กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15
      
       ฤทธิ์ประคองณัฐชานอนลงที่เตียงตามเดิมแล้วห่มผ้าให้
       “ไม่ต้องเป็นห่วงนะ พักผ่อนให้เต็มที่ ผมจะดูแลคุณกับไอริณเอง”
       “คุณเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่เหรอ อย่าลืมดูแลคนอื่นด้วยสิ”
       “ผมรู้ แต่คุณต้องมาก่อน”
       “ฮึ...สำคัญขนาดนั้นเชียว”
       ฤทธิ์ยิ้มก่อนจะก้มลงจูบที่หน้าผากของณัฐชา
       “สำหรับผม คุณสำคัญที่สุด”
       ณัฐชาเขิน
       “แหวะ เลี่ยน”
       ฤทธิ์ยิ้มรับ
      
       ฤทธิ์เดินกลับออกมาจากห้องณัฐชา ก่อนจะเห็นเงาคนวูบผ่านไป
       “นั่นใคร”
       ฤทธิ์รีบวิ่งไปดู แต่พอพ้นหัวมุมถึงเห็นแม่บ้านคนหนึ่งกำลังถูพื้น แม่บ้านตกใจ
       “มีอะไรรึเปล่าคะ”
       “ขอโทษ ผมเข้าใจผิด”
       แม่บ้านรีบเดินหนีไปอย่างกลัวๆ ขณะที่ฤทธิ์เริ่มคิดว่าจะรับมือกับกรณ์ยังไง
      
       อาคารร้างยามค่ำคืนบรรยากาศวังเวงน่ากลัว ภายในห้องโถง กรณ์ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะกลายเป็นเสียงหัวเราะ มือของกรณ์เกาะผนังเพื่อพยุงตัวขึ้น ร่างกายของเขาเริ่มกลับเป็นปกติ
       “ในที่สุด ฉันก็ทำสำเร็จ ทุกอย่างอยู่รวมกันในร่างกายของฉัน น้ำตามัจจุราช ไวรัส และพลังของพรายพิฆาต ฮ่าๆ”
       ร่างกรณ์ในเงามืดแหกปากร้องคำราม ไฟฟ้าในบริเวณห้องโถงถูกคลื่นพลังของเขากระตุ้นจนสว่างขึ้นอีกครั้ง
      
       ถนนสายเปลี่ยวมีรถมอเตอร์ไซด์แล่นผ่านไป หญิงขายบริการคนหนึ่งกำลังยืนเตร่อยู่แถวริมรั้วสวนสาธารณะ เธอยืนบ่นงึมงำ
       “เงียบเป็นบ้า ไม่มีลูกค้าเลยหรือไงวะ”
       หญิงขายบริการล้วงกระเป๋าสะพายจะหยิบบุหรี่มาสูบ แต่แล้วเธอก็เห็นเงาดำปรากฏขึ้นจึงหันมองไป และต้องตกตะลึงปากคอสั่นเมื่อเห็นกรณ์ยืนอยู่
       “ฉัน…ต้องการ…เลือด”
       หญิงขายบริการกรีดร้องเสียงหลง ก่อนจะถูกกรณ์กระชากคอไปดูเลือด เลือดกระเซ็นเปื้อนกำแพง
      
       ฤทธิ์เข้ามาในรถบรรทุกที่จอดอยู่ในลานจอดรถของโรงพยาบาล คอมพิวเตอร์จำลองความคิดมาดามหลิวสแกนร่างกายของเขาอย่างละเอียด ฤทธิ์ไม่ได้สวมเสื้อและยืนอยู่ในเงามืดมีแสงเลเซอร์สแกนผ่านร่างของเขาไป
       “ร่างกายคุณปราศจากเชื้อไวรัส”
       “ผมเคยติดเชื้อมาแล้วครั้งหนึ่ง คุณคิดว่าผมจะมีภูมิต้านทานรึเปล่า”
       “ในชั้นนต้น ฉันคิดว่าพอมีทางเป็นไปได้ แต่คงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์”
       “นั่นหมายถึงร่างกายของผม อาจจะต่อต้านไวรัสได้บ้างในระดับหนึ่ง”
       “ฉันไม่แน่ใจ”
       “แล้วกรณ์ล่ะ ไวรัสจะฆ่าเขาได้มั้ย”
       “อาจได้ แต่กรณ์มีพลังของพรายพิฆาตแฝงอยู่ พลังนั่นจะช่วยคุ้มครองชีวิตของเขา...คุณเปรียบเทียบตัวเองกับกรณ์ทำไม”
       “ผมจะใช้ไวรัสของพรายพิฆาตฆ่าเขา แต่ผมต้องแน่ใจซะก่อนว่า เขาจะต้องตายก่อนผม”
       “คุณคิดจะตายพร้อมกับศัตรู”
       “ถ้าจำเป็น…”
       “คุณปรึกษาคนอื่นรึยัง”
       ฤทธิ์ส่ายหน้า
       “ผมไม่จำเป็นต้องปรึกษาใคร”
       “อย่างน้อยคุณก็น่าจะบอกลาคนที่คุณรัก”
      
       ฤทธิ์นิ่งงันไป ขณะที่ภาพจำลองของมาดามหลิวเหลือบมองไปที่มุมหนึ่ง ฤทธิ์เปิดดูกล่องเก็บของส่วนตัวของโซเฟีย และเห็นภาพถ่ายโพลารอยด์ของโซเฟียกับชาญ ก่อนจะเห็นกล้องโพลารอยด์ของชาญที่เขาฝากโซเฟียเก็บไว้


  


       ณัฐชานอนดูทีวีอยู่ในห้อง สักพักก็ปิดทีวีอย่างเซ็งๆ
       “หายไปไหนของเขา แล้วบอกจะดูแลกัน ไม่เห็นมาเลย”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น ณัฐชารีบคว้าหนังสือมาอ่านเพื่อทำทีเป็นไม่สนใจ
       “เชิญ”
       ฤทธิ์โผล่หน้าเข้ามาในห้องพร้อมกล้องโพลารอยด์
       “ยังไม่นอนอีกเหรอ”
       ณัฐชาตามองหนังสือ
       “ก็...ง่วงๆอยู่เหมือนกันนะ”
       “ว้าแย่จัง ว่าจะพาเดินเล่นซะหน่อย”
       ณัฐชาสนใจทันที
       “ที่ไหน”
       ฤทธิ์ชี้นิ้วขึ้นไปข้างบน ตอนนั้นณัฐชาถึงได้สังเกตกล้องในมือของเขา
      
       ดาดฟ้าโรงพยาบาลท่ามกลางแสงจันทร์...ฤทธิ์ประคองณัฐชาออกมาเดินเล่นด้วยกัน สายลมเย็นๆที่พัดมาทำให้เธอรู้สึกสดชื่นหันมายิ้มให้เขาอย่างมีความสุข
       “ถ่ายรูปกันหน่อยดีมั้ย”
       “ที่ระลึกเหรอ”
       “มั้ง”
       “เนื่องในโอกาส...”
       ฤทธิ์ส่ายหน้า
       “ไม่มีโอกาสอะไรทั้งสิ้น”
       ฤทธิ์กับณัฐชาถ่ายรูปคู่กันบนดาดฟ้าท่ามกลางแสงจันทร์นั้น เธอโอบกอดเขาและถือโอกาสเบียดซบบ่า ฤทธิ์เหลือบมองณัฐชาก่อนจะเชยคางเธอขึ้นจุมพิตอย่างนุ่มนวล และโอบกอดเธอไว้อย่างทะนุถนอม
       “คุณมีอะไรจะบอกกับฉันรึเปล่า” ณัฐชาหวั่นใจ
       “ผมอยากให้คุณรู้...ณัฐชา ความรู้สึกที่ผมมีต่อคุณตอนนี้มันมีค่ามากสำหรับผม สำหรับคนที่ผ่านความตายมาแล้ว คุณคือชีวิตใหม่ของผมคืออนาคตและความหวังสุดท้ายที่ผมมี”
       ณัฐชานิ่งงัน ฤทธิ์กุมมือเธอมาแนบอก
       “ชีวิตที่เหลืออยู่ของผมเป็นของคุณ และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป...ผมรักคุณณัฐชา”
       ณัฐชาตื้นตันกอดกระซับเข้าไปอีก
       “ฉันก็เหมือนกัน ไม่ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ความรู้สึกนี้จะอยู่กับฉันตลอดไป”
       ฤทธิ์และณัฐชากอดกันท่ามกลางความมืดยามราตรี…
      
       สมุนของกรณ์ถูกขังแออัดกันอยู่ในกรง เพราะต้องแยกต่างหากจากผู้ต้องหาทั่วไป สิงหากับปรีดาเดินเข้ามาถามไมตรี
       “พวกมันกินอะไรบ้างรึเปล่า”
       ไมตรีหวาดๆ
       “ไม่รู้สิครับสารวัตร เห็นมันถามหายาเสพติดที่ชื่อน้ำตาสวรรค์ แล้วก็ไม่เอาอย่างอื่นเลยครับ”
       ปรีดาแปลกใจ
       “ไม่กินข้าวเหรอจ่า”
       ไมตรีส่ายหน้า
       “ฮึ...”
       “แล้วจะกินอะไร”
       “ก็เสียวอยู่นี่แหละหมู่ เห็นมันจ้องเอ๊าจ้องเอา เหมือนไม่อยากจะกินข้าว แต่อยากกินเขา”
      
       คำพูดของไมตรีทำให้สิงหาต้องหันไปมองพวกสมุนของกรณ์ ที่ล้วนแต่นิ่งเงียบกันหมดเหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง


  


       เมธาหารือเรื่องที่เกิดขึ้นกับสิงหาอยู่ในห้องทำงาน
       “อะไรนะ ยังขนย้ายไม่ได้อีกเหรอสารวัตร”
       “ทางเรือนจำแจ้งว่านักโทษพวกนี้ต้องจัดพื้นที่ให้เป็นพิเศษครับ เพราะเกรงว่าถ้าเกิดมีเจ็บหรือตายขึ้นมา จะกลายร่างเป็นผีดิบ”
       “อ้อ ทางโน้นเขากลัวว่างั้นเถอะ แล้วคิดว่าเราไม่กลัวหรือไง ถ้ามันกลายร่างที่นี่ มีหวังวิ่งป่าราบกันทั้งกองปราบแน่”
       “แต่ว่า…”
       เมธาสวนทันที
       “ผมไม่สน ที่ทางเขามีอยู่แล้วจะวุ่นวายอะไรนักหนา สารวัตร คุณต้องขนย้ายนักโทษคืนนี้ เดี๋ยวนี้เลย”
       สิงหาได้แต่อึ้งไป
      
       ฤทธิ์อยู่บนรถบรรทุก ตระเตรียมอาวุธกับชุดเกราะ แต่ร่องรอยถูกแทงที่ปรากฏอยู่กลางหลังทำให้เขาต้องคิดหนัก เสียงมาดามหลิวดังขึ้น
       “กรณ์มีพลังมากกว่าเธอ”
       ฤทธิ์หันไปเห็นภาพจำลองของมาดามหลิวปรากฏขึ้น
       “ต้องใช้ไวรัสมากแค่ไหนถึงจะฆ่ามันได้”
       “ถ้าดัดแปลงเป็นอาวุธชีวภาพ ปริมาณของไวรัสจะยิ่งเจือจาง ดังนั้นเธอต้องฉีดไวรัสเข้าสู่ร่างกายของมันโดยตรง”
       “ไม่มีทางที่ผมจะเข้าถึงตัวมันแน่”
       “โซเฟียคงคิดอยู่เหมือนกัน เขาถึงได้เตรียมบางอย่างไว้ให้เธอ”
       ฤทธิ์นำกล่องบางอย่างที่ถูกเก็บไว้ออกมา ปรากฏว่ามันคือคันธนูกับลูกศรโลหะ มาดามหลิวอธิบาย
       “หัวลูกศรถูกออกแบบให้เก็บไวรัสชนิดเข้มข้นเอาไว้ ทันทีที่ถูกกระแทก ไวรัสจะแพร่กระจายออกมา...เธอใช้มันได้รึเปล่า”
       “อย่าลืมสิมาดาม ผมเคยอยู่หน่วยล่าสังหาร”
       ฤทธิ์สะบัดคันธนูและทดลองง้างลูกศร
      
       รถมอเตอร์ไซด์ตำรวจ แล่นนำรถขนนักโทษของกองปราบมาตามถนนเปลี่ยวสายหนึ่ง เพื่อมุ่งหน้าไปยังเรือนจำ สมุนของกรณ์ยังนั่งนิ่งกันอย่างเย็นชา ขณะที่ตำรวจซึ่งถือปืนคุมอยู่เหลือบมองพวกมันอย่างหวาดผวา ตำรวจที่เป็นคนขับบ่นกับเพื่อนที่นั่งมาด้วยกัน
       “อะไรกันนักหนาโว้ย ค่ำมืดดึกดื่นทำไมต้องรีบขนย้าย ผู้ต้องหาด้วยวะ”
       “ก็ดีแล้วน่า ขับกลางคืนทางสะดวก รถก็ไม่ติดด้วย”
      
       ขณะที่รถมอเตอร์ไซด์กำลังแล่นนำรถขนนักโทษอยู่นั้น กรณ์ก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วใช้ดาบซามูไรของวัฒน์ฟันฉับใส่ตำรวจ รถมอเตอร์ไซด์ล้มคว่ำร่างตำรวจล้มแน่นิ่ง ตำรวจซึ่งขับรถขนนักโทษรีบเหยียบเบรกทันที กรณ์ชูฝ่ามือขึ้นแล้วใช้พลังจิตบีบคอพลขับเอาไว้ เพื่อนที่นั่งมาด้วยกันตกใจ
       “เฮ้ยเป็นอะไรวะเพื่อน เอ็งเป็นอะไร”
       กรณ์บิดมือพลขับคอหักตายคาที่ทันที เพื่อนรีบโดดลงจากรถแล้วชักปืนออกมาเล็งใส่...
       “ไอ้ตัวประหลาด เอ็งเป็นคนหรือเป็นผีกันแน่วะ”
       กรณ์คำรามก่อนจะซัดพลังฝ่ามืออัดร่างตำรวจคนนั้นจนกระเด็นไปกระแทกต้นไม้จนตายคาที่ ก่อนที่จะเดินไปยังท้ายรถอย่างใจเย็น ตำรวจที่คุมนักโทษมองมันอย่างตื่นกลัวก่อนจะยกปืนเล็งใส่ กรณ์เพียงแค่ยิ้มให้อย่างสมเพช
      
       ณัฐชานอนดูทีวีอยู่ในห้อง สักพักก็ปิดทีวีเซ็งๆ
       “นายโทมัสเขาหายไปไหนของเขา ไหนบอกจะดูแลไง โธ่เอ๊ย เนี่ยนะสำคัญที่สุด ทิ้งกันเฉยเลย”
       ณัฐชาหงุดหงิดสักพักโทรศัพท์ในห้องก็ดังขึ้น เธอเอื้อมมือไปรับสาย
       “ฮัลโหล”
       เสียงไอริณดังมาจากปลายสาย
       “นี่ฉันเองนะณัฐชา ฉันไม่นอนไม่หลับ”
       “เฮ้อ องค์หญิงไอริณเพคะ หม่อมฉันก็ป่วยอยู่เหมือนกันนะเพคะองค์หญิง”
       “แต่ฉันกลัวนี่ มาเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ”
       ณัฐชาปั้นหน้าเซ็ง


  


       ณัฐชาเปิดประตูก่อนจะเดินกะโผลกกะเผลกออกมา เธอกัดฟันบิดตัวเหยียดแข้งเหยียดขาเรียกกำลัง
       “เอ้า...ณัฐชาสู้ๆ ห้ามป่วย ห้ามตายเด็ดขาด โอ้ย ทำไมเราถึงต้องคอยดูแลคนอื่นด้วยเนี่ย ไม่เห็นมีใครมาดูเราบ้างเลย”
       ณัฐชาบ่นกระปอดกระแปดก่อนจะเดินไปยังห้องไอริณ
      
       ตำรวจคุมนักโทษล้มลงขาดใจกับพื้น ขณะที่ประตูลูกกรงถูกเปิดออก สมุนลงมาจากรถกันหมด
       “สหาย ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง”
       กรณ์โยนเป้ที่สะพายมาด้วยออกไป ภายในเป้มีน้ำตาสวรรค์อยู่จำนวนหนึ่ง
       “เสพน้ำตาสวรรค์นี่ให้หมด แล้วพวกแกจะทวีความเป็นอมตะ”
       สมุนคนหนึ่งถามขึ้น
       “แต่ถ้าเสพมากขนาดนี้ พวกเราต้องตายนะหัวหน้า”
       “นั่นล่ะที่ฉันต้องการ จงพิสูจน์ความภักดีของพวกแกด้วยยอมตายเพื่อฉัน”
       กรณ์ยกปืนเล็งขู่ สมุนทั้งหลายมองหน้ากันอย่างหมดทางเลือก
      
       ณัฐชากับไอริณนอนเบียดอยู่บนเตียงเดียวกัน ไอริณกอดณัฐชาอย่างมีความสุข
       “คิดอะไรอยู่เหรอ”
       “คิดว่าเมื่อไหร่เธอจะหลับซะที ฉันจะได้กลับห้อง”
       “เอาน่า อยู่เป็นเพื่อนฉันอีกแป๊บเดียว” ไอริณยิ้มออกมา “เหมือนสมัยเด็กๆไงล่ะ ที่เธอ ฉันกับใจทิพย์เคยอยู่ด้วยกัน”
       “คิดถึงใจทิพย์จังเลยเนอะ ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง”
       “ฉันคิดว่าอย่างน้อยใจทิพย์ ก็คงไม่ต้องเจอกับเรื่องวุ่นวายเหมือนเราตอนนี้”
       “หัดมองมุมดีๆบ้างสิ”
       “ใครจะไปเหมือนเธอ ฉันรู้นะว่าเธอกับคุณโทมัสน่ะ โอเคกันแล้วใช่มั้ย”
       ณัฐชาชะงัก
       “เดี๋ยว โอเคนี่หมายถึงแค่ไหน”
       “ก็เป็นแฟนกันไง”
       ณัฐชายิ้มเขิน
       “แฟนเหรอ ไม่รู้สิ คงใช่มั้ง”
       “ถ้าเราผ่านเรื่องนี้ไปได้ วันหนึ่งที่เธอแต่งงานกับเขา เธอต้องให้ฉันเป็นเพื่อนเจ้าสาวนะ”
       “โห คิดไกลนะเนี่ย”
       ไอริณสบตาณัฐชา สองสาวยิ้มให้กันด้วยความผูกพัน
       “เธอคือพี่น้องของฉันณัฐชา เราจะอยู่ด้วยกันจนถึงวันนั้น”
      
       รถขนนักโทษแล่นมาจอดที่ลานจอดรถของโรงพยาบาล สมุนกรณ์ลงจากรถในสภาพที่แปลกไปจากเดิม...ยามถอยกรูดมาที่หน้าประตู มือหนึ่งถือกระบอง อีกมือกำลังถือวิทยุสื่อสาร
       “วอสองเรียกตำรวจให้ที มีคนบุกโรงบาล”
       ขาดคำสมุนกรณ์ก็กรูกันรุมกัดกินยามคนนั้นทันที สมุนของกรณ์กลายเป็นผีดิบกันจนหมด
      
       กระแสไฟของโรงพยาบาลอยู่ๆก็ดับวูบลงจนเหลือแต่ไฟฉุกเฉิน พยาบาลที่กำลังถือแฟ้มเดินผ่านแถวนั้นเงยหน้ามองอย่างแปลกใจ
       “ไฟดับได้ไงเนี่ย”
       พยาบาลหันหน้ามาตามเดิม และเห็นสมุนกรณ์ที่กลายเป็นผีดิบยืนคำรามอยู่ตรงหน้า มีเลือดเปื้อนอยู่เกรอะกรัง
      
       ณัฐชากับไอริณลุกขึ้นนั่งเมื่อพบว่าไฟดับ ณัฐชาหันมาถาม
       “มีอะไรเหรอไอริณ”
       “ฉันได้ยินเสียงคนร้อง เธอฟังสิ”
       สักพักก็ได้ยินเสียงคนหวีดร้องแว่วมา
       คนไข้สะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงแผดร้องโหยหวนแว่วมา ก่อนที่ผีดิบจำนวนหนึ่งจะผลักประตูเข้ามาในห้องแล้วโผมาหาคนไข้ที่เตียงพร้อมกับกัดกินเลือดหยาดนองพื้น
       ตำรวจในเครื่องแบบที่ทำหน้าที่คุ้มกันณัฐชากับไอริณ วิ่งกระหืดกระหอบมาที่ห้องณัฐชา
       “คุณณัฐชา ตื่นเถอะครับ เราต้องไปจากที่นี่”
      
       ตำรวจชะงักเมื่อไม่เห็นณัฐชาอยู่ในห้อง เขารีบปิดประตูลงตามเดิมและหันมาเจอผีดิบดักรออยู่ข้างๆ ตำรวจรีบชักปืนยิงใส่มัน แต่มันกลับคำรามก่อนจะโดดกัดคอเขาทันที

       ณัฐชาหาอะไรมาค้ำยันประตูเอาไว้ ก่อนจะถอยไปสมทบกับไอริณที่เตียง ไอริณตื่นกลัว
       “ณัฐชา”
       ณัฐชายกนิ้วแตะริมฝีปากเพื่อบอกใบ้ให้เงียบเสียงที่สุดเท่าที่จะทำได้
      
       ฤทธิ์กับมาดามหลิวได้ยินเสียงผิดปกติแว่วมา
       “เกิดเหตุร้ายขึ้นข้างนอก” มาดามหลิวรีบบอก
       “ผมจัดการเอง”
       ฤทธิ์ผลักประตูจะออกไปข้างนอก แต่กลับเจอกรณ์ยืนอยู่ มันใช้พลังจิตกระแทกร่างเขาจนกระเด็น
      
       ผีดิบเดินมาที่ประตูและมองผ่านช่องกระจกเข้ามา มันหายใจรดช่องกระจกจนเป็นฝ้าเมื่อเห็นณัฐชากับไอริณกอดกันอยู่ในห้อง มันคำรามก่อนจะออกแรงทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง เล่นเอาณัฐชากับไอริณถึงกับสะดุ้งด้วยความหวาดผวา
       พยาบาลวิ่งหนีผีดิบมาตามบันไดหนีไฟก่อนจะผลักประตูเพื่อหนีออกไปอีกชั้น แต่กลับเจอผีดิบอีกหลายตัวดักรออยู่ พยาบาลกรีดร้องสุดเสียง
      
       ฤทธิ์เพิ่งตั้งหลักได้
       “ไอ้กรณ์”
       “รวดเร็วทันใจดีมั้ยเพื่อน”
       ฤทธิ์รีบคว้ามีด กรณ์รีบใช้พลังกระชากร่างฤทธิ์ออกมานอกรถทันที
      
       ผีดิบทุบและเขย่าประตูแรงขึ้นจนใกล้พัง ณัฐชาเห็นท่าไม่ดีจึงผละจากไอริณ
       “ณัฐชา เธอจะไปไหน”
       “เราต้องหาอาวุธป้องกันตัว”
       ณัฐชากวาดสายตามองไปรอบๆ และสะดุดตาเข้ากับราวเหล็กอลูมิเนียม เธอจัดการรื้อถอนมันออกมา ผีดิบผลักประตูเข้าสำเร็จ มันตรงเข้าหาณัฐชาทันที
       “ณัฐชา” ไอริณตกใจ
       ณัฐชาหันไปใช้กระบองฟาดสมุนผีดิบของกรณ์จนหน้าหงาย ก่อนจะแทงซ้ำลงไปสุดแรง
      
       ฤทธิ์กดปุ่มยิงใบมีดใส่กรณ์แต่กลับพลาดเป้าหมาย แถมกรณ์ยังคว้าเอ็นเชือกไว้ได้ มันกระตุกเชือกและฉวยโอกาสนั้นใช้พลังจิตตรึงร่างของฤทธิ์เอาไว้
       “นี่คือการเริ่มต้น ของจุดจบ ระหว่างเรา”
       ฤทธิ์กุมคอ…เพราะรู้สึกเหมือนถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น ขณะที่กรณ์มองดูอย่างสะใจ
      
       ณัฐชาถือท่อนเหล็กนำไอริณออกมาจากห้องด้วยกัน ไอริณยังกุมแผลที่บาดเจ็บมาก่อนหน้านี้ ก่อนที่ทั้งคู่จะเจอศพตำรวจที่นอนจมกองเลือดอยู่ ไอริณรีบผละไปคว้าปืนพกจากมือของตำรวจมาถือไว้
       “เอาไงณัฐชา จะหนีหรือจะซ่อน”
       “เราไม่รู้ว่าพวกมันมีมากแค่ไหน ฉันคิดว่าเราหาที่ซ่อนกันดีกว่า”
       ไอริณเห็นด้วย แต่แล้วสมุนผีดิบโผล่มาทางด้านหลังไอริณ
       “ไอริณ” ณัฐชเห็น
       ไอริณหันไปยิงแสกหน้าผีดิบตนนั้น นัดเดียวร่วง ไอริณหันมาสบตากับณัฐชา สองสาวมุ่งหน้าเดินต่อไปทันที
      
       ร่างของฤทธิ์ถูกกรณ์ตรึงไว้กลางอากาศ เขาพยายามใช้พลังเคลื่อนย้ายมวลสารเพื่อหายตัวแต่ก็ทำไม่สำเร็จ กรณ์สังเกตเห็นร่างของฤทธิ์กระพริบวูบวาบก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
       “คิดจะหายตัวเหรอเพื่อน ไม่สำเร็จหรอก ไม่มีใครหนีพลังของฉันพ้น”
       กรณ์เหวี่ยงฝ่ามือออกไป ร่างของฤทธิ์กลิ้งไปกับพื้นทันที
       “มาเลยฤทธิ์ ราวี สู้กับฉันเหมือนที่แกเคยสู้ตอนเป็นมนุษย์ เพราะแกจะไม่มีโอกาสนี้อีกแล้ว”
       ฤทธิ์คำราม
       “ฉันจะฆ่าแก”
       “แน่จริงก็เข้ามาเลย”
       ฤทธิ์พุ่งเข้าหากรณ์ และลงมือออกหมัดอย่างบ้าคลั่ง กรณ์ปัดป้องอย่างรวดเร็ว
       “ฮ่าๆ ไม่มีอะไรเหมือนเก่าอีกแล้วเพื่อน ตอนนี้ฉันไวกว่าแก ฉันเหนือกว่าแกทุกอย่าง”
       “ใช่ เหนือกว่าฉันทุกอย่าง ยกเว้นความเป็นคนของแกที่มันไม่เหลืออีกแล้ว”
       กรณ์คำรามด้วยความโกรธก่อนจะซัดร่างฤทธิ์ออกไป


  


       ไอริณกับณัฐชาหลบเข้ามาในห้องล็อกเกอร์ของพนักงาน ณัฐชาเดินสำรวจดูในห้อง ขณะที่ไอริณถือปืนเฝ้าต้นทางที่หน้าประตู
       “ที่นี่ใช้หลบพวกมันไม่ได้หรอกณัฐชา”
       “ฉันรู้แต่ในนี้อาจมีโทรศัพท์มือถือ หรือของจำเป็นอย่างอื่นก็ได้”
       ณัฐชาลองรื้อค้นตู้ล็อกเกอร์ที่ไม่ได้ล็อก แต่ไม่พบอะไรที่ใช้การได้ จนกระทั่งเธอเจอเสื้อผ้ารองเท้าในตู้ๆหนึ่ง เธอหยิบรองเท้ามาอวดไอริณ
       “อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องวิ่งเท้าเปล่า”
       ไอริณมองเท้าตัวเองแล้วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
      
       ไอริณกับณัฐชาสวมเสื้อผ้ากับรองเท้าที่หาได้แล้วหนีลงมาทางบันไดหนีไฟ ก่อนจะพบสมุนผีดิบของกรณ์ที่กำลังรุมกัดกินร่างของนางพยาบาลอยู่ก็ชะงัก
       “ทางนี้ผ่านไม่ได้”
       “แต่ฉันมีกระสุนพอนะ”
       “พวกมันจะแห่มาตามเสียงปืน เราต้องไปที่อื่น”
       ณัฐชาพาไอริณล่าถอยไป แต่แล้วผีดิบงก็ผลักประตูเข้ามา ไอริณรีบยิงมันทันที เสียงปืนทำให้กลุ่มผีดิบที่รุมกัดร่างของนางพยาบาลมองมาที่สองสาว ณัฐชาตกใจ
       “รีบหนีเร็วเข้า...ไป”
       ณัฐชาพาไอริณวิ่งหนีไป
      
       กรณ์ใช้พลังซัดใส่ ฤทธิ์พลิกตัวหนีกลับขึ้นไปบนรถบรรทุกอีกครั้ง
       “ไอ้หน้าโง่ คิดเหรอว่าจะหนีพ้น”
       กรณ์รีบตามไปที่รถบรรทุก แต่กลับเจอสิ่งไม่คาดฝันเมื่อมีลูกศรดอกหนึ่งถูกยิงสวนออกมา กรณ์คว้ามันไว้ได้ก่อนจะถึงคออยู่ฉิวเฉียด กรณ์เห็นปลายลูกศรถูกออกแบบให้บรรจุสารพิษเอาไว้
       “ไวรัส”
       ฤทธิ์ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับธนูในมือ
       “ของขวัญสำหรับแกโดยเฉพาะ”
       ฤทธิ์ยิงลูกศรอีกดอกใส่ กรณ์ตกใจและรีบหายตัวไปตั้งหลักทันที
      
       ไอริณกับณัฐชาวิ่งหนีมาทางหนึ่ง เจอพวกผีดิบอีกสองสามตัวดักหน้า สองสาวรีบจัดการมันทันที ณัฐชาหวดท่อนเหล็กใส่พวกมันไม่ยั้ง ขณะที่ไอริณก็เผลอกระหน่ำยิงจนกระสุนหมด ขณะที่ผีดิบอีกตัวยังอยู่ตรงหน้า
       “ณัฐชา” ไอริณตกใจ
       ณัฐชาหันมาฟาดท่อนเหล็กใส่ผีดิบทันที
       “เราต้องลงลิฟต์”
       “ตอนแรกเธอบอกว่ามันอันตรายไม่ใช่เหรอ”
       ณัฐชามองไปที่ผีดิบอีกสองสามตัวที่กำลังวิ่งมา
       “ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ไปเถอะ”
       ณัฐชากับไอริณรีบกดลิฟต์ ขณะที่ผีดิบวิ่งตรงเข้ามาไม่หยุด
       “ปิดสิ รีบปิดสิโว้ย” ณัฐชารีบกดปุ่มปิดประตู
       ประตูลิฟต์ปิดลงเฉียดฉิว
      
       ประตูลิฟต์เปิดออกเมื่อลิฟต์มาถึงบริเวณชั้นล่าง ณัฐชาโผล่หน้ามาดูต้นทางอย่างกล้าๆกลัวๆ
       “ทางสะดวก”
       ณัฐชากับไอริณออกมาจากลิฟต์ ไอริณหันมาถาม
       “ตกลงไม่ซ่อนแล้วเหรอ”
       “มีเวลาให้ซ่อนที่ไหนล่ะ ฉันว่าเราลองเสี่ยงวิ่งออกไปดีกว่า เผื่อข้างนอกจะมีคนช่วย”
       “แล้วถ้าไม่มีล่ะ”
       “ก็วิ่งต่อไปเรื่อยๆแล้วกัน”
       “ฉันยังบาดเจ็บอยู่นะ”
       ณัฐชายักไหล่ไม่มีทางเลือกอื่น ไอริณตัดสินใจคว้าถังดับเพลิงขนาดย่อมที่แขวนอยู่ตรงผนังมาถือแทนอาวุธ สองสาวเดินย่องไปด้วยกัน ก่อนจะต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงลิฟต์ดังขึ้น เมื่อหันมองกลับไปทั้งคู่ก็แทบไม่เชื่อสายตาเมื่อเห็นสมุนผีดิบ ดินออกมาจากลิฟต์
       “ใช้ลิฟต์เป็นด้วย” ณัฐชาอึ้ง
       ไอริณก็อึ้งไม่แพ้กัน
       “มันจำได้มั้ง”
       ณัฐชากับไอริณจะวิ่งหนี แต่แล้วก็เห็นผีดิบอีกกลุ่มโผล่มาดักข้างหน้า
       “แซนด์วิชแล้วไงคราวนี้”
       “แค่เจ็ดแปดตัวเอง พอไหวมั้ง”
       “เอา ไหวก็ไหว”


  


       ไอริณกับณัฐชาหันหลังชนกัน ก่อนจะใช้ท่อนเหล็กกับถังดับเพลิงต่อสู้ฝูงผีดิบเหล่านั้น แต่แล้วระหว่างฟาดฟันกันอย่างเมามันนั้น ผีดิบที่ล้มไป กระชากข้อเท้าไอริณจนล้มลง
       “ณัฐชา ช่วยฉันด้วย”
       “ไอริณ”
       จังหวะที่ณัฐชามัวหันไปมองทางอื่นนั้นพวกผีดิบก็เข้ามาประชิดตัวเธอได้สำเร็จและเกิดการยื้อยุดกันขึ้น ทันใดนั้นเสียงฤทธิ์ดังขึ้น
       “หมอบลง”
       ณัฐชากับไอริณหันไปและเห็นฤทธิ์กำลังถือธนูอยู่แต่ประทับลูกศรเล็งพร้อมกันสามถึงสี่ดอก พอได้สติณัฐชาก็สลัดพวกผีดิบแล้วพลิกไปชิดผนังทันที เช่นเดียวกับไอริณที่เหวี่ยงถังดับเพลิงฟาดหัวผีดิบ ก่อนจะหลบไปสมทบกับณัฐชา ฤทธิ์ยิงลูกธนูออกไป ลูกธนูพุ่งทะลวงผีดิบเหล่านั้น ดอกหนึ่งซัดไม่ต่ำกว่าสองตัว ชั่วพริบตาพวกผีดิบก็เกิดอาการติดเชื้ออย่างเร็ว พวกมันแผดร้องและล้มตายไปจนหมด ณัฐชากับไอริณมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโล่งใจ ขณะที่ฤทธิ์ลดลูกศรในมือลง
       “ไม่ต้องห่วง พวกคุณปลอดภัยแล้ว
      
       ณัฐชากับไอริณยืนอย่างโล่งใจ
       “มาช้าจัง มัวทำอะไรอยู่เนี่ย”
       ฤทธิ์ไม่ทันตอบ จู่ๆกรณ์ย้ายมวลสารมาปรากฏข้างหลังแล้วกระชากตัวไอริณไป
       “ไอริณ” ณัฐชาตกใจ
       “ไอ้กรณ์”
       กรณ์หัวเราะร่า
       “ฮ่าๆ มันยังไม่จบแค่นี้หรอกนักสู้มหากาฬ ไปเจอฉันที่รังพรายพิฆาต แล้วถ้าฉันเห็นคนอื่นนอกจากแกกับณัฐชาล่ะก็ นังนี่ตาย”
       กรณ์ว่าแล้วก็ใช้พลังจิตของพรายพิฆาต พาไอริณหายตัวไปต่อหน้าต่อตา
      
       วันต่อมา...สิงหาตกใจเมื่อทราบรายงานจากไมตรีและปรีดา
       “แล้วตอนนี้นักสู้มหากาฬอยู่ที่ไหน”
       “ไม่ทราบเหมือนกันครับสารวัตร พวกเรายังติดต่อไม่ได้” ไมตรีบอก
       ปรีดาหน้าเครียด
       “ผู้หมวดณัฐชากับคุณไอริณก็หายตัวไปเหมือนกันครับ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นรึเปล่า”
       “หรือว่าจะถูกไอ้กรณ์จับตัวไป” สิงหาครุ่นคิด “รีบให้คนของเราแยกย้ายกันออกตามหานะ หมู่จ่า ไม่ว่ายังไงต้องช่วยพวกเขากลับมาให้ได้”
       ไมตรีกับปรีดารับคำ
       “ครับผม”
      
       ไอริณถูกล่ามหรือแขวนไว้บนเสาสูงในห้องโถงตึกร้าง เธอเริ่มรู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของกรณ์
       “โชคร้ายหน่อยนะคุณไอริณ ความจริงผมตั้งใจจะเอาณัฐชามาด้วย แต่รีบร้อนไปหน่อยก็เลยพามาแค่คุณคนเดียว คงไม่ว่ากันนะ”
       “อย่าทำอวดเก่งไปหน่อยเลยไอ้กรณ์ แกกำลังจบเห่แล้ว”
       “งั้นเหรอ มองโลกในแง่ดีไปหน่อยมั้งคุณไอริณ ผมไม่จบง่ายๆแค่นี้หรอก ที่เลวร้ายกว่านี้ผมก็เคยผ่านมาแล้ว”
       “นั่นเพราะแกมีเพื่อน มีลูกน้องคอยปกป้อง แต่ว่าตอนนี้แกไม่เหลือใครแล้ว”
       “ก็ไม่เชิงนะ”
       กรณ์ถอยออกไป สมุนผีดิบสองตัวที่เหลืออยู่ขยับมาหาไอริณ จะปีนไปคว้าเธอ แต่มือของมันก็แต่ได้เพียงปลายเท้านั้น
       “ไอ้พวกผีดิบถอยไปนะ อย่ามายุ่งกับฉัน”
      
       “เห็นรึยังว่าผมยังมีสมุนเหลืออยู่ ถึงจะเป็นแค่ครึ่งผี ครึ่งคนก็เหอะ ฮ่าๆ” กรณ์หัวเราะก้อง


  


       รถบรรทุกของบริษัทมาดามหลิว จอดอยู่ที่มุมเปลี่ยวแถวๆอาคารร้าง ณัฐชาซุ่มอยู่หลังต้นไม้ ใช้กล้องส่องทางไกลจับตาดูความเคลื่อนไหวบริเวณอาคารร้าง บนรถบรรทุก ฤทธิ์ใช้เลื่อยตัดลูกศรให้สั้น เพื่อเตรียมทำเป็นอาวุธลับบางอย่าง สักครู่ณัฐชาตามขึ้นมาบนรถ
       “ข้างนอกไม่เห็นมีใคร ฉันว่าจะเข้าไปสอดแนมข้างในซะหน่อย”
       “อย่าดีกว่า ผมว่ากรณ์ต้องรู้ตัวแน่”
       “แล้วเราจะบุกเข้าไปดื้อๆแบบนี้เลยเหรอ”
       “ผมจะล่อกรณ์ไปที่อื่น ส่วนคุณไปช่วยไอริณ”
       “แล้วคุณจะกลับมาที่รถได้ยังไง”
       “ไม่ต้องรอผม คุณพาไอริณหนีไปได้เลย”
       “อะไรนะ”
       “เรามากันสุดทางแล้วณัฐชา ตอนนี้ผมจำเป็นต้องเสี่ยง”
       “ไม่”
       “คุณต้องเชื่อผม”
       “ฉันไม่เอาด้วยเด็ดขาด”
       ณัฐชาจะเดินหนี ฤทธิ์รีบปราดไปคว้าตัวเอาไว้แต่ณัฐชาก็หนีลงจากรถไป
       “ณัฐชา”
       ณัฐชาเดินลงจากรถมาด้วยความฉุนเฉียว ก่อนจะหยุดชะงักแล้วร้องไห้ออกอย่างตึงเครียด ฤทธิ์ตามมา
       “คุณโกรธผมทำไม”
       “ฉันไม่ได้โกรธคุณ แต่มีคนตายมามากพอแล้ว คุณกับฉันเราสูญเสียคนที่เรารักไปทีละคน และฉันไม่อยากเสียคุณไปอีก”
       ฤทธิ์อึ้งไป ขณะที่ณัฐชาเริ่มระบายความรู้สึกออกมา
       “ได้โปรด มันต้องมีทางเลือกอื่น มันต้องมีวิธีอื่นที่จะสู้กับกรณ์ ทุกอย่างมันไม่ควรจบลงแบบนี้”
       “ผมรู้นิสัยของกรณ์ ถ้าเราตามคนมาช่วย เขาจะฆ่าไอริณ แล้วหนีไปกบดานที่อื่น กว่าเราจะเจอเขาอีกครั้ง ตอนนั้นเขาอาจฟื้นกองกำลังขึ้นมาใหม่ และกลายเป็นพรายพิฆาตคนที่สอง”
       ณัฐชาวิงวอน
       “ฤทธิ์”
       “นี่เป็นโอกาสดี ที่เราจะปิดฉากฝันร้ายที่เกิดขึ้น”
       “ถ้างั้นฉันจะอยู่กับคุณ คุณเคยสัญญาว่าจะดูแลฉัน”
       ฤทธิ์เช็ดน้ำตาให้ณัฐชา
       “ผมจะทำ” เขาฝืนยิ้ม “คุณยังจำรีสอร์ทที่เราหนีไปซ่อนตัวได้มั้ย”
       “ฉันจำได้”
       “มันเหมือนบ้าน บ้านที่ผมอยากมีมาตลอดชีวิต บ้านที่ผมจะได้อยู่อย่างสงบสุขกับ ครอบครัวของผม...ถ้ามีปัญหาอะไร ที่ทำให้เราติดต่อกันไม่ได้ ผมจะไปรอคุณที่นั่น”
       “แน่นะ คุณต้องไปหาฉันจริงๆนะ”
       ฤทธิ์พยักหน้า ณัฐชาโอบกอดเขาเอาไว้
       กรณ์เตรียมตัวรับมือกับฤทธิ์ แต่แล้วมันก็สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงกระดูกและกล้ามเนื้อของตัวเองลั่นครืดคราดราวกับถูกบิดอย่างแรง กรณ์ทรุดพิงกำแพง และพบว่าเชื้อไวรัสกำลังรุกลามบนแขนอีกครั้ง
       “อะไรกันวะ ไวรัส มันมาอีกได้ยังไง เราฆ่ามันไปแล้วนี่”
       เชื้อไวรัสลามจากแขนมาที่คอและขึ้นสู่ใบหน้าของกรณ์
       “ไม่จริง เป็นไปไม่ได้”
       เสียงลูกสาวพ่อค้ายาดังมา
       “นี่คือความจริงกรณ์ พลังที่แกมีอยู่ ถูกดูดมาจากฉัน แต่ร่างกายของแกสร้างพลังขึ้นเองไม่ได้”
       “ไม่จริง แกโกหก พรายพิฆาต แกตายไปแล้ว”
       “อวสานของแก ใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อพลังของแกหมดลง”
       “ก็ให้มันรู้ไป ว่าฉันจะเป็นฝ่ายแพ้ ถึงยังไงก่อนตายฉันต้องฆ่า ไอ้ฤทธิ์ ราวีให้ได้”
       “เชิญตามสบาย ระหว่างนักสู้มหากาฬกับแก ใครจะอยู่หรือตาย ฉันไม่สนใจอยู่แล้ว”
       เสียงของพรายพิฆาตหายไป กรณ์รีบมองหาแต่แล้วเชื้อไวรัสก็ลุกลามมากขึ้นจนเขาแผดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

       ณัฐชามองผ่านกล้องส่องทางไกล เห็นฤทธิ์พกพาอาวุธเต็มพิกัด สะพายธนูพร้อมมีดคู่ใจ เดินมุ่งหน้าไปยังอาคารร้าง ณัฐชาลดกล้องอย่างใจหาย ก่อนจะรีบไปเตรียมตัวทำหน้าที่ของเธอ
       กรณ์ถูกไวรัสเล่นงาน จนร่างกายเริ่มผิดเพี้ยนจากคนธรรมดากลายเป็นซากศพที่เดินได้ เส้นผม ร่วงหลุดออกมา เขาร้องโหยหวนด้วยความทรมาน
      
       ฤทธิ์เดินมาถึงหน้าทางเข้าอาคารร้าง และหยุดชะงักเพราะเสียงร้องโหยหวนของกรณ์ แต่สักครูก็เห็นประตูเปิดออกเองด้วยพลังจิตของกรณ์
       “เข้ามาเลยเพื่อน ฉันกำลังรอแกอยู่”
       ฤทธิ์มองเข้าไปในอาคารร้างอย่างเคียดแค้น
      
       ไอริณพยายามรวบเชือกให้สั้นขึ้น เพื่อหนีจากสมุนผีดิบของกรณ์ ฤทธิ์ที่ถือธนูเดินเข้ามา เขารีบสะบัดคันธนูที่พับอยู่ออกมา ก่อนจะดึงลูกศรสองดอกเข้าประทับเล็งใส่ทันที ลูกศรสองดอกพุ่งมา และปักหัวของผีดิบทั้งสองอย่างแม่นยำ ทันใดนั้นเสียงกรณ์ดังขึ้น
       “นักสู้มหากาฬ”
       ฤทธิ์ชักลูกศรแล้วเล็งเป้าไปยังด้านบนซึ่งเป็นต้นเสียง ร่างของกรณ์ห้อยโหนตามเสาและขื่อสูงอย่างว่องไวเกินกว่าที่เขาจะจัดการได้ ก่อนที่จะหลบไปซุ่มหลังเสาต้นหนึ่ง
       “ในที่สุดแกก็มาจนได้”
       “นั่นแกเหรอ”
       “ใช่...ฉันเอง”
       กรณ์ค่อยๆปรากฏตัวออกมาในสภาพที่เหมือนคนป่วยที่พิกลพิการ
       “ทุกอย่างมันมาสุดทางแล้ว แกว่ามั้ย”
       “ในที่สุดแกก็ได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อไว้ นี่ไงคำตอบสำหรับความโลภของแก”
       “ถูกต้อง และแกก็ต้องได้เหมือนกัน” กรณ์ยกฝ่ามือขึ้น
       ฤทธิ์รีบยิงธนูใส่ทันที กรณ์หลบลูกศรไปได้ก่อนจะซัดพลังจิตจากฝ่ามือใส่ร่างของไอริณอย่างแรงจนโซ่ขาด ร่างของไอริณร่วงลงมากระอักเลือดกับพื้น ฤทธิ์ตกใจ
       “ไอริณ”
       จังหวะนั้นเองกรณ์ก็ชักดาบซามูไรออกมาแล้วบุกเข้าฟาดฟันใส่ทันที ฤทธิ์จำต้องทิ้งคันธนูไปและคว้ามีดคู่ออกมาปกป้องตัวเอง ระหว่างนั้นเองณัฐชาก็ถือปืนลูกซองยาวลักลอบเข้ามาเพื่อช่วยไอริณ เธอฉวยโอกาสที่ฤทธิ์กับกรณ์ต่อสู้กันอยู่รีบเข้าไปดูอาการของเพื่อนรัก
       “ไอริณ นี่ฉันเอง เธอเป็นยังไงบ้าง”
       “ณัฐชา ช่วยฉันด้วย”
       “ฉันจะพาเธอไปจากที่นี่”
       ณัฐชาประคองไอริณลุกขึ้น แต่กรณ์ที่กำลังต่อสู้กับฤทธิ์เหลือบเห็นเข้าเสียก่อน
       “ไม่”
       กรณ์ละมือข้างหนึ่งซัดพลังใส่ร่างของสองสาวจนกระเด็นไปด้วยกัน ฤทธิ์ฉวยโอกาสนั้นฟันมีดใส่แขนของกรณ์ และถูกตอบโต้ด้วยการถีบจนกระเด็นไป ครั้นเมื่อตั้งหลักหันมาอีกครั้งก็พบว่าบาดแผลของกรณ์ได้สมานตัวอย่างรวดเร็ว
       “ไม่ง่ายอย่างที่คิด จริงมั้ย”
       กรณ์ควงดาบเข้าเล่นงานฤทธิ์อีกระลอก ฤทธิ์ตอบโต้ด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คมอาวุธปะทะกันจนเกิดเป็นประกายไฟ ฤทธิ์แทงโดนกรณ์หลายแผลก่อนที่กรณ์จะใช้พลังฝ่ามือซัดฤทธิ์จนกระเด็นจนมีดหลุดมือ ครั้นพอฤทธิ์ตั้งหลักได้ก็หันมาเจอกรณ์แทงดาบเข้าใส่จนมิดและดันร่างฤทธิ์ถอยไปข้างหลัง ปลายดาบปักเข้ากับผนัง ณัฐชาพอเงยหน้ามาเห็นคนรักกำลังถูกทำร้าย ก็คว้าปืนลูกซองเล็งใส่กรณ์ทันที
       “ไอ้กรณ์”
       กรณ์ไม่ทันระวังตัวพอหันมาก็เจอปืนของณัฐชายิงจนกระเด็น ฤทธิ์ฉวยโอกาสนั้นคว้าด้ามดาบไว้ แล้วใช้กำปั้นต่อยจนดาบหักคา ขณะเดียวกันกรณ์ก็พยายามจะลุกขึ้นตั้งหลัก แต่ก็ถูกณัฐชายิงซ้ำอีกหลายนัดจนเซไปไม่เป็นท่า ณัฐชาย่ามใจขนาดเดินเข้าใกล้จะเอาปืนจ่อหัว
       “แก...”
       ณัฐชาเหนี่ยวไกปืน แต่กระสุนหมด เธอถึงเงยหน้ามองกรณ์ด้วยสีหน้าซีดเผือด
       “ถึงตาฉันเอาคืนบ้างล่ะนะ”
       กรณ์เดินมาหาณัฐชาที่กำลังถอยกรูด ขณะที่ฤทธิ์ดันตัวออกจากผนัง ทิ้งใบดาบซามูไรให้ถูกปักตรึงไว้เช่นเดิม แล้วพุ่งเข้าไปหา กรณ์กลับหันหน้ามาคว้าคอฤทธิ์แล้วจับโยนไปอย่างไร้จุดหมาย ร่างของฤทธิ์กระแทกข้าวของในห้องจนพังกระจาย
      
       “เผด็จศึก”


  


       ฤทธิ์พยายามชันกายลุกขึ้นแต่ก็ลุกไม่ไหว ขณะที่ณัฐชาเหลือบเห็นธนูของฤทธิ์กับลูกศรที่หล่นอยู่ก็คลานไปคว้ามา แล้วลองจับเก้ๆกังๆสักพักก่อนจะเล็งไปที่กรณ์ ขณะที่มันกำลังจะตรงไปเล่นงานฤทธิ์ ณัฐชาตัดสินใจผิวปากเรียกทำให้กรณ์หยุดชะงักหันมา ณัฐชาฉวยจังหวะนั้นยิงลูกศรใส่ทันทีแต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือนอกจากกรณ์จะคว้าลูกศรได้แล้ว มันยังปักลูกศรนั้นใส่ฤทธิ์อีกด้วย ณัฐชาตะลึง
       “โทมัส”
       ฤทธิ์ตาค้างขณะที่กรณ์โยนลูกศรทิ้งไปแล้วกระชากร่างของเขาขึ้นมา
       “ผิดแผนมโหฬาร แกคงคิดไม่ถึงแน่ว่าตัวเองต้องมาตายแบบนี้”
       ฤทธิ์กัดฟันมองหน้ากรณ์
       “แกด้วย”
       ฤทธิ์พูดจบก็ยกเข่าขึ้น ข้างน่องของเขานั้นซ่อนกลไกลูกศรเอาไว้ ทันทีที่เขาดึงสลักออก คมศรที่เตรียมไว้ก็พุ่งเข้าปักที่ใต้คางพอดี กรณ์ตาค้างก่อนจะซวนเซถอยออกไป ส่วนฤทธิ์เองก็ทรุดลงกับพื้น
       “โทมัส”
       “อย่าเข้ามา”
       ณัฐชาอึ้งไป ขณะที่ฤทธิ์มองไปยังกรณ์ เห็นผิวหนังของเขาเริ่มมีปฏิกิริยาของการติดเชื้อไวรัส
       “มันต้องไม่เป็นแบบนี้ มันต้องไม่จบแบบนี้” กรณ์แผดร้องก่อนจะดึงลูกศรออกไปด้วยความเจ็บปวด
       ฤทธิ์กัดฟันด้วยความแค้น แล้วแข็งใจลุกขึ้นโซเซไปหากรณ์
        “ทำไมแกถึงไม่เป็นอะไร ทำไม”
       ฤทธิ์ร้องคำรามก่อนจะพุ่งเข้าหากรณ์อย่างไม่คิดชีวิต เขาเหวี่ยงหมัดชกใส่อย่างหนักหน่วง ก่อนจะชกซ้ำอย่างต่อเนื่องจนถึงหมัดที่สาม กรณ์ก็คว้ามือเขาไว้ก่อนจะพลิกมาล็อกตัว
       “ไอ้ฤทธิ์ ราวี แกต้องตายพร้อมกับฉัน”
       จังหวะนั้นฤทธิ์ก็กระชากยึดร่างของกรณ์ไว้เช่นกัน ก่อนจะหันมาตะโกนบอกณัฐชา
       “ณัฐชายิงธนู”
       ณัฐชาอึ้ง
       “ผมบอกให้ยิงธนู”
       “แกจะทำอะไรของแก ไอ้โง่” กรณ์งง
       “ก็อย่างที่แกพูดไงไอ้กรณ์ เราจะไปนรกพร้อมกัน”
       “ไม่”
       “ณัฐชา”
       ณัฐชาคว้าธนูขึ้นมาเล็งใส่กรณ์ซึ่งล็อกตัวอยู่กับฤทธิ์
       “ฉัน..ฉันทำไม่ได้” เธอลังเล
       กรณ์ยิ้มหยัน
       “ก็เข้ามาใกล้ๆสิวะนังหนู เข้ามาเลย”
       “ไม่ต้องห่วงผมณัฐชา ยิงเลย”
       “แต่ว่าคุณ…”
       “ผมถูกไวรัสแล้วณัฐชา แต่ก่อนตายผมต้องหยุดมัน ไม่อย่างนั้นมันจะกลับมาอีก”
       ณัฐชานิ่งงันไป คิดถึงเหตุการณ์บนดาดฟ้าโรงพยาบาล ท่ามกลางแสงจันทร์ ฤทธิ์กุมมือณัฐชามาแนบอก
       “ชีวิตที่เหลืออยู่ของผมเป็นของคุณ และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป...ผมรักคุณณัฐชา”
       ณัฐชาตื้นตัน กอดเขาไว้
       “ฉันก็เหมือนกัน ไม่ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ความรู้สึกนี้จะอยู่กับฉันตลอดไป”
       ฤทธิ์และณัฐชากอดกันท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี…
      
       เมื่อณัฐชาคิดถึงความรักที่เธอกับฤทธิ์มีต่อกัน ก็ลดธนูต่ำลง ขณะที่ฤทธิ์เริ่มยึดตัวของกรณ์ไว้ไม่อยู่
       “ณัฐชา”
       ณัฐชาได้สติ รีบยกธนูเล็งใส่กรณ์ซึ่งล็อกตัวอยู่กับฤทธิ์
       “ฉันรักคุณ”
       ฤทธิ์ยิ้มให้ณัฐชาอย่างเข้าใจ กรณ์ร้องลั่น
       “อย่า”
       ณัฐชาปล่อยลูกศรยิงทะลวงผ่านร่างของฤทธิ์และกรณ์ไปปักติดเสา กรณ์ทรุดล้มแน่นิ่งไป ก่อนที่ฤทธิ์จะทรุดตามไปอีกทางหนึ่ง ณัฐชารีบวิ่งเข้าไปดูอาการของฤทธิ์
       “โทมัส”
       “เราทำสำเร็จแล้วณัฐชา เราทำสำเร็จ”
       ฤทธิ์ว่าไม่ทันขาดคำก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นกรณ์เริ่มกระดุกกระดิกและขยับตัวขึ้นมาอีกครั้ง
      
       “มันยังไม่ตาย”


  


       ฤทธิ์ตะลึง กรณ์ชันกายลุกขึ้นมาอีกครั้งอย่างอ่อนล้า ผิวหนังเริ่มแสดงอาการติดไวรัสมากขึ้น เส้นเลือดปูดโปนเป็นจังหวะ
       “ฤทธิ์…ราวี…”
       กรณ์คำรามก่อนจะรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายกระโจนเข้ามาหาณัฐชาและฤทธิ์อย่างรวดเร็ว แต่แล้วทันใดนั้นร่างของมันก็แตกโพล๊ะกลางอากาศกลายเป็นเศษเนื้อเหมือนโดนระเบิด ณัฐชามองไป
       “ไอริณ”
       ไอริณกำลังยืนอยู่ และค่อยๆลดฝ่ามือที่ปล่อยพลังลง สีหน้าที่เย็นชาของเธอทำให้ฤทธิ์พอเข้าใจ
       “พรายพิฆาต”
       พรายพิฆาตในร่างของไอริณไม่พูดอะไร แต่เดินตรงมาหาฤทธิ์ ณัฐชาเห็นท่าไม่ดีก็รีบขวางเอาไว้
       “จะทำอะไรน่ะ”
       “ไม่ต้องกลัว ฉันไม่จำเป็นต้องฆ่าเขา เพราะถึงยังไงเขาก็ตายอยู่ดี”
       ฤทธิ์จ้องหน้า
       “ผมทำงานให้คุณแล้ว และหวังว่าคุณ จะรักษาคำพูด”
       “ทันทีที่พร้อม…ฉันจะคืนร่างของไอริณให้คุณ ในระหว่างสามปีนี้ พรายพิฆาตจะยุติความเคลื่อนไหว แต่หลังจากนั้นเราจะกลับมาอีกครั้ง”
       ไอริณว่าแล้วเดินผ่านฤทธิ์กับณัฐชาไป
       “ร่างกายของคุณมีภูมิต้านทานไวรัสฤทธิ์ ราวี แต่ฉันจะบอกให้ มันหยุดได้ไม่นานหรอก อีกไม่กี่เดือน….แค่อีกไม่กี่เดือนเท่านั้น”
       ณัฐชาขนลุกซู่เมื่อเข้าใจความหมายของพรายพิฆาตในร่างของไอริณ ก่อนที่พรายพิฆาตจะหลับตาและพาร่างไอริณหายไป ณัฐชาหวั่นใจ
       “โทมัส”
       ฤทธิ์ฝืนยิ้ม
       “ก็แค่คำขู่น่ะ ไม่มีอะไรหรอก”
       ณัฐชายังหวั่นใจ ฤทธิ์ดึงร่างเธอมากอดไว้
       “ทำใจให้สบาย ฝันร้ายมันผ่านไปแล้ว”
       ณัฐชาไม่คิดว่าทุกอย่างจะยุติลงง่ายดายเช่นนี้
      
       ผู้สื่อข่าวรายงานข่าว...
       “ชื่อของพรายพิฆาตกลายเป็นความหวาด ผวาที่ประชาชนต้องจดจำไปอีกนาน ถึงแม้ว่ากลุ่มก่อการร้ายนี้ จะประกาศยุติบทบาทลงชั่วคราว แต่ในอีกไม่ช้าพวกเขาก็จะต้องกลับมาอีกครั้ง”
      
       หนึ่งเดือนต่อมา...
       สตูดิโอแห่งหนึ่งกำลังถ่ายทำรายการเกี่ยวกับการสนทนาปัญหาบ้านเมือง พิธีกรและอาจารย์ท่านหนึ่งร่วมดำเนินรายการ...
       “ไม่ทราบว่าอาจารย์มีความเห็นยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ” พิธีกรถาม
       “อย่างแรกเราต้องมองที่จุดประสงค์ของพรายพิฆาตก่อน เพราะเขาไม่ได้คิดว่าตัวเองทำสิ่งชั่วร้าย แต่ตรงกันข้าม เขากลับคิดว่าสิ่งนั้นคือการสร้างสรรค์ สิ่งที่เรียกว่าโลกใหม่”
       “ด้วยการทำลาย”
       “ครับ ก็เหมือนทุบบ้านทิ้งเพื่อสร้างหลังใหม่ที่สมบูรณ์กว่า ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้น”
       “แล้วอาจารย์เห็นด้วยรึเปล่าครับ กับทฤษฎีนี้”
       “ผมอยากเรียนท่านผู้ดำเนินรายการ ประชาชนชนที่ดูอยู่ทางบ้าน และสมาชิกพรายพิฆาต...เอ่อถ้าเขาดูทีวีอยู่ตอนนี้นะ เรียนว่า…สังคมไทยยังมีความหวังครับ โลกเรายังมีความหวัง ยังมีคนดีๆอีกมากที่พร้อมจะดูแลโลกนี้ให้ดีขึ้น เพียงแต่ว่าเรายังขาดฮีโร่ที่จะเป็นศูนย์รวมจิตใจ”
       “อย่างนักสู้มหากาฬนี่ถือว่าเป็นฮีโร่รึเปล่าครับอาจารย์”
       อาจารย์ขำ
       “โอ๊ย... ไล่ฆ่าคนตายเป็นเบือแบบนั้น มันผิดกฎหมายนะครับ ผมว่าเขาเป็นฆาตกรมากกว่า”
      
       ณัฐชาเก็บเอกสารและของใช้ส่วนตัวใส่ลังกระดาษ สิงหาเดินเข้ามายื่นซองขาวให้
      
       “เสียใจด้วยนะ แต่ผู้กำกับไม่ยอมให้คุณลาออก”


  


       ณัฐชาอึ้ง
       “มีแบบนี้ด้วยเหรอคะ”
       “เห็นใจกันบ้างสิคุณ เมื่อเดือนที่แล้วเราเสียกำลังคนไปเพียบเลยนะ สิ่งที่เมืองนี้ต้องการก็คือผู้รักษากฎหมาย ไม่ใช่ลัทธิบ้าๆอย่างพรายพิฆาต”
       “ก็ได้ค่ะ แล้วฉันจะลองคิดดู”
       “เออจริงสิ หมอนั่นเขาสบายดีรึเปล่า”
       “สารวัตรจะฝากอะไรถึงเขารึเปล่าคะ”
       สิงหากวนๆ
       “ไว้รวบรวมพยานหลักฐานได้เมื่อไหร่ผมจับเขาแน่ นักสู้มหากาฬ”
       ณัฐชายักไหล่ยิ้มๆ สิงหาเดินจากไป
      
       ณัฐชาเดินอุ้มลังใส่ของออกมาจากออฟฟิศ เห็นไมตรีกับปรีดา ยืนรออยู่อย่างนอบน้อม
       “ให้พวกเราช่วยมั้ยครับผู้หมวด”
       “หมู่ จ่า ไม่ทำงานหรือไงเนี่ย”
       “เอ่อ...พวกเราตั้งใจว่าจะมาส่งผู้หมวดครับ”
       ไมตรีเสริม
       “คือได้ข่าวจากสารวัตรว่าผู้หมวดจะลาพักยาว”
       “หวังว่าคงไม่ลาแล้วลาลับ จนลืมพวกเรานะคร๊าบ”
       “ไม่ลืมหรอกหมู่ จ่า ร่วมเป็นร่วมตายกันมาตั้งนาน ยังไงฉันต้องขอบใจมากนะ ที่คอยช่วยฉัน
       ไมตรีกับ ปรีดายืนตรง
       “ด้วยความยินดีครับผม”
       ณัฐชายิ้มให้ทั้งคู่ ด้วยความประทับใจ
      
       บริษัทบลูฟินิกซ์ เปิดดำเนินกิจการอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง ฤทธิ์ขับรถคันหรูเข้ามาจอด ก่อนที่ยามจะรับรถไป ทันทีที่เห็นฤทธิ์ซึ่งสวมแว่นดำก้าวลงมาจากรถ บรรดานักข่าวกรูกันเข้ามาสอบถาม
       “ขอสัมภาษณ์หน่อยค่ะ... คุณโทมัสคะ ตอนนี้คุณได้เป็นเจ้าของบริษัทบลูฟินิกซ์ฟาร์ม่าโดยสมบูรณ์แล้ว คุณรู้สึกยังไงบ้างคะ”
       “ต้องขอบคุณมาดามหลิว คุณอาผู้ล่วงลับของผมครับที่ท่านวางใจให้ผมรับตำแหน่ง”
       “แล้วที่บริษัทต้องปิดกิจการก่อนหน้านี้เพราะลือว่ามีปัญหากับพรายพิฆาต คุณโทมัสมีความเห็นยังไงครับ”
       “บริษัทของเราขายเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์นะครับ เราไม่เคยอยากมีปัญหากับใคร”
       “แล้วที่ลือกันว่าคุณคือนักสู้มหากาฬล่ะคะ เป็นความจริงรึเปล่า”
      
       ฤทธิ์ชะงัก หันมามองหน้านักข่าว ก่อนจะลดแว่นดำลงส่งตาหวานให้เธอ
       “นักสู้มหากาฬผมไม่รู้จักครับคุณนักข่าว ชีวิตผมเป็นได้อย่างเดียวก็คือ นักรักมหาเสน่ห์”
       นักข่าวสาวแอบสะเทิ้นเขินอายกับสายตาหวานของฤทธิ์ ก่อนที่เขาจะปลีกตัวไป
       “แล้วเจอกันครับทุกคน ขอบคุณที่ให้ความสนใจ ผมขออย่างเดียวถ้ารูปถ่ายไม่หล่ออย่าเอาออกสื่อนะครับ”
       ฤทธิ์ยิ้มให้นักข่าวอย่างเป็นกันเองก่อนจะปลีกตัวเข้าไปในอาคาร
      
       ห้องสมุดบริษัทมาดามหลิว...คอมพิวเตอร์จำลองความทรงจำของมาดามหลิว เริ่มใช้เลเซอร์สแกนร่างกายของฤทธิ์
       “ร่างกายผมเป็นยังไงบ้าง”
       “สมบูรณ์หกสิบสามเปอร์เซ็นต์”
       “แล้วไวรัสล่ะ”
       “ยังมีอยู่ในกระแสเลือดและกล้ามเนื้อบางส่วน”
       ฤทธิ์หยิบเสื้อขึ้นมาสวม แล้วปลีกตัวไปหาเครื่องดื่ม
       “เริ่มนับถอยหลังอยู่ใช่มั้ย”
       “คุณมีเวลาอีกแค่เดือนเดียว ฉันเสียใจด้วย”
       “ไม่จำเป็น เพราะคุณไม่ใช่มาดามหลิว แต่เป็นแค่คอมพิวเตอร์ที่มีความทรงจำของเธอ”
       “คุณพูดประชดฉัน ตอนอยู่ข้างนอกคุณเสแสร้งทำตัวมีความสุข แปลว่า…คุณกลัว”
       ฤทธิ์นิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนจะสารภาพ
       “ผมเป็นทหาร ผมไม่กลัวตาย แต่ผมเป็นห่วงคนที่ผมรัก ว่าพวกเขาจะเป็นยังไงบ้าง”
      
       “ข้อมูลอย่างเดียวที่ฉันมี คือใช้เวลาที่เหลือให้เต็มที่ ให้ความทรงจำดีๆได้คงอยู่ต่อไป”

       ณัฐชาเดินมาติดต่อประชาสัมพันธ์ ล็อบบี้บริษัทบลูฟินิกซ์
       “ขอโทษค่ะ ฉันมาหาคุณโทมัส”
       “ไม่ทราบว่าติดต่อเรื่องอะไรคะ”
       “เอ่อ…”
       “ผู้หมวดณัฐชา”
       ณัฐชาหันไปมองตามเสียง แล้วตะลึง
       “คุณ…”
       ลิซ่าซึ่งหน้าเหมือนโซเฟียราวกับเป็นคนเดียวกัน เพียงแต่งตัวเหมือนสาวออฟฟิศและสวมแว่นตา
       “ดิฉันลิซ่าค่ะ เป็นทนายและตัวแทนของมาดามหลิวยินดีที่ได้รู้จัก”
       ณัฐชาจับมือกับลิซ่าอย่างงุนงง
      
       ลิซ่าพาณัฐชาไปพบฤทธิ์ พลางชวนคุย
       “ปกติฉันจะดูแลงานให้มาดามหลิวอยู่ที่ต่างประเทศค่ะ ก็เลยไม่ค่อยได้กลับมาที่เมืองไทย แต่ฉันเคยได้ยินมาดามหลิวพูดถึงคุณ”
       “แง่บวกหรือแง่ลบคะ”
       “เธอบอกว่าคุณเป็นตำรวจที่กล้าหาญ”
       “ว้าว...เอ่อ แล้วคุณ..คุณเป็นอะไรกับโซเฟียคะเนี่ย”
       “คุณคงรู้ว่าโซเฟียเกิดจากการโคลนนิ่ง”
       “ค่ะ”
       “ฉันกับเธอถูกสร้างขึ้นในรุ่นเดียวกันค่ะ พวกเรามีทั้งหมดหกคน”
        “โอ้โห หน้าเหมือนกันหมดเลยเหรอคะ”
        ลิซ่ายิ้มขำ
       “แล้ววันหลังฉันจะเล่าให้ฟังค่ะ แต่ตอนนี้เชิญคุณไปพบคุณโทมัสก่อนดีกว่า”
       ลิซ่าผายมือไปทางหนึ่ง
      
       ณัฐชาเข้าไปในห้องสมุด
       “โทมัสคุณอยู่ที่ไหน ฉันมาแล้ว โทมัส”
       ณัฐชากวาดตามองไปและต้องงุนงงเมื่อเห็นกระเป๋าเดินทางวางกองอยู่ เห็นฤทธิ์หิ้วอีกใบตามมา
       “นั่นคุณจะไปไหน”
       “ต่างจังหวัด”
       “แต่เรามีนัดกันไม่ใช่เหรอ”
       “ผมจะพาคุณไปด้วย”
       “แต่ฉันยังไม่ได้เตรียมตัวเลยนะ”
       “ไม่เป็นไร ผมเตรียมให้คุณแล้ว”
       ณัฐชาได้แต่อึ้งไป
      
       รถของฤทธิ์กำลังแล่นมาตามท้องถนน ณัฐชามองทิวทัศน์ข้างทางอย่างมีความสุข นานมาแล้วที่เธอไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้ ฤทธิ์เอื้อมมือมากุมมือณัฐชาเอาไว้ ทั้งสองคนสบตากันอย่างสบายใจ


  


       ฤทธิ์กับณัฐชาเล่นน้ำอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขที่สระว่ายน้ำของรีสอร์ท ณัฐชาวิ่งมากระโดดสปริงบอร์ดเหมือนเด็กๆ ฤทธิ์จับณัฐชาเล่นต่อสู้ผลักยื้อกัน ก่อนที่ฤทธิ์จะเป็นฝ่ายจับณัฐชาอุ้มโยนลงน้ำ ณัฐชาพยายามแก้แค้นจะกดฤทธิ์ลงน้ำบ้างแต่ออกแรงเท่าไหร่ก็สู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้ สุดท้ายก็ถูกฤทธิ์กอดไว้ ทั้งคู่สบตากันก่อนที่ฤทธิ์จะจูบเธออย่างนุ่มนวล
      
       ฤทธิ์กอดจูบณัฐชาบนเตียง ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกล้ำต่อกันอย่างมีความสุข ก่อนจะมานั่ง
       กอดประคองชมวิวด้วยกันที่ระเบียง
       “คุณยังไม่บอกฉันเลย ว่าจู่ๆทำไมถึงมาที่นี่”
       “ผมก็แค่อยากอยู่กับคุณตามลำพัง คุณไม่ชอบเหรอ”
        ณัฐชาประชด
       “ถ้าไม่ชอบจะมานั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้เหรอ ถามได้”
       ฤทธิ์ยิ้มขำก่อนจะมองหน้าเธอ...
       “จ้องทำไม”
       “ถ้าเลือกได้ คุณจะอยากเป็นอมตะรึเปล่าณัฐชา”
       “เหมือนกรณ์กับพรายพิฆาตงั้นเหรอ...นั่นไม่ใช่ชีวิตคน ฉันพอใจจะเป็นแบบนี้มากกว่า”
       “ถึงแม้ว่ามันจะต้องลงเอยด้วยการพลัดพราก”
        ณัฐชาใจหาย กอดฤทธิ์
       “มันยังไม่ถึงเวลาไม่ใช่เหรอ”
       “ยัง…ยังไม่ใช่ตอนนี้”
      
       ฤทธิ์เข้ามาในห้องน้ำอย่างร้อนรน เขากระชากคอเสื้อออกเพื่อดูร่องรอยของไวรัสที่กำลังแผ่ซ่านทั่วบริเวณแผงอก เขาฤทธิ์หยิบยาบางอย่างที่เตรียมไว้มาฉีดให้ตัวเองทันที เพื่อระงับอาการปวด
      
       ณัฐชานั่งดูเว็ปไซด์ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เห็นภาพข่าวของไอริณ
       “โทมัส ฉันเจอข่าวของไอริณด้วยล่ะ คุณออกมาดูสิ...ไอริณได้เล่นหนังที่เมืองนอกด้วยนะ...โทมัส”
      
       ยาเริ่มออกฤทธิ์ ร่องรอยของไวรัสค่อยๆจางไป ฤทธิ์ค่อยบรรเทาความเจ็บปวด
       “โทมัส” ณัฐชาเรียกซ้ำ
       ฤทธิ์ฝืน
       “ได้ยินแล้ว เดี๋ยวผมออกไป”
       ฤทธิ์แข็งใจลุกขึ้น
      
       ณัฐชานอนหลับในอ้อมกอดของฤทธิ์ ขณะที่อีกฝ่ายยังนอนเหม่ออยู่อย่างใช้ความคิด แต่แล้วเขาก็เหลือบเห็นแสงสว่างบางอย่างจากภายนอก


  


       รถคันหนึ่งแล่นมาจอดมาจอดซุ่มที่ปากทางเข้ารีสอร์ท สมุนของกรณ์มาซุ่มดู
       “ใช่ที่นี่เหรอ”
       อีกคนพยักหน้ารับ
       “สายรายงานมาแบบนั้น”
       “ทุกคนฟังให้ดี ถึงหัวหน้ากรณ์กับพรายพิฆาตจะจากไปแล้ว แต่อุดมการณ์ต้องคงอยู่ต่อไป นักสู้มหากาฬจะต้องชดใช้ความผิดของมัน”
       เมื่อกล่าวจบสมุนทุกคนก็คว้าอาวุธขึ้นมาก่อนจะเดินลงไปจากรถ และมุ่งหน้าไปยังรีสอร์ท
      
       ฤทธิ์เดินออกมาดู และเห็นร่างทิพย์ของลูกสาวพ่อค้ายายืนรอเขาอยู่
       “พรายพิฆาต”
       “ท่าทางคุณไม่ตื่นเต้นเลยนะ ที่ต้องตาย”
       “ผมตายมาสองครั้งแล้ว มีครั้งที่สามก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน”
       “ฉันรู้ว่าห้องแลปของมาดามหลิว ผลิตวัคซีนเพื่อช่วยชีวิตคุณ แต่เชื่อเถอะไม่มีอะไรหยุดไวรัสได้ นอกจากพลังของฉัน”
       “ถ้าจะยื่นเงื่อนไขเดิมอีกล่ะก็ คุณก็น่าจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว”
       “ฉันรู้ แต่ฉันแค่ไม่อยากเชื่อว่าจะเอาชนะคุณไม่ได้”
       “ถึงตายผมก็ไม่ยอมก้มหัวให้คุณ”
       “คุณนี่แปลกจริงๆ คิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่หรือไง”
       ฤทธิ์ยืนหยัดเผชิญหน้าพรายพิฆาต
       “เรื่องนั้นผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่าโลกนี้ต้องมีใครสักคนที่ยืนหยัดต่อสู้กับคุณ”
       “พูดดีไปเถอะ ฉันเห็นนิมิตภาพการตายของคุณกับคนที่คุณรัก ฉันจะคอยดูว่าถึงตอนนั้นเมื่อไหร่….คุณจะปากแข็งอีกรึเปล่า”
       “อะไรนะ”
       “สมุนที่เหลือของกรณ์…กำลังจะมาที่นี่”
       พรายพิฆาตค่อยๆ หายตัวไป ฤทธิ์ใจหายวาบรีบไปร้องเตือน
       “ณัฐชา!”
      
       ณัฐชางัวเงียตื่นขึ้น และหันมองออกไปตามเสียงของฤทธิ์
       “ณัฐชา ตื่นเร็วเข้า เราต้องไปกันแล้ว”
       ฤทธิ์เปิดประตูรถเพื่อหยิบปืนที่ซ่อนอยู่ออกมา ก่อนจะหันไปตะโกนบอก...
       “ณัฐชาได้ยินผมรึเปล่า”
       ฤทธิ์ถือปืนวิ่งกลับไปที่รีสอร์ท แต่พอจะก้าวขึ้นบันไดเขาก็ถูกยิงจากด้านหลังจนล้มลง
       สมุนของกรณ์ทั้งสี่ เดินหน้าและกระหน่ำยิงใส่เขา
       ณัฐชาผลักประตูออกมา และยกปืนยิงตอบโต้พวกคนร้ายจนดับไปหนึ่งคน ฤทธิ์แข็งใจหันไปช่วยณัฐชายิงใส่คนร้ายจนดับไปอีกสอง ส่วนสมุนหัวโจกถูกยิงจนล้มไป ฤทธิ์ยิงตามอีกหลายนัดจนกระสุนหมด แกนในของปืนเลื่อนออกมา
        ณัฐชาตรงเข้ามาประคองฤทธิ์ แต่จังหวะนั้นสมุนคนสุดท้ายก็โผล่ออกมา และยิงถูกณัฐชาเข้าอย่างจัง จนปืนหลุดมือ
       “ณัฐชา”


  


        
       ณัฐชาทรุดลงคุกเข่าตรงหน้าฤทธิ์…เสียงพรายพิฆาตดังขึ้น...
        
       “ฉันกำลังเฝ้าดูจุดจบของผู้ชายคนนั้น คนที่บอกว่าจะไม่ก้มหัวให้กับความชั่วช้าใดๆ”
       ฤทธิ์ใช้มือซึ่งเปื้อนเลือดของเขา ประคองใบหน้าของณัฐชาด้วยความสะเทือนใจ
       “ฉันไม่เคยเชื่อว่าโลกนี้จะมีวีรบุรุษ เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งมนุษย์ทุกคนจะต้องเห็นแก่ตัว แม้แต่ฤทธิ์ราวีหรือนักสู้ มหากาฬก็จะต้องวิงวอนฉัน ขอให้ฉันช่วยคนที่ตัวเองรัก เขาจะต้องยอมสยบให้ฉัน”
      
       พรายพิฆาตปรากฏตัวขึ้นและจ้องมองสบตากับฤทธิ์ ในขณะที่คนอื่นไม่เห็น สมุนของกรณ์ก็เดินกุมแผลโซซัดโซเซมาเพื่อจ่อยิงฤทธิ์กับณัฐชา
       ฤทธิ์ยิ้มให้พรายพิฆาตอย่างห้าวหาญ ก่อนจะมองมาที่ณัฐชา
       “ผมรักคุณ”
       ณัฐชาพยักหน้ารับก่อนจะกอดฤทธิ์เอาไว้ ฤทธิ์กอดรับณัฐชาไว้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหลับตาลง ขณะที่สมุนของกรณ์เดินมาจ่อปืนใส่เขาและณัฐชา
       “ไม่ !”
       สมุนของกรณ์กระหน่ำยิงใส่ฤทธิ์และณัฐชาจนล้มไป พรายพิฆาตปรากฏตัวขึ้นและคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว
       “ไอ้โง่…แกทำอะไรลงไป”
       สมุนกรณ์ตกใจ
       “พรายพิฆาต”
       พรายพิฆาตยกฝ่ามือขึ้นปล่อยพลังระเบิดร่างสมุนของกรณ์จนแหลกเป็นกองเนื้อ ก่อนจะหันมาดูร่างของฤทธิ์ที่กำลังจะขาดใจโดยมีณัฐชาในอ้อมแขน
       “ทำไมถึงไม่ยอมแพ้ ทำไมถึงไม่ยอมสยบให้พรายพิฆาต”
       ฤทธิ์เพียงแค่ยิ้มออกมาอย่างเป็นปริศนา ก่อนจะสิ้นใจไปอย่างสงบ พรายพิฆาตสะเทือนใจ
       “ทำไมไม่ยอมรับว่าโลกนี้หมดสิ้นความหวัง ทำไมไม่ยอมเชื่อฉันว่าโลกใบนี้สมควรถูกทำลาย…ทำไม !”
       เสียงของพรายพิฆาตกึกก้องไปทั่วผืนป่า
      
       กรุงเทพฯ วันต่อมา...
       ผู้คนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ วุ่นวายกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ พรายพิฆาตมองไปรอบๆตัว...
       “ฉันไม่เคยเชื่อมาก่อนว่าโลกนี้จะมีวีรบุรุษที่แท้จริง จนกระทั่งวันหนึ่ง….วันที่ฉันเริ่มรู้สึกว่า บางทีโลกนี้ อาจจะมีความหวังเหลืออยู่หากแต่มันถูกซ่อนไว้ ในหัวใจของใครบางคน”
       ช่วงเวลานั้น...เด็กชายคนหนึ่ง ฉายแววฮีโร่ ยืนนิ่งมองท้องฟ้า….เหมือนกับได้ยินเสียงพูดของพรายพิฆาต
      
       ห้องนอนฤทธิ์ณัฐชาในรีสอร์ท...มือฤทธิ์ค่อยๆขยับ ฤทธิ์ลืมตาขึ้นแล้วผุดลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะเห็นณัฐชาที่กำลังนั่งมองเขาอยู่ก่อนด้วยสีหน้าตื่นตะลึงพอกัน
       “เรายังไม่ตาย”
       “พรายพิฆาตช่วยเราเอาไว้ แต่เพื่ออะไร…”
       ฤทธิ์ส่ายหน้า…เขาไม่อยากคิดถึงเรื่องนั้นในตอนนี้ เขาดึงร่างของณัฐชาเข้ามากอดเอาไว้ก่อนที่ปากคอจะเริ่มสั่น และน้ำตาซึมและสะอื้นออกมาจนอีกฝ่ายรู้สึกได้
       “โทมัส คุณ…นี่คุณร้องไห้เหรอ”
       “ผมไม่เคยกลัวตายณัฐชา แต่สิ่งที่ผมกลัวมากที่สุด ก็คือต้องไปจากคุณ”
       ณัฐชาแค่นึกตามก็ร้องไห้ออกมา เธอพยักหน้าก่อนจะกอดฤทธิ์เอาไว้
      
       พรายพิฆาตยิ้มหยัน...
       “เวลายังคงนับถอยหลังต่อไป โลกใบนี้จะไม่ถูกทำลาย ตราบเท่าที่มันยังมี ความรักและความหวังเหลืออยู่ ตราบเท่าที่หัวใจของผู้คนยังเปี่ยมเมตตา และศรัทธาต่อสิ่งที่ดีงาม”
       ท่ามกลางผู้คน…เด็กสาวคนหนึ่งหยุดเดินและมองกลับมา เป็นพรายพิฆาตนั่นเอง เธอแค่นยิ้มออกมาอย่างเหี้ยมเกรียม
      
       “แล้วสักวัน…ฉันจะกลับมา…”
      


       จบตอนที่ 15
ตอนที่ 16
      
       หลังจากพรายพิฆาตหายสาบสูญไป เหล่าสาวกทั้งในและต่างประเทศก็ถูกกวาดล้างอย่างหนัก จนต้องหนีไปหลบซ่อนในที่ต่างๆ “น้ำตามัจจุราช” สารเคมีที่เป็นเสมือนขุมพลังขององค์กรได้ถูกทำลายจนหมดสิ้น เพื่อยุติการเพิ่มจำนวนของมนุษย์กลายพันธุ์ แต่ก็มีข่าวเล็ดรอดมาว่า…ยังมีน้ำตามัจจุราชยูนิตสุดท้ายถูกเก็บไว้ในบลูฟินิกซ์ฟาร์ม่าบริษัทของมิสเตอร์โทมัส หลิว ชายหนุ่มผู้ที่ใครๆร่ำลือว่าเป็น…นักสู้มหากาฬ
       ฤทธิ์ ราวียืนครุ่นคิดอยู่ เขาทอดสายตาเหม่อมองไปยังความมืดเบื้องหน้า
      
       “โลกนี้ไม่เคยมีใครที่อยู่ค้ำฟ้า…นักสู้มหากาฬก็เช่นกัน”
       ฤทธิ์ยกมือลูบหน้าไล่ความตึงเครียด
       “ในที่สุดอวสานของผมก็มาถึง”
      
       วันต่อมา...รถของฤทธิ์วิ่งมาบนท้องถนนสายเปลี่ยว เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม ฤทธิ์กำลังขับรถมาอย่างรวดเร็ว เหมือนจะใช้มันเป็นเครื่องระบายความอัดอั้นที่สุมอยู่
      
       บริษัทบลูฟินิกซ์...ยามหลีกทางให้ อัศวินสวมแว่นตา ท่าทางเป็นคนตรง สุภาพ ปราศจากเล่ห์เหลี่ยมก้าวออกมา อัศวินจัดเครื่องแต่งตัวขยับปมเนคไทให้เข้าที่เขาเพิ่งเริ่มงาน ฤทธิ์ขับรถมาจอด ยามรีบเข้ามาเปิดประตูรถให้อย่างนอบน้อม แต่ทันทีที่เขาลงจากรถก็มีนักข่าวสาวคนหนึ่งปราดเข้ามาพร้อมเครื่องบันทึกเสียง
       “คุณโทมัสคะ ดิฉันมาจากหนังสือพิมพ์ซุปเปอร์เดลี่ค่ะ อยากจะขอความเห็นจากคุณเรื่องน้ำตามัจจุราช”
       “แจ้งเรื่องไว้ที่เลขาผมละกันครับ เดี๋ยวเธอจะจัดคิวให้ทีหลัง”
       ฤทธิ์จะเดินหนี
       “คุณโทมัสคะ...ทำแบบนี้ไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอคะ”
       ฤทธิ์หันมามองอย่างแปลกใจ
       “คุณก็รู้ว่าสารเคมีนั่นชุบชีวิตคนได้ มันทำให้คนกลายเป็นอมตะ แต่คุณกลับฮุบมันเอาไว้ เพราะอยากโก่งราคา”
       ฤทธิ์ชักไม่ค่อยพอใจ
       “คุณนักข่าว บริษัทของผมไม่มีน้ำตามัจจุราช แต่ถึงมีผมก็ไม่ขาย”
       “มีคนมากมายกำลังรอความช่วยเหลือจากคุณ”
       “สารเคมีนั่นมันทำให้มนุษย์กลายพันธุ์ มันไม่ได้ช่วยคน แต่จะเปลี่ยนคนให้กลายเป็นสัตว์”
       “คุณเป็นเทวดาหรือไง ถึงมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนคนอื่น คงอยากเป็นอมตะคนเดียวสิท่า”
       ฤทธิ์ขี้เกียจมีปัญหาเขาหันหน้าเดินหนีไปที่ประตู นักข่าวจะตาม
       “นี่คุณ”
       อัศวินขยับมาขวาง
       “ผมว่าพอเถอะครับคุณนักข่าว”
       “แต่ฉันยังพูดไม่จบ”
       “ผมเข้าใจครับว่าคุณต้องทำหน้าที่ของคุณ แต่ผมก็มีงานของผมเหมือนกัน”
       อัศวินว่าก่อนจะขยับบัตรพนักงานที่ห้อยคออยู่ให้ดู เขาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยระดับหัวหน้างาน
       “ผมเพิ่งเริ่มงานสัปดาห์แรก อย่าให้ผมต้องใช้กำลังเลยครับ” อัศวินยิ้ม
       สีหน้าซื่อๆของอัศวินทำให้นักข่าอ่อนท่าทีลง แต่ก็ยังชะเง้อมองตามฤทธิ์ไปอย่างขัดใจ
      
       ฤทธิ์เดินเข้ามาในบริษัท ยิ้มทักทายพนักงานทุกคนที่ยกมือไหว้หรือก้มศีรษะให้ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นลิซ่ายืนกอดอกรออยู่เซ็งๆ
       “วันนี้เรามีนัดตรวจสุขภาพ”
       ฤทธิ์คิดเหมือนเพิ่งจำได้
       “ก็...มาแล้วนี่ไง”
       “นัดไว้ตอนหกโมง”
       ฤทธิ์ดูนาฬิกาข้อมือ
       “ยังไม่ถึงหกโมงซะหน่อย เพิ่งบ่ายสามเท่านั้นเอง”
       “ฉันหมายถึงหกโมงเช้า”
       ฤทธิ์ลดนาฬิกาลงแล้วยักไหล่ให้ยิ้มๆเป็นเชิงแก้เก้อ อัศวินเดินเข้ามาถาม
       “ทุกอย่างเรียบร้อยรึเปล่าครับคุณลิซ่า”
       ฤทธิ์เหลือบมาเห็นหน้าอัศวินที่ส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร…ท่าทางเขาดูสุภาพจนดูเหมือนคนทำงานออฟฟิศมากกว่าบอดี้การ์ด ลิซ่า แนะนำ
       “อัศวินเพิ่งมาใหม่ ลุงจอห์น ที่เคยฝึกงานให้ชาญเป็นคนรับรองเขา”
       ฤทธิ์ยื่นมือให้
       “ยินดีที่ได้รู้จัก”
       อัศวินจับมือ
       “เช่นกันครับ เจ้านาย”


  


       นักรบพรายพิฆาตสามคนปรากฏตัวขึ้นที่โกดังร้างแห่งหนึ่ง ด้วยความไวที่เหนือธรรมชาติ พวกมันเป็นมือพระกาฬและสวมหน้ากากเพื่ออำพรางโฉมหน้า ชายคนหนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด มันคือบารอน หัวหน้าสาขาคนหนึ่งของพรายพิฆาต ซึ่งสวมหน้ากากอำพรางโฉมหน้าเช่นเดียวกัน
       “ถึงพรายพิฆาตจะวางมือไปแล้วก็ตาม แต่อุดมการณ์และความแค้น ยังคงอยู่ พวกเราจะต้องกอบกู้องค์กรขึ้นมาอีกครั้ง” บารอนชี้นิ้ว “จงไปที่บลูฟินิกซ์ฟาร์ม่า แล้วชิงน้ำตามัจุราชที่ซ่อนอยู่มาให้ได้”
       บรรดาสมุนทั้งสามทำท่าคำนับก่อนจะหายจากไปอย่างรวดเร็วดุจปีศาจร้าย บารอนแผดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ
      
       เมธาอยู่ในห้องทำงานเซ็นรับทราบคำสั่ง แต่งตั้งณัฐชาลงในเอกสารก่อนจะส่งแฟ้มคืนให้ณัฐชา
       “ยินดีด้วยนะผู้หมวดสำหรับตำแหน่งใหม่ เออไม่ใช่สิ ต้องเรียกผู้กองถึงจะถูก”
       “ขอบคุณมากค่ะผู้กำกับ”
       “ตอนนี้สารวัตรสิงหา กับจ่าไมตรีแล้วก็หมู่ปรีดาได้รับคำสั่งให้ไปช่วยงานคดีอื่น คดีพรายพิฆาตที่เหลืออยู่ ผู้กองคงรับมือไหวนะ”
       “ไม่น่ามีปัญหาค่ะท่าน เพราะตอนนี้พวกพรายพิฆาตก็แทบไม่มีให้เห็นแล้ว ดิฉันคิดว่าคงจัดการได้ค่ะ”
       “ดี...เรื่องลูกทีมไม่ต้องห่วงนะ ผมจะหาคนมาให้โดยเร็วที่สุด”
       “ค่ะท่าน” ณัฐชายิ้มรับ
      
       ฤทธิ์ถูกแสกนร่างกายโดยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อย่างละเอียด ข้อมูลทั้งหมดถูกส่งมาที่หน้าจอซึ่งลิซ่ากำลังรอผลอยู่ เธอค่อนข้างหนักใจกับสิ่งที่เห็น ฤทธิ์เหลือบเห็นสีหน้าของลิซ่าก็เริ่มสังหรณ์ใจ
      
       ลิซ่ายืนใช้ความคิดขณะดักรอฤทธิ์อยู่ข้างนอกหน้าห้องแลป ฤทธิ์แต่งตัวเสร็จก็ตามออกมา
       “ร้ายแรงแค่ไหน”
       “ไวรัสในตัวคุณเริ่มดื้อยา มันกำลังพัฒนาตัวเองเพื่อสู้กับยาต้าน...ทางรอดทางเดียวก็คือต้องหาวิธีผลิตเซรุ่มมาฆ่ามันให้เร็ว”
       “แล้วในระหว่างนี้ผมต้องทำยังไงบ้าง”
       “ใช้ยาต้านไวรัสตัวเดิมไปก่อน แต่ต้องเพิ่มปริมาณเป็นสองเท่าต่อวัน มันสำคัญมากนะโทมัส พลังพิเศษของคุณตอนนี้เหลืออยู่แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ถ้าคุณลืมฉีดยาเมื่อไหร่ ฉันว่าคุณตายแน่”
       ฤทธิ์อึ้งไป
      
       ค่ำนั้น ฤทธิ์ยืนเหม่ออยู่ที่ดาดฟ้าบริษัทบลูฟินิกซ์ หัวใจนั้นจมอยู่กับความโศกเศร้าแต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
       “โทมัส”
       ฤทธิ์หันไปเห็นณัฐชายืนยิ้มจางๆอยู่ แค่นั้นความทุกข์ในใจของเขาก็ถูกลบไป
       “คุณไม่โทรบอกผมก่อนว่าจะมา”
       “ทำไมต้องโทรด้วยล่ะ แอบซ่อนกิ๊กไว้หรือไง”
       ฤทธิ์ขำ
       “ว่าไปโน่น”
       “วันนี้ฉันเลื่อนตำแหน่ง ก็เลยอยากมาฉลองกับคุณ”
       ณัฐชาอวดขวดแชมเปญที่ซื้อมา ฤทธิ์ยิ้มให้เธอแทนคำตอบ
      
       ขวดเปล่าของแชมเปญยังแช่อยู่ในถังน้ำแข็ง ขณะที่ฤทธิ์กอดประคองณัฐชาอยู่บนเตียง และมองวิวของเมืองหลวงยามราตรีอย่างมีความสุข
       “คุณว่าฉันลาออกจากตำรวจดีมั้ย”
       “พูดเป็นเล่น”
       “ฉันพูดจริงๆนะ จะให้เสี่ยงตายจนเกษียณมันคงไม่ไหวหรอก แล้วฉันเองก็…ก็…”
       ฤทธิ์เห็นณัฐชาไม่กล้าพูด
       “ก็อะไร”
       “ก็อยากมีครอบครัวเหมือนผู้หญิงคนอื่นบ้างสิ แบบว่าแต่งงานมีลูกแล้วก็มีบ้านเล็กๆสักหลัง”
       “ฮืม ก็เข้าทีนะ แล้วคุณคิดรึยังว่าจะแต่งกับใคร”
       ณัฐชาหันมาถลึงตาดุใส่ก่อนจะลุกขึ้นมาหยิกมาทุบฤทธิ์
       “ถามแบบนี้อยากตายเหรอนายโทมัส หา นี่แน่ะ...นี่แน่ะ”
       “โอ้ยเดี๋ยวๆ กลัวแล้ว ผมยอมแล้วครับตำรวจ”
       “เดี๋ยววิสามัญด้วยเล็บซะเลยนี่”
       “โธ่ อย่าวิสามัญผมเลยครับ ผมยอมมอบตัวแล้ว เอาผมไปขังเถอะครับคุณตำรวจ”
       “ไม่เอาหรอก เศรษฐีไฮโซอย่างนาย ฉันไม่รู้จะเอาไปขังที่ไหน”


  


       ฤทธิ์พูดใกล้ๆหู
       “ก็ที่หัวใจคุณตำรวจไงครับ”
       “อือหือ ขนลุกเกรียว”
       “ซึ้งใช่ป่ะ”
       “จะอ้วก พูดออกมาได้ ไม่คุยด้วยแล้ว นอนดีกว่า”
       ณัฐชาดึงผ้าห่มมาคลุมแล้วทิ้งตัวลงนอน ฤทธิ์สะกิด
       “นี่เดี๋ยวสิณัฐชา ตกลงเรื่องแต่งงาน คุณพูดจริงรึเปล่า”
       ณัฐชาหันมา และคิดหนัก
       “ก็ลังเลอยู่เหมือนกัน ผู้หญิงที่เคยแต่ไล่จับคนร้ายแบบฉัน คุณคิดว่าจะเป็นแม่บ้านไหวเหรอ”
       ฤทธิ์ยักไหล่ไม่รู้เหมือนกัน ณัฐชาคิดต่อไป
       “แล้วที่สำคัญ…คุณเป็นนักสู้มหากาฬ คุณเป็นอมตะ ถึงอยู่ไปอีกสามสิบปีก็คงไม่แก่หรอกมั้ง แต่ฉันสิ ถึงตอนนั้นฉันคง…”
       ฤทธิ์เห็นณัฐชาไม่สบายใจก็ประคองหน้าเธอ ให้หันมาก่อนจะจุมพิตที่หน้าผากอย่างนุ่มนวล
       “ไม่ว่าอีกนานแค่ไหน ผมก็จะรักคุณเหมือนวันนี้ นี่ต่างหากที่เป็นอมตะสำหรับเรา”
       ณัฐชามองฤทธิ์อย่างตื้นตัน และกอดเขาไว้อย่างมีความสุข
      
        ณัฐชานอนหลับไปแล้วขณะที่ฤทธิ์ยังคงครุ่นคิดอะไรอยู่ เขาตัดสินใจย่องไปจากเตียงแล้วทิ้งเธอเอาไว้ตามลำพัง
      
       ทางเดินซึ่งมีเพียงแสงสลัว ฤทธิ์เดินอยู่ตามลำพังคล้ายดังเจ้าชายที่เดินท่องอยู่ในปราสาทร้าง เขากำลังไปหาคนๆหนึ่งที่น่าจะช่วยให้คำตอบกับเขาได้
       ฤทธิ์เดินเข้ามาในห้องสมุดแล้วหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาอย่างเงียบเชียบ ภาพจำลองเสมือนจริงของมาดามหลิวปรากฏขึ้น
       “ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง โทมัส”
       “เช่นกันครับมาดาม”
       “ไม่ต้องเรียกแบบนั้นก็ได้ อย่าลืมสิว่าฉันเป็นแค่โปรแกรมจำลองความคิดของมาดามหลิว”
       โปรแกรมความคิดของมาดามหลิวกวาดฝ่ามือไปเบื้องหน้า ที่มีภาพเมืองต่างๆทั่วทุกมุมโลก
       “ในช่วงที่ฉันจำศีล ฉันพยายามค้นหาข้อมูลของพรายพิฆาตจากเน็ตเวิร์กตลอดเวลา ก็เลยรู้มาว่าสมาชิกที่เหลือของมันพยายามหาวิธีจัดการกับไวรัสอยู่เหมือนกัน”
       “มีแนวโน้มว่าจะสำเร็จรึเปล่า”
       โปรแกรมมาดามหลิววาดฝ่ามืออีกครั้ง ภาพข่าวไฟไหม้จากการระเบิดที่ต่างประเทศปรากฏขึ้น มีศพคนนอนไหม้เกรียม
       “มีความผิดพลาดเกิดขึ้นในห้องทดลอง ฉันรู้มาแค่นี้”
       “แสดงว่าพวกมันล้มเหลวพอๆกับผม สุดท้ายก็ตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย”
       “เธอมีแผนรึยังว่าจะทำยังไงต่อไป”
       “ผมอยากจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย เผื่อว่าเกิดอะไรที่ไม่คาดคิดขึ้นมา…จะได้ตายตาหลับ”
      
       ยามเดินตรวจตรามาถึงบริเวณล็อบบี้โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีนักรบพรายพิฆาตสามคน ได้ปรากฏตัวขึ้น โดยใช้พลังพิเศษในการล่องหนและแฝงตัวไปกับผนังเหมือนนินจา พวกมันรอจนยามเดินผ่านไปแล้วจึงปรากฏตัวขึ้นและบุกไปที่ห้องแล็ป
      
       ยามคนนึงกำลังยืนรักษาการณ์อยู่แต่แล้วมันก็ถูกฆ่าด้วยมีดดาบที่มองไม่เห็นเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วผนัง เมื่อร่างของยามนั้นล้มลงสิ้นใจ นักรบพรายพิฆาตทั้งสามจึงได้ปรากฏตัวขึ้นและมุ่งหน้าเข้าไปในห้องแล็ป...นักรบพรายพิฆาตทั้งสามต่างแยกย้ายกันมองหาที่เก็บน้ำตามัจจุราชจนเจอ
       “น้ำตามัจจุราช”
       นักรบพรายพิฆาตรีบตรงไปคว้ามันแต่พอหยิบออกมา ปุ่มสัญญาณเตือนภัยที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ก็กระเด้งขึ้นทำให้สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นทันที
       “เราติดกับแล้วรีบหนีเร็ว”
      
       ณัฐชาสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัย แต่เมื่อมองไปข้างๆ กลับไม่เห็นฤทธิ์
       “โทมัส เกิดอะไรขึ้น คุณอยู่ที่ไหน โทมัส”
       ไม่มีเสียงตอบ ณัฐชาได้สติก็รีบคว้าปืนออกไปจากห้องทันที


  


       ฤทธิ์ก็ผุดยืนขึ้นเพราะเสียงสัญญาณเตือนภัยเช่นกัน มาดามหลิวหลับตานิดหนึ่ง เช็กข้อมลูกจากคอมพิวเตอร์บริษัท
       “มีผู้บุกรุกสามคน พวกมันมีพลังพิเศษ”
       ฤทธิ์โกรธ
       “พรายพิฆาต”
      
       นักรบพรายพิฆาตทั้งสามออกมาจากห้องแลปแล้วจะหนีกลับไปทางเก่า แต่กลับเจอลิซ่ากับอัศวินและทีมยาม พร้อมอาวุธปืนครบมือยืนดักรออยู่ ลิซ่าออกคำสั่ง
       “พวกแกหนีไม่พ้นหรอก วางอาวุธได้แล้ว”
       นักรบพรายพิฆาตต่างตั้งท่าโชว์อาวุธในมืออย่างพร้อมสู้
       “ไม่มีทาง น้ำตามัจจุราชต้องเป็นของเรา”
       ลิซ่ายิ้มเย้ย
       “มันเป็นของปลอม ถ้าแกอยากได้ก็เชิญ”
       นักรบพรายพิฆาตมองหน้ากัน นักรบพรายพิฆาตคนหนึ่งมองน้ำตามัจจุราชในมือและปาทิ้งไปกับพื้น กลิ่นเฮลบลูบอยหอมชื่นใจ
       “แกหลอกพวกเรา”
       “ฆ่าพวกมันให้หมด”
       สามนักรบพรายพิฆาตเงื้อมีดดาบตรงเข้าหาพวกยามลุย
       “ทุกคน ยิง”
       อัศวินและทีมยามเปิดฉากยิงใส่นักรบพรายพิฆาตแต่สามนักรบกลับล่องหนไปต่อหน้า ก่อนจะโผล่มาฆ่าพวกยามทีละคน นักรบบางคนถูกยิงแต่กลับไม่ตาย มันรีบหายตัวไปทันที นักรบคนหนึ่งกระโจนโผล่มาจะเล่นงานลิซ่า แต่อัศวินรีบขวางไว้ก่อน
       “คุณลิซ่า ระวัง”
       อัศวินรีบยิงปืนใส่นักรบรายนั้นจนมันเซไป แต่กระสุนของเขาก็ไม่อาจหยุดมันได้ ณัฐชาเพิ่งมาเห็นเหตุการณ์เข้าก็ตกใจ เธอรีบช่วยยิงคนร้ายทันที
       “พรายพิฆาต”
       ศพยามคนหนึ่งล้มตายไปกับพื้น ขณะที่ฤทธิ์เพิ่งวิ่งมาถึงที่เกิดเหตุ และเห็นนักรบพรายคนหนึ่งจะเล่นงานณัฐชา
       “ณัฐชาหลบ”
       ณัฐชารีบหลบไป ขณะที่ฤทธิ์หยิบปืนของยามที่ตายขึ้นมากระหน่ำยิงใส่พวกนักรบพรายพิฆาต
       “คุณโทมัส”
       พวกนักรบพรายพิฆาตพอถูกฤทธิ์ยิงใส่ก็รีบหายตัวไปคนละทาง ฤทธิ์เพ่งมองพวกมันด้วยพลังพิเศษ แววตาของเขากลายเป็นสีเขียว สายตาฤทธิ์เห็นร่างของนักรบพรายพิฆาตทั้งสาม ดูโปร่งแสงเหมือนวิญญาณพวกมันเคลื่อนตัวแบบสลับฟันปลาอาศัยที่กำบังตำแหน่งต่างเพื่อเข้ามาเล่นงานเขา ฤทธิ์ใช้ปืนยิงนักรบคนแรกจนกระสุนหมด เมื่อมันตายลงเขาก็รีบฉวยดาบของมันมารับมือกับนักรบอีกสองคนอย่างรวดเร็ว การต่อสู้เป็นไปท่ามกลางความตื่นตะลึงของลิซ่า อัศวิน และยามที่เหลืออยู่
       “คุณโทมัสทำแบบนี้ได้ยังไง หรือที่เขาลือว่า…”
       ลิซ่ามองดุๆ
       “ถ้าคิดจะทำงานที่นี่ต่อไป นายคงรู้นะว่าอะไรควรพูดและอะไรไม่ควรพูด”
       อัศวินเงียบไป ฤทธิ์ใช้ดาบฆ่านักรบพรายพิฆาตอีกสองคนลงในที่สุดก่อนที่เขาจะหันมามองอัศวินและลิซ่า
      
       อัศวินยืนอยู่ต่อหน้าฤทธิ์ที่มองเขาอย่างชื่นชม
       “ต้องขอบใจนายมากนะอัศวิน ที่ช่วยณัฐชากับคนอื่นๆเอาไว้นายกล้าหาญมาก”
       “มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับคุณโทมัส ว่าแต่…ที่นี่มีน้ำตามัจจุราชจริงๆเหรอครับ”
       “นายสงสัยอะไร”
       “ผมเคยได้ยินข่าวลือว่า น้ำตามัจจุราชแทบทั้งหมดถูกทำลาย ไปอย่างลึกลับ...โดยนักสู้มหากาฬ”
       ฤทธิ์ยิ้มดูเชิง
       “แล้วนายคิดว่ายังไง”
       “ในฐานะหัวหน้าองครักษ์ ผมควรจะรู้ว่าน้ำตามัจจุราชถูกเก็บไว้ที่ไหน เพื่อจะได้ระวังอย่างเต็มที่”
       “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง มีแต่ฉันคนเดียวเท่านั้นที่รู้ที่ซ่อนของมันแบบนี้คงปลอดภัยกว่า”
       อัศวินพยักหน้าอย่างเข้าใจ ฤทธิ์ยืนขึ้นแล้วจับมือกับอิศวิน
       “เอาล่ะยินดีด้วยนะอัศวิน นายผ่านโปรแล้ว ต่อไปนี้นายคือหัวหน้าองครักษ์ของฉัน”
       “ขอบคุณครับเจ้านาย”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น ลิซ่าโผล่หน้าเข้ามา
      
       “คุณโทมัส ผู้กองณัฐชาจะกลับแล้วค่ะ”

       พนักงานยามคนหนึ่ง ทำหน้าที่กดลิฟต์และพาณัฐชาลงไปส่งข้างล่าง ฤทธิ์รีบตามมา
       “ณัฐชา”
       ณัฐชาหันมา ฤทธิ์โบกมือหรือบุ้ยหน้าให้ยามไปที่อื่น
       “งานยุ่งเหรอ ผมนึกว่าวันนี้คุณจะอยู่กับผมซะอีก”
       “คุณมีหลายเรื่องต้องจัดการ ฉันไม่รบกวนดีกว่า”
       ฤทธิ์ได้แต่จำใจพยักหน้า เขามีหลายเรื่องต้องทำจริงๆ ณัฐชามองฤทธิ์และลูบท้ายทอยเขาอย่างหวั่นใจ
       “บางครั้งฉันก็เหนื่อยเหลือเกินโทมัส ฉันอยากมีชีวิตเหมือนคนปกติ อยากมีครอบครัวที่น่ารักเหมือนคนอื่น”
       “ผมจะหาทางหยุดเรื่องนี้ เชื่อผมสิณัฐชา”
       “ฉันรักคุณนะโทมัส แต่บางเรื่องมันก็เป็นไปไม่ได้พรายพิฆาต…มันจะตามล่าคุณไปชั่วชีวิต”
       ฤทธิ์อึ้ง ณัฐชายิ้มให้เศร้าก่อนลงลิฟต์จากไป ฤทธิ์รู้สึกปวดร้าว
      
       ฤทธิ์กลับมาที่ห้องสมุดอีกครั้ง ในเวลานั้นอัศวินกับลิซ่าไม่อยู่แล้ว ฤทธิ์นั่งลงคิดถึงหนทางที่จะหาความสงบสุขให้กับตนเอง เขากำลังจะตาย แถมยังโดนพรายพิฆาตจ้องจะเล่นงาน แล้วจะมีอนาคต…มีครอบครัวได้ยังไง ฤทธิ์พยายามเลิกคิดเรื่องเศร้าทำใจนิดนึง
       “มาดาม”
       โปรแกรมจำลองความคิดของมาดามหลิวปรากฏขึ้น
       “โทมัส”
       “ตรวจสอบพินัยกรรมของมาดามหลิวให้ที ผมอยากรู้ว่ามีคำสั่งเสียข้อไหนบ้าง ที่ผมยังไม่จัดการ”
       “ทำไมถึงคิดเรื่องนี้ขึ้นมา”
       “เพราะว่าผม…ต้องทำพินัยกรรมแล้วเหมือนกัน”
       โปรแกรมจำลองความคิดของมาดามหลิวนิ่งงันไป
      
       ณัฐชามาทำงาน ขณะที่จ่าสมพรยืนคุยอยู่กับพลตำรวจคนหนึ่ง พลตำรวจชี้ให้จ่าสมพรมองมาที่เธอ จ่าสมพรนายตำรวจสูงวัย แต่งตัวสไตล์ภูธร แต่ยังมีเค้าแววความหล่อเข้มและดุดันแฝงอยู่ เดินเข้ามารายงานตัวกับณัฐชาด้วยน้ำเสียงเข้มแข็ง
       “กระผมจ่าสมพร ขอรายงานตัวครับ”
       ณัฐชาอึ้งไปนิดๆกับวัยของจ่า
       “ลุง...เอ๊ยจ่า มีธุระอะไรกับฉันเหรอ”
       “ท่านผู้กำกับมีคำสั่งให้ผม มาช่วยงานผู้กองครับ”
       “หา ลุง...เอ้ยจ่าเนี่ยนะ จะช่วยฉันจับพรายพิฆาต”
       “ครับผม” จ่าสมพรยิ้มรับอย่างมั่นใจ
      
       ณัฐชาเข้ามาหาเมธาในห้องทำงาน เมธาพยายามอธิบาย
       “เอาน่าผู้กอง คนของเรายิ่งมีน้อยๆอยู่ คนเนี้ยมือดีที่สุดเลยนะ เคยจับโจรมาเกือบครึ่งร้อย”
       “ค่ะ...คิดว่าอายุก็คงประมาณนั้น”
       “แค่ห้าสิบสอง ยังไม่แก่หรอก”
       ณัฐชาตกใจ
       “ห้าสิบสองเหรอคะ”
       “แต่จ่าสมพร เขาเป็นคนตงฉินน่ะคุณ เอาเป็นว่าคุณเชื่อใจเขาได้ละกัน”
       ณัฐชาค่อนข้างหนักใจ
      
       ท่ามกลางตำรวจที่เดินสัญจรไปมา จ่าสมพรนั่งรออยู่ที่ม้านั่งตามลำพังก่อนจะหยิบล็อคเก็ตที่ห้อยคอออกมาเปิดดูรูปถ่ายข้างใน มันเป็นรูปจ่าสมพรที่ถ่ายกับเมียและลูกสาวที่เพิ่งรับปริญญา จ่าสมพรปิดฝาล็อคเก็ต แล้วมองไปด้วยความแค้น
      
       “ไอ้พรายพิฆาต เราได้เจอกันแน่”


  


       ค่ำนั้น โปรแกรมจำลองความคิดมาดามหลิวกำลังเอื้อมมือไปด้านข้าง แล้วลูบลงจนปรากฏเป็นภาพจำลองของธิชา ฤทธิ์ ลิซ่า และอัศวินมองดูอย่างสนใจ
       “ผู้หญิงคนนี้ชื่อว่าธิชา เธอคือน้องสาวของชาญ เคยก่อคดีทะเลาะวิวาทและมีปัญหาเรื่องยาเสพติด ทำให้ชาญตัดขาดกับเธอเมื่อหลายปีก่อน”
       ฤทธิ์เดินไปดูภาพของธิชาใกล้ๆ โปรแกรมจำลองมาดามหลิวอธิบายต่อ
       “ตอนที่ชาญเสียชีวิต มาดามหลิวเคยพยายามติดต่อกับเธอ แต่ว่าไม่สำเร็จ”
       “ตกลงเธอรู้รึยังว่าพี่ชายเสียชีวิต” ลิซ่าถาม
       “มาดามหลิวไม่ได้บอกเรื่องนี้กับคนอื่น บางทีเธออาจไม่รู้”
       ฤทธิ์ถอนใจ
       “ชาญตายมาเกือบสองเดือนแล้ว ที่ผ่านมาผมเองก็มัววุ่นกับเรื่องพรายพิฆาต จนลืมคิดถึงเรื่องนี้”
       “ในพินัยกรรมของมาดามหลิว ระบุว่าต้องการให้ทางบลูฟินิกซ์เป็นผู้อุปการะเธอ”
       “ถ้างั้นผมจะตามหาเธอเองครับ” อัศวินอาสา
       “ไม่ ผมไปเองดีกว่า ผมตั้งใจอยู่แล้วว่าจะเอาอัฐิของชาญกลับบ้าน” ฤทธิ์ขัดขึ้น
       “แต่มันอันตรายมากนะ” ลิซ่าแย้ง
       “ชาญคือเพื่อนรักของผม ดังนั้นธิชาก็คือน้องสาวของผม”
       คำพูดของฤทธิ์ ทำให้อัศวินมองหน้าเขา…เงียบงัน…จะว่าประทับใจหรือยังไงก็ยากจะคาดเดา
      
       ฤทธิ์ขับมอเตอร์ไซด์มีสัมภาระผูกท้ายเอาไว้ออกเดินทางผ่านสถานที่ต่างๆในถนนต่างจังหวัดไปจากเช้าจรดเย็น จนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า...ฤทธิ์ก่อกองไฟแล้วกางเต๊นท์ค้างแรมกลางป่า เขาจิบกาแฟที่ต้มไว้พลางจับจ้องที่กองไฟอย่างใช้ความคิด สักครู่ก็หันไปที่เป้สัมภาระและหยิบเอาโกศใส่อัฐิของชาญออกมาดู ฤทธิ์เอาโกศวางลงบนก้อนหินข้างๆ เขามองแล้วยิ้มเศร้าๆ
       “เห็นนายชอบบ่นเสมอ ว่าอยากหยุดงานแล้วไปเที่ยวที่ไหนไกลๆแต่มาดามหลิวไม่ยอมให้นายทำแบบนั้น...ตอนนี้นายทำสำเร็จแล้ว ยินดีด้วยนะ”
       ฤทธิ์ชูแก้วกาแฟให้โกศของชาญ
      
       วันต่อมา...หมู่บ้านค่อนข้างเจริญแต่ผู้คนบางตาจนแทบจะเหมือนหมู่บ้านร้าง ได้ยินนกกาแผดร้องยิ่งทำให้บรรยากาศดูวังเวงมากขึ้น ฤทธิ์ขับมอเตอร์ไซด์มาจอดที่ปั้มน้ำมันก่อนจะลงจากรถและกวาดมองไปไม่เห็นมีเด็กปั๊มสักคน ฤทธิ์เดินมาที่หลังปั๊มน้ำมัน เห็นบริเวณอู่รถมีรถเก่าๆพังๆจอดอยู่กลายเป็นที่เพาะวัชพืชและรังของสัตว์เลื้อยคลาน ขณะเดียวกันนั้นเสียลุงแสงเจ้าของปั๊มดังขึ้น
       “คุณ”
       ฤทธิ์หันมาเห็นลุงเจ้าของปั๊มเป็นคนแก่หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว
       “ให้ช่วยอะไรรึเปล่า”
       “ผมจะเติมน้ำมันครับ”
       ลุงแสงมองฤทธิ์อย่างสำรวจนิดๆ ก่อนจะหันหลังเดินไปที่ปั๊ม...ลุงแสงกำลังเติมน้ำมัน ฤทธิ์เดินมาถาม
       “ลุงเป็นเจ้าของปั๊มเหรอ”
       “แต่ก่อนเป็นแค่ลูกจ้าง แต่พอเจ้าของเขาตาย ลูกๆเขาก็ขายกิจการให้”
       “แล้วตอนนี้ลูกเขาอยู่ที่ไหน”
       “คนโตที่ชื่อชาญดูเหมือนจะไปทำงานเป็นยามอยู่ที่กรุงเทพ ส่วนคนเล็กที่ชื่อธิชา...ไม่รู้สิ ไม่เห็นนานแล้ว”
       “ไม่ได้อยู่แถวนี้เหรอลุง”
       “หนูธิชาขายปั๊มนี่ให้ลุง แล้วแกก็ไปทำงานที่บาร์ผีเสื้อแถวโรงงานอยู่พักนึง หลังจากนั้นลุงก็ไม่ได้ข่าวอีกเลย”
       ลุงแสงมัวเหม่อจนทำน้ำมันหก...
       “อุ้ยโทษทีนะ ลุงทำรถคุณเปื้อนหมด”
       ลุงแสงล้วงผ้าขี้ริ้วที่เหน็บกระเป๋าหลังไว้ออกมาเช็ดให้ ทุกซอกทุกมุมที่น้ำมันไหลเปื้อนจนเจอปืนโผล่มาจากกระเป๋าสัมภาระ ลุงแสงชะงัก
       “คุณเป็นตำรวจเหรอ”
       ฤทธิ์ส่ายหน้ายิ้มๆ ลุงแสงมองฤทธิ์อย่างระแวงและไม่พูดอะไรอีก...ฤทธิ์ขับรถมอเตอร์ไซด์ออกไปจากปั๊ม ลุงแสงมองตามอย่างแคลงใจ


  


       อู่หลังปั๊มน้ำมันบริเวณซากรถ...บนรถนั้นจะมีรูปถ่ายเหน็บไว้ที่กระจกหน้า เป็นรูปถ่ายของชาญที่ถ่ายกับธิชาและจอย สมัยที่ทั้งสามยังรักใคร่กันดี
      
       ณัฐชาเดินอยู่ที่ทางเดินกองปราบ จ่าสมพรถือแฟ้มกระดาษบางๆตามมา
       “ผู้กองครับ” จ่าสมพรส่งแฟ้มให้ “ได้ประวัติของคนร้ายที่บุกปล้นบลูฟินิกซ์ฟาร์ม่ามาแล้วครับ
       เช็กประวัติจากลายนิ้วมือแล้ว พวกมันเคยเป็นสาวกของพรายพิฆาต”
        ณัฐชารับแฟ้มมาดู
       “แล้วศพล่ะ ชัณสูตรรึยัง”
       “ครับ แต่มีคำสั่งให้เผาทิ้งทันที เพราะผู้กำกับเมธากลัวว่าพวกมันจะกลายเป็นผีดิบ”
       “ก็ดีสิ จะได้สอบปากคำซะเลย” ณัฐชาดูแฟ้มอีกนิดหนึ่งแล้วส่งคืน “สรุปว่าตอนนี้เราไม่มีเบาะแสอย่างอื่นแล้วเหรอจ่า”
       “ก็พอมีครับ แต่ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์แค่ไหน”
       “ณัฐชาสนใจ”
      
       จ่าสมพรเปิดคอมพิวเตอร์ให้ณัฐชาดูไฟล์ภาพจากกล้องวงจรปิด บริเวณลานจอดรถของบลูฟินิกซ์ ในส่วนขนส่งสินค้า เห็นรถตู้คันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบบริเวณขนถ่ายสินค้า ก่อนที่สามคนร้ายจะกรูลงมาจากรถแล้วเข้าไปในอาคารอย่างรวดเร็ว จ่าสมพรกดปุ่มหยุดภาพค้างไว้แค่นั้น
       “พวกมันไม่ได้เดินเข้ามา แต่มีรถมาส่ง”
       “แสดงว่าต้องมีพวกมันลอยนวลอีกคนนึง”
       “ซึ่งคนๆนั้นอาจมีเส้นสายอยู่ในบลูฟินิกซ์ ถึงรู้วิธีผ่านเข้าออก”
       ณัฐชาคิดๆ
       “ถ้าเจอรถเมื่อไหร่ ต้องเจอตัวมันแน่...ขอแรงฝ่ายจราจรเค้าหน่อยนะจ่า แกะรอยจาก cctv ดูซิว่ารถคันนี้มันไปที่ไหนมาบ้าง”
       จ่าสมพรพยักหน้า ณัฐชามองไปที่รถของคนร้าย…ภาพเบลอเกินกว่าจะดูออกว่าคนขับรถเป็นใคร
      
       ค่ำนั้น...หน้าบาร์ผีเสื้อเหมือนเป็นแหล่งพบปะของเหล่าอันธพาล มีนักเลงและหญิงสาวเวียนเข้าออกหนาตา ฤทธิ์ขับมอเตอร์ไซด์มาจอดที่นั่นแล้วกวาดตามองสำรวจลาดเลา ก่อนจะเดินเข้าไป พวกนักเลงที่จับกลุ่มพูดคุยกันอยู่มองตามเข้าไปอย่างสนใจที่เห็นคนแปลกถิ่น และหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือดอน นักเลงขาใหญ่ของละแวกนั้น
      
       ฤทธิ์เดินเข้ามาในบาร์ผีเสื้อ ภายในบาร์มีโต๊ะสนุ๊ก และบาร์เครื่องดื่ม จอย สาวบาร์หุ้นส่วนและพนักงานเสิร์ฟในบาร์กำลังจัดเครื่องดื่มให้ลูกค้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นฤทธิ์โผล่มา
       “ว่าไงคะรูปหล่อ รับอะไรดีคะ”
       “ผมมาหาธิชา”
       จอยชะงัก
       “ธิชาลาออกไปตั้งนานแล้ว คุณมีธุระอะไร”
       “ผมเป็นเพื่อนกับเขา เขาบอกให้ผมมาหาเขาที่นี่”
       “อย่าฝอยน่า เป็นเพื่อนกันก็ต้องมีเบอร์โทรสิ ทำไมต้องมาแถวนี้ด้วย”
       ฤทธิ์ทำใจดีสู้เสือ
       “ก็เคยเจอกันแค่ครั้งเดียว น้องเขาเคยให้เบอร์ไว้เหมือนกันแต่ผมทำหาย” ฤทธิ์ล้วงธนบัตรมาวางสองสามใบ “ถ้าเจอตัวล่ะก็ ผมจะจ่ายเพิ่มให้อีกสองเท่า”
       “ก็อยากช่วยนะ แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง คุณไปนั่งดื่มอะไรก่อนสิ เดี๋ยวฉันจะลองถามคนอื่นดู”
       ฤทธิ์พยักหน้าก่อนจะสังเกตว่านักเลงที่ยืนเอกเขนกพิงเคาน์เตอร์บาร์อยู่ข้างๆเขา กำลังจ้องตาเขม็ง ฤทธิ์ยิ้มให้หมอนั่นนิดหนึ่งก่อนจะปลีกตัวไปนั่งรอที่โต๊ะ จอยมองตามเขาไปอย่างกังวล
      
       ฤทธิ์นั่งรอที่โต๊ะ เห็นนักเลงที่มองเขาตอนแรกเดินไปหาพวกที่โต๊ะสนุ๊ก และบอกข่าวบางอย่างแก่กัน ทำให้พวกที่โต๊ะสนุ๊กพากันมองมาที่เขา และมีคนหนึ่งปลีกตัวออกไปตามคนข้างนอก ระหว่างนั้นจอยก็เอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ เธอวางกระดาษรองแก้วไว้บนโต๊ะแล้วแอบเคาะเบาๆ ฤทธิ์สังเกตว่าบนกระดาษนั้นเขียนข้อความว่า รีบออกไป ฤทธิ์เงยหน้ามองจอยเห็นเธอรีบเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ แต่ทุกอย่างสายเกินไปแล้วเมื่อ ดอนขาใหญ่ในละแวกนั้นเดินนำสมุนมาหาฤทธิ์ที่โต๊ะ พวกที่โต๊ะสนุ๊กก็ทิ้งเกมส์เดินมาสมทบด้วย ทำให้โต๊ะของฤทธิ์ในเวลานั้นมีนักเลงล้อมอยู่เต็มไปหมด ดอนหย่อนตัวลงนั่ง
       “หาธิชาเหรอ”
       “โทษที ผมไม่รู้ว่าน้องเขามีเจ้าของ”
       ดอนยิ้ม
       “โอ้ยเปล่า ผมกับธิชาแค่เป็นเพื่อนกันเฉยๆ สงสัยคุณต่างหากที่เป็นแฟนของธิชา”
       ฤทธิ์ยิ้ม รอดูเชิงอีกฝ่าย
       “ถ้าอยากรู้เรื่องธิชาล่ะก็ ไปเจอผมที่หลังบาร์ ผมมีเรื่องจะบอก”
      
       ฤทธิ์มองหน้าดอนและรู้ว่าตนเองเจอของแข็งเข้าแล้ว


  


       ก่อนหน้านี้ ก่อนที่ฤทธิ์จะออกเดินทาง เขากำลังจัดสัมภาระอยู่ในห้องนอน ลิซ่ายื่นปืนให้
       “ฉันไม่ชอบใช้ปืน เธอก็รู้นี่”
       “แต่ว่าตอนนี้คุณจำเป็นต้องมีเขี้ยวเล็บติดตัวเอาไว้ อย่าลืมสิว่าคุณไม่ได้เป็นอมตะร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนเมื่อก่อน”
       ฤทธิ์คิดสักพัก ก่อนจะรับมาตรวจตรา
       “ถ้าไม่จำเป็น...ผมไม่ใช้มันแน่”
       “อันนั้นแล้วแต่คุณ แต่อันนี้คุณห้ามปฏิเสธเด็ดขาด”
       ลิซ่าส่งกล่องใบหนึ่งให้ฤทธิ์ภายในบรรจุเข็มฉีดยาประมาณ 5-6 เข็ม
       “ยาต้านไวรัส คุณต้องฉีดให้ตัวเองทุก 12 ชั่วโมง ก่อนที่อาการป่วยของคุณจะกำเริบ”
      
       ดอนลุกขึ้นหลีกทางและผายมือเชิญฤทธิ์ออกไปที่ประตูด้านหลัง แต่พอฤทธิ์เดินจะผ่านไปมันก็เหลือบเห็นพวกกุญแจรถที่คล้องอยู่ตรงเอวจึงดึงออกไปอย่างรวดเร็ว ฤทธิ์หันขวับ ขณะที่ดอนแสยะยิ้มอย่างกวนประสาท ดอนชูพวงกุญแจ
       “ไม่ต้องใช้แล้วเพื่อน วางไว้ตรงนี้ก็ได้”
       ดอนวางพวงกุญแจของฤทธิ์ลงบนโต๊ะ จอยมองมันอย่างรู้ว่าดอนหมายถึงอะไร
      
       ดอนเดินนำฤทธิ์ออกมาที่หลังบาร์โดยมีสมุนตามมาจำนวนหนี่ง หลังบาร์เป็นพื้นที่รกร้างมีข้าวของวางเกะกะน่าขนลุก ที่ดูสยองกว่านั้นคือมีลูกน้องของดอนอีกจำนวนหนึ่งเดินลัดมาจากด้านหน้าเพื่อมาสมทบ ดอนหันมาบอกกับฤทธิ์
       “น้องธิชาเขาเอาเงินฉันไป แล้วรับปากว่าจะหาของมาให้แต่แล้วก็...หายแวบ”
       “แล้วไง”
        “นายต้องจ่ายแทนเด็กของนาย”
        “ฉันไม่ได้สนิทกับธิชาขนาดนั้น”
        “ไม่รู้ว่ะ แต่ยังไงก็ต้องจ่าย” ดอนหาเรื่องเต็มที่
       ฤทธิ์มองหน้า...ดอนพยักหน้าเข้าใจ
       “ถ้างั้นก็...ปาร์ตี้ว่ะ”
       สมุนของดอนกรูกันเข้ามาหาฤทธิ์ ที่ยังคงยืนเฉยอยู่ ฤทธิ์หันไปจัดการกับผู้บุกรุกหนึ่ง สอง สาม ดอนตะลึงไปเพราะภาพที่เห็น หนึ่งสองสามในสายตาเขามันเร็วมาก ฤทธิ์อัดสมุนดอนพับไปสามคนอย่างรวดเร็ว สมุนกระซิบดอน
       “ไอ้หมอนี่ไม่ธรรมดาแล้วลูกพี่”
       “เดี๋ยวก็รู้” ดอนตะโกน “รุมโว้ย”
       พวกนักเลงรุมเข้าหาฤทธิ์อีก ฤทธิ์ปักหลักชกต่อยกับคนเป็นขโยง
      
       พวงกุญแจของฤทธิ์ยังวางอยู่ที่เดิม จอยเดินมามองมันและรวบรวมความกล้าคว้ามันมาถือไว้เหมือนกำลังตัดสินใจจะทำอะไรบางอย่าง เธอมองไปทางหลังบาร์เพราะรู้ว่ากำลังมีเหตุร้ายเกิดขึ้นที่นั่น...ฤทธิ์สู้พลางหนีไปพลาง แต่ไม่ว่าจะไปทางไหนก็โดนพวกดอนดักล้อมเอาไว้ทุกด้าน ดอนแสยะยิ้ม
       “ฝีมือไม่เลวนี่หว่าไอ้น้องชาย อยากรู้เหมือนกันว่าเอ็งจะแน่สักแค่ไหน ดอนชักมีดออกมาแล้วบุกเข้าจู่โจมฤทธิ์อย่างแคล่วคล่อง ฤทธิ์ถูกมีดเฉี่ยวเข้าจนแผลเล็กๆที่คอ ทำให้พวกลูกน้องของดอนพากันเฮลั่น
       “เสร็จข้าล่ะไอ้ลูกหมา เอ็งอย่าอยู่เลย”
       ดอนควงมีดเข้าหา ฤทธิ์พลิกตัวหลบก่อนจะชักมีดพกของตัวเองออกมาจากซองที่ข้อเท้า ดอนไม่ทันระวังตัวเลยถูกฤทธิ์ปาดเข้าเป็นแผลที่หน้า
       “ไอ้เลว มึงกรีดหน้ากู”
       “ถ้าไม่ยอมเลิก พวกแกได้เจอหนักกว่านี้แน่”
       ดอนมองไปที่สมุนทุกคนแล้วพยักหน้า ทั้งหมดชักอาวุธออกมา บ้างก็คว้าไม้คว้าเหล็กแถวนั้นมาทุนแรง ดอนสั่งการ
       “ฆ่ามัน”
       พวกสมุนกรูกันเข้าเล่นงาน ฤทธิ์หลบหลีกอาวุธของคู่ต่อสู้และใช้มีดปาดที่ข้อมือหรือที่หลังมือของมันเพื่อปลดอาวุธ พวกนักเลงเหล่านั้นไม่มีใครเข้าใกล้ฤทธิ์ได้เลย แต่ขณะที่กำลังชุลมุนอยู่นั้นเสียงปืนก็ดังขึ้น ทุกคนมองไปเห็นใครบางคนสวมแจ็คเก็ตของฤทธิ์และหมวกกันน็อคกำลังนั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซด์
       “ขึ้นมา”
       ฤทธิ์รีบปาดมีดเปิดทางก่อนจะวิ่งไปซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์
       “จับมันเอาไว้”
       พวกสมุนพยายามขวางทางรถมอเตอร์ไซด์ แต่จอยก็ขับรถฉวัดเฉวียนจนพวกมันต้องเปิดทาง จอยยกล้อรถมอเตอร์ไซด์และขี่พาฤทธิ์หนีหายไป พวกดอนกับสมุนได้แต่มองตามอย่างแค้นใจ
       “โธ่เว้ย หนีไปจนได้”

       บ้านจอยเป็นบ้านไม้สไตล์โรงนา ตั้งอยู่ในที่เปลี่ยวห่างไกลผู้คน...จอยซึ่งยังสวมหมวกกันน็อคและแจ็กเก็ตของฤทธิ์ขับรถมาจอดที่มุมมืดข้างๆตัวบ้าน
       “ขอบคุณ”
       จอยถอดหมวกกันน็อค
       “คุณบ้ารึเปล่า เดินเข้าไปถามหาธิชาที่นั่น รู้มั้ยพวกมันตามล่าธิชาอยู่”
       ฤทธิ์ชะงักเมื่อเห็นเป็นจอย
       “คุณ”
       “ฉันเป็นเพื่อนของชาญ”
       ฤทธิ์มองจอยอย่างแปลกใจ
      
       จอยเปิดประตูแล้วนำฤทธิ์เข้ามาในห้องที่ค่อนข้างรก ตามประสาสาวโสดแถมเป็นสาวกลางคืนอีกต่างหาก เธอรินน้ำดื่ม
       “นั่งสิ เดี๋ยวฉันทำแผลให้”
       “ไม่เป็นไร แผลแค่นี้เดี๋ยวก็หาย”
       “พูดเป็นเล่น แผลขนาดนี้ ฉันว่านายต้องเย็บซะด้วยซ้ำ”
       เวลาผ่านไป...จอยเช็ดแผลใส่ยาให้ ในเวลานั้นเองที่ฤทธิ์มีโอกาสมองหน้าจอยและพบว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยเอาการ จอยมองแผลฤทธิ์
       “ฉันควรถามรึเปล่า ว่าทำไมเลือดของคุณถึงเป็นสีแบบนี้”
       ฤทธิ์หนักใจที่จะเล่า เฉไฉเปลี่ยนเรื่อง
       “ผมชื่อโทมัส แล้วคุณ...”
       “จอย...ฉันกับชาญเราโตมาด้วยกัน...ธิชาก็เหมือนน้องสาวของฉัน”
       “แล้วเธอหายไปไหน”
      
       จอยเล่าเรื่องราวในอดีต สมัยที่ธิชายังอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน จอยกับธิชาเพิ่งซื้อมือถือมาใหม่ทั้งคู่ต่างไล่ถ่ายคลิปวีดิโอกันและกันอย่างสนุกสนาน
       “ตั้งแต่ชาญไปทำงานกับมาดามหลิวที่กรุงเทพ ฉันก็กลายเป็นผู้ปกครองของธิชาไปโดยปริยาย ธิชาเคยเป็นเด็กดี จนกระทั่งเธอไปคบกับนายดอน”
       “ใคร...” ฤทธิ์ถามจอยอย่างสงสัย
       “นักเลงที่หาเรื่องคุณที่บาร์ เขาเป็นขาใหญ่แถวนี้ ยาเสพติดในละแวกนี้ เขาเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว...นายดอนบังคับให้ธิชาขายยาให้มัน แต่ธิชาไม่เต็มใจก็เลยเอาสินค้าของนายดอนไปทิ้งแล้วหนีไป”
       “เธอบอกคุณงั้นเหรอ”
       “ยาที่นายดอนขายไม่ใช่ยาบ้า ไม่ใช่เฮโรอีน แต่เป็นน้ำตาสวรรค์ที่เขาลือว่าเป็นของพรายพิฆาต ธิชาเลยไม่เอาด้วย...ฉันช่วยหาทางให้เธอหนีออกจากเมืองนี้ ตอนที่นายดอนตามล่าเธอ แต่แล้ว...เธอก็หายตัวไป”
       “ฝีมือนายดอนรึเปล่า”
       “ถ้าเขาฆ่าธิชา วันนี้เขาจะหาเรื่องคุณทำไม”
       ฤทธิ์คิดตามแล้วนึกสงสัยเช่นกัน
      
       จอยเปิดหน้าต่างห้องนอน แล้วปลีกตัวไปทำอย่างอื่น ฤทธิ์หิ้วกระเป๋าสัมภาระเดินมาดูอย่างสังเกต
       “บ้านคุณนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ ครอบครัวคุณคงรวยสิท่า”
       “เมื่อก่อนน่ะใช่ สมัยที่เมืองนี้ยังเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ตอนนี้ไม่เป็นอีกแล้ว ที่จริงบ้านฉันเคยเป็นเกสต์เฮาส์มาก่อนนะ พอตอนหลังไม่มีลูกค้า มันก็เลยเป็นแบบที่เห็น”
       ฤทธิ์กวาดตามองไปรอบๆห้องก่อนจะสะดุดตาเข้ากล้องโพราลอยด์ แบบเดียวกับที่ชาญเคยใช้
       “กล้องแบบนี้ ผมเคยเห็นมาก่อน”
       “ชาญเขาซื้อให้ฉัน”
       ฤทธิ์หันมามองหน้าจอย
       “ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้มาหาธิชา คุณไม่ได้เป็นแฟนธิชาแต่คุณเป็นเพื่อนของชาญ”
       “คุณรู้ได้ยังไง”
       “ครั้งสุดท้ายที่ชาญส่งข่าวมา เขาเคยพูดเรื่องของคุณ” จอยยิ้ม “ก็ไม่มากนักหรอก แต่เขาบอกว่าคุณเป็นคนพิเศษแล้วก็มีเพื่อนคนเดียวคือเขา”
       ฤทธิ์อดยิ้มไม่ได้
       “ฟังดูน่าสงสารนะ”
       จอยยิ้มรับ
       “จริงสิ แล้วตอนนี้ชาญเป็นยังไงบ้าง”


  


       ฤทธิ์นิ่งงันไป
       “เขาไม่ส่งข่าวมาหาฉันตั้งนานแล้ว โทรไปก็ไม่รับสาย เขาสบายดีรึเปล่า”
       จอยเห็นฤทธิ์นิ่งไปก็สงสัย
       “เกิดอะไรขึ้น”
       ฤทธิ์พูดไม่ออก เขาคิดว่าควรบอกจอยยังไงดี ก่อนตัดสินใจเดินไปที่กระเป๋าสัมภาระและหยิบโกศของชาญออกมาวาง
       “ผมเสียใจ”
       จอยมองโกศนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา เธอนิ่งงันไปครู่ใหญ่ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ ฤทธิ์มองตามเธอไปด้วยความเป็นห่วง
      
       จอยเดินลงบันไดมาอย่างหมดเรี่ยวแรง เธอทรุดตัวลงนั่งนิ่งก่อนที่น้ำตาจะเอ่อซึมแล้วร้องไห้ออกมา เสียงสะอื้นโหยหวนเจียนขาดใจ
       “ชาญ...ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้...ชาญ”
      
       ฤทธิ์นิ่งฟังเสียงร้องไห้ของจอยที่แว่วมาถึงข้างบนอย่างสลดใจ ก่อนจะเหลือบไปเห็นกล้องโพราลอยด์ที่วางอยู่จึงหยิบมาดู ทำให้ภาพถ่ายที่กล้องนั้นวางทับไว้ร่วงตกมาด้วย ฤทธิ์พลิกดูภาพถ่ายเหล่านั้นและพบว่าเป็นภาพที่จอยถ่ายคู่กับชาญอย่างสนิทสนม ทำให้ฤทธิ์พอเดาได้ว่าชาญกับจอยเคยมีความสัมพันธ์ที่พิเศษต่อกัน
      
       เช้าตรู่ของวันใหม่...โกดังร้างที่ บารอน เคยใช้เป็นที่ประชุม ณัฐชากับจ่าสมพรถือปืนย่องมา โดยอาศัยข้าวของที่วางเกะกะด้านนอกเป็นที่กำบัง
       “ใช่ที่นี่เหรอจ่า”
       “ฝ่ายจราจรให้ข้อมูลมาแบบนั้นครับ ภาพจากกล้อง cctv บอกว่ารถต้องสงสัยเลี้ยวผ่านมาแถวนี้ แล้วที่นี่ก็น่าสงสัยที่สุด”
       “ฉันจะเข้าไปดูข้างใน จ่าคุ้มกันให้ด้วยนะ”
       “ครับผม”
       ณัฐชาผุดลุกไปจากที่กำบัง จ่าสมพรตามไป...ประตูทางเข้าล็อกแม่กุญแจเอาไว้ ณัฐชารีบเก็บปืนและหยิบเศษลวดมาสะเดาะกุญแจ โดยมีจ่าสมพรคอยดูต้นทาง ระวังหลังให้
       จ่าสมพรกับณัฐชาช่วยกันเปิดประตูออกแล้วเดินเข้ามาในโกดังอย่างระแวดระวัง จ่าสมพรบอกเบาๆ
       “ผู้กอง”
       ณัฐชามองไปที่จ่าสมพรบุ้ยใบ้ให้ดูรถตู้ที่จอดหลบมุมอยู่ทางหนึ่ง เธอพยักหน้าให้เพื่อยืนยันว่ามาไม่ผิดที่แน่นอน เธอชักปืนออกมาอีกครั้งเพื่อเตรียมพร้อม จ่าสมพรย่องไปดูที่รถและมองผ่านกระจกไปนิดหนึ่งก่อนจะเปิดประตูดูภายใน แต่ไม่พบเบาะแสอะไร
       “แยกกันหาหลักฐาน”
       จ่าสมพรพยักหน้า บารอนที่แอบอยู่มองจ่าสมพรกับณัฐชาที่แยกกันไปคนละทาง...จ่าสมพรถือปืนย่องมาที่ห้องพักด้านหลังโกดังบรรยากาศค่อนข้างสกปรกน่ากลัว มีฟูกที่นอนสกปรกวางบนแท่นไม้กระดานเพื่อใช้เป็นการชั่วคราว สำหรับยามหรือพนักงานเฝ้าโกดัง ใกล้กันมีอ่างล้างมือและห้องน้ำ จ่าสมพรเอื้อมมือไปเปิดสวิทซ์ไฟ หลอดไฟรุ่นเก่าติดๆดับๆแถมมีเสียงหึ่งๆตลอดเวลา จ่าสมพรพยายามกวาดตามองหาหลักฐานไปรอบๆ แต่ทนรำคาญหลอดไฟไม่ไหว้เลยหันไปดู จังหวะนั้นเองที่หลอดไฟก็ระเบิดโพล๊ะเสียงดัง
       “ไอ้บ้าเอ๊ย ตกใจหมด”
       จ่าสมพรทำท่าจะถอยกลับออกไป แต่แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นลิปสติคใช้แล้วถูกวางอยู่ที่อ่างล้างมือ เขาหยิบลิปสติคนั้นมาดูอย่างสนใจ


  


       ณัฐชาเดินสำรวจโกดังอยู่ แต่แล้วเธอก็รู้สึกว่ามีใครบางคนวิ่งผ่านวูบๆไปด้านหลัง
       “จ่า…นั่นจ่ารึเปล่า”
       ไม่มีเสียงตอบ ณัฐชาขยับปืนอย่างระวัง เธอค่อยๆถอยห่างมุมมืดออกมาช้าๆ แต่แล้วบารอนก็ทิ้งตัวลงมาด้านหลังเธอ ณัฐชาหันไปเล็งปืนใส่มันก็ตะปบข้อมือเธอไว้อย่างรวดเร็วและใช้อีกมือตะปบคอหอยเธอผลักไปจนชิดผนัง เท้าของณัฐชาลอยจากพื้น
       “ยังไม่ใช่เวลานี้ผู้กองณัฐชา ยังไม่ถึงคิวตายของคุณ”
       “แก…แกเป็นใคร”
       “แกไม่จำเป็นต้องรู้ ฝากไปบอกนักสู้มหากาฬด้วยว่าอวสานของมันใกล้จะมาถึงแล้ว หนี้แค้นจะต้องถูกสะสาง”
       ณัฐชาพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ไม่สำเร็จ ระหว่างนั้นเธอก็เหลือบเห็นจ่าสมพรกำลังย่องมาดู พร้อมปืนในมือ
       “เฮ้ย”
       บารอนหันไปและถูกจ่าสมพรกระหน่ำยิงใส่จนเซ ครั้นพอจะยิงซ้ำบารอนก็สะบัดกลไกบางอย่างที่ข้อมือออกไปคล้ายๆมีดของนักสู้มหากาฬ ก่อนจะโหนตัวหนีไปบนหลังคาอย่างรวดเร็ว จ่าสมพรและณัฐชากระหน่ำยิงตามหลังแต่กลับไม่ถูกเป้าหมาย เมื่อควันปืนจางลงบารอนก็หายไปแล้ว
      
       ฤทธิ์ยังหลับอยู่เขาฝันไปว่าเดินออกมานอกบ้านและได้ยินเสียงชิงช้า เมื่อมองไปก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังนั่งก้มหน้าไกวชิงช้าเล่นอยู่ เขาเดินไปหา
       “ธิชา นั่นเธอรึเปล่า”
       เด็กสาวหยุดนิ่งแต่ไม่ยอมเงยหน้า ฤทธิ์ค่อยๆย่อตัวลงมอง ทันใดนั้นเด็กสาวคนนั้นก็เงยหน้าที่เน่าเฟะเหมือนซอมบี้ของเธอขึ้นแล้วแสยะเขี้ยวกัดใส่...ฤทธิ์สะดุ้งลืมตาโพลงขึ้นก่อนจะพบว่าตัวเองยังนอนอยู่บนเตียง เขาลุกขึ้นกวาดมองไปรอบๆ และเห็นโน๊ตลายมือของจอยแปะอยู่ที่ประตู
       "ออกไปหาข่าว อาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะ ทานได้เลยไม่ต้องรอ"
       ฤทธิ์คว้าปืนพกที่วางอยู่ติดตัวไป ตอนนี้เขาดูเหมือนจะต้องการเขี้ยวเล็บติดตัวแล้วจริงๆ
      
       ลุงแสงกวาดพื้นอยู่ จอยขับมอเตอร์ไซด์ของตัวเองมาจอดในตะกร้ารถมีข้าวของนิดหน่อย
       “อ้าวหนู มาแต่เช้าเลย”
       “เมื่อวานนี้มีผู้ชายมาหาลุงรึเปล่า”
       ลุงแสงพยักหน้า
       “เขาบอกว่าจะมาตามหาหนูธิชา แต่ไม่ได้บอกว่ามีเรื่องอะไร”
       จอยเสียงสั่นเครือ
       “ข่าวร้ายน่ะลุง เกี่ยวกับชาญ”
       ลุงแสงฟังแล้วก็ใจหายวาบ
      
       ณัฐชากับจ่าสมพรเพิ่งกลับมาถึงกองปราบ
       “ให้คนไปหาหลักฐานที่โกดังนั่นด่วนจี๋เลยนะจ่า เผื่อจะมีเบาะแสอย่างอื่นของพวกมัน”
       “ครับผู้กอง”
       จ่าสมพรปลีกตัวไปอีกทาง ณัฐชามองตามไปก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดเสียงตามปกติ ก่อนจะเห็นว่ามีสายโทรเข้าจากฤทธิ์หลายครั้งด้วยกัน
      
       ฤทธิ์เดินสำรวจบริเวณแถวบ้านจอยที่มีทิวทัศน์ประมาณท้องทุ่งเหมาะแก่การเดินเที่ยว เพียงแต่ปัจจุบันรกร้างผู้คนไปแล้ว ระหว่างนั้นฤทธิ์ก็ได้ยินเสียงอะไรซวบซาบอยู่ในพงหญ้าก็รีบหันไป
       “นั่นใครน่ะ ใครอยู่ตรงนั้น
      
       ฤทธิ์เห็นแถวนั้นมีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ก็ชักปืนออกมาและค่อยๆย่องไปดู ลุ้นระทึกอยู่นานก่อนจะโผล่ไปถึงเห็นว่าหลังต้นไม้นั้นว่างเปล่า มีเพียงแค่กิ้งก่าคลานหลบไปในพงหญ้า แต่ขณะที่กำลังโล่งอกอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เขากดรับ
       “ฮัลโหล”
       “โทษที ฉันเพิ่งมาถึงออฟฟิศ คุณโทรหาฉันเหรอ”
       “ตอนนี้ผมอยู่ที่บ้านเกิดชาญ แต่มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล คุณพอจะหาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมในพื้นที่ให้ผมได้รึเปล่า”
       “ที่นั่นมีอะไรผิดปกติหรือไง”
       “มีน้ำตามัจจุราชระบาดแถวนี้ แล้วก็...”
       ทันใดนั้นมีเงาคนเดินผ่านหลังฤทธิ์ไปแวบๆ เขาตกใจหันไปดูแต่ไม่เห็นใคร ณัฐชาชะงักเห็นเขาเงียบไป
       “โทมัส เกิดอะไรขึ้น คุณโอเครึเปล่า”
      
       “ไม่มีอะไร ผมแค่หูแว่วน่ะ”


  


       จอยกำลังจะกลับ ลุงแสงมาส่งที่รถมอเตอร์ไซด์
       “ขอบใจมากนะลุง ถ้ามีข่าวอะไรก็ส่งบอกกันบ้างนะ”
       “ขับรถระวังด้วยล่ะ”
       ทันใดนั้นเองก็มีรถจี๊บคันนึงแล่นมาจอดขวางทาง ดอนกับสมุนพากันลงมาจากรถแล้วดึงตัวจอยมาข่มขู่
       “พี่ดอน”
       “เมื่อคืนแกใช่มั้ยที่ช่วยมัน”
       “พี่พูดอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง”
       ดอนคว้าคอ
       “อย่าไก๋ ตอนนี้ไอ้หมอนั่นอยู่ที่บ้านเธอใช่รึเปล่าตกลงมันเป็นตำรวจ หรือเป็นแฟนนังธิชากันแน่”
       “เขาเป็นเพื่อนของพี่ชายธิชา เขาไม่รู้อะไรด้วย พี่ปล่อยเขาไปเถอะ”
       ลุงแสงเข้าไปขอร้องอีกคน
       “ไอ้ดอน ข้าขอล่ะ อย่ามีเรื่องกันดีกว่า”
       ดอนหันมาตวาด
       “เอ็งอย่าสอดไอ้แก่”
       “ผู้ชายคนนั้นแค่ผ่านมา เดี๋ยวเขาก็ไปแล้ว ถ้าแกทำอะไรเขาล่ะก็เรื่องมันอาจจะถึงตำรวจก็ได้นะ”
       ดอนลังเลหันมาขู่จอย
       “ให้เวลามัน 24 ชั่วโมง รีบไสหัวไปจากที่นี่ ไม่งั้นไม่รับรองความปลอดภัยโว้ย...เฮ้ยไปพวกเรา”
       ดอนและพรรคพวกจากไป จอยได้แต่มองตามด้วยความเจ็บแค้น
      
       กล่องใส่เข็มฉีดยาต้านไวรัสวางอยู่ ฤทธิ์ฉีดยาให้ตัวเองที่แขนอย่างคล่องแคล่ว เขาหลับตาลงพักตั้งสตินิดหนึ่งขณะที่ยาเริ่มออกฤทธิ์ ระหว่างนั้นเองก็ได้ยินเสียงเคาะประตู
       “โทมัส คุณอยู่รึเปล่า”
       ฤทธิ์แข็งใจ
       “รอเดี๋ยว...เดี๋ยวผมออกไป”
      
       ฤทธิ์กับจอยโต้เถียงกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ในห้องรับแขก
       “ไม่...ผมไม่ยอมไปไหนเด็ดขาด จนกว่าจะเจอธิชา”
       “คุณอย่าโง่ได้มั้ย ถ้าคุณอยู่ที่นี่ต่อไป ไอ้ดอนมันเอาชีวิตคุณแน่”
       “ผมจะตามหาธิชาให้เจอ ต้องมีใครรู้บ้างสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ฤทธิ์มองหน้า “มีใครแจ้งตำรวจรึเปล่า”
       “ขืนแจ้ง ไอ้ดอนเอาฉันตายแน่ แถมไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ธิชาซ่อนตัวอยู่ หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
       “แต่คุณรู้”
       จอยพยักหน้า
       “เพราะถ้าธิชาปลอดภัย เธอต้องติดต่อหาฉัน”
       “ผมอยากฟังเรื่องที่เกิดขึ้น มันเริ่มจากตรงไหน”
       “ธิชา...”
       จอยหวนคิดถึงอดีต...จอยกำลังทำงานอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ ระหว่างนั้นเธอก็เหลือบเห็นธิชาเข้ามาในบาร์และเดินเข้าไปทักทายคลอเคลียกับดอน จอยไม่ค่อยสบายใจนักแต่ก็ไม่กล้าทักท้วง ดอนลูบไล้เรือนผมของธิชาอย่างสนิทสนม
       “ตั้งแต่ชาญเข้าไปทำงานกับมาดามหลิว เขาก็มีเวลาให้ธิชาน้อยลง พอสองพี่น้องทะเลาะกัน ธิชาก็เลยหันไปคบกับพวกของนายดอน แต่มันกลับมอมเมาเธอจนตกเป็นทาสของน้ำตาสวรรค์”
       ดอนส่งสินค้าจำนวนหนึ่งยัดใส่มือธิชา เด็กสาวมองดูน้ำตาสวรรค์ในมือและยิ้มให้ ในขณะที่ดอนยิ้มรับอย่างเจ้าเล่ห์
      
       จอยผลักประตูออกมาจากบ้านอย่างตื่นตระหนก เธอเห็นจอยยืนกอดอกรออยู่ด้วยท่าทีหนาวสั่น สีหน้าผมเผ้าดูยุ่งเหยิงเหมือนวิ่งหนีอะไรมา
       “ชีวิตของธิชาตกต่ำจนถึงขีดสุด ดอนบังคับให้เธอขายยาให้มัน แถมยังทำร้ายเธอ ธิชาไม่ยอมบอกเรื่องนี้ให้ชาญรู้ เธอขโมยเงินของดอนแล้ววางแผนจะหนีไปอยู่ที่อื่น แต่ทุกอย่างมันฉุกละหุกมาก พวกนายดอนกำลังออกตามล่าธิชา มันเสี่ยงมากถ้าฉันจะพาธิชาหนีไปตามถนน ตอนนั้นฉันก็เลยคิดแผนๆนึงขึ้นมาได้”
      
       ธิชากอดจอยแล้วร้องไห้
       “พี่จอย พี่ต้องช่วยฉันนะ ไม่งั้นไอ้ดอนมันต้องฆ่าฉันแน่”
       จอยมองแล้วคิดอย่างรีบเร่งก่อนจะตัดสินใจ
       “ธิชา เธอฟังพี่นะ” จอยดึงธิชาให้มองไปทางนึง “เห็นเนินเขานั่นรึเปล่า ถ้าเดินข้ามไปเธอจะเจอถนนใหญ่อยู่อีกฟาก แถวนั้นมีร้านของฝาก เลยไปอีกก็จะเจอท่ารถ เธอต้องไปที่นั่น”
       “แล้วพี่ล่ะ พี่จะให้ฉันไปคนเดียวเหรอ”
       “ถ้าพี่หายตัวไป ดอนต้องรู้แน่ๆว่าพี่ช่วยเธอ ธิชา...พี่ทิ้งทุกอย่างไปไม่ได้ เธอต้องเข้าใจพี่นะ”
       “ฉัน...ฉันกลัว...”
       “เธอต้องทำได้ธิชา บนเขาลูกนั้นไม่มีอะไรหรอก เชื่อสิ”
      
       ธิชามองจอยอย่างลังเล จอยเองก็ลังเลเช่นกัน

       จอยเอาน้ำมาเสิร์ฟให้ฤทธิ์ก่อนจะนั่งลงสนทนากันต่อ
       “แล้วคุณบอกชาญเรื่องนี้รึเปล่า”
       “คิดว่าตอนนั้นชาญคงไม่มีปัญหาอะไรสักอย่าง ก็เลยติดต่อไม่ได้”
       “เรื่องนี้เกิดขึ้นนานรึยัง”
      
       “เกือบเดือน แต่กว่าฉันจะม่่นใจว่าธิชาหายตัวไป ก็เม่ อสองอาทิตย์ก่อน”ฤทธ์ ปลง “ตอนนั้นชาญไม่อยู่แล้ว”
       คำว่าไม่อยู่ของฤทธิ์ทำให้จอยสลดอย่างเข้าใจ
       “ฉันทำให้เขาผิดหวัง เขาอุตส่าห์ฝากจอยไว้กับฉัน แต่ฉัน...ฉัน...”
       จอยทำท่าจะร้องไห้ ฤทธิ์รีบเตือนสติเธอ
       “ทำใจดีๆไว้ บางทีธิชาอาจจะกบดานอยู่ก็ได้ ผมจะตามหาเธอเอง”
       จอยมองฤทธิ์อย่างไม่คิดว่าจะเป็นไปได้
      
       ค่ำนั้น ดอนเพิ่งเข้ามาในบาร์เห็นพวกสมุนที่เข้ามาหาข่าวอยู่สองสามคนปลีกตัวเข้ามารายงาน
       “นังจอยไม่มาทำงานสงสัยจะอยู่กับไอ้หมอนั่น”
       สมุนอีกคนกังวล
       “พี่แน่ใจรึเปล่าว่ามันไม่ใช่ตำรวจ ถ้าเกิดมันมาสืบเรื่องที่เราค้ายา มีหวังเข้าปิ้งกันหมดเลยนะพี่”
       “ตกลงมันมาหานังเด็กธิชาจริงรึเปล่า เผลอๆนังนั่นอาจจะปากโป้งบอกให้มันมาที่นี่ก็ได้”
       ดอนคิดๆ
       “แล้วถ้ามันเป็นตำรวจจริงๆ พวกเอ็งจะให้ข้าทำยังไง”
       “ก็เก็บมันซะเลยสิพี่ เก็บนังจอยไปด้วยพร้อมกัน รับรองไม่เหลือเบาะแสอีกแน่”
       ดอนครุ่นคิดอย่างหนักใจ
      
       ฤทธิ์มาส่งจอยที่ห้องนอน
       “คุณพักผ่อนเถอะ คืนนี้ผมจะนอนข้างล่างเอง”
       “จะดีเหรอ คุณบาดเจ็บอยู่นะ”
       “ผมหายแล้ว”
       “อย่าล้อเล่นน่ะ ก็แผลคุณ...”
       ฤทธิ์ไม่รอให้จอยพูดจบ ดึงผ้าก๊อซที่ปิดแผลออก จอยอึ้งเมื่อพบว่ามันเหลือแค่รอยนูนๆแดงๆเท่านั้น
       “หายจริงๆเหรอเนี่ย”
       ฤทธิ์ยิ้ม
       “แต่ก่อนหายเร็วกว่านี้อีก ราตรีสวัสดิ์”
       ฤทธิ์ว่าแล้วก็ทำท่าจะเดินลงไป
       “โทมัส”
       ฤทธิ์หันมา
       “ฉันดีใจนะที่คุณมาอยู่ที่นี่”
       ฤทธิ์ยิ้มรับก่อนจะเดินจากไป จอยมองตามและรู้สึกอุ่นใจที่มีเขามาอยู่ใกล้ๆ
      
       ถุงสัมภาระของฤทธิ์วางอยู่แถวโซฟา เขาเดินกลับลงมานั่งที่โซฟาก่อนจะเอนตัวลงนอนก่ายหน้าผากครุ่นคิดถึงวิธีที่จะตามหาธิชา
       “ไม่ต้องห่วงนะชาญ ก่อนที่ผมจะตาย ผมต้องตามหาน้องสาวของคุณให้พบ”
      
       ณัฐชาใช้คอมพิวเตอร์ค้นข้อมูลข่าวเก่าๆเกี่ยวกับอาชญากรรมในบ้านเกิดชาญ เจอพาดหัวข่าวประมาณ น้ำตาสวรรค์แพร่ระบาด เจอแหล่งพักยากลางอำเภอเมือง...คุมเข้มเยาวชนต่างจังหวัด หวั่นถูกดึงเป็นสาวกพรายพิฆาต...ยาผีดิบสยอง ชาวบ้านแห่ล่าซอมบี้กินคน...ณัฐชาลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับธิชา เห็นว่ามีแฟ้มประวัติคดีพอสมควร เธอส่ายหน้า
       “เสพยา ทะเลาะวิวาท คดียาวเป็นหางว่าว ก็สังคมมันเป็นแบบนี้ไง น้องสาวของชาญถึงได้เสียคน”
      
       ณัฐชามองรูปธิชาอย่างหนักใจ


  


       นาฬิกาบอกเวลาตีห้ากว่าแล้ว จอยพลิกตัวกลับไปกลับมา อย่างกระสับกระส่ายเพราะนอนไม่หลับ เมื่อมองภาพถ่ายโพราลอยด์ที่เธอกับชาญถ่ายคู่กันก็ยิ่งรู้สึกวังเวงใจ สักครู่เธอก็ลุกขึ้นมานั่งแล้วมองไปทางหนึ่ง
       ฤทธิ์นอนอยู่ ได้ยินเสียงจอยเดินลงบันไดมาในความมืดสลัวมาหยุดยืนตรงโซฟา
       “คุณเป็นอะไรรึเปล่า”
       จอยสั่นเครือสับสน
       “ฉันแค่...ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ฉันขออยู่ใกล้ๆคุณได้มั้ย”
       ฤทธิ์นิ่งงันขณะที่จอยขยับลงกอดซบกับอกของเขา
       “ฉันเคยมีชาญ ถึงเขาจะไม่รักฉัน แต่เขาก็เคียงข้างฉันมาตลอด แต่ตอนนี้ฉันไม่เหลือใครอีกแล้ว”
       ฤทธิ์ลูบปลอบเธออย่างอ่อนโยน แต่ในระหว่างนั้นเองเขาก็เห็นเงาคนตะคุ่มอยู่นอกหน้าต่าง ท่าทางมีอาวุธในมือ
      
       ดอนถือปืนย่องมาตรงหน้าประตู พวกสมุนขยับมาดักอีกทางพร้อมมีด
       “พวกเอ็งบุกเข้าไป”
       “พี่มีปืน พี่เข้าไปก่อนเถอะ”
       สมุนคนอื่นพยักหน้าสนับสนุน
       “ไอ้บ้าเอ๊ย...ไอ้ขี้ขลาด เข้าก่อนก็ได้วะ”
       ดอนรอจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะยืนขึ้นแล้วถีบประตูบ้านเข้าไป แล้วเหนี่ยวไกยิงใส่โซฟาหลายนัด
       “ทำไมมันเงียบจังวะ”
       ลูกสมุนคนหนึ่งเปิดไฟ ดอนจึงพบว่าโซฟานั้นมีเพียงหมอนอิงกองอยู่ ดอนสั่ง...
       “ไปดูให้ทั่ว”
       สมุนดอนถือมีดผลักประตูห้องนอนเข้ามาและพบว่าว่างเปล่า...สมุนดอนผลักประตูครัวเข้ามาก็พบกับความว่างเปล่าเช่นกัน แต่เห็นประตูด้านหลังเปิดทิ้งไว้ มันเดินไปดูที่ประตูและเห็นความว่างเปล่านอกบ้าน...สองคนเดินกลับมา รายงานดอนที่ยืนรออยู่กับสมุนอีกคน
       “ข้างบนไม่มีใครอยู่เลยพี่”
       “ประตูด้านหลังเปิดทิ้งไว้พี่ดอน ท่าทางมันคงหนีไปแล้ว”
       “เลวเอ๊ย ไวนักนะมึง”
      
       ฤทธิ์สะพายเป้สัมภาระจูงจอยย่องมาด้านข้างของบ้าน และมองไปที่มอเตอร์ไซด์ซึ่งจอดอยู่
       “ถ้าคุณสตาร์ทรถเมื่อไหร่มันต้องรู้ตัวแน่” จอยเตือน
       “เราไม่มีทางเลือกอื่น”
       ฤทธิ์จูงจอยออกไปจากที่ซ่อน แต่โชคร้ายจังหวะนั้นดอนกับสมุนก็ออกมาเห็นเข้าพอดี
       “เฮ้ย...มันอยู่นั่น”
       ฤทธิ์รีบบอกจอย
       “ขึ้นรถเร็ว”
       ฤทธิ์วิ่งไปสตาร์ทรถ จอยรีบซ้อนท้าย ขณะที่ดอนวิ่งนำสมุนออกมาพลางชักปืนยิงใส่ ฤทธิ์ออกรถหนีไปอย่างฉิวเฉียด
       “โธ่เอ๊ย ไปเอารถมา เร็วเข้า...เร็ว”
      
       พระอาทิตย์เริ่มพ้นขอบฟ้า แสงสว่างยังไม่มากนัก ฤทธิ์ขับมอเตอร์ไซด์หนีมา ก่อนจะเหลือบมองกระจกข้างเห็นรถจี๊ปของดอนขับตามมา จอยหันไปมอง
       “พวกมันตามมาแล้ว”
       ฤทธิ์พยายามเร่งเครื่องหนี ขณะที่ดอนก็ชักปืนยิงใส่ไม่ยั้ง จอยกรี๊ดลั่น ดอนหัวเราะร่า
       “ฮ่า ๆ พวกเอ็งหนีข้าไม่พ้นหรอกโว้ย”
       ฤทธิ์เห็นท่าไม่ดี ตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าไปในป่า
       “มันเข้าป่าไปแล้วพี่”
      
       “ตามไป”


  


       แสงแดดตัดผ่านแนวต้นไม้ ฤทธิ์ขับมอเตอร์ไซด์พาจอยหนีมาโดยมีพวกดอนขับรถไล่ตามมาติดๆ ดอนเพิ่งเปลี่ยนกระสุนชุดใหม่ กระหน่ำยิงใส่ขณะที่ฤทธิ์ก็ขับรถฉวัดเฉวียนไปมาเพื่ออาศัยต้นไม้เป็นโล่ห์กำบัง ดอนหงุดหงิด
       “ไอ้บ้านี่ไม่ธรรมดาแน่...เข้าไปใกล้ๆ หน่อย ข้าจะเด็ดหัวมัน”
       สมุนของดอนเร่งเครื่องแรงขึ้น ดอนหันไปบอกสมุนที่นั่งด้านหลังรถจี๊ป
       “เฮ้ย...เอาไรเฟิ่ลมา”
       สมุนคว้ากระเป๋าไรเฟิ่ลสำหรับล่าสัตว์มาเปิด ก่อนจะต่อประกอบปืนให้อย่างรู้งานแล้วส่งให้ดอนรับไปลุกขึ้นยืนแล้วประทับปืนเล็งไปที่หัวของจอยกับฤทธิ์ คล้ายๆจะเลือกว่าจะยิงใครก่อน นิ้วของดอนกำลังเหนี่ยวไก รถจี๊ปแล่นทับท่อนไม้พอดีทำให้รถกระแทก จนดอนเผลอเหนี่ยวไกออกไป กระสุนแฉลบไปถูกบ่าของฤทธิ์จนเสียหลักทำให้รถมอเตอร์ไซด์ล้มลง สมุนดีใจ
       “มันเสร็จเราแล้วพี่ดอน”
       ดอนยิ้มพอใจ
       “ให้มันได้ยังงี้สิวะ”
       จอยรีบช่วยพยุงฤทธิ์ลุกขึ้น เขาคว้ากระเป๋าสัมภาระขึ้นมา
       “คุณเป็นยังไงบ้าง”
       “ผมยังไม่ไหว รีบไปต่อเถอะ”
       ฤทธิ์กับจอยวิ่งหนีต่อไปในเขตป่าทึบ สักพักรถของดอนมาจอด ดอนถือปืนไรเฟิลลงมาจากรถและดูมอเตอร์ไซด์ของฤทธิ์ที่จอดคว่ำอยู่ ก่อนจะเหลือบเห็นกล่องใส่เข็มฉีดยาต้านไวรัสที่ฤทธิ์ทำหล่นไว้ ดอนเปิดดู
       “ยาอะไรของมันวะ”
       สมุนชี้ไป
       “พี่ดอน มันอยู่ทางโน้น”
       “กระจายกันออกไป ล้อมพวกมันเอาไว้”
      
       จอยประคองฤทธิ์วิ่งหนีมา ดอนที่อยู่ด้านหลังวิ่งตามมาสักระยะ ก็หยุดเล็งปืนไรเฟิ่ลใส่แต่กระสุนก็พลาดเป้าหมาย
       “ดวงแข็งเหลือเกินนะมึง”
       พวกสมุนของดอนกระจายกำลังกันโอบล้อมมาด้านข้าง สมุนคนหนึ่งได้โอกาสก็ชักมีดออกมาและปาใส่ฤทธิ์กับจอยแต่มีดพลาดไปปักถูกต้นไม้
       “โธ่เว้ย”
       สมุนอีกคนเห็นแล้วเอาบ้าง
       “ข้าเอง”
       สมุนวิ่งไล่มาถึงด้านหลังของฤทธิ์ มันชักมีดแล้วปาออกไปสุดแรงเกิด มีดพุ่งหาเป้าหมาย ฤทธิ์หันมากระชากตัวจอยหลบแล้วคว้ามีดไว้หมับ ดอนและพวกทุกคนเห็นภาพนั้นกับตา และพากันชะงัก
       “เฮ้ย”
       ฤทธิ์ปามีดคืนใส่สมุนคนนั้น มีดปักคาอกเลือดพุ่งก่อนที่ร่างของมันจะล้มตึงไปกับพื้น ดอนแค้น
       “ฆ่ามัน”
       ดอนร้องพลางกระหน่ำยิงใส่ ฤทธิ์ดึงจอยหลบไปหลังกิ่งไม้ เขาทำใจนิดหนึ่งก่อนจะชักปืนออกมาและยิงสะกัดใส่พวกของดอน กระสุนโดนต้นไม้ใกล้ๆศีรษะของพวกมันแทนคำขู่ ทำให้พวกดอนต้องหลบกันจ้าละหวั่น ฤทธิ์ตะโกนก้อง
       “ฟังฉันให้ดี ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อฆ่าใคร เราไม่จำเป็นต่อสู้กัน”
       “กูไม่สน มึงฆ่าลูกน้องกู มึงต้องตาย”
       เสียงดอนสะท้อนก้องป่า ฤทธิ์มองศพสมุนของดอน และรู้ว่าการเจรจาคงต้องยุติลงแค่นั้น เขาตัดสินใจยิงเปิดทางอีกหลายนัดจนกระสุนหมด ก่อนจะพาจอยหนีไป ดอนมองตามด้วยความแค้นและทำท่าจะวิ่งตามไปแต่ก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นเหล่าสมุนยังยืนช็อคมองศพเพื่อนอยู่
       “ไปโว้ย”
       พวกสมุนได้สติและวิ่งตามดอนไป
      
       ฤทธิ์วิ่งพาจอยหนีมาและเจอเหวอยู่เบื้องหน้า
       “เราต้องไปทางอื่น”
       ฤทธิ์จะจูงจอยหนี แต่แล้วเขาก็มีอาการหน้ามืด
       “คุณ...คุณเป็นอะไรรึเปล่า”
       นาฬิกาข้อมือฤทธิ์ตั้งเวลาปลุกเตือนเอาไว้เสียงปี๊บๆ ถี่ยิบเขาดูนาฬิกา
       “ผมต้องฉีดยา”
       ฤทธิ์ควานไปที่กระเป๋าสัมภาระและใจหายวาบเมื่อพบว่ามันว่างเปล่า
       “สงสัยยาคุณคงหล่นตอนที่รถล้มแน่ๆ คุณพอทนไหวรึเปล่า”
       ฤทธิ์พยายามข่มอาการและพยักหน้า ระหว่างนั้นก็เหลือบเห็นพวกดอนวิ่งตามมาลิบๆ
       “ทางโน้นโว้ย มันจนมุมแล้ว”
       พวกสมุนดักทางซ้ายขวา ฤทธิ์เหลือบมองไปและเห็นดงเถาว์วัลย์ที่เลื้อยพันต้นไม้อยู่ก็ชักมีดออกมาตัด และสาวออกมาจนเป็นเชือก ฤทธิ์รีบวิ่งไปตรงต้นไม้ที่เหวและเอาเถาวัลย์ผูกไว้ ก่อนจะหันมาคว้าตัวจอย
       “จับผมไว้แน่นๆ”
       “คุณอย่าบอกนะว่าจะลงไปข้างล่าง”
       “คุณมีทางอื่นรึเปล่า”
       จอยมองไปเห็นดอนกับพวกใกล้เข้ามา ทันใดนั้นฤทธิ์ก็ไม่รออะไรอีกเขาโรยตัวไปในเหวอย่างรวดเร็ว จอยหวีดร้องลั่นเพราะไม่ทันตั้งหลัก
       “พี่ดอน มันลงเหวไปแล้ว” สมุนตะโกนบอก
       “ตัดเชือก...รีบไปตัดเชือก”
       ดอนกับพวกรีบวิ่งมา ขณะที่ฤทธิ์กับจอยโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว สมุนพอวิ่งมาถึงก็ชักมีดออกมาฟันเถาว์วัลย์จนขาด ร่างของฤทธิ์กับจอยเสียหลักกลิ้งไปกับเนินเหว จอยกรี๊ดลั่น ดอนเข้ามาถามสมุน
       “เห็นตัวมั้ย”
       “มองไม่เห็นอะไรเลยพี่ ข้างล่างมันทึบน่าดู”
       “พี่ดอน เรากลับไปตั้งหลักก่อนดีมั้ยพี่”
       ดอนมองหน้า แล้วกระชากคอสมุน
       “พวกเราตายไปทั้งคน ถ้ายังเด็ดหัวมันไม่ได้ กูไม่กลับเด็ดขาด”
       ดอนมองลงไปในเหวที่มีต้นไม้รกทึบแล้วตะโกน
      
       “ได้ยินมั้ยนังจอย กูจะตามฆ่ามึงกับไอ้ผู้ชายคนนั้นให้ได้”


  


       ลุงแสงกำลังทำงานอยู่ก็เห็นชาวบ้านขี่มอเตอร์ไซด์มาจอดข้างๆ
       “ลุงรู้ข่าวไอ้ดอนรึยัง”
       “มันทำไมอีกวะไอ้น้อย”
       “เมื่อเช้ามีชาวบ้านเข้าไปหาของป่า แล้วเห็นมันไล่ยิงใครก็ไม่รู้ป่าแทบแตกเลยนะลุง”
       ลุงแสงนึกหวั่น
      
       ลุงแสงผลักประตูเข้ามาในบ้านจอยอย่างร้อนรน
       “จอย อยู่รึเปล่า นี่ลุงเองนะ จอย” ลุงแสงคิดแล้วแค้น “ไอ้ดอน เอ็งกำแหงเกินไปแล้ว”
      
       ลุงแสงกลับมาที่รถเก่าของตนเอง และหยิบปืนพกจากช่องเก็บมาตรวจดูกระสุนด้วยความแค้น จังหวะนั้นเองลุงแสงก็สังเกตเห็นรอยล้อรถจี๊ปของดอนที่มุ่งหน้าไปทางหนึ่งก็ชะเง้อมองไปอย่างสังหรณ์ใจ
      
       ในล็อบบี้บริษัทบลูฟินิกซ์...พนักงานเดินกันขวักไขว่ ณัฐชาตรงเข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่
       “สวัสดีค่ะ ฉันมาขอพบคุณลิซ่า”
      
       ณัฐชาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะนั่งดื่มชาอยู่กับลิซ่า
       “เมื่อวานเขาให้ฉันเช็กข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมในพื้นที่ๆเขาไป แต่พอฉันจะติดต่อกลับก็ไม่มีคนรับสาย”
       “คุณก็เลยคิดว่าอาจจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น”
       “ฉันรู้ว่าที่บลูฟินิกซ์มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยกว่าของตำรวจ บางทีมันอาจจะช่วยให้ติดตามเขาได้เร็วขึ้น”
       “ก็คงงั้น”
       ลิซ่าปลีกตัวไปยังคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงาน ณัฐชารีบลุกตามไปสมทบและเห็นลิซ่าเปิดโปรแกรมค้นหาผ่านดาวเทียม
       “อย่าบอกนะว่าคุณใช้ดาวเทียม”
       “ปัญหาเดิมๆทำให้ฉันเรียนรู้ว่าGPSไม่ปลอดภัยพอสำหรับ คนอย่างคุณโทมัส ตอนนี้ฉันก็เลยฝังอุปกรณ์ติดตามไว้ที่ตัวของเขา” ลิซ่าบุ้ยหน้า “นี่ไง”
       ลิซ่าชี้ตำแหน่งบนภาพขยายผ่านดาวเทียม
       “ดูเหมือนจะเป็นป่า”
       “พื้นที่ไม่กว้างเท่าไหร่ เขาคงไม่ได้หลงป่าแน่”
       ณัฐชาตัดสินใจ
       “ขอบคุณ แล้วฉันจะติดต่อมา”
       ณัฐชารีบผละไปเพื่อตามหาฤทธิ์ทันที ลิซ่ามองตามแล้วแอบส่ายหน้าให้กับความหุนหันของณัฐชาที่ไม่เคยเปลี่ยน
      
       ดอนและสมุนเพิ่งปีนลงมาที่ก้นเหวได้สำเร็จ สมุนบางคนถึงกับเสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้าเพราะความลาดชัน
       “ให้มันทะมัดทะแมงหน่อยสิวะ แค่นี้ทำเป็นเหยาะแหยะไปได้” ดอน หันไปมองสำรวจบริเวณนั้น “แล้วไอ้พวกนั้นมันเผ่นไปทางไหนแล้ววะ”
       ทุกคนช่วยกันมองหา สมุนสะดุ้งตาเมื่อเห็นกิ่งไม้ที่หักอยู่ เมื่อไปสำรวจบริเวณนั้นก็พบรอยเท้า
       “ทางนี้พี่ เดินคู่กันไปเลย”
       “สงสัยต้องมีใครบาดเจ็บแน่”
      
       พอได้ยินแบบนั้นดอนก็ยิ้มออกมาอย่างสะใจ
      

       จบตอนที่ 16
ตอนที่ 17
      
       จอยประคองฤทธิ์เดินมาด้วยกัน ท่าทางฤทธิ์เหมือนจะหมดแรงเพราะพิษไวรัสกำเริบ เซลส์ไวรัสกระจายตัว และเกาะกินเซลส์กลายพันธุ์ของฤทธิ์
      
       “คุณโทมัส นี่คุณบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า ทำไมจู่ๆคุณถึงเป็นแบบนี้ไปได้”
       “อย่าเพิ่งถามเลย ผมว่าเราหาที่ซ่อนกันก่อนเถอะ ผมไปต่อไม่ไหว”
       จอยรีบมองหาที่ซ่อนแต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นผู้หญิงสาวคนหนึ่งยืนจ้องเธออยู่
       “ธิชา”
       ฤทธิ์มองตาม
       “อะไรนะ”
       จอยค่อยๆปล่อยให้ฤทธิ์ทรงตัวเอง ก่อนจะเดินไปหาธิชา
       “ธิชา นี่มันเกิดอะไรขึ้น เธอหายไปไหนมา”
       ธิชาไม่ยอมตอบ เธอหันหลังวิ่งหนีไป
       “ธิชา” จอยบอกกับฤทธิ์ “คุณรออยู่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวฉันมา”
       จอยรีบวิ่งตามธิชาไปทันที ฤทธิ์ขยับจะตาม แต่แล้วก็เกิดอาการหนักขึ้นเซลส์ไวรัสกระจายตัว และเกาะกินเซลส์กลายพันธุ์ของเขา ฤทธิ์ทรุดเข่าไปอย่างอ่อนล้า เขาพยายามประคองตัวเองไม่ให้หมดสติไป เขามองไปอย่างเป็นห่วง
      
       ธิชาวิ่งหนีจอยมาที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เธอหยุดมองไปข้างหลัง พอเห็นจอยวิ่งตามมาก็รีบหนีเข้าบ้านไปทันที ขณะที่จอยชะลอฝีเท้าเพื่อมองดูบ้านหลังนั้น ด้วยความแปลกใจ หน้าบ้านเลี้ยงไก่เอาไว้เดินเพ่นพ่าน มีแปลงปลูกผักปลูกพืช
       “ธิชา”
       ไม่มีเสียงตอบ จอยตัดสินใจย่องไปที่ประตูแล้วลองแง้มดู
      
       จอยเข้ามาในบ้าน และเห็นธิชายืนจ้องอยู่ที่บันได
       “นี่เธอมาหลบอยู่ที่นี่เองเหรอธิชา เธออยู่กับใคร”
       ธิชาเดินหนีขึ้นไปข้างบนช้าๆ จอยเดินมาชะเง้อดูนิดหนึ่งแล้วตามขึ้นไป...ธิชารีบหนีเข้าไปในห้องนอน จอยรีบผลุนผลันตามเข้ามา
       “ธิชา ฟังฉันก่อนนะ…นี่เธอจำฉันไม่ได้เหรอ ฉันจอยไง”
       จอยชะงักเมื่อเห็นธิชายืนเก้ๆกังๆ อยู่ที่เตียงซึ่งมีคนนอนอยู่ แต่ธิชาบังไว้จนมองเห็นไม่ถนัด
       ทันใดนั้นเองจอยก็รู้สึกว่ามีคนเดินมาด้านหลัง เมื่อเธอหันไปก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง กำลังยืนอยู่สีหน้าเย็นชา จอยนึกหวั่น แต่ไม่ทันได้เตรียมตัว ฤดีก็ยกมือตะปบคอเธออย่างรวดเร็ว
      
       ฤทธิ์ซมซานมาหาที่พักใต้ต้นไม้เซลส์ไวรัสกระจายตัว และเกาะกินเซลส์กลายพันธุ์ของเขา ฤทธิ์เริ่มรู้สึกอ่อนแรงมากขึ้น นึกถึงก่อนที่เขาจะออกจากบริษัท ลิซ่าให้ยาต้านไวรัสแก่เขา
       “แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมลืมฉีดยา หรือฉีดไม่ครบตามกำหนด”
       “นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะคุณโทมัส ในเมื่อเราพัฒนาตัวยามาสู้กับไวรัสได้ ไวรัสก็พัฒนาตัวเองเพื่อสู้กับยาได้เช่นกัน มันจะเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่าทุกๆ สิบนาที แล้วหลังจากนั้นมันก็จะเกาะกินเซลส์ต่างๆในร่างกายคุณ รวมทั้งระบบประสาท คุณอาจเป็นอัมพาต ตาบอดหรือแม้แต่สูญเสียความทรงจำ”
      
       ฤทธิ์ทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง ระหว่างนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีคนเดินมายืนใกล้ๆ เมื่อมองไปจึงเห็นว่าเป็นดอนและสมุนทั้งสอง
       “สงสัยเอ็งจะดวงกุดแล้วว่ะเพื่อน”
       ดอนยิ้มอย่างสะใจ ก่อนจะเหวี่ยงหมัดชกใส่จนเขาฟุบไปกองกับพื้น สมุนของดอนรีบเข้าไปพยุงฤทธิ์ขึ้นอย่างรู้งาน ดอนมองอย่างสงสัย
       “เป็นอะไรของมันวะ ทำไมจู่ๆถึงได้อ่อนปวกเปียกแบบนี้”
       ฤทธิ์อ่อนล้า
       “ฉันกำลังป่วย ฉันขยับตัวไม่ได้”
       “ป่วย...ฮ่าๆ เอ็งนึกว่าข้าเป็นเด็กอมมือหรือไงวะ ข้ารู้หรอกน่าว่าเอ็งน่ะเป็นอะไร” ดอนหยิบกล่องใส่ยาต้านไวรัสออกมา “เอ็งต้องการไอ้นี่ใช่มั้ยล่ะ”


  


       ฤทธิ์ตาวาวเมื่อเห็นทางรอดอยู่ตรงหน้า
       “ว่าแต่ไอ้นี่มันยาเสพติดประเภทไหนวะ ถึงได้ใส่หลอดพร้อมฉีดแบบนี้ของแพงซะด้วย”
       ฤทธิ์นิ่งเงียบ รู้ดีว่ายิ่งพูดมากก็ยิ่งเสียเปรียบ ดอนเห็นฤทธิ์มองกล่องใส่ยาไม่วางตาก็ยิ่งกล้าต่อรอง
       “เอาล่ะ ข้าว่าเรามายื่นหมูยื่นแมวกันดีกว่า เอ็งบอกข้ามาว่านังจอยอยู่ที่ไหน แล้วข้าจะไว้ชีวิตเอ็ง”
       “ฉันไม่รู้”
       ดอนยิ้มกวนๆอย่างไม่แปลกใจที่ฤทธิ์ตอบแบบนั้น มันบุ้ยหน้าให้สมุน 2 ลงมือซ้อมฤทธิ์เป็นการใหญ่
       “ตกลงมันไม่ใช่ตำรวจเหรอพี่”
       “ตำรวจที่ไหนจะติดยาจนหมดสภาพแบบนี้ ช่างเหอะ...ไว้เจอนังจอยเมื่อไหร่ ค่อยเก็บมันพร้อมกัน”
       สมุนคนหนึ่งเหวี่ยงกำปั้นอัดฤทธิ์จนล้มไป
      
       ณัฐชาขับรถเข้ามาในเมืองบ้านเกิดของชาญ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเพราะเป็นห่วงฤทธิ์ ก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้น
       “ฮัลโหล”
       “ผู้กอง ฉันส่งพิกัดระบุตำแหน่งของคุณโทมัสเข้าไปในมือถือคุณพร้อมแผนที่ ขอให้โชคดีนะ”
       “ขอบใจมากลิซ่า ถ้าเจอตัวเขาเมื่อไหร่ ฉันจะติดต่อไป”
       รถณัฐชาแล่นจากไป
      
       ลุงแสงใช้เถาว์วัลย์เป็นตัวช่วยในการไต่ลงมาที่ก้นเหว ก่อนจะเดินวนเวียนมองไปรอบๆแถวนั้นเพื่อแกะรอยไปต่อ สักครู่ก็เหลือบเห็นกิ่งไม้หักที่พวกดอนเพิ่งใช้สังเกตไปก่อนหน้า ลุงแสงเดินไปดูและเห็นรอยเท้า
       “รอยยังใหม่อยู่เลยนี่หว่า”
       ลุงแสงชักปืนออกมาเตรียมพร้อมและเดินตามรอยเท้า
      
       จอยรู้สึกตัวขึนมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเธอกำลังถูกมัดมือมัดปากเอาไว้อย่างแน่นหนา ลักษณะการมัดนั้นล่ามขึงมือกับเท้าไว้ด้วยกันจนทำให้เธอยืนเดินไม่ได้ ธิชากำลังยืนมองเธออยู่อย่างเฉยชา จอยทำได้แต่ส่งเสียงครางในคอ และมองธิชาด้วยสายตาวิงวอน
      
       ดอนเดินนำพวกสมุนที่กำลังหิ้วปีกฤทธิ์ตามมา
       “เดินหามาตั้งนาน ทำไมไม่เห็นวี่แววนังจอยสักที”
       “นั่นสิพี่ หรือมันจะหนีไปเจอถนนใหญ่แล้ว”
       “จะไปรู้ได้ยังไงวะ ก็เดินมาด้วยกันนี่หว่า”
       “พี่...แล้วนั่นบ้านใคร”
       ฤทธิ์เงยหน้ามองไปที่บ้านฤดี


  


       ฤดีกำลังนั่งอยู่ที่ชุดเก้าอี้รับแขก เธอหยิบหลอดน้ำตาสวรรค์ที่พกไว้ออกมาก่อนจะฉีดใส่ข้อมือตัวเองและหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข แต่ขณะที่กำลังไกวตัวไปมาอยู่นั้นเธอก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น ดอนเดินนำสมุนและฤทธิ์เข้ามา มันยกปืนเล็งใส่หน้าฤดี
       “อย่าเอะอะ ถ้าไม่อยากตาย”
       ฤดีนิ่งอึ้ง สมุนของดอนหิ้วฤทธิ์มาวางที่เก้าอี้ ฤทธิ์นั่งเพลียอย่างหมดสภาพ ดอนสั่งสมุน
       “ไปหาอะไรมาดื่มหน่อยไป”
       สมุนของดอนเข้ามาในครัวของฤดี แต่แล้วพอเห็นตู้เย็นก็ต้องอึ้งไปเพราะฝาตู้เปิดแง้มอยู่ มันเสียนานแล้วในตู้มีแต่ของกินเน่าๆ กับเสียงแมลงวันบินหึ่งๆ สมุนอีกคนหันไปเปิดก๊อกน้ำเห็นน้ำไหลออกมาสีเหมือนน้ำโคลน
       “อยู่เข้าไปได้ยังไงวะ”
       “มันต้องมีอะไรกินบ้างสิ”
       สมุนอีกคนหันไปเปิดตู้เก็บของและเจอน้ำตาสวรรค์หลายหลอดถูกเก็บในกล่อง
       “น้ำตาสวรรค์ มันเลิกทำขายไปตั้งนานแล้วนี่หว่า”
       สมุนคิดหวั่นๆ
       “หรือว่านังนี่จะเป็นพรายพิฆาต”
      
       ฤดีหันมามองฤทธิ์อย่างสนใจ ฤทธิ์อยู่ในสภาพอ่อนล้าแต่เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติในตัวของฤดี ตรงข้ามกับดอนที่นั่งถือปืนอยู่ มันมองฤดีอย่างแทะโลมถึงฤดีจะไม่สวยสะพรั่ง แต่ทรวดทรงองค์เอวก็ดูเตะตาไม่น้อย
       “อยู่คนเดียวเหรอ”
       “ฉันเป็นหม้าย ลูกสาวชั้นเพิ่งเสียไปเมื่อสามปีก่อน”
       ตอนนั้นเองที่ฤทธิ์เหลือบไปเห็นหลอดบรรจุน้ำตาสวรรค์ที่ใช้แล้วหล่นอยู่ที่พื้น ยังมีหยดน้ำตาสวรรค์คาอยู่ที่ปลายเข็ม ฤทธิ์มองหน้าดอน
       “ถ้าฉันเป็นแก ฉันจะรีบไปจากที่นี่”
       ดอนหันมามองหน้าฤทธิ์ ก่อนจะกระชากคอเขาเหวี่ยงจนล้มไปกับพื้น
       “หุบปาก แล้วอยู่เฉยๆ”
       ดอนว่าก่อนจะเดินไปฉุดแขนฤดีให้ยืนขึ้น
       “ส่วนเธอ ถ้าอยากได้เงินใช้ ก็มากับฉัน”
       ดอนว่าแล้วลากตัวฤดีขึ้นบันไดบ้านไปทันที ฤทธิ์พยายามลุกขึ้นห้ามแต่ก็ไม่สามารถทำได้...ธิชาได้ยินเสียงคนเดินมาเธอก็ค่อยถอยๆไปเบียดตัวกับมุมห้องด้วยความหวาดกลัว เหมือนรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขณะที่ธิชาพยายามกระเถิบตัวให้ลุกขึ้นนั่ง เธอมองไปบนเตียงอย่างสงสัยเพราะไม่เห็นคนบนเตียงเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย...ดอนผลักประตูห้องเข้ามาในห้อง ฤดีทำท่าจะหันหลังเดินหนีแต่ก็ถูกดอนกระชากตัวเอาไว้
       “อย่าเล่นตัวน่าคนสวย ไม่อยากได้เงินใช้หรือไง”
       ฤดีดื้อเงียบ เธอพยายามสะบัดมือออกจากดอน จนดอนรำคาญเลยเหวี่ยงหลังมือตบหน้าฤดีเข้าทีหนึ่งจนเลือดออก
       “อยู่เฉยๆ ถ้าไม่อยากตาย”
       ดอนว่าแล้วเหวี่ยงฤดีไปบนเตียงนอน ก่อนที่ตัวมันจะเริ่มปลดเข็มขัดออก
      
       สมุนสองคนกลับออกมาจากในครัว เห็นฤทธิ์นอนหมดสภาพอยู่กับพื้น
       “พี่ดอนไปไหนวะ”
       “นังนั่นก็หายไปด้วย เอ็งไม่ต้องสงสัยแล้วว่ะ”
       สมุนส่ายหน้าด้วยความเอือมลูกพี่
      
       ฤดีนอนนิ่ง ขณะที่ดอนกำลังกอดจูบซุกไซร้เธออย่างเมามัน
       “ที่ฉันยอมทุกอย่าง ก็เพราะท่านผู้วิเศษสัญญาไว้”
       ดอนชะงัก...
       “ท่านจะคืนชีวิตให้ลูกสาวของฉัน”
       “นี่เธอพูดอะไรของเธอ สติยังดีอยู่รึเปล่า” ดอนงง
      
       จอยสามารถชันกายให้นั่งได้สำเร็จ และสิ่งแรกที่เธอเห็นตรงหน้าก็ศพของเด็กสาวคนหนึ่งที่แห้งจนตายซากอยู่บนเตียงจอยกรี๊ดลั่นด้วยความสยดสยอง...ดอนหันขวับไปตามต้นเสียง
       “นั่นเสียงนังจอยนี่ มันซ่อนอยู่ห้องไหน”
       ฤดีเหลือบมองหน้าดอน ก่อนจะแสยะเขี้ยวคำรามแล้วกระชากคอดอนเข้ามากัดจนเลือดพุ่ง ดอนแหกปากร้องด้วยความตื่นกลัว...ฤทธิ์กำลังมองไปยังชั้นบนด้วยความหวาดวิตก เช่นเดียวกับสมุนของดอน
       “เสียงพี่ดอนนี่หว่า”
       “รีบไปดูเร็ว”
       สมุนทั้งสองกำลังจะขึ้นบันได แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด


  


       ดอนกระหน่ำยิงใส่ฤดีจนถอยไปชิดผนัง ฤดียังไม่ตายแต่ยังแสยะเขี้ยวใส่เขา
       “ผีดิบ...แกเป็นผีดิบ”
       ดอนกุมแผลที่คอและรีบเผ่นหนีไปจากห้อง โดยท่อนล่างมีแค่กางเกงชั้นในแบบบ๊อกเซอร์เพียงแค่ตัวเดียว...ดอนซึ่งบาดเจ็บอยู่เสียหลักชนประตูจนเปิดอ้าก่อนที่ร่างมันจะล้มเข้ามาในห้องและเห็นจอยที่ถูกมัดอยู่ ขณะที่ธิชากำลังยืนอยู่ที่มุมห้อง
       “นังจอย อะไรกันวะเนี่ย...ธิชา ที่แท้ก็มาหลบอยู่นี่เอง บอกมาทั้งหมดเป็นแผนของเธอใช่มั้ย”
       ธิชายังคงนิ่งเฉย ขณะที่ดอนเหลือบเห็นศพตายซากของลูกสาวฤดีก็ยิ่งงุนงง
       “นี่ใคร ฉันถามว่าศพใคร”
       ธิชาไม่ตอบ ดอนรีบโผไปดึงผ้าปิดปากของฤดีออก
       “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น”
       จอยเหลือบเห็นข้างหลังดอน
       “ระวัง”
       ดอนหันไปและเห็นฤดียังไม่ตาย แต่บัดนี้ใบหน้ากลายเป็นผีดิบแวมไพร์เต็มขั้น เธอกางกรงเล็บยาวเฟื้ยทิ่มเข้าท้องของดอนจนทะลุ ธิชายังนิ่งเฉยขณะที่จอยรีบถดตัวหนีอย่างหวาดผวา...สมุนสองคนกำลังจะยืนตะลึงอยู่ตีนบันได
       “เสียงปืนเงียบไปแล้ว ขึ้นไปดูสิวะ”
       “ทำไมต้องเป็นข้าด้วยวะ เอ็งก็ขึ้นก่อนสิ”
       ขณะนั้นเองก็มีเสียงคนเดินมา ดอนเดินตาลอย เลือดท่วมคอท่วมท้องลงบันไดมาอย่างหมดเรี่ยวแรง
       “พี่ดอน”
       ดอนเลือดทะลักปาก
       “มันเป็นผีดิบ ผีดิบ”
       ดอนเดินเบียดผ่านพวกสมุนไปได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มลงขาดใจตรงหน้าฤทธิ์พอดี กล่องใส่วัคซีนต้านไวรัสร่วงออกมาจากกระเป๋าแจ็คเก็ต สมุนงงๆ
       “ผีดิบอะไรวะ กลางวันแสกๆ”
       เพื่อนจะหันมาตอบแต่แล้วร่างของสมุนคนนั้นก็โดนฤดีกระโดดรวบไปกัดคอดูดเลือดแล้วคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง ฤทธิ์ได้แต่ตกตะลึงเมื่อเห็นสมุนคนนั้นแผดร้องโหยหวนด้วยความความกลัวและความเจ็บปวด ก่อนที่ฤดีจะทิ่มกรงเล็บเข้าที่หัวใจของมัน
       “กูไม่อยู่แล้วโว้ย”
       สมุนรีบวิ่งหนีออกจากบ้าน โดยไม่ลืมคว้าปืนของดอนติดมือไปด้วย ฤดีมองตามมันก่อนจะกระโจนตามออกไปจากบ้าน โดยไม่ได้สนใจฤทธิ์ที่นอนเดี้ยงอยู่ ฤทธิ์แข็งใจขยับตัวและคลานไปหากล่องฉีดยาต้านไวรัส
      
       จอยพยายามดิ้นรนแก้มัดให้ตัวเองแต่ก็ไม่สำเร็จ เธอมองไปที่ธิชาอย่างวิงวอน
       “ธิชา ผู้หญิงคนนั้นทำอะไรกับเธอ ทำไมถึงเป็นแบบนี้”
       ธิชายังยืนนิ่ง
       “ธิชา ช่วยฉันด้วย”
       จอยเห็นธิชายังไม่ได้สติ ก็สุดทนเรียกเสียงดัง
       “ธิชา”
       ธิชาสะดุ้ง สายตาเริ่มกวาดมองไปรอบๆเหมือนหลุดจากภวังค์ของการถูกสะกดจิต
      
       สมุนวิ่งหนีตายมาตามทุ่งหญ้า พลางเหลียวหลังไปดูเป็นระยะ เมื่อมันเห็นว่าไม่มีใครตามมาแน่ก็จึงชะลอฝีเท้าลงแต่ระหว่างที่ก้าวถอยอยู่นั้น มือของฤดีก็ยื่นออกมาจากพงหญ้าแล้วตะกุยเข้าที่ข้อเท้าของมัน จนเส้นเอ็นขาดกระจุย สมุนแผดร้องเสียงหลงหันไปยิงปืนใส่พงหญ้าหลายนัดทั้งๆที่ไม่เห็นเป้าหมายก่อนจะล้มลง ฤดีคลานออกมาจากพงหญ้า สมุนจะยิงแต่กระสุนดันหมดเสียก่อน ฤดีขยับมาคล่อมตัวมันอย่างรวดเร็ว
       “อย่า...ปล่อยฉันไปเถอะ อย่าทำอะไรฉันเลย”
       ฤดีแสยะเขี้ยวคำราม สมุนตื่นกลัว
       “อย่า”
       เลือดพุ่งกระเซ็นเปื้อนพงหญ้าเป็นละออง
      
       ธิชาแก้มัดให้จอยก่อนจะค่อยๆถอยไป ท่าทางเธอเหมือนจำจอยไม่ได้เลยด้วยซ้ำ จอยรีบแก้มัดที่เหลือให้ตัวเอง ก่อนจะได้ยินเสียงคนเดินขึ้นมาช้าๆ
       “ธิชามานี่ มาสิ”
       จอยดึงธิชามานั่งหลบใกล้ๆเธอ เสียงคนเดินใกล้มาถึงประตูก่อนจะเห็นว่าคนๆนั้นคือฤทธิ์ที่อาการดีขึ้น เพราะได้ยาต้านไวรัส
       “โทมัส”
       ฤทธิ์ท่าทางยังล้าอยู่
       “นั่น ธิชาเหรอ”
       จอยมองหน้าธิชาแล้วหันไปพยักหน้ายืนยันกับฤทธิ์
      
       “เราต้องรีบไปจากที่นี่ ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะกลับมา”

       ลุงแสงถือปืนลูกซองยาวมาพบศพของสมุน ก็หยุดตรวจสภาพบาดแผลดูอย่างแปลกใจ
       “ฝีมือคนหรือสัตว์กันแน่ ทำไมถึงได้น่ากลัวแบบนี้”
       ลุงแสงมองไปรอบๆอย่างไม่สู้ดี กระชับปืนเตรียมพร้อม
      
       ฤทธิ์ ธิชา จอยประคองกันมาที่ประตูแต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นฤดีเดินมาแต่ไกล
       “เราหนีไม่ทันแล้ว รีบปิดประตู” ฤทธิ์รีบบอก
       จอยยังตะลึง
       “เร็ว”
       ฤทธิ์กับจอยช่วยกันปิดประตูหน้าต่าง ขณะที่ธิชายังยืนตัวสั่นงันงก เธอมองศพของดอนอย่างหวาดผวา ฤดีซึ่งเดินตรงมายังบ้านอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นประตูปิด เธอก็เดินไล่ไปทางหน้าต่างและเห็นฤทธิ์กับจอยช่วยกันปิดหน้าต่างไล่หนีทีละบานอย่างรวดเร็วราวกับแข่งเกมส์โชว์
       “ท่านผู้วิเศษสั่งให้ฉันดูแลธิชา พวกแกจะพาหล่อนไปไม่ได้เเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นท่านผู้วิเศษจะไม่ชุบชีวิตให้ลูกสาวของฉัน ได้ยินมั้ย”
       ฤดีทุบโครมๆใส่หน้าต่างอย่างไม่พอใจ ฤทธิ์ชักมีดพกที่รองเท้าออกมา ขณะที่จอยก็ถอยไปหาที่กำบัง แต่ทันใดนั้นเองศพของดอนก็ลืมตาขึ้น มันคว้าข้อเท้าของจอยเอาไว้ก่อนจะแสยะเขี้ยวกัดเข้าไปจนเลือดสาด จอยกรีดร้องสุดเสียงก่อนจะล้มลง ธิชาแหกปากกรี๊ดอย่างคลุ้มคลั่ง
       “จอย”
       ฤทธิ์จะเข้าไปช่วยจอย แต่แล้วศพของสมุนก็กลับฟื้นคืนชีพลุกขึ้นมาเล่นงานฤทธิ์เช่นกัน ทำให้ฤทธิ์ต้องต่อกรกับมัน โดยไม่สามารถเข้าไปช่วยจอยได้ ดอนกัดข้อเท้าจอยจนได้เลือดได้เนื้อติดปากมาแล้ว ก็ขยับจะไปกัดคอต่อ จอยพยายามยื้อยุดสุดแรง
       “โทมัส ช่วยฉันด้วย โทมัส”
       ฤทธิ์ยังสู้กับสมุนอยู่ทำให้ไม่สามารถปลีกตัวได้ ฤดีที่ยืนมองอยู่ข้างนอกส่งเสียงคำรามออกมาอย่างสะใจ ส่วนธิชาได้แต่มองทุกอย่างด้วยความหวาดผวา ร้องครางในคอออกมาซ้ำๆเหมือนคนบ้า ดอนแสยะเขี้ยวจะกัดคอจอย เลือดในปากของมันหยดลงมาติ๋งๆ จอยเบือนหน้าหนีและกรีดร้องด้วยความกลัวปนขยะแขยง ฤทธิ์กัดฟันยันร่างของสมุน กระเด็นออกไป ก่อนจะเล็งใบมีดไปที่ดอนแล้วกดปุ่มกลไก ใบมีดพุ่งปักขมับดอนอย่างรวดเร็วก่อนจะถูกดึงกลับคืนที่ ดอนสิ้นใจฟุบไปบนตัวของจอยเธอรีบผลักมันออกไปอย่างรวดเร็วด้วยความรังเกียจ สมุนพอตั้งหลักได้ ก็ทำท่าจะกลับมาเล่นงานฤทธิ์อีก แต่ธิชาเหลือบเห็นเข้าเสียก่อนก็โผตัวไปหามันก่อนจะผลักร่างมันไปกระแทกผนัง ท้ายทอยปักเข้ากับตะปูที่ตอกไว้บนผนังพอดี สมุนดิ้นรนสักพักก็ขาดใจ
       “ธิชา”
       ธิชามองจอยเหมือนเริ่มรู้สึกคุ้น เธอโผไปกอดจอยเอาไว้ ขณะที่ฤทธิ์มองกลับไปที่ฤดีแต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นฤดีคว้าก้อนหินขึ้นมาทุบใส่กระจกจนแตก ฤทธิ์ถือมีดคอยปกป้องจอยกับธิชาที่กอดกันอยู่ ขณะที่ฤดีทุบกระจกซ้ำๆจนแตกกระจายเป็นช่องกว้าง และทำท่าจะปีนเข้ามาในบ้าน ลุงแสงเข้ามาเห็น
       “เฮ้ย...นังผีดิบ”
       ฤดีหันไปแล้วเจอลุงแสงยิงด้วยปืนลูกซอง นัดเดียวแสกหน้า…ล้มทั้งยืน
      
       ฤทธิ์เปิดประตูให้ลุงแสงเข้ามาในบ้าน ลุงแสงมองสภาพเขาแล้วพยักหน้าให้อย่างทึ่งๆ
       “ลุงแสง”
       ลุงแสงมองไปที่จอยซึ่งอยู่กับธิชาก็ตื่นเต้น
       “หนูธิชา หนูยังไม่ตายเหรอเนี่ย”
       ลุงแสงจะเข้าไปกอด แต่ธิชารีบหลบไปหลังจอย
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “ฉันไม่รู้เหมือนกันลุง แต่ธิชาจำใครไม่ได้เลย”
       ลุงแสงมองธิชาอย่างเวทนา ขณะที่ฤทธิ์มองสภาพศพของดอนและมองมาที่แผลตรงข้อเท้าของจอยอย่างนึกสังหรณ์ใจ
      
       สมุนที่ตายอยู่ที่ทุ่งหญ้าเพิ่งฟื้นคืนชีพมาในสภาพผีดิบ มันลุกขึ้นยืนโงนเงนมองหาเหยื่อ แต่ไม่ทันได้ลงมือก็โดนลุงแสงยิงหัว จนกระเด็นกลับไปนอนในพงหญ้า
      
       “ผมเคยได้ข่าวว่าที่กรุงเทพมีผีดิบระบาดอยู่ช่วงนึง นี่ถ้าไม่เห็นกับตาก็คงไม่เชื่อ”


  


        
       ฤทธิ์ประคองธิชาอยู่ไม่ได้สนใจคุยกับลุงแสง เขาหยุดเดินแล้วหันมามองจอยด้วยความเป็นห่วงใบหน้าของจอยเริ่มดูซีดเซียวผิดปกติ
       “น้ำตาสวรรค์…ถูกผลิตจากน้ำตามัจจุราช มันทำให้มนุษย์กลายพันธุ์”
       จอยชะงัก
       “ผู้หญิงคนนั้นใช้น้ำตาสวรรค์”
       “ปกติแล้วการกลายพันธุ์จะแพร่ระบาดจากคนสู่คนไม่ได้ เพราะมันเกิดจากสารเคมี ไม่ใช่เชื้อโรค”
       “แล้วพวกของดอนล่ะ”
       “ผมไม่รู้”
       “แล้วฉัน…”
       ฤทธิ์นิ่งงันไป ธิชากอดฤทธิ์และมองจอยอย่างกลัวๆ ขณะที่ลุงแสงเริ่มสงสัยว่าฤทธิ์จะทำอะไร ฤทธิ์ไม่กล้าสบตาจอย เขามองไปทางอื่นแล้วพูดออกมาอย่างหนักใจ
       “ที่ห้องแลปของบลูฟินิกซ์มีหมอเก่งๆอยู่หลายคน พวกเขาต้องมีทางรักษาคุณแน่ แต่ผมเกรงว่า…เราจะไปไม่ถึง”
       ลุงแสงชะงัก
       “คุณจะทำอะไร”
       ฤทธิ์ยื่นมือ
       “ขอปืนให้ผม”
       จอยได้ยินแค่นั้นก็ร้องไห้ออกมา รู้ทันทีว่าฤทธิ์จะทำอะไร ลุงแสงเริ่มเข้าใจเช่นกัน
       “ไม่...หนูจอยเป็นเพื่อนของคุณชาญ เธอเป็นเหมือนญาติของผม”
       “ผมถึงไม่อยากเห็นเธอต้องทรมาน”
       ลุงแสงตวัดปืนพาดบ่าเล็งใส่ฤทธิ์อย่างรวดเร็ว
       “ไอ้โกหก...ธิชาถอยออกมา”
       ธิชายังสับสน ลุงแสงเสียงดัง
       “ลุงบอกให้ออกมา”
       ธิชาไม่กล้าขยับ แต่ทันใดนั้นจอยที่ยืนเครียดอยู่นานก็อาเจียนออกมาเป็นเลือดสดๆกองหนึ่ง ลุงแสงตะลึง
       “หนูจอย”
       ฤทธิ์กังวล
       “เราต้องรีบจัดการ”
       ลุงแสงตวาด
       “หุบปาก”
       ฤทธิ์ยืนยันเสียงแข็ง
       “เดี๋ยวนี้”
       “กูบอกให้มึงหุบปาก กูไม่สนว่ามึงเป็นใคร แต่หนูจอยเป็นเพื่อนของคุณชาญ กูจะพาหนูจอยไปหาหมอ มึงได้ยินมั้ย ได้ยินรึยัง”
       ฤทธิ์ชะงัก
       “ลุงแสง”
       ลุงแสงกระชากลูกเลื่อนแล้วยกปืนเล็งใส่ฤทธิ์ ทันใดนั้นจอยก็กรีดร้องโหยหวนออกมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาในสภาพผีดิบที่เริ่มมีเขี้ยว ลุงแสงตกใจ
       “หนูจอย”
       จอยโผเข้าหาลุงแสง จังหวะนั้นฤทธิ์ก็รีบชักมีดออกมาเตรียมพร้อม จอยยื้อแย่งปืนกับลุงแสง
       “หนูจอย นี่ลุงนะ นี่ลุงเอง”
       จอยดึงปืนจากมือลุงแสง แล้วผลักลุงแสงออกไป เธอคำรามและกวาดมองไปรอบตัวอย่างสับสน บางอย่างในจิตสำนึกของเธอกำลังสู้กัน ภาพอดีตของเธอกับชาญ ภาพอดีตของเธอกับธิชา ภาพของลุงแสงที่เคยพูดจากกันแว่บเข้ามา จอยกรีดร้องโหยหวนออกมาก่อนจะตวัดปากกระบอกปืนเข้าหาตัวเองเสียงปืนดังขึ้นกึกก้อง
      
       ณัฐชาเพิ่งปีนลงมาที่ก้นเหวอย่างทุเลทุเล
       “เฮ้ย...ลื่นๆ โธ่เอ๊ย...โอ้ยเหนี่อยกว่าจะมาถึง”
       ณัฐชาตั้งหลักได้หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา
       “เอาล่ะ ทีนี้ก็ค้นหาตำแหน่งของนายโทมัส”
       ณัฐชากำลังกดโทรศัพท์ยิกๆ ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงคนเดินมา เธอยืนขึ้นแล้วจึงเห็นฤทธิ์จูงธิชามากับลุงแสง
       “โทมัส”
       “ณัฐชา”
       ณัฐชามองธิชาอย่างแปลกใจ ฤทธิ์ส่งเธอให้ลุงแสงพาเดินไปทางหนึ่ง ณัฐชามองสภาพฤทธิ์
       “นึกแล้วว่าคนอย่างคุณไม่ต้องใช้ตัวช่วย เฮ้อ...มาเสียเที่ยวจนได้”
       แทนคำตอบฤทธิ์ดึงตัวณัฐามากอดแน่นๆอย่างเรียกแรงใจ
      
       “โทมัส มีอะไรรึเปล่า”
      
       ฤทธิ์ยิ้ม
       “เพิ่งคิดได้ว่าคนเราตอนมีชีวิตอยู่ ควรจะดีๆกันเข้าไว้จะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง”
       “คุณหมายถึงชาญรึเปล่า”
       “ทุกคน…ทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่”
       ณัฐชานิ่วหน้าล้อเลียน ฤทธิ์ยิ้มรับ ก่อนจะมองลุงแสงที่กำลังจูงธิชาเดินลัดเลาะเกาะต้นไม้เพื่อขึ้นไปจากเหว
      
       ฤทธิ์เปิดประตูรถให้ธิชาขึ้นไปนั่ง สภาพของเธอดูสะอาดขึ้น ไม่มอมแมมเหมือนตอนแรก แต่ยังชืดๆอยู่ไม่มีราศี ณัฐชาซึ่งประจำตำแหน่งคนขับหันมายิ้มให้ธิชา
       “ไงจ๊ะหนู พร้อมจะเดินทางรึยัง”
       ธิชาหน้านิ่งไม่ยิ้มรับ ณัฐชาได้แต่เลิกคิ้วเบือนหน้ากลับไปกร่อยๆ ฤทธิ์หันไปลาลุงแสง
       “ผมฝากหนูธิชาด้วยนะคุณโทมัส”
       “ไม่ต้องห่วงครับลุง น้องสาวของชาญก็เหมือนน้องสาวของผม ผมจะดูแลเธอให้ดีที่สุด”
       ลุงแสงพยักหน้าแล้วจับมือกับฤทธิ์แทนคำสัญญา รถของณัฐชาแล่นจากไปลุงแสงมองตามอย่างใจหายบรรยากาศดูเงียบเหงา
      
       ณัฐชาขับรถโดยมีฤทธิ์นั่งอยู่ข้างๆ ส่วนธิชานั่งที่เบาะหลังมองทั้งคู่อยู่นานก่อนจะตัดสินใจถามขึ้น
       “พวกเราจะไปไหนคะ”
       ฤทธิ์กับณัฐชามองหน้ากันแบบแปลกใจนิดนึง
       “อ้าว...พูดได้เหรอ นึกว่าเป็นใบ้”
       ฤทธิ์ย่นคิ้วปรามณัฐชานิดหนึ่ง แล้วหันไปบอกธิชา
       “เราจะไปกรุงเทพจ้ะ บ้านใหม่ของเธออยู่ที่นั่น”
       ธิชาสบตาฤทธิ์แล้วยิ้มออกมา…ทว่าแววตาของเด็กสาวกลับแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียม
      
       บ้านฤดี ศพฤดียังกองอยู่ ขาของใครคนหนึ่งเดินเข้ามา ชายลึกลับคนนั้นโยนการ์ดที่มีโลโก้ของพรายพิฆาตลงที่พื้นรำพึงเบาๆอย่างสบายใจ
      
       “พรายพิฆาตจงเจริญ”


  


       รถของณัฐชาแล่นมาจนเกือบถึงบลูฟินิกซ์ ฤทธิ์ชี้...
       “เห็นตึกสูงๆนั่นรึเปล่าธิชา ที่นั่นคือบ้านใหม่ของเธอ”
       ธิชามองป้ายอาคาร
       “บลูฟินิกซ์ฟาร์ม่า พี่ชาญทำงานอยู่ที่นั่น” ธิชาตื่นเต้น “เราจะไปหาพี่ชาญกันเหรอคะ”
       ณัฐชามองหน้าฤทธิ์อย่างนึกขึ้นได้ ธิชายังไม่รู้ข่าวว่าชาญตายแล้ว
      
       ลิซ่ากับอัศวินยืนรอต้อนรับอยู่ ฤทธิ์กับณัฐชาพาธิชาเข้ามาในบริษัท
       “คุณนี่หาเรื่องเก่งจริงๆคุณโทมัส ขนาดฉันยังคิดไม่ถึงเลย ว่าคุณจะเจอกับสาวกพรายพิฆาต” ลิซ่าเข้ามาทัก
       ฤทธิ์ยิ้มรับก่อนบอกกับธิชา
       “ธิชา นี่คุณลิซ่า เดี๋ยวเขาจะดูแลเธอเอง”
       “มาสิ ฉันจะพาเธอไปดูห้องข้างบน”
       ฤทธิ์แอบบอกเบาๆ
       “ระวังด้วย ธิชายังไม่รู้เรื่องชาญ”
       ลิซ่าชะงักนิดหนึ่งแล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะพาธิชาไปที่ลิฟต์ ฤทธิ์กับณัฐชามองตามไป ณัฐชาสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง
      
       ฤทธิ์เพิ่งอาบน้ำเสร็จ เขาสดชื่นขึ้น ขณะที่ณัฐชายังนั่งจิบเครื่องดื่มรออยู่อย่างใช้ความคิด
       “คุณตั้งใจจะคุยกับเธอเมื่อไหร่ โทมัส”
       “เรื่องชาญน่ะเหรอ”
       “ทุกเรื่อง...ฉันอยากรู้ว่าก่อนหน้านี้เธอหายไปไหนมา แล้วไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้นได้ยังไง”
       “น้องสาวของชาญเพิ่งผ่านเรื่องร้ายๆมานะ ผมคิดว่าเราน่ารอก่อน”
       ณัฐชาลังเล ฤทธิ์แปลกใจ
       “มีอะไรเหรอ”
       “ฉันแค่สังหรณ์ใจ มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับธิชา”
       คำพูดของณัฐชาทำให้ฤทธิ์รู้สึกกังวล
      
       ลิซ่าเดินนำธิชาเข้ามาในห้องแลปของบลูฟินิกซ์ ธิชากวาดตามองอย่างสนใจ
       “เรามาที่นี่ทำไมเหรอคะ”
       “มันเป็นกฎของบริษัทจ้ะ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต้องผ่านการตรวจร่างกาย”
       ธิชาท่าทางลังเล
       “ไม่ต้องห่วง ถ้าเธอมีปัญหาเรื่องสารเสพติดล่ะก็ ฉันจะปิดเป็นความลับเอาล่ะ ทีนี้ก็ถอดเสื้อได้แล้ว”
       ธิชาลังเล แต่ตัดสินใจถอดเสื้อออก ระหว่างนั้นลิซ่าก็หันไปสวมถุงมือยางแต่พอหันกลับมาก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่า แผ่นหลังของธิชามีร่องรอยบาดแผลคล้ายถูกเฆี่ยนตีอยู่หลายแผลด้วยกัน รวมทั้งรอยจี้ด้วยบุหรี่
       “เธออยากเล่ามั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น”
       แววตาของธิชาเต็มไปด้วยความคับแค้น สะเทือนใจกับอดีตของตน
      
       ฤทธิ์ ณัฐชา ลิซ่า คุยกันอยู่ในห้องสมุดบริษัท ลิซ่าเล่าเรื่องที่รู้จากธิชาให้ทั้งคู่ฟัง
       “ฝีมือพวกแก๊งค์ค้ายา พวกมันทารุณเธอจนต้องหนีไปหาจอย ก่อนไปเจอผู้หญิงคนที่เป็นผีดิบคนนั้น”
       ณัฐชาสงสัย
       “ผู้หญิงคนนั้นจับเธอไว้เหรอ”
       “เปล่า เธอเพิ่งเสียลูกสาวไป แล้วก็เสพน้ำตาสวรรค์จนเพี้ยนเลยคิดว่าธิชาคือลูกสาวของเธอ”
       “แล้วทำไมธิชาไม่หนี”
       “เธอคิดว่ามันปลอดภัยกว่าถ้าจะซ่อนตัวอยู่ที่นั่น และตัดขาดจากโลกภายนอก”
       ณัฐชาหันมาหาฤทธิ์
       “น่าสงสัยนะ น้ำตาสวรรค์กำลังขาดตลาด แล้วยัยผีดิบไปเอามาจากไหนตั้งมากมาย แล้วที่สำคัญปกติการกลายพันธุ์จะไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน แต่เหยื่อของแม่นี่ดันกลายเป็นผีดิบไปด้วย เหมือนแวมไพร์ไม่มีผิด ฉันว่ามันต้อง…”
       ฤทธิ์ตัดบท
       “เอาล่ะๆ ค่อยๆคิดเถอะครับคุณตำรวจ เรื่องคดียังไงก็เป็นหน้าที่ของคุณ ส่วนเรื่องธิชาผมจัดการเอง”
       ณัฐชามองฤทธิ์อย่างหนักใจ
      
       ธิชาแต่งตัวชุดใหม่เสร็จเป็นชุดเรียบๆ เธอนั่งรออยู่บนเตียง แต่เมื่อไม่เห็นว่ามีใครมาตาม จึงตัดสินใจเดินไปที่ประตูและแง้มออกไปดูข้างนอก เห็นทางเดินภายนอกเงียบวังเวง แต่เห็นมีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ เธอมองกล้องวงจรปิด อย่างใช้ความคิด
      
       จ่าสมพรเดินไปทำธุระ แต่แล้วก็มีตำรวจตามมาเรียก
       “จ่า...จ่าครับ”
       “ว่าไง”
       “ทางฝ่ายจราจรแจ้งว่ารถของคนร้ายคันที่ใช้ก่อเหตุถูกโจรกรรมมาครับแล้วก็เคยใช้งานอย่างอื่น ก่อนลงมือด้วย”
      
       จ่าสมพรนิ่วหน้าอย่างสนใจ


  


       ฤทธิ์ดันหลังให้ณัฐชาไปที่ลิฟต์แกมเล่นแกมไล่
       “นี่คุณเชื้อฉันสิ ลางสังหรณ์ของตำรวจไม่เคยพลาดนะคุณ”
       “เอาไว้ตอนขึ้นศาล คุณไปบอกกับผู้พิพากษาแบบนี้ละกัน”
       ณัฐชาเริ่มเข้ม
       “โทมัส”
       “เชื่อผมเถอะณัฐชา ทางนี้ผมจัดการได้”
       “กระตือรือร้นเหลือเกินนะ เรื่องสาวๆเนี่ย”
       “โธ่คุณ ธิชาเป็นน้องของชาญ เพื่อนผมนะ”
       “ก็ยังไม่ได้บอกว่าคุณคิดอะไรซะหน่อย ทำไมต้องร้อนตัวด้วยล่ะหรือว่าคิดจริงๆ”
       “อ้าว… นี่...ณัฐชา ผมไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น คุณต่างหากที่กำลังคิด”
       “คิดอะไร”
       “คุณหึง”
       ณัฐชาแค่นหัวเราะ
       “เฮอะ ฝันไปเหอะคุณ ผู้หญิงอย่างฉันไม่มีทางเหมือนผู้หญิงคนอื่น โหมดหึงไม่เคยมีในสารบบของณัฐชา”
       ฤทธิ์เห็นลิฟต์มาพอดีก็ชี้เตือน
       “แล้วผมจะคอยดู โชคดีนะ”
       ณัฐชาเข้าลิฟต์ไป แอบบ่นกับตัวเองด้วยอารมณ์งอนแบบเด็กๆ
       “คนบ้า อย่าให้จับได้นะว่ากิ๊กเด็ก เจอวิสามัญแน่ คอยดูสิ”
      
       ธิชาดูภาพวงจรปิดของณัฐชาจากจอคอมพิวเตอร์ ระหว่างนั้นอัศวินก็เข้ามาโดยที่เธอไม่รู้ตัว
       “เธอเข้ามาในนี้ทำไม”
       ธิชาสะดุ้งหันมามองหน้าอัศวิน
       “เธอคงจะเป็นน้องสาวของชาญที่ชื่อธิชา ไม่ต้องกลัวนะ ฉันชื่ออัศวินเป็นหัวหน้า ร.ป.ภ.คนใหม่ของที่นี่...เราออกไปข้างนอกกันเถอะ”
       ธิชามองอัศวินอย่างหวาดกลัว พอมืออัศวินจะถูกตัว เธอก็กรี๊ดลั่นก่อนจะผลักเขาออกไป...ฤทธิ์พอได้ยินเสียงกรีดร้องก็หยุดฟังอย่างตกใจ
      
       ธิชาวิ่งหนีอัศวินให้พล่านไปทั่วห้อง ขณะที่อัศวินพยายามจะหยุดเธอ
       “นี่...ฟังฉันก่อนสิ ฉันเป็นคนดีนะ ฉันไม่ได้ทำร้ายเธอ...ธิชา หยุดก่อน”
       ธิชาไม่ฟังเสียงคว้าคัดเตอร์ปาดใส่อัศวินจนหลังมือเป็นแผล ฤทธิ์เข้ามา
       “เกิดอะไรขึ้น”
       ธิชาพอเห็นฤทธิ์ก็วิ่งเข้าไปกอดทันที
       “ธิชา”
       “เขาจะฆ่าฉัน...เขาจะฆ่าฉัน”
       “ผม…ผมแค่จะ...”
       ฤทธิ์มองอัศวินอย่างเข้าใจ
       “ฉันเข้าใจ นายไปทำแผลเถอะ ทางนี้ฉันจัดการเอง”
       อัศวินพยักหน้าอย่างอ่อนใจ ขณะที่ธิชายังเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดผวา
      
       ฤทธิ์คุยเรื่องอาการของธิชา กับลิซ่าในห้องแลป
       “ฉันว่ามันคงเป็นอาการป่วยอย่างหนึ่ง ธิชามีประวัติเคยใช้สารเสพติดแถมยังเคยถูกทำร้ายร่างกายจิตใจมาก่อน อารมณ์ของเธอถึงได้เปราะบางขนาดนั้น”
       “แล้วคุณว่าผมควรจะบอกเธอตอนไหนดี เรื่องชาญ”
       “ฉันบอกไม่ได้หรอกคุณโทมัส ตอนนี้คุณคือผู้ปกครองของเธอ เรื่องนี้คุณต้องตัดสินใจเอง”
       ฤทธิ์หนักใจ
      
       ค่ำนั้น จ่าสมพรกำลังคีย์คอมพิวเตอร์ก่อนจะผลักหน้าจอให้ณัฐชาชมวีดิโอคลิป
       “ภาพนี้ได้มาจากอพาร์ตเมนท์แห่งหนึ่ง โชคดีที่เครื่องบันทึกเกิดขัดข้อง ไฟล์ภาพชุดนี้ก็เลยยังไม่ถูกอัดทับ”
       ณัฐชาพยักหน้า
       “ดูจากวันที่ น่าจะราวๆเดือนนึงเห็นจะได้”
       “ครับผม”
       ภาพวีดิโอคลิปเห็นรถคนร้ายแล่นมาจอดที่หน้าอพาร์ตเมนต์ คนร้ายสามคนลงมาจากรถ ก่อนจะพาผู้หญิงคนหนึ่งเข้าไปในอพาร์ตเมนท์
       “หยุดภาพก่อนซิจ่า...ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
       “ไม่ทราบครับ ผมกะว่าจะไปถามเจ้าของอพาร์ตเมนท์วันพรุ่งนี้”
       ณัฐชาเพ่งมองหน้าจอใกล้ๆ เห็นภาพของผู้หญิงคนนั้นไม่ชัดเจนแต่ดูคล้ายธิชาจริงๆ
      
       ฟ้าฝนตั้งเค้า ฤทธิ์หยิบกล้องถ่ายรูปของชาญมาดูอย่างครุ่นคิด…เขาตัดสินใจว่าควรบอกความจริงเรื่องที่เกิดขึ้นกับธิชา

       ธิชานั่งเหม่อมองอยู่ที่หน้าต่าง ก่อนที่เสียงเคาะประตูจะดังขึ้น เธอหันมองไปและฤทธิ์โผล่หน้าเข้ามา
       “ยังไม่นอนอีกเหรอ”
       “ฉันยังไม่ง่วง”
       ฤทธิ์พยักหน้าก่อนจะเดินเข้ามาในห้อง
       “พี่ชาญรู้รึเปล่าว่าฉันอยู่ที่นี่...คืนนี้เขาจะมามั้ย หรือว่าเขายังโกรธฉัน”
       ฤทธิ์ทำใจนิดหนึ่งก่อนจะส่งกล้องถ่ายรูปของชาญให้เธอ แล้วค่อยนั่งลงข้างๆ
       “ชาญ...ไม่อยู่แล้ว”
       ธิชาเริ่มเดาออก
       “นานแค่ไหน”
       “เราคงไม่ได้เจอกับเขาอีก”
       ธิชาร้องไห้
       “ในเมื่อเขาไปแล้ว แล้วคุณพาฉันมาที่นี่ทำไม”
       ฤทธิ์กุมมือธิชา
       “เพราะชาญคือเพื่อนของฉัน ดังนั้นเธอก็คือน้องสาวของฉันด้วยเหมือนกัน ต่อไปนี้ฉันดูแลเธอเอง”
       ธิชาร้องไห้โผกอดฤทธิ์เอาไว้
      
       ณัฐชาเลือกซื้อของในร้าน พวกของขบเคี้ยวต่างๆ เธอคว้าขนมอย่างหนึ่งที่เหลือห่อสุดท้าย พร้อมกับมือผู้ชายเข้ามาคว้าเหมือนกัน
       “เอ๊ะ”
       ณัฐชาหันไปเจออัศวิน
       “ขอโทษครับ”
       อัศวิน ทำมือเชิญให้ณัฐชาเอาขนมไป ณัฐชายิ้มๆ
       “เสียดายนะครับ เหลือถุงเดียว”
       ณัฐชาไม่พูดอะไรเดินไปจ่ายเงิน รู้สึกคุ้นหน้าอัศวิน แต่คิดไม่ออก หันไปมอง อัศวินยิ้มให้ ณัฐชายิ้มนิดๆรีบเมินกลับ กลัวหาว่าแอบมอง
      
       ณัฐชา เดินหิ้วถุงขนมมาตามทาง รู้สึกเหมือนมีใครตาม หันไป ก็เห็นอัศวินเดินหิ้วถุงตามมา อัศวินยิ้มให้อีก ณัฐชาเมินกลับสงสัย
       “ตามมาทำไมเนี่ย”
      
       ณัฐชาเดินเร่งรีบเข้ามาในคอนโด อัศวินก็ยังเดินตามมา ยิ้มให้อีก ณัฐชารีบเข้าลิฟต์กด อัศวินตามไม่ทัน
       ณัฐชาหากุญแจจะไขเข้าห้อง แต่หาไม่เจอ อัศวินเดินเข้ามา
       “หากุญแจไม่เจอเหรอครับ”
       “นี่คุณตามฉันมาทำไม ต้องการอะไร”
       “เออ ผม...”
       “คุณคงไม่รู้นะว่าฉันเป็นตำรวจ”
       “ทราบครับ ผู้กองณัฐชา”
       “ทำไมรู้จักชื่อฉันด้วย”
        “นี่ผู้กองจำผมไม่ได้จริงๆเหรอครับ เราเคยเจอกันแล้วที่บลูฟีนิกซ์”
       ณัฐชาชะงัก
       “ฮะ”
       “ผมชื่ออัศวิน เป็นหัวหน้ารปภ.ที่นั่นครับ”
       ณัฐชานึกออก
       “มิน่า ฉันคุ้นหน้าคุณมาก แล้วตกลงคุณตามฉันมาทำไม”
       “ผมไม่ได้ตามผู้กองนะครับ ผมพักที่นี่ นี่ห้องผม”
       อัศวินชูกุญแจห้องตรงข้าม ให้ณัฐชาดู
      
       ณัฐชากับอัศวินนั่งคุยกันในร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นข้างทาง
       “ฉันกลับดึกมาก เลยไม่ทันสังเกตว่าคุณย้ายมาอยู่ห้องตรงข้ามแล้ว โหสิ นะ”
       “ผมก็กลับเช้าเลยไม่เคยเจอผู้กองเหมือนกัน ผมชื่ออัศวินนะครับ เรียกวินก็ได้”
       “โอเค คุณวิน”
       “ผู้กองรู้มั้ย ว่าผมเป็นแฟนคลับผู้กองนะครับ”
       “จริงเหรอ”
       “สาบานเลยครับ ผมตามข่าวผู้กองตลอดตั้งแต่ผู้กองลุยกับพวกพรายพิฆาต นี่ไง ผมยังเซฟภาพข่าวผู้กองไว้เลย”
       อัศวินยื่นโทรศัพท์ให้ดู ณัฐชามองอย่างไม่อยากเชื่อ
       “อย่าเพิ่งคิดว่าผมเป็นโรคจิตนะครับ ผมน่ะ ใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ไม่มีโอกาส เลยมาเป็นรปภ. อย่างน้อยก็ใกล้เคียง”
       “แต่อย่างคุณ ฉันว่าน่าจะไปเป็นดารามากกว่านะ”
       “ดารามีเยอะแล้วครับ แล้วผมก็ขี้อายด้วย แค่ครูให้ออกไปพูดหน้าฉันก็ฉี่เกือบราดแล้ว”
       ณัฐชาขำ คนขายเอาก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟสองชาม อัศวินกับณัฐชาชะงัก เขี่ยๆถั่วงอกแล้วพูดออกมาพร้อมกัน
       “เฮีย ฉัน –ผมไม่ใส่ถั่วงอก”
       ทั้งคู่มองหน้ากัน หัวเราะ มิตรภาพเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
      
       หลังจากทานก๋วยเตี๋ยวเสร็จ ทั้งคู่เดินกลับไปที่ตึกด้วยกัน
       “ดีใจที่ได้รู้จักนะ คุณวิน”
       “ครับ คุณโทมัส ต้องแปลกใจแน่ๆที่ผมพักอยู่ที่เดียวกับผู้กอง”
       “คุณไม่ต้องเล่าให้เขาฟังหรอก”
       “อ้าว ทำไมละครับ”
       “ฉันจะได้ฝากคุณสอดส่องพฤติกรรมเขาไง”
       “คุณโทมัสดูไม่ใช่คนเจ้าชู้นะครับ จะมีก็แค่คุณธิชาที่ดูเขาจะเป็นห่วงมาก”
       “เขาแสดงออกขนาดนั้นเลยเหรอ”
       “ครับ กำชับให้พวกผมดูแลเป็นพิเศษ”
       “แล้วธิชา เขาเป็นไง มีอะไรแปลกกๆบ้างมั้ย”
       “แปลกยังไงครับ”
       “เปล่าๆ ถามไปงั้นแหละ ขอบคุณนะที่เลี้ยงก๋วยเตี๋ยวรอบดึก แล้วเจอกัน”
       “ฝันดีครับผู้กอง”
      
       ต่างคนต่างเข้าห้องของตน


  


       ฤทธิ์นอนหลับอยู่บนเตียงแต่ไม่ค่อยสนิทนัก เมื่อพลิกตัวมาก็เห็นบารอนยืนมองเขาอยู่ ฤทธิ์ตกใจ
       “พรายพิฆาต”
       ฤทธิ์รีบคว้าปืนจากใต้หมอนออกมาเล็งใส่บารอน แต่จังหวะนั้นบารอนก็พุ่งแทงมีดใส่เขา
       “ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้านักสู้มหากาฬ วันตายของแกมาถึงแล้ว”
       ฤทธิ์มองหน้าบารอนด้วยความตกใจขณะที่มันชักมีดออกมาแล้วแทงซ้ำอีกครั้ง ฤทธิ์สะดุ้งตกใจตื่นพอรู้ว่าตัวเองฝันร้ายก็ยิ่งเครียดหนัก
       “นี่เราฝันไปเหรอเนี่ย”
       โทรศัพท์ดังขึ้น ฤทธิ์รับสาย เสียงบารอนดังมาจากปลายสาย
       “ฤทธิ์ ราวี”
       “นั่นใคร”
       “ฉันคือคนที่จับตาดูแกอยู่ ฉันคือยมทูตของแก”
       “พรายพิฆาตอีกสิท่า”
       “ส่งน้ำตามัจจุราชที่แกซ่อนไว้มาให้ฉัน ไม่อย่างนั้นแกจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”
       ฤทธิ์ขบกรามด้วยความตึงเครียด ก่อนที่อีกฝ่ายจะวางสายไปแค่นั้น
      
       ฤทธิ์เรียกลิซ่ามาปรึกษากลางดึก เธอส่งน้ำดื่มให้
       “คุณเป็นคนบอกฉันเองว่าน้ำตามัจจุราชถูกเก็บไว้ในที่ปลอดภัย พวกคนร้ายไม่มีทางเจอมันแน่”
       “เพราะแบบนี้ผมถึงกลัวว่ามันจะใช้วิธีสกปรก”
       “เพื่อบีบคุณให้ส่งน้ำตามัจจุราชงั้นเหรอ ถ้ามันรู้จักคุณมันคงไม่กล้า ทำแบบนั้นหรอก”
       ลิซ่าปลีกตัวไปหาที่นั่ง
       “พรายพิฆาตเคยต่อรองกับคุณ ด้วยชีวิตของคนที่คุณรักมากที่สุดนั่นก็คือผู้กองณัฐชา แต่ถึงขนาดนั้นก็ยังเปลี่ยนใจคุณไม่ได้ เรื่องนี้สมุนของมันก็น่าจะรู้”
       “ผมกลัวว่ามันจะมีแผนอื่น”
       “คุณวางใจเถอะคุณโทมัส ทุกคนที่อยู่ที่นี่จะต้องปลอดภัย ฉันรับรอง”
      
       อัศวินหิ้วถุงใส่ก๋วยเตี๋ยวเข้ามาเต็มสองมือ หัวหน้ายามกับลูกน้องรีบมาต้อนรับ
       “อ้าวหัวหน้า เข้าเวรดึกเหรอครับ”
       “เปล่าหรอก ฉันนอนไม่หลับน่ะ นี่เลยซื้อก๋วยเตี๋ยวมาฝาก”
       “โอ้โห เลี้ยงได้เป็นกองทัพเลยครับหัวหน้า ขอบคุณครับ”
       “กองทัพต้องเดินด้วยท้องอยู่แล้วนี่” อัศวินส่งของให้ “เอาไปแบ่งกันเถอะ เดี๋ยวทางนี้ฉันดูแลให้”
       “ขอบคุณมากครับ”
       หัวหน้ายามรับมาส่งให้ลูกน้อง
       “เฮ้ยจัดการด้วย ผลัดกันกินนะโว้ย ไม่ใช่ไปปาร์ตี้กันหมด”
       “ครับ”
       ยามรีบหิ้วถุงอาหารเข้าไปข้างใน
       “คืนนี้อยู่เต็มอัตราศึกเลยหรือไง”
       “ครับ คุณลิซ่าหวั่นว่าจะเกิดเหตุร้าย ก็เลยจัดเต็มแบบนี้มาหลายคืนแล้วครับ”
       อัศวินมองไปที่ประตู
       “ถ้าพรายพิฆาตบุกเข้ามาจริงๆ พวกมันต้องเสร็จเราแน่”
       หัวหน้ายามพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ขณะที่อัศวินยังมีเรื่องครุ่นคิดบางอย่าง
      
       วันใหม่...จ่าสมพรขับรถมาจอดที่หน้าอพาร์ตเมนท์ ณัฐชาที่โดยสารมาด้วยมองออกไปและเห็นกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่หน้าทางเข้า
       “cctv ของจราจรเห็นรถคนร้ายแล่นเข้ามาในซอยนี้ครับ แล้วกล้องตัวนี้ก็คือตัวที่ถ่ายภาพไว้เมื่อวาน”
       ณัฐชาพยักหน้าอย่างเข้าใจ
      
       คนดูแลหอพักตอบคำถามของณัฐชา จ่าสมพรกำลังดูแฟ้มบัญชีคนเช่าห้องพักไปพลางๆ
       “แหม จำไม่ได้จริงๆครับคุณตำรวจ เพราะผู้หญิงคนนั้นมาอยู่ไม่ถึงเดือน แล้วก็เก็บตัวเงียบแต่ในห้อง ข้าวปลาอาหารก็โทรสั่งเอาทุกมื้อ”
       “ดูเหมือนเอกสารที่ใช้เช่าห้องพัก จะเป็นของปลอมตัวด้วยครับผู้กอง”
       ณัฐชาดูแฟ้มเอกสารอย่างหนักใจก่อนจะคิดอะไรขึ้น เธอหยิบโทรศัพท์มากดให้ดูรูปของธิชา
       “ลุงช่วยดูหน่อยสิ ว่าผู้หญิงคนนั้น หน้าตาเหมือนคนในรูปนี่รึเปล่า”
       คนดูแลดูสักพัก
       “เอ...ก็คล้ายๆนะครับ แต่ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน”
       ณัฐชาได้แต่หนักใจ
      
       จ่าสมพรกับณัฐชาเดินกลับมาขึ้นรถด้วยกัน
       “มันก็แปลกนะครับผู้กอง”
       “ยังไงเหรอจ่า”
       “ถ้าคนร้ายเป็นโจรธรรมดา จะหิ้วผู้หญิงมาด้วยก็ว่าไปอย่าง แต่นี่พวกมันเป็นพรายพิฆาต มันจะพาผู้หญิงมาด้วยทำไม”
       “นั่นล่ะที่ฉันสงสัย ผู้หญิงคนนั้นต้องมีผลกับแผนการของพวกมัน”
       จ่าพรคิดๆ
       “ผู้หญิงของพรายพิฆาต…” จ่าพรนึกขึ้นได้ “เออ จริงด้วย”
       “อะไรเหรอจ่า”
       “โกดังที่เราไปวันก่อนไงครับผู้กอง ที่ห้องพักด้านหลัง ผมเจอลิปสติกของผู้หญิงที่นั่น”
       ณัฐชาคิดๆ
       “หรือว่า...จะเป็นคนเดียวกัน”
      
       จ่าพรพยักหน้าอย่างเห็นด้วย


  


       จ่าสมพรมือหนึ่งถือปืน อีกมือถือไฟฉาย ให้ณัฐชาใช้ปากคีบๆหลักฐานประมาณเส้นผมจากที่นอนใส่ซองพลาสติก
       “เร็วๆหน่อยครับผู้กอง ถ้าไอ้ตัวประหลาดนั่นเกิดย้อนมาอีก มีหวังได้ยุ่งกันใหญ่แน่”
        “เรียบร้อยแล้วจ่า เดี๋ยวเราได้รู้กันแน่ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร”
       ณัฐชามองเส้นผมในซองหลักฐานอย่างมุ่งมั่น
      
       ลิซ่าคุยโทรศัพท์กับณัฐชา
       “คุณแน่ใจแค่ไหนว่าผู้หญิงคนนั้นคือธิชา”
       “ฉันยังไม่มีหลักฐาน แต่ยังไงก็อยากเตือนให้โทมัสระวังตัวไว้ก่อน”
       “แล้วทำไมคุณไม่เตือนเขาเองล่ะ”
       “ขืนฉันพูดเดี๋ยวเขาก็หาว่าฉันขี้ระแวงอยู่ดี คุณช่วยบอกแทนฉันด้วยละกัน”
       “ถ้างั้นก็คงต้องรอเย็นนี้”
       ณัฐชาแปลกใจ
       “เย็นนี้...โทมัสไม่อยู่เหรอ”
       “เขาออกไปข้างนอกกับธิชา”
       ณัฐชาอึ้งไป
      
       ฤทธิ์ยืนดูธิชาที่ลองเสื้อผ้าโดยมีพนักงานขายคอยแนะนำ ไม่นานนัก เธอส่งชุดคืนให้พนักงานขาย
       “ไม่ชอบชุดนี้เหรอธิชา” ฤทธิ์เดินเข้ามา
       “ชอบค่ะ แต่ธิชาว่ามันแพงเกินไปหน่อย”
       ฤทธิ์บอกกับพนักงานขาย
       “ช่วยใส่ถุงให้ด้วยนะครับ”
       “ได้เลยค่ะ”
       “จะดีเหรอคะคุณโทมัส”
       “ก็บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกคุณ ให้เรียกโทมัสเฉยๆก็พอ”
       ธิชาลังเล
       “พี่...พี่โทมัส”
       ฤทธิ์ยิ้มอย่างพอใจ เอื้อมมือขยี้ผมธิชาเบาๆ
      
       ฤทธิ์กับธิชา นั่งอยู่ในร้านไอศครีม บรรยากาศสบายๆ
       “ทานสิ ตามสบายนะ”
       ธิชายิ้มขำท่าทางกระตือรือร้นของฤทธิ์
       “หนูไม่ใช่เด็กนะคะพี่ พี่ไม่ต้องเอาใจหนูก็ได้ค่ะ”
       “พี่ไม่ใช่คนอื่นซะหน่อย ทำไมต้องเกรงใจด้วยล่ะ”
       ธิชามองไปรอบๆอย่างทำใจ
       “ชีวิตหนูเวลามีอะไรดีๆเกิดขึ้น มันมักจะจากไปเร็วเสมอ แต่ก่อนหนูเคยมีพร้อมทุกอย่าง แต่ว่าตอนนี้…”
       ฤทธิ์เห็นธิชาดูเศร้าก็เอื้อมมือไปกุมมือเธอ
       “โลกนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีเสมอไป แต่ไม่เคยมีใครโชคร้ายตลอดชีวิต”
       “พี่แน่ใจเหรอคะ”
       “พี่ก็เหมือนกับเรา แต่ก่อนก็อยู่ตัวคนเดียวเหมือนกัน”
       “แสดงว่าตอนนี้พี่มีครอบครัวแล้วเหรอค่ะ”
       “มีน้องสาวคนนึง นั่งอยู่ตรงนี้ไง”
       ธิชานึกขึ้นได้แล้วยิ้มออก ฤทธิ์มองธิชาอย่างผูกพัน
      
       อัศวินแอบซ่อนกล้องรูเข็มสำหรับสอดแนมไว้ในห้องของธิชา ก่อนจะหันมาถามลิซ่าอย่างลังเล
       “ทำแบบนี้จะดีเหรอครับคุณลิซ่า”
       “ฉันเชื่อใจผู้กองณัฐชา ถ้าไม่มีเบาะแส เธอคงไม่สงสัยธิชาแบบนี้หรอก”
       “แต่ว่าถ้าคุณโทมัสรู้เข้า”
       “ฉันจะรับผิดชอบเอง”
       อัศวินพยักหน้าเหมือนไม่อยากขัดใจ จังหวะนั้นเองเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ลิซ่ารับสาย
       “ผู้กองณัฐชา ใช่ค่ะ ฉันทำตามที่คุณสั่งแล้วได้ค่ะ อีกเดี๋ยวฉันจะลงไป”
      
       ณัฐชายืนรออยู่ในล็อบบี้ ฤทธิ์เดินกลับเข้ามากับธิชาที่เกาะแขนเขา อย่างสนิทสนม ฤทธิ์แปลกใจ
       “ณัฐชา”
       ธิชาค่อยๆชักมือออกเหมือนเห็นณัฐชาจ้องตาเขม็ง
       “พาธิชาไปเที่ยวมาเหรอคะ คุณโทมัส”
       “ก็แค่พาไปเปิดหูเปิดตานิดหน่อย ไม่อยากให้เบื่อ”
       ณัฐชามองธิชา
       “ค่ะ เห็นสีหน้าตะกี๊แล้ว ท่าทางคงมีความสุขมาก”
       ฤทธิ์ปราม
       “ไม่เอาน่าณัฐชา มีอะไรไปคุยกันข้างบนเถอะ”
       ณัฐชาไม่ทันตอบโต้ ลิซ่ากับอัศวินก็มาถึง
       “ผู้กอง...คุณโทมัส มาพอดีเลย”
       ฤทธิ์หันไปต่อว่าลิซ่า
       “คุณน่าจะบอกผมก่อนว่าผู้กองจะมา”
       “อย่าโทษลิซ่าเลยค่ะ ฉันไม่ได้แจ้งเธอล่วงหน้า เพราะไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าคุณต้องการล่ะก็ คราวหลัง ฉันจะจัดการให้”
       ฤทธิ์มองณัฐชาอย่างไม่สบอารมณ์นัก
      
       อัศวินหิ้วถุงข้าวของที่ซื้อมาไปส่งธิชาที่ห้อง
       “ถ้าคุณธิชาต้องการอะไรก็เรียกผมได้เลยนะครับ อ้อแล้วก็กลางคืนที่นี่มีกฎห้ามออกไปเดินนอกห้องถ้าไม่จำเป็น รบกวนคุณธิชาช่วยปฏิบัติตามด้วยนะครับ”
       ธิชาหันมามองอย่างเย็นชา
       “นายสั่งฉันเหรอ”
       “เปล่าครับ แต่คุณลิซ่าบอกผมมาแบบนั้น”
       ธิชาเดินมาจ้อง
       “ถ้างั้น ก็ให้ลิซ่ามาพูดกับฉัน ไม่ใช่นาย”
      
       อัศวินพยักหน้ารับทราบ เขารู้สึกว่าธิชามีด้านมืดบางอย่างที่คนอื่นยังไม่รู้


  


       ฤทธิ์กับณัฐชาคุยกันอยู่ในห้องนอน
       “นี่คุณต้องการอะไรกันแน่ณัฐชา คุณจะคอยจับผิดธิชาไปถึงไหน”
       “ฉันแค่ไม่ไว้ใจเธอ คุณน่าจะส่งเธอไปอยู่ที่อื่น จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าคุณปลอดภัย”
       “ทำไมผมต้องระแวงเธอด้วย เพราะคุณสั่งให้ผมระแวงงั้นเหรอ”
       “ฉันเป็นห่วงคุณนะโทมัส”
       “ผมตัดสินใจเองได้” ฤทธิ์ปลีกตัวไปหาอะไรดื่ม “ผมไม่ว่าหรอกนะที่คุณจะไม่ชอบธิชา แต่อย่างน้อยก็ควรจะมีหลักฐาน หรือเหตุผลที่มากกว่านี้ ที่คุณมีตอนนี้มันก็แค่อารมณ์เท่านั้นเอง”
       ณัฐชาน้อยใจ
       “ก็จริงของคุณ ถ้างั้นฉันกลับก่อนละกัน”
       ณัฐชาเดินสวนผ่านฤทธิ์ แต่อีกฝ่ายนั้นคว้าข้อมือเธอไว้ ไม่มีคำพูดแต่ฤทธ์ส่งสายตาเว้าวอนให้เธอลืมเรื่องที่เถียงกัน ณัฐชาแกะมือฤทธิ์ออกแล้วเดินจากไป
      
       ณัฐชากลับออกมาและเจอลิซ่ายืนดักรออยู่ท่าทางเหมือนรู้ว่าได้เกิดอะไรขึ้น
       “คุณเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง เขาก็เหมือนกัน”
       “ฉันจะรีบหาหลักฐานมายืนยันสิ่งที่ฉันพูดให้เร็วที่สุด ฝากทางนี้ด้วยนะ”
       “ค่ะ ผู้กอง”
       ณัฐชาเดินจากไป ลิซ่ามองตามอย่างเข้าใจ
      
       ค่ำนั้น ฤทธิ์ปลีกตัวมาสงบสติบนดาดฟ้าก่อนที่อัศวินจะตามมา
       “คุณลิซ่าให้ผมมาเตือนคุณว่าคุณต้องฉีดยาต้านไวรัส”
       “ฉันรู้แล้ว”
       “เธอสั่งว่าต้องฉีดภายใน...”
       ฤทธิ์หันมาดุ
       “ฉันบอกว่าฉันรู้แล้วไง”
       อัศวินอึ้ง
       “ผมขอโทษครับ”
       อัศวินทำท่าจะเดินกลับไป ฤทธิ์มองตามอย่างรู้สึกผิด
       “อัศวิน...ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
      
       ฤทธิ์กับอัศวินนั่งดื่มเหล้าด้วยกัน
       “แต่ก่อนฉันเคยมีเพื่อนอยู่คนนึง เค้าคอยปกป้องฉันเสมอแล้วก็ให้คำปรึกษาเวลาที่ฉันจนตรอก”
       “ชาญเหรอครับ”
       ฤทธิ์พยักหน้า
       “ชาญ”
       “เสียดายที่ผมประสบการณ์ยังไม่ถึงขนาดนั้น ก็เลยช่วยอะไรคุณไม่ได้”
       “ไม่ใช่ความผิดของนายซะหน่อย นี่เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับงาน”
       “แต่คุณก็ระบายให้ผมฟังได้นะครับ อย่างน้อยคุณก็ควรบอกว่า คุณกำลังกลุ้มใจเรื่องอะไร”
       ฤทธิ์มองอัศวินอย่างลังเล ก่อนจะตัดสินใจ
       “ฉันรู้สึกว่าเวลาของฉัน…หมายถึงนาฬิกาชีวิตของฉัน มันเดินช้าเหลือเกิน แล้วมันทำท่าจะหยุดเดินด้วยซ้ำ มันทำให้ฉันไม่กล้าวางแผนอะไรสำหรับอนาคต ไม่กล้าที่จะเริ่มต้นอะไร นอกซะจากดูแลแค่สิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ให้ดีที่สุด”
       อัศวินคิดๆ
       “ผมเคยเห็นข่าวผู้ชายคนนึง เขาแต่งงานตอนอายุเจ็ดสิบ ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเขาเห็นแก่ตัวมาก แต่พอมานึกๆดูแล้ว...ผมคิดว่าเวลาที่เหลืออยู่ของทุกคน มีไว้เพื่อทำอะไรสักอย่าง ไม่ใช่ เพื่อรอวันตาย”
       “นายแน่ใจเหรอ”
       “ลูกผู้ชายทุกคนคือฮีโร่ และฮีโร่ควรอยู่อย่างมีความหวังครับเจ้านาย ไม่ว่าแพ้หรือชนะ เราต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีมีหัวใจของนักสู้”
       วิญญาณของนักสู้เหมือนถูกปลุกเร้าฤทธิ์ขึ้นมาอีกครั้ง
      
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น ณัฐชาเปิดประตูออก ไม่มีใคร เห็นแต่ถุงปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้แขวนอยู่หน้าห้อง มีโน้ตเล็กๆด้วย
       “อาหารเช้า เจ้าอร่อยครับ...วิน”
       ณัฐชายิ้ม
      
       ภาพจำลองเสมือนจริงของมาดามหลิว ปรากฏขึ้นต่อหน้าลิซ่า
       “ผลวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของธิชาออกมาแล้ว เธอเป็นคนปกติ สภาพร่างกายของเธอยังไม่มีการกลายพันธ์ แต่เราพบสารเสพติดประเภทยากล่อมประสาทในเลือดของเธอ”
       “ยากล่อมประสาทเหรอคะ ฉันนึกว่าเธอจะใช้น้ำตาสวรรค์ซะอีก”
       “ทำไมถึงคิดแบบนั้น”
       “โทมัสบอกว่าที่บ้านหลังนั้นมีน้ำตาสวรรค์อยู่เต็มไปหมด”
       “ลิซ่า…ฉันมีข้อสังเกตเรื่องนึง ตั้งแต่ธิชามาที่นี่เคยแสดงอาการ อยากยาให้เธอเห็นรึเปล่า”
       “ไม่ค่ะมาดาม แต่ว่าตอนที่ฉันสอบถามเธอเรื่องที่เกิดขึ้น เธอมีอาการเบลอ และจำเรื่องบางอย่างไม่ได้”
       “แล้วเธอคิดว่าธิชาเสพยาจนเบลอ ตอบคำถามไม่ได้ หรือเสพยาเพื่อจะได้ไม่ต้องตอบคำถามบางอย่างกันแน่”
      
       ลิซ่าเอะใจคิดตามขึ้นมา

       ณัฐชาดูผลการวิเคราะห์เลือดที่ลิซ่ายื่นให้
       “เสพยาเพื่ออำพรางเหรอ”
       “จริงอย่างที่ผู้กองสงสัย ธิชาปกปิดอะไรบางอย่างอยู่ แต่จะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร”
       “มีเหตุผลเดียว...พรายพิฆาต”
       “ผู้กองมีหลักฐาน”
       “ถ้าDNAของธิชา ตรงกับเส้นผมของผู้หญิงปริศนาในโกดัง เธอต้องเกี่ยวข้องกับพวกมันแน่ ถึงเวลากระชากหน้ากากของเธอแล้ว ลิซ่า”
      
       ประตูห้องแลปเปิดออก ธิชาแอบย่องเข้ามาค้นตามตู้เก็บยาต่างๆเพื่อหาน้ำตามัจจุราช เธอเห็นตู้นิรภัยล๊อกอยู่ก็พยายามเปิดออก ทันใดไฟในห้องก็สว่าง เสียงสัญญาณดังไปทั่ว ลิซ่ามาถึงคนแรก
       “ของที่เธอหาไม่ได้อยู่ในนี้หรอก”
       ธิชาเสียงแข็ง
       “ของอะไร ฉันไม่เข้าใจ”
       “เธอหาน้ำตามัจจุราชอยู่ใช่มั้ย”
       “เปล่า”
       ฤทธิ์กับอัศวินตามมาสมทบพอดี ธิชารีบเปลี่ยนท่าทีจากแข็งเป็นอ่อน
       “เกิดอะไรขึ้น ธิชา แล้วนี่มาทำอะไรดึกๆดื่นๆในห้องแลป”
       อัศวินมองหน้า
       “ผมเคยบอกแล้วไงครับ ว่าที่นี่มีกฎ ไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านยามวิกาล”
       ธิชารีบแก้ตัว
       “หนูหิว เลยจะมาหาอะไรกินในห้องครัว แต่สงสัยจะหลงทาง”
       “ฉันไม่เชื่อ เธอต้องถูกควบคุมตัว”
       ลิซ่าจะจับตัวธิชา ฤทธิ์ขวางไว้
       “เดี๋ยวก่อนลิซ่า แล้วธิชาเปิดประตูเข้ามาได้ยังไง คนนอกไม่มีใครรู้รหัส”
       “ฉันเปิดเอาไว้เอง เพราะฉันรู้ว่าธิชาต้องเข้ามาแน่”
       “หนูไม่รู้เรื่องจริงๆนะคะ พี่เชื่อหนูนะ”
       “ธิชาเพิ่งมาอยู่ที่นี่คงยังไม่คุ้นเคย” ฤทธิ์แย้ง
       ลิซ่าอึ้ง
       “โทมัส”
       ฤทธิ์มองหน้าลิซ่า
       “ดีที่คนที่เข้ามาเป็นธิชา แต่ถ้าเป็นคนอื่นล่ะ ลิซ่า ความระแวงบางทีมันก็เป็นผลร้ายนะ”
       ธิชามองฤทธิ์ด้วยสายตาอ้อนวอน
       “หนูไม่ได้โกหก…หนูไม่ได้โกหก”
       ธิชาร้องไห้ออกมา ฤทธิ์ปลอบ
       “พี่เชื่อเธอ ไม่มีอะไรแล้วทุกคน กลับไปพักผ่อนเถอะ ผมจะดูธิชาเอง”
       ลิซ่ายังไม่วางใจ แต่ฤทธิ์สบตาให้เชื่อเขา ก่อนจะประคองธิชาที่หน้าซีดออกไป ลิซ่ากับอัศวินมองตามอย่างไม่ไว้ใจ
      
       ฤทธิ์ส่งธิชาเข้านอน
       “ที่นี่ไม่มีใครชอบหนู ทุกคนคิดว่าหนูเป็นคนร้าย”
       “เราจะไปสนใจทำไมกับความคิดคนอื่น เรารู้ว่าเราเป็นอะไรก็พอ”
       “แต่หนูทำให้พี่ไม่สบายใจ”
       “ถ้าอยากให้พี่สบายใจก็ต้องหยุดร้องไห้ แล้วก็นอนซะ”
       ธิชาล้มตัวลงนอน
      
       ธิชาหลับสนิท ฤทธิ์ขยับผ้าห่มให้ ธิชาแกล้งละเมอ
       “พี่ชาญ ทำไม...ทำไมพี่ต้องทิ้งหนูไปด้วย...ทำไม”
       ฤทธิ์ลูบผมธิชา
       “พี่จะไม่ทิ้งเธอ ธิชา”
      
       วันใหม่ ณัฐชารออย่างกระวนกระวายใจอยู่ในห้องทำงาน จ่าสมพรเดินเข้ามาพร้อมเอกสารในมือ
       “ได้เรื่องแล้วครับผู้กอง”
       “ผลเป็นยังไงบ้าง”
       “DNA ตรงกันทุกตำแหน่ง ผู้หญิงในโกดังคือธิชาแน่นอนครับ”
       ณัฐชายิ้มพอใจ
       “ธิชา เธอเสร็จฉันแน่...ไปจ่า”
       ทั้งสองคนนำกำลังตำรวจรีบออกไป
      
       ฤทธิ์พาธิชามาที่รถซึ่งจอดอยู่ด้านหน้าบริษัท
       “พี่จะพาหนูไปไหนเหรอคะ” ธิชาหน้าเสีย “หรือว่าหนูจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”
       ฤทธิ์จับไหล่ธิชาปลอบ
       “ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ พี่แค่จะพาน้องสาวของพี่ไปดูหนัง ดีมั้ย ธิชาเจอกับเรื่องร้ายๆมาเยอะแล้ว พี่อยากให้เราสบายใจ มีรอยยิ้มบ้าง”
       ธิชาดีใจ
       “จริงนะคะ...ขอบคุณค่ะ หนูรักพี่ที่สุดเลย”
       ธิชากอดฤทธิ์ไว้แน่น เขากอดตอบ กำลังจะพาธิชาขึ้นรถ แต่ลิซ่าเข้ามาขวางเพื่อดึงเวลารอตำรวจ
       “พวกคุณยังไปไหนไม่ได้”
       “มีอะไรเหรอลิซ่า ไม่ต้องห่วงน่า ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลใจ เชื่อผม”
       “ฉันเชื่อคุณ” ลิซ่าจ้องธิชาเขม็ง “แต่ไม่เชื่อเธอ”
       ทันใดณัฐชากับจ่าสมพรก็นำกำลังตำรวจบุกมาล้อมจับธิชาไว้ ปืนทุกกระบอกเล็งมาที่เธอ
      
       “ธิชาเธอโดนจับแล้ว อย่าขัดขืน”


  


       ฤทธิ์แปลกใจ
       “เรื่องอะไรกัน ธิชาทำอะไรผิด”
       “ธิชาเป็นพวกเดียวกับพรายพิฆาต” ณัฐชาบอกเสียงเข้ม
       ฤทธิ์แย้ง
       “คุณเอาอะไรมาพูด”
       ณัฐชามองหน้าฤทธิ์
       “ถามน้องสาวคุณดูสิ ว่าพวกพรายพิฆาตจับตัวเธอไปทำไม”
       ฤทธิ์สบตาธิชาอยากได้คำตอบ ธิชาหลบตา นึกถึงอดีตแล้วน้ำตาซึม เธอเสแสร้งทันที
       “หนู...หนูไม่รู้ว่าพวกมันทำอย่างนั้นทำไม มันจับหนูไปขังแล้วส่งตัวไปอยู่กับฤดี หนูก็ไม่รู้ทำไม ทำไมพวกมันไม่ฆ่าหนูซะ”
       ฤทธิ์คิดได้
       “พวกมันคิดจะใช้เธอเป็นเหยื่อล่อพี่ ไปให้ผีดิบตัวนั้นฆ่า”
       ลิซ่าเสริม
       “หรือไม่ก็...เป็นหนอนบ่อนไส้ เพื่อหาทางขโมยน้ำตามัจจุราช”
       ธิชาเถียง
       “ไม่จริง คุณกำลังเข้าใจหนูผิด หนูไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาด”
       ณัฐชายิ้มหยัน
       “จะจริงหรือไม่จริง เดี๋ยวเราจะได้รู้กัน”
       ฤทธิ์อึ้ง
       “ณัฐชา คุณจะทำอะไร”
       “ธิชาจะต้องเข้าเครื่องจับเท็จ...จ่า เอาตัวไปกอบปราบ”
       “ครับผู้กอง”
       จ่าสมพรเข้าไปจับกุมตัวธิชาออกไป สวนกับอัศวินที่เข้ามาพอดี ธิชาอ้อนวอนให้ฤทธิ์ช่วย
       “พี่คะ ช่วยหนูด้วย หนูไม่ผิด...พี่คะ”
       “ธิชา”
       ฤทธิ์จะตาม ณัฐชาขวางไว้
       “จากนี้ไปเป็นหน้าที่ของตำรวจ ถ้าเธอบริสุทธิ์ ฉันจะปล่อยตัวกลับมาแน่”
       “คุณมีอคติกับธิชา ทำไม”
       “แล้วแต่คุณจะคิด แต่ที่ฉันทำทั้งหมดก็เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง”
       ณัฐชาออกไปด้วยความน้อยใจ อัศวินเห็นรอยร้าวของคนทั้งคู่ ฤทธิ์หน้าเครียดรีบขึ้นรถขับตามไป อัศวินรีบเข้าไปหาลิซ่า
       “เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอครับ ตำรวจจับตัวคุณธิชาไปทำไม”
       “ตำรวจมีหลักฐานว่าธิชาเป็นพวกพรายพิฆาต”
       “ไม่น่าเป็นไปได้ เด็กผู้หญิงท่าทางไร้พิษภัยอย่างนั้น”
       “ยาพิษที่อันตรายที่สุด ย่อมไม่มีกลิ่น จำไว้”
      
       อัศวินไม่อยากเชื่อ


  


       ธิชานั่งเผชิญหน้าอยู่กับณัฐชา ในห้องสอบสวนที่ติดตั้งเครื่องมือจับเท็จไว้แล้ว ณัฐชาจ้องมองอย่างคาดคั้น แต่ธิชาจ้องตอบอย่างไม่กลัว
       “เธอจะบอกได้รึยังว่าพรายพิฆาตต้องการอะไร”
       “หนูไม่ได้เป็นพวกพรายพิฆาต”
       ณัฐชาหันมองไปที่เข็มกราฟ เจ้าหน้าที่ควบคุมส่ายหน้า ไม่มีอะไรผิดปกติ ณัฐชาคาดคั้นต่อ
       “พวกมันจะทำอะไรโทมัส”
       “หนูไม่รู้ พี่โทมัสอยู่ไหน หนูอยากเจอพี่โทมัส”
       “พวกมันจะเล่นงานเขาใช่มั้ย บอกฉันมาสิ ใช่มั้ย”
       “คุณคงรักพี่โทมัสมาก แค่คุณกำลังเข้าใจผิด หรือไม่คุณก็” ธิชาจ้องหน้า “จงใจเข้าใจผิด...เพราะแรงหึง”
       “นี่เธอ” ณัฐชาตบโต๊ะ ปัง!
      
       จ่าสมพรยืนคุมอยู่หน้าห้องสอบสวน ฤทธิ์เดินมาตามทางอย่างรีบร้อน
       “ผมขอฟังการสอบสวนด้วย”
       จ่าพรขวางไว้
       “คุณเข้าไปไม่ได้”
       “ธิชาเป็นน้องสาวผม ผมมีสิทธิ์”
       “ไม่ได้ครับ ผู้กองสั่งห้ามไว้ คุณต้องรอข้างนอก”
       ฤทธิ์ตวาด
       “หลบไป”
       ทั้งสองคนยื้อกัน ทันใดเสียงร้องของธิชาก็ดังขึ้น
       “อย่า...อร๊าย”
       “ธิชา”
      
       ฤทธิ์ตกใจ ผลักจ่าสมพรกระเด็น กระแทกประตูห้องเข้าไป


  


       ฤทธิ์เห็นธิชาล้มฟุบอยู่ที่พื้นห้อง ณัฐชากำลังประคองขึ้นมา
       “ธิชา เธอเป็นอะไร”
       ฤทธิ์คิดว่าณัฐชาเป็นคนทำร้าย เข้าไปผลักณัฐชาออกเพื่อประคองธิชาแทน ร่างของณัฐชาถลาไปชนเข้ากับโต๊ะอย่างจัง
       “คุณทำบ้าอะไรเนี่ย”
       ณัฐชาอึ้ง
       “เปล่านะ ฉันไม่ได้ทำอะไร จู่ๆเธอก็ล้มลงไปเอง”
       ธิชารู้สึกตัว
       “พี่โทมัส หนูกลัว ช่วยหนูด้วย เขาทำร้ายหนู”
       ณัฐชาจ้องหน้า
       “โกหก”
       ธิชาโผเข้ากอดฤทธิ์ ณัฐชาเจ็บจี๊ดกับภาพที่เห็นตรงหน้า
       “ผมไม่นึกเลยว่าคุณจะเอาอารมณ์มาปนกับหน้าที่”
       ณัฐชาสวน
       “ใครกันแน่ที่เอาอารมณ์ตัดสินทุกอย่าง คุณต่างหากที่หน้ามืดตามัว”
       ธิชาเป็นลม ฤทธิ์อุ้มขึ้นมา
       “ผมจะพาธิชากลับ ถ้าอยากจะคุยอะไรอีก ผมจะส่งทนายมา”
       ฤทธิ์อุ้มธิชาออกไป
      
       ณัฐชาเดินมาที่รถขึ้นนั่งบนรถ ปิดประตู น้ำตาค่อยๆไหลรินออกมาด้วยความน้อยใจ ก่อนจะฟุบหน้ากับพ่วงมาลัยรถ ปล่อยโฮออกมาตามลำพัง
      
       ฤทธิ์อุ้มธิชาที่หมดสติวางลงบนเตียง เอาผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าให้ สักพักธิชาก็ฟื้นมองรอบๆ
       “ไม่ต้องกลัวนะ เธอปลอดภัย พี่พาเธอกลับมาที่ห้องแล้ว พี่จะไม่ยอมให้ใครทำร้ายเธออีก”
       “หนูขอโทษที่ทำให้พี่เดือดร้อน”
       ฤทธิ์ลูบศีรษะธิชาด้วยความเอ็นดู
       “ถึงหนูจะเป็นคนที่น่าสงสัยที่สุด แต่หนูยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรายพิฆาตจริงๆ”
       “พี่เคยบอกแล้วว่าพี่เชื่อเธอ”
       “แต่คนอื่นๆ...เพื่อความสบายใจของทุกคน หนูควรไปจากที่นี่”
       “พี่ไม่ยอม เธอไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นที่นี่คือบ้าน คือครอบครัวใหม่ของเธอนะธิชา”
       “แต่ผู้กองณัฐชาคงไม่เลิกราแน่ เขาคงรังเกียจหนูมาก”
       “ณัฐชาเขาทำไปเพราะเป็นห่วงพี่ พี่จะอธิบายให้เขาเข้าใจเอง”
      
       “ห่วงหรือหวงคะ พี่ดูไม่ออกจริงๆเหรอ ลองผู้หญิงได้หึงแล้วอะไรก็ฉุดไม่อยู่หรอกค่ะ”
       ฤทธิ์คิดตามด้วยความรู้สึกหนักใจ
      

       จบตอนที่ 17
ตอนที่ 18
      
       ฤทธิ์เข้ามาด้านหน้าบริษัทบลูฟินิกซ์ กดโทรศัพท์หาณัฐชาแต่เป็นเสียงสัญญาณ ติดต่อเลขหมายไม่ได้ ฤทธิ์วางสายอย่างหนักใจ
      
       ณัฐชาอยู่ในห้องพักที่คอนโด เธอเปิดประตูตู้เย็นมองหาของกิน แต่ไม่มีอะไรเหลือที่กินได้ นอกจากขวดน้ำว่างเปล่า เธอคว้าขวดน้ำแล้วปิดตู้เย็น ดื่มน้ำที่เหลืออยู่หน่อยจนหมด แล้วเขวี้ยงทิ้งถังขยะ ด้วยความหงุดหงิด ทันใดเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
       “เพิ่งจะมาง้อเหรอ เชอะ”
       ณัฐชาไปเปิดประตูด้วยความรำคาญ แต่กลับกลายเป็นอัศวินยืนอยู่
       “คุณวิน”
       อัศวินยิ้ม ชูถุงอาหารในมือ
       “ผมซื้อของกินมาฝากด้วยนะ คิดว่าคุณคงจะหิว”
       ณัฐชาอึ้งๆที่อัศวินรู้ว่าเธอหิว
      
       ณัฐชาหยิบพิซซ่าในถาดขึ้นมากินแบบประชดชีวิต อัศวินแซว
       “ระวังติดคอนะครับ”
       อัศวินเอาน้ำให้กิน
       “ขอบคุณนะ ที่มีน้ำใจ”
       “ท่าทางคุณทั้งเครียด ทั้งเหนื่อย ตกลงธิชาเป็นคนร้ายรึเปล่าครับ”
       “ธิชาหมดสติ โทมัสเลยพาตัวกลับไปก่อน เราเลยยังไม่ได้อะไรคืบหน้า”
       “คุณโทมัสเขารักและเป็นห่วงธิชามากจริงๆนะครับ”
       ณัฐชาแปลกใจ
       “ยังไง คุณเห็นอะไร”
       “คุณโทมัสสั่งทุกคนในบริษัท ให้ถือว่าธิชาเป็นเจ้านายอีกคน คืนก่อนก็เฝ้าจนธิชาหลับตัวเองถึงจะไปนอน นี่ถ้าไม่บอกว่าเป็นน้องสาว ผมคงคิดว่าเป็นคนรักกัน”
       ณัฐชายิ่งโมโหหึง
       “น้องสาวที่ไหนล่ะ”
       อัศวินมองหน้า
       “ผู้กองหึงคุณโทมัสเหรอครับ”
       “ฉันจะหึงทำไม ไร้สาระ ที่เหลือนี่จะกินมั้ย ไม่กินฉันกินนะ”
       อัศวินขำๆ
       “ตกลงโมโหหิว หรือโมโหหึงครับเนี่ย”
       ณัฐชาหยิบพิซซ่าใส่ปากอัศวิน
       “กินเข้าไปเลย ปากจะได้ไม่ว่าง”
      
       ฤทธิ์เดินเข้ามาที่ล็อบบี้คอนโดของณัฐชาพร้อมถุงอาหารเต็มมือ ตรงไปกดลิฟท์...ณัฐชากำลังล้างจานชามที่ใช้แล้วอยู่ อัศวินตามเข้ามาช่วย
       “มาครับผมช่วย”
       “ได้ยังไง คุณอุตส่าห์ซื้อของมาให้ฉันกินแล้ว ไปนั่งเฉยๆเลยห้องฉัน ฉันจัดการเอง”
       “น่า คนละไม้คนละมือจะได้เสร็จไวๆ”
       อัศวินเอื้อมมือไปเปิดก๊อกน้ำให้แรงขึ้น แต่แล้วที่ข้อต่อของท่อกลับแตก น้ำพุ่งกระจายไปทั่ว
       “เห็นมั้ย ฉันบอกแล้วให้อยู่เฉยๆ”
       “ผมขอโทษครับ” อัศวินคุกเข่าแบบหนังจีน “ข้าน้อยสมควรตาย”
       ณัฐชาขำ
       “ไอ้บ้า ไม่ใช่เวลามาเล่น หยิบผ้าผืนนั้นมาให้ที เร็ว”
       ฤทธิ์เดินมาถึงหน้าห้องพอดี กำลังไขกุญแจห้อง...ในห้อง ทั้งอัศวินกับณัฐชาต่างตัวเปียกปอน อัศวินเอาผ้ามาอุดหัวก๊อกไว้ แต่ปรากฏว่าหัวก๊อก กลับหลุดติดมือมา ทั้งสองคนมองหน้ากัน ชี้หน้าขบขันกับสภาพลูกหมาตกน้ำของอีกฝ่าย ทันใดณัฐชาก็ลื่น อัศวินรีบประคอง เอาตัวรองรับร่างณัฐชาไว้ ล้มลงไปทั้งคู่ ประตูห้องเปิดเข้ามาพอดี ฤทธิ์ตะลึงกับภาพตรงหน้า เห็นณัฐชานอนก่ายอยู่บนตัวอัศวิน ทั้งสองคนผละออกจากกันเมื่อเห็น ฤทธิ์ทิ้งถุงอาหาร ตรงเข้าไปกระชากอัศวินด้วยความโกรธ
       “แกจะทำอะไรณัฐชา ฮะ”
       อัศวินตกใจ
       “เปล่านะครับ มันเป็นอุบัติเหตุ”
       “อัศวินเขาพูดความจริง คุณจะโกรธเขาทำไม”
       “ผมไม่ได้แค่โกรธ ผมจะอัดมันด้วย”
       ฤทธิ์เหวี่ยงหมัดเข้าที่หน้า อัศวินไม่คิดโต้ตอบโดนเข้าเต็มๆจนผงะ ฤทธิ์จะตามไปซ้ำ แต่ณัฐชามาขวาง
       “ฟังเหตุผลกันก่อนสิ ไม่ใช่เอาแต่อาละวาดแบบนี้”
       “คุณโกรธผมใช่มั้ย ที่ไม่เชื่อคุณเรื่องธิชา คุณเลยประชดผมวิธีนี้”
      
       “คุณโทมัสครับ อย่าเข้าใจผิด คือผมพักอยู่ห้องตรงข้าม ก็เลยซื้อของมาฝากผู้กอง แล้วทีนี้ก๊อกน้ำมันแตก”


  


        
       ณัฐชาของขึ้นเหมือนกัน
        
       “พอ คุณวิน คุณไม่ต้องอธิบายอะไรหรอก เพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด หรือถึงจะทำ คนอื่นก็ไม่เกี่ยว”
       “คนอื่นงั้นเหรอ” ฤทธิ์โมโหมาก
      
       ฤทธิ์เดินดุ่มมาจะขึ้นรถ อัศวินวิ่งตามมา
       “เจ้านาย อย่าเพิ่งไปครับ”
       “นายไม่ต้องกลัวนะ ฉันไม่ไล่นายออกหรอก”
       “ผมก็ไม่ยอมลาออกหรอกครับ ถ้าผมไม่ผิด”
       ฤทธิ์มองหน้า
       “แล้วนายต้องการอะไร”
       “ผมไม่อยากให้เจ้านายกลับไปทั้งๆที่มีเรื่องคาใจแบบนี้”
       “แต่ถ้าฉันไม่รีบกลับ นายอาจจะโดนอีกหลายหมัดก็ได้”
       “เจ้านายรู้ได้ยังไงว่าผมจะไม่สู้”
      
       ทั้งคู่จ้องกันเดินเข้ามาที่สนามบาส ฤทธิ์มองแป้นบาส
       “อะไรของนาย”
       “ถ้าต่อยกัน ผมแพ้แน่ แต่ถ้าแข่งบาสมีลุ้น”
       “นี่นายเห็นฉันเป็นเพื่อนเล่นหรือไง”
       “แล้วเจ้านายเล่นบาสเป็นมั้ยละครับ”
       อัศวินพูดแบบดูถูกกวนๆ ฤทธิ์ ถอดเสื้อเหลือแต่เสื้อกล้าม อัศวินยิ้ม
       “ห้านาที ใครชู้ทได้มากกว่าคนนั้นชนะ”
       อัศวินเอามือถือมาตั้งเวลา เป็นสัญญาณนาฬิกาปลุกทั้งคู่ผลัดกันชู้ทลูก อีกคนกั้นโดดปัด ทั้งสองฝีมือสูสี เสียงนาฬิกาหมดเวลาดัง ทั้งคู่หอบลงนั่ง
       “ใครได้มากกว่าวะ”
       “ไม่รู้ซิครับ ผมไม่ได้นับ”
       “แต่ฉันว่าฉันชนะ”
       “ผมว่าผมชู้ทลงมากกว่านะ”
       ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วหัวเราะ
       “นายนี่มันกวนประสาท”
       “อารมณ์ดีขึ้นแล้วใช่มั้ยครับ”
       “แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันอนุญาตให้นายเข้าไปอยู่กับแฟนฉันสองต่อสองได้นะ”
       “เจ้านายไม่มั่นใจในตัวผู้กองเหรอครับ”
       “ฉันไม่มั่นใจในตัวเองต่างหาก ฉันกลัวว่าฉันจะพูดหรือทำอะไรที่ทำให้ณัฐชาเสียใจอีก”
       “ง่ายนิดเดียว ถ้ารู้ว่าผิดก็ขอโทษซิครับ”
       “เอาไว้พรุ่งนี้ก็แล้วกัน” ฤทธิ์ตัดบท
      
       เช้าวันใหม่...ฤทธิ์เดินเข้ามาในห้องทำงาน ลิซ่าเดินหน้าตื่นมาหา
       “โทมัส ธิชาหายไป”
       “อะไรนะ”
      
       ทั้งคู่เข้ามาดูในห้องนอนธิชา เพื่อดูว่าเธอทิ้งอะไรไว้ ฤทธิ์เปิดหมอนออกเห็นจดหมายทิ้งไว้ มีกล้องรูเข็มวางอยู่
       “พี่โทมัสคะ...ธิชาตัดสินใจแล้วจะไปจากที่นี่ เพื่อความสบายใจของทุกคน...ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะคะ รัก ธิชา”
       ฤทธิ์หยิบกล้องมาดู
       “นี่อะไร”
       “ฉันเป็นคนซ่อนกล้องไว้ในห้องนี้เพื่อดูพฤติกรรมองธิชาแต่ถ้าเธอบริสุทธิ์ เธอก็ไม่เห็นต้องกลัว”
       “แต่มันแสดงว่าเราไม่ไว้ใจเธอ เธอไม่มีใครอีกแล้วนะลิซ่า”
       ฤทธิ์รีบออกไป ณัฐชาเดินเร่งรีบมา อัศวินรออยู่
       “ไง คุณวิน ธิชาหายไปเมื่อไหร่ ยังไง”
       อัศวินยังไม่ทันพูด ฤทธิ์ก็เดินออกมา ชะงักเห็นณัฐชา
       “ณัฐชา”
       “คุณตรวจดูรึยังว่ามีอะไรหายไปบ้าง ธิชาหายไปแบบนี้แสดงว่าต้องขโมยของสำคัญไปแน่”
       “ใครเป็นคนบอกคุณว่าธิชาหายไป” ฤทธิ์ถามเสียงเข้ม
       “ผมเองครับ คือ ผมเห็นว่าผู้กองเป็นตำรวจก็เลย...”
       “ตกลงนายเป็นรปภ.ของฉันหรือเป็นสายให้ตำรวจ”
       “เอ่อ...คือ...”
       “พรุ่งนี้นายไม่ต้องมาทำงานแล้ว”
       “โทมัส คุณไร้เหตุผลเกินไปแล้วนะ” ณัฐชาโวย
       “ผมพยายามใช้เหตุผลกับคุณมาตลอด คุณต่างหากที่ทำให้ผมต้องใช้อารมณ์”
      
       ฤทธิ์เดินออกไป ณัฐชารีบตาม


       ฤทธิ์เดินตามหาธิชาไปจนทั่วบริเวณถนนละแวกบลูฟินิกซ์ เขาวิ่งออกมามองหาจนเห็นธิชา กำลังวิ่งอยู่บนริมบาทวิถีฝั่งตรงข้าม
       “ธิชา”
       ธิชาหันมา
       “อย่าเพิ่งไป เรามีเรื่องต้องพูดกัน”
       “ฉันไม่อยากพูดแล้ว พี่ก็เหมือนกับพี่ชาญ ไม่มีใครเชื่อใจฉัน”
       “ธิชา รออยู่ตรงนั้น เดี๋ยวพี่จะข้ามไป”
       “ไม่”
       ฤทธิ์ไม่ฟังเสียงเขาตัดสินใจข้ามถนนไปหาธิชาทันที แต่แล้วก็มีรถตู้คันหนึ่งแล่นมาชนเขากระเด็นไปต่อหน้า ธิชาถึงกับมองด้วยความตกตะลึง ขณะที่สมุนพรายพิฆาตบนรถตู้ส่วนหนึ่งลงมาฉุดเธอไปขึ้นรถ ขณะที่อีกคนหนึ่งถือปืนคุมเชิงฤทธิ์เอาไว้
       “ธิชา”
       สมุนของพรายพิฆาตกราดยิงใส่ฤทธิ์จนต้องพลิกตัวหลบกระสุน แต่กระสุนก็ยังถากแขนไป
       “พรายพิฆาตจงเจริญ”
       รถของคนร้ายแล่นจากไป กว่าฤทธิ์จะตั้งหลักได้ก็ตามไม่ทันแล้ว
      
       ณัฐชา จ่าสมพร และลิซ่ากำลังรออยู่ขณะที่อัศวินพาพวกยามบางส่วนกลับเข้ามา ลิซ่าเข้าไปถาม
       “เจอคุณโทมัสรึเปล่า”
       “เราคลาดกันครับคุณลิซ่า คุณโทมัสวิ่งตามธิชาไปเร็วมาก”
       ณัฐชาร้อนใจ
       “แล้วเสียงปืนล่ะ ฉันได้ยินเสียงปืน คุณเห็นรึเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้น”
       เสียงแตกตื่นของพนักงานดังขึ้น ทุกคนต่างตกใจเมื่อเห็นฤทธิ์เดินกุมแผลกลับเข้ามา ณัฐชาตะลึง
       “โทมัส”
       “พรายพิฆาต มันจับธิชาไปแล้ว”
       ลิซ่ารีบบอกกับอัศวิน
       “เขาบาดเจ็บ รีบพาเขาไปที่ห้องแลป”
       “ไม่...ไม่ต้องห่วงผม รีบไปช่วยธิชา”
       “โทมัส คุณทำแผลก่อนเถอะ”
       “คุณกลับไปได้แล้วณัฐชา”
       “โทมัส ฉัน…”
       “พอได้แล้วสำหรับความหวังดีของคุณ เรื่องทุกอย่างถ้าคุณไม่เข้ามายุ่ง มันก็คงไม่วุ่นวายแบบนี้”
       “แต่ฉันพยายามปกป้องคุณอยู่นะ”
       “ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับธิชาล่ะก็ ผมจะไม่ยกโทษให้คุณเด็ดขาด”
       ณัฐชาอึ้งไป
      
       จ่าสมพรกับณัฐชาเดินกลับออกมาด้วยกัน
       “เรื่องนี้เราอยู่เฉยไม่ได้นะครับผู้หมวด มันเป็นหน้าที่ของพวกเรา”
       “แต่ถ้าเราเข้าไปวุ่นวายตอนนี้ โทมัสต้องไม่ยอมแน่”
       “เราคอยจับตาห่างๆก็ได้นี่ครับ ไว้คนร้ายโผล่ออกมาเมื่อไหร่ค่อยลงมือ”
       ณัฐชาครุ่นคิดตามก่อนจะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
      
       ลิซ่าคุยกับฤทธิ์หลังจากทำแผลให้เขาเสร็จ
       “ฉันรู้ว่าคุณเป็นห่วงธิชา แต่คุณก็ไม่ควรต่อว่าผู้กองแบบนั้น”
       “พวกคุณทำไมไม่ปรึกษาผม ก่อนจะตั้งศาลเตี้ยธิชา”
       “เรามีเหตุผลให้เชื่อว่าเธอเกี่ยวข้องกับพรายพิฆาต”
       “แต่เรื่องที่เธอเล่ามาอาจเป็นความจริงก็ได้”
       “หรืออาจโกหก”
       “ถึงยังไงก็พิสูจน์ไม่ได้อยู่ดี”
       “ฤทธิ์ ฉันรู้นะว่าคุณเอ็นดูธิชาเหมือนน้องสาว แต่ว่า…”
       โทรศัพท์มือถือของฤทธิ์ที่วางอยู่ดังขึ้น เบอร์ที่โชว์อยู่ไม่คุ้นตา ฤทธิ์รับสาย
       “ฮัลโหล”
       “ฤทธิ์ ราวี ถ้าแกอยากให้ธิชาปลอดภัย คืนให้เตรียมน้ำตามัจจุราชไว้ให้พร้อม แล้วเราจะแลกเปลี่ยนกัน”
      
       “พรายพิฆาต”


  


       ฤทธิ์เดินหนีลิซ่าออกมาจากห้องและเจออัศวินยืนรออยู่
       “เจ้านายครับ ผมคิดว่าเราควรแจ้งตำรวจ”
       “ไม่...อย่าให้ณัฐชารู้เรื่องนี้เด็ดขาด” ฤทธิ์ห้ามเสียงแข็ง
       ลิซ่าจ้องหน้า
       “นี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้วนะคุณโทมัส ฉันจะปล่อยให้ทุกอย่างมาพังเพราะธิชาคนเดียวไม่ได้”
       “ถ้างั้นก็ขวางผมสิ เพราะผมจะเอาน้ำตามัจจุราชไปช่วยเธอ...เดี๋ยวนี้”
       ฤทธิ์เดินหนีไป ลิซ่าอึ้ง
       “โทมัส”
       อัศวินเห็นลิซ่าสับสน
       “ผมจะพูดให้เองครับ”
      
       ฤทธิ์เปิดช่องลับที่ชั้นหนังสือ แล้วนำน้ำตามัจจุราชที่ซ่อนไว้ออกมาใส่กระเป๋าเอกสารใบหนึ่ง กระเป๋านั้นมีกลไกระเบิดติดตั้งอยู่ อัศวินเข้ามา
       “เมื่อไหร่คุณจะบอกผมซะที ว่าคุณคือนักสู้มหากาฬ”
       ฤทธิ์หันมองหน้าอัศวิน
       “ผมเห็นคุณต่อสู้กับพวกพรายพิฆาต คนธรรมดาไม่มีทางทำได้ขนาดนั้น”
       “เรื่องของคนใกล้ตายอย่างฉัน นายจะรู้ไปเพื่ออะไร”
       “เพราะคุณต้องมีเพื่อน สภาพตอนนี้ คุณสู้คนเดียวไม่ไหวหรอก”
       “ไม่ นายต้องอยู่ทางนี้ และคุ้มกันที่นี่เอาไว้”
       “ที่นี่มีคนมากพอแล้ว แต่คุณต่างหากที่ต้องการกำลังเสริม ผมจะไปกับคุณ”
       ฤทธิ์มองอัศวินอย่างลังเล
      
       ลิซ่ากลับมาในห้องแลป ครุ่นคิดอย่างกระวนกระวายสักพักก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาณัฐชา
       “ฮัลโหลผู้กอง พวกคนร้ายมันติดต่อมา สิ่งที่มันต้องการคือน้ำตามัจจุราช”
      
       ค่ำนั้นที่กองปราบ...จ่าสมพรเอาแผนที่ขนาดใหญ่บริเวณบริษัทบลูฟินิกซ์มาให้ณัฐชากางลงบนโต๊ะ ณัฐชาหยิบปากกามาทำเครื่องหมายบริเวณต่างๆที่จะตั้งด่านสกัด
       “สรุปว่าเป็นการเรียกค่าไถ่เหรอครับผู้กอง”
       “น้ำตามัจจุราชคือเป้าหมายของพวกคนร้าย...งานนี้ฉันไม่เชื่อหรอกว่าธิชาจะเป็นเหยื่อของพวกมัน”
       “แล้วถ้าเป็นกับดักจริงๆ เราจะทำยังไงดีครับ”
       ณัฐชาบุ้ยหน้าที่แผนที่
       “พรุ่งนี้เราจะวางกำลังดักคนร้ายไว้ตามจุดต่างๆถ้ามันโผล่มาเมื่อไหร่ มันเสร็จเราแน่”
      
       สมุนพรายพิฆาตดึงตัวธิชาเข้ามาในโกดังร้าง บารอนกำลังยืนรออยู่
       “ไม่ต้องห่วงธิชา พวกมันคงคิดไม่ถึงหรอกว่าเราจะย้อนกลับมาที่นี่”
       “ตามแผนที่เราตกลงกัน มันไม่ใช่แบบนี้” ธิชาแย้ง
       “แผนเดิมล้มเหลว เพราะณัฐชากับลิซ่าต่างก็สงสัยในตัวเธอ ดังนั้นฉันจึงต้องใช้แผนใหม่”
       “คิดเหรอว่าหมอนั่นจะเอาน้ำตามัจจุราชมาแลกตัวฉันจริงๆ เขาไม่ได้แคร์ฉันหรอก เขาก็แค่สร้างภาพว่ารักฉันเหมือนน้องสาว แต่เขาไม่ใยดีฉันด้วยซ้ำ”
       “เดี๋ยวก็รู้ธิชา เดี๋ยวก็รู้”
       ธิชานิ่งงัน ทางด้านฤทธิ์นั่งรออยู่โดยมีโทรศัพท์วางอยู่เบื้องหน้า ขอเพียงคนร้ายโทรมาเขาก็พร้อมจะออกเดินทางทันที
      
       อัศวินขับรถมาจอดประจำที่ในลานจอดรถบลูฟินิกซ์ เขาชักปืนออกมาตรวจตรากระสุนอีกครั้ง ก่อนจะเก็บเข้าซอง อัศวินมองไปที่อาคารบลูฟินิกซ์อย่างใช้ความคิด

       ลิซ่านั่งจิบเครื่องดื่มอยู่อย่างเคร่งเครียด ก่อนที่ภาพโฮโลแกรมของมาดามหลิวจะปรากฏขึ้น
       “ลิซ่า”
       “มาดาม”
       “ฉันเห็นข่าวแล้ว คนร้ายต้องการอะไร”
       “น้ำตามัจจุราชค่ะ”
       “แล้วโทมัสยอมรึเปล่า”
       “เขายอมทำทุกอย่างเพื่อเด็กคนนั้น”
       “ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกลิซ่า ผู้ชายคนนึงเมื่อใกล้ถึงวาระสุดท้าย เขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อคนรอบข้าง”
       “แต่เขาเพิ่งรู้จักธิชาได้ไม่นานนะคะมาดาม”
       “ทุกคนมีจุดอ่อนลิซ่า โดยเฉพาะคนที่ไร้ญาติขาดมิตรอย่างฤทธิ์ ราวี เขาคงยอมไม่ได้ ที่จะเห็นน้องสาวของเพื่อนรักมีอันตราย”
       ลิซ่ารับฟังอย่างเข้าใจและหนักใจ
      
       ฤทธิ์นึกถึงเหตุการณ์ที่ตนเผลอ ต่อว่าณัฐชาออกไปก่อนหน้านี้
       “ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ณัฐชา ถ้ามีโอกาสผมจะกลับมาขอโทษคุณ ผมสัญญา”
       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นฤทธิ์รีบรับสาย
       “ฮัลโหล”
       เสียงบารอนดังมาจากปลายสาย
       “ฤทธิ์ ราวี”
       “แกใช่มั้ยที่เป็นหัวหน้าทีม”
       “ไม่ต้องถามให้เสียเวลา แล้วฟังที่ฉันพูดให้ดี”
      
       ลิซ่าออกมาจากห้องแลปและเห็นฤทธิ์กับอัศวินกำลังมุ่งหน้าไปที่ลิฟต์
       “คุณโทมัส คุณจะไปแล้วเหรอ”
       “คนร้ายติดต่อมา ผมมีเวลาแค่สามสิบนาที”
       “คุณรู้ตัวใช่มั้ย ว่าทำอะไรอยู่”
       “ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา ขอให้คุณจำไว้นะลิซ่า ไม่ว่าคุณณัฐชาหรือธิชาก็คือครอบครัวของผม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ ไม่ว่าจะเกิดกับใคร ผมก็จะทำเหมือนเดิม”
       ฤทธิ์ว่าแล้วก็ปลีกตัวไปที่ลิฟต์ อัศวินหันมาพยักหน้าให้ลิซ่านิดหนึ่งเป็นเชิงว่าเขาจะคุ้มกันฤทธิ์เอง ลิซ่าได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วง
      
       เช้าวันต่อมา...ฤทธิ์กับอัศวินมาขึ้นรถด้วยกัน อัศวินหยิบกล้องยาต้านไวรัสที่พกมาส่งให้
       “เห็นคุณลิซ่าบอกว่าเจ้านายต้องฉีดยาต้านไวรัสทุกสิบสองชั่วโมง ผมก็เลยเตรียมมาเผื่อ”
       ฤทธิ์ดูนาฬิกา
       “ยังเหลือเวลาไม่ต้องรีบร้อนก็ได้”
       “สถานการณ์แบบนี้ผมว่าเราอย่าเสี่ยงดีกว่าครับ กันเหนียวไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องพะวงทีหลัง”
       ฤทธิ์พยักหน้าอย่างเห็นด้วยก่อนจะรับยาต้านไวรัสมา
      
       รถของฤทธิ์แล่นออกไป จ่าสมพรกับณัฐชาซุ่มอยู่บนรถคันหนึ่ง
       “คุณโทมัสไปแล้วครับผู้กอง”
       “ออกรถ”
       จ่าสมพรขับรถตาม
      
       อัศวินขับรถมากับฤทธิ์ ก่อนที่โทรศัพท์จะดังขึ้น ฤทธิ์กดรับสาย เสียงสมุนพรายพิฆาตดังมาจากปลายสาย
       “ว่าไง ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่มั้ย”
       “หัวหน้าแกอยู่ที่ไหน ทำไมเขาไม่มาพูดเอง”
       “ไม่ต้องถาม แกคอยทำตามที่ฉันสั่งก็แล้วกัน อีกหนึ่งกิโลเมตรข้างหน้า จะมีอาคารใหญ่หลังนึง ให้แกเลี้ยวรถเข้าไปจอดที่ชั้นใต้ดิน”
       “แล้วธิชาอยู่ที่ไหน”
       “เดี๋ยวก็รู้”
       จ่าสมพรเห็นรถฤทธิ์แล่นเข้าไปในอาคารหลังหนึ่ง
       “เลี้ยวเข้าไปแล้วครับผู้กอง”
       “อย่าเพิ่งตาม จอดรอด้านนอก”
      
       จ่าสมพรพยักหน้ารับทราบ


  


       อัศวินขับรถเข้ามาจอดที่ชั้นใต้ดิน ทั้งคู่ได้ยินเสียงผ่านเครื่องขยายเสียงดังขึ้น
       “ลงมาจากรถ”
       ฤทธิ์กับอัศวินค่อยลงมาจากรถด้วยความระแวดระวัง อัศวินชักปืนออกมาเตรียมพร้อม
       “วางน้ำตามัจจุราชไว้ที่พื้นแล้วถอยออกไป”
       “ธิชาอยู่ที่ไหน”
       “แกไม่มีสิทธิ์ต่อรองกับพวกเรา วางน้ำตามัจจุราชไว้ที่พื้นเดี๋ยวนี้”
       “ในกระเป๋าใบนี้มีระเบิด ถ้าพวกแกเล่นตุกติกละก็ ทุกอย่างที่นี่จะต้องแหลกเป็นจุณ”
       “แกจะเอายังไง”
       “ฉันจะไม่ส่งของเด็ดขาด จนกว่าจะเห็นธิชา”
       ไฟฟ้าถูกเปิดสว่าง สมุนพรายพิฆาตเปิดประตูรถและพาธิชาที่ถูกปิดตาปิดปากลงมาจากรถ
       “ธิชา”
      
       จ่าสมพรและณัฐชาถืออาวุธปืนย่องมาซุ่มแถวหน้าทางเข้า
       “เราจะบุกเข้าไปตอนไหนดีครับ”
       “ให้ตัวประกันปลอดภัยก่อน แล้วค่อยบุกเข้าไป” ณัฐชากำชับ
      
       ฤทธิ์ร้อนรนเมื่อได้เห็นธิชาโดนพวกสมุนพรายพิฆาตแกะเทปปิดปากเธอออก
       “ธิชา”
       “พี่โทมัส ช่วยฉันด้วย”
       สมุนพรายพิฆาตสั่ง
       “เอาล่ะ ทีนี้ก็ส่งกระเป๋ามาได้แล้ว”
       “ส่งธิชามาก่อน ไม่งั้นฉันกดระเบิดแน่”
       “อย่านะครับคุณโทมัส ไม่อย่างนั้นพวกเราจะตายกันหมด”
       “นายหนีไปก่อนอัศวิน ทางนี้ฉันจัดการเอง”
       “นี่คุณเอาจริงเหรอ”
       “ฉันไม่มีทางเลือก”
       “แต่ผมมี”
       ฤทธิ์หันไป อัศวินเหนี่ยวไกยิงใส่เขาเต็มๆสามสี่นัดซ้อน ฤทธิ์ผงะล้มไปกับพื้น กระเป๋าใส่น้ำตามัจจุราชกระเด็นหลุดมือ
      
       จ่าสมพรกับณัฐชาต่างก็สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงปืน
       “เสียงปืนครับผู้กอง”
       “รีบไปดูเร็วจ่า”
       ระเบิดควันลูกหนึ่งถูกโยนกลิ้งมา ทั้งจ่าสมพรและณัฐชาต่างสำลัก
       “แก๊สน้ำตา ระวังครับ”
      
       ฤทธิ์เพิ่งตั้งหลักได้ เขาชักปืนเล็งใส่อัศวินแต่อีกฝ่ายก็เตะมันทิ้งไป
       “แกนี่มันโง่จริงๆ นักสู้มหากาฬ”
       “นี่แก แกคือคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”
       ธิชาอึ้ง
       “บารอน”
       “ถูกต้อง...ฉันนี่แหละคือบารอน หัวหน้าสาขาอีกคนของพรายพิฆาต ยินดีที่ได้รู้จัก”
       ฤทธิ์คำรามก่อนจะโผเข้าชกใส่อัศวิน แต่เขากลับคว้ากำปั้นไว้ได้โดยง่าย
       “เป็นอะไร นักสู้มหากาฬ ไม่มีแรงเหรอ”
       ฤทธิ์มองกำปั้นตัวเองด้วยความแปลกใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้
       “ยาต้านไวรัส”
       “ที่ฉันให้แกฉีดน่ะเหรอ น้ำเกลือต่างหาก”
      
       ฤทธิ์อึ้งก่อนจะโดนอัศวินจับเหวี่ยงกระเด็นไป

       ท่ามกลางกลุ่มควันนั้นเห็นณัฐชากำลังสำลักควันอยู่ จ่าสมพรรีบเข้ามาพยุงแขนเธอ
       “ทางนี้ครับผู้กอง”
       แต่แล้วสมุนพรายพิฆาตคนหนึ่งก็โผล่ออกมาใช้ด้ามปืนทุบจ่าพรจนสลบไป ณัฐชาอึ้ง
       “จ่า...”
       สมุนพรายพิฆาตคนนั้นฟาดด้ามปืนใส่ณัฐชาจนหมดสติไปอีกคน
      
       ฤทธิ์โดนอัศวินซ้อมอย่างดุเดือด ธิชาทนดูไม่ได้รีบเข้ามาขวาง
       “อย่านะ คุณบอกว่าจะไม่ฆ่าเขา ที่เราตกลงกันมันไม่ใช่แบบนี้”
       “งานของเธอจบแล้วน้องสาว”
       “ธิชา”
       อัศวินยกปืนเล็งใส่ธิชา
       “อย่า”
       อัศวินยิงธิชานัดเดียวร่วงลงตรงหน้า ฤทธิ์ที่ผูกพันกับธิชาเหมือนน้องสาวแท้ๆเข้าประคอง
       “ธิชา...ธิชา”
       “ฉันขอโทษ ฉันไม่คิดด้วยซ้ำว่าพี่จะมาจริงๆ ไม่คิดว่าพี่จะไว้ใจฉันขนาดนี้”
       “เธอคือน้องสาวของฉัน เราตกลงกันแล้วไง”
       “พี่ชาญเห็นมาดามหลิวสำคัญกว่าฉัน เขาทิ้งฉัน ฉันแค่...ฉันแค่…”ธิชาบีบมือเขาร้องไห้ “ขอโทษ ฉันขอโทษ”
       “ถ้าสนใจรายละเอียด ฉันจะเล่าให้ฟังทีหลัง แต่ว่าวันนี้ แกต้องไปกับเรา”
       ฤทธิ์วางร่างธิชาลง ก่อนจะยืนขึ้นมองหน้าอัศวินด้วยความแค้น
       “แกเป็นคนวางแผนทั้งหมด”
       “ซับซ้อนนิดหน่อย แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ แกก็คงไม่เอาน้ำตามัจจุราชออกมาซะที”
       “ทำไมต้องเป็นธิชา ทำไมไม่เป็นคนอื่น”
       “พรายพิฆาตเคยทดสอบแกไปแล้ว แกยอมให้คนรักตายแต่ไม่ยอมก้มหัวให้พรายพิฆาต ฉันก็เลยต้องหาช้อยส์อื่น...เป็นน้องสาวของเพื่อน เป็นเด็กที่น่าสงสาร และฝากความหวังทั้งชีวิตไว้ที่แก”
       “ไอ้ชาติชั่ว”
       ฤทธิ์บุกเข้าเล่นงานอัศวินอย่างบ้าคลั่ง แต่อัศวินก็ปัดป้องได้อย่างรวดเร็วก่อนจะซัดฤทธิ์จนกระเด็นไป
       “ไม่มีเวลาเล่นสนุกแล้วเจ้านาย เราต้องไปกันแล้ว”
       ฤทธิ์ตั้งท่าจะสู้อีกแต่ก็ถูกสมุนของพรายพิฆาตใช้ที่ช๊อตไฟฟ้าเล่นงาน ฤทธิ์ถึงกับช็อคหมดสติไป
      
       เสียงไซเรนส์รถตำรวจใกล้เข้ามา จ่าสมพรค่อยๆรู้สึกตัวและมองไปเห็นณัฐชาที่ยังนอนสลบ
       “ผู้กอง ผู้กอง”
       ณัฐชาลืมตาตื่นขึ้น ภาพในอดีตแว่บเข้ามา สายตาของเธอเห็น ฤทธิ์ถือถาดอาหารเช้ามาเสริฟ์ในห้อง โดยใช้ตัวดันประตูเข้ามา
        “อาหารเช้ามาแล้วครับ คุณผู้หญิง”
       ณัฐชานั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง พอเห็นฤทธิ์ก็รีบปิดลิ้นชักด้วยท่าทางมีพิรุธ
       “ฮั่นแน่ แอบดูอะไรอยู่”
       “ดูที่ไหนล่ะ เรื่องส่วนตัวของคุณฉันไม่ยุ่งหรอก”
       ฤทธิ์ทำหน้าจับผิดทีเล่นทีจริง เขาวางถาดอาหารก่อนจะเดินมาเปิดลิ้นชักและพบว่าณัฐชาได้ค้นเจอรูปถ่ายของใจทิพย์ที่เขายังคงเก็บเอาไว้ รวมกับเครื่องประดับเล็กๆในน้อยในกล่องใบหนึ่ง
       “ฉันไม่หึงหรอก ฉันเข้าใจ คนอย่างคุณ...จะให้ลืม ใจทิพย์คงเป็นไปไม่ได้”
       ฤทธิ์นั่งลงและกุมมือณัฐชาเอาไว้
       “ถ้าคุณไม่ชอบ ผมเอาไปเก็บที่อื่นก็ได้นะ”
       ณัฐชาสบตากับฤทธิ์แล้วส่ายหน้าอย่างจริงจัง
       “ผมพูดจริงๆ นะ ผมอยากพิสูจน์ว่าตอนนี้คนที่ผมอยากมีชีวิตอยู่ด้วยก็คือคุณ”
       “ไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอก ฉันไม่ได้ต้องการรู้สึกว่าตัวเองอยู่เหนือใจทิพย์ แต่ฉันแค่อยากแน่ใจ…ว่าคุณรักฉัน…เพราะฉันคือณัฐชา”
      
       ฤทธิ์รวบตัวณัฐชามากอดไว้อย่างนุ่มนวล ณัฐชายิ้มรับอย่างมีความสุข


  


       ณัฐชาสะดุ้งตื่นก่อนที่ลิซ่าจะประคองไว้
       “ใจเย็นๆค่ะผู้กอง คุณปลอดภัยแล้ว”
       “เกิดอะไรขึ้น ฉันกลับมาที่นี่ได้ยังไง”
       “โทมัสเป็นคนพาคุณมาที่นี่”
       “อะไรนะ”
       ฤทธิ์เดินเข้ามา
       “คุณพูดถูกณัฐชา ธิชาเป็นสายของพรายพิฆาต”
       “แล้วอัศวินล่ะ เขาหายไปไหน”
       “เขาตายแล้ว”
       ณัฐชามองฤทธิ์อย่างไม่เชื่อสายตา
      
       ในโกดังร้าง 2 ชั่วโมงก่อนหน้านี้...อัศวินเฝ้ามองเหล่าสมุนที่ช่วยกันประคองร่างของฤทธิ์มาพันธนาการเอาไว้ อัศวินลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าด้วยอิริยาบถสบายๆ
       “ผมรู้ว่าคุณมีคำถามมากมายเต็มสมองไปหมด เอาล่ะเพื่อให้คุณได้นอนตายตาหลับ ถ้ามีคำถาม ก็รีบถามเดี๋ยวนี้เลยเจ้านาย เพราะเวลาของผมมีจำกัด”
       “ทุกอย่าง…มันเกิดขึ้นได้ยังไง”
       “ก็อย่างที่บอก ผมเป็นหัวหน้าสาขาคนนึงของพรายพิฆาต ไม่อยากบอกนะว่าประเทศไหน แต่ผมติดตามข่าวของคุณและความพ่ายแพ้ ของพรายพิฆาตมาโดยตลอด” อัศวินบุ้ยหน้าไปที่สมุน “พวกเราที่นี่ทุกคนถูกลอยแพ ถูกตามล่า บางคนก็โดนอาวุธไวรัสเล่นงานจนป่วยอยู่ตอนนี้ คำตอบทั้งหมดอยู่ที่น้ำตามัจจุราชที่คุณเก็บไว้”
       สมุนคนหนึ่งยกเก้าอี้อีกตัวมาวาง ขณะที่อีกคนยกกระเป๋าเอกสารที่ฤทธิ์ใส่น้ำตามัจจุราชไว้ข้างในมาตั้งและเปิดฝากกระเป๋า
       “เราต้องใช้รหัสปลดชนวนระเบิดที่อยู่ในกระเป๋า รบกวนด้วยครับเจ้านาย”
       “ไม่”
       อัศวินคว้าคอฤทธิ์มาแล้วต่อยโครมๆ อย่างแรงเพื่อระบายโทสะ ฤทธิ์มึนไปชั่วขณะ เห็นอัศวินลุกขึ้นเช็ดมือพลางระเบิดอารมณ์ออกมา
       “น้ำตามัจจุราชถูกกวาดล้างไปจนหมด ที่เหลืออยู่ในท้องตลาด ตอนนี้มีแต่พวกที่ผสมสารเสพติดทั้งนั้นและนั่นไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราต้องการกองทัพใหม่ ต้องการอำนาจ และใช้มันรักษาอาการป่วยจากไวรัสอาวุธชีวภาพ”
       “เลิกโง่ซะทีเถอะอัศวิน ถ้าน้ำตามัจจุราชมันวิเศษขนาดนั้น ฉันก็คงไม่ป่วยแบบนี้หรอก”
       “อย่าโกหกฉัน แกเคยใช้น้ำตามัจจุราชรักษาอาการป่วยมาแล้วครั้งนึงหรือว่าไม่จริง”
       “มันไม่สมบูรณ์ พรายพิฆาตต่างหากที่ช่วยฉันเอาไว้”
       “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เพราะเราจะใช้ห้องแลปของแกพัฒนาน้ำตามัจจุราช ให้ work จนถึงขีดสุด”
       “ถ้าไม่มีคำสั่งของฉัน ใครก็ใช้ห้องแลปไม่ได้ทั้งนั้น”
       อัศวินยื่นหน้ามาใกล้
       “คำสั่งของใครนะ ของนายโทมัสน่ะเหรอ”
       อัศวินแปลงร่างเป็นฤทธิ์ ทำเอาเขาถึงกับตะลึง
       “เรื่องต่อสู้ ฉันเทียบบอสไม่ได้ แต่เรื่องนี้ ฉันเจ๋งกว่ามันซะอีก”
      
       ลิซ่ากับฤทธิ์ที่อัศวินปลอมตัวมา กลับมาถึงบริษัท ซึ่งตอนนั้นดึกมากแล้วจึงไม่มีพนักงานเหลืออยู่ ฤทธิ์ตัวปลอมหิ้วกระเป๋าเอกสารที่ใส่น้ำตามัจจุราชและระเบิดกลับมาด้วย
       “ทางตำรวจแจ้งมาว่าศพของธิชาที่เจอในที่เกิดเหตุเป็นตัวจริง แต่ศพของอัศวินถูกไฟคลอก ก็เลยตรวจสอบดีเอ็นเอไม่ได้”
       ฤทธิ์หน้าสลด
       “น่าสงสารอัศวิน เขาไม่น่าตายแบบนี้เลย”
       “เสียใจด้วยค่ะคุณโทมัส”
       ฤทธิ์หันมาและตัดบทด้วยการส่งกระเป๋าให้ลิซ่า
       “ช่วยจัดการทีนะ”
       ลิซ่ารับมาส่ง
       “ทำไมเหรอคะ”
       “น้ำตามัจจุราชอยู่ข้างใน แต่ฉันดันลืมรหัสปลดชนวนระเบิด”
       “ค่ะ คุณโทมัส แล้วฉันจะจัดการให้”
       ฤทธิ์ปลีกตัวไปที่ลิฟต์ ลิซ่ามองกระเป๋าแล้วมองตามอย่างเริ่มรู้สึกผิดสังเกต
      
       ฤทธิ์เดินเข้ามาในห้องแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะกลายร่างเป็นอัศวิน
       “นักสู้มหากาฬ เฮอะ...นึกว่าจะแน่”
      
       จ่าสมพรอยู่ที่ออฟฟิศกองปราบ โทรหาณัฐชาที่พักอยู่ที่คอนโด
       “ผู้หมวด คุณต้องไม่เชื่อผมแน่”
       “ทำไมเหรอจ่า”
       “กล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุทุกจุด ใช้การไม่ได้”
       “เสียเหรอ”
       “ใช่ครับ สรุปว่าตอนนี้ไม่มีใครรู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น นอกจากคุณโทมัส”
      
       ณัฐชาอึ้งไป
      

       จบตอนที่ 18
ตอนที่ 19
      
       สมุนพรายพิฆาตถืออาวุธคุ้มกันอยู่ห่างๆ ขณะที่ฤทธิ์นั่งอยู่กับพื้นในสภาพถูกโซ่ล่ามแขนไว้ทั้งสองข้าง อยู่ในสภาพสะลึมสะลือใกล้หมดสติ เพราะอาการป่วยจากไวรัสพรายพิฆาต สมุนพรายพิฆาตสองคนเดินเข้ามาหาเขา คนหนึ่งใช้เครื่องตรวจจับโลหะลูบไปตามเนื้อเขาก่อนจะพบวัตถุบางอย่างที่ข้อมือ สมุนอีกคนใช้มีดกรีดที่ข้อมือเขาเพื่อควักเอา ชิฟ อุปกรณ์ติดตามตัวที่ฝังไว้ออกมา
      
       “ชิปติดตามตัว…ถ้าไม่มีไอ้นี่ล่ะก็อย่าว่าแต่ดาวเทียมเลยคุณโทมัส ต่อให้พระเจ้าก็หาคุณไม่เจอ”
       สมุนพรายพิฆาตยืนแล้วโยนชิปลงพื้น ก่อนจะกระทืบทิ้งจนแหลกแล้วก็พากันจากไป ฤทธิ์มองเศษชิปตรงหน้าอย่างสิ้นหวัง จิตใต้สำนึกของเขายามนี้คิดถึงแต่ภาพของณัฐชา...เช้าวันหนึ่งณัฐชามาค้างอยู่กับฤทธิ์ เขาตื่นขึ้นมาและเห็นเธอกำลังนอนตะแคงจ้องหน้าเขาอยู่ พลางเอื้อมมือลูบไล้ใบหน้าและเส้นผมของเขาอย่างอ่อนโยน
       “คุณตื่นแล้วเหรอ...ยังเช้าอยู่เลย”
       “เมื่อคืนฉันฝันเห็นคุณด้วยนะ”
       “ฝันดีเหรอ”
       ณัฐชายิ้ม แล้วเล่าถึงความฝัน ที่บ้านหลังหนึ่งในฝันเธออยู่ในชุดลำลองสบายๆกำลังยืนชมวิวด้วยความเศร้า ก่อนจะร้องไห้ออกมา
       “ฉันเห็นบ้านริมน้ำหลังนึง มันสวยงามมาก แต่ตัวฉันกลับยืนร้องไห้อยู่ที่นั่นคนเดียว แล้วจู่ๆ...”
       ฤทธิ์มาที่บริเวณบ้านและยิ้มให้ ณัฐชาตะลึงมองหน้าเขาก่อนจะยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
       “คุณก็มา เดินมาหาฉัน”
       “ผมพูดอะไรกับคุณรึเปล่า”
       “เปล่า...แต่เรายิ้มให้กัน...อย่างมีความสุข”
       ในฝัน ณัฐชายิ้มให้ฤทธิ์ทั้งน้ำตา ก่อนจะโผไปกอดเขาเอาไว้ ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง...ฤทธิ์นิ่วหน้าล้อณัฐชา
       “แค่เนี้ย”
       “แต่มันเหมือนจริงมากเลยนะ ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น”
       “ก็เป็นเรื่องปกตินะ สำหรับผู้หญิงที่มีแฟนหน้าตาดีอย่างผม”
       “เว่อร์ ฉันไม่ได้หลงคุณขนาดหรอกย่ะ พ่อเทพบุตร”
       ฤทธิ์ทำท่าเก๊กหล่อปั้นหน้าแบ๊วเอียงซ้ายขวา ณัฐชาคว้าหมอนมาฟาดด้วยความหมั่นไส้ ทั้งคู่หยอกล้อกันตามประสาคู่รัก
      
       เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ฤทธิ์ก็รำพึง
       “ผมเสียใจณัฐชา แต่ผมคงไม่ได้กลับไปหาคุณอีกแล้ว”
       ฤทธิ์เหม่อมองไปด้วยความตรอมใจ
      
       เช้าวันต่อมา ลิซ่ามาเคาะประตูห้องนอนฤทธิ์
       “คุณโทมัสคะ คุณตื่นรึยัง”
       ไม่มีเสียงตอบ ลิซ่าจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามา แต่กลับไม่เห็นฤทธิ์บนเตียง
       “คุณโทมัส”
       อัศวินอยู่ในชุดนอนแบบเสื้อคลุมแต่ปล่อยชายเปิดอ้าซ่าไม่สุภาพเหมือนฤทธิ์ เขาโผล่มาด้านหลังลิซ่าก่อนจะแปลงโฉมหน้าเป็นฤทธิ์ ลิซ่ารู้สึกเสียวสันหลังจึงหันมองไปและเจอกับฤทธิ์ที่ยืนอยู่ในระยะประชิด
       “มีอะไรเหรอจ๊ะคนสวย”
       “ผู้กองณัฐชาโทรมาบอกว่า เธอจะเข้ามาสอบถามคุณเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน”
       “สอบปากคำอีกแล้วเหรอ ยัยนี่น่าเบื่อจริงๆ เธอว่ามั้ย”
       “แต่เธอเป็นแฟนคุณนะ”
       “จืดชืด ไร้อารมณ์สิไม่ว่า สู้เธอไม่ได้เลยสักนิด ลิซ่า”
       ฤทธิ์ตัวปลอมรุกไล่ลิซ่าไปจนชนขอบเตียงแล้วเสียหลักล้มนอนลงไป เขาโน้มลงกางแขนคร่อมไว้ไม่ให้เธอลุกขึ้น ลิซ่าหวั่นๆ
       “คุณโทมัส”
       “อย่ากลัวลิซ่า ฉันจะไม่ทำร้ายเธอ”
      
       ณัฐชาเพิ่งเดินทางมาถึง เห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยระดับหัวหน้าเข้ามาต้อนรับ
       “อรุณสวัสดิ์ผู้กอง”
       “ฉันนัดคุณโทมัสเอาไว้”
       “คุณลิซ่าแจ้งให้ทราบแล้วครับ เชิญที่เพนท์เฮาส์ได้เลย”
       “ขอบคุณค่ะ”
       ณัฐชาปลีกตัวไปที่ลิฟต์
      
       ลิซ่านิ่งงันไม่กล้าขยับ ขณะที่ฤทธิ์เอื้อมมือมาลูบไล้เธออย่างคุกคาม ลูบมาที่แก้มและผม
       “ฉันเข้าใจความรู้สึกของเธอลิซ่า ที่เธอต้องสวมวิกผมแบบนี้ ก็เพราะเธอคงเบื่อกับเป็นเด็กโคลนนิ่งเต็มที เธออยากแตกต่าง อยากให้ทุกคนจำเธอได้ ว่าเธอคือลิซ่า ไม่ใช่โซเฟีย หรือฝาแฝดโคลนนิ่งคนอื่น”
       “คุณโทมัส เลิกเล่นได้แล้ว”
       ลิซ่าทำท่าจะลุกขึ้นแต่ ฤทธิ์กลับกดบ่าของเธอเอาไว้
       “ฉันจะทำให้เธอแตกต่างจากพี่น้องเธอ เพราะเธอจะเป็นคนเดียว ที่เคยมีอะไรกับฉัน”
       ฤทธิ์ก้มลงจูบลิซ่าหน้าตาเฉย เล่นเอาลิซ่ายิ่งตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เธอพยายามดิ้นรนก่อนจะปัดไปถูกของที่ตั้งโชว์อยู่จนล้มลงโครมคราม ณัฐชาได้ยินเสียงก็รีบเปิดประตูเข้ามา
       “โทมัส” ณัฐชาเห็นภาพบนเตียงแล้วอึ้ง “ลิซ่า”
       ลิซ่ารีบผลักออก เธอมองเขาและณัฐชาด้วยความสับสน ก่อนจะผลุนผลันหนีออกไป ฤทธิ์หันมายักไหล่ยิ้มๆให้ณัฐชา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ณัฐชาแปลกใจ


  


       เสียงนาฬิกาปลุกเก่าๆดังขึ้น ทำให้ฤทธิ์รู้สึกตัว สมุนพรายพิฆาตเข็นรถเข็นที่มีทีวีอยู่มาตรงหน้าฤทธิ์
       “ท่านบารอนสั่งว่าพอถึงเวลาเมื่อไหร่ ก็ให้แกดูคลิปนี่”
       เมื่อสมุนพรายกดปุ่ม ก็เห็นภาพอัศวินในคลิปวิดีโอปรากฏขึ้น เป็นภาพที่ถ่ายที่ห้องนอนฤทธิ์
       “อรุณสวัสดิ์เจ้านาย ถ้ายังไม่ตายก็ดีใจด้วยนะ ตอนนี้คุณไมได้ฉีดยาต้านไวรัสมาสามรอบแล้ว ผมอยากรู้จังว่าคุณจะอึดได้อีกนานแค่ไหน เออแล้วตอนนี้ผมอยู่ที่บลูฟินิกซ์นะ กำลังนอนอยู่บนเตียงของคุณ ใช้ห้องน้ำ แล้วก็แปรงสีฟันของคุณด้วย” อัศวินทำท่าป้องปากกระซิบ “ผมตั้งใจว่าจะใช้ทุกอย่างที่เคยเป็นของคุณเพื่อให้สมบทบาท รวมทั้งแฟนกับเลขาของคุณ แต่นี่ยังเลือกไม่ถูกเลยนะว่าจะเล่นกับใครก่อน ระหว่างลิซ่ากับณัฐชา ฮะๆ ฮ่าๆ”
       อัศวินชี้นิ้วใส่จอแล้วหัวเราะเหมือนเดาออกว่าฤทธิ์จะต้องโกรธ ฤทธิ์ขบกรามด้วยความแค้น
      
       ฤทธิ์นั่งจิบกาแฟอย่างใจเย็น ในขณะที่ณัฐชากำลังนั่งจ้องหน้าเขาอย่างไม่พอใจนัก ฤทธิ์เหลือบเห็นก็ปั้นหน้าเซ็ง
       “ไม่เอาน่าคุณ ทำเป็นยัยเพิ้งขี้หึงไปได้ ผมก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง”
       “มุขนี้ฉันขำไม่ออกจริงๆโทมัส ลิซ่าก็เหมือนกัน”
       “ผมชักเซ็งแล้วสิ คุณว่าธุระของคุณมาดีกว่า”
       ณัฐชาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดบันทึกเสียงแล้ววางลงบนโต๊ะ
       “ฉันอยากให้คุณลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานว่ามันเกิดอะไรขึ้น เอาตั้งแต่คุณไปถึงที่เกิดเหตุ”
       ฤทธิ์มองโทรศัพท์
       “ผมไม่อยากบันทึกเสียง”
       “จะให้ฉันจดเล็คเช่อร์หรือไง”
       ฤทธิ์ยักไหล่
       “ได้ก็ดี”
       ณัฐชาฝืนยิ้มแบบอึ้งๆ ทำไมวันนี้เขาดูแปลกๆ
      
       ฤทธิ์ถูกโซ่ล่ามแขนทั้งสองข้าง นั่งคอพับอยู่ในโกดังร้าง สมุนพรายพิฆาตคนหนึ่งเดินเข้ามาดู
       “เฮ้ย...นิ่งไปตั้งนานแล้ว เป็นอะไรรึเปล่า...เฮ้ย”
       สมุนพรายเข้ามาดูอาการของฤทธิ์ ฉับพลันเขาก็เงยหน้าขึ้นใช้ขาเตะกวาดมันจนล้มลง ก่อนตวัดรัดคอมันเอาไว้ เขาขบกรามแน่นกะจะรัดคอยามคนนั้นให้ตายคาที่
       “อโหสิให้ฉันด้วย แต่ฉันต้องไปจากที่นี่”
       โชคร้ายที่สมุนพรายพิฆาตอีกคนมาเห็นเข้าเสียก่อน
       “นักสู้มหากาฬ ฤทธิ์มากนักนะมึง”
       สมุนพรายพิฆาตปรี่เข้าหาฤทธิ์แล้วเอาด้ามปืนกระทุ้งจนเขาสลบไป สมุนที่ถูกรัดคอรอดตายหวุดหวิด
      
       ณัฐชาเดินมาที่ลิฟต์โดยมีฤทธิ์เดินตามมาส่ง ณัฐชารู้สึกอึดอัดระแวงหลังชอบกลเลยหันไป
       “ผมทำอะไรผิดรึเปล่า”
       “เปล่า แต่ปกติคุณไม่เดินจี้หลังฉันแบบนี้ คุณชอบเดินข้างๆฉัน”
       “แหมก็เปลี่ยนวิวกันบ้าง เป็นช้างเท้าหลังก็ work ดีนี่นา”
       ณัฐชาเห็นลิฟต์มาก็รีบตัดบท
       “แล้วเจอกัน”
       ณัฐชาจะเข้าลิฟต์แต่ฤทธิ์กลับคว้าตัวเธอไว้จนเซมาซบเขา
       “ทำไมต้องรีบด้วยล่ะ คุณน่าจะอยู่ต่ออีกสักหน่อย เราจะได้จู๋จี๋กัน”
       “วันนี้ฉันงานยุ่ง”
       “ถ้างั้นก็…บายนะ”
       ว่าแล้วฤทธิ์ก็ก้มลงจูบณัฐชาแต่เธอรู้สึกได้แต่วินาทีแรกเลยว่ารสจูบของคนรักไม่เหมือนเดิมแม้แต่นิดเดียว ทว่าเธอไม่กล้าพูดอะไรตอนนั้นพอฤทธิ์คลายมือออก เธอก็รีบหนีลงลิฟต์ไปทันที ฤทธิ์มองตามอย่างลำพองใจ
      
       ณัฐชาใช้โทรศัพท์มือถือมากดส่งไฟล์เสียงการสอบปากคำไปให้จ่าสมพร แล้วรีบกดโทรศัพท์โทรหา
       “ฮัลโหลจ่า ฉันเพิ่งส่งไฟล์เสียงของคุณโทมัสไปให้ จ่าช่วยพิมพ์รายงานให้ทีนะ แล้วฉันจะรีบกลับเข้าไป”
       ณัฐชาลดโทรศัพท์ลงและมองไปที่อาคารบลูฟินิกซ์ อย่างรู้สึกสังหรณ์ใจ อาคารบลูฟินิกซ์ถูกเมฆดำปกคลุมเหมือนบ้านผีสิง
      
       ลิซ่ามุ่งหน้ามาที่ห้องแลป เห็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งกำลังอธิบายการทำงานของระบบทดลองต่างๆแก่ฤทธิ์
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “คือว่าคุณโทมัสอยากให้ผมอธิบายเรื่องการทดลองต่างๆในห้องแลปของเราครับ”
       “อธิบายเหรอ” ลิซ่ามองหน้าฤทธิ์ “คุณอยู่ที่นี่มาก่อนเขาอีกนะ คุณโทมัส”
       “ผมก็แค่อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม เผื่อจะมีอะไรบางอย่างที่ผมไม่รู้”
       “เช่นอะไร”
       “น้ำตามัจจุราช กับวัคซีนต้านไวรัสของพรายพิฆาต”
       “แต่ว่าคุณ…”
       “นี่ลิซ่า ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่ต้องตอบคำถามของคุณนะ ขืนเซ้าซี้อีกล่ะก็ คุณถูกไล่ออกแน่”
       ลิซ่าถึงกับอึ้งไป
      
       ในห้องสมุดบลูฟินิกซ์...กระเป๋านิรภัยยังวางอยู่ในห้อง ฤทธิ์เดินเข้ามาดูอย่างไม่พอใจ และกลายร่างเป็นอัศวิน
       “นังลิซ่า ขัดจังหวะไม่เข้าเรื่อง” อัศวินชะงักเมื่อเห็นกระเป๋า “นี่มันยังไม่เปิดกระเป๋าอีกเหรอเนี่ย ฮึย”
       อัศวินครุ่นคิดอย่างเจ็บใจว่าจะเปิดกระเป๋านิรภัยได้ยังไง
      
       จ่าสมพรนั่งหน้าเครียดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ก่อนที่ณัฐชาจะเข้ามาทัก
       “ว่าไงจ่า รายงานได้รึยัง”
       “ผู้กองแน่ใจเหรอครับ ว่าไฟล์ที่ส่งมาเป็นเสียงของคุณโทมัส”
      
       “ก็ใช่สิ มีอะไรผิดพลาดเหรอจ่า”


  


       แทนคำตอบจ่าสมพรเอื้อมมือไปเปิดคลิปเสียงที่ว่า
       “ตอนเกิดเหตุทุกอย่างมันชุลมุนมาก พอธิชาถูกยิง ผมก็พยายามจะหนีออกมา เลยไม่ทันได้เห็นว่าอัศวินถูกฆ่าตอนไหน”
       จ่าสมพรกดปุ่มหยุด
       “ไม่ใช่เสียงคุณโทมัส”
       ณัฐชาอึ้ง
       “เสียงเหมือนนายอัศวิน”
       ระหว่างนั้นเองตำรวจก็เข้ามารายงาน
       “ผู้กองครับ ทางนิติเวชแจ้งมาว่าศพของผู้หญิงที่ชื่อธิชาหายไปจากห้องเก็บครับผม”
       ณัฐชาอึ้งไป
      
       ฤทธิ์รู้สึกตัวอีกครั้งและเห็นสมุนของพรายพิฆาต ช่วยกันขนศพของธิชาเข้ามาไว้ที่เตียง
       “พวกแก พวกแกเอาศพธิชามาทำไม”
       “ไม่ต้องห่วงคุณโทมัส ท่านบารอนอยากเล่นสนุกกับคุณนิดหน่อย รออีกเดี๋ยวก็แล้วกัน”
       สมุนพรายพิฆาตแสยะยิ้ม ขณะที่ฤทธิ์สงสัยว่าพวกมันมีแผนอะไรกันแน่
      
       เจ้าหน้าที่ รปภ.ระดับหัวหน้าคนหนึ่ง ทำการปลดชนวนระเบิดอย่างระมัดระวังมองหวั่นๆ
       “จะให้ผมเปิดกระเป๋าในนี้จริงๆเหรอครับ”
       ฤทธิ์มองหน้า
       “เอาเหอะน่า ฉันเชื่อมือนาย เปิดเดี๋ยวนี้เลย”
       เจ้าหน้าที่ค่อยๆเลื่อนรหัสเปิดกระเป๋า ก่อนจะเปิดฝาออกอย่างโล่งใจเห็นน้ำตามัจจุราชสะท้อนแสงเรืองรอง ฤทธิ์ตาลุกวาวเขารีบดันเจ้าหน้าที่ออกไปแล้วคว้าน้ำตามัจจุราชขึ้นมา
       “น้ำตามัจจุราช ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จจนได้”
       เจ้าหน้าที่แอบมองฤทธิ์ อย่างรู้สึกสงสัยอะไรบางอย่าง
      
       ลิซ่าเดินไปหาฤทธิ์ เห็นเจ้าหน้าที่หิ้วกระเป๋านิรภัยสวนมา
       “คุณลิซ่า”
       “คุณโทมัสให้นายเปิดกระเป๋างั้นเหรอ”
       “ครับ...คุณโทมัสบ่นว่าคุณลิซ่าไม่จัดการให้ซะที ผมก็เลยต้องเดือดร้อน” เจ้าหน้าที่นึกขึ้นได้ “เออแต่ก็แปลกนะครับ ที่คุณโทมัสแกลืมรหัสปลดชนวนระเบิด”
       “ทำไม”
       “มันเป็นเบอร์โทรศัพท์ของคุณโทมัสเองครับ”
       ลิซ่ายิ่งรู้สึกว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติแน่นอน
      
       รถของฤทธิ์แล่นมาจอดที่หน้าโกดังร้าง ฤทธิ์ตัวปลอมถือน้ำตามัจจุราชลงมาจากรถ ก่อนจะกลายร่างเป็นอัศวิน...สมุนพรายพิฆาตหลีกทางให้อัศวินเดินเข้ามาในโกดังร้าง ก่อนจะอวดน้ำตามัจจุราชให้ฤทธิ์ดู
       “คุณเสร็จผมแล้วคุณโทมัส เกมส์นี้ผมเป็นฝ่ายนะ”
       “แกเอาศพธิชามาที่นี่ทำไม”
       “กำลังจะบอกคุณอยู่นี่ไง เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำตามัจจุราชที่อยู่ในมือผม เป็นของจริง ผมต้องทดสอบกับใครสักคน”
       อัศวินส่งน้ำตามัจจุราชให้สมุนรับไปจัดการ สมุนใช้เข็มฉีดยาสูบยาบางส่วนขึ้นมา ฤทธิ์ตกใจพยายามห้าม
       “อย่าบ้านะอัศวิน ธิชาตายไปแล้ว ปล่อยเธอไปซะ”
       “ปล่อยไปไหนล่ะเจ้านาย ตายแล้วไปไหน สวรรค์เหรอหรือว่านรก ยมบาล หรือว่าพระเจ้า บอกตามตรงนะ ตราบใดที่ยังเป็นอมตะอยู่บนโลกใบนี้ ผมไม่แคร์ทั้งสองอย่าง”
       สมุนส่งเข็มให้ อัศวินรับมาไม่พูดพล่ามอะไรอีกหันไปปักเข็มใส่คอของธิชาทันที
       “จับเวลา”
       สมุนของอัศวินรีบดูนาฬิกาข้อมือเพื่อจับเวลาการคืนชีพ ฤทธิ์มองแค้น
       “แกทำอะไรลงไป”
       “ทีนี้จะได้รู้ซะที ว่าบลูฟินิกซ์พัฒนาน้ำตามัจจุราชไปถึงขั้นไหน”
       ฤทธิ์มองไปที่ศพของธิชาอย่างตกตะลึง
      
       ลิซ่าคุยโทรศัพท์กับณัฐชา
       “คุณลิซ่า ฉันว่าโทมัสเขาดูแปลกๆไปนะ คุณสังเกตบ้างรึเปล่า”
       “ใช่ค่ะ เขาเปลี่ยนไปมาก”
       “มีบางอย่างเกิดขึ้นกับเขา ฉันว่าทางที่ดีคุณควรจับตาดูเขาเอาไว้ จับตาทุกฝีเท้า”
       “ฉันคงทำไม่ได้หรอกค่ะผู้กอง เพราะว่าตอนนี้เขาออกไปข้างนอกและที่สำคัญก็คืออุปกรณ์ติดตามตัวของเขา จู่ๆก็ใช้การไม่ได้ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ที่ไหน”
       ณัฐชาสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับฤทธิ์กันแน่
      
       ธิชาสะดุ้งฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง เธอหายใจเฮือกเหมือนคนเพิ่งโผล่จากน้ำ ฤทธิ์หน้าตื่น
       “ธิชา”
       สมุนพรายพิฆาตหันมาบอก
       “สิบนาทีครับหัวหน้า”
       “โอ้ว...สุโค่ยว่ะเจ้านาย บอกฉันหน่อยได้มั้ยทำไมแกถึงหยุดค้นคว้าเรื่องนี้”
       “ยังไม่ถึงเวลาที่มนุษย์จะเป็นอมตะ โดยเฉพาะถ้ายังแก้ปัญหาเรื่องความกระหายเลือดไม่ได้ ที่สำคัญ…ฉันรู้ว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นอาวุธของพวกแก”
       “ทายแม่นนี่หว่า...เอาล่ะเด็กๆ ถึงเวลาเล่นเกมส์กันซะที พวกแกเอานังนี่ไปล่ามไว้ตรงข้ามกับพี่ชายบุญธรรมของมัน”
       ร่างของธิชาถูกหิ้วไปวางที่พื้น ก่อนที่สมุนพรายพิฆาตจะล่ามข้อเท้าของเธอข้างหนึ่งไว้ด้วยโซ่
       “ส่วนนายโทมัสให้ปลดโซ่ออกหนึ่งเส้น”
       สมุนพรายปลดโซ่ที่ล่ามข้อมือฤทธิ์ออกข้างหนึ่ง ฤทธิ์งุนงงว่าอัศวินมีแผนอะไรกันแน่ อัศวินกระแอมก่อนอธิบาย
       “กติกาของเรามีดังนี้ ธิชาเพิ่งคืนชีพขึ้นมา สิ่งแรกที่เธอต้องทำก็คือหาเลือดดื่ม โดยมีเหยื่อที่อยู่ใกล้ที่สุดก็คือพี่ชายบุญธรรมของเธอเอง และที่น่าสนใจก็คือในเลือดของแกมีไวรัสพรายพิฆาตแพร่กระจายอยู่ทุกอณู ถ้าไม่ดื่มเลือดเธอตาย ถ้าดื่มเลือดเธอติดเชื้อ ส่วนแก...ตาย”
       “แกมันสารเลว ไอ้โรคจิต”
       “เออใช่ ส่วนแกก็หลงตัวเอง ชอบทำตัวเป็นเทวดา แกมีสิทธิ์อะไรมาขอให้พรายพิฆาตให้หยุดล้างโลกใบนี้ เฮอะ พ่อเศรษฐีไฮโซ จะเปลี่ยนแปลงโลกด้วยเงินบริจาคเพื่อการกุศล
       งั้นเหรอ จะบอกให้นะ เงินของแกมันเปลี่ยนสันดานดิบของคนไม่ได้หรอก แล้วนี่ก็คือบทพิสูจน์”

       อัศวินชักมีดพกของสมุนคนหนึ่งออกมาแล้วปาไปปักข้างๆตัวฤทธิ์
       “ก่อนที่น้องสาวบุญธรรมของแกจะฟาดแกเป็นมื้อค่ำ ทางรอดทางเดียวของแกก็คือ ฆ่าเธอซะ”
       ฤทธิ์แค้น
       “แก...แกทำแบบนี้ทำไม...ทำไม”
       “ก็บอกแล้วไงว่านี่คือการพิสูจน์ แกเปลี่ยนโลกใบนี้ไม่ได้หรอก”
       “เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์ และสัญชาติญาณของสัตว์ทุกประเภทก็คือ การเอาชีวิตรอด”
       ธิชาเริ่มมีอาการกระหายเลือด เธอทำท่าจะกัดสมุนของอัศวิน แต่ทุกคนก็ฉากหนีไปอย่างรวดเร็ว ข้อเท้าของธิชาถูกล่ามโซ่อยู่ เธอจึงกัดใครอีกไม่ได้ นอกจากฤทธิ์ที่ข้อมือถูกล่ามโซ่อยู่ตรงหน้า
       “ธิชา ฟังพี่ให้ดีนะ ตั้งสติเอาไว้ อย่ากลายเป็นพวกมันเด็ดขาด”
       ธิชามองฤทธิ์ด้วยความเสียใจ แต่อีกทางหนึ่งก็เจ็บปวดเพราะอาการกระหายเลือดและการกลายพันธุ์ ที่สุดก็กรีดร้องโหยหวนออกมาราวกับสัตว์ร้าย ฤทธิ์ตะลึง
       “ธิชา”
       อัศวินหัวเราะอย่างสะใจ หัวเราะเหมือนจะได้ดูฉากตลกครั้งใหญ่
      
       ลิซ่าเข้ามาในห้อง แล้วร้องเรียกหาโปรแกรมจำลองความคิดของมาดามหลิว
       “มาดามคะ ฉันต้องการความช่วยเหลือ”
       ภาพโฮโลแกรมของมาดามหลิวปรากฏขึ้น
       “ฉันรู้แล้วลิซ่า ผู้ชายคนนั้นอาจไม่ใช่ฤทธิ์ ราวี”
       “จริงเหรอคะมาดาม”
       “ฉันจะจัดการเขาเอง แต่เธอต้องช่วยฉัน”
       ลิซ่าพยักหน้าตกลงตามนั้น
      
       ค่ำนั้น ธิชากำลังเจ็บปวดจากการกลายพันธุ์และกระหายเลือด ฤทธิ์พยายามปลอบเธอ
       “อดทนไว้นะธิชา ไม่ใช่ทุกคนที่กลายพันธุ์แล้วจะต้องกระหายเลือดเสมอไป อย่างน้อยก็มีฉันคนนึงที่ไม่เป็นแบบนั้น”
       ธิชากัดฟันคำรามด้วยความเจ็บปวด ฤทธิ์มองเธออย่างเวทนา และอดไม่ได้ที่เหลือบมองไปยังมีดที่ปักอยู่
      
       อัศวินเดินกลับมาขึ้นรถและบอกกับสมุน
       “อย่าลืมนะ ถ้าไอ้พี่น้องโลกสวยคู่นั้นมันฆ่ามันเมื่อไหร่รีบส่งคลิปไปให้ฉันทันที บอกตามตรง…อยากดูมาก ฮ่าๆ”
       อัศวินหัวเราะก่อนจะกลายร่างเป็นฤทธิ์
       “ได้ครับหัวหน้า ผมว่าเดี๋ยวมันต้องฆ่ากันแน่”
       อัศวินขับรถจากไป สมุนพรายพิฆาตมองกลับไปที่โกดัง
      
       ธิชาจิกกรงเล็บลงไปกับพื้น ดวงตาของเธอเปลี่ยนเป็นสีเขียวไปเรียบร้อย ฤทธิ์ได้แต่เฝ้ามองดูสภาพของเธออย่างสิ้นหวัง สมุนพรายพิฆาตพากันลุ้นอย่างเมามัน
       “เฮ้ย เอ็งว่าน้องจะฆ่าพี่ หรือพี่มันจะฆ่าน้องกันแน่วะ”
       “แทงข้างน้องเว้ย รับรองมันต้องฟาดพี่มันเป็นมื้อค่ำแน่นอน ฮ่าๆ”
       ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเหล่าสมุนพรายพิฆาต ฤทธิ์กำลังมองสภาพของธิชาด้วยความสะเทือนใจ
      
       ลิซ่ากับณัฐชากำลังโทรศัพท์คุยกัน
       “จะลงมือเมื่อไหร่”
       “คืนนี้ แต่โปรแกรมของมาดามจะพิสูจน์ให้แน่ใจก่อนว่าเขา ไม่ใช่โทมัสตัวจริง”
       “ถ้างั้นฉันขอร่วมวงด้วย ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าโทมัสตัวจริงอยู่ที่ไหนกันแน่”
      
       ที่ล็อบบี้กองปราบมีตำรวจประปราย ส่วนใหญ่ออกเวรกันหมด ณัฐชาสวมเสื้อเกราะเดินลงบันไดมา เธอตระเตรียมอาวุธปืนกะลุยเต็มที่ เสียงจ่าสมพรดังขึ้น
       “ผู้กอง”
       ณัฐชาหันไปเห็นจ่าสมพร นั่งอ่านหนังสือพิมพ์รออยู่
       “อ้าวจ่า นี่ยังไม่กลับอีกเหรอ นึกว่าออกเวรไปแล้วซะอีก”
       “สถานการณ์แบบนี้ผมทิ้งผู้กองไม่ลงหรอกครับ ลุยไหนลุยนั่น”
       “งั้นมาด้วยกันเลยจ่า งานนี้มีลุยแน่”
       จ่าสมพรยิ้มก่อนจะพับหนังสือพิมพ์ลง
      
       อัศวินในคราบของฤทธิ์กลับมาที่บลูฟินิกซ์ และพบกับความเงียบเหงาวังเวง ไฟถูกปิดจนสลัว ยามไม่มีเลยสักคน
       “ไปมุดหัวที่ไหนกันหมด ก็ดี…จะได้สนุกให้เต็มที่”
      
       ฤทธิ์เดินไปที่ลิฟต์ ก่อนที่ภาพโฮโลแกรมของมาดามหลิวจะปรากฏขึ้นและมองตามไปอย่างประสงค์ร้าย


  


        
       ก่อนหน้านี้ ลิซ่ากับภาพโฮโลแกรมมาดามหลิว ปรึกษากันในห้องสมุด
        
       “ฉันจะหาจังหวะแสกนร่างกายของเขา ถ้าเขาเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่ปลอมตัวมาละก็ ฉันต้องดูออกแน่”
       “แล้วเราจะฆ่าเขาเลยรึเปล่าคะมาดาม”
       “เราต้องจับเป็น จะได้สอบถามให้รู้ว่าโทมัสตัวจริงอยู่ที่ไหน”
       ลิซ่าพยักหน้า
      
       อัศวินในร่างของฤทธิ์ ยืนอ่านข้อมูลสามมิติเกี่ยวกับการทดลองน้ำตามัจจุราช
       “เยี่ยมมาก น้ำตามัจจุราชถูกมาดามหลิวพัฒนาไปอีกขั้น การกลายพันธุ์อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์แล้ว ต่อไปโลกนี้จะไม่มีใครหยุดยั้งพรายพิฆาตได้อีก” เขานึกขึ้นได้ “นอกซะจาก…” เขารีบสั่งการ “ศูนย์ข้อมูล ฉันอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับวัคซีนปราบไวรัสพรายพิฆาต ส่งไฟล์มาให้ฉัน”
       ภาพสามมิติปรากฏเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างวัคซีนปราบไวรัส
       “การทดลองไปถึงขั้นไหนแล้ว”
       ทันใดนั้นเองร่างโฮโลแกรมของมาดามหลิวก็ปรากฏขึ้น
       “โทมัส”
      
       ฤทธิ์หันมาเผชิญหน้ากับโปรแกรมมาดามหลิวอย่างประหลาดใจ ที่จู่ๆเธอก็โผล่มาเองตอนนี้
      
       รถจ่าสมพรกำลังขับรถฝ่าความมืดมาโดยมีณัฐชานั่งอยู่ข้างๆ เธอเหลือบมองจ่าสมพรแล้วถามออกมาด้วยความสงสัย
       “ขอถามเรื่องส่วนตัวได้มั้ยจ่า”
       “ครับผม”
       “ปกติถ้าเป็นคดีอื่น จ่าจะคอยแสตนด์บาย 24 ชั่วโมงแบบนี้รึเปล่า”
       “ผู้กองสงสัยอะไรเหรอครับ”
       “ฉันว่าจ่าดูกระตือรือร้นกับงานเป็นพิเศษ ว่ามั้ย”
       จ่าสมพรยิ้มเศร้า
       “ลูกเมียของผมต้องตายก็เพราะพวกมัน บอกตามตรงนะครับผู้กอง มันไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่หรอกครับ แต่มันคือการล้างแค้น”
       ณัฐชาสลดไปเล็กน้อยและไม่ถามอะไรอีก ขณะที่จ่าสมพรนิ่งเงียบไป
      
       ฤทธิ์เดินมาเผชิญหน้ากับโปรแกรมจำลองความคิดของมาดามหลิว
       “มาดาม ผมไม่ได้เรียกคุณซะหน่อย”
       “ฉันเห็นเธอกำลังค้นหาข้อมูล ก็เลยอยากช่วย”
       “ก็ดี ผมอยากรู้เรื่องวัคซีนต้านไวรัสของพรายพิฆาต มันพัฒนาถึงไหนแล้ว”
       “ยังอยู่ในขั้นทดลองระดับสาม แต่มีปัญหาค่อนข้างรุนแรง”
       “งั้นเหรอ”
       มาดามหลิวกวาดมือไปเบื้องหน้า ภาพสามมิติปรากฏขึ้น เป็นภาพของหนูทดลอง
       “รายงานระบุว่า หลังจากได้รับวัคซีนเข้าไปไวรัสในตัวหนูทดลองจะลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้นแค่สามนาที ก็จะเกิดโยโย่เอฟเฟ็คตามมา”
       หนูทดลองจำนวนมากทุรนทุราย ล้มตายเกลื่อน มีไม่กี่ตัวที่รอดตาย
       “ไวรัสพรายพิฆาตจะกลายพันธุ์และเพิ่มปริมาณขึ้นเป็นสามเท่า ทำให้สัตว์ทดลองจำนวนมากเสียชีวิต มีเพียงไม่กี่ตัวที่สร้างภูมิคุ้มกันได้สำเร็จ และรอดตาย”
       ฤทธิ์ยิ้ม
       “สมแล้วที่เป็นไวรัสของพรายพิฆาต ร้ายกาจจริงๆ”
       “แต่ก็ยังไม่ร้ายเท่านาย”
        ฤทธิ์ชะงักหันมา
       “อะไรนะ”
       ภาพสามมิติเกี่ยวกับการทดลองหายไป มาดามหลิวจ้องหน้าฤทธิ์
       “ฉันแสกนร่างกายของนายแล้ว โครงสร้างของนายไม่ใช่โทมัสแต่นายคือ…อัศวิน”
       ฤทธิ์ยิ้มเหี้ยมก่อนจะคืนร่างเป็นอัศวินทันที


  


       จ่าสมพรขับรถมาจอด ณัฐชารีบเปิดประตูเดินนำจ่าสมพรเข้าไปในบลูฟินิกซ์
       “เราต้องติดต่อใครก่อนรึเปล่าครับ”
       “ไม่ต้องแล้วจ่า ลิซ่ารอเราอยู่ที่ห้องแลป”
       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ณัฐชาชะงักรับโทรศัพท์”
       “ฮัลโหล ใครน่ะ”
       “เซอร์ไพรซ์จ้ะเพื่อนรัก”
       ณัฐชาตะลึงเธอจำเสียงได้
       “ไอริณ”
       ไอริณอยู่บนรถแท็กซี่ เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ
       “งงสิท่า พอดีฉันมีงานถ่ายโฆษณา ก็เลยบินด่วนกลับมากรุงเทพ คืนนี้เธอว่างรึเปล่า ช่วยเอาของฝากหน่อยสิ ฉันซื้อของมาฝากเธอเยอะแยะเลยนะ”
       ณัฐชาอึ้งก่อนจะเห็นจ่าสมพรชี้นาฬิกาข้อมือถึงนึกได้
       “เอ่อ เดี๋ยวก่อนละกันนะ คือฉันทำงานอยู่ เดี๋ยวโทรกลับนะ”
       “อ้าว เดี๋ยวสิณัฐชา ตกลงกันก่อน คืนนี้ฉันจะไปค้างที่ห้องเธอนะ ณัฐชา”
       ณัฐชาวางสาย
       “มาอะไรกันตอนนี้...ไปต่อจ่า”
       ณัฐชารีบนำจ่าสมพรบุกต่อไป
      
       มาดามหลิวโบกฝ่ามือลงอย่างรวดเร็ว ประตูห้องแลปเลื่อนปิดลงทันที
       “โปรแกรมของฉันเชื่อมต่อกับระบบทั้งหมดของอาคาร ฉันจะขังแกไว้ที่นี่”
       “ถึงไงเธอก็ฆ่าฉันไม่ได้อยู่ดี”
       มาดามหลิวยิ้ม
       “แน่นอน ฉันทำไม่ได้”
       ทันใดนั้นเสียงลิซ่าดังขึ้น
       “แต่ฉันทำได้”
       อัศวินหันไปเห็นลิซ่าโผล่มาจากที่ซ่อนพร้อมปืนยิงคลื่นไฟฟ้าในมือ เธอเหนี่ยวไกยิงร่างอัศวินจนเซไปชนแผงเครื่องมือบางอย่างทำให้กระแสไฟฟ้าในห้องช๊อตติดๆดับๆ อัศวินกัดฟันคำรามด้วยความเจ็บปวด
      
       ณัฐชากับจ่าสมพรออกจากลิฟต์ และเห็นกระแสไฟติดๆดับๆตลอดทางเดิน
       “สงสัยเกิดเรื่องแล้วครับผู้กอง”
       “ลิซ่า”
       ณัฐชาวิ่งนำจ่าสมพรไปที่ห้องแลปทันที
      
       อัศวินแผดร้องด้วยความเจ็บปวด คลื่นไฟฟ้าฉาบรอบตัว มาดามหลิวสั่ง
       “ลิซ่าเพิ่มกำลังไฟอีก เอามันให้อยู่”
       ลิซ่ามองที่มาตรวัดของปืน
       “พลังงานใกล้หมดแล้วค่ะมาดาม”
       อัศวินกัดฟัน
       “นังสารเลว พวกแกต้องตาย”
       ลิซ่าปรับกำลังไฟยิงที่เหลือไปจนหมด อัศวินโดนช๊อตจนตาเหลือก เลือดไหลออกจมูก ปาก หู
       “อ๊าก”
       ปืนของลิซ่าดับวูบ ไฟหมดลงพอดี อัศวินเข่าทรุดไปกับพื้น
       “ลิซ่า เข้าชาร์จมัน”
       ขาดคำมาดามหลิว ลิซ่าคว้ากระบองไฟฟ้าออกมาแล้วเดินดุ่มจะเข้าไปฟาด อัศวินเงยหน้าขึ้น และตะปบข้อมือลิซ่าเอาไว้
       “นังตัวแสบ”
       ลิซ่าหน้าเสีย รีบออกเพลงมวยเล่นงานอัศวินแต่มันไม่สะเทือนแม้แต่น้อย อัศวินคำรามออกมาก่อนจับร่างลิซ่าโยนไปจนชนข้าวของล้มโครม มาดามหลิวตกใจ
       “ลิซ่า”
       ลิซ่าโงนเงนลุกขึ้นมา
       “มาดาม”
       อัศวินคว้าเศษกระจกที่หล่นอยู่ขึ้นมา แล้วเดินไปกระชากวิกผมลิซ่าออก
       “ก็บอกแล้วไงว่าอย่าใส่วิก” อัศวินกระชากคอลิซ่า “เธออยากแตกต่างจากฝาแฝดของเธอใช่มั้ยลิซ่า ฉันจะจัดการให้”
       มาดามหลิวตกใจร้องห้าม
       “อย่า”
       อัศวินเอาเศษกระจกบากหน้าลิซ่าจนเป็นแผล ลิซ่ากรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
       “ไม่เอาน่าคนเก่ง ทีเธอเล่นงานฉัน ฉันยังไม่ว่าสักคำ”
       มาดามหลิวตวาด
       “อัศวิน ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”
       อัศวินมองดุ
       “เปิดประตู”
       “ไม่”
       “ถ้าแกไม่เปิด ฉันจะกรีดคอนังนี่”
       มาดามหลิวมองอัศวินด้วยความโกรธแค้น
       “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิเจ๊ เธอมันเป็นแค่โปรแกรมนะ ไม่ใช่มาดามหลิวตัวจริงซะหน่อย”
       “แกมันโหดยิ่งกว่าไอ้กรณ์ซะอีก”
       “เปิดประตู”
       มาดามหลิวมองไปที่ประตู ประตูเลื่อนเปิดออก อัศวินขู่
       “อย่าตุกติกเชียวนะมาดาม”
      
       อัศวินลากตัวลิซ่าออกไปกับมัน

       อัศวินลากตัวลิซ่าล่าถอยออกมาทางเดินหน้าห้องแลปบลูฟินิกซ์
       “แผนล่มไม่ท่า หน้าแหกขนานแท้ จริงมั้ยจ๊ะคนสวย”
       ลิซ่าได้แต่ข่มกลั้นอารมณ์แค้น แต่ทันใดนั้นเอง เสียงณัฐชาดังขึ้น
       “อัศวิน”
       อัศวินหันไปและเจอยิงเข้าที่บ่าจนหงายหลัง กระจกในมือหล่นแตกไปกับพื้น
       “ลิซ่าหลบ”
       ลิซ่ารีบพลิกตัวไปชิดผนัง ณัฐชากับจ่าสมพรกระหน่ำยิงใส่อัศวินหูดับตับไหม้ อัศวินโดนยิงจนเลือดสีเขียวสาดกระเซ็นไปทั่ว ต่อให้เป็นมนุษย์กลายพันธุ์แต่โดนไฟช็อตแถมโดนยิงซ้ำแบบนี้ก็ทรุดลงกระอักเลือดไปเช่นกัน ลิซ่ามัวยืนตะลึงอยู่ด้วยความตกใจ จนภาพเสมือนจริงของมาดามหลิวปรากฏขึ้น
       “ลิซ่า ฉีดยาให้มัน”
       ลิซ่าได้สติก็รีบดึงเข็มฉีดยาที่พกติดตัวไว้ออกมา และปักใส่คอของอัศวินทันที แต่เวลานั้นอัศวินเจ็บจนไม่รู้จะเจ็บยังไงแล้วชาไปทั้งตัว มันเลยได้แต่ยิ้มให้ลิซ่า ณัฐชามองอย่างสงสัยก่อนจะถาม
       “อะไรน่ะลิซ่า”
       “ไซยาไนต์ถ้าเป็นคนธรรมดารับรองว่าตายแน่ แต่กับมนุษย์กลายพันธุ์ คงหมดฤทธิ์ไปสัก 2 ชั่วโมง”
       ณัฐชาพยักหน้าอย่างโล่งใจที่ลิซ่าไม่ได้ฆ่ามัน ขณะที่จ่าสมพรยังมองภาพจำลองเสมือนจริงของมาดามหลิวไม่วางตา มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากสำหรับอดีตตำรวจภูธรอย่างเขา
      
       ธิชาพยายามหาอะไรเกาะไว้ พยายามจะล็อกตัวเองไม่ให้ขยับไปทำร้ายฤทธิ์ สภาพของเธอเหมือนคนอยากยาเสพติดไม่มีผิดทั้งสั่นทั้งปวดร้าวไปทั้งตัว ฤทธิ์เฝ้าดูธิชาเห็นเธอร้องครางออกมาก็ยิ่งสงสาร
       “ธิชา”
       “ทำไมพี่ต้องดีกับฉันขนาดนี้ แม้แต่พี่ชายแท้ๆของฉัน ยังไม่สนใจฉันเลย”
       “ไม่จริงนะธิชา ชาญรักเธอ”
       ธิชาคำราม
       “ไม่...เขาด่าฉัน เขาเรียกฉันว่าขี้ยา เขาปล่อยให้ฉันถูกขังอยู่ในคุก เขาเกลียดฉัน”
       “เขาแค่อยากดัดนิสัยเธอต่างหาก เขาอยากให้เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่”
       “ไม่จริง เพราะเขานั่นแหละที่ทำให้ฉันต้องหลงผิด ไปอยู่กับพรายพิฆาต”
       ธิชาหลับตาลงนึกทบทวนอดีตที่ผ่านมา
       “พวกมันเจอฉัน ตอนที่หนีออกจากบ้าน หนีมาจากนายดอน”
       ในอดีต...ธิชาโดยสารมาบนรถของสมุนพรายพิฆาต
       “เราจะไปที่ไหน”
       “พบท่านบารอน”
       ธิชาสงสัย
       “บารอน”
       “หัวหน้าสาขาของพรายพิฆาต”
      
       สมุนพรายพิฆาตพาธิชาเข้ามาในโกดังและเห็นบารอนยืนเด่นอยู่ เขาชูมือให้เธอราวกับนักบุญผู้เปี่ยมเมตตา
       “ธิชา...ธิชาผู้น่าสงสาร มานี่สิ มาหาข้า”
       ธิชานึกหวั่นทำท่าจะถอย แต่ก็ถูกสมุนพรายพิฆาตคว้าตัวไว้ แกมผลักให้เข้าไปหาบารอน...ธิชาเดินมาเผชิญหน้ากับบารอนอย่างหวาดหวั่น เขายกมือประคองสองบ่าของเธอ
       “จงสาบานตัวเป็นสาวกของพรายพิฆาต แล้วข้าจะให้อำนาจกับเจ้า ต่อไปจะไม่มีใครกล้าทอดทิ้งเจ้าอีก หากเจ้ายอมทำงานให้กับข้า”
       ธิชามองบารอนอย่างลังเล
       “ว่าไงธิชา”
       บารอนให้ธิชาดูภาพของฤดี
       “ผู้หญิงคนนี้จะคุ้มครองเจ้า อีกไม่นานจะมีผู้ชายคนนึงมาตามหาเจ้าที่นี่ ผู้ชายคนนั้นชื่อ โทมัส มันเป็นคนของมาดามหลิว คนที่แย่งชาญไปจากเธอ คนที่ทำลายชีวิตของเธอ”
      
       ฤทธิ์อึ้งไปกับเรื่องราวทั้งหมด ขณะที่ธิชาปากคอสั่นเพื่อข่มอาการกระหายเลือดพลางเล่าบทสรุป
       “มันรู้ว่าพี่จะมา มันรู้ว่าฉันจะต้องช่วยพวกมันทำลายทุกอย่างที่เป็นของมาดามหลิว”
       “ช่างมันเถอะธิชา ทุกอย่างแก้ไขได้ พี่จะช่วยเธอเอง”
       “ไม่ทันแล้ว มันสายไปแล้ว”
       “ธิชา”
       ธิชาคำรามใส่ฤทธิ์ราวกับสัตว์ป่า ฤทธิ์อึ้งไป ขณะที่ธิชาปล่อยมือจากสิ่งที่ยึดเกาะไว้ก่อนหน้านี้ แล้วลุกขึ้นเดินลากโซ่ที่ข้อเท้า ตรงมาหาฤทธิ์
       “ฉัน…หิว…ฉันหิวเหลือเกิน”
       ฤทธิ์มองธิชาอย่างปวดร้าว ก่อนจะกัดฟันรวบรวมความกล้าหันไปกระชากมีดที่อัศวินปักทิ้งไว้ออกมาขู่
       “อย่าเข้ามา”
       “พวกมันพูดถูก มนุษย์ก็เป็นแค่สัตว์ที่เห็นแก่ตัว ต้องการแค่มีชีวิตอยู่”
       “พอเถอะธิชา”
       “ฉันจะกินเลือดของแก ฉันจะฆ่าแก”
       ธิชาเดินโซเซตรงเข้ามาทั้งๆที่ฤทธิ์ถือมีดขู่อยู่ตรงหน้า ธิชาร้องไห้
      
       “เอาสิ ฆ่าฉันเลย ถ้าแกทำได้ ก็ลงมือเลย ทำเหมือนกับคนอื่น ทำลายฉัน…ทำลายชีวิตของฉัน”


  


       ฤทธิ์นิ่งงันไป เขานึกถึงภาพอันผูกพันกันเหมือนพี่น้อง ตั้งแต่รับเธอมาอยู่ด้วย เที่ยวเล่น ดูแล และปกป้องเธอ มีดในมือฤทธิ์สั่นระริก เขาทำร้ายธิชาไม่ลง แม้เธอมาทรุดคุกเข่าลงตรงเบื้องหน้า และเอื้อมมือมาคว้าบ่าของเขา ก่อนจะแสยะเขี้ยว
       “ฉันไม่ใช่น้องสาวของแก ไม่ใช่ครอบครัวของแก ฆ่าฉันสิ ฆ่าฉัน”
       ฤทธิ์มองหน้าธิชาก่อนจะลดมีดลง ธิชามองเขาอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นสีหน้าฤทธิ์เริ่มปล่อยวาง
       “เธอคือน้องสาวของพี่...ธิชา พี่จะพิสูจน์ให้ดู”
       ฤทธิ์ว่าแล้วหลับตาลงในสภาพพร้อมตาย ธิชาน้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะคำรามกรีดร้องอย่างโหยหวนใส่ ฤทธิ์ยังคงปล่อยวางอยู่ในสภาพนั้น ขณะที่ธิชาดึงมีดไปจากมือของเขาแล้วทันใดนั้นมีเลือดกระเซ็นมาเปื้อนหน้าฤทธิ์ สมุนของพรายพิฆาตที่อยู่ด้านนอกรีบเข้ามาดูเหตุการณ์ก่อนจะตกตะลึง ฤทธิ์ลืมตาขึ้น และเห็นธิชาถือมีดอยู่ในมือ ที่คอมีรอยแผลถูกปาดจนเลือดทะลักท่วมเสื้อผ้า
       “เลือดของฉันยังเป็นสีแดง ฉันไม่ใช่สัตว์ ฉันเป็น…น้องสาวของพี่”
       ฤทธิ์ได้แต่ช็อคไป เมื่อธิชาส่งยิ้มให้เขาก่อนจะทรุดลงซบศีรษะลงที่บ่าและสิ้นใจอย่างสงบ
       “ธิชา...ธิชา...ธิชา”
       ฤทธิ์กอดศพธิชาก่อนจะร้องไห้ออกมา
      
       ท้องฟ้ามีเมฆดำทะมึนเหมือนจะมีพายุฝนตกลงมา ไอริณนั่งทานอาหารด้วยความหงุดหงิดอยู่ในร้านอาหาร เธอกินอย่างระบายอารมณ์
       “เหลือเกินจริงๆยัยณัฐชา เพื่อนอุตส่าห์บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหา มัวแต่ทำงานอยู่ได้”
       เสียงฟ้าร้องฟ้าแลบดังครืนๆ ไอริณหันมองไปนอกกระจก
       “ท่าทางฝนจะตกหนักซะด้วย คืนนี้จะไปค้างที่ไหนดีเนี่ย”
       ไอริณหันกลับมาแล้วต้องชะงักเมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าเธอ ไอริณตะลึง
      
       อัศวินเพิ่งได้สติก็เห็นณัฐชากับลิซ่าโผล่มาสอบปากคำ
       “ว่าไงไอ้มนุษย์กลายพันธุ์ รู้สึกตัวแล้วเหรอ”
       “ถ้าแกยังไม่อยากตายก็บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าคุณโทมัสอยู่ที่ไหน”
       อัศวินอ่อนเพลีย
       “ฉันไม่รู้ ฉัน...จำไม่ได้ หึๆ”
       จ่าสมพรเฝ้ามองอยู่อย่างตึงเครียด ลิซ่าหยิบเข็มฉีดยาออกมาอีก
       “ฟังฉันให้ดีนะ คราวนี้ที่ฉันจะฉีดให้แกไม่ใช่ไซยาไนด์ แต่เป็นไวรัสพรายพิฆาต ถ้าแกโดนเข้าไปเมื่อไหร่ แกจบแน่”
       อัศวินคิดหนักก่อนจะตัดสินใจ
       “อย่าใจร้ายนักสิคนสวย ฉันยอมเธอก็ได้ ตอนนี้นายโทมัสอยู่ที่โกดังร้าง”
       “ที่ไหน” ณัฐชาถามเสียงเข้ม
       “ที่เดิมที่แกเคยไป แล้วไม่คิดว่าฉันจะย้อนกลับไปอีก ฮะๆ”
       ณัฐชาแค้นๆ
       “ไอ้เลว...ดูแลทางนี้ด้วยนะคุณลิซ่าฉันจะรีบไปช่วยคุณโทมัส”
       จ่าสมพรขัดขึ้น
       “เอ่อเดี๋ยวครับผู้กอง ทางนี้ให้ผมจัดการเองดีกว่า ให้คุณลิซ่าไปกับ ผู้กองเถอะครับ”
       “อ้าว...ทำไมล่ะจ่า”
       “พวกพรายพิฆาตมันล้ำสมัยกว่าพวกเรา ผมคิดว่าคุณลิซ่าน่าจะช่วยผู้กองได้มากกว่าผม ส่วนเรื่องกองหนุนเดี๋ยวผมโทรตามให้เองครับ”
       ลิซ่าเห็นด้วย
       “ก็จริงนะผู้กอง คุณโทมัสยิ่งไม่สบายอยู่ด้วย ฉันจะเตรียมยาไปรักษาเขา”
       “ถ้างั้นคอยเฝ้าให้ดีนะจ่า ครบสองชั่วโมงเมื่อไหร่ รีบฉีดไซยาไนด์ให้มัน”
       “ครับ ผู้กอง”
      
       ณัฐชาขับรถพาลิซ่าไปช่วยฤทธิ์ เธอเห็นลิซ่านิ่งเครียดก็ปลอบใจ
       “ไม่ต้องห่วงนะคุณลิซ่า ป่านนี้พวกตำรวจคงรออยู่ที่นั่นแล้ว ถ้าเราไปถึงเมื่อไหร่ คุณโทมัสจะต้องปลอดภัย”
       “ฉันเป็นห่วงเรื่องอาการป่วยของเขามากกว่า เขาไม่ได้ฉีดยาต้านไวรัสมา 24 ชั่วโมงแล้ว ในร่างกายของเขาตอนนี้คงมีไวรัสแพร่กระจายเต็มไปหมด ถึงฉีดยาต้านให้เขาก็ไร้ประโยชน์”
       ณัฐชาเริ่มหวั่นว่าจะได้ยินข่าวร้าย
       “ที่แย่กว่านั้นเราไม่มีน้ำตามัจจุราช จะให้โทมัสกลายพันธุ์อีกรอบ เพื่อสู้กับไวรัสเหมือนคราวก่อนคงเป็นไปไม่ได้”
       ลิซ่านึกถึงตอนที่ฤทธิ์กลายพันธุ์รอบสอง เขากระโจนขึ้นมาจากน้ำและฆ่าพวกแหลม...ลิซ่าหยิบกล่องใส่เข็มฉีดวัคซีนออกมาดู
       “ความหวังสุดท้ายก็คือฉีดวัคซีนต้านไวรัส ซึ่งยังไม่เคยทดลองกับมนุษย์มาก่อน”
       “เธอคิดว่าจะได้ผลรึเปล่า” ณัฐชาถามอย่างกังวล
       “มีความหวังไม่ถึง 5 %”
       ณัฐชาอึ้งไป ทันใดนั้นเองเสียงโทรศัพท์มือถือของลิซ่าก็ดังขึ้น
       “ฮัลโหล...นั่นใครพูด”
      
       ลิซ่าท่าทางประหลาดใจ จนณัฐชารู้สึกผิดสังเกต


  


       ณัฐชา เดินนำลิซ่าเข้ามาในร้านอย่างหงุดหงิด เธอเห็นไอริณนั่งหวาดหวั่นอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง
       “ไอริณ พวกเรากำลังรีบอยู่นะ เธอตามฉันมานี่ทำไม”
       ไอริณไม่กล้าตอบ
       “พวกเธอเห็นอย่างที่ฉันเห็นรึเปล่า”
       ลิซ่ากับณัฐชามองไปและต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าคนที่นั่งอยู่กับไอริณก็คือ ใจทิพย์
       “ใจทิพย์”
       ลิซ่าแย้งทันที
       “ไม่ใช่…พรายพิฆาตต่างหาก”
       ใจทิพย์แสยะยิ้ม
       “ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งณัฐชา...นั่งสิ”
       ณัฐชาเหลือบมองหน้ากันกับลิซ่า ไม่แน่ใจว่าควรนั่งหรือไม่
      
       ฤทธิ์นั่งมองศพธิชาที่นอนอยู่กับพื้นตรงหน้าเขาอย่างอาวรณ์ ก่อนที่สมุนพรายพิฆาตจะเข้ามาหิ้วไป
       “อย่ายุ่งกับเธอ”
       สมุนพรายพิฆาตตวาด
       “หุบปากแล้วอยู่เฉยๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
       สมุนพรายพิฆาตอีกคนยิ้มหยัน
       “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวแกได้ตามเธอไปแน่”
       “ถ้าฉันเป็นอิสระเมื่อไหร่ ฉันจะฆ่าพวกแกให้หมด”
       พวกสมุนพรายพิฆาตพยักพเยิดกันขำๆ และหิ้วศพธิชาไปทิ้งที่อื่น ฤทธิ์ได้แต่มองตามศพของธิชาไปด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะชะงักเมื่อเหลือบเห็นมีดยังหล่นอยู่ที่พื้น เขารีบคว้ามันมาซ่อนไว้ข้างหลัง
      
       ภาพโฮโลแกรมของมาดามหลิวปรากฏขึ้น และเฝ้ามองจ่าสมพรที่กำลังนั่งเฝ้าอัศวินที่ถูกมัดอยู่บนเตียง อัศวินเหลือบเห็นมาดามหลิวก็ยิ้มให้ก่อนจะหันไปเย้ยจ่าสมพร
       “ไอ้แก่ใจเสาะเอ๊ย ให้ผู้หญิงไปลุย ส่วนตัวเองดันมาเฝ้านักโทษ ป๊อดว่ะ”
       “ที่ฉันอยู่นี่ก็เพราะอยากดูหน้า ไอ้พวกที่มันฆ่าลูกเมียฉัน”
       “แล้วไง”
       “กำลังคิดว่าว่าจะถลกหนังแกดีรึเปล่า”
       “ก็เอาสิ ถ้ามีน้ำยาก็เข้ามาเลย”
       ขาดคำจ่าสมพรก็ยืนขึ้นอย่างเร็วจนเก้าอี้ล้ม แล้วทำท่าจะรี่ไปหาอัศวิน เสียงมาดามหลิวดังขัดขึ้น
       “คุณตำรวจ”
       จ่าสมพรเพิ่งเห็น
       “คุณ”
       “คุณออกไปพักเถอะ ทางนี้ฉันจัดการเอง”
       จ่าสมพรมองอัศวินอย่างมีโทสะ ก่อนจะปลีกตัวไป
       “จะไปไหนไอ้แก่…ไม่แก้แค้นแล้วเหรอ”
       จ่าสมพรหันมาแบบเริ่มจะสุดทน มาดามหลิวตวาด
       “อัศวินหุบปากได้แล้ว”
      
       ไอริณ ใจทิพย์ ณัฐชา ลิซ่า เผชิญหน้ากัน…ร่วมโต๊ะเดียวกัน
       “เหมือนงานเลี้ยงรุ่นเลยนะ ว่ามั้ย” ใจทิพย์ยิ้มๆ
       ณัฐชาแย้ง
       “เหมือนนัดกินข้าวก่อนปิดเทอมต่างหาก”
       ลิซ่าเสริม
       “เทอมสุดท้ายซะด้วย”
       ไอริณหันมาถามณัฐชา
       “ณัฐชา ตกลงผู้หญิงคนนี้คือใจทิพย์ หรือพรายพิฆาตกันแน่”
       ณัฐชามองหน้าพรายพิฆาตในร่างใจทิพย์
       “ฉันเผาศพใจทิพย์ไปแล้ว แกเอาร่างของเขามาได้ยังไง”
       “ทุกอย่างก็เป็นแค่พลังงานคุณตำรวจ ทุกอย่างที่คุณเห็นไม่ได้มีอยู่จริงแต่เป็นการรวมตัวกันของพลังงานในรูปแบบต่างๆ”
       ไอริณสงสัย
       “แล้วทำไมต้องเป็นร่างของใจทิพย์”
       “เพราะใจทิพย์คือผู้หญิงที่ฤทธิ์ ราวีต้องการมากที่สุด เหมือนกับฉันที่อาจจะเป็นในอนาคต”
       ลิซ่าค้อน
       “ฝันไปเถอะ”
       “ระวังปากด้วย นังเด็กหลอดแก้ว เชื่อมั้ยว่าฉันหักคอแกได้โดยไม่ต้องขยับตัวเลยด้วยซ้ำ”
      
       ลิซ่าฮึดฮัดแต่ณัฐชาคว้าบ่าไว้เป็นเชิงเตือนว่าให้อยู่เฉยๆก่อน

       อัศวินยังคงถากถางจ่าสมพร
       “เพราะแกมันขี้ขลาดแบบนี้ไง ลูกเมียถึงต้องตายอย่างน่าสังเวช” อัศวินดัดเสียง “พ่อขาช่วยหนูด้วย ถามจริงๆ ตอนที่ลูกแกถูกฆ่า แกทำอะไรอยู่วะไอ้แก่”
       “กูจะฆ่ามึง”
       จ่าสมพรปรี่ไปชกอัศวินที่โดนมัดอยู่กับเตียง มาดามหลิวห้าม
       “คุณตำรวจพอได้แล้ว”
       จ่าสมพรปลดสายรัดของอัศวินออก ก่อนจะลากตัวมันลงมาจากเตียง แล้วลงมือกระทืบไม่ยั้ง
       “ไอ้พวกพรายพิฆาต มึงฆ่าลูกเมียกู มึงอย่าอยู่เลย”
       มาดามหลิวพยายามห้าม
       “จ่าสมพร หยุดซะที”
       จังหวะนั้นเองอัศวินก็ตะปบข้อเท้าจ่าสมพรแล้วกระชากจนล้มทั้งยืน มาดามหลิวตกใจ
       “จ่า”
       จ่าสมพรขยับจะชักปืน แต่ก็ช้าเกินไปเมื่ออัศวินพลิกตัวไปคว้าเก้าอี้ฟาดใส่จ่าสมพรจนหัวแตก ปืนกระเด็นหลุดจากมือ
      
       ณัฐชามองหน้าใจทิพย์
       “บอกมาสิว่าเธอต้องการอะไร”
       “ฉันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฤทธิ์ ราวี ไม่ใช่แค่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนแต่รู้ด้วยว่าเขาจะตายยังไง”
       ลิซ่าสวน
       “ฝีมือของพวกแก”
       “อัศวินเป็นคนละโมบ เรื่องที่เขาทำฉันไม่เกี่ยว ฉันรักษาสัญญาที่ให้ไว้เสมอ สามปีนี้ฉันจะยุติการเคลื่อนไหว”
       ไอริณจ้องหน้า
       “ถ้างั้นคุณก็ควรพิสูจน์ด้วยการช่วยพวกเรา”
       ใจทิพย์ จิบไวน์ในแก้วของตน แล้วมองหน้าสามสาวทีละคน
       “ทำไมฉันต้องช่วยศัตรูของฉัน บอกเหตุผลหน่อยได้มั้ย”
       ไอริณ ณัฐชา ลิซ่า อึ้งกันหมด
        “คุณให้เวลาโทมัสสามปีเพื่อเปลี่ยนโลกใบนี้ให้ดีขึ้น เพื่อที่ยุติ การล้างโลกของคุณ มันยังไม่ถึงเวลาที่เขาต้องตาย” ณัฐชาอธิบาย
       ใจทิพย์จิบไวน์อีก
       “อัศวินเป็นลูกน้องของฉัน ถึงเขาจะมีแผนร้าย แต่ก็ไม่ได้ลงมือเหมือนกรณ์ ถ้าฉันช่วยพวกเธอฆ่าเขา แล้วต่อไปจะปกครองลูกน้องได้เหรอ”
       ลิซ่าฉุนลุกขึ้นตบโต๊ะ
       “เลิกพล่ามซะที ตกลงจะเอายังไงกันแน่ เธอให้เรามาที่นี่ทำไม”
       คนในร้านชะเง้อมองมาอย่างแปลกใจ ใจทิพย์หันไปถลึงตาใส่ลิซ่า แล้วใช้พลังจิตบังคับให้ลิซ่านั่งลง ลิซ่าสู้แรงได้ไม่นานก็จำต้องนั่งบ่นงึมงำ
       “นังปีศาจ”
       ใจทิพย์ยิ้มกริ่ม ก่อนจะเลื่อนแก้วไวน์ของเธอมาตรงหน้าณัฐชา
       “ดื่มซะ”
       “ทำไมฉันต้องดื่ม”
       “เพราะถ้าไม่ดื่ม เธอจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต” ใจทิพย์เข้ามาจ้องหน้า “ฉันช่วยเธอได้แค่นี้ณัฐชา”
       ใจทิพย์ลุกขึ้นเดินจากไปอย่างใจเย็น ณัฐชาเหลือบมองแก้วไวน์ ไอริณรีบห้าม
       “อย่าดื่มนะณัฐชา ในแก้วอาจมียาพิษก็ได้”
       “แต่ฉันเห็นเขาดื่ม”
       ลิซ่าส่ายหน้า
       “ไร้สาระณัฐชา เขาก็แค่หลอกเธอเท่านั้นเอง”
       ณัฐชามองที่แก้วไวน์อย่างครุ่นคิด
      
       อัศวินคว้าปืนของจ่าสมพรขึ้นมา ก่อนจะเดินไปกระชากคอจ่าสมพรให้ลุกขึ้น
       “ไอ้โง่”
       อัศวินเหวี่ยงตัวจ่าสมพรไปพิงผนัง แล้วเอาด้ามปืนตบ
       “ไซยาไนต์มันกดได้แค่พลังพิเศษโว้ย ฉันยังมีแรงอยู่เข้าใจรึยัง ไอ้แก่งี่เง่า”
       จ่าสมพรโดนตบจนเลือดสาด หมดทางสู้ อัศวินเอาปืนจ่อที่หัวใจของเขาแล้วง้างนกปืน
       “คิดถึงลูกเมียนักใช่มั้ย ได้เลย...เดี๋ยวจะตีตั๋วให้”
       มาดามหลิวหน้าตื่น
      
       “อัศวินฉันขอเถอะ ปล่อยเขาไปซะ”


  


       อัศวินมองหน้ามาดามหลิว แต่นิ้วเหนี่ยวไกเปรี้ยง ร่างของจ่าสมพรผงะจะร่วงแต่อัศวินยังหิ้วตัวไว้
       “โทษที ตะกี๊ว่าไงนะมาดาม”
       มาดามหลิวมองอัศวินด้วยความโกรธ ขณะที่อัศวินหันมามองลำคอของจ่าสมพร
       “ขอชาร์จพลังหน่อยนะจ่า”
       อัศวินอ้าปากกัดคอจ่าสมพรเพื่อดื่มเลือด จ่าสมพรตาค้างตายทั้งเป็น
      
       ฤทธิ์เห็นสมุนพรายพิฆาตกำลังจับกลุ่มปรึกษากัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงาน ขณะที่สมุนพรายพิฆาตคนหนึ่งเดินมาหาเขา
       “เพื่อนของแกกำลังมาที่นี่ หัวหน้าสั่งให้เรารีบเตรียมการต้อนรับ”
       ฤทธิ์นึกสงสัยว่าคนที่มาคือใคร เขาเริ่มมีอาการไอออกมา ไวรัสแพร่กระจายแล้ว
      
       โทรศัพท์มือถือวางอยู่บนโต๊ะ อัศวินกลายร่างเป็นจ่าสมพรกำลังเช็ดเลือดที่มือกับผ้าเช็ดหน้าก่อนจะกดโทรศัพท์
       “ฮัลโหลนี่จ่าสมพรพูด เรื่องกำลังเสริมที่ติดต่อไป เราไม่ต้องการแล้ว ผู้กองณัฐชาสั่งยกเลิกแผน ทั้งหมดเป็นการเข้าใจผิด”
       มาดามหลิวเฝ้ามองดูจ่าสมพรด้วยความแค้น อัศวินเปลี่ยนเป็นร่างเดิมยิ้มกว้าง
       “ไม่ต้องห่วงนะมาดาม ไวรัสที่ผมปล่อยเข้าระบบคุณจะทำให้ทุกอย่างเป็นอัมพาตชั่วคราว รวมทั้งโปรแกรมของคุณด้วย”
       “ผู้กองณัฐชาต้องรู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้น”
       “กว่าจะรู้ก็สายไปแล้วมาดาม”
       มาดามหลิวมองอัศวินอย่างแค้นใจ ก่อนจะหลับตาลง ไฟฟ้าทั้งหมดในอาคารดับวูบ
       “คิดจะ reboot ระบบงั้นเหรอ ก็ได้ ดูซิว่าใครจะเร็วกว่า”
       อัศวินหันคว้าปืนยิงคลื่นไฟฟ้ามาสะพายบ่า แล้วรีบเดินทางไปจากที่นั่น
      
       ไอริณ ณัฐชา ลิซ่าโผล่จากที่กำบังมาดูลาดเลา
       “ฉันบอกว่าอย่าตามมา เธอก็ไม่เชื่อไอริณ” ณัฐชาบ่น
       “แหมก็ฉันเป็นห่วงคุณโทมัสนี่ ก็ไหนเธอบอกว่ามีกำลังเสริมด้วยไง...แล้วนี่หายไปไหนกันหมด”
       “ท่าจะไม่ดีแล้วผู้กอง รีบโทรถามจ่าสมพรเถอะ”
       ณัฐชาคว้าโทรศัพท์ออกมา แต่แล้วก็มีสายโทรเข้าเสียก่อน
       “หมายเลขของบลูฟินิกซ์” เธอกดรับสาย “ฮัลโหล”
       โปรแกรมมาดามหลิวยืนหลับตาอยู่ในความมืด
       “ผู้กอง อัศวินฆ่าจ่าสมพร ตอนนี้มันหนีไปแล้ว”
       ณัฐชาตกใจ
       “อะไรนะ แล้วจ่าพรได้เรียกกำลังเสริมรึเปล่า”
       “อัศวินมันซ้อนแผนเอาไว้ พวกคุณจะรอช้าไม่ได้ต้องรีบช่วยโทมัสออกมาเดี๋ยวนี้”
       ณัฐชาคิดหนัก
      
       สมุนพรายพิฆาต นำแท็บเล็ตมาให้ฤทธิ์ดูเห็นอัศวินกำลังขับรถอยู่พลางคุยผ่านทางโทรศัพท์มือถือ
       “ว่าไงคุณโทมัส ผมรู้ว่าคุณอยากจบเรื่องนี้เต็มที อดทนหน่อยนะ ไม่เกินยี่สิบนาทีผมไปถึงแน่”
       “รีบมาก็ดี ฉันกำลังรอแกอยู่”
       “เจ๋ง แล้วเจอกัน”
       อัศวินวางสาย ขณะที่ฤทธิ์ยังจมดิ่งกับความแค้น แต่อาการป่วยเริ่มหนักหนากว่าก่อนหน้านี้ ฤทธิ์ยังคงไอและมีอาการอ่อนเพลียมากขึ้น
      
       ลิซ่าเดินนำณัฐชากับไอริณมาที่รถ
       “นี่จะไม่รอคนมาช่วยก่อนเหรอลิซ่า” ไอริณถาม
       “พวกมันอาจรู้ตัวแล้วก็ได้ เราต้องรีบลงมือ”
       “คุณโทมัสกำลังป่วยอยู่นะไอริณ ที่สำคัญพวกมันอาจฆ่าเขาเมื่อไหร่ก็ได้”
       ลิซ่าเปิดท้ายรถ หันมาบอก
       “พอดีฉันพกเครื่องทุ่นแรงมาด้วยนิดหน่อย”
       ณัฐชากับไอริณยืนอึ้ง เพราะท้ายรถของลิซ่าเหมือนคลังแสงขนาดย่อม มีทั้งปืน มีด และระเบิด ณัฐชาหันมาหาไอริณ
       “ไอริณ เธอไปซะ ทางนี้ฉันจัดการเอง”
       “มาถึงนี่แล้ว ฉันไม่ทิ้งเพื่อนหรอก” ไอริณเข้าไปคว้าปืนที่เหมาะมือขึ้น “รีบไปช่วยคุณโทมัสกันเถอะ”
       ลิซ่าหันมามองหน้าณัฐชาที่กำลังคิดหนัก
      
       ณัฐชา ไอริณ ลิซ่าต่างพกพาอาวุธเต็มพิกัด โดยเฉพาะลิซ่าที่แบกกระเป๋าใส่เครื่องกระสุนไปด้วยอีกจำนวนหนึ่ง สามสาวมุ่งหน้าจากรถไปที่โกดังของพวกอัศวิน


  


       อัศวินขับรถมุ่งหน้าไปโกดังร้าง แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อมีแสงสว่างปรากฏขึ้นที่เบาะหลัง เมื่อแสงจางจึงปรากฏร่างของใจทิพย์ ทำให้อัศวินต้องจอดรถ
       “ท่านพรายพิฆาต”
       “บารอน แกกล้าขัดคำสั่งของฉัน”
       อัศวินรีบโกหก
       “ได้โปรด ยกโทษให้ข้าด้วยท่านพรายพิฆาต ข้าทุกอย่างก็เพราะความภักดี”
       ใจทิพย์ยิ้มหยัน
       “ภักดีหรือเพื่ออำนาจ คงมีแต่เจ้าเท่านั้นที่รู้แก่ใจ ขอเตือนไว้ก่อนนะอัศวิน ข้ามองเห็นอนาคตล่วงหน้า และรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
       อัศวินแคลงใจ
       “ท่านพรายพิฆาต”
       “เกมนี้เจ้ามาเป็นคนสุดท้าย แต่ทุกอย่างจะปิดฉากลงเพราะเจ้า” ใจทิพย์ยิ้มเหี้ยม “ปิดฉากด้วยความหายนะ และความตาย”
       ใจทิพย์หายตัวไป ทิ้งให้อัศวินได้แต่ตกตะลึงสักพักจึงเริ่มรวบรวมสติ
       “ไม่จริง ก็แค่คำขู่ มาถึงขั้นนี้แล้ว เราต้องสู้ให้ถึงที่สุด รถของอัศวินแล่นต่อไป
      
       สมุนพรายพิฆาตที่เฝ้ายามอยู่ด้านนอกพากันแปลกใจ เมื่อเห็นสามสาว...ไอริณ ลิซ่า ณัฐชาเดินถืออาวุธตรงมา
       “ล้อเล่นรึเปล่าวะ”
       พูดไม่ทันขาดคำห่ากระสุน สาดซัดมาจนสมุนพรายพิฆาตคนหนึ่งกระเด็นไป
       “เฮ้ยของจริงนี่หว่า...พวกมันมาแล้ว”
       สปอร์ตไลท์ถูกเปิดส่องสว่าง สมุนพรายพิฆาตพากันโผล่มากราดยิงใส่สามสาว ลิซ่ารีบบอก
       “แยกกัน”
       สามสาวแยกย้ายกันหาที่กำบัง ก่อนลงมือยิงเก็บพวกสมุนพรายพิฆาต
      
       ฤทธิ์ถึงจะป่วยอยู่แต่ก็ได้ยินเสียงการต่อสู้เบื้องนอกอย่างชัดเจน สมุนพรายพิฆาตคนหนึ่งชะเง้อมอง
       “ไอ้พวกโง่ มีแค่หยิบมือทำเป็นซ่า รับรองเดี๋ยวได้ตายกันหมดแน่”
       ฤทธิ์ควานมีดที่ซ่อนอยู่ด้านหลังมากุมไว้อย่างเตรียมพร้อม
      
       อัศวินขับรถมุ่งหน้าไปยังโกดังร้าง รำพึงปลอบขวัญตัวเอง
       “อนาคตของฉัน ฉันกำหนดเองได้ งานนี้พรายพิฆาตไม่เกี่ยว”
       อัศวินเหยียบคันเร่งจนมิด รถทะยานหายไปในความมืด
      
       สมุนพรายพิฆาตกระหน่ำยิงใส่พวกสามสาวที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ จนแทบโงหัวไม่ขึ้นลิซ่าหันมาบอก
       “ผู้กอง...ฉันจะปาระเบิด”
       ไอริณขัดขึ้น
       “ตรงนี้ปาไม่ถึงหรอกลิซ่า”
       ณัฐชารีบบอก
       “ช่วยกันยิงเปิดทาง”
       ไอริณพยักหน้าเข้าใจ ณัฐชา กับไอริณโผล่มากระหน่ำยิงใส่สมุนของพรายพิฆาตขณะที่ลิซ่าก็ถือระเบิดสองมือใช้ฟันดึงสลักออก แล้ววิ่งออกมาจากที่กำบัง สมุนพรายพิฆาตพยายามยิงสกัดเธอเอาไว้ กระสุนสาดถูกพื้นรอบตัวจนพรุน และนัดหนึ่งก็ซัดถูกขาของเธอจนล้มลง ไอริณตกใจ
       “ลิซ่า”
       ณัฐชาตะลึง
       “ลิซ่า”
       ลิซ่าล้มลงไปกับพื้น เธอจงใจปล่อยมือให้ระเบิดกลิ้งต่อไปข้างหน้าเดชะบุญ ระเบิดกลิ้งลอดช่องเล็กของบังเกอร์เข้าไป กลิ้งไปถึงปลายเท้าของสมุนพรายพิฆาตที่ซ่อนอยู่ สมุนพรายพิฆาตร้องลั่น
       “ระเบิด...พรายพิฆาตจง...”
       มันยังไม่ทันได้พูดคำว่าเจริญระเบิดตูมขึ้นมาทันที
      
       โทรศัพท์มือถือดังขึ้น อัศวินรับสาย
       “ว่าไง”
       “ท่านบารอนพวกมันบุกมาแล้ว เอายังไงดีครับ”
       “ฆ่าไอ้โทมัสได้เลย ไม่ต้องรอแล้ว”
       “ครับผม”
       อัศวินนึกขึ้นได้
      
       “เฮ้ยเดี๋ยว เอาให้ทรมานที่สุดเท่าที่จะทำได้”
      


       จบตอนที่ 19
ตอนที่ 20
      
       ฤทธิ์ได้ยินเสียงกระจกแตกก็เงยหน้ามองไปเห็นสมุนพรายพิฆาต ถีบกระจกตู้ดับเพลิงเพื่อหยิบขวานด้ามยาวออกมาส่งให้สมุนอีกคนรับไป
      
       “นักสู้มหากาฬ…เตรียมตัวขึ้นเขียงได้แล้ว”
       ฤทธิ์มองหน้ามันอย่างใจเย็น เลื่อนมีดที่ซ่อนไว้จากด้านหลังมาไว้ข้างตัว สมุนพรายพิฆาตควงขวานสองสามที ก่อนจะเดินรี่มาหาฤทธิ์ที่ค่อยๆยืนขึ้น โดยที่แขนข้างหนึ่งยังมีโซ่ล่ามอยู่ สภาพของเขาโงนเงนเล็กน้อยตามประสาคนป่วย มีเพียงแววตาเท่านั้นที่ยังนิ่งเย็นอยู่อย่างมีสมาธิ สายตาของเขามองพวกสมุนพรายพิฆาตว่ามีทั้งหมดกี่คนและยืนอยู่ตรงไหนกันบ้าง
       “ย๊าก”
       ฤทธิ์รอจนได้จังหวะที่สมุนพรายพิฆาตเงื้อขวาน ก็เบี่ยงตัวหลบแล้วกระชากสายโซ่ขึ้นรับ ขวานตัดโซ่ที่ล่ามเขาไว้จนขาด ฤทธิ์จ้วงแทงชายโครงสมุนพรายพิฆาต จนมิดด้าม สมุนพรายพิฆาตอีกคนทำท่าจะเข้ามาช่วยเพื่อน ฤทธิ์ตวัดสายโซ่ที่ยังคาข้อมืออยู่ให้พันรอบมือจนเหมือนนวมเหล็ก ก่อนจะเหวี่ยงหมัดชกสมุนพรายพิฆาตคนที่รี่เข้ามาจนล้มหงายไป ฤทธิ์หมุนตัวกลับไปคว้าขวานที่ปักอยู่คาผนัง แล้วเหวี่ยงไป สมุนพรายพิฆาตอีกคนที่กำลังวิ่งมาช่วยเพื่อนโดนขวานซัดจนกระเด็น พลังขวานแรงพอๆกับกระสุนปืน
       “เฮ้ย”
       ฤทธิ์กับสมุนพรายพิฆาตจ้องหน้ากัน ฤทธิ์มองเหี้ยมๆ แล้วยกนิ้วขึ้นชี้หน้า
       “ต่อไป ตามึง”
      
       สมุนพรายพิฆาตที่ซุ่มอยู่ตามจุดต่างๆ โดนสามสาวยิงจนดับทีละคนสองคน บางคนร่วงมาจากจุดซุ่มบนที่สูง
       “เคลียร์”
       ณัฐชาลดปืนลง
       “เราทำสำเร็จ”
       “รีบไปช่วยคุณโทมัสกันเถอะ”
       กระสุนนัดหนึ่งปลิวมาเจาะบ่าด้านหลังของไอริณ
       “ไอริณ”
       ลิซ่าหันไปเห็นสมุนพรายพิฆาตคนหนึ่งยังตายไม่สนิท และกำลังจะยิงซ้ำใส่พวกเธอ ลิซ่าจึงยิงหัวปิดฉากมันจนล้มไปทันที


  


       นักสู้มหากาฬ ตอนที่ 20 อวสาน (ต่อ)
      
       ลิซ่าเสริม
      
       “บ้ากามอีกต่างหาก”
       บารอนหัวเราะร่า
       “ฮ่าๆ แหมเสียดาย นี่ถ้าได้ลอง รับรองไม่บ่นแบบนี้หรอกน้องลิซ่า”
       ฤทธิ์เรียก
       “ลิซ่า”
       ลิซ่าเงยหน้าไปเห็นฤทธิ์กำลังบอกกับเธอ
       “เราต้องฆ่ามันด้วยไวรัส”
       ลิซ่าพยักหน้าแล้วรีบไปที่กระเป๋าซึ่งหล่นอยู่แล้วหยิบเอาธนูกับลูกศรไวรัสที่ฤทธิ์เคยใช้ฆ่ากรณ์ออกมา ระหว่างนั้นเองตาเธอก็เหลือบไปเห็นเข็มทิศที่หล่นอยู่และพบว่าเข็มทิศกำลังหมุนไปช้าๆไปรอบๆ อย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนจะไปหยุดลงที่ทางหนึ่ง ลิซ่าเงยหน้าไปเห็นไอริณ
       “ไอริณระวัง”
       บารอนหายตัวมาโผล่ด้านหลังไอริณ แต่ไอริณหันมาพอดีก็กรีดร้องก่อนจะยิงใส่มันจนผงะแล้วหายตัวไป ส่วนไอริณก็ถอยหลังจนเสียหลักล้มไม่เป็นท่า ณัฐชาเรียก
       “ไอริณ มาทางนี้”
       ไอริณตั้งหลักได้ก็รีบวิ่งล้มลุกคลุกคลานไปหาณัฐชาทันที ขณะที่ลิซ่าโยนธนูกับลูกศรให้ฤทธิ์
       “คุณโทมัส”
       ฤทธิ์รับธนูกับลูกศรมาก็ขึ้นสายประทับเล็งอย่างเตรียมพร้อม ลิซ่าเห็นว่าเข็มทิศมีการหมุนอีก ทำให้เธอเริ่มนึกอะไรขึ้นได้
       “ปืนไฟฟ้า...แม่เหล็ก”
       ฤทธิ์ รีบเล็งปืนหันซ้ายหันขวาอย่างคอยระวัง ขณะที่ ณัฐชาเข้าไปประคองไอริณที่เพิ่งมาถึง ลิซ่าเห็นเข็มทิศหยุดกึก
       “ผู้กอง ข้างหลังคุณ”
       ฤทธิ์กับณัฐชาไอริณหันปืนไปข้างหลังแต่ไม่เห็นมีใคร
       “ไม่มี”
       จังหวะนั้นเองที่ฤทธิ์เอะใจเมื่อเห็นเงาดำจากข้างบน จึงทิ้งตัวลงนอนแล้วยิงธนูสวนขึ้นไป บารอนพลิกตัวหลบลูกธนูไปปักตรงหน้าพวกฤทธิ์ ทุกคนต่างตกตะลึงถอยออกห่าง
       “แก”
       บารอนยกปืนไฟฟ้ากราดยิงใส่ฤทธิ์กับณัฐชา และไอริณจนกระเด็นไป ลิซ่ารีบกระหน่ำยิงใส่หลังของมันหลายนัด บารอนหันมายิงปืนไฟฟ้าตอบโต้จนลิซ่ากระเด็นไปอีกคน แต่แล้วพลังงานก็หมดซะก่อน ฤทธิ์รีบแข็งใจยิงธนูซ้ำใส่อีกดอกจากด้านหลัง แต่บารอนได้ยินเสียงจึงหันมาคว้าถูกธนูเอาไว้
       “ไม่ได้ผลหรอกโทมัส แกฆ่ากรณ์ยังไงฉันรู้วิธีหมดแล้ว”
       บารอนปาลูกธนูทิ้ง ฤทธิ์รีบคว้าลูกธนูดอกใหม่มาประทับเล็ง แต่บารอนรีบหายตัวมาตรงหน้าแล้วกระชากคันธนูไปจากมือของฤทธิ์ก่อนจะจับร่างฤทธิ์ทุ่มกระเด็นไปไกลจนเกือบถึงตรงที่ลิซ่าหลบมุมอยู่
       “โทมัส”


  


       นักสู้มหากาฬ ตอนที่ 20 อวสาน (ต่อ)
      
       พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าของวันใหม่...ลิซ่าขับรถอย่างเคร่งเครียด ไอริณที่นั่งข้างๆหันมาดูด้านหลังเป็นระยะ ณัฐชากำลังดูอาการฤทธิ์ที่นอนหนุนตักเธออยู่ แววตาของฤทธิ์ยามนี้ไม่มีประกายของนักสู้เหลืออีกแล้ว
      
       “โทมัส คุณต้องไม่เป็นอะไรนะ คุณสำเร็จแล้ว แค่กลับไปให้ถึงบลูฟินิกซ์ ลิซ่าจะรักษาคุณเอง”
       ไอริณเหลือบมองลิซ่าอย่างไม่มั่นใจ ลิซ่าเองก็หนักใจเช่นกันแต่ไม่กล้าพูดออกมา
       “ช่างมันเถอะณัฐชา ทุกอย่างมันจบแล้ว ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่พวกพรายพิฆาตที่เหลือก็ต้องกลับมาอีก”
       ณัฐชาน้ำตาไหลพราก
       “คุณจะตายแบบนี้ไม่ได้นะโทมัส คุณคือนักสู้มหากาฬไม่ใช่เหรอ ถ้าคุณตายแล้วใครจะปกป้องทุกสิ่งทุกอย่าง ไหนคุณเคยบอกว่าจะเปลี่ยนโลกใบนี้เพื่อให้พ้นจากพรายพิฆาต คุณสัญญาแล้วไม่ใช่เหรอ”
       “ผมคงอยู่ไม่ถึงวันนั้น วันที่โลกนี้จะมีแต่สันติ วันที่พรายพิฆาตจะไม่มีข้ออ้างในการทำลายล้างอีกต่อไป ผมขอโทษด้วยนะณัฐชา ผมมาสุดทางแล้ว”
       ณัฐชาร้องไห้สะอื้น ลิซ่าตัดสินใจเอ่ยขึ้น
       “คุณโทมัสฉันจะแช่แข็งศพของคุณเอาไว้ เพื่อรอจนกว่าจะมีทางรักษาไวรัสพรายพิฆาต คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
       “ผมรู้ลิซ่า รู้ว่าคุณจะต้องทำเพื่อผม คุณยังจำเรื่องพินัยกรรมได้รึเปล่า”
       ลิซ่าอึ้ง
       “นี่คุณทำจริงๆเหรอ”
       “ที่หัวเตียงผม มันอยู่ในนั้น ผมฝากด้วย”
       “ได้...ฉันจะจัดการให้”
       ไอริณหันมามองฤทธิ์อย่างใจเสียที่เห็นเขากำลังจะตาย
       “ไอริณ”
       ไอริญสะอื้น
       “ฉันไม่อยากเชื่อเลย ว่าคุณจะไปแบบนี้จริงๆ ฉันคิดว่าคุณจะเป็นอมตะ จะอยู่ปกป้องทุกคนตลอดไป”
       “ไม่มีใครเป็นแบบนั้นหรอกไอริณ ตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงตอนนี้ ผมเห็นความสูญเสียมามากพอแล้ว พอที่จะเชื่อว่า…ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า”
       ณัฐชาร้องไห้สะอื้น ฤทธิ์เอื้อมมือมากุมมือเธอเอาไว้
       “จำที่ผมเคยพูดได้รึเปล่า ที่ผมเคยบอกคุณ ไม่ว่าใครก็เป็นนักสู้มหากาฬได้ทั้งนั้น”
       ณัฐชา พยักหน้า
       “ขอแค่มีศรัทธา กับความกล้า”

       วันต่อมา...ณัฐชาใส่หมวกแก๊ปแต่งชุดลุยๆ หิ้วเป้สัมภาระเดินมาดูที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ก่อนจะล้วงกุญแจที่พกมาจากกระเป๋า แล้วไขประตูเข้าไป...ณัฐชายืนมองสำรวจในบ้าน แล้วถอดหมวกออก และมองกลับออกไป พอเห็นบรรยากาศริมน้ำก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
      
       ณัฐชานึกถึงในอดีตเมื่อครั้งที่เธอมาค้างอยู่กับฤทธิ์ เขาตื่นขึ้นมาและเห็นเธอกำลังนอนตะแคงจ้องหน้าเขาอยู่ พลางเอื้อมมือลูบไล้ใบหน้าและเส้นผมของเขาอย่างอ่อนโยน
       “คุณตื่นแล้วเหรอ...ยังเช้าอยู่เลย”
       “เมื่อคืนฉันฝันเห็นคุณด้วยนะ”
       “ฝันดีเหรอ”
       ณัฐชายิ้ม เล่าเรื่องในฝัน
       “ฉันเห็นบ้านริมน้ำหลังนึง มันสวยงามมาก แต่ตัวฉันกลับยืนร้องไห้อยู่ที่นั่นคนเดียว แล้วจู่ๆ...”
       ณัฐชานึกถึงภาพในฝัน เธออยู่ในชุดลำลองสบายๆกำลังยืนชมวิวอยู่ด้วยความเศร้า ก่อนจะร้องไห้ออกมา ฤทธิ์มาที่บริเวณบ้านและยิ้มให้ ณัฐชาตะลึงมองหน้าเขาก่อนจะยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
       “คุณก็มา...เดินมาหาฉัน”
       “ผมพูดอะไรกับคุณรึเปล่า”
       “ไม่...แต่เรายิ้มให้กัน...อย่างมีความสุข”
       ณัฐชายิ้มให้ฤทธิ์ทั้งน้ำตา ก่อนจะโผไปกอดเขาเอาไว้ ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัศดง
      
       ปัจจุบัน...ณัฐชายิ้มให้ความหลังเศร้าๆ...เธอทำอาหารเมนูเดิมเหมือนสมัยที่เคยทำกินกับฤทธ์ เธอจัดอาหารใส่จาน แล้วเดินถือออกไป
       ณัฐชาเพิ่งทานอาหารหมดไปไม่นานนั่งจิบไวน์ พลางดูไฟล์คลิปวีดิโอพินัยกรรมของฤทธิ์อยู่เพียงลำพัง
       “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำถูกรึเปล่าที่ซื้อบ้านหลังนั้นให้คุณ แต่ผมคิดว่ามันคงดีกว่า ถ้าคุณจะตื่นมาอย่างมีความหวังทุกเช้า ว่าผมจะกลับมา...ทั้งๆที่...มันคงไม่มีทางเกิดขึ้น”
       ณัฐชา พยักหน้า
       “ฉันก็ว่างั้น”
       ฤทธิ์ฝืนยิ้ม
       “แต่ผมว่าถึงผมไม่ทำแบบนี้ คุณก็รอผมกลับไปอยู่ดี จริงมั้ย”
       ที่ณัฐชากดปุ่ม pause
       “ใครจะรอ คิดว่าตัวเองหล่อนักหรือไง ฉันจะบอกให้นะ อีกสักเดือนฉันก็จะหาแฟนใหม่ นี่แค่ไว้ทุกข์ให้นายตามมารยาทต่างหาก ชิ”
      
       สายตาณัฐชามองภาพของฤทธิ์บนหน้าจอ…ดูเหมือนเขายังมีชีวิต เธอเอานิ้วลูบที่ภาพนั้นเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงตั้งสติ


  


       ณัฐชาออกจากบ้านมาเดินชมทิวทัศน์ยามค่ำ รับอากาศบริสุทธิ์แก้เครียด ทันใดนั้นเสียงใจทิพย์ดังขึ้น
      
       “อย่าบอกนะว่าเธอยังมีความหวัง”
       ณัฐชาหันไปเห็นพรายพิฆาตในร่างใจทิพย์ก็แปลกใจ
       “พรายพิฆาต”
       “ฉันรู้ว่ามันยากที่จะทำใจ แต่ใช่ว่าทุกเรื่องมันจะจบแบบแฮบปี้เอ็นดิ้งเหมือนกันหมด มันมีบางเรื่องที่แตกต่างเสมอ”
       “นี่มาปลอบฉันเหรอ”
       “ก็อยากเห็นกับตาว่าณัฐชาคนเก่งจะมีสภาพยังไงบ้าง”
       ณัฐชาสับสน
       “รู้มั้ยว่าฉันอยากฆ่าเธอมากแค่ไหน ถ้าเธอจะช่วยโทมัส เธอก็ทำได้ แต่เธอไม่ทำ เธอปล่อยให้เขาตาย”
       “โทมัสเป็นศัตรูของฉัน เธออย่าลืมสิ หน้าที่สำคัญกว่าความผูกพันเสมอ”
       “แต่เขาเป็นคนดีเธอก็รู้ เขาไม่สมควรตายแบบนี้”
       “สงบสติไว้ณัฐชา ถ้าเธอคิดว่าฤทธิ์ ราวี มีค่ากับเธอขนาดนั้น เธอก็ควรสานต่ออุดมการณ์ต่อจากเขา เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น เพื่อให้พ้นจากการทำลายล้าง...นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากบอกกับเธอ”
       พรายพิฆาตในร่างใจทิพย์หายตัวไป ณัฐชารีบมองหา
       “พรายพิฆาต อย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน พรายพิฆาต ฉันรู้ว่า เธอชุบชีวิตให้โทมัสได้ เธอต้องช่วยเขานะ ฉันขอร้อง พรายพิฆาต เธอได้ยินฉันรึเปล่า ฉันขอร้อง ฉันขอร้อง”
       ไม่มีวี่แววของพรายพิฆาตอีกต่อไป ณัฐชาได้แต่สะเทือนใจ
      
       วันต่อมา ณัฐชานอนตาลอยอยู่บนเตียง หลังจากที่หลับๆตื่นๆมาทั้งคืน เธอทอดสายตามองดูวิวนอกหน้าต่าง ด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงมอเตอร์ไซด์แว่วมา
      
       มอเตอร์ไซด์คันหนึ่งกำลังแล่นมา ขณะที่ณัฐชารีบวิ่งออกมาจากบ้านแล้วมองไปยังต้นเสียง ก่อนจะเห็นคนขับมอเตอร์ไซด์มาลิบๆ
       “โทมัส”
       ปรากฏว่าคนที่ขับรถผ่านไปเป็นชาวบ้านรายหนึ่งที่กำลังขนอุปกรณ์จับปลาไปทำมาหากินตามปกติ ณัฐชาได้แต่หน้าเจื่อนเมื่อพบว่าตนเข้าใจผิด
       “โธ่เอ๊ยณัฐชา ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังคงเป็นบ้าเข้าสักวัน”
       ณัฐชาครุ่นคิดแล้วมองบ้านอย่างลังเลที่จะอยู่ที่นี่ต่อไปดีหรือไม่
      
       พนักงานบลูฟินิกซ์ ตระเตรียมเข้าทำงาน พรายพิฆาตในร่างใจทิพย์เดินเข้ามาในล็อบบี้อย่างใจเย็น...หมอคนหนึ่งถือแท็ปเล็ตวิ่งกระหืดกระหอบตามลิซ่ามาตามทางเดิน
       “คุณลิซ่า รอเดี๋ยวครับคุณลิซ่า”
       “มีอะไรเหรอคะคุณหมอ”
       “ตัวอย่างเลือดของคุณโทมัสที่เราเก็บมา มีบางอย่างผิดปกติครับ”
       หมอเปิดภาพบนแท็ปแล็ต ลิซ่าอ่าน
       “มีไวรัสสองสายพันธุ์”
       “ไวรัสตัวแรกทำลายเซลส์กลายพันธุ์ แต่ตัวที่สองมันทำลายไวรัสตัวแรก”
       ลิซ่างงๆ
       “มันมาได้ยังไง”
      
       “ผมไม่ทราบครับ แต่คนที่สร้างไวรัสตัวที่สองขึ้นมา ต้องรู้เรื่อง ไวรัสตัวแรกเป็นอย่างดี มันถึงได้ทำลายล้างกันเองได้ขนาดนี้”


  


       บารอนหายตัวไปเล่นงานสามสาว ฤทธิ์หายตัวมาขวางหน้าเช่นกัน ก่อนจะคว้าตัวบารอนเหวี่ยงออกไปชนถังน้ำมันจนล้ม น้ำมันในถังไหลนองพื้น บารอนเหลือบเห็นเข้าก็คว้าถังน้ำมันทุ่มไปดักหน้าสามสาว
       “พวกแกต้องอยู่ที่นี่”
       บารอนกระชากสายไฟที่ผนังใกล้ตัวมาปาใส่พื้นจนเกิดประกายไฟ ทำให้เปลวไฟลามไปทั่วโกดัง และขวางทางเข้าออกตรงประตูเอาไว้ ณัฐชาตะโกนเรียก
       “โทมัส”
       ฤทธิ์หันไปสบตากับณัฐชา แววตานั้นสิ้นหวังแล้ว เขารวบรวมความกล้า
       “ลิซ่า”
       ลิซ่าดูนาฬิกาข้อมือ
       “ห้าสิบวินาที”
       บารอนหัวเราะลั่น
       “ฮ่าๆ เหลือไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ แกคิดว่าแกจะทำอะไรฉันได้อีก นักสู้มหากาฬ”
       ฤทธิ์คำรามก่อนจะวิ่งเข้าหาบารอนอีกและรัวหมัดชกต่อยอย่างต่อเนื่อง เขาไม่ได้สู้เหมือนมนุษย์ที่มีพลังพิเศษ แต่สู้อย่างคนๆหนึ่งที่จะปกป้องคนรัก แต่เขากลับถูกบารอนล็อคตัวแล้วทุ่มไปกับพื้น บารอนลงมือซ้อมฤทธิ์อย่างหนักหน่วง ทั้งจับหัวโขก ทั้งทุ่ม ทั้งเหวี่ยงฟาด จนผนังแตกออกมา ฤทธิ์คว้าเศษกระจกจะแทงบารอน แต่ก็ถูกมันจับมือเหวี่ยงให้ทุบผนังจนกระจกแตก เลือดสีแดงไหลท่วมมือ บารอนต่อยฤทธิ์อีกครั้งเพื่อปิดฉาก ฤทธิ์กระเด็นไปนอนแผ่หมดสภาพ นาฬิกาลิซ่าบอกว่าเวลาสามนาทีได้สิ้นสุดลง
       “เวลาหมดแล้ว”
       ณัฐชาและไอริณตะลึง ฤทธิ์นอนหมดแรง ขณะที่ไวรัสในร่างกายของเขาก็เริ่มกลายพันธุ์กระจายไปทั่วร่าง ฤทธิ์ชาจนไม่มีแรงแม้แต่จะแสดงอาการเจ็บปวด เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตาย บารอนยิ้มสะใจ
       “วัคซีนไม่ได้ผลสิท่า ถ้าทายไม่ผิดตอนนี้ไวรัสคงเพิ่มประมาณเป็นสามเท่า และกระจายไปทั่วระบบประสาทของแก”
       ฤทธิ์แข็งใจลุกขึ้นโงนเงน เลือดที่มือไหลโกรกหยดติ๋งๆนองพื้น บารอนกลายร่างกลับเป็นอัศวิน
       “ฮ่าๆ ยังคิดจะสู้อีกเหรอโทมัส เวลาของแกหมดแล้ว”
       “แกก็เหมือนกัน”
       ฤทธิ์ขยับเบี่ยงตัวเหมือนเงื้อหมัด แต่แท้จริงเขากลับสะบัดเลือดที่ฝ่ามือออกไป เลือดนั้นสาดเข้าตาเข้าปากของอัศวินเต็มๆ
       “แก”
       “ไวรัสสามเท่าอยู่ในเลือดของฉัน”
       อัศวินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขณะที่ไวรัสแพร่กระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว
       “ไม่…ไม่ใช่แบบนี้ มันต้องไม่เป็นแบบนี้”
       อัศวินโผเข้าบีบคอฤทธิ์ด้วยความแค้น
       “ไอ้โง่ แกทำลายทุกอย่าง แกมันคือตัวหายนะ”
       “แกต่างหาก…บารอน”
       ฤทธิ์แผดร้องก่อนจะทุ่มร่างอัศวินลงไปในกองเพลิง อัศวินร้องโหยหวนทุรนทุราย พยายามหายร่างวูบวาบหลายครั้งแต่ก็ทำไม่สำเร็จ ที่สุดก็ทรุดลงมอดไหม้ในกองเพลิงต่อหน้าต่อตาฤทธิ์ ณัฐชา ไอริณ และลิซ่า ขณะที่ฤทธิ์ก็ค่อยๆทรุดลงหมดแรงไปกับพื้น ณัฐชาตกใจ
       “โทมัส”
       ไอริณ เข้าไปเขย่าตัวเรียก
       “โทมัส คุณเป็นยังไงบ้าง”
       ณัฐชา เขย่าตัวพยายามบอกเขา
       “โทมัส แข็งใจไว้ก่อนนะ”
       ลิซ่าจับชีพจร
       “เราต้องรีบพาเขาไปที่ห้องแลป”
       เปลวไฟลามเลียไปถึงถังน้ำมันใบอื่นๆ
      
       ณัฐชา ไอริณ ลิซ่าช่วยกันพาฤทธิ์ขึ้นรถก่อนที่ลิซ่าจะเป็นคนขับออกไป โดยมีไอริณนั่งข้างๆ ส่วนฤทธิ์นอนหนุนตักณัฐชาอยู่ที่เบาะหลัง เมื่อรถแล่นออกไปไม่นาน โกดังร้างก็ระเบิดตูม

      พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าของวันใหม่...ลิซ่าขับรถอย่างเคร่งเครียด ไอริณที่นั่งข้างๆหันมาดูด้านหลังเป็นระยะ ณัฐชากำลังดูอาการฤทธิ์ที่นอนหนุนตักเธออยู่ แววตาของฤทธิ์ยามนี้ไม่มีประกายของนักสู้เหลืออีกแล้ว
       “โทมัส คุณต้องไม่เป็นอะไรนะ คุณสำเร็จแล้ว แค่กลับไปให้ถึงบลูฟินิกซ์ ลิซ่าจะรักษาคุณเอง”
       ไอริณเหลือบมองลิซ่าอย่างไม่มั่นใจ ลิซ่าเองก็หนักใจเช่นกันแต่ไม่กล้าพูดออกมา
       “ช่างมันเถอะณัฐชา ทุกอย่างมันจบแล้ว ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่พวกพรายพิฆาตที่เหลือก็ต้องกลับมาอีก”
       ณัฐชาน้ำตาไหลพราก
       “คุณจะตายแบบนี้ไม่ได้นะโทมัส คุณคือนักสู้มหากาฬไม่ใช่เหรอ ถ้าคุณตายแล้วใครจะปกป้องทุกสิ่งทุกอย่าง ไหนคุณเคยบอกว่าจะเปลี่ยนโลกใบนี้เพื่อให้พ้นจากพรายพิฆาต คุณสัญญาแล้วไม่ใช่เหรอ”
       “ผมคงอยู่ไม่ถึงวันนั้น วันที่โลกนี้จะมีแต่สันติ วันที่พรายพิฆาตจะไม่มีข้ออ้างในการทำลายล้างอีกต่อไป ผมขอโทษด้วยนะณัฐชา ผมมาสุดทางแล้ว”
       ณัฐชาร้องไห้สะอื้น ลิซ่าตัดสินใจเอ่ยขึ้น
       “คุณโทมัสฉันจะแช่แข็งศพของคุณเอาไว้ เพื่อรอจนกว่าจะมีทางรักษาไวรัสพรายพิฆาต คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
       “ผมรู้ลิซ่า รู้ว่าคุณจะต้องทำเพื่อผม คุณยังจำเรื่องพินัยกรรมได้รึเปล่า”
       ลิซ่าอึ้ง
       “นี่คุณทำจริงๆเหรอ”
       “ที่หัวเตียงผม มันอยู่ในนั้น ผมฝากด้วย”
       “ได้...ฉันจะจัดการให้”
       ไอริณหันมามองฤทธิ์อย่างใจเสียที่เห็นเขากำลังจะตาย
       “ไอริณ”
       ไอริญสะอื้น
       “ฉันไม่อยากเชื่อเลย ว่าคุณจะไปแบบนี้จริงๆ ฉันคิดว่าคุณจะเป็นอมตะ จะอยู่ปกป้องทุกคนตลอดไป”
       “ไม่มีใครเป็นแบบนั้นหรอกไอริณ ตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงตอนนี้ ผมเห็นความสูญเสียมามากพอแล้ว พอที่จะเชื่อว่า…ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า”
       ณัฐชาร้องไห้สะอื้น ฤทธิ์เอื้อมมือมากุมมือเธอเอาไว้
       “จำที่ผมเคยพูดได้รึเปล่า ที่ผมเคยบอกคุณ ไม่ว่าใครก็เป็นนักสู้มหากาฬได้ทั้งนั้น”
       ณัฐชา พยักหน้า
       “ขอแค่มีศรัทธา กับความกล้า”


  


       ฤทธิ์ยิ้ม
       “ผมเห็นเด็กหนุ่มมากมายที่มาแทนที่ผม พวกเขาไม่ได้มีพลัง พิเศษ ไม่ได้เป็นอมตะ แต่พวกเขาพร้อมที่จะต่อสู้กับความชั่วร้าย” เขาบีบมือเธอ “คุณไม่ต้องกลัวนะณัฐชา ไม่ต้องกลัว”
       ณัฐชาพยักหน้าทั้งน้ำตา ฤทธิ์ยิ้มให้เธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหลับตาลงสิ้นใจอย่างสงบ
       “โทมัส...โทมัส...โทมัส”
       ไอริณร้องไห้ตาม ขณะที่ลิซ่าพยายามกัดฟันเพื่อกลั้นน้ำตา ณัฐชากอดศพของฤทธิ์แล้วเรียกชื่อเขาด้วยความอาลัยอาวรณ์ น้ำตาของณัฐชาหยดลงบนใบหน้าของฤทธิ์
      
       เตียงคนไข้ถูกเข็นมาตามทางเดิน ลิซ่ากับทีมแพทย์พาร่างของฤทธิ์ไปยังห้องแล็ป หมอหันมาถาม
       “หัวใจเขาหยุดเต้นนานรึยัง”
       “ยี่สิบนาที เราทำ cpr แล้วแต่เขาไม่ฟื้น”
       “ขาดอ๊อกซิเจนนานขนาดนั้น เซลส์สมองของเขาอาจมีปัญหาก็ได้”
       “ฉันไม่สน รีบแช่แข็งเขา เดี๋ยวนี้เลย”
       ลิซ่ากับทีมแพทย์พาร่างของฤทธิ์หายลับไป ไอริณยืนร้องไห้มองตามร่างของฤทธิ์ไป ขณะที่ณัฐชานั่งเหม่อลอยอยู่ที่ม้านั่ง สภาพเหมือนคนไร้วิญญาณ
      
       ในห้องแลปบลูฟินิกซ์...ทีมแพทย์เตรียมการทุกอย่างวุ่นวาย ขณะที่ลิซ่ากำลังเฝ้ามองดูร่างไร้วิญญาณของฤทธิ์อย่างสลดใจ สักครู่ก็เห็นมีละอองควันถูกปล่อยพวยพุ่งออกมา ชั่วพริบตาร่างของฤทธิ์ก็หายไปในม่านควัน
      
       ค่ำคืนนั้น อาคารบลูฟินิกซ์ตั้งตระหง่าน…อย่างเงียบเหงากลางใจเมือง ณัฐชาหลังจากทำแผลแล้วก็เดินขึ้นมาบนดาดฟ้า แล้วคิดถึงความหลังระหว่างเธอกับฤทธิ์
       “คำว่าการต่อสู้ อาจเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับใครบางคน โดยเฉพาะผู้หญิง ทั้งๆที่ความจริง คนเราต้องต่อสู้กับอะไรบางอย่างเสมอ...ต่อสู้เพื่อความอยู่รอด เพื่อความฝัน เพื่ออนาคตที่ดีกว่า แน่นอนว่าต้องมีคนแพ้ และคนที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ว่าผลจะออกมายังไง...”
       ณัฐชาหลับตาลงสูดลมหายใจลึกเพื่อรวบรวมพลังใจที่เข้มแข็ง และเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง
       “แพ้หรือชนะ อยู่หรือตาย สิ่งสำคัญที่สุดของการต่อสู้ ก็คือศักดิ์ศรีต่างหาก
       คุณจะไม่รู้สึกว่าแพ้ ถ้าคุณสู้เพื่อความดีงามและเช่นกัน ศัตรูของคุณจะไม่มีวันชนะ หากเขายืนอยู่บนความชั่วร้าย นั่นคือบทสรุปที่ฉันเรียนรู้จากความตายของนักสู้คนนึง...ฤทธิ์ ราวี”
      
       ณัฐชายืนหยัดอยู่ท่ามกลางลมหนาวและความมืดเพียงลำพัง


  


       ลิซ่าเข้ามาในห้องนอนของฤทธิ์ ก่อนจะเปิดดูลิ้นชักที่หัวเตียงและเห็นกล้องวีดิโอเล็กวางอยู่ในลิ้นชัก ลิซ่าลองกดปุ่มเพลย์ภาพและเห็นเป็นภาพของฤทธิ์ซึ่งถ่ายไว้ในห้องเดียวกันนี้
       “สวัสดีลิซ่า ผมเดาว่าตอนที่คุณเปิดดูคลิปนี่เมื่อไหร่ ก็แปลว่า ผมคงจากคุณไปแล้ว,,,ก็อย่างที่ผมเคยบอก สักวันความตายมันต้องมาถึงโลกนี้ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า”
       ลิซ่ายิ้มแล้วร้องไห้ออกมา ขณะที่วีดิโอก็ยังเล่นต่อไป
       “ผมรู้ว่าการจากลามันเป็นเรื่องเศร้า แต่เชื่อผมเถอะลิซ่า ไม่มีใครหายไปหรอก แม้แต่พรายพิฆาตก็ยังพูดเลยว่าทุกอย่างในโลกนี้เป็นแค่พลังงาน มันแค่เปลี่ยนรูปร่างไปเท่านั้นเอง...ผมไม่ใช่นักปรัชญา ผมไม่รู้เรื่องนรกสวรรค์หรือพระเจ้าสักเท่าไหร่ แต่ผมรู้อย่างนึงว่า ถ้าเราเป็นแค่พลังงานจริงๆ เราก็คงหมุนเวียนตายเกิดมาบนโลกนี้มานับครั้งไม่ถ้วน อาจเคยเป็นเพื่อน เป็นศัตรู หรือแม้แต่เคยเป็นคนๆเดียวกัน...ที่ผมอยากบอกคุณ และอยากให้คุณบอกต่อกับทุกคนก็คือ ผมยังอยู่ ผมไม่ได้ไปไหน เพียงแต่ผมเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง...ฟังดูโอเคขึ้นรึเปล่า เอาล่ะทีนี้ก็มาว่าเรื่องพินัยกรรม เริ่มจากส่วนของบริษัท…”
       ลิซ่าไม่ได้ดูไม่ได้ฟัง แต่กำลังนั่งร้องไห้อยู่ข้างเตียงอย่างหนัก
      
       ณัฐชากับลิซ่าในชุดดำมายืนส่งไอริณขึ้นรถเพื่อกลับต่างประเทศ โดยมีพนักงานของบลูฟินิกซ์เป็นคนขับ ไอริณบ่นเศร้าๆกับณัฐชา
       “ดวงจริงๆเลยฉัน พอมาถึงก็ได้เรื่องเลย”
       “ไม่ถ่ายโฆษณาแล้วเหรอ”
       “ช่วงนี้คงยิ้มไม่ออกแล้วล่ะ”
       ณัฐชาพยักหน้าเข้าใจ ไอริณหันมาทางลิซ่า
       “คุณคิดว่าจะคุณโทมัสจะกลับมาเมื่อไหร่คะ”
       “อย่างน้อยก็จนกว่าเราจะพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จ”
       “แปลว่าคงอีกนาน”
       ลิซ่ายิ้มรับเศร้าๆ
       “ดูแลตัวเองด้วยนะคะคุณลิซ่า” ไอริณหันไปหาณัฐชา “เธอด้วยนะณัฐชา”
       “แล้วเจอกัน…ไอริณ”
       ไอริณยิ้มรับก่อนจะปลีกตัวไปขึ้นรถ รถแล่นจากไป ทั้งลิซ่าและณัฐชามองตามอย่างใจหาย
       “เมื่อวานฉันดูพินัยกรรมของคุณโทมัสแล้ว คุณอยากดูรึเปล่า”
       ณัฐชาอึ้ง
       “แต่เขายังไม่ตายนะ”
       “เขาเคยสั่งฉันว่าถ้ามีเหตุอันควรให้ดูได้เลย”
      
       ณัฐชาอึ้งไป

       วันต่อมา...ณัฐชาใส่หมวกแก๊ปแต่งชุดลุยๆ หิ้วเป้สัมภาระเดินมาดูที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ก่อนจะล้วงกุญแจที่พกมาจากกระเป๋า แล้วไขประตูเข้าไป...ณัฐชายืนมองสำรวจในบ้าน แล้วถอดหมวกออก และมองกลับออกไป พอเห็นบรรยากาศริมน้ำก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
       ณัฐชานึกถึงในอดีตเมื่อครั้งที่เธอมาค้างอยู่กับฤทธิ์ เขาตื่นขึ้นมาและเห็นเธอกำลังนอนตะแคงจ้องหน้าเขาอยู่ พลางเอื้อมมือลูบไล้ใบหน้าและเส้นผมของเขาอย่างอ่อนโยน
       “คุณตื่นแล้วเหรอ...ยังเช้าอยู่เลย”
       “เมื่อคืนฉันฝันเห็นคุณด้วยนะ”
       “ฝันดีเหรอ”
       ณัฐชายิ้ม เล่าเรื่องในฝัน
       “ฉันเห็นบ้านริมน้ำหลังนึง มันสวยงามมาก แต่ตัวฉันกลับยืนร้องไห้อยู่ที่นั่นคนเดียว แล้วจู่ๆ...”
       ณัฐชานึกถึงภาพในฝัน เธออยู่ในชุดลำลองสบายๆกำลังยืนชมวิวอยู่ด้วยความเศร้า ก่อนจะร้องไห้ออกมา ฤทธิ์มาที่บริเวณบ้านและยิ้มให้ ณัฐชาตะลึงมองหน้าเขาก่อนจะยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
       “คุณก็มา...เดินมาหาฉัน”
       “ผมพูดอะไรกับคุณรึเปล่า”
       “ไม่...แต่เรายิ้มให้กัน...อย่างมีความสุข”
       ณัฐชายิ้มให้ฤทธิ์ทั้งน้ำตา ก่อนจะโผไปกอดเขาเอาไว้ ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัศดง
      
       ปัจจุบัน...ณัฐชายิ้มให้ความหลังเศร้าๆ...เธอทำอาหารเมนูเดิมเหมือนสมัยที่เคยทำกินกับฤทธ์ เธอจัดอาหารใส่จาน แล้วเดินถือออกไป
       ณัฐชาเพิ่งทานอาหารหมดไปไม่นานนั่งจิบไวน์ พลางดูไฟล์คลิปวีดิโอพินัยกรรมของฤทธิ์อยู่เพียงลำพัง
       “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำถูกรึเปล่าที่ซื้อบ้านหลังนั้นให้คุณ แต่ผมคิดว่ามันคงดีกว่า ถ้าคุณจะตื่นมาอย่างมีความหวังทุกเช้า ว่าผมจะกลับมา...ทั้งๆที่...มันคงไม่มีทางเกิดขึ้น”
       ณัฐชา พยักหน้า
       “ฉันก็ว่างั้น”
       ฤทธิ์ฝืนยิ้ม
       “แต่ผมว่าถึงผมไม่ทำแบบนี้ คุณก็รอผมกลับไปอยู่ดี จริงมั้ย”
       ที่ณัฐชากดปุ่ม pause
       “ใครจะรอ คิดว่าตัวเองหล่อนักหรือไง ฉันจะบอกให้นะ อีกสักเดือนฉันก็จะหาแฟนใหม่ นี่แค่ไว้ทุกข์ให้นายตามมารยาทต่างหาก ชิ”
       สายตาณัฐชามองภาพของฤทธิ์บนหน้าจอ…ดูเหมือนเขายังมีชีวิต เธอเอานิ้วลูบที่ภาพนั้นเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงตั้งสติ


  


       ณัฐชาออกจากบ้านมาเดินชมทิวทัศน์ยามค่ำ รับอากาศบริสุทธิ์แก้เครียด ทันใดนั้นเสียงใจทิพย์ดังขึ้น
       “อย่าบอกนะว่าเธอยังมีความหวัง”
       ณัฐชาหันไปเห็นพรายพิฆาตในร่างใจทิพย์ก็แปลกใจ
       “พรายพิฆาต”
       “ฉันรู้ว่ามันยากที่จะทำใจ แต่ใช่ว่าทุกเรื่องมันจะจบแบบแฮบปี้เอ็นดิ้งเหมือนกันหมด มันมีบางเรื่องที่แตกต่างเสมอ”
       “นี่มาปลอบฉันเหรอ”
       “ก็อยากเห็นกับตาว่าณัฐชาคนเก่งจะมีสภาพยังไงบ้าง”
       ณัฐชาสับสน
       “รู้มั้ยว่าฉันอยากฆ่าเธอมากแค่ไหน ถ้าเธอจะช่วยโทมัส เธอก็ทำได้ แต่เธอไม่ทำ เธอปล่อยให้เขาตาย”
       “โทมัสเป็นศัตรูของฉัน เธออย่าลืมสิ หน้าที่สำคัญกว่าความผูกพันเสมอ”
       “แต่เขาเป็นคนดีเธอก็รู้ เขาไม่สมควรตายแบบนี้”
       “สงบสติไว้ณัฐชา ถ้าเธอคิดว่าฤทธิ์ ราวี มีค่ากับเธอขนาดนั้น เธอก็ควรสานต่ออุดมการณ์ต่อจากเขา เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น เพื่อให้พ้นจากการทำลายล้าง...นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากบอกกับเธอ”
       พรายพิฆาตในร่างใจทิพย์หายตัวไป ณัฐชารีบมองหา
       “พรายพิฆาต อย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน พรายพิฆาต ฉันรู้ว่า เธอชุบชีวิตให้โทมัสได้ เธอต้องช่วยเขานะ ฉันขอร้อง พรายพิฆาต เธอได้ยินฉันรึเปล่า ฉันขอร้อง ฉันขอร้อง”
       ไม่มีวี่แววของพรายพิฆาตอีกต่อไป ณัฐชาได้แต่สะเทือนใจ
      
       วันต่อมา ณัฐชานอนตาลอยอยู่บนเตียง หลังจากที่หลับๆตื่นๆมาทั้งคืน เธอทอดสายตามองดูวิวนอกหน้าต่าง ด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงมอเตอร์ไซด์แว่วมา
      
       มอเตอร์ไซด์คันหนึ่งกำลังแล่นมา ขณะที่ณัฐชารีบวิ่งออกมาจากบ้านแล้วมองไปยังต้นเสียง ก่อนจะเห็นคนขับมอเตอร์ไซด์มาลิบๆ
       “โทมัส”
       ปรากฏว่าคนที่ขับรถผ่านไปเป็นชาวบ้านรายหนึ่งที่กำลังขนอุปกรณ์จับปลาไปทำมาหากินตามปกติ ณัฐชาได้แต่หน้าเจื่อนเมื่อพบว่าตนเข้าใจผิด
       “โธ่เอ๊ยณัฐชา ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังคงเป็นบ้าเข้าสักวัน”
       ณัฐชาครุ่นคิดแล้วมองบ้านอย่างลังเลที่จะอยู่ที่นี่ต่อไปดีหรือไม่
      
       พนักงานบลูฟินิกซ์ ตระเตรียมเข้าทำงาน พรายพิฆาตในร่างใจทิพย์เดินเข้ามาในล็อบบี้อย่างใจเย็น...หมอคนหนึ่งถือแท็ปเล็ตวิ่งกระหืดกระหอบตามลิซ่ามาตามทางเดิน
       “คุณลิซ่า รอเดี๋ยวครับคุณลิซ่า”
       “มีอะไรเหรอคะคุณหมอ”
       “ตัวอย่างเลือดของคุณโทมัสที่เราเก็บมา มีบางอย่างผิดปกติครับ”
       หมอเปิดภาพบนแท็ปแล็ต ลิซ่าอ่าน
       “มีไวรัสสองสายพันธุ์”
       “ไวรัสตัวแรกทำลายเซลส์กลายพันธุ์ แต่ตัวที่สองมันทำลายไวรัสตัวแรก”
       ลิซ่างงๆ
       “มันมาได้ยังไง”
      
       “ผมไม่ทราบครับ แต่คนที่สร้างไวรัสตัวที่สองขึ้นมา ต้องรู้เรื่อง ไวรัสตัวแรกเป็นอย่างดี มันถึงได้ทำลายล้างกันเองได้ขนาดนี้”


  


        
       ลิซ่าเริ่มครุ่นคิดด้วยความเอะใจบางอย่าง เธอนึกถึงตอนที่อยู่ในร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง ใจทิพย์ยิ้มกริ่ม ก่อนจะเลื่อนแก้วไวน์ของเธอมาตรงหน้าณัฐชา
        
       “ดื่มซะ”
       “ทำไมฉันต้องดื่ม”
       “เพราะถ้าไม่ดื่ม เธอจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต” ใจทิพย์จ้องหน้า “ฉันช่วยเธอได้แค่นี้ณัฐชา”
       ใจทิพย์ลุกขึ้นเดินจากไปอย่างใจเย็น ณัฐชาเหลือบมองแก้วไวน์ ไอริณรีบห้าม
       “อย่าดื่มนะณัฐชา ในแก้วอาจมียาพิษก็ได้”
       “แต่ฉันเห็นเขาดื่ม”
       ลิซ่าขัดขึ้น
       “ไร้สาระณัฐชา เขาก็แค่หลอกเธอเท่านั้นเอง”
       ณัฐชามองที่แก้วไวน์อย่างครุ่นคิด ก่อนจะตัดสินใจดื่มไวน์จนหมด...ลิซ่านึกถึงตอนที่พาฤทธิ์ขึ้นรถกลับมาที่บริษัทถนน ฤทธิ์นอนหนุนตักณัฐชายิ้มให้ณัฐชาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหลับตาลงสิ้นใจอย่างสงบ
       “โทมัส...โทมัส...โทมัส”
       ไอริณร้องไห้ตาม ขณะที่ลิซ่าพยายามกัดฟันเพื่อกลั้นน้ำตา ณัฐชากอดศพของฤทธิ์แล้วเรียกชื่อเขาด้วยความอาลัยอาวรณ์ น้ำตาของณัฐชาหยดลงบนใบหน้าของฤทธิ์ น้ำตาของณัฐชามีพลังบางอย่าง
       ขณะที่ลิซ่ากำลังครุ่นอยู่นั้น หัวหน้า ร.ป.ภ.ก็เข้ามาตาม
       “คุณลิซ่าครับ พรายพิฆาตบุกมาที่นี่ครับ”
       ลิซ่าตกใจเมื่อได้ฟังอย่างนั้น
      
       ยามสองคนกระเด็นไปเพราะพลังพรายพิฆาตในร่างใจทิพย์ เธอแสยะยิ้มมองพวกยามอย่างเย้ยหยันก่อนจะมองไปในห้องแลป...พรายพิฆาตในร่างใจทิพย์เดินเข้ามาในห้องแลปตรงมาที่ร่างของฤทธิ์ที่อยู่ในสภาพแช่แข็ง มีม่านควันไนโตรเจนโอบล้อมตลอดเวลา
       “ถึงเวลาต้องไปกันแล้วนักสู้มหากาฬ”
       พรายพิฆาตในร่างใจทิพย์ใช้พลังซัดกระจกจนแตก ทันใดนั้น ลิซ่านำหมอกับหัวหน้า ร.ป.ภ.เข้ามาในห้อง
       “พรายพิฆาต คุณทำอะไรกับโทมัส”
       พรายพิฆาตในร่างใจทิพย์หันมามองอย่างเหี้ยมเกรียม ลิซ่ามองตะลึง
      
       ณัฐชาขนสัมภาระออกมาจากบ้าน พร้อมแม่กุญแจ
       “ขอโทษนะโทมัส แต่ฉันไม่อยากหลอกตัวเอง ฉันต้องไปจากที่นี่”
       ณัฐชาหันไป แล้วชะงัก…เมื่อเห็นฤทธิ์ ราวีกำลังยืนอยู่
       ภาพในความฝันของณัฐชาแว่บเข้ามา
       “แล้วจู่ๆคุณก็มา เดินมาหาฉัน”
       “ผมพูดอะไรกับคุณรึเปล่า”
       “ไม่...แต่เรายิ้มให้กัน...อย่างมีความสุข”
       ณัฐชายิ้มให้ฤทธิ์ทั้งน้ำตา ก่อนจะโผไปกอดเขาเอาไว้ ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัศดง...
      
       ฤทธิ์เดินเข้ามาหาณัฐชาและหยุดมองเธอ ณัฐชาทิ้งสัมภาระและโผเข้ากอดเขาไว้ทันที เธอไม่พูดอะไรนอกจากร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ ร้องไห้ครวญครางเหมือนเพิ่งหลุดพ้นจากขุมนรกอันเย็นยะเยือก ฤทธิ์ยิ้มรับและกอดเธอไว้…ไม่มีคำพูด แต่ในใจนั้นไม่เคยคิดฝันว่าจะได้กลับมา พรายพิฆาตในร่างใจทิพย์มองคนทั้งคู่และยิ้ม ก่อนจะค่อยๆเลือนร่างหายไป ณัฐชาสะอื้น
       “ฉัน…ฉัน… ฉันนึกว่าคุณ...”
       “ผมรู้ ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้…ผมอยู่นี่แล้วณัฐชา เราอยู่ที่บ้านในฝันของเรา ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีอีกแล้ว มันผ่านไปแล้วณัฐชา”
      
       ณัฐชากอดฤทธิ์เอาไว้ ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัศดง
      
       จบบริบูรณ์
กลับไปยังรายบอร์ด