กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15


ในคืนงานศพ เจษฎาแอบเปิดกระเป๋ารจเรข เอาซองยามาจดชื่อยาและชื่อหมอ วันรุ่งขึ้นเขามารับไก่ออกจากโรงพยาบาล จึงไปพบหมอ ถามอาการรจเรขว่าป่วยเป็นอะไร แต่หมอไม่อาจให้คำตอบ ได้เพราะผิดจรรยาแพทย์ เจษฎาเห็นมีแต่คนไข้ท้องโตนั่งรอ จึงถามพยาบาลว่าคุณหมอท่านนี้เป็นหมอด้านไหน ได้รับคำตอบว่าเป็นหมอสูตินรีเวช เจษฎาถึงกับอึ้ง ไม่กล้าบอกไก่

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของงานศพมาร์กี้ รจเรขแต่งชุดดำยืนเศร้าอยู่หน้ากระจก น้ำตารื้นด้วยความอาลัยที่หลังจากนี้เธอคงต้องไปจากลักษมณ์ เธอยิ้มปลอบใจตัวเอง "มันก็ไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมดหรอกนะ อย่างน้อยเราสองคนก็เคยมีวันที่ดีๆ"

รจเรขเปิดลิ้นชักเก็บของ เจอโถเซรามิกที่เธอเก็บดอกจำปาที่ลักษมณ์ให้ จึงพยายามตัดใจ "ถึงมันจะเคยดีแค่ไหน มันก็เป็นอดีตไปหมดแล้ว ลืมเสียเถอะ ลืมให้หมด อย่าเก็บไว้ทรมานใจตัวเองอีกเลย"

รจเรขดมดอกจำปาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะทิ้งลงถังขยะ แล้วเดินออกจากห้องไป เจอลักษมณ์ยืนรออยู่หน้าบ้าน เธอเข้าไปบอกเขาว่าเธอพร้อมแล้ว ลักษมณ์ได้ยินคำนี้แล้วแสลงใจ

"คุณพร้อมเสมอล่ะ มีแต่ผมที่ยังทำใจไม่ได้เสียที"

"คุณลักษมณ์หมายถึง..." รจเรขไม่แน่ใจว่าเขาพูดเรื่องของเธอ หรือเรื่องเผาศพมาร์กี้

"ไปเถอะ...ถ้าคุณพร้อมผมก็พร้อม ยิ้มสวยๆหน่อย วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่คุณจะไปกับผมในฐานะคุณผู้หญิงของนฤนารถไมตรี" ลักษมณ์แบมือให้รจเรขจับ

รจเรขวางมือให้เขาจูงเดินไปขึ้นรถ คุณแขกับแย้มยืนมองถอนใจ แย้มบ่น "เฮ้อ...คุณลักษมณ์กับคุณรจเรขรักกัน เราเป็นคนอื่นยังดูออก ทำไมตัวเขาเองดูตัวเองไม่ออก"

"อาจจะเป็นความผิดของฉันที่ไปกีดกันแม่รจเรขตั้งแต่ต้น จนเกิดปัญหาบานปลายอย่างนี้" คุณแขโทษตัวเอง

แย้มจึงถามว่าคุณแขยอมรับรจเรขแล้วหรือ คุณแขยอมรับว่ารจเรขเป็นคนดี เธอมองรจเรขผิด กว่าจะรู้ดูเหมือนจะสายไปแล้ว คุณแขเศร้าใจ...

ระหว่างทางที่คุณหญิงศรีสวัสดิ์กับท่านนพพรนั่งรถมาวัด เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถแท็กซี่คันหนึ่ง จึงโทร.บอกณัฏฐาให้บอกคุณแขเริ่มงานไปได้เลย...มรรคนายกให้พ่อกับแม่ของมาร์กี้ถือกระถางธูปและรูปนำหน้าขบวน ลักษมณ์รับกระถางธูปมาแล้วหันไปเรียกพิมาน

"นายช่วยถือกระถางธูปหน่อย ฉันถือรูปเอง"

พิมานรับกระถางธูปมาด้วยแววตาขอบคุณ พุฒแอบเปรยกับชื่นว่าแปลก ทำไมลักษมณ์ถึงให้พิมานถือ จิตยื่นหน้ามาพูดว่าคงเพราะรู้ว่ากำลังจะหย่ากันกับรจเรข จึงไม่อยากให้มาเกี่ยว ณัฏฐายิ่งสะกิดใจสงสัย "ขออย่าให้เป็นอย่างที่ฉันคิดเลยนะคะ คุณพิมาน..."

ริมถนน คนขับแท็กซี่ไม่ยอมรับว่าผิด จึงต้องรอประกันมาเคลียร์ ท่านนพพรจึงให้คนขับรถรอจัดการ เขาจะรีบไปงานเผาศพ จึงโบกแท็กซี่ที่ผ่านมา พอท่านนพพรกับคุณหญิงศรีสวัสดิ์กำลังขึ้นรถ ผู้โดยสารที่อยู่บนรถแท็กซี่คันที่เฉี่ยวชน ได้ยินท่านนพพรบอกว่าจะไปวัด จึงวิ่งลงจากรถ
มาขอไปด้วยคน เพราะเธอกำลังจะไปเช่นกัน คุณหญิงศรีสวัสดิ์มองหญิงวัยไม่เกินสามสิบ แต่งชุดดำแต่ดูเปรี้ยว ลักษณะเป็นฝรั่งจึงไม่ถือสา

โลงศพมาร์กี้ถูกตั้งบนเมรุเรียบร้อย ทุกคนทยอยลงจากเมรุ วีระวัฒน์วิ่งมากระซิบกับลักษมณ์ว่าเอเลนอร์กำลังมา พิมานถามว่ามีอะไร ลักษมณ์จึงตอบว่าแม่ของมาร์กี้กำลังมา พิมานตกใจ "มาได้ยังไงครับ ใครบอกเขา พี่ลักษมณ์เชิญเขามาเหรอ"

"ฉันให้วีระวัฒน์ส่งเมลไปบอก มาร์กี้ก็เป็นลูกเขาด้วยเหมือนกัน ลูกเขาตายทั้งคน ฉันก็ต้องบอกแม่เขาตามธรรมเนียม เห็นเขาเงียบไป ไม่คิดเหมือนกันว่าเขาจะมา"

ท่าทางพิมานเป็นกังวลจนณัฏฐาเห็นแล้วยิ่งข้องใจ จนต้องเข้ามาถามว่าทำไมถึงไม่อยากให้แม่ของมาร์กี้มา พิมานสะดุ้งรีบบอกว่าไม่มีอะไร พอดีท่านนพพรกับคุณหญิงศรีสวัสดิ์มาถึง พิมานจึงรีบขอตัวเลี่ยงไป คุณหญิงศรีสวัสดิ์รีบเล่าให้ณัฏฐาฟังว่านั่งรถมากับใคร...เอเลนอร์เดินมาหาลักษมณ์ ทั้งสองกอดทักทายกัน ลักษมณ์พาเธอมาแนะนำให้ทุกคนรู้จัก  รจเรขแนะนำตัวว่าเธอเป็นแค่คนดูแลมาร์กี้ เอเลนอร์หันมาเห็นพิมาน ชะงักไม่ทักทาย

พอถึงเวลา ทุกคนเดินขึ้นเมรุไปวางดอกไม้จันทน์ พิมานขึ้นเป็นคนสุดท้าย  เขาคร่ำครวญขอให้มาร์กี้ยกโทษให้เขาด้วย... เอเลนอร์บอกลักษมณ์ว่าเธอจะกลับวันนี้เลย  จึงลาทุกคนแล้วเดินไป คุณหญิงศรีสวัสดิ์กระซิบคุยกับคุณแขว่านี่หรือภรรยาคนแรกของลักษมณ์ หน้าตาดีแต่ไม่น่าทิ้งลูกได้ลงคอเลย ณัฏฐาไป ดักรอขอคุยกับเอเลนอร์ แนะนำตัวว่าเธอเป็นคู่หมั้นของพิมาน เธออยากรู้ว่าพิมานกับมาร์กี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร...

บริเวณเมรุ ลักษมณ์กับคุณแขและรจเรขยืนส่งแขก คุณหญิงศรีสวัสดิ์เห็นพิมานเศร้ามากก็แปลกใจ ถามคุณแขว่า พิมานดูท่าจะรักมาร์กี้มาก คุณแขก็คิดเช่นนั้น จึงปรึกษาว่าน่าจะเลื่อนงานมงคลเข้ามากำหนดเดิม เพราะพิมานจะได้ลืมความเศร้าลงบ้าง คุณหญิงศรีสวัสดิ์เห็นด้วยแล้วนึกได้ว่าณัฏฐาหายไปไหน จึงเดินตามหา มาพบนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ใต้ต้นไม้

"ยัยหนู มานั่งทำอะไรตรงนี้ คนเขาตามหากันให้ทั่ว นี่ร้องไห้ทำไม เป็นอะไรลูก"

ณัฏฐาโผกอดคุณหญิงศรีสวัสดิ์ พูดทั้งน้ำตา "คุณพิมานเป็นพ่อมาร์กี้ค่ะ ผู้หญิงฝรั่งคนนั้นเป็นภรรยาของคุณพิมาน ไม่ใช่คุณลักษมณ์"

ท่านนพพรกับคุณหญิงศรีสวัสดิ์โกรธมาก เดินกลับมาต่อว่าพิมานกับคุณแขหาว่าช่วยกันปิดบังหลอกลวง รจเรขได้ยินความจริงถึงกับช็อกเช่นกัน คุณแขตกใจเมื่อรู้ความจริง ลักษมณ์จะอธิบายแต่ณัฏฐาขอให้พิมานเป็นคนพูดด้วยตัวเอง พิมานจึงตัดสินใจเด็ดเดี่ยว

"เอเลนอร์เป็นภรรยาของผม มาร์กี้เป็นลูกของผม พี่ลักษมณ์เป็นแค่คนมารับผิดชอบในสิ่งที่ผมไม่กล้ารับ ผมขอโทษที่โกหก ท่านพูดถูกผมมันเลว ผมมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย ผมผิดไปแล้ว"

"ในเมื่อรู้ตัวก็ดีแล้ว คนอย่างคุณไม่คู่ควรกับลูกสาวผม ผมขอยกเลิกทุกอย่างที่เราตกลงกันไว้" ท่านนพพรบอกพิมาน

"และจากนี้ไป ให้ถือว่าดิฉันไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลนฤนารถไมตรี ถ้าพบเห็นกันที่ไหน ก็ไม่ต้องทัก ให้ถือว่าเป็นคนไม่รู้จักกัน ก็จะขอบคุณมาก...ไปยัยหนู" คุณหญิงศรีสวัสดิ์โกรธมาก

รจเรขร้องกรี๊ดขึ้นมาเพราะคุณแขเป็นลมเธอรับไว้ได้ ลักษมณ์กับพิมานหันมาดูแลจึงไม่อาจตามณัฏฐาไปได้

ooooooo

พอคุณแขฟื้นขึ้นมาอยู่ที่เรือนขาว เธอซักไซ้ เรื่องราวกับพิมาน เขายอมรับว่าตอนเรียนที่อังกฤษ เขามีอะไรกับเอเลนอร์ซึ่งเป็นเด็กเสิร์ฟในผับจนตั้งท้อง พ่อแม่เธอจะเอาเรื่อง เขาไม่รู้จะทำอย่างไร คุณแขเอ็ด "เลยเอาไปโยนให้คุณลักษมณ์อย่างนั้นเหรอ คุณลักษมณ์ ยอมได้ยังไงคะ ทำไมไม่บอกแม่ ถ้าแม่รู้ แม่จะไม่ยอมให้พิมานทำแบบนี้ ลูกทำให้เด็กคนนึงเกิดมาแล้วไม่รับผิดชอบ ไม่ดูดำดูดี แม่สอนพิมานมาให้เป็นคนแบบนี้เหรอลูก"

พิมานมองคุณแขด้วยความเจ็บปวดไม่แพ้กัน "ไม่เลยครับ ตั้งแต่ผมจำความได้ แม่สอนให้ผมเป็นคนดี แม่บอกผมทุกวันว่าผมต้องเรียนดี มีความประพฤติดี มีหน้าที่การงานที่ดี ให้สมกับที่คุณพ่อเมตตาให้ผมได้ใช้นามสกุลนฤนารถไมตรี ทั้งที่ผมเป็นแค่ลูกคุณแม่...ลูกเมียน้อย"



"พิมาน ทำไมพูดอย่างนั้น" ลักษมณ์ตำหนิพิมาน

"มันเป็นเรื่องจริงครับพี่ลักษมณ์ แม่ตั้งความหวังเอาไว้ ว่าผมจะต้องเป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษ เป็นนักการทูต เป็นลูกชายที่คุณพ่อภูมิใจ"

"แล้วแม่ผิดด้วยเหรอลูก ที่อยากให้ลูกของแม่ได้ดี" คุณแขน้ำตาคลอ

"แม่ไม่ผิดครับ ไม่มีใครผิดทั้งนั้น ผมผิดเอง ผิดที่ทำไม่ได้ ผมพยายามแล้วนะแม่ แม่ไม่รู้หรอกว่าผมกลัวขนาดไหน ตอนที่รู้ว่าเอเลนอร์ท้อง ผมกลัวแม่ผิดหวัง ผมกลัวแม่เสียใจ ผมไม่ได้อยากเป็นคนเลวที่ทิ้งลูกตัวเอง แต่ผมก็ต้องทำ เพราะผมทนเห็นแม่ผิดหวังไม่ได้" พิมานระเบิดความรู้สึกออกมาด้วยความเสียใจ "แต่สุดท้าย ผมก็ทำพังหมดทุกอย่าง ผมผิดเอง ผมขอโทษครับ แม่"

คุณแขเข้าไปกอดพิมานด้วยความสะเทือนใจ "พิมานไม่ผิดหรอกลูก แม่ผิดเองที่ทำให้พิมานต้องเป็นอย่างนี้ แม่ขอโทษนะพิมาน...เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ทำให้ตระกูลนฤนารถไมตรีต้องมัวหมอง แม่เสียใจจริงๆนะคะ คุณลักษมณ์"

"อย่าคิดมากเลยครับคุณแข ชื่อเสียงเกียรติยศมันก็แค่หัวโขน มันไม่ได้สำคัญมากไปกว่าคนในครอบครัว"

แต่คุณแขยังกังวลทางครอบครัวณัฏฐา เพราะทำให้ ชื่อเสียงเสียหายไปด้วย คุณหญิงศรีสวัสดิ์กับท่านนพพรคงไม่ให้อภัยง่ายๆ...

จริงอย่างที่คิด คุณหญิงศรีสวัสดิ์จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่ณัฏฐาขอยุติเรื่องนี้ด้วยการไปเรียนต่อเมืองนอก "ถ้าหนูไม่อยู่ คนที่นินทาก็คงไม่มีเรื่องจะพูด เรื่องมันก็จะเงียบไปเอง"

ท่านนพพรเข้าใจลูกสาว ยอมรับในการตัดสินใจของเธอ...

วันต่อมา รจเรขเคาะประตูห้องลักษมณ์แล้วเปิดเข้ามา พบเขานอนหลับตาอยู่บนเก้าอี้ยาวข้างหน้ามีโกศใส่อัฐิของมาร์กี้วางอยู่ จึงถามด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

"คงจะเหนื่อยน่ะ นอนน้อยมาหลายคืน เมื่อเช้าก็รีบตื่นไปเก็บกระดูก คุณมีอะไรหรือเปล่า" ลักษมณ์ตอบโดยไม่ลืมตามอง

รจเรขมองลักษมณ์อย่างอาลัยรู้ว่าเขาไม่มีเธออยู่ในสายตา บอกเขาว่าเธอมาลา ลักษมณ์สะเทือนใจถามไปว่าเธอจะไปเมื่อไหร่ รจเรขกลั้นสะอื้นตอบว่า...เดี๋ยวนี้ ลักษมณ์นิ่งไปสักพักอยากจะลุกขึ้น แต่อีกใจลังเลจึงนอนนิ่ง ถามว่าไปลาคุณแขหรือยัง

"ยังค่ะ ดิฉันคิดว่าเพิ่งจะเกิดเรื่องยุ่งๆ ท่านอาจจะยังไม่สะดวก ดิฉันฝากกราบลาด้วยก็แล้วกันนะคะ แล้วดิฉันจะหาโอกาสมากราบลาท่านด้วยตัวเองอีกครั้ง"

"คุณจะกลับบ้านสวนเลยหรือเปล่า"

รจเรขตอบว่าค่ะ...ลักษมณ์จะไปส่ง แต่รจเรขบอกว่าอย่าลำบากเลย เธอแค่มาลาเท่านั้น ลักษมณ์เจ็บจี๊ดในใจ พูดอย่างเจ็บปวด "ก็แปลกดีนะ ผมเคยมีทั้งเมียทั้งลูก แต่ถึงเวลามันก็สิ้นสุดลงหมดทุกอย่าง ดีเหมือนกัน คุณจะได้ไปตั้งต้นใหม่กับคนที่เขารักคุณ แล้วคุณก็รักเขา"

ลักษมณ์นิ่งไปอย่างเหนื่อยใจ รจเรขพนมมือไหว้ลา เห็นเขานิ่งเฉย จึงเดินออกไปทั้งน้ำตานองหน้า ลักษมณ์ไม่ลืมตามอง แต่น้ำตาไหลรินออกมาเช่นกัน

ooooooo

บ้านสวน คุณยายกับป้าเขียนกำลังเจียนใบตองเพราะมีคนสั่งทำห่อหมกเป็นร้อยห่อ คุณยายจึงคิดจะทำเผื่อรจเรข ไม่ทันขาดคำ รจเรขเข้ามากราบ คุณยาย ดีใจมาก ป้าเขียนรีบบอกว่าคุณยายทำห่อหมกแบบไม่เผ็ดไว้เผื่อมาร์กี้ด้วย

"แล้วนี่ไม่ได้เอามาด้วยเหรอลูก ยายคิดถึง วันก่อนยังฝันว่าแกมาหา บอกว่าจะมาอยู่ด้วย"

รจเรขน้ำตาร่วง คุณยายตกใจ "แม่กล้วย มีเรื่องอะไรหรือเปล่า"

"ตั้งแต่กลับจากบ้านสวน มาร์กี้ก็ไม่สบายค่ะ...มาร์กี้...เป็น มะเร็งในเม็ดเลือด...แก..." รจเรขกลั้นสะอื้นไม่อยู่ ร้องไห้ออกมา

คุณยายเข้าใจทันทีว่ามาร์กี้จากไปแล้ว รจเรขเล่าว่ามาร์กี้ป่วยมานานแล้วแต่ไม่มีใครรู้ คุณยายหดหู่ใจ แต่มีสติพอที่จะปลอบใจรจเรขก่อนจะแยกตัวไปสวดมนต์...รจเรขถือกระเป๋าเข้ามาพักในห้อง ป้าเขียนถือน้ำตามเข้ามา เห็นรจเรขหน้าซีดเหมือนจะเป็นลมก็รีบประคองนั่ง

"คุณกล้วย เป็นอะไรหรือเปล่าคะ หน้าซี้ดซีด"

"ไม่ได้เป็นอะไรหรอกจ้ะป้า แค่เพลียนิดหน่อยเอง นอนพักสักครู่ก็หายแล้วล่ะ" พูดจบรจเรขรู้สึกคลื่นไส้จะอาเจียน ป้าเขียนตกใจรีบยกกระโถนมารอง

ป้าเขียนตกอกตกใจจะให้ไปหาหมอ รจเรขรีบบอกว่าเธอหาแล้ว หมอบอกเป็นโรคกระเพาะ ป้าเขียนพยักหน้าโดยไม่สงสัยอะไร...

ส่วนลักษมณ์เข้ามานั่งเศร้าคิดถึงความสุขที่เคยมีอยู่ในห้องนอนของรจเรข มองไปทางไหนก็คิดถึงแต่ภาพรจเรขกับมาร์กี้ เขาพยายามตัดใจ เหลือบไปเห็นดอกจำปาในถังขยะ เขาเก็บขึ้นมาเห็นมันร่วงหลุดเป็นชิ้นก็รำพึง "เขาทิ้งแล้ว เรายังจะเก็บเอาไว้ทำไม...ในเมื่อเขาลืมได้ เราก็ต้องลืมได้ อย่าไปเจ็บ อย่าไปจำ"

พลัน เจนจิราโทร.เข้ามาส่งเสียงเจื้อยแจ้ว "เป็นยังไงบ้างคะ ลักษมณ์โอเคขึ้นบ้างหรือยัง"

ลักษมณ์ตอบไปว่าเขาโอเคแล้ว เจนจิรารีบบอกว่า อยากได้เพื่อนปรับทุกข์ให้บอกเธอ เธออยู่เคียงข้างเขาเสมอ ลักษมณ์รู้สึกดีขึ้นที่ยังมีคนแคร์เขาอยู่บ้าง...

รจเรขอาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดผ้าถุง เกล้ามวยทะมัด ทะแมงมาช่วยงานในครัว เห็นมะดันอดไม่ได้ที่จะฝานกิน พอดีสมพรเพื่อนบ้านหอบกระจาดมะม่วงมาฝากคุณยาย เห็นรจเรขก็ทักทายชมว่าคุณยายโชคดี มีหลานสาวน่ารัก ได้ข่าวว่าแต่งงานไปกับเศรษฐีสบายไปแล้วยังไม่ลืมยาย แล้วบ่นถึงลูกสาวบ้านอื่น ที่หนีไปกับผู้ชายแล้วต้องซมซานกลับมา แถมมีลูกติดท้องมาด้วย ทำให้อับอายทั้งบ้าน ออกไปไหนไม่ได้ต้องเอาปี๊บคลุมหัว

รจเรขได้ยินแล้วสะดุ้งหน้าเสีย ป้าเขียนเห็นรจเรขทำท่าพะอืดพะอม รีบถามว่าเป็นอะไร สมพรรีบถามด้วยความอยากรู้ อยากเห็นว่าท้องหรือเปล่า รจเรขหลบตาตอบว่าเธอเป็นโรคกระเพาะ แล้วขอตัวไปทานยา...รจเรขหลบมาเข้าห้องน้ำ อาเจียนจนหมด ไส้หมดพุง กลุ้มใจที่ตัวเองแพ้หนัก เกรงคุณยายจะรู้ความจริง

เรื่องที่รจเรขท้อง เจษฎาครุ่นคิดไม่เข้าใจว่าทำไมต้องปิดบัง เขาคิดไม่ออกเดินออกจากร้าน เห็นไวน์บาร์ร้านถัดไป ลักษมณ์นั่งดื่มอยู่กับเจนจิราท่าทางกรึ่มๆ จึงเข้ามานั่งตรงข้าม เจนจิราแหวใส่ทันที ลักษมณ์แปลกใจที่เจอเจษฎาที่นี่ เจษฎาโต้ว่าเขาก็เหมือนกัน และขอคุยด้วย

"ผมยังติดค้างอะไรคุณอีกเหรอ ไม่นะ ทั้งใบหย่า ทั้งเมีย ผมให้คุณไปหมดแล้วนี่"

"คุณรู้มั้ยว่ากล้วยไม่สบาย" เจษฎาถามหยั่งเชิง

"ถ้างั้น คุณยิ่งไม่ควรมานั่งตรงนี้ ควรจะรีบไปดูแลเขาโดยด่วน"

"คุณไม่รู้เลยใช่ไหมว่ากล้วยไม่สบายเป็นอะไร" เจษฎาถามให้แน่ใจ

"ผมรู้หรือไม่รู้แล้วมันจะยังไง ตอนนี้ผมกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว มันหน้าที่ของคุณไม่ใช่เหรอ คุณเจษฎา ที่จะดูแลเขาให้ดี"

เจนจิราเกาะแขนลักษมณ์ลอยหน้าบอกเจษฎาว่าลักษมณ์ จบกับรจเรขไปแล้ว และเธอก็มีหน้าที่ดูแลลักษมณ์ ลักษมณ์บอกให้เจษฎากลับไปดูแลรจเรข เพราะคงทำได้ดีกว่าเขา เจษฎามั่นใจว่าลักษมณ์ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จึงขอตัวกลับไป
วันรุ่งขึ้น พุฒเห็นลักษมณ์นอนหลับอยู่บนโซฟา ก็มาปลุกให้ทานโจ๊กร้อนๆ ลักษมณ์แสลงใจเพราะรจเรขมักจะทำให้เขาทานบ่อยๆจึงตะเพิดใส่พุฒให้เอาออกไป พุฒมาบ่นกับแย้มไม่น่าทำของที่รจเรขชอบทำ แย้มเองก็ลืมไป พุฒบ่น


"พูดก็พูดเถอะ คุณแย้ม ผมไม่เข้าใจเล้ย ในเมื่อคุณลักษมณ์รักคุณผู้หญิง แล้วจะไปหย่ากันทำไม"

"มันเป็นเรื่องของทิฐินั่นแหละ ทั้งสองคน ไม่รู้จะแข็งใส่กันให้มันได้อะไรขึ้นมา ฉันล่ะเซ็ง" แย้มบ่นบ้าง

ชื่นวิ่งหน้าตื่นเข้ามาบอกพุฒว่าลักษมณ์เรียกหาแอลกอฮอล์อีก พุฒหนักใจเพราะเมื่อคืนยังไม่ทันสร่าง

ooooooo

รจเรขแอบมาเก็บมะยมใส่กระทงในสวน หันมาเจอไก่ก็ตกใจ ไก่ขำที่เรื่องแค่นี้ต้องทำเหมือนแอบขโมย รจเรขยิ้มแหยๆ ขณะเดียวกัน เจษฎาซึ่งมาบ้านสวนด้วยกันกับไก่ กำลังซักถามป้าเขียนว่ากล้วยมีอาการป่วยอย่างไรบ้าง

"ก็เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียนเป็นพักๆน่ะค่ะ เห็นว่าเป็นโรคกระเพาะ"

เจษฎาจึงรู้ว่ารจเรขไม่ได้บอกใคร เดินมาในสวนเห็นรจเรขกำลังกินมะยมอย่างเอร็ดอร่อย รจเรขเงยหน้ามาเห็นก็ตกใจ เจษฎามองเธออย่างห่วงใยแล้วทักว่าหน้าตายังไม่สดใส

"กล้วยเป็นอะไร ทำไมไม่บอกพี่ตรงๆ ทำไมต้องปิดบังพี่ด้วย"

"กล้วย...กล้วยไม่ได้ปิดบังอะไรนี่คะ ขึ้นบ้านกันเถอะค่ะ ตรงนี้ชักร้อนแล้ว"

"เดี๋ยวกล้วย อย่าเพิ่งไป วันนี้พี่ตั้งใจจะมาพูดกับคุณยาย...เรื่องของเรา"

"ไม่ได้นะคะ พี่เจษ...ไม่..."

"เราจะต้องแต่งงานกัน แต่งให้เร็วที่สุดด้วย"

"ไม่ค่ะ พี่เจษคะ กล้วยขอโทษ กล้วยผิดเองที่เคยพูดว่าจะแต่งงานกับพี่เจษ ตอนนั้นกล้วยพูดเพื่อประชดคุณลักษมณ์ แต่จริงๆแล้วกล้วยแต่งงานกับพี่เจษไม่ได้"

ไก่เดินเข้ามาได้ยินพอดี จึงต่อว่า "ทำไมล่ะกล้วย อย่าบอกนะว่ายังรัก ยังรอนายลักษมณ์อยู่ ฝันว่ามันจะมาง้อให้กลับไปหรือไง จะบอกให้นะ มันไม่ได้รักกล้วยจริงหรอก กล้วยก็เป็นแค่หมากในเกมของมัน แค่นางรำจนๆคนนึง ที่มันจะจ้างมาต้มยำทำแกงเล่นยังไงก็ได้"

"กล้วยรู้ค่ะพี่ไก่ กล้วยรู้ดีว่ากล้วยไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับเขา กล้วยไม่ได้รอ ไม่ได้ฝันอะไรทั้งนั้น แต่...กล้วยแต่งงานกับพี่เจษไม่ได้จริงๆ"

"ทำไมล่ะ กล้วยจะไปหาใครที่รักกล้วย ดีกับกล้วยมากกว่าไอ้เจษไม่มีแล้ว มันเป็นคนดีที่สุดแล้ว"

"กล้วยรู้ค่ะ พี่ไก่ กล้วยเองต่างหากที่ไม่ดีพอสำหรับพี่เจษ"

เจษฎารีบบอกว่าถ้าหมายถึงเรื่องนั้น เขาไม่สนใจ รจเรขตกใจว่าเจษฎาหมายถึงเรื่องไหน ไก่งงว่าพูดอะไรกัน เจษฎาไม่ตอบไก่ พูดกับรจเรขอีกว่า "กล้วยก็รู้ว่ากล้วยไม่มีเวลามาก อีกไม่นานทุกคนก็ต้องรู้ความจริง เราต้องรีบแต่งงานกันให้
เร็วที่สุดนะกล้วย"

"พี่เจษคะ ถ้าพี่รู้แล้วพี่ก็น่าจะเข้าใจ ว่าทำไมกล้วย ถึงแต่งงานกับพี่ไม่ได้"

ไก่ทนไม่ไหวที่ไม่รู้ว่าทั้งสองคนคุยอะไรกัน ไม่พอใจที่รจเรขปฏิเสธ จึงเขย่าตัวเธอถามว่าทำไม เจษฎาเป็นห่วง ห้ามไก่ ไก่จึงผลักรจเรขไปกระแทกเจษฎา รจเรขช้ำใจระเบิดออกมาว่า

"กล้วยท้องค่ะ พี่ไก่"

ไก่ตกตะลึง รจเรขย้ำว่าเธอท้องกับลักษมณ์ แต่ ลักษมณ์ไม่รู้เพราะเธอไม่ได้บอก และไม่อยากเอาเรื่องนี้มาผูกมัดเขาไว้ ไก่เสียใจที่น้องสาวต้องท้องไม่มีพ่อ...เจษฎาวิ่งตามรจเรขซึ่งมานั่งสงบสติอารมณ์อยู่ใต้ต้นไม้ เขาพยายามพูดเรื่องวัยเด็กที่เขาต้องคอยหาดอกจำปาหรือไอศกรีมมาปลอบให้เธอหยุดร้องไห้ รจเรขตื้นตันใจ เจษฎากุมมือเธอ พูดอย่างจริงจังว่า ผู้หญิงตัวคนเดียวจะเลี้ยงลูกได้อย่างไร จะทนสายตาและคำนินทาของชาวบ้านได้อย่างไร

"พี่ไม่ได้คิดจะฉวยโอกาสตอนที่กล้วยลำบาก พี่รู้ว่ากล้วยไม่ได้อยากแต่งงานกับพี่ กล้วยไม่ต้องรักพี่อย่างที่กล้วยรักเขาก็ได้ แต่ขอให้พี่ได้รักได้ดูแลกล้วย ได้ทำให้กล้วยหยุดร้องไห้ ได้ไหม"

รจเรขน้ำตาไหล มองเจษฎาอย่างซาบซึ้ง เขาดึงเธอมากอดปลอบ และพูดว่าเธอพร้อมเมื่อไหร่ เขาจะไปคุยกับคุณยาย รจเรขไม่มีทางออกได้แต่พยักหน้าทั้งน้ำตา

ooooooo

เย็นวันนั้น เจนจิราซื้อของกินมามากมายมาฝากลักษมณ์ ส่งเสียงเรียกใช้พุฒกับชื่นอย่างวางอำนาจ เห็นลักษมณ์นอนหมดสภาพอยู่ในห้องทำงาน ก็สั่งให้ชื่นมาช่วยกันประคองลักษมณ์ขึ้นไปบนห้อง แล้วไล่ให้ชื่นออกไป...ลักษมณ์เพ้อเรียกรจเรขแล้วดึงเจนจิราไปกอด เจนจิราได้ทีสวมรอยทันที ชื่นไม่รู้จะทำอย่างไร มาปรึกษาแย้มกับพุฒ ต่างถอนใจคิดถึงรจเรข

วันรุ่งขึ้น  ป้าเขียนมาตามรจเรขไปใส่บาตร  ได้ยินเธอ อาเจียนอยู่ในห้องน้ำ จึงถามตรงๆว่าเป็นแบบนี้มากี่เดือนแล้ว รจเรขหน้าเจื่อน ป้าเขียนถามว่าจะจัดการอย่างไร รจเรขจึงบอกเรื่องที่เจษฎาขอเธอแต่งงาน  ป้าเขียนเห็นดีด้วย และ ชมว่าเจษฎาเหมือนพ่อพระ รจเรขรู้สึกว่านี่คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเธอ...

ไม่รู้จะทำอย่างไรดี แย้มจึงมาตามคุณแขไปดูลักษมณ์ บนห้อง คุณแขกังวลเพราะเธอเป็นแค่แม่เลี้ยง แต่แย้มยุให้ลุยไปก่อน คิดเสียว่าทำแทนคุณหญิงแม่ของลักษมณ์...แย้มยื่นกุญแจห้องให้ คุณแขเกรงเห็นภาพอุจาด พอดีห้องไม่ได้ล็อกเปิดเข้าไป พบลักษมณ์นอนเปลือยอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่เห็นเจนจิรา คุณแขเข้าไปดูลักษมณ์แล้วปลงที่เมามายได้ขนาดนี้ ลักษมณ์ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา "เอ๊ะ...คุณแข ป้าแย้ม มาทำไมกันครับนี่"

"ก็เป็นห่วงคุณน่ะสิคะ นึกว่าป่านนี้เหลือแต่ซากแล้ว เมื่อคืนนี้แม่..." แย้มพูดไม่ทันจบ

เสียงเจนจิราดังออกมาจากห้องน้ำ เธอเดินออกมาในชุดเสื้อคลุมนอนของลักษมณ์ ทำทีตกใจ "อุ๊ย เข้ามาทำอะไรกันเนี่ย นี่ห้องส่วนตัวนะ"

แย้มย้อนถามว่าเจนจิราต่างหากเข้ามาทำไมในห้องส่วนตัวของลักษมณ์ เจนจิราหัวเราะ เข้าไปกอดออเซาะลักษมณ์

"แหม คุณแขขา ผู้หญิงผู้ชายอยู่ด้วยกันทั้งคืน จะทำอะไรล่ะคะ"

"เจน...นี่คุณหมายความว่า เมื่อคืนนี้เรา..." ลักษมณ์ ตกใจ

"ค่ะ...ก็ลักษมณ์บอกว่าเหงา ชวนให้เจนอยู่เป็นเพื่อน เจนก็ต้องอยู่สิคะ จะปฏิเสธได้ยังไง"

คุณแขไม่พอใจเตือนลักษมณ์ว่าจะสำมะเลเทเมากับผู้หญิงที่ไหนก็ได้ ไม่ควรมาใช้ห้องนอนที่เคยเป็นของพ่อแม่มาก่อน พูดจบคุณแขเดินออกไปทันที แย้มมอง

เจนจิราเหยียดๆ ก่อนจะเดินตามไป ลักษมณ์เครียดนั่งกุมขมับไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะทำอะไรไม่รู้ตัวขนาดนี้

พิมานพยายามเข้าไปขอโทษท่านนพพร แต่ดูท่าจะไม่มีทางหายโกรธ เพราะไม่ยอมให้โอกาสเขาเลย เขาจึงโทร.ไปหาณัฏฐาที่บ้าน เด็กที่บ้านบอกว่าเธอมาที่โรงเรียนคนตาบอด เขาจึงตามไป วิงวอนขอให้เธอฟังคำขอโทษจากเขา

"ผมรู้ว่าคุณคงผิดหวัง ที่ผมไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่คุณคิด แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่า ไม่ได้ตั้งใจจะหลอกลวงหรือปิดบังคุณ เพียงแต่ผมไม่กล้า..."

"ฉันเข้าใจค่ะ มันคงเป็นเรื่องยากมากที่จะยอมรับ หรือบอกกับใครๆว่าเราเคยทำเรื่องที่เลวร้ายขนาดนั้นมาก่อน"

"แล้วคุณจะให้อภัยผมได้ไหม" พิมานขอด้วยความละอายใจ

"ฉันให้อภัยคุณค่ะ แต่ฉันคงมองหน้าคุณอีกไม่ได้ ขอโทษนะคะ ลาก่อนค่ะคุณพิมาน"

พิมานมองตามณัฏฐาที่เดินไปขึ้นรถจากไป เขารู้ว่าเขาได้เสียเพื่อนที่ดีคนนี้ไปจริงๆ...

เจนจิราได้ใจที่ได้อยู่ในเรือนใหญ่โดยลักษมณ์ไม่ว่าอะไร จึงโทร.หาจอยจะจัดปาร์ตี้ริมสระน้ำ แย้มไม่พอใจไปฟ้องคุณแข  ทำให้คุณแขต้องโทร.ตามลักษมณ์จากที่ทำงานมาหาที่เรือนขาว ลักษมณ์เหนื่อยหน่าย บอกคุณแขว่าไม่พอใจอะไรก็จัดการไปได้เลย คุณแขย้อนถามว่า เขาจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆหรือ ลักษมณ์บ่นว่าเขาเหนื่อย อยากไปจากที่นี่สักพัก...

ooooooo
ตอนที่ 16


ลักษมณ์คิดจะไปดูงานที่อเมริกาสักสองสามเดือน ถึงตอนนั้นเขาอาจจะสบายใจขึ้น คุณแขใจหาย ถามลักษมณ์ทำไมไม่ตามรจเรขกลับมา ลักษมณ์เศร้าเพราะรู้ว่ารจเรขกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเจษฎา...

ขณะเดียวกัน รจเรขเอาพวงมาลัยมาไหว้โกศของพ่อแม่ในห้องพระบอกให้ท่านรู้ว่า เธอกำลังจะมีหลาน รจเรขเอามือลูบท้องรำพึง

"ลูกจ๋า ถึงหนูจะเกิดมาไม่มีพ่อแม่พร้อมหน้าเหมือนใครๆ แต่ขอให้หนูรู้ไว้นะจ๊ะ ว่าหนูเกิดมาจากความรัก ถึงพ่อเค้าจะไม่รักแม่ แต่แม่ก็รักเค้า แม่รักพ่อของหนูนะจ๊ะ"

ด้านนอกประตู ไก่ยืนมองรจเรขอย่างสงสาร และโกรธตัวเองที่เป็นต้นเหตุ พอรจเรขออกจากห้องพระไป เขาก็เข้ามานั่งตรงหน้าโกศ บอกพ่อกับแม่ว่า เพราะเขาที่ทำให้รจเรขต้องเป็นแบบนี้ ถ้าไม่มีลักษมณ์ รจเรขก็คงจะลืมและหันมามี

ชีวิตใหม่กับเจษฎาได้ ไก่เปิดกล่องไม้หยิบปืนรุ่นเก่าออกมาอย่างตัดสินใจเด็ดขาด

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ป้าเขียนกับอ่วมกำลังยกเสื่อมาตากแดด เผอิญชนกับไก่ที่รีบร้อนจะออกไป กระเป๋าเป้ตก ปืนกระเด็นออกมา ป้าเขียนเห็นแล้วตกใจ ไก่รีบเก็บปืนแล้ววิ่งออกไป ป้าเขียนได้สติวิ่งเข้าบ้านร้องเรียกคุณยายเพื่อบอกเรื่องที่เห็น

"อะไรนะ ปืนอะไร แม่เขียน ตาฝาดหรือเปล่า" คุณยายตกใจเมื่อฟังป้าเขียนเล่า

"ไม่ฝาดค่ะ ปืนเก่าของคุณพ่อที่เก็บไว้ในห้องพระน่ะค่ะ เขียนจำได้"

รจเรขกังวลใจพยายามโทร.หาไก่แต่เขาไม่รับสาย คุณยายเป็นห่วงกลัวไก่ไปก่อเรื่องอะไรอีก รจเรขนึกห่วงลักษมณ์ คว้ากระเป๋าจะออกไป

"กล้วยขอออกไปตามพี่ไก่ก่อนนะคะคุณยาย ได้เรื่อง ยังไงแล้วกล้วยจะโทร.มาบอก"

"แม่กล้วยระวังตัวนะลูก นี่จะไปตามพี่เค้าที่ไหน เอ๊ะ นี่มีเรื่องอะไรกันเนี่ยนังเขียน..."

ooooooo

รจเรขโทร.บอกเจษฎา เขาตกใจ "ว่าไงนะ กล้วยว่าไก่เอาปืนไปยิงคุณลักษมณ์งั้นเหรอ"

"กล้วยก็ไม่แน่ใจค่ะ แต่ตอนนี้พี่ไก่ก็ไม่ได้โกรธแค้นกับใครนี่คะ นอกจากเขา"

เจษฎาจึงบอกให้รจเรขโทร.เตือนลักษมณ์ แต่ให้บอกอ้อมๆเพราะไม่อยากให้เรื่องถึงตำรวจ ส่วนเขาจะไปห้ามไก่เอง... รจเรขจึงโทร.หาลักษมณ์ พอดีเขากำลังอาบน้ำอยู่ มือถือดัง เจนจิราหยิบมาดูเห็นเป็นชื่อรจเรขจึงตัดสายทิ้งอย่างไม่พอใจ รจเรขแปลกใจลองโทร.ใหม่อีกครั้ง คราวนี้เจนจิราปิดเครื่อง ไปเลย รจเรขไม่รู้จะทำอย่างไร นึกได้โทร.เข้าบ้าน เผอิญชื่นกำลังยกหูโทรศัพท์ทำความสะอาดอยู่ เจนจิราเดินมาถึงสั่งชื่นไปชงกาแฟมาให้  แล้วนั่งรอเพราะรู้ว่ารจเรขจะต้องโทร.เข้ามา ไม่ทันไรโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เจนจิรายิ้มเยาะ รับสาย รจเรขรีบถามว่าใครพูด เจนจิราตอบไปว่า

"ฉันเอง เจนจิรา..."

"คุณเจนจิราคะ ฉันมีเรื่องด่วนต้องพูดกับคุณลักษมณ์ เดี๋ยวนี้"

"ทำไม  เงินหมดแล้วจะมาขายตัวอีกหรือไง  เมินซะเถอะย่ะ ลักษมณ์เขาไม่สนใจเธอแล้ว ตอนนี้เขาเป็นของฉัน อย่าโทร.มาวุ่นวายกับเขาอีกเป็นอันขาด  แค่นี้นะ"  เจนจิรากระแทกกระทั้นวางสายทันที

รจเรขกลุ้มใจจะทำอย่างไรดี ตัดสินใจไปที่บ้านลักษมณ์ แต่ช้าไป เพราะลักษมณ์ขับรถออกจากบ้านและไก่ได้ขี่รถสะกดรอยตามไปแล้ว รจเรขเจอกับเจษฎาที่เพิ่งมาถึงเช่นกัน ต่างแปลกใจที่ไม่เห็นไก่ รจเรขจึงไปกดกริ่งหน้าบ้าน พุฒมาเปิดประตู ดีใจที่เห็นรจเรขมา

"ฉันมาหาคุณลักษมณ์น่ะจ้ะ"

"คุณลักษมณ์ไม่อยู่ครับ เพิ่งออกไป"

เจษฎารีบถามว่าไปไหน พุฒตอบว่าไม่ทราบ เสียงเจนจิราแหวออกมา

"ฉันรู้...แต่มันธุระกงการอะไรของพวกคุณไม่ทราบ เขาไม่รับโทรศัพท์แล้วยังไม่เลิก มาตามตื๊อถึงบ้านเลยเหรอ"

"ฉันมีเรื่องสำคัญมาก ต้องคุยกับคุณลักษมณ์ให้ได้ มันเกี่ยวกับความปลอดภัยของเขา"

"ฉันไม่เชื่อ อย่ามาเขี่ยถ่านไฟเก่าให้ยากเลย อย่างเธอมันถ่านหมดอายุ มันไม่คุแล้วล่ะย่ะ กลับไป" เจนจิราตวาดไล่

เจษฎารีบบอกว่านี่มันเรื่องคอขาดบาดตายให้บอกมาว่าลักษมณ์ไปไหน เจนจิราไม่สนใจ ยักไหล่เดินหนีเข้าบ้านไป รจเรขกับเจษฎามองหน้ากันอย่างหนักใจ...

ooooooo

รจเรขโทร.หาวีรวัฒน์เพื่อถามว่าลักษมณ์ไปไหน จึงรู้ว่าอาจจะไปนิคมอุตสาหกรรม เจษฎาจึงรีบขับรถพารจเรขไปที่นั่น...

ลักษมณ์มาสำรวจโกดังที่นิคมอุตสาหกรรม ไก่ตามติดหาโอกาสเหมาะ แล้วเผยตัวออกมาประจันหน้ากับลักษมณ์

"ฉันเป็นพี่ชายของกล้วย"

"คุณตามผมมาที่นี่ทำไม ต้องการอะไร"

"ฉันอยากให้แกตาย" ไก่ชักปืนออกมา

ลักษมณ์ตกใจกระโจนถีบตู้คอนเทนเนอร์ที่ไก่ยืนอยู่ ทำให้ไก่เซปืนหลุดจากมือ ทั้งสองต่อสู้กัน ลักษมณ์ถามว่าเขาไปทำอะไรให้ถึงจะมาฆ่าเขา

"มึงตาย กล้วยจะได้มีแต่ความสุข..."

"คุณกล้วยอยากให้ผมตายงั้นเหรอ" ลักษมณ์ตะลึงจึงพลาดถูกไก่ผลักล้มลงหัวแตก

เจษฎากับรจเรขมาถึง ยามข้างหน้าบอกว่าลักษมณ์เข้าไป ข้างในคนเดียว ทั้งสองรีบตามเข้าไป...

ลักษมณ์เห็นไก่ยืนถือปืนเล็งมาที่เขา รีบถาม "เดี๋ยว... ก่อนฉันจะตาย บอกฉันได้ไหมว่าทำไมรจเรขอยากให้ฉันตาย"

"เพราะแกเป็นผู้ชายเลว บัดซบ ที่ทำให้น้องสาวฉันเสียใจน่ะสิ ถ้าแกตาย สิ่งที่แกทำเอาไว้กับน้องสาวฉัน ก็จะไม่มีใครรื้อฟื้นไม่มีเยื่อใยต้องผูกพันกันอีก กล้วยจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่"

"แกหมายถึงอะไร..." ลักษมณ์ฟังแล้วเอะใจ

"ไม่ต้องถามมาก...ตายซะเถอะ"

เจษฎากระโจนเข้าชาร์จไก่จากด้านหลัง ไก่เซไปแล้วหันมาโวย ลักษมณ์ลุกขึ้นยืนเลือดยังไหลที่หัว รจเรขเข้ามาถามว่า ทำแบบนี้ทำไม ไก่ว่าลักษมณ์ทำลายชีวิตเธอ รจเรขรีบบอกว่าลักษมณ์ไม่ได้ทำอะไรเธอ เจษฎาพยายามพูดให้ไก่ใจเย็นลง แต่ไก่ไม่ฟังเสียง กลับบอกว่า

"แกเป็นคนดีเจษ กล้วยมีแกคอยดูแล ฉันก็ตายตาหลับแล้ว" ว่าแล้วไก่ก็ยิงใส่ลักษมณ์

รจเรขตกใจผวาเข้าบังตัวลักษมณ์ ลักษมณ์มีสติพอพลิกตัวกลับ กระสุนเจาะเข้าที่หลังเขาล้มทับรจเรข เธอตกใจร้องลั่น

"คุณลักษมณ์...อย่าเป็นอะไรนะคะ..."

ทั้งเจษฎาและไก่ตะลึง นึกไม่ถึงว่าทั้งสองคนจะห่วงกันขนาดรับกระสุนแทนกันได้   วีรวัฒน์ตามเข้ามาตกใจ  รจเรขรีบขอให้พาลักษมณ์ไปโรงพยาบาลก่อน เจษฎาเข้ามาช่วยอุ้มลักษมณ์ รจเรขจะลุกตามรู้สึกปวดท้องจนร้องโอ๊ย... พอลุกขึ้นมีเลือดไหลออกมาตามขา ทุกคนหันมามอง ลักษมณ์ ปรือตามองอย่างห่วงใยก่อนจะหมดสติไป เจษฎาบอกให้ไก่พากล้วยไปโรงพยาบาลด่วน

ในขณะที่เจนจิราถือวิสาสะจัดปาร์ตี้รื่นเริงกับเพื่อนนางแบบสามสี่คน ที่ริมสระน้ำในบ้านของลักษมณ์ แย้ม ชื่น และพุฒไม่พอใจที่ถูกจิกใช้ จึงแกล้งใส่แมลงสาบในอาหารมากมาย จนวิ่งหนีกันกระเจิง ส่งเสียงดัง คุณแขออกมาเอ็ด

"เธอเป็นแขกมาพักบ้านคนอื่น น่าจะเกรงใจเจ้าของบ้านบ้าง แค่จัดงานเลี้ยงก็มากเกินไปแล้ว แต่นี่อะไร เปิดเพลงเสียงดัง ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าด เอะอะไปจนถึงบ้านฉัน ไม่มีมารยาท"

"เอ๊ะ เข้าใจผิดหรือเปล่าคะ ระหว่างแม่เลี้ยงกับภรรยา ของลักษมณ์ ใครเป็นเจ้าของบ้าน ใครเป็นคนอาศัยกันแน่" เจนจิราโต้เพราะอายเพื่อนๆ

"ถ้าคุณลักษมณ์เขาแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับใคร ฉันคงต้องยกให้เขาเป็นเจ้าของบ้าน แต่เธอ...คงไม่ใช่ พุฒ ชื่น เก็บของพวกนี้ออกไปให้หมด งานเลิกแล้ว ขอเชิญทุกคนกลับไปได้" คุณแขสั่งเสียงเฉียบ

เจนจิราโกรธจนตัวสั่น ยังไม่ทันตอบโต้ จิตวิ่งหน้าตื่นเข้ามาบอกเรื่องที่ลักษมณ์โดนยิง   ทุกคนตกใจ   คุณแขรีบออกไป เจนจิราบอกจอยให้ไปกับเธอด่วน

ooooooo

มาถึงโรงพยาบาล คุณแขปรี่เข้าไปถามวีรวัฒน์ ถึงอาการของลักษมณ์ วีรวัฒน์บอกว่าหมอผ่าเอากระสุนออกแล้ว แต่ลักษมณ์เสียเลือดมากต้องรอดูอาการในห้องฉุกเฉินก่อน พิมานรีบถามว่ามีเรื่องอะไร ใครเป็นคนยิง วีรวัฒน์ตอบว่า เขาไม่รู้ว่าเรื่องอะไร แต่ไก่เป็นคนยิง พิมานไม่อยากเชื่อ รีบถามถึงรจเรข...

หมอบอกว่ารจเรขกับลูกในท้องปลอดภัย แต่ย้ำเตือนว่าอย่าให้กระทบกระเทือนแรงๆแบบนี้อีก พอหมอออกไปรจเรขรีบถามถึงลักษมณ์ เจษฎาต่อว่าทันทีที่เอาตัวมาบังกระสุน ทำไมไม่ห่วงลูก ไก่ยืนหน้าเครียดมองรจเรขอย่างเสียใจ

"นี่รักมันมาก จนทำได้ทุกอย่างเลยเหรอ"

"กล้วยรักพี่ไก่ต่างหาก กล้วยไม่อยากให้พี่ไก่เป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย คนอย่างคุณลักษมณ์ถ้าเขาเป็นอะไรไป พี่น้องเขาคงเอาเรื่องพี่ไก่ถึงตาย"

ไก่เมินหน้าหนี เจษฎาเห็นด้วยและเตือนไก่อย่าหุนหันพลันแล่นอีก ไม่ทันขาดคำวีรวัฒน์พาตำรวจเข้ามาควบคุมตัวไก่ เจษฎาขอเป็นทนายให้ไก่ จึงตามไปโรงพักด้วย...

พอเสร็จเรื่องโรงพัก ไก่ถูกควบคุมตัวไว้ เจษฎาพารจเรขกลับบ้านสวน รจเรขตัดสินใจกราบขอโทษคุณยายและสารภาพความจริงทั้งหมดรวมถึงที่เธอท้อง ไก่ถึงได้โกรธและไปทำร้ายลักษมณ์ คุณยายตกใจมาก น้ำตาไหลพรากขอตัวไปไหว้พระ คุณยายร้องไห้รำพึงหน้าโกศพ่อแม่รจเรข

"พ่อเรือง แม่ปราง แม่คงจะทำอะไรผิดไป ลูกของเธอสองคนถึงได้โตมาเป็นแบบนี้ แม่เสียใจจริงๆนะ"

รจเรขกับเจษฎายืนอยู่หน้าประตูห้องพระ รจเรขสะเทือนใจคลานเข้าไปกอดคุณยาย

"คุณยายขา คุณยายเลี้ยงกล้วยกับพี่ไก่มาดีที่สุดแล้วค่ะ เราสองคนผิดเอง ที่ทำอะไรไม่คิด กล้วยขอโทษที่ทำให้คุณยายเสียใจ กล้วยขอโทษที่ทำให้คุณยายต้องเดือดร้อน"

"ยายแก่แล้ว อีกไม่นานก็ไป แต่กล้วยกับไก่ล่ะลูก คนหนึ่งก็ท้องไม่มีพ่อ อีกคนก็จะติดคุกข้อหาฆ่าคนตาย หลานสองคนจะอยู่ต่อไปยังไง" คุณยายดึงรจเรขมากอดร้องไห้

เจษฎาตัดสินใจเข้าไปกราบขอเป็นคนดูแลรจเรขกับลูก คุณยายตกใจอีกครั้ง พอตั้งสติได้บอกว่ายอมไม่ได้ จะเป็นการเอาเปรียบ แต่เจษฎายืนยันว่าเขาเต็มใจเพราะเขารักรจเรข คุณยายซาบซึ้งใจหันไปถามรจเรข "แล้วเราล่ะ แม่กล้วย..."

รจเรขไม่อาจทำให้คุณยายและเจษฎาผิดหวังได้อีกจึงตอบไปว่า เธอไม่มีปัญหา คุณยายจึงขอให้รักกันมากๆ และฝากเจษฎาดูแลรจเรขด้วย เจษฎาก้มกราบคุณยายด้วยความดีใจ...

ooooooo

ที่โรงพยาบาล ลักษมณ์สะดุ้งตื่นขึ้นมาเรียกหารจเรข คุณแขกับพิมานผวาเข้าไปหา ดีใจที่ลักษมณ์ฟื้น ลักษมณ์กลับถามว่ารจเรขเป็นอย่างไรบ้าง พิมานแปลกใจเพราะไม่เห็นรจเรขเป็นอะไร

"แต่ก่อนที่ฉันจะหมดสติไป ฉันเห็นเขาล้ม..."

"พี่ลักษมณ์อย่าเพิ่งกังวลเลย คงไม่มีอะไรหรอก กังวลเรื่องตัวเองก่อนดีกว่า ตำรวจรออยู่หน้าห้องแน่ะครับ ถ้าพี่ลักษมณ์พอไหว เขาอยากขอสอบปากคำ"

ลักษมณ์พยักหน้าอนุญาต ตำรวจเข้ามากำลังจะสอบปากคำ เจนจิรากับจอยโผล่พรวดเข้ามา พอเห็นตำรวจก็รีบแจ้งให้จับคนร้ายมาเอาผิดให้ได้ ตำรวจทำหน้าสงสัยแล้วถามว่าสองคนนี้เกี่ยวข้องอะไรกับลักษมณ์ คุณแขตอบแทนว่า ไม่ได้เกี่ยวดองอะไรเลย และให้พิมานกันสองคนออกไป เจนจิราตาขวางไม่พอใจแต่ขัดขืนไม่ได้ จำต้องออกไป

ตำรวจซักถามลักษมณ์เชิงว่า เขากับรจเรขมีปัญหาเรื่องทรัพย์สินตอนหย่าขาดกันหรือเปล่า ลักษมณ์รีบบอกว่า

"ไม่มีทางครับ ตอนก่อนแต่งงาน ผมร่างสัญญาเอาไว้ ชัดเจน ว่ารจเรขไม่สามารถจะเรียกร้องอะไรจากผมได้ หลังจากการหย่าร้าง"

"ถ้าอย่างนั้น คุณคิดว่าน่าจะมีมูลเหตุแรงจูงใจอะไรครับ ที่ทำให้คุณรุจิรัตน์ พี่ชายของคุณรจเรขต้องการจะฆ่าคุณ"



ลักษมณ์หวนคิดถึงคำพูดของไก่ที่ว่า "ถ้าแกตาย สิ่งที่แกทำเอาไว้กับน้องสาวฉัน ก็จะไม่มีใครรื้อฟื้น ไม่มีเยื่อใยต้องผูกพันอะไรกันอีก กล้วยจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่"...และคำพูดของเจษฎาที่เข้ามาห้ามไก่ "ไก่ฟังฉันนะ สิ่งที่เกิดขึ้นกับกล้วยฉันก็โกรธและเสียใจไม่น้อยไปกว่าแก แต่แกทำแบบนี้ไม่ได้ มันผิดเข้าใจมั้ย"

ลักษมณ์เล่าให้ตำรวจฟัง "ก่อนที่เขาจะยิงผม เขาพูดเหมือนกับว่า ผมทำให้คุณรจเรขเป็นอะไรซักอย่าง แต่ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าเขาหมายถึงอะไร"

ในขณะที่ไก่ให้การตำรวจว่า เขาไม่ชอบหน้าลักษมณ์ถึงยิง เจษฎาพาคุณยายมาพบไก่ ตำรวจพาตัวไก่ออกมา พอเห็นคุณยาย ไก่ตะลึง คุณยายโผกอดไก่ร้องไห้ต่อว่าทำไมทำอะไรไม่คิด ไก่บอกคุณยาย

"คุณยายไม่เข้าใจ คุณยายไม่รู้ ว่ามันทำอะไรกับยัยกล้วย"

"ยายรู้ ยัยกล้วยกับพ่อเจษเขาบอกยายหมดแล้ว ไก่ทำไป เพราะรักน้อง เจ็บแค้นแทนน้อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับยัยกล้วย ยังไงมันก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ต่อให้ฆ่าคุณลักษมณ์ตาย มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้นะลูก"

พลันตำรวจพาลักษมณ์ในชุดคนไข้เข้ามา ลักษมณ์ตั้งคำถาม "สิ่งนั้นมันคืออะไรล่ะครับ ใครช่วยบอกผมหน่อยได้ไหม"

ทุกคนหันไปมอง รจเรขโผเข้าถามด้วยความห่วงใย

"คุณลักษมณ์ คุณเป็นยังไงบ้างคะ"

"ผมไม่เป็นไรครับ คุณกล้วย กระสุนไกลหัวใจเยอะ แต่ผมไม่เข้าใจ คุณคิดฆ่าผมทำไม"

เจษฎาเกรงลักษมณ์จะรู้ว่ารจเรขท้อง จึงขอให้เขากลับไปก่อน แต่ลักษมณ์ไม่ยอม เขาต้องการรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับรจเรข คืออะไร ทำไมถึงต้องเอาชีวิตเขาเป็นการชดใช้

"นี่คุณลักษมณ์เขาไม่รู้เหรอ แม่กล้วย" คุณยายมองรจเรขอย่างสงสัย

ลักษมณ์รีบถามว่าเรื่องอะไร รจเรขขอร้องคุณยายอย่าพูดอะไร เจษฎาเห็นท่าไม่ดี ขอให้ตำรวจพาลักษมณ์กลับไป และเขาจะพาคุณยายกับรจเรขกลับ ลัก

ษมณ์ไม่ยอมสะบัดตัวพุ่งเข้าหารจเรข

"ไม่ คุณปิดบังอะไรผมอยู่คุณกล้วย ผมทำอะไรลงไป คุณบอกผมมาดีกว่า"

"ไม่ค่ะ ไม่มีอะไร"

"ไม่จริง บอกผมมา ผมพร้อมจะรับผิดชอบ ถ้าผมทำอะไรผิดไป"

"ไม่ต้อง ไม่มีใครต้องการให้แกมารับผิดชอบชีวิตของน้องฉัน ทุกอย่างที่เป็นของน้องฉัน แกไม่มีวันจะได้แตะต้อง แกไม่ต้องมายุ่ง" ไก่ทนไม่ไหวระเบิดออกมา

"คุณพูดแบบนี้ ผมยิ่งต้องรู้ให้ได้ บอกมาคุณกล้วย สิ่งที่พวกคุณปกปิดกันอยู่มันคืออะไร" ลักษมณ์เข้ามาคาดคั้นอย่างมีอารมณ์

ไก่โมโหเข้าไปผลักลักษมณ์เซไปชนผนัง เลือดทะลักออกจากแผล ลักษมณ์ร้องโอ๊ย มือกุมท้อง ตำรวจรวบตัวไก่กลับไปห้องคุมขัง รจเรขจะผวาเข้าไปดูลักษมณ์แต่พอเห็นสายตาเจษฎาก็ชะงัก ลักษมณ์ค่อยๆยันกายลุกขึ้น พอดีวีระวัฒน์วิ่งเข้ามา รีบเข้าประคอง

"คุณลักษมณ์ ผมนึกแล้วว่าต้องมาที่นี่ คุณยังไม่หายเลย หนีออกจากโรงพยาบาลมาทำไมครับ"

ลักษมณ์ไม่พูดอะไร ได้แต่มองจ้องรจเรขที่ยืนข้างเจษฎาอย่างน้อยใจ เจษฎาขอโทษแทนไก่ วีระวัฒน์ประคองลักษมณ์ ให้กลับ รจเรขมองตามหลังด้วยสายตาห่วงสุดๆ เจษฎาเห็นแล้วเศร้า เขาบอกให้รจเรขพาคุณยายไปรอที่รถก่อน เขามีเรื่องจะคุยกับไก่ แล้วจะตามไป...

ooooooo

ตำรวจเอาตัวไก่มานั่งสงบสติอารมณ์ในห้องสอบสวน เจษฎาตามเข้ามาตำหนิไก่

"ถ้าแกยังขืนใช้อารมณ์อยู่อย่างนี้ ฉันจะช่วยแกได้ยังไง"

"ยังไงฉันก็ติดคุกอยู่แล้ว" ไก่พาล

"ฉันกำลังทำเรื่องขอประกันตัวแก เราจะสู้คดี"

"สู้ยังไงก็แพ้ แกพูดเองว่ามันมีทั้งหลักฐาน ทั้งพยาน ฉันทำใจแล้วเจษ ฉันอาจจะต้องติดคุกเป็นสิบปี แต่ฉันเต็มใจ เพื่อแลกกับความสุขทั้งชีวิตของยัยกล้วย"

"กล้วยจะมีความสุขได้ยังไง ถ้าแกต้องอยู่ในนี้"

"ได้สิ ฉันเชื่อ ยัยกล้วยจะมีความสุขถ้าได้อยู่กับแก ไม่ใช่อยู่กับไอ้หมอนั่น...แต่มันเริ่มสงสัยเราแล้ว แกต้องรีบแต่งงานกับกล้วยให้เร็วที่สุดนะไอ้เจษ ก่อนที่ไอ้ลักษมณ์มันจะรู้ว่ายัยกล้วยตั้งท้องลูกของมัน" ไก่พูดด้วยความกังวลโดยไม่รู้เลยว่า เจนจิรากับจอยยืนฟังอยู่หน้าห้อง

จอยจะร้องกรี๊ด เจนจิรารีบปิดปากจอยลากตัวออกมา เจนจิราโกรธมาก บอกกับจอยว่า

"ลักษมณ์ต้องไม่รู้ ฉันกำจัดนังรจเรขให้พ้นทางได้แล้ว ฉันไม่มีทางยอมแพ้เพราะไอ้มารหัวขนตัวเดียว"

"แล้วแกจะทำยังไง"

"ถ้ากำจัดลูกในท้องไปได้ นังรจเรขกับลักษมณ์ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว จริงมั้ย"

จอยตกตะลึง ไม่คิดว่าเจนจิราจะโหดขนาดนี้...

ooooooo

พยาบาลฉีดยาและทำแผลให้ลักษมณ์ คุณแขตำหนิลักษมณ์ที่หนีออกไป ดีที่วีระวัฒน์ตามไปทัน ลักษมณ์บ่นว่าเขาทนไม่ไหวที่จะอยู่เฉยๆโดยมีเรื่องคาใจแบบนี้ และยิ่งทุกคนช่วยกันปิด เขายิ่งเชื่อว่ามันต้องเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก คุณแขเอ็ดว่า สำคัญแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่าความปลอดภัยของลักษมณ์ เธอขอให้หายดีก่อนค่อยออกไปสืบไปถามอะไร

พิมานมาเยี่ยม เข็นรถพาลักษมณ์ออกมาในสวนโรงพยาบาล พิมานบอกลักษมณ์ว่า คุณแขให้เขามารับหน้าที่นักสืบแทน ลักษมณ์ดีใจ

"พี่ลักษมณ์จะให้ผมเริ่มที่ไหน"

"คุณกล้วย...ฉันปะติดปะต่อเรื่องราวดูแล้ว คุณกล้วยจะต้องมีปัญหาเดือดร้อนอะไรซักอย่าง ที่ทุกคนคิดว่าฉันเป็นคนทำ แต่ไม่ยอมบอกฉัน...นายต้องเริ่มสืบที่คุณกล้วย"...

คืนนั้น รจเรขนั่งมองดวงจันทร์เศร้าๆที่นอกชาน คุณยายเข้ามาถามว่าคิดถึงลักษมณ์ใช่ไหม รจเรขตอบว่าห่วงทั้งไก่และลักษมณ์ เพราะไก่เป็นคนทำร้ายลักษมณ์

"กล้วยรักเขา ยายดูออกนะ"

"ค่ะ...คุณยาย"

"แล้วทำไมไม่บอกเขาเรื่องท้อง ยังไงซะ ลูกในท้องก็เป็นลูกของเขา ดูท่าคุณลักษมณ์ไม่ใช่คนไม่รับผิดชอบ"

"ค่ะ ถ้ากล้วยบอกเขา เขาอาจจะรับผิดชอบ ยอมรับเป็นพ่อของลูกในท้องกล้วย แต่กล้วยไม่ต้องการค่ะคุณยาย เขากับกล้วยแต่งงานกันครั้งแรก เพราะความจำเป็น ถ้าหากเขาจะแต่งงานกับกล้วยอีกครั้ง กล้วยอยากให้เป็นเพราะความรัก ไม่ใช่เพราะอย่างอื่นค่ะคุณยาย"

"ก็ตามใจ ถ้าเราคิดจะตัดใจจากคุณลักษมณ์ก็ต้องตัดให้ขาด อย่าให้เหลือเยื่อใย พ่อเจษเป็นคนดี แล้วก็มีบุญคุณกับเรามาก ยายไม่อยากให้กล้วยทำร้ายน้ำใจเขา"

รจเรขนิ่งไปสักพักก่อนจะรับคำเศร้าๆ "ค่ะ...คุณยาย"

ในคืนเดียวกัน เจนจิรากับจอยกลับมาที่โรงพยาบาล ทั้งที่หมดเวลาเยี่ยมแล้ว เจนจิราขอร้องพยาบาลว่าเธอขอเข้าไปเอากุญแจบ้าน เพราะลืมไว้ในห้องลักษมณ์

"แน่ใจเหรอคะ ว่าลืมไว้ในห้องคนไข้"

"แน่ใจค่ะ คุณพยาบาลขา ขอเราเข้าไปแป๊บเดียว รับรองไม่รบกวนคนไข้แน่ๆค่ะ"

พยาบาลยอมให้ทั้งสองเข้าไป เจนจิราย่องเข้าไปขโมยมือถือของลักษมณ์ซึ่งวางอยู่ข้างโต๊ะเล็กใกล้ที่พุฒนอนอยู่ออกมาส่งข้อความหารจเรข สวมรอยเป็นลักษมณ์ว่ามีเรื่องสำคัญที่จะบอกให้ใครรู้ไม่ได้ พรุ่งนี้เวลาสิบโมงเช้า และขอให้เธอมาคนเดียว รจเรขอ่านแล้วกังวลใจว่าเรื่องอะไร...จอยเห็นเจนจิรายิ้มร้ายน่ากลัว ชักจะหวาดๆว่าเจนจิราจะทำอะไร

ooooooo

วันต่อมาคุณหญิงศรีสวัสดิ์เห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ว่าลักษมณ์ถูกยิงนอนพักฟื้นอยู่โรงพยาบาล ท่านนพพรนึกได้ มิน่าพิมานถึงลาพักเพราะมีเรื่องที่บ้านนี่เอง คุณหญิงศรีสวัสดิ์บ่นว่าลักษมณ์คงทำผู้หญิงไว้มาก โชคดีที่ณัฏฐาถอนหมั้นออกมาได้ ไม่อย่างนั้นคงต้องวิ่งเต้นเดือดร้อนไปกับเขาด้วย แต่ณัฏฐากลับเป็นห่วงพิมาน

กลับมาบ้านสวน เจษฎาให้คุณยายเซ็นเอกสารมอบฉันทะให้เขาเอาโฉนดบ้านสวนกับเงินสดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวไก่ คุณยายมองเจษฎาอย่างตื้นตันที่เป็นเรี่ยวเป็นแรงช่วยเหลือครอบครัวทุกอย่าง

"ถ้าไม่มีพ่อเจษเสียคน ยายกับยัยกล้วยคงไม่รู้จะทำยังไง ขอบใจนะ"

รจเรขแต่งตัวเหมือนจะออกไปข้างนอก เดินเข้ามา เจษฎาเห็นหน้าซีดๆ จึงบอกให้นอนพักเสีย เรื่องไก่เขาจะไปจัดการเอง แต่รจเรขไม่ยอม เจษฎาจึงประคองเธอเดินออกไป ป้าเขียนเห็นแล้วอดปลื้มใจถึงกับเอ่ยคำกลอนออกมาว่า

"แหม...เห็นผัวเมียเขารักกันมาหนัก จะเหมือนพ่อรักพิมหามีไม่...คุณเจษแกรักหลานสาวคุณยายจริงๆนะคะ เห็นแล้วชื่นใจ"

"ฮื่อ...ว่าแต่คนของเราเถอะ รักเขาบ้างหรือเปล่า ฉันล่ะกลุ้มใจ" คุณยายอดถอนใจไม่ได้...

ขณะที่เจษฎาจัดการเรื่องประกันตัวไก่อยู่ที่สถานีตำรวจ รจเรขนั่งรอ ได้รับข้อความจากลักษมณ์ซึ่งเจนจิราเป็นคนส่งมาสำทับอีกว่า เขามารอที่คลับเฮ้าส์สนามกอล์ฟแล้ว...รจเรขออกมาเดินนอกห้องกระวนกระวายว่าควรไปหรือไม่ควรไปดี พลันสะดุ้งเมื่อพิมานเข้ามาทัก

"คุณพิมาน ทำไมคะ" รจเรขแปลกใจ

"ผมมาดักเจอคุณกล้วยนี่แหละ ผมมีเรื่องอยากถามพี่ลักษมณ์เขาทำอะไรคุณกล้วยกันแน่ ทำไมพวกคุณไม่ยอมบอกพี่ลักษมณ์"

"ไม่มีค่ะ"

"อย่าปิดผมเลยครับคุณกล้วย ที่ผ่านมาพี่ลักษมณ์ทำกับคุณสารพัด ผมไม่เห็นพี่ชายคุณจะมาวุ่นวาย แต่นี่ถึงกับจะฆ่ากัน แปลว่ามันต้องเป็นเรื่องใหญ่มาก ชนิดที่ให้อภัยกันไม่ได้"

ท่าทางรจเรขอึกอัก พิมานจึงรุกต่อ "บอกมาเถอะครับ ผมเป็นเพื่อนคุณนะครับ ผมไม่เข้าข้างพี่ลักษมณ์อยู่แล้ว ถ้าผมรู้ว่าพี่ลักษมณ์ทำผิดอะไรลงไป ผมอาจจะช่วยให้การ ให้ศาลเห็นใจ ยอมลดโทษให้พี่ชายของคุณกล้วยก็ได้"

รจเรขอึดอัดใจไม่รู้จะเลี่ยงหนีอย่างไร พอดีเจษฎาออกมา "ขอบคุณนะครับคุณพิมาน แต่กล้วยไม่มีอะไรจะบอกคุณจริงๆ เข้าไปข้างในเถอะกล้วย"

เจษฎาประคองรจเรขกลับเข้าไปในห้อง พิมานมองอย่างขัดใจ...รจเรขเห็นไก่เดินมาก็โผกอดด้วยความดีใจที่ได้รับการปล่อยตัว ไก่ขอให้รีบพาเขากลับไปกราบคุณยาย พอเดินมาที่รถเมสเสจของรจเรขก็ดังขึ้นอีก "คุณอยู่ที่ไหน ผมจะรออยู่ที่นี่จนกว่าคุณจะมา" รจเรขลำบากใจมาก ตัดสินใจบอกเจษฎากับไก่ให้กลับไปก่อน เธอขอตัวไปทำธุระ

"ธุระอะไรที่ไหนจ๊ะ...เราไปด้วยกันก็ได้นี่" เจษฎารีบบอก

"นั่นสิ กล้วยยิ่งไม่แข็งแรงอยู่ ไปด้วยกันดีกว่า"

"อย่า...เลยค่ะ คุณยายคงอยากเจอพี่ไก่มากที่สุด รีบกลับไปหาคุณยายดีกว่า กล้วยไปทำธุระไม่รู้จะเสร็จกี่โมงนะคะ"

เจษฎาเห็นท่าทางรจเรขไม่ยอมแน่ จึงตามใจแต่ขอให้ โทร.มาบอกด้วยจะได้รอรับปากทางเข้าสวน รจเรขรับปากแล้วเดินแยกไป พิมานจอดรถดักรออยู่ เห็นรจเรขเดินคนเดียวก็ดีใจ แต่แล้วเห็นเธอเดินไปเรียกแท็กซี่ขึ้นไป เขาจึงขับรถตาม

ooooooo

จอยรออยู่นานจนเบื่อ บ่นกับเจนจิราว่ารจเรขคงไม่มาแล้ว เพราะเลยเวลาไปสองชั่วโมง จอยจะกลับ เจนจิรารั้งไว้ พอดีแท็กซี่ที่รจเรขนั่งแล่นเข้ามา ทั้งสองดีใจรีบหลบ พิมานซึ่งขับรถตามมาแปลกใจว่ารจเรขมาที่นี่ทำไมทั้งที่ไม่เคยเล่นกอล์ฟ พลันเห็นเจนจิรากับจอยลับๆล่อๆอยู่ เขาจึงเดินตามสองสาวไปห่างๆ ระหว่างเดินก็กดโทรศัพท์หาลักษมณ์ เจนจิราสะดุ้งเพราะมือถือลักษมณ์ดัง

"เฮ้ย...คุณพิมานโทร.มา"

พิมานเห็นเจนจิรากับจอยท่าทางแปลกๆวุ่นวายกับโทรศัพท์ในมือ พิมานกดโทร.หาลักษมณ์อีกครั้ง สองสาวท่าทางแปลกๆอีก พิมานยิ่งสงสัยเดินตามเข้าไปใกล้อีกนิด...

ระหว่างนั้น ลักษมณ์ให้พุฒค้นหามือถือของเขาทั่วห้อง พุฒมั่นใจว่าเขาวางไว้ให้บนโต๊ะเล็กนี่ แต่มันหายไปได้อย่างไร พอดีพิมานโทร.เข้าโทรศัพท์ในห้อง จึงได้รู้กันว่า มือถือลักษมณ์ หายไป พิมานเริ่มเข้าใจ

"ผมว่าแล้ว...ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด โทรศัพท์ของพี่น่าจะ อยู่กับคุณเจนจิรา"

"อะไรนะ นายรู้ได้ยังไง"

"ผมตามคุณกล้วยมาครับ แล้วมาเจอคุณเจนจิราที่นี่ ตอนนี้เธอกำลังเดินตามคุณกล้วยอยู่"


"นายคอยจับตาดูไว้นะ พิมาน ฉันว่าต้องมีอะไร ไม่ชอบมาพากลแน่" ลักษมณ์ไม่สบายใจ

พุฒเข้ามารายงาน "คุณลักษมณ์ครับ ผมไปถามมาแล้ว พยาบาลบอกว่า เมื่อคืนนี้ คุณเจนจิราเข้ามาในห้องนี้เป็นคนสุดท้ายครับ เธออ้างว่าลืมกุญแจคอนโดฯเอาไว้ในห้องคุณลักษมณ์"

"เจนขโมยโทรศัพท์ไปจริงๆด้วย จะเอาไปทำอะไร...คุณกล้วย" ลักษมณ์นึกเป็นห่วงรจเรขอย่างมาก...

ooooooo

ในคลับเฮ้าส์ รจเรขนั่งพักที่ส่วนรับรอง มองหาลักษมณ์ เจนจิรากับจอยซุ่มดูอยู่ โดยไม่รู้ว่าพิมาน แอบมองพวกเธออยู่เช่นกัน เจนจิราสะกิดจอยให้เข้าไปจัดการกับรจเรข จอยถามว่าจะทำอะไร เจนจิราตอบว่า ให้รจเรขแท้งลูก จอยตกใจ รีบปฏิเสธ

"เฮ้ย...บาปนะแก ฉันไม่เอาด้วยหรอก"

"นี่ นังจอย อย่ามาทำขี้ขลาด"

"เออ แกมันคนกล้า แกทำไปคนเดียวเหอะ ฉันดูต้นทางให้" เห็นเจนจิราเดินขัดใจออกไป จอยส่ายหน้าบ่นก่อนเดินหนีไป "บ้า ชักจะบ้าไปกันใหญ่ ฉันไม่เอาด้วยแล้ว"

รจเรขรออยู่สักพักคิดว่าลักษมณ์คงไม่อยู่แล้ว เพราะเลยเวลานัดมาสองชั่วโมงกว่า จึงลุกจะกลับ พอหันมาเจอเจนจิรายืนประชิดอยู่ก็ตกใจ เจนจิรายิ้มน่ากลัวถามว่ามารอลักษมณ์ ใช่ไหม รจเรขคิดได้ทันที

"คุณหลอกฉัน คุณต้องการอะไร..."

พิมานยืนมองอย่างกังวลว่าสองสาวคุยอะไรกันอยู่ พอดีเห็นจอยเดินออกมาจึงรวบตัวจะซักถาม จอยหน้าซีดตกใจกลัว ยิ่งพิมานขู่ว่าจะเรียกตำรวจจอยจึงสารภาพหมดเปลือก...

ในขณะที่รจเรขกำลังปฏิเสธเจนจิรา "คุณเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ได้ท้องกับคุณลักษมณ์ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรของคุณ"

รจเรขจะกลับเจนจิราคว้าแขนไว้ "อย่าโกหกเลย ฉันรู้ว่าแกท้องกับลักษมณ์ และฉันไม่มีทางยอมให้ลูกในท้องแกมาเป็นอุปสรรคของฉัน แกจะเก็บมันไว้ไม่ได้"

เจนจิราหยิบเครื่องช็อตไฟฟ้าออกมาจะจี้ท้องรจเรข รจเรขตกใจสะบัดตัวหนี ผลักเจนจิราไปกระแทกรถเข็น ทำให้ เครื่องช็อตไฟฟ้าหลุดมือ รจเรขวิ่งหนีลงบันได เจนจิราโกรธคว้ารถเข็นผลักสุดแรงตามรจเรขลงไป รจเรขเบี่ยงตัวหลบแต่ เสียหลักพลาดตกบันไดลื่นไถล พิมานวิ่งเข้ามารับตัวรจเรขไว้ได้ ทั้งสองทรุดนั่งกับพื้น เจนจิราตกใจรีบหลบ

"คุณพิมาน...โผล่มาจากไหนเนี่ย บ้าชะมัดเลย"

พิมานประคองรจเรขลุกขึ้นยืน "ไม่เป็นอะไรนะครับคุณกล้วย"

"ไม่ค่ะ...คุณพิมานมาที่นี่ได้ยังไงคะ"

"ผมต้องถามคุณมากกว่ามาได้ยังไง"

พลันรถเข็นซึ่งคาอยู่ที่บันไดก็ไหลเลื่อนตกลงมาอย่างเร็ว กระแทกหลังรจเรขอย่างจัง เธอเอามือกุมท้องร้องโอ๊ย...ที่ขามีเลือดไหลออกมาเป็นทาง พิมานตกใจ เจนจิราเข้าใจว่ารจเรขคงแท้งแล้วจึงยิ้มสะใจรีบหนีกลับไป โดยมีจอยนั่งรอในรถหน้าตาเป็นกังวล

"ในที่สุดฉันก็จัดการลูกในท้องนังรจเรขได้" เจนจิราบอกจอยด้วยความสะใจ

"แล้วถ้าเขาไปแจ้งความล่ะ ว่าแกฆ่าลูกเขา" จอยถามอย่างกังวล

"มีหลักฐานอะไรล่ะ...ถึงคุณพิมานจะเห็นว่าเรามาที่นี่ ถึงคุณพิมานจะเห็นว่าฉันกับนังรจเรขทะเลาะกัน แต่ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรมัน ส่วนไอ้รถเข็นนั่นมันไหลลงไปได้ยังไงก็ไม่มีใครเห็น จะมาโทษฉันได้ยังไง"

เจนจิราพูดอย่างมั่นใจ แล้วจู่ๆก็จอดรถพรืด...โยนโทรศัพท์ลักษมณ์ทิ้งขยะข้างทางเป็นการทำลายหลักฐาน..

พอลักษมณ์รู้เรื่องรจเรข   เขาเดินกึ่งวิ่งมาที่หน้าห้องฉุกเฉิน เจอพิมานก็รีบถามอาการเธอ พิมานบอกว่ารจเรขโดนรถเข็นกระแทกทำให้มีเลือดไหล

ออกมาท่าทางน่าเป็นห่วง พอหมอเดินออกมา สองหนุ่มปรี่เข้าไปหา

"ภรรยาผมเป็นอะไรครับ หมอ"

"เธอได้รับความกระทบกระเทือนครับ เลยมีเลือดออก แต่ หมอตรวจอัลตราซาวนด์ดูแล้วโชคยังดีที่ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูก"

"อะไรนะครับ..." สองหนุ่มตกตะลึง

"ตะกี๊หมอพูดว่า...ปลอดภัยทั้งแม่ ทั้งลูก" ลักษมณ์ละล่ำละลักถาม

"ครับ คนไข้ตั้งครรภ์ได้เกือบสองเดือนแล้ว"

"คุณกล้วยท้อง...พิมานได้ยินไหม คุณกล้วยท้อง"

หมอเห็นท่าทางลักษมณ์ ยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วบอกว่าตอนนี้หมอให้ยาคนไข้ไว้เพราะเกรงจะกระทบกระเทือนอีก คงจะนอนหลับอีกสักสองชั่วโมง

"ได้ยินมั้ยพิมาน คุณกล้วยท้อง พี่จะมีลูก พิมาน พี่กำลังจะมีลูก" ลักษมณ์ยังตื่นเต้นดีใจ

พอได้เข้าเยี่ยม ลักษมณ์มองรจเรขซึ่งยังหลับอยู่อย่างรักใคร่และห่วงใย เขารำพึง

"คุณกล้วย นี่ใช่ไหมความลับที่คุณไม่ยอมบอกผม ทำไมใจร้ายอย่างนี้ เรามีลูกด้วยกันแล้วนะ...ลูกของเรา...ขอบคุณนะครับที่รัก..." ลักษมณ์ก้มลงจูบหน้าผากรจเรขอย่างแสนรัก...

สองคน เจษฎาและไก่กลับมาบ้านสวนโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับรจเรข ไก่โผเข้ากราบขอโทษคุณยาย

"ไก่ขอโทษนะครับคุณยาย ไก่ขอโทษที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อนครั้งแล้วครั้งเล่า  คุณยายน่าจะปล่อยให้ไก่ใช้กรรมอยู่ในตะราง ไม่น่าเสียเงินไปประกันตัวไก่เลย"

"เงินทองเป็นของนอกกาย ไม่มีก็ไม่ตาย แต่ถ้าไก่ลำบาก ยายจะมีความสุขอยู่ได้ยังไง"

ป้าเขียนปลาบปลื้มไปด้วย เตือนไก่ต่อไปจะทำอะไรให้คิดถึงคุณยายมากๆ ไก่รับปาก

"ผมได้คิดแล้วครับ ป้าเขียน ตอนที่ผมติดตะราง ผมเห็นคุณยายกับกล้วยร้องไห้ ผมถึงได้คิดว่าผมทำผิดไป ผมคิดทำร้ายคนอื่น แต่คนที่เจ็บที่สุดกลับเป็นคนที่ผมรัก"

คุณยายดีใจที่ไก่คิดได้ เตือนว่าที่พลาดไปขอให้เป็นบทเรียน แล้วนึกได้ถามถึงรจเรข เจษฎาบอกว่า เธอขอตัวไปทำธุระ เขาไม่กล้าเซ้าซี้จึงปล่อยให้ไป คุณยายถอนใจ...

ooooooo

พิมานเอามือถือรจเรขมาเปิดให้ลักษมณ์ดูว่าได้รับข้อความนัดหมายจากลักษมณ์

"พี่ไม่นึกจริงๆว่าเจนจิราจะกล้าทำร้ายคุณกล้วย ทำร้ายลูกของพี่ เลวจริงๆ"

พลันมือถือรจเรขดังขึ้น ลักษมณ์เห็นชื่อเจษฎาโทร.มา เขากดรับ เจษฎาแปลกใจที่เป็นลักษมณ์มารับสายแทนรจเรขได้อย่างไร

"ใจเย็นๆก่อนครับ บังเอิญเกิดเรื่องนิดหน่อย ตอนนี้คุณกล้วยอยู่ที่โรงพยาบาล"

"โรงพยาบาล...กล้วยเป็นอะไร" เจษฎาตกใจ

"หกล้มน่ะครับ บาดเจ็บนิดหน่อย ไม่มีอะไรมาก คุณหมอตรวจแล้วบอกว่าปลอดภัย ทั้งแม่ทั้งลูก" ลักษมณ์เน้นประโยคหลัง

คุณยายกับไก่รุมถามเจษฎาว่ารจเรขเป็นอะไร เจษฎาหน้าเสียบอกสองคนว่ารจเรขหกล้ม บาดเจ็บนิดหน่อย ไก่เห็นสีหน้าเพื่อน

แปลกๆถามว่ามีอะไร เจษฎาตอบว่าลักษมณ์รู้แล้วว่ารจเรขท้อง ทั้งสามมองหน้ากัน หวั่นเกรงเรื่องวุ่นวายที่จะตามมา...

ooooooo

ในงานแฟชั่นโชว์ของห้างห้างหนึ่ง เจนจิรากำลังเดินแบบบนเวทีต้องชะงักเมื่อเห็นลักษมณ์เดินหน้าเครียดเข้ามาที่ขอบเวที พอเธอเดินเข้าไปหลังเวที เขาก็ตามเข้าไปพร้อมตำรวจ  เจนจิราตกใจ  คิดจะหนี ลักษมณ์วิ่งตาม จอยวิ่งมาขวางหน้าเจนจิราไว้

"ยัยเจน จะไปไหน"

"จอย...ตกใจหมดเลย คุณลักษมณ์เขาพาตำรวจมาที่นี่ คงต้องมาสอบสวนฉันเรื่องนังรจเรขแน่ๆ"

"แบบนี้แกไม่รอดแล้ว"

"ใครจะมาทำอะไรฉัน คุณพิมานอาจจะเห็นว่าฉันอยู่ที่นั่นก็จริง แต่ไม่มีใครเห็นว่าฉันเป็นคนผลักรถเข็นลงไป"

"แล้วแกจะหนีทำไม"

"ฉันก็หนีไปตั้งหลักก่อนซิยะ"

"อย่าเพิ่งไป...ไม่ทันแล้วล่ะแก" จอยดึงแขนเจนจิราไว้ สีหน้ามีเลศนัย

พิมานและตำรวจเดินเข้ามา ลักษมณ์ตรงเข้าต่อว่าเจนจิรา ไม่คิดว่าจะเลวได้ถึงขนาดนี้

"ลักษมณ์เอาอะไรมาพูดคะ เจนไม่ได้ทำอะไร" เจนจิรา ยังดื้อแพ่ง

"คุณหลอกคุณกล้วยไปทำร้าย หวังจะให้แท้งลูก"

"ไม่จริงนะคะ เจนเจอเขาโดยบังเอิญ เราทะเลาะกันก็จริง  แต่เจนไม่ได้ทำอะไรมัน  นังรจเรขมันเกลียดเจนค่ะ  มันใส่ร้ายเจน เพราะมันอยากให้เราเลิกกัน"

พิมานโวย "โกหก คุณใช้โทรศัพท์ของพี่ลักษมณ์หลอกคุณกล้วยไปที่นั่น ผมมีทั้งหลักฐาน และพยานบุคคลที่จะยืนยัน"

เจนจิราเห็นมือถือลักษมณ์ที่พิมานชูให้ดูและมองจอยที่ก้มหน้าหลบตาจึงรู้ว่าเพื่อนทรยศ

"โทษทีนะแก คุณลักษมณ์เขาว่าถ้าฉันให้การที่เป็นประโยชน์ กับรูปคดี เขาจะไม่เอาผิดฉัน" จอยเอาตัวรอดหน้าตาเฉย

เจนจิราร้องกรี๊ดโผนเข้าบีบคอจอย ตำรวจเข้าไปแยกแล้วล็อกตัวเจนจิราไว้ ลักษมณ์บอกตำรวจให้เอาตัวไป เขาจะเอาเรื่องคนที่ทำร้ายเมียกับลูกเขาให้ถึงที่สุด

"ไม่ ไม่จริง ลักษมณ์คะ เจนไม่ได้ทำร้ายคุณ เด็กในท้องนังรจเรขไม่ใช่ลูกคุณ มันบอกเจนเอง เชื่อเจนสิคะ เชื่อเจนสิคะ"

ลักษมณ์ไม่สนคำแก้ตัวของเจนจิรา เขาแค้นใจที่เชื่อใจเธอมากเกินไป จนไม่คิดว่าจะมาทำร้ายคนที่เขารักถึงขนาดนี้...

ooooooo

ในเย็นวันนั้น รจเรขตื่นขึ้นมา พยาบาลกำลังวัดความดันและบอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง พรุ่งนี้ คุณหมอคงให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ไม่ทันไร มีคนเอาดอกไม้มาส่งในห้องมากมายหลายแจกัน จนรจเรขแปลกใจ

"เดี๋ยวก่อนค่ะ คุณคะ นี่มันของใครกันบ้าง"

"ของผมเองครับ ผมสั่งมาให้คุณกับลูก" ลักษมณ์เดินยิ้มเข้ามา

พยาบาลอมยิ้มเดินเลี่ยงออกไป ลักษมณ์เข้ามากุมมือรจเรขพูดน้ำเสียงอ่อนหวาน

"คนดี...ท้องแล้วทำไมไม่ระวังตัวเลย วิ่งไปทำโน่นทำนี่สารพัด ถ้าลูกของเราเป็นอะไรไปแล้วจะทำยังไงครับ"

"คุณลักษมณ์คะ ฉัน..." รจเรขจะค้าน

ลักษมณ์เอานิ้วแตะปากรจเรขไม่ให้พูด "ผมไม่ได้ว่าคุณ ที่พูดเพราะเป็นห่วง โชคดีที่ลูกของเราปลอดภัย ต่อจากนี้ไป เราจะช่วยกันดูแลเขาให้ดีที่สุดนะครับ"

สีหน้าลักษมณ์ดูมีความสุขมาก จนทำให้รจเรขพูดอะไรไม่ออก ลักษมณ์พร่ำรำพัน

"คุณกล้วยรู้ไหม ตอนที่รู้ว่าคุณกล้วยท้อง หัวใจผมแทบหยุดเต้น ใครจะไปนึกว่าผมจะได้เป็นพ่อคนแล้ว ขอบคุณนะครับคุณกล้วย"

เจษฎากับไก่พรวดพราดเข้ามา รจเรขสะดุ้งรีบดึงมือออกจากลักษมณ์ สองหนุ่มมองรอบห้องเห็นดอกไม้เต็มไปหมด และเห็นสีหน้าลักษมณ์ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม จึงรู้ว่าเรื่องใหญ่แน่

"คุณไก่...ผมรู้แล้วว่าทำไมคุณถึงโกรธผม คุณคงคิดว่าผมทอดทิ้ง ไม่รับผิดชอบคุณกล้วย ผมสาบานได้นะครับว่าผมไม่รู้จริงๆว่าเขาท้อง แต่ต่อจากนี้ไป ผมรับรอง จะดูแลคุณกล้วยกับลูกให้ดีที่สุด"

"คุณว่าอะไรนะ...จะดูแลกล้วยกับลูก งั้นเหรอ" ไก่ตกใจ

ลักษมณ์รับว่าใช่ เจษฎามองหน้ารจเรขเชิงถามว่าเธอต้องการอย่างนั้นหรือ รจเรขสงสารเจษฎาและยังโกรธลักษมณ์ จึงพยายามบิดเบือนความจริง

"ไม่ค่ะ คุณลักษมณ์คะ ฉันไม่ต้องการให้คุณมารับผิดชอบ หรือยุ่งเกี่ยวอะไรกับลูกของฉัน"

"มันจะได้ยังไงล่ะครับ ลูกของคุณมันก็ลูกของผมเหมือนกัน"

"ไม่ใช่ค่ะ เขาไม่ใช่ลูกของคุณ" รจเรขสวนทันควัน

"คุณกล้วย...คุณเป็นเมียผม คุณอยู่กับผม เด็กในท้องคุณ ถ้าไม่ใช่ลูกผมแล้วเขาจะเป็นลูกใคร"

"เขาเป็นลูกพี่เจษค่ะ" รจเรขตัดสินใจพูดออกไปทำให้ลักษมณ์ถึงกับช็อก

เจษฎาปรี่เข้าจับมือรจเรข รับรองหนักแน่น "มันเป็นเรื่องจริงครับ ลูกในท้องกล้วยคือลูกของผม ทุกคนในบ้านทราบเรื่องนี้ดี เราถึงต้องการให้กล้วยหย่าจากคุณให้เร็วที่สุด"

"ไม่...ไม่จริง..." ลักษมณ์ยังไม่ยอมเชื่อ รจเรขจึงย้ำอีกครั้ง

"เสียใจด้วยนะคะ คุณลักษมณ์ ที่ทำให้คุณผิดหวัง แต่มันเป็นความจริง"

ลักษมณ์มองมือรจเรขกับเจษฎาที่กุมกัน เสียใจจนทำอะไรไม่ถูก ผลุนผลันออกจากห้องทันที รจเรขหมดแรงจะฝืน ทำเข้มแข็งต่อ

ไป ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา ไก่เข้ามากอดปลอบน้องสาวด้วยความสงสารและเห็นใจ

ooooooo

ทุกคนในบ้านนฤนารถไมตรีตั้งขบวนรอรับ แต่ ลักษมณ์กลับลงจากรถมาคนเดียว ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มองทุกคนอย่างเหวี่ยงๆ  เดินปึงปังเข้าบ้านไป แย้มหันมาถามพุฒว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ พุฒส่ายหน้าไม่รู้เช่นกัน
ตอนที่ 17


ลักษมณ์นอนเสียใจอยู่บนโซฟา คุณแขเข้ามาปลอบโยน "ใจเย็นๆนะคะคุณลักษมณ์ แม่รจเรขเขาเป็นคนหยิ่ง มีทิฐิ ทางเราเองก็ทำเขาเจ็บช้ำน้ำใจเอาไว้มาก เขาคงไม่ยอมเราง่ายๆ"

"แต่เด็กในท้องนั่นมันลูกผม ผมรู้ว่าเขาเป็นลูกผม คุณกล้วยพูดมาได้ยังไงว่าเป็นลูกนายเจษฎา"

"แม่รจเรขอาจจะพูดไปด้วยความน้อยใจ คุณลักษมณ์ อย่าเพิ่งท้อแท้สิคะ เอาความดีเข้าสู้เอาชนะใจแม่รจเรขให้ได้ ลูกเมียเราแท้ๆนะคะ จะยอมให้คนอื่นเขาไปง่ายๆได้ยังไง"

ลักษมณ์ฟังแล้วมีกำลังใจขึ้นมา...

ในขณะเดียวกัน พิมานเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ผู้หญิงที่มีค่าที่สุดในชีวิต และรักเขาอย่างจริงใจคือ ณัฏฐา เขาพยายามโทร. มาหาเธอ แต่เธอไม่รับสาย พิมานเศร้าใจ มองไปเห็นหนังสือพระราชนิพนธ์ อิเหนา จึงหยิบมาเปิดดู สะดุดหน้าที่คั่นไว้ นึกถึงคำกลอนของณัฏฐา ตอนเขาตามไปหาเธอที่ห้องสมุด

"...ฉุกใจได้คิดสิการแล้ว ดั่งดวงแก้วตกต้องแผ่นผา"

ร้าวระยำช้ำจิตเจ็บอุรา ปิ่มว่าจักวายชีวี..."

พิมานยิ้มเยาะตัวเองอย่างขมขื่น "ตอนคุณอ่านหนังสือเล่มนี้ คุณจะคิดไหม ว่าอิเหนานี่ช่างโง่เหลือเกิน มีดวงแก้วล้ำค่าในมือ แล้วยังขว้างทิ้งไป...อิเหนาโง่เหมือนผมไม่มีผิด"

ooooooo

วันรุ่งขึ้น ลักษมณ์เดินลงบันไดมาด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง สั่งพุฒไปเอากาแฟมา ทุกคนในบ้านแปลกใจ วีระวัฒน์เข้ามาทัก "คุณลักษมณ์มีอะไรเหรอครับถึงเรียกผมมาแต่เช้า"

"ผมมีเรื่องอยากให้คุณจัดการหน่อย..."

หลังฟังรายละเอียดจากลักษมณ์แล้ว วีระวัฒน์บอกว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร รับปากจะจัดการให้เร็วที่สุด ลักษมณ์อยากทำทุกอย่างให้รจเรขสบายใจ เขาให้พุฒเอารถออกจะไปเยี่ยมรจเรข และได้เตรียมดอกจำปาใส่กระทงไปให้เธอด้วย

ถึงโรงพยาบาล ลักษมณ์ถือกระทงดอกจำปาตรงไปที่ห้องรจเรข แต่แล้วผิดหวังเมื่อพยาบาลบอกว่า รจเรขกลับบ้านไปแล้ว...

คุณยายพารจเรขกับไก่มาไหว้พระทำบุญที่วัด รับศีลรับพร แล้วขอฤกษ์แต่งงานให้รจเรข พระท่านกล่าวว่า ถ้าคิดดี

ทำดี เวลาไหนๆก็ดีทั้งนั้น พอคุณยายขอให้รดน้ำมนต์ปัดเป่าสะเดาะเคราะห์ให้ไก่ พระท่านก็เทศน์ว่า

"ทำตัวไม่ดี มันก็ซวย อย่าไปโทษโชคโทษเคราะห์ ถ้ารดน้ำมนต์แล้ว ยังทำตัวขาดสติเหมือนเดิม น้ำมนต์ก็ช่วยอะไรไม่ได้นะโยม"

"ครับ หลวงพ่อ ผมสำนึกผิดแล้ว ต่อไปจะไม่ทำอะไรวู่วามอีกแล้ว" ไก่กราบหลวงพ่อ

ขณะหลวงพ่อประพรมน้ำมนต์ให้ คุณยายกับรจเรขร่วมอธิษฐานจิต ขอบุญกุศลที่ทำไว้ช่วยไก่ให้พ้นเคราะห์ ระหว่างนี้เอง เจษฎาเดินเข้ามาพร้อมวีระวัฒน์ รจเรขแปลกใจ ไก่หน้าเสีย

"ไม่ต้องตกใจครับ คุณรจเรข ผมมาดี"

เจษฎาอธิบายให้ทุกคนฟังว่า "คุณลักษมณ์ให้ทนายทางฝ่ายเขามาบอกว่า เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้แล้วกันไป"

"ไหนแกว่ามันเป็นคดีอาญา จู่ๆมันแล้วกันไปได้ด้วยเหรอวะ เจษ" ไก่ไม่เข้าใจ

"คุณลักษมณ์ทำให้ตำรวจยอมเชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นอุบัติเหตุปืนลั่น เป็นแค่การทะเลาะวิวาทกันในครอบครัว ไม่ใช่การพยายามฆ่า แกไม่ต้องเข้าคุก ก็แค่ไปเสียค่าปรับ แล้วก็ลงบันทึกไว้" เจษฎาตอบทั้งที่อึดอัดใจ

"คุณลักษมณ์สั่งให้ผมวิ่งเต้นทุกทาง เพื่อให้คุณรุจิรัตน์ พ้นจากข้อหาให้ได้"   วีระวัฒน์เสริม

รจเรขดีใจ แต่ยังสงสัยว่าลักษมณ์จะมาไม้ไหน วีระวัฒน์ บอกว่า ลักษมณ์แค่ต้องการทำให้เธอสบายใจ ลูกในท้องจะได้ แข็งแรง เจษฎาฟังแล้วยิ่งเครียด...

ooooooo

กลับถึงบ้าน ทุกคนท่าทางเคร่งเครียด เจษฎาขอคุยกับรจเรข เขาถามเธอตามตรงว่า อยากเปลี่ยนใจเรื่องแต่งงานกับเขาไหม

"พี่รักกล้วยมาก พี่อยากแต่งงานกับกล้วยมากยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น แต่เมื่อคุณลักษมณ์แสดงตัวออกมาชัดเจน ว่ารักลูกของเขาขนาดไหน พี่เลยไม่แน่ใจว่ากล้วยอยากกลับไปหาเขาหรือเปล่า"

"กล้วยรับปากแต่งงานกับพี่ไปแล้ว พี่เจษเห็นกล้วยเป็นคนพูดจาโลเลอย่างนั้นหรือคะ"

"แต่กล้วยกับลูก จะมีชีวิตที่ดีกว่า ถ้าเป็นภรรยาและลูกของลักษมณ์ นฤนารถไมตรี"

"ไม่ใช่ค่ะพี่เจษ คุณยายสอนกล้วยเสมอว่า คุณค่าของคนอยู่ที่ความดี ไม่ได้อยู่ที่เงิน ลูกของกล้วยโชคดีที่มีพ่อเป็นคนดี เป็นคนมีน้ำใจประเสริฐสุดอย่างพี่เจษค่ะ"

เจษฎาปลื้มใจกุมมือรจเรขถามย้ำว่าแน่ใจหรือ รจเรขบีบมือเจษฎาและรับคำอย่างตัดสินใจ  เจษฎาดีใจดึงเธอมากอด น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินออกมา...

อีกครู่ต่อมา รจเรขกับไก่มานั่งพับเพียบต่อหน้าคุณยาย ฟังท่านอบรม

"กล้วยทำถูกแล้วลูก ความรักของหนุ่มสาวมันวูบวาบ เดี๋ยวก็หายไป แต่ที่ผูกใจกันไว้ได้จนแก่เฒ่าน่ะ คือความดี ยายเห็นพ่อเจษมาตั้งแต่เล็กๆ  เขาเป็นคนดีจริงๆ  แล้วยังมีบุญคุณ ช่วยเหลือเรากับพี่ชายมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หน"

"กล้วยทราบดีค่ะคุณยาย บุญคุญพี่เจษชาตินี้ทั้งชาติกล้วยก็ใช้ไม่หมด กล้วยรับปากคุณยายแล้ว กล้วยไม่มีวันทำให้พี่เจษเสียใจ"

"ไหนๆเราก็พ้นเคราะห์แล้ว บวชให้ยายเสียเลยดีมั้ย"

ไก่รับคำ คุณยายดีใจดึงไก่มากอดอย่างปลาบปลื้ม...

ooooooo

คืนเดียวกัน ลักษมณ์นั่งซึมอยู่ในผับท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังกระหึ่ม สายตาเขาจับจ้องที่กระทงดอกจำปาตรงหน้าด้วยความเจ็บปวด พิมานเดินเข้ามายืนดูพี่ชายอย่างหนักใจ

"แม่ให้ผมมาตามพี่ลักษมณ์ เกิดอะไรขึ้นครับ" พิมานลงนั่งข้างๆ



"คุณกล้วยเขาไปแล้ว พิมาน เขาคงไม่อยากเห็นหน้าฉัน เขาคงเกลียดฉันมาก ถึงขนาดไม่ยอมรับว่าเด็กในท้องเป็นลูกของฉัน" ลักษมณ์พูดอย่างหมดอาลัยตายอยาก

พิมานไม่อยากเชื่อ ลักษมณ์บอกว่ารจเรขยืนยันกับเขาว่าลูกในท้องเป็นลูกเจษฎา พิมานย้อนถามว่าลักษมณ์เชื่อหรือ ลักษมณ์ส่ายหน้า

"ไม่ ฉันรู้เด็กนั่นลูกของฉัน แต่ในเมื่อคุณกล้วยเขาไม่ยอมรับ คุณกล้วยเขาไม่รักฉัน นายจะให้ฉันทำยังไง"

"ใครบอกพี่ลักษมณ์ครับ คนทั้งบ้านเขาก็ดูออกกันทั้งนั้นว่าคุณกล้วยรักพี่ลักษมณ์มากแค่ไหน ก็มีแต่พี่ลักษมณ์ คนเดียวแหละที่ไม่รู้"

"นายแน่ใจเหรอ พิมาน"

"ครับ คุณกล้วยรักพี่ พี่ลักษมณ์ต่างหากที่ต้องทำให้ คุณกล้วยเห็นว่าพี่ลักษมณ์รักเขามากขนาดไหน สู้นะครับพี่ อย่าปล่อยให้ผู้หญิงดีๆหลุดมือไป เหมือนอย่างผม" คำพูดของพิมานทำให้ลักษมณ์มีใจฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง...

วันรุ่งขึ้น ลักษมณ์ให้พุฒออกไปข้างนอกกับเขา ไปตระเวนซื้อของใช้เด็กมากมาย มีทั้งสำหรับเด็กชายและเด็กหญิง รวมทั้งของใช้พวกแชมพู สบู่อาบน้ำ มากมายใช้ไปได้จนโต

ส่วนคุณยาย ไก่ รจเรข ป้าเขียน และอ่วมเตรียมงานบวชของไก่อยู่ที่วัด ไก่ถือพานบายศรีขอขมาคุณยาย จากนั้นเขาขอนอนค้างที่วัดจนกว่าจะถึงวันบวช คงไม่ได้อยู่อวยพรงานแต่งงานของรจเรขกับเจษฎา จึงขออวยพรล่วงหน้า

"กล้วยเป็นคนดี พี่ขออวยพรให้น้องของพี่ มีความสุข สมหวัง พ้นจากความทุกข์โศกเสียทีนะ"

รจเรขกราบขอบคุณพี่ชายอย่างปลาบปลื้ม คุณยายเองก็ชื่นใจ...ทุกคนกลับมาที่บ้านสวนยกเว้นไก่ ป้าเขียนกับอ่วมซึ่งเดินนำหน้ามาตกใจ เมื่อเห็นพุฒหอบหิ้วถุงมากมายยืนชะเง้อ ชะแง้อยู่ ป้าเขียนตะโกนถาม

"เอ้อ...อะไรกันล่ะเนี่ย มาหาใครล่ะ พ่อคู้น..."

ป้าเขียนไม่คุ้นหน้าพุฒเอาเลย แต่พอลักษมณ์เดินเข้ามาอีกทางบอกว่ามาหารจเรข ป้าเขียนสะดุ้งหันมอง รจเรขประคองคุณยายเดินมาพอดี คุณยายถามว่าใครมา ลักษมณ์ยกมือไหว้...ทั้งคุณยายและรจเรขตกใจ รจเรขเดินหนีไม่พูดไม่จา ลักษมณ์หน้าเจื่อน เขาเดินตามคุณยายเข้ามานั่งพับเพียบเก้ๆกังๆตรงหน้า พุฒเอาของมาวางกองโต

"ผมซื้อของใช้มาฝากคุณกล้วยกับลูกน่ะครับ แล้วก็มีของฝากคุณยายกับคนอื่นในบ้านด้วย" ลักษมณ์บอกให้รู้ว่าเขามาด้วยความตั้งใจดี

คุณยายมองหน้าป้าเขียนไปมาอย่างลำบากใจ "ก็... ขอบใจนะที่นึกถึง"

ลักษมณ์ขออนุญาตคุยกับรจเรข คุณยายไม่รู้จะทำอย่างไร จึงปล่อยให้ลักษมณ์ไปตามหารจเรขเอาเอง มาเจอกำลังนั่งถักไหมพรมอยู่ในสวน พอดีเธอปัดโดนม้วนไหมพรมกลิ้งจากตะกร้าลงมาที่พื้น ลักษมณ์เข้ามาเก็บให้ รจเรขเห็นหน้าเขาก็ชักสีหน้าใส่ทันที

"ไหมพรมสีฟ้า...แปลว่าเราจะได้ลูกชายใช่ไหมครับ คุณกล้วย" ลักษมณ์ยิ้มประจบ

"คุณมาที่นี่ทำไมคะ"

"ผมซื้อของมาเยอะเลย มีทั้งอาหารบำรุงของคุณกล้วย แล้วก็ของใช้ของลูก"

"ฉันบอกแล้วว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของคุณ คุณไม่มีสิทธิ์มายุ่ง แล้วก็เอาของคุณกลับไปซะด้วย" รจเรขคว้าตะกร้าเดินหนี แต่ลักษมณ์ยังตามตื๊อ

"อย่าปฏิเสธผมเลย คุณกล้วย ผมรู้นะ ที่คุณพูดอย่างนี้เพราะคุณโกรธผมใช่มั้ย" พอเห็นรจเรขนิ่งไม่พูด ลักษมณ์จึง

รุกต่อ "ผมรู้ว่าผมทำให้คุณเสียใจมามาก คุณจะงอนผมไปอีกนานขนาดไหนก็ได้ แต่อย่าใจร้ายเอาลูกเอาเมียผมไปยกให้เป็นลูกเมียคนอื่นแบบนี้"

รจเรขเสียใจที่ลักษมณ์พูดเหมือนไม่อยากเสียลูกไป แต่ไม่เคยพูดว่ารักเธอเลย จึงตัดพ้ออย่างน้อยใจว่า "ฉันไม่ใช่ เมียคุณ คุณอย่าลืมสิคะ ว่าเราแต่งงานกันเพราะอะไร ระหว่างคุณกับฉัน เราจบกันแล้ว ฉันกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายที่ดี ที่รักฉัน"

"คุณมีลูกกับผม คุณจะไปแต่งงานกับคนอื่นได้ยังไง"

รจเรขขึ้นเสียง "ลูกของฉัน ไม่ใช่ลูกของคุณ ได้ยินมั้ย เขาเป็นของฉัน คุณไม่มีวันได้เขาไป เพราะเขาเป็นของฉัน คุณกลับไปได้แล้ว กลับไป"

ทั้งโกรธทั้งน้อยใจ ที่ลักษมณ์ไม่เคยพูดคำว่ารักเธอเลย ทำให้รจเรขหน้ามืดซวนเซ ลักษมณ์จะเข้าประคอง แต่เจษฎาโผล่มาเสียก่อน เข้าประคองรจเรขที่ยังตะเบ็งเสียงใส่ลักษมณ์

"อย่ามาอ้างความเป็นพ่อ   เพื่อมาเอาลูกในท้องของฉันไป ฉันไม่ยอม ไม่มีวันยอม"

"กล้วยใจเย็นๆจ้ะ เดี๋ยวจะเป็นอะไรไป...คุณกลับไปซะดีกว่า อย่ามาทำลายความสุขของกล้วยอีกเลย ผมขอร้อง"

"ผมกลับก็ได้ แต่ผมจะกลับมา ผมจะไม่ยอมแพ้ จนกว่าจะได้ลูกเมียของผมคืน" ลักษมณ์ยอมล่าถอยกลับไป

เจษฎาประคองรจเรขซึ่งน้ำตาไหลรินมองลักษมณ์ที่เดินจากไปด้วยความน้อยใจ...

หลังจากนั้น รจเรขหลบมานอนร้องไห้ในห้อง ที่ลักษมณ์พูดถึงแต่ลูก ห่วงลูก แต่ไม่เคยพูดว่าห่วงเธอ รักเธอสักคำ...คุณยายเดินออกมาส่งเจษฎาที่นอกชาน ถือโอกาสถามเขาเสียเลยว่า

"ในเมื่อพ่อเจษก็พร้อมอยู่แล้ว แต่งๆกันให้หมดเรื่องไปดีไหม"

"ผมอยากแต่งให้เร็วที่สุดอยู่แล้วครับ แต่ตอนแรกตั้งใจจะซื้อบ้านให้เรียบร้อยก่อน คอนโดฯมันคับแคบ เดี๋ยวกล้วยกับลูกจะอึดอัด"

"เรื่องบ้านช่องน่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อีกตั้งนานกว่าแม่กล้วยจะคลอด ค่อยๆดูกันไปก็ได้ เชื่อยายเถอะ"

เจษฎาเริ่มเห็นด้วย เขาเองก็กลัวจะเสียรจเรขไปเพราะลักษมณ์รุกหนักเข้ามาทุกที...

ooooooo


เมื่อตัดสินใจแน่วแน่...พิมานมาลาท่านนพพร เขายื่นใบลาออกเพราะรู้ตัวว่าไม่ดีพอที่จะเป็นนักการทูต ท่านนพพรเสียดายความสามารถ แต่ก็เข้าใจความ รู้สึกของพิมาน ก่อนที่พิมานจะกลับ เขาได้ฝากกล่องของสิ่งหนึ่งไว้กับท่านนพพร โปรดมอบให้แก่ณัฏฐา

ท่านนพพรกลับมาบ้าน มอบกล่องนั้นให้แก่ลูกสาว คุณหญิงศรีสวัสดิ์ไม่ค่อยพอใจบอกณัฏฐาไม่ต้องเปิดดู ให้ทิ้งไปเลย แต่พอท่านนพพรบอกว่าพิมานมาลาออก สองแม่ลูกก็ตกตะลึง ณัฏฐาเอากล่องของพิมานมาเปิดดูตามลำพัง ในกล่องมีหนังสือพระราชนิพนธ์อิเหนาและจดหมายหนึ่งฉบับ จึงหยิบจดหมายมาเปิดอ่าน

"คุณณัฏฐาครับ...ผมทราบดีว่าผมคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว ที่จะได้พูดกับคุณ ผมเข้าใจดีว่าผมทำให้ทุกคนผิดหวังและเสียใจในความเลวของผม โดยเฉพาะคุณ ที่ให้ความรักความกรุณาและเชื่อมั่นในตัวผมมาตลอด ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าที่ผ่านมาผมทำผิดมากมายขนาดไหน ความผิดครั้งนั้น ทำให้ผมต้องสูญเสียคนที่มีค่าที่สุดไปถึงสองคนคือมาร์กี้และคุณ...คงจะสายไปเสียแล้ว ที่ผมจะเรียกร้องเอาคนที่ผมรักทั้งสองคนกลับคืนมา ก่อนที่เราจะจากกัน ผมอยากให้คุณรู้ว่า คุณเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุด และมีค่าที่สุดสำหรับผมเสมอ...พิมาน"

ณัฏฐาน้ำตาเอ่อล้นด้วยความสะเทือนใจและตื้นตัน...

ขณะเดียวกัน พิมานมากราบขอโทษคุณแข ที่ทำให้ผิดหวัง  คุณแขขอโทษลูกชายเช่นกันที่ทำให้ชีวิตเขาวุ่นวายไปหมด

"คุณแขยังมีโอกาสแก้ตัวนะครับ" ลักษมณ์พรวดพราดเข้ามา

คุณแขกับพิมานงง ลักษมณ์บอกว่าเขาคิดวิธีที่จะทำให้ รจเรขยอมกลับมาแล้ว และคุณแขคนเดียวเท่านั้นที่ช่วยได้...

ooooooo

วันรุ่งขึ้น...ป้าเขียนเอากระดาษที่หลวงพ่อฝากมาให้คุณยาย เป็นฤกษ์แต่งงานของเจษฎากับรจเรข คุณยายรีบโทร.แจ้งเจษฎาว่าเร็วที่สุดก็สิ้นเดือนนี้  เจษฎาดีใจเพราะโดยส่วนตัวแล้วเขาพร้อมอยู่เสมอ...แต่รจเรขหน้าเสียมันเร็วเกินกว่าที่เธอจะเตรียมตัวเตรียมใจ คุณยายให้ เหตุผลว่าไม่อยากให้ท้องของรจเรขโตมากไปกว่านี้ เกรงจะเป็นขี้ปากชาวบ้าน

ขณะเดียวกัน ลักษมณ์พาคุณแขมาที่บ้านสวน คุณแขยังหวั่นใจ เพราะทางเธอทำกับลูกหลานเขาเอาไว้เยอะ ถ้าเขา จะด่าจะว่าอย่างไรก็คงต้องทนกันแล้ว

อ่วมเดินมาเจอ รีบโกหกลักษมณ์ว่ารจเรขไม่อยู่ ลักษมณ์ กลับบอกว่าเขามาหาคุณยาย... ลักษมณ์พาคุณแขคลานเข่ามานั่งพับเพียบต่อหน้าคุณยาย และแนะนำว่าคุณแขเป็นแม่เลี้ยงของเขา คุณยายรับไหว้แล้วถามว่ามีธุระอะไร คุณแขเอื้อนเอ่ย ว่าเธอมาอธิบายเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น เป็นเพราะเธอที่เข้าใจรจเรขผิด จึงกีดกันจากลูกชาย ทำให้ลักษมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยจนเป็นเรื่องวุ่นวายพัวพันอย่างนี้

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันเข้าใจ หลานสาวฉันเป็นคนเต้นกินรำกิน ฐานะทางบ้านก็ยากจน คนบางคนเขาดูแต่เปลือก เขาก็ต้องกลัวไว้ก่อนว่ายัยกล้วยจะไปปอกลอก หาประโยชน์เอาจากเขา" คุณยายพูดเรียบๆแต่เชือดเฉือนในที ทำเอาคุณแขหน้าชาก้มหน้ารับผิด ลักษมณ์เห็นดังนั้นจึงช่วยไกล่เกลี่ย

"แต่คุณกล้วยก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วครับคุณยาย ว่าเธอเป็นคนดี มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี"

"ค่ะคุณยาย ที่ดิฉันมาวันนี้ ก็อยากจะมากราบขอโทษคุณยาย แล้วก็ขอโทษหนูรจเรขด้วย ที่ผ่านมา คุณลักษมณ์ทำเหมือนไม่ให้เกียรติหนูรจเรข ก็เป็นเพราะดิฉันเอง คุณยายอย่าโกรธคุณลักษมณ์เลยนะคะ"

"เรื่องมันแล้วไปแล้ว อะไรที่เสียไปก็ใช่จะเอากลับคืนมาได้ ฉันไม่ถือสาอาฆาตใครให้มันเป็นบาปหรอก ก็ถือว่าแล้วกันไปเถอะ"

คุณแขกับลักษมณ์สีหน้าดีขึ้นที่คุณยายไม่ถือสา คุณแขถือโอกาสเอ่ยปากสู่ขอรจเรขให้ลักษมณ์ คุณยายนิ่งไปจนสองคนเริ่มร้อนใจ กว่าจะพูดอย่างลำบากใจว่า

"คงจะไม่ได้หรอกค่ะ"

ลักษมณ์อ้อนวอนให้คุณยายเห็นใจเขา คุณยายถอนหายใจก่อนจะบอกว่า "ยายมีหลานสาวอยู่คนเดียว แล้วก็ออกปากยกให้คนอื่นไปแล้ว ยายเป็นผู้ใหญ่ จะพูดจาต้องมีสัจจะ จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามอารมณ์เหมือนเด็กๆไม่ได้"

"นี่หมายความว่าคุณกล้วยกำลังจะ..." ลักษมณ์ไม่อาจพูดคำว่าแต่งงานออกมา

คุณยายเดาใจออกว่าลักษมณ์จะพูดอะไรจึงตอบว่าใช่ รจเรขจะแต่งงานกับเจษฎาสิ้นเดือนนี้ คุณแขแตะแขนลักษมณ์เชิงปลอบใจ รจเรขซึ่งแอบฟังอยู่หลังประตูใจหายวาบซวนเซเกือบล้มแล้วรีบวิ่งหนี ลักษมณ์ได้ยินเสียงผิดปกติวิ่งไปดู เห็นรจเรขวิ่งลงจากเรือน จึงตามลงไป

ลักษมณ์รวบตัวรจเรขไว้ได้เตือนว่า "คุณกล้วย อย่าวิ่ง ผมเป็นห่วงลูก"

รจเรขได้ยินยิ่งน้อยใจ บอกให้ลักษมณ์ปล่อยตัวเธอ มันไม่เหมาะเพราะเธอกำลังจะแต่งงาน แต่ลักษมณ์ดึงดัน

"ไม่ ผมไม่ยอม คุณจะแต่งงานกับนายเจษฎาไม่ได้ เรากำลังจะมีลูกด้วยกัน แต่งงานกับผมนะคุณกล้วย"

รจเรขใจจะขาด หันมองคุณยายกับคุณแขที่เดินตามมา ตัดสินใจพูดออกไปว่า

"ฉันทำไม่ได้ค่ะ คุณลักษมณ์ มันสายไปแล้ว ปล่อยฉันไปเถอะนะคะ"

รจเรขดึงมือลักษมณ์ออกจากตัวเธอ แต่ลักษมณ์ไม่ยอม คว้ามือเธอไว้ คุณแขเข้ามารั้งแขนลักษมณ์และปรามว่า

"อย่าค่ะคุณลักษมณ์ หนูรจเรขพูดถูก มันสายไปแล้ว"

"แต่คุณกล้วยเป็น..."

"อย่าพูดคำนั้นอีกเลยค่ะ คุณลักษมณ์ ฉันทนฟังอีกไม่ไหว ให้มันจบกันเท่านี้เถอะนะคะฉันขอร้อง"

คุณยายมองหลานสาวด้วยความสงสาร เข้าไปประคองพากลับเข้าบ้าน ลักษมณ์ได้แต่มองตามด้วยหัวใจแตกสลาย

สองยายหลานประคองกันลงนั่ง คุณยายลูบผมรจเรขปลอบว่า "ยายรู้ว่ามันเลือกยากนะลูก จะทำตามที่ใจอยากทำ หรือจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง"

รจเรขย้อนถามว่า ถึงแม้สิ่งที่ถูกต้องมันทำร้ายคนที่เรารักอย่างนั้นหรือ คุณยายตอบว่า จะทำร้ายคนที่เรารัก หรือรักเรา ก็ไม่ดีทั้งนั้น เราควรทำในสิ่งที่ถูกต้อง ความดีจะคุ้มครองเราเอง...

ooooooo
ตอนที่ 18


ถึงแม้จะได้รับคำตอบจากคุณยายที่เธอถามว่า สิ่งที่เธอทำถูกแล้วใช่ไหม และคุณยายเตือนว่า ให้เธอทำในสิ่งที่ถูกต้อง ความดีจะคุ้มครองเราเอง...รจเรขก็อดสะเทือนใจไม่ได้เพราะในใจเธอรู้ว่า เธอยังตัดลักษมณ์ออกจากใจไม่ขาด แต่ด้วยความดีของเจษฎาก็ทำให้เธอทำร้ายจิตใจเขาไม่ได้เช่นกัน

ในขณะที่พิมานนั่งเล่นเปียโนเศร้าๆอยู่ที่เรือนขาว ลักษมณ์เดินห่อเหี่ยวเข้ามานั่งข้างๆ พิมานหยุดมองอย่างเห็นใจ "พี่ลักษมณ์..."

"นายรู้แล้วใช่ไหม" ลักษมณ์ถามอย่างขมขื่น

"ครับ"

"แทนที่นายจะสงสารฉัน นายน่าจะสมน้ำหน้านะ ฉันแย่งคุณกล้วยมาจากนาย แต่สุดท้ายฉันก็ต้องสูญเสียทั้งเมีย ทั้งลูกให้เขาไป...มันคงเป็นเวรกรรม"

"แต่มันก็ทำให้ผมได้รู้จักกับคุณณัฏฐา ผมถึงได้รู้ ว่าความรักที่แท้จริงมันเป็นยังไง" พิมานยิ้มด้วยความขมขื่นไม่แพ้กัน

"ยังไงเหรอ"

"ความรักไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการครอบครองนี่ครับ แค่เราได้รัก ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข มันก็เพียงพอแล้ว" พิมานมองเหม่อออกไปด้วยความคิดถึงณัฏฐา...

ในขณะเดียวกัน ณัฏฐานั่งอ่านจดหมายของพิมานซ้ำไปซ้ำมาอย่างครุ่นคิด คุณหญิงศรีสวัสดิ์เปิดประตูเข้ามา เธอรีบเอาจดหมายซ่อนใต้หมอน

"ไม่ต้องปิดแม่หรอกยัยหนู แม่รู้ว่าหนูยังคิดถึงคุณพิมานอยู่"

"หนูสงสารเขาเท่านั้นเองค่ะ" ณัฏฐาหลบสายตาแม่ที่มองอย่างค้นหาความจริง

คุณหญิงศรีสวัสดิ์จับมือณัฏฐา วางแหวนทองเก่าๆวงหนึ่งให้ในมือ

"ยัยหนู ดูอะไรนี่..."

"แหวน...ของใครคะ"

"คุณพ่อให้แม่ตอนที่รักกันใหม่ๆ ตอนนั้นใครๆก็บอกแม่ว่า คุณพ่อไม่เหมาะสม อายุมากกว่าแม่ตั้งเยอะ ฐานะทางบ้านก็สู้ตระกูลของแม่ไม่ได้"

"แต่คุณแม่ก็เลือกคุณพ่อ"

"แม่มองข้ามความบกพร่องทุกอย่างของคุณพ่อไปได้ เพราะแม่รู้ว่าคุณพ่อเป็นคนดี เป็นคนที่จะไม่มีวันทำให้แม่ต้องเสียใจ"

ณัฏฐามองแม่อย่างซึ้งใจ คุณหญิงศรีสวัสดิ์ย้ำ "ยัยหนู

คิดให้ดีๆ ถ้าหนูไม่ได้รู้สึกกับคุณพิมานขนาดนั้น ก็ลืมเขาไปเถอะลูก"...

คุณหญิงศรีสวัสดิ์ปล่อยให้ณัฏฐาไตร่ตรองตามลำพัง เธอออกมาหาท่านนพพร ซึ่งยืนรออยู่หน้าห้อง ถามว่าณัฏฐาตัดสินใจอย่างไร คุณหญิงศรีสวัสดิ์ยิ้มให้ก่อนจะบอกว่า ลูกไม่ตอบแต่เธอสังหรณ์ใจว่าจะได้จัดงานแต่งงานปีนี้แน่ สองคนยิ้มให้กันอย่างพ่อแม่ที่หวังดีต่อลูก...

ooooooo

งานแต่งงานใกล้เข้ามาทุกที เจษฎาพารจเรขมาลองชุดแต่งงาน ที่ร้านซึ่งดูเล็กและเรียบกว่าร้าน

ที่ลักษมณ์เคยพารจเรขไป เธอลองชุดไทยเรือนต้น มองตัวเองในกระจกแล้วอดคิดถึงลักษมณ์ไม่ได้ ภาพความหวานชื่นในอดีตผุดขึ้นมา รจเรขยิ้มเศร้าๆกับตัวเอง พึมพำว่าเธอจะเก็บมันไว้ในใจตลอดไป

พลันต้องสะดุ้งเมื่อเจษฎาเรียก "กล้วย...กล้วยเป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ พี่เห็นหายไปนานพี่เป็นห่วง กลัวจะเป็นลมอยู่ในห้อง"

"เปล่านี่คะ"

"พี่เห็นหายไปนาน พี่เป็นห่วง กลัวจะเป็นลมอยู่ใน ห้อง...สวยจัง" เจษฎาตะลึงมองรจเรข

"กล้วยว่าจะเอาชุดนี้แหละค่ะ"

ทั้งสองจะเดินออกจากห้อง พลันมือถือเจษฎาดังขึ้นเป็นเสียงเตือนปี๊บๆ เขาหยิบมาดูแล้วบอกว่า "ถึงเวลาพอดี"

"เวลาอะไรคะ"

เจษฎาเดินไปเอาแก้วน้ำมาส่งให้ "เวลาทานยาของกล้วยไงจ๊ะ วันนี้เรายุ่งๆพี่กลัวกล้วยจะลืม เลยตั้งเตือนไว้ ทานยาก่อนนะ เดี๋ยวเราค่อยไปดูบ้านกัน"

"ค่ะ...พี่เจษดีกับกล้วยที่สุดเลย" รจเรขซาบซึ้งกับความเอาใจใส่ของเขา

"ทานยาก่อน อย่ามัวแต่ซึ้ง เดี๋ยวไอ้ตัวเล็กในท้องไม่แข็งแรงนะจ๊ะ"

ด้านนอก...ลักษมณ์แอบมองอยู่หน้าห้อง เห็นเจษฎาเอาใจใส่รจเรขอย่างมาก ถึงกับน้ำตาซึม ทั้งอิจฉา เข้าใจและสำนึกผิด พึมพำ "ผมไม่เคยดีกับคุณ ไม่เคยดูแลคุณแบบนี้เลย เพราะอย่างนี้คุณกล้วย คุณถึงได้เลือกนายเจษฎา"

ooooooo

พอเสร็จจากการลองชุด เจษฎาพารจเรขมาดูบ้านจัดสรร พนักงานขายชี้ชวนให้ดูโมเดลบ้านหลังหนึ่งที่พนักงานขายเชียร์สุดๆ

"บ้านหลังนี้ดีมากนะครับ เนื้อที่จะมากกว่าแปลงอื่นเพราะอยู่หัวมุม จะให้ความเป็นส่วนตัว สนามก็กว้าง แล้วตอนนี้เราเหลือแค่หลังเดียวด้วย แค่แปดล้านห้าเอง"

รจเรขสบตาเจษฎาอย่างเกรงใจ "เอาหลังเล็กดีกว่าค่ะ

พี่เจษ แปดล้านห้า รวมตกแต่งอีกก็คงเกือบสิบล้าน เราผ่อนไม่ไหวหรอกค่ะ"

"ไปดูของจริงก่อนดีไหมครับ จะได้เปรียบเทียบกันก่อนตัดสินใจ" พนักงานขายแนะนำ

เจษฎามองรจเรขเชิงให้เป็นคนเลือก เธอส่ายหน้า "ไปดูหลังเล็กอย่างเดียวก็พอค่ะ เผอิญต้องไปทำธุระกันอีกหลายอย่าง"

"ครับ งั้นไปดูหลังเล็กอย่างเดียวนะครับ หลังเล็กก็ดีครับ กะทัดรัด ดูแลง่าย เหมาะกับครอบครัวเล็กๆ" พนักงานขายพารจเรขกับเจษฎามาขึ้นรถกอล์ฟของโครงการ

ไม่ทันจะไป ผู้จัดการฝ่ายขายวิ่งเข้ามา สีหน้ามีพิรุธร้องเรียก "เดี๋ยวครับ เดี๋ยวก่อน"

เจษฎาหันมาถามว่ามีอะไร ผู้จัดการบอกลูกน้องว่าลูกค้ารายนี้เขาดูแลเอง แล้วเชื้อเชิญเจษฎากับรจเรขขึ้นรถ พนักงานขายยืนงง...ผู้จัดการพามาดูบ้านหลังใหญ่ เจษฎาบอกว่า

"ไม่ต้องดูหลังนี้หรอกครับ เราตัดสินใจจะซื้อหลังเล็ก"

"โอ๊ย ไม่ได้ครับ นี่เป็นโอกาสพิเศษที่สุด ที่ผมอยากจะเสนอให้คุณเจษฎาโดยเฉพาะ  เชิญในบ้านก่อนครับ"  ผู้จัดการแย้ง

สองคนฟังผู้จัดการแนะนำบ้านหลังใหญ่ที่ตกแต่งพร้อมดูหรูหรา

"เนื่องจากคุณทั้งสองเป็นผู้โชคดีที่เข้ามาชมบ้านของเราเป็นรายที่  99  ทางโครงการมีโปรโมชั่นพิเศษ  ให้คุณทั้งสองซื้อบ้านหลังใหญ่ได้ในราคาพิเศษเพียง 5 ล้านบาทครับ"

"อะไรนะ ลดลงไปตั้งเกือบครึ่ง มีโปรโมชั่นแบบนี้ด้วยเหรอ" เจษฎาไม่อยากเชื่อ

"ครับ ถ้าคุณเจษฎาตกลงก็เซ็นชื่อในใบจองเลยครับ ราคา 5 ล้านนี่รวมตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ครัว รายละเอียดทุกอย่างอยู่ในสัญญานี้หมดแล้ว คุณตรวจดูได้"

เจษฎารับเอกสารมาอ่านอย่างรวดเร็ว เห็นว่าเรียบร้อยดี เขาหันมายิ้มขำๆกับรจเรข

"นึกไม่ถึงเลยกล้วย ว่าเราจะโชคดีขนาดนี้"

"นั่นสิคะพี่เจษ กล้วยก็แทบไม่เชื่อเหมือนกัน"

เจษฎากอดเอวรจเรข ก้มหน้ามาพูดกับท้องเธอ "เจ้าตัวเล็กออกมา จะได้มีสนามกว้างๆเอาไว้วิ่งเล่น ดีไหมครับ"

รจเรขยิ้มพยายามมีความสุขไปกับเจษฎา ห่างออกมา ลักษมณ์แอบมองภาพสองคนมีความสุขถึงกับน้ำตาซึม แต่ก็สุขใจที่ได้ทำเพื่อรจเรขกับลูกบ้าง...เจษฎากับรจเรขกำลังจะขึ้นรถกลับ ไม่ลืมที่จะหันมาขอบคุณผู้จัดการ

"ไม่เป็นไรเลยครับ...แต่นี่เป็นโอกาสพิเศษจริงๆ เซลส์คนอื่นอาจจะไม่รู้เรื่อง ถ้าคุณเจษฎามีข้อสงสัย โทร.ติดต่อผมคนเดียวเลยนะครับ สวัสดีครับ"

พอรถเจษฎาแล่นออกไป วีระวัฒน์เดินมาพูดกับผู้จัดการ "ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยจัดการเรื่องนี้"

"โอ๊ย ยินดีครับ ว่าแต่ว่าเจ้านายคุณวีระวัฒน์จะซื้อบ้านเป็นของขวัญให้เพื่อนทั้งที ทำไมไม่อยากให้เขารู้ล่ะครับ"

"เจ้านายผมตั้งใจจะเซอร์ไพรส์ในวันแต่งงานน่ะครับ คุณก็อย่าหลุดปากก็แล้วกัน"

ให้เผอิญเจษฎาลืมมือถือไว้  จึงวกรถกลับมาจอดที่หน้าสำนักงานขาย พนักงานขายคนเดิมออกมาต้อนรับ เจษฎาบอกว่าเขาลืมมือถือไว้

"อ้าว ลืมไว้ที่ไหนครับ ผมช่วยหา"

"คงจะที่นั่งคุยกันเมื่อกี้"

พนักงานขายพาเจษฎามาที่โต๊ะ เห็นมือถือวางอยู่จริง "เจอแล้วครับ..."

เจษฎากำลังจะเดินออกไป เห็นวีระวัฒน์เดินออกทางประตูหลังพอดี เจษฎาชะงัก มองตามด้วยความเอะใจ...

ooooooo

ในรีสอร์ตที่เขาใหญ่ พิมานหลบมาพักผ่อนหา ความสบายใจให้กับตัวเอง  เขานั่งจิบไวน์ชมจันทร์ อยู่ที่เทอร์เรซ บรรยากาศดูโรแมนติก แต่ในใจเขาเศร้าอย่างบอกไม่ถูก...จู่ๆณัฏฐาเดินเข้ามาทักด้วยท่าทีขวยเขิน

"บังเอิญจังเลยนะคะ ที่มาเจอคุณพิมานที่นี่"

"คุณณัฏฐา...เอ่อ..." พิมานสะดุ้ง คิดไม่ถึงทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะพูดอะไร

"ขอนั่งด้วยคนได้มั้ยคะ"

"เชิญครับ คุณณัฏฐามาคนเดียวหรือ" พิมานมองว่าณัฏฐามากับใคร



"มากับคนขับรถค่ะ ดิฉันมาธุระที่นี่ เพิ่งจะมาถึงเมื่อเย็นนี้เอง" ณัฏฐาแอบมองพิมานเขินๆ

พิมานดีใจที่พบณัฏฐาอีกครั้ง แต่ก็เจียมตัวไม่กล้าแสดงความรู้สึก เกรงจะทำให้เธอไม่สบายใจ พยายามคิดหัวข้อสนทนา พอดีเห็นดาวตกจึงชวนคุย

"คืนนี้มีดาวตกด้วย...ตอนเด็กๆแม่เคยบอกว่าถ้ามีดาวตกให้อธิษฐาน แล้วจะได้สมความปรารถนา"

"แล้วคุณพิมานได้อย่างที่ขอหรือเปล่าคะ"

พิมานตอบขำๆ "ก็...ได้บ้างไม่ได้บ้าง"

"งั้นดิฉันลองอธิษฐานดูบ้างดีกว่า" ณัฏฐาหลับตาพนมมือ

พิมานแอบมองณัฏฐาด้วยหัวใจปริ่มเปรม พอเธออธิษฐานเสร็จลืมตามาเห็นพิมานยิ้มอยู่ก็ยิ้มตอบ พิมานทำหน้าเก้อ ณัฏฐาแอบหวังว่าเขาจะถามอะไรเธอบ้าง แต่เขาไม่พูดอะไร เธอจึงตัดสินใจเริ่มเอง

"คุณพิมานไม่อยากรู้เหรอคะ ว่าดิฉันอธิษฐานอะไร"

"คุณณัฏฐาอธิษฐานอะไรล่ะครับ" พิมานถามเอาใจ

"ดิฉันอธิษฐาน...ขอให้ผู้ชายคนที่นั่งอยู่ข้างๆขอดิฉันแต่งงานอีกครั้งหนึ่ง"

พิมานอึ้ง  งงๆ  ไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน  ณัฏฐาถาม อีกครั้งว่า

"คุณพิมานคิดว่า ดิฉันจะผิดหวังหรือเปล่าคะ"

พิมานดีใจเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าและกุมมือณัฏฐา "ไม่มีวันที่ผมจะทำให้คุณณัฏฐาผิดหวังอีกแล้ว ผมสัญญา..."

สองคนสบตากัน ถ่ายทอดความรักจากหัวใจให้กัน และกัน

ooooooo

คืนนั้น ขณะที่ลักษมณ์กำลังนั่งดูหนังสือตกแต่งบ้าน พวกเฟอร์นิเจอร์เด็ก เจษฎาโทร.เข้ามาบอกว่ามีธุระสำคัญจะคุยด้วยเรื่องรจเรข ลักษมณ์รู้สึกกังวล แต่ยอมให้เจษฎาเข้ามาพบในบ้าน

มาถึง เจษฎายื่นเช็คที่วีระวัฒน์จ่ายให้โครงการบ้านจัดสรรมาตรงหน้าลักษมณ์ แล้วถามอย่างฉุนเฉียว

"นี่มันหมายความว่ายังไง"

"คือ...ผม..." ลักษมณ์พูดไม่ออก ทำให้เจษฎาโกรธ

"คุณให้ทนายของคุณ แอบไปจ่ายเงินค่าบ้านที่ผมไปดู คุณหลอกให้ผมซื้อบ้านราคาแปดเก้าล้าน ที่ผมไม่มีปัญญาซื้อ คุณต้องการอะไร"

"คุณเจษฎา...คุณกำลังเข้าใจผิดนะ ผมไม่ได้คิดจะหลอกให้คุณเป็นหนี้ ผมแค่อยากให้คุณซื้อบ้านหลังนั้นเท่านั้นเอง"

"ด้วยเงินของคุณ...ผมรู้ ว่าคุณมีเงินเยอะแยะ แต่คุณเอาเงินตั้งหลายล้านมาซื้อบ้านให้ผมเพื่ออะไร...คุณอยากให้ผมกับกล้วยเป็นหนี้บุญคุณคุณใช่ไหม คุณต้องการให้ผมกับกล้วยก้มหัวศิโรราบให้กับอำนาจเงินของคุณใช่ไหม เพราะคุณซื้อทุกอย่างได้ คุณเลยเหนือกว่าผมงั้นเหรอคุณลักษมณ์...คุณคิดว่าเงินของคุณจะทำให้คุณชนะใจกล้วยได้ใช่ไหม"

ลักษมณ์มองเจษฎาอย่างเจ็บปวด ก่อนจะพูดอย่างจริงใจ

"ไม่หรอกครับ ผมรู้ ว่าเงินของผมไม่มีค่าอะไรเลย สำหรับคนอย่างคุณกล้วย แต่มันก็เป็นอย่างเดียวที่ผมมี...ผมแค่อยากทำอะไรที่ดีๆให้คุณกล้วยกับ...ลูก บ้างเท่านั้นเอง"

"ผมมีปัญญาดูแลลูกเมียของผม" เจษฎาพยายามระงับอารมณ์ เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นลักษมณ์ผู้ทระนง ดูน่าสงสาร

"คุณเจษ เราก็รู้กันอยู่แก่ใจ ว่าลูกในท้องคุณกล้วยเป็นลูกของใคร ผมรู้ว่าคุณกล้วยกำลังจะแต่งงานกับคุณ ผมไม่ได้ คิดจะยื้อแย่งหรือแข่งขัน ผมยอมแพ้ ผมขอแค่ได้ทำอะไรเพื่อคุณกล้วยกับลูกบ้าง ได้ไหม...ผมขอร้อง"

เจษฎามองลักษมณ์ที่หมดความยโสโอหังอย่างสิ้นเชิง รู้สึกสงสาร แต่พอคิดถึงสิ่งที่ลักษมณ์เคยทำในอดีต ก็อดหมั่นไส้ไม่ได้

"วันนี้เป็นบ้าน ต่อไปจะเป็นอะไร รถ เครื่องเพชร คุณจะใช้เงินแสดงความรักที่คุณมีต่อกล้วยกับลูกไปอีกนานแค่ไหน มันถึงเวลาแล้วที่คุณต้องเรียนรู้ซะที...คุณลักษมณ์ คุณใช้เงินซื้อความต้องการทุกอย่างไม่ได้ เอาเงินของคุณคืนไป"

เจษฎาฉีกเช็คทิ้งต่อหน้า ก่อนจะเดินกลับไป ลักษมณ์ ทรุดนั่งร้องไห้อย่างหมดสภาพ...

ooooooo

วันต่อมา คุณแขฟังจิตรายงานว่า ลักษมณ์เสียใจนอนซม ไม่ลงมากินข้าวกินปลา น้ำท่าไม่อาบ นอนอยู่ ในห้องมืดๆทั้งวัน ทำให้คุณแขเป็นห่วงเป็นใย

"โถ คุณลักษมณ์ น่าสงสาร"

"ตอนคุณพิมานว่าหนักแล้วนะคะ แต่มาคุณลักษมณ์นี่ จิตว่าหนักกว่า"

"คุณลักษมณ์ก็แย่ ตาพิมานก็แย่ เฮ้อ...ฉันจะทำยังไงดีนะ แม่จิต" คุณแขบ่น

"จะทำอะไรกับผมเหรอครับคุณแม่" พิมานถือกระเป๋าเสื้อผ้าเดินเข้ามา หน้าตาสดใส

"ตาพิมาน...นี่ลูก...หนูณัฏฐา" คุณแขแปลกใจที่เห็นณัฏฐาเดินตามเข้ามา

"สวัสดีค่ะ คุณป้าแข หวัดดีจ้ะจิต" ณัฏฐาไหว้คุณแข

จิตยิ้มแป้น "นี่...นี่หมายความว่า คุณพิมานกับคุณณัฏฐา..."

"ผมไปเจอคุณณัฏฐาที่เขาใหญ่ เลยชวนให้กลับมาพร้อมกัน นี่ยังไม่ได้ทานข้าวเย็นเลย คุณแม่มีอะไรเลี้ยงคุณณัฏฐาหรือเปล่าครับ"

"มีสิจ๊ะมี ไป...จิต ไปบอกในครัวว่าเตรียมตั้งโต๊ะอาหารเย็นได้แล้ว" คุณแขดีใจกุลีกุจอสั่งจิต จิตรับคำรีบเดินตามเข้าครัว

"หนูช่วยค่ะ คุณป้าแข" ณัฏฐารีบอาสา

พิมานมองตามแม่กับคนรักเดินเข้าครัว รู้สึกมีความสุขมาก...

ระหว่างรับประทานอาหาร ลักษมณ์ซึ่งมาร่วมโต๊ะด้วย ได้บอกพิมานว่าให้ไปทำงานที่บริษัท พิมานแปลกใจ "อะไรนะครับ"

"นายก็ลาออกจากราชการแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันอยากให้นายมาช่วยดูแลบริษัทแทนฉันระหว่างที่ฉันไม่อยู่"

"คุณลักษมณ์จะไปไหนคะ" ณัฏฐาถามด้วยความสงสัย

"ผมจะไปอเมริกาครับ ว่าจะไปตั้งแต่หลังงานศพมาร์กี้แล้ว บังเอิญมันมีเรื่องอื่น...แต่ตอนนี้ ผมก็ไม่มี

อะไรแล้ว" ท่าทางลักษมณ์ขรึมเศร้า

"คุณลักษมณ์ไปแค่สองสามเดือน พิมานไปช่วยดูแลชั่วคราวก็ดีค่ะ" คุณแขพูดเอาใจ

"ให้พิมานรับผิดชอบไปเลยดีกว่าครับ...ไม่แน่ ผมอาจจะอยู่ที่โน่นสักพัก"

คุณแข พิมาน และณัฏฐามองหน้ากันไปมา ทั้งเข้าใจทั้งสงสารลักษมณ์...พิมานกับณัฏฐาเดินคุยกันที่หน้าเรือนขาว พิมานตั้งข้อสงสัยว่า สิ้นเดือนนี้รจเรขจะแต่งงาน ลักษมณ์คงไม่อยากอยู่จนถึงวันนั้น

"แต่ฉันแน่ใจนะคะว่าเขาสองคนรักกัน รักกันมากด้วย มันจะต้องมีปาฏิหาริย์อะไรสักอย่างทำให้สองคนกลับมาอยู่ด้วยกัน"

"เหมือนคุณกับผมงั้นเหรอ" พิมานมองตาณัฏฐา

"ค่ะ ถ้าคนสองคนรักกันมากพอ ความรักจะพาเขากลับมาหากัน เหมือนที่ฉันกลับมาหาคุณ" ณัฏฐาพูดอย่างเขินๆ...

ooooooo

งานแต่งงานของรจเรขกับเจษฎาจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ คุณยาย ป้าเขียน และอ่วมช่วยกันเช็ดจานสำหรับถวายอาหารพระ รจเรขจัดดอกไม้ เจษฎานั่งช่วยอยู่ใกล้ๆ ป้าเขียนบ่นเสียดายที่พระไก่ไปธุดงค์ ไม่ได้มาร่วมงาน รจเรขพูดเรียบๆว่า

"ก็แค่ใส่บาตร เลี้ยงพระ ไม่ได้มีอะไรมากซักหน่อย"

เจษฎารู้สึกว่ารจเรขไม่ค่อยมีความสุข จึงลองหยั่งเชิงถามว่าจะเชิญแขกมากินเลี้ยงบ้างไหม รจเรขกลับบอกว่า ไม่อยากทำอะไรให้วุ่นวาย แต่พอเห็นสายตาเจษฎาเหมือนจับผิด เลยฝืนยิ้มเปรยๆว่า เธอเหนื่อยนิดหน่อย

"จ้ะ พี่เข้าใจ" เจษฎาพยายามเอาใจ ทั้งที่ในใจครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

"กล้วยขอตัวเอาดอกไม้ไปถวายพระก่อนนะคะ"

เจษฎามองตาม เห็นได้ชัดว่ารจเรขไม่ได้ตื่นเต้นกับงานแต่งงานนี้เลย คุณยายเองก็ชำเลืองมองอย่างหนักใจ...

ในห้องพระ รจเรขวางแจกันดอกไม้บนหิ้ง ก้มกราบพระแล้วนั่งสงบสติอารมณ์ก่อนจะคุยกับโกศพ่อแม่ที่วางอยู่

"พ่อจ๋า แม่จ๋า พรุ่งนี้กล้วยจะแต่งงานกับพี่เจษแล้ว พ่อกับแม่ช่วยเป็นกำลังใจให้กล้วยขอให้กล้วยเข้มแข็งพอที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ขอให้กล้วยตัดใจจากคุณลักษมณ์ให้ได้นะคะ"

ด้านหน้าห้อง เจษฎายืนฟังอยู่อย่างสะเทือนใจ เขาหลบมานั่งที่เก้าอี้มุมหนึ่งของบ้าน คิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน รจเรขเดินมาตามไปทานข้าว เขามองเธออย่างอาลัยอาวรณ์ก่อนจะตัดสินใจบางอย่าง

"ถึงเวลาทานข้าวแล้วเหรอนี่ พี่นั่งคิดอะไรต่ออะไรเพลินไปหน่อย"

"พี่เจษชอบเก้าอี้ตัวนี้จริงๆนะคะ พอพี่เจษหายไป กล้วยก็รู้เลยว่าต้องมาอยู่ที่นี่"

"มันทำให้พี่นึกถึงความหลังน่ะ กล้วย พี่ถามอะไรหน่อยสิ ตอบพี่มาตามตรงเลยนะ"

"ค่ะ..."

"กล้วยรักพี่ไหม"

รจเรขฝืนยิ้ม กลบเกลื่อนความในใจ "ทำไมพี่เจษถึงถามกล้วยอย่างนี้ล่ะคะ เราจะแต่งงานกันอยู่แล้วนะ"

"พี่รู้ แต่มันไม่เกี่ยวกันนี่...แต่งงานก็ส่วนแต่งงาน แต่พี่อยากรู้ กล้วยรักพี่ไหม"


รจเรขมองสบตาเจษฎา ไม่อาจโกหกเขาได้อีก แต่พยายามที่จะตอบอย่างถนอมน้ำใจเขาด้วยการกุมมือเขา พูดอย่างจริงใจ

"พี่เจษเชื่อใจกล้วยนะคะ กล้วยจะแต่งงานกับพี่ เป็นภรรยาของพี่ กล้วยจะซื่อสัตย์กับพี่เจษไปตลอดชีวิต และจะไม่มีวันทำให้พี่เจษผิดหวังในตัวกล้วยเป็นอันขาดค่ะ กล้วยสัญญา"

เจษฎาจับมือรจเรขดึงมาวางแนบอก เขารู้ว่าเธอไม่มีทางรักเขาได้ แต่พยายามเก็บความรู้สึกไว้ ฝืนยิ้มแล้วบอกเธอว่า

"ที่พี่อยากได้ยินก็แค่นี้ล่ะจ้ะ ขอบคุณมากนะกล้วย พี่ก็สัญญาว่าพี่จะทำให้กล้วยมีความสุขที่สุด และจะไม่ทำให้ กล้วยเสียใจเป็นอันขาดเหมือนกัน"

เจษฎาดึงรจเรขเข้ามากอดเหมือนถ่ายทอดความรัก ให้เป็นครั้งสุดท้าย รจเรขกอดตอบด้วยความรู้สึกอย่างพี่ชาย เจษฎารับรู้ความรู้สึกนั้น แอบเมินหน้าน้ำตาไหล

ooooooo

คืนเดียวกัน ลักษมณ์แต่งตัวเตรียมเดินทาง ให้ พุฒมายกกระเป๋าไปใส่รถ พุฒหน้าเศร้า อยากยับยั้งเจ้านายแต่ไม่อาจทำได้ เสียงมือถือดังขึ้น ลักษมณ์ หยิบมามองดู แปลกใจที่เจษฎาโทร.มา...

วันรุ่งขึ้น ป้าเขียนกับอ่วมช่วยกันปัดกวาดหน้าบ้าน ปูผ้าบนโต๊ะยาวที่จะจัดวางของสำหรับใส่บาตรพระ บนเรือนจัดวางอาสนะ และจัดที่ทางอย่างเรียบร้อย ป้าเขียนมองหาคุณยายว่าหายไปไหน อยากถามเรื่องชากับกาแฟ ไม่ทันไรเห็นคุณยายหน้าเคร่งเครียดเดินขึ้นบันไดมา

"คุณยายคะ..." ป้าเขียนกำลังจะเอ่ยปากถาม พอดีเห็นเจษฎาเดินตามขึ้นมาก่อน "อ้าว คุณเจษมาถึงแล้วเหรอคะ แล้วทำไมยังไม่แต่งตัว หรือว่าจะไปแต่งตัวห้องหลวงพี่"

"ผมขอพบกล้วยก่อนได้มั้ยครับ"

"อุ๊ย...ไม่ได้หรอกค่ะคุณเจษ มันผิดธรรมเนียม ต้องรอยกขันหมากสู่ขอกันซะก่อน คุณกล้วยถึงจะออกมาได้"

เจษฎาสบตาคุณยายเชิงขอร้อง คุณยายจึงบอกป้าเขียนว่าไม่เป็นไร ให้ไปตามรจเรขออกมา ป้าเขียนเดินไปด้วยความแปลกใจ ระคนสงสัยสีหน้าเจษฎาที่ดูหม่นๆชอบกล

บนเก้าอี้ไม้ตรงมุมบ้านที่เจษฎาชอบมานั่งเป็นประจำ รจเรขเดินเข้ามาหา มองเจษฎาอย่างสงสัย

"พี่เจษคะ..."

เจษฎาลุกขึ้นยืนมองรจเรขอย่างเต็มตา รจเรขเห็นสีหน้าเขาหมองคล้ำถามอย่างห่วงใย

"ทำไมหน้าตาเหมือนไม่ได้นอนเลย มีอะไรหรือเปล่าคะ"

"กล้วยจำได้มั้ยจ๊ะ พี่เคยบอกกล้วยที่เก้าอี้ตัวนี้ว่าพี่เคยสัญญากับตัวเองจะไม่ยอมให้ใครทำให้กล้วยร้องไห้"

"ค่ะ..."

"แม้แต่ตัวพี่เอง..." เจษฎาจับมือรจเรขขึ้นมากุมอย่างแสนรัก

"พี่เจษหมายความว่ายังไงคะ"

"พี่รู้...ว่ากล้วยไม่ได้รักพี่ กล้วยแต่งงานกับพี่ เพื่อรักษาคำพูด รักษาสัญญา ไม่ใช่เพราะความรัก"

"แต่กล้วยเต็มใจนะคะ กล้วยเต็มใจแต่งงานกับพี่เจษ จริงๆ"

"แล้วกล้วยจะมีความสุขเหรอจ๊ะ...ทุกอย่างที่พี่ทำ ก็เพราะพี่อยากให้กล้วยมีความสุข แต่ถ้ามันทำให้กล้วยต้องร้องไห้ พี่จะทำไปทำไม"

"ไม่จริงค่ะ พี่เจษ พี่ไม่เคยทำให้กล้วยร้องไห้เลย พี่เจษดีกับกล้วย รักแล้วก็ห่วยใยกล้วยตลอดเวลา"

"กล้วยเลยต้องตอบแทนบุญคุณพี่อย่างนั้นใช่มั้ยจ๊ะ พี่ไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนั้น สิ่งเดียวที่พี่ต้องการคือให้น้องของพี่มีความสุข แล้วพี่ก็รู้แล้วว่าพี่ต้องทำยังไง"

รจเรขมองเจษฎาอย่างไม่เข้าใจ เจษฎาหันไปเรียก "คุณลักษมณ์ครับ..."

ลักษมณ์เดินเข้ามา รจเรขตกตะลึง มองเจษฎาสลับกับลักษมณ์ด้วยความงง เจษฎายิ้มให้รจเรขแต่แววตาเศร้า ลูบมือรจเรขอย่างเบาๆ

"กล้วยจะต้องได้แต่งงานกับคนที่กล้วยรัก และมีความสุขตลอดไป...พี่ทำตามสัญญาแล้วนะจ๊ะ ขอให้กล้วยของพี่มีความสุขตลอดไป" เจษฎาปล่อยมือเธอแล้วจะเดินจากไป

"พี่เจษ..." รจเรขผวาตาม โผเข้ากอดเจษฎาทั้งน้ำตา

"ลาก่อน น้องรักของพี่" เจษฎาพยายามตัดใจ ผละออกแล้วเดินไป

รจเรขมองเจษฎาที่เดินห่างออกไป น้ำตาไหลด้วยความตื้นตัน ลักษมณ์ขยับเข้ามาใกล้เรียกเธออย่างแผ่วเบา

"คุณกล้วย..."

รจเรขหันมามองหน้าลักษมณ์  รู้สึกสับสนในใจ  ตัดสินใจเดินหนี ลักษมณ์ตามร้องเรียก...เดินตามมาทันรั้งตัวเธอไว้

"คุณกล้วย เดี๋ยวก่อนครับ"

รจเรขนิ่ง ยังสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ลักษมณ์จับไหล่รจเรขให้หันมาเผชิญหน้ากันอย่างนุ่มนวล

"ผมสัญญาว่าผมจะยอมรับการตัดสินใจของคุณทุกอย่าง แต่คุณต้องฟังผมพูดก่อน"

"ค่ะ..." รจเรขนิ่งฟัง ทั้งที่ในใจยังคุกรุ่นไปด้วยความ น้อยใจ เสียใจ

"ผมรู้ว่าผมทำผิดมามาก ผมทำร้ายคุณทั้งร่างกาย จิตใจ ผมอยากให้คุณรู้ ว่าทุกครั้งที่เห็นคุณร้องไห้ ผมก็เสียใจไม่น้อยไปกว่าคุณ...คุณกล้วย มีคำคำนึงที่ผมไม่เคยพูดออกไป ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ ว่ามันสำคัญกับคุณ...ผมขอโทษ" ลักษมณ์ดึงมือรจเรขมากุม

"เท่านั้นใช่ไหมคะ" รจเรขรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ไม่ใช่คำพูดที่เธอหวังจะได้ยิน

ด้วยความน้อยใจ รจเรขดึงมือออกจากมือลักษมณ์ จะเดินไป ลักษมณ์ยื้อเอาไว้อีก

"ยัง...ยังมีอีกคำหนึ่ง...แต่งงานกับผมนะครับ คุณกล้วย" ลักษมณ์หมุนตัวรจเรขให้หันมาแล้วคุกเข่าลง

รจเรขใจอ่อนลงแต่ยังอดตัดพ้อไม่ได้ว่า "พี่เจษขอให้ คุณมาทำหน้าที่แทนเหรอคะ"

"ใครบอก  ผมทำไปเพราะผมรักคุณต่างหาก ได้ยินไหมครับคุณกล้วย ผมรักคุณ ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมีใครมีค่าพอที่ผมจะมอบหัวใจให้ นอกจากคุณคนเดียว แล้วคุณล่ะครับ รักผมบ้างมั้ย" ลักษมณ์ลุกขึ้นยืน รบเร้าขอคำตอบ

รจเรขพูดไม่ออก ยิ้มทั้งน้ำตา ลักษมณ์ดึงเธอมากอดด้วยความดีใจ

"คุณยอมรับ ที่จะเป็นภรรยาของนายลักษมณ์ นฤนารถไมตรีไหมครับ"

"ค่ะ คุณลักษมณ์"

ลักษมณ์ดีใจสุดๆ กอดรจเรขแน่นด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข

ooooooo

พิธีการงานแต่งงานในวันนี้ จึงเปลี่ยนแปลงเจ้าบ่าว  ลักษมณ์นั่งพับเพียบต่อหน้าคุณยาย  มีคุณแข พิมานกับณัฏฐานั่งยิ้มอยู่ตรงข้าม ทุกคนสีหน้าเปี่ยมสุข

"ดิฉันจะมาขออนุญาตคุณยาย รับแม่กล้วยกลับบ้านค่ะ ไม่อยู่ไม่กี่วัน พ่อลูกชายดิฉันงอแงเหลือทน งานการไม่เป็นอันทำ" คุณแขเอ่ยปาก

"ถ้าเจ้าตัวเขาไม่ขัดข้อง ดิฉันก็เต็มใจจะยกให้ค่ะ  ไปตามแม่กล้วยให้ออกมาได้แล้ว" คุณยายหันไปสั่งป้าเขียน

ป้าเขียนลุกออกไป ลักษมณ์ตื่นเต้นมองไปที่ประตูไม่วางตา คุณแขเห็นแล้วยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะหันมารับรองกับคุณยาย

"คราวนี้คุณยายไม่ต้องห่วงนะคะ ดิฉันจะดูแลแม่กล้วยเป็นอย่างดี จะไม่ยอมให้นักเลงโตที่ไหนมาทำให้เจ็บช้ำน้ำใจอีกแล้วค่ะ"

ลักษมณ์ได้ยินรู้ว่าโดนแขวะ ทำหน้าเก้อ ทุกคนยิ้มขำๆ

ประตูห้องเปิดออก ป้าเขียนเดินนำหน้ารจเรขออกมา พอเห็นรจเรขทุกคนก็ตะลึง เธออยู่ในชุดไทยเรือนต้น สีหน้าแจ่มใสอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน...รจเรขเข้ามานั่งพับเพียบข้างลักษมณ์ คุณแขหยิบกล่องเครื่องเพชรและกล่องแหวนในพาน เปิดออกส่งให้คุณยาย

"เครื่องเพชรชุดนี้ เจ้าคุณทวดของคุณลักษมณ์ได้รับพระราชทานมาค่ะ ตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว คุณหญิง... ดิฉันหมายถึงคุณแม่ของคุณลักษมณ์ ท่านสั่งไว้ว่า ให้มอบให้กับสะใภ้ใหญ่ของนฤนารถไมตรี"

คุณยายหยิบมาดูพอเป็นพิธี ก่อนจะส่งคืนให้คุณแขและชมว่างามเหลือเกิน คุณแขหยิบแหวนส่งให้ลักษมณ์

"สวมให้รจเรขสิคะคุณลักษมณ์"

ลักษมณ์รับแหวนมาบรรจงสวมให้รจเรข ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของทุกคน

ooooooo

เมื่อกลับมาที่บ้านนฤนารถไมตรี ในห้องนอนของลักษมณ์ รจเรขเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดยาวเรียบๆแต่ดูงามสง่า นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ลักษมณ์หยิบสร้อยประจำตระกูลมาสวมให้

"ถึงแม้จะเป็นงานเลี้ยงภายใน แต่ผมก็อยากให้คุณสวมสร้อยเส้นนี้ เพราะผมถือว่าวันนี้เป็นวันแรกที่คุณยอมรับ ว่าคุณเป็นภรรยาของผมอย่างแท้จริง"

"แต่ฉันคิดว่ามันมากเกินตัว..."

"ไม่จริงหรอกครับ ของพวกนี้มันก็แค่สิ่งสมมติ ไม่มีอะไรจะมีค่ามากไปกว่าการที่ผมได้ภรรยาสุดที่รักกลับคืนมาอีกแล้ว"

รจเรขมองสร้อยบนคอ แล้วมองลักษมณ์อย่างเชื่อมั่นว่า ผู้ชายคนนี้จะเป็นคนที่เธอมอบชีวิตและจิตใจให้ได้...

สองคนเดินจูงมือกันออกมาที่สนามหน้าบ้าน ที่ประดับประดาไปด้วยไฟและดอกไม้อย่างสวยงาม มีคุณแข พิมาน และณัฏฐายืนคุยกันอยู่ แย้ม ชื่น พุฒ และจิตยืนรวมกลุ่มกัน มองรจเรขกับลักษมณ์อย่างชื่นชมยินดี เสียงเพลงบรรเลงไพเราะคละเคล้ากับเสียงหัวเราะรื่นเริงของทุกคนในครอบครัว ทำให้ลักษมณ์กับรจเรขรู้สึกอบอุ่นใจและมีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

ooooooo

- อวสาน-
กลับไปยังรายบอร์ด