กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15
      
       เชตะวันอุ้มเนตรอัปสรกลับมาที่ห้อง อนงค์กับบวรวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
       “เกิดอะไรขึ้นคะคุณเชต”
       อนงค์กับบวรเข้าช่วยดูอาการเนตรอัปสร
       “ฉันก็ไม่รู้ พอฉันเอาสร้อยพระใส่คอให้เขา เขาก็ร้องแล้วก็เป็นลมไปแบบนี้แหละ”
       อนงค์หน้าตื่น
       “ว๊าย...อาการเหมือนคนถูกผีเข้าเลยนะคะคุณเชต”
       เชตะวันส่ายหน้าไม่เชื่อ
       “พูดอะไรบ้าๆน่านงค์ นี่มันยุคไหนแล้ว แล้วบ้านเราเคยมีผีที่ไหนกัน”
       “ไม่เคยมี ก็เพิ่งมีนี่แหละค่ะ เพิ่งมีตอนที่คุณเชตกลับมาจากไปเที่ยวป่าครั้งหลังนี่ล่ะค่ะ”
       บวรได้ยินที่อนงค์พูดก็รีบเอามือมาปิดปากทันที เชตะวันไม่พอใจ
       “นี่นงค์จะหาว่าผีมันเกาะหลังฉันมาจากในป่า เหมือนอย่างในหนังงั้นเหรอ บ้าแล้วเลิกพูดเรื่องเหลวไหลสักที มาช่วยกันดูคุณเนตรหน่อย เป็นไงมั่ง”
       อนงค์จำต้องหยุดพูดแล้วเอายาดมให้เนตรอัปสรดม จนเธอเริ่มรู้สึกตัวขึ้น พอมองเห็นเชตะวัน อนงค์ และบวร รุมดูเธออยู่ เนตรอัปสรก็รีบลุกขึ้นนั่งอย่างตกใจ
       “ทำอะไรกันคะเนี่ย”
       เชตะวันเซ็งๆ
       “ทำอะไรล่ะ ถามได้ ก็คุณเป็นลมนะสิ”
       “ฉันเป็นลมที่ไหน ก็ฉันนอนเฝ้าคุณอยู่...” เนตรอัปสรมองรอบๆ “เอ๊ะ...นี่เช้าแล้วเหรอคะ แล้วฉันกลับมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” หญิงสาวก้มลงมองตัวเอง “แล้วทำไมฉันใส่ชุดนี้”
       “คุณเป็นอะไรไปเนี่ย ก็คุณตื่นแต่เช้า แล้วก็ไปนั่งเป็นเพื่อนผมกินข้าวเช้า แล้วคุณก็ตามผมไปที่ห้องนั่งเล่น เราคุยกันอยู่สักพักคุณก็เป็นลมไป”
       เนตรอัปสรเถียง
       “ไม่ใช่...”
       เชตะวันหันไปมองอนงค์และบวร สองคนนั่นช่วยกันสนับสนุนคำพูดของเชตะวัน
       “จริงค่ะ นงค์ยังเสิร์ฟน้ำให้คุณพยาบาลที่โต๊ะอาหารเลย”
       เนตรอัปสรงง พยายามคิดแต่ก็คิดไม่ออกว่ามันเกิดอะไรขึ้น เชตะวันมองหน้าหญิงสาวตรงหน้าอย่างครุ่นคิด
       “อย่าบอกนะว่า...ที่ทำไปทั้งหมดเมื่อเช้านี้ คุณไม่รู้เรื่องน่ะ”
       เนตรอัปสรส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่รู้เรื่องจริงๆ
       “คุณเป็นโรคละเมอรึเปล่าเนี่ย”
       “ฉันปกติดี ไม่ได้เป็นโรคละเมออย่างที่คุณว่าหรอก แต่ฉันจำได้แค่ว่า...ฉันนอนเฝ้าคุณจนหลับไป แล้วก็มาตื่นเอาตอนนี้ละ”
       เนตรอัปสรสงสัยเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง ส่วนเชตะวัน อนงค์และบวรมองหน้ากันอย่างงุนงง
      
       อนงค์เล่าเรื่องเนตรอัปสรให้คนอื่นๆฟังอยู่ในครัว
       “คุณพยาบาลน่ะ ยืนยันเสียงแข็งเลยว่าไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่อง อาการอย่างงี้ถ้าไม่ใช่โรคละเมออย่างที่คุณเชตสงสัยละก็ มีอย่างเดียว...”
       อนงค์ชะงักไม่กล้าพูดต่อ นันพูดต่อให้
       “ผีเข้า”
       อนงค์และคนอื่นๆร้องวี๊ดว๊ายแล้วโผเข้ากอดกันด้วยความกลัว อนงค์ยกพระที่กลัดอยู่กับเสื้อตลอดเวลาเอาขึ้นมาพนมไหว้ตัวสั่นงันงก
       “ฮือๆ คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองอีนงค์กับคนอื่นในบ้านด้วยเถอะเจ้าค่ะ อย่าให้ผีเข้าใครอีกเลยนะเจ้าคะ นงค์กลัว”
       คนอื่นๆพลอยยกมือไหว้พระตามอนงค์ไปด้วย บวรครุ่นคิด
      
       เชตะวันมาส่งเนตรอัปสรที่ห้องพัก เธอหันไปบอกเขา
       “คุณไปพักผ่อนเถอะค่ะ ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว”
       “แต่ผมว่าคุณป่วยมากกว่าผมอีกนะ”
       เนตรอัปสรค้อนแล้วมือถือของเธอก็ดังขึ้น เธอหยิบมาดูแล้วชำเลืองมองเชตะวันนิดหนึ่งก่อนจะกดรับ
       “ค่ะ...หมอ...”
       เชตะวันทำท่าล้อเลียนทันที เนตรอัปสรโมโห ลุกเดินหนีไปคุยโทรศัพท์กับหมอก้องที่อื่น เชตะวันเลยแกล้งนั่งอยู่ในห้อง เงี่ยหูฟังเนตรอัปสรพูดโทรศัพท์กับหมอก้องหน้าตาเฉย
      
       หมอก้องวางสายโทรศัพท์ลงอย่างกังวล แล้วหันมาบอกปารมี
       “ผมจะไปหานะโมที่บ้านคุณเชตะวัน นะโมไม่สบาย”
       “นะโมเป็นอะไรไปคะหมอ”
       “หมอก็ยังไม่รู้ครับ ถึงต้องไปดู”
       “งั้นปานไปด้วยค่ะ”
       “ทิพย์ไปด้วย”
       หมอก้องชะงัก
       “ไม่ต้องเข้าเวรกันเหรอ”
       “เดี๋ยวทิพย์แลกเวรกับคนอื่นก็ได้ค่ะ”
       ปารมีพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสามคนลุกเดินออกไปอย่างร้อนใจ
      
       เนตรอัปสรเพิ่งกดวางสายจากหมอก้อง เชตะวันอดประชดไม่ได้
       “เป็นลมเข้านิดหน่อย ก็ต้องอ้อนให้แฟนหมอมาดูใจด้วยเหรอ”
       เนตรอัปสรจ้องหน้าเขา
       “ฉันกับหมอก้องไม่ได้เป็นอะไรกัน”
       “เชื่อตายล่ะ”
       “ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ”
       สองคนทำท่าเหม็นหน้าใส่กันมีเสียงเคาะประตู แล้วพายัพก็โผล่หน้าเข้ามา
       “ขอผมเข้าไปได้มั๊ยครับ”
       “เชิญค่ะ”
       พายัพเข้ามา เห็นเชตะวัน
       “อ้าว นายเชตก็อยู่ด้วย”
       เชตะวันแดกดัน
       “ก็ยายนี่...เขาเป็นพยาบาลส่วนตัวของผมนี่ เราจะอยู่ไกลกันได้ยังไงกันล่ะ ว่าแต่พี่ยัพเหอะ จะเข้ามาทำไมล่ะ”
       พายัพหันมาหาเนตรอัปสร
       “ผมได้ยินพวกคนใช้มันพูดกันว่าคุณเนตรไม่สบาย ก็เลยจะแวะเข้ามาดูน่ะครับ คุณเนตรเป็นอะไรหรือครับ”
       เนตรอัปสรจะตอบ แต่เชตะวันแย่งพูดตัดหน้าเสียก่อน
       “เป็นโรคนอนละเมอ ลุกขึ้นทำอะไรไม่รู้ตัว”
       พายัพหน้าตื่น
       “จริงเหรอครับ”
       เชตะวัน ประชดประชัน
       “โกหกมั๊ง”
       พายัพไม่พอใจ
       “นี่นายเชต เรื่องป่วยไข้ไม่สบายของคนน่ะ มันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเอามาพูดล้อเล่นนะ ไม่สบายก็ต้องไปหาหมอ”
       “พี่ยัพไม่ต้องเป็นห่วงอะไรคุณเนตรเขาหรอก เขามีแฟนเป็นหมอ เดี๋ยวเขาก็จะมาเยี่ยมกันอยู่แล้ว แล้วทีผมป่วยจะเป็นจะตาย ไม่เห็นพี่ยัพจะสนใจอย่างนี้เลย มีแต่จะภาวนาให้ตายๆไปซะได้ก็ดี ละมั๊ง”
       เชตะวันจ้องหน้าพายัพอย่างหาเรื่อง เนตรอัปสรเห็นท่าไม่ดี รีบแทรก
       “ขอบคุณคุณพายัพที่เป็นห่วงนะคะ ฉันสบายดีแล้วล่ะคะ เอาเป็นว่าตอนนี้คุณพายัพออกไปก่อนดีกว่านะคะ”
       “โอเคครับ ในเมื่อคุณเนตรดีแล้วผมก็หมดห่วง ผมไปก่อนนะครับไปก่อนนะ...นายเชต”
       สองพี่น้องจ้องหน้ากันเนตรอัปสรรีบผลักพายัพจนออกไป แล้วหันมาจ้องหน้าเชตะวัน
       “พอใจรึยัง”
       “พอใจมาก”
       เชตะวันยิ้มกวน เนตรอัปสรกลุ้มใจ...พายัพเดินออกมาจากห้องอย่างชิงชังเชตะวัน
       “ไอ้เชตตัวมาร เมื่อไหร่แกจะตายๆไปจากชีวิตฉันสักทีนะ”
       เสียงมือถือดัง พายัพหยิบมือถือขึ้นมากดรับ
       “ว่าไงไอ้พงษ์” พายัพฟังแล้วหน้าเครียด “เออ งั้นเดี๋ยวฉันจะกลับไปที่รีสอร์ต”
       พายัพรีบออกไป
      
       ในสถานปฏิบัติธรรม...คุณสรวงกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับเฟื่อง
       “ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ที่ได้กระทำในวันนี้ให้แก่แม่เฟื่อง ผู้เป็นลูกของข้าพเจ้าในชาติภพที่ผ่านมา ขอให้ลูกเฟื่องจงเป็นสุข...ด้วยเถิด...”
      
       ผีเฟื่องนอนบาดเจ็บ หมดเรี่ยวหมดแรงอยู่ รอบคอมีรอยไหม้ อันเป็นผลจากการที่สิงร่างเนตรอัปสรแล้วถูกเชตะวันเอาสร้อยพระมาคล้องใส่คอโดยไม่ทันตั้งตัว ผีเฟื่องชะงักเมื่อได้ยินเสียงแม่
       “อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจใดๆเลย...”
       ผีเฟื่องสีหน้าสดชื่นขึ้นมาทันที มีเรี่ยวมีแรงลุกขึ้นพนมมือรับผลบุญที่แม่อุทิศส่วนกุศลมาให้ รอยไหม้ที่คอค่อยๆจางหายไป ผีเฟื่องยิ้มดีใจ
       “แม่จ๋า...ข้าขอบใจแม่เหลือเกินที่เมตตาข้า แต่อย่างไรก็ตามข้าจะไม่มีวันรามือไปจากชุน ชุนจะต้องเป็นของข้า ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหน ข้าก็จะต้องเอาชุนไปอยู่กับข้าให้ได้”
       ผีเฟื่องมุ่งมั่นมาก


  


       หมอก้อง ปารมี และทิพย์ เข้ามาในบ้านเชตะวัน โดยมีอนงค์มาต้อนรับ
      
       “เชิญคะ เชิญเลยนะคะ คุณพยาบาลบอกให้นงค์มาต้อนรับทุกๆท่านน่ะคะ”
       ทิพย์ยิ้มแย้ม
       “ยินดีคะ”
       ทุกคนมองไปรอบๆบ้าน เห็นความใหญ่โตร่ำรวย
       “โห...บ้านใหญ่โตจังเลยนะคะ อยู่กันกี่คนคะเนี่ย”
       “อยู่กันไม่กี่คนหรอกคะ มีแค่พ่อ พี่ของคุณเชตแค่นั้นและตอนนี้ก็มีคุณเนตรพยาบาลคนสวยเพิ่มมาอีกหนึ่ง”
       “บ้านหลังใหญ่แต่อยู่กันแค่เนี่ย แล้วอนงค์ไม่กลัวเหรอจ๊ะ”
       ทิพย์มองไปรอบๆ รู้สึกขนลุก
       “แต่ก่อนไม่กลัวหรอกคะ อยู่กันปลอดโปร่งโล่งสบาย” อนงค์เข้ามากระซิบ “แต่ตอนนี้น่ากลัวคะ เพราะนงค์เพิ่งเจอผี...อุ๊ป”
       อนงค์รีบปิดปาก หมอก้องหันมาถามอย่างสงสัย
       “เมื่อกี้คุณบอกว่าเจออะไรนะครับ”
       อนงค์อึกอัก
       เออ...ปะป่าวคะ คือว่า...”
       ทิพย์โพล่งออกมา
       “เจอผีเหรอคะ ว่าแล้วต้องมีผี”
       ขณะเดียวกันนั้น เสียงเชตะวันดังขึ้นมาพอดี
       “ใครมาอนงค์”
       เชตะวันเดินออกมา ทุกคนหันไป มีทิพย์อึ้งในความหล่อ ส่วนอนงค์รีบพูด
       “เพื่อนๆของคุณพยาบาลมานะคะ คุณเชต”
       “อ๋อ มากันแล้ว” เชตะวันหันมาพูดกับหมอก้อง “มาเร็วเชียวนะครับ คุณหมอ”
       เชตะวัน ทำท่ายียวน หมอก้องพอรู้ว่าเชตะวันมาแนวไหน ทั้งสองจ้องหน้ากัน ทุกคนยืนงง
      
       เมื่อทุกคนเข้ามาในห้อง เนตรอัปสรแนะนำเชตะวันให้รู้จักกับคนอื่นๆ
       “นี่หมอก้อง คุณเชตรู้จักแล้ว ส่วนนี่...ปารมี กับทิพย์ เพื่อนสนิทของฉันค่ะ เราสามคนเรียนพยาบาลมาด้วยกัน”
       ปารมีกับทิพย์ยกมือไหว้เชตะวัน ปารมียิ้มให้
       “ยินดีที่รู้จักคุณเชตนะคะ”
       “อู๊ย...ทิพย์ได้ยินชื่อเสียงคุณเชตมานานแล้วค่ะ เพิ่งได้รู้จักตัวจริงวันนี้เอ๊ง อิอิ”
       “ชื่อเสียงผม...ถ้าคุณได้ยินมาจากคุณเนตร คงจะเป็น ชื่อเสีย ซะมากกว่าละมั๊งครับ”
       ทิพย์ทำปากจู๋ พูดอะไรไม่ออกไปเลย เชตะวันยิ้มบางๆ
       “เลิกพูดเรื่องผมเถอะครับ หมอมาทั้งทีแล้ว งั้นคุณหมอช่วยตรวจดูอาการคุณเนตรหน่อยสิครับ ผมอยากรู้ว่าเธอเป็นอะไร”
       เนตรอัปสรถอนใจ
       “เนตรเป็นโรคละเมอหรือคะหมอ”
       “จากที่เนตรเล่าให้ผมฟังก่อนหน้านี้ก็อาจเป็นได้นะ แต่ถ้าไม่มีอาการอย่างที่แล้วมาอีก ก็คงไม่รุนแรงอะไร แต่ถ้าเป็นอีก คงต้องรักษาจริงจังละ เพราะเคยมีเคสที่คนเป็นโรคละเมอ ลุกขึ้นทำอะไรโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่เป็นอันตรายกับตัวเอง และเป็นอันตรายต่อคนอื่นด้วย นะโมก็ต้องสังเกตดูอาการตัวเองต่อไปนะ”
       หมอก้องมองอย่างเป็นห่วง เชตะวันเปรยดังๆ
       “เฮ้อ พยาบาลมาเป็นคนป่วยซะเองอย่างนี้ จะทำงานไหวมั๊ยเนี่ย สงสัยผมคงต้องเลิกจ้าง”
       ทุกคนตกใจ ทิพย์รีบพูด
       “น่าจะเพิ่งมาเป็นนี่แหละคะคุณเชต เพราะทิพย์รู้จักนะโมมาตั้งนาน นะโมไม่เคยเป็นเลยนะคะ”
       ปารมีช่วยพูดอีกแรง
       “คงไม่มีอาการอย่างที่แล้วมาอีกแน่คะคุณเชต อย่าเพิ่งไล่นะโมออกนะคะ”
       เนตรอัปสร ปารมี ทิพย์ และหมอก้อง หน้าเสียไปตามๆกัน เพราะรู้ว่าถ้าเนตรอัปสรถูกเชตะวันไล่ออกต้องตกงาน เธอจะต้องลำบากมากแน่ๆ แล้วเชตะวันก็พูดขึ้น
       “ได้”
       ปารมีกับทิพย์ดีใจ เนตรอัปสรก็ดีใจด้วย เชตะวันขัดขึ้น
       “แต่ต้องมีข้อแม้”
       สองสาวหุบยิ้มทันที เนตรอัปสรงง เชตะวันมองเนตรอัปสร
       “ผมจะไม่ไล่คุณนะโมอนุโมทนาสาธุนี่ออกก็ได้ ถ้าต่อจากนี้ไป...คุณจะต้องไม่ออกจากบ้านนี้ไปไหนถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากผม”
       เนตรอัปสรโวยทันที
       “โหย...นี่มันยิ่งกว่าคนคุกอีกนะคะคุณ”
       “แล้วคุณตกลงมั๊ยล่ะ ถ้าคุณไม่ตกลง ผมก็จะไล่คุณออก โทษฐานที่คุณไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นพยาบาลส่วนตัวเพียงพอ แล้วผมก็จะหาพยาบาลส่วนตัวคนใหม่วันนี้เลย”
       เนตรอัปสรอึ้ง พูดอะไรไม่ออกเลย
      
       หมอก้องขับรถออกมาจากบ้านเชตะวัน โดยมีปารมีนั่งมาข้างหน้า ทิพย์นั่งมาข้างหลังทั้งสามสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะหมอก้องหน้าเครียด
       “ข้อแม้บ้าๆอะไรก็ไม่รู้นะคะหมอ” ปารมีบ่น
       ทิพย์ชักมั่นใจ
       “ดูรูปการนี้แล้ว ฉันว่า...คุณเชตชอบยายนะโมนะ”
       หมอก้องหน้าเครียดขึ้นมาทันที
       “คุณเชตชอบนะโมเหรอ”
       แล้วหมอก้องก็เบรกรถอย่างกะทันหัน จนปารมีและทิพย์หัวทิ่มหัวตำ ร้องวี๊ดว๊ายด้วยความตกใจไปตามๆกัน
       “ผมจะกลับไปรับนะโม ถ้าเขาจะไล่นะโมออก ก็ออก แต่ผมจะไม่ยอมให้นะโมต้องทำงานกับคนบ้าอำนาจอย่างนั้น หมอก้องทำท่าจะเลี้ยวรถกลับ ทิพย์คว้ามือไว้
       “แต่ยายนะโมของเราเขาก็เต็มใจที่จะยอมรับเงื่อนไขนี้นี่คะหมอ” ทิพย์แย้ง
       หมอก้องนิ่งไป ปารมีมองหน้าเขา
       “และปานก็เชื่อว่าถึงหมอจะกลับไปรับนะโม นะโมก็คงไม่ยอม กลับมากับหมอหรอกค่ะ ปานรู้จักยายนะโมดี ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหน นะโมก็จะต้องกัดฟันสู้ต่อ เพื่อหาเลี้ยงชีพตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น”
       ทิพย์เห็นด้วย
       “จริงค่ะหมอ”
       หมอก้องนิ่งคิด ไม่รู้จะเอาไงดี
       “แต่คุณเชตเขาไม่ได้ห้ามเราโทรศัพท์หายายนะโมนี่คะ เพราะฉะนั้น...ถ้าหมอห่วงยายนะโมมาก ก็คอยโทรถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันบ่อยๆก็แล้วกันค่ะ ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล ค่อยมารับยายนะโมกลับตอนนั้นก็คงยังไม่สายหรอกค่ะ จริงไหมคะหมอปารมี” ปารมีแนะ
       ทิพย์พยักหน้าเห็นด้วย หมอก้องนิ่งหยุดคิดเห็นจริงตามที่ปารมีพูดทุกอย่าง สุดท้ายเขาจึงเข้าเกียร์แล้วขับรถกลับต่อไป
      
       เนตรอัปสรนั่งมองเชตะวันอยู่อย่างขุ่นเคือง ไม่ชอบใจกับเงื่อนไขที่เขาตั้งขึ้นมา แต่ปฏิเสธไม่ได้ เธอต้องการงาน และต้องการเงิน จึงได้แต่สงบปากนิ่งอยู่ เชตะวันหันมาบอก
       “เอ้า...อยากจะไปทำอะไรก็ไปเถอะคุณ แต่อย่าไปไกลนักล่ะ เดี๋ยวเกิดผมอาการกำเริบขึ้นมาบ้าง เดี๋ยวคุณจะช่วยไม่ทัน”
       เนตรอัปสรไม่พูดอะไรเลย แต่สะบัดหน้าใส่เขาแล้วจะเดินออกไปไม่อยากอยู่ประจันหน้ากันต่อไป เชตะวันมองตามแล้วยิ้มสะใจที่บังคับให้เธอต้องอยู่ใกล้เขาตลอดเวลาได้อย่างใจที่มุมห้อง ผีเฟื่องยืนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้วยความแค้นใจ
       “ชุน...ทำไมเจ้าถึงทำเช่นนี้กับข้า เจ้าลืมคำสาบานที่ให้ไว้กับข้าไปจนหมดสิ้นแล้วรึ ไม่ ข้าจะต้องทำให้เจ้าจำอดีตของเจ้าให้ได้ เจ้าจะต้องหันกลับมารักข้า...และเมื่อนั้นเราสองก็จะไปอยู่ด้วยกัน ในที่ที่ไม่มีใครขัดขวางความรักของเราได้อีกต่อไป”
       ผีเฟื่องมองเชตะวัน แล้วหันขวับไปทางที่เนตรอัปสรเดินไป ผีเฟื่องตามไป
      
       เนตรอัปสรลงมาเดินคิดอะไรเล่นที่สวน เจอบวรกำลังทำสวนอยู่ เธอเลยเดินเข้าไปทัก
       “สวนนี่...น้าบวรดูแลคนเดียวหมดเลยหรือคะ”
       บวรพยักหน้ารับและชี้ไปทางเนตรอัปสรว่าสบายดีแล้วเหรอ
       “ฉันดีแล้วไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ” หญิงสาวมองไปรอบๆ “สวนที่นี่สวยจัง ร่มรื่น น่าเดินเล่นมากเลยค่ะ คุณเชตลงมาเดินเล่นในสวนนี่บ่อยมั๊ยคะ”
       บวรโบกมือบอกไม่เคยเลย เนตรอัปสรแปลกใจ
       “อ้าว...น่าเสียดายจริง มีของดีอยู่ใกล้ตัว ไม่ยักเห็น น้าบวรมีอะไรให้ฉันช่วยมั๊ยคะ ฉันอยู่ว่างๆไม่เป็นน่ะค่ะ”
       บวรทำท่าไม่เป็นไร ให้เธอไปช่วยในครัวดีกว่า
       “เหรอๆ ก็ได้ค่ะ งั้นฉันไปช่วยในครัวก่อนนะคะน้า”
       เนตรอัปสรยิ้มให้บวร แล้วเดินไปที่ครัว บวรมองตาม สายตาของเขาเห็นเงาเลือนรางของผีเฟื่องเดินตามหลังเนตรอัปสรไปติดๆ บวรเขม้นตามองให้ชัดๆอีกทีแต่ไม่เห็นอะไรแล้ว บวรแปลกใจว่าตัวเองเห็นอะไรกันแน่
      
       . เนตรอัปสรเดินมาที่ครัวเห็นคนอื่นกำลังทำครัวกันอยู่
       “มีอะไรให้ฉันช่วยบ้างคะ”
      
       อนงค์หันมาเห็นเนตรอัปสรก็วิ่งเข้ามาหา เอามืออังหน้าผากเนตรอัปสร

      อนงค์หันมาเห็นเนตรอัปสรก็วิ่งเข้ามาหา เอามืออังหน้าผากเนตรอัปสร
      
       “ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้วค่ะ เมื่อเช้า...ฉันไปนั่งเป็นเพื่อนคุณเชตกินข้าวจริงๆหรือคะ อนงค์”
       “จริงค่ะ แต่นงค์ว่าแล้ว...ว่าท่าทางคุณพยาบาลดูแปลกๆยังไงไม่รู้ ตกลงคุณพยาบาลเป็นโรคละเมอจริงๆเหรอคะ”
       เนตรอัปสรพยักหน้าเซ็งๆ
       “หมอเขาสงสัยอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ”
       “เอ้อ...บ้านนี้มีแต่คนเป็นโรคแปลกๆ แล้วนี่คุณพยาบาลไม่ต้องอยู่ดูคุณเชตแล้วหรือคะ”
       เนตรอัปสรส่ายหน้า
       “เขาคงเบื่อหน้าฉันมั๊งคะ เลยไล่ให้ฉันลงมาหาอะไรทำบ้าง นงค์มีอะไรให้ฉันช่วยบ้างมั๊ยคะ”
       อนงค์ยิ้มกว้าง แล้วผายมือเชื้อเชิญให้เนตรอัปสรเข้ามาช่วยงานในครัวทันที เนตรอัปสรยิ้มขำแล้วเดินเข้าไปช่วยงานอย่างเต็มใจ ผีเฟื่องยืนอยู่ที่มุมห้อง ได้แต่จ้องมองแต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้สักที เพราะเนตรอัปสรใส่พระอยู่ ผีเฟื่องจึงได้แต่เจ็บใจ
      
       เย็นนั้น ดาลัดถามพงษ์อย่างตื่นเต้น
       “เดี๋ยวคุณพายัพมาใช่มั๊ย...นายพงษ์...ดีเลย ฉันให้แม่ครัวทำกับข้าวพิเศษไว้ให้คุณพายัพตั้งหลายอย่างเลย”
       พงษ์แอบทำหน้าเบื่อความวุ่นวายของดาลัดที่พยายามเอาอกเอาใจพายัพอย่างออกนอกหน้ามาก...ผีเดือนยืนจ้องพงษ์อยู่อย่างประสงค์ร้ายแต่ยังทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยืนอยู่ข้างๆ โดยที่พงษ์ไม่รู้ตัวเลย ดาลัด มองพงษ์แล้วทำท่าขนลุก
       “อุ๊ย ทำไมมีลมเย็นๆจนขนลุกเลย...นายพงษ์ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ”
       พงษ์ส่ายหน้า
       “ไม่นี่ครับคุณดาลัด ผมเฉยๆนะ”
       ดาลัดแปลกใจ แล้วมองรอบตัวพงษ์อย่างสงสัยว่าลมเย็นๆนี้มาจากไหน แต่ก็ไม่พบอะไร ไม่เห็นผีเดือนด้วย เสียงรถเข้ามาดาลัดกับพงษ์ชะเง้อมอง
       “อุ๊ย...คุณพายัพมาแล้ว”
       ทุกคนหันไปมองรถพายัพ ผีเดือนก็หันไปมองด้วยเห็นพายัพขับรถเข้ามาในรีสอร์ต ผีเดือนตาโตด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นว่า ใครมา
       “ไอ้พัน”
       ผีเดือนมองอย่างเครียดแค้นตาแดงวาบราวกับไฟลุกขึ้นมาทันที
       “ไอ้พัน ชาติที่แล้ว พวกมึงก่อกรรมทำเข็ญกับกูไว้สาหัสนัก กูต้องตายอย่างน่าอเนจอนาถ กูไม่อาจไปผุดไปเกิดได้ก็เพราะพวกมึง เมื่อได้พบกันอีกในคราวนี้ กูจะทำให้พวกมึงต้องเจ็บต้องตายอนาถเหมือนอย่างกู”
       ผีเดือนพุ่งไปทันที พายัพ เปิดประตูรถออกมาลูกประคำที่เขาแขวนไว้ที่หน้ารถ ส่งแสงวาบออกมา ผีเดือนผงะออกแล้ววูบหายไปทันที พายัพไม่รู้เรื่องอะไร เดินเข้าไปหาพงษ์กับดาลัดที่รีบเข้ามาต้อนรับ
       “คุณพายัพมาถึงเหนื่อยๆ หิวมั๊ยคะ ดิฉันเตรียมอาหารเย็นไว้ให้ คุณพายัพเป็นพิเศษเชียวค่ะ”
       พายัพพูดอย่างสุภาพอ่อนโยน
       “ผมยังไม่หิวครับคุณดา ขอตรวจงานก่อนที่รีสอร์ตเป็นยังไงบ้างครับ ทุกอย่างเรียบร้อยมั๊ยครับคุณดา”
       “เรียบร้อยค่ะ แขกมาพักเต็มทุกห้อง ทุกบังกะโลเลยค่ะ ถ้าคุณพายัพจะสร้างบังกะโลเพิ่มอีก ก็คงจะเต็มอีกล่ะค่ะ”
       พายัพยิ้มพอใจ แล้วหันไปสบตากับพงษ์อย่างรู้กัน
       “สถาปนิกเอาแบบบ้านบังกะโลที่จะสร้างใหม่มาให้คุณพายัพเลือกแล้วครับ คุณพายัพจะดูเลยไม๊ครับ” พงษ์ทำทีเป็นรายงานเรื่องงาน
       “ดูสิ” พายัพหันไปบอกกับดาลัด “ผมขอตัวก่อนนะครับคุณดา”
       “เชิญค๊า...”
       พายัพเดินไปกับพงษ์ แล้วขึ้นรถขับออกไป
      
       พายัพขับรถมากับ มาจอดที่ข้างทางเปลี่ยว
       “เอ้า...มีอะไรว่ามาไอ้พงษ์”
       “มีลูกค้าใหม่ติดต่อมาครับ เขาบอกว่าเป็นกองกำลังจากผั่งโน้นจะข้ามเข้ามาขอซื้อสินค้าเราคืนนี้”
       “เชื่อถือได้แค่ไหน”
       “ผมไม่แน่ใจ ก็เลยต้องโทรตามคุณพายัพ”
       “มันนัดรับของจากเราที่ไหน”
       “ใต้สะพาน ริมแม่น้ำครับ”
       “งั้นคืนนี้เราไปที่นั่นกัน”
      
       เนตรอัปสรช่วยคนในครัวทำกับข้าวอยู่อย่างขะมักเขม้น อนงค์เข้ามาบอก
       “พอเถอะค่ะคุณพยาบาล ล้างไม้ล้างมือแล้วขึ้นไปดูคุณเชตข้างบนเถอะค่ะ คุณหายลงมานานๆอย่างนี้ เดี๋ยวคุณเชตก็ องค์ลงเข้าให้อีกหรอกค่ะ”
       “ค่ะๆ งั้นฉันไปก่อนนะคะ”
       เนตรอัปสรล้างมือ เชตะวันแอบดูมาจากบนตึกตั้งนานแล้ว แต่เธอไม่รู้ตัวเลย พอเธอเดินออกมาจากในครัว เขาก็รีบหลบไปไม่อยากให้เธอรู้ว่าเขาแอบดูอยู่
      
       เนตรอัปสรเดินเข้ามาในห้องตั้งใจจะอาบน้ำก่อนไปดูแลเชตะวัน เธอก้มลงจะล้างหน้า ผีเฟื่องเดินผ่านหน้าประตูห้องน้ำไป เนตรอัปสรเห็นอะไรแว๊บๆ ชะโงกหน้าออกไปดูแต่ไม่เห็นใคร ทุกอย่างปกติ เนตรอัปสรกลับเข้าไปล้างหน้า สร้อยพระที่คอตกออกมาจากด้านในคอเสื้อเธอชะงัก
       “อ้าว กลับมาอยู่ที่เราได้ไงเนี่ย...”
       เนตรอัปสรรีบไปหาเชตะวันทันที
      
       เนตรอัปสรเดินตามหาเชตะวันไปตามห้องต่างๆของบ้านจนพบ เธอเดินปึงๆตรงเข้าไปหา เชตะวันเห็นท่าทางขอเธอก็แกล้งทำท่าเป็นกลัว
       “โอ๊ยๆ กลัวแล้วๆ อย่าทำอะไรผมเลย”
       “ฉันไม่ขำ”
       “คุณนี่ อารมณ์ขันไม่มีเลยเหรอ”
       “มี แต่ไม่มีกับคุณ”
       แล้วเนตรอัปสรก็ชูสร้อยพระในมือให้เขาดู
       “นี่หมายความว่ายังไง”
       เชตะวันงงๆ
       “หมายความว่ายังไง...อะไร...ผมไม่เข้าใจ”
       “ก็สร้อยพระนี่ ฉันใส่ให้คุณด้วยมือฉันเองเลย แล้วมันกลับมาอยู่ที่ฉันได้ไงคะ”
       “เมื่อเช้านี้....นี่คุณไม่รู้เรื่องจริงๆเลยใช่มั๊ย ก็ตอนที่คุณเป็นลมน่ะ ผมเอาพระใส่กลับให้คุณ เพราะพระจะได้คุ้มครองคุณบ้างไงล่ะ”
       เนตรอัปสรอึ้ง เพราะไม่นึกว่าเขาจะอาทรเธอเหมือนกัน เธอส่งสร้อยพระให้เขาอีก
       “งั้นคุณเอาพระกลับไปใส่ไว้เถอะค่ะ เพราะคุณไม่สบายมากกว่าฉันอีก”
       “โอ้ย คุณใส่ไว้เหอะ ของๆคุณนี่”
       เนตรอัปสรเข้าใจผิด
       “ที่คุณไม่อยากใส่ แล้วก็ไม่ยอมใส่นี่ ก็เพราะเห็นว่านี่เป็นสร้อยพระของคนจนๆอย่างฉัน มันไม่คู่ควรกับคุณใช่มั๊ย แต่สำหรับฉัน พระก็คือพระคือสิ่งมงคล ฉันจะเอาวางไว้ให้ตรงนี้ล่ะ คุณจะใส่หรือไม่ใส่ก็ตามใจ”
       พูดจบเนตรอัปสรก็เอาสร้อยพระวางไว้บนโต๊ะใกล้ตัวเชตะวัน แล้วก็เดินออกไปเลย
       “จะไปไหนน่ะ จะกินข้าวเย็นด้วยกันรึเปล่า”เชตะวันตะโกนตามหลัง
       เนตรอัปสรตะโกนตอบโดยไม่หันหน้ามา
       “ไม่”
       เชตะวันส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ที่เขากับเนตรอัปสรไม่เคยได้พูดดีกันเลย สร้อยพระยังวางอยู่ที่เดิม โดยที่เชตะวันไม่ได้หยิบมาใส่ ผีเฟื่องยืนอยู่ข้างหลังเขา ดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่อย่างเงียบๆแล้วยิ้มอย่างพอใจ แล้วหายตัวไป
      
       ค่ำแล้ว เนตรอัปสรเดินกลับมาที่ห้อง หงุดหงิดกับเชตะวันไม่หาย เธอเดินไปก้มตัวล้างหน้า พอเงยหน้าขึ้นมามองเงาสะท้อนตัวเองในกระจกแล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นผีเฟื่องยืนยิ้มร้ายอยู่ข้างหลัง เนตรอัปสรไม่ทันจะร้องออกมา ผีเฟื่องก็พุ่งเข้าสิงร่างเธออย่างรวดเร็ว ร่างของเนตรอัปสรกระตุกเฮือกแล้วดวงตาทั้งสองข้างก็วาววาบขึ้นและกลายเป็นสีแดง
      
       พายัพ พงษ์ และลูกน้องจำนวนหนึ่ง มาซุ่มอยู่ในที่มืด ใต้สะพานริมแม่น้ำ รอเวลานัดพบกับลูกค้ารายใหม่อยู่
       “พร้อมมั๊ย” พายัพถามทุกคน
       พงษ์และลูกน้องทุกคนเช็คปืนในมือให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งาน
       “เดี๋ยวพอได้เวลานัด ไอ้เล็กกับไอ้ชาติ มึงเอาของออกไปเตรียมส่งมอบให้ลูกค้า กูกับไอ้พงษ์จะซุ่มอยู่ตรงนี้ ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล พวกกูจะคุ้มกันพวกมึงเอง”
       เล็กกับชาติรับคำ
       “ครับนาย”
      
       เล็กกับชาติ ถือกระเป๋าใส่ยายืนรอ ลูกค้าอยู่ที่ใต้สะพานริมแม่น้ำ สักครู่กลุ่มตำรวจที่ปลอมตัวมาก็เดินเข้ามา


  


       เล็กกับชาติ ถือกระเป๋าใส่ยายืนรอ ลูกค้าอยู่ที่ใต้สะพานริมแม่น้ำ สักครู่กลุ่มตำรวจที่ปลอมตัวมาก็เดินเข้ามา
      
       “ขอดูของหน่อย”
       เล็กกับชาติเปิดกระเป๋าให้ลูกค้าเข้ามาตรวจสอบยา ตำรวจที่ปลอมเป็นลูกค้าเอาปลายมีดสะกิดที่งใส่ยาพอให้ทะลุเป็นรูเล็กๆ แล้วใช้ปลายมีดช้อนยาให้ติดปลายมีดแล้วแตะที่ลิ้นเพื่อชิม พอชิมเสร็จ ก็หันไปพยักหน้าหน้ากับเพื่อน ตำรวจด้วยกัน เป็นเชิงว่าเป็นยาของแท้...พายัพกับพงษ์ที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ในที่มืดตลอดเวลากระชับปืนในมือแน่นอย่างเตรียมพร้อมที่จะยิงได้ทุกเวลา ตำรวจที่ปลอมเป็นลูกค้าหันมายิ้มให้เล็กกับชาติ
       “ของดีสมคำร่ำลือจริงๆ”
       “แล้วเงินล่ะ”
       ตำรวจหันไปส่งสัญญาณให้ ตำรวจที่ปลอมตัวมาอีกคนยกกระเป๋าที่ถือมาขึ้นเปิดให้เล็กกับชาติดูภายในกระเป๋ามีเงินเต็มกระเป๋า เล็กกับชาติยิ้มพอใจ แล้วเล็กก็ยื่นกระเป๋ายาออกไป ตำรวจก็ยื่นกระเป๋าเงินมาให้เล็กเป็นการยื่นหมูยื่นแมวต่อกัน แล้วโดยที่เล็กไม่ทันคาดคิด พอเล็กส่งกระเป๋ายาให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ตำรวจอีกคนก็โดดเข้าสับกุญแจมือเล็กไว้ เล็กตกใจร้องโวยวาย
       “เฮ้ย มันเป็นตำรวจ”
       พายัพที่ซุ่มดูอยู่ ตกใจสุดขีด ตำรวจคนอื่นๆกรูกันเข้ามาพยายามกลุ้มรุมเข้ากับเล็กกับชาติ ชาติชักปืนขึ้นยิงสู้กับตำรวจ พายัพกับพงษ์จึงเริ่มยิงใส่ตำรวจ เพื่อช่วยเล็กกับชาติ ตำรวจยิงโต้กลับทุกอย่างเริ่มชุลมุน...ชาติยิงสู้แล้ววิ่งหนี ในขณะที่เล็กถูกตำรวจจับตัวไว้เพราะหนีไม่ได้ถูกใส่กุญแจมืออยู่เล็กเห็นชาติวิ่งหนีไปก็ตะโกนตาม
       “เฮ้ย ช่วยกูด้วย”
       ชาติไม่สนใจแล้ว กลัวถูกจับมากกว่าเลยวิ่งตรงกลับไปหาพายัพและพงษ์ แต่ยังวิ่งไปไม่ถึงตัวพายัพ ตำรวจที่เหลือก็วิ่งไล่ตามหลังชาติมาติดๆ พงษ์เห็นท่าไม่ดี
       “เอาไงดีครับนาย ไอ้เล็กมันถูก ตำรวจจับแล้ว”
       พายัพหน้าเหี้ยม ยกปืนขึ้นเล็งไปที่เล็ก แล้วเหนี่ยวไกยิงเปรี้ยง เล็ก ถูกพายัพยิงเข้าที่กลางแสกหน้า เล็กทรุดลงกับพื้น ตายอย่างตายังเบิกโพลงค้างอยู่ โดยไม่ทันได้ร้องเลยสักแอะ ชาติวิ่งมาถึงตัวพายัพกับพงษ์ ทั้ง 3 ยังยิงใส่ตำรวจเพื่อเปิดทางหนีให้ตัวเองอย่างไม่ยั้งและในที่สุดพายัพ พงษ์ และชาติ ก็วิ่งกลับมาถึงรถที่จอดซุ่มอยู่ พายัพสตาร์ทรถแล้วขับหนีไปอย่างรวดเร็ว ตำรวจที่วิ่งตามมายังจะพยายามยิงสกัดเพื่อหยุดรถพายัพให้ได้ จึงระดมยิงใส่รถพายัพกันไม่ยั้ง พายัพถูกกระสุนของตำรวจยิงเฉี่ยวเข้าที่หัวไหล่
       “โอ๊ย”
       แต่เขาก็กัดฟันขับรถแหวกวงล้อมของตำรวจหนีไปในความมืดได้ในที่สุด ตำรวจพากันเจ็บใจ ที่สกัดรถพายัพเอาไว้ไม่ได้
      
       พายัพขับรถตะบึงมาในความมืด มองกระจกหลังจนแน่ใจแล้วว่าไม่มี ตำรวจตามมาทันแน่แล้ว จึงพุ่งหัวเข้าจอดรถข้างทางที่เปลี่ยวแห่งหนึ่ง พอรถจอดสนิท พงษ์ก็ปิดไฟในรถดู เห็นต้นแขนพายัพเลือดแดงฉาน พงษ์ดูแผลให้
       “กระสุนแค่เฉี่ยวไปครับเจ้านาย ไม่ฝังใน”
       พายัพพยักหน้ารับ แล้วฉีกชายเสื้อตัวเองเอามามัดที่ต้นแขนเพื่อห้ามเลือด
       “แล้วเจ้านายยิงไอ้เล็กมันทิ้งทำไมล่ะครับ ทำไมเจ้านายไม่ช่วยมัน”
       พายัพโมโห
       “โธ่เว๊ย กูจะช่วยมันได้ยังไง มันถูกใส่กุญแจมืออยู่อย่างนั้น ขืนเข้าไปช่วยมัน ก็มีหวังถูกจับเข้าตารางกันหมดนี่แหละ”
       “แล้วทำไมต้องยิงมันด้วยล่ะเจ้านาย”
       “ก็ลงมันถูกตำรวจจับอย่างนั้น ตำรวจก็คงต้องสอบเค้นไอ้เล็กจนมันต้องคายบอกตำรวจแหละว่ามันเป็นลูกน้องกู กูจะให้ตำรวจสาวมาถึงตัวกูไม่ได้หรอก แล้วถ้ามึงยังข้องใจอยู่อีก” พายัพเอาปืนจ่อหน้าชาติ “กูก็จะยิงมึงทิ้งตรงนี้อีกคน”
       ชาติสงบปากลงทันที
       “วันนี้กูต้องเสียทั้งลูกน้อง เสียทั้งยา เจ็บใจจริงโว๊ย”
       พายัพแค้นใจมาก
      
       เชตะวันกดรีโมทเปลี่ยนทีวีดูหนังเรื่องโน้นนี้ แต่ไม่มีหนังเรื่องไหนถูกใจเขาเลยสักเรื่อง แล้วเขาก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นเนตรอัปสรเดินเข้ามาในห้องเขาด้วยชุดนอนบางเบา
       “อารมณ์ไหนนี่คุณ”
       เนตรอัปสรหน้านิ่งจ้องแต่ เชตะวันส่ายหัว
       “คุณนี่...คุ้มดีคุ้มร้ายยังกะคนผีเข้าอย่างงั้นแหละ” เขามองชุดนอนของเธออย่างแปลกใจยิ้มๆ “พร้อมจะนอนเฝ้าผมคืนนี้แล้วใช่มั๊ย”
       เนตรอัปสรยิ้มยั่ว
       “ไม่ใช่พร้อมแค่นอนเฝ้า...”
       เชตะวันมองอย่างแปลกใจในท่าทางและคำพูดอันกำกวมของเธอ และยิ่งแปลกใจมากขึ้นเมื่อเนตรอัปสรเดินเข้ามาประชิดตัวคล้ายจะยั่วยวน เขาไม่ถอย อยากลองดี
       “คืนนี้...ฉันอยากให้คุณได้เห็น อะไรบางอย่าง”
       เชตะวันงง แอบดีใจ เข้าใจไปคนละทาง เนตรอัปสรจะให้เขาเห็นอดีต แต่เชตะวันกลับคิดว่าเธอยั่วยวน ทั้งสองประสานหน้าใกล้กันและประสานสายตากัน หน้าเนตรอัปสร ดวงตาวาววับขึ้นมาวูบหนึ่งหน้าเชตะวันเหมือนถูกมนต์สะกดไปในทันที ผีเฟื่องสะกดให้เขาได้เห็นในอดีตชาติ เรื่องราวขอเขาในชาติที่แล้วปรากฏขึ้น...ตั้งแต่ตอนที่ชุน ซึ่งพบกับ เฟื่องตั้งแต่เฟื่องตกน้ำ...เฟื่องกับชุนรักกัน...ชุนถูกเฆี่ยน...เฟื่องพามารักษาตัวที่กระท่อม...เฟื่องกับชุนหนีพระยาอารักษ์และพัน...ชุนกับเฟื่องกราบพระที่วัดร้าง กล่าวคำ
       สาบาน...ชุนกับเฟื่องกระโดดหน้าผาด้วยกัน
       เชตะวันลืมตาพรวดขึ้น แล้วพบว่าเนตรอัปสรยังนั่งจ้องหน้าเขาอยู่ เขาโวยวายทันที
       “นี่คุณสะกดจิตผมเหรอ”
       เนตรอัปสรยิ้มไม่ตอบ คาดหวังว่าเชตะวันจะเริ่มจำอดีตชาติจากภาพนิมิตที่เธอทำให้เขาได้เห็น
       “คุณต้องสะกดจิตผมแน่ๆเลย เพราะอยู่ๆ...ผมก็เห็น...เห็นว่าผมโดดหน้าผาเพื่อฆ่าตัวตายพร้อมผู้หญิงคนหนึ่ง”
       “ผู้หญิงคนที่คุณเคยรักมาก”
       “จะบ้าเรอะคุณ ผมจะรักได้ยังไง ผมไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนั้นสักหน่อย”
       “เจ้าลืมความรักของเราหมดแล้วจริงๆหรือนี่ ชุน”
       เชตะวันเห็นเนตรอัปสรท่าทางแปลกๆ เขาเขย่าตัวเธออย่างแรง
       “คุณเนตร คุณพูดอะไรของคุณ”
       เนตรอัปสรเริ่มทุบตีเชตะวันด้วยความเสียใจ
       “เจ้าจะต้องไม่ลืมความรักของเราสิ เจ้าจะต้องไม่ลืม”
       เชตะวันพยายามหยุดเนตรอัปสรเขาตัดสินใจรวบมือทั้งสองข้างของเธอไว้ เนตรอัปสรพยายามดิ้นให้หลุดแต่เขาไม่ยอม ยื้อยุดกันไป จนในที่สุดเชตะวันก็ตัดสินใจรวบตัวเธอไว้ เนตรอัปสรดิ้นจนเหนื่อยก็เริ่มหยุดดิ้นน้ำตาซึม พูดด้วยเสียงเศร้าๆ
       “เจ้าต้องไม่ลืมความรักของเราสิ...”
       ทันใดนั้น แซลลี่ก็เปิดประตูห้องพรวดพราดเข้ามาเห็นเชตะวันกอดเนตรอัปสรอยู่ แซลลี่พุ่งเข้าไปใส่เนตรอัปสรทันที
       “แกกล้ายั่วผู้ชายของฉันเรอะ”
       โดยที่เชตะวันกับเนตรอัปสรไม่ทันตั้งตัว แซลลี่ก็กระชากตัวเนตรอัปสรออกมาจากเขาแล้วตบผั๊วะ เนตรอัปสรถึงกับเซถลาไป เชตะวันโกรธจัด พุ่งเข้าไปขวางกลางระหว่างแซลลี่กับเนตรอัปสรทันที
       “แซลลี่ นี่คุณบ้าไปแล้วเหรอ”
       แต่แซลลี่ไม่สนใจฟัง จะเข้าไปตบเนตรอัปสรอีกหน้าเนตรอัปสรที่ก้มหน้าอยู่กับพื้นอยู่ดวงตาเป็นสีแดงวาบขึ้นมา แต่ไม่มีใครเห็น แล้วเนตรอัปสรก็ลุกขึ้นเอาคืนแซลลี่
       “มึงกล้าทำกูเหรอ อีสร้อย”
       เนตรอัปสรบีบคอ แซลลี่พยายามดิ้นแต่ไม่หลุดเพราะสู้แรงไม่ได้ จนเธอเริ่มหายใจไม่ออก
       “ช่วยด้วย...ช่วยด้วยคะ...เชต”
       เชตะวันตกใจเห็นท่าไม่ดีรีบแยกเนตรอัปสรออกจากแซลลี่ ใช้เวลาพอสมควรเพราะแรงของผีเฟื่องในตัวเนตรอัปสรเยอะเหลือเกิน สักพักก็แยกออกได้
       “นี่คุณเป็นบ้าอะไรเนี่ยคุณเนตร ไปแซลลี่ มานี่เลย”
       เชตะวันก็ลากตัวแซลลี่ออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วเป็นเวลาเดียวกันกับที่เนตรอัปสรเงยหน้าขึ้น ตาเป็นสีแดงมองด้วยความโกรธ
      
       เชตะวันลากแซลลี่ออกมาจากห้องนอนของเขา
       “คุณบ้าอย่างนี้ กลับบ้านไปเลยนะไป”
       “เชตกำลังคิดจะเคลมอีนังพยาบาลคนใหม่นั่นใช่มั๊ย แซลลี่ไม่ยอมนะ เห็นไหมเมื่อกี้มันจะฆ่าแซลลี่ด้วย”
       “คุณจะไม่ยอมมันก็เรื่องของคุณ เพราะผมไม่ได้เป็นอะไรกับคุณ และที่เขาทำแบบนั้นก็เพราะคุณไปทำเขาก่อน เป็นผม ผมก็ไม่ยอม”
       แซลลี่ร้องกรี๊ดด้วยความเจ็บใจ เชตะวันสั่งเสียงเข้ม
       “กลับบ้านไป แซลลี่ ไม่อย่างนั้น คุณกับผม...เราเลิกคบกัน”
       แซลลี่ร้องกรี๊ดแล้วกระทืบเท้าปังๆออกไปด้วยความเจ็บใจ เชตะวันมองตามแล้วส่ายหน้า ถอนใจใหญ่ด้วยความเหนื่อยใจ
      
       เนตรอัปสรเจ็บแค้นใจ
       “ทำไมถึงต้องมีผู้หญิงมากมายมาวุ่นวายกับเจ้าไม่รู้จบนะชุน ทั้งชาติก่อน และชาตินี้...”
       เนตรอัปสรถอนใจเครียด แล้วหันไปมองดูเงาสะท้อนของตัวเองที่หน้ากระจกซึ่งเป็นหน้าของเฟื่องไม่ใช่เนตรอัปสร ผีเฟื่องพูดกับตัวเอง
       “แล้วข้าต้องทำอย่างไร...เจ้าถึงจะจำเรื่องราวของเราในอดีตได้นะชุน ข้าต้องทำอย่างไร”
       ผีเฟื่องนิ่งคิดอยู่สักครู่ก็เริ่มคิดอะไรได้
       “แม้วันนี้เจ้าจะยังจำเรื่องราวของเราในอดีตไม่ได้ แต่อย่างน้อย...ข้าก็ยังได้มีโอกาสกลับมาใกล้ชิดกับเจ้าอีกครั้ง...” ผีเฟื่องก้มลงมองตัวเอง “และข้าจะใช้ร่างนี้ นำพาเจ้า ให้กลับไปที่หน้าผาแห่งนั้นให้จงได้”
      
       เนตรอัปสรยืนอยู่ที่หน้ากระจก โดยเงาสะท้อนในกระจกเป็นเฟื่อง
        

       จบตอนที่  15
ตอนที่ 16
      
       หน้าบ้านพักในรีสอร์ตของพายัพ ดาลัดมาด้อมๆ มองๆ อยู่นอกบ้านพักหวังจะมาเอาใจเขา
        
       สายตาของเธอเห็นพงษ์ทำแผลที่ต้นแขนให้พายัพเสร็จเรียบร้อยแล้ว พันผ้าพันแผลไว้
       “คุณพายัพไปโดนอะไรมาเนี่ย” ดาลัดสงสัย
       ขณะเดียวกัน ผีเดือนยืนมองพายัพอยู่ที่มุมห้องด้วยสีหน้าอาฆาตมุ่งร้าย ผีเดือนรู้ว่ามีคนมาแอบดูก็หันขวับมามองด้วยตาแดงวาบ ดาลัดร้องวี๊ดเบาๆแล้วผงะถอยหนีด้วยความตกใจสุดขีด แล้ววิ่งหนีไปทันที พายัพและพงษ์หันขวับไปทางหน้าต่าง แล้วมองหน้ากันหน้าเครียด หวั่นใจว่าจะเป็นตำรวจตามรอยมาถึงที่นี่และโดยไม่ต้องพูดอะไรกันให้มากความ พายัพและพงษ์ก็ถือปืนวิ่งพรวดออกไปจากบ้านทันที
       ดาลัดวิ่งหนีมาด้วยความตกใจกลัวผีจนล้มลุกคลุกคลาน พายัพกับพงษ์จึงวิ่งตามมาทัน พงษ์โดดจิกหัวดาลัดไว้
       “แกเป็นใคร...มาแอบดูพวกกูทำไม”
       พอพงษ์จับตัวดาลัดให้หันมาดูหน้าชัดๆ ทั้งพงษ์และพายัพก็ต้องตกใจ
       “คุณดา”
       พายัพกับพงษ์รีบเอาปืนซ่อนไม่ให้ดาลัดเห็นทันที พายัพรีบถามอย่างสุภาพ
       “คุณดามาทำอะไรที่นี่ครับ พวกผมตกใจหมดเลยนึกว่าเป็นโจร”
       ดาลัดยังตกใจกลัวอยู่
       “ดาเห็นรถคุณยัพเพิ่งกลับเข้ามา ก็ห่วงว่าจะหิว เลยจะมาดูว่าคุณยัพจะรับอาหารรอบดึกมั๊ยน่ะค่ะ แต่...” ดาลัดมองไปทางบ้านพักของพายัพอย่างหวาดกลัว “บ้านคุณยัพ...มีผี”
       พายัพชะงัก
       “ผี...คุณดาพูดอะไรครับ ผีมีที่ไหนกัน”
       “มีจริงๆนะคะคุณยัพ ผีผู้หญิง ตางี้แดงวาบเชียวค่ะ ฮือ...น่ากลัวที่สุดเลย”
       “ผมว่าคุณดาตาฝาดแล้วละครับ บ้านนั้นผมคุมปลูกสร้างเองกับมือ ไม่มีทางมีผีที่ไหนหรอกครับ แต่ถ้าคุณดายังกลัว เดี๋ยวผมจะให้พงษ์เดินไปส่งคุณดาที่บ้านพักนะครับ”
       พายัพหันไปพยักหน้า พงษ์เลยพาดาลัดไปส่งบ้าน พายัพมองตาม
       “นึกว่าตำรวจตามมา โล่งใจไป...”
       พายัพถอนใจโล่งอกแล้วหันเดินกลับไปบ้านพัก โดยเดินผ่านผีเดือนที่มองตามเขาไปด้วยสีหน้าถมึงทึงอย่างไม่รู้ตัว
      
       เชตะวันหงุดหงิดเดินกลับมาที่ห้อง เนตรอัปสรที่ยังโดนผีเดือนสิงเห็นเขาเข้ามา จึงเดินเข้าไปหา แต่เชตะวันยกมือขึ้นห้าม
       “พอเถอะคืนนี้ ผมไม่มีอารมณ์เล่นสนุกกับใครแล้ว ผมเหนื่อย ผมอยากนอน”
       แล้วเชตะวันก็เดินไปนอนที่เตียง เอาเครื่องช่วยหายใจครอบลงบนหน้า แล้วหลับตาลง เนตรอัปสรได้แต่ยืนมองนิ่งๆ
      
       วันใหม่...เชตะวันค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเนตรอัปสรยังยืนมองเขาอยู่ที่เดิม
       “คุณมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”
       “ตั้งแต่เมื่อคืน”
       “ถึงเช้าเนี่ยนะ”
       “ใช่”
       “เว่อแล้ว”
       “ข้าไม่ได้โกหก”
       “อยากให้ผมประทับใจ”
       “อยากยิ่งกว่านั้น”
       เชตะวันอึ้ง ไม่เคยอึ้ง ไม่เคยจนคำพูดกับผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลย เขาจึงเริ่มสนใจเนตรอัปสรอย่างจริงจังมากขึ้น
       “ผมหิวแล้ว...”
       “อยากกินที่นี่ หรือที่ไหน”
       “ไปที่โต๊ะอาหารเถอะ ขอเวลาผมอาบน้ำ แต่งตัวเดี๋ยวเดียว” เขามองเนตรอัปสรทั้งตัว “คุณเองก็ไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่เถอะ”
       เนตรอัปสรยังนิ่ง เชตะวันเลยเข้าไปกระซิบข้างหูแบบจะให้ได้ยินกันแค่สองคน ทั้งๆที่ไม่จำเป็น
       “เพราะชุดนี้...มันบาง...รู้มั๊ย”
       พูดจบเชตะวันก็เดินเข้าห้องอาบน้ำไป เนตรอัปสรมองตาม
      
       เชตะวันนั่งกินข้าวอยู่โดยมีเนตรอัปสรปรนนิบัติเอาใจ โดยไม่สนใจจะกินอะไรของตัวเองเลย เชตะวันาพอใจ
       “คุณกินของคุณเองบ้างเถอะ ผมยังไม่เห็นคุณกินอะไรสักคำ”
       “ต้องปรนนิบัติเจ้าก่อน”
       “ตามใจ...”
       เชตะวันกินต่อไปหน้าตาความสุข ชอบใจที่เนตรอัปสรปรนนิบัติเขาอย่างดี อนงค์กับบวรยืนมองดูเนตรอัปสรปรนนิบัติเชตะวันแบบแทบจะป้อนด้วยสีหน้าพิศวง
       “น้า...ว่ามั๊ย วันนี้คุณเนตรดูท่าทางแปลกๆเนอะ”
       บวรพยักหน้าใช่ บอกท่าทางไม่เหมือนคุณเนตรอัปสรคนเก่า เนตรอัปสรก็เหมือนมีหูทิพย์หันขวับมามองอนงค์กับบวรด้วยแววตาแข็งกร้าวผิดกับสายตาที่มองเชตะวันคนละเรื่องเลย อนงค์กับบวรหยุดพูดทันที หน้าจ๋อย เนตรอัปสรเห็นสองคนหยุดเม้าแล้วก็หันกลับปรนไปนิบัติเชตะวันต่อ อนงค์กับบวรหันมามองหน้ากันเองยังสงสัยไม่หาย
      
       พงษ์เดินเข้ามาในบ้านพักของพายัพ ดาลัดเดินตามมา ท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ผีมากอยู่ ดาลัดล้วงหยิบเอาพระที่ห้อยที่คอขึ้นมาพนมไหว้
       “หลวงพ่อเจ้าขา...คุ้มครองลูกช้างด้วยนะเจ้าคะ”
       ดาลัดเดินตามพงษ์เข้าไปในบ้าน สบายใจหน่อยว่าเวลานี้เป็นเวลากลางวัน พงษ์โมโหที่ดาลัดเข้ามาในบ้าน ไม่อยากให้เข้าเพราะกลัวรู้ความลับแต่ดาลัดไม่สนใจพงษ์ สนใจแต่พายัพที่นั่งกุมขมับอยู่ที่โต๊ะ
       “คุณพายัพไม่สบายเหรอคะ เห็นนายพงษ์ไปขอยาแก้ไข้ที่เรือนพยาบาล”
       “เป็นไข้นิดหน่อยน่ะครับคุณดาลัด กินยาแล้วนอนพักหน่อย บ่ายๆคงค่อยยังชั่ว แล้วจะได้กลับกรุงเทพได้”
       “อุ๊ย...ถ้าไม่สบายก็นอนพักเสียที่นี่ให้เต็มที่เถอะค่ะ หายดีแล้วค่อยกลับกรุงเทพก็ได้ คุณพายัพอยากได้อะไร บอกดิฉันได้เลยนะคะ ดิฉันจะจัดหามาให้คุณพายัพทุกอย่างเลยค่ะ”
       “ขอบคุณครับ ขอแค่ยาแก้ไข้ผมก็พอครับ”
       พงษ์จ้องหน้าดาลัดนิ่งๆ เป็นเชิงไล่ ดาลัดหน้าเจื่อนหันไปหาพายัพ
       “พักเยอะๆนะคะคุณพายัพ แล้วถ้าอยากได้อะไร โทรบอกดิฉันเลยนะคะ ไปล่ะค่ะ”
       ดาลัดออกไป พงษ์ถอนใจ
       “ยายนี่เอาอกเอาใจเจ้านาย...ยังกับเป็นแม่ยังงั้นละครับ”
       “ช่างเถอะ ฉันกลับไปนอนดีกว่า สงสัยที่เป็นไข้เพราะแผลอักเสบน่ะ”
       พายัพเดินเข้าห้องนอน ล้มตัวลงนอน ผีเดือนนั่งอยู่บนเตียงข้างๆเขานั่นเอง ผลจากการที่พายัพเป็นไข้ ร่างกายอ่อนแอ จะทำให้ ผีเดือนสามารถทำร้ายเขาได้ แค่รอจังหวะที่จะทำได้เท่านั้น
      
       อนงค์ กับบวร ยืนแอบมองดูเชตะวันและเนตรอัปสร อย่างไม่สบายใจ
       “แปลกเนอะน้า ปกติคุณเชตกับคุณพยาบาลเขามักจะเถียงกันอยู่ตลอดเวลา แล้วทำไมจู่ๆ ก็เกิดคุยกันถูกคอแถมคุณพยาบาลก็ดูจะเอาอกเอาใจคุณเชตผิดปกติซะงั้น”
       อนงค์กับบวรก็หันกลับไปมองเชตะวันกับเนตรอัปสรต่อ...อนงค์กับบวร เห็นเชตะวันกับเนตรอัปสรกำลังนั่งคุยกันอยู่ ด้วยท่าทางอารมณ์ดีด้วยกันทั้งคู่ บวรเขม้นตามอง เห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ แล้วเขาก็เห็นผีเฟื่องเป็นภาพซ้อนกับร่างของเนตรอัปสรขึ้นมา
       “เฮ้ย” บวรสะดุ้ง
       อนงค์ตกใจในท่าทางของบวร
       “เป็นอะไรไปน้า”
       บวรไม่ตอบ แต่เขม้นตามองเนตรอัปสรซ้ำไม่เห็นผีเฟื่องแล้วเห็นเนตรอัปสรเหมือนเดิม เขางง ไม่แน่ใจว่าตัวเองเห็นอะไรกันแน่ อนงค์ที่มองดูบวรอยู่สงสัย
       “น้าทำหน้าเหมือนเห็นอะไร”
       บวรนิ่ง ไม่ตอบแต่หน้าเครียด อนงค์เริ่มใจเสียถามเสียงสั่น
       “น้าทำหน้ายังกะเห็นผียังงั้นแหละ”
       อนงค์เห็นบวรยังนิ่งอยู่ แต่หน้าเครียดไม่คลาย
       “น้าเห็นผีใช่มั๊ย บอกฉันสิ บอกฉัน”
      
       บวรส่ายหน้า ไม่อยากให้อนงค์กลัว แต่อนงค์ไม่เชื่อ


  


       บวรส่ายหน้า ไม่อยากให้อนงค์กลัว แต่อนงค์ไม่เชื่อ
      
       “หน้าแบบนี้ น้าต้องเห็นผีแน่ๆเลย”
       อนงค์หันกลับไปมองที่ เชตะวันกับเนตรอัปสรอีกครั้ง เธอไม่เห็นผีเฟื่องซ้อนทับร่างเนตรอัปสรอย่างที่บวรเห็น อนงค์ หันกลับมามองบวรอีกครั้ง เห็นเขายังทำแปลกๆอยู่ เธอยิ่งหวาดกลัว
      
       ค่ำนั้น...พายัพยังไม่ลืมตาตื่น แต่เริ่มรู้สึกตัวแล้วขมวดคิ้วยุ่งสีหน้าอึดอัดมากเหมือนหายใจไม่ออก แล้วพอเขาลืมตาขึ้นก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อพบว่าผีเดือนกำลังนั่งอยู่บนอกเขา แล้วพุ่งหน้าเข้ามาจ้องตากับเขาในระยะประชิด แล้วก็เริ่มบีบคอเขาอย่างแรง พายัพตกใจร้องเสียงดัง...พงษ์ที่อยู่ด้านนอก หันขวับไปมองในบ้านพัก เพราะได้ยินเสียงพายัพร้องแล้วพงษ์ก็รีบวิ่งเข้าไปในบ้านพักทันที
      
       พงษ์เข้ามาในห้อง ไม่เห็นผีเดือน แต่เห็นพายัพกำลังเอามือบีบคอตัวเอง นัยน์ตาเหลือกลาน และดิ้นพราดๆอยู่...พายัพตาเหลือกมองหน้าผีเดือนที่บังคับมือเขาให้บีบคอตัวเองอยู่ พายัพพยายามสู้เพื่อเอาชีวิตรอดสุดชีวิตแต่ก็ดิ้นไม่หลุด พงษ์ มองดูอาการของพายัพอย่างงงๆ ไม่เข้าใจว่าพายัพบีบคอตัวเองทำไม แล้วพงษ์ก็เห็นพายัพมองมาที่เขา พูดอย่างยากลำบาก
       “ไอ้...พงษ์...ช่วย...กูด้วย...”
       พงษ์ รีบวิ่งเข้าไปคว้ามือพายัพที่กำลังบีบคอตัวเองอยู่ พยายามจะดึงออกเพื่อไม่ให้บีบคอตัวเองได้ ผีเดือนหันขวับไปมองพงษ์อย่างโกรธแค้นที่เข้ามาช่วยพายัพ ผีเดือนสะบัดมือใส่หน้าพงษ์ มือพายัพสะบัดใส่หน้าพงษ์กระเด็นออกไปด้วยแรงตบที่มากกว่าคนปกติจะทำได้ พงษ์ล้มหัวไปกระแทกโต๊ะอย่างแรงมึนไปเลย ผีเดือนหันกลับมาบังคับมือพายัพให้บีบคอตัวเองอีกครั้ง เขาตาเหลือก ดิ้นทุรนทุรายหายใจไม่ออก พงษ์ พยายามสะบัดหัวให้หายมึน แล้วมองไปที่พายัพเป็นภาพเบลอๆเห็นผีเดือนนั่งอยู่บนอกพายัพ และกำลังบังคับมือพายัพให้บีบคอตัวเองอยู่การมีสติสัมปชัญญะครึ่งๆ กลางๆ ของพงษ์ ทำให้เขาเห็นผีเดือนได้พงษ์ตกใจสุดขีด
       “เฮ้ย”
       พงษ์เห็นพายัพพยายามจะเรียกให้เขาเข้าไปช่วย พงษ์กลัวมาก ไม่รู้จะทำยังไงดี อยากช่วยแต่ก็กลัว แล้วในที่สุดเขาก็คิดอะไรขึ้นมาได้ รีบวิ่งออกไปนอกบ้านพักทันที พายัพ ตกใจ เข้าใจว่าพงษ์วิ่งหนีไปด้วยความกลัว โดยไม่คิดจะช่วยเหลือเขา
      
       พงษ์วิ่งกลับมาที่รถ ลนลานเปิดประตูรถ แล้วมองหาอะไรบางอย่างภายในรถ เขาเห็นลูกประคำเส้นหนึ่ง คล้องอยู่กับกระจกส่องหลัง พงษ์คว้าลูกประคำนั้น แล้วเอาวิ่งกลับเข้าไปในบ้านพักอย่างรีบร้อน
       พงษ์วิ่งกลับเข้ามายังห้องนอนของพายัพพร้อมสร้อยลูกประคำ แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นผีเดือนยังนั่งอยู่บนอกพายัพและบังคับมือพายัพให้บีบคอตัวเองอยู่ พายัพนัยน์ตาเหลือกลานใกล้จะหมดลมแล้ว พงษ์กลั้นใจสะกดความกลัวแล้ววิ่งเอาสร้อยประคำนั้นเข้าไปฟาดที่ผีเดือนอย่างรวดเร็ว ผีเดือนสะดุ้งเฮือกสุดตัวร้องเสียงโหยหวน แล้วก็สลายร่างหายไปอย่างรวดเร็ว พายัพปล่อยมือออกจากคอตัวเอง แล้วหายใจพรวด พงษ์เห็นพายัพรอดตายอย่างหวุดหวิดก็หมดแรงขาอ่อน ทรุดลงนั่งที่ข้างเตียงพายัพนั่นเอง
      
       เชตะวันกับเนตรอัปสร กำลังนั่งคุยกันอยู่ที่ริมสระ
       “เจ้าเชื่อเรื่อง...ชาติก่อนมั๊ย” เนตรอัปสรหันมาถาม
       เชตะวันยักไหล่
       “ไม่รู้สิ มันอาจจะมีจริง หรือไม่มีก็ได้ แต่ถึงจะมี แต่เราก็จำอะไรไม่ได้แล้วนี่ เพราะทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว จะไปสนใจมันทำไม สนใจแต่ชาตินี้ดีกว่า...”
       เนตรอัปสรน้อยใจ
       “ต้องทำอย่างไรนะ...เจ้าถึงจะจำอดีตชาติได้”
       “ทำไมจะต้องจำให้ได้” เชตะวันล้อๆ “หรือว่า...ชาติที่แล้ว ผมกับคุณเคยพบกัน”
       เนตรอัปสรพยักหน้า หน้าบานด้วยความดีใจ
       “ใช่...”
       เชตะวันหัวเราะ
       “คุณนี่ตลกจริงๆ ไม่เอาละ เลิกพูดเรื่องไร้สาระนี่ซะทีเหอะ แล้วมาหาอะไรสนุกๆทำกันดีกว่า...”
       เนตรอัปสรมองหน้าเชตะวันอย่างสงสัยว่าเขาจะทำอะไร แล้วโดยที่เธอไม่ทันจะตั้งตัว เธอก็ถูกเขาฉุดแขนแล้วโดดลงสระไปด้วยกัน เนตรอัปสรร้องอุทานด้วยความตกใจ แต่เชตะวันหัวเราะชอบใจ สักครู่เธอก็เริ่มตั้งตัวได้ เลยเข้าไปทุบเขา ทั้งคู่เล่นน้ำอยู่ในสระอย่างสนุก
      
       พายัพกับพงษ์เหนื่อยหอบเกือบตายจากผีเดือนอยู่ที่หน้ารีสอร์ต
       “เจ้านาย...นี่มันอะไรกันครับเนี่ย”
       “กูก็ไม่รู้โว๊ย แต่ที่นี่มันไม่เคยมีผีนี่หว่า มันมาได้ยังไงกันวะ”
       พงษ์นิ่งคิด เขานึกถึงตอนที่ ให้ลูกน้องลงไปงมเอายาเสพติดที่โยนทิ้งไว้ในแม่น้ำแล้วกลับพบหม้อดินติดขึ้นมาด้วยคิดว่าเป็นหม้อเก็บสมบัติ แต่พอทุบหม้อดินแตกกลับพบว่าไม่มีอะไรอยู่ในหม้อเลย พงษ์ชักมั่นใจ
       “ต้องเป็นไอ้หม้อดินนั่นแน่ๆเลยเจ้านาย สงสัยจะเป็นหม้อที่จับผีถ่วงน้ำแหงๆ”
       “แล้วนังผีตัวนั้นมันทำร้ายกูทำไมวะ กูไม่รู้จักกับมันสักหน่อย”
       “อาจจะเป็นคราวซวยของเจ้านายละมั๊งครับ เพราะเจ้านายไม่สบาย จิตเลยอ่อน อีผีนั่นมันเลยทำร้ายเจ้านายได้”
       “ไม่ว่ามันจะเป็นใคร มาจากไหน กูจะทำให้มันไม่ได้ ไปผุดไปเกิดอีกโทษฐานที่มันคิดจะฆ่ากู ไอ้ผีระยำ”
       พายัพแค้นจัด
      
       บวรมาแอบดูเชตะวันกับเนตรอัปสรอย่างเป็นห่วง...เชตะวันกับเนตรอัปสรยังอยู่ในสระเล่นน้ำกันอยู่อย่างร่าเริง แล้วจู่ๆเขาก็หยุดมองเธอนิ่ง เนตรอัปสรเลยหยุดนิ่งไปด้วย
       “คุณรู้ตัวมั๊ยว่า...คุณเปลี่ยนไปมาก ยังกับคนละคนเลย ก่อนหน้านี้ คุณชอบเถียงผมไม่มียอมแพ้เลย แต่ตอนนี้...คุณดู...”
       เชตะวันไม่พูดต่อ แต่มองหญิงสาวตาแพรวพราว เนตรอัปสรยิ้มพราย
       “แล้วเจ้าชอบข้าคนไหนเล่า”
       “ไม่รู้สิ”
       เนตรอัปสรหน้านิ่งขึ้นมาทันที
       “นี่คุณงอนผมเหรอเนี่ย”
       เชตะวันหัวเราะ แล้ววักน้ำขึ้นสาดใส่ เนตรอัปสรร้องอุทาน แล้วหันกลับไปวักน้ำสาดใส่เขาบ้าง เกิดเป็นสงครามสาดน้ำกัน แล้วทันใดนั้นเนตรอัปสรก็ชะงักเมื่อเห็น บวรมาแอบดูอยู่ เธอไม่พอใจที่บวรมาแอบดูแต่ไม่พูดอะไรหันไปดึงมือเชตะวันจะชวนให้ขึ้นจากสระ เชตะวันงง
       “จะขึ้นแล้วเหรอ”
       เนตรอัปสรไม่ตอบ ดึงมือเชตะวันให้ขึ้นจากสระไปจนได้...บวร กลุ้มใจมากชักรู้แล้วว่ามีอะไรผิดปกติกับเนตรอัปสรจริงๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี
      
       เชตะวันกับเนตรอัปสรเดินตัวเปียก เสื้อผ้าเปียก กลับเข้ามาในบ้าน
       “คุณรีบไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย แล้วเดี๋ยวค่อยเจอกัน”
       เชตะวันยิ้มให้ เนตรอัปสรยิ้มตอบ มองตามเขาที่เดินเข้าห้องไป
      
       ในสถานปฏิบัติธรรม...คุณสรวงนั่งสมาธิอยู่ต้องตกใจเมื่อรู้แล้วว่าเนตรอัปสรถูกผีเฟื่องสิงร่างอยู่ คุณสรวงคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกทันที
       ขณะเดียวกัน ปารมีมองโทรศัพท์ในมือ พลางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ หมอก้องทำหน้ารู้สึกผิดมาก
       “หมอขอโทษ...หมอไม่ได้ตั้งใจจะทำมันตก ปานอย่าโกรธหมอนะ นะๆ”
       ทิพย์แทรกขึ้น
       “แต่หมอไม่ใช่แค่ทำตกนะคะ หมอเหยียบจนแตกด้วยล่ะ” ทิพย์หันมายุเพื่อน “โกรธไปเลยปาน”
       หมอก้องหน้าเหวอ
       “อ้าว...แทนที่จะช่วยกัน ไหงยุส่งกันยังงี้ล่ะทิพย์”
       ทิพย์ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ปารมีบอกเสียงอ่อยๆ
       “ปานไม่โกรธหมอหรอกค่ะ ปานรู้...มันเป็นอุบัติเหตุ”
       “หมอต้องซื้อมือถือใหม่ให้ยายปานด้วย”
       ปารมีเกรงใจ
       “ไม่ต้องหรอก ส่งไปซ่อมก็คงได้ละมั๊ง”
       “เยินอย่างนี้ ซ่อมไม่ไหวหรอกจ้ะยายปาน”
       ปารมีทำหน้าจ๋อย หมอก้องปลอบ
       “อ้ะๆ หมอซื้อให้ปานใหม่เลยก็แล้วกัน”
       ทิพย์ยิ้ม
       “แล้วก็ภาวนาว่า...คืนนี้อย่ามีเคสให้ต้องเรียกพยาบาลด่วนล่ะ”
      
       ปารมีพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ทิพย์หันมาหาหมอก้อง
      

      ปารมีพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ทิพย์หันมาหาหมอก้อง
      
       “แต่ก่อนที่หมอจะไปซื้อมือถือใหม่ให้ยายปาน คืนนี้หมอต้องแก้ตัวที่ทำมือถือยายปานพัง ด้วยการทำอาหารมื้อดึกให้เราสองคนกินเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
       หมอก้องชี้หน้าตัวเอง...เป็นเชิงถามว่า ให้หมอทำกับข้าวอีกเหรอ ทิพย์พยักหน้าหงึกๆ
      
       สรวงกลัดกลุ้มใจ พอรู้แน่ว่าโทรศัพท์มือถือของปารมีปิด เธอก็เลยพูดทิ้งไว้ในวอยซ์เมล์
       “ปาน...ติดต่อกลับแม่ด่วน แม่มีเรื่องร้อน”
       สรวงค่อยๆวางมือถือลงอย่างหมดหวังที่จะติดต่อปารมีได้แล้วในคืนนี้
       “เราต้องหาทางติดต่อยายปานให้ได้ ก่อนที่แม่เฟื่องจะทำอะไรที่เลวร้ายลงไป”
       สรวงวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง
      
       เนตรอัปสรเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้ว ใส่ชุดนอนบางเบาเหมือนเมื่อคืนก่อน แต่พอเดินเข้ามาในห้องก็ต้องชะงักเมื่อเชตะวันหลับไปในท่าที่เหมือนยังดู TV ค้างอยู่ แล้วผล็อยหลับไป เนตรอัปสรถอนใจ แล้วเดินตรงไปที่เตียง บรรจงห่มผ้าให้แล้วเอาเครื่องช่วยหายใจค่อยๆใส่ให้ เชตะวันปรือตาขึ้นมองอย่างงัวเงีย เห็นว่าเป็นเนตรอัปสรนั่นเองที่ใส่เครื่องช่วยหายใจให้เขา เชตะวันยิ้ม
       “ขอบคุณ...”
       เชตะวันผล็อยหลับไปอีกครั้ง เนตรอัปสร ยืนมองเชตะวันนิ่ง
       “ชุน...”
      
       วันใหม่...หมอก้องพาปารมีมาซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ ปารมีบ่นๆ
       “เสียดาย...ยายทิพย์น่าจะมาช่วยเราเลือกด้วยนะคะหมอ”
       “ทำไงได้ล่ะปาน คนจะป่วย ใครจะห้ามได้”
       ทั้งคู่คุยกัน โดยไม่รู้ว่า ทิพย์นอนกระดิกเท้า ดูทีวีอยู่ที่ห้องพักตามลำพัง พลางหยิบขนมเข้าปากกิน ท่าทางสบายอกสบายใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีทีท่าของคนป่วยเลยแม้แต่น้อย
      
       หมอก้องซื้อโทรศัพท์ใหม่ได้แล้ว ทั้งคู่กำลังลองเครื่องอยู่
       “ปานเอาซิมมาใส่ลองเครื่องดูสิ”
       ปารมีเอาซิมใส่เครื่อง และทันทีที่เปิดเครื่องเพื่อทดสอบ ก็ปรากฏว่ามีข้อความฝากไว้ในว๊อยซ์เมล์หลายครั้ง
       “อุ๊ย...คุณแม่สรวงฝากข้อความไว้ตั้งหลายครั้งแน่ค่ะหมอ ไม่รู้มีธุระอะไรด่วนนะคะ”
       ปารมีรีบกดฟังว๊อยซ์เมล์
       “ปาน...ติดต่อกับแม่ด่วน แม่มีเรื่องร้อน”
       ปารมีตกใจมาก
      
       ทิพย์ยืนรอปารมีกับหมอก้องอยู่ที่หน้าทางเข้าสถานปฏิบัติธรรมอย่างร้อนใจ สักครู่ปารมีกับหมอก้องก็เดินเร็วๆเข้ามามองอย่างแปลกใจ
       “อ้าว ทิพย์หายป่วยแล้วเหรอ” หมอก้องถามอย่างสงสัย
       “หายทันทีที่ยายปานโทรไปบอกเรื่องคุณแม่สรวงน่ะค่ะ”
       หมอก้องหันไปถามปารมี
       “คุณแม่สรวงมีอะไรเหรอปาน”
       “ไม่รู้เหมือนกัน บอกแต่ว่า...ให้ฉันรีบมาพบโดยเร็วที่สุดน่ะ บอกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับยายนะโม”
       ทิพย์ตาโต
       “เรื่องยายนะโม”
       “ฉันถึงได้โทรตามทิพย์ให้มาด้วยกันไง เข้าไปกันเถอะ ฉันร้อนใจอยากรู้ว่าเรื่องอะไรจะแย่แล้ว”
       ทั้งสามรีบเข้าในด้านในสถานปฏิบัติธรรมด้วยความร้อนใจ
      
       ปารมี ทิพย์ และหมอก้องตกใจกันถ้วนหน้ากับสิ่งที่คุณสรวงบอก
       “ยายนะโมกำลังมีอันตรายหรือคะคุณแม่” ทิพย์ถามเสียงดัง
       ปารมีเป็นห่วงเพื่อน
       “อันตรายยังไงคะ”
       “อันตรายจากนายจ้างของเขารึเปล่าครับ”
       หมอก้องกลัวเชตะวันปล้ำเนตรอัปสร คุณสรวงหน้าเครียด
       “จาก เจ้ากรรมนายเวร ตั้งแต่ในอดีตชาติของเขา กรรม ชักนำให้ เจ้ากรรมนายเวร จากอดีตชาติ ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง”
       ปารมีร้อนใจ
       “แล้วเราจะช่วยนะโมได้ยังไงคะคุณแม่”
       “พระ อย่าให้พระห่างจากตัวเขา ต้องไปบอกเขาเร็วที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
       ปารมี หมอก้อง ทิพย์ มองหน้ากันอย่างวิตก
       สร้อยพระที่เนตรอัปสรวางไว้ให้เชตะวันแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ยังวางอยู่ที่เดิม บวรหยิบสร้อยพระนั้นขึ้นมาดูหน้าเครียดๆ
      
       หมอก้องขับรถหน้าตาเคร่งเครียด ปารมีนั่งข้าง ทิพย์นั่งหลังกำลังพยายามโทรหาเนตรอัปสร แต่โทรเท่าไหร่ก็ไม่มีคนรับสาย
       โทรศัพท์มือถือของเนตรอัปสรวางอยู่ในห้องอยู่ในโหมดระบบสั่น มันกำลังสั่นอยู่เพราะมีสายเรียกเข้าแต่เธอไม่ได้อยู่ในห้อง โดยทิ้งโทรศัพท์ไว้
       ทิพย์หน้าไม่ดี
       “นะโมไม่รับสายเลยอ้ะ”
       ปารมีเป็นห่วงเพื่อนมาก
       “นะโมจะเป็นอะไรรึเปล่าเนี่ย”
       หมอก้องไม่พูดอะไรเลยแต่เหยียบกดคันเร่งให้รถทวีความเร็วยิ่งขึ้นไปอีก
      
       เชตะวันเดินเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณ เขามองอย่างตื่นตาตื่นใจแล้วหันกลับมามองเนตรอัปสรอย่างประหลาดใจ
       “คุณชอบผ้าโบราณเหรอ ถึงได้ชวนผมมาพิพิธภัณฑ์นี้น่ะ นี่ผมไม่เคยมาที่แบบนี้เลยนะ ไม่เคยรู้ด้วยว่ามี ต้องเสิร์ชหาถึงได้รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน”
       “ข้าชอบก็เพราะ...เจ้า”
       “ผม”
       “เจ้าเคยอยู่กับมัน”
       “ผ้าโบราณเนี่ยนะ” เชตะวันส่ายหน้าดิก “คุณจำอะไรผิดรึเปล่า ผมไม่ใช่ผู้หญิงนะ จะได้ชอบผ้าพวกนี้”
       “แต่เจ้าเคยขายมัน”
       เชตะวันยื่นหน้าเข้าไปจ้องตาเนตรอัปสรใกล้ๆ ถามเสียงขำๆ
       “คุณจำผมสลับกับใครรึเปล่า”
       “ไม่ว่าอะไรที่เกี่ยวกับเจ้า ข้าจำได้...ทุกอย่าง ลองดูนี่สิ”
       เนตรอัปสรชี้ไปที่ผ้าโบราณผืนหนึ่ง เชตะวันหันไปมอง แล้วโดยไม่รู้ตัว เนตรอัปสรเป่ามนต์สะกดใส่ เชตะวันตานิ่งอย่างคนที่ตกอยู่ในมนต์สะกด ภาพชุนในชาติที่แล้วอยู่ในร้านผ้าตอนที่พบกับเฟื่อง ปรากฏขึ้นในจิตใต้สำนึก เชตะวันสะบัดหน้ารู้สึกเหมือนตัวเองวูบไปเห็นภาพอะไรบางอย่างนั้นชั่วเสี้ยววินาที เขาหันมามองหน้าเนตรอัปสรอย่างงงๆ เธอยิ้มหวังว่าเขาจะจำอะไรบางอย่างในอดีตชาติได้บ้าง แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเขาพูดขึ้น
       “ผมท่าจะต้องไปเช็คสมองซะบ้างแล้ว มึนๆหัวยังไงก็ไม่รู้ ถ้าคุณยังอยากดูผ้าพวกนี้อยู่ ก็ดูไปก่อน ผมจะไปรอที่รถก็แล้วกัน”
       เชตะวันเดินออกไปเลย เนตรอัปสรมองตามด้วยอย่างผิดหวัง
      
       บวรเป็นคนเปิดประตูหน้าบ้านรับหมอก้อง ปารมี และทิพย์
       “เรามาหานะโม เอ้อ...เนตรอัปสรน่ะค่ะ” ปารมีบอกทันที
       บวรพยายามจะตอบว่าเนตรอัปสรไม่อยู่ ออกไปข้างนอกกับเชตะวัน แต่ทั้งสามก็ฟังไม่รู้เรื่อง อนงค์เดินแทรกเข้ามา
       “โห...น้าบวร พูดซะเร็วเชียว พวกคุณๆเค้าจะฟังทันไม๊เนี่ย...คุณพยาบาลไม่อยู่หรอกค่ะ”
       ทิพย์ร้อนใจ
       “ไปไหนคะ”
       “ไม่ได้บอกไว้ค่ะ แต่ออกไปกับคุณเชตตั้งแต่บ่ายแล้ว”
       “งั้นเราจะรอครับ”
      
       ปารมีกับทิพย์พยักหน้าสนับสนุน อนงค์กับบวรแปลกใจที่เพื่อนทั้งสามของเนตรอัปสรท่าทางจริงจังและเครียดมาก


  


       เนตรอัปสรนั่งมาในรถกับเชตะวัน
      
       “ผมบอกแล้วไงว่า...ถ้าคุณอยากดูผ้าโบราณนั่นต่อ ก็ดูไป ไม่ได้เร่งอะไร ผมรอในรถได้”
       “ข้าอยากให้เจ้าดูผ้าพวกนั้น”
       “แต่ผมไม่สนใจผ้าโบราณอะไรนั่นนี่” เชตะวันพูดแล้วก็กลัวเนตรอัปสรโกรธ “เอาเถอะๆ เดี๋ยววันหลังผมพาคุณมาใหม่ก็ได้ แต่วันนี้...แวะหาอะไรกินกันก่อนเข้าบ้านนะ ผมหิวแล้ว”
      
       เวลาโพล้เพล้...เพื่อนทั้งสามของเนตรอัปสรกำลังนั่งคุยกันอยู่ด้วยความกังวล ระหว่างที่รอเนตรอัปสรกลับมา อนงค์เดินกลับเข้ามาพร้อมโทรศัพท์มือถือของเนตรอัปสร
       “คุณพยาบาลลืมมือถือเอาไว้ในห้องน่ะค่ะ ไม่ได้เอาไปด้วย”
       “มิน่า เราถึงโทรติดต่อนะโมไม่ได้” ปารมีเครียด
       ทิพย์นึกได้
       “แล้วพระล่ะ นะโมยังใส่ใส่สร้อยพระอยู่มั๊ย”
       “เอ่อ...เรื่องนั้นก็ไม่ทราบนะคะว่าเธอใส่รึเปล่า” อนงค์ชักสงสัย “พวกคุณ...มีอะไรกันรึเปล่าคะ”
       ทั้งสามมองหน้ากัน ไม่รู้จะบอกยังไง ทิพย์เลยตัดสินใจถามอนงค์
       “หลังๆมานี่ มีเรื่องอะไรแปลกๆเกิดขึ้นกับยายนะโมบ้างมั๊ยคะ”
       “เรื่องแปลกๆ มีเยอะเลยค่ะ”
       หมอก้องรีบถามอย่างร้อนใจ
       “มีเรื่องอะไรบ้างครับ”
       “ก็คุณพยาบาลน่ะสิคะ ท่าทางแปลกๆ”
       ปารมีสงสัย
       “แปลกยังไงจ๊ะ”
       “บอกไม่ถูกน่ะค่ะ แต่ท่าทางไม่เหมือนคุณพยาบาลคนเดิม เปลี่ยนไปเหมือนกับเป็นคนละคนเลย พวกเราในครัวยังเม้ากันเลยค่ะว่า...ท่าทางคุณพยาบาลเหมือนคนโดนผีเข้า”
       ทั้งสามโพล่ออกมาพร้อมกัน
       “ผีเข้า”
      
       ค่ำนั้น...เชตะวันพาเนตรอัปสรมาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เธอตักอาหารเอาใจเขา
       “คุณนี่ เอาใจคนเก่งเหมือนกันนะ” เชตะวันมองแล้วยิ้ม
       “แค่เจ้าคนเดียว”
       เชตะวันอึ้ง คิดว่าเนตรอัปสรให้ท่า เขาเลยแกล้งลองใจเธอโดยเอามือ วางทับลงบนมือของเธอ เนตรอัปสรก็ยอมให้เขาจับมือแต่โดยดี ไม่หนี เชตะวันเลยเข้าใจไปเลยว่าเนตรอัปสรมีใจให้กับเขา เชตะวันมองเนตรอัปสรแล้วยิ้มตาเป็นประกาย เธอก็ยิ้มให้เขาในลักษณะเดียวกัน
      
       เพื่อนทั้งสามของเนตรอัปสร เพิ่งฟังเรื่องราวที่อนงค์เล่าให้ฟังจบ ทิพย์หน้าเสีย
       “ถ้าเป็นอย่างที่คุณแม่บ้านเล่าให้เราฟังนะ ยายนะโมของเราท่าทางจะถูกผีเข้าแน่ๆเลยยายปาน”
       ปารมีกังวลใจ
       “ถ้าจริง เราควรจะทำยังไงกันดีละคะหมอ”
       หมอก้องส่ายหน้า
       “ผมไม่รู้ ผมเป็นหมอรักษาคนนะ ไม่ใช่หมอผี แล้วเรื่องแบบนี้ มันมีจริงเหรอ ปาน ทิพย์ พวกเราเรียนกันมาทางวิทยาศาสตร์นะ เราไม่ควรเชื่อเรื่องผี”
       “แต่ทิพย์เชื่อค่ะหมอ”
       “ปานก็เชื่อค่ะ”
       “นงค์ก็เชื่อค่ะ”
       หมอก้องตัดบท
       “เอาเถอะๆ รอให้ยายนะโมกลับมาถึงบ้านก่อน ได้เจอตัวกันก่อนค่อยว่ากัน”
       มีเสียงรถมาที่หน้าบ้าน ทุกคนชะเง้อมองไปที่หน้าบ้าน อนงค์หันมาบอก
       “คุณเชตกับคุณพยาบาลกลับมาแล้วค่ะ”
       ทั้งหมดผุดลุกขึ้นทันที
      
       เชตะวันกับเนตรอัปสรลงมาจากรถ เชตะวันมองดูรถของหมอก้องที่เข้ามาจอดอยู่ก่อนแล้วในบ้านอย่างสงสัย
       “เอ๊ะ รถใคร”
       บวรเข้ามาส่งภาษาใบ้บอกรถเพื่อนๆคุณพยาบาล เชตะวันหงุดหงิดขึ้นมาทันที รู้สึกไม่ชอบใจเพราะรู้ว่าหมอก้องชอบเนตรอัปสรอยู่ เขาเลยคว้ามือเนตรอัปสร แล้วเดินจูงมือเข้าไปในบ้านคล้ายเป็นแฟนกัน เนตรอัปสรก็ไม่ว่าอะไรยอมให้เขาเดินจูงมือเข้าบ้านไปแต่โดยดี บวรมองตามด้วยสีหน้าไม่สบายใจเลย
      
       เชตะวันเดินจูงมือเนตรอัปสรเข้ามาในบ้าน ทุกคนชะงักมอง หมอก้องหึงปรี๊ดเดินพุ่งเข้าไปดึงมือเนตรอัปสรออกจากมือของเชตะวันทันทีแล้วบอกเสียงเข้ม
       “นะโม ไปกับหมอเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องทำแล้ว งานที่นี่น่ะ”
       แต่เนตรอัปสรสะบัดมือออกจากหมอก้อง
       “ไม่...ข้าจะอยู่ที่นี่”
       ปารมีกับทิพย์ตามเข้ามา มองเนตรอัปสรอย่างจับพิรุธ ปารมีค่อยๆตะล่อมถาม
       “นะโม เธอ...สบายดี...รึเปล่าจ๊ะ”
       เนตรอัปสรตอบเรียบนิ่ง
       “สบายดี”
       ทิพย์ท่าทางกล้าๆ กลัวๆ
       “แต่ท่าทางเธอ...ดูแปลกๆนะ นะโม ถ้ายังไง กลับบ้านกับพวกเราก่อนเถอะนะ”
       “ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ไปไหน ข้าจะอยู่กับชุนที่นี่”
       “ชุน...ใครคือชุน”
       ปารมีหันไปมองเชตะวันเป็นเชิงถาม แต่เชตะวันส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่รู้เหมือนกันว่าใครคือ ชุน หมอก้องเลยตัดสินใจ
       “ไม่รู้ละ หมอจะต้องพานะโมกลับไปบ้านเดี๋ยวนี้ให้ได้”
       พูดจบหมอก้องก็คว้าข้อมือเนตรอัปสรแล้วจะลากออกไป
       “ไม่”
       เนตรอัปสรสะบัดสุดแรงแล้ววิ่งหนีไป หมอก้องจะตาม แต่เชตะวันพุ่งเข้ามาสกัดหน้าไว้
       “อย่ายุ่งกับคุณเนตร เขาบอกว่าไม่กลับ ก็ไม่กลับสิ”
       หมอก้องไม่สนใจจะวิ่งตามไปให้ได้ เชตะวันเลยชกหน้าเปรี้ยง พวกผู้หญิงร้องวี๊ดว๊ายด้วยความตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ปารมีตัดสินใจเข้าไปช่วยหมอก้องแต่หมอก้องโมโห ลุกขึ้นพุ่งเข้าไปชกเชตะวันบ้าง สองหนุ่มชกกันนัวเนีย ส่วนทิพย์กับอนงค์ไม่รู้จะทำยังไง แล้วทิพย์ก็ตัดสินใจว่าจะวิ่งตามเนตรอัปสรไป แต่ก็กลัวผีอยู่เลยฉุดมืออนงค์ให้วิ่งไปด้วยกัน
       “ว๊าย”
       อนงค์กับทิพย์วิ่งหายไป เหลือแค่เชตะวันกับหมอก้องที่ชกกันนัวเนียอยู่ โดยมีปารมีพยายามห้าม
      
       เนตรอัปสรวิ่งกลับมาที่ห้อง แต่พอจะปิดประตูห้อง ทิพย์กับอนงค์ก็วิ่งเข้ามาขวางไว้ ทำให้ปิดประตูไม่ได้ เนตรอัปสรมองทั้งสองตาขวาง เดินตรงเข้าไปหาอย่างประสงค์ร้าย แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นรัศมีของพระที่อนงค์กลัดไว้กับเสื้อเรืองวาบขึ้นมา เนตรอัปสรผงะถอยหลังทันทีทิพย์กับอนงค์มองปฏิกิริยาของเนตรอัปสรอย่างสงสัย แล้วทั้งสองก็มองดูสิ่งที่เนตรอัปสรกลัวคือพระที่อนงค์กลัดไว้ที่อกเสื้อตัวเอง อนงค์และทิพย์หันมามองหน้ากัน ชักมั่นใจแล้วว่าเนตรอัปสรคงจะถูกผีเข้าจริงๆ
       อนงค์ปลดพระออกจากตัวแล้วเดินชูเข้าไปหา เนตรอัปสรถอยหลังหน้าตาหวาดกลัวพระถอยไปจนชนผนังห้อง หนีต่อไม่ได้ เนตรอัปสรโกรธที่ถูกไล่มาจนมุม ตัดสินใจพุ่งเข้าผลักอกทิพย์ ซึ่งไม่ได้ถือพระอย่างอนงค์ ทิพย์เสียหลักไปชนอนงค์ จนล้มไปด้วยกันทั้งสองคน เปิดโอกาสให้เนตรอัปสรมีจังหวะหนี เธอจะวิ่งออกจากห้อง แล้วทันใดนั้นก็ต้องชะงักกึก
        
       เมื่อเห็นใครคนหนึ่ง ยืนขวางทางออกประตูอยู่
        

       จบตอนที่  16
ตอนที่ 17
      
       บวรเป็นคนที่มายืนขวางประตูอยู่แล้วโดยที่เนตรอัปสรไม่ทันจะตั้งตัว
      
       เขาเอาสร้อยพระ สวมใส่ที่คอ โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ตั้งตัวเลย รัศมีจากองค์พระที่สร้อยวาววาบขึ้นที่คอ เนตรอัปสรกรีดร้องอย่างเจ็บปวดสุดเสียงวิญญาณเฟื่องกระเด็นออกจากร่างทันที...เชตะวัน หมอก้อง ปารมี ต่างก็หยุดชะงักค้างไปตามๆกันเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของเนตรอัปสร ทั้งคู่วิ่งไปที่ห้องเนตรอัปสรทันที
       เนตรอัปสรกรีดร้องสุดเสียงแล้วก็ล้มฟุบลงไปกับพื้น เป็นเวลาเดียวกันกับที่เชตะวัน หมอก้อง และปารมีวิ่งเข้ามาทุกคนเข้าไปรุมดูเนตรอัปสรที่นอนหมดสติอยู่ที่พื้น
       “เกิดอะไรขึ้นกับเนตร” เชตะวันถามอย่างร้อนใจ
       “น้าบวรเอาพระคล้องคอให้คุณพยาบาลน่ะค่ะ พอคล้องพระเสร็จ คุณพยาบาลก็ร้องกรี๊ด...แล้วก็เป็น อย่างที่เห็นนี่แหละค่ะคุณเชต” อนงค์เล่า
       ปารมีหันไปถามทิพย์
       “อย่าบอกนะว่า...นะโมถูกผีเข้าจริงน่ะทิพย์”
       ทิพย์หน้าจ๋อยๆ
       “แต่มันดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นนะปาน”
       เชตะวันไม่เชื่อ
       “ผีเผอที่ไหนมี พวกคุณเป็นหมอ เป็นพยาบาลกันประสาอะไร เชื่อเรื่องผีเข้าคนด้วย จะบ้ากันไปใหญ่แล้ว แล้วถ้าไม่คิดจะช่วยอะไรก็หลีกไป”
       ขาดคำเชตะวันก็เดินพรวดเข้าไปอุ้มเนตรอัปสรขึ้น หมอก้องพยายามจะเข้าไปแย่ง แต่เชตะวันไม่ยอม
       “หลีกไป”
       หมอก้องยอมถอยออก ปล่อยให้เชตะวันอุ้มเนตรอัปสรไปที่เตียง ปารมีกับทิพย์ได้สติจึงรีบเข้าไปดู
       “เราดูยายนะโมต่อเองก็ได้นะคะคุณเชต”
       ทิพย์เสริม
       “ใช่คะ ตอนนี้คนเยอะ นะโมต้องการอากาศที่หายใจสะดวกขึ้นนะคะ ออกไปก่อนละกันคะ”
       เชตะวัน หมอก้อง และบวร จำยอมเดินออกจากห้องไป เหลือปารมี ทิพย์ และอนงค์ ที่อยู่ดูแลเนตรอัปสรต่อไป
      
       ชายทั้ง 3 เดินออกมาจากห้องเนตรอัปสร เชตะวันกับหมอก้องมองหน้ากันอย่างไม่ชอบหน้ากันแล้วเชตะวันก็เดินแยกเข้าห้องตัวเองไป โดยไม่สนใจมารยาทของเจ้าของบ้านที่ดีเลย หมอก้องถอนใจ บวรรีบเข้าไปส่งภาษาใบ้ถามคุณหมอหิวมั๊ยครับ
       หมอก้องหน้าเครียด
       “ผมไม่หิวครับ ผมเป็นห่วงนะโมจนกินอะไรไม่ลงหรอกครับ น้าจะไปทำอะไรก็ทำเถอะครับ ถ้างั้นผมจะขอไปรออยู่ที่ห้องรับแขกจนกว่านะโมจะฟื้นละกันนะครับ”
       บวรพาเชตะวันไปนั่งจนเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกไป ผีเฟื่องเดินตามบวรไปแต่ไม่รู้ตัว
      
       อนงค์ดูอาการเนตรอัปสร แล้วตะล่อมถามปารมีกับทิพย์เสียงกลัวๆ
       “ตกลง...คุณพยาบาลถูกผีเข้าจริงๆหรือคะคุณ”
       ปารมีส่ายหน้า
       “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
       “แต่อาการแบบนี้ นงค์ว่าชัวร์ค่ะ ก็นงค์บอกพวกคุณแล้วว่า นงค์เห็นคุณพยาบาลทำตัวแปลกๆมาหลายวันแล้วแล้วยังมีอีกนะคือ...”
       อนงค์เหลียวมองไปรอบๆอย่างหวาดกลัว ทิพย์ร้อนใจอยากรู้มาก
       “คืออะไร อะไรเหรอ”
       “ตั้งแต่คุณเชตไปเที่ยวป่าครั้งล่าสุด พอกลับมา ที่บ้านนี้ก็มีอะไรประหลาดเกิดขึ้นหลายอย่างค่ะ แล้วนงค์ก็เคยเห็นผีผู้หญิงในบ้านนี้ด้วยนะคะ”
       “ผีผู้หญิง” ทิพย์ตื่นเต้น
       อนงค์เล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอเห็นผีเฟื่อง กับความผิดปกติของเนตรอัปสรให้ฟัง
       “แต่ก่อนบ้านนี้เคยมีผีซะที่ไหนกันคะ ถ้ามี นงค์ก็คงอยู่ไม่ได้นานแล้วล่ะค่ะ นงค์เลยสงสัยว่าผีเนี่ย มันต้องตามคุณเชตมาจากในป่า”
       ทิพย์หน้าตื่น
       “ผีป่า”
       ปารมีหน้าเสีย
       “น่ากลัวจังเลยทิพย์”
       ทิพย์หวาดหวั่น
       “ลงขึ้นชื่อว่า ผี ไงๆก็น่ากลัวละยายปาน แล้วปานว่า ตอนนี้ผีตัวนั้นมันจะยังอยู่แถวนี้มั๊ยล่ะ น่ากลัว”
       สามสาวรีบมองรอบๆตัวเอง อย่างหวาดกลัว
      
       ผีเฟื่องผลักบวรอย่างแรงจนผงะหลังกระแทกกำแพง บวรนัยน์ตาเหลือกลานด้วยความตกใจและหวาดกลัวสุดขีด ผีเฟื่องพุ่งเข้ามาจ้องหน้าเขาอยู่ด้วยแววตาแค้นเคือง นัยน์ตาแดงฉานตะคอกใส่
       “อย่ายุ่งเรื่องของข้ากับชุน”
       บวรทั้งกลัวทั้งงงว่าใครคือชุน ผีเฟื่องจ้องหน้า
       “นายของเอ็งในชาตินี้เขาคือชุนของข้า ข้าเฝ้ารอเขามานานกว่า 200 ปีและข้าก็จะไม่มีวันยอมเสียเขาไปให้ใครเด็ดขาด เพราะฉะนั้น...อย่ามายุ่งกับชุนของข้า ข้าจะเตือนเอ็งครั้งนี้แค่ครั้งเดียว ถ้าเอ็งไม่เชื่อ...ข้าจะ...”
       ผีเฟื่องหายตัวไปอย่างรวดเร็ว บวรยังยืนงงอยู่แต่ยังไม่ทันจะขยับตัวไปไหน มีดแหลมอันหนึ่งก็ร่อนมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วปักลงที่กำแพงตรงซอกคอบวรดัง ฉึก !
       คมมีดเฉี่ยวโดนซอกคอบวรจนทำให้เลือดไหลซิบๆออกมาทันที บวรตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนตัวสั่นอยู่ที่เดิม ก่อนจะเอามือสั่นๆของตัวเองดึงมีดที่ปักอยู่ข้างซอกคอออกจากกำแพงสุดแรง บวรรีบโยนมีดทิ้งไปไกลๆ หน้าซีดเผือดแล้วทันใดนั้นเสียงผีเฟื่องก็ดังก้องอยู่ข้างหูบวร
       “ครั้งนี้ข้าจะยกโทษให้เอ็ง เพื่อเห็นแก่ว่า...เอ็งเคยเป็นบ่าวที่ซื่อสัตย์ของข้าเมื่อชาติก่อน แต่ครั้งหน้า...ข้าจะไม่ปราณีเอ็งเช่นนี้อีก...จำไว้”
       บวรทรุดลงนั่งอย่างสิ้นเรี่ยวแรงอยู่ตรงนั้นเอง พร้อมกับที่หลอดไฟเหนือหัวของเขาหลอดหนึ่งแตกเปรี๊ยะ
      
       ในสถานปฏิบัติธรรม...คุณสรวงลืมตาขึ้นอย่างฉับพลันกังวลใจมาก
       “แม่เฟื่อง...อย่าก่อเวรก่อกรรมอีกเลยนะลูก เชื่อแม่นะ...ลูกเฟื่อง”
       ผีเฟื่องอยู่มุมหนึ่ง เอามือปิดหู ไม่อยากได้ยินเสียงคุณสรวง
       “ไม่...แม่อย่ามายุ่งกับข้า...อย่ามายุ่งกับข้า”
       คุณสรวง กลัดกลุ้มใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเกิดเหตุการณ์เลวร้ายในภายหน้าต่อไปเป็นแน่
      
       ในห้องรับแขก...เชตะวันเดินมาแอบดู เห็นปารมีกำลังเอามือแตะแผลที่มุมปากหมอก้องที่ถูกเชตะวันชกอย่างเบามือที่สุด เชตะวันเห็นหมอก้องส่ายหน้าหลบทั้งๆที่หลับอยู่ ปารมีถอนใจกลุ้มแล้วค่อยๆเอาผ้าพันคอของเธอคลุมให้เขาที่หลับอยู่ที่โซฟา เพื่อให้เขาอุ่น หมอก้องละเมอ
       “ขอบคุณจ้ะ...นะโม”
       ปารมีน้อยใจน้ำตาคลอ ทั้งหมดอยู่ในสายตาของเชตะวันทั้งสิ้น
       “ปานไม่เคยอยู่ในสายตาของหมอเลยใช่ไหมคะ”
       ปารมีพูดปนน้อยใจและมองดูหมอก้องที่เพ้อแต่เนตรอัปสร เชตะวันมองด้วยความสมเพชแล้วจึงเดินไปที่ห้องเนตรอัปสร
      
       เชตะวันเดินมาเปิดประตูห้องเนตรอัปสรอย่างเบาเสียงที่สุด แล้วชะโงกหน้าเข้าไปดูภายในห้องโดยไม่ได้เดินเข้าไป เขาเห็นทิพย์กับอนงค์นอนเฝ้าเนตรอัปสรอยู่แบบตัวติดกันเพราะกลัวผี ส่วนเนตรอัปสรนั้นยังไม่ฟื้นตั้งแต่วิญญาณเฟื่องออกจากร่าง
       “ยังไม่ฟื้นอีก...ยัยตัวดี”
       เชตะวันส่ายหน้าอ่อนใจ แล้วก็เดินกลับไปที่ห้องนอน เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง คิดถึงเนตรอัปสรที่ควรจะเป็นคนทำหน้าที่ดูแลเขาในเวลาที่เขาเข้านอน
       “ยายพยาบาลบ้าเอ๊ย”
       เชตะวันหงุดหงิดแล้วเอาเครื่องช่วยหายใจครอบลงบนหน้าตัวเองอย่างชำนาญ แล้วหลับตา ผีเฟื่องยืนมองดูอยู่ปลายเตียงอย่างรู้สึกเสียใจ
       “ทำไมเจ้าต้องคิดถึงมันตลอดเวลา เจ้าลืมข้าเสียแล้วหรือไร...ชุน...เจ้าจะลืมข้าไม่ได้นะ” ผีเฟื่องตะโกนก้อง “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าลืมข้าเป็นอันขาด ชุน”
      
       เช้าวันใหม่...เนตรอัปสร ลืมตาตื่นขึ้นมา แล้วเหลียวมองไปรอบๆอย่างงุนงงว่ามานอนตรงนี้ได้ยังไง เธอเห็นอนงค์กับทิพย์นอนฟุบหน้าอยู่ใกล้ๆก็ขมวดคิ้วสงสัย ยังไม่รู้ว่าใคร เนตรอัปสรเลยเดินไปยื่นหน้าดูใกล้ๆ อนงค์ลืมตาตื่นขึ้นมาพอดี พอเห็นเนตรอัปสรในระยะใกล้ก็ตกใจร้องกรี๊ดออกมา ทิพย์ตกใจเสียงอนงค์ก็พลอยร้องตามไปด้วยทั้งหมดเลยกรีดร้องกันเสียงดัง
       หมอก้องกับปารมีสะดุ้งตื่นพร้อมกันเมื่อได้ยินเสียงร้องกรี๊ดของอนงค์ดังแว่วมา ทั้งคู่หันมามองหน้ากัน หน้าเก้อไปนิดหนึ่งเมื่อรู้ตัวว่านอนอยู่ใกล้กันทั้งคืน หมอก้องได้สติก่อน รีบวิ่งไปที่ห้องเนตรอัปสรทันที ปารมีจึงรีบตามไป
       อนงค์โล่งใจเมื่อเห็นเป็นเนตรอัปสร
       “โธ่...คุณพยาบาล ทำไมมาแกล้งกันอย่างนี้ละคะ นงค์ตกใจหมดเลย”
       “ฉันไม่ได้แกล้งนะคะ ว่าแต่...ทั้งสองคนมาอยู่ที่นี่กันได้ยังไงเนี่ย”
      
       ทิพย์กับอนงค์หันไปมองหน้ากันอย่างลำบากใจ ไม่รู้ว่าจะตอบเนตรอัปสรยังไงดี


   


       หมอก้องกับปารมีเข้ามาพอเนตรอัปสรหันไปเห็นสองคนนั่น ก็ยิ่งเหวอหนักเข้าไปอีก
      
       “หมอก้อง ยายปาน เธอสองคนก็มาอยู่ที่นี่ด้วยเหรอ มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ฉันงงไปหมดแล้ว”
       “ก็ควรจะงงอยู่หรอกค่ะ คนถูกผีเข้ามักจะจำความอะไรไม่ได้ นงค์รู้ดีค่ะ นงค์ดูหนังผีบ่อยๆ”
       เนตรอัปสรชะงัก
       “ผีเข้า...อนงค์พูดอะไรน่ะ”
       “อนงค์เขาพูดจริงนะ นะโม เมื่อคืนเราทุกคนเห็นกับตาตัวเองเลย” ทิพย์ยืนยัน
       เนตรอัปสรมองหน้า
       “เห็นอะไร เห็นผีเข้าฉันน่ะเหรอ”
       ปารมีเข้ามาบอก
       “ไม่เห็นตอนเข้าหรอก แต่เห็นตอนออก”
       เนตรอัปสรหันไปหาหมอก้อง
       “บ้าแล้ว...หมอคะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คะ”
       “หมอก็ไม่รู้เหมือนกัน คือ...ถ้าจะให้สันนิษฐานตามหลักทางวิทยาศาสตร์ละก็ หมอก็คงต้องสันนิษฐานว่านะโมกลายเป็นคนสองบุคลิก”
       ทิพย์พูดแทรกทันที
       “แต่ถ้าสันนิษฐานตามหลักไสยศาสตร์แล้ว เธอถูกผีเข้าเมื่อวานนี้จ้ะ ยายนะโม”
       ปารมีและอนงค์พากันพยักหน้าสนับสนุนว่าจริง เนตรอัปสรไม่เชื่อแต่อดสงสัยไม่ได้
       “เมื่อวาน...ฉันทำอะไร ฉันจำไม่ได้เลย”
       “นั่นแหละค่ะ อาการคนถูกผีเข้า จะจำอะไรไม่ได้ว่าทำอะไรไปบ้างช่วงที่ถูกผีเข้าน่ะค่ะ” อนงค์อธิบาย
       ปารมีหันมาบอก
       “แม่สรวงโทรไปตามฉัน บอกว่าเธอกำลังมีอันตรายแล้วพอฉันมาถึง เธอก็ท่าทางแปลกๆ พูดจาไม่รู้เรื่อง”
       ทิพย์เสริม
       “แล้วพอเอาพระคล้องคอให้ เธอก็ร้องกรี๊ด แล้วก็สลบไปเลย”
       ปารมีมองเนตรอัปสรอย่างเป็นห่วง
       “นะโม ฉันว่า...เธอควรจะกลับไปหาแม่สรวงนะ จะได้รู้ให้ชัดว่าเธอกำลังเผชิญอยู่กับอะไร”
       “แต่หน้าที่ของฉันคือต้องดูแลคุณเชต ฉันไม่กล้าลาหยุดเขาแล้วไปหรอก”
       หมอก้องขัดขึ้น
       “แต่นะโมควรห่วงตัวเองก่อนนะ หมอว่าคุณเชตคงจะไม่ใจจืดใจดำกับนะโมจนไม่อนุญาตหรอก”
       เนตรอัปสรนิ่งคิด เงียบไป
      
       เนตรอัปสรคุยกับเชตะวันที่มุมหนึ่งในบ้าน
       “ผมไม่อนุญาตให้คุณลาหยุด คุณเพิ่งมาทำงานได้ไม่กี่วัน จะลาหยุดแล้ว ไม่มีความรับผิดชอบเลย”
       เนตรอัปสรเม้มปากอย่างไม่พอใจที่ถูกว่า แต่ก็เถียงไม่ออกเพราะเขาพูดถูก
       “แต่...”
       “อย่ามาอ้างโน่นอ้างนี่กับผมเลย ผมไม่ฟัง แต่ถ้าคุณยังดื้อดึงจะลาอีกละก็ ผมอนุญาตให้คุณลา...ลาออกไปเลย”
       เนตรอัปสรอึ้ง หมอก้อง ปารมี ทิพย์เข้ามา หมอก้องสวนทันที
       “งั้นก็ลาออกเลยนะโม อย่าอยู่ทำงานกับคนบ้าอำนาจอย่างงี้ต่อไปเลย”
       เนตรอัปสรยังนิ่ง เธอไม่อยากเสียงานที่เงินดีอย่างดี เชตะวันมองออก ปารมีเห็นด้วยกับหมอก้อง
       “ใช่...เก็บของเถอะนะโม เรากลับหอกันนะ”
       ทิพย์เสริม
       “มา...ฉันช่วย...”
       เนตรอัปสรพูดเสียงอ่อย
       “ไม่ต้องหรอกทิพย์ ปาน ฉันยังไม่กลับ”
       หมอก้อง ปารมี และทิพย์ อ้าปากค้างไปตามๆกัน ในขณะที่เชตะวันยิ้มพอใจ
      
       เนตรอัปสรเดินมาส่งหมอก้อง ปารมีและทิพย์ที่รถ หมอก้องหันมาถาม
       “ไม่เปลี่ยนใจแน่เหรอนะโม”
       ปารมีรีบชวนอย่างเป็นห่วง
       “กลับหอกับพวกเราเถอะนะ”
       “นะ...นะ”ทิพย์คะยั้นคะยอ
       เนตรอัปสรส่ายหน้า
       “พวกเธอก็รู้ว่าฉันเสียงานนี้ไม่ได้ ฉันต้องการเงินนะ”
       “ถ้านะโมต้องอยู่กับคนบ้าอำนาจ เห็นแก่ตัวแบบนี้หมอว่าเงินของเขานะโมอย่ารับเลย” หมอก้อง เข้าไปหา “หมอเคยบอกแล้วใช่ไหม...ไม่ว่ายังไงหมอช่วยนะโมได้ทุกเรื่อง”
       “แต่ถ้าเรื่องเงิน นะโมขอทำงานแลกกับเงินคะหมอ ยังไงก็ขอบคุณหมอมากนะคะ ที่สำคัญนะโมอยากดูแลคุณเชตด้วย ถ้าตอนนี้เขาไม่มีนะโมดูแลเขาอาจตายตอนไหนก็ได้ หน้าที่พยาบาลอย่างเราจะต้องดูแลคนไข้ให้ดีที่สุด จริงไหมทุกคน”
       ปารมีและทิพย์ฟังก็อึ้งพูดไม่ออกจำต้องพยักหน้ายิ้มแหยๆพากันถอนใจ รู้ว่าเนตรอัปสรพูดถูก
       “งั้นเธอสัญญากับฉันอย่างหนึ่งได้มั๊ย” ปารมีเน้น “อย่าถอดสร้อยพระออกจากคออีก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้พระ ติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา” ปารมีจับมือเนตรอัปสร
       ทิพย์ช่วยย้ำ
       “แม้แต่ตอนอาบน้ำนะ สัญญาสิ”
       เนตรอัปสรจำยอม
       “จ้ะ ฉันสัญญา”
       หมอก้องเข้ามาแทรก
       “แล้วถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล หรือว่าไอ้หมอนั่นมันทำอะไรนะโม โทรหาหมอทันทีนะ”
       “ค่ะหมอ”
       เนตรอัปสรยืนส่งหมอก้อง ปารมี และทิพย์ขึ้นรถรถแล่นออกไป จากนั้นก็หันกลับเข้าบ้าน แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อเชตะวันเดินเข้ามาดักหน้าอย่างกะทันหัน
       “คุณเชต”
       เชตะวันยิ้มกวนๆ
       “คุณนี่เสน่ห์แรงไม่เบาแฮะ ท่าทางหมอจะหลงรักคุณน่าดู”
       “ฉันไม่รู้”
       “แล้วคุณไม่รู้ด้วยใช่มั๊ย...ว่าเพื่อนคุณที่ชื่อปานนั่น เขาหลงรักหมอแสนดีของคุณอยู่น่ะ”
       “เรื่องของพวกเรา คุณไม่เกี่ยว”
       เนตรอัปสรแอบน้อยใจอุตส่าห์ทำงานต่อเพราะเป็นห่วง แต่เขาเอาแต่คอยจิกกัด
       “หลีกไปค่ะ ฉันจะไปอาบน้ำ”
       เชตะวันยื่นหน้าเข้าไปดมใกล้ๆ
       “แต่กลิ่นคุณตอนยังไม่อาบน้ำนี่ก็ หอมยวนใจดีเหมือนกันนะ”
       เนตรอัปสรหน้าตึงขึ้นมาทันที ผลักเขาออกไปอย่างแรง เชตะวันโมโห รวบข้อมือเธอแล้วกระชากตัวเข้ามาแนบอก
       “เห็นคุณหน้าซื่อๆอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าคุณจะรอบจัดเกินกว่าที่ผมจะคาดถึงเลยนะ เมื่อวานนี้คุณยังแกล้งยั่วยวนผม แต่วันนี้มาทำมึนตึงใส่ซะแล้ว คุณกำลังคิดจะปั่นหัวผมเล่นใช่มั๊ย ขอบอกก่อนนะว่า...ผมไม่ใช่ไก่อ่อน”
       เนตรอัปสรโกรธ
       “คุณจะไก่อ่อน ไก่แก่ อะไรฉันไม่สนใจ ปล่อยฉันนะ”
       เนตรอัปสรดิ้นจนหลุดจากเขาแล้ววิ่งหนีไป เชตะวันไม่ยอมแพ้ วิ่งตามไปติดๆ เขาวิ่งไปจนทันดึงตัวเธอกระชากเข้ามาหาตัวอย่างแรง
       “คุณแกล้งมาหลอกให้ผมรัก แล้วจะสลัดผมทิ้ง แกล้งทำเล่นตัวเพื่อที่ให้ผมหัวหมุนแล้วคุณจะได้เรียกร้องอะไรจากผมก็ได้...ยังงั้นเหรอ ผมไม่ยอมให้คุณ เล่นผมฝ่ายเดียวหรอก”
       พูดจบเชตะวันก็จูบปากเธออย่างหนักหน่วง เนตรอัปสรตะลึง
       “ผมจะทำให้คุณรักผมบ้าง ไม่เชื่อ...คอยดู”
       เชตะวันจูบอีกเนตรอัปสรยังตื่นตะลึงยืนตัวแข็งอยู่ เชตะวันเห็นว่าเธอไม่ดิ้นสู้ ก็ยิ่งเข้าใจผิด ยิ่งรุกเนตรอัปสรมือไม้เริ่มเปะปะไปทั่ว เธอยิ่งตื่นตระหนกกลัวเขาจนน้ำตาคลอจะร้องไห้ออกมา เนตรอัปสรรวบรวมกำลังผลักเขาออกไปอย่างสุดแรง แล้วตบหน้าเขาผั๊วะ ตะโกนใส่หน้าเขา
       “ฉันไม่มีวันรักผู้ชายเฮงซวย อย่างคุณ”
       เชตะวันอึ้งเห็นเธอน้ำตาคลอ แววตาตื่นตระหนกสุดขีด ภาพในอดีตชาติของนวลที่
       ร้องไห้ต่อหน้าชุนแว่บซ้อนเข้ามา เชตะวันตะลึงงันกระพริบตาถี่ๆ ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงได้เห็นภาพซ้อนแว่บหนึ่งอย่างนั้น เนตรอัปสรฉวยจังหวะที่เขายังอยู่ในภาวะตะลึงงันอยู่นั้น วิ่งหนีไปทันที เชตะวันมองตามไปจนเธอหายไป เขายกมือขึ้นลูบแก้มข้างที่ถูกตบ แล้วยืนอึ้งอยู่ที่เดิม โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด...อยู่ในสายตาของผีเฟื่องที่ยืนดูเหตุการณ์นี้อย่างโกรธแค้น”
       “ทำไมเจ้าทำเช่นนี้...ชุน ทำไม เจ้าหมดรักข้าแล้วหรือไร...ไม่จริง...เจ้ารักข้า...เจ้ารักข้าคนเดียว”
       ผีเฟื่องทั้งโกรธทั้งเสียใจ และเจ็บปวด
      
       เชตะวันกลับมานอนก่ายหน้าผาก คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น...
       “ทำไม...ผมรู้สึกเหมือนว่า ผมเคยทำให้คุณ ต้องร้องไห้เพราะผมมาก่อน”
       เชตะวันครุ่นคิด ไม่เข้าใจ
      
       เนตรอัปสรปาดน้ำตาเช็ดถูปากตัวเองที่เพิ่งถูกเชตะวันจูบ ด้วยความแค้นใจ
       “คนบ้า คนเฮงซวย ไม่เคยมีใครหยามน้ำใจฉันมากขนาดนี้มาก่อนเลย”
      
       เนตรอัปสรแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็นิ่งไป เธอตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
      
      
       ปารมี หมอก้องและทิพย์อยู่กับคุณสรวงที่สถานปฏิบัติธรรม ทุกคนหน้าตาไม่ดี
      
       “ยายนะโมไม่ยอมออกจากบ้านนั้นน่ะค่ะแม่สรวง ปานก็ไม่รู้จะทำยังไงดี” ปารมีหนักใจ
       หมอก้องเครียด
       “ผมเป็นห่วงนะโมเหลือเกินครับแม่สรวง”
       ปารมีแอบเหลือบมองหมอก้องอย่างน้อยใจ ทิพย์พูดขึ้น
       “แต่เราก็ย้ำเขาแล้วนะคะคุณแม่...ว่าห้ามถอดพระออกจากตัว แม้แต่เวลาอาบน้ำ นะโมเขาก็รับปาก”
       คุณสรวงพยักหน้า
       “นั่นช่วยได้มาก อำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยจะปกปักรักษาเขาให้ปลอดภัยได้”
       ปารมีกังวลใจ
       “แล้วเราควรจะทำยังไงต่อดีคะแม่สรวง”
       คุณสรวงส่ายหน้า
       “ยังทำอะไรไม่ได้ พวกเขาเป็น เจ้ากรรมนายเวรต่อกัน มีกรรมที่ต้องชดใช้กัน เราช่วยได้แค่เตือนสติเขา เรื่องร้ายแรงจะได้เบาลง...ที่เหลือเป็นเรื่องที่นะโมต้องตัดสินใจเอง”
       ทั้งหมดหน้าเครียดเป็นห่วงเนตรอัปสรแต่ก็ได้แต่ห่วง ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น
       “ค่ะ คงต้องเป็นอย่างที่แม่สรวงพูดแหละค่ะ ที่เหลือ...เป็นเรื่องที่ยายนะโมต้องตัดสินใจเอง” ปารมีถอนใจ
      
       เชตะวันเดินกล้าๆ กลัวๆ มาที่ห้องเนตรอัปสร ไม่แน่ใจว่าเธอจะโกรธเขาแค่ไหน เชตะวันเคาะประตูห้องเบาๆ
       “คุณเนตร”
       ไม่มีเสียงตอบเขาเคาะประตูอีก
       “คุณเนตร...เปิดประตูให้ผมหน่อยสิ เรามีเรื่องต้องเคลียร์กัน”
       ในห้องยังเงียบอยู่อีก
       “นี่คุณโกรธผมขนาดไม่ยอมพูดกับผมเลยเหรอ”
       ไม่มีเสียงตอบ เชตะวันอดรนทนไม่ไหว ตัดสินใจเปิดประตูห้อง พบว่าประตูห้องไม่ได้ล็อค เขาแปลกใจ ผลักเข้าไป กวาดตามองไปทั่วห้องไม่มีใครอยู่เลย ห้องดูโล่งผิดปกติ เชตะวันตกใจ วิ่งเข้าไปดูที่ห้องน้ำ ไม่พบเนตรอัปสรก็เริ่มเอะใจ เขาวิ่งไปเปิดดูที่ตู้เสื้อผ้า พบว่าตู้เสื้อผ้าโล่งก็หน้าเหวอไปเลย กวาดตามองไปที่โต๊ะแต่งตัวเห็นมีกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งวางทิ้งไว้ เชตะวันรีบวิ่งไปหยิบเอาขึ้นมาดู
       “ฉันขอลาออก”
       เชตะวันตะลึง
      
       ปารมี ทิพย์และหมอก้อง เดินหน้าตาเซ็งมาที่ห้องพัก
       “ขอบคุณหมอมากนะคะที่อุตส่าห์มาส่ง” ปารมีหันไปบอกหมอก้อง
       “ไม่เป็นไร เข้าห้องเถอะครับ พวกคุณจะได้พักกัน”
       ปารมีพยักหน้าหงึก ไขกุญแจห้อง เปิดประตูเข้าไปพอประตูห้องเปิดออก ทั้งสามก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่าเนตรอัปสรนั่งอยู่ในห้องอยู่ก่อนแล้ว
       “นะโม”
      
       เชตะวันอาละวาดใส่อนงค์กับบวร
       “คนออกจากบ้านไปทั้งคน ทำไมไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น อยู่บ้านกันประสาอะไร มันน่าไล่ออกให้หมดเลย”
       อนงค์กับบวรก้มหน้างุด เชตะวันโมโหสุดขีดเตะโต๊ะ เตะเก้าอี้แถวนั้นระบายอารมณ์ เสียงโต๊ะเก้าอี้ล้มดังไปทั่วบริเวณ อาทิตย์ยืนดูเชตะวันอาละวาดอย่างครุ่นคิด
      
       พายัพส่องกระจก ดูรอยเขียวช้ำรอบคอจากการที่ถูกผีเดือนบังคับให้เขาบีบคอตัวเองจนเกือบตาย
       “ไอ้ผีบ้าเอ๊ย เล่นกูเกือบตาย” พายัพหงุดหงิด
       พงษ์เดินเข้ามา
       “ไปตามหมอผีมาแล้วเรอะไอ้พงษ์”
       พงษ์ทำท่าอึกอักๆ
       “ตามมาแล้วครับ”
       “อ้าว...งั้นก็ไปตามมาพบกูเลยสิ”
       “หมอผีจะมาคืนนี้ครับนาย แต่...ตอนนี้...มีคนมาขอพบนายครับ”
       “ใครล่ะ”
       พงษ์ไม่ตอบแต่ตำรวจจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาหา พายัพนิ่งอึ้งไปเลย
      
       ตำรวจส่งภาพถ่ายหน้าของเล็กให้พายัพ เขารับมาดูแล้วเงยหน้าขึ้นบอกตำรวจหน้าตาเฉย
       “ไม่รู้จักครับสารวัตร”
       “แต่มีคนบอกว่า...เขาเป็นคนงานอยู่ที่รีสอร์ตนี้นะครับ คุณพายัพ”
       “ผมไม่รู้จักคนงานที่นี่ทุกคนหรอกครับ แต่ถ้ายังไง ผมจะเรียกผู้จัดการมาให้สารวัตรสอบปากคำก็ได้นะครับ”
       “ขอบคุณครับสารวัตร”
       สารวัตรมองพายัพอย่างจับผิด พายัพทำหน้าใสซื่อจ้องตาสารวัตรไม่หลบ ไม่อยากให้มีพิรุธ สารวัตรเครียดๆ ผิดหวังที่จับผิดอะไรพายัพไม่ได้เลย
      
       พายัพกับพงษ์ ยืนมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเครียดๆ พายัพ มองดูพวกสารวัตรที่ขึ้นรถกลับไปอย่างผิดหวัง สารวัตรยังเหลียวกลับมามองทางบ้านและสบตากันกับเขาอย่างวางเชิงซึ่งกันและกัน
       “ไอ้สารวัตรนั่นมันคงกัดเราไม่ปล่อยแน่”
       พายัพหน้าเครียด
      
       ปารมี ทิพย์และหมอก้อง นั่งล้อมเนตรอัปสร...
       “บอกหมอมาตามตรงนะ นะโม ทำไมนะโมถึงลาออกกะทันหันอย่างนี้”
       ปารมีก็สงสัยไม่หาย
       “นั่นสิ เมื่อเช้า พวกเราพูดเท่าไหร่ๆเธอก็ไม่ยอมลาออกแล้วทำไมจู่ๆเธอก็ออกซะเฉยๆอย่างงี้ มีอะไรรึเปล่า”
       หมอก้องคาดคั้น
       “คุณเชตะวันเขาทำอะไรนะโมรึเปล่า”
       เนตรอัปสรโกหกไป
       “เปล่าค่ะ เราแค่...ทะเลาะกัน...นิดหน่อย”
       ทิพย์ไม่เชื่อ
       “นิดหน่อย แต่ลาออกกะทันหันเลยเนี่ยนะ ฉันไม่เชื่อเธอหรอกยายนะโม”
       เนตรอัปสรนิ่งเงียบ ปารมีเลยตัดบท
       “เอาเถอะๆ ในเมื่อนะโมลาออกแล้วก็แล้วกันไปเถอะ เอาเป็นว่า...วันนี้เธอพักให้สบายๆสักวันหนึ่งก่อน แล้วเรื่องงาน ค่อยคิดอ่านกันต่อไป”
       เนตรอัปสรหน้าสลด
       “แต่ฉันคงต้องขอรบกวนเธอสองคน อยู่ที่นี่อีกสักพักนะ”
       ปารมีค้อนๆ
       “โธ่เอ๊ย...เป็นเพื่อนกันแท้ๆ มารบกงรบกวนอะไร้...ฉันดีใจเสียอีกนะที่นะโมกลับมาอยู่ด้วยกัน”
       ทิพย์แทรกขึ้นมาทันที
       “เอ้า ไหนๆก็อยู่กันพร้อมหน้ากันแล้ว”ทิพย์หันขวับไปหาหมอก้อง “หมอ เข้าครัวสิคะ ทำกับข้าวมาฉลองกันเดี๋ยวนี้เลย”
       หมอก้องชี้หน้าตัวเองเป็นเชิงว่า หมอต้องทำกับข้าวอีกแล้วเหรอ ทิพย์พยักหน้าหงึก แล้วผลักไสปารมี
       “ยายปาน ไปช่วยหมอก้องทำกับข้าวด้วย จะได้เร็วๆ ฉันหิวจนจะเป็นลมอยู่แล้วเนี่ย ไปสิ”
       ทิพย์ผลักไสปารมีและหมอก้องเข้าครัวไป พอหมอก้องกับปารมีไป ทิพย์ก็หัวเราะชอบใจในผลงานของตัวเอง เนตรอัปสรเลยพลอยยิ้มออก
      
       เชตะวันเดินงุ่นง่านๆอยู่คนเดียวในบ้าน อาละวาดพังข้าวของในบ้านระบายอารมณ์ อนงค์กับบวรโผล่หน้าเข้ามาดูแล้วก็ต้องรีบหลบออกไปเมื่อเชตะวันคว้าข้าวของเขวี้ยงใส่อย่างไม่ไว้หน้าใครเลย โดยมีอาทิตย์แอบมองตลอด
      
       ค่ำนั้น...พายัพ กับพงษ์ นั่งอยู่ข้างหลังหมอผีที่จัดเตรียมข้าวของปราบผีอยู่ ประตูหน้าต่างทุกบานปิดลงกลอนสนิท ยกเว้นประตูทางเข้าห้องเท่านั้นที่เปิดกว้างอยู่คล้ายรอให้ใครเข้ามาโดยมีผู้ช่วยหมอผีเดินปิดผ้ายันต์ทั่วทุกหน้าต่าง ประตู ยกเว้นประตูทางเข้าที่อยู่ตรงหน้าหมอผีบานเดียวเท่านั้น พายัพมองทุกอย่างรอบตัวอย่างงงๆแต่พงษ์เป็นฝ่ายอดรนทนไม่ได้ เข้าไปสะกิดหมอผีถาม
       “อาจารย์ ไม่โยงสายสิญจน์เหรอ”
       “ไม่ต้อง นั่นโบราณแล้ว แค่ปิดผ้ายันต์ล้อมห้องก็พอแล้วเดี๋ยวข้าจะเรียกวิญญาณร้าย ที่ทำร้ายเอ็งมา แล้วจัดการมันซะ”
       “แล้ว...” พงษ์มองหาแต่ไม่เห็น “ไม่มีหม้อดินเอาไว้ใส่ผีเหรอครับอาจารย์”
       หมอผียิ้ม แล้วเอาขวดแก้วใสๆที่มีฝาปิดขวดหนึ่งเอาขึ้นมาตั้งตรงหน้าให้พายัพกับพงษ์ดู
       “หม้อดินน่ะ เชยแล้ว เดี๋ยวนี้เขาใส่แบบนี้กันแล้วโว๊ย”
       พงษ์หันไปกระซิบกับพายัพ
       “หมอเดิ้นเนอะนายเนอะ”
       “จะเชยหรือจะเดิ้น ฉันไม่สน ขอให้เก่งจริง สามารถปราบอีผีนั่นได้ ก็พอแล้ว”
      
       หมอผีพูดโดยไม่หันมามองเหมือนมีหูทิพย์
        
      
       “ข้าปราบมันได้แน่นอนไอ้หนุ่ม ไม่เชื่อ คอยดู”
       พูดจบหมอผีก็จุดเทียนตรงหน้า 1 เล่ม แล้วเริ่มบริกรรมคาถา ไม่นานเสียงลมก็พัดอู้อยู่ด้านนอก แล้วไฟทั้งบ้านก็ดับพรึ่บลง เหลือเพียงแสงจากเทียนที่จุดไว้ดวงนั้นเท่านั้น พายัพกับพงษ์เริ่มเลิ่กลั่กๆ แต่หมอผียังบริกรรมคาถาไม่สนใจ
       “กูขอสั่ง อีนังผีที่ทำร้ายนายพายัพ จงปรากฏตัว ตรงหน้ากูเดี๋ยวนี้”
       ลมภายนอกยิ่งพัดแรงกระหน่ำเหมือนมีพายุ หมอผีตะโกนสั่งเสียงดังลั่น
       “มึงไม่ได้ยินกูหรือไร กูสั่งให้มึงปรากฏตัวเดี๋ยวนี้”
       ขาดคำประตูหน้าต่างทุกบานที่ถูกปิดอยู่ก็มีเสียงทุบดังปังๆขึ้นมาอย่างแรง พายัพกับพงษ์สะดุ้งเฮือก เขยิบเข้ามานั่งชิดกันโดยไม่รู้ตัว
       “ปรากฏตัวเดี๋ยวนี้”
       ขาดคำหมอผี ผีเดือนก็ปรากฏตัวขึ้นตรงประตู ตรงหน้าหมอผี ซึ่งเปิดกว้างรออยู่แล้ว พายัพกับพงษ์สะดุ้งตกใจ
       “เฮ้ย”
       ผู้ชายปรามๆ
       “ชู่ว...อย่าเสียงดัง อาจารย์ต้องการสมาธิ...”
       พายัพกับพงษ์พยักหน้ารับ แล้วมองดูผีเดือนที่เดินย่างสามขุมเข้ามาอย่างน่ากลัว
       “เรียกกูทำไม”
       “กูอยากรู้ มึงทำร้ายนายพายัพทำไม”
       ผีเดือนประกาศเสียงกร้าว แล้วชี้หน้าพายัพอย่างอาฆาตเคียดแค้น
       “ก็เพราะมันสั่งมึง” ผีเดือนชี้หน้าพงษ์ “ไปดักฉุดกู แล้วก็ทำร้ายกูจนกูต้องตาย เพราะฉะนั้น...พวกมันก็สมควรจะต้องตายตกตามกูไป”
       พูดจบผีเดือนก็จะพุ่งเข้าไปทำร้ายพายัพ แต่หมอผีเอาแส้ฟาดใส่เสียก่อน ผีเดือนสะดุ้งสุดตัวกรีดร้องเสียงดังลั่นไปทั่วบริเวณ
      
       ดาลัดที่กำลังนั่งดูละครทีวีอยู่อย่างเพลิดเพลิน สะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงร้องของผีเดือนแต่พอมองออกไปนอกหน้าต่างบ้าน ทุกอย่างก็สงบปกติดี
       “เสียงทีวีบ้านไหนนะ ดังมาถึงนี่เลย”
       ดาลัดไม่สนใจอีก เพราะติดละคร เธอวิ่งกลับไปดูต่อ
      
       ผีเดือนทรุดฮวบลง ถูกแส้อาคมของหมอผีฟาดจนหมดเรี่ยวแรง
       “ถ้ามึงไม่เลิกอาฆาตนายพายัพ กับพวกพ้องของนายกูก็จะจับมึงขังในขวดอาคม ไม่ให้มึงได้ไปผุดไปเกิดอีกเลย มึงจะเลิกอาฆาตทำร้ายนายพายัพมั๊ย”
       ผีเดือนจ้องพายัพกับพงษ์อย่างอาฆาต ตาแดงวาบน่ากลัว
       “ไม่...ถ้ากูจะไม่ได้ผุดได้เกิด พวกมันก็ต้องตาย แล้วไม่ได้ผุดได้เกิดอย่างกูเช่นกัน”
       ขาดคำผีเดือนก็รวบรวมกำลังจะพุ่งเข้าทำร้ายพายัพกับพงษ์อีก สองคนนั่นถอยกรูดไปจนติดผนังห้อง ผีเดือนพุ่งเข้าไปถึงตัวพายัพกับพงษ์แล้วจับขาทั้งคู่คนละข้างแล้วลากเข้ามาหาตัวด้วยเรี่ยวแรงมากมายมหาศาล
       พายัพกับพงษ์ถูกผีเดือนลากเข้าหาก็ร้องลั่นพยายามเอามือยึดข้าวของที่พอจะยึดจับได้ ไม่ให้ถูกลากตัวไปแต่ก็ไม่สำเร็จ
       “อาจารย์ช่วยด้วย อีผีนี่มันจะหักคอพวกผมแล้ว” พงษ์ตื่นกลัวสุดๆ
       หมอผีโกรธ
       “อีผีสาวนี่ มึงช่างดื้อดึงนัก กูขอดีๆ ไม่เชื่อ ไม่ฟังกันเลยใช่มั๊ย”
       ผีเดือนไม่หยุด หมอผีจึงตามเข้าไปจับหัวผีเดือนแล้วบริกรรมคาถาเสียงดัง ผีเดือนมีท่าทางเจ็บปวดที่หัวมาก จำต้องปล่อยมือออกจากขาของพายัพและพงษ์ออก สองหนุ่มรีบหดขาซุกตัวที่มุมห้องทันที แล้วมองดูหมอผีปราบผีเดือนต่อไปด้วยใจระทึก สักครู่ก็มีควันเหมือนไฟลุกไหม้ออกมาจากหัวของผีเดือน ผีเดือนร้องกรี๊ดด้วยความเจ็บปวดสุดขีด
      
       บรรยากาศรอบตัวเหมือนมีลมหมุนอยู่ในห้อง ประตูหน้าต่างที่ปิดอยู่ดังกึงกังๆ อย่างน่ากลัว ผู้ช่วยหมอผีรีบเอาขวดแก้วเมื่อครู่ เปิดฝารีบเอาเข้ามาส่งให้หมอผีอย่างรู้งาน หมอผีก็รับเอาขวดนั้น แล้วเอาครอบลงบนหัวผีเดือนสลายร่างกลายเป็นควันสีดำถูกดูดวูบเข้าไปในขวด หมอผีรีบช้อนปากขวดขึ้น แล้วเอาฝาปิดปากขวดอย่างรวดเร็ว แล้วชูขวดขึ้นดูเห็นมีควันดำๆอยู่ภายใน หมอผีหัวเราะ พายัพกับพงษ์วิ่งเข้ามาดูด้วย
       “อาจารย์ อีผีนั่นมันลงไปอยู่ในขวดนี้แล้วเรอะ” พายัพรีบถาม
       หมอผีพยักหน้า พายัพกับพงษ์ถอนใจโล่งอก พายัพรีบบอกอย่างหวาดกลัว
       “ถ้ามันอยู่ในนั้นแล้ว อาจารย์จะเอามันไปไหน ก็เอาไปเลยนะ เอาไปให้ไกลๆเลย อย่าให้มันกลับมาทำร้ายฉันได้อีก”
       หมอผีพยักหน้ารับ
       “ข้าจะเอามันไปรับใช้ข้า ไม่ต้องห่วง”
       พายัพพยักหน้ารับ หมอผีเดินเอาขวดไปใส่กระเป๋าแล้วเริ่มเก็บข้าวของ ผู้ช่วยวิ่งเข้ามาหาพงษ์แล้วแบมือขอเงิน พงษ์ล้วงหยิบเงินส่งให้ ผู้ช่วยรับเงินไปนับพอนับครบจำนวนก็ยิ้มพอใจ ยกมือไหว้พงษ์และพายัพแล้วเก็บเงิน ก่อนจะเข้าไปช่วยหมอผีเก็บของแล้วพากันออกไป พายัพกับพงษ์ถอนใจเฮือก แล้วทันใดนั้นก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมือถือพายัพดังขึ้นกะทันหัน
       “โฮ้ย ตกใจหมด” พงษ์ถอนใจ
       พายัพตั้งสติเห็นเป็นอาทิตย์โทรมา แล้วกดรับสาย
       “ผมเองครับพ่อ...ผมจะกลับเข้ากรุงเทพ พรุ่งนี้เช้าครับพ่อ นายเชตมันก่อเรื่องอะไรขึ้นอีกเหรอครับ”
       “มันออกฤทธิ์จนแม่พยาบาลคนใหม่นั่นลาออกไปแล้ว”
       “อะไรนะครับ ลาออกไปแล้ว”
       “ใช่...ว่าแต่ว่าทำไมแกยังไม่กลับกรุงเทพสักทีล่ะ ที่นั่นมีปัญหาอะไรรึเปล่า”
       “มีนิดหน่อยครับพ่อ ตำรวจมันมาดมกลิ่นแถวๆนี้อยู่”
       “งั้นแกก็ระวังตัวให้ดีก็แล้วกัน”
       “ครับพ่อ ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวผมจัดการอะไรทางนี้เรียบร้อยแล้ว ผมจะกลับกรุงเทพฯทันทีครับพ่อ...”
       อาทิตย์แอบกังวลเรื่องตำรวจเหมือนกันเมื่อพายัพบอก
      
       เชตะวันนอนก่ายหน้าผากคิดเรื่องเนตรอัปสรอยู่ แล้วเขาก็คิดอะไรขึ้นมาได้รีบเด้งลุกขึ้นแล้วกดโทรศัพท์โทรออกอย่างร้อนใจทันที
       “ผมเชตะวันนะครับ ผมขอเบอร์โทรติดต่อพยาบาลที่ชื่อเนตรอัปสร คนที่ดูแลเคสของผมหน่อยครับ ผมรู้ว่านี่มันดึกแล้ว แต่ผมมีธุระด่วนที่จะต้องติดต่อกับเธอ”
       เชตะวันฟังปลายสาย แล้วหน้าตาโมโหขึ้นมาอีก
       “อะไรนะครับ มีกฎว่าไม่ให้เบอร์โทรศัพท์ของพยาบาลกับคนไข้โดยตรง ต้องให้เจ้าตัวให้เอง ฮึ่ย ตั้งกฎได้ ก็แหกกฎได้สิ ถ้าคุณเอาเบอร์โทรคุณเนตรอัปสรให้ผม ผมจะให้เงินกับทางคุณ...”
       เชตะวันนิ่งฟังปลายสายตอบกลับมาสักครู่ แล้วเขาก็มีสีหน้าดีขึ้น
      
       เนตรอัปสร ปารมี ทิพย์ หมอก้องกำลังนั่งล้อมวงกินอาหารอยู่ด้วยกัน
       “แหม...ฝีมือทำกับข้าวของหมอนี่ไม่เคยตกเลยนะคะ ทิพย์กินซะพุงกางทุกครั้งที่หมอทำเลย อิอิ” ทิพย์ชื่นชม
       หมอก้องค้อน สามสาวหัวเราะหมอก้อง ทันใดนั้นมือถือเนตรอัปสรก็ดังขึ้นเธอหยิบมือถือขึ้นมาดู แล้วงง
       “ใครโทรมาเหรอนะโม” ทิพย์ถามอย่างสงสัย
       “ไม่รู้สิ เบอร์ไม่รู้จัก”
       หมอก้องสงสัย
       “คุณเชตรึเปล่า”
       เนตรอัปสรงงๆ
       “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะหมอ แต่เนตรไม่เคยให้เบอร์เขาไว้ เลยไม่ได้เมมเบอร์กัน” เธอตัดสินใจกดรับ “สวัสดีค่ะ เนตรอัปสรพูดค่ะ...” เธอฟังปลายสายแล้วตาโตด้วยความตกใจ “คุณเชตะวัน”
       คนอื่นๆรีบเข้าไปรุมทันที เนตรอัปสรตกใจ ทำอะไรไม่ถูกเลยกดปิดมือถือไปเลย เนตรอัปสรยังนั่งนิ่งอยู่หลังจากปิดมือถือไปแล้ว หมอก้องมองๆ
       “นี่นะโมทะเลาะกับคุณเชตมาอย่างหนักเลยใช่มั๊ยเนี่ย เขาถึงตามมาอาละวาดกับนะโมอย่างนี้”
       เนตรอัปสรตัดบท
       “ช่างเขาเถอะค่ะหมอ เนตรลาออกแล้ว ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก เนตรก็เลยปิดโทรศัพท์ไป...ก็เท่านั้น กินกันต่อเถอะค่ะ”
       แล้วเนตรอัปสรก็ก้มหน้าก้มตากินต่อ แบบจะตัดบทไม่ยอมพูดอะไรอีกคนอื่นๆพากันถอนใจกลุ้มมองเนตรอัปสรอย่างสงสัย
      
       เชตะวันตกใจที่เนตรอัปสรกดตัดสายเขาพยายามจะกดโทรหาอีกแต่เครื่องของเธอปิดไปแล้ว เชตะวันโมโหสุดขีดเขวี้ยงโทรศัพท์มือถือไปกระแทกข้างฝาอย่างแรง จนโทรศัพท์แตกเป็นเสี่ยง แต่เขาก็ไม่สนใจ เพราะโกรธที่เนตรอัปสรไม่ยอมพูดกับเขา เชตะวันเลยตะโกนระบายอารมณ์เสียงดังลั่นห้อง...ผีเฟื่องยืนอยู่ที่มุมห้อง น้ำตาไหล เริ่มรู้แล้วว่า ชุน เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
        
       แล้วในที่สุดผีเฟื่องก็กรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความเสียใจอย่างที่สุด
        

       จบตอนที่  17
ตอนที่ 18
      
       เช้ามืดวันใหม่...อนงค์กับบวรใส่บาตรพระองค์สุดท้าย น้า หลานก้มหน้าไหว้พระรับพรอยู่
      
       “ยึดมั่น ตั้งมั่น อยู่ในศีลในธรรมนะโยม คุณความดีจะเป็นเกราะป้องกันภยันตรายทั้งหลายให้พวกโยมได้นะ”
       “สาธุค่ะหลวงพ่อ”
       พระเดินออกไป สองน้าหลานจบไหว้พร้อมกันแล้วกรวดน้ำ แต่พอเงยหน้าทั้งคู่ก็สะดุ้งเมื่อพบ เชตะวันยืนอยู่เงียบๆ
       “คุณเชต ทำไมมายืนเงียบๆอย่างนี้ละคะ นงค์เกือบหัวใจวายตาย”
       “ทำอะไรกัน”
       “กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับ...” อนงค์มองไปรอบๆอีก “เขาจะได้ไม่มาทำร้ายหรือเข้าสิงใครให้ต้องเดือดร้อนกันอีกน่ะค่ะคุณเชต...เอ๊ะ ว่าแต่ทำไมวันนี้คุณเชตตื่นเช้าจังคะ”
       “ตื่นอะไรล่ะ ฉันยังไม่ได้นอน”
       อนงค์ตาโต
       “นี่คุณเชตไม่ได้นอนเพราะรอคุณพยาบาลกลับมาหรือคะเนี่ย ตายแล้ว เดี๋ยวอาการก็กำเริบหรอกค่ะ”
       เชตะวัน เสียงดังอย่างคนอารมณ์เสีย
       “กำเริบก็ยิ่งดีสิ จะได้ตายๆไปซะเลย ที่อยู่มาทุกวันนี้ก็ไม่เห็นมีใครสนใจว่าฉันจะอยู่ หรือฉันจะตายอยู่แล้วนี่ เดี๋ยวเปิดประตูบ้านด้วย ฉันจะไปข้างนอก”
       เชตะวันก็เดินปังๆกลับเข้าบ้านไปอย่างคนอารมณ์เสีย อนงค์กับบวรหันมองหน้ากันแล้วถอนใจใหญ่
      
       เนตรอัปสรเดินมาส่งหมอก้อง ปารมี ทิพย์ไปทำงาน
       “ถ้าที่โรงพยาบาลมีประกาศเรียกพยาบาลพิเศษ ฉันจะรีบโทรมาบอกเธอนะ นะโม” ปารมีหันมาบอก
       “ขอบใจจ้ะปาน”
       “หมอไปก่อนนะ นะโม ต้องรีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อที่บ้านก่อนเข้าเวรน่ะ เมื่อคืนไม่ได้เตรียมตัวมาอยู่คุยกันจนดึกอย่างนั้นเลย”
       “ขับรถดีๆนะคะหมอ”
       ทิพย์เข้ามาเตือน
       “แล้วเธอก็อย่าลืมล่ะ ถึงจะไม่ได้อยู่ที่บ้านคุณเชตแล้วแต่ก็อย่าถอดสร้อยพระออกจากตัวเด็ดขาด กันไว้ดี กว่าแก้ เพราะถ้าแย่แล้วจะแก้ไม่ทัน”
       เนตรอัปสรยิ้มรับ
       “จ้ะ”
       ทั้งสามเดินออกไป เนตรอัปสรเดินเข้าห้องหยิบมือถือขึ้นมาเปิดเครื่อง พบว่าเชตะวันฝากข้อความเอาไว้มากมาย เธอจัดการลบข้อความทั้งหมดนั้น โดยไม่เปิดออกอ่านสักข้อความเดียว
      
       แซลลี่นั่งดื่มเหล้าอยู่ที่คอนโดอย่างเครียดๆ มีเสียงออดที่หน้าประตูบ้าน เธอเดินโซเซไปเปิดเห็นเป็นสิทธิ์ ก็ถามเสียงห้วนไม่แคร์ไม่ใยดีสิทธิ์เลย สนใจแต่เชตะวันคนเดียว
       “มาทำไมแต่เช้า”
       “เช้าที่ไหน นี่มันเที่ยงแล้วรู้มั๊ย”
       “จะเช้าหรือเที่ยง ก็ช่างหัวมัน ฉันไม่สนใจ”
       สิทธิ์ยื่นหน้าเข้าไปดมลมหายใจที่ปากของแซลลี่ใกล้ๆ
       “นี่คุณนั่งกินมาตั้งแต่เมื่อคืน หรือว่าตื่นมาซดแต่เช้ากันเนี่ย”
       “ตั้งแต่เมื่อคืน”
       “คนเดียว”
       “อย่ายุ่งน่า กลับไป ไป๊ วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์จะพูดกับใคร”
       “แม้แต่ไอ้เชต”
       แซลลี่ยิ่งโกรธหนักขึ้น เอาแก้วเหล้าที่ถือค้างอยู่ในมือเขวี้ยงไปกระทบกำแพงเต็มแรงจนแตกเปรี้ยงเสียงดัง สิทธิ์ตกใจ แล้วก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
       “ถูกมันหมางเมินใส่มาล่ะสิ”
       แซลลี่ตบปากสิทธิ์แบบจะให้หยุดพูด สิทธิ์เอามือลูบปากที่ถูกตบแม้จะเจ็บแต่ก็กลับหัวเราะชอบใจ
       “ไอ้เชตมันมีหญิงคนใหม่ล่ะสิ แม่พยาบาลส่วนตัวของมันใช่มั้ยล่ะ”
       แซลลี่แค้นๆ
       “นังพยาบาล ตั้งแต่มันมา เชตก็เปลี่ยนไปเลย ฉันเกลียดมัน”
       “ผมกำจัดมันให้เอามั๊ยล่ะ”
       แซลลี่ชะงักไป
       “กำจัดมันเหรอ แล้วนายจะได้อะไร”
       “ก็ได้ทำให้คุณพอใจไง...แซลลี่”
       แซลลี่นิ่งไป แล้วสองคนมองตากันอย่างจะวัดใจกัน
      
       อาทิตย์กับพายัพคุยกันอยู่ในห้องทำงานที่บ้าน
       “อะไรนะ แกฆ่าไอ้เล็ก” อาทิตย์ตกใจกับสิ่งที่ลูกชายบอก
       “มันจำเป็นครับพ่อ มันถูกตำรวจจับ มันต้องซัดทอดมาถึงเราแน่ ผมเลยปล่อยมันไว้ไม่ได้”
       อาทิตย์กังวล
       “แต่ตำรวจมันก็จะตามกลิ่นกลับมาที่แกจนได้นะ”
       “แต่มันก็ไม่มีหลักฐานอะไรพอที่จะทำอะไรเราได้หรอกครับพ่อ ผมกลบเกลื่อนร่องรอยอย่างดี พ่อสบายใจได้ ผมไม่มีวันทำให้พ่อเดือดร้อนแน่ครับ”
       อาทิตย์ยิ้มออก
       “นี่ถ้าไอ้เชตมันเก่งได้แค่ครึ่งหนึ่งของแก...ก็คงจะดีหรอก”
       “ครับพ่อ เออว่าแต่...มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือครับพ่อ แม่พยาบาลคนนั้นถึงได้ลาออกไปเร็วอย่างนี้ ก็เห็นท่าทางมีน้ำอดน้ำทนกว่าคนอื่นๆที่ผ่านมา”
       “ก็นิสัยเจ้าชู้ของมันนั่นแหละ ถ้าคนไหนเล่นด้วย ไอ้เชตมันจะเล่นเดี๋ยวเดียว แล้วก็เบื่อ แต่คนนี้เขาไม่ยอมเล่นด้วยกับมัน ท่าทางถือตัวมากอยู่ ก็คงทนไอ้เชตมันไม่ได้ เลยชิงออกไปก่อน”
       พายัพเซ็งๆ อาทิตย์มองหน้าอย่างรู้ใจลูก
       “แกชอบแม่พยาบาลคนนั้นใช่มั๊ยพายัพ”
       พายัพหัวเราะเก้อๆ
       “พ่อรู้ใจผมเสมอ”
       “ถ้าแกชอบแม่นั่น พ่อจะช่วย”
       พายัพดีใจตาวาวโรจน์
       “จริงหรือครับพ่อ”
       อาทิตย์พยักหน้า
       “ก็แกเป็นลูกรักของพ่อนี่”
       สองพ่อลูกยิ้มกันชื่นมื่น
      
       เนตรอัปสรเปิดตู้เย็นหาของกิน แต่พบว่าของหมด เธอผิดหวังเดินไปหยิบกระเป๋าเงินแล้วเปิดประตูห้องจะเดินออกไป แต่ทันทีที่เปิดประตูห้องเธอก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า เชตะวันยืนอยู่ที่หน้าห้องเธออยู่แล้ว
       “คุณเชต”
       เนตรอัปสรตกใจรีบปิดประตูทันที แต่เชตะวันก็รีบดึงออกทันควันเหมือนกัน เขาผลักประตูจนได้แล้วรีบบุกรวบตัวเธอจนมุม
       “นี่คุณจะไม่ต้อนรับผมเลยเหรอคุณเนตร”
       “คุณหาฉันเจอได้ยังไงเนี่ยคุณเชต”
       “คุณก็รู้ว่าผมเป็นใคร นายเชตะวันมีเงินมากพอที่จะแลกกับที่อยู่ของคุณนะครับคุณเนตร ว่าแต่ขอบคุณนะครับที่ยังจำผมได้”
       “ฉันไม่ใช่คนความจำเสื่อมนี่ ฉันถึงจะจำคุณไม่ได้ และฉันก็จำได้ด้วยว่า...ฉันลาออกแล้ว แล้วก็จำได้ดีอีกว่าก่อนหน้านี้คุณเคยพูดอนุญาตให้ฉันลาออกได้ ลาออกไปเลย เพราะฉะนั้นฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณอีก หลีกไป ฉันจะไปซื้อของ”
       เนตรอัปสรผลักเขาออกแล้วเดินแทรกออกไป เชตะวันไม่ยอมแพ้ตามไปติดๆ
      
       เนตรอัปสรเดินเข้าไปที่ลิฟต์ที่กำลังเปิดออก แล้วเดินเข้าไปในลิฟต์ เชตะวันตามมา
       “เดี๋ยวสิ”
       เนตรอัปสรยกมือขึ้นกันไม่ให้เขาเข้ามาในลิฟต์ด้วย
       “ผมมีเรื่องที่จะต้องคุยกับคุณอีก”
       “แต่ฉันไม่มี”
      
       เนตรอัปสรจะกดลิฟต์ปิด แต่เชตะวันขวางประตูลิฟต์ไว้


   


       เธอนึกรู้ว่าเขาตามตื๊อไม่ยอมเลิกแน่ เลยนึกอุบาย มองไปข้างหลังเขา
      
       “อุ๊ย...หมอก้องมาพอดี หมอช่วยด้วยค่ะ”
       เชตะวันหลงกล หันไปมองข้างหลัง เนตรอัปสรฉวยจังหวะที่เขาเผลอนั้นกดปิดประตูลิฟต์ทันที เชตะวันหันกลับไปมอง เห็นประตูลิฟต์ปิดและลิฟต์เริ่มเลื่อนลงชั้นล่างแล้ว เขาเจ็บใจแต่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆตัดสินใจวิ่งลงไปชั้นล่างทางบันได...ประตูลิฟต์เปิดออกเนตรอัปสรรีบออกมาจากลิฟต์กลัวเขาตามทันแล้วรีบออกไปนอกหอพักอย่างรีบร้อน
       เนตรอัปสรรีบออกมาจากหอพัก เหลียวกลับไปมอง ก็นึกโล่งใจไปเมื่อเห็นว่า เชตะวันยังวิ่งตามเธอลงมาไม่ทัน เธอโบกมือเรียกรถแท็กซี่อย่างร้อนใจ กลัวว่าเขาจะตามมาทัน แต่ก็ไม่มีแท็กซี่ผ่านมาเลย เธอกระวนกระวายหนัก สักครู่ก็มีรถตู้คันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าเธอแล้วก็มีคนร้ายคนหนึ่งลงจากรถมาแล้วฉุดเธอจะให้ขึ้นรถ เนตรอัปสรตกใจ ดิ้นสู้สุดฤทธิ์ไม่ยอมขึ้นรถง่ายๆ คนร้ายเลยตัดสินใจต่อยเข้าที่ท้องอย่างแรง เนตรอัปสรจุกจนตัวงอลงทันที ร้องไม่ออกเลยสักคำ แล้วคนร้ายก็ฉุดเธอขึ้นรถได้สำเร็จ
       เชตะวัน วิ่งตามออกมาจากหอพักทันเห็นคนร้ายฉุดเนตรอัปสรขึ้นรถตู้แล่นออกไป เชตะวันมองซ้ายมองขวาหาวิธีช่วย เขาเห็นรถเข็นขายผลไม้คันหนึ่งจอดอยู่ริมถนนก็รีบวิ่งไปที่รถเข็น แล้วจับรถเข็นนั้นเข็นสุดแรงไปขวางหน้ารถตู้ รถตู้ชนรถเข็นผลไม้ดังโครมต้องหยุดกะทันหัน เชตะวันฉวยจังหวะนั้นวิ่งที่รถตู้ เปิดประตูแล้วฉุดแขนเนตรอัปสรให้ลงจากรถ
       “ลงมาเร็วคุณ”
       เนตรอัปสรวิ่งลงมาจากรถ คนร้ายในรถ 2 คนหันมามองดูว่าใครมาช่วยเนตรอัปสรพอคนร้ายเห็นเชตะวันมันก็รีบสั่งเพื่อน
       “เฮ้ย...ออกรถเร็ว”
       คนร้ายที่เป็นคนขับรีบออกรถทันที เชตะวันมองตามรถตู้คันนั้นไปด้วยความโกรธ เนตรอัปสรเจ็บท้องที่ถูกชกจึงล้มลงไปเชตะวันประคองไว้แล้วตัดสินใจจะอุ้มเธอขึ้นแล้วกลับไปส่งที่ห้อง เนตรอัปสรรีบขัด
       “ไม่ต้อง ฉันเดินเองได้”
       “อย่าดื้อนักสิคุณ คุณเจ็บอยู่ ผมอุ้มไปส่งห้อง”
       เชตะวันรีบรวบร่างเนตรอัปสรขึ้นอุ้มประคองไว้ทันที เธอพูดอะไรไม่ออกจึงจำยินยอมให้เขาไปส่งห้องแต่โดยดี
      
       เชตะวันอุ้มเนตรอัปสรเข้าห้อง เขาให้เธอนั่งลงแล้วมองอย่างเป็นห่วง
       “อยู่ดีๆคนพวกนั้นมาฉุดคุณได้ยังไงเนี่ย”
       “ฉันก็สงสัยอยู่เนี่ย ฉันก็เป็นแค่คนธรรมดาคนนึงไม่ได้มีศัตรูกับใคร จะมาทำร้ายฉันเพื่ออะไรกัน แล้วจะมาปล้นฉันเหรอ มันคิดผิดละ ฉันต้องขอเงินพวกมันด้วยซ้ำ”
       เชตะวันคิดสงสัยใครกันที่ทำแบบนี้ เขาเริ่มเป็นห่วงเนตรอัปสรเพราะผู้หญิงคนนี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแปลกๆเสมอ
       “ต่อไปคุณต้องระวังตัวให้มากนะไปไหนมาไหนมันอันตรายรู้ไหม แล้วนี่ยังเจ็บอยู่มั้ย”
       เนตรอัปสรเอามือกุมท้อง
       “ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ เกิดมาก็เพิ่งเคยถูกชกก็วันนี้เอง เจ็บจนร้องไม่ออกเลย ขอบคุณนะคะที่คุณช่วยฉัน ไม่อย่างนั้นฉันคงแย่...”
       เชตะวันยิ้ม
       “ผมดีขนาดนี้แล้วเนี่ย คุณจะไม่ใจอ่อนกลับไปบ้านผม ไปเป็นพยาบาลส่วนตัวของผมตามเดิมเหรอครับ” เชตะวันส่งสายตาอ้อนวอน เนตรอัปสรนิ่งเงียบ
       “คุณคงโกรธในสิ่งที่ผมทำลงไป ผม...ขอโทษ”
       เนตรอัปสรยิ่งอึ้งหนัก ไม่นึกว่าจะได้ยินคำขอโทษ จากปากของเขามาก่อน
       “กลับไปเป็นพยาบาลส่วนตัวให้ผมอย่างเดิมนะ น้า เอางี้...ผมขึ้นค่าจ้างให้คุณอีกเท่านึงก็ได้”
       เนตรอัปสรเสียงแข็งเลย
       “มันไม่ใช่เรื่องเงินนะคุณเชต คุณอยากจะเอาเงินฟาดหัวใครก็เชิญแต่ไม่ใช่กับฉัน เข้าใจไหม”
       เนตรอัปสรลุกจะไป เชตะวันรีบดึงไว้รู้สึกผิด
       “ผมรู้ล่ะครับ ผมรู้แล้วผมขอโทษ และผมก็สัญญาว่าจะไม่ทำอย่างนั้นอีก ตกลงมั๊ย”
       เนตรอัปสรนิ่ง ลังเล
       “นะ...คุณก็รู้ว่า ถ้าผมไม่มีคนดูแลตอนนอน ถ้าโรคมันกำเริบขึ้นมา ผมก็คงจะตายไปโดยที่ไม่มีใครรู้เลย”
       เชตะวันหน้าเศร้า รู้สึกท้อใจกับโรคที่ตัวเองเป็น เนตรอัปสรหน้าของเขาก็เริ่มใจอ่อน ถอนใจเครียดๆ
       “ขอฉันคิดดูก่อนได้มั๊ยคะ”
       เชตะวันเห็นเธอไม่ปฏิเสธแข็งขันอย่างเคยก็รู้เลยว่าเขายังมีหวัง เชตะวันยิ้ม...
      
       เนตรอัปสรเดินออกมาส่งเชตะวันที่หน้าห้อง
       “จะไม่กลับไปกับผมตอนนี้จริงๆเหรอ เกิดคืนนี้ผมหยุดหายใจไปทำไง”
       “คุณยังไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอกคุณเชต ขนาดโจรคุณยังไล่ไปได้ขนาดนั่น คุณน่ะมันคนเหล็ก”
       “ผมไม่ใช่หุ่นยนต์นะ ผมมีหัวใจ” เขาเดินเข้าไปหาเธอ “และหัวใจของผมตอนนี้ก็รอคุณมาดูแลอยู่ไง...คุณพยาบาล”
       เนตรอัปสรอึ้งรู้สึกใจแปล๊บๆบอกไม่ถูก ตัวชาจนหน้าแดงไปหมด สับสนไปหมดจนต้องรีบกลบเกลื่อน
       “ฉันรู้แล้ว”
       เนตรอัปสรปิดประตูห้องไป เชตะวันยิ้ม
      
       คนร้าย 2 คนยืนหน้าจ๋อยโดนสิทธ์ยืนชี้หน้าด่าอย่างโมโห
       “อะไรกัน ฉันจ้างพวกนายไปฉุดสาวให้ฉันแค่นี้ ทำไม่ได้ ห่วยแตกจริงๆ”
       “จริงๆตอนแรกก็ฉุดนังนั่นขึ้นรถมาได้แล้วนะครับ แต่มีคนเข้ามาช่วยไว้...”
       คนร้ายรู้ว่าเป็นเชตะวันแต่ยังไม่บอก อึกอักอยู่ คนร้ายอีกคนเสริม
       “ใช่ครับ จริงๆจะจัดการทั้งสองคนก็ได้แต่พวกเราเห็นว่าคุณสิทธิ์สั่งแค่จัดการผู้หญิง แล้วก็ไม่กล้าจัดการคนที่มาช่วยด้วย พวกเราก็เลยปล่อยไปดีกว่าครับกลัวเรื่องจะบานปลาย”
       “คนที่มาช่วย มันเป็นใคร” สิทธิ์ถามเสียงเข้ม
       “เออ...คุณเชตครับ”
       “ไอ้บ้าเอ๊ย แล้วทำไมไม่บอกแต่แรก”
       สิทธิ์อึ้งไม่คิดว่าเชตะวันจะตามเนตรอัปสรไปที่ห้องพักด้วย เขารู้ได้เลยทันทีว่าเชตะวันชอบเนตรอัปสรจริงๆเข้าแล้ว
       “นี่ไอ้เชตชอบนังพยาบาลนั่นจริงๆเหรอเนี่ย”
      
       เชตะวันเดินกลับเข้ามาในบ้าน แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อพายัพเดินเข้ามาขวางหน้าไว้
       “ได้ข่าวว่าแกออกฤทธิ์ ออกเดช เสียจนคุณพยาบาลคนใหม่ทนไม่ไหว ลาออกไปแล้วเหรอ นี่...นายเชต เมื่อไหร่แกจะหายนิสัยเสีย ทำร้ายจิตใจคนอื่นอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้สักทีนะ”
       “พี่ยัพอย่ามายุ่งเรื่องของผมหน่อยเลยน่า ถึงผมจะเฮงซวย แต่ผมก็ไม่เคยชั่วช้าค้ายาทำลายชาติอย่างพี่หรอก”
       พายัพหน้าตึงขึ้นมาทันที
       “ไอ้เชต”
       เชตะวันยืนยืดอกอย่างท้าทาย ไม่กลัวพายัพเลย
       “พี่จะทำไมผม หึ...ชีวิตผม...มันอาจจะไม่ยืนยาวก็เพราะโรคที่ผมเป็นอยู่ แต่ผมก็เชื่อว่า...ชีวิตพี่ก็ไม่น่าจะยืนยาวเหมือนกัน เพราะค้ายามีโทษถึงประหารชีวิตเชียวนะครับ”
       พายัพโมโหพุ่งเข้าไปชกเชตะวันทันที แต่จู่ๆผีเฟื่องก็พุ่งเข้ามาผลักหลังพายัพ ทำให้เขาหน้าคว่ำ ชกเชตะวันพลาดแล้วยังหน้าทิ่มล้มไปเองอีก เชตะวันมองอย่างงงๆ ไม่รู้ว่าพายัพล้มไปเพราะผีเฟื่องทำ คิดว่าพลาดเอง เชตะวันหัวเราะเยาะแล้วเดินออกไป พายัพยิ่งเจ็บใจที่โดนหัวเราะเยาะ เขาเตะถีบโต๊ะเก้าอี้แถวนั้นระบายอารมณ์ กัดฟันพูดคนเดียวด้วยความเคียดแค้น
       “ฮึ่ย...ไอ้เชตนะไอ้เชต ถึงมึงจะเกิดมาเป็นน้องกู แต่มึงก็จวนจะได้ไปเกิดใหม่เต็มทีแล้วโว๊ย”
       พายัพเคียดแค้นชิงชังเชตะวันเป็นอย่างมาก แล้วผีเฟื่องก็พุ่งเข้ามาพูดใส่หน้าพายัพอย่างเกลียดชังเขาไม่แพ้กันแต่พายัพก็ไม่รู้ตัว
       “ไอ้พัน มึงนี่เลวมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว มาจนถึงชาตินี้เลยนะ กูไม่มีวันยอมให้มึงแตะต้องชุนเป็นอันขาด วันไหนมึงแตะต้องผัวกู วันนั้นมึงกับกูเป็นได้เห็นดีกัน”
      
       เชตะวันเดินเข้ามาในห้องเนตรอัปสร มองไปรอบๆห้อง คิดถึงหญิงสาวจับใจ เขาเห็นอะไรบางอย่างที่โต๊ะแต่งตัวเดินไปหยิบขึ้นมาดู เป็นของแต่งตัวกระจุกกระจิกที่เนตรอัปสรลืมทิ้งไว้ เชตะวันมองแล้วยิ้มเมื่อคิดถึงข้าวของ ผีเฟื่องมายืนดูการกระทำของเขาอยู่ เธอทั้งโกรธทั้งเสียใจ
       “ข้าจะต้องทำอย่างไรนะ เจ้าถึงจะจำเรื่องราวของเราในครั้งเก่าก่อนได้ ข้าจะต้องทำอย่างไรนะ เจ้าถึงจะจำความรักของเราได้ ข้าอยากให้เจ้ากลับมาหาข้าเหลือเกิน...ชุน”
      
       ผีเฟื่องร้องไห้
        

      
       ค่ำนั้น...ปารมี ทิพย์ หมอก้อง นั่งล้อมมองหน้าเนตรอัปสรอยู่ ทั้งสามตกใจไปตามๆกันเมื่อได้ยินสิ่งที่เนตรอัปสรบอก
      
       “คุณเชตมาที่นี่” ปารมีถามอย่างตระหนก
       เนตรอัปสรพยักหน้า หมอก้องถามอย่างร้อนรน
       “แล้วเขาทำอะไรนะโมรึเปล่า”
       ปารมีเหลือบตามองหมอก้อง นึกรู้ว่าเขาก็เอาแต่ห่วงเนตรอัปสรอยู่คนเดียวเลยแอบน้อยใจ แต่ก็สะกดอารมณ์เก็บไว้ เนตรอัปสรส่ายหน้า
       “เปล่าค่ะหมอ เขามาช่วยเนตรเสียด้วยซ้ำ”
       หมอก้องชะงัก
       “ช่วย”
       เนตรอัปสรนิ่งไป แล้วตัดสินใจไม่เล่าเรื่องที่ถูกคนฉุดดีกว่า เพราะกลัวเพื่อนๆเป็นห่วงเลยกลบเกลื่อนไป
       “ช่วยเนตรซื้อของเข้าบ้านน่ะค่ะ”
       ทิพย์สงสัย
       “แล้วเขามาทำไมน่ะ นะโม”
       “เขามาขอให้ฉันกลับไปทำงานอีกน่ะ”
       หมอก้องมองหน้า
       “นะโมคงจะไม่คิดกลับไปทำงานกับคนบ้า เอาแต่ใจตัว คนนั้นอีกนะ”
       เนตรอัปสรเงียบ หมอก้องเริ่มใจไม่ดี หวงและห่วงเธอมาก ปารมีจ้องหน้าเพื่อน
       “อย่าบอกนะว่า...นะโมคิดจะกลับไปทำงานให้คุณ เชตะวันอีกน่ะ”
       เนตรอัปสรถอนใจกลุ้มๆ
       “ฉันยังไม่ได้ตกปากรับคำเขาหรอก ฉันบอกเขาว่า ขอเวลาคิดดูก่อน”
       หมอก้องรีบขัด
       “ไม่เห็นต้องคิดเลยนะโม ปฏิเสธไปเลย หางานใหม่เถอะ หมอจะช่วยหาเอง”
       “แต่งานใหม่ที่ไหน ก็คงจะไม่รายได้ดีเท่าที่เขาให้เนตรอีกแล้วล่ะค่ะหมอ เนตรเป็นคนจน คนจน...ไม่มีทางให้เลือกมากนักหรอกค่ะ จริงไหม”
       เพื่อนทั้งสามมองเนตรอัปสรอย่างเครียดๆและเซ็งไปตามๆกัน ส่วนเนตรอัปสรเองแค่ใช้เงินเป็นเพียงข้ออ้าง จริงๆแล้วเธอเริ่มมีความรู้สึกที่ดีกับเชตะวันเข้าให้แล้ว
      
       เชตะวัน ล้มตัวลงนอน เอาเครื่องช่วยหายใจครอบลงหน้าตัวเอง แล้วปิดไฟ...อนงค์กับบวรยืนมุมหนึ่งมองดูไฟห้องนอนเชตะวันปิดลง
       “น้าว่ามะ หลังๆมานี่คุณเชตเปลี่ยนไปเยอะเลยเนอะ ไม่ออกเที่ยวดึกๆดื่นๆ ไม่จัดปาร์ตี้กะสาวๆในบ้าน เข้านอนแต่หัวค่ำ ดูผีเข้าผีออกเนอะ”
       บวรพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แล้วอนงค์ก็นึกอะไรได้ เหลียวมองรอบๆตัวอย่างหวาดกลัว แล้วยกพระที่กลัดไว้ที่เสื้อตลอดเวลาขึ้นมาจบไหว้
       “พูดถึงผีแล้ว...น้าว่า...ผีมันยังอยู่ในบ้านเรามั้ย”
       บวรนิ่งเงียบไปหน้าเครียด อนงค์หันไปมองหน้านึกรู้ทันที
       “ยังอยู่เรอะน้า”
       บวรพยักหน้าแล้วหันไปเห็นมีเหมือนควันเย็นค่อยๆปล่อยออกมาจากประตูห้องเชตะวัน บวรสะกิดให้อนงค์ดู อนงค์ตกใจ ควันเย็นค่อยๆมากขึ้นเรื่อยๆ จนสองคนกอดกันตัวสั่น
       “น้าจ๋า ฉันเชื่อแล้วว่าผียังอยู่ นี่เรากำลังถูกผีหลอกกันใช่ไหมจ๊ะ”
       บวรพยักหน้า อนงค์เบ้ปากจะร้องไห้
       “งั้นตัวใครตัวมันนะน้า อ๊าย”
       อนงค์รีบวิ่งเตลิดออกไปเลย มีแต่บวรยืนสั่นงึกงักอยู่คนเดียวมองดูควันเย็นที่พุ่งออกมาจากขาวเป็นดำแล้วกลายเป็นผีเฟื่องยืนจ้องหน้าอยู่ บวรยืนตาค้างสั่นกลัวเห็นผีเฟื่องอีกแล้ว รีบแจ่นวิ่งหนีลนลานออกไปเลย ผีเฟื่องยืนมอง...
       กลางดึก...เชตะวันนอนหลับสนิทโดยมีผีเฟื่องนอนกอดอยู่อย่างมีความสุข โดยที่เขาไม่รู้เรื่องเลย
      
       แซลลี่ด่าสิทธิ์อยู่ในผับแห่งหนึ่ง
       “โธ่...ฉันก็นึกว่านายจะแน่ ที่แท้ก็แค่ราคาคุย กะอีแค่ส่งคนไปฉุดผู้หญิงโง่ๆคนเดียว แค่นี้ก็ทำไม่สำเร็จ แล้วจะไปทำอะไรได้”
       แชลลี่เอาเหล้าในแก้วสาดใส่หน้าสิทธิ์แล้วเดินออกไป สิทธิ์เจ็บใจมาก วิ่งตามไป...แซลลี่เดินออกมาที่ลานจอดรถ เปิดประตูรถค้างอยู่สิทธิ์วิ่งเข้ามาฉุดแขนไว้
       “แล้วคุณเก่งนักเรอะ แซลลี่ ผมก็เห็นคุณวิ่งไล่ตามจับไอ้เชตมันอยู่ตั้งนานแล้ว ขนาดลงทุนไปนอนแบให้มันเปล่า มันก็ยังไม่เอา คุณมันก็ไม่มีน้ำยาเหมือนกันนั่นแหละ”
       แซลลี่โกรธปรี๊ด หันมาตบผั๊วะ สิทธิ์โมโห คว้าตัวเธอมาปล้ำจูบอย่างรุนแรง แซลลี่ดิ้นสู้สุดฤทธิ์
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย”
       แต่สิทธิ์หน้ามืดไปแล้ว เปิดประตูหลังรถของแซลลี่ แล้วผลักเธอล้มลงนอนที่เบาะหลังก่อนจะโถมตัวลงทับ แซลลี่ดิ้นสู้ไม่ยอม ทันใดนั้น...ชายคนหนึ่งกระชากบ่าสิทธิ์แล้วชกหน้าเขาเปรี้ยง สิทธิ์หน้าคว่ำไปเลยยิ่งโมโห
       “เฮ้ย มึงเป็นใครวะ เสือกเข้ามายุ่งเรื่องของผัวเมีย”
       “อย่าไปเชื่อค่ะ ฉันไม่ใช่เมียมัน” แซลลี่วิ่งเข้าไปหลบหลังชายคนนั้น “ช่วยฉันด้วยค่ะ ช่วยฉันด้วย”
       “อ้าว...ยังงี้ก็สวยสิ”
       ชายคนนั้นพุ่งเข้าใส่ สิทธิ์เบี่ยงตัวหลบแล้วถีบหน้าคว่ำไป แต่พอชายคนนั้นหันกลับมาอีกที ก็ถือปืนเล็งมา สิทธิ์ตกใจพุ่งเข้าแย่งปืนอย่างรวดเร็ว ทั้งสองปล้ำสู้แย่งปืนกันชุลมุน แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงปืนลั่นขึ้นหนึ่งนัด ทั้งสิทธิ์และชายสะดุ้งเฮือกขึ้นพร้อมกัน แล้วผงะออกจากกัน เลือดแดงฉานซึมเปื้อนออกจากอกชายคนนั้นอย่างรวดเร็วเขาตาเหลือกลานด้วยความเจ็บ แซลลี่กรี๊ดลั่น แล้วมีผู้ชายอีกสองคนวิ่งเข้ามาประคองชายที่ถูกยิงทันที ชายคนหนึ่งหันมาชี้หน้าสิทธิ์
       “มึงรู้รึเปล่าว่ามึงทำใคร”
       สิทธิ์เริ่มรู้สึกตัวว่าทำเรื่องราวบานปลายไปใหญ่แล้ว เริ่มหน้าเสีย ชายคนหนึ่งไม่สน วิ่งกลับไปคว้าปืนในมือแล้วหันมายิงใส่สิทธิ์ทันที แต่สิทธิ์ไหวตัวทันก่อน ออกวิ่งหนีไม่คิดชีวิต โดยมีชายคนนั้นไล่ยิงตามหลังมาไม่ยั้ง ทันใดนั้นก็มีรถคันหนึ่งพุ่งเข้ามาดักหน้าสิทธิ์ไว้ แล้วประตูรถก็เปิดผ่างออก สิทธิ์ตกใจ แต่พอก้มลงมองหน้าคนขับก็ใจชื้นขึ้น
       “พี่พายัพ”
       “ขึ้นรถเร็ว”
       ไม่ต้องรอฟังคำสั่งเป็นครั้งที่ 2 สิทธิ์ก็ขึ้นรถอย่างรีบร้อน แล้วรถพายัพก็แล่นออกจากที่นั้นไปอย่างรวดเร็ว
      
       รถพายัพจอดพักรถอยู่ที่ริมข้างทาง
       “โชคดีจริงๆที่พี่พายัพมาช่วยผมเอาไว้ได้ทันเวลาพอดีว่าแต่...พี่ไปแถวผับนั่นทำไมครับ”
       “ผับนั่นพี่มีหุ้นอยู่ แต่ตอนนี้พี่ว่าแกไปมีเรื่องกับลูกท่าน เห็นทีจะลำบากซะแล้วล่ะ”
       สิทธิ์หน้าเสีย
       “ลูกท่าน แล้วนี่ผมควรจะทำยังไงดีครับพี่พายัพ เกิดมันตายไปเรื่องใหญ่แน่”
       พายัพนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
       “เอายังงี้ พี่ว่าช่วงนี้แกไปกบดานอยู่ที่รีสอร์ตพี่ก่อน แล้วเดี๋ยวเรื่องทางนี้ พี่จะค่อยๆพยายามเคลียร์ให้แกเอง”
       สิทธิ์ยกมือไหว้
       “ขอบคุณมากครับพี่พายัพ ผมจะไม่ลืมบุญคุณของพี่ครั้งนี้เลย”
       พายัพพยักหน้ารับ ยิ้มในหน้า มั่นใจว่าเขาจะได้คนมาช่วยกำจัดเชตะวันอีกแรงอย่างแน่นอน
      
       เช้าวันใหม่...ปารมีกับทิพย์ออกมาจากในห้องพบอาหารเช้า 2 ที่จัดวางเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ทิพย์พุ่งเข้าไปกินทันทีอย่างเอร็ดอร่อย
       “อร่อยอย่างนี้ ฝีมือยายนะโมแน่ อิอิ ยายนะโมนี่ ทำกับข้าวเก่งไม่แพ้หมอก้องเลย...นี่ถ้าเขาสองคนเป็นแฟนกัน วันๆคงทำกับข้าวกันเพลินไปเลยนิ”
       พูดแล้วทิพย์ก็รู้สึกตัวว่าไม่สมควรพูด เลยเอามือตบปากตัวเองเบาๆ ปารมีถอนใจ
       “ช่างเถอะทิพย์ เรื่องของหัวใจ ไม่มีใครบังคับใจใครได้หรอก”
       ทิพย์หน้าจ๋อย เนตรอัปสรเดินเข้ามา พอเห็นเพื่อนทั้งสองกำลังกินข้าวเช้าที่เธอทำเตรียมไว้ให้ก็ยิ้มพอใจ ปารมีหันไปถาม
       “ทำไมตื่นแต่เช้าลุกขึ้นมาทำกับข้าวยังงี้ล่ะนะโม”
       เนตรอัปสรหน้าเจื่อนลง
       “คือ...ฉันนอนไม่หลับน่ะปาน”
       “ตัดสินใจเรื่องคุณเชตไม่ตกล่ะสิ”
       เนตรอัปสรพยักหน้า
       “มันบอกไม่ถูกน่ะปาน ถึงแม้ว่าหลายครั้ง เขาจะทำให้ฉันโกรธเสียจนไม่อยากจะมองหน้าเลย แต่สักพัก ฉันก็โกรธเขาไม่ลง บางที...รู้สึกสงสารเขาซะด้วย ซ้ำไป”
       ทิพย์หันมามองหน้าเพื่อน
       “เริ่มใจอ่อนแล้วสิ อาการยังงี้อ่ะนะ เผลอๆ เธอกับเขาอาจจะเคยเป็นคู่เวรคู่กรรมกันมาก่อนตั้งแต่เมื่อชาติที่แล้วก็ได้นะเธอ มันถึงตัดกันไม่ขาดอย่างนี้น่ะ”
      
       เนตรอัปสรหน้าเหวอ ปารมีนิ่งคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งก็โพล่งขึ้น


   


       เนตรอัปสรหน้าเหวอ ปารมีนิ่งคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งก็โพล่งขึ้น
      
       “นะโม ไปหาคุณแม่สรวงกับฉันเถอะ บางที...เรื่องบ้าๆทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเธอในเวลานี้ คุณแม่สรวงอาจจะบอกได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไรกันแน่ ไป”
      
       ในสถานปฏิบัติธรรม...คุณสรวงมองเนตรอัปสรอย่างพิจารณาครุ่นคิด ปารมีกับทิพย์นั่งอยู่ด้วย
       “ใช่...ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับหนูในเวลานี้ มันเกิดขึ้นเพราะกรรมเก่าที่เคยทำร่วมกันมากับพวกเขา เมื่อชาติที่แล้ว มันจึงต้องกลับมาพัวพันกันอยู่ในชาตินี้อีก”
       “หนูกับคุณเชตเคยรู้จักกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้วหรือคะ แม่สรวง”
       คุณสรวงพยักหน้า
       “แล้วชาติที่แล้ว คุณเชตเคยทำเวรทำกรรมอะไรมาหรือคะ ชาตินี้เขาถึงได้เป็นโรคประหลาดอย่างนี้คะ”
       “เขาทำกรรม...ที่ก่อให้เกิดเป็นบ่วงผูกพันกับผู้หญิง 2 คน มาเมื่อครั้งอดีตชาติที่ผ่านมา ดังนั้นชาตินี้เมื่อเขาหลับใหล ดวงจิตที่ล่องลอยกลับไปไปสิ่งที่เขาเคยผูกพัน วันใดที่เขาปะเหมาะเคราะห์ร้าย จิตของเขาที่ล่องลอยออกจากร่างไปยามหลับ ก็ไม่กลับเข้าร่างอีกและวันนั้น...ก็คือวันตายของเขานั่นเอง”
       “แล้วเนตรเป็นผู้หญิง 1 ใน 2 คนนั้นหรือเปล่าคะ”
       สรวงนิ่ง ไม่ตอบ เนตรอัปสรเลยเปลี่ยนคำถาม
       “แล้วโรคเวรโรคกรรมที่เขาเป็นอยู่ ไม่มีทางแก้ไขเลยหรือคะคุณแม่”
       “โรคกรรม ต้องแก้ด้วยกรรม วิธีแก้เฉพาะหน้าทำได้แต่เพียงว่าต้องให้มีคนอยู่กับเขาทุกครั้งที่เขาหลับ เพื่อคอยดึงดวงจิตของเขาให้กลับคืนร่างทุกวัน ที่เหลือ..ต้องให้เจ้าตัวเขาทำบุญทำกุศลแก่ตัว โรคที่เป็นจึงทุเลาลงได้...”
       เนตรอัปสรครุ่นคิดหนักใจ...
      
       ในร้านเบเกอรี่...ปารมีกับทิพย์นั่งมองหน้าเนตรอัปสรแล้วพากันถอนใจกลุ้ม ปารมีกังวลใจ
       “ยังไงๆ ฉันก็ไม่อยากให้นะโมกลับไปทำงานกับคุณเชตอีกเลยนะ”
       ทิพย์เห็นด้วย
       “นั่นสิ ฉันว่า...เขาเป็นตัวอันตรายสำหรับเธอนะ นะโม”
       แต่เนตรอัปสรแย้งขึ้น
       “แต่ถ้าฉันเป็นคนที่มีเวรกรรมผูกพันมากับเขา ฉันก็อยากจะแก้กรรมนั้น อยากจะช่วยให้เขาหลุดจากทุกข์ที่เขามีอยู่ จะได้หมดเวรหมดกรรมต่อกันในชาตินี้สักที”
       ปารมีกับทิพย์นิ่งเงียบไป ทำอะไรไม่ได้ หมอก้องเดินเข้ามา แย้งทันที...
       “แต่หมอจะไม่ยอมให้นะโมกลับไปที่บ้านนั้นอีก”
       ทุกคนหน้าเหวอ ทิพย์รีบพูดดักคอ
       “แล้วหมอเป็นอะไรกับยายนะโมหรือคะ ถึงจะมาคัดค้านการตัดสินใจของยายนะโมอย่างนี้”
       หมอก้องหน้าเสีย อึ้งเงียบไปเลย
      
       ค่ำนั้น เชตะวันกำลังพูดโทรศัพท์กับเนตรอัปสรอย่างดีใจมาก
       “คุณตกลงจะกลับมาดูแลผม งั้นคุณรอผมเดี๋ยวนะ ผมจะไปรับคุณที่หอพักเอง”
       เชตะวันก็กดวางสายแล้วเดินยิ้มออกไปทันที โดยเดินผ่านผีเฟื่องไปอย่างไม่รู้ตัว ผีเฟื่องมองตาม แล้วตัดสินใจตามเขาไปติดๆ เชตะวันกำลังเดินไปขึ้นรถด้วยท่าทางมีความสุขมาก พายัพแอบมองดูอยู่
       “ยิ้มมีความสุขไปเถอะไอ้เชต กำลังมีความสุขอย่างนี้ มึงไม่ทันระวังตัวหรอก” ว่าแล้วพายัพก็กดโทรศัพท์ออก “ไอ้พงษ์ เริ่มงานมึงได้”
       พายัพ ยิ้มเหี้ยม
      
       เชตะวันขับรถออกจากบ้าน บวรเป็นคนเปิดปิดประตูบ้านให้มองไปในรถ เห็นผีเฟื่องนั่งไปในรถด้วยโดยที่เชตะวันไม่รู้ตัว บวรตกใจ พยายามจะเตือนเชตะวัน แต่ผีเฟื่องหันขวับมาจ้องหน้าบวรอย่างเอาเรื่องตาแดงวาววาบขึ้นมาทันที บวรจึงได้แต่อึกอักๆอยู่อย่างนั้นจนเชตะวันขับรถออกไป
      
       ปารมียกสร้อยพระที่เนตรอัปสรใส่อยู่ที่คอขึ้นดูอีกครั้ง
       “อย่าลืมนะ นะโม อย่าถอดสร้อยเส้นนี้ออกจากคอเด็ดขาด”
       “รู้ล่ะน่า”
       หมอก้องท่าทางหงุดหงิดมาก
       “หมอไปส่งนะโมที่บ้านไอ้หมอนั่นเองก็ได้ ทำไมต้องให้เขามารับด้วย”
       “เนตรไม่ได้ให้เขามารับ แต่เขาอาสามาเองค่ะหมอ”
       “ไม่รู้ละ นะโมก็ปฏิเสธไปก็ได้นี่”
       ทิพย์ตัดบท
       “เอาเถอะค่ะ...หมอ ใครจะมารับ ใครจะไปส่ง ผลสุดท้ายก็คือยายนะโมของเราก็จะกลับไปทำงานในบ้านผีสิงนั่นอยู่ดีล่ะค่ะ”
       ทุกคนถอนใจกลุ้ม ปารมีมองเพื่อนอย่างเป็นห่วง
       “นะโม รับปากกับฉันนะ ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลกลับมาเถอะนะ อย่าทนเลย บางที...เราก็ไม่อาจฝืนชะตากรรมได้หรอก”
       “อย่าห่วงเลยปาน ฉันสัญญาว่าจะดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดจ้ะ”
       เพื่อนสาวทั้งสองกอดเนตรอัปสร เชตะวันขับรถยิ้มร่าเข้ามา หมอก้องทำหน้าหน่ายอย่างไม่ปิดบัง เชตะวันลงมารับกระเป๋าจากเนตรอัปสร หมอก้องเข้าไปยืนประชิดตัวเชตะวันอย่างท้าทาย
       “ถ้าคุณแตะต้องนะโมแม้แต่ปลายเล็บ ผมเอาเรื่องคุณแน่”
       เชตะวันไม่ตอบ แต่ทำหน้าเย้ย หมอก้องเจ็บใจ เชตะวันพาเนตรอัปสรขึ้นรถไป ผีเฟื่องที่นั่งอยู่ในรถ พอเนตรอัปสรก้าวขึ้นรถ แสงจากพระที่เนตรอัปสรคล้องคออยู่ก็วาบขึ้น ผีเฟื่องยกมือขึ้นปิดหน้ากรีดร้องอย่างหวาดกลัว แล้วก็หายตัวไปทันที
      
       ผีเฟื่องพุ่งกลับมาที่ห้องเชตะวันพลางกรีดร้องอย่างคั่งแค้นใจ
       “อีนวล มึงจะกลับมาที่นี่อีกทำไม กูเกลียดมึง อีนวล กูเกลียดมึง”
       ผีเฟื่องกรีดร้องอีก...อนงค์กับบวรอยู่หลังบ้าน อนงค์โดดกอดคอบวรตัวสั่นงันงก
       “น้า...ได้ยินเสียงไรมั๊ยนั่น เสียงผีแน่ๆ ฮือๆ”
       บวรมองไปรอบๆ กลุ้มใจสุดๆเพราะทำอะไรไม่ได้เลย
      
       เชตะวันขับรถมาโดยมีเนตรอัปสรนั่งข้างๆ
       “ก่อนจะเข้าบ้าน คุณอยากแวะซื้ออะไรก่อนมั๊ย”
       “ไม่ค่ะ ขอบคุณ”
       เชตะวันพยักหน้ารับ แล้วก็ขับรถต่อไป ผ่านมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งที่จอดดักรออยู่ พอคนขับมอเตอร์เห็นรถเชตะวันขับผ่านหน้าไปก็สตาร์ทรถแล้วตาม
       เชตะวันขับรถมาจวนจะถึงหน้าบ้านอยู่แล้ว มอเตอร์ไซค์ที่แล่นตามหลังมาก็เร่งเครื่องขึ้นมาใกล้และทันทีที่รถเชตะวันจอดที่หน้าประตูบ้าน เพื่อรอประตูบ้านเปิด มอเตอร์ไซค์คันนั้นก็พุ่งเข้ามาเทียบ เชตะวันมัวแต่มองหน้าเนตรอัปสรอย่างปลาบปลื้มดีใจที่เขาสามารถพาเธอกลับมาที่บ้านนี้ได้อีกครั้ง เนตรอัปสรมองข้ามไหล่เขาไปเห็นคนร้ายยกปืนขึ้นเล็งตรงมาที่เชตะวัน
       “คุณเชต ระวัง” เนตรอัปสรตะโกนสุดเสียง
       เชตะวันหันขวับไปมองข้างหลังทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่คนร้ายเหนี่ยวไก กระสุนเฉี่ยวถากซอกคอเขาไป เลือดซึมขึ้นที่ข้างทันที เชตะวันร้องโอ๊ยเอามือกุมคอ คนร้ายเห็นเชตะวันไม่เป็นไรเพราะกระสุนไม่โดนจุดสำคัญ ก็ลงจากมอเตอร์ไซค์ แล้วเดินตรงมาหมายจะเข้ามายิงซ้ำ เชตะวัน เห็นภัยจวนตัว เขากลับห่วงเนตรอัปสรมากกว่าตัวเองรีบผลักไสเธอให้ลงจากรถ
       “คุณ หนีไป”
       เนตรอัปสรละล้าละลังกลัวก็กลัว แต่ก็ห่วงเขาด้วย เชตะวันผลักไสอีก
       “ไปสิ”
       คนร้ายเดินถือปืนเล็งใกล้เข้ามาเต็มที เนตรอัปสรเห็นเลือดที่ซอกคอเชตะวันไหลมากขึ้นเธอตัดสินใจไม่ยอมหนี แต่เอื้อมมือไปกดแตรรถไม่ยอมปล่อย เสียงแตรดังลั่นสนั่นไปทั่วบริเวณทันที
      
       ผีเฟื่องที่กลับมารอเชตะวันอยู่ที่บ้านตาเบิกโพลงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงแตรรถที่หน้าบ้าน ผีเฟื่องพุ่งร่างไปที่หน้าบ้านอย่างรวดเร็ว...เนตรอัปสรยังคงกดแตรรถไม่ยอมปล่อย คนร้ายเห็นท่าไม่ดีเปลี่ยนใจเลิกยิงเชตะวันซ้ำรีบวิ่งกลับไปที่รถ แล้วขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปผีเฟื่องพุ่งตามไปติดๆ
      
       พงษ์คือคนร้ายคนนั้น เขาขี่มอเตอร์ไซค์หนีมา แล้วเหลียวหลังไปดูว่ามีใครตามเขามาหรือไม่ แต่พอเหลียวหน้ากลับมาก็เห็นผีเฟื่องพุ่งออกมาจากข้างทาง มายืนดักหน้าไว้อย่างกะทันหัน พงษ์ตกใจสุดขีด หักรถมอเตอร์ไซค์พุ่งหลบโดยสัญชาตญาณจนรถเสียหลักพุ่งตกถนนไป
      
       เนตรอัปสรพอเห็นว่าคนร้ายขี่มอเตอร์ไซค์ไปแล้ว ประกอบกับว่าพายัพ อาทิตย์ บวร อนงค์ วิ่งออกมาที่หน้าบ้าน เนตรอัปสรก็หยุดบีบแตรรถ แล้วหันไปดูอาการเชตะวัน
       “คุณเชตเป็นยังไงบ้างคะ”
       พวกพายัพวิ่งถึงที่รถพอดี พอเห็นสภาพเชตะวันก็แอบยิ้มพอใจ
       “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”
       อาทิตย์ตกใจเพราะไม่รู้เรื่องที่พายัพสั่งคนมาเก็บเชตะวัน
       “มีคนร้ายมาดักยิงคุณเชตค่ะ”
       พายัพรีบวิ่งเข้ามาสมทบทำทีเป็นห่วงเชตะวัน
       “อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย รีบพานายเชตไปโรงพยาบาลกันก่อน เถอะครับพ่อ”
       ทุกคนช่วยกันพยุง เชตะวันเจ็บจนลืมตาไม่ขึ้น สายตาของเขาเห็นหน้าเนตรอัปสรที่ก้มลงมองมาอย่างห่วงใย
        
       เป็นภาพสุดท้ายก่อนที่เขาจะหมดสติไป
        

       จบตอนที่  18
ตอนที่ 19
        
       อาทิตย์กำลังยืนรออยู่หน้าห้องตรวจ สักพักเนตรอัปสรก็ออกมาบอก
      
       “โชคดีกระสุนแค่ถากไปค่ะ ตอนนี้คุณหมอกำลังทำแผลอยู่เสร็จแล้วก็กลับบ้านได้คะ”
       อาทิตย์ได้ยินก็เบาใจ ถึงเขาจะไม่ได้ดีกับเชตะวันแต่ก็ไม่อยากให้ลูกชายของเขาเป็นอะไรไปเหมือนกัน
       “ขอบใจเธอมากนะ”
       “ว่าแต่ทำไมคุณพายัพไม่มาด้วยนะคะ”
       “ไอ้ยัพมันโกรธมากที่มีคนร้ายกล้ามาบุกถึงบ้านเราแบบนี้ ตอนนี้มันกำลังไล่ตามสืบอยู่ว่าเป็นพวกไหน”
       “แล้วทำไมคุณอาทิตย์ ไม่แจ้งตำรวจละคะ”
       อาทิตย์อึกอัก เพราะไม่อยากให้เรื่องถึงตำรวจกลัวสาวมาถึงเรื่องการค้ายาของตน
       “ตำรวจมันวุ่นวายน่ะ เรื่องนี้เดี๋ยวพวกฉันจัดการเอง เธอเข้าไปดูไอ้เชตมันดีกว่า เผื่อมันฟื้นมาแล้วไม่เห็นใครมันจะโวยวายอาละวาดได้”
       “คะ”
       เนตรอัปสรสงสัยเหมือนกันคนบ้านนี้แปลกๆ ต้องมีอะไรที่มากกว่านี้แน่ๆ ยิ่งเธอสงสัยอาทิตย์ก็จ้องมองเธอมากขึ้น เนตรอัปสรจึงตัดสินใจกลับเข้าไปดูเชตะวัน อาทิตย์คิดสงสัยพวกไหนกันที่มันคิดทำร้ายเชตะวัน
       “ใครกันนะ ที่จ้องจองล้างจองผลาญไอ้เชตไม่เลิก”
       อาทิตย์คุ่นคิด
      
       พายัพเดินวุ่นวายด้วยความโมโหกดโทรศัพท์หาพงษ์ด้วยความร้อนใจ แต่พงษ์ไม่รับสาย...รถมอเตอร์ไซค์พงษ์ตกถนนมือถือของเขาตกอยู่ข้างทางเครื่องแตกพังเสียหาย พงษ์เนื้อตัวถลอกปอกเปิกหัวแตกนอนสลบอยู่ข้างทางใกล้คูน้ำ ผีเฟื่องกำลังลากขาเขาลงไปในคูน้ำหวังให้จมน้ำตาย
       “มึงคิดจะฆ่าผัวกู มึงต้องตาย”
       ผีเฟื่องลากพงษ์ลงไปในคูน้ำจนสำเร็จ พงษ์เริ่มจมน้ำที่ละน้อยจนนัยน์ตาเหลือกลานจะขาดใจแล้วทันใดนั้นชาวบ้านก็วิ่งเข้ามาเห็นร่างของพงษ์จมน้ำอยู่ แต่ไม่มีใครเห็นเฟื่อง ชาวบ้านตะโกนลั่น
       “เฮ้ย...ช่วยกันหน่อยเร็ว”
       ชาวบ้าน รีบวิ่งลงไปช่วยกันดึงร่างพงษ์ขึ้นจากคูน้ำได้สำเร็จ ผีเฟื่องเจ็บใจที่ไม่สามารถฆ่าพงษ์ได้สำเร็จ
      
       เชตะวันนอนอยู่บนเตียงโดยทำแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีเนตรอัปสรนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ สักพักเชตะวันก็เริ่มได้สติ ปรือตาขึ้นมองเห็นหน้าเนตรอัปสรมองหน้าเขาอยู่ เนตรอัปสรเห็นเชตะวันได้สติแล้วก็ยิ้มดีใจ
       “คุณฟื้นแล้ว โชคดีจริงๆที่กระสุนแค่ถากไปเท่านั้น ไม่โดนเส้นเลือดใหญ่ หมอทำแผลให้คุณเรียบร้อยแล้วคะ สักพักคุณก็กลับบ้านได้ หรือคุณจะนอนที่โรงพยาบาลก็ได้นะคะ”
       “ไม่ต้องหรอก ถ้าคุณว่าไม่เป็นไรมาก ผมก็เชื่อคุณ...ผมอยากกลับบ้านมากกว่า”
       เชตะวันลุกขึ้นนั่ง มองเนตรอัปสรอย่างซึ้งใจ
       “แล้วผมก็ต้องขอบคุณคุณมาก...ในสิ่งที่คุณทำ”
       “ก็มันเป็นหน้าที่ของฉันนี่คะ ฉันเป็นพยาบาลส่วนตัวของคุณ ฉันก็ต้องดูแลคุณ”
       “ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องที่คุณดูแลผมในฐานะพยาบาล แต่ผมหมายถึงเรื่องที่คุณไม่ทิ้งผม แล้วยังมีสติพอที่จะช่วยผมให้รอดตายได้อย่างหวุดหวิดด้วย ถ้าตอนนั้นคุณไม่กดแตรรถ ไอ้มือปืนนั่นมันคงยิงผมซ้ำแน่”
       เนตรอัปสรถอนใจ
       “ฉันว่าเรื่องนี้คุณควรไปแจ้งตำรวจ”
       เชตะวันหน้าเครียดขึ้นมาทันที
       “ไม่จำเป็น”
       “นี่บ้านคุณเป็นอะไรกันไปหมดเนี่ย พ่อคุณก็บอกว่าไม่ต้องไปแจ้งตำรวจ”
       เชตะวันยิ่งฟังยิ่งโมโห
       “พ่อคุณกับคุณ ไม่กลัวว่าคนร้ายมันอาจจะย้อนกลับมาฆ่าคุณอีกเหรอไงเนี่ย”
       “ผมไม่กลัว แต่คนที่คิดจะฆ่าผมให้ตายสิ มันควรจะกลัว เพราะผมไม่ยอมให้เขาทำผมฝ่ายเดียวแน่”
       “คุณพูดอย่างกับว่าคุณรู้ว่าใครเป็นคนทำอย่างนั้นแหละ”
       เชตะวันไม่ตอบหน้าตาโกรธขึ้ง เขารู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือใคร
      
       พายัพอยู่ในห้องนอน พยายามกดโทรศัพท์หาพงษ์อยู่ แต่ก็ยังติดต่อไม่ได้สักที พายัพหงุดหงิด
       “ไอ้พงษ์นะไอ้พงษ์ ทำงานไม่สำเร็จ แล้วเลยปิดโทรศัพท์หนีกูเลยเหรอ เดี๋ยวเถอะมึง”
       พายัพเดินเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำ พอเงยหน้าขึ้น เขาก็ต้องตกตะลึงสุดขีดเมื่อเห็นผีเฟื่องยืนมองอยู่อย่างโกรธแค้น
       “ไอ้พัน ชาติที่แล้วมึงก็ชั่ว มาชาตินี้มึงก็เลวไม่ผิดเดิม มึงคิดร้ายกับผัวกู มึงต้องตาย”
       ผีเฟื่องพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว พายัพไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวกระเด็นไปติดผนังดังโครม ข้าวของแถวนั้นหล่นลงใส่หัว
       “โอ๊ย”
       ข้าวของที่หล่นลงพื้นมีดโกนรวมอยู่ในนั้นด้วย ผีเฟื่อง จ้องตา พายัพถูกมนต์สะกดของผีเฟื่องให้เบิกตามอง แล้วผีเฟื่องก็หันไปจ้องที่มีดโกนบนพื้นทันใดนั้น มือของพายัพก็ถูกผีเฟื่องสะกดบังคับให้จับมีดโกนอันนั้นขึ้นมา
       พายัพรู้แล้วว่าผีเฟื่องกำลังจะบังคับให้เขาทำอะไรกับตัวเอง เขาเลยพยายามจะใช้มืออีกข้างห้ามตัวเองที่กำลังหยิบมีดโกนขึ้นมา แต่ก็ต้านแรงสะกดของผีเฟื่องไม่ไหว มือข้างนั้นของพายัพจึงตวัดมีดโกนเข้าที่ซอกคอตัวเอง พายัพนัยน์ตาเหลือกลาน
       “อย่า...”
       พายัพยังพยายามจะรั้งมือตัวเองข้างที่จับมีดโกนนั้นอย่างสุดความสามารถ
       “ไม่”
       พายัพออกแรงดันมือข้างที่จับมีดโกนนั้นออกไปจนสุดแรง จนมีดโกนกระเด็นหลุดมือไปจนได้ในที่สุด เขาก็รีบวิ่งไปที่โต๊ะทำงานในห้อง กระชากเปิดลิ้นชักโต๊ะแล้วคว้านหาตลับพระองค์เล็กๆ ที่ซุกอยู่ก้นลิ้นชักเอาขึ้นมาชูร่อนไปรอบๆตัวประมาณว่าผีเฟื่องเห็นพระในมือเขาก็ต้องกลัว ผีเฟื่องพอเห็นพระในมือพายัพที่ส่องแสงวาววาบขึ้น ก็รีบเอามือขึ้นป้องหน้ากรีดร้องแล้วหายตัวไปทันที พอผีเฟื่องหายตัวไปแล้ว พายัพก็ทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรงอยู่ตรงนั้นเอง
      
       เนตรอัปสรประคองเชตะวันเข้าห้องมาพาไปที่เตียงดูแลให้เขานอนให้เรียบร้อย
       “นอนซะนะคะ คุณควรพักให้เยอะๆค่ะ”
       “แล้วคุณล่ะ”
       “ฉันเป็นพยาบาลประจำตัวคุณนะคะ ฉันมีหน้าที่ดูแลคุณเวลาคุณหลับ แล้วฉันจะไปไหนได้”
       เชตะวัน มองเนตรอัปสรอย่างซาบซึ้ง
       “ผมขอบคุณคุณอีกทีนะ...กับสิ่งที่คุณทำให้กับผมในวันนี้”
       เนตรอัปสรพยักหน้ารับแล้วเอาเครื่องช่วยหายใจครอบใส่หน้าของเขา เชตะวันค่อยๆมองหน้าหญิงสาวอยู่นานจนหลับไป เนตรอัปสรมองเชตะวันที่หลับไปด้วยความอ่อนเพลียแล้วก็ถอนใจ
       “คุณทำเวรทำกรรมอะไรกับใครมาน๊า...ถึงได้มีแต่เรื่องร้ายๆเกิดขึ้นกับคุณไม่หยุดไม่หย่อนอย่างนี้”
       เนตรอัปสรมองเชตะวันอย่างรู้สึกสงสารจับใจ
      
       เช้าวันใหม่...เชตะวันค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น แล้วรีบเหลียวหาเนตรอัปสรที่ที่นอนเฝ้า แต่ก็ไม่เห็นแล้ว เขารีบลุกขึ้นทันที...เชตะวันเดินตามหาเนตรอัปสรไปทั่วบ้าน แต่ไม่พบ เจออนงค์ที่ทำงานบ้านอยู่
       “คุณเนตรอยู่ไหน”
       “คุณพยาบาลออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ เธอให้ฝากบอกคุณเชตด้วยว่า...เธอขอไปธุระเดี๋ยวเดียว แล้วจะรีบกลับมาค่ะ”
       “ธุระอะไรของเขานะ ออกไปแต่เช้า”
       เชตะวันถอนใจเซ็ง
      
       เชตะวันเดินกลับเข้ามาในบ้าน อาทิตย์เดินลงมาจากชั้นบนพอดี
       “แผลเป็นยังไงบ้าง”
       “พ่อสนใจด้วยเหรอ”
       “เอ๊ะ...ไอ้นี่ ฉันอุตส่าห์ถามดีๆ ดันมาย้อนให้โมโหอีกโว๊ย”
       “พ่อคงผิดหวังที่ผมไม่ตาย”
       “ไอ้เชต ฉันเป็นพ่อแกนะโว๊ย ทำไมฉันถึงจะอยากให้แกตาย”
       “ผมเกือบลืมไปแล้วนะครับว่าผมยังมีพ่อกับขาด้วย”
       อาทิตย์โมโหเดือดตบหน้าเชตะวันผั๊วะ ตบแล้วก็รู้สึกเสียใจ เชตะวันยกมือขึ้นลูบแก้มข้างที่ถูกพ่อตบ แล้วหัวเราะเสียงขื่น
       “ขอบคุณที่ทำให้ผมเห็นว่า...พ่อยังมีอารมณ์กับผมอยู่ ไม่ได้เห็นผมเป็นหมาตัวหนึ่งในบ้านเท่านั้น ขอบคุณครับพ่อ”
      
       อาทิตย์อารมณ์เสียใจกับเชตะวันสุดๆ ร้องฮึ่ยแล้วเดินปังๆออกไปเลย เชตะวันมองตาม


  


       แล้วสีหน้าที่หยิ่งยโสที่เขาทำใส่พ่อเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นเศร้าเสียใจน้ำตาซึม เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อจึงไม่รักเขาเลย
      
       ในสถานปฏิบัติธรรม...เนตรอัปสรกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าคุณสรวง
       “แม่สรวงบอกหนูหน่อยเถอะค่ะ...ชาติที่แล้วคุณเชตเธอไปทำเวร ทำกรรมอะไรกับใครไว้คะ ถึงได้มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับเธอไม่หยุดไม่หย่อนอย่างนี้”
       “เรื่องบางเรื่อง...แม้แม่จะรู้ หากมิใช่เรื่องของตัวแม่เองแม่ก็พูดไม่ได้ หาไม่จะประสบเคราะห์กรรมร้ายแรง แต่ถ้าเจ้าอยากรู้จริงๆ เจ้าก็สามารถจะรู้ได้...”
       เนตรอัปสรแปลกใจ
       “ยังไงคะคุณแม่...”
      
       เนตรอัปสรอยู่ในท่านั่งสมาธิ โดยมีคุณสรวงคอยให้คำแนะนำอยู่ใกล้ๆ
       “การทำสมาธิ จะทำจิตให้นิ่ง และหากจิตของเจ้านิ่งจนถึงระดับหนึ่ง เจ้าก็จะสามารถเห็นนิมิตได้ แต่ในการทำสมาธิครั้งแรกอย่างนี้ เจ้าอาจจะยังทำจิตให้นิ่งได้ยาก แต่แม่จะช่วย...”
       คุณสรวงลงนั่งทำสมาธิตรงหน้าเนตรอัปสร ทั้งคู่หลับตา เนตรอัปสรฟังเสียงคุณสรวงนำทางการทำสมาธิ
       “เจ้าจงกำหนดจิตให้อยู่ที่ลมหายใจ พุท...เข้า โธ...ออก พุท...เข้า...โธ...ออก...”
       เนตรอัปสรวูบเข้าสู่อดีต ภาพนวลอยู่กับชุน ในอดีตชาติแว่บเข้ามาแล้วก็วูบออกอย่างรวดเร็ว...เนตรอัปสรลืมตาขึ้นตื่นตะลึง
       “เนตรกับเขา...เคยเกิดร่วมชาติกันมาก่อน...จริงๆด้วยค่ะ แม่สรวง”
       คุณสรวงพยักหน้า
       “ใช่ ไม่เพียงแต่เจ้ากับเขาเท่านั้น...ที่เคยเกิดร่วมชาติกันมา แต่ยังมีคนอื่นอีก...”
       เนตรอัปสรสงสัย
       “คนอื่น...ใครกันคะแม่สรวง”
       คุณสรวงไม่ตอบ
      
       พายัพในสภาพย่ำแย่จากการโดนผีหลอกเมื่อคืน กำลังโทรศัพท์คุยกับพงษ์อยู่
       “ไอ้พงษ์ เมื่อคืนมึงหายหัวไปไหนมา”
       พงษ์นอนอยู่ในห้องพัก มีผ้าพันแผลตามตัวหลายแห่งกำลังพูดโทรศัพท์กับพายัพ
       “ก็นังพยาบาลคนนั้นมันแสบนักกดแตรซะลั่น จนคนวิ่งมาดู ผมจึงจำเป็นต้องหนีถ้าไม่หนีก็มีหวังถูกจับ แต่ที่แย่ไปกว่านั่นอยู่ดีๆผมหนีมาได้แล้วเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้รถดันตกคูน้ำข้างทาง ผมจมน้ำเกือบตาย ดีที่ชาวบ้านแถวนั้นมาช่วยไว้ทันครับนาย”
       “เออ...แกซวย ฉันก็ซวย เมื่อคืนฉันถูกผีหลอกอีกแล้ว”
       พงษ์ชะงัก
       “ผี...แต่หมอผี มันจับผีใส่ขวดไปแล้วนี่ครับนาย”
       “กูก็ไม่รู้ แต่กูกำลังสงสัยว่า...ไอ้เชตมันเลี้ยงผีไว้คุ้มครองมัน แล้วที่มึงทำอะไรมันไม่ได้ก็อาจจะเป็นเพราะผีตัวนี้ช่วยมันอยู่ก็ได้ ไอ้พงษ์ มึงไปตามไอ้หมอผีคนเก่าคนนั้นมาที กูมีงานด่วนให้มันทำ ส่วนมึง...ไปกบดานอยู่ที่รีสอร์ต รอคำสั่งของกูต่อไป”
       พายัพสั่งอย่างเครียดๆ
      
       เนตรอัปสรเดินกลับเข้ามาในบ้านอย่างเหม่อลอย ครุ่นคิดถึงเรื่องที่เพิ่งได้รู้มาจากการนั่งสมาธิกับคุณสรวง
       “แม่พูดไม่ได้ แต่แม่บอกได้...หลายคนในชีวิตหนูตอนนี้มีกรรมผูกพันกันมาตั้งแต่ชาติก่อน”
       “งั้นถ้าหนูนั่งสมาธิ...หนูก็อาจจะเห็นนิมิตจากอดีตได้อีก ใช่มั๊ยคะ”
       “ได้ ถ้าสมาธิดีพอ จิตนิ่งพอ”
       “งั้นหนูจะนั่งสมาธิต่อค่ะ”
       คุณสรวงจับมือเนตรอัปสรเป็นเชิงห้าม
       “ตอนนี้ไม่ได้แล้ว หนูไม่ควรหักโหม ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่เช่นนั้นหากเกิดอาการจิตอ่อนล้า อาจทำให้มีสิ่งไม่ดีเข้าแทรกจิตวิญญาณหนูได้ แล้วหนูจะเป็นอันตราย กลับบ้านเถอะ พักผ่อนให้เพียงพอ แล้วค่อยเริ่มนั่งสมาธิใหม่อีกครั้ง...”
       “ค่ะคุณแม่...”
      
       เนตรอัปสรคิดถึงเรื่องที่คุณสรวงบอกจนเดินชนกับเชตะวัน เขาคว้าตัวเธอไว้
       “เดินเหม่อจริงคุณ ไปไหนมา”
       “ไปนั่งสมาธิ”
       เชตะวันแปลกใจ
       “หือ...นั่งสมาธิ คุณนี่...มีอะไรให้ผมประหลาดใจอยู่เรื่อยเลยนะ ไปนั่งทำไม”
       “ฉันอยากรู้...อะไรบางอย่าง”
       เชตะวันจ้องหน้า
       “เกี่ยวกับผม”
       เนตรอัปสรพยักหน้า เชตะวันขำอย่างไม่เข้าใจอะไร
       “อยากรู้เกี่ยวกับผม งั้นถามผมตรงๆก็ได้นี่”
       “ไม่ได้ ตัวคุณเองก็ไม่รู้”
       “เรื่องของตัวผม ทำไมผมจะไม่รู้”
       “แล้วคุณรู้เหรอว่าทำไมชาตินี้คุณถึงเกิดมาแล้วเป็นโรคประหลาดอย่างนี้”
       “ก็คนมันก็เป็นกันได้ คนมันจะเป็นให้ทำยังไงล่ะคุณ”
       “ไม่ใช่ มันเป็นเพราะกรรมที่คุณทำในชาติที่แล้วต่างหาก และฉันจะต้องหาทางรู้ให้ได้ว่า...ฉัน...หรือคุณจะต้องทำยังไง คุณถึงจะหลุดพ้นจากกรรมนี้ได้”
       เชตะวันมองเนตรอัปสรนิ่ง
       “คุณเป็นห่วงผมเหรอ”
       เนตรอัปสรนิ่ง ไม่ตอบ แต่เชตะวันยิ้มดีใจ เขารู้แล้วว่าเธอห่วงเขา ขณะเดียวกันนั้นที่มุมห้อง ผีเฟื่องยืนมองทั้งสองอยู่
       “แต่กรรมระหว่างเรา...ไม่มีวันหลุดพ้นกันไปได้หรอก อีนวล ตราบใดที่ข้ายังไม่ได้ตัวชุนไป”
       ผีเฟื่องตาวาววาบ
      
       พายัพเรียกบวรมาสั่งงาน
       “เดี๋ยวคืนนี้...ตอนดึกๆจะมีคนมาหาฉัน ช่วยรอเปิดประตูรับเขาด้วย แล้วอย่าให้ใครเห็นแขกคนนี้ของฉันนะ”
       บวรส่งภาษาใบ้ถามใครหรือครับคุณพายัพ
       “แกไม่ต้องรู้หรอก เอาเป็นว่า ถ้าเขามาแล้ว ก็พาเขาไปพบฉันที่ห้อง แล้วแกจะไปไหนก็ไป ไม่ต้องอยู่รอส่งแขก ฉันเสร็จธุระกับเขาแล้ว ฉันจะส่งเอง เข้าใจไหม”
       บวรพยักหน้ารับ ในใจสงสัยว่าพายัพนัดใครมาหาดึกๆ
      
       ค่ำนั้น...เนตรอัปสรดูแผลที่ซอกคอให้เชตะวันอีกครั้ง แล้วปิดพลาสเตอร์ใหม่ให้อย่างเรียบร้อย
       “แผลแห้งเร็วดีเกินคาดค่ะ”
       “ก็ผมมีพยาบาลดีน่ะ”
       เชตะวันพูดพลางมองเนตรอัปสรตาเป็นประกาย เนตรอัปสรเห็นแววตาของเขาแล้วก็หน้าเก้อๆขยับตัวถอยห่างออกไป
       “คุณแน่ใจเหรอคะว่า...จะไม่แจ้งความเรื่องที่เกิดขึ้นน่ะ นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายเชียวนะคุณ คุณน่ะ...เฉียดตายมานิดเดียวเองนะ”
       เชตะวันยักไหล่อย่างไม่แคร์
       “เฉียด แต่ก็ไม่ตายนี่ ผมไม่กลัวตายหรอกนะ บางที...ตายๆซะก็ดี จะได้พ้นทุกข์พ้นทรมานจากไอ้โรคบ้าๆที่เป็นอยู่นี่เสียที”
       “คุณคิดอย่างงี้ไม่ได้นะ คุณรู้มั๊ยว่า...กว่าเราจะได้เกิดมาเป็นคน เป็นตัวเป็นตนอย่างเราในวันนี้ได้ มันยากนะ และในฐานะที่ฉันเรียนมาทางการช่วยชีวิตคน ฉันก็จะช่วยให้คุณมีชีวิตให้ยืนยาวที่สุด”
       ผีเฟื่องที่ยืนอยู่มุมห้อง ตะโกนขึ้นมาทันที
       “ไม่”
       แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน ผีเฟื่องยิ่งคั่งแค้นใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
       “นอนเถอะคุณ พักผ่อนให้เยอะๆ แล้วคุณจะได้มีเรี่ยวแรงอาละวาดได้อีกนานๆไง”
       เชตะวันทำท่าจะเถียง แต่เนตรอัปสรรีบเอาเครื่องช่วยหายใจครอบลงบนหน้าของเขาเสียก่อน แล้วทำตาดุ เป็นเชิงบังคับให้เขานอนแต่โดยดี เชตะวันยอมลงนอนแต่โดยดี เนตรอัปสรดูจนเขานอนเรียบร้อยแล้วก็เดินไปนอนที่นอนของตัวเองบ้าง
      
       เธอปิดไฟ โดยมีผีเฟื่องยืนอยู่ที่ปลายเท้าแต่ห่างๆ


       ผีเฟื่องจ้องมองเนตรอัปสรอย่างเกลียดชัง
      
       “ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้ชุนมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อไปอีกนานหรอก ข้าจะเอาชุนไปอยู่กับข้า ได้ยินมั๊ยอีนวล ข้าจะเอาชุนไปอยู่กับข้าให้ได้”
       แล้วทันใดนั้นผีเฟื่องก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง เธอหันขวับไปมองที่หน้าบ้านทันที แล้วก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว
      
       บวรเดินนำหมอผีเข้ามาในบ้าน ตามทางมืดๆไม่เปิดไฟ หมอผีกวาดตามองไปรอบๆบ้าน รับรู้ได้ว่าในบ้านนี้มีวิญญาณร้ายอยู่ แต่ก็ยังไม่เห็นอะไรผิดปกติ หมอผีเดินตามบวรขึ้นตึกไป ผีเฟื่องตามหมอผีขึ้นไปบนตึกด้วย
      
       บวรพาหมอผีมาหาพายัพในห้อง
       “แกไปได้แล้วบวร แล้วไม่ต้องให้ใครขึ้นมายุ่มย่ามบนตึกนี่อีก ไป”
       บวรสงสัยแต่ต้องเดินออกไป แต่ไม่วายเหลียวมองดูหมอผีอีกครั้งอย่างสงสัยว่าเขาคือใครกัน พายัพถึงได้ให้เข้ามาในบ้านอย่างลับๆ ล่อๆ อย่างนี้ พอบวรเดินออกไป พายัพก็รีบพูดเข้าเรื่องทันที
       “อาจารย์ ไหนอาจารย์ว่า...อาจารย์จัดการเก็บอีผีร้ายที่รีสอร์ตนั่นลงขวดไปแล้วไง ทำไมมันถึงตามมาทำร้ายผมถึงที่บ้านที่กรุงเทพนี่ได้อีกล่ะ”
       “มันไม่ใช่ผีตัวเดียวกัน”
       พายัพหน้าตื่น
       “ฮ้า อะไรนะทำไมผีมันเยอะจังล่ะ แล้วทำไมมันถึงมุ่งร้ายเล่นงานผมจนเกือบตายยังงี้ละอาจารย์”
       “มันอาฆาตเอ็ง เอ็งพลั้งเผลออีกเมื่อไหร่ มันก็จะเล่นงานเอ็งอีก”
       “ก็เพราะยังงี้ไง ผมถึงได้ให้ไอ้พงษ์มันโทรตามตัวอาจารย์มาอย่างด่วนเลย อาจารย์ทำยังไงก็ได้นะที่จะกำจัดอีผีบ้านี่ไปให้พ้นๆผม”
       หมอผีพยักหน้า พายัพยิ้มดีใจ ทันใดนั้นเสียงมือถือพายัพดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมากดรับ
       “ว่าไงไอ้พงษ์”
       พงษ์อยู่ที่บ้านพักพายัพในรีสอร์ต...
       “หมอผีไปถึงบ้านนายเรียบร้อยมั๊ยครับ”
       “เรียบร้อย นี่กำลังเตรียมพิธีอยู่ ทางโน้นเป็นยังไงบ้าง”
       “ตำรวจมันยังส่งคนมาด้อมๆ มองๆ ในรีสอร์ตเราอยู่เลยครับนาย มันกัดเราไม่ปล่อยจริงๆ แล้วขืนยังเป็นยังงี้อยู่ เราคงมีปัญหาในการส่ง สินค้า ล็อตต่อไปแน่ๆเลยครับ”
       พายัพหน้าเครียดขึ้นมาทันที
       “เอาไว้ให้ฉันเสร็จธุระเรื่องไอ้ผีบ้านี่ก่อน แล้วฉันจะหาทางจัดการเรื่องทางโน้นเอง”
       “เอ้อ...นายครับ คุณสิทธิ์มาถึงที่นี่เรียบร้อยแล้วครับนาย”
       “เออ ฝากดูแลด้วยละกัน เพราะต่อไปมันจะเป็นคนของเราแล้ว”
       “ได้ครับนาย”
      
       ผู้ช่วยหมอผีเอายันต์ติดเหนือหน้าต่างประตูทางเข้าออกทุกทางไว้แล้ว เหลือไว้แค่หน้าต่างบานเดียวที่เปิดไว้และไม่ติดยันต์ หมอผี ผู้ช่วย และพายัพนั่งหันหน้าไปทางหน้าต่างที่เปิดค้างไว้นั้น หมอผีเริ่มสวดบริกรรมคาถา ครู่เดียวไฟในห้องก็เริ่มติดๆ ดับๆ แล้วในที่สุดก็ดับไปเลย คงเหลือแสงสว่างจากเทียนที่จุดอยู่ตรงหน้าหมอผีเท่านั้น ทำให้บรรยากาศภายในห้องดูน่ากลัวมากขึ้น หมอผีเริ่มพิธี
       “วิญญาณใดที่สถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้ จงมาปรากฏตัวตรงหน้ากู...บัดเดี๋ยวนี้”
       ไม่มีใครปรากฏตัวตามสั่ง แต่ในห้องที่ปิดทึบนั้นมีลมพัดหมุนอย่างรุนแรงผิดปกติ จนเทียนที่จุดไว้ก็ดับลง พายัพเขยิบไปนั่งติดกับผู้ช่วยหมอผีโดยไม่รู้ตัว หมอผีเอาแส้อาคมขึ้นมาฟาดลงบนพื้นตรงหน้าอย่างแรง
       “กูสั่งให้มา มึงต้องมา”
       ทันใดนั้น ข้าวของในห้องพายัพก็เริ่มล้มลงเหมือนโดนมือคนปัดให้ตก จากตรงมุมโน้นบ้าง มุมนี้บ้าง หมอผีฟาดแส้อาคมแรงขึ้น
       “จงมาเดี๋ยวนี้”
       และแล้วผีเฟื่องก็พุ่งตัวเข้ามาทางหน้าต่างบานที่เปิดไว้ แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้หมอผี
       “มึงเรียกกูมาทำไม”
       พายัพถอยกรูดไปจนชิดผนังด้วยความกลัว ขณะที่ผู้ช่วยเอาขวดแก้วแบบเดียวกับที่เคยเก็บวิญญาณผีเดือนไปแล้วมาส่งให้หมอผีอย่างรู้งาน หมอผีรับขวดมาแล้วเอาครอบลงบนหัวผีเฟื่อง ผู้ช่วยรีบเข้าไปช่วยกดขวดแก้วลงบนหัวผีเฟื่องอีกแรง ขวดแก้วอาคมเริ่มดูดวิญญาณผีเฟื่องเข้าขวด แต่ผีเฟื่องไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ดิ้นสู้อย่างแรงจนข้าวของในพิธีกระจาย รวมทั้งย่ามของหมอผีด้วย ขวดแก้วที่ใส่วิญญาณเดือนกลิ้งหลุดออกมาจากย่าม ผีเฟื่องยังดิ้นสู้อยู่ หมอผีกับผู้ช่วยก็กดขวดแก้วที่หัวผีเฟื่องไม่ยอมปล่อย ผีเฟื่องดิ้นตูมๆ พายัพโดดหนีด้วยความกลัวเท้าของเขาเหยียบลงบนขวดแก้วที่ใส่วิญญาณผีเดือนไว้จนแตก ทันใดนั้นวิญญาณผีเดือนก็พุ่งออกมาจากขวดแก้วที่แตก พายัพตกใจสุดขีด
       “เฮ้ย”
       ผีเดือนหันไปมองที่หมอผีกับผู้ช่วย เห็นขวดแก้วกำลังดูดวิญญาณผีเฟื่องจะเข้าขวดได้แล้วก็ตกใจ
       “คุณหนู”
       ผีเดือนก็รวบรวมกำลัง พุ่งเข้ากระแทกหมอผีกับผู้ช่วยสุดแรงทั้งสองล้มระเนระนาดไป ขวดแก้วที่จะใส่ผีเฟื่องหลุดจากมือหมอผีตกแตกกระจาย ผีเดือนเห็นเป็นจังหวะดี คว้ามือผีเฟื่องแล้วฉุดให้พุ่งออกนอกหน้าต่างบานที่เปิดค้างไว้นั้นด้วยกัน ทันทีที่ผีเฟื่องและผีเดือนหลุดออกนอกห้องไปแล้ว ไฟในห้องก็สว่างพรึ่บขึ้นทุกอย่างอยู่ในสภาพเดิมเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น พายัพงง
       “นี่มันเกิดอะไรขึ้นอาจารย์”
       “มันหนีไปได้ ทั้งสองตัว”
       “สองตัว หมายความว่าไงอาจารย์”
       “ก็ตัวที่อยู่ในบ้านนี้ กับตัวที่จับมาจากที่รีสอร์ตน่ะสิ มันหนีไปได้ทั้งสองตัว”
       พายัพเซ็ง
       “โธ่โว๊ย งั้นก็รีบตามไปจับมันสิอาจารย์”
       “คืนนี้คงไม่ได้แล้ว มันหนีไปไหนก็ไม่รู้”
       “อ้าว...อาจารย์ พูดง่ายๆยังงี้เลยเหรอ”
       “ก็เอ็งอยากทำขวดอาคมข้าแตกทำไมล่ะ มันก็เลยออกมาช่วยกันน่ะสิ ความผิดของเอ็งนั่นแหละ”
       “งั้นอาจารย์ก็ทำอะไรสักอย่างสิ ไม่งั้นมันต้องย้อนกลับมาหักคอผมแน่ ตัวเดียวยังสู้มันไม่ได้เลย นี่มันรวมตัวกันสองตัว ผมตายแน่อาจารย์”
       “ไม่ตายหรอก ถ้าเอ็งเอาพระมาห้อยไว้ อย่าให้พระหลุดจากตัวเป็นอันขาด ผีมันทำอะไรเอ็งไม่ได้หรอก ถ้าเอ็งมีพระติดตัวอยู่ แล้วยังไงๆ ข้าก็จะต้องจับอีผีทั้งสองตัวนั่นให้ได้ มันหนีข้าไม่พ้นหรอก”
       หมอผีสีหน้ามุ่งมั่นมาก ในขณะที่พายัพสีหน้าสุดเซ็ง
      
       ผีเฟื่องมองผีเดือนที่ก้มกราบ ผีเฟื่องกอดด้วยความดีใจที่ได้พบกันอีก จากร่างผีทั้งสองก็กลายเป็นร่างคนปกติในอดีต
       “เดือน...เอ็งมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
       “บ่าวถูกพวกไอ้พันมันให้หมอผีจับบ่าวใส่หม้อถ่วงน้ำไว้สองร้อยกว่าปี จนกระทั่งบ่าวหลุดออกมาได้ แต่ก็มาถูกไอ้หมอผีคนนี้มันมาจับไว้ได้อีกเจ้าค่ะคุณหนู”
       “ถ้าเช่นนั้น...ตอนนี้เอ็งเป็นอิสระแล้ว ก็จงไปสู่ภพภูมิที่สมควรเสียโดยเร็วเถิด”
       “ไม่เจ้าค่ะ บ่าวจะไม่ไปไหน บ่าวจะต้องเอาวิญญาณไอ้คนชั่วที่มันทำให้บ่าวต้องตายไปด้วยพร้อมกัน ทั้งไอ้พัน ไอ้เพียรแล้วก็ไอ้สิงห์เจ้าค่ะ” เดือนมองเฟื่องอย่างแปลกใจ “แล้วคุณหนูเล่าเจ้าคะ ทำไมคุณหนูถึงยังไม่ไปสู่ภพภูมิที่ควรล่ะเจ้าคะ”
       “ข้าก็ยังไปไหนไม่ได้เหมือนกันละนังเดือน จนกว่า...ชุนจะไปพร้อมกันกับข้าด้วย”
       เดือนอึ้ง
       “คุณหนู”
       เฟื่องกับเดือนกอดกันร้องไห้
      
       เช้าวันใหม่เชตะวันลืมตาตื่นขึ้น เขาเหลียวไปมองยังที่นอนเนตรอัปสรทันทีเห็นที่นอนถูกจัดเก็บเข้าที่เรียบร้อยแล้ว เชตะวันขมวดคิ้วแล้วรีบลุกขึ้นจากเตียงทันที
       เนตรอัปสรมาใส่บาตรกับอนงค์และบวรก่อนพระรูปสุดท้ายจะมา เชตะวันก็เดินเข้ามาหา เนตรอัปสรพอเห็นเชตะวันก็ยิ้ม
       “ตื่นแล้วหรือคะคุณเชต งั้นก็มาใส่บาตรด้วยกันสิคะ”
       เชตะวันทำหน้าลังเล ไม่ค่อยสนใจเรื่องทำบุญ แต่เนตรอัปสรวิ่งเข้าไปดึงแขนเขาให้เข้ามาร่วมวงใส่บาตรด้วยกัน เชตะวันจำใจใส่บาตรให้กับพระรูปสุดท้ายพอดี เนตรอัปสร บวรและอนงค์ยิ้มพอใจ
      
       เนตรอัปสรพาเชตะวันมากรวดน้ำหลังใส่บาตร เธอส่งถ้วยน้ำให้
       “กรวดน้ำค่ะคุณเชต”
       เชตะวันทำตามที่เธอบอกทุกอย่าง แล้วเธอก็บอกให้เขาพูดตาม เขาก็พูดตามเธอเป็นอย่างดี
       “ข้าพเจ้า...ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้ทำในวันนี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า ขอให้อโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าในสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินมา ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ขอให้เลิกแล้วต่อกันด้วยเถิด...”
       เชตะวันกรวดน้ำลงที่โคนต้นไม้ใหญ่อย่างตั้งใจ ผีเฟื่องยืนอยู่ด้านหลังของเขายกมือขึ้นปิดหู ไม่อยากฟัง
       “ไม่...ข้าไม่รับ” แล้วผีเฟื่องก็หันไปจ้องหน้าเนตรอัปสรอย่างแค้นเคือง “อีนวล...มึงเสือกนัก คิดจะให้ชุนขับไสไล่ส่งข้างั้นรึ”
      
       เนตรอัปสรพูดนำเชตะวัน


  


       เนตรอัปสรพูดนำเชตะวัน
      
       “ขอให้เจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีด้วยเถิด...สาธุ...”
       ผีเฟื่องปิดหูส่ายหน้าปฏิเสธไม่รับบุญที่เชตะวันกำลังทำอยู่
       “ไม่...ข้าไม่ไป” ผีเฟื่องตะโกนก้อง “ข้า-ไม่-ไป”
       ผีเฟื่องหายตัวไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องเลย
      
       เชตะวันกับเนตรอัปสรเดินกลับเข้าบ้านมา เชตะวันยิ้มแย้ม
       “นานๆทำบุญที สบายใจดีเหมือนกันแฮะ”
       “คุณใส่บาตรครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่เหรอ”
       เชตะวันพยายามคิด
       “จำไม่ได้”
       “คุณนี่...คนบาปดีแท้ กิน เที่ยว ไปวันๆ งานการก็ไม่รู้จักทำ”
       “ใครว่าไม่ทำ วันนี้ผมจะทำงาน”
       “คุณจะไปทำงานเหรอ”
       “ไม่...ทำที่บ้านนี่แหละ เดี๋ยวนี้เครื่องมือสื่อสารมีไม่รู้กี่ชนิด ไม่ต้องออกจากบ้านก็ทำงานได้ เป็นไง ผมเป็นคนดียัง ส่วนคุณ...คุณอยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ ผมให้เวลาส่วนตัวคุณ”
       เนตรอัปสรพยักหน้ารับ
      
       เนตรอัปสรนั่งเหม่อคิดอะไรบางอย่างอยู่มุมหนึ่งในบ้านเชตะวัน เธอนึกถึงตอนที่นั่งสมาธิจนมองเห็นอดีตชาติของนวลกับชุน เนตรอัปสรมุ่งมั่น
       “ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่า...มันเกิดอะไรขึ้นในอดีตชาติและคุณกับฉันมีกรรมผูกพันอะไรกับใคร”
       เนตรอัปสรเริ่มนั่งสมาธิอย่างตั้งใจ เชตะวันเดินมาแอบมองอยู่ไกลๆ เขาเห็นเธอกำลังนั่งสมาธิอยู่ก็ส่ายหน้า ขำๆ
       “ยายพยาบาลจอมเพี้ยน...”
       เชตะวันเดินออกไป
      
       เนตรอัปสร นั่งสมาธิจนเห็นภาพ ชุนกับนวลนอนคว่ำอยู่ที่พื้น ทั้งสองพยายามลุกคลานมาหากันแม้ร่างอ่อนแรง ทั้งคู่มานอนข้างๆกัน
       “อดทนไว้นะชุน อดทนไว้”
       “เจ้าอย่าเพิ่งเป็นอะไรนะนวล ข้าอยู่ที่นี่แล้ว”
       “ขอบใจที่ยอมทำเพื่อข้า”
       นวลใกล้หมดลม กลั้นใจพูดคำอธิษฐานสุดท้าย...เนตรอัปสรที่นั่งสมาธิอยู่ เริ่มตัวสั่น มีอารมณ์และจิตใจร่วมไปกับตัวตนของเธอเองในอดีต
       “ถ้าชาติหน้าหรือชาติใดมีจริง ขอให้เราได้เจอกัน ขอให้ข้าได้รักเจ้าเช่นนี้อีก...”
       เนตรอัปสรน้ำตาไหลพรากทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่ในสมาธิ
       “และขอให้เจ้าได้...หันมารักข้าบ้างสักครั้ง”
       ขาดคำนวลก็สิ้นลม ชุนตกใจ
       “นวล”
       เนตรอัปสรฟุบหน้าลงแล้วสลบไปเลย
      
       เชตะวันกำลังนั่งทำงานงานอยู่คนเดียวเงียบๆ สักครู่แซลลี่ก็วิ่งเข้ามาหา เห็นเชตะวันยังมีพลาสเตอร์ปิดแผลอยู่ที่ต้นคอ ก็เข้าไปดูอย่างเป็นห่วง
       “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกคะเชต ทำไมแซลลี่มาพบคุณทีไร คุณต้องมีเรื่องเจ็บเนื้อเจ็บตัวทุกทีเลย” แซลลี่เหลียวหาเนตรอัปสร “แล้วนังพยาบาลคนเก่งของคุณละคะ ทำไมไม่คอยอยู่ดูแลคุณล่ะ”
       “ผมกำลังทำงาน ก็เลยสั่งให้เขาพักอยู่ตอนนี้”
       แซลลี่เบ้ปาก
       “ดีจังเลยนะคะ เป็นพยาบาลส่วนตัวของคุณ ได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับคุณตลอดเวลาแบบนี้ไม่กลัวจะใจอ่อนชอบพยาบาลตัวเองเข้าสักวันเหรอคะ”
       เชตะวันจากก้มหน้าทำงาน เงยหน้าขึ้นมามอง
       “คุณเคยเห็นผมชอบใครจริงเหรอ”
       แซลลี่หัวเราะดีใจ
       “จริงด้วย คนอย่างเชตไม่เคยชอบใครจริงอยู่แล้ว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปใช่ไหมคะ”
       “ใช่ นั่นมันที่ผ่านมา แต่คนนี้ไม่แน่ผมอาจจะชอบจริง”
       แซลลี่หุบยิ้มหน้าเจื่อนทันที
       “ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรกับผม ซึ่งคุณก็คงไม่มีนั่นแหละ เชิญคุณกลับไปได้แล้วแซลลี่ ผมจะรีบทำงาน”
       แซลลี่มองเชตะวันตาคว่ำอย่างโมโห ที่เขาไม่ใยดีเธอเลยแล้วแซลลี่ก็เดินปังๆกลับไป พอจะเดินหลุดไป เชตะวันก็ถอนใจอย่างเบื่อหน่าย
      
       แซลลี่เดินปึงปังออกมาจากห้องเชตะวันเดินผ่านหน้าผีเฟื่องไปโดยไม่รู้ตัว ผีเฟื่องมองตามแซลลี่ไปอย่างแค้นเคือง
       “อีสร้อย...มึงก็อีกคน...ที่ชอบมายุ่งกับผัวกู”
       ผีเฟื่องพุ่งร่างตามแซลลี่ไปติดๆ แล้วพอแซลลี่เดินไปถึงหัวบันได ผีเฟื่องก็ยกเท้าขึ้นถีบ
       แซลลี่เต็มแรง จนหน้าคว่ำ แซลลี่ร้องกรี๊ดขณะที่ถลาตกบันไดไป พายัพพุ่งเข้ามาคว้าตัวแซลลี่เอาไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะล้มฟาดไป แซลลี่ตื่นตกใจสุดขีด
       “มีใคร...ถีบ...แซลลี่...ก็ไม่รู้ค่ะ พี่ยัพ”
       แซลลี่หันกลับไปมองบนบันได แต่ก็ไม่เห็นใคร พายัพมองตามกลัวว่าจะเป็นผีเหมือนกัน
       “พี่ไม่เห็นใครเลยนะ แล้วเจ็บตรงไหนหรือป่าว”
       “เจ็บกายไม่เจ็บเท่าเจ็บที่ใจนะสิคะพี่พายัพ”
       แซลลี่หน้าหงิกขึ้นมาทันที พายัพมองหน้าหงิกงอของแซลลี่ก็เดาเรื่องได้
       “ทะเลาะกับนายเชตมาอีกล่ะสิ”
       แซลลี่เบ้ปากอย่างสุดเซ็ง
       “เชตเปลี่ยนไปมากเลยค่ะพี่ยัพ ท่าทางจะหลงนังพยาบาลคนใหม่นั่นมาก”
       “ก็น่าจะหลงอยู่หรอก เพราะพยาบาลคนนี้ ไม่เหมือนคนไหน”
       แซลลี่ชะงักจ้องหน้าพายัพอย่างสงสัย
       “อย่าบอกนะคะว่า...พี่ยัพเองก็หลงเสน่ห์แม่นั่นเหมือนกัน”
       พายัพเงียบ แซลลี่ยิ้ม
       “ทำหน้าอย่างงี้...แน่แล้ว ฮึ แม่นั่นมันมีอะไรดีนักนะคะ ผู้ชายถึงได้หลงมันกันหัวปักหัวปำทั้งพี่ทั้งน้องอย่างนี้” แล้วเธอนึกอะไรได้ “พี่ยัพอยากได้แม่นั่นมั๊ยคะ”
       “ถามทำไม”
       “ถ้าพี่ยัพอยากได้มัน แซลลี่มีวิธีค่ะ”
       พายัพทำหน้าสนใจ แซลลี่ยิ้มร้าย
       “ถ้าเรามาร่วมมือกัน พี่ยัพก็จะได้ตัวนังพยาบาลนั่นไป แซลลี่ก็จะได้เชตกลับคืนมา เราก็วิน-วินด้วยกันทั้งสองฝ่ายเลยเป็นไงคะ...สนใจจะร่วมมือกับแซลลี่ไม๊ละคะพี่ยัพ”
       แซลลี่มองหน้าพายัพคาดคั้นเอาคำตอบ พายัพแววตาสนใจยิ่ง
       “แล้วแซลลี่มีแผนยังไง”
       แซลลี่ยิ้ม
       “ไม่ยากค่ะ แค่พี่ยัพช่วยแยกเชตกับนังพยาบาลคนนั้นให้ห่างกันชั่วคราวก่อน...แล้วแซลลี่ก็จะวางยานังพยาบาลนั่น แล้วก็เชิญพี่ยัพสนุกกับมันตามสบาย...แล้วแซลลี่ก็จะยอมรับผิดกับเชต...ว่าแซลลี่เป็นคนวางยานังพยาบาลนั่นเอง เพราะหึงหวงเชต...ส่วนพี่ยัพ เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว...พี่ยัพก็มีหน้าที่แค่แสดงความเป็นสุภาพบุรุษ ขอรับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้นซะ แค่นี้...พี่ยัพก็จะได้นังพยาบาลนั่นไปครอบครองสมใจ ส่วนแซลลี่ก็จะได้เชตกลับคืนมา เป็นไงคะ แผนของแซลลี่ พี่ยัพจะเล่นด้วยมั๊ยล่ะคะ”
       พายัพไม่ตอบ แต่ยิ้มเป็นเชิงตกลง แซลลี่ยิ้มตอบ แล้วยื่นมือให้จับ พายัพยื่นมือออกไปจับมือแซลลี่
        
       สองคนจับมือกันเป็นเชิงทำสัญญาที่จะทำแผนร้ายร่วมกัน
        

       จบตอนที่  19
ตอนที่ 20
      
       วันใหม่...เนตรอัปสรกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในสวน สักครู่พายัพก็เดินกุมหัวเข้ามาหน้าไม่ดี เนตรอัปสรเห็นก็ทัก
      
       “เป็นอะไรคะคุณพายัพ ไม่สบายรึเปล่า”
       “ปวดหัวครับ ปวดหัวมาก รู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด”
       “แล้วคุณพายัพทานยารึยังคะ”
       “เมื่อคืนทานไปหลายเม็ดแล้วครับ แต่ไม่ดีขึ้นเลย แต่เช้านี้ยังไม่ได้กินครับ”
       “ขอโทษนะคะ” เนตรอัปสรเอามือลองอังที่หน้าผากพายัพ “ตัวก็ไม่ร้อนนะคะ”
       พายัพแก้ตัว
       “แต่ผมปวดหัวจริงๆนะครับ ไม่เคยปวดอย่างนี้เลย...”
      
       เชตะวันนั่งทำงานอยู่อย่างคร่ำเคร่งแล้วมือถือของเขาก็ดังขึ้น เชตะวันกดรับ
       “ว่าไงนะคุณสา...” เซตะวันถอนใจเซ็ง “คุณลืมได้ยังไง โอเคๆ ผมจะไปเดี๋ยวนี้...”
       เชตะวันมองหาเนตรอัปสรไม่เห็น ก็เดินออกไปหา เขาเดินมองหาไปทั่วพร้อมตะโกนเรียก
      
       เนตรอัปสรยังดูอาการพายัพอยู่ ได้ยินเสียงเชตะวันร้องเรียกเธอ
       “คุณเนตร...”
       เนตรอัปสรหันไปมองทางเสียงเชตะวัน แล้วก็หันกลับมาบอกพายัพ
       “คุณเชตตามล่ะ เดี๋ยวฉันมานะคะ”
       พายัพพยักหน้า แต่พอเนตรอัปสรจะวิ่งไป เขาก็แกล้งร้องโอ๊ย คล้ายเจ็บปวดมาก เนตรอัปสรตกใจ
       “คุณพายัพ”
       “ไปเถอะครับ ถ้าช้า เดี๋ยวนายเชตเขาจะโมโห คุณจะซวย แล้วก็อย่าให้เขารู้เลยนะครับว่าคุณอยู่กับผมตรงนี้ นายเชตเขาหวงคุณ ถ้าเขารู้ว่าคุณอยู่กับผม มีหวัง...มีเรื่องกันอีก”
       “ค่ะ...ค่ะ”
       เสียงเซตะวันยังคงดัง
       “คุณเนตร...”
       เนตรอัปสรตัดสินใจ
       “รอฉันแป๊บเดียวค่ะ เดี๋ยวฉันมา”
       พอเนตรอัปสรวิ่งไป พายัพก็แอบยิ้ม แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากด ท่าทางไม่ได้เจ็บปวดอะไรเลย
       “เดินตามแผนต่อได้เลยแซลลี่”
      
       รถแซลลี่จอดอยู่ข้างทาง เธอกำลังพูดโทรศัพท์กับพายัพ
       “พี่พายัพแน่ใจได้ยังไงคะว่านังพยาบาลนั่น...มันจะตกหลุมพรางเรา”
       “พี่มั่นใจแซลลี่ เพราะคุณเนตรเป็นคนขี้สงสาร แล้วก็เป็นห่วงคนอื่น เมื่อเขารู้ว่าพี่ไม่สบาย เขาไม่กล้าทิ้งพี่ออกจากบ้านไปกับไอ้เชตหรอก เชื่อพี่สิ เดินตามแผนเราต่อได้เลยแซลลี่”
       พูดจบพายัพก็กดตัดสาย แล้วยิ้มอย่างมั่นใจว่าแผนจะสำเร็จ
      
       เนตรอัปสรวิ่งเข้ามาหาเชตะวัน
       “มีอะไรรึคะคุณเชต”
       “คุณสา...เลขาผมโทรมาบอกว่ามีเอกสารด่วนจะต้องเซ็น แต่ถ้าให้มอเตอร์ไซค์เอามาส่งให้เซ็นที่นี่ แล้วเอากลับไปที่โรงแรม มันจะช้าเกินไป ผมก็เลยต้องออกไปเซ็นเอกสารที่โรงแรมเลยไป...คุณไปกับผม”
       “เอ่อ...ฉันไม่ไปได้มั้ยคะ”
       “ทำไม”
       “เอ่อ...คือฉันกำลังทำขนมอยู่ในครัวติดพันอยู่น่ะ แล้วคุณก็จะรีบไป รีบกลับไม่ใช่เหรอ แล้ววันนี้ก็ดูคุณสบายดี ไม่ได้เป็นอะไร คุณออกไปคนเดียวก็แล้วกันนะคะ ฉันไปด้วย ก็จะเกะกะคุณเปล่าๆ ขอฉันอยู่บ้านละกัน นะคะ”
       เชตะวันนิ่งคิดไปนิดหนึ่ง
       “ก็ได้ๆ แต่...คุณห้ามออกไปไหน เพราะผมรีบไปรีบกลับ เข้าใจไหม”
       “เข้าใจคะคุณเชต ขอบคุณนะคะ”
       เชตะวันถอนใจเดินออกไปเลย เนตรอัปสรยิ้มดีใจแล้วรีบวิ่งกลับไปหาพายัพทันที
      
       พายัพพอได้ยินเสียงเนตรอัปสรวิ่งกลับมา ก็รีบกุมหัวทำท่าปวดหัวต่อทันที
       “คุณพายัพคะ ฉันว่า...ฉันพาคุณไปนอนพักก่อนดีกว่า แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ฉันจะโทรตามหมอก้องเพื่อนฉัน ให้มาดูอาการคุณอีกทีนะคะ ไปค่ะ ไป”
       เนตรอัปสรประคองพายัพไป พายัพยอมให้ประคองไปแต่โดยดี เธอพาเขามาที่ห้อง
       “นอนพักก่อนนะคะ ฉันจะไปเอาแก้ปวดมาให้คุณ”
       เนตรอัปสรเดินออกไป พายัพยิ้มร้ายแล้วรีบกดโทรศัพท์โทรออกทันที
       “คุณสาเหรอ นายเชตมันออกไปที่โรงแรมแล้วนะ คุณทำดีมาก เดี๋ยวบ่ายนี้ผมจะโอนเงินอีกครึ่งที่เหลือให้นะ แล้วถ้าเกิดนายเชตมันจับได้แล้วไล่คุณออก ผมจะหางานใหม่ให้คุณเอง คุณไม่ต้องกลัว...”
      
       อนงค์ทำงานกันอยู่ในครัว แซลลี่เดินถือถุงของเข้ามาทำเป็นแกล้งถามอนงค์
       “เชตอยู่ห้องไหนเหรออนงค์”
       “อ้าว คุณแซลลี่ คุณเชตไม่อยู่หรอกค่ะ เพิ่งออกไปเมื่อกี๊นี้เอง คุณแซลลี่ไม่ได้สวนกับคุณเชตหรอกหรือคะ”
       “ไม่นี่ โธ่...ฉันก็นึกว่าเขาอยู่ อุตส่าห์ซื้อกระเพาะปลามาฝาก เอ้า...แล้วมีใครอยู่บ้างล่ะเนี่ย”
       “คุณพายัพ กับคุณพยาบาลอยู่ค่ะ”
       “เออๆ งั้นแกเอากระเพาะปลาเนี่ยใส่ถ้วยเอาไปให้พี่พายัพกับแม่พยาบาลคนนั้นที ฉันจะได้ไม่เสียเที่ยวอุตส่าห์ซื้อมาเปล่าๆ กำลังร้อนๆเลย”
       “ค่ะๆ”
       อนงค์รับถุงของมาแล้วเอาใส่ถ้วย แซลลี่มองแล้วยิ้มอย่างพอใจ แล้วเดินขึ้นบ้านไป
      
       เนตรอัปสรจัดยาให้พายัพ
       “นี่ยาทานหลังอาหารรึเปล่าครับ แต่ว่าผมยังไม่ได้กินอะไรเลยเช้านี้”
       “อ้าว...งั้นเดี๋ยวฉันออกไปหาอะไรมาให้กินนะคะ”
       เนตรออกไปจากห้อง พายัพมองตามแล้วยิ้มๆ เป็นไปตามแผน
      
       อนงค์เดินถือถาดใส่ชามกระเพาะปลามา เนตรอัปสรเดินมาพอดี
       “นั่นอนงค์จะเอาอะไรไปให้ใครจ๊ะ”
       “กระเพาะปลาค่ะ จะเอาไปให้คุณยัพ กับคุณพยาบาลอยู่พอดีเลยค่ะ”
       “ดีเลย งั้นฉันเอาไปให้คุณยัพเอง ขอบใจนะจ๊ะ”
       เนตรอัปสรรับถาดอาหารไปแล้วรีบเดินเอากลับไปที่ห้องพายัพ
      
       เนตรอัปสรเดินถือถาดเข้ามาให้พายัพ
       “โชคดีเลยค่ะคุณพายัพ อนงค์กำลังจะเอากระเพาะปลามาให้พอดีเลย ...ทานซะนะคะ แล้วจะได้ทานยา”
       “งั้นคุณเนตรมาทานพร้อมกันกับผมเลยได้ไหมครับ จะได้ทานเป็นเพื่อนกัน นะครับ”
       เนตรอัปสรพยักหน้ารับ ทั้งคู่เริ่มกิน พายัพมองเนตรอัปสรอย่างรอเวลา
      
       แซลลี่เดินไปมาอย่างกระวนกระวาย สลับกับดูนาฬิกา บวรผ่านมาเห็นพอดี มองอย่างสงสัยว่าทำไมแซลลี่มายืนคอยอะไร ดูมีพิรุธ
       ด้านพายัพมองเนตรอัปสรไม่วางตา
       “อ้าว ทานสิคะคุณพายัพ เดี๋ยวจะได้ทานยา เอ๊ะ ไม่ปวดหัวแล้วหรือคะ”
       “ค่อยยังชั่วแล้วครับ”
       “แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรจะต้องกินยาค่ะ เดี๋ยวกำเริบขึ้นมาอีกจะแย่นะคะ”
       พายัพพยักหน้า แกล้งทำเป็นกิน แล้วจู่ๆเนตรอัปสรก็มีทีท่ามึนงงขึ้นมามองอะไรก็เบลอๆ หมุนๆ ไปหมด
       “คุณเนตรเป็นอะไรไปครับ”
       “ไม่ทราบสิคะ อยู่ๆ ฉันก็เวียนหัวขึ้นมากะทันหัน...อือ”
       สายตาของเนตรอัปสรมองรอบตัวหมุนเร็วๆขึ้น เธอพยายามสะบัดหน้าเรียกสติ แต่แล้วก็ฝืนไม่ไหว ในที่สุดก็หมดสติไป พายัพรีบคว้าตัวเอาไว้ก่อนที่จะล้มตกเก้าอี้ไป พายัพประคองเนตรอัปสรไว้แล้วยิ้มสมใจ
      
       อนงค์ยังทำงานอยู่ในครัว บวรเดินเข้ามา บวรส่งภาษาใบ้ว่า...วันนี้คุณแซลลี่ เธอท่าทางแปลกๆ
       “คุณแซลลี่นะเหรอ แปลกยังไงน้า”
       บวรส่งภาษาใบ้ตอบว่าบอกไม่ถูก เห็นแกเดินกลับไปกลับมา ท่าทางกระวนกระวายชอบกล เหมือนกำลังรออะไรอยู่ อนงค์พยักหน้า
       “อ๋อ เธอคงรอคุณเชตไงล่ะน้า แต่เอ๊ะ...แกก็รู้นี่ว่าคุณเชตไม่อยู่ เอ๊ะ หรือว่าแกจะเอาอะไร งั้นเดี๋ยวฉันไปดูแกก่อนดีกว่านะน้า แกอยากได้อะไรจะได้หาถวายให้ทันใจ ไม่งั้นเดี๋ยวโดนแกเหวี่ยงเอาอีก”
       อนงค์ออกไป แต่บวรยังรู้สึกกังวลใจอยู่
      
       อนงค์เดินมาหาแซลลี่ แล้วหยุดดูอยู่ห่างๆ เห็นแซลลี่ท่าทางกระวนกระวาย มองดูนาฬิกาอยู่สักพัก ก็เลิกกระวนกระวาย เปลี่ยนเป็นยิ้ม แล้วเดินไป อนงค์สงสัย แอบเดินตามไป โดยแซลลี่ไม่รู้ตัว
      
       พายัพอุ้มร่างไร้สติของเนตรอัปสรมาที่เตียง แล้วยิ้มพอใจสักครู่แซลลี่ก็เดินเข้ามา พอแซลลี่เห็นพายัพอยู่บนเตียงกับเนตรอัปสรแล้วก็ยิ้ม อนงค์แอบตามมาหลบดูเหตุการณ์อยู่ที่มุมบ้าน แซลลี่พึงพอใจมาก
       “สำเร็จตามแผน ขอให้พี่ยัพสนุกกับนังพยาบาล คนสวยนี่ให้เต็มที่แล้วกันนะคะ”
      
       อนงค์ ได้ยินที่แซลลี่พูดก็ตาโตด้วยความตกใจ


  


       แซลลี่เดินออกไป เปิดโอกาสให้พายัพได้สนุกกับเนตรอัปสร
        
       อนงค์รีบหลบ แซลลี่ก็เดินผ่านไปโดยไม่เห็น แล้วรีบวิ่งไปที่ห้องพายัพ แอบแง้มประตูดูในห้อง เห็นพายัพนั่งคร่อมร่างไร้สติของเนตรอัปสรอยู่ ก็รีบเอามืออุดปากตัวเองไว้ไม่ให้ร้องอุทานออกมาเสียงดัง แล้วก็รีบหลบออกมานั่งคิด
       “ทำไมคุณพายัพกับคุณแซลลี่ ทำยังงี้ แล้วนี่...อีนงค์ควรจะทำยังไงดี ทำยังไงดี ทำยังไงดี...”
      
       พายัพ ค่อยๆปลดเสื้อเนตรอัปสรด้วยใจระทึก ด้านหลังพายัพ ผีเฟื่องกับผีเดือนยืนมองอยู่ ผีเดือนมองอย่างไม่พอใจ
       “ไอ้พัน...มักมากในกามตั้งแต่ชาติที่แล้ว มาจนชาตินี้ หาได้เป็นคนดีขึ้นมาไม่ มีโอกาสเมื่อใด เป็นต้องคิดทำบัดสีกับผู้หญิงทุกคราวไปสิน่า คุณหนู...เราควรจะทำกับมันอย่างไรดีเจ้าคะ”
       “ไม่ทำ หาใช่เรื่องของเราไม่ และหากนังนวลมันตกเป็นของไอ้พันเสีย ชุนของข้าก็คงจะเลิกใส่ใจมัน แล้วกลับมาหาข้าในที่สุด ฮ่า ฮ่าฮ่า”
       พูดจบผีเฟื่องก็หายตัวไป ผีเดือนยังยืนอึ้งอยู่พักหนึ่ง
       “แต่ข้าไม่อยากให้แม่หญิงใดต้องมีราคีเพราะไอ้คนชั่วอย่างมัน”
       ผีเดือนสิงร่างเนตรอักสรไม่ได้เพราะใส่พระ จึงเป่าลมมนตร์ใส่ไป เนตรอัปสรเริ่มได้สติขึ้นมาทันที แล้วพบว่าพายัพกำลังนั่งคร่อมอยู่บนตัวเธอ เนตรอัปสรกรีดร้อง
       “นี่คุณยัพจะทำอะไรคะ”
       เนตรอัปสรผลักไสพายัพออกไปสุดแรง พายัพตกใจที่เนตรอัปสรได้สติเร็วกว่าที่คิด
       “เฮ้ย...ฟื้นได้ไงวะ”
       พายัพพยายามจะยึดข้อมือเนตรอัปสรทั้ง 2 ข้างเอาไว้ไม่ให้ดิ้นหนีได้ แต่เธอสู้ยิบตา พายัพเลยชกท้องดังอั้ก เนตรอัปสรตัวงอร้องไม่ออกสักแอะ พายัพเห็นเธอหมดเรี่ยวแรงต่อสู้ก็ยิ้มร้ายแล้วเริ่มซุกไซร้อีกครั้ง เนตรอัปสรส่ายหน้าไม่ยอมแต่ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะขัดขืน อนงค์ซึ่งแอบมองดูอยู่เห็นท่าว่าเนตรอัปสรแย่แน่แล้ว พยายามคิดหาทางช่วยในที่สุดอนงค์ก็แกล้งตะโกนขึ้นมาดังๆ
       “ทางนี้เลยค่ะคุณเชต คุณพยาบาลอยู่ทางนี้ค่ะ”
       พายัพชะงักเมื่อได้ยินเสียงอนงค์ตะโกนอย่างนั้น เนตรอัปสรฉวยจังหวะที่เขาเผลอ รวบรวมกำลังสุดท้ายผลักเขาออกไปสุดแรง แล้วตะกายลงจากเตียงวิ่งออกจากห้องไป แต่แล้วก็ล้มลงที่หน้าห้องอีก อนงค์รีบฉุดแขนเนตรอัปสรให้ลุกขึ้นแล้วพากันวิ่งออกไป พายัพขยับจะวิ่งไล่ตามแต่ผีเดือนหันขวับไปจ้องที่ประตูห้อง ประตูห้องปิดปัง กระแทกใส่หน้าพายัพเต็มแรงถึงกับล้มหงายไปและลุกขึ้นจะเปิดประตู แต่เปิดยังไงก็เปิดไม่ออก พายัพได้แต่ปึงปังโวยวายตะโกนเรียกเนตรอัปสร
      
       อนงค์วิ่งจูงเนตรอัปสรกลับมาที่ห้องปิดประตูห้องลงกลอนอย่างแน่นหนา เนตรอัปสรทรุดลงนั่งกอดเข่าตัวสั่นด้วยความตกใจกลัว
       “คุณพยาบาลปลอดภัยแล้วคะ ไม่ต้องกลัวนะคะ”
       “นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมคุณพายัพ ทำแบบนี้กับฉัน”
       “นงค์ก็ไม่คิดนะคะ ว่าคนสุขุม ดูดีอย่างคุณพายัพจะทำเรื่องชั่วๆแบบนี้กับคุณพยาบาลได้ ใจดีๆนะคะ เราอยู่ในนี้กันก่อน รอคุณเชตกลับมา คุณเชตกลับมาเมื่อไหร่ คุณพายัพตายแน่คะ”
       เนตรอัปสรได้แต่พยักหน้ารับ และยังคงอยู่ในอาการหวาดกลัวอยู่
      
       แซลลี่ในชุดว่ายน้ำ แช่ตัวอยู่ในน้ำอย่างสบายอารมณ์ มั่นใจมากว่าแผนที่วางไว้จะสำเร็จลุล่วงด้วยดีทุกประการ ผีเดือนมายืนดูแซลลี่อยู่ด้วยสีหน้าชิงชัง
       “ชาติที่แล้ว เอ็งก็เป็นหญิงตอหลดตอแหล เกิดมาใหม่ในชาตินี้เอ็งก็หาได้ดีขึ้นไม่ เอ็งอยากให้ร้ายคนอื่นดีนัก ดีละ ข้าจะให้เอ็งได้รับบทเรียน”
       จังหวะนั้น แซลลี่ซึ่งกำลังดำผุดดำว่ายน้ำเล่นอยู่ในสระ พอโผล่หน้าขึ้นมาจากน้ำอีกที ผีเดือนก็พุ่งเข้าสิงแซลลี่ โดยที่ไม่ทันตั้งตัว แล้วแซลลี่ก็เดินขึ้นจากสระ ใส่เสื้อคลุม แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านทั้งๆที่ตัวยังเปียกๆ
       แซลลี่เดินมาทั้งตัวเปียกๆ จังหวะนั้นพายัพเปิดประตูออกมาได้พอดี พายัพชะงักสายตาของเขาไม่ได้เห็นเป็นแซลลี่แต่เห็นเป็นเนตรอัปสร พายัพแปลกใจว่าทำไมเนตรอัปสรถึงได้ย้อนกลับมาหาเขา
       “คุณเนตร”
       เนตรอัปสรยิ้มพราย จ้องตาพายัพอย่างท้าทายเย้ายวน พายัพมองหน้าคลางแคลงใจ
       “นี่มันอะไรกัน”
       เนตรอัปสรไม่ตอบ หนำซ้ำยังเดินล้ำเข้าไปในห้องเขาด้วย พายัพก็ถอยกลับเข้าไปในห้อง เนตรอัปสรปิดประตูห้อง พายัพมองแซลลี่ที่ตอนนี้เป็นเนตรอัปสรอย่างประหลาดใจสุดๆ เนตรอัปสรเดินเข้ามาประชิดตัวจมูกแทบจะชนกับจมูก พายัพเลยเข้าใจว่าที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็เพราะเป็นลีลาของเธอ เขาหัวเราะ
       “ฮ่า ฮ่า ผมไม่นึกเลยนะว่า...ผู้หญิงท่าทางติ๋มๆอย่างคุณเนตรนี่ ขี้เล่นอย่างร้ายกาจจริงๆ รู้ไหม เมื่อกี้คุณร้องเสียผมตกอกตกใจหมดเลย”
       พายัพจ้องตาเนตรอัปสร
       “ความจริง...คุณก็อยากจะสนุกกับผมเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”
       เนตรอัปสรไม่ตอบ แต่พยักหน้าแล้วยิ้ม เท่านั้นเอง...พายัพก็รวบตัวแล้วตะโบมจูบไปทั่ว ร่างเนตรอัปสรเปลี่ยนเป็นผีเดือนที่หัวเราะคิกคักชอบใจ พายัพดึงทึ้งเสื้อคลุมออกจากตัวผีเดือน เขายิ่งย่ามใจตะโบมจูบไซ้อย่างเมามัน ผีเฟื่องยืนมองดูการกระทำของพายัพอยู่มุมห้องด้วยสีหน้าสมเพชอย่างที่สุด
      
       อนงค์ยังนั่งกอดเนตรอัปสรปลอบใจอยู่ สักครู่อนงค์ก็เงี่ยหูฟัง
       “คุณเชตกลับมาแล้ว คุณพยาบาลคอยอยู่ที่นี่ก่อนนะคะ”
       อนงค์วิ่งออกไป เนตรอัปสรยังนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่อย่างขวัญเสียไม่หาย...เชตะวันเดินกลับเข้าบ้านมา มีบวรเดินตามมาดูแล อนงค์วิ่งเข้ามาจากอีกด้าน
       “คุณเชตคะ คุณเชต เกิดเรื่องใหญ่ละคะ”
       “เกิดเรื่องใหญ่อะไรอนงค์”
       “คุณพยาบาลคะ คุณพยาบาล”
       “เกิดอะไรขึ้นกับเนตร คุณเนตรเป็นอะไร”
       “คุณพายัพจะปล้ำคุณพยาบาลแต่นงค์ช่วยไว้ได้ทัน ตอนนี้คุณพยาบาลหลบซ่อนตัวอยู่ที่ห้องเธอแล้วคะ”
       บวรได้ยินก็ตกใจด้วย ส่วนเชตะวันโกรธมากพร้อมเป็นห่วงเนตรอัปสรจึงรีบวิ่งออกไปหาทันที
      
       เชตะวันวิ่งมาที่ห้องเนตรอัปสร อนงค์กับบวรตามมาด้วย พอเขาเปิดประตูเข้ามาเห็นเนตรอัปสรนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่อย่างคนขวัญเสียก็รีบเข้าไปหาทันที
       “คุณเนตร”
       เนตรอัปสรพอเห็นเชตะวันมาก็ร้องไห้โฮออกมาทันที เขารีบคว้าตัวเธอมากอดเอาไว้เพื่อปลอบใจ แต่สีหน้าแค้นจัด
       “ผมจะไม่ยอมให้ ไอ้หน้าไหนมันทำยังงี้กับคุณ” เซตะวันหันไปพูดกับอนงค์ “อนงค์ ดูคุณเนตรไว้นะ”
       เซตะวันเดินพรวดออกไป อนงค์ตะโกนถามตามหลังไป
       “แล้วนั่นคุณเชตจะไปไหนคะ”
       เชตะวันไม่ยอมเสียเวลาตอบ วิ่งออกไปแล้ว บวรรีบวิ่งตามไปทิ้งให้อนงค์ดูแลเนตรอัปสร
      
       เชตะวันถีบประตูห้องพายัพปึงปังเข้ามา บวรตามเข้ามาด้วยทันเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง พายัพที่กำลังกอดจูบอยู่กับแซลลี่ตกใจหันขวับไปมอง ผีเดือนที่สิงร่างแซลลี่อยู่รีบออกจากร่างทันที แซลลี่งงไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง สายตาของเชตะวันเห็นพายัพกำลังอยู่กับแซลลี่บนเตียงด้วยกัน ไม่พูดพล่ามทำเพลงพุ่งเข้าไปกระชากคอพายัพแล้วชกเปรี้ยงล้มหงายหลังไปเลย เชตะวันยังไม่หนำใจ โดดตามไปชกซ้ำๆอีกหลายครั้ง จนพายัพแน่นิ่งไป แซลลี่ได้แต่ร้องวี๊ดว๊ายด้วยความตกใจ
       “นี่มันอะไรกันคะเนี่ย”
       เชตะวันชี้หน้าแซลลี่
       “แซลลี่ ผมไม่นึกเลยนะว่าคุณจะทำเรื่องสกปรกขนาดนี้ได้ คุณกับพี่ยัพร่วมกันมอมยาคุณเนตร หวังจะปู้ยี่ปู้ยำเธอ แล้วพอไม่สำเร็จ ก็หันมาเล่นกันเอง ทุเรศที่สุด”
       แซลลี่หน้าตื่น
       “เชต...แซลลี่ไม่รู้เรื่องเลยนะคะ”
       “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว คุณออกไปจากบ้านนี้ได้แล้ว แล้วก็ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก นับจากวันนี้ คุณกับผม เราขาดกัน”
       แซลลี่ตะลึง
       “เชต”
       เชตะวัน ตะโกนลั่น
       “ออกไป”
       แซลลี่ลนลานคว้าเสื้อผ้ามาใส่ แล้วรีบออกไป เชตะวันหันไปมองพายัพ ที่นอนหมดสติอยู่ที่พื้นห้อง ปากคอแตกยับเยิน ยังโกรธไม่หาย
       “ฮึ่ย”
       เซตะวันเดินกลับไปห้องเนตรอัปสร ผีเฟื่องกับผีเดือนยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้วย ผีเดือนมีสีหน้าสะใจแล้วหายร่างไป เหลือแต่ผีเฟื่องที่มีสีหน้าไม่สบายใจ เมื่อเห็นเชตะวันกล้ามีเรื่องรุนแรงกับพายัพเพราะเนตรอัปสร ผีเฟื่องตามเชตะวันไป ส่วนบวรเข้าไปดูอาการพายัพ
      
       เชตะวันเดินกลับมาที่ห้องเนตรอัปสรเห็นเธอยังท่าทางเสียขวัญอยู่มาก อนงค์ถอยเปิดทางให้ เชตะวันรีบเข้าไปคุกเข่าแล้วจับมือเธอไว้ พูดเสียงอ่อนโยน
       “ผมไม่น่าทิ้งคุณไว้ที่บ้านเลย ผมไม่คิดว่าพี่ยัพจะคิดชั่วได้ขนาดนี้ ผมขอโทษนะ”
       “ฉัน...อยากกลับบ้าน...”
       “ไม่นะ ผมไม่ให้คุณกลับ”
       “แต่ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”
       “แต่ผมไม่ยอมให้คุณกลับ คุณต้องอยู่กับผม นะ ผมขอร้อง”
       เซตะวันเห็นเนตรอัปสรยังน้ำตาคลออยู่ก็ตัดสินใจ
       “เอาเถอะ ถ้าคุณไม่อยากอยู่ที่นี่ ไม่อยากเห็นหน้าพี่ยัพ ผมจัดการเอง”
       “คุณจะทำอะไร”
       เชตะวันไม่ตอบ แต่ตาวาว ผีเฟื่องซึ่งตามมาดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้วยเจ็บปวด
        
       เมื่อเห็นเชตะวันแสดงอาการรักใคร่อาทรเนตรอัปสรอย่างออกนอกหน้า

       อาทิตย์รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว ออกอาการฉุนเฉียว
      
       “กะอีแค่ผู้หญิงคนเดียว แกถึงกับชกต่อยไอ้ยัพมันจนหน้าตาแหกยังงี้เลยเหรอวะไอ้เชต แกนี่...เห็นผู้หญิงดีกว่าพี่น้องได้ยังไงวะ”
       “ถ้ามีพี่คิดชั่ว ทำชั่วอย่างงี้ อย่ามีซะดีกว่า”
       พายัพโกรธ
       “ไอ้เชต”
       เชตะวันจ้องหน้า
       “จะทำไม”
       เชตะวันกับพายัพจ้องหน้ากันอย่างแค้นเคืองกันสุดๆ อาทิตย์จ้องหน้าเซตะวัน
       “แล้วแกจะเอายังไง”
       “พี่ยัพจะต้องไปขอโทษคุณเนตรอัปสร”
       พายัพโวยวาย
       “มากไปละ”
       “น้อยไปด้วยซ้ำ กับสิ่งที่พี่ทำกับเขา นี่ถ้าอนงค์ไม่แกล้งตะโกน พี่ก็คงปู้ยี่ปู้ยำคุณเนตรไปแล้ว ความจริง ผมน่าจะให้คุณเนตรแจ้งความซะด้วยซ้ำไป”
       “พอๆเถอะไอ้เชต ยังไงๆไอ้ยัพมันก็พี่ชายแท้ๆของแกนะโว๊ย แกอยากเห็นพี่แกติดคุกรึไง”
       “ถ้าพี่ยัพไม่อยากติดคุก ก็ต้องไปขอโทษคุณเนตรเขาซะ”
       พายัพนิ่ง ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เชตะวันอดรนทนไม่ไหวเข้าไปจิกคอเสื้อพายัพแล้วลากออกไป พายัพโวยวายเสียงดังลั่น อาทิตย์ตกใจ
       “เฮ้ย... ไอ้เชต แกจะทำอะไรพี่แก”
       เชตะวันไม่ตอบ ลากคอพายัพออกไปแล้ว อาทิตย์รีบตามไป
      
       เนตรอัปสรนั่งเศร้าซึมอยู่ โดยมีอนงค์กับบวรคอยดูแล เชตะวันลากคอพายัพเข้ามาแล้วเหวี่ยงไปหาเนตรอัปสร
       “ขอโทษคุณเนตรเดี๋ยวนี้”
       พายัพเม้มปากแน่น แค้นใจเชตะวันสุดๆ แต่พอเห็นเชตะวันจ้องมาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อเขาก็จำยอมพูดขอโทษเนตรอัปสรเสียงอ่อยๆ
       “ผม...ผมขอโทษ”
       เนตรอัปสรมองเมินไป ไม่มองหน้าพายัพเลย อาทิตย์หงุดหงิดไม่ชอบใจ
       “ไอ้ยัพมันขอโทษแล้ว จบเรื่องกันได้แล้วใช่ไหม”
       “ผมจะพาคุณเนตรไปจากที่นี่”
       เนตรอัปสรมองเชตะวันอย่างงงๆ
       “ผมจะพาคุณเนตรไปพักผ่อนจิตใจที่รีสอร์ตของเรา ระหว่างนี้ พี่ยัพก็ทำงานที่โรงแรมแทนผมไปก่อนก็แล้วกัน ส่วนผมจะไปทำงานที่โน่นแทนให้”
       พายัพตกใจห่วงเรื่องส่งยา
       “ไม่ได้นะ”
       เชตะวันสวน
       “ทำไมจะไม่ได้ จะที่นี่ หรือที่โน่น มันก็กิจการของครอบครัวเราเหมือนๆกัน ก็แค่สลับที่ทำงานกัน จะเป็นไรไป”
       พายัพอึ้งไป แล้วเหลือบสบตากับอาทิตย์ที่มีสีหน้ากังวลพอๆกัน
      
       ในห้องทำงานอาทิตย์ที่บ้าน พายัพกังวลอย่างหนัก
       “ผมไม่อยากให้ไอ้เชตมันไปที่รีสอร์ตนะพ่อ เดี๋ยวมันไปซ่อกแซ่กดูโน่นดูนี่ แล้วเดี๋ยวมันเกิดไปเจอสินค้าของเราเข้า มันจะยุ่งกันใหญ่นะพ่อนะ”
       “แต่มันกำลังเป็นหมาบ้า ขืนไปขวางมัน มันอาละวาดหนักเข้าเราจะยิ่งเดือดร้อนกว่านี้นะ เอาเถอะ มันคงไปอยู่ที่นั่นอย่างมากก็อาทิตย์เดียวละมัง คนเป็นโรคประหลาดอย่างมัน อยู่ไกลหมอได้ที่ไหน เดี๋ยวมันก็ต้องแจ้นกลับมา เชื่อพ่อเถอะ”
       “แต่อาทิตย์เดียว ก็อาจทำให้ธุรกิจของเราบรรลัยได้นะพ่อ”
       อาทิตย์ชักหงุดหงิด
       “เอ้า แล้วแกจะเอายังไงล่ะ”
       “ขอผมคิดก่อน แต่ผมจะให้ไอ้เชตมันอยู่ที่นั่นนานไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด”
       พายัพชิงชังเชตะวันอย่างที่สุด
      
       พายัพเดินครุ่นคิดเรื่องเชตะวันมาเห็นอนงค์เดินถือกระเป๋าเสื้อผ้า กับตะกร้าใส่เสื้อผ้าใช้แล้วเดินออกมาจากห้องเชตะวัน อนงค์เห็นพายัพก็กลัวไม่ค่อยกล้าสบตาด้วยเพราะรู้ว่าตัวเองทำให้พายัพแผนแตก
       “ไอ้เชตเก็บกระเป๋าเสร็จแล้วเหรอ แล้วนั่นอะไร”
       “เสื้อผ้าใส่แล้วค่ะคุณยัพ นงค์เลยมาเก็บไปเลย จะได้ไม่ต้องมาเก็บตอนเช้าอีก นงค์ไม่ค่อยอยากเข้าห้องคุณเชต เวลาคุณเชต ไม่อยู่น่ะค่ะ”
       พายัพมองผ้าในตะกร้า เห็นเสื้อเปื้อนเลือด ตัวที่เชตะวันใส่ตอนที่ถูกพงษ์ยิงเมื่อวันก่อน
       “เสื้อนั่น ยังจะเอาไปซักอีกเหรอ”
       “อ๋อ...ตัวนี้ คุณเชตให้เอาไปทิ้งค่ะ”
       พายัพครุ่นคิด แล้วโบกมือไล่อนงค์ไป อนงค์เดินไปอย่างกลัวๆ พายัพเรียกไว้อีก
       “อนงค์”
       อนงค์ตกใจค่อยๆหันมา พายัพเดินมาช้าๆเข้ามาเหมือนจะทำอะไร อนงค์กลัวตัวสั่น
       “ต่อไปอย่ายุ่งเรื่องของเจ้านายอีก เข้าใจไหม”
       “คะ คะ ค่ะ”
       อนงค์รีบออกไปเลย พายัพมองตามเสื้อเปื้อนเลือดตัวนั้นไป
      
       ในหอพัก...ปารมี ทิพย์ หมอก้องกำลังรุมกันพูดผ่านสปีคเกอร์โฟนกับเนตรอัปสรอยู่
       “อะไรนะ”
       ปารมีหน้าตื่น
       “นะโมจะไปอยู่ที่รีสอร์ตกับคุณเชต”
       ทิพย์อึ้งๆ
       “ไม่มีกำหนดกลับ”
       หมอก้องหน้าเสีย
       “หมอไม่ยอมให้นะโมไป”
       เนตรอัปสรคุยโทรศัพท์อยู่มุมหนึ่งในบ้าน
       “จะทำยังไงได้ล่ะปาน ทิพย์ หมอ ในเมื่อคนไข้ของฉันจะต้อง ไปทำงานที่โน่น ฉันก็ต้องไปกับเขาน่ะสิ”
       หมอก้องพยามแย้ง
       “คุณเชตเขาคิดยังไงถึงอยากไปทำงานที่รีสอร์ต ทั้งๆที่เขาก็รู้ดีว่า...โรคที่เขาเป็นอยู่ เขาไม่ควรอยู่ห่างหมอ”
       “เออ...”
       เนตรอัปสรไม่กล้าบอกเรื่องโดนพายัพปล้ำ
       “เนตรก็ไม่ทราบค่ะหมอ เรื่องธุรกิจครอบครัวของเขามั้งคะ เอาเป็นว่าเนตรมีหน้าที่ดูแลเขา เขาอยู่ที่ไหน เนตรก็ต้องไปอยู่ที่นั่นกับเขาด้วย”
       “แล้วจะไปเมื่อไหร่ล่ะนะโม” ปารมีถาม
       “เก็บกระเป๋าเสร็จก็จะไปเลยล่ะ”
       ทิพย์อึ้งไป
       “หา”
       หมอก้องโวยวาย
       “คุณเชตบ้าไปแล้ว”
       เนตรอัปสรตัดบท
       “เอาเถอะค่ะ ยังไงเนตรก็ต้องไปกับเขา แค่นี้ก่อนนะทุกคน ฉันต้องไปจัดกระเป๋าแล้ว แต่ฉันสัญญาว่า...ฉันจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ทุกคนไม่ต้องห่วงนะ สวัสดีจ้ะ”
       เนตรอัปสรกดตัดสายไปเลย ทั้งสามต่างพากันถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม โดยเฉพาะหมอก้องที่กลุ้มใจเป็นที่สุด
      
       เย็นนั้น เชตะวันกับเนตรอัปสรขึ้นรถโดยมีบวรมายืนส่ง พอเชตะวันจะขึ้นรถ อนงค์ก็วิ่งถือห่อของ
       ห่อหนึ่งวิ่งเข้ามาให้
       “คุณเชตคะ คุณพายัพฝากเอกสารงานไปให้คุณพงษ์ที่รีสอร์ตด้วยค่ะ”
       เชตะวันไม่รับ เพราะไม่อยากทำอะไรให้พายัพ เนตรอัปสรจึงจำเป็นรับเอาไว้ให้เอง อนงค์ยิ้มดีใจแล้วเชตะวันก็ขึ้นขับรถออกไปกับเนตรอัปสร โดยมีผีเฟื่องนั่งบนหลังคารถไปด้วยไม่นั่งในรถ เพราะเนตรอัปสรมีสร้อยพระ...พายัพและอาทิตย์ยืนอยู่บนระเบียงบ้าน มองดูเชตะวันขับรถออกไป พายัพเหมือนจะยิ้มในหน้าคล้ายพอใจอะไรบางอย่าง ด้านหลังของเขาผีเดือนยืนอยู่ข้างๆนั่นเองแต่เขาไม่รู้เรื่องเลย...
      
       พายัพเดินกลับเข้ามาในห้อง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก
       “ไอ้พงษ์ ไอ้เชตมันกำลังเดินทางไปที่รีสอร์ต ฝากแกบอกไอ้สิทธิ์ด้วย ถ้าไม่จำเป็น อย่าให้ไอ้เชตรู้ว่ามันกบดานอยู่ที่นั่น แล้วฉันมีงานสำคัญชิ้นนึงจะให้แกทำ...”
       พงษ์ ยืนฟังพายัพสั่งงานอย่างตั้งใจตลอดเวลาที่พายัพพูด
       “ครับนาย...”
       พงษ์วางหูแล้วก็เดินกลับไปกินเหล้ากับสิทธิ์ ท่าทางถูกคอกันเป็นอย่างยิ่ง
       “พี่ยัพโทรมาเหรอ”
       “ครับ คุณสิทธิ์”
       “แล้วพี่ยัพจะมาที่นี่เมื่อไหร่อ้ะ”
       “คุณยัพคงจะไม่ได้มาอีกสักพักละครับ แต่คนที่กำลังจะมาคืนนี้...คือคุณเชต...”
       สิทธิ์หน้าเครียดทันที ไม่อยากให้รู้ว่ามาอยู่ที่นี่
      
       ปารมี หมอก้อง ทิพย์ ยังนั่งหน้าเครียดเรื่องเนตรอัปสรอยู่ในห้องพัก แล้วจู่ๆหมอก้องก็ลุกพรวดพราดขึ้น
       “ผมจะไปที่รีสอร์ตนั่นด้วย”
       ปารมีอึ้งๆ
       “หมอจะไปในฐานะอะไรหรือคะ”
       หมอก้องเงียบ ปารมีตัดสินใจถาม
       “ปานขอถามตรงๆ แล้วก็ขอให้หมอตอบตรงๆ สักเรื่องได้มั้ยคะ หมอชอบนะโมใช่มั้ยคะ”
       “ไม่...”
       ปารมีเริ่มยิ้มออก
       “ไม่ใช่แค่ชอบ แต่หมอคิดจะจริงจังกับนะโมเขาเลยละ”
      
       ปารมีก็อึ้งไปเลย ทิพย์ย้อนถามบ้างอย่างอดรนทนไม่ไหวแล้ว


  


       ปารมีก็อึ้งไปเลย ทิพย์ย้อนถามบ้างอย่างอดรนทนไม่ไหวแล้ว
      
       “แล้วหมอคิดว่ายายนะโมรักหมอรึเปล่าล่ะคะ แต่ทิพย์ว่าไม่นะ”
       หมอก้องเป็นฝ่ายอึ้งไปบ้าง ทิพย์พูดต่อ
       “ถ้ายายนะโมไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบหมอ ทำไม..หมอไม่ลองหันมามองคนที่เขารัก เขาชอบหมอบ้างละคะ”
       หมอก้องอึ้ง ในขณะที่ปารมีตะลึงที่ทิพย์พูดชงซะขนาดนั้น พยายามทำท่าห้ามไม่ให้ทิพย์พูดอะไรอีก ทิพย์กระซิบ
       “ก็พูดไปแล้ว”
       “แต่หมอจะทำให้นะโมรักและชอบหมอให้ได้ คอยดูก็ละกัน”
       พูดจบหมอก้องเดินออกไป ทิพย์กับปารมีอยู่ในอาการอึ้งๆกันไป ปารมีเศร้า ทิพย์เข้าไปปลอบ
       “ใจเย็นๆนะปาน สักวันหมอจะต้องเปลี่ยนใจรักคนที่เขารักหมอดีกว่า ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์นะ”
       “ฉันจะรอวันที่หมอมองเห็นฉันบ้าง ว่ามีปารมีคนนี้เฝ้ารักหมออยู่ แต่กว่าจะถึงวันนั้น หมออาจจะได้รักกับนะโมไปแล้วก็ได้ แล้วฉันก็จะเป็นฝ่ายออกไปเอง”
       ทิพย์เห็นใจปารมีแต่ก็ได้แต่ช่วยปลอบใจและเข้าใจเพื่อน ปารมีเศร้าปนความหวังว่าสักวันหมอจะหันมารักตน
      
       ค่ำนั้นเชตะวันขับรถมาตาม ถนนต่างจังหวัด เนตรอัปสรนั่งข้างๆวางห่อของที่พายัพฝากไปให้พงษ์ที่รีสอร์ตไว้บนตัก
       “ถามหน่อยเถอะคะ ทำไมคุณไม่ออกมาตอนเช้าคะ ขับรถออกต่างจังหวัดตอนกลางคืน มันอันตรายรู้ไหมคะ”
       “อันตรายผมไม่กลัว ชีวิตผมเฉียดความตายอยู่ทุกวัน ก็เพราะไอ้โรคบ้าที่ผมเป็นอยู่ แต่ผมทนเห็นหน้าพี่ยัพต่อไปไม่ได้แม้แต่นาทีเดียวน่ะสิ โดยเฉพาะสิ่งที่เขาทำกับคุณ”
       เนตรอัปสรหันไปมองเขาอย่างซึ้งใจ รู้สึกได้ว่าเขาห่วงเธอจริงๆ
       “ฉันขอถามหน่อยนะคะ ทำไมคุณถึงเกลียดพี่ชายตัวเอง”
       “ไม่รู้สิ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาก็เกลียดผม พ่อผมก็เหมือนกัน ชาติที่แล้วเราอาจจะเคยเป็นศัตรูกันก็ได้ แต่ชาตินี้ดันจับพลัดจับผลู เกิดเป็นพ่อลูกเป็นพี่น้องกันซะงั้น ก็ถ้าผมเลือกเกิดได้ ผมก็คงไม่เลือกเกิดเป็นคนในครอบครัวเดียวกันกับพวกเขาหรอก”
       เนตรอัปสรรู้ว่าเชตะวันเริ่มเครียด ก็เลยหยุดถามและเธอค่อยๆเอามือเธอกุมมือเขา แสดงถึงความรู้สึกเข้าใจอย่างที่สุด เชตะวันค่อยๆหันมามองเนตรอัปสรเขายิ้มให้เธอ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ใช่เชตะวันคนเดิมที่แข้งกร้าว แต่เป็นยิ้มที่นุ่มนวลอบอุ่นของทั้งสองคน...รถเชตะวันแล่นไปในความมืด บนถนนต่างจังหวัดโดยมีผีเฟื่องนั่งอยู่บนหลังคารถตลอดเวลา
      
       ดาลัดกับพงษ์มายืนคอยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเชตะวันขับรถพาเนตรอัปสรเข้ามาในรีสอร์ต ดาลัดเหลียวหน้าเหลียวหลัง เอามือคลำต้นคอ
       “ลมอะไรเย็นๆ”
       ดาลัดชักกลัวผีขึ้นมา พงษ์หัวเราะ
       “คุณดา ใส่พระซะขนาดนั้น ผีที่ไหนก็ไม่กล้าเข้ามาใกล้คุณดาหรอกครับ”
       ดาลัดค้อนพงษ์ แล้วรีบวิ่งเข้าไปรับเชตะวัน
       “อู๊ย...ร้อยวันพันปี คุณเชตไม่เคยมาที่นี่เลย แต่บทจะมา ก็มาเอากลางดึกกลางดื่นเลยนะคะ”
       “ผมมันคนนิสัยไม่ดีน่ะครับคุณดาลัด ชอบทำตามใจตัวเอง”
       “แหม...ดิฉันก็ไม่ได้จะว่ายังงั้น”
       ดาลัดมองเนตรอัปสรอย่างสนใจ
       “นี่คุณเนตรอัปสร พยาบาลส่วนตัวของผม เขาจะพักกับผมด้วย”
       “ค่ะๆ ก็คือนอนด้วยกัน เอ๊ย นอนพักด้วย ดิฉันจัดบ้านพักไว้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ เชิญค่ะ”
       ดาลัดเชิญเชตะวันและเนตรอัปสรให้เข้าในบ้านพัก เนตรอัปสรนึกได้เอาห่อของส่งให้พงษ์
       “คุณพายัพฝากงานมาให้คุณพงษ์ค่ะ”
       พงษ์รับห่อของไป
       “ขอบคุณครับ”
       เชตะวันกับเนตรอัปสรก็เดินเข้าไปในบ้าน ดาลัดตามไป พลางแอบบ่นพึมพำกับตัวเอง
       “รู้ทันหรอกน่าว่าคุณเชตจะเอาผู้หญิงมากก แต่ทำเป็นมาอ้างว่าเป็นพยาบาลส่วนตัว หึ...สวยอย่างงี้เหรอ จะเป็นพยาบาล จ้างก็ไม่เชื่อหรอก”
       ดาลัดเดินตามเชตะวันกับเนตรอัปสรเข้าไปในบ้าน พงษ์มองตามอยู่สักครู่ก็โทรหาพายัพ
       “ได้ของ เรียบร้อยแล้วครับคุณยัพ”
       “จัดการตามที่ฉันสั่งให้เรียบร้อยนะพงษ์”
       พายัพกดวางสาย แล้วยิ้มสะใจในอะไรบางอย่าง อาทิตย์มองอย่างสงสัย
       “แกจะให้ไอ้พงษ์มันทำอะไร”
       “ในเมื่อไอ้เชตมันทำผมเจ็บ มันก็สมควรจะต้องได้รับบทเรียนบ้างสิครับพ่อ”
       พายัพยิ้มร้ายในขณะที่อาทิตย์ไม่สบายใจ อย่างไรเชตะวันก็คือลูกคนหนึ่ง แต่อาทิตย์ก็ไม่คิดจะห้ามอะไรพายัพเพราะเขาไม่ได้รักเชตะวันเท่าพายัพ
      
       พงษ์เปิดห่อของออกอย่างระมัดระวัง เห็นเป็นเสื้อเปื้อนเลือดของเชตะวันที่อนงค์บอกว่าจะเอาไปทิ้ง สิทธิ์เดินมาดู
       “เสื้อใครวะพงษ์ เปื้อนเลือดด้วย”
       “เสื้อคุณเชตครับ”
       “แล้วแกเอามาทำไมเนี่ย...”
       พงษ์ยิ้มร้าย
       “จริงๆแล้วคุณสิทธิ์ก็ไม่ได้ชอบคุณเชตใช่มั้ยล่ะครับ ผมดูออกครับ คุณเชตชอบใช้อำนาจทำตัวเหนือคุณสิทธิ์ตลอดเวลา”
       “ฮึ ไอ้เชตดูถูกฉันด้วย ทำยังกับฉันเป็นเพื่อนที่ต้องคอยรับใช้มัน”
       “คุณสิทธิ์อยากแก้แค้นคุณเชตไหมละครับ งั้นคืนนี้ เราออกไปทำอะไรเล่นสนุกๆกัน
      
       เชตะวันกับเนตรอัปสร เตรียมจะนอนแล้ว
       “คุณเข้านอนได้แล้ว วันนี้คุณเจอแต่เรื่องร้ายๆ แล้วก็เดินทางมาเหนื่อยมากแล้ว คุณนอนหลับให้สบายเถอะคืนนี้ ที่นี่ปลอดภัยสำหรับคุณ”
       เนตรอัปสรขำ
       “แต่ฉันเป็นพยาบาลส่วนตัวของคุณนะคะ ฉันควรเป็นฝ่ายดูแลคุณต่างหาก”
       “ไม่...คืนนี้ ผมจะดูแลคุณเอง”
       เซตะวันมองเนตรอัปสรตาเป็นประกาย เนตรอัปสรเขินรีบเมินหน้าหนีแล้วรีบลงนอน เชตะวันยิ้มแล้วปิดไฟลงนอนบ้าง ผีเฟื่องยืนมองจ้องแค้นทั้งคู่อยู่เงียบๆที่มุมห้อง
      
       พงษ์ขี่มอเตอร์ไซค์ ไม่เปิดไฟหน้าเข้าไปในป่าโดยมีสิทธิ์ซ้อนท้ายอยู่
       “เรากำลังจะไปไหนกัน”
       “เดี๋ยวคุณสิทธิ์ก็รู้ครับ”
       พงษ์กดโทรศัพท์โทรออกสั่งงานใครบางคน
       “ลงมือได้”
      
       เชตะวันกำลังนอนหลับอยู่คนละเตียงกับเนตรอัปสร สักครู่ก็มีเศษหินปามาถูกที่หน้าต่างข้างเตียง เชตะวันผุดลุกขึ้นทันที มองไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาคนตะคุ่มๆ เขาตัดสินใจออกไปดู
      
       เชตะวันเดินออกมาจากบ้านพัก เห็นเงาคนวิ่งหนีไปทางด้านหลังบ้าน
       “ใครน่ะ”
       แต่คนนั้นก็วิ่งหนีหายไปในเงามืดแถวป่าไปแล้ว เชตะวันสงสัยมากตัดสินใจวิ่งตามไปดู เขาวิ่งมาตรงที่เห็นคน กวาดตามอง แต่ก็ไม่เห็นใครแต่พอจะหันกลับก็ถูกชาติลูกน้องคนหนึ่งของพายัพจู่โจมเข้าทางข้างหลัง เอาเครื่องช็อตไฟฟ้าช็อตเข้าที่ท้ายทอย เชตะวันกระตุกเฮือกไปทั้งร่างแล้วล้มลงทันที ชาติก้มลงลากร่างไร้สติของเชตะวันไปมาซ่อนในป่า แต่พอเงยหน้าขึ้นก็พบผีเฟื่องพุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาแดงวาบน่ากลัวโกรธเกรี้ยวสุดๆ
       “มึงทำอะไรผัวกู”
       ชาติตกใจสุดขีด
       “เว๊ย...ผี”
       ชาติลนลานวิ่งหนี ผีเฟื่องพุ่งตาม แล้วเอื้อมมือไปจับคอชาติเอาไว้ได้ ขาชาติค่อยๆลอยขึ้นจากพื้นทั้งสองข้างกวัดแกว่งไปมา ผีเฟื่องยกร่างชาติขึ้นสูง
       “มึงริอ่านทำร้ายผัวกู มึงต้องตาย”
       ทันใดนั้นก็มีเสียงดังก้องขึ้น
       “หยุด”
       ผีเฟื่องหันไปมองเห็นหลวงปู่มายืนอยู่
       “หยุดทำร้ายคนเสียทีเถิดโยมเฟื่อง บาปกรรมที่โยมก่อ จะเป็นตัวถ่วงทำให้โยมไม่ได้ไปผุดไปเกิดตามภพภูมิที่ควรเสียที”
       “หลวงปู่เป็นใคร อย่ามายุ่งเรื่องของข้า ข้าจะไม่ไปไหนจนกว่าชุนจะไปกับข้าด้วย และไอ้อีหน้าไหนมันบังอาจทำร้ายผัวข้า มันต้องตาย”
       พูดจบเฟื่องก็เหวี่ยงร่างชาติไปที่ต้นไม้ใหญ่สุดแรง หลวงปู่หันขวับไปมองร่างของหลวงปู่ก็ไปปรากฏอีกร่างเป็นร่างนิมิตที่ต้นไม้ใหญ่รับร่างของชาติไว้ไม่ให้กระแทก ชาติล้มลงโดยไม่บาดเจ็บอะไร พอชาติลุกขึ้นได้ก็วิ่งร้องโวยวายเสียงดังเตลิดออกไปเลย ผีเฟื่องจะตาม แต่หลวงปู่ก็มาดักหน้าไว้
       “อย่าทำ...”
       ผีเฟื่องไม่ฟังจะพุ่งผ่านร่างนิมิตของหลวงปู่ไปแต่แล้วร่างหลวงปู่ก็สว่างวาบขึ้น ผีเฟื่องสะดุ้งสุดตัวแล้วก็กรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวดก่อนจะหายวูบไป...
        
       เชตะวันนอนไม่ได้สติอยู่ตามลำพังในป่า แทบไม่หายใจเลย
        

       จบตอนที่  20
ตอนที่ 21
      
       พงษ์เล่าถึงแผนการให้สิทธิ์ฟัง ขณะที่ขับมอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆ
      
       “เมื่อเย็นนี้...ผมแกล้งทำตัวเป็นลูกค้า โทรไปนัดไอ้คู่แข่งเรา ให้มันออกมาส่งยาให้คนของเรา แล้วผมก็โทรไปแจ้งตำรวจว่าสงสัยคืนนี้จะมีการส่งยากัน” พงษ์ยิ้มร้าย
       “ท่าทางจะสนุกแล้วสิ” สิทธิ์ยิ้ม
       แล้วพงษ์ก็เอาเสื้อเชตะวันที่เปื้อนเลือดตัวนั้นมาใส่ สิทธิ์มองอย่างสงสัย
       “แล้วนั่นแกใส่เสื้อเปื้อนเลือดของใครน่ะ”
       “ผมก็จะทำอะไรให้มันสนุกยิ่งขึ้นกว่าเดิมนะสิครับ คุณสิทธิ์ ว่าแต่ว่า...คุณสิทธิ์อยากร่วมสนุกกับผมด้วยมั้ยล่ะครับ”
       สิทธิ์ไม่ตอบแต่ยิ้มรับ
      
       พงษ์ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอด ริมทางอีกแห่งหนึ่ง แล้วลงจากมอเตอร์ไซค์ สิทธิ์เลื่อนตัวขึ้นที่นั่งคนขับแทนพงษ์อย่างรู้แผนกัน แล้วพงษ์ก็เดินลัดเลาะไป สิทธิ์มองตามอย่างตื่นเต้นเร้าใจ...พงษ์เดินไปที่จุดนัดพบ ยืนรออยู่เงียบๆสักครู่คนขายยาก็เดินเข้ามา
       “ของล่ะ”
       คนขายยาเปิดกระเป๋าให้พงษ์ดูของ
       “แล้วเงินล่ะ”
       พงษ์ทำท่าจะเปิดกระเป๋าที่หิ้วมาด้วยให้ดูแต่รีๆ รอๆ เหมือนรออะไรอยู่ คนขายยามองพงษ์ และมองเสื้อที่พงษ์ใส่ ซึ่งเปื้อนเลือดอยู่อย่างสงสัย
       “นั่นเสื้อแกเปื้อนอะไรมา สียังกับเลือด”
       พงษ์ตอบยิ้มๆ
       “ก็เลือดน่ะสิ”
       คนขายยาขมวดคิ้วสงสัย แต่ยังไม่ทันจะทำอะไร พงษ์ก็มองข้ามไหล่คนขายยาไป แล้วตะโกนขึ้น
       “เฮ้ย ตำรวจมา”
       แล้วโดยที่คนขายยาไม่ทันจะทำอะไร พงษ์ก็โดดเข้าล็อคคอคนขายยาจากทางด้านหลัง เพื่อใช้เป็นเกราะกำบัง แล้วชักปืนยิงใส่ตำรวจที่มาซุ่มจับอยู่ทันที ฝั่งตำรวจเห็นพงษ์ยิงมา ก็ยิงโต้ตอบ โดนคนขายยาเข้าอย่างจัง พงษ์ปล่อยร่างคนขายยาทรุดลงตายตาค้าง พงษ์ยิงโต้ตอบตำรวจอีก แล้วแสร้งทำบาดเจ็บ
       “โอ๊ย”
       แล้วทันใดนั้น สิทธิ์ก็พุ่งมอเตอร์ไซค์เข้ามารับ พงษ์โดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ สิทธิ์พุ่งมอเตอร์ไซค์ออกไปอย่างรวดเร็ว ตำรวจพยายามจะตามไป
      
       สิทธิ์ขี่มอเตอร์ไซค์มา พงษ์ถอดเสื้อของเชตะวันที่เขาใส่อยู่ออก แล้วเขวี้ยงลงคูน้ำใกล้ๆ แล้วสิทธิ์ก็เร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์พาพงษ์หนีหายไปในความมืด สักครู่ตำรวจไล่ตามมาถึง เจ็บใจที่ตามพงษ์กับสิทธิ์ไม่ทัน แล้วตำรวจคนหนึ่งก็หันไปเห็นเสื้อของเชตะวันที่เปื้อนเลือดตกอยู่ในคูน้ำใกล้ๆ ตำรวจวิ่งลงไปหยิบเสื้อนั้นขึ้นมาดู เสื้อเชตะวันที่เปียกน้ำในคูจนโชกจึงดูยากว่าเป็นเลือดเก่า หรือเลือดใหม่
      
       เนตรอัปสรตื่นมา มองไปที่เตียงเชตะวันแล้วไม่เห็นก็เป็นห่วง เธอรีบลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอนตามหา
       “คุณเชตคะ...คุณเชต...”
       แต่เนตรอัปสรหาไปทุกที่ในบ้านก็ไม่พบ เลยตัดสินใจคว้าไฟฉาย แล้วเดินออกไปหาที่นอกบ้าน
      
       เชตะวันนอนแทบไม่หายใจอยู่ที่พื้น สักครู่หลวงปู่มายืนมองเขาอยู่ หลวงปู่ยกมือขึ้นพนมแล้วเป่าลมลงที่ตัวเชตะวัน เขาค่อยๆลืมตาขึ้น มึนงงอยู่มากแล้วกวาดตามองไปรอบๆ ไม่เห็นใคร ณ ที่นั้นเลย เชตะวันค่อยๆลุกขึ้น แล้วกุมหัวอย่างปวดหัว แล้วเดินโซเซจะกลับบ้านพัก
       เนตรอัปสรถือไฟฉายออกมาตามหาเชตะวันด้วยความร้อนใจ เดินตามทางแถวนั้น
       “คุณเชตคะ คุณเชต คุณอยู่ที่ไหนคะ”
       เนตรอัปสรกวาดไฟฉายหาเชตะวันไปรอบๆ แต่ไม่เห็นก็ยิ่งร้อนใจ
       “เกิดเรื่องอะไรกับคุณเชตรึเปล่าเนี่ย...อยู่ดีๆก็หายไป”
       เนตรอัปสรกังวลจึงกวาดไฟฉายอีกครั้ง แล้วพอหมุนตัวกลับมาเธอก็ต้องตกใจเมื่อเห็นหลวงปู่นั่งอยู่ใต้เงามืดของต้นไม้ไกลๆ เนตรอัปสรเดินตรงไปหา เธอเดินฉายไฟมาจนใกล้หลวงปู่แล้วลดไฟฉายลงไม่ให้ส่องโดนตัวหลวงปู่
       “พระธุดงค์...”
       เนตรอัปสรคุกเข่าลงกราบหลวงปู่อย่างนอบน้อม พอเงยหน้าขึ้นก็ต้องตกใจที่จู่ๆพระธุดงค์ที่เห็นก็หายไปแล้ว เนตรอัปสรคว้าไฟฉายขึ้นส่องกวาดหาแต่ก็ไม่พบแต่พอกวาดไฟอีกครั้งจู่ๆก็พบว่าเชตะวันมายืนอยู่ตรงหน้าเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้ยังไงก็ไม่รู้ เชตะวันเอามือกุมหัวท่าทางปวดหัว
       “คุณเชต คุณเชตหายไปไหนมาคะ...”
       เนตรอัปสรเริ่มผิดสังเกตกับท่าทางของเชตะวัน
       “คุณเชตเป็นอะไรรึเปล่าคะ”
       “ผม...ปวดหัว...”
       เนตรอัปสรรีบประคองเชตะวันไว้ ละล้าละลังไม่รู้จะทำยังไงดี พงษ์กับสิทธิ์เข้ามา พงษ์รีบเอามือกันสิทธิ์ไว้ ทำสัญญาณมือเป็นเชิงว่าไม่ให้สิทธิ์โผล่หน้าออกไปให้เชตะวันเห็น สิทธิ์จึงออกไป พงษ์เข้าไปหาเชตะวันกับเนตรอัปสรทักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
       “คุณเชตเป็นอะไรไปครับ”
       “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ดิฉันตื่นขึ้นมาหาคุณเชตไม่พบ ก็เลยเดินออกมาหาข้างนอกนี่ แล้วจู่ๆคุณเชตก็เดินมาจากไหนไม่รู้ คุณพงษ์ช่วยกันพาคุณเชตเข้าบ้านกันหน่อยเถอะค่ะ”
       “ครับ ครับ”
       พงษ์ช่วยหามเชตะวันเข้าบ้านไป โดยมีเนตรอัปสรรีบตามเข้าไปติดๆ สิทธิ์ที่หลบอยู่มองตามว่าเรื่องนี้ชักสนุกแล้ว
      
       พงษ์หามเชตะวันเข้ามานอน เนตรอัปสรรีบดูอาการของเขา แล้วเอาเครื่องช่วยหายใจใส่ให้ ดาลัดเข้ามา
       “ต๊าย...เกิดอะไรขึ้นกับคุณเชตคะเนี่ย”
       “ยังไม่ทราบเลยคะ รอให้คุณเชตอาการดีขึ้นน่าจะทราบสาเหตุคะ”
       “แล้วคุณพงษ์ไปเจอคุณเชตกับคุณพยาบาลเหรอคะ แหม...วันนี้คุณพงษ์นอนดึกจังเลยนะคะ ปกติพอคุณพายัพไม่อยู่คุณพงษ์นอนเร๊วเร็ว”
       พงษ์ทำหน้าไม่ถูกเลย ในสิ่งที่ดาลัดพูด
       “พอดีวันนี้ออกไปเที่ยวดื่มนิดหน่อยกับเพื่อนที่คุณพายัพฝากให้มาดูแลนะครับ เอ๋อ...ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณเนตร คุณดาลัด”
       พงษ์ออกไปทั้งๆที่แอบโมโหดาลัด
       “งั้นพี่ดาลัดขอตัวไปนอนก่อนนะคะ มีอะไรให้ช่วยก็เรียกพี่ได้เลยนะคะ”
       “ขอบคุณมากคะ”
       ดาลัดออกไป เนตรอัปสรมองเชตะวันอย่างเป็นห่วง
      
       พายัพคุยโทรศัพท์อยู่กับพงษ์ ขณะที่ยังอยู่ที่บ้าน
       “แกทำดีมากไอ้พงษ์” พายัพตัดสายไป พูดกับตัวเอง “คราวนี้แกเสร็จฉันแน่...ไอ้เชต”
       พายัพหัวเราะด้วยความสะใจ ผีเดือนที่ยืนมองพายัพอยู่ข้างหลัง ทำอะไรไม่ได้เพราะพายัพใส่พระแล้ว
       “กูเกลียดคนเลวอย่างมึงจริงๆไอ้พัน ถ้ากูมีโอกาสเล่นงานมึงได้อีกเมื่อใด มึงตายแน่ ไอ้พัน”
       มือถือพายัพดังขึ้น พายัพยกมือถือขึ้นมาดู แล้วกดรับ
       “ว่าไงแซลลี่...”
      
       พายัพเข้ามาในผับเดินเข้ามาหาแซลลี่ที่มีท่าทีร้อนใจมาก
       “ที่บ้านพี่ยัพต้องมีผีแน่ๆเลยค่ะ เพราะแซลลี่ไม่รู้ตัวเลยว่าทำยังงั้นลงไปได้ยังไง”
       พูดถึงผี พายัพก็รู้สึกแปลกๆเช่นกัน เพราะในคืนวันนั้นเห็นแซลลี่เป็นเนตรอัปสร
       “พี่ก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน”
       แซลลี่อับอายมาก
       “แซลลี่จำได้แค่ว่าแซลลี่...กำลังเล่นน้ำอยู่ในสระ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เชตเข้ามานั่นล่ะค่ะ นี่ตอนนี้เชตก็เลยบอกตัดขาดกับแซลลี่ไปเลย”
       แซลลี่หน้าเศร้า พายัพเริ่มคิดถึงแผนต่อไป
       “ถึงนายเชตจะตัดขาดกับแซลลี่ แต่พี่มานึกถึงวันนั้น...พี่อยากต่อ...”
       แซลลี่มองหน้าพายัพอย่างงงๆ พายัพไม่รอช้าจับที่ไหล่แซลลี่เอาหน้าเข้าไปใกล้ๆ แซลลี่เข้าใจทันที ไม่ต่อต้าน
       “จำวันนั้นได้ไหม”
       พายัพเริ่มไซ้ซอกคอ แซลลี่ยันอกเขาไว้
       “เดี๋ยวค่ะพี่ยัพ คนเยอะคะ แซลลี่อาย”
       “ไม่ต้องอาย” พายัพค่อยๆเริ่มไซ้ใหม่ “พี่ว่ามันตื่นเต้นดีออกแบบนี้ รสนิยมเรื่องอย่างว่า...พี่ว่าแซลลี่ก็คงไม่ต่างไปจากพี่หรอก”
       แซลลี่ฟังอย่างพอใจ พี่พายัพรู้ใจจริงๆ แซลลี่เริ่มคล้อยตาม เขาจึงจับเธอดึงขึ้นแล้วดึงกันไปที่ลับตาคน นัวเนียใส่กันไม่ยั้ง
      
       เนตรอัปสรนั่งดูอาการเชตะวันอยู่ที่เดิมด้วยความเป็นห่วง สักครู่เขาก็รู้สึกตัวลืมตาขึ้นค่อยๆขยับเอาเครื่องช่วยหายใจออกจากหน้า
       “คุณเชตเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ยังมึนหัวอยู่นิดหน่อย”
       เนตรอัปสรลุกจะไปหยิบยา แต่เชตะวันดึงไว้
       “มีคนลอบทำร้ายผม”
       เนตรอัปสรตกใจ
       “มีคนลอบทำร้ายคุณอีกแล้วเหรอ ใครคะคุณรู้ไหม”
       “ผมก็ไม่รู้ ผมไม่เห็นหน้า ตอนแรกผมเห็นคนวิ่งอยู่นอกบ้าน ผมเลยออกไปดูแล้วจู่ๆ ผมก็วูบไป แล้วก็จำอะไรไม่ได้เลย”
       เนตรอัปสรนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
       “งั้นเรากลับกรุงเทพฯกันเถอะค่ะ”
       เนตรอัปสรรีบบอกโดยไม่รอเชตะวันถาม
       “คุณเชตฟังฉันนะคะ มีคนปองร้ายคุณ คุณถูกคนลอบยิงมา 2 ครั้งแล้ว มาครั้งนี้อีก ฉันคิดว่า...ถ้าคุณอยู่ที่นี่ต่อไป มันจะไม่ปลอดภัยสำหรับคุณ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันจะช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย”
       “ผมอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน ทุกที่ ที่ผมอยู่ก็มีแต่คนปองร้าย...คุณเนตรที่ผมพาคุณมาที่นี่ก็เพื่อให้คุณไม่ต้องเจอหน้าพี่ยัพ ผมอยากให้คุณสบายใจ”
       “แต่ตอนนี้ชีวิตคุณสำคัญกว่าเรื่องของฉันนะคะ”
       เชตะวันอึ้งกับคำตอบของเนตรอัปสร เขาซาบซึ้งในน้ำใจของเธอ และรักเธอมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว
       “คุณเป็นห่วงผม”
       เนตรอัปสรรู้สึกเขิน
       “ได้ ผมจะกลับกรุงเทพ แต่ก่อนจะกลับ ผมขออะไรคุณหน่อย”
       เนตรมองงงๆ
       “ผมเบื่อไอ้เรื่องบ้าๆที่เกิดขึ้นกับคุณและผมเต็มทน เพราะฉะนั้นช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ ช่วยพาผมเที่ยวเล่น พักผ่อนที่นี่ก่อนกลับกรุงเทพ ตกลงไหม”
       เชตะวันมองเนตรอัปสรรอคำตอบ เนตรอัปสรยิ้มตกลง ทั้งสองมองหน้ายิ้มกัน นอกหน้าต่างผีเฟื่องยืนมองทั้งคู่มาจากใต้เงามืดของต้นไม้ใหญ่ ตาลุกวาวด้วยความแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง ทันใดนั้นเสียงหลวงปู่ดังขึ้น
       “ความอาฆาตเคียดแค้น รังแต่จะทำให้จิตวิญญาณจมดิ่งอยู่ในบ่วงบาปไม่รู้จบนะโยม...”
       ผีเฟื่องหันขวับไปมองเห็นหลวงปู่ยืนอยู่ในแนวป่า ไกลออกไป
      
       แต่เสียงพูดที่ได้ยินนั้นใกล้ราวกับยืนอยู่ข้างๆ


  


       ผีเฟื่องพุ่งร่างไปที่หลวงปู่ทันที
        
       หลวงปู่ยืนคอยอยู่ในอาการสงบ ไม่มีทีท่าหวาดกลัวแต่อย่างใด ผีเฟื่องเสียอีกที่พอเข้ามาใกล้ ก็ต้องยกมือขึ้นป้องหน้า ตาสู้แสงสว่างทั่วร่างหลวงปู่ไม่ได้ แต่ก็ยังอวดดี
       “เลิกยุ่งกับเรื่องของข้าเสียทีเถิดน่า เป็นพระธุดงค์ จะไปธุดงค์ที่ไหนก็ไปเถอะไป๊ อย่ามายุ่งเรื่องทางโลกของข้า”
       “แม้อาตมาจะเป็นพระธุดงค์ก็จริง แต่อาตมาก็ไม่อาจหลับตาวิปัสสนาได้ โดยทำไม่รับรู้ในสิ่งที่โยมทำ เพราะอย่างไรเสีย พระทุกองค์ย่อมมีหน้าที่ชี้ทางสว่างให้แก่สัตว์โลกทุกผู้ทุกนาม”
       ผีเฟื่องไม่พอใจตวาดลั่น
       “แต่ข้าไม่ต้องการทางสว่าง ข้าต้องการแต่ชุน ใครหน้าไหนก็ขัดขวางข้าไม่ได้ทั้งนั้น”
       หลวงปู่ ค่อยๆหลับตาลง ปากไม่ขยับแต่เสียงดังก้องไปทั่วบริเวณ
       “สัพเพสัตตา อะเวราโหนตุ...”
       ผีเฟื่องปิดหูทันที
       “ไม่...ไม่ต้องมาแผ่เมตตาให้ข้า ข้าไม่รับ”
       หลวงปู่ ยังคงแผ่เมตตาไม่หยุด
       “อนีฆา อัพยาปัชชา...”
       “ไม่”
       ผีเฟื่องจะพุงตังกลับไปที่รีสอร์ท แต่เมื่อพุ่งร่างไปกลับกระเด็นออกมา หลวงปู่ค่อยๆลืมตาขึ้น
       “อาตมาล้อมสายสิญจน์ทิพย์ไว้หมดแล้ว เจ้าเข้าไปในนั้นไม่ได้หรอก ปล่อยให้ชะตากรรมของพวกเขาเป็นผู้กำหนดเถิด เจ้าทำแบบนี้มันเป็นบาปเป็นกรรมไม่รู้จักจบสิ้น”
       “ไม่...ปล่อยข้า ปล่อยข้าไปเถิด ปล่อยข้า”
       ผีเฟื่องร้องคร่ำครวญทรุดตัวลงเพราะหมดแรง หลวงปู่มอง แล้วถอนใจใหญ่กลุ้มใจที่ผีเฟื่องปิดกั้นไม่ยอมรับส่วนบุญเลยจึงต้องทำเช่นนี้
      
       วันใหม่...พายัพ อนงค์ และบวร กำลังเดินตามพระที่มารดน้ำมนต์รอบๆบ้าน อนงค์กับบวรแอบคุยกันเบาๆ
       “บ้านเราต้องทำบุญครั้งใหญ่เนอะน้า เกิดเรื่องไม่มีหยุด ยิ่งตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้านเลย คุณอาทิตย์ก็ไปประชุมงานเมืองนอกตั้ง 5 วัน คุณเชตก็ดันย้ายไปที่รีสอร์ท จะเหลือก็แต่คุณพายัพนี่แหละ”
       พระรดน้ำมนต์เน้นไปที่มุมบ้านมุมหนึ่ง ผีเดือนนั่งคุกเข่าก้มหน้ารับน้ำมนต์อยู่ สีหน้าสดใสกว่าปกติ พระพูดกับผีเดือนโดยเฉพาะคนอื่นๆเห็นแต่พระยืนนิ่ง คิดว่าพระยืนมองอะไรในบ้านนิ่งๆ ไม่ได้ยิน
       “ไปสู่สุคติภพเถิดโยม”
       ผีเดือนเงยหน้าขึ้นพูดกับพระ คนอื่นๆไม่เห็น
       “แต่มัน...” ผีเดือนชี้นิ้วไปที่พายัพ “ทำกับอิฉันไว้อย่างเจ็บแสบแสนสาหัส มัน...กับพวกของมัน...ทำให้อิฉันต้องตายนี่เจ้าคะพระคุณเจ้า”
       “แต่การจองเวรจะทำให้เป็นเวรกรรมต่อกันไม่สิ้นสุดนะโยม ไปเถิดโยม หยุดจองเวรต่อกันเสียเถอะ อาตมาขอเถิดนะโยม...”
       ผีเดือนนิ่งไป พระเริ่มพนมมือสวดมนต์
       “อาตมาขอให้วิญญาณที่อยู่ ณ ที่นี้ ที่มิได้เป็นพระภูมิเจ้าที่ มิได้เป็นผีบ้านผีเรือน ขอจงละเลิกความอาฆาตมาดร้าย แล้วไปสู่สัมปรายภพ...”
       ผีเดือนพุ่งหายไป พระหันกลับมา พายัพเข้ามาถาม
       “เกิดอะไรขึ้นหรือครับหลวงพ่อ เห็นท่านยืนนิ่งเชียว”
       “หลังจากวันนี้แล้ว โยมควรหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรให้มากๆนะโยม ยิ่งทำมากเท่าไหร่...ยิ่งดีนะโยมนะ”
       พายัพพยักหน้ารับอย่างเซ็งๆแล้วหันมองรอบบ้านอย่างแค้นๆ
      
       เชตะวันเดินเที่ยวเล่นรีสอร์ทมีความสุขกับเนตรอัปสร สองคนทำกิจกรรมสนุกสนานร่วมกัน เชตะวันแกล้งเนตรอัปสรเขินอายอย่างน่ารัก
      
       ในร้านอาหารที่โรงพยาบาล...หมอก้องนั่งหน้าหงุดหงิด กินอะไรไม่ลงอยู่ ปารมีมอง ในขณะที่ทิพย์ที่มีความสุขกับการกินอย่างไม่สนใจใคร ปารมีพยายามจะเอาใจหมอก้อง
       “หมอคะ...น้ำส้มจะหายเย็นหมดแล้วนะคะ”
       หมอก้องพยักหน้าแกนๆ แต่ก็ไม่หยิบน้ำส้มมากิน ทิพย์หยิบน้ำส้มมาเอง
       “หมอไม่กินใช่มั้ยคะ ขอทิพย์นะ”
       ว่าแล้วทิพย์ก็คว้าน้ำส้มของหมอก้องมากินหน้าตาเฉย หมอก้องก็ยังไม่สนใจ
       “หมอไม่สบายใจเลย...ที่นะโมต้องตามคุณเชตจอมบงการไปอยู่ไกลอย่างนั้น”
       “นะโมไปทำงานนะคะหมอ”
       “นั่นแหละ ยังไงๆหมอก็ไม่ชอบ”
       ปารมีอดไม่ไหว
       “หมอไม่ชอบ แล้วหมอจะทำอะไรได้คะ เพราะถ้านะโมเขาเห็นแก่หน้าหมอที่ห้ามไว้ เขาก็คงไม่ไปหรอก”
       ทิพย์ตกใจที่ปารมีอดใจไม่อยู่ รีบดึงเพื่อนไว้
       “ใจเย็นๆปาน”
       หมอก้องอึ้ง สีหน้าเจ็บใจ
       “ต้องได้สิ ก็คอยดูก็แล้วกัน...ว่าคนอย่างหมอ...จะทำอะไรได้บ้าง”
       หมอก้องหน้าเคียดแค้นแล้วเดินไป ปารมีมองตามไปอย่างกลุ้มใจ โดยมีทิพย์เซ็งและกลุ้มใจเช่นกัน
      
       หมอก้องเดินหน้าเครียดเข้ามาหน้าห้องแล็บ เจ้าหน้าที่แล็บร้องเรียก
       “คุณหมอครับ ขอเชิญในห้องแล็บหน่อยครับ มีเคสพิเศษเข้ามาครับ”
       หมอก้องแปลกใจ
      
       เจ้าหน้าที่แล็บส่งบางอย่างให้หมอก้อง ของสิ่งนั้นคือเสื้อของเชตะวันที่เปื้อนเลือด อยู่ในถุงพลาสติกของฝ่ายพิสูจน์หลักฐานอย่างแน่นหนา หมอก้องรับมาดูอย่างแปลกใจ
       “หมอครับ นี่เป็นเสื้อของคนร้ายที่ตำรวจเก็บมาได้จากที่เกิดเหตุแถวรีสอร์ต...ส่งเข้ามาขอให้เราตรวจดีเอ็นเอเป็นกรณีพิเศษครับ”
       “ทำไมต้องส่งมาตรวจดีเอ็นเอที่โรงพยาบาลเรา แล้วทำไมต้องตรวจเป็นกรณีพิเศษด้วย”
       “เอ่อ...เรื่องนี้ตำรวจขอให้ทางโรงพยาบาลเราเก็บเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอดก่อนนะครับ”
       หมอก้องยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
       “ทางตำรวจเขาสงสัยว่าทางรีสอร์ต...มีส่วนพัวพันกับการค้ายาเสพติดที่กำลังระบาดหนักอยู่แถวนั้น แล้วเขาสงสัยว่า...เจ้าของรีสอร์ตนั่นแหละที่เป็นเจ้าพ่อค้ายา ตัวเอกเลย”
       “คุณพายัพน่ะหรือครับ”
       “วันที่เกิดการยิงกันระหว่างตำรวจกับกลุ่มพวกค้ายา ทางตำรวจเขาสืบรู้มาว่าคุณพายัพน่ะอยู่กรุงเทพ แต่คนที่อยู่ที่รีสอร์ตในวันนั้นน่ะ คือคุณเชตะวัน คนไข้พิเศษของหมอนั่นแหละครับ”
       หมอก้องตกใจ
       “คุณเชตน่ะเหรอครับ...ค้ายา”
       “ก็ยังไม่รู้แน่หรอกครับหมอ ทางตำรวจเขาก็เลยอยากให้ทางเราพิสูจน์ว่าเลือดนี่...ใช่เลือดคุณเชตะวันรึเปล่า ถ้าใช่...ก็หมายความว่า...”
       “คุณเชตค้ายา...”
       เจ้าหน้าที่แล็บพยักหน้ารับ หมอก้องมองเสื้อเปื้อนเลือดตัวนั้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด
      
       ดาลัดเดินมาส่งเชตะวันกับเนตรอัปสรด้านหน้ารีสอร์ท
       “ทำไมรีบกลับละคะ แล้วเมื่อคืนตกลงคุณเชตเป็นอะไรคะเนี่ย”
       เนตรอัปสรหันไปมองหน้าเชตะวันแล้วบอก
       “แค่ปวดหัวนิดหน่อยนะคะ คุณเชตแกเป็นแบบนี้เวลาเหนื่อย เมื่อคืนแกออกไปเดินเล่นตอนดึกโดยไม่มีฉันไปดูแลเลยก็เลยเป็นแบบนั้น”
       “ก็เลยจะกลับกรุงเทพเลย...ว่าแต่คุณพยาบาลนี่ดีจังเลยนะคะ ดูแลคุณเชตอย่างดี ดาลัดดูๆแล้วอย่างกับพวกคุณเป็นแฟนกันแน่ะ”
       เนตรอัปสรทำหน้าไม่ถูก แต่เชตะวันตอบรับ...
       “ผมก็อยากจะขอเธอเป็นแฟนอยู่ครับ คุณดาลัด”
       ดาลัดตาโต
       “ว๊าย น่าเอ็นดู ขอเลยสิคะคุณเชต ไหนๆก็ต้องมีพยาบาลอยู่ด้วยตลอดแล้ว ก็ขอเป็นแฟนไปด้วยซะเลย สบายสองต่อนะคะ”
       “เขาก็พูดไปแบบนั้นแหละคะคุณดาลัด”
       เนตรอัปสรเขินขึ้นรถไปเลย ดาลัดยิ้มระรื่น
       “อุ๊ยตาย แก่นเซี้ยว”
       “ผมกลับก่อนนะครับ”
       “ค่ะ”
       ดาลัดมองตามรถเชตะวันที่แล่นออกไป แล้วก็รู้สึกเหมือนมีลมมาปะทะ
       “ลมอะไรอีกแล้วเนี่ย” เธอมองซ้าย มองขวากลัว “อย่าบอกนะว่ากลางวันแสกๆก็มีผะ..ผะ..ผี”
      
       ในแนวป่าลึก ผีเฟื่องกรีดร้องโหยหวน
       “ชุนอย่างเพิ่งไป รอข้าด้วย ชุน”
       ผีเฟื่องที่ยังถูกขังล้อมไว้ด้วยสายสิญจน์ทิพย์ ไม่สามารถออกไปได้ เธอถูกแสงแดด เผากำลังยิ่งอ่อนแรง ทรมานยิ่งนัก หลวงปู่ยังคงนั่งสมาธิอยู่ที่เดิม
       “ปล่อยข้าเถิดหลวงปู่ ปล่อยข้าไปเถิดเจ้าคะ ท่านเป็นถึงหลวงปู่มีบุญบารมีมากเหลือ ไม่ควรทำร้ายทรมานข้าเช่นนี้”
       หลวงปู่ลืมตาขึ้น
       “อาตมากำลังโปรดวิญญาณเจ้าไม่ให้ก่อกรรมเพิ่ม แล้วจะได้ไปเกิดตามระบบ”
       “ไม่...ข้าจะต้องเอาชุนไปกับข้าด้วย ชุนจะต้องครองรักกับข้าตลอดไปนับจากนี้”
       ผีเฟื่องโถมตัวสุดกำลังเข้าหาหลวงปู่ อนุภาพพลังบารมีของหลวงปู่ทำเอาผีเฟื่อง ต้องล้มผละออกมาด้วยความเจ็บปวด
       “โอ๊ย...ร้อนๆ ร้อนเหลือเกิน ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”
       ผีเฟื่องดิ้นครวญครางด้วยความทรมาน หลวงปู่มองด้วยความสงสาร
      
       เชตะวันกับเนตรอัปสรกลับมาถึงบ้าน โดยมีพายัพยืนมองมาจากระเบียงชั้นบนแต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเขา พายัพเบ้ปากอย่างชิงชังเชตะวันมาก อนงค์กับบวรวิ่งมารับที่รถ
       “ทำไมคุณเชตกับคุณพยาบาลกลับมากันเร็วจังคะ นงค์นึกว่าจะไปกันหลายวันซะอีก”
       บวรส่งภาษาใบ้ถามอย่างเป็นห่วง เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าครับ เชตะวันตอบสั้นๆ
       “เปล่า เอาของขึ้นไปเก็บบนห้องเลยนะ”
       แล้วเชตะวันกับเนตรอัปสรก็เดินเข้าบ้านไป พายัพเดินหลบกลับเข้าบ้านไปเงียบๆ อนงค์กับบวรมองตามเชตะวันกับเนตรอัปสรไปอย่างสงสัย
       “ยิ่งตอบสั้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่าสงสัยเท่านั้น นงค์ว่าต้องมีเรื่องอะไรขึ้นที่โน่นแหงๆเลยละน้า ว่าไหม”
       บวรไม่ตอบ แต่ครุ่นคิด อนงค์ทำท่าขนลุกขนพองขึ้นมา
       “เอ๊ะ...แปลก พอคุณเชตเดินไปปุ๊บ นงค์ก็รู้สึกว่ามันมีลมอะไรเย็นๆพัดตามหลังคุณเชตไปปั๊บเลยน้า หรือว่า...”
       อนงค์ตาโตเมื่อคิดอะไรได้ แล้วพูดคำว่า ผี ออกมาโดยไม่มีเสียง อนงค์โผเข้ากอดบวรแล้วร้องฮือๆอย่างหวาดกลัว
      
       เชตะวันกับเนตรอัปสรเดินเข้ามาในบ้าน แล้วทั้งสองก็ชะงักเมื่อเห็นพายัพอยู่ในบ้าน เชตะวันรีบชวนเนตรอัปสร
       “ไปนั่งเล่นในสวนกันดีกว่าคุณเนตร ในบ้านนี่...มันมีกลิ่นเหม็นเน่าชอบกล”
       พายัพไม่พอใจ
       “อ้าว พูดให้ดีๆหน่อยสินายเชต พี่รึ...อุตส่าห์เป็นห่วง เห็น คุณดาลัดโทรมาบอกว่านายกับคุณเนตรรีบกลับกรุงเทพมาแต่เช้า เขาก็เลยสงสัยว่า...ตอนอยู่ที่โน่น นายไปมีเรื่องอะไรกับใครรึเปล่า ถึงต้องรีบแจ้นกลับกรุงเทพมาอย่างนี้น่ะ”
       เชตะวันเดินเข้าไปจ้องหน้าพายัพใกล้ๆอย่างท้าทาย
       “มีหมาตามไปลอบกัดผมถึงที่โน่น และผมสงสัยว่า...พี่ยัพอาจจะรู้จักกับ หมาตัวนั้นด้วย”
       พายัพโวยวาย
       “เฮ้ยๆ พูดอย่างงี้ มันหาเรื่องกันนี่หว่า”
       “ใช่...ผมหาเรื่อง ผมอยากมีเรื่อง”
      
       พูดจบเชตะวันก็ผลักอกพายัพอย่างจะหาเรื่อง พายัพเซไป

       เนตรอัปสรรีบเข้าไปขวางหน้าเชตะวันไม่ให้ตามไปหาเรื่องพายัพอีก
      
       “พอเถอะค่ะคุณเชต อย่ามีเรื่องเลยนะคะ...ฉันขอร้อง”
       เนตรอัปสรหันไปมองพายัพแบบไม่พอใจแล้วเธอก็ดึงแขนเชตะวันให้เดินเลี่ยงออกไปอีกทาง เชตะวันยอมเดินไปตามแรงลากของเนตรอัปสรอย่างเสียไม่ได้ แต่ตามองจ้องกับพายัพกันอย่างท้าทาย พายัพเบ้ปากตามหลังไปอย่างชิงชัง
       “ทำปากดีไปเถอะมึง อีกไม่นานหรอก...มึงได้ไปปากดีในตะรางแน่ๆ”
      
       เชตะวันอารมณ์เสียหงุดหงิดเดินเข้ามาในสวน เนตรอัปสรเดินตามมา
       “กลับมาก็ต้องมาเจอกับไอ้พี่ชั่วๆอีก ฮึ้ย”
       “ใจเย็นๆนะคะ คุณเชต”
       “คุณไม่รูสึกอะไรบ้างเหรอที่ต้องเห็นหน้ามัน ทั้งๆที่มันก็คิดไม่ดีกับคุณเหมือนกัน”
       “ตอนแรกฉันคิดว่าถ้าฉันอยู่ที่นี่ ฉันจะทนไม่ได้ที่จะเห็นเขา แต่เมื่อฉันรู้ว่าคุณถูกทำร้ายเมื่อคืน ฉันเลือกความปลอดภัยของคุณดีกว่าคะ”
       เมื่อเนตรอัปสรพูดจบเชตะวันก็จับเธอมากอดเลย หญิงสาวรู้สึกหวิว ในตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเธอรักเขาเข้าแล้ว
       “อยู่กับผมแบบนี้ อยู่ข้างๆผม อย่าทิ้งผมไปไหนอีกนะ คุณเนตร”
       “ค่ะ ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณ ดูแลคุณแบบนี้ตลอดไปค่ะ”
       ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาว เขาเริ่มรักเธอเข้าจริงๆและรักมากด้วย ด้วยบรรยากาศรักอันอบอวน จู่ก็มีเสียงแซลลี่ดังขึ้น
       “อ๊าย กลางแจ้งแบบนี้มากอดกันหวานแหววไม่อายฟ้าอายดินกันบ้างเหรอคะ”
       เชตะวันเห็นแซลลี่โมโห ส่วนเนตรอัปสรโดนพูดแบบนี้รู้สึกอับอาย
       “แซลลี่คุณมาที่นี่อีกทำไม ผมบอกคุณไปแล้วนะว่าเราตัดขาดกันอย่ามายุ่งกับผมอีก”
       “เชตคงสำคัญตัวเองผิดไปนะคะ ที่แซลลี่มาที่นี่ ไม่ใช่มาหาเชตคะ แต่แซลลี่มาที่นี่ในฐานะ คนพิเศษ ของพี่พายัพต่างหาก”
       เชตะวันกับเนตรอัปสรตกใจ เหวอกันไปแล้วแซลลี่ก็สะบัดก้นเชิดกลับเข้าบ้านไปเลย
      
       แซลลี่ที่เดินเข้ามาในบ้าน พร้อมกระเป๋าเดินทาง พายัพเข้ามา
       “พี่ยัพจะให้แซลลี่อยู่ห้องเดียวกับพี่ยัพ หรือห้องไหนดีคะ”
       “ก็ห้องพี่ซิจ๊ะ แซลลี่”
       พายัพจูบแชลลี่ อนงค์กับบวรที่เพิ่งเดินมาจากจากไปเก็บของห้องเชตะวันเห็นแซลลี่หิ้วกระเป๋าเดินทางมากก็มองแซลลี่หน้าเซ็งสุดขีด เมื่อรู้ว่าจะมาอยู่ที่บ้านนี้อีกคน
      
       ค่ำนั้น พายัพนั่งกินข้าวกับแซลลี่ที่โต๊ะอาหาร โดยแซลลี่ป้อนให้เอาอกอาใจสุดๆ อนงค์กับบวรมองกันหน้าเหวอ
       “พอโดนไปทีเดียว คุณแซลลี่ถึงกับหอบข้าวหอบของย้ายมาอยู่ที่นี่เลย ย้ายจากน้องมาติดพี่แทน ฉันละกลุ้ม”
       บวรพยักหน้าจริงๆด้วย แซลลี่แอบได้ยิน
       “คนใช้บ้านนี้ใช้ไม่ได้นะคะพี่ยัพ เจ้านายนั่งอยู่ต่อหน้าแต่กลับมานินทา”
       พายัพหันไปดุ
       “อนงค์ บวร มีมารยาทหน่อยนะ ต่อไปพวกเธอต้องดูแลคุณแซลลี่อย่างดี เพราะตอนนี้คุณแซลลี่คือคนของฉัน เข้าใจไหม”
       อนงค์จ๋อย
       “คะ คุณพายัพ”
       แซลลี่ มองเย้ยอนงค์กับบวร ด้วยความสะใจ ทั้งสองคนหน้าจ๋อยตามกัน
      
       เนตรอัปสรที่เปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้ว เห็นเชตะวันนอนอยู่ที่เตียงแต่ยังไม่ใส่เครื่องช่วยหายใจ ยังไม่ห่มผ้าก็สงสัยพูดเบาๆ
       “คุณเชตคะ คุณเชต คุณหลับแล้วเหรอ”
       เชตะวันไม่ตื่น
       “ทำไมหลับแบบนี้นะ”
       เนตรอัปสรเอื้อมมือจะไปหยิบเครื่องช่วยหายใจ แต่แล้วมือเชตะวันก็มาจับไว้ แล้วพลิกรวบร่างของเธอนอนลงข้างๆ ร่างเขาทับร่างเธอ เนตรอัปสรตกใจ
       “นี่คุณทำอะไรคะ คุณยังไม่หลับเหรอ”
       “หลับแล้ว แต่คุณปลุกให้ผมตื่น ในเมื่อคุณทำให้ผมตื่น คุณต้องอยู่กับผมแบบนี้”
       “คุณเชต นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกนะคะ”
       “นี่ผมจริงจังนะ...คุณบอกว่าจะอยู่เคียงข้างผมตลอด งั้นตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปคุณต้องเปลี่ยนมานอนเตียงนี้และนอนข้างผมแบบนี้” เขาจับเธอพลิกตัวมานอนข้าง “และผมจะไม่ใส่ที่ครอบหายใจแล้ว ดูสิว่าถ้าคุณอยู่กับผมแบบนี้ ผมจะเป็นอะไรอีกไหม”
       พูดจบเชตะวันก็หอมแก้มเนตรอัปสรและยื่นกระดาษใบหนึ่ง ให้แล้วเอามือกอดรัดไว้เลย แล้วหลับตาลง
       “นี่คุณเชต”
       เนตรอัปสรพยายามเรียกแต่เขาก็ทำเป็นหลับปิดตาไปแล้ว เธอจึงค่อยๆหยิบกระดาษที่เขาให้ขึ้นมาดู
       “เป็นแฟนผมนะ"
       เนตรอัปสรอมยิ้มเขินหันไปมอง เธอมองเขาด้วยความรัก ตอนนี้เธอรู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมาทีเดียวไม่ต่างกับเชตะวันเลย เนตรอัปสรกระซิบเบาๆ
       “ค่ะ”
       เชตะวันนอนกอดเนตรอัปสรด้วยรอยยิ้ม หญิงสาวก็ยิ้มเช่นกัน
      
       เสียงร้องไห้ของผีเฟื่องดังกึกก้องป่า โหยหวน เธอนั่งร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดจากการถูกล้อมสายสิญจน์ทิพย์
       “ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”
       ผีเดือนได้ยินเสียงร้องนั้น แปละคิดหาทางช่วย
      
       วันใหม่...ปารมีกับทิพย์อยู่ที่โรงพยาบาล ชะโงกหน้าพูดสปีคเกอร์โฟนอยู่ด้วยกัน
       “นะโมกลับมากรุงเทพฯมา 3 วันแล้ว”
       “แล้วทำไมไม่โทรบอกพวกเราเลย รู้มั้ยว่าพวกเราเป็นห่วงนะโมแค่ไหน” ทิพย์ต่อว่า
       เนตรอัปสรคุยโทรศัพท์อยู่มุมหนึ่งในบ้านเชตะวัน
       “ขอบคุณจ้า...ที่เป็นห่วง แล้วก็ขอโทษด้วยนะ...ที่ไม่ได้โทรบอก ตั้งแต่กลับมานี่ก็วุ่นๆเรื่องดูแลคุณเชตตลอดเลย”
       “คุณเชตเป็นอะไรเหรอ” ปารมีถามอย่างสงสัย
       ทิพย์หน้าตื่น
       “หรือว่า...ตอนไปอยู่ที่โน่น มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า”
       “มี”
       ทิพย์รีบถามอย่างอยากรู้อยากเห็นมาก
       “เรื่องอะไร...เรื่องอะไร”
       “คุณเชตถูกคนลอบทำร้ายอีก”
       ปารมีกับทิพย์ตกใจร้องออกมาพร้อมกัน
       “ฮ้า”
       “ก็นี่แหละ...ถึงได้รีบกลับมากรุงเทพ เพราะถึงอย่างไร อยู่ในบ้านที่นี่ ก็ยังน่าจะปลอดภัยกว่าอยู่ที่โน่นละ”
       ปารมีเป็นห่วงเพื่อน
       “นะโมอยู่ใกล้คุณเชต ก็ต้องระวังตัวให้มากนะ ยิ่งเขามีคนปองร้ายมากขนาดนี้ นะโมก็อาจถูกลูกหลงไปด้วยก็ได้ แค่นี้ก็มีคนที่เขาเป็นห่วงนะโมจนแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว ถ้านะโมเป็นอะไรไป เขาก็คงคลั่งจริงๆ”
       ทิพย์แอบหยิกปารมีไม่ให้พูดต่อ แต่ปารมีไม่สนใจ พูดต่อจนจบจนได้
       “นะโมคงรู้นะว่าปานหมายถึงใคร...”
      
       เจ้าหน้าแล็บเอาเอกสารผลการตรวจเลือด และตรวจดีเอ็นเอของเสื้อที่ได้มาจากตำรวจ มาส่งให้หมอก้องในขณะที่ปารมีกำลังจะเดินมาหาหมอก้องพอดี เธอจึงหยุดแอบฟัง
       “ผลตรวจคราบเลือดจากเสื้อเชิร์ตตัวนั้นออกแล้วครับ”
       หมอก้องรับไว้ เจ้าหน้าที่แล็บเดินออกไป ปารมีรีบแอบไม่ให้ใครเห็นว่าเธอมาแอบดูอยู่ หมอก้องอ่านเอกสารผลการตรวจเลือดนั้น โดยไม่รู้ว่าปารมีอยู่ในห้องด้วย อ่านแล้วก็พึมพำกับตัวเอง
       “เลือดที่เปื้อนเสื้อเชิร์ตตัวนั้น เป็นเลือดคุณเชตะวันจริงๆ”
       ปารมีงุนงง หมอก้องครุ่นคิด
       “แต่มันเป็นเลือดเก่า ถ้าอย่างนั้น...ก็หมายความว่า...มีคนเอาเสื้อเปื้อนเลือดเก่าของคุณเชตไปทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ เพื่อจะใส่ร้ายคุณเชตะวันว่าเป็นคนร้าย...”
       หมอก้องนั่งครุ่นคิดเงียบอยู่ ปารมีแอบฟังอยู่โดยตลอดยังงุนงงอยู่ว่า...นี่มันเรื่องอะไรกัน สักครู่ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ปารมียิ่งหลบจนตัวลีบ พยาบาลเปิดประตูเข้ามา
       “มีตำรวจมาขอพบคุณหมอค่ะ”
       หมอก้องพยักหน้าอนุญาต พยาบาลเลยเปิดทางให้ตำรวจ 2 คนเดินเข้ามาหาหมอก้อง
       “ผลตรวจเลือดออกมาแล้วใช่มั้ยครับ ตกลงใช่เลือดคุณเชตะวันไหมครับ”
       หมอก้องนิ่งแล้วตัดสินใจตอบ
       “ยืนยันชัดเจนว่าเป็นคราบเลือดของคุณเชตะวัน”
       ปารมีแอบฟัง
       “งั้นก็แสดงว่าคุณเชตคือคนร้าย ที่บาดเจ็บในที่เกิดเหตุ”
       หมอก้องนิ่ง ปารมีลุ้นว่าเขาจะตอบว่าอะไร ตำรวจเห็นหมอก้องนิ่งก็ถามย้ำ
       “ใช่มั้ยครับหมอ”
       หมอก้องตอบสีหน้าเรียบเฉย
       “ใช่ครับ”
       ปารมี ได้ยินหมอก้องตอบอย่างนั้นก็อ้าปากค้างไปเลย
      
       ปารมีนั่งอึ้งอยู่กับการกระทำของหมอก้อง
       “ทำไมหมอก้องทำอย่างนี้...ทำไม”
       ปารมีเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้
       “หมออยากให้คุณเชตะวันถูกตำรวจจับ เพราะหมอจะได้กำจัดคุณเชตให้พ้นไปจากชีวิตยายนะโมเหรอ”
       ปารมีอารมณ์เสียอย่างแรง
       “ทำไมหมอทำอย่างนี้ ทำไมๆ” ปารมีเริ่มโกรธ “เป็นเพราะเธอยายนะโม เพราะเธอคนเดียว ที่ทำให้หมอต้องทำผิดจรรยาบรรณอย่างนี้ เพราะเธอคนเดียว ยายนะโม”
      
       ตำรวจจำนวนหนึ่งมาจับเชตะวันที่บ้าน เนตรอัปสรตกใจสุดขีด
       “พวกคุณมาจับคุณเชต ข้อหาอะไรคะ”
       ตำรวจจำนวนหนึ่งมาขอเข้าพบเชตะวัน
       “ตอนนี้คุณเชตะวันตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า พัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดครับ”
       เชตะวันโวยวายทันที
       “นี่คุณตำรวจจะบ้าเรอะ คนอย่างผมเนี่ยนะ...จะค้ายาน่ะ”
       “แต่ทางเรามีหลักฐานยืนยันว่า...คุณเชตะวันเกี่ยวข้องกับการค้ายาจริงๆครับ”
       “หลักฐานอะไร เอามาดูสิ”
       “ผมขอเชิญตัวคุณเชตะวันไปให้ปากคำที่สำนักงาน ตำรวจดีกว่าครับ”
       “ผมไม่ไป”
       “อย่าทำให้พวกผมลำบากใจเลยครับคุณเชตะวัน ผมขอความกรุณาคุณให้ความร่วมมือกับพวกผมเถอะครับ ถ้าคุณไม่ให้ความร่วมมือ ผมคงต้องขอจับกุม”
       เชตะวันทำท่าจะอาละวาดอีก แต่เนตรอัปสรแตะแขนเขาไว้ เป็นเชิงห้ามไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต
       “อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลยค่ะคุณเชต ฉันว่ามันต้องเป็นเรื่องเข้าใจอะไรกันผิดมากกว่า ไปเถอะค่ะ ฉันจะไปเป็นเพื่อนคุณด้วย”
       เชตะวันทีทำท่าฮึดฮัดก็สงบลง จำยอมไปตามคำขอของเนตรอัปสร
       สำนักงานตำรวจ...เชตะวัน กำลังให้การกับตำรวจ
       “ใช่...เมื่อ 3 วันก่อน ผมไปที่ รีสอร์ตจริง แต่ผมก็ไม่ได้ออกไปที่นี่เลย”
       เชตะวันโยนรูปภาพสถานที่เกิดเหตุลงใส่ตำรวจ
       “อ่ะ ถ้าไม่เชื่อ คุณถามคุณเนตรอัปสร พยาบาลส่วนตัวของผมก็ได้ เธออยู่กับผมตลอด”
      
       อีกห้องหนึ่ง...เนตรอัปสร กำลังให้การกับตำรวจเช่นกัน
       “ใช่ค่ะ ฉันอยู่กับคุณเชตะวันตลอดเวลา จะคลาดสายตาก็แต่ตอนที่คุณเชตะวันเข้าห้องน้ำเท่านั้นล่ะค่ะ”
      
       ตำรวจคาดคั้นเชตะวัน
       “งั้นคุณเชตะวันจะยืนยันว่าคุณอยู่แต่ในบ้านพักที่รีสอร์ตเท่านั้น...ใช่ไหมครับ”
       เชตะวันนิ่งไปนิดหนึ่ง
       “ก็มีตอนกลางคืนคืนนั้นแหละที่ผม ออกนอกรีสอร์ทไป เพราะผมเห็นเงาคนวิ่งอยู่หลังบ้าน ผมก็เลยออกไปดู”
      
       เนตรอัปสร เริ่มมีท่าทีอึกอักๆ ไม่ค่อยอยากจะตอบ


  


       เนตรอัปสร เริ่มมีท่าทีอึกอักๆ ไม่ค่อยอยากจะตอบ
      
       “เอ่อ...ตอนนั้น...ดิฉันหลับไปแล้วค่ะ เลยไม่เห็นเงาคนที่คุณเชตบอก”
      
       เชตะวันอธิบาย
       “ผมไม่เห็นหน้าคนๆนั้นหรอก ก็ตรงนั้นมันมืดน่ะ แล้วผมก็รู้สึกเหมือนโดนอะไรฟาดที่ท้ายทอย หรืออะไรก็ไม่รู้ แล้วผมก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย มารู้สึกตัวอีกที...ก็อยู่ในป่า แล้วก็เจ็บหัวมาก ผมก็เลยพยายามหาทางเดินกลับมาที่บ้านพัก”
      
       เนตรอัปสรให้การต่อ
       “ตอนที่คุณเชตเดินกลับมา ท่าทางเขา...ก็ดูมึนๆ งงๆ อยู่มากค่ะ”
      
       ตำรวจ เอาเสื้อเปื้อนเลือดของเชตะวันที่อยู่ในถุงพลาสติกใส่หลักฐาน ยื่นมาตรงหน้าให้เขาดู
       “แล้วนี่ใช่เสื้อของคุณเชตใช่ไหมครับ”
       เชตะวันสังเกต
       “ใช่...แต่เสื้อตัวนี้ผมให้คนเอาไปทิ้งแล้วนี่ เพราะมันเปื้อนเลือด”
       “ใช่ครับ มันเปื้อนเลือดของคุณ ในขณะที่คุณกำลังหนีการจับกุมของตำรวจ”
       เชตะวันเซ็งมาก
       “โอ๊ย...มันจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว”
      
       ตำรวจจ้องหน้าเนตรอัปสร
       “งั้นสรุปแล้วว่า...คุณเชตะวันก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของคุณตลอดเวลา...อย่างที่คุณบอกสิครับ เพราะฉะนั้น...ถ้าเขาจะออกไปพบใครหรือไปทำอะไร ที่ไหน คุณก็ไม่รู้...ใช่ไหมครับ”
       เนตรอัปสรอึ้งเถียงไม่ออกเลย
      
       เนตรอัปสรเดินหน้าเพลียใจออกมาจากห้องสอบสวน
       “โอ๊ย...ทำไมยิ่งสอบปากคำ คุณเชตก็ยิ่งดูน่าสงสัยมากขึ้นเท่านั้น ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้นะ”
       เนตรอัปสรเห็นหมอก้องเดินออกมาจากห้องๆหนึ่ง
       “หมอ...มาทำอะไรที่นี่คะ”
       หมอก้องสบตาเนตรอัปสรได้ไม่เต็มตานัก
       “หมอมาช่วยตำรวจทำคดีๆหนึ่งอยู่น่ะ” หมอก้องแกล้งถาม “แล้วนะโมล่ะ มาที่นี่ทำไม”
       “เนตรน่ะ...มากับคุณเชตค่ะ ตำรวจเข้าใจผิด คิดว่าคุณเชตพัวพันกับแก๊งค้ายาที่อยู่แถวๆรีสอร์ตที่เป็นกิจการของครอบครัวของคุณเชตน่ะค่ะ”
       “จริงสิ ถ้าลงไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างงี้ละก็ เห็นทีจะดิ้นหลุดยากละนะโม”
       “ไม่ค่ะ เนตรไม่เชื่อว่าคนอย่างคุณเชตจะยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด”
       “นะโมรู้จักคุณเชตดีแค่ไหนกัน นะโมเพิ่งจะเป็นพยาบาลส่วนตัวให้คุณเชตได้ไม่นานเองนะ คนเราน่ะ กว่าจะรู้นิสัยใจคอที่แท้จริงกัน มันต้องใช้เวลาดูกันนานๆ ถ้าคุณเชตเป็นพวกค้ายาจริงๆ หมออยากให้นะโมห่างจากเขาออกมาซะดีกว่า เดี๋ยวจะติดร่างแหไปกับเขาด้วย”
       เนตรอัปสรแววตามั่นใจ
       “แต่เนตรไม่เชื่อว่าคุณเชตจะค้ายาคะหมอ”
       เนตรอัปสรชะเง้อมองหาเชตะวันอย่างเป็นห่วง หมอก้องแอบมองอย่างมีความหวัง มั่นใจว่าเชตะวันจะต้องถูกตำรวจจับอย่างแน่นอน
      
       เชตะวันลุกขึ้นฟาดมือลงบนโต๊ะอย่างอารมณ์เสีย
       “ทำไมจะต้องเอาเงินมาประกันตัวผมด้วย ก็ในเมื่อผมไม่ได้ทำ ผมไม่ผิด”
       พายัพเดินเข้ามา
       “ก็ในเมื่อคุณตำรวจเขายืนยันว่ามีหลักฐานมัดตัวแกแน่นหนาไงล่ะ”
       เชตะวันหันไปมองแค้นพายัพ
       “แกอย่าปฏิเสธต่อไปเลยนายเชต สารภาพซะเถอะ บางทีโทษหนักจะได้กลายเป็นเบาลงได้บ้าง”
       พายัพพูดจบก็ถูกเชตะวันหันมาชกโครม พายัพล้มลงไปกับพื้น ตำรวจรีบเข้ามากันเป็นโกลาหล เชตะวันตะโกนลั่น
       “อย่ามายัดเยียดความผิดให้กับฉัน” เชตะวันหันไปบอกตำรวจ “ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ได้ทำ”
      
       เนตรอัปสรคุยกับหมอก้องอย่างกลุ้มใจสุดๆ
       “นี่ก็ยังไม่รู้เลยว่าทางคุณเชตจะเป็นยังไงบ้าง”
       เนตรอัปสรหันขวับไปทางที่ได้ยินเสียงเชตะวัน
       “นั่นเสียงคุณเชตนี่”
       “เดี๋ยว...เนตร”
       เนตรอัปสรวิ่งไปทันที หมอก้องเจ็บใจที่เนตรอัปสรไม่สนใจตนเลย
      
       เชตะวันออกอาการเหวี่ยงสุดๆ เนตรอัปสรวิ่งเข้ามา ตำรวจพยุงพายัพขึ้น แล้วบอกเนตรอัปสรว่าพายัพเอาเงินมาประกันตัวเชตะวันแล้ว
       “ฉันบอกว่าไม่ได้ทำ”
       เชตะวันเหวี่ยงไม่หยุด พายัพลุกขึ้น เนตรอัปสรเลยเข้าไปดึงแขนเชตะวันเอาไว้
       “ใจเย็นๆค่ะคุณเชต ในเมื่อคุณพายัพเอาเงินมาประกันตัวคุณแล้ว เราก็กลับบ้านกันก่อนเถอะค่ะ เรื่องอื่นค่อยคิดกันทีหลังแล้วกันนะคะ” เนตรอัปสรหันไปบอกตำรวจ “ถ้าอย่างนั่นดิฉันขอนำคุณเชตกลับไปก่อนนะคะ ให้คุณพายัพจัดการเรื่องต่อละกันคะ”
       เนตรอัปสรดึงไป เชตะวันหันมองพายัพแค้นๆ แต่ยอมให้เนตรอัปสรฉุดแขนลากตัวออกจากห้องไป พายัพแอบสะใจ
      
       เชตะวันกับเนตรอัปสรเดินออกมาจากสำนักงานตำรวจ หมอก้องยืนมองมาจากมุมหนึ่ง
       “คราวนี้คุณเสร็จแน่...คุณเชต”
       หมอก้องมองมีความหวัง
      
       ค่ำนั้น ปารมีกับทิพย์อยู่ในหอพัก ปารมีนั่งหน้าเครียดคิดแต่เรื่องที่แอบรู้การกระทำของหมอก้องมาอย่างว้าวุ่นใจมาก ทิพย์เดินทำโน่นทำนี่ หันมามองอย่างสงสัย
       “เป็นอะไรไปน่ะปาน ไม่สบายรึเปล่า”
       “เปล่า...ฉันสบายดี”
       ปารมีนั่งครุ่นคิดต่อไป
      
       เชตะวันเดินเข้ามาในห้องแล้วเอามือกวาดข้าวของบนโต๊ะแต่งตัวทิ้งทั้งหมดเพื่อระบายอารมณ์ เสียงดัง เนตรอัปสรดูอาการของเขาแล้วก็เดินเข้าไปเก็บข้าวของที่ตกแตกกระจายไปทั่วห้องอย่างช้าๆ โดยไม่พูดสักคำ รอจนเขาใจเย็นลง เธอจึงค่อยๆเดินเข้าไปหาเขา
       “คุณเชตคะ...”
       “อยากจะถามผมใช่ไหมว่าผมค้ายาจริงๆรึเปล่า”
       เนตรอัปสรพูดเสียงนิ่ง
       “ไม่คะ ฉันเชื่อว่าคุณไม่ได้ทำ”
       เชตะวันหันมอง
       “แต่ตอนนี้ฉันอยากให้คุณควบคุมสติอารมณ์ของคุณให้ได้ ลองนึกสิคะว่าคุณไปทำยังไงให้ถูกใส่ร้ายเป็นผู้ต้องหาค้ายาได้”
       เชตะวันเริ่มนิ่งคิด
       “มันต้องเกี่ยวข้องกับวันนั้น ที่มีคนล่อผมออกไปข้างนอกรีสอร์ท แล้วผมก็สลบ แล้วไอ้เสื้อตัวนั้น...เหตุการณ์นี้มันต้องเกี่ยวข้องกับเสื้อตัวนั้นแน่ๆ”
       “เสื้อตัวไหนคะ”
       “เสื้อตัวที่ผมใส่ วันที่มีคนมาดักยิงผมที่หน้าบ้านน่ะสิ จำได้ไหมเสื้อตัวนี้มันเปื้อนเลือดผม
       แล้ววันนี้ตำรวจเอาเอาเสื้อตัวนี้มาให้ผมดู เขาบอกว่ามันเป็นเสื้อที่ผมใส่ตอนยิงกับตำรวจขณะจะถูกจับกุมเรื่องค้ายา มันก็เลยกลายเป็นหลักฐานที่สามารถมัดตัวผมได้จนดิ้นไม่หลุดน่ะสิ”
       “แล้วตอนนั้น...คุณเอาเสื้อตัวนั้นเก็บไว้ที่ไหนคะ”
       เชตะวันนึกได้ว่าเอาเสื้อไว้ไหน
      
       เชตะวันกับเนตรอัปสรมาถามเรื่องเสื้อกับอนงค์
       “อนงค์เอาไปทิ้งแล้วนี่คะ ก็มันเปื้อนเลือดออกอย่างนั้น ซักก็ไม่ออกแล้วคุณเชตก็โยนทิ้งถังขยะแล้ว นงค์ก็เลยเอาไปทิ้งค่ะ”
       เชตะวันแปลกใจ
       “แล้วมันจะไปอยู่ในที่เกิดเหตุ จนตำรวจเก็บเอามาเป็นหลักฐานมัดตัวฉันได้ยังไงกันเนี่ย”
       อนงค์นึกได้
       “อ้อ...แต่วันนั้นก่อนที่อนงค์จะเอาไปทิ้ง เห็นคุณยัพมาถามอยู่เหมือนกันค่ะว่าเสื้อของใคร นงค์ก็ตอบไปว่าเสื้อของคุณเชตค่ะ”
       เชตะวันหันมองเนตรอัปสรพอจะปะติดปะต่อเรื่องได้เลาๆ เขาแค้นใจสุดขีด
      
       ทิพย์รับโทรศัพท์แล้วหันมาบอกปารมี
       “ยายนะโมโทรมา บอกว่าคุณเชตถูกตำรวจตั้งข้อหาค้ายาเสพติด...”
       ปารมีหน้าเครียดขึ้นมาทันทีแล้วเดินเลี่ยงมาคิด ทิพย์มองตามอย่างงงๆ เดินเข้ามาถาม
       “ปาน เธอมีเรื่องอะไรรึเปล่า”
       “ฉัน...ดูคนผิดจริงๆ”
       “ดูใครผิด...ฉัน...”
       ปารมีสั่นหน้า
       “นะโม”
       ปารมีก็สั่นหน้า
       “หมอก้อง”
       ปารมีนิ่ง ทิพย์หน้าตื่น
       “เฮ้ย...หมอก้องไปทำอะไรเหรอ”
       “เขาทำ...ในสิ่งที่ฉันคาดไม่ถึงเลยละ”
       “หมอเขาทำอะไรเหรอ”
       ปารมีออกอาการพูดไม่ออก บอกไม่ได้เลย...ทิพย์ก็อยากรู้เช่นกัน
      
       แนวป่าบรรยากาศวังเวง บริเวณที่ผีเฟื่องอยู่ ถูกล้อมด้วยสายสิญจน์ทิพย์นั้น ปรากฎว่าไม่มีทั้งผีเฟื่องและสายสิญจน์แล้ว
      
       พายัพเข้ามาในห้องทันทีที่เปิดไฟ ปืนกระบอกหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจ่อหัวเขาไว้ทันที และคนที่เอาปืนจ่อหัวพายัพไว้ก็คือเชตะวันนั่นเอง
       “ไอ้พี่เฮงซวย...ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพี่ถึงเกลียดผมนักหนา ถึงได้อยากให้ผมติดคุก อยากให้ผมตาย”
       พายัพพยายามดันปืนขึ้นกระสุนลั่นปังขึ้นเพดาน พายัพพยายามพุ่งปัดปืนในมือเชตะวันจนหลุดไป จังหวะนี้พวกอนงค์ บวร เนตรอัปสรเข้ามา บวรรีบวิ่งเข้ามาเก็บปืนไว้ เนตรอัปสรอดไม่ไหวที่เห็นเชตะวันเลือดร้อน เธอตบหน้าเขาผั๊วะ
       “เลิกบ้าสักทีสิคะคุณเชต ทำอะไรคิดหน้าคิดหลังหน่อย ถ้าคุณไม่ทำเพื่อตัวคุณเองก็ทำมันเพื่อฉันหน่อยก็ได้นี่คะ”
       แล้วเนตรอัปสรก็เดินออกไปเลย
       “คุณเนตร”
       เชตะวันวิ่งตามไป พายัพขาอ่อนทรุดลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงทันที อนงค์กับบวรรีบเข้ามาดูแลพายัพ
      
       เนตรอัปสรวิ่งออกมา เชตะวันตามยื้อยุดตัวไว้
       “คุณเนตร ผมขอโทษ”
       “เมื่อไหร่คุณจะเลิกนิสัยเจ้าอารมณ์ เลือดร้อนซะที”
       เนตรอัปสรพยายามสะบัดตัว เชตะวันดึงรั้งไว้
       “แล้วนี่คุณจะไปไหน”
       “ฉันจะไปหาเพื่อนฉัน”
       “ไปหาหมอก้องใช่ไหม ผมไม่ให้คุณไป”
       สร้อยพระที่คอเนตรอัปสรหลุดกระเด็นออกไปโดยที่เธอไม่รู้เลย ผีเฟื่องโผล่มาสภาพเพิ่งหลุดมาจากสายสิญจน์ทิพย์ สภาพย่ำแย่สุดๆ ยืนมองตาวาววาบไปที่พระที่หลุดจากตัวเนตรอัปสรไปแล้ว เนตรอัปสรพยายามดิ้นจนหลุด
       “ปล่อยฉัน แค่นี้คุณยังเลือดร้อนไม่พออีกเหรอ ปล่อย”
       แซลลี่ขับรถกลับเข้ามา เห็นสองคนกำลังทะเลาะกัน มองยิ้มสะใจ ผีเฟื่องหันไปเห็นรถแซลลี่เข้ามาพอดี จึงหันไปจ้องตาแซลลี่ที่ขับรถเข้ามาทันที เนตรอัปสรสะบัดหลุดจากเชตะวัน แล้วผลักเขาล้ม แล้วก็วิ่งออกไป ผีเฟื่องคำราม
       “อีนวล วันนี้เป็นวันตายของมึง”
       เท้าของแซลลี่ เหยียบคันเร่งเต็มที่รถพุ่งเข้าใส่ เนตรอัปสรตกตะลึงเมื่อเห็นรถแซลลี่พุ่งเข้าใส่จนทำไรไม่ถูก เชตะวันเห็นพอดี
       “คุณเนตรระวัง”
       เชตะวันพุ่งผลักเนตรอัปสรให้พ้นทางรถกระเด็นออกไป จึงทำให้รถแซลลี่พุ่งชนเชตะวันเต็มแรง ผีเฟื่องหน้าตื่น รถแซลลี่เบรกกึก เชตะวันล้มลง หัวฟาดพื้นดังปึ้ก แล้วแน่นิ่งไปเลย เนตรอัปสรหันไปเห็น
       “คุณเชต”
       เนตรอัปสรวิ่งเข้าไปดู ผีเฟื่องยืนมองช็อคเสียใจที่ชุนรักนวลขนาดยอมตายแทนได้
        
       เชตะวันนอนหมดสติอยู่ในอ้อมกอดเนตรอัปสรที่ร้องไห้เสียใจ
        

       จบตอนที่  21
ตอนที่ 22
      
       เชตะวันนอนหมดสติอยู่บนเตียง มีเครื่องช่วยหายใจ เลือดไหลเปื้อนที่หน้าจากที่หัวฟาดพื้นมา
        
       บุรุษพยาบาลเข็นเตียงมาอย่างเร่งรีบ เนตรอัสรวิ่งตามมาด้วยความเป็นห่วง เตียงเชตะวันถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน พยาบาลปิดประตู เนตรอัปสรยืนนิ่งงันอยู่หน้าประตูมองเข้าไปข้างใน
       “คุณต้องไม่เป็นอะไรนะคะ”
       เนตรอัปสรน้ำตาไหลด้วยความเป็นห่วง เธอหันมาเห็นพายัพเดินเข้ามากับแซลลี่ เนตรอัปสรเดินเข้าหาแซลลี่
       “คุณทำอะไรลงไปคุณรู้ตัวไหม คุณทำให้คุณเชตต้องเป็นแบบนี้”
       เนตรอัปสรหน้าตาเอาเรื่อง ส่วนแซลลี่ยังตกใจที่ขับรถชน
       “ฉันไม่รู้เรื่องนะ ฉันขับรถมาดีๆเธอก็วิ่งมาตัดหน้ารถเองต่างหาก ถ้าเธอไม่วิ่งพรวดพลาดออกมาเชตก็ไม่ตามเธอมาแบบนี้หรอก อย่ามากล่าวหาฉันแบบนี้นะ”
       “คุณจงใจขับรถชนฉันต่างหาก แต่คุณเชตกลับต้องมารับเคราะห์แทนฉัน...คุณเกลียดฉันนักใช่ไหม...เอาสิ...ฆ่าฉันเลยสิ”
       เนตรอัปสรเดินเข้าหา แซลลี่เริ่มโมโห
       “นี่...อย่ามาใส่ร้ายฉันนะ...ถ้าฉันจะฆ่าเธอฉันคงทำไปนานแล้วแหละคงไม่ปล่อยให้เธอลอยหน้าลอยตาอยู่จนทุกวันนี้หรอก”
       พายัพเข้ามาห้าม
       “ใจเย็นครับคุณเนตร ตอนนี้ไอ้เชตก็อยู่ในมือหมอแล้วผมว่าคงไม่มีอะไรน่าห่วงหรอกครับ ส่วนคุณแซลลี่คงไม่ได้ตั้งใจจริงๆ อย่าเพิ่งกังวลเลยเรารอให้หมอออกมาก่อนดีกว่าบางทีอาจจะไม่แย่อย่างที่เราคิดก็ได้นะครับ”
       เนตรอัปสรมองแซลลี่
       “อย่าให้ฉันรู้ละนะว่าคุณตั้งใจจะทำร้ายฉันกับคุณเชต ฉันไม่ยอมแน่”
       แซลลี่โกรธ พายัพดึงไว้ เนตรอัปสรมองพายัพกับแซลลี่อย่างโมโหไม่รู้สองคนมาไม้ไหนอีก แต่ก็ยอมจบแล้วลงเดินมานั่งตรงเก้าอี้ที่ใกล้ห้องฉุกเฉินมากที่สุดมองเข้าไปอย่างเป็นห่วง ส่วนแซลลี่มองเนตรอัปสรอย่างโมโห พายัพมองอย่างสะใจ
      
       อนงค์กับบวรรีบเดินมามองหาเนตรอัปสร เห็นเธอนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินจึงรีบบอกบวร
       “คุณพยาบาลอยู่นั่นแน่ะน้า”
       อนงค์กับบวรรีบเดินเข้าไปหา เนตรอัปสรเงยหน้ามองอนงค์น้ำตายังไหลอยู่
       “คุณเชตเป็นยังไงบ้างคะคุณพยาบาล”
       บวรเดินชะเง้อมองที่ประตูห้องฉุกเฉิน
       “หมอยังไม่ออกมาเลยค่ะ”
       อนงค์ลงนั่งข้างๆ เนตรอัปสรสาธุท่วมหัว
       “สาธุ...ขอให้คุณเชตปลอดภัยด้วยเถิด...เจ้าพ่อคุณ”
       บวรเดินเข้ามาหาเนตรอัปสรยื่นสร้อยพระที่เธอทำตกไว้หน้าบ้านให้ บวรส่งภาษาใบ้บอกว่าของคุณ เนตรอัปสรมองที่พระแล้วตกใจที่พระหล่นไปจากคอตั้งแต่ตอนไหน แล้วจึงรับพระมาจากบวร
       “ขอบคุณนะคะ”
       บวรยิ้มให้แล้วเดินไปหน้าห้องฉุกเฉินชะเง้อมองห่วงเชตะวัน เนตรอัปสรมองบวรที่ห่วงเชตะวันอย่างเศร้าๆ อนงค์ขยับเข้าไปใกล้แล้วบอก
       “ใส่พระติดตัวไว้นะคะคุณพยาบาล พระท่านจะได้คุ้มครองคุณ ทำไมหมู่นี้คุณเชตของนงค์ถึงมีอุบัติเหตุมากมายซะจริง ไม่รู้ว่าเป็นเวรเป็นกรรมอะไร”
       เนตรอัปสรเศร้าๆ
       “อาจจะเป็นเพราะฉันก็ได้ ที่เข้ามาทำให้คุณเชตต้องเป็นแบบนี้”
       “อย่าโทษตัวเองแบบนี้สิคะคุณพยาบาล”
       อนงค์มองเนตรอัปสรอย่างสงสาร ที่เห็นเธอเป็นห่วงเชตะวันมาก
      
       ทุกคนนั่งรอกระวนกระวายอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ตำรวจ 2 นายเดินตรงไปหาพายัพ
       “ผมได้รับแจ้งว่าคุณเชตะวันถูกรถชน เป็นอะไรมากมั้ยครับ”
       “ตอนนี้ยังอยู่ไอซียู อยู่เลยครับ”
       “พอทราบคนที่ขับรถชนรึเปล่าครับ”
       แซลลี่ยืนหลบๆอยู่ พายัพหันไปทางแซลลี่ ตำรวจมองตาม
       “คุณที่เป็นคนขับรถชน”
       แซลลี่กลัวๆ
       “ค่ะ...แต่แซลลี่ไม่ได้ตั้งใจนะคะ อยู่ๆเชตก็วิ่งมาตัดหน้ารถ รถก็เลยพุ่งเข้าไปชนเลย แซลลี่ไม่รู้เรื่องจริงๆนะคะ”
       “เอาล่ะๆ งั้นเดี๋ยวผมขอสอบปากคำหน่อยนะครับเพื่อลงบันทึกประจำวัน เชิญครับ”
       แซลลี่กลัวความผิดออกไปเซ็งๆตำรวจคนหนึ่งแยกพาแซลลี่ไปอีกมุมเพื่อสอบปากคำ พายัพหันมาถามตำรวจอีกคน
       “แล้วเรื่องคดียาเสพติดของน้องผมจะมีผลอะไรไหมครับ”
       “ก็ต้องรอสรุปสำนวนนี้ร่วมด้วยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกันไหม แต่ยังไงซะทางตำรวจก็ยังต้องรอดำเนินคดีกับคุณเชตต่อหากมีหลักฐานเพิ่มเติมครับ ขอตัวนะครับ”
       “เชิญครับ”
       ตำรวจเดินแยกไปหาตำรวจที่กำลังสอบปากคำแซลลี่อยู่ พายัพแอบสะใจ
      
       เชตะวันนอนอยู่ที่เตียงมีเครื่องช่วยหายใจครอบอยู่ เครื่องวัดชีพจรขึ้นลงปกติทุกอย่าง เขายังนอนหมดสติอยู่อย่างนั้น
      
       ในความฝัน...เชตะวันเดินเข้ามา ณ ที่แห่งหนึ่งที่มีดอกไม้ต้นไม้นานาพันธ์ เขามองอย่างแปลกตา ก่อนจะเดินมาหยุดที่ดอกไม้ช่อหนึ่งในขณะที่กำลังเอื้อมมือจะไปจับดอกไม้ ก็มีอีกมือเอื้อมเข้ามาที่ดอกไม้เช่นกันเชตะวันไม่ทันระวังจึงไปจับที่มือนั้น เขาตกใจเหลือบสายตามองเห็นเป็นสาวสวย เชตะวันชะงัก
       “เอ่อ...ขอโทษครับ...ผมไม่ได้ตั้งใจ”
       เฟื่องยิ้มอายๆ
       “ไม่เป็นไรจ้ะ”
       เชตะวันมองดูเฟื่องที่สวมสไบแบบโบราณสวยงามยิ่ง เขารู้สึกคุ้นตายิ่งนัก
       “คุณอยู่ที่นี่เหรอครับ”
       เฟื่องยิ้ม
       “ใช่...ข้าอยู่ที่นี่”
       เชตะวันมองรอบๆ
       “แล้วที่นี่คือที่ไหนเหรอครับแล้วทำไมคุณแต่งตัวแบบนี้ แต่งตัวเหมือนคนสมัยก่อนเลย”
       “เดี๋ยวเจ้าก็คงจะรู้เอง”
       เฟื่องชม้ายสายตาแอบยิ้มเขินๆเดินเลี่ยงไป เชตะวันรีบตามและเรียก
       “คุณครับ...อย่าเพิ่งไปสิครับ...คุณผมถามว่าที่นี่ที่ไหน”
       เชตะวันเดินตามเฟื่องไป
      
       เนตรอัปสรรออยู่ที่เดิม บวรกับองค์นั่งอยู่ข้างๆไม่ห่างกัน พายัพกับแซลลี่นั่งอยู่มุมหนึ่ง ขณะเดียวกันนั้น ปารมี ทิพย์ หมอก้อง เดินเข้ามาหาเนตรอัปสร พายัพหันมามองหมอก้องจ้องสังเกตพฤติกรรม
       “นะโม คุณเชตเป็นยังไงบ้าง” ปารมีรีบเข้ามาถาม
       “ยังอยู่ในห้อง icu อยู่เลย”
       “มันเกิดอะไรขึ้นล่ะโม ทำไมคุณเชตถึงได้ถูกรถชนได้ล่ะ” ทิพย์ถามอย่างสงสัย
       ปารมีก็สงสัยเหมือนกัน
       “นั่นสิ”
       “เราทะเลาะกันค่อนข้างแรงฉันโกรธคุณเชตมากก็เลยวิ่งหนีออกมา รถคุณแซลลี่พุ่งมาพอดี พอคุณเชตเห็นว่าฉันจะกำลังถูกรถชนเขาก็เลยเข้ามาขวางจนตัวเองต้องเป็นแบบนี้...”
       ทั้งปารมีกับทิพย์มองไปที่แซลลี่ ที่รีบตอบกลัวความผิดเสียงแปร๋นขึ้นมา
       “มันเป็นอุบัติเหตุย่ะ ฉันบอกแล้วไงฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันไม่รู้เรื่อง”
       เนตรอัปสรมองโกรธๆ ปารมีกับทิพย์มองหน้ากัน หมอออกมาจากห้องฉุกเฉินพร้อมพยาบาล
       “ญาติคนเจ็บคนไหนครับ”
       พายัพเดินเข้าไป
       “ผมเองครับ”
       ทุกคนกรูเข้าไปฟังด้วย
       “อาการโดยรวมภายนอกมีเพียงบาดแผลที่ศีรษะเล็กน้อย และรอยฟกช้ำเท่านั้นครับ”
       ทุกคนค่อยโล่งอก
       “แต่มีอาการภายในที่น่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรงทำให้สมองไม่สั่งการให้เคลื่อนไหวใดๆได้”
       หมอก้องอยากรู้อาการที่ชี้ชัดจึงถามหมอ
       “หมายถึง คุณเชตจะกลายเป็นเจ้าชายนิทราเหรอครับ”
       หมอพยักหน้ารับ หมอก้องมีความหวังขึ้นมาที่รู้ว่าคู่แข่งของหัวใจจะหายไปสักที แซลลี่ช้อค
       “เชตจะต้องนอนเป็นผักไปตลอดเลยงั้นเหรอคะ...”
       แซลลี่อึ้งที่เป็นคนชนเชตะวัน เธอรู้สึกกลัวขึ้นมา
       “แล้วน้องผมจะต้องอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกันครับ...ตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า” พายัพถาม
       “ข้อนี้หมอไม่สามารถตอบได้นะครับ ตอนนี้คงต้องรักษาตามอาการที่ปรากฏไปก่อน คงต้องให้คนเจ็บดูอาการอยู่ห้องไอซียู สักคืนก่อนแล้วค่อยว่ากัน ขอตัวนะครับ”
       “ครับ...ขอบคุณมากนะครับ”
       หมอเดินออกไป พายัพแอบยิ้มแล้วแอบดูอาการแสดงออกของหมอก้องด้วย บวรกับอนงค์ยืนอึ้งสงสารเจ้านาย
       “โธ่คุณเชต เวรกรรมอะไรกันเนี่ยน้า...”
       อนงค์เสียใจร้องไห้กับบวร เนตรอัปสรอึ้งไปน้ำตาไหลถอยหลังออกจากกลุ่มอย่างช้าๆ ทรุดตัวลงนั่งเสียใจที่เชตะวันต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ปารมีกับทิพย์หันไปเห็น
       “เนตร...ไม่เป็นไรนะ...”
       ปารมีเข้าไปปลอบกับทิพย์ หมอก้องเห็นอาการของเนตรอัปสรแล้วแอบสงสารและกังวลขึ้นมา พายัพแอบยิ้มดีใจ แซลลี่ฟังแล้วยิ่งกลัวความผิด
      
       ค่ำนั้น หมอก้องเริ่มสับสนจะดีใจหรือเสียใจ กับเรื่องเชตะวันที่ตอนนี้กลายเป็นเจ้าชายนิทรา ที่สำคัญเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของคดีเสื้อเปื้อนเลือดตัวนั้นด้วย หมอก้องถอนหายใจ พายัพเดินเข้ามาตบไหล่ หมอก้องหันมอง
       “ขอบคุณนะครับสำหรับหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่มัดตัวไอ้เชตจนดิ้นไม่หลุด”
       หมอก้องจ้องมองพายัพแต่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง
       “คุณหมายถึงเรื่องอะไร”
       พายัพหัวเราะ
       “ก็เรื่องคราบเลือดบนรอยเสื้อที่คุณยืนยันว่าเป็นของไอ้เชตนั่นไงครับ ใครๆก็เชื่อสิ่งที่คุณบอกกับตำรวจ”
       หมอก้องพยายามนิ่งอย่างข่มอารมณ์
       “คุณต้องการอะไร”
       “ผมได้สิ่งที่ผมต้องการไปแล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่คุณแล้วล่ะ” พายัพยิ้มยั่วโมโห “ผมว่า...ผมดูคุณออกนะ...คุณคงชอบคุณเนตรมากสินะถึงได้ทำแบบนี้ได้”
       หมอก้องอึ้ง
       “เรามีศัตรูคนเดียวกัน...ถ้ากำจัดมันไปได้คุณกับผมก็จะได้ในสิ่งที่ต้องการ”
       พายัพยิ้มแล้วเดินหัวเราะออกไป หมอก้องมองตามเครียดคิดถึงคำพูดของพายัพ
      
       แซลลี่เดินไปที่รถอย่างกังวล รู้สึกกลัว คิดเรื่องที่ชนเชตะวัน
       “เราชนเชตจริงๆเหรอเนี่ย...ถ้าเชตเป็นอะไรไปเราจะทำยังไงล่ะ”
       พายัพเดินตามมาด้านหลังจับตัวแซลลี่
       “เดี๋ยวก่อนแซลลี่”
       แซลลี่ตกใจ หันมาเห็นเป็นพายัพก็โล่งอก
       “พี่พายัพ...”
       “ตกใจอะไรกัน พี่เห็นเราเดินใจลอยอยู่ตั้งนานคิดอะไรอยู่เหรอ”
       “แซลลี่กำลังคิดถึงตอนที่ขับรถชนเชตอยู่น่ะค่ะ”
       “อืม...แล้วไงก็ชนไปแล้วนี่...แล้วก็ชนได้ดีทีเดียว ทำเอามันต้องนอนอยู่กับที่เลย”
       พายัพหัวเราะชอบใจ แซลลี่มองพายัพที่กำลังหัวเราะอยู่แล้วบอกความกังวลให้เขารับรู้
       “แต่แซลลี่ไม่รู้สึกตัวจริงๆนะคะว่ามันเกิดอะไรขึ้น นี่พี่พายัพก็คิดว่าแซลลี่ตั้งใจชนเหมือนกันเหรอเนี่ย...”
       “เอาน่า จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เธอทำดีแล้ว ขอบใจนะ...ส่วนเรื่องตำรวจไม่ต้องห่วงฉันสั่งให้ลูกน้องแอบไปทำช่วงล่างรถเธอให้ผิดปกติเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นการขับรถชนไอ้เชตครั้งนี้เกิดจากรถขัดข้องนั่นเอง”
       แซลลี่ดีใจ
       “จริงเหรอคะ ขอบคุณนะคะพี่พายัพ”
       แซลลี่ดีใจเข้าไปกอดหอมเขา พายัพกอดตอบ ยิ้มร้ายแผนสำเร็จทุกอย่าง
      
       เชตะวันเดินตามเฟื่องมาตามทางเดินในสวนดอกไม้สวยงาม


  


       เฟื่องเดินเข้าไปที่บ้านหลังหนึ่ง เชตะวันเดินตามมาเห็นหลังไวๆรีบเรียก
      
       “คุณครับ...เดี๋ยวสิคุณ รอผมด้วย”
       เชตรีบเร่งเท้าตาม เฟื่องแอบมองที่ชุนเดินตามหา
       “ข้ารอเจ้ามานานเหลือเกิน ชุนของข้า”
       เชตะวันเดินเข้ามาที่บ้าน เฟื่องเดินเข้ามาหาสองคนต่างมองหน้ากัน
       “คุณ...”
       “ข้าชื่อ เฟื่อง...”
       เชตะวันรู้สึกคุ้นๆกับชื่อนี้
       “เฟื่อง”
       เฟื่องมองที่เชตะวันยิ้มมีความสุข
      
       เช้าวันใหม่...อาทิตย์เดินออกมาจากห้องของหมออย่างเครียดๆ อนงค์กับบวรเดินมารับ
       “มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
       อนงค์กับบวรมองหน้ากัน บวรพยักหน้าให้อนงค์ตอบ
       “คือ...คุณเชตกับคุณพายัพทะเลาะกันอย่างรุนแรงเสียงดังลั่นบ้าน คุณพยาบาลมาห้ามแล้วคุณเชตก็วิ่งไปข้างล่างมาเห็นอีกที คุณเชตก็ถูกรถคุณแซลลี่ชนแล้วน่ะค่ะ”
       “ทะเลาะกันเรื่องอะไร”
       “นงค์ ได้ยินคุณเชตถามคุณพายัพเรื่องเสื้อคุณเชตไปอยู่ในคดีค้ายาเสพติดได้ยังไง หลังจากนั้นก็ทะเลาะกันแรงเลยค่ะ”
       อาทิตย์ได้ฟังก็โกรธจัด
       “แล้วทำไมไม่มีใครรายงานฉัน มัวทำอะไรกันอยู่”
       “ก็คุณอาทิตย์อยู่ต่างประเทศเพิ่งกลับเมื่อเช้านี่คะ จะบอกยังไง” อนงค์เสียงอ่อย
       อาทิตย์อารมณ์เสีย
       “ฮึ่ย...”
       อนงค์กับบวรก้มหน้านิ่งไป อาทิตย์โมโหพูดไม่ออกเดินออกไปด้วยความเครียด
      
       อาทิตย์เข้ามาในห้อง เห็นเนตรอัปสรหลับฟุบเฝ้าเชตะวันอยู่ที่เตียง เธอรู้สึกตัวลุกขึ้นมาไหว้อาทิตย์
       “สวัสดีค่ะ...”
       อาทิตย์พยักหน้า
       “ขอบใจนะที่คอยดูแลลูกชายฉัน”
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       อาทิตย์เดินมาหยุดที่เตียงมองดูเชตะวันที่หลับสนิท ไม่รู้สึกตัวมีเพียงเครื่องช่วยหายใจที่หล่อเลี้ยงชีวิตไว้
       “ขอฉันอยู่กับลูกได้ไหม”
       “เชิญค่ะ”
       เนตรอัปสรมองอาทิตย์กับเชตะวันก่อนออกไป หลีกทางให้อาทิตย์ได้อยู่ตามลำพังกับลูกชาย อาทิตย์มองลูกชายค่อยๆเอามือลูบหัว เสียงของหมอดังก้องอยู่ในหัวของ
       “ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการทำงานส่วนของสมองใหญ่ไป จากการถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก หมอจะไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าผู้ป่วยจะเป็นแบบนี้ไปนานแค่ไหน”
       อาทิตย์มองลูกชายอย่างสงสาร
       “แกจะนอนนิ่งอยู่แบบนี้ไม่ได้นะ แกต้องสู้นะ”
       อาทิตย์ลงนั่งข้างๆเตียง
       “ถึงฉันจะไม่เคยทำดีกับแกเลยสักครั้ง แต่ฉันก็ไม่เคยเกลียดแกนะเชต”
       อาทิตย์รู้สึกเสียใจที่ไม่มีโอกาสได้พูดได้คุยดีๆกับลูกชายเลยสักครั้ง
       “แกคงจะโกรธจะเกลียดพ่อเลวๆอย่างฉันมากสินะ ถึงแกจะเกลียดฉันยังไงก็ขอให้แกฟื้นมามีลมหายใจต่อสู้กับฉันอีกต่อไปนะไอ้เชต”
       อาทิตย์มองดูเชตะวันน้ำตาคลอสงสารจับใจ
      
       เฟื่องยื่นขันน้ำดื่มมาตรงหน้าเชตะวัน เขามองจากขันน้ำขึ้นไปที่หน้าเฟื่องที่ยิ้มให้
       “ดื่มน้ำให้ชื่นใจก่อนสิจ๊ะ”
       เชตะวันรับมา
       “ขอบคุณครับ”
       เชตะวันมองดูรอบๆบ้านที่ร่มรื่นแห่งนี้แล้วหันมาถาม
       “บ้านคุณดูร่มรื่นน่าอยู่ดีนะครับ...เอ่อ...คุณอยู่คนเดียวเหรอครับ”
       เฟื่องหน้าเศร้าๆ
       “ใช่...ข้าอยู่คนเดียว ข้าอยู่เพื่อรอคนรักของข้ากลับมา”
       เชตะวันอยากรู้
       “แล้วคนรักของคุณ เขาไปไหนล่ะครับ”
       เฟื่องหันมองเชตะวันที่จำเธอไม่ได้แม้แต่น้อยด้วยความน้อยใจ
       “เจ้าจำข้าไม่ได้หรอกรึชุน...ข้ารอคอยการกลับมาของเจ้ามาเนิ่นนานเหลือเกิน”
       “คุณจำคนผิดรึเปล่าครับ ผมไม่ใช่ชุนอะไรของคุณหรอกครับ”
       เชตะวันพูดจบเฟื่องก็จ้องมองเขา สะกดจิตให้เห็นภาพในอดีตเมื่อครั้งที่เฟื่องพบกับชุนในร้านผ้า
       “ข้าก็ต้องขอบใจเจ้ามากที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้”
       “ข้าช่วยชีวิตแม่หญิง ไม่ได้หวังเงินทองตอบแทนแต่อย่าง ใด ข้าช่วย...ก็เพราะว่าเห็นว่าแม่หญิงกำลังเป็นอันตราย”
       เฟื่องซาบซึ้งใจมาก
       “ขอบใจ...ขอบใจเจ้าจริงๆ”
       เฟื่องลงนั่งในร้าน หลังชิดผนัง
       “เจ้าชื่ออะไรรึ”
       “ข้าชื่อชุน”
       “ข้าชื่อเฟื่อง...”
       “ข้ารู้แล้ว”
       เฟื่องงงว่าชุนรู้ได้อย่างไรว่าเธอชื่ออะไร ชุนขำ
       “ก็บ่าวของแม่หญิงเรียกชื่อแม่หญิงตลอดเวลา”
       ระหว่างนั้นมีกระสอบร่วงลงมา ชุนผลักเฟื่องหลบหน้าสองคนอยู่ชิดกันมาก
       “ข้าขอโทษที่ทำให้แม่หญิงตกใจ”
       เฟื่องมองชุนอย่างซาบซึ้งใจ
       “เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้อีกครั้งหนึ่งแล้ว...”
      
       เชตะวันอึ้งๆกับภาพอดีตที่เห็น มองหน้าเฟื่อง
       “ชุน...”
       “นี่มันเรื่องอะไรกัน ผมไม่เข้าใจ”
       เชตะวันเป็นกังวลไม่เข้าใจกับสิ่งที่เห็น
       “เมื่อครั้งในอดีต เราสองคนรักกันมาก เราสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”
       เชตะวันปวดหัวงงกับสิ่งที่เฟื่องพูด
       “ผม...ผมบอกแล้วไงผมไม่ใช่นายชุนอะไรนั่นของคุณหรอกครับ ผม...คือเชตะวันครับ เราคงคุยกันไม่รู้เรื่องผมขอตัวก่อน”
       เชตะวันพูดแล้วเดินหนี เฟื่องเดินตามแล้วล้มลง เชตะวันหันกลับไปมองรีบเข้าไปช่วย
       “คุณเป็นอะไรรึเปล่า”
       “ได้โปรด อย่าหนีจากข้าไปอีก อยู่กับข้าก่อนนะชุน”
       เชตะวันรู้สึกถึงคำพูดนี้มาก เขาเริ่มอ่อนลง สองคนมองหน้ากัน
      
       ปารมีกับทิพย์ มาเยี่ยมเชตะวัน
       “ยัยนะโมบอกว่าย้ายเข้าห้องพิเศษแล้วห้องไหนนะ” ปารมีมองหา
       ทิพย์เห็นเนตรอัปสรนั่งเศร้าอยู่หน้าห้อง
       “โอ๊ะ...นั่งไงยัยนะโมนั่งอยู่นั่นแน่ะ”
       ปารมีกับทิพย์รีบเข้ามาหา ปารมีนั่งลงข้างๆ
       “ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ”
       “นั่นดิ...แล้วคุณเชตล่ะ”
       เนตรอัปสรเศร้าๆ
       “อยู่กับคุณอาทิตย์ในห้องน่ะ”
       ปารมีเห็นเนตรอัปสรซึมก็ปลอบ
       “นะโม...เธอต้องเข้มแข็งนะอย่าท้อสิ”
       เนตรอัปสรนั่งน้ำตาซึม
       “ฉันพยายามหลอกตัวเองว่าเขาจะฟื้นขึ้นมา...แต่ฉันทำไม่ได้อ่ะปาน มันไม่มีทางที่เขาจะฟื้นมาได้เลย”
       หมอก้องเดินเข้ามาเห็นที่ทั้งสามคนนั่งอยู่ เนตรอัปสรน้ำตาตกปารมีปลอบใจ
       “เพื่อนว่ามันต้องมีทางสิ…อาการแบบที่คุณเชตเป็นเคยมีคนเป็นแล้วฟื้นตั้งหลายคน จริงมั้ยทิพย์”
       ปารมีส่งซิกให้ทิพย์คล้อยตาม
       “เอ่อ...อ่อ....จริงจริ๊ง...”
       หมอก้องเดินเข้ามา
       “แต่ก็ต้องทำใจเผื่อไว้บ้างนะครับ เพราะคนที่โชคดีจริงๆมีน้อยมาก...” หมอก้องหันไปถามปารมี
       “ปานกับทิพย์เพิ่งมาเหรอ”
       ปารมีแสดงสีหน้าให้เห็นว่าไม่พอใจ สะบัดหน้าไม่ตอบ ทิพย์มองสงสัย เธอตอบแทนเพราะกลัวว่าเขาจะเก้อ
       “เราสองคนเพิ่งมาถึงเมื่อกี๊เอง ยังไม่ได้เข้าไปเยี่ยมคุณเชตเลยเดี๋ยวเข้าไปเยี่ยมพร้อมกันสิหมอ”
       หมอก้องยิ้มๆให้ทิพย์แล้วหันไปพูดกับเนตรอัปสร
       “นะโมผมมีเรื่อง อยากคุยกับคุณหน่อยน่ะ”
       เนตรอัปสรยังไม่ทันตอบอะไร อาทิตย์ก็เดินออกจากห้องเชตะวันมา ตรงมาหาเนตรอัปสร
       “ผมฝากดูแลเชตด้วยนะคุณพยาบาล”
       “ค่ะ”
       “ขอบคุณมาก”
       ปารมี ทิพย์ หมอก้องไหว้อาทิตย์รับไหว้แล้วก็เดินไป เนตรอัปสรรีบเดินเข้าห้องพักเชตะวันทันที หมอก้องพยายามเรียกไว้
       “นะโม...เดี๋ยวสิ...”
       เนตรอัปสรไม่ทันฟังที่เขาเรียก หมอก้องไม่พอใจเดินออกไป ทิพย์กับปารมีมองหมอก้อง ปารมีเดินตามหมอก้องไปทิพย์ยืนงงเกิดอะไรขึ้น
      
       เนตรอัปสรเข้ามาในห้อง เห็นเชตะวันนอนนิ่งไม่รู้สึกตัวใดๆ เธอนวดมือนวดแขนให้เขา ทิพย์เดินเข้ามาในห้องเงียบๆ มองดูสิ่งที่เพื่อนทำอย่างสงสาร เนตรอัปสรมองดูหน้าเชตะวันที่ยังคงไม่รู้สึกตัว
       “คุณจะฟื้นขึ้นมาใช่มั้ย....คุณจะฟื้นใช่มั้ย...”
       เนตรอัปสรเสียใจเพราะรู้ดีว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ น้ำตาของเธอหยดลงบนแก้มของเขา
      
       ในความฝัน...เชตะวันกำลังจ้องหน้าอยู่กับเฟื่องแล้วก็มีน้ำหยดลงที่มือของเขา เชตะวันจึงลุกขึ้นจากเฟื่องทันทีเอามือเช็ดคราบน้ำที่มือออก ระหว่างนั้นเขาแว่วได้ยินเสียงสะอื้น ซึ่งคือเสียงของเนตรอัปสรที่สะอื้นร้องไห้...เชตะวันตั้งใจฟัง
       “เสียงนั่น...”
       เชตะวันมองขึ้นไปทางต้นเสียง เฟื่องแปลกใจ
       “เสียงอันใดรึ...”
       “เสียงร้องไห้...”
       เชตะวันพยายามที่จะหาต้นตอของเสียงที่ได้ยิน เขาเดินหาไปทางโน้นทีทางนี้ที เสียงสะอื้นของเนตรอัปสรยังคงดังก้องอยู่ เฟื่องรู้ดีว่าเป็นเสียงร่ำไห้ของเนตรอัปสร เธอยิ่งแค้นใจจึงรีบเบี่ยงเบนความสนใจ
       “ข้าเจ็บข้อเท้าเหลือเกิน เจ้าช่วยพาข้าไปเรือนนอกเพื่อประคบยาที”
       เชตะวันยังสนใจกับเสียงอยู่ จนเฟื่องต้องย้ำ
       “ช่วยพาข้าไปที ข้าขอร้อง”
       เชตะวันหันหน้ามามองเฟื่องอ่อนโยนลง เฟื่องส่งสายตาวิงวอน
       “ที่ไหนล่ะ”
       เฟื่องยิ้มอย่างดีใจ ที่เขาหันกลับมาสนใจเธอ
      
       อาทิตย์นั่งอยู่ในห้องทำงาน คิดมากกับความผิดของตัวเองเมื่อครั้งอดีต ที่เขาทะเลาะกับเชตะวัน
       “เพราะพ่อน่ะรักพี่มากกว่าผม ที่สำคัญพ่อห่วงสมบัติของพ่อ มากกว่าห่วงผมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
       อาทิตย์ตบหน้าเชตะวัน
       “นอกจากแกจะทำตัวไร้สาระไปวันๆ ไม่เคยทำอะไรให้ฉันภาคภูมิใจเลย”
      
       อาทิตย์รู้สึกผิดที่ไม่เคยดีต่อลูกชายเลย นันเคาะประตูห้อง
       “คุณอาทิตย์คะ มีโทรศัพท์จากรมตำรวจจะเรียนสายด้วยค่ะ”
       “เข้ามา”
      
       นันเอาโทรศัพท์ส่งให้ อาทิตย์ไล่นันออกไปก่อน นันออกไป อาทิตย์คุยโทรศัพท์

      นันเอาโทรศัพท์ส่งให้ อาทิตย์ไล่นันออกไปก่อน นันออกไป อาทิตย์คุยโทรศัพท์
      
       “สวัสดีครับ ผมอาทิตย์พูดสายครับ”
       “ผมต้องขอโทษทีที่โทรมารบกวนนะ”
       “ไม่เป็นไรครับท่าน มีอะไรให้ผมรับใช้เหรอครับ”
       “ผมต้องขอเชิญตัวคุณอาทิตย์มาที่กรมตำรวจจะดีกว่า เพราะเรื่องนี้เป็นคดีใหญ่ที่มีชื่อคุณอาทิตย์เข้ามาพัวพัน อยู่ในขบวนการค้ายาเสพติดด้วยนะครับ”
       อาทิตย์ได้ฟังอึ้งไป
      
       หมอก้องเดินมาหยุดที่สวนหย่อมด้วยความหงุดหงิดใจ ปารมีเดินตามเข้ามาต่อว่า
       “ปานผิดหวังในตัวหมอมากคะ...”
       หมอก้องหันขวับตามเสียงที่ปารมีพูด
       “หมอเป็นเพื่อนซะเปล่า แต่กลับแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไร”
       “คุณกำลังพูดเรื่องอะไรปาน”
       “ก็เรื่องเสื้อเปื้อนเลือดนั่นไงคะ”
       หมอก้องอึ้ง ตกใจที่ปารมีรู้ จึงหลบหน้าพูด
       “คุณไม่เข้าใจผมหรอกปาน”
       “ก็ไม่เข้าใจน่ะสิคะ ไหนหมอว่ารักนะโม แต่ทำไมตอนที่นะโมต้องการความหวังหมอไม่ทำเพื่อนะโมล่ะคะ...ที่แท้หมอก็เป็นคนที่เห็นแก่ตัวแบบนี้นี่เอง”
       “ใครๆก็ทำเพื่อตัวเองกันทั้งนั้นแหละ”
       ปารมีโกรธ
       “หมอเลยต้องทำในสิ่งที่ไม่ควรทำงั้นเหรอคะ อย่าคิดว่าไม่มีใครรู้นะคะ หมอทำอะไรลงไปกับคุณเชต หมอควรจะละอายใจบ้าง”
       หมอก้องโมโห
       “คุณกำลังดูถูกผมนะปาน”
       “ใช่ค่ะปานดูถูกหมอ...และปานจะไม่พูดไม่เตือนหมออีกแล้ว เพราะจากนี้ไปถ้าหมอยังคิดได้แค่นี้ ปานจะคิดซะว่าหมอเป็นแค่คนรู้จักเท่านั้น”
       ปารมีพูดจบก็เดินแยกไป ทิ้งให้หมอก้องยืนนิ่งงันกับคำพูดของปารมีที่ดูจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
      
       เนตรอัปสรนั่งร้องไห้อยู่ที่ข้างเตียง ทิพย์เดินมาจับบ่าเพื่อนให้กำลังใจ
       “อาการแบบนี้มันต้องใช้เวลานะนะโม...ใจเย็นๆน่ะ”
       ปารมีอารมณ์โกรธเดินเข้ามามองสงสารเพื่อนรีบปรับอารมณ์ เดินเข้ามาดูสีหน้าเชตะวันใกล้ๆ
       “อืม...ดูสีหน้าคุณเชตดีขึ้นนะ”
       “คุณเชตดูเหมือนคนนอนหลับเฉยๆ ไม่เหมือนคนเจ็บคนป่วยเลยพวกเธอว่าไหม” ทิพย์ออกความเห็น
       เนตรอัปสรพูดเศร้าๆ
       “ถ้าแค่นอนหลับก็น่าจะตื่นขึ้นมาได้แล้ว ทำไมถึงนอนอยู่แบบนี้”
       “นี่ถ้าเป็นแถบๆบ้านฉันนะ...ป่านนี้ข้อยสิเรียกหมอผีมาโลด...สวดทำพิธีไล่ผีปะเดี๋ยวก็ฟื้นเดินป๋อเลยล่ะ...” ทิพย์พูดเรื่อยเปื่อย
       ปารมีแอบสะกิดให้ทิพย์มองเนตรอัปสรที่ฟังอย่างตั้งใจ ทิพย์หันมองหน้าชะงัก
       “อุ่ย...ฉันพูดเอาฮาเฉยๆน่ะ...”
       ปารมีปลอบ
       “ยัยทิพย์คงไม่อยากให้เธอเครียดน่ะ อย่าคิดมากเลยนะ”
       เนตรอัปสรหน้าตาจริงจัง
       “ถ้ามีหนทางไหนที่จะทำให้คุณเชตฟื้นขึ้นมาได้ ฉันจะยอมทำทุกอย่าง ฉันรู้สึกได้ว่าเขาต้องการที่จะกลับมา” เธอมองหน้าเพื่อนทั้งสองคน “ฉันรู้สึกได้จริงๆนะ”
       ปารมีกับทิพย์มองหน้ากัน ทิพย์นึกขึ้นได้
       “คุณแม่สรวงน่าจะช่วยเราได้นะปาน”
       ปารมีเห็นตามที่ทิพย์พูดหยิบโทรศัพท์โทรหาทันที...คุณสรวงที่อยู่สถานปฏิบัติธรรมรับสาย
       “สวัสดีค่ะ”
       “ลูกเองค่ะคุณแม่ ลูกมีเรื่องอยากปรึกษาคุณแม่เกี่ยวกับเรื่องของยัยนะโมน่ะค่ะ”
       คุณสรวงนิ่งๆเหมือนเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น
       “มันเป็นกรรมที่นะโมกับเขาทำร่วมกันมา ใครก็แก้ไม่ได้นอกจากตัวของพวกเขาเอง”
       “คุณแม่มีทางช่วยนะโมมั้ยคะ”
       “พรุ่งนี้พานะโมมาหาแม่...แม่จะลองดู”
       “ค่ะคุณแม่”
       ปารมีวางสายลงหันบอกนะโม
       “พรุ่งนี้ฉันจะมารับเธอไปหาคุณแม่นะ คุณแม่จะหาทางช่วยเธอเอง”
       เนตรอัปสรมีความหวังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนยิ้มเป็นกำลังใจให้
      
       พายัพกลับมาบ้านเดินผิวปากสบายใจ เดินผ่านโถงรับแขกชั้นบนจะเข้าห้อง เสียงอาทิตย์ดังขึ้น
       “เดี๋ยว...”
       พายัพชะงัก หันหลังมาเห็นพ่อนั่งอยู่ที่โซฟามีเอกสารเกี่ยวกับคดีวางอยู่ อาทิตย์สีหน้าโกรธจัดลุกขึ้นเดิน เข้ามาหาแล้วตบหน้าพายัพอย่างแรง ผลัวะ พายัพทั้งอึ้งและงง
       “พ่อ...นี่พ่อตบผมทำไม”
       อาทิตย์โกรธและเสียใจจนตัวสั่น
       “แกทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไงไอ้พายัพ”
       พายัพตีหน้าซื่อ
       “มันเรื่องอะไรกันครับพ่อ”
       “แกค้ายาเสพติดโดยอ้างชื่อฉัน”
       พายัพพยายามปฏิเสธ
       “ผมไม่รู้เรื่องที่พ่อพูด”
       พายัพตกใจจะเดินหนี อาทิตย์หันไปคว้าเอกสารบนโต๊ะยื่นให้
       “หลักฐานเช็คพวกนี้ ฉันเซ็นให้แกคนเดียวแต่แกกลับเอาไปค้ายาเสพติด จนตอนนี้ตำรวจสาวมาถึงฉัน นี่ไง”
       อาทิตย์ขว้างเอกสารใส่หน้า พายัพอึ้ง
       “ฉันเสียใจจริงๆที่รักแกที่สุด รักแกมากกว่าไอ้เชต ฉันไม่เคยฟังคำไอ้เชตมันเลยที่มันบอกว่ามีคนตามฆ่าเอาชีวิตมัน แล้วคนๆนั้นก็คือแกไอ้พายัพ แกทำเพื่ออะไรกันหะ”
       พายัพตกใจอาทิตย์รู้เรื่องเชตะวันด้วยแล้ว จึงตัดสินใจเดินเข้ามาใกล้พ่อหน้าเหี้ยม
       “ก็ในเมื่อพ่อก็ไม่ชอบขี้หน้ามันอยู่แล้ว ให้มันตายๆไปซะได้ไม่ดีหรือไงครับ ผมคนเดียวที่เป็นลูกรักของพ่อไง เพราะฉะนั้นทุกอย่างของมันก็ควรจะตกเป็นของผมคนเดียวเท่านั้น”
       บวรจะเดินขึ้นมา เห็นสองพ่อลูกทะเลาะกันเลยไม่กล้าขึ้นหลบมุมดู
       “แต่ตอนนี้แกไม่มีทางที่จะได้อะไรจากฉันแล้วไอ้พายัพ”
       อาทิตย์โกรธจัดคว้าคอเสื้อพายัพ
       “แกคิดเนรคุณฉัน แกคิดฆ่าน้อง...แกมีความคิดชั่วๆแบบนี้ได้ยังไง”
       อาทิตย์ปล่อยมือออก ล้วงมือถือขึ้นมาจะกดเบอร์โทรหาตำรวจ
       “พ่อจะทำอะไร”
       “ฉันนี่แหละจะแจ้งตำรวจลากคอแกเข้าตารางเอง”
       “พ่อจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ”
       “ฉันเป็นพ่อแกทำไมจะทำไม่ได้ แกจะฆ่าฉันอีกคนก็เอาเลย เอาสิ ไอ้ลูกชั่ว...”
       อาทิตย์กดเบอร์พายัพรีบยื้อไว้ แย่งกันไม่ยอม ทั้งสองยื้อกันไปมาจนอาทิตย์ยืนหันหลัง
       หมิ่นเหม่อยู่ตรงบันได พายัพเหลือบเห็น มองพ่ออย่างร้ายกาจ
       “พ่อบังคับผมเองนะ”
       พายัพปล่อยมือที่ยื้อกันไปมาผลักอาทิตย์ออกจนเสียหลักหงายหลังตกบันได อาทิตย์จ้องมองลูกชาย พายัพยืนมองนิ่งเห็นพ่อตกลงไปชั้นล่าง บวรเห็นอาทิตย์ตกลงมาก็ยืนตะลึง ก่อนที่จะวิ่งเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง พยายามจะเรียกนายๆ พายัพรีบวิ่งลงมาแล้วผลักบวรหลบทางแล้ววิ่งออกไป บวรมองตามแล้วพยายามขอความช่วยเหลือจากคนในบ้านอย่างโหวกเหวกโวยวาย บวรรีบจับสำรวจตามตัวอาทิตย์ด้วยความเป็นห่วง อนงค์วิ่งออกมา คนในบ้านออกมาเห็นตกใจ
      
       เนตรอัปสรนั่งเปิดหนังสือเรื่องเวรกรรม หนังสือธรรมะเพื่อหาทางช่วยเชตะวัน มือถือเนตรอัปสรดังขึ้นเธอกดรับสาย
       “สวัสดีค่ะ”
       เสียงอนงค์ดังมาจากปลายสาย
       “คุณพยาบาลคะเกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ”
       “เกิดอะไรขึ้นจ๊ะ อนงค์”
       “คุณผู้ชายตกบันไดค่ะ ตอนนี้รถโรงพยาบาลมารับตัวคุณผู้ชายไปแล้วค่ะคุณพยาบาล”
       เนตรอัปสรตกใจมาก
       “ตกบันได”
       “น้าบวรไปกับคุณผู้ชายแล้วนะคะ นงค์ฝากคุณเป็นธุระจัดการให้ด้วยคะ”
       “ค่ะ...ได้ค่ะ”
       อนงค์วางสายมองรอบๆอย่างหวาดๆ
       “เป็นเวรเป็นกรรมอะไรกันเนี่ย”
       เนตรอัปสรกังวล
      
       ปารมีจอดรถเปิดประตูลงมาล็อครถ ปารมีกับทิพย์จะเดินเข้าคอนโด หมอก้องที่นั่งรออยู่ลุกขึ้นมาขวางหน้า ปารมีมองหน้าเขาแล้วจะเดินหลบ หมอก้องขยับมาขวาง ปารมีไม่พอใจ
       “ผมอยากคุยกับคุณ”
       “แต่ปานไม่มีอะไรที่จะต้องคุยกับหมอ”
       ปารมีเดินเลี่ยงไป ทิพย์งง หมอก้องตามไปจับมือปารมีให้หยุด
       “เดี๋ยวก่อนปาน ผมขอร้อง”
       ทิพย์ทำตัวไม่ถูก ปารมีหยุดมองที่มือที่เขาจับ เธอสับสนได้แต่นิ่งงัน ทิพย์จึงพูดขึ้น
       “เออ...คือ หมอก้องกับปานเคลียร์ใจกันก่อนละกันนะคะ ทิพย์ขอตัวก่อน ใจเย็นๆนะปานค่อยๆคุยกัน”
       ทิพย์รีบออกไป หมอก้องจึงปล่อยมือขยับมายืนตรงหน้า
       “ผมรู้ว่าคุณเห็นว่าผมทำอะไรลงไป แต่ผมอยากจะขอร้องคุณอย่าบอกเรื่องนี้ให้นะโมรู้ได้มั้ย”
       ปารมีอึ้งไปสักพักนึกน้อยใจหมอ
       “ผมไม่อยากให้นะโมต้องตกเป็นเหยื่อของไอ้หมอนั่น ที่ผมทำไปเพราะผมรักนะโมจริงๆ ปานเข้าใจผมนะ”
       ปารมีมองหน้าหมอก้องด้วยความน้อยใจ
       “ปานเข้าใจความรักนะคะแต่ปานไม่เข้าใจในตัวหมอ ทำไมหมอต้องเอาชื่อเสียงเอาอาชีพของหมอไปทำอะไรที่มันผิดแบบนี้ด้วย”
       “เพื่อความรักผมทำได้ทุกอย่างแหล่ะปาน คุณไม่เคยรักใครคุณไม่เข้าใจหรอก”
       ปารมีเสียใจที่เขาไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตาเลย
       “ทำไมปานจะไม่เข้าใจ ปานไม่อยากให้หมอต้องทำผิดเพราะความรักอีก”
       หมอก้องนิ่งฟังไม่รู้สึกใดๆ ปารมีเสียใจตัดใจที่จะพูดด้วยความอักอั้น
       “ที่ปานบอกหมอเตือนหมอก็เพราะว่าปานรักหมอคะ หมอรู้รึยังคะ ปานรักหมอ”
       ปารมีวิ่งชนเขาออกไปทั้งน้ำตา ทำเอาหมอก้องอึ้งอยู่กับที่
      
       เช้าวันใหม่...บวร นั่งเฝ้าหลับอยู่ที่เก้าอี้ อาทิตย์ใส่สายออกซิเจนที่จมูกใส่เฝือกดามคอ ลืมตามาเห็นว่าตัวเองอยู่ที่โรงพยาบาล อาทิตย์พยายามจะขยับตัวแต่ก็ทำไม่ได้เขามองทางหางตาเห็นว่าบวรอยู่ด้วย พยายามจะส่งเสียงเรียกแต่ก็ไม่มีเสียงใดๆ อาทิตย์ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง บวรสะดุ้งตื่นรีบเข้ามาหาส่งภาษาใบ้ถามนายเป็นไงบ้าง อาทิตย์ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรทำไมขยับไม่ได้ บวรใช้ภาษาใบ้อธิบายว่านายตกบันไดแล้วก็ยังเดินไม่ได้ แต่อาทิตย์ไม่เข้าใจ หมอและเนตรอัปสรเดินเข้ามาพร้อมพยาบาล
       “หมอขอตรวจหน่อยนะครับ”
       พยาบาลเอาปรอทวัดไข้ หมอตรวจฟังหัวใจ ตรวจการตอบสนองของม่านตา หมอหันมาบอกอาการให้เนตรอัปสรทราบอย่างหนักใจ
       “ตอนนี้หมอคงต้องรักษาตามอาการที่ปรากฏก่อน นอกจากกระดูกแตกกดทับเส้นประสาทมีผลทำให้คนไข้ไม่สามารถเคลื่อนไหวช่วงล่างได้ คนไข้มีอาการของโรคความดันโลหิตสูง เราตรวจพบว่ามีเส้นเลือดบางเส้นแตกมีผลทำให้ปลายประสาทไม่สั่งงานจึงไม่สามารถพูดได้”
       เนตรอัปสรตกใจกับอาการที่สาหัสของอาทิตย์
       “ระหว่างนี้ผมอยากให้ญาติดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิดหน่อยนะครับ ผมขอตัวนะครับ”
       “ค่ะ...ขอบคุณค่ะคุณหมอ”
       หมอกับพยาบาลเดินออกไป เนตรอัปสรมองที่อาทิตย์อย่างกังวล อาทิตย์เมื่อรู้อาการตัวเองนอนนิ่งน้ำตาไหล
      
       เนตรอัปสรกลับมาที่ห้องของเชตะวัน เธอเศร้าใจที่อาทิตย์ก็มาเดินไม่ได้ เธอเดินมาที่ข้างเตียงของเชตะวัน
       “คุณอาทิตย์รอคุณอยู่นะคะ...คุณต้องฟื้นกลับมา” เนตรอัปสรร้องไห้ออกมา “คุณได้ยินที่ฉันพูดใช่ไหมคะคุณเชต”
      
        เนตรอัปสรมองหน้าเชตะวันที่หลับนิ่งด้วยความรัก


  


       เฟื่องเดินนำเชตะวันมาที่เรือนทาส เขาจ้องมองรู้สึกคุ้นตากับที่แห่งนี้มาก
      
       “ผมรู้สึกคุ้นตากับที่นี่มากเลย”
       “มันคือที่ของเราสองคน”
       เฟื่องพูดจบหันมาจ้องหน้าเขา ภาพในอดีตปรากฏขึ้น เฟื่องกับชุนยังกอดกันอยู่ด้วยความรู้สึกอิ่มเอม
       “ขอบคุณที่เห็นค่าของคนต่ำต้อยอย่างข้า ข้ารู้ว่ามันเป็นเรื่องอาจเอื้อมมากที่คนต่ำต้อยอย่างข้าจะได้รับความรักและความหวังดีจากท่านและตัวข้าเอง...ก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองไม่ให้รักท่านไม่ได้เช่นกัน...”
       เฟื่องยิ้ม
       “ชุน ข้าดีใจนักที่เจ้าก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับข้า อย่ามองว่าข้าเป็นหญิงสูงศักดิ์ไปเลยชุน ข้าก็เป็นแค่เพียงแม่หญิงคนหนึ่ง...ที่มีใจรักให้กับเจ้าเท่านั้น”
       ชุนยิ้มปลื้มใจ ทั้งคู่มองตากันนิ่งราวกับต้องมนต์สะกด
      
       เชตะวันยืนมองดูภายในเรือนทาสมองตรงที่เห็นในภาพอดีต เขานิ่งอึ้งเห็นถึงความรักที่มีต่อเฟื่องจากการสะกดจิต เชตะวันหันมามองเฟื่องแล้วพูด
       “แม่หญิงเฟื่อง...”
       เฟื่องดีใจที่เขาเรียกชื่อ
       “เจ้าจำเรื่องราวของเราได้แล้วใช่ไหมชุน”
       เชตะวันพยักหน้ารับนิดๆอย่างคนโดนสะกดจิต เฟื่องจับมือเขายิ้มดีใจอย่างยิ่ง
       “ข้าดีใจเหลือเกิน”
       “ผมคือชุน คนรักของคุณ เราสองรักกัน”
       “ใช่ เราสองคนรักกันและสัญญาว่าจะไม่พรากจากกัน”
       เชตะวันมองเฟื่องพอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเหมือนตกอยู่ในภวังค์
      
       เนตรอัปสรเพิ่งออกมาจากห้องเชตะวัน อนงค์เดินถืออาหารออกมาจากห้องของอาทิตย์ พบกับ เนตรอัปสรสะพายกระเป๋าออกมาจากห้องพอดี
       “อ้าว...คุณพยาบาลจะไปไหนเหรอคะ พี่นงค์ทำอาหารกล่องมาให้น่ะค่ะ”
       “ขอบคุณค่ะ...แต่เนตรคงทานไม่ทันแล้วล่ะค่ะเพราะต้องรีบไป”
       “งั้นเหรอคะ”
       “เนตรไปทำธุระข้างนอกไม่นานหรอกค่ะ แล้วเนตรจะรีบกลับมาฝากดูแลคุณเชตกับคุณอาทิตย์นะคะ ที่สำคัญถ้าคุณเชตฟื้นขึ้น อนงค์รีบโทรบอกฉันทันทีนะ”
       พูดจบเนตรอัปสรรีบร้อนออกไป อนงค์มองตาม
      
       เนตรเดินมาตามทางก่อนถึงลานจอดรถ หมอก้องเพิ่งเดินมาจากลานจอดรถเห็นเข้าจึงรีบเข้าไปหา
       “นะโม...จะรีบไปไหนเหรอครับ”
       “ไปหาคุณแม่สรวงน่ะคะหมอ”
       หมอก้องรู้ว่าต้องเกี่ยวกับเชตแน่ๆ
       “นะโมจะทำอะไร ทำไมต้องไปวุ่นวายกับเรื่องของนายนั่นด้วย นะโมก็รู้ก็เห็นไม่ใช่เหรอว่านายนั่นพัวพันกับยาเสพติดอยู่น่ะ เลิกยุ่งกับคุณเชตเถ่อะนะนะโม”
       “นะโมทำแบบที่หมอพูดไม่ได้หรอกค่ะ นะโมจะต้องช่วยคุณเชตให้พ้นจากเวรกรรมที่ตามเขาอยู่”
       หมอก้องขำๆ
       “นี่นะโมเชื่อเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ”
       เนตรอัปสรพยักหน้า
       “นะโมเชื่อว่าเรื่องคุณเชตไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ แต่มันเป็นเรื่องของกรรมเก่าคะ”
       “นะโมเชื่อว่าตัวเองจะแก้กรรมให้กับนายนั่นได้งั้นเหรอ มันไม่ดูตลกไปหน่อยเหรอนะโม นี่สงสัยปานกับทิพย์คงกล่อมให้คุณเชื่อว่าคุณช่วยเขาได้ล่ะสิ ใช่ไหม”
       เนตรอัปสรหน้าตาจริงจัง
       “ถ้าหมอรักใครสักคนหมอก็คงทำเหมือนกับที่นะโมกำลังทำ ไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไรก็ตามถ้านะโมทำแล้วคุณเชตจะฟื้นขึ้นมาได้นะโมก็ยอมทำทุกทางคะ ขอตัวนะคะหมอ”
       เนตรอัปสรเดินผ่านไป หมอก้องยืนอึ้งกับคำพูดของเนตรอัปสรเจ็บจี๊ดที่ใจ
      
       ทิพย์อยู่ในรถปารมีมองเห็นว่าเนตรอัปสรคุยกับหมอก้อง แล้วเดินตรงมาขึ้นรถของปารมีที่จอดอยู่ ทิพย์ถามทันที
       “นะโม ไม่ชวนหมอไปด้วยกันเหรอ”
       ปารมีบอกเสียงห้วน
       “ไม่ต้อง”
       ทิพย์ถอนใจ
       “ฉันถามยัยนะโมไม่ได้ถามเธอสักหน่อย”
       “แต่นี่มันรถฉัน ฉันมีสิทธิ์จะให้ใครไปหรือไม่ให้ใครไปได้ทั้งนั้น แล้วฉันก็ขอบอกเลยนะว่ารถฉันไม่ต้อนรับคนอย่างหมออีกต่อไป”
       เนตรอัปสรกับทิพย์มองหน้ากันงงๆ
       “เป็นอะไรหรือเปล่า…ทำไมจู่ๆก็ดูห่างเหินกับหมอก้อง โกรธกันเหรอ” เนตรอัปสรถามอย่างไม่เข้าใจ
       ปารมีนิ่งไม่ตอบ มีแต่ทิพย์พูดขึ้นลอยๆว่า
       “เฮ้ย...คนมันผิดหวังอ่ะนะ...อะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมดนั่นแหละ”
       เนตรอัปสรยังสงสัยไม่หาย
       “นี่ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างเธอกับหมอเหรอปาน”
       ปารมีทำไม่สนใจเลี่ยงไม่พูดถึง
       “ฉันต้องใช้สมาธิในการขับรถ อย่ารบกวน”
       เนตรอัปสรกับทิพย์มองหน้ากันจ๋อยๆ ปารมีหน้านิ่งขับรถไป
      
       เนตรอัปสรไปปรึกษาคุณสรวงพร้อมปารมี ทิพย์ เรื่องเชตะวันที่เป็นเจ้าชายนิทรา จึงได้รู้ว่า วิญญาณของเชตะวันถูกเฟื่องเก็บไว้ คุณสรวงให้เนตรอัปสรอุทิศกุศลให้กับเฟื่อง
       “กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรซะสิลูกตั้งจิตอธิฐานถึงเขา”
       เนตรอัปสรค่อยเทน้ำที่อยู่ในแก้วลงในพานดอกไม้แล้วอธิฐาน
       “ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลจากการเจริญภาวนานี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า...”
       เนตรอัปสรสวดแผ่เมตตาให้เฟื่อง
      
       อีกมิติ...เชตะวันนอนหนุนตักเฟื่องอยู่ในเรือนทาส มีเสียงสวดแผ่เมตตาของเนตรอัปสรดังเข้ามา
       “ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้ ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ...”
       เฟื่องร้อนรนที่ได้ยินเสียง เชตะวันเองก็ได้ยินเสียงเหมือนกัน
       “ท่านจะอยู่ภพใดหรือภูมิใดก็ตาม”
       เชตะวันลุกขึ้นนั่งหันมองเฟื่อง
       “เสียงนั่น....แม่เฟื่องได้ยินไหม...” เชตะวันเริ่มสับสนปวดหัว “โอ๊ย ทำไมถึงปวดหัวจัง...”
       เชตะวันกุมหัวด้วยความปวดหัว ล้มลงนอนที่ตัก เฟื่องเอามือปิดหูเขาเพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงสวด
       “ขอให้ท่านได้รับผลบุญนี้ แล้วโปรดอโหสิกรรม และอนุโมทนาบุญแก่ข้าพเจ้าด้วย อำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ”
       เฟื่องโกรธแค้น เชตะวันยังกุมหัวเมื่อเสียงเงียบไป เขาค่อยดีขึ้นจับมือเฟื่องที่ปิดหูตัวเองออกแล้วลุกขึ้นฟังแต่ตอนนี้ไม่มีเสียงนั้นแล้ว
       “เสียงนั่น...เคยได้ยินที่ไหนสักแห่ง ทำไมฉันรู้สึกคุ้นๆ”
       เฟื่องรีบพูด
       “คงจะเป็นเสียงที่แว่วมาจากวัดเป็นแน่...เจ้าอย่าไปสนใจเลยนะ...” เฟื่องเปลี่ยนเรื่อง “จริงสิป่านนี้เจ้าคงจะหิวแย่แล้ว เดี๋ยวข้าจะไปหาอะไรให้เจ้ากินนะ”
       เฟื่องเดินออกมาหันมองเขาเป็นกังวล เชตะวันยังรู้สึกแคลงใจกับเสียงที่ได้ยินอยู่แต่ไม่สามารถจำได้
      
       ในนิมิต...คุณสรวงก้มลงกราบหลวงปู่
       “ลูกควรจะทำยังไงดีคะหลวงปู่”
       “ดวงจิตที่ถูกวิญญาณดึงออกจากร่างไปจะอยู่ได้เพียง 3 วันเท่านั้น จึงต้องตามหากระดูกของวิญญาณนั้นให้เจอเพื่อครอบดวงวิญญาณนั้นให้ได้ ถ้าสำเร็จดวงจิตนั้นก็จะกลับสู่ร่างเดิมที่จากมา แต่ถ้าไม่สำเร็จ...ดวงจิตนั้นก็จะละจากร่างไปตลอดกาล”
       คุณสรวงก้มลงกราบ หลวงปู่มองและหายตัวไป...คุณสรวงลืมตาขึ้นมาอย่างกังวล เนตรอัปสร ปารมี ทิพย์ มองคุณสรวงด้วยความอยากรู้
       “คุณแม่คะ เราจะได้คุณเชตกลับคืนมามั้ยคะ” ปารมีถาม
       คุณสรวงถอนใจ
       “คุณเชตจะกลับมาได้ ก็ต่อเมื่อตามหากระดูกของวิญญาณนั้นให้เจอเสียก่อน ภายใน 3 วันถ้าทำไม่สำเร็จ คุณเชตะวันก็จะต้องตายไปจริงๆ”
       เนตรอัปสรอึ้งไป ปารมีกับทิพย์มองหน้ากัน
       “คุณแม่อำพวกเราหรือเปล่าคะ กระดูกของวิญญาณนั่นมีจริงเหรอคะ” ทิพย์ไม่อยากจะเชื่อ
       คุณสรวงพยักหน้าว่าจริง
       “กระดูกถูกฝังอยู่ที่ที่หนึ่ง มันเป็นที่ที่อันตรายเต็มไปด้วยแรงแค้น”
       เนตรอัปสรบอกอย่างมุ่งมั่น
       “ต่อให้อันตรายแค่ไหนโมก็จะไปค่ะคุณแม่ นะโมไม่กลัวโมจะช่วยคุณเชตกลับคืนมาให้ได้ค่ะ”
       คุณสรวงมองดวงตาที่แน่วแน่ของหญิงสาว
       “วิญญาณนั้นจ้องจะทำร้ายคนที่ขัดขวาง โดยเฉพาะคู่วิญญาณที่ผูกความแค้นต่อกันมาจากอดีต”
       คุณสรวงมองเนตรอัปสรก่อนจะบอก
       “คู่วิญญาณนั้นก็คือลูก แม่บอกลูกได้เท่านี้แหล่ะ”
       ปารมีกับทิพย์หวาดกลัวแทน เนตรอัปสรตั้งมั่นที่จะช่วยเชตะวันให้ได้
      
       เฟื่องยกสำรับอาหารมาวางให้ที่เรือน
       “ข้าจัดสำรับมาให้เจ้า...ลองดูว่าถูกปากเจ้าไหม”
       เชตะวันมองดูอาหารเห็นเป็นกับข้าวคาวหวาน สีสันสวยงามทั้งสำรับ เฟื่องบรรจงตักกับข้าวใส่จานให้ เชตะวันไม่เห็นเฟื่องกิน
       “แล้วแม่เฟื่องไม่กินด้วยกันเหรอ”
       “ข้าอิ่มแล้ว ข้าอยากทำให้เจ้ามากกว่า”
       เชตะวันตักอาหารเข้าปากกินอย่างอร่อย เฟื่องยิ้มดีใจมองดูเขากินข้าว
       “ข้าดีใจยิ่งนักที่เจ้ากลับมาหาข้า”
       เชตะวันนึกสับสน
       “แล้วข้าหายไปอยู่ไหนมาเหรอ”
       เฟื่องชะงักเมื่อเขาถาม เธอหน้าเศร้า
       “มีคนพรากเจ้าไปจากข้า ข้าต้องทนทุกข์ทรมารมานานแสนนานกว่าจะตามหาเจ้าพบ”
       เชตะวันมองเฟื่องอย่างสงสาร เฟื่องมองอย่างอ้อนวอน
       “เจ้าอย่าทิ้งข้าไว้เพียงลำพังอีกนะ”
       เฟื่องมองเชตะวันเพื่อจะสะกดให้เขาคล้อยตาม
       “อยู่กับข้านะ”
       เชตะวันมองเฟื่องรู้สึกพะอืดพะอม
       “ฮึ้บ”
       เขารีบลุกพรวดออกไปอาเจียน จนหมดแรงลงนั่ง เฟื่องรีบเข้ามาดูแล สิ่งทีอาเจียนออกมาที่พื้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นหนอนยั๊วเยี๊ยะที่พื้น อาหารในสำรับที่สวยงามกลับเปลี่ยนเป็น ซากของเน่าเสียมีหนอนไต่ยั๊วเยี๊ยะไปหมด เชตะวันหมดแรง
      
       คุณสรวงยื่นกระดาษจดที่อยู่ของหลวงปู่ให้กับเนตรอัปสร
       “ไปหาหลวงปู่ตามที่อยู่นี้นะจ๊ะ”
       เนตรอัปสรรับกระดาษมามองดู ปารมีกับทิพย์มองตาม
       “หลวงปู่จะบอกลูกเองว่าอดีตลูกเกี่ยวข้องกับพวกเขายังไง”
       ปารมีกับทิพย์มองเนตรอัปสรด้วยความเป็นห่วง ปารมีรีบถาม
       “เธอแน่ใจเหรอโม ว่าจะไปจริงๆ มันอันตรายนะ”
       “ฉันตัดสินใจแล้ว ถึงฉันจะไม่รู้ว่ากำลังต่อสู้กับอะไรแต่ฉันก็จะสู้เพื่อให้คุณเชตกลับคืนมา”
      
        เนตรอัปสรเปี่ยมไปด้วยแรงแห่งรัก ที่มุ่งมั่นจะช่วยชีวิตคนรัก


       จบตอนที่  22
ตอนที่ 23
      
       เนตรอัปสรเข้ามาในห้องเชตะวันแล้วหยุดยืนมอง โดยมีอนงค์คอยเฝ้าดูแลอยู่
        
       เนตรอัปสรคิดถึงเรื่องที่เพิ่งคุยกับคุณสรวงมา เธอเริ่มมุ่งมั่นที่จะไปช่วยเชตะวันแล้วจึงเดินไปคุยกับอนงค์
       “พี่นงค์คุณหมอมาตรวจอาการคุณเชตแล้วว่ายังไงบ้างคะ”
       อนงค์หันมาหน้าเศร้า
       “คุณหมอบอกอาการทรงเหมือนเดิมไม่ดีขึ้นเลยค่ะ”
       เนตรอัปสรเดินเข้ามาที่เตียงเชตะวัน
       “คุณอาทิตย์กับคุณเชตทำไมถึงได้โชคร้ายแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้นะคะ นงค์สงสารคุณเชตจังเลยที่ต้องนอนอยู่แบบนี้ไม่รู้เวรกรรมอะไรทำไมไม่ฟื้นขึ้นมาสักที”
       “ฉันไปหาแม่ชีมาคะ ท่านบอกฉันว่าดวงวิญญาณของคุณเชตถูกสะกดไว้ยังที่แห่งหนึ่ง เขาจึงไม่สามารถกลับเข้าร่างที่นอนอยู่นี้ได้”
       แซลลี่แง้มประตูเข้ามาได้ยินเสียงคนคุยเลยหยุดฟัง อนงค์แปลกใจในสิ่งที่เนตรอัปสรพูด
       “คุณพยาบาลหมายความว่า...คุณเชตถูกผีบังตาไว้เหรอคะ...นี่คุณไม่ได้ล้อนงค์เล่นนะคะ” อนงค์หวาดกลัว
       “มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ฉันก็เชื่อนะคะและมันก็จะเป็นทางเดียวที่ฉันจะทำเพื่อคุณเชตได้”
       “ทำยังไงล่ะคะ”
       แซลลี่ตาวาวรอฟังอย่างตั้งใจ
       “แม่ชีบอกกับฉันว่าต้องตามหากระดูกของวิญญาณที่ดึงคุณเชตไปให้เจอ แล้วเอาไปทำพิธีเพื่อดึงดวงวิญญาณคุณเชตกลับมา”
       “แล้วต้องไปตามที่ไหนล่ะคะ”
       “คงจะไปเริ่มต้นที่รีสอร์ทของคุณพายัพเพื่อตามหาหลวงปู่ให้เจอก่อน ถ้ารู้ว่ากระดูกของร่างที่สะกดวิญญาณคุณเชตอยู่ที่ไหน เราก็ตามเอามาเพื่อจะได้เอามาประกอบพิธี และถ้ามันได้ผลคุณเชตก็จะกลับมาเป็นปกติค่ะ”
       แซลลี่คิดๆแล้วตัดสินใจรีบออกไป อนงค์เข้าไปจับมือเนตรอัปสร
       “ขอให้คุณพยาบาลทำสำเร็จนะคะ คุณเชตของนงค์จะได้ฟื้นขึ้นมาสักที”
       “ฉันฝากพี่นงค์ดูแลคุณเชตแทนฉันด้วยละกันนะคะ ฉันต้องไปสัก 1-2 วัน ไม่ว่ายังไง ฉันจะต้องให้คุณเชตฟื้นกลับมาให้ได้ค่ะ”
       “ได้คะ งั้นคุณพยาบาลอยู่กับคุณเชตก่อนละกันนะคะ”
       เนตรอัปสรมองเชตะวันที่นอนนิ่ง อนงค์จึงออกไป เนตรอัปสรมองเขาอย่างเป็นห่วง นั่งมองจับมือเขาขึ้นมาถอนใจใบหน้าเศร้า
       “คุณเชต...คุณต้องรอฉันนะคะ”
       เนตรอัปสรนั่งมองเชตะวันหน้าเศร้า ด้านหลังเธอเหมือนมีใครกำลังแอบมองจากประตูหน้าห้องค่อยๆเดินเข้ามาแล้วมาจับที่ไหล่ของเธอ เนตรอัปสรหันมองใครคนนั้น
      
       พายัพใช้ความคิด ถือแก้วบรั่นดียืนมองไปนอกหน้าต่างฟังที่แซลลี่พูดหันกลับมา
       “แซลลี่ฟังมาไม่ผิดแน่นะ”
       “จะผิดได้ยังไงล่ะคะ ก็แซลลี่น่ะยืนแอบฟังมันคุยกันอยู่ตั้งนานได้ยินเต็มสองรูหูเลย ว่านังเนตรมันจะไปขุดกระดูกผีขึ้นมาทำพิธีเพื่อดึงวิญญาณ คุณเชตกลับเข้าร่าง”
       พายัพกระดกแก้ว แล้วคิด
       “วิญญาณงั้นเหรอ”
       แซลลี่ทำท่าขนลุก
       “ค่ะ...นังคนใช้มันบอกว่าผีเอาวิญญาณคุณเชตไปอยู่ด้วย...อี๊...อยู่กับผีกินกับผี...น่ากลัวจะตายไปค่ะ”
       พายัพคิดๆ
       “ถ้าคุณเนตรเชื่อว่ามันเป็นทางที่จะพาไอ้เชตกลับมาได้ ฉันคงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อขัดขวางไม่ให้พิธีนั้นสำเร็จ”
       แซลลี่คิดตาม
       “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องตามพวกนั้นไปที่รีสอรท์ของพี่พายัพแล้วล่ะคะ เพราะแซลลี่ได้ยินว่าพวกนั้นจะไปหาพระธุดงค์ที่นั่น”
       พายัพฟังแล้วยิ้มชอบใจ
       “งั้นก็ถึงเวลาที่เธอต้องช่วยพี่แล้วล่ะ”
       แซลลี่แปลกใจ
       “ช่วย...ช่วยยังไงคะ”
       พายัพหน้าจริงจัง
       “เธอต้องไปกับพวกมัน แล้วขโมยกระดูกอีผีนั่นมาให้พี่”
       แซลลี่หน้าตื่น
       “จะบ้าเหรอคะพี่พายัพ...ให้แซลลี่ไปกับพวกมัน...แล้วมันจะไม่สงสัยเอาเหรอคะว่ามาทำไม”
       “เธอก็แสร้งปั้นหน้าเป็นคนดีอยากไถ่โทษที่เธอขับรถชนไอ้เชตมันไงล่ะ”
       แซลลี่หน้างอ พายัพคิดได้ แล้วเข้าไปหา
       “เอาน่า...งานนี้พี่มีตัวช่วย”
       พายัพกดโทรศัพท์หาสิทธิ์ทันที แซลลี่แอบมอง พายัพเดินเลี่ยงไปอีกมุม
      
       สิทธิ์นอนอยู่ที่ห้องได้ยินเสียงโทรศัพท์เห็นเป็นเบอร์พายัพก็รับสาย
       “หวัดดีครับพี่พายัพ”
       พายัพยิ้มมีแผน
       “ฉันมีงานอยากให้แกช่วยทำอย่างนึง”
       “งานอะไรเหรอครับ” สิทธิ์ถามอย่างอยากรู้
       พายัพหน้าเหี้ยม
       “มันเป็นงานเกี่ยวกับความเป็นความตายของไอ้เชต”
       สิทธิ์งงๆไม่เข้าใจ
       “ยังไงครับพี่ คือตอนนี้ไอ้เชตมันก็นอนรอความตายอยู่แล้วนี่ครับ พี่จะให้ผมไปฆ่ามันเหรอ...ถ้าแบบนั้นผมคงทำไม่ได้หรอกนะครับพี่”
       “ฉันไม่ให้นายทำแบบนั้นหรอกน่า ฉันอยากให้นายตามนังพยาบาลของไอ้เชตไปที่รีสอร์ทมันกำลังจะไปขุดกระดูกผีที่นั่นเพื่อมาทำพิธีให้ไอ้เชตฟื้นขึ้นมา”
       สิทธิ์อึ้งไป
       “กระดูกผี...ให้ไอ้เชตฟื้น”
       “เพราะฉะนั้นเมื่อมันหากระดูกผีเจอ นายก็ขโมยมันมาให้ฉัน ถ้าทำได้สำเร็จ ไอ้เชตมันก็จะนอนอยู่อย่างนั้นจนชั่วชีวิตของมัน”
       “พี่จะให้ผมไปในฐานะเพื่อนไอ้เชต ที่อยากช่วยเหลือเพื่อนด้วยกัน”
       “ใช่...และงานนี้ไม่ใช่นายคนเดียวที่อยากช่วยเพื่อน ฉันจะให้แซลลี่ไปกับนายด้วย”
       แซลลี่ขยับเข้ามาฟังใกล้ๆได้ยิน...สิทธิ์ตื่นเต้นดีใจ
       “ให้แซลลี่ไปกับผมเหรอครับ”
       “แซลลี่จะไปกับนายเพื่ออยากไถ่โทษที่ขับรถชนไอ้เชต...” พายัพรู้ทันว่าสิทธิ์ชอบแซลลี่ “ถ้างานนี้สำเร็จนอกจากนายจะได้เงินก้อนใหญ่แล้วนายก็จะได้แซลลี่ไปครอบครองด้วย แต่ต้องสำเร็จเท่านั้นนะ”
       แซลลี่โกรธที่พายัพเอาแซลลี่มาเป็นของรางวัล สิทธิ์อารมณ์อยากได้
       “ตกลงครับ แล้วจะให้ผมเริ่มเมื่อไหร่ครับพี่”
       “เดี๋ยวแซลลี่จะบอกนายเอง”
       พายัพวางสาย สิทธิ์ยิ้มดีใจลิงโลดอยากได้แซลลี่
      
       แซลลี่เดินเข้าไปหาพายัพไม่พอใจเข้าต่อว่าเขา
       “ทำไมพี่พายัพต้องเอาแซลลี่ไปยัดเหยียดให้นายสิทธิ์ด้วยคะ”
       พายัพเข้าหาแซลลี่
       “ฉันก็แค่หลอกใช้งานมันเท่านั้นแหละ มีตัวช่วยแซลลี่อีกคนไม่ดีเหรอ...”
       พายับเอามือไล้ที่แก้มแซลลี่อย่างเจ้าชู้
       “ใครจะปล่อยมือจากสาวสวยเซ็กซี่อย่างแซลลี่ไปได้ล่ะจ๊ะ”
       พายัพค่อยๆจับข้อมือแซลลี่ทั้งสองข้างดันตัวเธอไปติดฝาผนัง แล้วซุกไซร้แซลลี่ยิ้มพอใจ
      
       คนที่มาจับไหล่เนตรอัปสร นั่นก็คือปารมีนั่นเอง ปารมีและทิพย์มาหาเพื่อนด้วยความเป็นห่วง
       “นะโม ฉันจะไปกับเธอด้วย”
       เนตรอัปสรตะลึงพร้อมกับดีใจ
       “จริงเหรอ”
       ทิพย์เดินเข้ามาลงนั่งข้างเนตรอัปสร
       “จริงสิจ๊ะ ใครจะปล่อยให้เธอไปบุกป่าฝ่าดงคนเดียวล่ะจ๊ะยัยนะโม ฉันก็เลยรับอาสาควบเวรแทนยัยปานไปเรียบร้อยแล้ว ใจจริงฉันก็อยากไปกับพวกเธอนะ...แต่เกรงว่าไปกันหมดอาจจะถูกไล่ออกจากงานได้ฉันก็เลยต้องเสียสละ”
       ทิพย์ทำท่าน่าสงสาร ปารมีมองหน้า
       “เว่อร์ไปแล้วยัยทิพย์ บอกไปตรงๆว่าเธอกลัวผีเลยขอสละสิทธิ์น่ะ”
       “อ๊าย...ไม่จริ๊ง...ใส่ร้ายอ่ะ”
       เนตรอัปสรลุกขึ้นกอดเพื่อนทั้งสองคนตื้นตันใจ
       “ขอบใจมากนะเพื่อน…”
       ปารมียิ้มให้กำลังใจ
       “ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่นา”
       “ถ้างั้นฉันไปช่วยพวกเธอเก็บของที่ห้องนะ”
       ปารมีพยักหน้า
       “ไปกันเถอะ”
       เนตรอัปสรยิ้มดีใจ ก่อนออกไปหันมองหน้าเชตะวันที่นอนอยู่อีกครั้ง แล้วหันไปยิ้มให้เพื่อนก่อนออกไปพร้อมกัน เชตะวันนอนบนเตียงคนไข้ไม่ได้สติเลย
      
       เนตรอัปสร ปารมี ทิพย์ หิ้วกระเป๋าลงมาที่รถที่จอดอยู่ด้านหน้าคอนโด
       “ปานเธอเอาเก็บในรถก่อนนะ เดี๋ยวฉันกับโมขึ้นไปขนที่เหลือเอง” ทิพย์หันมาบอกปารมี
       “โอเค...”
       เนตรอัปสรกับทิพย์เดินกลับเข้าไป ปารมีจัดแจงเปิดกระโปงหลังรถหยิบกระเป๋าใบแรกใส่หลังรถ กระเป๋าถือสองใบถูกยื่นมาวางท้ายรถปารมีดึงมาจัด
       “ขอบใจ...”
       ระหว่างนั้นปารมีก็ได้ยินเสียงของหมอก้อง
       “ไม่เป็นไรครับ”
       ปารมีชะงักกึกละมือที่กำลังจัดหันมองหน้าเขา หมอก้องยิ้มให้
       “จะไปเที่ยวไหนกันเหรอครับกระเป๋าหลายใบเชียว ขอไปด้วยได้ไหม”
       “คงไม่ได้หรอกค่ะเพราะพวกเราจะไปช่วยนะโมขุดกระดูกผีมาทำพิธีเพื่อช่วยคุณเชตให้ฟื้น ซึ่งหมอคงไม่ต้องการ ขอตัวนะคะ”
       ปารมีจะเดินขึ้นคอนโดหมอก้องมาขวางไว้
       “เดี๋ยวสิปาน”
       “ขอโทษนะคะ ปานไม่มีอะไรจำเป็นที่ต้องคุยกับหมออีก”
       ปารมีจะเดินหนีหมอก้องขยับมาดักอีก
       “แต่ผมมีพวกเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ไม่ใช่เหรอปาน”
       ปารมีมองหน้าหมอก้อง
       “เพื่อนเขาทำกับเพื่อนแบบนี้เหรอคะ หมอคิดแต่เรื่องของตัวเอง เห็นแก่ตัวที่สุดกลับไป ซะเถอะถ้าไม่อยากให้นะโมลงมาเห็นว่าเราทะเลาะกันเรื่องอะไร ปานอาจทนไม่ไหวบอกนะโมก็ได้นะ”
       หมอก้องลังเล แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินออกไป ทิพย์ที่ถือของลงมาแอบเห็นพอดีได้แต่แอบยืนดู
      
       ทิพย์กอดลาเนตรอัปสรและปารมี สองคนขึ้นรถ ทิพย์โบกมือบ๊ายบาย รถปารมีแล่นออกไป ทิพย์มองด้วยความเป็นห่วง แล้วหยิบโทรศัพท์กดหาใครคนหนึ่ง
      
       รถของปารมีแวะเข้าปั๊มน้ำมัน ปารมีจอดรถแต่เนตรอัปสรเพิ่งวางโทรศัพท์แล้วเหมือนมองหาใครอยู่ ปารมีมองสงสัย
       “นี่ยัยโม...ให้แวะเข้ามาทำไมจะซื้ออะไรก็ลงไปสิ”
       เนตรอัปสรยิ้มๆแต่ไม่ลง
       “อ้าว...ยังไง ปวดฉี่จนลุกไม่ไหวเหรอไง”
       เนตรอัปสรส่ายหัว ปารมีมองงงๆ แล้วเนตรอัปสรหันไปเห็นหมอก้องที่เดินแบกกระเป๋าเป้ตรงมาที่รถ
       “หมอ”
       เนตรอัปสรรีบเปิดประตูลงไป ปารมีมองตาขวางไม่พอใจ
       “บ้าจริง...”
       เนตรอัปสรดึงหมอก้องมาตรงปารมี
       “ปานจ๊ะ..หมอจะไปกับเราด้วยนะ”
       ปารมีไม่พอใจลงจากรถ
       “งั้นฉันไม่ไป ใครจะไปก็ไป”
       ปารมีจะเดินออกไปเนตรอัปสรดึงไว้
       “ฮึ๊ย...เดี๋ยวสิปานฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอโกรธหมอก้องเรื่องอะไรแต่ตอนนี้เลิกคิดก่อนได้มั้ย ฉันขอร้องนะปาน ยัยทิพย์เป็นห่วงพวกเราเห็นว่ามีแต่ผู้หญิงก็เลยโทรไปขอให้หมอก้องไปเป็นเพื่อนเราน่ะ”
       “ผมเต็มใจมาช่วยครับ”
       “หมอก้องเต็มใจจะช่วยเหรอคะ” ปารมี ไม่พอใจหันไปพูดกับเนตรอัปสร “แสดงว่าฉันช่วยเธอไม่ได้งั้นใช่มั้ย ถึงต้อง เอาคนอื่นมาช่วยอีกน่ะ”
       ปารมีไม่พอใจนิ่งๆไป เนตรอัปสรเข้าไปขอร้องแววตาน่าสงสาร
       “คนอื่นที่ไหน นี่หมอก้องนะปาน น้า...ปาน...น้าไปด้วยกันหลายๆคนก็ดีนะปานจะได้ช่วยกัน ขอร้องล่ะฉันอยากพาคุณเชตกลับมากับฉันให้ได้น่ะ”
      
       ในเรือนเฟื่องอีกมิติ...เฟื่องหันขวับได้ยินเสียงที่เนตรอัปสร
       “อีนวล...มึงจะตามมาพรากชุนไปจากกูงั้นรึ...”
       เฟื่องแค้นหน้าวูบวาบเป็นผีลางๆ เชตะวันเดินออกมาจากห้องเห็นเฟื่องยืนอยู่เขาเดินเข้าไปใกล้
       “แม่เฟื่อง”
       เฟื่องหันมาหน้าเป็นผีอยู่ เชตะวันผงะ
       “ฮึ่ยย์...”
       เชตะวันหลับตาถอยหลังหนี เฟื่องเอื้อมมือแตะเขา
       “ชุน...ชุน...เจ้าเป็นอะไรไปรึ”
       เชตะวันค่อยๆลืมตามองเห็นเป็นเฟื่องสวยเหมือนเดิมค่อยโล่งใจแต่ยังกลัวๆ
       “เอ่อ...คือ...เมื่อกี๊ผมคงตาฝาดไป”
       เฟื่องยิ้ม
       “งั้นรึ...คงเป็นเพราะเจ้าไม่สบายสินะ”
       “สงสัยคงเป็นอย่างนั้น”
       “งั้นเจ้าควรจะไปพักผ่อนก่อนดีกว่า เดี๋ยวข้าจะนวดคลายเมื่อยให้เจ้าเอง”
       เฟื่องประคองเชตะวันเดินเข้าห้องไป ประตูห้องปิดลง
      
       ค่ำนั้นรถปารมีที่หมอก้องขับเลี้ยวเข้ามาในรีสอร์ท รถจอดที่ด้านหน้ารีสอร์ท


  


       บรรยากาศเงียบสงบดูวังเวง
        
       ทุกคนค่อยๆทยอยออกจากรถ ปารมีมองบรรยากาศรอบๆตัวรู้สึกหวิวๆ
       “ฉันว่าบรรยากาศมันดูวังเวงยังไงพิกลๆนะเนี่ย เงี๊ยบเงียบ”
       “ช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวก็เงียบแบบนี้แหละ ฉันเคยมาที่นี่คราวก่อนก็เป็นแบบนี้แหละ”
       เนตรอัปสรหันไปบอกกับทุกๆคน
       “เข้าไปเช็คอินกันดีกว่า”
       หมอก้องพยักหน้านิดๆ
       “อืม...ไปสิ”
       ปารมีจะยกกระเป๋าใบใหญ่ลง หมอก้องเข้ามาช่วยปารมีปล่อยมือทันทีสีหน้าไม่พอใจ
      
       เนตรอัปสรเดินไปที่เคาท์เตอร์บอกพนักงานต้อนรับ
       “ขอกุญแจห้องที่จองไว้ 2 ห้องด้วยค่ะ”
       “สักครู่ค่ะ” พนักงานหยิบกุญแจมายื่นให้ “นี่ค่ะกุญแจ”
       เนตรอัปสรเดินกลับมาที่กลุ่ม
       “ไปเข้าห้องกันก่อนดีกว่า”
       ทุกคนหยิบยกกระเป๋ากัน ปารมีกำลังจะเดินไปเหมือนรู้สึกอะไรแว้บๆที่หางตาจึงหันไปมองที่เคาท์เตอร์เห็นผีเดือนจ้องมองมา ปารมีตกใจ
       “อ๊าย...ผ...ผ...ผี”
       ปารมีร้องกรี๊ดทำเอาทุกคนตกใจ
       “ยัยปานเป็นไรไป...ปาน”
       ปารมีชี้มือไปที่เคาท์เตอร์ทุกคนมองตาม พนักงานต้อนรับยิ้มให้
       “ไม่เห็นมีอะไรเลย”
       ปารมีค่อยๆเหลือบตามมองบ้างก็ไม่เห็นแล้ว ขยี้ตาเป็นการใหญ่
       “นี่เราตาฝาดเหรอ...ไม่นะ...”
       “ปานแน่ใจนะครับว่าไม่เป็นไร”
       หมอก้องเข้ามาจับตัว ปารมีจึงมีสติรีบผละออก
       “ไม่เป็นไร” ปารมีบอกเนตร “ไปกันเถอะ”
       จู่ๆดาลัดก็โผล่มาเงียบๆเล่นเอาทุกคนตกใจ
       “เฮ้ย...”
       ทั้งกลุ่มตกใจยืนเกาะกลุ่มกัน เมื่อเนตรอัปสรเห็นว่าเป็นดาลัดก็เลยสวัสดี
       “คุณดาลัด...สวัสดีค่ะ”
       เนตรอัปสรสวัสดีทุกคนสวัสดีตาม ดาลัดยิ้มแย้ม
       “ขอโทษทีที่ทำให้ตกใจนะคะ ไม่คิดว่าจะมากันดึกแบบนี้ งั้นเชิญเข้าที่ พักก่อนดีกว่าค่ะ ไปค่ะเดี๋ยวพี่พาไป”
       ดาลัดเดินนำไป ทั้งกลุ่มตามไป ผีเดือนอยู่ที่เคาท์เตอร์จ้องมองที่กลุ่ม
      
       แซลลี่เปิดประตูห้องพายัพเข้ามา
       “พี่พายัพคะถ้าพี่จัดการเรื่องเชตสำเร็จแล้ว พี่ก็จะได้สมบัติทุกอย่างตามต้องการ ถ้างั้นพี่ต้องแต่งงานกับแซลลี่ตามสัญญานะคะ”
       พายัพแอบเบ้หน้า แต่ต้องทำดี
       “ถ้าอยากจัดงานเร็วก็ต้องช่วย พี่เร่งทุกอย่างให้มันเร็วขึ้น ทำได้มั้ย”
       “ได้สิคะ” แซลลี่หอมแก้มพายัพ “แซลลี่ไปก่อนนะคะ”
       พายัพปิดประตูไป แซลลี่ยืนยิ้มอยู่แล้วหันจะเดินออกมาเจออนงค์ที่ถือดอกไม้มาจะไปไหว้พระแซลลี่ชนจนดอกไม้ร่วงลงพื้น
       “ว๊าย...เดินประสาอะไรเนี่ยไม่เห็นคนรึไง”
       “ขอโทษค่ะ นงค์ไม่คิดว่าจะมีคนนอกมาเดินเพ่นพ่านตอนดึกๆแบบนี้”
       “นี่ถ้าแกพูดผิดพูดใหม่ได้นะ ฉันไม่ใช่คนนอกฉันเป็นภรรยาของคุณพายัพรู้ไว้ซะด้วย”
       “ไม่ต้องบอกนงค์หรอกค่ะนงค์รู้แล้วว่าเป็นเมียคุณพายัพที่ขับรถชน คุณเชตจนนอนสลบไม่ฟื้นจนเดี๋ยวนี้”
       อนงค์ไม่สนใจจะเดินไป แซลลี่ปรี๊ดแตกจิกผมอนงค์ไว้
       “นี่...แกจะว่าฉันใช่ไหม แกจะมาพูดแบบนี้กับฉันไม่ได้นะฉันเป็นเมียเจ้านายแกนะ”
       อนงค์จับมือแซลลี่บีบให้ปล่อยออกจนแซลลี่ร้องโอย
       “เจ้านายของนงค์มีแค่คุณเชต กับคุณอาทิตย์เท่านั้น คนอื่นไม่เกี่ยว”
       “ฉันจะฟ้องคุณพายัพ ฉันจะให้เขาเฉดหัวแกออกจากบ้านไปเลย เพราะต่อไปบ้านหลังนี้ก็ต้องตกเป็นของคุณพายัพ รู้ไว้ซะด้วย”
       พายัพเปิดประตูออกมา
       “เอะอะอะไรกัน”
       แซลลี่รีบวิ่งเข้าไปหา
       “ก็อีนังนี่สิคะ มันบอกว่าเจ้านายมันมีแค่คุณเชตกับคุณอาทิตย์เท่านั้น แซลลี่ไม่ชอบที่มันไม่เห็นหัวพี่พายัพแบบนี้คะ”
       พายัพโกรธไม่พอใจจิกหัวผลักอนงค์ล้ม
       “ในเมื่อแกมีนายแค่ 2 คน งั้นก็ไปเฝ้าเจ้านายแกทั้งสองคนที่โรงพยาบาลโน่น แล้วไม่ต้องกลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีกนะ ไป...ออกไป”
       อนงค์มองพายัพเสียใจที่เป็นคนไม่ดี และหันไปมองแซลลี่ที่เยาะเย้ยอยู่อย่างโกรธ แล้วออกไป
       “ฮ่า ฮ่า...สมน้ำหน้า...”
       แซลลี่สะใจแล้วออกไป
       “ใครหน้าไหนที่มันขวางทางฉัน ฉันไม่เก็บไว้แน่”
       พายัพมองตาม แววตาร้ายกาจ
      
       เนตรอัปสรเพิ่งออกมาจากห้องน้ำหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว มองเห็นปารมีนั่งเหงาๆอยู่ที่หน้ากระจก
       “ทำไมยังไม่นอนล่ะปาน”
       “นอนไม่หลับน่ะสิ”
       เนตรอัปสรเดินมานั่งที่เตียง มองเพื่อน
       “ปาน...ถามไรหน่อยสิ”
       “ว่ามาสิ”
       “เธอกับหมอโกรธกันเรื่องอะไรเล่าให้ฉันฟังหน่อยได้มั้ย ไหนๆก็เดินทางมาด้วยกันแล้ว ฉันก็อยากรู้ปัญหาระหว่างเธอสองคนบ้างฉันจะได้ทำตัวถูก”
       ปารมีตอบเลี่ยงๆ
       “ฉันก็แค่ไม่พอใจบางอย่างที่หมอก้องทำแค่นั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องห่วงหรอกจ้า”
       “ไม่ห่วงได้ไง พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางเข้าป่าไปตามหากระดูกกันนะ ถ้าเธอสองคนไม่คุยกันแล้วฉันจะต้องทำตัวยังไงล่ะปาน”
       “เธอก็ทำตัวปกตินั่นแหละ ฉันแค่ไม่อยากคุยกับหมอแค่นั้นเอง น่า...อย่าห่วงเลยเธอควรจะห่วงเรื่องช่วยคุณเชตมากกว่านะรู้มั้ย”
       เนตรอัปสรเศร้าๆ
       “นั่นสินะ พวกเธออุตส่าห์มาเป็นเพื่อนฉันทั้งที่ไม่รู้ว่าจะช่วยคุณเชตได้จริงหรือเปล่า”
       “ต้องได้สินะโม อย่าเพิ่งกังวลไปเลยฉันอยากให้เธอสมหวังนะ ฉันเชื่อว่าคุณเชตเป็นคนดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องคุ้มครองเค้าแน่”
       เนตรอัปสรยิ้มจับมือปารมี
       “ขอบใจมากนะปาน”
       ปารมียิ้มให้แต่ก็แอบเป็นกังวล
      
       ปารมีเปิดประตูห้องออกมาเป็นกังวลมองไปที่ห้องหมอก้อง พอดีกลับที่หมอก้องเปิดประตูออกมาพอดี ทั้งสองมองหน้ากัน ปารมีสะบัดหน้าจะเดินกลับเข้าห้อง หมอก้องจับข้อมือไว้
       “เดี๋ยวปาน อย่าโกรธผมเลยนะ”
       ปารมีสะบัดมือออก
       “เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก”
       ปารมีจะเดินเข้าห้อง ผีเดือนจ้องมอง ปารมีหยุดชะงักกึกผีเดือนเข้าสิงทันที ปารมีก้มหน้า หมอก้องรีบเดินมาดักหน้า จับไหล่ทั้งสองข้างไว้
       “ผมขอร้องล่ะปานเข้าใจผมบ้างเถอะนะ”
       ปารมีเงยหน้าขึ้นจ้องหมอก้องด้วยดวงตาที่เปลี่ยนไป หมอก้องมองอึ้งๆ ปารมีปัดแขนหมอก้องที่จับไหล่ออกอย่างแรงจนเซ
       “ปาน...”
       ปารมีชี้หน้าหมอก้อง
       “พวกมึงจงกลับไปซะ”
       หมอก้องตกใจที่ปารมีดูน่ากลัวตาแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
       “ปาน...ทำไมปานพูดแบบนี้”
       ปารมีส่งเสียงคำรามดังกว่าเก่า
       “กูบอกให้กลับไป”
       “ปานเป็นอะไรไปน่ะ...ปาน”
       หมอก้องจับไว้ ปารมีบีบคอหมอก้องเต็มกำลัง
       “ปานนี่ผมเองนะ...ปาน...ปล่อยผมนะปาน”
       เนตรอัปสรได้ยินเสียงจึงออกมา เห็นปารมีกำลังบีบคอหมอรีบเข้าไปห้าม
       “ปานปล่อยหมอนะ...ปาน”
       ปารมีมองเนตรอัปสรตาขวางเหวี่ยงเธอออกมา เนตรอัปสรมองปารมีรู้สึกได้ว่าไม่ใช่ตัวตนของเพื่อน ปารมีหันกลับไปบีบคอหมอก้อง
       "กลับไป...กูบอกให้กลับไป"
       เนตรอัปสรได้สติรีบเอาสร้อยพระที่มีอยู่คล้องคอให้ปารมีทันที หมอก้องล้มลงกับพื้นอ่อนแรง ผีเดือนร้องกรี๊ดเจ็บปวดเสียงดังร่างสลายจางไป ปารมีทรุดลงนั่งกับพื้น เนตรอัปสรรีบเข้าไปประคองหมอก้องที่เหมือนจะหมดสติ ปารมีได้สติก้มมองสร้อยพระที่คองงๆ มองเห็นหมอก้องที่กองอยู่ที่พื้นงงกับตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น
       “มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ...”
       “เธอบีบคอหมอก้องจนสลบไปเลย”
       ปารมีตกใจ
       “จะบ้าเหรอฉันเนี่ยนะ”
       เนตรอัปสรพยักหน้า
       “เธอถูกผีเข้าน่ะ”
       ปารมีตกใจ
       “อย่าเพิงตกใจเลย มาช่วยกันพาหมอก้องเข้าไปในห้องก่อนดีกว่าปาน”
       เนตรอัปสรพยุงหมออยู่ปารมีได้สติรีบเข้ามาช่วยพยุงออกไป
      
       เนตรอัปสรกับปารมีพาหมอก้องเข้าไปพักที่เตียง ทั้งสองช่วยกันหนุนหมอนให้สูงๆแล้วให้หมอก้องนั่งพิง หมอก้องสะลึมสะลือหมดแรง ปารมียังตกใจอยู่ นั่งจับพระที่ห้อยคออยู่
       “ฉันเกือบจะฆ่าหมอ...ฉันทำแบบนั้นได้ยังไง”
       “ใจเย็นๆนะปาน เธอไม่ได้เป็นคนทำหรอก วิญญาณที่สิงร่างเธอต่างหากที่ทำ”
       ปารมีมองรอบๆ
       “แล้ววิญญาณนั่นมันต้องการทำอะไรเราเหรอนะโม”
       “ฉันคิดว่าเขาคงไม่พอใจที่เรามาที่นี่นะ”
       ปารมีขยับเข้าใกล้เนตรอัปสร
       “เธอรู้ได้ไง...นี่เธอสื่อสารกับวิญญาณได้งั้นเหรอ”
       “เปล่า...ฉันเดาเอาน่ะ เพราะวิญญาณที่สิงเธอพูดว่าให้พวกเรากลับไปน่ะ”
       “นี่แค่เริ่มต้น ผีก็มารังควาญเราซะแล้วพรุ่งนี้เราต้องเตรียมตัวกันให้พร้อมเพราะมันคงจะน่ากลัวกว่านี้หลายเท่าแน่”
       หมอก้องที่นอนหมดแรงฟังอยู่ พยายามลุกขึ้นมาพูด
       “เราหยุดดีมั้ยนะโม ผมกลัวว่าคุณจะเป็นอันตรายนะ”
       “ไม่ค่ะ ยังไงนะโมก็จะต้องช่วยคุณเชตกลับมาให้ได้ แต่ถ้าหมอกับปานจะกลับก่อนก็ได้นะคะ นะโมเข้าใจ”
       “ฉันตั้งใจจะมาช่วยเธอนะ แต่ถ้ามีบางคนจะกลับก่อน” ปารมีมองที่หมอก้อง “ก็แล้วเขาแต่ละกัน คงไม่ใช่ฉันแน่”
       เนตรอัปสรยิ้มขอบคุณ และสองสาวก็หันไปมองหมอก้องที่หน้าจ๋อยๆคิดๆ
      
       เช้าวันใหม่...เนตรอัปสรกับปารมีเดินมาที่เคาท์เตอร์มีกระเป๋าใส่อุปกรณ์ติดตัว หมอก้องเดินตามหลังมา
       “รอด้วยครับ”
       เนตรอัปสรหันไปเห็นหมอก้องยิ้ม ปารมีหันมองเขาแปลกใจเหมือนกันที่เขาตัดสินใจมา
       “จะเดินทางทั้งทีไม่มีผมได้ไงครับ”
       เนตรอัปสรยิ้ม
       “ขอบคุณนะคะหมอ”
       หมอก้องยิ้มเขินๆ ปารมีเริ่มมองหมั่นไส้ ดาลัดเดินเข้ามาที่เคาท์เตอร์เข้ามาทัก
       “คุณเนตรจะไปเที่ยวไหนกันเหรอคะ”
       “พวกเราไม่ได้ไปเที่ยวหรอกค่ะ เราจะไปตามหาหลวงปู่พระธุดงค์ที่ท่านมาจำศีลอยู่ในป่าน่ะค่ะ คุณดาลัดพอจะรู้มั้ยคะว่าท่านยังอยู่ในป่านี้หรือเปล่าคะ”
       ดาลัดมองกลุ่มเนตรอัปสรอย่างแปลกใจ
       “ยังอยู่ค่ะ แต่ท่านไม่ได้อยู่ที่เดิมนะคะ ท่านเข้าไปอยู่ในป่าลึกกว่าเดิมอีก เอ๊ะ...จะไปทำบุญกันอย่างงั้นเหรอคะ”
       “ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ คือพวกเราต้องการความช่วยเหลือจากท่านน่ะค่ะ”
       ดาลัดงง
       “เอ่อ...มีปัญหาอะไรกันเหรอคะ”
       ปารมีตอบแทน
       “คืองี้ค่ะ เรามาที่นี่เพื่อมาช่วยคุณเชตให้ฟื้น เพราะว่าดวงวิญญาณของคุณเชต ถูกวิญญาณของผีขังไว้ในป่าหลังรีสอร์ทนี่แหละค่ะ”
       ดาลัดตกใจ
       “คุณเชตถูกผีบังตางั้นเหรอคะ”
       หมอก้องพยักหน้า
       “ใช่ครับ”
       ดาลัดแหยงๆกลัวๆขึ้นมา
       “อูย...พูดแล้วขนลุก พี่นะอยู่ที่นี่มาหลายปีไม่เคยมีอะไร แต่มาเมื่อเร็วๆนี้ มีแต่เรื่องแปลกๆเกิดขึ้นที่นี่โดยเฉพาะเรื่อง ผีๆ นี่แหละค่ะ” ดาลัดลูบแขนกลัวๆ ขนลุก “งั้นเดี๋ยวพี่จะเขียนแผนที่เดินทางไปหาหลวงปู่ให้นะค่ะ”
       “ขอบคุณนะคะ”
       เนตรอัปสรยิ้มให้ ดาลัดเดินไปที่เคาท์เตอร์เขียนแผนที่ใส่กระดาษ เนตรอัปสรมองด้วยความหวัง
      
       รถสิทธิ์เข้ามาจอดหน้ารีสอร์ท แซลลี่ที่นั่งมาข้างๆถอดแว่นออกมองไปที่เคาท์เตอร์ เห็นกลุ่มเนตรอัปสรยืนกันอยู่ สิทธิ์หันมาถาม
       “ลงไปเลยไหม”
       “ก็ไปสิ...จะรอให้พวกมันไปก่อนรึไงล่ะ ถามได้”
       สิทธิ์ยิ้มยียวนเชยคางแซลลี่ขึ้นมาพูดด้วย
       “ดุๆแบบนี้สิฉันชอบ”
       แซลลี่ปัดมือออก
       “โอย...จะเล่นตัวไปไหนจ๊ะ พี่พายัพสั่งให้เรามาด้วยกันก็ควรจะทำตัวให้ ดูสนิทสนมกันไว้ไม่ใช่เหรอ อยากให้พวกนั้นมันสงสัยหรือไง”
      
       แซลลี่คิดๆ

       “งั้นฉันจะยอมสนิทกับแกก็แค่ช่วงทำงานนี้เท่านั้นนะ”
       สิทธิ์มองยิ้มๆ แซลลี่หมั่นไส้หันไปเห็นกลุ่มเนตรอัปสรที่เดินมา
       “อุ่ย...มันมากันแล้ว”
       แซลลี่รีบออกมาจากรถพร้อมกับสิทธิ์...เนตรอัปสร ปารมี หมอก้องเดินมา เจอเข้ากับสิทธิ์และแซลลี่ก็แปลกใจ เนตรอัปสร มองแซลลี่ที่ปั้นหน้าเศร้าแปลกใจที่มากับสิทธิ์
       “สวัสดีครับคุณเนตร”
       “สวัสดีค่ะ”
       เนตรอัปสร หันมองแซลลี่งงๆ สิทธิ์รีบพูด
       “คือผมพาคุณแซลลี่มาตระเวนไหว้พระทำบุญให้กับเชตน่ะครับ คือมีหมอดูมาทักให้แซลลี่ทำบุญให้เชตเยอะๆเชตจะ ได้ฟื้นเร็วๆ”
       เนตรอัปสร มองไม่อยากเชื่อ แซลลี่ตีหน้าเศร้าสำนึกผิด
       “แซลลี่รู้สึกไม่ดีที่เป็นคนทำให้เชตต้องมานอนจมอยู่แบบนี้ แซลลี่เสียใจ”
       สิทธิ์เปลี่ยนเรื่อง
       “เออว่าแต่พวกคุณจะไปไหนกันเหรอครับ”
       “พวกเราจะไปหาหลวงปู่พระธุดงค์ที่อยู่ในป่าน่ะครับ”
       สิทธิ์กับแซลลี่มองหน้ากันตาวาว แซลลี่ส่งซิกให้สิทธิ์พูด
       “ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าเราจะไปที่นั่นเหมือนกัน”
       เนตรอัปสร ปารมี หมอก้องมองหน้ากันงงๆไม่อยากเชื่อ
       “หมอดูบอกให้แซลลี่ไปนมัสการหลวงปู่ในป่าลึก เพื่อช่วยเชตแต่จะได้เจอกับกัลยานมิตรระหว่างทาง”
       “คุณไปกับเราไม่ได้หรอกค่ะ ที่นั่นมันอันตรายมาก”
       “อันตรายแค่ไหนแซลลี่ก็ไม่กลัวค่ะ เพื่อลบล้างความผิดที่ทำกับเชตไว้แซลลี่จะทนค่ะ”
       แซลลี่แสดงละครสุดฤทธิ์ ปารมีรำคาญขยับไปบอกกับเนตรอัปสร
       “ปล่อยไปเหอะ เดี๋ยวถูกผีหลอกมาก็วิ่งป่าราบแล้ว” ปารมีหันไปบอกกับแซลลี่ “ไปก็ไป”
       ปารมีดึงเนตรอัปสรเดินออกไป หมอก้องตาม แซลลี่กับสิทธิ์แอบยิ้มในความสำเร็จ
      
       ทุกคนเดินมาตามทางที่เป็นรกทึบในป่าลึก แซลลี่กับสิทธิ์เดินตามมา แซลลี่แอบเบื่อและเมื่อยเพราะเดินนาน สิทธิ์คอยเอาอกเอาใจ ปารมีหันมองที่แซลลี่อย่างสมน้ำหน้า เพราะเห็นแซลลี่หมดแรง งอแง แซลลี่เห็นพวกเนตรอัปสร มองมาที่ตัวเองเลยทำทีไม่เหนื่อยเต็มใจเดิน เนตรอัปสร หันเดินต่อไม่สนใจ เธอดูแผนที่ที่ดาลัดเขียนให้หมอก้องช่วยอ่าน ปารมีแอบมองหมอก้องไม่ชอบใจ ทุกคนเดินมาเห็นร่มต้นไม้ใหญ่ เห็นหลวงปู่นั่งกรรมฐานอยู่ เนตรอัปสรยิ้มดีใจ
       “หลวงปู่...”
       เนตรอัปสร เดินเข้าไปทุกคนเดินตาม แซลลี่กับสิทธิ์แอบดีใจ เนตรอัปสร เดินเข้าไปนั่งลงตรงหน้าหลวงปู่แล้วก้มลงกราบ ทุกคนกราบตาม หลวงปู่ลืมตาขึ้นมามอง
       “เจริญพรโยม”
       “หลวงปู่คะ...ลูกอยากรู้เรื่องคู่วิญญาณที่แม่ชีบอกลูกมันหมายถึงอะไร เหรอคะ”
       “คู่ที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่ของกันและกันหรือเรียกอีกอย่างว่า คู่แท้ทางจิตวิญญาณ ที่ใครก็ไม่สามารถพรากออกจากกันได้”
       “ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณเชตถึงต้องแยกจากลูกล่ะคะ”
       หลวงปู่หลับตานิ่งไปสักพักก่อนตอบ
       “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะแรงกรรม จากคำสาบานในอดีตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
       ทุกคนฟังอย่างตั้งใจ โดยเฉพาะแซลลี่ที่ไม่อยากเชื่อ
      
       อีกมิติ...เฟื่องพาเชตะวันเดินชมสวนจนมาหยุดอยู่ที่ศาลาแห่งหนึ่ง เชตะวันรู้สึกแน่นหน้าอกเจ็บจี๊ดที่ใจ เฟื่องสังเกตเห็นเป็นกังวล
       “เจ้าเป็นอะไรรึชุน”
       “รู้สึกเจ็บที่ใจจังเลย มันอึดอัด”
       เชตะวันดูเหนื่อย เฟื่องนิ่งคิดหยั่งรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตน
       “ถ้าเช่นนั้น เจ้านั่งพักที่นี่ก่อนดีกว่า”
       เชตะวันลงนั่งพักรู้สึกเหนื่อยจนต้องหลับตาลง เขาเห็นภาพอดีตแว๊บเข้ามา...สายตาของชุน เห็นเฟื่องมองมาที่เขาด้วยแววตาห่วงใย ชุนยิ้มดีใจ
       “แม่หญิงเฟื่อง...”
       แต่แล้วใบหน้าของเฟื่อง ก็เปลี่ยนเป็นหน้าของนวลแทนที่
       “ข้าไม่ใช่แม่หญิงเฟื่องอะไรนั่นของเจ้าหรอก ข้าชื่อนวล”
       ชุนงง กระพริบตาถี่ๆ ถึงได้เห็นหน้าของนวลชัดเจนขึ้น
      
       ปัจจุบัน เฟื่องมองที่เชตะวันแล้วส่งเสียงเรียก
       “ชุน..ชุน...”
       เชตะวันสะดุ้งเฮือกขึ้นมามองเห็นเป็นเฟื่อง
       “นวล...”
       เฟื่องโกรธไม่พอใจ
       “เจ้าเรียกชื่อนางทำไม”
       เชตะวันงงๆ
       “นวลคือใคร...”
       เฟื่องเจ็บแค้นหันหน้าหนี เชตะวันถามย้ำอีกครั้ง
       “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร...บอกที”
       เฟื่องเจ็บปวด
       “นางคือคนที่พรากเจ้าไปจากข้ายังไงล่ะ”
       เชตะวันอึ้ง
       “เพราะนางที่ทำให้เจ้าผิดคำสาบานที่ให้ไว้กับข้า เพราะนางที่ทำให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานกับการรอคอยมานานแสนนาน...จนกระทั่งตอนนี้ เจ้าก็ยังไม่ลืมมัน”
       เฟื่องร้องไห้เสียใจ
       “ข้าเสียสละเพื่อเจ้าได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งความตาย”
       เชตะวันนิ่งฟังสงสาร
       “จงไปอยู่ด้วยกันกับข้าเถอะนะ อย่าจากข้าไปไหนอีกเลย”
       “แม่เฟื่องพูดเหมือนฉันจะต้องจากไป”
       เฟื่องเศร้า
       “ไม่...ข้าจะไม่ยอมพรากจากเจ้าอีกเป็นอันขาดเจ้าจะต้องอยู่กับข้า อยู่กับความรักของข้าเท่านั้น”
       เฟื่องหน้าตาดุดัน
      
       ทุกคนนั่งฟังที่หลวงปู่พูด
       “แรงแค้นแรงอาฆาตที่ติดตามมาจากอดีตชาติ จะทำให้วิญญาณทั้งสามดวงที่ถูกผูกมาด้วยกันต้องกลับมาพบกันอีกครั้ง”
       เนตรอัปสร ตั้งใจฟังที่หลวงปู่บอก ทุกคนที่นั่งฟังงงๆ แซลลี่เริ่มเซ็งๆ
       “หลวงปู่หมายถึง ลูก คุณเชต และก็ เจ้าของกระดูกที่แม่ชีพูดถึงใช่มั้ย คะ”
       หลวงปู่พยักหน้า
       “เจ้าตัวเขาถูกแรงกรรมแห่งคำสาบานพาดวงวิญญาณ กลับไปในภพภูมิเดิมที่เคยอยู่”
       “ลูกต้องทำยังไงถึงจะพาวิญญาณของคุณเชตกลับเข้าร่างได้คะ” เนตรอัปสรร้อนใจ
       “โยมมีเวลาไม่มากนัก เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่โยมเชตกลับไปทำตามคำสาบาน ในอดีตอีกครั้งตามที่วิญญาณดวงนั้นต้องการ โยมเชตก็จะไม่สามารถกลับมาชาติภพปัจจุบันได้อีกโยมต้องรีบหากระดูกของวิญญาณตนนั้นให้เจอแล้วนำมา บำเพ็ญกุศลให้ทันก่อนตะวันจะลับฟ้า”
       ปารมีหนักใจ
       “ป่านี้ตั้งกว้างใหญ่แล้วเราจะหากระดูกนั่นเจอได้ยังไงล่ะคะหลวงปู่”
       “นั่นสิคะ ไม่ต้องเดินหากันจนตาเหลือกหรอกเหรอคะ” แซลลี่สอดขึ้น
       ปารมีหันจ้องหน้า แซลลี่จ๋อยๆสงบเสงี่ยมต่อ ทุกคนฟังหลวงปู่บอกต่อ
       “ที่ที่ดีที่สุด ร่มเย็นที่สุดที่นั่นแหละเป็นที่ฝังร่างของวิญญาณดวงนั้น” หลวงปู่บอกเนตรอัปสร “จิตเจ้าจะรู้สึกได้เองเมื่ออยู่ถูกที่ถูกทางเมื่อไหร่...ถ้าที่ตรงไหนที่โยมรู้สึกใจหวิวเหมือนหายใจไม่ออกที่ตรงนั้นจะเป็นที่ฝังร่างของวิญญาณดวงนั้น”
      
       ทั้งหมดเดินเข้าไปในป่าลึกหนาทึบจากเดิม เนตรอัปสรหน้าตามุ่งมั่นมองหาตามที่หลวงปู่บอก เธอพยายามเดินหาจนทั่ว คนอื่นๆมองตามลุ้นๆ
      
       พงษ์ขับรถพาพายัพเข้ามาที่บ้านไม้เก่าๆโทรมๆ พายัพลงมาจากรถมองดูสภาพรอบๆ
       “ที่นี่แหละครับนาย บ้านอาจารย์คงหมอผีที่เก่งที่สุด”
       พายัพยิ้ม
       “ดี...คราวนี้ล่ะมึง กูจะปราบทั้งคนทั้งผีให้ราบคราบเลย”
       พงษ์เดินนำพายัพเข้าไปในบ้าน เห็นอาจารย์คงกำลังกราบแท่นบูชาอยู่ แล้วหันมามองที่พายัพกับพงษ์
       “ข้าพร้อมแล้ว”
       อาจารย์คงหน้าตาน่าเกรงขาม พายัพมองยิ้มเห็นถึงชัยชนะ
      
       เนตรอัปสร ยังคงเดินวนเวียนอยู่บริเวณป่าที่ดูร่มรื่น เพื่อเช็คอาการใจหวิวตามที่หลวงปู่บอก ปารมี กับหมอก้อง ช่วยเดินหา แซลลี่กับสิทธิ์ทำทีเดินหาแต่เลี่ยงออกมานั่งพักอู้งาน แซลลี่หงุดหงิด
       “โอ๊ย...เมื่อยจะตายอยู่แล้วจะเดินอะไรกันนักกันหนาเนี่ย เดิน ไปกลับเชียงใหม่ได้แล้วมั้งเนี่ย...ฮึ่ย”
       แซลลี่นวดขาให้ตัวเองไปบ่นไป สิทธิ์นั่งอยู่โทรศัพท์เข้ามาเป็นเบอร์พายัพ เขามองซ้ายมองขวาก่อนแล้วกดรับ
       “ครับพี่”
       “เจอกระดูกอีผีตัวนั้นหรือยัง”
       “ยังเลยครับ ตอนนี้เดินเข้ามาในป่าลึกมากเลยครับพี่”
       หมอก้องเดินหาที่ฝังกระดูกผ่านมาได้ยินแอบฟัง
       “อะไรกันวะ มันหายากหาเย็นขนาดนั้นเลยเหรอ”
       “ผมได้ยินมันพูดกันว่ากระดูกน่าจะอยู่บริเวณนี้แหละครับ น่าจะใกล้ ความจริงแล้วล่ะครับ”
       “งั้นถ้ามันเจอกระดูกเมื่อไหร่รีบขโมยมาเลย ไอ้เชตมันจะได้ไม่ฟื้นขึ้นมาส่วนกระดูกอีผีนั่นจะได้ให้หมอผีปลุกเสกไว้ใช้งาน”
       “ถ้าเจอกระดูกเมื่อไหร่ ผมจะหาทางฉกเอาออกมาให้เร็วที่สุดครับพี่”
       หมอก้องฟังที่สิทธิ์พูดอย่างใช้ความคิด...พายัพวางสายยิ้มสะใจ
      
       เนตรอัปสรเดินหาจุดที่ฝังอย่างตั้งใจ จู่ๆก็เกิดอาการหวิวๆที่ใจ เนตรอัปสรหยุดอยู่กับที่ตั้งสตินิ่งมองตรงพื้นที่ยืนอยู่ เธอเริ่มหายใจขัดรู้สึกสะเทือนใจ เหมือนรับรู้เหตุการณ์ก่อนนวลตาย น้ำตาจะไหล ปารมีสังเกตเห็นรีบเข้าไปหา
       “นะโม...เป็นอะไร...นะโม”
       หมอก้องรีบเข้ามา สิทธิ์กับแซลลี่รีบเข้ามาดู เนตรอัปสรจับมือปารมีแน่น
       “ที่ตรงนี้ เขาอยู่ตรงนี้...”
       ปารมีก้มมองที่พื้น
       “แน่ใจนะนะโม...”
       เนตรอัปสรพยักหน้าทั้งน้ำตา
       “แน่ใจ...”
       “ปานพานะโมไปพักก่อน เดี๋ยวหมอจะขุดตรงนี้เอง”
       แซลลี่กระทุ้งให้สิทธิ์ไปช่วย
       “มาผมช่วย”
       การขุดเริ่มต้นขึ้น โดยมีสิทธิ์ช่วยกันขุดกับหมอก้อง เนตรอัปสรมองดูพื้นดินที่
      
       กิ่งไม้โดนลมพัดเศษใบไม้ปลิวว่อน เฟื่องลุกขึ้นยืนลมพัดเข้าที่หน้าทำให้หน้าที่เป็นผีวูบไปมาน่ากลัว เชตะวันเอามือป้องลมที่พัดอยู่
       “แม่เฟื่อง...ลมอะไรน่ะ”
       “คงจะเป็นลมฝนน่ะ” เฟื่องเสียงนิ่ง “ไม่มีอะไรหรอก”
       ลมสงบลงทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ เชตะวันเอามือลงหันมองเฟื่องที่เข้ามาจับมือเขา
       “รอข้าอยู่ที่นี่นะ ประเดี๋ยวข้าจะกลับมา”
       “แม่เฟื่องจะไปไหน”
       “ข้าไปไม่นานหรอก...”
       เฟื่องยิ้มให้เชตะวัน แล้วเดินแยกไป หน้าเฟื่องกลายเป็นผีน่ากลัว
      
       หมอก้องเอามือปัดเศษดินออกเห็นเป็นกระดูกสีขาวๆโผล่ออกมา หมอก้องรีบเอามือปัดออกจนหมดเห็นเป็นกระดูกชัดเจน เขาดีใจ
       “เห็นแล้ว...”
       ทุกคนลุกเข้าไปดูใกล้ๆ สิทธิ์รีบวางเครื่องมือขยับไปที่หมอก้อง
       “โห...กระดูกจริงๆด้วย”
       สิทธ์เบียดหมอก้องออกไป จะรีบเข้าไปขุดต่อเพื่อเอากระดูกให้ได้ ผีเฟื่องปรากฏตัวขึ้นจัดการผลักสิทธิ์กระเด็นออกไป
       “อ๊าก...”
       ทุกคนตกใจที่เห็นผีเฟื่อง แซลลี่ร้องลั่น
       “อ๊าย....ผี...”
       ผีเฟื่องหันมองไปที่เนตรอัปสร สายตาดุดัน
       “อีนวล มึงมาขัดขวางกูทำไม”
       ปารมีเกาะเนตรอัปสรกลัวๆ
       “ปล่อยคุณเชตไปเถอะนะคะ” เนตรอัปสรจ้องผีเฟื่อง
       “ไม่...ชุนจะต้องอยู่กับข้า”
       “เขาไม่ใช่ชุนของคุณหรอกคะ เขาคือคุณเชตะวันและฉันจะพาเขากลับไปให้ได้”
       ผีเฟื่องโกรธจัดสะบัดมือทำเอาทุกคนกระเด็นไป เนตรอัปสรกระเด็นไปอีกทางกระเป๋าที่ถือมาหลุดมือไปอีกทางทุกคนโดนไปตามๆกัน แซลลี่ร้องวี๊ดว๊ายเข้าไปหาสิทธิ์ที่ล้มอยู่ที่พื้น เนตรอัปสรพยุงตัวลุกขึ้นมามองที่หลุมที่ขุดกระดูกรีบบอกหมอก้อง
       “หมอขุดต่อสิ เร็ว อย่าหยุดนะ”
       ผีเฟื่องจ้องไปที่เนตรอัปสรที่ล้มอยู่ที่พื้น
       “อีนวล !”
       หมอก้องรีบไปที่หลุมขุดโกยๆเอาดินออก ผีเฟื่องมัวแต่จ้องที่เนตรอัปสรที่กำลังมองกระเป๋าและจะมุ่งไปเก็บ เนตรอัปสรลุกออกห่างจากหลุมเพื่อดึงผีเฟื่องออกไป ปารมีรีบเข้าไปช่วยหมอก้องขุด ผีเฟื่องตามไปจัดการกับเนตรอัปสร โดยปรากฏตัวตรงหน้า เนตรอัปสรถอยหลังจะหนี ผีเฟื่องสะบัดตัวเนตรอัปสรกลิ้งไปจนไปหยุดอยู่ตรงต้นไม้ใกล้กับกระเป๋าที่หล่น
       เนตรอัปสรเจ็บพยายามจะฝืนลุกขึ้นมาคว้ากระเป๋าล้วงของในกระเป๋า ผีเฟื่องตรงเข้ามาบีบคอจนขาเนตรอัปสรลอยจากพื้น เนตรอัปสรตาแดงก่ำเพราะขาดอากาศ เลือดกำเดาค่อยๆไหลออกจากทางจมูก แต่มือของเธอพยายามล้วงของในกระเป๋า ผีเฟื่องจ้องเครียดแค้นน่ากลัว เนตรอัปสรล้วงจนเจอในเฮือกสุดท้ายหยิบเอาสายสิญจน์ เหมือนตระกุดเส้นใหญ่ๆคล้องที่คอ ผีเฟืองกรีดร้องปล่อยมือ เนตรอัปสรร่วงลงมานอนฟุบที่พื้น
       ผีเฟื่องดินทุรนทุราย ด้วยความเจ็บปวดจากอิทธิฤทธิ์ของสายสิญจน์ที่คล้องคอ รังสีรัดตัวผีเฟื่องวูบวาบจนดิ้นทุรนทุราย
        
       ก่อนจะทนไม่ไหวสลายร่างจากไปด้วยความเจ็บปวด


  


       เสียงหวีดร้องโหยหวนดังก้องกังวาน
        
       เนตรอัปสรมองดูผีเฟื่องหายตัวไปแล้วหมดแรง หมอก้องกับปารมีช่วยกันขุดจนสำเร็จ ใส่กระดูกในห่อผ้า
       “นะโมเราทำสำเร็จแล้ว”
       สิทธิ์กับแซลลี่ดีใจมอง ปารมีกับหมอก้องหันมามองเห็นเนตรอัปสรนอนฟุบที่พื้นมีเลือดออกทางจมูกจึงรีบเข้ามาช่วย
      
       แซลลี่กับสิทธิ์ค่อยๆเดินเข้ามาหาที่กลุ่มปารมีกับหมอก้อง ที่ประคองเนตรอัปสรนั่ง
       “นะโมเป็นยังไงบ้าง” ปารมีถามอย่างเป็นห่วง
       เนตรอัปสรถามปารมีในสภาพหมดแรง
       “ได้กระดูกมาแล้วใช่มั้ย”
       ปารมียกห่อผ้าโชว์เนตรอัปสร
       “อยู่นี่ไง ฉันจะรักษาอย่างดีเลย”
       ปารมีเอาห่อผ้าใส่ลงในกระเป๋าเป้ของตัวเองที่สะพายมา สิทธิ์มองที่ห่อผ้าที่ใส่กระดูกที่ปารมีเอาใส่เป้คิดๆ แซลลี่มองเหมือนกันกระซิบกับสิทธิ์
       “ถึงเวลาของเราแล้ว รีบๆจัดการจะได้ไปพ้นๆจากผีบ้านี่ซะที”
       ปารมีที่ดูแลเนตรอัปสรอยู่ หมอก้องรีบบอกปารมี
       “ส่งกระเป๋าพวกคุณมาให้ผมดีกว่า เดี๋ยวเราต้องรีบกลับไปหาหลวงปู่อีกและปานต้องพยุงนะโมด้วย หนักเปล่าๆ”
       ปารมีไม่แน่ใจว่าหมอก้องคิดยังไงกันแน่จึงนิ่งไม่ให้ เนตรอัปสรมองแล้วบอกปารมี
       “ให้หมอช่วยเถอะปาน”
       ปารมีจำใจส่งให้ หมอก้องเอากระเป๋าทั้งหมดมาถือ สิทธิ์คิดหาทางขโมย แซลลี่เสียงแปร๋นเข้ามาประคองเนตรอัปสร
       “ให้ฉันช่วยนะ...ฉันนึกว่าเธอจะไม่รอดซะแล้ว อีผีนั่นน่ากลัวจังเลย ไป๊... รีบไปกันเถอะ”
       ทั้งหมดรีบเดินออกไป
      
       หมอก้องเดินมาได้สักพักก็หยุดผูกเชือกรองเท้า ทุกคนหยุดตาม
       “เดินไปเลยครับไม่ต้องห่วง เชือกรองเท้าหลุดน่ะ”
       ทุกคนเลยเดินต่อ หมอก้องเหลือบมองเห็นทุกคนเดินต่อไป หมอก้องเปิดกระเป๋าปารมี ควักห่อกระดูกออกมาแล้วเทกระดูกใส่กระเป่าตัวเอง แล้วรีบหยิบกิ่งไม้กับหินตรงนั้นใส่แทนลงในห่อผ้าแล้วรีบเอายัดใส่กระเป๋าปารมีตามเดิม หมอก้องลุกขึ้นเดินตามกลุ่มไปตามเดิม สิทธิ์กับแซลลี่จ้องไปที่กระเป๋าอย่างมีแผน
      
       เนตรอัปสรเหนื่อยหอบไปต่อไม่ไหว แซลลี่เห็นช่องจึงทำทีเป็นห่วง
       “ท่าทางเธอไม่ไหวเลยนะพักตรงนี้ก่อนดีกว่านะ”
       ปารมีมองดูเนตรอัปสรเห็นเหนื่อยเกินไปที่จะเดินต่อ
       “นะโมพักก่อนก็ดีนะ”
       เนตรอัปสรพยักหน้า ปารมีพยุงไปนั่ง หมอก้องวางกระเป๋าลงข้างๆแล้วเข้ามาช่วยประคอง แซลลี่ถอยหลังหนีมองเห็นว่ามีจังหวะที่จะฉกกระเป๋าจึงส่งสัญญาณกับสิทธิ์ให้เริ่ม แซลลี่เดินถอยห่างออกจากกลุ่มไป สิทธิ์ได้โอกาสเข้าไปใกล้กระเป๋าแล้วรีบคว้ากระเป๋าของปารมีแล้วรีบวิ่งออกไปทางเดียวกับที่แซลลี่ถอยไป หมอก้อง ปารมี เนตรอัปสรหันไปเห็นตกใจ
       “เฮ้ย...กระเป๋ากระดูก...”
       เนตรอัปสรตกใจที่ปารมีพูดถึงกระดูก ปารมีจะวิ่งไปแต่เห็นหมอก้องยืนมองนิ่งเธอจึงต่อว่าเขา
       “ยืนบื้ออยู่ทำไมคะหมอ ไปช่วยกันตามเร็วสิคะ...”
       หมอก้องมองนิ่ง ปารมีรำคาญจะออกไปตามเอง
       “ฉันไปตามเองก็ได้”
       หมอกก้องคว้าแขนปารมีไว้
       “อะไรของหมอ ช่วยก็ไม่ช่วยยังจะมาดึงไว้ทำไม รู้มั้ยว่ากระดูกนั่นมันสำคัญกับนะโมแค่ไหน”
       หมอก้องพยักหน้า
       “รู้สิ”
       “รู้งั้นเหรอ แล้วหมอปล่อยให้ไอ้พวกนั้นมันฉกเอาไปง่ายๆแบบนี้เนี่ยนะ”
       “กระดูกจริงอยู่ที่นี่”
       หมอก้องหยิบกระดูกจริงขึ้นมา เนตรอัปสรกับปารมีงง ทั้งสองคนเห็นว่าอยู่จริง ปารมีสงสัย
       “แบบนี้แสดงว่าหมอรู้ก่อนแล้วว่าพวกนั้นจะขโมยน่ะสิ”
       หมอก้องพยักหน้า
       “ผมได้ยินแต่ไม่รู้ว่าเขาพูดอยู่กับใคร”
       “ขอบคุณมากนะคะหมอ”
       ปารมีมองจับผิด นึกขึ้นได้
       “เดี๋ยวนะ แล้วทำไมกระดูกถึงมาอยู่ในกระเป๋าของหมอได้ล่ะ เพราะ ปานเป็นคนใส่ในกระเป๋าตัวเองกับมือ ไม่ใช่ว่าหมอสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อแสดงตัวเป็นฮีโร่นะ”
       ปารมียังไม่เชื่อใจ หมอก้องเล่าสิ่งที่ทำให้ฟัง...ตอนนั้นเขาเดินมาได้สักพักก็หยุดผูกเชือกรองเท้า ทุกคนหยุดตาม
       “เดินไปเลยครับไม่ต้องห่วง เชือกรองเท้าหลุดน่ะ”
       ทุกคนเลยเดินต่อ หมอก้องเหลือบมองเห็นทุกคนเดินต่อไป ก็เปิดกระเป๋าปารมีควักห่อกระดูกออกมาแล้วเทกระดูกใส่กระเป่าตัวเอง แล้วรีบหยิบกิ่งไม้กับหินตรงนั้นใส่แทนลงในห่อผ้าแล้วรีบเอายัดใส่กระเป๋าปารมีตามเดิม หมอก้องลุกขึ้นเดินตามกลุ่มไปตามเดิม
       “ผมคิดแล้วว่าเขาต้องหาจังหวะขโมยกระดูกนั่น”
       ปารมีมองหมอก้องหมั่นไส้ เนตรอัปสรยิ้มชื่นชม
       “หมอวางแผนเก่งจังเลยนะคะ”
       ปารมีพูดลอยๆ
       “คนแผนเยอะก็แบบนี้แหละ” ปารมีหันไปหาเนตรอัปสร “เธอดีขึ้นยัง เรารีบเอากระดูกนี่ไปทำพิธีกันเถอะ”
       “ไปสิ”
       เนตรอัปสรลุกขึ้น ปารมีช่วยพยุงเดินไปต่อ หมอก้องมองภูมิใจที่ตัวเองได้ทำตัวเป็นประโยชน์ช่วยทุกคนแล้วเดินตามไป
      
       เชตะวันนั่งรอเฟื่องอยู่ที่เดิม เฟื่องปรากฏตัวขึ้นทางด้านหลังของเขาในสภาพที่ย่ำแย่ไม่มีเรี่ยวแรง เฟื่องมองเห็นเชตะวันยังอยู่ยิ้มดีใจรีบเดินเข้าไปหา
       “ชุน...”
       เชตะวันหันมาเห็นเฟื่องในสภาพที่ย่ำแย่ก็ตกใจ
       “แม่เฟื่อง เกิดอะไรขึ้นน่ะ...”
       เชตะวันรีบเข้าไปประคองเฟื่องอยู่ในอ้อมแขน เฟื่องดีใจจับหน้าชุน
       “ข้ามีเวลาไม่มากนัก ข้าอยากให้เจ้าพาข้าไปที่แห่งหนึ่ง”
       เชตะวันสงสัย
       “ที่ไหนเหรอ”
       “ที่ที่เจ้ากับข้าจะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป”
       เฟื่องมองเชตะวันด้วยสายตาที่อ้อนวอน
      
       พายัพกับพงษ์นั่งรออยู่หน้ากระท่อมอย่างกระวนกระวาย สิทธิ์กับแซลลี่ขับรถเข้ามาจอด สิทธิ์รีบลงมาจากรถพร้อมกระเป๋าเป้ปารมีที่ได้มา
       “ได้ของมาแล้วครับพี่”
       พายัพดีใจ แซลลี่รีบตามลงมาจากรถพุ่งเข้าไปหาพายัพทันที
       “พี่ยัพน่ะให้แซลลี่ไปทำอะไรก็ไม่รู้ มีพงมีผีเต็มไปหมด แซลลี่ เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแน่ะ พี่พายัพต้องตบรางวัลให้แซลลี่ด้วยนะคะ”
       สิทธิ์มองแซลลี่ที่ระริกระรี้หาพายัพอย่างเคืองๆ หมอผีโผล่ออกมาจากในบ้าน
       “ถ้าได้กระดูกนั่นมาแล้ว ก็รีบทำพิธีก่อนตะวันลับฟ้าเถอะ”
       “ได้ครับ” พายัพหันบอกพงษ์ “ไปเอากระดูกนั่นไปทำพิธีเร็ว”
       พงษ์รับคำแล้วรีบไปจัดการเอากระเป๋าที่สิทธิ์ถือเดินนำเข้าไปในบ้าน
       ทุกคนจึงตามเข้ามา พงษ์จัดแจงเอาห่อผ้าในกระเป๋าออกมาวางที่พานในปรำพิธี หมอผีเริ่มสวดคาถา ทุกคนมองพนมมือตาม
      
       ห่อผ้าขาววางอยู่ตรงหน้าหลวงปู่ที่กำลังหลับตาท่องคาถา เนตรอัปสรนั่งพนมมือตั้งจิตอธิฐานถึงเชตะวัน
      
       เย็นนั้น เฟื่องกับเชตะวันก้าวเข้ามาใกล้หน้าผา เฟื่องมองหน้าเขายิ้มมีความสุข
       “คุณพาผมมาที่นี่ทำไม”
       เฟื่องยิ้มเศร้าๆ
       “ที่นี่เป็นที่ที่เจ้ากับข้าสาบานรักร่วมกัน”
      
       ภาพอดีตกาลแว่บเข้ามา เฟื่องเศร้าๆหันมายิ้มให้ชุน
       “ขอให้เจ้าจำที่ริมผาแห่งนี้ หากเราต้องพลัดพรากจากกัน ไม่ว่าเป็นหรือตาย เราจะมาเจอกันที่นี่”
       ชุนอ่อนระโหยเต็มที
       “ใช่ เราจะมาเจอกันที่นี่”
       “แม้จะต้องตายก็ขอให้มาสิ่งสถิต ณ ริมผาแห่งนี้ คราวใดได้เจอกัน ขออย่าลืมรักของเรา เราจะอยู่ด้วยกันทุกชาติทุกภพไป”
       “ข้าพร้อมแล้ว”
       “เราจะรักกันตลอดไป”
       ชุนและเฟื่องกอดกันเป็นครั้งสุดท้าย แล้วโรยตัวหล่นผาทั้งที่กอดกันด้วยความรักแบบนั้นไปด้วยกัน
      
       เชตะวันมองดูเฟื่องที่บาดเจ็บด้วยความสงสาร
       “ไปกับข้าเถอะนะชุน เราก็จะได้อยู่ร่วมกันตามคำสาบานสักที จะไม่มีใครพรากเราจากกันได้อีก”
       เชตะวันมองสงสาร มือเฟื่องจับมือเขา เชตะวันได้แต่นิ่งงันมองไปเบื้องหน้าที่เวิ้งว้าง
      
       เนตรอัปสร ปารมี หมอก้อง นั่งพนมมืออธิฐานจิตร่วมทำพิธีสวดส่งวิญญาณของเฟื่อง หลวงปู่นั่งบริกรรมคาถาโดยมีกระดูกเฟื่องวางอยู่ตรงหน้า ลมพัดไปทั่วบริเวณที่ทำพิธี เนตรอัปสรตั้งจิตอธิฐานส่งถึงเชตะวัน เธอมองนิ่งที่เปลวเทียนตรงหน้า หลวงปู่บริกรรมคาถาเป่ามนต์ลงบนกระดูกของเฟื่อง มีแสงเรืองรองรอบกองกระดูก
      
       เฟื่องจับมือเชตะวันก้าวออกมาชิดหน้าผาพร้อมโดด เฟื่องมองตาเขาด้วยความรักอย่างเต็มเปี่ยมในหัวใจ เชตะวันมองตาเฟื่องสงสารสิ่งที่เธอต้องเผชิญในครั้งอดีต ทันใดนั้นเสียงเนตรอัปสรภาวนาดังแว่วมา
       “หากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเชตเป็นเหตุมาจากคำสาบานในอดีต ลูกขอแลกคำสาบานกับแรงบุญที่ลูกมี เพื่อขอชีวิตของเชตกลับคืนด้วยเถิด”
       เมื่อเชตะวันเริ่มที่จะโดด วิญญาณของเขาก็หายไปต่อหน้าเฟื่องที่มีแสงเรืองรองอยู่รอบตัว เฟื่องมองหาเสียใจร้องไห้เจ็บปวดทุรนทุราย
       “ชุน...อย่าไป...”
       เฟื่องเสียใจร้องเสียงดังโหยหวนทั่วหน้าผาแห่งนั้น
      
       เชตะวันสะดุ้งขึ้นรู้สึกตัวในขณะที่ยังครอบเครื่องช่วยหายใจอยู่ เสียงที่วัดชีพจรดังตี๊ดๆขึ้นมา พยาบาลที่กำลังขยับสายน้ำเกลือและหมอที่อยู่ใกล้ๆหันมามอง เชตะวันค่อยๆลืมตา ภาพของเฟื่องยังไม่จางไปจากความคิด
       “เฟื่อง...เฟื่อง...” เชตะวันเรียกแบบแผ่วเบา
       หมอกับพยาบาลตื่นเต้นดีใจที่เขาฟื้นแล้ว...ทั้งหมอและพยาบาลวิ่งวุ่น ทำการเช็คร่างกายเชตะวัน เป็นการใหญ่ เชตะวันเหมือนคนตายแล้วฟื้นขึ้นมานิ่งนอนคิดเรื่องราวอย่างช้าๆ
      
       ภายในกระท่อมยังคงทำพิธีกันอยู่ เสียงโทรศัพท์พายัพดังเห็นเป็นเบอร์โรงพยาบาลพายัพขยับออกมามุมห้องรับสาย
       “สวัสดีครับ”
       “สวัสดีครับ หมอโทรจากโรงพยาบาลนะครับ จะแจ้งเรื่องอาการของคุณเชตน่ะครับ”
       พายัพแอบยิ้มดีใจคิดว่าเชตะวันตายแน่
       “ผมทำใจไว้แล้วล่ะครับว่าน้องผมคงไม่รอด”
       “เดี๋ยวครับ...คือว่าหมอจะแจ้งว่าอาการของคุณเชตะวันกระเตื้องขึ้นมา อยู่ในเกณฑ์เกือบจะปกติแล้วครับ ซึ่งเป็นเคสที่พิเศษที่เพิ่งเคยเจอ ถ้ายังไงคุณรีบมาที่โรงพยาบาลด่วนเลยนะครับ”
       พายัพอึ้งค่อยๆลดโทรศัพท์ลง หน้าเครียดจัด หันไปมองปรำพิธีที่แซลลี่ สิทธิ์และหมอผีกำลังทำอยู่ พายัพเดินเข้าหยิบห่อกระดูเปิดออกดู โมโหสุดขีด
       “โธ่เว้ย...”
       พายัพคว้าห่อผ้าทุ่มลงกลางวงเห็นว่าสิ่งที่อยู่ในห่อผ้าเป็นเศษกิ่งไม้กับหิน หมอผีหน้าเหวอ
       “นี่มันอะไรกัน พวกเอ็งลบหลู่พิธีข้างั้นเหรอ”
      
        สิทธิ์กับแซลลี่กระเถิบหนี พายัพโมโหทำลายพิธีจนสิ้น

       จบตอนที่  23
ตอนที่ 24
      
       เย็นนั้น...อนงค์หน้าตาตื่นเปิดประตูเข้ามาในห้องของอาทิตย์
      
       “น้า...น้า..ฉันมีข่าวดีมาบอก”
       บวรหันมาทำท่าทางจุ๊ปากบอกให้อนงค์เบาๆเพราะอาทิตย์นอนอยู่ อนงค์หันมาทางเจ้านายที่นอนลืมตาอยู่สำรวมอาการลงนิดหนึ่งแต่ก็ยังดีใจ
       “นงค์ขอโทษค่ะที่ทำเสียงดัง แต่นงค์กลั้นไม่ไหวค่ะ ข่าวดีค่ะ”
       บวรสนใจ อาทิตย์มอง
       “คุณเชตฟื้นแล้วค่ะ”
       บวรกระโดดตัวลอยดีใจกอดอนงค์ อาทิตย์ดีใจแสดงออกได้เพียงน้ำตาแห่งความดีใจที่ลูกชายกลับคืนมา บวรเห็นอาทิตย์น้ำตาเอ่อหยุดมองอนงค์มองตามสงสารเจ้านาย อนงค์รีบเข้ามาใกล้เตียงแล้วย่อตัวบอกกับเจ้านาย
       “ตอนนี้หมอกำลังเช็คร่างกายคุณเชตอยู่ค่ะ คุณผู้ชายดีใจใช่มั้ยคะ”
       อาทิตย์นอนน้ำตาเอ่อดีใจ อนงค์กับบวรยิ้มให้กันอย่างมีความสุข
      
       หลวงปู่ส่งห่อผ้าใส่กระดูกให้เนตรอัปสร ที่ยังได้รับบาดเจ็บจากการทำร้ายของเฟื่อง
       “ตอนนี้วิญญาณนี้จะอ่อนแรง ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว”
       “แล้วพวกเราต้องทำยังไง กับกระดูกนี่อีกหรือเปล่าคะ” เนตรอัปสรสงสัย
       “ส่วนกระดูกนี่เก็บรักษาไว้ให้ วิญญาณของกระดูกนี้จะสลายไปก็ต่อเมื่อได้ทำพิธีเผากระดูก”
       “งั้นเราเผาเลยได้ไหมคะ” ปารมีถามบ้าง
       “ไม่ได้หรอก การเผาต้องเกิดจากการยินยอมของเจ้าของกระดูกซะก่อนไม่งั้นก็ไม่สามารถ ทำอะไรดวงวิญญาณนั้นได้”
       ทุกคนอึ้ง เนตรอัปสรถามหลวงปู่
       “แล้วต้องทำยังไงวิญญาณของเขาถึงจะยอมล่ะคะ”
       “จิตเขาผูกอยู่กับใครก็คนนั้นแหละที่จะทำได้ หน้าที่ของอาตมาแล้ว”
       เนตรอัปสรรู้ได้เลยว่าเชตะวันเท่านั้นที่จะทำได้ แล้วทันใดนั้นหลวงปู่ก็หายตัวไปต่อหน้าทุกคน เนตรอัปสรลุกขึ้นมองหาหลงปู่ แต่ด้วยอาการที่แย่อยู่ ทำให้เธอทรุดลงอ่อนแรง หมอก้องเข้าดูอาการ
       “นะโมอาการไม่ดีเลย เรารีบออกจากป่านี้ก่อนที่จะค่ำกันเถอะ”
       ปารมีช่วยหมอก้องประคองเนตรอัปสรกลับ
      
       พายัพโกรธจัดหันไปต่อว่าสิทธิ์กับแซลลี่
       “มันเกิดอะไรขึ้น ฉันให้ไปขโมยกระดูกผีจากไอ้พวกนั้น แต่กลับได้มาเป็นกิ่งไม้แบบนี้”
       สิทธ์เดินไปหยิบกระเป๋าปารมีแล้วอธิบายให้พายัพฟัง
       “ผมกับแซลลี่เห็นกับตาว่าพวกมันใส่กระดูกผีไว้ในกระเป๋านี้จริงๆนะครับ พวกเราถึงขโมยมาให้หรือว่ามันต้องรู้แผนของเรามันก็เลยป้องกัน เอากิ่งไม้มาเปลี่ยนแบบนี้แล้วเราจะทำยังไงดีครับ พี่พายัพ”
       “แซลลี่ไม่ไหวที่จะกลับไปเอากระดูกผีคืนแล้วนะคะ แซลลี่กลัว”
       หมอผีนั่งอยู่หน้าปรำพิธีที่ครุ่นคิดอยู่ก่อนพูดโพล่งขึ้นมา
       “หยุดพูดกันได้แล้ว วิญญาณที่ว่ามันยังไม่ดับสลายหรอก”
       พายัพหันมาสงสัย
       “ถ้าวิญญาณของมันยังไม่ดับสลาย แล้วทำไมไอ้เชตมันถึงฟื้น ขึ้นมาได้ล่ะ”
       หมอผีคิดๆ
       “กระดูกผีตัวนั้นยังไม่ถูกทำลาย มันแค่ถูกครอบวิญญาณไว้เท่านั้น”
       แซลลี่กับสิทธิ์กลัวๆ
       “แล้วอย่างงี้วิญญาณอีผีบ้านั่นมันจะกลับมาอีกมั้ยคะ”
       “มันกลับมาไม่ได้หรอก”
       แซลลี่ถอนหายใจโล่งอก
       “เฮ้อ...ค่อยยังชั่ว”
       “นี่เท่ากับว่าฉันทำอะไรไอ้เชตไม่ได้แล้วงั้นเหรอ...โธ่เว้ย”
       หมอผีคิดๆ
       “มันก็มีทางอยู่เหมือนกัน”
       พายัพและทุกคนหันมอง
       “อะไรล่ะอาจารย์”
       “มันจะกลับมาก็ต่อเมื่อเราเอากระดูกมันมาทำพิธีปลุกผี ให้วิญญาณของมันตกเป็นทาสของเรานะสิ”
       พายัพคิดตามตาวาวเป็นประกาย
      
       ค่ำนั้น แซลลี่ พงษ์ สิทธิ์นั่งมองพายัพที่ยืนเหม่อๆใช้ความคิด
       “นาย...ตกลงนายจะทำตามที่อาจารย์คงบอกเหรอครับ” พงษ์ถามขึ้น
       พายัพคิดเครียดแล้วหันมา
       “ใช่...ฉันจะปลุกวิญญาณอีผีนั่นขึ้นมา”
       ทุกคนผวา สิทธิ์หวาดๆ
       “มันจะดีเหรอครับพี่ ผีนั่นมันน่ากลัวมากนะครับ”
       แซลลี่ตื่นกลัว
       “ใช่ค่ะ มันน่ากลัวจริงๆ แซลลี่เจอมากับตัวเลยล่ะ อย่าไปยุ่ง กับมันเลยนะคะ ปล่อยให้มันอยู่แบบนั้นน่ะดีแล้วค่ะ”
       “ยิ่งมันน่ากลัวมากเท่าไหร่ ไอ้เชตมันก็ใกล้ความตายมาก เท่านั้น ฉันจะใช้มันทำลายไอ้เชตไปให้พ้นทางของฉัน”
       “แต่ถ้าเจ้านายคิดจะปลุกผีตัวนี้ขึ้นมาก็ต้องเอากระดูกผีจริงๆ มาให้ได้นะครับ” พงษ์แนะ
       “ใช่ ฉันจะต้องเอากระดูกผีมาให้ได้ตอนนี้กระดูกอีผีนั่น ต้องอยู่กับพวกมันแน่ๆ”
       สิทธิ์กับแซลลี่มองหน้ากัน
       “ถ้างั้นคงต้องรีบตามกลับไปเอาที่รีสอร์ทแล้วละครับ พวกมันต้องกลับไปที่รีสอรท์แน่ๆเพราะข้าวของมันยังอยูที่นั่นกันครับ”
       พายัพได้ยินค่อยๆยิ้มมีแผนการร้าย
       “ที่รีสอร์ท...”
      
       ปารมี พยุงเนตรอัปสรเข้ามาในห้องพัก หมอก้องถือห่อผ้าที่ใส่กระดูกตามเข้ามา ปารมีพาเนตรอัปสรลงนั่งที่เตียง ดาลัดถือกล่องใส่ยาเล็กๆตามมา
       “กล่องยามาแล้วค่ะ ใครเป็นอะไรเหรอคะ”
       ดาลัดตรงมาที่เตียงเห็นเนตรอัปสรหน้าซีดอยู่ มีแผลถลอกๆโดนกิ่งไม้ถากเล็กๆแถวๆแขนที่เสื้อปิดได้ก็ถามอย่างสงสัย
       “คุณเนตรไปโดนอะไรมาคะ”
       “โดนกิ่งไม้ในป่าเกี่ยวมาน่ะค่ะ” ปารมีบอก
       “โถ...เลยเจ็บตัวเลย แล้วได้เจอหลวงปู่มั้ยคะ”
       “เจอค่ะ”
       ดาลัดท่าทางหวาดๆ
       “แล้วเอ่อ...ผี...ที่ว่าล่ะคะ”
       ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ดาลัดและทุกคนสะดุ้ง ดาลัดตกใจ เนตรอัปสรควานหามือถือในกระเป๋าแล้วกดรับสาย
       “ฮัลโหล”
       อนงค์พูสายน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ
       “คุณพยาบาล พี่นงค์เองค่ะ”
       “มีอะไรเหรอคะ”
       “คุณเชตรู้สึกตัวแล้วนะคะ”
       เนตรอัปสรดีใจ
       “จริงเหรอคะพี่นงค์ คุณเชตฟื้นแล้วเหรอคะ”
       เนตรอัปสรดีใจน้ำตาไหล ฟังที่อนงค์เล่า
       “จริงๆค่ะ ตอนนี้คุณหมอกำลังตรวจเช็คร่างกายคุณเชตอยู่ค่ะ คุณ พยาบาลรีบกลับมานะคะ”
       “ค่ะ เนตรจะรีบกลับไปนะคะ”
       อนงค์วางสายไป เนตรอัปสรดีใจบอกกับทุกคน
       “คุณเชตฟื้นแล้ว พวกเราทำสำเร็จแล้ว...ขอบคุณนะทุกคน”
       ปารมีเข้าไปดีใจกับเพื่อน
       “ดีใจด้วยนะโม...”
       ดาลัดยิ้มโล่งใจ
       “แบบนี้แสดงว่าพวกคุณปราบผีได้แล้วน่ะสิคะ...ดีจังต่อไปฉันจะได้ไม่ต้องระแวงอีก ดีใจกับคุณเชตจริงๆ”
       เนตรอัปสรดีใจจนลืมว่าตัวเองบาดเจ็บกอดกับปารมี หมอก้องมองอมยิ้มแต่ในใจแอบน้อยใจ
       “ผมว่านะโมควรทำแผลก่อนดีกว่านะครับ”
       หมอก้องเดินถือกล่องยาเข้ามา ปารมีหันมองหมอก้องคว้ากล่องยามาถือ
       “มานี่ฉันทำแผลให้นะโมเอง”
       ปารมีจัดแจงทำแผลใส่ยาแปะผ้าพันแผลที่แขนให้เนตรอัปสร หมอก้องได้แต่มอง เก้อๆไม่รู้จะทำอะไรเหลือบเห็นห่อใส่กระดูกที่วางอยู่มองหากล่องใส่จึงหันไปถามดาลัด
       “เอ่อคุณดาลัดครับที่นี่พอจะมีกล่องเล็กๆสักกล่องมั้ยครับ ผมจะเอามาใส่กระดูกนี่หน่อยน่ะครับ”
       ดาลัดมองห่อผ้าตกใจ
       “กระดูกผีอยู่ในนั้นเหรอคะ”
       หมอก้องพยักหน้า ดาลัดหลอนๆ
       “ได้ค่ะเดี๋ยวพี่รีบไปเอามาให้นะคะ”
       “ขอบคุณครับ”
       ดาลัดมองที่ห่อกระดูก หลอนๆ รีบออกไป ผีเดือนโผล่เป็นตัวจางๆที่ประตูหน้าห้องเพราะหมดเรี่ยวแรงจากฤทธิ์ของพระที่เนตรอัปสรสวมให้ปารมี ผีเดือนมองกระดูกเฟื่องอย่างสงสาร
       “คุณหนูของบ่าว”
      
       ดาลัดรื้อหากล่องกระดาษในห้องทำงานที่รีสอร์ท จนได้กล่องใส่เอกสารมีฝาปิดใบหนึ่ง
       “อันนี้น่าจะใช้ได้”
       ดาลัดจะเดินออกเสียงมือถือดังขึ้น เธอรีบหยิบมาดูเบอร์เห็นเป็นเบอร์ของพายัพ
       “สวัสดีค่ะคุณพายัพ”
       พายัพเดินออกมาที่หน้าบ้านมีพงษ์นั่งอยู่ไม่ไกลนัก
       “ผมได้ข่าวว่าพยาบาลของเชตกับเพื่อนๆ มาพักที่รีสอร์ทใช่มั้ยครับ”
       “ใช่ค่ะ มากันตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ นี่ก็เพิ่งจะกลับกันมาจาก ในป่าคุณพยาบาลบาดเจ็บมาด้วยนะคะ...ว่าแต่ คุณพายัพถามทำไมเหรอคะ”
       พายัพนึกหาคำตอบ
       “เอ่อ...คือ...ว่าจะโทรบอกคุณดาลัดตั้งแต่เมื่อวานว่าให้ช่วยดูแลหน่อยน่ะครับ”
       “อู๊ย...ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะเรื่องเทคแคร์ดูแล ดาลัดถนัดค่ะ”
       พายัพหลอกถาม
       “เอ่อ...ไม่รู้ว่าคุณพอจะเห็นพวกคุณเนตรถือของอะไรกลับเข้ามากันบ้างไหมครับ”
       “ก็เห็นแต่กระเป๋าที่เขาถือกันไปส่วนของอย่างอื่นก็ไม่เห็นมีนะคะ....อ้อ...มีอีกอย่างที่เห็นคือห่อที่ใส่กระดูกผีนี่แหละค่ะที่ดาลัดต้องมาหากล่องไปให้เขาใส่”
       พายัพตาลุกวาว
       “เดี๋ยวนะ...กระดูกผีใช่มั้ย”
       ดาลัดแหยงๆ
       “ค่ะ คุณที่เป็นหมอเขาบอกอย่างงั้นน่ะค่ะ”
       “คุณดาลัด...คุณฟังผมนะ ห่อกระดูกที่ว่าน่ะมันเป็นของอัปมงคล ยิ่งอยู่ในรีสอรท์นานๆจะไม่ดี”
       “ตายแล้ว...แล้วดาลัดจะทำไงล่ะคะ”
       “งั้นคุณรีบเอาออกมาให้ผมทีแต่อย่าให้พวกนั้นรู้ตัวนะ”
       “ทำไมล่ะคะ”
       “เพราะผมเป็นห่วงไม่อยากให้ใครเดือดร้อน...คุณช่วยเอามันมาให้ผมหน่อย เอากระดูกนี่มาแล้วก็หาอย่างอื่นใส่ในกล่องแทนพวกนั้นจะได้ไม่สงสัย”
       ดาลัดหน้าตาตื่นๆกลัวๆ
       “แล้วจะให้ฉันเอาไปให้คุณที่ไหนล่ะค่ะ”
       “ท้ายรีสอร์ทแล้วกันผมจะไปรอที่นั่น”
       “ก็ได้ค่ะ”
       พายัพวางหูหันไปทางพงษ์
       “ไปไอ้พงษ์ไปหาเหยื่อกันดีกว่า”
       แซลลี่เพิ่งโผล่มาพอดีได้ยินดี เห็นพายัพกับพงษ์เดินออกไป แซลลี่คิดๆ
       “เหยื่อ...ใครกัน ไม่ยอมเข้ามาบอกเราก่อนออกไปด้วย แอบตามไปดูดีกว่า”
       แซลลี่อยากรู้สะกดรอยตามพายัพกับพงษ์ไป
      
       ตาลัดถือกล่องเข้ามาในห้องพร้อมด้วยถุงขยะดำๆที่ใส่ห่อผ้าอีกอันไว้เห็นหมอก้อง กับ ปารมีดูแลเนตรอักสรอยู่ ดาลัดมองที่ห่อกระดูกที่วางอยู่แล้วเริ่มทำตามที่พายัพบอก
       “กล่องมาแล้วค่ะ”
       หมอก้องหันมา ดาลัดรีบพูดต่อ
       “เดี๋ยวพี่เก็บให้ก็ได้ค่ะ ห่อผ้าตรงนั้นใช่มั้ยคะ”
       “ใช่ครับ ขอบคุณนะครับ”
       ดาลัด ยิ้มให้
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       ดาลัดรีบเดินไปที่ห่อผ้าสีขาว เอาตัวบังไม่ให้ 3 คนนั้นเห็น ดาลัดรีบเอาห่อห่อผ้าที่เตรียมมาจากถุงขยะดำยัดใส่ในกล่องแล้วรีบเอา ห่อกระดูกใส่กลับเข้าถุงดำแทน เธอทำไประแวดระวังไวไปกลัวคนเห็นแล้วเอาเทปปิดกล่องให้เรียบร้อยเช็ดเหงื่อระงับความตื่นเต้นก่อนที่จะบอกทุกคน
       “เรียบร้อยแล้วค่ะ เอากล่องไว้ตรงไหนดีคะ”
       “เดี๋ยวผมจัดการเองครับ...ขอบคุณนะครับ”
       “งั้นพี่วางไว้ตรงนี้นะคะ...พวกคุณอยากได้อะไรเพิ่มอีกมั้ยคะ”
       ปารมียิ้มให้
       “ไม่แล้วล่ะค่ะ...ขอบคุณมากค่ะ”
       “งั้นพี่ไปทำงานต่อก่อนนะคะ” ดาลัดมองเนตรอัปสรที่นอนหมดเรี่ยวแรง อยู่ยิ้มให้ “หายไวๆนะคะคุณเนตร”
       เนตรอัปสรยิ้มรับ
       “ขอบคุณค่ะ”
       ดาลัดรีบออกไปในมือกำถุงดำไว้แน่น เดินออกไป
      
       แซลลี่สะกดรอยตามพายัพมา เดินมาตามทางในป่าท้ายรีสอร์ท พายัพกับพงษ์ยืนรอที่จุดนัดหมาย แซลลี่แอบฟัง พายัพชะเง้อมองหาดาลัดยังไม่มาสักที
       “ช้าจังทำไมยังไม่มาอีกนะ”
       “นายว่ายัยดาลัดจะทำสำเร็จเอากระดูกผีนั่นมาให้เราได้เหรอครับ”
       “ต้องได้สิ ยัยดาลัดหน้าโง่พอมันรู้ว่ากระดูกผีเป็นอัปมงคล มันก็คงรีบแจ้นเอาออกมาจากรีสอร์ททันทีแหละ”
       ดาลัดเข้ามาพอดี กำลังจะเรียกก็ได้ยินเสียงสองคนพูดถึงตนจึงหยุดแอบฟัง
       “ถ้าเราได้กระดูกผีนี้มาเมื่อไหรละก็่ ไอ้เชต มันตายแน่ ฉันจะทำพิธีปลุกวิญญาณอีผีตัวนั่นให้ไปฆ่ามันเอง”
      
       พายัพหน้าตาร้ายกาจ


  


       ดาลัดแอบฟังตกใจคิดไม่ถึงว่าพายัพจะร้ายขนาดนี้
      
       “ตอนนี้ก็รอแค่กระดูกผี ถ้านังดาลัดหน้าโง่เอามาให้เราได้แผนเราก็จะสำเร็จ” พายัพหันไปมองพงษ์ “ถึงเวลานั้นแกรู้ใช่มั้ยว่าจะจัดการกับนังดาลัด หน้าโง่นั่นยังไง”
       พงษ์พยักหน้า ทำท่าปาดคอให้พายัพเห็นสองคนหัวเราะชอบใจ
       “พ่อฉันยังทำให้พิการเลย แล้วประสาอะไรกับลูกจ้างแก่ๆในรีสอร์ทวะ”
       ดาลัดซีดเผือดลงทันที ก้มมองถุงดำที่ถืออยู่ในมือ กลัวตาย
       “จะฆ่าฉันงั้นเหรอ”
       ผีเดือนรวบรวมพลังปรากฏตัวเพื่อให้เห็นได้เพียงแว๊บเดียว ดาลัดเห็นเดือนตรงหน้าอย่างจังด้วยความตกใจทำเสียงดัง
       “ว๊าย...”
       ดาลัดรีบเอามือปิดปากลนลานออกจากที่นั่น พายัพกับพงษ์รู้ตัวมีคนแอบฟัง
       “ใคร...ใครอ่ะ...” พายัพคิดๆนึกได้ “ฉิบหายแล้ว ดาลัด...”
       พงษ์มองหน้าพายัพพยักหน้าสองคนรีบตามไปทางเสียงที่ได้ยิน แซลลี่แอบมองอยู่ห่างๆหลบทันที ยังไม่ทันที่ดาลัดจะเดินออก พงษ์กับพายัพก็โผล่พรวดมา ดาลัดตกใจ
       “ว๊าย...”
       พายัพมองจ้องหน้านิ่งเหี้ยม ดาลัดรีบบอก
       “ฉันเอากระ...กระดูก...ตามที่คุณบอกมาให้ค่ะ”
       ดาลัดรีบยื่นให้ พายัพรับมาแล้วมองพงษ์ ดาลัดมองตามรู้ว่าต้องถูกฆ่าแน่รีบชิงพูดก่อนยกมือไหว้ขอชีวิต
       “ฉันสัญญาว่าจะไม่พูดไม่บอกใครเด็ดขาด เรื่องคุณจะฆ่าคุณเชต ปล่อยฉันไปเถอะนะคะ”
       พายัพนิ่งก่อนที่จะพูด
       “คุณดาลัดสัญญาจะไม่บอกใครแน่นะครับ”
       “แน่คะ ดาลัดไม่มีทางทรยศคุณพายัพแน่นอนคะปล่อยฉันไปเถอะนะคะ”
       พายัพตัดสินใจปล่อย ดาลัดดีใจไหว้ขอบคุณ
       “ขอบคุณค่ะ ขอบคุณคุณพายัพนะคะ ดาลัดไปก่อนนะคะ”
       ดาลัดรีบไป พายัพพยักหน้ากับพงษ์เป็นอันรู้กัน แซลลี่มองตามที่ดาลัดออกไป
      
       ดาลัดหวาดกลัวผี ประกอบกับการได้ยินเรื่องราวทั้งหมดที่เป็นความลับของพายัพที่ทำร้ายเชตะวัน
       “ทำไมต้องมารู้มาเห็นเรื่องแบนนี้ด้วยก็ไม่รู้...”
       ดาลัดเครียด
       “คุณพายัพนะคุณพายัพ ทำไมกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้”
       ดาลัดหยุดคิดตัดสินใจหยิบมือถือขึ้นมา
       “คุณเชตจะต้องไม่มาตายเพราะเรา...”
       ดาลัดกดโทรศัพท์...มือถือเนตรอัปสรดังแต่เธอหลับอยู่ ปารมีรับสาย
       “ฮัลโหล”
       “เอ่อ...คุณเนตร ฉันมีเรื่องจะบอกคะ คือ...”
       พงษ์โผล่มาตรงหน้าเอามีดแทงดาลัดเพื่อปิดปากทันที ปารมีงงๆ
       “ฮัลโหล...ได้ยินมั้ยคะ...”
       ดาลัดทรุดลงจมกองเลือดมองหน้าพายัพที่โผล่มายิ้มเหี้ยมๆ พายัพหยิบโทรศัพท์ดาลัดมากดปิดเครื่องทันที ปารมีมองโทรศัพท์ที่ตัดไปงงๆ แซลลี่ที่แอบตามมาเห็นอึ้งกลัวสุดขีดรีบหลบไปอย่างลนลาน พายัพจ้องมองดาลัด
       “ฉันไม่ชอบคนทรยศ ใครหักหลังฉันมันต้องตาย”
       ดาลัดฟังพายัพพูดจบก็หมดลม สิ้นใจทันที พายัพมองดาลัดตายตรงหน้าก่อนจะมองดูห่อกระดูกในมือยิ้มชอบใจ
      
       แซลลี่ตารีตาเหลือกกลับมารีบคว้ากระเป๋าเพื่อจะหนีกลับกรุงเทพ สิทธิ์เข้ามาขวาง
       “นี่จะไปไหนเนี่ย”
       “ฉันไม่อยู่แล้ว ฉันจะกลับกรุงเทพ”
       สิทธิ์ยื้อจับมือแซลลี่ไว้
       “จะหนีกลับได้ไงอยู่ช่วยกันให้งานเสร็จก่อนสิ”
       แซลลี่สะบัดมือออก
       “อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ”
       สิทธิ์หน้ากวนๆหื่นๆ
       “ทำไมแตะนิดแตะหน่อยไม่ได้หรือไง พี่พายัพไม่อยู่ด้วยทำเป็นหวงเนื้อหวงตัวไปได้”
       “ฉันหวงก็เพราะว่าฉันเกลียดแกไม่อยากให้แกมาโดนตัวฉัน แกนี่มันไม่ เจียมตัวเอาซะเลยนะอย่างแกก็เป็นได้แค่ลูกกะจ๊อกของพี่พายัพไปจนตายนั่นแหละ”
       สิทธิ์โมโหเข้าไปกระชากตัวแซลลี่จะปล้ำ จับแก้มแซลลี่ด้วยความโกรธแล้วบอก
       “งั้นเธอก็ต้องเป็นเมียไอ้ลูกกระจ๊อกคนนี้อีกคนแล้วกัน”
       สิทธิ์ต่อยท้องแซลลี่จนจุกตัวงอทรุดลงแล้วโถมตัวเข้าใส่ซุกไซร้
       “ปล่อยนะ...ไป...ออกไปนะไอ้บ้า”
       แซลลี่กระเถิบถอย สิทธิ์ตามมาโถมทับอย่างหื่น แซลลี่เอามือควานหาจนจับเอาขวดเบียร์ จึงคว้ามาตีหัวสิทธิ์เต็มแรง
       “โอ๊ย...”
       แซลลี่ถีบสิทธิ์ออกไปแล้วคว้ากระเป๋าก่อนที่จะหนีออกไป สิทธิ์เลือดไหลเอามือกุมหัวเจ็บใจ
      
       พายัพกลับเข้ามากับพงษ์ที่หน้าบ้าน เจอสิทธิ์ที่เอามากุมหัวเลือดไหลเดินออกมาจากในบ้าน พายัพกับพงษ์มองตกใจ
       “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”
       “แซลลี่ไม่รู้ไปเจออะไรมาครับกลับมาก็รีบหุนหันเก็บของกลับ...ผมเข้าไปถามแซลลี่ก็ทำร้ายผมแล้วหนีไป”
       “งั้นนายรีบไปทำแผลก่อนเถอะ”
       “ครับพี่”
       สิทธิ์เดินเข้าไป พายัพหันมองหน้าพงษ์
       “สงสัยคุณแซลลี่ตามเราไปแน่ๆครับนาย คงเห็นว่าเราฆ่ายัยดาลัดปิดปาก จะให้ผมไปเก็บยัยแซลลี่เลยไหมครับ”
       “ไม่เป็นไรนังนั่นปล่อยไปก่อนเอาไว้ทีหลัง กูมีงานใหญ่รออยู่”
       พายัพมองห่อกระดูกที่ถือมายิ้มชอบใจ
       “พรุ่งนี้ กูจะปลุกวิญญาณอีผีนั่นมันขึ้นมาเป็นทาสรับใช้กู ไอ้เชตจะต้องตายอีกครั้งคราวนี้กูก็จะได้ครองทุกๆอย่างเพียงคนเดียว ฮ่าๆ”
       ผีเดือนมองอย่างแค้นสุดๆ
      
       เช้าวันใหม่...พนักงานหญิงช่วยขนของมาส่งที่รถ เนตรอัปสร ปารมีเดินมากับ หมอก้องที่ถือกล่องใส่กระดูกมาด้วย ทั้งหมดขนกระเป๋ามาที่ลานจอดรถ เนตรอัปสรมองหาดาลัด ไม่เห็นจึงถามพนักงาน
       “คุณดาลัดไม่อยู่เหรอคะ”
       “ปกติจะมาแล้วนะคะ แต่วันนี้ ยังไม่เห็นเข้ามาเลยค่ะ”
       “เธอจะอยู่รอมั้ยเนตร” ปารมีถาม
       “ไม่ดีกว่าฉันอยากรีบกลับไปหาคุณเชต”
       หมอก้องชะงักนิดๆเก็บอาการ ปารมีแอบมองท่าทีของหมอก้องเลยแกล้งยั่วโมโห
       “เธอคงคิดถึงคุณเชตมากสินะ ก็ได้เรารีบกลับกันเถอะเธอจะได้เจอคุณ เชตเร็วๆ”
       หมอก้องทำนิ่งเอากล่องเก็บหลังรถแล้วเดินเข้าไปประจำหน้าที่คนขับ เนตรอัปสรหันบอกพนักงาน
       “ไปก่อนนะคะ ฝากขอบคุณพี่ดาลัดด้วยค่ะ”
       “เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ”
      
       เนตรอัปสรขึ้นรถกับปารมี ทุกคนจึงออกไปจากรีสอร์ท
      
       เชตะวันตื่นมามองรอบๆตัว
        
       หมอกับพยาบาลกำลังตรวจวัดชีพจร ตรวจเช็คอาการอยู่ มีอนงค์คอยมองยิ้มดีใจ พยาบาลส่งชาร์ท ผลตรวจให้ หมอดูที่ผลตรวจต่างๆยิ้มๆแล้วบอกกับเชตะวัน
       “ทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปกติ นับว่าเป็นเคสที่น่าแปลกมากที่สามารถ ฟื้นตัวได้เร็วแบบนี้ยังไงก็อยู่รอดูอาการสักระยะก่อนนะครับแล้วเดี๋ยวหมอจะสั่งเป็นยาบำรุงให้”
       “ขอบคุณครับ”
       หมอกับพยาบาลเดินออกไป เชตะวันจึงลุกขึ้นนั่ง อนงค์เข้ามาช่วยปรับเตียงจับหมอนหนุนให้
       “นงค์ช่วยค่ะ”
       เชตะวันนั่งเหมือนคิดอะไรบางอย่างแล้วนึกถึงเนตรอัปสร
       “เนตร...แล้วคุณเนตรล่ะทำไมเนตรไม่อยู่”
       “คุณพยาบาลไปต่างจังหวัดเพื่อช่วยชีวิตคุณน่ะค่ะ”
       เชตะวันงงว่าเรื่องอะไร คิดๆ
       “ช่วยชีวิต...ช่วยชีวิตอะไร”
       “ก็ไปช่วยให้ผีที่จับตัวคุณไป ปล่อยคุณคืนมานี่แหละค่ะ”
       เชตะวันงงๆ อนงค์จ้องมอง
       “ตอนแรกนงค์ก็ไม่อยากเชื่อนะคะ แต่พอคุณฟื้นมาได้แบบนี้นงค์เชื่อสนิทเลยคะ เอาเป็นว่าเดี๋ยวคุณพยาบาลกลับมา คุณเชตถามเธอเองแล้วกันนะคะ นงค์ขอตัวไปดูแลคุณอาทิตย์ก่อนนะคะ”
       อนงค์จะเดินออกไป
       “เดี๋ยว คนที่บ้านตั้งเยอะตั้งแยะก็ให้ดูแลไปก็ได้นี่”
       อนงค์ทำหน้าไม่ถูก
       “แล้วเขามาเยี่ยมฉันบ้างรึป่าว ฮึ...คงไม่มาสินะ”
       อนงค์หน้าจ๋อยๆค่อยๆบอก
       “มาเยี่ยมได้ครั้งเดียวเองคะ แล้ว...แล้ว...”
       “แล้วก็หายไป”
       เชตะวันเซ็งเลยนอนหันหลังให้อนงค์
       “คุณเชตอย่าโกรธคุณผู้ชายที่ไม่ได้เข้ามาเยี่ยมเลยนะคะ เพราะตอนนี้ คุณผู้ชายไม่เหมือนก่อนแล้วคะ”
       เชตะวันไม่สนใจ อนงค์เดินเข้าไปหา
       “คุณผู้ชายประสบอุบัติเหตุเกือบตาย ตอนที่คุณเชตยังนอนไม่ได้สติอยู่ ตอนนี้คุณผู้ชายพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนี้เหมือนกันคะ”
       เชตะวันได้ยินที่อนงค์พูดก็อึ้งไป
       “คุณจะไม่ไปเยี่ยมท่านหน่อยเหรอคะ”
       เชตะวันนิ่งงัน
      
       เชตะวันเข้ามาหาอาทิตย์เห็นพ่อนอนนิ่งก็อึ้ง ไม่คิดว่า พ่อจะตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เชตะวันยืนมองที่เตียงของพ่อนิ่งงัน
       “มันเกิดอะไรขึ้น” เซตะวันน้ำเสียงนิ่งๆข่มความเสียใจ
       บวรนั่งเศร้าก้มหน้า
       “บอกฉันได้มั้ยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพ่อถึงเป็นแบบนี้”
       อนงค์อึกอัก
       “เอ่อ...คือ...นงค์ไม่เห็นเหตุการณ์หรอกค่ะ คนที่เห็นเหตุการณ์คือน้าบวรแต่น้าก็เล่าไม่ได้แต่นงค์พอจะปะติดปะต่อเรื่องได้ว่าคุณอาทิตย์กับคุณพายัพทะเลาะกันแล้วจากนั้นคุณอาทิตย์ก็ตกบันไดลงมา”
       เชตะวันหันถามบวร
       “ไอ้พายัพใช่มั้ย”
       บวรหลบตา เชตะวันจ้องหน้าคาดคั้น
       “ไอ้พายัพมันทำพ่อใช่มั้ยบวร”
       บวรพยักหน้าเศร้าๆ เชตะวันโกรธกำหมัดแน่น
       “มันทำกับพ่อได้ยังไง ไอ้คนชั่ว”
       เชตะวันหันมองหน้าอาทิตย์สงสารที่พ่อต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เขาเดินเข้ามาใกล้เตียงพ่อมองดูหน้าพ่อใกล้ๆแล้วคิดถึงเรื่องราวในอดีต
       “เพราะพ่อน่ะรักพี่มากกว่าผม ที่สำคัญพ่อห่วงสมบัติของพ่อ มากกว่าห่วง ผมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
       อาทิตย์ตบหน้าเชตะวัน
       “นอกจากแกจะทำตัวไร้สาระไปวันๆ ไม่เคยทำอะไรให้ฉันภาคภูมิใจ เคยดูสภาพตัวเองไหมว่าเหมือนคนปกติเขารึป่าว แกยังคิดร้ายกับพี่แท้ๆของแกอีก แกนี่มันเลวจริงๆ”
      
       เชตะวันมองดูที่อาทิตย์น้ำตาคลอ
       “พ่อ...พ่อมีอะไรจะบอกผมไหมครับ”
       อาทิตย์ได้แต่พยายามเอามือมาจะลูบหัวลูกชายแต่ทำไม่ค่อยได้ เชตะวันน้ำตาไหลที่เห็นพ่ออยู่ในสภาพนี้
       “ผมยอมให้พ่อดุด่าผมเหมือนเดิม แต่ผมไม่ต้องการให้พ่อเป็นแบบนี้”
       เชตะวันนั่งฟุบร้องไห้ อาทิตย์ก็ร้องไห้ เอามือพยายามลูบหัวลูกชาย พ่อลูกเข้าใจกัน
      
       เชตะวันยังคงนั่งเฝ้าอาทิตย์ที่ตอนนี้หลับไปแล้ว อนงค์หันมาบอก
       “คุณเชตกลับไปพักเถอะคะ คุณเชตก็เพิ่งฟื้นต้องพักผ่อนเยอะๆนะคะ”
       บวรเข้าทำท่าส่งภาษาใบ้ให้เชตะวันกลับไปพัก เดี๋ยวจะดูแลอาทิตย์เอง
       “ฉันฝากดูพ่อด้วยนะ”
       “จะให้อนงค์ไปส่งที่ห้องไหมคะ”
       “ไม่เป็นไร อนงค์กับบวรอยู่ที่นี่แหละ”
       เชตะวันมองดูพ่ออีกครั้งแล้วก็ออกไป
      
       เนตรอัปสร ปารมี หมอก้องรีบมาหาเชตะวัน เดินมาพบทิพย์ที่นั่งรออยู่วิ่งเข้ามาหาเพื่อนๆ
       “กลับมาแล้ว”
       ทุกคนกอดกันดีใจ เนตรอัปสรรีบถาม
       “คุณเชตล่ะ คุณเชตอยู่ที่ห้องใช่ไหม”
       เนตรอัปสรกำลังจะเดินไปห้องแต่เชตะวันเปิดประตูออกมาจากห้องอาทิตย์แล้วเจอพอดี
       “เนตร”
       “คุณเชต”
       ทั้งสองดีใจกอดกัน ทิพย์กับปารมีแอบดีใจที่เห็นเพื่อนมีความสุข หมอก้องเห็นภาพนี้ทำหน้าไม่ถูก
       “ดีใจจังเลยอ่ะปาน”
       ทิพย์บิดไปมาดีใจแทนเพื่อน ปารมีก็ปลื้มใจไปด้วย เนตรอัปสรยิ้มกว้าง
       “คุณฟื้นแล้วจริงๆด้วย”
       เธอจับหน้าตาเขาสำรวจตามร่างกาย
       “ผมคิดถึงคุณมากรู้มั้ย”
       เชตะวันดึงเนตรอัปสรเข้ามากอดอีกครั้งด้วยความรัก หมอก้องน้อยใจทันทีที่เห็น จึงเดินเลี่ยงออกไป ปารมีกับทิพย์มองตาม
      
       หมอก้องเซ็งเครียด เดินมาหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟา ตำรวจเดินเข้ามาติดต่อตรงเคาท์เตอร์ มีพยาบาลยืนอยู่
       “ผมขออนุญาตพบคุณเชตะวันเพื่อสอบปากคำหน่อยครับ”
       หมอก้องได้ยินเงยหน้ามองไปทางเคาท์เตอร์
      
       เชตะวันนอนลงที่เตียงคนไข้ จับมือกับเนตรอัปสรไม่ห่าง
       “ตอนนี้เป็นไงบ้างคะคุณเชต” ปารมีเข้ามาถาม
       “ผมว่าผมปกติดีทุกอย่างนะ มันเหมือนว่าผมนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาแค่นั้น”
      
       ทิพย์ยิ้มยินดี

       ทิพย์ยิ้มยินดี
      
       “พวกเราดีใจที่คุณเชตตื่นขึ้นมาจากความฝันสักทีนะคะ”
       เชตะวันนิ่งคิดบางอย่าง
       “ใช่...มันเหมือนความฝัน...ผมฝันว่า...ได้เจอกับผู้หญิงโบราณคนหนึ่ง เธอรักผมมาก เพราะเธอผมเคยเป็นคนรักของเธอในอดีต”
       เนตรอัปสรมองดูเชตะวันที่กำลังนั่งคิดถึงสิ่งที่ผ่านมา เธอบอกกับเขา
       “ผู้หญิงคนนั้นชื่อแม่เฟื่องใช่มั้ยคะ”
       เชตะวันหันมองเนตรอัปสรอย่างแปลกใจ
       “ทำไมคุณถึงรู้ว่าเธอชื่ออะไร มันเป็นความฝันของผมไม่ใช่ เหรอ”
       เนตรอัปสรมองหน้าเขา
       “มันคือเรื่องจริงที่ทั้งคุณและฉันก็ไปพบเจอมาค่ะ”
       “จะเป็นไปได้ยังไง”
       เชตะวันแปลกใจ ไม่อยากเชื่อ
       “มันเป็นเรื่องจริงค่ะปานยืนยันได้ค่ะ วิญญาณของแม่เฟื่องพาคุณกลับไปสู่อดีต นะโมกับพวกฉันตามไปช่วยคุณให้หลุดพ้นจากดวงวิญญาณของแม่เฟื่องออกมา ถ้าไม่ได้ยัยนะโมคุณมีหวังได้หลับยาวแน่ๆค่ะ” ปารมียืนยัน
       เชตะวันฟังที่ปารมีพูดก็อึ้งๆแล้วนึกได้
       “ใช่...แม่เฟื่องจะเอาผมไปอยู่กับเธอด้วย จะให้ผมโดดหน้าผาพร้อมกับเธอตามคำสาบานในอดีต...ตอนที่ผมหลับยาว เนตรกับเพื่อนไปช่วยผมให้ฟื้นเหรอเนี่ย ขอบคุณนะครับเนตรที่ช่วยผมกลับมาและทำให้เราได้พบกันอีก”
       เนตรอัปสรกับเชตะวันยิ้มดีใจ ปารมีกับทิพย์ดีใจกับทั้งสอง พยาบาลเปิดประตูเข้ามา
       “ขอโทษค่ะ มีตำรวจมาขอพบคุณเชตะวันค่ะ”
       เชตะวัน เนตรอัปสร ปารมี ทิพย์ หันมอง ตำรวจสองนายเดินเข้ามาในห้อง พยาบาลออกไป
       “ขออนุญาตครับ ทราบว่าคุณเชตฟื้นแล้วจึงมาตามเรื่องคดีค้ายาเสพติดต่อน่ะครับ”
       เชตะวันกับเนตรอัปสรอึ้งๆ
       “คุณเชตเพิ่งฟื้น ขออนุญาตยังไม่ให้ปากคำนะคะ”
       “ไม่เป็นไรเนตร เชิญครับ”
       เนตรอัปสรจำยอม
       “ตอนนี้ทางเราได้หลักฐานเรื่องเช็คที่สั่งจ่ายของคุณพ่อของคุณ ผ่านกระบวนการผู้ค้ายาเพิ่ม นั่นก็แสดงว่า คุณอาทิตย์เป็นผู้ต้องหาอีกคนที่ร่วมอยู่ด้วยกับคุณ”
       เชตะวันตกใจไม่เชื่อว่าอาทิตย์จะเป็นคนทำ
       “และก่อนหน้านี้ผมได้สอบปากคำคุณพายัพพี่ชายของคุณ ซึ่งคุณพายัพ ยอมสารภาพว่ารู้เห็นว่าคุณอาทิตย์เป็น คนทำจริง ทางตำรวจเลยกันตัวไว้เป็นพยานเรียบร้อยแล้วครับ”
       เชตโกรธที่พายัพใส่ร้าย
       “เลวมาก...ทั้งหมดพ่อผมไม่เกี่ยว แต่ถ้าจะมีคนผิด ผมรับผิดเอง ผมเป็นคนบังคับให้พ่อเซ็นเช็คพวกนั้นเอง”
       เนตรอัปสรตกใจที่เชตะวันรับผิดทั้งหมด
       “คุณเชต”
       ปารมีรู้สึกแย่มากที่ตัวเองรับรู้ทุกอย่างแต่ทำไรไม่ได้จึงวิ่งออกไป ทิพย์มองปารมีที่ออกไปงงๆ เชตะวันเจ็บใจที่พายัพทำกับพ่อแบบนี้ได้ยังไง
      
       ปารมีเดินมองหาหมอก้องหันมาเห็นเขานั่งก้มหน้าอยู่ที่ที่นั่งรอหน้าเคาท์เตอร์ ปารมีเข้าไปหาด้วยความโกรธ
       “สะใจรึยังล่ะที่ตอนนี้คุณเชตต้องถูกตำรวจจับเพราะค้ายา หลักฐานทุกอย่างมัดตัวหมดแล้ว”
       หมอก้องตกใจที่เห็นปารมีโกรธ ปารมีพูดด้วยความเจ็บใจ
       “คุณเชตเขาเป็นลูกผู้ชายพอ เขายอมรับความผิดในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ แต่หมอกล้าโกหกยกความดีเข้าตัวทำลายคนอื่นอย่างเลือดเย็น”
       “ผมแค่ทำตามหน้าที่”
       “หน้าที่อะไรเหรอคะ คำพูดของหมอเป็นหลักฐานเดียวที่ทำให้คุณเชตตกเป็นผู้ต้องหา”
       หมอก้องนิ่งงันกับสิ่งที่ปารมีพูด
       “ถ้าอยากให้ตัวเองมีคุณค่ามากกว่าที่เป็นอยู่นี้ก็ทำในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วก็เลิกหวังว่านะโมจะรักหมอได้แล้ว มันไม่มีทางหรอกคะเพราะนะโมคงไม่มีทางรักคนร้ายกาจอย่างหมอได้หรอก และปานคิดว่าถ้าตัวหมอเองอยากมีความสุขเพราะคำโกหกไปตลอดชีวิต ก็เชิญ”
       ปารมีเก็บความรู้สึกเจ็บที่ใจเดินออกไป หมอก้องนิ่งคิดกับสิ่งที่ปารมีพูดด้วยความเครียด
      
       ตำรวจลงบันทึกในเอกสารแล้วส่งให้ เชตะวันเซ็นรับทราบข้อกล่าวหาทั้งหมด ปารมีเข้ามาเห็นอึ้งๆเดินเข้าไปหาเนตรอัปสรที่ร้องไห้อยู่ปลอบเพื่อน ตำรวจหันมาบอก
       “งั้นผมคงต้องดำเนินคดีตามขั้นตอน ผมคงต้องขอเชิญตัวคุณไปสอบสวนอีกครั้งก่อนสรุปสำนวนนะครับ”
       เชตะวันพยักหน้ารับ เนตรอัปสรไม่ยอม
       “คุณเชตคุณไม่ต้องไปหรอกคะ ก็คุณไม่ได้ทำผิดนี่คะ”
       ตำรวจแย้ง
       “หลักฐานทุกอย่างมันมัดตัวหมดแล้วนะครับ คนผิดก็ต้องถูกสอบสวนดำเนินคดีครับ”
       หมอก้องพรวดเข้ามาในห้อง
       “คุณเชตไม่ใช่คนผิดและก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับคดีนี้ เลยครับ”
       ทุกคนนิ่งงัน ตำรวจงง
       “เพราะเสื้อที่เปื้อนเลือดที่เป็นหลักฐานมัดตัวคุณเชตนั่น มันเป็นเลือดเก่า ผมให้การเท็จเอง”
       ทุกคนอึ้ง
       “ผลจากแล็บเป็นแบบนี้”
       หมอก้องยื่นซองเอกสารจากแลปให้ ตำรวจรับมาดูงงๆว่าเกิดอะไรขึ้น
       “ผลเลือดเป็นของคุณเชตะวันแต่เป็นคราบเลือดเก่า”
       ทุกคนอึ้ง หมอก้องหันมาบอกตำรวจ
       “คุณตำรวจต้องกลับไป รื้อคดีใหม่เพื่อจับตัวคนร้ายให้ได้ แต่ที่แน่ๆคนร้ายไม่ใช่คุณเชตครับ”
       เนตรอัปสรเดินเข้าไปหาหมอก้องตบหน้าเขาอย่างแรง ทุกคนตกใจนิ่งเงียบ เนตรอัปสรเสียใจกับความรู้สึกดีๆ
       “ทำไมหมอต้องทำแบบนี้ด้วย...ทำไม”
       “เพราะที่ผ่านมาผมต้องการทำลายความรักของคุณกับคุณเชตไงล่ะ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าต่อให้ผมทำยังไงก็ไม่มีทางหยุดความรักของคุณได้”
       เนตรอัปสรอึ้งกับคำตอบของหมอก้องเธอตบเขาอีกทีก่อนวิ่งออกไปจากห้อง ปารมีกับทิพย์ตามไป หมอก้องเศร้าหันมาพูดกับเชตะวัน
       “ผมขอโทษนะครับคุณเชต ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเนตรรักคุณมากแค่ไหนผมไม่มีทางแย่งมาจากคุณได้ ผมขอโทษ”
       ตำรวจตัดบท
       “พวกผมงงไปหมดแล้ว เอาเป็นว่าถ้างั้นขอเชิญคุณหมอ ไปให้ปากคำกันใหม่ดีกว่านะครับ เชิญครับ”
       หมอก้องออกไปกับตำรวจ เชตะวันงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปหมด
      
       เนตรอัปสรวิ่งเสียใจออกมา ปารมีเดินเข้ามา
      
       เนตรอัปสรโผเข้ากอด ร้องไห้ ทิพย์เดินตามมา
      
       “หมอทำเรื่องแย่ๆแบบนี้ได้ยังไง ทั้งที่หมอเป็นคนดี หมอเป็นเพื่อนเราไม่ใช่เหรอปาน”
       เนตรอัปสรร้องไห้เสียใจ ปารมีปลอบ
       “ทุกคนก็มีด้านมืดของตัวเองอยู่ทุกคนแหละนะโม ถ้าด้านสว่างมันมีมากพอเราก็จะมองไม่เห็นด้านมืดของเขา อย่าโกรธหมอก้องเลยนะ อย่างน้อยหมอก้องก็มองเห็นด้านมืดตัวเองแล้วออก มายอมรับความจริงแล้ว”
       ทิพย์เข้าปลอบอีกคน
       “เรื่องมันจบแล้วล่ะนะ หมอก้องเขารู้แล้วว่าเธอรักคุณเชตขนาดไหน อย่างน้อยเราก็เป็นเพื่อนกันมานานแล้วนะ”
       เพื่อนๆมารุมกอดเนตรอัปสรไม่อยากให้เธอคิดมาก
      
       พายัพ พงษ์ สิทธิ์ เข้ามาหาหมอผีในบ้าน พายัพส่งห่อกระดูกให้ หมอผีเปิดห่อผ้าออกดูมองยิ้มๆ พายัพสั่ง
       “จัดการทำพิธีปลุกผีได้เลยอาจารย์ ข้าอยากใช้งานมันเต็มที่แล้ว”
       หมอผียิ้มๆ
       “ได้สิ...”
       หมอผีจัดแจงเอาห่อกระดูกตั้งลงบนพานที่มีเครื่องคาวหวานเป็นเครื่องเซ่น มีถ้วยดินเผาใส่ดิน 7 ป่าช้า มีสายสิญจน์สีดำวางอยู่ หมอผีบริกรรมคาถา เอาดิน 7 ป่าช้าที่อยู่ในถ้วยดินเผาโปรยลงที่กองกระดูกของเฟื่อง หมอผีทำพิธีดึงวิญญาณเฟื่องออกมาจากคาถาที่หลวงปู่ครอบไว้
      
       ผีเฟื่องเงยหน้ามองหน้าผามองดูมนต์ที่ครอบอยู่รอบๆตัวเริ่มคลายลง ผีเฟื่องถูกดูดหายวับออกไปจากผาเดียวดาย มาปรากฏตัวต่อหน้าหมอผีและพายัพ แววตาผีเฟื่องอาฆาตแค้น
       “มึงอยากตายใช่มั้ย”
       ผีเฟื่องจะทำร้าย หมอผีหยิบกระดูกขึ้นมาร่ายอาคมที่เชือกสายสิญจน์สีดำแล้วเอามัดที่กระดูก ทันใดนั้นก็มีเชือกรัดรอบตัวผีเฟื่องไว้เรืองแสงวูบวาบ ผีเฟื่องดิ้นทุรนทุราย
       “ปล่อยกูเดี๋ยวนี้ ปล่อย...”
       ผีเฟื่องฤทธิ์เยอะดิ้นรนไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจ เชือกสายสิญจน์ดำรัดจนเจ็บปวดอ่อนแรง
       “ถ้าไม่อยากเจ็บปวดไปกว่านี้ก็ยอมเป็นทาสของข้าซะ”
       เชือกรัดผีเฟื่องจนเจ็บปวดแต่ก็ไม่ร่วมมือ
       “ไม่...ปล่อยกู”
       “อยากจะลองดีก็ได้ ยิ่งขัดขืนเอ็งก็จะยิ่งเจ็บปวดข้าจะดูสิว่าผีอาฆาต อย่างเอ็งจะทนได้สักกี่น้ำ”
       หมอผีบริกรรมคาถาต่อ แล้วก็หยิบถ้วยดินเผาขึ้นมาคว่ำลงบนกองกระดูก ด้วยคาถาทำให้ผีเฟื่องถูกครอบ ผีเฟื่องถูกขังอยู่ในที่แคบๆที่มืดดำไปหมด หมอผีลืมตาขึ้นมาบอกกับพายัพ
       “ไม่ต้องห่วงวิญญาณกับกระดูก มันอยู่ในมือเราแล้วยังไงซะมันก็ต้องตกเป็นทาสเรา”
       พายัพยิ้มพอใจ หันไปบอกพงษ์
       “งั้นแกกับฉันกลับเข้า กรุงเทพไปจัดการธุระที่เหลือให้เสร็จ ตัดตอนคนที่รู้ที่เห็นเรื่องนี้ให้หมดก่อนที่ตำรวจจะดมกลิ่นมาเจอ”
       “ครับนาย”
       พงษ์เดินออกไปรอข้างนอก พายัพหันบอกสิทธิ์
       “ส่วนนาย...ไหนๆก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว นายอยู่ช่วยอาจารย์คงทางนี้ก่อน”
       “ได้ครับพี่”
       พายัพเดินออกไป สิทธิ์มองตามหมั่นไส้ที่ถูกสั่ง
      
       ระหว่างทางที่กำลังมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพ พงษ์กำลังขับรถอยู่ โทรศัพท์ดังขึ้น เขาเห็นเป็นเบอร์ของสมุนก็กดรับสาย
       “ว่าไง”
       “ไอ้ชาติมันหนีรอดจากมือปืนไปได้ครับ”
       “มันหนีไปไหน ก็ตามไปเก็บมันสิวะ”
       “มันหนีเข้าไปหาตำรวจครับ”
       พงษ์โมโห
       “โธ่เว้ย...”
       พงษ์รีบวางสาย พายัพถามอย่างสงสัย
       “เกิดอะไรขึ้นวะ”
       “ไอ้ชาติมันหนีรอดจากมือปืนที่ตามเก็บไปได้ แล้วมันหนีเข้าไปหาตำรวจครับนาย”
       พายัพโกรธ
       “โธ่เว้ย...พลาดจนได้ ใครที่ทำพลาดจัดการมันซะอย่าให้กูเห็นหน้าอีก”
       “ครับนาย”
       พายัพโกรธจัด
      
       หมอก้องเดินออกมาจากห้องสอบสวน นายตำรวจออกมาด้วย
       “ผมต้องขอโทษจริงๆนะครับที่ทำให้ทุกคนเสียเวลา” หมอก้องหน้าสลด
       “นับว่ายังโชคดีนะครับที่ความจริงเปิดเผยก่อนที่คุณเชตจะกลายเป็นแพะรับบาปไป”
       “ครับ...ยังไงก็ช่วยหาคนผิดมารับโทษให้ได้เร็วๆนะครับ”
       “มันเป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้วครับ”
       หมอก้องยิ้ม
       “งั้นผมขอลากลับเลยแล้วกันนะครับ”
       “เชิญครับ...”
       หมอก้องออกไป เสียงโวยวายของชาติดังมาแต่ไกลจากโต๊ะร้อยเวร
       “จับผมเลยครับ จับผมเข้าคุกเลยครับผมเนี่ยแหละที่เป็นคนค้ายา”
       ร้อยเวรกับจ่าพยายามบอกชาติที่เอะอะโวยวายให้สงบก่อน นายตำรวจกับหมอก้องมาถึง นายตำรวจถามจ่า
       “เกิดอะไรขึ้นเหรอ”
       “ไอ้หมอนี่จู่ๆมันก็วิ่งพรวดเข้ามาที่ สน.ขอมอบตัวคดีค้ายาเสพติด น่ะครับ เอะอะโวยวายไม่หยุดเลย”
       นายตำรวจแปลกใจ
       “มามอบตัวเองเลยเหรอ...เออแปลกแหะ”
       “มันบอกว่าอยู่ข้างนอกมันโดนยิงตายแน่ ที่สำคัญมันเหมือนหนีหัวซุกหัวซุนมาด้วยครับมันบอกมีคนลอบยิงมัน”
       “งั้นเดี๋ยวฉันสอบเอง...ใครกันที่ตามฆ่าแก”
       “พวกมันต้องการปิดปากผม เพราะผมทำงานพลาด จับผมเข้าคุกเถอะครับ นายพายัพไม่ปล่อยผมไปแน่”
       นายตำรวจชะงัก
       “เดี๋ยวนะ...นายพายัพ...เกี่ยวอะไรด้วย”
       ชาติโพล่งออกมา
       “คุณพายัพเป็นคนจ้างพวกผมขนยาเสพติด แล้วล่าสุดที่มีการหัก หลังกัน คุณพายัพจัดฉากให้น้องชายเป็นแพะรับบาปแต่มีผมที่รู้เหตุการณ์ทั้งหมดนายเลยจ้างมือปืนมาลอบฆ่าผม”
       ชาติยกมือไหว้
       “ขังผมไว้ในคุกเถอะครับ อย่าปล่อยให้ผมไปตายเลยผมขอร้อง”
       นายตำรวจใช้ความคิด เข้าใจเรื่องราว
      
       สิทธิ์เดินเข้ามาเห็นหมอผีกำลังนั่งนับเงินอยู่ก็แอบดูคิดอะไรออกจึงแกล้งไอดังๆ
       “แค่กๆๆ”
       หมอผีรีบเก็บเงินทันที สิทธิ์เดินเข้าไปยิ้มๆ
       “นั่งนับเงินใหญ่เชียว”
       “มันไม่เกี่ยวกับเอ็งอย่ายุ่งน่า”
       สิทธิ์มองดูเงินที่หมอผีกำไว้
       “อะไรกันได้ค่าจ้างทำพิธีแค่นี้เองเหรอ ทำไมมันน้อยนักล่ะ”
      
       หมอผีมองหน้า สิทธิ์พูดต่อ


  


       หมอผีมองหน้า สิทธิ์พูดต่อ
      
       “ฉันเคยจ้างหมอผีไปปัดรังควาญให้ที่บ้านยังให้เยอะกว่านี้เลย ฉันว่า เขาหลอกอาจารย์ให้ทำพิธีให้แหง๋เลย แบบนี้ลบหลู่กันชัดๆแสดงว่าไม่เชื่อฝีมืออาจารย์ว่าจะทำให้อีผีตัวนั้นมาเป็นทาสได้”
       หมอผีฟังที่สิทธิ์พูดแล้วโกรธที่ได้ยินสิทธิ์พูดว่าพายัพคิดแบบนี้
       “ทำไมข้าจะทำไม่ได้”
       สิทธิ์แอบยิ้มก่อนที่จะเข้าเรื่อง
       “ผมก็อยากจะเชื่อว่าอาจารย์ทำได้ แต่ผมก็ไม่เห็นเหมือนกัน”
       หมอผีโมโห
       “งั้นข้าจะทำให้เอ็งดู”
       สิทธิ์ยิ้มเข้าแผน
       “ความจริงฉันก็อยากได้นังผีนั่นมาดูเลี้ยงบ้าง ท่าทางจะดี เผื่อชีวิตจะรุ่งเรือง เอางี้มั้ย...” สิทธิ์ควักเงินในกระเป๋าตังค์มาปึกหนึ่ง “ผมจ่ายให้อาจารย์เยอะกว่าเดิม 1 เท่าเลยช่วยปลุกนังผีนั่นมาเป็นทาสให้กับผมแทน”
       หมอผีคิดหนัก ก่อนจะตัดสินใจ
       “ตกลง...” หมอผีรับเงิน “ไม่ใช่ว่าข้าเห็นแก่เงินหรอกนะ ข้าอยากจะดัดสันดานคนที่ดูถูกข้ามากกว่า”
       หมอผีหันไปที่หน้าปรำพิธี เริ่มบริกรรมคาถาแล้วหยิบเอาถ้วยที่คว่ำบนกองกระดูกออกมา สิทธิ์มองดูพิธีกรรมยิ้มชอบใจ ผีเดือนปรากฏตัวข้างหลังสิทธิ์ด้วยสีหน้าโกรธแค้น
       “ไอ้สิงห์...มึงตาย”
       ผีเดือนรวบรวมกำลังตรงเข้าบีบคอ สิทธิ์มองไม่เห็นตัวเดือนแต่กำลังถูกบีบคอตาเหลือกตะเกียจตะกายเข้าไปหาหมอผีที่กำลังดึงเชือกที่มัดกระดูกผีเฟื่องอยู่ ชนจนมือหลุดจากเชือกสายสิญจน์สีดำที่รัดกระดูกเฟื่อง เชือกที่รัดตัวผีเฟื่องคลายออกไม่บีบรัดตัวเหมือนเคย หมอผีรีบเข้าไปคว้าเชือกกับกระดูกขึ้นมา แล้วหันมาเห็นผีเดือนกำลังบีบคอสิทธิ์อยู่
       “หยุดเดี่ยวนี้นะ”
       ผีเดือนชะงักหันขวับมามองที่หมอผี เห็นหมอผีถือกระดูกเฟื่องกับเชือกที่มัดอยู่ผีเดือนโกรธ
       “มึงทำอะไรคุณหนู...”
       “คิดจะมาช่วยนายมึงเหรอ ไม่มีทาง”
       หมอผีเสกคาถาลงที่เชือกสายสิญจน์สีดำ เชือกสีดำรัดตัวผีเฟื่องยิ่งขึ้นเสียงร้องดังโหยหวน
       “อ๊าย...ปล่อยกู”
       ผีเดือนสงสารตัดสินใจพุ่งเข้าไปจับสายสิญจน์ที่มัดกระดูก ด้วยฤทธิ์ของคาถาทำให้ผีเดือนเจ็บปวดอย่างที่สุดแต่ฝืนทนเพื่อช่วยผีเฟื่อง
       “บ่าวจะช่วยคุณหนูเองค่ะ...บ่าวทำเพื่อคุณหนูได้เท่านี้จริงๆ ลาก่อนเจ้าค่ะคุณหนู”
       เฮือกสุดท้ายของวิญญาณเดือนที่คงร่างอยู่รวบรวมกำลังทั้งหมดกระชากสายสิญจน์ขาดจากกัน จนตัวผีเดือนแหลกสลายไปพร้อมกับหมดสายสิญจน์ เสียงกรีดร้องโหยหวน
       “อ๊าย...”
       ผีเดือนสลายร่างไป ผีเฟื่องมองดูผีเดือนจากไปด้วยความเสียใจหันมองทางหมอผีกับสิทธิ์ สายตาอาฆาตแค้น
       ด้านนอกบ้านถูกปกคลุมด้วยหมอกดำแห่งความอำมหิต เสียงเฟื่องดังก้องอยู่ในบ้าน
       “มึงตาย”
       หมอผีกำลังจะท่องคาถาผีเฟื่องสะบัดมือใส่หมอผี กระเด็นไปโดนมีดหมอเสียบเข้ากลางอกตายคาที่ สิทธิ์กระเสือกกระสนหนีตาย ผีเฟื่องตามมาดักผลักสิทธิ์กระเด็นไปที่ปรำพิธี ผีเฟื่องเอื้อมมือทำท่าบีบคอแล้วสะบัดมือจนสิทธิ์คอหักตาค้างตาย
      
       แซลลี่มาหาเชตที่บ้าน เดินเข้ามาในห้องโถงตะโกนเรียก
       “เชต...เชตคะ แซลลี่มาเยี่ยมค่ะ”
       นันวิ่งออกมาจากในบ้านมาหยุดตรงแซลลี่
       “คุณเชตไม่อยู่หรอกค่ะ”
       แซลลี่ไม่เชื่อ
       “อย่ามาโกหกนะเพราะฉันโทรไปเช็คที่โรงบาลก็ไม่อยู่ ไม่กลับมาบ้านแล้วจะไปไหน ฉันจะรอเชตอยู่ที่นี่เพราะ ฉันต้องปรับความเข้าใจกับเชต หลีกไป”
       แซลลี่เดินเชิดเข้าไปในบ้าน นันมองตามระอา
      
       เนตรอัปสรพาเชตะวันเข้ามาที่ตำหนักคุณสรวง
       “คุณพาผมมาที่นี่ทำไมเหรอ”
       “ฉันอยากให้คุณพบใครคนนึงคะ”
       คุณสรวงเดินเข้ามา เนตรอัปสร กับเชตะวันไหว้ คุณสรวงมองหน้าเห็นเป็นภาพลางๆในอดีต
       “ฉันดีใจด้วยนะที่คุณปลอดภัย”
       เนตรอัปสรหันมาบอกเชตะวัน
       “ถ้าไม่ได้คุณแม่ช่วย ฉันก็คงไม่รู้ว่าจะไปตามหาคุณที่ไหน”
       “ทำไมคุณถึงรู้ล่ะครับว่าจะช่วยผมได้ยังไง”
       “การมาพบเจอกันของคนเรามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกนะ ทุกอย่างมันถูกลิขิตไว้ด้วยกรรมเก่าที่เราเคยทำไว้ร่วมกัน”
       “งั้นผมคงทำกรรมไว้กับแม่เฟื่องไว้ใช่มั้ยครับ เขาถึงต้องการชีวิตของผม”
       คุณสรวงเศร้าเพราะรับรู้ความรู้สึกของเฟื่อง
       “แม่เฟื่องต้องการให้คนรักกลับมาอยู่ด้วยกันตามคำสาบานที่ให้ไว้ แม่เฟื่องจึงพยายามให้คุณกลับไปตายยังที่เดิมอีกครั้งด้วยใจที่รักตามคำสาบาน...แม่เฟื่องจะไม่ยอมจบถ้าไม่ได้ตัวคุณไป”
       เนตรอัปสรกังวล
       “แล้วไม่มีทางที่เราจะหยุดผีแม่เฟื่องได้หรือคะ”
       “จะหยุดแม่เฟื่องได้ก็ต่อเมื่อ มีแรงแห่งความรักอันบริสุทธิ์มาทำลายแรงแห่งความอาฆาตแค้นนั้นลงได้” คุณสรวงมองที่เนตรอัปสรกับเชตะวัน ยิ้มๆ “มันขึ้นอยู่ที่คุณทั้งสองคน “
       “หมายความว่าลูกกับคุณเชตต้องทำร่วมกันงั้นเหรอคะ”
       เนตรอัปสรกังวล คุณสรวงจึงพูดปลอบใจ
       “ตอนนี้คงไม่มีอะไรแล้วล่ะเพราะลูกก็ทำให้คุณเชตกลับคืนมา ได้แล้ว อย่ากังวลไปเลย”
       “นั่นสิ ผมกลับมาอยู่ข้างคุณแล้วไง...ไม่เอาน่า”
       เชตะวันโอบไหล่เนตรอัปสรเบาๆ เธอยิ้มอายๆ คุณสรวงมองสองคนยิ้มๆแต่ในใจแอบกังวล
      
       แซลลี่ถือหนังสือพิมพ์อ่านอยู่บ่นๆ
       “มีแต่ข่าวฆ่ากันตาย...อี๊...น่ากลัว”
       แซลลี่ขยับหนังสือพิมพ์เปลี่ยนหน้า เหลือบเห็นข่าว
       “คดียาเสพติดของครอบครัวดังกับตาลปัตร เมื่อน้องชายผู้ตกเป็นแพะรับบาปพ้นข้อกล่าวหา”
       แซลลี่อึ้งๆ
       “คุณเชต...”
       แซลลี่รีบพลิกอ่านในหน้าหนังสือพิมพ์ต่อ
       “เมื่อหนึ่งในคนร้ายที่ทำการขนยาเสพติดวิ่งโร่เข้ามอบตัวกับ ตำรวจและรับสารภาพว่าเป็นทีมขนยาของนายพายัพ และให้ปากคำเพิ่มเติมว่านายอาทิตย์กับนายเชตะวันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดนี้”
       แซลลี่ดูด้วยความกังวลแต่แอบโล่งอก
       “ดีนะที่ฉันชิ่งมาก่อนไม่งั้นติดคุกหัวโตแน่”
       พายัพโผล่มากระชากหนังสือพิมพ์ออก แซลลี่ช้อค พายัพเข้าไปหา
       “ไหนบอกว่ารักฉันอยากแต่งงานกับฉันไง”
       แซลลี่จะหนีพายัพดึงไว้
       “จะไปจากฉันมันไม่ง่ายหรอกนะ”
       แซลลี่ยกมือไหว้
       “ขอแซลลี่ไปเถอะนะคะ แซลลี่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นปล่อย ปล่อยแซลลี่ไปเถอะคะ”
       พายัพยิ้มมีแผนร้าย
       “ปล่อยก็ได้”
       แซลลี่ดีใจจะออกไป
       “แต่ต้องทำอะไรแลกก่อน ไม่งั้น...” พายัพทำท่าเชือดคอ “ตาย...”
       แซลลี่อึ้งมองพายัพกลัวๆ
      
       อาทิตย์นอนหลับอยู่บนเตียง บวรนั่งอ่านหนังสืออยู่กับอนงค์นั่งหาวง่วงนอน มีเสียงเคาะประตู อนงค์รีบลุกไปเปิด เห็นเป็นแซลลี่ยืนถือกระเช้าเยี่ยมไข้อยู่อนงค์ตกใจ
       “ฉันมาเยี่ยมคุณอาทิตย์น่ะ”
       แซลลี่แทรกตัวเข้ามาทันที บวรเห็นรีบลุกขึ้นงงๆ
       “ฉันซื้อของมาเยี่ยม ไม่รู้ว่าคุณอาทิตย์ทานได้มั้ย” แซลลี่ยื่นกระเช้าให้บวร
       “คงทานไม่ได้หรอกค่ะ เพราะหมองดอาหารอยู่ค่ะ”
       “ว๊า แย่จัง”
       แซลลี่ท่าทางสงบเสงี่ยมจนอนงค์กับบวรมองงงๆ
       “นี่เราสองคนต้องเฝ้าอยู่แบบนี้ตลอดเลยเหรอ”
       “ใช่สิค่ะ”
       “อืม...ลำบากเนอะ...ว่าแต่สองคนเนี่ยกินอะไรกันหรือยังล่ะ”
       อนงค์กับบวรมองหน้ากันงงๆที่แซลลี่แปลกไป
       “เมื่อกี้ฉันผ่านร้านส้มตำข้างล่างเห็นคนเยอะเลย ท่าทางจะอร่อยแน่เลย อยากลงไปชิมดูมั้ย”
       พอพูดถึงส้มตำอนงค์แอบเปรี้ยวปากเลย แต่ตัดใจ
       “ไม่เป็นคะ พวกเราต้องอยู่เฝ้าคุณผู้ชาย”
       “เอางี้เดี๋ยวฉันเฝ้าให้เอง คุณอาหลับแบบนี้คงอีกนานกว่าจะตื่น ไปกินกันเถอะฉันไม่รีบไปไหนฉันจะอยู่รอคุณเชตด้วย”
      
       แล้วจู่ๆท้องของบวรก็ร้องดังขึ้นมา
      
       ทุกคนหันมอง บวรอายทำท่าปฏิเสธไม่หิว
      
       “น้าหิวใช่ไหม งั้นลงไปกินกันเถอะแป๊บเดียวเดี๋ยวมาเนอะ”
       บวรใจอ่อนพยักหน้ารับ อนงค์หันบอกแซลลี่
       “งั้นนงค์ ฝากคุณผู้ชายแป๊ปละกันนะ...ห้ามทิ้งคุณผู้ชายเด็ดขาดนะคะ”
       แซลลี่ยิ้มให้
       “จ้า...ฉันไม่ทิ้งแน่นอน กินส้มตำให้อร่อยนะ”
       อนงค์กับบวรจึงออกไป แซลลี่รีบวิ่งไปเช็คความเรียบร้อย แล้วโทรบอกพายัพ
       “มาได้เลยค่ะ”
       แซลลี่ยืนหน้าห้องรอ พายัพใส่ที่ปิดปากกันเชื้อโรคเดินเข้ามาหา แซลลี่เปิดประตูให้เข้าไป แล้วเธอก็ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องกระสับกระส่าย...พายัพเข้ามาในห้องได้ถอดผ้าที่ปิดปากออกเดินเข้าไปหาพ่อที่นอนอยู่ อาทิตย์ลืมตาขึ้นมาเห็นพายัพก็ตกใจตาเหลือกด้วยความกลัว
       “ไม่ต้องกลัวหรอกพ่อ ผมมาดีแค่จะขอลายมือพ่อเซ็นเอกสารบางฉบับเท่านั้นเองเองจะได้จบๆไป”
       อาทิตย์อึกอักกลัว พายัพมองยิ้มเหยียดๆ
       “ผมเป็นลูกรักของพ่อไง จำไม่ได้แล้วเหรอครับ”
       อาทิตย์อึกอักทำอะไรไม่ได้
       “ผมสร้างความยิ่งใหญ่ตามที่พ่อบอกแล้วไงครับ คำสั่งของพ่อมันดังก้องอยู่ในหัวผมทุกวันๆ”
       พายัพหยิบเอกสารออกมาจากเสื้อ
       “พ่อพร่ำบอกว่าผมเป็นลูกที่พ่อรัก แต่กับไอ้เชตที่พ่อบอกว่าเกลียดมันพ่อกับไม่เคยแตะต้องบังคับมันทำอะไรเลย”
       พายัพมาจับมืออาทิตย์ เอาที่ปั๊มลายมือขึ้นมากดนิ้วพ่อปั๊มลงไป
       “ผมทำให้พ่อมามากพอแล้วต่อไปนี้มันจะเป็นเวลาของผม ผมจะไปจากที่นี่ผมต้องใช้เงิน”
       พายัพเอามืออาทิตย์ที่เปื้อนหมึกแล้วกดทับลงเอกสาร อาทิตย์ไม่มีทางปฏิเสธอะไรได้มีเพียงน้ำตาเท่านั้นที่หยดลงมาเพราะคิดไม่ถึงว่าลูกชายสุดที่รักจะเลวได้ถึงเพียงนี้
      
       แซลลี่เฝ้ากระวนกระวาย เชตะวันกับเนตรอัปสรเดินมาเห็นพอดี
       “นั่นแซลลี่นี่ มาทำอะไร”
       เชตะวันมองตาม
       “อืม...ใช่...คงมาเยี่ยมผมมั้ง...เขาคงคิดถึงผมน่ะ...หึงเหรอ”
       เนตรอัปสรหน้าจริงจัง
       “ฉันว่าไม่ได้มาเพราะคิดถึงคุณแน่ เมื่อคราวที่ฉันไปป่าเพื่อช่วยให้คุณฟื้น แซลลี่นี่แหละ
       ที่เป็นคนขโมยกระดูกเกือบทำลายพิธีจนพังเพราะไม่อยากให้คุณฟื้นนะสิ”
       เชตะวันคิดตาม ทั้งสองเดินไปใกล้ เชตะวันเข้าไปถาม
       “แซลลี่ นี่คุณมาทำอะไรน่ะ”
       แซลลี่หันเห็นตกใจ
       “คุณเชต...เอ่อ...แซลลี่เปล่านะคะ...แซลลี่ไม่เกี่ยวนะคะ”
       แซลลี่ทำอะไรไม่ถูกละล้าละลังมองไปในห้องมีพิรุธ สุดท้ายก็วิ่งหนีออกไปจากห้อง เชตะวันกับเนตรอัปสรมองตามแล้วรีบเข้าห้องอาทิตย์ไป
      
       เชตะวันรีบเข้ามาดูเห็นอาทิตย์เหมือนจะขาดใจ เนตรอัปสรตามเข้ามาโดยไม่ทันเห็นว่าพายัพแอบอยู่หลังประตู อาทิตย์จะขาดใจน้ำตาไหลพยายามจะบอกอะไรแต่บอกไม่ได้เชตะวันเข้ามาดูอาทิตย์ที่ดูกลัวๆ
       “พ่อเกิดอะไรขึ้นครับ พ่อเป็นอะไร แซลลี่เข้ามาทำอะไรพ่อ”
       พายัพพยายามจะบอกแต่เสียงของพายัพดังมา
       “ฉันเข้ามาเองแหละ”
       เชตะวันหันขวับไปมอง เนตรอัปสรตกใจที่พายัพยืนอยู่ข้างหลัง เชตะวันตรงเข้าไปต่อยพายัพ
       “แกทำอะไรพ่อ ไอ้คนชั่ว”
       พายัพตั้งตัวได้
       “ที่ฉันชั่วก็เพราะพ่อกับแกนั่นแหละรู้ไว้ซะด้วย”
       เชตะวันเข้าไปต่อย พายัพต่อยกลับ เนตรอัปสรพยายามห้าม
       “คุณเชตใจเย็นๆค่ะ...อย่ามีเรื่องกันเลยนะคะ”
       พายัพได้โอกาสชกเชตะวันในทีเผลอ เชตะวันเลยสู้ สองคนสู้กันจนพายัพพลาดท่าจึงควักปืนออกมา เล็งที่เชตะวัน เนตรอัปสรตกใจมองปืน
       “อะไรที่เป็นของมึงมันต้องตกเป็นของกูทุกอย่าง อย่าอยู่เลยมึง ไอ้เชต”
      
       พายัพหน้าเหี้ยมไม่เหลือความเป็นพี่เป็นน้องให้เห็น

       จบตอนที่  24
ตอนที่ 25
      
       เชตะวันมองปืนที่กำลังเล็งมายิงตน
        
       อาทิตย์เห็นทุกสิ่งอย่างด้วยดวงใจที่สลายเมื่อตัวเองทำให้ลูกเป็นแบบนี้ อาทิตย์ช๊อคตาค้างทั้งน้ำตา เสียงเครื่องวัดหัวใจดังปรี๊ด ทุกคนชะงักหันมอง เชตะวันวิ่งเข้าไปดูอาทิตย์เหมือนจะขาดใจ เชตะวันรีบกดออดเรียกพยาบาล
       “ช่วยตามหมอทีครับ...” เชตะวันหันมาดูพ่อ “ช่วยตา หมอที พ่อ...พ่อ...”
       เชตะวันจับมือพ่อน้ำตาไหล พายัพยืนมองอึ้งเหมือนกันที่พ่อนิ่งไป พายัพยืนลังเลสักพักแล้วเข้าไปล๊อคตัวเนตรอัปสรเอาปืนจี้เอว แล้วลากออกไปในช่วงชุลมุนที่ไม่มีใครสังเกตเห็น สวนกับหมอและพยาบาลที่เข้ามาพอดี อาทิตย์มองพายัพตาค้างช็อคแล้วหมดลมหายใจทั้งน้ำตา เชตะวันมองพ่ออย่างตกใจ
       “พ่อ...”
       หมอพยาบาล ทำการช่วยเหลือเพื่อยื้อชีวิตอาทิตย์ อย่างเร่งด่วน บวรและอนงค์กลับเข้าห้องมายืนอึ้งเมื่อเห็น หมอ พยาบาลวิ่งกันวุ่นในห้อง หมอส่ายหัวหมดทางยื้อชีวิตอาทิตย์ เชตะวันหมดหวังกุมมือพ่อไว้แน่น หมอกับพยาบาลค่อยๆเก็บอุปกรณ์ต่างๆออกไป เชตะวันกุมมือพ่อก้มหน้าน้ำตาไหล
       “พ่อ...พ่อ อย่าทิ้งผมไป พ่อ...ผมขอโทษที่ไม่เคยเป็นลูกที่ดีของพ่อเลย พ่อ...ผมรักพ่อนะ”
       เชตะวันกอดพ่อร้องไห้เสียใจ บวรกับอนงค์มองดูน้ำตาไหล บวรเข้าไปปลอบใจ อนงค์ลงนั่งกับพื้นมองดูอาทิตย์ที่หมดลม เสียใจที่ปล่อยคุณผู้ชายไว้คนเดียว
       “คุณผู้ชาย นงค์ขอโทษนะคะ ที่ทิ้งคุณผู้ชายไว้คนเดียว”
       อนงค์กราบข้างตัวอาทิตย์
       “นงค์ขอโทษ...”
       บวรเข้ามาเขย่าขาอาทิตย์ด้วยความเคารพรัก บวรพยายามส่งเสียงเรียก
       “นา...นา...นาย...”
       บวรน้ำตาไหล ก้มกราบเท้าอาทิตย์เพื่อขอโทษที่ทิ้งเจ้านายไว้คนเดียว
      
       เชตะวันเปิดประตูออกมายืนหน้าห้องพิงประตูอย่างอ่อนล้าและเศร้าใจ เขาพยายามรวบรวมสติแล้วนึกขึ้นได้ว่าเนตรอัปสรหายไป
       “เนตร...”
       เชตะวันมองดูซ้ายขวาไม่มีเนตรอัปสร เขารีบหยิบมือถือขึ้นมากดโทรหาได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังแว่วๆ เชตะวันเดินตามไปเกือบถึงเคาท์เตอร์เห็นโทรศัพท์ร่วงอยู่ที่พื้นใกล้ๆเก้าอี้บังๆอยู่ เขามองสงสัยหยิบขึ้นมาดูเห็นเป็นโทรศัพท์มือถือของเนตรอัปสรจริงๆ
       “มือถือเนตรทำไมมาตกอยู่ตรงนี้ได้”
       เชตะวันนิ่งคิดคำพูดของพายัพก่อนหน้านี้แว๊บเข้ามา
       “อะไรที่เป็นของมึงมันต้องตกเป็นของกูทุกอย่าง”
       เชตะวันคิดว่าเป็นฝีมือพายัพแน่ๆ
       “ไอ้พายัพ”
       เชตะวันโกรธจัด กดโทรศัพท์หาพายัพ แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับก็โมโห
       “โธ่เว้ย...”
       เชตะวันหน้าเครียด
      
       อาทิตย์ถูกยกมาวางที่เตียงที่บุรุษพยาบาลรออยู่ พยาบาลห่มผ้าขาวไว้แค่หน้าอก เชตะวันวิ่งเข้าห้องมาเห็นบวรยืนมองอาทิตย์น้ำตาไหล เชตะวันเดินตรงเข้าไปที่เตียงพ่อ พยาบาลถอยออกมาให้เขาเข้าไปที่ศพอาทิตย์ เชตะวันกราบพ่อ
       “พ่อครับ สิ่งที่พายัพทำกับพ่อพี่พายัพต้องชดใช้ ผมจะไม่ยอมให้พี่พายัพทำผิดด้วยการทำร้ายคนที่ผมรักอีก พ่อรอผมนะ แล้วผมจะรีบกลับมา...หลับให้สบายนะครับพ่อ”
       แล้วเชตะวันก็ผละออกมา พยาบาลเอาผ้าปิดหน้าอาทิตย์ เชตะวันมองพ่อครั้งสุดท้าย เดินเข้ามาหาบวร
       “พี่พายัพจับตัวคุณเนตรไป ฉันจะต้องหยุดสิ่งที่พายัพกำลังจะทำให้ได้ ฉันฝากบวรดูแลทางนี้ไปก่อนนะ แล้วฉันจะรีบกลับมา”
       บวรตกใจที่ได้รู้ว่าพายัพจับตัวเนตรอัปสรได้แต่พยักหน้ารับ เชตะวันรีบวิ่งออกไป บวรมองตามเป็นห่วง
      
       เชตะวันรีบมาที่ลานจอดรถ พยายามมองหาว่ารถพายัพอยู่ที่นี่รึป่าวพร้อมกับการหยิบโทรศัพท์มือถือพยายามโทรหา โทรเท่าไหร่ก็ไม่ติด เชตะวันกังวลใจมากและเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อตอนก่อนที่เขาจะเจอพายัพ เขาเห็นแซลลี่ยืนอยู่หน้าห้องอาทิตย์...
       ก่อนหน้านี้แซลลี่เฝ้าอยู่หน้าห้องคนไข้ ที่อาทิตย์พักอยู่ ท่าทางกระวนกระวาย เชตะวันกับเนตรอัปสรเดินเข้ามาเห็น
       “นั่นแซลลี่นี่ มาทำอะไร” เนตรอัปสรมองอย่างแปลกใจ
       เชตะวันมองตาม
       “อืม...ใช่...คงมาเยี่ยมผมมั้ง...เขาคงคิดถึงผมน่ะ” เขาหันไปแซว เนตรอัปสร “หึงเหรอ...”
       เนตรอัปสรหน้าจริงจัง
       “ฉันว่าไม่ได้มาเพราะคิดถึงคุณแน่ เมื่อคราวที่ฉันไปป่าเพื่อช่วยให้คุณฟื้น แซลลี่นี่แหละที่เป็นคนขโมยกระดูกเกือบทำลายพิธีจนพังเพราะ ไม่อยากให้คุณฟื้นนะสิ”
       เชตะวันคิดตามแล้วทั้งสองก็เดินไปใกล้ เชตะวันเข้าไปทัก
       “แซลลี่ นี่คุณมาทำอะไรน่ะ”
       แซลลี่หันมาเห็นก็ตกใจ
       “คุณเชต....เอ่อ...แซลลี่เปล่านะคะ...แซลลี่ไม่เกี่ยวนะคะ”
       แซลลี่ทำอะไรไม่ถูกละล้าละลังมองไปในห้องมีพิรุธ สุดท้ายก็วิ่งหนีออกไปจากห้อง เชตะวันกับเนตรอัปสรมองตามแล้วรีบเข้าห้องอาทิตย์ไป
      
       เชตะวันคิดได้ เขาตัดสินใจกดโทรศัพท์หาแซลลี่ทันที แซลลี่กำลังขับรถกลับอย่างกระวนกระวาย
       “ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องซวยๆแบบนี้ด้วยนะเนี่ย”
       โทรศัพท์แซลลี่ดังขึ้นมา เธอตกใจหันไปมองที่มือถือหน้าจอขึ้นว่า เชตะวัน แซลลี่ ผวา
       “เชตต้องสงสัยเราแน่ๆเลย”
       แซลลี่ตัดสินใจปิดโทรศัพท์ดับเครื่องทิ้งทันที แล้วก็จอดรถที่คอนโด...เชตะวันเมื่อเห็นว่าแซลลี่ปิดเครื่องหนีแบบนี้ก็เดาออกว่าน่าจะรู้เห็นเรื่องนี้ เขาจึงตัดสินใจขับรถไปหาเธอทันที
      
       ปารมีก้มลงกราบคุณสรวง ที่ยิ้มรับอย่างเมตตา
       “วันนี้ลูกมาคนเดียว แม่สรวงคงจะไม่เหงานะคะ”
       “จะเหงาได้อย่างไรกัน แล้วคนนั้นไม่ได้มาด้วยกันกับลูกหรือ”
       ปารมีงงใครกันจึงหันไปมอง หมอก้องเดินเข้ามา ปารมีทำหน้าไม่ถูก
       “เอ่อ...”
       คุณสรวงเรียกหมอก้อง
       “เข้ามาสิ”
      
       หมอก้องก้มลงกราบ


  


       หมอก้องก้มลงกราบ
      
       “ผมทำผิดมากเลยครับแม่สรวง สร้างเรื่องให้คนอื่นต้องเดือดร้อน และทำให้ใครหลายๆคนต้องเสียใจและผิดหวังในตัวผม”
       หมอกก้องหันมองปารมี เขาหยิบกล่องใส่กระดูกผีเฟื่องออกมา
       “ผมเอาของชิ้นนี้มาให้แม่สรวง เผื่อว่าเราจะช่วยคุณเชตกับนะโมให้พ้นอันตรายต่อไปได้นะครับ”
       คุณสรวงยิ้ม
       “คนผิดรู้ตัวว่าผิด ย่อมจะมีวันที่ถูก คนโง่รู้ตัวว่าโง่ ย่อมมีวันฉลาด ตอนนี้หมอพบด้านสว่างแล้ว”
       หมอก้องยิ้มรับ ปารมีก็รู้สึกยิ้มปลื้มในใจ หมอก้องจึงเอากล่องกระดูกเฟื่องยื่นให้คุณสรวง เมื่อคุณสรวงเปิดออกดูกลับเห็นเป็นกิ่งไม้ คุณสรวงตกใจ
       ปารมีเห็นหน้าคุณสรวงตกใจจึงรีบเข้าไปดู เมื่อเห็นเป็นกิ่งไม้จึงตกใจหันไปมองหน้าหมอก้องอย่างโกรธๆ หมอก้องก็ช็อคเช่นกัน
      
       แซลลี่ขนกระเป๋าเดินทางขึ้นรถ มือเชตะวันเข้าไปจับไว้ เธอตกใจพยายามจะหนี แต่เขาจับไว้ไม่ปล่อย
       “เนตรอยู่ที่ไหน”
       แซลลี่ตื่นกลัว
       “แซลลี่ไม่รู้เรื่อง คุณเนตรเขาก็อยู่กับคุณสิมาถามแซลลี่ทำไมล่ะ แซลลี่ไม่เกี่ยว”
       แซลลี่รีบสบัดมือออก แต่เชตะวันก็รั้งไว้ไม่ยอม
       “พี่พายัพเข้ามาในห้องพ่อโดยมีคุณเป็นต้นทางให้ และพี่พายัพทำให้พ่อต้อง ตายแถมยังจับตัวคุณเนตรไปอีก แบบนี้คุณเกี่ยวข้องไหมล่ะ”
       แซลลี่ตกใจ
       “หา...คุณพ่อคุณตาย”
       “ใช่ คุณมีส่วนเกี่ยวข้อง ถ้าคุณไม่บอกว่าไอ้พายัพมันพาคุณเนตรไปที่ไหน ผมจะแจ้งตำรวจว่าคุณสมรู้ร่วมคิดกัน”
       แซลลี่กลัวรนราน
       “อย่านะคะเชต แซลลี่โดนบังคบ แซลลี่ไม่อยากจะทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้เลย พี่พายัพเลวร้ายมากนะคะ เขาคิดแม้กระทั้งเอากระดูกผีมาปลุกเพื่อให้เป็นทาสรับใช้เพื่อฆ่าคุณอีก”
       เชตะวันเจ็บแค้น
       “มันอยู่ไหน ฉันถามว่ามันอยู่ไหน”
       “ต่อให้เชตหาพี่พายัพเจอ เชตก็ช่วยคุณเนตรไม่ได้หรอก พี่พายัพจะต้องเอาผีมาฆ่าเชตแน่ หนีเถอะคะ หนีไปกับแซลลี่ดีกว่านะคะเชต แซลลี่รักเชตนะคะ”
       เชตะวันจ้องหน้า
       “คนที่ผมรักคือเนตรอัปสรคนเดียวเท่านั้น ต่อให้ผมต้องตายเพราะไปช่วยเธอผมก็จะทำ ถ้าคุณไม่บอกผมตอนนี้ว่าไอ้พายัพอยู่ที่ไหนงั้นคุณก็ไปกับผม ไป”
      
       เชตะวันดึงจะให้ไปด้วย

       แซลลี่กลัวไม่อยากไปเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแล้วจึงรีบบอก
      
       “บ้านพักท้ายรีสอร์ทคะ...ถ้าเชตรักนังนั่นมันมาก เชตก็ไปเถอะค่ะ แซลลี่ไม่ขอเกี่ยวข้องอะไรด้วยอีก อย่าเอาแซลลี่ไปเกี่ยวข้องด้วยเลยนะคะ แซลลี่ขอร้อง”
       เชตะวันรีบออกไป แซลลี่หน้าตากังวลกลัวเกิดเรื่องใหญ่พูดรำพึงกับตัวเอง
       “ขอโชคดีละกันนะเชต”
       แซลลี่นึกขึ้นได้กลัวความผิดจะเข้าตัว รีบเก็บกระเป๋าขึ้นรถแล้วรีบหนีออกไปทันที
      
       ปารมีเข้ามาต่อว่าหมอก้อง
       “นี่มันคืออะไรคะหมอก้อง คุณเอากิ่งไม้มาใส่แล้วบอกว่าเป็นกระดูกอย่างนี้เพื่ออะไรคะ”
       หมอก้อง ยังงงไม่หาย
       “ผมไม่รู้เรื่องนะ ผมก็เห็นพร้อมคุณนี่แหละ ต้องมีใครมาเปลี่ยนมันแน่ๆ”
       คุณสรวงนิ่งคิด แล้วพูดขึ้นมา
       “มีคนปลุกผีแม่เฟื่องขึ้นมาได้แล้ว”
       คุณสรวงนั่งสมาธิ เธอเห็นภาพเฟื่องปรากฏกำลังทำร้ายฆ่าสิทธิ์ ฆ่าหมอผีตาย...ภาพหมอผีกำลังจะท่องคาถา เฟื่องสะบัดมือใส่หมอผี กระเด็นไปโดนมีดหมอเสียบเข้ากลางอกตาย...ภาพสิทธิ์กระเสือกกระสนหนีตาย เฟื่องตามมาดักผลักสิทธิ์กระเด็นไปที่ปรำพิธี เฟื่องเอื้อมมือทำท่าบีบคอแล้วสะบัดมือจนสิทธิ์คอหักตาค้างตาย...คุณสรวงลืมตาขึ้น
       “เนตรกับคุณเชตกำลังจะได้รับอันตราย”
       ปารมีจึงรีบหยิบโทรศัพท์โทรหาเนตรอัปสร
      
       เชตะวันขับรถรีบเร่งมุ่งหน้าไปบ้านลับท้ายรีสอร์ท เสียงโทรศัพท์ของเนตรอัปสรดังขึ้น เขาจึงรับสาย
       “นะโมอยู่ไหน ตอนนี้เกิดเรื่องใหญ่แล้วนะ”
       “ปานเหรอ นี่ผมเชตนะ ตอนนี้นะโมถูกพี่พายัพจับตัวไป”
       ปารมีตกใจ
       “อะไรนะ นะโมถูกพี่พายัพจับตัวไป”
       คุณสรวงกับหมอก้องตกใจ
       “แล้วนี่คุณเชตรู้รึเปล่าคะว่าถูกจับไปที่ไหน เมื่อไหร่ แล้วตอนนี้นะโมเป็นยังไงบ้าง บาดเจ็บตรงไหนรึป่าวคะ”
       “คือตอนนี้ผมไม่รู้อะไรเลย นอกจากรู้แต่ว่าคุณเนตรถูกจับไปที่บ้านพักท้ายรีสอร์ทครับ และผมกำลังตามไปช่วยเนตรอยู่”
       ปารมีวางโทรศัพท์หน้าเศร้า
       “โธ่ นะโม ทำยังไงกันดีล่ะ กระดูกก็ถูกขโมยไป แถมนะโมก็ถูกลักพาตัวอีก”
       หมอก้องคิดๆ
       “เรื่องทั้งหมดต้องเป็นพี่พายัพวางแผนจัดการแน่ๆ เพราะเขาคือคนที่ ต้องการชีวิตของคุณเชต”
       คุณสรวงเอ่ยขึ้น
       “นะโมกำลังจะถูกเงามืดคลอบงำ ตอนนี้เราต้องไปช่วยนะโม ปาน หมอก้อง ช่วยพาแม่ไปที”
       ปารมี หมอก้อง รับคำ แล้วจึงพาคุณสรวงออกไปทันที
      
       รถพายัพขับมาบนถนน พงษ์ทำหน้าที่คนขับ พายัพนั่งมองเอกสารที่มีรอยลายนิ้วมืออาทิตย์ยินยอมนั่งยิ้ม
       “นายครับเราจะไปที่บ้านอาจารย์คงก่อนหรือเปล่าครับ” พงษ์ถาม
       พายัพหันมองที่เนตรอัปสรที่ถูกมัดสลบอยู่แล้วยิ้มๆ
       “ไม่...ไปที่บ้านพักเลย ฉันอยากจะลอง ของใหม่ก่อน”
       พงษ์มองพายัพยิ้มๆอย่างรู้ทัน
       “ได้เลยครับนาย”
       พายัพหันมองที่เนตรอัปสรนอนสลบอยู่แล้วยิ้มร้าย
      
       รถจอดที่หน้าบ้านท้ายรีสอร์ท


  


       พายัพพยายามโทรหาสิทธิ์ แต่ไม่ติดเขาหงุดหงิดมาก
      
       “เฮ้ย...ทำไมไอ้สิทธิ์มันถึงไม่เปิดเครื่องวะ”
       พงษ์เดินเข้ามาได้ยินพอดี
       “มันหนีกลับไปแล้วมั้งนาย”
       พายัพโมโห
       “ไว้ใจไม่ได้จริงๆ”
       “โธ่นาย...คนอย่างมันจะไว้ใจได้ยังไง ขนาดเพื่อนมันแท้ๆมันยังหักหลังได้เลย”
       “เอ่อ...ก็จริงของเอ็ง งั้นเอ็งไปดูไอ้หมอผีนั่นกับไอ้สิทธิ์ที่โน่นที ยังไงให้ไอ้หมอผีเอาอีผีนั่นมาให้กูที่นี่เลย”
       “ได้ครับนาย ขอให้นายสนุกกับนังนี่ให้เต็มที่นะครับ”
       พายัพลงรถและอุ้มเนตรอัปสรที่ถูกมัดอยู่ลงจากรถเข้าไปในบ้าน พงษ์ขับรถแล่นออกไป
      
       พายัพวางเนตรอัปสรที่ถูกมัดลงที่เตียง ยืนมองยิ้มกริ่ม หน้าหื่นๆ พายัพไปหยิบกระป๋องเบียร์มาดื่ม แล้วยกขึ้นจิบอย่างสบายใจ ก่อนที่จะปิดประตูลง
      
       รถเชตจอดที่หน้าบ้านพักท้านรีสอร์ท เขามองดูบรรยากาศบ้านพักเงียบเชียบ ไม่เห็นรถพายัพเลย เชตะวันเริ่มไม่แน่ใจว่าที่แซลลี่โกหกหรือเปล่า เขาตัดสินใจลงจากรถ และมองขึ้นไปที่ตัวบ้าน
      
       พงษ์ขับรถไปถึงที่บ้านหมอผี...เขาเดินเข้ามาแต่ไม่เห็นใคร เห็นแต่รอยเลือดที่เปื้อนที่พื้น พงษ์ร้องเรียกทั้งสิทธิ์และหมอผี
       “อาจารย์...คุณสิทธิ์...อยู่ไหม”
       พงษ์แปลกใจไม่มีเสียงตอบรับ พยายามมองหา
       “หายไปไหนกันวะ”
       พงษ์เดินเข้าไปในห้องปรำพิธี เห็นห่อกระดูกวางอยู่ที่พื้นจึงหยิบขึ้นมา
       “ดูสิปลุกวิญญาณนั่งนี่เสร็จก็ทิ้งขว้างแบบนี้ จะบอกนายให้หักเงินคืนให้หมดเลย” เขาคว้าห่อกระดูก “แล้วผีมันอยู่ที่ไหนวะ”
       พงษ์เริ่มกลัว จึงหยิบโทรศัพท์มือถือกดไปหาพายัพแต่ดันแบตหมด
       “โธ่เว้ย แบตเสือกหมดอีก กลับไปหานายก่อนดีกว่า”
       พงษ์เดินออกไป ด้านหลังของเขามีศพสิทธิ์กับศพหมอผีถูกฆ่าอยู่มุมหนึ่งของบ้าน ผีเฟื่องยืนจ้องมองอาฆาต...พงษ์เอาห่อกระดูกวางเบาะหลังรถแล้วขับรถกลับ...เขาขับรถมาเรื่อยๆก่อนถึงบ้าน เขาเหลือบมองดูกระจกหลังเห็นผีเฟื่องมานั่งอยู่ก็ตกใจ
       “เฮ้ย”
       พงษ์ตกใจเบรกรถเอี๊ยด เขากลั้นใจมองที่หลังรถอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่เห็นอะไร เห็นเพียงห่อกระดูกที่วางไว้
       “สงสัยจะตาฝาด แต่ถ้าเป็นอีผีทาสจริงๆกูก็ไม่ต้องกลัวมึงหรอก เพราะต่อไปมึงก็ต้องไปรับใช้เจ้านายกู” พงษ์ยิ้มร้ายๆ
       พูดจบผีเฟื่องโผล่มาตรงหน้า พงษ์ตกใจร้องลั่น
       “ผ...ผ...ผี”
      
       พงษ์ลงจากรถวิ่งหนีลนลานเข้าในป่าไปจนมุมที่ต้นไม้

       จบตอนที่  25