กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 7] ลูกไม้หลากสี

ลูกไม้หลากสี.JPG
14-1-2013 13:29



ลูกไม้หลากสี



ออกอากาศ : ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.25 น. ทางช่อง 7 สี
บทประพันธ์โดย : เทพิตา
บทโทรทัศน์โดย : ลายน้ำ
กำกับการแสดงโดย : ชัชวาล ศาสวัตกลูน
ผลิตโดย : บริษัท พอดีคำ จำกัด
ควบคุมการผลิตโดย : ธงชัย - มณีรัตน์ ประสงค์สันติ



รายชื่อนักแสดง



โตนนท์ วงบุญ   รับบท   ชนกชนม์   
พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์   รับบท   สุตาภัญ   
มิกค์ ทองระย้า   รับบท   ธีรดนย์   
สเตฟานี่ เลอร์ช   รับบท   ชนิกานต์   
ศรศิลป์ มณีวรรณ์   รับบท   กฤติยา   
อั๋น พีรวิชญ์   รับบท   ชยางกูร   
อังคณา วรรัตนาชัย   รับบท   สุรัมภา   
ตระการ พันธุมเลิศรุจี   รับบท   ธนกร   
ปภัสรา เตชะไพบูลย์   รับบท   ชลนิภา   
แวร์ โซว   รับบท   เสาวนิตย์  
ปราบ ยุทธพิชัย   รับบท   สุทิน   
สถาพร นาควิไลโรจน์   รับบท   ธนวัต   
มัณฑนา หิมะทองคำ   รับบท   กัณฐิกา  
อำภา ภูษิต   รับบท   อุษา  
กรองทอง รัชตะวรรณ   รับบท   นัชชา  
ศตวรรษ ดุลยวิจิตร   รับบท   วีรภัทร   
ปรัชญ์ ปรมิณ   รับบท   สุรเดช   
ชมวิชัย เมฆสุวรรณ   รับบท   เพทาย   
น้ำเงิน บุญหนัก   รับบท   ยายแก้ว



เรื่องย่อ ละครลูกไม้หลากสี


          ชีวิตหนุ่มสาวรุ่นใหม่ เป็นผลผลิต "ลูกไม้" หลากสีสันของสถาบันครอบครัว ผลผลิตเหล่านี้จะช่วยให้สังคมสดใสหรือหม่นหมอง ล้วนขึ้นอยู่กับผู้บ่มเลี้ยง ที่จะทำให้ลูกไม้เหล่านี้หยั่งราก ยืนต้น เพื่อฟันฝ่าพายุในชีวิตทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

          ในวันที่บ้านเงียบเหงา หัวใจของหนุ่มแน่นอย่าง ชนกชนม์ ก็พลอยเปลี่ยวเหงาไปด้วย เมื่อแม่บังเกิดเกล้าที่ไม่เคยมอบความรักให้กำลังใจไปรับน้องชายต่างบิดาของเขากลับจากการเรียนที่อังกฤษด้วยหัวใจชุ่มชื่นพร้อมด้วยพ่อเลี้ยงที่แสนดีของเขา

          ชีวิตของชนกชนม์เกิดมาท่ามกลางพายุร้ายจากผลผลิตครอบครัวที่แตกร้าว คุณชลนิภา แม่ของเขาเป็นเศรษฐีนีเจ้าของธุรกิจอัญมณีชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ได้แต่งงานกับ คุณวีรภัทร นักการทูตใหญ่ด้วยความเหมาะสมของฐานะทางสังคม และความเห็นชอบจากผู้ใหญ่แต่สุดท้ายชีวิตครอบครัวต้องล่มสลาย เมื่อนิสัยมั่นใจในตัวเองที่ถูกปลูกฝังจากครอบครัวทำให้คุณ ชลนิภา ทำตัวเป็นช้างเท้าหน้า บ้าอำนาจ และบงการชีวิตสามีทุกอย่างจนเขาทนไม่ไหว ดังนั้นลูกน้อยที่เกิดมาแบบชนกชนม์จึงกลายเป็นความเกลียดชังของคุณชลนิภาที่มีต่ออดีตสามี เมื่อชนกชนม์มีนิสัยหัวแข็งดื้อรั้นไม่ต่างจากพ่อของเขา จากนั้นไม่นาน คุณชลนิภาก็ประชดอดีตสามีด้วยการคว้า คุณธนกร พนักงานในบริษัทที่ต่ำกว่าทั้งฐานะและชาติตระกูลมาเป็นสามีใหม่ เธอสมใจเมื่อสามีเป็นได้แค่ช้างเท้าหลังของเธอ ทั้งคู่มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคนคือ ชยางกูร

          ชยางกูร เป็นลูกชายสุดที่รักของคุณชลนิภา เธอทุ่มเททุกอย่างในชีวิตให้เขาจนสุดหัวใจเมื่อเขาเป็นลูกชายที่ประจบและเอาอกเอาใจแม่ทุกอย่าง ความรักจากแม่ที่มอบให้ชยางกูรจึงแตกต่างจากที่มอบให้ต่อชนกชนม์อย่างสิ้นเชิง ทำให้วิถีชีวิตเด็กหนุ่มทั้งคู่แตกต่างกันลิบลับ แม้ได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องกัน แต่สายใยรักและผูกพันระหว่างชนกชนม์และชยางกูรแทบไม่มีให้กัน แม้ชนกชนม์จะรักและห่วงใยน้องชาย แต่สิ่งที่น้องชายมอบให้เขาคือ ความอิจฉาริษยา เพื่อต้องการเป็นผู้ชนะเหนือพี่ชายทุกอย่าง ความเศร้าที่ซุกซ่อนไม่มิดของชนกชนม์ทำให้ สุตาภัญ ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ติดกับบ้านเขาได้เห็นร่องรอยของปัญหาชีวิตซึ่งไม่ต่างจากชีวิตเธอ เขาและเธอจึงได้สานสัมพันธ์อย่างรวดเร็ว เมื่อมีประสบการณ์ชีวิตที่ไม่แตกต่างกันมากนัก

          สุตาภัญ เป็นผลผลิตจากครอบครัวที่เหมือนจะสมบูรณ์แบบ แต่มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อต้องอยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของทหารยศใหญ่ คุณสุทิน ผู้เป็นพ่อที่เคร่งครัดในกฎระเบียบยิ่งกว่าสิ่งใด และคุณเสาวนิตย์ แม่ผู้มีอาชีพครูที่อบรมลูกสาวด้วยระเบียบที่แน่นหนา ทั้งคู่มองว่าการเลี้ยงลูกสาวเป็นเรื่องยากจึงเลี้ยงดูลูกด้วยกฎเกณฑ์แน่นหนา ตีกรอบชีวิตให้เดินตามเส้นทางที่ขีดไว้ โดยไม่อาจรู้ล่วงหน้าเลยว่าความหวังดีที่มากเกินไปจะย้อนกลับมาทำร้ายลูกสาวและตัวเองให้ต้องเจ็บปวด แต่มันหาได้เกิดขึ้นกับสุตาภัญไม่ แต่กลับปะทุขึ้นในชีวิตของ สุรัมภา ลูกสาวคนเล็กของครอบครัว เมื่อเด็กสาวทั้งคู่ต้องดำเนินชีวิตในแบบที่แตกต่างภายใต้ความกดดันเดียวกัน เมื่อกรอบชีวิตที่แน่นหนาไม่ทำให้สุตาภัญหลงทาง เธอมีหลักดำเนินชีวิตที่มั่นคง ผิดกับสุรัมภาที่ต้องขมขื่นกับชีวิตเก็บกด ที่ไม่สามารถทำอะไรตามใจได้เลย รอวันที่ความอึดอัดนั้นจะระเบิดออกมาเท่านั้น

          สายสัมพันธ์เพื่อนระหว่างชนกชนม์และสุตาภัญที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วทำให้ชยางกูรที่กลับจากอังกฤษอิจฉาเมื่อเขาหลงรักสุตาภัญตั้งแต่แรกพบ แต่เธอไม่ได้รู้สึกพิเศษกับเขาเลย ทำให้ชยางกูรยิ่งเกลียดพี่ชายมากขึ้นเมื่อเขากลายเป็นศัตรูหัวใจคนสำคัญ เขาจึงทำทุกอย่างเพื่อแย่งสุตาภัญมาเป็นของตนเอง แต่กับสุรัมภา ชยางกูรไม่ได้รู้สึกหลงใหลอะไรในตัวเธอเลย ทั้งคู่จึงกลายเป็นคนที่เกลียดชังกันมากกว่าที่จะรักกัน

          การที่สุตาภัญสนิทสนมกับชนกชนม์ทำให้คุณสุทินและคุณเสาวนิตย์กีดกันทุกทาง แต่ลูกสาวคนโตก็แหกฎพ่อแม่เมื่อเห็นว่าไร้เหตุผล ทั้งคู่เบื่อหน่ายลูกสาวผู้ดื้อรั้นคนนี้ แต่กลับภูมิใจกับลูกสาวที่เชื่อฟังอย่างสุรัมภา โดยหารู้ไม่ว่าลูกสาวที่ตนภูมิใจนั้นซุกซ่อนความเก็บกดไว้ และลึก ๆ แล้ว สุรัมภาก็แอบหลงรักชนกชนม์อยู่ด้วยเช่นกัน ทำให้บางครั้งเธอโกรธเกลียดพี่สาวเมื่อได้เห็นพี่สาวใกล้ชิดกับชายหนุ่มที่เธอรัก การที่ชนกชนม์และสุตาภัญเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ยิ่งเพิ่มความสนิทสนมให้ทั้งคู่มากขึ้น และสุตาภัญยังนำพาให้ชนกชนม์ได้รู้จักเพื่อนสนิทร่วมกลุ่มอีก 2 คน คือ ชนิกานต์ และ ธีรดนย์ แม้จะเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันแต่ทั้งชนิกานต์และธีรดนย์กลับมีความเกลียดชังมอบให้กัน

          ชนิกานต์ เป็นลูกสาวคนเดียวของ คุณธนวัต มหาเศรษฐีที่ตกพุ่มม่ายมานาน ชีวิตเขาหมดไปกับการทำงานและเลี้ยงดูลูกสาวคนเดียวให้ดีที่สุด ชนิกานต์จึงถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจทำให้เธอกลายเป็นสาวเปรี้ยว มาดมั่นที่เอาแต่ใจตัวเอง อยากได้อะไรเธอต้องได้ แม้คุณธนวัตจะหาเศษหาเลยกับผู้หญิงบ้าง ซึ่งชนิกานต์ก็รับรู้ความจริงนี้แต่เธอไม่เคยห้ามพ่อเพราะรู้ว่านั่นคือความสุขของพ่อ เธอขอสิ่งเดียวว่าไม่ให้พ่อเอาใครแทนที่แม่เท่านั้น เหตุผลที่ทำให้ชนิกานต์เปรียบธีรดนย์เหมือนเป็นศัตรู เมื่อเขาเป็นเพียงลูกแม่บ้านอย่าง นางอุษา เท่านั้น การที่ธีรดนย์เป็นคนรักศักดิ์ศรีตัวเองเหนือกว่าสิ่งใดทำให้ชนิกานต์มองว่าเขาจองหองไม่เจียมตัวกับฐานะตัวเอง ฝ่ายธีรดนย์ก็มองชนิกานต์ว่าเป็นผู้หญิงที่ชอบดูถูกคนอื่นจนดูน่าขยะแขยงทั้งคู่จึงกลายเป็นคู่กัดที่เกลียดกัน

          สุตาภัญ ชนิกานต์ และธีรดนย์ เป็นเพื่อนเรียนกันมาตั้งแต่สมัยประถมจนถึงมหาวิทยาลัย การที่คุณธนวัตเอ็นดูธีรดนย์ด้วยการส่งเสียให้เรียนโรงเรียนที่ดีเทียบเท่าลูกสาวตัวเอง จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ชนิกานต์เกลียดเขา และพยายามกันเขาออกจากกลุ่ม แต่สุตาภัญกลับสงสารจึงช่วยเหลือเขาทุกด้าน จนทำให้ธีรดนย์ประทับใจและแอบรักสุตาภัญมาโดยตลอดแต่เธอไม่ได้คิดเหมือนที่เขาคิดกับเธอ แถมชนิกานต์ยังกีดขวางเพราะไม่อยากให้เพื่อนสาวสนิทต้องรักกับผู้ชายที่เธอชิงชังด้วย แม้ธีรดนย์จะถูกอบรมเลี้ยงดูจากแม่ให้เจียมตัวในฐานะของการเป็นแค่ลูกคนใช้ และควรกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ แต่การดูถูกเหยียดหยามจากหญิงคนหนึ่งว่าเป็นคนชั้นต่ำ สร้างแรงกดดันให้เขากลายเป็นผู้ชายที่ทะเยอทะยานเพื่อจุดสูงสุดในการเอาชนะคำดูถูกนั้นให้ได้

          เมื่อชนกชนม์กลายเป็นเพื่อนใหม่ในกลุ่ม แค่แรกพบชนิกานต์ก็หลงรักเขาทันที เธอเปิดเผยให้เขารู้ว่าเธอรักเขา เมื่อโดนจู่โจมแถมยังไม่เคยมีแฟนมาก่อนทำให้ชนกชนม์คบหากับเธอเป็นแฟน และความรักที่ชนิกานต์มอบให้ชนกชนม์แบบโอเวอร์ทำให้ธีรดนย์หมั่นไส้จนหาทางประชดประชันเธอ ส่วนสุตาภัญเมื่อเห็นว่าชนิกานต์หลงรักชนกชนม์ เธอจึงต้องซ่อนความรู้สึกดีที่มีให้เขาโดยไม่ให้เขาและเพื่อนรักล่วงรู้ความลับในใจนี้เด็ดขาด

          แล้วครอบครัวที่อบอุ่นของชนิกานต์ก็ต้องล้มพังครืน เมื่อความรัก ความเข้าใจ ระหว่างเธอกับพ่อต้องถึงจุดแตกสลาย…. คุณธนวัตได้เจอกับ กัณฐิกา ม่ายสาวทรงเครื่องที่ยังสวยไม่สร่าง แม้จะมีลูกโตเป็นสาวแรกรุ่นแล้วก็ตาม เธอเป็นผู้หญิงทะเยอทะยานที่อยากถีบตัวเองให้สุขสบาย เมื่อเจอผู้ชายที่เป็นบ่อเงินบ่อทองอย่างคุณธนวัต เธอจึงใช้เสน่ห์ยั่วยวนจนเขาหลงใหลหัวปักหัวปำถึงขนาดยอมตัดสินใจแต่งงานกับเธอ แม้ชนิกานต์จะขัดขวางทุกวิถีทางแต่ไม่เป็นผล สายสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกจึงมีความชิงชังและเหินห่างเข้ามาแทนที่ เมื่อความรักจากผู้เป็นพ่อถูกแย่งไปจากผู้หญิงหน้าเงิน ชนิกานต์กลายเป็นผู้หญิงเจ้าคิดเจ้าแค้นที่พร้อมยื้อแย่งสิ่งที่เป็นของเธอกลับคืนมา เธอกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับกัณฐิกา และในเมื่อกัณฐิกาก็ไม่ใช่แม่เลี้ยงที่แสนดี การฟาดฟันระหว่างแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงจึงระเบิดขึ้นด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม และความลับอีกอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ภายในใจกัณฐิกา คือ เธอตกหลุมรักเด็กหนุ่มคราวลูกอย่างธีรดนย์ เธอต้องการครอบครองเรือนร่างเขา แต่ต้องเก็บงำความลับนี้ไว้ให้มิดชิดที่สุด ไม่อย่างนั้นความฝันที่จะเป็นคุณนายที่สบายไปตลอดชาติของเธอต้องพังทลายแน่ ๆ

          กัณฐิกาไม่เคยเลี้ยงดู กฤติยา ลูกสาวคนเดียวของเธอตั้งแต่แบเบาะ หน้าที่นั้นตกเป็นของ ยายแก้ว แม่ของเธอ จึงไม่แปลกที่กฤติยาจะรักยายแก้วมากกว่าแม่ที่แท้จริง ไม่ใช่ว่ากัณฐิกาไม่รักลูก แต่เธอรักลูกผิดวิธี เมื่อเธอคิดว่าเงินจะซื้อความสุขให้ลูกได้แต่มันไม่ใช่เช่นนั้นเลย กฤติยาต้องการความรักและการเอาใจใส่จากแม่ต่างหาก ทำให้เธอกลายเป็นลูกที่ใช้ชีวิตประชดผู้เป็นแม่เท่านั้น

          ชนิกานต์หนีความจริงที่เจ็บปวดใจเมื่อพ่อได้กำหนดแต่งงานกับกัณฐิกาด้วยการไปเที่ยวพัทยาโดยมีชนกชนม์ สุตาภัญ และธีรดนย์ เดินทางไปด้วย แต่ก็เกิดอุบัติเหตุเมื่อเจ็ทสกีของชนกชนม์ไปชนเจ็ทสกีของธีรดนย์ จนเขาบาดเจ็บหนัก ส่วนธีรดนย์ไม่เป็นไร ยิ่งทำให้ชนิกานต์และธีรดนย์มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง จนสุตาภัญต้องห้ามศึกไว้ก่อน และเป็นสุตาภัญที่ช่วยชีวิตชนกชนม์ขึ้นจากน้ำได้ แต่สุดท้ายเธอกลับบอกว่าชนิกานต์เป็นคนช่วยชีวิตเขาเพื่อให้ความรักของเพื่อนเป็นจริงเร็วขึ้น แม้ตัวเองต้องเจ็บปวดกับคำโกหกนั้น ทำให้ชนกชนม์ซาบซึ้งในความดีของชนิกานต์ที่มอบให้เขามากขึ้น

          ในงานแต่งานของ คุณธนวัต และกัณฐิกา ชนิกานต์ต้องไปร่วมงานด้วยความเศร้า แม้ตอนแรกเธอหวังทำลายงานแต่งงานให้ย่อยยับ แต่ลึก ๆ แล้วเธอรักพ่อและหวังให้พ่อมีความสุข เธอจึงไปในสภาพผู้แท้ ด้วยการเมามายจนไม่ได้สติ เช่นเดียวกับกฤติยาที่จำเป็นต้องไปงานแต่งงานของแม่เมื่อโดนบังคับ แต่ในงานเมื่อได้พบธีรดนย์ กฤติยาเหมือนโดนศรรักปักอกเมื่อได้เจอรักแรกพบ เธอตกหลุมรักเขาอย่างจัง แต่ก็ต้องเศร้าใจอย่างที่สุดเมื่อกลับจากงานแต่งงานแล้วได้รับข่าวร้ายว่า สลัมที่ยายแก้วอยู่ถูกเผาไล่ที่ และยายแก้วต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ

          สุดท้ายกฤติยาจำเป็นต้องย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านคุณธนวัตกับแม่แม้ใจจะไม่อยากเลยก็ตาม แต่กัณฐิกาต้องปิดบังฐานะของเธอว่าเป็นแค่หลานเท่านั้น ไม่ใช่ลูกสาว เพื่อหนทางสบายไปตลอดชีวิตของเธอ ยิ่งทำให้กฤติยารู้สึกปวดร้าวในหัวใจเมื่อไม่เคยได้สัมผัสความรักที่โหยหาจากแม่เลย และเมื่อรู้ว่าผู้เป็นแม่ก็มีท่าทีพิเศษต่อธีรดนย์ กฤติยาจึงคิดประชดแม่ด้วยการหว่านเสน่ห์ให้คุณธนวัต ซึ่งก็ได้ผลเมื่อทำให้แม่เจ็บปวด แต่เธอก็ไม่ได้คิดเกินเลยกับพ่อเลี้ยง แม้เขาจะหวังสิ่งนั้นจากเธอก็ตาม

          ดังนั้นเมื่อเห็นพฤติกรรมกร้านโลกเพื่อกลั่นแกล้งแม่ของกฤติยา ทำให้ชนิกานต์พลอยเกลียดเธอไปด้วย เมื่อคิดว่าเธอคงไม่ต่างจากกัณฐิกา กฤติยาพยายามเลี่ยงปะทะกับชนิกานต์ แต่ไม่วายโดนกลั่นแกล้งให้เจ็บตัวจนธีรดนย์ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ยิ่งทำให้ชนิกานต์เกลียดชังเขามากขึ้น ความมีน้ำใจของธีรดนย์ทำให้กฤติยารักเขามากขึ้น แต่เขากลับคิดต่อเธอเพียงน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น เพราะหัวใจเขามีแต่สุตาภัญเพียงผู้เดียว และในวันเกิดของสุตาภัญ ธีรดนย์ก็ได้สร้างความประทับใจให้เธอเมื่อมอบของขวัญซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สุตาภัญชื่นชอบเธอนั่นคือ โมเดลเรือ ผิดกับชนกชนม์ที่เสียใจเมื่อไม่ได้เตรียมของขวัญให้สุตาภัญ ที่นับว่าเขาจะได้ค้นพบใจตัวเองมากขึ้นว่าเขาได้รักเธอไปแล้ว

          แต่งานวันเกิดต้องวุ่นวายเมื่อสุรัมภาเปิดเผยใจตัวเองว่ารักชนกชนม์ด้วยการยื้อแย่งกับชนิกานต์อย่างเปิดเผยโดยไม่มีใครยอมใคร โดยคนกลางอย่างชนกชนม์ลำบากใจมากที่สุด เมื่อเขาได้รู้ใจตัวเองแล้วว่าคนที่เขารักคือ สุตาภัญ เขาจึงตัดสินใจบอกความในใจว่ารักเธอ แม้เธอจะรู้สึกเช่นเดียวกับเขา แต่ก็ต้องปฏิเสธเขาด้วยการแกล้งบอกว่าเธอรักธีรดนย์ต่างหากเพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจเพื่อนรักและน้องสาวตัวเอง และนับว่าชยางกูรจะเกลียดชังวชนกชนม์มากขึ้น เมื่อเขาตามตื้อสุตาภัญไม่สำเร็จ ยิ่งได้รู้ว่าสุตาภัญหลงรักพี่ชายเขาด้วยแล้ว เขาจึงเพิ่มความเกลียดชังต่อพี่ชายมากขึ้นจนต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะพี่ชาย

          สิ่งหนึ่งที่เขาทำ คือ การขอแม่เข้าไปบริหารบริษัท แม้ชนกชนม์จะเตือนว่าเขายังขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้บริหารที่ดี แต่ก็โดนแม่ที่รักชยางกูร โดยไม่สนใจเหตุผลใดด่าว่าเขาอิจฉาน้อง การเข้ามาบริหารบริษัทของชยางกูรทำให้สถานการณ์บริษัทย่ำแย่ เมื่อเขาไม่มีความรู้ ความสามารถ ไม่มีประสบการณ์ และยังใช้อารมณ์ตัดสินใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น เขาไล่มันสมองของบริษัทออกไปหลายคน รวมทั้งยังตกเป็นทาสของการพนันจากการชักชวนของเสี่ยปรัชญาอีกด้วย ชยางกูรต้องการครอบครองสุตาภัญเป็นที่สุด และเมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล เขาจึงล่อลวงสุตาภัญให้ไปที่บ้านเขาเพื่อปลุกปล้ำเธอ แต่ชนกชนม์ก็มาช่วยเธอไว้ได้อย่างหวุดหวิดก่อนที่เธอจะตกเป็นทาสอารมณ์ของชยางกูร และเขาก็ชกต่อยจนน้องชายถึงขึ้นเลือดตกยางออก

          สุรัมภาที่สะกดรอยตามพี่สาวมาที่บ้านชนกชนม์ เมื่อคิดว่าพี่สาวกำลังแอบลักลอบมาพบกับชายที่รัก และเมื่อได้พบไม้เบื่อไม้เมาอย่างชยางกูรอยู่ในสภาพสะบักสะบอมเธอจึงพูดเย้ยเขา สุดท้ายชยางกูรข่มขืนสุรัมภาด้วยความแค้นจนเธอเสียใจที่สุด เมื่อชีวิตต้องตกนรกกลายเป็นเมียของผู้ชายกักขฬะ และบัดนี้เขาก็เป็นศัตรูที่มีเพียงความเกลียดชังมอบให้กันเท่านั้น ภาพที่ชนกชนม์กำลังอุ้มสุตาภัญไปส่งที่บ้านหลังจากช่วยเหลือเธอให้พ้นเงื้อมมืออันชั่วร้ายของชยางกูร ทำให้คุณสุทินและคุณเสาวนิตย์เข้าใจผิด คิดว่าลูกสาวไม่รักนวลสงวนตัวจึงต่อว่าลูกสาวอย่างหนัก และทั้งคู่ก็ยื่นคำขาดให้เธอเลิกคบหากับชนกชนม์

          แม้จะต้องเจ็บตัวจากฝีมือพี่ชาย แต่ชยางกูรก็หาวิธีกำจัดชนกชนม์ให้พ้นทางได้ด้วยการใส่ไฟต่อคุณชลนิภาว่าพี่ชายคิดพาสุตาภัญมาทำประเจิดประเจ้อในบ้าน แต่เมื่อเข้าห้ามไว้พี่ชายก็ไม่ฟังจึงชกต่อยเขาจนหน้าบวมปูดเช่นนี้ แม้ชนกชนม์พยายามอธิบายที่ทำร้ายน้องแต่แม่ไม่เคยเชื่อเขา เธอเชื่อลูกชายสุดที่รักอย่างเดียว เธอจึงใช้ที่เขี่ยบุหรี่ปาหัวชนกชนม์จนหัวแตกแล้วไล่ออกจากบ้านแบบไร้เยื่อใย ความรักศักดิ์ศรีของตัวเองทำให้ชนกชนม์ตัดสินใจออกจากบ้านไป ยิ่งทำให้ชยางกูรสะใจยิ่งนัก ชนกชนม์ไร้ซึ่งหนทางไป เขาจึงไปพักอาศัยอยู่กับเพื่อนรักอย่าง สุรเดช อีกหนึ่งผลผลิตของครอบครัวที่แตกแยกจนชีวิตต้องดำดิ่งสู่ความเลวร้ายเมื่อตกเป็นทาสยาเสพติด และยังเป็นเครือข่ายผู้ขายอีกด้วย

          แต่ชนกชนม์ยังรักดีแม้จะได้รับการชักชวนให้เสพยาครั้งแล้วครั้งเล่าจากสุรเดชแต่เขาไม่เคยคิดว่ายาเสพติดจะช่วยทำให้ปัญหาชีวิตเขาคลี่คลายไปได้ เขาจึงเลือกที่จะไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟแทน แม้จะได้ข้อเสนอจากแขกที่มาเที่ยวเพราะหน้าตาที่หล่อเหลาเขาโดนใจใครหลายคนให้ขายตัวเพื่อเงิน แต่เขาก็ไม่คิดจะทำอาชีพลัดนั้น

          นับวันความสัมพันธ์ระหว่างชนิกานต์กับธีรดนย์จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น โดยมีตัวกลางอย่างกัณฐิกาที่คอยเติมเชื้อไฟ แล้วกัณฐิกายังใช้เล่ห์มายาเพื่อทำให้ธีรดนย์เป็นของเธอให้ได้ และภาพที่กัณฐิกากำลังอ่อยเหยื่อธีรดนย์อยู่ทำให้ชนิกานต์ที่ได้เห็นภาพนั้นตัดสินใจขับรถชนทั้งคู่ แต่นางอุษาที่เห็นเหตุการณ์นั้นก่อนจึงรีบวิ่งเข้าขวางธีรดนย์ สุดท้ายเธอจึงต้องรับเคราะห์แทนลูกชายไป ชนิกานต์เสียใจอย่างสุดหัวใจที่ฆ่านางอุษาตายด้วยน้ำมือตนเอง แม้เธอจะเกลียดธีรดนย์มากแค่ไหน แต่เธอก็ไม่ได้เกลียดนางอุษา เพราะนางอุษาคือผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูเธอมาอย่างทะนุถนอม แม้ธีรดนย์จะหวังให้ชนิกานต์ไปรับกรรมในคุก แต่คุณธนวัตก็ขอร้องต่อเขาไม่ให้เอาผิดชนิกานต์โดยอ้างบุญคุณจากข้าวแดงแกงร้อนมาเป็นข้อแลกเปลี่ยน แต่แล้วธีรดนย์ก็แก้แค้นต่อชนิกานต์ตามแบบของเขาเองด้วยการปลุกปล้ำจนได้เธอเป็นเมีย แม้จะตกเป็นเมียธีรดนย์อย่างไม่เต็มใจ แต่ชนิกานต์กลับมีความสุขไปกับรสสวาทที่เธอได้รับจากเขา ความรักที่เคยมอบให้ชนกชนม์จนหมดหัวใจกลับกลายเป็นความว่างเปล่า โดยที่เธอไม่เสียใจสักนิด แต่ความรักทั้งหมดถูกส่งมอบให้ธีรดนย์แทน จากผู้โดนกดขี่บัดนี้ ธีรดนย์กลายเป็นผู้ชนะที่อยู่เหนือชนิกานต์ เธอจึงเปรียบเป็นลูกไก่ในกำมือเขาเท่านั้น ชนิกานต์กลายเป็นผู้หญิงขี้หึงเมื่อต้องการให้ธีรดนย์เป็นของเธอคนเดียว เธอจึงแสดงความเป็นเจ้าของเขาจนออกนอกหน้า เธออาละวาดรุนแรงกับกฤติยาเมื่อเห็นเธอมาตอแยกับธีรดนย์ รวมทั้งกับสุตาภัญ ซึ่งรู้สึกแปลกใจที่เห็นท่าทีเช่นนั้นของเพื่อนสาวเพราะตลอดมาเธอเกลียดชังธีรดนย์ยังกับอะไรดี

          ในยามเศร้าใจเมื่อการจากไปของแม่ยังไม่ทำให้ความทุกข์ในใจธีรดนย์หายไปได้ เขามีที่พึ่งทางใจอย่างสุตาภัญ เขาจึงไปหาเธอที่บ้านเพื่อหวังได้กำลังใจในการลุกขึ้นสู้กับปัญหา สุตาภัญไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับธีรดนย์จึงกอดปลอบประโลมเขาในยามท้อแท้ แต่การกระทำนั้นกำลังทำร้ายตัวเอง เมื่อทั้งชนกชนม์ที่หวังจะมาปรับทุกข์กับเธอได้เห็นภาพบาดตาบาดใจนั้น รวมทั้งพ่อแม่ที่มาเห็นภาพนั้นด้วยเช่นกัน ทั้งคู่จึงอบรมลูกสาวให้รักนวลสงวนตัวแต่สุตาภัญก็อธิบายเหตุผลที่ทำเช่นนั้น แต่พ่อแม่ไม่ฟังจึงออกปากไล่เธอออกจากบ้านเมื่อทำตัวให้น่าอับอาย ชีวิตชนกชนม์ไม่ได้เลวร้ายเพียงแค่เห็นภาพที่สุตาภัญกอดธีรดนย์เท่านั้น เมื่อโดนแม่ที่ได้รับฟังคำใส่ไฟจากชยางกูรดูถูกว่าชีวิตตกต่ำจนคิดขายตัว เมื่อชีวิตไม่มีอะไรหลงเหลือแล้ว ชนกชนม์จึงคิดว่ามีชนิกานต์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่รักเขาแต่เพียงผู้เดียว เขาจึงไปหาเธอด้วยความหวังสุดท้าย แต่กลับกลายว่าบัดนี้ชนิกานต์ที่หมดรักในตัวเขาอย่างสิ้นเชิงได้บอกเลิกต่อเขา และเธอก็บอกความจริงกับต่อเขาว่าเธอไม่ได้ช่วยเขาจากเหตุการณ์เจ็ทสกีคว่ำ แต่เป็นสุตาภัญต่างหากที่ช่วยชีวิตเขาไว้ แม้จะซาบซึ้งในน้ำใจของสุตาภัญแต่บัดนี้เขารู้แล้วว่าเธอไม่ได้รักเขาแต่รักธีรดนต์ต่างหาก

          สุดท้ายชนกชนม์ตัดสินใจหันหน้าเข้าหายาเสพติด เมื่อคิดว่ามันจะทำให้เขาลืมปัญหาทุกอย่างในชีวิต แม้จะปฏิเสธมันมาตลอดก็ตาม แต่กลับเป็นว่าชีวิตเขาช่างเลวร้ายเมื่อเอาตัวไปพัวพันกับสิ่งชั่วร้าย สุตาภัญออกจากบ้านเพื่อยุติปัญหาระหว่างเธอกับพ่อแม่ เธอออกไปอยู่อพาร์ทเม้นท์ใกล้มหาวิทยาลัย แต่เธอไม่ได้ทำตัวเหลวแหลกเพื่อประชดพ่อแม่ เธอตั้งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองให้พ่อกับแม่เห็นความดีที่อยู่ในส่วนลึกของหัวใจเธอ ผิดกับชีวิตของสุรัมภา ที่เมื่อขาดพี่สาวคอยเป็นกำลังใจและให้หลักชีวิตเธอมาตลอด จึงกลายเป็นเด็กสาวใจแตกเต็มขั้นด้วยการหนีเที่ยวกลางคืนอย่างหนักแถมใช้ชีวิตเสเพลไปกับการดื่มเหล้าอีกด้วย ส่วนธีรดนย์เมื่อได้รู้ว่าชนิกานต์ขาดเขาไม่ได้ เขายิ่งแกล้งทำให้เธอกลายเป็นคนติดเหล้าไปแล้ว ความเศร้าใจของธีรดนย์ก็ได้รับการเติมเต็มด้วยกำลังใจจากกฤติยาที่รักและหวังดีต่อเขาตลอด และเมื่อได้รับการปฏิเสธจากสุตาภัญหลังบอกรักกับเธอ ทำให้ธีรดนย์เสียใจแล้วความเห็นอกเห็นใจก็ทำให้ธีรดนย์และกฤติยาได้สานสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน พอรู้ว่าชีวิตชนกชนม์ต้องย่ำแย่เมื่อโดนชนิกานต์ตัดความสัมพันธ์ สุตาภัญจึงพร้อมยืนเคียงข้างเขาเพื่อฝ่าฟันปัญหาไปด้วยกัน กำลังใจที่ดีจากสุตาภัญทำให้ชนกชนม์ได้รู้ใจตัวเองว่าใจแท้ที่จริงแล้วเขารักเธออย่างสุดหัวใจ

          ทางด้านชีวิตชยางกูรกำลังพบจุดวิกฤติเมื่อเป็นหนี้สินเสี่ยปรัชญาหลายสิบล้านทำให้เขาโดนซ้อม และขู่ว่าจะแฉความลับนี้ให้คุณชลนิภารู้ แต่เขาก็ค้นพบทางออกให้ชีวิตได้เมื่อเสี่ยปรัชญาถูกใจสุตาภัญ เมื่อได้พบเธอขณะทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหาร เสี่ยปรัชญาจึงยื่นข้อเสนอว่าถ้าชยางกูรพาตัวสุตาภัญมาให้เขาสังเวยสุขได้เขาจะยกหนี้สินให้หมด

          ชีวิตสุรัมภาย่ำแย่เมื่อเธอได้ค้นพบว่าตัวเองกำลังตั้งท้อง แถมพ่อแม่ยังจับได้ว่าเธอหนีเที่ยวจึงโดนกักบริเวณ เช่นเดียวกับชนิกานต์ที่ได้รู้ความจริงว่าเธอกำลังตั้งท้องกับธีรดนย์ แต่นับวันเขาจะยิ่งทำตัวเหินห่างจากเธอมากขึ้น แถมกัณฐิกายังล่วงรู้ความลับเรื่องการท้องของชนิกานต์อีกต่างหาก เธอจึงรอวันที่จะแฉความเลวร้ายนี้ของลูกเลี้ยงตัวแสบให้ทุกคนรู้อย่างสะใจ

          สุรัมภาไม่อาจเก็บควาทุกข์เรื่องการท้องไว้ได้คนเดียว เธอจึงบอกพี่สาวให้ได้รับรู้ เมื่อรู้ดีว่าพี่สาวหวังดีกับเธอมาโดยตลอด สุตาภัญสงสารน้องสาวที่ชะตาชีวิตเป็นเช่นนี้ และยิ่งโกรธเกลียดชยางกูรมากขึ้นที่ทำร้ายน้องสาวเธอ เธอพร้อมสุรัมภาจึงบุกไปที่บ้านเพื่อทวงความรับผิดชอบจากเขา แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากเขาและคุณชลนิภา แถมยังโดนดูหมิ่นน้ำใจอีกด้วย คุณสุทินและคุณเสาวณิต ได้รู้ความลับเรื่องการท้องของสุรัมภา ทั้งคู่โกรธมากที่ลูกสาวซึ่งไว้ใจมาตลอดกลายเป็นเด็กใจแตก ท้องไม่มีพ่อตั้งแต่ยังเรียนหนังสือไม่จบ จึงไล่สุรัมภาออกจากบ้านไป เธอจึงต้องไปอาศัยอยู่กับพี่สาว แต่เหมือนว่ากำลังใจที่ดีจากพี่สาวจะทำให้สุรัมภาเข้มแข็งขึ้นมาก

          เมื่อโดนเร่งรัดเรื่องสุตาภัญจากเสี่ยปรัชญา ชยางกูรจึงต้องวางแผนลักพาตัวเธอ แต่ชนกชนม์ก็ยังมาช่วยเธอได้อย่างหวุดหวิด และซัดน้องชายจนสะบักสะบอมอีกครั้ง แม้จะโดนน้องชายใช้วิธีหมาลอบกัดก็ตาม ชนกชนม์ตัดสินใจพาสุตาภัญไปแจ้งความตำรวจเรื่องชยางกูรเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชนกชนม์และสุตาภัญได้เปิดหัวใจรักต่อกันมากยิ่งขึ้น เมื่อทำงานพลาด เสี่ยปรัชญาโกรธแค้นต่อชยางกูรอย่างมาก จึงสั่งลูกน้องให้รุมทำร้ายเขาจนบอบช้ำทั้งทางร่างกายและจิตใจ แถมเสี่ยปรัชญายังบุกไปที่ทำงานคุณชลนิภาเพื่อแฉเรื่องที่ชยางกูรเป็นหนี้การพนันเขา แถมตำรวจยังตามไปล่าตัวชยางกูรที่บ้าน เมื่อโดนแจ้งความเรื่องการพยายามข่มขืนสุตาภัญ ทำให้คุณชลนิภาเริ่มตระหนักถึงความรักที่เกินขอบเขตที่เธอมอบให้ลูกชายอย่างชยางกูร

          ความใกล้ชิดระหว่างกฤติยากับธีรดนย์ทำให้ชนิกานต์อาละวาดตบตีกฤติยาเป็นการใหญ่ จนกัณฐิกาต้องเข้ามาช่วยลูกสาว และแม่ก็ได้ว่ากล่าวตักเตือนลูกสาวเรื่องธีรดนย์ กฤติยามั่นใจว่าแม่กำลังหึงหวงเธอ จึงพูดประชดประชันเรื่องที่แม่ก็หลงรักธีรดนย์อยู่ การเชือดเฉือนใจที่ดุเดือดระหว่างสองแม่ลูกทำให้ชนิกานต์ที่แอบฟังอยู่ได้รู้ความจริงว่าแท้จริงแล้วทั้งคู่เป็นแม่ลูกกัน ไม่ใช่น้าหลานกันอย่างที่บอกทุกคน ชนิกานต์จึงหวังจะแฉความลับของแม่เลี้ยงให้พ่อได้รู้ แต่กัณฐิกาก็ใช้ความลับเรื่องการท้องของชนิกานต์มาเป็นเครื่องต่อรอง ทำให้ชนิกานต์นึกเสียดายที่ไม่ได้แฉความลับของแม่เลี้ยงผู้กระหายเงิน

          เมื่อรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บจนหายดี ชยางกูรตัดสินใจกลับบ้านเพราะคิดว่ายังไงแม่ก็ต้องเชื่อเขาและอยู่ข้างเขาตลอดเวลา แต่ครั้งนี้ไม่ใช่อย่างที่ผ่านมาเมื่อคุณชลนิภามีสติและเหตุผลมากขึ้นจากข้อคิดที่ได้คุณธนกรซึ่งเธอไม่เคยคิดว่าเขาจะช่วยเหลืออะไรเธอได้ ดังนั้น เมื่อโดนต้อนให้จนมุมเพื่อให้บอกเหตุผลเรื่องหนี้การพนันและคดีข่มขืนสุตาภัญ จนโดนตำรวจแจ้งจับ แต่เมื่อไม่สามารถหาเหตุผลได้ ชยางกูรก็เผยโฉมหน้าตัวเองออกมา และตอกย้ำว่าที่เขาเลวเป็นเพราะการเลี้ยงดูของแม่ ยิ่งทำให้คุณชลนิภาได้รู้ธาตุแท้ลูกชายคนนี้ เธอเสียใจที่ความรักซึ่งเธอให้เขาจะเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายเธอเธอใช้ที่เขี่ยบุหรี่อันเดียวกับที่ทำร้ายชนกชนม์ปาหัวชยางกูรจนแตกแล้วก็ไล่เขาออกจากบ้าน เมื่อหมดสิ้นทุกอย่างในชีวิต ชยางกูรจึงคิดจัดการกับศัตรูที่ทำให้เขาเป็นอย่างนี้ เริ่มที่เสี่ยปรัชญาด้วยการโทรไปแจ้งตำรวจเรื่องการเปิดบ่อนพนันผิดกฎหมายและการลักลอบขนอาวุธเถื่อนด้วย จนเสี่ยปรัชญาต้องโดนตำรวจตามจับจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน

          แล้วศัตรูคนต่อไปคือ ชนกชนม์ โดยเขาต้องการทำลายหัวใจพี่ชายนั่นคือ สุตาภัญ เขาจึงคิดลักพาตัวเธอไปปู้ยี่ปู้ยำอีกครั้ง แต่การบุกไปที่ห้องทำให้เขาได้พบสุรัมภาแทน และเมื่อโดนขัดขวางจากเธอทำให้เขาทำร้ายเธอจนเกือบจะแท้ง แต่โชคดีที่ไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อสุตาภัญ พร้อมคุณสุทิน คุณเสาวนิตย์ ซึ่งได้รู้ซึ้งถึงการเลี้ยงลูกที่ผิดแบบของตัวเองมาตลอดกำลังจะมารับเธอกลับบ้านแต่ต้องมาพบเธอโดยทำร้ายก่อน สุดท้ายทุกคนก็โล่งใจเมื่อเด็กในท้องสุรัมภาปลอดภัย สายใยรักของครอบครัวจึงกลับมาสมบูรณ์แบบอีกครั้ง ยาเสพติดไม่เคยให้ประโยชน์ มีแต่ให้โทษ ดังนั้นชีวิตที่เกี่ยวพันกับยาเสพติดของชนกชนม์กำลังถึงจุดเลวร้าย เขากลายเป็นผู้ส่งยาเสพติดด้วย ชนกชนม์ต้องต่อสู้กับจิตใจที่อยากยา แต่เขาก็อยากจะเลิกมันเพื่อผู้หญิงที่รักอย่างสุตาภัญ และเมื่อเขารับปากกับสุรเดชว่าจะทำงานส่งยาเป็นครั้งสุดท้าย แต่ครั้งนี้เขาและสุรเดชต้องพิสูจน์บทเรียนของความเป็นเพื่อนที่ยิ่งใหญ่ เมื่อขณะไปส่งยานั้นตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุม ชนกชนม์และสุรเดชต้องหนีหัวซุกหัวซุน สุดท้ายสุรเดชยอมตายเพื่อเพื่อนรักเพื่อให้ชนกชนม์หนีไปได้ แต่เขาก็โดนยิงที่แขน เขาซึ้งใจที่สุรเดชต้องมาจบชีวิตเพื่อช่วยเหลือชีวิตเขา ชนกชนม์หนีไปหาสุตาภัญ เธอพาเขาส่งโรงพยาบาล โดยที่ไม่รู้สาหตุที่เขาโดนยิง เมื่อเขาตื่นขึ้นมาและพบว่าอยู่ที่โรงพยาบาลเขาจึงพยายามหนีเพราะกลัวโดนจับ และเมื่อโดนคาดคั้นหนักถึงสาเหตุการโดนยิง ชนกชนม์จึงเผยความจริงเรื่องการติดยาให้สุตาภัญได้รับรู้ สุตาภัญโกรธมากที่เขาใฝ่ต่ำเอาตัวไปมั่วกับยาเสพติด เธอต่อว่าและตบหน้าเขาด้วยความเสียใจ

          เมื่อตั้งสติได้หลังจากความโกรธจางหาย สุตาภัญรู้ดีว่าเธอทำผิดต่อชนกชนม์ เพราะในยามนี้เขาต้องการกำลังใจจากเธอไม่ใช่การทับถมให้เจ็บช้ำน้ำใจ แต่เมื่อคิดได้ก็สายไปเมื่อเขาหนีเธอไปแล้ว ชนกชนม์เสียใจเมื่อผู้หญิงที่เขาคิดว่าเข้าใจมากที่สุดอย่างสุตาภัญก็ไม่ต่างจากคนอื่นที่เห็นเขาเป็นกากเดนสังคม เขาจึงกลับไปที่บ้านสุรเดช แต่ไม่คิดจะเสพยาอีกต่อไป เขาเผายาทั้งหมดทิ้ง และต้องต่อสู้กับอาการอยากยาอย่างทุกข์ทรมาน แต่เขาก็ตั้งมั่นที่จะเลิกมันให้ได้ สุตาภัญตามหาชนกชนม์ในทุกที่ ๆ เขาจะไป และได้รับกำลังใจจากคุณธนกรและคุณชลนิภาที่บัดนี้รู้แล้วว่าทำร้ายลูกชายอย่างชนกชนม์มากแค่ไหน และสุดท้ายเธอได้พบเขา เธอขอโทษต่อเขาที่ใช้อารมณ์โกรธทับถมให้เขาขาดกำลังใจ แต่ชนกชนม์ไม่โกรธเธอ แต่กลับรู้สึกซาบซึ้งในสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ทำเพื่อเขามาตลอดชีวิต สุตาภัญร้องขอให้ชนกชนม์เข้ารับการบำบัดยาเสพติดจากสถานบำบัด ซึ่งเขาก็ตั้งใจทำเพื่อเธอ เมื่ออยากทิ้งอดีตเลวร้ายทั้งหมด เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับอนาคตที่สดใส เพราะไม่มีอะไรที่สายเกินไป

          แม้จะขัดขวางไม่สำเร็จที่จะให้ลูกสาวข้องเกี่ยวกับธีรดนย์ แถมยิ่งต้องเจ็บปวดมากขึ้นเมื่อได้รู้ความจริงว่ากฤติยามีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับธีรดนย์ แม้จะเป็นการทำร้ายใจตัวเองแต่กัณฐิกาก็หวังที่จะทำลายหัวใจชนิกานต์ให้เจ็บปวดกว่าเธอ เมื่อเธอรู้ว่าลูกเลี้ยงหลงรักธีรดนย์มากแค่ไหน เธอจึงให้คุณธนวัตจัดการเรื่องแต่งงานระหว่างธีรดนย์กับกฤติยาอย่างรวดเร็วที่สุด ชนิกานต์เสียใจที่สุดเมื่อชายที่รักกำลังจะแต่งงานกับหญิงอื่น เธอจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังเรื่องการท้องของเธอ ชนิกานต์จึงบอกว่าเธอท้องกับเขา แต่ธีรดนย์คิดว่าเป็นแผนการทำลายเขาจึงพูดทำร้ายจิตใจเธอ แถมหัวใจชนิกานต์ยังบอบช้ำอย่างมากขึ้นเมื่อคุณธนวัตรู้ความจริงเรื่องการท้องของเธอ เขาตบหน้าลูกสาวที่เธอทำเรื่องเลวร้าย แถมยังออกปากไล่ออกจากบ้าน แม้เธอพยายามบอกความจริงเรื่องกัณฐิกาแต่เขาก็ไม่สนใจจะรับฟัง ชนิกานต์จึงออกจากบ้านพร้อมกับปืนของพ่อ

          ที่พึ่งยามท้อแท้ของชนิกานต์ยังเป็น สุตาภัญ เธอไปหาเพื่อนรักและได้บอกความจริงเรื่องการท้องของเธอกับธีรดนย์ และงานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้นของธีรดนย์กับกฤติยา สุตาภัญโกรธที่ธีรดนย์กลายเป็นผู้ชายที่ไม่มีความรับผิดชอบ และหวังจะพูดกับเขาในเรื่องนี้ให้รู้เรื่อง แต่รุ่งเช้าชนิกานต์ก็หายไปจากบ้าน ทำให้สุตาภัญคิดว่าเธอต้องไปที่งานแต่งงานของธีรดนย์แน่นอน แต่เมื่อไปที่งานก็ไม่พบเพื่อนรัก เธอจึงพบแต่ธีรดนย์และได้ต่อว่าต่อขานเขา ทำให้ธีรดนย์เผยความในใจว่าคนที่เขาอยากแต่งงานด้วยมากที่สุดคือเธอต่างหาก กฤติยาได้ยินคำพูดนั้นก็เสียใจมากขึ้น แต่เธอข่มความเสียใจไว้เมื่อพิธีการรดน้ำสังข์กำลังจะเริ่มขึ้น ไม่ทันที่พิธีกรจะเริ่ม ชนิกานต์ก็บุกมาในงาน แฉความสัมพันธ์ว่ากัณฐิกาเป็นแม่ของกฤติยา ไม่ใช่น้าสาวอย่างที่เธอบอกทุกคน คุณธนวัตจึงต้องเค้นเอาความจริงจากกฤติยาเมื่อภรรยาปากแข็ง สุดท้ายกฤติยายอมรับความจริงว่าเป็นลูกสาวของกัณฐิกาเมื่อไม่อยากทนอึดอัดอยู่ต่อไป

          กัณฐิกาโกรธลูกสาวมากที่ทำความฝันของเธอพังทลายหมด เมื่อคุณธนวัตโกรธเธอมาก ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กัณฐิกากระชากหน้ากากตัวเองออกมาเพื่อทำร้ายชนิกานต์บ้าง เมื่อประกาศความจริงเรื่องการท้องของชนิกานต์กับธีรดนย์ให้ทุกคนในงานได้รับรู้เพื่อความอับอายของลูกเลี้ยง สุดท้ายชนิกานต์คุมอารมณ์ไม่อยู่จึงใช้ปืนนั้นจ่อไปที่กัณฐิกา แต่เธอหลบได้ทันแล้วกระสุนนัดนั้นก็ปลิดชีพธีรดนย์แทน เสียงปืนที่ดังขึ้นทำลายทุกความเงียบและเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของทุกคน ธีรดนย์จบชีวิตด้วยความแค้น แต่ก่อนหมดลมหายใจเขาขอโทษต่อกฤติยาและชนิกานต์ เขาขอให้เธอเลี้ยงลูกของเขาให้เป็นคนดี ไม่มีปัญหาดั่งเช่นเขาและเธอ

          คุณธนวัตสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขารู้ดีว่าชีวิตลูกสาวต้องหม่นหมองเพราะเขาที่ละเลยความเอาใจใส่ต่อเธอ สุดท้ายเขารับกรรมแทนด้วยการยอมติดคุกเมื่อบอกตำรวจว่ายิงธีรดนย์เอง อานุภาพแห่งรักของพ่อที่มีต่อลูกจึงได้พบพิสูจน์ยิ่งใหญ่ แล้วชีวิตเขาก็ได้ค้นพบสัจธรรมอีกบทหนึ่ง ชนิกานต์ลืมความทุกข์ใจทั้งหมดด้วยการกลับมาดูแลตัวเองและลูกในท้องให้ดี เธอตั้งใจที่จะเป็นแม่ที่ดีของลูก แม้ว่าจะต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน แต่ลูกของเธอก็ต้องไม่เป็นอย่างเธอ

          ส่วนชีวิตณัฐิกาพลิกผัน เมื่อไม่ได้สมบัติติดมือสักชิ้นจากสามี แต่เธอไม่เลิกยึดติดกับวัตถุนิยม จนชีวิตเธอต้องกลับสู่วังวนเดิม ในการเป็นผู้หญิงขายบริการให้เสี่ยมีเงินได้เธอสำเริงสำราญ ตรงกันข้ามกับชีวิตของกฤติยาอย่างสิ้นเชิง เพราะหลังจากการตายของธีรดนย์เธอตัดสินใจบวชชีเพื่ออุทิศช่วงเวลาทั้งหมดที่เหลือของชีวิตในการปฏิบัติธรรม ด้วยความหวังว่าจะอุทิศผลบุญให้ธีรดนย์และอีกทางหนึ่งก็เพื่อไถ่บาปให้ผู้เป็นบุพการีของเธอที่ยังหลงอยู่ในวังวนของกิเลสตัณหา

          บทเรียนชีวิตครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับคุณชลนิภา เมื่อธุรกิจขาดทุนจนเกือบล้มละลายจากฝีมือของชยางกูร ลูกชายที่เธอเลี้ยงดูแบบตามใจทุกอย่าง เธอจึงหันมามองชีวิตอย่างความเป็นจริงมากขึ้น โดยได้คุณธนกร สามีที่พร้อมเป็นกำลังใจให้เธอ ทั้งคู่จึงเป็นก้าวที่เดินไปพร้อมกัน ไม่มีใครเป็นช้างเท้าหน้าหรือช้างเท้าหลัง แม้วันนี้คุณชลนิภาจะย้อนเวลากลับไปเพื่ออบรมสั่งสอนลูกทั้งสองคนอีกครั้งเพื่อให้ทั้งคู่เติบโตเป็นคนดีมีคุณภาพไม่ได้ เธอจึงทำได้เพียงสร้างอนาคตที่ดีให้ลูกหลานเท่านั้น ส่วนชีวิตของชยางกูรต้องเดินบนเส้นทางคนเลวเมื่อเขากลายเป็นมือปืนที่ใช้การปลิดชีพเป็นหนทางอยู่รอดของตัวเอง แต่ชีวิตของเขาไม่มีความสุขเหลือเลยเมื่อต้องเป็นทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่า เขาจึงต้องหนีทั้งการตามล่าจากตำรวจและเสี่ยปรัชญา

          ส่วนคุณสุทิน และคุณเสาวนิตย์ ก็ได้รับบทเรียนแสนแพงเช่นกันจากการเลี้ยงดูลูกด้วยการตีกรอบจนเคร่งครัดทำให้ต้องเจ็บปวด เขาและเธอกลับมาเลี้ยงลูกในทางที่ถูกต้องเพื่อแก้ไขอดีตที่ปวดร้าว สุรัมภากลับมาเข้มแข็ง เพราะจากวันนี้ไปเธอมีเพียงลูกน้อยที่คอยเป็นกำลังใจให้ชีวิตเธอมีค่า เธอรู้ดีว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เป็นเช่นเธอ เธอกลับไปเรียนต่อจนจบมหาวิทยาลัย และเปิดธุรกิจเบเกอรี่พร้อมเลี้ยงลูกสาวอย่างมีความสุข

          ชนกชนม์กลับมาเรียนจนจบปริญญาตรีเพื่อนำความภาคภูมิใจมาให้แม่ และยังช่วยกอบกู้บริหารธุรกิจที่ล้มฟุบให้กลับรุ่งเรืองอีกครั้ง ชีวิตชนกชนม์สมบูรณ์เมื่อมีสุตาภัญเคียงข้าง เขาขอเธอแต่งงานและได้สร้างครอบครัวอบอุ่น และมีทายาททั้งชายหญิงที่เติบโตใหญ่เป็นลูกไม้ที่สะอาดบริสุทธิ์ มีสีสันสดใส ไร้ความหม่นหมอง

          เมื่อบทเรียนชีวิตที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาได้ค้นพบแนวทางที่ถูกต้องต่อการดำเนินชีวิตของลูกไม้ใต้ต้น ที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีอนาคตสดใส


ที่มา : พอดีคำ

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครลูกไม้หลากสี

ที่มา :

ตอนที่ 1

       ค่ำคืนนั้น เสียงล้อรถกระบะซึ่งถูกปรับแต่งโหลดเตี้ยต่ำจนแทบติดพื้น และยังแต่งระบบไฟระบบเสียงครบครัน บดกับพื้นถนนดังสนั่น ขณะแล่นทะยานเข้ามาบนท้องถนนเส้นนั้นอย่างเร็วและแรง ตามมาด้วยรถกระบะแต่งโหลดอีกหลายคันที่แล่นตามกันมาเป็นขบวน
      
       ไม่นานนัก รถสปอร์ตแต่ง ซึ่งมี ชยางกูร เป็นเจ้าของและคนขับ กำลังขับพุ่งแหวกกลาง...นำหน้าขบวน ทุกคนในรถกระบะต่างส่งเสียงโห่ร้อง ด้วยความคึกคะนอง แสดงถึงความกร่างเป็นจ้าวถนนแห่งนี้ และทุกที่พวกเขาขับไป
       ชยางกูร เด็กหนุ่มนักเรียนนอกอายุประมาณ 20 ปี ผู้นี้เกิดมาด้วยความภาคภูมิใจของผู้เป็นมารดา ชลนิภา เศรษฐีนีเจ้าของธุรกิจอัญมณีชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ชยางกูรเป็นคนช่างประจบประแจง เอาอกเอาใจเก่ง ขี้อิจฉา ขี้โกหกเป็นที่สุด และชอบความเร็วเป็นชีวิต การแข่งรถกับก๊วนเพื่อนคือความสุขสุดๆ ในชีวิตของเขา
      
       ขณะเดียวกันที่หน้าผับแห่งหนึ่ง กลุ่มวัยรุ่นกรูกันเข้าไปด้านในผับ วัยรุ่นเบียดเสียดเข้าไป...ด้านหลังของกลุ่มเป็น สุตาภัญ ซึ่งถือช่อดอกกุหลาบช่อใหญ่ กำลังจะแหวกเข้าไปด้วย
       “โทษนะคะ ขอทางด้วยค่ะ”
       สุตาภัญพยายามจะเข้าไป แต่ถูกวัยรุ่นเบียด ทำให้สุตาภัญเซไปด้านหลัง จะล้ม...แต่แล้ว ชายคนหนึ่งเข้ามาประคองไว้... สุตาภัญเงยหน้ามอง
       ที่แท้เป็นชนกชนม์นั่นเองประคองสุตาภัญไว้ โดยมีช่อดอกกุหลาบคั่นไว้กลางใจทั้งคู่
       หนุ่มสาวทั้งสองตกอยู่ในภวังค์....ชนกชนม์ยิ้มให้สุตาภัญ ด้วยรู้สึกถูกชะตาเป็นอย่างมาก
       เสียงเรียกของใครคนหนึ่งดังแทรกเข้ามา “ชนกชนม์”
       ชนกชนม์หันกลับไปมองที่มุมหนึ่ง ซึ่งเป็นทางเข้าไปด้านหลังเวทีของผับ เห็นธีรดนย์ยืนตะโกนเรียกอยู่
       “ถึงคิววงเราเล่นแล้ว” ธีรดนย์ตะโกนมาอีก
       ชนกชนม์ยิ้มให้สุตาภัญ แล้วเดินถอยหลัง ไปตามทางไปที่จะเข้าไปด้านหลังเวที สุตาภัญมองผ่านหลังชนกชนม์ ยิ้มให้ธีรดนย์
       ธีรดนย์ยกมือโบกทักทายตอบมา สุตาภัญโบกมือตอบแล้วตะโกนบอก
       “ฉันเป็นกำลังใจให้นะ”
       ชนกชนม์กลับคิดว่าสุตาภัญพูดกับเขาจึงหันกลับไปบอก “ขอบคุณครับ”
       สุตาภัญอึ้งที่ชนกชนม์เข้าใจผิด
       ธีรดนย์ลากตัวชนกชนม์วิ่งเข้าไปด้านหลังเวที...ขณะที่ชนิกานต์เดินเข้ามายืนข้างสุตาภัญ
       ชนิกานต์สนใจชนกชนม์ “สุตาภัญ...คนเมื่อกี้ใครอ่ะ หล่อจัง”
       “ไม่รู้จัก...รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ”
       สุตาภัญรีบเข้าไปด้านในผับ ชนิกานต์อยากเห็นหน้าธีรดนย์จึงตามสุตาภัญเข้าไป
      
       เวลาเดียวกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวริมถนน สุรเดชกำลังคีบลูกชิ้นส่งให้กฤติยา
       “อ้ำๆ ครับ คนสวยของพี่เดช”
       กฤติยาใช้ตะเกียบของตนปัดตะเกียบสุรเดชออก
       “ฉันไม่ใช่แฟนแก...อย่าเล่นมุกนี้ ฉันไม่ชอบ!”
       กฤติยาก้มหน้ากินก๋วยเตี๋ยวของตัวเอง...สุรเดชยิ้มให้กฤติยาไม่ถือสา
       “วันนี้ไม่ใช่แฟน...แต่วันหน้าเป็นเมีย” ว่าพลางสุรเดชก็หัวเราะชอบอกชอบใจ แต่แล้วหยุดกึก “ชิบหาย!”
       กฤติยามองตามสายตาสุรเดช เห็นรถสปอร์ตและขบวนรถกระบะแล่นเข้ามาจอด
      
       ทางด้านสุตาภัญถือช่อดอกกุหลาบเดินตรงเข้ามายืนอยู่มุมหนึ่งในผับ
       “วงของธีรดนย์เริ่มออดิชั่นแล้ว” สุตาภัญว่า
       ชนิกานต์เดินเข้ามายืนข้างสุตาภัญ มองไปยังเวที แล้วเอ่ยขึ้นตาเป็นประกาย
       “แฟนฉันร้องนำด้วย”
       สุตาภัญแปลกใจ มองไปยังเวที ในจังหวะที่ไฟท็อปส่องลงกลางเวที....ชนกชนม์ดีดกีต้าร์ร้องเพลง ในฐานะนักร้องนำ
       ชนกชนม์ร้องเพลงรักความหมายซึ้ง พร้อมกับส่งยิ้มมาให้สุตาภัญ…สุตาภัญมองตอบ มีความสุขที่ได้ฟังเพลงนั้น
      
       ส่วนเหตุการณ์ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางเวลานั้น ชยางกูรเดินนำเข้ามา มีเพทายเดินตามหลัง พร้อมด้วยพวกของชยางกูรอีก 4-5 คน สุรเดชยืนยิ้มให้ แล้วกวักมือเรียกอย่างเป็นกันเอง
       “ชยางกูร น้องรัก... มากินเตี๋ยว มื้อนี้พี่เลี้ยงเอง”
       ชยางกูรตรงเข้ามาหาสุรเดช สีหน้าเอาเรื่อง!
       “ฉันไม่ใช่น้องแก จ่ายเงินมา”
       “คนอย่างพี่เดชไม่เคยเบี้ยวใคร จ่ายสดงดเชื่อเบื่อทวง”
       ว่พลางสุรเดชควักเงินในกระเป๋า แล้วแกล้งทำเงินตกพื้น สุรเดชทำทีก้มเก็บเงิน แต่คว้าเก้าอี้ไม้ ฟาดเข้ากลางตัวชยางกูรเต็มแรง
       พวกเพทายตกใจ จะเข้ามาเล่นงานสุรเดช แต่สุรเดชคว่ำโต๊ะก๋วยเตี๋ยวใส่พวกเพทาย แล้วคว้ามือกฤติยาวิ่งหนีไป
       “ไอ้เชี๊ย!” ชยางกูรหันไปสั่งพรรคพวก “ตามไป!”
      
       จากนั้นชยางกูรและพวกก็วิ่งตามสุรเดชไปในตรอกตึกแถวละแวกนั้น
       ด้านชนกชนม์ร้องเพลงรักหวานซึ้ง ส่งสายตาให้สุตาภัญตลอด สุตาภัญเริ่มรู้ตัวก็ยิ้มเขินๆ ชนิกานต์ดึงช่อดอกไม้ในมือสุตาภัญ
      
               “ชนิกานต์ เธอจะเอาไปไหน?”
               “เดี๋ยวก็รู้...”
       ชนกชนม์เห็นชนิกานต์คุยกับสุตาภัญ...ก่อนที่ชนิกานต์ถือช่อดอกไม้เดินตรงไป...สุตาภัญมองตามลุ้นๆ อยากรู้ว่าชนิกานต์จะมอบให้ใคร
      
       ฟากสุรเดชลากกฤติยาวิ่งหนี..ผ่านกำแพงในซอกตึก....ที่มีการพ่นสีกราฟฟิตี้! ชยางกูรและพวกวิ่งตามไล่ล่า
       สุรเดชผลักไล่ให้กฤติยาวิ่งหนีไปอีกทาง แล้วเขาวิ่งล่อไปอีกทางหนึ่ง กฤติยามองด้วยความเป็นห่วง
      
       ขณะที่ชนกชนม์ร้องเพลงอยู่....ชนิกานต์เดินถือช่อดอกไม้มาหน้าเวที ธีรดนย์เล่นคีย์บอร์ด สงสัยว่าชนิกานต์จะมอบให้ใคร?
       ชนิกานต์เดินตรงมาหยุดหน้าเวที แล้วส่งช่อดอกกุหลาบให้ชนกชนม์
       ชนกชนม์รับช่อดอกไม้ แล้วหันไปยิ้มให้สุตาภัญ...พร้อมโค้งขอบใจ คิดว่าสุตาภัญฝากมาให้ สุตาภัญอึ้ง จำต้องยิ้มรับ ส่วนชนิกานต์ผิดหวังเล็กน้อยที่ชนกชนม์เข้าใจผิด...ไม่รู้ว่าเธอตั้งใจให้เขา
       ธีรดนย์หันมายิ้มเย้ยชนิกานต์อย่างรู้ทัน ชนิกานต์เห็นสายตาธีรดนย์ ไม่พอใจ เดินกลับไปหาสุตาภัญ
       ชนกชนม์ร้องจบแล้ว....แขกในร้านต่างปรบมือให้เกรียวกราว
      
       สุรเดชวิ่งหนีมา เจอชยางกูรขวางหน้า พอสุรเดชจะวิ่งกลับไป ก็เจอเพทายและพวกชยางกูร วิ่งเข้ามา สุรเดชอึ้ง ชยางกูรวิ่งตรงเข้ามา พวกเพทายเข้ามารุมสกัมสุรเดช
       กฤติยามองดูด้วยความเป็นห่วง คิดอะไรบางอย่าง วิ่งออกไป.. สุรเดชถูกรุมสกัม หมดหนทางสู้และหมดสภาพ
      
       ชนกชนม์ประกาศบอกแขกในร้าน
               “ต่อไป...ฟังเพลงสุดท้ายของวงเราได้เลยครับ”
       ชนกชนม์ทำท่าจะร้องเพลงต่อ แต่เห็นกฤติยาวิ่งเข้ามาในร้านหน้าตาตื่น
       “พี่ชนกชนม์! พี่เดชแย่แล้ว!”
       ดูจากอาการชนกชนม์รู้ทันทีว่าเกิดเรื่องไม่ดี....ชนกชนม์หันไปบอกธีรดนย์
               “ฝากด้วยว่ะธี”
               ธีรดนย์งงๆ “ไอ้ชนม์! แกจะไปไหน?”
       ชนกชนม์ไม่ทันตอบ รีบวิ่งลงจากเวทีไป...สุตาภัญมองด้วยความแปลกใจ
      
       ขณะที่ที่ชยางกูรรุมเตะสุรเดชอย่างสะใจนั้น
               เสียงชนกชนม์ดังขึ้น “พอได้แล้ว”
       ชนกชนม์และกฤติยาเข้ามา...ชนกชนม์จะเข้าไปดูแลสุรเดช แต่ชยางกูรผลักชนกชนม์
       แล้วใช้เท้าเหยียบตัวสุรเดชไว้
               ชนกชนม์ไม่พอใจ “ทำไมต้องทำกันขนาดนี้!”
               สุรเดชเลือดอาบหน้าหมดสภาพ แต่ยังฝืนยิ้ม ตอบกวนๆ “ไม่มีอะไรเพื่อนรัก...เข้าใจผิดกันนิ๊ดนึง”
               ชยางกูร        เตะเสยเข้าที่หน้าสุรเดชเต็มแรง “เข้าใจผิดเหรอ” หันมาบอกชนกชนม์ “เมื่อวานมันแข่งรถแพ้ฉันแล้วเบี้ยวเดิมพัน ถ้ามันไม่จ่ายก็ต้องแลกด้วยชีวิต”
       ชยางกูรชักมีดแล้วดีดใบมีดออก...
               “เท่าไหร่ ฉันจ่ายให้”
       ชนกชนม์ควักเงินให้ ชยางกูรรับมาแล้วซัดกลับใส่หน้าชนกชนม์
               “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว! ฉันอยากได้สร้อยเส้นนั้นมากกว่า”
       ชยางกูรชี้ไปที่สร้อยคอของชนกชนม์...ชนกชนม์เอาจับสร้อยคอขึ้นมา...เผยให้เห็นจี้รูปวีรภัทรผู้เป็นพ่อ และชลนิภาผู้เป็นแม่ กำลังกอดชนกชนม์ตอนอายุ 4 ขวบ เป็นภาพเดียวที่ชนกชนม์หวงแหนมาก
      
       ส่วนเหตุการณ์ในผับ สุตาภัญยิ้มเป็นกำลังใจให้ธีรดนย์ที่เล่นคีย์บอดร์ด ร้องเพลงรักความหมายซึ้ง ชนิกานต์ไม่อยากฟังธีรดนย์ร้องเพลง ลากมือสุตาภัญให้ออกไปจากร้าน
               “ไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว..กลับเหอะ”
               สุตาภัญ        รั้งมือไว้ “กานต์ เรามาให้กำลังใจธีรดนย์ออดิชั่นวงดนตรีเล่นที่นี่นะ”
               “เสียงหมาเห่ายังเพราะกว่ามันร้องอีก.....ฉันไปรอที่รถนะ”
       ชนิกานต์บอกพลางมองเชิดใส่ธีรดนย์....แล้วเดินออกไปนอกร้าน... สุตาภัญมองไปยังเวที ยกหัวแม่โป้งเป็นกำลังใจให้ธีรดนย์
      
       ชยางกูรชี้ไปที่สร้อยคอของชนกชนม์
               “เอาสร้อยมาให้ฉัน!”
               ชนกชนม์บอกเสียงแข็ง “ฉันให้ไม่ได้”
               ชยางกูรพูดท้าทาย “งั้นแข่งรถกับฉัน ถ้าแกชนะ ฉันปล่อยไอ้ขี้เรื้อนไป...แต่ถ้าแพ้...สร้อยเส้นนั้นเป็นของฉัน”
       พอพูดจบชยางกูรเดินไปเหยียบหน้าสุรเดช...ชนกชนม์สงสารเพื่อน.
               “ได้ แต่ถ้าแกแพ้! แกต้องเลิกแข่งรถ!”
       ชนกชนม์ยื่นมือมาจับเป็นสัญญา...ชยางกูรมองหน้า ยื่นมือเหมือนจะจับ แต่ปัดมือชนกชนม์ทิ้งกวนๆ
       “ตกลง”
       ชนกชนม์จ้องมองชยางกูร พร้อมจะแข่งรถเพื่อช่วยสุรเดช...และเอาชนะชยางกูร
       ด้านธีรดนย์เดินคอตกหน้าเศร้าออกมาจากผับ สุตาภัญวิ่งตามเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง
      
       “เขาไม่รับวงเธอเล่นที่ร้านเหรอ?...” แตะไหล่ปลอบใจ “ไม่เป็นไรน่า ต้องมีสักร้านที่เขาชอบ”
       ธีรดนย์ยิ้มตอบ “ฝีมือระดับเทพ ไม่รับก็บ้าแล้ว”
       สุตาภัญ        ดีใจมาก “จริงเหรอ ตาดีใจด้วยนะ”
       สุตาภัญเข้าไปกอดธีรดนย์ เพราะรู้สึกดีใจกับเพื่อน ธีรดนย์รู้สึกดีมากมาย...สุตาภัญรู้สึกตัวว่าใกล้ชิดเกินไป รีบถอยออกห่าง
       “ขอบใจมากนะตา”
       “ตาตั้งใจเอาดอกไม้มาเป็นกำลังใจให้ธี แต่ขอโทษด้วยนะ ที่กานต์เขา...”
       ธีรดนย์พูดสวนคำขึ้นมา “ไม่เป็นไร ผมชินแล้ว...กานต์เค้าชอบแย่งของคนอื่นเสมอ”
       ชนิกานต์ปราดเข้ามาผลักธีรดนย์
       “ฉันไม่เคยคิดแย่งของใคร โดยเฉพาะของๆ นาย แล้วนายก็ไม่มีอะไรที่มีค่าพอที่ฉันอยากได้...นายมันก็แค่…” ชนิกานต์จะด่าเรื่องลูกคนใช้อีก
       สุตาภัญ        ปราม “ไม่เอาน่า คู่นี้เจอหน้าทีไรทะเลาะกันทุกที” แล้วนึกสงสัย “เออ...คนที่ร้องเพลงแรก เป็นใคร? ตาไม่เคยเห็นเลย”
       สุตาภัญหมายถึงชนกชนม์
      
       ชนกชนม์ที่สุตาภัญถามถึงอยู่ที่บริเวณสุสานรถไฟ กำลังใส่ถุงมือ พร้อมจะแข่งรถ.....มองไปยังชยางกูรที่ใส่เสื้อหนังอย่างดี สุรเดชเข้ามาหาชนกชนม์ด้วยความเป็นห่วง
       “ไอ้ชนม์ แกไม่ไหวก็ถอนตัวซะ ฉันลงแข่งเอง”
       กฤติยาเข้ามาผลักสุรเดช “เอาตัวเองให้รอดก่อนเหอะ” แล้วบอกชนกชนม์ “พี่ชนกชนม์ไม่ต้องแข่งหรอก” นึกโมโหเลยด่าสุรเดช “หาเรื่องให้พี่ตลอด ปล่อยให้มันโดนกระทืบตายไปซะ”
       “น้องยาไม่รักพี่เดชแล้วเหรอ...ยาใจของพี่...”
       สุรเดชหันไปอ้อนกฤติยา เจอกฤติยาศอกกลับ สุรเดชร้องโอดโอย ชนกชนม์มองจี้รูปครอบครัวที่เขารักและหวงมาก...ชนกชนม์พร้อมสู้เอาชนะให้ได้
      
       ด้านธีรดนย์เล่าเรื่องราวของชนกชนม์ให้สองสาวฟัง
       “เขาชื่อชนกชนม์ รู้จักกันตอนเรียนกวดวิชาเตรียมเอ็นท์ เห็นว่าร้องเพลงได้เลยชวนเข้าวง แต่ทิ้งงานไปดื้อๆ ไม่เอาเข้าวงแล้วล่ะ..ไม่มีความรับผิดชอบ”
       สุตาภัญ        ท้วง “เขาอาจมีธุระสำคัญก็ได้นะ”
       “จะมีอะไรอีกล่ะ นอกจากไปแว้นซ์ อย่าไปสนใจเลย กลับเถอะ…”
       ธีรดนย์ตัดบท แต่ชนิกานต์กลับโยนกุญแจรถให้ธีรดนย์
       “พาฉันไปลานแข่งรถ”
       สุตาภัญตกใจ “กานต์”
       ธีรดนย์ไม่ทำตาม “อยากไปก็ไปเองสิ”
       “อย่าขัดคำสั่งฉันไอ้ลูกขี้ข้า…” พูดจาข่มขู่ “แกไม่พาฉันไป…ฉันจะไล่แม่แกออก!”
       ชนิกานต์ยกเรื่องแม่มาข่มขู่ ธีรดนย์จำต้องทำตาม
      
       ด้านชนกชนม์และชยางกูรเข้ามาประจำที่จุดเริ่มแข่งรถ แก๊งมอเตอร์ไซค์แว้นซ์วิ่งเข้ามาประมาณสิบกว่าคัน ชนกชนม์แปลกใจ...สุรเดชเข้ามาบอกชนกชนม์
       “พวกฉันเอง มันจะได้ไม่กล้าเล่นนอกเกม”
       สุรเดชมองข่มชยางกูร ตะโกนโบกมือให้พวกแว้นซ์ พวกเด็กแว้นซ์ส่งเสียงตอบรับ แล้วขี่รถ...เรียงเป็นขอบเส้นทาง สำหรับการแข่งรถ...ชนกชนม์หันไปมองชยางกูร พร้อมที่จะแข่ง
      
       ชนิกานต์วิ่งเข้ามา ยืนมองที่มุมหนึ่งในสุสานรถไฟท่าทางตื่นเต้นดีใจสุดขีด “เขากำลังจะเริ่มแข่งแล้ว!”
       สุตาภัญเข้ามายืนข้างชนิกานต์มองตรงไป ธีรดนย์เข้ามายืนข้างสุตาภัญ
       “กลับเถอะ ที่นี่อันตราย! มีแต่พวกอันธพาล”
       “ปอดแหกก็กลับไปซะ ฉันจะเชียร์แฟนฉัน”
       สุตาภัญอึ้งที่ชนิกานต์ออกตัวแรง เป็นแฟนกับชนกชนม์
       ชนิกานต์ตะโกนบอกชนกชนม์ “ชนกชนม์! สู้สู้นะ”
      
       ชนกชนม์หันไปมอง เห็นสุตาภัญยืนอยู่ที่มุมหนึ่ง ชนกชนม์ยิ้มดีใจที่สุตาภัญมาให้กำลังใจ
       ชยางกูรหันไปมองสองคน เห็นสุตาภัญก็รู้สึกชอบใจ พอหันมามองชนกชนม์ รู้ทันทีว่าชนกชนม์ปลื้ม
       สุตาภัญ คิดจะแย่งสุตาภัญ
       สุรเดชขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดด้านหน้าชนกชนม์และชยางกูร ห่างพอสมควร กฤติยาซ้อนท้ายรถสุรเดช กฤติยาขึ้นไปยืนบนแบะรถ แล้วโบกผ้าสองผืน
       ชนกชนม์และชยางกูร บิดเครื่อง รอเวลาออกตัว สุตาภัญยืนมองลุ้นเป็นกำลังใจให้ชนกชนม์
       ครู่ต่อมากฤติยาโบกผ้า แล้วทิ้งผ้าลงพื้น ชนกชนม์และชยางกูร บิดเครื่องออกไปอย่างเร็ว
      
       สุรเดชมองลุ้น ตะโกนบอกเพื่อนๆ
       “ประจำที่เว้ย”
       ทุกคนต่างวิ่งขึ้นไปบนโบกี้รถไฟ หรือหลังคาโกดัง เพื่อดูการแข่งรถระหว่างชนกชนม์กับชยางกูร
      
       ชนิกานต์ตะโกนเชียร์ชนกชนม์ตรงมุมหนึ่งที่สุสานรถไฟ
       “ชนกชนม์ ชนะให้ได้นะ”
       ธีรดนย์ชวน “กลับกันเถอะ”
       สุตาภัญ        เร่ง “กานต์ ขืนกลับช้าพ่อแม่ฉันเอาเรื่องแน่!”
       ชนิกานต์อ้อน “แป๊บเดียว... กำลังสนุกเลย!”
       ชนิกานต์วิ่งไปที่มุมหนึ่ง เพื่อจะขึ้นไปดูบนมุมสูง เชียร์ชนกชนม์
       สุตาภัญ        ตกใจ “กานต์” แต่ห้ามไว้ไม่ทันแล้ว...จำต้องวิ่งตามชนิกานต์ไป
      
       ธีรดนย์จึงต้องตามสุตาภัญไปด้วย เพื่อคอยช่วยเหลือสองสาว
       ขณะเดียวกันนั้นชนกชนม์บิดเครื่องนำมาที่อีกมุมหนึ่งในลานแข่ง...ชยางกูรเร่งเครื่องเข้ามาตีคู่ ทั้งสองจ้องเหลียวไปมองหน้ากัน โดย ไม่มีใครยอมแพ้
      
       ชนิกานต์ขึ้นมายืนอยู่บนโบกี้รถไฟ ตะโกนเชียร์ชนกชนม์ดังลั่น
       “ชนกชนม์สู้ๆ นะ! ฉันเป็นกำลังใจให้นาย!”
       สุตาภัญและธีรดนย์เดินเข้ามายืนอยู่ข้างชนิกานต์
       สุรเดชหันไปมอง...ตะโกนบอกธีรดนย์เหย็งๆ
       “เฮ้ยไอ้ธี เห็นติ๋มๆหงิมๆ...วันนี้ควบสองเลยเหรอวะ”
       ธีรดนย์ยกมือทักพอเป็นมารยาท เพราะไม่อยากคุยกับสุรเดช
       กฤติยาหันไปมองธีรดนย์รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก สุรเดชแสดงความเป็นเจ้าของเข้ามากอดคอกฤติยา..ส่งเสียงเชียร์ชนกชนม์
       กฤติยาละสายตาจากธีรดนย์ มองดูการแข่งขัน ส่วนสุตาภัญยืนมองการแข่งขัน เป็นกำลังใจให้ชนกชนม์
      
       ที่ลานแข่งรถในสุสานรถไฟ ชนกชนม์ขี่รถนำอยู่ ชยางกูรเร่งเครื่องตามมาติดๆ ชนกชนม์บิดแรงขึ้น ชยางกูรก็บิด....เร่งนำชนกชนม์ได้
       ชนกชนม์พยายามบังคับรถ ให้แซงขึ้นมาอีก ชยางกูรเห็นว่าชนกชนม์จะแซง จึงถีบถังน้ำมันที่วางอยู่ข้างทาง...ถังน้ำมันกลิ้งมาทางชนกชนม์ ชนกชนม์รีบหักหลบ หยุดรถ....เสียการทรงตัวเล็กน้อย
       ชยางกูรหันกลับมามองด้วยความสะใจ เร่งเครื่องไป...ชนกชนม์จึงออกตัว เร่งตามชยางกูรไป
      
       ขณะเดียวกันสุตาภัญ มองลุ้น เชียร์ชนกชนม์อยู่ในใจ
       “ชนกชนม์ ฉันเชียร์เธอนะ”
       ชนิกานต์ส่งเสียงเชียร์เต็มที่ ธีรดนย์มองไม่ชอบใจนัก สุรเดช กฤติยา และพวกสุรเดชส่งเสียงเชียร์ชนกชนม์
       “เข้าวินให้ได้ อย่าให้เสียชื่อแก๊งลูกเทวดา!! ฮู้วววว!” สุรเดช ร้อง
       กฤติยาตะโกนเชียร์ “พี่ชนกชนม์ต้องชนะ”
       เพทายและพวกชยางกูรส่งเสียงเชียร์ชยางกูร...แข่งกับพวกสุรเดช
       “กูรสู้เว้ย เอาให้คว่ำไปเลย”
       สุตาภัญมอง เป็นกำลังใจให้ชนกชนม์ตลอดเวลา
      
       ในลานแข่งรถ ชยางกูรขี่รถนำ มั่นใจว่าจะชนะชนกชนม์แน่ แต่แล้ว ชนกชนม์ขี่รถข้ามถังน้ำมันมาด้วยความเร็ว...ชยางกูรตกใจ รีบเร่งเครื่องต่อไป...ชนกชนม์บิดเครื่องเร่งแซงชยางกูรทั้งสองตีคู่กัน
       ชยางกูรกลัวแพ้ ตัดสินใจถีบรถชนกชนม์ จนชนกชนม์เสียหลัก...พยายามประคองรถไว้
       ชยางกูรหันกลับไปมองด้วยความสะใจ แต่พอหันมามองด้านหน้า ตกใจที่รถกำลังพุ่งเข้าชนโบกี้รถไฟที่ขวางหน้า...ชยางกูรหักหลบ...รถคว่ำทันที
      
       สุรเดชและกฤติยาและกองเชียร์เห็นเหตุการณ์จากภาพมุมสูง...ตะโกนประสานเสียงเฮลั่น!
       “เฮ้!!!”
       สุรเดชได้ทีเย้ยพวกเพทาย “ใครกันแน่ที่คว่ำ” พร้อมกับยกมือทำท่าปาดคอเย้ยพวกเพทาย
       พวกเพทายเสียหน้า และโกรธที่ชยางกูรเสียท่า
       ชนิกานต์กรี๊ดกร๊าดร้องลั่น “นายชนกชนม์ชนะแล้ว.... ขี่เข้าเส้นชัยเลย!”
       สุตาภัญมองลุ้นชนกชนม์ ธีรดนย์มองไป กฤติยาหันมามองธีรดนย์ ทั้งสองมองหน้ากัน ธีรดนย์ยิ้มให้...กฤติยายิ้มตอบ
       สุรเดชมองเห็นกฤติยายิ้มให้ธีรดนย์ก็ไม่พอใจ เข้ามาดึงกฤติยา
       “ประจำที่ได้แล้ว”
       สุรเดชดึงมือกฤติยาลงจากโบกี้ เพื่อไปประจำที่เส้นชัย
       พวกกองเชียร์สุรเดชและพวกเพทาย กระโดดลงไป...เพื่อไปรอที่เส้นชัย เหลือเพียงกลุ่มของสุตาภัญที่อยู่ที่บนโบกี้รถไฟมองลงไปในลานแข่ง
      
       ในลานแข่งชยางกูรยันตัวลุกขึ้น...ชนกชนม์ขี่รถเข้ามา มองไปยังชยางกูร แล้วมองไปยังเส้นทางไปสู่เส้นชัย...แต่เปลี่ยนใจลงจากรถ..เข้าไปช่วยชยางกูร
       “แกเป็นไงบ้าง?”
       ชนกชนม์เข้าไปประคองชยางกูร ชยางกูรกลับต่อยชนกชนม์ล้มลง แล้ววิ่งขึ้นรถ..ขี่รถของตัวเองออกไป
      
       พวกสุตาภัญเห็นเหตุการณ์โกงของชยางกูร...สุตาภัญตกใจ เป็นห่วงชนกชนม์
       ชนิกานต์ร้องโวยวาย “โกงกันนี่!”
       ธีรดนย์ไม่สนใจว่าเกิดอะไรขึ้น อยากให้การแข่งขันจบลงจะได้กลับบ้านซะที เพราะดึกมากแล้ว
      
       เห็นชนกชนม์รีบลุกขึ้น วิ่งขึ้นขี่รถ ไล่ตามชยางกูรไปติดๆ
      
       ขณะที่สุรเดชขี่รถมาที่จุดเส้นชัย กฤติยายืนอยู่บนเบาะรถสุรเดช....โบกผ้าสองผืน รอให้ผู้เข้าเส้นชัยมาคว้าผ้าไป พวกกองเชียร์สุรเดชและเพทายกรูมายืนรอบริเวณเส้นชัย....รอดูว่าใครจะโผล่จากโบกี้รถไฟเข้าเส้ยชัย
       เสียงมอเตอร์ไซค์วิ่งมาสุรเดชมั่นใจมาก “ไอ้ชนม์มาแล้วเว้ย”
       แต่พอเห็นเป็นชยางกูรขี่รถเข้ามา....พวกสุรเดชผิดหวัง พวกเพทายเฮดีใจ
       “เฮ้ๆๆๆๆ!”
      
       สุตาภัญเองก็ผิดหวังที่ผู้ชนะเป็นชยางกูร
       ชยางกูรขี่รถเข้ามา ดึงผ้าจากกฤติยาในฐานะผู้ชนะ กฤติยามองด้วยความผิดหวัง ทิ้งผ้าอีกผืนลงพื้น ชนกชนม์ขี่รถวิ่งเข้ามา..ล้อเหยียบผ้าที่ตกพื้น พวกเพทายวิ่งกรูเข้าไปโห่ไชโยกับชยางกูร
      
       ชยางกูรหันมายิ้มเย้ย ชนกชนม์มองชยางกูรด้วยความผิดหวัง ที่ชยางกูรโกง
      
       ส่วนที่บริเวณโบกี้ ธีรดนย์บอกทุกคน
       “แข่งเสร็จแล้ว กลับเถอะ เดี๋ยวตำรวจก็แห่มาหรอก”
       ชนิกานต์แหวขึ้น “ฉันไม่กลับ ไอ้นั่นโกงแฟนฉัน”
       พูดจบชนิกานต์ลงจากโบกี้ วิ่งไปทางกลุ่มของชนกชนม์
       “กานต์...เธอจะไปไหน? กลับกันได้แล้ว!”
       สุตาภัญตกใจรีบลงจากโบกี้ ธีรดนย์ลงตามมา..แล้วห้ามสุตาภัญไว้
       “ตารออยู่ตรงนี้ดีกว่า ผมไปตามเอง”
       สุตาภัญพยักหน้ารับ ปล่อยให้ธีรดนย์ไปตามชนิกานต์ สุตาภัญมองด้วยความเป็นห่วง
      
       ชนกชนม์ยืนอยู่ที่จุดเส้นชัย...ชยางกูรเดินตรงเข้ามาหาชนกชนม์
       “แพ้แล้ว! เอาสร้อยมา”
       ชนกชนม์ไม่ยอม “ทำร้ายคู่แข่งถือว่าผิดกติกา”       
       “เกมนี้ไม่มีกติกา ใครเข้าเส้นชัยเป็นผู้ชนะ”
       ชนิกานต์ปราดเข้ามาโวยใส่ชยางกูรไม่ไว้หน้า
       “ไอ้ขี้โกง”
       ชยางกูรงง “เธอเกี่ยวอะไรด้วย”
       “ฉันเป็นแฟนชนกชนม์!”
       ชนกชนม์อึ้งที่ชนิกานต์ประกาศอย่างนั้น
       “แฟนฉันอุตส่าห์มีน้ำใจลงไปช่วยแก แต่แกทำร้ายเขา อย่างนี้เขาเรียกหน้าตัวเมีย”
       ธีรดนย์วิ่งเข้ามา ดึงชนิกานต์ออกไป
       “หยุดหาเรื่องใส่ตัวได้แล้ว เดี๋ยวก็เดือดร้อนหรอก”
       ชนิกานต์ผลักธีรดนย์ “เลิกทำตัวขี้ขลาดตาขาวสักที กลัวตายก็กลับไปซะ! รึไม่ก็ไปขอกระโปรงจากนายนี่มาใส่” ชี้ไปที่ชยางกูร มองสู้สายตา
       “ปากดีนักใช่มั้ย”
       ชยางกูรจะตบชนิกานต์ แต่ชนกชนม์เข้าไปกันชนิกานต์ไว้
       “อย่ารังแกผู้หญิง”
       ชยางกูรได้จังหวะ กระชากสร้อยคอของชนกชนม์มาถือไว้....
       “สร้อยเส้นนี้ต้องเป็นของฉัน”
       ชนกชนม์เสียดายที่ต้องเสียสร้อยที่เขารักไป ชยางกูรมองจี้ภาพครอบครัวสมัยเด็กของชนกชนม์ แล้วยิ้มเย้ย “ครอบครัวแห่งความสุข”
       ขาดคำชยางกูรขว้างสร้อยของชนกชนม์ทิ้งไปไกลลิบตา
      
       สร้อยตกลงพื้น...ตรงมุมหนึ่งที่สุสานรถไฟ ก่อนจะเห็นเท้าของสุตาภัญก้าวเข้ามา...สุตาภัญหยิบสร้อยขึ้นมาดูด้วยความแปลกใจ
      
       ชยางกูรพูดเยาะเย้ยชนกชนม์ต่อ
       “ความสุขของแกมันหลุดลอยไปลงกองขยะแล้ว ชีวิตแกต่อจากนี้ต้องเจอเรื่องเน่าๆ ไอ้ลูกหมา”
       ชยางกูรหัวเราะเยาะ จะเดินกลับไป ชนกชนม์โกรธจัด เข้าไปกระชากไหล่ชยางกูรหันกลับมาแล้วต่อยเต็มหมัด
       พวกเพทายและชยางกูรเข้ามาจะทำร้าย สุรเดชและพวกก็เข้ารุม เกิดการต่อสู้วุ่นวายธีรดนย์ดึงมือชนิกานต์ออกมา
       “รีบหนีเร็ว”
      
       ขณะเดียวกันสุตาภัญหยิบสร้อยขึ้นมามอง แปลกใจว่าของใคร ไม่ทันได้มองรายละเอียด จังหวะนั้นสุตาภัญได้ยินเสียงการต่อสู้ตะลุมบอน...ก็ตกใจ!
      
       ชนกชนม์ต่อยกับชยางกูร...สุรเดชต่อยกับเพทาย และพวกของชยางกูรต่อยกับพวกของสุรเดช เกิดการต่อสู้วุ่นวาย กฤติยาหันไปอีกทาง แล้วตะโกนบอกทุกคน
       “ตำรวจมา”
       ทุกคนหันไปมอง...เสียงรถหวอตำรวจดังขึ้น....ชยางกูรผลักชนกชนม์ออก แล้ววิ่งไปที่รถ พวกชยางกูรรีบวิ่งหนีไป พวกของสุรเดชวิ่งกรูไปที่มอเตอร์ไซค์ เกิดความวุ่นวายโกลาหล
       ชนิกานต์และธีรดนย์ตกใจ อยู่ท่ามกลางรถและคนที่กำลังวิ่งหนี
       ธีรดนย์นึกเป็นห่วงสุตาภัญ “ตา!”
       ธีรดนย์จะวิ่งไปหาสุตาภัญ แต่ชนิกานต์เข้ามาคว้ามือไว้
       “แกรีบพาฉันออกไปเร็ว”
       ธีรดนย์จะวิ่งไปช่วยสุตาภัญ ชนิกานต์ตะโกนบอก
       “อยากโดนจับเข้าคุกรึไง”
       ชนิกานต์วิ่งไปที่รถ ธีรดนย์มองไปเห็นสุตาภัญอยู่ที่มุมหนึ่งซึ่งไกลออกไป..และเห็นตำรวจเข้ามาใกล้ ธีรดนย์เลือกวิ่งไปที่รถ ขับรถพาชนิกานต์ออกไป
      
       ด้านสุตาภัญ ร้องเรียกหาธีรดนย์และชนิกานต์
       “ธี....กานต์”
       สุตาภัญพยายามเรียกหาเพื่อน แต่กลุ่มมอเตอร์ไซค์วิ่งสวนเข้ามา ตัดหน้าตัดหลัง..หนีการไล่ล่าของตำรวจ...มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอด จะรับสุตาภัญ
       “น้องขึ้นรถ” สุตาภัญรู้สึกกลัว ชายคนนั้นเข้ามาคว้ามือให้ขึ้นรถ
       “ไปสนุกต่อด้วยกัน”
       จังหวะนั้นชนกชนม์เข้ามาผลักชายคนนั้นออก แล้วพาสุตาภัญวิ่งออกไป
       “ตามฉันมา”
      
       ชนกชนม์จับมือสุตาภัญแล้วพากันวิ่งหนีไปที่รถ ท่ามกลางความวุ่นวายของแก๊งเด็กแว้นซ์ ที่วิ่งหนีตำรวจอย่างอลหม่าน
       ไม่นานหลังจากนั้น ชนกชนม์ขี่รถมอเตอร์ไซค์มาจอดที่หน้าบ้านสุตาภัญ ส่วนสุตาภัญกอดชนกชนม์ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ชนกชนม์ถอดหมวกแล้วหันไปถาม
      
       “ยังไม่หายกลัวอีกเหรอ”
       สุตาภัญตั้งสติได้ รู้ตัวว่ากอดชนกชนม์แน่นก็อาย รีบเอามือออก ลงจากมอเตอร์ไซค์แล้วส่งหมวกนิรภัยให้ชนกชนม์
       “อย่าไปที่แบบนั้นอีก มันอันตรายและไม่เหมาะกับเธอ”
       สุตาภัญ        ยิ้มรับ “ครั้งเดียวก็ตื่นเต้นเกินพอ ขอบใจชนกชนม์มากนะที่ช่วยฉัน”
       ชนกชนม์แปลกใจ “รู้จักชื่อฉันด้วยเหรอ”
       “ธีบอก” สุตาภัญ        ว่า
       “อ๋อ...เป็นแฟนนายธีรดนย์”
       สุตาภัญ        รีบปฎิเสธ “ไม่ใช่ เราเป็นเพื่อนกัน ตาเรียนคณะเดียวกับธี” ได้โอกาส แนะนำตัวเอง “ฉันชื่อสุตาภัญ เรียกตาก็ได้”
       ชนกชนม์ยิ้มรับ..นึกบางอย่างได้ รีบวิ่งไปที่รถ สุตาภัญมองตามอย่างแปลกใจ
       ชนกชนม์ถือช่อดอกกุหลาบมาอวดสุตาภัญ
       “ขอบใจมากนะ นี่เป็นดอกไม้ช่อแรกที่ได้รับในชีวิต”
       สุตาภัญ        ตัดสินใจบอกความจริง “เอ่อ..อย่าว่ากันนะ..ฉันไม่ได้ตั้งใจให้นาย ฉันจะให้ธี”
       ชนกชนม์อึ้ง “เอ้าเหรอ? ฉันนึกว่าเธอฝากเพื่อนมาให้ฉัน”
       “ไม่เป็นไร มันเป็นของนายโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว”
       ชนกชนม์มองช่อดอกกุหลาบแล้วยิ้ม “ในเมื่อเป็นของฉัน ฉันให้เธอ” พลางชนกชนม์ส่งช่อดอกกุหลาบให้ สุตาภัญอึ้ง
       “โอกาสอะไรอะ?”
       “ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
       ชนกชนม์ส่งช่อดอกกุหลาบให้ สุตาภัญรับไว้ แต่ชนกชนม์แกล้งไม่ปล่อย สุตาภัญออกแรงดึง ชนกชนม์ก็ดึงกลับ ทำให้สุตาภัญเซถลาเข้ามาแนบชิดชนกชนม์ โดยมีช่อดอกกุหลาบอยู่กลางใจ
       ทั้งสองคนมองหน้ากัน...อยู่ในภวังค์เคลิ้ม...แล้วก็หัวเราะชอบใจ เพราะเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นที่หน้าผับ
       เสียงฟ้าร้องดังขึ้น....เป็นสัญญาณว่าฝนกำลังจะตกในอีกไม่กี่อึดใจนี้
       “ตาเข้าบ้านก่อนนะ.. ขอบใจนายมาก...ถ้ามีโอกาสคงได้เจอกันอีก”
       สุตาภัญวิ่งเข้าบ้านไป.....ชนกชนม์มองตามแล้วพูดกับตัวเอง
       “ต้องได้เจอกันสิ”
      
       ขณะที่สุตาภัญเข้ามาในบ้าน เห็นว่าปิดไฟแล้ว สุตาภัญพยายามย่องจะขึ้นไปห้องนอน แต่แล้วไฟเปิดขึ้น...สุตาภัญเจอสุทินยืนมองไม่พอใจ เสาวนิตย์ยืนอยู่ด้านหลังสุทิน
       สุตาภัญ        ตกใจ “คุณพ่อคุณแม่”
       “สุตาภัญ...เธอไปไหนมา? ทำไมกลับมาป่านนี้” สุทินถาม
       “คือว่าตา...ติดประชุมที่คณะค่ะ เรากำลังเตรียมละครเด็กไปแสดงที่สลัมค่ะ”
       สุทินตบหน้าสุตาภัญฉาดใหญ่
       สุตาภัญ        ตกใจ “คุณพ่อ”
       เสาวนิตย์สงสารสุตาภัญที่สุทินใช้ความรุนแรง
       “คุณคะ”
       สุทินหันหน้ามา เสาวนิตย์มีท่าทีเกรงกลัว ยืนหงออยู่ด้านหลัง
       “เธอโกหกฉัน ฉันไปรับเธอที่มหาวิทยาลัย ไม่มีการประชุมเธอไปไหน”
       สุตาภัญ        บอกความจริง “ตากับกานต์ไปเป็นกำลังใจให้ธีรดนย์ ออดิชั่นวงดนตรีที่ร้านอาหารค่ะ”
       สุทินสวนคำขึ้นมา “ฉันสั่งหลายครั้งแล้วใช่มั้ยว่าอย่าไปคบกับมัน แล้วก็ห้ามเข้าแหล่งมั่วสุมอโคจรอุบาทว์พรรณนั้น”
       “ตาขอโทษค่ะ..ตาจะไม่ทำอีกแล้วค่ะ” สุตาภัญบอก
       เสานิตย์        พยายามช่วยสุตาภัญ “ลูกสำนึกผิดแล้ว ให้ลูกไปอาบน้ำเข้านอนนะคะ” รีบบอกสุตาภัญ “ขึ้นห้องไปได้แล้ว”
       สุตาภัญจะขึ้นไปบนห้อง แต่สุทินตามต่อ
       “ใครมาส่ง? ลูกใคร? ฐานะเป็นยังไง”
       สุทินจะซักถึงครอบครัวชนกชนม์ สุตาภัญจึงอธิบายและไม่พอใจนักที่สุทินประเมินคนที่ฐานะ
       “ชนกชนม์เป็นเพื่อนตา ตาไม่ทราบค่ะว่าฐานะเขาเป็นยังไง เพราะตาคบคนที่จิตใจค่ะ”
       สุทินไม่พอใจ เสานิตย์ตำหนิสุตาภัญที่เถียงสุทิน
       “ยัยตา”
       “จิตใจดีแต่กินไม่ได้! เธอลืมไปแล้วรึไงว่าฉันเก็บหอมรอมริบมาซื้อบ้านในหมู่บ้านหรู เพื่อยกระดับฐานะทางสังคมให้ดีขึ้น มันจะเป็นใบเบิกทางที่ดี” สุทินว่า
       สุตาภัญเหน็บแนม เพราะทนไม่ไหว “เหมือนที่คุณพ่อตีสนิทนายทหารใหญ่เพื่อเลื่อนขั้นเหรอคะ”
       “ใช่...คนเราจะได้ดี...ต้องมีพรรคพวกที่มีระดับ!” สุทินกระชากดอกไม้ในมือสุตาภัญ..แล้วโยนทิ้งที่พื้น...กระทืบซ้ำ “อย่ารึรักในวัยเรียน ไม่งั้นเธอจะท้องไม่มีพ่อ”
       “คุณพ่อคะ ตาจดจำสิ่งที่คุณพ่อพร่ำสอนได้เสมอค่ะ ต้องเชื่อฟังคำสอนของพ่อแม่...ต้องมุมานะขยันเรียน ตาไม่มีวันใฝ่ต่ำอย่างนั้นหรอกค่ะ”
       สุทินตบหน้าสุตาภัญทันที
       “อย่าริเถียงฉัน”
       สุตาภัญ        ร้องไห้เสียใจ “คุณพ่อไม่มีเหตุผล เอะอะก็ใช้แต่อำนาจ ตาไม่ใช่ลูกน้องในค่ายทหารของคุณพ่อนะคะ”
       สุตาภัญวิ่งหนีขึ้นห้องไปทันที
       สุทินตะโกนตาม “สุตาภัญ กลับมาคุยกับฉันให้รู้เรื่อง”
       เสาวนิตย์ปรามไว้ “พอเถอะค่ะ แค่นี้ยัยตาก็เข้าใจแล้ว”
       สุทินหันมาด่าคาดโทษภรรยา “ลูกเป็นอย่างนี้เพราะคุณคอยให้ท่า อย่าให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก ฉันเอาเรื่องคุณแน่!”
       “ค่ะ...เป็นความผิดฉันเองค่ะ”
      
       เสาวนิตย์ยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว สุทินเดินขึ้นห้อง...เสาวนิตย์ยืนน้ำตาตกในคาที่
       เสียงฟ้าร้องครืนๆ....ดังกึกก้อง ฟ้าแลบแปลบปลาบ ในขณะที่ชนกชนม์เดินเข้าบ้าน เขาเจอชลนิภาผู้เป็นมารดาขวางอยู่
      
       ชลนิภาตบหน้าชนกชนม์ฉาดใหญ่ ก่อนจะถามเสียงดังลั่น
       “ทำไมแกต้องทำร้ายน้อง!”
       ระหว่างนั้นชยางกูรเดินออกมายืนที่มุมหนึ่ง ด้านหลังชลนิภา เพื่อดูเหตุการณ์
       “แกโกรธที่น้องห้ามไม่ให้แกแข่งรถกับเพื่อนเลวๆ ของแก แกก็เลยทำร้ายน้อง”
       ชนกชนม์จะบอกความจริง “คุณแม่ครับ...ผมไม่ได้ทำอย่างนั้นนะครับ”
       ชลนิภาตัดบท “ไม่ต้องเถียงฉัน! ฉันบอกแล้วใช่ไหมอย่าไปยุ่งกับพวกอันธพาลแก๊งกวนเมือง!”
       “ผมแข่งรถเพราะผมไปช่วยเพื่อน และที่สำคัญ..ผมไม่อยากให้ชยางกูรไปมั่วสุมกับพวกอันธพาล!”
       ชลนิภาเข้ามาตบหน้าชนกชนม์อีกฉาด
       “แกมันเลวสิ้นดี! ทำผิดแล้วโบ้ยความผิดให้น้อง ดีนะที่ลูกกูรเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฉันฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”
       ชนกชนม์พูดออกไปด้วยความน้อยใจ “แม่เชื่อชยางกูร แต่ไม่เชื่อผม”
       “เพราะฉันรู้ว่าแกเป็นคนยังไง? ไม่ได้เรื่อง! ไม่เอาถ่าน! คิดจะไปเป็นนักร้องตามผับตามบาร์ คบเพื่อนชั้นต่ำ ไอ้ลูกไม่รักดี!”
       ชนกชนม์เสียใจจึงประชดกลับ “มันก็จริงอย่างที่คุณแม่พูดนะครับ...ผมเป็นลูกที่เลว ลูกที่คุณแม่เกลียดชัง !”
       ชลนิภาจ้องหน้า “ใช่..ฉันเกลียดแกพอๆ กับที่เกลียดพ่อแก!”
       ชนกชนม์สวนกลับ “แล้วทำไมไม่ปล่อยให้ผมไปอยู่กับคุณพ่อล่ะครับ”
       พร้อมกับที่ภาพจำแสนเจ็บปวดในอดีต ผุดขึ้นมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง
      
       เหตุการณ์ในครั้งนั้น เกิดขึ้นตอนชนกชนม์ อยู่ในวัยเพียง 4 ขวบ วีรภัทรถือกระเป๋าจะออกไปจากบ้าน...ชลนิภาตะโกนไล่หลัง
       “ไปเลย ไปอยู่กับนังเลขาของคุณ แล้วไม่ต้องกลับมา”
       วีรภัทรถือกระเป๋าจะเดินออกไป เด็กชายชนกชนม์ วิ่งเข้ามากอดรั้งพ่อไว้ ร้องไห้อ้อนวอน
       “คุณพ่อครับ คุณพ่ออย่าทิ้งผมไป! ผมจะไปอยู่กับคุณพ่อ”
       ชลนิภาตามเข้ามากระชากตัวชนกชนม์ไว้
       “คุณเอาลูกไปไม่ได้ ลูกต้องอยู่กับฉัน”
       วีรภัทรสงสารชนกชนม์นัก “ชนกชนม์...แล้วพ่อจะแวะมาเยี่ยมลูก”
       ชลนิภาประกาศกร้าว “ไม่ได้...ไปแล้วก็ไม่ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีก!”
       วีรภัทรหิ้วกระเป๋าออกไปจากบ้าน เด็กชายชนกชนม์วิ่งตามไปแล้วหยุดระหว่างทาง...กำลังจะหันหน้าไปหาชลนิภา
      
       ชนกชนม์หยุดยืนนิ่งอยู่ในห้องโถง ก่อนจะหันกลับมาเดินเข้าไปหาชลนิภา
       “คุณแม่รั้งตัวผมไว้..ไม่ใช่เพราะความรัก แต่คุณแม่ไม่อยากเสียหน้า คุณแม่ต้องการเอาชนะคุณพ่อเท่านั้นเอง”
       ชลนิภาโกรธจัดตบหน้าชนกชนม์ไม่ยั้ง ชยางกูรยืนมองผุดยิ้มออกมาทางสีหน้าด้วยความสะใจ
       ธนกรวิ่งเข้ามาห้าม
       “พอได้แล้วคุณ”
      
       ขณะเดียวกันสุตาภัญร้องไห้อยู่ที่มุมหนึ่งในห้อง ครู่ต่อมามีผ้าเช็ดหน้ายื่นมาให้ สุตาภัญเงยหน้าขึ้น จึงเห็นว่าเป็นสุรัมภาในชุดนักเรียนมัธยมปลาย เดินเข้ามา
       “ภายังไม่นอนอีกเหรอ”
       “ภาเพิ่งกลับจากกวดวิชา แล้วก็นั่งอ่านหนังสือที่ห้อง ได้ยินเสียงพี่ตาทะเลาะกับคุณพ่อ”
       สุตาภัญฝืนยิ้มให้น้องสาว “ยังไม่ชินอีกเหรอ”
       “เมื่อไหร่พี่ตาจะหยุดเถียงคุณพ่อสักทีล่ะ” สุรัมภาเอ่ยถาม
       “พี่ทนฟังคำเทศนาที่ไร้เหตุผลไม่ได้หรอก พี่เป็นลูกก็จริง แต่พี่ก็มีหัวใจมีความคิด ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะเชิดยังไงก็ได้”
       สุรัมภาเปรยความในใจออกมา “ภาอยากทำได้อย่างพี่ตาจัง”
       สุตาภัญฟังแล้วตกใจ “ภาว่าอะไรนะ”
       สุรัมภาเดินไปที่มุมระเบียงห้อง ซึ่งมีซี่ลูกกรงปิดอยู่ “ทำตัวอย่างพี่ตาอาจไม่ดี แต่ก็น่าจะมีความสุขกว่าการที่ภาต้องเก็บกด ถูกกังขังเหมือนนกในกรงทอง ถูกกดดันมากๆ สักวันภาก็คงระเบิด!”
       สุตาภัญ        ให้กำลังใจ “อย่าคิดอย่างนั้นเลย ภาเป็นอย่างนี้ดีแล้ว เป็นเด็กดีของคุณพ่อคุณแม่ให้ท่านได้ชื่นใจ...ไป...ไปนอนได้แล้ว”
      
       สุรัมภาเดินออกไปแล้ว สุตาภัญนึกบางอย่างได้ เธอหยิบสร้อยของชนกชนม์ขึ้นมามอง แล้วมองภาพที่ วีรภัทร และชลนิภาสวมกอดชนกชนม์ อย่างรักใคร่
       ขณะเดียวกันธนกรเข้ามาห้ามชลนิภาไว้
      
       “ผมขอร้องล่ะ...อย่าทำร้ายลูกอีกเลย”
       “คุณธนกร มันไม่เกี่ยวกับคุณ นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวฉัน”
       ธนกรอึ้งที่ชลนิภาพูดอย่างนั้น
       ชยางกูรอ้อนธรกร “คุณพ่อครับ กูรเจ็บ”
       “คุณไปดูแลลูก...เรื่องนี้ฉันจัดการเอง! ไม่ได้ยินที่ฉันสั่งรึไง”
       ชลนิภาเผลอใช้อำนาจสั่งธนกร สีหน้าธนกรรู้สึกไม่พอใจที่ตกเป็นเบี้ยล่าง
       “ในเมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณ ผมขอตัวแล้วกัน”
       ธนกรน้อยใจ เดินกลับเข้าไปในบ้าน ชลนิภารู้สึกไม่พอใจ หันมาเล่นงานชนกชนม์ทันที
       “แกเห็นมั้ย เพราะแกคนเดียวถึงได้เดือดร้อนกันทั้งบ้าน ลูกกูรต้องเจ็บตัว คุณธนกรผิดใจกับฉันก็เพราะแก” ชลนิภาพูดอย่างกราดเกรี้ยวสีหน้าโกรธมาก “แกมันสร้างปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน! แกมันตัวซวย!”
       ถูกชลนิภาด่าว่า ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจผุดขึ้นมาเป็นริ้วๆ ชนกชนม์โต้กลับผู้เป็นมารดา “ถ้าคุณแม่เห็นว่าผมเป็นตัวซวย ตัวปัญหา ผมจะไม่ทำให้คุณแม่ต้องเดือดร้อนอีกแล้ว”
       ชนกชนม์วิ่งออกไปจากห้อง ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องครืนๆ ที่ดังเข้ามาในบ้าน
      
       ครู่ต่อมาที่หน้าคฤหาสน์ยามนั้น ฝนเทสายตกลงมาอย่างหนัก...ชนกชนม์วิ่งหนีฝ่าสายฝนออกไป ชลนิภาตามออกมาตะโกนไล่
       “จองหองนักก็ไปเลย...ไปไหนก็ได้แต่อย่าไปพึ่งพ่อแก”
       ชนกชนม์หันกลับมามอง ผิดหวังที่ชลนิภาห่วงแต่ตัวเอง
       “อย่าให้มันมาด่าฉันได้ว่าเลี้ยงลูกไม่ดี อย่าให้แม่เลี้ยงแก หัวเราะเยาะฉัน!”
       ชนกชนม์น้อยใจที่ชลนิภาห่วงตัวเองมากกว่า จึงวิ่งเตลิดออกไปจากบ้าน ชยางกูรยืนมองอยู่ที่มุมหนึ่ง เขายิ้มสะใจที่ชนกชนม์ออกไปจากบ้าน
       ยินเสียงชลนิภาตะโกนก้อง “ไอ้ลูกไม่รักดี!”
      
       ฝนกำลังตกหนัก ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องครืนครัน สายฝนสาดไปทั่งบริเวณ ชนกชนม์วิ่งฝ่าสายฝนออกมา ยืนอยู่ที่กลางสี่แยกแห่งนั้น...ชนกชนม์เหลียวมองไป ด้วยความรู้สึกเคว้งคว้าง ไม่รู้จะไปทางไหนดี
      
       สุตาภัญอยู่บนเตียงภายในห้องนอน เธอมองสร้อยคอของชนกชนม์ รำพึงออกมา
       “ครอบครัวของนายคงเป็นครอบครัวที่รักกันมาก ฉันอิจฉานายนะ...ชนกชนม์”
      
       เวลาเดียวกัน ชนกชนม์ยืนอยู่ตรงทางแยกบนถนนเส้นนั้น เสียงของชลนิภาผู้เป็นแม่ยังดังก้องในหัว
       “ไอ้ลูกไม่รักดี!”
      
       ชนกชนม์สะท้อนใจ รู้สึกเสียใจและน้อยใจยิ่งนัก เด็กหนุ่มทรุดตัวลงร้องไห้อยู่กลางถนนอย่างเดียวดาย
       ฝนยังคงตกแบบไม่ลืมหูลืมตา ชนกชนม์เดินร้องไห้เนื้อตัวเปียกโชก มาจนถึงหน้าบ้านวีรภัทรผู้เป็นบิดา เด็กหนุ่มมองเข้าไปภายในบ้าน..ก่อนจะตัดสินใจกดกริ่ง
      
       สักครู่หนึ่งวีรภัทรกางร่มเดินออกมา....มองฝ่าสายฝนไปเห็นชนกชนม์ระยะไกลๆ
       “คุณพ่อครับ” ชนกชนม์ตะโกนเรียกผู้ให้กำเนิด
       “ชนกชนม์” วีรภัทรทิ้งร่ม วิ่งเข้าไปหาลูกชาย ชนกชนม์โผเข้ากอดวีรภัทร ร้องไห้โฮ
       “ทะเลาะกับแม่มาอีกล่ะสิ ไป....เข้าไปในบ้าน” วีรภัทรเดาไม่ผิด
       “อย่าเลยครับ...น้านัชชาคง...”
      
       ชนกชนม์พูดเท่านั้น ก็มองเข้าไปในบ้าน เห็นนัชชายืนมองอยู่ที่มุมหนึ่ง..ชนกชนม์เกรงใจ
       “ไม่ต้องกังวล... น้านัชชาเขาก็รักและเป็นห่วงลูก”
       ชนกชนม์ยิ้มสุขใจที่เขายังมีที่พึ่ง
       “ไป..เข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว”
       วีรภัทรพาชนกชนม์เดินเข้าไปในบ้าน
      
       ตรงมุมหนึ่งภายในห้องนอน ชนกชนม์อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว กำลังเช็ดผมให้แห้งเตรียมจะเข้านอน เขาหันไปมองภาพถ่ายครอบครัวใหม่ของวีรภัทรที่ถ่ายร่วมกับนัชชาและมีนิธิน้องต่างมารดายิ้มอยู่ในภาพนั้น
       ชนกชนม์ยืนมองครอบครัวใหม่ของพ่อแล้วยิ้มด้วยความสุขใจ...แต่แล้วเขาได้ยินเสียงคุยกันดังลอดมาจากข้างนอก
       “คุณไม่ให้เกียรติฉันเลย” เป็นเสียงนัชชา แม่เลี้ยงของเขานั่นเอง
       ชนกชนม์แง้มประตูห้องนอน มองตรงไป เห็นวีรภัทรทะเลาะกับนัชชา
      
       “คุณน่าจะถามฉันสักคำ ว่าฉันเต็มใจให้ลูกคุณพักที่นี่รึเปล่า?” นัชชาเสียงดัง
       “ชนกชนม์เป็นลูกผมนะ แกกำลังมีปัญหา แกต้องการคนปลอบใจ”
       “แต่ที่นี่ไม่ใช่สถานสงเคราะห์ ที่เปิดเป็นศูนย์พักพิงสำหรับเด็กมีปัญหานะคะ”
       วีรภัทรผิดหวังที่ได้ยินคำพูดอดกดันนั้นจากปากผู้เป็นภรรยา “คุณนัชชา”
       ชนกชนม์ได้ยินคำพูดของนัชชา....รู้สึกแย่ที่ถูกดูถูก และไม่ได้รับการต้อนรับจากแม่เลี้ยง
       “ฉันไม่ต้องการให้ลูกนิธิซึมซับพฤติกรรมอันธพาลลูกคุณ”
       นัชชาพูดต่อขณะหันไปมองนิธิที่นอนหลับอยู่บนเตียงนอน
       “คุณก็เคยเห็นว่าชนกชนม์รักลูกนิธิเหมือนน้อง...แล้วอีกอย่างชนกชนม์ไม่ได้เกเรอย่างที่คุณคิด” วีรภัทรเถียง
       นัชชาย้อนกลับไม่ไว้หน้า “ถ้าลูกคุณไม่เป็นอันธพาล จะถูกแม่ตัวเองเฉดหัวไล่ออกจากบ้านมาเร่ร่อนอย่างนี้เหรอคะ”
       วีรภัทรตัดบท “ผมขอล่ะ ขอให้แกพักที่นี่ก่อน...พรุ่งนี้เราค่อยคุยกัน”
       นัชชาไม่พอใจสะบัดตัวเดินหนีไป วีรภัทรต้องตามไปง้อ
      
       ด้านชนกชนม์ปิดประตูห้องน้ำตาซึม รู้สึกแย่ที่ทำให้พ่อต้องเดือดร้อน เด็กหนุ่มครุ่นคิด และตัดสินใจบางอย่าง
       ไม่นานหลังจากนั้นวีรภัทรเดินเข้าไปในห้องนอนลูกชาย ในถือผ้าห่มมาด้วยพูดจาเป็นปกติ
       “คืนนี้อากาศหนาว พ่อเอาผ้าห่มมาเพิ่มให้...”
       วีรภัทรพูดไม่ทันจบ มองไปที่เตียงนอนแล้วก็ต้องตกใจ เมื่อไม่พบชนกชนม์แล้ว
       “ชนกชนม์!”
      
       ชนกชนม์พาตัวเองมาอยู่ที่หน้าห้องเช่าของสุรเดชกลางดึก สุรเดชยืนอยู่หน้าห้อง พูดกับชนกชนม์ด้วยอาการเมายา
       “แกมาถูกที่ถูกเวลาแล้วเพื่อน ประตูสวรรค์เปิดต้อนรับเพื่อนรัก 24 ชั่วโมง”
       สุรเดชเปิดประตูเข้าไปในห้อง...ชนกชนม์มองภาพตรงหน้าก็อึ้ง....เพื่อนๆ ของสุรเดชกำลังปาร์ตี้ยา บ้างพี้ยา เห็นควันลอยโขมงไปทั่วห้อง
       “เป็นไง..เหมือนได้ล่องลอยอยู่บนสวรรค์เลยใช่มั้ย...ขอเชิญเริงรมย์ให้เต็มที่”
       สุรเดชเข้าไปชวนชนกชนม์เล่นยาด้วย แต่ชนกชนม์ยังเศร้าใจอยู่ และเดินหนี สุรเดชกอดคอชนกชนม์ไว้
       “ไม่มีพ่อแม่คนไหนเข้าใจหรอกพวกเราเว้ยไอ้ชนม์”
       ชนกชนม์มองเพื่อนด้วยความสงสัย “ทำไมวะ”
       “เพราะว่าเราไม่ใช่ลูกของพวกเขา แท้จริงแล้วเราคือ...ลูกเทวดา” สุรเดชงัดเพลงลูกเทวดาของ คาราบาว มาร้องประชดชีวิต “ลูกเทวดาๆ”
       บรรดาเพื่อนๆ ของสุรเดชร้องขานรับเป็นแถว บางคนก็ฟุบหน้าเมาปลิ้น ไม่รู้สึกตัว...สุรเดชคว้าหลอดสูดยาไอซ์ ส่งให้ชนกชนม์
       “ถึงเวลาแปลงร่างเป็นเทวดากลับสวรรค์...”
       ชนกชนม์มองหลอดยา แล้วหยิบมาเหมือนจะสูบ...แต่ตัดสินใจขว้างปาทิ้งออกไปข้างนอกห้อง
       สุรเดชร้องลั่น “เฮ้ย”
       ชนกชนม์ขอร้องดีๆ “แกเลิกเหอะ มันไม่ช่วยให้ชีวิตแกดีขึ้นหรอก”
       สุรเดชโวยใส่ “แล้วชีวิตลูกมหาเศรษฐีอย่างแกดีนักรึไงวะ ไม่อยากขึ้นสวรรค์ ก็ไปลงนรก...โน่น” ชี้ไปห้องนอนหนึ่งซึ่งอยู่ถัดไปจากบริเวณปาร์ตี้
       จากนั้นสุรเดชและเพื่อนๆ ร้องเพลงลูกเทวดาต่อไป...ชนกชนม์ยืนครุ่นคิดตัดสินใจ
      
       ครู่ต่อมาชนกชนม์เดินมาที่อีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องนอนของสุรเดช เขาเดินตรงมาที่หิ้งพระ ชนกชนม์มองนิ่งไปยังพระพุทธรูป...คิดถึงเหตุการณ์ในอดีต
      
       ครั้งนั้น ภายในวัดช่วงเวลาตอนกลางวัน เด็กชายชนกชนม์ วัย 4 ขวบ กำลังกราบพระสามครั้ง...โดยมีวีรภัทรทอดยิ้มมาให้แล้วสั่งสอน
       “จำไว้นะลูก พ่อไม่ได้อยู่ดูแลลูกแล้ว ลูกต้องเป็นเด็กดี...โตขึ้นเป็นคนดี”
       เด็กชายชนกชนม์ย้อนถาม “แล้วคุณพ่อจะกลับมาอยู่กับผมเหรอครับ”
       วีรภัทรยิ้มขณะตอบ “ถึงพ่อไม่ได้อยู่กับลูก...แต่ถ้าลูกเป็นคนดี ใครๆ ก็จะรักลูก...ชีวิตลูกจะมีความสุข”
       ชนกชนม์ยิ้มรับ “ครับ..ผมจะเป็นคนดี”
      
       ชนกชนม์ดึงตัวเองกลับมา พูดย้ำคำกับตัวเอง
       “ผมจะพยายามครับ....ผมจะทำให้ดีที่สุด”
       ชนกชนม์สัญญากับตัวเองต่อหน้าพระพุทธรูป....ชนกชนม์เอามือมากุมรูปจี้ที่สร้อยที่ห้อยไว้ แต่นึกได้ว่าถูกชยางกูรปาทิ้งไปแล้ว ที่ลานแข่งรถสวนรถไฟ
      
       ชนกชนม์รู้สึกเสียดาย...อยากได้สร้อยของพ่อคืน
      วันต่อมาสุตาภัญอยู่ที่มหาวิทยาลัยแล้วกำลังเดินตรงไปคณะ โดยทำทีแสร้งงอนเรื่องตัวเองถูกทิ้งเมื่อคืนนี้ โดยมีชนิกานต์เดินตามง้อ
      
       “ตา! ฉันดีใจนะที่เธอปลอดภัย เมื่อคืนเธอกลับไง? ฉันเป็นห่วงเธอมากเลยรู้มั้ย”
       สุตาภัญ        สวนกลับหน้าเคร่ง “แต่ทิ้งฉันไว้คนเดียว!”
       ชนิกานต์อึ้ง ธีรดนย์รีบเข้ามาช่วยอธิบายบอกสุตาภัญ
       “ผมกับกานต์เป็นห่วงตามาก เรากลับไปตามหาตา แต่ไม่เจอตา”
       สุตาภัญ        แสร้งย้อนถาม “แน่ใจนะว่าตามหาตา”
       ชนิกานต์รีบเสริม “จริงๆ ฉันไม่ได้ทิ้งเธอ”
       สุตาภัญ        ยิ้ม พูดเป็นนัย “พวกเธอจะหาฉันเจอได้ไง ก็เขามาช่วยพาฉันหนีออกไป”
       ธีรดนย์สงสัย “เขา...ใครเหรอ”
       “ก็เพื่อนธีไง..นายชนกชนม์” สุตาภัญยิ้ม
       ชนิกานต์ดีใจ “ชนกชนม์! หน้าตาดีแล้วยังเป็นฮีโร่อีก..แฟนฉันน่ารักอ่ะ”
       สุตาภัญค้อน “เลิกเพ้อได้แล้ว รีบไปกันได้แล้ว”
       พูดจบสุตาภัญเดินนำออกไป ชนิกานต์และธีรดนย์ตามไป
      
       ขณะเดียวกันชนกชนม์ลากตัวสุรเดชออกมาจากห้อง
       “แกจะลากฉันไปไหน?” สุรเดชเจอแสงนอกห้องก็ร้อง “โอ๊ว แสงแดด ฉันเป็นผีดิบฉันแพ้แสง...” จะกลับเข้าไปข้างใน แต่ชนกชนม์รั้งคอเสื้อ
       “ไปเรียนได้แล้ว! ฉันจะเรียกแท็กซี่แวะไปส่งมหา’ลัยแกก่อน แล้วค่อยไปมหา’ลัยฉัน!”
       สุรเดชโกหก “ไปเรียนได้ไง ไม่มีตังค์ พ่อแม่ยังไม่โอนเงินให้เลย”
       ชนกชนม์ควักเงินยื่นให้หนึ่งพันบาท
       “คงพอใช้ได้ทั้งอาทิตย์”
       สุรเดชหาเรื่องอ้างไปเรื่องเปื่อย “ฉันยังไม่ได้ซักชุดนักศึกษา”
       ชนกชนม์ชี้ไปที่มุมหนึ่ง เห็นเสื้อผ้าชุดนักศึกษาของสุรเดชแขวนไว้
       “ฉันจัดการให้แล้ว”
       “เฮ้ย..ลืมไปว่ะเพื่อน มหาลัยปิด!” สุรเดชแถต่อไปอีก
       ชนกชนม์รีบถาม “โอกาสอะไร”
       “กีฬามหาลัย”
       ชนกชนม์สวนกลับ “ผ่านไปเดือนที่แล้ว”
       สุรเดชคิดข้ออ้างใหม่ “อ๋อ..รับปริญญา”
       ชนกชนม์ตอบทันที “ยังไม่ถึง”
       “น้ำท่วม! ใช่..มวลน้ำมหาศาลทะลักเข้ามหาลัย จมมิด 5 ชั้น กลายเป็นมหาลัยใต้บาดาล” สุรเดชหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ถูกใจกับมุกของตัวเอง...ที่ช่างคิดออกมาได้
       ชนกชนม์จริงจัง “ไม่ขำ”
       สุรเดชร้อง “เอิ๊ก” หมดข้ออ้าง
       ชนกชนม์บอกจริงจัง “ไปเรียนได้แล้ว!”
       “ฉันไปไม่ไหวจริงๆ เมื่อคืนน้องแกซัดฉันซะอ่วม โอย...เจ็บ” สุรเดชแกล้งทรุดตัวลงกองกับพื้น
       ชนกชนม์ต้องยอมแพ้ “ฉันอนุญาตให้ลากิจได้วันเดียว ฉันไปล่ะ”
       สุรเดชเป็นฝ่ายรั้งตัวชนกชนม์ไว้ “ฉันง่อยเปลี้ยเสียขาทำอะไรไม่ได้เลย แกต้องช่วยทำธุระให้ฉัน!”
       ชนกชนม์สงสัย “ช่วยอะไร”
      
       ด้านสุตาภัญและเพื่อนนักศึกษา เดินมาถึงหน้าชุมชนแล้ว เพื่อนๆ ถือกล่องใส่อุปกรณ์การจัดกิจกรรมสำหรับเด็ก เดินตามด้านหลัง
       “รีบไปกันเถอะ ป่านนี้เด็กๆ รอกันแล้วล่ะ” สุตาภัญเร่ง
       ธีรดนย์รั้งไว้ “ตา...คุณพ่อคุณแม่รู้ว่าตามาทำกิจกรรมให้เด็กๆ คงโดนดุอีก”
       ชนิกานต์เสริมทันที “ฉันว่ายกเลิกกิจกรรมบ้าบอนี่เหอะ ไปช้อปปิ้งกันดีกว่า”
       “ไม่ได้....พวกเรารับปากกับเด็กๆ ไว้แล้ว..แล้วอีกอย่างนี่เป็นกิจกรรมชมรม ทำในนามคณะเราด้วย”
       ธีรดนย์ยังไม่เลิกเป็นห่วง “แล้วถ้าคุณพ่อคุณแม่ตารู้ล่ะ”
       “ก็อย่าให้รู้สิ...” สุตาภัญหันมาบอกเพื่อนๆ “พวกเธอขนของไปที่ศูนย์เด็กเล็กก่อนนะ ฉันจะแวะซื้อขนมไปแจกเด็กๆ”
       เพื่อนๆ แซวสุตาภัญ “จ้ะนางฟ้า”
       กลุ่มเพื่อนขนของเดินแยกออกไป สุตาภัญเดินนำสองคนไปที่มุมหนึ่งของชุมชนแออัด
      
       ส่วนสุรเดชยื่นถุงกระดาษที่ใส่ของอยู่ข้างในให้ตรงหน้า
       “อะไร” ชนกชนม์สงสัย และทำท่าจะเปิดดู
       สุรเดชรีบห้ามไว้ “เขาแพคของไว้เรียบร้อยแล้ว อย่าแกะเดี๋ยวมีตำหนิ”
       “ไม่บอกฉันไม่ช่วย” ชนกชนม์มองหน้าสุรเดช
       “ฉันก็ไม่รู้ เขาฝากมาอีกที ฉันจะไปส่งเองก็เดินไม่ไหว..โอย..เจ็บ” สุรเดชแกล้งทำท่าเจ็บ
       ชนกชนม์ถามเข้าเรื่อง “เอาไปให้ใคร”
       “ใส่ไว้ในกล่องจุดตรวจหน้าชุมชน” สุรเดช
       ชนกชนม์สงสัยอีก “ทำไมไม่ส่งให้กับคนที่จะรับของ”
       “อย่าซักมากสิวะ ยิ่งพูดมันปวดไปถึงตับ..ไปได้แล้ว”
       “เออ” ชนกชนม์ตัดความรำคาญ
       ชนกชนม์ถือถุงกระดาษเดินออกไป
       เพื่อนของสุรเดชเดินเข้ามาหา พลางถาม
       “ไว้ใจมันได้เหรอวะ”
       “ไม่มีใครไว้ใจได้เท่ามันอีกแล้ว”
      
       สุรเดชยิ้มเจ้าเล่ห์ มั่นใจว่าชนกชนม์สามารถทำงานนี้ได้
       ขณะเดียวกันกฤติยาซึ่งแต่งชุดนักศึกษาเตรียมจะไปเรียน กำลังเอาขนมไทยในถาดมาวางหน้าร้านขนมของยายแก้ว สักครู่เห็นยายแก้วเดินเข้ามา
      
       “พอเถอะลูก...ไปเรียนได้แล้ว”
       “ยังพอมีเวลาจ้ะยาย....หนูช่วยจัดของให้เสร็จก่อน”
       กฤติยาหันมาจัดวางขนมหน้าร้านต่อ สักครู่มองไป เห็นกลุ่มของสุตาภัญกำลังเดินมาแต่ไกล ตรงมาที่ร้าน...กฤติยามองเห็นธีรดนย์ก็จำได้ และรู้สึกอาย ไม่อยากให้ธีรดนย์เห็นเธอในสภาพนี้..รีบหลบไปจัดของที่มุมหนึ่ง
       พวกสุตาภัญเดินมาถึงร้านขนมแล้ว สุตาภัญเอ่ยขึ้น
       “ซื้อขนมค่ะยาย เอาอย่างละสิบห่อนะคะ”
       ยายแก้วแปลกใจ “มากันสามคน ทำไมซื้อตั้งเยอะแยะ”
       ชนิกานต์ไม่พอใจ “กลัวพวกฉันไม่มีเงินจ่ายรึไง ฉันมีเงินพอที่จะเหมาได้ทั้งร้าน”
       สุตาภัญ        ปรามและตำหนิชนิกานต์ “กานต์”
       “ยายดูออกว่าพวกหนูเป็นคนรวย แต่ยายห่วงว่าจะกินกันหมดเหรอ?” ยามแก้วว่า
       สุตาภัญรีบบอก “พวกเราซื้อขนมไปแจกเด็กๆ ที่ศูนย์จ้ะยาย”
       ยายแก้วยิ้มดีใจ “อ๋อ..พวกหนูๆ นั่นเองที่มาเล่นละครให้เด็กๆ ดู ใจบุญกันจริงๆ เดี๋ยวยายแถมให้”
       ชนิกานต์แหลมเข้ามาอีก “ไม่ต้องแถม พวกฉันมีปัญญาจ่ายแล้วก็ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร”
       คราวนี้สุตาภัญเสียงดุใส่ชนิกานต์ “กานต์ อยู่เฉยๆ ได้ไหม”
       ธีรดนย์ไม่พอใจที่ชนิกานต์ทำตัวน่ารังเกียจ หันไปบอกยายแก้ว
       “เร่งหน่อยนะครับยาย พวกเรารีบ”
       ยายแก้วหันไปบอกกฤติยา “ลูกยา...มาช่วยยายห่อขนมหน่อยลูก”
       กฤติยาไม่อยากให้ธีรดนย์เห็น..ก้มหน้าตอบ “หนูสายแล้วจ้ะยาย หนูไปเอากระเป๋าไปเรียนแล้วนะ”
       กฤติยาเดินก้มหน้าออกไป ธีรดนย์มองตาม แปลกใจว่ายัยคนนี้เป็นใคร และจำไม่ได้ว่าเป็นกฤติยา
       ยายแก้วแปลกใจในพฤติกรรมของกฤติยา หันมาห่อขนมให้สุตาภัญพลางบอก
       “รอสักครู่นะจ๊ะ”
      
       กฤติยาเดินมาหลบที่มุมหนึ่งของร้าน แล้วแอบมองธีรดนย์ที่ยืนอยู่หน้าร้าน กฤติยารู้สึกตื่นเต้น ที่ได้เจอธีรดนย์อีกครั้ง
       เสียงชนกชนม์เรียกดังขึ้น “ยา”
       กฤติยาสะดุ้งตกใจ หันกลับไปมอง เจอชนกชนม์
       กฤติยาแปลกใจ “พี่ชนกชนม์มาทำอะไรที่นี่”
       “มานอนค้างกับพวกลูกเทวดาน่ะ” ชนกชนม์นึกสงสัย “แล้วเราล่ะมายืนทำอะไรตรงนี้? แอบใครเหรอ”
       กฤติยารีบปฏิเสธ “เปล่า...ฉันจะไปเอาหนังสือที่บ้าน ไปก่อนนะ”
       กฤติยารีบเดินเลี่ยงกลับไปบนสะพานทางไปบ้าน ชนกชนม์ยิ้มให้ แล้วเดินออกไป
      
       ที่บริเวณร้านขนมยายแก้ว สุตาภัญส่งเงินค่าขนมให้ยาย ธีรดนย์รับถุงขนมมา
       “ขอบคุณค่ะยาย!”
       “จำเริญๆ นะพ่อคุณแม่คุณ” ยายแก้วบอก
       “วันหน้าจะมาอุดหนุนอีกค่ะ” สุตาภัญบอกยิ้มๆ
       ระหว่างนั้นชนกชนม์เดินออกมาจากมุมหนึ่ง กำลังจะมองตรงไปยังร้านขนมยายแก้ว สุตาภัญและกลุ่มเพื่อนหันกลับเดินไปทางศูนย์เด็กเล็ก
       ชนกชนม์เดินออกมา ยิ้มให้ยายแก้ว แล้วเดินออกไป โดยไม่เห็นสุตาภัญ
      
       ชนกชนม์เดินไปที่จุดหนึ่ง...สารวัตรและจ่าที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้านในชุมชนแออัด....มองตามชนกชนม์ ตำรวจสองนายหันมาสบตากัน แล้วเดินตามชนกชนม์ไป โดยที่ชนกชนม์ไม่รู้ตัว
       ขณะเดียวกัน สุรเดชออกจากมุมหนึ่ง..ยิ้มอย่างพอใจ...แล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง
      
       ชนกชนม์เดินถือถุงมา เริ่มสงสัยว่าข้างในเป็นอะไร?
       “ของอะไร”
       ชนกชนม์จะเปิดถุงเปิดออกมาดู แต่แล้ว..จังหวะนั้นสายตาชนกชนม์มองเห็นภาพจากกระจกสะท้อนที่หัวมุมซอย...เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบสองนายตามเขามา พอชนกชนม์หันกลับไปมอง ตำรวจสองคนก็หลบ
       ชนกชนม์แปลกใจ เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย...จึงเร่งฝีเท้าเดินไปอย่างเร็วรี่ ตำรวจสองนายที่หลบอยู่...รีบสะกดรอยตามชนกชนม์ไปทันที
      
       เวลาเดียวกัน สุตาภัญ ชนิกานต์ ธีรดนย์ และเพื่อนๆ นักศึกษา ยืนอยู่ด้านหน้าเด็กๆ ที่นั่งอยู่กับพื้น ภายในศูนย์เด็กเล็กในชุมชมแออัด
       “สวัสดีค่ะเด็กๆ พวกพี่มาจากคณะนิเทศศาสตร์ มาทำกิจกรรมในนามของชมรมอะไรคะ”
       เด็กๆ ชายหญิงตอบพร้อมกัน “ชมรมคนรักเด็กค่ะ” / “ชมรมคนรักเด็กครับ”
       สุตาภัญยิ้ม “เก่งมากค่ะ เราเคยสัญญากันไว้ วันนี้พวกพี่ๆจะมาแสดงละครให้ชม เรื่อง...”
       พวกเพื่อนๆ สุตาภัญประสานเสียงเสริมให้ “เจ้าหญิงสโนไวท์”
       “เดี๋ยวพวกพี่ขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อน ระหว่างนี้พี่กานต์คนสวย มีขนมมาแจกค่ะ”
       ชนิกานต์อึ้งที่ สุตาภัญโยนหน้าที่แจกขนมให้ตัวเอง
       “ขอเสียงปรบมือให้พี่กานต์ด้วยค่ะ” สุตาภัญมัดมือชก
       เด็กๆ พากันปรบมือให้ชนิกานต์ สุตาภัญขยิบตาให้ชนิกานต์เข้ามาแจกขนมเด็กๆ ชนิกานต์จึงหยิบถุงขนมมายืนหน้าเวที
       สุตาภัญ,ธีรดนย์และเพื่อนบางคนเดินออกไป เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดนักแสดง
       ชนิกานต์ร้องขึ้น “มารับขนมได้แล้ว”
       เด็กๆ ต่างลุกกรูเข้ามาแย่งขนม และกอดชนิกานต์ ชนิกานต์ไม่พอใจ เผลอตวาดเสียงดังตามนิสัย
      
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะ! อย่าเอามือสกปรกมาแตะต้องตัวฉัน ออกไป!”
       พวกเด็กๆ อึ้ง ตกใจ ถอยออกห่าง เด็กๆ ยืนน้ำตาคลอ ทำท่าจะร้องไห้ ชนิกานต์รู้สึกผิด รีบหันไปมองสุตาภัญและธีรดนย์ เพื่อขอความช่วยเหลือ
      
       สุตาภัญส่งสัญญาณให้ชนิกานต์แก้ปัญหา ไม่ให้เด็กๆ ร้องไห้
       ชนิกานต์ลดเสียงพูดเบาๆ “เข้าแถวก่อนนะคะคนเก่ง พี่คนสวยจะแจกให้ทีละคนค่ะ”
       เด็กๆ ยิ้มให้..แล้วเข้าแถวรับขนมจากชนิกานต์ ..เด็กๆ ยกมือไหว้ขอบคุณ
       “ขอบคุณค่ะ” / “ขอบคุณครับ”
       เด็กๆ เข้าแถวรับขนม แล้วยกมือไหว้ ทำให้ชนิกานต์รู้สึกดีขึ้น...ยิ้มออกมาได้ในที่สุด
       มีเด็กคนหนึ่งเข้ามารับขนมเสร็จ เข้ากอดชนิกานต์ด้วยความดีใจ
       “พี่คนสวยใจดีเหมือนนางฟ้าเลยค่ะ”
       ชนิกานต์ตกใจที่เด็กเข้ามากอด มองที่มือไม้ก็เห็นว่าเลอะเทอะดูสกปรกชนิกานต์ค่อยๆ ดันตัวเด็กออกเบาๆ ไม่ให้เด็กตกใจ
       “ค่ะ...ไปนั่งกินนะคะ...คนต่อไปค่ะ”
      
       เด็กๆ เข้ามารับขนมต่อ ชนิกานต์พยายามรักษาระยะห่าง ไม่ให้เด็กเข้ามากอดได้ สุตาภัญและธีรดนย์ยืนมอง แอบยิ้มขำในพฤติกรรมของชนิกานต์
      
       ครู่ต่อมาตรงมุมหนึ่งหลังเวที ธีรดนย์หยิบชุดเจ้าชายมาถือไว้ เพื่อจะเปลี่ยนชุด สุตาภัญเดินเข้ามา เจอธีรดนย์ และมีเพื่อนๆ สองคนกำลังเปลี่ยนชุด
       “ธี...จำบทเจ้าชายได้ไหม” สุตาภัญถาม       
       “ได้สิ..เจ้าชายออกมาตอนสโนไวท์นอนบนโลงแก้ว แล้วเจ้าชายก็จุมพิตทำให้สโนไวท์มีชีวิตอีกครั้ง” ธีรดนย์ว่า
       “เก่งมาก...” สุตาภัญรีบบอก “แต่ห้ามจูบจริงนะ”
       ธีรดนย์ยิ้มกริ่ม “คนรักกันก็ต้องจูบกันสิ”
       สุตาภัญ        อึ้งมองธีรดนย์เขม็ง ธีรดนย์รีบกลบเกลื่อน “ผมหมายถึงตัวละครน่ะ”
       “การแสดงก็ต้องใช้เทคนิคสิ รีบไปเปลี่ยนชุดได้แล้วค่ะเจ้าชาย”
       ธีรดนย์รู้สึกตื่นเต้น วางชุดไว้ในห้อง...แล้วเดินออกไปข้างนอก
       สุตาภัญฉงน “ธีจะไปไหน?”
       “ผมตื่นเต้นอ่ะ ขอเข้าห้องน้ำก่อน”
       “กว่าจะถึงฉากเจ้าชายอีกสิบนาที รีบไปเถอะ” สุตาภัญบอก       
       ธีรดนย์เดินออกไป..สุตาภัญกับเพื่อนๆ รีบเปลี่ยนชุดการแสดง
      
       ส่วนชนกชนม์เดินถือถุงมองไปยังกล่องแดง ใส่เอกสารจุดตรวจของสายตรวจ ชนกชนม์จะเดินตรงไป...แต่ทันใดนั้น..ชนกชนม์รู้ตัวว่ามีชายสองคนตามเข้ามาใกล้
       พอชนกชนม์เดินตรงไปจะถึงกล่องจุดตรวจ แต่เกิดเปลี่ยนใจ...หันตัวกลับเดินออกไป
       เห็นตำรวจนอกเครื่องแบบสองนายเดินตามมา
       ชนกชนม์รีบวิ่งกลับเข้าไปในชุมชนแออัด...สารวัตรและจ่ารีบวิ่งตามไปทันที
      
       ด้านสุตาภัญซึ่งแต่งตัวเป็นสโนไวท์ ออกมาแสดงให้เด็กๆ ในศูนย์เด็กเล็กดู
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย....แม่เลี้ยงใจร้ายส่งทหารมาฆ่าฉัน ใครก็ได้ช่วยที”
       สุตาภัญส่งเสียงร้องให้คนช่วย โดยมีเพื่อนที่แต่งชุดทหาร ทำทีตามหาสโนไวท์
       “พวกมันตามมาแล้ว...” แล้วตะโกนถามกับเด็กๆ “ฉันจะทำยังไงดี”
       เด็กๆ ต่างร้องประสานเสียงบอกสโนไวท์
       “มาหลบตรงนี้ค่ะ!”
       สุตาภัญรีบวิ่งไปหลบที่เด็กๆ เพื่อนที่แสดงเป็นทหาร หาสโนไวท์ไม่เจอ
       “มันวิ่งหนีไปไหนนะ?”
      
       ตรงมุมหนึ่งภายในสลัม ชนกชนม์วิ่งหนีหน้าตั้ง โดยมีตำรวจสองนายวิ่งไล่ล่า
       “หยุดนะ!”
       ชนกชนม์ตกใจวิ่งหนี.....
       ชนกชนม์วิ่งหนีมาที่มุมหนึ่ง เจอกับกฤติยาซึ่งถือกระเป๋าจะไปมหาวิทยาลัย
       “ยา!”
       กฤติยามองไปเห็นว่าตำรวจวิ่งไล่มาแต่ไกล จึงรีบบอกชนกชนม์
       “พี่หลบไปทางโน้น”
       ชนกชนม์รีบวิ่งไปตามที่กฤติยาบอก ตำรวจสองนายวิ่งมาถึงจุดแยกมองหาชนกชนม์
       กฤติยาแกล้งถาม “พวกพี่ตามหาใครคะ”
       สารวัตรถาม “น้องเห็นผู้ชายวัยรุ่นวิ่งมาทางนี้มั้ย”
       “โจรขโมยของใช่มั้ยคะ? ยาเห็นมันวิ่งถือถุงไปทางโน้นค่ะ”
       กฤติยาชี้ไปอีกทาง ตำรวจสองนายมองหน้ากัน..
       สารวัตรสั่งการ “จ่าตามไปทางนั้น” ชี้ไปทางที่กฤติยาบอก “ผมจะไปทางโน้น” แล้วชี้บอกทางที่ชนกชนม์วิ่งไป
       “ครับสารวัตร”
       จ่ารับคำสั่งแล้ววิ่งไปตามทางที่กฤติยาบอก ส่วนสารวัตรวิ่งไปตามทางที่ชนกชนม์วิ่งหนีไป
       กฤติยาตกใจ “พี่ชนกชนม์”
      
       ขณะเดียวกันที่ศูนย์เด็กเล็ก ชนิกานต์กำลังเล่าบรรยายนิทานให้เด็กๆ ฟัง
       “หลังจากแม่เลี้ยงใจร้ายฆ่าสโนไวท์ไม่ได้ แม่เลี้ยงใจร้ายได้ปลอมตัวเป็นยายแก่ แล้วเอาแอปเปิ้ลอาบยาพิษมาให้สโนไวท์”
       นักแสดงแม่มด ส่งแอปเปิ้ลให้สโนไวท์ที่สุตาภัญเล่น
       “แอปเปิ้ลแทนน้ำใจที่หนูช่วยยายจ้ะ” แม่มด
       “ขอบใจมากจ้ะยาย..” สโนไวท์กัดกินแอปเปิ้ล
       ชนิกานต์เล่าต่อ “เมื่อสโนไวท์กัดกินแอปเปิ้ล ก็เสียชีวิตทันที”
       สุตาภัญทรุดตัวลงตามคำบรรยายของชนิกานต์ เด็กๆ มองสุตาภัญล้มลง ก็ตกใจและสงสารสโนไวท์
       “เหล่าคนแคระต่างตกใจร้องให้คนช่วย” ชนิกานต์ทำเสียงร้องเป็นตัวละครคนแคระ “ใครก็ได้ช่วยที...ช่วยด้วย”
      
       ด้านชนกชนม์วิ่งหนีมา แล้วหยุดพักเหนื่อยหอบ ชนกชนม์เริ่มฉุกคิดอย่างแปลกใจ
       “วิ่งไล่เราทำไม รึว่าของในนี้” ชนกชนม์มองถุงในมือตัวเอง
       ทันใดนั้นสารวัตรก็วิ่งตามมา ชนกชนม์เห็นระยะไกลก็ตกใจ รีบวิ่งไปทางห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของศูนย์เด็กเล็ก สารวัตรวิ่งมาหยุดมองหาชนกชนม์ไปรอบๆ แล้วมองเข้าไปยังศูนย์เด็กเล็ก
      
       ชนกชนม์วิ่งเข้ามาหลบในห้องแต่งตัว แอบมองลอดประตูออกไป
       สารวัตรมองหา จ่าวิ่งเข้ามาสมทบ สองคนมองหาชนกชนม์ แล้วมองตรงมายังห้องแต่งตัว!
      
       ชนกชนม์คิดหาทางแก้ปัญหา เขามองไปเห็นชุดเจ้าชายของธีรดนย์ที่วางอยู่
       เวลาต่อมาชนิกานต์กำลังพากย์บรรยายนิทานต่อ
      
       “ขณะที่สโนไวท์นอนเสียชีวิตบนโลงแก้ว ได้มีเจ้าชายจากแดนไกลเดินทางมาพบ”
       ชนกชนม์แต่งชุดเจ้าชาย ใส่หมวกปกปิดใบหน้าไว้เดินออกมา ชนิกานต์มองด้วยความแปลกใจ เพราะรูปร่างไม่เหมือนธีรดนย์
       ชนกชนม์เดินตรงมาหาสโนไวท์ที่นอนอยู่กลางเวที
       จังหวะนั้นธีรดนย์เดินเข้ามายืนข้างชนิกานต์
       “ใครออกไปเล่นแทนฉัน”
       ชนิกานต์แปลกใจที่ธีรดนย์อยู่กับเธอ แล้วเจ้าชายคนนั้นเป็นใคร?
       ส่วนสารวัตรและจ่าบุกเข้ามาในห้องแต่งตัว แต่ไม่เจอชนกชนม์ ทั้งสองแปลกใจ!
      
       ชนกชนม์เดินตรงมายังร่างของสโนไวท์ พยายามก้มหน้า ชนิกานต์คาใจอยากรู้ว่าเป็นใคร จึงพากษ์นิทานให้เจ้าชายเปิดหมวก
       “แล้วเจ้าชายก็ถอดหมวกออก...”
       ชนกชนม์จำต้องถอดหมวกตามการเล่านิทาน..เผยให้เห็นหน้าชนกชนม์
       สุตาภัญมองเห็นหน้าของชนกชนม์ก็ตกใจ
       “นาย”
       ชนิกานต์และธีรดนย์ก็ต่างแปลกใจ....ที่เจ้าชายกลายเป็นชนกชนม์ เด็กๆมองลุ้นด้วยความสนุกสนานในละคร..
       ชนิกานต์นิ่งอึ้ง แปลกใจที่ชนกชนม์เข้ามาเล่นละคร ตกใจจนลืมเล่านิทานต่อ เพื่อนคนหนึ่งเข้ามาบอกชนิกานต์
       “ชนิกานต์เล่าต่อสิ...เด็กๆรอดูอยู่”
       ชนิกานต์ได้สติ เล่าต่อ “แล้วเจ้าชายรูปงาม ก็จุมพิตสโนไวท์”
       ชนกชนม์มองไปยังร่างสุตาภัญ...แล้วอึ้ง ไม่กล้าจูบ
       สุตาภัญมองชนกชนม์ด้วยความกังวลใจ ว่าชนกชนม์จะทำอะไร ชนกชนม์ยืนมอง ไม่กล้าจุมพิตตามนิทาน เด็กๆ ต่างแปลกใจ
      
       ระหว่างนั้นสารวัตรและจ่าเดินเข้ามาทางด้านหน้าของศูนย์ มองตรงไปยังเวทีการแสดง..มองหาชนกชนม์
       พอชนกชนม์มองเห็นสารวัตรและจ่ากำลังมองตรงมา จึงตัดสินใจก้มลงจูบสุตาภัญทันที
       สุตาภัญตกใจ...ที่ชนกชนม์จูบเธอ
       ชนิกานต์และธีรดนย์ตกใจที่ชนกชนม์จูบสุตาภัญ
       ส่วนสารวัตรและจ่ามองไป ไม่เห็นชนกชนม์ หันไปบอกจ่า
       “ไปดูทางด้านโน้น”
       สารวัตรกับจ่าเดินออกไปจากบริเวณศูนย์เด็กเล็ก
       ชนิกานต์ตัดสินใจเล่านิทานต่อ ไม่อยากให้ชนกชนม์จูบสุตาภัญ
       “สโนไวท์ฟื้นทันที...แล้วทั้งสองก็ครองรักกัน”
       สุตาภัญลุกขึ้นยืนเคียงข้างชนกชนม์..ชนกชนม์รู้สึกเขินอาย เพื่อนที่แสดงเป็นแม่มดเข้ามาต่อว่าชนิกานต์
       “เรื่องยังไม่จบนะ ฉันต้องออกไปต่อสู้กับเจ้าชาย”
       “มันผิดคิวผิดคนไปหมดแล้ว จบเลยแล้วกัน...” ชนิกานต์บอกเด็กๆ “ขอเสียงปรบมือให้นักแสดงด้วยค่ะ”
       นักแสดงในเรื่องต่างออกไปยืนเรียงแถว เด็กๆ ปรบมือให้นักแสดง
       ไม่นานต่อมา คณะครูพี่เลี้ยงต่างเข้ามาถ่ายรูปนักแสดง ชนกชนม์โดนเบียดชิดติดกับสุตาภัญตลอด
       ครูพี่เลี้ยงร้องบอก “เจ้าชายกอดเจ้าหญิงด้วยค่ะ”
       ชนกชนม์ยืนอึ้ง จำต้องกอดสุตาภัญ ให้ครูพี่เลี้ยงถ่ายรูป
       ครูพี่เลี้ยงบอกชนกชนม์และสุตาภัญ “ชิดๆกันอีกค่ะ... อีกรูปนะคะ”
       ชนกชนม์จำต้องยืนชิดสุตาภัญ ยิ้มให้กัน เพื่อให้ครูพี่เลี้ยงถ่ายรูป สุตาภัญรู้สึกไม่พอใจที่ชนกชนม์จูบเธอ แต่จำต้องฝืนยิ้มออกมา
       ชนกชนม์เขินแต่ก็รู้สึกดีที่ได้ใกล้ชิดกับสุตาภัญ
      
       ครู่ต่อมา ที่ห้องแต่งตัว        ชนกชนม์รีบถอดชุดนักแสดงออก เปลี่ยนมาเป็นชุดเดิม
       ธีรดนย์เดินเข้ามาต่อว่าชนกชนม์
       “ชนม์ แกทำอะไรของแกวะ แกรู้รึเปล่าว่าแกทำให้กิจกรรมของฉันเกือบล่ม”
       “ก็แค่เกือบล่ม แต่ยังไม่ล่ม ขอโทษจริงๆว่ะเพื่อน ฉันไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นเหตุสุดวิสัย”
       ธีรดนย์แปลกใจ “แล้วแกมาทำอะไรที่นี่ รึว่ามาพี้ยากับไอ้ก๊วนลูกเทวดา”
       “เรื่องมันยาวว่ะ ไว้ฉันเล่าให้ฟัง ไปก่อน”
       ชนกชนม์ตัดบท รีบเดินออกไปจากห้อง ธีรดนย์ไม่พอใจนัก
      
       ขณะที่ชนกชนม์เดินออกมาที่ด้านหน้าศูนย์ ก็เจอเข้ากับสุตาภัญ
       “นาย”
       ชนกชนม์รู้สึกผิดมาก “ฉันขอโทษจริงๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจ....เธอจะตบรึด่าฉันยังไงก็ได้ ฉันยอมรับผิดทุกอย่าง”
       ชนกชนม์พูดไม่ทันจบ ถูกสุตาภัญตบหน้าฉาดใหญ่
       “นายไม่ควรทำอย่างนั้น”
       ชนกชนม์รู้สึกผิด “เธอจะตบฉันอีกก็ได้นะ”
       “การใช้ความรุนแรงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาหรอก แต่ที่ฉันตบหน้านาย เพราะฉันไม่อยากให้นายทำอย่างนั้นอีก”
       “เธอตบฉันอีกเถอะ” ชนกชนม์รู้สึกผิดอยู่
       สุตาภัญ        แปลกใจไม่หาย
       ชนกชนม์บอก “มันจะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น ถ้าเธอจะลงโทษฉันมากกว่านี้”
       สุตาภัญเห็นในความจริงใจและยอมรับผิดชอบชนกชนม์ก็รู้สึกดี
       “แค่นี้เพียงพอแล้วสำหรับคนที่ยอมรับผิด”
       “ขอบใจมากนะ”
       สุตาภัญยิ้มให้อภัย ชนกชนม์ยื่นมือจะจับแสดงความเป็นมิตร สุตาภัญแปลกใจ
       “สำหรับมิตรภาพที่มอบให้ฉัน”
       ชนกชนม์ยิ้มให้สุตาภัญยื่นแขนออกไปจะจับมือด้วย แต่แล้ว จังหวะนั้นเองกุญแจมือของตำรวจก็โผล่เข้ามาล็อคมือชนกชนม์เสียงดังแก๊ก
       ชนกชนม์หันไป สารวัตรเข้ามาล็อคกุญแจมือทั้งสองข้าง
       “นายตกเป็นผู้ต้องสงสัย...ในคดีค้ายาเสพติด!”
       ชนกชนม์ตกใจ สุตาภัญเองก็ตกใจ
      
       ธีรดนย์และชนิกานต์ยืนที่มุมหนึ่ง เห็นภาพชนกชนม์ถูกตำรวจจับก็งงๆ
       ชนกชนม์ถูกคุมตัวมายังสถานีตำรวจในท้องที่นั้น
      
       “สารวัตรครับ ผมไม่ได้ค้ายา! ผมไม่รู้เรื่อง”
       “ไม่ต้องโกหก แกรับของจากเพื่อนจะไปส่งที่กล่องแดงให้ลูกค้ามาเอายาอีกที”
       ชนกชนม์ย้อนถามสารวัตร
       “แล้วไหนหลักฐานล่ะครับ สารวัตรตรวจค้นตัวผมแล้วไม่พบยาสักเม็ด”
       สารวัตร        สวนกลับ “แกทิ้งของที่ไหน”
       “ผมไม่มีของ ผมไม่รู้”
       สารวัตรมองยังชนกชนม์ แล้วยิ้มเย้ย
       “ไม่รู้ไม่เป็นไร คนของฉันกำลังหาของกลาง แล้วแกจะรู้ว่าผลจากการค้ายาทำให้แกติดคุกหัวโต”
       สารวัตรลากตัวชนกชนม์เข้าไปด้านใน ชนกชนม์กังวลใจมาก
      
       ทางด้านสุตาภัญที่กำลังเก็บอุปกรณ์การแสดงจะกลับมหาวิทยาลัย อยู่ในอาการเหม่อ เป็นห่วงชนกชนม์ ส่วนชนิกานต์รู้สึกผิดหวังในตัวชนกชนม์ เดินเข้ามาบ่นกับสุตาภัญ
       “ฉันไม่อยากเชื่อเลย คนหน้าตาดีฮีโร่ของฉันจะทำอย่างนี้”
       ธีรดนย์เย้ย “ฉันเตือนแล้วว่ามันไม่ดี.. ก็ไม่เชื่อ..หลงผู้ชายหน้ามืดตาบอด!”
       “ฉันจะรักใครหลงใครก็เรื่องของฉันไม่ต้องยุ่ง”
       ชนิกานต์สวนกลับ ตวาดใส่ ธีรดนย์จึงเดินไปคุยกับสุตาภัญ
       “ตา กลับกันเถอะ...”
       “ธีไม่ไปช่วยเพื่อนเหรอ”
       “ผมไม่นับพวกค้ายาเป็นเพื่อนหรอก ตาเองก็เลิกสนใจมันได้แล้ว ไม่งั้นตาต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
       สุตาภัญพยักหน้ารับ แต่ภายในใจยังคงเป็นห่วงชนกชนม์ คิดทำอะไรบางอย่าง
      
       เวลาผ่านไปอีกสักระยะ ชนกชนม์นั่งเครียดอยู่ในคุกฝากขังบนโรงพัก สักครู่หนึ่งสุรเดชเดินตรงเข้ามา พร้อมถือโอเลี้ยงและข้าวผัด สุรเดชวางมาดตำรวจเอาเหรียญแคะกรงเหล็ก
       “คุณชนกชนม์ มีเพื่อนสุดหล่อมาเยี่ยมครับ”
       ชนกชนม์เห็นสุรเดชก็พุ่งตรงเข้ามากระชากตัว
       “ไอ้เดช! แกหลอกใช้ฉันส่งยาให้แก”
       “ไม่เอา..ไม่พูด” สุรเดชชี้ไปที่มุมหนึ่ง มีกล้องวงจรปิดติดไว้
       ชนกชนม์ผลักสุรเดชด้วยความโมโห “แกหลอกฉัน”
       “ฉันจะกล้าทำอย่างนั้นกับเพื่อนได้ไง”
       “แกไม่ต้องพูดดี ของในถุงเป็นยาบ้า”
       “แล้วถุงนั่นอยู่ไหนวะ”
       สุรเดชถามหาถุงใส่ของ ชนกชนม์นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
       ชนกชนม์มองถุงของในมือ แล้วตัดสินใจโยนถุงลงถังขยะ...ปิดฝาไว้
      
       สุรเดชฟังจบก็อวยชื่นชมชนกชนม์สุดฤทธิ์
       “ฉลาดงี้สิควรค่าเป็นสมาชิกลูกเทวดา! สุดยอดเพื่อนรัก”
       ชนกชนม์กระชากคอเสื้อเดช “แกไม่ใช่เพื่อนฉันอีกต่อไป!”
       “ไม่เอาน่า..เพื่อนอุตส่าห์ซื้อโอเลี้ยงข้าวผัดมาฝาก กินให้อิ่มนอนพักแป๊บเดียว แม่แกก็มาประกันตัวแล้ว”
       ชนกชนม์ตกใจ “แกโทร.บอกแม่ฉัน”
       “รึจะให้ฉันโทร.บอกชยางกูรให้มาหัวเราะเยาะแก” สุรเดชว่า
       ชนกชนม์เครียด “ฉันโทร.ให้พ่อมาประกันตัวแล้ว”
       สุรเดชนึกได้ ทำหน้าสยองขวัญ “ฉิบหาย! พ่อแม่แกเจอกัน..บรรลัย! โรงพักกลายเป็นสนามรบ...ระเบิดตูมๆ” พร้อมกับยกมือไหว้ภาวนา “หากผีขี้คุกมีจริง ขอให้พ่อแกมาก่อนแม่ด้วยเถอะ!”
       จังหวะนั้นตำรวจเวรเดินเข้ามาบอกชนกชนม์
       “นายชนกชนม์ ผู้ปกครองมาประกันตัว”
       สุรเดชรีบถาม “ผู้ชายรึผู้หญิงครับ”
       “ผู้ชาย”
       สุรเดชโล่งอก “รอดตายแล้วเพื่อน พ่อแกมา”
       ชนกชนม์คลายความเครียดลง....แต่ยังวิตกกังวลเรื่องคดี
      
       ประกันตัวเสร็จแล้ว ชนกชนม์เดินออกมา ใจตุ้มๆ ต่อมๆ เห็นเป็นธนกร..ก็ยิ้มโล่งใจ.. แต่แล้วชลนิภาเดินเข้ามายืนหน้าธนกร..โดยมีชยางกูรยืนมองเย้ยชนกชนม์อยู่
       “คุณแม่”
       สุรเดชตกใจแทนชนกชนม์ เอามือกุมขมับ
       “ผีขี้คุกแมร่งไม่ช่วยเลย!” รีบยืนหลบมุมทันที
       ชนกชนม์พยายามจะอธิบายกับชลนิภา “คุณแม่ครับ...คือว่าผม”
       ชนกชนม์ไม่ทันเล่าอะไร ชลนิภาปรี่เข้ามาตบตีชนกชนม์ทั้งตบหน้าตีตามตัว พร้อมกับด่าไม่หยุดปาก
       “สารเลว สร้างปัญหาให้ฉันไม่หยุดหย่อน ทำอะไรลงไป ไม่คิดถึงหน้าฉันบ้าง เงินที่ฉันให้ไม่พอใช้รึไงถึงต้องใฝ่ต่ำไปค้ายา” ชลนิภาปรายตามองไปยังสุรเดชที่หลบมุมอยู่ สุรเดชรีบยกมือไหว้ แล้วหลบหน้าต่อ “เพราะแกคบเพื่อนชั่วถึงได้เชื้อชั่วติดมา ทำไมถึงทำอย่างนี้ บอกฉันมา บอกฉันมา!”
       ชลนิภาตบตีชนกชนม์ไม่หยุด วีรภัทรต้องเข้ามาห้าม
       “พอได้แล้วคุณ”
       ชลนิภาไม่พอใจแหวใส่ “คุณมาทำไม”
       “ชนกชนม์โทร.บอกผม มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกัน อย่ามัวแต่ใช้อารมณ์ มันไม่ทำให้อะไรดีขึ้นหรอก”
       สองคนเปิดฉากทะเลาะกันอีก ชลนิภาสวนกลับ “ไม่ต้องมาสอน! ฉันเป็นแม่ฉันมีหน้าที่สั่งสอนลูกฉัน!”
       “ชนกชนม์เป็นลูกของผมเหมือนกัน”
       “แต่ตามกฎหมายคุณไม่มีสิทธิ์ในตัวลูก”
       “คุณพ่อคุณแม่อย่าทะเลาะกันเลยครับ...ผมขอโทษครับ”
       ชนกชนม์เข้ามาเบรกไว้ ธนกรก็เข้ามาห้ามชลนิภา
       “ใจเย็นๆ ก่อนคุณ...อายเขา”
       ระหว่างนั้นสารวัตรเดินตรงเข้ามาหา พร้อมกับจ่าลูกน้องคนเดิม
       “เราพบของกลางแล้ว” สารวัตรโชว์ถุงของชนกชนม์ “จะได้เปิดพิสูจน์ว่ามียามากน้อยแค่ไหน” พลางหันมาขู่ชนกชนม์ “จำนวนยามีผลต่อการตัดสินจำคุก.. 5 ปี 10 ปี รึตลอดชีวิต”
       ชนกชนม์เครียดขึ้นมาทันที
       สุรเดชมองไปยังห่อยาก็ตกใจ
      
       “เชี๊ยแล้วเพื่อนกู!”
      ครู่ต่อมา สารวัตรเอาถุงห่อของวางไว้บนโต๊ะในห้องสอบสวน แล้วเอามีดกรีด ชนกชนม์ลุ้นระทึก...ใจคอไม่ดี
      
       ชยางกูรเขม้นมองห่อของนั้น...ในใจอยากให้เป็นยาเสพติด เพราะหวังจะให้ชนกชนม์ติกคุก จนพอมีดกรีดเสร็จ สารวัตรบิห่อนั้นออก เผยให้เห็นเม็ดยาสีส้ม ซึ่งเป็น...วิตามินซี
       แต่ชลนิภานึกว่าเป็น “ยาบ้า”
       สารวัตรจับเม็ดยาขึ้นมาดู พิจารณาด้วยความชำนาญ...แล้วหยิบมาชิม
       สุรเดชชิงตอบแทนสารวัตร เหน็บแนมและแดกดันในน้ำเสียง
       “วิตามินซี 100 มิลลิกรัม ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และป้องกันหวัดได้ดีครับ”
       วีรภัทรสงสัย “ตกลงเป็นอะไรครับ”
       “วิตามินซี!” สารวัตรฉุนหันไปเล่นงานสุรเดช “แกวางแผนให้เพื่อนแกเป็นตัวหลอก”
       “อย่าปรักปรำผมสิครับ ผมแค่ฝากวิตามินซีเอาไปให้เพื่อนผมเท่านั้นเอง สารวัตรมองโลกในแง่ร้ายเกินไป” สุรเดชพูดเย้า
       วีรภัทรตัดบท “สรุปว่าลูกชายผมไม่มีความผิดใช่มั้ยครับ”
       สารวัตรพยักหน้า จำยอมต้องปล่อยตัวไป เพราะไม่พบยาบ้า
       ชนกชนม์โล่งอก ส่วนชยางกูรเจ็บใจที่ชนกชนม์หลุดคดีมาได้
      
       ชนกชนม์เดินออกมา สุรเดชกอดคอชนกชนม์
       “เชื่อรึยังว่าเพื่อนรักไม่ทำร้ายกัน”
       ชนกชนม์ผลักสุรเดช “ไม่ต้องมาพูดดี แกเกือบทำให้ฉันติดคุก”
       “ฉันแค่สร้างประสบการณ์ชีวิตให้แกต่างหาก”
       ชนกชนม์เซ็งเดินออกไป สุรเดชหัวเราะสะใจ ก่อนตะโกนไล่หลัง
       “ฝึกเข้าที่นี่บ่อยๆ ภูมิต้านทานจะได้แข็งแรง”
       สารวัตรเดินตรงเข้ามาหา คาดโทษสุรเดช
       “ระวังตัวให้ดี... ฉันไม่ปล่อยแกแน่”
       สุรเดชยิ้มยั่วกวนๆ “เลิกยุ่งกับผมดีกว่า..สารวัตรไม่รู้เหรอว่าผมลูกใคร”
       สารวัตร        นิ่วหน้านึกแปลกใจ
       “ผมลูกเทวดา” สุรเดชบอกพร้อมกับร้องเพลงโปรดของน้าแอ๊ด “ลูกเทวดาๆๆๆ”
       จากนั้นสุรเดชก็ยิ้มร่า เดินร้องเพลงออกไปอย่างมีความสุข
      
       สุตาภัญเดินเข้ามายังโรงพัก ตั้งใจจะเข้าไปหาชนกชนม์...จังหวะนั้นชนกชนม์เดินออกมาหาวีรภัทร สุตาภัญฉากหลบมาอยู่ที่มุมหนึ่ง
       ชนกชนม์ไหว้พ่อ “ผมขอบคุณคุณพ่อมากครับที่มาช่วย”
       “ไม่เป็นไร ต่อไปจะทำอะไรก็ระวังตัวด้วย ไม่งั้นลูกอาจตกเป็นเหยื่อ”
       “ครับพ่อ”
       “เมื่อคืนมีอะไรไม่สบายใจรึเปล่า ถึงหนีออกไป” วีรภัทรถามลูกชายที่จู่ๆ หายตัวไปเมื่อคืน
       “ไม่มีครับ ผมแค่อยากไปหาเพื่อน”
       “ถ้าลูกมีปัญหาไม่สบายใจ...ไปอยู่บ้านพ่อได้นะ”
       ชนกชนม์ไม่ทันได้ตอบ จู่ๆ ชลนิภาเดินปราดเข้ามาหาสองคน...โดยมีธนกรและชยางกูรยืนอยู่ด้านหลัง
       “คุณลืมไปแล้วรึไง ว่าคุณไม่มีสิทธิ์ในตัวลูก”
       “เรื่องนั้นผมรู้ดี แต่ด้วยสำนึกของความเป็นพ่อ ผมมีสิทธิ์ที่จะรักและห่วงใยลูก”
       “ฉันไม่มีวันปล่อยให้ลูกอยู่กับคุณ ไม่งั้นลูกจะติดนิสัยใฝ่ต่ำ ชอบคบชนชั้นต่ำ” ชลนิภาด่าอดีตสามี
       จังหวะนั้น นัชชาเดินเข้ามายืนข้างๆ วีรภัทร ได้ยินคำด่าก็ไม่พอใจชลนิภา
       “คุณชลนิภาหมายถึงใครคะ”
       วีรภัทรแปลกใจที่นัชชาตามมา “คุณนัชชา”
       ชลนิภาด่าไม่ไว้หน้า “ฉันจะหมายถึงใครก็ไม่เกี่ยวกับคุณ และนี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวฉัน คุณไม่เกี่ยว”
       นัชชาสวนกลับ “เกี่ยวสิคะ ถ้าลูกคุณสร้างความเดือดร้อนให้สามีฉัน ฉันเองก็ไม่อยากยุ่งด้วย…”
       ชลนิภาย้อนกลับ “แต่เสนอหน้ามาสาระแน”
       “ฉันรู้ว่าคุณไม่อยากเจอหน้าฉัน มันมีวิธีง่ายนิดเดียวค่ะ” นัชชาตอกกลับ “กรุณาสั่งสอนลูกให้ดี อย่าให้ลูกเป็นเด็กมีปัญหา”
       ชลนิภาโกรธจนตัวสั่น “เธอด่าฉันเลี้ยงลูกมีไม่ดี”
       “เรื่องนี้ยังต้องให้อธิบายอีกเหรอคะ ถ้าลูกคุณไม่มีปัญหาคงไม่หนีมาอาศัยบ้านฉัน” นัชชาพูดเป็นเชิงตำหนิชนกชนม์ “แล้วถ้ารักดี ก็คงไม่ทำให้พ่อแม่ต้องมาสถานีตำรวจ”
       ชลนิภาโกรธมาก “เธอกล้าดียังไงมาสั่งสอนฉัน”
       ธนกรรีบห้าม “ใจเย็นครับคุณ”
       วีรภัทรบอกนัชชา “ผมบอกแล้วคุณไม่ควรมาที่นี่”
       นัชชาพูดแดกดันเป็นเชิงตำหนิชนกชนม์และชลนิภา “ฉันก็แค่อยากมาบอกทั้งลูกทั้งแม่...อย่าเอาปัญหามาให้พวกเราอีก!”
       ชนกชนม์รู้สึกแย่ที่ทุกคนเกลียดชังตน
       “แก”
       ชลนิภาโกรธจัด จะเข้าไปตบนัชชา ธนกรรีบห้าม
       “อย่าครับ”
       วีรภัทรไม่อยากให้เรื่องบานปลาย...บอกลาชนกชนม์
       “ชนกชนม์ พ่อกลับก่อน”
       ชนกชนม์ไหว้ลาพ่อ “ครับ” แล้วหันไปไหว้นัชชา “คุณอาครับ”
      
       นัชชาไม่รับไหว้ สะบัดตัวเดินหน้าคว่ำออกไป
     ตรงมุมหนึ่งที่หน้าโรงพัก พอวีรภัทรกับนัชชาเดินลับตัวไปแล้ว ชลนิภาปราดเข้ามาเล่นงานชนกชนม์ทันที
      
       “แกเห็นแล้วใช่มั้ย เพราะแกคนเดียว! พ่อกับแม่เลี้ยงแก มาเล่นงานฉัน ชีวิตฉันต้องตกต่ำเพราะแก แกมันตัวซวย! ได้ยินมั้ยว่าแกมันเป็นตัวซวย!”
       ชนกชนม์รู้สึกแย่มาก
       ด้านสุตาภัญซึ่งรู้ความจริงก็ยิ่งสงสารชนกชนม์
       ชยางกูรยิ้มเย้ยชนกชนม์อย่างสะใจ ชลนิภาเหนื่อยหอบ...ชยางกูรเข้าไปปะเหลาะเอาใจแม่
       “คุณแม่เครียดมาก ไม่ดีต่อสุขภาพนะครับ กูรเป็นห่วงคุณแม่ครับ..กลับกันเถอะครับ”
       ชลนิภายิ้มปลื้มที่ชยางกูรคอยเอาอกเอาใจ
       “จ้ะลูกกูร...” แล้วเดินออกไปเลย
       “ชนกชนม์ กลับบ้านกันเถอะ” ธนกรเอ่ยขึ้น
       ชนกชนม์รับคำ “ครับ” ทำท่าจะออกไปด้วย
       ชยางกูร        บอกชนกชนม์ “นั่งแท็กซี่กลับแล้วกัน คุณแม่ไม่อยากเห็นหน้าแกตอนนี้...แล้วฉันก็ไม่อยากติดเชื้อขี้ยาขี้คุก”
       ธนกรไม่พอใจจึงต่อว่าลูกชาย “ ชยางกูร พูดอย่างนั้นกับพี่เขาได้ไง”
       “มันไม่ใช่พี่กูรครับพ่อ” ชยางกูรพูดจบก็เดินออกไปทันที
       ธนกรรีบขอโทษชนกชนม์ “อาขอโทษแทนชยางกูรด้วย”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมกลับเองได้ครับ”
       ธนกรพยักหน้ารับ แล้วเดินตามชยางกูรไป ชนกชนม์รู้สึกแย่มากที่เป็นตัวปัญหา ทำให้ทุกคนมีปากเสียงกัน และไม่มีใครรักเขา สุตาภัญรู้สึกสงสารชนกชนม์มากขึ้น
      
       ชนกชนม์จะเดินออกมาตรงมุมหนึ่งในสวนของโรงพัก เห็นสุตาภัญยืนส่งยิ้มมาให้ ชนกชนม์ถึงกับอึ้ง
       “เธอ”
       สุตาภัญ        แหย่ถามให้ชนกชนม์รู้สึกดีขึ้น “ตาไง..จำไม่ได้เหรอ”
       “จำได้ แต่แปลกใจที่เธอมาทำอะไรที่นี่” ชนกชนม์นึกกังวลใจ “รึตำรวจเรียก พวกเธอมาสอบสวนเรื่องของฉัน ฉันขอโทษด้วยนะ”
       สุตาภัญ        พูดสวนขึ้น “เปล่า ฉันมาเอง...ฉันมาเยี่ยมเธอ”
       ชนกชนม์รู้สึกแปลกใจ
       สุตาภัญ        จึงอธิบาย “ถ้าเขาจับเธอ ฉันจะมาเป็นพยานว่าเธอไม่ได้ค้ายา”
       ชนกชนม์ฉงน “เธอเชื่อใจฉันได้ไง เธอยังไม่รู้จักฉันดีพอเลย”
       “ฉันเชื่อในสัญชาติญาณ”
       ชนกชนม์ยิ่งแปลกใจ
       สุตาภัญ        ยิ้มให้ “ไม่รู้สิ...สิ่งที่นายช่วยฉันเมื่อวานนี้ และสิ่งต่างๆ ที่ฉันเห็น มันทำให้ฉันเชื่อว่านายเป็นคนดี”
       ชนกชนม์ยิ้มให้สุตาภัญรู้สึกดี แต่ก็น้อยใจชีวิตตัวเอง
       “น่าแปลกนะ คนอื่นมองว่าฉันดี แต่แม่กลับมองฉันเป็นตัวซวยและไม่รักดี”
       สุตาภัญ        พูดปลอบใจ “อย่าท้อสิ...ถ้านายไม่อยากให้แม่รู้สึกอย่างนั้น นายก็ต้องพิสูจน์ให้แม่นายเห็น ว่านายรักดี...” ว่าพลางจับมือชนกชนม์บีบเบาๆ “ฉันเป็นกำลังใจให้นาย”
       ชนกชนม์รู้สึกดี “ขอบใจนะ” เด็กหนุ่มยิ้มตอบ
       สุตาภัญเอามือออก ชนกชนม์สงสัยรีบถาม
       “เธอมานี่ พ่อแม่เธอไม่ว่าเหรอ”
       สุตาภัญ        กังวลใจไม่น้อย แต่ปกปิดความรู้สึกนั้นไว้ “ไม่หรอก...คุณพ่อคุณแม่ฉันใจดี”
      
       การกลับบ้านผิดเวลาของสุตาภัญเป็นเรื่องจนได้ เย็นนั้น เพราะพอกลับมาถึงบ้าน สุทินคุณพ่อจอมเฮี้ยบถือไม้เรียวเตรียมฟาดใส่สุตาภัญ
       “สุตาภัญ..เธอโกหกฉันอีกแล้ว”
      
       สุทินคาดคั้นความจริงจากลูกสาว...แน่นอนสุตาภัญไม่กล้าบอกความจริง!
ตอนที่ 2

      สุตาภัญพยายามปฏิเสธและอธิบายให้ผู้เป็นพ่อฟัง
      
       “ตาไม่ได้โกหกนะคะ ตาไปแสดงละครที่สลัม เพิ่งกลับมา”
       “เธอก็รู้ว่าฉันเกลียดการโกหกมากที่สุด ฉันจะตีเธอให้ตายจนกว่าเธอจะพูดความจริง”
       สุทินฟาดไม้เรียวตีสุตาภัญไม่ยั้ง เสาวนิตย์ผู้เป็นแม่ยืนมองจนทนไม่ได้ รีบเข้ามาบอกสุตาภัญ
       “บอกความจริงคุณพ่อเถอะลูก แม่ขอร้องล่ะ”
       สุตาภัญสงสารเสาวนิตย์ จึงรีบบอกสุทิน
       “ตายอมบอกแล้วค่ะ”
       สุทินหยุดตี รอฟังคำตอบสุตาภัญ
       “หลังจากแสดงละครเสร็จ ตาไป...”
       สุทินและเสาวนิตย์รอฟังความจริงจากปากลูกสาว
       “ติวหนังสือให้ชนิกานต์กับธีรดนย์ที่บ้านค่ะ”
       สุทินยิ้มให้สุตาภัญ....แล้วมองไปที่มุมหนึ่ง เห็นชนิกานต์และธีรดนย์เดินออกมาจากมุมนั้นของบ้าน
       สุตาภัญตกใจที่ชนิกานต์และธีรดนย์อยู่ที่นี่
       “กานต์ ธี”
       ชนิกานต์บอกเสียงอ่อยๆ “คุณพ่อเธอไปรับเธอที่มหาลัย พอไม่เจอเธอ ก็คาดคั้นจากพวกเรา!”
       ธีรดนย์เสริม “พวกเราตอบไม่ได้ว่าตาไปไหน? ท่านก็พาเรามาที่นี่”
       สุทินตาวาววับ “ในที่สุดเธอก็โกหกฉันอย่างหน้าตาย สุตาภัญ!”
       สุตาภัญฮึดฮัด “คุณพ่อไม่ควรทำอย่างนี้กับเพื่อนตา เพื่อนตาไม่ใช่ลูกน้องคุณพ่อที่จะสั่งซ้ายหันขวาหัน!”
       สุทินไม่ใส่ใจ “ทุกคนที่อยู่ในชีวิตเธอต้องอยู่ในการควบคุมของฉัน” แล้วหันไปบอกชนิกานต์ กับธีรดนย์เสียงแข็ง “ถ้าพวกเธอไม่พอใจ ก็ไม่ต้องคบลูกสาวฉัน!”
       ธีรดนย์รีบออกตัว “ผมยินดีที่จะเป็นเพื่อนตาครับ”
       สุทินสวนออกมา “ฉันไม่ต้องการคำตอบ ฉันแค่บอกให้รู้บทบาทของพวกเธอ”
       “ค่ะ” ชนิกานต์รับคำ
       สุทินหันมาเล่นงานสุตาภัญต่อ
       “สุตาภัญเธอไปไหน? ไปทำอะไร? รึไปหาผู้ชาย?”
       สุตาภัญตกใจ และเสียใจที่สุทินตราหน้าดูถูกเธอต่อหน้าเพื่อนๆ
      
       เวลาเดียวกันนั้น ชนกชนม์เดินเข้ามาในบ้าน...เจอธนกรที่รออยู่ตรงห้องโถงใหญ่
       “ชนกชนม์...อาขอโทษแทนชยางกูรด้วยที่ก้าวร้าวเธอ”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมเองที่ทำตัวไม่ดีอย่างที่น้องพูด”
       “อย่าโทษตัวเองเลย อาเชื่อว่าเธอไม่ใช่คนอย่างนั้น” ธนกรรีบบอก “คุณแม่สั่งว่าถ้าเธอกลับมา ให้เข้าไปหา”
       ชนกชนม์แปลกใจ
       “คุณแม่คงอยากจะขอโทษที่พูดจาไม่ดีกับเธอ....ไปสิ..อาพาไป”
       “ครับ”
       ชนกชนม์ยิ้มรับ...รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง คิดว่าชลนิภาคงจะให้อภัยเขาแล้ว
      
       ทางด้านสุทินยังคงคาดคั้นสุตาภัญอย่างหนัก
       “ตอบฉันมา..เธอไปมั่วสุมกับผู้ชายที่ไหน”
       สุตาภัญเสียใจที่สุทินยังคง ตราหน้าว่าเธอเป็นผู้หญิงใจง่าย จึงประชดกลับ
       “ได้ค่ะ...ในเมื่อคุณพ่ออยากรู้ความจริง ตาก็จะเล่าให้ฟังอย่างละเอียด”
       ธีรดนย์ ชนิกานต์ และเสาวนิตย์อยากรู้ความจริง ต่างรอฟัง
       “ตาไปหาแฟนมาค่ะ” สุตาภัญบอก
       ทุกคนต่างตกใจกับคำพูดของสุตาภัญ
       “ตา” ชนิกานต์ร้องอุทาน
       “ทุกเย็นหลังเลิกเรียนเรานัดเจอกันที่สะพานพุทธ แฟนตากับเพื่อนๆ รวมกลุ่มกันที่นั่น..แล้วเราจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปทุกที่ที่เราต้องการ” สุตาภัญบอกสิ่งที่พ่ออยากฟัง!
       ชนิกานต์ตกใจ “ตา..เธอพูดอะไรของเธอ”
       “มันสนุกจริงๆ นะกานต์ เธอต้องลองสักครั้ง นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ให้ลมตีหน้า มันรู้สึกสดชื่นมาก”
       สุทินมองลูกสาวด้วยดวงตาวาววับ ความโกรธพุ่งมาเป็นริ้วๆ ด้วยความไม่พอใจ
       เสาวนิตย์รีบห้าม “ลูกหยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว”
       สุตาภัญ        เล่าให้พ่อฟังต่อเป็นคุ้งเป็นแคว “วันนี้ที่ตาหายไปจากมหาลัย เพราะตาไปหาแฟนที่โรงพักค่ะ เขาโดนจับข้อหาไม่มีใบขับขี่ แต่งรถ ขับขี่เร็วเกินกำหนด ตาต้องไปประกันตัวเขา...”
       สุตาภัญเล่าไม่ทันจบ สุทินตบหน้าฉาดใหญ่ตวาดลั่น
       “หยุดได้แล้ว”
       สุตาภัญร่างสั่นสะท้านแต่ไม่ยอมหยุด “ตายังเล่าไม่ตบเลยค่ะ ว่าเราคบกันนานแค่ไหน เคยมีอะไรกันกี่ครั้ง...”
       สุตาภัญจะพูดต่อ..สุทินทะยานเข้ามาตบหน้าไม่ยั้ง เสาวนิตย์ร้องไห้เข้ามาห้าม
       “พอเถอะค่ะคุณ...ลูกหยุดพูดได้แล้ว”
       สุตาภัญถูกตบหน้าจนร้องไห้ออกมา เสาวนิตย์เข้าไปกอดสุตาภัญ
       “ตา”
       ธีรดนย์ครางอย่างเป็นห่วง และอยากเข้าไปดูแล แต่สุทินมองตาขวาง ชนิกานต์รั้งตัวธีรดนย์ไว้ ยกมือไหว้ลา ชิงหนีออกไปจากสถานการณ์มาคุนี้ทันที
       “หนูขอตัวกลับก่อนค่ะ”
      
       ชนิกานต์ยกมือไหว้ ธีรดนย์ยังไม่ขยับเพราะห่วงสุตาภัญ จนชนิกานต์ต้องลากตัวธีรดนย์ออกไปทันที
      สองคนเดินออกมาที่หน้าบ้านสุตาภัญแล้ว ธีรดนย์ฮึดฮัดโพล่งขึ้นมาอย่างไม่ค่อยพอใจ
      
       “เธอไม่ห่วงตาบ้างรึไง”
       “เอาตัวเองให้รอดก่อนเหอะ ยัยตานะยัยตา ไม่น่าทำตัวเหลวแหลก”
       ธีรดนย์ผิดหวังในตัวชนิกานต์ “เธอเชื่อที่ตาพูด”
       “เอ้า..ก็ยัยตาเป็นคนสารภาพเองนี่”
       ธีรดนย์ฉุน “เธอเป็นเพื่อนประสาอะไร ไม่รู้ว่าตาสร้างเรื่องประชดพ่อเขา”
       ชนิกานต์อึ้ง “ไม่ต้องมาหลอกด่าฉัน ฉันรู้น่า..” แล้วย้อนด่าเอาคืนธีรดนย์ “ถ้ายัยตามีแฟนจริงๆ ฉันจะสะใจมาก แกจะได้เลิกหวังลมๆแล้งๆ ลูกขี้ข้ากับลูกนายทหารใหญ่ มันคนละชั้นกัน!”
       ชนิกานต์ต่อว่าธีรดนย์แล้วเดินไปที่รถ ธีรดนย์หันกลับไปมอง คาใจสงสัยเรื่องสุตาภัญหายตัวไปเช่นกัน
       “ตาไปไหนมา”
      
       ชนกชนม์เดินเข้ามาในห้องนอนชลนิภา พร้อมกับธนกร
       “คุณแม่มีอะไรจะพูดกับผมเหรอครับ”
       ชยางกูรกำลังบีบนวดชลนิภา ซึ่งนั่งอยู่โซฟาตัวใหญ่ในห้อง
       ชลนิภาบอกธนกร “คุณออกไปก่อน”
       ธนกรคิดว่าชลนิภาคงอยากคุยส่วนตัวตามประสาแม่ลูก หันไปบอกชยางกูร
       “ชยางกูรออกไปกับพ่อ”
       ชยางกูรจะออกไป แต่ชลนิภาห้ามไว้
       “ลูกกูรอยู่นี่”
       ชยางกูรแปลกใจ แต่ก็แอบยิ้มพอใจที่ชลนิภาเอาใจเขา ธนกรแม้จะแปลกใจ แต่ก็เดินออกไป
       ชลนิภา เดินมาหาชนกชนม์ พูดเสียงขุ่น “ฉันถือว่าสิ่งที่แกทำวันนี้ มันเลวร้าย..เกินกว่าจะให้อภัย!”
       ชนกชนม์ก้มกราบชลนิภา “ผมกราบขอโทษคุณแม่ด้วยครับ ผมจะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว”
       “ดี!ที่แกรู้สำนึก แต่ผิดก็ต้องเป็นผิด ฉันต้องลงโทษให้แกหลาบจำ และไม่เป็นเยี่ยงอย่างให้น้อง” ชลนิภาหันไปบอกชยางกูร “ลูกกูรไปเอาไม้เรียวมา!”
       “ครับ” ชยางกูรยิ้มรับ แล้วเดินไปหยิบไม้เรียว..มาส่งให้ชลนิภา
       “ผมขอยืนยันอีกครั้ง...ผมไม่มีความคิดจะทำชั่ว หรือทำให้คุณแม่เดือดร้อน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว..ผมยอมรับการลงโทษครับ”
       ชนกชนม์ยืนยืดตัวตรง พร้อมให้ชลนิภาลงโทษเขา
       “แกเป็นพี่ แต่ไม่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้น้องได้ ฉันก็จะให้น้องเป็นคนลงโทษแก” ชลนิภาว่า
       ชนกชนม์ตกใจ “อะไรนะครับ”
       “ลูกกูรเป็นเด็กดี เป็นลูกที่ดี เขามีสิทธิ์ที่จะลงโทษสั่งสอนพี่ชายที่ไร้สำนึก คนดีเท่านั้นที่สามารถควบคุมคนเลวได้”
       ชนกชนม์อึ้ง ส่วนชยางกูรจ้องมองพี่ชายต่างบิดาด้วยความสะใจ
      
       ส่วนสุตาภัญพูดจายอกย้อนกับสุทินต่อ
       “คุณพ่ออยากรู้เรื่องอะไรอีกคะ รึคุณพ่ออยากฟังจากปากแฟนตา ตาจะโทรให้แฟนมาไหว้คุณพ่อ แต่ตอนนี้คงจะไม่ได้ค่ะ เขากำลังแข่งรถ!”
       สุทินหักไม้เรียวทิ้ง...จ้องมองสุตาภัญราวกับจะกลืนกิน
       “สุตาภัญ เธอต้องการอะไร”
       “ตาก็พูดในสิ่งที่คุณพ่ออยากฟังไงคะ คุณพ่อตราหน้าว่าตาเป็นผู้หญิงไม่รักดี!”
       “ถ้าไม่จริงอย่างที่ฉันพูด มันจะเกิดเรื่องได้ยังไง”
       สุทินขุดคุ้ยเรื่องในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง
      
       กลางดึกคืนนั้นสุตาภัญถือกระเป๋าเดินมาในซอยเข้าบ้านหลังเก่า เธอเพิ่งกลับจากมหาวิทยาลัย...เดินมาเจอวิทย์ นักเลงประจำซอย
       “น้องตากลับมาซะค่ำเชียว พี่ไปส่งนะจ๊ะ”
       “ขอบคุณค่ะ...ตากลับเองได้”
       สุตาภัญรู้สึกไม่ไว้ใจ จะเดินหนี แต่วิทย์จับแขนไว้
       “ไม่ต้องเกรงใจ บ้านใกล้กันกลับด้วยกัน”
       “ปล่อยตาค่ะ”
       สุตาภัญ        เริ่มกลัว และดิ้นหนีจากวิทย์ แต่เห็นพงษ์นักเลงอีกคนเข้ามาดักไว้ สุตาภัญเริ่มตกใจกลัว จะวิ่งหนี แต่ชายทั้งสองเข้ามาจับตัวไว้ เพื่อลากไปข่มขืน
       “ช่วยด้วยค่ะ”
       วิทย์กับพงษ์เข้ามาจับปิดปากเตรียมจะลากไป
       จังหวะนั้นรถของสุทินวิ่งเข้ามาจอด....สุทินลงจากรถ ยิงปืนขู่ วิทย์กับพงษ์รีบวิ่งหนีเตลิดไป สุตาภัญวิ่งเข้าไปกอดเสาวนิตย์ด้วยความตกใจกลัว
      
       เหตุการณ์วันนั้นสุทินต่อว่าโทษเป็นความผิดของสุตาภัญ
       “ถ้าเธอไม่อ่อยหรือให้ท่า มันคงไม่คิดจะ”
       สุตาภัญ        สวนขึ้นเสียงดัง “ตาต้องบอกคุณพ่อกี่ร้อยครั้งว่าตาไม่เคยทำอย่างนั้น คุณพ่อถึงจะเชื่อตา”
       เสาวนิตย์ปรามสุทิน “คุณคะอย่าพูดถึงอดีตอีกเลย ไหนๆ เราก็ย้ายมาอยู่ที่นี่แล้ว สังคมรอบข้างดีขึ้น ชีวิตลูกก็ต้องดีขึ้น”
       “ต่อให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่สันดานใจง่ายเหมือนเดิม มันก็มีแต่แย่ลง”
       สุตาภัญเสียใจ “คุณพ่อ”
       “ต่อไปนี้..ไม่ว่าเธอจะไปไหน ทำอะไร เธอต้องอยู่ในสายตาฉัน!”
       สุทินพูดจบก็เดินออกไป สุตาภัญร้องไห้ที่ถูกพ่อนายทหารบังคับตลอดเวลา
       เสาวนิตย์กอดปลอบโยนและขอร้องสุตาภัญ
       “แม่ขอเถอะ เลิกเถียง เลิกประชดคุณพ่อ ยอมรับฟังและทำตามที่คุณพ่อบอก ทุกอย่างจะดีขึ้น”
       สุตาภัญ        ย้อนกลับ “ตาต้องยอมเหมือนที่คุณแม่ยอมมาทั้งชีวิตเหรอคะ”
       เสาวนิตย์ฟังคำนี้ก็สะเทือนใจ...น้ำตาซึม
       สุตาภัญ        รู้สึกผิด “ตาขอโทษค่ะแม่”
      
       สองแม่ลูกกอดกันกลมร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา สุตาภัญสงสารเสาวนิตย์ผู้เป็นแม่จับใจ
       ฟากชนกชนม์ยืนจ้องมองชยางกูรที่ถือไม้เรียวเดินเข้ามาหา
      
       ชลนิภาบอกต่อ “ลูกกูรลงโทษจนกว่าพี่แกจะสำนึก แม่จะออกไปไหว้พระที่ห้องพระ”
       ชยางกูร        รับคำ “ครับคุณแม่”
       ชลนิภาจ้องมองชนกชนม์ แล้วเบนหน้าหนีก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ชยางกูรถือไม้เรียวเข้ามาหาชนกชนม์
       “ฉันจะลงโทษแกให้สาสม..” ชยางกูรฟาดไม้เรียวไม่ยั้ง พร้อมด่าชนกชนม์ “แกควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้ฉัน...ไม่ใช่ทำตัวเลวอย่างที่เป็น”
       ชยางกูรฟาดไม่เรียวใส่ไม่ยั้งอย่างเต็มแรง ชนกชนม์เจ็บ แต่ก็ยอมทน ชยางกูรพ่นต่อ
       “จำให้ขึ้นใจด้วย....ฉันคือลูกรักของคุณแม่ ไม่มีวันที่แกจะได้ดีไปกว่าฉัน ไอ้ลูกนอกคอก!”
       ชยางกูรพูดไป ตีชนกชนม์ไปไม่ยั้ง ชยางกูรตี อีก แต่ถูกชนกชนม์จับไม้เรียวไว้ แล้วถาม        “ชยางกูร...ฉันทำอะไรให้นาย นายถึงเกลียดฉันนัก”
       ชนกชนม์คาดคั้นความรู้สึกจากชยางกูร
       “แกลืมไปแล้วเหรอ ว่าแกทำอะไรไว้”
       ชนกชนม์มองน้องชายต่างบิดาด้วยความแปลกใจ
      
       วันนั้นในอดีต ที่ห้องนั่งเล่นภายในคฤหาสน์ ช่วงตอนกลางวัน ชลนิภาเปิดดูสมุดผลการเรียนของเด็กชายชยางกูร
       “เก่งจังลูกแม่ ได้สามได้สี่เกือบทุกวิชาเลย”
       ชยางกูร “กูรขอโทษครับ ที่กูรไม่ได้ที่หนึ่ง”
       “แค่นี้ก็เก่งที่สุดแล้วล่ะ คนดีของแม่ต้องได้รางวัล
       ชลนิภากอดจูบชยางกูร ชยางกูรยิ้มพอใจ
       ธนกรเดินเข้ามาพร้อมชนกชนม์ ชื่นชมชนกชนม์มาก
       “คุณ...ชนกชนม์สอบได้สี่หมด แถมยังเป็นที่หนึ่งของระดับชั้นด้วย”
       ชยางกูรไม่พอใจทันที ชลนิภาเห็นชยางกูรหน้าเสียก็ไม่พอใจสามี
       ชนกชนม์ยิ้มดีใจ ถือสมุดยื่นให้ชลนิภา
       “คุณแม่เคยสัญญาว่าใครสอบได้คะแนนดี คุณแม่จะมีรางวัลให้”
       ชยางกูรไม่พอใจ ปาสมุดของตัวเองแล้ววิ่งออกไป ชลนิภาสงสารชยางกูร..ดึงสมุดของชนกชนม์มาฉีกทิ้งต่อหน้า
       “เพราะแกคนเดียวทำให้น้องเสียใจ...”
       ชลนิภาปาสมุดใส่หน้าชนกชนม์อย่างฉุนเฉียว
      
       อีกเหตุการณ์หนึ่ง วันนั้นขณะที่ธนกรนั่งอยู่ในห้องโถงคฤหาสน์ ก็แปลกใจที่เห็นครูจากโรงเรียนชยากรมาหาที่บ้าน
       “ดิฉันจะมาแจ้งเรื่องเกี่ยวกับชยางกูรค่ะ”
       เด็กชายชยางกูรยืนฟังที่มุมหนึ่ง เห็นเด็กชายชนกชนม์เดินเข้ามา ชยางกูรหันไปเย้ยชนกชนม์
       “คุณครูมาบอกคุณพ่อว่าฉันได้เป็นนักเรียนดีเด่นปีนี้”
       ครูท่านนั้นบอกธนกร “คุณชลนิภาเสนอให้ชยางกูรรับรางวัลนักเรียนดีเด่น แต่ชยางกูรมักทะเลาะกับเพื่อนๆ และเกเรมาก ท่านผอ. จึงไม่อนุมัติเรื่องนี้ค่ะ”
       เด็กชายชยางกูรไม่พอใจ กำมือแน่น
       ธนกรพยักหน้า “ครับ ผมเข้าใจ”
       จากนั้นครูก็หันมาชื่นชมเด็กชายชนกชนม์แทน “แต่ท่านผอ.ให้ชนกชนม์ เป็นนักเรียนดีเด่นแทนค่ะ เพราะชนกชนม์เป็นนักเรียนเรียนดีและมีน้ำใจมากค่ะ”
       ชนกชนม์ได้ฟังก็ยิ้มพอใจ แต่สงสารชยางกูร
       ชยางกูรโกรธชนกชนม์มาก ที่ชนกชนม์ดีกว่า เก่งกว่าเขาทุกอย่าง
      
       ชยางกูรดึงตัวเองกลับมา และต่อว่าชนกชนม์
       “แกทำอะไรก็ได้ดีมีคนชม แกไม่รู้หรอกว่าฉันรู้สึกยังไง”
       “มันไม่ใช่ความผิดของฉันเลย ถ้านายอยากเก่งอยากดี นายก็ทำได้ด้วยตัวนาย”
       “ฉันจะเก่งและดีได้ไง เมื่อฉันกลายเป็นคนเดินตามรอยเท้าแก แต่วันนี้....ฉันจะใช้ความรักที่แม่มีต่อฉัน เป็นอาวุธทำร้ายแก”
       พูดจบชยางกูรฟาดไม้เรียวใส่ชนกชนม์อีก ชนกชนม์จับไม้เรียวไว้ ชยางกูรตกใจ
       “แกคิดจะสู้ฉันเหรอ ฉันจะฟ้องคุณแม่” ชยางกูรขู่
       “ไม่ว่านายทำร้ายฉันยังไง ฉันจะไม่โกรธนาย เพราะนายเป็นน้องของฉัน”
       ชยางกูร        แปลกใจ ประหลาดใจ
       “ฉันจะพิสูจน์ให้นายเห็นว่า ฉันเป็นลูกที่ดี และฉันจะทำให้นายรักฉัน”
       ชยางกูร        หัวเราะแค่นๆ ออกมา “แกเลิกเพ้อฝันได้เลย.. แกจะไม่มีวันนั้น เพราะฉันจะศัตรูหมายเลขหนึ่งของแก!”
       ชยางกูรฟาดไม้เรียวไม่ยั้ง...ชนกชนม์ยอมทนเจ็บปวด ชยางกูรฟาดจนไม้เรียวหัก
       ชยางกูรเจ็บใจ เดินออกไปจากห้อง ชนกชนม์หันไปบอกชยางกูร
       “ฉันจะถือว่าสิ่งที่นายตีฉัน เป็นการสั่งสอนให้ฉันมีสติ และมันจะตอกย้ำให้ฉันทำดีและรักนายให้มากขึ้น!”
       นอกจากจะไม่ซึ้งแล้วชยางกูรยิ่งเกลียดชังชนกชนม์มากขึ้น เดินออกไปจากห้อง
      
       ชนกชนม์เจ็บปวดไปทั้งสรรพางค์ แต่เขากลับมีพลังที่จะสู้เพื่อชนะใจทุกคนให้ได้
       ตกกลางคืนสุตาภัญนั่งอยู่คนเดียวตรงมุมในสวนหน้าบ้าน และกำลังทายาหม่องที่แผลซึ่งโดนพ่อตี
      
       “โอ๊ย..เจ็บ...”
       สุตาภัญเจ็บแสบจนต้องร้องออกมา แต่ยังฝืนทายาต่อ แต่แล้วจังหวะนั้นเธอก็มองเห็นเงาใครบางคน ปีนกำแพงเข้ามาในบ้าน ร่างนั้นร่วงตกลงมาดังตุ๊บ
       สุตาภัญ        ตกใจ “โจร!”
      
       ครู่ต่อมาสุตาภัญถือไม้ เดินตรง..มายังบริเวณกำแพง ร่างของใครคนนั้นกำลังจะลุกขึ้นมาแล้ว สุตาภัญเงื้อไม้ในมือจะฟาดใส่
       “หยุดอยู่ตรงนั้นนะ!”
       ที่แท้เป็นชนกชนม์ซึ่งเงยหน้าร้องห้ามสุตาภัญ
       “อย่า...ฉันเอง!”
       สุตาภัญมองเห็นเป็นชนกชนม์ก็แปลกใจ
       “นาย! มาทำอะไรที่นี่”
       ชนกชนม์ลุกขึ้นปัดเนื้อปัดตัว แล้วยิ้มให้สุตาภัญขณะบอก “ก็มาหาเธอไง บ้านเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน”
       สุตาภัญยิ่งแปลกใจ “เอ้าเหรอ..ไม่เคยบอกฉันเลย”
       “ก็อยากเซอร์ไพร้ส์ แต่เซอร์ไพร้ส์สุดๆ ตกมาดังตุ๊บ” เด็กหนุ่มพูดแซวขำๆ
       “แล้วทำไมไม่กดกริ่งเรียกล่ะ”
       “มีลูกสาวสวยน่ารักอย่างเธอ...คุณพ่อต้องพกปืนไว้แน่..ปัง”
       ชนกชนม์ทำท่าโดนยิงปืน แล้วแลบลิ้นแกล้งตาย....สุตาภัญขำ
       “ฉันตกใจแทบแย่....ห้ามทำอย่างนี้อีกนะ!”
       สุตาภัญจิ้มโดนแผลที่โดนชยางกูรตี..ชนกชนม์ร้องเสียงหลง
       “โอ๊ย”
       “เป็นอะไรอ่ะ”
       สุตาภัญตกใจ เพ่งมองดู จึงเห็นรอยไม้เรียวตามแขนขาของชนกชนม์ สุตาภัญสงสัยอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
      
       สุตาภัญเดินนำชนกชนม์มาที่โต๊ะมุมสวน..บ่นเรื่องชลนิภาและชยางกูร หลังฟังเรื่องราวจบ
       “คุณแม่นายไม่น่าทำอย่างนี้เลย...เท่ากับส่งเสริมให้น้องชายไม่เคารพพี่ชาย” แล้วสุตาภัญก็นึกได้ว่ากำลังว่าแม่ชนกชนม์ “อุ๊ย..ขอโทษนะที่ตาเผลอตำหนิคุณแม่นาย”
       ชนกชนม์ยิ้มรับ “ไม่เป็นไรหรอก ...พูดไปหมดแล้วนี่...” เด็กหนุ่มเปลี่ยนเรื่อง “เมื่อกี้นั่งทำอะไรอยู่?” มองไปเห็นยาหม่องพอดี “ยาหม่อง...เป็นอะไร?”
       สุตาภัญอึ้ง ไม่อยากตอบว่าโดนตีเหมือนกัน...ชนกชนม์ชิงตอบ
       “ฉันรู้แล้ว...เธอเตรียมไว้ให้ฉันใช่มั้ย”
       สุตาภัญ        อึ้ง ก่อนจะพยักหน้ารับสมอ้าง “ใช่....นายเคยช่วยชีวิตสโนไวท์ สโนไวท์ก็ต้องตอบแทน...มานั่งสิ...ฉันทายาให้”
       ชนกชนม์นั่งที่เก้าอี้...สุตาภัญนั่งลงที่พื้นหญ้า ชนกชนม์รู้สึกตกใจ
       “ไม่ต้อง..ฉันทาเอง”
       สุตาภัญ        ปัดมือออก “ไม่ต้องยุ่งน่า”
       สุตาภัญทายาหม่องที่ขาให้ ชนกชนม์มองประทับสุตาภัญ นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาของเขาและเธอ
      
       เหตุการณ์ที่หน้าผับตอนเจอกันครั้งแรก สุตาภัญพยายามจะเข้าไป แต่ถูกวัยรุ่นเบียด ทำให้สุตาภัญเซไปด้านหลัง ทำท่าจะล้ม...แต่แล้วมีชายคนหนึ่งเข้ามาประคองไว้ สุตาภัญเงยหน้ามอง...เห็นชนกชนม์มาช่วยประคองสุตาภัญไว้..โดยมีช่อดอกกุหลาบคั่นไว้กลางใจทั้งสอง
       ทั้งสองคนตกอยู่ในภวังค์....ชนกชนม์ยิ้มให้สุตาภัญ รู้สึกถูกชะตา
      
       ชนกชนม์ดึงตัวเองกลับมายังคงจ้องมองสุตาภัญ..ที่ทายาให้เขานิ่งอยู่อย่างนั้น พร้อมๆ กับภาพตอนเล่นละครสโนว์ไวท์ผุดขึ้นมา
      
       ชนกชนม์ในชุดเจ้าชายมองยังร่างสุตาภัญในชุดสโนว์ไวท์...แล้วอึ้ง ไม่กล้าจูบ สุตาภัญมองชนกชนม์สีหน้ากังวลใจ ว่าชนกชนม์จะทำอะไร
       จังหวะนั้นสารวัตรและจ่าเดินเข้ามาด้านหน้าของศูนย์ มองตรงไปยังเวทีการแสดง พอชนกชนม์มองเห็นสารวัตรและจ่ากำลังมองตรงมา จึงตัดสินใจก้มลงจูบสุตาภัญทันที! สุตาภัญอึ้ง และตกใจ...ที่ถูกจูบ
      
       นึกขึ้นมาแล้วชนกชนม์ก็ยิ้ม มองสุตาภัญที่ทายาให้อยู่อย่างนั้น...เช่นเดียวกันสุตาภัญคิดถึงเหตุการณ์ที่ชนกชนม์ช่วยชีวิตเธอไว้ที่ลานแข่งรถในสวนรถไฟ       
      
       ตอนนั้นสุตาภัญพยายามเรียกหาเพื่อน แต่กลุ่มมอเตอร์ไซค์วิ่งสวนเข้ามา ตัดหน้าตัดหลัง..หนีการไล่ล่าของตำรวจ.....มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอด จะรับสุตาภัญ
       “น้องขึ้นรถ”
       สุตาภัญรู้สึกกลัว ชายคนนั้นเข้ามาคว้ามือให้ขึ้นรถ
       “ไปสนุกต่อด้วยกัน”
       จังหวะนั้นชนกชนม์เข้ามาผลักชายคนนั้นออก แล้วพาสุตาภัญวิ่งออกไป
       “ตามฉันมา”
       ชนกชนม์จับมือสุตาภัญวิ่งหนีไปที่รถ ท่ามกลางความวุ่นวายของมอเตอร์ไซค์ ที่หนีตำรวจโกลาหล
       สุตาภัญดึงตัวเองกลับมา ทายาหม่องให้ชนกชนม์ต่อ ชนกชนม์จับมือไว้
       “พอเถอะ....ขอบใจมากนะ”
       สุตาภัญยิ้มให้ชนกชนม์ ทั้งสองรู้สึกดีต่อกัน สุตาภัญรู้ตัวเอามือออก
       “ดึกแล้ว...กลับไปได้แล้วล่ะ”
       “ครับ...”
       ชนกชนม์จะเดินไปยังประตูหน้าบ้าน
       “ออกทางประตู...ไม่กลัวพ่อฉันยิงรึไง!” สุตาภัญสัพยอก
       “แล้วจะให้ฉันกลับทางไหนล่ะ”
       สุตาภัญยิ้มขำ....รู้ว่าจะให้ชนกชนม์กลับไปทางไหน?
      
       เวลาต่อมาชนกชนม์กำลังปีนขึ้นไปนั่งพักที่ขอบกำแพง พร้อมกับบ่นงึมงำ
       “คนบ้านนี้ใจร้ายจัง”
       “มาทางไหนก็ต้องไปทางนั้น”
       “ไปแล้วนะ.....ขอบใจอีกครั้งนะ”
       สุตาภัญ        ยิ้มรับ
       ชนกชนม์ทำท่าจะกระโดดลงไป แต่หันกลับมาบอก “ขอบใจนะ”
       สุตาภัญขำ “รู้แล้ว”
       “ขอบใจจริงๆ นะ”
       ชนกชนม์ยื้อเวลาไว้ สุตาภัญจึงผลักชนกชนม์ให้ลงไปจากกำแพง
       “ไปได้แล้ว”
       ชนกชนม์เสียหลักตกลงไปจากกำแพง....เสียงดังตุ๊บใหญ่
       ชนกชนม์ลุกขึ้นมายืนพูดกับกำแพง
       “ที่ฉันมานี่..ฉันจะมาบอกเธอว่า...”
       สุตาภัญได้ยินก็อยากรู้...ยืนพิงกำแพงรอฟัง
       “ฉันจะทำตามคำแนะนำของเธอ...ฉันจะทำให้คุณแม่ภูมิใจในตัวฉัน”
       สุตาภัญยิ้มรับ
       “ขอให้เธอเป็นกำลังใจให้ฉันด้วยนะ”
       สุตาภัญยิ้มอย่างมีความสุข
       ชนกชนม์ยิ้มให้สุตาภัญผ่านกำแพง แล้วเดินออกไปด้วยความสุขใจ
       สุตาภัญ        พูดกับตัวเอง “ปัญหาของเราไม่เหมือนกัน...แต่ความทุกข์ใจก็ไม่ต่างกัน...” เด็กสาวหันกลับไปทางที่ชนกชนม์เดินออกไปบอกอย่างมุ่งมั่น
      
       “ฉันบอกให้นายสู้...แล้วฉันจะถอยได้ไง เราจะสู้ไปด้วยกันนะ...ชนกชนม์”
       ชนิกานต์ก้าวลงจากรถ กำลังเดินเข้ามายังตึกใหญ่ และคุยโทรศัพท์อยู่กับสุตาภัญ ส่วนธีรดนย์ขับรถเข้าไปที่โรงจอด
      
       “ตา...เธอเป็นยังไงบ้าง?”
       “ฉันโอเค..แล้วเธอล่ะ...ถึงบ้านแล้วเหรอ?”
       “ไม่ต้องสนใจฉันเลย บอกมานะ..เธอไปไหน? ไปทำอะไร?ฉันเป็นเพื่อนรักเธอ...ห้ามโกหก"
       สุตาภัญอยู่ในห้องนอนคุยโทรศัพท์กับชนิกานต์ซึ่งอยู่หน้าบ้านแล้ว
       “จ้ะ....ฉันบอกก็ได้...คือว่าฉัน...”
       สุตาภัญจะเล่าความจริง
       ชนิกานต์กำลังรอฟัง แต่แล้วพอมองเข้าไปในบ้าน...ก็มีสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันควัน รีบบอกสุตาภัญ
       “แค่นี้ก่อนนะ” แล้วตัดสายทิ้งทันที
       สุตาภัญแปลกใจ
       “เอ้า...ตัดสายไปซะดื้อๆ มีอะไรรึเปล่า?”
      
       ชนิกานต์รีบเร่งเดินเข้าไปในบ้าน ด้วยอารมณ์โกรธ ธีรดนย์เดินเข้ามา มองด้วยความแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น
       ธีรดนย์มองไปยังหน้าบ้าน...เห็นรองเท้าส้นสูงสีแสบตาวางอยู่ จึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังตำแหน่งห้องนอนของณวัตร เมื่อเห็นไฟเปิดอยู่ รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
      
       ชนิกานต์ผลักประตูห้องนอนณวัตรผู้เป็นพ่อ กัณฐิกากำลังใส่เสื้อผ้าก็อุทานด้วยความตกใจ..
       “อุ๊ย หนูควรแคะประตูห้องก่อนนะ... ฉันยังแต่งตัวไม่เสร็จ”
       ชนิกานต์เดินตรงเข้ามา ควักเงินสองพันยื่นให้กัณฐิกา
       “สองพัน!”
       กัณฐิกาฉงน “เงินค่าอะไรคะ?”
       ชนิกานต์พูดตอกหน้า “ค่าตัวเธอไง ไม่พอเหรอ คงรับจ๊อบไซด์ไลน์” ควักเงินเพิ่มให้อีกพัน “ฉันเพิ่มให้อีกพัน แล้วรีบไปซะ”
       กัณฐิกาแสร้งทำเป็นงง “หนูพูดอะไร? ฉันไม่เข้าใจ”
       “ฉันชื่อชนิกานต์ เป็นลูกสาวผู้ชายที่เธอเพิ่งนอนด้วย หมดหน้าที่บำเรอความสุขให้คุณพ่อฉันแล้ว...ไปได้แล้ว!”
       ระหว่างนั้น ณวัตรกำลังแต่งตัวใส่เสื้อผ้าเดินออกมาจากมุมห้องน้ำ
       “ลูกพูดอย่างนั้นไม่ได้นะชนิกานต์..ลูกต้องให้เกียรติ…”
       ณวัตรพูดไม่ทันจบชนิกานต์สวนขึ้นมา “ทำไมต้องให้เกียรติด้วยคะ ก็แค่ผู้หญิงขายตัวแลกเงิน ได้เงินแล้วก็จบ!”
       “ลูกกำลังเข้าใจผิด คุณกัณฐิกาเป็นผู้หญิงของพ่อ เรากำลังจะแต่งงานกัน”
       ชนิกานต์ตะลึงตกใจมาก “อะไรนะคะ”
       กัณฐิกายิ้มเยื้อน “ขอแนะนำตัวอีกทีนะจ๊ะ....ฉันชื่อกัณฐิกา.. เรียกฉันคุณน้าก็ได้จ้ะ...” พลางเดินเข้ามาจับเนื้อตัวชนิกานต์ “ได้ยินคุณณวัตรพูดถึงหนูบ่อยๆ หนูเป็นเด็กที่น่ารักมากเลย”
       “อย่ามาแตะต้องตัวฉัน...ออกไปจากบ้านฉันนังโสเภณี!”
       ชนิกานต์เข้าไปลากตัวกัณฐิกาออกไปจากห้องนั้นทันที ณวัตรตกใจ รีบใส่เสื้อผ้าแล้วตามไป
      
       ชนิกานต์ลากกัณฐิกาออกมาบริเวณโถงของบ้าน แล้วชี้ไปที่ภาพถ่ายครอบครัว
       “แกดูไว้... นี่คือครอบครัวของฉัน! บ้านนี้มีคุณแม่ฉันคนเดียวเท่านั้นที่เป็นภรรยาคุณพ่อ แกเป็นได้แค่นางบำเรอ!”
       กัณฐิกาแย้ง “ภรรยาคุณณวัตรเสียชีวิตไปนานแล้วนี่คะ”
       “แต่จะไม่มีผู้หญิงคนไหนมีสิทธิ์เทียบแม่ฉันได้อีก รวมทั้งแกด้วยนังโสเภณีชั้นต่ำ”
       ณวัตรเข้ามาต่อว่าชนิกานต์
       “หยุดก้าวร้าวคุณกัณฐิกาได้แล้ว เขากำลังจะเป็นแม่ใหม่ของลูก”
       ชนิกานต์เถียง “ไม่ค่ะ! กานต์ไม่มีวันยอมรับมัน กานต์เกลียดมัน!”
       ณวัตรขึ้นเสียง “พ่อบอกให้ขอโทษคุณกัณฐิกา!
       ชนิกานต์โกรธมาก เดินเข้ามาบอกณวัตร
       กัณฐิกาเข้ามาห้าม “อย่าดุแกเลยค่ะ มันคงเร็วเกินไป ให้โอกาสแกได้ตั้งตัว กัณเชื่อว่าแกต้องเข้าใจและยอมรับกัณได้”
       ชนิกานต์สวนขึ้นทันควัน “ไม่มีทาง! ไม่ว่าชาตินี้ชาติหน้ารึชาติไหนๆ ฉันจะเกลียดแก!”
       ชนิกานต์เข้าไปตบตีกัณฐิกาพัลวัน กัณฐิกาได้แต่ปัดป้อง ไม่ตอบโต้ ณวัตรเข้ามาห้ามไว้
       “หยุดเดี๋ยวนี้!”
       กัณฐิการู้สึกผิดที่ทำให้พ่อลูกทะเลาะกัน “กัณขอโทษนะคะที่ทำให้ลูกคุณไม่สบายใจ กัณขอไปเองดีกว่าค่ะ”
       ชนิกานต์ไม่ซึ้งด่าซ้ำ “ไม่ต้องมาเล่นละครสตรอเบอรี่ นังผู้หญิงขายตัว ออกไปจากบ้านฉัน!”
       ชนิกานต์คว้าแจกัน และของตกแต่งใกล้มือปาใส่กัณฐิกา ณวัตรรีบพากัณฐิกาออกไปจากบริเวณนั้นทันที ชนิกานต์ตะโกนสั่งณวัตร
       “คุณพ่อต้องอยู่กับกานต์ ห้ามไปกับมัน!”
       ณวัตรอึ้งหันมามองชนิกานต์...แล้วเดินกลับมาหาชนิกานต์ ชนิกานต์ยิ้มเย้ยกัณฐิกา
       “แกเห็นแล้วใช่มั้ย ว่าคุณพ่อรักฉันมากกว่าแก!”
       “ลูกสงบสติอารมณ์ให้ได้แล้วเราค่อยคุยกัน พ่อจะไปส่งคุณกัณฐิกา”
       ณวัตรบอก คราวนี้กัณฐิกายิ้มเย้ยสะใจที่ชนะชนิกานต์ ณวัตรพากัณฐิกาเดินออกไปชนิกานต์ยิ่งหัวเสีย หยิบข้าวของปาใส่ร้องกรี๊ดๆ ไม่พอใจ
       “อ๊ายยย”
      
       จังหวะนั้นธีรดนย์เดินเข้ามายังมุมหนึ่งตรงประตูบ้าน มองเข้าไปในห้องโถง แปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น กัณฐิการีบเดินออกมาเร็วๆ ชนกับธีรดนย์อย่างจัง ธีรดนย์ประคองไว้
       “ขอโทษจ้ะ”
       กัณฐิกาสบตาธีรดนย์ก็ยิ้มให้ ณวัตรวิ่งตามออกมา รีบเข้าไปดูแลกัณฐิกา
       “คุณเป็นอะไรรึเปล่า?”
       “ไม่เป็นอะไรค่ะ”
       ณวัตรสั่งธีรดนย์ “ธีรดนย์ นายดูแลยัยกานต์ให้ดี อย่าให้ตามไปอาละวาดได้!”
       “ครับ” ธีรดนย์รับคำ
       ณวัตรรีบพากัณฐิกาออกไปที่โรงจอดรถเพื่อพากัณฐิกาไปส่ง
      
       ชนิกานต์ถือแจกันวิ่งตามออกมา ณวัตรขับรถพากัณฐิกา ออกไปจากบ้านแล้ว ชนิกานต์ระเบิดอารมณ์ปาแจกันใส่ตามหลังรถ ตะโกนก้อง
       “ไปแล้วไม่ต้องมา! ฉันไม่มีวันให้แกมาเหยียบที่นี่ได้อีก นังโสเภณี!”
       ธีรดนย์หัวเราะเยาะหึๆๆ ชนิกานต์หันไป เห็นธีรดนย์ยืนหัวเราะที่มุมหนึ่งของบ้าน
      
       ชนิกานต์โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
       ธีรดนย์ยืนหัวเราะอยู่...ชนิกานต์เดินตรงเข้ามาอย่างเดือดดาล
      
       “แกหัวเราะทำไม”
       “จะมีเหตุผลอะไรนักหนาที่คนเราจะหัวเราะ นอกจากรู้สึกสนุก มีความสุข” ธีรดนย์เน้นคำ “และสะใจ!”
       ชนิกานต์โกรธตบหน้าธีรดนย์จนหน้าหัน
       “การที่พ่อฉันมีเมียใหม่มันน่าสนุกรึไง?”
       “สนุกสิ ต่อไปนี้ฉันคงเห็นเธอวี๊ดๆ กรี๊ดเป็นลมชัก”
       ชนิกานต์โกรธมาก กรี๊ดใส่ “อ๊ายยย”
       “ไม่เอาน่า เก็บแรงกรี๊ดไว้ดีกว่า พอคุณผู้หญิงคนใหม่เข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ เธอคงได้กรี๊ดทุกวัน!”
       ธีรดนย์จะเดินไป แต่หันกลับมาพูดเย้ย
       “แต่ขอชมนะ วันนี้เธอระงับอารมณ์ได้ดีขึ้น..ไม่ถึงขั้นเป็นลมชักหรือขู่จะฆ่าตัวตายเหมือนที่ผ่านมา”
       ธีรดนย์หัวเราะเยาะ ชนิกานต์ดึงตัวไว้ แล้วตบหน้าอีกฉาดใหญ่
       “อย่าสะเอะมาเยาะเย้ยฉัน สำเหนียกไว้ด้วยว่าแกเป็นลูกคนใช้!”
       ธีรดนย์สวนกลับ “ถึงเธอจะได้ชื่อว่าเป็นลูกเจ้านาย เธอก็เป็นคนเหมือนฉัน!”
       “แต่คนที่มีเงินมากกว่าย่อมมีอำนาจมากกว่า!”
       ขาดคำ ชนิกานต์ตบหน้าธีรดนย์อีกฉาด แต่ถูก ธีรดนย์ตบกลับทันที ชนิกานต์อึ้งตกใจ
       “แก” ชนิกานต์จะตบหน้าธีรดนย์อีก
       ธีรดนย์ตบกลับอีกสองครั้งติดๆ กัน ชนิกานต์จะตบธีรดนย์เอาคืน ถูกธีรดนย์จับมือไว้
       “กำลังที่เหนือกว่าก็มีอำนาจได้เหมือนกัน และฉันจะสอนให้เธอรู้ว่ากำลังที่เหนือกว่าสามารถทำอะไรที่เธอคาดไม่ถึง”
       ธีรดนย์เข้าไปดึงตัวชนิกานต์ไว้ ชนิกานต์ดิ้นหนีด้วยความตกใจ “แกจะทำอะไร ปล่อยฉันนะ!”
       ธีรดนย์ใช้แรงที่เหนือกว่า รั้งตัวมากอดไว้ได้ แล้วจะจูบชนิกานต์
       จังหวะนั้นเสียงอุษาดังแทรกขึ้น “ธีรดนย์!”
       ธีรดนย์ชะงัก เหลียวมองไป...เห็นอุษายืนมองที่มุมหนึ่ง
       “แม่”
      
       ณวัตรมาส่งกัณฐิกาที่คอนโดกัณฐิกา กัณฐิกาเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ที่มุมหนึ่งในคอนโด
       “เราเลิกกันเถอะค่ะ กัณไม่อยากทำให้ลูกสาวคุณผิดใจกับคุณ”
       “ผมผิดเองที่ตามใจลูกจนเสียคน และแกก็ขาดแม่มานาน ผมเชื่อว่าคนดีอย่างคุณจะดูแลลูกสาวผมได้”
       “ขอบคุณนะคะที่เชื่อใจกัณ” กัณฐิกาซึ้งใจ เดินเข้ามาโอบกอด “กัณจะไม่ทำให้คุณผิดหวังค่ะ”
       ลับหลังณวัตรกัณฐิกายิ้มร้ายเจ้าเล่ห์ คิดกำราบชนิกานต์ให้อยู่หมัด
       ณวัตรเป็นปลื้ม “ที่รักของผม”
       กัณฐิกายิ้มรับ เริ่มปลดกระดุมณวัตรอย่างมีจริต ณวัตรโน้มดันตัวกัณฐิกาลงที่พื้น
      
       ด้านอุษาเดินตรงเข้ามาหาสองคน ธีรดนย์อึ้ง ชนิกานต์ผลักตัวธีรดนย์ออก ชนิกานต์เข้าไปแผดเสียงโวยใส่อุษาทันที
       “ป้าอุษาหัดลูกสอนลูกชายชั่วๆบ้าง อย่าทำรุ่มร่ามกับฉัน ไม่งั้นฉันจะไล่ป้าออก”
       “ป้าขอโทษค่ะที่สั่งสอนลูกไม่ดี คุณหนูให้อภัยธีรดนย์ด้วยนะคะ”
       ชนิกานต์เสียงแข็ง “สั่งให้มันกราบเท้าขอโทษฉัน”
       ธีรดนย์โกรธมาก โวยใส่ชนิกานต์
       “มันจะมากไปแล้วนะ”
       อุษาปรามธีรดนย์ “หยุดเดี๋ยวนี้นะ ทำตามที่คุณหนูสั่ง”
       “แม่..แต่เขาจงใจดูถูกและหยามศักดิ์ศรีเราตลอดเวลา ผมไม่มีวันยอมก้มหน้าให้กับคนแบบนี้!”
       ชนิกานต์โกรธจนตัวสั่น “ทำตามที่ฉันสั่ง!”
       ธีรดนย์ไม่อยากทำ อุษาจึงนั่งลง จะทำแทนลูกชาย
       “ป้าขอกราบแทนลูกชายป้าค่ะ”
       อุษาจะก้มกราบอยู่แล้ว ธีรดนย์ตกใจ รีบมาดึงตัวอุษาไว้
       “แม่อย่า”
       ชนิกานต์มองเย้ย ธีรดนย์สงสารอุษา จึงก้มลงกราบเท้าชนิกานต์อย่างเสียไม่ได้ ชนิกานต์ชักเท้าออก หัวเราะสะใจ
       “จำใส่กะโหลกกลวงๆ ของแกด้วย..คนรับใช้หมายถึงขี้ข้าหรือทาส มีหน้าที่ทำตามที่เจ้านายสั่ง ถ้าแกยังตอแยทำกร่างใส่ฉันอีก ฉันจะเอาโซ่มาล่ามคอให้รู้สำนึกว่าแกเป็นแค่สุนัขรับใช้!”
       ธีรดนย์ขบกรามแน่น ไม่พอใจ จะตอบโต้ แต่อุษามองดุ ธีรดนย์จึงต้องก้มหน้ารับฟัง
       ชนิกานต์ยิ้มเย้ยอย่างผู้ชนะ หันตัวเดินกลับเข้าไปในบ้าน ธีรดนย์ไม่พอใจชนิกานต์มาก
      
       ครู่ต่อมาอุษาคุกเข่าเก็บกวาดเศษแจกันและข้าวของที่ชนิกานต์ปาใส่กัณฐิกาเกลื่อนห้อง ธีรดนย์เข้ามาช่วยอุษาเก็บ หันไปถามอุษา
       “ทำไมแม่ต้องไปขอโทษเขาด้วย ทั้งๆ ที่เขากดขี่ข่มเหงเรา ศักดิ์ศรีความเป็นคนของเราอยู่ตรงไหนครับแม่”
       ธีรดนย์คาดคั้นจากแม่...อุษาหันกลับมาน้ำตาไหลริน
       “ทำเพื่อแม่ได้มั้ย?”
       ธีรดนย์ตกใจและเสียใจที่ทำให้อุษาร้องไห้
       “แม่ครับ..ผมไม่เข้าใจ...แม่พร่ำสอนให้ผมรักศักดิ์ศรี แต่แม่กลับยอมก้มหน้าให้เขาย่ำยี”
       อุษาสอนลูกชาย “ลูกลืมไปแล้วเหรอ...ว่าทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่ได้เพราะใคร คุณผู้ชายส่งเสียให้ลูกได้เรียนดีๆ เทียบเท่าลูกของท่าน คุณผู้ชายมีพระคุณกับเรามากนะ”
       ธีรดนย์มองไปยังภาพถ่ายของณวัตรที่ติดอยู่บนผนังห้องโถง
       “เขาทำดีกับเรา...เพราะเป็นการใช้หนี้ชีวิตของพ่อ”
      
       พร้อมกันนั้นภาพจำในอดีตแสนปวดร้าวก็ผุดขึ้นมาในหัวของเด็กหนุ่ม
       เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นในห้องโถงบ้านชนิกานต์ตอนกลางคืน ณวัตรพาจันทร์สาวสวยคนหนึ่ง เดินลงจากห้องนอนชั้นบน ด้วยอาการเร่งรีบ สักครู่หนึ่งปิยมนแม่ของชนิกานต์ก็วิ่งตามมาแผดเสียงตะโกนเรียกดังลั่น
      
       “คุณอย่าหนีนะ....กลับมาคุยกันให้รู้เรื่อง”
       อุษาเข้ามาห้ามปิยมนไว้
       “ใจเย็นๆ ก่อนค่ะคุณผู้หญิง”
       “ฉันไม่ทนอีกแล้ว เขากล้าพานังเมียน้อยเข้าบ้าน ฉันจะไปฆ่ามัน”
       ปิยมนคำราม แล้วผลักอุษาออก จากนั้นก็วิ่งตามณวัตรไป อุษาตกใจและเป็นห่วง
      
       ขณะที่ณวัตรขับรถพาจันทร์ออกไปจากบ้านแล้ว ปิยมนวิ่งมาเจอสมชาย ตะโกนเรียกหากุญแจรถ
       “นายสมชาย...เอากุญแจรถมาให้ฉัน”
       สมชายวิ่งเข้ามาห้ามปิยมน
       “อย่าตามไปเลยครับ เดี๋ยวคุณผู้ชายก็กลับมาครับ” สมชายบอก
       ปิยมนไม่ฟังชักปืนออกมาขู่ “ฉันบอกให้เอากุญแจมา”
       สมชายจำต้องให้กุญแจรถกับปิยมน สักครู่ปิยมนรีบวิ่งไปที่รถ อุษาวิ่งตามออกมาจากบ้าน บอกสมชาย
       “พี่รีบไปกับคุณผู้หญิง คอยปรามให้คุณผู้หญิงใจเย็น...ไปสิ”
       สมชายรีบวิ่ง ปิยมนกำลังจะขับรถออกไป สมชายวิ่งไปเปิดประตูเข้าไปนั่งด้านข้าง อุษามองด้วยความเป็นห่วง
       ธีรดนย์วิ่งเข้ามา เห็นภาพพ่อตัวเองนั่งข้างปิยมน ก่อนที่รถของปิยมนแล่นออกไป
       “พ่อไปไหน? จะกลับมาเมื่อไหร่ครับ” เด็กชายธีรดนย์ร้องถามผู้เป็นพ่อ
      
       เวลาต่อมาณวัตรขับรถ พาจันทร์หนีออกไป ส่วนที่ด้านหลัง...ปิยมนขับรถ ไล่ตามรถของณวัตร เร่งความเร็วสูงมาตรงถนนบริเวณทางแยก
       “เบาหน่อยครับ...คุณผู้หญิง” สมชายเตือน
       ปิยมนไม่ฟัง กลับเหยียบคันเร่ง เร่งเครื่องแรงกว่าเดิม
       สมชายเห็นรถวิ่งตัดหน้าตรงทางแยกก็ตกใจ “ระวังครับ”
       ปิยมนตกใจ หักรถหลบ แต่ไม่ทันแล้ว เสียงรถชนโครมใหญ่
      
       ธีรดนย์ดึงตัวเองกลับมา ขณะปักธูปที่หน้าภาพสมชายผู้เป็นพ่อ
       “เขาเป็นต้นเหตุทำให้พ่อตาย เขาถึงต้องรับผิดชอบพวกเรา”
       “แม่บอกกี่ครั้งแล้วอย่าคิดอย่างนั้น มันเป็นคราวเคราะห์ของเราเอง ยังไงท่านก็มีบุญคุณ ท่านเกื้อหนุนพ่อกับแม่ก่อนลูกเกิดด้วยซ้ำ”
       อุษาเดินเข้ามาพูดจาหว่านล้อมธีรดนย์
       “แม่ขอล่ะ...คุณหนูเธอน่าสงสาร ขาดแม่...พ่อก็ไม่มีเวลาให้...อย่าทำร้ายจิตใจเธออีกเลย”
       ธีรดนย์คิดในใจยังโกรธชนิกานต์ แต่ไม่อยากทำให้อุษาไม่สบายใจ จำต้องพยักหน้ารับคำ
      
       กฤติยากลับจากมหาวิทยาลัยเดินเข้ามาในบ้าน เห็นยายแก้วกำลังจัดเช็ดถาดขนม กฤติยายกมือไหว้
       “ยายจ๋า...หนูกลับมาแล้วจ้ะ หนูช่วยนะจ้ะยาย”
       กฤติยาจะเข้าไปช่วยเช็ดถาดขนม แต่ยายแก้วเอาถาดหนี
       “ลูกอายไม่ใช่เหรอที่ต้องเป็นแม่ค้าขายขนมในสลัม”
       กฤติยาแปลกใจท่าทีและน้ำเสียงของยาย “ยาย”
       “ยายรู้...เมื่อเช้าลูกหลบหน้าหนุ่มสาวที่มาซื้อขนม”
       กฤติยารู้สึกผิด ยกมือไหว้ยาย “หนูขอโทษจ้ะ”
       “ไม่ต้องขอโทษยายหรอก ยายเข้าใจ...ลูกก็โตเป็นสาวแล้ว ถ้าผู้ชายคนไหนรู้ว่าลูกเป็นแค่หลานยายแก่ๆ ขายขนมในสลัม ใครเขาจะสนใจ”
       กฤติยายอมรับความจริง “หนูยอมรับจ้ะยาย หนูอายเขา” เด็กสาวสำนึกผิดแต่หนูรู้แล้วว่าสิ่งที่หนูทำมันไม่ดีเลย...ยายมีบุญคุณกับหนู เลี้ยงหนูมาด้วยการขายขนม ซึ่งเป็นสิ่งที่หนูควรภูมิใจ แต่หนูกลับอายที่จะช่วยเหลือยาย...หนูเป็นหลานที่ไม่ได้เรื่อง...หนูขอโทษจ้ะ”
       กฤติยาร้องไห้ด้วยความเสียใจ ยายแก้วเข้ามาเช็ดน้ำตาให้
       “ยายดีใจที่ลูกคิดได้ จำไว้นะลูก...เกิดเป็นคน..อย่าลืมบุญคุณคน โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ให้กำเนิดเรามา”
       “ชีวิตนี้หนูไม่มีใครแล้ว พ่อไม่มี แม่ก็มาจากไป”
       ฟังคำหลาน ยายแก้วถึงกับอึ้ง
       “ชีวิตนี้หนูมียายเพียงคนเดียว ยายอย่าทิ้งหนูนะ หนูรักยายจ้ะ”
       กฤติยาเข้าสวมกอดยายแก้วด้วยความรัก ยายแก้วน้ำตาคลอ สงสารหลานสาวที่เกิดมาไม่มีใคร
      
       เช้าวันนี้ ชลนิภาและธนกรกำลังเดินลงมา พร้อมกับชยางกูร ชนกชนม์เดินเข้ามายิ้มให้ทุกคน
       “คุณแม่ครับ เช้านี้ผมทำอาหารที่คุณแม่ชอบ เชิญทานอาหารฝีมือผมนะครับ”
       ชลนิภามองหน้าไม่สนใจนัก ชยางกูรก็ยิ้มเย้ย
       “ไปทานกันเถอะคุณ ชนกชนม์อุตส่าห์ตั้งใจทำ” ธนกรว่า
       ชนกชนม์มองลุ้น ว่าชลนิภาจะตัดสินใจอย่างไร
       “คุณแม่อย่าทานเลยครับ กูรว่ารสชาติอาหารคงจะแย่พอๆ กับนิสัย...เราไปทานข้างนอกเถอะครับ”
       ชยางกูรจะพาชลนิภาไป แต่ชลนิภารั้งมือไว้
       “ให้โอกาสพี่เขาได้แก้ตัวสิลูก”
       ชนกชนม์ยิ้มดีใจ ส่วนชยางกูรไม่พอใจ
       “เชิญครับคุณแม่”
       ชลนิภาเดินนำไปที่ห้องครับ ชยางกูรหันมามองชนกชนม์อย่างไม่พอใจ
      
       ธนกรยิ้มเยื้อนเป็นกำลังใจให้ชนกชนม์
       ภายในห้องทานอาหารที่คฤหาสน์ ทุกคนนั่งประจำที่อยู่ที่โต๊ะอาหาร ชนกชนม์ยกข้าวต้มกุ้งมาเสิร์ฟให้ทุกคน โดยมีแป๋วสาวใช้ขาเม้าท์คอยช่วยและออกอาการเข้าข้างชนกชนม์อย่างเว่อร์ๆ
      
       “คุณผู้หญิงขา นี่เป็นข้าวต้มกุ้งที่อร่อยที่สุดค่ะ เพราะคุณชนกชนม์คัดสรรวัตถุดิบด้วยหัวใจ....นำของไปตั้งไฟใส่ความรักเต็มที่....ปรุงรสด้วยความปรารถดี...โรยผักชีแห่งความผูกพัน...แป๋วเห็นแล้วน้ำตาพาลจะไหล.....มันซึ้งจนจุกอก หาไม่ได้แล้วนะคะ ที่มีลูกประเสริฐอย่างนี้”
       ธนกรยิ้มขำในอารมณ์ขันของแป๋ว ส่วนชยางกูรมองด้วยความหมั่นไส้ แป๋วช่วยตักข้าวต้ม แล้วพูดกระทบชยางกูร
       “ไม่เหมือนลูกบางคนค่ะคุณผู้หญิงขา นอนตื่นสายตะวันโด่ง ไม่สนใจช่วยเหลืออะไรเลย”
       ชยางกูร        ไม่พอใจ “แป๋ว แกว่าใคร”
       แป๋วแก้ตัว “แป๋วเม้าท์ลูกคนข้างบ้านค่ะ วันๆ เอาแต่ออกไปเที่ยวกับเพื่อน แต่พ่อแม่ไม่ว่าอะไรค่ะ...ลูกคนนี้ประจบพ่อแม่เก่งม๊ากมากก”
       ชลนิภาเสียงขุ่น “นังแป๋ว”
       แป๋วปิดปากเงียบทันที
       “ลองทานนะครับคุณแม่”
       ชนกชนม์เอาข้าวต้มมาเสิร์ฟให้แม่...ชลนิภายิ้มรับ ชนกชนม์ลุ้นว่าชลนิภาจะว่าอย่างไร ชลนิภาลุกขึ้น หยิบถ้วยข้าวต้มเททิ้งทั้งหมด
       ชนกชนม์ตะลึง “คุณแม่”
       ชยางกูรยิ้มพอใจและสะใจ
       “อย่าคิดเอาข้าวต้มห่วยๆ มาทำให้ฉันใจอ่อน....ความผิดที่แกทำให้ฉันเสียหน้าพ่อและแม่เลี้ยงแก...มันลบล้างไม่ได้ด้วยอาหารมื้อนี้!”
       ชนกชนม์นึกเสียใจ “แต่ผมตั้งใจทำให้คุณแม่นะครับ”
       “แล้วฉันก็ไม่มีวันเชื่อด้วย...ว่าคนอย่างแกจะลุกมาทำอะไรดีๆ แกคงออกไปซื้อจากร้านอาหารมาหลอกพวกฉัน!”
       แป๋วแหลมขึ้นมาการันตี “คุณชนกชนม์ทำเองนะคะ แป๋วเห็นกับตาเลยค่ะ คุณผู้หญิงไม่เชื่อลองเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดสิคะ”
       ชลนิภากำราบเสียงดุ “นังแป๋ว”
       ธนกรเอ่ยขึ้น “คุณ...คุณควรให้โอกาสชนกนม์ได้แก้ตัวบ้าง”
       “คนดีต้องแก้ไข คนจัญไรต้องแก้ตัว ฉันถือว่าสิ่งที่แกทำ...เป็นการทำดีเข้าตัว ฉันไม่มีวันตกเป็นเหยื่อการประจบสอพลอของแก!” ชลนิภาพูดใส่หน้าชนกชนม์
       ชยางกูร        ผสมโรง “ดีแล้วครับที่คุณแม่ไม่ทาน แค่ดมกลิ่นกูรก็รู้ว่าข้าวต้มรสห่วย”
       แป๋วเหน็บตามประสา “คุณชยางกูรจมูกไวนะคะเหมือนกับ...”
       ชยางกูรมองดุ แป๋วรีบหลบหน้าทันที
       “คุณแม่ไปทานข้างนอกเถอะครับ กูรจะแนะนำร้านอร่อย ถูกปากคุณแม่ครับ”
       ชลนิภาเดินออกไป ชยางกูรพูดกับแป๋วแต่หันมาเย้ยชนกชนม์
       “แป๋ว เอาไปทิ้งทั้งหม้อ....อ้อ...ไม่ต้องให้หมากิน หมาก็คงไม่รับประทาน”
       ชยางกูรหัวเราะร่าออกไป
       “ให้เวลากับแม่เขานะ”
       “ครับ”
       ธนกรเดินออกไปแล้ว แป๋วเข้ามาบอก
       “สู้ๆ นะคะคุณชนกชนม์ แม่แป๋วเคยสอน มารไม่มีบารมีไม่เกิด” แป๋วรีบตบปากตัวเองที่นึกได้ว่าเม้าท์เจ้านายต่อหน้าลูกชาย
       ชกนชนม์ยิ้มรับ...มุ่งมั่นจะสู้ต่อไป
      
       รถของสุทินวิ่งเข้ามาจอดหน้าคณะนิเทศ สุตาภัญลงจากรถ แล้วข้ามถนนเพื่อไปยังตึกที่จะเรียน
       “พี่ตา”
       สุรัมภาในชุดนักเรียนม.ปลาย วิ่งถือกระเป๋าสุตาภัญวิ่งเข้ามายื่นให้
       “ดีใจที่คุณพ่อมาส่ง ถึงกับลืมกระเป๋าเลยเหรอ”
       สุตาภัญประชด “ใครจะไม่ดีใจล่ะ..มีคุณพ่อรักและห่วงยิ่งกว่าเชลยศึก”
       สุรัมภาหัวเราะกิ๊ก “เหมือนกลับมาเป็นเด็กประถมเลยนะ” พลางยกมือขึ้นยีหน้าพี่สาว “แต่เด็กประถมคนนี้หน้าแก๊แก่”
       สุตาภัญหยิกสุรัมภาที่แซวตัวเอง
       “นี่แน่ะ..ปากดีนัก พี่ไปเรียนแล้ว”
       สุตาภัญจะเดินไป สุทินเดินเข้ามา เอ่ยขึ้น
       “ฉันไปส่ง! ไม่งั้นเธออาจหนีเรียน รึนัดใครไว้”
       สุตาภัญ        รู้ว่าผู้เป็นพ่อต้องการควบคุม “ด้วยความยินดีค่ะ...อะไรที่คุณพ่อทำแล้วสบายใจก็เชิญค่ะ”
       สุทินไม่พอใจนัก สุรัมภาตกใจที่สุตาภัญกล้าท้าทายสุทิน แอบแหล่ตามองดุสุตาภัญ
       สุตาภัญไม่สนใจ หันไปยกมือโบกลาสุรัมภา
       สุรัมภาโบกมือให้ “เจอกันเย็นนี้นะคะพี่ตา”
       สุทินหันมาสั่งสุรัมภา “กลับเข้าไปรอในรถ อย่าออกมายืนประเจิดประเจ้อให้พวกผู้ชายมันมองเป็นของสนุก!”
       “ค่ะ” สุรัมภารับคำ
       สุทินเดินไปส่งสุตาภัญ สุตาภัญเดินนำไป ยอมทำตามสั่ง         สุรัมภาทำท่าล้อเลียนสุทิน “กลับเข้ารถ...อย่าให้ผู้ชายมองเป็นเรื่องสนุก” แล้วเปลี่ยนท่าทีเป็นเซ็งๆ “โธ่..แล้วเมื่อไหร่ภาจะมีแฟนล่ะคะคุณพ่อ”
       สุรัมภายิ้มเย้ย แล้ววิ่งข้ามถนนเพื่อกลับไปยังรถที่จอดอยู่ สุรัมภาวิ่งโดยไม่ได้มองรถ
      
       รถมอเตอร์ไซค์วิ่งเข้ามาตรงถนนหน้าคณะนิเทศฯ สุรัมภาหันไปเห็นก็ตกใจร้อง
       “ว้าย”
       มอเตอร์ไซค์จอดหน้าสุรัมภา เกือบชน...ชนกชนม์ถอดหมวกนิรภัยออกถามอย่างเป็นห่วง
       “น้องเป็นอะไรรึเปล่า”
       สุรัมภาได้สติ มองเห็นชนกชนม์ก็เกิดความประทับใจ ยืนยิ้มนิ่งๆ
       ชนกชนม์จอดรถ เข้ามาดูสุรัมภา เป็นห่วง
       “เอ่อ..น้อง” ชนกชนม์เอามือโบกเรียกผ่านหน้าสุรัมภา “หายตกใจรึยัง”
       สุรัมภาสั่นเล็กน้อย ยังอยู่ในภาวะตกใจ “ภาไม่เป็นอะไรค่ะ” แล้วยกมือไหว้ “ภาขอโทษนะคะ ภาข้ามถนนไม่ได้ดูรถ”
       “พี่เองก็ขี่เร็ว งั้น...”
       ชนกชนม์พูดเท่านั้นก็กลับไปที่รถ ซึ่งมีช่อดอกกุหลาบวางไว้ ดึงดอกกุหลาบออกมาหนึ่งดอก ส่งให้สุรัมภา
       “เป็นค่าทำขวัญแล้วกัน”
       สุรัมภาอึ้งในความน่ารักของชนกชนม์ มารับดอกไม้จากชนกชนม์
       “พี่ขอตัวไปเรียนก่อนนะ!”
       “ค่ะ”
       ชนกชนม์กลับไปขึ้นรถ แล้วขี่รถออกไป สุรัมภามองตามตาเป็นประกายด้วยความประทับใจ
      
       “เท่จัง” สุรัมภามองดอกกุหลาบในมือ “แถมโรแมนติกด้วย”
      ขณะเดียวกัน สุตาภัญเดินนำผู้เป็นพ่อมาใกล้ถึงโต๊ะของชมรมคนรักเด็กในคณะแล้ว ชนิกานต์เข้ามาหาสุตาภัญจากอีกทาง...ไม่ทันเห็นสุทิน ธีรดนย์ซึ่งเดินตามหลังเห็นสุทินก็ตกใจ
      
               “ยัยตา วันนี้ห้ามหนีไปไหนอีกนะ ไม่งั้นฉันต้องโดนพ่อเธอลากไปสอบสวน โบยแส้ฟาดโซ่แน่!” ชนิกานต์เย้า
       สุทินเดินเข้ามา ยืนนิ่งอึ้งที่ถูกนินทาซึ่งๆ หน้า ธีรดนย์เห็นสุทินจึงรีบสะกิดเตือน
               “ชนิกานต์”
               ชนิกานต์ไม่รู้คัวปัดมือออกอย่างรำคาญ “ยุ่งน่า!” แล้วบอกสุตาภัญต่อ “พ่อเธอน่ะร้ายมาก สงสัยชาติที่แล้วต้องเป็นผู้คุมเชลยศึก!”
       สุทินทนฟังไม่ไหว จึงกระแอมออกมา ชนิกานต์หันไปเห็นสุทินก็ตกใจ รีบยกมือไหว้ทันที
               “ว้าย..คุณพ่อ เอ่อ...กานต์ไม่เคยคิดอย่างนั้นนะคะ กานต์พูดตามที่นายธีเม้าท์ค่ะ”
       ธีรดนย์สะดุ้งโหยงที่ชนิกานต์โยนความผิดมาให้ ธีรดนย์ยกมือไหว้ สุทินชักสีหน้าท่าทางไม่พอใจ พูดจาแดกดัน
               “ฉันคงต้องคุยกับทางมหาวิทยาลัยให้บรรจุวิชาว่าด้วยมารยาทการเคารพผู้ใหญ่บ้างแล้ว”
               ชนิกานต์ไหว้สุทินอีกครั้ง “กานต์ขอโทษค่ะ”
               สุตาภัญ        อึดอัด อยากให้สุทินกลับไป “คุณพ่อรีบไปส่งภาเถอะค่ะ”
       สุทินย้อนกลับเสียงเขียว “ฉันจะมั่นใจได้ยังไง ว่าเธอจะไม่หนีเรียนไปหาใคร รึมีใครมาหาเธอ”
      
       ชนกชนม์ถือช่อดอกกุหลาบเดินตรงมายังคณะนิเทศ ในขณะที่สุตาภัญยังต่อปากต่อคำกับสุทิน
               “ถ้าคุณพ่อไม่เชื่อใจตา คุณพ่อก็เข้าไปเรียนหนังสือกับตาสิคะ”
       ชนิกานต์และธีรดนย์ตกใจที่สุตาภัญย้อนสุทิน
               “ยัยตา!” สองคนประสานเสียง       
               “ไม่ต้องมาท้าทายฉัน ถ้าฉันทำได้ฉันทำไปแล้ว”
       ชนิกานต์และธีรดนย์อึ้ง ที่สุทินมีความคิดอย่างนั้นด้วย
               สุทินหันมาบอกชนิกานต์ “ชนิกานต์ ฉันฝากดูแลสุตาภัญด้วย”
               “ค่ะ” ชนิกานต์รับคำ
               สุทินมองธีรดนย์ “ส่วนนาย! ถ้าลูกฉันไม่บอกว่านายเป็นเกย์ ฉันไม่มีวันให้คบกับลูกสาวฉันเด็ดขาด”
               ธีรดนย์อึ้งกลายเป็นเกย์ไปซะแล้ว “ผมนะเหรอครับเกย์”
       ชนิกานต์แอบหัวเราะขำ สุตาภัญหยิกชนิกานต์ไม่ให้หัวเราะ
               สุทินมองเหล่ สงสัย “รึนายไม่ใช่เกย์”
       สุตาภัญรีบขยิบตาให้ธีรดนย์ สวมรอยเล่นบทเกย์
               ธีรดนย์จำเป็นต้องตามน้ำ “ฮ่ะคุณพ่อ เป็นมานานแล้วฮ่ะ” พร้อมกับยิ้มหวานให้สุทิน
               “ไม่ต้องมองหน้าฉันอย่างนั้น ฉันไม่ใจกว้างพอที่จะยอมรับเพศอย่างนายได้”
       ธีรดนย์หุบยิ้มแทบไม่ทัน
       “แต่อย่างน้อยฉันก็มั่นใจว่าไม่มีผู้ชายเข้าใกล้ลูกสาวฉัน” สุทินว่า
      
       ขณะเดียวกันนั้น ชนกชนม์ถือช่อดอกไม้มองจากระยะไกลๆ เห็นสุตาภัญยืนอยู่ที่มุมหนึ่งในคณะนิเทศแต่ไม่เห็นสุทิน ชนกชนม์ยิ้มร่าดีใจจะเดินเข้าไปที่ตึก แต่แล้ว โจ เพื่อนร่วมคณะ และเล่นดนตรีวงเดียวกับธีรดนย์ ก็เข้ามาขวางทางไว้
               “ชนกชนม์ บ่ายนี้นายไปช่วยร้องเพลงงานของชมรมรึเปล่า”
               ชนกชนม์แปลกใจ “ธีไม่ได้บอกฉัน คงโกรธที่ฉันทิ้งวงวันออดิชั่น”
               “เสียดายว่ะ ไม่งั้นแกคงได้ร้องเพลงคู่กับดาวคณะ”
               ชนกชนม์สงสัย “ใครเหรอ”
      
       ด้านสุตาภัญรีบบอกให้สุทินกลับไปได้แล้ว
               “คุณพ่อควรไปส่งภาได้แล้วนะคะ สายแล้วค่ะ”
       “เย็นนี้ไปยืนรอที่หน้าคณะให้ตรงเวลาด้วย” สุทินกำชับ
       “ค่ะ” สุตาภัญรับคำ สามคนไหว้ลาสุทิน
               ธีรดนย์ไหว้เสียงแมน “สวัสดี...”
       สุตาภัญและชนิกานต์ขยิบตามอง ธีรดนย์ต้องปรับเสียงลงท้ายสาวแตก
               “...ฮ่ะ”
       สุทินมองแล้วส่ายหัว ก่อนจะเดินออกไป
      
       ชนกชนม์ถือช่อดอกกุหลาบมาตามทางเดินที่มุมหนึ่งในคณะ คิดถึงเหตุการณ์ที่โจเล่า
               “ดาวคณะก็สุตาภัญไง สุตาภัญจะร้องเพลงกับวงเราด้วย”
       ชนกชนม์มองช่อดอกกุหลาบในมือ ยิ้มกริ่ม
               “ฉันอยากร้องเพลงกับเธอจัง”
       ชนกชนม์เดินเหม่อไม่มองทาง ทำให้ชนสุทินที่กำลังเดินสวนมา ชนกชนม์ตกใจ ช่อดอกไม้หลุดมือ ชนกชนม์ก้มเก็บช่อดอกไม้ สุทินมองอย่างไม่พอใจ ชนกชนม์หยิบช่อดอกไม้ขึ้นมารีบขอโทษ
               “ขอโทษครับ”
      
       สุทินพูดไม่จาเดินออกไป ไม่สนใจชนกชนม์เลย ชนกชนม์เห็นแต่เพียงด้านหลังของสุทิน
       ชนิกานต์เดินหัวเราะเยาะธีรดนย์ ตะโกนบอกเพื่อนๆ ที่เดินผ่านไปเพื่อยังห้องเรียน
      
       “ใครไม่เคยเห็นกะเทยถึก กะเทยควาย กะเทยคูโบต้าเชิญทางนี้...ตัวจริงเสียงจริงจ้า...นะฮ้า นะฮ้า”
       ชนิกานต์ชี้ชวนให้เพื่อนๆ หันมามองธีรดนย์ เล่นเอาธีรดนย์อายมาก พยายามยกมือปฏิเสธ สุตาภัญสงสารธีรดนย์เข้าไปห้าม
       “พอได้แล้วยัยกานต์” สุตาภัญบอกธีรดนย์ “ธี....ตาขอโทษนะที่ต้องสร้างเรื่อง ไม่งั้นพ่อตาไม่ยอมให้ธีเข้ากลุ่ม”
       ธีรดนย์ยิ้มแหยๆ “จะให้ผมเป็นอะไรก็ยอม ขอให้เราได้อยู่ด้วยกัน”
       สุตาภัญ        ดีใจที่ธรดนย์ไม่เคือง “ให้ได้อย่างนี้สิ เพื่อนที่แสนดีของตา”
       สุตาภัญยิ้มให้ธีรดนย์ แล้วมองไปตรงหน้า ด้วยสีหน้าแปลกใจ
               “นาย”
       ธีรดนย์แปลกใจ หันกลับไปมอง ชนิกานต์ก็หันหลังไปมองด้วย
       สามคนเห็นชนกชนม์ยืนถือช่อดอกกุหลาบอยู่ในมือ ยิ้มให้สุตาภัญ ชนกชนม์จะเดินเข้ามาหาสุตาภัญ แต่ชนิกานต์วิ่งปราดเข้าไปรับช่อดอกไม้ในมือชนกชนม์ทันที
               “ขอบใจมากค่ะที่เอามาให้กานต์”
               ชนกชนม์อึ้ง “เอ่อ”
               ชนิกานต์พูดต่อ “นี่คงเป็นดอกไม้แทนคำขอบคุณที่กานต์เชียร์นายแข่งรถ แล้วก็ต่อว่านักเลงอันธพาลที่โกงนาย ใช่มั้ย”
               ชนกชนม์จำต้องสมอ้างยอมรับ “ครับ”
               “ชนกชนม์...นายมาทำอะไรที่นี่” ธีรดนย์สงสัย
               ชนิกานต์ชิงตอบ “ก็เขาเอาดอกไม้มาให้ฉันไง...” พร้อมกับคว้ามือชนกชนม์มาหาสุตาภัญ “ยังไม่ได้แนะนำเป็นทางการเลย..นี่สุตาภัญ..เพื่อนสนิทของกานต์”
       สุตาภัญ        ยิ้มให้ชนกชนม์
       ชนิกานต์บอกต่อ “เรียกเธอว่านางฟ้าเบอร์ฟ้า รักเด็ก รักความยุติธรรม รักโลก รักสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ...รักการประหยัดพลังงาน”
               ชนกชนม์ยิ้มขำๆ “ยินดีที่ได้รู้จักครับนางฟ้าเบอร์ห้า”
               “ค่ะ” สุตาภัญยิ้มตอบ
               จากนั้นชนิกานต์ชี้ไปที่ธีรดนย์ “ส่วนนั่นก็รู้จักกันแล้ว อ้อ...แต่มีความลับที่นายไม่รู้คือ นายนี่เป็นแต๋ว อย่าเข้าใกล้เชียว”
               ชนกชนม์รับมุกอำต่อ “เฮ้ย จริงเหรอธี? ว่าแล้วทำไมถึงติ๋มๆ”
               ธีรดนย์เสียฟอร์ม
               สุตาภัญ        รีบแก้ให้ “ไม่ใช่หรอก กานต์เค้าอำเล่นนะ”
               ชนกชนม์เข้ามากอดธีรดนย์ “ฉันแซวเล่น เป็นเพื่อนกับธีมานาน ธีมันแมนทั้งแท่ง”
               ชนิกานต์แนะนำตัวเอง “ส่วนฉัน...ชนิกานต์ ไม่ต้องจำนามสกุลก็ได้ แค่รู้ว่าเป็นลูกสาวนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตัวพ่อก็พอ” พร้อมกับยิ้มหวานให้ชนกชนม์ “อ้อ..เรียกสรรพนามเขากับตัวเองก็ได้นะ เพราะเราเป็นแฟนกันแล้ว”
               ชนกชนม์อึ้ง “เอางั้นเลยเหรอครับ”
               สุตาภัญเอ่ยขึ้น “อย่าไปถือสายัยกานต์เลยค่ะ ยัยนี้ชอบอำ”
               ธีรดนย์ถามชนกชนม์ “คณะบริหารอยู่ทางโน้น นายมานี่ทำไม”
               “ฉันจะขอไปร้องเพลงงานชมรมคนรักเด็กด้วย”
               ธีรดนย์รีบปฎิเสธ “ฉันวางคิวเต็มแล้ว แล้วอีกอย่าง..ฉันไม่อยากให้งานพังเพราะนายอีก” จากนั้นก็หันมาบอกสุตาภัญ “ตา..ไปเข้าเรียนกันเถอะ”
               สุตาภัญ        พยักหน้ารับ แล้วหันไปบอกชนกชนม์ “ฉันไปก่อนนะ”
       ธีรดนย์เดินนำเข้าห้องเรียน ไม่สนใจชนกชนม์...สุตาภัญ เดินตามธีรดนย์ไป
               ชนิกานต์รีบบอกชนกชนม์ “ตัวเองไม่ต้องกังวล..เรื่องนี้เขาเคลียร์ให้”
       ชนกชนม์ยิ้มให้ชนิกานต์ หวังว่าชนิกานต์จะช่วยได้
      
       ครู่ต่อมาชนิกานต์เดินเข้ามานั่งข้างสุตาภัญในห้องเรียน ซึ่งสุตาภัญนั่งคั่นกลางระหว่างสองคน ชนิกานต์บอกเป็นเชิงสั่งธีรดนย์
       “นายต้องให้แฟนฉันร้องเพลงด้วย”
               “ฉันเป็นหัวหน้าวง เธอไม่มีสิทธิ์สั่งฉัน”
               “แต่ฉันเป็นเจ้านายเธอ”
               ธีรดนย์ย้อน “ที่นี่ไม่ใช่บ้าน สิทธิ์อำนาจของเธอกับฉันเท่าเทียมกัน”
       ชนิกานต์ไม่พอใจจะโวยอีก สุตาภัญปรามไว้ แล้วหันมาบอกธีรดนย์
               “ตารู้นะว่าธีไม่พอใจที่ชนกชนม์ทิ้งวงไปกลางคัน...แต่ธีควรให้โอกาสเขาได้แก้ตัว ถ้าเขาทำผิดพลาดอีก ธีค่อยตัดออกจากวง”
               ธีรดนย์แปลกใจ “ทำไมตาถึงคอยเข้าข้างมันตลอด”
               สุตาภัญ        อึ้ง พูดไม่ออก ตอบไม่ได้
               “เพราะยัยตาเห็นว่าเขาเป็นแฟนฉัน ตาไม่อยากให้ใครมาทำร้ายจิตใจแฟนฉัน ใช่มั้ย” ชนิกานต์บอกแทน
               สุตาภัญ        จำต้องตามน้ำพยักหน้ารับชนิกานต์ “ใช่...” แล้วหันมาถามธีรดนย์ “ว่าไงธี..ให้โอกาสเขาสักครั้งได้มั้ย ตาขอนะ”
       ธีรดนย์มองไปยังประตูห้องเรียน จ้องชนกชนม์ที่ยืนลุ้นผลอยู่ตรงนั้น
      
       เวลาต่อมา ที่ห้องกิจกรรม โจกำลังขนเครื่องดนตรีออกไป สักครู่หนึ่งธีรดนย์เข้ามาขนกลอง ตามด้วยชนกชนม์เข้ามาช่วย
               “ขอบใจมากนะ” ชนกชนม์บอกธีรดนย์
               “ฉันยอม เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนที่นายเคยช่วยติวเอ็นทรานซ์”
               “เรื่องนั้นไม่ต้องเอามาคิดเป็นบุญคุณหรอก ฉันยินดีช่วยเพื่อนอยู่แล้ว”
               “แต่แม่ฉันสอนว่าเรื่องบุญคุณคนเป็นสิ่งสำคัญ...ฉันก็อยากให้นายจดจำไว้ วันนี้ฉันช่วยนาย ต่อไปนายก็ต้องช่วยฉัน”
       ธีรดนย์มองชนกชนม์จริงจัง..ชนกชนม์ยิ้มตอบ
               “ด้วยความยินดีเพื่อน”
       ชนกชนม์เข้ามาจับมือสัญญากับธีรดนย์
      
       สุตาภัญยืนมองทั้งสองจับมือกัน ก็รู้สึกดี..ยิ้มให้ทั้งสองหนุ่ม
       บ่ายวันนั้นชยางกูรเดินเข้ามาในห้างสรรพสินค้าแห่งนั้น ยืนมองหาใครสักคน สักครู่เพทายและเพื่อนเดินเข้ามายืนข้างชยางกูร
      
               “เด็กที่แกจัดให้ฉันอยู่ไหน” ชยางกูรถามเพทาย
               “โน่นไง..ใช้ได้มั้ย?”
       ชยางกูรหันไปมองตามสายตาเพทาย
       สามสาววัยใส นานา เจน และพลอย กำลังเลือกเสื้อผ้าในร้านเสื้อผ้าวัยรุ่น
       ชยางกูรยิ้มพอใจ ควักเงินห้าพันให้เพทาย แล้วเดินตรงไปยังร้านเสื้อผ้าทันที
       เพทายนับเงินในมือ...พอใจกับเงินที่ได้รับเป็นค่าแรง เพื่อนชยางกูรเข้ามาถามเพทาย
               “เพทาย...นั่นมันเมียแกไม่ใช่เหรอวะ”
               “ก็แค่เมีย ไม่ใช่แม่ของลูก...เงินนี่มีค่ากว่ามันเยอะ”
       เพทายมองเงินในมือแล้วมองไปยังนานาแฟนสาวซึ่งอยู่ในร้าน
      
       ขณะที่นานาถือเสื้อผ้าในมือสองตัว หันไปถามเพื่อนๆ
               “พวกแกว่าตัวไหนดีอะ ฉันเลือกไม่ถูก มันสวยทั้งสองตัวเลย”
       ชยางกูรเดินหล่อเข้ามา “ถูกใจก็เอาทั้งสองตัวสิ”
       พร้อมกันนั้น ชยางกูรชูบัตรเครดิตพร้อมจะจ่ายให้นานาเต็มที่
               “แล้วถ้าถูกใจทั้งร้านล่ะ” นานาพูดทีเล่นทีจริง
               “ไม่มีปัญหา” ชยางกูรว่า
       นานายิ้มอย่างพอใจ เจนและพลอยก็หลงใหลชยางกูร ครู่ต่อมานานาเดินไปดูเสื้อผ้าเพิ่มเติม ชยางกูรเดินตามไปดูแลนานา
       ระหว่างนั้นสุรเดชเดินคุยโทรศัพท์มาหน้าร้าน
               “น้องยารีบมานะ...มื้อนี้พี่เดชเลี้ยงปิ้งย่างเต็มที่...ยี่สิบ” สุรเดชพูดแล้วหัวเราะขำ “ไม่ขำเหรอ”
       สุรเดชมองเห็นผู้หญิงสองคนเดินผ่านไป สายตามองตามทันที
       “เจอกันที่เดิมนะ....จุ๊บๆ” เด็กหนุ่มจอมกะล่อนกดวางสาย...มองตามสาวๆ “เนื้อขาวนวล...น่าจับปิ้ง”
       สุรเดชเปิดกล้องวีดิโอมือถือ แล้วเดินตามสาวๆ ไป
      
       เวลาเดียวกันธีรดนย์ทบทวนคิวการแสดงให้ทุกคนฟัง หลังจากเซ็ตเครื่องดนตรีเสร็จ ด้านหลังเวทีตรงลานกิจกรรมมีป้ายเขียนว่า “ โครงการ...จิตอาสาร่วมระดมทุนจัดกิจกรรมให้เด็กในสลัม จากชมรมคนรักเด็ก”
               “ฉันทวนคิวอีกทีนะ” ธีรดนย์บอกชนกชนม์ “นายร้องหนึ่งเพลง คั่นด้วยการรับบริจาคเงิน คิวที่สองฉันร้องเพลงกับตา”
               “จ้ะ” สุตาภัญรับคำ
               “แล้วคั่นด้วยการรับบริจาค ทางห้างสรรพสินค้ามีเวลาให้เราครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เราต้องช่วยกันระดมทุนให้มากที่สุด” ธีรดนย์บอกต่อ
               ชนิกานต์บ่นอุบ “ไม่น่าเสียเวลามาจัดกิจกรรมบ้าบอเลย...จะได้กี่บาทเชียว ไปขอจากพ่อฉันก็ได้เป็นแสนแล้ว”
               สุตาภัญท้วง “เราไม่ได้ต้องการแค่เงิน แต่เราอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเป็นจิตอาสา และร่วมแบ่งปันให้เด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ”
               ชนิกานต์แซว “จ้า...แม่นางฟ้าเบอร์ห้า”
               ธีรดนย์เอ่ยขึ้น “เหลือเวลาหนึ่งชั่วโมง ทุกคนสแตนด์บายอยู่แถวนี้แล้วกัน”
       ทุกคนพนักหน้ารับ แล้วแยกย้ายเดินออกไป ชนกชนม์จะเดินไป ธีรดนย์เรียกไว้
               “ชนกชนม์ หวังว่านายไม่ทำงานฉันล่มอีก”
               “เชื่อใจเพื่อนสิวะ”
       ชนกชนม์ยิ้ม รับปากอย่างมั่นใจ
      
       สุตาภัญแยกมาเพื่อเตรียมกล่องรับบริจาค และตรวจเช็กโบว์ชัวร์ที่จะแจกตอนเล่นดนตรี
               “ฉันฝากเช็กของด้วยนะ” ชนิกานต์บอก
               “เธอจะไปไหน” สุตาภัญสงสัย
               “ไปเสริมสวยหน่อย” ชนิกานต์เหล่มองไปที่ชนกชนม์ ซึ่งอยู่ที่มุมหนึ่ง “ฉันอยากให้เขาประทับใจฉัน”
       สุตาภัญยิ้ม ชนิกานต์รีบเดินออกไป
       ขณะที่สุตาภัญเช็กของอยู่ชนกชนม์เดินเข้ามาช่วย
               “ฉันดีใจด้วยนะที่นายได้กลับมาร้องเพลง นายคงชอบร้องเพลงมากสิ”
               “ก็ชอบ แต่ที่ฉันมาที่นี่ มีเหตุผลอื่นมากกว่านั้น”
               “เหตุผลอะไรเหรอ”
               ชนกชนม์แหย่ถาม “อยากรู้จริงอ่ะ”
               “เล่นตัวนัก ไม่อยากรู้แล้ว” สุตาภัญทำเป็นงอน
               “อยากบอกอ่ะ เหตุผลมันมีสามข้อ”
       “เยอะจัง อ่ะ...ข้อแรกคือ”
       ชนกชนม์ขยับเข้าไปจับมือสุตาภัญ แล้วพาเดินออกไป
      
       สุตาภัญแปลกใจ แต่ก็ยอมตามไปไม่ขัดขืน
      ไม่นานหลังจากนั้น ชนกชนม์พาตัวเองมาหยุดหน้าร้านเสื้อสตรีวัยทำงานในห้างแห่งนั้น สุตาภัญเดินเข้ามายืนมองหุ่นที่ใส่เสื้อผ้าผู้ใหญ่
      
               “อย่าบอกนะว่าจะซื้อเสื้อผ้าให้ฉัน เอ่อ..มันดูสูงวัยไปนะ”
               “ใครบอกล่ะ...ฉันจะซื้อเสื้อผ้าให้คุณแม่ฉัน ฉันอยากให้ท่านให้อภัยและประทับใจฉันบ้าง...เธอต้องช่วยเลือก”
               สุตาภัญ        แปลกใจ “ทำไมต้องเป็นฉันด้วยล่ะ”
               “ก็เธอเป็นคนสอนให้ฉันทำดีกับคุณแม่ ดังนั้น..เธอต้องร่วมรับผิดชอบด้วย”
               “ถ้าฉันบอกอะไรนายก็จะทำตามที่ฉันสั่ง..ว่างั้น”
               ชนกชนม์โค้งคำนับยิงมุกพูดล้อๆ “เจ้าชายตกอยู่ใต้อำนาจของเธอแล้ว..สโนไวท์”
       สุตาภัญขำในมุกของชนกชนม์ ชนกชนม์ผายมือเชิญให้สุตาภัญเข้าไปข้างใน สุตาภัญยิ้มรับแล้วถอนสายบัว..เดินเข้าไปในร้านนั้น
       ขณะเดียวกันชยางกูรและสาวๆ เดินถือถุงใส่เสื้อผ้า มาหยุดที่หน้าร้านเดียวกัน
               “ขอบใจกูรมากนะ” นานาบอก
               ชยางกูร        โอบเอวนานา “กลับกันเถอะ....ไปนั่งรถเล่นกับฉัน”
               นานาเล่นตัวพอเป็นพิธี พูดอ้อนๆ “เดี๋ยวก่อนสิ...นานาขอไปทำสปาเล็บก่อนนะ”
               ชยางกูรควักเงินส่งให้ “เสร็จแล้วโทร.มา”
       นานายิ้มดีใจเข้ามาหอมแก้มชยางกูร แล้วเดินออกไปกับเพื่อนๆ ในจังหวะที่เพทายและเพื่อนๆ เดินเข้ามาหาชยางกูรพอดี
               “ถูกใจไหม” เพทายถาม
               “แก้ขัด” ชยางกูรว่า แล้วหันบอกทุกคน “ไปหาอะไรกินกัน เย็นนี้ต้องใช้แรงอีกเยอะ”
       ชยางกูรเดินนำออกไป เพทายและเพื่อนๆตามเป็นโขยง
      
       นานาถือเงินยิ้มเข้ามาอย่างมีความสุข
               “ชยางกูรเป็นถึงลูกเจ้าของจิวเวอรี่ ฉันต้องจับให้อยู่หมัด” นานาอวด
               “ใครได้เป็นแฟนสบายไปทั้งชาติ” เจนว่า
               “อิจฉาอ่ะแก..วันหน้าแบ่งปันให้ตกถึงท้องฉันบ้าง” พลอยเย้า
       สามสาวเดินหัวเราะออกไป
       สุรเดชยืนอยู่มุมหนึ่ง เห็นสาวๆ นุ่งสั้น ก็สนใจ
               “วันนี้วันศุกร์...คนดีใส่สีอะไรนะ”
       สุรเดชยิ้มกริ่มแล้วเดินตามสาวๆ ไปทันที
      
       ด้านชนิกานต์กลับมาบริเวณจัดกิจกรรม...ส่องสายตามองหาชนกชนม์
               “ชนกชนม์ไปไหนอ่ะ จะอวดสวยสักหน่อย”
       ธีรดนย์เข้ามาถามชนิกานต์
               “เธอเห็นตามั้ย”
               “ไม่เห็น”
               ธีรดนย์มองหน้าตาชนิกานต์ “มัวห่วงสวย...ไม่เคยห่วงเพื่อน”
               “แล้วไง แกก็เลิกทำตัวเป็นหมาเห่าเครื่องบินได้แล้ว ยัยตาไม่มีวันเอาแกหรอก”
               “อย่าหาเรื่องทะเลาะได้มั้ย นี่ใกล้เวลาแสดงแล้ว ทั้งตาและไอ้ชนม์หายไป!”
       ชนิกานต์และธีรดนย์กังวลใจและแปลกใจว่าทั้งสองหายไปไหน?
      
       ส่วนภายในร้านเสื้อผ้าสำหรับผู้ใหญ่ ชนกชนม์เลือกเสื้อผ้ามาได้หนึ่งชุด ถือให้สุตาภัญดู
               “ชุดนี้สวยมั้ย”
               “ไม่ดี.. มันเปรี้ยวไป”
       ชนกชนม์จึงหยิบอีกชิ้นมาทาบตัวเอง
               สุตาภัญบอกอีก “ไม่ไหว..แก่มาก!”
               ชนกชนม์ฉงน “หมายถึงชุด”
               สุตาภัญยิ้มขำ “หมายถึงนาย”
       สุตาภัญหัวเราะชนกชนม์ ชนกชนม์หยิบอีกชุดมา แล้วทาบตัว ทำท่าสาวแตกพรีเซ้นต์เป็นผู้หญิง
               “ชุดนี้ล่ะ สวยมั้ยคะ”
               “ทะลึ่งน่า”
               “แล้วชุดไหนเหมาะกับแม่ฉันล่ะ”
       สุตาภัญมองไปที่ราวอีกมุมหนึ่ง สุตาภัญเดินไปเลือกชุด ได้มาชุดหนึ่งเอามาให้ชนกชนม์ดู
               “นายบอกว่าคุณแม่นายเป็นเวิร์คกิ้งวูแมน ชุดนี้น่าจะเหมาะ”
       ชนกชนม์ยืนมอง ยิ้มรู้สึกพอใจเช่นกัน
               “สวยจัง”
               “ชุดเหรอ”
               “เปล่า..หมายถึงเธอ”
               สุตาภัญ        ยิ้มรับเขินๆ “เอาชุดนี้นะ!”
               “ต้องลองก่อน! ฉันอยากรู้ว่าเวลาสวมแล้วจะสวยมั้ย”
               สุตาภัญ        แปลกใจ “ให้ฉันลองชุดแม่นายเนี่ยนะ”
               “เธอก็คิดว่าเป็นแม่ฉันสิ” ชนกชนม์เย้า
               สุตาภัญ        ทำเสียงดุล้อเลียนชลนิภา “ไม่ต้องมาสั่งฉันชนกชนม์ เธอต่างหากที่ต้องฟังคำสั่งฉัน!”
               ชนกชนม์อึ้งยืนนิ่งงันไป
               สุตาภัญ        รู้สึกผิด คิดว่าชนกชนม์ไม่พอใจ “ฉันขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
               จู่ๆ ชนกชนม์กลับหัวเราะสวนขึ้นมา “เธอเล่นละครเหมือนคุณแม่ฉันมาก...” แล้วดันตัวสุตาภัญ “ไปลองได้แล้ว”
               สุตาภัญ        มองนาฬิกา “ไม่ต้องลองหรอก ใกล้เวลาเล่นดนตรีแล้วนะ”
               ชนกชนม์จับข้อมือสุตาภัญดูนาฬิกา “เหลืออีกตั้งสิบนาที ทันน่า”
       ชนกชนม์ดันตัวสุตาภัญให้เข้าไปลองชุด
       ตรงลานกิจกรรมห้างสรรพสินค้าในตอนนั้น ชนิกานต์พยายามโทร.หาสุตาภัญแต่ติดต่อไม่ได้
      
               “ยัยตาปิดเสียงแน่เลย”
               โจเดินเข้ามาถามธีรดนย์ “ชนกชนม์มารึยัง จะถึงเวลาเล่นแล้ว”
               ธีรดนย์ไม่พอใจ “ฉันไม่น่าให้โอกาสมันเลย” ก่อนจะหันไปตำหนิชนิกานต์ “เป็นไงล่ะคนดีของเธอ สร้างปัญหาทุกครั้ง”
               “เลิกบ่นสักทีได้มั้ย แทนที่จะยืนด่าแฟนฉัน เอาเวลาไปคิดแก้ปัญหาเถอะ” ชนิกานต์หงุดหงิด
       ธีรดนย์ไม่พอใจที่ชนิกานต์หันมาย้อนด่ากลับ จึงหันมาบอกโจ
               “คิวแรกฉันร้องเอง”
       โจพยักหน้า แล้วรีบกลับไปเตรียมตัว ธีรดนย์หันไปบอกชนิกานต์
               “คราวนี้ฉันตัดคนดีของเธอออกจากวงเด็ดขาด”
       ธีรดนย์โมโหเดินไปเตรียมตัวเล่นดนตรี ชนิกานต์แปลกใจว่าชนกชนม์กับสุตาภัญหายไปไหน
               “หายไปไหนกันนะ”
      
       ส่วนชนกชนม์มองดูเวลา เริ่มกังวลใจ
               “เหลืออีกห้านาที น่าจะทัน”
       ขณะพูดชนกชนม์เหลียวมองไปทางหน้าร้านก็ต้องตกใจ
               “คุณแม่”
       ชลนิภาเดินมาหยุดที่หน้าร้าน แล้วมองเข้าไปในร้าน ชนกชนม์รีบฉากหลบ แอบอยู่ที่มุมหนึ่ง มองตรงไปอย่างลุ้นๆ
               “อย่านะ อย่าเข้ามา”
       ชลนิภาเดินเข้ามาในร้าน มีธนกรเดินตามเข้ามาด้วย
               “ให้ได้งี้สิ”
       ชนกชนม์ตกใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกังวล...รีบเดินไปยังห้องลองชุด
       สุตาภัญเดินออกมาจากห้องลองชุดพอดี
               “เป็นไง...สวยถูกใจมั้ย?” บังเอิญสุตาภัญเหลียวมองไปที่มุมหนึ่ง เห็นชลนิภาเดินเข้ามา “ผู้หญิงคนนั้นเหมื๊อนเหมือนแม่นาย”
               “ไม่ใช่แค่เหมือน..แต่ใช่เลยล่ะ” ชนกชนม์บอก
               “ถ้าแม่นายมาเห็นก็ไม่เซอร์ไพร้ส์นะสิ”
       ชนกชนม์กังวลใจ “แถมฉันต้องโดนด่า”
       สุตาภัญ        ตกใจ “เอาไงดี”
       ชนกชนม์กังวลใจ คิดหาทางรอด
      
       ครู่ต่อมาสุตาภัญยืนอยู่ในห้องลองเสื้อ โดยมีชนกชนมเบียดอยู่ด้านในด้วยกัน
               “ทำไมนายต้องมาหลบในนี้ด้วย”
               “ก็คิดไม่ออกอ่ะ เดี๋ยวคุณแม่ก็คงกลับไปแล้วล่ะ”
      
       ด้านชลนิภาหยิบเสื้อขึ้นมา แล้วหันไปถามพนักงาน
               “ห้องลองอยู่ไหน”
       ชนกชนม์และสุตาภัญตกใจ
               “เชิญทางด้านโน้นค่ะ”
       พนักงานบอกพลางเดินนำชลนิภาและธนกรไปที่ห้องลองเสื้อ
      
       สองคนยังอยู่ในห้องลองเสื้อ ชนกชนม์บอกสุตาภัญ
       “รีบออกไปตอนนี้น่าจะทัน”
       ชนกชนม์เปิดประตูจะออกไปเพื่อหลบแม่ แต่กลับเห็นชลนิภาเดินตรงมาที่ห้องลอง รีบปิดประตูทันที
               สุตาภัญ        ตกใจ “สายไปแล้วใช่มั้ย”
               ชนกชนม์พยักหน้ารับ “ไม่ต้องกังวลหรอก ร้านนี้มีห้องลองหลายห้อง”
       พนักงานเดินนำชลนิภามาบริเวณห้องลอง
               “ขอประทานโทษด้วยนะคะ ห้องอื่นกำลังปรับปรุงใหม่ เหลือเพียงห้องเดียวค่ะ”
       ชนกชนม์และสุตาภัญต่างตกใจ ประมาณว่า อะไรเนี่ย ซวยซ้ำซวยซ้อน
               สองคนพูดพร้อมกัน “ซวยแล้ว” / “แย่แล้ว”
      
       ทั้งสองนึกได้ว่าอุทานเสียงดังไป ต่างรีบเอามือปิดปากฝ่ายตรงข้าม
       ทางด้านธีรดนย์ร้องเพลงจบแล้ว คนที่ยืนฟังอยู่บริเวณนั้นปรบมือให้เกรียว ธีรดนย์ลงจากเวที โจทำหน้าที่เป็นพิธีกร
      
               “หากประทับใจเสียงเพลงของพวกเรา เชิญร่วมบริจาคกันได้เลยครับ เงินทุกบาทจะนำไปจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อเด็กๆ ในสลัมครับ”
       ระหว่างที่โจพูดเชิญชวนอยู่นั้น ธีรดนย์ลงมาถามชนิกานต์ที่ยืนอยู่มุมหนึ่ง
               “มารึยัง”
               ชนิกานต์ส่ายหน้า “ฉันพยายามโทร.ตามแล้ว ติดต่อไม่ได้”
               “คิวต่อไปต้องร้องคู่กับตา”
               “จะยากอะไรก็ร้องเพลงเดี่ยวสิ”
               “ฉันออกแบบให้ร้องเพลงคู่กัน เพื่อสื่อถึงการร่วมแรงร่วมใจของผู้ชายกับผู้หญิงที่มีส่วนร่วมในการดูแลเด็ก”
               “คิดคอนเซ็ปท์บ้าบอ..ก็แก้ปัญหาเองแล้วกัน!”
       ธีรดนย์คิดหาทางแก้ปัญหา จับแขนชนิกานต์ไว้หมับ
               “เธอต้องร้องเพลงกับฉัน!”
               ชนิกานต์ตกใจร้อง “ห๊า”
      
       ส่วนชนกชนม์และสุตาภัญเบียดกันอยู่ในห้องลองเสื้อผ้าด้วยความกังวลใจ ชลนิภาเดินมาหน้าห้องลองเสื้อผ้า...โวยวายหน้าห้อง
               “นี่คุณ ฉันรอนานแล้วนะ หัดมีมารยาท รู้จักแบ่งปันบ้าง”
               “ใจเย็นนะคะ ฉันจัดการให้ค่ะ”
       พนักงานเดินเข้ามาแคะประตูห้องลองชุด
               “ขอโทษนะคะ คุณลูกค้าลองชุดเสร็จรึยังคะ?”
       ชนกชนม์กับสุตาภัญตกใจ สุตาภัญคิดแก้ปัญหาตอบไป
               “เอ่อ..ยังค่ะ พอดีซิปติดค่ะ”
               “งั้นดิฉันเข้าไปช่วยนะคะ”
               “ไม่เป็นไรค่ะ ช่วยตัวเองได้ค่ะ”
       ชลนิภาได้ยินไม่พอใจ โวยวายใส่
               “นี่คุณ...ห้องลองเสื้อผ้านะคะ ไม่ใช่ห้องส่วนตัว”
               “ผมว่าเราไปดูของร้านอื่น แล้วค่อยกลับมาลองก็ได้” ธนกรบอก
               ชลนิภาส่งเสื้อผ้าคืนพนักงาน “เอาคืนไป ฉันไม่ซื้อแล้ว”
       ชลนิภาเดินเหวี่ยงออกไป ธนกรเดินตามชลนิภาไป ชนกชนม์และสุตาภัญได้ยินค่อยคลายความกังวลขึ้น
       พนักงานไม่พอใจนัก ที่สุตาภัญลองเสื้อผ้านานทำให้เสียลูกค้า
               “คุณเปิดได้แล้วค่ะ คุณทำให้เราเสียลูกค้านะคะ”
               ชนกชนม์ตะโกนถามออกมา “เขาไปรึยังครับ?”
               พนักงานได้ยินเสียงผู้ชายก็ตกใจ “เสียงผู้ชาย”
               สุตาภัญ        รีบแก้ตัว “ฉันถามว่าเขาไปรึยังคะ ฉันไม่กล้าออกไปตอนนี้ กลัวโดนตบค่ะ”
               “ไปแล้วค่ะ”
               “ช่วยออกไปดูที่หน้าร้านให้ชัวร์ค่ะ ฉันกลัวเขาดักตบหน้าร้านค่ะ ไม่ไปดูฉันก็ไม่ออกไปนะคะ”
       สุตาภัญทำเสียงขู่ พนักงานจำต้องไปดูให้
               “ค่ะ” พนักงานเดินออกไปเลย
       ชนกชนม์เปิดประตูออกมา...ไม่เจอชลนิภาก็โล่งใจ...สุตาภัญถอนหายใจที่รอดมาได้หวุดหวิด
               ชนกชนม์บอกสุตาภัญ “ตกลงเอาชุดนี้นะ”
               สุตาภัญ        ส่ายหน้า “มีชุดที่สวยกว่านี้อีก”
       สุตาภัญมีความคิดใหม่ในการเลือกชุดให้ชลนิภา ชนกชนม์แปลกใจ
      
       สองคนอยู่หน้าร้านเสื้อ สุตาภัญส่งถุงใส่เสื้อผ้าให้ชนกชนม์
       ชนกชนม์หยิบเสื้อออกมา เห็นเป็นเสื้อตัวที่ชลนิภาตั้งใจจะลอง
               “คุณแม่นายปลื้มใจที่ลูกชายเลือกเสื้อผ้าได้ถูกใจ” สุตาภัญมั่นใจ
               ชนกชนม์ยิ้ม “ขอบใจเธอมากนะ”
               สุตาภัญ        ยิ้มรับ แต่แล้วก็นึกได้ “ว้าย”
       ชนกชนม์สะดุ้งตกใจ คิดว่าชลนิภากลับมาที่ร้าน
               “คุณแม่ย้อนกลับมาเหรอ”
               “เปล่า...เลยเวลาร้องเพลงมาสิบกว่านาทีแล้ว!”
       ชนกชนม์และสุตาภัญตกใจที่ไปไม่ทันร้องเพลง
      
       ขณะเดียวกันชยางกูรและพวกเพทายเดินออกจากร้านอาหาร เพทายมองไปที่มุมหนึ่ง
               “ไม่ไปเป็นกำลังใจให้เพื่อนพี่นายหน่อยเหรอ”
       ชยางกูรแปลกใจ มองไปลานกิจกรรม เห็นธีรดนย์และชนิกานต์ร้องเพลงด้วยกันอยู่
               “ยัยตัวแสบนั่นเอง...สนุกล่ะงานนี้!”
      
       ชยางกูรยิ้มร้ายขณะมองไป คิดแผนอะไรบางอย่างในใจ
       จังหวะที่ชนกชนม์เดินจูงมือสุตาภัญมาตามทางเดิน เพื่อไปยังลานกิจกรรม ระหว่างนั้นนิธิยืนชี้ไปที่ร้านไอศกรีม สองคนไม่เห็น
      
       “คุณพ่อคุณแม่ครับ นิธิอยากกินไอศกรีม”
       วีรภัทรและนัชชาเดินเข้ามาหานิธิ
       “คุณแม่ซื้อให้นะคะ”
       วีรภัทรและนัชชาจูงมือนิธิเดินตรงไปที่ร้านไอศกรีม
      
       ธีรดนย์และชนิกานต์ร้องเพลงด้วยกันบนเวทีตรงลานกิจกรรม สักครู่หนึ่งกฤติยาเดินเข้ามาในห้าง มองหาสุรเดช และหันไปเห็นธีรดนย์ร้องเพลงอยู่
       กฤติยาเนื้อเต้นที่ได้เจอธีรดนย์อีก เธอเดินตรงมายังหน้าเวทียิ้มให้ธีรดนย์
       ธีรดนย์เห็นกฤติยายิ้มก็ยิ้มตอบ ชนิกานต์มองกฤติยา พอรู้ว่ากฤติยาชื่นชอบธีรดนย์ก็หมั่นไส้
       กฤติยาเอาเงินหยอดกล่องบริจาคหน้าเวที ทันใดนั้น ก็มีเสียงร้องโห่ดังขึ้น กฤติยาหันไป เห็นก๊วนชยางกูรเดินเข้ามายืนหน้าเวที โห่แซวธีรดนย์และชนิกานต์
               “ฮู้ว”
       กฤติยาเลี่ยงเดินหลบออกไป ยืนดูอยู่ห่างๆ ไม่อยากเจอพวกชยางกูร
               “เสียงแบบนี้กลับไปเห่าที่บ้านเหอะ” ชยางกูรเย้ย
               เพื่อนๆ ร้องโห่ฮารับ “ฮู้ว”
       ชนิกานต์ไม่พอใจ จะลงไปด่า แต่ธีรดนย์คว้ามือไว้ แล้วร้องเพลงต่อไป ชยางกูรและพวกโห่ร้องแซวต่อ ทำให้คนที่ยืนฟังอยู่บริเวณนั้นถอยห่างออกไป
       ธีรดนย์และชนิกานต์ร้องจบเพลงลงจากเวที โจทำหน้าที่เป็นพิธีกรต่อทันที
               “เชิญร่วมบริจาคเงินได้ครับผม”
       ชนิกานต์ไม่พอใจ เดินตรงไปหาพวกชยางกูรอย่างเอาเรื่อง
               “ไอ้พวกปากมอม”
               ธีรดนย์ห้าม “อย่าไปยุ่งกับพวกมัน”
       ชนิกานต์ไม่ฟัง เดินตรงไปยังพวกชยางกูร ธีรดนย์ได้แต่ยืนส่ายหัวในความรั้นของชนิกานต์
      
       ชยางกูรและพวกเป่าปากโห่ร้องแซวไม่หยุด
               ชนิกานต์ตวาด “หยุดเห่าได้แล้ว! ไอ้พวกหมาขี้เรื้อน!”
       พวกชยางกูรหยุดโห่ทันที ชนิกานต์ด่าต่อ
               “อยากแสดงความป่าเถื่อน ทำตัวไร้สาระก็ไปในที่ของพวกแก ไม่เห็นรึไงว่าเขาทำบุญกัน อ๋อ..น้ำหน้าอย่างพวกแกคงไม่รู้จักการทำดีสิ ทำบาปจนเคยตัวทำชั่วเป็นนิสัย คงสะกดเป็นแต่คำว่านรก!”
               “ปากดีนักนะยัยตัวแสบ”
       ชยางกูรโกรธ เงื้อมือหมายจะตบชนิกานต์ แต่ชนกชนม์เข้ามาคว้ามือไว้
               “ชนกชนม์” ชนิกานต์รู้สึกดีที่ชนกชนม์มาช่วยไว้
               ชยางกูรด่าชนกชนม์ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแก ออกไป”
               “แกไม่ควรรังแกผู้หญิง และผู้หญิงคนนี้ก็เป็นเพื่อนพี่”
       สุตาภัญเข้ามามองชยางกูร แปลกใจเมื่อรู้ว่าชยางกูรเป็นน้องของชนกชนม์
               “น้องนายเหรอ”
       ธีรดนย์เข้ามาสมทบ บอกสุตาภัญเป็นเชิงตำหนิชนกชนม์
       “ถึงเป็นพี่น้องคนละพ่อ...แต่นิสัยไม่ต่างกันหรอก”
       ชยางกูรเดินตรงเข้ามาหาสุตาภัญ
               “เจอกันคราวก่อนยังไม่ได้ทักทายเลย...ฉัน...ชยางกูร” พลางยื่นมือออกมาจะจับมือสุตาภัญ “ยินดีที่ได้รู้จัก”
               “ฉันไม่อยากรู้จักคนที่คิดทำลายงานของฉัน” สุตาภัญบอกเสียงขุ่น
       ชนกชนม์บอกธีรดนย์
               “ธี...ยังพอมีเวลาเหลือใช่มั้ย ฉันขอร้องเพลงไถ่โทษ น่าจะได้เงินบริจาคเพิ่มขึ้น”
       ธีรดนย์ไม่พอใจ “นายหมดเวลาแก้ตัวแล้ว วงเราไม่ต้องการนายอีก”
               ชนิกานต์รีบทักท้วง “ไม่ได้นะ นายต้องให้เขาร้อง เขาเสียงดีกว่านายอีก”
               ชยางกูรหัวเราะเยาะ “ร้องเพลงหาเงิน ทำตัวยังกะขอทานข้างถนน เอางี้..ถ้าแกทำให้คนที่เดินผ่านไปมา เข้ามาฟังเพลงแล้วสนุกไปกับพวกแกได้ ฉันบริจาคหนึ่งหมื่น” น้องชายต่างบิดาของชนกชนม์หยิบเงินออกมาหนึ่งหมื่น
       ธีรดนย์และสุตาภัญยิ้มพอใจ มั่นใจว่าสามารถทำได้
       ชยางกูรบอกชนกชนม์ “แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ....กราบตีนฉันตรงนี้”
       ชนกชนม์อึ้ง
       สุตาภัญ        โมโห “ไม่ต้องรับคำท้านะ..นายไม่จำเป็นต้องเดิมพันด้วยศักดิ์ศรี”
       ชยางกูร        เย้ยหยัน “ว่าไงพี่ชายอวดเก่ง แกมันก็แพ้ทั้งชีวิต”
       ชยางกูรจะเก็บเงินใส่กระเป๋า...ชนกชนม์จับมือชยางกูรไว้
      
       “ตกลง” ชนกชนม์บอกอย่างเด็ดเดี่ยว
       ด้านชลนิภาเดินบ่นไม่หยุด หงุดหงิดเรื่องที่ไม่ได้ลองชุด
      
               “ฉันล่ะเกลียดนัก..พวกไม่มีน้ำใจแบ่งปันคนอื่น..พวกเห็นแก่ตัว”
       ชลนิภาเดินบ่น แต่แล้วจังหวะนั้น เด็กน้อยนิธิวิ่งก็ถือไอศกรีมโคนมาชน ทำให้ไอศกรีมเลอะตัวชลนิภาร้องลั่น
               “ว้ายย!”
               นิธิรีบยกมือไหว้ “ผมขอโทษครับ”
               “ไอ้เด็กบ้า ทำเสื้อผ้าฉันเลอะหมดเลย วิ่งเล่นไม่ดูตาม้าตาเรือ พ่อแม่ไม่สั่งสอนรึไง”
       ชลนิภาด่าทันที แล้วผลักนิธิล้มลงกับพื้น นิธิร้องไห้ วีรภัทรและนัชชาวิ่งเข้ามาหานิธิ
               “ลูกนิธิ” วีรภัทรตกใจ
               นัชชาไม่พอใจชลนิภามาก “เธอ”
       ชลนิภาและธนกรต่างก็ตกใจที่เจอวีรภัทรกับนัชชา
      
       ตรงลานกิจกรรม เสียงดนตรีจังหวะเพลงสนุกสนานดังไปทั่วบริเวณ ชนกชนม์ดีดกีต้าร์ร้องเพลง ผู้คนต่างเดินไปมา ยืนฟังห่างๆ
               ชยางกูร        มองเย้ย “ไม่มีใครสนุกกับแกเลย เล่นไปก็เสียเวลา ลงมากราบตีนฉันดีกว่า”
       ชยางกูรและพวกหัวเราะเยาะชนกชนม์
       สุตาภัญตัดสินใจวิ่งไปยังหน้าเวที ชนิกานต์แปลกใจ
               “ยัยตา เธอจะทำอะไร”
       ชนกชนม์ร้องเพลงอยู่ และแล้ว..สุตาภัญก็เข้ามาร้องเพลงร่วมกับชนกชนม์ ทำให้บรรยากาศสนุกมากขึ้น
       ผู้คนที่เดินผ่านไปมา เดินเข้ามาฟังเพลงมากขึ้น
       ชนิกานต์อยากช่วยชนกชนม์ จึงลากเพื่อนผู้หญิงที่คอยช่วยถือกล่องบริจาค เอากล่องไปวางไว้หน้าเวที ชนิกานต์เต้นประกอบเพลง สร้างสีสันให้สนุกยิ่งขึ้น
       กฤติยาปรบมือเป็นจังหวะให้วงของชนกชนม์ คนดูก็ปรบมือตาม คนดูสนุกกับเพลงของชนกชนม์ เพื่อนๆ ของชยางกูรก็ดันลืมตัว ร้องเพลงและเต้นตามไปด้วย ชยางกูรหันไปตวาด
               “หยุดเต้นได้แล้ว”
               เพทายกระซิบบอกชยางกูร “เห็นทีต้องเสียเงินให้มันแล้วละ”
       ชยางกูรไม่พอใจ ที่แพ้ชนกชนม์จนได้
       ชนกชนม์และสุตาภัญร้องเพลงด้วยกัน สบตากันอย่างมีความสุข ดีใจที่ทำได้สำเร็จ
      
       ฟากวีรภัทรและนัชชากำลังช่วยกันปลอบใจนิธิ
               “ไม่ร้องนะคนเก่ง”
       วีรภัทรหันไปบอกชลนิภา
               “ผมขอโทษแทนลูกนิธิด้วย แกไม่ได้ตั้งใจ”
               นัชชาไม่พอใจต่อว่าวีรภัทร “คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษคนแบบนี้”
               ชลนิภาย้อน “คนแบบนี้หมายถึงแบบไหน?”
               “ลูกฉันขอโทษคุณ...แต่คุณไม่ให้อภัยกลับซ้ำเติมด่าถึงบุพการี คนแบบนี้ไม่ควรขอโทษหรือให้ความเคารพ” นัชชาแดกดัน
               ชลนิภาพูดเหยียดเย้ย “เพราะมีแม่ถือหางอยู่อย่างนี้ไง ลูกถึงได้ซนทะโมนไม่มีมารยาท! และได้เชื้อเลวๆของพ่อมา.. โตขึ้นก็คงเป็นพวกวัยรุ่นสร้างปัญหา เป็นขยะสังคม”
       วีรภัทรและนัชชาได้ฟังก็ไม่พอใจ
               ธนกรตำหนิชลนิภา “คุณพูดแรงเกินไปแล้วนะ” ธนกรรีบบอกวีรภัทรและนัชชา “ผมขอโทษแทนภรรยาผมด้วยครับ”
       “คุณชลนิภา..คุณไม่ควรพูดต่อหน้าเด็ก และควรให้เกียรติผมบ้าง” วีรภัทรต่อว่าอดีตภรรยา
       “รึไม่จริง เชื้อชั่วๆของคุณทำให้ชนกชนม์..ทำตัวเลวทรามต่ำช้า” ชลนิภาสวนคำ
       นัชชาย้อนกลับ “คุณอย่าลืมสิว่าชนกชนม์ก็เป็นลูกของคุณเหมือนกัน! จะดีจะชั่วก็มีเชื้อมาจากคุณ”
       “ไม่ค่ะ...ฉันถือว่าชนกชนม์เป็นลูกพ่อ ลูกของฉันคือชยางกูร” ชลนิภาบอกอย่างภาคภูมิใจ “และฉันก็มั่นใจว่าชยางกูรจะเป็นคนเก่งคนดีกว่าเด็กเลวๆคนนี้”
       ชลนิภาหันไปตวาดใส่นิธิ วีรภัทรและนัชชาไม่พอใจ
               “เธอ” นัชชาแค้น
      
       ขณะเดียวกันชนกชนม์ถือกล่องบริจาคเดินตรงมาหาชยางกูร ในขณะที่ภาพด้านหลัง คนดูเฮเข้ามาบริจาคเงินให้ชนิกานต์และธีรดนย์มากมาย
               “นายต้องทำตามสัญญา” ชนกชนม์บอก
               ชยางกูรเล่นแง่ “สัญญาอะไร”
               สุตาภัญทวนความจำ “สัญญาว่านายจะร่วมบริจาคเงินให้ชมรมเราหนึ่งหมื่นบาท”
       ชยางกูรไม่สามารถบิดพริ้วได้ เพราะต้องเอาหน้ากับสุตาภัญ ยอมควักเงินใส่กล่องบริจาคทันที
       ชนกชนม์และสุตาภัญยิ้มพอใจ
       พวกเพทายรู้สึกเสียหน้า เพทายบอกชยางกูร “กลับกันเถอะ..ฉันจะโทร.ตามพวกสาวๆ ให้”
       เพทายจะเดินออกไป แต่ชยางกูรเรียกไว้
               “เดี๋ยวก่อน”
       เพทายและเพื่อนๆ แปลกใจว่าชยางกูรจะทำอะไรต่อไป
      
       ส่วนนานา เจนและพลอยขึ้นบันไดเลื่อนมา โดยไม่รู้ว่าสุรเดชรีบตามไป พร้อมกับกดเปิดกล้องวิดีโอ ดักช้อนเพื่อถ่ายภาพชุดชั้นในของนานากับเพื่อน
       ทางด้านกฤติยาเดินมองหาสุรเดช
       “นัดตรงนี้แล้วไปไหน” เมื่อไม่เจอจึงกดเบอร์โทร.หาสุรเดช
      
       สุรเดชจดจ่อกับการถ่ายภาพชุดชั้นในของสามสาว แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
               สุรเดชตกใจสบถเสียงดัง “ ไอ้เชี่ย”
       นานา เจน และพลอยได้ยินเสียงโทรศัพท์และเสียงอุทานก็หันกลับมามอง เห็นสุรเดชถือมือถือจ่อใต้กระโปรง       
               สามคนโวยลั่น “ไอ้โรคจิต”
               สุรเดชตกใจ “ฉิบหาย”
       พวกนานากรี๊ดเสียงดังลั่น สุรเดชต้องเอามืออุดหูตัวเอง
      
       เวลาเดียวกันชยางกูรบอกสุตาภัญเพื่อเอาหน้า
               “ฉันคิดว่าเงินหมื่น..มันน้อยเกินไปที่จะช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส”
       ชยางกูรควักเงินหมดกระเป๋าเทใส่กล่องต่อหน้าสุตาภัญ
               “ฉันจะบริจาคเพิ่มมากกว่านี้ ถ้าเธอไปทานข้าวมื้อค่ำกับฉัน” ชยางกูรบอก
               “ขอบใจนะที่ร่วมทำบุญ แต่เราต้องการเงินจากคนใจบริสุทธิ์ที่คิดทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน” สุตาภัญว่า
       ชนิกานต์ปราดเข้ามา เย้ยชยางกูร
               “ไม่ใช่เงินจากคนใจบาปหยาบช้าอย่างพวกแก”
       ชยางกูรและพวกเพทายไม่พอใจ แต่แล้วก็มีเสียงกรี๊ดดังแทรกเข้ามา
               “อ๊าย... ช่วยด้วยค่ะ”
       พวกชนกชนม์และพวกชยางกูรหันไปมองที่มุมหนึ่ง เห็นสุรเดชวิ่งหนี...โดยมีพวกนานาวิ่งไล่ตาม สุรเดชวิ่งมาหาชนกชนม์ เหนื่อยหอบลิ้นห้อย
       “ไอ้ชนม์ ช่วยด้วย”
               “มีอะไรวะ”
       นานาและเพื่อนๆ วิ่งตามเข้ามาที่มุมหนึ่ง ตะโกนฟ้องบอกชยางกูร
               “กูรคะ....ไอ้โรคจิตมันถ่ายคลิปกางเกงใน” นานาชี้มาที่สุรเดช
       สุรเดชหันไปมองชยางกูรและพวกเพทาย หน้าเสียที่สาวๆ เป็นเด็กของพวกนี้
               “รู้จักกันด้วย....เชี๊ยยกกำลังสอง”
               ชยางกูรโกรธจัดชี้หน้าสุรเดช “จับมันมากระทืบ”
       ขาดคำพวกชยางกูรวิ่งไล่สุรเดช ขณะที่สุรเดชวิ่งหนีไปทันที
               “ไอ้เดช” ชนกชนม์เป็นห่วง
               “อย่าไปยุ่งกับพวกอันธพาลเลย กลับกันเถอะ”
       ชนิกานต์จะห้าม แต่ชนกชนม์วิ่งออกไปแล้ว เพราะเป็นห่วงสุรเดชมาก สุตาภัญเป็นห่วงชนกชนม์จะตามไปด้วย แต่ธีรดนย์คว้ามือไว้
               “ตาต้องกลับให้ถึงมหาลัยก่อนพ่อตามารับนะ”
      
       สุตาภัญกังวลใจเรื่องสุทิน จึงยอมหยุด แต่มองตามชนกชนม์ด้วยความเป็นห่วง
ตอนที่ 3

       ตรงมุมหนึ่งในห้างสรรพสินค้า กฤติยากำลังโทร.หาสุรเดช แต่สุรเดชไม่ยอมรับสาย กฤติยาชักหงุดหงิด
      
       “มัวทำอะไรอยู่นะ ไม่รับสาย”
       สุรเดชวิ่งมาเจอกฤตา จะลากกฤติยาออกไป
       “ไปเร็ว”
       “ไปไหนล่ะ? แกบอกว่าเลี้ยงปิ้งย่างไง”
       “ค่อยกินวันหน้า...วันนี้พี่จะโดนเผานั่งยางอยู่แล้ว”
       กฤติยามองไปเห็นพวกชยางกูรกำลังวิ่งเข้ามา
       สุรเดชตกใจ “ไม่ทันแล้ว...เคลียร์ทางให้พี่ด้วย”
       สุรเดชชิ่งหลบไปที่มุมหนึ่ง พวกชยางกูรวิ่งมาเจอกฤติยาก็จำได้ กฤติยาบอกให้หยุด
       “พวกนายจะไปไหน? ตามหาสุรเดชใช่มั้ย” กฤติยาถาม
       “ไม่ต้องมาดักทางถ่วงเวลา ฉันจะกระทืบมัน ไม่อยากเจ็บตัวก็หลบไป”
       ชยางกูรผลักกฤติยาให้หลบทาง แล้วจะวิ่งไป
       กฤติยาตะโกนบอก “หาให้ตายก็ไม่เจอหรอก..มันอยู่นี่”
       กฤติยาชี้ไปที่ซ่อนตัวของสุรเดช สุรเดชตกใจโผล่หน้าขึ้นมาจากที่ซ่อน
       “น้องยาฆ่าพี่”
       พวกชยางกูรหันกลับ วิ่งไล่สุรเดช สุรเดชวิ่งหนีต่อไป กฤติยามองตาม คิดอะไรบางอย่าง
      
       ด้านชลนิภากำลังเยาะเย้ยนัชชา
       “เด็กจะดีได้ เพราะได้รับการสั่งสอนที่ดี เธอคอยดูแล้วกัน ลูกชยางกูรของฉันจะต้องเด่นดัง!”
       นัชชามองไปที่มุมหนึ่ง เห็นชยางกูรยกพวกไล่ตีสุรเดช
       “คงจะจริงอย่างที่คุณพูด...เด่นดังในทางที่เลว!”
       ชลนิภาเห็นพวกชยางกูรไล่ตีสุรเดชก็ตกใจ “ลูกกูร....เกิดอะไรขึ้น”
       นัชชาเย้ยกลับ “ภาพมันฟ้องอยู่แล้วนี่คะ..เด็กหนีเรียนยกพวกตีกัน”
       ชลนิภาเสียหน้าและเป็นห่วงชยางกูร รีบตามชยางกูร...ธนกรตามไปด้วย
       นัชชาหันมาบอกวีรภัทร “ฉันคิดว่าคุณควรเลิกยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวนี้ได้แล้ว”
       ทันใดนั้น นิธิก็เรียกชื่อชนกชนม์ขึ้นมา
       “พี่ชนกชนม์”
       ชนกชนม์กำลังวิ่งตามไปช่วยสุรเดช
       วีรภัทรเห็นรีบบอกนัชชา “คุณกับลูกรอที่นี่ก่อน ผมจะรีบกลับมา”
       “คุณวีรภัทร!” นัชชาจะร้องห้าม แต่วีรภัทรวิ่งออกไปแล้ว “เมื่อไหร่ฉันจะหมดเวรหมดกรรมกับครอบครัวนี้สักที”
      
       ชยางกูรวิ่งนำมาหยุดที่ลานจอดรถ ดูเหมือนชยางกูรมั่นใจว่าสุรเดชวิ่งมาหลบที่นี่
       “ไอ้ลูกหมา.. ออกมาสิวะ...หลบหัวแบบนี้เขาเรียกไอ้หน้าตัวเมีย”
       สุรเดชหลบที่หลังเสา ตรงรถคันหนึ่ง
       สุรเดชพูดกับตัวเอง “กูยอมเป็นตัวเมียดีกว่าออกไปเป็นควายให้พวกมึงกระทืบเว้ย”
       ชยางกูรและพวกเพทายเดินมองหาต่อ
       สุรเดชยืนมองพวกชยางกูรไม่ละสายตา แต่แล้วก็มีมือใครคนหนึ่งมาดึงตัวสุรเดชไป สุรเดชตกใจจะต่อยสู้ ชนกชนม์เอามือปิดปาก
       “ฉันเอง”
       สุรเดชหงุดหงิด “ไอ้เชี่ย ทำเอาเกือบฉี่แตก”
      
       ชยางกูรและพวกเพทายมองหา จังหวะหนึ่งชยางกูรมองไปที่ซ่อนตัวของสุรเดช มั่นใจว่าสุรเดชหลบอยู่ที่นั่น!
       สุรเดชใจเสีย “เฮ้ย มันรู้แล้ว..เอาไงดี”
       ชนกชนม์บอก “สู้อย่างลูกผู้ชาย”
       สุรเดชควักมีดออกมา ชนกชนม์แย่ง เอามาเก็บไว้
       “ลูกผู้ชาย ไม่ใช่โจร”
       พลางชนกชนม์ลากตัวสุรเดชออกจากที่ซ่อนไป
       “เฮ้ย พากูไปตายนี่หว่า!” สุรเดชโวยลั่น
      
       ชยางกูรและพวกเพทายยืนสลอน ชนกชนม์เดินตรงเข้ามาหา สุรเดชใจสั่นแต่ก็ทำทีใจดีสู้ ชนกชนม์เดินตรงมาหยุดประจันหน้ากับพวกชยางกูร
       “ส่งตัวมันมา” ชยางกูรสั่ง
       “เพื่อนฉันทำผิด แต่ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเกินให้อภัย ฉันจะลบคลิปนั้นทิ้ง” ชนกชนม์บอกสุรเดช “เอามือถือมา”
       สุรเดชเสียดายไม่อยากให้ลบ แต่หันไปเห็นพวกชยางกูรมองมาอย่างโกรธแค้น สุรเดชรีบส่งให้ชนกชนม์ทันที
      
       ด้านสุตาภัญช่วยเพื่อนๆ เก็บของ แล้วมองเห็นถุงใส่เสื้อผ้าที่ชนกชนม์ซื้อให้แม่ สุตาภัญคิดอะไรบางอย่าง
      
       เวลาเดียวกัน ที่ลานจอดรถชนกชนม์ลบคลิปออกหมด แล้วบอกชยางกูร
       “ฉันลบหมดแล้ว...ขอให้เรื่องจบแค่นี้”
       สุรเดชพูดดีๆ กับชยางกูร
       “ฉันมีคลิปหนังเป็นร้อย.. เอามั้ย...ญี่ปุ่นเกาหลี”
       ชนกชนม์ไม่พอใจที่สุรเดชยังมัวพูดเล่นลากตัวสุรเดชออกไป
       “ไปได้แล้ว”
       ชนกชนม์จะพาสุรเดชออกไป ชยางกูรพูดขึ้นมา
       “ฉันจะมั่นใจได้ไงว่าแกลบหมดแล้ว”
       “ลูกเทวดาโกหกใครไม่เป็น...เอาไปดูได้เลยน้องชาย”
       สุรเดชส่งมือถือให้ชยางกูรเอาไปดู ชยางกูรรับมา แต่ไม่เปิดดู ทิ้งมือถือลงพื้น
       “เฮ้ย” สุรเดชโมโห
       ชยางกูรกระทืบมือถืออีกต่างหาก ชนกชนม์ไม่พอใจนัก ชยางกูรกระทืบด้วยความสะใจ
       สุรเดชทะยานเข้ามาผลักชยางกูร ก้มเก็บซากมือถือ “ไอ้เชี๊ย แม่กูซื้อให้ มึงทำลายของของแม่กู”
       สุรเดชพุ่งเข้าต่อยชยางกูรทันที ชนกชนม์จะห้ามไว้แต่ไม่ทัน....
       ชยางกูรสั่งลูกน้อง “เอามันให้ตาย”
       เพทายและเพื่อนชยางกูร พุ่งเข้าต่อยสุรเดช ชนกชนม์เห็นก็ทนไม่ได้เข้าไปช่วยสุรเดชทันทีจากนั้นก็ เกิดการตะลุมบอนเป็นสองกลุ่ม
       สุรเดชต่อยกับชยางกูรและเพื่อน ส่วนชนกชนม์ต่อยตีกับเพทาย
       สุตาภัญวิ่งมาที่มุมหนึ่งภายในห้างสรรพสินค้า พร้อมกับมองหาชนกชนม์ ในมือถือถุงใส่เสื้อของชนกชนม์ที่ซื้อไปให้ชลนิภามาด้วย
      
       ส่วนชนกชนม์กำลังต่อยตีอยู่กับเพทาย ส่วนชยางกูรเข้าต่อยสุรเดช แต่ถูกสุรเดชต่อยหน้าชยางกูร เพื่อนชยางกูรวิ่งเข้ามารุมสุรเดช สุรเดชสู้เต็มที่
       ชนกชนม์ต่อยกับเพทาย และฝีมือเหนือกว่าเพทายมาก เพทายทำท่าจะแพ้แล้ว เขาควักมีดออกมาสู้ ชนกชนม์ตกใจ
      
       ชลนิภาวิ่งมองหาชยางกูร ใจสั่นด้วยความเป็นห่วงลูกชาย
       “ชยางกูร”
       ธนกรวิ่งเข้ามาสมทบ
       “ผมจะบอกให้รปภ. รีบไประงับเหตุ คุณรออยู่ตรงนี้ดีกว่า”
       ธนกรรีบวิ่งออกไปเลย ชลนิภาอดเป็นห่วงชยางกูรไม่ได้ รีบวิ่งออกตามหาต่อไป
      
       ส่วนที่ลานจอดรถฉากตะลุมบอนยังคงดำเนินต่อไป สุรเดชต่อยตีกับชยางกูร กำลังเป็นต่อจะเข้าไปซ้ำ เพื่อนชยางกูร 2 คนเข้ามารุมสุรเดช จนสุรเดชเสียท่า ล้มลงกับพื้น ชยางกูรเดินตรงเข้ามาจะซ้ำให้หมอบ
       “คดีเก่ายังเคลียร์ไม่จบ ยังหาเรื่องอีก แกมันเกิดมาหาตีนจริงๆ ได้..ฉันจัดให้”
       ชยางกูรจะเข้าไปกระทืบ สุรเดชชักมีดออกมา ชยางกูรผงะถอยกรูด เพื่อนชยางกูรเห็นจึงชักมีดออกมาทั้งสองคน สุรเดชหน้าเสีย ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
       สุรเดชรีบปะเหลาะชยางกูร “เอ่อ..ชยางกูรน้องรัก..ความจริงแล้วมือถือนั่นแม่พี่ไม่ได้ซื้อให้ พี่ซื้อเอง หายโกรธแล้ว ไม่เอาเรื่องด้วย มีดนี่ก็ของปลอม เอาไว้ขู่แย่งไอติมเด็ก” จอมกะล่อนทิ้งมีดในมือ “เราจบนะ” แล้วหันหลังจะเดินออกไป
       “ก่อนจบก็ต้องเจ็บ” ชยางกูรกระโดดถีบเต็มแรงจนสุรเดชล้มลง
       สุรเดชร้อง “โอ๊ย”
       ก๊วนเพื่อนชยางกูรดึงตัวสุรเดชขึ้นมาประจันหน้ากับชยางกูร ขณะที่ชยางกูรขยับเข้าไปกระชากสร้อยป้ายเหล็กเขียนคำว่า “ลูกเทวดา” ที่คอมา
       สุรเดชตะโกนก้อง “เอาป้ายกูคืนมา”
       ชยางกูร        อ่านข้อความที่ป้าย “ลูกเทวดา...น้ำหน้าอย่างแกเป็นได้แค่แก๊งลูกหมา!”
       สุรเดชโกรธจัด “หยามกันมากไปแล้ว”
       สุรเดชดิ้นจนหลุด พวกชยางกูรจะตามเข้ามาจับตัวอีก สุรเดชทำทีเอื้อมมือไปด้านหลัง เหมือนจะชักปืน
       “อยากเป็นไข้โป้งเข้ามาสิวะ”
       พวกชยางกูรตกใจ ผงะหยุดกึห สุรเดชชักปืนออกมาแต่ไม่มีปืนจริง สุรเดชทำมือเป็นปืน
       “ปัง ปัง ปัง พวกแกหลอกง่ายว่ะ ฮะฮาฮ่า” สุรเดชฉวยโอกาสวิ่งหนีไป
       ชยางกูรโกรธมาก ตะโกนก้อง “จับมันให้ได้”
      
       ด้านเพทายถือมีดพุ่งเข้าแทงชนกชนม์ ชนกชนม์ฉากหลบแล้วต่อสู้กับเพทาย จังหวะนั้นชนกชนม์หันไป เห็นพวกชยางกูรวิ่งไล่แทงสุรเดชก็ตกใจ เป็นห่วงเพื่อน
       “ไอ้เดช”
       ชนกชนม์ทำท่าจะวิ่งไปช่วยสุรเดช แต่เพทายพุ่งเข้ามาแทง ชนกชนม์จึงต้องหลบ แล้วต่อยเตะต่อสู้กับเพทาย
      
       สุรเดชวิ่งหนีที่อีกมุมตรงลานจอดรถ แต่ถูกเพื่อนของชยางกูร 4-5 คน วิ่งดักทาง จะวิ่งกลับทางเก่าก็เจอชยางกูร สุรเดชตกอยู่ในวงล้อมของพวกชยางกูร
       สุรเดชทำเป็นพูดดีด้วย “โอ้โห...ส่งคนมาอารักขาล้อมหน้าล้อมหลังยังกะพี่เป็นนายกแน่ะ.....ขำมั้ย?”
       พวกชยางกูรมองหน้าเครียด
       สุรเดชยิ้มแหยๆ “ไม่ขำ”
       “เก็บมุกไว้เล่นในนรกเถอะ”
       ชยางกูรคำรามพร้อมกับหยิบมีดพก ดีดปลายมีดขึ้นมาจะเข้ามาทำร้ายสุรเดช จนสุรเดชหน้าเสีย
       แต่แล้ว จู่ๆ ก็มีเสียงรถมอเตอร์ไซค์แต่ง ดังกระหึ่มทั่วลานจอดรถ
      
       ส่วนเพทายกำลังจะพุ่งเข้าแทงชนกชนม์ ก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์วิ่งเข้ามาหลายคันเพทายตกใจ ขณะที่ชนกชนม์ยิ้มดีใจ รู้ทันทีว่าก๊วนเพื่อนๆมาช่วย
      
       สุรเดชเองก็กำลังหัวเราะชอบใจ บอกใส่หน้าพวกชยางกูร
       “เหล่าเทวดามาช่วยแล้วเว้ยเฮ้ย”
       รถมอเตอร์ไซค์ สี่ห้าคันวิ่งเข้ามา วิ่งวนรอบๆ พวกชยางกูร คุมเชิง
       พวกชยางกูรหน้าเสีย ตกอยู่ในวงล้อมพวกสุรเดช
       เวลาเดียวกันนั้น ในอีกมุมหนึ่งของลานจอดรถ กฤติยายิ้มพอใจที่เพื่อนๆ มาช่วยสุรเดชได้ทัน หลังจากเธอโทร.ไปขอความช่วยเหลือ
       สุรเดชตะโกนเย้ยชยางกูร “เข้ามาสิวะ ไอ้หมาหมู่”
       พวกชยางกูรใจเสีย..ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
      
       ทางด้านชลนิภาวิ่งตามหาชยางกูรออกมาที่ลานจอดรถแล้ว
       “ชยางกูร”
       ชลนิภาห่วงชยางกูรวิ่งไม่ทันระวัง จนสะดุดทำท่าจะหกล้ม แต่วีรภัทรเข้ามาดึงคว้าตัวชลนิภาไว้ทันด้วยความเป็นห่วง
       “คุณเป็นยังไงบ้าง”
       ชลนิภาเห็นว่าเป็นวีรภัทรไม่พอใจ ผลักตัวอดีตสามีออก
       “ไม่ต้องยุ่งกับฉัน”
       ชลนิภาผลักวีรภัทร แต่ยังเจ็บข้อเท้าอยู่ จึงซวนเซจะล้ม วีรภัทรเข้ามาประคองไว้
       “เจ็บก็อย่าฝืนน่า ผมช่วยเอง”
       วีรภัทรประคองชลนิภาออกไป ชลนิภาไม่พอใจนัก แต่จำต้องให้วีรภัทรช่วย เพราะเธอปวดข้อเท้า
      
       นัชชากับนิธิตามออกมายืนมอง เห็นภาพวีรภัทรประคองชลนิภา นัชชาไม่พอใจ
       ส่วนชนกชนม์ต่อยเพทายจนมีดในมือเพทายตกลงที่พื้น ชนกชนม์เข้าต่อยจนเพทายล้มลงไปกับพื้น..ชนกชนม์คว้ามีดเพทาย ทำท่าจะแทง
      
       จังหวะนั้นเองสุตาภัญวิ่งมาหยุดที่มุมหนึ่ง ร้องตะโกนบอกชนกชนม์
       “อย่านะ”
       ชนกชนม์หันไปยิ้มให้สุตาภัญ ทิ้งมีดลง แล้วหันมาพูดกับเพทาย
       “ลูกผู้ชายตัวจริง เขาไม่ทำร้ายคนไม่มีทางสู้หรอก”
       ชนกชนม์เดินกลับไปหาสุตาภัญ
       “ฉันแค่ป้องกันตัวเท่านั้น”
       แต่แล้วเพทายกลับคว้ามีดที่พื้นจะวิ่งไปแทงชนกชนม์ที่ด้านหลัง สุตาภัญเห็นก็ตกใจร้องลั่น
       “ชนกชนม์”
       เพทายจะพุ่งเข้าแทงแล้ว ชนกชนม์พลิกตัว หันกลับมาล็อคตัวเพทาย พร้อมกับดึงมีดในมือเพทายมาได้ก่อนจะด่า
       “คิดเป็นนักเลงอย่าทำตัวหมาลอบกัด”
       ชนกชนม์ศอกและต่อยเพทายทรุดลงกองกับพื้น...
       “รีบไปจากที่นี่เถอะ” สุตาภัญบอก       
       ชนกชนม์ยังเป็นห่วงสุรเดชและชยางกูร “ไอ้เดช กับชยางกูร…”
       ชนกชนม์รีบวิ่งไปหาพวกสุรเดช สุตาภัญวิ่งตามไป
      
       สุรเดชเตะต่อยชยางกูรอย่างสะใจ ส่วนด้านหลัง เพื่อนสุรเดชเข้าไปรุมเพื่อนชยางกูร 5 ต่อ 2 สุรเดชถีบชยางกูรเต็มแรง จนเซไปชนกับเพื่อนๆ ตัวเอง
       ทั้งสามหมดแรงและตกอยู่ในวงล้อมพวกสุรเดช สุรเดชเดินตรงมากระชากตัวชยางกูรขึ้นมาประจันหน้า
       “แกกล้ามากที่ด่าหัวหน้าลูกเทวดาเป็นไอ้ลูกหมา” สุรเดชต่อยชยางกูรอีกหนึ่งหมัด “แต่ลูกเทวดาไม่ทำร้ายคนอ่อนแอกว่า...ถอนคำพูดซะ”
       ชยางกูรจ้องหน้า ไม่ยอมพูด
       สุรเดชต่อยหน้าอีกที ขึ้นเสียงใส่ “กูบอกให้ถอน”
       ชยางกูรจ้องมองสุรเดช แล้วถุยน้ำลายใส่หน้าสุรเดช
       “ไอ้ลูกหมาขี้เรื้อน!”
       พวกสุรเดชจะเข้ามาต่อยชยางกูร แต่สุรเดชยกมือห้ามไว้ มองหน้าชยางกูร แล้วยิ้มให้..จากนั้นก็รัวหมัดต่อยชยางกูรเป็นชุด จนร่างชยางกูรทรุดลงกองกับพื้น
       สุรเดชชักมีดขึ้นมาจะแทง แต่หยุดค้างไว้ตรงกลางอก
       “ถ้าไม่ใช่น้องเพื่อนฉัน แกตายไปนานแล้ว แต่ฉันปล่อยแกไปไม่ได้...กฎต้องเป็นกฎ” หันไปถามความเห็นเพื่อนๆ “ว่าไงครับเหล่าเทวดา”
       เพื่อนสุรเดชท่องกฎอย่างพร้อมเพรียง “ใครหยามเกียรติลูกเทวดา มันต้องเจ็บ”
       สุรเดชเอามีดวนอยู่ตรงหน้าชยางกูร “รอยแผลเป็นบนหน้า...มันจะเตือนให้แกระลึกไว้เสมอ...ว่าอย่าล้อเล่นกับลูกเทวดา”
       สุรเดชจะเอามีดปาดหน้าชยางกูร แต่ชนกชนม์วิ่งเข้ามาคว้ามีดแล้วโยนมีดทิ้ง
       “แค่นี้ชยางกูรก็เจ็บพอแล้ว...จบเรื่องเถอะ”
       สุรเดชยิ้มให้ชนกชนม์ แต่เข้ามาผลักชนกชนม์ออก
       “มันเล่นฉันเกือบตาย ฉันปล่อยไว้ไม่ได้”
       สุรเดชจะเข้าไปทำร้ายชยางกูร ชนกชนม์เข้ามาขวางสุรเดช
       “ไอ้เดช ถ้ายังคิดว่าฉันเป็นเพื่อนแก ฉันขอชีวิตน้องฉัน”
       สุรเดชเดินตรงเข้ามาหาชนกชนม์ กระชากคอเสื้อ สองคนสู้สายตากัน
       จังหวะนั้นสุตาภัญยืนมองที่มุมหนึ่ง ลุ้นระทึกว่าสุรเดชจะทำอย่างไร
       สุรเดชกระซิบคุยกับชนกชนม์ “ฉันแกล้งขู่มันไปงั้นแหละ...แกจะได้เป็นฮีโร่ปกป้องมัน”
       ชนกชนม์อึ้ง คาดไม่ถึงกับมุกของเพื่อนจอมกะล่อน
       สุรเดชผลักอกชนกชนม์ แสร้งพูดโวยวาย “ก็ได้...ฉันยอมให้ทานชีวิตน้องแก เพราะแกเป็นเพื่อนรัก”
       ชยางกูรฟังแล้วค่อยคลายความกังวลใจ สุรเดชเดินตรงมาชี้หน้าชยางกูร
       “ต่อไปก็สำนึกในบุญคุณพี่แกบ้าง ไม่งั้นแกตายไปแล้ว”
       สุรเดชเข้ามาค้นกระเป๋าชยางกูร แล้วแย่งมือถือไป
       “คิดว่าทำตกส้วมแล้วกัน”
       ชยางกูรโมโห “เอามือถือฉันคืนมา”
       สุรเดชพูดด้วยท่าทางขึงขัง “ชดใช้ที่แกกระทืบของฉันพัง”
       สุรเดชกดเปิดกล้องมือถือ แล้วถ่ายภาพคู่กับชยางกูร
       “มีรูปใหม่อัพลงเฟสแล้วว่ะ...” สุรเดชมองดูภาพ “รุ่นนี้ถ่ายภาพชัดว่ะ ขอสักคลิป”
       ว่าแล้วสุรเดชกดปุ่มเปิดถ่ายวิดีโอ...ร้องบอกเพื่อนๆ
       “ฉลองหน่อยเว้ยเฮ้ย...” สุรเดชเป็นต้นเสียงร้องเพลง “ลูกเทวดา...”
       บรรดาเพื่อนๆ สุรเดชต่างร้องเพลงลูกเทวดา...สุรเดชวิดีโอ
       จังหวะนั้น รปภ.ห้างก็วิ่งเข้ามาเป่านกหวีดสั่งให้หยุด
       “เฮ้ยหยุด”
       สุรเดชหันไปเห็นก็ตกใจ ตะโกนบอกรปภ..
       “ใครเข้ามาโดนระเบิดปิงปอง”
       สุรเดชทำทีควักระเบิดจากกระเป๋า แล้วปาใส่ พวกรปภ.ตกใจ ก้มลงกับพื้น สุรเดชทำเสียงระเบิด
       “ตู๊ม ตู๊ม ตู๊ม ฮะฮาฮ่า”
       พวกสุรเดชต่างหัวเราะชอบใจ แล้วพากันวิ่งไปที่มอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ รปภ.วิ่งตาม
       สุรเดชวิ่งไปที่มอเตอร์ไซค์...เพื่อนโยนกุญแจรถคันหนึ่งให้ สุรเดชวิ่งไปสตาร์ทรถ ยกล้อจะขี่ออกไป กฤติยาวิ่งเข้ามาขวาง สุรเดชยิ้มให้ กฤติยากระโดดขึ้นรถซ้อนท้าย สุรเดชขี่รถฝ่ารปภ.ออกไปได้ในที่สุด
      
       ทางด้านชนกชนม์กำลังเข้าไปดูชยางกูร
       “กูร..นายเป็นยังไงบ้าง”
       ชยางกูรตวัดเสียงใส่ “ไม่ต้องยุ่งกับฉัน”
       ว่าแล้วชยางกูรผลักชนกชนม์ออก พวกเพทายวิ่งเข้ามาหาชยางกูร
       “รีบตามไปเล่นมันคืน ฉันจะให้พวกหาปืนให้”
       ธนกรวิ่งเข้ามา ตะโกนเรียกชยางกูร
       “ลูกกูร”
       พอพวกเพทายหันไปเห็นธนกร ก็ตัดสินใจวิ่งออกไป ธนกรมองตามพวกเพทาย รู้ทันทีว่าเป็นพวกเด็กเกเร จึงรีบวิ่งไปดูชยางกูร
       “ชนกชนม์ มันเกิดอะไรขึ้น”
       “ไว้ผมเล่าให้ฟังครับ คุณอาพาน้องกลับก่อนเถอะครับ”
      
       ชนกชนม์รีบวิ่งออกไป เพื่อตามหาสุตาภัญ
      เวลาต่อมาสุตาภัญยื่นถุงใส่เสื้อผ้าให้ชนกชนม์
      
       “นายลืมของ ฉันต้องไปแล้วล่ะ”
       “กลับมหาลัย?” ชนกชนม์ถาม
       “ใช่..ต้องไปถึงก่อนพ่อฉันมารับ” สุตาภัญมองนาฬิกา..กังวลใจ “ว้าย ไม่ทันแน่เลย”
       สุตาภัญกังวลใจมาก ชนกชนม์นึกออก จึงคว้าข้อมือสุตาภัญวิ่งออกไป
      
       ไม่นานหลังจากนั้นชนกชนม์ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าคณะนิเทศฯในมหาลัย สุตาภัญลงจากรถถือหมวกกันน็อคไว้ในมือ
       “น่าจะทันแล้วล่ะ....ขอบใจมากนะ”
       “ฉันต่างหากที่ต้องขอบใจเธอ ที่เอาของมาให้ แถมยังเป็นห่วงฉัน” ชนกชนม์พูดอย่างจริงใจ “ไม่เคยมีใครเป็นห่วงฉันเหมือนเธอเลยนะ”
       ชนกชนม์ยิ้มด้วยความจริงใจให้ สุตาภัญรู้สึกดี ยิ้มตอบ
       “ฉันไปก่อนนะ”
       สุตาภัญยิ้มให้ชนกชนม์ สุตาภัญหันไปมองที่หน้าคณะซึ่งห่างออกไป แล้วร้องออกมาอย่าง
       “คุณพ่อ!”
      
       สองคนมุมหนึ่งที่ห้างสรรพสินค้า วีรภัทรนวดเท้าให้ชลนิภาอยู่ แต่ถูกชลนิภาผลักออก
       “พอได้แล้ว...” ชลนิภาควักเงินส่งให้ “นี่เป็นค่านวด...ฉันจะได้ไม่ตกเป็นหนี้บุญคุณ”
       วีรภัทรเหนื่อยใจ “คุณชลนิภา..ถึงเราจะหย่าร้างกัน แต่เรายังเป็นเพื่อนกันได้”
       “ไม่ได้..วันที่คุณก้าวออกไปจากชีวิตฉัน คุณได้กลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับฉัน....เราไม่มีความข้องเกี่ยวอะไรกันอีก”
       “แต่คุณไม่มีวันตัดขาดความเป็นพ่อลูกของผมกับชนกชนม์ได้”
       “มันจะยากอะไรคะ...ฉันนี่แหละ จะเป็นคนตัดสายสัมพันธ์นั้นเอง”
       “ผมไม่ยอมคุณเด็ดขาด”
       ชลนิภาจะเถียงกลับ...แต่หันไปเห็นธนกรประคองชยางกูรที่มุมหนึ่ง
       “ลูกกูรของแม่”
       ชลนิภารีบวิ่งไปหาชยางกูรอย่างห่วงใย แล้วพาชยางกูรออกไป
       วีรภัทรมองชลนิภา กังวลใจที่อดีตภรรยายังคงโกรธแค้น และไม่ให้อภัย พอวีรภัทรหันกลับ เจอนัชชากับนิธิยืนอยู่..วีรภัทรเดินเข้าไปหา
       “ชนกชนม์คงปลอดภัยแล้ว เรากลับกันเถอะ”
       นัชชาตบหน้าฉาดใหญ่ “กลับไปดูแลเมียเก่าและลูกคุณซะ ฉันดูแลลูกได้” นัชชาจูงนิธิเดินออกไป
       วีรภัทรตกใจ “คุณนัชชา”
      
       ส่วนสุทินเดินตรงเข้ามาสุตาภัญ ถามทันทีน้ำเสียงขุ่น
       “นายคนนี้เป็นใคร? ไม่ใช่เพื่อนลูก ทำไมถึงอยู่ด้วยกัน”
       สุตาภัญ        อึ้ง ตั้งตัวไม่ติด
       ชนกชนม์รู้สถานการณ์รีบทำเป็นโวยใส่สุตาภัญ “คุณจะอึ้งอีกนานไหม? จ่ายเงินค่ารถมาได้แล้ว”
       สุตาภัญฉงน “ค่ารถ”
       “เอ้า...ค่ามอ’ไซค์ไง อย่าคิดใช้ความสวยมาหลอกนั่งฟรี ขอโทษ.. ผมมีเมียแล้ว”
       สุทินแปลกใจจ้องสุตาภัญเขม็ง “เธอไปไหนมา”
       “เอ่อ..ร้านซีร๊อกที่คณะปิดค่ะ ตาออกไปถ่ายรายงาน” สุตาภัญควักเงินให้ชนกชนม์ “ค่ารถนาย” รีบหันมาบอกพ่อ “กลับบ้านเถอะค่ะ”
       สุตาภัญจะออกไปกับสุทิน ชนกชนม์เรียกไว้อีก
       “เดี๋ยวก่อนสิคุณ”
       สุตาภัญหันมามองชนกชนม์ ประมาณว่ามีอะไรอีก เดี๋ยวฉันตายแน่
       “หมวกผม...แหม...จ่ายสามสิบคิดแฮ้ปหมวกไปด้วย กะเอาคุ้มเลยนะคุณ เฮ้อ...นักศึกษาสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้จริงๆ”
       สุตาภัญนึกได้ รีบคืนหมวกกันน๊อค...แล้วแอบแลบลิ้นใส่ชนกชนม์ แล้วหันกลับไปหาสุทิน
       “ต่อไปห้ามนั่งมอเตอร์ไซค์อีก”
       “ค่ะ”
       สุทินพาสุตาภัญเดินข้ามถนนไปที่รถทันที สุตาภัญขึ้นรถ สุทินขึ้นทางฝั่งคนขับแล้วสตาร์ทเครื่องขับรถออกไปทันที
       ชนกชนม์โบกมือลา สุตาภัญเห็นแอบโบกมือตอบ พอสุทินหันกลับมา เห็นชนกชนม์ทำทีเป็นเกาหัว...รถของสุทินวิ่งออกไป
       ชนกชนม์ยิ้ม “จะเอาชนะใจพ่อตาได้ไหมเนี่ย” แล้วนึกได้ “พูดอะไรออกไป...เฟี้ยวเงาะว่ะ!”
      
       ชนกชนม์ส่ายหน้าแล้วหัวเราะขำตัวเองอย่างอารมณ์ดี
      ตอนเย็นวันนั้น ชนิกานต์ก้าวลงจากรถ เดินยิ้มหน้าบานเข้าไปในบ้าน ธีรดนย์ถือกระเป๋าตามมาส่งให้
      
       “กระเป๋า”
       ชนิกานต์หันมารับ แล้วยิ้มร่าขอบใจธีรดนย์
       “ขอบใจนะ”
       ธีรดนย์อึ้งที่ชนิกานต์ขอบใจตน
       ชนิกานต์เดินยิ้มจะเข้าไปในบ้าน...ธีรดนย์พูดไล่หลัง
       “วันนี้ฝนคงตกห่าใหญ่ แม่มดร้ายกลายร่างเป็นนางฟ้า”
       ชนิกานต์พยายามเก็บอารมณ์ ยิ้มให้ “อย่ามาหาเรื่องฉันนะ คนกำลังมีความสุข ตกอยู่ในห้วงความรัก”
       ธีรดนย์สวนขึ้น “รักกุ๊ย”
       ชนิกานต์ไม่พอใจ “ชนกชนม์ไม่ใช่กุ๊ย เขาเป็นผู้ชายใจนักเลงต่างหาก”
       “แล้วมันต่างจากอันธพาลตรงไหน? หาเรื่องตีกันได้ตลอดเวลา”
       “อันธพาลคือพวกระรานคนอื่น แต่ชนกชนม์เขาปกป้องฉันและรักเพื่อนฝูง” ชนิกานต์เย้ยธีรดนย์ “พูดไปคนอย่างแกคงไม่เข้าใจหรอก เพราะแกมันใจปลาซิว”
       ธีรดนย์ไม่พอใจ “เธอ”
       ชนิกานต์จ้องหน้าขณะถาม “ถามจริงเหอะ ทำไมแกถึงไม่ชอบหน้าเขา...รึว่าแกหึงที่ฉันรักเขา”
       ธีรดนย์อึ้ง “เลิกคิดเรื่องนั้นได้เลย เป็นตายร้ายดียังไง ฉันไม่หน้ามืดเอาเธอเป็นแฟน”
       ชนิกานต์ย้อนกลับ “ฉันก็ไม่เอาแกเหมือนกัน...แล้วไม่ต้องหวังยัยตาด้วย ฉันจะเป็นกันชนขวางทางแกทุกทาง”
       ชนิกานต์ยิ้มเย้ยแล้วเดินเข้าบ้าน ธีรดนย์มองด้วยความเจ็บใจ ตะโกนไล่หลัง
       “วันไหนที่เธอผิดหวังรึเสียใจ ฉันจะเป็นคนซ้ำเติมให้เธอจมดิน”
      
       ชนิกานต์เดินเข้ามาในบ้านตรงห้องโถง...พูดกับตัวเอง.
       “ฝันไปเหอะ...คนอย่างชนิกานต์สะกดคำว่าเสียใจไม่เป็น”
       ชนิกานต์ยิ้มเย้ย จะเดินตรงไป แต่ต้องหยุดกึก
       “กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ” กัณฐิกานั่นเอง
       “แก” ชนิกานต์ไม่พอใจ
       “หนูคงหิวแล้ว...วันนี้น้ากัณทำของอร่อยๆ ไว้ให้ทาน...มาสิจ๊ะ”
       กัณฐิกาเชื้อเชิญชนิกานต์...ชนิกานต์ยืนมองท่าทางลังเล
      
       ครู่ต่อมากัณฐิกายกอาหารวางเรียงไว้บนโต๊ะ ชนิกานต์เดินเข้ามา
       “น้าแอบสืบความลับจากคุณพ่อว่าหนูชอบทานอะไร...น้าตั้งใจทำสุดฝีมือเลยนะ”
       ชนิกานต์ยังยืนมองนิ่งๆ
       “ถ้ากลัวไม่ถูกปาก ลองชิมก่อนก็ได้จ้ะ”
       กัณฐิกาตักอาหารให้ชนิกานต์ชิม ชนิกานต์รับมา แล้วชิมอาหารโดยดี ชนิกานต์ยิ้มพอใจเล็กน้อย แล้วนั่งลง
       กัณฐิกายิ้มพอใจ “น้าตักข้าวให้”
       “ไม่ต้องค่ะ น้าทำอาหารให้กานต์ทานแล้ว กานต์ขอตอบแทน ตักข้าวให้น้าดีกว่า”
       กัณฐิกายิ้มพอใจ คิดว่าชนิกานต์ยอมรับเธอแล้ว จึงส่งจานให้
       ชนิกานต์ตักข้าวจากโถ ทำทีจะใส่จานของกัณฐิกา แต่กลับสาดใส่หน้ากัณฐิกาแทน
       กัณฐิการ้อง “ว้าย”
       “ได้ข้าวแล้วก็ต้องเติมกับด้วย”
       ชนิกานต์คว้าจานอาหาร ใส่กับหน้ากัณฐิกาจังๆ กัณฐิกาตกใจร้องโวยวาย
       “ว้าย”
       “แกงนี้ก็อร่อยนะคุณน้า”
       ชนิกานต์ราดแกงใส่หน้ากัณฐิกา จังหวะนั้นธีรดนย์วิ่งเข้ามาจับชนิกานต์ไว้
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
       “ไม่ต้องมายุ่งออกไป”
       ชนิกานต์คว้าจานอาหารจะเข้าไปละเลงกัณฐิกาอีก ธีรดนย์เข้าไปขวางกัณฐิกาไว้
       “หยุดบ้าได้แล้ว ไม่เห็นรึไงว่าคุณกัณฐิกาเธอปวดแสบปวดร้อนไปทั้งตัว”
       ชนิกานต์ไม่สน “สมน้ำหน้า..แกเอาใจผิดคนแล้วล่ะ ฉันไม่ใช่คุณพ่อที่จะหลงมารยาแก”
       “คุณกัณฐิกาไปล้างหน้าล้างตัวเถอะครับ ผมพาไป”
       ธีรดนย์ประคองกัณฐิกาออกไป ชนิกานต์มองเย้ยอย่างสะใจ แต่ไม่พอใจที่ธีรดนย์ปกป้องกัณฐิกา
      
       กัณฐิกากำลังเช็ดหน้าเช็ดตา หลังจากไปล้างคราบอาหารออกจนหมด
       ธีรดนย์ถามอย่างเป็นห่วง “คุณกัณฐิกาเป็นยังไงบ้างครับ”
       “ฉันไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ ขอบใจเธอมากนะ”
       “คุณท่านไม่อยู่ คุณกัณฐิกาควรกลับไปก่อน ไม่งั้นชนิกานต์อาจทำร้ายอีก”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ...ธีรดนย์ เธออย่าบอกเรื่องนี้กับคุณณวัตรฉันไม่อยากให้คุณ ณวัตรลงโทษหนูกานต์”
       ธีรดนย์แปลกใจ “คุณยังไปปกป้องเธออีกเหรอครับ”
       “ฉันผิดเองที่เข้าไปวุ่นวายกับหนูกานต์ ฉันขอร้องล่ะ”
       ธีรดนย์จำยอม “ครับ....ผมขอตัวก่อนครับ” ธีรดนย์จะเดินออกไป
       กัณฐิกาคว้าแขนไว้ “ขอบใจเธอมากนะ”
       “ครับ”
       กัณฐิกาปล่อยแขน ธีรดนย์เดินออกไป ไม่ได้คิดอะไร กัณฐิกามองตาม แววตาพึงพอใจในตัวธีรดนย์
       ชนิกานต์เดินเข้ามายืนมองกัณฐิกาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
       “แกมันร่านจริงๆ พ่อฉันไม่อยู่ก็คิดจะกินเด็กในบ้าน”
       กัณฐิกาแอ๊บไม่รู้เรื่อง “หนูพูดอะไร น้าไม่เข้าใจ”
       “ต๊าย...แอ๊คติ้งตุ๊กตาทอง กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง ที่แกร้องวี๊ดว๊ายปวดแสบปวดร้อนเพราะต้องการให้ธีรดนย์เข้ามาดูแล..อย่าคิดนะว่าฉันรู้ไม่เท่ากันแก”
       “หนูกำลังเข้าใจผิด”
       ชนิกานต์ตบหน้ากัณฐิกาฉาดใหญ่ กัณฐิกาล้มลงไปที่พื้น
       “หลอกฉันไม่สำเร็จหรอก...รีบไสหัวออกไปจากบ้าน ก่อนที่ฉันจะฆ่าแก”
      
       ชนิกานต์ขู่กัณฐิกา แล้วเดินออกไป กัณฐิกาทำทีเป็นเศร้าเสียใจ
       ชนิกานต์เดินยิ้มมีความสุขที่ทำร้ายกัณฐิกา
      
       “รู้จักฉันน้อยไปแล้ว...วุ่นวายกับฉันอีก โดนหนักกว่านี้แน่”
       ชนิกานต์เหยียดยิ้มอย่างสะใจ แต่แล้วต้องหยุดกึก มองไปตรงหน้า ก่อนจะเดินปรี่เข้าไป
       ที่แท้เป็นรูปกัณฐิกาใส่กรอบรูปสวยงาม ถูกแขนแทนตำแหน่งภาพแม่ของชนิกานต์นั่นเอง
       ชนิกานต์กรีดร้องลั่นบ้าน “อ๊าย...”
      
       ธีรดนย์กำลังรดน้ำต้นไม้ ได้ยินเสียงกรี๊ดของชนิกานต์ ก็แปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น?
      
       ด้านชนิกานต์หยิบของใกล้มือ ปาใส่รูปภาพกัณฐิกาพัลวัน กัณฐิกาเดินตรงเข้ามา
       “หนูไม่ชอบรูปนี้เหรอ? ฉันจะได้เอารูปใหม่ใหญ่กว่าเดิมมาติด”
       ชนิกานต์โวยวาย “แกกล้าดียังไงเอารูปแม่ฉันออก แล้วเอารูปแกใส่แทน”
       “วันก่อนเธอไม่ต้อนรับฉัน...ฉันก็เลยปิ๊งไอเดีย..เอารูปมาติด...เธอจะได้เห็นหัวฉันและรู้ว่าใครใหญ่ที่สุดในบ้าน”
       “แกไม่มีสิทธิ์มาจุ้นจ้านในบ้านฉัน นังสารเลว”
       ชนิกานต์ปราดเข้าตบหน้ากัณฐิกาฉาดใหญ่ กัณฐิกาไม่พอใจ
       “ถ้าแกยังมาตอแยฉัน แกจะโดนหนักกว่านี้”
       กัณฐิกาตบหน้าชนิกานต์ทันที
       ชนิกานต์ตกใจ “แก” ตบกัณฐิกาอีก
       กัณฐิกา        ตบกลับสองที “แม่เธอคงไม่ได้สอนเรื่องการเคารพผู้ใหญ่ ฉันจะทำหน้าที่แม่เลี้ยงแสนดีสั่งสอนเธอเอง” ว่าแล้วก็ตบหน้าชนิกานต์อีกสองฉาด
       ชนิกานต์โกรธจนตัวสั่น “ฉันจะฟ้องคุณพ่อ”
       กัณฐิกาท้าทาย “เอาสิ...ระหว่างเมียใหม่ที่เร่าร้อนออดอ้อนเอาใจเก่ง...กับลูกสาวขี้วีน งี่เง่าไร้เหตุผล พ่อเธอจะฟังใคร”
       ชนิกานต์แค้นหนัก “แก”
       กัณฐิกาปรี่ตรงเข้ามาคุกคามชนิกานต์ “ฉันตั้งใจมาดี พร้อมเป็นมิตร แต่ในเมื่อเธอตั้งป้อมเป็นศัตรูกับฉัน...ฉันก็ต้องเปลี่ยนกลยุทธิ์ ตาต่อตาฟันต่อฟัน”
       “ในที่สุดแกก็เผยธาตุแท้ความชั่วออกมา นังสารเลว”
       ชนิกานต์ปราดเข้ามาตบตีกัณฐิกา กัณฐิกาก็สู้ทั้งสองตบตีกันพัลวัน
       จังหวะนั้นณวัตรวิ่งเข้ามา..เห็นทั้งสองตบตีกันชุลมุน
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
       “คุณพ่อคะ ช่วยกานต์ด้วยค่ะ นังนี่มันตบตีกานต์ค่ะ”
       ชนิกานต์ชิงไปฟ้องณวัตรก่อน หวังใส่ร้ายกัณฐิกา ณวัตรมองกัณฐิกา แปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น
      
       ธีรดนย์เดินเข้ามายืนดูที่มุมหนึ่ง...แอบฟังเรื่องราวทั้งหมด ชนิกานต์เข้าไปอ้อนณวัตร
       “อย่างที่กานต์เล่าค่ะคุณพ่อ..มันด่ามันตบตีกานต์ มันคิดจะทำร้ายกานต์”
       “พอได้แล้ว พ่อไม่อยากฟังเรื่องโกหกไร้สาระ”
       ชนิกานต์ตกใจ “คุณพ่อ”
       กัณฐิกายิ้มเย้ยด้วยความสะใจ
       “คุณกัณ ไม่ใช่คนหยาบคายก้าวร้าว ลูกต่างหากที่เป็นฝ่ายทำร้ายและรังแกคุณกัณ”
       ชนิกานต์ผิดหวังมาก เหวี่ยงวีนทันที “คุณพ่อเชื่อมัน แต่คุณพ่อไม่เชื่อกานต์”
       “เพราะพ่อรู้จักนิสัยลูกดีพอ”
       “คุณพ่อก็เห็นว่ามันเอารูปแม่ออก...” หันไปมองรูปภาพของแม่ “แล้วมันเอารูปมันติดแทน เท่ากับมันไม่ให้เกียรติคุณแม่ ไม่ให้เกียรติคุณพ่อนะคะ”
       “พ่อเป็นคนบอกให้คุณกัณทำอย่างนั้นเอง”
       ชนิกานต์อึ้ง ด้านธีรดนย์ได้ฟังก็แปลกใจ
       “พ่อคิดว่าถ้าพ่อต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่กับใครสักคน พ่อควรลืมอดีตได้แล้ว และที่สำคัญ พ่อควรให้เกียรติผู้หญิงคนนั้นในฐานะภรรยาอย่างสมบูรณ์”
       ชนิกานต์ฟูมฟาย “คุณพ่อไม่รักคุณแม่ไม่รักกานต์แล้ว”
       “พ่อรักลูกมาก....และรักมากเกินไป ลูกถึงได้เอาแต่ใจอย่างนี้ ถึงเวลาที่พ่อต้องหาใครสักคนมาดูแลลูก...พ่อจะแต่งงานกับเธอเร็วๆ นี้”
       “ไม่ค่ะ กานต์ไม่ยอมรับมันเป็นแม่ของกานต์”
       กัณฐิกาพูดแทรกขึ้นทันทีอย่างเจียมตัว “คุณคะ ยกเลิกงานแต่งของเราเถอะค่ะ..อย่าให้กัณต้องสร้างปัญหาทำลายความรักของคุณกับลูกเลย” พลางเดินเข้ามาพูดดีๆ กับชนิกานต์ “ฉันขอโทษที่ทำให้หนูไม่สบายใจ...หลังจากนี้ไป..ฉันจะไม่อยู่ขวางหูขวางตาหนูอีกแล้ว ฉันจะไปจากชีวิตพ่อของหนูเอง”
       ชนิกานต์แปลกใจที่กัณฐิกายอมถอยหนี แต่ยังไม่ไว้ใจนัก
       ธีรดนย์ได้ฟังก็ยิ่งซึ้งน้ำใจกัณฐิกา ที่ยอมเสียสละ
       “แต่ขอให้เธอรู้ไว้..ฉันมีความปรารถนาดีและความจริงใจที่มอบให้เธอ...” กัณฐิกาบอกลาณวัตร “ฉันดีใจที่ได้รู้จักกับคุณนะคะ...ลาก่อนค่ะ”
       กัณฐิกาจะออกไปจากบ้าน ณวัตรเข้ามาคว้าตัวไว้
       “ผมไม่ยอมสูญเสียผู้หญิงที่ดีที่สุดไป....ผมเปลี่ยนใจแล้ว...ผมจะแต่งงานกับคุณอาทิตย์หน้า”
       ชนิกานต์ไม่พอใจ “คุณพ่อ”
       กัณฐิกายิ้มพอใจในสีหน้า ที่ณวัตรติดกับมารยาเธอ
       “ลูกเตรียมตัดชุดได้แล้ว พ่อจะให้ลูกเป็นเพื่อนเจ้าสาว” ณวัตรสั่ง
       “ไม่ค่ะ กานต์ไม่มีวันไปงานแต่ง กานต์จะรอไปงานศพมัน”
       ณวัตรสุดทนปราดเข้ามาตบหน้าชนิกานต์ฉาดใหญ่
       “ลูกก้าวร้าวมากไปแล้ว ถึงแม้ลูกไม่เห็นด้วย งานแต่งของเราต้องเกิดขึ้น”
       จากนั้นณวัตรพากัณฐิกาเดินออกไป กัณฐิกาลอบยิ้มเย้ยชนิกานต์
       ชนิกานต์ตะโกนลั่น “คุณพ่อกลับมาก่อน....คุณพ่อ”
      
       ธีรดนย์ยืนมอง ยิ้มสะใจที่มีคนปราบชนิกานต์แล้ว
       ขณะที่อุษากำลังจะเข้าไปในบ้าน เพราะได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย แต่เจอธีรดนย์ที่ยืนหัวเราะอยู่
      
       “ธี....คุณหนูเป็นอะไร? ทำไมมัวยืนหัวเราะ ไม่ไปดูคุณหนู”
       “ผมก็แค่สะใจที่มีคนปราบคุณหนูขี้วีนได้สักที”
       “ลูกหมายถึงใคร”
       “ผู้หญิงคนใหม่ของคุณท่านครับ กำราบยัยคุณหนูเอาแต่ใจซะอยู่หมัด”
       อุษาไม่พอใจนัก “แม่สอนแล้วไง..ไม่ให้ต่อว่าหรือทำร้ายจิตใจเธอ”       
       “ก็มันสะใจจริงๆนี่ครับ ที่ผ่านมาพอไม่ได้ดั่งใจก็วี๊ดๆ กรี๊ดๆ คอยห่มเหงจิตใจคนอื่น เจอยาแรงอย่างนี้คงจุกไปอีกนาน”
       อุษาเป็นห่วงชนิกานต์ จะรีบไปดูชนิกานต์
       “แม่จะไปไหน”
       “แม่จะไปดูคุณหนู...ป่านนี้เธอคงร้องไห้แทบขาดใจ...อาจจะชักอีก”
       ธีรดนย์ไม่อยากให้แม่ไปยุ่ง จึงอาสาไปดูแทน
       “แม่ไปต้องไปหรอก ผมไปดูเอง”
       “ห้ามเยาะเย้ยหรือซ้ำเติมคุณหนูนะ”
       ธีรดนย์ยิ้มรับ “ครับ ผมจำได้ดี แม่เคยสอนว่าคนล้มอย่าข้าม”
       อุษาจึงคลายความกังวล
      
       ส่วนชนิกานต์ร้องไห้เสียใจ มองกรอบรูปของแม่อยู่ ธีรดนย์เดินเข้ามา เห็นชนิกานต์พูดกับรูปภาพของแม่
       “คุณแม่ขา..คุณพ่อไม่รักกานต์แล้ว คุณแม่ช่วยกานต์ด้วยนะคะ”
       ชนิกานต์ร้องไห้เสียใจ
       ธีรดนย์ยืนมอง รู้สึกสงสารชนิกานต์ขึ้นมา จึงยื่นทิชชู่ให้
       ชนิกานต์เห็นเป็นธีรดนย์ก็เสียหน้า “ไม่ต้องยุ่งกับฉัน ออกไป”
       “เช็ดน้ำตาซะ”
       ชนิกานต์ตวาดแว้ดใส่ “แกคงสะใจสิที่เห็นฉันเป็นแบบนี้”
       ธีรดนย์พูดประชด “ใช่..ฉันสะใจที่สุด”
       ชนิกานต์รู้สึกผิดหวังที่ธีรดนย์เยาะเย้ยเธอ
       “แกคอยเข้าข้างมัน อยากให้มันแย่งความรักคุณพ่อไป ฉันจะได้โดนทิ้ง ใช่มั้ยล่ะ”
       “ฉันบอกแล้วไง วันไหนที่เธอผิดหวังรึเสียใจ ฉันจะซ้ำเติมเธอเอง พูดไม่ทันข้ามวันก็เห็นผลซะแล้ว”
       ชนิกานต์เจ็บใจไล่ตะเพิด “ออกไป”
       ธีรดนย์ยื่นช้อนให้ “เก็บช้อนไว้ ชักขึ้นมาจะได้กัดไว้”
       ชนิกานต์หยิบช้อนปาใส่ธีรดนย์
       “ฉันเตือนด้วยความหวังดีนะ กัดลิ้นตัวเอง ลิ้นขาดเป็นใบ้ ร้องแบะๆ น่าเกลียดตาย” พูดจบธีรดนย์ก็หัวเราะเยาะ
       “ฉันเกลียดแก”
       “ฉันก็เกลียดเธอ! ทุกคนในบ้านนี้ก็เกลียดเธอ ไม่มีใครรักเธอสักคน!”
       ธีรดนย์ได้ทีด่าชนิกานต์ ชนิกานต์อึ้งตกใจและเสียใจมาก อาการกำเริบดิ้นชักอยู่กับพื้น
       “ดิ้นชักให้ตายก็ไม่มีใครรักคนอย่างเธอ”
       ธีรดนย์จะเดินหนีออกไป แต่เปลี่ยนใจ วิ่งกลับเข้ามาดูแลชนิกานต์
      
       ขณะที่ชนกชนม์เดินเข้ามาบริเวณบ้าน ได้ยินเสียงธนกรซักไซ้ชยางกูรดังมาจากห้องโถง
       “ชยางกูร บอกพ่อมาเรื่องราวเป็นยังไง”
       ชนกชนม์ยืนนิ่ง ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร?
       ชยางกูรกำลังอธิบายกับธนกรผู้เป็นพ่อ ชลนิภานั่งอยู่ด้วย
       “กูรก็เล่าให้พ่อฟังหมดแล้วว่ากูรถูกแย่งโทรศัพท์ กูรไปแย่งเอาคืน”
       “พ่อเห็นลูกกับเพื่อนๆวิ่งไล่เหมือนมีเรื่องบาดหมางกันมานาน...คงไม่ใช่ประเด็นแค่โทรศัพท์”
       ชลนิภาหงุดหงิด “จะซักไปถึงไหน ลูกกูรไม่ใช่ผู้ต้องหา ไม่เห็นรึไงว่าลูกบาดเจ็บ”
       “ยังไงวันนี้ผมก็ต้องรู้ความจริง...ลูกอาจมีบางสิ่งที่ปกปิดเรามานานแล้ว..ว่าไงชยางกูร”
       ชลนิภาไม่พอใจ “คุณธนกร ฉันบอกว่าจบก็จบ”
       ธนกรไม่ยอม “คุณจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป แล้วเกิดปัญหาใหม่ตามมาอย่างนั้นเหรอ? คุณไม่เคยสงสัยบ้างรึไง ทำไมก๊วนวัยรุ่นที่วิ่งไปกับลูกกูร ไม่ใช่เพื่อนที่มหาวิทยาลัย ท่าทางเป็นนักเลงด้วยซ้ำ”
       ธนกรซักขึ้นมา ทำให้ชลนิภานิ่งงันไป เพราะเธอก็สงสัยในประเด็นปัญหานี้เหมือนกัน
       “ลูกกูร....ลูกต้องบอกความจริงทั้งหมดกับแม่”
       ชยางกูรอึ้ง ถึงทางตัน ไม่กล้าบอกความจริง...
       “คือว่า...”
       ชนกชนม์เดินตรงเข้ามา บอกเรื่องราวทั้งหมด
       “เรื่องนี้ผมอธิบายได้ครับ”
       ชยางกูรตกใจ กลัวชนกชนม์เล่าความจริง
       “พวกนักเลงที่ไปช่วยน้องเป็นเพื่อนผม..พวกนั้นเห็นว่ากูรถูกทำร้าย..จึงไปช่วยครับ”
       ชยางกูรยิ้มพอใจที่ชนกชนม์ช่วยแก้ตัวให้
       “ฉันว่าแล้วเชียว...ลูกกูรไม่มีวันคบหากับพวกอันธพาลไร้การศึกษา”
       ธนกรไม่เชื่อนะ และยังมีข้อสงสัย ซักชยางกูร
       “แล้วลูกไปทำอะไรที่ห้าง ทั้งๆ ที่บ่ายนี้มีเรียน”
       ชยางกูรแก้ตัว “พอดีอาจารย์ติดประชุม ยกเลิกการสอนครับ”
       ธนกรดักคอ “พ่อโทร.เช็คกับทางคณะแล้ว มีเรียนตามปกติ”
       ชยางกูรอึ้ง
       ชนกชนม์พูดแทรกขึ้น “ผมเป็นคนชวนน้องมาเองครับ”
       ชยางกูรแปลกใจที่ชนกชนม์ช่วยปกป้อง ชลนิภาสงสัยอยากรู้
       ชนกชนม์เล่าต่อ “ผมอยากให้น้องได้มาร่วมกิจกรรมจิตอาสา...เพราะน้องเคยบอกว่าอยากช่วยเหลือสังคม...งานนี้น้องมีน้ำใจบริจาคเงินให้ชมรมตั้งเยอะ... ใช่มั้ยกูร”
       “ครับคุณแม่..กูรรู้ว่าทำตัวไม่ดีที่หนีเรียน แต่อยากมีจิตอาสา...กูรขอโทษนะครับคุณแม่”
       “ไม่ใช่ความผิดของลูก แต่เป็นความผิดของพี่ชายที่ไร้สำนึก” ชลนิภาหันมาเล่นงานชนกชนม์ “ฉันขอสั่งเด็ดขาด ให้แกเลิกคบเพื่อนชั่วๆ ฉันไม่อยากให้ลูกกูรของฉันไปสุงสิงกับคนพวกนั้น”
       “ครับ”
       ชนกชนม์รับคำ และพร้อมจะปกป้องชยางกูร
      
       ตรงมุมหนึ่งในบ้าน ชนกชนม์จะเดินไป ธนกรเข้ามาดักทางไว้
       “ทำไมต้องโกหกแทนชยางกูร”
       “ผมพูดความจริงครับ”
       “เอาเถอะ...ถึงอาจะคาดคั้นความจริงก็เปล่าประโยชน์ เพราะเธอก็ต้องปกป้องชยางกูร” ธนกรยิ้มให้ชนกชนม์ “อาหวังว่าสักวัน...น้องจะรักเธอเหมือนที่เธอรัก”
       ชนกชนม์ยิ้มตอบ “ผมขอตัวก่อนนะครับ”
       ชนกชนม์เดินออกไป ธนกรมองตามด้วยความพอใจ แต่ชลนิภาเข้ามาต่อว่าธนกร
       “ทำไมคุณถึงได้เข้าข้างมัน แต่คอยจำผิดลูกตัวเอง”
       “ผมไม่เคยจับผิด ..คุณต่างหากที่รักลูกไม่ลืมหูลืมตา แล้วมีอคติกับชนกชนม์”
       “คุณก็รู้ว่าทำไมฉันถึงได้เกลียดชังมัน”
       “เพียงเพราะชนกชนม์เป็นเชื้อไขจากคุณวีรภัทรอย่างนั้นเหรอ”
       “นั่นก็ส่วนหนึ่ง...แต่ที่สำคัญมันเป็นตัวซวย...ตั้งแต่มีมันการค้าขายก็ล่มจม แต่พอได้ลูกกูร...กิจการของเรากลับเจริญก้าวหน้า หมอดูจึงทักอีกว่ามันจะนำหายนะมาให้เรา”
       “ผมไม่เชื่ออย่างนั้น....เด็กจะดีได้ก็เพราะได้รับการสอนที่ดี และได้รับความรักจากพ่อแม่...ผมขอล่ะ...คุณเลิกเชื่อดวงแล้วหันมาเชื่อใจลูกของคุณสักที”
       “ไม่ ฉันไม่มีวันเชื่อใจมัน รวมทั้งคุณด้วย”
       ธนกรสวนขึ้น “แล้วคุณแต่งงานกับผมทำไม เพื่อเอาชนะคุณวีรภัทรอย่างนั้นเหรอ”
       ชลนิภาโกรธจัดตวาดเสียงดัง “คุณธนกร”
       ธนกรรู้สึกผิดที่ทำให้ชลนิภาโกรธ จึงรีบขอโทษ
       “ผมขอโทษ”
       ชลนิภาเดินหนีออกไป ธนกรรู้สึกผิดที่ทำให้ชลนิภาไม่พอใจ
      
       ขณะเดียวกันวีรภัทรกำลังงอนง้อ และพยายามอธิบายกับนัชชา
       “ผมไม่ได้คิดอะไรกับคุณชลนิภาจริงๆ”
       “แต่คุณประคองกอด นั่งนวดเท้าให้ด้วยความห่วงใย จะไม่ให้ฉันคิดเป็นอย่างอื่นได้ยังไง”
       “ผมบอกแล้วไงว่าคุณชลนิภาขาแพลง ผมแค่ช่วยนวดเท้าให้”
       “ถ่านไฟเก่ากำลังปะทุคุโชน” นัชชาหยัน
       “คุณคิดมากน่า”
       “ฉันเพิ่งเข้าใจความจริงวันนี้เอง ทำไมคุณถึงได้เป็นห่วงเป็นใยชนกชนม์ เพราะคุณใช้ลูกเป็นสะพานเชื่อมไปหาแม่”
       วีรภัทรหมดความอดทน “ผมต้องทำยังไงคุณถึงจะเชื่อใจผม”
       “เลิกติดต่อกับทุกคนที่บ้านนั่น”
       นัชชายื่นคำขาด วีรภัทรอึ้ง
       “แล้วทุกอย่างจะจบลงด้วยดี”
      
       นัชชาพูดทิ้งท้าย แล้วเดินออกไป วีรภัทรกลุ้มใจ เพราะยังรักและห่วงใยชนกชนม์
       ชนกชนม์ถือถุงใส่เสื้อผ้าที่ซื้อให้ชลนิภา ยินเสียงคนเดินเข้ามาในห้อง ชนกชนม์รีบวางถุงซ่อนไว้ แล้วหันกลับไปมอง
      
       ที่บ้านสุตาภัญ สุรัมภาเดินเข้ามาในห้องนอนสุตาภัญ พร้อมดอกกุหลาบที่ได้จากชนกชนม์ สุตาภัญหันมามองด้วยความแปลกใจ
       “มีอะไรเหรอภา”
       สุรัมภาชูดอกกุหลาบให้ดู “สวยมั้ย”
       “สวยจ้ะ ซื้อมาจากไหน”
       “คนน่ารักไม่ต้องซื้อ มีคนให้มา” สุรัมภายิ้มระรื่น
       สุตาภัญ        สงสัย “ใครเหรอ”
       “ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่รู้จักเลย”
       “เอ้า..แล้วไปรับมาได้ไง”
       “ก็เขาขี่มอเตอร์ไซค์จะชนภาที่มหา’ลัยพี่ตา แล้วก็ให้เป็นดอกกุหลาบเป็นการปลอบขวัญ โรแมนติกอ่ะ เจ้าชายในฝันของภา”
       สุรัมภาเคลิ้มฝันถึงชนกชนม์ สุตาภัญเข้ามาจับดอกกุหลาบดู แล้วนึกถึงตอนที่ชนกชนม์ถือช่อดอกกุหลาบเข้ามาที่คณะ
       สุตาภัญ        เพ่งดอกกุหลาบรำพึงออกมา “ใช่”
      
       ชนกชนม์มองไปที่มุมหนึ่งในห้อง แปลกใจที่ชยางกูรเดินเข้ามาในห้องนอนตน
       “แกช่วยฉันทำไม”
       “นายเป็นน้องฉัน”
       “ทั้งๆ ที่ฉันไม่เคยนับถือแกเป็นพี่?”
       “นายจะคิดไงก็แล้วแต่...นายก็ไม่สามารถปฏิเสธความสัมพันธ์พี่น้องต่างพ่อได้ หน้าที่ของพี่คือการดูแลน้อง” ชนกชนม์บอกจริงจัง
       ชยางกูร        ไม่ซึ้งสักนิด “อย่าคิดนะว่าบุญคุณครั้งนี้จะทำให้ฉันรู้สึกกับแกดีขึ้น”
       “ฉันไม่เคยคาดหวังอะไรอยู่แล้ว อย่างน้อยฉันก็มีความสุขที่ได้ปกป้องนาย”
       ชนกชนม์ยืนยันความคิดเดิมชยางกูรไม่สนใจ เดินมองของในห้อง แล้วหันมายิงคำถามตรง
       “แกเป็นแฟนกับสุตาภัญ”
       ชนกชนม์อึ้ง นิ่งงันไป
      
       ขณะเดียวกันสุตาภัญมองดอกกุหลาบ แล้วเปลี่ยนความคิดว่าคงไม่ใช่ของชนกชนม์
       “คงไม่ใช่หรอก”
       สุรัมภารับดอกกุหลาบคืนงงๆ “ใช่..ไม่ใช่...อะไรคะ”
       สุตาภัญ        ส่งคืนแล้วแก้คำ “แค่คิดว่าดอกนี้คงไม่ใช่ดอกทานตะวัน”
       “พี่ตาท่าจะเพี้ยนหนัก”
       สุตาภัญ        เปลี่ยนเรื่อง “วันนี้อ่านหนังสือเตรียมเอ็นท์ได้เยอะมั้ย”
       “ไม่ได้อ่านสักตัวค่ะ..มีคนมากวนใจตลอด”
       สุตาภัญฉงน “ใครอ่ะ”
       “ก็พี่คนให้ดอกกุหลาบไงคะ หน้าพี่เขาลอยอยู่ในหนังสือ เปิดไปหน้าไหนก็เจอพี่เขายิ้มหวานให้ตลอด” สุรัมภาเดินร่อนทั่วห้อง แววตาเคลิ้มฝัน “อ่านไปไม่เข้าสมอง แต่มันมาเข้ามาอยู่ตรงนี้ตรงนี้” พร้อมกับชี้ที่หัวใจ แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง
       “ทะเล้นใหญ่แล้วนะเรา”
       สุรัมภานอนเคลิ้มฝัน “อย่างนี้ใช่ไหมพี่ตา ที่เขาเรียกว่าตกอยู่ในห้วงความรัก”
       สุตาภัญรีบวิ่งมาปิดปากสุรัมภา
       “ห้ามพูดแล้วก็หยุดคิดด้วย...คุณพ่อได้ยินเรื่องนี้ เธอถูกจับล่ามโซ่ขังแน่”
       สุรัมภาดีดตัวขึ้นมาจากเตียง “ภาไม่กลัวหรอก ภาจะแปลงร่างเป็นนกน้อย...บินหนีไปจากกรงขัง แล้วไม่กลับมาอีกเลย”
       ว่าแล้วสุรัมภาทำท่าเป็นนกโบยบินในจินตนาการ พูดด้วยท่าทีจริงจัง แต่สุตาภัญคิดว่าสุรัมภาพูดเล่นจึงหัวเราะ
       “จ้า...แม่นกน้อย”
       สุรัมภาบินมาหาสุตาภัญ “ถ้าภามีแฟน พี่ตาต้องช่วยภานะ”
       สุตาภัญอึ้งไม่ต่างกับชนกชนม์
      
       ฟากชยางกูรยังรุกถามเอากับชนกชนม์
       “ว่าไง...สุตาภัญเป็นแฟนแกรึเปล่า”
       ชนกชนม์ไม่กล้ารับ พยายามปิดบังความรู้สึก “เขาเป็น....เพื่อน”
       “ดี...ฉันจะจีบ”
       ชนกชนม์ห้าม “อย่าไปยุ่งเขาเลย เขาเป็นคนดี ไม่ใช่ผู้หญิงรักสนุกที่นายเคยเจอ นายเองก็มีผู้หญิงในสต๊อกนับไม่ถ้วน”
       “นั่นมันแค่ตุ๊กตาหน้ารถ พอเบื่อก็โยนทิ้ง....ฉันต้องการตัวจริง”
       “ฉันว่านายสองคนไม่เหมาะกันหรอก”
       “ยังไม่ได้คบจะรู้ได้ไงว่าไม่เหมาะ” ชยางกูร        สงสัย “แกหึง”
       ชนกชนม์รีบกลบเกลื่อน “ฉันมีสิทธิ์หึงได้ไง ฉันไม่ใช่แฟน เป็นแค่เพื่อน”
       “ฉันไม่น่าถามแกให้เสียเวลาเลย...ต่อให้เขาเป็นแฟนแก ฉันก็จะแย่ง”
       ชนกชนม์อึ้ง ส่วนชยางกูรหัวเราะเดินออกไปจากห้อง ชนกชนม์เริ่มกังวลใจ ไม่อยากให้ชยางกูรมาจีบสุตาภัญคนที่ตนแอบรัก
      
       ขณะเดียวกันสุรัมภายังคงรบเร้าสุตาภัญ
       “นะนะนะ ช่วยภานะ”
       “ยังไม่ได้บอกพี่เลย จะให้พี่ช่วยอะไร”
       “ช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่ให้คุณพ่อคุณแม่รู้...แล้วต้องช่วยเป็นแม่สื่อให้ภาด้วย”
       “พี่ยังไม่รู้จักเขาเลย”
       “เขาอยู่มหาลัยเดียวกับพี่ตา...อาจรู้จักกันก็ได้....นะนะนะ...คนนี้น้องขอ”
       สุตาภัญ        จำต้องรับปาก “จ้ะ”
       สุรัมภาดีใจหอมแก้มสุตาภัญ “พี่ตาน่ารักที่สุดเลย”
       สุรัมภากอดพี่สาวอย่างดีใจสุตาภัญยิ้มให้ ในใจเริ่มกังวล กลัวชายในฝันของสุรัมภาจะเป็นชนกชนม์!!
      
       ขณะเดียวกันชนกชนม์ยืนอยู่ที่ระเบียงนอกห้อง มองดูดวงจันทร์
       “สุตาภัญ ฉันไม่อยากเป็นแค่เพื่อน ฉันอยากเป็นแฟนเธอ ฉันจะได้ดูแล ไม่ให้ใครมายุ่งกับเธอ”
       ชนกชนม์ยืนยิ้มอย่างมีความสุข
      
       สุตาภัญเองก็กำลังยืนมองพระจันทร์ดวงเดียวกัน
       “ดวงจันทร์จ๋า...เจ้าชายในฝันของยัยภา ไม่ใช่นายชนกชนม์ใช่มั้ย”
       สุตาภัญจ้องมองดวงจันทร์
       “ถ้าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง...ยิ้มให้ฉันหนึ่งที” เด็กสาวยิ้มให้พระจันทร์ “ขอบใจนะจันทร์”
       สุตาภัญยืนยิ้มมองพระจันทร์อย่างมีความสุข
      
       ทางด้านชนิกานต์นอนหมดแรง หลังจากดิ้นชักไปพักใหญ่ มีธีรดนย์คอยบีบนวดให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
       “ชาติที่แล้วฉันทำกรรมอะไรไว้ ถึงต้องมาคอยรับใช้เธออยู่อย่างนี้”
       ธีรดนย์บ่น ขณะที่ชนิกานต์เริ่มเพ้อ
       “คุณพ่อขา กานต์รักคุณพ่อ คุณพ่ออย่าทิ้งกานต์ไปนะคะ กานต์ไม่เหลือใครอีกแล้ว”
       ชนิกานต์ละเมอ น้ำตารินไหล ธีรดนย์รู้สึกสงสาร ขยับเข้ามาเช็ดน้ำตาให้ชนิกานต์
       “ถ้าเธออ่อนโยน อ่อนหวานเหมือนที่เธอเป็นตอนนี้ก็คงดี ทุกคนคงรักเธอได้ไม่ยาก”
       ธีรดนย์จ้องมองใบหน้าชนิกานต์ รู้สึกเคลิ้ม จะก้มจูบชนิกานต์ แต่แล้วหยุด ลุกพรวดขึ้น
       “ฉันไม่มีวันให้อภัยกับคนกับร้ายกาจอย่างเธอได้....ชนิกานต์”
      
       ธีรดนย์จ้องมองชนิกานต์อย่างไม่พอใจ แล้วเดินออกไป ปล่อยให้ชนิกานต์นอนหลับน้ำตาไหลอาบแก้มอยู่อย่างนั้น
      ฉากชีวิตภายในชุมชนแออัดเช้าวันนี้ไม่ต่างจากวันอื่นๆ ทุกคนต่างรีบเร่งเพื่อภารกิจของตัวเอง เช่นเดียวกับ กฤติยา หรือ แอน ซึ่งกำลังเข็นรถ เพื่อไปยังจุดขายขนมของยายแก้ว
      
       แต่แล้วจู่ๆ สุรเดชจอมกะล่อนก็กระโดดโผล่พรวดมาขวางทางไว้ พร้อมกับคุกเข่าลงต่อหน้ากฤติยา ส่งสายตาหวานซึ้ง แต่แลดูตลก
       กฤติยาด่า “มาลาตายเหรอ”
       “ไม่ใช่..เขามาบอกรักต่างหาก..รับรักเขานะ” สุรเดชกะพริบตาใส่
       กฤติยานึกสนุกแกล้งสุรเดช “หลับตาก่อนสิ”
       สุรเดชหลับตาทันที ยิ้มพริมใจ
       “ตะเองทำอะไรน้า...จะจุ๊บๆ เขาเหรอ?..เขาจะลืมตาแล้วนะ อ่ะ..หนึ่ง ส่อง ส้าม”
       สุรเดชลืมตามอง เห็นมือตัวเองถูกเชือดมัดรวมกับดอกบัว
       “เฮ้ย..ยังไม่ตาย”
       กฤติยาหัวเราะชอบอกชอบใจ “เอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าก็หามเข้าเตาเผาได้เลย”
       กฤติยาเข็นรถออกไปชนสุรเดช สุรเดชวิ่งตะโกนไล่หลัง
       “ตะเอง...รอเค้าด้วย”
      
       กฤติยาเข็นรถมาจอดตรงจุดประจำ แล้วยกของมาเตรียมเปิดร้านขายขนม สุรเดชตามเข้ามา แกะเชือกที่มัดมือออก เอาดอกบัวมายื่นให้
       “เค้าไม่ได้มาลาตาย เขาขอบใจที่น้องแอนมีน้ำใจ บอกให้เพื่อนๆ ไปช่วยเขาอ่ะ”
       กฤติยาจัดร้านไปไม่สนใจฟังนัก “ฉันไม่รู้เรื่อง”
       “แน่ะ..ทำไก๋...พวกมันบอกพี่หมดแล้วว่าน้องแอนโทรไปเสียงสั่น” สุรเดชพูดล้อเลียนเสียงกฤติยา “พวกพี่อยู่ไหนกัน รีบมาช่วยเร็ว พี่เดชโดนรุม...” แล้วเปลี่ยนเสียงเป็นปกติ “เพราะรักใช่มั้ยอ่ะ”
       กฤติยาจัดของต่อ “ฉันแค่คิดว่าคนอย่างแกไม่ควรตายเร็ว ต้องอยู่นานๆ ให้เขารุมกระทืบให้หนำใจก่อน”
       “นั่น...พูดเรื่องนี้แล้วจี๊ด...มันน่าน้อยใจนัก พี่เดชอุตส่าห์หลบแล้ว น้องยังไปบอกพวกมันอีก”
       “แกต้องโดนประชาบาทาซะบ้าง จะได้สำนึก หาเรื่องไม่เว้นวัน”
       “พี่ไม่ได้หาเรื่องนะ แต่เรื่องมาหาพี่เอง” สุรเดชว่า
       “โกหกขอให้ฟ้าผ่า”
       สุรเดชร้อง “อูย...”
       กฤติยาจัดเตรียมของต่อ สุรเดชเข้ามายื่นดอกบัว
       “ดอกบัวแทนใจ ให้อภัยต้องรับไว้”
       “อย่ามากวนน่า ฉันจะจัดร้าน” กฤติยาชักรำคาญ
       สุรเดชเข้ามาจับมือกฤติยาเข้ามากุมไว้
       “ภูมิใจจัง มีแฟนขยันทำกิน”
       กฤติยาเอามือออก “ฉันไม่ได้เป็นแฟนแก”
       “แน่ะ ปากแข็ง เค้ารู้นะตะเองรักเขาแต่ไม่กล้าแสดงออก”
       “ยังไม่หายบ้าใช่มั้ย” กฤติยากำหมัดทำท่าจะต่อย
       สุรเดชรับหมัดกฤติยาไว้ อ้อล้อต่อ “อย่าต่อยเลย ถ้าจะตีก็มาตีกลางใจนี่”
       ว่าพลางสุรเดชจับมือกฤติยาให้มาที่หัวใจ กฤติยาพยายามสลัดมือออก สุรเดชรั้งไว้...แต่แล้วต้องอุทานอย่างตกใจ
       “แม่”
       กฤติยาแปลกใจ จึงหันกลับไปมองตาม เธอเห็นกัณฐิกาผู้เป็นแม่ยืนอยู่
      
       ด้านธีรดนย์ถือถาดอาหารเข้ามาในห้องชนิกานต์
       “ตื่นได้แล้ว แม่ให้เอาอาหารมาให้ กลัวเธอจะอดตาย”
       ธีรดนย์มองไป เห็นข้าวของในห้องกระกระจายก็แปลกใจ รื้อผ้าห่มออก เห็นหมอนข้างกับตุ๊กตา
       ธีรดนย์ตกใจที่ชนิกานต์ไม่อยู่ในห้อง “หายไปไหน”
      
       ขณะเดียวกัน กัณฐิกาเดินตรงเข้ามาหาสุรเดชและกฤติยา สุรเดชรีบเดินเข้ามาหาก่อนแล้วยกมือไหว้
       “สวัสดีครับแม่”
       กัณฐิกาขึ้นเสียง “ใครเป็นแม่แก”
       สุรเดชแก้เขิน “เอ่อ..ไหว้ว่าที่แม่ยายในอนาคตครับ”
       กัณฐิกาพูดใส่หน้า “ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่น”
       “อูย...”        สุรเดชถอยหลังหลบไป
       กัณฐิกาพูดกับกฤติยา “แอน...แม่มา”
       กัณฐิกาพูดไม่ทันจบ กฤติยาเดินหนีกลับไปในชุมชน เพื่อต้องการหนีหน้าแม่ กัณฐิกาเรียกไว้
       “แอน”
       ทว่ากฤติยาไม่สนใจ เดินหนีไปต่อสุรเดชเข้ามาเสนอหน้า
       “คุณแม่ไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว คงลืมทางไปบ้าน ผมไปส่งนะครับ”
       กัณฐิกามองตาดุ สุรเดชยิ้มแหยๆ
       “โอเค...ระเบิดตัวเอง ตู๊ม”
      
       สุรเดชวิ่งออกไปทันที...กัณฐิกามองไปทางที่กฤติยาเดินหนีไป
       ณวัตรรู้เรื่องจากธีรดนย์ก็โวยวายเสียงดังลั่นบ้าน
      
       “อะไรนะ ชนิกานต์หนีไป”
       อุษารีบสั่งธีรดนย์ “ลูกรีบโทร.ไปหาเพื่อนๆ คุณหนู เผื่อคุณหนูไปอยู่บ้านเพื่อน”
       “ครับ” ธีรดนย์เดินเลี่ยงออกไปโทรศัพท์
       ณวัตรบ่นอย่างไม่พอใจ “ฉันชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ...ทำตัวมีปัญหา เรียกร้องความสนใจได้ตลอดเวลา”
       อุษาพยายามขอร้อง “คุณหนูคงเสียใจเรื่องคุณท่านจะแต่งงาน อย่าหาว่าดิฉันละลาบละล้วงเลย คุณท่านยกเลิกการแต่งงานก่อนเถอะค่ะ”
       “ไม่ ฉันตัดสินใจดีแล้ว จะช้าหรือเร็วก็ไม่ต่างกัน เพราะคุณกัณฐิกาคือผู้หญิงที่จะเป็นเมียและแม่ที่ดี”
       ณวัตรยืนกรานเสียงแข็ง ที่จะแต่งงานกับกัณฐิกา
      
       เวลานั้นยายแก้วอยู่ที่บ้าน เดินถือถาดใส่ใบตองเตรียมตัวไปขายขนม กฤติยาเดินเข้ามาในบ้าน สีหน้าไม่ดีนัก ยายแก้วแปลกใจในท่าทีหลานสาว
       “ยายทำขนมชั้นเสร็จแล้ว ยกไปได้เลยลูก”
       “จ้ะยาย...” แอน หรือ กฤติยาเดินเลี่ยงเข้าไปทางหลังบ้าน
       ยายแก้วมองตามด้วยความแปลกใจในท่าทีของกฤติยาที่มึนตึง
       “เป็นอะไร”
       ระหว่างนั้นกัณฐิกาเดินเข้ามาในบ้าน ยายแก้วหันไปเห็น รู้สาเหตุของกฤติยาทันที
       “วันนี้แม่ไม่ต้องออกไปขายขนม ฉันเหมาเอง” กัณฐิกาเอ่ยขึ้น
       ยายแก้วเหน็บเอา “ไปรวยไรมาวะ รึว่าได้ผัวใหม่”
       กัณฐิกา        บอกอย่างภูมิใจ “ใช่...ฉันจะแต่งงาน”
       กฤติยา อยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน ได้ฟังก็รู้สึกสะเทือนใจ
       กัณฐิกาพูดต่อ “ต่อไปแม่กับแอนไม่ต้องทำงานหลังขดหลังแข็งอีกแล้ว ฉันจะส่งเงินให้ใช้ทุกเดือน”
       ยายแก้วหัวเราะราวกับว่ามีความสุขกับสิ่งที่ลูกสาวบอก “ข้านี่มันวาสนาดีจริงเว้ย ไม่ทันเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ก็จะได้เสวยสุข นั่งกินนอนกินมีเงินใช้” แต่แล้วหญิงชรากลับโวยใส่ อย่างไม่แยแส “ไม่ต้องให้ข้า..ข้ามีสองมือสองตีนทำกินเองได้”
       “แม่ลำบากเพื่อฉันมามากพอแล้ว ไหนจะช่วยเลี้ยงลูกฉันอีก...ขอให้ฉันได้ทดแทนคุณดูแลแม่บ้างเถอะ” กัณฐิกาพูดดีๆ
       ยายแก้วจงใจพูดแดกดันให้กฤติยาได้ยิน “ลูกแอนเอ๊ย มาฟังแม่หนูพูดสิ ยายน้ำตาจะไหล...นี่ถ้ากระทรวงวัฒนธรรมได้ยินเข้า คงยกให้แม่หนูได้รับรางวัลลูกดีเด่นแห่งชาติ”
       กฤติยายืนฟังที่มุมหนึ่ง ก็รู้สึกเจ็บปวดใจ
       “แม่เลิกประชดประชันฉันทีเถอะ ฉันอยากให้แม่กับลูกสบาย นี่จ้ะเงิน” กัณฐิกาควักเงินให้ แต่ยายแก้วปัดออก
       “ให้กูอดตายดีกว่ากินของที่ได้มาด้วยเรื่องอัปรีย์ ไปชิงผัวขายตัวมั่วผู้ชาย ข้าไม่เอาเงินบาป”
       กัณฐิกาหมดความอดทน “งั้นแม่ก็ทำงานให้ตายคาเตาไฟแล้วกัน”
       ยายแก้วมองหน้ากัณฐิกานิ่งๆ รู้สึกเสียใจ
       “ฉันจะบอกให้นะ เงินนี้ฉันได้มาด้วยความรักเสน่หา เขาให้ด้วยความเต็มใจ ฉันไม่ได้ขายตัวแลกเงินอย่างที่แม่ว่า”
       จังหวะนั้นกฤติยาถือถาดขนมเดินเข้ามา หางทางไม่แลไปทางผู้ให้กำเนิด
       “ยายจ้ะ หนูไปเปิดร้านก่อนนะจ๊ะ”
       กัณฐิกาเอ่ยขึ้น “แอน แม่มีเรื่องจะคุยด้วย”
       กฤติยาพูดกับยายต่อ “วันนี้ยายไม่ต้องรีบไปขายก็ได้จ้ะ แอนไม่มีเรียน”
       “แอน” กัณฐิกาเรียกเสียงดังขึ้น
       กฤติยาเดินลิ่วออกไปเลย เสมือนไม่มีกัณฐิกายืนอยู่ตรงนั้น กัณฐิกาตามออกไป ยายแก้วมองตามสองคนเป็นห่วงความรู้สึกกฤติยา
      
       กฤติยาถือถาดใส่ขนม จะเดินออกไปที่ขายขนม กัณฐิกาตะโกนไล่หลัง
       “ไปอยู่กับแม่นะ ลูกไม่ต้องลำบาก อยากเรียนอะไรก็ได้เรียน อยากได้อะไรแม่จะซื้อให้ ลูกจะมีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ มีรถนั่งโก้ๆ คุณณวัตรเขาใจดี เขาจะเป็นพ่อที่ดีของลูก”
       กฤติยาหันกลับมาย้อน “พ่อคนที่เท่าไหร่คะแม่”
       กัณฐิกาอึ้ง
       กฤติยาระบายความในใจพรั่งพรูออกมา “ตั้งแต่หนูเกิดมา หนูยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อหนูเป็นใคร? นอกจากฟังชาวบ้านสาธยายว่าหนูเกิดจากความไม่ตั้งใจ ที่โสเภณีพลาดท่าเสียทีให้ลูกค้า”
       กัณฐิกาเศร้าใจ กฤติยาระบายต่อ
       “พอห้าขวบ หนูก็มีพ่อใหม่ หกขวบเจ็ดขวบ หนูก็มีพ่อเลี้ยงคนใหม่อีกสามคน ไม่ทันครบสิบขวบ หนูก็มีพ่อใหม่เกือบโหล...หนูคงเป็นลูกที่มีความสุขที่สุดในโลก ที่มีพ่อมากกว่าทุกคน”
       กฤติยาระเบิดความในใจ แล้วร้องไห้ออกมา กัณฐิการู้สึกเสียใจและสงสาร พยายามเก็บอารมณ์ไว้
       “แอนเป็นลูกใครไม่สำคัญ ยังไงแอนก็เป็นลูกแม่...ตอนนี้แม่สบายแล้ว...แม่จะพาไปอยู่ด้วยเราจะได้มีความสุขตามประสาแม่ลูก”
       กฤติยาเสียงดัง “หนูไม่ไป หนูมีพ่อใหม่ไม่ซ้ำหน้ามามากพอแล้ว หนูขอมีแม่เพียงคนเดียว....ยายคือแม่ของหนู หนูจะอยู่กับยายจนวันตาย”
       กัณฐิกาเริ่มไม่พอใจ “อย่าเรื่องมากนักได้ไหม ฉันให้เวลาแกคิดดูให้ดี...จะเป็นสก๊อยในสลัม หรือเป็นคุณหนูในคฤหาสน์ใหญ่”
       กฤติยานิ่ง
       กัณฐิกาควักเงินใส่ให้ “เอาเงินไปใช้”
       กฤติยาไม่ยอมรับกัณฐิกายัดเงินใส่มือ กฤติยามองหน้าผู้ให่กำเนิด หวังจะได้รับการกอดการสัมผัสไออุ่น
       “แม่...” กฤติยาครวญ
       กัณฐิกาเดินออกไป ไม่เคยคิดสวมกอดกฤติยาเลย
       “หนูไม่ได้ต้องการเงิน”
       กัณฐิกาหยุด พูดสวนขึ้น “แล้วต้องการอะไร ใครๆ ก็อยากได้เงินทั้งนั้น เงินเป็นพระเจ้าซื้อได้ทุกสิ่ง”
       กัณฐิกาเดินออกไปเลย กฤติยาเสียใจที่กัณฐิกาไม่คิดมอบความรักให้เธอ เด็กสาวทรุดตัวลงร้องไห้โฮ ยายแก้วเข้ามาโอบกอดหลานสาว
       “ยายจ๋า...หนูไม่ได้ต้องการอะไรจากแม่...หนูอยากให้แม่กอดหนูสักครั้ง”
       ยายแก้วเข้าใจและสงสารกฤติยาเหลือแสน “ยายผิดเองที่สอนแม่หนูไม่ดี...ยายลืมสอนให้รู้ว่า...เงินไม่สามารถซื้อความรักได้”
      
       กฤติยาร้องไห้สะอึกสะอื้น ยายแก้วโอบกอดหลานด้วยความรักและสงสารจับใจ
       ทางด้านธีรดนย์เข้ามารายงานณวัตรที่นั่งดูแฟ้มงาน โปรเจ็คท์การสร้างหมู่บ้านใหม่อยู่ในห้องโถงที่บ้าน
      
       “ผมโทรไปแล้ว ชนิกานต์ไม่ได้ไปหาเพื่อนคนไหนเลยครับ”
       อุษารีบถาม “แล้วลูกโทร.เข้ามือถือคุณหนูรึยัง”
       “เธอไม่รับสายครับ” ธีรดนย์ตอบ       
       “คุณหนูอาจสั่งห้ามเพื่อนไม่ให้บอก ลูกลองไปดูตามบ้านเพื่อนๆ เลยดีกว่า”
       ธีรดนย์อิดออดไม่อยากไป เพราะเบื่อหน่ายกับชนิกานต์
       อุษาสั่ง “รีบไปสิ”
       “ครับ” ธีรดนย์จำยอม
       จู่ๆ ณวัตรพูดเสียงแข็ง “ไม่ต้อง!”
       อุษาแปลกใจ “คุณท่านไม่ห่วงคุณหนูเหรอคะ”
       “ที่ผ่านมาฉันตามใจมากไป..นิกกี้ถึงได้ใจ...เอะอะไม่ได้ดั่งใจก็สร้างเรื่องเรียกร้องความสนใจ.. คราวนี้ฉันจะดัดนิสัย หนีไปก็ต้องกลับเองได้ ฉันขอสั่งห้ามออกตามหาเด็ดขาด” ณวัตรบอกจริงจัง
       ธีรดนย์ยิ้มพอใจ “ครับ”
       “ค่ะ”
       อุษารับคำไปทั้งที่ยังกังวลใจ เพราะเป็นห่วงชนิกานต์มาก
      
       ที่แท้ชนิกานต์แวะมาหาสุตาภัญที่บ้าน ซึ่งกำลังอยู่ในอาการตกใจอยู่หลังฟังเรื่องจบ
       “อะไรนะ จะหนีไปต่างจังหวัด”
       “ฉันไม่อยากอยู่บ้านรู้เห็นการแต่งงานของมัน ฉันจะหนีไปแล้วอาจไม่กลับมาอีกเลย” ชนิกานต์ หรือนิกกี้พูดอย่างมุ่งมั่น
       สุตาภัญ        ปลอบ “ใจเย็นๆ น่า....เอางี้ ฉันจะไปคุยกับพ่อเธอให้ชะลอเรื่องงานแต่งไปก่อน”
       “ไม่มีประโยชน์หรอก พ่อหลงนังมารร้ายหัวปักหัวปำ ไม่รู้ละ เธอต้องไปกับฉัน”
       “ฉันไปไม่ได้” สุตาภัญบอก
       “ตา...ฉันไม่เหลือใครอีกแล้วนะ...ถ้าเธอไม่ไปกับฉัน ฉันจะฆ่าตัวตาย” ชนิกานต์เริ่มขู่
       สุตาภัญ        ตกใจ “เลิกคิดบ้าๆน่า...ฉันอยากช่วยเธอ แต่เธอก็รู้ว่าคุณพ่อไม่ยอมเด็ดขาด”
       “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง..ฉันเตรียมการไว้แล้ว”
       สุตาภัญแปลกใจว่าชนิกานต์จะทำอย่างไร
      
       ขณะเดียวกันชนกชนม์ถือถุงใส่เสื้อที่ซื้อให้แม่ มายืนหน้าห้องชลนิภา ชนกชนม์เคาะประตูห้อง แต่แล้วกลับนึกกลัว เปลี่ยนใจเอาถุงวางไว้หน้าห้องแทน แล้ววิ่งไปหลบที่มุมหนึ่ง
       ชลนิภาเปิดประตูห้อง ออกมาไม่เจอใครแล้ว
       “ใครเคาะ...” ชลนิภามองเห็นถุงใส่เสื้อจึงหยิบขึ้นมา “ของของใคร...อ๋อ...ลูกกูรคงเอามาไถ่โทษเรื่องเมื่อวานนี้”
       ชลนิภายิ้มพอใจ เดินลงไปที่ห้องโถงทันที ชนกชนม์หน้าเสียที่ชลนิภาเข้าใจผิด
       “ซวยอีกแล้ว”       
      
       ภายในห้องโถงบ้านสุตาภัญ ชนิกานต์ยื่นเอกสารให้สุทินอ่าน พลางพูดสำทับ
       “โครงการปฎิบัติการทำข่าวท้องถิ่นค่ะ”
       “ทำไมต้องไปถึงระยอง” สุทินสงสัย
       ชนิกานต์อธิบายต่อ “กลุ่มของเราทำหัวข้อปัญหาประมงชายฝั่งค่ะ ต้องไปสัมภาษณ์ชาวประมงที่นั่น”
       สุทินยังสงสัยอยู่ “สุตาภัญเธอทำหน้าที่อะไร”
       สุตาภัญ        อึ้งเพราะไม่ได้เตี๊ยมกับชนิกานต์
       ชนิกานต์มองอยู่รีบชิงตอบแทน “ตาเป็นพิธีกรสัมภาษณ์ ขาดตาไม่ได้เลยค่ะ”
       “ไปกี่วัน ไปกันกี่คน พักที่ไหน” สุทินถามรัวเร็วเป็นชุด
       สุตาภัญ        อึ้ง ชนิกานต์ชิงตอบแทนอีก “ไปสองวันหนึ่งคืนค่ะ ไปกันห้าคนมีอาจารย์ไปด้วยค่ะ พักกันที่…” ชนิกานระบุที่พักชัดเจน
       สุทินสวนคำเสียงเขียว “ฉันถามสุตาภัญ”
       ชนิกานต์ต้องหยุดทันที
       “ว่าไง....เธอไม่รู้อะไรเลยเหรอ”
       “เอ่อ..ตาทำหน้าที่ข้อมูลของคนที่จะไปสัมภาษณ์ ส่วนเรื่องจัดการเป็นหน้าที่ของนิกกี้ค่ะ”
       ชนิกานต์รวบรัดตัดความ “คุณอาเซ็นตรงนี้เลยค่ะ”
       ชนิกานต์ยื่นเอกสารให้สุทินเซ็นยินยอม
       “ฉันไม่ให้ไป” สุทินเสียงแข็ง
       ชนิกานต์และสุตาภัญหน้าเสีย
       “ฉันไม่เห็นด้วยกับการออกไปต่างจังหวัด มีแต่ความเสี่ยง และไม่จำเป็นต้องออกภาคสนาม เรียนรู้จากตำราก็ได้”
       ชนิกานต์ขู่ “นี่เป็นวิชาหลัก..ถ้าไม่ไป ก็ไม่จบค่ะ”
       เสาวนิตย์ซึ่งนั่งฟังอยู่นานแล้ว เป็นห่วงลูกสาว
       “ให้ลูกไปเถอะค่ะ คุณเองก็อยากเห็นลูกได้เกียรตินิยมไม่ใช่เหรอคะ”
       นายทหารจอมเผด็จการสวนทันที “ไม่ต้องออกความเห็น ฉันตัดสินใจเองได้”
       “ดิฉันขอโทษค่ะ...” เสาวนิตย์สงบนิ่งไปทันที
       สุทินมองหน้าชนิกานต์และสุตาภัญ “ฉันจะเชื่อได้ไงว่าพวกเธอไปทำงานไม่ได้หนีเที่ยว”
       ชนิกานต์บอกอีก “ทางคณะจึงออกจดหมายชี้แจงไงคะ ถ้าคุณอายังกังวลใจ โทร.สอบถามจากอาจารย์ประจำวิชาได้เลยค่ะ”
       ชนิกานต์ชี้เบอร์โทรศัพท์ที่เอกสาร สุทินมองเบอร์ นิ่งคิดตัดสินใจ ชนิกานต์มองลุ้นๆ สุตาภัญก็กังวลใจกลัวสุทินโทร.ไป
       ชนิกานต์อาสา “หนูต่อเบอร์ให้นะคะ”
       “ไม่ต้อง”
      
       ในที่สุดสุทินก็ตัดสินใจเซ็นเอกสารอนุญาตให้ ชนิกานต์และสุตาภัญโล่งใจ
      ด้านชยางกูรนั่งเล่นเกมในไอแพด ธนกรนั่งดูแบบเครื่องเพชรอยู่ข้างๆ สองพ่อลูกอยู่ในห้องนั่งเล่น จู่ๆ ชลนิภาเข้ามากอดจูบชยางกูร อย่างปลาบปลื้ม
      
       “ลูกกูรของคุณแม่น่ารักมาก อุตส่าห์ซื้อของมาไถ่โทษ เซอร์ไพร้ส์มาก”
       ชยางกูร        งงเพราะไม่รู้เรื่อง “ของอะไรครับ”
       ชลนิภาโชว์ถุงเสื้อในมือ “นี่ไงจ้ะ”
       “กูรไม่ได้ซื้อครับ”
       ชลนิภาแปลกใจ “แล้วของใครล่ะ”
       จังหวะนั้นชนกชนม์เดินเข้ามาบอกชลนิภา
       “ผมเองครับ..ผมเห็นว่าเสื้อสวย เหมาะกับคุณแม่ ผมตั้งใจซื้อมาฝากคุณแม่ครับ”
       ชลนิภารู้ความจริงก็เปลี่ยนท่าทีเป็นไม่พอใจทันที หันไปบอกแป๋วซึ่งทำความสะอาดอยู่มุมหนึ่งของบ้าน
       “นังแป๋ว...เอาไปทิ้ง”
       ธนกรลุกมารับถุงถือไว้ “ชนกชนม์ตั้งใจซื้อให้คุณนะ” แล้วเปิดถุงเอาเสื้อมาดูและจำได้ “ดูสิ..เสื้อตัวที่คุณชอบด้วย”
       ชลนิภามองเสื้อก็จำได้ว่า เป็นตัวที่เธอชอบแต่ไม่ได้ซื้อ ชลนิภารู้สึกอยากได้
       ธนกรเอ่ยชมชนกชนม์ “เธอเลือกได้ถูกใจแม่เขามากเลย”
       ชลนิภาเก็บอาการ “ไม่น่าเชื่อ ใจหยาบอย่างแกเลือกซื้อเสื้อผ้าผู้หญิงเป็นด้วย”
       ชยางกูรแขวะ “พี่เขาคงกลายพันธุ์เป็นตุ๊ดเป็นแต๋วมั้งครับ”
       ชนกชนม์รีบถาม “คุณแม่ชอบมั้ยครับ”
       ด้วยทิฐิชลนิภาโยนเสื้อใส่ชนกชนม์ “เอาของแกคืนไป แล้วไม่ต้องซื้ออะไรให้ฉัน ฉันไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณแก” ลุกเดินหนีไปทันที
       ชยางกูรลุกขึ้นหันไปทางแป๋ว “แป๋ว เอาไปทำผ้าขี้ริ้ว อ้อ...ดีใจด้วยนะ แกมีเพื่อนสาวแล้ว” พลางยิ้มเย้ยมาทางชนกชนม์
       ธนกรปลอบใจ “ให้เวลากับแม่เขานะ สักวันเขาต้องใจอ่อนและเห็นในความดีของเธอ”
       ชนกชนม์หน้าสลด “ผมยอมรับครับว่าท้อ.. แต่ผมไม่ถอย...” แต่ฮึดเป็นยิ้มสู้
       ธนกรยิ้มดีใจที่ชนกชนม์ไม่ท้อถอย
       แป๋วพูดแทรกขึ้น “แป๋วรู้นะคุณชนกชนม์ไม่ได้เลือกเองหรอก แฟนเลือกให้”
       ชนกชนม์ยิ้มเขิน “ไม่ใช่แฟน...แค่เพื่อนสนิทน่ะ”
       ธนกรแซว “อาชักอยากเห็นหน้าเพื่อนสนิทคนนั้นแล้วสิ”
       ชนกชนม์ยิ้มรับเขินอาย ชยางกูรแอบฟังที่มุมหนึ่ง สงสัยว่าใครกันเป็นเพื่อนสาวคนสนิทของชนกชนม์
      
       สุตาภัญหิ้วเป้พร้อมออกเดินทาง ขณะหันมาถามชนิกานต์
       “ไม่ยักรู้ว่าเธอมีเบอร์โทร.อาจารย์ด้วย”
       “ใครบอกล่ะ เบอร์ยัยเกอด้าที่คณะ” ชนิกานต์หมายถึงเพื่อนนักศึกษาในคณะ
       สุตาภัญ        ตกใจ “เสี่ยงมากนะ..ขืนพ่อฉันโทร.เช็กขึ้นมาเป็นเรื่อง”
       “ฉันเตี๊ยมให้เกอด้าสวมบทเป็นอาจารย์ ยัยนี่แอ๊คติ้งเป็นเลิศ รีบไปกันเหอะ” ชนิกานต์ว่า
       จู่ๆ เสียงสุทินก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง “เดี๋ยวก่อน”
       สองสาวหันกลับไปเจอสุทิน ทั้งคู่กังวลใจกลัวสุทินจับได้ หรือเกิดเปลี่ยนใจไม่ให้ไป
       “ฉันคิดว่าควรมีคนไปควบคุมดูแลพวกเธอ”
       ชนิกานต์สยอง หันไปกระซิบถามสุตาภัญ “อย่าบอกนะว่าคุณพ่อเธอไป”
       สุตาภัญหันไปมอง เห็นสุรัมภาผู้เป็นน้องสาวถือเป้เข้ามาพร้อมกับเสาวนิตย์
       สุตาภัญ        ตะลึง “ภา”
       สุทินกำชับสุรัมภา “ลูกต้องทำหน้าที่แทนพ่อ”
       “ค่ะ ภาจะดูแลพี่ตาไม่ให้คลาดสายตา แล้วภาจะโทร.รายงานคุณพ่อทุกชั่วโมงค่ะ”
       สุทินยิ้มอย่างพอใจ
       เสาวนิตย์เอ่ยขึ้น “เดินทางปลอดภัยนะจ๊ะ”
       “ค่ะ” สองสาวรับคำพร้อมกัน
       จากนั้นสุตาภัญและชนิกานต์หันหลังเดินไปที่รถ ทั้งคู่มองหน้าเป็นเชิงรู้กันประมาณว่า... ‘โดนคุมเข้ม’
       สุรัมภาเดินคุมตามหลังมาทำหน้าที่เสมือนผู้คุมไม่มีผิด
      
       ส่วนธีรดนย์กำลังถามชนกชนม์ซึ่งยังอยู่ที่บ้าน
       “นิกกี้มาหานายรึเปล่า”
       “เขาจะมาที่นี่ทำไม ฉันกับเขาไม่ได้สนิทกัน” ชนกชนม์งงๆ
       “ก็เห็นเขาคลั่งนายจะเป็นจะตาย ไม่มาก็ไม่เป็นไร ฉันไปล่ะ”
       ธีรดนย์จะเดินออกไป ชนกชนม์นึกเป็นห่วงชนิกานต์ขึ้นมา
       “นายโทร.เช็กเพื่อนสนิทรึยัง”
       “ฉันโทร.หาทุกคนแล้ว”
       “สุตาภัญล่ะ” ชนกชนม์ถาม
       “ไม่รับสาย ยัยนิกกี้ไม่ไปหลบที่นั่นหรอก พ่อของตาดุมาก ยิ่งรู้ว่านิกกี้หนีจากบ้าน คงลากไปส่งนานแล้วล่ะ” ธีรดนย์บอกอย่างมั่นใจ
       “อย่าเพิ่งคิดไปเองสิ บ้านของสุตาภัญอยู่ใกล้นิดเดียว น่าจะลองไปดู” ชนกชนม์แนะ
       “ไม่ต้องมาสอนฉันน่า ฉันเองไม่ได้สนใจอยากตามนักหรอก...ถ้าแม่ไม่บังคับ” ธีรดนย์จงใจพูดแดกดันชนกชนม์ “น่าเบื่อจริงๆ พวกไม่มีความรับผิดชอบสร้างแต่ปัญหา”
       ธีรดนย์จะเดินกลับออกไป ชนกชนม์ตะโกนบอก
       “ฉันขอเฟสของชนิกานต์กับสุตาภัญหน่อย เผื่อเขาอัพเดทสเตสัส หรือเช็คอิน จะได้รู้ว่าอยู่ไหน”
       ธีรดนย์หันกลับมา สนใจวิธีตามหาของชนกชนม์
      
       เวลาผ่านไป รถของชนิกานต์วิ่งเข้ามาจอดที่หน้าบ้านพักหลังสวย สาวๆ ลงจากรถ ชนิกานต์ยืนมองรีสอร์ทหลังสวยริมทะเลอย่างพึงพอใจ
       “ที่พักของเรา”
       สุตาภัญ        เองก็ชอบที่พัก “โรแมนติกจัง”
       สุรัมภาเดินเข้ามามองด้วยความแปลกใจ
       “เพื่อนพวกพี่แล้วก็อาจารย์ล่ะอยู่ไหนคะ”
       สุตาภัญ        ตัดสินใจบอก “เอ่อ...ภา..คือว่าพวกพี่มีความจริงจะบอก...”
       ชนิกานต์บอกแทนหน้าตาเฉย “พี่มีปัญหาที่บ้าน พี่อยากมาพักผ่อน ก็เลยสร้างเรื่องทั้งหมด”
       สุตาภัญบอกต่อ “ภาเข้าใจนะ ภาเองก็จะได้เที่ยวด้วยกัน”
       สุรัมภาไม่พอใจ “พี่โกหกคุณพ่อ ภาต้องโทร.รายงาน”
       สุรัมภาเดินออกไปเพื่อโทรศัพท์หาสุทิน
       “ทำไงดีอ่ะ”
      
       สุตาภัญตกใจมาก ลนลานคิดไม่ออก ชนิกานต์รีบลากตัวไปหาสุรัมภา
      ขณะที่ที่สุรัมภากำลังต่อสายถึงสุทิน สุตาภัญพยายามอธิบายและขอร้อง
      
       “ภา..พี่ไม่ได้ตั้งใจจะโกหก แต่พี่จำเป็นจริงๆ พี่ขอร้องนะ”
       ชนิกานต์เสริม “ภาอยากได้อะไร พี่ให้ทุกอย่าง.. แต่อย่าบอกคุณอานะ”
       “พี่นิกกี้กำลังติดสินบนภา...” สุรัมภาขู่ด้วยท่าทีจริงจัง “เรื่องนี้ต้องรู้ถึงหูคุณพ่อ”
       สุรัมภากดโทร.ออกทันที แล้วคุยโทรศัพท์กับสุทิน
       “คุณพ่อคะ พี่ตากับพี่กานต์ เขา...”
       สุตาภัญและชนิกานต์ตกใจ หน้าเสีย
       สุรัมภาพูดต่อ “กำลังอบรมค่ะ”
       สุตาภัญและชนิกานต์แปลกใจระคนดีใจ
       “กลุ่มพี่ตามีแต่ผู้หญิง อาจารย์ประจำวิชาก็เป็นผู้หญิงค่ะ ไม่มีอะไรน่าห่วง แล้วภาจะรายงานคุณพ่ออีกครั้งนะคะ..สวัสดีค่ะ”
       สุรัมภากดวางสาย แล้วหันมายักคิ้วยิ้มให้สุตาภัญและชนิกานต์
       สุตาภัญโล่งอกโล่งใจ “ยัยตัวแสบ เล่นเอาพี่แทบช็อก”
       ชนิกานต์ขำๆ “ร้ายนักนะเรา”
       สุรัมภาทวงสัญญา “อย่าลืมสัญญานะ..ภาอยากได้อะไรพี่นิกกี้ต้องให้ภา”
       “จร้า” ชนิกานต์ยิ้มแย้ม
       สุตาภัญ        นึกสงสัย “นึกไงถึงช่วยล่ะ องครักษ์คุณสุทิน”
       “คุณพ่อไม่ได้สั่งให้ภามาหรอก แต่ภาขออาสามาเอง อ้างว่ามาคุมพวกพี่ ภาอยากแปลงร่างเป็นนกน้อย เริงร่าท้าลมทะเลให้ฉ่ำปอด”
       ชนิกานต์บอก “แล้วจะช้าอยู่ทำไม? ไปแปลงร่างเป็นสาวน้อยแสนซนกันได้แล้ว”
       พูดจบชนิกานต์ก็จูงมือสุรัมภาวิ่งเข้าไปทางบ้านพัก สุตาภัญมองตามด้วยความสุขใจ สุตาภัญคิดอะไรบางอย่าง ถ่ายรูปตัวเอง กำลังจะโพสต์ขึ้นเฟสบุ๊ค...ชนิกานต์ย้อนกลับมาเสียก่อน
       “เธอทำอะไร”
       “ถ่ายรูปเล่น” สุตาภัญ
       “ห้ามแชร์ลงอินสตราแกรมหรือเฟสบุ๊ค ฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่” ชนิกานต์เสียงขุ่น
       สุตาภัญ        อึ้ง “เธอน่าจะบอกใครสักคนนะ ที่บ้านคงวุ่นวาย”
       “ฉันอยากรู้ว่าคุณพ่อรักฉันไหม ถ้าพ่อยังรักและแคร์ฉัน เขาต้องออกตามหาฉัน...” รีบเปลี่ยนเรื่อง “ไป เปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว”
       “จ้ะ”
       สุตาภัญยิ้มทำเป็นตามน้ำ...ระหว่างเดินไปกดส่งแชร์รูปลงเฟสบุ๊ค อยากให้ธีรดนย์รู้ว่าชนิกานต์อยู่ที่ไหน ไม่อยากให้คนที่บ้านชนิกานต์กังวลใจ
      
       สองหนุ่มอยู่ที่มุมหนึ่งในคฤหาสน์ชนกชนม์ ชนกชนม์เปิดเข้าดูเฟสบุ๊คของสุตาภัญ เห็นภาพสุตาภัญ พร้อมกับที่อยู่ของรีสอร์ท
       “รู้แล้วว่าอยู่ที่ไหน”
       ธีรดนย์เห็นภาพสุตาภัญก็พอจะเดาเรื่องได้
       “ยัยนั่นคงลากตาไปด้วย..ฉันไปล่ะ”
       ธีรดนย์เดินออกไปที่รถ ชนกชนม์คิดอะไรบางอย่าง
      
       ธีรดนย์กำลังจะเดินไปยังประตูรถ ชนกชนม์เดินเข้ามาที่ประตูข้างคนขับ
       “ฉันไปด้วย”
       “ไม่เกี่ยวกับนาย”
       “แต่ฉันเป็นห่วง...”
       ธีรดนย์ย้อนถาม “ห่วงใคร”
       “ก็นายบอกเองว่านิกกี้ชอบฉัน ฉันอยากไปช่วยพูดให้เขายอมกลับบ้าน ฉันวาทศิลป์ดีนะ” ชนกชนม์อ้าง
       ธีรดนย์ครุ่นคิดตัดสินใจ ชนกชนม์        รอลุ้นๆ
       ธีรดนย์ยอมให้ไป เพราะเขาเองเบื่อที่จะพูดกับชนิกานต์
       “ครั้งนี้ฉันยอมนาย นายเป็นหนี้บุญคุณฉัน ฉันขออะไรนายก็ต้องให้ฉัน”
       “ด้วยความยินดีเพื่อน...” ชนกชนม์ จับมือธีรดนย์
       สองคนไม่รู้ตัวว่าชยางกูรแอบดูอยู่ที่มุมหนึ่ง อยากรู้ว่าชนกชนม์กับธีรดนย์ไปไหน?
      
       ด้านชนิกานต์อยู่ในห้องพักแล้ว กำลังรื้อเสื้อผ้าออกมา หยิบชุดหลากหลายออกมาถามสุตาภัญและสุรัมภา
       “ใส่ชุดไหนดีอะ เอาแบบเซ็กซี่ซ่อนเปรี้ยว” ชนิกานต์ว่า
       “นิกกี้...ฉันชักไม่แน่ใจแล้วว่าเธอแอบอ้างเรื่องพ่อ ลากฉันมาเที่ยวรึเปล่าเนี่ย” สุตาภัญแซว
       “ภายในนะเศร้าปวดร้าวสุดๆ แต่จะให้ฉันมานั่งร้องไห้แข่งกับเสียงคลื่น ไม่ใช่ฉัน.. ฉันก็ต้องใช้ความสนุกเริงร่าวัยใสบำบัดตัวเอง...จริงมั้ยภา” ชนิกานต์หันไปทางสุรัมภา
       สุรัมภารับลูก “ถูกต้องค่ะ ณ เวลานี้เป็นเวลาของพวกเรา...เหล่านกน้อยในกรงทอง...ออกบินกันได้แล้วค่ะ”
       สามสาวเฮลั่น พร้อมจะสร้างความสุขให้กับชีวิต
      
       “Let’s Go!” สามสาวประสานเสียงอย่างสนุกสนาน
       ท่ามกลางบรรยากาศแสนสดใส เท้าของสามสาวๆ ก้าวเดินเข้ามายังชายหาดแสนสวย เดินเรียงแถว สาวๆ แต่ละคน อยู่ในชุดว่ายน้ำตามสไตล์ เดินเริงร่าอยู่ริมทะเล ประหนึ่งว่าเป็นนางแบบถ่ายเอ็มวีก็ไม่ปาน
      
       ชนิกานต์โพสท่าอยู่ที่มุมหนึ่ง ออกแนวเซ็กซี่ ราวกับนางแบบมืออาชีพ สุตาภัญกับสุรัมภาถึงกับอึ้ง ถ่ายรูปให้ชนิกานต์ระวิง
       สุรัมภาโพสท่า ออกแนวน่ารัก หวานๆ แอ๊บแบ๊ว มีชนิกานต์ถ่ายรูปให้
       ถึงคราวสุตาภัญ โพสท่าเชยมาก ชนิกานต์ต้องเข้ามาจัดท่าให้เซ็กซี่ สุรัมภาเข้ามาสอนให้ทำหน้าแอ๊บแบ๊ว สุตาภัญโพสตามสั่ง แต่กลายเป็นท่าตลกน่าขัน ชนิกานต์ถ่ายรูปให้
       สามสาวมีความสุขกับการผลัดกันถ่ายภาพ ชนิกานต์ถ่ายรูปคู่กับสุตาภัญ ก่อนจะมาถ่ายรูปคู่กับสุรัมภา และสุตาภัญถ่ายรูปคู่กับสุรัมภา
       ทั้งสามถ่ายรูปด้วยกัน โดยวางกล้องตั้งเวลาไว้ แล้วกอดคอกันอย่างมีความสุข บรรยากาศสวยงามสดใส เห็นความน่ารัก และมิตรภาพของเพื่อนและพี่น้องที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
      
       ไม่นานหลังจากนั้น ธีรดนย์เดินออกจาก ล็อบบี้รีสอร์ทเข้ามาบอกชนกชนม์
       “นิกกี้เปิดห้องที่นี่ แต่ตอนนี้ออกไปเล่นน้ำ”
       “งั้นแยกย้ายกันตามหาแล้วกัน”
       “ถ้าเจอสุตาภัญ รีบโทร.บอกฉัน”
       ชนกชนม์ยกมือโอเค แล้วแยกย้ายกันออกตามหาสองสาว
      
       ขณะที่สุตาภัญกำลังก่อปราสาททราย ชนิกานต์ถือน้ำมะพร้าววิ่งเข้ามาหา
       “ทำอะไรอ่ะ”
       “ปราสาททราย” สุตาภัญบอก
       “เสียเวลาน่า สร้างไปเดี๋ยวก็ถูกคลื่นซัดพัง”
       “พังก็สร้างใหม่ได้นี่...ตราบใดที่เรายังมีแรงและมีความรัก”
       ชนิกานต์มองสุตาภัญกำลังตกแต่งปราสาทให้สวยงาม พร้อมฟังสุตาภัญเล่าถึงความฝัน
       “ฉันตั้งใจสร้างปราสาทหลังนี้ให้เป็นปราสาทที่อบอวลไปด้วยความรัก ทุกคนมีความรัก...ห่วงใย..เข้าอกเข้าใจกัน และที่สำคัญ...ทุกคนอยู่อย่างเท่าเทียม รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เป็นครอบครัวประชาธิปไตย”
       สุตาภัญเล่าไม่ทันจบ ชนิกานต์ก็ร้องไห้ออกมา
       สุตาภัญถึงกับอึ้ง “เธอร้องไห้ทำไม”
       “ถ้าบ้านฉันเป็นอย่างที่เธอพูดก็คงดีสินะ...ฉันอยากให้พ่อรักฉัน ดูแลฉันบ้าง บางทีฉันก็อิจฉาเธอนะ...การที่พ่อเธอเข้มงวด อย่างน้อยก็แสดงให้รู้ว่าท่านรักเธอ”
       “มันน่าแปลก...ฉันกลับอิจฉาเธอลึกๆ ที่เธอมีโอกาสคิดตัดสินใจหรือทำอะไรด้วยตัวเอง มีความเป็นอิสระ ไม่ต้องอยู่ในพันธนาการของพ่อ..เหมือนฉัน”
       ทั้งสองสาวมองหน้ากัน ต่างเข้าอกเข้าใจกัน สุตาภัญเข้าไปเช็ดน้ำตาให้ชนิกานต์
       “หยุดร้องได้แล้ว...เอางี้...ในเมื่อชีวิตจริงไม่เหมือนอย่างในฝัน เรามาร่วมกันสร้างปราสาทแห่งความรักด้วยกัน..เราอยากให้ครอบครัวเราเป็นยังไง เราก็สร้างด้วยมือของเรา”
       ชนิกานต์ยิ้มรับ แล้วช่วยกันตกแต่งปราสาททราย
       ทันใดนั้น ก็มีลูกบอลชายหาดพุ่งเข้ามากระแทกปราสาททรายบางส่วน พังลง
       สุตาภัญร้อง “ปราสาทของฉัน”
       สุตาภัญและชนิกานต์หันไปมอง เห็นสุรัมภาวิ่งเข้ามาเก็บบอล หน้าแหยๆ
       “อุ๊ย..พังเลยอะ..ภาขอโทษค่ะ”
       สุรัมภาพูดจบก็ปาลูกบอลชายหาด ใส่หน้าชนิกานต์
       “อุ๊ย หลุดมือ” เด็กสาวหัวเราะร่าชอบอกชอบใจที่ได้แกล้งชนิกานต์
       “ยัยตัวแสบ” ชนิกานต์วิ่งมาเก็บบอลจะปาใส่สุรัมภาเอาคืน
       “อย่านะ ทำร้ายภา ภาโทร.แฉความลับนะ”
       “ขู่ฉันเหรอ งั้นฉันต้องฆ่าปิดปากเธอ”
       สุรัมภาวิ่งหนี “พี่ตาช่วยภาด้วย พี่นิกกี้จะฆ่าภา”
       แต่สุตาภัญจับตัวสุรัมภาไว้ “จัดการเลย นิกกี้”
       สุตาภัญกอดรัดสุรัมภาไว้ สุรัมภาดิ้นวิ่งหนี ชนิกานต์วิ่งไล่ตาม
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะ...ยัยตัวร้าย”
       ชนิกานต์วิ่งไล่สุรัมภาออกไป สุตาภัญหัวเราะ แล้วหันกลับมาที่ปราสาททราย แต่กลับเห็นชนกชนม์ยืนยิ้มเผล่มาให้ สุตาภัญ        ตกใจ คาดไม่ถึง
       “นาย”
      
       ด้านชนิกานต์วิ่งไล่มาถึงมุมหนึ่ง แต่ไม่เจอสุรัมภา
       “หลบไปไหนแล้วอ่ะ”
       ที่แท้สุรัมภาแอบอยู่ที่มุมหนึ่ง พร้อมกับแลบลิ้นใส่
       “ปล่อยให้หาจนเย็นเลย...หนีไปถ่ายรูปดีกว่า”
       สุรัมภาวิ่งหลบไปที่มุมอื่นเพื่อถ่ายรูปเล่น ปล่อยให้ชนิกานต์ตะโกนขู่ลมแล้งคนเดียว
       “ออกมาเดี๋ยวนี้นะ...พี่จับได้โดนหนักแน่”
       ชนิกานต์รู้สึกว่ามีคนเดินเข้ามาด้านหลัง แต่คิดว่าเป็นสุรัมภา จึงหันกลับมา
       “กลัวพี่ล่ะสิ...” ชนิกานต์ตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นใคร “แก!”
       ธีรดนย์มองไม่พอใจนัก
      
       สุตาภัญเดินเข้ามาถามชนกชนม์
       “นายมาทำอะไร”
       “มาช่วยเธอสร้างปราสาททราย”
       ชนกชนม์พูดจบก็เข้ามาช่วยก่อปราสาท สุตาภัญเข้ามาร่วมสร้างด้วย
       “ถามจริงๆ นายมาทำอะไร แล้วรู้ได้ไงว่าพวกฉันอยู่ที่นี่”
       “ก็เธอเป็นคนแจ้งจุดเกิดเหตุในเฟสบุ๊คนี่” ชนกชนม์ว่า
       “เปล่าซะหน่อย ฉันก็แค่อัพรูปลงเท่านั้นเอง”
       “เธอจงใจให้ธีรดนย์รู้ว่าเธออยู่ที่นี่ เพราะเธอไม่อยากให้คนที่บ้านนิกกี้กังวลใจ” ชนกชนม์รู้ทัน
       แต่สุตาภัญยังไม่ยอมรับความจริง “คิดมากไปรึเปล่า”
       ชนกชนม์แซวขำๆ แล้วมันจริงไหมล่ะครับ? นางฟ้าเบอร์ห้า”
       สุตาภัญ        ยิ้มแล้วพยักหน้ารับ “ฉันอยากให้คนที่บ้านนิกกี้ตามมา นิกกี้จะได้รู้สึกว่ามีคนรักและเป็นห่วง ธีรดนย์มารับกลับใช่มั้ย”
      
       ชนกชนม์พยักหน้ายิ้มๆ
      ส่วนอีกมุมหนึ่งที่ชายหาดขณะนั้นบรรยากาศกำลังมาคุ ชนิกานต์กับธีรดนย์ปะทะคารมกันอยู่
      
       “กลับบ้าน” ธีรดนย์ขึ้นเสียง
       “ฉันไม่กลับ”
       ชนิกานต์จะเดินหนีไป ธีรดนย์เข้ามาคว้าแขนไว้
       “เธอต้องกลับ”
       “คุณพ่อสั่งให้แกมารับฉันสิ นึกแล้วเชียวว่าฉันไม่อยู่ ที่บ้านคงวุ่นวาย คุณพ่อคงร้อนใจมากเลยใช่ไหม โทร.แจ้งตำรวจให้ตามหาฉันทุกที่”
       ธีรดนย์พูดใส่หน้า “เลิกจินตนาการเพ้อเจ้อได้แล้ว คุณท่านไม่ได้สั่งให้มารับ...แถมยังกำชับไม่ให้ออกตามหาเธอด้วยซ้ำ”
       ชนิกานต์อึ้ง “ไม่จริง แกโกหก คุณพ่อเป็นห่วงฉัน”
       ธีรดนย์ย้อน “อย่าสำคัญตัวเองผิด แผนของเธอไม่สำเร็จหรอก คุณท่านเอือมระอากับพฤติกรรมของเธอเต็มทน ไม่คิดตามตัว ยังใช้ชีวิตเป็นปกติ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวสักนิด”
       ชนิกานต์เสียใจและผิดหวัง เลยพาลใส่ธีรดนย์ “แล้วแกมาทำไม”
       “ฉันไม่อยากมานักหรอก ถ้าแม่ฉันไม่สั่งไว้ แล้วที่สำคัญ ฉันไม่อยากให้สุตาภัญเดือดร้อนเพราะเธอ กลับไปได้แล้ว”
       “ฉันไม่กลับ ฉันไม่กลับ”
       ธีรดนย์เข้ามาคว้าตัวชนิกานต์ แต่อีกฝ่ายดิ้นหนีธีรดนย์รั้งตัวไว้ ทำให้ร่างชนิกานต์เข้ามาแนบชิดอยู่ในอ้อมกอดของธีรดนย์ ทั้งสองมองหน้ากัน ชนิกานต์ได้สติผลักธีรดนย์ออกแล้วเดินหนีไปอย่างฉุนเฉียว
      
       ด้านชนกชนม์ยิ้มหวานซึ้งให้สุตาภัญจนสุตาภัญเขิน...รีบหลบหน้าสร้างปราสาท
       “นิกกี้คงดีใจที่ธีมารับกลับ แต่คงไม่ดีใจเท่าที่รู้ว่าแฟนมาด้วย”
       “แฟน” ชนกชนม์งง
       “นายไง แฟนนิกกี้”
       “ไม่ใช่นะ..ฉันตกเป็นแฟนเขา แต่เขาไม่ใช่แฟนฉัน เพราะว่าฉันมี...”
       สุตาภัญมองลุ้น...รอฟัง
       ชนกชนม์เปลี่ยนคำจากคนรักเป็น “...เจ้าชีวิตอยู่ทั้งคน...ชาตินี้คงไม่มีเวลาหาแฟน ต้องอยู่รับใช้เจ้าชีวิต”
       “ถ้าลำบากมากนักไม่ต้องก็ได้นะ ฉันดูแลตัวเองได้” สุตาภัญทำเป็นงอน
       “จะว่าลำบากก็ลำบ๊ากลำบาก แต่เต็มใจอ่ะ แล้วเธอล่ะ อยากให้ฉันดูแลไหม”
       ชนกชนม์จ้องมองสุตาภัญ...รอฟังคำตอบ สุตาภัญเขินอาย
       “ก็แล้วแต่นาย ฉันไม่มีสิทธิ์ไปบังคับจิตใจนายได้”
       “บอกตามตรงนะที่ฉันมาที่นี่..เพราะว่าฉันอยากเจอ...”
       จู่ๆ สุตาภัญยื่นหน้าเข้าใกล้ ชนกชนม์แปลกใจ หยุดพูด
       “อยู่นิ่งๆ”
       ชนกชนม์แปลกใจ สุตาภัญยื่นหน้าเข้ามาใกล้..แล้วปัดทรายที่แก้มใกล้ดวงตาให้พร้อมกับใช้ปากเป่าลมให้เศษทรายปลิวออกไป
       “ทรายที่ขอบตาหลุดแล้ว เกือบเข้าตาแน่ะ”
       “ขอบใจนะ...” ชนกชนม์ จับมือสุตาภัญ “เธอรู้ไหม ไม่เคยมีใครดีกับฉันเหมือนกับเธอเลยนะ”
       สุตาภัญ        เขินยิ้มขำ
       “หัวเราะอะไรอ่ะ”
       “ก็นายเคยพูดประโยคนี้แล้วอ่ะ”
       “ไม่รู้สิ ก็มันออกมาจากใจ...ตรงนี้”
       ชนกชนม์จับมือสุตาภัญไปกุมไว้ที่หัวใจของเขา
       “รู้สึกไหมล่ะ ว่ามันกำลังเต้นเป็นจังหวะ...เลิฟ”
       ชนกชนม์กำมือไปวางไว้ที่หัวใจ สุตาภัญเขินอาย ลุกขึ้น
       ชนกชนม์ฉงน “ไปไหน”
       “ไปอ้วก”
       สุตาภัญยิ้มๆ เดินออกไป ชนกชนม์ขำตัวเอง
       “ชนกชนม์เฟี้ยวเงาะอีกแล้ว” ก่อนจะวิ่งตามสุตาภัญไป “ขอไปอ้วกด้วยคน”
      
       ส่วนชนิกานต์กำลังตะโกนบอกธีรดนย์
       “ยังไงฉันก็ไม่กลับ แกไปบอกทุกคนด้วยว่า บ้านหลังนั้นจะไม่มีฉันอีกต่อไป”
       “อย่าเล่นตัวนักได้ไหม รึต้องให้ชนกชนม์มาพูดเธอถึงยอม”
       ชนิกานต์ชะงัก หูผึ่ง “ชนกชนม์”
       “ทีนี้ล่ะหูผึ่ง มันมากับฉัน แต่น่าแปลก...ดูมันไม่ค่อยสนใจอยากเจอเธอ เท่ากับใครบางคน” ธีรดนย์พูดเป็นนัย
       “แกหมายถึงใคร”
       “ไม่รู้...อาจจะเป็นสุตาภัญ”
       ชนิกานต์หงุดหงิดทันที “เป็นไปไม่ได้..เขาเป็นแฟนฉันก็ต้องมาหาฉัน ไม่มีผู้หญิงคนไหนสำคัญสำหรับเขาเท่าฉันอีกแล้ว เขาอยู่ไหน”
       ชนิกานต์สนใจอยากเจอชนกชนม์มาก
      
       สุตาภัญเก็บเปลือกหอยอยู่ที่มุมหนึ่งของชายหาด เพื่อเอาไปตกแต่งปราสาท ชนกชนม์เดินเข้ามาถาม
       “เอาเปลือกหอยไปทำอะไร”
       สุตาภัญยิงมุกกวน “ทำกับข้าว”
       ชนกชนม์แสร้งทำเป็นหัวเราะ “ตล๊กตลก”
       “อย่าเว่อร์น่า ฉันเอาไปตกแต่งปราสาท”
       สุตาภัญเห็นเปลือกหอยอยู่ตรงหน้าจะเข้าไปเก็บ ชนกชนม์เข้าไปแย่งเก็บก่อน แล้วเย้ยสุตาภัญ
       “หนึ่ง...” พูดอย่างท้าทาย “ใครเก็บได้มากกว่า..มีสิทธิ์ออกคำสั่งให้คนแพ้ทำอะไรก็ได้”
       สุตาภัญก้มเก็บเปลือกหอยใกล้ตัวขึ้นมา
       “หนึ่ง”
       ทั้งสองมองหน้ากัน ประมาณว่าการแข่งขันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หลังจากนั้นชนกชนม์และสุตาภัญต่างก็วิ่งไปแย่งเก็บหอย
       ชนกชนม์เก็บได้เพิ่ม “สอง”
       สุตาภัญ        เก็บได้ทีเดียวสองฝา “สอง สาม”
       ชนกชนม์เก็บได้อีกสองฝา “สาม สี่”
       สุตาภัญวิ่งเก็บให้มากขึ้น ได้สามฝา
       “สาม สี่ ห้า”
       ชนกชนม์วิ่งเก็บได้มาสองฝา
       “ห้า หก ฉันชนะเธอแล้ว”
       ชนกชนม์ยิ้มเย้ย สุตาภัญมองหาฝาหอย เห็นอยู่ไกลๆ จึงรีบวิ่งไป ชนกชนม์วิ่งตาม สุตาภัญกลัวโดนแย่ง รีบเอาเท้าเหยียบหอยไว้ไม่ให้แย่ง ชนกชนม์จึงเอานิ้วไปจี้เอว
       สุตาภัญ        จักจี๋ “อย่านะ จั๊กกะเดียม..”
       ชนกชนม์นึกสนุก จี้รอบเอวสุตาภัญถึงทรุดตัวลงกับพื้น พลอยดึงรั้งตัวชนกชนม์ล้มลงมาด้วย ทำให้ทั้งสองนอนทับ หน้าประชิดติดกัน ทั้งสองมองหน้ากันนิ่งนานเหมือนตกอยู่ในภวังค์
       จังหวะนั้นชนิกานต์เดินตรงเข้ามา เห็นภาพนั้นพอดี โดยมีธีรดนย์ยืนมองอยู่ด้วยข้างๆ
       ชนิกานต์รู้สึกผิดหวังและเสียใจ พาลทำให้โกรธขึ้นมา
       “ชนกชนม์” ชนิกานต์รำพึงเบาๆ
      
       ขณะที่สุรัมภาวิ่งข้ามถนน เพื่อไปซื้อไอติม รถของชยางกูรวิ่งมาชะลอที่มุมหนึ่งบริเวณถนนริมชายหาด แล้วหยุด ชยางกูรลดกระจกลง มองหาชนกชนม์
       “อย่าหวังว่าจะมีความสุขกับผู้หญิงของฉัน”
      
       ชยางกูรตามมาเพื่อต้องการขัดขวางไม่ให้ชนกชนม์ได้สมหวังกับสุตาภัญ
       ตรงมุมชายหาดเวลานั้น สุตาภัญและชนกชนม์รีบลุกขึ้น สองคนปัดเนื้อปัดตัวเอาทรายออก
      
       เสียงธีรดนย์ดังขึ้นมา “ทำอะไรกัน”
       “ไม่มีอะไร แย่งเปลือกหอยเอาไปแต่งปราสาท แล้วเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย” ชนกชนม์บอก
       “นายบอกว่าจะมาตามตัวนิกกี้ แต่กลับมาวิ่งเล่นทำเรื่องไร้สาระ ฉันไม่น่าให้นายมาด้วยเลย” ธีรดนย์ต่อว่าชนกชนม์       
       สุตาภัญรีบบอก “อย่าโทษชนกชนม์เลย ตาต่างหากที่เป็นคนชวนเขาแข่งเกม”
       “นิกกี้....เธอกลับบ้านเถอะ” ชนกชนม์เอ่ยขึ้น
       “ไม่ ไม่มีใครรักฉัน” ชนิกานต์พูดไปเพราะน้อยใจชนกชนม์ “นายเองก็ไม่ได้ห่วงฉัน”
       “เธออย่าเข้าใจผิดสิ ทุกคนรักและหวังดีกับเธอนะ” สุตาภัญว่า
       ชนิกานต์พาลพาโล และมาลงที่สุตาภัญ “เธอก็เหมือนกันสุตาภัญ เธอเป็นคนบอกให้มันตามมา เธอทรยศฉัน ฉันเกลียดเธอ”
       ธีรดนย์ไม่พอใจที่ชนิกานต์ต่อว่าสุตาภัญ
       “จะมากไปแล้วนะ ตาทำไปเพราะหวังดี มีแต่เธอนั่นแหล่ะที่ไม่เคยเข้าใจคนอื่น เอาแต่ใจตัวเอง”
       “ฉันจะทำอะไร มันก็เรื่องของฉัน แกไม่มีสิทธิ์มาด่าว่าฉัน” ชนิกานต์ตบหน้าธีรดนย์ฉาดใหญ่
       ธีรดนย์โกรธจัด “เพราะทำตัวอย่างนี้ไงถึงไม่มีใครรัก เหมือนที่พ่อเธอพูดไว้ไม่มีผิด เกิดมามีแต่สร้างปัญหา”
       ชนิกานต์เสียใจมากจึงพูดประชด “ได้..ในเมื่อฉันเป็นตัวปัญหา ฉันก็จะไม่อยู่ให้รกโลก ฉันตายไป ทุกคนคงจะมีความสุข”
       พูดจบชนิกานต์ก็วิ่งหนีออกไป ทุกคนตกใจ
       “นิกกี้”
       สุตาภัญเรียกไว้ และจะวิ่งตามไป ธีรดนย์คว้าแขนไว้
       “ไม่ต้องตามหรอก”
       สุตาภัญเล่นงานธีรดนย์ “ธีพูดทำร้ายจิตใจนิกกี้มากไปแล้วนะ”
       “อย่าไปสนใจเลย...ก็แค่เล่นละครบีบน้ำตา ทำทีขู่ฆ่าตัวตายเหมือนทุกครั้ง คนอย่างนิกกี้ไม่กล้าทำร้ายตัวเองหรอก” ธีรดนย์ว่า
       ชนกชนม์ย้อนถาม “แล้วถ้าคิดสั้นจริงๆ ล่ะ”
       ธีรดนย์ไม่ตอบ ชนกชนม์หันไปบอกสุตาภัญ
       “ฉันไปดูนิกกี้นะ”
       สุตาภัญพยักหน้า เพราะเธอเองก็เป็นห่วงชนิกานต์ ชนกชนม์รีบวิ่งตามชนิกานต์ออกไป
       “เป็นห่วงเป็นใยออกนอกหน้า....คงจะรักนิกกี้มาก”
       ธีรดนย์จงใจพูดให้สุตาภัญรับรู้ว่าชนกชนม์รักชนิกานต์ เพราะลึกๆ แล้ว ธีรดนย์เริ่มหึงที่เห็นชนกชนม์ใกล้ชิดสุตาภัญนั่นเอง
      
       ด้านชนิกานต์วิ่งมาจนสุดสะพานปลาที่ยื่นไปในทะเล ชนิกานต์หยุดยืนร้องไห้เสียใจ คิดถึงคำพูดของธีรดนย์
       “เลิกจินตนาการเพ้อเจ้อได้แล้ว คุณท่านไม่ได้สั่งให้มารับ แถมยังกำชับไม่ให้ออกตามหาเธอด้วยซ้ำ!”
       ชนิกานต์ยืนร้องไห้สะอึกสะอื้น
       คำพูดธีรดนย์ก้องในหัว “คุณท่านเอือมระอากับพฤติกรรมของเธอเต็มทน”
       ชนิกานต์ร้องไห้เสียใจหนัก หันกลับไป ไม่เห็นมีใครตามมา
       “ไม่มีใครรักฉันจริงๆ ทุกคนเกลียดชังฉันหมดแล้ว แล้วฉันจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร”
       ชนิกานต์เดินตรงไปยังขอบสะพาน จะกระโดดฆ่าตัวตาย...แล้วหยุด ตัดสินใจ
       ทันใดนั้น...ชนกชนม์วิ่งตามมา
       “อย่าคิดสั้นนะ”
       ชนิกานต์หันกลับไปมองชนกชนม์ ยิ้มให้ชนกชนม์
       “ลาก่อน”
       ชนิกานต์ทิ้งตัวลงทะเลต่อหน้าต่อตา ชนกชนม์ตกใจแทบช็อค!
       “เธอ”
      
       สองคนอยู่ตรงมุมหนึ่งที่ริมทะเล สุตาภัญตัดสินใจจะไปตามชนิกานต์ ธีรดนย์ไม่อยากให้ไป
       “ฉันจะไปดูนิกกี้”
       “อย่าไปเลย ปล่อยให้เขาอยู่กันสองคน ป่านนี้คงจะสวีทหวานตามประสาคนรัก”
       “แต่ฉันเป็นห่วงนิกกี้”
       สุตาภัญตัดสินใจวิ่งออกไป ธีรดนย์ไม่พอใจนักที่ทุกคนเป็นห่วงชนิกานต์
      
       ส่วนชนกชนม์วิ่งมาหยุดที่ขอบสะพานปลา ร้องตะโกนเรียกชนิกานต์
       “นิกกี้”
       ชนิกานต์จมลงอยู่ในทะเล พยายามดิ้นเอาตัวรอด แต่กลับยิ่งจมลงๆ ชนกชนม์ตัดสินใจกระโดดลงไปในทะเล เพื่อช่วยชนิกานต์
       ชนิกานต์หมดลมหายใจ แล้วกำลังจมดิ่งลงทะเล
       ชนกชนม์เข้ามาคว้าตัวชนิกานต์ไว้ได้..แล้วว่ายน้ำขึ้นไปอยู่เหนือผิวน้ำ
      
       ชนกชนม์อุ้มชนิกานต์วางบนพื้นสะพาน สักครู่หนึ่งชนิกานต์ค่อยๆ ได้สติ
       “เธอเป็นยังไงบ้าง” ชนกชนม์ถามด้วยความเป็นห่วง
       ชนิกานต์พอเห็นชนกชนม์ก็ดีใจ “อย่าทิ้งฉันนะ”
       พูดจบชนิกานต์โผเข้าสวมกอดชนกชนม์ไว้แน่น ชนกชนม์อึ้ง
       ชนิกานต์พูดพร่ำ “สัญญากับฉันสิ ว่านายจะไม่ทิ้งฉัน”
       “เพื่อนไม่ทิ้งกันอยู่แล้ว” ชนกชนม์บอก
       “ฉันอยากเป็นแฟนนาย ฉันรักนายนะ”
       ชนิกานต์โผเข้าสวมกอดชนกชนม์ไว้อีก ชนกชนม์อึ้งทำอะไรไม่ได้ จังหวะนั้นสุตาภัญและธีรดนย์เดินเข้ามายืนมองด้วยความรู้สึกแปลกต่าง
      
       สุตาภัญรู้สึกเจ็บแปลบที่เห็นภาพชนกชนม์กอดชนิกานต์ ส่วนธีรดนย์ยิ้มอย่างพอใจ
ตอนที่ 4

      ในสถานการณ์อันอึมครึมที่สะพานปลาเวลานั้น ธีรดนย์หันมาบอกสุตาภัญ
      
       “เชื่อผมแล้วใช่มั้ย ว่าชนกชนม์รักนิกกี้”
       “นิกกี้ไม่เป็นอะไร กลับกันเถอะ”
       สุตาภัญตัดบทบอกด้วยน้ำเสียงเบาหวิว รู้สึกเสียใจอยู่ลึกๆ กำลังจะเดินออกไป จังหวะเดียวกันนั้นชนกชนม์ก็หันมาเห็นสุตาภัญ รู้ได้ทันทีว่าสุตาภัญคงเข้าใจผิด ชนกชนม์ดันตัวชนิกานต์ออก
       “สุตาภัญ”
       ชนิกานต์ชะงัก ผิดหวังที่ชนกชนม์ไม่สนใจตัวเอง สุตาภัญไม่อยากอยู่ขัดคอ ตัดสินใจจะเดินออกไป ธีรดนย์ยิ้มพอใจ
       ชนกชนม์แปลกใจที่สุตาภัญเดินหนี ชนิกานต์ยิ้มพอใจ แต่แล้วชนกชนม์วิ่งออกไปหาสุตาภัญอย่างร้อนใจ
      
       สุตาภัญจะเดินออกไปจากสะพานปลา ชนกชนม์วิ่งมาขวางไว้
       “เธอจะไปไหน มาช่วยกันก่อน”
       ธีรดนย์รีบพูดแทรกเย้ยหยันอยู่ในที “ช่วยอยู่เป็นสักขีพยานรักของนายกับนิกกี้”
       ชนกชนม์พยายามอธิบาย “นายกำลังเข้าใจผิด เมื่อกี้นิกกี้คิดสั้นกระโดดน้ำ...ฉันเพิ่งช่วยขึ้นมา”
       พอได้ฟังสุตาภัญตกใจ “นิกกี้” และออกอาการเป็นห่วง “รีบพานิกกี้ไปพักก่อน” สั่งธีรดนย์“อาการดีขึ้นแล้วค่อยกลับบ้าน”
       ชนิกานต์เข้ามาโวยใส่อย่างฉุนเฉียว
       “ฉันไม่กลับ! เป็นตายร้ายดียังไงฉันก็ไม่กลับ”
       สุตาภัญพูดโน้มน้าว “เธออย่าทำร้ายตัวเองอีกนะ กลับบ้านเถอะ ฉันเชื่อว่าคุณพ่อรักและเป็นห่วงเธอมาก”
       ชนิกานต์ไม่ฟัง “ไม่จริง....ทุกคนเกลียดฉัน”
       ธีรดนย์โมโหตะคอกใส่ “อย่าเรื่องมากน่า กลับได้แล้ว”
       ชนิกานต์เย้ยหยันชีวิตตัวเอง “เธอเห็นมั้ยล่ะ ขนาดลูกคนใช้ยังเกลียดฉันเลย ไม่มีใครรักฉัน แล้วฉันจะกลับไปเพื่ออะไร...ฉันไม่อยากกลับบ้าน”
       สุตาภัญกล่อมต่อ “การหนีปัญหาไม่ได้ช่วยอะไรหรอก ทางออกที่ดีที่สุดคือเผชิญหน้ากับมัน”
       ชนกชนม์รีบพูดเสริมสุตาภัญ “ครอบครัวฉันก็มีปัญหาไม่ต่างจากเธอ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะฉันเชื่อเสมอว่า พ่อแม่รักฉัน”
       สุตาภัญ        เสริมชนกชนม์อีก “แล้วฉันก็เชื่อ...ว่าคุณพ่อรักเธอมาก”
       ชนกชนม์และสุตาภัญพยายามช่วยกันหว่านล้อม โน้มน้าว จนชนิกานต์สงบลง อารมณ์ดีขึ้น แต่ยังไม่อยากกลับบ้าน
       “ฉันเพลีย.... ฉันอยากนอนพัก” ชนิกานต์ เดินหนีออกไปเลย
       สุตาภัญ        หันมาบอกธีรดนย์ “คืนนี้พักที่นี่ก่อนนะ แล้วตาจะช่วยคุยกับนิกกี้อีกครั้ง”
       สุตาภัญเดินตามไปดูแลชนิกานต์ ธีรดนย์มองตามสีหน้าไม่พอใจ และประชดชนกชนม์
       “น่าเบื่อพวกสร้างปัญหา”
       “ไม่เอาน่า...ปัญหามีให้แก้”
       ชนกชนม์ไม่ถือสา เดินกลับไปที่บ้านพักของรีสอร์ท ธีรดนย์ไม่พอใจนัก หยิบโทรศัพท์ขึ้นโทร.รายงานอุษา
       “แม่ครับ...ผมเจอตัวยัยนิกกี้แล้วครับ”
      
       กลับมาถึงห้องชนิกานต์ถือผ้าขนหนูจะเข้าไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าสุตาภัญเดินเข้ามาหา ไม่พอใจนัก
       “ทำไมเธอต้องแกล้งจมน้ำ”
       ชนิกานต์ทำเป็นไม่รู้เรื่อง “เธอพูดอะไร ฉันเกือบตายจริงๆ นะ”
       สุตาภัญ        ไม่เชื่อ “เธอว่ายน้ำแข็งที่สุดในกลุ่ม ต่อให้เป็นน้ำลึกแค่ไหนเธอก็ช่วยตัวเองได้ ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้”
       ชนิกานต์ยอมสารภาพ “ฉันอยากรู้ว่าชนกชนม์เขาคิดยังไงกับฉัน แล้วฉันก็รู้ว่า...เขาห่วงใยฉัน เขารักฉัน!”
       สุตาภัญได้ฟังความในใจของชนิกานต์ก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจ
       ชนิกานต์เพ้อต่อ “บอกตามตรงนะ...ตอนที่นัยธีบอกว่าชนกชนม์ชอบเธอ แล้วฉันเห็นเธอกับเขากอดกันที่หาดทราย ฉันอดคิดไม่ได้ว่าเธอชอบชนกชนม์”
       สุตาภัญ        อึ้ง พูดไม่ออก
       “แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก...เพราะเธอรู้ว่าฉันรักชนกชนม์ เธอไม่เคยทำร้ายจิตใจฉันและไม่คิดแย่งแฟนเพื่อน จริงมั้ยตา”
       สุตาภัญ        ฝืนยิ้มแล้วเลี่ยงไปคุยเรื่องอื่น “ยัยภาหายไปนานแล้ว ฉันไปดูยัยภาก่อน”
       สุตาภัญเลี่ยงออกไปจากห้อง ชนิกานต์ยิ้มหวานเมื่อนึกถึงชนกชนม์ บอกตัวเองอย่างมุ่งมั่น
       “คืนนี้ฉันจะทำให้นายยอมรับฉันเป็นแฟนให้ได้..ชนกชนม์”
      
       เย็นนั้น กฤติยาตักขนมใส่ห่อยื่นให้ลูกค้า แล้วคิดถึงเหตุการณ์ที่ทะเลาะกับกัณฐิกาเมื่อตอนเช้า
       ขณะที่กัณฐิกา บอกด้วยสีหน้าไม่พอใจ “อย่าเรื่องมากนักได้ไหม ฉันให้เวลาแกคิดดูให้ดี...จะเป็นสก๊อยในสลัม หรือเป็นคุณหนูในคฤหาสน์ใหญ่”
       กฤติยานึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าก็เสียใจหน้าเศร้า
       สุรเดชโผล่มาแหย่ “ว่าที่แม่ยายอยู่ไหนจ้ะ พี่เดชจะยกขันหมากไปสู่ขอ”
       กฤติยามองดุ ไม่มีอารมณ์เล่นด้วย
       สุรเดชกลัว “โอเคไม่กวนล่ะ...ระเบิดตัวเองตู๊มๆ” ทำท่าจะรีบชิ่งออกไป
       “ช่วยพาฉันไปไหนก็ได้” กฤติยาบอกอย่างจริงจัง
      
       สุรเดชหันกลับมามองแปลกใจ ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แอบดีใจที่กฤติยาอยากไปกับตัวเอง
      
       ไม่นานหลังจากนั้น สุรเดชพากฤติยามาอยู่บนดาดฟ้าตึกร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งตึกร้างแห่งนี้เป็นที่รวมพลของเหล่าลูกเทวดาแก๊งก๊วนของสุรเดช
       กฤติยาเดินไปยังบริเวณดาดฟ้า มองจากมุมสูง เห็นวิวกรุงเทพฯ ยามเย็น กฤติยายังอยู่ในภาวะเสียใจ นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ตอนกัณฐิกาผู้เป็นแม่ยัดเงินใส่มือ
       “หนูไม่ได้ต้องการเงิน”
       กัณฐิกา        สวนขึ้น “แล้วต้องการอะไร ใครๆ ก็อยากได้เงินทั้งนั้น เงินเป็นพระเจ้าซื้อได้ทุกสิ่ง”
       กฤติยาเดินตรงมาไปยังขอบตึกบนดาดฟ้า คิดถึงเรื่องแม่อยู่
       กัณฐิกาเดินออกไป กฤติยาเสียใจที่กัณฐิกาไม่คิดมอบความรักให้เธอ จึงทรุดตัวลงร้องไห้สะอึกสะอื้น....ยายแก้วเข้ามาโอบกอดหลานสาว
       “ยายจ๋า...หนูไม่ได้ต้องการอะไรจากแม่...หนูอยากให้แม่กอดหนูสักครั้ง”
       กฤติยาเดินตรงมา หยุดที่ขอบดาดฟ้า แล้วกรี๊ดลั่นระบายความในใจ เสียงดังก้องไปทั่วบริเวณ
       “อ๊าย...”
       สุรเดชเดินเข้ามายืนมุมหนึ่ง มองกฤติยาด้วยความเป็นห่วง
       “น้องแอนไม่สบายใจเรื่องอะไร”
      
       กฤติยายืนน้ำตาไหลริน...เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
      ในเวลาเดียวกันตอนเย็นๆ ชนกชนม์เดินมาหน้ารีสอร์ท เป็นจังหวะที่สุตาภัญกำลังเดินออกจากห้องพักรีสอร์ท ทั้งสองมาเจอหน้ากัน ต่างคนต่างอึ้งๆ
      
       สุตาภัญ        ชิงพูดขึ้นก่อน “เป็นห่วงนิกกี้เหรอ”
       ชนกชนม์อ้ำอึ้ง อ้อมแอ้มตอบ “เอ่อ..ใช่”
       สุตาภัญ        หน้าเสีย คิดว่าชนกชนม์ชอบชนิกานต์
       ชนกชนม์รีบบอกต่อ “กลัวเขาคิดสั้นอีก”
       สุตาภัญพยายามเปิดทางให้ชนกชนม์ได้อยู่กับชนิกานต์
       “นายไปดูแลนิกกี้เถอะ นายเป็นคนเดียวที่นิกกี้เชื่อใจ” สุตาภัญจะเดินออกไป
       ชนกชนม์ถาม “เธอจะไปไหน”
       “ตามหาน้องสาวฉัน” สุตาภัญเดินออกไปเลย
       ชนกชนม์ลังเลคิดตัดสินใจระหว่างเข้าไปดูชนิกานต์ หรือออกไปช่วยสุตาภัญตามหาน้องสาวดี
      
       ขณะเดียวกันสุรัมภาถือไอติมโคน เดินกินอย่างมีความสุข แล้วนึกได้ว่าเย็นแล้ว มองดูนาฬิกา
       “ว้าย!! เย็นแล้ว พี่ตาบ่นแน่เลย”
       สุรัมภา..เร่งฝีเท้าเดินเร็วๆ เพื่อกลับไปยังรีสอร์ท
      
       สุตาภัญออกตามหาสุรัมภา ชนกชนม์วิ่งเข้ามา ตะโกนเรียก
       “พี่ตา...น้องอยู่นี่ค่ะ”
       ชนกชนม์ทำท่าออกสาวน่ารักๆ เล่นบทเป็นน้องสาวของสุตาภัญ แต่สุตาภัญไม่ขำเดินหนีไป ชนกชนม์วิ่งตามมา ทำท่าออกสาวเจ๊าะแจ๊ะ
       “พี่ตาไม่รักน้องแล้วเหรอคะ”
       สุตาภัญ        เสียงขุ่น “ไม่ตลกนะ ฉันซีเรียส”
       “ขอโทษครับบบบ...” ชนกชนม์จับมือสุตาภัญ “ไปตามหาด้วยกัน”
       สุตาภัญ        งอน เอามือชนกชนม์ออก “ฉันบอกแล้วไงให้นายไปดูแลนิกกี้”
       “ฉันอยากช่วยเธอ”
       “แต่นิกกี้ต้องการนาย”
       ชนกชนม์ย้อนถาม “เธอไม่ต้องการฉัน”
       สุตาภัญมองชนกชนม์ อึ้ง..อยากจะบอกความในใจ แต่บอกไม่ได้
      
       สุรัมภาถือไอติมโคน วิ่งมาหยุดที่ถนน จะข้ามกลับไปรีสอร์ท มองไปฝั่งตรงข้าม
       เห็นชนกชนม์ก็จำได้ โดยยังไม่เห็นสุตาภัญ
       สุรัมภาดีใจมาก “พี่คนนั้น”
       ชนกชนม์ตามเข้ามาเซ้าซี้ถามสุตาภัญ
       “ว่าไงล่ะ? เธอต้องการฉันไหม”
       สุรัมภาตะโกนเรียก “พี่คะพี่”
       ชนกชนม์และสุตาภัญแปลกใจ หันกลับไปมอง เห็นสุรัมภา
       สุตาภัญตกใจ “ยัยภา”
       ฝ่ายสุรัมภาดีใจที่จะได้เจอชนกชนม์ จึงวิ่งข้ามถนนมาหาทันที
       จังหวะนั้นรถของชยางกูรวิ่งมาด้วยความเร็ว เห็นสุรัมภาวิ่งตัดหน้า จึงเบรกกะทันหัน สุรัมภาหันมาเห็นรถกำลังพุ่งมาก็ตกใจ กรี๊ดสุดเสียง
       “อ๊าย”
       สุตาภัญตกใจมาก
       “ภา”
       ชนกชนม์หยุดมองไปเห็นเหตุการณ์ก็ตกใจเช่นกัน
      
       รถชยางกูรจอดสนิท สุรัมภายืนตัวสั่นอยู่หน้ารถ ชยางกูรเปิดประตูรถ ออกมาโวยลั่น
       “ตาบอดรึไงข้ามถนนไม่ดูรถ”
       สุตาภัญวิ่งเข้ามาตรงไปหาสุรัมภาที่ยืนตัวสั่นอยู่
       “ภา...เจ็บตรงไหนรึเปล่า”
       สุรัมภายืนตัวสั่นยังตกใจอยู่....ส่ายหน้าบอกพี่สาว “ไม่เป็นไรจ้ะพี่ตา”
       ชยางกูรเห็นสุตาภัญก็ดีใจ และรู้ว่าสุตาภัญเป็นพี่สาวสุรัมภา
       “เธอเป็นพี่สาวยัยนี่”
       ชนกชนม์วิ่งตามเข้ามาด้วยความเป็นห่วง
       “น้องเธอเป็นยังไงบ้าง”
       สุรัมภาตื่นเต้นดีใจ เมื่อเห็นชนกชนม์พูดเสียงสั่น “พี่”
       แต่เพราะสุรัมภายังคงช๊อกกับเหตุการณ์เมื่อครู่จึงเป็นลมทันที
       ชยางกูรร้อง “เฮ้ย”
       “ภา” สุตาภัญตกใจ
       “คงตกใจเป็นลม...รีบพากลับที่พักเถอะ”
       ชนกชนม์เข้ามาอุ้มสุรัมภา พากลับไปยังห้องพัก สุตาภัญรีบตามไป
       ชยางกูรมองตาม คิดแผนอะไรบางอย่าง
      
       เวลาต่อมาสุตาภัญเปิดประตูห้อง ชนกชนม์อุ้มสุรัมภาเข้าไปในห้อง สุตาภัญจะตามเข้าไป แต่ชยางกูรคว้าแขนไว้
       “เดี๋ยวก่อน”
       ฝ่ายชนกชนม์นำร่างสุรัมภามาวางลงที่โซฟา ในห้องนั่งเล่น แล้ววิ่งไปหยิบผ้าเพื่อมาเช็ดหน้าตาให้สุรัมภา
       ด้านสุตาภัญไม่พอใจที่ชยางกูรจับแขนไว้
       “ปล่อยแขนฉันได้แล้ว”
       ชยางกูร        รีบปล่อย “ฉันไม่ได้ตั้งใจชนน้องเธอ น้องเธอวิ่งตัดหน้ารถ ดีที่ฉันเบรกไว้ทัน แต่ถ้าเธอจะโกรธที่ทำให้น้องเธอตกใจจนเป็นลม...ฉันขอโทษ”
       สุตาภัญแปลกใจที่ชยางกูร พูดจาดีและยอมรับผิดเอง
       “ฉันขอโทษแทนน้องสาวฉันด้วยแล้วกัน จบเรื่องก็กลับไปได้แล้ว”
      
       สุตาภัญหาทางไล่ชยางกูร จะรีบเดินเข้าไปในห้อง ทว่าชยางกูรไม่ยอมกลับ คิดตามตื๊อต่อไป
      
       ชนกชนม์เข้ามาเช็ดหน้าให้สุรัมภา ด้วยความเป็นห่วง สักครู่หนึ่งสุรัมภาค่อยๆ ลืมตา...ขึ้นมา เห็นหน้าชนกชนม์ สุรัมภายิ้มให้
       “พี่”
       ชนกชนม์แนะนำตัว “พี่ชนกชนม์ครับ.....เป็นไง ดีขึ้นไหม”
       สุรัมภาพยักหน้ารับแล้วลุกขึ้นนั่ง ยิ้มให้ชนกชนม์
       “พี่จำภาได้ไหมคะ”
       “จำได้สิ...เด็กเปิ่นชอบวิ่งให้รถชนเล่น”
       “ใครบอก ภาเป็นคนมีเสน่ห์ต่างหาก ใครเห็นก็ชอบวิ่งเข้าหา”
       ชนกชนม์และสุรัมภาต่างหัวเราะด้วยกัน จังหวะนั้นสุตาภัญเข้ามาในห้อง
       “ภาเป็นไงบ้าง”
       “ดีขึ้นแล้วค่ะ แต่เบลอๆ นิดหน่อย ยังตื่นเต้นไม่หาย หัวใจเต้นไม่หยุดเลย..ภาคงไม่ช็อกตายนะ”
       ชยางกูรตามเข้ามาในห้อง โวยใส่สุรัมภา
       “โรคสำออย ! แกล้งเป็นลม.. หวังเรียกค่าทำขวัญสิท่า เอาเท่าไหร่”
       สุรัมภาไม่พอใจ “ขับรถไม่ดียังมาปากเสียใส่ฉันอีก...พี่ตาโทร.เรียกตำรวจมาจับเลยค่ะ ข้อหาพยายามฆ่า”
       ชยางกูรเยาะ “เอาสิ.. ฉันจะแจ้งกลับว่าเธอเป็นพวกอกหักรักคุด วิ่งตัดหน้ารถประชดชีวิต”
       “ฉันจะแจ้งเพิ่มว่านายหมิ่นประมาท”
       สุรัมภาไม่พอใจจะเอาเรื่องชยางกูร ให้ได้
       “พี่ขอโทษแทนน้องพี่ด้วย” ชนกชนม์เอ่ยขึ้น
       สุรัมภาแปลกใจ “น้องพี่” เพ่งมองชยางกูร “หน้าตาไม่เหมือนเลย”
       “ใครๆ ก็บอกว่าฉันหน้าตา....” ชยางกูรจะพูดว่าดี แต่ไม่ทัน
       สุรัมภาสวนขึ้น “แย่....นิสัยก็แย่ยิ่งกว่าหน้า”
       ชยางกูรไม่พอใจ “ยัยปากมอม”
       สุรัมภาสวนกลับ “นายปากปีจอ”
       สุตาภัญ        ห้ามศึก “พอเถอะ เอาเป็นว่าผิดด้วยกันทั้งคู่” หันไปบอกชยางกูร “นายกลับไปได้แล้ว”
       “แต่ภาเสียหายนะพี่ตา” สุรัมภาบอก
       “น้องภา....พี่ขอโทษแทนน้องพี่อีกครั้ง” ชนกชนม์ว่า
       “เห็นแก่พี่นะ...ภาถึงยอม”
       ชนกชนม์ยิ้มให้สุรัมภา แล้วพาชยางกูรออกไปสุรัมภามองตามชนกชนม์ไม่วางตา จนสุตาภัญแปลกใจ
       “รู้จักพี่ชนกชนม์ด้วยเหรอ”
       “คนนี้แหละแฟนภา”       
      
       สุตาภัญ        อึ้ง นิ่งงันไป
      พอออกมาพ้นห้องสองสาว ชยางกูรก็สะบัดแขนออกจากมือชนกชนม์ทันที
      
       “นายตามฉันมาทำไม?” ชนกชนม์นึกสงสัย
       ชยางกูรอ้างแม่ “ไม่คิดบ้างเหรอว่าคุณแม่สั่งให้ฉันมาดูนาย”
       “ฉันจะไปไหนทำอะไร คุณแม่ไม่เคยสนใจอยู่แล้ว”
       “พูดอีกก็ถูกอีก...ฉันตามมาเป็นกันชน ไม่ให้นายยุ่งกับผู้หญิงของฉัน”
       ชนกชนม์ไม่อยากคุยเรื่องสุตาภัญ จึงเปลี่ยนเรื่อง
       “เย็นแล้ว นายกลับเถอะ คุณแม่ไม่เห็นนาย ท่านจะเป็นห่วง”
       “แสดงความเป็นพี่ชายที่ดี รึว่าหวงก้าง” ชยางกูรแดกดัน
       “นายมาโดยไม่ได้บอกคุณแม่ ฉันไม่อยากให้คุณแม่กังวลใจ”
       “มันจะยากอะไร ฉันโทรบอกคำเดียวว่ามาเที่ยวกับเพื่อนมันก็จบ แต่ถ้าฉันบอกว่าแกมั่วสุมกับผู้หญิง คงสนุกแน่”
       ชยางกูรขู่ และได้ผลชนกชนม์มีท่าทีกังวลใจ
       ชยางกูรขู่อีก “ไม่อยากให้ฉันฟ้องคุณแม่...แกต้องช่วยฉันจีบสุตาภัญ”
       ชนกชนม์กังวลใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร
      
       ขณะเดียวกันสุรัมภากำลังเล่าเรื่องราวของชนกชนม์ตาเป็นประกาย
       “พี่ชนกชนม์คือเจ้าชายในฝันของภา...ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นเพื่อนพี่ตา โลกมันกลม...พรหมลิขิต...พี่ตาต้องทำตามสัญญานะ”
       สุตาภัญฉงน “สัญญาอะไร”
       “เป็นแม่สื่อให้ภาไง”
       สุตาภัญไม่อยากให้น้องสาวมีปัญหากับชนิกานต์ จึงหาเหตุผลให้สุรัมภาเลิกคิด
       “เลิกคิดเถอะ...พี่ไม่อยากให้ภามีปัญหากับคุณพ่อ”
       สุรัมภาตื๊อ “เรื่องนี้เป็นความลับของเราสองคน”
       สุตาภัญ        หาเหตุผลอื่น “ภายังเรียนอยู่นะ...อย่าริรักในวัยเรียน”
       สุรัมภาไม่ละความพยายามยังตื๊อต่อ “เรื่องรักเป็นแรงขับดันให้เรียนเลิศ”
       “แต่พี่ว่า...”
       พี่สาวพูดไม่ทันจบคำสุรัมภาก็สวนขึ้นเป็นเชิงถาม “พี่ชอบพี่ชนกชนม์”
       สุตาภัญ        อึ้ง แล้วรีบแก้ตัว “เปล่า....พี่เขามีคนรักแล้ว”
       สุรัมภาสนใจ “ใครคะ”
       จังหวะนั้นชนิกานต์เข้ามาในห้องทันได้ยินที่สองพี่น้องคุยกัน จึงบอกสุรัมภา
       “พี่ไงจ๊ะ!”
       สุรัมภาตกใจ “พี่นิกกี้”
       ชนิกานต์ยิ้มย่องขณะบอกต่อ “คงไม่ต้องอธิบาย...ก็คนมีเสน่ห์ใครๆ ก็รัก..ไม่มีเวลาคุยด้วยแล้ว ขอตัวไปเลือกชุดชิวๆ ให้แฟนหวิวใจเล่น”
       ชนิกานต์เดินออกไป สุรัมภาหน้าเศร้าหันไปถามสุตาภัญ
       “ไม่จริงใช่มั้ย”
       “พี่พยายามบอกให้เราเลิกคิดไง”
       สุรัมภาหน้าเศร้า
       สุตาภัญ        ปลอบใจน้องสาว “ทำหน้ายังกะคนอกหัก...เรายังไม่ได้เป็นแฟนกับพี่เขาสักหน่อย ไป ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจะได้สดชื่นขึ้น”
       “ภาไม่ยอมแพ้หรอก...พี่ตาต้องช่วยภา”
       สุตาภัญอึ้งที่สุรัมภายังจะเดินหน้าจีบชนกชนม์
      
       กฤติยากับสุรเดชอยู่บนดาดฟ้าตั้งแต่เย็นจนมืดค่ำ กฤติยาคิดถึงเรื่องแม่ก็ร้องไห้ออกมาอีก
       สุรเดชเดินเข้ามาดูกฤติยา ถามอย่างเป็นห่วง
       “น้องแอน...ไหวมั้ย”
       กฤติยาไม่ตอบหันกลับมา แล้วโผเข้ากอดสุรเดชทันทีเหมือนคนต้องการที่ยึดเหนี่ยว
       สุรเดชอึ้ง...ตกใจเพราะที่ผ่านมา กฤติยาไม่เคยให้แตะต้องตัวเลย
       กฤติยากอดสุรเดช...ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น สุรเดชรู้สึกดี และคิดไปว่ากฤติยามีใจให้เขา สุรเดชเริ่มเอามือลูบไล้ตามร่างกายเด็กสาว
       กฤติยายังคงร้องไห้ด้วยความเสียใจ จึงไม่ได้คิดอะไรมาก คิดเพียงว่าสุรเดชปลอบใจเธอสุรเดชเอามือลูบไล้แผ่นหลังเพื่อหวังสร้างอารมณ์ร่วม จนกฤติยาชักเอะใจ จับมือสุรเดชไว้หมับ
       “อย่าทำอย่างนี้”
       สุรเดชยิ้มตอบ แต่อารมณ์เตลิดด้วยความหน้ามืด จะล้วงเข้าไปภายในเสื้อกฤติยาให้ได้
       กฤติยาผลักตัวออกอย่างแรง ถามเสียงขุ่น “ทำอะไร”
       “ไม่น่าถามเลย ก็เธอต้องการไม่ใช่เหรอ”
       สุรเดชกำลังหน้ามืด รีบลุกเข้าไปกอดจูบซุกไซ้ใบหน้ากฤติยาอีก
       “อย่า...ฉันเห็นแกเป็นพี่” กฤติยาร้องห้าม
       “เป็นพี่น้องก็ได้ แต่ขอเป็นพี่น้องท้องชนกัน ไม่ไหวแล้ว”
       สุรเดชหื่นสุดขีด และกำลังหน้ามืดจะเข้าไปจูบกฤติยา กฤติยาพยายามปัดป้องพัลวัน
       “หยุดนะ”
       สุรเดชไม่ฟัง พยายามจะซุกไซ้ กฤติยาดิ้นจนหลุด แล้วตบหน้าหนุ่มจอมกะล่อนฉาดใหญ่ พร้อมกับสบถใส่หน้า
       “ผู้ชายแมร่งเชี๊ยกันหมด”
       สุรเดชชักไม่พอใจ “เฮ้ย เอาไงวะ อ่อยซะขนาดนี้ยังทำเป็นเล่นตัวอีก”
       กฤติยาของขึ้นโวยใส่ “กูให้กอดไม่ได้หมายความว่ากูอยากมีเซ็กส์กับมึง! กูแค่ต้องการไออุ่นจากคนเข้าใจกู”
      
       พูดเท่านั้นกฤติยาก็วิ่งลงบันไดไป...สุรเดชวิ่งตาม
      กฤติยาวิ่งหนีลงบันไดมา สุรเดชตามมาจนทันแล้วคว้าตัวไว้ กฤติยาสะบัดหนี
      
       “ปล่อย”
       สุรเดชมองจ้องหน้า “ที่กูทำไป...กูไม่ได้คิดเอามันส์ฟันแล้วทิ้ง! แต่กูรักมึง ได้ยินไหมว่ากูรักมึง”
       “แล้วเคยถามกูสักคำไหม ว่ากูรักมึงรึเปล่า”
       สุรเดชอึ้งที่โดนด่าแรงๆ อารมณ์โกรธปนเสียใจพุ่งขึ้นมาเป็นริ้วๆ “มึงพูดงี้ได้ไง ไม่รักแล้วมึงมาซ้อนท้ายรถกูทำไม”
       “กูนั่งรถมึงไม่ได้หมายความว่ากูเป็นแฟนมึง”
       สุรเดชผิดหวังอย่างแรง “ไอ้เชี๊ย...!” หนุ่มจอมกะล่อนน้ำตาไหลริน “มึงหลอกกู...มึงรักไอ้ธีรดนย์”
       กฤติยาอึ้ง
       สุรเดชพูดใส่หน้า “อย่าคิดนะว่ากูไม่รู้ วันแข่งรถ กูเห็นสายตามึงมองไอ้ธี มึงอยากแดกมัน เพราะมันหน้าตาดีเรียนมหาลัยดี มึงถึงได้ทิ้งกู”
       กฤติยาตะแบง “ฉันจะรักใครชอบใครก็ไม่เกี่ยวกับแก...เพราะยังไงฉันก็ไม่ได้รักแก”
       “ต่อไปไม่ต้องมาซ้อนรถกู...มาทางไหนไปทางนั้น!”
       กฤติยาผิดหวังในตัวสุรเดช วิ่งออกไป สุรเดชตะโกนไล่หลัง
       “กูไม่รักมึงแล้ว...” สุรเดชโมโห และเริ่มพาลเดินเตะของไปทั่ว เตะไปด่าไประบายอารมณ์ “ฉิบหาย...หลอกกู”
      
       ฝ่ายชนิกานต์แต่งชุดเซ็กซี่เข้ามาเคาะประตูห้องพักผู้ชายที่ ธีรดนย์กับชนกชนม์พักอยู่....ขณะรอก็หันมาเช็คความสวยของตัวเอง
       พอเห็นประตูเปิดออก ชนิกานต์โผเข้าไปกอดทันทีคิดว่าเป็นชนกชนม์       
       “ไปเดินชมทะเลด้วยกันนะที่รัก”
       ที่แท้เป็นธีรดนย์ เขาด่าทันที “เป็นบ้าอะไรของเธอ”
       ชนิกานต์มองหน้าเต็มๆ ถึงกับตกใจดีดตัวออกโดยอัตโนมัติ ร้องโวยวาย
       “ว้าย...แล้วแฟนฉันอยู่ไหน”
       “ไม่รู้ ไม่ใช่ยาม”
       ชนิกานต์ชี้หน้าด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะเดินออกไปตามหาชนกชนม์
       ธีรดนย์ถามขึ้น “ตาอยู่ห้องไหม”
       ชนิกานต์ย้อนกลับ “ไม่รู้ ไม่ใช่ยาม แล้วก็ไม่ใช่หมาเฝ้าบ้าน”
       นอกจากนั้นชนิกานต์ยังทำท่ายียวนใส่ แล้วเดินเชิดออกไปตามหาชนกชนม์ ธีรดนย์หมั่นไส้ จึงคิดจะไปหาสุตาภัญ
      
       ที่มุมหนึ่งริมชายหาด สุตาภัญยืนเศร้าทอดสานตามองไปที่ทะเลเบื้องหน้า คิดถึงคำพูดของชนิกานต์ที่ประกาศตัวจะจีบชนกชนม์ทำแฟน
       “ฉันอดคิดไม่ได้ว่าเธอชอบชนกชนม์...แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเธอรู้ว่าฉันรักชนกชนม์ เธอไม่เคยทำร้ายจิตใจฉันและไม่คิดแย่งแฟนเพื่อน จริงมั้ยตา”
       ยิ่งคิดสุตาภัญก็รู้สึกลำบากใจ แล้วพาลเครียดสองเด้ง เมื่อคิดถึงเรื่องของสุรัมภาที่ขอร้องให้ช่วยเป็นแม้สื่อให้เมื่อครู่นี้
       โดยในขณะที่สุรัมภากำลังปัดแก้ม ทาลิปที่ปากบางๆ
       “ภาจะไปรอที่หาดทราย พี่ตาต้องพาพี่ชนกชนม์มาหาภา”
       สุตาภัญ        ห้าม “มันไม่ดีนะ”
       สุรัมภาไม่สนพูดแทรกสรุปเอาเอง “ตามนี้ค่ะ”
       จากนั้นสุรัมภารีบออกไปจากห้อง เพื่อไปนั่งรอชนกชนม์ตามแผน
      
       สุตาภัญกังวลใจหนัก...ตัวเธอเองก็รู้สึกแย่ ตะโกนระบายออกไปยังทะเลเบื้องหน้าสุดเสียง
       “ฉันจะทำยังไงดีเนี่ย”
       จู่ๆ ก็มีเสียงชนกชนม์ตะโกนเสียงก้องตามมา เหมือนเสียงสะท้อน “ฉันจะทำยังไงดีเนี่ย”
       สุตาภัญแปลกใจ หันกลับไปมองด้านหลัง เห็นชนกชนม์ยืนยิ้มให้อยู่
       “มีอะไรให้ฉันช่วยไหม”
       สุตาภัญ        อึ้งปนตกใจ “ไม่มี” พูดจบก็เดินหนี แต่แล้วเกิดเปลี่ยนใจหันกลับมาบอก “มี”
       ชนกชนม์แปลกใจ
       สุตาภัญ        อยากช่วยน้องสาว “คือว่าฉันอยากให้นายไป...”
       ชนกชนม์พูดแทรกขึ้นก่อน “ฉันก็มีเรื่องให้ช่วย”
       ชนกชนม์พูดจบก็จูงมือสุตาภัญออกไป สุตาภัญแปลกใจ
      
        “ไปไหน?”
      ขณะเดียวกันสุรัมภานั่งเอาไม้เขี่ยที่ผืนทรายด้วยท่าทีเซ็งๆ หลังจากรอสุตาภัญนานแล้ว ใกล้กันนั้น เห็นข้อความที่สุรัมภาเขียนว่า “ภารักชนม์” บนผืนทราย
      
       สุรัมภาชะเง้อมองหาชนกชนม์ หวังว่าสุตาภัญจะพาชายในฝันมาตามที่ขอร้อง
       รอเป็นนานสองนานก็ไม่เห็นวี่แวว สุรัมภาบ่นงึมงำ “พี่ตามัวทำอะไรอยู่นะ”
      
       ฝ่ายนิกานต์ซึ่งตามหาชนกชนม์ เดินผ่านไปที่มุมหนึ่ง ปากก็ตะโกนเรียก
       “ชนกชนม์ ชนกชนม์”
       สุรัมภามองชุดชนิกานต์ที่แลดูเซ็กซี่ แล้วหันกลับมามองชุดตัวเอง เด็กสาวรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า จึงคิดอะไรบางอย่างในใจ
      
       ส่วนสองคนเดินมาจนถึงชายหาดด้านหนึ่ง สุตาภัญเอามือชนกชนม์ออก
       “นายจะให้ฉันช่วยอะไร”
       “ยังบอกตอนนี้ไม่ได้ ต้องให้ถึงที่ก่อน”
       “ฉันไม่ไป” สุตาภัญเสียงแข็ง
       ชนกชนม์อ้อน “นะนะนะ...นางฟ้าเบอร์ฟ้า”
       สุตาภัญ        คิดต่อรองเพื่อช่วยน้องสาว “นางฟ้าจะช่วยก็แต่เมื่อ...เธอทำความดีหนึ่งอย่าง...นายต้องไปเดินเล่นที่ทางโน้น” พลางชี้ไปยังชายหาดตรงจุดที่สุรัมภารออยู่
       ชนกชนม์งง “ทำไมต้องทางโน้น ทางนี้ไม่ได้เหรอ”
       “อย่าถามมากนะ ไปสิ”
       ชนกชนม์ต่อรอง “ได้ แต่ไปกับฉันก่อน”
       สุตาภัญ        ต่อรองเช่นกัน “เลดี้เฟิร์ส”
       ชนกชนม์ยิ้มรับ “ไม่มีปัญหา...ฉันเจนเทิลเมนพอ”
       สุตาภัญยิ้มอย่างดีใจคิดว่าชนกชนม์จะไป แต่ชนกชนม์กลับต่อรองอีก
       “เป่ายิ้งฉุบ ใครชนะได้สิทธิ์ขอความช่วยเหลือก่อน”
       สุตาภัญเซ็ง แต่ไม่มีทางเลือก ทั้งสองตั้งท่าเป่ายิ้งฉุบร้องขึ้นพร้อมๆ กัน
       “ยันยิงเยาปั๊กกะเป้า...ยิ้งฉุบ”
       ปรากฏว่าสุตาภัญออกกระดาษ ชนกชนม์ออกกรรไกร สุตาภัญมีท่าทีผิดหวัง ชนกชนม์ทำท่าเอากรรไกรมือตัดกระดาษมืออย่างผู้ชนะ
      
       ส่วนธีรดนย์พาตัวเองมาหยุดยืนหน้าห้องพักผู้หญิง แปลกใจที่บ้านทั้งหลังเงียบกริบ และไม่เจอสุตาภัญ
       “ตาไปไหน”
       ธีรดนย์มองไปเห็นชยางกูรถือกีต้าร์ เดินผ่านไปก็นึกสงสัย
       “ชยางกูร...นายจะไปไหน”
       ชยางกูรยกกีต้าร์โชว์ขณะบอกกวนๆ “ไปตีแบด”
       ธีรดนย์หงุดหงิดไม่พอใจ “ฉันถามดีๆ”
       “เห็นอยู่ว่าถือกีต้าร์ยังจะถามอีก...คนฉลาดเขาไม่ถามโง่ๆ” ชยางกูรพูดจาแดกดันตามประสา
       “ถ้าไม่เห็นแก่พี่นาย ฉันไล่กลับไปแล้ว ไม่ปล่อยให้อยู่ขวางหูขวางตาหรอก”
       “กลับก็กลัวดิ!” ชยางกูรบอกตัวเอง เพื่อปรับอารมณ์ให้สดใส “ไม่เอา...ชยางกูร อย่าอารมณ์เสีย...นายกำลังจะมีความสุข”
       ชยางกูรสูดหายใจลึกๆ ให้ตัวเองสดชื่น แล้วยิ้มเย้ยธีรดนย์
       “ส่วนนายไปซื้อแห้วกระป๋องกินซะ”
       พูดจบชยางกูรถือกีต้าร์เดินหนีไป ธีรดนย์ไม่พอใจ และแปลกใจไม่หายว่าชยางกูรไปไหน?
      
       เวลาเดียวกันชนิกานต์ยังคงเดินตามและมองหาชนกชนม์ พร้อมกับตะโกนเรียกมาเรื่อยๆ
       “ชนกชนม์”
       จังหวะนั้นก็มีเสียงสุรัมภาตะโกนแข่ง “พี่ชนกชนม์คะ”
       ชนิกานต์แปลกใจ หันไปมองที่มุมหนึ่ง เห็นสุรัมภาแต่งชุดเซ็กซี่ ตามหาชนกชนม์
       “แต่งชุดเปรี้ยวนะจ๊ะ ขอบใจมากที่ช่วยตามหาชนกชนม์ให้พี่” ชนิกานต์ยิ้มแย้ม
       สุรัมภายิ้มตอบ “ใครบอกล่ะคะ ภานัดเจอพี่ชนกชนม์ต่างหาก” ว่าพลางเดินออกตามชนกชนม์ “พี่ชนกชนม์คะ”
      
       ชนิกานต์ยืนอึ้ง แปลกใจว่าน้องสาวเพื่อนซี้กำลังคิดจะทำอะไรแน่
       ฟากชนกชนม์พาสุตาภัญเดินมาที่สะพานปลาซึ่งทอดตัวออกไปในทะเล
      
       “ให้ฉันช่วยอะไร...อย่าบอกนะว่าชวนมาตกปลา”
       ชนกชนม์ยิ้มให้ แล้วผายมือไปยังปลายสะพานปลาที่ยื่นไปในทะเล เห็นแสงเทียนวิบวับถูกจุดประดับไว้อย่างสวยงาม บรรยากาศแสนโรแมนติก
       สุตาภัญมองแล้วรู้สึกประทับใจ เดินตรงไปยังปลายสะพานแห่งนั้น
       ชนกชนม์อยู่ที่เดิมมองตามไป ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข สุตาภัญเดินผ่านแสงเทียนที่ประดับบริเวณสะพานไปเรื่อยๆ ใบหน้ายิ้มละไม ชนกชนม์ยิ้มอย่างพอใจ มองตามสุตาภัญที่เดินไปยังปลายสะพานปลา
      
       สุรัมภายังคงเดินหาชนกชนม์ ปากก็ตะโกนเรียกไป
       “พี่ชนกชนม์คะ”
       ชนิกานต์เดินตรงเข้ามาหาสุรัมภา คาใจคำพูดเมื่อครู่นี้
       “ยัยภา...เมื่อกี้เธอพูดเล่นใช่มั้ย”
       “ภาโตแล้วเธอนะคะ ไม่ใช่เด็กๆ”
       สุรัมภาตอบยียวน แล้วจะเดินออกไป
       ชนิกานต์ขึ้นเสียง “เธอรู้ตัวรึเปล่าว่ากำลังแย่งแฟนพี่”
       สุรัมภาเถียง “พี่นิกกี้อย่าขี้ตู่สิคะ พี่ชนกชนม์ยังไม่เคยประกาศเป็นแฟนพี่นิกกี้สักหน่อย จริงมั้ยคะ”
       ชนิกานต์ท้าทายอย่างถือดี “งั้นเราไปหาพี่ชนกชนม์ด้วยกัน แล้วภาจะรู้ว่าเขารักพี่มากแค่ไหน”
       สุรัมภายิ้มรับคำท้า พร้อมเผชิญหน้าและรู้ความจริงจากปากชนกชนม์เอง
      
       สุตาภัญเดินมาจนสุดสะพานปลา ซึ่งมีการตกแต่งอย่างสวยงามโรแมนติก สุตาภัญเป็นปลื้ม ขณะหันตัวกลับไปเพื่อจะถามชนกชนม์
       “สวยจัง นายแต่งเองเหรอ”
       แต่แล้วสีหน้าสุตาภัญเปลี่ยนเป็นแปลกใจ เมื่อเห็นชยางกูรถือกีต้าร์ยืนยิ้มรออยู่
       “ชยางกูร”
      
       ขณะเดียวกันชนกชนม์ออกมายืนที่มุมหนึ่ง รู้สึกผิดต่อสุตาภัญที่ทำเหมือนมัดมือชก
       “ฉันขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้”
       ชนกชนม์จะหันกลับออกไป เจอธีรดนย์ขวางอยู่
       “นายเห็นตาไหม”
      
       ฝ่ายชยางกูรเดินยิ้มเข้ามาหาสุตาภัญ
       “เธอชอบไหม”
       สุตาภัญไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือชยางกูร “ฉันว่าคนหยาบคายอย่างนาย ไม่น่าคิดได้”
       “เธอเก่งจัง...ไอเดียแบบนี้ต้องเป็นวิธีคิดของผู้หญิงรึไม่ก็ผู้ชายใจหญิง...อย่างพี่ชายฉัน”
       สุตาภัญ        ไม่พอใจนักที่ชยางกูรต่อว่าชนกชนม์ “ฉันว่านายน่าจะฝึกคิดให้ได้อย่างพี่นาย มันจะทำให้นายดูดีขึ้นบ้าง” แล้วทำท่าจะเดินหนีออกไป
       “จะรีบไปไหนล่ะ พี่ชายฉันอุตส่าห์จัดฉาก วางแผนให้เราได้อยู่ด้วยกัน”
       สุตาภัญ        อึ้งไม่อยากเชื่อหู “นายหมายความว่าไงนะ”
       “เขาบอกว่าเธอชอบอะไรที่สวยๆ เพ้อๆ โรแมนติก...ตอนแรกฉันไม่เห็นด้วยหรอก ฉันว่ามันเสียเวลา...แต่เห็นสีหน้าเธอตอนนี้แล้ว ต้องยอมรับว่าพี่ชายฉันมองขาด”
       สุตาภัญรู้ความจริงก็ผิดหวังและเสียใจที่ชนกชนม์วางแผนช่วยชยางกูร โดยไม่ถามตนสักนิด
       “พี่ชายนายประเมินฉันผิดแล้วล่ะ รสนิยมการตกแต่งยังต่ำรั้งฉันไว้ไม่ได้หรอก แล้วอีกอย่างฉันชอบอะไรที่ทำด้วยใจ ไม่ใช่วางกับดัก” สุตาภัญจะเดินออกไปทางชายหาด
       ชยางกูร        ขวางไว้ “ไหนๆ ก็ติดกับแล้ว..อยู่สนุกกับมันดีกว่า”
       สุตาภัญเริ่มไม่พอใจที่ถูกชยางกูรคุกคาม
      
       ขณะเดียวกันธีรดนย์ยังคงซักถามเอากับชนกชนม์
       “ว่าไง..นายเห็นสุตาภัญไหม”
       ชนกชนม์โกหก “นายลองไปดูที่บ้านพักสิ”
       “ไม่มี...แล้วชยางกูรไปไหน”
       ชนกชนม์เฉไฉ “เฮ้ย...ถึงเราเป็นพี่น้องกัน แต่ไม่ใช่แฝดสยามตัวติดกันสักหน่อย”
       “อย่าให้ฉันรู้แล้วกัน ว่านายร่วมมือกับน้องแย่งตาไปจากฉัน”
       ชนกชนม์อึ้ง พูดไม่ออก
       “ฉันจะลองไปดูที่สะพาน” ธีรดนย์เดินออกไป
       ชนกชนม์กังวลใจ..ไม่อยากให้ธีรดนย์ไปขัดขวางชยางกูร
      
       ที่บริเวณสะพานปลา สุตาภัญจะเดินออกไป แต่ชยางกูรเข้ามายืนขวาง สุตาภัญหนีไปอีกทาง ชยางกูรก็ดักไว้อีก
       “ฉันไม่สนุกด้วยนะ” สุตาภัญเริ่มโมโห
       “อย่าทำให้เสียบรรยากาศสิ ฉันแค่อยากชวนเธอมาดีดกีต้าร์ร้องเพลง ไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักหน่อย”
       ชยางกูรเข้ามาจับมือสุตาภัญกลับไป สุตาภัญสะบัดมือออก
       “ปล่อย! ฉันจะกลับที่พัก” พร้อมกับเดินหนี
       ชยางกูร        ขวางไว้เริ่มข่มขู่ “ไม่เอาน่า ฉันอุตส่าห์ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษแสนดีใจเย็นกับเธอมากแล้วนะ ฉันไม่เคยเสียเวลารึให้โอกาสใครเท่าเธอมาก่อน...อย่าเรื่องมากนักเลย!”
       “งั้นก็อย่ามาเสียเวลากับฉัน ต่อให้นายใช้เวลาทั้งชีวิต....ฉันก็ไม่คิดสนใจนาย”
      
       สุตาภัญยืนยันความคิดน้ำเสียงกร้าว ชยางกูรไม่พอใจ
             ด้านธีรดนย์กำลังจะเดินยังบริเวณสะพาน ชนกชนม์วิ่งมาบอก
      
       “เขาไม่อยู่ที่สะพานหรอก”
       “ทำไมฉันต้องเชื่อนาย”
       ธีรดนย์ผลักชนกชนม์ออก แล้วเดินไปยังสะพาน ชนกชนม์กังวลใจ จะตามไป แต่แล้วชนิกานต์เข้ามาดึงแขนไว้
       “ชนกชนม์ นิกกี้มีเรื่องจะคุยด้วย”
       ชนกชนม์แปลกใจ “มีอะไรเหรอ”
       สุรัมภาเดินเข้ามาถามชนกชนม์
       “พี่ชนกชนม์เป็นแฟนกับพี่นิกกี้เหรอคะ”
       ชนกชนม์อึ้ง มองชนิกานต์ทีและมองสุรัมภาที ไม่รู้จะตอบยังไง?
      
       ส่วนสุตาภัญจะออกไป ชยางกูรเข้ามาจับตัว สุตาภัญปัดป้องจะหนีออกไป
       “เล่นตัวเพื่ออะไร? อยากได้แหวน สร้อย กระเป๋า? เอาสิ ดูท่าแล้วเธอยังเวอร์จิ้น ฉันยอมจ่าย ต้องการเท่าไหร่”
       สุตาภัญ        ตบหน้าชยางกูรอีกฉาด “ฉันไม่ใช่ผู้หญิงขายตัวที่นายจะซื้อได้ง่ายๆ แล้วจำไว้ด้วย ผู้หญิงไม่ใช่สินค้า”
       สุตาภัญเดินหนีออกไป ชยางกูรโกรธเข้ามาจับตัวสุตาภัญ
       “พูดดีไม่ชอบ ต้องให้ใช้กำลัง” ชยางกูรปรี่เข้าไปจับตัวสุตาภัญทันที
       สุตาภัญ        ตกใจพยายามดิ้นหนี “ปล่อยฉันนะ”
      
       ฟากชนกชนม์มองทั้งสองสาว ไม่รู้จะตอบยังไง และต้องการไปห้ามธีรดนย์
       “ชนกชนม์บอกน้องเขาไปสิ ว่าเราเป็นแฟนกัน”
       “เอ่อ..คือว่าพี่...”
       ชนกชนม์จะตอบปฎิเสธ..แต่แล้วก็ได้ยินเสียงร้องของสุตาภัญ
       “ช่วยด้วย”
       “สุตาภัญ”
       ชนกชนม์ตกใจ รีบวิ่งไปที่สะพานปลาทันที
       ชนิกานต์และสุรัมภาผิดหวังที่ไม่ได้คำตอบ..และตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น
      
       สุตาภัญพยายามดิ้นหนี แต่ชยางกูรเข้ามากอดรัด
       “ปล่อยฉัน”
       “แผนอ่อยของเธอได้ผลจริงๆ ทำให้ฉันห้ามใจไม่อยู่แล้ว”
       ชยางกูรพยายามจะกอดจูบสุตาภัญ
       “ช่วยด้วย!”
       “ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก....ชนกชนม์มันเปิดทางให้ฉันแล้ว”
       สุตาภัญได้ฟังก็ยิ่งเสียใจและผิดหวังในตัวชนกชนม์มาก ชยางกูรพยายามกอดรักจูบสุตาภัญ
       จู่ๆ ก็มีมือใครคนหนึ่งดึงร่างชยางกูรออก ชยางกูรมองเห็นธีรดนย์
       ธีรดนย์ต่อยชยางกูรเต็มหมัด “ไอ้ชั่ว ไอ้สารเลว”
       ชยางกูรถูกต่อยไม่ทันตั้งตัวจึงล้มลง ธีรดนย์เข้าไปซ้ำชยางกูร ชนกชนม์เข้ามาห้ามธีรดนย์
       “พอได้แล้ว”
       ธีรดนย์ผลักชนกชนม์ แล้วเข้ามาต่อยไปหนึ่งหมัด “แกมันก็ชั่ว สมรู้ร่วมคิดวางแผนให้น้องชายย่ำยีตา”
       ชนกชนม์ตกใจด่าชยางกูร “นายทำอย่างนี้ได้ไง!” ก่อนจะหันไปบอกสุตาภัญ “ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจให้...”
       ชนกชนม์พูดไม่ทันจบ สุตาภัญตบหน้าชนกชนม์ฉาดหนึ่ง
       “ฉันเกลียดนาย”
       ชนิกานต์และสุรัมภาเข้ามา เห็นภาพสุตาภัญตบหน้าชนกชนม์ก็ไม่พอใจ
       “ตา..เธอทำอะไร”
       สุรัมภาอึ้ง “พี่ตา...เกิดอะไรขึ้น”
       ธีรดนย์ชี้หน้าชยางกูร “ไอ้ชั่วนี่ขืนใจตา พี่ชายมันก็สมรู้ร่วมคิดด้วย”
       ทุกคนมองไปที่ชนกชนม์เป็นตาเดียว
       ชนิกานต์ไม่เชื่อ “ไม่จริง! แกใส่ร้ายชนกชนม์! เขาไม่ใช่คนหยาบคาย”
       สุรัมภาต่อว่าชยางกูร “คนที่ผิดคือนายนี่...ชั่วโดยสันดาน”
       ชยางกูรโกรธด่ากลับ “พูดมากน่ายัยปากเสีย”
       ไม่เท่านั้นชยางกูรยังจะเข้าไปทำร้ายสุรัมภา สุตาภัญเข้าไปปกป้องสุรัมภา ตบหน้าชยางกูรอีกฉาด
       “หยุดหยาบคายป่าเถื่อนได้แล้ว! ไม่งั้นฉันเอาเรื่องนายแน่”
       ชยางกูรถูกขู่จึงหยุดไม่กล้าทำอะไร
       “ตา...ฉันจะโทรเรียกตำรวจ... จับเข้าคุกทั้งพี่ทั้งน้อง!” ธีรดนย์บอก
       ชนิกานต์ด่า “แกหุบปากได้แล้ว ชนกชนม์ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย”
       สุตาภัญหันไปมองชนกชนม์ ขณะที่ชนกชนม์มองลุ้นว่าสุตาภัญจะตัดสินใจอย่างไร
       “ไม่ต้อง” สุตาภัญบอก
       ธีรดนย์ไม่พอใจมาก “ตายังจะปกป้องพวกมันอีกเหรอ”
       “ตาไม่อยากให้เรื่องรู้ถึงหูคุณพ่อ ไม่งั้นพวกเราจะเดือดร้อนกันหมด...ตาจะกลับบ้าน”
       สุตาภัญลากสุรัมภาพเดินออกไปทันที
       สุรัมภาอิดออดไม่อยากไป “พี่ตา”
      
       ชนกชนม์มองตาม รู้สึกเสียใจที่สุตาภัญเข้าใจตัวเองผิด
      สุตาภัญพาสุรัมภากลับมายังรีสอร์ท
      
       “พี่ตา.....พี่ชนกชนม์เขาไม่ผิดนะ”
       “ภาเลิกยุ่งกับคนแบบนั้นได้แล้ว ภาก็เห็นว่าเขานิสัยไม่ดี”
       สุรัมภาเถียง “ไม่จริง คนที่ทำผิดคือน้องชายต่างหาก พี่ตาอย่าพาลสิ”
       สุตาภัญบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ภา..รีบไปเก็บกระเป๋า”
       “ค่ะ”
       สุรัมภาเดินเข้าไปในห้อง สุตาภัญจะเข้าไป แต่ชนกชนม์เข้ามาเรียกไว้
       “สุตาภัญฟังฉันก่อน”
       สุตาภัญยังโกรธ ไม่ยอมฟัง...เดินหนีไปยังบ้านพัก
      
       สุตาภัญจะเดินเข้าไปในบ้าน ชนกชนม์วิ่งเข้ามาขวาง
       “ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น”
       สุตาภัญพยายามเก็บอารมณ์แล้ว ถามความจริง
       “นายเป็นคนตกแต่งสร้างบรรยากาศ”
       ชนกชนม์พยักหน้ารับ
       “นายเป็นคนวางแผนให้ฉันอยู่กับน้องชาย”
       สุตาภัญมองลุ้น ว่าจะเป็นอย่างไร ชนกชนม์ยอมรับความจริง พยักหน้ารับ
       สุตาภัญ        เสียใจมากตบหน้าชนกชนม์เต็มมือ
       “นายเห็นฉันเป็นอะไร เป็นสมบัติของนายรึไง ถึงหยิบยื่นให้คนโน้นคนนี้”
       “ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยนะ”
       “พอเถอะ เราไม่มีอะไรจะคุยกันอีก”
       สุตาภัญจะเดินกลับเข้าไป ชนกชนม์เข้ามาจับตัวไว้ สุตาภัญพยายามดิ้นหนี
       “ปล่อยฉัน อย่าให้ฉันเกลียดนายมากกว่านี้เลย”
       ชนกชนม์ไม่ปล่อยแถมรวบตัวไว้ “เธอจะโกรธจะเกลียดฉันยังไงก็ได้ แต่ขอให้เธอรู้ไว้...ฉันไม่คิดว่าชยางกูรจะทำร้ายเธอ ถ้าย้อนเวลาไปได้...ฉันจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องนี้ ไม่อยากให้เธออยู่กับใครนอกจากฉัน...”
       สุตาภัญ        อึ้งปนซึ้ง
       “เพราะว่าฉัน...” ชนกชนม์กำลังจะสารภาพรัก
       แต่แล้วเสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขัดจังหวะ “สุตาภัญ”
       สุตาภัญคุ้นหูหันไปมองที่มุมหนึ่ง ก็เบิกตาอย่างตกใจ
       “คุณพ่อ”
       สุทินยืนมองสีหน้าไม่พอใจเป็นอย่างมากที่เห็นชนกชนม์จับมือถือแขนลูกสาว
       สุรัมภาออกมาจากห้อง เห็นสุทินก็ตกใจแข้งขาอ่อนปวกเปียก
      
       ธีรดนย์ผลักชยางกูรเต็มแรง ไปที่รถของชยางกูร
       “กลับไปได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะเรียกตำรวจลากแกเข้าคุก”
       “ฉันไม่กลัวหรอก ฉันไม่ได้ทำผิด เพื่อนแกต่างหากที่อ่อยฉันเอง”
       ชนิกานต์เข้ามาทุบตีชยางกูร
       “สันดานชั่ว! โยนความผิดให้ผู้หญิง...แกมันเลวจริงๆ”
       จังหวะนั้นสุรัมภาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา
       “พี่ธีรดนย์แย่แล้ว....คุณพ่อมา”
       ชนิกานต์กับธีรดนย์ตกใจมาก
      
       สุทินเดินตรงเข้ามาหาชนกชนม์อย่างเอาเรื่อง ชนกชนม์ยกมือไหว้สุทิน
       “สวัสดีครับคุณอา”
       สุทินไม่รับไหว้ต่อยชนกชนม์เต็มหมัด “แกทำอะไรลูกฉัน”
       สุทินไม่สะใจดึงตัวชนกชนม์ขึ้นมาต่อยอีก สุตาภัญพยายามห้าม
       “อย่าค่ะคุณพ่อ”
       “เธอหลอกฉัน” สุทินบันดาลโทสะตบหน้าสุตาภัญฉาดใหญ่ “โกหกว่ามาทำงาน แต่มามั่วสุมกับผู้ชาย เธอมันชั่วช้ามาก” จากนั้นก็ทุบตีตามตัวแบบไม่ยั้ง
       สุรัมภา ชนิกานต์และธีรดนย์วิ่งเข้ามาเห็น ตกใจแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย
       ธีรดนย์บอกชนิกานต์ “เข้าไปช่วยตาหน่อย”
       ชนิกานต์บอกธีรดนย์กลับ “กล้าก็เข้าไปเองสิ”
       เป็นชนกชนม์ที่ทนไม่ได้ มองสุทินทุบตีสุตาภัญไม่ไหว จึงเข้าไปห้ามรั้งแขนสุทินไว้
       “พอเถอะครับคุณอา”
       สุทินผลักออก “ไม่ต้องยุ่ง” แล้วหันมามองหน้าชนกชนม์ อย่างคุ้นตา
       พร้อมกันนั้นภาพจำ เหตุการณ์ที่สุทินเจอชนกชนม์ครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยก็ผุดขึ้นในหัว
       ชนกชนม์โวยใส่สุตาภัญ “จ่ายเงินค่ารถมาได้แล้ว”
       สุตาภัญงง “ค่ารถ”
       “เอ้า...ค่ามอ’ไซค์ไง อย่าคิดใช้ความสวยมาหลอกนั่งฟรี ขอโทษ.. ผมมีเมียแล้ว”
       สุทินถึงบางอ้อ รู้ความจริงว่าชนกชนม์ไม่ใช่วินมอเตอร์ไซค์
       “แกคงไม่ขี่รถวินมารับผู้โดยสารไกลถึงที่นี่”
       ชนกชนม์ยกมือไหว้ขอโทษ “ผมขอโทษครับ ที่ต้องโกหกคุณอา ผมเป็นเพื่อนของสุตาภัญที่มหาวิทยาลัยครับ”
       ชนิกานต์รีบเข้ามาไหว้ขอโทษ
       “คุณอาคะ นิกกี้ผิดเองค่ะ ที่สร้างเรื่องโกหกคุณอา”
       ธีรดนย์เสริม “นิกกี้บังคับให้สุตาภัญมาครับ ผมเพิ่งตามมา ตั้งใจจะพาสุตาภัญกับน้องสุรัมภากลับไปส่งบ้านครับ”
       สุทินย้อนกลับ “วันนี้ฝนไม่ตกรึไง...ถึงไม่เป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว”
       ธีรดนย์ตกใจที่เผลอทำตัวปกติ จนทำให้สุทินจับได้ว่าโกหกเรื่องเป็นตุ๊ด
       “พวกเธอร้ายกาจมาก รวมหัวกันหลอกฉัน! ถ้าฉันไม่โทร.เช็กที่คณะ ฉันคงเป็นไอ้งั่งหัวหงอกที่ถูกพวกเธอหลอกไปทั้งชีวิต”
       สุรัมภารู้สึกผิดที่ทำให้สุทินเสียใจ เดินน้ำตาซึมเข้ามาหาสุทิน
       “คุณพ่อคะ..ภาขอโทษค่ะ”
       สุทินผิดหวังและเสียใจมาก “ภา..ลูกทำอย่างนี้กับพ่อได้ยังไง”
       สุรัมภาน้ำตาไหลริน พูดไม่ออก
       สุทินขยับเข้ามาจับตัวสุรัมภาเขย่า พูดด้วยความผิดหวังและโกรธ
       “พ่อไว้ใจลูกมาก....ทำไมถึงทำอย่างนี้ บอกมาสิ ทำไม”
       สุรัมภาตกใจ ร้องไห้สะอึกสะอื้น “ภา...ภา”
       สุตาภัญ        สงสารน้อง “ตาเป็นคนบังคับภาเองค่ะ”
       สุรัมภาอึ้ง สุตาภัญบอกต่อ “ตาเป็นคนขู่ให้น้องช่วยโกหก”
       สุทินปล่อยมือจากสุรัมภา “ฉันนึกอยู่แล้วเชียว ลูกภาไม่มีวันโกหกหรือทำให้ฉันเสียใจ มีแต่เธอนั่นแหล่ะที่ทำตัวเสื่อมเสีย หนีมามั่วสุม”
       ชนกชนม์ช่วยอธิบาย “พวกเราไม่ได้ทำอะไรเสียหายอย่างที่คุณอาคิดนะครับ”
       “แกไม่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น...แล้วต่อไปนี้” สุทินไม่สน ชี้หน้ากราดชนกชนม์และธีรดนย์สั่งเด็ดขาด “ห้ามยุ่งกับลูกสาวฉันเด็ดขาด”
       ชนกชนม์อึ้ง ธีรดนย์จ๋อย
       สุทินสั่งสุตาภัญและสุรัมภา “เก็บของกลับบ้านเดี๋ยวนี้”
       สุตาภัญและสุรัมภาเดินกลับไปยังบ้านพัก เพื่อเก็บของ
      
       ชนิกานต์รู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุ เดินตามออกไปจ๋อยๆ
       ขณะที่ทุกคนเศร้าสลดกันอยู่ ชยางกูรยืนมองเหยียดเย้ยทุกคนที่โดนเล่นงานด้วยความสะใจ ก่อนจะเดินออกไป
      
       “กลับไปจัดการน้องชายแกซะ ฉันหวังว่ามันจะไม่มายุ่มย่าม กับตาอีกไม่งั้นฉันเอาเรื่องแน่!”
       ธีรดนย์ขู่ชนกชนม์ แล้วเดินออกไป ชนกชนม์เครียดเป็นห่วงสุตาภัญ แล้วก็ไม่พอใจชยางกูร
      
       ชยางกูรกำลังจะเดินเข้าไปในบ้าน จู่ๆ ชนกชนม์วิ่งเข้ามากระชากเสื้อแล้วต่อยชยางกูรหนึ่งหมัด
       “แกต่อยฉัน” ชยางกูรโมโห
       “ฉันต้องการเตือนสตินาย อย่าทำอย่างนั้นอีก ไม่ว่ากับผู้หญิงคนไหน”
       ชยางกูรย้อน “แกไม่มีสิทธิ์สั่งฉัน”
       “ถ้านายยังไม่เลิก.. เรื่องนี้รู้ถึงหูคุณแม่”
       ชยางกูรย้อนกลับอีก “คุณแม่เชื่อใจฉัน ไม่มีวันฟังนาย”
       “แต่ตำรวจฟังความจริง” ชนกชนม์บอกเสียงแข็ง
       ชยางกูรอึ้ง เพราะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
       “ไม่อยากติดคุกก็เลิกพฤติกรรมนี้ซะ”
       “แกห่วงฉันเพราะเรื่องนี้ รึว่าหวงก้างกันแน่” ชยางกูรดักคอ
       ชนกชนม์ตัดสินใจบอกความจริง “ฉันชอบสุตาภัญ....อย่ามายุ่งกับผู้หญิงของฉัน”
       พูดจบชนกชนม์ก็เดินออกไปเลย ชยางกูรมองตามยิ้มเย้ย ก่อนจะพูดกับตัวเอง
       “ฉันเคยบอกแล้วไง...ถึงเป็นแฟนแก...ฉันก็จะแย่ง”
      
       ขณะที่สุตาภัญเดินเข้ามาในบ้าน เสาวนิตย์ออกมาหา
       “ลูกตา...ทำไมทำอย่างนี้ล่ะลูก”
       “ตาขอโทษค่ะคุณแม่...” สุตาภัญไหว้ขอโทษแม่ก่อนจะหันมาบอกสุทิน “คุณพ่ออย่าลงโทษน้องนะคะ ภาเป็นคนผิดเองค่ะ”
       สุทินหันมาบอกสุรัมภา “ลูกขึ้นห้องไปได้แล้ว”
       “ค่ะ” สุรัมภา
       สุรัมภาเป็นห่วงพี่สาว สุตาภัญยิ้มให้ พร้อมยอมรับการลงโทษของพ่อ สุรัมภาเดินออกไปเสาวนิตย์ส่งไม้เรียวให้สุทิน สุตาภัญยืนพร้อมรอรับการลงโทษอย่างเคยชิน
       “กลับห้องไปซะ” สุทินบอก
       สุตาภัญ        แปลกใจ
       “ฉันตีเธอไปก็เสียแรง กลับไปสำนึกผิดในห้อง แล้วบอกตัวเองอย่าทำให้ฉันเสื่อมเสียเกียรติอีก”
       “ขอบคุณค่ะคุณพ่อ”
       สุตาภัญยิ้มพอใจที่สุทินเปลี่ยนพฤติกรรม เสาวนิตย์ยิ้มให้ลูกสาว
       “ลูกรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยวแม่เอาอาหารไปให้”
       “ค่ะ”
       สุตาภัญเดินออกไปลับตัวแล้ว เสาวนิตย์หันไปบอกสุทิน
       “ฉันขอตัวไปเตรียมอาหาร”
       สุทินแทรกเสียงขุ่น “ไม่ต้อง..ไปหาของให้ฉัน”
       เสาวนิตย์แปลกใจว่าสุทินต้องการอะไร
      
       ครู่ต่อมาสุตาภัญเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย รออาหารนานแล้ว
       “หิวจัง คุณแม่ยังไม่ยกมาให้อีก”
       สุตาภัญเดินไปที่ประตูห้อง หมายจะเปิดออกไป แต่ประตูกลับเปิดไม่ได้ สุตาภัญนึกแปลกใจ
      
       จังหวะนั้นแม่กุญแจถูกคล้องล็อคประตูห้องสุตาภัญ พร้อมกับได้ยินสุทินสั่งเสียงกร้าว
       “ห้ามเปิดจนกว่าฉันอนุญาต”
       “ค่ะ” เสาวนิตย์รับคำ
       สุทินเดินออกไปแล้วเสาวนิตย์ยืนหน้าห้อง สงสารสุตาภัญจับใจ
      
       ด้านสุตาภัญพยายามเคาะประตูห้อง...รู้ว่าถูกขังไว้
       “คุณพ่อทำอย่างนี้กับตาไม่ได้นะ....เปิดค่ะ”
       สุตาภัญพยายามเคาะห้องต่อ
       เสาวนิตย์ยืนฟังเสียงเคาะประตู น้ำตาไหลริน สงสารลูกสาว
       “แม่ขอโทษ...แม่ช่วยลูกไม่ได้” แม่ผู้ไม่กล้าหือของสุตาภัญเดินเลี่ยงออกไป
       สุตาภัญพยายามเคาะห้องไป ร้องไห้ไป
       “ขังตาไว้ไม่ได้นะคะ ตาไม่ใช่นักโทษของคุณพ่อ”
      
       สุตาภัญร้องไห้คร่ำครวญจนหมดแรงทรุดตัวลงไปกองกับพื้น เสียใจอย่างหนักที่ถูกพ่อบังเกิดเกล้าจับขังไว้ราวกับนักโทษ
       เช้าวันใหม่ ขณะที่ชนิกานต์เดินลงมาชั้นล่าง เจอกัณฐิกากำลังจัดโต๊ะอาหาร ชนิกานต์ไม่พอใจที่เจอกัณฐิกา จะหันหลังเดินหนีไป กัณฐิกาหันมาเห็นก็เย้ยหยันเหน็บแนมทันที
      
       “เธอไม่น่ากลับมาเลย ทุกอย่างกำลังลงเอยด้วยดี”
       ชนิกานต์ฉุนกึกหันกลับมาต่อปากต่อคำทันที..
       “ฉันก็ไม่คิดกลับมาเจอหน้าแก”
       “แล้วกลับมาทำไม ไม่มีที่ไปสิท่า คุณหนูเอาแต่ใจเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เอาตัวไม่รอด”
       ชนิกานต์เดินยิ้มเข้ามาพร้อมเผชิญหน้าปะทะฝีปากกับกัณฐิกา
       “เปล่า...ฉันคิดดูแล้ว ถ้าฉันไป เท่ากับฉันยกธงขาวยอมแพ้แก ฉันควรจะอยู่เพื่อเฝ้าสมบัติพ่อฉัน ก่อนที่แกจะสูบไปหมดตัว”
       กัณฐิกาเยาะ “มั่นใจว่าเป็นยันต์กันผีได้ก็เอาสิ..เธอก็เห็นว่าพ่อเธอหลงฉันหัวปักหัวปำโดยไม่ต้องทำยาเสน่ห์...ทุกอย่างต้องเป็นของฉัน”
       กัณฐิกายิ้มเย้ย ตักข้าวต้มใส่ถ้วย ชนิกานต์ยิ้มตอบ
       “ฉันนี่แหล่ะจะทำให้พ่อตาสว่าง ธาตุแท้เล่ห์มารยาของเธอ แล้วก็เฉดหัวเธอออกไปจากบ้านนี้”
       “เกมนี้ชักสนุกแล้วสิ ฉันชอบอะไรที่ท้าทาย”
       กัณฐิกาตักข้าวต้ม..ใส่ถ้วยกำลังจะนั่งลงกิน แต่ถูกชนิกานต์แย่งถ้วยข้าวต้มมาตรงหน้าตัวเอง
       “แล้วแกจะเห็นว่าฉันร้ายกว่าที่แกคิด”
       กัณฐิกาไม่พอใจ..ลุกหนีออกไป ชนิกานต์ยิ้มเย้ยมองตาม แล้วกระแทกช้อนกับชามข้าวต้ม ไม่อยากกินของของกัณฐิกา
      
       กัณฐิกาเดินออกมาหน้าบ้าน อารมณ์ไม่ดี
       “แกต่างหากที่ต้องถูกเฉดหัวออกไป”
       ณวัตรเดินลงมาจากห้องนอนกัณฐิกาเข้าไปหา
       “คุณคะ..กัณมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วยค่ะ”
       ณวัตรแปลกใจว่าเรื่องอะไร ชนิกานต์แอบฟังที่มุมหนึ่ง ด้วยความสงสัยและอยากรู้
      
       เวลาเดียวกันสุรัมภาเดินมาที่โต๊ะอาหาร เห็นสุทินนั่งอยู่ โดยมีเสาวนิตย์กำลังจัดโต๊ะอาหาร
       “พี่ตายังไม่ลงมา...ภาไปตามนะคะ”
       สุทินบอกเสียงขุ่น “ไม่ต้อง..ทานได้แล้ว”
       “ค่ะ”
       สุรัมภาแปลกใจที่สุทินไม่รอสุตาภัญเสาวนิตย์เป็นห่วงสุตาภัญ
       “ฉันเอาอาหารขึ้นไปให้ลูกนะคะ”
       สุทินไม่พอใจ “ฉันบอกแล้วไงไม่ต้อง”
       “ค่ะ” เสาวนิตย์ไม่กล้าหือ
       สุรัมภารับรู้ได้ถึงความผิดปกติ...รู้สึกเป็นห่วงสุตาภัญ สุทินเหลือบมองไปยังห้องนอนสุตาภัญ..สีหน้าไม่พอใจ ต้องการลงโทษสุตาภัญต่อไป
      
       ฝ่ายสุตาภัญเคาะประตูห้อง พยายามดันออก แต่ประตูยังล๊อคไว้..
       “ตาไม่ยอมให้คุณพ่อทำกับตาอย่างนี้”
       สุตาภัญคิดหาทางออกจากห้องอย่างมาดมั่น
      
       ขณะเดียวกันกัณฐิกาตัดสินใจบอกณวัตร
       “หลังจากงานแต่งแล้ว.....กัณขอพาญาติมาอยู่ด้วยได้ไหมคะ”
       “ได้สิ...คนในครอบครัวคุณก็เหมือนครอบครัวผม ผมยินดีต้อนรับญาติคุณทุกคน”
       กัณฐิกายิ้มพอใจ ที่ณวัตรเปิดทางให้ กัณฐิกาจะเปิดเผยว่าจะพาลูกมาอยู่ด้วย
       “แม้ว่าจะเป็น...”
       ณวัตรสวนขึ้น “คงไม่ใช่ลูกติด”
       กัณฐิกาอึ้ง ที่ณวัตรพูดเรื่องนี้
       “ผมรับได้หากคุณเคยมีครอบครัวมาก่อน แต่ผมไม่พร้อมรับภรรยาที่มีลูกติด”
       กัณฐิกาหน้าเสียนิดๆ ที่ณวัตรดักทางไว้
       “จะว่าผมเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่ผมรักลูกผมมาก ผมไม่อยากให้ลูกผมน้อยใจที่ผมต้องแบ่งปันความรักให้คนอื่น”
       “ขอให้คุณสบายใจได้...กัณยังไม่เคยมีลูกค่ะ” กัณฐิกายิ้มหวาน
       ชนิกานต์ยิ้มพอใจที่รู้ว่าพ่อยังรักเธอ เสียงโทรศัพท์เข้า ชนิกานต์รีบเดินออกไป
      
       เป็นสุตาภัญที่โทร.มา กำลังคุยสายขอความช่วยเหลือจากชนิกานต์
       “นิกกี้....เธอต้องหาทางมาช่วยฉันนะ”
       ขณะที่ชนิกานต์คุยโทรศัพท์กับสุตาภัญ ธีรดนย์ทำงานอยู่มุมหนึ่งได้ยิน
       “พ่อเธอจับขังไว้จะให้ฉันช่วยยังไง ขืนฉันเข้าไปหาเธอ พ่อเธอเอาฉันตายแน่”
       ธีรดนย์ตกใจเป็นห่วงสุตาภัญ ตรงเข้ามาบอกชนิกานต์
       “เธอเป็นตัวการทำให้ตาเดือดร้อน! เป็นตายยังไงก็ต้องช่วยตา”
       ชนิกานต์เถียง “ฉันยังไม่อยากตายนี่”
       สุตาภัญได้ยินคุยโทรศัพท์ขอร้องต่อ
       “ฉันก็ไม่อยากถูกจับขังจนตาย ช่วยฉันด้วยนะ”
       ธีรดนย์คิดแผนการได้...แย่งมาคุยโทรศัพท์
       “ตาไม่ต้องห่วงนะ...ฉันจะรีบหาทางไปช่วยเธอ”
       “ขอบใจมากนะธี”
       สุตาภัญวางสาย หวังลึกๆ ว่าธีรดนย์กับชนิกานต์จะช่วยเธอได้
      
       “ขอให้สำเร็จด้วยเถอะ”
       ชนิกานต์แย่งโทรศัพท์คืนแล้วพูดจาแดกดัน
      
       “ทำตัวเป็นฮีโร่เอาใจยัยตา คิดออกแล้วเหรอว่าทำไง”
       “ให้คุณท่านไปขอให้สุตาภัญมาช่วยงานแต่ง”
       ชนิกานต์คิดตาม “ช่วยงานแต่ง”
       ธีรดนย์พยักหน้า “ใช่ ช่วยรับแขกหน้างานก็ได้ พ่อของสุตาภัญคงเกรงใจคุณท่าน ยอมปล่อยตัวตาออกมา”
       ชนิกานต์เห็นด้วยกับความคิดของธีรดนย์ แล้วคิดไปไกลที่จะป่วนงานแต่งกัณฐิกา
       “แกก็ฉลาดคิดนะ นึกว่ามีหัวไว้คั่นหูอย่างเดียว”
       “เธอ” ธีรดนย์เจ็บใจ
       ชนิกานต์ยิ้มเย้ยแล้วเดินออกไป ธีรดนย์นึกเป็นห่วงสุตาภัญ ภาวนาให้ณวัตรยอมช่วยสุตาภัญ
      
       สองคนนั่งคุยกันอยู่ในห้องโถง กัณฐิกาบอกณวัตรเรื่องแพลนงานแต่ง
       “ในวันงาน...กัณอยากจะให้หลานสาวกัณมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวได้ไหมคะ”
       “เอาสิ...งานนี้เชิญเฉพาะคนกันเอง ให้หลานคุณมาเพื่อนเจ้าสาวได้เลย”
       ชนิกานต์ปราดเข้ามาโวย
       “ไม่ได้ค่ะ”
       ธีรดนย์แอบฟังอยู่มุมหนึ่งในบ้าน
       “นิกกี้..ลูกเลิกขัดขวางงานแต่งของพ่อได้แล้ว”
       “ถ้าหลานสาวคุณน้าเป็นเพื่อนเจ้าสาวก็เท่ากับมาแย่งหน้าที่ของนิกกี้สิคะ”
       กัณฐิกาและณวัตรแปลกใจมาก
       “นิกกี้ขอเป็นเพื่อนเจ้าสาวเองค่ะ”
       กัณฐิกาแปลกใจที่ชนิกานต์อยากเป็นเพื่อนเจ้าสาว และไม่ไว้ใจชนิกานต์ ธีรดนย์ก็แปลกใจในความคิดของชนิกานต์
       ณวัตรสงสัย “ทำไมลูกถึงยอมมาช่วยงานทั้งๆที่ก่อนหน้านี้...”
       ชนิกานต์สวนขึ้น “นิกกี้อยากเป็นส่วนหนึ่งในงานแห่งความสุขของคุณพ่อกับคุณน้าค่ะ”
       ณวัตรโอบกอดลูกสาวคิดว่าละพยศแล้ว ชนิกานต์ขอร้องณวัตร
       “แต่คุณพ่อต้องเชิญครอบครัวสุตาภัญ แล้วให้ยัยตาเป็นเพื่อนเจ้าสาวคู่กับนิกกี้นะคะ”
       “ลูกต้องการอะไร หรืออยากทำอะไร พ่อเต็มใจช่วยเสมอ”
       ธีรดนย์ยิ้มพอใจที่ณวัตรจะไปช่วยสุตาภัญ
       ชนิกานต์โอบกอดณวัตร แล้วหันไปถามกัณฐิกา
       “คุณน้าล่ะคะ เต็มใจให้นิกกี้เป็นเพื่อนเจ้าสาวรึเปล่าค่ะ”
       “ถือเป็นข่าวที่น่ายินดี...งานนี้ต้องเป็นงานแต่งที่อบอุ่นที่สุด”
       “ค่ะ จะเป็นงานแต่งที่อยู่ในความทรงจำไปอีกนาน”
       ชนิกานต์ยิ้มเจ้าเล่ห์ กัณฐิกาเริ่มกังวลใจ ไม่สบายใจนัก
       ธีรดนย์แปลกใจในความคิดของชนิกานต์ที่ยอมเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับคู่อริ
      
       ด้านสุตาภัญกระวนกระวายใจ ที่ยังไม่มีใครเปิดประตูให้ เสียงเปิดประตูหน้าห้อง สุตาภัญดีใจ พุ่งเข้าไปคิดว่าชนิกานต์มาหา
       “ยัยนิกกี้”
       สุทินตามมา สีหน้ามึนตึง สุตาภัญนิ่งไป
      
       เวลาเดียวกันชนกชนม์กำลังดูแบบเพชร ชยางกูรนั่งเล่นเกมไอแพดไม่สนใจ ธนกรเดินเข้ามาหาชนกชนม์
       “อาตั้งใจเอาเครื่องเพชรไปส่งคุณณวัตรด้วยตัวเอง แต่อากับคุณแม่ติดงานเลี้ยงลูกค้า เธอช่วยอาได้ไหม?”
       “ได้ครับ ผมยินดีครับ”
       ชลนิภาเดินตรงเข้ามาโวย
       “ไม่ต้อง ให้ลูกกูรไปแทน”
       ชยางกูรไม่อยากไปทำงาน รีบปฎิเสธ
       “กูรอยากไปช่วยนะครับ แต่ช่วงนี้กูรมีติวหนังสือกับเพื่อนๆ ทุกวัน”
       ธนกรถามชลนิภา “คุณจะเอายังไง”
       ชลนิภามองชนกชนม์ คิดตัดสินใจ ชนกชนม์มองลุ้นว่าชลนิภาจะตัดสินใจอย่างไร
      
       ฟากสุตาภัญยืนประจันหน้ากับสุทิน เสาวนิตย์และสุรัมภาเดินตามเข้ามา สุตาภัญยิ้มดีใจ
       “ลูกรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว ลูกต้องออกไปตัดชุด” เสานิตย์บอก
       “พี่นิกกี้ขอให้พี่ตาเป็นเพื่อนเจ้าค่ะ” สุรัมภาอธิบาย
       สุตาภัญ        ยิ้มดีใจ “จริงๆเหรอ”
       สุทินแทรกขึ้น “ฉันไม่รู้ว่าเธอไปคุยอะไรไว้ คุณณวัตรถึงยอมมาหาด้วยตัวเอง แต่ถึงยังไง...ฉันไม่ปล่อยให้เธอใช้ชีวิตอิสระ”
       “ถ้าคุณพ่อไม่ไว้ใจตา เพื่อความสบายใจ...ตาไม่ไปก็ได้ค่ะ”
       “ไม่ต้องประชดฉัน ถ้าฉันไม่เกรงใจที่คุณณวัตรเคยช่วยเหลือไว้อย่าหวังว่าเธอจะได้ออกไปเร็วอย่างนี้ ส่วนวันงานฉันติดประชุมที่กรม...ฉันจะให้แม่กับน้องไปคุมเธอ”
       “ค่ะ..แล้วแต่คุณพ่อเห็นสมควรค่ะ”
       สุตาภัญไม่วายแอบประชดผู้เป็นพ่อ สุทินไม่พอใจเดินออกไป เสาวนิตย์และสุรัมภาเข้ามาหาสุตาภัญด้วยความยินดี
      
       ธนกรพูดโน้มน้าวชลนิภาอยู่
       “ให้ชนกชนม์ไปเถอะ เขาเป็นเพื่อนสนิทกับลูกสาวคุณณวัตรด้วย ถือเป็นตัวแทนของเรา”
       “ถ้าคุณแม่ไม่ไว้ใจผม ให้เลขาที่ออฟฟิศไปส่งของก็ได้ครับ”
       “แกนั่นแหล่ะต้องไป” ชลนิภาบอก
       ชนกชนม์แปลกใจ
       “ใช่ว่าฉันไว้ใจแก ฉันยอมเพราะเห็นแก่คุณธนกร แต่ถ้าแกทำพลาด แกจะไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีก”
       ชลนิภาคาดโทษแล้วเดินออกไปธนกรหันมาบอกชนกชนม์
       “โอกาสเป็นของเธอแล้วนะ...พิสูจน์ให้คุณแม่เห็นว่าเธอทำได้”
       ชนกชนม์ยิ้มรับ “ครับ ผมจะใช้โอกาสนี้ให้คุณแม่เชื่อมั่นผม”
      
       ชยางกูรได้ยินทุกอย่าง หยุดเล่นเกมคิดแผนร้ายบางอย่าง ย่อมไม่ใช่เรื่องดีต่อชนกชนม์แน่นอน
       ตกกลางคืนกฤติยากำลังนั่งเช็ดใบตองอยู่ในบ้านที่ชุมชน กัณฐิกาเข้ามาส่งเงินให้
      
               “เอาเงินไปตัดชุดสวยๆ”
       กฤติยาไม่สนใจ เดินไปหยิบของ จัดโน่นนี่นั่น
               “เลิกทำเหมือนฉันไม่มีตัวตนสักที ฉันเป็นแม่แกนะ”
               “แล้วหนูเป็นอะไรคะ”
       กฤติยาย้อนถามด้วยความเจ็บปวด กับสิ่งที่กัณฐิกาเคยทำไว้ในอดีต
               “เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว ไม่ต้องรื้อฟื้น แกต้องไปงานแต่งฉัน”
               “แล้วแม่จะให้หนูไปในฐานะอะไร”
       กฤติยาย้อนถาม เพราะในใจมีปมด้อยที่กัณฐิกาไม่เคยยอมรับว่าเธอว่าเป็นลูก ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
      
       โดยในคืนนั้นกัณฐิกากำลังหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าออกไปจากบ้าน
               เด็กหญิงกฤติยาวิ่งเข้าหา “แม่จ๋า... อย่าทิ้งหนูไป”
               กัณฐิกาพูดอย่างหงุดหงิด “อย่ามาขวาง.. ฉันจะไปหาเงินมาให้แกใช้”
               เด็กหญิงตัวน้อยอ้อนวอน “หนูไม่อยากได้เงิน หนูอยากได้แม่”
               แต่กลับถูกกัณฐิกาด่าอย่างเกรี้ยวกราด “หยุดแหกปากสักที แล้วห้ามเรียกฉันว่าแม่อีก”
       จากนั้นกัณฐิกาเดินหิ้วกระเป๋าออกไปไม่แยแส เด็กหญิงกฤติยาคิดอะไรบางอย่าง
      
       เวลาต่อที่กัณฐิกาเดินมาหาวันชัยแฟนใหม่ที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน
               “ไปกันเถอะค่ะ”
       กัณฐิกาจะออกไปกับวันชัย แต่กฤติยาวิ่งเข้ามากอดขาไว้ อย่างน่าเวทนา
               “แม่จ๋า...อย่าทิ้งหนูไป”
               กัณฐิกา        ตกใจ “แก”
               วันชัยไม่พอใจ เพราะกัณฐิกาไม่เคยบอกว่ามีลูกแล้ว “เด็กคนนี้เป็นใคร”
               “เอ่อ....เด็กกำพร้าไม่มีพ่อไม่มีแม่ ชอบทึกทักว่ากัณเป็นแม่”
       เด็กหญิงกฤติยาเข้าไปคุกเข่าหน้าวันชัย “คุณน้าขา...หนูกราบล่ะค่ะ อย่าเอาแม่หนูไปนะคะ”
       เด็กหญิงตัวน้อยเข้าไปกราบเท้าวันชัยอย่างน่าสงสาร วันชัยโกรธที่รู้ว่ากัณฐิกามีลูก
               “เธอโกหกฉัน”
       วันชัยขึ้นรถ แล้วขับรถออกไปทันที .กัณฐิกาโกรธจัดปราดเข้ามาทุบตีกฤติยา
               “นังโง่...ฉันกำลังจะได้เป็นคุณนายอยู่แล้วเชียว.. จำใส่กะโหลกไว้ ฉันไม่ใช่แม่แก! แกไม่ใช่ลูกฉัน!”
       กัณฐิกาผลักลูกสาวล้มลง แล้วหิ้วกระเป๋าออกไป เด็กหญิงกฤติยาร้องไห้ฟูมฟายด้วยความเสียใจอยู่ตรงนั้น
      
       ฟังลูกสาวเล่าความเจ็บปวดที่ตนเขียนไว้ในใจ กัณฐิกายืนอึ้งกับสิ่งที่เธอเคยทำกับกฤติยา
               “ภาพความเจ็บปวดในวันนั้น ไม่มีวันหายไปจากความทรงจำแอนได้” กฤติยาสำทับ
       กัณฐิกาหน้าเศร้า รู้สึกผิดในอดีตที่เคยทำไว้
       “ในเมื่อแม่เลือกใช้ชีวิตตามที่แม่ต้องการ แม่จะมาห่วงพวกหนูทำไม”
               “ก็ฉันเป็นแม่แก ฉันเป็นลูกของยายแก ฉันก็ต้องรักและห่วง แล้วฉันก็รับปากคุณณวัตรไว้แล้วว่าฉันจะพาญาติไปร่วมงาน”
               กฤติยา        นึกน้อยใจ “ในที่สุดแม่ก็ห่วงคนอื่นมากกว่า”
       กัณฐิกาฉุน สั่งเสียงแข็ง “ไม่ต้องทำเสียงประชดแดกดันฉัน...แกต้องไปงานแต่งฉัน”
       “แม่พร้อมที่จะเปิดตัวลูกคนนี้แล้วใช่มั้ย”
       คำถามนี้ ทำเอากัณฐิกาอึ้ง จำต้องบอกความจริงว่าให้กฤติยาไปในฐานะญาติ
               “ฉันจะให้แกไปในฐานะ”
       เสียงโทรศัพท์ของกัณฐิกาดังขัดขึ้น เห็นชื่อณวัตร รีบรับสาย เปลี่ยนเสียงอ่อนหวานทันที
               “ค่ะคุณณวัตร...กัณแวะเอาการ์ดมาแจกญาติๆ ค่ะ ทุกคนตื่นเต้นดีใจมากแล้วก็รับปากจะไปงานแน่นอนค่ะ”       
       กฤติยาได้ยินถึงกับน้ำตาซึม น้อยใจที่กัณฐิกาทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง ระหว่างนั้นยายแก้วเดินออกมายืนมองอยู่ตรงมุมหนึ่ง
       “คุณรอกัณที่คอนโดนะคะ.. กัณจะรีบกลับไปค่ะ”
       กัณฐิกาวางสาย หันไปบอกยายแก้ว
               “แม่ก็ต้องไปด้วย ใส่เสื้อผ้าให้ดูดีมีราคา อย่าทำให้ฉันขายหน้า”
       กัณฐิกาเอาเงินยัดใส่มือกฤติยา..แล้วลุกเดินออกไป กฤติยาเจ็บปวดใจที่ต้องเป็นเครื่องมือของกัณฐิกา น้ำตาไหล
               ยายแก้วสงสารหลานสาว เดินเข้าปลอบใจ “ลูกไปเถอะ แม่เขาคงสำนึกผิดแล้ว อยากจะแก้ตัว”
               “ไม่ใช่หรอกยาย...เขากลัวฉากละครชีวิตของเขาไม่สมบูรณ์ต่างหาก เราเป็นได้แค่ตัวประกอบฉาก”
               ยายแก้วลูบผมสอนสั่งหลานสาว “มองโลกในแง่ร้าย รังแต่จะทำร้ายตัวเราเอง แม่เขาคงพร้อมที่จะเปิดตัวหนูในฐานะลูก...และใช้ชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ มีทั้งพ่อ..แม่..และลูก”
               “แม่ยอมรับหนูเป็นลูกจริงๆ เหรอจ๊ะยาย”
               “เชื่อยายเถอะ...ไม่มีแม่คนไหนไม่รักลูกหรอก”
      
       ยายแก้วยิ้มปลอบใจหลาน กฤติยาค่อยรู้สึกดีขึ้น
      วันเวลาผ่านไป กรุงเทพมหานครในยามกลางคืน เต็มไปด้วยแสงสี และไฟส่องสว่าง
       ค่ำคืนนี้ งานฉลองแต่งงานของ ณวัตรกับกัณฐิกา ถูกจัดขึ้นที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง
      
       ชนกชนม์ขับรถมาจอดหน้าโรงแรมสถานที่จัดงาน ก้าวเท้าลงจากรถ ในชุดสูทหรู ดูหล่อเหลาเท่สมวัย ชนกชนม์เปิดประตูรถ หยิบถุงกระดาษหรูซึ่งใส่ชุดเครื่องเพชรมาด้วย
       นึกถึงเรื่องที่รับปากชลนิภาส่งกล่องเครื่องเพชรให้ณวัตรคืนนี้
       “ส่งให้ถึงมือคุณณวัตร หากมีปัญหาฉันเอาเลือดหัวแกออก”
       ชนกชนม์ถือถุงเดินมา ยิ้มอย่างมั่นใจ
       “ผมจะทำหน้าที่แทนคุณแม่ให้ดีที่สุดครับ”
      
       เด็กหนุ่มถือถุงเดินเข้าไปยังล็อบบี้โรงแรมหรูตรงหน้า       
      
       ขณะเดียวกันภายในห้องแต่งตัวของโรงแรม กัณฐิกามองเวลาด้วยความกังวลใจ
       “นี่ก็ใกล้เวลางานแล้ว...ทางร้านเพชรยังไม่เอาเครื่องเพชรมาส่ง ทำไงคะ”
       ชนิกานต์นั่งแต่งหน้าอยู่ที่มุมหนึ่ง ยิ้มสะใจ
       “สมน้ำหน้า”
       สุตาภัญ        เสียงดุ “นิกกี้”
       ณวัตรบอกกัณฐิกา “เดี๋ยวผมโทร.ตามให้”
       เสียงโทรศัพท์เข้า ณวัตรรับสาย
       “ใช่..เอาเครื่องเพชรมาแล้วเหรอ”
       กัณฐิกายิ้มพอใจ...
       “มาส่งที่ห้อง..” ณวัตรเปลี่ยนใจ “นายรอที่ล๊อบบี้แล้วกัน..จะให้คนไปรับ” ณวัตรวางสาย บอกสุตาภัญ “หนูตา...อารบกวนหนูลงไปรับเครื่องเพชรให้หน่อย”
       “ได้ค่ะ...ตาขอเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ”
       สุตาภัญรับปาก แล้วเดินเข้าไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
      
       ชนกชนม์ถือถุง นั่งรออยู่ตรงล็อบบี้ คอยคนของณวัตรลงมารับเครื่องเพชร ชนกชนม์มองนาฬิกาแล้วหันกลับไปมองที่บันไดทางลง ชนกชนม์ตกอยู่ในความตะลึง..
       สุตาภัญแต่งชุดเพื่อนเจ้าสาว..สวยงามมาก ชนกชนม์เดินตรงเข้ามายืนรอที่บันได มองสุตาภัญไม่วางตา
       สุตาภัญเห็นชนกชนม์ก็อึ้ง ทำตัวไม่ถูก จนพลาดท่าเหยียบขั้นบันไดไม่เต็มเท้า หงายหลังจะล้มลง ชนกชนม์เข้าไปประคองไว้ในอ้อมกอด
       ทั้งสองมองหน้ากัน สุตาภัญได้สติ ดันตัวชนกชนม์ออกไป
       “ฉันมารับเครื่องเพชร”
       ชนกชนม์ส่งถุงให้
       สุตาภัญจะรับถุงเครื่องเพชร แต่ชนกชนม์ดึงกลับ แล้วเดินหนีไป
       “นาย” สุตาภัญงง
      
       ชนกชนม์ถือถุงเดินมาอย่างสบายใจ มีสุตาภัญเดินตามมาทวง
       “ส่งของมาให้ฉันนะ”
       ชนกชนม์เดินหนี
       สุตาภัญเดินตาม “ใกล้เริ่มงานแล้ว เอาของมา”
       สุตาภัญจะคว้าถุงเป็นจังหวะที่ชนกชนม์หันกลับมา
       “เธอหายโกรธฉันรึยัง”
       ทำให้ทั้งสองหน้าประชิดติดกัน ชนกชนม์ยิ้มแล้วยกนิ้วก้อยขึ้นขอคืนดี
       “ดีกันนะ”
       สุตาภัญ        ยิ้มรับเหมือนจะยอมเกี่ยวก้อยด้วย..แต่แย่งถุงเดินหนีไป
       ชนกชนม์ร้อง “เฮ้ย” แล้ววิ่งตาม “อย่างนี้ถือว่าขโมยนะครับ”
       “หมดหน้าที่ส่งของแล้ว กลับไปได้แล้ว”
       ชนกชนม์เข้ามายืนขวาง “ผมจะกลับต่อเมื่อคุณให้อภัย แล้วกลับมาเป็นเจ้าชีวิตผมเหมือนเดิม”
       สุตาภัญนิ่งงันไป
       ชนกชนม์ตัดสินใจคว้าดอกไม้ที่ประดับอยู่ตรงมุมนั้นของโรงแรม คุกเข่าต่อหน้าสุตาภัญ
       “ผมขอร้องนะครับ...นางฟ้าเบอร์ห้าของผม”
       สุตาภัญ        ตกใจ “นายทำอะไร”
       “ถ้าคุณไม่ให้อภัย ต้องเจอท่าไม้ตาย” ชนกชนม์ตะโกนขึ้น “แต่งงานกับผมนะครับ”
      
       สุตาภัญอายมาก ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ต่างหันมามองสุตาภัญยิ้มๆ
       ระหว่างนั้น วีรภัทรและนัชชาจูงมือนิธิเพื่อมาร่วมยินดีงานแต่งของณวัตร นิธิเห็นชนกชนม์คุกเข่าขอสุตาภัญแต่งงานจึงตะโกนเรียก
      
               “พี่ชนกชนม์”
       นิธิวิ่งเพื่อไปหาชนกชนม์ทันที วีรภัทรเห็นก็ยิ้มดีใจ แต่นัชชาหน้าตึงไม่พอใจ
      
       ด้านสุตาภัญบอกชนกชนม์
               “ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! ฉันไปล่ะนะ”
       สุตาภัญอายมากจะเดินหนี แต่ชนกชนม์เข้ามาจับขา คุกเข่าขอแต่งงาน ตะโกนเสียงดังอีก
       “แต่งงานกับผมนะครับ นะครับ นะครับ”
               สุตาภัญ        อายมาก “หยุดได้แล้ว”
       “ไม่..จนกว่าคุณจะยอมให้อภัยผม”
       “ยอมแล้ว” สุตาภัญจำใจเพราะอาย
               “เย๊ ดีใจที่สุดเลย”
       ขณะนั้นนิธิวิ่งมาแต่ไกล
               “พี่ชนม์ครับ”
       ชนกชนม์หันไปมอง
       เด็กชายนิธิวิ่งมาแล้วสะดุดพื้นล้มลงอย่างจัง
               “นิธิ”
       ชนกชนม์รีบเข้าไปดูแลนิธิ นิธิเอามือปิดหน้า ส่งเสียงร้อง
       “ฮือๆๆๆ”
       สุตาภัญก็ตกใจรีบเข้าไปช่วยทันที โดยเผลอวางถุงใส่เครื่องเพชรไว้
               “เป็นยังไงบ้างครับ”
               “ไม่ร้องนะครับคนเก่ง” สุตาภัญช่วยปลอบ
               นิธิเอามือที่ปิดหน้าออก ยิ้มแฉ่ง “นิธิเก่งอยู่แล้ว...แฟนพี่ชนกชนม์สวยจัง”
       สุตาภัญตกใจที่นิธิเข้าใจผิด รีบปฎิเสธในขณะที่ชนกชนม์แกล้งตอบรับ
               “ไม่ใช่จ้ะ” / “ใช่ครับ”
       ชนกชนม์ยิ้มยียวนใส่ สุตาภัญไม่พอใจที่ชนกชนม์แกล้ง..
               “คุณพ่อบอกว่ามางานแต่ง ไม่คิดเลยว่าเป็นงานแต่งของพี่ชนม์” เด็กน้อยเข้าใจผิดไปใหญ่
       สุตาภัญตกใจรีบปฎิเสธ แต่ชนกชนม์ตอบรับเพื่อแกล้งสุตาภัญ..
               “ไม่ใช่จ้ะ” / “ใช่ครับ!”
       สุตาภัญมองตาเขียวใส่ชนกชนม์ “นาย”
       ชนกชนม์หันมายิ้มบอกนิธิ “พูดจาดีอย่างนี้ต้องมีรางวัล หอมทีนึง”
       ชนกชนม์จะหอมแก้มนิธิ แต่นัชชามาลากนิธิออกห่าง
       “ลูกนิธิมาหาคุณแม่”
       ชนกชนม์ตกใจ เห็นนัชชาและวีรภัทร.
               รีบยกมือไหว้ “สวัสดีครับคุณพ่อ”
               วีรภัทรรับไหว้
               ชนกชนม์ไหว้นัชชา “สวัสดีครับคุณอา!”
       นัชชาไม่รับไหว้...สุตาภัญไหว้วีรภัทรและนัชชา
               “สวัสดีค่ะ”
       นิธิพูดจ้อยๆ “แฟนพี่ชนม์ครับ”
               ชนกชนม์รีบบอกพ่อ “เอ่อ..ไม่ใช่ครับ..สุตาภัญเป็นเพื่อนผมที่มหาวิทยาลัยครับ”
               วีรภัทรยิ้มให้ทักทายสุตาภัญ “ยินดีที่ได้รู้จักจ้ะ” แล้วนึกได้จึงหันมาถามชนกชนม์ “ลูกมางานแต่งด้วยเหรอ”
               “ผมเอาเครื่องเพชรมาให้เจ้าสาวครับ”
       “ดีแล้วที่ช่วยคุณแม่ทำงาน คุณแม่จะได้พักบ้าง..ต่อไปเราก็ต้องบริหารงานแทนคุณแม่”
       นัชชาไม่พอใจที่วีรภัทรสนทนากับชนกชนม์
               “ไปกันเถอะค่ะ”
       นัชชาลากตัวนิธิไปวีรภัทรบอกชนกชนม์
               “เจอกันในงานนะ”
               “ครับ” ชนกชนม์รีบบอกสุตาภัญ “เธอเอาเครื่องเพชรไปให้เจ้าสาวได้แล้ว”
               สุตาภัญนึกได้ “เครื่องเพชร! ฉันวางไว้ตรงโน้น”
       ชนกชนม์และสุตาภัญตกใจ รีบวิ่งกลับไปทันที
      
       สองคนวิ่งกลับมา เห็นถุงใส่เครื่องเพชรยังอยู่ก็ดีใจมาก
               ชนกชนม์ถือถุงมา ใจชื้น “เกือบไปแล้ว”
               “เอามา..ฉันเอาไปให้เอง”
               “ฉันช่วยถือ...อย่าลืมสิว่าเราดีกันแล้วนะ”
       ชนกชนม์ยักคิ้วหลิ่วตาแหย่ สุตาภัญหมั่นไส้เล็กน้อย เดินนำออกไป
      
       ไม่นานต่อมาชนกชนม์ล้วงหยิบกล่องเครื่องเพชรออกจากถุง ส่งให้ณวัตร
               “เครื่องเพชรชุดพิเศษครับ”
       ทุกคนต่างตกใจ
               กัณฐิกา        ตะลึง “นี่มันอะไร”
       ชนกชนม์มองของที่ถือ เป็นกล่องทิชชู่ที่มีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงกับกล่องเพชร
               ชนกชนม์ชะงัก “กล่องทิชชู่”
               ณวัตรปากล่องทิ้ง “เธอเล่นอะไรของเธอ”
               ชนกชนม์ตกใจ “เป็นไปได้ยังไง ผมเป็นคนหยิบกล่องเครื่องเพชรใส่ในถุงกับมือ”
               สุตาภัญ        ช่วยยืนยัน “เมื่อกี้ตาก็เห็นค่ะว่ามีกล่องเครื่องเพชรอยู่ด้านใน คงมีใครขโมยไป”
       “คุณคะ ไม่มีชุดเครื่องเพชรแล้วกัณจะขึ้นเวทีได้ยังไงคะ”
       กัณฐิกาคราง แล้วหน้ามืด ทำท่าจะเป็นลม
       “คุณ!” ณวัตรประคองกัณฐิกา แล้วสั่งธีรดนย์และช่างแต่งหน้าที่อยู่ใกล้ๆ “พาคุณกัณฐิกาไปพักก่อน”
       ธีรดนย์และช่างแต่งหน้าช่วยกันประคองกัณฐิกาไปนั่งพัก เสาวนิตย์และสุรัมภาเข้ามาในห้อง รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ณวัตรหันมาเล่นงานชนกชนม์
       “ฉันไม่สนใจว่ามันถูกขโมยรึหาย แต่ฉันต้องการชุดเครื่องเพชรมาให้ภรรยาฉัน”
       ชนิกานต์เข้ามาถามชนกชนม์อีกครั้ง
               “มันหายไปได้ยังไง”
      
       ชนกชนม์อึ้ง เครียดจัด ตอบไม่ได้!
       ขณะเดียวกันชยางกูรหยิบกล่องเพชรมาวางไว้ที่โต๊ะ นึกถึงตอนที่เขายืนมองชนกชนม์เดินถือถุงเข้าโรงแรม อยู่ที่มุมหนึ่ง แล้วเดินตามไป
      
       ชยางกูรเปิดกล่อง เห็นชุดเครื่องเพชรอยู่ภายใน นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่อีก
       ตอนนั้นชนกชนม์และสุตาภัญเห็นนิธิหกล้ม จึงวิ่งออกไป สุตาภัญวางถุงใส่เครื่องเพชรไว้ ชยางกูรเดินเข้ามา..ตั้งใจจะขโมยเครื่องเพชร
       ชยางกูรมองชุดเครื่องเพชร ยิ้มสะใจ ปิดกล่องทันที
               “แกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแน่ ไอ้ชนกชนม์”
       ชยางกูรยิ้มพอใจ
      
       ส่วนภายในห้องแต่งตัว         ชนกชนม์บอกณวัตรเรื่องกล่องเครื่องเพชรหาย
       “ผมขอโทษจริงๆ ครับ มันเกิดจากความผิดพลาดของผมเอง”
               ณวัตรตวาดลั่น “ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวของเธอ แต่ตอนนี้เธอจะทำยังไงก็ได้ หาเครื่องเพชรมาให้เร็วที่สุด”
               “ครับ ผมขอความกรุณาอย่าโทรแจ้งคุณแม่ผมนะครับ”
       ชนกชนม์เครียดมากรีบออกไป ชนิกานต์เป็นห่วงชนกชนม์
       “ชนกชนม์”
       “นิกกี้ไม่ต้องไปยุ่ง”
       ณวัตรเรียกชนิกานต์ แต่ชนิกานต์ไม่สนใจ ออกไปช่วยชนกชนม์ ณวัตรสั่งธีรดนย์
               “ออกไปตามยัยนิกกี้กลับมา”
               “ครับคุณท่าน”
       ธีรดนย์รีบออกไป ณวัตรโทรศัพท์แจ้งชลนิภาทันที
               “ลูกชายคุณทำเครื่องเพชรหาย คุณต้องรับผิดชอบ”
       สุตาภัญได้ฟังก็กังวลใจ เป็นห่วงชนกชนม์
      
       ชลนิภาคุยโทรศัพท์กับณวัตรหน้าเครียด อยู่ตรงหน้าร้านอาหารหรู
               “ค่ะ ดิฉันจะรีบไปที่งานให้เร็วที่สุดค่ะ”
       ชลนิภาวางสาย ธนกรเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
               “เกิดอะไรขึ้นครับ”
               “ลูกตัวซวยสร้างปัญหาให้ฉันอีกแล้ว”
       ชลนิภาตวัดเสียงใส่ แล้วรีบออกไปจากร้านทันที ธนกรเครียดและเป็นห่วงชนกชนม์
      
       ด้านชนกชนม์วิ่งเพื่อจะกลับไปยังจุดที่วางถุงใส่เครื่องเพชรไว้ สีหน้ากังวลใจ ชนิกานต์วิ่งตามหลังมาเรียกไว้
               “ชนกชนม์”
       ชนกชนม์หันกลับมา
               “ฉันไปช่วยเธอ”
       ชนกชนม์รู้สึกดีที่ชนิกานต์ยอมมาช่วย ชนกชนม์และชนิกานต์วิ่งออกไป
      
       สุตาภัญมองไป เห็นณวัตรเครียด และกำลังดูแลกัณฐิกา สุตาภัญจะออกไปช่วยชนกชนม์.เสาวนิตย์ห้ามไว้
               “อย่าไปยุ่งกับเขาเลย... คุณพ่อรู้เรื่องจะมีปัญหาอีก”
               “ตามีส่วนผิดในเรื่องนี้นะคะ ตาปัดความรับผิดชอบไม่ได้ค่ะคุณแม่”
       สุตาภัญรีบออกไปช่วย สุรัมภาก็ตามไป
               “ภาไปช่วยด้วยค่ะ”
       เสาวนิตย์กังวลใจ กลัวจะมีปัญหาตามมา หากเรื่องถึงหูสุทิน
      
       เจ้าหน้าที่โรงแรมกำลังตอบคำถามชนกชนม์
               “ไม่มีใครแจ้งพบกล่องเครื่องเพชรครับ”
       ชนกชนม์และชนิกานต์กังวลใจ
               ชนกชนม์อธิบาย “มันเอากล่องทิชชู่ใส่แทนกล่องเครื่องเพชร แสดงว่ามันตั้งใจขโมยไป”
       ธีรดนย์เข้ามาต่อว่าชนกชนม์
       “นายเป็นตัวซวยอย่างที่แม่นายว่าไว้จริงๆ สร้างปัญหาไม่หยุดหย่อน”
               ชนิกานต์แหวใส่ “หยุดซ้ำเติมเขาได้แล้ว”
       “แล้วมันจริงอย่างที่ฉันพูดไหมล่ะ งานคุณท่านต้องล่ม ทุกคนต้องเดือดร้อนเพราะมันคนเดียว”
       ชนกชนม์รู้สึกผิดมากที่ทำให้เกิดเรื่อง สุตาภัญเข้ามาช่วยแก้ต่างให้ชนกชนม์
       “ไม่ใช่ความผิดของชนกชนม์หรอก ฉันต่างหากที่ผิด ฉันเป็นคนเผลอวางถุงใส่เครื่องเพชรไว้เอง หากนายจะหาคนผิด คนคนนั้นคือฉันเอง”
       ธีรดนย์อึ้งรีบแก้ตัวพัลวัน “ตา....ผมไม่ได้ตั้งใจว่าตานะ คนผิดคือชนกชนม์ เพราะเป็นหน้าที่ของมัน”
       ชนิกานต์ตัดบทอย่างรำคาญ “เลิกพูดได้แล้ว แก รีบพาฉันไปแจ้งเจ้าหน้าที่เรื่องเพชรหาย แล้วขอดูกล้องวงจรปิด เผื่อจะช่วยจับโจรได้”
       ธีรดนย์อิดออดไม่อยากช่วย แต่จำใจต้องเดินไป ชนิกานต์หันมาบอกชนกชนม์
               “เราต้องหาเครื่องเพชรคืนมาให้ได้”
       ชนกชนม์ยิ้มรับในน้ำใจ ชนิกานต์เดินตามธีรดนย์ไป
               “ฉันขอโทษนะ เป็นเพราะฉันคนเดียว”
               “อย่าคิดอย่างนั้นเลย” ชนกชนม์แปลกใจ “ฉันไม่เข้าใจว่ามันหายไปได้ยังไง ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าในถุงนั่นเป็นเครื่องเพชร”
      
       ชยางกูรถือกล่องเครื่องเพชรมา ยิ้มพอใจ
               “มันถูกเล่นงานอย่างหนัก ส่วนฉันเอาไปแปรรูปได้เงินหลายล้าน”
       ชยางกูรยิ้มพอใจ จะเดินออกไป เจอกับสุรัมภาที่มองมาด้วยความสงสัย
               “กล่องอะไร?”
      
       ด้านชนกชนม์อยู่ตรงจุดวางถุงเครื่องเพชร พยายามมองหาแต่ไม่เจอกล่องเครื่องเพชร
               สุตาภัญ        เสนอความคิด “ลองไปถามคุณพ่อนายสิ..เผื่อท่านจะเห็นใครเข้ามาหยิบของในถุง”
       ชนกชนม์เห็นด้วยกับความคิดสุตาภัญ
      
       ขณะที่ชยางกูรถือกล่องเดินหนี สุรัมภาเข้ามายื้อ
               “กล่องอะไร”
               “อย่ามายุ่ง ออกไป”
       สุรัมภาไม่ยอม เข้ามากัดมือชยางกูร ชยางกูรเจ็บปล่อยมือ สุรัมภาแย่งกล่องมาได้ เปิดดู
       เห็นเครื่องเพชร
               “นายขโมยเครื่องเพชร”
       ชยางกูรตกใจที่สุรัมภารู้ความระยำของตน
       เวลานั้นนัชชาจูงมือนิธิเพื่อกลับไปจากโรงแรม วีรภัทรมองด้วยท่าทีฉงน
      
       “คุณจะไปไหน”
               “เราจะกลับบ้านกันค่ะ” นัชชาว่า
               วีรภัทรไม่พอใจ “คุณไม่มีเหตุผลเลยนะ”
               “เราตกลงกันแล้วไงคะ คุณจะไม่ยุ่งเกี่ยวใดๆ กับครอบครัวนั้นอีก”
       ชนกชนม์และสุตาภัญเข้ามาถามวีรภัทรพอดี
               “คุณพ่อครับ ผมมีเรื่องจะถามหน่อย”
       นัชชาชักสีหน้าไม่พอใจ ที่ชนกชนม์กลับมาหาวีรภัทร
      
       สุรัมภาโวยใส่ชยางกูร
               “นายมันชั่วมาก ขโมยเครื่องเพชรหวังให้พี่ชนกชนม์ถูกด่า ฉันจะแฉความชั่วของนาย”
               “อย่านะ เธอต้องการค่าปิดปากเท่าไหร่”
               “ฉันไม่ต้องการเงินของนายแม้แต่บาทเดียว”
       “แล้วทำอย่างนี้เพื่ออะไร”
       “ฉันต้องการช่วยให้พี่ชนกชนม์พ้นความผิด....และคนชั่วต้องโดนลงโทษ”
       สุรัมภาจะเดินออกไป ชยางกูรตะโกนไล่หลัง
               “ถ้าเธออยากเป็นคนดีในสายตาพี่ฉัน เธอต้องร่วมมือกับฉัน”
       สุรัมภาแปลกใจ หันกลับมา อยากรู้ว่าชยางกูรมีข้อเสนออะไร?
      
       ชนกชนม์อธิบายความจริงกับวีรภัทร อยู่ที่มุมหนึ่งที่โรงแรม สุตาภัญอยู่ด้วย
               “ตอนผมกับสุตาภัญวิ่งเข้าไปช่วยน้องนิธิ ตาเขาเผลอวางถุง แล้วเครื่องเพชรก็หายไปครับ”
       วีรภัทรตกใจ “เครื่องเพชรหายไป”
       “พวกเธอก็เลยคิดว่าพวกเราขโมยเพชรไป” นัชชาถามเสียงขุ่น
       “ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ” สุตาภัญรีบบอก
       “ผมเพียงแต่จะถามว่า...”
       ชนกชนม์พูดไม่ทันจบนัชชาพูดสวนขึ้น
               “ไม่คิดแล้วทำไมมาถามหา....ฉันขอบอกให้รู้ไว้ด้วย..ต่อให้เงินเดือนข้าราชการไม่สูงนัก ไม่ใช่มหาเศรษฐีเครื่องเพชรร้อยล้านพันล้าน พวกฉันก็ไม่เคยคิดขโมยใครกิน”
               “ผมขอโทษด้วยครับ ผมไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น”
       “รึอีกนัยหนึ่ง เธอกำลังจะโยนความผิดให้พวกฉัน คิดว่านิธิเป็นต้นเหตุทำให้เครื่องเพชรหายไป” นัชชาว่า
       ชนกชนม์อธิบาย “ผมเพียงแต่จะถามว่าคุณพ่อเห็นใครหยิบของในถุงไปรึเปล่า เท่านั้นเองครับ”
       สุตาภัญเอ่ยขึ้น “หากไม่เห็น หนูก็ขอโทษที่มารบกวนนะคะ”
       ชนกชนม์และสุตาภัญจะเดินออกไป
               “พ่อไปช่วยหา” วีรภัทรแทรกขึ้น
               นัชชาไม่พอใจ “คุณต้องกลับค่ะ”
               ชนกชนม์เกรงใจ “ไม่เป็นไรครับคุณพ่อ.....ผมขอตัวก่อนนะครับ”
       ขณะที่ชนกชนม์จะเดินออกไป วีรภัทรหันมาบอกนัชชา
               “ถ้าคุณไม่อยากเข้างานแต่ง ไปรอผมที่บ้านแล้วกัน ผมจะรีบกลับไป”
       ชนกชนม์ซึ้งน้ำใจวีรภัทรมากที่ยอมช่วยเหลือ ชนกชนม์และสุตาภัญเดินนำวีรภัทรออกไป
       นัชชาโกรธมาก เสียใจที่วีรภัทรไม่ฟังเธอ
      
       อีกมุมหนึ่งของโรงแรม ชยางกูรถือกล่องเครื่องเพชรมาใส่มือสุรัมภา
               “เธอเป็นคนที่พบมัน หลังจากที่โจรทิ้งไว้ในถังขยะเพื่อหนีความผิด”
               สุรัมภาคืนกล่องเพชร “ฉันไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือเอาตัวรอดของนาย”
               “ฉันอยากช่วยเธอต่างหาก....ฉันได้..เธอได้...วินๆทั้งคู่”
       ชยางกูรเอากล่องเครื่องเพชรให้สุรัมภา
               “พี่ชายฉันเป็นพวกสำนึกในบุญคุณคน มันจะทำให้เธอชนะใจเขาได้”
       ชยางกูรโน้มน้าว สุรัมภานิ่งคิดตัดสินใจ
      
       ขณะเดียวกันชนกชนม์ สุตาภัญและวีรภัทรกลับมาที่มุมหนึ่งของโรงแรม ชนิกานต์และธีรดนย์วิ่งเข้ามาอีกมุมหนึ่ง ทั้งสองกลุ่มมาเจอกัน
                “เป็นไงบ้าง? ..เห็นใครหยิบกล่องเพชรไปไหม” ชนกชนม์ถามอย่างร้อนใจ
               “จุดนั้นมุมอับ ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพไม่ได้” ชนิกานต์ว่า
               สุตาภัญเครียด “แล้วจะทำยังไงดี?”
               วีรภัทร แนะ “พ่อว่าเราจำเป็นต้องแจ้งตำรวจให้ช่วยแล้วล่ะ”
               ชนกชนม์กังวลใจ “ช่วยกันหาอีกหน่อยได้ไหมครับ ผมไม่อยากให้เรื่องนี้รู้ถึงคุณแม่”
               “ไม่ใช่เวลาเล่นซ่อนตา คุณท่านรอเครื่องเพชร งานจะพังเพราะความชุ่ยของนายไม่ได้! ฉันจะเป็นคนโทร.แจ้งตำรวจเอง”
       ธีรดนย์โวยใส่ แล้วตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะโทร.แจ้งตำรวจ จู่ๆ สุรัมภาวิ่งมาที่มุมหนึ่ง ตะโกนบอกชนกชนม์
               “พี่ชนกชนม์คะ...ใช่กล่องนี้รึเปล่าคะ”
       ชนกชนม์และคนอื่นๆหันกลับไปมอง ชนกชนม์เห็นกล่องเครื่องเพชรก็ยิ้มด้วยความดีใจ
      
       ส่วนนัชชาจูงมือนิธิออกมาเพื่อพากลับบ้าน.
               “คุณแม่ครับ...นิธิยังไม่อยากกลับ..นิธิอยากเล่นกับพี่ชนกชนม์” เด็กชายตัวน้อยว่า
               “เลิกพูดถึงมันได้แล้ว ลูกจำไว้ด้วย..มันไม่ใช่พี่ของลูก” นัชชาโมโห
               “ครับ”
       นิธิหน้าเสีย นัชชาจะจูงมือนิธิออกไป แต่แล้วหยุดมองไปที่มุมหนึ่ง
       เห็นชลนิภาเดินลิ่วๆ นำเข้าไปยังโรงแรม ธนกรเดินตามหลัง นัชชามองด้วยความแปลกใจ และไม่พอใจ
      
       สุรัมภายื่นกล่องเพชรให้ชนกชนม์ ชนกชนม์รับมาเปิดดู เห็นเครื่องเพชรชุดแต่งงานอยู่ในกล่อง ทุกคนดีใจที่ได้เครื่องเพชรคืนมา
               “ภาช่วยตามหาที่ด้านหลังโรงแรมค่ะ ภาเห็นผู้ชายคนหนึ่งท่าทีมีพิรุธ พอเขาเห็นภา..เขาก็ตกใจรีบโยนกล่องทิ้งที่สวนดอกไม้” สุรัมภาเล่า
               “ภาเรียกรปภ.ให้ตามรึยัง”
               “ภาไม่ทันได้เรียกค่ะ...ภาเป็นห่วงพี่ชนกชนม์ ก็เลยรีบเอากล่องเพชรมาให้”
               “ขอบใจมากนะ พี่ขอบใจภาจริงๆ”
      
       ชนกชนม์เข้าไปจับมือขอบใจสุรัมภาด้วยความซาบซึ้ง สุรัมภารู้สึกดีมากยิ้มหน้าบานชนิกานต์มองตาขวาง
ตอนที่ 5

       ชนิกานต์ไม่พอใจเมื่อเห็นท่าทีระรื่นของสุรัมภา จึงเข้ามาแย่งกล่องเพชร พร้อมกับกันมือสุรัมภาออกจากมือชนกชนม์ ก่อนจะส่งกล่องเพชรให้ธีรดนย์
      
       “เอาไปให้นายหญิงแกได้แล้ว ก่อนจะช็อกตายไปซะก่อน”
       ธีรดนย์รับกล่องแล้วเดินออกไปแล้ว ชนิกานต์หันมาบอกชนกชนม์
       “ฉันไปเตรียมตัวก่อนนะงานจะเริ่มแล้ว”
       พอชนิกานต์เดินออกไป สุตาภัญเข้ามาแสดงความยินดีกับชนกชนม์
               “ดีใจด้วยนะ หมดกังวลสักที”
       จู่ๆ ชลนิภาก็ปราดเข้ามาตบหน้าชนกชนม์ฉาดใหญ่
               ชนกชนม์ตกใจมาก “คุณแม่”
       ชลนิภายังเข้าไปตบตีตามตัวชนกชนม์ไม่ยั้ง
               วีรภัทรซึ่งอยู่ด้วยทนดูไม่ไหว “หยุดเถอะ”
               “คุณไม่เกี่ยว! ออกไป! ฉันจะสั่งสอนลูกสารเลว”
       ชลนิภาจะเข้าไปตบตีชนกชนม์อีก ธนกรเข้ามาห้าม
               “คุณตบตีลูก ไม่อายคนอื่นบ้างรึไง”
       ชลนิภามองไป เห็นคนอื่นมองมาเป็นตาเดียว จึงหยุดตี หันมาด่าชนกชนม์แรงๆ
               “ฉันบอกแกแล้วใช่ไหม ถ้าแกทำพลาด ฉันจะเอาเลือดหัวออก ฉันอยากฆ่าแกนัก”
               สุตาภัญ        ขอร้อง “คุณอาอย่าว่าชนกชนม์เลยค่ะ หนูเป็นคนผิดเอง หนูทำเครื่องเพชรหาย”
               สุรัมภาเข้ามาเสริม “เราหาเครื่องเพชรเจอแล้ว อย่าลงโทษพี่ชนกชนม์เลยค่ะ”
               ชลนิภาตวาดแว้ดใส่ “ไม่ต้องมายุ่งเรื่องในครอบครัวฉัน!”
       สุรัมภาตกใจมาก สุตาภัญเข้ามาจับตัวสุรัมภาถอยห่างออกมา
               ชลนิภาชี้หน้าชนกชนม์ “ฉันบอกแล้วว่ามันเป็นตัวซวย ทำอะไรมีแต่ผิดพลาดล้มเหลว!” ก่อนจะหันมาต่อว่าธนกร “ฉันไม่น่าเชื่อคุณเลย ต่อไปฉันจะไม่ฟังคุณอีกแล้ว”
       ชนกชนม์รู้สึกแย่ที่ทำให้ธนกรโดนตำหนิไปด้วย
               “คุณแม่ครับ ความผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะผม คุณแม่ลงโทษผมเถอะครับ”
               “ฉันเกือบต้องชดใช้เครื่องเพชรชุดใหม่เป็นล้าน แกทำลายชื่อเสียงบริษัทฉัน! แกต้องชดใช้อย่างสาสม กลับบ้านไปกับฉัน”
       วีรภัทรเข้ามาปกป้องชนกชนม์
               “ผมขอคุยกับคุณเป็นการส่วนตัว”
               ชลนิภาตวัดเสียงใส่ “ฉันไม่มีอะไรจะคุยด้วย”
               วีรภัทรหันมาบอกชนกชนม์ “ลูกอยู่ต่อเถอะ ในเมื่อเราทำผิดพลาด ลูกควรอยู่ช่วยงาน อย่าให้เขาว่าเราหนีความรับผิดชอบ”
       ชนกชนม์ลังเล ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร
               ธนกรเอ่ยขึ้น “ทำตามที่คุณพ่อแนะนำ”
               ชลนิภาเหลียวขวับไม่พอใจธรกร “คุณ”
               “เชิญทางด้านโน้น”
       วีรภัทรเชิญชลนิภาไปคุยด้วย ชลนิภาไม่อยากคุย หันไปสั่งธนกร
               “คุณธนกร กลับ!”
       ชลนิภาเดินออกไป ธนกรเดินตาม วีรภัทรตัดสินใจเดินตามออกไป ชนกชนม์มองตามสามคนด้วยความเป็นห่วง เกรงว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก
      
       ชลนิภาเดินนำมา มีธนกรเดินตาม และวีรภัทรเดินตาม ตะโกนบอกชลนิภา
               “ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”
       ชลนิภาหยุดเดิน เพื่อฟังวีรภัทร แต่ยังไม่หันมา
               “หลังจากนี้ผมจะไม่มารบกวนคุณอีก
       ชลนิภาหันกลับมา บอกวีรภัทร
               “ฉันมีเวลาให้ห้านาทีสำหรับคนแปลกหน้า”
       วีรภัทรหันไปมองธนกร เป็นเชิงขอร้องประมาณว่า...ขอเวลาคุยส่วนตัว ธนกรยิ้ม เข้าใจ หันมาบอกชลนิภา
               “ผมไปรอที่รถ”
       ธนกรเดินไป ชลนิภาจ้องมองวีรภัทร
       “มีอะไรก็ว่ามา”
      
       ด้านชนกชนม์ยังคงกังวลใจเรื่องพ่อกับแม่ สุตาภัญปลอบใจ
       “ปล่อยเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ นายไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ มีแต่จะทำให้คุณแม่นายโกรธมากขึ้น”
               ชนกชนม์ประชดตัวเอง “นั่นสิ..ฉันมันเป็นตัวปัญหา”
               สุตาภัญ        เย้า “ทำหน้าเศร้าอยู่ได้ ไม่ดีใจเหรอที่ไม่ต้องเสียเงินฟรีๆ ตั้งล้านนึง”
               ชนกชนม์รู้สึกดีขึ้น หันมาขอบคุณสุรัมภา “นั่นสิ...ขอบใจน้องภาอีกครั้งนะ ไม่ได้น้องภาพี่เจอศึกหนักแน่”
       สุรัมภายิ้มแฉ่ง “ภาเต็มใจช่วยพี่ชนกชนม์ค่ะ พี่ชนกชนม์เป็นหนี้บุญคุณภาแล้วนะ”
       “ครับ....พี่ต้องหาโอกาสชดใช้ภา” ชนกชนม์ว่า
       สุตาภัญเห็นสุรัมภาใกล้ชิดชนกชนม์เกินไป จึงหาทางดึงตัวออกไป
               “แขกใกล้มาแล้ว.....ฉันขอไปเตรียมตัวก่อน” ดึงมือสุรัมภา “ไปกันเถอะภา”
               “เจอกันในงานนะคะ”
       สุรัมภายิ้มให้ ชนกชนม์ยิ้มตอบ แล้วหันไปมองทางที่วีรภัทรเดินออกไป แปลกใจไม่หายว่าพ่อคุยเรื่องอะไรกับแม่
      
       ส่วนวีรภัทรกำลังขอร้องชลนิภา
               “คุณเลิกโทษตำหนิว่าลูกสักที ไม่มีลูกคนไหนอยากเกิดมาแล้วถูกพ่อแม่ตราหน้าว่าเป็นตัวซวยหรอก”
               ชลนิภาเหยียดยิ้ม “ฉันเพิ่งคิดได้เดี๋ยวนี้เอง ที่ชนกชนม์ซวยซ้ำซวยซากเพราะได้เชื้อซวยมาจากคุณ”
               “คุณจะโทษเป็นเพราะผมก็ได้...แต่ผมขอเถอะ ถ้าลูกทำผิดก็ตำหนิและสอนในสิ่งที่ดี แต่หากลูกทำดี คุณก็ควรชมแกบ้าง”
       ชลนิภาหันหน้าหนี ไม่อยากฟัง
       “คำชมเพียงคำเดียวของพ่อแม่ จะทำให้ลูกเห็นคุณค่าในตัวเอง มันจะเป็นแรงผลักดันให้ลูกสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในชีวิต”
               ชลนิภาเหน็บ “เก็บคำสวยหรูไว้สอนลูกเมียใหม่นั่นเถอะ”
       ระหว่างนั้นนัชชาจูงมือนิธิยืนฟังอยู่ที่มุมหนึ่ง
               “หมดเวลาฟังเรื่องไร้สาระแล้ว”
       ชลนิภาจะเดินกลับไป วีรภัทรคว้ามือไว้ ชลนิภาหันกลับมา นัชชาเห็นภาพนั้นก็ไม่พอใจ
               นิธิถามประสาเด็ก “คุณแม่ครับ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครครับ”
               “ภรรยาคุณพ่อ” นัชชาน้ำตาซึม
               “แล้วคุณแม่ล่ะครับ”
       นัชชาร้องไห้ แล้วจูงมือนิธิออกไปเลย
       ส่วนชลนิภาสะบัดมือวีรภัทรออก
               “ปล่อยฉันนะ”
               “ต่อไปนี้ผมจะไม่วุ่นวายหรือยุ่งเกี่ยวกับลูกอีก เพื่อความสบายใจของคุณและผมไม่อยากให้นัชชากังวลใจในเรื่องนี้ ผมฝากคุณดูแลลูกด้วย ผมรักลูกมาก”
       วีรภัทรพูดจบก็เดินออกไป ชลนิภามองตามด้วยแววตาเหยียดเย้ย
      
               “ทำให้ได้อย่างที่พูดก็แล้วกัน”
       ขณะที่สุรัมภาจะเดินเข้าไปในห้องแต่งตัว สุตาภัญยื้อไว้ถามเรื่องคาใจ
      
               “ภาเจอเครื่องเพชรได้ยังไง”
               “ภาเล่าไปหมดแล้วไงคะ” เด็กสาวจะเดินเข้าไปในห้อง
               “หัวขโมยคงไม่กลัวเด็กผู้หญิงวัยสิบเจ็ด ถึงขั้นทิ้งเพชร” สุตาภัญตั้งข้อสังเกต
               สุรัมภาอึ้งกลัวสุตาภัญรู้ความจริง
               “ถ้าพี่เป็นหัวขโมยคนนั้น..พี่จะหอบเพชรหนีไป”
               สุรัมภาทำทีเป็นไม่พอใจย้อนถาม “พี่ตาไม่เชื่อใจภา”
               “พี่แค่แปลกใจ”
       สุรัมภาตีหน้าเศร้าทำตัวให้น่าความสงสาร
               “ภาไม่ใช่เด็กเลี้ยงแกะ รึพี่ตาคิดว่าภาเป็นขโมย กลัวถูกจับได้จึงโยนความผิดให้คนอื่น”
       สุรัมภาน้ำตาซึม ทำทีเป็นเสียใจหนักหนา สุตาภัญเข้ามาเช็ดน้ำตาให้น้องสาว
       “พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจว่าภา พี่รักและเชื่อใจภาเสมอ”
       จังหวะนั้นชนิกานต์เดินเข้ามาหาสองสาว
               “สุตาภัญ..ยกของชำร่วยไปวางหน้างานได้แล้ว”
               “จ้ะ”
       สุตาภัญเดินเข้าไปในห้อง เพื่อช่วยเตรียมงาน สุรัมภาเห็นชนิกานต์ก็เช็ดน้ำตา จะเดินตามเข้าไป ชนิกานต์พูดดักคอไว้
               “อย่าคิดว่าสิ่งที่เธอทำจะมัดใจชนกชนม์ได้ เขาแยกแยะออกระหว่างความรักกับบุญคุณ”
               สุรัมภาย้อนเอา “ภาคงห้ามความคิดพี่นิกกี้ไม่ได้ พี่นิกกี้ก็ห้ามใจพี่ชนกชนม์ไม่ได้เหมือนกัน”
               ชนิกานต์ไม่พอใจ “สุรัมภา”
               “พี่ก็เห็นนี่คะว่าพี่ชนกชนม์ปลื้มภามากแค่ไหน? เราเลิกคุยเรื่องนี้เถอะค่ะ..เดี๋ยวงานแต่งคุณพ่อพี่จะกร่อย”
       สุรัมภายิ้มเย้ยนิดๆ แล้วเดินเข้าไปในห้อง
               “ฉันไม่มีวันยอมแพ้เธอหรอก แล้วงานคืนนี้ก็ไม่กร่อยด้วย มีเรื่องสนุกๆเกิดขึ้นแน่นอน”
       ดูเหมือนชนิกานต์มีแผนการร้ายบางอย่างในหัวแล้ว
      
       ขณะเดียวกันกฤติยามองกรอบรูปที่มีภาพถ่ายร่วมกันของกัณฐิกา ยายแก้วและกฤติยาวัยเด็ก ยายแก้วเดินออกมาเห็น แปลกใจ
               “ลูกยังเก็บภาพนี้ไว้อีกเหรอ”
               “มันมีค่าต่อหนูมากค่ะยาย มันอาจเป็นภาพแรกและภาพสุดท้ายที่เราได้ถ่ายด้วยกัน”
               “ไม่หรอก หลังจากนี้ เขาก็อาจพาเราไปอยู่ด้วย ลูกจะได้มีความสุขพร้อมหน้าครอบครัวอีกครั้ง”
       “หนูไม่อยากไปไหน หนูอยากอยู่กับยาย”
       ยายแก้วตัดบท “งานจะเริ่มแล้ว ไปอาบน้ำได้แล้ว”
       ยายแก้วดันตัวกฤติยาให้ออกไป กฤติยาวางรูปไว้บนโต๊ะที่เดิมแล้วเดินออกไป
      
       ไม่นานต่อมากฤติยาแต่งตัวสวยงาม เดินตามทางเดินในสลัม มียายแก้วเดินประกบ
               “ยายไม่ต้องส่งหนูก็ได้”
               “ยายไม่ไว้ใจพวกมัน”
       หญิงชราหันไปมองที่มุมหนึ่ง เห็นวัยรุ่นสองคนนั่งกินเหล้า แซวกฤติยา       
               “วะว้าว..นางฟ้ามาจุติ” คนหนึ่งบอก
               “กูอยากขึ้นสวรรค์ไปฟันนางฟ้าจริงเว้ย” อีกคนว่า
       จากนั้นสองคนก็เป่าปากวี้ดวิ้วแซว
               ยายแก้วด่า “แม่มึงเป็นนกรึไง”
       วัยรุ่นสองคนไม่พอใจ จะลุกขึ้นมาเอาเรื่อง กฤติยาดึงมือยายแก้วเดินหนี
               “อย่าไปยุ่งกับพวกมันเลยยาย”
      
       ยายแก้วบ่นโหวกเหวกโวยวายมาจนถึงหน้าปากซอย
               “เมื่อไหร่ตำรวจจะลากคอไอ้ขี้ยาเข้าตะรางสักที”
               กฤติยาอ้อน “ยายน่าจะไปกับหนูด้วย”
               “ไม่อยากไปทำขายหน้านังกัณ” หญิงชรานึกได้ “วันนี้ลูกสวยมากมือถือมีกล้องไหม”
               “มีจ้ะ”
               “ยายอยากถ่ายรูปด้วย”
       กฤติยาใช้มือถือถ่ายรูปคู่กับยาย
               “ถ่ายเดี่ยวให้ยายอีกสักรูป”
       กฤติยาถ่ายรูปเดี่ยวให้ยายแก้ว
               ยายแก้วมองดูรูปในจอมือถือ “สวย ยายมีรูปติดหน้าโลงศพแล้ว”
               “ยายอย่าพูดอย่างนั้นสิ! ยายต้องอยู่กับหนูนานๆ”
               “จ้ะ..ไป..ไปได้แล้ว”
       ก่อนที่กฤติยาจะเดินออกไป เธอเข้ามาสวมกอดยาย
               “หนูรักยายนะจ๊ะ”
               “ยายก็รักหนูจ้ะ”
       ยายแก้วยืนส่ง กฤติยายิ้มแล้วเดินออกไป
       วัยรุ่นสองคนยืนมองที่มุมหนึ่ง เหมือนคิดจะทำอะไรบางอย่าง
      
       บรรยากาศในงานแต่งของณวัตรกับกัณฐิกาเป็นไปอย่างชื่นมื่น แขกที่มาร่วมงาน ถือของขวัญมามอบให้ณวัตรและกัณฐิกาตรงซุ้มถ่ายภาพบ่าวสาว
               “ขอให้คุณณวัตรมีความสุขนะครับ เจ้าสาวสวยมาก น่าอิจฉาจริงๆ”
               กัณฐิกา        ไหว้ “ขอบพระคุณค่ะ..เชิญถ่ายรูปด้วยกันค่ะ”
       ธีรดนย์ถ่ายรูปให้ณวัตร กัณฐิกากับแขกที่มาร่วมงาน
               “ตามสบายนะครับ” ณวัตรยิ้มแย้ม
       แขกเดินเข้าไปยังบริเวณงาน สุตาภัญเข้ามารับกล่องของขวัญจากกัณฐิกา
               “หนูนิกกี้อยู่ไหนคะ กัณอยากชวนมาถ่ายรูปครอบครัวร่วมกัน” กัณฐิกาถาม
       ณวัตรไม่เห็นชนิกานต์ หันไปบอกสุตาภัญ
               “หนูตาช่วยไปตามนิกกี้ให้อาหน่อย”
               “ได้ค่ะ”
               เสียงชนิกานต์ดังแทรกเข้ามา “นิกกี้มาแล้วค่ะ”
       สุตาภัญหันไปมอง เห็นชนิกานต์เดินเข้ามาหยุดในชุดใหม่ ซึ่งเป็นชุดเดรสสั้นที่สั้นมาก ออกแนวเซ็กซี่ไม่เหมาะสมกับงาน
      
       ชนกชนม์หันมามองชนิกานต์ก็แปลกใจที่ชนิกานต์แต่งตัวเปรี้ยวมาก..
               “นิกกี้”
       เสาวนิตย์เห็นก็ถึงกับยกมือทาบอก ตกใจ
               “คุณพระช่วย”
      
       สุรัมภามองฉงน แปลกใจว่าชนิกานต์จะทำอะไร
       ชนิกานต์เดินเข้ามาด้วยความมั่นใจ สุตาภัญรีบเข้าไปเตือนชนิกานต์
      
               “เธอแต่งอะไร.. ชุดนี้ไม่เหมาะเลย กลับไปเปลี่ยนชุดเดิมเถอะ”
       ธีรดนย์เข้ามาต่อว่าชนิกานต์
               “รู้ตัวรึเปล่าทำอะไรอยู่”
       ชนิกานต์ไม่สนใจ ผลักธีรดนย์ออก แล้วตรงเข้าไปหาณวัตรและกัณฐิกา       
               ณวัตรไม่พอใจเสียงดุใส่ “ทำไมแต่งตัวแบบนี้”
               “นิกกี้เพิ่งคิดได้ว่าเพื่อนเจ้าสาวควรแต่งตัวให้เข้าคอนเซ็ปท์เจ้าสาว” มองเหยียดกัณฐิกา “ในเมื่อเจ้าสาวเป็นโสเภณี เพื่อนเจ้าสาวก็ต้องเซ็กซี่ให้ถึงใจ”
       กัณฐิกาเสียหน้ามาก
               “เลิกพูดหยาบคายได้แล้ว ลูกต้องให้เกียรติคุณกัณฐิกา”
               “ผู้หญิงขายตัวแลกเลิกมีเกียรติด้วยเหรอคะ นึกว่ามีแต่กาม”
               ณวัตรโกรธจัด “ไม่น่ารักเอาซะเลย กลับบ้านไปเดี๋ยวนี้” พลางหันไปสั่งธีรดนย์ “ธีรดนย์ พานิกกี้กลับบ้าน”
               “ครับ”
               “นิกกี้ไม่กลับค่ะ นิกกี้ต้องทำหน้าที่เพื่อนเจ้าสาว”
       ชนิกานต์ยิ้มทำทีเป็นมิตรกับกัณฐิกา
               “ว้าย..งานไม่ทันเริ่ม เหงื่อตก หน้าเยิ้มซะแล้ว ต้องซับหน้าค่ะ”
       ชนิกานต์หยิบผ้าเข้าไปซับหน้ากัณฐิกา ทั้งสองคุยกันได้ยินกันเพียงสองคน
               “เธอคิดทำอะไร”
               “ถามโง่ๆ ฉีกหน้าแกไง..ยัยแม่มด”
       ชนิกานต์ซับหน้า กัณฐิกาจับมือ แล้วเอามือออก ตีสีหน้ายิ้มแย้มแต่กัดฟันพูด
       “แผนตื้นๆ ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”
       กัณฐิกาเอามือชนิกานต์ออก แล้วบอกณวัตร
       “คุณคะ เราเข้าไปดูแลแขกด้านในเถอะค่ะ”
       กัณฐิกามองเชิดชนิกานต์ คิดจะหนีหลบเข้าไป แต่ชนิกานต์เข้ามาคว้ามือไว้หมับ
       “นิกกี้ลืมไป นิกกี้มีของขวัญให้คุณแม่เลี้ยงคนใหม่ด้วยค่ะ” ชินกานต์หันมาบอกสุตาภัญ “ตา ช่วยหยิบกล่องสีชมพูให้หน่อย”
       “จ้ะ” สุตาภัญยิ้มรับอึ้งๆ ก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะรับแขก เพื่อเอาของขวัญให้ชนิกานต์
      
       ชนกชนม์สงสัยในพฤติกรรมของชนิกานต์
               “นิกกี้จะทำอะไรอีก”
       สุรัมภาและเสาวนิตย์ก็มองหน้ากัน ด้วยความสงสัยอยากรู้เช่นกัน
      
       สุตาภัญถือกล่องของขวัญมาหาชนิกานต์ ด้วยสีหน้ากังวลใจ
       “ในนี้มีอะไร”
               “ของที่เหมาะกับยัยแม่มด!”
       ชนิกานต์บอก แล้วจะเอากล่องของขวัญไป สุตาภัญรั้งมือไว้
               “หยุดเล่นได้แล้ว”
               ชนิกานต์หันมายิ้มสะใจ “ฉันไม่ได้เล่น ฉันเอาจริง”
       ชนิกานต์ถือกล่องของขวัญเดินไปหากัณฐิกา ณวัตรเดินเข้ามาขวางไว้ ไม่ไว้ใจชนิกานต์
               “ด้วยรักและจากใจลูกค่ะ”
       ชนิกานต์ส่งกล่องของขวัญให้ กัณฐิกาจำต้องฝืนยิ้มแล้วรับกล่องมา
               “ขอบใจมากนะจ้ะ” กัณฐิกาบอกธีรดนย์ “ธีรดนย์เอาไปเก็บ”
               “ให้เกียรติลูกเลี้ยงแสนดีหน่อยสิคะ”
               กัณฐิกา        อึ้ง
       ชนิกานต์พูดต่อ “เปิดเลย”
       สุตาภัญมองด้วยความกังวลใจ กลัวเกิดเรื่องไม่ดี
       กัณฐิกายิ้มเยื้อน แล้วเปิดกล่องของขวัญ ซึ่งเป็นกล่องที่ดึงริบบิ้นออก แล้วเปิดฝาด้านบนได้เลย กัณฐิกาเปิดฝากล่องของขวัญ ตุ๊กตาหน้าผีดีดใส่หน้าดึ๋ง
               กัณฐิกาตกใจร้อง “ว้าย”
       ชนกชนม์ สุรัมภาและเสาวนิตย์เข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง
       ชนิกานต์หัวเราะเยาะแล้วก็ด่ากัณฐิกา
               “ตุ๊กตาผีเหมาะกับหน้าผีใจผีอย่างแก”
       กัณฐิกายังตกใจอยู่ ถึงกับเซจะเป็นลม
       “กัณจะเป็นลมค่ะ”
               ชนิกานต์เหยียดเย้ย “ขวัญอ่อนจริงนะคะคุณแม่เลี้ยง หวังให้พ่อฉันโอ๋ปลอบใจด้วยเงินกี่ล้านล่ะ”
               ณวัตรฉุน “นิกกี้หยุดได้แล้ว”
       ชนิกานต์ย้อนกลับ “คุณพ่อเคยพูดเองว่านิกกี้ต้องการอะไร จะทำอะไร คุณพ่อเต็มใจเสมอ”
               ณวัตรขึ้นเสียง “แต่ไม่ใช่มาพังงานแต่ง”
               “นิกกี้ไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย นิกกี้แค่อยากทดสอบว่าคุณแม่ใหม่ใจแข็งพอจะสู้กับลูกเลี้ยงแสนซนได้รึเปล่า ๆ” พลางหันมาเยาะกัณฐิกา “สู้ไม่ไหวก็หนีกลับเข้าบาร์ ไปล่าเหยื่อรายใหม่”
       ณวัตรไม่พอใจ “นิกกี้” จะตบหน้าชนิกานต์ เสาวนิตย์เข้ามาห้ามไว้
               “ใจเย็นๆ ค่ะ...แขกกำลังทยอยมา”
       ณวัตรบอกชนิกานต์ “อย่าให้พ่อหมดความอดทน”
       ชนิกานต์เชิดหน้าไม่สนใจ
       เสาวนิตย์บอกสุตาภัญ “ลูกตา..พาเพื่อนออกไปก่อน”
       “ค่ะ”
       สุตาภัญเข้าไปพาลากชนิกานต์พาเดินออกไปจากซุ้มงานแต่ง ชนิกานต์ขัดขืน แต่สุตาภัญไม่ยอมลากออกไปจนได้
       ชนกชนม์เป็นห่วง รีบตามออกไป สุรัมภาจึงตามชนกชนม์ไปด้วย
       ณวัตรสั่งธีรดนย์ “ธีรดนย์...ดูแลอย่าให้นิกกี้ก่อเรื่องอีก ถ้าเกิดปัญหา..ฉันจะถือว่าเป็นความบกพร่องของเธอ”
       “ครับ..คุณท่าน”
       ธีรดนย์รู้สึกเครียดที่ถูกกดดันเพราะชนิกานต์ รีบเดินตามกลุ่มชนิกานต์ไป
       ณวัตรหันมาถามกัณฐิกา “คุณเป็นยังไงบ้าง”
       “ไม่เป็นไรแล้วค่ะ”
       กัณฐิกายิ้มหวานให้ณวัตร แต่พอลับหลังก็ตีสีหน้าไม่พอใจชนิกานต์และแค้นอย่างแรง
      
       สุตาภัญพาชนิกานต์ออกมา ชนิกานต์สะบัดตัวออก
               “ปล่อยฉันนะ...ฉันจะไปประจานความชั่วช้าของนังแม่เลี้ยง”
       ชนิกานต์จะกลับเข้าไปในบริเวณงาน แต่สุตาภัญขวางไว้
               “เธอกลับไปสงบสติอารมณ์ที่บ้านดีกว่า..ฉันไปอยู่เป็นเพื่อน”
       สุตาภัญเข้าไปดูแล ชนิกานต์ผลักออก
               “บอกแล้วไง อย่ายุ่งกับฉัน”
               “พี่นิกกี้ทำตัวอย่างนี้ไม่น่ารักเลย จริงมั้ยคะพี่ชนกชนม์”
       ว่าพลางสุรัมภาเข้าไปแกะแขนถามชนกชนม์ ชนิกานต์ยิ่งไม่พอใจ ต่อว่าสุตาภัญ
               “ยัยตา ช่วยควบคุมกริยาน้องเธออย่าสตอเบอรี่ให้มากนัก”
       ชนิกานต์เข้ามาจับตัวสุตาภัญ ธีรดนย์ไม่พอใจ ปกป้องสุตาภัญ
               “เลิกพาลคนอื่นได้แล้ว.. ปัญหาทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเธอ”
               “แกก็ไม่ต้องสาระแน! ออกไปไกลๆ ฉันไม่อยากเห็นหน้า”
       ชนิกานต์อาละวาด ตวาดใส่ธีรดนย์ ชนกชนม์ตัดสินใจเข้ามาพูดกับชนิกานต์
               “ถ้าเธอไม่เชื่อใจคุณกัณฐิกา เธอก็ต้องหาหลักฐานพิสูจน์ความจริงให้คุณพ่อเธอเห็น....แต่ถ้าเธอยังคงมุทะลุ ตั้งแง่และคอยรังควาญ คนที่ผิดจะกลายเป็นเธอ และคุณพ่อเธอ ก็จะรักและสงสารคุณกัณฐิกามากขึ้น”
       ชนิกานต์ฟังที่ชนกชนม์พูดแล้วคิดตาม และเริ่มอ่อนลง
               “หยุดก่อกวนเถอะ...ฉันขอ...”
               ชนิกานต์สวนขึ้น “นายขอ ฉันให้นายได้...แล้วถ้าฉันขอนายบ้างล่ะ...”
       ชนกชนม์อึ้ง งวยงงว่าชนิกานต์จะขออะไร? สุตาภัญเองก็อยากรู้ว่าชนิกานต์จะขออะไร?
               ชนิกานต์โพล่งขึ้น “เป็นแฟนฉัน”
               ชนกชนม์อึ้ง สุตาภัญรู้สึกตกใจ สุรัมภาตาขวางไม่พอใจที่ชนิกานต์
               “ให้ฉันได้ไหม?” ชนิกานต์คาดคั้น
               “ฉันให้ได้แค่ความเป็นเพื่อน” ชนกชนม์บอก
               ชนิกานต์ผิดหวังมาก ขณะที่สุรัมภายิ้มพอใจ
               “นายมีใคร”
       ชนิกานต์หันไปมองที่สุรัมภา แล้วก็สุตาภัญ ชนกชนม์หันไปมองสุรัมภา แล้วก็มองไปยังสุตาภัญ
       สุตาภัญอยากรู้ว่าชนกชนม์จะตอบอย่างไร? ธีรดนย์มองไปยังสุตาภัญ...อยากรู้คำตอบ
               “ฉันไม่มีใคร”
       ธีรดนย์ยิ้มพอใจ..ที่ชนกชนม์ไม่ได้ตอบว่าสุตาภัญ
               “ฉันรู้สึกกับเธอแค่เพื่อนจริงๆ”
       “แต่ฉันรู้สึกกับเธอมากกว่านั้น”
       ชนิกานต์วิ่งเข้าไปในห้องจัดงานทันที ธีรดนย์ยิ้มสะใจที่ชนิกานต์อกหัก
               “นิกกี้!”
       สุตาภัญเป็นห่วงชนิกานต์ วิ่งตามชนิกานต์เข้าไปในงานแต่ง ธีรดนย์หันมาเล่นงานชนกชนม์
               “เรื่องกำลังจบลงด้วยดี นายก็หาเรื่องใหม่ได้ทุกครั้ง”
       ธีรดนย์ต่อว่าชนกชนม์แล้วกลับเข้าไปในงาน เพื่อดูชนิกานต์ ชนกชนม์ยืนนิ่งรู้สึกผิดที่ทำให้ชนิกานต์ผิดหวัง
               “พี่ชนกชนม์ไม่ไปปลอบใจพี่นิกกี้เหรอคะ”
               “เจ็บวันนี้ดีกว่าปล่อยให้หลงรักพี่แล้วต้องเจ็บอีกนาน พี่ไม่อยากให้ความหวังกับใคร”
               สุรัมภายิ้มแย้ม “ใช่ค่ะ...รักคนที่เขารักเราดีกว่า”
       สุรัมภาพูดแล้วปรายตาให้ท่าชนกชนม์ แต่ชนกชนม์ไม่รู้ตัว..เดินกลับเข้าไปในงาน
               “หมดคู่แข่งแล้ว”
      
       สุรัมภายืนยิ้มอยู่คนเดียว
       กลับเข้ามาในงาน ชนิกานต์มายืนหลบอยู่ตรงมุมอยู่ที่บาร์เหล้า และยกเหล้าว๊อดก้าขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว แล้วหยิบแก้วใหม่ขึ้นดื่มต่อ สุตาภัญตามเข้ามาห้าม
      
       “เหล้าไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก”
               “อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันลืมฝันร้านเมื่อกี้”
       ชนิกานต์คว้าแก้วขึ้นดื่มอีก
       “ฝากบอกน้องเธอด้วย ฉันยังไม่แพ้..ที่ชนกชนม์ไม่กล้ารับเป็นแฟนฉันเพราะติดหนี้บุญคุณยัยภา”
       “มันไม่เกี่ยวกันเลยนะ คนจะรักกันต้องเกิดจากความรักไม่ใช่หนี้บุญคุณ”
       “สุตาภัญเธออยู่ข้างใคร”
       สุตาภัญ        อึ้ง
       “เธอรู้ตั้งแต่แรกว่าฉันรักชนกชนม์ ทำไมถึงปล่อยให้น้องเธอแย่งแฟนฉัน”
       “ฉันไม่เคยสนับสนุนให้ภาคิดอย่างนั้น”
       “พิสูจน์ด้วยการทำให้ชนกชนม์รักฉัน”
       “ฉันไม่มีสิทธิ์ไปบังคับใจเขาได้”
       “งั้นก็บังคับอย่าน้องสาวเธอแย่งแฟนฉัน”
       สุตาภัญอึดอัดใจ ทำตัวไม่ถูก ชนิกานต์เข้ามาผลักสุตาภัญ
               “ไปสิ ไปจัดการน้องเธอซะ”
       ธีรดนย์เข้ามาปกป้องสุตาภัญ
               “เลิกบ้าซะทีน่า ตาไม่เกี่ยวอะไรด้วย”
       สุตาภัญตัดสินใจเดินออกไปจากห้องจัดเลี้ยง
               “เธอกำลังทำลายมิตรภาพที่ดีเพียงเพราะผู้ชายชั่วๆ คนหนึ่ง”
               ชนิกานต์เอาเหล้าสาดหน้าธีรดนย์ “แกกล้าดียังไงมาด่าแฟนฉัน”
       ธีรดนย์ไม่พอใจเข้ามาจับตัวอย่างแรง ชนิกานต์ตกใจ ธีรดนย์ได้สติผลักชนิกานต์ออก
               “วันไหนที่เธอไม่มีใคร...วันนั้นล่ะฉันจะเป็นคนซ้ำเติมเธอ”
               “ไอ้มารผจญ ฉันเกลียดแก”
       ชนิกานต์คว้าแก้วเหล้าขึ้นมาซัดใส่หน้าธีรดนย์อีกครั้ง แล้วเดินออกไปจากห้องจัดเลี้ยงธีรดนย์โกรธจะตามไป แต่ต้องหาผ้ามาเช็ดหน้าตาและเสื้อผ้าก่อน
      
       สุตาภัญเดินออกมา เจอกับชนกชนม์ ทั้งสองคนต่างนิ่งงัน
               “นิกกี้เป็นยังไงบ้าง”
               “ต้องปล่อยให้ทำใจสักพัก..เวลาคงช่วยทำให้ดีขึ้น”
               “ฉันขอโทษนะ ที่ทำให้เพื่อนเธอเสียใจ”
               “ขอโทษฉันทำไม หัวใจเป็นของนาย ฉันบังคับนายไม่ได้”
               “อย่าลืมสิ...เธอเป็นเจ้าชีวิตฉัน”
       สุตาภัญแปลกใจที่ชนกชนม์พูดเรื่องนี้อีก...
               “เจ้าชีวิตสามารถขออะไรได้ทุกอย่างไหม”
               “แม้กระทั่งหัวใจ...ฉันก็ให้เธอได้”
       ชนกชนม์มองยิ้มให้สุตาภัญ...พยายามบอกรักอยู่ในที...
               “ฉันอยากขอ...”
       ชนกชนม์ยิ้ม รอฟังคำขอ และพร้อมจะให้ แต่สุรัมภาเข้ามาแทรกก่อน
               “พี่ชนกชนม์คะ ภาอยากถ่ายรูปลงเฟสบุ๊ค ถ่ายรูปให้ภาหน่อยนะคะ”
       จากนั้นสุรัมภาคว้าชนกชนม์ออกไป
       สุตาภัญผิดหวังที่ไม่ทันได้ขอความรักจากชนกชนม์ให้ชนิกานต์
      
       ณวัตรบอกกัณฐิกา
               “ใกล้เริ่มพิธีแล้ว เราเข้าไปข้างในเถอะ”
       ณวัตรจะพากัณฐิกาเข้าไปในงาน
               เสียงใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “สวัสดีค่ะ”
       ณวัตรและกัณฐิกาหันกลับไปมอง เห็นกฤติยายืนยิ้มให้ในชุดสวย ณวัตรจ้องมองด้วยความพึงพอใจในความสวยของกฤติยา
               “คุณณวัตรคะ...ญาติของกัณ....ชื่อกฤติยา”
       กฤติยายกมือไหว้ หวังได้รับการแนะนำว่าเป็นลูกสาว
               “แกเป็นหลานของกัณเองค่ะ”
       กฤติยารู้สึกผิดหวังมาก ที่กัณฐิกาโกหกณวัตร
               “แกเป็นลูกของลูกพี่ลูกน้องกัณอีกที เป็นญาติห่างๆค่ะ กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก อยู่กับยายแกสองคน”
               “ฉันดีใจนะที่หนูมา...รุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวฉัน คงจะเป็นเพื่อนกันได้”
       ณวัตรเข้าไปจับตัวกฤติยา ด้วยความพึงพอใจ
       จังหวะนั้นเพื่อนณวัตรมายืนเรียกอยู่ที่มุมหนึ่ง
               “ขอตัวเจ้าบ่าวหน่อยครับ”
               “เพื่อนผมมาแล้ว...ฝากคุณดูแลหลานด้วย”
       ณวัตรยิ้มให้กฤติยา แล้วเดินออกไป
               “ทำไมมาป่านนี้ แล้วแม่ล่ะ”
               “ยายไม่อยากมาเป็นตัวละครประกอบฉากของแม่”
       กฤติยาพูดแดกดันจบก็เดินออกไป กัณฐิกาไม่พอใจ รีบตามไป
       ทางด้านชนกชนม์กำลังถ่ายรูปให้สุรัมภา
      
               “ขอรูปคู่ด้วยค่ะ”
       สุรัมภาดึงตัวชนกชนม์เข้ามาถ่ายรูปคู่ ชนกชนม์ยกกล้องถ่ายรูปให้
               “พี่หิวแล้ว ขอเข้าข้างในก่อนนะ”
       ชนกชนม์ส่งกล้องคืนให้สุรัมภา สุรัมภาจะเดินตามไป ถูกสุตาภัญเรียกไว้
               “ภา”
       สุรัมภาแปลกใจว่าสุตาภัญมีเรื่องอะไร?
      
       กฤติยาจะเดินหนีมาตรงมุมหนึ่งที่หน้างาน กัณฐิกาเดินเร็วๆ ไล่ตาม
               “แกจะไปไหน”
               “แอนไม่อยากเห็นแม่เล่นละครหลอกตัวเองหลอกคนอื่นทั้งชีวิต”
               “แม่ขอโทษ แม่จำเป็น”
       กฤติยาระเบิดความรู้สึกออกมาแล้วร้องไห้
               “ไหนแม่บอกว่าแม่รักแอน แม่พร้อมจะดูแลแอน แล้วแม่ทำอย่างนี้กับแอนได้ไง”
               “คุณณวัตรเขารับเรื่องนี้ไม่ได้ แม่ถึงต้องให้แกเล่นบทหลาน แล้วมันต่างกันตรงไหน ยังไงแกก็เป็นญาติฉัน”
       กฤติยาเสียใจ ในเหตุผลของกัณฐิกา
       ระหว่างนั้นชนิกานต์เดินเซออกมาด้วยอาการเมามาย เห็นกัณฐิกาคุยกับกฤติยาก็หยุดฟัง
               “ปาดน้ำตาแล้วกลับเข้าไป”
               “ไม่ค่ะ แอนจะกลับ”
               “อย่าดื้อกับฉัน แกต้องอยู่ทำความรู้จักกับคุณณวัตร ฉันจะขอให้เขารับแกมาอยู่ด้วย”
       ชนิกานต์จับประเด็น ไม่พอใจที่กัณฐิกาจะพากฤติยามาอยู่ในบ้าน
               “แม่เหนื่อยกับการสร้างเรื่องมามากแล้ว อย่าเอาแอนไปเป็นภาระแม่เลย”
       ชนิกานต์ตกใจเมื่อได้ยินเรื่องแม่ลูก
               “แอนจะอยู่กับยาย”
               “แกเป็นลูกฉันแกต้องอยู่กับฉัน”
       กฤติยาไม่ฟัง เดินออกไป กัณฐิกาจะตามไป แต่ณวัตรเข้ามาขัด
               “คุณกัณ..ถึงเวลาขึ้นเวทีแล้ว”
               “ค่ะ”
       กัณฐิกาจำต้องกลับเข้าไปในงาน ในใจคงพะวงเรื่องกฤติยา
       ชนิกานต์คิดแผนอะไรบางอย่าง ยิ้มเย้ยด้วยความสะใจ
      
       ส่วนสุตาภัญตัดปัญหาโดยการชวนสุรัมภากลับบ้าน
               “เรากลับกันได้แล้ว”
               “ภาไม่กลับ พี่ตาเลิกเข้าข้างเพื่อน ภาเป็นน้องพี่ตานะ”
               “เพราะเป็นน้องไง พี่ถึงต้องทำอย่างนี้ พี่ไม่ยอมให้ภาเป็นมือที่สาม ทำลายความรักของใคร”
               “ภาไม่ได้แย่งนะคะ พี่ชนกชนม์ปฎิเสธพี่นิกกี้เอง พี่ชนกชนม์มีใจให้ภา”
       เสาวนิตย์เข้ามาหา แปลกใจที่เห็นทั้งสองขึ้นเสียงกัน
               “มีอะไรกันลูก”
               “เปล่าค่ะ” สุรัมภาเดินหนีเข้าไปในงาน
               “ลูกเป็นพี่นะ อะไรที่ยอมได้ก็ยอมเถอะ อย่าขัดใจน้อง คุณพ่อไม่ชอบให้พี่น้องทะเลาะกัน”
               “ค่ะ”
       สุตาภัญยิ่งหนักใจขึ้นไปอีก บอกความจริงกับเสาวนิตย์ก็ไม่ได้
      
       กฤติยาจะเดินกลับออกไป ชนิกานต์เข้ามาขวางไว้ กฤติยาอึ้ง
               “เธอเป็นอะไรกับกัณฐิกา?”
       กฤติยาไม่อยากตอบ จะเดินหนีไป ชนิกานต์จับตัวกระชากกลับมา
               “หูหนวกเป็นใบ้ไม่ได้ยินรึไง...ฉันถามว่าเธอเป็นอะไรกับกัณฐิกา”
               กฤติยาชักไม่พอใจ “ฉันไม่จำเป็นต้องตอบ”
       กฤติยาไม่ตอบ จะเดินหนีออกไป ชนิกานต์ดึงมือไว้
               “เธอเป็นแม่ลูกกันใช่มั้ย”
               กฤติยาอึ้ง “ใช่”
               ชนิกานต์ยิ้มพอใจ
               “ไม่ใช่” กฤติยาเปลี่ยนใจจะเดินหนีไป
               ชนิกานต์ไม่พอใจที่กฤติยากลับคำ “ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่น!” ยิ้มเย้ย “ไม่ตอบก็ได้..งั้นไปบอกความจริงต่อหน้าทุกคนในงาน”
               กฤติยาตกใจ
       ชนิกานต์เข้าไปลากตัวกฤติยาเพื่อพาไปยังงานแต่ง
               “ปล่อยนะ”
       กฤติยาพยายามดิ้นหนี แต่ชนิกานต์จับมือไว้ไม่ปล่อย ลากเข้าไปในงาน ธีรดนย์เข้ามาปกป้องกฤติยา
               “เธอทำอะไร?....หยุดบ้าได้แล้ว”
       กฤติยารู้สึกดีที่ได้เจอธีรดนย์ และธีรดนย์เข้ามาปกป้อง
               “ผมขอโทษนะที่ทำให้เธอตกใจ”
               ชนิกานต์แหวใส่ “แกไม่ต้องยุ่ง! ออกไป”
               “ปล่อยผู้หญิงคนนี้ได้แล้ว”
       ธีรดนย์เข้ามายื้อไม่ให้ชนิกานต์ลากตัวกฤติยาไปง่ายๆ ชนิกานต์ฉุดกระชากไม่ยอม แล้วฉวยโอกาสเตะผ่าหมากธีรดนย์
       “โอ๊ย” ธีรดนย์ทรุดลงกองกับพื้น
       ชนิกานต์ยิ้มสะใจลากตัวกฤติยาเข้าไปในงาน
       ชนกชนม์เข้ามาเห็นก็ตรงเข้ามาช่วยธีรดนย์
               “นายเป็นอะไร ปวดเข่า”
               ธีรดนย์ส่ายหน้า
               ชนกชนม์ซัก “อ๋อ..ไส้เลื่อน”
               ธีรดนย์เอาแต่ส่ายหน้า
               ชนกชนม์เดาต่อ “ไข่ดัน”
               “ไม่ต้องถาม ช่วยพยุงพาฉันเข้างานไปเร็ว ก่อนยัยนิกกี้อาละวาด!”
      
       ชนกชนม์เข้าไปพยุงตัวธีรดนย์กลับเข้าไปในงานเลี้ยง
     ขณะที่ณวัตรและกัณฐิกายืนรับแขกอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าเวที พิธีกรกำลังประกาศงานลำดับต่อไป
      
               “ขณะนี้ได้เวลาสำคัญ ผมขอเชิญประธานของงานมากล่าวอวยพรคู่บ่าวสาว...”
       พิธีกรยืนรอประธาน แต่จู่ๆ ชนิกานต์ลากตัวกฤติยาขึ้นมาบนเวที แล้วเข้าไปแย่งไมโครโฟนจากพิธีกร ชนกชนม์พาธีรดนย์เข้ามาในงานเห็นก็ตกใจ
               “นิกกี้” ทุกคนอุทาน
       กัณฐิกาตกใจที่เห็นกฤติยาอยู่บนเวที
               “ยัยแอน”
       บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยง        มาคุสุด ชนิกานต์ถือไมโครโฟนมาพูดกลางเวที ด้วยอาการเมามาย ณวัตรและกัณฐิกายืนอยู่ที่โต๊ะหน้าเวที แปลกใจมาก
       “งานนี้คงไม่จำเป็นต้องให้ประธานอันทรงเกียรติมากล่าว เพราะเป็นงานแต่งของคนไร้ศักดิ์ศรี”
       ทุกคนในงานต่างตกตะลึง
               ชนิกานต์พูดต่อ “เป็นงานแต่งของโสเภณีตกยาก แถมพ่วงท้ายแม่หม้ายลูกติด”
       ณวัตรหันไปมองกัณฐิกา
               “มันหมายความว่าไง”
               กัณฐิการีบแก้ตัว “หนูนิกกี้เธอใส่ร้ายกัณค่ะ”
               “นิกกี้จะทำให้คุณพ่อตาสว่าง ว่านังแม่มดสร้างเรื่องหลอกเราไว้ยังไงบ้าง ผู้หญิงคนนี้จะเป็นกุญแจไขความจริงทั้งหมด” ชนิกานต์บอกอย่างมั่นใจ
       ทุกคนในงานหันไปมองกฤติยาเป็นตายเดียว กฤติยารู้สึกอาย จะเดินหนีลงไป..แต่ชนิกานต์ดึงตัวไว้
               “บอกความจริงอย่างที่ฉันได้ยินเธอคุยกับแม่เลี้ยงฉัน ว่าเธอเป็นแม่ลูกกัน”
       กฤติยามองไปยังกัณฐิกา เห็นกัณฐิกาดูกังวลใจ และพยายามส่งสายตาไม่ให้กฤติยาบอกความจริง
               กฤติยาพูดช้าๆ “คุณกัณฐิกาเป็น...”
       ทุกคนลุ้นว่ากฤติยาจะตอบอย่างไรต่อ
               “แม่….”
       ทุกคนฮือฮา ต่างตกใจ
       กฤติยาพูดต่อประโยค “บุญธรรม”
       กัณฐิกาโล่งใจ ณวัตรก็ยิ้มอย่างพอใจ ชนิกานต์ตาขวางไม่พอใจอย่างแรง กฤติยาบอกต่อ
               “หลังจากแม่ฉันตาย น้ากัณฐิกาก็รับฉันเป็นลูกบุญธรรม ด้วยความเป็นญาติกัน บางทีฉันก็เรียกน้ากัณว่าน้า...”
               ชนิกานต์สวนขึ้นมา “โกหก! ฉันได้ยินเต็มสองหูว่าเธอเป็นแม่ลูกกัน”
               “ฉันพูดความจริง”
       ชนิกานต์ชี้ไปที่กัณฐิกา “นังแม่มดเป็นแม่เธอ”
       กฤติยาตะโกนสุดเสียง “แม่ฉันตายแล้ว”
       พูดจบกฤติยามองไปยังกัณฐิกาตาวาววับ กัณฐิกาอึ้ง
               “แม่ฉันตายแล้วจริงๆ ฉันมาในวันนี้เพื่อขอบคุณน้ากัณที่คอยส่งเสียฉัน แต่หลังจากนี้ ฉันดูแลตัวเองได้แล้ว ฉันจะไม่รบกวนน้ากัณอีก”
       กัณฐิการู้สึกเสียใจที่กฤติยา ประกาศตัดความสัมพันธ์แม่ลูก
       พอกฤติยาพูดจบก็วิ่งหนีลงไปจากเวที ผ่านธีรดนย์ไป ธีรดนย์รู้สึกสงสารกฤติยาจับใจ
       กฤติยาวิ่งออกไปจากงาน สุตาภัญและชนกชนม์มองตามไป
               ชนิกานต์ยังตะโกนด่าไล่หลังไป “กลับมาก่อน ยัยลวงโลก”
       ณวัตรบอกธีรดนย์ “ลากตัวลงเวทีได้แล้ว”
       ธีรดนย์รีบวิ่งไปบนเวทีจะลากตัวชนิกานต์ลงมา
               ชนิกานต์โวยลั่น “พวกแกหลอกลวงทั้งตระกูล คิดจะมากอบโกยสูบสมบัติพ่อฉัน” ชี้ไปที่กัณฐิกา “ตัวมันไม่มีอะไรติดตัวมาเลย นอกจากหนังเหี่ยวๆ มีดีก็คงรสชาติแซบเว่อร์บนเตียง!”
       แขกในงาน ต่างหันไปมองกัณฐิกาเป็นตาเดียว กัณฐิกาเสียหน้ามาก อับอายจนเป็นลมไป
               ณวัตรตกใจ “คุณกัณ”
       เสาวนิตย์อยู่ใกล้เข้าไปช่วยประคอง
       “พาออกไปข้างนอกก่อนค่ะ”
       แขกในงานเข้ามาช่วยพยุงเสาวนิตย์ประคองกัณฐิกาออกไปจากงาน ชนิกานต์ยิ้มสะใจที่ทำให้กัณฐิกาเป็นลม
       ณวัตรหันไปมองเสาวนิตย์ที่ประคองกัณฐิกาออกไป แล้วเดินตรงไปหาชนิกานต์บนเวที
       ชนิกานต์ดีใจ “นิกกี้ดีใจนะคะที่คุณพ่อรักนิกกี้ ไม่สนใจมัน กลับมาอยู่กับลูกสาวแสนดีคนนี้”
       ณวัตรเดินขึ้นมาแล้วตบหน้าชนิกานต์เต็มแรง ชนิกานต์เซล้มลงกับพื้น ชนกชนม์และสุตาภัญตกตะลึง สงสารชนิกานต์
       จากนั้นณวัตรคว้าไมโครโฟนขึ้นประกาศกลางงาน
       “ผมขอโทษด้วยครับ งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้จบลงแล้ว”
       แขกในงานต่างอึ้ง ไม่กล้าอยู่ต่อ ทยอยออกไปจากงาน สุตาภัญและชนกชนม์ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
      
       ณวัตรต่อว่าชนิกานต์
               “พอใจรึยังกับสิ่งที่เธอทำลงไป”
               “นิกกี้ทำไปเพราะรักคุณพ่อนะคะ”
               “หยุดพูดคำว่ารักได้แล้ว ลูกเห็นแก่ตัว ไม่เคยคิดถึงความสุขของคนอื่น ต่อไปนี้เราไม่มีอะไรจะพูดกันอีก”
       ณวัตรประกาศกร้าว จะเดินออกไป ชนิกานต์รั้งไว้
       “คุณพ่ออย่าทิ้งนิกกี้นะคะ”
       ณวัตรสะบัดตัวชนิกานต์ออก ร่างชนิกานต์ทรุดลงบนเวที ชนกชนม์และสุตาภัญสงสารชนิกานต์
       ชนิกานต์ตะโกนก้อง “คุณพ่ออย่าทิ้งนิกกี้ไป”
       ณวัตรใจแข็งเดินออกไปจากงาน ชนิกานต์ร้องไห้เสียใจ
     สองคนเดินออกมาบริเวณหน้าประตูห้องจัดเลี้ยง กัณฐิกาแสร้งทำเป็นผู้เสียสละ
      
               “คุณคะ....ฉันขอไปเอง”
               “ผมไม่ยอมให้คุณไปไหนทั้งนั้น...เราเป็นสามีภรรยากันโดยสมบูรณ์แล้ว”
               “ยกเลิกการไปฮันนีมูนเถอะค่ะ คุณจะได้อยู่กับลูก หนูนิกกี้ต้องการคุณ” กัณฐิกาสวมบทแม่เลี้ยงแสนดี
               “แกต้องเรียนรู้ความเจ็บปวดกับสิ่งที่แกทำลงไป...เข้าห้องพักผ่อนได้แล้ว...พรุ่งนี้เราต้องเดินทางแต่เช้า”
               “ค่ะ”
       ณวัตรพากัณฐิกาเดินออกไป กัณฐิกาหันหลังไปมองชนิกานต์ที่กำลังรู้สึกพ่ายแพ้หมดรูป และเสียใจหนักกว่าเดิม กัณฐิกายิ้มเย้ยอย่างผู้ชนะให้ แล้วเดินออกไป
      
       ภายในห้องจัดเลี้ยงเวลานั้น ชนิกานต์ร้องไห้ ธีรดนย์เดินเข้ามาหา...ยื่นมือมารับ
               “เก็บน้ำตาไปร้องไห้ที่บ้าน อย่าให้เปื้อนพรมที่นี่!”
       ชนิกานต์ผลักธีรดนย์ออก ชนิกานต์ทรงตัวลุกขึ้น ตะโกนเรียกชนกชนม์
               “ชนกชนม์”
       ชนกชนม์จะเดินออกไปแล้ว นึกแปลกใจจึงหันกลับมา สุตาภัญเองก็แปลกใจว่าชนิกานต์จะพูดอะไร
               “คุณพ่อไม่รักฉันแล้ว ไม่มีใครรักฉัน..ฉันไม่เหลือใครอีกแล้ว...ฉันรักเธอมากนะ เธออย่าทิ้งฉันไป..เป็นแฟนกับฉันได้ไหม?”
       ชนกชนม์อึ้ง ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร
       สุตาภัญซึ่งยืนอยู่กับสุรัมภา เดินตรงไปหาชนกชนม์ สุรัมภาแปลกใจว่าสุตาภัญไปทำอะไร? ชนิกานต์ยืนรอฟังคำตอบจากชนกชนม์
       สุตาภัญเดินเข้ามาหาชนกชนม์ช้าๆ
               “เธอสัญญากับฉันแล้ว...ฉันเป็นเจ้าชีวิตเธอ...ฉันขอหัวใจเธอ...”
       ชนกชนม์มองหน้าสุตาภัญรอฟัง
               “ให้กับเพื่อนฉัน”
       สุตาภัญพูดจบ น้ำตาไหล
       ชนกชนม์อึ้งกับสิ่งที่สุตาภัญขอ ถามต่อด้วยความอยากรู้
       “เธอไม่อยากได้หัวใจของฉัน”
               “ใช่” สุตาภัญน้ำตาร่วง
               “เธอไม่เคยชอบฉัน”
               สุตาภัญ        ยิ้มทั้งน้ำตา “ฉันจะชอบนายได้ไง...ฉันมีคนรักแล้ว”
       ชนกชนม์แปลกใจ ไม่เชื่อสุตาภัญ
               “เธอผลักไสหัวใจตัวเองเพื่อยกฉันให้เพื่อนเธอ”
               “นายเข้าใจผิดแล้วล่ะ ฉันขอโทษนะที่ไม่เคยบอกนาย ฉันเป็นแฟนกับธีรดนย์”
       ชนกชนม์หันไปมองธีรดนย์ที่อยู่หน้าเวที ไม่เชื่อในสิ่งที่สุตาภัญบอก สุตาภัญหันไปเรียกธีรดนย์
               “ธี...ตาจะกลับแล้ว..ไปส่งตาที่รถหน่อยสิ”
       ธีรดนย์ยิ้มด้วยความพอใจที่สุตาภัญต้องการเขา จึงเดินเข้ามาหา
       สุตาภัญจะเดินไปหาธีรดนย์แล้ว แต่ชนกชนม์จับมือไว้อยู่
       สุตาภัญอึ้ง เอามือชนกชนม์ออก แล้วหันไปจับมือธีรดนย์ที่เดินมาถึง สุตาภัญเดินออกไปน้ำตาไหลรินออกมา
       ชนกชนม์รู้สึกเจ็บปวด ตัดสินใจบอกชนิกานต์เสียงดังเพื่อให้สุตาภัญที่กำลังเดินออกไปได้ยิน
               “หยุดร้องได้แล้วคนดี...แฟนผมต้องไม่ขี้แย”
       ชนิกานต์ดีใจน้ำตาไหล วิ่งเข้ามากอดชนกชนม์
               “ฉันรักเธอมากนะ” ชนิกานต์ยิ้มทั้งน้ำตา
       สุรัมภาไม่พอใจที่สุตาภัญทำให้ชนกชนม์ยอมเป็นแฟนกับชนิกานต์ จึงเดินหน้าบึ้งออกไป
       ชนกชนม์กอดชนิกานต์ไว้พูดปลอบ
               “เป็นแฟนผม ต้องเข้มแข็งนะครับ”
       สุตาภัญน้ำตาไหล เดินออกจากห้องไป ชนกชนม์กอดชนิกานต์ น้ำตาไหลเช่นเดียวกัน
      
       ด้านธีรดนย์จูงมือสุตาภัญมาบริเวณหน้าโรงแรม จะไปส่งต่อ
               สุตาภัญดึงมือออก “ธีส่งแค่นี้ก็พอ ขอบใจมากนะ”
       สุตาภัญจะเดินออกไป ธีรดนย์เข้ามาจับมือมองตาซึ้ง
               “วันนี้ผมมีความสุขมาก ผมหวังว่าผมจะได้ดูแลตาทุกๆ วัน”
       สุตาภัญยิ้มให้ แล้วเดินออกไป ธีรดนย์มองตาม ยิ้มอย่างมีความสุข
      
       ขณะที่กฤติยาจะเดินกลับเข้าบ้าน เจอสุรเดชเข้ามายืนดักหน้า กฤติยาเดินหนี สุรเดชพูดถากถาม
               “แต่งตัวแจ่มไปชุบตัวเป็นคุณหนู จะได้ผัวหน้าตาดีมีการศึกษาอย่างไอ้ธีรดนย์รึไง”
               “ไหนบอกว่าจะไม่ยุ่งกับฉัน”
               “ก็คนมันรัก ห้ามใจไม่ได้เว้ย”
               “ถ้าคิดมาพูดจาเหน็บแนมก็ไม่ต้องมา”
               สุรเดชบอกอย่างจริงใจ “เป็นห่วง รู้ว่าไปงานแต่งแม่ต้องกลับดึก ก็เลยมารับไปส่งบ้าน”
       กฤติยารู้สึกดีที่มีคนเป็นห่วง ยิ้มรับ สุรเดชยืนอยู่ห่างๆ
               “ไปส่งก็รีบสิ....ยายฉันรอแล้ว”
      
       สุรเดชยิ้มพอใจ กฤติยาเดินตามไป
     ส่วนยายแก้วกำลังยกขนมลงจากเตาถ่าน ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในบ้านก็คิดว่าเป็นกฤติยา
      
       “งานสนุกมั้ยลูก”
       พอยายแก้วหันกลับไป เจอวัยรุ่นขี้ยาสองคนยืนถือมีดมองมาอย่างประสงค์ร้าย
       “อีแก่เอาเงินมาสองพัน” หนึ่งในสองขู่
       “กูไม่มีไอ้ขี้ยา ออกไปจากบ้านกูนะ” ยายแก้วร้องตะโกนให้คนช่วย “ช่วยด้วย โจรปล้น”
       วัยรุ่นตกใจ เข้าไปปิดปากยายแก้ว จะล้วงเอาเงินในกระเป๋าเสื้อ
       “กูบอกให้เงียบ เอาเงินมา” มันแย่งเงินแล้วกระชากสร้อยทอง
       ยายแก้วแย่งสร้อยคืน “เอาสร้อยกูมา” หญิงชราฮึดร้องตะโกนอีกครั้ง “ช่วยด้วย”
       เสียงร้องของยายแก้วตะโกนดังกว่าเดิม และจะหนีออกไป วัยรุ่นตกใจ ผลักยายแก้วล้มลงจนตัวไปกระแทกโต๊ะที่วางเตาถ่าน เตาถ่านล้มลง ถ่านไฟตกที่พื้นไหม้กองถุงกระดาษที่ใส่ขนม และเริ่มไหม้ไปทั่วในห้อง
       “รีบหนีไป” วัยรุ่นอีกคนบอกเพื่อนชั่วของมัน
       ยายแก้วจะลุกตามไป แต่เห็นไฟไหม้ลามในห้อง หญิงชราตกใจกลัว
       “ช่วยด้วย ไฟไหม้”
      
       สุรเดชเดินมาส่งกฤติยาจวนจะถึงหน้าบ้าน
       “พี่ส่งถึงห้องนอนเลยนะ” จอมกะล่อนยิ้มๆ
       “อย่าทะลึ่ง”
       สุรเดชหน้าเสีย “พี่หมายถึงห้องนอนยายแก้วจ้ะ”
       กฤติยาเดินตรงมา เห็นควันไฟลอยมาทางบ้าน ชาวบ้านตะโกนโหวกเหวกหน้าบ้าน
       “ช่วยกันดับไฟเร็ว ไฟไหม้บ้านยายแก้ว”
       กฤติยาและสุรเดชได้ยินก็ตกใจ
       “ยาย”
      
       ยายแก้วฝืนลุกขึ้น จะวิ่งหนีออกไปจากบ้าน แต่สายตามองเห็นภาพถ่ายครอบครัวที่กฤติยารักมาก จึงเปลี่ยนใจ วิ่งกลับเข้าไปในบ้านอีก
       ฝ่ายกฤติยาวิ่งมาถึงหน้าบ้าน เห็นไฟลุกโชน ชาวบ้านต่างออกมาช่วยกันตักน้ำดับไฟ..แต่ไฟโหมหนัก
       “ยาย ยาย”
       กฤติยาตกใจจะเข้าไปในบ้าน สุรเดชรั้งตัวไว้
       “เข้าไปไม่ได้ ไหม้ทั้งหลังแล้ว”
       “ปล่อย ฉันจะไปช่วยยาย”
       กฤติยาจะเข้าไปให้ได้ ตัดสินใจหยิบผ้าห่มที่ตากไว้แถวนั้นคลุมตัวกฤติยาแล้วแย่งถังน้ำชาวบ้านมาราดผ้าห่มวิ่งตะลุยเข้าไปด้านใน เพื่อช่วยยายแก้ว
       “ยาย”
      
       ขณะนั้นยายแก้วกระเสือกกระสนมาที่โต๊ะ แต่เกิดสำลักควัน มือควานหากรอบรูปครอบครัวของกฤติยา ยายแก้วปัดคลำหาจนเจอ หญิงชราดีใจได้รูป กำลังจะออกไป แต่สำลักควันอย่าสงแรง ล้มลงกับพื้น กฤติยาและสุรเดชเข้ามาเห็นก็ตกใจ
       “ยาย”
      
       ไม่นานต่อมาสุรเดชค่อยๆ วางร่างยายแก้วลงไว้ที่พื้นศาลาชุมชน
       “ยาย...ยายไม่เป็นอะไรนะ รถพยาบาลกำลังมารับยายแล้ว”
       ยายแก้วค่อยๆรู้สึกตัว แต่อ่อนแรงเต็มทน
       “ยายไม่ไหวแล้ว”
       “ยายต้องอยู่กับหนู....อย่าทิ้งหนู