กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

อัมพาตครึ่งซีก หรือ เส้นเลือดสมองตีบหรือแตก

อัมพาตครึ่งซีก

ในจำนวนคนเป็นอัมพาต 100 คน เป็นชาย 63 คน เป็นหญิง 37 คน
ลักษณะอาการ    อัมพาตครึ่งซีกเกิดจากเส้นเลือดในสมองตีบ    ถ้าตีบในสมองซีกซ้าย
จะเป็นอัมพาตที่ร่างกายซีกขวา    ถ้าตีบในสมองซีกขวาจะเป็นที่ร่างกายซีกซ้าย  เพราะสมองแต่ละซีกจะ
ควบคุมการทำงานของร่างกายในซีกตรงข้ามกัน     ส่วนอาการจะหนักเบาเพียงใดนั้นขึ้นอยู่ที่จุดบริเวณที่
เส้นเลือดตีบ  ถ้าคนป่วยพูดไม่ออกเลย  แสดงว่าเส้นเลือดตีบลึก  อาการจะหนักกว่าปกติ  ผู้สูงอายุ  ที่อายุ
มากกว่า 70 ปีขึ้นไป  อาการจะหนักกว่าคนที่อายุน้อย  เพราะร่างกายภายใน ภายนอกทรุดโทรมลงมากแล้ว
(คำว่าอัมพาตนั้น  ถึงแม้จะเดินได้  ก็ยังเรียกว่าอัมพาต  ส่วนอัมพฤกษ์นั้น อาการ สั่นทั้งตัว  หรือส่วนหนึ่งส่วน
ใดของร่างกายสั่น  เช่น มือสั่น ริมฝีปากสั่นศีรษะสั่น  หรือมีอาการตึงไปหมดทั้งตัว  จะลุก นั่ง เดิน  ก็ลำบาก
ต้องมีคนช่วยจับพยุง)

                 อาการของคนเป็นอัมพาตครึ่งซีก
   
   1.  ปากเบี้ยวไปข้างหนึ่ง  ดื่มน้ำลำบาก  น้ำลายไหลยืด  ไม่สามารถบังคับปากได้   
   2.  พูดไม่ชัดหรือพูดฟังไม่รู้เรื่องหรือพูดไม่ออกเลย  บางคนเพ้อเหมือนคนขาดสติ
หรือเหมือนผีเข้า  นี่เป็นธรรมดาของโรคนี้
   3.  หมดความรู้สึก หรือมึนชาทั้งแขน - ขา - ใบหน้า ในซีกที่เป็น
   4.  ตาข้างที่เป็นอัมพาต หลับไม่ลง หรือลืมไม่ขึ้น  หรือมองไม่เห็น
5.    แขน ขา ซีกที่เป็นไม่สามารถใช้งานได้  ลุกขึ้นเองไม่ได้  นั่งเองไม่ได้

                สาเหตุการเป็นอัมพาตครึ่งซีก

1.  มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน  หัวใจ  ความดันโลหิตสูง หรือต่ำ  (คนที่เป็นเบาหวาน
มีโอกาสเสี่ยงการเป็นอัมพาตสูงมาก)
2.  เคยได้รับอุบัติเหตุ  ศีรษะถูกกระแทก  ถึงจะนานหลายปี  ก็เป็นสาเหตุทำให้เป็นอัมพาตได้
3.  รับสารพิษมาจากงานอาชีพ  เช่น เกษตรกรที่ใช้ยาฆ่าแมลงโดยไม่ระมัดระวัง  ทำงานห้อง
พ่นสีรถ  โรงงานหรือร้านแบตเตอรี่  โรงงานหรือร้านขายยาฆ่าแมลง คนที่รับจ้างฉีดยาใน
สวนมะลิ  สวนกล้วยไม้  หรือสวนผลไม้  คนขับแท็กซี่ติดตั้งแก๊ส แล้วแก๊สซึมเข้าในห้องเก๋ง
สูดดมเป็นประจำ  ฯลฯ
4.  ได้รับสารพิษจากอาหาร  เช่นสารเคมีที่ตกค้างจากพืช  จากเนื้อสัตว์  สารเคมีที่ผสมใน
อาหาร เช่นยากันบูด  ยากันเชื้อรา  ผงบอแร็กซ์
5.  สูดดมสารพิษเป็นประจำ  เช่น คนที่เคยดมกาว  พวงมาลัยที่ฉีดน้ำยาให้สด หรือฉีดกลิ่น
สารเคมีที่ทำให้เกิดกลิ่น  แล้วเรานำมาวางไว้ในห้องมิดชิด  สูดดมเป็นประจำ เป็นอันตราย
อย่างยิ่ง
6.  สุขภาพไม่ดีตั้งแต่เด็ก  เช่นเคยเป็นไข้ชัก  คลอดก่อนกำหนด  ป่วยบ่อยๆตั้งแต่เด็ก
7.  ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
8.  กรรมพันธุ์  ถ้าบรรพบุรุษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายเคยเป็นอัมพาต  
ลูก – หลาน – เหลน  มีโอกาสเป็นอัมพาตสูงมาก  ในอัตราส่วน 3 : 1 เสมอไป
เช่น  พี่น้อง 4 คน  อาจจะเป็นอัมพาต 3 คน  ไม่เป็น 1 คน  หรือเป็นอัมพาต 1 คน
ไม่เป็น 3 คน
9.  หญิง – ชาย ที่เข้าสู่วัยทอง (แต่ละคน ช้า – เร็ว ต่างกันตามสภาพความแข็งแรง
ของร่างกายของแต่ละคน) เมื่อเข้าสู่วัยทอง  ฮอร์โมนจะเริ่มลดลง  ทำให้ร่างกาย
ทรุดโทรมตามวัย
10.  การใช้ความคิดอย่างรุนแรง  คิดตลอดเวลา  ไม่เคยให้สมองได้พักผ่อน  ความวิตกกังวล
ทำให้เส้นเลือดในสมองเกิดพิการได้ง่าย
11.  ถูกผ่าตัด หรือเจาะสมอง  จะด้วยสาเหตุใดๆก็ตาม  มีโอกาสเป็นอัมพาตสูงมาก   

                    ลางบอกเหตุที่จะเป็นอัมพาต
   
1.  ปวดต้นคอเป็นประจำ  แสดงว่าเป็นความดันโลหิตสูง   //   (ความดันต่ำก็เป็นได้)
2.  ปวดศีรษะจี๊ดๆลึกๆข้างเดียว ชั่วครู่ก็หายไป เมื่อเริ่มอาการเตือนใหม่ๆ  อาจจะปวดเดือนละครั้ง  หรือ
สองสามเดือนต่อครั้ง  ต่อมาก็ปวดบ่อยๆ อาทิตย์ละ 2 - 3 ครั้ง  จนบางครั้งนึกว่าเป็นไมเกรน
3.  มึนชาตามริมฝีปากหรือหน้าซีกใดซีกหนึ่ง    ชั่วระยะเวลา 1 ชั่วโมงก็หาย  หรือ 1 - 2 วัน
ก็หายไป ต่อมาก็มีอาการเกิดขึ้นอีก
4.  มึนชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า คล้ายเหน็บชา หรือชาตามแขนขา พอนวดๆก็หายไป ทั้งนี้  อาการเตือน
แบบนี้ไม่ใช่ชาทั้งสองข้าง  จะเป็นซีกใดซีกหนึ่งเท่านั้น  เช่น ชามือซ้ายหรือขวา  ชาเท้าซ้ายหรือขวา
หรือชามือซ้าย เท้าซ้าย  หรือมือขวา เท้าขวา  ถ้าชามือทั้งสองข้าง  หรือเท้าทั้งสองข้าง  ไม่ใช่การเตือน
อัมพาต
5.  บางครั้งถือสิ่งของอยู่ดีๆ ก็หลุดจากมือไปเฉยๆโดยไม่รู้ตัวว่าหลุดไปได้อย่างไร
6.  บางครั้ง เวลาลุกขึ้นจะมีอาการวูบคล้ายคนเป็นลม
7.  ปากเบี้ยวไปข้างหนึ่ง  พอนวดหรือกินยาแก้ปวดก็หายไป
8.  บางคนอยู่ดีๆ แขนขาก็กระตุกขึ้นมาเฉยๆ
   *****   ถ้าท่านมีอาการเหล่านี้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง   ต้องรีบไปเอายาแก้อัมพาตมากิน
เพื่อป้องกันไว้ก่อน  ดีกว่าปล่อยให้เป็นแล้วจึงรักษา  มันหายยาก และโอกาสที่จะหายได้ 100 %
ยิ่งยากมาก  *****

อาการเตือนนี้  นับจากวันที่เตือนไปในระยะเวลา 8 ปี  อาจจะเป็นในวันหนึ่งวันใด  ทั้งนี้  ขึ้นอยู่กับสุขภาพ
และการดำรงชีวิตประจำวัน  ท่านที่ดื่มแอลกอฮอล์ประจำ  หรือท่านที่ตรากตรำงานหนัก  มีโอกาสเป็น
อัมพาตได้เร็วกว่าคนที่ถนอมสุขภาพ

การออกกำลังเพียงอย่างเดียว  ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเป็นอัมพาตได้  คนป่วยรายหนึ่ง
เป็นอัมพาตบนสายพานที่กำลังออกกำลังกาย  อีกรายหนึ่ง  เป็นอัมพาตขณะที่กำลังขี่จักรยานออกกำลัง
ล้มกลิ้งทั้งรถทั้งคน

             ผลการเตือน  แล้วไม่สนใจ  หรือหายา หาหมอรักษาไม่เจอ
*   บางคนนอนหลับไป  พอตื่นขึ้นมาก็เป็นอัมพาตไปข้างหนึ่ง
*   บางคนเป็นในขณะที่กำลังขับขี่รถจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ ก็ล้มลง  บางคนเป็นในขณะขับรถยนต์
*   บางคนเดินไปมาอยู่ดีๆ แขนขาอ่อนกำลังลง  ก็เป็นในทันทีทันใด  ฯลฯ
**คนส่วนมากคิดว่า    ล้มลงแล้วเป็นอัมพาต   แต่ความจริงแล้วเป็นขึ้นกระทันหัน   
แขนขาไม่มีกำลัง  จึงล้มลง**
      
                    การรักษาและผลการรักษา         
   ใช้ยาสมุนไพรทั้งยาประคบและยารับประทาน     ต้องประคบยาวันละ   
2 ครั้ง ถ้าเป็นไม่เกิน 7 วัน  รีบพาไปรักษา   อาจจะได้ผลการรักษามากกว่า 90 %  ถ้า   
เกิน 7 วันไปแล้ว      ผลการรักษาจะลดลงตามระยะเวลาที่เป็น       และขึ้นกับปัจจัย   
หลายอย่าง ได้แก่                  
     1.     อายุ  ตามสถิติ  ถ้าอายุมากจะรักษาหายยากมาก(ตั้งแต่ 70 ปี ขึ้นไป)   
     2.    ระยะเวลาที่เป็น     ถ้าเป็นมานานวันจะรักษายากมาก       บางคนเป็นมา 9 ปี   
รักษาได้แค่พอจับไม้พยุงตัวเดินได้               
     3.   อาการหนักหรือเบา  ถ้าถึงขั้นพูดไม่ได้เลยแสดงว่าอาการหนักมาก รักษายาก   
     4.   สุขภาพจิตและสุขภาพกายของผู้ป่วย  คนอารมณ์ดี รักษาง่ายกว่าคนฉุนเฉียว   
     5.     คนมีโรคแทรก รักษายาก เช่น เบาหวาน หัวใจ โรคเกี่ยวกับปอด   
     6.     คนที่เป็นอัมพาตครั้งที่ สอง หรือสาม รักษายาก         
     7.     คนที่เส้นเลือดแตกในสมอง ผ่านการผ่าตัดหรือเจาะสมองมาแล้ว รักษายาก   

                       การดูแลรักษาคนเป็นอัมพาต
                 ข้อพึงสังวร    คนเป็นอัมพาต     เมื่อรักษาจนเดินได้ หรืออาการดีขึ้นแล้ว
จะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสมรรถภาพ   อีกเป็นเวลาหลายเดือน     หรืออีก 1 - 2 ปี
คนป่วยหรือญาติของคนป่วย อย่าใจร้อน ร่างกายจะค่อยๆปรับสภาพตามธรรมชาติของร่างกาย
และต้องเอาใจใส่ในเรื่อง อาหาร อารมณ์ ออกกำลัง ห้ามล้ม แอลกอฮอล์
การล้ม  คนป่วยที่ล้ม  อาการจะทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด  คนป่วยที่กำลังยกแขนขึ้น  ถ้าล้มลงไป
แขนจะยกไม่ขึ้นอีก  หรือยกขึ้นได้เพียงเล็กน้อย  ขาก็จะเกิดอาการเส้นยึด
ยาเร่ขาย  ต้องระมัดระวัง  อย่าหลงเชื่อโดยจ่ายเงินแพงๆแล้วไม่ได้ผล
อาหาร  ต้องพยายามบำรุงร่างกายรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ลดอาหารประเภทไขมัน   
อาหารที่ควรรับประทาน   ได้แก่  กล้วยน้ำว้า อย่างน้อยวันละ 2 ลูก เนื้อสัตว์  
เครื่องในสัตว์  ผักสด ปลาตัวเล็กๆ ทอดกินทั้งตัว อาหารเสริมแคลเซี่ยม ผลไม้ทุกชนิด
(ยกเว้นคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือโรคอื่นๆที่ต้องจำกัดประเภทของอาหาร)

                 อาหารต้องห้าม (เฉพาะคนเป็นอัมพาต  ต้องเคร่งครัด)
  1.  แอลกอฮอล์(เหล้า - เบียร์)  เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์  แม้กระทั่งยาที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิด   
ก็ห้ามรับประทาน  ถึงแม้คนขายแนะนำให้ผสมน้ำร้อนเพื่อเจือจางแอลกอฮอล์  ก็ยังมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่  
ห้ามคนเป็นอัมพาตรับประทานโดยเด็ดขาด ไม่ตายวันนี้หรอก    แต่อาการจะค่อยๆทรุดลงเรื่อยๆจนแก้ไม่ได้   
""ถึงรักษาหายแล้วก็ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ตลอดชีวิต""   นอกจากจะเบื่อโลกนี้แล้ว
         2.   ขนมจีนที่ขายตามตลาดทั่วไป   เพราะใส่สารเคมีหลายอย่าง    อันตรายต่อผู้ป่วย  สังเกตได้ว่า  เมื่อสมัย
โบราณ  ขนมจีนที่บีบตอนเช้า  ตอนบ่ายก็บูด  แต่ปัจจุบัน ซื้อขนมจีนมาวางไว้ก็แห้งไปเฉยๆ  เอาไปนึ่งใหม่ก็
สามารถนำมารับประทานได้  ถ้าเป็นขนมจีนที่นำข้าวมาโม่ และทำการบีบเอง  คนป่วยสามารถรับประทานได้   
  3.   หอยน้ำจืดดิบ  เช่น หอยขม  หอยโข่ง เพราะหอยกินสารพิษที่ชาวนาฉีดลงในนา แล้วขับไปเก็บไว้ที่ก้น
แต่ถ้าเราต้มสุกแล้ว  น้ำจะล้างสารพิษออกไปได้มาก
  4.   หน่อไม้  ทุกชนิด  มีสารพิษตามธรรมชาติ            
  5.   อาหารที่ผิดหรือแพ้เฉพาะบุคคล  เคยกินอะไรผิดหรือแพ้ก็อย่ากิน
  6.    อาหารกึ่งสำเร็จรูป  พึงงดเว้น  เพราะมีผงชูรสมาก  มีสารกันบูดผสมอยู่มาก
  7.    แตงโม  ฉีดสารความหวานและเร่งสีแดง  เป็นอันตรายมาก
      

    ข้อควรระวัง
*  ผักสดจากตลาด   จะมีสารพิษตกค้างอยู่มาก  เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ เดี๋ยวนี้จะฉีดยาเดี๋ยวนี้
เก็บเดี๋ยวนี้ เพราะยาทำให้ผักสด ถั่วฝักยาวจะไม่เหี่ยวง่าย โดยไม่คำนึงว่าคนที่ซื้อไปกินจะได้รับสารพิษและเกิดอันตรายเพียงใด
         
*  แตงโม ฉีดสารเร่งสีและความหวานเข้าไปในลูกแตงโม สังเกตได้ว่า  แตงโมปัจจุบัน  สามารถเก็บไว้ได้นานหลายสัปดาห์  
จะไม่เน่า  คนที่ปลูกจะกันส่วนหนึ่งไว้กินเองโดยไม่ฉีดยาเลย
                  
*  อาหารกึ่งสำเร็จรูป  มีผงชูรสมาก  เป็นพิษแก่คนป่วย         

*  พวงมาลัยดอกมะลิ  แช่น้ำยาฟอร์มาลีน(ยาดองศพ) เอามาแขวนไว้หน้ารถ สูดดม ทำให้วิงเวียน
หน้ามืด และทำให้เป็นอัมพาต เป็นโรคหัวใจได้  //  คนเป็นอัมพาต  ห้ามสูดดมโดยเด็ดขาด      

                     การดูแล ระวัง และการช่วยเหลือผู้ป่วยอัมพาต

ต้องเข้าใจ   ท่านที่ดูแล  ระวัง รักษา คนป่วยอัมพาต  จำเป็นต้องทราบว่า  คนป่วยที่เป็นอัมพาต     
คือคนป่วย  ไม่ใช่คนปกติ  ดังนั้นจะมีอาการที่แปลกๆกว่าคนทั่วไปเช่น ดื้อ  ดื้อต่อการกินยา     
พูดไม่ฟัง  หรือไม่ทำตาม  หรือไม่เข้าใจต่อการฟังในสิ่งที่เราพูด  จะลุก  จะเดินทั้งๆที่ตัวเองไปไม่ได้     
บางครั้งก็พูดซ้ำคำเก่าๆ  หรือพูดแล้วเราฟังไม่รู้เรื่อง  ตีความหมายไม่ออก  บางคนตอนเป็นใหม่ๆ  
มีอาการเหมือนผีเข้าพูดเป็นภาษาที่เราฟังไม่ออกเลย คนป่วยพยายามจะสื่อสารแต่ไม่สามารถกระทำได้   
   เพราะระบบของสมองไม่สามารถสั่งงานให้ปากพูดเป็นปกติได้   จึงออกมาเป็นภาษาที่เราฟังไม่รู้เรื่อง      
บางครั้งขับถ่ายออกมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆที่เราสั่งให้บอกในเวลาที่ปวดหนักหรือเบา  แต่คนป่วยก็ถ่ายออกมา   
โดยไม่บอก อาการต่างๆเหล่านี้ผู้ดูแล ต้องเข้าใจ และอย่าโกรธคนป่วย เพราะเป็นธรรมดาของคนป่วยอัมพาต
   ผู้ดูแลต้องใจเย็นและเห็นใจคนป่วยให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้     อย่าถือสาในสิ่งที่คนป่วยกระทำ     
เพราะเป็นการกระทำที่ยังไม่มีสติที่สมบูรณ์      
              ห้ามหมอนวดมานวดเส้นโดยเด็ดขาด(ถ้าไม่ชำนาญจริง)  และจริงๆแล้วก็ไม่ควรนวด
  เพราะอัมพาตเป็นโรคที่เกิดจากเส้นเลือดในสมองตีบ      ไม่ใช่โรคเส้นหรือโรคที่เกิดกับเส้นเอ็นตามร่างกาย      
ต้องใช้ยาสมุนไพรสำหรับรักษาโรคอัมพาตโดยตรง ให้คนป่วยรับประทาน  แล้วใช้วิธีการประคบยา
เป็นตัวช่วยในการขยายเส้นเลือดและกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย    การประคบยา    ต้องใช้คนประคบหลายๆคน  
อย่างน้อยต้อง 3 คนขึ้นไป (7 คน ยิ่งดี) ลงมือประคบพร้อมกัน เพื่อให้ความร้อน  ร้อนทั่วตัวในเวลาเดียวกัน  
การประคบจึงจะได้ผล     
             การนวด บางครั้งดูว่าได้ผล  แต่จริงๆแล้วเป็นเพียงการบำบัดเฉพาะหน้าชั่วคราวเท่านั้น  
แต่เส้นเลือดในสมองที่ตีบ  ยังไม่ได้รับการแก้ไข  ต่อมาอีกไม่นานอาการของอัมพาตก็จะเป็นขึ้นอีก
และจะรักษายากขึ้น เพราะอาการจะเริ่มเรื้อรังคนป่วยที่ยังนอนอยู่กับที่ต้องช่วยบริหาร แขนขา
ข้างที่ยังไม่ขยับเขยื้อนเพื่อป้องกันไม่ให้เส้นเอ็นยึด  ทำให้แขน ขา งอหงิก และจะใช้การไม่ได้ตลอดไป
      โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ถ้าแขนเกิดการงอและหงิกแล้ว  จะไม่สามารถรักษาแก้ไขได้เลย
คนป่วยที่เริ่มเดินได้  ต้องระมัดระวังคนป่วยให้มาก  อย่าให้คลาดสายตาโดยเด็ดขาด   
ช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ  ถ้าคนป่วยล้มในระยะนี้  อาการจะทรุดลงทันที
และจะแก้ไขได้ยาก  เพราะคนป่วยคิดว่าจะเดินได้เอง  แต่พอก้าวขา  ขาจะไม่ก้าวตามที่คิด  
แล้วคนป่วยก็จะล้มทันที  ถึงแม้จะบอกหรือสั่งเอาไว้ คนป่วยก็จะดื้อรั้น  
เพราะคิดว่าตัวเองช่วยตัวเองได้แล้ว  ดังนั้น  อย่าปล่อยให้คนป่วยอยู่คนเดียวโดยเด็ดขาด
               
   
การพยุงคนป่วยลุกนั่งหรือยืน      อย่าดึงแขนหรือจับแขนข้างที่เป็นโดยเด็ดขาด
เพราะเหง้าไหล่จะเคลื่อน หรือหลุด  แล้วจะรักษายากขึ้นอีก  ให้ช้อนไหล่พยุงขึ้น
นั่ง หรือจับแขนข้างดีดึงขึ้นเวลาลุกขึ้นยืน  ถ้าคนป่วยเสียหลัก ให้กอดเอวไว้  จึง
จะอยู่  ถ้าจับแขน หรือส่วนอื่น  จะยึดคนป่วยไม่อยู่  คนป่วยจะล้ม   

   คนป่วยที่เริ่มเดินได้  ก็ต้องช่วยในการบริหาร (กายภาพบำบัด)ต่อไป
ฝึกคนป่วยลุกนั่ง  เพื่อบริหารขา  ฝึกยกแขนขึ้นบ่อยๆ  และฝึกหยิบจับสิ่งของ  ฝึก
จับไม้หนีบขึ้นหนีบเชือกในระดับที่มือยื่นถึง        ฝึกดึงรอก     ต้องใช้รอกเบอร์ 2
เท่านั้น   จึงจะพอดีกับการบริหารแขน         
            คนป่วยที่ฝึกเดินใหม่ๆ  ต้องระวังอย่าให้ข้อเท้าพลิก  เพราะเมื่อเดินได้แล้ว
ข้อเท้าจะงอหรือเส้นเอ็นข้อเท้าจะหงิกงอ  ต้องค่อยๆก้าวทีละก้าว อย่าใจร้อน
                 ถ้าคนป่วยไม่มีกำลัง  ให้เสริมอาหารโปรตีนชนิดผง  นำมาชงกับน้ำเย็น
ธรรมดา  ให้ดื่มหลังอาหารวันละ 3 เวลา หรือก่อนนอนอีก 1 ครั้ง และอย่าขาดยา
แม้แต่เวลาเดียว    เพราะถ้าขาดยาหลายๆครั้ง         จะเกิดอาการชะงักในการรักษา  
และจะรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรจะได้         
                 กำลังใจของคนป่วย  ขึ้นอยู่กับผู้ดูแล และญาติพี่น้องใกล้ชิด  อย่าให้   
คนป่วยคิดมาก เพราะอาการจะทรุดลงตามกำลังใจ  ต้องคอยพูดให้คนป่วยสบายใจ
ไม่ให้วิตกกังวล สิ่งกระทบกระเทือนใจทั้งหลายต้องระวังอย่าให้คนป่วยรู้  การเอา   
ใจคนป่วยเป็นสิ่งสำคัญ  ถึงแม้กระทำได้ยาก  เพราะคนป่วยจะกวนอารมณ์ของเรา   
ตลอดเวลา  เราก็ต้องพยายามฝืน และเก็บความไม่พอใจเอาไว้     และระวังอย่าให้   
เกิดความเครียดกับตัวเราได้  ควรมีคนคอยเปลี่ยนเวรกันอยู่  เพื่อช่วยให้อีกคนหนึ่ง   
ออกไปคลายเครียดได้
พึงระลึกอยู่เสมอว่า   "จิตเป็นนาย  กายเป็นบ่าว"   คนป่วยจิตดี  กายก็ดี  จิตเสีย  
กายก็เสียชวนคนป่วยคุยในเรื่องที่สบายใจ เรื่องที่มีความสุขและเรื่องที่มีความหวัง   
ระมัดระวังคนที่ปากเสียทั้งหลาย    อย่าให้เข้าใกล้คนป่วย       จะพูดในสิ่งที่ทำให้   
คนป่วยเกิดอารมณ์แปรปรวน  แล้วจะแก้ไขยาก         

             อาหาร  นอกจากอาหารต้องห้ามสำหรับคนป่วยอัมพาตแล้ว  นอกนั้น   
พยายามจัดอาหารที่เน้นทางโปรตีน และธาตุเหล็กให้มาก  เช่น เนื้อสัตว์  เครื่องใน
สัตว์  ผักสดต่างๆ  นมสด  พวกสินค้าที่บรรจุขวดแล้วอวดอ้างสรรพคุณนั้น  ไม่มี
ประโยชน์เท่าไรนัก    โปรตีนมีเพียงนิดหน่อยเท่านั้น        เสียเงินมากโดยใช่เหตุ  
ไม่คุ้มกับราคาที่แพงๆ

                ข้อควรระวัง หลังจากที่รักษาอัมพาตหายแล้ว
     พึงสังวรณ์ไว้ว่า  คนเคยเป็นอัมพาตมาแล้ว  สามารถเป็นได้อีก  ดังนั้น
หลังจากรักษาหายแล้ว  ต้องพยายามถนอมร่างกายกว่าคนปกติทั่วไป   
1.  อย่าเดินตากแดดเป็นเวลานานๆ         
2.  อย่าตรากตรำงานหนัก  หรือทำงานฝืนกำลังจนเกินไป      
3.  อย่าก้มศีรษะลงนานๆ  การดำนา ถอนกล้า  ก็ก้มศีรษะตลอด  ต้องงดเว้น
4.  อย่าอดนอน หรือนอนดึกเกินไป  ร่างกายต้องพักผ่อนให้มาก   
5.  อย่าเอาเรื่องหนักสมองมาคิดให้เสียกำลังใจ  ให้รู้จักการปล่อยวาง   

              อัมพาต  เป็นได้สามครั้ง
       ครั้งแรก  เป็นซีกขวา หรือซีกซ้าย  ก็จะอ่อนกำลังในซีกนั้น
       ครั้งที่สอง  จะเปลี่ยนข้างเป็นจากครั้งแรกในทางตรงกันข้าม  จากซีกซ้าย
จะเปลี่ยนเป็นซีกขวา  จากซีกขวา  จะเปลี่ยนเป็นซีกซ้าย  หรืออาจจะซ้ำซีกเดิมได้
      ครั้งที่สาม จะเป็นหมดทั้งตัว  พอจะขยับไปตามพื้นได้  แต่สมองจะพิการ
จะจำอะไร    จำใครไม่ได้    ผ้าผ่อนจะไม่สนใจนุ่งห่ม    อาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีก
ประมาณ  1 - 3 ปี
      ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2  ยังสามารถรักษาให้กลับมาช่วยตัวเองได้  แต่การเป็นครั้ง
ที่ 3 ไม่สามารถรักษาได้เลย
      สาเหตุที่เป็นอัมพาตครั้งสองและสามได้นั้น  เพราะคนป่วยไม่ระวังรักษา
สุขภาพของตัวเอง  หรือได้รับคำแนะนำที่ผิดๆจากผู้ที่ไม่รู้จริง
แอลกอฮอล์ทุกชนิด  เป็นภัยต่อสุขภาพ       ทำให้เส้นเลือดในสมอง
มีปัญหา  และเป็นอัมพาตได้ง่ายมาก

                   อัมพาตถ่ายทอดได้ทางกรรมพันธุ์
สามารถถ่ายทอดทางยีนได้ในรุ่น  ลูก  หลาน  เหลน  แต่ละรุ่นจะมี
การรับการถ่ายทอดในอัตราส่วน  3 : 1 เสมอไป
เช่น  ถ้าเรามีพี่น้อง 4 คน  อาจจะรับการถ่ายทอดเป็นอัมพาต 1 คนและไม่รับ 3 คน
หรือ รับการถ่ายทอดเป็นอัมพาต 3 คน และไม่รับ 1 คน
ดังนั้น ใครที่มีญาติพี่น้องในตระกูลเดิมเคยเป็นอัมพาต  ต้องระมัด
ระวังสุขภาพให้มากกว่าปกติ  และถ้ามีอาการเตือนตามที่กล่าวมาข้างต้น ให้ท่าน
รีบซื้อยาต้มแก้อัมพาตมารับประทานป้องกันไว้ได้เลย  ดีกว่าปล่อยให้เป็นแล้วจึง
จะมารักษา  จะแก้ไขยากมาก  และโอกาสที่จะหายร้อยเปอร์เซ็นต์  ยิ่งยากมากๆ
      
.            .      ..............................................................................

หมอโบราณ  รักษาโดยใช้ยาโบราณ เป็นยาต้ม + ยาอัดเม็ด

    ติดต่อหมอบัญชา ban.char@yahoo.co.th

   
    โทร.  089 - 280 9741
กลับไปยังรายบอร์ด