไปเยี่ยม ฟีบี้ที่อาการดีขึ้นแล้วจะเกิดเห็นภาพหลอนขึ้นมาอีกครั้งจนอาการกลับแย่ลงไปอีก

          ในงานราตรีเมตตามหากุศล ซึ่งมีหม่อมภาณีเป็นโต้โผใหญ่ เจ้าอุรคารับอาสาจัดการแสดงโชว์บนเวทีทั้งหมด ทุกคนในงานต่างตะลึงงันกับการแสดงโชว์หุ่นพญานาคที่เคลื่อนไหวได้ราวกับของจริง พร้อมกับการเต้นที่อ่อนพลิ้วราวกับงูจริงของนักแสดงที่ไม่มีใครเห็นว่าเข้ามาในงานตอนไหนและเมื่อแสดงเสร็จก็หายตัวไปอย่างลึกลับ จากนั้นเจ้าอุรคาได้ขึ้นไปแสดงมายากลบนเวทีโดยเชิญภุชคินทร์ขึ้นมาเป็นผู้ช่วยโดยมีภาพมัลติวิชชั่นสวยงามบรรยายให้เห็นถึงเมือง ๆ หนึ่งชื่อ โภควดี จากนั้นก็เห็นงูใหญ่ (พญานาค) ตัวหนึ่งกำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนานก่อนโดนนกยักษ์ (พญาครุฑ) ตรงเข้าทำร้าย ถึงฉากนั้นภุชคินทร์เกิดความรู้สึกประหลาดคือเจ็บปวดแปลบไปทั้งตัวจนแทบจะทนไม่ได้ ในที่สุดภาพมัลติวิชชั่นก็จบลงท่ามกลางความตะลึงพรึงเพริศของทุกคนว่ามันเหมือนจริงมากเสียจนเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง คนดูปรบมือสนั่นหวั่นไหว ยังไม่ทันสิ้นเสียงปรบมือ….เจ้าอุรคาก็ยิงธนูใส่ ชรายุ สาวใช้คนสนิทและลูกธนูได้กลายเป็นงูยักษ์มีชีวิตพุ่งเข้ารัดร่างของชรายุจนนอนแน่นิ่งไป แต่เมื่อเจ้าอุรคาใช้พัดขนนกโบกเบาๆ งูยักษ์ก็หายวับไปกับตา ชรายุก็ลุกขึ้นมาได้ดังเดิม เรียกเสียงปรบมือกึกก้องจากแขกทุกคนในงาน

          ขณะที่ยืนดูการแสดงอย่างใกล้ชิดในฐานะผู้ช่วยนักมายากลของเจ้าอุรคา ภุชคินทร์รู้สึกทึ่งมาก เพราะมายากลของเจ้าอุรคานั้นแนบเนียนมากจนจับผิดอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะโชว์ชุดสุดท้ายที่เจ้าอุรคาเล่นนอกบทด้วยการเสกเชือกให้กลายเป็นงูแล้วขว้างลงไปที่รมต.สุบรรณที่นั่งอยู่ด้านล่างทันที! ทุกคนในงานหวีดร้องด้วยความตกใจ แต่รมต.สุบรรณเป็นคนเดียวที่นิ่งเยือกเย็นไม่มีอาการสะทกสะท้าน เขาคว้าหมับเข้าที่กลางตัวงูเมื่อพลิกมาดูก็พบว่าเป็นงูยาง ไม่ใช่งูมีชีวิตอย่างที่เห็นบนเวที บรรดาลิ่วล้อต่างโกรธที่เจ้าอุรคาเล่นแรง แต่ตรงกันข้ามสุบรรณกลับรู้สึกสนุกสนานไปกับการแสดงของเจ้าอุรคาเป็นอย่างมาก

          ในคืนนั้น รมต.สุบรรณชวนเจ้าอุรคาไปที่บ้าน อ้างว่ามีเครื่องเพชรเก่าแก่จะขายให้เจ้าอุรคา ขณะที่เดินออกจากงานเลี้ยง มีชายลึกลับบุกเข้ามายิงรมต.สุบรรณอย่างอุกอาจ โชคดีที่ อากร มือปืนคุ้มกันรีบพาตัวเองเข้ามาบังเจ้านายไว้ได้ทัน นายสุบรรณจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่อากรได้รับบาดเจ็บหนัก เจ้าอุรคาขัดอกขัดใจมากที่ทำร้ายนายสุบรรณไม่สำเร็จ ยมนาปรากฏตัวขึ้นมาต่อว่าเจ้าอุรคาที่กระทำการรุนแรงฝ่าฝืนกฎแห่งกรรม เจ้าอุรคาจึงรู้ว่าที่สุบรรณไม่เป็นอะไรก็เพราะยมนาขัดขวางไว้นั่นเอง ขณะที่เจ้าอุรคากับยมนายืนถกเถียงกัน คนอื่น ๆ ไม่มีใครเห็นยมนา แต่อากรซึ่งกำลังบาดเจ็บสาหัสจนใกล้ตายกลับมองเห็นยมนาจึงร้องขอชีวิตด้วยความกลัว ซึ่งหลังจากนายอากรรอดชีวิตออกจากโรงพยาบาล เขากลับใจละทิ้งอาชีพมือปืนแล้วตัดสินใจบวชตลอดชีวิตเพื่อไถ่บาปกรรมที่ก่อมาตลอดชีวิต เจ้าอุรคามีศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ดั่งเช่นพญานาคพระญาติในสมัยพุทธกาลที่เคยขอบวชกับพระพุทธเจ้าซึ่งแม้ไม่ได้รับอนุญาตแต่ก็มีจิตศรัทธาคอยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเรื่อยมา เมื่ออากรมือปืนของนายอำนาจมาบวชที่วัดใกล้บ้าน เจ้าอุรคาจึงถือโอกาสตามไปทำบุญกับพระอากรที่วัดเป็นประจำ จึงมีโอกาสได้พบกับผู้การนรินทร์และเฟื่องฟ้าซึ่งมาทำบุญสะเดาะเคราะห์ให้ฟีบี้ที่ยังป่วยอยู่ในโรงพยาบาล

          เจ้าอุรคาบอกเฟื่องฟ้าให้เลิกหวังในสิ่งสูงค่าเกินเอื้อมแล้วฟีบี้จะหายจากอาการป่วยและได้พบกับเนื้อคู่แท้ครองรักมีความสุขตลอดชีวิต ผู้การนรินทร์ซึ่งมีความสามารถพิเศษมองเห็นร่างจริงของเจ้าอุรคา รีบแสดงความเคารพสูงสุด เจ้าอุรคากำชับผู้การว่าอย่าได้บอกความลับนั้นกับใครเด็ดขาด พอ.นรินทร์เป็นทหารเกษียณราชการที่ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ปฏิบัติธรรม นั่งวิปัสนากรรมฐานจนสามารถนั่งทางในเห็นอะไรที่คนทั่วไปมองไม่เห็น เขาเป็นพี่ชายของคุณหญิงนันทกาภริยาของรมต.สุบรรณ ซึ่งรมต.สุบรรณพยายามเชื้อเชิญผู้การมาเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวหลายครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธจากผู้การทุกครั้งไป ยิ่งหลังจากคุณหญิงของรมต.สุบรรณเสียชีวิต ผู้การนรินทร์ซึ่งมีนิสัยรักสันโดษและสมถะก็ยิ่งเหินห่างจากน้องเขย แต่รมต.สุบรรณยังคงตามตื้อผู้การผ่านทางนาถสุดาเสมอ

          วันหนึ่งผู้การนรินทร์นั่งทางในและเห็นลางบอกเหตุภิบัติภัยร้ายที่จะมาถึงตัวรมต.สุบรรณ ผู้การจึงรีบมาเตือนให้อดีตน้องเขยระวังตัวและหมั่นทำบุญสร้างกุศลเพื่อให้กรรมหนักผ่อนเป็นเบา แต่รมต.สุบรรณไม่สนใจ ยังคงก่อกรรมขยายอำนาจของตัวและกอบโกยทรัพย์สมบัติด้วยความโลภอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นายอำนาจเชื่อว่าเหตุการณ์ร้าย ๆ รวมกับที่อากรสมุนมือขวาคนสำคัญของเขาหนีไปบวชนั้นเป็นฝีมือของเจ้าอุรคา นายอำนาจส่งลูกสมุน ปัญญา และสมศักดิ์ ไปทำร้ายเจ้าอุรคาถึงบ้าน

          ปัญญาใช้วิชาอาคมที่ร่ำเรียนมาจากทางเหนือเข้าต่อกรกับเจ้าอุรคา แต่คนธรรมดาฤาจะสู้พญานาคีอันมีฤทธิ์แก่กล้าได้ ปัญญาสิ้นชีวิตภายใต้คมเขี้ยวพญานาคของชรายุ ส่วนสมศักดิ์นั้นเจ้าอุรคาส่งกลับไปเตือนนายอำนาจว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร??? สมศักดิ์ในสภาพไร้สติเหนี่ยวไกปืนใส่นายอำนาจก่อนจะปลิดชีพตัวเอง โชคยังดีที่นายอำนาจยังไม่ถึงที่ตาย เขาจึงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นต่อเจ้าอุรคา พร้อมทั้งประกาศว่าจะต้องเอาชีวิตสตรีผู้นี้ให้จงได้ นายอำนาจสบโอกาสเหมาะเมื่อเจ้าอุรคาเชิญรมต.สุบรรณไปรับประทานอาหารที่บ้าน เขาวางแผนร้ายจะลอบวางระเบิดบ้านของเจ้าอุรคา ระเบิดจะทำงานทันทีที่รมต.สุบรรณและนายอำนาจพ้นไปจากบ้านเจ้าอุรคา แต่เขากลับไม่รู้ว่าวันนั้นคือวันสุดท้ายที่เขาจะมีโอกาสทำชั่วต่อไปบนโลก!!

          เจ้าอุรคาต้อนรับรมต.สุบรรณด้วยอาหารเลิศรสตกแต่งอย่างสวยสดงดงาม จนรมต.สุบรรณลิ้มลองแล้วต้องชมไม่ขาดปาก โดยเฉพาะเมนูพิเศษอย่างงูเห่าผัดเผ็ดนั้น รมต.สุบรรณกินอย่างเอร็ดอร่อยในขณะที่นายอำนาจกลับเห็นเป็นภาพงูเห่ามีชีวิตเลื้อยอยู่บนจาน นายอำนาจร้องตกใจและรีบขอตัวออกไปข้างนอกเพื่อสงบสติอารมณ์ แต่สายตาของเขากลับยิ่งพบภาพน่ากลัวมากขึ้น นายอำนาจเห็นภาพอสุรกายร่างกายอัปลักษณ์มีศีรษะเป็นงูเข้ามารุมทำร้ายจนนายอำนาจหัวใจวายตายในสวนของบ้านเจ้าอุรคานั่นเอง

          เจ้าอุรคาฉายสไลด์ชุดพิเศษที่รมต.สุบรรณชมแล้วเกิดอาการเคลิ้มกึ่งฝันเห็นดินแดนโภควดีและในขณะที่เจ้าอุรคากำลังจะย้อนให้เห็นถึงเหตุการณ์นองเลือดในอดีต ยมนาซึ่งมารับวิญญาณของนายอำนาจได้เข้ามาขัดจังหวะขัดขวางการกระทำของเจ้าอุรคาไว้ได้ทันพอดี ทำให้เจ้าอุรคาโกรธยมนาเป็นอันมาก แต่ยมนาได้ตักเตือนด้วยสุรเสียงเกรี้ยวกราดของอำนาจแห่งยมทูต สั่งมิให้เจ้าอุรคาทำร้ายรมต.สุบรรณอีกต่อไปมิฉะนั้นเขาจะลงโทษเจ้าอุรคา เจ้าอุรคาหวาดกลัวจึงรับปากว่าจะไม่ทำอันตรายต่อชีวิตนายสุบรรณอีก แต่จะขอรอเวลาให้ได้ชมความย่อยยับของนายสุบรรณแล้วจะยอมกลับนครใต้บาดาลแต่โดยดี

          เจ้าอุรคาพยายามรื้อฟื้นความทรงจำของภุชคินทร์ด้วยหลายวิธีการ แต่ภุชคินทร์ได้ลืมชาติในอดีตไปจนหมดสิ้นจนเจ้าอุรคาทดท้อใจ ภุชคินทร์รู้สึกว่าเจ้าอุรคามักจะพูดจาแปลก ๆ และกำกวม มีหลายครั้งที่เธอพยายามพูดถึงอดีตที่เขาไม่เข้าใจและจำไม่ได้ ต่อเมื่อเขาได้เจอกับ ดร.วิชัยสิงห์ นักเทววิทยาชาวอินเดียแห่งมหาวิทยาลัยพาราณสี ที่เดินทางมาเพราะได้ข่าวว่ามีคนเห็นพลอยนาคสวาทที่เมืองไทย ดร.วิชัยสิงห์ตามหาพลอยนาคสวาทเพราะเชื่อเรื่องตำนานของพญานาคและเขากำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่

          วันหนึ่งดร.วิชัยสิงห์ได้มีโอกาสรู้จักกับเจ้าอุรคา เจ้าอุรคารับรู้การมาของดร.วิชัยสิงห์จึงเตือนให้ดร.วิชัยสิงห์ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเขียนเรื่องราวของตำนานพญานาคและพลอยนาคสวาทเสีย ดร.วิชัยสิงห์สัญญากับเจ้าอุรคาว่าจะไม่นำไปเรื่องราวไปเขียน ถ้าเขาผิดคำสัญญาขอให้เขาตายอย่างทุกข์ทรมาน ดร.วิชัยสิงห์ก็แค่รับปากส่ง ๆ ไปอย่างงั้นเองเพราะเห็นว่าเจ้าอุรคาดูเอาจริงเอาจัง เขาหวังว่าเมื่อตำราที่เขาค้นคว้าได้ตีพิมพ์มันจะนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศ

          ดร.วิชัยสิงห์ได้สะกดจิตช่วยให้ภุชคินทร์รื้อฟื้นความทรงจำในชาติภพที่เป็นภุชเคนท์เป็นพญานาคได้ นั่นทำให้ดร.วิชัยสิงห์ตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ความเชื่อเรื่องพญานาคของเขามีจริง เพราะความละโมบโลภมาก ดร.วิชัยสิงห์หมายมั่นว่าจะเอาเทปที่บันทึกการสะกดจิตและเรื่องการระลึกชาติของภุชคินทร์ไปหาผลประโยชน์โดยลืมคำสัญญาที่ให้กับเจ้าอุรคาไว้เสียสิ้น    เจ้าอุรคาแค้นดร.วิชัยสิงห์ที่จะเอาเรื่องของภุชคินทร์ไปเขียนหนังสือจึงส่ง อหิเหร รูปสลักงูบนแผ่นศิลาให้ดร.วิชัยสิงห์ คืนวันนั้นดร.วิชัยสิงห์ถูกฆาตกรรมอย่างลึกลับ

          เมื่อภุชคินทร์รู้ว่าตัวเองเป็นพญานาคภุชเคนทร์ คนรักเก่าของเจ้าอุรคาในภพภูมิเดิมและก็ได้รู้อีกว่าแม้กาลเวลาจะผ่านมากี่ภพกี่ชาติความรักที่เจ้าอุรคามีต่อเขามิได้ลดน้อยลงเลย อีกทั้งยังเข้าใจสาเหตุของการตามล้างแค้นของเจ้าอุรคา เขาจึงรีบไปหาเจ้าอุรคาเพื่อบอกว่าเขาขอโทษที่ก่อนหน้าลืมเรื่องราวต่าง ๆ จนหมดสิ้น เขาขอให้เจ้าอุรคาอโหสิกรรมให้รมต.สุบรรณและกลับไปยังนครใต้บาดาล เพราะเขาไม่ต้องการเห็นคนที่เขารักต้องก่อกรรมทำเข็ญให้หนี้กรรมติดตามไปอีกกี่ชาติกี่ภพ!

          รมต.สุบรรณเห็นว่าเจ้าอุรคาสนิทสนมใกล้ชิดกับคุณชายภุชคินทร์มาก จนเกิดเป็น ความหึงหวง เขาสั่งให้ สุรินทร์ ซึ่งเป็นมือปืนคนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ไปจัดการกำจัดเสี้ยนหนามหัวใจของเขาเสีย สุรินทร์จับตัวภุชคินทร์ไปขังไว้เตรียมสังหาร แต่เจ้าอุรคาซึ่งรับรู้ได้เธอจึงบอกให้ไพศิษฐ์ตามไปช่วยภุชคินทร์ไว้ได้ทันเวลา สุรินทร์ซึ่งหนีรอดกลับมารายงานความล้มเหลวต่อรมต.สุบรรณ รมต.สุบรรณปลิดชีวิตสุรินทร์อย่างเลือดเย็น ภุชคินทร์และไพศิษฐ์ติดตามสุรินทร์มาถึงบ้านรมต.สุบรรณ เขาประหลาดใจมากที่ผู้คนหายไปจากบ้านรมต.สุบรรณจนหมดสิ้น ทั้งสองเดินเข้าไปในบ้านที่เคยมีการอารักขาสูงสุดได้อย่างง่ายดาย เมื่อเข้าไปถึงในบ้าน เขาทั้งสองพบกับหมอกควันสีเขียวลอยละล่องทั่วไปหมดจนแทบมองไม่เห็นทาง ภุชคินทร์ได้ยินเสียงกราดเกรี้ยวของเจ้าอุรคาจึงเดินตามเสียงไปจนถึงห้องหนึ่งที่มีประตูเปิดออกไปเป็นสถานที่ ๆ ทั้งเขาและไพศิษฐ์ไม่คาดคิดว่าจะมาอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ เพราะเมื่อเปิดประตูออกไป…เขาพบว่ากำลังยืนอยู่ในถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยสวยงาม แสงภายในถ้ำมืดสลัวมีเพียงแสงสว่างอยู่ตรงกลางถ้ำ และตรงกลางนั้น รมต.สุบรรณถูกพันธนาการตัวไว้อย่างแน่นหนา ไพศิษฐ์แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เมื่อเห็นว่าเจ้าอุรคานั้นได้กลับไปอยู่ในร่างของอุรคาเทวี พญานาคีผู้มีร่างท่อนบนเป็นมนุษย์และท่อนล่างเป็นหางพญานาคขดเป็นบัลลังก์สูง กำลังโกธรเกรี้ยวที่รมต.สุบรรณลงมือทำร้ายชายอันเป็นที่รักของเธอเป็นครั้งที่สอง

          เจ้าอุรคาย้อนภาพให้ทั้งภุชคินทร์ รมต.สุบรรณและไพศิษฐ์ได้เห็นเรื่องราวในอดีตชาติที่พญาสุบรรณทำร้ายเจ้าชายภุชเคนทร์จนเสียชีวิตและทำร้ายเจ้าอุรคาบาดเจ็บสาหัสจนถึงกับกระอักเลือดออกมาเป็น มณีนาคสวาท เมื่อรมต.สุบรรณเห็นอดีตชาติของตัวเองก็ไม่ได้แสดงอาการหวาดหวั่นต่อวิบากกรรมที่กำลังจะได้รับ เขารู้สึกผิดที่ได้ก่อกรรมทำเข็ญกับภุชเคนทร์และอุรคา โดยขอขมาและขออโหสิกรรมต่อภุชคินทร์และเจ้าอุรคาเพื่อให้ความแค้นจบลงที่ชาตินี้ ทีแรกเจ้าอุรคาไม่ยอมแต่ยมนาปรากฎตัว เตือนสติเจ้าอุรคาให้หยุดวงล้อของกรรมเสีย จนเจ้าอุรคายอมให้อภัยและอโหสิกรรมให้กับรมต.สุบรรณในที่สุด รวมทั้งภุชคินทร์ด้วยเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

          ขณะเดียวกันบุญเก่าที่สะสมมาของรมต.สุบรรณก็หมดลง กงกรรมที่รมต.สุบรรณได้ทำไว้ได้ย้อนกลับมาหาเขาเหมือนรอยเกวียน เสี่ยทรงยศที่ขณะนี้ไม่ต่างกับหมาจนตรอกได้บุกเข้ามาในบ้านแล้วเอาปืนกระหน่ำยิงรมต.สุบรรณจนบาดเจ็บสาหัสถูกนำตัวส่งยังโรงพยาบาล หมอได้ทำการช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถแต่ในที่สุดก็ไม่อาจหยุดยื้อชีวิตของรมต.สุบรรณไว้ได้ ก่อนตายวิญญาณละจากร่างรมต.สุบรรณเห็นยมนามายืนรอรับเขาอยู่ หลังจากรมต.สุบรรณได้ตายลง ก็ไม่มีใครได้พบเห็นเจ้าอุรคาอีกเลย

          ภุชคินทร์อยู่ในอาการเศร้าซึมเมื่อต้องจากพรากหญิงอันเป็นที่รักไปตลอดกาล เหลือเพียงมณีนาคสวาทที่เป็นตัวแทนแห่งความรักระหว่างเขากับเจ้าอุรคา จนวันหนึ่งเจ้าอุรคาที่ยังคอยติดตามความเป็นอยู่ของภุชคินทร์ด้วยความเป็นห่วงตัดสินใจหนีขึ้นมาบนโลกมนุษย์อีกครั้งเพื่อพบภุชคินทร์เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อบอกให้เขาหมั่นทำบุญสร้างกุศล ตั้งจิตอธิษฐานให้ได้กลับไปเกิดในชาติภพภูมิเดิมอีกครั้ง และเมื่อนั้น เธอและเขาก็จะได้พบและรักกันอีก

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครมณีสวาท

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       เมื่อหลายพันปีก่อน ท้องฟ้าเหนือลำน้ำโขงเป็นสีดำทะมึน แลดูน่ากลัว ฟ้าแลบแปลบปลาบ และร้องครืนๆ ดังกึกก้องกัมปนาทดุจฟ้าถล่มดินทลาย สายน้ำในลำน้ำโขงกระเพื่อมตามแรงลมฝน ยิ่งทำให้บรรยากาศดูน่ากลัวขึ้นไปอีก
      
       ในผืนน้ำยามนั้น มีนาคชายหญิงสองตัวในอาภรณ์สีเขียวแซมน้ำเงินเข้มขลังงดงามวิจิตร กำลังคลอเคลียล้อเล่นลมฝนอย่างสุขสำราญ
       แต่แล้วจู่ๆ ก็มีครุฑตัวหนึ่งโฉบบินลงฉกเข้าตรงที่นาคชายจังๆ มันรวดเร็วจนนาคหญิงไม่อาจช่วยอะไรได้ นาคชายผู้โชคร้ายบิดตัวเร่าๆ อย่างเจ็บปวดเหลือแสน ก่อนจะเห็นเลือดไหลนองแดงฉานเต็มท้องน้ำอย่างน่าสะพรึง นาคหญิงกรีดร้องเสียงดังโหยหวน รวมกับลมฝนที่โหมกระหน่ำพัดผ่านไป
      
       วันเวลาหมุนเวียนผ่านไป
       เช้าวันนี้บรรยากาศแจ่มใส มองเห็นวิวทิวทัศน์สองฝั่งโขงดูเงียบสงบและสวยงาม ภุชคินทร์ขับรถมาตามทางเลียบริมแม่น้ำโขงพร้อมกับภิงคาร รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผู้เป็นน้าชาย ท่าทางสองคนดูอารมณ์ดี ภิงคารเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
       “ริมน้ำโขง มาทีไรก็สบายตา สบายใจเหมือนเดิม ชายชอบมั้ย”
       ชายหนุ่มรูปงามเชื้อพระวงศ์ ภุชคินทร์ หรือ ชาย ที่ภิงคารผู้เป็นน้าเรียกหันมามองผู้ถามแวบหนึ่ง ก่อนจะผินหน้ากลับไปมองทางเบื้องหน้าพร้อมกับตอบออกมา
       “ชอบครับ สวย เงียบสงบดี กลับไป ผมว่าจะชวนคุณแม่มาดูที่แถวนี้อยู่เหมือนกัน”
       ภิงคารรัฐมนตรีมือสะอาดหัวเราะเบาๆ “ขนาดนั้นเชียว”
       ภุชคินทร์ทำหน้าฉงน “ไม่รู้สิครับ...ขนาดเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก ผมกลับรู้สึกคุ้นเคยกับที่นี่อย่างประหลาด เหมือนกับ..ว่าเคยอยู่ที่นี่มาก่อน”
       ภิงคารยิ้มขำๆ ขณะแซว “แปลกดี ไปอยู่เมืองนอกเมืองนาตั้งหลายปี ไม่รู้สึก กลับมารู้สึกคุ้นเคยที่
       ริมน้ำโขง”
       ภุชคินทร์ยิ้มๆ “สงสัยเนื้อคู่ผมจะอยู่แถวนี้มั้งครับคุณน้า”
       “ถ้าใช่จริงๆ...ก็ต้องเรียกว่าบุพเพสันนิวาสแล้วล่ะชาย” ภิงคารสัพยอกผู้เป็นหลาน
       ภุชคินทร์หัวเราะขำ “บุพเพอาละวาดมากกว่าครับ..เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก ที่นี่ยังติดใจผมถึงขนาดนี้ ถ้าได้อยู่นานกว่านี้ จะมีอะไรเกิดขึ้นกับผมอีก”
       สองน้าหลาน ยิ้มให้กันอย่างอารมณ์ดี
       ระหว่างนั้น มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยืนมุงบางอย่างอยู่ข้างทาง ภิงคารแปลกใจ
       “ชาวบ้านมุงดูอะไรกัน”
       “นั่นสิครับ...คุณน้าจะแวะดูหน่อยมั้ยครับ” ภุชคินทร์ว่า
       ภิงคารพยักหน้าเห็นงามด้วย “ก็ดี”
       ภุชคินทร์เบนรถเข้าจอดข้างทางทันที ครู่ต่อมาสองน้าหลานเดินลงจากรถตรงไปยังชาวบ้านกลุ่มนั้น
      
       ภุชคินทร์และภิงคารเดินเข้าไปหากลุ่มคนดังกล่าว เห็นสีหน้าชาวบ้านแต่ละคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เสียงพูดเซ็งแซ่จนแทบจับใจความไม่ได้ มนตรี ช่างภาพและนักข่าวหนึ่งในทีมนักข่าวที่เดินทางมาทำข่าวที่นี่ กำลังกตชัตเตอร์ถ่ายรูปพรึ่บพรั่บ
       สองน้าหลานเดินแหวกคนเข้าไป มนตรีหันมาเห็นภิงคารก็จำได้
       “สวัสดีครับ ท่านภิงคาร”
       นักข่าวอีกคนเห็นภุชคินทร์ก็ยิ้มทักทาย “คุณชาย”
       ภิงคารถามทันที “ดูอะไรกัน”
       “ท่านดูเองดีกว่าครับ” มนตรีพูดเป็นนัย
       สองน้าหลานเดินแหวกผู้คนเข้าไป เห็นร่องรอยตรงพื้นคล้ายกับรอยเท้าของอะไรบางอย่าง เป็นทางลากยาวมาจากแม่น้ำโขงขึ้นมาบนฝั่ง ภุชคินทร์สนใจอย่างประหลาด ราชนิกูลหนุ่มคว้ากล้องขึ้นมาถ่ายรูปเอาไว้ พลางหันมาถามมนตรี
       “รอยเท้าอะไร แปลกจริง”
       “ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นรอยเท้าพญานาคครับ” มนตรีบอก
       สองคนชะงัก อุทานพร้อมกับ “รอยเท้าพญานาค”
       มนตรีเล่าต่อ “ครับ..เขาว่าพญานาคออกมาเล่นน้ำฝน”
       “พญานาคออกมาเล่นน้ำฝน”
       ภุชคินทร์ฉงน เพ่งสายตามองไปที่รอยเท้าประหลาดนั้นอย่างพินิจ เขากลับเห็นว่าเจ้าของรอยเท้านั้นเลื้อยเข้ามาเป็นวงกลม มันเลื้อยเข้ามาอย่างเร็วและพุ่งเข้าใส่ฉกดวงตาของภุชคินทร์อย่างจัง ภุชคินทร์ร้องเสียงหลง
       “โอ๊ย” พร้อมกับซวนเซทำท่าจะล้มลง
       ภิงคารเห็นรีบประคองหลานชายไว้ทัน “ชาย...เป็นอะไรไปชาย ชาย”
       ภุชคินทร์ไม่ได้ตอบ หัวสมองอื้ออึง พยายามตั้งสติหรี่ตาขึ้นมามอง แต่กลับเห็นรอยเท้านั้น
       วนเวียนอยู่ตรงหน้า ลักษณะเหมือนโลกหมุนคว้าง แต่แปลกที่ลายเส้นของรอยเท้านั้นยังคงวนๆ เวียนๆ กันลักษณะคล้ายรูปหน้าของสตรีเพศนางหนึ่ง ภุชคินทร์สะบัดหน้า ไล่ความมึนงง แต่กลับได้ยินเสียงเรียกเบาๆ แต่ดังก้องหู
       “ภุชเคนทร์...ภุชเคนทร์”
       สีหน้าแววตาของภุชคินทร์มึนงงเหมือนควบคุมตัวเองไม่อยู่ ภิงคารเรียก
       “ชาย..ชาย เป็นอะไรหรือเปล่า”
       มนตรีช่วยเรียกด้วย “คุณชายภุชคินทร์ๆ”
       ภุชคินทร์ได้ยินเสียงทุกอย่างพยายามจะหรี่ตาขึ้นมามอง แต่กลับรู้สึกเหมือนมีลมปะทะเข้าที่ใบหน้า
       อย่างแรง ราชนิกูลหนุ่มรูปงามทำท่าเหมือนจะหมดสติ ได้ยินเสียงคนพูดแว่วๆ มา
       “พาไปส่งโรงพยาบาลดีกว่าครับท่าน” ที่แท้เป็นเสียงของมนตรี
       จากนั้นภิงคารและมนตรีช่วยกันประคองภุชคินทร์ตรงไปที่รถทันที ชาวบ้านต่างส่งเสียงถามกันต่อเซ็งแซ่
       “ใครเป็นอะไรเหรอ” คนแรกถาม
       อีกคนตอบ “ผู้ชายคนนั้นเห็นรอยเท้าพญานาคแล้วเป็นลม”
       “สงสัยต้องมนต์พญานาค” ชาวบ้านคนที่สามฟันธงตามความเชื่อ
       ชาวบ้านคนแรกเนื้อเต้น “มนต์พญานาค? โห! รอยเท้าชัดขนาดนี้ให้ลาภกันชัดๆ”
       ชาวบ้านคนที่สามตีเป็นเลขเด็ด “ฉันเห็นเป็นเลข 18”
       ชาวบ้านคนที่สองท้วง “ฉันเห็น 39”
       และจากนั้นอีกหลายเลขเด็ดก็หลุดออกมาเป็นยวง
      
       ชาวบ้านต่างหันไปสนใจเรื่องหวยกันต่อ ไม่มีใครสนใจอาการภุชคินทร์แล้ว



       ภิงคารกับมนตรีช่วยกันประคองภุชคินทร์มาที่รถ ภิงคารถามทาง
      
       “รพ.อยู่ไกลจากที่นี่มั้ย”
       “ไม่ครับ เลี้ยวรถออกไปจากตรงนี้ก็ถึง เดี๋ยวผมจะขับรถนำไป ท่านขับตามแล้วกัน” มนตรีอาสาอย่างมีน้ำใจ
       ภุชคินทร์พยายามบอก “ผมไม่เป็นไร”
       “แต่ท่าทางชายไม่ค่อยดีนะ น้าว่าแวะไปหาหมอหน่อยแล้วกัน” ภิงคารว่า
       “ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ รู้สึกมึนๆเหนื่อยๆ เท่านั้นเอง” ภุชคินทร์ยืนยัน
       ภิงคารยิ้มๆ “ก็น่าจะเหนื่อยอยู่หรอก เมื่อวานเพิ่งกลับจากดูงานฝั่งโน้น” ท่านรัฐมนตรีหมายถึงฝั่งบ้านพี่เมืองน้อง สปก.ลาว “เมื่อคืนกว่างานเลี้ยงจะเลิกก็ดึก แถมน้ายังปลุกซะเช้าอีก เดี๋ยวน้าขับรถกลับเอง”
       ภุชคินทร์ยืนกรานคำเดิม “ไม่เป็นไรครับ ผมไหว”
       ภิงคารเย้าหลานชาย “ชายไหว...แต่น้าน่ะสิจะไม่ไหว ถูกพี่ภาณีดุแน่ ถ้าชายเป็นอะไร” ภิงคารหันมาทางมนตรี “ขอบใจมากนะมนตรี ที่ช่วยเป็นธุระ”
       “ยินดีครับท่าน”
       มนตรียิ้มก่อนจะถอยออกไป ภุชคินทร์ขึ้นไปนั่งบนรถ ภิงคารเข้าไปประจำที่คนขับ จะออกรถไปแล้ว
       ภุชคินทร์หันกลับไปมองยังริมน้ำโขงตรงจุดที่มีคนมุงดูรอยเท้าพญานาค แต่แล้วต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นหญิงสาวคนเดิม ภุชคินทร์ไม่รู้ว่าที่แท้เธอคือ เจ้าอุรคา ปรากฏในสภาพเลือนรางยืนจ้องมองมา ดวงตาของเธอฉายแววอาลัยอาวรณ์เด่นชัด
       ภุชคินทร์ร้องลั่น “เฮ้ย”
       ภิงคารตกใจเบรกรถแทบหน้าทิ่มหันมาถาม “มีอะไรชาย”
       ภุชคินทร์หันกลับไปมองยังร่างของอุรคาอีก แต่ก็ไม่เห็นแล้ว เห็นแต่ชาวบ้านไทยมุงชุดเดิม
       “ไม่มีอะไรครับ”
       “ร้องยังกับเห็นผีงั้นแหละ”
       ภิงคารประหลาดใจใจ ก่อนจะขับรถออกไป ภุชคินทร์หันกลับไปมองภาพตรงนั้นด้วยความสงสัยและสนใจแต่ก็ไม่เห็นเงาของสตรีนางนั้นแต่อย่างใด ราชนิกูลรูปงามนิ่วหน้า เกิดคำถามค้างคาใจ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่
      
       ขณะเดียวกันที่บ้านของพันเอกนรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านสวนบรรยากาศร่มรื่น พันเอกนรินทร์กำลังนั่งสมาธิอยู่ในห้องพระ แลเห็นภาพในนิมิต
       เป็นภาพท้องฟ้ามืดน่ากลัว ลมพัดแรง ฝนตกหนัก ท้องน้ำสั่นสะเทือนน่ากลัวราวกับบ้าคลั่ง ก่อนที่จะมีพญานาคผุดขึ้นมาจากลำน้ำท่าทางพญานาคตัวนั้นเกรี้ยวกราดดุจกำลังโกรธแค้นอะไรสักอย่าง นรินทร์ขมวดคิ้ว เหมือนพยายามจะรับสารที่พญานาคสื่อมา แต่ยังไม่ทันรู้เรื่องใดๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามาขัดเสียก่อน ร่างของพอ.นรินทร์สะดุ้งเฮือก หลุดออกจากนิมิต ลืมตาขึ้น ขณะที่นาถสุดาผู้เป็นบุตรสาวบอกอย่างเกรงใจ
       “ขอโทษค่ะคุณพ่อ พอดีนาถหาคุณพ่อไม่เจอ ไม่คิดว่าคุณพ่อจะนั่งสมาธิตอนนี้”
       “พ่อรู้สึกยังไงไม่รู้ แปลกๆ เลยอยากนั่งนิ่งๆ หน่อย” นรินทร์ว่า
       “แต่ดูเหมือนตะกี้ ในนิมิตคุณพ่อจะ...เจออะไร” นาถสุดาสงสัย
       “พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าสิ่งที่เห็น หมายถึงอะไร? พ่อแค่รู้สึก ว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องดี”
       “ไม่ดี? หรือคุณศิษฐ์ พี่สุบรรณ?”
       นาถสุดาตกใจนิดๆ ถึงกับรำพึง ด้วยรู้สึกห่วงไพศิษฐ์แฟนหนุ่มกับสุบรรณ ลูกพี่ลูกน้องขึ้นมาทันที
      
       สุบรรณนักการเมืองมาแรง และส.ส. สมัยนี้เดินออกมาจากห้องประชุมในที่ทำการพรรค นักข่าวกรูกันเข้ามาหาเยอะแยะ มากมาย แสดงให้เห็นว่าสุบรรณเป็นหนุ่มที่คนให้ความสนใจกันมาก
       “จริงหรือเปล่าคะที่ท่านสุบรรณแอบไปเดทกับน้องมิลกี้ นางแบบหน้าใหม่ที่กำลังมาแรงน่ะค่ะ” นักข่าวคนหนึ่งถาม
       สุบรรณเยื้อนยิ้มอย่างใจเย็น “ถามผมเกี่ยวกับนโยบายทางเศรษฐกิจดีกว่านะครับ”
       นักข่าวอีกคนซักเรื่องเดียวกัน “แต่ตอนนี้ ข่าวดังมากเลยนะคะ ว่าท่านกับน้องมิลกี้กิ๊กกั๊กกัน”
       สุบรรณหัวเราะ เสตอบไปเรื่องอื่น “เศรษฐกิจตอนนี้ถือว่ากำลังดีเลยครับ ยิ่งถ้ามีการกระจาย
       รายได้ไปไปทางส่วนภูมิภาคตามที่เราวางนโยบายเอาไว้ ผมว่าเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ยิ่งจะดีกว่านี้แน่นอน”
       สุบรรณตอบพร้อมรอยยิ้มแล้วเดินเลี่ยงออกไป พร้อมด้วยอำนาจ ซึ่งเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัว และคนอื่นๆ ที่เดินตามหลัง นักข่าววิ่งตามถามต่อ
       “เดี๋ยวก่อนสิคะท่าน...ตอบคำถามก่อน”
       สุบรรณยิ้มอารมณ์ดี อำนาจบอดี้การ์ดกันออก
       “ขอโทษครับ ท่านมีประชุมต่อ”       
       อำนาจพาสุบรรณเดินออกไป นักข่าวบ่นอุบ
       “ไม่ได้ข่าวเลย ท่านสุบรรณเอาแต่ยิ้มแล้วก็เลี่ยงอย่างนี้ทุกที”
       “ท่านถึงได้สมญานามไง ว่าเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ เพราะอารมณ์ดี ไม่เคยหงุดหงิดกับใครซักคน”
       กลุ่มนักข่าวมองตามสุบรรณในอาการปลื้มๆ
      
       ไม่นานต่อมา ตรงมายังลานจอดรถด้านนอก ทันทีที่อยู่กันตามลำพัง รอยยิ้มของสุบรรณก็หุบลง กิริยาของนักการเมืองอารมณ์ดี เปลี่ยนเป็นดุดันราวกับเป็นคนละคนกัน สุบรรณถามเสียงแข็ง
       “อำนาจ เรื่องที่ให้ไปตาม ตกลงเป็นยังไง”
       อำนาจหน้าเคร่งดุดันไม่แพ้สุบรรณขณะตอบ
       “เรียบร้อยครับนาย อาทิตย์หน้าคุ้มเหนือ...” อำนาจระบุชื่อซุ้มมือปืน “จะส่งคนมาหานาย”
       สุบรรณไม่ทันตอบ เสียงมือถือดัง สุบรรณรับ น้ำเสียงเปลี่ยนไปเป็นอ่อนโยนเหมือนเดิม
       “มีอะไรจ๊ะนาถ”
       นาถสุดาโทร.จากบ้านพันเอกนรินทร์ พูดแบบกลัวๆ กล้าๆ
       “เอ่อ..พี่สุบรรณกับคุณศิษฐ์อยู่ที่ไหน ทำอะไรกันอยู่หรือคะ”
       “พี่มาประชุมที่ทำงาน เลยไม่ได้ให้ผู้กองไพศิษฐ์มาด้วย มีอะไรหรือเปล่า”
       “เปล่าค่ะ”
       “งั้นแค่นี้ก่อนนะ พี่ต้องทำงาน”
       “ค่ะๆ”
       สุบรรณวางสาย หันมาบอกอำนาจเสียงเข้ม “ฉันอยากให้มันเร็วกว่านี้ แกรีบจัดการตามมันมาด่วน”
       “ครับนาย”
       อำนาจเปิดประตูรถให้ สุบรรณก้าวขึ้นไปนั่ง รถของอำนาจเคลื่อนตัวออกไป ขณะที่นาถสุดาวางสายทันทีพึมพำกับตัวเอง
       “หวังว่าคุณศิษฐ์อย่าเป็นอะไรนะ”
      
       นาถสุดาร้อนใจกดสายโทร.หาผู้กองไพศิษฐ์ทันที



       มือของผู้ชายคนหนึ่ง เหนี่ยวไกปืน ท่าทางคร่ำเคร่งจริงจัง ที่แท้เป็นผู้กองไพศิษฐ์ ซึ่งกำลังฝึกซ้อมยิงปืนอยู่ที่สนามยิงปืน ไพศิษฐ์ยิงเปรี้ยง เห็นกระสุนเข้าเป้าจุดสำคัญเป๊ะๆ ฝีมือแม่นมาก
      
       ไพศิษฐ์มองเป้ายิ้มพอใจ วางปืนลง เดินออกมา เสียงมือถือดัง ไพศิษฐ์รับ
       “ว่าไงจ๊ะนาถ”
       นาถสุดาได้ยินเสียงปืนดังลั่น ถามเร็วปรื๋อ
       “คุณศิษฐ์ทำอะไร?อยู่ที่ไหนคะ”
       “ผมฝึกยิงปืน อยู่ที่สนาม”
       นาถสุดาถอนหายใจอย่างโล่งอก ไพศิษฐ์ได้ยินเสียงถอนหายใจก็แปลกใจถาม
       “มีอะไรหรือจ้ะนาถ”
       “ก็คุณพ่อน่ะสิคะ...เห็นนิมิตไม่ค่อยดี นาถเลยเป็นห่วง กลัวว่าคุณศิษฐ์จะเป็นอะไร??
       ไพศิษฐ์ยิ้มขำ “ตอนนี้ผมไม่เป็นอะไรหรอก แต่ถ้าช่วงใกล้เลือกตั้ง ล่ะไม่แน่”
       “คุณศิษฐ์ชอบพูดอย่างนี้ทุกที” นาถสุดาพูดประชด “มันสะเทือนถึงพี่สุบรรณของนาถนะคะ”
       “ก็นาถจะกลัวทำไมล่ะ?? ในเมื่อนาถเคยบอกพี่สุบรรณของนาถเป็นคนดี”
       “พี่สุบรรณเป็นคนดีแน่ค่ะ แต่คนรอบๆ ข้างของเค้านาถไม่รู้”
       “อย่าคิดมากน่า ผมก็แค่พูดเล่น ไม่มีอะไรหรอก ผมซ้อมต่อก่อนนะ” ไพศิษฐ์ปลอบ
       “ค่ะ”
       ขณะที่นาถสุดาวางสาย หล่อนพึมพำอย่างเป็นห่วงกังวล
       “เวลาคุณพ่อเห็นนิมิตมักเกิดเรื่องไม่ดีทุกครั้ง อย่าให้มีเรื่องไม่ดี เกิดขึ้นกับครอบครัว คนที่
       เรารักเลย”
       สายตาของนาถสุดาเต็มไปด้วยความกังวลใจ
      
       ช่วงหัวค่ำวันนั้นที่วังนาเคนทร์ เห็นงูตัวขนาดย่อมเลื้อยคลานอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าวัง ไม่มีใครรู้ว่ามันคือ ชรายุ นั่นเอง มันค่อยๆ เลื้อยเรื่อยเอื่อยๆ แล้วไปหยุดอยู่ที่ประตูวังด้านใน ขดตัวนอนเป็นวงกลม ผงกหัวขึ้น ดุจรอฟังอะไรบางอย่าง
       ส่วนที่ด้านใน หนูนาหรือนารีวรรณกอดแขนภุชคินทร์อย่างประจบขณะพาไปนั่งที่โซฟา
       “เดี๋ยวหนูนาหาอะไรร้อนๆให้ดื่มนะคะพี่ชาย จะได้หายเหนื่อย”
       ภิงคารโวยเล่นๆ “อ้าว แล้วน้าล่ะ”
       “ก็ด้วยค่ะแต่สำหรับคุณน้าต้องเป็นเอสเพรสโซ่ขมปี๋เท่านั้น เดี๋ยวหนูนาจะรีบจัดมาให้ค่ะ” นารีวรรณยิ้มแล้วเดินออกไป
       “ขอบใจจ้ะ” ภิงคารมองตามยิ้มด้วยความเอ็นดู “ยัยนา ช่างเอาอกเอาใจเสียจริงๆ”
       หม่อมภาณีค้อนน้องชาย “ใครจะเหมือนเธอล่ะภิงคาร คนเก่ง คนตงฉิน ไปต่างบ้านต่างเมืองไกลขนาดนั้น ใช้งบหลวงเดินทางคงไม่มีใครว่าอะไรหรอก จะขับรถเองทำไม? ดูซิ..ลูกชายฉันต้องมาเจ็บมาไข้เลย”
       “ก็นายชายเป็นผู้ช่วยผม นายชายก็ต้องไปกับผมสิครับพี่”
       หม่อมภาณีเย้าขำๆ “ไปน่ะไม่ว่า แต่ที่ให้ลูกชายฉันขับรถ ย้ำอีกที ว่าฉันเคือง”
       “อย่าว่าคุณน้าเลยครับคุณแม่ ผมอาสาเอง ขับรถเองอยากดูอะไร แวะทำธุระอะไร จะได้ไม่ต้องเกรงใจคนอื่น” ภุชคินทร์ว่า
       “แต่มันตั้งไกลนะชาย” ผู้เป็นมารดายังไม่ยอม
       “ลูกผู้ชาย ขับรถแค่นี้ไม่ไกลหรอกพี่ภาณี” ภิงคารยิ้มๆ “อีกอย่าง ผม ภิงคารต้องทำได้ทุกอย่างเสียดาย ถ้าตาชายไม่วูบไปเสียก่อน ผมจะอยู่ดูรอยเท้าพญานาคต่ออีกหน่อย”
       จังหวะนั้นเองที่ด้านนอกหน้าประตู งูที่นอนสงบ ยืดหัวตรง เหมือนกำลังตั้งใจฟังเป็นอย่างยิ่ง
       ฝ่ายหม่อมภาณียิ้มด้วยทีท่าเหมือนไม่ค่อยเชื่อ
       “สนใจตรงเป็นรอยเท้าพญานาคจริงๆ หรือเป็นขบวนการแหกตาของพวกมิจฉาชีพล่ะ”
       สายตาของงูตัวนั้นวาววาม เกรี้ยวกราดไม่พอใจ
       ภิงคารซีเรียส “เรื่องแบบนี้ ล้อกันเล่นไม่ได้หรอกพี่ภาณี ชาวบ้านรู้ เขาเอาตาย เพราะเขาเชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ ที่จะเกิดขึ้นช่วงเทศกาลออกพรรษา ที่เขาแห่บั้งไฟพญานาคกัน”
       หม่อมภาณียิ้มขำ ไม่ได้ลบหลู่ “งั้นพญานาคคงขึ้นมารับรู้และให้พร ที่ชาวบ้านทำบุญไปให้เค้านั่นแหละ ไม่มีอะไรหรอก”
       หนูนาหรือนารีวรรณเดินเอาเครื่องดื่มมาให้ เสริมว่า
       “แต่หนูนาว่า...พญานาคคงอยากมาพบปะผู้คนบ้างน่ะค่ะ โดยเฉพาะพี่ภุชคินทร์ไปเยือนถึงที่”
       ภุชคินทร์ฉงน “เกี่ยวอะไรกับพี่ล่ะยัยนา”
       “ก็คุณแม่บอกว่า ภุชคินทร์แปลว่า นาคราชผู้เป็นใหญ่ไม่ใช่หรือคะ”
       ภุชคินทร์เพิ่งนึกได้ “แล้วทำไมคุณแม่ถึงตั้งชื่อผมว่า ภุชคินทร์ล่ะครับ”
       “ตอนแม่ท้องชาย...แม่ฝันถึงพญานาคราชจ้ะ”
       ผู้เป็นมารดาบอกยิ้มๆ แต่ภุชคินทน์ทำหน้าเครียดขึ้นมาทันที ขณะเดียวกันที่ด้านนอกงูตัวนั้นค่อยๆ
       เลื้อยออกไปอย่างนิ่งสงบ
      
       ครู่ต่อมาที่ป่ารกชัฏแห่งหนึ่ง เห็นงูตัวเดิมนั้นค่อยๆ เลื้อยไปตามแนวหญ้า ฉันพลับมันก็หยุดเมื่อปรากฏเงาของเจ้าอุรคาลางๆ มองเห็นตัวไม่ชัดเจน ทาบทับตามแนวหญ้า เสียงของอุรคาดังขึ้น ด้วยน้ำเสียงอยากรู้ แต่เนื้อเสียงกลับนิ่งสงบทรงอำนาจ
       “ว่าอย่างไรชรายุ”
       งูตัวนั้นผงกหัวขึ้น ก่อนที่จะกลายร่างเป็น ชรายุ ผู้รับใช้คนสนิท ที่คอยติดตามดูแลเจ้าอุรคานั่นเอง
       “ท่านภุชเคนทร์ จำเรื่องราวทุกอย่างไม่ได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำ เหตุใด ถึงได้ชื่อภุชคินทร์”
       เงาของเจ้าอุรคาสะท้านไปร่าง ก่อนที่น้ำเสียงแผ่วร้าวรานจะดังขึ้น
       “ไม่เป็นไร เราจะทำทุกอย่างให้ภุชเคนทร์จำได้” แผ่วกังวานและฟังแล้วน่ากลัว “ภุชเคนทร์จะต้อง
       จำได้”
       “ค่ะ ท่านภุชเคนทร์จะต้องจำได้”
      
       สายตาของชรายุมีแต่ความสงสารและเห็นใจเจ้าอุรคา



       ด้านภุชคินทร์นอนอยู่ในห้องแต่ยังไม่หลับ ท่าทางชายหนุ่มยังอิดโรย เสียงของหม่อมภาณีผู้เป็นมารดาดังก้องในหัว
      
       “ตอนแม่ท้องชาย...แม่ฝันถึงพญานาคราชจ้ะ”
       ภุชคินทร์รำพึง “พญานาค”
       ห้วงความคิดของภุชคินทร์ประหวัดไปถึงเหตุการณ์วันที่เจอรอยเท้าพญานาคที่ริมน้ำโขง เขาเห็นรอยเท้าพญานาค และทำท่าจะเป็นลม แล้วได้ยินเสียงเรียก กระมั่งเห็นเงาเลือนรางของสตรีนางหนึ่ง...เจ้าอุรคา
       ภุชคินทร์ดึงตัวเองกลับมา นิ่วหน้าก่อนผุดลุกขึ้นมาจากเตียง เดินมายังโต๊ะทำงานทันที
       ภุชคินทร์เอากล้องมาโหลดรูปรอยเท้าพญานาคดู พลางค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เนต เห็นข้อมูลรอยเท้าพญานาคโผล่ที่ฝั่งแม่น้ำโขงมากมาย แต่เป็นลักษณะของผู้คนที่มากราบไหว้บูชา ขอหวย ทำนายฝัน ไม่มีแหล่งข่าวไหนระบุหรืออ้างอิงถึงความจริงสักแห่ง
       ภุชคินทร์เขม้นมองดูภาพที่ได้จากอินเทอร์เนต และภาพที่โหลดมาจากกล้อง ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกัน
       “ก็เหมือนกันนี่...หรือเหตุการณ์เมื่อเช้าจะเป็นขบวนการแหกตา”
       ภุชคินทร์ถามตัวเองอย่างสงสัย แต่สิ้นคำถามเท่านั้น มีลมแรงพัดมาปะทะที่หน้าต่างวูบใหญ่ จนภุชคินทร์สะดุ้ง ชายหนุ่มหันกลับไปมอง อย่างแปลกประหลาดใจ
       “ฝนฟ้าก็ไม่ได้จะตก แล้วทำไมลมพัดแรงเสียจริง”
       ภุชคินทร์ปิดหน้าต่าง แล้วเดินกลับมาเพ่งมองดูรูปรอยเท้าพญานาคที่โหลดมาจากกล้องอีกครั้ง ทันใดนั้นเอง ปรากฏการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้นมาอีก ภุชคินทร์รู้สึกเหมือนตัวเองวูบๆ ไป และกำลังถูกดูดกลืนเข้าไปในรอยเท้านั้น จนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
      
       ร่างของภุชคินทร์เดินตัวลอย มาอยู่หยุดอยู่ที่ริมน้ำโขงในยามค่ำคืนที่เงียบสงบแต่ดูวังเวงและน่ากลัว  ครั้นพอเท้าสัมผัสผิวน้ำที่เย็นเฉียบ ภุชคินทร์ก็รู้สึกตัว รีบกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างงวยงง
       “นี่มันแม่น้ำโขงนี่...เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
       กลางหว่างความมืดมิดวิเวกวังเวงนั้น ยินเสียงดนตรีบรรเลงพื้นบ้านก็ดังขึ้น ท่วงทำนองหวานซึ้ง แต่ฟังแล้วหดหู่โศกเศร้า ภุชคินทร์เพ่งมองไปทางต้นเสียง ก็เห็นสตรีนางหนึ่ง ซึ่งก็คือเจ้าอุรคา ยืนหันหลังอยู่ในลำน้ำ
       ด้านหลังของเธอขาวโพลน จนดูเด่นในความมืด สตรีนางนั้นค่อยๆ หันมามองภุชคินทร์เพียงเสี้ยวหน้า พร้อมกับพูดเบาๆ แต่ก้องกังวานไปทั้งลำน้ำ
       “ข้าดีใจเหลือเกินที่ท่านมา...ภุชเคนทร์...มา...กลับมาอยู่ด้วยกัน...มา”
       ภุชคินทร์มองด้วยความสงสัย ขณะที่สตรีนางนั้นเดินลึกลงไปในลำน้ำโขง
       “มา...มา....ภุชเคนทร์....มา”
       ร่างของเจ้าอุรคาค่อยๆ จมลงไปในน้ำโดยที่ภุชคินทร์ไม่ทันเห็นเต็มดวงหน้า ภุชคินทร์ร้องลั่นเมื่อเห็นร่างนั้นทำท่าว่าจะจมลงไป
       “อย่า..อย่าไป..อย่า”
       ภุชคินทร์วิ่งลุยน้ำลงไป แต่ยิ่งวิ่งก็ยิ่งเหมือนเธอผู้นั้นจะยิ่งห่างออกไป ร่างของเธอทำท่าว่าจะจมลงไปทุกทีๆ ภุชคินทร์ตะโกนสุดเสียง
       “อย่า”
       พร้อมกันนั้นภุชคินทร์กระโจนเข้าไปคว้าร่างเธอไปไว้ กระชากอย่างแรง เธอผู้นั้นหันมา ภุชคินทร์แทบสิ้นสติเมื่อเห็นสตรีนางนั้นกลายร่างเป็นนาคแทน ภุชคินทร์ตะลึงร้องลั่น ประสานกับเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ เสียงดังกึกก้องกัมปนาท ดุจฟ้าถล่มดินทลาย
      
       ที่วังนาเคนทร์ เช้าวันต่อมา ภุชคินทร์ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อมีเสียงเคาะประตูอย่างแรง ด้วยฝีมือนารีวรรณที่เคาะประตูเรียก
       “พี่ชายคะ...พี่ชาย”
       “จ้ะหนูนา....พี่ตื่นแล้วจ้ะ”
       ภุชคินทร์ตะโกนออกไป แล้วงัวเงียลุกจากเตียงมาเปิดประตู นารีวรรณบอกสุ้มเสียงสดใสในท่าทีนอบน้อม
       “ขอโทษนะคะที่หนูนามารบกวน คุณแม่เห็นว่า สายแล้วพี่ชายยังไม่ลงไปเลยให้หนูนามาตาม เกรงว่าพี่ชายจะไม่สบายค่ะ” หนูนาบอก
       “พี่ไม่ได้เป็นไรจ้ะ คงนอนดึกไปหน่อย”
       “งั้น...พี่ชายรีบอาบน้ำลงไปทานข้าวเช้าด้วยกันนะคะ”
       “จ้ะ”
       นารีวรรณเดินไปลับตัวแล้ว ภุชคินทร์ปิดประตู ตั้งสติ เดินหลับไปยังโต๊ะทำงาน ดูที่โน๊ตบุ๊ค เห็น
       รอยเท้าพญานาคที่ถ่ายไว้ปรากฏหน้าจอ ภุชคินทร์ยิ้มบอกตัวเองขำๆ
       “สงสัยดูรอยเท้าพญานาคมากเกินไป เลยฝันซะเลอะเทอะเลยเรา”
      
       ภุชคินทร์ปิดคอมพ์ ทิ้งความสนใจเรื่องรอยเท้าพญานาคไว้เพียงแค่นั้น
       เวลาเดียวกันที่บ้านภิงคาร ซึ่งเป็นบ้านรูปทรงทันสมัยหลังใหญ่โต ด้านในห้องทานอาหารยามนี้เฟื่องฟ้านั่งที่โต๊ะกินข้าวกับฟีบี้ หรือ เฟื่องวลี ชื่อที่เจ้าหล่อนอยากลืม! มีป้าน้อมแม่บ้านสูงวัยกับต้อยติ่ง เด็กสาววัยยี่สิบรอรับใช้อยู่
      
       เฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีหน้าหงิกหน้างอ มองไปที่บันไดชั้นบน เฟื่องฟ้าเอ่ยขึ้น
       “สายป่านนี้แล้ว ทำไมท่านภิงคารยังไม่ลงมาอีกเนี่ย”
       เฟื่องวลีเห็นด้วย “นั่นสิคะคุณแม่ ฟีบี้หิวจะตายอยู่แล้ว”
       เฟื่องฟ้าบ่นอุบพลางค้อนขวับ “ทำตัวกร่าง วางท่าใหญ่โต รู้แล้วล่ะว่าเป็นเจ้าของบ้าน แต่จะทำ
       อะไรน่าจะคิดถึงใจเราบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้รอท้องกิ่วกันอย่างนี้”
       ป้าน้อมกับต้อยติ่งมองหน้ากันระอาเหลือ ขณะที่ป้าน้อมพูดน้ำเสียงนิ่งๆ แต่แอบกัดอยู่ในที
       “เมื่อคืนท่านภิงคาร ทำงาน กลับมาดึกมากค่ะ” ป้าน้อมเน้นคำตรงคำว่า “ทำงาน”
       เฟื่องฟ้าไม่รู้ตัวว่าถูกด่า เสริมทันที “เป็นคนทำงาน กินภาษีประชาชน ก็ถูกแล้วนี่ที่จะต้องทำงานหนัก ไม่ใช่ลอยไปลอยมาแล้ววันๆ ก็เอาแต่รอสัมภาษณ์ออกทีวี นั่นละหน้าไม่อาย”
       จังหวะนั้นภิงคารเดินลงมาจากบันไดชั้นบน ฟีบี้เห็นรีบเอาศอกสะกิดแม่ประสาคนไร้มารยาท
       “คุณลุงภิงคารลงมาแล้วค่ะคุณแม่”
       เฟื่องฟ้าที่หน้าตาหงิกงอ รีบปรับเป็นยิ้มแย้มทันที พูดทักทายเสียงดังแบบดีใจมาก
       “พี่ภิงคาร ลงมาพอดีเลย ฟ้าว่าจะขึ้นไปตามอยู่พอดีเชียว กลัวจะไม่สบาย เห็นเมื่อคืนพี่ภิงคารกลับดึก”
       “พี่แวะไปบ้านนายชายมาน่ะ” ภิงคารว่า
       เฟื่องฟ้าตัดพ้อ “คุณลุงไปบ้านพี่ชาย ทำไมไม่บอกฟีบี้คะ”
       ภิงคารย้อนขำๆ ไม่ถือสา “จะบอกทำไมล่ะ”
       “ก็ฟีบี้จะได้ไปด้วยไงคะ” เฟื่องฟ้าว่า
       เฟื่องวลีเห็นด้วย “ใช่ค่ะ...ฟีบี้อยากไปหาพี่ชาย”
       ภิงคารลากเสียงยาว อย่างไม่ได้ถือสา “ไปทำไม๊รบกวนเค้าเปล่าๆ นายชายยิ่งไม่ค่อยสบายอยู่ด้วย”
       สองคนถามพร้อมกัน “คุณชายไม่สบาย” / “พี่ชายไม่สบาย”
       ภิงคารมองท่าทีงงๆ “ก็แค่ไม่สบาย ทำไมต้องตกใจกันด้วย”
       เฟื่องวลีกระเง้ากระงอด “ก็ฟีบี้เป็นห่วงพี่ชาย”
       ภิงคารเริ่มระอานิดๆ “นายชายไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก ไม่ต้องห่วง อ้อ! แล้วคราวหลัง ลุงว่าเฟื่องเรียกตัวเองว่าเฟื่องเหมือนเดิม หรือจะเฟื่องวลีตามชื่อจริงก็ได้นะ จู่ๆ เปลี่ยนชื่อเป็นฟีบี้อย่างนี้ ลุงไม่คุ้นหู คุ้นปากเลย”
       ภิงคารจิบกาแฟอีกอึกเดียว ก็เดินออกไปอย่างเร่งๆ เฟื่องฟ้าถามเอาใจ
       “พี่ภิงคาร อิ่มแล้วหรือคะ”
       “ยังไม่อิ่มแต่ต้องรีบไป ห่วงงาน” ภิงคารจะเดินออกไป
       สองแม่ลูกพูดประสานเสียง “เดี๋ยวเฟื่องไปส่งค่ะ” / “เดี๋ยวฟีบี้ไปส่งค่ะ”
       ไม่เพียงเท่านั้นสองแม่ลูกถลันไปคว้ากระเป๋าของภิงคารมาถืออย่างเอาใจ
       พอคล้อยหลังเจ้านาย ป้าน้อมกับต้อยติ่งหันมามองหน้ากัน ต้อยติ่งส่ายหัวปวดตับแทนเจ้านาย
       “เมื่อไหร่คุณสองคนนั่นจะกลับไปอยู่บ้านตัวเองล่ะป้า เค้าไม่ได้เป็นญาติกับคุณท่านไม่ใช่เหรอ”
       “ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติล่ะ คุณเฟื่องฟ้าเป็นพี่สาวภรรยาของท่านภิงคาร”
       ต้อยติ่งทักท้วง “แต่ภรรยาของคุณท่านเสียไปแล้วตั้งหลายปี ก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก”
       “ใช่! ไม่ควรจะมีอะไรเกี่ยวข้องกัน แต่ทำไงได้ ในเมื่อคนมันไม่มีที่ไป ก็ต้องอยู่เป็นปลิงคอยเกาะเค้าอยู่อย่างนี้ล่ะ โดยเฉพาะคุณท่านเป็นคน ที่สุดแสนจะใจดี สองแม่ลูกนั่นดูดเลือดคุณท่านกันสนุกล่ะ”
       ป้าน้อมกับต้อยติ่งมองหน้ากันระอาเหลือ
      
       ขณะเดียวกันไพศิษฐ์ขับรถมาจอดหน้าวังนาเคนทร์ เขาก้าวลงมาพร้อมกับนาถสุดาแฟนสาว แต่แล้วต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมีรถสปอร์ตคันหรูแล่นมาจอดเทียบเท่า แทบจะชนไพศิษฐ์ร้องลั่น
       “เฮ้ย”
       ไพศิษฐ์คว้าร่างของนาถสุดาเอาไว้ สายตาของสองหนุ่มสาวมองไปยังรถคันดังกล่าวท่าทางไม่พอใจ
       เจ้าของรถคือ เฟื่องวลี ที่ชอบให้ใครต่อใครเรียกว่า ฟีบี้ นั่นเอง วันนี้เฟื่องวลีแต่งตัวดูสวยเปรี้ยว โฉบเฉี่ยว เปิดประตูลงมาพร้อมกระเช้าเยี่ยมไข้ใบโตใหญ่เว่อร์ นาถสุดาร้องทักทาย
       “คุณเฟื่องวลี”
       “ฉันชื่อฟีบี้” เฟื่องวลีค้อนขวับ
       ไพศิษฐ์ยิ้มขำ “ฟีบี้ก็ฟีบี้ มาแต่เช้าเชียวนะครับ”
       เฟื่องวลียิ้มย่อง “แต่ยังช้ากว่าผู้กองอยู่ดีค่ะ”
       “พอดีได้ข่าวว่านายชายไม่ค่อยสบายน่ะครับ” ไพศิษฐ์บอก
       เฟื่องวลีคุยอวด “แต่สำหรับฟีบี้ คุณลุงภิงคารบอกฟีบี้เอง ว่าพี่ชายไม่สบายค่ะ”
       ไพศิษฐ์อมยิ้มขำๆ ปากบ่นอุบอิบ “ยอมไม่ได้สักเรื่องเลยนะ”
       เฟื่องวลีได้ยินไม่ถนัด “บ่นอะไรคะ”
       “เปล่าครับเปล่า”
       “ดีแล้วล่ะค่ะที่เปล่า เพราะขืนมีอะไร ฟีบี้ต้องคิดว่า ผู้กองแอบกิ๊กกับพี่ชายแน่ๆ แต่แกล้งมีคุณนาถสุดาไว้บังหน้า”
       นาถสุดาหันมามองหน้าไพศิษฐ์ตาเขียว “จริงหรือเปล่าคะผู้กองไพศิษฐ์”
       ไพศิษฐ์รีบแก้ต่าง “เปล่าจ้ะนาถ...เปล่า” ก่อนจะหันมาทางเฟื่องวลี “คุณฟีบี้ก็พูดไปเรื่อยเปื่อย”
       “เรื่อยเปื่อยที่ไหนละคะ...ผู้ชายเดี๋ยวนี้ แอบ กันอยู่เต็มเมืองไปหมด”
       นาถสุดาแก้แทน “แต่ไม่ใช่ผู้กองไพศิษฐ์แน่ค่ะ”
       “อย่าออกตัวแรงค่ะคุณนาถ เกิดมันไม่ใช่ จะหน้าแตกเสียเปล่าๆ”
      
       เฟื่องวลีเหน็บแนมนาถสุดา



       ขณะที่เฟื่องวลีตั้งใจจะเดินเข้าบ้านก่อน แต่แล้วต้องหยุดกึกเมื่อเห็นนารีวรรณเดินออกมา จึงร้องเรียกเสียงหวานท่าทีดีใจ
      
       “คุณหนูนา”
       นารีวรรณยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะผู้กอง คุณนาถ คุณเฟื่องวลี”
       “ฟีบี้ค่ะ คุณหนูนาจำไม่ได้อยู่เรื่อย” เฟื่องวลีหรือฟีบี้หน้าตึงที่เห็นหนูนาทำเฉยๆ แต่พูดเสียงใส
       “เอ่อ...นี่ออกมารับพี่เองเลยเหรอคะ”
       “เปล่าค่ะ พอดีเพื่อนหนูนารู้ข่าวว่าพี่ชายไม่สบายเลยบอกว่าจะมาเยี่ยม”
       ขาดคำรถยนต์คันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบ แล้วกับเห็นสาวสวย พะนอฤดี ก้าวลงมาพร้อมกระเช้าใหญ่เว่อร์พอกันกับของเฟื่องวลี
       “ยัยพะนอฤดี”
       เฟื่องวลีหน้าตึงทันที ไพศิษฐ์ยิ้มกระซิบนาถสุดา
       “คุณฟี้บี้เค้าเปลี่ยนคู่ชกแล้วล่ะนาถ เรารอดตัวไป”
       สองหนุ่มสาวมองหน้ากันยิ้มแบบขำๆ ขณะที่ฟีบี้กับพะนอฤดีมองหน้ากันอาการเขม่น คู่ปรับของหัวใจ
       กันและกัน
      
       ไม่นานนักกระเช้าใหญ่เว่อร์สองใบวางประชันกันต่อหน้าภุชคินทร์ หม่อมภาณียิ้มแย้มทักทายพูดเหน็บ
       “ตาชายไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย จะขนมาทำไมเยอะแยะจ๊ะ”
       สองสาวพูดพร้อมๆ กัน “ก็ฟีเป็นห่วง” / “ก็ฤดีเป็นห่วง”
       สองสาวมองหน้ากันไม่พอใจอีก ไพศิษฐ์หัวเราะขำ
       “ฉันก็ห่วงนะชาย แต่มามือเปล่าว่ะ”
       “แต่นาถตุ๋นยาจีนมาให้ค่ะ คุณชายจะได้แข็งแรงเร็วๆ”
       พลางนาถสุดาเอายาจีนหม้อเล็กๆ ส่งให้ สมจิตมารับ หม่อมภาณีบอก
       “เอากระเช้าไปเก็บด้วย”
       สมใจ เข้ามาช่วยสมจิตยกออกไป ภุชคินทร์ต่อว่าหน้าตึง
       “ฉันไม่ได้เป็นอะไร ใครกันที่ปล่อยข่าวว่าฉันป่วย น่าเตะจริงๆ”
       “นายต้องไปเช็คเอาเองว่ะ เพราะหนังสือพิมพ์ลงข่าวหลายฉบับเลย ว่า ม.ร.ว.ภุชคินทร์ ผู้ช่วยสุดหล่อของท่านภิงคาร เจอรอยเท้าพญานาคเข้าหน่อย ถึงกับไปลม”
       ภุชคินทร์ทำหน้าเมื่อยขึ้นมาทันที “ลงข่าวอะไรเลอะเทอะ”
       “ไม่เห็นจะเลอะเทอะเลยค่ะ รอยเท้าพญานาค น่าทึ่งออก” พะนอฤดีว่า
       เฟื่องวลีหมั่นไส้มองหยามหยันพะนอฤดี “แต่ฟีบี้เห็นด้วยค่ะว่าเลอะเทอะ เพ้อเจ้อ แล้วก็งมงาย ใครที่เชื่อก็ไร้สมองเต็มที”
       พะนอฤดีมองเฟื่องวลีอย่างเข่นเขี้ยว โกรธเอามากๆ
      
       ครู่ต่อมาพะนอฤดีเดินจ้ำอ้าวออกมา ท่าทางโมโหจัด นารีวรรณตามมาติดๆ
       “ฤดีใจเย็นๆ ก่อนสิจ้ะ”
       “จะเย็นได้ยังไง หนูนาก็เห็น ยัยเฟื่องวลีว่าฤดีไร้สมอง นี่ถ้า ไม่เกรงใจ หม่อมแม่ของหนูนา ไม่เกรงใจคุณชาย ฤดีฉะกลับไปแล้ว”
       “ผู้ดีน่ะเค้าไม่ตัดสินกันด้วยกำลังนะจ๊ะ”
       พะนอฤดีเย็นลง “ก็เพราะว่าที่นี่เป็นที่ของผู้ดีนะสิจ๊ะ ฤดีถึงต้องทำตัวเป็นผู้ดีตามไปด้วย ไม่อย่างนั้น หนูนาคงรู้ ว่าลูกแม่ค้าคนนี้จะจัดการกับยัยซอมบี้นั่นยังไง”
       นารีวรรณยิ้มขำที่เพื่อนเปลี่ยนชื่อให้คู่ปรับใหม่ “เค้าเปลี่ยนชื่อเป็นฟีบี้”
       พะนอฤดีอารมณ์ดีขึ้น ยิ้มขำเหมือนกัน “จะเฟื่องวลีหรือฟีบี้ ยังไงหน้าตาก็เหมือนซอมบี้เหมือนเดิม”
       นารีวรรณปราม “ฤดี”
       “ก็หนูนาดูหน้าหล่อนสิ แทบไม่เหลือเค้าหน้าเดิม ไม่รู้บินไปเกาหลีกี่สิบรอบ”
       นารีวรรณอดขำไม่ได้ “จะบินไปอัพหน้าด้วยรึไง”
       พะนอฤดีหัวเราะร่วน “ไม่หรอก เพราะไม่มีเงินขนาดนั้น ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ฤดีได้ระบายอารมณ์ดีขึ้นแล้ว ฝากขอโทษพี่ชายด้วยนะที่เสียมารยาท ฝากบอกด้วยวันหลังเดี๋ยวดีจะมาหาใหม่”
       “จ้ะ...เดี๋ยวหนูนาบอกให้”
       พะนอฤดียิ้ม แล้วทำท่านึกบางอย่างได้ “อ้อ แล้วหนูนาต้องช่วยฤดีอีกอย่างด้วย”
       “อะไรจ๊ะ”
       พะนอฤดียิ้มๆ “ก็..กันยัยซอมบี้ฟีบี้ออกจากพี่ชายนะสิ ไม่งั้น ฤดีสู้เค้าไม่ได้แน่ๆหนูนาก็รู้ ฤดีต้องทำมาหากิน ไม่มีเวลาตามผู้ชายตล๊อด..ตล้อด อย่างหล่อนหรอก”
       “แต่ถ้าตามพี่ชายแล้วฤดีคว้าหัวใจมาได้ หนูนาว่า...ก็น่าจะคุ้มนะ”
       พะนอฤดียิ้มย่อง “แหม มีเพื่อนคอยเชียร์อย่างนี้ ฤดีสู้ตาย...” ดึงตัวนารีวรรณมากอด “รักจริงๆ เลยเพื่อนคนนี้ ฤดีกลับก่อนนะจ้ะหนูนา”
       “จ้า”
       ขณะที่พะนอฤดีจะเดินออกไปที่รถ แต่แล้วต้องร้องกรี๊ดสุดเสียงเมื่อมีงูตัวหนึ่ง ซึ่งมันก็คือชรายุ บ่าวคนสนิทของเจ้าอุรคา ซึ่งกำลังเลื้อยผ่านมาอย่างรวดเร็ว มันชูคอแผ่แม่เบี้ยมองมาที่พะนอฤดีเขม็ง
       “ว้ายงูๆๆๆ”
       พะนอฤดีกระโจนมาหาหนูนา ตาสิน คนสวนวิ่งหน้าตั้งเข้ามา ภุชคินทร์ ไพศิษฐ์ นาถสุดา หม่อมภาณี และเฟื่องวลีก็วิ่งออกมา ภุชคินทร์ถามเสียงดัง
       “มีอะไรกันหนูนา”
       พะนอฤดีรีบบอก “งูๆๆๆๆๆๆ งูค่ะงู...อ๊าย”
       พวกผู้หญิงร้องพากันร้องกรี๊ดๆ บอกแบบตกใจ หม่อมภาณีร้องบอกตาสินในอาการตกใจ
       “ยืนมองทำไม จัดการเร็วสิตาสิน!”
       “ครับๆ”
       ตาสินคว้าจอบเดินไปที่งู แต่งูตัวนั้นกลับขู่ฟอดๆ ท่าทางไม่กลัว สู้ตาย ภุชคินทร์รีบห้าม
       “อย่าทำอะไรเค้าครับ...ไล่ไปก็พอ”
       สิ้นเสียงภุชคินทร์ งูตัวนั้นเหมือนหันมามอง แล้วเลื้อยไปอย่างว่าง่าย ไม่มีวี่แววว่าดุร้ายแต่อย่างใด
       ไพศิษฐ์ทึ่ง พูดเย้า “มีมนต์อะไรวะเพื่อน แค่พูดงูก็เลื้อยหนีไปเลย”
       “งูเค้ารับรู้ได้ด้วยเมตตาจิตค่ะ คุณชายไม่อยากทำร้ายเค้า เลยรีบเลื้อยหนีไป” นาถสุดาบอก
       เฟื่องวลีแขวะ “คุณนาถคุยกับงูรู้เรื่องด้วยหรือคะ”
       “ไม่หรอกค่ะ นาถก็พูดตามที่ได้ศึกษาธรรมะมา การไม่เบียดเบียนกันได้เป็นสิ่งดี”
       เฟื่องวลียิ้มอย่างระอา “ฟีบี้คงไม่ใจดีอย่างคุณนาถหรอกค่ะ ลองงูมันเข้ามา จะฟันให้คอขาดไปเลย”
       พูดจบฟีบี้ก็แกล้งร้องกรี๊ดๆๆๆๆๆ พร้อมกับกระโจนเข้าไปกอดภุชคินทร์ ทุกคนมองงง
       “เป็นอะไรไปจ้ะฟีบี้” หม่อมถาม
       “งูค่ะงู”
       “ไม่มีงูที่ไหนเลยครับ คุณฟีบี้คงตาฝาด” ราชนิกูลรูปงามว่า
       ไพศิษฐ์แซว “หรือไม่ก็..หาเรื่องแตะอั๋งผู้ชาย”
       “ผู้กอง!” เฟื่องวลีตวัดเสียงใส่ และยอมถอนตัวออกจากภุชคินทร์รวดเร็ว
       “ขอโทษครับ...ผมแค่หวงเพื่อนมากไปหน่อย อนุญาตให้คิดได้ครับว่าผมเป็นอีแอบ” ไพศิษฐ์คว้ามือนาถ “กลับกันเถอะนาถ” พลางยกมือไหว้หม่อมภาณี “กลับก่อนนะครับคุณอา”
      
       ผู้กองหนุ่มหันมาทางภุชคินทร์บอกลา “เจอกันวันงานเลี้ยงนะเพื่อน”



       ไพศิษฐ์เดินออกไปกับนาถสุดาแล้ว หม่อมภาณีมองหน้าเฟื่องวลีเป็นเชิงตำหนิ เฟื่องวลีรีบแก้ตัวเสียงอ่อยๆ
      
       “ฟีบี้ไม่ได้ทำอย่างที่ผู้กองว่านะคะ”
       “ฉันก็ไม่รู้นะจ๊ะ...ที่รู้คือ ไม่เห็นมีงูสักตัว”
       หม่อมภาณีเดินกลับเข้าไปด้านใน เฟื่องวลีหันไปมองภุชคินทร์เสียงอ่อย
       “ฟีบี้ไม่ได้แตะอั๋งพี่ชายนะคะ”
       “พี่รู้...แต่พี่ว่า ฟีบี้รีบกลับไปก่อนดีกว่า”
       “ทำไมคะ”
       “พี่เห็นงูตัวหนึ่งกำลังมองฟีบี้อยู่”
       “งู!”
       เฟื่องวลีผงะ หันไปมองตามสายตาภุชคินทร์ ก็เห็นงูตัวหนึ่งแผ่แม่เบี้ยมองอยู่ เฟื่องวลีทำท่าแขยง
       “อี้! ฟีบี้กลับก่อนนะคะพี่ชาย”
       เฟื่องวลีวิ่งจู๊ดออกไปอย่างรวดเร็ว ภุชคินทร์มองไปที่งูตัวนั้น
       “ไปซะ...ไปเร็ว”
       งูตัวนั้นไม่ยอมไป แต่พอร่างของเฟื่องวลีวิ่งหายขึ้นรถไป เจ้างูตัวนั้นจึงยอมเลื้อยไปอย่างรวดเร็ว
       ภุชคินทร์ถามตาสินอย่างสงสัย “ทำไม วันนี้งูที่วังเรา เยอะเสียจริง”
       “เดี๋ยวผมจะตรวจดูให้ทั่วเลยครับคุณชาย ถ้าเจอรังงู จะจัดการซะหมด”
       ภุชคินทร์รีบห้าม
ตอนที่ 2
      
       หลังเกิดเหตุเพียงไม่นานนัก มีบรรดาไทยมุงต่างพากันมายืนอออยู่เต็มหน้าร้านตา บ้างเม้าธ์มอยหน้าตาตื่น บ้างตั้งคำถามกันระงม ร้านอาหารถูกปิดแล้ว มีเทปสีเหลืองของตำรวจติดคาดเป็นเขตห้ามเข้า บริเวณด้านในมีตำรวจหลายนายเดินอยู่เต็มพื้นที่
      
       ด้านเฟื่องวลีเอาแต่ร้องห่มร้องไห้สะอึกสะอื้นเนื้อตัวสั่น ทว่าน่ารำคาญมากกว่าน่าสงสาร แถมเกาะแขนภุชคินทร์แจ
       ขณะที่เจ้าหน้าที่นำศพของเสี่ยปิงออกมา ส่วนอีกด้าน ผู้กองไพศิษฐ์และตำรวจคนอื่นๆ พากันตรวจดูสถานที่เกิดเหตุเพื่อเก็บหลักฐาน ถัดไปนักข่าวรุมสัมภาษณ์สุบรรณ โดยมีอำนาจยืนประกบ
       “ท่านสุบรรณพอจะทราบมั้ยครับว่า สาเหตุการตายของเสี่ยปิงเกิดจากอะไร”
       “ไม่ทราบครับ แล้วก็ยังไม่ได้คุยกับเจ้าหน้าที่เลย พอดี ผมเสร็จประชุมผ่านมา เห็นเหตุการณ์เลยแวะเข้ามาดู” สุบรรณตอบคำถาม
       นักข่าวอีกคนซักต่อ “แต่ก่อนตายมีคนได้ยินเสี่ยปิงพูดว่าสนิทกับท่านมาก”
       “ผมเป็นคนของประชาชน เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนรู้จักผม แต่ถึงขั้นสนิท ผมไม่ได้สนิทอะไรกับผู้ตาย แต่ถึงจะไม่สนิทยังไงเรื่องคดีนี้ยังไงผมก็ไม่ทิ้งแน่นอน จะกำชับเจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะคดีนี้เป็นอุจฉกรรจ์ ดีที่เป็นแค่ระเบิดควัน ไม่อย่างนั้นจะมีคนได้รับอันตรายจากเหตุการณ์นี้เยอะกว่านี้ ขอตัวก่อนครับ”
       สุบรรณมองสบตาภุชคินทร์ แล้วเดินเข้าไปดูบริเวณที่เกิดเหตุ โดยทเป็นไม่สนใจภุชคินทร์ แต่สายตาแอบเขม่น ไพศิษฐ์เดินออกมาหาภุชคินทร์ทำท่าสยอง
       “คนร้ายมันแน่มากเลยว่ะชาย ปาดคอเสี่ยปิงทีเดียวอยู่”
       “ถึงกับปาดคอกันเลยทีเดียวเหรอคะ” เฟื่องวลีตกใจเสียงดังเว่อร์
       ภุชคินทร์ดุ “ฟีบี้”
       “ก็ฟีบี้กลัว”
       ภุชคินทร์ชักรำคาญ “กลัวก็กลับไป พี่กับผู้กองจะทำงาน”
       เฟื่องวลีงง “ทำอะไรล่ะคะ เสี่ยปิงอะไรนั่นก็ตายไปแล้ว ศพก็เอาไปแล้ว พี่ชายกับผู้กองจะอยู่ทำไมกันอีก”
       ไพศิษฐ์เองก็เริ่มหมั่นไส้ “อยู่ทำงานสิครับคุณ อย่างที่นายชายบอกล่ะ ถ้าคุณฟีบี้อยากกลับก็รีบกลับไปเลยอย่ามายืนเกะกะขวางทาง”
       เฟื่องวลีค้อนขวับ “ผู้กอง”
       ภุชคินทร์บอกเสียงเข้ม “พี่ว่าฟีบี้กลับไปก่อนนะ พี่จะทำงาน”
       เฟื่องวลีอิดออด “แต่ฟีบี้…”
       ภุชคินทร์บอกเสียงเข้มกว่าเดิม “ฟีบี้”
       เฟื่องวลีมองด้วยท่าทีฮึดฮัดขัดใจ “ฮึ๊ย กลับก็ได้ค่ะ แล้วพี่ชายรีบกลับบ้านนะคะ ฟีบี้เป็นห่วง”
       ภุชคินทร์ไม่ตอบ แถมทำหน้ายักษ์ใส่ เฟื่องวลีรีบเดินออกไป ไพศิษฐ์ปรารภตั้งข้อสังเกตกับภุชคินทร์อย่างทึ่ง
       “ฝีมือคนร้ายไม่ธรรมดา มันสามารถจัดการกับเหยื่อได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ไม่มีพลาด แล้วก็ไม่มีใครโดนลูกหลงแม้แต่คนเดียว”
       “แสดงว่าคนร้ายถูกฝึกอย่างดี เพื่อให้มาฆ่าคน” ภุชคินทร์ออกความเห็น
       “ใช่! ระเบิดควันที่มันใช้ ก็น่าจะเป็นระเบิดที่ทำขึ้นเฉพาะกลุ่ม นายอยู่ที่นี่ตอนเกิดเหตุ พอจะเห็นใครน่าสงสัยหรือเปล่าวะชาย”
       “ไม่...มีแต่ที่ฉันสงสัยเอง”
       ไพศิษฐ์ฉงน “อะไร”
       ภุชคินทร์อธิบาย “ตอนเกิดเหตุ เจ้าอุรคากับผู้ชายคนหนึ่งอยู่ที่นี่ แต่แปลกมาก ทันทีที่เกิดเหตุเจ้าอุรคากับผู้ชายคนนั้นก็หายไปไหนก็ไม่รู้”
       ไพศิษฐ์มองภุชคินทร์ท่าทีแปลกใจ และสนใจข้อมูลนี้มาก
      
       วันต่อมาที่โต๊ะนั่งเล่นในสนามหญ้าของวังนาเคนทร์ ภุชคินทร์แกว่งผ้าพันคอของเจ้าอุรคาเล่นไปมา ไพศิษฐ์มองผ้าพันคอแล้วถามภุชคินทร์กิริยาคาใจมาก
       “นายกำลังจะบอกว่า นายสงสัย จู่ๆ เจ้าอุรคาหายไปได้อย่างไร”
       “ใช่! เหมือนตอนที่เกิดเรื่องรถชน ฉันไปที่โรงพยาบาล แต่เจาหน้าที่ไม่มีใครรู้ใครเห็นซัก
       คน ทั้งๆ ที่ฉันเป็นคนพาเจ้าอุรคาไปส่งโรงพยาบาลเอง”
       ไพศิษฐ์นิ่งคิด “มันก็แปลกอยู่เหมือนกัน เพราะในสถานที่เกิดเหตุนอกจากเสี่ยปิงที่ตาย คนบาดเจ็บมีเพียงลูกน้องของเสี่ยปิง นอกนั้นก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแล้วเจ้าอุรคาก็หายไปอีก”
       สองเกลอมองหน้ากันไปมา ต่างคนต่างสงสัย ระหว่างนั้นนารีวรรณเดินพาพะนอฤดีเข้ามาหา สองสาวหน้าตาตื่น
       ภุชคินทร์ถามน้องสาว “มีอะไรจ้ะหนูนา”
       “ฤดีบอกว่า....เคยเห็นเสี่ยปิง ที่ถูกฆ่าตายน่ะค่ะ” นารีวรรณบอก
       ไพศิษฐ์ซักทันที “คุณฤดีเห็นที่ไหนครับ”
       “หน้าคาเฟ่ค่ะ”
       พะนอฤดีเล่าเหหตุการณ์ประหลาดตอนเจอเสี่ยปิงที่หน้าคาเฟ่ และเล่าต่อ
       “ก่อนตาย เสี่ยปิงเค้าเห็นงูด้วยนะคะ เห็นเหมือนที่ฤดีเคยเห็น แต่น่าแปลกมาก จู่ๆ งูที่ฤดีเห็นก็กลายเป็นผ้าพันคอ” พะนอฤดีมองผ้าในมือภุชคินทร์แล้วบอก “ลายนี้เลยนะคะ”
       นารีวรรณสงสัย “พี่ชายมีผ้าพันคอแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
       “ไม่ใช่ของพี่” ภุชคินทร์บอก
       “แล้วของใครคะ”
       “ของเจ้าอุรคา”
      
       ทุกคนเหลียวมองมาที่ภุชคินทร์เป็นตาเดียว



       เวลาเดียวกันนั้นภายในเฮือน ภูจำปาเจ้าอุรคาคุยโทรศัพท์อยู่กับเจ้าประกายคำ
      
       “ค่ะ เจ้า...ขอบคุณมากที่กรุณาโทร.มาบอก ดิฉันไม่ลืมค่ะ งานเปิดร้านของเจ้า ดิฉันจะไปร่วมแสดงความยินดีแน่นอน”
       เจ้าอุรคาวางสาย ก่อนหันไปบอกชรายุ
       “ชรายุ...ไปหยิบหีบเครื่องประดับของเรามา เราจะเลือกซักชิ้นมอบเป็นของขวัญให้เจ้าประกายคำ”
       “ค่ะเจ้า”
       ชรายุเดินออกไป สักครู่หนึ่งก็กลับมาพร้อมหีบสมบัติขนาดใหญ่ มีบ่าวช่วยกันแบกเข้ามา เจ้าอุรคาเปิดหีบออก หยิบเครื่องประดับออกมามองทีละชิ้น เครื่องประดับแต่ละชิ้นสะท้อนแสง วูบวาบ ล้อเล่นแสง เจ้าอุรคาหยิบพลอยนาคขึ้นมาเส้นหนึ่ง ยิ้มอยากเยือกเย็น บอกตัวเอง
       “ถึงเวลาที่เราจะแสดงตัวให้ท่านรู้แล้ว ภุชเคนทร์”
       เจ้าหญิงผู้เลอโฉมมองสร้อยในมือเขม็ง ราวกับมันเป็นของชิ้นสำคัญที่จะทำให้ ภุชคินทร์ จดจำนางได้
      
       ด้านสองหนุ่มยังเดินคุยกันในสนามหญ้าหน้าวัง ภุชคินทร์นิ่ง ไพศิษฐ์ถาม
       “นายคงไม่คิดใช่มั้ย ว่าเจ้าอุรคาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่คุณฤดีเจองู รวมทั้งเหตุการณ์ฆ่าเสี่ยปิงด้วย”
       ภุชคินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะบอก
       “คิด...แต่ฉันไม่รู้ว่าเจ้าอุรคาเกี่ยวด้วยเพราะอะไร แต่ท่าทีของเจ้าแปลกๆ ทำยังกับมารอสังเกตการณ์อย่างนั้นละ”
       “สังเกตการณ์ อะไร?”
       ไพศิษฐ์ถามสงสัยเข้าไปใหญ่
      
       ณ ห้วงเวลาหนึ่ง ยมนา บุรุษข้างกายของเจ้าอุรคา เดินนำเสี่ยปิงมาตามทางเดินของนรกที่มืดสลัว วังเวงน่ากลัว
       “ที่นี่ที่ไหน? ที่นี่ที่ไหน” เสี่ยปิงถามไม่หยุด       
       “ทางไปนรก”
       ยมนาตอบห้วนสั้น ดวงหน้าของเสี่ยปิงซีดขาว ราวกับจะตายลงไปอีก
      
       ที่บ้านพันเอกนรินทร์ ตอนกลางวัน นาถสุดาวางหนังสือพิมพ์ในมือลง ขณะเอ่ยขึ้น
       “น่ากลัวจังเลยนะคะคุณพ่อ ผู้คนสมัยนี้ ฆ่ากันง่าย ราวกับผักกับปลา”
       ผู้พันนรินทร์ที่กำลังจัดดอกไม้เตรียมไหว้พระ หันมาตอบนาถสุดา
       “สมัยไหนก็น่ากลัวอย่างนี้ละ ถ้าใจของมนุษย์ขาดศีลธรรม”
       “นาถโชคดีที่คุณพ่อสอนเรื่องบาปบุญคุณโทษให้กับนาถตั้งแต่ยังเด็ก ต่อให้นาถโกรธแค้นใครแค่ไหน นาถก็จะไม่มีวันทำร้ายเค้าอย่างนี้ อย่างดีนาถก็แค่อโหสิกรรมเค้าไปเท่านั้นเอง”
       “เพราะคนเราคิดได้ไม่เท่ากันไงลูก โลกถึงได้มีเรื่องแปลกๆยุ่งๆเกิดขึ้นทุกวัน” นรินทร์ว่า
       “พูดถึงเรื่องแปลกๆ แล้ว พ่อจำเรื่องที่คุณชายเล่าให้ฟังวันก่อนได้มั้ยคะ”
       “เรื่องอะไรลูก”
       “ก็เรื่องของเจ้าอุรคาไงคะ? ที่คุณชายเล่าให้ฟัง เจ้าขับรถชน แต่แล้วจู่ๆ เจ้าก็หายไป พอไปเช็คที่โรงพยาบาล กลับไม่มีใครรู้เห็นเหตุการณ์นั้นเลย”
       นรินทร์ยิ้มเหมือนรู้อะไรดี “ในโลกนี้ มีสิ่งที่คาดไม่ถึงอีกเยอะแยะมากมาย เพราะนั่นคือกฎแห่ง
       กรรม ที่รอให้มนุษย์ต้องเผชิญ”
       “คุณพ่อพูดเหมือน..พี่ชายต้องชดใช้กรรมอะไรสักอย่าง อย่างนั้นแหละ”
       นรินทร์ยิ้มอีก “นาถก็รู้ไม่ใช่เหรอลูก ว่าคนเราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม แล้วทำไมคุณชายภุชคินทร์จะรอดพ้นจากกฎข้อนี้ด้วยล่ะ”
       นรินทร์พูดอย่างคนที่รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม นาถสุดามองหน้าพ่อ ทำหน้านิ่ว ได้แต่พึมพำ
       “คุณพ่อพูดเหมือนรู้อะไรอีกแล้ว”
       ผู้พันนรินทร์นิ่งไม่ตอบ ทำเหมือนไม่ได้ยิน
      
       ตกตอนกลางคืน บรรยากาศทั่ววังนาเคนทร์ดูเงียบสงบ ต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ภุชคินทร์เดินอยู่คนเดียว ท่าทางเหมือนคนกำลังคิดอะไรอยู่
       ตอนที่ตนไปโรงพยาบาล พยาบาลบอกไม่มีเหตุการณ์ที่เจ้าอุรคาเข้ารักษาตัวโรงพยาบาล รวมทั้งเหตุการณ์ที่ร้านอาหาร เจ้าอุรคาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
       “เป็นไปได้ยังไง”
       ภุชคินทร์ขัดใจ และหัวเสีย ที่ไขข้อสงสัยของตัวเองไม่ได้ ทันใดตาสินก็วิ่งหน้าตั้งมาหา
       “คุณชายครับคุณชาย”
       “มีอะไรตาสิน”
       “คุณชายมาดูเองเถอะครับ”
       ตาสินบอกแล้วเดินนำไป
      
       ไม่นานต่อมา ตาสินพาภุชคินทร์เดินลิ่วๆ ไปยังรอบๆ วังด้านนอก แล้วชี้มือไปที่พื้น
       “คุณชายดูนี่สิครับ”
       ภุชคินทร์เห็นเป็นรอยพญานาคเลื้อยไปมา ก่อนที่รอยนั้นจะหายเข้าไปในวัง เหมือนมันเลื้อย
       เข้าไปในวังอย่างไรอย่างนั้น
       ภุชคินทร์ถามอย่างตื่นเต้นจริงๆ รู้ว่าอะไรเพราะเคยเห็นที่ริมน้ำโขงมาก่อน “รอยอะไร”
       ตาสินตอบไม่มั่นใจ “ผมว่ารอยเท้าพญานาคครับ”
       ภุชคินทร์ใจเต้นรัว รอยนั้นเหมือนกับรอยที่เจอที่ริมน้ำโขงตอนกลับจากลาวไม่มีผิด
       ภุชคินทร์เพ่งตามองไปที่รอยเท้าประหลาดนั้น เหมือนเห็นรอยเท้านั่นเลื้อยเข้ามาเป็นวงกลม มันเลื้อยเข้ามาอย่างเร็วและพุ่งเข้าใส่ดวงตาของภุชคินทร์อย่างจัง ภุชคินทร์ร้องออกมา
       “โอ๊ย” ภุชคินทร์เสียหลักล้มลง
       “คุณชาย...คุณชายเป็นอะไรไปครับ คุณชาย”
       ตาสินร้องอย่างตกใจ ขณะที่ร่างของภุชคินทร์ล้มลงไป ในภาวะอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นนั้น ภุชคินทร์ได้
       ยินเสียงเรียกเบาๆ
       “ตามข้ามา ภุชเคนทร์...ตามข้ามา”
      
       แล้วสติของภุชคินทร์ก็ดับวูบลง ท่ามกลางความตกอกตกใจของตาสิน



       ขณะนั้น ภุชคินทร์ตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองเดินอยู่ที่ริมน้ำโขง ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัด
      
       “เรามาที่นี่อีกแล้ว”
       ราชนิกูลรูปงามตั้งคำถามถามตัวเองอย่างงวยงง เสียงน้ำซัดกระแทกกับโขดหินอย่างรุนแรง ภุชคินทร์หันไปมอง เห็นเจ้าอุรคาในชุดแปลกตา สวยสง่า เดินอยู่เหนือสายน้ำ ภุชคินทร์เพ่งตามอง
       “เจ้าอุรคา”
       เจ้าอุรคายิ้มดีใจ แต่สงวนทีท่าดูเยือกเย็น
       “เจ้ามาทำอะไรที่นี่ครับ”
       “ก็บ้านเราอยู่ที่นี่”
       “บ้านเจ้า”
       “เป็นบ้านท่านเหมือนกั” เจ้าอุรคาตอบ
       ภุชคินทร์งงไปใหญ่ “บ้านผม? ไม่นี่...ผมไม่เคยมีบ้านที่นี่”
       เจ้าอุรคาตอบโดยไม่มองหน้า น้ำเสียงเศร้า “มีสิ! ท่านแค่ลืมมันไปเท่านั้นเอง แต่ไม่เป็นไร เราจะทำให้ท่าน จดจำทุกสิ่งได้เอง”
       เจ้าอุรคามองหน้าภุชคินทร์ไม่วางตา ภุชคินทร์มองตอบท่าทีงง แต่ก่อนที่ทั้งสองคนจะพูดอะไรต่อ ลมก็พัดอย่างแรง ฝนตกลงมาอย่างหนัก ท้องน้ำสั่นสะท้านราวกับกำลังจะถูกบางอย่างแหวกขึ้นมาจากใต้บาดาล
       ทันใดนั้นเอง น้ำก็พุ่งขึ้นมา พร้อมๆ กับนาคสองตัวพุ่งตามออกมาด้วย นาคสองตัวหยอกเย้าและเริงเล่นน้ำฝนด้วยกันอย่างชื่นฉ่ำใจ
       ภุชคินทร์ตะลึง “พญานาค”
       ราชนิกูลรูปงาม มองภาพตรงหน้าด้วยความอัศจรรย์ และแปลกประหลาดใจ ขณะที่เจ้าอุรคามองด้วยความสะเทือนใจ เหมือนจะรู้เหตุการณ์ต่อไปตรงหน้า เมื่อปรากฏร่างของพญาครุฑบินโฉบลงมาจากท้องฟ้าทะมึน ครุฑตนนั้นตรงไปยังนาคตัวผู้ก่อนที่จะใช้ปากจิกเข้าที่ลำคอของนาคชะตาขาด ภายในพริบตาเดียว เลือดก็แดงฉานทั่วท้องน้ำ
       สีหน้าของภุชคินทร์ แสดงออกถึงความเจ็บปวดราวกับเป็นนาคตัวนั้น ในขณะที่ครุฑตัวนั้น กลายร่างเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ แต่เห็นใบหน้าไม่ชัดเจน ชายหนุ่มผู้นั้น คว้าเอานาคอีกตัวด้วยมือเปล่า เดินห่างออกไป ห่างออกไป เกินกว่าที่จะตามได้ทัน
       ภุชคินทร์จ้องมองภาพตรงหน้าอย่าตื่นตะลึง ชายหนุ่มละล่ำละลักหันกลับมาถามเจ้าอุรคา
       “นี่มันอะไรกันเจ้า”
       ภุชคินทร์รู้สึกเย็นเยียบไปทั้งร่าง เมื่อเจ้าอุรคาไม่ได้อยู่ข้างๆ เขาแล้ว เธอหายไปอีกแล้ว
      
       ค่ำคืนเดียวกันนั้นอำนาจขับรถมาตามทาง โดยมีสุบรรณนั่งอยู่ด้านหลัง สีหน้าของสุบรรณเคร่งเครียด
       อำนาจมองผ่านกระจกขณะถามเจ้านาย “เรื่องเสี่ยปิง มีปัญหาหรือครับนาย”
       “เปล่านี่”
       อำนาจแย้งท่าทีเกรงใจ “ผมนึกว่ามี ผมเห็นนายดูเครียดๆ”
       “คนอย่างฉัน ทำอะไรไม่เคยทิ้งหลักฐาน อีกอย่าง สุรินทร์เป็นคนเก่ง ยิ่งถ้าทำตามแผนที่ฉันบอก ตำรวจไม่มีทางตามกลิ่นเจออยู่แล้ว”
       “แล้วนายมีปัญหาอะไรครับ” อำนาจถามด้วยความจริงใจ “ขอโทษ...ผมเป็นห่วง”
       สุบรรณนิ่งไปนิดก่อนตัดสินใจบอก “ฉันอยากเจอเจ้าอุรคา แกพาฉันไปหาเจ้าอุรคาได้มั้ย”
       “ผมจะพยายาม”
       อำนาจรับคำ ทั้งที่ยังไม่รู้เลย ว่าเจ้าอุรคาอยู่ที่แห่งหนใด
       ระหว่างนั้นเหมือนมีใครคนหนึ่งจ้องมองมาที่สุบรรณกับอำนาจตลอดเวลา
      
       เวลาเดียวกันนั้นที่เฮือน ณ ภูจำปา ท่ามกลางความมืดนั้นชรายุกำลังเก็บดึงดอกจำปาอย่างช้าๆ ราวกับดอกจำปาเป็นอวัยวะของใครบางคน ดวงตาของชรายุโกรธเกรี้ยว แค้นคั่งแทนเจ้านายหญิง
       “พวกเจ้าได้มาแน่”
       มือของชรายุเด็ดดอกจำปาอย่างแรง จนดอกจำปาร่วงหล่นลงบนพื้น ราวกับความรู้สึกผิดชอบ
       ชั่วดีในใจ ถูกทิ้งลง ด้วยความแค้น
      
       ด้านสุบรรณกับอำนาจยังนั่งอยู่ในรถ อำนาจคุยโทรศัพท์ ด้วยอุปกรณ์เสริม และกำลังหาพิกัดที่อยู่เจ้าอุรคา
       สุบรรณถามอย่างหงุดหงิด “ยังไม่รู้อีกหรือว่าเจ้าอุรคาอยู่ที่ไหน”
       “ยังครับ แต่ผมคิดว่าอีกไม่นาน คงได้ข้อมูล”
       สุบรรณสั่งอย่างเอาแต่ใจ “ยังไงต้องได้ภายในคืนนี้ เพราะฉันจะไปหาเจ้าอุรคาคืนนี้”
       “ครับ”
       อำนาจรับคำหนักแน่น แต่สีหน้าหนักใจเต็มทน สุบรรณหงุดหงิดอยู่ แต่จู่ๆ เสียงมือถือดังขึ้น สุบรรณกดรับโดยไม่มองเบอร์ “ว่าไง? เจ้าอุรคา”
       สีหน้าของสุบรรณทั้งประหลาดใจระคนดีใจเป็นอย่างยิ่ง
      
       เจ้าอุรคายืนถือโทรศัพท์รุ่นโบราณอยู่ในเฮือน สีหน้ายิ้มพอใจ ก่อนที่ใบหน้างดงามนั้นจะแปรเปลี่ยน
       เป็นใบหน้าของชรายุที่ยิ้มอย่างพอใจไม่แพ้กัน เจ้าอุรคายืนอยู่ด้านหลัง บอกด้วยรอยยิ้มพราย
       “ทำดีมาก ชรายุ”
       ชรายุหันมายิ้มให้เจ้าชีวิต ด้วยสายตาแห่งความรัก เทิดทูน และจงรักภักดียิ่ง
      
       ด้านภุชคินทร์ในสภาพเลือดท่วมร่างวิ่งตามท้องน้ำตะโกนหาเจ้าอุรคา
       “เจ้าอุรคาคุณอยู่ไหน เจ้าอุรคา”
       เงียบกริบไม่มีเสียงตอบ รอบๆ บริเวณมีแต่ความมืดมิด และดูน่าประหวั่นพรั่นพรึงน่ากลัว ภุชคินทร์หายใจหอบเหนื่อยก่อนจะนิ่วหน้าเหมือนรู้สึกเจ็บปวด ชายหนุ่มก้มลงมองตัวเอง และแล้วภุชคินทร์ก็ยิ่งตระหนกมากกว่าเดิมเมื่อเห็นร่างของตัวเองแดงฉานไปด้วยเลือด
       “โอ๊ย”
       ภุชคินทร์ร้องออกมาสุดเสียงด้วยความเจ็บปวด ทรุดตัวลง น้ำซัดเข้ามาต้องร่าง เห็นเลือดแดง
       ฉานไปทั่วลำน้ำโขง ก่อนที่สติจะดับวูบลงนั้นภุชคินทร์พูดออกมาได้เพียงว่า
      
       “เจ้าอุรคา คุณอยู่ที่ไหน...เจ้าอุรคา”



       เวลานั้นรถยนต์คันหรูของสุบรรณวิ่งเข้ามาภายในอาณาบริเวณของเฮือน ภูจำปา สุบรรณและอำนาจกวาดสายตามองทิวทัศน์โดยรอบอย่างแปลกประหลาดใจ รถวิ่งมาจอดนิ่งที่หน้าเฮือนหลักหลังใหญ่
      
       ชรายุเดินนำออกมารับ ตามด้วยเจ้าอุรคา ก่อนที่ชรายุจะเบี่ยงกายหลบให้เจ้าอุรคาก้าวออกมา
       ทันทีที่เห็นหน้าเจ้าอุรคา สุบรรณก็ร้องออกมาอย่างยินดี
       “ถ้าบอกว่าฝัน ผมก็จะเชื่อ เพราะผมไม่เคยเห็นเฮือนภูจำปาของเจ้ามาก่อนเลย ทั้งๆ ที่ทั่วทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯ ผมเดินผ่านมาหมด”
       เจ้าอุรคายิ้มเยือกเย็น พูดทีเล่นทีจริง “คุณสุบรรณอาจจะฝันก็ได้ค่ะ”
       “เป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะตอนนี้ผมยืนสบตาเจ้าอยู่ และดวงตาของเจ้าก็ช่างสดใส มีชีวิตชีวา จนทำให้หัวใจผมเต้นแรง”
       เจ้าอุรคาหัวเราะพอใจ “คุณสุบรรณมีวิธีพูดให้คนฟังรู้สึกดีเสมอนะคะ ขอต้อนรับสู่เฮือนภูจำปาค่ะ คนที่จะมาที่นี่ได้ คือคนที่ฉันอนุญาตให้ได้เห็นเท่านั้น”
       สุบรรณมองอย่างฉงน “คนที่เจ้าอนุญาตให้เห็นเท่านั้น”
       เจ้าอุรคากลบเกลื่อน “แหมก็ฉันเป็นเจ้าของนี่คะ ฉันก็ต้องเลือกแขกของฉันสิคะว่าฉันจะให้ใครเข้ามาสถานที่ของฉันจะเข้าด้านใน หรือเดินเล่นด้านนอกดีคะ”
       สุบรรณบอกอย่างจริงจัง “ที่ไหนก็ได้ครับ ที่มีเจ้า”
       ชรายุมองมาอย่างไม่พอใจ ส่วนเจ้าอุรคามองด้วยแววตาที่สะท้อนใจกึ่งสมเพช
       “คุณสุบรรณเป็นคนที่ชัดเจน ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองเสมอ และก็ไม่เคยสนใจ ว่าคนอื่นเขาจะรู้สึกอย่างไร”
       “ผมไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวอย่างนั้นสักหน่อย”
       สุบรรณหน้าเจื่อนไป เจ้าอุรคาเชื้อเชิญ
       “เชิญข้างในดีกว่าค่ะ”
       เจ้าอุรคาเดินนำสุบรรณเข้าไปด้านใน อำนาจจะเดินตาม แต่ชรายุเข้ามาขวาง
       “เชิญด้านนอกค่ะ”
       อำนาจมองชรายุอย่างไม่พอใจ จะเดินตามเข้าไปข้างในให้ได้ ชรายุมองด้วยแววตาทรงอำนาจ บอกด้วยเสียงเฉียบขาด
       “บอกว่าเชิญด้านนอก”
       ดวงตาของชรายุมองจิกวาววับ น่ากลัว จนอำนาจจำต้องเดินถอยห่างออกไปด้วยความไม่พอใจ
       เจ้าอุรคาเดินนำสุบรรณเข้ามาด้านในเฮือน สุบรรณเดินตามสายตาสอดส่องสำรวจเห็นของตกแต่งบ้านออกแนวโบราณ เข้มขลังจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นของแต่งบ้านของผู้หญิง
       โดยเฉพาะรูปปั้นครุฑที่ถูกพญานาคกัดคอ ดวงตาของครุฑและพญานาคราวกับมีชีวิต สุบรรณมองอย่างทึ่ง อึ้ง ขณะที่เจ้าอุรคายิ้มเย็น ขณะถาม
       “สวยใช่มั้ยคะ”
       “แปลกใจมากกว่าครับไม่คิดว่า เจ้าจะชอบสะสมของโบราณแบบนี้”
       “ก็ไม่ได้ตั้งใจสะสมหรอกค่ะ มันมีของมันเอง” เจ้าอุรคาเน้าคำตอนท้าย
       สุบรรณทวนคำงงๆ “มีของมันเอง”
       “ก็มันเป็นของจริง สิ่งมีชีวิตจริงๆ ที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้นะสิคะ...” เสียงเจ้าอุรคาเข้ม เหมือนกำลังเคียดแค้นหนักหนา “ครุฑถูกพญานาคกัดตาย และ....พญานาคที่ถูกครุฑฆ่าจนตาย”
       เจ้าอุรคาปรายตามองไปยังอีกมุม สุบรรณหันไปมองตาม เห็นครุฑตัวเดิม จิกกรงเล็บ ลงบนเนื้อพญานาคอีกตัว โฉบนาคตัวนั้นอยู่ใต้อุ้งเท้าครุฑ สุบรรณส่ายหน้าเหมือนหายใจติดขัด ความรู้สึกก้ำกึ่ง เหมือนเขาจะเกี่ยวพันเหตุการณ์ตรงหน้า เจ้าอุรคาหันมาถาม
       “ทำไมคะ”
       “เจ้าพูดเรื่องตายเสียจนผม...นึกกลัว”
       เจ้าอุรคาเสียงเครือๆ แต่เข้มแข็ง “ความจริงน่ากลัวยิ่งกว่านี้ค่ะ เพราะความตายได้พลัดพรากทุกอย่างไปจากคนที่ยังอยู่ โดยเฉพาะ จิตวิญญาณ...อยู่ก็เหมือนกับตายทั้งเป็น”
       สุบรรณมองหน้าเจ้าอุรคา แล้วทำหน้ามึนงง ไม่เข้าใจว่าเจ้าอุรคาพูดเรื่องอะไร เจ้าอุรคาพูดเป็นเชิงถาม
       “คุณสุบรรณอยากลองมั้ยคะ”
       “อะไรครับ”
       “อยู่ แต่เหมือนตายทั้งเป็น ถึงคุณสุบรรณจะตอบว่าไม่ แต่ดิฉันจะให้คุณได้ลิ้มลอง รสชาติของการอยู่” น้ำเสียงของเจ้าอุรคาสั่นเครือขณะพูดประโยคต่อมา “แต่เหมือนตายทั้งเป็น”
       เจ้าอุรคาเดินเข้ามาใกล้ๆ สุบรรณ ดวงตาดูหยาดเยิ้มเปี่ยมเสน่ห์อันเร่าร้อน ริมฝีปากอิ่มงามเชิญชวน กลิ่นหอมจางๆ คล้ายกลิ่นกำยานผสมกับกลิ่นของดอกจำปา มันหอมกุกรุ่นจนไฟในกายของสุบรรณลุกโชน เจ้าอุรคาเอียงหน้าเข้ามาหา ริมฝีปากสวยอยู่ห่างจากใบหน้าสุบรรณไม่ถึงคืบ
       สุบรรณมองภาพความเย้ายวนตรงหน้าราวกับตกอยู่ในมนต์สะกด
      
       ด้านอำนาจเดินรอบๆ บริเวณเฮือนภูจำปาแล้วทำท่าหวาดๆ
       “บ้านคนหรือว่าป่ากันแน่วะ น่ากลัวฉิบ”
       ชรายุเดินมาทางด้านหลังอย่างเงียบกริบ เมื่อได้ยินอำนาจว่า ชรายุก็ยิ้มในสีหน้า แล้วจู่ๆ ร่างของชรายุกลายเป็นงูขนาดใหญ่ งูตัวนั้นค่อยๆ เลื้อยตรงดิ่งไปยังร่างของอำนาจ เป็นจังหวะเดียวกับที่อำนาจหันหน้ามา แล้วร้องอย่างตกใจ
       “อ๊ากงู! ช่วยด้วยๆๆๆๆ”
      
       งูตัวนั้นไม่ตื่นหนี แต่กลับมองจ้องหน้าอำนาจอย่างไม่กลัวเกรง
       ส่วนที่ด้านในเฮือนภูจำปา ขณะที่สุบรรณกำลังจรดริมฝีปากลงบนฝีปากของเจ้าอุรคาเสียงของอำนาจดังลั่นแทรกเข้ามา
      
       “งู! ช่วยด้วย งูๆๆๆๆๆ”
       สุบรรณสะดุ้งตื่น เพราะเสียงร้องตกใจไม่ใช่เพราะงู สุบรรณมองเจ้าอุรคาอย่างเสียดาย
       “ขอโทษนะครับ ที่ผมเกือบจะทำรุ่มร่ามกับเจ้า”
       เจ้าอุรคายิ้มหวานหว่านเสน่ห์ “ถ้าดิฉันจะบอกว่ายินดีล่ะคะ”
       สุบรรณมองเจ้าอุรคาอย่างคาดไม่ถึง สายตาของเจ้าอุรคาเว้าวอนเชิญชวนอยู่ในทีเหมือนเดิม สุบรรณอดใจ ไม่ไหว จะจรดริมฝีปากลงไป แต่เสียงร้องของอำนาจดังลั่นมาทำลายบรรยากาศอีกหน
       “อ๊าก...งู”
       “ขอโทษครับเจ้า”
       สุบรรณเดินผละออกไป หัวเสียอำนาจสุดขีด เจ้าอุรคาก็มองตามอย่างไม่พอใจ
      
       สุบรรณเดินออกไปนอกเฮือน ตามติดด้วยเจ้าอุรคา อำนาจร้องลั่นไม่เป็นภาษา สุบรรณดุเสียงขุ่น
       “กะอีแค่งู ร้องอะไรกันนักหนา”
       “ไม่ร้องได้ยังไงครับท่าน...มันเป็นงู”
       อำนาจชี้ไปยังพุ่มไม้หนาทึบตรงหน้า แล้วสุบรรณก็แทบผงะ ตื่นตะลึงเมื่อเห็นงูยักษ์ตัวหนึ่งนอนขดตัวอยู่
       “งูยักษ์”
       “ดิฉันเลี้ยงไว้เองค่ะ เก่ง เฉลียวฉลาด เคยฆ่าคนตายด้วยนะคะ” เจ้าอุรคาบอกท่าทีแน่วนิ่ง
       อำนาจอึ้ง “ฆ่าคนตาย”
       เจ้าอุรคาย้อนพูดเป็นนัย “ทำไมต้องตกใจด้วยคะ...ฆ่าคนตาย ใช่ว่า คุณอำนาจไม่เคย”
       คราวนี้ทั้งอำนาจและสุบรรณหันมามองหน้ากัน เสียวสันหลังวาบ เจ้าอุรคาพูดเหมือนรู้อะไร?
       เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้ม หันมาเปลี่ยนเรื่องถามสุบรรณ “จะเข้าไปคุยกันต่อมั้ยคะ”
       “ดึกแล้ว..ผมไม่รบกวนเจ้าดีกว่า” สุบรรณเกรงใจ
       “ดิฉันยินดีค่ะ”
       สุบรรณมองหน้าเจ้าอุรคาอีกครั้ง จ้องลงไปในแววตา คำพูดเหมือนเชื้อเชิญเขาให้มาทุกวัน เจ้าอุรคาหัวเราะนิดๆ
       “ดิฉันหมายถึง ไม่ว่าคุณสุบรรณจะทำอะไร จะคิดอะไร ดิฉันก็ยินดี มิได้หมายถึงอย่างอื่นค่ะ” เจ้าอุรคาบอกเหมือนสั่งงูยักษ์ “ส่งแขกไป”
       ราวกับว่าฟังรู้เรื่อง งูยักษ์ตัวนั้น เคลื่อนตัวใกล้เข้ามา อำนาจถอยหลังกรูดท่าทีกลัวๆ แต่สุบรรณกลับไม่กลัวสบตางูนิ่ง ก่อนจะรีบบอก
       “ไม่เป็นไรครับ...ผมกลับเองได้ แล้วผมจะมาหาเจ้าใหม่ หวังว่า...เจ้าจะต้อนรับผมด้วยความรู้สึกพิเศษอย่างคืนนี้อีก”
       “ยินดีค่ะ”
       เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้มอีกแล้ว มันเป็นรอยยิ้มที่สุบรรณแปลความหมายไม่ออก เพราะรอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความพอใจ เต็มใจ ปนกับความสาแก่ใจ มันหลากหลายความรู้สึกปนเปราวกับมีปริศนาซ่อนเอาไว้ สุบรรณบอกอำนาจ
       “ไปอำนาจ!”
       สุบรรณเดินนำอำนาจออกไป อำนาจเดินตามด้วยท่าทีแหยงๆ กลัวงูสุดขีด
       ลับร่างสองคน งูยักษ์ตัวนั้น ก็กลายร่างเป็นชรายุ เจ้าอุรคาพูดเยือกเย็น
       “เจ้าทำผิดจังหวะไปหน่อยชรายุ ไม่เช่นนั้น คืนนี้ ...พญาครุฑ คงได้ลิ้มลอง ดำฤษณา (ดำ-หริด-สะ-หนา) รสชาติความอยากเสน่หา ที่จะทำให้เขาตกอยู่ใน ความทุกข์ทรมานของตัณหาไปจนตาย”
       น้ำเสียงของเจ้าอุรคาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
      
       เหตุการณ์ที่วังนาเคนทร์ ภุชคินทร์นอนอยู่บนเตียง เอาแต่ร้องโอดโอยทุรนทุรายเหมือนเจ็บปวดทรมานเหลือแสน
       “เจ็บ...เจ็บ”
       หม่อมภาณีกับนารีวรรณมองภุชคินทร์อย่างเป็นกังวล หม่อมภาณีหันบอกหลังจากดูอาการบุตรชายอยู่สักพัก
       “ท่าจะไม่ดีแล้ว รีบตามหมอมาเร็วหนูนา”
       “ค่ะ”
       นารีวรรณจะออกไป ขณะที่หม่อมภาณีเอื้อมมือไปจับเนื้อตัวเรียกภุชคินทร์
       “ชาย ชาย”
       ภุชคินทร์สะดุ้งตื่นขึ้นมา รู้สึกตัวอาการงง “คุณแม่”
       นารีวรรณหันมา “พี่ชาย” รีบเดินมาหา “พี่ชายรู้สึกตัวแล้ว”
       หม่อมภาณีจับตามเนื้อตามตัวอย่างห่วงใย “เป็นอะไร เจ็บตรงไหนลูก”
       ภุชคินทร์อึ้ง “เจ็บ”
       นารีวรรณรีบบอก “ก็พี่ชายเอาแต่ร้องว่าเจ็บๆ นะสิคะ”
       “เจ็บ” ภุชคินทร์ทวนคำเดิม นิ่งคิด “พี่แค่ฝันไป...” ชายหนุ่มนึกได้ ละล่ำละลักบอกมารดาและน้องสาว “แต่...แต่ผมเห็นรอยเท้าพญานาคที่นอกวัง”
       พูดเท่านั้นภุชคินทร์ลุกพรวดขึ้นจากเตียง แต่หม่อมภาณีและหนูนา ยึดตัวเอาไว้
       “จะลุกทำไม ลูกยิ่งไม่สบายอยู่”
       “ผมจะออกไปดูรอยเท้าพญานาค” ภุชคินทร์ย้ำคำ
       นารีวรรณงวยงง “รอยเท้าพญานาคมีที่ไหนคะ”
       “จริงด้วย...ตาสินก็พูดเพ้อเจ้อไปเท่านั้นแหละ” หม่อมภาณีว่า
       ภุชคินทร์ยืนกราน “แต่ผมมั่นใจว่ามีจริงๆ พญานาคมาที่วังของเรา”
       หม่อมภาณีกับนารีวรรณมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ที่ภุชคินทร์พูดเหมือนจะเชื่อเป็นตุเป็นตะ
      
       ขณะเดียวกันนั้นที่กลางลำน้ำโขงยามค่ำคืนที่สุดแสนจะวิเวกวังเวง เสียงน้ำกระแทกโขดหินโครมครืน และยินเสียงเจ้าอุรคาแว่วมาตามสายลม
       “เราใกล้กันเข้ามาทุกทีแล้วภุชเคนทร์...เราเข้าใกล้ท่านทุกทีแล้ว”
      
       เสียงนั้นดังแผ่วๆ เหมือนแว่วมาจากที่ไกลแสนไกล



       พระอาทิตย์ยามเช้าของวันใหม่ ฉายแสงอ่อนๆ รอบๆ อาณาบริเวณของวังนาเคนทร์ ซึ่งขณะนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่มามุงดูรอยประหลาด และทัพนักข่าวที่มาทำข่าวแทบจะทุกสำนัก
      
       ทุกคนเห็นรอยเท้า ที่ว่ากันว่าเป็นรอยเท้าพญานาคเลื้อยเหยียบย่ำเต็มไปหมด และต่างก็เพ่งมองอย่างสนอกสนใจ หนึ่งในนั้นมีเฟื่องวลีและเฟื่องฟ้ารวมอยู่ด้วย
       “อี้! น่าเกลียดน่ากลัวจริงๆ เลย” เฟื่องวลีทำหน้าแหยงๆ
       ผู้กองไพศิษฐ์ทื่ยืนอยู่ข้างๆ รวมกับคนอื่น โดยที่เฟื่องวลีไม่ทันเห็น เอ่ยขึ้นในอารมณ์เหน็บแนม
       “ครับน่ากลัวจริงๆ นายชายคงจะกลัวมาก ที่ตื่นขึ้นมาก็เห็นคุณฟีบี้ โผล่ถึงประตูรั้วบ้านขนาดนี้”
       เฟื่องวลีชักสีหน้า ไม่พอใจ “ผู้กองไพศิษฐ์”
       ไพศิษฐ์หัวเราะขำขณะพูดเหน็บต่อ “หรือว่าไม่จริงครับ คุณฟีบี้ลองนึกสภาพว่าเป็นตัวเองสิครับ จู่ๆ แขกที่ไม่ได้รับเชิญโผล่มาที่บ้านแต่เช้า จะรู้สึกยังไง”
       เฟื่องฟ้า        ดีใจเพราะรู้ดีว่าคุณชายภุชคินทร์ยินดีต้อนรับลูกสาวตนตลอดเวลา แต่รู้สึกไม่พอใจ ที่ภุชคินทร์มีเพื่อนซึ่งไร้ความเป็นสุภาพบุรุษอย่างผู้กองไพศิษฐ์ ที่เอาแต่พูดจาเหน็บแนมผู้หญิงอยู่ได้
       “ไป..ฟีบี้ เข้าวังกันดีกว่าลูก ไม่ต้องสนใจเรื่องไร้สาระ รวมทั้ง” ปรายตามองไพศิษฐ์เหยียดๆ “คนไร้สาระแบบนี้หรอก”
       สองแม่ลูกเดินเชิดเข้าไปในตึกใหญ่ ไพศิษฐ์มองตามแล้วหัวเราะขันตัวเอง
       “หาเรื่องโดนแต่เช้าเลยเรา”
       ไพศิษฐ์หันหน้ากลับมา แต่แล้วเสียงหัวเราะก็หายไปในลำคอ เมื่อเห็นเจ้าอุรคายืนอยู่อีกมุมทำตัวเสมือนเป็นไทยมุงคนหนึ่ง และไพศิษฐ์ดูไม่ผิด เมื่อสายตาของเจ้าอุรคามองตามเฟื่องวลีอย่างไม่พอใจ ไพศิษฐ์พึมพำเบาๆ อย่างประหลาดใจ
       “เจ้าอุรคา”
       น่าแปลกที่ไพศิษฐ์พึมพำกับตัวเอง แต่เจ้าอุรคากลับหันมามองหน้าตาเฉยเหมือนได้ยิน ดวงตาของเจ้าอุรคาทำเอาไพศิษฐ์ทำตัวไม่ถูก เหมือนเด็กทำผิดแล้วถูกผู้ใหญ่จับได้
       ไพศิษฐ์ยิ้มให้ แล้วแหวกผู้คนเดินไปมา แต่พอไปถึงตรงจุดที่เจ้าอุรคายืนอยู่ ไพศิษฐ์ก็ถามขึ้นโดยไม่ทันมอง
       “เจ้ามาดูรอยเท้าพญานาคเหมือนกันหรือครับ”
       ผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ หันมามองงงๆ และเธอผู้นั้นก็ไม่ใช่เจ้าอุรคา ไพศิษฐ์งง ขณะที่เธอผู้นั้นบอกไพศิษฐ์กลับมา
       “อยากรู้ งวดนี้ออกอะไร”
       ไพศิษฐ์ยืนเซ่อไปในทันที ผู้หญิงชาวบ้านตรงหน้าไม่ได้มีอะไรเหมือนกับเจ้าอุรคาแม้แต่น้อย
       “เจ้าอุรคาหายไปไหน”
       ไพศิษฐ์งวยงงสงสัย ได้แต่ถามตัวเองขณะสอดส่ายสายตาไปทั่วบริเวณ แต่ไม่มีแม้เงาของเจ้าหญิงผู้เลอโฉม ระหว่างนั้นภุชคินทร์เดินฝ่าคนเข้ามาหา
       “มองอะไรนายศิษฐ์”
       “ตะกี้ฉันเห็นเจ้าอุรคาอยู่ที่นี่”
       ภุชคินทร์ตกตะลึง กวาดตามองหารวดเร็ว ไพศิษย์พูดต่อ
       “แต่ตอนนี้เธอหายไปแล้ว”
       ภุชคินทร์ทำสีหน้างวยงงหนัก ประหลาดใจไม่แพ้ไพศิษฐ์
      
       ไม่นานต่อมาสองเกลอเดินคุยกันมาตามทางในวัง ไพศิษฐ์เอ่ยขึ้น
       “ฉันไม่ได้ตาฝาด ฉันเห็นเจ้าอุรคามามุงดูรอยเท้าพญานาคเหมือนกัน แต่จู่ๆ เธอก็หายไปไหนไม่รู้”
       “จะหายไปเร็วขนาดนั้นได้ยังไง” ภุชคินทร์คาใจ
       “ถามฉัน แล้วฉันจะตอบยังไง? ก็นายบอกเองไม่ใช่หรือ วันที่เสี่ยปิงถูกฆ่าเจ้าอุรคาก็อยู่ที่นั่น แต่แล้วจู่ๆก็หายไปแบบไร้ร่องรอย”
       ภุชคินทร์อึ้งไป นึกได้ ไพศิษฐ์ว่าต่อ
       “ถ้าจะเจอดี เราสองคนก็เจอดีเหมือนกันล่ะวะเพื่อน”
       ภุชคินทร์ฉงน “เจอดีอะไร เจ้าอุรคาไม่ใช่ผี”
       ไพศิษฐ์ยั่วยิ้ม “งั้นเป็นอะไร คน หรือ นางฟ้า หรือครึ่งคนครึ่งนางฟ้า เอาเป็นว่าฉันกับนายเราต่างก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าเห็นเจ้าอุรคาหายตัวไปเหมือนกัน”
       ภุชคินทร์นิ่งงัน พูดไม่ออก เพราะสิ่งที่ไพศิษฐ์พูดคือความจริง ไพศิษฐ์ว่าต่อ
       “ฉันชักสงสัยแล้วสิ”
       ภุชคินทร์สงสัย “อะไร”
       “ที่เจ้าอุรคาปรากฏตัวเพราะอะไร คดีฆาตกรรมหรือนาย”
       ภุชคินทร์งงหนัก “ฉัน”
       ไพศิษฐ์ตั้งข้อสังเกต “ก็ตอนแรก...ฉันก็สงสัยตัวเจ้าอุรคาว่าจะเกี่ยวข้องกับการตายของเสี่ยปิง แต่ตอนนี้ฉันชักไม่แน่ใจ ฉันว่าเจ้าอุรคาจงใจปรากฏตัวเพราะนาย ไม่งั้น...” ผู้กองหนุ่มลดเสียงพูดเบาลง “พูดก็พูดเถอะเจ้าจะถ่อสังขารมาดูรอยเท้าพญานาคถึงนี่ทำไม”       
       ภุชคินทร์หน้านิ่ว ไม่รู้จะตอบเพื่อนยังไง จู่ๆ เสียงมือถือของไพศิษฐ์ดังขึ้น ไพศิษฐ์กดรับสาย
       “ว่าไง?” ไพศิษฐ์นิ่งฟัง ก่อนจะวางสายหันมาบอกภุชคินทร์หน้าเคร่ง
      
        
       “สายของฉันรายงานว่า เจอเบาะแสเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมเสี่ยปิงแล้วว่ะ”



       เวลาเดียวกันภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ สุบรรณนั่งอยู่ในห้องโถงถามอำนาจหน้าเครียด
      
       “สุรินทร์ไปกบดานเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย”
       “ครับนาย”
       “งั้นเรื่องคดีเสี่ยปิงก็ไม่มีอะไรต้องน่าเป็นห่วง”
       อำนาจดูจะเป็นกังวลนิดๆ “แต่สายทางตำรวจก็ใช่ย่อยนะครับ”
       สุบรรณนิ่งคิดไปนิดหนึ่ง “งั้นก็ซ้อนแผนไปอีกทีสิ...เอาให้ตำรวจหัวหมุนไปเลย”
       “งั้น...ผมจะตามสุรินทร์กลับมา”
       “ดี! ฉันเชื่อมือสุรินทร์ว่าจะไม่ทำให้แผนแตก บอกมัน จัดหนัก ให้ตำรวจทำงานเล่นๆ อีกซักคดี งานเปิดร้านเพชรของเจ้าประกายคำก็ได้...ฉันเชื่อ ศัตรูของฉันคงพาผู้หญิงไปเดินเล่นเพ่นพ่านอยู่ในงานนั้นซักคนสองคน”
       สุบรรณพูดอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะผุดลุกเดินไป อำนาจจะเดินตามไป แต่สุบรรณยกมือห้าม
       “ไม่ต้อง! ไปสั่งงานสุรินทร์เถอะ ฉันจะไปหาเจ้าอุรคา”
       อำนาจย้อนถามท่าทีแหยงๆ “นายไม่กลัว”
       “งูน่ะหรือ?” สุบรรณส่ายหน้า “จะบอกว่าไม่กลัวก็คงโกหก เพียงแต่ความรู้สึกของฉันตอนนี้ เหมือนเด็กหนุ่มเพิ่งตกหลุมรักเลยว่ะ ฉันเฝ้าแต่คิดถึงเจ้าอุรคา คิดถึงจนกลัวจะมีคนมาแย่งเธอไป”
      
       สุบรรณพูดเบาๆ ทั้งสีหน้าแววตา เต็มไปดวยความหวาดหวั่น
      
       เช้าวันนี้ภายในห้องโถงที่วังนาเคนทร์ เฟื่องฟ้าบอกหม่อมภาณีอย่างไม่พอใจนัก
       “หม่อมควรจะเตือนคุณชายหน่อยนะคะ ว่าไม่ควรไปคบหาสมาคมกับผู้กองไพศิษฐ์”
       “จริงด้วยค่ะ ฟีบี้เป็นผู้หญิง เป็นกุลสตรี ผู้กองพูดอย่างนี้กับฟีบี้ได้ยังไง” เฟื่องวลีเสริม
       “ผู้กองเค้าก็แค่อยากจะเตือนมั้ง เพราะกุลสตรีไม่ควรเช้าถึง เย็นถึง บ้านผู้ชาย โดยที่เขาไม่ได้เชิญนะจ๊ะ”
       ถูกเหน็บแบบผู้ดี สองแม่ลูกเลยหน้าจ๋อย หม่อมภาณีหัวเราะขำๆ แล้วว่าต่อ ขณะมองไปทางเฟื่องฟ้า
       “ที่ฉันเตือน เพราะหวังดี ฟีบี้เองก็เป็นลูกผู้หญิง ถึงเราจะสนิทกัน แต่ฟีบี้กับตาชาย ก็ไม่ใช่ญาติกันอยู่ดี”
       เจอดอกนี้เข้าไป สองแม่ลูกยิ่งจ๋อยไปกันใหญ่ เฟื่องฟ้าบอกเสียงอ่อยๆ
       “ขอบคุณหม่อมมากค่ะที่เตือน เอ่อ...แล้วตกลง หม่อมจะไปงานของเจ้าประกายคำหรือเปล่าคะ”
       “เจ้าอุตส่าห์เชิญ ก็คงต้องไปให้เกียรติเจ้าหน่อย”
       “ฟีบี้ไปด้วยนะคะ”
       ภาณีมองมาทางเฟื่องฟ้า “เจ้าเชิญคุณฟ้าด้วยหรือ?
       “เปล่าค่ะ...แต่ฟ้ากับฟีบี้อยากได้เครื่องประดับซักชิ้น เลยจะขอตามหม่อมไปงานด้วย” เฟื่องฟ้าว่า
       “งั้นก็ตามใจ”
       หม่อมภาณียิ้มเพลียๆ แกมระอา นารีวรรณเดินเข้ามาหา
       “อาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะคุณแม่”
       “ตามตาชายมาเลยลูก” หม่อมภาณีบอกบุตรี
       “พี่ชายออกไปกับผู้กองไพศิษฐ์แล้วค่ะ” นารีวรรณบอก
       “ไปไหน” ทั้งสามคนประสานเสียงถาม
       หม่อมภาณีหันไปมองเฟื่องฟ้าและเฟื่องวลีด้วยสายตาทำนอง เกี่ยวอะไรด้วย นารีวรรณยิ้มขำ
       สวนอาหารแห่งนั้น บรรยากาศที่ร่มรื่น ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยสวนน้ำ ไพศิษฐ์คุยอยู่กับลูกน้องสายตำรวจก่อนโบกมือไล่ พอลูกน้องเดินออกไป ไพศิษฐ์ก็เดินมาพูดกับภุชคินทร์พึมพำ
       “สายของฉันบอกว่า คนร้ายที่ฆ่าเสี่ยปิงน่าจะเป็นกลุ่มนินจัตสุ”
       ภุชคินทร์รู้จัก “พวกนินจาที่ล่องหนหายตัวได้”
       “ใช่! พวกมันล่องหนหายตัวได้” ไพศิษฐ์ยิ้มๆ เย้าเล่น ไม่จริงจัง “เหมือนเจ้าอุรคา”
       ภุชคินทร์ไม่ขำ แววตาบอกชัดว่าเครียด จึงเสมองไปทางอื่น พลันดวงตาก็เบิกกว้าง เมื่อเห็นชายหนุ่ม หญิงสาวคู่หนึ่งเดินเข้ามา แม้จะอยู่ในระยะไกล ภุชคินทร์ก็จำได้
       “ท่านสุบรรณ เจ้าอุรคา”
       ไพศิษฐ์มองตามภุชคินทร์ เห็นสองคนเดินมาอย่างสนิทสนม
       “โห…อะไรจะเร็วขนาดนี้วะ เห็นว่าเพิ่งเจอกันที่งานเลี้ยงแค่ครั้งเดียวไม่ใช่เหรอ”
       “สนิทกันขนาดนี้ คงไม่ได้เจอกันแค่ครั้งเดียวหรอก
      
       ภุชคินทร์พูดออกมาอย่างขวางหูขวางตาเต็มทน และจดสายตามองไปยังเจ้าอุรคากับสุบรรณไม่วางตา



       ระหว่างนั้น เจ้าอุรคาเดินคุยกับสุบรรณมาที่อีกมุมของสวนอาหาร ตรงบริเวณใกล้กับสวนน้ำขนาดใหญ่
      
       “เป็นเกียรติมาก ที่เจ้ายอมออกมารับประทานมื้อกลางวันกับผม”
       “ตอนแรกก็ไม่อยากมาหรอกค่ะ แต่พอคุณสุบรรณบอกว่าเป็นที่นี่เลยเปลี่ยนใจ”
       เจ้าอุรคาพูดพลางทอดสายตามองไปยังท้องน้ำด้านหน้า ที่มีบัวบานเต็มบึง
       “ฉันชอบน้ำ”
       “ผมไม่ชอบน้ำ แต่เดาว่าเจ้าน่าจะชอบ”
       สีหน้าเจ้าอุรคามองมาอย่างสงสัย สุบรรณยิ้ม พูดเรื่อยๆ
       “ก็รอบๆ บริเวณบ้านของเจ้า เต็มไปด้วยบ่อน้ำ ความร่มรื่น...”
       “คุณเดาใจคนเก่ง”
       “ไม่ได้เดาเลยนะครับ” สุบรรณบอกอย่างจริงจัง “เป็นความรู้สึกล้วนๆ ความรู้สึกผมบอก...ว่าเจ้าชอบน้ำ ชอบดอกจำปา”
       เจ้าอุรคามองหน้าสุบรรณแบบคาดไม่ถึงอีก สุบรรณยิ้มพลางบอกต่อ
       “ก็...ผมเดินเข้าไปในบ้านเจ้า ได้แต่กลิ่นดอกจำปา”
       เจ้าอุรคามองพูดพึมพำ “ท่านจำได้ต่างหาก”
       “อะไรนะครับ” สุบรรณย้อนถาม
       “เปล่าค่ะ....” เจ้าอุรคาทอดสายตามองไปทั่วบริเวณ “ที่นี่สวยมากเลยนะคะ”
       “ครับ”
       เจ้าอุรคาพูดต่อ “น่าอยู่”
       สุบรรณมองเจ้าอุรคา ท่าทีงงๆ “คำพูดของเจ้าเหมือนมีปริศนาอยู่ทุกคำ”
       เจ้าอุรคาเย้า “แล้วเบื่อที่จะต้องแปลมั้ยละคะ”
       “ไม่เลยครับ ผมชอบเสียอีก ชอบ...ในทุกสิ่งที่เป็นเจ้า”
       สุบรรณพูดอย่างจริงจัง ดูจริงใจ แปลกใจตัวเองเหมือนกัน เจ้าอุรคามองหน้าสุบรรณ
       ราวกับตกอยู่ในภวังค์ สุบรรณได้ยินเสียงเจ้าอุรคาดังแผ่วๆ
       “ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ต้องชอบน้ำ”
       สุบรรณควบคุมตัวเองไม่อยู่ พูดเสียงยานคางคล้ายคนละเมอ “ชอบน้ำ”
       เจ้าอุรคามองตาสุบรรณ “ลงไปสิ...ลงไปในน้ำ ที่นั่นอุรคาเทวี ผู้หญิงที่ท่านรักที่สุด รอท่านอยู่ลงไปสิ พญาสุบรรณ ท่านต้องลงไป”
       สุบรรณควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาค่อยๆ เดินลงไปในน้ำ เดินลงไป เดินลงไปช้าๆ
       จะด้วยเหตุที่ว่าเป็นช่วงเวลาตอนกลางวัน ซึ่งที่สวนอาหารแห่งนี้ไม่ค่อยมีลูกค้าหรืออย่างไร จึงดูเหมือไม่มีใครใส่ใจ หรือมองเห็นการกระทำของสุบรรณ
      
       มีเพียงเจ้าอุรคาที่มองดูอย่างสาแก่ใจ
      
       ภุชคินทร์เดินลิ่วไปยังลานจอดรถอย่างอารมณ์เสีย ราชนิกูลรูปงามไม่เข้าใจว่า ตัวเองเป็นอะไรที่เห็นเจ้าอุรคาสนิทสนมใกล้ชิดกับสุบรรณ ไพศิษฐ์เดิมแกมวิ่งตามมาร้องถาม
      
       “จะรีบไปไหนวะนายชาย”
       ภุชคินทร์บอกห้วนสั้น กระชากเสียง “ทำงาน”
       “รู้! ฉันก็ต้องไปทำงานเหมือนกัน แต่นายของฉันอยู่นี่ ขอไปทักนายหน่อยเถอะว่ะ ก่อนที่จะเป็นลูกชิ้นเด้งแบบไม่รู้ตัว”
       “ก็เป็นไปสิ...ลูกชิ้นเด้งอร่อยออก” ภุชคินทร์ว่า
       “กลัวจะเด้งๆๆๆ ตกกระป๋องก่อนน่ะสิ”
       “ไปสิ...ฉันรออยู่ที่นี่แหละ”
       “ไปด้วยกันหน่อยสิวะ...ท่านรู้ จะน่าเกลียด” ไพศิษฐ์ว่า
       “ฉันไม่อยากทักเจ้าอุรคา”
       ไพศิษฐ์ขำ เหล่มองพลางพูดสัพยอก “ไม่อยากทักหรือไม่อยากรัก”
       ภุชคินทร์มองตาขวางด้วยความโมโห ไพศิษฐ์หัวเราะพูดเย้าเพื่อนซี้ต่อ
       “ก็ดูท่าทางนายสิ โมโหหึงชัดๆ”
       ภุชคินทร์ปฏิเสธเสียงแข็ง “ฉันจะหึงทำไม”
       ไพศิษฐ์มีท่าทีตกใจขณะมองไปยังเบื้องหน้า “ฉันไม่เถียงกับนายแล้ว ท่านสุบรรณ...ท่านสุบรรณเดินลงน้ำ”
       ไพศิษฐ์ร้องแค่นั้นก็วิ่งลิ่วนำไป ภุชคินทร์มองตามงงๆ แววตาฉงน เมื่อเห็นว่าสุบรรณกำลังเดินลุยลงน้ำไปจริงๆ
      
       สุบรรณเดินลงไปในน้ำอย่างไม่รู้ตัว แล้วร่างของเขาก็ถูกกระชากลงไปอย่างแรง ใต้ผืนน้ำยามนั้นร่างสุบรรณหายจากอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น ลืมตาขึ้นมาในอาการตื่นตกใจ แล้วก็แทบสิ้นสติเมื่อเห็นว่าร่างของตัวเองลงมาอยู่ในน้ำ
      
       ที่ร้ายไปกว่านั้น มีงูน้ำนับร้อยตัวกำลังเลื้อยรัดพันและตรึงสุบรรณไว้ เหมือนกับว่าพวกมันสมัครสมานสามัคคีทั้งรั้งทั้งดึงราวกับต้องการจะให้สุบรรณจมน้ำตายเสียให้ได้
       เวลาเดียวกันนั้น พันเอกนรินทร์ นายทหารนอกราชการกำลังเดินดูต้นไม้อยู่ในสวนที่บ้าน ตรงมุมหนึ่งของสวนเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ เหมือนสวนหย่อมทั่วไปในบ้าน บรรยากาศรอบๆ แอ่งน้ำเขียวครึ้มร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านปกคลุม
      
       ครั้นเดินมาถึงต้นพญานาคราชนรินทร์ก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นต้นพญานาคราชชูช่อขึ้นเหมือนงูแผ่แม่เบี้ย ชายสูงวัยรู้สึกเหมือนถึงพลังบางอย่างก่อตัวขึ้น จนร่างนรินทร์ซวนเซยกมือกุมขมับ และแล้วก็เกิดนิมิตเห็นเป็นภาพของสุบรรณกำลังดำดิ่งอยู่ใต้ท้องน้ำ
       ช่างน่าประหลาดนักที่ร่างทั้งร่างนั้นถูกดูดดึงตรึงไว้โดยกองทัพงูมากมาย สีหน้าของสุบรรณเจ็บปวดเหลือแสน ท่าทีหวาดกลัว จวนเจียนจะขาดใจตายเต็มทน
       นรินทร์ตกใจมาก ยิ่งเมื่อเห็นต้นพญานาคราชชูช่อส่ายไปมา เหมือนอสรพิษกำลังเริงร่า นายทหารนอกราชการตระหนักว่าสิ่งที่เกิดในนิมิตเป็นเรื่องจริง แต่กลับทำอะไรไม่ได้ เนื้อตัวเหมือนถูกตรึงพันธนาการเอาไว้ จะขยับไปไหนก็ไม่ได้ แน่นิ่งคล้ายอาการคนถูกผีอำ
      
       จังหวะนั้นเหมือนว่ามีดวงตาของเจ้าอุรคา ที่เฝ้ามองอยู่จากที่ไกลๆ กำลังมองจ้องภาพสุบรรณที่จมลงไปในน้ำอย่างพึงพอใจ
       นรินทร์ตัวแข็งทื่อ มองต้นพญานาคราชไหวพะเยิบพะยาบท่าทีเริงร่า รวบรวมสติตะโกนก้องในใจ ถึงบทแผ่เมตตา
       “สัพเพ..สัพตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์...”
       ได้ยินเสียงบทแผ่เมตตา เจ้าอุรคาหันขวับมองมาไม่พอใจ ดวงตาวาววับคู่นั้นเขม้นมองมายังนรินทร์
       จังหวะเดียวกันนั้นภุชคินทร์กับไพศิษฐ์วิ่งมาจากอีกมุม เจ้าอุรคาหันขวับมาทางสองหนุ่มทันที แล้วเกิดประกายไฟก็พุ่งออกมาจากดวงตาของเจ้าหญิงต่างแดน
      
       ขณะที่ไพศิษฐ์กับภุชคินทร์วิ่งมาตามทางในสวนอาหารนั้น เหมือนมีประกายไฟสว่างแวบขึ้นสั้นๆ ทันใดนั้น เท้าของภุชคนิทร์ก็สะดุดเข้ากับก้อนหินบนพื้นเต็มแรง ภุคชินทร์เสียหลักร่างเซถลา ศีรษะกระแทกเข้ากับโขดหินประดับข้างทางอย่างแรง
       ภุคชินทร์ร้อง “โอ๊ย” อย่างเจ็บปวด
       พร้อมกันนั้นมีเลือดสีแดงสดๆ ไหลซึมอออกมาจากศีรษะ ท่าทางของภุชคินทร์มึนงง เจ้าอุรคามองมายังภุชคินทร์ด้วยแววตาเสียใจว่าไม่น่าเลย แต่อย่างไรก็ต้องทำ
       ส่วนไพศิษฐ์วิ่งถลาเข้ามาหาเพื่อนซี้อย่างตกใจ แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรออกมา ภุชคินทร์ก็ลุกขึ้น ทั้งที่มึนงง ร่างของเขาซวนเซ ยกมือห้ามบอก
       “ฉันไม่เป็นไร นายรีบไปช่วยท่านสุบรรณเถอะ”
       “งั้นนายอยู่ที่นี่นะ”
       “ฮื่อ”
       ภุชคินทร์พยักหน้ารับคำ ไพศิษฐ์วิ่งไป ราชนิกูลหนุ่มมองตามก่อนพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเดินตามไปทั้งที่ยังงงๆ มึนๆ อยู่
      
       ขณะเดียวกันนรินทร์ยังมองเห็นนิมิตแจ่มชัด เห็นภาพใต้น้ำ อสรพิษร้าย ยังเกี่ยวกระหวัดรัดพันร่างสุบรรณและดึงดูดลงไปใต้น้ำเรื่อยๆ จนสุบรรณทำท่าจะหมดแรงเต็มทน
       ไพศิษฐ์วิ่งมาด้วยความรวดเร็ว และกระโจนลงไปในน้ำ ใบหน้าเจ้าอุรคามองมาอย่างไม่พอใจที่ไพศิษฐ์ไปช่วยสุบรรณ ว่า เจ้าอุรคาไม่ได้อยู่ที่สวนอาหารแล้ว)
       เจ้าอุรคายื่นมือออกมา ทำท่าเหมือนบิดอะไรสักอย่าง ทันใดนั้นงูบางส่วนก็เบนตัวจากสุบรรณพุ่งเข้าไปหาไพศิษฐ์แทน
       ไพศิษฐ์ซึ่งพยายามว่ายน้ำเข้าไปช่วย แต่แล้วดวงตาของเขาก็เบิกโพลงแสดงความตื่นตระหนกออกมา เมื่อพบว่าตนไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ ร่างทั้งร่างเหมือนถูกตรึงเอาไว้ ไพศิษฐ์ทั้งงงทั้งตกใจ เพ่งมองไปตรงหน้าเห็นแต่น้ำนิ่งๆ ทำการใดไม่ได้ทั้งๆ ที่ร่างสุบรรณอยู่ห่างไม่ถึงวา เท่านั้นไม่พอ ร่างของไพศิษฐ์ยังถูกดึงให้ต่ำลงไปใต้ท้องน้ำเรื่อยๆ อย่างจงใจ ราวกับจะฆ่าให้ตาย
       ต้นพญานาคราชยังไหวชูช่อส่ายไปมาอย่างเริงร่า แม้นรินทร์จะท่องบทสวดแผ่เมตตา แต่ก็ดูเหมือนไม่บังเกิดผลใดๆ เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้มอย่างพอใจ แต่แล้วใบหน้างามต้องเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงเมื่อตวัดสายตาไปเห็นภุชคินทร์วิ่งมาทั้งที่ศีรษะโชกเลือด
       ยินเสียงเจ้าอุรคาบ่นเบาๆ ท่าทีขัดเคืองใจ “ทำไมท่านดื้อดึงอย่างนี้ ภุชเคนทร์”
       ภุชคินทร์กระโดดลงไปใต้น้ำ เห็นร่างสุบรรณลอยแน่นิ่งในสภาพหมดการควบคุมตัวเอง และไพศิษฐ์ดิ้นทุรนทุราย ภุชคินทร์ว่ายเข้าไป ราวกับมีปาฏิหาริย์ บรรดาอสรพิษน้อยใหญ่ใต้น้ำที่มะรุมมะตุ้มสุบรรณ ต่างแหวกว่ายน้ำหนีไปอย่างรวดเร็ว ภุชคินทร์ใช้มืออันแข็งแรง กระชากร่างของสุบรรณมา ส่วนไพศิษฐ์ก็รู้สึกเป็นอิสระ สองหนุ่มช่วยกันกระชากร่างของสุบรรณ ทะยานขึ้นสู่ผิวน้ำทันที
      
       สีหน้าของเจ้าอุรคาถมึงทึงบ่งบอกว่านางหัวเสียเป็นอย่างยิ่ง
      
       ส่วนที่บ้านนรินทร์ จู่ๆ ต้นพญานาคราชก็หยุดไหว และนรินทร์ก็ดูเหมือนจะหมดแรง ทรุด
       ลงไปนั่งหอบหายใจอยู่กับพื้น ด้วยสีหน้ามีท่าทางว่าโล่งใจ ที่ภาพนิมิตที่เห็นยุติลงเสียที
       นาถสุดาถือถาดที่มีพวงมาลัยเดินออกมาจากห้องโถง เปิดประตูเข้าไปในห้องพระบอก
       “คุณพ่อคะ...พวงมาลัยเสร็จแล้วค่ะ”
       นาถชะงักเมื่อไม่เห็นร่างของผู้เป็นบิดา
       “บอกว่าจะมาสวดมนต์ คุณพ่อไปไหนเนี่ย”       
       นาถสุดาเดินออกมาหาพลางร้องเรียก
       “คุณพ่อคะ นาถร้อยพวงมาลัยเสร็จค่ะคุณพ่อ”
       ไม่มีเสียงตอบจากนรินทร์ นาถสุดากวาดสายตามองหา ย่างเท้าลงมาจากบันได สอดส่ายสายตา
       มองหาบิดา โดยไม่ทันระวังเท้าของนาถสุดาเหยียบบันไดผิดขั้น ร่างของนาถสุดาเสียหลักไถลตกลงมา
       นาถสุดาร้อง “ว้าย!”
       พวงมาลัยในมือของเธอร่วงหล่นสู่พื้น ขณะที่นาถสุดาเอามือยันพื้นเอาไว้ กำไลหยกที่สวมมากระแทก
       เข้ากับพื้นดังก๊อก แตกออกจากกัน
       เสียงของนาถสุดาทำให้นรินทร์ที่กำลังนั่งหอบอยู่สะดุ้งเงยหน้าขึ้นมา
       “นาถ”
      
       นรินทร์ใจหายวาบ รีบยันตัวลุกขึ้นมาทันที



       ครู่ต่อมานรินทร์ประคองนาถสุดาให้เข้ามานั่งในห้องโถงของบ้าน
      
       “เดินยังไง ถึงตกบันไดได้ล่ะลูก”
       นาถสุดาพูดไป รู้สึกเจ็บตามเนื้อตามตัว “ก็นาถตามหาคุณพ่อนี่คะ ไหนบอกว่าจะสวดมนต์แล้วคุณพ่อไหนมาคะ”
       นรินทร์เงียบ ไม่ได้ตอบ นาถสุดาเองก็ไม่ได้ถามจริงจัง สนใจแต่ตัวเอง มือจับที่กำไลหยก อย่างเสียดาย
       “นี่ดูซิ...กำไลหยกที่พี่สุบรรณให้นาถ หักเลย”
       นรินทร์ชะงัก “ว่าไงนะ”
       นาถสุดายังไม่ทันสนใจอะไรมากนัก “กำไลหยกที่พี่สุบรรณให้นาถมันหักน่ะค่ะ”
       คราวนี้ดวงตาของพันเอกนรินทร์เบิกกว้าง คล้ายกังวลอะไรบางอย่าง นรินทร์นึกถึงภาพในนิมิตตอนเห็นสุบรรณถูกงูดึงรั้งลงน้ำไป และภาพจบสุดท้ายที่ภุชคินทร์ช่วยสุบรรณ และยังไม่รู้ว่าสุบรรณจะเป็นหรือตาย เห็นสายตาพ่อไม่ดี นาถถามเร็วปรื๋อ
       “ทำไมคะพ่อ?
       นรินทร์จับกำไลหยกที่หักของลูกสาวอย่างกังวล “พ่อเป็นห่วง กลัวว่าสุบรรณจะเป็นอะไร”
       เสียงโทรศัพท์มือถือของนาถสุดาที่วางอยู่บนโต๊ะดังลั่น นาถสุดาเดินไปรับทันที
       “มีอะไรคะคุณศิษฐ์” นาถสุดานิ่งฟัง ก่อนจะมีท่าทางตกอกตกใจ “ค่ะ นาถจะรีบไปเดี๋ยวนี้” แล้วรีบกดวางสายทันที
       นรินทร์ถามเร็วปรื๋อ “มีอะไรนาถ”
       “พี่สุบรรณตกน้ำ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ”
      
       ที่โรงพยาบาล ภายในห้องพักฟื้น ภุชคินทร์ ซึ่งตอนนี้ศีรษะมีผ้าพันแผลไว้ ส่วนไพศิษฐ์เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ มองดูสุบรรณที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง สองหนุ่มทำหน้าเคร่งเครียด ขณะที่นาถสุดามองดูสุบรรณอย่างเป็นห่วง
       “โชคดีนะคะที่พี่สุบรรณไม่ได้เป็นอะไรมาก แล้วนี่ทำไม จู่ๆพี่สุบรรณถึงจมน้ำได้คะ”
       สองหนุ่มมองหน้ากัน ไพศิษฐ์ตัดบท
       “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
       นาถสุดาเผลอแว้ดใส่ เพราะห่วงพี่มาก “ไม่รู้ได้ยังไง ก็คุณเป็นตำรวจอารักขา”
       ไพศิษฐ์หน้าตึง ภุชคินทร์รีบแก้ต่าง
       “วันนี้นายศิษฐ์ไม่ได้อยู่ในหน้าที่น่ะครับคุณนาถ ท่านสุบรรณไปเป็นการส่วนตัว”
       “ส่วนตัว?” นาถสุดาพูดตั้งข้อสังเกตเบาๆ “พี่สุบรรณจะไปที่สวนน้ำทำไม? ที่ผ่านมา พี่ศิษฐ์ไม่ได้ชอบน้ำซักหน่อย”
       “แต่ก็อาจจะมีคนอื่นที่เค้าชอบ” ไพศิษฐ์ท้วง
       “คนอื่นที่ชอบ หมายความว่ายังไงคะ”
       “ท่านสุบรรณไปสวนอาหารกับเจ้าอุรคา” ภุชคินทร์ตอบ
       “เจ้าอุรคา”
       นาถสุดาทำหน้าสงสัย ว่าเจ้าอุรคาเกี่ยวอะไรด้วย
      
       ค่ำนั้นเจ้าอุรคากราดเกรี้ยวทรุดตัวลงนั่งที่ศาลาในสวน ยมนาที่ยืนอยู่ไม่ไกลต่อว่าเสียงขุ่น
       “ท่านทำอย่างนี้ไม่ถูก”
       เจ้าอุรคาเชิดหน้าถือดี “ทำไมจะไม่ถูก พญาสุบรรณ พรากคนที่เรารัก พญาสุบรรณก็ต้องได้รับรู้ความรู้สึกที่ต้องพลัดพรากจากคนที่รักด้วย”
       “แต่ทุกอย่างมันจบไปแล้ว”
       เจ้าอุรคาเถียงท่าทีดุดัน น้ำเสียงเข้ม “ไม่จบ มันไม่เคยจบ แต่มันกำลังจะเริ่มต้น”
       “สิ่งที่กำลังจะเริ่มต้นคือท่านมากกว่าอุรคาเทวี...ท่านกำลังเริ่มต้นที่จะทำบาป”
       เจ้าอุรคาเถียง ในท่วงท่าถือดีเช่นเดิม “เราทำบาปอะไรหรือท่านยมนา”
       “ทำร้ายคนที่ไม่เกี่ยวอะไรด้วย อย่างมนุษย์ที่ชื่อไพศิษฐ์ และ ภุชคินทร์”
       เจ้าอุรคาครวญแผ่วๆ สายตาเป็นกังวล “ท่าน...ภุชเคนทร์”
       “ท่านทำร้ายทั้งไพศิษฐ์และภุชคินทร์ และถ้าภุชคินทร์ไม่ตามไปช่วย ไพศิษฐ์ก็คงตายไปแล้วท่านกำลังทำบาป อุรคาเทวี ท่านกำลังทำบาป”
       เจ้าอุรคาเหมือนรู้อยู่เต็มอก แต่ปฏิเสธ น้ำตาคลอ “ไม่....เราไม่ได้ทำบาป” แล้วน้ำเสียงของนางก็ดังขึ้น “ข้าไม่ได้ทำปาป ข้าทำในสิ่งที่ถูกต้องต่างหาก ใครทำอะไรไว้ ต้องชดใช้กรรมอย่างนั้น โดยเฉพาะพญาสุบรรณ….”
       เสียงเจ้าอุรคาดังกึกก้องโหยหวน โดยเฉพาะตรงคำว่าพญาสุบรรณที่ดังก้องยาวนาน
      
       สองหนุ่มเดินออกมาตามทางในโรงพยาบาลหน้าเครียดเคร่งกันทั้งคู่ ไพศิษฐ์บอกอย่างคาใจสงสัย
       “ฉันงงๆ จริงๆ นายชาย ว่ามันเกิดอะไรขึ้น? ท่านสุบรรณเอง เมื่อก่อนก็เป็นนักกีฬา ตอนนี้ท่านก็ยังออกกำลังกายอยู่ตลอด แต่กลับมาจมน้ำ ส่วนฉัน จู่ๆ ร่างกายก็ไม่มีแรงขึ้นมาเฉยๆ”
       ภุชคินทร์สงสัยเหมือนกัน “ทั้งๆ ที่นายก็เล่นกีฬา”
       “ใช่...เล่นอยู่เป็นประจำทั้งทางบกทางน้ำ” ผู้กองหนุ่มทำท่าคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น “มัน...แปลกประหลาดมากทั้งเนื้อทั้งตัวฉันเหมือนมีใครมาฉุดมาดึงเอาไว้ จนขยับเขยื้อนไม่ได้”
       ภุชคินทร์ทำท่าคิดไปด้วย นึกไปตอนเห็นภาพแว๊บๆ ตอนที่เห็นไพศิษฐ์ทำท่าทุรนทุราย ตะกุยว่ายน้ำแต่ร่างไม่ขยับ
       “ตอนที่นายลงไปช่วยฉัน นายก็เห็นใช่มั้ย”
       “ใช่....ฉันเห็นนายทำท่าว่ายน้ำ แต่ร่างกายไม่ขยับเขยื้อน”
       “ถ้าไม่เจอกับตัว ฉันไม่เชื่อนะเนี่ย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน”
       ภุชคินทร์นิ่ง สีหน้าเหมือนคิดอะไรอยู่ ไพศิษฐ์ถาม
       “คิดอะไรอยู่วะชาย”
       “เจ้าอุรคา...ตอนที่เกิดเรื่องเจ้าอุรคาอยู่ที่ไหน” ภุชคินทร์บอกเรื่องที่คาใจ
      
       ทั่วบริเวณของเฮือนภูจำปา ยามค่ำคืนแลดูวังวังและน่ากลัวมาก เจ้าอุรคายืนนิ่ง ดวงหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง หยาดน้ำตาคลอหน่วยตา เสียงของยมนาดังก้อง
       “ท่านกำลังทำบาป อุรคาเทวี ท่านกำลังทำบาป”
       เจ้าอุรคาทิ้งตัวลง เอามือปิดหู ปฏิเสธก้อง
       “ไม่..เราไม่ได้ทำ”
       ยมนาย้ำคำพูดอย่างรุนแรง “ทำ! ท่านกำลังทำบาป อุคาเทวี ท่านกำลังทำบาป.....”
       เจ้าอรุคาสุดจะเจ็บปวดใจ กลั้นความรู้สึกตัวเองบอก
       “เรายอมทุกอย่าง...ขอเพียง...เราได้ท่านกลับคืนมา...ภุชเคนทร์”
       สีหน้าของเจ้าอุรคาเจ็บปวดใจยิ่งนัก
      
       และแล้วทันใดนั้น เฮือนภูจำปาทั้งหลังก็ค่อยๆ เลือนหายออกไปเสมือนไม่เคยมีอยู่มาก่อนเลย และเหมือนกับปิดตัวไม่พร้อมที่จะต้อนรับใครอีกแล้ว



       ไพศิษฐ์ขับรถมาตามทาง โดยมีภุชคินทร์นั่งมาด้วยคอยบอกทาง สองหนุ่มกวาดสายตามองกันอย่างงวยงง เพราะสองข้างทางเห็นแต่ป่ารกชัฏ ไม่มีบ้านเรือนอยู่อาศัยของผู้คนแม้แต่หลังเดียว ไพศิษฐ์ถามงงๆ
      
       “นายแน่ใจหรือวะชาย ว่าบ้านเจ้าอุรคาอยู่แถวนี้”
       “มั่นใจสิ ก็ฉันเคยมาหาเจ้าที่นี่”
       ไพศิษฐ์ยิ้ม ออกปากแซว “วู้… เคยมา แอบไปสนิทสนมกับเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”
       “เรื่องของฉันน่า”
       “แนะ เดี๋ยวนี้มีความลับซะด้วย” ไพศิษฐ์เล่นไม่เลิก
       ภุชคินทร์ตัดบท “เรื่องนั้นเอาไว้เล่าที่หลัง แต่ที่ฉันมาวันนี้ก็คือตามหาตัวเจ้าอุรคาให้เจอ ฉันอยากรู้ว่าเจ้าอุรคาปล่อยให้ท่านสุบรรณ กระโจนลงไปน้ำแบบนั้นได้ยังไง”
       ไพศิษฐ์กวาดสายตามองสองข้างทาง “ก็แล้วบ้านเจ้าอยู่ไหน”
       ภุชคินทร์งงมาก “นั่นสิ...บ้านเจ้าอยู่ที่ไหน ทำไมถึงหาไม่เจอ”
       คราวนี้สองหนุ่มหันมามองหน้ากัน ไพศิษฐ์โพล่งออกมาตามนิสัยเจ้าหน้าที่ตำรวจ
       “นายว่ามันแปลกๆ มั้ย”
       ภุชคินทร์นิ่งไม่ตอบ แต่สายตาบอกว่าคล้อยตาม ไพศิษฐ์ว่าต่อเป็นฉากๆ
       “ตอนที่เสี่ยปิงถูกฆ่า เจ้าอุรคาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ตอนที่ฉันไปดูรอยเท้าพญานาคที่วังนาย จู่ๆเจ้าอุรคาก็หายไป แล้วนี่เดินอยู่กับท่านสุบรรณแท้ๆ แต่พอเกิดเรื่อง เจ้าก็หายไปอีก แล้วนี่มาตามหาถึงบ้านแต่บ้านของเจ้าอุรคาก็หายไปซะเฉยๆ อีก”
       “นายคิดว่า...เจ้าอุรคามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมด” ภุชคินทร์ย้อนถาม
       “ไม่คิดก็ไม่ได้แล้วว่ะ”
       “แล้วเจ้าทำไปทำไม”
       “นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องตามล่าค้นหาปริศนาที่เจ้าอุรคาทิ้งไว้โว้ย เพราะฉันมั่นใจ ว่าเจ้าอุรคาคนนี้ไม่ธรรมดาแน่”
       ไพศิษฐ์บอกอย่างมั่นใจ
      
       ค่ำคืนเดียวกันที่บ้านของนรินทร์ นายทหารนอกราชการอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ เห็นข่าวพาดหัวหรา
       “พญานาคบุกวังนาเคนทร์ ผู้คนแตกตื่นเห็นรอยเท้าเกลื่อน”
       ภาพประกอบข่าวเป็นรอยเท้าที่ว่ากันว่าเป็นรอยเท้าพญานาค พันเอกนรินทร์พึมพำ
       “ในที่สุด...พวกเขาก็มา”
       ผู้พันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขณะวางหนังสือพิมพ์ลง เดินตรงไปยังห้องพระ นั่งท่องบทสวดมนต์งึมงำ ในมือถือสร้อยที่ทำจากเชือกกล้วยถักเป็นเส้น นรินทร์ตั้งมั่นสมาธิ ท่องคาถาลงบนเชือกกล้วยนั้น สลับกับเอาเชือกกล้วยจุ่มลงในน้ำมัน
       น่าอัศจรรย์นักเมื่อเห็นงูเลื้อยอยู่ นรินทร์ใช้เชือกกล้วยตวัดออกไป กลายเป็นเชือกรัดคองูแน่น งูเอาชนะเชือกกล้วยไม่ได้เลย
      
       เวลาเดียวกันเจ้าอุรคานั่งอยู่ในห้องหนึ่งภายในเฮือนภูจำปา นางพยายามสงบจิตใจ แต่แล้วดวงตากลับเบิกกว้างขึ้น เจ้าอุรคาเห็นนรินทร์กำลังนั่งพึมพำสวดคาถาอยู่และกระทำพิธีกรรมบางอย่าง เจ้าอุรคามีสีหน้าโกรธเกรี้ยว
       “ข้าพยายามอยู่ในที่ของข้าแล้ว แต่พวกเจ้า....พวกเจ้ารนหาที่เอง”
       ขณะเดียวกันนั้นพันเอกนรินทร์ อยู่ในสมาธิสวดมนต์ด้วยท่าทางนิ่งสงบ แต่ทว่าเจ้าอุรคากลับเบิกตากว้างขึ้น ร้องคำรามอย่างน่ากลัว
       “เจ้ามนุษย์หน้าโง่ เจ้ากำลังรนหาที่ตาย”
      
       พริบตานั้น เจ้าอุรคาพาร่างมายืนยังอยู่ตรงหน้าบ้านของนรินทร์ ส่วนในบ้าน นรินทร์ลืมตาขึ้น พร้อมกับยกเชือกกล้วยลงคาถาขึ้นเหนือศีรษะพูดพึมพำ
       “ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองด้วยเถิด”
       เจ้าอุรคากำลังจะแทรกกายเข้ามาในบ้าน พลันรถคันหนึ่งก็วิ่งเข้ามาจอด จากนั้นอติศรี หญิงชราผู้เป็นยายของไพศิษฐ์ก็ก้าวลงมาจากเบาะหลัง ในมือของอติศรีถือตะกร้ามาด้วยใบหนึ่ง และในตะกร้าบรรจุกล้วย มะม่วง ดอกบัวฯลฯ ของถวายพระมากมาย
       เจ้าอุรคาหันมามองมา แต่อติศรีมองไม่เห็น ใบหน้าของหญิงชราเต็มไปด้วยรอยยิ้มขณะกดกริ่งที่หน้ารั้วบ้าน ไม่นานนักก็เห็นร่างของนรินทร์เดินออกมา อติศรีทักทายอย่างอารมณ์ดี
       “โทษที...มาเสียดึก นอนแล้วรึผู้พัน”
       “ยังครับ...สวดมนต์อยู่ คุณยายมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ มาเสียดึกดื่น”
       “ไม่มีธุระอะไรหรอก ผลไม้ในสวนมันสุก ดอกบัวในคลองก็งามเหลือเกิน เห็นว่าพรุ่งนี้วันพระเลยเก็บเอามาให้ผู้พัน จะรอตาศิษฐ์ก็รอไม่ไหวหรอก วันๆ มัวแต่ยุ่งอยู่กับงาน” อติศรบ่นว่าหลานชาย
       “ขอบคุณครับคุณยาย”
       นรินทร์รับของฝากมา อติศรีถามถึงว่าที่หลานสะใภ้
       “แล้วหนูนาถล่ะ ทำอะไรอยู่”
       “ไม่อยู่ครับ นาถไปโรงพยาบาล”
       อติศรีตกใจ “ใครเป็นอะไรไปเหรอ”
       “ท่านสุบรรณครับ จู่ๆก็จมน้ำไม่รู้เป็นอะไร”
       เจ้าอุรคามองดูเหตุการณ์โดยที่สองคนไม่เห็น อติศรีพึมพำ ถามอย่างเป็นห่วงเป็นใย
       “แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
       “ไม่ครับ...เมื่อครู่ผมเลยสวดมนต์แผ่เมตตาไปช่วย แล้วก็ท่องคาถาทำเชือกกล้วยป้องกันภยันตราย กะจะให้เอาไว้ป้องกันตัวอีกทาง”
       “งั้นฉันจะสวดมนต์ช่วยอีกแรง เผื่อเจ้ากรรมนายเวรของท่านสุบรรณจะยอมปลดปล่อยบ้าง”
       “ขอบคุณมากครับคุณยาย...ผมก็หวังว่าเจ้ากรรมนายเวรของสุบรรณจะยอมปลดปล่อย หรืออย่างน้อยก็คลายความอาฆาตพยาบาทลงบ้าง เพราะผมเชื่อว่า บุญจะคุ้มครองทุกคน”
       เจ้าอุรคาสะท้อนใจนิดๆ ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นอย่างฉุนเฉียว และคำรามออกมาอย่างอย่างกราดเกรี้ยว
       “ไม่...บุญไม่คุ้มครองคนเลว บุญไม่มีทางคุ้มครองคนเลว”
      
       เจ้าอุรคาตะโกนก้อง แต่ทั้งนรินทร์และอติศรีไม่มีใครได้ยิน แล้วร่างของเจ้าอุรคาก็สลายหายไปในพริบตา



       เช้าวันต่อมานาถสุดาขับรถพาสุบรรณเข้ามาในบริเวณบ้านของตน สุบรรณถามญาติผู้น้องเป็นเชิงตำหนิ
      
       “ทำไมไม่พาพี่กลับบ้าน”
       “คุณพ่อบอกให้พาพี่สุบรรณมาหาก่อนค่ะ”
       “นี่เล่าให้คุณอาฟังหมดแล้วใช่มั้ย”
       นาถสุดาจ๋อย สุบรรณดุต่อ
       “พี่บอกแล้วไงว่าไม่ให้เล่า พี่ไม่อยากให้คุณอาเป็นห่วง”
       “คุณพ่อก็เป็นห่วงพี่สุบรรณมากนะคะ เข้าไปหาคุณพ่อเถอะค่ะ”
       นาถสุดาลากแขนสุบรรณเข้าไปในบ้าน
      
       ภายในบ้านเวลาต่อมา นรินทร์ยื่นเชือกกล้วยที่ลงคาถาแล้วให้กับสุบรรณ
       “คล้องคอเอาไว้”
       สุบรรณรับมาท่าทีไม่เชื่อถือ และยังไม่คล้องคอ ถามก่อน “อะไรครับคุณอา”
       “เชือกกล้วยลงน้ำมัน ป้องกันอันตรายจากสิ่งชั่วร้าย โดยเฉพาะจากงู”
       “งู”
      
       นรินทร์ทำทีเป็นพูดกลบเกลื่อน “ปีนี้งูเป็นปีชงกับเธอ? คล้องคอเอาไว้ จะได้ไม่มีใครทำอันตรายได้”
       สุบรรณนิ่ง นาถสุดาเห็นอย่างนั้นก็รีบบอกพ่อ
       “ถ้าให้คล้องเองพี่สุบรรณไม่คล้องแน่ๆ คุณพ่อ คล้องให้พี่สุบรรณเถอะค่ะ”
       นาถสุดาว่าพลางยกมือไหว้ก่อนดึงสร้อยเชือกกล้อยออกมาจากมือของสุบรรณยื่นให้พ่อ นรินทร์รับมาแล้วคล้องเชือกกล้วยให้ สุบรรณยกมือไหว้ขอบคุณ
       “ขอบคุณครับ”
       นรินทร์เสริม “อารู้ คนรุ่นใหม่อย่างเธอ อาจจะไม่เชื่อ แต่เรื่องพวกนี้ ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่”
       สุบรรณนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ
      
       อำนาจขับรถมารับสุบรรณที่บ้านนริทร์ เวลานี้ขับมาตามทาง โดยมีสุบรรณนั่งอยู่ด้านหลัง ท่าทางครุ่นคิด เสียงของนรินทร์ดังก้อง
       “ปีนี้..งูเป็นปีชงของเธอ คล้องคอเอาไว้ จะได้ไม่มีใครทำอันตรายได้”
       มือของสุบรรณยกขึ้นมาจับสร้อยเชือกกล้วยที่คล้องคออยู่ แล้วนึกถึงเหตุการณ์ ในตอนที่เหมือนมีงูมาเกี่ยวรัด รั้งร่างของสุบรรณฉุดดึงลงไปในน้ำ สีหน้าของสุบรรณเคร่งเครียด
       อำนาจถามทำลายความเงียบขึ้น “เชือกอะไรหรือครับนาย ดูแปลกๆ”
       สุบรรณพูดเหมือนพึมพำ “แปลก”
       อำนาจยิ้มๆ ท่าทีกลัวเกรง “ก็...คนอย่างนาย ไม่น่าสวมเชือกกล้วยอะไรแบบนี้”
       “อานรินทร์ให้ฉันมา”
       สุบรรณว่าพลางถอดเชือกกล้วยออก อำนาจว่าต่อ
       “ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ว่าผู้พันจะมีความเชื่อทางไสยศาสตร์ นายจะเข้ากระทรวงหรือไปที่ไหนครับ”
       สุบรรณบอกนิ่งๆ “ไปเฮือนภูจำปา ฉันจะไปหาเจ้าอุรคา”
       “ครับ”
       อำนาจเบนรถตรงไปยังทางไปบ้านเจ้าอุรคาทันที
      
       อำนาจพาสุบรรณมาถึงเฮือนภูจำปา เจอชรายุออกมาต้อนับและบอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
       “เจ้าอุรคาไม่อยู่”
       อำนาจถามห้วนสั้น “ไปไหน”
       ชรายุท่าทีไม่พอใจ ตอบนิ่งๆ “ไปวัด วันนี้วันพระ”
       สุบรรณแทรกขึ้น “ฉันจะรอ”
       “ถ้าคิดว่ารอไหว ก็เชิญ แต่กรุณา อยู่แค่ ที่ ตรงนี้”
       ชรายุตอบสั้นๆ เน้นทุกคำ แล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในบ้าน ท่าทางไม่อินังขังขอบ อำนาจบ่น
       “คนอะไรไม่มีมารยาท หน้าตาก็อย่างกับผีดิบ”
       “ฉันเองต่างหากที่ไม่มีมารยาท มาแบบไม่ได้รับเชิญ ก็สมควรแล้วที่จะถูกต้อนรับอย่างนี้”
       “นายไปนั่งรอในรถก่อนดีมั้ยครับ”
       “ไม่ต้อง”
       “นายจะยืนรอที่นี่หรือครับ” อำนาจฉงน?
       “ใครว่า....ฉันจะเข้าไปรอเจ้าอุรคาด้านใน”
       ว่าแล้วสุบรรณก็ถือวิสาสะเดินเข้าไปในบ้าน อำนาจเดินตามด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องใจ ชรายุที่อยู่อีกมุมหันมามองแล้วผุดยิ้มออกมาทางสีหน้าอย่างมีเลศนัย
      
       สุบรรณเดินเข้าไปเฮือนภูจำปาอย่างถืออภิสิทธิ์ ตามด้วยอำนาจ แต่แล้วสองคนกลับต้องหยุดชะงักเมื่อมีเสียงบางอย่างเลื้อยครืดคราดอยู่ตามพื้นตามมา
       สองคนหันมามองตามเสียงนั้นแล้วก็ต้องผงะเมื่อเจองูขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาหา สองคนร้องลั่น
       “เฮ้ย!”
       งูตัวนั้นแผ่แม่เบี้ย ท่าทางเอาเรื่องแน่ อำนาจควักปืนออกมาจะยิง สุบรรณตวาด
       “อย่า”
       อำนาจอึ้งไม่เข้าใจ “ทำไมครับท่าน ท่านก็เห็นมันจะฉกเรา”
       สุบรรณพูดราวกับรู้ใจงู “เราบุกรุกที่ของเค้าเอง....กลับ”
       อำนาจชะงัก “กลับ”
       “หรือแกจะอยู่รอให้มันฉกตายก็เชิญ”
       สุบรรณค่อยๆ หาทางเดินเลี่ยงจากงูตัวนั้นออกไป อำนาจเดินตาม แต่อดไม่ไหว ยิงปืนเปรี้ยงๆ ใส่งูจนได้ งูยักษ์ตัวนั้นทำท่าจะฉกใส่ อำนาจร้องลั่นวิ่งตามสุบรรณหมดท่านักเลง
      
       ลับตาสองคนชรายุคืนร่างจากงูกลายมาเป็นคนดังเดิม นางกำนัลผู้สัตย์ซื่อหัวเราะก้องกังวานอย่างชอบอกชอบใจ



       ค่ำแล้วภุชคินทร์อยู่ในห้องนอนที่วังนาเคนทร์ กำลังแกะผ้าพันแผลที่ศีรษะตัวเองออก ยังพอมองเห็นรอยแผลจางๆ อยู่  ราชนิกูลรูปงามบ่นงึมงำตำหนิตัวเอง
      
       “โตจนป่านนี้ยังหกล้มไม่เข้าท่าเลย ภุชคินทร์เอ๊ย”
       ภุชคินทร์วางผ้าพันแผลลง แล้วนิ่งเหมือนคิด ถึงคำพูดที่ไพศิษฐ์ตั้งข้อสงสัยในตัวเจ้าอุรคาอีกครั้ง ภุชคินทร์พึมพำ
       “นั่นสิ!!ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง เจ้าอุรคาหายไปไหน? แม้กระทั่งบ้าน บ้านของเจ้าอุรคาหายไปได้อย่างไร”
       ภุชคินทร์ถามตัวเอง ท่าทีหงุดหงิดสงสัยอย่างที่สุด ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น นารีวรรณที่อยู่ด้านนอกร้องเรียกดังเข้ามา
       “พี่ชายคะพี่ชาย”
       ภุชคินทร์เดินไปเปิดประตูให้พลางถาม
       “มีอะไรจ๊ะหนูนา”
       “คุณแม่ให้มาตามพี่ชายไปหาค่ะ”
      
       ภุชคินทร์เดินเข้าไปในห้องนอนมารดา เห็นหม่อมภาณีรื้อค้นกล่องเครื่องประดับอยู่ ทันทีที่เห็นหน้าหม่อมผู้เป็นมารดาก็บอก
       “ชาย..มาช่วยแม่เลือกเครื่องประดับที่จะไปงานเปิดร้านของเจ้าประกายคำหน่อยสิลูก”
       ภุชคินทร์เย้าเอาใจ “คุณแม่ใส่อะไรก็งามสง่าหมดล่ะครับ”
       หม่อมภาณียิ้มแย้มรับอย่างอารมณ์ดี “รู้จ้ะ..แต่แม่อยากใส่อะไรที่ถูกกาลเทศะมากกว่า เจ้าประกายคำเป็นเจ้าของงาน เราควรให้เกียรติท่าน มิใช่ทำตัวข่มท่าน”
       นารีวรรณแทกขึ้น “คุณแม่กลัวจะเด่นเกินเจ้าของงานน่ะค่ะ...พี่ชายก็รู้...ช่วงนี้ มีรอยเท้าพญานาคโผล่ขึ้นรอบวังของเรา นักข่าวเห็นคุณแม่ทีไร…”
       ผู้เป็นลูกสาวพูดไม่ทันจบหม่อมภาณียิ้มๆ พูดต่อให้อย่างอารมณ์ดี “...ขโมยซีนเจ้าของงานทุกที”
       “ก็ไม่ดีหรือครับ เด่นกว่าใครเพื่อน”
       “ไม่ดีหรอกจ้ะ บอกแล้ว อย่างน้อย เราก็ต้องให้เกียรติเจ้าของงาน นิ้ส...นึง!” หม่อมภาณีสัพยอก แถมเล่นคำวัยรุ่น
       ภุชคินทร์ยิ้มขำ เลือกเครื่องประดับให้หม่อมแม่ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
       “งั้น...เป็นเครื่องประดับพวกมุกชุดนี้ดีกว่านะครับคุณแม่...ใส่เพชร เดี๋ยวประกายเพชรจะทิ่มตาแขกเหรื่อที่มาในงาน”
       “ก็ดีจ้ะ”
       ภุชคินทร์เลือกแหวนมุกขึ้นมา ทำท่าจะยื่นให้ แต่แล้วแหวนมุกในมือกลับกลายเป็นพลอยนาคเส้นหนึ่ง
       ภุชคินทร์สะดุ้ง
       “เฮ้ย!”
       แหวนมุกหล่นจากมือของภุชคินทร์ร่วงลงสู่พื้น สองคนตกใจถามแทบจะพร้อมๆ กัน
       “มีอะไรจ๊ะชาย” / “มีอะไรคะพี่ชาย”
       “แหวนมุกดูแปลกๆ”
       “แปลกยังไงคะ”
       นารีวรรณพูดพร้อมกับก้มลงเก็บแหวนมุกขึ้นมา เห็นเป็นแหวนมุกวงเดิม
       หม่อมภาณีหยิบแหวนมุกจากมือลูกสาวมาดู “นั่นสิ แปลกยังไง”
       “ก็..เมื่อกี้ผมเห็น แหวนมุกเป็นสีเขียวมรกต ออกเลือดๆ ไม่ใช่สีมุกอย่างนี้” ภุชคินทร์บอก
       “มันจะเป็นไปได้ยังไง?” หม่อมภาณีงง เพ่งมองแหวน “มุกเม็ดนี้ เนื้อดีจะตาย”
       “จริงด้วยค่ะ” นารีวรรณมองตาม
       “งั้น..ผมคงเพลียมาก เลยตาฝาดไป ขอตัวไปพักก่อนนะครับ”
       “จ้ะ”
       ภุชคินทร์เดินออกไปด้วยทีท่าสงสัยสายตาตัวเอง หม่อมภาณีกับนารีวรรณมองหน้ากัน ทั้งสงสัยเป็นห่วงท่าทีของภุชคินทร์ที่ดูแปลกไประหว่างนี้
      
       ด้านภุชคินทร์เดินเข้าไปในห้อง ตั้งคำถามกับตัวเองอย่างงุนงง
       “เพี้ยนอะไรขนาดนั้นเรา”
       ชคินทร์ส่ายหัว สะบัดหน้าราวกับจะต้องการขับไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนล้มตัวลงไปนอน ไม่นานภุชคินทร์ก็เข้าสู่ห้วงนิทรารมย์
      
       ภุชคินทร์หลับฝัน เห็นลำน้ำโขง ยามค่ำคืนที่เงียบสงบ และน่ากลัวเหมือนกับทุกครั้งที่ฝันถึง ภุชคินทร์ในชุดนอนเดินมาตามริมน้ำ ด้วยสีหน้างุนงง
       “เรามาที่นี่อีกแล้ว”
       ราชนิกูลรูปงามกวาดสายตามองไปรอบๆ ภาพทุกภาพ เป็นเหมือนภาพฝันเดิมๆ ทุกครั้ง สายตาที่ภุชคินทร์มองรอบตัวมีแต่ความอัศจรรย์ใจ
       ทันใดนั้นเองก็ปรากฏเสียงการต่อสู้ของบางอย่างดังขึ้นมา ภุชคินทร์หันไปมอง ท่ามกลางความมืดและกระแสน้ำที่ไหลแรงของลำน้ำโขง ปรากฏร่างของพญานาคตัวผู้กับพญาครุฑต่อสู้กันอย่างดุเดือด
       พญานาคตัวผู้พยายามเอาตัวปกป้องไม่ให้พญาครุฑ มาฉกเอานางพญานาคีไป แต่พญาครุฑดู
       เหมือนมีแรงมหาศาล ใช้กำลังฉกนางพญานาคไปจนได้ และตรงเข้าทำร้ายพญานาคตัวผู้ จนกระอักเลือดออกมา
       น่าประหลาดนักที่เลือดนั้นไหลรินออกมาเป็นสีเขียวเข้มจัดของมรกต พญานาคตัวผู้โกรธและฮึดสู้ ถูกพญาครุฑเอากรงเล็บจิกคอเหวี่ยง ร่างไป พญานาคราชสะบัดเร่าๆ อยู่กับพื้น กระอักเลือดออกมาเป็นสีเขียวอ่อนคล้ายมรกตอีก แต่จางกว่าครั้งแรก
       พญานาคราชฮึดสู้สุดชีวิตไม่ยอมแพ้ จนคราวนี้ถูกพญาครุฑทำร้าย จนกระอักเลือดออกมาเป็นสีเขียวจางๆ ปนกับเลือดพญาครุฑ หรือที่เรียกว่าครุฑธิการ
       ภุชคินทร์มองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง สีของเลือดครั้งที่สามเหมือนกับสีที่เขาเห็นจากแหวนมุกของมารดา ซึ่งกลายเป็นเขียวเลือดไม่มีผิด
       พญานาคตัวผู้ดิ้นทุรนทุราย ด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะสิ้นใจตายในที่สุด ภุชคินทร์ได้แต่ตกตะลึงอึ้งอยู่กับที่ ในขณะที่พญานาคตัวเมียที่ถูกพญาครุฑฉุดรั้งไว้กรีดร้องโหยหวนแทบฟังไม่เป็นภาษา
      
       น้ำเสียงนั้นบาดลึก บอกให้รู้ว่านางนั้นเจ็บปวดรวดร้าวเหลิอแสนที่ผู้เป็นที่รักตายไปต่อหน้า โดยมิอาจทำอะไรได้!
       เช้านั้นภุชคินทร์ยังนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงนอน ทันใดนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ก็กรีดร้องดังขึ้น ภุชคินทร์สะดุ้งตื่นคว้ามือถือมาดู
      
       “ฟีบี้!”
       เมื่อเห็นว่าใครโทร.มา ภุชคินทร์ทำหน้าเซ็งจัด วางมือถือลง แล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ ไม่สนใจเลย
      
       เฟื่องวลีและมารดาอยู่ที่บ้านของภิงคารแต่เช้าเช่นเคย เฟื่องฟ้ามองที่ลูกสาวซึ่งกำลังโทรศัพท์อยู่อย่างใจจดจ่อ ถามอย่างอยากรู้
       “คุณชายรับสายหรือยังลูก”
      
       เฟื่องวลีหน้าหงิก “ยังเลยค่ะแม่ สงสัยยังไม่ตื่น”
       “แต่มันก็สายแล้วนี่ลูก”
       “งั้นพี่ชายก็คงกำลังทำงาน” เฟื่องวลีหาเหตุผลนานานมาเข้าข้างตัวเอง
       ระหว่างนั้นภิงคารเดินลงบันไดมาพร้อมกระเป๋าเอกสาร ขณะที่เฟื่องฟ้าบ่นพึมพำ
       “ทำงานอะไรเล่า?...ท่านภิงคารยังไม่ออกจากบ้านเลย”
       ภิงคารไม่ได้ยิน ยิ้มทักสองแม่ลูกอย่างอารมณ์ดี
       “สองแม่ลูกวันนี้ตื่นเช้าเสียจริง”
       เฟื่องฟ้าปะเหลาะ “ตื่นมารอคุณพี่น่ะค่ะ วันนี้มีงานที่ไหนบ้างคะ ฟ้าว่างอยากตามไปรับใช้คุณพี่”
       “ไม่เป็นไรๆ...ฉันมีผู้ช่วยอยู่แล้ว”
       “ฟีบี้จะตามไปช่วยพี่ชาย” เฟื่องวลีประจบ
       “ไม่ดีมั้ง งานเป็นงาน อีกอย่างเราสองคนเป็นผู้หญิง เที่ยวตามผู้ชายต้อยๆ ลุงว่าไม่งาม”
       ภิงคารพูดแล้วเดินออกไปเลย สองแม่ลูกหน้ากันเจื่อนจ๋อย เฟื่องวลีหน้าง้ำบ่นอุบ
       “ถูกด่าแต่เช้าเลย”
       “อย่าไปสนใจเลยลูก ผู้ชาย..ปากก็ด่าไปอย่างนั้นแหละ เอาเข้าจริง ก็มีเล็กมีน้อยมีกุ๊กมีกิ๊กกันทุกคน รวมถึงท่านภิงคารด้วย”
       เฟื่องวลีทำท่าไม่อยากเชื่อ “จริงหรือคะ”
       เฟื่องฟ้ายิ้มอย่างมีเลศนัย “ก็ลองดูมั้ยล่ะ”
       เฟื่องวลีผู้สวยแต่รูปยิ้มๆ พูดโดยไม่ทันคิด “แล้วใครจะลอง”
       เฟื่องฟ้ายิ้มระรื่น “แม่ไง”
       เฟื่องวลีตกอกตกใจ “แม่...จะเป็นแม่ได้ยังไงคะ เดี๋ยวผีคุณป้าก็ลุกขึ้นมาบีบคอแม่หรอก”
       “บีบได้ยังไง ผีก็อยู่ส่วนผี ผีพี่สาวแท้ๆ ของแม่คงไม่ว่าหรอก...ถ้าแม่ จะทำหน้าที่เมียของท่านภิงคาร แทนเค้า”
       เฟื่องฟ้าตีฝีปาก กระหยิ่มยิ้มย่อง เฟื่องวลีทำหน้ายิ้มๆ อย่างเห็นดีด้วยก่อนบอกภารกิจตัวเองอย่างหมายมาด
       “งั้นฟีบี้ก็จะพยายามฉกหัวใจของพี่ชาย มาเป็นของฟีบี้ให้ได้ แล้วฟีบี้ก็จะหาทางเปิดตัวว่าเป็น
       คู่หมั้นคู่หมายของพี่ชายให้ได้ ในวันงานเปิดร้านเจ้าประกายคำ”
       สองแม่ลูกมองหน้ากันแล้วยิ้มระรื่นอย่างเบิกบานใจ
      
       ในที่สุดก็ถึงวันงานเปิดร้านเพชรของเจ้าประกายคำ งานจัดขึ้นตอนกลางคืนที่ห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมหรู เครื่องประดับของร้านถูกนำมาจัดวางโชว์อย่างสวยงาม เก๋ไก๋ และอลังการ
       แขกเหรื่อที่มาร่วมยินดีล้วนเป็นไฮโซสังคมชั้นสูง เวลานั้นหม่อมภาณี เดินเข้ามาพร้อมกับภุชคินทร์ และนารีวรรณ กำลังตรงไปยังเจ้าประกายคำ ทุกคนสวัสดีทักทายกัน เจ้าประกายคำทักสีหน้ายิ้มแย้ม
       “นึกว่าหม่อมจะมาไม่ได้แล้วซะอีก”
       หม่อมภาณีเยื้อนยิ้มตอบ “เจ้าเปิดร้านทั้งที ทำไมดิฉันจะมาไม่ได้ล่ะคะ”
       เจ้าประกายคำเอ่ยแซวอย่างที่นารีวรรณว่าไว้ไม่มีผิด “ก็หนังสือพิมพ์ลงข่าวครึกโครม ถึงรอยเท้าพญานาคที่โผล่ขึ้นรอบวัง ดิฉันก็เลยคิดว่าคงกำลังยุ่งๆ กันอยู่ แล้วจริงหรือเปล่าคะ พญานาคมาที่วังของหม่อมจริงหรือเปล่า”
       หม่อมภาณีหัวเราะน้อยๆ ท่าทียังไม่ปักใจเชื่อ “ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ อย่างที่หม่อมเห็น บางข่าวก็ว่าจริง แต่บางข่าวก็ว่าไม่จริง”
       ประกายคำถามต่อ “แล้วเคยเห็นตัวกันหรือเปล่าคะ”
       “ไม่หรอกค่ะ...จะเห็นก็เห็นแต่งู” หม่อมภาณีว่าตามความเป็นจริง
       เจ้าประกายคำทำท่าขนลุกขนพอง “แค่งูดิฉันก็ไม่อยากเห็นแล้วล่ะค่ะ”
       นารีวรรณเสริมอย่างมีมารยาท “หนูนาก็เหมือนกันค่ะ”
       จากนั้นพวกผู้หญิงต่างทำท่าสยองกัน ก่อนที่เจ้าประกายคำจะเชื้อเชิญ
       “เชิญด้านในดีกว่านะคะ ดิฉันมีเครื่องประดับงามๆ จะให้หม่อมดูเยอะเลย”
       เจ้าประกายคำเดินนำเข้าไปข้างใน หม่อมภาณีแตะแขนบุตรชาย
       “ไปจ๊ะ ชาย”
       ภุชคินทร์ออกตัว “ผมขอเดินดูอะไรด้านนอกก่อนนะครับ เดี๋ยวผมตามเข้าไป”
       “เร็วๆ นะลูก” หม่อมภาณีว่า       
       “ครับ”
       หม่อมภาณีเดินเข้าไปด้านในกับนารีวรรณตามเจ้าประกายคำไป
      
       ส่วนภุชคินทร์เดินออกไปด้านนอกเหมือนอยากคิดอะไรคนเดียว



       ภุชคินทร์เดินอยู่คนเดียว ตรงบริเวณสวนสวยของโรงแรม ชายหนุ่มยืนครุ่นคิดอยู่อย่างเงียบๆ เรื่องราวในความฝันผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง
      
       ในฝันนั้นเขาเห็นเลือดของพญานาคตัวผู้ที่กระอักออกมาปนกับเลือดพญาครุฑ กลายเป็นสีเหมือนกับพลอยประดับแหวนของหม่อมภาณีที่เขามองเห็น ฃ
       ภุชคินทร์พึมพำด้วยความสงสัย
       “ทำไม แหวนที่เราเห็นถึงได้เหมือนกับเลือดของพญานาคที่เราฝันถึง”
       ขณะที่ภุชคินทร์ครุ่นคิดต่อ ในหางตาของชายหนุ่มก็เห็นร่างด้านหลังของเจ้าอุรคาในชุดราตรีแสนสวยและงามสง่าเดินเฉียดเข้าไปในงาน ภุชคินทร์เหลียวขวับไปมองในบัดดลร้องเรียก
       “เจ้าอุรคา”
       เจ้าอุรคาไม่ได้หันมามอง ภุชคินทร์หันกลับแล้วรีบสาวเท้าเดินตามไปในงานทันที
      
       ภุชคินทร์เดินตามเจ้าอุรคามาเนิบช้า น่าประหลาดทั้งที่อยู่ห่างกันไม่กี่ก้าว ทว่าภุชคินทร์กลับตามไม่ทันสักที
       ภุชคินทร์ตัดสินใจร้องเรียก “เจ้าอุรคาครับ หยุดก่อน เจ้าอุรคา”
       เจ้าอุรคาเพียงแค่เหลียวหันมายิ้มบางๆ แล้วเดินไปต่อ เหมือนกับในภาพความฝันคืนก่อน ภุชคินทร์ชักหัวเสีย ร้องตามเสียงขุ่น
       “เจ้าอุรคา”
       ภุชคินทร์ตามไป แต่แล้วต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อมีมือของใครคนหนึ่งมาฉุดกระชากข้อมือไว้อย่างแรง ชายหนุ่มหันกลับมามอง แล้วยิ่งต้องหัวเสียหนักเมื่อพบว่าเป็นเฟื่องวลีนั่นเอง ภุชคินทร์ขึ้นเสียงดุ
       “ฉุดพี่ไว้ทำไมฟีบี้”
       “ก็พี่ชายกำลังจะเดินตกดาดฟ้านะสิคะ”
       ภุชคินทร์นิ่วหน้าชะงักตกใจ กวาดสายตามองแล้วก็เห็นว่าขาตัวเองยืนอยู่บนดาดฟ้าโรงแรมอย่างหมิ่นเหม่ ซึ่งถ้าหากเฟื่องวลีไม่ฉุดเอาไว้ คงได้ร่วงหล่นลงไปด้านล่างเป็นแน่ เฟื่องฟ้าที่เดินมาตามถามอย่างสงสัย
       “ตามหาใครกันคะ”
       “เปล่าครับ”
       “งั้น..ก็เข้าไปด้านในเถอะค่ะ...พี่ชายมาเดินใจลอยอยู่อย่างนี้ฟีบี้เป็นห่วง”
       ไม่พูดเปล่า เฟื่องวลีคล้องแขนภุชคินทร์พาเข้าไปด้านใน ภุชคินทร์กวาดสายตามองรอบตัวด้วยความมึนงง ปล่อยตัวให้เฟื่องวลีคล้องแขนเข้างานโดยไม่ได้ปัดออกเหมือนเคย เฟื่องฟ้ามองอย่างพอใจ
      
       ภายในงาน ผู้คนต่างตะลึงงันเมื่อเห็นเครื่องประดับที่วางอยู่ในตู้ตามจุดต่างๆ เฟื่องวลีซึ่งเดินควงแขน
       ภุชคินทร์ที่ยังเหลียวหน้าแลหลัง กวาดสายตามองหาเจ้าอุรคาอย่างคาใจ เฟื่องฟ้าที่เดินตามหลังชี้บอกบรรดานักข่าวเบาๆ
       “แฟนของคุณชายค่ะ..ว่าที่เจ้าสาวของคุณชาย”
       นักข่าวต่างกรูเข้ามารุมถ่ายรูปภุชคินทร์กับเฟื่องวลีอย่างสนใจ นาถสุดาเห็นรีบสะกิดให้ไพศิษฐ์ดู
       “คุณชายพาคุณฟีบี้มาเปิดตัวหรือคะ”
       ไพศิษฐ์ฉงน “เปิดตัวอะไร”
       “ควงกันขนาดนี้ ไม่เปิดตัวแล้วเค้าเรียกว่าอะไรล่ะคะ”
       นาถสุดาว่าอย่างขวางๆ ไพศิษฐ์มองตาม ก็เห็นเฟื่องวลีควงแขนภุชคินทร์ไม่ยอมปล่อย แถมโพสท่าให้ถ่ายรูปเหมือนจะเปิดตัวเต็มที่ ภิงคารที่ยืนอยู่อีกมุม ขวางเต็มที่รีบเดินมาหา
       “มัวทำอะไรอยู่นายชาย แม่เราบ่นเป็นหมีกินผึ้งแล้ว”
       ภุชคินทร์เหมือนได้สติ “หรือครับ”
       ภุชคินทร์ปลดมือของเฟื่องวลีออกทันที นักข่าวสาวร้องบอก
       “ขอภาพคู่ก่อนค่ะคุณชาย”
       “ยังไม่สะดวกครับ”
       ภุชคินทร์เดินไปกับภิงคารทันที เฟื่องวลีหัวเราะร่าบอกกับนักข่าว
       “พี่ชายขี้อายอย่างนี้ล่ะค่ะ”
       เฟื่องฟ้าเปิดกระเป๋าแอบหยิบซองเงินให้นักข่าวคนหนึ่ง กระซิบบอก
       “ลงรูปใหญ่ๆ หน่อยนะคะ”
       นาถสุดาเห็นอาการสองแม่ลูกก็ทำหน้าย่น บ่นกับไพศิษฐ์ขำๆ
       “ทำไปได้”
       ไพศิษฐ์หัวเราะร่วน “อยากลงแบบเค้ามั่งเหรอ เดี๋ยวผมจัดให้ ลงหน้าหนึ่งเลยมั้ย”
       ว่าพลางไพศิษฐ์แกล้งแหย่นาถสุดาด้วยการควักกระเป๋าตังค์ นาถสุดามองแฟนหนุ่มตาขวาง
       “ก็ถ้าคุณศิษฐ์ทำจริงๆ ได้ลงหน้าหนึ่งแน่ค่ะ”
       ไพศิษฐ์จ๋อยพูดเสียงแผ่วๆ ท่าทีน่าขัน “ใครจะกล้า”
       นาถสุดายิ้มออกมาได้ จู่ๆ เสียงนักข่าวฮือฮาและเดินออกไปเป็นพรวนจน ไพศิษฐ์กับนาถสุดาต้องหันไปมองตาม
       “ใครมากันคะ ดูสิ..นักข่าวแห่กันไปหมดเลย”
       “นั่นสิ...ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าใคร”
       ไพศิษฐ์คว้าข้อมือนาถสุดาเดินตามนักข่าวไป เห็นช่างภาพนักข่าวกดชัตเตอร์แทบไม่ทัน แล้วต่อมาสองหนุ่มสาวก็เห็นเจ้าอุรคาในชุดที่สุดแสนจะงามสง่าเดินเข้ามา ราวกับนัดกันไว้ ผู้คนในมุมต่างๆ ล้วนอยู่ในอาการตะลึงงัน โดยเฉพาะภุชคินทร์ ที่หันมามองตามเสียงก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ
       “เจ้าอุรคา”
       เฟื่องวลีชักสีหน้าไม่พอใจ
       เจ้าอุรคาไม่ได้มองหน้าหรือทำท่าว่าสนใจภุชคินทร์เลยแม้แต่สักเพียงน้อย
       ขณะที่สุบรรณที่เดินเข้ามา โดยมีอำนาจเดินตามหลังก็มองเจ้าอุรคาตกตะลึงพรึงเพริด
       “เจ้าอุรคา”
       ร่างระหงงามสง่านั้นไม่ได้เอ่ยทักทายใครเลย แต่กลับเดินตรงไปยังเจ้าประกายคำ ทักทายอย่างสนิทสนมรักใคร่
       “สวัสดีค่ะเจ้า ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ”
       ประกายคำเยื้อยิ้มเต็มหน้า “ยินดีเหลือเกินค่ะที่เจ้ามา”
       “ดิฉันต่างหากที่ควรยินดี ที่เจ้าให้เกียรติดิฉันมาร่วมงานนี้ ชรายุ” เจ้าอุรคามองไปทางนางกำนัลคนสนิท
       ชรายุเดินเข้ามาพร้อมหีบเครื่องประดับในมือ เจ้าอุรคาบอก
       “ดิฉันเอาเครื่องประดับของภูจำปา มาแสดงในงานด้วยค่ะ”       
       ชรายุเปิดหีบเครื่องประดับออกมา เจ้าอุรคาบอกอธิบาย
       “เครื่องประดับต้นตระกูลของดิฉัน จะมีอยู่สามอย่าง คือ นาคสวาท มรกต และครุฑธิการ”
       ทุกคนฮือฮายกเว้นสองแม่ลูกที่มองหน้ากันแล้วประสานเสียงพึมพำ
       “ยี้! อวดรวย!”
       ไม่มีใครได้ยินหรือใส่ใจ เพราะทุกสายตาเพ่งมองไปยังเครื่องประดับในมือเจ้าอุรคาที่ถูกยกขึ้นมาโชว์ทีละชิ้น
       “นี่คือมรกต”
       ภุชคินทร์เพ่งมองมรกต อย่างตื่นตะลึง มันช่างเหมือนภาพในฝันของตนเป๊ะๆ
       เจ้าอุรคาหยิบเครื่องประดับอีกชิ้นขึ้นมา แล้วเอื้อนเอ่ย
      
       “นี่คือครุฑธิการ”



       ทุกคนเพ่งตามองไปเป็นตาเดียว โดยเฉพาะภุชคินทร์นั้น แว่บๆ ที่ภุชคินทร์เห็นแหวนมุกเป็นสีเขียวเลือดภุชคินทร์พึมพำ
      
       “เหมือนที่เราเห็นแหวนมุกคุณแม่”
       หม่อมภาณีเมื่อมองไปในหีบไม่เห็นมีเครื่องประดับอีกแล้วสักชิ้น ประกายคำโพล่งขึ้น
       “แล้วไหนล่ะคะ นาคสวาท”
       “อยู่นี่ค่ะ”
       เจ้าอรุคายกมือเรียวงามขึ้นลูบไล้บริเวณลำคอขาวผ่อง เผยให้เห็นว่านางสวมสร้อยที่มีจี้เป็นพลอยนาคสวาทสีเขียวเข้ม ในขณะทุกคนฮือฮาส่งเสียงชื่นชมกันอื้ออึง
       “สวยมาก” / “สวยเหลือเกิน”
       แต่ภุชคินทร์กลับเบิกตากว้างอย่างตกใจ ภาพฝันตอนเห็นพญานาคราชกระอักเลือดออกมาเป็นสีเขียวเข้มผุดขึ้นมาอีกแว๊บๆ
       ภุชคินทร์หน้าซีดเผือด จังหวะเดียวกันนั้นคล้ายมีลมบางอย่างมาปะทะจนเนื้อตัวชาวูบ มองเห็นจี้นาคสวาทเม็ดนั้น พุ่งเข้าสู่สายตาของตนอย่างรวดเร็วว่องไว
       พร้อมๆ กันนั้นภุชคินทร์ก็รู้สึกเวียนหัว มึนงง ซึมซับรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่พุ่งเข้าใส่ร่างกาย อาการคล้ายๆ กับเหตุการณ์ในภาพฝันตอนพญานาคราชถูกพญาครุฑทำร้ายยังไงยังงั้น
       ภุชคินทร์ตวัดสายตาไป เห็นสุบรรณจ้องมองนาคสวาทอยู่เหมือนกัน ทีท่าของสุบรรณยามนั้นน่าเกรงขามจนภุชคินทร์ขนลุกซู่ด้วยความหวาดหวั่น ภุชคินทร์รู้สึกเหมือนว่าร่างกายของตนจะหมดแรงลงเดี๋ยวนั้น หายใจไม่ออก หูอื้อตาลาย
       ร่างภุชคินทร์โงนเงนก่อนทรุดฮวบล้มลงไป พร้อมๆ กับได้ยินเสียงหม่อมภาณี นารีวรรณ เฟื่องวลี และคนอื่นๆ กรีดร้องอื้ออึง
       “ชาย” / “พี่ชาย” / “คุณชาย”
       และแล้วสติสัมปชัญญะของภุชคินทร์ก็ดับวูบลงไป
      
       ที่ลำน้ำโขง ภุชคินทร์เดินมา ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ ภุชคินทร์เดินเข้า
       ไปใกล้ๆ มองจากด้านหลังรูปร่างของสตรีนางนั้นช่างคุ้นตานัก ภุชคินทร์ถาม
       “คุณ...ร้องไห้ทำไม คุณ...ร้องไห้ทำไม”
       เธอไม่ยอมตอบ เอาแต่ร้องไห้ เหมือนคนที่หัวใจสลายภุชคินทร์ตัดสินใจเอื้อมมือไปดึงไหล่ สตรีนาง
       นั้นทำท่าจะหันมา แต่แล้วภุชคินทร์ก็รู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างถูกกระตุกอย่างแรง
      
       ร่างของภุชคินทร์นอนอยู่ภายในห้องพักสักห้อง หม่อมภาณีกับหนูนาช่วยกันพัดวี และเอายาลมให้ดม ขณะที่ฟีบี้ทำเป็นห่วงร้องไห้จนเกินกว่าเหตุ ภุชคินทร์พึมพำแทบไม่ได้ศัพท์ และเบามาก ไพศิษฐ์เข้าไปใกล้เงี่ยหูฟัง
       “คุณ...คุณเป็นใคร? คุณร้องไห้ทำไม?”
       ไพศิษฐ์นิ่วหน้า ทุกคนมองสนใจ นาถสุดาถาม
       “คุณชายพูดว่าอะไรคะ”
       ไพศิษฐ์กลบเกลื่อนให้เพื่อน “ไม่ได้ศัพท์ ...คงเพ้อไปน่ะ”
       เฟื่องวลีเอื้อมมือมากระชากร่างของภุชคินทร์เขย่าๆ
       “พี่ชาย พี่ชายอย่าเป็นอะไรไปนะคะ ฟีบี้ทนไม่ได้ ถ้าพี่ชายเป็นอะไร”
       ภิงคารปรามท่าทีรำคาญ “ฟีบี้...นายชายแค่เป็นลมเฉยๆ”
       “เป็นลมเฉยๆ แล้วทำไมพี่ชายถึงไม่พูดไม่จาอะไรเลยล่ะคะ? ดูสิคะ..ทำตาค้างอย่างกับถูกผีเข้า” เฟื่องวลีโวยวาย
       สีหน้าภุชคินทร์ยามนี้เป็นอย่างที่ฟีบี้ว่าจริงๆ ชายหนุ่มลืมตา แต่เหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไพศิษฐ์บอก
       “ผมว่าพานายชายไปหาหมอดีกว่าครับ”
       “นาถจะโทร. เรียกรถพยาบาล”
       นาถสุดาควักมือถือออกมา ไพศิษฐ์ปราดเข้าไปจะพยุงร่างของภุชคินทร์ขึ้น เพียงเนื้อสัมผัสภุชคินทร์ก็ดูเหมือนได้สติ บอกเร็วปรื๋อ
       “ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
       ทุกคนชะงักมอง
       “ไม่เป็นอะไรได้ยังไงคะ? พี่ชายเหมือนไม่ใช่คนเดิม” เฟื่องวลีว่า
       ภุชคินทร์ “พี่แค่หายใจไม่ออก”
       “จะหายใจออกได้ยังไง ไทยมุงมุงอยู่เต็มอย่างนี้”
       ภิงคารพูดจบ ผู้คนที่อยู่รอบๆ ก็เบี่ยงกายหลบ ให้อากาศระบาย ภิงคารว่าต่อ
       “ตะกี้ที่เป็นลมคงเพราะคนในงานเยอะเท่านั้นแหละ” ภิงคารหันมาทางพี่สาว “ผมว่าให้นายชายนอนพักดีกว่า พวกเราออกไปข้างนอกกัน”
       หม่อมภาณีเห็นด้วย “ก็ดี...พี่เองก็อยากคุยกับเจ้าอุรคาอะไรนั่น ต้นตระกูลมาจากไหน ถึงได้มีพลอยเนื้องามขนาดนั้น...ชายไม่เป็นอะไรแน่นะลูก”
       “ครับ”
       “งั้นนอนพักนะ...เลิกงาน เดี๋ยวแม่พากลับบ้าน”
       “ครับ”
       “เดี๋ยวฟีบี้อยู่เฝ้าพี่ชายเอง” เฟื่องวลีอาสา
       เฟื่องฟ้ารีบสนับสนุน “ดีลูกดี”
       ภิงคารลากเสียงยาวดักคอ “ไม่ดีมั้ง...ถ้าจะมีคนเฝ้า ก็ให้หนูนาเฝ้าดีกว่า”
       “ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูนาอยู่กับพี่ชายเอง” นารีวรรณอาสา
       “ไม่เป็นไร พี่อยากพักคนเดียว”
       “งั้นพวกเราออกไปข้างนอกกันดีกว่า” หม่อมภาณีว่า
       ไพศิษฐ์เย้า “เจออะไรเรียกดังๆ นะชาย ฉันจะอยู่หน้าห้อง อารักขาเพื่อนเต็มที่”
       ภุชคินทร์ฉงน “จะเจออะไร”
       ไพศิษฐ์ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหูภุชคินทร์
       “จะไปรู้เหรอ ตะกี้ตอนหมดสติ นายเอาแต่เพ้อละเมอถาม...คุณ...คุณเป็นใคร แล้วก็ คุณ...คุณร้องไห้ทำไม”
       ภุชคินทร์เบิกตากว้าง นี่เขาฝันและละเมอจริงๆ หรือ?
      
       เฟื่องวลีทำท่าสยอง แอบได้ยินที่ไพศิษฐ์กระซิบบอกภุชคินทร์
ตอนที่ 3
      
       บรรดาแขกเหรื่อ และผู้คนต่างให้ความสนใจกับเครื่องประดับของเจ้าอุรคา และเจ้าประกายคำที่เอามาโชว์ในงานเห็นแต่ละคนทำหน้าทึ่งๆ พูดทำนองเดียวกันว่า...สวย แต่ดูแปลกๆ
      
       เฟื่องวลีทำหน้าแหยงๆ เดินเกาะมือเฟื่องฟ้าแน่น เฟื่องฟ้าปรามลูก ถามแบบงงๆ
       “ทำไมต้องเกาะมือแม่แน่นขนาดนี้ฟีบี้”
       เฟื่องวลีทำหน้าแหยงๆ “ฟีบี้กลัว”
       “กลัวแสงเพชรแยงเข้าตานี่นะ”
       “อู๊ย...! แสงเพชรแยงเข้าตามีแต่จะชอบค่ะไม่กลัวหรอก แต่นี่” เฟื่องวลีลดเสียงเบาลง “ตะกี้ฟีบี้แอบได้ยินคุณศิษฐ์กระซิบบอกพี่ชาย”
       เฟื่องฟ้า        ทำหน้างง ขณะถาม “กระซิบอะไร”
       “คุณศิษฐ์บอกว่า พี่ชายละเมอ คุณเป็นใคร? คุณร้องไห้ทำไม?” เฟื่องวลีมองแม่แล้วถามอย่างกลัวๆ “เป็นไปได้มั้ยคะว่าจะมีใครซักคนจะมาเอาพี่ชายไปอยู่ด้วย”
       เฟื่องฟ้า        ทำหน้ากลัว แต่กลบเกลื่อนด้วยการดุลูกสาว “เหลวไหล”
       “ไม่เหลวไหลหรอกค่ะ คุณแม่ก็เห็นตอนเข้างาน ถ้าฟีบี้ไม่ตามไปฉุดมือเอาไว้ พี่ชายตกดาดฟ้าโรงแรมไปแล้ว”
       สองแม่ลูกมองหน้ากัน ทำท่าแหยงๆ หวาดกลัว
      
       ภุชคินทร์อยู่ในห้องพักของโรงแรม ทำหน้าเครียดครุ่นคิดถึงเรื่องเครื่องประดับของเจ้าอุรคา ขณะนำออกมอวด และนึกถึงคำพูดของไพศิษฐ์ ภุชคินทร์ลุกพรวดขึ้น นารีวรรณที่นั่งเฝ้าอยู่ กระโดดผลุงมาเกาะแขนภุชคินทร์เอาไว้แน่น ถามเร็วปรื๋อ
       “พี่ชายจะไปไหนคะ”
       “ออกไปข้างนอก”
       “แต่คุณแม่บอกให้พี่ชายนอนพักอยู่ในนี้”
       “มางานทั้งที จะนอนอยู่ทำไม พี่จะออกไปดูงานข้างนอก”
       “แต่พี่ชายไม่สบายนะคะ”
       “พี่สบายดีหนูนา พี่สบายดี”
       ประโยคหลังเหมือนภุชคินทร์จะย้ำบอกตัวเอง ก่อนเดินออกไปนารีวรรณรีบเดินตามทันที
      
       ภายในบริเวณงาน หม่อมภาณี สนใจเครื่องประดับของเจ้าอุรคาเป็นอย่างมาก อำนาจมองอัญมณีต่างๆ โดยเฉพาะของเจ้าอุรคาตาวาววับ หม่อมภาณีกระซิบคุยกับเจ้าประกายคำ
       “เครื่องประดับประจำตระกูลของเจ้าอุรคาสวยมากเลยนะคะเจ้า”
       “ค่ะสวยมาก สวยจริงๆ ตั้งแต่ดิฉันทำธุรกิจนี้มา ยังไม่เคยเห็นเครื่องประดับจากตระกูลไหน สวยเท่าตระกูลเจ้าอุรคาเลย”
       “ไม่ใช่สวยธรรมดา” หม่อมภาณีมองที่เครื่องประดับ “แต่ดูเหมือนมันมีชีวิตอยู่ด้วย เจ้าดูสิคะ”
       สองคนเห็นว่าภายในเครื่องประดับทั้งสองชนิด มรกต ครุฑธิการ เป็นคลื่นๆ คล้ายมีชีวิตเคลื่อนไหวจริงๆ สองคนมองหน้ากัน สีหน้าเริ่มหวาดๆ เมื่อความสวยจากอัญมณีดูมีชีวิต
       ประกายคำเห็นด้วย “ใช่ค่ะ เครื่องประดับชุดนี้ เหมือนมีชีวิตจริงๆ”
       หม่อมภาณีกับเจ้าประกายคำมองหน้ากัน สลับกับมองเครื่องประดับอย่างทึ่งๆ
      
       ภุชคินทร์เดินเข้างานมา กวาดสายตามองหาเจ้าอุรคา นาถสุดาเห็น ก็รีบสะกิดไพศิษฐ์
       “คุณชายออกมาแล้วค่ะ กำลังมองหาใครก็ไม่รู้”
       เฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีที่ยืนอยู่ด้านหลังมองหน้ากัน แล้วยิ้มแป้นเฟื่องฟ้ากระซิบบอกลูก
       “มองหาลูกหรือเปล่า”
       “ใช่หรือไม่ใช่ ฟีบี้ก็จะทำให้ พี่ชายหันมามองฟีบี้เพียงคนเดียวค่ะ” เฟื่องวลีทำท่ากระแดะ “ฟีบี้ only”
       นาถสุดาได้ยินทำหน้าแหย ส่วนเฟื่องวลีมองตามภุชคินทร์ก่อนเดินเข้าไปหา
       ภุชคินทร์มองไปเห็นเจ้าอุรคายิ้มให้ แล้วเดินออกไป ภุชคินทร์รีบสาวเท้าตามไปทันที
      
       อำนาจเดินมายืนขวางจ้องหน้าภุชคินทร์เขม็ง ภุชคินทร์แปลกใจ ว่าขวางทำไม แต่ไม่สนใจเบี่ยงตัวออก อำนาจมองตามแล้วยิ้มมีเลศนัย
       ฝ่ายเฟื่องวลี เดิมแกมวิ่งตามภุชคินทร์
       “พี่ชายคะพี่ชาย”
       เฟื่องวลีจะแหวกคนเดินไปหาภุชคินทร์ แต่แล้วต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อชรายุ โผล่พรวดเข้ามา จนเกือบชนชรายุ เฟื่องวลีร้องลั่น เมื่อแก้วน้ำในมือของชรายุ หกใส่เสื้อชุดสวยของหล่อนจนเลอะไปหมด
       “ว้าย”
       นาถสุดาจ้องตาโต เพราะเธอเองก็ไม่เห็นชรายุมาก่อน ไม่เคยเห็นว่ามีคนๆ นี้ อยู่ในงาน แต่จู่ๆ เธอโผล่มาจากไหน นาถสุดายิ่งจ้องมอง ชรายุยืนถือแก้วอย่างนิ่งสงบ มีแต่เฟื่องวลีที่โวยวายใส่ไม่หยุด
       “คนบ้า! ชนเค้าแล้วยังยืนทื่อมะลื่ออยู่ได้”
       ชรายุบอกอย่างเรียบนิ่ง “ขออภัย เดี๋ยวจะพาไปล้าง”
       “ไม่ต้อง ฉันไปเองได้”
       เฟื่องวลีมองชรายุอย่างไม่พอใจ ก่อนสะบัดหน้าเดินหนีไปพลางบ่นกระปอดกระแปด
       “ดูสิ อดไปหาพี่ชายเลย”
       ชรายุยิ้มหยันนิดๆ ดูน่ากลัว แล้วเดินฝ่ากลุ่มคนในงานแล้วหายลับไป คราวนี้นาถสุดาขยี้ตาตัวเองอย่างแรง ชะเง้อคอมองหา ชรายุ ถามตัวเองงงๆ
       “หายไปไหน?”
       ไพศิษฐ์ที่หันไปคุยกับแขกคนอื่นหันมามองงง “มองหาอะไรหรือนาถ”
       “ก็คนติดตามเจ้าอุรคาสิคะ จู่ๆ เดินหายไปไหนก็ไม่รู้”
       ไพศิษฐ์ช่วยมองหา แต่ไม่เห็น “คนออกเยอะแยะ คงอยู่ในกลุ่มคนนั่นแหละ”
       “ไม่น่าจะใช่นะคะ เพราะนาถเห็น” นาถสุดาทำท่า แหยงๆ กลัวๆ “จู่ๆ เค้าก็หายวับไปเลย”
       ไพศิษฐ์หัวเราะขำแฟนสาว “ตาฝาดแล้วนาถ อ้าว! แล้วนายชายล่ะ? อยู่ไหนแล้ว”
       “ไม่เห็นค่ะ” นาถสุดากวาดตามอง “พี่สุบรรณ ก็ไม่เห็นเหมือนกัน”
       คราวนี้ไพศิษฐ์หน้าเคร่ง ถูกนาถสุดากระเซ้า
       “เป็นตำรวจติดตามได้ยังไงคะคุณศิษฐ์ นายหายยังไม่รู้ตัวเลย”
       ไพศิษฐ์หน้าจ๋อย อมยิ้มนิดๆ “งั้น ผมขอตัวไปตามหานายก่อนดีกว่า”
       ว่าแล้วไพศิษฐ์เดินออกไป
       ส่วนอีกมุมสุรินทร์ในชุดสูทดำสง่าเหมือนแขกทั่วไปเดินเข้ามาพร้อมลูกน้อง โดยไม่มีคนสนใจแม้แต่คนเดียว
      
       นอกจากอำนาจเท่านั้นที่มองสุรินทร์อย่างรู้กัน



       เจ้าอุรคาเดินออกมาที่นอกห้องจัดงาน ใบหน้าสวยสง่ามีรอยยิ้มบางๆ รู้ว่าด้านหลังภุชคินทร์เดินแกมวิ่งตามมา ภุชคินทร์อ้าปากจะเรียก “เจ้าอุรคา” แต่จำต้องเงียบไป เมื่อเห็นสุบรรณเดินจากอีกมุมตรงมาหาเจ้าอุรคาและชิงร้องเรียกก่อน
      
       “เจ้าอุรคา”
       เจ้าอุรคาหันมามองแบบไม่ได้ตื่นเต้นหรือแปลกใจ “คะ”
       “ผมหาโอกาสอยู่กับเจ้าตามลำพังตั้งแต่มาถึงงาน แต่ยากมาก”
       “ก็แล้วทำไมต้องอยู่กันตามลำพังด้วยคะ”
       เจ้าอุรคาถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไม่สนใจ แต่สุบรรณกลับตอบมาด้วยท่าทีจริงจัง
       “เพราะผมมีเรื่องสำคัญจะคุยกับเจ้า”
       ภุชคินทร์ยืนเงี่ยหูฟัง ในขณะที่เจ้าอุรคามองสุบรรณด้วยท่าทางสงบ สุบรรณพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
       ประหม่า ราวกับเด็กหนุ่มที่อยู่ในอาการแรกรัก แต่ดวงตาลึกซึ้ง จริงจัง
       “ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น ผมคิดถึงเจ้ามาตลอด ผมฝันถึงเจ้า อยากมีชีวิตอยู่กับเจ้า”
       เจ้าอุรคายิ้มบางๆ ฟังแบบไม่ตื่นเต้น ภุชคินทร์เสียอีกที่รู้สึกหึงหวงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แถมอึ้ง เพราะเพิ่งเจอกัน สุบรรณหลงรักเจ้าอุรคาขนาดนี้เชียวหรือ? สุบรรณพูดต่อ
       “และยิ่งวันนั้น วันที่ผมเกือบจะจมน้ำตาย ผมก็รู้ทันที ถ้ามีชีวิตรอด ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ครองคู่อยู่กับเจ้า” สุบรรณมองตาซึ้ง บ่งบอกว่ารักมาก ขณะสารภาพ “ผมรักเจ้า เจ้าอุรคา”
       ภุชคินทร์ตาเบิกโตยิ่งกว่าเก่า ที่สุบรรณสารภาพรักส่วนเจ้าอุรคายิ้มน้อยๆถามหน้าตาเฉย
       “แต่คุณยังไม่ได้ถามความรู้สึกของดิฉันเลย คุณก็บอกความต้องการเสียแล้ว” เจ้าอุรคายิ้มมีเลศนัย “ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใด รักของท่านสุบรรณ ก็เป็นรัก...เพื่อต้องการครอบครอง เสมอ”
       สุบรรณเริ่มเสียงดัง วางอำนาจ “ก็แล้วมันต่างจากคนอื่นตรงไหน ใครๆ ก็ย่อมอยากอยู่กับคนที่เรารักทั้งนั้น”
       เจ้าอุรคามีสีหน้าเจื่อนไปนิด คำพูดของสุบรรณกระทบใจ เธอแก้ต่างทันที
       “ใช่ค่ะ มนุษย์ทุกคนล้วนอยากอยู่กับคนที่รัก แม้กระทั่งดิฉันเอง แต่ วิธี ต่างหากที่มันแตกต่างกัน เพราะการที่คนสองคน จะได้อยู่ครองคู่รักกัน ต้องมีหัวใจตรงกัน มิใช่เกิดจากการแย่งชิง”
       “ข้อนี้ผมมองต่างกับเจ้า สำหรับผม รักแท้คือการช่วงชิง รักไม่จริงคือการเสียสละ ถ้าผมรักใคร ผมจะทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวเค้ามา...และใครคนนั้นก็คือเจ้า”
       ภุชคินทร์ทำหน้าเครียด ได้ยินเขาสารภาพรักกัน เจ้าอุรคายิ้มหยัน
       “ขอบคุณที่ให้ค่าดิฉันขนาดนั้น ซึ่งดิฉัน ไม่รู้ ว่า มันคือความโชคร้ายหรือโชคดี กับการที่มีใครมาทุ่มเทความรักให้ เหมือนคุณสุบรรณ”
       “แล้วเจ้ารู้สึกอย่างไรกับผม” สุบรรณถาม
       เจ้าอุรคาพูดกำกวมเป็นปริศนาเช่นเคย
       “ความรู้สึกของดิฉันสำคัญต่อคุณสุบรรณด้วยหรือคะ? ในเมื่อ คุณก็บอกเอง” เจ้าหญิงต่างแดนเว้นวรรค ยิ้มหยัน “คุณจะทำทุกอย่างเพื่อช่วงชิง....” จากแกล้งเดินไปยังมุมที่ภุชคินทร์ซ่อนตัวอยู่ จงใจพูดตัดพ้อ “ฉันเองก็ไม่ต่างจากคุณ...ฉันจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้อยู่กับคนที่ฉันรัก แม้ว่าเค้าคนนั้น จะไม่เคยรู้อะไรเลย”
       ท้ายเสียงของเจ้าอุรคาสั่นเครือ ในขณะที่ภุชคินทร์ทำหน้ามึนงง ไม่เข้าใจ
      
       ภายในงาน สุรินทร์เดินปะปนกับกลุ่มคน ขณะที่อำนาจย่องออกไปสับคัทเอาต์ไฟ ทันใดนั้นเองทั่วทั้งห้องก็มืดสนิท พร้อมๆ กับกลุ่มของสุรินทร์เคลื่อนตัวเข้ามารวดเร็วแบบนินจา เห็นเป็นเงาเลือนลาง และเร็วๆ พรึ่บๆๆๆ พวกมันตรงไปยังตู้เพชร เครื่องประดับ
       มีเสียงทุบกระจก ตามด้วยเสียงปืนดังลั่น ผู้คนร้องกรี๊ดอย่างตกใจ ส่วนด้านนอก ยินเสียงเจ้าอุรคาร้องกรี๊ดอย่างตกใจ ตามด้วยเสียงของสุบรรณที่ถามอย่างตระหนก มือยื่นไขว่คว้าหาเจ้าอุรคา
       “เจ้าอุรคา คุณอยู่ไหน เจ้าอุรคา”
       เงียบไม่มีเสียงตอบจากเจ้าอุรคา รอบข้างมืดมิดไปหมด มีเพียงสุรินทร์ในคราบนินจาที่เคลื่อนตัวมารวดเร็วตรงมายังร่างของสุบรรณ และก็มีเสียงปืนดังดึกก้องขึ้น
       สุบรรณร้องลั่นอย่างเจ็บปวด พร้อมๆ กับที่ไฟสว่างพรึ่บขึ้น ร่างของสุบรรณล้มลงกับพื้น ถูกยิงที่แขน และเจ้าอุรคาก็หายไปแล้ว ภุชคินทร์ และสุบรรณมองหน้ากัน อย่างแปลกประหลาดใจ
      
       ผู้คนต่างตื่นตระหนก เฟื่องวลียืนกอดกับเฟื่องฟ้า สองแม่ลูกเนื้อตัวสั่น เมื่อเห็นคนถูกยิงนอน
       เกลื่อน ทั้งหมดเป็นผู้ชาย
       “แอร๊ยย มีคนตาย!” สองแม่ลูกประสานเสียง
       ทุกคนต่างระทึกขวัญ นารีวรรณ นาถสุดา อยู่กับหม่อมภาณี ภิงคารและไพศิษฐ์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่อื่นๆ ตรวจดูเหตุการณ์อย่างตกใจ ไพศิษฐ์และตำรวจมีปืน ทุกคนเห็นตู้กระจกที่เก็บเครื่องประดับโชว์แตกกระจายเจ้าประกายคำร้องกรี๊ด
       “เพชร เพชรของฉัน ถูกขโมยไปหมดเลย”
       ทุกคนฮือฮาเข้าไปใหญ่ จากตอนแรกที่ตกใจเสียงปืนยังไม่ทันมองอย่างอื่น ภิงคารเดินมาดูตกใจสั่งเสียงเข้ม
       “กระจายกำลัง ตามล่าตัวคนร้ายมาให้ได้”
       ตำรวจแยกย้ายกันออกไปรวมทั้งไพศิษฐ์ด้วย หม่อมภาณีเดินไปหาเจ้าประกายคำ ปลอบใจ
       “ทำใจดีๆ ไว้ก่อนค่ะเจ้า คนร้ายอาจจะยังหนีไปไม่ไกล
       ภิงคารโมโห “มันบ้ามาก ที่กล้ามาล้วงคองูเห่าถึงขนาดนี้”
       “จริงด้วยค่ะคุณอา ผู้หลักผู้ใหญ่อยู่กันเต็มงานเลยมันยังกล้า แล้วดูซิ...ยิงกันตายตั้งหลายคน” เฟื่องวลีเสริม
       “แล้วมันได้อะไรไปบ้างคะ?” เฟื่องฟ้าถาม แล้วก็ตอบเองเมื่อเห็นตู้เพชรว่างเปล่า “ต๊าย!!มันได้ไปหมดเลย”
       “ไม่หมดค่ะ ....ของ...ของเจ้าอุรคายังอยู่ครบทุกอย่างเลย” เจ้าประกายคำบอก
       ทุกคนหันขวับไปมองที่ตู้เครื่องประดับของเจ้าอุรคา ปรากฏว่าไม่มีร่องรอยของการถูกทุบ อัญมณีในนั้นยังส่งแสงทอประกาย ทุกคนฮือฮายกใหญ่ ตรงไปดูตู้กระจกที่มีอัญมณีของเจ้าอุรคาอย่างทึ่ง หม่อมภาณีร้องถาม
      
       “เจ้าอุรคาล่ะคะ เจ้าอุรคาอยู่ไหน”



       ทุกคนกวาดสายตามอง แต่ไม่มีร่างของเจ้าอุรคาแต่อย่างใด มีเพียงภุชคินทร์ประคองร่างสุบรรณเข้ามา นาถสุดาเห็นตกใจหน้าซีดเผือด
      
       “พี่สุบรรณถูกยิง”
       “ชาย รีบพาท่านสุบรรณส่งโรงพยาบาลเร็ว” ภิงคารสั่ง
       “ไม่เป็นไร กระสุนแค่ถากไปนิดเดียว” สุบรรณบอก
       “นิดเดียวที่ไหนคะ เลือดท่วมเลย ไปโรงพยาบาลกันดีกว่าค่ะ” นาถสุดาท้วง
       ภุชคินทร์ และนาถสุดาประคองพาสุบรรณออกไป ท่ามกลางความตกใจของทุกคน ที่เห็นศพนอนเกลื่อน เลือดซึมไหลลงสู่พื้นพรมเป็นทาง
      
       ที่เฮือนภูจำปาค่ำคืนนั้น มีเสียงหัวเราะของเจ้าอุรคาดังออกมาจากในนั้น มันโหยหวนกังวานก้องสะใจ เรือนทั้งหลังไหวเอนตาม ราวกับร่วมสรวลเสเฮฮาไปด้วย ขณะที่ต้นพญานาคราชก็ชูช่อเริงระบำ งูใหญ่น้อย เลื้อยอยู่กลางบริเวณสวน เริงร่าอาบแสงจันทร์ มีความสุขอย่างล้นเหลือ
      
       วันต่อมาสุบรรณนอนอยู่บนเตียงในห้องคนไข้ในโรงพยาบาล ข้างๆ เตียงมีไพศิษฐ์กับนาถสุดา ยืนอยู่ ส่วนอำนาจยืนหลบอยู่อีกมุม อารักขาอย่างดี ไพศิษฐ์เอ่ยถามความเห็น
       “นักข่าวรออยู่ด้านนอกเต็มไปหมดเลยครับท่าน จะอนุญาตให้พวกเค้าเข้ามาเยี่ยมมั้ยครับ”
       “ไม่ดีกว่า ผมอยากพักผ่อน อีกอย่างผมยังไม่พร้อมจะตอบคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน”
       ฟังที่สุบรรณบอก นาถสุดาทำหน้างง “นาถว่า...ไม่เห็นว่ามีอะไรน่าเสียหาย เพราะคนเสียหายคือพี่ นอกซะจากว่าพี่สุบรรณอยากจะปกป้องใครบางคน”
       “พี่จะปกป้องใคร” สุบรรณเสียงขุ่น
       “ก็เจ้าอุรคาไงคะ” นาถสุดาว่า
       สุบรรณอึกอัก “เจ้าอุรคาเกี่ยวอะไรด้วย พี่แค่ไม่อยากให้ภาพออกไปไม่ดี เมื่อคืนเป็นงานใหญ่ แขกเหรื่อก็มีแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ แต่กลับให้คนร้ายที่ไหนก็ไม่รู้ มาโจรกรรมเครื่องเพชรไปซะได้ แถมยังมีคนตายอีก”
       อำนาจยืนนิ่ง แต่สีหน้าดูมีเลศนัย
       ไพศิษฐ์หน้าเจื่อนค้อมศีรษะให้ “เป็นความผิดของผมเองครับท่าน ที่อารักขาท่านไม่ดีพอ”
       “คราวหน้าก็ปรับปรุงตัวหน่อยแล้วกัน”
       นาถสุดาแก้ต่างให้ไพศิษฐ์ด้วยท่าทางไม่พอใจ
       “แต่จะโทษคุณศิษฐ์คนเดียวก็ไม่ได้นะคะ เพราะอยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบของอำนาจเหมือนกัน”
       อำนาจหันมามองนาถสุดาอย่างไม่พอใจ แต่นิ่งเงียบ นาถสุดาว่าต่อ
       “อีกอย่างพี่สุบรรณอยากออกไปตามลำพังกับ...” นาถสุดาเน้นเสียง “เจ้าอุรคาเอง แล้วพอเกิดเรื่อง เจ้าอุรคาหายไปไหนเสียล่ะคะ”
       สุบรรณเงียบตอบไม่ได้ ได้แต่ชักสีหน้าไม่พอใจ
       ไพศิษฐ์ขยิบตาส่งสัญญาณไม่ให้นาถสุดาพูด บรรยากาศในห้องอึมครึม       
       นาถสุดาเดินหน้าหงิกมาตามทางปล่อยอารมณ์เต็มที่ ไพศิษฐ์เดินตามพยายามพูดให้เย็นลง
       “ไม่เอาน่านาถ เรื่องแค่นี้อย่าเก็บมาเป็นอารมณ์เลย”
       “ไม่ได้หรอกค่ะ นาถเป็นห่วงพี่สุบรรณ แต่พี่สุบรรณไม่เคยห่วงตัวเองเลย กี่ครั้งแล้วคะที่ต้นเหตุเกิดจากผู้หญิงคนนั้น แล้วเค้าก็ไม่เคยมาดูดำดูดีพี่สุบรรณเลย”
       ไพศิษฐ์เงียบไป นาถสุดาถาม
       “คุณเห็นด้วยกับนาถใช่มั้ยคะ? นาถไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าพี่สุบรรณสนใจอะไรกับผู้หญิงคนนั้น ทั้งๆ ที่ ที่ผ่านมา พี่สุบรรณไม่เคยสนใจใครเลย”
       “ถ้าอย่างนั้น มัน...ก็คงเป็นอะไรที่ถูกลิขิตมามั้งนาถ”
       “พรหมลิขิต” นาถสุดากลั้วหัวเราะ “คนอย่างพี่สุบรรณน่ะหรือคะ จะเชื่อพรหมลิขิต”
       “ผมไม่ได้บอกว่าท่านสุบรรณเชื่อ แต่ผมว่ามันเป็นพรหมลิขิต ถึงทำให้ท่านสุบรรณสนใจเจ้าอุรคาตั้งแต่แรกเห็นยังไงล่ะ?”
       นาถสุดาชักสีหน้าท่าทางไม่พอใจ
      
       ท่ามกลางความมืด ภุชคินทร์กับไพศิษฐ์เดินเล่นด้วยกันตามทางในวังนาเคนทร์ ภุชคินทร์พูดด้วยท่าทางนิ่งๆ
       “มันคงเป็นอย่างนายพูดจริงๆ นายศิษฐ์ เรื่องของท่านสุบรรณกับเจ้าอุรคา เป็นพรหมลิขิต”
       ไพศิษฐ์กลั้วหัวเราะแบบไม่เชื่อหูตัวเอง “ฉันก็แค่พูดเล่นๆ ไหงครั้งนี้ นายเชื่อเร็วจังวะ”
       “เพราะคืนนั้นฉันได้ยิน ท่านสุบรรณสารภาพรักเจ้าอุรคาน่ะสิ”
       ไพศิษฐ์อึ้ง “เฮ้ย จริงสิ!”
       “จริง”
       ภุชคินทร์ตอบด้วยน้ำเสียงแปร่งปร่า และไม่เข้าใจตัวเอง ไพศิษฐ์ทำหน้างง
       “ทำไมมันเร็วอย่างนั้นวะ”
       ภุชคินทร์พูดกลั้วหัวเราะ แต่ตาหมองลง “ก็อย่างที่นายบอก มันคงเป็นพรหมลิขิตไง”
       “มาเร็ว เคลมเร็ว ยังกับพวกมาโจรกรรมเพชรเมื่อคืน” ไพศิษย์นึกอะไรได้ “เฮ้ย!!ชาย”
       “อะไร”
       “หรือว่า เจ้าอุรคาจะเกี่ยวกับการโจรกรรมเพชรวะ”
       คราวนี้ภุชคินทร์จ้องไพศิษฐ์เขม็ง ไพศิษฐ์บอกเร็วปรื๋อ
       “นายก็เห็น พอเกิดเรื่องเจ้าอุรคาหายตัวไปทันที”
       ภุชคินทร์เห็นด้วย “ซ้ำเครื่องประดับของเจ้าอุรคาก็ยังอยู่....กระจกไม่ได้มีรอยแตก รอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว อาจจะเป็นอย่างที่นายว่าก็ได้ศิษฐ์”
      
       สองหนุ่มมองหน้ากันอย่างมาดมั่น เจ้าอุรคาตกเป็นผู้ต้องสงสัยอีกครา



       เวลาเดียวกัน เฮือนภูจำปาเด่นตระหง่านอยู่ในบรรยากาศสลัว ทั่วทั้งบริเวณอึมครึ้มน่ากลัว ส่วนภายในเฮือนเจ้าอุรคายืนนิ่งอยู่ ด้านหลังมีชรายุคอยรับใช้ สายตาทั้งคู่เห็นรถที่มีไพศิษฐ์เป็นคนขับ และภุชคินทร์นั่งข้างๆ กำลังวิ่งเข้ามาตามทาง จุดหมายที่มุ่งมาคือเฮือนหลังนี้
      
       “อนุญาตมั้ยคะเจ้า” ชรายุถามเจ้าอุรคา
       “สำหรับท่านภุชเคนทร์คนเดียวเท่านั้น ส่วนคนอื่น เจ้าคงรู้ ว่าต้องจัดการอย่างไร”
       “เจ้าค่ะ”
       สองนายบ่าวมองสบตากันนิ่ง ก่อนจะมองตรงไปยังรถของไพศิษฐ์ที่กำลังวิ่งตรงเข้ามา
      
       ทางฝั่งไพศิษฐ์หันมาถามภุชคินทร์ เหมือนไม่แน่ใจ เพราเคยคว้าน้ำเหลวกันมาแล้ว
       “เราจะเจอบ้านเจ้าอุรคาหรือเปล่าวะนายชาย”
       “ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน”
       สองหนุ่มมองหน้ากันแบบไม่มั่นใจนัก ไพศิษฐ์เหยียบคันเร่งอย่างแรง
      
       ที่สุดรถของไพศิษฐ์ก็มาจอดนิ่งอยู่หน้าเฮือนภูจำปา สองเกลอเห็นเฮือนภูจำปาตั้งตระหง่านในแสงสลัว ต้นพญานาคราชที่ยืนต้นอยู่หน้าเฮือชูกิ่งขึ้น ราวกับอสรพิษเริงร่า สองหนุ่มมองหน้ากันท่าทีหวาดๆ ไพศิษฐ์ตื่นเต้นถามเสียงรัว
       “ทำไมฉันไม่เคยเห็นบ้านหลังนี้มาก่อน” หันมามองภุชคินทร์ “อย่าบอกนะนายชาย ว่านี่คือ เฮือนภูจำปา”
       ภุชคินทร์มองในอาการทึ่งๆ เหมือนกัน “ฮื่อ! นี่ล่ะเฮือนภูจำปา”
       “มันจะเป็นไปได้ยังไงวะ? ก็ครั้งที่แล้ว เราก็ขับรถมาวนหาตามเส้นทางนี้แต่ไม่ยักเจอ” ผู้กองไพศิษฐ์ประหลาดใจไม่หาย
       “นี่ล่ะคือความน่าสนใจของเจ้าอุรคาที่ฉันอยากพิสูจน์ ถ้าทำเรือนทั้งเรือนให้หายไปได้ กะอีแค่โจรกรรมเพชร ทำไมจะไม่ได้” ภุชคินทร์ว่า
       สองหนุ่มเปิดประตูลงจากรถ ทันใดนั้นเองประตูรั้วของบ้านก็เปิดออกราวกับรู้การมาเยือน สองหนุ่มมองหน้ากัน ใจเต้นตึกตัก ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะของเจ้าอุรคาก็ดังขึ้นเบาๆ พร้อมๆ กับร่างระหงงามสง่าเดินผ่านประตูเฮือนออกมาทักทาย เหมือนรู้ความในใจผู้มาเยือนยามวิกาล
       “ไม่ได้เป็นเรื่องมหัศจรรย์พันลึกอะไรหรอกค่ะ ที่ประตูจะเปิดออกได้ ดิฉันก็แค่มองทุกอย่างผ่านกล้องวงจรปิดเท่านั้นเอง”
       พูดจบเจ้าอุรคาก็เดินหันหลังกลับเข้าไปในเฮือน ด้วยท่วงท่าเนิบช้านุ่มนวล แต่น่าแปลกที่สองหนุ่มเดินตามเจ้าอุรคาไม่ทันสักที
      
       สองหนุ่มอยู่ด้านในอาณาบริเวณของเฮือนภูจำปาแล้ว ต่างมีท่าทางเหนื่อยหอบตามๆ กัน ไพศิษฐ์บ่นตามนิสัย
       “เจ้าอุรคาไปไหน หายไปเร็วซะจริง”
       ภุชคินทร์ตอบขวางๆ “ก็บ้านเค้า หลับตาเดิน ก็ยังเดินเร็วกว่าเรามั้ง”
       สองเกลอกวาดสายตามองไปยังรอบๆ บริเวณบ้าน ที่หลายสิบไร่ มีหลายมุม หลายทาง จนเดาแทบไม่ถูก ว่าจะตามเจ้าอุรคาไปทางไหนดี?
       “กว้างตายโหง จะตามเจ้าอุรคาไปทางไหนดีวะชาย? ฉันว่าเราน่าจะไปทางนั้น” ไพศิษฐ์ออกไอเดีย
       “งั้นฉันไปทางนี้” ภุชคินทร์พยักหน้าไปอีกทาง
       ไพศิษฐ์ฉงน “อ้าว! แล้วทำไมไม่ไปด้วยกันวะ”
       “แยกกันดีกว่า จะได้ถือโอกาสสำรวจพื้นที่ไปด้วย บางทีเราอาจจะเจอเพชรที่ถูกโจรกรรมมาซ่อนอยู่ที่นี่ก็ได้”
       “ก็ได้ แล้วเจอกัน”
       สองหนุ่มแยกกันไปคนละทาง เจ้าอุรคามองดูสองหนุ่มอย่างเงียบๆ ดวงตาที่จดสายตาเพ่งมองภุชคินทร์มีความโศกเศร้าเจืออยู่
      
       ภุชคินทร์เดินเข้ามายังบริเวณบ้านของเจ้าอุรคา พลางส่งเสียงเรียกหา
       “เจ้าอุรคา คุณอยู่ไหน เจ้าอุรคา”
       เงียบไม่มีเสียงตอบ ภุชคินทร์เดินต่อไป แต่เมื่อสายตาเห็นรูปปั้นครุฑจิกพญานาค ภุชคินทร์รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วสรรพางค์กาย
       “โอ๊ย..ทำไมเจ็บอย่างนี้”
       ราชนิกูลหนุ่มนิ่วหน้า ราวกับเป็นพญานาคตัวนั้น แต่ต้องหยุดเมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้คร่ำครวญแว่วดังมา
       ราวกับถูกมนต์สะกด ภุชคินทร์เดินตามเสียงไปทันที
       ภุชคินทร์เดินมาถึงบริเวณที่นั่งเล่นมีโขดหินด้านนอกเฮือน ร่างของสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่ด้วยท่วงท่าเดียวกับที่ภุชคินทร์ฝันถึงภุชคินทร์หัวใจเต้นระรัว ค่อยๆ เดินไปหา ยื่นมือออกไปจะแตะ แต่ก่อนที่มือจะสัมผัสร่าง สตรีผู้นั้นก็หันมา ภุชคินทร์ก็ผงะ เมื่อเห็นดวงหน้าชัดเจน
       “เจ้าอุรคา”
       “ใช่! ดิฉันเอง ไม่ใช่ขโมยขโจรที่พวกคุณกำลังตั้งใจตามหากันหรอก”
      
       เจ้าอุรคาตัดพ้อ มองภุชคินทร์อย่างน้อยใจ
      ฟากไพศิษฐ์เดินสำรวจจนทั่วบริเวณ อยู่ในอาการเหนื่อยหอบ พลางบ่นกับตัวเอง
      
       “ไม่เห็นมีอะไรเลย แหงล่ะ! ขโมยที่ไหนจะซ่อนของไว้กับตัว”
       ไพศิศฐ์กวาดสายตามองไปทั่วๆ
       “บ้านหลังนี้บรรยากาศแปลกๆ”
       จู่ๆ ชรายุก็ส่งเสียงทักทายมาจากด้านหลัง “แปลกอย่างไรคะ”
       ไพศิษฐ์สะดุ้งโหยง หันขวับมาก็เห็นชรายุยืนนิ่งอยู่
       “อย่างไรคะ” ชรายุถามคาดคั้นอย่างวางอำนาจ “ดิฉันถาม ที่นี่แปลกอย่างไร”
       ไพศิษฐ์ฉุนนิดๆ ท่าทางของชรายุที่มองมาดูกวนๆ “ก็อย่างที่เห็น เหมือนไม่ใช่บ้านคน”
       ชรายุประชด “ถ้าไม่ใช่บ้านคน งั้นฉันก็คงเป็น”
       ไพศิษฐ์ยิ่งฉุนเข้าไปใหญ่ “คงงั้นมั้ง”
       “ผี...หน้าตาเป็นอย่างนี้ไหมคะ”
       พูดจบชรายุก็ดึงปิ่นปักผมออก ผมยาวสลวยสีดำขลับสยายลงมา ก่อนที่ชรายุจะเงยหน้าขึ้น สายตา ชรายุที่มองมาช่างน่ากลัวเหลือเกิน ผู้กองไพศิษฐ์ร้องลั่น
       “เฮ้ย! ผีหลอก”
       “ก็ผีน่ะสิ”
       ไพศิษฐ์จ้องหน้าชรายุนิ่ง ท่าทางตื่นกลัว ชรายุหัวเราะเดินเข้าไปใกล้ๆ แต่ต้องชะงักเมื่อมีเสียงของเจ้าอุรคาดังขึ้น
       “หยุด! ชรายุ”
       ชรายุหยุดไพศิษฐ์ก็หยุดหันมามอง เห็นเจ้าอุรคาเดินเคียงมากับภุชคินทร์ เจ้าอุรคาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบแต่ดุในเนื้อเสียง
       “ที่นี่ไม่มีผีมีสาง ไม่มีขโมยขโจร ถ้าผู้กองและคุณชายอยากเจอสองสิ่งนั้น ควรไปหาที่อื่น”
       สองหนุ่มมองหน้ากัน ไพศิษฐ์มองไปทางภุชคินทร์ ส่งสายตาเป็นเชิงตำหนิ นายบอกหรือ ภุชคินทร์ส่ายหน้าดิกๆ เจ้าอุรคาว่าต่อ
       “ถึงไม่มีใครบอก ดิฉันก็ทราบ เกิดคดีสะเทือนขวัญกลางเมือง แต่จู่ๆ ดิฉันก็หายไป ซ้ำเครื่องประดับของต้นตระกูลยังอยู่ครบทุกชิ้น เป็นใคร..ก็คงจะต้องสงสัย” เจ้าหญิงผู้ลึกลับเหยียดยิ้มขณะพูดประโยคต่อมาแจงเหตุผล
       “คืนนั้นฉันตกใจมาก และไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อันใดที่จะต้องอยู่เป็นไทยมุง อีกอย่าง ทรัพย์มรดกของตระกูลดิฉันเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ต้นตระกูลจึงใช้กระจกนิรภัยอย่างดี ต่อให้คนเอาเหล็กมาทุบ หรือเอาปืนมายิง กระจกก็ไม่แตกหรอกค่ะ”
       สองหนุ่มมองหน้ากันแทบจะอ้าปากหวอ เจ้าอุรคายิ้มเยือกเย็นแล้วว่าต่อ
       “นี่เป็นครั้งแรกที่ดิฉันพูดยาวขนาดนี้ คุณสองคนคงเข้าใจ ชรายุส่งแขก”
       เจ้าอุรคาพูดแค่นั้นก็หมุนตัวเข้าไปในตัวบ้าน สองหนุ่มมองหน้ากัน ถูกไล่นิ่มๆ
       ชรายุผายมือ “เชิญ ประทีป”
       ชรายุพูดแต่ตัวไม่ขยับ คนที่ขยับเข้ามาคือหนุ่มร่างใหญ่ นามประทีป เนื้อตัวดำมะเมื่อม จนขึ้นเงา
       คล้ายเกล็ดงู ประทีปเดินนำสองหนุ่มไปยังประตู ที่งงๆ เพราะถูกไล่กลับอย่างไม่รู้ตัว
      
       ประทีปเดินนำภุชคินทร์และไพศิษฐ์เดินมายังประตูและเปิดให้ สองหนุ่มเดินตรงไปยังรถ พริบตานั้นประทีปกลายร่างเป็นงู เลื้อยหายเข้าไปในพงหญ้า สองหนุ่มหันกลับมา ร่างของประทีปหายไปเสียแล้ว ไพศิษฐ์กวาดสายตามองทั่วบริเวณ ร้องอย่างแปลกใจ
       “เฮ้ย! หายไปไหนแล้ววะ เร็วจริงๆ”
       ภุชคินทร์ยังหงุดหงิด และขวางเจ้าอุรคาอยู่ “ไม่เต็มใจจะส่งแขก ก็ปล่อยให้แขกเดินกลับออกมาเองก็ได้ หรือไม่ก็ มองผ่านกล้องแล้วปิดประตูก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นต้องทำแบบนี้เลย” พลางกวาดสายตามองมุมสูงเหนือรั้วประตู “เฮ้ย!!ศิษฐ์ ฉันไม่เห็นมีกล้องวงจรปิดติดไว้เลยว่ะ”
       ไพศิษฐ์รีบกวาดสายตามองทั่วบริเวณอย่างสังเกต “ฉันก็ไม่เห็น”
       สองหนุ่มมองหน้ากัน นับวันจะยิ่งแปลกใจ และสงสัยในตัวเจ้าอุรคาผู้ลึกลับมากขึ้น
      
       เจ้าอุรคายืนอยู่ในเฮือนด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ชรายุพูดอย่างเคืองๆ
       “เค้ามาร้าย ข้าเห็นว่า สมควรที่จะจัดการเค้า”
       เจ้าอุรคาสีหน้าหม่นเศร้าลง “อย่าเพิ่ง เรามีงานต้องทำ”
       ชรายุมองนายหญิงแล้วก็ได้แต่ถอนใจ ตระหนักชัดว่าเหตุใดเจ้าอุรคาถึงไม่ทำร้ายภุชคินทร์ เจ้าอุรคาหันมาพูดเหมือนรู้ความในใจของนางกำนัลคนสนิท
       “ ไม่ใช่ ว่าเรายังตัดใจจากท่านภุชเคนทร์ไม่ได้ชรายุ แต่เรามีงานต้องทำ เรามีงานต้องทำ”
      
       นัยน์ตาของเจ้าอุรคาเป็นประกายวาววับน่ากลัว



       ที่คฤหาสน์หลังใหญ่ของสุบรรณคืนนี้ เห็นงูตัวหนึ่งเลื้อยผ่านพงหญ้าเข้าไปตามทางในอาณาบริเวณของคฤหาสน์
      
       ภิงคารเดินคุยกับสุบรรณที่บริเวณไหล่มีผ้าพันแผล อำนาจเดินตามหลังคอยดูแล ภิงคารเอ่ยขึ้น
       “ผมดีใจจริงๆ ที่ท่านสุบรรณไม่เป็นอะไร เพราะจากสภาพของคนที่ตายในที่เกิดเหตุ คนร้ายมันตั้งใจยิงจริงๆ นัดเดียวดับ”
       “คนร้าย คงไม่ได้ตั้งใจทำร้ายผมหรอกครับ ผมคงจะไปขวางทางระหว่างที่มันหลบหนี”
       “ผมว่าน่ามีเงื่อนงำอะไรเกี่ยวกับการตายของเสี่ยปิง” ภิงคารตั้งข้อสังเกต
       สุบรรณแกล้งถามซื่อๆ “ทำไมครับ”
       “ก็คนที่ตาย เป็นคู่แข่งทางธุรกิจของเสี่ยปิงกันทุกคน ทางเจ้าหน้าที่เลยตั้งสันนิษฐานกันว่า อาจจะเป็นการฆ่าล้างแค้นแทนเสี่ยปิง และคนร้ายก็คงเป็นพวกเสี่ยปิง”
       อำนาจฟังอยู่สีหน้ามีเลศนัย สุบรรณแกล้งพยักหน้าซื่อๆ สลด
       “ถ้าจองเวรจองกรรมกันอย่างนี้ คงไม่มีวันจบ”
       “คนเลวฆ่าคนเลว ก็ช่างมันเถอะครับ แต่ถ้าคนดีๆ ต้องมาโดนลูกหลงอย่างท่าน ผมว่าเป็นเรื่องไม่สมควร ดูแลตัวเองด้วยนะครับท่าน ผมจะช่วยกระตุ้นให้จนท.ตำรวจ ตามล่าตัวคนร้ายให้เร็วที่สุด”
       “ขอบคุณมากครับท่าน”
       “งั้นผมกลับก่อนนะครับ”
       ภิงคารเดินออกไปพร้อมกับคนติดตาม
       ทันทีที่รถของภิงคารขับแล่นออกไปบ้าน สุรินทร์กระโดดฉับๆๆๆแบบนินจาเข้ามาหา สุบรรณยิ้มเหี้ยม
       “ทำดีมากสุรินทร์ ของล่ะ”
       “ผมเก็บไว้ในที่ปลอดภัยแล้วครับท่าน” อำนาจตอบแทน
       “เสียดาย...ที่เป็นของเจ้าอุรคา ผมเอามาไม่ได้”
       คราวนี้สุบรรณมองหน้าสุรินทร์อย่างฉงนปนสนใจ สุรินทร์บอก
       “กระจกนิรภัยตู้นั้น หนาและแข็งมาก ผมยิงก็ไม่เข้า จะทุบยังไงก็ไม่แตก จะยกเอามาด้วย ก็ไม่ไหว มันหนักเหลือเกิน”
       สุบรรณทึ่ง “กระจกวิเศษอะไรกัน เกิดมาฉันไม่เคยได้ยิน”
       “นั่นสิครับท่าน...กระจกอะไรจะวิเศษขนาดนั้น ผมก็เพิ่งเคยเจอ น่าเสียดาย ของจากตระกูลของเจ้าอุรคามีแต่น้ำงามๆ ทั้งนั้น” อำนาจว่า
       “จะเสียดายทำไม” สุบรรณพูดเสียงจริงจัง และทรงอำนาจ “วันใดที่ฉันได้ครอบครองเจ้าอุรคาของพวกนั้นก็ต้องเป็นของฉันอยู่ดี”
       สุบรรณยิ้มเยื้อน ดวงตาเจ้าเล่ห์ ไม่มีความอบอุ่น สุภาพ เหมือนเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น
       งูตัวนั้นนอนนิ่ง ฟังอยู่อย่างสงบ มีเพียงดวงตาที่เบิกโพลงในความมืด
      
       ท้องฟ้าดำทะมึนเหนือเฮือนภูจำปา เสียงฟ้าคะนองกึกก้องน่ากลัว ส่วนด้านใน เจ้าอุรคาเขม้นตามองสุบรรณด้วยดวงตากราดเกรี้ยว
       “ไม่มีทาง พญาสุบรรณไม่มีทาง”
       เจ้าอุรคาตะโกนกึกก้องแข่งกับเสียงฟ้าร้องน่ากลัวนั้น ขณะที่เหล่าอสรพิษด้านนอก ชูคอแผ่แม่เบี้ย รอคำสั่งทำงานจากเจ้านาย
      
       ที่บ้านพันเอกนรินทร์วันต่อมา นายพันนอกราชการนั่งสมาธิอยู่ในห้องพระ ภาพในนิมิตเห็นร่างของสุบรรณถูกงูรัด เจ็บปวดทรมานเหลือแสน
       นรินทร์สะดุ้ง ลืมตาขึ้น หลุดจากนิมิตทันที
      
       ภายในร้านขายของเก่าเล็กๆ ของนาถสุดา ซึ่งเวลานั้นนาถสุดากำลังปัดกวาดเช็ดถูภายในร้าน และข้าวของที่นำมาขายต่างๆ นาถสุดาปัดไปโดนบางสิ่งจนตกลงพื้น นาถสุดาร้อง รีบก้มลงหยิบมาดู เห็นเป็นไม้แกะสลักรูปพญานาค หญิงสาวขมวดคิ้ว สงสัย ร้องเรียกหาคนดูแลร้าน
       “มะลิ...มะลิ”
       มะลิวิ่งเข้ามาทันที “คะคุณนาถ”
       นาถสุดายื่นให้ดู “ไม้แกะสลักพญานาคมีตั้งแต่เมื่อไร ทำไมฉันไม่เคยเห็น”
       มะลินึกได้ “อ๋อ! คุณยายอติศรีเอามาให้คุณนาถค่ะ พอดีหนูลืมบอก”
       “อ้อ! งั้นหรือ”
       นาถสุดาพยักหน้า เด็กมะลิเข้าไปในร้าน ขณะที่เสียงมือถือดัง นาถสุดกดรับ
       “คะพ่อ”
       “ตามสุบรรณให้พ่อที” นรินทร์โทร.มาจากบ้าน น้ำเสียงร้อนใจ
       “มีอะไรหรือคะพ่อ”
       “เถอะน่า”
       “ค่ะๆ”
      
       นาถสุดาวางสายจากนรินทร์ แล้วกดมือถือหาสุบรรณทันที



       ไม่นานหลังจากนั้นรถของสุบรรณขับเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน พร้อมๆ กับรถของนาถสุดาที่แล่นเข้ามาจอด สองคนเดินเข้ามา ทันทีที่เจอหน้านาถสุดา สุบรรณก็ถามสงสัย
      
       “มีอะไรด่วนหรือนาถ”
       “นาถก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”
       นรินทร์เดินออกมา สายตามองที่คอของสุบรรณแต่ไม่เห็นสิ่งที่เคยให้ จึงถามทันที
       “เธอไม่ได้สวมเชือกกล้วยที่อาให้หรือ”
       “คุณอาคงไม่ได้เรียกผมมาถามเรื่องแค่นี้นะครับ”
       “เรื่องแค่นี้ล่ะที่อาอยากรู้ ทำไมเธอไม่สวมเชือกกล้วยที่อาให้”
       สุบรรณทำหน้าปุเลี่ยนๆ “เอ่อ..ผมว่ามันตลก”
       “อาบอกแล้วนะสุบรรณ ไม่เชื่อ แต่อย่าลบหลู่ ปีนี้เป็นปีชงของเธอ เธอควรระวัง”
       “ถ้าพี่สุบรรณกลัวมันเชย เดี๋ยวนาถให้เพื่อนที่ออกแบบเครื่องประดับมาออกแบบให้มั้ยคะ” นาถสุดาว่า
       นรินทร์จ้องหน้า “หรือเธอทิ้งมันไปแล้ว”
       “เปล่าครับ ผมยังไม่ได้ทิ้ง”
       นรินทร์เร็วปรื๋อดูจะเป็นห่วงมาก “แล้วอยู่ที่ไหน”
       สุบรรณทำท่านึก “รู้สึกว่าจะวางไว้ในรถครับ”
      
       ด้านอำนาจที่จอดรถรอสุบรรณอยู่ ตรวจตราความเรียบร้อยในรถ แล้วก็เห็นเชือกกล้วยเก่าๆ วางไว้ อำนาจหยิบขึ้นมาและเดินมาทิ้งลงในถังขยะหน้าบ้านอย่างไม่สนใจ
       รถขยะกทม.แล่นมาพอดี พนักงานเทขยะใส่รถ แล้วเคลื่อนรถออกไป สุบรรณ นรินทร์ และนาถสุดาวิ่งออกมา สุบรรณเดินตรงมาที่รถ หาเชือกกล้วย อำนาจถามอย่างสงสัย
       “หาอะไรครับนาย”
       “เชือกกล้วย”
       “อ๋อ! ผมเพิ่งทิ้งไปเมื่อกี้นี้เองครับ ใครไม่รู้เอามาวางไว้สกปรก” อำนาจบอกหน้าเฉย
       สุบรรณยังไม่เท่าไหร่ แต่นรินทร์หน้าเสียขึ้นมาทันที สุบรรณรีบบอก
       “คุณอาถักให้ผมใหม่ก็ได้ครับ คราวนี้ผมจะใส่ไม่ยอมถอดเลย”
       “อาก็อยากทำอย่างนั้นะสุบรรณ แต่อาทำไม่ได้”
       “ทำไมล่ะคะพ่อ” นาถสุดาแปลกใจ
       “ทุกอย่างมีวันเวลาของมัน เชือกกล้วยก็เหมือนกัน อาคงต้องรอเวลา ที่เหมาะสมอีกที”
       นรินทร์ทำหน้าเคร่งกังวลหนัก สุบรรณ กับนาถสุดามองนรินทร์อย่างไม่เข้าใจ
      
       ตกกลางคืนสองพ่อลูกอยู่ในบ้าน นาถสุดาจัดสำรับอาหารขึ้นโต๊ะพลางถามนรินทร์
       “พี่สุบรรณกำลังมีอันตรายใช่มั้ยคะพ่อ”
       “ใช่!! สุบรรณกำลังมีอันตราย”
       “แล้วเชือกกล้วย ป้องกันอันตรายให้พี่สุบรรณได้ยังไงคะ”
       “งูมันกลัวเชือกกล้วย มันกลัวว่าจะรัดมัน”
       นาถสุดาทำหน้างงไปใหญ่ “แล้วงูมาเกี่ยวอะไรด้วยคะ”
       “ก็งูเป็นเจ้ากรรมนายเวรของสุบรรณ”
       “งู?”
       นาถสุดาทวนคำ งุนงงสนเท่ห์ไปใหญ่
      
       วันต่อมาสองแม่ลูกนั่งหน้าหงิกหน้างอยู่ในห้องโถงบ้านภิงคาร ขณะหยิบหนังสือพิมพ์มาพลิกๆ ดู วางลงแทบทุกฉบับ แล้วหยิบนิตยสารมาพลิกๆๆ ดู วางลงเหมือนเดิมอีก ก่อนที่เฟื่องฟ้าจะบ่น
       “ไม่มีข่าวของลูกกับคุณชายเลย”
       “นั่นน่ะสิคะ ทำไมฟีบี้ถึงได้ซวยอย่างนี้ อุตส่าห์ได้ถ่ายรูปกับพี่ชายตั้งหลายรูป แต่ไม่มีใครสนใจเอาไปลง ลงแต่ข่าวฆ่าคนตาย โจรกรรมเพชร ไม่ก็เรื่องแปลกประหลาดที่อัญมณีของยัยเจ้าขี้คุยไม่ถูกฉกไป” เฟื่องวลีว่า
       “นั่นน่ะสินะ...ทำไม มรกตของแม่นั่น ไม่ถูกฉกเอาไป”
       เฟื่องวลีทำท่าคิด ก่อนโพล่งขึ้น “หรือว่าของแม่นั่นจะเป็นของปลอมคะคุณแม่”
       “ใช่...มันต้องเป็นของปลอมแน่ๆ เลยฟีบี้ โจรมันถึงไม่เอาไป โธ่เอ๊ย! คนอะไร ขี้คุยจริงๆ เลย”
       “ไฮโซส่วนมากก็เป็นอย่างนี้ล่ะคะคุณแม่ ชอบอวดร่ำอวดรวยทั้งๆ ที่ความจริงมีแต่เปลือก”
       เฟื่องฟ้า        หน้าเจื่อนเหมือนถูกลูกสาวด่า “เอ่อ...ฟีบี้ไม่ได้ว่าเราใช่มั้ยลูก”
       “คุณแม่ก็พูดแปลก ใครจะด่าตัวเองล่ะคะ อีกอย่างเราไม่ได้มีแต่เปลือกซักหน่อย ต่อไป พอฟีบี้แต่งงานกับพี่ชาย เราก็จะมีทุกอย่างทัดเทียมกับคนอื่น”
       เฟื่องฟ้า        ยิ้มออก “ถ้าอย่างนั้นฟีบี้ต้องทำให้ได้นะลูก
       “ฟีบี้น่ะพร้อมทำอยู่แล้วค่ะคุณแม่ แต่พี่ชายนะสิ....คุณแม่รู้สึกเหมือนฟีบี้มั้ยคะ ว่าพี่ชายก็ดูท่าจะสนใจยัยเจ้าขี้คุยนั่นเหมือนกัน” เฟื่องวลีออกอาการกระเง้ากระงอด
      
       เวลาเดียวกัน เจ้าอุรคาเดินเล่นอยู่บริเวณสวนน้ำในสวนสวยที่เฮือนภูจำปา มีงูตัวน้อยใหญ่ คลอเคลียกันอยู่ตามริมขอบสระ ดวงหน้าสวยสง่า ยิ้มเยื้อนบางๆ ดวงตาเป็นประกายพึงพอใจ
      
       ราวกับได้ยินคำพูดของเฟื่องวลียังไงยังนั้น



       เช้าวันนี้ที่รัฐสภามีการประชุมคณะรัฐมนตรี บรรดา สส. และรัฐมนตรีทุกท่านทยอยกันเดินออกมา ภุชคินทร์ประกบภิงคาร ส่วนไพศิษฐ์และอำนาจประกบสุบรรณ
      
       นักข่าวกรูกันเข้ามายื่นไมค์รวมจ่อถามสุบรรณ
       “คดีคืบหน้าไปถึงไหนแล้วคะท่าน พอจะได้เบาะแสคนร้ายหรือยัง” นักข่าวคนหนึ่งถามนำขึ้น
       “เท่าที่รู้ ยังไม่ทราบนะครับ ผมเองก็ไม่อยากกดดัน การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ” สุบรรณตอบมาดสุขุม
       ไพศิษฐ์เสริม “ตอนนี้ทางตำรวจทำงานเต็มที่ครับ แล้วก็เชื่อว่า อีกไม่นาน คงสามารถจับกุมคนร้ายได้
       นักข่าวอีกคนถามภิงคาร “แล้วมีอะไรเกี่ยวกับเจ้าอุรคามั้ยคะท่าน? เพราะอัญมณีที่เป็นต้นตระกูลของเจ้าอุรคาไม่ได้ถูกเอาไปเลย”
       “จะเกี่ยวอะไรล่ะครับ เท่าที่ผมทราบกระจกที่ใส่อัญมณีของเจ้าอุรคาเป็นกระจกนิรภัยชนิดพิเศษที่ต้นตระกูลของเจ้าสั่งทำขึ้นมา” ภิงคารว่า
       นักข่าวอีกคนหันไปถามความเห็นภุชคินทร์
       “แล้วคุณชายล่ะคะ อาการปกติแล้วหรือยังคะ”
       ภุชคินทร์ทำหน้างง นักข่าวคนเดิมถามต่อ
       “ก็วันนั้น ทันทีที่เห็นอัญมณีของเจ้าอุรคา คุณชายก็หมดสติไปเลย อาการของคุณชายเหมือนกับวันที่เห็นรอยเท้าพญานาคที่ลำน้ำโขงเลยค่ะวันนั้นดิฉันก็อยู่ด้วย”
       คราวนี้ทุกคนหันมามองภุชคินทร์เป็นตาเดียว
      
       ตกกลางคืน หม่อมภาณีอยู่ในวังนาเคนทร์ กำลังนำเอากล่องเครื่องเพชร มาขัดถู มาส่องดูตามประสา โดยมีนารีวรรณช่วย หม่อมภาณีเอ่ยขึ้นเป็นเชิงปรารภกับภุชคินทร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ
       “คิดไปคิดมา มันก็จริงอย่างที่นักข่าวถามนะลูก อาการของชายวันนั้นเหมือนกับที่ชายหมดสติที่น้ำโขงจริงๆ”
       “พี่ชายเห็นอะไรในอัญมณีนั่นหรือคะ”
       ภุชคินทร์ตอบห้วนๆ “จะเห็นอะไร”
       นารีวรรณถามต่อเสียงอ่อยๆ “ไม่รู้สิคะ หนูนาเห็นพี่ชายทำท่าแปลกๆ”
       “แล้วแม่ก็เห็นว่า อัญมณีของเจ้าอุรคาดูแปลกๆ เหมือนกัน ดูมันมีชีวิต มีเลือดเนื้อ แล้ววันนั้น ก็มีเพียงอัญมณีของเจ้าที่ไม่ได้ถูกเอาไป เพราะถ้าโจรมันจะยกจริงๆ ก็น่าจะยกไปได้” หม่อมแม่ของทั้งสองคนตั้งข้อสังเกต
       “จริงด้วยค่ะคุณแม่ ต้องมีอะไรบังตาพวกโจรแน่ๆ เลย อู้ย... พูดแล้วขนลุก” นารีวรรณทำท่าขนลุกขนพอง
       หม่อมภาณีโพล่งขึ้นมา “ชายแม่อยากเจอเจ้าอุรคา”
       ภุชคินทร์ฉงน “คุณแม่จะเจอเค้าไปทำไมครับ”
       “ก็...แม่อยากรู้ประวัติอัญมณีประจำตระกูลของเจ้าทั้งนาคสวาท มรกต และครุฑธิการ แม่ว่ามันน่าสนใจมาก ราวกับมันมีปริศนาให้ค้นหา ชาย..ชายช่วยพาเจ้าอุรคามาหาแม่หน่อยได้มั้ยลูก บอกเจ้าว่าแม่เชิญรับประทานอาหารที่วัง”
       ภุชคินทร์นิ่งไปนิดตอบแบบลำบากใจ
       “ผมจะลองดูแล้วกันนะครับแม่”
       ภุชคินทร์ทำหน้ายุ่งยาก ดูออกว่าไม่เต็มใจ
      
       วันต่อมาไพศิษฐ์มาช่วยนาถสุดาเฝ้าร้าน สามคนอยู่ในร้าน จังหวะนั้นผู้กองหนุ่มโพล่งขึ้นแกมหัวเราะใส่ภุชคินทร์
       “อะไร จะชวนฉันไปบ้านเจ้าอุรคา ไม่เอา ฉันไม่ไปหรอก ที่นั่นมีแต่ผีดิบ”
       นาถสุดาถามอย่างสนใจ “ผีดิบ”
       “ไม่มีหรอกจ้ะนาถ ผมก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ก็คนที่บ้านของเจ้าอุรคาทื่อมะลื่อกันทุกคน” พลางทำท่าเลียนแบบชรายุคืนก่อน “เชิญ”
       ภุชคินทร์หมั่นไส้ “นายก็พูดเกินไป”
       “ไปเกินไปหรอก ยิ่งถ้าฉันขวัญอ่อนแล้วเจอหน้าแม่คนรับใช้เจ้ามีหวังวิ่งป่าราบไปแล้ว”
       “ตกลงนายไม่ไป” ภุชคินทร์ถามย้ำ
       ไพศิษฐ์หัวเราะ “พูดชัดขนาดนี้ นายยังจะคิดว่าฉันจะไปอีกเหรอ”
       “เออ..ไปคนเดียวก็ได้ ไปก่อนนะครับคุณนาถ”
       ภุชคินทร์เดินออกนอกร้านไป ไพศิษฐ์พยักเพยิดกับนาถสุดาขำๆ
       “งอนๆ” ผู้กองตะโกนแซว “แล้วอย่าตกหลุมรักเจ้าอุรคาล่ะ เพราะท่านสุบรรณเค้าจองอยู่”
       ภุชคินทร์ฟังแล้วยิ่งนึกขวาง แต่นาถสุดาขวางมากกว่าขณะย้อนถาม
       “คุณศิษฐ์เอาอะไรมาพูดคะ ว่าพี่สุบรรณจองเจ้าอุรคา
       “ก็...ท่านสุบรรณน่ะสิพูดเอง ท่านบอกว่า ท่านตกหลุมรักเจ้าอุรคา”
       นาถสุดาทำตาโตแทบไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน
      
       ไม้แกะสลักพญานาคที่ถืออยู่ในมือแทบร่วงหล่นลงมา
       เย็นย่ำ สองพ่อลูกเดินคุยกันอยู่ในสวน นาถสุดาบอกกับบิดาเรื่องที่แฟนหนุ่มเล่า
      
       “ตอนที่ได้ยิน นาถงงไปหมดเลยค่ะคุณพ่อ หนุ่มเนื้อหอมที่มีผู้หญิงมารุมรักอย่างพี่สุบรรณน่ะนะ จะตกหลุมรักเจ้าอุรคา”
       “เรื่องของหัวใจ เรื่องของความรัก โดยเฉพาะเรื่องของเวรกรรม ไม่มีใครสามารถฝืนลิขิตได้”
       “คุณพ่ออย่าบอกนะคะว่า เจ้าอุรคากับพี่สุบรรณเป็นเนื้อคู่กัน”
       “พ่อไม่ใช่ผู้วิเศษจะบอกได้ยังไง ที่พ่อพูด ก็เพื่อให้นาถมีสติ ไม่ต้องคิดมาก ไม่สบายใจเพราะเรื่องบางเรื่อง ถ้าเบื้องบนท่านลิขิตมาแล้ว ก็ไม่มีใครฝืนได้” นรินทร์เตือนสติลูกสาว
       “แต่นาถคนหนึ่งล่ะที่จะไม่ยอมให้พี่สุบรรณ ไปรักเจ้าอุรคาแน่ๆ”
       “เพราะอะไร”
       “นาถรู้สึก...ว่าผู้หญิงคนนี้น่ากลัว”
       นาถสุดาตอบตรงๆ ไม่ทันเห็นว่าต้นพญานาคราชชูช่อไหวเอนไปมา ราวกับเห็นด้วยกับคำพูดของนาถสุดา
      
       ฟากภุชคินทร์ขับรถมาจอดที่หน้าเฮือนภูจำปาท่าทีหวาดหวั่น เห็นแต่ความมืดอึมครึมน่ากลัวอยู่เบื้องหน้า ไม่ทันจะยกมือกดออด ประตูก็ถูกเปิดออกมา พร้อมกับร่างของเจ้าอุรคายืนรออยู่แล้ว ภุชคินทร์ผงะตกใจ
       อุรคายิ้มบางๆ “ขอบคุณที่ให้เกียรติมาหาดิฉันถึงบ้าน”
       “พอดี ผมมีธุระนิดหน่อย”
       “ถูกค่ะ การที่ลูกทำเพื่อแม่ โดยเฉพาะทำแบบไม่ค่อยเต็มใจ ถือว่านิดหน่อยจริงๆ”
       ภุชคินทร์อึ้งมองหน้าเจ้าอุรคาแน่วนิ่ง เธอพูดเหมือนรู้อีกแล้ว เจ้าอุรคาหัวเราะน้อยๆ ขณะบอกต่อ
       “ดิฉันไม่รู้อะไรหรอกค่ะ ก็แค่เดา เพราะถ้าไม่มีธุระสำคัญคุณก็คงไม่มา และธุระนั้นถ้าไม่เกิดเพราะงาน ก็ต้องเป็นบุพการีผู้มีพระคุณ ถึงจะทำให้คุณชายภุชคินทร์มาเยือนดิฉันถึงเฮือนภูจำปาได้” ประโยคต่อมาเจ้าอุรคาหย่อนเสียงยั่ว “ใช่มั้ยคะ”
       “คุณแม่ผมเชิญคุณไปรับประทานอาหารที่วัง”
       “ด้วยความยินดีและถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”
       ภุชคินทร์ใจเต้นไม่เป็นส่ำ ลุ้นเหมือนกันกับคำตอบที่จะได้ฟัง “เจ้าจะไปหรือเปล่า”
       “ไปค่ะ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปซะก่อน” เจ้าหญิงผู้งดงามพูดกำกวมอีก
       ภุชคินทร์ถอนหายใจ ท่าทีเนือยๆ “เจ้ารู้ตัวมั้ยครับ ว่าเจ้าเป็นคนที่ชอบพูดจากำกวมชวนปวดหัวที่สุด”
       “ดิฉันเป็นคนตรงต่างหาก หรือไม่จริงคะ ว่าใจคนเปลี่ยนไปได้ทุกวัน...ดิฉันจะรอ ถ้าถึงวันนั้น คุณยังอยากให้ดิฉันไปหาคุณแม่คุณที่วังอยู่”
       “งั้นผมขอตัวกลับเลยแล้วกัน”
       ภุชคินทร์หันตัวจะเดินไปที่รถ แต่เจ้าอุรคากลับเรียกไว้ด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา
       “คุณชายคะ...อุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว คุณชายจะไม่อยู่กับดิฉันให้นานกว่านี้หน่อยหรือ”
       ดวงตาคู่สวยดูเว้าวอนเกินกว่าจะปฏิเสธลง ภุชคินทร์ก็เดินตามเจ้าอุรคาเข้าบ้านอย่างไม่รู้ตัว
      
       บนถนนสายนั้น อำนาจขับรถมาตามทาง โดยมีสุบรรณนั่งหน้าเครียดอยู่ด้านหลัง ก่อนสั่งเสียงเข้ม
       “ยังไม่กลับบ้านนะอำนาจ ฉันจะไปหาเจ้าอุรคาที่เฮือนภูจำปา”
       “ครับนาย”
       อำนาจเลี้ยวรถไปยังทางไปเฮือนภูจำปาทันที
      
       รถของไพศิษฐ์ที่ขับมาโดยมีนาถสุดานั่งมาด้วย ไพศิษฐ์ซึ่งดู GPS ทำหน้านิ่ว นาถสุดาถาม
       “มีอะไรคะ”
       “รถของท่านสุบรรณ กำลังมุ่งหน้าไปทางบ้านเจ้าอุรคา”
       “บ้านเจ้าอุรคา”
       นาถสุดาได้แต่พึมพำ ท่าทางไม่พอใจ
      
       ตามทางเดินภายในเฮือนภูจำปา มีแสงสลัวๆ ลางพอมองเห็นทาง แสงวิบวับนั้นดูโรแมนติกไม่น่ากลัว แม้สักน้อย เจ้าอุรคาหันมาบอกภุชคินทร์เป็นเชิงขอร้อง
       “รอดิฉันที่นี่นะคะ...กรุณา”
       พูดจบเจ้าอุรคาก็หายเข้าไปด้านใน ปล่อยให้ภุชคินทร์ยืนอยู่คนเดียว เหมือนตกอยู่ในภวังค์ภุชคินทร์เดินเล่นเรื่อยๆ อย่างเคยคุ้น พร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ
       “ทำไมเรารู้สึก เหมือนที่นี่คือบ้านของเราเอง”
       ภุชคินทร์เดินเข้าไปภายในบ้านอย่างถลำลึก กว่าจะรู้ตัวอีกที ภาพตรงหน้าราชนิกูลรูปงามก็คือ ผ้าม่านโปร่งสีขาวที่กั้นเป็นห้องแต่งตัว ภายในนั้นเจ้าอุรคากำลังเปลื้องผ้าเปลี่ยนชุดอยู่ โดยเปลี่ยนจากชุดงามสง่า เป็นชุดเรียบสวยเหมือนตอนที่อยู่กับภุชเคนทร์ แน่นอนนางหวังเพียงเพื่อให้ภุชินทร์จำตนได้
       ภุชคินทร์เห็นตอนเจ้าอุรคาเปลี่ยนใกล้จะเสร็จ เซ็กซี่ๆ สวยๆ ภุชคินทร์ตะลึงเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ขณะที่เจ้าอุรคาค่อยๆ เยื้องกรายเดินออกมา
       “งาม...เจ้างามเหลือเกิน งามจนผมอยากเป็นเจ้าของ”
       ราวกับมีแรงรัญจวนดูดดึงให้ภุชคินทร์ค่อยๆ เอื้อมมือไปเชยคางเจ้าอุรคาขึ้นมา พินิจมองดวงหน้าสวย เจ้าอุรคามองสบตาลึกซึ้ง เห็นน้ำตาคลอหน่วยไหวระริก ขณะบอกเสียงแผ่วเบา
       “เราเป็นของท่านตลอดเวลาภุชเคนทร์ เราเป็นของท่านตลอดมา”
       น้ำตาของเจ้าอุรคารินไหลออกมา ขณะที่เจ้าอุรคาค่อยๆ โน้มหน้าเข้าหาภุชคินทร์จุมพิตอย่างแผ่วเบาเลือดในกายของภุชคินทร์เย็นเฉียบทั้งตกใจระคนตื่นเต้น ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเร่าร้อน
      
       มือของภุชคินทร์ตวัดรัดร่างของเจ้าอุรคาเข้ามาหา บรรจงจุมพิตอย่างดื่มด่ำรุนแรง



       ส่วนที่ด้านนอกเฮือนภูจำปา ประทีปกับชรายุมองหน้ากัน แล้วเหลียวขวับเพ่งตามองไปยังทิศทางถนนหน้าเฮือน ก่อนที่ชรายุจะสั่งเสียงกร้าว
      
       “มีคนมา..มันจะมาขัดขวางความรักของอุรคาเทวีกับพญานาเคนทร์ ประทีป จัดการ”
       ประทีปค้อมศีรษะลงรับคำสั่ง แล้วร่างดำทะมึนนั้นก็คลานลงพื้น กลายเป็นงูยักษ์เลื้อยออกไป
      
       ด้านอำนาจขับรถมาตามทาง แต่แล้วก็ต้องจอด สุบรรณถามเสียงเข้ม
       “รถเป็นอะไร”
       “ไม่ทราบเหมือนกันครับนาย แต่เมื่อเช้าผมก็เพิ่งเอารถเข้าศูนย์ นายรอเดี๋ยวนะครับ”
       อำนาจก้าวลงจากรถ แต่แล้วก็ต้องร้องเสียงหลงเหมือนตกใจกลัวมากมาย สุบรรณรีบลงมาจากรถ
       ถามอย่างร้อนใจ
       สุบรรณรีบถาม “มีอะไร”
       “งู...งูครับ งู”
       อำนาจชี้มือเร่าๆ ไปที่ใต้ท้องรถ ซึ่งมีงูเหลือมตัวขนาดใหญ่ เกาะเกี่ยวใต้ท้องรถอยู่ สองหนุ่มถอย
       หลังกรูด สุบรรณถามสงสัย
       “งู...มาอยู่ได้ยังไง”
       “นั่นน่ะสิครับ แล้วมันทำยังไง รถเราถึงเคลื่อนที่ไม่ได้” อำนาจงงหนัก
       ขณะที่สองคนมองงูท่าทีงงๆ กันอยู่นั้น ด้านหลังรถของไพศิษฐ์วิ่งมาตามทาง นาถสุดาชี้มาข้างหน้า
       “นั่นค่ะคุณศิษฐ์ รถพี่สุบรรณ จอดอยู่นั่น”
       “รถเป็นอะไร”
       ไพศิษฐ์ถาม ขณะเหยียบคันเร่งอย่างแรง ด้านอำนาจบอกสุบรรณอย่างไม่วางใจ
       “นายขึ้นไปนั่งรอบนรถเถอะครับ ผมจะจัดการมันเอง”
       “เร็วๆ นะอำนาจ ฉันรีบไป”
       “ครับนาย”
       สุบรรณกำลังจะก้าวขึ้นรถอยู่แล้ว รถของไพศิษฐ์วิ่งมาจอดทางด้านหลังห่างออกไป นาถสุดากวักมือร้องเรียก
       “พี่สุบรรณคะ”
       “ยัยนาถ”
       สุบรรณแปลกใจเดินไปหานาถสุดากับไพศิษฐ์ ขณะที่อำนาจเหนี่ยวไกปืน ยิงออกไป แต่ปรากฏว่ากระสุนด้าน
       “เป็นอะไรอำนาจ” สุบรรณตะโกนถาม
       “กระสุนด้านครับนาย”
       “งั้นมาเอาปืนของฉัน” สุบรรณสั่ง
       อำนาจเดินแกมวิ่งไปหาสุบรรณ ทันใดนั้นเอง โดยไม่มีใครคาดคิด ก็มีเสียงระเบิดดังตูมขึ้นมา ไพศิษฐ์ตะโกนก้อง “ระเบิด”
       ทุกคนกระโจนหลบอย่างรวดเร็ว จนเมื่อเสียงกึกก้องกัมปนาทเงียบลง ฝุ่นควันคละคุ้ง ทุกคนเงยหน้าขึ้นมามอง
       “มีคนปาระเบิดใส่รถเรา” อำนาจรายงาน
       “ใครมันกล้า” สุบรรณพูดอย่างฉงน
       นาถสุดาชี้มือไปทางด้านหลังรถของอำนาจ ท่ามกลางความมืดมิด เธอเห็นประทีปยืนอยู่ นาถสุดาร้องตะโกน
       “มีคนอยู่ตรงนั้นค่ะมีคนอยู่ตรงนั้น”
       ทุกคนมองตามมือนาถสุดาที่ชี้ไปทางหนึ่ง ไพศิษฐ์ เห็นชายผู้นั้นชัดเจน และจำได้
       “คนของเจ้าอุรคา”
       สิ้นเสียงของไพศิษฐ์ ร่างของประทีปก็หายไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว
      
       ภายในห้องลับ เจ้าอุรคาค่อยๆ รั้งร่างของภุชเคนทร์ลงบนเตียงนอน สองคนอยู่ในลักษณาการเหมือนอารมณรัญจวนพาไป ภุชคินทร์ดันร่างเจ้าอุรคาถอยหลังจนล้มลงบนเตียงด้วยกัน สองหนุ่มสาว สบตากันซึ้งๆ แววตาที่เจ้าอุรคามองภุชคินทร์มีแต่ความภักดี
       “ข้ารักท่านเหลือเกินนาเคนทร์ ข้ารักท่านเหลือเกิน”
       เหมือนอยู่ในภวังค์ ภุชคินทร์รำพันออกมา
       “ข้าก็รักเจ้า อุรคาเทวี ข้ารักเจ้า”
       ภุชคินทร์ก้มลงจูบที่หน้าของเจ้าอุรคา ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น สองหนุ่มสาวผงะออกจากกัน ภุชคินทร์เหมือนได้สติ มองภาพตรงหน้าตื่นตะลึง ถามงงๆ
       “นี่ผมทำอะไรลงไป”
       เจ้าอุรคายังไม่ทันตอบ เสียงชรายุก็ดังขึ้น ท่าทางตื่นเต้นตกใจ
       “เจ้าคะ...มีคนมาค่ะเจ้า”
      
       ที่บริเวณด้านหน้าเฮือน สุบรรณ ไพศิษฐ์ นาถสุดา และอำนาจยืนรออยู่ นาถสุดากวาดสายตามองทั่วบริเวณอย่างตื่นตะลึง ระคนแปลกใจ เพราะเพิ่งเคยเห็นครั้งแรกอยู่คนเดียว
       นาถสุดาเห็นพวกรูปปั้น ไม้แกะสลักพญานาค แบบคล้ายๆ กับที่ร้านขายของเก่าของตัวเอง
       ครู่หนึ่งนั้นเจ้าอุรคาเดินออกมาพร้อมกับภุชคินทร์ สีหน้าของภุชคินทร์ยังเจื่อนๆ จ๋อยๆ และตกใจอยู่ สุบรรณเห็นก็ตกใจ
       “คุณชาย”
       ภุชคินทร์เสมองไปทางอื่น ไม่กล้าสบตาใคร ชรายุบอกเจ้าอุรคาขึ้นมาอีก
       “ดิฉันห้ามแล้ว ว่าเจ้าไม่สะดวก แต่พวกเค้าก็ยังดึงดันเข้ามา”
       “พวกเราจำเป็นครับเจ้า” สุบรรณบอก
       “ก็คงจำเป็นจริงล่ะค่ะ ไม่อย่างนั้นทุกคนคงไม่กล้าบุกรุกเข้ามาในบ้านของดิฉัน ในยามวิกาลโดยที่ไม่ได้รับเชิญ” เจ้าอุรคาเหน็บแนม
       อำนาจโกรธบอกเสียงห้วน “มีคนขว้างระเบิดใส่รถท่านสุบรรณ”
       “แล้วมาบอกดิฉันทำไม? บ้านดิฉันไม่ใช่สถานีตำรวจ” อุรคาประชดอยู่ในที
       “ผมทราบครับว่าที่นี่ไม่ใช่สถานีตำรวจ แต่ที่ผมมาที่นี่ก็เพราะว่าผมเป็นตำรวจและในบริเวณที่เกิดเหตุพวกเราเห็นคนของเจ้าป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น” ไพศิษฐ์เอ่ยขึ้น
       สีหน้าเจ้าอุรคาเคียดขึ้งโกรธขึ้นมาทันที
       “ไม่จริง”
       “ถ้าไม่จริง งั้นเจ้าจะกลัวอะไรล่ะคะ” นาถสุดาย้อนถาม
       เจ้าอุรคามองนาถสุดาอย่างไม่พอใจ ก่อนบอก
       “ถ้าทุกคนต้องการให้เราแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการค้นที่นี่ ก็เชิญ!”
      
       เจ้าอุรคาผายมือเชิญทุกคนอย่างไม่ยี่หระ



       เจ้าอุรคา พร้อมกับชรายุเดินนำทุกคนไปยังทางเดินในสวนของเฮือนภูจำปาที่ดูมืดๆ อึมครึมเต็มไปด้วยต้นไม้ นาถสุดามีท่าทีหวาดกลัว เดินประกบไพศิษฐ์ด้วยท่าทางระมัดระวังตลอดเวลา
      
       สายตานาถสุดากวาดมองไปทั่วๆ เห็นของประดับตกแต่งภายในบริเวณนั้นเป็นรูปสลักพญานาค และที่เด่นสะดุดมากก็คือไม้แกะสลักที่ในร้านของเธอ นาถสุดามองจ้อง จนไพศิษฐ์เห็นอาการจึงถาม
       “มีอะไรหรือนาถ”
       “เปล่าค่ะ”
       นาถสุดาตอบ แล้วพอหันไปอีกทาง ต้องร้องกรี๊ดสุดเสียง กระโดดเกาะแขนไพศิษฐ์ เมื่อเห็นงูชูคอแผ่แม่เบี้ยขึ้นมองจ้องมา หนุ่มๆ ตกใจถามเป็นเสียงเดียว
       “อะไรนาถ” / “อะไรคุณนาถ”
       นาถสุดาชี้มือไปที่งู อาการตกใจกลัว “งูค่ะงูๆๆๆๆ”
       ทุกคนกวาดสายตามองตามมือชี้ สีหน้าภุชคินทร์อึ้ง งูมาเกี่ยวอีกแล้ว แต่ไม่มีใครเห็นงู มีแต่ต้นพญานาคราชไหวเอนไปมาตามแรงลม สุบรรณมองนาถสุดาเป็นเชิงตำหนิ ด้วยเกรงใจเจ้าอุรคา
       “ไม่เห็นมีงูที่ไหนเลยนาถ”
       ภุชคินทร์มองหน้าสุบรรณ ท่าทางของสุบรรณแสดงชัดว่าเกรงใจเจ้าอุรคา นาถสุดาหน้างอชี้มืออีก
       “มีสิคะ นั่นไง”
       นาถสุดาชะงัก เมื่อไม่เห็นงูแต่อย่างใด นอกจากต้นพญานาคราช นาถสุดางง ชรายุมองตำหนิ
       “นี่คือต้นพญานาคราช”
       นาถสุดาย้อน อย่างไม่ยอม นึกขวางเหมือนกัน “รู้ ที่บ้านก็มีเหมือนกัน”
       “แล้วร้องทำไม” ชรายุหยัน
       นาถสุดาเถียงอีก “ก็ตะกี้เห็นงูจริงๆ นี่”
       “ฮึ!! คนตาฟั่นเฟือน ไม่มีสติก็เป็นอย่างนี้” ชรายุว่า
       นาถสุดาฉุน “เอ๊ะ”
       “ไม่เอาน่านาถ”
       ไพศิษฐ์ปราม เมื่อเห็นนาถสุดาเถียงตามนิสัยไม่ยอมคน นาถสุดาจำต้องเงียบ แต่มองชรายุ
       หน้าคว่ำ เจ้าอุรคาหันไปถามนาถสุดาเสียงเย็น แกมเยาะ
       “กลัวงูหรือ”
       นาถสุดาตอบห้วนสั้นเพราะขวางตาเจ้าอุรคา “เปล่า!”
       อุรคาตอบเนิบๆ “ก็ดี เพราะที่นี่มีงูจริงๆ”
       นาถสุดาหน้าแหย กอดแขนไพศิษฐ์แน่น เจ้าอุรคายิ้มเหมือนเยาะ
       “ไหนว่าไม่กลัว?” เจ้าอุรคากวาดสายตามอง “ใครมาที่นี่ ได้เจองูกันทุกคน” พลางมองไปทางสุบรรณ กับภุชคินทร์หย่อนเสียงถาม “ใช่มั้ยคะ”
       สุบรรณกับภุชคินทร์มองหน้ากัน คำพูดของเจ้าอุรคาบอกให้รู้ สองคนได้มาที่นี่กันหมดแล้ว ไม่มีใครพิเศษกว่าใคร สุบรรณย้อนถามภุชคินทร์
       “คุณชายมาที่นี่ทำไมครับ”
       “ผมมีธุระกับเจ้าอุรคานิดหน่อย” ภุชคินทร์ว่าเท่านั้น
       สุบรรณ        อยากรู้มาก “ธุระอะไร”
       นาถสุดามองขวางๆ “พี่สุบรรณคะ เรามาที่นี่เพื่อหาตัวคนร้ายที่ปาระเบิดใส่รถพี่สุบรรณนะคะ เราไม่ควรสนใจอย่างอื่น”
       “แต่ที่นี่ไม่มีคนร้ายที่ไหนทั้งนั้น” ชรายุบอก
       ทุกคนเงียบ ภุชคินทร์ตัดบท
       “ไป กลับกันเถอะ”
       “จะกลับได้ยังไงครับ ยังจับตัวคนทำไม่ได้เลย” อำนาจท้วง
       เจ้าอุรคายิ้ม ย้อนอย่างมีเลศนัย “คนทำไม่มี แต่คนร้ายอาจจะมี”
       “เจ้าหมายความว่าอะไร” ภุชคินทร์เป็นตัวแทนถาม
       “ทุกที่ ย่อมมีทั้งคนดีคนเลวปะปน และในตัวของทุกๆคน ย่อมมีทั้งความดี ความเลวปนอยู่”
       ทุกคนเงียบนิ่งคิด รอฟังว่าเจ้าอุรคาจะพูดอะไร เจ้าอุรคายิ้มเย้ย ย้อนถามอีก
       “หรือไม่จริงคะ”
       ไพศิษฐ์ตัดบท “เอาเป็นว่า ผมรบกวนเจ้าเท่านี้ดีกว่า”
       นาถสุดาติง “ค้นต่อก่อนสิคะคุณศิษฐ์ ตะกี้พวกเราทุกคนเกือบตายเลยนะ หมอนั่นอาจจะหลบอยู่ในสวนนี้ก็ได้” ไพศิษฐ์มองขวางๆ “ที่นี่รกจะตาย!”
       ไพศิษฐ์        มองเย้ยเจ้าอุรคา “ไม่เป็นไร ผมบอกให้จนท.ตำรวจกระจายกำลังค้นหาตัวคนร้ายทั่วบริเวณนั้นแล้ว ต่อให้มีปีก ก็หนีไม่ได้”
       เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้มไม่ถือสา เสียงมือถือดัง ไพศิษฐ์มองหน้าเจ้าอุรคาขวางๆ บอกด้วยสุ้มเสียงเย้ยอีก
       “เค้าโทร.มาส่งข่าวพอดี” ไพศิษฐ์รับสาย “ครับ..ผู้หมวด” มองหน้าเจ้าอุรคาขณะพูดประโยคต่อมา “จับผู้ต้องสงสัยได้แล้ว”
       นาถสุดาดีใจ ยิ้มเย้ย “จับผู้ต้องสงสัยได้แล้ว!” พูดกับอุรคา “เจ้าจะไม่ไปดูด้วยกันหน่อยหรือคะ ว่าใช่คนของเจ้าหรือเปล่า?”
      
       สีหน้าเจ้าอุรคายามนี้นิ่งเฉยไม่ยี่หระ มีแต่ภุชคินทร์กับสุบรรณที่มองเจ้าอุรคาอย่างตกใจ เป็นห่วงแทน
       ที่สถานีตำรวจคืนนั้น ประทีปถูกจับและคุมตัวไว้ในห้องขังอยู่ ร่างทะมึนดำมะเมื่อมยืนนิ่งเหมือนไม่มีความรู้สึก เท้าเปื้อนดินโคลนจากพงหญ้า ยิ่งทำให้ดูน่ากลัวเข้าไปอีก
      
       ตำรวจผู้คุมเดินตรวจด้านหน้ามองประทีปแล้วพูดเยาะหยัน
       “ไม่รู้รึไงว่าท่านสุบรรณมีฉายาเป็นแมวเก้าชีวิต กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ ท่านผ่านความเป็นความตายมาอย่างโชกโชน แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง แกเองก็เถอะ อยู่ดีไม่ว่าดีไปปาระเบิดใส่รถท่านทำไม? หาเรื่องจริงๆ เลยแก”
       ประทีปเงียบไม่พูดไม่จา ยืนหน้าถมึงทึงปิดปากเงียบ จนตำรวจฉุน
       “บ๊ะ! เจ้านี่ ถามทำไมไม่ตอบ ยังมาทำหน้าน่ากลัวอีก” เดินไปมามองหน้าประทีป “คงจะกลัวจนหัวหดล่ะสิ คนเราก็งี้ ตอนทำไม่คิด พอถูกจับได้ล่ะหางจุกตูดกันทู้กกกคนน”
       ประทีปยื่นหน้าออกมาอย่างว่องไว ลักษณะเหมือนงูฉกเหยื่อ ตำรวจคนนั้นร้องลั่น
       “เฮ้ย”
       ตำรวจผงะหงายออกมาด้วยความตกใจ ก่อนยืนนิ่งเหมือนตั้งหลัก แล้วหันกลับมามองประทีปใหม่ร่างของประทีปยังยืนนิ่งเหมือนเดิม มีเพียงดวงตาที่ไหวระริกมองมายังตำรวจ ที่ดำขลับเหมือนแววตางู ตำรวจร้องอีก
       “เฮ้ย! ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้วะ”
       ตำรวจมองอย่างงุนงง ขยี้ตาตัวเอง ประทีปยังยืนอยู่ที่เดิม ตำรวจหน้าซีด หวาดผวา
       “ไม่เอาแล้วไปดีกว่า”
       ตำรวจวิ่งแจ้นออกไป ส่วนประทีปยืนนิ่งเหมือนรอฟังคำสั่งจากใครสักคน
      
       เสียงสวดมนต์สักอย่างดังก้องทั่วเฮือนภูจำปา เสียงนั้นดังมาจากด้านในบริเวณห้องลับใต้ดิน ซึ่งเจ้าอุรคานั่งบริกรรมคาถาอยู่บนแท่น ด้านล่างมีชรายุหลับตานั่งพึมพำสวดตาม เสริมบารมี
       ประทีปที่ยืนนิ่ง ก่อนจะค่อยๆ กลายร่างเป็นงูเลื้อยผ่านกรงขังออกไปอย่างว่องไว ทิ้งไว้แต่รอยโคลนที่ติดเท้าประทีปมาไว้เป็นที่ระลึก
      
       รุ่งเช้าวันต่อมา ระหว่างรับประทานอาหารเช้าที่บ้านแฟนสาว ไพศิษฐ์หัวเราะร่วนขณะบอกนาถสุดา
       “ตอนที่ผมบอกว่าตำรวจจับตัวผู้ต้องสงสัยได้ เจ้าอุรคาหน้าซีดเชียวนาถสังเกตมั้ย”
       “ซีดตรงไหนคะ นาถก็เห็นเจ้าอุรคา ยืนเป็นน้ำยาเย็นเหมือนเดิม ไม่เห็นจะมีความรู้สึกพิลึกจริงๆ”
       นรินทร์ที่ร่วมโต๊ะอยู่ด้วยออกความเห็น “คนบางคน เขาอาจจะซ่อนความรู้สึกเก่งก็ได้นะนาถ”
       นาถสุดาบอกผู้เป็นบิดาน้ำเสียงประชดประชัน “เจ้าอุรคาหรือคะ? นาถว่า ไม่ใช่ว่าเค้าซ่อนความรู้สึกหรอกค่ะ เค้าไม่มีความรู้สึกเลยต่างหาก”
       “ก็ให้มันรู้ไปสินาถ ถ้าคนของตัวถูกจับเข้าคุก แล้วไม่รู้สึกอะไร เจ้าอุรคาก็คงจะใจดำเกินคนแล้วละ”
       นรินทร์พึมพำเบาๆ “ก็เค้าไม่ใช่คน”
       สองคนเหลียวขวับมาถามพร้อมกัน “อะไรนะคะ” / “อะไรนะครับ”
       นาถสุดาย้อนถามท่าทีงงหนัก “พ่อบอกว่าเจ้าอุรคาไม่ใช่คน”
       นรินทร์ยิ้มเยือกเย็น “ก็ถ้าไม่ใช่คน แล้วเค้าจะเป็นอะไรล่ะ”
       นาถสุดาหน้าคว่ำ “คุณพ่อพูดจากำกวม วกไปเวียนมา เหมือนเจ้าอุรคาอีกคนแล้ว”
       ไพศิษฐ์ยิ้มขำๆ “หรือจะเป็นเทรนด์ใหม่ครับ พูดจากำกวม ให้คนงงเล่น”
       นรินทร์บอกจริงจังเป็นปริศนา “แต่อะไรที่ทำให้ต้องติดตาม ก็น่าสนใจไม่ใช่หรือ? เจ้าอุรคาก็เหมือนกัน”
       ไพศิษฐ์กับนาถสุดามองหน้ากัน นรินทร์พูดจากำกวมชวนงงอีกแล้ว
      
       ไพศิษฐ์เดินอยู่ในสถานีตำรวจ พร้อมกับนาถสุดาที่บ่นกระปอดกระแปดฉุนลูกพี่ลูกน้อง
       “พี่สุบรรณก็จริงๆ เลย บอกให้มาดูตัวคนร้ายก็ไม่มา”
       “ท่านคงไม่อยากเสียเวลาน่ะ” ไพศิษฐ์ว่า
       “นาถว่าพี่สุบรรณคงเกรงใจเจ้าอุรคาต่างหาก เพราะถ้าเกิดเป็นคนของเจ้าอุรคาจริงๆ พี่สุบรรณคงทำอะไรไม่ถูก”
       สองคนกำลังจะเดินขึ้นตึกทำการ แต่แล้วตำรวจกลับวิ่งเข้ามาหาท่าทางตกใจ
       “ผู้กองครับผู้กอง”
       ไพศิษฐ์ฉงนรีบถาม “มีอะไรจ่า”
       จ่ารายงานหน้าตาตื่น “คนร้าย คนร้ายหายไปไหนก็ไม่รู้ครับ”
       สองคนตกใจ ประสานเสียง “คนร้ายหาย”
       ไพศิษฐ์ได้สติถามต่อเร็วปรื๋อ “หายไปได้ยังไง”
      
       มีทัพนักข่าวสื่อมวลชน ยืนออกันอยู่บริเวณกรงขัง ไม่ว่าจะเป็นทีวี หนังสือพิมพ์ ช่างภาพบันทึกภาพกันพรึ่บพรั่บ ไพศิษฐ์และนาถสุดาแหวกผู้คนเข้าไป ภายในห้องขังว่างเปล่าไม่มีใคร ตำรวจคนเดิมรีบรายงาน
       “เมื่อเช้า ผมเอาอาหารมาให้ก็ไม่เจอ ไม่มีร่องรอยอะไรทั้งนั้นทุกอย่างปกติหมด จะมีก็แต่นี่ละครับ”
       จ่าชี้มือไปยังช่องว่างของลูกกรง เห็นเป็นรอยโคลนแห้งๆ เกรอะกรังลักษณะเหมือนรอยของงูที่เลื้อยออกไป ทุกคนมองงุนงงปนทึ่ง คุยกันเสียงดังเซ็งแซ่
       นักข่าวต่างพูดเป็นทำนองเดียวกัน “เหมือนรอยเลื้อยของงู”
       “หรือรอยเท้าพญานาค”
      
       นักข่าวหนึ่งในนั้นพูดเล่นชวนขำ
       ไพศิษฐ์เงียบ หัวหมุนติ้ว งวยงงสงสัยหนัก สิ่งที่เห็นคืออะไร ระหว่างนั้นเจ้าอุรคาเดินนวยนาดเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามทางด้านหลังของไพศิษฐ์ นาถสุดาเป็นคนหันไปเห็นก่อน
      
       “เจ้าอุรคา”       
       “ไหน คนของดิฉัน”
       ไพศิษฐ์หันมามองหน้าเจ้าอุรคา หน้าเจื่อนๆ ยังงงๆ จับต้นชนปลายไม่ถูก ก่อนจะมองจ้องเจ้าอุรคาแววตาคาดคั้น
       “เจ้าพาเค้าไปใช่มั้ย”
       เจ้าอุรคาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม แล้วถามเสียงเย็นเยียบ “ด้วยวิธีไหน”
       ไพศิษฐ์ตอบไม่ได้ แต่เถียงอย่างมั่นใจ เสียงดังลั่น
       “ผมไม่รู้ แต่ผมว่าเจ้าต้องเป็นคนพาเค้าไป”
       นักข่าวหันมามองวิวาทะของเจ้าอุรคากับไพศิษฐ์ นาถสุดาจับมือไพศิษฐ์เอาไว้ปรามๆ
       “เบาๆ ค่ะคุณศิษฐ์”
       ไพศิษฐ์ยังไม่หยุด “เจ้าไม่ต้องมองเหมือนผมเป็นเด็กไม่รู้เรื่องอะไร บอกผมมาดีกว่า เจ้าพาเค้าไปยังไง”
       เจ้าอุรคาถอนหายใจท่าทีเหนื่อยหน่าย “ในเมื่อ ไม่มีคนที่ดิฉันรู้จัก ดิฉันขอตัวกลับ”       
       พูดแค่นั้นเจ้าอุรคาก็หันหลังจะเดินลงบันได แต่ไพศิษฐ์ขาดสติตรงมากระชากแขนของเจ้าอุรคาบอกเสียงดัง
       “เจ้ายังกลับไม่ได้”
       นาถสุดาตกใจมาก กระชากแขนผู้กองแฟนหนุ่ม “อย่าค่ะคุณศิษฐ์”
       ไพศิษฐ์สะบัดแขนนาถสุดาออกอย่างลืมตัว ตามองเจ้าอุรคาเขม็งขณะที่นักข่าวทุกสำนักถ่ายรูปเจ้าอุรคาและไพศิษฐ์กันใหญ่ ไพศิษฐ์ตะเบ็งเสียงใส่อย่างกราดเกรี้ยว
       “เจ้าไม่ต้องปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็น ในเมื่อบ้านทั้งหลัง เจ้ายังทำให้มันหายไปได้ นับประสาอะไรแค่คนๆ เดียว”
       เจ้าอุรคามองไพศิษฐ์ไม่ยี่หระ บอกเย้ยหยันสั้นๆ “ฟั่นเฟือนหรือเปล่าผู้กอง”
               เจ้าอุรคาเอามือจับมือของไพศิษฐ์ที่กระชากแขนของเธอออก เหมือนมือนั้นจะมีเรี่ยวแรงมหาศาล แม้ไพศิษฐ์จะเกร็งข้อมือยึดไว้แค่ไหน เจ้าอุรคาก็จับเขาออกอย่างง่ายดาย ก่อนเดินกลับออกไป ไพศิษฐ์ตะโกนก้อง
       “อย่าเพิ่งไป เจ้าอุรคาอย่าเพิ่งไป”
       ไพศิษฐ์จะตามแต่นักข่าวกรูเข้ามาขวางหน้า ถามอย่างอยากรู้
       “อะไรครับผู้กอง บ้านหาย คนหาย” นักข่าวคนแรกถามนำ
       อีกคนถามตาม “ตกลงว่าเมื่อคืน ตำรวจถูกผีหลอกเหรอครับ”
       “หรือว่าจับตัวคนร้ายไม่ได้ เลยสร้างสถานการณ์” คนที่สามสรุปประเด็น
       ไพศิษฐ์ตั้งสติยกมือปราม ออกตัว “ขอโทษครับ แต่ผมตอบคำถามทุกอย่างตอนนี้ไม่ได้ ไว้ได้หลักฐานชัดเจนเมื่อไหร่ ผมจะจัดแถลงข่าวทันที”
       ไพศิษฐ์วิ่งลิ่วลงไปด้านล่าง หมายจะตามเจ้าอุรคาโดยมีนาถสุดาวิ่งตามติดๆ
      
       ไพศิษฐ์วิ่งเร็วจี๋ลงมาด้านล่าง มองตามทางออกบริเวณลานจอดรถ แต่ไม่มีแม้แต่วี่แววของเจ้าอุรคา ไพศิษฐ์ถามตำรวจที่อยู่แถวนั้น
       “เจ้าอุรคาไปทางไหนครับ”
       “ใครครับอุรคา”
       “ก็ผู้หญิงที่สวยๆ ท่าทางแปลกๆ ที่เพิ่งเดินลงมาเมื่อกี้”
       ตำรวจทำหน้านึกก่อนบอก “สวยๆ ไม่มี แต่ที่แปลกน่ะมีครับ”
       นาถสุดารีบถาม “อยู่ไหนคะ”
       ตำรวจคนนั้นชี้มือไปยังริมรั้วติดถนนด้านนอก ที่นั่นมีผู้หญิงเป็นบ้าแต่งตัวเลียนแบบนางเอกลิเกกำลังรื้อค้นถังขยะอยู่ ตำรวจถามแหยงๆแบบเกรงใจ
       “ใช่มั้ยครับเจ้าอุรคา”
       ไพศิษฐ์ไม่ตอบ ได้แต่ยืนอึ้ง สับสน มึนงง นาถสุดาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดไม่ออก ความรู้สึกไม่ต่างจากไพศิษฐ์ ตำรวจหน้าจ๋อย ว่าตนพูดอะไรผิดไป
      
       เวลาต่อมาในห้องรับแขก ที่วังนาเคนทร์ ภุชคินทร์นั่งกอดอกเหมือนคนไม่สบายใจ ขณะที่นารีวรรณถามเสียงดังอย่างตกใจตื่นเต้น หลังฟังไพศิษฐ์เล่าเรื่องแปลกประหลาดจบ
       “จริงเหรอคะ จู่ๆคนร้ายก็หายไป เหลือไว้แต่ร่องรอยของงู”
       “ถ้าไม่เห็นกับตา นาถก็ไม่เชื่อเหมือนกันค่ะ” นาถสุดาบอก
       ไพศิษฐ์ครุ่นคิด “เจ้าอุรคาต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่”
       หม่อมภาณีนั่งฟังอยู่ด้วยถึงกับทำตาโต “ถ้างั้นหมายความว่า เจ้าอุรคาเป็นผี”
       ไพศิษฐ์รีบอธิบายแก้ “ไม่ใช่หรอกครับหม่อม...ผมแค่หมายถึง เค้าอาจเป็นกลุ่มบุคคลพิเศษที่ทำอะไรได้มากเกินกว่าคนธรรมดา เป็นต้นว่า ล่องหน หายตัวได้”
       ภุชคินทร์เปรยขึ้น “กลุ่มนินจัตสุ”
       ภาพจำของกลุ่มนินจานินจัตสุ ที่เคลื่อนไหว พรึ่บๆๆ ผุดขึ้นในหัวภุชคินทร์ ก่อนที่ไพศิษฐ์จะเอ่ยตามมาอย่างเห็นด้วย
       “ฮื่อ! ตอนแรกที่พูด ฉันก็แค่พูดเล่น แต่ตอนนี้ ฉันมั่นใจจริงๆ ว่ะ ว่าเจ้าอุรคาต้องอยู่ในกลุ่มนินจัตสุ ไม่ใช่พวกลูกกะจ๊อกปลายแถวด้วย แต่อยู่ในระดับหัวหน้าเลย”
       พวกผู้หญิงมองหน้ากันอย่างทึ่งๆ นาถสุดาถามเสียงอ่อยๆ
      
       “แต่นาถกลับคิดต่างจากคุณศิษฐ์”



       ทุกคนหันมามองหน้านาถสุดาเป็นตาเดียว นาถสุดามองไพศิษฐ์อย่างเกรงใจก่อนบอก
      
       “ไม่ใช่นาถไม่เชื่อคุณศิษฐ์นะคะ แต่นาถว่าเจ้าอุรคาไม่ได้อยู่ในกลุ่มนินจัตสุอะไรนั่นหรอก เจ้าแค่เป็นคนไม่ปกติเท่านั้นเอง”
       หม่อมภาณีฉงน “ไม่ปกติยังไงจ๊ะ”
       “ก็...ในบ้านของเจ้า มีแต่ของน่ากลัวๆ พวกรูปปั้นงู รูปปั้นพญานาคอะไรแบบนั้นน่ะค่ะ อีกอย่าง ที่คนร้ายหายไปอาจจะเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ก็ได้ แต่กลัวความผิด” นาถสุดาค่อยๆ พูด เกรงใจแฟนหนุ่ม “ก็เลย...สร้างเรื่องขึ้นมา”
       “ลูกน้องผมไม่ใช่คนอย่างนั้นนะนาถ” ไพศิษฐ์ฉุนกึก
       “นาถไม่ได้ว่าจ่านะคะ...นาถเพียงแค่ ไม่เคยเห็น เราสองคนไม่ทันได้เห็นคนร้ายไม่ใช่หรือคะ? แล้วเราจะมั่นใจได้ยังไง ว่าเค้าถูกจับมาแล้วจริงๆ” นาถสุดาว่า
       “ก็หมวดเค้าบอก แล้วผมก็ไม่เห็นความจำเป็นที่หมวดจะต้องโกหก”
       หม่อมภาณีแทรกขึ้น “หรือคนร้ายจะอาศัยช่วงที่ตำรวจเผลอหนีไป”
       ไพศิษฐ์เริ่มหัวเสีย “หนียังไงครับ ก็ห้องขังยังเป็นปกติทุกอย่าง ลูกกรงไม่มีร่องรอยถูกงัดแงะตัดออกซักซี่”
       คราวนี้ทุกคนมองหน้ากัน มีแต่ภุชคินทร์ที่นิ่งเงียบ ท่าทางไม่สู้ดี หม่อมภาณีกับนารีวรรณเรียก
       “ชาย” / “พี่ชายคะ”
       “ครับคุณแม่”
       ภุชคินทร์ขานเสียงแผ่ว ก่อนที่ดวงหน้าอิดโรยจะทำท่าเป็นลม ทุกคนร้องลั่น
       “ชาย” / “คุณชาย” / “พี่ชาย”
       หม่อมภาณีถามความเห็น “ชายคิดยังไงลูก”       
      
       ครู่ต่อมาภุชคินทร์ถูกหม่อมภาณีดันร่างให้ลงนอน แต่ภุชคินทร์ฝืนตัวขึ้นมาบอกเสียงแผ่ว
       “ผมไม่เป็นไรครับแม่”
       “ทำไมจะไม่เป็น ตั้งแต่กลับมาเมื่อคืน ชายก็มีท่าว่าจะเป็นไข้แล้ว” หม่อมว่า
       นารีวรรณอมยิ้มแซว “หรือไม่ก็ถูกดูดวิญญาณ”
       นาถสุดาสะดุดหู “ดูดวิญญาณ”
       “ก็เมื่อคืนตั้งแต่พี่ชายกลับมา พี่ชายก็ท่าทางใจลอยๆ เหมือนคนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนะสิคะ”
       ไพศิษฐ์จ้องหน้าเพื่อนซี้ถาม “เจ้าอุรคาทำอะไรนายหรือเปล่าวะชาย”
       ทุกคนมองจ้องหน้าภุชคินทร์ ทำเอาภุชคินทร์ได้แต่ซ่อนหน้าหลบตาไม่ตอบ เหมือนวัวสันหลังหวะ
      
       ตกกลางคืน ภุชเคนทร์เดินวนไปเวียนมาอยู่ในห้อง ท่าทีกระสับกระส่ายเหมือนมีเรื่องราวในใจ ภาพจำตอนที่ภุชคินทร์กอดจูบเจ้าอุรคาผุดขึ้นมาอีก
       “เราทำอย่างนั้นได้ยังไง? นายทำอย่างนั้นได้ยังไง ภุชคินทร์”
       ภุชคินทร์ได้แต่ถามตัวเอง งุนงง สงสัยอย่างที่สุด
      
       เจ้าอุรคาเดินอยู่ในสวนที่เฮือนภูจำปา ทอดสายตามองไปยังรูปปั้นพญานาคสองตัวกอดก่ายกัน เจ้าอุรคาเห็นเป็นภาพในอดีต อุรคาเทวีกับพญานาคภุชเคนทร์กอดกระหวัดรัดกัน เจ้าอุรคาน้ำตาคลอ
       “ข้าจะทำให้ท่านหวนคืนมายังวันเวลาเก่าๆ ของเราภุชเคนทร์”
       แล้วน้ำตาของเจ้าอุรคาก็ไหลเอ่อออกมา
      
       วันต่อมาที่คฤหาสน์ของสุบรรณ ในห้องออกกำลังกายส่วนตัว สุบรรณออกกำลังกายอย่างหักโหมรุนแรง ด้วยท่าทางที่โมโห ไม่พอใจ คล้ายโกรธใครอยู่ อำนาจเดินมาบอก
       “นักข่าวมารอขอสัมภาษณ์นายครับ เรื่อง แมว 9 ชีวิต”
       สุบรรณ        ไม่พอใจ บอกเสียงกร้าว “ฉันพยายามลบภาพพวกนั้นไปจนหมดแล้ว ยังมีเรื่องขึ้นมาจนได้”
       “ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะยังมีคนปองร้ายนาย”
       “ฉันไม่เชื่อว่าจะเป็นคนของเจ้าอุรคาอย่างที่ใครๆ” สุบรรณเลี่ยงคำว่านักข่าว “กำลังประโคมข่าวกัน ไม่มีเหตุผล” และพูดย้ำ “มันไม่มีเหตุผลที่เจ้าจะทำกับฉันอย่างนั้น”
       “แต่จากวิถีระเบิด มันตั้งใจปามาที่รถของเราจริงๆ ครับ” อำนาจยืนกราน
       “ก็แล้วมันเป็นใคร” สุบรรณทำท่าคิด “หรือจะเป็นคุณชายภุชคินทร์” พร้อมกับหรี่ตาท่าทีไม่พอใจ “ฉันดูตาแล้ว คุณชายนั่นก็สนใจเจ้าอุรคาอยู่เหมือนกัน”
       อำนาจเอ่ยขึ้น “ขอโทษนะครับนาย ที่ผมไม่คิดว่าคุณชายหน้าจืดคนนั้นจะทำอะไรอย่างนั้นได้ คนที่จะฆ่าคนทั้งเป็นได้ ต้องใจเหี้ยมพออย่างคู่แค้นหมายเลขหนึ่งของนาย”
       สุบรรณบอกชื่อหนึ่ง “เสี่ยทรงยศ”
      
               นัยน์ตาของสุบรรณวาวโรจน์ขึ้นมาทันที



       คืนนั้นที่คฤหาสน์ของเสี่ยทรงยศ ซึ่งโอ่อ่าใหญ่โตไม่แพ้คฤหาสน์ของสุบรรณ สุรินทร์ในชุดนินจาอำพรางกายกระโดดผลุบๆ โผล่ๆ เข้ามาในคฤหาสน์อย่างว่องไว ไม่มีใครเห็น
      
       ส่วนด้านใน ตรงโถงกลางคฤหาสน์ เสี่ยทรงยศกำลังจิบแชมเปญพร้อมหัวเราะลั่นอย่างอารมณ์ดี ด้านข้างประกบด้วยอากรและสมศักดิ์ บอดี้การ์ดคู่ใจ สุรินทร์แนบหูฟังอย่างตั้งใจได้ยินเสียงทรงยศเอ่ยขึ้น
       “พวกแกสองคนทำดีมาก ป่านนี้ไอ้สุบรรณคงหัวหมุน” เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นกวนๆ “ใครว้า? เป็นคนปาระเบิดใส่รถมัน”
       “เราสองคนอำพรางตัวอย่างดีครับ รับรองไม่มีใครเห็น” อากรว่า
       สมศักดิ์อธิบายเพิ่ม “ที่มีคนเห็น ข่าวลงว่าเป็นคนของเจ้าอุรคา”
       ทรงยศหัวเราะร่าขำมากๆ “ที่ว่าหายไปจากไปห้องขังแล้วทิ้งเอาไว้แต่รอยตีนงูน่ะเหรอวะ? โฮะๆๆๆตลกชิบ”
       “คนโง่ๆ ก็อย่างนั้นล่ะครับท่าน เชื่ออะไรที่มันงมงาย ไร้สาระ” อากรบอก
       “ดี! ปล่อยให้มันโง่ต่อไป ฉันจะได้จัดการไอ้สุบรรณง่ายๆ หน่อย อยากรู้...แมวเก้าชีวิตตอนตาย มันจะตายยังไง”
       เสี่ยทรงยศหัวเราะดังก้อง สุรินทร์ใช้วิชานินจา วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว แต่จากหางตา เสี่ยทรงยศทันเห็นแว่บๆ เพราะทรงยศก็เก่งเหมือนกัน เสี่ยทรงยศตะโกน
       “ใครวะ”
       เงียบไม่มีเสียงตอบ เสี่ยทรงยศสั่งลูกน้องทันที
       “ตามมันไป”
       “ครับนาย!”
       อากรกับสมศักดิ์พร้อมเสี่ยทรงยศรีบตามออกไปอย่างรวดเร็ว
      
       ที่ด้านนอกคฤหาสน์ เวลานั้น ฝ่ายสุรินทร์ใช้วิชานินจาวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว แต่กระนั้น ลูกน้องของเสี่ยทรงยศที่เฝ้าด้านนอกก็ทันเห็น ต่างยกปืนยิงเปรี้ยงไปยังสุรินทร์ แต่สุรินทร์อาศัยความรวดเร็วหนีไป เสี่ยทรงยศ อากร สมศักดิ์วิ่งออกมา เสี่ยทรงยศพูดอย่างหัวเสีย
       “พวกแกปล่อยให้มันหนีไปได้ยังไง?”
       พูดจบก็ตบกะโหลกลูกน้องไปคนละทีสองที ลูกน้องหน้าเสีย พูดทำนองเดียวกัน
       “ขอโทษครับนาย”
       สมศักดิ์บอก “มันเร็วมาก”
       อากรเสริม “ยังกับนินจา”
       “นินจา....ที่ล่องหนหายตัวได้ มีเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น คือพวกนินจัตสุ” ทรงยศครุ่นคิด “หรือว่า....ไอ้สุบรรณ มันจะเลี้ยงพวกนินจัตสุเป็นลูกน้องมัน”
      
       เวลาผ่านไป
       ที่บ่อนคาสิโนประเทศหนึ่ง เห็นผู้คนมากมายกำลังเล่นการพนัน สุบรรณ เดินมากับอำนาจและสุรินทร์ที่มาในมาดบอดี้การ์ดปกติไม่ใช่นินจา อีกฝั่งเสี่ยทรงยศเดินมาพร้อมบอดี้การ์ดเหมือนกัน อากร สมศักดิ์ ประกบข้าง สองคนมองหน้ากันแบบรู้กัน เดินเลี่ยงออกมาด้านนอก เหมือนอยากจะคุยกันตามลำพัง
       เสี่ยทรงยศระเบิดเสียงหัวเราะออกมาก่อนจะทักสุบรรณ
       “ไม่คิดเลย อุตส่าห์ออกมานอกประเทศ ยังจะเจอท่านสุบรรณอีก”
       “เจอ? แล้วยังไงเหรอเสี่ย ในเมื่อที่นี่ ทุกอย่างถูกกฎหมาย”
       ทรงยศหัวเราะกวนอีก “ไม่เหมือนเมืองไทย ที่ท่านสุบรรณทำทุกอย่างผิดกฎหมาย”
               สุบรรณทำท่าจะโต้ แต่เสี่ยทรงยศยกมือห้ามก่อน พร้อมหัวเราะเย้ยตามนิสัยบอก
       “ไม่เอาน่า อย่าทะเลาะกัน ผมกับท่านสุบรรณน่ะ” สุ้มเสียงทรงยศทั้งกวนทั้งเย้ย “ไม่มีอะไรต้องปกต้องปิด ต้องอ๊บ ต้องแอ๊บ ต้องสร้างภาพกันหรอก อย่างว่า ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ใครเป็นยังไง เรารู้กัน ถึงแม้ตอนนี้ท่านสุบรรณ จะพยายามล้างภาพเดิมๆ ออกก็ตามเถอะ”
       “คนเราความคิดเปลี่ยนไปได้ทุกวัน ถ้าเคยทำเลวมาก่อน แต่คิดที่จะทำดี มันก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าเคยทำเลว แล้วยังมุ่งทำแต่เรื่องเลวๆ ก็คงจะเป็นคนเลว” สุบรรณว่า
       ทรงยศโกรธมาก สวนขึ้นทันควัน “แล้วแน่ใจหรือว่าสิ่งที่ท่านทำเป็นเรื่องดี? ถ้าคิดอย่างนั้น ผมก็ขออนุโมทนาด้วยแล้วกัน แต่เตือนตัวเองนะครับ ผิดศีล 5 น่ะมันบาป ขอตัว”
       เสี่ยทรงยศกับบอดี้การ์ดเดินมาดยียวนออกไป สุบรรณปรายตามอง โกรธจัด
       “ฉันเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เอง ว่าการพยายามทำความดีน่ะมันยาก แต่ทำเลว มันง่าย”
       ทันใดนั้นสุบรรณหันหลังกลับไปหากระชากคอเสื้อของเสี่ยทรงยศกลับมา แล้วเหวี่ยงหมัดใส่เต็มแรง เท่านั้นฉากบู๊ก็บังเกิดอย่างดุเดือด
       ทั้งสองฝ่ายพะบู๊ไม่มีใครยอมใคร โชว์ลีลาเท่ๆ อำนาจกระสุนหมด สุรินทร์ควักปืนของตัวเองอีกด้ามโยนไปให้อำนาจ อำนาจมียิงเปรี้ยงเข้าใส่บอดี้การ์ดของเสี่ยทรงยศ ฝ่ายนั้นแพ้ สุรินทร์ และอำนาจ ซัดบอดี้การ์ดของเสี่ยทรงยศจนหมอบ ก่อนที่สุบรรณจะเอาปืนจ่อที่หัวของเสี่ยทรงยศเอาไว้ได้ เสี่ยทรงยศยืนตัวแข็งทื่อ เหงื่อแตกพลั่ก สุบรรณบอกเสียงกร้าว
       “จำไว้ ผมไม่อยากทำเลว อย่าทำให้ผมต้องเลว”
       พูดจบสุบรรณก็ผลักเสี่ยทรงยศออกไปอย่างแรง ร่างเสี่ยเซถลาแทบล้ม ดีที่ลูกน้องประคองเอาไว้ได้ เสี่ยทรงยศทำท่าจะพูด ฝากไว้ก่อน แต่สุบรรณตวาดก้อง
       “ไสหัวไป และก็หวังว่า เราจะไม่ได้เจอกันอีก เพราะถ้าเจอ เสี่ยอาจจะไม่มีโอกาสได้หายใจ!”
       เสี่ยทรงยศมองมาอย่างแค้นจัด แต่ยังไม่ได้ขยับตัวอะไร ก็มีเสียงปรบมือกึกก้อง แถมลงเสียงหนักๆ เป็นจังหวะ ดุจใครคนนั้นมีพลังอย่างมหาศาล ทุกคนหันไปมอง
       เห็นเจ้าอุรคายืนปรบมือพร้อมรอยยิ้ม รอยยิ้มนั้นหวานพอที่จะทำให้สุบรรณลืมทุกสิ่งอย่าง ได้แต่พูดเบาๆ ออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
       “เจ้าอุรคา”
      
               เสี่ยทรงยศมองที่สุบรรณอย่างจับสังเกต รู้ในทันที ว่าสุบรรณชอบผู้หญิงคนนี้



       ไม่นานนัก ตรงด้านนอกคาสิโน บริเวณที่ค่อนข้างเงียบไม่มีผู้คน สุบรรณเดินเคียงคู่กับเจ้าอุรคา โดยสุบรรณถามพร้อมรอยยิ้มด้วยความดีใจเต็มหน้า
      
       “ผมไม่คิดเลยจริงๆว่าจะเจอเจ้าที่นี่”
       “ปกติ ดิฉันก็ไม่เคยมาหรอกค่ะ แต่คืนนี้นึกอย่างไรก็ไม่รู้ ต้องมา”
       “เป็นบุพเพสันนิวาสมังครับ” สุบรรณเย้า
       เจ้าอุรคาหัวเราะนิดๆ ไม่เชื่อ “หรือคะ? แต่ดิฉันไม่คิดอย่างนั้น ใจเราเท่านั้นที่จะกำหนดตัวเองใจไปทางไหน กายไปทางนั้น”
       สุบรรณยิ้มกริ่ม นัยน์ตาระยิบระยับ “ผมจะดีใจมาก ถ้าเจ้ามาที่นี่เพราะผม”
       ไค่ะ ดิฉันมาที่นี่เพราะคุณ”
       สุบรรณดีใจมาก “เจ้า”
       เจ้าอุรคาเดินเรื่อยออกไป ยังบริเวณสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย สุบรรณตามไปด้วยหัวใจพองโต
       “เจ้าไม่ได้ล้อผมเล่นนะครับ”
       เจ้าอุรคาพูดโดยไม่ได้หันมามอง “ดิฉันเป็นคนชอบพูดเล่นหรือคะ”
       สุบรรณอมยิ้ม “ก็...ขนาดเจ้าไม่ใช่คนพูดเล่น หนุ่มๆ ยังตามกันเกรียว”
       เจ้าอุรคาหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม สุบรรณว่าต่อแบบตัดพ้อกลายๆ
       “พูดตรงๆนะครับ ผมไม่ค่อยอยากให้เจ้าสนิทสนมกับคุณชายภุชคินทร์”
       เจ้าอุรคาย้อน “หรือคะ”
       “คำว่า หรือคะ ของเจ้า ผมเดาไม่ถูก”
       “ของทุกสิ่งในโลกไม่ได้มีเพียงแค่สองด้าน ไม่ได้มีแค่ขาว หรือดำ คำตอบที่ว่าใช่หรือไม่ใช่ ดิฉันว่าคุณสุบรรณควรใจกว้างให้มากกว่านี้ ถ้าเป็นนักกีฬาก็ควร รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ไม่ใช่แย่งชิง หรือข่มขู่”
       “เจ้ากำลังตำหนิผม”
       “แค่เตือนเท่านั้นค่ะ”
               สุบรรณชักสีหน้าไม่พอใจ เพราะเคยชินกับการเอาแต่ใจตัวเอง แต่พยายามข่มความรู้สึกเอาไว้
       “เรื่องของหัวใจยากที่จะบังคับกันได้ ไม่อย่างนั้น คงไม่มีคนผิดหวัง สมหวัง แต่คนที่ผิดหวังก็ไม่ควรทำตัวเป็นอันธพาล”
       สุบรรณกระชากร่างของเจ้าอุรคาเข้ามา ด้วยอารมณ์โมโหหึงเต็มแก่ ถามเสียงกร้าว
       “หมายความว่า เจ้าชอบคุณชายภุชคินทร์”
       “แล้วถ้าดิฉัน บอกว่าใช่ล่ะคะ”
       “เจ้า!”
       สุบรรณโกรธจัด กระชากลำคอของเจ้าอุรคาเข้ามาโน้มหน้าลงจะจูบ เจ้าอุรคาไม่ได้หันกายหนี เพียงแค่เอื้อมมือมาแตะที่ใบหน้าของสุบรรณอย่างแผ่วเบา แต่สุบรรณกลับรู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลพอที่จะตรึงให้เขานิ่งอยู่กับที่
       เจ้าอุรคายิ้มโปรยเสน่ห์ “ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ท่านสุบรรณก็ยังคงเป็นคนเดิม”
       สุบรรณต่อคำหวานซึ้ง “คนที่มีหัวใจรักให้กับเจ้า”
       “แน่ใจหรือว่ารัก” เจ้าอุรคาย้อนถาม
       สุบรรณบอกจริงจัง ดวงตาเว้าวอน “ผมรักเจ้า รักอย่างไม่เคยรักใครมาก่อน”
       “รัก...พอที่จะทำทุกอย่างให้ดิฉันอย่างนั้นหรือ”
       “ถ้าเจ้าต้องการ”
       สุบรรณตอบเหมือนคนละเมอไม่รู้ตัว เจ้าอุรคามองสบตาสุบรรณด้วยแววตาแห่งความพึงพอใจ แล้วเจ้าอุรคาก็เอื้อมมือไปด้านหลังโน้มศีรษะของสุบรรณลงมาทำท่าจะรอรับการจุมพิต
       สุบรรณตะลึง มองเห็นเพียงริมฝีปากงามเป็นกระจับชวนหลงใหลของเจ้าอุรคาเท่านั้นในยามนี้
       ที่ด้านหลังเจ้าอุรคา ท่อนขาเรียวสวยค่อยๆ กลายร่างเป็นงู เลื้อยกระหวัดรัดเข้าที่ด้านหลังของสุบรรณ สุบรรณรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างโอบรัดจากด้านหลัง สุบรรณหันขวับไปมองแล้วก็เห็น เห็นงูตัวหนึ่งกำลังแผ่แม่เบี้ย ทำท่าจะฉก สุบรรณร้องลั่น
       “งู งู”
       สุบรรณผละจากที่ตรงนั้น ลืมมองแม้กระทั่งเจ้าอุรคา ที่กลายเป็นงูไปแล้ว สุบรรณล้มลงไป ถอยหลังกรูดเมื่องูตัวนั้นเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ มันแผ่แม่เบี้ย ตั้งท่าฉกสุบรรณร้องลั่น
       “อย่า!”
       พร้อมกันนั้นสุบรรณยกมือขึ้นป้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ทันใดนั้นเองเสียงปืนก็ดังเปรี้ยงๆๆๆ ขึ้น เมื่อเสียงกึกก้องสงบลง สุบรรณก็เห็นอำนาจและสุรินทร์ถือปืนวิ่งมา สุบรรณละล่ำละลักแทบไม่เป็นภาษาคน
       “งูๆ อยู่ไหน? มะ ...มันตายแล้วหรือยัง?”
       “มันไปแล้วครับนาย เร็วมาก” อำนาจบอก
       “หมายความว่ามันยังไม่ตาย” สุบรรณโกรธจัด “สุรินทร์ ตามไปฆ่ามันให้ได้”
       “ครับ”
       สุรินทร์ถือปืนตามงูไปอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ได้สติ สุบรรณถามทันที
       “เจ้าอุรคา เจ้าอุรคาอยู่ไหน”
       “ผมไม่เห็นเจ้าอุรคา” อำนาจว่า
       สุบรรณมองหน้าอำนาจอย่างงุนงง เป็นไปได้อย่างไร
      
       ครู่ต่อมาตรงบริเวณสวนสวยของคาสิโน ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ รกทึบ สุรินทร์ถือปืนตามหางูอย่างระแวดระวัง ดวงตา
       เจ้าอุรคาที่จับจ้องมองสุรินทร์ลุกโพลงด้วยความโกรธ
       ขณะที่สุรินทร์ค่อยๆ เยื้องกรายมองหางู ส่วนทางด้านหลัง งูตัวหนึ่งเลื้อยมาที่สุรินทร์อย่างรวดเร็ว แต่สุรินทร์ก็เร็วใจหาย ที่ได้ยินเสียงเลื้อยนั้น สุรินทร์ใช้วิชานินจากระโดดพรึ่บๆๆ หนีอย่างว่องไว งูตัวนั้นเลื้อยตามรวดเร็วไม่แพ้กัน ที่สุดมันก็ทะยานเข้าหาสุรินทร์ทำท่าจะฉก แต่สุรินทร์กางมือออกบีบที่ต้นคอของงูตัวนั้นอย่างแรง งูกับสุรินทร์จ้องตากันแบบไม่มีใครยอมใคร
       ในสายตาของสุรินทร์เห็นดวงตาของงูตัวนั้นเหมือนแววตาของสตรี สุรินทร์ผงะตกใจ งูตัวนั้นได้โอกาสฉกลงมาอย่างรวดเร็ว อำนาจที่วิ่งตามมาด้านหลังก็ยิงก็เปรี้ยงเข้าที่ตัวงูด้วยปืนของสุรินทร์อย่างจัง งูตัวนั้นผงะก่อนจะเลื้อยเข้าไปในพงหญ้าหายวับไปกับตา
       สุบรรณวิ่งตามมาถึง ทุกคนมองหน้ากัน งุนงง สุบรรณพูดแบบตื่นๆ
       “งูมันหายไป”
       อำนาจอึ้งๆ ตะลึงเหมือนกัน “ใช่ครับ มันหายไป” พลางกวาดตามองทั่วบริเวณ “เลือดก็ไม่มี ทั้งที่ตะกี้ผมยิงมันถูกอย่างจัง”
       สุรินทร์หอบตกใจ “ผมว่ามันไม่ใช่งูธรรมด”
       สุบรรณหันขวับเป็นเชิงถาม สุรินทร์อธิบายต่อ
       “ปืนที่ผมให้อำนาจ เป็นปืนลงอาคม ถ้ายิงถูกงูธรรมดา ยังไงก็มีเลือด แต่นี่ไม่มี และที่สำคัญ...”
       ภาพจำช่วงที่สุรินทร์สบตากับงูแล้วเห็นเป็นตาคนแว้บๆ ขณะที่สุรินทร์บอกต่อ
       “ตาที่มันมองผม มันเหมือนตาของคน”
       สองคนตกใจ “ตาคน”
       “อาจจะเป็นไปได้ ที่นี่ ขึ้นชื่อเรื่องไสย์ดำ อาจจะมีใครสักคน ต้องการลองของ” อำนาจบอก
       สุบรรณโพล่งออกมาด้วยความเป็นห่วง “เจ้าอุรคา ฉันเป็นห่วงเจ้าอุรคา เจ้าอุรคาอยู่ที่ไหน”
       ไม่มีใครตอบคำถามสุบรรณได้
      
       เจ้าอุรคาที่สุบรรณแสนเป็นห่วงเดินเซซัง ด้วยอาการบาดเจ็บ เข้ามาในห้องลับใต้ดินในเฮือนภูจำปา ตรงไปยังแท่นบูชาของตัวเอง ก่อนขึ้นไปนั่ง ร่ายมนต์ ก่อนที่จะเอามือเอื้อมไปลูบบริเวณบาดแผลฉกรรจ์ทางด้านหลัง
      
       เพียงแค่นั้นบาดแผลก็ค่อยๆ เลือนหายไป แต่สีหน้าเจ้าอุรคายังมีทีท่าอิดโรย
ตอนที่ 4
      
       แม้จะดึกมากแล้ว แต่นาถสุดายังไม่เข้านอน ออกมาเดินเล่นทอดอารมณ์อยู่ในสวนหน้าบ้าน มองไปยังต้นพญานาคราช พร้อมกับพึมพำกับตัวเอง
      
       “เราก็เห็นต้นพญานาคราชตั้งแต่เด็ก แต่ไม่มีครั้งไหนที่เราจะตาฝาดเห็นต้นไม้กลายเป็นงูเหมือนบ้านเจ้าอุรคา”
       นาถสุดานึกถึงเหตุการณ์ตอนไปบ้านเจ้าอุรคา และเห็นรูปแกะสลักเป็นพญานาค และถูกหาว่าตาฝาดเห็นต้นพญานาคราชเป็นงู
       กระทั่งเหตุการณ์บนโรงพักคนร้ายหายไป มีแต่รอยเลื้อยของงู
       นาถสุดาครุ่นคิด พึมพำอีก “ทำไม..ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเจ้าอุรคาถึงมีแต่งู พญานาค อสรพิษ”
       ระหว่างนั้นพันเอกนรินทร์เดินเข้ามาหา
       “ดึกแล้ว ยังไม่นอนอีกหรือนาถ”
       “นอนไม่หลับน่ะค่ะ”
       “คิดเรื่องเจ้าอุรคาอยู่หรือ”
       นาถสุดาทึ่ง อึ้ง “พ่อรู้”
       “สายตานาถบอกพ่อตั้งนานแล้ว ว่านาถสนใจตัวเจ้าอุรคา”
       “ค่ะ นาถว่าเจ้าอุรคาเป็นคนแปลกๆ ทุกอย่างที่อยู่รอบๆตัวเธอก็แปลก ทั้งบ้านช่อง ข้าวของ บริวาร”
       “นาถกลัวเธอหรือลูก” ผู้พันถามบุตรสาวตรงๆ
       นาถสุดาอมยิ้มขณะตอบผู้เป็นบิดา “นาถไม่ได้กลัวไม่ได้เกลียดเธอหรอกค่ะ และที่นาถรู้สึกไม่สบายใจเลยก็คือ...เจ้าอุรคามักจะมากับเรื่องร้ายๆ เสมอค่ะ”
       พันเอกนรินทร์ไม่ได้แสดงท่าทีว่าแปลกใจ ดวงตาคู่นั้นบ่งบอกให้รู้ว่า สิ่งที่นาถสุดารู้สึกไม่เกินจริงแม้แต่น้อย
      
       ที่วังนาเคนทร์ค่ำคืนนั้น ภุชคินทร์เดินทอดอารมณ์ด้วยท่าทางเหม่อลอย ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความมีเสน่ห์ของเจ้าอุรคายังซึมอยู่ในความรู้สึกอยู่ทุกอณู
       ภาพจำตอนเจ้าอุรคาจุมพิตตนผุดขึ้นมาแว้บๆ ภุชคินทร์ส่ายหน้าพยายามสะบัดความคิดออก
       “จะคิดถึงทำไม ผู้หญิงดีๆ ไม่มีใครเค้าทำตัวอย่างนี้หรอก เราไม่ควรเจอเธออีก ภุชคินทร์นายจะต้องไม่เจอเจ้าอุรคาอีก”
       ภุชคินทร์บอกย้ำตัวเองเสียงเข้ม ตั้งใจแน่วแน่
      
       ในระหว่างรับประทานอาหารเช้า หม่อมภาณีหันมาบอกภุชคินทร์
       “ชาย..เรื่องที่แม่ให้ตามไปถึงไหนแล้วลูก”
       “เรื่องอะไรครับคุณแม่?”
       “อะไรกัน ไม่กี่วันก็ลืมซะแล้ว ก็..เรื่องที่แม่ให้เชิญเจ้าอุรคามาทานข้าวที่วังของเราไง เจ้าให้คำตอบหรือยังลูก”
       ภุชคินทร์อึกอัก “เอ่อ...”
       “ลืมล่ะสิ ตามให้แม่หน่อยนะลูก แม่อยากคุยกับเจ้ามาก ม่ว่าเจ้าน่าสนใจ มีเสน่ห์ลึกลับ แล้วก็น่าค้นหา” หม่อมว่า
       “เครื่องประดับประจำตระกูลของเจ้าก็น่าสนใจค่ะ อย่างที่คุณแม่บอก มันเหมือนมีชีวิตอยู่ในนั้น” นารีวรรณเสริม
       “จะเป็นไปได้ยังไง? เหลวไหล” ภุชคินทร์ตำหนิน้องสาว
       “ชายไม่ใช่เจ้าของ ชายจะรู้ได้ยังไง เพราะยังงี้ไงแม่ถึงยิ่งอยากคุยกับเจ้า แม่อยากรู้คำตอบ ดีกว่าจะต้องมานั่งเถียงกัน ชายเชิญเจ้ามาให้แม่หน่อยนะลูก วันเวลาแล้วแต่เจ้าสะดวกเลยจ้ะ”
       หม่อมแม่ของร้องขนาดนี้ ภุชคินทร์ถอนหายใจเฮือก เลี่ยงไม่ได้
       ช่วงตอนกลางวัน ภุคชินทร์ขับรถมาจอดที่หน้าเฮือนภูจำปา มองเรือนหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านตรงหน้าก่อนถอนหายใจพลางพึมพำ
       “นึกว่าจะหาไม่เจออีกแล้ว”
       ภุชคินทร์เดินตรงไปยังประตูรั้ว แต่ต้องสะดุ้งเมื่อชรายุเดิน เหมือนพรวดพราดออกมาตามเคย
       “เจ้าไม่อยู่”
       ภุชคินทร์ถามอย่างสุภาพ “เจ้าไปไหนครับ”
       “ไปวัด”
       ภุชคินทร์ทำหน้าทึ่ง พูดรำพึงกับตัวเองเบาๆ “เจ้าอุรคาน่ะหรือไปวัด” แล้วบอกกับชรายุ “ผมจะรอ”
       “ไม่ต้องรอ วันนี้วันพระ เจ้าไม่รับแขก”
       พูดมะนาวไม่มีน้ำแค่นั้น ชรายุก็เดินเข้าไปปิดประตูใส่ไม่รับแขก ปล่อยให้ภุชคินทร์ยืนงงคาที่
      
       “วันพระ ไม่รับแขก อะไรของเค้าเนี่ย”



       ที่แท้เจ้าอุรคารักษาตัวอยู่ในห้องลับใต้ดิน เสียงสวดมนต์ไร้ซึ่งภาษาดังก้องไปทั่วบริเวณ งูตัวใหญ่ตัวหนึ่งนอนขดตัวอยู่บนแท่นหิน ที่ประดับด้วยดอกไม้หอมมากมายและต้นพญานาคราช
      
       งูตัวนั้นมันนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ตั้งแต่แสงแรกของตะวันส่องสว่าง กระทั่งจะวันตกดิน จวบจนเห็นพระจันทร์ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า
       แสงจันทร์ส่องกระทบเข้ากับผิวหนังดำมะเมื่อม จนเวลาบอกเที่ยงคืนที่จะเข้าสู่วันใหม่ พอพ้นวันพระ ร่างของงูใหญ่ตัวนั้นก็ค่อยๆ ขยับ เคลื่อนกายออก เห็นบริเวณหาง ค่อยๆ กลายเป็นเท้าคน ไล่สูงขึ้นมา จนเห็นเป็นรูปร่างของมนุษย์ผู้หญิงชัดเจน ก่อนที่ร่างนั้นจะหันมากลายเป็นเจ้าอุรคาผู้สง่างาม
      
       ภายในร้านขายของเก่าตอนกลางคืน นาถสุดาเพิ่งต้อนรับลูกค้าคนสุดท้ายของวัน ด้วยใบหน้าเหน็ดเหนื่อยแต่ยังคงมีแรงยิ้ม
       “ขอบคุณมากค่ะ วันหลังแวะมาใหม่นะคะ ของในร้าน มาใหม่แทบทุกอาทิตย์ค่ะ
       ลูกค้าลากลับออกไป นาถสุดาเดินมายังโต๊ะจะปิดบัญชี แต่ตามองเห็นไม้แกะสลักรูปพญานาค
       นาถสุดาหยิบขึ้นมาดูมองพินิจพิเคราะห์ เหมือนที่บ้านเจ้าอุรคาเลย คุณยายอติศรีเอามาจากไหนกัน?
      
       คุณยายอติศรีจิบน้ำชาอยู่ในบ้านด้วยรอยยิ้มละไมก่อนบอก
       “ผู้หญิงคนหนึ่งเค้าให้ยายมา”
       ไพศิษฐ์ฉงน “ผู้หญิง ผู้หญิงที่ไหนครับคุณยาย”
       ยายอติศรีทำท่านึก “ไม่รู้ แต่ยายเจอเค้าที่หน้าบ้านของหนูนาถนั่นแหละ”
       นาถสุดาเหวอไปเลย “บ้านนาถ”
       “ก็วันโกนที่ยายเอาผลไม้ไปให้คุณพ่อของนาถไง”
       นาถนึกถึงเหตุการณ์ที่พ่อบอกว่าอติศรีเอาผลไม้มาให้
      
       อติศรีจะเดินออกมาเรียกแท็กซี่หน้าบ้าน เล่าเรื่องต่อ
       “วันนั้น ระหว่างที่ยายรอรถจะกลับบ้าน ยายเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ เธอสวยและงามสง่าจนยายสะดุดตา เธอบอกว่าเข้าบ้านไม่ได้ ยายก็ลืมถามไปว่าทำไมเข้าบ้านไม่ได้ เห็นท่าทางเธอน่าสงสาร ยายเลยให้เงินเธอไป”
       นั่นเป็นภาพจำตอนยายอติศรีเจอเจ้าอุรคาที่แต่งตัวแบบคนธรรมดา แต่ดวงหน้ายังคงสวยสง่ามาก
       ยายอติศรีให้เงิน เจ้าอุรคายกมือไหว้อ่อนหวาน
       “เธอบอกไม่มีของตอบแทนน้ำใจยาย นอกจากไม้แกะสลักรูปพญานาคที่ติดตัวเธอมา”
       เจ้าอุรคาหยิบไม้แกะสลัก ออกมาให้อติศรีรับมาอย่างงงๆ
      
       ไพศิษฐ์และนาถสุดา จ้องคุณยายอติศรีตาไม่กะพริบ นาถสุดาถามเร็วปรื๋อ
       “แล้วผู้หญิงคนนั้นเธอไปทางไหน? คุณยายได้มองตามไปมั้ยคะ”
       “ไม่ได้มองตามไปเลยลูก ยายมัวแต่มองของที่เธอให้ มันสวยมาก เหมือนมีชีวิต พอยายเงยหน้ามาอีกที เธอก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้”
       ไพศิษฐ์ออกความเห็น “อาจจะเป็นพวกมิจาฉาชีพก็ได้มั้งนาถ ได้เงินแล้วก็ไป”
       “ไม่น่าจะใช่นะลูก เพราะยายเป็นคนให้เงินเธอเอง โดยที่เธอไม่ได้ร้องขอ และที่สำคัญ ไม้แกะสลักรูปพญานาคที่เธอให้ยายมันดูมีค่ามาก ที่สำคัญมันเหมือนไม่ใช่ไม้แกะสลักธรรมดา เพราะมันดูเหมือนมีชีวิตมาก”
       นาถสุดานั่งฟังใจเต้นระรัว
      
       ไม่นานต่อมานาถสุดาจอดรถดังเอี๊ยด....แล้วรีบวิ่งตื๋อเข้าไปที่ร้าน มะลิวิ่งเข้ามาหา
       “คุณนาถคะ มีลูกค้าสนใจจะขอดูโต๊ะเครื่องแป้งค่ะ”
       “มะลิ รับรองเค้าไปก่อนนะ ฉันมีธุระ”
       มะลิมองอย่างแปลกใจที่เห็นนาถสุดาไม่สนใจลูกค้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่นาถสุดาเดินไปหยิบไม้แกะสลักรูปพญานาคขึ้นมามองอย่างสนใจ เห็นดวงตาของพญานาคตัวนั้นไหวระริก นาถสุดาขยี้ตาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
      
       เวลาเดียวกันนั้นเจ้าอุรคาอยู่ในเฮือนภูจำปา กำลังยืนยิ้มอย่างพึงพอใจ ขณะที่ยมนาปรากฏกายขึ้นพูดต่อว่า
       “เจ้าทำไม่ถูก ที่ใช้อติศรีเป็นเครื่องมือ”
       “ก็เราเข้าบ้านผู้หญิงคนนั้นไม่ได้”
       “แล้วเจ้าจะไปยุ่งกับเขาทำไม ในเมื่อเจ้ากับเขาอยู่กันคนละภพ คนละชาติกัน”
       เจ้าอุรคาหน้าเศร้าลง “เราอยากให้เธอช่วย ท่านก็รู้ ท่านภุชเคนทร์ไม่รับรู้ในสิ่งที่เราพยายามสื่อ ท่านภุชเคนทร์ไม่รับรู้ในสิ่งที่เราทุกข์ทรมาน”
       “แต่ผู้หญิงคนนั้น ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวพันกับเจ้า กับภุชเคนทร์”
       เจ้าอุรคาน้ำตาหยด “ใช่! นาถสุดาไม่ได้มีอะไรเกี่ยวพันกับเรา กับท่านภุชเคนทร์ แต่เธอเป็นคนดี เธอช่วยเราได้ เพราะหัวใจรักของเธอ มีรักที่แท้จริง”
       ไเจ้าเห็นแก่ตัว เพราะการกระทำของเจ้าจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นชะตาขาด” ยมนาตำหนิ
       “ไม่หรอกยมนา...ทันทีที่ท่านภุชเคนทร์ระลึกถึงเราได้ เราจะปล่อยให้นาถสุดาเป็นอิสระ”
       “แต่กว่าจะถึงวันนั้น มันอาจจะสายเกินไป” ยมนาเตือนสติ
      
       เจ้าอุรคานิ่ง ความรักท่วมท้นล้นอกจนกลายเป็นเห็นแก่ตัว



       นาถสุดายังคงคงถือไม้แกะสลักดูอย่างสนใจ มะลิถือไม้ขนไก่ปัดกวาดข้าวของอยู่สงสัยจึงเอ่ยถาม
      
       “มีอะไรหรือคะ มะลิเห็นคุณนาถมองไม้แกะสลักชิ้นนี้ตั้งหลายวันแล้ว”
       นาถสุดาถามกลับ “มะลิ...มะลิว่า ไม้แกะสลักชิ้นนี้เหมือนมีชีวิตมั้ย”
       มะลิทำท่าสยอง “อี๋!!มีผีหรือคะ ไม่เอาค่ะคุณนาถ ไม่คุยถึงเรื่องผี แค่วันๆ ต้องอยู่กับของเก่าอย่างนี้ มะลิก็กลัวจะแย่อยู่แล้ว มะลิไปทำงานต่อดีกว่าค่ะ”
       “ขวัญอ่อนซะจริง กลัวอะไร”
       นาถสุดายิ้มขำ แต่พอหันหน้ามา ก็ต้องสะดุ้งเฮือกที่เห็นเจ้าอุรคายืนอยู่
       นาถสุดาตกใจมาก “เจ้าอุรคา! มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
       “เมื่อคุณเห็น”
       นาถสุดาค้อนขวับ เจ้าอุรคาเล่นลิ้นตลอด เจ้าอุรคายิ้มไม่ถือสา
       “ก็หรือไม่จริง ถ้าไม่เห็น คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าฉันมา”
       “เจ้าต้องการอะไรคะ”
       เจ้าอุรคาพูดยอกย้อนอีก “มาร้านขายของเก่าก็ต้องมาหาของเก่า”
       นาถสุดาค้อนขวับ ชักสีหน้ารำคาญ ถามเสียงห้วน “ก็แล้วอะไรล่ะคะ”
       “ไม้แกะสลักรูปพญานาค”
       นาถสุดาเบิกตาโพลง อะไรจะเหมาะเจาะถึงเพียงนั้น เจ้าอุรคาว่าต่อ
       “คุณก็เห็นนี่ ที่บ้านฉัน มีไม้แกะสลักรูปพญานาคอยู่ชิ้นหนึ่ง แต่ถ้าฉันได้อีกชิ้น มันก็จะได้อยู่คู่กัน”
       นาถสุดาแกล้งเอาไม้แกะสลักซ่อนด้านหลังอย่างหมั่นไส้ “ขอโทษค่ะฉันไม่มี”
       เจ้าอุรคายิ้ม พูดสัพยอกอย่างอารมณ์ดี “ถึงวันนี้ไม่ใช่วันพระ แต่ถ้าคุณโกหก ก็บาปค่ะ”
       นาถสุดาหน้างอ หยิบไม้แกะสลักรูปพญานาคยื่นออกมา
       “มีอยู่ชิ้นนี้ชิ้นเดียวค่ะ”
       เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้มพอใจ “ถึงคุณจะมีหลายชิ้น แต่ฉันก็ชอบชิ้นนี้ชิ้นเดียวค่ะ ขอฉันดูหน่อยสิคะ”
       นาถสุดายื่นไม้แกะสลักรูปพญานาคให้กับเจ้าอุรคา เจ้าอุรคายื่นมือออกมา แต่มือเรียวงามนั้นไม่ได้จับแค่ไม้แกะสลัก แต่เลยมาจับถึงข้อมือของนาถสุดาด้วย
       ทันทีที่มือของเจ้าอุรคาสัมผัส นาถสุดาก็รู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างเคลื่อนเข้ามาสู่ตัวเธอ เลือดในกายของนาถสุดาเย็นเฉียบ รู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน จะมีเพียงแต่ดวงตาคู่งามที่ทอดยิ้มมาให้อย่างเป็นมิตร และหลังนั้นนาถสุดาก็หมดสติลงไปทันที
      
       ด้านไพศิษฐ์ขับรถมาตามทาง มีภุชคินทร์นั่งอยู่ด้วย ไพศิษฐ์กดมือถือพลางบ่น
       “เครียดเรื่องงานไม่พอ นาถยังไม่รับโทรศัพท์อีกงอนอะไรอีกล่ะเนี่ย”
       “คุณนาถคงกำลังยุ่งกับงานอยู่ ก็เหมือนนายน่ะแหละ ทำงานทีไร ลืมสิ่งรอบตัวทุกที”
       ไพศิษฐ์เถียง “ไม่ลืมได้ยังไง? นายก็รู้ จนป่านนี้ ฉันยังตามจับตัวคนที่ฆ่าเสี่ยปิงไม่ได้เลย ไหนจะคดีปาระเบิดใส่รถท่านสุบรรณอีก จะบ้า! จู่ๆ คนร้ายหายไปได้ยังไง”
       “ก็นายบอกว่าอาจจะเป็นคนของกลุ่มนินจัตสุ”
       “สายสืบของฉัน ยังสรุปไม่ได้เลยว่ะ คงต้องรอไปก่อน จนกว่าหลักฐานทุกอย่างจะครบ มัดตัวคนร้ายได้ และหนึ่งในนั้น ฉันเชื่อว่าต้องมีชื่อเจ้าอุรคาอยู่ด้วยแน่ๆ”
       ภุชคินทร์หน้าเจื่อน เหมือนไม่อยากได้ยินชื่อนั้น สายตาสองหนุ่มมองไปที่ด้านหน้าเห็นไทยมุงมุงดูอะไรกันอยู่ รถหวอมูลนิธิ รถตำรวจ ออกันอยู่เต็ม
       “มีเรื่องแน่เลยวะ จอดดูหน่อยนะเพื่อน”
       ภุชคินทร์พยักหน้า “ฮื่อ”
       ไพศิษฐ์จอดรถเข้าที่ข้างทางทันที
      
       ครู่ต่อมา ไพศิษฐ์กับภุชคินทร์แหวกคนเข้าไปที่ข้างทาง แล้วก็เห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ในสภาพกระจกด้านคนขับแตกละเอียด และชายคนหนึ่งถูกยิงเลือดท่วมตัวอยู่ เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ และฝ่ายเก็บหลักฐาน ช่วยกันทำงานตามหน้าที่แข็งขัน ภุชคินทร์มองหน้าชายผู้นั้นก่อนหันมาถามไพศิษฐ์
       “คุณหมอรุ่งโรจน์ เพื่อนของท่านสุบรรณใช่มั้ย”
       “ใช่! เจอหนักอีกแล้วฉันงานนี้”
       ไพศิษฐ์ว่าพลางทำหน้าเครียด ก่อนเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับตำรวจ ภุชคินทร์ยืนอยู่ด้านนอก มองการทำงานอย่างสลด แต่แล้วต้องชะงักเมื่อเห็นยมนาเดินมา
       ภุชคินทร์จำได้แม่นว่าเคยเห็นยมนามากับเจ้าอุรคาในงานเลี้ยงรับรองแขกต่างประเทศของสุบรรณ
       ภุชคินทร์เขม้นตามองยมนาที่เดินไปยังศพของหมอรุ่งโรจน์ ขณะที่ไพศิษฐ์เดินมาถาม
       “จ้องอะไรวะชาย ตาจะถลนอยู่แล้ว”
       “ฉันเห็นผู้ชายคนนั้น เดินไปที่ศพของหมอรุ่งโรจน์”
       ไพศิษฐ์มองตามภุชคินทร์ แต่ไม่เห็นใคร หันมาถาม
       “คนไหน”
       “คนที่เคยมากับเจ้าอุรคา” ภุชคินทร์บอก
      
       ได้ยินชื่อเจ้าอุรคา ไพศิษฐ์หูผึ่งขึ้นมาทันที
       นาฬิกาที่ข้อมือนาถสุดาบอกใกล้เวลาเที่ยงคืนแล้ว นาถสุดาซึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้เอนยาวพักผ่อนในร้านด้วยท่าทางปกติ ร่างผอมบางคุดคู้เหมือนนอนกอดอะไรอยู่ จนเมื่อเข้าไปใกล้ๆ จึงเห็นว่าในมือของเธอถือไม้แกะสลักพญานาคอยู่
      
       เสียงนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน นาถสุดาถึงสะดุ้งขึ้นมา แล้วก็ยิ่งตกใจหนักเมื่อเห็นตัวเองนอนอยู่ตรงนั้น
       “เรามานอนอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้ว...” มองไม้แกะสลักพญานาคในมือแล้วอึ้ง หยุดแค่นั้นงงมากๆ “ก็ตอนนั้นเราคุยอยู่กับเจ้าอุรคา
       นาถสุดากวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางความมืด ยิ่งเห็นว่าร้านขายของเก่าเป็นเงาดูน่ากลัว กอปรกับเหมือนมีเสียงฝีเท้าดังแกรกๆ เป็นจังหวะช้าๆ นาถสุดาสะดุ้งอีก หันขวับไปมองทันที ถามออกไปเสียงสั่น ทั้งที่คุมตัวเองอยู่
       “ใคร?”
       เงียบไม่มีเสียงตอบ นาถสุดาลุกพรวดเดินไปอย่างรวดเร็ว แต่แล้วต้องร้องกรี๊ดเมื่อมะลิเดินพรวดมา
       “ว้าย”
       “คุณนาถคะ... มะลิเองค่ะ” สาวใช้รีบบอก
       นาถสุดาหันมามองใจหายใจคว่ำ “แล้วทำไมมาไม่ให้สุ้มให้เสียง ไฟเฟยก็ไม่เปิด”
       “ก็มะลิเห็นว่าคุณนาถหลับอยู่น่ะค่ะ”
       นาถสุดาถามรัวเร็ว “แล้วฉันมานอนที่นี่ได้ยังไง? แล้วเจ้า...เจ้าอุรคาล่ะ”
       มะลิทำหน้างง ย้อนถาม “ใครคะเจ้าอุรคา?...มะลิก็เห็นคุณนาถนอนอยู่ที่นี่ตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว”
       นาถสุดายืนอึ้ง แทบไม่ได้ฟังมะลิพูดต่อว่าอะไร
       “เอ่อ...เห็นว่าคุณนาถนอนอยู่ มะลิเลยยังไม่กลับ อยู่เป็นเพื่อนคุณนาถก่อนน่ะค่ะ”
       นาถสุดาตั้งสติ เสียงพูดอ่อนลง “ถ้าอย่างนั้นมะลิกลับเถอะ ฉันก็จะกลับเหมือนกัน” วางไม้แกะสลักลง คว้ากระเป๋าหยิบเงินให้ “อ่ะ ค่าแท็กซี่”
       “ขอบคุณค่ะ”
       มะลิยกมือไหว้ รับเงินแล้วเดินออกไป นาถสุดาหยิบไม้แกะสลักขึ้นมามองถามตัวเองงงๆ
       “ก็จำได้ ตอนนั้นเรายื่นไม้แกะสลักให้เจ้าอุรคา แล้วเจ้าอุรคาไปไหน”
       นาถสุดาพึมพำถามตัวเอง น้ำเสียงสงสัยไม่คลาย
      
       เจ้าอุรคาในร่างงูตัวใหญ่นอนอยู่บนแท่นในห้องลับที่เฮือนภูจำปา ค่อยๆ เลื้อยลงมาตรงพื้น ผ่านร่างของชรายุที่ยืนนิ่งท่าทางนอบน้อม แล้วเลื้อยเรื่อยๆ ออกไปด้านนอก
       ที่แท้งูใหญ่เลื้อยมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของพันเอกนรินทร์ ก่อนที่จะกลายร่างเป็นเจ้าอุรคา ในขณะที่ห้องพระด้านในบ้าน นรินทร์นั่งสมาธิอยู่ ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองด้วยสีหน้าสงบ ไม่ได้มีท่าทีตกใจแต่อย่างใด จากนั้นจึงลุกเดินออกมาด้วยท่าทางนิ่งๆ ไม่มีท่าทีเกรงกลัวแต่อย่างใด
      
       ร่างของเจ้าอุรคากลายเป็นนางพญาผู้งดงามและสง่ายืนหันหลังอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน ครั้นพอผู้พันนรินทร์เดินออกมา เจ้าอุรคาจึงหันมา นรินทร์พูดทักทายด้วยเสียงอ่อนโยน
       “ในเมื่อท่านไม่ได้ไม่ได้มีจิตคิดร้าย ต่อลูกสาวผม และยังปรารถนาจะใช้เป็นสื่อในการสร้างกุศลผมก็จะไม่ขัด เพราะถึงวาระที่ท่านและนาถสุดาจะได้สร้างบุญร่วมกัน ผมขออนุโมทนา”
       เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้มอ่อนโยนท่วงทีงามสง่า “ยินดีด้วยกับการปฏิบัติ ที่ทำให้จิตท่านละเอียด และทำให้ท่านสัมผัสได้กับมิติพิเศษ บุญท่านจะสูงกว่านี้ ขอจงสร้างความเพียรต่อไป”
       ผู้แปลกหน้าทั้งสองคนยิ้มทอดไมตรีให้กัน
       ระหว่างนั้นยามของหมู่บ้านขี่จักรยานมาตรวจตามปกติ ร้องทักผู้พันนอกราชการอย่างคุ้นเคย
       “ดึกแล้ว ทำไมมายืนคนเดียวล่ะผู้พัน รอคุณนาถหรือครับ”
       นรินทร์ได้แต่ยิ้ม ไม่ยอมตอบ ยามขี่จักรยานต่อไป ไม่มีวี่แววที่ยามจะเห็นเจ้าอุรคาแต่อย่างใด
      
       เช้าวันต่อมาที่วังนาเคนทร์ ภุชคินทร์นั่งอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์ พลางคุยโทรศัพท์กับไพศิษฐ์ที่บังอยู่บ้าน และโทร.มาระบายเรื่องคดีความที่เกิดขึ้นถี่ๆ ระหว่างนี้
       “ฉันล่ะโคตรกลุ้มใจเลยว่ะชาย ไม่มีเบาะแสอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคดีเสี่ยปิง หมอรุ่งโรจน์แล้วก็คนร้ายที่หนีไปจากห้องขัง ตั้งแต่ทำคดีมา ไม่เคยมีงานไหนทำให้ฉันปวดหัว เท่ากับงานนี้จริงๆ”
       ภุชคินทร์ถามลุ้นๆ เหมือนอยากไปด้วย “แล้วนายจะไปตามหาคนหายที่บ้านเจ้าอุรคาอีกหรือเปล่า”
       “ตามได้ยังไง ก็เจ้าเค้ายืนยันแล้ว ว่าไม่ใช่คนของเค้า ส่วนอีกสองคดี ก็ยังมืดแปดด้าน”
       ภุชคินทร์รู้สึกผิดหวังหน่อยๆ ที่ไพศิษฐ์ไม่ไป “ก็นายบอกเองว่า เจ้าอุรคาอาจจะเป็นกลุ่มนินจัตสุเธออาจพัวพันกับทุกคดีก็ได้”
       ไพศิษฐ์พูดเบาๆ “กลุ่มนินจัตสุ สายลับ จารสตรี? เออ..แค่นี้ก่อนนะชาย ฉันมีงานต้องทำ”
       ไพศิษฐ์วางสาย สายตาเหมือนคิดอะไรอยู่ ก่อนที่จะคว้ากุญแจรถเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
      
       ด้านภุชคินทร์มองมือถืองงๆ ไม่เข้าใจไพศิษฐ์
       นาถสุดาขับรถเข้ามาในวังนาเคนทร์แล้ว ในขณะที่ภุชคินทร์กำลังจะปิดคอมพิวเตอร์ แต่มือเกิดไปคลิกเข้ากับหน้าหนึ่งในคอมพิวเตอร์ ซึ่งหน้าจอขึ้นเป็นภาพรอยเท้าพญานาคอย่างที่ภุชคินทร์เคยเห็น
        
       ภาพต่อมาเป็นเครื่องประดับทั้งสามแบบของเจ้าอุรคา มรกต ครุฑธิการ และนาคสวาท ราชนิกูลหนุ่มเขม้นตามองอย่างสนใจ ครั้นพอกวาดสายตามอง แล้วก็เห็นตัวหนังสือขึ้นกำกับว่า ตำนานนาคีเทวี ภุชคินทร์อ่านอย่างสนใจ ส่วนที่หน้าห้อง นารีวรรณเดินมาเคาะประตูพอดี
       “พี่ชายคะ พี่ชาย”
       ภุชคินทร์สะดุ้งหันไปถาม “ว่าไงหนูนา”
       “คุณนาถสุดามาหาค่ะ”
       ภุชคินทร์พึมพำอย่างแปลกใจ “คุณนาถมา” ตะโกนออกไปบอกกับนารีวรรณ “เดี๋ยวพี่ลงไปจ้ะ”
       “ค่ะ”
       นารีวรรณ หรือ หนูนาเดินกลับลงไป ขณะที่ภุชคินทร์หันมามองตำนานนาคีเทวีอย่างสนใจ ก่อนปิดคอมพิวเตอร์ท่าทางเสียดาย เพราะไม่ได้เซฟเก็บเอาไว้
      
       ไม่นานหลังจากนั้น นาถสุดาบอกกับภุชคินทร์ด้วยท่าทางตื่นเต้น เหมือนไม่เคยมาก่อน
       “นาถอยากชวนคุณชายไปหาเจ้าอุรคาค่ะ”
       ภุชคินทร์แปลกใจมาก “อะไรนะครับ คุณนาถชวนผมไปหาเจ้าอุรคา”
       “ค่ะ พอดีนาถมีเรื่องจะคุยกับเจ้าอุรคา ตอนแรกว่าจะชวนคุณศิษฐ์ แต่คิดไปคิดมา คุณศิษฐ์ไม่ค่อยชอบเจ้าอุรคาเท่าไหร่ นาถเลยชวนคุณชายแทน อย่างน้อย...คุณชายก็พอจะคุ้นเคยกับเจ้าอุรคาอยู่บ้าง”
       ภุชคินทร์รีบออกตัวเหมือนสันหลังหวะ “เปล่านะครับ ผมไม่ได้คุ้นเคยอะไรกับเจ้าเลย”
       “อ้าว! ก็วันนั้น นาถเห็นคุณชายไปหาเจ้าถึงที่บ้าน”
       ภุชคินทร์อึกอัก รู้สึกอายไปในบัดดล เพราะวันนั้นที่ว่า เขาจุมพิตเจ้าอุรคา รีบบอกนาถสุดา
       “ไปคุยธุระน่ะครับ”
       “งั้นวันนี้ก็ไปเป็นเพื่อนนาถคุยธุระอีกสิคะ จะได้เจอเจ้าอุรคาด้วย” นาถสุดาพูดเหมือนเกรงใจที่ต้องรบกวน “นาถเองก็ยังไม่เคยไปหาเธอที่บ้านตามลำพังเหมือนกัน” รีบเปลี่ยนท่าทีเป็นพูดอ้อน “ไปด้วยกันนะคะ”
       ภุชคินทร์อยากไป แต่อายเรื่องเมื่อวันก่อน “เอ่อ...วันนี้คงไม่ได้น่ะ....พอดีมีงานด่วนต้องทำ”
       “ว้า..เสียดายจัง ไม่เป็นไรค่ะ นาถไปคนเดียวก็ได้ งั้นนาถกลับก่อนนะคะ”
       นาถสุดายิ้มให้แล้วเดินออกไป ลับร่างนาถสุดาภุชคินทร์พึมพำกับตัวเอง
       “จะอายเจ้าอุรคาทำไมวะภุชคินทร์ นายไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย”
       ภุชคินทร์เดินเสียดายไปมา ก่อนนึกได้
       “ตำนานนาคีเทวี”
      
       คิดได้อย่างนั้นภุชคินทร์ก็สาวเท้ากลับขึ้นไปบนห้องทันที
      
       ภุชคินทร์เปิดประตูห้องเดินลิ่วตรงไปยังโต๊ะทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็ว ทันทีที่เครื่องพร้อมทำงาน ภุชคินทร์ก็กดเซิร์ชหา ตำนานนาคีเทวี แต่ไม่เห็นข้อมูลหน้านั้นแต่อย่างใด
       “ตำนานนาคีเทวี หายไปไหน”
       ภุชคินทร์กดเข้ากูเกิ้ล กดแทบทุกคำ ตำนานนาคีเทวี, นาคีเทวี, นาค, ตำนาน แต่ก็ไม่มีแต่อย่างใด
       “ไม่มีตำนาน นาคีเทวี เป็นไปได้อย่างไร”
       ภุชคินทร์ถามตัวเองด้วยความงุนงงยิ่ง ก่อนทำท่าหัวเสียเมื่อนึกได้
       “ตะกี้ก็ไม่ได้เซฟไว้ซะด้วย ภุชคินทร์เอ๊ย”
      
       ที่เฮือนภูจำปา แม้จะเป็นตอนเช้า แต่บรรยากาศรอบๆ บริเวณกลับดูอึมครึมน่ากลัว ไพศิษฐ์ขับ
       รถมาจอดด้านหน้า กวาดสายตามอง พึมพำ
       “จะกลางคืนหรือกลางวัน ก็เหมือนปราสาทผีดิบอยู่ดี”
       ไพศิษฐ์เดินลงไปจะตรงไปกดกริ่ง แต่ประตูกลับเปิดออก ไพศิษฐ์ผงะ ก่อนทำหน้าหัวเสีย ไรวะเป็นอย่างนี้อีกแล้ว และชรายุก็ก้าวออกมา บอกเสียงเย็น
       “เจ้าอุรคารออยู่ด้านใน”
       ไพศิษฐ์ทำหน้าทึ่งๆ อะไรรู้อีกแล้วเหรอ? ชรายุมองไพศิษฐ์ บอกเสียงเย็นมากกว่าเดิม
       “คุณคงไม่ได้มาหาฉันหรอกกระมัง”
       ชรายุพูดแค่นั้นก็เดินนำเข้าไป คราวนี้ไพศิษฐ์ยิ้มขำ
       “มันก็จริง เฮ้อ! จะนายหรือบ่าว แปลกประหลาดเหมือนกัน”
       ไพศิษฐ์เดินตามชรายุเข้าไป พร้อมกับกวาดสายตามองดูรอบๆ แต่พอหันมาอีกที ชรายุก็หายไปอีกแล้ว
      
       ครู่ต่อมาไพศิษฐ์เดินเข้าไปในตัวเรือน เห็นของประดับตกแต่ง เป็นรูปสลักมากมาย แลดูเข้มขลัง แต่ที่สะดุดตาคือรูปสลักพญานาคขนาดใหญ่ ขดอยู่บนฐานสูงมุมสุดในห้อง ไพศิษฐ์แทบสะดุ้ง เมื่อเห็นดวงตาของนาคตัวนั้นแดงโปน เหมือนเฝ้ามองเขาตลอดเวลา ขณะที่ด้านหลังนาคตัวนั้นมีเจ้าอุรคาเคลื่อนกายเข้ามา
       “สนใจนาคินีมากหรือคะ”
       ไพศิษฐ์หันกลับไป ก็เห็นเจ้าอุรคายืนอยู่ เธอมาแบบเงียบๆ เหมือนหายตัวมา
       “ก็แปลกดีครับ...ขอโทษที่มารบกวนเจ้า”
       “คุณมาตามหน้าที่ ดิฉันเต็มใจต้อนรับ”
       ปากบอกว่าต้อนรับแต่สุ้มเสียงเจ้าอุรคาเย็นยะเยือกจนไพศิษฐ์นึกเกรง จนต้องออกตัว
       “วันนี้วันหยุด ท่านสุบรรณพักผ่อนอยู่กับบ้าน ผมเลยถือโอกาสมาเยี่ยมเจ้า”
       “คุณยังค้างคาใจเรื่องคนร้ายที่หายไปหรือคะ? ดิฉันบอกแล้วไงว่าไม่รู้จัก”
       “เจ้าบอกผมแล้วครับ แต่ที่ผมมา เพราะอยากให้เจ้ารู้ว่า ตอนนี้ท่านสุบรรณกำลังถูกปองร้าย”
       เจ้าอุรคาเน้นคำขณะย้อนถาม “ผู้กองคิดว่าจะมีคนเก่งกล้าสามารถพอที่จะปองร้ายท่านสุบรรณได้หรือคะ”
       “ก็คนร้ายที่ตั้งใจขว้างระเบิดใส่รถของท่านไงล่ะครับ” ไพศิษฐ์มองจับสังเกต “ผมเห็นเจ้าค่อนข้างสนิทสนมคุ้นเคยกับท่านสุบรรณเลยอยากรบกวน ถ้าเจ้ามีเบาะแสอะไรน่าสงสัยเจ้าแจ้งมาที่ผมได้เลยทุกเวลา”
       “ค่ะ”
       “งั้นผมลานะครับ โอกาสหน้าจะมาหาใหม่”
       “เชิญค่ะ ถ้าคุณมาได้”
       เจ้าอุรคายิ้มเยือกเย็น ไพศิษฐ์นึกฉุกท่าทางนั้น ค้อมศีรษะแล้วเดินออกไป ขณะที่เจ้าอุรคาเดินเข้าไปข้างใน ไพศิษฐ์หันกลับไปมองก็เห็นร่างของเจ้าอุรคาเดิน ลักษณะเยื้องกราย ไพศิษฐ์พึมพำ
       “แปลกคนจริงๆ”
       ไพศิษฐ์ได้แต่ค่อนขอด ไม่ได้นึกสงสัยเจ้าอุรคามากไปกว่านั้น แต่พอหันมาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นนาถสุดายืนอยู่ ในมือถือถุงใส่นาคแกะสลักด้วย
       “นาถ”
       “คุณศิษฐ์”
      
       นาถสุดาตกใจเหวอพอกัน



       ครู่ต่อมา ไพศิษฐ์ลากนาถสุดาจะพาออกไปที่รถตรงหน้าประตูเฮือน ขณะที่นาถสุดายื้อมือไว้
      
       “ปล่อยนาถนะคะคุณศิษฐ์ ปล่อย!”
       “ก็นาถพิเรนทร์ มาทำอะไรที่นี่?”
       นาถสุดาเถียง “พิเรนทร์ตรงไหนคะ? นาถก็แค่เอาของมาให้เจ้าอุรคา”
       ไพศิษฐ์ฉงน “ของอะไร”
       โดยไม่รอให้แฟนสาวตอบ ไพศิษฐ์คว้าถุงในมือนาถสุดา ล้วงออกมาดูแล้วก็เห็นเป็นนาคแกะสลัก
       “นาถเอานาคแกะสลักมาทำไม”
       “ก็เจ้าอุรคาเธออยากได้”
       ไพศิษฐ์มองแฟนสาวอย่างแปลกใจ
       “เมื่อก่อน นาถไม่ได้ชอบ หรือว่าสนใจเจ้าอุรคาขนาดนี้นี่? แล้วทำไมตอนนี้...”
       นาถสุดาสวนคำออกมา “ไม่เห็นมีอะไรนี่คะ ในเมื่อเจ้าอยากได้ นาถก็เอามาให้เท่านั้นเอง” แล้วมองหน้าไพศิษฐ์ “คนเราดีๆ กันไว้ดีกว่าค่ะ” จากนั้นก็เบี่ยงตัวหลบจากไพศิษฐ์จะเดินเข้าไป
       ไพศิษฐ์คว้ามือกระชากกลับมา “อย่าเข้าไปนะนาถ ในนั้นน่ากลัว”
       นาถสุดาเถียง “น่ากลัวตรงไหนคะ”
       “ก็อย่างที่นาถเคยเห็น”
       “ไม่เห็นมีอะไรเลยค่ะ นาถว่าที่นี่ร่มรื่น บรรยากาศดี น่าอยู่ดีออก” นาถสุดาดึงดันจะเข้าไปอีก
       ไพศิษฐ์        มองตาขวางพูดเสียงดุ “อย่าเข้าไปนาถ ถ้าไม่อยากมีเรื่องกับผม”
       นาถสุดาชักโกรธ “เป็นบ้าอะไรไปคะคุณศิษฐ์”
       ไพศิษฐ์ย้อน “คุณน่ะแหละ เป็นบ้าอะไรไปนาถ จู่ๆ ถึงญาติดีกับคนในนี้ กลับ”
       นาถสุดามองหน้าไม่พอใจ ไพศิษฐ์ดุอีก
       “ผมบอกให้กลับ”
       นาถสุดาหน้าง้ำ มองมาทีท่างอนๆ “ได้ แต่ยังไง นาถก็ต้องมาหาเจ้าอุรคาให้ได้ล่ะ”
       ในท่าทีฉุนเฉียวนาถสุดาพูดพร้อมกับกระชากถุงที่ใส่ไม้แกะสลักนาคขึ้นรถกลับไป ไพศิษฐ์มองตามอย่างหัวเสีย ก่อนจะขึ้นรถขับตามออกไป
       สองคนไม่รู้ว่าที่ด้านใน เจ้าอุรคายืนนิ่ง ยิ้มพอใจ
      
       ไพศิษฐ์เดินขึ้นมาบนโถงกลางของสถานีตำรวจอย่างหัวเสีย สั่งจ่าชิดลูกน้องคู่ใจทันที
       “ผมขอทราบประวัติเจ้าอุรคา ณ ภูจำปา โดยละเอียด”
       “ครับผู้กอง”
       จ่าชิดรับคำท่าทีแข็งขัน ส่วนไพศิษฐ์ครุ่นคิดหนัก
      
       คืนนั้นที่ร้านอาหารเล็กๆ ของพะนอฤดี ที่จัดแต่งบรรยากาศสไตล์น่ารัก สบายๆ เฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีเดินเข้ามานั่งในร้านด้วยกัน พะนอฤดีที่กำลังตรวจดูความเรียบร้อยในร้านเห็นก็ตาโต
       “ยัยซอมบี้นี่”
       พะนอฤดีคว้าเมนูขึ้นมาบังหน้า กระเถิบตัวไปใกล้ๆ ขณะที่สองแม่ลูกทรุดตัวลงนั่งตรงโต๊ในสักมุม เด็กเอาน้ำมาเสิร์ฟและรับออเดอร์ เฟื่องฟ้ากวาดสายตามองไปรอบๆ พลางบ่น
       “ทำไมพาแม่มากินร้านเล็กๆ แบบนี้ล่ะลูก ค่ำๆ แบบนี้น่าจะไปโรงแรมกินบุฟเฟ่ต์อินเตอร์ก็ยังดี”
       เฟื่องวลีกระซิบบอกเบาๆ “โรงแรมแพงเกินไปค่ะ ร้านเล็กๆ แบบนี้ล่ะดีแล้ว ไม่งั้นต้องเสียค่าเซอร์วิสชาร์ตแล้วยังภาษีอะไรบ้าๆ อีกไม่รู้”
       พะนอฤดีที่อยู่ด้านหลัง แอบยิ้มขำได้ยินที่เฟื่องฟ้าเอ่ยขึ้นอีก
       “แต่มันหรูนี่ลูก”
       “ฟีบี้รู้ค่ะว่าหรู แต่บอกแล้วไงคะว่ามันแพง ไว้ฟีบี้ได้เป็นภรรยาพี่ชาย เจ้าของวังนาเคนทร์เมื่อไหร่ คุณแม่จะกินหรูแค่ไหน ฟีบี้จะพาไปค่ะ”
       พะนอฤดีหน้าตึง แล้วยิ่งตึงหนักเมื่อได้ยินคุณเฟื่องฟ้าแนะลูกสาวอีก
       “งั้นลูกก็ต้องเดินหน้าลุยให้มากกว่านี้ ถ้าแบบแรงๆ ใจกล้าไม่เวิร์ค ก็ลองแบบแอ๊บๆ ดูสิ บางทีคุณชายอาจะชอบแบบใสๆ ซื่อๆ คิกขุๆ น่ารักๆ ก็ได้นะลูก”
       “จริงด้วยค่ะ บางทีพี่ชายอาจจะชอบแบบ” เฟื่องวลีทำท่าคิกขุไปด้วย “น่าร็อกอ่ะ”
       พะนอฤดีทำท่าไม่ไหวจะอาเจียนออกมา สองแม่ลูกหันขวับ เฟื่องวลีชี้หน้าพะนอฤดี
       “เธอ”
       พะนอฤดีแหวใส่ “เธอไหน? เธอกับใคร? ฉันเจ้าของร้านย่ะ!”
       “เจ้าของร้าน! มิน่า ร้านถึงได้เก่าๆ โทรมๆ ไร้รสนิยมแบบนี้”
       เฟื่องฟ้าผสมโรงทันที “ใช่! ไม่มีรสนิยม”
       “แล้วคนมีรสนิยม มาที่นี่ทำไมค้า... ทำไมไม่ไปโรงแรมดีๆหรูๆหรือว่า” พลางพะนอฤดีทำเลียนเสียงล้อเฟื่องวลีเมื่อครู่ “ค่าเซอร์วิสชาร์ตมันแพง ค่าภาษีบ้าๆ อะไรอีก”
       สองแม่ลูกชี้หน้าด่าพร้อมกัน “แก...”
       พะนอฤดีสวนขึ้น “แกไหน? แกกับใคร? ฉันเจ้าของร้าน ถ้าไม่พอใจจะอยู่ ก็เชิญ!”
       สองแม่ลูกเนื้อตัวสั่นโกรธมากกว่าเดิมเรียกจิกพร้อมกันอีก “แก”
       พะนอฤดีกระแทกเสียง “เชิญ เชิญ เชิญ เชิญ เชิญ” มองของบนโต๊ะพลางพูดเหยียดหยาม “ค่าน้ำ ค่าแอร์ ฟรี เชิญ”
       “ไม่ต้องเชิญก็ไปย่ะ ไปค่ะคุณแม่” เฟื่องวลีคว้ามือมารดา
       เฟื่องฟ้ารีบลุกขึ้นตามลูก “ไปค่ะคุณลูก”       
       สองแม่ลูกเดินเชิดหน้าคอตั้งออกไป พะนอฤดีมองตามหน้าคว่ำ
      
       “ต๊าย...แม่ลูก แท็คทีมกัน นี่ฉันเจอคู่แข่งระดับแอดว้านซ์เลยนะเนี่ย”



       สุบรรณนั่งจมอยู่ในความมืดตรงโถงกลางของคฤหาสน์หลังใหญ่ ในมือถือเครื่องดื่ม ท่าทางเมาๆ มองไปที่มือถือ ทำท่าจะคว้าขึ้นมา แต่เปลี่ยนใจ บอกกับตัวเองเหมือนน้อยอกน้อยใจ
      
       “อุตส่าห์เป็นห่วง แต่เจ้าอุรคาก็ไม่เคยติดต่อเราเลย” สุบรรณคิดๆ แล้วโกรธขึ้นมา “ไม่...เจ้าอุรคาไม่เคยติดต่อเราเลย เราจะติดต่อเจ้าทำไม”
       สุบรรณมองมือถืออีกแล้วคำราม
       “คนอย่างนายสุบรรณไม่เคยง้อผู้หญิง ก็ให้มันรู้ไปว่านายสุบรรณจะต้องง้อเจ้าอุรคา”
       สุบรรณหยิบมือถือขึ้นมา เหวี่ยงไปบนเตียง จากนั้นก็เมาต่อ
      
       วันต่อมาที่สภา ทุกคนออกมาจากห้องประชุม แต่ละคนหน้าเครียด นักข่าวกรูกันเข้ามาหาสุบรรณ
       “จริงหรือเปล่าคะท่านสุบรรณ ที่ท่านมีคำสั่งให้ทำคดีนายแพทย์รุ่งโรจน์เป็นกรณีพิเศษ”
       “ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใส่ใจทุกคดีอยู่แล้วครับ แต่คดีของคุณหมอรุ่งโรจน์อาจจะเป็นกรณีพิเศษเพราะคนร้ายยิงถล่มใส่ท่านกลางถนน เป็นคดีอุจฉกรรจ์” สุบรรณตอบขึงขัง
       “แต่มีข่าวว่าท่านสั่งให้ปิดคดีนี้อย่างเร่งด่วน เพราะกลัวจะมีข่าวพาดพิงมาถึงท่าน” นักข่าวอีกคนเปิดประเด็น
       สุบรรณย้อนถาม “พาดพิงอะไร ผมไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับนายแพทย์รุ่งโรจน์อยู่แล้ว”
       ไพศิษฐ์กับภุชคินทร์ที่เดินตามมาทางด้านหลังหันไปมองหน้ากันสงสัยพอกัน ไม่สนิทได้ยังไง? นักข่าวถามอีก
       “มีข่าวว่า ช่วงนั้นท่านตั้งใจไม่อยู่เมืองไทย แต่ท่านไปประเทศเพื่อนบ้าน”
       “ผมก็อยู่นี่ครับ ไม่ได้ไปไหน” สุบรรณตัดบท “ขอตัวก่อนนะครับ มีประชุมต่อ”
       สุบรรณเดินไปเลย โดยมีอำนาจเดินตามหลังไป สุบรรณกระซิบถาม
       “เจ้าอุรคาติดต่อมาบ้างหรือเปล่า”
       “เปล่าครับ”
       คำตอบที่อำนาจบอก ทำให้สุบรรณหัวเสียยิ่งกว่าเดิม
       ขณะที่ด้านหลัง ภุชคินทร์พูดกับไพศิษฐ์เบาๆ
       “ดีที่คุณน้าภิงคารไปต่างประเทศ ไม่อย่างนั้นต้องถูกถามเรื่องเจ้าอุรคากับคดีคนร้ายหายแน่” ภุชคิทร์หันมาถามไพศิษฐ์เบากว่าเมื่อครู่ “เออ..ทำไมท่านสุบรรณถึงบอกว่าไม่สนิทกับหมอรุ่งโรจน์วะศิษฐ์”
       “คงไม่อยากตอบคำถามยาวๆ มั้ง แต่ฉันสงสัยว่าท่านสุบรรณกำลังตกเป็นเป้านิ่ง”
       ภุชคินทร์ฉงน “ทำไม”
       “ก็..คนที่ตายช่วงนี้ ล้วนแล้วแต่เคยเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับท่านสุบรรณทั้งนั้นเลยน่ะสิ” ไพศิษฐ์บอก
      
       อีกวันถัดมาเสี่ยทรงยศอยู่ที่คฤหาสน์ กำลังโยนหนังสือพิมพ์ในมือลงพื้นหัวเราะชอบใจ ทำเสียงเยาะ
       “ได้ดัง สมใจเชียวนะท่านสุบรรณ ได้ลงข่าวทุกฉบับ”
       อากรซึ่งอยู่ตรงนั้นด้วยพร้อมกับสมศักดิ์ เอ่ยขึ้น “แต่มันก็เข้าใจเลี่ยงนะครับ ว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคนตาย”
       ทรงยศเยาะ “ส่งส่วยกันจนอิ่ม จะไม่เกี่ยวได้ยังไงวะ ทั้งไอ้หมอรุ่งโรจน์ ทั้งไอ้เสี่ยปิง มันทำงานกับไอ้สุบรรณหมด”
       “แต่ผมว่าดีออกครับ ยิ่งไอ้สุบรรณมันโกหก คนยิ่งต้องการขุดคุ้ย”
       “ดี! ขุดออกมาให้หมด จะได้รู้เช่นเห็นชาติ ว่าความจริงแล้ว ไอ้สุบรรณมันเป็นคนยังไง ฮึ? พูดออกมาได้ จะกลับตัวเป็นคนดี ทุเรศ อากร สมศักดิ์!!
       สองคนรับคำ “ครับ” พร้อมๆ กัน
       “ใครใกล้ชิดไอ้สุบรรณ แกสองคนไปจัดการให้หมด อยากรู้นัก ถ้าคนตายมีพวกพ้องของมันอีก ไอ้สุบรรณ มันจะแก้ตัวยังไง”
       เสี่ยทรงยศคำรามดุดัน ท่าทางแค้นหนัก
      
       ตอนกลางวัน วันเดียวกันที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง หม่อมภาณีเดินมากับนารีวรรณ แล้วเอ่ยขึ้น
       “แม่แค่ออกมาคุยกับเพื่อนนิดเดียวเอง ไม่รู้หนูนาจะมาตามแม่ทำไม”
       “หนูนาเป็นห่วงคุณแม่นี่คะ อีกอย่าง พี่ชายก็กำชับด้วย ช่วงนี้อย่าให้คุณแม่ไปไหนมาไหนคนเดียว คุณแม่ก็เห็น” นารีวรรณลดเสียงพูดเบาลง ขณะบอกมารดาในประโยคต่อมา “ช่วงนี้มีแต่ข่าวคนถูกฆ่าตาย”
       “แม่ไม่ใช่เป้าหมายคนร้ายสักหน่อย ไม่มีอะไรหรอกลูก”
       “ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะคะคุณแม่ คนเราทุกวันนี้ รู้หน้าไม่รู้ใจ”
       “มันก็จริง คนเราทุกวันนี้ รู้หน้าไม่รู้ใจ”
       หม่อมภาณียิ้มให้นารีวรรณ สองคนเดินตรงไปยังล็อบบี้ แต่แล้วต้องชะงักเมื่อเห็นเจ้าอุรคาเดินมา
       “นั่นเจ้าอุรคานี่คะคุณแม่”
       ยังไม่ทันที่หม่อมภาณีจะพูดอะไร เจ้าอุรคาก็เดินเข้ามาหา พร้อมยกมือไหว้อย่างนอบน้อมชดช้อย
       “สวัสดีค่ะหม่อม”
       หม่อมภาณียิ้มแฉ่ง “ดิฉันกำลังอยากเจอเจ้าอยู่พอดีเลยค่ะ”
      
       เจ้าอุรคาแสร้งถาม “มีเรื่องอะไรหรือคะ”



       ไม่นานต่อมา สามคนนั่งจิบกาแฟด้วยกันในมุมหนึ่งของล็อบบี้ หม่อมภาณีบอกเจ้าอุรคาด้วยท่าทางสนใจ
      
       “ดิฉันอยากทราบประวัติเครื่องประดับประจำตระกูลของเจ้าน่ะค่ะ”
       “ทำไมคะ”
       “ก็...” หม่อมทำหน้าทึ่งๆ ขณะพูด “เครื่องประดับประจำตระกูลของเจ้า มันมีความพิเศษ เอ่อ ที่ว่าพิเศษดิฉันไม่ได้หมายถึง ความสวยงามหรือราคาหรอกนะคะ แต่ที่น่าสนใจพิเศษก็ตรงที่มันดูเหมือนมันมีชีวิตมีความน่าค้นหาจนดิฉันอดสนใจไม่ได้ เจ้าพอจะเล่าให้ฟังได้มั้ยคะ ทั้งมรกต ครุฑธิการ และนาคสวาท มีความเป็นมาอย่างไร”
       เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้มอย่างพอใจ “คุณชายไม่เคยเล่าให้หม่อมฟังหรือคะ”
       หม่อมภาณีกับนารีวรรณมองหน้ากันอย่างงวยงง แล้วหม่อมภาณีก็เป็นคนย้อนถาม
       “ไม่ค่ะ...เอ๊ะ! เจ้าเคยเล่าให้ชายฟังด้วยหรือคะ”
       “ค่ะ”
       สายตาของหม่อมแห่งวังนาเคนทร์มองมาอย่างสงสัย ประมาณว่าสองคนไปคุ้นเคยกันได้ยังไงตั้งแต่เมื่อไหร่ เจ้าอุรคาอ่านออกเลยรีบบอก
       “ดิฉันกับคุณชายรู้จักกัน “เรา” เคยอยู่ที่เดียวกันมาก่อน แล้วก็ “สนิท” กันมาก” เฉพาะตรงคำว่าเรากับสนิท เจ้าอุรคาเน้นเสียงเป็นพิเศษ
       หม่อมภาณียิ่งงงไปใหญ่ “อ้อ! เหรอคะ”
       หม่อมภาณียังทำหน้างงอยู่อย่างนั้น ทำไมตนไม่รู้เรื่อง ระหว่างนั้นคุณหญิงท่านหนึ่งเดินมาเห็นหม่อมภาณีจึงเข้ามาทักทาย
       “สวัสดีค่ะหม่อม”
       “สวัสดีค่ะคุณหญิงอัญชลีพร”
       คุณหญิงอัญชลีพรมองเตือนๆ “ทุกคนรอหม่อมอยู่น่ะคะ จะได้สรุป งานการกุศลช่วยเหลือผู้ประสบภัยจะจัดเมื่อไหร่ดี”
       หม่อมภาณีมองเจ้าอุรคาอย่างเกรงใจ เจ้าอุรคาจึงบอก
       “เชิญหม่อมตามสบายค่ะ”
       “งั้น ขอตัวซักครู่ค่ะ”
       เจ้าอุรคายิ้มให้ หม่อมภาณีเดินออกไปกับคุณหญิงอัญชลีพร นารีวรรณยิ้มให้เจ้าอุรคาอย่างเป็นมิตร
      
       ครู่ต่อมาสองสาวเดินมาตามทางเดินโรงแรม นารีวรรณมองเจ้าอุรคาอย่างปลื้มๆ ขณะบอก
       “งานการกุศลครบรอบร้อยปีของสมาคมครั้งนี้จัดใหญ่เลยค่ะ วันงานเจ้ามาทำบุญด้วยกันนะคะ” รีบออกตัว “งานไม่น่าเบื่อหรอกค่ะ ภายในงานมีการแสดงด้วย”
       เจ้าอุรคาถามด้วยเสียงอ่อนโยน “แสดงอะไรกันคะ”
       “ก็..แล้วแต่ค่ะ หนูนายังไม่ทราบรายละเอียดเหมือนกัน บางทีก็ร้องเพลง เดินแบบ” นารีวรรณมองเจ้าอุรคาพลางบอก “ถ้าเจ้าเดินแบบ คนคงตะลึงกันทั้งงาน”
       “ดิฉันเดินแบบไม่เป็นหรอกค่ะ ร้องเพลงก็ไม่ได้”
       นารีวรรณมองเจ้าด้วยท่าทีปลื้มๆ อยู่อย่างนั้น “แค่เจ้าอยู่เฉยๆ ก็น่ามองอยู่แล้วล่ะค่ะ”
       เจ้าอุรคายิ้มเอ็นดู “แต่ถ้าไปงานแล้วไม่ทำอะไร คงดูไม่ดี”
       “งั้น...ถ้าเจ้ามีความสามารถพิเศษอะไร ก็เอามาแสดงก็ได้ค่ะ”
       เจ้าอุรคายิ้ม พูดออกตัวดูมีเลศนัย “แล้วมันจะน่าสนใจหรือคะ”
       “ก็แล้วเป็นอะไรล่ะคะ”
       นารีวรรณถามอย่างสนใจ
      
       เย็นนั้นที่วังนาเคนทร์ ภุชคินทร์คร่ำเคร่งอยู่กับจอคอมพิวเตอร์ในห้อง หาตำนาน นาคีเทวีวุ่นวน
       “หายังไงก็หาไม่เจอ ตำนานนาคีเทวี หายไปได้ยังไง”
       ภุชคินทร์หาต่ออย่างหงุดหงิด เสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมเสียงหม่อมภาณี
       “แม่เข้าไปได้มั้ยจ๊ะชาย”
       “เชิญครับแม่”
       หม่อมภาณีเปิดประตูเข้ามาเอ่ยทักทาย “ทำงานอยู่หรือลูก”
       “ครับ..คุณแม่มีอะไรครับ”
       หม่อมภาณียิ้มย่อง “วันนี้แม่เจอเจ้าอุรคาด้วยละ ได้คุยกันนิดเดียวแม่ก็ต้องรีบไปเข้าประชุมกว่าจะเสร็จเจ้าก็กลับไปแล้ว ขอเบอร์โทร.เจ้าอุรคาให้แม่หน่อยสิชาย”
       “ผมไม่มีหรอกครับ”
       “อ้าว! ไม่มีได้ยังไง ก็เจ้าเป็นคนบอกเองว่าสนิทกับลูก เคยอยู่ที่เดียวกันมาก่อน แม่เลยจะมาถาม ลูกเคยเรียนที่เดียวกับเจ้าหรือ? ที่ไหนจ๊ะ? รัฐเดียวกับชาย หรือเคยเจอกันที่ยุโรป?” หม่อมยิงคำถามเป็นชุด
       ภุชคินทร์อึ้ง ไม่รู้จะบอกยังไง หม่อมภาณีถามย้ำอีก
       “ว่าไงลูก”
       ภุชคินทร์เลยตอบเลี่ยงๆ “ก็...เคยๆ เจอกันที่เมืองนอกน่ะครับ”       
       หม่อมภาณียิ้มกริ่ม เข้าใจว่าลูกชายไม่อยากเล่า ภุชคินทร์ถามเบี่ยงประเด็น
       “แล้วงานของคุณแม่จะจัดเมื่อไหร่ครับ”
       “เดือนหน้าจ้ะ” หม่อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “ไม่รู้หนูนาไปกล่อมท่าไหน เจ้าอุรคาบอกจะมาร่วมงานด้วย”
      
       ภุชคินทร์ทำหน้าตาทึ่ง คาดไม่ถึง
      ดึกมากแล้ว วังนาเคนทร์ตกอยู่ในความมืด เห็นเพียงแสงไฟตามมุมต่างๆ ภุชคินทร์ลงมาเดินเล่นในสวนหน้าตึก ถามตัวเอง
      
       “ทำไมหมู่นี้ ชีวิตเราถึงได้เกี่ยวข้องกับเจ้าอุรคาเสียจริง”
       จู่ๆ นารีวรรณวิ่งมาหา ร้องเรียก
       “พี่ชาย”
       ภุชคินทร์ยิ้มเอ็นดู “จ้ะหนูนา มีเรื่องอะไรจะเล่าให้พี่ฟัง ท่าทางตื่นเต้นจนปิดไม่มิดเลยนะ”
       “วันนี้หนูนาเจอเจ้าอุรคาล่ะค่ะ”
       ภุชคินทร์ทำหน้าเซ็ง ได้ยินชื่อนี้อีกแล้ว..ตอบเนือยๆ ทำเป็นไม่สนใจ “คุณแม่บอกพี่แล้ว”
       “เจ้าบอกจะมาร่วมงานการกุศลของสมาคมคุณแม่ด้วยค่ะ”
       “คุณแม่ก็บอกพี่แล้วเหมือนกัน”
       นารีวรรณพูดอวด “แล้วคุณแม่บอกพี่ชายหรือยังคะ ว่าในงาน เจ้าอุรคาจะแสดงอะไร”
       ภุชคินทร์ทำหน้างง “ยัง...เจ้าอุรคาจะแสดงอะไรหรือ”
       “เธอทำอย่างนี้ค่ะ”
       พูดจบนารีวรรณก็จับมือภุชคินทร์ออกมา แล้วล้วงลูกแก้วออกมาจากกระเป๋ากระโปรง วางลงไป
       เสียงนารีวรรณเล่าให้ภุชคินทร์ฟังเป็นฉากๆ จนเห็นเป็นภาพตอนที่เจ้าอุรคาเอาลูกแก้วมาวางบนมือเด็กสาว
       “เธอเอาลูกแก้วลูกนี้มาใส่ในมือหนูนา แล้วให้หนูนากำไว้ พึมพำอะไรไม่รู้ แป๊บเดียวเท่านั้นค่ะเธอก็บอกให้หนูนาแบมือ พี่ชายเชื่อมั้ยคะ”
       “พี่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย จะให้เชื่ออะไร”
       นารีวรรณทำเสียงตื่นเต้นมาก “ก็ลูกแก้วลูกนี้น่ะสิคะ มาอยู่ในกระเป๋ากางเกงของหนูนาเฉยเลย”
       ภุชคินทร์หยิบลูกแก้วในมือหนูนาขึ้นมาดู เห็นเป็นเหมือนลูกแก้วที่เคยเล่นตอนตัวเองเป็นเด็ก แต่น้ำของมันสวยใสแวววาว เหมือนของมีค่า นารีวรรณเจื้อยแจ้วเล่าต่อ
       “เจ้าอุรคา เก่งมากๆเลยค่ะ เล่นกลก็ได้ด้วย”
       ภุชคินทร์แกล้งว่า “ไม่เห็นเก่งตรงไหนเลย ลูกแก้วนี่ก็ของเด็กเล่นเท่านั้น”
       “ของเด็กเล่นที่ไหนคะ? เจ้าอุรคาเธอว่า เป็นกรวดพิเศษ ที่ไม่เคยมีใครเห็น มีเพียงพี่ชายเท่านั้นที่รู้จักดี”
       ภุชคินทร์ฉงน “พี่น่ะนะ”
       “ค่ะ” นารีวรรณเย้า “พี่ชายแก่แล้ว เลยขี้ลืม เหมือนเจ้าอุรคาบอกจริงๆ หนูนาง่วงแล้วไปนอนก่อนนะคะ ฝากลูกแก้วไว้กับพี่ชายก่อน พรุ่งนี้หนูนาจะมาเอาคืน กู๊ดไนท์ค่ะ”
       นารีวรรณออกไปแล้ว ภุชคินทร์ถามตัวเองฉุนๆ
       “เล่นอะไรของเค้าเนี่ย? บอกคุณแม่ว่าสนิทคุ้นเคย เคยอยู่ที่เดียวกับเรา แล้วยังบอกกับหนูนาอีกว่าเราเคยมีเจ้าลูกแก้วเนี่ย? มีที่ไหนกัน?”
       ภุชคินทร์คิดถึงเจ้าอุรคา แล้วพาลโมโหท่าทีขวางๆ
       เจ้าอุรคายืนมองภุชคินทร์นิ่งๆ แล้วอมยิ้มแต่ภุชคินทร์ไม่รู้ตัว
      
       ขณะที่ภุชคินทร์ถือลูกแก้วเดินมาก่อนเก็บไว้ในกระเป๋า แล้วเดินไปรอบๆ วัง โดยมีเจ้าอุรคาเยื้องกรายเดินเคียงข้าง ภุชคินทร์ตลอดเวลา พอภุชคินทร์กำลังจะเดินขึ้นตึก แต่ต้องชะงักเมื่อเจอตาสินคนสวน กำลังเอาไฟฉายส่องดูบริเวณพื้นดินมุมหนึ่งอยู่ ภุชคินทร์ถาม
       “ดึกป่านนี้แล้ว ยังไม่นอนอีกหรือตาสิน แล้วนั่นทำอะไรอยู่”
       “ตรวจดูทั่วๆ วังน่ะครับคุณชาย บอกตรงๆ ตั้งแต่เกิดเรื่องคืนนั้นแล้ว กลางคืน ผมคอยจะสะดุ้งอยู่เรื่อย ได้ยินเสียงอะไรก็ตื่น”
       ภุชคินทร์แซวยิ้มๆ “พญานาคของตาสินน่ะหรือ? ป่านนี้เลื้อยลงบาดาลไปแล้วมั้ง เค้าคงไม่อยู่บนบกนานหรอก ไม่ต้องกลัว”
       “โธ่! คุณชาย ไม่ให้กลัวได้ยังไงล่ะครับ ทุกคืนผมจะได้ยินเสียงเลื้อยแสกสากอยู่รอบๆ วัง บรื๋อ! หรือจะมาเป็นเจ้าที่เจ้าทางแทนพระภูมิก็ไม่รู้” ตาสินทำท่าสยอง
       “ตาสินคิดว่าพระภูมิที่วังเรา ท่านไม่อยู่แล้วหรือ”
       ตาสินลดเสียงพูดเบาลง “ผมเคยแอบพาอาจารย์ท่านมานั่งดูครับ ท่านบอกว่าพระภูมิไปแล้ว แต่มีเจ้าซึ่งมีอำนาจแรงกล้ามาเยี่ยมเยือนเป็นครั้งคราว”
       “เจ้า?” ภุชคินทร์งง
       “ครับ เจ้า! แต่อาจารย์บอกผมว่าไม่ต้องกลัวหรอก เจ้าเค้ามาดีไม่ได้มาร้าย”
       ภุชคินทร์เครียดขึ้นมาทันที แต่ใบหน้าของเจ้าอุรคาที่มองดูภุชคินทร์กลับละห้อย น่าสงสารมาก
      
       ภุชคินทร์อยู่ในห้องแล้ว ล้วงลูกแก้วเอามาเก็บไว้ในกล่องเล็กๆ ในลิ้นชัก ไม่ได้สนใจอะไร แล้วทรุดตัวนั่งลงบนเตียง สีหน้าเคร่งเครียดใช้ความคิด ถามตัวเอง
       “อย่าบอกนะว่าเจ้า ที่มาเยี่ยมวังเรา จะเป็นเจ้าอุรคา บ้าน่า ภุชคินทร์ คิดอะไรเลอะเทอะไปใหญ่แล้ว”
      
        ภุชคินทร์ล้มตัวลงนอน ข่มตาพยายามไม่คิดเรื่องใดๆ อีก



       เช้าวันต่อมา นาถสุดากำลังทำอาหารเช้าอย่างคล่องแคล่ว ด้านหลังมีไพศิษฐ์กอดอกยืนมองอยู่ นาถสุดามึนตึง อย่างเห็นได้ชัด เรื่องวันก่อนที่เฮือนภูจำปา สองหนุ่มสาวโต้ แย้ง และเถียงกันไปมา
      
       “ไม่ต้องมาเฝ้าหรอกค่ะ ยังไงนาถก็ทำเผื่ออยู่แล้ว ออกไปรอข้างนอกเถอะ”
       “ได้ยังไง? เรายังไม่ได้คุยกันเลย จู่ๆ นาถไปสนิทสนมชิดเชื้อเจ้าอุรคาตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงได้เอาของไปให้เค้าถึงบ้าน”
       “ถึงไม่ต้องสนิท แต่คนเราถ้ามีน้ำใจ ก็ไปมาหาสู่กันได้ค่ะ”
       “แต่ต้องไม่ใช่นาถกับเค้า”
       “แล้วถ้าเป็นนาถกับเจ้าอุรคาแล้วจะทำไมคะ”
       “ก็นาถเป็นคนบอกผมเอง ว่าเจ้าอุรคาเป็นคนน่ากลัว”
       นาถสุดาพูดออกไปได้ยังไงไม่รู้ “เธอน่ากลัวสำหรับคนที่น่ากลัวเท่านั้นค่ะ”
       ไพศิษฐ์ฉุนมาก “นาถ”
       “คุณศิษฐ์คะ..ถ้าคุณศิษฐ์พูดอีกคำเดียว คุณศิษฐ์จะได้กินไข่ไหม้ๆ แล้วนะคะ” นาถสุดาขู่
       “โอเคๆ ผมออกไปรอข้างนอกก็ได้”
       ไพศิษฐ์เดินหน้ามุ่ยออกไป นาถสุดาบ่น
       “คนจะสนิทจะรักจะชอบกัน ก็ต้องสงสัยด้วย คุณศิษฐ์นี่พิลึกคน!”
       นาถสุดาว่าไพศิษฐ์พิลึก ไม่รู้ตัวเลย จริงๆ แล้ว ตัวเองนั่นละพิลึก
      
       ด้านผู้พันนรินทร์กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ตรงสวนหน้าบ้าน ไพศิษฐ์เดินเข้าไปช่วย
       “ผมช่วยครับ”
       “ขอบใจๆ รดเยอะๆเลยผู้กอง ต้นพญานาคราชเค้าชอบน้ำ”
       ไพศิษฐ์ยิ้มๆ “สมกับชื่อพญานาคราชเลยนะครับ รดซะฉ่ำน้ำเลย”ไพศิษฐ์เปิดฉากบ่น “ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมจู่ๆนาถถึงได้ถูกคอกับเจ้าอุรคาขึ้นมาได้”
       นรินทร์ยิ้มอ่อนโยน “เมื่อก่อนนาถอาจจะใช้แต่ อารมณ์ เลยรู้สึกไม่ชอบ แต่พอนาถ ได้รู้จักตัวตนเจ้าอุรคา เลยชอบขึ้นมาก็ได้”
       ไพศิษฐ์สงสัยอยู่ดี “ก็ที่ผมสงสัย นาถไปรู้จักมักคุ้นเจ้าอุรคาตั้งแต่ตอนไหนล่ะครับ”
       “ถึงไม่รู้จัก แต่คนบางคนอาจจะใช้ใจสัมผัสกัน อย่างที่เค้าบอกว่าจิตสัมผัสยังไงล่ะ”
       “จิตสัมผัส! อย่าว่าถึงใช้จิตสัมผัสเลยครับ คนลึกลับน่ากลัวอย่างเจ้าอุรคาแค่กายสัมผัสก็น่าเผ่นแล้ว”
       พูดจบไพศิษฐ์หัวเราะขำ ท่าทางบอกว่าเจ้าอุรคาไม่น่าไว้ใจ นรินทร์ว่าเสียงนิ่งเหมือนจะพูดให้ไพศิษฐ์คิด
       “ที่เป็นอย่างนี้เพราะผู้กองไม่ยอมใช้จิตสัมผัสยังไงล่ะ? ลองใช้จิตสัมผัสดูสิ ผู้กองจะรู้ ว่าเจ้าอุรคาไม่ได้เป็นคนร้ายอย่างที่กลัวหรอก”
       ไพศิษฐ์ยิ้มหน้าเฝื่อนเถียงไม่ออก ดูท่านรินทร์จะคล้อยตามนาถสุดาไปอีกคน
      
       เช้าวันเดียวกันที่กระทรวงการต่างประเทศ ภุชคินทร์เดินเข้าไปยังห้องทำงานภิงคาร เลขาหน้าห้องของภิงคารบอก
       “คุณชายคะ ท่านภิงคารเชิญข้างในค่ะ”
       “ขอบคุณครับ”
       ภุชคินทร์เดินเข้าไปในห้อง เห็นภิงคารนั่งอยู่กับทูตต่างประเทศ ภุชคินทร์ยกมือไหว้นอบน้อม
       “สวัสดีครับท่านทูต มาดาม”
       “มาดามแฮมิลตันสนใจอยากดูเครื่องประดับโบราณน่ะ ชายว่างมั้ยช่วยพามาดามไปร้านของเจ้าประกายคำหน่อยสิ”
       “ได้ครับ”
       ภุชคินทร์ผายมือ ภิงคารกับทางท่านทูตคุยกันต่อ
      
       เวลาต่อมาภุชคินทร์กับมาดามแฮมิลตันอยู่ที่ร้านเพชรของเจ้าประกายคำแล้ว และเจ้าประกายคำต้อนรับแขก
       “ดิฉันได้ยินมาว่า เพชรพลอย งานฝีมือที่ทำที่เมืองไทยสวยมาก”
       “ค่ะมาดาม สวยมาก เชิญค่ะเชิญ”
       เจ้าประกายคำเดินนำมาดามไปยังตู้โชว์เครื่องเพชร พลอย แสนอลังการ ก่อนปล่อยมาดามเดินชมตามสบาย ภุชคินทร์เดินเข้าไปหา ชวยคุยด้วยอัธยาศัยไมตรีจิตอันดี
       “เครื่องประดับที่ร้านเจ้า ยังสวยกว่าใครเหมือนเดิมนะครับ”
       “ก็ได้เจ้าอุรคาช่วยน่ะค่ะ คุณชายก็รู้ เครื่องเพชรของดิฉันถูกโจรกรรมไปหมดแล้ว จนป่านนี้ยังไม่ได้คืน”
       “ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กำลังเร่งคดีอยู่นะครับ”
       เจ้าประกายคำถอนหายใจเฮือกๆ ประชด “งานใหญ่ขนาดนั้น ยังมีคนร้ายมาโจรกรรมเอาเพชรไปซะได้ มันไม่อุกอาจเกินไปหรือคะ? แถมเรื่องยังเงียบหายไปอีก ดิฉันทำใจแล้วล่ะค่ะ ว่าคงไม่ได้คืน”
       ภุชคินทร์หน้าเสีย ไม่รู้จะแก้อย่างไร เจ้าประกายคำพูดต่อ
       “ที่ดิฉันยังเปิดร้านมาได้ เพราะเจ้าอุรคาช่วยเอาเครื่องประดับของเจ้ามาช่วยแท้ๆ เลย” เจ้าประกายคำมองไปตรงทางเข้า แล้วยิ้มดีใจ “เจ้าอุรคามาค่ะ”
       ภุชคินทร์หันไปมองตาม เห็นเจ้าอุรคาเดินมาด้วยท่วงท่างามสง่าเหมือนเคย
       ภุชคินทร์เผลอบ่นกับตัวเองเบาๆ “เจอกันอีกจนได้”
       “คุณชายบ่นอะไรหรือคะ” เจ้าอุรคาเดินมาถึง
       ภุชคินทร์สะดุ้ง หันมามองเจ้าอุรคาเก้อๆ แต่เจ้าอุรคายิ้มขำ เจ้าประกายคำว่า
       “ฝากเจ้าหน่อยนะคะคุณชาย ดิฉันขอตัวไปดูมาดาม”
       เจ้าประกายคำเดินไปหามาดามแล้ว
      
       ภุชคินทร์หันมามองเจ้าอุรคาเหมือนไม่ค่อยอยากเจอ แต่เจ้าอุรคายิ้มขำพอใจ



       ที่มุมกาแฟในร้านเพชรของเจ้าประกายคำ สองคนนั่งดื่มกาแฟอยู่ด้วยกัน เจ้าอุรคาว่ายิ้มนัยน์ตาเจิดจ้าเป็นประกายระยิบระยับ ราวกับหญิงสาวแรกรุ่นอินเลิฟ แตกต่างจากตอนที่อยู่กับสุบรรณหรือคนอื่นอย่างสิ้นเชิง
      
       “ดิฉันได้ยินคุณชายบ่นว่า เจอกันอีกจนได้ คุณชาย...หมายถึง คุณชายกับดิฉันหรือคะ”
       ภุชคินทร์หลบตาไม่ชอบสายตาแบบนั้นที่มองมา “ก็..เจ้าไม่รู้สึกหรือครับ ว่าเราเจอกันบ่อยไป”
       “ไม่ค่ะ ไม่ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ ดิฉันดีใจที่ได้เจอคุณชายทั้งนั้น”
       ภุชคินทร์เมินหน้าหนี ไม่ชอบเลย รู้สึกเหมือนตัวเองถูกจีบ เจ้าอุรคาพูดต่อเหมือนไม่รู้สึกเก้อเขินอะไร
       “หลายวันก่อน ดิฉันได้เจอหม่อมแม่ แล้วก็น้องสาวของคุณชาย”
       ภุชคินทร์ตอบสั้นๆ เหมือนไม่อยากคุยด้วย “ครับ”
       เจ้าอุรคาชวนคุยต่อ “คุณหนูนาเล่าให้คุณชายฟังหรือเปล่าคะ ว่าดิฉันให้ก้อนกรวดแกไปก้อนหนึ่ง”
       ภุชคินทร์ตอบสั้นๆ อีก “ครับ”
       เจ้าอุรคาซักต่อ “คุณชายเห็นมั้ยคะ”
       “ครับ”
       สายตาเจ้าอุรคามองมาอย่างเสียใจ เหมือนเขาไม่อยากคุยด้วย “แล้วคุณชายเห็นอะไรในก้อนกรวด
       ลูกแก้วนั่นมั้ยคะ”
       “ไม่” ชายหนุ่มตอบห้วนสั้นอย่างเก่า
       “ไม่เห็นจริงหรือคะ”
       ภุชคินทร์ชักรำคาญที่ถูกเซ้าซี้ “จริง”
       เจ้าอุรคาถามเสียงเครือ “แล้ว...คุณชายเคยเห็น ลูกแก้วลูกนั้นมาก่อนมั้ยคะ”
       ภุชคินทร์หน้าตึงเสียงเข้ม “เจ้าครับ ผมไม่ใช่เด็กนะครับที่เจ้าจะได้มาเล่นเกมยี่สิบคำถามกับผม เจ้ามีอะไร เชิญเจ้าพูดมาเลยดีกว่า”
       “ดิฉันอยากให้คุณชายมองลูกแก้วลูกนี้ค่ะ”
       พูดจบเจ้าอุรคาแบมือออกมา ภุชคินทร์เห็นเป็นลูกแก้วแบบเดียวกับที่หนูนามีเปี๊ยบอยู่ในมือเจ้าอุรคา ทั้งๆ ที่มือของเธอไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน คือแบมือแล้ว ลูกแก้วอยู่ในนั้นเลย ภุชคินทร์มองทึ่งๆ
       “คุณหนูนาบอกคุณชายแล้วนี่คะว่าดิฉันเล่นกลเก่ง”
       ภุชคินทร์เอาแต่มองหน้าเจ้าอุรคา จนเจ้าอุรคายิ้มพลางแซว
       “มองหน้าดิฉัน คุณชายไม่เห็นอะไรหรอกค่ะ คุณชายต้องมองลูกแก้ว คุณชายถึงจะได้เห็นบางอย่างที่คุณชายหลงลืมไป มองสิคะ...คุณชายมองสิ”
       ราวกับถูกสะกดจิต ภุชคินทร์ก้มลงมองดูลูกแก้วในมือของเจ้าอุรคาทันที
       ภุชคินทร์เห็นลูกแก้วสีใสลูกนั้นเป็นสีเขียวจางๆ ปนสีแดงเลือด ที่เขาเคยเห็นเมื่อครั้งอดีต
      
       ครั้งนั้น อัญมณีสีเขียวจางปนสีแดงเลือดเม็ดหนึ่ง ขนาดเทียบเท่ากับลูกแก้วบนหัวแหวนทรงเทอะทะของโบราณ ซึ่งอยู่ในมือหม่อมภาณีที่กำลังยื่นแหวนวงนั้นให้ภุชคินทร์ ก่อนที่เขาจะเดินทางไปต่างประเทศ
       “แหวนวงนี้ท่านพ่อตั้งใจทำไว้ให้ชาย แต่ท่านจากไปเสียก่อนเลยไม่ได้มอบให้ ในวันที่ชายจะไปศึกษาต่อ แม่ขอมอบให้ชายจ้ะ ชายจะได้รู้ว่าท่านพ่อและแม่ อยู่กับชายตลอดไป
       “ขอบคุณครับคุณแม่”
       ภุชคินทร์น้ำตาคลอ กอดหม่อมภาณีไว้ น้ำตาซึมคิดถึงพ่อ
      
       ที่ร้านกาแฟ ภุชคินทร์ยังนั่งถือลูกแก้วเม็ดนั้นเอาไว้ในมือ น้ำตาคลอเหมือนคนถูกสะกดจิต พูดเหมือนละเมอ
       “แต่หลังจากนั้น...ผมกลับทำหาย คุณแม่เสียใจมาก เพราะมันเป็นของที่ท่านพ่อตั้งใจทำให้ผม ผมพยายามลืม เพราะไม่อยากจดจำถึงความผิดของตัวเองอีก ความผิดที่ผมทำให้คุณแม่เสียใจ ผมพยายามลืม”
       “แต่ในวันนี้ คุณชายก็ยังไม่ลืม” เจ้าอุรคาว่า
       ภุชคินทร์สะดุ้ง เหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ มองลูกแก้วในมือและหน้าเจ้าอุรคาแบบทึ่งๆ
       “ใบหน้าของคุณชายมีคำถาม มากมายเหลือเกิน” เจ้าอุรคายิ้ม “คุณหนูนาไม่ได้บอกคุณชายหรือคะว่าดิฉันเล่นกลเก่งพอๆ กับเป็นหมอดู”
       ภุชคินทร์ฉงน “นี่เจ้าดูหมอให้ผมหรือครับ”
       “แล้วคุณชายคิดว่าใช่มั้ยล่ะคะ”
       ภุชคินทร์เงียบ เจ้าอุรคาทำให้เขาทึ่งอีกแล้ว เจ้าหญิงผู้ลึกลับชอบพูดกำกวมว่าต่อ
       “ช่างเถอะค่ะ เรื่องพวกนั้นถือว่าเป็นความพิเศษเล็กๆ น้อยๆ ของดิฉัน จุดสำคัญของเรื่องอยู่ที่” เจ้าอุรคาหย่อนเสียงลงก่อนพูดต่อ “หัวแหวนที่คุณแม่คุณชายท่านเสียดายนักหนา มันคืออัญมณีครุฑธิการ”
       ภุชคินทร์ตกใจ “ครุฑธิการ? หนึ่งในเครื่องประดับประจำตระกูลของเจ้า”
       “อัญมณีที่สุดแสนจะหายาก อัญมณีที่เกิดจากตำนานเก่าแก่” เจ้าอุรคามองจ้องตาภุชคินทร์นิ่งขณะบอก “ตำนานครุฑจับนาค” พูดด้วยเสียงสั่นเหมือกับเจ็บปวด “นาคเลยกระอักเลือดออกมา ครั้งแรกเป็นสีเขียวคล้ำ เรียกว่านาคสวาท” คราวนี้สุ้มเสียงเครือยิ่งขึ้นอีก “ครั้งที่สองเลือดจางหน่อย คือมรกต” ภุชคินทร์เห็นเจ้าอุรคาน้ำตาคลอ “ครั้งที่สามมีน้ำลายปนเลือด ออกมาเป็นครุฑธิการ”
      
       สิ้นคำพูดของเจ้าอุรคา ร่างของภุชคินทร์ก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับร่างทั้งร่างกำลังจะแหลกลงไป



       ในภาพฝัน ภุชคินทร์เห็นเหตุการณ์ที่บริเวณกลางแม่น้ำโขง  เป็นภาพพญานาคถูกพญาครุฑจิกกัดอย่างรุนแรง พญานาคดิ้นเร่าๆ เจ็บปวดสุดคณา
      
       ร่างของภุชคินทร์ที่อยู่บนเตียงในห้องนอนยามนั้น ก็บิดหงายไปมาด้วยความเจ็บปวดสุดขีด ความรู้สึกเหมือนกับตนเป็นนาคตัวนั้นอย่างเหลือเกิน พร้อมๆ กับที่เห็นภาพครุฑกระชากร่างของนาคขึ้น ร่างของภุชคินทร์ก็สะดุ้งขึ้นมาสุดตัว ชายหนุ่มรู้สึกตัวตื่น นั่งหอบหายใจ พร่ำถามตัวเอง
       “ทำไมเรารู้สึกเจ็บปวด ราวกับเป็นนาคตัวนั้น”
       ภุชคินทร์เอามือลูบใบหน้า นิ่ง สติคิดถึงบางอย่าง แล้วค่อยๆ ลดฝ่ามือลงมา
       “เราเจอเจ้าอุรคานี่ นี่เราฝันเหรอ….หรือความจริง”
       ภุชคินทร์ถามตัวเองอย่างแปลกประหลาดใจ เพราะทุกครั้งที่เจอเจ้าอุรคามีแต่ทำให้เขาประหลาดใจ       
      
       ที่คฤหาสน์สุบรรณคืนนั้น สุบรรณทำท่าหัวเสียเป็นอย่างมาก เมื่ออำนาจเดินมาบอก
       “นายครับ...มีคนโทร.มาขอสัมภาษณ์”
       สุบรรณตวาด “จะเรื่องอะไรฉันก็ไม่ให้สัมภาษณ์ทั้งนั้น ออกไปฉันอยากอยู่คนเดียว”
       “ครับ”
       อำนาจเดินออกไป สุบรรณทิ้งตัวนั่งลง
       “ทำไม ฉันต้องเป็นอย่างนี้ด้วย ทำไม”
       สุบรรณเอามือกุมหัวปวดหัวมาก
      
       สุบรรณมาหาเจ้าอุรคา ท่าทางเหมือนคนเหนื่อยอ่อน หมดอาลัยตายอยาก ขณะบอกเจ้าอุรคา
       “ผมเหนื่อย ผมไม่มีเรี่ยวแรงที่จะแก้ปัญหา ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทำอะไรทั้งนั้น”
       “นั่นไม่ใช่นิสัยของท่านสุบรรณ
       “เจ้าจะไม่ถามผมหน่อยหรือว่าเรื่องอะไร”
       เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้ม “ถึงดิฉันไม่ถาม แต่ถ้าคุณอยากบอก คุณก็จะบอก”
       “ใช่...ผมอยากบอก ผมก็จะบอก ที่ผมเป็นอย่างนี้” สุบรรณคุมตัวเองไม่อยู่ ระเบิดความรู้สึกด้วยเสียงดังมาก “เพราะเจ้า วันๆ ผมเอาแต่คิดถึงเจ้า พร่ำเพ้อถึงแต่เจ้า ผมกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่เจ้า เจ้าไม่เคยดูดำดูดีผมเลย ไม่...แม้แต่จะคิดติดต่อผม เจ้าเห็นผมเฉยๆ เจ้าก็เฉยๆ ตอบผมใช่มั้ย”
       “แล้วมันแปลกตรงไหนคะ? หรือผู้หญิงทุกคน จะต้องเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาท่านสุบรรณ”
       “ผู้หญิงคนไหนๆ ผมก็ไม่สนใจทั้งนั้น ผมสนใจแต่เจ้า เพราะผมรักเจ้า” สุบรรณกระชากร่างเจ้าอุรคาเข้ามาพูดเสียงดังใส่ “ได้ยินมั้ยว่าผมรักเจ้า รักอย่างไม่เคยรักใครมาก่อน
       เจ้าอุรคานิ่งเงียบ มีเพียงดวงตาที่เย็นเยียบน่ากลัว สุบรรณมองเจ้าอุรคาด้วยสายตาอ่อนโยนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
       “เจ้าอาจจะคิดว่ามันเร็วไป แต่สำหรับผม ไม่เลย ผมรู้สึกว่าผมรักเจ้า รักตั้งแต่แรกเห็น รัก มานานแสนนาน ชีวิตผมมีแต่เจ้า ผมพร้อมจะวางมือจากทุกอย่าง เพื่อเจ้า” สุบรรณอ้อนวอนในตอนท้าย “เจ้ารักผมนะครับ”
       เจ้าอุรคายังยืนเฉย สุบรรณได้สติ
       “ผมนี่เอาแต่ใจ เร่งรัดเจ้าเหลือเกิน...ผม..ผมจะไม่เร่งเจ้า ผมจะให้เวลา”
       “ไม่ต้องหรอกค่ะคุณสุบรรณ”
       สุบรรณมองมายังเจ้าอุรคาด้วยสายตาผิดหวัง รู้สึกใจคอไม่ดี เจ้าอุรคาว่าต่อ
       “เพราะไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ห้วงเวลาไหน ดิฉันก็จะไม่รักคุณ”
       สุบรรณเจ็บปวดมาก แทบหมดแรง “เจ้า...”
       เจ้าอุรคาย้ำชัดเสียงเฉียบขาด “ดิฉันไม่เคยรักคุณ”
       สุบรรณแทบหมดแรงอยู่ตรงนั้น
      
       ในเวลาต่อมาสุบรรณเหยียบรถมาอย่างแรงและเร็วตามทาง ก่อนเบรกรถตะโกนก้อง จากความเจ็บปวดผิดหวังเปลี่ยนเป็นโมโห ขัดใจ
       “คนที่เพียบพร้อมอย่างนายสุบรรณ ครุฑไพฑูรย์จะมาสิ้นท่าอย่างนี้เหรอ ไม่มีวัน ฉันไม่ยอม”
      
       นัยน์ตาของสุบรรณวาวโรจน์ราวกับดวงตาของพญาครุฑยังไงยังงั้น
       เวลากลางดึกที่วังนาเคนทร์ ภุชคินทร์ตื่นมายังมีท่าทางเคร่งเครียดสับสน เจ็บปวดลึกๆ ขณะพึมพำออกมา
      
       “นาคกระอักเลือดออกมา เป็นครุฑธิการ พลอย ครุฑธิการ” จูๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้ “ลูกแก้ว”
       ภาพตอนเก็บลูกแก้วเอาไว้ในลิ้นชักผุดขึ้นมา ภุชคินทร์ลุกพรวดไปเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานทันทีทันใด
       ทว่า ในลิ้นชัก ไม่มีลูกแก้วแต่อย่างใด
       “ลูกแก้ว หายไปไหน? ก็เราเก็บไว้ในนี้นี่”
       ภุชคินทร์งวยงง รีบหาลูกแก้วในลิ้นชักจนข้าวของข้างในกระจัดกระจายแต่ก็ไม่มี ชายหนุ่มอึ้งไป ใจประหวัดถึงเจ้าอุรคา แต่พยายามไม่เชื่อ เดินพรวดออกนอกห้องทันที
      
       มือของภุชคินทร์เคาะประตูห้องของนอนนารีวรรณรัวเร็ว ขณะที่ด้านในห้องนารีวรรณนอนหลับอยู่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะเรียกที่หน้าห้อง
       “หนูนาๆ”
       “คะพี่ชาย”
       นารีวรรณงัวเงียอยู่ แต่รีบเดินออกมาเปิดประตูห้อง ทันทีที่ประตูเปิด ภุชคินทร์ก็ถาม
       “หนูนาเอาลูกแก้วคืนไปแล้วเหรอ”
       นารีวรรณยังอยู่ในอาการงัวเงีย ทั้งง่วงทั้งงงอยู่ “ลูกแก้วอะไรคะ”
       “ก็ลูกแก้วที่เจ้าอุรคาให้หนูนาไง”
       “เปล่านี่คะ...ก็..อยู่กับพี่ชาย” นารีวรรณเริ่มได้สติ “มันหายไปเหรอคะ”
       ภุชคินทร์ตอบไม่ตรงคำถาม ไม่แน่ใจ “พี่หาไม่เจอ”
       “หาไม่เจอ.....หรือว่า” นารีวรรณตาเป็นประกายยิ้มพลางเย้าพี่ชาย “เจ้าอุรคา เธอจะเล่นกลเอาของเธอคืนไปแล้วคะ?”
       คำพูดเล่นๆ ของผู้เป็นน้องสาว ทำเอาภุชคินทร์นิ่งงัน ขนลุกซู่ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เขาคิดไว้แต่เบื้องแรกแล้ว
      
       เวลาเดียวกัน ภายในเฮือนภูจำปา เจ้าอุรคานั่งนิ่งแต่สีหน้าดูตื่นเต้น ดวงตาไหวระริกเหมือนรออะไรบางอย่าง
       ชรายุที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้น บอกเสียงอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้ม
       “อีกไม่นาน ท่านภุชเคนทร์จะต้องมา”
       เจ้าอุรคายิ้มบางๆ ชรายุว่าต่อ
       “แต่...เราอยากทำให้ท่านภุชเคนทร์ร้อนใจ”
       เจ้าอุรคาหันมามองเป็นเชิงถาม สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย ชรายุตอบด้วยน้ำเสียงเห็นใจเจ็บแค้นแทน
       “เขาต้องเป็นฝ่ายร้อนใจบ้าง ที่ตามหาเจ้าไม่เจอ”
       เจ้าอุรคานั่งนิ่ง แววตาบอกว่าสงสาร เจ็บปวด เห็นใจภุชคินทร์
      
       จริงดังว่า เพราะภุชคินทร์ขับรถมาตามทาง ตรงมายังบริเวณที่ตั้งของเฮือนภูจำปา แต่แล้วทันใดนั้นเอง เฮือนภูจำปาที่ตั้งตระหง่านอยู่ก็ค่อยๆ เลือนหายไป ในจังหวะเดียวกันกับที่ภุชคินทร์ขับรถแล่นมาจอดพอดี
       ชายหนุ่มรีบลงมาจากรถ มองตรงไปยังเบื้องหน้า ดวงตาตื่นตระหนก
       “เฮือนภูจำปาหายไปอีกแล้ว”
       ภุชคินทร์กวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่มีเฮือนภูจำปาแต่อย่างใด
      
       เวลาผ่านไป ภุชคินทร์ขับรถวนตามบริเวณละแวกนั้นเพื่อนหาเฮือนภูจำปา แต่ก็ไม่เจอ ภุชคินทร์เปิดประตูรถก้าวลงมา ตรงบริเวณที่เคยเป็นประตูทางเข้าเฮือนภูจำปา
       “นี่มันเกิดอะไรขึ้น เกิดอะไร เจ้าอุรคา คุณอยู่ไหน เจ้าอุรคา...”
       ภุชคินทร์ตะโกนก้อง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ไม่เข้าใจ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
      
       เจ้าอุรคาอยู่ในภาพเลือนลาง มองดูภุชคินทร์อยู่
       “ภุชเคนทร์ ท่านกำลังทุกข์ใจ เพราะเราใช่มั้ย ภุชเคนทร์”
       เจ้าอุรคาถามเสียงแผ่วเบา ดวงตาลังเลไม่แน่ใจ แต่สายตาคู่นั้นบ่งบอกว่าเจ็บปวดยิ่งกว่าภุชคินทร์
      
       รุ่งเช้าสุบรรณขับรถเข้ามาจอดพรืดหน้าคฤหาสน์ อำนาจที่รอมาทั้งคืนรีบเดินมาหาอย่างร้อนใจ ยิ่งเห็นท่าทางทรุดโทรมของผู้เป็นนาย อำนาจก็ยิ่งเป็นห่วง ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ได้แต่ถาม
       “ไหวมั้ยครับนาย”
       สุบรรณตอบห้วนๆ “ทำไมจะไม่ไหว แกนั่นแหละรีบไปเตรียมตัว ฉันจะไปอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานเลย” จากนั้นทำท่าจะเดินไปแล้วหยุดสั่งไม่หันมามอง “อำนาจ ติดตามเจ้าอุรคา อย่าให้คลาดสายตา แล้วมารายงานฉัน”
       “ครับนาย!”
       สุบรรณเดินจ้ำพรวดๆ เข้าไปในตัวตึก ท่าทางอารมณ์ไม่ดี
      
       สุรินทร์ลอบมองสุบรรณอยู่ ด้วยสายตาดูแคลน



       ครู่ต่อมาอำนาจจะเดินเข้าไปในคฤหาสน์ แต่เจอสุรินทร์ดักรออยู่และยิงคำถามมาทันที
      
       “นายจะออกไปทำงานในสภาพนี้เหรอ”
       อำนาจมองง น้ำเสียงตำหนิอยู่ในที “แล้วไง”
       “มันไม่สมควร!”
       อำนาจมองไม่พอใจ “นายเป็นนาย ทำอะไร นายย่อมรู้ตัวดี”
       “แต่เวลาไม่มีสติ นายอาจไม่รู้ตัว”
       อำนาจมองเป็นเชิงถาม แต่สายตาไม่พอใจมากยิ่งขึ้น เมื่อสุรินทร์พูดต่ออย่างดูหมิ่น ดูแคลน
       “เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ถ้าอ่อนแอ ใครจะศรัทธา”
       “ยังไง นายสุบรรณก็เป็นคนเข้มแข็ง ฉันเชื่อว่า คนข้างนอกจะไม่มีใครได้เห็นนายอ่อนแอ เว้นเสียแต่ จะมีคนในเอาไปพูด” อำนาจจะเดินต่อ แต่หยุดพูด โดยไม่หันมา “อีกอย่าง ขี้ข้าไม่มีหน้าที่นินทานาย”
               จากนั้นอำนาจเดินออกไป สุรินทร์มองตามอย่างไม่พอใจ ขบกรามแน่นพูดลอดไรฟันออกมา
       “แกอาจจะเป็นขี้ข้า แต่สำหรับฉัน ไม่มีทางเป็นขี้ข้าของคนอ่อนแอโว้ย”
       สายตาสุรินทร์ดูออกว่าไม่พอใจการกระทำของสุบรรณเป็นอย่างมาก
      
       ส่วนที่หน้ากระทรวง ภิงคารเดินออกมา โดยมีภุชคินทร์ติดตามเหมือนเดิม และด้านหลังก็มีเจ้าหน้าที่กระทรวงเดินตามมาด้วย
       ภิงคารสั่งงาน “ได้ข้อมูลอะไรของเจ้าอุรคาเพิ่มเติม รีบเอามาให้ผม ระวังอย่าให้เจ้ารู้ตัวผมไม่อยากให้กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ของเรากับภูจำปา”
       “ครับผม”
       เจ้าหน้าที่รับคำแล้วเดินออกไป ภุชคินทร์ที่หน้าตาท่าทางเซียวๆ เหมือนคนไม่ได้นอน ถามขึ้นอย่างแปลกใจ
       “ทำไมจะต้องหาข้อมูลของเจ้าอุรคาเพิ่มครับคุณน้า”
       ภิงคารมองไปรอบๆ ท่าทีระวังและตอบเบาๆ “มีคนสงสัยว่าเจ้าจะเป็นคนขององค์กรลับ…”
       ภุชคินทร์ต่อคำ “นินจัตสุ?”
       ภิงคารพยักหน้า “ส่วนตัวน้าไม่เชื่อหรอกนะ แต่เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง ก็ต้องเช็ครายละเอียดทุก
       อย่างดู” ภิงคารมองหลานชายอย่างเป็นห่วง “แล้วชายเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าตาเหมือนคนไม่ได้หลับไม่ได้นอน”
       ภุชคินทร์เผลอหลุดปาก “คิดเรื่องเจ้าอุรคาอยู่ครับ”
       ภิงคารฉงน “เจ้าอุรคา”
       ภุชคินทร์รู้ตัว “นายศิษฐ์เคยคุยกับผมเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เอาเป็นว่า ผมจะช่วยหาข้อมูลของเจ้าอุร
       คาให้คุณน้าอีกแรง”
               ภุชคินทร์พูด แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ท่าทางหนักใจมาก
      
       เย็นนั้น ตามทางบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของเฮือนภูจำปา ภุชคินทร์ขับรถมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย สับสน อยากรู้ กวาดสายตามองไปรอบๆ ทุกอย่างว่างเปล่าเหมือนเดิม
       “ทุกอย่าง ยังอยู่เหมือนเดิม แล้วเฮือนภูจำปาจะหายไปได้ยังไง”
       ภุชคินทร์ขับรถมุ่งหน้าไปยังเฮือนภูจำปาต่อไป สายตากวาดมองรอบๆ บริเวณตลอด แต่ยังไม่มีแววว่าจะเจอ
       เจ้าอุรคายืนมองภาพตรงหน้าอย่างกังวลใจ พูดเสียงอ่อยๆ กับชรายุ ด้วยสงสารภุชเคนทร์ของนาง
       “ชรายุ...เรากลัวท่านภุชเคนทร์จะหลงทาง”
       ชรายุหันมามองรู้ทัน เจ้าอุรคาออกตัว
       “เค้าตามหาเรา ท่านภุชเคนทร์ ตามหาเรานะชรายุ”
       “หมายความว่า...เจ้าจะ...”
       “เราจะเปิดทางให้ท่านภุชเคนทร์”
               เจ้าอุรคามองชรายุก่อนเดินออกไป ชรายุมองตาม
       “สุดท้าย เจ้าก็เป็นคนใจอ่อน และความใจอ่อน ก็ทำให้เจ้าต้องเจ็บทุกที”
       ชรายุมองตามเจ้าอุรคาด้วยความสงสารเห็นใจ
      
       พระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน บรรยากาศโพล้เพล้ ความมืดโรยตัวลงมาปกคลุมไปทั่วบริเวณ ภุชคินทร์ขับรถมา แล้วเห็นภาพเฮือนภูจำปาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ภุชคินทร์มองอย่างตื่นตะลึง ในที่สุดก็เจอจนได้ รีบจอดรถแล้วเดินลงไปทันที
      
       ส่วนที่ด้านหลัง อำนาจขับรถมาจอดซุ่มดูอยู่ และเห็นภุชคินทร์เดินมุ่งหน้าสู่เฮือนภูจำปา



       ท่ามกลางความมืดสลัว ประตูรั้วค่อยๆ เปิดออก ภุชคินทร์เดินเข้าไปมองตัวเรือนนิ่ง เจ้าอุรคาเดินมาจากด้านหลัง ยิ้มอ่อนโยน ขณะถาม
      
       “ทำไมจ้องอย่างนั้นล่ะคะคุณชาย”
       ภุชคินทร์สะดุ้ง หันขวับมามองอย่างตกใจ ว่าเจ้าอุรคามาตั้งแต่ตอนไหน เจ้าอุรคาถามต่อเย้าๆ
       “กลัวเฮือนภูจำปาจะหายไปหรือ”       
       ภุชคินทร์มองจ้องอย่างจับสังเกตขณะถาม “เมื่อคืนผมมาหาเจ้า แต่หายังไงก็หาไม่เจอ”
       เจ้าอุรคาอมยิ้มขำ “มันมืดหรือเปล่าคะ? แถวนี้พอมืด คนหลงทางกันบ่อย”
       ภุชคินทร์บอกเสียงเข้ม “ไม่..ผมไม่ได้หลงทาง”
       เจ้าอุรคาเย้าอีก “เมื่อครู่ ก็ไม่ได้หลงหรือคะ”
       ภุชคินทร์อึ้ง มองเจ้าอุรคาอย่างฉุนเฉียว “ผมว่าเจ้ารู้ดีทุกอย่าง”
       เจ้าอุรคาอมยิ้มยั่วเย้า “ก็ดิฉันเป็นนักเล่นกล”
       เจ้าอุรคาพูดจบก็แบมือออกมา ภุชคินทร์มองตาม ขนลุกซู่ เมื่อเห็นลูกแก้วอยู่บนมือเจ้าอุรคา
       “คุณชาย ตามหามันอยู่ใช่มั้ยคะ”
       “ลูกแก้ว มาอยู่กับเจ้าได้ยังไง” ภุชคินทร์ถามอย่างตื่นเต้น
       “ก็บอกแล้วไงดิฉันเป็นนักเล่นกล”
       ภุชคินทร์กระชากร่างของเจ้าอุรคาเข้ามาหา ด้วยท่าทีกราดเกรี้ยวและโมโหมาก
       “บอกผมมานะครับเจ้า เจ้าเป็นใคร และเจ้ากำลังเล่นอะไรกับผมอยู่”
       อำนาจที่สะกดรอยตามมา เขม้นตามอง หวงเจ้าอุรคาแทนสุบรรณ ภุชคินทร์ตะโกนอีก
       “บอกมานะครับเจ้า บอกมาเดี๋ยวนี้”
       เจ้าอุรคาปรายตามองไปทางด้านหลัง เหมือนรู้ว่ามีคนมา แต่ไม่พูดอะไร จับมือของภุชคินทร์ที่จับไหล่เธอออก มันหลุดออกมาอย่างง่ายดาย ภุชคินทร์มองมือของตัวเองที่หลุดออกมานั้น อย่างงวยงง เรี่ยวแรงเจ้าอุรคามากเกินผู้หญิงธรรมดา
       ขณะที่เจ้าอุรคาเดินตรงไป แววตาจดจ้องมองนิ่งไปยังจุดที่อำนาจแอบอยู่
      
       อำนาจ รู้ว่าเจ้าอุรคาเดินนำภุชคินทร์มา ก็รีบฉากหลบไปอย่างรวดเร็ว เจ้าอุรคาหรี่ตามองไม่พอใจ
       รู้ดีว่าอำนาจเป็นคนของสุบรรณ ภุชคินทร์ไม่รู้เรื่องตามมากระชากข้อมือเจ้าอุรคา
       “อย่าทำกับผมอย่างนี้นะครับเจ้า”
       “ดิฉันทำอะไร” เจ้าอุรคาย้อนถาม
       “ก็เจ้าเดินหนีผม เจ้าไม่ฟังผม ได้ ถ้าเจ้าไม่อยากตอบคำถามผม ไม่อยากยุ่งกับผม ผมก็จะไม่ยุ่งกับเจ้า” ภุชคินทร์แบมือออกมา “ขอลูกแก้วของผมคืน”
       เจ้าอุรคามองมา เสียใจยิ่งกว่าเดิม “คุณชายต้องการแค่ลูกแก้ว”
       ภุชคินทร์ยังคงแบมือไม่มองหน้า “ก็มันเป็นของผม ผมขอคืน” ภุชคินทร์หันกลับมามอง ถามกวนๆ “หรือถ้าเจ้าคิดว่า เจ้าเล่นกลแล้วมันเป็นของเจ้า ผมขอซื้อคืนก็ได้”
       “ไม่ต้องค่ะ มันเป็นของคุณชายอยู่แล้ว” เจ้าอุรคายื่นลูกแก้วคืนให้ “เก็บไว้ให้ดีนะคะเพราะกว่าจะเป็นครุฑธิการ มันต้องแลกด้วยความเจ็บปวด ชีวิต ของใครคนหนึ่ง”
       ภุชคินทร์ถามทันที “ใคร”
       “สักวัน คุณชายจะรู้เอง”
       เจ้าอุรคาพูดแค่นั้นก็หันหลังกลับ ภุชคินทร์มองตามอย่างขัดใจ โมโห เดินตามมาขวางหน้าพูดประชดประชันเสียงขุ่น
       “เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกพูดจากำกวมแบบนี้เสียที ผมไม่ชอบ ได้! ถ้าเจ้าคิดว่าการเล่นแง่ของเจ้า จะทำให้ผมหัวหมุน เป็นลูกไล่ของเจ้า ผมไม่เอา” ภุชคินทร์ยื่นลูกแก้วคืนให้
       “ขอโทษค่ะ ที่ดิฉันทำให้คุณชายไม่พอใจ แต่กรุณาเก็บลูกแก้วไว้เถอะค่ะ” เจ้าอุรคายื่นมือไปจับมือภุชคินทร์ให้กำลูกแก้วไว้เหมือนเดิม พูดสำทับ “ทำเป็นแหวน สวมติดนิ้วเอาไว้ เพราะครุฑธิการเม็ดนี้ จะช่วยป้องกัน ภยันอันตรายทุกอย่างได้ค่ะ”
       เจ้าอุรคาพูดแค่นั้นก็เดินกลับเข้ามาในบริเวณบ้าน ภุชคินทร์มองขัดใจยิ่งกว่าเดิม ทำท่าจะเดินตาม แต่หยุดบ่นพึมพำ
       “เจ้ากำลังทำให้เราหัวหมุน อย่าเดินตามเกมเจ้า...ภุชคินทร์”
       ภุชคินทร์บอกตัวเองอย่างถือดี แต่แววตาละห้อยมองตามเจ้าอุรคาไป ก่อนจะตัดสินใจเดินพรวดไปที่รถท่าทีงอนๆ
       เจ้าอุรคาหันมามองภุชคินทร์ด้วยท่าทางเสียใจ และยืนมองส่งจนรถของภุชคินทร์ลับหายไปในความมืด
      
       จากนั้นดวงตาของเจ้าอุรคาก็ตวัดไปยังอีกทางอย่างไม่พอใจ



       ขณะที่อำนาจวิ่งหนีมาตามรายทางที่เป็นป่ารกชัฏละแวกเฮือนภูจำปาของเจ้าอุรคา ท่าทางงุนงง และหัวเสียเอามากๆ
      
       “รถหายไปไหนวะ”
       อำนาจยืนนิ่งกวาดสายตามองไปรอบๆ ไม่คุ้น ได้แต่ถามตัวเอง
       “เรามาแถวนี้ได้ยังไง”
       อำนาจกวาดสายตามองไป เห็นแต่ป่า ป่า ป่า ในความมืดมิดอำนาจยินเสียงฝีเท้าคนย่ำมา
       อำนาจหันขวับไปมอง แต่ก็ไม่เห็นใคร พอหันกลับมาอีกทาง ต้องสะดุ้งเฮือกร้องเสียงหลง เมื่อมีงูตัวหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาทำท่าจะฉกใส่ อำนาจหลบอย่างว่องไว แล้วเกมไล่ล่าระหว่างคนกับงูเริ่มต้นขึ้น
       อำนาจหนี งูเลื้อยตาม อำนาจควักปืนออกมายิง เห็นงูถูกยิงอย่างจัง จนเลือดสาดกระจาย งูนอนนิ่ง อำนาจหัวเราะสะใจ
       “นึกว่าจะแน่แค่ไหน สมน้ำหน้า ตายๆ ไปเลย ไอ้งูบ้าเอ๊ย”
       อำนาจยกปืนยิงเปรี้ยงอีกนัด แต่แทนที่จะตายอย่างที่อำนาจเห็น งูตัวนั้นกลับทะลึ่งพรวดขึ้นมา ชูคอแผ่แม่เบี้ยจังก้า ไม่มีทีท่าเจ็บปวดจากกระสุนปืน
       อำนาจตะลึงตกใจร้องลั่น “เฮ้ย! เป็นไปได้ยังไงวะ”
       งูพุ่งเข้ามา อำนาจหลบจนเสียหลักล้มลง งูจะฉก อำนาจคว้าหมับเอามือบีบระหว่างคอของมันเอาไว้
       อำนาจร้องเสียงหลง “อย่า..อย่า!”
       งูโน้มคอลงมาจะฉก แต่อำนาจสู้สุดแรงเกิด ทั้งคนทั้งงูสู้กันไม่มีถอย กลิ้งกันไปมา แล้วอำนาจก็
       เป็นฝ่ายเสียหลัก งูฉกลงมา อำนาจร้องสุดเสียง
       “อย่า”
       ทันใดนั้นเอง เสียงปืนก็ดังก้องขึ้น พร้อมๆ กับกระสุนพุ่งเข้าเจาะที่กลางลำตัวงูตัวนั้นอย่างจัง
       มันผงะ กรีดเสียงร้องโหยหวน
       ช่างน่าประหลาดนักที่เสียงของงูตัวนั้น ช่างเหมือนเสียงของอิสตรี ก่อนที่มันจะกระเสือกกระสนเลื้อยเข้าพงหญ้าแถวนั้นไป
       อำนาจนั่งหอบหายใจรัวกลัวมาก เห็นเป็นสุรินทร์ถือปืนเดินเข้ามา มองตาม
       “มันเป็นงูปิศาจ รีบกลับเร็วอำนาจ”
       โดยไม่รอให้เรียกซ้ำสอง อำนาจผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
      
       งูตัวใหญ่ยาว ลำตัวเปื้อนเลือดเลื้อยเข้าเขตเฮือนภูจำปาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะกลายร่างเป็น
       เจ้าอุรคาในสภาพเลือดท่วมตัว เดินโผเผเซซังเข้าไปด้านใน เจ็บปวดแทบขาดใจ
       ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยเข้าสู่เมฆทะมึนจนถูกกลืนมืดมิด และรู้ดีว่าเริ่มต้นเข้าวันแรม 15 ค่ำ แล้ว
      
       รถของสุรินทร์ กับอำนาจวิ่งมาจอดเคียงกันที่ข้างถนน สองหนุ่มก็เดินลงมา ท่าทางของอำนาจยังตื่นกลัวไม่หาย หน้าซีดเหงื่อแตก ยิ่งกว่าปะทะกับคนเป็นสิบ ถามสุรินทร์งงๆ
       “มาได้ยังไง?”
       “ก็ตามแกมา”
       สองคนมองหน้ากัน อำนาจมองสุรินทร์ด้วยสายตาที่ดีขึ้น สุรินทร์พูดต่อ
       “ฉันไม่อยากให้นายหลงผู้หญิงคนนี้ จนเสียการงาน เสียผู้เสียคนแบบนี้”
       “นายไม่ได้เสียคน” อำนาจเถียงแทน
       “แกรู้ ว่าความจริงเป็นยังไง”
       ถูกสุรินทร์ย้อนอำนาจนิ่งไป รู้ดีว่าสุบรรณแคร์เจ้าอุรคาอย่างที่ไม่เคยแคร์ผู้หญิงคนไหนมาก่อน สุรินทร์หรี่ตาเจ้าเล่ห์ขณะบอก
       “แกควรบอกนายสุบรรณ หลีกเจ้าอุรคาให้ไกล”
       อำนาจตอบอย่างหวั่นๆ “ไม่ได้ นายสนใจเจ้าอุรคา อย่างไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อน”
       สุรินทร์สวนคำทันที “แต่เจ้าอุรคาไม่ใช่คนธรรมดา”
       “หมายความว่ายังไง?”
       “อย่างที่แกเห็น ทั้งเมื่อครู่ และที่คาสิโน ปืนที่ฉันยิงงูพวกนั้นเป็นปืนลงอาคม”
       อำนาจหน้าซีดเผือด สายตาตื่นตระหนก สุรินทร์พูดต่อสีหน้าเรียบเฉย เหมือนเป็นรายงานดินฟ้าอากาศ
       “ทุกครั้งที่ฉันได้ใช้ปืนด้ามนี้ เจ้าอุรคาเกี่ยวข้องด้วยทุกครั้ง อย่าเพิ่งทำหน้าไม่เชื่อ ในโลกนี้ยังมีสิ่งมหัศจรรย์ที่เราคาดไม่ถึงอีกมากมายเยอะแยะไป และเจ้าอุรคาก็เป็นหนึ่งในนั้น” สุรินทร์พูดอย่างเหยียดหยาม “ฮึ! แต่ถึงเจ้าอุรคาจะมหัศจรรย์แค่ไหน ผู้หญิงก็คือผู้หญิง ของเล่นที่เราไม่ควรเสียเวลาให้กับมัน และถ้านายสุบรรณ ยังเสียเวลา เล่นของเล่นที่ไม่มีค่า นายสุบรรณก็อาจจะหมดท่าพ่ายอำนาจให้กับใครซักคน”
      
       สุรินทร์พูดเหมือนหวังดี แต่ดวงตาเจ้าเล่ห์กลอกกลิ้งเหมือนคิดร้ายอะไรอยู่
ตอนที่ 5
      
       เช้าวันต่อมาภุชคินทร์ยังคงอยู่ในห้องนอน และกำลังแต่งตัวเตรียมไปทำงาน สีหน้าราชนิกูลหนุ่มไม่สู้ดีนัก ในใจยังเคืองขุ่นเจ้าอุรคาเรื่องเมื่อคืนอยู่ไม่คลาย
      
       “จะไปสนใจผู้หญิงเจ้าเล่ห์คนนั้นทำไม ภุชคินทร์” ภุชคินทร์บอกกับเงาตัวเองในกระจก “เลิก! เลิกคิดถึงเค้าได้แล้ว แล้วไปทำงาน”
       ภุชคินทร์คว้ากระเป๋าเอกสารทำท่าจะเดินออกไปนอกห้อง แต่หยุดชะงัก สีหน้าลังเล ก่อนเดินมา
       เปิดลิ้นชักหัวเตียงเปิดออกมา เห็นที่เก็บอัญมณีวางอยู่ ภุชคินทร์หยิบออกมาเปิดดูก็เห็นลูกแก้ววางอย่างดีในนั้น ภุชคินทร์ยิ้มนิดๆ หยิบลูกแก้วออกมาดูก่อนวางลงที่เดิม ปิดลิ้นชัก คว้าเอากุญแจมาล็อคไว้
       “ให้มันรู้ไป ว่าเจ้าจะเอาของผมไปได้อีก”
       ภุชคินทร์ยิ้มแล้วเดินออกไป กำลังจะเก็บลูกกุญแจดอกเล็กเสียงมือถือก็ดังขึ้น ภุชคินทร์เผลอ
       วางลูกกุญแจลง รับโทรศัพท์
       “ครับคุณน้า ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ”
       ภุชคินทร์รีบเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ลืมเก็บลูกกุญแจเสียสนิท
      
       เฟื่องวลีแต่งตัวสวยเฉิดฉาย แต่เดินไปมาท่าทางหงุดหงิดอยู่ในบ้านภิงคาร แถมหน้าหงิกหน้างอบ่นเป็นหมีกินผึ้ง
       “เบื่อๆๆ แต่งหน้าแต่งตัวซะสวย แต่ต้องมาอยู่เฉยๆ ในบ้าน”
       “ไม่อยากอยู่ในบ้าน ก็ชวนคุณชายภุชคินทร์ไปเที่ยวสิลูก” เฟื่องฟ้าแนะ
       “แม่ว่าฟีบี้ไม่ทำเหรอคะ? ฟีบี้ทำจนไม่รู้จะทำยังไงแล้วเนี่ย โทร.ไปก็ไม่รับ และถึงรับชวนไปไหนๆ ก็ไม่ไป”
       “ถ้าคุณชายไม่ไป ลูกก็ไปหาคุณชายที่บ้านสิลูก จะหลบจะหลีกยังไง ก็หนีไม่พ้นหรอก เพราะเราไปนั่งรออยู่ที่บ้านเลย”
       เฟื่องวลียกมือไหว้มารดา “ขอบคุณค่ะคุณแม่ที่เปิดทาง ฟีบี้จะทำตัวเป็นตัวหนีบพี่ชายเลยค่ะคุณแม่ขา”
       เฟื่องวลียิ้มแป้น สองแม่ลูกกอดกันสบายใจ
      
       ตรงโต๊ะนั่งเล่นบริเวณสวยสวยหน้าวังนาเคนทร์ พะนอฤดีคุยอยู่กับนารีวรรณอย่างออกรส นารีวรรณทำตาโตเป็นระยะ ขณะฟังพะนอฤดีเม้าธ์
       “ลำพังคุณฟีบี้พูดคนเดียว ฤดียังว่าไม่เท่าไหร่ แต่ขอโทษทีนะ” พะนอฤดีลดเสียงพูดเบาลง “ยัยเฟื่องฟ้า แท็คทีมกับลูก หาวิธีจับคุณชาย บอกถ้าทำตัวแรวงส์ ก๋ากั๋นไม่เวิร์ค ก็ให้แอ๊บไปเลย โอยย..ฤดี หัวใจจะวาย” ว่าพลางพะนอฤดีทำหน้าซื่อแอ๊บใส “ผู้หญิงสมัยนี้ เค้าทำกับขนาดนี้เลยหรือ”
       นารีวรรณหน้างอ “น่าเกลียดที่สุด จ้างให้ หนูนาก็ไม่ยอมให้คุณฟีบี้มาเป็นพี่สะใภ้”
       พะนอฤดีแกล้งหยั่งเชิง “แล้วถ้าคุณชายยอมล่ะ”
       “ไม่มีทาง หนูนาดูพี่ชายออก พี่ชายไม่มีวัน ไปรักผู้หญิงอย่างคุณฟีบี้แน่ๆ ต้องอย่าง…” นารีวรรณพูดค้างคำ
       พะนอฤดียิ้มย่องต่อคำ “ฤดีเหรอ”
       นารีวรรณเหมือนไม่ได้สนใจฟัง ตายิ้มฝันหวาน “เจ้าอุรคา”
       “อะไรนะ”
       “เจ้าอุรคา ณ ภูจำปา” นารีวรรณบอก
       พะนอฤดีตาค้าง แต่หนูนาพูดต่อท่าทีปลื้มสุดขีด
       “จริงๆ นะฤดี เจ้าอุรคานี่แหละเหมาะสมกับพี่ชายที่สุด เจ้าอุรคา สวย งามสง่า ไม่ว่าเจ้าอุรคาจะทำอย่างไรก็น่ามองหมดเลย ที่สำคัญ...”
       พะนอฤดีรีบซัก “อะไร”
       “หนูนาว่าพี่ชายก็สนใจเจ้าอุรคาอยู่เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นพี่ชายคงไม่หาเรื่องไปเจอกับเจ้าอุรคาบ่อยๆ หรอก”
       “หาเรื่องไปเจอ” พะนอฤดีงวยงง
       “ก็...พี่ชายแกล้งหาลูกแก้วที่เจ้าอุรคาให้หนูนาไม่เจอ จะไม่เจอได้ยังไงล่ะจ้ะฤดีจ๋า...ก็พี่ชายเป็นคนเก็บไว้เอง หนูนาเลยคิดว่าพี่ชายต้องแกล้งสร้างเรื่องเพื่อไปหาเจ้าอุรคาแน่ๆ เลย” นารีวรรณสะกิดพะนอฤดี “ฤดี..ฤดี”
       พะนอฤดีสะดุ้ง “จ๊ะ”
       “ฟังอยู่หรือเปล่า”
       พะนอฤดีนิ่ง ส่วนนารีวรรณมองไปทางด้านหน้าตึก เห็นรถของเฟื่องวลีกำลังจะเลี้ยวเข้ามา นารีวรรณทำหน้าหงิกทันที
       “อ๋อ! หนูนาเข้าใจแล้ว”
       “เข้าใจว่า ฤดีกำลังเฮิร์ตใช่มั้ย”
       “ใช่! ก็แค่พูดถึง คุณฟีบี้ก็มา”
       พะนอฤดีงง “คุณฟีบี้มา”
       “อ้าว! ฤดีไม่เห็นหรือไง? คุณฟีบี้มาโน่นแล้ว”
       นารีวรรณพูดจบ เฟื่องวลีก็ขับรถแล่นปร๊าดมาจอดที่ตรงหน้า โบกมือมาทักทาย ก่อนก้าวลงมา
       “เฮ้ลลลโล้..!!คุณหนูนาขา”
       นารีวรรณทักตอบจ๋อยๆ เลียนเสียง “เฮ้ลลลโล้ค่ะ”
       พะนอฤดีหน้าหงิก บ่นงึมงำกับตัวเองเบาๆ
      
       “โอย...ทั้งเจ้าอุรคา ทั้งยัยซอมบี้ พะนอฤดี มึน!”


  


       ครู่ต่อมาเฟื่องวลีเดินนวยนาดเข้าไปในวัง นารีวรรณเดินแกมวิ่งตาม โดยมีพะนอฤดีวิ่งตามอีกคน
      
       เฟื่องวลีพูดพร้อมรอยยิ้ม “ฟีบี้บอกแล้วไงคะ ฟีบี้ก็เป็นเหมือนคนในครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว คุณหนูนาไม่ต้องเสียเวลามาต้อนรับมาดูแลฟีบี้หรอกค่ะ อีกอย่าง ฟีบี้ไม่ได้มาหาคุณหนูนา ฟีบี้มาหาพี่ชายค่ะ”
       “พี่ชายไม่อยู่ค่ะ”
       “ไปทำงานใช่มั้ยคะ? งั้นเดี๋ยวพี่ชายก็กลับ”
       “กลับดึกค่ะ” นารีวรรณบอก
       “จะดึกแค่ไหน ฟีบี้ก็รอได้ เชิญคุณหนูนา” เฟื่องวลีปรายตามองพะนอฤดี “กับ...เพื่อนตามสบายเถอะค่ะ”
       เฟื่องวลีทำหน้าเย้ยหยันพะนอฤดี ก่อนหมุนตัวเดินตัวปลิวเข้าไปในวัง
       “ช่างเถอะหนูนา คนแบบนี้พูดด้วยก็เสียเวลาเปล่า” พะนอฤดีว่า
       “นั่นน่ะสิ...นี่ถ้าไม่เกรงใจว่าเป็นญาติคุณน้าภิงคาร หนูนาเชิญออกจากบ้านแล้วนะเนี่ย”
       พะนอฤดีหน้ามุ่ย “แต่ถ้าคุณชายกลับมา”
       “ไม่มาหรอกจ้ะ ถึงมา ก็ดึก” นารีวรรณยิ้ม “คุณน้าโทร.มาตามพี่ชายแต่เช้าเห็นว่ามีงานด่วน
       ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องสะสางงานกันจนดึกล่ะ ฮึ! ถ้าคุณฟีบี้อยากนั่งรอจนรากงอก ก็รอไปหนูนาไม่สนใจหรอก น้ำท่าก็ไม่เอาให้กินด้วย”
       นารีวรรณบอกท่าทีขวางๆ เฟื่องวลี พะนอฤดีเยื้อนยิ้มอย่างพอใจ
      
       เวลาเดียวกันภายในห้องลับที่เฮือนภูจำปา เจ้าอุรคาซึ่งยังมีท่าทางอิดโรยและยังเจ็บปวดแผลถูกสุรินทร์ยิงอยู่ ลืมตาโพลงขึ้นมาเห็นและได้ทุกอย่าง เจ้าอุรคาโผเผลุกขึ้น ชรายุที่คอยดูแลอยู่เดินเข้าไปหาพลางบ่น
       “เมื่อไหร่จะพ้นคืน 15 ค่ำเสียที เจ้าอุรคาของข้าจะได้มีพละกำลัง มีอำนาจเหมือนเดิม”
       “เป็นเพราะอาวุธลงอาคม ไม่เช่นนั้นเราคงไม่บาดเจ็บถึงเพียงนี้” เจ้าอุรคาบอก
       ชรายุโกรธแค้นสุรินทร์ขึ้นมาทันที ดวงตาวาววับ “ข้าจะไปจัดการคนที่มันทำร้ายเจ้า”
       “อย่า มนุษย์ผู้นั้นมันไม่ธรรมดา เราจะจัดการมันเอง และจัดการทุกคนที่มาขวางทางรักของเรา”
       เจ้าอุรคาพูดเสียงเบาแต่ในน้ำเสียงเข้ม ดุดัน นัยน์ตาวาววาม แลดูน่ากลัว
      
       ด้านเฟื่องวลี มองซ้ายมองขวาแอบย่องเข้ามาในวัง ยิ้มกระหยิ่ม
       “ไม่มีใครอยู่ เข้าไปรอพี่ชายในห้องดีกว่า”
       เฟื่องวลีพุ่งตรงไปยังห้องของภุชคินทร์และเปิดประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว
      
       เข้ามาในห้องภุชคินทร์แล้วเฟื่องวลีรีบปิดประตูทันที กวาดสายตามองดูรอบๆ ห้องแบบตื่นเต้น
       “เคยเห็นแต่ด้านนอกไม่คิดเลย ข้างใน ห้องของพี่ชายจะสวยขนาดนี้ ว้าว!”
       เฟื่องวลีเดินไปเดินมา ตรงมุมนั้นมุมนี้ เห็นมุมไหนก็ปลื้มโปรดชอบไปหมด หยิบแทบจะทุกสิ่งอย่างของภุชคินทร์ขึ้นมากอด ไม่ว่าจะเป็นปากกา สมุดบนโต๊ะทำงาน คว้าผ้าขนหนูขึ้นมาจุ๊บๆๆๆ ราวกับเป็นตัวภุชคินทร์ ก่อนจะวิ่งไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอนเกลือกกลิ้งบนนั้นอย่างสุขใจ
       “โอ๊ย! แค่ได้นอนเตียงเดียวกับพี่ชายยังจั๊กจี๋ขนาดนี้ ถ้าได้นอนกับพี่ชาย..” พูดแล้วก็ทำตาโต
       ทะเล้นๆ “แล้วมีมือพี่ชายเข้ามากอด” เฟื่องวลีทำมือไต่ตัวเองไปด้วยท่าทีเพ้อๆ “จะจั๊กจี๋ขนาดไหน? โอ๊ย...พี่ชายขา ฟีบี้ ฟีบี้อยากแต่งงานกับพี่ชายจังเลย”
       เฟื่องวลีเกลือกกลิ้งไปมาบนเตียงท่าทีเริงร่าสุดขีด คว้าหมอนมากอดมาจูบ
       “ผ้าเช็ดตัวว่าหอมแล้ว หมอนหอมยิ่งกว่า อี๋!”
       เฟื่องวลีเอาหน้าคลุกลงไปแนบกับหมอน ดอมดมจนหนำใจแล้วเงยหน้าขึ้น แต่ต้องสะดุดตาเข้ากับลูกกุญแจที่วางอยู่ใกล้ๆ กับลิ้นชักหัวเตียง
       เฟื่องวลีหยิบลูกกุญแจมาไขทันที ลิ้นชักเปิดออกเห็นมีกล่องเก็บอัญมณีวางอยู่ หญิงสาวตาวาวรีบเปิดออกดู เห็นลูกแก้วครุฑธิการกลิ้งอยู่ในนั้น เนื้อของมันใส มีสีเขียวอ่อนสลับกับแดง แวววาวจับตา
       “พลอยอะไรน่ะสวยจัง”
       เฟื่องวลีมองพลอยสีสวยนั้นราวกับถูกมนตร์สะกด ความโลภทำให้หล่อนหยิบกล่องอัญมณีขึ้นมาเก็บไว้ในกระเป๋าอย่างไม่รู้ตัว ปิดลิ้นชักแล้วล็อกกุญแจ วางแม่กุญแจไว้เหมือนเดิม รีบออกจากห้องไปทันที
      
       ครู่ต่อมาเฟื่องวลีเดินลิ่วออกมาท่าทางมึนๆ พะนอฤดีกับนารีวรรณนั่งอยู่มองไปเห็นก็ยิ้ม พะนอฤดีถามทันที
       “คุณฟีบี้จะกลับแล้วเหรอคะ”
       เฟื่องวลีรู้สึกตัว “พี่ชายไม่อยู่ ฉันจะอยู่ทำไม”
       นารีวรรณประชด “ก็ไหนบอกว่าจะรอล่ะค่ะ คุณฟีบี้จะรอก็ได้นะคะ แต่อาจต้องรอนานหน่อยเพราะพี่ชายคงจะกลับดึกมากๆๆๆๆๆๆๆ และมาก”
       เฟื่องวลีหมั่นไส้ในน้ำเสียง แต่ไม่กล้าวีนได้แต่ยิ้ม “ถ้าพี่ชายไม่โทร.มาฟีบี้ก็อยากจะรอเหมือนกันค่ะ แต่นี่” แกล้งยกมือถือขึ้นมายั่วสองสาว “พี่ชายโทร.มา บอกว่า” เฟื่องวลีทำเลียนเสียงล้อนารีวรรณ “จะกลับดึกมากๆๆๆและมาก พี่ชายอยากจะให้ฟีบี้ไปหา ...ฟีบี้ก็เลย..จะไปหาพี่ชายค่ะ” เดินไปจนถึงรถ แล้วทำท่านึกได้ “อุ๊ย มัวแต่ดีใจ ลืมบอก...กลับก่อนนะคะคุณหนูนา”
       เฟื่องวลีก้าวขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว สองคนมองตามขวางเต็มแก่
       พะนอฤดีนั้นสุดแสนจะขัดใจ “ฤดีไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณชายจะนัดคุณฟีบี้ไปหา”
       “หนูนาก็ไม่เชื่อ”
      
       ท่าทีรีบร้อนจะไป ทั้งที่บอกจะรอ ทำให้นารีวรรณมองตามรถของเฟื่องวลีอย่างสงสัย


  


       ค่ำคืนนั้นเฟื่องวลียังปักหลักอยู่ที่บ้านภิงคาร พออาบน้ำเสร็จก็ออกมาจากห้องน้ำ เดินไปแปรงผมที่โต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนจะหยิบกระเป๋าหาขอแล้วเจอกล่องอัญมณี เบื้องแรกเฟื่องวลีงงๆ ว่ามาได้ยังไง?
      
       แต่พอเปิดกล่องออกดูเห็นพลอยส่องแสงแวววาวสะท้อนออกมา สวยมาก เฟื่องวลียิ่งมองยิ่งชอบ
       “สวยจัง กระทบแสงไฟยังกับเพชร เพชรเขียว เหลือบแดง ทับทิม”
       เฟื่องวลีเห็นแสงของลูกแก้วล้อเล่นกับไฟในห้อง ขณะที่ตาปรือเหมือนคนจะหลับ ก่อนจะผลอยหลับไป ในมือยังกำลูกแก้วไว้อยู่
      
       เฟื่องวลีหลับฝันไป ฝันว่าตัวเองมาโผล่อยู่ท่ามกลางความมืดมิด เลียบลำน้ำโขง เฟื่องวลีเดินมาท่าทางงุนงง
       “เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
       เฟื่องวลีกวาดสายตามองดูรอบๆ แล้วต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อมีเสียงดังโครมๆ เหมือนน้ำถูกลมซัดกระแทกโขดหิน เมื่อหันไปมองก็เห็นห้วงน้ำขนาดใหญ่ กระแสน้ำปั่นป่วน น้ำน่าจะขุ่นแต่แปลกที่น้ำยังใส แจ๋วจนเฟื่องวลีก้มมองลงไปดู เห็นบางอย่างขดเป็นวงกลม ยาวและใหญ่เลือนลางอยู่ใต้แผ่นน้ำ อะไรบางอย่างนั้นเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต เฟื่องวลีเขม้นตามองด้วยความสงสัยใคร่รู้ ทันใดนั้นหัวใจของเฟื่องวลีก็แทบหยุดเต้น เมื่อเห็นเป็นงูขนาดใหญ่ยักษ์พุ่งขึ้นมา
       “ว้าย!”
       เฟื่องวลีกรีดร้องด้วยความตกใจและตกลงไปในน้ำ ขณะที่งูชูคอขึ้นมามองหน้าเขม็ง มันช่างเป็นงูที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก เพราะลำตัวของมันเป็นเหลือบเขียวมรกต แต่นัยน์ตาโปนแดง และมันกำลังอ้าปากเผยอออก ปากงูตัวนั้นกว้างมาก กว้างจนสามารถอมคนได้ทั้งคน ลิ้นของมันยาวใหญ่แยกออกเป็นสองแฉกอย่างเห็นได้ชัด มันยื่นหน้ายื่นปากเข้าใกล้ๆ เฟื่องวลีร้องลั่น
       “อย่า! อย่าทำอะไรฉัน อย่า...”
       เฟื่องวลีรวบรวมกำลังวิ่งกระเสือกกระสนหนีขึ้นไปบนฝั่งอย่างทุลักทุเล แต่ยังรู้สึกเหมือนว่างูยักษ์ยังเลื้อยตามมาอยู่อย่างนั้น เฟื่องวลีขนหัวลุก รู้สึกถึงลมหายใจของงูเป่ารดฟืดฟาดๆ อยู่ข้างๆ เฟื่องวลีสะดุดล้มลง กลั้นใจหันกลับมามอง แล้วก็ต้องร้องกรี๊ดเมื่อปรากฏว่างูมันอยู่ตรงหน้าจริงๆ เฟื่องวลีร้องขึ้นมาอีก
       “อย่า!!อย่าทำฉัน”
       เฟื่องวลีหลับหูหลับตา กลัวสุดขีด สักครู่ต่อมาเหมือนทุกอย่างตรงนั้นจะนิ่งเงียบไปแล้ว แต่เฟื่องวลีกลับสะดุ้งเมื่อมีบางสิ่งหยดลงมาสัมผัสถูกตัวหล่อน เฟื่องวลีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมอง แล้วก็เห็นบางสิ่งบางอย่างหยดมาจากปากงูตัวนั้น เหมือนน้ำลายแต่ไม่ใช่ มันดูสดใส งามระยับ เฟื่องวลีเพ่งตามอง แล้วก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นเป็นลูกแก้ว
       “ลูกแก้ว...ลูกนั้น”
       ปากงูไม่ขยับสักนิด แต่มีเสียงแว่วมา เหมือนดังมาจากที่อันไกลแสนไกล
       “เอาคืนมา เอาของฉันคืนมา” ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเสียงเจ้าอุรคานั่นเอง
       เฟื่องวลีกลัวจับขั้วหัวใจ ร้องกรี๊ดสุดเสียงเหมือนคนสติแตก
       ขณะเดียวกันภายในห้องลับที่เฮือนภูจำปา เห็นเป็นดวงหน้าของเจ้าอุรคามองมาอย่างโกรธเกรี้ยว ดวงตาลุกโพลงเหมือนนัยน์ตาของงูแลดูน่ากลัวมาก
       พระจันทร์เคลื่อนคล้อยลอยผ่านพ้นหมู่เมฆ คืนแรม 15 ค่ำ เห็นเป็นพระจันทร์เต็มดวงส่องสว่าง เจ้าอุรคายกมือลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างของนาง ทันใดนั้นบาดแผลที่บาดเจ็บจากกระสุนปืนลงอาคมก็เลือนหายไป
       เจ้าอุรคาลุกขึ้นยืนในท่วงท่าเข้มแข็ง เปี่ยมอำนาจเหมือนเดิม
      
       ในห้องนอนแขกที่บ้านภิงคารเช้าวันต่อมา เฟื่องวลีเอาแต่นอนร้องกรี๊ดๆ เหมือนคนสติแตก ด้านนอกห้อง เฟื่องฟ้าเคาะประตูห้องเรียกเฟื่องวลีอย่างตกอกตกใจ
       “ฟีบี้ๆ เป็นอะไรไปลูก ฟีบี้”
       เฟื่องวลีนอนหลับหูหลับตากรี๊ดๆๆๆ อยู่บนเตียงสะดุ้งเฮือก เสียงเฟื่องฟ้าดังขึ้นอีก
       “ฟีบี้ๆ”
       “คุณแม่”
       เฟื่องวลีกระโจนลงจากเตียงพุ่งไปที่ประตูเปิดออกอย่างรวดเร็ว ทันทีที่เฟื่องฟ้าแทรกตัวเข้ามา เฟื่องวลีก็โผเข้ากอดแม่แน่นเนื้อตัวสั่นเทา เฟื่องฟ้าถามงงๆ ปนห่วง
       “เป็นอะไรลูก เป็นอะไร”
       เฟื่องวลีบอกเนื้อตัวสั่น “งู...งูค่ะแม่ ตัวมันใหญ่มาก น่าเกลียด น่ากลัวเหลือเกิน”
       พอได้ฟังเฟื่องฟ้าก็กลัวไม่แพ้กัน เสียงสั่น สติแตก “ไหนลูกไหน มันอยู่ไหน”
       ทั่วทั้งห้องไม่เห็นอะไร ทุกอย่างดูปกติ เฟื่องฟ้ายิ้มออกมาได้ แล้วดันร่างของลูกสาวออก
       “ไม่มีอะไรหรอก แม่ว่า...ลูกแค่ฝันไปเท่านั้นเอง”
       “ฝัน” เฟื่องวลีเหมือนได้สติ “ฟีบี้ฝันจริงๆ ด้วย”
       เฟื่องฟ้าดี๊ด๊าที่ลูกสาวฝันถึงงู ทำนายฝันเสียงระรื่น
       “แล้วจะร้องทำไมลูก ฝันถึงงูเค้าว่าจะเจอเนื้อคู่ งู...ตัวใหญ่ คุณชาย!”
      
       เวลาเดียวกันที่วังนาเคนทร์ จู่ๆ ภุชคินทร์เกิดสำลักกาแฟพรวด แบบไม่เคยเป็นมาก่อน หม่อมภาณีกับนารีวรรณนาที่นั่งข้างๆ สะดุ้ง หันมามอง นารีวรรณอดถามไม่ได้ ด้วยท่าทีเกรงใจ
       “กาแฟร้อนไปหรือคะพี่ชาย”
       “เปล่า...ไม่รู้ทำไม จู่ๆ พี่ก็สำลักซะงั้น”
       นารีวรรณยิ้มขำ พูดแซว “ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวหรือคะ”
       หม่อมภาณีหันมามองอย่างสนใจ “ไปทำอะไรมาหรือลูก ใจคอถึงไม่อยู่กับเนื้อกับตัว”
       นารีวรรณเจื้อยแจ้ว “ก็พี่ชายไปหาเจ้าอุรคาน่ะสิคะ...” ผู้เป็นน้องสาวออกท่าทางตื่นเต้นสนใจอยากรู้จริงจัง แซวยกใหญ่ “ว่าไงคะพี่ชาย...เจอเจ้าอุรคาเล่นกลอีกมั้ยคะ”
       ภุชคินทร์ตอบเลี่ยงๆ “พี่ไม่ได้ไปหา”
       “อ้าว! แล้วลูกแก้ว” นารีวรรณหลุดปาก
       หม่อมภาณีหูผึ่งอยากรู้มาก “ลูกแก้วอะไร แล้วชายกับเจ้าอุรคา”
       “ไม่มีอะไรหรอกครับคุณแม่ หนูนาก็พูดไปเรื่อยเจื้อย” ยกมือทำท่าบีบจมูกหยอกน้องสาวก่อน
       จะลุกขึ้น “ผมไปทำงานก่อนนะครับ”
       ภุชคินทร์คว้ากระเป๋าเดินออกไปรวดเร็ว เหมือนจะตัดบททุกอย่าง หม่อมภาณีหันมาถามซักไซ้นารีวรรณ
       “นายชายกับเจ้าอุรคา อะไรลูกอะไร”
       นารีวรรณยิ้มกริ่ม “ไม่มีอะไรค่ะ”
       หม่อมภาณีตีแขนเผียะ “ปิดแม่เหรอ? ไม่เป็นไร แม่สืบเองก็ได้” แล้วนึกบางอย่างได้ก็เลยขำตัวเอง “เออ...ว่าจะขอเบอร์โทร.เจ้าอุรคา ลืมเลยฉัน...”
       หม่อมภาณีคว้ามือถือลุกเดินออกไปกดสายโทร.ออก
       “สวัสดีค่ะเจ้าประกายคำ...ขอโทษค่ะ ดิฉันมีเรื่องรบกวนนิดหน่อยค่ะ อยากจะขอเบอร์ติดต่อเจ้าอุรคาหน่อยน่ะค่ะ”
      
       นารีวรรณอมยิ้มขำหม่อมแม่ ที่ออกอาการปลื้มเจ้าอุรคาออกนอกหน้า


  


       ฟากไพศิษฐ์ เดินขึ้นมาบนโรงพัก จ่าชิดวิ่งเข้ามาหา พร้อมแฟ้มเอกสาร
      
       “ผู้กองครับ นี่ครับแฟ้มประวัติเจ้าอุรคา”
       “ขอบใจมากจ่า” ไพศิษฐ์รับมาเปิดดู แล้วทำหน้าย่นผิดหวัง “ไม่เห็นมีอะไรเพิ่มเติมเลย”
       “ครับไม่มี แต่นี่ครับ ผมมีรูปเพียบเลย”
       จ่าชิดยื่นอีกแฟ้มให้ ไพศิษฐ์ยิ้มกว้างรับมา พูดเย้าลูกน้องคู่ใจ
       “อันนี้ถือว่าทำเกินคำสั่ง แต่ดีมาก”
       “ครับ” จ่าชิดหัวเราะแหะๆ “ครั้งแรกผมตั้งใจจะจับสัญญาณโทรศัพท์ จะได้รู้ว่าเจ้าติดต่อกับใคร
       ที่ไหนบ้าง แต่ไม่มีใครจับสัญญาณโทรศัพท์ของเจ้าได้เลย ผมเลยต้องแอบสะกดรอยตาม”
       ไพศิษฐ์หันมามองหน้าจ่าชิด หน้าเคร่ง ถามอย่างงวยงง
       “เจ้าไม่ใช้โทรศัพท์เลยเหรอ”
       “เจ้าไม่มีโทรศัพท์เลยต่างหากครับ” จ่าชิดบอก
       ไพศิษฐ์ฉงน “เป็นไปได้ยังไง”
       “นั่นสิครับ ผมยังแปลกใจอยู่เลย แล้วที่น่าแปลกยิ่งกว่า...ผู้กองดูรูปสิครับ ทุกรูปของเจ้าอุรคาเบลอหมดแล้วก็มีแสงแปลกๆ อะไรก็ไม่รู้”
       ไพศิษฐ์ก้มลงมองดูรูปภาพในมือ พลิกดูแต่ละภาพ แล้วก็เห็น รูปของเจ้าอุรคาที่ออกงานต่างๆ มี
       ตำหนิทุกภาพไม่ชัด โดยเฉพาะภาพเจ้าอุรคานั้นดูพร่าเลือน ไม่ก็ซ้อนเลือนลาง เหมือนมีอีกร่างลักษณะเป็นกลม ยาว เหมือนงู ซ่อนอยู่ ไพศิษฐ์หน้าเคร่งยิ่งกว่าเดิม คว้ามือถือขึ้นมา โทร.หาเพื่อนซี้
       “ชาย...เลิกงานเจอกันหน่อย ฉันมีเรื่องจะคุยด้วยว่ะ...เรื่องประหลาด!”
       ไพศิษฐ์ก้มลงมองภาพอีกทีอย่างประหลาดใจเป็นที่สุด
      
       คืนนั้น สองหนุ่มนัดเจอกันในร้านอาหารสักแห่ง และนั่งคุยกันอยู่ ภุชคินทร์ถามขึ้นด้วยท่าทีสนใจ
       “แปลกยังไง?”
       “นายดูเองแล้วกัน” ไพศิษฐ์บอก
       ภุชคินทร์รับแฟ้มรูปภาพมาดู เห็นเหมือนไพศิษฐ์ทุกอย่าง ภาพทุกภาพของเจ้าอุรคาไม่ชัด พร่าเลือน ภุชคินทร์กลบเกลื่อนไม่อยากคิดมาก
       “ไม่เห็นมีอะไร เลนส์กล้องอาจจะเสียหรือไม่ก็ถ่ายรูปไม่เป็น”
       “จ่าชิดน่ะนะถ่ายรูปไม่เป็น? หลายๆ งาน รูปที่นายขอจากฉัน ก็เป็นฝีมือของจ่าชิดนะเว้ย!”
       ภุชคินทร์นิ่ง ไพศิษฐ์ว่าต่อ
       “นายสงสัย แปลกใจเหมือนกับที่ฉันกำลังเป็นอยู่ใช่ป่าว เจ้าอุรคาแปลกประหลาดขึ้นทุกวันยิ่งฟังที่นายเล่า เรื่องสะกดจ่ง สะกดจิต เล่นกลอะไรนั่น ฉันยิ่งว่าเจ้าไม่ใช่คนธรรมดา”
       ภุชคินทร์เห็นว่าชักจะไปกันใหญ่จึงพูดปราม “ฉันไม่เชื่อเรื่องผี เรื่องสาง”
       “ฉันไม่ได้ว่าเจ้าอุรคาเป็นผี หรือปิศาจ แต่ฉันสงสัยว่าเจ้าจะมีอำนาจบางอย่าง นายเคยสังเกตดวงตาของเจ้ามั้ยชาย? ดวงตาของเจ้าดุมากเลยนะ”
       ภุชคินทร์คิดตาม นึกถึงดวงหน้าเจ้าอุรคา และเห็นแววตาดุดันคู่นั้น
       “ดวงตาแบบนั้นเป็นดวงตาของคนที่มีอำนาจ ไม่ก็พลังบางอย่างพอที่จะสะกดจิตใครต่อใครได้ ซึ่งในฐานะจารสตรีคุณสมบัติแบบนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้เจ้าสามารถบังคับ โน้มน้าวใครต่อใครได้...ไม่งั้นทั้งคุณนาถ ท่านสุบรรณ แล้วก็นายคงไม่ติดบ่วงเจ้าอุรคาขนาดนั้น”
       ภุชคินทร์เถียงเสียงแข็ง “ฉันติดบ่วงอะไรเจ้า?”
       “ความสนใจไงล่ะ ทุกคนที่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับเจ้าอุรคา มีใจโน้มเอียง สนใจเธอหมด และฉันก็คิดว่า เธอต้องการใกล้ชิดทุกคนเพื่อล้วงความลับ”
       สีหน้าตลอดจนท่าทีของไพศิษฐ์ มีแต่ความมั่นใจ
      
       เวลาเดียวกันนั้น เจ้าอุรคาเดินเล่นอยู่ในสวนที่บริเวณเฮือนภูจำปา ล้อเล่นกับต้นพญานาคราชด้วยสีหน้าชื่นมื่น ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวสะทกสะท้าน กับคำพูดของไพศิษฐ์เลย มีเพียงคำพูดหนึ่งที่เล็ดลอดออกมาเบาๆ
       “แล้วเจ้าจะได้รู้จักเรามากกว่านั้น ไพศิษฐ์”
      
       เจ้าอุรคาค่อยๆ เร้นกายหายไป

       ไม่นานนักไพศิษฐ์ขับรถกลับมากับภุชคินทร์ ท่าทางภุชคินทร์ยังมีอาการกึ่มๆ นิดๆ ภุชคินทร์บ่นไม่เลิก
      
       “ฉันไม่ได้เมาซักหน่อย ไม่รู้จะขับมาส่งทำไม”
       ไพศิษฐ์หัวเราะขำ “ขืนไม่ส่ง โดนตรวจแอลกอฮอล์แล้วมันพุ่งปี๊ด ได้เสียชื่อกันหมดสิวะ ทั้งฉัน นาย ท่านภิงคาร ไง? ทำใจไม่ได้เหรอ ที่ฉันว่าเจ้าอุรคาเป็นจารสตรี ซัดซะเมาเลย”
       “ฉันไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าอุรคา”
       “ดีที่ไม่เกี่ยว จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง ยังไงๆ ผู้หญิงคนนี้ก็น่ากลัวว่ะ”
       ภุชคินทร์นิ่งเงียบ หน้าเคร่ง จังหวะนั้นรถติดไฟแดงตรงสี่แยก ไพศิษฐ์กวาดสายตามองไปรอบๆ ประสาคนช่างสังเกต แล้วจู่ๆ ก็เห็นรถสีดำคันหนึ่งมาจอดเคียงข้างอยู่ ไพศิษฐ์สะดุ้ง
       “มาตอนไหนทำไมไม่เห็น”
       ไพศิษฐ์บ่นพลางถามตัวเองอย่างแปลกใจ ก่อนจะมองเลยเข้าไปในรถ ภาพที่เห็นทำให้ไพศิษฐ์เพ่งสายตาเขม้นมองเข้าไปใกล้อีก เมื่อเห็นเจ้าอุรคานั่งอยู่ ไพศิษฐ์เรียกเพื่อนตามองไปที่รถคันนั้นตลอดเวลา
       “ชาย”
       “อะไร”
       “นายมองผู้หญิงรถข้างๆ หน่อยสิ”
       ภุชคินทร์ไม่ยอมมองและไม่สนใจ “จะไปมองเค้าทำไม”
       ไพศิษฐ์คะยั้นคะยอ “ก็ช่วยดูหน่อย ว่าใช่เจ้าอุรคาหรือเปล่า”
       พอได้ยินชื่อเจ้าอุรคาเท่านั้น ภุชคินทร์หันขวับไปมองทันที แล้วก็เห็นเจ้าอุรคานั่งอยู่ในรถคันนั้นจริงๆ
       “เจ้าอุรคา”
       ไม่ทันที่จะทักทายอะไร ไฟสัญญาณจราจรก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว รถของเจ้าอุรคาพุ่งออกไป ไม่รอช้าไพศิษฐ์เหยียบคันเร่งตามทันที
      
       ขณะที่ไพศิษฐ์ขับรถตามรถเจ้าอุรคามาตามทาง แต่ยิ่งตามก็เหมือนยิ่งไกล ตามยังไงก็ไม่ทัน
       ไพศิษฐ์บ่นอุบ “คนอะไรวะ ขับยังกับรถแข่ง”
       “ก็แล้วนายจะไปตามเค้าทำไม”
       “อยากรู้สิวะ ดึกดื่นป่านนี้แล้วจะไปไหน?” ไพศิษฐ์มองตามไม่วางตา “ขับรถยังกับเหาะจริงๆ เล้ย…อย่างนี้ควรใบสั่งสักยี่สิบใบดีมั้ยเนี่ย”
       ภุชคินทร์เย้า “อย่าลืมเขียนให้ตัวเองด้วยแล้วกัน เป็นตำรวจ ดันทำผิดกฎซะเอง”
       ไพศิษฐ์อมยิ้มไม่ถือสา ขณะที่เท้าเหยียบคันเร่งแรงเข้าไปอีกและรถก็ทะยานไปข้างหน้าเร็วกว่าเดิม ภุชคินทร์ทำหน้าไม่ชอบใจ แต่ตามองไปข้างหน้า ใจเต้นรัว
       สองหนุ่มไม่มีทางเห็นเลยว่าเวลานั้นเจ้าอุรคายิ้มเยือกเย็นได้ยินที่พวกเขาคุยกัน
      
       เส้นทางข้างหน้า เสี่ยประเสริฐ นักธุรกิจระดับเศรษฐีคนหนึ่งขับรถมาตามทางด้วยความรวดเร็ว จังหวะนั้นเสี่ยประเสริฐตะเบ็งเสียงด่าผ่านมือถือ เสียงดังลั่นรถ
       “บ้าเอ๊ย! มาด่าว่าฉันขี้โกงได้ยังไง ถ้าฉันโกงจริงๆ ให้ฉันตายโหงตายห่าลงตรงนี้เลย”
       พูดจบเสี่ยประเสริฐก็หัวเราะดังก้องรถ แต่แล้วต้องตาค้างเมื่อร่างของยมนาโผล่พรวดขึ้นมาตรงหน้า พร้อมกับยื่นมือออกมา
       “เฮ้ย”
       เสี่ยประเสริฐร้องได้แค่นั้น รถก็พุ่งชนเข้ากับต้นไม้เบื้องหน้าอย่างแรง ร่างเสี่ยประเสริฐกลิ้งอยู่บนถนนลุกขึ้นยืนแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นร่างตัวเองจมกองเลือดอยู่ในรถ เสี่ยประเสริฐตกใจมาก หันมาเห็นยมนายืนอยู่ข้างๆ
       ชายคนหนึ่งชื่อบุญมีซึ่งเข็นรถขายของผ่านมายืนตะลึงงัน เมื่อเห็นร่างของเสี่ยประเสริฐกับยมนาเลือนหายไปต่อหน้า ร้องออกมาได้คำเดียว
       “ผีหลอก...” จากนั้นบุญมีก็เข็นรถเผ่นแนบ
      
       ตามรายทางที่เป็นทางเลี้ยว ไพศิษฐ์เลี้ยวรถตามมา สองหนุ่มมองตรงไปเบื้องหน้า ทว่ารถของเจ้าอุรคาหายไปแล้ว
       “รถเจ้าอุรคาหายไปไหนแล้ว”
       ตรงบริเวณด้านหน้าห่างออกไป มีไทยมุงออกันอยู่พอประมาณ เหมือนกำลังมุงดูรถที่ประสบอุบัติเหตุ ภุชคินทร์โพล่งออกมา
       “ศิษฐ์ ข้างหน้ามีรถชน...” ภุชคินทร์ดูจะห่วงมาก “เจ้าอุรคา”
       ไพศิษฐ์หน้าเสีย จอดรถอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินลงไปข้างหน้า ภาพตรงหน้าสองหนุ่มเห็นสภาพรถของเสี่ยประเสริฐพังยับเยินชนอักกับต้นไม้อยู่ ถัดไปไม่ห่าง มีรถสีดำของเจ้าอุรคาจอดอยู่ แต่ไม่เป็นอะไร ไพศิษฐ์โพล่งบอกภุชคินทร์โล่งใจ
       “ชาย! รถเจ้าอุรคา...”
       ไม่ทันขาดคำดีนัก เสียงเจ้าอุรคาดังขึ้นจากมุมหนึ่ง
       “หวังว่า...คงไม่คิดว่าดิฉันเป็นคนขับรถชนเค้านะคะผู้กอง”
      
       ไพศิษฐ์กับภุชคินทร์หันขวับมามอง เห็นเจ้าอุรคายืนมองอยู่แล้ว ดวงตาคู่นั้นเหมือนจะยิ้มอยู่ในที


  


       ตรงจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เก็บพิสูจน์หลักฐาน กำลังจัดการกับศพของเสี่ยประเสริฐ อีกมุมห่างออกไป เจ้าอุรคายืนคุยอยู่กับภุชคินทร์และไพศิษฐ์ สองหนุ่มมองภาพตรงหน้าอย่างสังเวชใจ ภุชคินทร์เอ่ยขึ้น
      
       “สงสัยเสี่ยประเสริฐจะหลับใน เลยขับรถชนต้นไม้ตาย”
       เจ้าอุรคาทักท้วง “แต่ดิฉันกลับคิดว่า...เค้าถูกทำให้ตายมากกว่าตายเอง
       ไพศิษฐ์ฟังแล้วขวางหูขวางตา “ทำไมเจ้าถึงคิดอะไรเลอะเทอะขนาดนั้นล่ะครับ”
       “เลอะเทอะ” เจ้าอุรคาย้อนคำแล้วหัวเราะชอบใจ ก่อนจะพูดราวกับตาเห็น “ท่าจะเลอะเทอะจริงๆ ด้วย...เพราะที่ฉันเห็น เสี่ยคนนั้นดูเหมือนจะคอหักตาย ไม่ได้หักธรรมดานะคะ เหมือนถูกใครจับหักคอ”
       “หักคอตรงไหน? บาดแผลฉกรรจ์ของเสี่ยประเสริฐมีที่เดียวคือหน้าอกกระแทกพวงมาลัยอย่างรุนแรง จนกระทั่งบางส่วนของพวงมาลัยหักทะลุเข้าไปข้างใน เลือดถึงได้ออกมากมายขนาดนั้น” ไพศิษฐ์บอกฉุนๆ
       เจ้าอุรคายิ้มๆ “แต่ถ้าหมอมาชันสูตรพลิกศพดูล่ะก็ จะต้องพบว่าส่วนแหลมบางส่วนของพวงมาลัยไม่ได้ทิ่มเนื้อเท่านั้น แต่ยังเจาะลึกเข้าไปในหัวใจ เหมือนถูกมือใครกระแทกกระทุ้งด้วยนะสิคะ”
       ไพศิษฐ์ย้อนเหมือนจงใจเยาะ “อย่างนั้นเลยหรือครับ”
       เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้มมองไปทางภุชคินทร์ “คุณชายไม่ได้บอกผู้กองหรือคะว่าดิฉันเป็นหมอดู นักมายากล นักสะกดจิต ฉันถึงรู้อะไรที่คนอื่นไม่รู้ จะบอกให้ก็ได้ค่ะ เสี่ยประเสริฐน่ะ ชอบสบถสาบาน ให้ตัวเองตายโหงตายห่า...เลยได้ตายโหงตายห่าอย่างที่ชอบเลยไงคะ”
       พูดแค่นั้นร่างงามสง่าของเจ้าอุรคาก็หมุนตัวเดินกลับไป ภุชคินทร์เดินตามมาถาม
       “เจ้าจะไปไหน”
       “จริงๆ ก็อยากอยู่คุยต่อนะคะ แต่เพื่อนของคุณชายไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม” เจ้าอุรคาปรายตามอง
       ไพศิษฐ์ขณะพูดประโยคต่อมา “เพราะถ้าผู้กองเชื่อ เราจะคุยเรื่องเบื้องหลังการตายของเสี่ยประเสริฐในคืนนี้”
       ไพศิษฐ์ทำหน้าเมื่อย เจ้าอุรคาเดินตรงไปที่รถ ก่อนหันมาบอกลาภุชคินทร์
       “ลาก่อนค่ะคุณชาย เราจะได้พบกันอีกหลายๆ ครั้งตามบุพกรรม ฝากบอกเพื่อนคุณชายด้วยค่ะ” เจ้าอุรคาชำเลืองมองไพศิษฐ์อีกที “ฉันเป็นอะไรๆ ก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ หรือนักมายากล แต่ไม่เป็นอยู่อย่างเดียวก็สิ่งที่ผู้กองคิดอยู่ในใจ สวัสดีค่ะ”
       พูดแค่นั้นเจ้าอุรคาก็เดินขึ้นรถขับออกไป พริบตาเดียวรถก็หายวับไป ภุชคินทร์พูดกับไพศิษฐ์
       “เจ้าอุรคาพูดเหมือนรู้อีกแล้วว่าเราคิดอะไรอยู่”
       “ฉันบอกแล้วไง เจ้าอุรคาไม่ใช่คนธรรมดา” ไพศิษฐ์ยืนยันความคิด
       สองหนุ่มมองตามปวดหัวตามเคย
      
       ที่ทำเนียบฯวันต่อมา ส.ส. และรมต. รวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ทยอยเดินออกมา หนึ่งในนั้นมีสุบรรณ ที่มีอำนาจคอยประกบ สุบรรณให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทางปกติ ขณะบอกนักข่าว
       “ผมจะเร่งนโยบายกระจายรายได้สู่ประชาชนให้เร็วที่สุด ประชาชนทุกคนไม่มีอดอยากแน่นอนครับ”
       พอนักข่าวสลายตัวไปหมดแล้ว อำนาจเดินมากระซิบบอกสุบรรณ
       “เมื่อคืน เสี่ยประเสริฐตายแล้วครับ”
       สุบรรณหันมามอง ดวงตาตะลึงคาดไม่ถึง แต่ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดรอดออกมา
      
       สองคนอยู่ที่ที่โต๊ะบริเวณด้านในของร้านกาแฟ อำนาจเอ่ยขึ้น
       “สงสารเหมือนกันนะครับนาย เสี่ยประเสริฐอุตส่าห์บริจาคเงินเพื่อการกุศลทีละหลายแสน แต่ผลบุญไม่ช่วยอะไรเลย”
       “เพราะไม่ใช่ทำบุญจริงๆ น่ะสิ แต่เป็นการทำบุญเอาหน้า หลังฉากแกก็รู้ว่าเสี่ยประเสริฐสุดจะเลวทำชั่วทุกอย่าง ฉันว่า...เรื่องนี้ ไอ้เสี่ยทรงยศต้องพยายามโยงฉันเข้าไปเกี่ยวด้วยแน่ๆ” สุบรรณพูดอย่างมั่นใจ
       “ถ้าเป็นมันจริงๆ ครั้งนี้ อาจไม่เป็นอย่างที่มันคิดก็ได้นะครับ” อำนาจบอก
       สุบรรณสงสัย “ทำไม”
       “ผมได้ข่าวมา มีพยานเห็นเหตุการณ์เมื่อคืน เขาว่าเห็นผีน่ะครับ” อำนาจว่า
       “ผี?”
      
       สุบรรณถามอย่างงงๆ ท่าทางไม่เชื่อเอาเสียเลย


  


       วันต่อมา ชายที่ชื่อบุญมีนั่งละล่ำละลักเล่าเหตุการณ์อยู่บนโรงพักต่อหน้าผู้กองไพศิษฐ์และจ่าชิด โดยมีภุชคินทร์นั่งฟังอยู่ด้วย
      
       “ผีครับ ผีชัดๆ ผีๆๆๆโอ๊ยย น่ากลัวที่สุด ผีๆๆๆ” บุญมีเล่าด้วยท่าทีหวาดผวา
       ไพศิษฐ์รีบปลอบ “ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูด ผีอะไรบุญมี”
       “ก็ผี...ผีเป็นคนมาเอาคุณเสี่ยไป ผมเห็นกับตาเลย” บุญมีตาโตขณะเล่าเรื่อง “ตอนนั้นผมกำลังจะ
       กลับบ้าน…”
       เสียงบุญมีเล่าประกอบภาพเหตุการณ์ประหลาดล้ำที่เขาเห็นกับตา
       “พอรถชนปั้ง...รถก็เซแทดๆ ไปชนต้นไม้ พอรถนิ่ง...ผมจะเดินเข้าไปดู” บุญมีทำน้ำเสียงตื่นตกใจมาก “แม่เจ้า! ผมเห็น เงาเลือนๆของผู้ชายคนหนึ่ง ใส่ชุดดำ รูปร่างสูงใหญ่...”
       ผู้ชายที่บุญมีบรรยายลักษณะที่แท้คือยมนา ผู้เป็นยมทูต นั่นเอง
       จังหวะนั้นภุชคินทร์เขม้นมองบุญมี ฉุกคิดนึกตามไปถึงยมนา เสียงบุญมีเล่าต่อแจ้วๆ
       “พาคุณเสี่ยออกมาจากรถ”
       จ่าชิดหน้าซีด แต่พยายามซักโดยทำทีเป็นขำกลบเกลื่อน “แล้วพลเมืองดีเค้าพาคุณเสี่ยออกมาหรือเปล่า”
       “ได้สิครับ เค้าทะลุกระจกออกมา” บุญมีบอก
       ไพศิษฐ์อึ้ง “กระจก”
       บุญมีหันมามองไพศิษฐ์ “ครับ คุณจ่า”
       ไพศิษฐ์ยิ้มๆ “ผู้กอง”
       “ครับ สารวัตร” บุญมียิ้มแหะๆ บอกยศผิดอีก
       “กลัวจนพูดผิดพูดถูกไปเลยวุ้ย เอ้า! จะตำแหน่งอะไรก็เรียกตามสบาย แล้วไงต่อ” ไพศิษฐ์ซัก
       บุญมีทำสุ้มเสียงเหมือนพิธีกรรายการสยองขวัญกำลังเล่าเรื่องผี “ผู้ชายคนนั้นพาคุณเสี่ยทะลุผ่านกระจกออกมา แล้วก็หายไปเลย”
       จ่าชิดย้อนถามอย่างไม่เชื่อ “หายไปเลย!”
       “ครับ! หายวับไปกับตา ผมงี้ขยี้ตาแทบหลุดก็ไม่เห็น มาเห็นอีกทีก็ตอนที่คุณเสี่ยเป็นศพอยู่ในรถนะแหละครับ โอย.....เกิดมาไม่เคยเจออะไรน่ากลัวขนาดนี้ บรื๋อๆๆ” บุญมีทำท่าขนลุกขนพอง
       ไพศิษฐ์หันไปสั่งกับตำรวจลูกน้องอีกคน “จ่า.....พาพยานไปพักก่อนไป”
       “ครับผู้กอง”
       จ่าอีกคนพาบุญมีที่ท่าทางกลัวผีออกไป เห็นจ่าชิดยืนนิ่ง ผู้กองไพศิษฐ์หันมาเย้าลูกน้องคู่ใจ
       “ไง...กลัวผี....จนพูดไม่ออก บอกไม่ถูกเลยหรือจ่า?”
       “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับผู้กอง ที่ผ่านมาผมเจออะไรที่มันน่ากลัวกว่านี้อีก อย่างน้อยก็คดีคนร้ายที่หายไปจากห้องขังอย่างไร้ร่องรอยก็หนึ่งละ แต่ที่ผมสงสัย…”
       ไพศิษฐ์ยังยิ้มค้างอยู่ เพราะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แซวจ่าชิดอีก “งวดนี้จะออกอะไร”
       จ่าชิดร้องเสียงหลง “ไม่ช่าย...ครับ...ผมสงสัยว่าสิ่งที่นายบุญมีเห็นจะเป็นเรื่องจริง...”
       จ่าชิดบอกขึงขังจน ภุชคินทร์ที่ลุ้นอยู่ต้องซัก “ทำไมจ่า”
       “ก็....ก่อนหน้านี้ผมคุยกับคนในครอบครัวของเสี่ยประเสริฐ ทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า...เสี่ยประเสริฐเป็นคนชอบท้าทาย โดยเฉพาะเรื่องสาบทสาบาน ประมาณ...ถ้าไม่จริง ก็ให้ผีมาหักคอ ตายโหงตายห่าไปเลย แล้วคุณชายกับผู้กองคงเห็น...เสี่ยประเสริฐขับรถชนคอหักตายจริงๆด้วย...แล้วนายบุญมีก็ยังเห็นชายปริศนามารับร่างของเสี่ยประเสริฐไป ไม่อยากเชื่อเรื่องผีก็คงต้องเชื่อแล้วล่ะครับ บรื๋อส์!”
       จ่าชิดทำท่าขนพองสยองเกล้าก่อนเดินเลี่ยงออกไปทางอื่น ภุชคินทร์นิ่ง รู้สึกขนลุกซู่
       ไพศิษฐ์มองเพื่อนซี้อยู่ จึงแซวขึ้น “อย่าบอกว่ากลัวผีจนยืนตัวแข็งนะเพื่อน”
       “ไม่ได้กลัว...แต่...ฉันกำลังคิดถึงเจ้าอุรคา” ภุชคินทร์ว่า
       ไพศิษฐ์ฉงน “ทำไม”
       “ก็..ผู้ชายที่บุญมีพูดถึง มันเหมือนกับผู้ชายชุดดำที่ชอบเดินอยู่กับเจ้าอุรคาไง”
       ไพศิษฐ์นิ่งฟัง แต่นัยน์ตาไหวระริก ดูออกว่าสนใจข้อมูลนี้มาก
      
       เวลาต่อมาภุชคินทร์กับไพศิษฐ์เดินลิ่วไปยังที่จอดรถ ภุชคินทร์เปิดประตูรถขณะบอกอย่างมั่นใจ
       “ฉันจำได้ วันที่ระเบิด เสี่ยปิงตาย ฉันก็เห็นผู้ชายคนนั้นมากับเจ้าอุรคา แล้วก็...อีกหลายๆ ครั้ง ที่เกิดเรื่องร้ายๆ ฉันก็เห็นผู้ชายคนนั้น อยู่กับเจ้าอุรคา”
       “เค้าเป็นใครมาจากไหนถึงได้มากับเจ้า” ไพศิษฐ์สงสัย
       “ฉันจะไปรู้เหรอ”
       “งั้นเราต้องช่วยกันสืบแล้วล่ะชาย...พูดก็พูดเถอะ” ผู้กองหนุ่มลดเสียงลงขณะพูดต่อมา “ฉันไม่ค่อยไว้ใจเจ้าอุรคา แต่ไม่ใช่ว่าเจ้าเป็นหัวหน้าผีสางอะไรหรอกนะ แต่ฉันมั่นใจว่ะว่าการปรากฏตัวของเจ้าอุรคาไม่ใช่เรื่องธรรมดา”
       มือข้างที่จับประตูรถของภุชคินทร์ชะงักงันค้างไว้อย่างนั้น สีหน้าราชนิกูลหนุ่มมีความกังวลใจปนอยู่
      
       ช่วงเวลาตอนกลางวัน ที่มุมหนึ่งภายในคฤหาสน์ของภิงคาร เฟื่องวลีนั่งเอามือกุมถ้วยกาแฟอยู่ ท่าทางยังงงๆ ตื่นๆ เฟื่องฟ้าผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่ด้วยเอ่ยขึ้น
       “เอ้า! มัวแต่นั่งตัวแข็งเป็นรูปปั้นอยู่นั่น กาแฟเย็นหมดแล้วนะลูก”
       “ฟีบี้กลัวค่ะ” เฟื่องวลีบอก
       เฟื่องฟ้างง “กลัวอะไร”
       “ก็ที่ฟีบี้ฝันไงคะ”
       เฟื่องฟ้าหัวเราะร่วน “จะกลัวทำไมล่ะลูก? ฝันดีจะตาย...แม่บอกแล้วไง ว่าลูกจะเจอเนื้อคู่ และเนื้อคู่ของลูก ก็คือคุณชายภุชคินทร์ นาเคนทร์”
       “ไม่ใช่ค่ะ” เฟื่องวลีท้วง
       เฟื่องฟ้าเอามือตีแขนลูกสาวดังเผียะ “เอ้า! ลูกคนนี้นี่ มาดับฝันแม่ซะง่ายๆ ไม่ยอมนะ แม่ไม่ยอม แม่จะเอาคุณชายภุชคินทร์มาเป็นลูกเขยให้ได้”
       “เรื่องพี่ชายฟีบี้รู้ค่ะ แต่เรื่องความฝัน มันไม่ใช่เนื้อคู่หรอกค่ะคุณแม่...เสียงของผู้หญิงคนนั้นยังดังก้องหูฟีบี้อยู่เลย...เอาของฉันคืนมา...เอาของฉันคืนมา...มันน่ากลัวมาก...เค้ามาทวงของเค้าคืน”
       เฟื่องฟ้างงอีก “ของอะไรลูก”
      
        เฟื่องวลีอ้ำอึ้ง


  


       ครู่ต่อมาเห็นมือของเฟื่องวลีค่อยๆ ล้วงเอากล่องอัญมณีออกมาจากกระเป๋าถือ ยื่นให้กับแม่
      
       เฟื่องฟ้ามองอย่างงวยงง ก่อนจะรับมาดูและเปิดออกดู เห็นแสงเปล่งประกายของอัญมณีพุ่งออกมาเฟื่องฟ้า ร้องยิ้มร่า “ว้าว! ลูกแก้วอะไรสวยจัง”
       “ฟีบี้ไม่รู้ค่ะ...ฟีบี้เอามาจากพี่ชาย”
       เฟื่องฟ้าออกอาการตื่นเต้น “คุณชายให้เหรอลูก”
       เฟื่องวลีบอกเสียงอ่อยๆ อายๆ “เปล่าค่ะ...ฟีบี้ก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าทำไมฟีบี้หยิบมันมาจากห้องพี่ชาย”
       เฟื่องฟ้าหน้าแหยร้องเสียงหลงตำหนิลูกสาว “ขโมย! ได้ยังไง? แม่ไม่เคยสอนฟีบี้ให้เป็นขโมย ทำไมทำแบบนี้ล่ะลูก”
       เฟื่องวลีรีบแก้ตัวยกใหญ่ “ฟีบี้ก็ไม่รู้ค่ะ รู้แต่ตอนนั้น ฟีบี้รู้สึกว่าอยากได้ อยากได้มาก มันสวย แล้วมันก็เหมือนมีแรงดึงดูด ฟีบี้แอบคิดไปไกลว่ามันอาจจะเป็นแหวนหมั้น...แหวนหมั้นที่พี่ชายจะให้ฟีบี้ เลยติดมือมา”
       เฟื่องฟ้าทำตาคิดไปด้วยก่อนบอก “งั้นเก็บเอาไว้เลยลูก”
       เฟื่องวลีงง “เก็บทำไมคะคุณแม่”
       “กันเอาไว้ก่อน...เผื่อคุณชายเอาไปให้ใคร” เฟื่องฟ้าบอกหน้าตาเฉย
       “แต่มันน่ากลัว” เฟื่องวลีอิดออด
       เฟื่องฟ้าปลอบลูกสาว “ไม่น่ากลัวหรอกลูก มันแค่ฝันร้าย เกิดมาฟีบี้ของแม่ไม่เคยเป็นขโมย..เลยคิดมากไปแค่นั้นเอง ทำใจให้สบายๆ อย่าคิดมากลูก แล้วก็เก็บเอาไว้” เฟื่องฟ้าพูดพร้อมกับยัดคืนมือลูกสาว “อย่าเพิ่งเอาไปคืน จนกว่าลูกจะได้หัวใจคุณชาย”
       เฟื่องวลีไม่สาบายใจ ก้มลงมองอัญมณีในมือตัวเอง ท่าทางแหยงๆ
      
       ในห้องลับของเฮือนภูจำปา เวลาเดียวกัน เจ้าอุรคายืนนิ่งอยู่ ดวงตาวาววาม โกรธสองแม่ลูกมาก ทำท่าจะเดินออกไป แต่แล้วกลับมีเสียงของยมนาตวาดขึ้น
       “หยุดนะ อุรคา”
       เจ้าอุรคาเหลียวขวับไปทางเสียง เห็นยมนายืนทะมึนอยู่ ยมนาว่าต่อด้วยน้ำเสียงดุดัน
       “อย่า อย่าทำอะไรคนพวกนั้น”
       เจ้าอุรคามีท่าทีฮึดฮัด “แต่พวกมัน...”
       ยมนาขัดขึ้นสุ้มเสียงดุดัน “เขาไม่ได้ทำผิดอะไร”
       “ทำไมจะไม่ผิด ครุฑธิการเป็นของๆ เรา แต่มันเอาไป”
       “เขาไม่คู่ควร สักวันเขาก็ต้องเอามาคืน”
       “แต่เราจะเอาคืนเดี๋ยวนี้!” เจ้าอุรคาขึ้นเสียง
       ยมนาเตือนสติ “อุรคาเทวี! เจ้ารู้มิใช่หรือ ความโกรธ ความเกลียดจะทำให้เจ้าเป็นเช่นไร”
       เจ้าอุรคาเหมือนจะได้สติ เสียงอ่อนลงแต่โต้แย้งอีก “เราไม่ยอมปล่อยให้ความโกรธ ความเกลียด
       ครอบงำหรอก ไม่ต้องห่วง”
       “เราจำเป็นต้องห่วง เพราะเราเป็นสหายของเจ้า และสหายที่ดีย่อมต้องห่วงใยกันและพากันและกันไปสู่หนทางที่ดี”
       เจ้าอุรคาคิดได้แต่ยังดื้อดึงดัน “ไม่ต้องห่วง เรารักษาสัญญา เราจะไม่ทำร้ายเขา เราแค่จะตักเตือนเขาเท่านั้น”
       เจ้าอุรคาจะเดินไป ยมนาห้ามด้วยน้ำเสียงดุดันอีก
       “อย่านะ! พิษเพียงนิดเดียวของเจ้า มีผลต่อคนอื่นอย่างมหาศาล”
       เจ้าอุรคาบอกอย่างถือดี “เราไม่ทำอะไรคนพวกนั้นหรอก ก็แค่จะสั่งสอน”
       “เจ้าก็เป็นเจ้าเช่นเดิม หายเจ็บ นึกว่าจะสงบเสงี่ยมขึ้น ก็เปล่าทั้งเพ”
       “เราต้องการแค่สั่งสอนยมนา เราต้องการแค่สั่งสอน”
       เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้มย้ำน้ำคำดังกึกก้องไปทั่วบริเวณแล้วเดินออกไป ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะกลายเป็นพญานาคตัวใหญ่ยาวเลื้อยออกไปจากห้องลับ
      
       ค่ำคืนนั้น ที่บริเวณหนองน้ำแห่งหนึ่ง ละแวกเฮือนภูจำปา มีลุงพุดชาวบ้านคนหนึ่ง เดินออกมาหาปลา ท่ามกลางความมืดและเงียบสงัด ลุงพุดส่งเสียงผิวปากเหมือนจะกลบความกลัวของตัวเอง พลางกวาดตามอง
       “พับผ่า! ทำไมคืนนี้มันเงียบสงัดน่ากลัวจังวะ”
       ลุงพุดขนลุกซู่ สาวเท้าเดินเลียบคลองไปอย่างเร็วๆ แต่ต้องชะงักเมื่อหูแว่วยินเสียงบางอย่าง
       มันดังแกรกๆ มาจากพงหญ้าข้างๆ
       “เสียงอะไรวะ”
       ลุงพุดหันไปมองด้วยความสงสัย เสียงแกรกๆ นั้นเปลี่ยนเป็นโครมคราม ตามด้วยเสียงดังซ่าเหมือนมีอะไรบางอย่างหนักๆ กระโจนลงไปในน้ำ ชายสูงวัยเพ่งตามองไปก็เห็นจอกแหนบริเวณนั้นกระเพื่อมเป็นวงกว้าง แสดงให้เห็นว่าอะไรที่ว่านั้นจะต้องตัวใหญ่พอสมควร น้ำกระเพื่อมแรง ตามจังหวะการเคลื่อนไหว
       ด้วยอยากรู้ ลุงพุดสาวเท้าเข้าไปใกล้ แล้วแกก็ต้องเบิกตาโพลง เมื่อเห็นหัวของงูยักษ์ลำตัวขนาดมหึมาโผล่อยู่เหนือผิวน้ำ และไม่ใช่หัวงูธรรมดาเพราะบนหัวมันมีหงอน ลุงพุดปากคอสั่นตะโกนได้คำเดียว
       “พญานาค.....”
       ลุงพุดขาแข็งตะลึงอยู่กับที่ นิ่งงันไป ขณะที่พญานาคตัวนั้นเคลื่อนกายฝ่าผืนน้ำออกไปเบื้องหน้า
      
       เวลาเดียวกันทางฝ่ายเฟื่องวลีเดินกระวนกระวายไม่สบายใจอยู่ไปมา ภายในห้องนอนที่บ้านภิงคาร จังหวะหนึ่งหล่อนเหลือบตามองดูกล่องอัญมณีอย่างหวาดระแวง ก่อนบอกปลอบใจตัวเอง
       “ไม่มีอะไรหรอกน่า เราแค่คิดมากไป อย่างที่คุณแม่ว่าจริงๆ นั่นแหละ”
       เฟื่องวลีเดินไปที่เตียงทรุดตัวลงนอน ปิดไฟ ท่ามกลางความมืดสลัว เฟื่องวลีนอนลืมตาโพลง ไม่กล้าหลับ เพราะกลัวจะฝัน
       แต่ในที่สุดก็ฝืนสังขารไม่ไหว เฟื่องวลีหลับตาลง แต่ในทันทีที่ปิดเปลือกตานั้นหล่อนก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง เคลื่อนไหวแกรกๆ ดังขึ้นที่หน้าต่าง เฟื่องวลีลืมตาโพลง
       “เสียงอะไร”
       เฟื่องวลีตัดสินใจลุกขึ้นมาจากเตียง ค่อยๆ เดินไปที่หน้าต่างอาการกล้าๆ กลัวๆ และเปิดหน้าต่างออกไปดูทันที ที่หน้าต่างเห็นแต่หัวพญานาคโผล่และพุ่งเข้ามาหา บอกเสียงกร้าว
       “เอาครุฑธิการคืนมา!”
      
       “แอร๊ย...” เฟื่องวลีตกใจสุดขีด ร้องกรี๊ดสุดเสียง

       เฟื่องวลีหลับหูหลับตาร้องกรี๊ดๆๆๆ อยู่ในห้องนอน
      
       “อย่าๆๆๆ กลัวแล้วๆ กลัวๆๆๆๆ”
       ส่วนที่ด้านนอก เฟื่องฟ้าวิ่งมาทุบประตูโครมคราม
       “ฟีบี้ๆ เป็นอะไรไปลูก เปิดประตูลูกเปิดประตู”
       ภิงคารซึ่งได้ยินเสียงกรี๊ดวิ่งเข้ามาจากอีกมุมถามเฟื่องฟ้า
       “ยัยเฟื่องเป็นอะไรเฟื่องฟ้า”
       เฟื่องฟ้าเหมือนจะรู้เหตุผล แต่กลบเกลื่อน “เอ่อ...ไม่ทราบค่ะ ฟีบี้ๆๆๆ เปิดประตูสิลูก เปิดประตู”
       เฟื่องวลีวิ่งปร๋อมาที่ประตูเปิดออก โผเข้ากอดมารดาเนื้อตัวสั่นเทา
       “คุณแม่...ฟีบี้ฝันร้ายอีกแล้วค่ะ”
       ภิงคารไม่ได้ตกใจ แต่งงมากกว่า “ฝันอะไร”
       สองแม่ลูกมองหน้ากันแล้วต่างคนต่างอึกอัก เฟื่องฟ้ารีบบอกภิงคาร
       “ฝันถึงผีน่ะค่ะ” แล้วหันมาทางลูกสาว “นี่แม่บอกแล้วว่าอย่าดูหนังผีก็ไม่เชื่อ เป็นไงล่ะฝันร้ายทุกคืนเลยเดี๋ยวคืนนี้แม่นอนเป็นเพื่อน แล้วอย่าดูหนังผีอีกนะ”
       เฟื่องฟ้าจูงมือฟีบี้ผลุบหายเข้าไปในห้อง ภิงคารมองตามอย่างอ่อนใจ ได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอา ขณะจะเดินกลับไปยังห้อง แต่แล้วเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังแกรกๆ คลานอยู่ด้านนอก
       “เสียงอะไร”
       ภิงคารมองไปทางต้นเสียงทันทีด้วยความสงสัย
      
       คร฿ต่อมาภิงคารเดินไปหยิบปืน ถือติดมือออกมาด้านนอก ท่าทีระแวดระวัง สายตากวาดมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นอะไร
       “ก็ไม่เห็นมีอะไร”
       ภิงคารพึมพำ ขยับตัวจะกลับเข้าบ้าน แต่ต้องหยุดชะงักเมื่อหางตาเหลือบเห็นร่องรอยอะไรบางอย่างที่พื้นดิน ภิงคารเดินไปดูใกล้เพ่งมอง จึงเห็นรอยอะไรบางอย่าง ที่ผู้คนร่ำลือกัน
       “รอย...พญานาค”
       ภิงคารตะลึงได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่
      
       รุ่งเช้านาถสุดาใส่บาตรอยู่หน้าบ้าน พระให้พรแล้วนาถสุดาก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน เจอ นรินทร์ยืนยิ้มอยู่ นาถสุดาทักบิดาเสียงใส
       “นาถนึกว่าพ่อไม่สบาย เห็นไม่ลงมาใส่บาตร นาถเลยใส่แทนค่ะ”
       “พ่อสบายดีลูก แต่พ่ออยากให้นาถเป็นคนใส่บาตร”
       นาถสุดายิ้มอารมณ์ดี “หื้อ!! พ่อพูดเหมือนกับนาถไม่เคยทำบุญ”
       นรินทร์โอบกอดลูกสาว “เคยสิจ๊ะ..นาถของพ่อเป็นคนใจดี ใจบุญอยู่แล้ว แต่ช่วงนี้พ่ออยากให้นาถทำบุญเยอะๆ หน่อย”
       “ทำไมคะ” นาถสุดาแปลกใจมาก
       ดวงตานรินทร์นั้นบอกว่ามีบางอย่าง แต่ปฏิเสธพร้อมรอยยิ้ม “ก็การทำบุญ เป็นการลงทุนเพียงอย่างเดียวที่ไม่มีการขาดทุน มีแต่ได้กับได้...ได้ช่วยคนอื่น แล้วก็ยังทำให้จิตใจของเราสบายอีกด้วย”
       นาถสุดายิ้มแฉ่ง “ก็นาถเป็นลูกพ่อนี่คะ เข้าบ้านเถอะค่ะ นาถทำของอร่อยๆ เอาไว้ให้คุณพ่อ
       เยอะแยะเลย”
       นาถสุดากอดผู้พันนรินทร์เดินเข้าบ้าน แต่ต้องหยุดเมื่อสายตามองเห็นหนังสือพิมพ์วางอยู่ นาถสุดาเดินไปหยิบหนังสือพิมพ์ กวาดตามอง แล้วก็เห็นพาดหัวข่าว
       “ ชาวบ้านตื่น พญานาคโผล่กลางกรุง”
       นาถสุดาอ่านหัวข่าว “ชาวบ้านตื่น พญานาคโผล่กลางกรุงฯ...นี่มันแถวบ้านเจ้าอุรคานี่”
       สายตานาถสุดากังวลและเป็นห่วง แต่นรินทร์นิ่งสงบ เหมือนรู้มาก่อนแล้ว
      
       ขณะที่นาถสุดากำลังขับรถมาตามทางอยู่นั้น เสียงมือถือดังขึ้น นาถสุดารับ
       “คะคุณศิษฐ์?”
       “เดี๋ยวผมเข้าไปทานอาหารเช้าด้วยนะ ฝากทำเผื่อด้วย”
       “นาถไม่ได้อยู่บ้านค่ะ”
       ไพศิษฐ์งง “อ้าว! แล้วนาถไปไหนแต่เช้า”
       “นาถจะไปหาเจ้าอุรคาค่ะ”
       “ไปหาเจ้าอุรคา?”
       ไพศิษฐ์ซึ่งขับรถอยู่เบรกรถหัวทิ่ม สั่งห้ามนาถสุดา
       “ไปทำไม อย่าไปนะนาถ”
       นาถสุดาจอดรถเหมือนกัน “ทำไมนาถจะไปไม่ได้คะ? นาถเป็นห่วงเจ้าอุรคา หนังสือพิมพ์ลง มีพญานาคโผล่ที่คลองแถวบ้านเจ้าอุรคาด้วย”
       ไพศิษฐ์รีบห้ามใหญ่ “นั่นล่ะยิ่งไม่ต้องไป นาถหยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ เดี๋ยวผมไปหา”
       “แต่นาถ...”
       “อย่าไปไหนนะนาถ รอผมอยู่ตรงนั้น”
       ไพศิษฐ์สั่งเสียงเข้ม นาถสุดาทำหน้าย่นขัดใจ
       “ไม่มีเหตุผลเลยคุณศิษฐ์”
      
       นาถสุดาส่ายหน้า ก่อนบึ่งรถออกไป ไม่ได้สนใจคำสั่งของไพศิษฐ์เลย


  


       ที่วังนาเคนทร์เช้าวันเดียวกัน หม่อมภาณีกับนารีวรรณนั่งอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหาร อ่านหนังสือพิมพ์กันอยู่ นารีวรรณเอ่ยขึ้น
      
       “ทำไมหมู่นี้มีคนเห็นพญานาคกันบ่อยจังคะ”
       “นั่นน่ะสิ...” หม่อมอมยิ้ม “หรือว่า ตัวเดียวกันกับที่เคยโผล่ที่วังของเรา”
       ภุชคินทร์หิ้วกระเป๋าทำงานเดินเข้ามาทันได้ยิน “พูดเล่นไปได้ครับคุณแม่”
       หม่อมภาณีอมยิ้มไม่เลิก “ก็พญานาคที่ไหนจะมีเยอะแยะล่ะจ๊ะชาย ถ้าจะมีก็มีตัวเดียวแหละ นานๆ ขึ้นมาที ท่านคงจะมาสัญจรกรุงเทพฯ ต่อจากนี้จะไปไหนต่อ เราลองมาทายกันดู”
       สองแม่ลูกหันไปยิ้มให้กัน ภุชคินทร์ยิ้มขำมารดากับน้องสาว เสียงมือถือดัง ภุชคินทร์กดรับ
       “ครับคุณน้า...ครับ..ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้” ภุชคินทร์วางสายจากภิงคาร
       “มีเรื่องอะไรจ๊ะชาย”
       “คุณน้าบอกว่า...เหมือนที่บ้าน จะมีรอยเท้าพญานาคครับ”
       จากสีหน้าระบายรอยยิ้มทั่วใบหน้า หม่อมภาณีกับนารีวรรณหุบยิ้มในทันที
      
       ไม่นานต่อมา เห็นรอยเท้าพญานาคเคลื่อนอยู่บริเวณพื้นดินหน้าคฤหาสน์ภิงคาร ภุชคินทร์ หม่อมภาณี นารีวรรณ และ ภิงคารเดินดูด้วยความตื่นเต้นตกตะลึง ส่วนด้านหลังเฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลียืนจับมือกันท่าทางตื่นกลัว อีกมุมเป็นป้าน้อมกับต้อยติ่งคนใช้ในบ้าน มองกันอย่างตื่นเต้นตกตะลึง
       “รอยพญานาค เหมือนที่เคยมีข้างๆ วังของเรา” หม่อมภาณีว่า
       “เหมือนกับที่ผมกับนายชายเห็นที่แม่น้ำโขงด้วย!” ภิงคารเสริม
       ภุชคินทร์ถามเร็วปรื๋อ “คุณน้าเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”
       “เมื่อคืน...กลางดึก” ภิงคารมองไปที่เฟื่องวลี “ก็ตอนยัยเฟื่องฝันร้ายนั่นแหละ น้าจะเดินขึ้นห้อง ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังอยู่ด้านนอก เลยออกมาดู ตอนแรกก็คิดว่าเป็นขโมย แต่พอเห็นรอยพวกนี้เท่านั้นแหละ น้าขนลุกซู่เลย ไม่คิดว่าจะเจอกับตัว”
       ภุชคินทร์เดินไปที่รอยพญานาค เอามือสัมผัสเห็นรอยโคลนยังชื้นๆ อยู่เหมือนเพิ่งเกิด หม่อมภาณีถาม
       “ดูอะไรน่ะชาย”
       “รอยยังใหม่อยู่เลยครับแม่...เหมือนเค้าจะเพิ่งมา”
       “เพิ่งมา” สองแม่ลูกผวากอดกันแน่นเข้าไปอีก
       หม่อมภาณีถามภิงคาร “แล้วเมื่อคืนเธอเห็นอะไรหรือเปล่า?”
       “ไม่เลยครับพี่ภาณี ผมไม่เห็นอะไรเลย”
       “ไม่เห็นอะไรเลย..เป็นไปได้ยังไง? ก็ที่เป็นข่าว ลุงคนนั้นเค้าเห็นเป็นตัวๆ เลยนะ” หม่อมงง
       “หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้นะค่ะ...เพราะมันก็น่าแปลกอยู่เหมือนกัน คืนเดียวมีคนเห็นรอยเท้าพญานาคตั้งสองที่” นารีวรรณกล่าวเสริม
       เฟื่องฟ้าถามทันที “ที่ไหนเห็นอีกคะคุณหนูนา”
       “ก็...ที่บึงกาฬแถวรังสิตน่ะค่ะ หนูนาอ่านข่าวมา”
       “นั่นมันแถวบ้านเจ้าอุรคานี่” ภุชคินทร์จำได้
       หม่อมภาณีหันมาทางภิงคาร
       “อย่าบอกนะ ว่าท่านพญานาคจะเลื้อยจากที่นั่นแล้วแวะมาเลื้อยเล่นบ้านเธอน่ะ”
       “จะมาเที่ยวเล่นบ้านผมทำไมล่ะครับพี่..ผมไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวกับพญานาคสักหน่อย”
       หม่อมภาณีเย้าน้องชาย “ก็เธอเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงไง....บางทีท่านอาจจะมีอะไรให้เธอช่วยก็ได้”
       หม่อมภาณีพูดเล่น แต่สองแม่ลูกหน้าซีดเผือดเป็นกระดาษขาว
      
       ครู่ต่อมาภุชคินทร์เดินออกมาที่หน้าบ้าน พร้อมกดโทรศัพท์หาเพื่อนซี้
       “ศิษฐ์อยู่ที่ไหน? แวะมาคุยกันหน่อยได้มั้ย”
       ไพศิษฐ์ขับรถ คุยโทรศัพท์ ด้วยอุปกรณ์เสริม
       “ด่วนหรือเปล่าชาย?พอดี ฉันจะไปหาคุณนาถ อุตริอะไรอีกก็ไม่รู้ จะไปหาเจ้าอุรคา”
       “ไปทำไม?” ภุชคินทร์แปลกใจ
       “เป็นห่วง เห็นบอกว่ามีพญานาคโผล่แถวๆ นั้น”
       “งั้นก็เรื่องเดียวกัน”
       ไพศิษฐ์ตกใจ “อะไรนะ”
       “นายไปหาคุณนาถก่อนเถอะ แล้วค่อยเจอกัน” ภุชคินทร์วางสาย บ่นพึมพำ “พญานาคโผล่แถวบ้านเจ้าอุรคา แล้วมาโผล่ที่บ้านคุณน้าได้ยังไง”
      
       ภุชคินทร์ถามตัวเองด้วยความสงสัยยิ่ง


  


       ครั้นพอคนของวังนาเคนทร์กลับไปแล้ว สองแม่ลูกรีบเปิดประตูเข้ามาในห้อง เฟื่องวลีพูดด้วยท่าทีตกใจตื่นกลัวกับผู้เป็นมารดา
      
       “คุณแม่...แสดงว่าเมื่อคืนที่ฟีบี้เห็นพญานาค ฟีบี้ไม่ได้ฝันร้าย มันคือความจริง” เฟื่องวลีคิดไปคิดมา “จริงสิฟีบี้ฝันร้ายตั้งแต่ได้ลูกแก้วนั่นมา หรือลูกแก้วนั่น”
       เฟื่องฟ้าเอ็ด “เลอะเทอะใหญ่แล้ว ไม่จริงหรอกไม่เคยมีใครเห็นพญานาคตัวเป็นๆซักหน่อย อีกอย่าง ลูกเอาลูกแก้วนั่นลูกได้มาจากคุณชายนะไม่ได้เอามาจากพญานาค”
       “ก็แล้วรอยพญานาคจะมีได้ยังไงคะ” เฟื่องวลีคาใจไม่หาย
       “แม่ไม่รู้...” เฟื่องฟ้าปลอบใจตัวเองไปด้วย “แต่ความจริง มันอาจไม่ใช่รอยพญานาคก็ได้นะลูก..
       อาจจะเป็นรอยเท้าของตัวอะไรซักอย่าง..เลื้อยผ่านมาก็ได้”
       เฟื่องวลีหน้าจ๋อย “ไม่รู้ละ ยังไง ฟีบี้ก็กลัว....คุณแม่ ฟีบี้อยากเอาลูกแก้วนั่นไปคืนพี่ชาย”
       “อย่านะลูก..ยังไงมันก็มีค่ากับเรา เพราะถ้าคุณชายไม่ขอลูกแต่งงาน เราก็ยังเอาลูกแก้วนั่นไปขายได้อยู่” เฟื่องวลีพูดอย่างเห็นแก่ตัว
       “แต่ฟีบี้กลัว”
       “ถ้ากลัว..แม่จะเก็บไว้ให้เอง” เฟื่องฟ้าเดินไปหยิบกล่องอัญมณี พูดอย่างอวดเก่ง “ก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าแม่จะฝันถึงพญานาคอะไรนั่นหรือเปล่า”
       เฟื่องฟ้าพูดอย่างไม่กลัวเกรง
      
       ฟากนาถสุดาขับรถมาตามทางด้วยความเร็วสูง มุ่งหน้าสู่เฮือนภูจำปา จู่ๆ ที่ด้านหน้ามีคนเหมือนอยู่ในอาการเมารถขับสวนเลนมา นาถสุดาร้องกรี๊ดสุดเสียง
       จังหวะนั้น เจ้าอุรคาโผล่ขึ้นมาแบบเลือนลาง เอามือผลักรถของนาถสุดาจนไถลไปข้างทาง ไม่ชนกับรถคันนั้นแต่อย่างใด ขณะที่รถต้นเหตุเซแท่ดๆ ไปชนต้นไม้ข้างทาง นาถสุดาหายใจหอบตกใจมาก ยิ่งมองไปด้านหลังแล้วเห็นรถคันนั้นพังยับเยิน นาถสุดาหน้าซีดเผือด อกสั่นขวัญแขวนรอดตายได้หวุดหวิด
       นาถสุดาไม่เห็นว่ามีดวงตาของยมนาโผล่ขึ้นมองมายังเธอ อย่างขัดเคืองใจ!
      
       ยมนาปรากฏกายขึ้นมาต่อว่าเจ้าอุรคาภายในห้องลับที่เฮือนภูจำปา พูดออกมาอย่างกราดเกรี้ยว
       “อุรคาเทวี เจ้ารู้ตัวหรือไม่ ว่าทำอะไรลงไป”
       เจ้าอุรคาไม่ยอมสบตายมนา “สตรีผู้นั้น...นาถสุดา เป็นสหายของเรา”
       “แต่เจ้ากำลังเลี่ยงกฎแห่งกรรม”
       “ชายผู้นั้นต่างหากที่สมควรได้รับกฎแห่งกรรม มิใช่นาถสุดา” เจ้าอุรคาเถียง
       “ถึงเจ้าจะเลี่ยง เจ้าก็โกหกตัวเองมิได้หรอกอุรคาเทวี ว่านาถสุดาก็ถึงคราวเคราะห์เหมือนกัน และเมื่อเจ้าทำให้นาถสุดาฝืนกฎแห่งกรรม เจ้าก็ต้องรับเคราะห์กรรมนั้นแทน”
       ยมนาประกาศก้องก่อนหายวับไปกับตา สีหน้าเจ้าอุรคาซีดเผือด ไม่ได้รู้ตัวมาก่อน
      
       ขณะเดียวกันในห้องพระบ้านพันเอกนรินทร์ เจ้าบ้านซึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ สะดุ้งโหยง สีหน้าตกใจกับสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นไม่น้อย
       จุดที่เกิดเหตุข้างทาง เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานกันอย่างขันแข็ง มีสัญญาณไฟติดกั้นอยู่ เพื่อให้รู้ว่ามีอุบัติเหตุ
       ไพศิษฐ์พานาถสุดาที่ยังตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่เดินมาที่รถตำรวจ เอ็ดแฟนสาวเสียงขุ่นเขียว
       “ผมบอกนาถแล้วว่าให้อยู่รอผมก่อน นาถก็ยังดื้อจะไปให้ได้”
       “ก็นาถเป็นห่วงเจ้าอุรคา”
       “แล้วเค้าเป็นห่วงนาถมั้ย? ดีไม่ดี ที่นาถเกือบจะเคราะห์ร้ายอาจจะเป็นเพราะเจ้าอุรคาก็ได้”
       นาถสุดาย้อนเสียงเขียว ด้วยความไม่พอใจ “เจ้าอุรคาเกี่ยวอะไรด้วย”
       ไพศิษฐ์ฉุน “ก็เป็นตัวแทนของความโชคร้ายไงล่ะ เพราะถ้านาถไม่ไปหาเจ้าอุรคา นาถก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้หรอก” ไพศิษฐ์หันมาบอกตำรวจลูกน้อง “ช่วยพาคุณนาถกลับบ้านด้วย” ก่อนจะหันมากำชับนาถสุดา “นาถกลับไปก่อน เดี๋ยวผมเอารถกลับบ้านเอง”
       นาถสุดาเดินขึ้นรถอย่างงงๆ ไม่ได้พูดอะไร
      
       เย็นนั้นที่ทำเนียบ สุบรรณและรัฐมนตรีคนอื่นๆ เดินออกมาจากห้อง พร้อมๆ กับเสียงคุยกันเซ็งแซ่ ฟังแทบไม่ได้ศัพท์แต่จับได้ทำนองเดียวกัน
       “เขาว่า เมื่อคืนพญานาคโผล่กลางกรุง”
       สุบรรณยิ้ม เดินแยกออกมาจากกลุ่มคนนั้น ถามอำนาจไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้จริงจัง
       “เค้าเห็นพญานาคกันที่ไหน”
       “บึงน้ำ แถวบ้านเจ้าอุรคาครับ” อำนาจตอบ
       จากที่ไม่สนใจ คราวนี้สุบรรณหันมามองหน้าอำนาจแบบสนใจมาก
       “ว่าไงนะ? เจอพญานาคแถวบ้านเจ้าอุรคา”
       อำนาจมองหน้าสุบรรณ ไม่ชอบใจที่พอได้ยินชื่อเจ้าอุรคา เจ้านายตนก็สนใจอีกแล้ว แต่อำนาจตอบสุภาพ
       “ชาวบ้านเค้าว่ากันครับ...แต่ผมว่าน่าจะตาฝาด เห็นท่อนไม้แล้วพูดกันเป็นตุเป็นตะไป นายไม่ต้องสนใจหรอกครับ”
       “อะไรที่เกี่ยวกับเจ้าอุรคา ฉันสนใจทั้งนั้น”
       อำนาจเงียบไปนิด สายตาเริ่มมองและคิดเหมือนที่สุรินทร์เคยว่าไว้จริงๆ สุบรรณหลงเจ้าอุรคามาก
       “พาฉันไปบ้านเจ้าอุรคา”
       “แต่คืนนี้นายมีงานต่อ”
       “ไม่มีอะไรสำคัญกับฉันเท่าเจ้าอุรคา ไป!”
       สุบรรณสั่งแล้วเดินลิ่วไปที่รถ อำนาจมองตามแล้วถอนใจ เป็นห่วงสุบรรณเหมือนกัน
       ทางด้านภุชคินทร์ขับรถมาจอดที่หน้าเฮือนภูจำปา ภุชคินทร์มองเข้าไปด้านใน เห็นทุกอย่างยังคงนิ่ง และเงียบสงบเหมือนเดิม
       “ไม่เห็นมีอะไร”
       ภุชคินทร์กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ และสะดุดตาที่หนองน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไป ภุชคินทร์สาวเท้าเดินไปทันที แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยง เมื่อมีเสียงของเจ้าอุรคาดังขึ้นจากด้านหลัง
       “มาตามหาพญานาคหรือคะคุณชาย”
      
       ภุชคินทร์หันกลับมามอง ก็เห็นเจ้าอุรคายืนยิ้มอยู่


  


       ครู่ต่อมาเจ้าอุรคาเดินนำภุชคินทร์มาที่บึงน้ำ พร้อมกับเอ่ยขึ้น
      
       “ที่นี่ล่ะค่ะที่มีชาวบ้านเห็นพญานาคกัน...” เจ้าอุรคาหันมามองภุชคินทร์ ถามหยั่งเชิง “คุณชายคิดว่าที่นี่..มีพญานาคเหมือนที่เขาเห็นกันหรือเปล่าคะ”
       ภุชคินทร์ถามกลับเสียงนุ่ม “แล้วเจ้าเคยเห็นหรือเปล่า”
       “แล้วคุณชายคิดว่าดิฉันเคยเห็นหรือเปล่าละคะ” เจ้าอุรคาย้อนเข้าให้
       ภุชคินทร์ทำหน้าเมื่อย เหนื่อยใจเต็มกลืน “เจ้ายอกย้อน ล้อเล่นกับผมอีกแล้ว”
       “ดิฉันไม่ได้ยอกย้อน ไม่ได้ล้อเล่น”
       “งั้นเจ้าก็ตอบมาสิครับ”
       “ถ้าดิฉันตอบแล้วคุณชายจะเชื่อหรือเปล่าละคะ”
       “เจ้าอุรคา”
       ภุชคินทร์ลงคำเน้นเสียงดุ ไม่อยากให้เจ้าอุรคาล้อเล่น และไม่อยากเป็นตัวตลก
      
       ฝ่ายสุบรรณก้าวเดินลงจากรถตรงไปยังประตูบ้าน เห็นชรายุเดินออกมา บอกนิ่งๆ
       “เจ้าอุรคาไม่อยู่”
       “ไม่เป็นไร ฉันจะรอ”
       ชรายุมองสุบรรณแบบไม่สบอารมณ์ และตำหนิ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านและปิดประตูรั้วเบาๆ แต่ประตูนั้นปิดสนิททันที อำนาจถลันไปที่ประตูผลักออก แต่ประตูปิดสนิทไม่ขยับเขยื้อน
       “โธ่เอ๊ย...บอกจะรอ แต่ปิดประตูใส่หน้า แล้วจะรอยังไง”
       “ไม่เป็นไรอำนาจ ฉันรอได้”
       “แล้วนายจะรอที่ไหนครับ”
       “เดี๋ยวฉันเดินเล่นแถวๆ นี้..ไหน..บึงน้ำที่เค้าว่ามีพญานาค ฉันอยากดู”
       สุบรรณถามพลางกวาดสายตามอง
      
       แสงอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินสะท้อนที่บึงน้ำวิบวับ เจ้าอุรคาบอกภุชคินทร์ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ท่าทางเหมือนอยู่ในภวังค์
       “ดิฉันเห็นพญานาค เห็นอยู่ทุกวัน ไม่ว่ายามหลับ ยามตื่น”
       “เจ้าล้อเล่นผมอีกแล้วนะ เจ้าเห็นผมเป็นเด็กหรือไง” ภุชคินทร์หงุดหงิด
       เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้ม “คุณชายไม่เชื่อ เพราะอย่างนี้ไงคะ ดิฉันถึงต้องถามก่อน”
       “เจ้าก็พูดความจริงสิครับ”
       “นี่ล่ะค่ะความจริง....ความจริงที่ว่า ฉันกับพญานาค ไม่เคยอยู่ห่างจากกันเลย เราสัมผัสได้ ถึงจิตวิญญาณของกันและกันตลอดเวลา...แล้วคุณชายก็สัมผัสได้เช่นกัน”
       “ผมจะสัมผัสได้อย่างไร”
       “ได้สิคะ...ถ้าคุณชายใช้หัวใจสัมผัส”
       เจ้าอุรคาขยับเดินมาใกล้ภุชคินทร์ าวกับถูกมนต์สะกด ภุชคินทร์จ้องตาเจ้าอุรคา ขณะที่มือเรียวงามของเจ้าอุรคาจับมือของภุชคินทร์มาวางที่หน้าอก ตำแหน่งของหัวใจตน
       เสียงสองคนตอบโต้กันไปมา โดยไม่ได้เอ่ยปากพูด
       “ข้ายังรอท่านอยู่นะภุชเคนทร์”
       “ภุชเคนทร์ ใครกันภุชเคนทร์”
       “ท่านไง...ภุชเคนทร์ ข้ายังรอท่านอยู่ ภุชเคนทร์”
       น้ำตาของเจ้าอุรคาทำท่าจะไหลออกมา มือของคนสองคนจับกระชับกันแน่น ตรงตำแหน่งของ
       หัวใจเจ้าอุรคา เจ้าอุรคาพูดต่อ
       “จำได้มั้ย...นาคสวาท มรกต ครุฑธิการ มันคือชีวิต มันคือวิญญาณของเรานะภุชเคนทร์”
       ภุชคินทร์พร่ำพูดอาการเพ้อๆ เหม่อๆ “นาคสวาท มรกต ครุฑธิการ”
       จังหวะนั้นสุบรรณเดินเข้ามาโดยมีอำนาจเดินตามหลัง สุบรรณมองภาพตรงหน้า เอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด
       “เจ้าอุรคา คุณชายภุชคินทร์!”
       ราวกับถูกถอนมนต์สะกด ภุชคินทร์สะดุ้งหันมา
       “ท่านสุบรรณ!”
       สีหน้าเจ้าอุรคามองสุบรรณอย่างไม่พอใจ
      
       ภายในห้องโถงของเฮือนภูจำปา เจ้าอุรคากล่าวตำหนิสุบรรณ
       “คุณทำให้แขกของดิฉันไม่สบายใจ”
       “ผมต่างหากที่ไม่สบายใจ ที่เจ้าปฏิเสธผม เพราะเจ้ามีคุณชายภุชคินทร์”
       “แล้วทำไมคะ? คุณจะเอาอะไรยื้อแย่งหัวใจของดิฉันอีก”
       “ผมน่ะหรือยื้อแย่งหัวใจของเจ้า สิ่งที่ผมมีให้ คือความรักและภักดี”
       เจ้าอุรคาเหน็บแนม “สิ่งใดที่ได้มาง่ายมักไร้ค่า”
       “เหมือนกัน สำหรับผมสิ่งใดได้มายาก ย่อมมีคุณค่า...และสำหรับผม เจ้าก็มีคุณค่าอย่างที่สุด”
      
       สุบรรณค้อมศีรษะให้เล็กน้อยแทนคำบอกลา ก่อนจะเดินออกไป เจ้าอุรคามองตามอย่างโกรธแค้นขุ่นเคือง

      สุบรรณหน้าบึ้งตึงก้าวขึ้นรถด้วยอาการไม่พอใจเป็นอย่างมาก สั่งอำนาจเสียงเข้ม
      
       “แกรู้ใช่มั้ยอำนาจ ว่าต้องทำยังไงกับคุณชายภุชคินทร์”
       อำนาจทักท้วงในท่าทีเกรงใจ “ผมไม่อยากให้นายต้องมาด่างพร้อยเพราะเรื่องพวกนี้
       “แกกลัวมือจะเปื้อนเลือด?” สุบรรณย้อน
       “ไม่เลยครับนาย ผมพร้อมทำให้นายทุกอย่าง แต่...ผมไม่อยากให้นายเอาเรื่องของเจ้าอุรคามาเป็นอารมณ์ คุณชายภุชคินทร์เองก็ไม่ได้เป็นคนธรรมดา เค้ามีเชื้อมีสาย แล้วยังเป็นหลานของท่านภิงคาร” อำนาจเตือนสติ
       “หลานท่านภิงคารตายไม่ได้หรือไง” สุบรรณย้อนอีก
       อำนาจเงียบกริบ ไม่อยากให้สุบรรณโกรธ แต่สุบรรณกลับว่าต่อ
       “ถ้าแกขี้ขลาดไม่กล้าทำ ฉันจะให้ไอ้สุรินทร์มันทำเองว่าไง”
       “ผมจัดการเองครับนาย”
       อำนาจบอกออกมาในที่สุด สุบรรณยิ้มพอใจ
      
       ครู่ต่อมา ที่บริเวณสวนของเฮือนภูจำปา ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มครึ้ม และทั่วพื้นที่นั้นเต็มไปด้วยเหล่าอสรพิษเลื้อยอยู่ ชรายุเดินออกมา เจ้าอุรคาเอ่ยขึ้นมาลอยๆ
       “ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน พญาสุบรรณก็เป็นคนเดิมเอาแต่ใจตนเอง”
       “เจ้าอุรคาเทวี...เรากลัวว่า ท่านภุชเคนทร์จะมีอันตราย”
       “พลอยครุฑธิการ...ครุฑธิการเท่านั้นที่จะช่วยท่านภุชเคนทร์ได้”
       เจ้าอุรคาบอกด้วยน้ำเสียงร้อนรน
       คืนนั้นภุชคินทร์อยู่ในห้องนอน ยังค้างคาอยู่ในใจเรื่องที่เจ้าอุรคาบอก
       “นาคสวาท มรกต ครุฑธิการ…ครุฑธิการ”
       ภุชคินทร์ตรงไปยังลิ้นชักหัวเตียง คว้ากุญแจเปิดออกดู แต่ไม่เห็นกล่องอัญมณี
       “ครุฑธิการหายไปไหน หายไปได้ยังไง”
       ภุชคินทร์ถามตัวเองในอาการงุนงงยิ่ง
      
       เฟื่องฟ้าเอากล่องอัญมณีออกมาดู เห็นเป็นลูกแก้วทอแสงสุกใส ระยิบระยับ
       “พลอยอะไรเนี่ยทำไมมันสวยอย่างนี้ ฟีบี้กลัวอะไรไม่รู้ไม่เข้าท่าเลย นี่ถ้าเอาไปขาย คงได้หลายเงิน ถ้าคุณชายภุชคินทร์ไม่มาขอฟีบี้จริงๆ ฉันจะเอาไปขายนะจ๊ะลูกแก้ว!”
       เฟื่องฟ้ามองลูกแก้วอย่างชื่นชม ก่อนวางเก็บไว้ที่เดิม ก้าวขึ้นสู่เตียงนอน แล้วดับไฟ ไม่นานเฟื่องฟ้าก็ทำท่าเคลิ้มๆ กำลังจะหลับ
       แต่แล้วเฟื่องฟ้าก็รู้สึก เหมือนมีอะไรบางอย่างลื่นๆ มาสัมผัสตามเนื้อตัว เห็นงูตัวหนึ่งกำลังเลื้อยขึ้นมาพันที่เนื้อตัวของตน เฟื่องฟ้าเอามือปัดออก
       “อะไร คนจะหลับจะนอน”
       พอพูดออกไปก็รู้สึกตัว เฟื่องฟ้าหน้าแหย เพราะสิ่งที่สัมผัสมีชีวิต เฟื่องฟ้าลืมตาขึ้น สัญชาตญาณชูสิ่งที่ถือขึ้นมา แล้วเฟื่องฟ้าก็ร้องกรี๊ดสุดเสียงเมื่อเห็นตัวเองถือหางงูอยู่
       “อ๊าย......งูๆๆๆๆ”
       เฟื่องฟ้าเขวี้ยงหางงูทิ้ง แต่หัวงูกลับฉกเข้ามาหา แล้วเฟื่องฟ้าก็แทบหยุดหายใจเมื่อหัวงูนั้น
       กลายเป็นใบหน้าของคนที่มองมาอย่างน่ากลัว ซึ่งแท้จริงคือใบหน้าของเจ้าอุรคานั่นเอง เฟื่องฟ้ากรี๊ดแทบบ้า!
       “อ๊าก.....ผี! ผีๆๆๆๆๆ”
       เฟื่องฟ้ากระโจนออกนอกห้องทันที
      
       เฟื่องฟ้าวิ่งลนลานออกมานอกห้อง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ ภิงคารและเฟื่องวลีวิ่งออกมาจากห้องของตน เฟื่องวลีถามอย่างเป็นห่วง
       “อะไรคะคุณแม่? คุณแม่เป็นอะไร”
       “ผีๆๆๆๆ” เฟื่องฟ้าร้องอยู่ตคำเดียว
       “ผีที่ไหนเฟื่องฟ้า?” ภิงคารงวยงง
       “ผี..ผีงูแต่มีหัวเป็นคน”
       เฟื่องฟ้าพูดพร่ำแทบไม่เป็นภาษาคน ภิงคารมองอย่างระอา สายตาไม่เชื่อ
       “ผีงู ที่มีหัวเป็นคน”
       “ค่ะผีงู ๆ หน้าเหมือนเจ้าอุรคา” เฟื่องฟ้าบอก
       ภิงคารและเฟื่องวลีหันมามองหน้าเฟื่องฟ้า สองคนตกใจสุดขีด
      
       รุ่งเช้าที่โต๊ะอาหาร ภิงคารพับหนังสือพิมพ์วางลงไป ก่อนลงมือรับประทานอาหารเช้า เฟื่องฟ้ายังบอกอย่างตื่นเต้น
       “จริงๆ นะคะคุณพี่...เมื่อคืน ฟ้าเห็นผีงู มีหัวเป็นเจ้าอุรคาจริงๆ”
       “เป็นไปไม่ได้หรอกเฟื่องฟ้า เจ้าอุรคาจะเป็นผีงูได้ยังไง อย่าพูดอะไรอย่างนี้อีกเลอะเทอะ”
       “แล้วที่นี่มีผีหรือเปล่าคะคุณลุง” เฟื่องวลีถามขึ้น
       “ฉันอยู่ที่นี่มานาน ไม่เคยเห็น ไม่เคยเจอ ไม่เคยฝันอะไรแบบนี้เลย”
       เฟื่องฟ้ายืนยัน “แต่ฟ้าเห็น ฟ้าเห็นจริงๆ นะคะคุณพี่”
       ภิงคารชักรำคาญ “ถ้าเธอไม่สบายใจ อยากจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกก็ได้นะ ฉันไม่ว่า ฉันเข้าใจ...แต่ฉันก็มั่นใจว่า ที่นี่ไม่มีผีไม่มีสาง ไม่มีอะไรอย่างที่เธอเห็นกัน”
       แม่บ้านน้อมกับต้อยติ่งแอบยิ้ม เฟื่องวลีหน้าเชิดไม่พอใจ ถามภิงคาร
       “แล้วรอยพญานาคล่ะคะ”
       ภิงคารเงียบไปเฟื่องวลีได้ที
       “ถ้าคุณลุงเชื่อเรื่องพญานาค ทำไมคุณลุงไม่เชื่อเรื่องผี”
       “เอาไว้ลุงเห็นเองเมื่อไหร่ ลุงจะเชื่อแล้วกัน”
       ภิงคารลุกหิ้วกระเป๋าทำงานออกไป แม่น้อมกับต้อยติ่งแอบยิ้ม เฟื่องวลีหันมาเห็นถลึงตาใส่ สองคนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เดินออกไป เฟื่องวลีบอกกับเฟื่องฟ้าที่นั่งหน้าตึงอยู่
       “คุณลุงพูดอย่างนี้ตั้งใจไล่เราชัดๆ”
       “เพราะยังงี้ไง แม่ถึงอยากให้ลูกแต่งงานกับคุณชายภุชคินทร์”
       “ฟีบี้จะหาทางแต่งงานกับพี่ชายให้ได้ค่ะ”
       เฟื่องฟ้าพูดอย่างเจ็บช้ำ “แล้วต้องเร็วที่สุดด้วย”
       “แล้วเรื่องลูกแก้วละคะ? ฟีบี้กลัว...คุณแม่รู้แล้วใช่มั้ยคะ ว่าฟีบี้ไม่ได้คิดไปเองกลัวไปเอง...ทุกอย่างมันเริ่มต้นเพราะลูกแก้วนั่น แม่เอาไปคืนคุณชายเถอะค่ะ”
       “ไม่!ยังไงแม่ก็ไม่ยอมคืนลูกแก้วให้คุณชาย”
      
       “ไม่คืน แล้วคุณแม่จะทำยังไง?” เฟื่องวลีคาใจ


  


       เช้าวันต่อมา สองแม่ลูกพากันมาที่วัด หลวงพ่อรูปหนึ่งรดน้ำมนต์ให้อยู่ เฟื่องฟ้าเอ่ยขึ้นท่าทีสบายใจมากขึ้น
      
       “หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้แล้ว สบายใจจังเจ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นดิฉันกับลูก คงนอนไม่หลับอีกหลายคืน”
       “บางที ความฝันก็เป็นจิตนิวรณ์ ฝันเพราะมีอารมณ์จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อหลับไปก็เกิดความฝันในสิ่งนั้น ในเรื่องนั้น หรือได้พบเห็นแล้วจดจำโดยไม่มีวันลืม โยมมีจิตนิวรณ์ในเรื่องใดอยู่หรือ” หลวงพ่อถาม
       สองแม่ลูกมองหน้ากัน เฟื่องฟ้าออกตัว
       “ไม่เจ้าค่ะ ดิฉันไม่ได้มีใจจดจ่อกับสิ่งใดเลยค่ะ”
       “คุณแม่..แล้วเรื่องลูกแก้วนั่นล่ะคะ” ลูกสาวหลุดปาก
       “ลูกแก้ว?” หลวงพ่อสนใจ
       “เอ่อ..พอดีเราได้เครื่องประดับมาชิ้นหนึ่งค่ะหลวงพ่อ เป็นพลอยชื่อครุฑธิการอะไรเนี่ยล่ะเจ้าค่ะ?”
       “พอได้มาก็ฝันถึงเรื่องแปลกๆ สินะ”
       สองแม่ลูกมองหน้ากันแบบ ตรงอีกแล้ว หลวงพ่อว่าต่อ
       “บางทีของสิ่งนั้น เค้าอาจจะมีเจ้าของเค้าอยู่ก็ได้นะโยม”
       สองแม่ลูกหน้าซีดเผือด
      
       ไพศิษฐ์ นาถสุดา และพันเอกอนรินทร์เดินถือถาดที่มีดอกไม้และเครื่องสังฆทานตรงมาที่กุฏิภายในวัดเดียวกับที่เฟื่องวลีกับเฟื่องฟ้ามารดน้ำมนต์ ไพศิษฐ์เอ่ยขึ้น
       “จริงๆ เราไม่ต้องมาวัดสะเดาะเคราะห์ก็ได้นะครับ เพราะถ้านาถไม่ดื้อไปบ้านเจ้าอุรคา ก็คงไม่เกิดเรื่อง”
       “นาถบอกแล้วไงคะคุณศิษฐ์ ว่าเจ้าอุรคาไม่เกี่ยว...เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่านาถจะไปหาเธอ”
       ไพศิษฐ์ยิ้มพูเย้า “ถ้าเจ้าอุรคาไม่รู้ หมอดูทุกสำนัก ไม่ต้องทำมาหากินกันล่ะ”
       “คุณศิษฐ์” นาถสุดาฉุน
       “จ้าๆ...ผมไม่พูดไม่ว่าเจ้าอุรคาของนาถอีกแล้วก็ได้จ้ะ”
       “ดีแล้วล่ะที่ไม่เถียงกัน อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด ถือเป็นเคราะห์กรรมกันไป สิ่งที่เราควรทำก็คือ..อโหสิกรรม”
       นรินทร์จะเดินนำเข้าไปในกุฏิ เฟื่องฟ้ากับฟีบี้ก็เดินสวนออกมา สองแม่ลูกไม่เห็นเพราะเดินกันไปคนละทาง นาถสุดาเห็นพูดอย่างแปลกใจ
       “คุณเฟื่องฟ้ากับคุณฟีบี้นี่คะ”
       ไพศิษฐ์ยิ้มขำๆ “ว้าว! มาวัดเป็นด้วยหรือ”
       “ก็พอๆ กับคุณศิษฐ์นั่นล่ะค่ะ...” นาถวสุดาชะเง้อคอมองอย่างสงสัย “เค้ามาทำอะไรกัน”
       พันเอกนรินทร์เดินนำสองหนุ่มสาวเข้าไปในกุฏิ
      
       ขณะที่ภุชคินทร์เดินลิ่วออกมาจากห้อง ท่าทางหงุดหงิดที่พลอยครุฑธิการหายไป บ่นกับตัวเอง
       “ถ้าครุฑธิการอยู่กับเจ้าอุรคาจริงๆ เจ้าคงไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนอย่างที่นายศิษฐ์ว่านั่นแหละ”
       จู่ๆ นารีวรรณวิ่งมาหา
       “พี่ชายคะพี่ชาย”
       “เดี๋ยวค่อยคุยนะหนูนา พี่จะออกไปทำธุระข้างนอก”
       “ไม่ใช่ธุระของหนูนาหรอกค่ะ...ธุระของพี่ชาย...เจ้าอุรคา...เจ้าอุรคามาค่ะ”
       “เจ้าอุรคามา”
       ภุชคินทร์ถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
      
       ไม่นานต่อมาภายในห้องรับแขก หม่อมภาณีคุยกับเจ้าอุรคาอย่างอารมณ์ดี
       “ดิฉันไม่คิดเลยจริงๆ ค่ะว่าเจ้าจะมาถึงนี่...ก็..ที่ผ่านมา...ดิฉันอยากเชิญเจ้ามารับประทานอาหารที่วังตั้งหลายครั้งแต่ก็ไม่มีโอกาส...จะติดต่อเจ้าก็ไม่ได้ เพราะเจ้าไม่ใช้โทรศัพท์”
       “ดิฉันไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักโทษ ถูกจองจำ ถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยเสียงโทรศัพท์นะค่ะ และที่สำคัญ” เจ้าอุรคาปรายตาไปมองทางด้านหลัง ก็เห็นภุชคินทร์เดินนำหนูนาเข้ามา เจ้าอุรคาว่าต่อพร้อมรอยยิ้ม
       “ดิฉันมีอำนาจพิเศษ พอที่จะรู้ว่า ใครอยากพบอยากจะเจอดิฉัน”
       หม่อมภาณีตื่นเต้นมาก “จริงหรือคะ”
       “จริงหรือเปล่า..ต้องถามคุณชายภุชคินทร์ค่ะ...” พลางหันมาทางภุชคินทร์ “คุณชายกำลังอยากเจอดิฉันอยู่เลยใช่มั้ยคะคุณชาย?”
       หม่อมภาณีกับนารีวรรณมองหน้าเจ้าอุรคาสลับกับภุชคินทร์ ในขณะที่ภุชคินทร์ทำหน้านิ่ง เจ้าอุรคารู้ใจเขาอีกแล้ว
      
       ครู่ต่อมาภุชคินทร์เดินเล่นกับเจ้าอุรคาอยู่ในสนามวังนาเคนทร์ เจ้าอุรคาเอ่ยขึ้น
       “ครุฑธิการไม่ได้อยู่กับดิฉันค่ะ”
       ภุชคินทร์งง ตกใจ “แล้วเจ้ารู้ได้ยังไง ว่าผมกำลังตามหาครุฑธิการอยู่”
       เจ้าอุรคายิ้มอ่อนโอน “รู้สิคะ...ก็ดิฉันเป็นนักเล่นกล”
       “เอาคืนมาให้ผมดีกว่าครับเจ้า”
       “ดิฉันไม่ได้เป็นคนเอาไปจริงๆ ค่ะ”
       ภุชคินทร์ชักโมโห “แล้วใครที่ไหนจะมาเอาไปจากห้องนอนของผมล่ะครับ ในเมื่อผมใส่กุญแจเก็บไว้อย่างดี”
       “อีกไม่นาน เขาก็จะเอามาคืน...แต่ถ้าเค้าเอามาคืนแล้ว คุณชายสัญญาอะไรอย่างหนึ่งกับดิฉันได้มั้ยคะ?”
       “สัญญาอะไร”
       “คุณชายจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนคนนั้นอีก และคุณชายจะต้องนำครุฑธิการติดตัวตลอดเวลา เพราะคุณชายกำลังมีอันตรายและครุฑธิการจะปกป้องคุณชายได้ค่ะ”
      
       สองคนมองกันด้วยสายตาที่แตกต่าง เจ้าอุรคามองภุชคินทร์ด้วยแววตาเว้าวอน แต่ภุชคินทร์กลับมองเจ้าอุรคาด้วยสายตาไม่เชื่อเอาเสียเลย


  


       ส่วนภายในกุฏิที่วัด ไพศิษฐ์ นาถสุดา และพันเอกนรินทร์ ถวายสังฆทานเสร็จเรียบร้อย สามคนรับพรจากหลวงพ่อ
      
       ไพศิษฐ์ทนไม่ไหว จึงถามด้วยความอยากรู้ “วันนี้มีคนมาถวายสังฆทานเยอะจังเลยนะครับหลวงพ่อ... ที่เพิ่งกลับไปก็เป็นคนที่ผมรู้จัก”
       “อ้าว รู้จักกันด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้นช่วยไปบอกให้เค้าเอาของไปคืนเจ้าของเขาซะนะ เจ้าของเค้าหวง หวงมาก” หลวงพ่อเอ่ยขึ้น
       นาถสุดาฉงน “ของอะไรคะหลวงพ่อ”
       “ครุฑธิการ” หลวงพ่อบอก
       ผู้พันนรินทร์ขนลุกซู่ กลัวแทน “ครุฑธิการ”
       สีหน้าของผู้พันมีแต่ความกังวล นาถสุดาพึมพำ
       “หนึ่งในเครื่องประดับประจำตระกูลของเจ้าอุรคา”
      
       ไม่นานหลังจากนั้นเฟื่องวลีหยิบครุฑธิการออกมาจากลิ้นชักในห้องของเฟื่องฟ้า พลางบอกอย่างกลัวๆ
       “ยังไงฟีบี้ก็อยากเอาไอ้พลอยเนี่ยไปคืนพี่ชาย”
       เฟื่องฟ้ากระชากครุฑธิการมา “แม่บอกแล้วไงว่า ไม่”
       เฟื่องวลีกลัวมาก “แต่หลวงพ่อท่านก็บอกนะคะคุณแม่...ครุฑธิการ มีเจ้าของ”
       เฟื่องฟ้ารีบกลบเกลื่อน “ก็คุณชายไงเจ้าของ”
       “แต่ฟีบี้ว่า...เจ้าของที่แท้จริง อาจไม่ใช่พี่ชาย”
       “แล้วจะเป็นของใคร พญานาคอะไรนั่นเหรอ? แม่ไม่เชื่อหรอก” เฟื่องฟ้าตัดบท “อย่าพูดเรื่องนี้
       อีก ถ้าลูกกลัว แม่จะเก็บไว้กับแม่เอง”
       “แล้วถ้าผีเค้ามาทวงของ ของเค้าคืนล่ะคะ”
       เฟื่องฟ้าพูดอย่างท้าทาย “ก็เอาสิ...” บอกลูกสาวเสียงเข้ม “คืนนี้แม่จะไม่หลับไม่นอน...ถ้าแน่จริงก็โผล่มาให้เห็นเป็นๆ เลยแล้วกัน”
       เฟื่องวลีกลัวจนหัวหด “คุณแม่ อย่าท้าสิคะ”
       “ไม่ได้ท้า....ก็ถ้าเจ้าของครุฑธิการมีจริง ก็มาทวงกับแม่เอาแล้วกัน แม่จะรอ”
       สองแม่ลูกไม่ทันสังเกตว่าครุฑธิการในมือเฟื่องฟ้าเวลานั้น ส่องประกายวับวาวน่ากลัว
      
       คืนนั้น พันเอกนรินทร์เดินเล่นอยู่ในสวนที่บ้าน ต้นพญานาคราชในกระถางเริ่มไหวเอน ส่อเค้าอารมณ์บางอย่าง ผู้พันนรินทร์เพ่งมองใจไม่ดี นาถสุดาเดินเข้ามาหาถามด้วยท่าทีกังวลเหมือนกัน
       “พ่อคิดถึงเรื่องพลอยครุฑธิการใช่มั้ยคะ”
       นรินทร์พยักหน้า “พ่อว่า...เราต้องไปทวงพลอยครุฑธิการคืนมา”
       “จากคุณฟีบี้น่ะหรือคะ”
       นรินทร์พยักหน้า นาถสุดาสงสัย
       “จะไปเอาได้ยังไงคะ? แล้วเค้าจะยอมคืนให้เหรอคะ”
       “ต้องคืนสิ ก็ลูกบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าครุฑธิการเป็นของเจ้าอุรคา”
       นาถสุดานิ่งงันไป เพราะที่พ่อพูดก็เป็นเรื่องจริง
      
       ที่เฮือนภูจำปาเวลาเดียวกัน ต้นพญานาคราชที่ปลูกอยู่ทั่วบริเวณชูช่อเหมือนงูชูคอขึ้นสลอน เจ้าอุรคานั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำมีชรายุนั่งอยู่เคียงข้าง เจ้าอุรคาเอ่ยขึ้น
       “ขอบใจมากนะชรายุ ที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ”
       “เพราะเจ้าคือทุกสิ่งทุกอย่างของข้า”
       เจ้าอุรคาตาวาววับ “ใครที่ทำร้ายท่านภุชเคนทร์ มันผู้นั้นต้องได้รับบทเรียนจากข้า”
       “เจ้าอุรคา ข้าเป็นห่วงท่านเหลือเกิน ท่านยมนา...ท่านยมนาบอก” ชรายุมีท่าทางกังวลมาก
       เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้มพูดเสียงอ่อนโยน “ดวงจิตเราอ่อนแรงอย่างนั้นหรือ? ไม่หรอก...ชรายุ...เรายังไม่ถึงฆาต” จากนั้นเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเข้มอย่างแค้นเคือง “แต่คนที่มันทำร้ายเรา ทำร้ายท่านภุชเคนทร์ต่างหากที่ชะตาถึงฆาต!”
       “ข้าก็หวังเช่นนั้น แต่ข้าเกรง...ข้าเกรงว่าถ้าเจ้าอ่อนแรง เจ้าจะไม่สามารถอยู่ในร่างของพญานาคีที่ทรงอำนาจได้ เจ้าจะกลายร่างเป็นมนุษย์...และอุรคาเทวี จะต้องถูกทำลาย”
       “ชรายุ เราบอกแล้วไง เรายังไม่ถึงฆาต เจ้าไม่ต้องห่วง”
       “แต่...”
       “ชรายุ...เจ้าก็รู้ เรามาบนพื้นพิภพเพราะเหตุอันใด...ถ้าเราทำเพื่อปกป้องท่านภุชเคนทร์ แม้ต้องแลกด้วยชีวิต เราก็ยอม”
       ชรายุน้ำตาคลอ “ข้าก็จะทำเพื่อท่านเช่นกันอุรคาเทวี แม้ต้องแลกด้วยชีวิตข้าก็ยอม”
       เจ้าอุรคามองชรายุอย่างซาบซึ้งใจ ชรายุกลายร่างเป็นงูใหญ่เลื้อยออกไป
      
       สุบรรณอยู่ในคฤหาสน์หน้าตาบึ้งตึงเหมือนโกรธมาก อำนาจค่อยๆ เดินอ้อมมาด้านหลัง บอกอย่างเกรงๆ
       “เรื่องคุณชาย ผมอยากให้นายเปลี่ยนใจ”
       สุบรรณพูดโดยไม่หันมามอง ดวงตาวาววับ “แกรู้นิสัยฉันไม่ใช่เหรออำนาจ”
       อำนาจนิ่งไปนิด ก่อนตอบ “ครับ”
       “งั้นก็รีบไปจัดการ...แกจะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ให้ฉันเห็นหน้าไอ้คุณชายภุชคินทร์อีก”
       อำนาจเดินออกไป ท่าทีหนักอกไม่สบายใจเลย
      
       อำนาจเดินเข้ามาในห้องตัวเอง เปิดลิ้นชักหยิบปืนออกมาท่าทีไม่เต็มใจ ก่อนจะเดินออกไปนอกห้อง
       ทันทีที่อำนาจออกไปพ้นห้อง สุรินทร์ในคราบนินจาผลุบเข้ามา อำนาจยกปืนขึ้นป้องกันตัวเองอัตโนมัติ สุรินทร์เอามือยันปืนอำนาจออกอย่างรวดเร็ว
       “ฉันเอง!”
       อำนาจเอามือลง สุรินทร์ยิ้มเยาะ บอกต่อ
       “แกรู้สึกแล้วใช่มั้ยว่าแค่เรื่องผู้หญิง ทำไมนายต้องทำถึงขนาดนี้?”
       อำนาจไม่อยากนินทานาย “ฉันรู้สึกแค่...นายน่าจะเอาชนะคุณชายได้ด้วยวิธีอื่น”
       “แกก็รู้ นายเป็นคนเอาแต่ใจ ไม่ชอบให้คนขัดใจ ในเมื่อนายเอาชนะใจเจ้าอุรคาไม่ได้ คนที่ต้องรับกรรมก็คือ คุณชายภุชคินทร์” สุรินทร์ว่า
       “แกช่วยเอาคุณชายไปเก็บที่ไหนซักแห่งได้มั้ย นายเอาชนะใจเจ้าอุรคาได้เมื่อไหร่ แกค่อยพาคุณชายกลับมา”
       สุรินทร์ย้อนถาม “แกคิดว่าจะมีวันนั้นเหรอ”
       อำนาจมองมาท่าทีสงสัย สุรินทร์หัวเราะหึ..หึ ขณะบอกอย่างรู้ดี
       “ฉันคิดว่าฉันดูไม่ผิด เจ้าอุรคากับนายของเราเป็นคนประเภทเดียวกัน ชอบทำตามใจ ตัวเองและเมื่อคนประเภทเดียวกันมาเจอกัน เรื่องไม่มีทางจบง่ายๆหรอก โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องของคุณชายภุชคินทร์”
      
       สุรินทร์พูดเหมือนรู้ทุกอย่าง แววตายิ้มเยาะ อำนาจหนักใจ


  


       ภายในวังนาเคนทร์ หม่อมภาณียืนอยู่ในห้องโถงทอดสายตามองไปด้านนอกวัง เห็นบรรยากาศหม่นมัว เงียบเหงาอึมครึม
      
       สีหน้าหม่อมภาณีดูไม่สบายใจ “บรรยากาศแปลกๆอีกแล้ว” หันมาทางนารีวรรณ “หนูนา...โทร.ตามพี่ชายทีลูก ป่านนี้แล้ว ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก”
       “ค่ะคุณแม่”
       นารีวรรณหยิบมือถือมากดสาย ส่งให้หม่อมภาณี
       เวลาเดียวกันภุชคินทร์ขับรถอยู่บนถนนสายหนึ่ง ขณะรับโทรศัพท์ด้วยบลูทูธ
       “ชาย...อยู่ที่ไหน ใกล้ถึงบ้านหรือยังลูก”
       “ยังเลยครับ พอดีผมเพิ่งเลิกประชุม คุณแม่มีอะไรหรือเปล่าครับ”
       “แม่เป็นห่วงชายยังไงก็ไม่รู้ลูก รีบกลับมาเลยนะ ไม่ต้องแวะไปไหน”
       ภุชคินทร์อมยิ้มขำ “แล้วจะให้ผมแวะไปไหนล่ะครับแม่”
       “ไม่รู้สิ...แต่หลังเลิกงาน ชายก็แวะไปโน่นไปนี่อยู่บ่อยๆ วันนี้รีบกลับมาแล้วกัน แม่เป็นห่วง”
       “ครับแม่”
       ภุชคินทร์วางสายพร้อมรอยยิ้ม รู้สึกขำมารดาที่ห่วงราวกับตนเป็นเด็กๆ
      
       ทันทีที่หม่อมภาณีวางสาย นารีวรรณก็ถามด้วยความอยากรู้ ตื่นเต้น
       “คุณแม่รู้สึกยังไงหรือคะ”
       “ก็อย่างที่แม่บอกพี่เค้าน่ะลูก แม่ใจคอไม่ค่อยดี รู้สึกแปลกๆ แม่กลัวจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับตาชาย”
       “คุณแม่พูดซะหนูนากลัวเลย”
       “แม่ก็กลัว ก็ได้แต่ไหว้พระน่ะลูก ขอให้คุณพระคุณเจ้าช่วยคุ้มครองพี่เรา” หม่อมยกมือไหว้ “ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง อย่าให้มีสิ่งร้ายๆ เกิดขึ้นกับลูกชายของลูกเลยค่ะ”
       หม่อมภาณีได้แต่ยกมือไหว้ ใจคอไม่ดี นารีวรรณยกมือไหว้ตาม
      
       ภุชคินทร์ขับรถไปตามทาง มองจากกระจกหน้า เห็นรถคันหนึ่งตามมาด้วยท่าทางผิดปกติ ภุชคินทร์ทดลองเปลี่ยนเส้นทาง รถคันนั้นก็ยังตามมาภุชคินทร์หน้าเคร่ง มีคนจงใจตามมาจริงๆ
      
       เฟื่องฟ้านั่งดูทีวีอยู่ในบ้านห้องรับแขกบ้านภิงคาร ขณะที่ตาปรือใกล้ปิด เพราะง่วงเต็มแก่ แต่พยายามฝืนเอาไว้
       เฟื่องวลีเดินเข้ามาเห็น “คุณแม่...ง่วงก็ไปนอนเถอะค่ะ”
       เฟื่องฟ้าสะดุ้ง ส่ายหน้าแก้ง่วง ปากแข็งตอบลูกสาว “ง่วงที่ไหน แม่ไม่ได้ง่วงซักหน่อย”
       เฟื่องวลีรู้ทัน “ไหนคุณแม่บอกว่าไม่กลัวไงคะ”
       “ก็ไม่กลัวไง ถึงได้นั่งรออยู่ที่นี่” เฟื่องฟ้ากวาดตามองแบบหวั่นๆ แต่ปากดี “ใครเป็นเจ้าของครุฑ
       ธิการ อยากมาเอาคืน ก็มาเอาเลย”
       สิ้นเสียงของเฟื่องฟ้าก็ปรากฏเสียงครืดคราดเหมือนบางสิ่งบางอย่างกำลังเลื้อยอยู่ตามทางด้านนอก
       สองแม่ลูกหน้าซีดเผือด ผวากอดกันกลม เฟื่องวลีปากคอสั่น
       “มันมาแล้ว มันมาแล้วใช่มั้ยคะคุณแม่”
       เฟื่องฟ้าปากสั่นกลัวมากแต่พูดข่ม “ก็ลองออกมาสิ แม่อยากเห็นผีตัวเป็นๆ เหมือนกัน”
       ความกลัวเปลี่ยนเป็นกล้า เฟื่องฟ้าลุกเดินออกไป เฟื่องวลีแทบสติแตก
       “อย่าค่ะคุณแม่ อย่า”
       เฟื่องฟ้าไม่ฟัง เฟื่องวลีรีบตามไปทั้งที่กลัวสุดขีด
      
       ครู่ต่อมา เฟื่องฟ้าเดินลิ่วมาเหมือนคนขาดสติ เดินออกมาตรงบริเวณสวนด้านนอกบ้าน กวาดสายตามองฝ่าไปในความมืด
       “ไหน..ใครจะมาเอาครุฑธิการ มาเอาไปเลย”
       มีเสียงเลื้อยคลานแกรกๆ อยู่ด้านหน้าที่เป็นสุมทุมพุ่มไม้ เฟื่องฟ้าใจเต้น แต่เดินเข้าไป เฟื่องวลีวิ่งมาฉุดมือ
       “อย่าไปค่ะคุณแม่ ฟีบี้กลัว”
       เฟื่องฟ้าปากสั่น “กลัวอะไรฟีบี้ ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลย”
       ว่าแล้วเฟื่องฟ้าก็สืบเท้าเข้าไปใกล้ ใกล้...ก่อนเอามือปัดพุ่มไม้ตรงหน้าอย่างแรง จังหวะนั้นศีรษะของชรายุที่ใบหน้าปรุประไปด้วยเกล็ดเหมือนงูโผล่ออกมา สองแม่ลูกกรี๊ดลั่น
       “แอร๊ย...ผีๆๆๆๆๆๆๆๆ”
       สองคนเผ่นแน่บเข้าไปในบ้าน ป้าน้อมกับต้อยติ่งที่วิ่งออกมาเพราะเสียงร้องถามลั่น
       “มีอะไรคะคุณ โอ๊ย!!”
       สี่คนชนกันเข้าอย่างจัง จนเซผงะ สองแม่ลูกชี้ไปทางพุ่มไม้ด้านหลังเสียงหลง
       “ผีๆๆๆ”
       เฟื่องฟ้าบอกย้ำ “ผีหน้างู ๆ”
       ป้าน้อมกับต้อยติ่งตกใจ “ผีหน้างู” แต่ยังไม่เชื่อ
       สองคนมองตาม เห็นคล้ายหางงูเลื้อยอยู่ตรงพุ่มไม เฟื่องวลีชี้มือร้องลั่น
       “มันอยู่ตรงนั้น แกไปตีมันเลยนังติ่ง ไปตีมันเลย เร็วสิ”
       ต้อยติ่งกอดป้าน้อม “จะให้ติ่งไปตีผีนี่นะ”
       “ใช่!!ไปตีมันเลย” เฟื่องวลีสั่ง
       ป้าน้อมกับต้อยติ่งมองหน้ากัน ป้าน้อมบอก
       “ฉันไปจัดการเอง แค่งู จะไปกลัวอะไร?”
       ป้าน้อมเดินอาดๆ ตรงไปที่พุ่มไม้ โดยไม่มีอาวุธ บอกเสียงอ่อนโยน
       “ไปเถอะนะลูกเอ๊ย!! ไป..ไป๊...ที่นี่ไม่มีอะไรให้ลูกหรอก”
       ป้าน้อมพูดด้วยน้ำเสียงเมตตาแต่สองแม่ลูกมองหน้ากัน ขนลุกซู่
       เฟื่องวลีกลัวมากพูดเบาๆ “คุณแม่”
       เฟื่องฟ้าถลึงตาใส่ไม่ให้พูด งูชรายุนิ่ง มองมายังสองแม่ลูก ป้าน้อมบอกอีก
       “ไปเถอะนะลูก ไปเร็ว” หันไปบอกกับสองแม่ลูก “มันไม่ยอมไปค่ะ...มองเขม็ง เหมือนจะบอกอะไร” ป้าน้อมพูดกับงู “จะมาเอาอะไรหรือลูก”
       งูชรายุยังนิ่ง แต่ตามองมาที่สองแม่ลูกเขม็ง สองแม่ลูกกรี๊ด
       “แกจะบ้าเหรอนังน้อม ยืนคุยกับงูเป็นตุเป็นตะ...ถ้าไล่ดีๆ มันไม่ไป แกก็ตีมันให้ตายไปเลย”
       เสียงผู้พันนรินทร์ดังขึ้น
       “อย่าตีเค้า เค้าไม่ได้มาร้าย เค้าแค่มาเอาของ ของเค้าคืน”
       สี่คนหันขวับมามอง เห็นนรินทร์กับนาถสุดายืนอยู่ แต่ที่น่าตกใจกว่า ก็ตรงที่ภิงคารเดินตามเข้ามาด้วย
      
       ป้าน้อมกับต้อยติ่งเอาเครื่องดื่มมาให้แขก สองคนยืนรีๆ รอๆ ท่าทีอยากรู้ ภิงคารพยักหน้าให้ออก
       สองคนจำต้องออกไป แต่สีหน้าปิดไม่มิดว่าอยากรู้จริงๆ นาถสุดายกมือไหว้บอกว่า
       “ขอโทษนะคะ ที่นาถกับคุณพ่อถือวิสาสะเข้ามา”
       “ไม่เป็นไรครับ เพราะตอนที่ผมกลับมา ก็ต้องเข้ามาเองเหมือนกัน” ภิงคารมองสองแม่ลูก “คนในบ้านมัวแต่ไปมุงดูอะไรอยู่ก็ไม่รู้”
       สองแม่ลูกบอกพร้อมๆ กัน “ผีหน้าเป็นงูค่ะ...ผีหน้างู!”
       ภิงคารทำหน้าฉงน ไม่ใช่ไม่เชื่อ กึ่งๆ ระหว่างตกใจ กับเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นอีกแล้วยังไม่ทันจะพูดอะไร นรินทร์ก็พูดขึ้น
       “เค้ามาเอาของ ของเค้าคืนน่ะครับ”
       สองแม่ลูกหน้าซีดเผือด ตกใจมาก ภิงคารถามทันที
       “ของอะไรเหรอครับ”
       “พลอยครุฑธิการค่ะ ที่เราสองคนมาที่นี่ เพราะอยากให้คุณฟีบี้กับคุณเฟื่องฟ้าคืนพลอยครุฑธิการให้เจ้าของเค้าโดยเร็วที่สุด” นาถสุดาบอก
       เฟื่องฟ้า หน้าเชิดไม่รับผิด “จะคืนทำไม?” แถมโอ้อวดกลายๆ “ในเมื่อคุณชายเป็นคนให้ฟีบี้เอง” พลางพยักพเยิดลูกสาว “ใช่มั้ยฟีบี้?”
       “เอ่อ...ค่ะ”
       “ถึงคุณชายจะเป็นคนให้ ผมก็อยากให้คุณฟีบี้รีบไปคืนคุณชายก่อน เพราะผมกลัวว่าคุณชายกำลังมีอันตราย และครุฑธิการสามารถช่วยคุณชายได้” ผู้พันบอก
       สองแม่ลูกหน้าซีดเผือด ภิงคารถามเร็วปรื๋อ
       “นี่คุยเรื่องอะไรกัน ผมงงไปหมดแล้ว นายชายมีอันตราย? แล้วครุฑธิการ คืออะไร?”
       ยังไม่ทันที่นรินทร์จะพูดอะไร งูตัวหนึ่งก็เลื้อยเข้ามาในบ้าน เฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีกรี๊ดแตก ทุกคนหันไปมองอย่างตื่นตะลึง
       นาถสุดากับภิงคารร้องลั่น “งู!”
       นรินทร์เพ่งสายตามองไปที่งูชรายุ เห็นเป็นเงามืดร่างภุชคินทร์ กำลังถูกคนร้ายตาม แต่ไม่
       เห็นหน้าชัดเจน กระแสจิตเพ่งเห็นสั้นๆ เพียงแค่จับใจความได้ นรินทร์รีบบอกสองแม่ลูก
       “รีบคืนพลอยครุฑธิการให้คุณชายเร็วเถอะครับ” นรินทร์สั่งนาถสุดา “คุณชายกำลังมีอันตราย โทร.หาคุณศิษฐ์เดี๋ยวนี้เลยนาถ”
      
       โดยไม่รอให้สั่งซ้ำ นาถสุดาหยิบมือถือขึ้นมาโทร.ออกทันที
ตอนที่ 6
      
       ทางด้านภุชคินทร์พยายามเร่งเครื่องหนี แต่กลับถูกรถคันหนึ่งวิ่งมาจอดปาดหน้า ภุชคินทร์เบรกเอี๊ยดทันทีที่รถหยุด สุรินทร์ในชุดนินจาก็กระโดดแผล็วลงมา ฟึ่บๆๆ ว่องไวสมเป็นนินจา
      
       ภุชคินทร์มองเห็นแค่ชายในชุดดำ กระโดดแผล็วไปรอบๆ ตัว ทุกอย่างหมุนไปเร็วมาก สุรินทร์ใช้มีดเจาะเข้าที่ประตูแล้วกระชากเปิดออก ภุชคินทร์ฉวยโอกาสตรงนั้นออกมาจะวิ่งหนี แต่สุรินทร์ใช้มีดเขวี้ยงใส่ มีดนั้นเฉียดใบหน้าภุชคินทร์ไปนิดเดียวเหมือนเป็นแค่ขู่ไม่ให้หนี มีดปักคาอยู่ที่รถ ภุชคินทร์ชะงัก มองนินจาคนนั้นงงๆ แน่ใจว่าไม่เคยรู้จัก และมากไปกว่าภุชคินทร์มั่นใจว่าไม่เคยมีเรื่องกันก่อน
       “ความตายไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหรอก...คุณชาย”
       พูดจบสุรินทร์ก็เงื้อมือขึ้นจะแทง อำนาจที่ปลอมตัวนั่งอยู่ในรถมองภุชคินทร์อย่างปลดปลงว่าไม่น่ามาตายแบบนี้เลย แต่แล้วก่อนที่มีดของสุรินทร์จะปักลงร่างภุชคินทร์ พญางูตัวหนึ่งก็พุ่งมาจากข้างทาง อำนาจเบิกตาโพลง เพ่งมองงูอย่างตกใจ ตะโกนสุดเสียง
       “ระวัง!”
       ภุชคินทร์มองไปทางอำนาจ เสียงนั้นคุ้นหูเหมือนเคยได้ยิน งูใหญ่ตัวนั้นพุ่งตรงไปยังร่างของ
       สุรินทร์ ฉกเข้าเต็มแรง แต่สุรินทร์ไวสมกับเป็นนินจา กระโดดหลบอย่างว่องไว ตามองเผชิญงูใหญ่ยักษ์นั้นอย่างไม่กลัว ตะโกนบอกอำนาจ
       “จัดการเร็ว!” สุรินทร์บุ้ยใบ้ไปทางภุชคินทร์
       กระจกรถอำนาจถูกเลื่อนลง เห็นเฉพาะมือของอำนาจถือปืนเล็งมาที่ร่างของภุชคินทร์
       ภุชคินทร์ร้องลั่น “อย่า”
       ปืนถูกยิงออกมาภุชคินทร์หลบอย่างรวดเร็ว และวิ่งหนีสุดฝีเท้า ในขณะที่อำนาจลงจากรถวิ่ง
       ตาม สุรินทร์ไม่วิ่ง แต่ขว้างมีดใส่ภุชคินทร์ คราวนี้แม่นราวกับจับวาง มีดปักฉึก ถูกเข้าที่ต้นขา
       ภุชคินทร์ร้องสุดเสียง “โอ๊ย”
       ร่างสูงใหญ่เกือบล้มลง แต่กัดฟันวิ่งหนีไป อำนาจกระโจนขึ้นรถขับตาม ส่วนสุรินทร์ใช้วิชานินจา กระโดดลับหายไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีใครสังเกต งูใหญ่ตัวนั้นก็หายไปเหมือนกัน
      
       ตามทาง สี่คนนั่งรถมาด้วยกัน โดยที่ไพศิษฐ์เป็นคนขับรถ นาถสุดากับพันเอกนรินทร์นั่งอยู่ด้านหลัง ในมือภิงคารถือพลอยครุฑธิการเอาไว้แน่น ผู้พันนรินทร์ยกมือไหว้พระวิงวอน
       “ขออำนาจของครุฑธิการคุ้มครองคุณชายด้วยเถิดครับ”
       ภิงคารยกมือไหว้ครุฑธิการอีกคน “ขออำนาจของครุฑธิการคุ้มครองนายชายด้วย”
       ไพศิษฐ์เหลือบตามองสองคน ส่ายหัวที่เชื่อเป็นตุเป็นตะ นาถสุดาเห็นท่าทางของไพศิษฐ์จากกระจกก็ทำท่าไม่พอใจ ไพศิษฐ์ยิ้มแหะๆ ทำหน้าแหยๆ ขับรถต่อไป ภิงคารตะโกน
       “นั่นรถนายชาย!”
       ทุกคนเห็นรถภุชคินทร์จอดอยู่ ไพศิษฐ์จอดรถทันที ทุกคนรีบลงไปทันที ด้านล่างแทบไม่มี
       ร่องรอยการต่อสู้ มีเพียงรถที่มีรอยมีดปักอยู่ ทุกคนมองหน้ากันใจคอไม่ดี
       “แปลกมากครับ...ไม่มีร่องรอยต่อสู้อะไรเลย.. ยังกับมีนายชายอยู่คนเดียว”
       นาถสุดาค้อนขวับ “คุณชายจะต่อสู้คนเดียวได้ยังไงคะ”
       “ก็ไม่รู้ละ ผมพูดตามหลักฐาน”
       ภิงคารมองตามรายทาง เห็นรอยเลือดหยด “นั่นเลือด!”
       ผู้พันนรินทร์เพ่งมอง เห็นเหมือนควันจางๆ ผิดปกติ รูปร่างเหมือนงูเลื้อย พร้อมกันนั้นมีแสงเปล่งประกายเรืองๆ ออกมาจากพลอยครุฑธิการ นรินทร์ร้องขึ้นทันที
       “ไปทางนั้นครับ”
       ทุกคนไปตามที่นรินทร์ชี้ทันที
      
       ภุชคินทร์วิ่งหนีมาด้วยความเจ็บปวด มองไปข้างหลังไม่มีรถผ่านไปมาซักคัน มีแต่รถ
       อำนาจที่ขับรถตามมา ภุชคินทร์ตัดสินใจวิ่งหลบเข้าข้างทาง
       ภุชคินทร์วิ่งอยู่ในพงหญ้า แต่ต้องชะงักเมื่อร่างของนินจาสุรินทร์กระโดดแผล็วจากไหนไม่รู้มา
       ยืนขวางหน้า สุรินทร์หัวเราะเยาะหยัน
       “จะหนีทำไมคุณชาย แต่ถึงจะหนีก็หนีไม่พ้นหรอก...บอกแล้วไง ความตายไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด”
       ภุชคินทร์มองไปเบื้องหน้า ตั้งสติจะหนี แต่สุรินทร์ใช้เท้าตวัดเตะเข้าที่ร่างภุชคินทร์เต็มแรง ภุชคินทร์สู้แต่สู้ไม่ได้ ถูกสุรินทร์อัดซะหลายครั้ง เท่านั้นร่างของภุชคินทร์ก็ร่วงผล็อย ล้มลงไป จังหวะนั้นงูใหญ่ตัวเดิมโผล่มา มันโกรธจัด พุ่งเข้าใส่ร่างของสุรินทร์ทันที แต่สุรินทร์ใช้ความเชี่ยวชาญแบบนินจาฉากหลบอย่างรวดเร็ว และควักมีดลงอาคมที่เหน็บในกระเป๋าอีกข้าง แทงใส่งูตัวนั้นเต็มแรง
      
       ร่างของงูใหญ่สะดุ้ง เลือดพุ่งกระฉูด แต่ไม่ถอย มันหันมามองสุรินทร์ตาขวาง โกรธมากทั้งที่เจ็บปวดสุดใจ


  


       งูใหญ่พุ่งเข้าหาสุรินทร์ แต่อำนาจที่ตามมาใช้ปืนยิงใส่โดนจังๆ น่าแปลกที่งูตัวนั้นไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด
      
       สุรินทร์ตะโกนบอก “มันเป็นงูปิศาจ!” ร้องตะโกนเสียงเข้มกว่าเดิม “และงูปีศาจมันต้องเจอ มีดลงอาคมอย่างนี้”
       สุรินทร์เงื้อมีดขึ้น จ้องมองพญางูตัวนั้นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน งูตัวนั้นจ้องตาตอบพร้อมสู้
       “เก่งนักรึมึง”
       สุรินทร์ใช้มีดเป็นอาวุธต่อสู้กับงูอย่างแคล่วคล่อง งูฉก สุรินทร์หลบเอามีดจ้วงใส่ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ
       ส่วนด้านนอกถนน กลุ่มของผู้พันนรินทร์นำทางเข้ามา ท่าทางทุกคนร้อนใจ
       ขณะที่ด้านใน งูยิ่งโกรธ มันพุ่งหัวเข้ามาฉกที่ต้นแขนสุรินทร์ สุรินทร์ก็ใช้มีดอาคมปักใส่
       ร่างงู มันตาค้างเจ็บปวดมาก สองคนไม่ยอมกัน เสียงสวบสาปฝีเท้าย่ำมา อำนาจบอกเบาแต่เข้ม
       “มีคนมา”
       เท่านั้นงูใหญ่ตัวนั้นก็ชะงัก ก่อนจะผละตัวเลื้อยออกไป สุรินทร์บอก
       “หนีเร็ว”
       “แล้วแก”
       “ฉันเอาตัวรอดได้ รีบหนีไป”
       อำนาจรีบหลบไปอย่างรวดเร็ว สุรินทร์ใช้มีดลงอาคมปักฉึกเข้าตรงบาดแผลของตัวเอง งัด
       เอาเลือดปนพิษของงูออกมา ทันทีที่เลือดไหลออก สุรินทร์มีท่าทีคลายเจ็บปวดลง แต่ตาของเขาวาวโรจน์โกรธมาก และตามรอยงูตัวนั้นไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งร่างของภุชคินทร์นอนกองอยู่ตรงนั้น
      
       ทุกคนตามรอยเท้าและเลือดของภุชคินทร์เข้ามาในป่า จนพบร่างของภุชคินทร์นอนหมดสติอยู่ ทุกคนมองตกใจ ภิงคารรีบวิ่งไปประคองภุชคินทร์
       “ชายๆ”
       ไพศิษฐ์เอามือตรวจดู จมูก ชีพจร “นายชายยังไม่ตาย”
       นาถสุดาดีใจมาก “ครุฑธิการต้องช่วยคุณชายไว้แน่ๆ”
       “รีบพาคุณชายส่งโรงพยาบาลเร็วครับ” นรินทร์ได้สติก่อนใคร
       ภิงคารกับไพศิษฐ์ตรงเข้าประคองร่างภุชคินทร์ ผู้พันนรินทร์กวาดสายตามองเข้าไปในป่า สายตามีความเป็นห่วงปน นาถสุดาถาม
       “มีอะไรเหรอคะพ่อ”
       “มีคนเจ็บอยู่ตรงนั้น” ผู้เป็นพ่อบอก
       ภิงคาร กับไพศิษฐ์ที่ประคองภุชคินทร์หันกลับมาดู นาถสุดาบอกไพศิษฐ์
       “คุณศิษฐ์ไปกับพ่อนะคะ เดี๋ยวนาถพาคุณชายไปโรงพยาบาลเอง”
       ไพศิษฐ์พยักหน้า นาถสุดามาช่วยภิงคารประคองภุชคินทร์ออกไป ผู้พันนรินทร์มุ่งหน้าเข้าไปในราวป่ามีไพศิษฐ์ตามไป
      
       งูใหญ่เลื้อยมาในป่า ร่างกายสะบักสะบอม ท่าทางมันบาดเจ็บสาหัส เลือดที่ออกมาดำคล้ำแลดูน่ากลัว งูนั้นหยุดเลื้อย ก่อนค่อยๆ กลายร่างเป็นเจ้าอุรคา ที่หน้าซีดเจ็บปวดมาก
       “ไม่...ไม่ใช่เวลานี้ มีดอาคมทำลายตัวข้าไม่ได้ ไม่ได้!”
       เจ้าอุรคาหลับตาตั้งสมาธิพึมพำร่ายคาถาให้กลับคืนร่างงูตามเดิม แต่อ่อนแรงเต็มที เสียงฝีเท้าย่ำใกล้เข้ามา สมาธิเจ้าอุรคาแตกหันกลับไป เห็นสุรินทร์เดินมา สุรินทร์เองก็เห็นร่างเจ้าอุรคาที่ช่วงบนเป็นคนแต่ด้านล่างเป็นงู สองคนตะลึง เจ้าอุรคาอาศัยช่วงนั้นเลื้อยหนีไป สุรินทร์ตะโกนก้อง
       “ยังไงแกก็หนีไม่รอดหรอกนังปีศาจ”
       สุรินทร์ถือมีดตามเจ้าอุรคาไปรวดเร็ว
       ไพศิษฐ์กับนรินทร์ที่เดินตามมา เงี่ยหูฟัง
       “มีเสียงคน”
       พันเอกนรินทร์ร้อนใจชี้บอกทาง “ทางนั้น”
       ไพศิษฐ์ยกปืนขึ้นตะโกน
       “นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ใครอยู่ตรงนั้นออกมา”
       ร่างของสุรินทร์ชะงัก เสียงฝีเท้าย่ำใกล้เข้ามา สุรินทร์มองตามร่างของเจ้าอุรคาอย่าง
       เสียดายก่อนจะวิ่งหนีฟึ่บๆๆๆ ลับหายไป
       ไพศิษฐ์กับผู้พันนรินทร์ตามมา แต่ไม่เห็นใคร
       “มันหนีไปแล้ว”
       พันเอกนรินทร์กวาดสายตามอง แล้วเห็นเลือดสีดำคล้ำเป็นหย่อมๆ ไพศิษฐ์เข้ามาดู
       “เลือด! แต่เหมือนไม่ใช่เลือดคน”
       “ใช่! ไม่ใช่เลือดคน”
       “แล้วมันเลือดอะไรครับ”
      
       พันเอกนรินทร์เงียบไปไม่ยอมตอบ สายตาฉายชัดว่าทั้งกังวลและเป็นห่วงเจ้าอุรคาในร่างงูใหญ่ตัวนั้นมาก!


  


       เวลาต่อมา เจ้าอุรคากลับมาที่เฮือนภูจำปาในสภาพสะบักสะบอมเลือดโทรมกาย โผเผเข้ามาในห้องลับ ด้วยท่าทางเจ็บปวดแลดูน่าสงสารมาก ชรายุเห็นก็ตกใจปราดเข้ามาหาอย่างเป็นห่วง
      
       “เจ้า”
       จังหวะนั้นเองยมนาก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมบอกเสียงดังในท่าทีฉุนเฉียว
       “ข้าเตือนเจ้าแล้วอุรคาเทวี ข้าเตือนเจ้าแล้ว!! เหตุใดถึงไม่ฟังข้าเลย” ดูเหมือนยมนาจะโกรธจัดถึงกับเปลี่ยนสรรพนามจากปกติที่ใช้ เรา และท่าน
       “แล้วท่านจะให้ข้ายืนมองท่านภุชเคนทร์ต้องตายเพราะน้ำมือคนชั่วหรอกหรือ”
       “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”
       เจ้าอุรคาเดือดดาลตวาดก้อง “ไม่! ท่านภุชเคนทร์ไม่เคยทำร้ายใคร ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะพญา
       สุบรรณคนเดียว พญาสุบรรณต้องชดใช้กรรมนั้น”
       เจ้าอุรคาตะโกนก้อง เจ็บปวดคับแค้นใจมาก
      
       เช้าวันต่อมา ภุชคินทร์ฟื้นแล้วแต่ยังนอนนิ่งอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล มีหม่อมภาณีกุมมือไว้ตลอดเวลา ท่าทางเป็นห่วงบุตรชายมาก
       “เฮ้อ! แม่อยากรู้จริงๆ ว่าใครทำร้ายลูกแม่? มิน่าคืนนั้นแม่สังหรณ์ใจแปลกๆ”
       ภิงคาร เอ่ยขึ้น “เท่าที่ผมกับศิษฐ์ตรวจดูที่เกิดเหตุ แทบไม่มีร่องรอยอะไรเลยครับพี่ภาณี จะมีแค่รอยเท้าของนายชายคนเดียว”
       “มันจะเป็นไปได้ยังไง” หม่อมภาณีไม่อยากเชื่อเลย
       ไพศิษฐ์เสริมขึ้น “เท่าที่ผมกับท่านภิงคารลองสันนิษฐานดู ก็อาจจะเป็นพวกนินจัตสุ กลุ่มเดิมหรือว่าไง นายชาย?”
       “ใช่...กลุ่มนินจัตสุ” ภุชคินทร์ที่นอนลืมตามองเพดาน ครุ่นคิดหนัก “แต่น่าแปลก ฉันคิดว่ามีงูตัวใหญ่มาช่วยฉันไว้”
       คราวนี้ทุกคนมองหน้ากัน นาถสุดาโพล่งขึ้น
       “งูหรือคะ? แล้ว...พลอยครุฑธิการ”
       ภิงคารยื่นครุฑธิการออกมา “ผู้การนรินทร์บอก...พลอยครุฑธิการจะคุ้มครองชายได้”
       หม่อมภาณีหันมามองครุฑธิการในมือของภิงคารอย่างตกตะลึง พร้อมกับเอื้อมมาหยิบเอาไป
       “พลอย...พลอยที่ท่านพ่อเคยให้ชาย...มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
       “เจ้าอุรคาให้ผม” ภุชคินทร์เอ่ยขึ้น
       หม่อมภาณีเงียบ อึ้งไป เจ้าอุรคาได้มายังไง ขณะที่นาถสุดาบอก
       “แต่ที่นาถเจอ มันอยู่กับคุณฟีบี้ และคุณฟีบี้ก็บอกว่าคุณชาย ให้พลอยครุฑธิการกับเธอค่ะ”
       พอได้ฟังภุชคินทร์ก็มีสีหน้าเครียดเคร่งขึ้นมาทันที และโกรธเฟื่องวลีมาก
      
       ฝ่ายสองแม่ลูกอยู่ในห้องนอน เฟื่องวลีตีอกชกหัวท่าทีกลุ้มใจมาก
       “ตายๆๆๆๆ ถ้าพี่ชายรู้เรื่องพลอยนั่นว่ามาอยู่กับเรา เราจะทำยังไงคะคุณแม่”
       เฟื่องฟ้าบอกหน้าตาเฉย “ก็...แก้ตัวไป”
       “จะแก้ตัวได้ยังไงคะ? ฟีบี้เข้าไปขโมยของในห้องเค้า”
       “ไหนหลักฐาน....ห้องคุณชายมีหลักฐานมีกล้องวงจรปิดหรือไง? ลูกก็บอกไปสิว่าเดินเล่นในวังแล้วเก็บได้ก็แค่นั้น” เฟื่องฟ้าสอนลูก
       “แล้วพี่ชายจะรู้สึกกับฟีบี้ยังไง เค้าต้องเกลียดฟีบี้แน่ๆ เลย เค้าต้องไม่เลือกฟีบี้เป็นแฟนแน่ๆ”
       “ทั้งโลกมีคุณชายภุชคินทร์เป็นผู้ชายคนเดียวหรือไง”
       เฟื่องวลีนิ่งฟัง เฟื่องฟ้าพูดต่อ
       “บอกตรงๆ ตอนนี้แม่ไม่อยากได้คุณชายมาเป็นเขยแล้วล่ะ แม่กลัวผีงู มันจะมาทวงของๆ มันคืน”
       เฟื่องวลีแหยงๆ “แสดงว่าพี่ชายมีเมียเป็นผีหรือคะ”
       “แม่ก็ไม่รู้...แต่แม่ยังจำได้ติดตาเลยนะ ที่งูมีหน้าเป็นเจ้าอุรคาน่ะ...แล้วแม่ก็ยังจำได้...ว่างูหน้าผีที่เราเห็นในพุ่มไม้วันนั้นน่ะ หน้าตามันเหมือนคนติดตามเจ้าอุรคาชัดๆ”
       “คนติดตามเจ้าอุรคา”
       เฟื่องวลีนึกถึงตอนที่ชรายุโผล่พรวดมาตรงหน้าในงานครั้งก่อน เฟื่องวลีจำได้ปากคอสั่น
       “จริงด้วยค่ะคุณแม่...ผีหน้างูตัวนั้น หน้ามันเหมือนคนติดตามเจ้าอุรคาจริงๆ ด้วย”
       สองแม่ลูกมองหน้ากันท่าทางกลัวมาก
       สองคนไม่รู้ว่าเวลาเดียวกันที่เฮือนภูจำปา ท่ามกลางบรรยากาศน่ากลัว ชรายุที่หัวเป็นคน ตัวเป็นงูหัวเราะก้องแบบสาแก่ใจชอบใจมาก
      
       ตกคืนนั้น ภุชคินทร์เดินออกมาที่บริเวณระเบียงด้านนอก ท่าทางครุ่นคิด ไพศิษฐ์เดินตามออกมา
       “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ะ ตอนที่ตามหานาย ทุกคนเห็นแสงประหลาดพุ่งมาจากพลอยครุฑธิการ” ไพศิษฐ์พูดยิ้มๆ “ว่าที่พ่อตาฉัน...ขลังจริงๆ ท่านบอกว่าครุฑธิการปกป้องนายได้”
       “ตอนที่เจ้าอุรคาให้พลอยครุฑธิการกับฉัน เจ้าเองก็บอกอย่างนั้น” ภุชคินทร์นึกขึ้นได้
       ไพศิษฐ์หรี่ตามอง เพราะไม่เคยรู้ “เจ้าอุรคาให้นาย งั้นเจ้าของครุฑธิการตัวจริงก็ต้องเป็นเจ้าอุรคา”
       ภุชคินทร์ฟังแล้วฉงน “ทำไมเหรอ”
       “ฉันกับคุณนาถไปที่วัด...หลวงพ่อท่านฝากบอกกับคุณฟีบี้ ให้เอาครุฑธิการไปคืน เจ้าของ เพราะเจ้าของเค้าหวงมาก”
       สองหนุ่มมองหน้ากันตะลึง คาดไม่ถึง ไพศิษฐ์เริ่มหัวเราะไม่ออก
       “เจ้าอุรคาไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ ด้วย...และที่เธอเข้ามาใกล้นายก็เพราะต้องการอะไรบางอย่างจากนาย นายคิดสิชาย...ว่านายเคยทำอะไรกับเจ้าอุรคา นายเคยเกี่ยวพันอะไรกับเจ้าบ้าง...ทำไมเจ้าต้องตามติดนายตลอดเวลา”
       ภุชคินทร์หน้าเครียดท่าทางปวดหัว “ฉันคิดไม่ออกจริงๆ ศิษฐ์ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าระหว่างฉันกับเจ้าอุรคาเกี่ยวข้องเกี่ยวพันอะไรกัน” ราชนิกูลหนุ่มพูดเหมือนเพ้อๆ เหม่อลอย “ทุกครั้งที่ฉันคิด...ฉันเห็นแต่น้ำ...ฉันเห็นพญานาค...ฉันเห็นแต่เลือด ความเจ็บปวด”
       ขณะพูดไปภุชคินทร์นึกเห็นภาพตามคำพูดของตนไปด้วย ภุชคินทร์หายใจรัว หอบถี่ เหมือนตกอยู่ใฝนภวังค์ และถูกดึงลงไปอีก
       โดยเฉพาะภาพตอนพญานาคถูกพญาครุฑจิกกัดอย่างรุนแรง พญานาคเจ็บปวด ร่างกายฉีกขาดออกจากกัน ภุชคินทร์เอามือกุมหัว ร้องครวญคราง
       “ฉันเจ็บปวดเหลือเกิน...เจ็บปวดเหลือเกินศิษฐ์ เจ็บ”
       ภุชคินทร์พูดได้แค่นั้นร่างก็โงนเงนหมดสติล้มลง ไพศิษฐ์ตกใจมาก
       “ชายๆๆๆ”
      
       ไพศิษฐ์รีบประคองร่างของภุชคินทร์พาเข้าไปด้านในห้องอย่างรวดเร็ว


  


       ภุชคินทร์ฝันถึงเหตุการณ์เดิมๆ อีก ยินเสียงน้ำกระเพื่อมดังเข้ามาจากค่อยๆ แล้วกระเพื่อมหนักขึ้นๆ ฟังดูวังเวงหลอนๆ ทั่วท้องน้ำท่ามกลางความเงียบสงัดของลำน้ำโขง
      
       เห็นพญาสุบรรณตรงไปฉีกทึ้งร่างของนาเคนทร์นาคราชด้วยความโกรธแค้น ร่างของภุชเคนทร์ชุ่มโชกไปด้วยเลือด และเลือดนั้นไหลลงน้ำไม่ขาดสาย ภุชเคนทร์เจ็บปวดแทบขาดใจ พญาสุบรรณตะโกนก้อง
       “จำไว้...เจ้าไม่มีทางแย่งอุรคาเทวีไปจากข้าได้”
       อุรคาเทวีในร่างมนุษย์ประคองร่างภุชเคนทร์เอาไว้ ต่อว่าพญาสุบรรณอย่างเกรี้ยวกราด
       “ไม่ว่าภพชาติไหน? ข้าก็ไม่มีวันรักคนใจร้ายใจดำเยี่ยงท่าน” อุรคาเทวีร้องไห้กอดภุชเคนทร์นาคราชด้วยความรัก “อย่าจากเราไป ท่านภุชเคนทร์อย่าจากเราไป”
       ภุชเคนทร์ใกล้จะขาดใจตายลุกทุกทีๆ “ข้าไม่อยากจากท่าน...แต่ข้าเจ็บปวดเหลือเกิน....ข้าขอสาบาน...เกิดไม่ว่าภพชาติไหน ข้าจะไม่ขอเกิดเป็นนาคาอีก..ข้าจะไม่ขอเกิดเป็นนาคาอีก....”
       ภุชเคนทร์พูดได้แค่นั้นก็แน่นิ่งขาดใจตายทันที อุรคาเทวีร่ำร้องครวญคร่ำปานจะขาดใจ
       “ไม่...”
      
       ที่วังนาเคนทร์ นารีวรรณหาวหวอดๆ ขณะนั่งอ่านตำรานาคีเทวี จากไอแพดบนเตียงในห้องนอน ท่าทีอินจัด
       “พญาครุฑทำไมนิสัยไม่ดีอย่างนี้ เค้าไม่รักตัวแท้ๆ ยังจะมาตามรังควานเค้าอีก นี่ถ้าตำนานนาคีเทวีมีจริงๆ หนูนาจะไปช่วย...นาคา เอามีดสับกะโหลกครุฑบ้านั่นจริงๆ เชียวอีตาครุฑบ้าเอ๊ย!”
       นารีวรรณคลิกเลือนไปดูหน้าอื่นในเน็ตต่อ หมดความสนใจแค่นั้น
      
       สุบรรณอาละวาด โกรธแค้นเอามากๆ หลังรู้เรื่องในตอนเช้าวันต่อมา
       “ทำไม? ทำไมไอ้คุณชายมันถึงไม่ตาย?”
       “มีคนมาช่วยมันไว้ครับนาย”
       สุบรรณขึ้นเสียง “ใคร”
       “ผมไม่ทราบ รีบหนีออกมาก่อน”
       สุบรรณตบหน้าอำนาจเต็มแรงเสียงดังผลัวะ “ทำไมแกขี้ขลาดอย่างนี้อำนาจ” ตาของสุบรรณวาววับขณะถาม "แกไม่อยากทำใช่มั้ย? แกไม่อยากฆ่าไอ้คุณชายใช่มั้ย”
       “ผมกลัวเรื่องมันจะมาถึงนาย”
       “จะมาถึงฉันได้ยังไง? พอแกจัดการมัน แกก็เก็บกวาดให้มันเรียบร้อยแค่นี้ก็หมดเรื่อง หรือจะให้ฉันจัดการเอง”
       “ผมทำได้ครับนาย”
       “งั้นก็รีบไปจัดการซะ”
       “อีกเรื่องหนึ่งครับ ผมรู้สึกมีอะไรบางอย่างคอยปกป้องคุณชายอยู่”
       สุบรรณเยาะหยัน “อะไร? แกจะแหกตาฉันเรื่องอะไร”
       “ทุกครั้งที่เกิดเรื่องจะมีงูมาช่วยคุณชาย แล้วก็เป็นงูตัวเดิม”
       คราวนี้สุบรรณนิ่ง ฟัง เพราะตนก็เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้อยู่เหมือนกัน
       “แกพูดยังกับงูมันรู้เรื่อง ฟังภาษาคนได้งั้นแหละ”
       จังหวะนั้นมีเสียงสุรินทร์แทรกขึ้น “ได้ครับนาย...เพราะมันไม่ใช่งูธรรมดาแต่มันเป็นงูปีศาจ...และผมก็เห็นไอ้งูปีศาจตัวนั้น มีหน้าตาเหมือนเจ้าอุรคา”
       สุบรรณหันมามองสุรินทร์นิ่งอึ้ง ใจเต้นไม่เป็นส่ำ ห่วงเจ้าอุรคาโดยไม่รู้ตัว
      
       สุบรรณร้อนใจขับรถมาจอดหน้าเฮือนภูจำปา แล้วก้าวลงมาเร็วรี่จะเดินเข้าไปด้านใน แต่เจอชรายุ ขวางไว้และบอก
       “วันนี้เจ้าไม่สบาย”
       “ก็ดี...ฉันจะได้ถือโอกาสมาดูแลเจ้า”
       ชรายุยิ้มเยาะ “แต่ฉันไม่คิดว่าคนอย่างท่านสุบรรณอยากจะดูแลใคร ที่ท่านมา...เพราะอยากรู้ว่าเจ้าอุรคาบาดเจ็บ ตามที่ลูกน้องท่านบอกหรือเปล่า”
       สุบรรณตกใจที่ชรายุอ่านใจตนออก ชรายุยิ้มเหมือนรู้ทุกอย่าง และบอกต่ออีก
       “ใช่...เจ้าบาดเจ็บ...แต่บาดเจ็บเพราะใคร...ท่านน่าจะรู้....” ชรายุพูดเสียงเข้ม “เลิกทำตัวเช่นนี้ซะเถอะท่านสุบรรณ เลิกทำตัวเช่นนี้ซะเถอะท่านสุบรรณ”
       เสียงของชรายุดังก้องอยู่อย่างน