กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] 3 ทหารเสือสาว ฟ้ากระจ่างดาว

ฟ้ากระจ่างดาว2.jpg
12-6-2013 11:15



3 ทหารเสือสาว ฟ้ากระจ่างดาว



ออกอากาศ : ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
บทประพันธ์โดย : กิ่งฉัตร
บทโทรทัศน์โดย : บทกร
กำกับการแสดงโดย : บัณฑิต ทองดี
ผลิตโดย : บริษัท ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์ จำกัด
ควบคุมการผลิตโดย : ณัฏฐนันท์ ฉวีวงษ์
แนวละคร : โรแมนติก - สืบสวน

รายชื่อนักแสดง

ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ แสดงเป็น หิรัณย์
ภีรนีย์ คงไทย แสดงเป็น มีคณา
อธิชาติ ชุมนานนท์ แสดงเป็น เขตต์ตวัน
อุรัสยา เสปอร์ปันด์ แสดงเป็น มัทนา
ชาคริต แย้มนาม แสดงเป็น ษมา
ราศรี บาเล็นซิเอก้า แสดงเป็น สาระวารี
อรุณณภา พาณิชจรูญ แสดงเป็น วิมลิน
ปวีณา ชารีฟสกุล แสดงเป็น บานเช้า
รสริน จันทรา แสดงเป็น มั่นสิน
ด.ช.มณฑล สุรวิทย์ธรรมะ แสดงเป็น สันติ
โจโจ้ ไมอ็อคชิ แสดงเป็น ไชยวัฒน์
จักรพันธ์ จันโอ แสดงเป็น ธำรง
ศานติ สันติเวชชกุล แสดงเป็น บุญสม
ชัชวาล เพชรวิศิษฐ์ แสดงเป็น ทัพขันธ์
เบญจสิริ วัฒนา แสดงเป็น สุนันทา
ยุวดี ไทยหิรัญ แสดงเป็น เจ๊นิด
สมมาตร ไพรหิรัญ แสดงเป็น ผู้การพิรุณ
ศักราช ฤกษ์ธำรงค์ แสดงเป็น พ่อหิรัณย์
ชนานา นุตาคม แสดงเป็น กัลยา (แม่หิรัณย์)
กฤติกา ซิงห์ แสดงเป็น วันทนีย์ (น้องหิรัณย์)
ภัทรินทร์ เจียรสุข แสดงเป็น ธิดา
ปีเตอร์ ธูนสตระ แสดงเป็น สุภาพบุรุษ
ทนงศักดิ์ ศุภการ แสดงเป็น พ่อมัทนา
สุปราณี เจริญผล แสดงเป็น แม่มัทนา
อัญชิสา เลี่ยวไพโรจน์ แสดงเป็น สาวิตรี
มิรา โกมลวณิช แสดงเป็น ศกุนตลา
อนุธิดา อิ่มทรัพย์ แสดงเป็น วาสิฏฐี
อาเธอร์ เบญจกุล แสดงเป็น เอกชัย
ออกัส พรรษกร แสดงเป็น สาลินี

เรื่องย่อ ละคร 3 ทหารเสือสาว ฟ้ากระจ่างดาว



       “มีคณา” เป็นหนึ่งในนักข่าวสามทหารเสือสาวประจำหนังสือพิมพ์สยามสาร หญิงสาวเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดถึงเรื่องตัวเองมากนัก ทำให้แม้แต่ “มัทนา” และ “สาระวารี” อีกสองสาวทหารเสือที่เหลือ ก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องราวชีวิตของมีคณาเท่าไรนัก
      
       ครอบครัวของมีคณานั้นอยู่ในหมู่บ้านที่ได้ชื่อว่า “หมู่บ้านเยอรมัน” สาเหตุที่ได้ชื่อนี้ก็เป็นเพราะว่าผู้หญิงในหมู่บ้านนี้พอเริ่มแตกเนื้อสาว ก็จะถูกส่งตัวไปขายบริการที่เยอรมัน “บานเช้า” แม่ของมีคณาลักลอบได้เสียกับชายหนุ่มที่มาจากกรุงเทพฯ จนตั้งท้องมีคณาขึ้นมาตอนอายุสิบห้า แต่ชายหนุ่มคนนั้นกลับไม่รับผิดชอบ “มั่นสิน” พี่สาวของชายหนุ่มคนนั้นจึงให้เงินกับครอบครัวของบานเช้าและรับมีคณามาอุปการะแทน หลังจากนั้นทางครอบครัวของบานเช้าก็จับบานเช้าใส่ตะกร้าล้างน้ำ จับแต่งงานใหม่กับ “บุญสม” หนุ่มในหมู่บ้านเดียวกันเพื่อล้างอาย ด้านมั่นสินที่เป็นผู้ปกครองของมีคณานั้นมีอาชีพเป็นครู อีกทั้งยังเป็นสาวโสดเจ้าระเบียบ เธอจึงปกครองมีคณาอย่างเข้มงวดเหมือนครูปกครองนักเรียน มีคณาจึงได้แต่ฝันถึงครอบครัวแสนสุข ฝันถึงแม่ พ่อเลี้ยงและน้องชายน้องสาวที่เธอไม่เคยมี สมัยวัยรุ่นมีคณาทะเลาะกับผู้เป็นป้าอย่างรุนแรง หญิงสาวจึงหนีออกจากบ้านไปหาแม่ที่ต่างจังหวัด เมื่อนั้นเธอจึงได้รู้ว่าความฝันกับความเป็นจริงมักจะสวนทางกันเสมอ
      
       ตั้งแต่บานเช้าแต่งงานใหม่ ก็มักถูกสามีขี้เมาซ้อมเช้าซ้อมเย็นเมื่อไม่พอใจ โดยที่บานเช้าก็ไม่กล้าสู้กลับ ในขณะที่ “ธำรง” ลูกชายคนเดียวก็ทำตัวเป็นลูกเทวดา ไม่ว่าเขาต้องการอะไร ทุกคนในบ้านต้องทำทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการของเขาให้ได้ ที่จริงแล้วสภาพที่ผู้ชายไม่ทำงานทำการ ให้ผู้หญิงเป็นคนคอยหาเลี้ยงครอบครัวแบบครอบครัวของบานเช้านั้นเป็นภาพที่พบเห็นได้ทุกหลังคาเรือนในหมู่บ้านแห่งนี้ ส่วนเด็กสาวๆ ก็จะถูกส่งตัวไปขายบริการทางเพศเพื่อให้พ่อและพี่น้องผู้ชายของตนได้อยู่ดีกินดีโดยอ้างว่าเป็นความกตัญญู มีคณาเองก็เกือบจะถูกส่งไปขายเช่นกัน แต่มีคณาไม่ยอม จึงถูกพ่อเลี้ยงตบตีอย่างทารุณ คืนนั้นบานเช้าช่วยให้มีคณาหนีกลับกรุงเทพฯ มาหามั่นสินได้สำเร็จ มั่นสินต้อนรับมีคณากลับมา
      
       หลายปีผ่านไป มีคณากลับไปร่วมงานศพของพ่อแม่ของบานเช้า จึงได้รู้ว่า “ธิดา” และ “ธารา” น้องสาวต่างพ่อทั้งสองคนของเธอถูกส่งตัวไปขายบริการเรียบร้อยแล้วทั้งๆที่อายุเพิ่งพ้นความเป็นเด็กได้ไม่กี่ปี ขณะที่พ่อเลี้ยงและน้องชายต่างใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อด้วยเงินที่ธิดาต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด และธาราแลกมาด้วยความตาย ส่วนมารดาก็ไม่กล้ามีปากเสียงกับสามีและลูกชายเหมือนเช่นเคย มีคณารู้สึกหดหู่กับสภาพครอบครัวของเธอ และทัศนคติของคนในหมู่บ้านที่เห็นว่าการให้ลูกสาวขายตัวเป็นการแสดงความกตัญญู หญิงสาวจึงตั้งปณิธานว่าเธอจะแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ เธอจึงเลือกเรียนเป็นนักข่าวเพื่อเปิดโปงขบวนการค้ามนุษย์
      
       หลายปีผ่านไป มั่นสินลาออกจากอาชีพครูไปคุมร้านอาหารไทยของเพื่อนที่ต่างประเทศขณะที่มีคณาเข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามสาร สองป้าหลานติดต่อกันทางจดหมายเพียงเดือนละครั้งเท่านั้น วันหนึ่ง ไชยวัฒน์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ มอบหมายให้มีคณาไปทำข่าวแฟชั่นโชว์แทนมัทนาที่ต้องไปทำสกู๊ปข่าวที่ต่างจังหวัด แต่มีคณาไม่ชอบทำข่าวแฟชั่น ไชยวัฒน์จึงบอกว่าแฟชั่นโชว์ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อระดมทุนไปใช้ในการต่อต้านยาเสพติด มีคณาจึงจำเป็นต้องไปเพราะเธอทำข่าวในสายอาชญากรรมซึ่งใครๆ ก็มองว่าไม่เข้ากับบุคลิกของเธอเลยแม้แต่น้อย
      
       มีคณาได้รับจดหมายจากธำรงซึ่งส่งมาขอร้องให้มีคณาช่วยอุปการะ “สันติ” ลูกชายคนเดียวของธำรง เนื่องจากธำรงประสบอุบัติเหตุจนพิการ ส่วนแม่ของสันติก็ต้องไปขายตัวที่เยอรมันเพื่อส่งเงินมาให้สามีและครอบครัวสามีใช้จ่าย มีคณาจำใจยอมรับอุปการะสันติเพราะบานเช้าขอร้องไว้ เช้าวันที่มีคณาไปรับสันติกับบานเช้าที่สถานีรถไฟหัวลำโพงนั้น เธอก็ได้พบกับ “หิรัณย์” สารวัตรหนุ่มหล่อแห่งหน่วยงานปราบปราม
       ยาเสพติดนอกเครื่องแบบแห่งหนึ่งหิรัณย์กำลังวิ่งไล่ตามเด็กสาวคนหนึ่งเด็กสาวขอความช่วยเหลือจากมีคณาและโกหกว่าหิรัณย์เป็นแมงดาที่กำลังไล่ล่าเธออยู่แต่ที่จริงแล้วเด็กสาวคนนั้นเป็นเอเย่นต์ค้ายาบ้า และหิรัณย์ก็กำลังตามจับอยู่ มีคณาเข้าขัดขวางการจับกุมจนเด็กสาวหนีไปได้ มีคณาไม่เชื่อว่าหิรัณย์เป็นตำรวจ จึงพูดตอกหน้าเขาไปว่า ถ้าเขาเป็นตำรวจ เธอก็เป็นรัฐมนตรีหญิง แต่ในที่สุดเธอก็ต้องหน้าแตก เมื่อรู้ว่าชายหนุ่มเป็นตำรวจจริงๆ
      
       ในวันเดียวกัน ขณะที่มีคณาไปทำข่าวเด็กถูกนายจ้างทารุณที่มูลนิธิ เธอก็ได้พบกับหิรัณย์อีกเป็นครั้งที่สอง เขาจึงได้รู้ว่าเธอเป็นนักข่าวของสยามสาร และในคืนนั้น ระหว่างที่ไปร่วมงานแฟชั่นโชว์การกุศล ทั้งคู่ก็ได้พบกันอีกครั้ง เนื่องจากหิรัณย์ทำงานให้กับหน่วยงานนี้พอดี หิรัณย์รู้สึกสนใจมีคณา จึงพยายามใกล้ชิดเธอโดยใช้งานข่าวบังหน้าทำให้มีคณาปฏิเสธได้ไม่เต็มปากแต่ใจจริงแล้วเธอก็แอบมีใจให้กับเขาเช่นกัน เนื่องจากชายหนุ่มเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ยิ้มเก่ง และที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาเข้าใจเธอดีกว่าที่เธอเข้าใจตัวเองเสียอีก
      
       สันติ หลานชายคนเดียวของเธอนั้นเป็นเด็กนิสัยก้าวร้าว ชอบมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเป็นประจำจนถูกไล่ออก ทางบ้านจึงต้องส่งตัวมาให้มีคณาเป็นคนดูแล มีคณาเองก็ปวดหัวกับพฤติกรรมของหลานชายคนนี้จนมีปากเสียงกันบ่อยๆ ครั้งสุดท้ายที่ทะเลาะกัน มีคณาทำโทษสันติอย่างรุนแรงจนสันติหนีออกจากบ้านไปมั่วสุมกับกลุ่มเด็กชายที่ขายบริการทางเพศ ยังดีที่หิรัณย์และ วิมลิน หมวดสาวเพื่อนตำรวจของหิรัณย์ ยื่นมือเข้ามาช่วยตามหาตัวสันติจนเจอ สองป้าหลานปรับความเข้าใจกันได้ด้วยความช่วยเหลือของหิรัณย์ สันติติดหิรัณย์มากเพราะอยากเป็นคนในเครื่องแบบ หิรัณย์จึงสอนให้สันติค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่จนกระทั่งพฤติกรรมของสันติดีขึ้นจากแต่ก่อนมาก ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ของหิรัณย์กับมีคณาก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน
      
       หิรัณย์เสนอให้มีคณาตามไปทำสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดชาวต่างชาติที่มีชื่อรหัสว่า “สุภาพบุรุษ” ทำให้ทั้งคู่ต้องเดินทางไปยังจังหวัดเชียงรายด้วยกัน ทั้งคู่ต้องปลอมตัวเป็นคู่หมั้นกันระหว่างที่สะกดรอยตามเพื่อไม่ให้เป้าหมายรู้ตัวเสียก่อน เนื่องจาก “สุภาพบุรุษ” เป็นนักค้ายาที่ระมัดระวังตัวมาก แต่ในที่สุดทางตำรวจก็จับกุม “สุภาพบุรุษ” ได้คาหนังคาเขาพร้อมทั้งผู้ที่ร่วมขบวนการทั้งหมดด้วยความช่วยเหลือของมีคณา สกู๊ปข่าวการจับกุมขบวนการค้ายาในครั้งนี้นอกจากจะประสบผลสำเร็จอย่างดีแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างนักข่าวสาวและสารวัตรหนุ่มก็ยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้น
      
       ขณะเดียวกัน สาระวารีและมัทนาเองก็เรื่องโรแมนติกปนบู๊กับแหล่งข่าวของตัวเองเช่นกัน สาระวารีไปทำข่าวของษมา เจ้าพ่อเกาะยานกที่กำลังจะสร้างกาสิโนบนเกาะพระฮามทางฝั่งเขมร และมีเรื่องการลอบฆ่ากันจนสาระวารีโดนลูกหลงเจ็บตัวไปหลายครั้ง ขณะที่มัทนาก็ไปทำข่าวของเขตต์ตวัน พระเอกหนุ่มและเศรษฐีชาวภูเก็ต มัทนาเข้าไปพัวพันกับคดีขโมยไข่มุกดำคิเรยนะ และถูกจับตัวไปพร้อมกับเขตต์ตวัน หิรัณย์เข้าไปช่วยเหลือทั้งคู่ไว้ได้พร้อมกับเด็กสาวที่ถูกขังไว้เพื่อรอการส่งไปขายบริการทางเพศที่ประเทศเพื่อนบ้าน จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีคณาจึงมีความคิดที่จะทำสกู๊ปเส้นทางการลักลอบพาหญิงสาวไปค้าประเวณีที่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยที่เธอจะแฝงตัวทำทีเป็นนักศึกษายากจนที่ต้องการทำงานหาเงินใช้ หญิงสาวรู้ดีว่าหิรัณย์จะต้องไม่ยอมอย่างแน่นอน จึงรอเวลาที่สารวัตรหนุ่มเดินทางไปดูงานที่อเมริกาถึงค่อยดำเนินการตามแผน มีคณาสามารถแฝงตัวไปกับขบวนการได้สำเร็จด้วยความช่วยเหลือของ “ทัพขันธ์” และ “สุนันทา”
      
       เมื่อไปถึงซ่องที่ประเทศเพื่อนบ้าน มีคณาก็ได้พบกับธิดาโดยบังเอิญ มีคณาขอร้องให้ธิดาช่วยเหลือเด็กสาวที่ถูกจับไปขายบริการ ธิดาเริ่มเบื่อกับการใช้ชีวิตคาวโลกีย์เต็มที แต่ถ้าจะให้กลับไปบ้านก็ไม่รู้จะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างไร มีคณาเกลี้ยกล่อมธิดาจนธิดายอมช่วยเหลือทางการทลายซ่องได้สำเร็จ โดยมีหิรัณย์เป็นผู้นำกำลังตำรวจบุกเข้ามาช่วยเหลือมีคณาด้วยความร้อนใจ ธิดาตกลงกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยไม่ข้องแวะกับการขายบริการอีก
      
       หลังจากเรื่องราววุ่นๆ จบลงด้วยดี หิรัณย์ก็ขอมีคณาแต่งงาน มีคณาตอบรับด้วยความยินดี ในที่สุด สามทหารเสือสาวแห่งสยามสารก็สละโสดพร้อมๆ กัน ส่วนบ.ก.ไชยวัฒน์ก็ต้องเริ่มหานักข่าวใหม่มาแทนสามทหารเสือสาวเสียที
      

--------จบบริบูรณ์--------



ที่มา :

เรื่องย่อแบบละเอียด ละคร3 ทหารเสือสาว ฟ้ากระจ่างดาว

ที่มา :

ตอนที่ 1

ปาร์ตี้หลังงานแฟชั่นโชว์ สามทหารเสือสาวแห่งหนังสือสยามสาร มัทนา สาระวารี และมีคณาเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ถือโอกาสฉลองอำลาแยกย้ายกันไปทำงาน สามสาวชูแก้วชนกัน อวยพรให้กันและกัน มีคณาไม่ค่อยสนุกด้วยเพราะต้องทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ โพล่งขึ้น

“ขอให้ บก.ส่งคนอื่นไปงานแฟชั่นโชว์แทนเราทีเถอะ”

สาระวารีทำหน้าทะเล้นใส่ “ไม่มีทางหรอกย่ะ... ฉันขอให้เธอได้พบรักในงานก็แล้วกัน”

“ประสาท อวยพรอะไรบ้าๆไม่เอา”

“มัทมั่งค่ะ มัทอวยพรให้งานแฟชั่นการกุศลคราวนี้สนุกประทับใจ มีประเด็นท้าทายให้พี่มี่ทำข่าวอย่างมีความสุขค่ะ”

มีคณายิ้มขอให้สมพรปาก สาระวารีชูแก้วให้เพื่อนชนอีกครั้ง เพื่อจะได้แยกย้ายกันกลับ...

ไม่มีใครเชื่อว่า ผู้หญิงบุคลิกลักษณะเรียบร้อยเชยๆ สวมแว่นอย่างมีคณา จะอยากเป็นนักข่าวสายอาชญากรรม ทั้งที่จริงแล้ว เธอเรียนเทควันโดและอีกหลายอย่างที่ใครๆก็คาดไม่ถึง ครูฝึกเคยบอกให้เธอใส่คอนแทกเลนส์เพื่อความคล่องตัว แต่เธอกลับบอกว่า ไม่เอากลัวสวย

บก.ไชยวัฒน์นั่งมองหน้ามีคณา เมื่อเธอมาสมัครเป็นนักข่าวอาชญากรรม เธอยืนกรานว่าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ และเธอก็ทำได้จริงๆจนเป็นหนึ่งในสามทหารเสือสาวของสำนักพิมพ์...แต่พอเธอต้องทำงานแทนมัทนา คือทำข่าวแฟชั่นการกุศลเพราะมัทนาเดินทางไปภูเก็ต ก็หน้าเหยเก บก.ต้องบอกว่าแค่สัมภาษณ์สั้นๆ จุดประสงค์ของงานนี้เท่านั้น

“ถึงข่าวสังคมจะเป็นแค่ไม้ประดับ แต่ไม้บางชนิดก็มีคุณค่านะมี่ เรื่องอย่างนี้มันอยู่ที่มุมมองการนำเสนอ เปิดใจให้กว้าง มองหาสิ่งที่คุณไม่อยากมอง บางทีอาจมีอะไรก็ได้”

สาเหตุที่มีคณาเข้าคอร์สอบรมการป้องกันตัวเบื้องต้นของผู้หญิงกับหน่วยงานของตำรวจด้วยเหตุผลที่อยากเป็นสื่อกลางช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกเอาเปรียบทาง เพศ อยากให้การค้าประเวณีหมดไปจากโลกนี้เสียที อาจเป็นเพราะปมในวัยเด็กของเธอ

หลังการอบรม มัทนาและสาระวารีมักมารอรับเพื่อหาอะไรทานด้วยกันก่อนแยกย้ายกลับบ้าน จนมัทนาเอ่ยปาก

“แก๊งแม่เสือสาวของเรา ถ้ายังฟอร์มทีมเหนียว แน่นขนาดนี้ มัทว่าต้องได้จองดาวน์หมู่บ้านคานทองอยู่ด้วยกันแน่ๆ”

ทั้งสาระวารี และมีคณาพูดพร้อมกันว่าดี เพราะทั้งสองต่างมีปมครอบครัวจนไม่ต้องการเอาชีวิตตัวเองไปผูกติดกับผู้ชาย ต่างสอนมัทนาว่า จะรักใครต้องรักด้วยความเข้าใจ อย่าหลง...

สารวัตรหิรัณย์ในชุดตำรวจนอกเครื่องแบบ ขี่มอเตอร์ไซค์ สุดเท่ห์กวดเด็กหนุ่มส่งยาที่ขี่รถหนี เขาพุ่งทะยานมาขวางหน้าระยะกระชั้นชิด เด็กหนุ่มตกใจทิ้งรถวิ่งหนี ไม่คาดคิดมีมอเตอร์ไซค์อีกคันแล่นมายิงเก็บเด็กหนุ่มคนนี้แล้วซิ่งหนีไป หิรัณย์เจ็บใจมาก อดสาวถึงตัวการใหญ่

ooooooo

บ้านมีคณาเป็นบ้านไม้เก่าแก่ร่วมสี่สิบปีหลัง เล็กๆสองชั้นตั้งอยู่ตรงหัวโค้งหักศอกของซอย ติดกับศาลเจ้าขนาดใหญ่ทำให้มีกลิ่นควันธูปตลอดเวลา...หญิงสาวกลับมาถึงบ้าน หยิบจดหมายในตู้ออกมาดู สะดุดที่จดหมายจากอังกฤษ ซองสีฟ้าซึ่งส่งมาเป็นประจำ

มันเป็นจดหมายของป้ามั่นสิน ผู้หลงใหลสีฟ้าเป็นชีวิตจิตใจ จนบางทีเธอนึกอยากมีตาสีฟ้า เผื่อป้าจะรักบ้าง ป้าส่งจดหมายข้อความเดิมๆตลอดห้าปีที่ผ่านมา ว่าเธอย้ายไปช่วยเพื่อนสนิทคุมร้านอาหารเล็กๆที่อังกฤษ... มั่นสินเป็นญาติข้างพ่อคนเดียวที่เหลืออยู่ และได้เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกเพียงเจ็ดวัน ด้วยเหตุผลที่ว่า พ่อทำแม่บานเช้าท้องตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 แล้วไม่ยอมรับ ตากับยายจึงมาขอให้มั่นสินรับผิดชอบแทนน้องชาย

หลังจากแม่คลอด แม่ก็ถูกตายายจับแต่งงานกับหนุ่มในหมู่บ้านเพื่อล้างอาย พอมีคณาอายุได้ 2 ขวบ มั่นสินซึ่งมีอาชีพเป็นครูก็ย้ายไปสอนจังหวัดอื่น แม่บานเช้า คลอดน้องชายและน้องสาวชนิดหัวปีท้ายปีเลยทีเดียว

เมื่อมีคณาอายุได้ 6-7 ขวบ เธอมักจะมองเพื่อนๆที่มีพ่อแม่มารับที่โรงเรียน ทั้งกอดและหอมลูกอย่างรักใคร่ แต่เธอไม่เคยได้รับไออุ่นเช่นนั้นเลย มั่นสินเป็นครูที่เจ้าระเบียบ ไม่เคยแต่งงาน ทำให้ไม่รู้จักแสดงความรักอย่างแม่ลูก จนกระทั่งเธออายุได้ 14-15 เป็นวัยรุ่นเริ่มมีปากเสียงกับมั่นสินบ่อยครั้ง เธอระเบิดอารมณ์ด้วยความอัดอั้นทั้งน้ำตานองหน้า

“ป้าไม่รักมี่เพราะมี่ไม่ใช่ลูก ไม่ต้องการก็ไม่ต้องเลี้ยงสิคะ เลี้ยงเหมือนสัตว์เลี้ยงตัวนึงยังงี้ จะเลี้ยงไปทำไม มี่อยากกลับไปอยู่กับแม่ ไปอยู่เหนือกับแม่ ไม่อยากอยู่กับป้าแล้ว”

มั่นสินสีหน้านิ่ง ไม่โต้ตอบ กลับซื้อตั๋วรถเที่ยวเดียวไว้ให้หลังเธอสอบเสร็จ พร้อมฝากจดหมายไปถึงบานเช้า มีคณาสะพายกระเป๋ามุ่งมั่นมาหาแม่หวังจะได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่ แต่ต้องผิดหวัง สภาพบ้านแม่เป็นบ้านชั้นเดียวซอมซ่อ ผิดกับที่ป้าเคยเล่า...บานเช้าแนะนำให้รู้จักกับบุญสม สามีและน้องๆอีกสามคน น้องชายชื่อธำรง อายุ 13 ปี น้องสาวอีกสองคนชื่อธิดาและธารา อายุ 10 และ 11 ขวบ ลดหลั่นกันลงมา แต่ละคนมีทีท่าไม่เป็นมิตรด้วยเลย

“อะไรวะ อยู่กรุงเทพฯนึกว่าจะหน้าตาดี แต่งตัวทันสมัยเหมือนพวกในทีวี ดูไม่ได้เลย ใส่แว่นอีก ยังงี้ใครจะมาสนวะ” บุญสมส่ายหน้าเหยียดๆ ก่อนจะลุกหนี

มีคณาไม่รู้เลยว่า หมู่บ้านที่แม่อยู่ นิยมขายลูกสาวเลี้ยงชีพ ผู้ชายจะนอนกระดิกเท้าอยู่บ้านให้ผู้หญิงหาเลี้ยง วันหนึ่ง บุญสมจะขายมีคณาให้คุณนายคนหนึ่ง พอเธอเห็นหน้าตาผิวพรรณก็ชอบใจจะจ่ายเงินก้อนโตให้แต่มีคณา ไม่ยอมไป บานเช้าขอร้อง

“พี่สม ถ้ามี่มันไม่อยากทำก็ปล่อยมันเถอะ ครูสินบอกว่ามี่เรียนเก่ง ให้มันเรียนสูงๆ จบแล้วทำงานส่งเงินมาให้เราก็ได้ ตอนนี้ฉันก็ยังพอหาเงินได้ไม่เดือดร้อนอะไร”

“มึงไม่เดือดร้อนแต่กูกับลูกเดือดร้อน ดูลูกสาวบ้านอื่นสิ เขากตัญญูไปทำงานหาเงินส่งบ้านเป็นกอบเป็นกำ แต่ลูกมึงนี่กลับยักท่า”

ธำรงแดกดันว่าไม่สวยแล้วยังเรื่องมาก จะเรียนไปทำไมให้เสียเวลา สู้ไปทำงานตั้งแต่เด็กพอ 20-25ก็เลิก กลับบ้านทองหยองเต็มตัว ทางบ้านก็ลืมตาอ้าปากได้ถึงตอนนั้นค่อยหาผัว...มีคณาไม่ยอมท่าเดียว บุญสมตวาดว่าบานเช้ามันก็บานแต่อายุขนาดนี้เหมือนกัน แร่ไปบานให้พ่อนังมี่กับใครต่อใครไปทั่ว ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรอก พอรู้รสแล้วขี้คร้านจะระรี้ระริก

มีคณาทนไม่ไหวร้องกรี๊ดเข้าทุบตีบุญสมที่ประจานแม่ บุญสมโกรธซ้อมกลับจนสลบ...พอฟื้นขึ้นมา พบว่าบานเช้าถูกซ้อมไม่น้อยกว่าตน แต่ยังอุตส่าห์มาปฐม พยาบาล ธำรงเข้ามาโวยให้แม่ออกไปทำอาหารตนกับพ่อหิว พอบานเช้าออกไป ธำรงก็เตะสีข้างมีคณาด้วยแค้นใจ ที่ไม่ยอมไปทำงาน ทำให้ตนอดได้เงินซื้อเกมใหม่ มีคณาบอบช้ำสุดจะทน

กลางดึกคืนนั้น มีคณาพยุงตัวจะหนี บานเช้าเข้ามาขวาง ยื่นซองจดหมายที่มั่นสินฝากมาให้ตนคืนให้ “ครูสินคิดไว้แล้วว่าอาจเกิดเรื่องยังงี้ แกเลยฝากเงินไว้กับแม่ เอาไปนะลูก กลับไปอยู่กับป้าเขาเถอะ อย่าอยู่ที่นี่เลย”

มีคณาน้ำตาท่วมสวมกอดแม่ร้องไห้ บานเช้าลูบหลังลูบไหล่ให้กำลังใจ...ทันทีที่มีคณากลับมาถึงบ้านมั่นสิน เธอยืนรอก่อนแล้ว มีคณาทิ้งกระเป๋าก้มลงกราบเท้าป้า ร้องไห้ตัวสั่นเทา ด้วยรู้ซึ้งแล้วว่า ป้ารักตนแต่แสดงออกไม่เป็น

ooooooo

จดหมายของมั่นสิน เขียนสั้นๆ เล่าเรื่องนิดๆ หน่อยๆ และลงท้ายว่าสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง มีคณาอ่านจบพับเก็บรวมกับตั้งจดหมายที่วางซ้อนประมาณ 60 ซอง เดือนละฉบับที่ป้าส่งมา

วันต่อมา ขณะที่บก.ไชยวัฒน์เดินมาที่ลิฟต์โรงแรมแห่งหนึ่ง พบหิรัณย์กำลังกดลิฟต์อยู่พอดีจึงทักทาย ต่างมางานวันเกิดผู้การพิรุณที่ย้ายมาอยู่หน่วยพิเศษ บก.ถือโอกาส

“เอ้อ สารวัตร เจอตัวก็ดีแล้ว ฝากนักข่าวพาไปทำข่าวเรื่องล่อซื้อคนนึงสิ”

“ผมส่งข่าวให้ก็ได้ครับ”

“ผมอยากได้เป็นสกู๊ปแบบเจาะลึกเก็บบรรยากาศการทำงานมารายงาน ไม่เอาข่าวแห้ง”

หิรัณย์เตือนว่าอันตราย บก.จึงบอกว่าคนของ





ตนใจเกินร้อยอยากไป ขอมาหลายทีแล้วหิรัณย์นึกได้ว่ามีเคสเล็กๆ หลอกเด็กสาวมาขายบริการ สายเชื่อมโยงเครือข่ายค้ายาตัวเป้ง บก.โล่งใจที่ไม่อันตรายมาก ชายหนุ่มจะให้ลูกน้องโทร.ไปเตี๊ยมกับเขา บก.แย้งว่า

เธอไม่ใช่เขาหิรัณย์หน้าเสีย บก.เกรงเขาปฏิเสธรีบหาแผนการรองรับ...

บ่ายวันหนึ่ง มีคณาในชุดสาวจัดจ้าน มารอรับเด็กสาวที่คนร้ายนำมาส่ง เธอพยายามเพ่งมองเพื่อเก็บข้อมูลเพราะไม่ได้สวมแว่น ขณะกำลังยื่นเงินให้คนร้าย เธอไม่ยอมปล่อยเกรงคนร้ายจะหนีไปก่อนที่ตำรวจจะออกมารวบตัว คนร้ายผิดสังเกต ทันใด หิรัณย์กับพวกก็ออกมาแสดงตัวจับ คนร้ายคว้าเด็กสาวคนหนึ่งมาเป็นตัวประกัน เด็กสาวร้องอย่างหวาดกลัว

เลือดความเกลียดการทารุณกรรมของมีคณาลุกโชน เธอคว้าไม้ตามหวดคนร้ายทั้งที่มองไม่ชัด จึงกระหน่ำฟาดเอาหิรัณย์เพราะเขาจับคนร้ายได้แล้ว เขาร้องลั่นให้หยุด เธอตกใจโยนไม้ทิ้งก้มหน้างุด ถามเขาเจ็บมากไหม

“อีกไม้เดียว เรียกรถพยาบาลได้เลย” หิรัณย์ตอบกวนๆ นวดคอไปมา

มีคณาเอาผมปิดหน้าอายๆ ก้มหน้าบอกเขาว่าตนไม่ชอบผู้ชายที่ใช้ความรุนแรงกับผู้หญิงเห็นแล้วของมันขึ้น หิรัณย์บ่น “แรงควายขนาดนี้ ไม่บอกก็เชื่อว่าเราเป็นผู้ชายเหมือนกัน”

มีคณาตาโพลงเงยหน้ามอง แต่หิรัณย์เอี้ยวตัวนวดหลังจึงเห็นเพียงด้านข้างแถมเบลอๆของเขา...พอกลับมาที่ทำงาน มีคณาต่อว่า บก.ที่ไปบอกหิรัณย์ว่าตนเป็นสาวประเภทสองสาระวารีีหัวเราะชอบใจ มีคณาหันมาหยิกเพื่อน

“เพราะเธอด้วยแหละ แนะนำไม่ให้ฉันใส่แว่น ดีนะฉันไม่ฟาดเขาตาย”

“ใครจะคิดว่าเธอพาซื่อ แต่งตัวตามที่ฉันแนะนำเด๊ะขนาดนั้นล่ะ”

“เอาล่ะ ไม่ต้องฟาดงวงฟาดงา ก็ผมเห็นว่างานมันเสี่ยงขนาดนั้น ขืนบอกว่ามี่เป็นผู้หญิงก็อดน่ะสิ พี่หาลู่ทางทำเพื่อมี่นะ เห็นไหมได้ช่วยเด็กสมใจ ได้ทั้งข่าวได้ทั้งบุญ”

“ถูก ยิ่งผู้หญิงลุคเรียบร้อยงุ้งงิ๊งอย่างเธอ เขากลัวเสียแผนไม่ให้ทำหรอก”

บก.อวดว่าตนคุยโม้ว่าเธอเป็นนักเทควันโดทีมชาติ มีคณาจ๋อยต่อไปจะกล้าสู้หน้าเขาหรือ สาระวารีท้วงจะกลัวทำไม หรือแอบสนใจ มีคณาตีเพี๊ยะอายๆ ตนเกรงต้องทำงานด้วยกันอีกมากกว่า ตนไม่เห็นหน้าเขา แต่กลัวเขาจำตนได้  เจอหมายหัวแน่ นักข่าวทำร้ายตำรวจ บก.ตัดบทเขียนสกู๊ปให้มันหยด สาระวารีกระเซ้า ใส่เรื่องทำร้ายเจ้าพนักงานลงไปด้วย มีคณาค้อนขวับ

ooooooo

หลายวันก่อน มีคณาได้รับจดหมายจากธำรงที่แต่ก่อนดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่เคยเคารพตน แต่มาตอนนี้กลับขอร้องให้ช่วยรับเลี้ยงลูกชายวัย 10 ขวบ ปัจจุบันธำรงพิการขาขาด และสันติลูกชายมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อน เพราะเพื่อนมาล้อว่าเป็นลูกไอ้ด้วน...ดวงซวยที่เด็กพวกนั้นเป็นลูกคนใหญ่คนโต สันติเลยถูกบีบให้ออกจากโรงเรียน

มีคณาอ่านไปต้องเบ้หน้า ไม่อยากใจอ่อนรับเลี้ยงหลานที่นิสัยคงไม่ต่างจากพ่อและปู่เป็นแน่ แต่ใจหนึ่งก็สงสารเด็ก อยากให้มีอนาคตที่ดี...

ก่อนที่สาระวารีจะเดินทางไปตราด เธอชวนมีคณามาหาซื้อแว่นกันแดด มีคณาพลอยลองแว่นไปด้วย ขณะที่ถอดแว่นสายตา หิรัณย์เดินเข้ามาในร้านและเลือกแว่นอยู่ข้างๆเธอ ต่างจำกันไม่ได้

วันรุ่งขึ้น มีคณายืนส่งสาระวารีขึ้นรถตู้ของบริษัทเดินทางไปตราด ต่างกระเซ้าเย้าแหย่ขอให้เพื่อนเจอเนื้อคู่ จังหวะนั้นหิรัณย์เดินเข้าตึกสยามสารเพื่อมาหา บก. เขาแจ้งข่าวว่าคนร้ายที่จับได้วันก่อน โยงใยไปถึงพ่อค้ารายใหญ่อย่างที่เราคาดไว้จริงๆ ชายหนุ่มถามงานยุ่งหรือเปล่า

“ไม่ต้องถามเลยครับยุ่งตลอด แต่ก็ดีกว่าไม่มีงานทำ”

“ส่วนผมไม่มีดีกว่านะครับ แสดงว่าบ้านเมืองสงบเรียบร้อยดี” หิรัณย์พูดขำๆแล้วถามเรื่องที่ตนส่งแฟกซ์เชิญไปงานแฟชั่นการกุศล พรุ่งนี้ ตนมาเชิญด้วยตัวเองอีกครั้ง

“ไม่ต้องมาก็ไปอยู่แล้วล่ะครับ”

“แล้วนักข่าวคนนั้น ที่เป็นสาวประเภทสองน่ะครับ จะไปด้วยรึเปล่า”

ไชยวัฒน์หัวเราะและเฉลยว่าไม่ใช่กะเทย แต่เป็นหญิงแท้ ตนจำต้องโกหกโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องด้วย หิรัณย์รู้สึกหน้าแตก “หมดกัน ผมแซวเขาแรงด้วย โกรธตายเลย ตอนนี้อยู่ไหมครับ ผมขอไปขอโทษเธอหน่อย”

บก.ไชยวัฒน์พาหิรัณย์ไปที่ห้องข่าว แต่กลับเจอพนักงานที่แต่งตัวคล้ายมีคณาจึงทักผิดคน บก.รับรองว่างานพรุ่งนี้มีคณาไปด้วยแน่

ooooooo

สายวันใหม่ มีคณามารอรับหลานกับแม่ที่หัวลำโพง เธอซื้อหนังสือมายืนอ่านฉบับหนึ่ง พลันมีเด็กสาวในชุดนักเรียนถือถุงดำใบโตวิ่งมาชน เธอคว้าตัวเด็กไว้ทันไม่ให้ล้ม เด็กสาวเหลียวมองเห็นหิรัณย์วิ่งตามมา จึงบอกมีคณาให้ช่วยตนด้วย แมงดาจะจับตนไปขายตัว

แววตามีคณาดุดันขึ้นทันที ดึงเด็กสาวหลบหลัง พอหิรัณย์มาถึงก็ประกาศกร้าว

“ถอยไปนะ อย่ามายุ่งกับเด็กคนนี้ ถ้าแกก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันจะเรียกตำรวจ”

“คุณนั่นแหละอย่ายุ่ง ถอยออกไป ผมมีธุระกับเด็กคนนี้” หิรัณย์จะขยับเข้าจับเด็ก

มีคณาใช้หนังสือในมือฟาดเขายกใหญ่ ปากก็ร้องเรียกให้คนช่วย เด็กสาวฉวยโอกาสวิ่งหนี หิรัณย์รวบแขนมีคณาล็อกไว้ข้างหลัง บอกเธอว่ากำลังขัดขวางการทำงานของตำรวจ หญิงสาวโวย ถ้าเขาเป็นตำรวจ ตนก็เป็นรัฐมนตรีหญิง...ตำรวจนอกเครื่องแบบชายหญิงวิ่งเข้ามา มีคณาร้องบอกให้ช่วยเรียกตำรวจที มีคนจะล่อลวงเด็กไปขาย

“คนนี้เหรอคะสารวัตร” ตำรวจนอกเครื่องแบบถาม

มีคณาได้ยินชะงักหยุดดิ้น ตำรวจถามหิรัณย์ เห็นสายบอกว่าเด็กสิบห้าสิบหก ทำไมสาวขนาดนี้ หิรัณย์ปล่อยตัวพร้อมแขวะ

“อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นแม่เล้าล่ะ เธอเป็นรัฐมนตรีหญิง เธอคงคิดว่ากำลังออกตรวจราชการอยู่ เลยต้องทำหน้าที่ปกป้องประชาชน”

มีคณาขยับออกหน้าแดงอายมาก ย้อนถามว่าเขาเป็นตำรวจจริงหรือ หิรัณย์จะโชว์บัตรประชด หญิงสาวขอโทษเห็นเด็กท่าทางกลัวมาก

“กลัวถูกจับน่ะสิ ในกระเป๋านั่นมียาบ้าไม่รู้กี่เม็ด อาจจะถึงพัน”

มีคณาเจื่อนเห็นเป็นเด็ก หิรัณย์ว่าเด็กแค่ตัว ไม่วายกระแนะกระแหน คราวหน้าคราวหลัง ถ้าอยากเล่นบทรัฐมนตรีหญิงอีกก็กรุณามองตาม้าตาเรือหน่อย มีคณาเคืองกระชับแว่นตอกกลับว่า ท่าทางเขาไม่เหมือนตำรวจ เหมือนโจรมากกว่า แล้วค้อนขวับแยกไปรับแม่กับหลาน แต่แล้วเอะใจหันมามองพร้อมกับหิรัณย์ เหมือนเคยเจอกันมาก่อน แต่คิดว่าไม่น่าใช่

รถไฟสายเหนือเข้าจอดเทียบชานชาลา อึดใจเดียวบานเช้ากับหลานก็เดินลงมา มีคณาไหว้แม่ เห็นเด็กชายหน้าหงิกหน้างอเดินสะพายกระเป๋าตามมาจึงทักทาย เดินทางเป็นอย่างไรบ้าง ได้หลับบ้างไหม สันติเหวี่ยงใส่ทันที

“หลับกะผีอะไรล่ะ ที่นั่งแข็งจะตาย ปู่บอกแล้วให้นั่งชั้นสอง ย่าก็งก ตีตั๋วถูกสุด แล้วเป็นไง หลับลงที่ไหน”

มีคณาอึ้งตำหนิหลานที่พูดจาไม่เพราะกับย่า สันติโต้ว่าอยู่บ้านก็พูดแบบนี้ จะให้ดัดจริตพูดเพราะ ทำไม่เป็น แถมเรียกแทนตัวว่า...กู บานเช้าจุ๊ปากปรามไม่ให้พูดจาหยาบคาย

“การพูดจาสุภาพเป็นเรื่องมารยาท ไม่ใช่ดัดจริต อยู่บ้านติจะพูดยังไงก็ตามใจ แต่ถ้าคิดจะอยู่กับป้า ติต้องพูดจาให้เพราะกว่านี้ กูมึงนี่ห้ามเด็ดขาด...และถ้าคิด ว่าทำไม่ได้ก็กลับไปอยู่บ้านเลย ไม่ต้องมาอยู่กรุงเทพฯ บ้านป้าไม่ต้อนรับเด็กไม่มีสัมมาคารวะ” มีคณาเดินนำไปอย่างเคืองๆ

บานเช้าเอ็ดหลานปากเสียจนได้เรื่อง สันติฮึดฮัดแต่ไปไหนไม่ถูก จำต้องเดินตามย่าไป พอมาเห็นหน้าบ้านก็หน้าเหยเก บ่นอีก

“ทำไมบ้านมันเล็กแล้วก็เก่ายังงี้ล่ะย่า บ้านบ้าอะไรเหม็นฉิบ ทนอยู่เข้าไปได้ยังไงเนี่ย”

มีคณาบอกว่าบ้านตนติดกับศาลเจ้า ก็ต้องมีกลิ่นควันธูป อีกหน่อยก็ชิน ถ้าอยู่ไม่ได้ก็กลับไป สันติตาขวาง บานเช้าออกตัวว่าหลานยังเด็กอย่าถือสา...มีคณาให้สันตินอนห้องเล็กที่ตนเคยนอน แต่สันติก็มีปัญหาอีก งอแงจะนอนกับย่า สุดท้ายบานเช้าขอนอนห้องใหญ่กับหลาน มีคณาต้องยอมมาอยู่ห้องเล็กเสียเอง

“ความสงบในบ้าน ในชีวิตฉันจบสิ้นแล้ว” มีคณาอยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออก

หมดเรื่องห้อง มีคณาก็พาสันติเดินมาที่โรงเรียนไม่ห่างจากบ้านเท่าไหร่ สันติโวยอีก




“นี่ย่าจะให้ติเรียนโรงเรียนวัดเหรอ ไหนปู่บอกว่าป้ารวย จะให้ติเข้าโรงเรียนฝรั่งดีๆ ให้ไอ้พวกที่บ้านมันอิจฉาไงล่ะ”

บานเช้าปลอบหลานว่าโรงเรียนไหนๆก็ให้ความรู้เหมือนกัน มีคณาแทบถอดใจ อธิบายว่าตนไม่ได้รวย ไม่มีปัญญาส่งโรงเรียนแพงๆ และตนก็จบจากโรงเรียนนี้เหมือนกัน หญิงสาวประชดให้กลับไปอยู่โรงเรียนเดิมกับเพื่อนๆที่รักเขาก็แล้วกัน สันติเถียงไม่ออก
มีคณาเข้ามาพบ ครูอรุณเป็นครูใหญ่วัย 50 เพื่อทำเรื่องเอกสารต่างๆ ครูอรุณเห็นท่าทีของสันติก็สัมผัสได้ถึงความแสบของเด็กคนนี้

ออกจากห้องครูใหญ่ มีคณาให้เงินแม่จัดการซื้อชุดนักเรียนของสันติ ตนต้องรีบไปทำงาน ก่อนไปหันมาย้ำกับหลานว่า ครูใหญ่ให้โอกาสเข้าเรียนกลางคันแบบนี้ ต้องตั้งใจเรียน อย่าทำให้ท่านผิดหวัง พรุ่งนี้ต้องเริ่มมาโรงเรียน สันติทำหน้ากวนๆไม่คิดจะขอบคุณสักนิด...

มาถึงสำนักพิมพ์ สาระวารีโทร.มาคุย ทำให้มีคณาได้ระบายความอัดอั้นออกไปบ้าง ไม่ทันไร เสียง บก.ย้ำเตือนอย่าลืมไปทำข่าวงานแฟชั่นการกุศล สาระวารีหัวเราะที่เพื่อนเจอแต่เรื่องเซ็งๆ...วางสายจากเพื่อน ก็มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิสตรีและเด็ก โทร.มาชวนมีคณาเข้าไปทำข่าว เพราะมีเด็กสองคนพี่น้องถูกนายจ้างทารุณได้รับความช่วยเหลือส่งเข้ามา...

มีคณามาถึง กำลังฟังเจ้าหน้าที่เล่าเรื่องราวและถ่ายรูปประกอบ เผอิญหิรัณย์คุยกับเจ้าหน้าที่อีกคนอยู่ เขาเห็นมีคณาก็จำได้มาดักรอ เธอยิ้มให้ตามมารยาทจะเลี่ยงหนี เขาตามตอแย

“อะไรกัน ทักทายประชาชนแค่นี้เองเหรอครับท่าน เสียคะแนนหมดเลย ถ้าเจอนักการเมืองอย่างคุณ คราวหน้าผมไม่เลือกจริงๆด้วย...นี่คุณจะไม่พูดอะไรเลยเหรอครับท่านรัฐมนตรี”

“ฉันไม่ใช่รัฐมนตรี คุณก็ทราบว่าเป็นความเข้าใจผิด หรือว่าคุณยังโทษฉันอยู่ที่ทำให้คุณพลาดจับตัวคนร้ายไป”
หิรัณย์เห็นเธอไม่ตลกด้วยรีบแก้สถานการณ์ว่าทำงานก็มีพลาดเป็นเรื่องธรรมดา ตนแปลกใจต่างหากที่ได้เจอเธออีก สงสัยดวงสมพงศ์กัน หิรัณย์พยายามทายว่าเธอทำงานอะไร คงเป็นนักสังคมสงเคราะห์ มีคณาหยุดเดิน หันมาจ้องเขม็ง

“ผิดค่ะ ฉันเป็นพวกวิเคราะห์สังคมต่างหาก”

“คุณเป็นนักข่าวใช่ไหม...มิน่าล่ะ คุณถึงบอกว่ารู้จักตำรวจดี”

“ดีกว่าที่คุณคิด...” มีคณาเห็นชายหนุ่มยิ้มหวานเผลอชะงักมอง พอรู้ตัวก็รีบเดินหนี

หิรัณย์ตามมาขวางแนะนำตัว และขอนามบัตรเธอเผื่อมีข่าวแจ้งให้ทราบ มีคณาเห็นเป็นข้อดีจึงยอมให้ ชายหนุ่มยื่นนามบัตรของตนแลก และอาสาไปส่งเธอ แต่หญิงสาวปฏิเสธจะไปรถประจำทางเอง เขาจึงขอไปส่งที่ป้ายรถ เธอลังเลเขารีบโน้มน้าว

“ไกลนะครับ ออกจากซอยแล้วยังต้องเดินไปอีกเกือบ 100 เมตร เราไม่ใช่คนแปลกหน้ากันแล้ว จากที่นี่ไปป้ายรถเมล์ไม่มีซอยเปลี่ยวให้ผมเลี้ยวไปคิดทำมิดีมิร้ายกับคุณได้หรอกน่า ไม่เห็นต้องกลัวเลย”

มีคณารำคาญปัดว่าไม่ได้กลัว หิรัณย์จึงคะยั้นคะยอให้ขึ้นรถ จนเธอขึ้นมานั่งบนรถ หิรัณย์ก็ชวนคุยไม่หยุดปาก มีคณาโต้ว่า ถ้าตนเดินออกไปเองป่านนี้ถึงป้ายรถเมล์แล้ว ชายหนุ่มยิ้มแหยๆรีบออกรถ ไม่วายยังชวนคุยเรื่องเด็กถูกละเมิดอีก เหมือนเติมไฟในใจของมีคณา

“สังคมเราเลวร้ายลงทุกวันนะคะ ใครก็ตกเป็นเหยื่อได้ทั้งนั้น ไม่เกี่ยงเพศเกี่ยงอายุ ถึงป้ายรถเมล์แล้ว คุณจอดเลยไปหน่อยเดี๋ยวฉันเดินย้อนกลับมาเอง” มีคณาตัดบท

พอหิรัณย์จอดรถตามที่เธอสั่ง เขารีบบอกเธอ หวังว่าคงได้เจอกันอีกเร็วๆนี้ หญิงสาวปิดประตูใส่หน้าอย่างเซ็งๆ ที่รู้สึกว่าเขาจีบ แต่กลับทำให้ชายหนุ่มยิ่งชอบใจ ถูกชะตา

ooooooo

ตกเย็น มีคณากลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน เห็นสันตินอนเอกเขนกดูทีวี กินขนมเกลื่อนกราดบนโซฟา ก็อิดหนาระอาใจแต่เพราะรีบจึงไม่เสวนาด้วย บานเช้าเตรียมทำอาหาร ออกมาถามลูกอยากทานอะไรพิเศษตนจะทำให้ มีคณาจึงบอกว่าตนต้องไปทำงานต่อ กลับดึกไม่ต้องรอ

สักพัก มีคณาแต่งตัวเรียบร้อยเดินลงมา สันติเห็นแล้วแขวะว่าเชยแบบนี้ถึงไม่มีใครมาจีบ มีคณาย้อนกลับว่าตนไปทำข่าวไม่ได้ไปเดินแฟชั่น บานเช้าปรามหลานแล้วชวนมีคณาดูชุดนักเรียนของสันติว่าเรียบร้อยถูกระเบียบทุกอย่าง หญิงสาวค่อนขอด อยู่โรงเรียนก็ต้องแต่งกายถูกระเบียบห้ามดึงเสื้อออกนอกกางเกง สันติทำหน้าเซ็งที่ป้ารู้ทัน

มีคณาเดินออกมาหน้าบ้านได้ยินเสียงสันตินินทาไล่หลัง “ก็มันจริงนี่ย่า ขืนทำตัวเชยๆ ยังงี้ ต้องเป็นป้าแก่แร้งทึ้งเฝ้าบ้านอยู่คนเดียวไปจนตาย”
มีคณาเข่นเขี้ยว หลับตาคิดไปว่า ตนกลับบ้านไปกระชากตัวสันติ มาทุ่มลงกับพื้น ฐานปากเสีย...แต่ทั้งหมดเป็นเพียงความคิด เท่านี้เธอก็อารมณ์ดีขึ้น พร้อมไปทำงานที่ไม่ชอบเอาเลย

บรรยากาศงานมีแต่คนแต่งตัวหรูหรา จนมีคณารู้สึกตัวเองด้อยประหม่าเหมือนกัน เธอมองหาเพื่อนสื่อมวลชน พลันสบตาเข้ากับหิรัณย์ที่มองมาพอดี หญิงสาวตกใจหลบตาเดินเลี่ยงไปทางอื่นทันที ชายหนุ่มตามเรียก ทำให้เธอต้องหยุดถอนใจหันมา

“คุณจริงๆ ด้วย เจอกันอีกแล้วนะครับ สงสัยคุณกับผมนี่ดวงสมพงศ์กันจริงๆ วันเดียวถึงได้พบกันสามเวลา เหมือนนัดกันไว้เลย”

“เป็นความบังเอิญมากกว่าค่ะ”

“เป็นความบังเอิญที่น่ายินดีครับ” หิรัณย์ฉีกยิ้ม

มีคณารู้สึกอึดอัดดันแว่นให้กระชับ ผู้การพิรุณเดินมาทักทายพอดี มีคณายกมือไหว้ พิรุณถามรู้จักกับสารวัตรหิรัณย์แล้วใช่ไหม หญิงสาวรีบตอบว่าเพิ่งพบกัน พิรุณแปลกใจ

“อ้าว ก็เคยเจอกันตอนไปล่อซื้อทีนึงแล้วไม่ใช่เหรอ บก.ไชยวัฒน์นี่ร้ายไม่เบา หลอกสารวัตรผมว่าคุณเป็นสาวประเภทสองซะนี่”

ทั้งสองมองหน้ากันอึ้งๆ ที่แท้ก็คู่กรณีเก่านี่เอง หิรัณย์กลั้นขำจนต้องก้มหน้า มีคณารู้สึกอายมาก พิรุณรีบแนะนำว่า หิรัณย์คือสารวัตรมือหนึ่งของหน่วย ส่วนมีคณาเป็นนักข่าวสยามสาร สมัยตนทำงาน ป.ป.ส. ส่งข่าวให้เธอเป็นประจำ ว่าแล้วก็ตบไหล่หิรัณย์เบาๆ

“คุณสองคนรู้จักกันไว้ก็ดี นึกไม่ถึงล่ะสิสารวัตร ว่านักข่าวสายอาชญากรรมจะสวยขนาดนี้ คุณมี่ไม่ใช่คนสวยอย่างเดียวนะ เก่งด้วย...ไว้วันไหนว่าง
เข้าไปทำข่าวที่หน่วยนะคุณมี่เรากำลังตามคดีน่าสนใจอยู่หลายคดี บางทีอาจจะมีสักคดีที่คุณสนใจก็ได้”

มีคณายกมือไหว้ขอบคุณ ตนกำลังจะทำสกู๊ปข่าวยาเสพติด พิรุณรีบบอกว่า หิรัณย์มีคดีเด็ดๆในมือหลายคดี หิรัณย์อมยิ้มรับ

“ครับท่าน ถ้าคุณมี่อยากทำข่าวเมื่อไหร่โทร.หาผมได้ตลอดเวลา แต่ขออย่างเดียว อย่าฟาดผมหนักแบบวันนั้นอีก”

มีคณาทั้งเขินอายและเจ็บใจระคนกัน แต่ต่อหน้าผู้การเลยไม่กล้าทำอะไร ได้แต่ฝืนยิ้ม...หลังจากนั้น มีคณาเก็บภาพบรรยากาศในงาน ภาพพิรุณมอบโล่เกียรติยศให้หน่วยงานต่างๆ แล้วบรรดานางแบบกิตติมศักดิ์ทยอยเดินขึ้นเวที มีคณาถ่ายภาพอย่างเบื่อหน่าย ค่อยๆถอยออกชนเข้ากับหมวดดาว รีบหันมาขอโทษ หมวดดาวพยักหน้าเชิดคอตั้งบ่า จนมีคณาอดพึมพำไม่ได้ว่าหยิ่งชะมัด เธอถอยมาหาที่นั่งเช็กภาพในกล้อง

หิรัณย์เอาน้ำส้มมาให้และชวนคุย เห็นท่าทีเธอเขาก็รู้ว่าเธอไม่ชอบงานแบบนี้ จึงให้แง่คิด “ผมก็ไม่ชอบงานพวกนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าตัดความหรูหราฟู่ฟ่าจอมปลอมออกไป ผลที่ได้ก็คือ เงินสำหรับสนับสนุนหน่วยงาน เงินที่เอาไว้ล่อซื้อยา เงินที่ตำรวจเอาไว้ใช้ตามจับพ่อค้ายาได้มากขึ้น แล้วก็เป็นเงินทุนกองเดียวกันที่ใช้เป็นค่าปลอบขวัญสำหรับครอบครัวตำรวจ ที่ต้องเสียเสาหลักไป ผมว่ามันก็คุ้มที่จะจัดนะครับ”

มีคณามองหิรัณย์ด้วยสายตาเป็นมิตรขึ้น ก่อนจะบอกเขาว่า เขาเป็นอีกคนที่เตือนให้ตนพยายามมองในสิ่งที่ไม่อยากสนใจ เพราะบางทีมันอาจมีอะไรดีๆซ่อนอยู่ หิรัณย์ยิ้มดีใจ พลันมีคนมาตามให้เขาไปช่วยเคลียร์เรื่องวุ่นวายหลังเวทีของบรรดาไฮโซ ชายหนุ่มเสียดายโอกาสจึงขอให้มีคณารอเขาตรงนี้สักครู่ มีคณาทำหน้านิ่งๆ เรื่องอะไรต้องเชื่อ ว่าแล้วก็ลุกหนีกลับ

มาถึงลิฟต์ มีคณารีบแทรกตัวเข้าลิฟต์ พอเข้ามาจึงเห็นหมวดดาวจอมหยิ่งยืนเชิดอยู่ ทำให้อดรู้สึกอึดอัดขึ้นมาไม่ได้ เมื่อถึงจุดหมาย มีคณาให้หมวดดาวออกก่อน แต่เธอกลับผายมือหน้าเชิดให้ออกก่อน พลัน หิรัณย์โทร.ต่อว่าที่ไม่รอ มีคณาทำทีว่าอยู่ในลิฟต์ไม่มีสัญญาณ

“มุกซ้ำนะครับ ผมใช้ประจำ ตอนนี้ผมอยู่หน้าลิฟต์”

มีคณารู้สึกหน้าแตกเสียฟอร์มที่เขารู้ทัน รีบตัดสายดันแว่นกระชับเดินหนีออกจากโรงแรมทันที...หิรัณย์ยืนยิ้มรู้สึกมีชีวิตชีวาที่ได้หยอกเย้ามีคณา

ooooooo
ตอนที่ 2

กลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน บานเช้าเปิดประตูรับ มีคณาติงบอกแล้วไม่ต้องรอ มองไปเห็นสันติยังเอกเขนกดูทีวีอยู่ก็ไม่พอใจ เข้ามาเอ็ดว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปโรงเรียนทำไมยังไม่นอน สันติปรายตามองแล้วดูทีวีต่อ มีคณา โกรธปิดทีวี สันติเอาชนะกดเปิด หญิงสาวดึงปลั๊กออก

สันติโวยวายด่าหยาบคาย มีคณาผงะ ไม่คิดว่าหลานจะก้าวร้าวขนาดนี้ จึงเข้าไปในห้องน้ำ สันติตะโกน ไล่หลังเยาะด่าไม่ทันหนีเข้าห้องน้ำ อึดใจเดียว มีคณากลับออกมาพร้อมฟองสบู่ที่มีฟองฟอด เอามาถูปากสันติ บานเช้าตกใจดึงหลานออก สันติร้องไม่ออก ไอสำลัก ถุยสบู่ออกก็โถมเข้าทุบตีป้า มีคณาใช้ศิลปะป้องกันตัวล็อกแขนหลานไว้ สั่งสอน

“จำไว้ ถ้าอยากอยู่บ้านนี้ ติก็ต้องทำตามกฎของป้า ต้องไม่พูดจาหยาบคาย ต้องเรียกตัวเองว่าผมหรือติ ทีวีดูได้ถึงแค่ 3 ทุ่ม ทำได้ไหม” มีคณาบิดแขนจนสันติร้องไห้

บานเช้าสงสารหลานขอร้องให้ปล่อย มีคณาถอนใจยอมปล่อย สันติวิ่งด่าโครมๆขึ้นข้างบนไป มีคณาบอกแม่ว่า ถ้าคิดว่าตนทำเกินไปจะพาหลานกลับก็ได้ ผู้เป็นแม่รำพัน กลับไปก็ไม่ได้เรียนหนังสือ อย่ารุนแรงกับแกเลย หลานไม่มีโอกาสดีๆอย่างลูก มีคณาปรี๊ด

“แม่คิดว่ามี่โชคดีกว่าสันตินักเหรอคะ กำพร้าพ่อตั้งแต่จำความไม่ได้ มีแม่ก็เหมือนไม่มี ป้าที่เลี้ยงมาก็ เป็นครูทั้งชีวิต ทั้งวิญญาณ รู้จักแต่สอน ไม่รู้จักความเป็นพ่อแม่...แม่คะ มี่ไม่เคยคิดทารุณหรือทำร้ายหลาน แต่ถ้าติจะอยู่ที่นี่ มี่ก็ต้องคุมหลานให้อยู่ มี่อยากให้ติมีระเบียบวินัย มีความเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่บ้าง ไม่ใช่อวดเก่งถือดี ทั้งที่ไม่มีดีให้อวด”

บานเช้าผงะเมื่อรู้ความในใจของลูก แต่ก็อดแก้ตัวแทนหลานไม่ได้ว่า หลานยังไม่รู้จักลูกจึงดื้อไปหน่อย มีคณาโต้ว่าสันติได้รับการตามใจมาตลอด อีกหน่อยจะเสียคน บานเช้าขอให้ค่อยเป็นค่อยไป มีคณาน้อยใจ รู้ว่าแม่รักหลานมาก ตัดบท

“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ มี่ว่าท่าทางติเป็นเด็กฉลาด ออกจะฉลาดแกมโกงซะด้วยซ้ำ ถ้าเขาเรียนรู้วิธีที่จะอยู่ที่นี่กับมี่ได้ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร มี่ว่าแม่ทำใจให้สบายแล้วขึ้นไปนอนเถอะค่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว” มีคณาเครียด เช็ดถูพื้น หยิบสบู่กลับไปเก็บในห้องน้ำ

บานเช้าตามมาอ้อมแอ้มถามว่าลูกกลับดึกแบบนี้เสมอหรือ ตนเกรงว่าหลานจะอยู่อย่างไรตอนตนกลับไปแล้ว มีคณากลั้นน้ำตาของความน้อยใจ บอกแม่ว่า สันติโตพอที่จะอยู่คนเดียวได้ และตนก็ต้องทำมาหากินมาเป็นค่าใช้จ่ายทุกอย่าง บานเช้าอึ้งไม่กล้าติติงอะไรอีก มีคณาสูดหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติพร้อมรับมือกับทุกเรื่องที่จะตามมาอีก

พอเข้ามานั่งผ่อนคลายในห้องนอน มีคณาก็นึกได้รีบเอาเบอร์โทร.ของหิรัณย์มาเมมชื่อไว้ว่า...ขยันยิ้ม... เพื่อว่าเวลาที่เขาโทร.มาอีก จะได้ไม่รับสาย
รุ่งเช้า มีคณาก็ต้องเจอเรื่องรกใจอีก เมื่อพบว่า จดหมายที่ส่งมา ถูกแกะซองทุกฉบับ เธอรู้ทันทีว่าฝีมือหลานตัวแสบแน่ๆ จึงถามหาสันติ บานเช้าอึกอักไม่กล้าบอกว่าหลานยังไม่ตื่น แต่พอมีคณาให้เรียกหลานลงมาเดี๋ยวไปโรงเรียนสาย เธอขอผลัดให้หลานพักสักวัน มีคณาโกรธ

ขึ้นมาบนห้อง มีคณาเห็นสันตินอนสบายอยู่บนเตียง เธอเข้าไปปลุก สันติทำท่าหงุดหงิดนอนต่อ จึงโมโหกระชากตัวขึ้นมาแล้วถามว่า จะให้ตนอาบน้ำให้ไหมถ้าไม่อาย ว่าแล้วจะลากตัว สันติเริ่มจะเป็นหนุ่มมีความอาย รีบวิ่งจู๊ดเข้าห้องน้ำ แต่ไม่วายสบถคำหยาบ

มาถึงโรงเรียนจึงไม่ทันเข้าแถวเคารพธงชาติมีคณาถามแม่ว่าปกติให้ค่าขนมสันติเท่าไหร่ สันติเจ้าเล่ห์รีบบอกว่า 50 บาท บานเช้าทำหน้าเจื่อนๆ มีคณารู้ทันให้แค่ 30 บาท สันติโกรธ ด่าป้าขี้งกและเอาถ้วยไมโลที่ถือเดินทานมาด้วย สาดใส่ ก่อนจะวิ่งเข้าโรงเรียนไป บานเช้าตกใจออกรับแทนว่าตอนเย็นจะจัดการให้ บอกลูกรีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่จะไปทำงานสาย แต่แล้วก็อดบ่นไม่ได้ กลัวหลานมีเงินไม่พอกิน มีคณาเจ็บช้ำน้ำตาคลอ

“พอซะยิ่งกว่าพอค่ะแม่ อาหารในโรงเรียนเขา ควบคุมราคา ตอนเย็นก็เดินกลับมากินบ้าน อยากกินอะไรบอก มี่จะซื้อมาทิ้งไว้ให้...ติมาอยู่กับมี่จะต้องประหยัดรู้จักค่าของเงิน พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง มี่จะให้ติทำงานพิเศษ”

“จะดีเหรอมี่ ติอายุแค่นี้เอง”

“ดีแน่นอนค่ะ ติต้องถูกปลูกฝังความคิดใหม่ผู้ชายต้องทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวไม่ใช่เอาเปรียบผู้หญิง เกาะผู้หญิงกินเหมือนปู่เหมือนพ่อเขาทำกับแม่กับเมียกับน้องสาวลูกสาวของเขา” สีหน้ามีคณาชิงชัง บานเช้าอยากจะจับแขนปลอบ แต่หญิงสาวยกมือขึ้นดันแว่นเสียก่อน

ooooooo

เหนื่อยใจแค่ไหน มีคณาก็ยังดีที่มีเพื่อนอย่างสาระวารีและมัทนาได้คุยให้ผ่อนคลาย หลังจากคุยโทรศัพท์กับสาระวารีเสร็จ นักข่าวรุ่นน้องก็เอาซองเอกสารมามอบให้ บอกว่ามีคนมาฝากไว้ เธอเปิดดูเป็น รูปถ่ายงานแฟชั่นเมื่อคืน มีจดหมายแนบมาด้วย

เป็นจดหมายจากหิรัณย์ เขาเห็นเธอกลับมาก่อน เลยเก็บภาพมาฝากเผื่อใช้งานได้ แถมบอกอีกว่า ถ้าอยากตามเรื่องต่อว่าหน่วยงานเอาเงินไปทำอะไรบ้าง โทร.มา ตำรวจยินดีบริการ...

มีคณาเหยียดปาก “อยากรู้นักว่า ถ้าฉันไม่ใช่ นักข่าว จะยินดีบริการขนาดนี้รึเปล่า”

เหมือนเป็นพรหมลิขิต ที่ บก.อยากได้ข่าวแทรกเปลี่ยนบรรยากาศจากข่าวเด็กถูกทารุณกรรมบ้าง พอรู้ว่าผู้การพิรุณชวนไปทำข่าวที่หน่วยของท่าน ก็รีบคะยั้นคะยอทำให้มีคณาต้องติดต่อหิรัณย์...เขาดี๊ด๊าดีใจออกหน้าออกตา

“ใจเราตรงกันจริงๆเลย ผมกำลังจะกดโทรศัพท์ไปหาคุณอยู่พอดี”

มีคณาย้อนถามว่ามีธุระอะไร เขารีบตอบว่าไม่มีอะไรแค่อยากถามว่า ได้รับภาพที่ส่งไปให้ไหม มีคณาขอบคุณและจะส่งหนังสือที่พิมพ์ข่าวไปให้

“ยินดีที่ได้รับใช้ครับ โอกาสหน้าถ้าคุณมี่มีอะไรให้ช่วยก็เชิญเรียกใช้ได้นะครับ ไม่ว่าจะฐานะนักข่าวหรือประชาชน ถ้าช่วยอะไรได้ ผมเต็มใจช่วยครับ”

“คงไม่รอโอกาสหน้าหรอกค่ะ ขอเป็นโอกาสนี้เลยได้ไหมคะ” ชายหนุ่มสงสัยปัญหาอะไร “ไม่ใช่ปัญหาค่ะแต่เป็นข้อมูล ก็ที่ผู้การแนะนำไว้น่ะค่ะ บก.ท่านสนใจเลยอยากทราบว่าคุณมีประเด็นอะไรน่าสนใจให้ทางสยามสารทำข่าวได้บ้าง เป็นสกู๊ปหรือบทความก็ได้ค่ะ”

หิรัณย์ดีใจรีบชวนมาทำวันนี้เลย มีคณาจึงนัดจะเข้าไปหาเขาสี่โมงเย็น...ตกเย็น มีคณามาตามทางที่หิรัณย์บอก พบบ้านไม้กึ่งปูนสองชั้น ดูไม่เหมือนหน่วยงานราชการ เหมือนโฮมออฟฟิศมากกว่า มีรถจอดหลายคัน ลังเลสักพักก่อนจะเข้าไป พบพนักงานต้อนรับสูงวัย สวมสูทสีเขียวอ่อน มีบัตรประจำตัวห้อยคอยิ้มแย้มต้อนรับ จึงแนะนำตัวว่าเป็นนักข่าวสยามสาร นัดกับหิรัณย์ เธอเชิญให้ขึ้นไปชั้นสอง โต๊ะสารวัตรอยู่ซ้ายมือสุด

มีคณาเดินเหลียวซ้ายแลขวาขึ้นมา มองไปเห็นโต๊ะหิรัณย์ว่างเปล่า แต่แล้วต้องผงะ เมื่อเห็นว่าเขาคุยอยู่กับหมวดดาวท่าทางสนิทสนมกัน พอหิรัณย์หันมาเห็นมีคณาก็ผละมาเชื้อเชิญให้นั่ง หมวดดาวยืนเชิด มองมาหน้าบึ้งๆ มีคณาจึงถามถึงผู้การพิรุณ

“ไม่อยู่หรอกครับ ตำรวจอีกกว่าครึ่งก็ไม่อยู่ไปทำงานแฝงตัวตามที่ต่างๆ เหลือแต่ผมกับหมวดดาว แต่พรุ่งนี้เราก็จะขึ้นเหนือไปจับแกะดำกันแล้ว”

มีคณาทำหน้าฉงน หิรัณย์ขยายความว่า แกะดำเป็นชื่อรหัส เรียกผู้ต้องสงสัย เพราะเวลาบางครั้งต้องใช้เครื่องมือสื่อสารติดต่อกัน จะได้ไม่พลาดหลุดรอดเข้าหูคนร้าย มีคณาทึ่งขออัดเสียงการสนทนานี้

“ตกลงว่าหน่วยงานของสารวัตร จะใช้รหัสในการเรียกผู้ต้องสงสัยใช่ไหมคะ”

“ครับเราจะตั้งชื่อรหัสกัน จะใช้จุดเด่นของผู้ต้องสงสัยแต่ละคนมาคิดชื่อ...แล้วถ้าผมเป็นผู้ต้องสงสัย คุณมี่จะตั้งชื่อรหัสผมว่าอะไรครับ” หิรัณย์นึกสนุก

“ไม่ต้องคิดเลยค่ะ ชัดมาก”

หิรัณย์แทรกคงเรียกว่า ไอ้หน้าหนวด มีคณาโต้ว่าชัดไป ต้องเรียกว่า...ขยันยิ้ม...ชายหนุ่มหัวเราะก๊าก หมวดดาวหน้าบึ้งขัดขึ้นว่า จะกลับก่อนพรุ่งนี้เจอกันแปดโมงเช้า หิรัณย์นึกได้ แนะนำให้สองสาวรู้จักกัน มีคณารีบส่งนามบัตรให้ หมวดดาวกลับตอบว่าของตนหมดและถ้ามีอะไรก็ติดต่อไปทางหิรัณย์ พร้อมเชิดหน้าบอกว่าตนชื่อ...วิมลิน

หิรัณย์เชิญมีคณามานั่งคุยที่โต๊ะประชุมใหญ่ แม่บ้านเอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ มีคณาอดถามไม่ได้ว่า





หมวดดาวทำไมดุ ชายหนุ่มยิ้ม แก้ต่างว่าเธอแค่เป็นเสือยิ้มยาก คนอยู่ด้วยจะรู้สึกเหมือนอยู่ต่อหน้าผู้บังคับบัญชา ในใจเธอไม่มีอะไร แต่มีคณาว่าเธอคงไม่ชอบตน พูดด้วย 2-3 ประโยค ทำหน้าดุใส่ 5 ครั้งเห็นจะได้ หิรัณย์ขำ

“นั่นเรื่องปกติของผู้หมวดครับ คนอื่นอาจจะโดนแค่ 3 แต่คุณเป็นนักข่าวเลยโดนเยอะหน่อย” หิรัณย์หันกลับมาเล่าต่อ ว่าแกะดำนี่พิรุณเป็นคนตั้ง เพราะสงสัยคนร้ายเป็นตำรวจ

“คุณมาบอกฉันยังงี้ ไม่กลัวข่าวรั่วถึงหูผู้ต้องสงสัยเหรอคะ”

“หนังสือคุณออกรายสัปดาห์นี่ กว่าจะวางแผง ผมจับตัวได้แล้วล่ะ แต่ถ้ายังจับไม่ได้ ก็จะโทร.ไปแจ้งให้คุณเอาข้อความเกี่ยวกับคดีนี้ออกก่อน ดีซะอีกจะได้มีข้ออ้างโทร.หาคุณด้วย”

มีคณาโดนลูกหยอดแบบนี้ ตั้งตัวแทบไม่ทัน

บ่นอุบ แหล่งข่าวเจ้าชู้แบบนี้ น่าจะจับให้เจอกับสาระวารีจริงๆ หญิงสาวนึกถึงหน้าเพื่อนตอนที่สอนมัทนาว่า ถ้า เจอแหล่งข่าวหัวงูต้องเล่นงานให้แหลก สับๆๆคามือไปเลย...นึกแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ หิรัณย์ถามว่ายิ้มอะไร

“อ๋อ เปล่าค่ะ”

“ก็เห็นอยู่”

“ติดมาจากคุณมั้ง...” มีคณานึกได้ เกรงใจว่ากวนเวลาเขานานเกินไป

หิรัญย์รีบบอกว่าเขาชอบมีคนฟังเขาโม้ หญิงสาวขอตัวกลับ เขาจะไปส่ง เธอบ่ายเบี่ยง

“คุณมี่คิดว่าผมจะยอมไหมล่ะ ผมก็กำลังจะกลับเหมือนกัน ทั้งที่ผมควรกลับไปพักตั้งแต่สี่โมงเย็นแล้ว... ให้ผมไปส่งนะครับ”

มีคณาหน้าเจื่อนพูดไม่ออก ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทำไมยอมให้เขายื้อไปส่งถึงบ้านได้ หิรัณย์ยังจะขอเลี้ยงข้าวทั้งที่รู้ว่าเธอคงปฏิเสธ หญิงสาวตอบว่าไม่ชอบให้แหล่งข่าวเลี้ยง

“งั้นคราวหน้าเจอกัน คุณเลี้ยงผมสักมื้อสิ ผมไม่รังเกียจให้นักข่าวเลี้ยงหรอกครับ”

หญิงสาวรับปาก เธอลงจากรถ หิรัณย์รีบดักคอให้ปิดประตูเบาๆเพราะคราวก่อนเกือบกระแทกหน้า มีคณาค้อนขวับ หิรัณย์ยิ้มแต้อย่างมีความสุข...มีคณาแวะไหว้ศาลเจ้า ไม่สบายใจ

“ลูกไม่เข้าใจตัวเองเลย เพราะเขาเป็นแหล่งข่าวหรือว่าเขาเป็นคนเปิดเผย สบายๆตรงไปตรงมากันแน่ ลูกถึงยอมให้เขาเข้ามาใกล้ได้แบบนี้  ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนข้ามเส้นเข้ามาได้มากขนาดนี้มาก่อน ท่านช่วยปกป้องคุ้มครองลูกด้วยนะคะ” มีคณาน้ำตารื้นก้มกราบ

กลับเข้าบ้านก็ต้องมาเห็นสภาพสันตินอนดูทีวี ไม่คิดจะยกมือไหว้หรือเล่าเรื่องที่โรงเรียน พอถามก็โกหกเป็นตุเป็นตะว่าดีไม่เข้าเรียนสามสี่วันยังเรียนทัน ทั้งที่ความจริง สันติหลอกครูประจำชั้นและเพื่อนๆว่า ที่ต้องย้ายมาเรียนกลางเทอมเพราะแม่ไม่สบายมาก มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วัน พ่อก็ขาขาดเพราะเป็นทหารรับใช้ชาติ จึงต้องส่งตนมาอยู่กับป้า ทุกคนเห็นใจและสงสารเขาเป็นอย่างมาก

มีคณาเห็นจดหมายของตนถูกแกะซองอีก จึงต่อว่าสันติว่าเสียมารยาทมาก สันติกลับโต้ว่าผิดตรงไหน แค่เปิดดู มีคณาอดกลั้นสอนว่า จดหมายไม่ได้จ่าหน้าซองถึงสันติ แต่จ่าหน้าซองถึงตน เป็นของส่วนตัวที่ไม่ควรแตะต้อง สันติกลับย้อนว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โต บานเช้าออกรับแทนหลานว่าไม่มีอะไรเสียหาย เรื่องเล็กน้อย มีคณาของขึ้น

“มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะคะแม่ แต่มันเป็นเรื่องของระเบียบ เรื่องของกฎการอยู่ร่วมกันในบ้านในสังคม วันนี้แค่จดหมาย อีกหน่อยติคงถือวิสาสะเข้าไปรื้อค้นของในห้องนอนมี่”

สันติกลอกตาเล็กน้อยเพราะรื้อไปแล้ว มีคณาสีหน้าเด็ดขาดจะลงโทษตัดเงินค่าขนมวันละ 5 บาท จนถึงสิ้น เดือน ถ้ายังไม่ปรับปรุงตัว จะเพิ่มเป็น 10 บาท สันติ โวยวายพูดจาหยาบคาย มีคณาขู่ว่าจะตัดคำหยาบคำละ 1 บาท เด็กน้อยสวน กูไม่ให้ตัด

“ลองดีกับป้าใช่ไหม ตัดค่าอ่านจดหมายป้า 5 บาท พูดคำหยาบ 4 คำ อีก 4 บาท วันจันทร์เหลือค่าขนม 21 บาท”

สันติจะโวยอีก บานเช้ารีบปรามอย่าทำให้ป้าหมดเมตตา เด็กชายจ้องหน้ามีคณาแล้วเดินปึงปังขึ้นบันได ปากก็ด่า “อีป้าขี้งก เหนียวนักขอให้มันขี้ไม่ออกตาย”

มีคณานั่งอ่อนใจหมดแรง ถามแม่ว่าตนต้องรบกับหลานแบบนี้ทุกวันหรือ บานเช้าปั้นหน้าลำบากใจ ได้แต่บอกว่า อย่างไรก็หลานแท้ๆ...มีคณาถอนใจเดินขึ้นห้อง เปิดประตูเข้ามาแทบช็อก เมื่อพบว่าทั้งตู้และลิ้นชักถูกรื้อค้นหมด เธอทรุดนั่งกุมขมับ สักพักลุกขึ้นบอกตัวเองว่าต้องทำงานแก้เซ็ง ว่าแล้วก็กดเครื่องอัดฟังคำสัมภาษณ์ของหิรัณย์นึกถึงตอนที่เขาเล่าว่าที่พวกตนดูไม่เหมือนตำรวจ เป็นข้อดีเวลาแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มพวกค้ายา หรือปลอมตัวเป็นพวกซื้อยา

หิรัณย์ชวนให้มีคณาปลอมตัวมาทำงานด้วยกันอีก หญิงสาวอายขอตัวไปเข้าห้องน้ำ พอเดินไปนึกได้ว่าลืมมือถือ หันกลับมาต้องตกใจ เมื่อเจอช็อตเด็ด หมวดดาวเข้ามาโอบกอดหิรัณย์และปรายตามามองจิกตน...มีคณาสะดุ้งตื่น กดปิดเครื่องอัดพึมพำ นี่ตนฝันแบบนี้ได้อย่างไร

ooooooo

ครอบครัวหิรัณย์ประกอบด้วย พ่อ แม่ น้องสาวและพี่ชาย หิรัณย์กลับเข้าบ้าน ครอบครัวกำลังคุยกับพี่ชายซึ่งเดินทางไปดูงานต่างประเทศอยู่ทางอินเตอร์เน็ตอย่างสนุกสนาน ทุกคนในบ้านอารมณ์ดี ทำให้เขาเป็นคนอารมณ์ดีไปด้วย

ทานข้าวเสร็จ พ่อกับแม่ก็แซวว่าเขาเอาแต่จับผู้ร้าย เมื่อไหร่จะจับลูกสะใภ้มาให้ น้องสาวแขวะ ขนาดหมวดดาวพี่ยังไม่มอง หิรัณย์โต้ แบบหมวดดาวเหมาะเป็นเพื่อนกันมากกว่า น้องเห็นสายตาวิ้งๆของพี่ชาย เค้นถามเจอคนถูกใจแล้วใช่ไหม สารภาพมาดีๆชายหนุ่มทำท่าเขินๆ

“ไม่มีอะไรเพิ่งเจอกัน พี่น่ะถูกชะตาเขา แต่เขาตั้งกำแพงใส่พี่ตลอด คงไม่ชอบขี้หน้าพี่เท่าไหร่”

“เป็นถึงลูกชายวิศวกรใหญ่ จะกลัวอะไรกะแค่กำแพง เจาะช่องทำประตูเปิดปิดไปเลย” พ่อกระเซ้า

“ถ้าเขาไม่รำคาญ หลบหน้าผมไปซะก่อนนะครับพ่อ” หิรัณย์ส่ายหน้าอ่อนใจ...

รุ่งเช้า หิรัณย์เดินทางมาทำงานต่างจังหวัด ทีมของเขาปลอมตัวอยู่ในตลาดสด ตัวเขาปลอมเป็นคนเข็นผัก หมวดดาวเป็นแม่ค้าขายน้ำผลไม้ และ
ตำรวจคนอื่นๆเป็นพ่อค้าแม่ค้ากระจายไปทั่ว หิรัณย์ส่งซิกบอกหมวดดาวว่า...เงินสดถึงแล้ว พาลูกชายมาจ่ายตลาด...

ทุกคนจับตามอง แม่บ้านคนหนึ่งมาจ่ายตลาดกับลูกชายซึ่งถือถุงผ้ามาด้วย สองแม่ลูกเดินมาหยุดตรงขอทานที่ขาขาดข้างหนึ่ง ควักเงินใส่ขัน แล้วสลับถุงผ้ากับขอทานโดยใช้ตัวบังอย่างรวดเร็วมาก หิรัณย์ตะโกนขึ้นว่า...ผักเน่า ขาดคำ ตำรวจที่ปลอมตัวมาก็เผยตัวเข้าจับกุม ซึ่งคนร้ายก็แฝงตัวอยู่ในตลาดเช่นกัน เผยตัวออกมายิงใส่กัน ชาวบ้านวิ่งกันกระเจิง หมวดดาววาดลวดลายบทบู๊อย่างดุเดือด หิรัณย์เห็นขอทานคว้าถุงผ้าลุกขึ้นวิ่งหนีตะบึงไปหน้าซอย เขาจึงกวดตาม พ่อค้าไข่เผยตัวคว้าปืนยิงใส่ หิรัณย์หลบอย่างหวุดหวิด หมวดดาวตามมาช่วย ทั้งสองรวบตัวขอทานไว้ได้ แต่พอรื้อถุงผ้าพบวัตถุระเบิด หิรัณย์กระชากถุงปาไปไกล ดึงหมวดดาววิ่งมาหลบหลังตน ระเบิดไม่รุนแรงเป็นเพียงเศษดินกระจาย

ไม่ทันไร ก็มีรถกระบะดำขับมาจอดมองไม่ห่าง แล้วซิ่งปรู๊ดออกไป หิรัณย์รู้ทันทีว่าเป็นแกะดำ เจ็บใจที่งานพลาด

ooooooo

วันนี้เป็นวันหยุด มีคณาทำงานง่วนอยู่ข้างบน พอลงมาบานเช้าเรียกให้ทานข้าว เธอจึงถามหาสันติ แม่บอกว่าออกไปเตะบอลกับเพื่อนแถวนี้ มีคณาหวั่นใจกลัวหลานคบเพื่อนไม่ดี บานเช้าเกรงใจลูกสาว ขอโทษที่ทำให้ลูกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มีคณาถอนใจ

“มี่ว่ามันเลยจุดนั้นมาแล้วค่ะแม่ อย่าพูดถึงมันอีกเลย ตอนนี้มี่คิดแค่ว่า จะทำยังไงถึงจะเปลี่ยนติให้เป็นเด็กดีขึ้นได้ ก็เท่านั้น”

บานเช้าได้ยินแบบนี้ก็สบายใจขึ้น มีคณานึกได้ถามแม่ทำไมธำรงถึงขาขาด บานเช้าบอกว่าตนเขียนจดหมายมาเล่าให้ฟังแล้ว มีคณายิ้มเจื่อนๆสารภาพว่า ไม่ค่อยได้อ่าน ฉีกทิ้งบ้างก็มี

“แม่เข้าใจจ้ะ แม่เขียนจดหมายมาทีไรก็มีแต่เรื่องมารบกวนให้ลูกไม่สบายใจตลอด ตอนมีสุขไม่เคยคิดจะเขียนจดหมายหาลูกเหมือนกัน” บานเช้าน้ำตาคลออย่างรู้สึกผิด

มีคณาเมินหน้ากลั้นน้ำตา บานเช้าย้อนถามว่าเธอไปบ้านครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ มีคณาจำได้ว่า งานศพตากับยายตอนนั้น มั่นสินพาเธอกลับไป ตัวเธอเองไม่อยากกลับ แต่ป้าบอกว่า ต้องเคารพศพผู้มีพระคุณ...แต่พอก้าวเข้าไปในบ้าน ก็เห็นว่าสภาพทางบ้านดีขึ้น มีรถมอเตอร์ไซค์คันงามจอดอยู่ บุญสมตั้งวงกินเหล้ากับเพื่อน ชื่นชมธำรงเหยียบย่ำแม่อย่างไม่เกรงใจ




“ไอ้รงนี่เลือดแม่มันแรง นมยังไม่ทันแตกพานดีเล้ย ทำสาวท้องป่องซะแล้ว แต่มันเป็นผู้ชายไม่เหมือนแม่มัน ชื่อกระฉ่อนไปทั่วตำบล บานเช้า บานแรง ส่งกลิ่นเหม็นโฉ่ไปทั่ว”

มีคณาหน้าชาสงสารแม่ บุญสมไม่วายแขวะมาที่เธอ หาว่าเป็นลูกอกตัญญู ปล่อยให้น้องๆ ส่งเสียทางบ้าน โอ่ว่าเชื้อสายทางตัวเองดีกว่า บานเช้าดึงกึ่งลากมีคณาเข้าครัว พอมีคณาได้เจอกับน้องสาว ก็พยายามเตือนให้เลิกอาชีพที่ทำ และไปอยู่กรุงเทพฯด้วยกัน แต่น้องไม่ยอมไป เพราะถูกปลูกฝังมาแต่เล็กว่า ต้องขายตัวส่งเงินให้ทางบ้าน...มีคณาเสียใจถึงขนาดจะให้ตำรวจไปจับบุญสมข้อหาขายลูกกิน แต่มั่นสินปรามไว้ เพราะแม่ตัวเองจะเดือดร้อนไปด้วย มั่นสินแนะนำว่า ต้องล้างความเชื่อเก่าๆ สอนเด็กใหม่ๆ ให้รู้จักรักนวลสงวนตัว

“ถ้ามี่อยากจะเปลี่ยนสังคม มี่ต้องทำงานที่ทำให้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่รับรู้ข้อเท็จจริง ความดีความเลว ตีแผ่ให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เขากำลังทำกับลูกหลาน คือความเลวร้าย”

มีคณาจำคำสอนของป้า จึงตัดสินใจเป็นนักข่าวอย่างปัจจุบันนี้...มีคณารู้สึกตัวว่าคุยเรื่องตัวเองมากเกินไป บานเช้าดีใจที่ลูกคุยให้ฟัง มีคณาชักเป็นห่วงสันติ ว่าคบเพื่อนไว้ใจได้หรือไม่ สันติกลับมาพอดี ประชดว่า ต้องให้พาเพื่อนมารายงานตัวไหม มีคณาไม่อยากเถียงด้วย เห็นว่าวันนี้เป็นวันหยุด จึงชวนแม่กับหลานออกไปดูหนัง สันติดีใจแต่อดปากเสียไม่ได้...นึกว่าจะขังให้อยู่แต่บ้าน บานเช้าเองก็ดีใจรีบไปแต่งตัวพร้อมกับหลาน

บรรยากาศกรุงเทพฯ สันติตื่นตาตื่นใจกับรถไฟฟ้าที่แล่นผ่ากลางเมือง ถึงห้างสรรพสินค้า สันติก็สนใจของเล่นชิ้นหนึ่งเป็นรถบังคับ รีบบอกย่าซื้อให้ บานเช้าเกรงใจมีคณาอ้างไม่มีเงินแต่สันติไม่เชื่อ หาว่าย่ามีเงินไม่ต้องซื้ออะไรเลย ทำกับข้าวก็มีของในตู้เย็นพร้อมสรรพ...มีคณาเห็นท่าทางสันติแปลกๆมองรถที่เขาหยุดดูเมื่อครู่อย่างชั่งใจ...

ค่ำนั้น กลับถึงบ้าน สันติเข้าห้องนอนเห็นรถคันที่ตนอยากได้วางอยู่บนเตียงก็ดีใจร้องลั่น บานเช้าตกใจวิ่งมาหา เขารีบถามว่าแอบซื้อรถให้ตอนไหน บานเช้าปฏิเสธ เขาแปลกใจแล้วของมาอยู่บนเตียงได้อย่างไร บานเช้าบอกว่ามีคณาคงเห็นว่าอยากได้จึงซื้อให้ ให้เขาไปขอบคุณแล้วต่อไปอย่าดื้อกับป้าอีก สันติจำต้องมาเคาะประตูห้องมีคณา พอเธอเปิดประตู เขาก็ถามว่าซื้อรถนี้ให้หรือ มีคณายิ้มจางๆย้อนถามว่าถูกใจไหม

“จะไม่ถูกใจได้ไง ก็ป้าเห็นอยู่ว่าอยากได้คันนี้”

“ถือว่าป้าซื้อให้เป็นของขวัญต้อนรับที่เราย้ายมาอยู่กับป้าก็แล้วกัน”

“ไม่จำเป็นหรอก ขี้เกียจเป็นหนี้บุญคุณมากกว่านี้ ป้าหักค่าขนมไปแล้วกัน อยากหักเท่าไหร่ก็หักไป จนกว่าจะครบค่ารถ”

มีคณายักไหล่ ประชดกลับ “ยังงั้นก็พูดหยาบให้น้อยลงหน่อยแล้วกัน จะได้เหลือเงินไว้ซื้อน้ำดื่ม” สันติจ้องหน้าอย่างเจ็บใจ สะบัดหน้าเดินกลับห้องปิดประตูโครม มีคณาพึมพำ

“ก็ยังดีที่รู้จักหยิ่ง ไม่ใช่เอาแต่ได้อย่างพ่อมัน” ...

ooooooo

คืนเดียวกัน หิรัณย์กับทีมงานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง กำลังวางแผนจะจับแกะดำให้ได้ เมื่อวางแผนเสร็จ หิรัณย์ก็บอกหมวดดาวกับตำรวจหญิงอีกสองสามคนว่า ให้ประจำการอยู่ที่ห้องพัก หมวดดาวไม่พอใจ อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงนี่ และความสามารถตนก็ไม่ด้อยกว่าใคร

หิรัณย์เป็นห่วงความปลอดภัย แต่ก็เข้าใจความรู้สึกของหมวดดาว จึงท้าให้งัดข้อกัน ถ้าเอาชนะตนได้จะให้ไปทำงานนี้ด้วย หมวดดาวเอาชนะหิรัณย์ได้ แต่เธอก็รู้ว่าเขาอ่อนข้อให้...แต่พอตีสี่ หมวดดาวแต่งตัวรัดกุม พกอาวุธเตรียมไปปฏิบัติการ ตำรวจหญิงคนหนึ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานว่า หิรัณย์กับทีมงานไปกันหมดแล้ว หมวดดาวเจ็บใจที่ถูกหลอก เพื่อนตำรวจปลอบ

“สารวัตรคงห่วงความปลอดภัยของพวกเรามากน่ะหมวด งานนี้มันอันตรายจริงๆ”...

วันรุ่งขึ้น มีคณามาถึงสำนักพิมพ์ เห็นมีโน้ตแปะอยู่ที่โต๊ะ แอบเผลอยิ้มดีใจคิดว่าเป็นของหิรัณย์ แต่พออ่านดู เป็นของบัว เจ้าหน้าที่มูลนิธิให้โทร.หา หญิงสาวถอนใจ จะลงมือทำงาน พลันเสียงมือถือดังขึ้นขัดจังหวะ เห็นชื่อหน้าจอว่า...ขยันยิ้ม มีคณาหลุดยิ้มออกมาอย่างลืมตัวบ่นว่า...ตายยากจริงๆ เอ่ยสวัสดี ทำทีไม่รู้ว่าใครโทร.มา

“สวัสดีครับ ผมสารวัตรหิรัณย์ ผมไม่ได้อยากโทร.มารบกวนหรอกนะ แค่อยากถามว่าคุณอยากมาทำข่าวแกะดำไหม เผื่อจะล้อมกรอบอะไรที่คุณเคยบอก”

“จับตัวได้แล้วเหรอคะ” น้ำเสียงมีคณาตื่นเต้น

“ครับ แต่กว่าจะได้ตัวก็ล่อไปตั้งหลายวัน ตอนนี้ถูกพามาสอบปากคำที่หน่วยผม ทั้งแกะดำทั้งผู้หญิงที่ทำงานด้วย คุณยังอยากมาทำข่าวอยู่รึเปล่า”

มีคณาดีใจรีบบอกว่าตนจะไปเดี๋ยวนี้ เธอคว้ากระเป๋าอุปกรณ์ทำงานออกไปทันที...ครั้งนี้ที่มีคณามาถึง พบตำรวจนอกเครื่องแบบหลายคนผิดกับครั้งก่อน มีผู้ต้องหาหลายคนผิดกับครั้งก่อน มีผู้ต้องหาชายหญิงใส่กุญแจมือ ฝ่ายชายร้องห่มร้องไห้แต่ฝ่ายหญิงนั่งนิ่งขรึม มีคณาเดาว่าเป็นแกะดำ เพราะมีตำรวจคุม

หิรัณย์เปิดประตูห้องออกมากับผู้การพิรุณ ตามด้วยหมวดดาว มีคณายกมือไหว้ ทั้งสองรับไหว้ยกเว้นหมวดดาว พิรุณทักทายบอกให้รอสักครู่ กำลังยุ่งกันอยู่ หญิงสาวรับคำ แกะดำลุกหาพิรุณ หิรัณย์กับหมวดดาวรีบคุ้มกัน

“ท่านครับ ผมไม่รู้เรื่องด้วยจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นขอให้ผมช่วยขับรถ ผมไม่รู้เลยว่าเขาแอบขนยา ผมกราบล่ะครับท่าน ท่านช่วยผมด้วยนะครับ ผมไม่ได้ทำจริงๆ ไม่รู้อะไรด้วยเลย ให้ผมไปสาบานที่ไหนก็ได้” แกะดำคุกเข่าโบ้ยความผิดให้ผู้หญิง

“ไม่รู้ได้ไง คนของผมตามคุณมาเป็นเดือน ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ขายยาผิดมากอยู่แล้วแต่คุณเป็นตำรวจกลับมาทำผิดกฎหมายซะเอง มันยิ่งผิดทวีคูณ” สีหน้าแกะดำจ๋อยลง “คุณทำลายความน่าเชื่อถือของตำรวจด้วยกัน เอาตำแหน่งหน้าที่มาหากินในทางทุจริต ผมช่วยคุณไม่ได้หรอก ต้องรับผิดไปตามกฎหมายบ้านเมือง”

หิรัณย์หยักหน้าให้ลูกน้องเอาตัวแกะดำไป แต่เขากลับร้องไห้พร่ำบอกว่าเขาไม่ได้ทำโทษผู้หญิงฝ่ายเดียว มีคณามองด้วยความชิงชังจับใจ หิรัณย์เห็นสายตาของมีคณา เดาอารมณ์ออก แอบกระซิบ อย่าเพิ่งเหมาว่าตำรวจไม่ดีไปหมด เพราะถ้าไม่ใช่เพราะตำรวจดี เธอคงไม่ได้เห็นภาพนี้ ทุกอาชีพก็ไม่ต่างกัน มีดีมีเลวทั้งนั้น

“ฉันก็ไม่ได้คิดเหมาว่าตำรวจทุกคนจะเป็นอย่างแกะดำของคุณ”

“คุณอาจจะไม่คิดว่าคุณคิด แต่สีหน้าแววตาคุณมันชัดเจนมาก”

“ฉันเพิ่งรู้ว่าสารวัตรเป็นนักอ่านสีหน้าคนด้วย” มีคณาแอบแขวะ

“นี่เป็นวิชาหนึ่งที่ต้องศึกษาครับ วิชาว่าด้วยการดู ลักษณะสีหน้าท่าทางคน”

มีคณาไม่อยากเชื่อว่ามีวิชานี้ หิรัณย์รับรองคราวหน้าจะพาไปทำสกู๊ป พร้อมให้สัมภาษณ์แต่ห้ามลงรูปคนในหน่วยงาน...มีคณาเดินมาทางห้องน้ำ พบหมวดดาวจึงแสดงความยินดีด้วยแต่เธอกลับหน้างอบอกว่าแสดงความยินดีผิดคน มันเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของหิรัณย์

หิรัณย์ได้ยินรีบขอโทษหมวดดาวอีกครั้ง แต่เธอยังโกรธขอถอนตัวจากงาน ตามล่าสุภาพบุรุษ ชายหนุ่มตามง้ออย่าเอาแต่อารมณ์ ตำรวจหญิงคนหนึ่งเปรยกับมีคณาว่า

“ไม่ต้องตกใจค่ะ แฟนเขางอนกันยังงี้ประจำ”

ตำรวจชายนายหนึ่งเอ็ด “คุณ...เดี๋ยวก็โดนเล่นหรอก” สองคนเดินขำๆกันไป

มีคณายักไหล่เก็บข้อมูลว่าหิรัณย์กับหมวดดาวเป็นแฟนกัน...เวลาผ่านไป มีคณาออกจากห้องผู้การพิรุณ ซึ่งให้ข้อมูลข่าวแก่เธอ แล้วพาออกมามอบหมายให้หิรัณย์พามีคณาไปเลี้ยงข้าว เธอพยายามเลี่ยงแต่หิรัณย์เกาะแจยึดคำสั่งเคร่งครัด

มีคณาทึ่งที่หิรัณย์พามาร้านอาหารธรรมดาๆไม่ใช่ร้านหรูหรา เขาถามว่าเธออยากทานข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว เธอตอบว่าอะไรก็ได้ เขากวน หน้าตาอะไรก็ได้เป็นอย่างไร หญิงสาวกระชับแว่น ตอบว่าข้าวก็ได้ เขาไม่วายกวนอีก “ผมจะจำเอาไว้ ว่าอะไรก็ได้ของคุณคือข้าว”

ระหว่างทานอาหาร หิรัณย์บอกเธอว่า มีงานที่ไม่อันตรายเท่าไหร่ ถ้าเธออยากไปทำข่าวจะพาไปด้วยแต่คงไปได้แค่คนเดียว มีคณาดีใจ ขอบคุณเขายกใหญ่ หิรัณย์ยื่น มือถือใหม่ให้

“แจกอาวุธ...เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของคุณ เวลาทีมเราติดต่อกัน อยากให้คุณใช้มือถือเครื่องนี้แทน ฟังก์ชั่นการใช้งานของเครื่อง ทำให้เราทำงานได้สะดวกกว่าเครื่องที่คุณใช้อยู่”

มีคณารับมาแล้วบอกว่าจะรักษาให้เหมือนของตัวเอง เขาบอกอีกว่า เสร็จงานแล้วเครื่องนี้ก็เป็นของเธอเลย หญิงสาวไม่รับ เขารีบบอกว่ามันเป็นเครื่องเก่าของเขา จะได้ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะถ้าเธอไม่รับ ผู้การก็ต้องเบิกมาให้อยู่ดี มีคณาถอนใจกระชับแว่น ชายหนุ่มอมยิ้มกรุ้มกริ่ม บอกมีความคืบหน้าอะไรจะไลน์ไปบอกเป็นระยะๆ หญิงสาวมองอย่างคลางแคลงใจ

ooooooo
ตอนที่ 3

เมื่อสันติรู้ว่าย่าจะกลับก็โวยวายไม่ยอม ด่าว่ามีคณาหาว่าใจยักษ์ไม่ให้ย่าอยู่ด้วย บานเช้าเอ็ดและพยายามบอกเหตุผล มีคณาเองก็ไม่อยากให้แม่กลับ สันติไม่ฟังเดินปึงปังขึ้นห้อง มีคณาหันมาบอกแม่ว่า สองพ่อลูกนั่นไม่มีใครน่าห่วงไปกว่าสันติ บานเช้าเศร้าเป็นห่วงทั้งสองทาง

วันต่อมา มีคณาเดินเข้าลิฟต์กำลังกดปิดประตู เห็นสาระวารีหอบชะลอมผลไม้เดินหาวหวอดๆมา ก็ดีใจรีบออกจากลิฟต์ร้องเรียน สาระวารีดีใจทิ้งชะลอมโผเข้ากอดยกตัวเพื่อนหมุน มีคณาร้องลั่นกลัวล้ม แล้วถามด้วยความแปลกใจว่าวันนี้มาทำงานเช้าได้อย่างไร

“ก็ไม่ได้อยากมา นักหรอก มีพวกโรคประสาทโทร.มาปลุก” สาระวารีบ่น แล้วส่งชะลอมให้เพื่อนักข่าวคนหนึ่งไปให้ที่กองกินกัน ก่อนจะหันมาถามมีคณาว่ามัทนากลับมาหรือยัง

“คงวันสองวันนี้แหละ”

สาระ วารีเลยยกทั้งชะลอมให้มีคณาคนเดียว สองสาวมานั่งคุยที่โต๊ะทำงาน มีคณาถามถึงเรื่องของเจ้าพ่อกาสิโนว่า น่ากลัวเหมือนในหนังหรือเปล่า สาระวารีว่าเขาไม่ยอมรับว่าตัวเป็นเจ้าพ่อ บ้านเขาที่เกาะเหมือนโรงเรียนดัดสันดาน โทรศัพท์ทุกสายมีการบันทึกไว้หมด แถมบ่น

“แล้วที่สำคัญนะมี่ อนามัยจัดมาก ขึ้นเกาะปุ๊บยึดบุหรี่ฉันปั๊บ บอกคนบนเกาะเขาไม่สูบมาคืนให้ก่อนกลับ แถมเทศนาซะยกใหญ่”

มีคณาโวยที่ไม่รักษาสัญญา แอบสูบบุหรี่อีก สาระวารีรีบแก้ตัวว่าไม่ทันได้สูบสักตัว ว่าแล้วก็ชิ่งไปหา บก.ก่อนที่จะหูชาไปมากกว่านี้ มีคณาเคืองปาผลไม้ใส่หัว สาระวารีร้องโอ๊ย...หันมาชี้หน้า สั่งให้เลี้ยงข้าวกลางวันด้วย มีคณาส่ายหน้าขำๆ

ระหว่างนั้น หิรัณย์โทร.เข้ามา “ผมเองครับคุณมี่ เผอิญมาธุระให้ผู้การแถวนี้เลยแวะเอารูปแกะดำมาให้... ครับไม่เป็นไรครับ...แต่คุณมี่เคยรับปากจะพาผมไปเลี้ยงข้าวมื้อนึง ผมขอใช้สิทธิ์มื้อนี้เลยแล้วกัน ผมกินไม่จุ คุณก็เห็นแล้ว ไม่จู้จี้เรื่องกินด้วย อะไรก็กินได้ทั้งนั้น...ได้เลยครับ ผมนั่งรอที่ล็อบบี้ คุณมี่เสร็จงานลงมาได้เลย”

มีคณาเร่งทำงานให้เสร็จ สาระวารีออกมาจากห้อง บก.มาที่โต๊ะ มีคณาชวนไปทานกลางวัน หญิงสาวหน้าเหย บอกไปไม่ได้แล้ว มีนัดกับแหล่งข่าว สาระวารีเคืองให้รอไปก่อน นักข่าวก็คน ต้องกินข้าวเหมือนกัน แต่พอเพื่อนบอกแหล่งข่าวนัดกินข้าวก็แปลกใจ

“อย่างเธอเนี่ยนะ ยอมรับนัดกินข้าวกับแหล่งข่าว” สาระวารีจ้องจับผิดเค้นถาม “แหล่งข่าวที่ไหนจะมีความสำคัญมากกว่าฉัน ขนาดเธอยอมทิ้งเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานแสนนานให้กินข้าวคนเดียวได้ ลงคอ...บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”

“ก็สารวัตรหิรัณย์ แหล่งข่าวเรื่องยาเสพติดไง...ไปล่ะ” มีคณาตัดบทคว้ากระเป๋า

สาระ วารีตามมาขวางหน้า “เห็นน้องๆเม้าท์ให้ฟังว่าหมู่นี้ เอะอะก็ไปหาข่าวหน่วยนี้ตลอด แล้วตาสารวัตรนี่ก็โทร.จิกเธอ เช้ากลางวันเย็นเลย สารภาพมาซะดีๆ แอบกิ๊กกันใช่ไหม”

มีคณาปฏิเสธหลบตา อ้างว่าทำงาน สาระวารีฉุกคิดถามว่าสารวัตรคนนี้คือคนที่เธอตีผิดสองครั้งสองคราใช่ไหม มีคณาพยักหน้าอายๆ ก่อนจะโบ้ยว่า บก.ให้ทำสกู๊ปข่าวสลับ ไม่วายสาระวารีเตือน โบราณว่าไว้ รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ เชื่อถือไม่ได้ เจ้าชู้สุดๆ

มีคณาของขึ้นทันที “ผู้ชายทุกอาชีพก็เจ้าชู้หมดแหละ ขนาดไม่มีอาชีพยังไม่เจียมตัวเลยขึ้นชื่อว่าผู้ชายก็ต้องระวังทั้งนั้น ฉันไปได้แล้วใช่ไหม เขามานั่งรออยู่ที่ล็อบบี้นานแล้ว”

สาระวารีเงียบลง เพราะพอจะรู้ว่าเพื่อนมีปมชีวิตอยู่บ้าง ปกติมีคณาไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง แต่ด้วยความห่วงเพื่อนจึงขอพิสูจน์อะไรบางอย่าง สาระวารีเข้าห้องน้ำแต่งหน้าจัดขึ้น มีคณาข้องใจจะทำอะไร

“ฉันก็จะ พิสูจน์ให้เธอเห็นน่ะสิ ว่านายสารวัตรนี่ไว้ใจไม่ได้ เขาใช้หน้าที่การงานมาหลอกใกล้ชิดกับเธอ จริงๆแล้วนายนี่ก็ผู้ชายเจ้าชู้ดีๆนี่เอง”

“เธอก็อคติกับตำรวจเกินไป”

“ประสบการณ์ที่ฉันเจอมา แสบๆทั้งนั้น”

มี คณาขมวดคิ้วสงสัยว่าเพื่อนจะทำวิธีไหน พอมาถึงข้างล่าง สาระวารีให้มีคณาคอยแอบดู ตนจะไปยั่วยวนหิรัณย์ให้เผยธาตุแท้ออกมา...ว่าแล้ว สาระวารีก็เดินกรีดกรายมาตรงหน้าหิรัณย์ ซึ่งก้มหน้าเล่นเกมมือถืออยู่ เขาไม่เงยหน้ามาสนใจเลย เธอจึงพยายามใหม่ เข้ามานั่งกระแซะข้างๆ จนเขาต้องหันมองส่งยิ้มให้ตามมารยาท สาระวารีรุกทันที ทำหูตาแพรวพราว ชวนคุย เอามือวางบนตักเขา ทำเอามีคณาอึ้งไม่คิดว่าเพื่อนจะกล้าขนาดนั้น

สาระวารีเริ่มชักชวนหิรัณย์ไปเปิดห้อง หิรัณย์จึงรวบแขนสาระวารีไพล่หลัง

“ผมตามมานานแล้ว พวกค้าบริการแอบแฝง”

“กล้าดียังไงมาว่าฉันแบบนี้ ฉันเป็นนักข่าวของสยามสารนะยะ” สาระวารีโกรธมาก

“ทำไซด์ไลน์ก็ผิดกฎหมายอยู่ดีครับ”

มีคณาเห็นท่าไม่ดีรีบออกมาบอกว่านี่เพื่อนตนเอง แค่อยากทดสอบบางอย่าง หิรัณย์พอจะเข้าใจแล้วจึงเตือนว่าอย่าเล่นอะไรไม่เข้าท่าแบบนี้อีก สาระวารีเสียหน้าสะบัดหน้าพรืดเดินหนีไป มีคณาดันแว่นขึ้นดั้ง กล่าวขอโทษแทนเพื่อน

“วารีมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับตำรวจน่ะค่ะ ก็เลยเหมารวมว่าตำรวจเจ้าชู้ไว้ใจไม่ได้”

“ไม่เป็นไรครับ แล้วผมจะพิสูจน์ให้คุณมี่เห็นเองว่าผมไม่ใช่ผู้ชายเจ้าชู้อย่างที่เพื่อนคุณระแวง” หิรัณย์มองหน้ามีคณาอย่างจริงใจ

มีคณาหลบตา “จะมาพิสูจน์ให้ฉันเห็นทำไมล่ะคะ ไปพิสูจน์กับหมวดดาวโน่นเถอะค่ะ”

หิรัณย์เห็นมีคณาเดินหนีจึงรีบเดินตาม สาระวารียืนมองอย่างแค้นใจ จะต้องฉีกหน้ากากนายหน้าหนวดคนนี้ให้เพื่อนเห็นจนได้

ooooooo

ร้านอาหารที่มีคณาพาหิรัณย์มาทาน เป็นร้านริมน้ำบรรยากาศดี หิรัณย์สั่งอาหารจานเดียวง่ายๆ

หญิงสาวเปรย อุตส่าห์พามาเลี้ยงร้านดีๆกลับสั่งแค่นี้

“ผมจะล้มทับเจ้ามือได้ไงล่ะครับ คุณมี่ให้เกียรติเลี้ยงข้าวแหล่งข่าวเป็นครั้งแรกซะด้วย”

“สารวัตรจะดื่มไวน์หรือเบียร์ไหมคะ สั่งได้เลยนะคะ”

“ผมไม่ดื่มเวลางานครับ ไว้รอตอนไปเชียงรายแล้วกัน ถ้ามีเวลาเหลือ ผมจะพาคุณไปนั่งริมดอย กินขันโตกดื่มไวน์ไทย รับรองทั้งบรรยากาศดี อาหารอร่อย”

“เชียงรายเหรอคะ”

“ครับ เราจะไปตามล่าสุภาพบุรุษกันที่เชียงราย คิดว่าน่าจะอาทิตย์หน้า คุณมี่เตรียมตัวทันรึเปล่าครับ”

มีคณารีบบอกว่าทัน แล้วถามว่าไปกี่วัน หิรัณย์ยังตอบไม่ได้ ให้เธอเตรียมเสื้อผ้าไปเผื่อ หญิงสาวสงสัยทำไมตั้งชื่อเคสนี้ว่า สุภาพบุรุษ หิรัณย์เล่าว่า ตอนแรกผู้การตั้งว่า พ่อเทพบุตรเพราะรายนี้หล่อมาก แต่หมวดดาวไม่ชอบ ไม่อยากเทิดทูนคนผิดเป็นเทวดา มีคณาเห็นด้วย

“ส่วนราย ละเอียดที่เหลือ อีกเดี๋ยวคุณมี่ก็รู้จากที่ประชุมเอง อ้อ...มัวแต่ตกใจเพื่อนคุณอยู่ ลืมบอกไปเลยว่า เดี๋ยวเรามีประชุมกันที่หน่วยผม ผมอยากให้คุณมี่เข้าประชุมรู้แนวทางการทำงานเอาไว้ จะได้ไม่เกิดปัญหาเวลาลงภาคสนามจริง คุณจะได้เก็บบรรยากาศไปเขียนข่าวด้วย”

ระหว่าง การประชุม หมวดดาวฉายภาพขึ้นจอโปรเจกเตอร์ ให้ดูภาพคนร้าย ซึ่งแอบถ่ายได้ที่สนามบิน เป็นหนุ่มฝรั่งรูปหล่อ แต่งตัวเนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว หมวดดาวแจงแผนการ ว่าทางโรงแรมที่สุภาพบุรุษจะไปพัก ขอร้องมาว่าอย่าทำอะไรโฉ่งฉ่าง เพราะทางโรงแรมมีแขกวีไอพีมาพักมากมาย ทางเราจึงขอให้ทุกคนปฏิบัติตาม เผื่อมีอะไรต้องขอความร่วมมือกับทางโรงแรมนี้อีก หิรัณย์รายงานเสริม

“ตอนนี้จ่าสันต์เฝ้าสุภาพบุรุษอยู่ที่โรงแรม แต่ตอนเดินทาง ผมกับคุณมี่ตามเอง จะขึ้นเครื่องไปเชียงรายพร้อมกับสุภาพบุรุษ”

มีคณาตกใจเล็กน้อย ไม่ทันรู้ตัวมาก่อน หมวดดาวนิ่วหน้าประมาณไม่เชื่อมือ ถามแน่ใจหรือ หิรัณย์ตอบแทน “ผมตั้งใจจะควงคุณมี่ซะหน่อย เดินทางเป็นคู่แบบนี้ไม่ค่อยน่าสงสัย”

“แน่ใจนะคะว่าคุณมี่จะไม่มีปัญหา”

“มั่นใจเถอะค่ะผู้หมวด ฉันพอมีประสบการณ์มาบ้าง คงไม่ทำให้สุภาพบุรุษรู้ตัวหรอก”





หมวดดาวตัดบทแล้วแต่เห็นสมควร จัดแจงอธิบายงานต่อ หิรัณย์ยิ้มให้กำลังใจมีคณา...พอเลิกประชุมหิรัณย์ขอให้มีคณารอตนเคลียร์งาน บนโต๊สักครู่ มีคณาเห็นหมวดดาวจึงเข้ามาขอคุยด้วย หมวดดาวยักท่าถามว่านานไหมตนจะได้หาที่นั่งให้

“แป๊บเดียวจริงๆค่ะ ฉันแค่อยากจะบอกให้ผู้หมวดสบายใจ ถึงฉันจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่เคยผ่านการฝึกฝนอย่างหนักมาอย่างผู้หมวด แต่สายงานข่าวที่ฉันทำอยู่ก็เสี่ยง และต้องรู้จักเอาตัวรอดไม่แพ้ตำรวจ ถึงฉันจะเล่นละครไม่เก่ง แต่เรื่องตีหน้าตาย ฉันไม่แพ้ผู้หมวดหรอกค่ะ”

หมวดดาวเหลือบตามอง หิรัณย์หยุดฟังลุ้นๆ มีคณาบอกอย่างมั่นใจว่า ตนจะไม่ทำให้งานเสียอย่างเด็ดขาด หมวดดาวหน้านิ่ง

“ขอบคุณที่บอกให้รู้ว่าเรา...ตีหน้าตายเก่งพอ กัน...เท่านี้ใช่ไหมที่คุณจะคุยด้วย”

“ไม่ค่ะ มีอีกเรื่อง ข่าวที่ฉันเขียนให้สยามสารจะไม่ส่งผลลบกับหน่วยงานของผู้หมวดแน่นอน ตรงกันข้ามเมื่อข่าวออกไป ประชาชนจะได้รู้ว่ามีตำรวจดีๆ หน่วยงานดีๆที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างยากลำบากเพื่อประ– ชาชนอย่างหน่วยงานของผู้หมวดอยู่ ข่าวของฉันเป็นผลดีกับพวกคุณมากกว่าที่คุณคิด”

หมวดดาวอึ้ง เอ่ยปากขอบคุณแทนหน่วยงานมีคณากระชับแว่นยิ้มให้ก่อนจะเดินกลับออกมาบอก หิรัณย์ว่าไม่ต้องไปส่ง แต่หิรัณย์ไม่ยอม ขอเวลาสองนาที มีคณาจึงขอไปรอข้างล่าง หิรัณย์หันมาสบตากับหมวดดาว เธอส่งยิ้มให้พูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม

“นักข่าวของคุณไม่เลวเลยนะคะสารวัตร นึกว่าจะเป็นพวกผ้าพับไว้ แต่หลงมาทำงานด้านนี้”

“ภายนอก อาจจะดูเหมือน แต่ข้างในเนี่ยนักสู้แท้ๆ หมวดไม่เห็นตอนเขาฟาดผมที่หัวลำโพง เขานึกว่าผมเป็นแมงดาเลยเล่นงานผมเหมือนกระสอบทราย”

“มีคนมาเล่าให้ฟังแล้วค่ะ ที่แท้ก็คนเดียวกันเอง”

หิรัณย์ ขอตัวรีบไป หมวดดาวอวยพรให้เดทแรกราบรื่น ชายหนุ่มยิ้มเขินที่โดนแซว...เมื่อหิรัณย์ลงมา มีคณารีบถามว่าหมวดดาวว่าอะไรตนบ้างไหม  ไม่รู้ว่าที่ตนพูดแรงไปหรือเปล่า เกรงเป็นการล่วงเกิน ชายหนุ่มยิ้มให้ ออกตัวแทนหมวดดาวว่าไม่ใช่คนหยุมหยิม บางทีตนยังคิดว่าเธอเป็นผู้ชาย และที่เธอโกรธๆตนอยู่ก็เพราะตนไปมองว่าเธอเป็นผู้หญิงนี่แหละ มีคณาข้องใจในเมื่อหมวดดาวสวยออกขนาดนั้น เขาน่าจะมอง หิรัณย์ถามตรงๆ คิดว่าตนเป็นแฟนกับหมวดดาวใช่ไหม มีคณาส่ายหน้าหลบตา

“คุณไม่ได้พูดแต่ สายตามันฟ้อง...สบายใจเถอะครับ ผมไม่ได้เป็นแฟนกับผู้หมวด ไม่ได้คิดจะจีบเธอด้วย ผู้หมวดดาวเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี เป็นแค่เพื่อนจริงๆครับ”

มีคณากระชับแว่นก้มหน้างุดๆเดินหนี หิรัณย์ตามพูดลอยๆ “ถ้าตอนนี้คุณยังนึกสงสัยคำตอบคือผมเคยมีแฟนแล้ว” มีคณาชะงักแต่ทำเป็นไม่สนใจ ชายหนุ่มกล่าวต่อ “แต่เธอไม่ชอบงานที่ผมทำ ไม่ชอบที่ผมเห็นงานมาก่อนเสมอ เราเลยเลิกกัน เลิกกันด้วยดีนะครับ ไม่มีเอะอะวี้ดว้ายเหมือนในละคร...คุณมี่ก็เป็นคนรักงานใช่ไหมครับ”

มีคณาช้อนตามอง “ค่ะ ฉันรักงานแล้วก็ภูมิใจมากกับงานที่ทำอยู่”

“ผมก็ว่างั้นแหละ เลยคิดว่าเราไม่มีปัญหาเรื่องงานแน่ คุณรักงานคุณ ผมรักงานผม คุยกันรู้เรื่อง...สรุปตอนนี้ผมว่าง แล้วคุณมี่ล่ะครับ ตอนนี้ยังว่างหรือเปล่า”

มีคณาตวัดสายตามองอย่างดุๆเหมือนครูกำราบ นักเรียน หิรัณย์ยกมือยอมแพ้ ผายมือให้เธอเดินไปขึ้นรถ มีคณานึกในใจ ถ้าเป็นชายอื่น โดนจับทุ่มไปแล้ว แต่ทำไมกับเขาตนถึงว้าวุ่นใจแบบนี้ หญิงสาวกระชับแว่นไม่เข้าใจตัวเองเลย

ooooooo

มีคณากลับถึงบ้าน เห็นสันติเล่นของเล่นเพลิน จึงเตือนให้รู้จักทำการบ้านบ้าง แล้วเดินขึ้นข้างบน พบว่าแม่นั่งร้องไห้ รีบเข้าถามว่าเป็นอะไร แม่พรั่งพรูออกมาว่าเป็นห่วงบุญสมกับธำรงและก็ห่วงสันติด้วย แต่ถึงอย่างไรตนก็ต้องกลับ และคงต้องหนีไปตอนที่สันติอยู่โรงเรียน

มีคณา ไม่พอใจว่าแม่จะห่วงอะไรสองคนนั่นนักหนา บานเช้าสะอื้นบอกลูกว่า มันคงเป็นกรรมเก่าที่ทำให้ตนรักและห่วงพวกเขา มีคณาถอนใจเซ็งๆ บอกแม่ว่าต้องหาวิธีบอกสันติให้เข้าใจ แกเป็นเด็กฉลาด ต้องเข้าใจว่าจะเลือกอนาคตตัวเองหรือจะกลับไปด้วย

รุ่งขึ้น มีคณามาทำงานพบมีแจกันดอกส้มวางอยู่บนโต๊ะทำงานพร้อมการ์ดแนบอยู่ข้อความจากหิรัณย์...เมื่อวานแวะไปบ้านเพื่อน เห็นเขาปลูกต้นส้ม นึกถึงนกน้อยในไร่ส้มขึ้นมา เลยขอเด็ดจากต้นมาฝากคุณ มีรูปหน้ายิ้มลงท้ายแทนชื่อ

มีคณาอมยิ้มเผลอหยิบแจกันขึ้นมาดม เหลือบตาไปเห็นเพื่อนพนักงานมองยิ้มๆ ก็เขินอายรีบวางลงกระชับแว่นปั้นหน้าทำงานไม่รู้ไม่ชี้...สายหน่อย มีคณาเดินคุยมือถือเครื่องใหม่ ไม่ทันเห็นสาระวารี จึงถูกแซวพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน จะไปทานข้าวกับสารวัตรหนวดอีกล่ะสิ มีคณารีบบอกว่านัดกับแม่ จะพาไปทานข้าวแล้วซื้อของฝาก สาระวารีจ๋อยเพิ่งรู้ว่าแม่เพื่อนมาค้างด้วย

“ก็ฉันไม่รู้นี่ เธอมันโลกส่วนตัวสูงจะตาย เคยเล่าอะไรให้เพื่อนฟังมั่งไหมล่ะ ถ้าไม่เจอสอบปากคำ”

มีคณาถามไปได้หรือยังแม่รอ สาระวารีคว้ามือยกดูโทรศัพท์เครื่องใหม่ถามได้มาอย่างไร

“ทำไมฉันจะมีไม่ได้ล่ะ” มีคณายกมือกระชับแว่นตามความเคยชิน

“โกหกแว่นตกเลยทีเดียว สายตาเธอมันมีพิรุธทะลุแว่นซะขนาดนี้ สารภาพมาซะดีๆ เอามือถือใหม่มาจากไหน เค็มตัวแม่อย่างเธอ ต่อให้เอาปืนจี้ยังยอมตายดีกว่าเสียเงินซื้อ”

“เธอก็เกินไป...ทางหน่วยของสารวัตรเขาให้มาใช้จะได้สะดวกในการปฏิบัติงาน”

สาระวารีจ้องจับผิด “รู้สึกช่วงนี้เธอจะทำอะไร สารวัตรหนวดนั่นก็ต้องพัวพันไปซะทุกเรื่องเลยนะ”

มีคณาตัดบทไล่ให้ไปทำงาน ตนต้องรีบไปรับแม่ สาระวารีมองอย่างไม่เชื่อใจ...ไม่นานมีคณารับบานเช้าออกมาทานข้าว แล้วหาซื้อของฝาก มีคณาไม่ค่อยพอใจที่แม่เอาเงินไปซื้อของให้บุญสมกับธำรง อยากให้ซื้อของตัวแม่เองบ้าง

“เมื่อไหร่มี่จะเลิกอคติกับน้ากับเจ้าธำรงซะทีล่ะลูก”

“มี่ไม่ได้อคติค่ะแม่ แต่มี่เกลียด ถ้าเขาเลิกทำตัวเป็น แมงดาแล้วหันมาทำตัวเป็นปู่เป็นพ่อเป็นพี่ที่ดีเมื่อไหร่ เมื่อนั้นมี่ถึงจะญาติดีด้วย”

บานเช้าเถียงไม่ขึ้น มีคณาย้ำให้แม่ซื้อพวกของลดราคาหรือสองแถมหนึ่งไปให้สองคนนั่น บานเช้าได้แต่ถอนใจยอมรับว่าสองคนนั้นทำไม่ดีไว้มากจริงๆ...เมื่อกลับมาแพ็กของใส่กระเป๋า เพียงแค่ของฝากก็เพิ่มมาอีกหนึ่งใบ ทำให้มีคณาอดบ่นไม่ได้

“แม่หัดซื้ออะไรให้ตัวเองบ้างสิคะ พอมีเงินถึงจะได้มาจากลูกที่ไปทำงานผิดกฎหมายก็เถอะ แม่ก็ควรใช้เงินเพื่อความสุขตัวเองมั่ง ไม่ใช่เอาไปปรนเปรอให้พวกเห็นแก่ตัวไม่รู้จักพอ”

บานเช้าตัดพ้อ ใจคอจะพูดเสียดแทงตนจนกลับเลยหรือ มีคณาอึ้งตัดบทบอกแม่ว่า พรุ่งนี้จะพาไปทานข้าวเลี้ยงส่งก่อนแม่กลับ บานเช้าเกรงใจแต่ขัดไม่ได้ มีคณาจะไปบอกสันติเองโดยไม่รู้ว่าเขาแอบฟังอยู่หน้าห้องนานแล้ว มีคณาเดินหามาจนเห็นสันตินั่งร้องไห้อยู่ใต้โต๊ะกินข้าว จึงชั่งใจว่าหลานอาจจะไม่
อยากให้ใครเห็นตัวเองร้องไห้ เธอรู้สึกสงสารหลานจับใจ

ooooooo

วันรุ่งขึ้น หิรัณย์เอาช่อดอกส้มมาฝากพนักงานต้อนรับไปให้มีคณา โดนเธอแซววันนี้ไม่ฝากโน้ตด้วยหรือ  เขายิ้มเขินๆ ไม่จำเป็นแล้วเพราะมีคณารู้แล้วว่ามาจากตน

มีคณามาทำงานมองช่อดอกส้มบนโต๊ะยิ้มๆโดยไม่เอะใจว่าเป็นช่อใหม่ เธอรีบเร่งทำงานให้เสร็จเพื่อกลับไปรับแม่ มัทนาเดินมาหยุดมอง เห็นกำลังขีดเส้นเน้นข้อความจนเต็มหน้ากระดาษไปหมดก็กระเซ้า...ไม่ขีดดีกว่า...มีคณาเงยหน้ามาเห็นมัทนาก็ดีใจ มัทนาส่งผ้าบาติกให้เป็นของฝาก แล้วทำจมูกฟุดฟิดว่าหอมอะไร มีคณารีบเอาผ้าคลุมแจกันดอกไม้ไว้กลัวโดนแซว ชวนคุยให้เล่าเรื่องทำอย่างไรพระเอกสุดหล่อยอมเปิดปากให้สัมภาษณ์

มัทนายังไม่อยากเล่าอะไรมาก ปฏิเสธเนียนๆ “เรื่องมันยาว เอาไว้ว่างๆค่อยเล่าดีกว่าเนอะ แล้วพี่มี่กำลังทำเรื่องอะไรอยู่คะ”

“อ๋อ ก็ข่าวยาเสพติดน่ะจ้ะ...เรื่องมันยาว  เอาไว้ว่างๆ ค่อยเล่าดีกว่าเนอะ” มีคณาใช้มุกเดียวกันบ้าง แล้วเอามือถือใหม่ออกมาอวด อ้างว่ารำคาญสาระวารียุอยู่ได้




มัทนาตื่นเต้น จะได้โหลดแอพตั้งกรุ๊ปคุยไลน์สามคน มัทนาขอตัวไปหา บก.ก่อน มีคณารีบเอาผ้าออกจากแจกัน ก้มลงสำรวจว่ามีดอกไหนช้ำบ้างแล้วดมกลิ่นหอมยิ้มกริ่ม

พอกลางวัน สามสาวได้รวมกลุ่มไปทานข้าวด้วยกันหลังจากห่างกันเป็นเดือน แต่แล้วทั้งสามก็ดูเงียบๆ ไม่มีอะไรเล่าสู่กันฟัง เหมือนปกปิดเรื่องตัวเองเอาไว้ จนหัวโจกสาระวารีอึดอัดใจส่งข้อความหาเพื่อนๆ กลางโต๊ะอาหาร เป็นการ์ตูนหน้าบึ้งทำนองเป็นอะไรกันยะ แล้วบอก

“เอาล่ะ เราสามคนเล่านิทานหลอกตัวเองกันมาพอแล้วล่ะ ทีนี้มาพูดเรื่องจริงกันดีกว่า เอาความรู้สึกที่มีกับแหล่งข่าวล้วนๆเลย ตกลงไหม...ฉันจะเริ่มก่อน ใครไม่กล้าพูดความจริง ไม่ใช่ทหารเสือสาว ออกจากกลุ่มไปเลย”

มีคณากับมัทนาทำหน้าแหยๆ สุดท้ายทั้งสามสาวก็ได้ระบายความในใจต่อกัน

ooooooo

หลังจากนั้น มีคณารับแม่กับหลานออกมาทานข้าวนอกบ้าน บานเช้าอบรมสันติอย่าดื้อกับป้า ตั้งใจเรียนเพื่ออนาคตของตัวเอง อย่าเป็นคนไร้แก่นสารที่สังคมไม่ต้องการ สันตินิ่งเฉยจนบานเช้าหวั่นใจ ขอร้องมีคณาให้รักหลานบ้าง มีคณาน้อยใจโต้ว่า

“มี่จะไม่พูดอะไรอีกแล้วนะคะ อยากอยู่ก็อยู่ อยากกลับก็กลับ ม่ีถือว่าทำหน้าที่ของมีดีที่สุดแล้ว”

คืนนั้น สันตินอนเงียบหันหลังให้ย่า ความเงียบทำให้ได้ยินเสียงสะอื้น บานเช้าน้ำตารื้นตัดสินใจบอกหลานว่า “ย่าเห็นติเป็นแบบนี้แล้ว กลับไปย่าก็คงกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ย่าเปลี่ยนใจแล้วล่ะ ย่าจะพาติกลับไปพร้อมกันกับย่า ย่าจะคิดซะว่าแกทำบุญมาน้อย ไม่มีวาสนาได้เรียนสูงๆ เหมือนกับคนอื่นเขา”

“ตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน ติพูดสักคำหรือยังว่าจะกลับ ติจะอยู่เรียนหนังสือที่นี่ เข้าใจไหมย่า” สันติดึงผ้าคลุมโปงร้องไห้

มีคณาถือแก้วนมยืนฟังอยู่หน้าห้อง ยิ้มอย่างพอใจ...รุ่งเช้า สันติยืนตาแดงกล่ำส่งย่าขึ้นรถไฟ บานเช้าพร่ำสั่งสอนให้หลานอย่าดื้อและตั้งใจเรียน มีคณาส่งเงินให้แม่กำชับให้ไว้ใช้ส่วนตัว บานเช้าซาบซึ้งขอบใจ มีคณาขอเปลี่ยนเป็นให้แม่ล้างความคิดที่ว่า ผู้หญิงเกิดมาเพื่อรับใช้สามีกับลูกชายออกไปจากหัว ชายหญิงเท่าเทียมกัน ต้องให้เกียรติกัน บานเช้าฝืนยิ้มรับ

ตลอดทางที่นั่งรถกลับบ้าน สันติเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา พอถึงโรงเรียน มีคณาตามเข้าไปพบครูประจำชั้น สันติหน้าเสียกลัวความแตก แต่ต้องเลยตามเลย...มีคณามาพบครูอัจฉรา เพื่อถามไถ่ความประพฤติ จึงได้รู้ว่า สันติโกหกทุกคนว่า ที่ต้องย้ายมาเรียนที่นี่เพราะพ่อพิการ แม่ป่วยหนัก ก็ถอนใจ ครูอัจฉราถามเป็นเรื่องแต่งขึ้นใช่ไหม แม้เรื่องจะอิงความจริงอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการโกหก มีคณาจะกลับไปจัดการให้ ครูรีบปรามปล่อยเป็นหน้าที่ของครูเองและเตือน

“เด็กสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน จะใช้ไม้แข็งไม้เรียว เหมือนก่อนไม่ได้แล้ว ได้ยินสุภาษิตที่เขาดัดแปลงไหม...รักวัวให้ผูก รักลูกให้กอด...มี่ต้องอดทนในการสั่งสอนหลาน อย่าใช้ความรุนแรงรู้ไหม”...

มีคณามานั่งเครียดที่ทำงาน ได้กลิ่นน้ำหอมของดอกส้มโชยมารู้สึกผ่อนคลายขึ้น หันมาเชยชมจึงรู้สึกว่าไม่ใช่ช่อเดิม เธอเดินมาถามแม่บ้าน กลับโดนแซวว่ามีหนุ่มมาฝากดอกไม้ให้ทุกวัน ถามชื่อก็ไม่ยอมบอก บอกแต่ว่าเธอรู้ว่าเขาเป็นใคร มีคณาเขินกลับมานั่งทำงาน ไม่ทันไรหิรัณย์โทร.เข้ามา เธอสบถ ตายยากเสียจริงๆ

มีคณาถือโอกาสขอบคุณสำหรับดอกไม้และเกรงใจไม่ให้เอามาอีก แต่หิรัณย์กลับบอกว่าตนเก็บของเพื่อนมาไม่สิ้นเปลืองอะไร แล้วบอกว่าที่โทร.มาเพราะต้องเดินทางพรุ่งนี้ค่ำ มีคณาตกใจเล็กน้อยรีบถามถึงค่าใช้จ่ายจะได้เบิกจากบริษัทไปให้ ชายหนุ่มตอบไปว่าไม่เป็นไรเพราะทางเขาเชิญเธอไป แต่หญิงสาวอ้างว่าตนขอไปทำข่าวต่างหาก หิรัณย์จึงให้เธอจ่ายค่าเครื่องบินอย่างเดียว อย่างอื่นไม่ต้อง ท่าทางเขาตื่นเต้นจะได้เดินทางกับเธอ จนมีคณารู้สึกแปร่งๆ

ด้วยเหตุนี้ มีคณาจำต้องมาพบครูวีณา ภรรยาครูอรุณ เพื่อฝากสันติสักสามสี่วัน ครูวีณายินดีอย่างมาก เพราะเมื่อก่อนตัวเธอก็เคยอาศัยบ้านมั่นสิน ป้าของมีคณามาเหมือนกัน...มีคณากลับมาอธิบายความจำเป็นกับสันติ แต่เด็กก็คือเด็ก หาว่าพอย่าไม่อยู่ก็ไล่เขาออกจากบ้าน สันติพูดจาหยาบคายมากจนมีคณาแทบทนไม่ไหว แต่ต้องสะกดกลั้น นึกถึงคำเตือนของครูอัจฉรา เธอบอกสันติว่าพรุ่งนี้เลิกเรียนแล้วรีบกลับบ้านทันที ตนต้องรีบเดินทาง สันติกลับเข้าห้องปิดประตูใส่หน้าโครม มีคณาสะกดกลั้นพึมพำอย่างเจ็บใจ

“รักวัวให้ผูกรักลูกให้กอด รักหลาน...จับมันทุ่มให้คอหักไปเลย” พูดจบหงุดหงิดกลับห้อง

เช้าขึ้น ไม่วายที่สันติยังหาเรื่อง พูดจาหยาบคาย ถากถางที่ไม่มีอาหารเช้าไว้ให้ มีคณาไม่พอใจบอกเขาโตแล้วควรทำอะไรกินเองบ้าง ถ้าตนมีเวลาก็จะทำให้ สันติโวยมันเป็นหน้าที่ของผู้หญิง เธอจึงย้อนถามแล้วหน้าที่ผู้ชายทำอะไร สันติใช้ความคิดสักครู่ก่อนจะตอบ

“ก็ดูแลให้ผู้หญิงทำงานให้ดีไงล่ะ ผู้หญิงน่ะโง่ทำอะไรไม่ได้เรื่องต้องให้ผู้ชายคอยบอก”

มีคณาปรี๊ด “ผู้หญิงที่ว่าโง่ก็รวมถึงย่ากับแม่ติด้วยใช่ไหม”

สันติโวยว่าย่ากับแม่ไม่เกี่ยว มีคณาถามว่าแม่กับย่าไม่ใช่ผู้หญิงหรือ สันติเถียงไม่ออกหาว่ามีคณาด่าย่ากับแม่ของตนโง่ มีคณาจ้องหน้าเน้น “ใช่ โง่เพราะสอนติให้โง่ ให้เห็นแก่ตัว เป็นเด็กไม่รู้จักโต ไม่รู้จักช่วยเหลือตัวเอง รอแต่พึ่งพาคนอื่น”

“อย่ามาว่าย่ากับแม่ตินะ” สันติโกรธจนหน้าแดง

“ทำไมจะว่าไม่ได้ ติว่าผู้หญิงโง่เอง ย่ากับแม่ติก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน”

“ไม่เหมือน แม่กับย่าไม่โง่เหมือนป้าหรอก โธ่เอ๊ย...แค่อาหารเช้าแค่นี้ ทำพูดนั่นพูดนี่ ที่แท้ก็ทำกับข้าวไม่เป็น ทำอาหารหมาไม่แดกล่ะสิ ถึงไม่กล้าทำ”

มีคณาโกรธบีบปากหลานให้ขอโทษ สันติเจ็บจนกลัวยอมเอ่ยปากขอโทษ พอมีคณาปล่อยก็ด่าใส่ก่อนจะวิ่งหนีไป ว่าไม่อยากกินข้าวฝีมือเธอ กลัวอ้วกแตก มีคณาแค้นใจไม่อยากเอาเรื่อง รอให้เสร็จงานกลับมาก่อน ไม่ทันไร สันติเดินกลับมาแบมือขอค่าขนม มีคณาหัวเราะออกมา นึกว่าจะกลับมาด่าอีก ที่แท้ก็ขอค่าขนม เด็กเอ๋ยเด็ก

ooooooo

มีคณามารายงานตัวกับ บก.เขาเตือนให้ระวังตัวด้วยความเป็นห่วง แต่อดแซวเรื่องดอกส้มไม่ได้ว่าทำให้หอมฟุ้งไปทั้งกอง ชักสงสัยจะเสียนักข่าวมือดีไปเสียแล้ว

เสร็จงาน มีคณารีบกลับบ้านไปเตรียมเดินทางรอสันติกลับมาเพื่อไปส่งที่บ้านครูวีณา สันติกลับมาผิดเวลาเธอกำลังจะต่อว่า เขารีบบอกว่าครูให้ทำกิจกรรม เธอจึงให้ไปเอากระเป๋าเสื้อผ้าลงมาเร็วๆ...มาถึงบ้านครู มีคณาส่งซองเงินให้ขอช่วยค่าอาหารของหลาน และให้เงินสันติอีกต่างหาก เธอบอกเขาว่า ป้าให้เพิ่มเป็นพิเศษ สันติยิ้มออกแต่ไม่ขอบคุณ ครูวีณาตำหนิให้ไหว้ขอบคุณ สันติจำต้องทำ มีคณายิ้มๆขอตัวรีบไปเดี๋ยวไม่ทันขึ้นเครื่อง

พอมาถึงสนามบิน หิรัณย์พามีคณามานั่งทานอาหารพูดคุยเรื่องงานให้ฟัง ว่าสุภาพบุรุษมาถึงแล้ว ตอนนี้อยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่น คนของเราตามอยู่ห่างๆ แต่พอขึ้นเครื่องจะเป็นหน้าที่ของเรา สุภาพบุรุษป้องกันตัวมาก ย้ายที่พักโรงแรมบ่อย ต้องคอยจับตาดูไม่ให้คลาดสายตา

ขณะเดินมาเช็กอินผู้โดยสาร มีคณาเรียกหิรัณย์ว่าสารวัตร เขารีบปรามห้ามเรียกอีก ให้เรียกพี่รัณ เธอต่อรองขอเรียกคุณรัณ

“ไม่ได้หรอกครับ ต้องแสดงให้สมบทบาท เราไปเชียงรายคราวนี้ในฐานะคู่ฮันนีมูนนะ” มีคณาตาโพลง หิรัณย์แอบยิ้มกริ่ม “ตอนเข้าไปด้านในจะมีคนพาเข้าไปเพราะผมพกปืน แต่ไม่ต้องห่วง การพาเข้าไปจะเป็นไปอย่างแนบเนียน ไม่มีใครสังเกตเห็นเด็ดขาด...แถวเลื่อนแล้วที่รัก” หิรัณย์ดุนหลังมีคณาให้เดินยิ้มๆ มีคณาทำตาดุใส่

เข้ามานั่งในห้องพักผู้โดยสาร ไม่คาดคิด สุภาพบุรุษเดินมานั่งตรงข้ามกับมีคณาพอดี เธอถึงกับเกร็ง หิรัณย์หวั่นใจกลัวเธอหลุด แต่เธอก็ไม่ได้แสดงพิรุธอะไรออกมา กลับทำหวานชื่นกับเขาจนถึงเวลาขึ้นเครื่อง ทั้งสองนั่งแถวห่างจากสุภาพบุรุษพอมองเห็น หิรัณย์ชม

“ตอนเห็นสุภาพบุรุษมานั่งตรงข้ามคุณ ผมแทบช็อก แต่คุณสุดยอดเลยนะ ไม่แสดงพิรุธอะไรเลย”

“อาชีพบังคับค่ะ ฉันต้องเล่นละครแฝงตัวเข้าไปทำข่าวบ่อยเหมือนกัน”

หิรัณย์ซักถามแฝงตัวไปไหนบ้าง ไม่เอาที่เป็นสาวประเภทสองตอนตีเขาครั้งนั้น มีคณาถลึงตาใส่ ว่าครั้งนั้นตนแต่งเป็นเจ๊ หิรัณย์ขำแล้วกระซิบบอกให้เลิกคุย เพราะไม่รู้ว่าสุภาพบุรุษฟังภาษาไทยออกไหม มีคณาเปลี่ยนท่าทีแสดงบทบาทคู่รักต่อไป หิรัณย์ยิ้มกริ่มมีความสุข

ooooooo
ตอนที่ 4

ครอบครัวครูอรุณกับครูวีณามีลูกสามคน คนโตกับคนที่สองเป็นชาย ชื่อข้าวเม่ากับข้าวตอก คนเล็กเป็นผู้หญิงชื่อดอกไม้ ข้าวตอกอายุเท่ากับสันติ จึงเข้าคู่กันได้ดี ข้าวแม่คอยดูแลน้อง ทุกคนในบ้านมีหน้าที่ต้องทำ แรกๆสันติก็ทำตามข้าวตอกไปเรื่อยแต่มักจะเล่นเพลินไม่ยอมเลิก

เมื่อมีคณาเดินทางมาถึงเชียงราย คำปันถีบรถรับจ้างมารอรับ หิรัณย์ทักทายแล้วให้ขี่รถตามรถที่สุภาพบุรุษนั่งไป มีคณาขอโทร.หาที่บ้าน หิรัณย์เข้าใจว่าคงรายงานแม่...ครูวีณาเล่าว่าสันตินอนกับข้าวตอกไม่ต้องห่วง เด็กไม่กล้าดื้อเวลาอยู่กับครู แถมเป็นครูใหญ่อีกต่างหาก

มีคณาโล่งใจ พอมาถึงโรงแรมพบว่าต้องพักห้องเดียวกับหิรัณย์ให้สมกับเป็นคู่ฮันนีมูนก็ใจเสีย ถามไม่แยกห้องพักตำรวจชายหญิงหรือ หิรัณย์ส่ายหน้า พอเข้ามาในห้องเขาก็บอกว่า

“เขาจัดห้องพ่วงเอาไว้ให้ครับ”

หมวดดาวเปิดประตูพ่วงอีกห้องเข้ามา มีคณาใจชื้น ทักทายหมวดดาว เธอบอกให้เข้าไปพักห้องเดียวกับเธอ หิรัณย์รีบเล่า “วันนี้คุณมี่เผชิญหน้ากับสุภาพบุรุษที่สนามบิน รับมือได้ดีมากเลยหมวด ผมลุ้นจนตัวเกร็งเลย”

“ก็หวังว่าต่อไปจะทำได้ดีแบบนั้น ไม่หลุดไม่พลาดขึ้นมาก็แล้วกัน” หมวดดาวยังนิ่งเชิด

มีคณารับรองจะไม่ทำให้งานเสีย จ่าโจซึ่งนั่งคุมเครื่องดักฟัง แทรกขึ้นมา สุภาพบุรุษมีการเคลื่อนไหว หิรัณย์กับหมวดดาวรีบเข้าไปฟังใกล้ๆ

“คิดว่ากำลังติดต่อกับเป้าหมายอีกรายครับ โทร.แจ้งว่ามาถึงแล้ว ทุกอย่างเหมือนเดิม วางสายไปแล้วครับ ยังไม่ได้กำหนดนัดหมายสถานที่ครับ”

หมวดดาวบ่น คงนัดกันนาทีสุดท้ายก่อนลงมือ หิรัณย์ให้จ่าโจเช็กปลายสายว่าอยู่ที่ไหนแล้วหันมาชวนมีคณาลงไปทานอาหารเย็น มีคณาบ่ายเบี่ยงให้ไปกับหมวดดาว เธอสวนทันควัน

“ไปได้ยังไงล่ะ สุภาพบุรุษเห็นคุณมากับสารวัตร เกิดบังเอิญลงไปเจอฉันไปกับสารวัตรมันได้สงสัยตายเลย หมอนี่ยิ่งขี้ระแวงอยู่ด้วย”

มีคณาตกใจลืมไป หมวดดาวตำหนิอย่าลืมบ่อย หิรัณย์เห็นมีคณาเจื่อนลงจึงชวนซ้ำระหว่างทางเดิน มีคณาบ่นรู้สึกหมวดดาวจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าตน หิรัณย์โต้ไม่มีเหตุผล

“ฉันว่าหมวดดาวอาจจะแอบชอบคุณอยู่ก็ได้ เลยไม่ค่อยพอใจที่ฉันเข้ามาวุ่นวายด้วย”

“ไม่ใช่หรอกครับ ลักษณะหมวดดาวเขาเป็นแบบนั้นเอง จริงๆแล้วไม่มีอะไรเลย ถ้าคุณคุ้นกับเขามากขึ้นก็จะเข้าใจ”

มีคณายังลังเล หิรัณย์แกล้งบอกถ้าตนรู้หมวดดาวชอบตน คงไม่ปล่อยให้รอดมือมาถึงวันนี้ หญิงสาวเกรงจะวกเข้าตัวรีบเปลี่ยนเรื่อง ทานเสร็จชวนกลับห้องพัก หิรัณย์ยังคงเดินเล่น

“เรามาทำงานนะคะ ไม่ได้มาเที่ยว” มีคณาท้วง

“ก็ทำงานอยู่นี่ไงครับ เราแกร่วรออยู่ข้างนอก เผื่อสุภาพบุรุษเคลื่อนไหว เราะจะได้รับช่วงตามต่อจากทีมหน้าโรงแรม”

มีคณาทึ่งกับการทำงานเป็นทีมของหิรัณย์ ชายหนุ่มยิ้มบอกเธอว่ามาด้วยกันคราวนี้ เธอจะได้ข้อมูลเชิงลึกไปเขียนข่าวเลย หญิงสาวปลื้มเป็นประสบการณ์ที่ดีของนักข่าวอย่างตน หิรัณย์สวนว่า ต่อชีวิตตำรวจของตนด้วย มีคณาชะงักเขินเดินนำหน้าไป หิรัณย์ตามยิ้มกริ่ม

คืนนั้น มีคณาอาบน้ำแต่งตัวรัดกุมออกมาจากห้องน้ำ ค่อยๆย่องมาที่เตียงเกรงทำให้หมวดดาวตื่น เธอพูดลอยๆขึ้นว่า ไม่ต้องย่องขนาดนั้น ตนมาทำงานไม่เคยหลับสนิท พอเห็นการแต่งตัวของมีคณาก็ถามว่าจะนอนชุดนี้หรือ มีคณาตอบว่าตนมาทำงานต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา

“เป็นงานเหมือนกันนี่” ว่าแล้วหมวดดาวก็สลัดผ้าห่มลงจากเตียงในชุดรัดกุมเช่นกัน เธอออกไปสมทบกับพวกหิรัณย์อีกห้อง มีคณากระชับแว่นยิ้มๆก่อนจะหันมาพนมมือสวดมนต์

หมวดดาวมาถามความคืบหน้าสุภาพบุรุษ ทั้งหิรัณย์และจ่าโจตอบขำๆ ตอนแรกนึกว่ามีความคืบหน้าที่ไหนได้ เป็นเสียงกรนของสุภาพบุรุษ จ่าโจให้หิรัณย์ไปพักก่อน อีกไม่กี่ชั่วโมงจะมีจ่าชาญมาผลัดเวรกับตน หิรัณย์จึงเดินมาเมียงมองมีคณา เห็นเธอนอนหลับตาพริ้มก็เบาใจหมวดดาวมองนิ่งๆอย่างเดาความรู้สึกไม่ออก

รุ่งเช้า มีคณาอาบน้ำแต่งตัวออกอีกห้อง เห็นจ่าชาญมาทำงานแทนจ่าโจอยู่กับหิรัณย์ จ่าชาญรายงานว่า สุภาพบุรุษอาบน้ำเสร็จแล้ว หิรัณย์จึงบอกมีคณา

“งั้นเราลงไปทานอาหารเช้ากันเถอะ เตรียมทุกอย่าง ให้ครบ พร้อมออกเดินทางทันที”

“ค่ะสารวัตร” มีคณารับคำ หิรัณย์ท้วงต้องเรียกพี่รัณ มีคณาเหยียดปากใส่ก่อนจะเดินหนี

ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องอาหารของโรงแรม เห็นหมวดดาวนั่งทานอาหารอยู่มุมหนึ่ง หิรัณย์ทำทีไม่รู้จักกัน มีคณาชวนคุยเสร็จงานขอสัมภาษณ์จ่าโจกับจ่าชาญ หิรัณย์ไม่อยากเปิดตัวลูกน้องเท่าไหร่เพราะไม่สะดวกในการปลอมตัวงานต่อไป หญิงสาวรับรองลงแค่บทความไม่ลงรูป หิรัณย์เห็นสุภาพบุรุษเดินมารีบสะกิดบอก ทำทีหวานใส่ มีคณาแปลกใจที่ทำไมสุภาพบุรุษถึงไม่สั่งอาหารขึ้นไปทาน หิรัณย์บอกว่าเขาฉลาดพอที่จะทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดา

ooooooo

ด้านสันติ ผ่านไปหนึ่งวันก็เริ่มออกลาย เมื่อครูทั้งสองจะออกไปธุระนอกบ้านสั่งข้าวเม่าดูแลน้องดีๆ และให้เงินไว้ซื้ออาหารกลางวันจำนวนหนึ่ง สันติเมียงมอง แล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ เด็กทั้งสามสวัสดีพ่อกับแม่ เหลือสันติเงยหน้ามาเห็นครูทั้งสองยืนมอง ก็ยิ้มแหยๆยกมือไหว้

พอครูไปแล้ว สันติก็ชวนข้าวตอกเอาข้าวไปกินบนห้องนอนเพื่อเล่นเกมไปด้วย ข้าวเม่าต้องกำชับ อย่า ให้หก มดจะขึ้น...

ส่วนมีคณาเห็นหิรัณย์ทานอาหารสบายใจ ทั้งที่สุภาพบุรุษลุกออกไปแล้ว เตือนเกรงจะคลาดกัน เขากลับบอกว่ายังไม่ถึงคิว มีคณามองไปจึงรู้ว่าหมวดดาวลุกตามไปก่อนแล้ว จากนั้นสุภาพบุรุษมาคุยกับพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ เพื่อติดต่อรถนำเที่ยว หิรัณย์บอกมีคณาว่า

“ทีมเรารู้โปรแกรมหมดแล้วว่าวันนี้เขาจะไปเที่ยวไหน ยังไม่มีการนัดหมาย ผมว่าวันนี้คงไม่เคลื่อนไหวอะไร แค่ออกมาแสดงละครว่าเป็นนักท่องเที่ยวให้สมจริงก็เท่านั้น เราแค่ตามดูอยู่ห่างๆไม่น่าจะมีอะไร...เราขึ้นไปทำธุระส่วนตัวข้างบนซัก 15 นาทีค่อยตามไป”

มีคณาแอบบ่นช่างใจเย็นเสียจริงๆ...ทันทีที่สุภาพบุรุษขึ้นรถออกไป ก็มีรถรับจ้างที่หมวดดาวนั่งสะกดรอยตาม เธอตามดูเห็นสุภาพบุรุษเอาแต่จับจ่ายซื้อของ และถ่ายรูปร้านค้าจนกระทั่งเที่ยง จึงเข้าไปในร้านอาหาร หมวดดาวโทร.ส่งข่าวหิรัณย์

“สุภาพบุรุษช็อปปิ้งตั้งแต่เช้า ถ่ายรูปไปทั่ว ทำตัวเหมือนนักท่องเที่ยวมาก มันระวังตัวเต็มที่ นี่คงหิว เข้าไปทานอาหารแล้ว”

หิรัณย์อยู่กับมีคณาบนรถรับจ้างของคำปัน เขารับเรื่องจากหมวดดาวแล้วบอกให้เธอไปพักได้ มีคณาสีหน้าตื่นเต้นจะร่วมทำงานจริงๆจังๆ...สุภาพบุรุษมาเดินชมสวนดอกกล้วยไม้ถ่ายรูปเล่นเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป หิรัณย์ส่งข่าวทีมงาน

“ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ทีมเสริมเข้ามาในสวนแล้วใช่ไหม”

มีคณาเห็นสุภาพบุรุษคุยกับชายฝรั่งอีกคน รีบสะกิดบอก หิรัณย์วางสายปรายตามอง มีคณาถามรู้จักบ้างไหม เขารู้สึกคุ้นหน้า แต่ไม่แน่ใจว่าใช่ไกด์ที่เคยหากินแถวพัทยาหรือไม่รับจ้างหาของให้ทุกอย่าง หิรัณย์ขอยืมกล้องถ่ายรูปของมีคณา จะทำทีเป็นถ่ายรูปเล่น มีคณารู้แกวแสดงละครร่วม

“พี่รัณคะ ถ่ายมุมนี้ดีกว่าค่ะ” มีคณาขยับไปยืนให้สุภาพบุรุษกับชายฝรั่งเป็นแบล็คกราวด์

หิรัณย์รัวชัตเตอร์รวมทั้งเอามือถือตัวเองถ่ายร่วมด้วย มีคณาเอาจริงเอาจังถึงขนาดขยับไปใกล้สุภาพบุรุษมากเกินไป สองคนหันมามอง แทนที่เธอ จะตกใจกลับบ่นว่า

“เสียดายไม่มีภาพคู่เลย พี่รัณขอใครช่วยถ่ายให้หน่อยสิคะ”

ฝรั่งที่มาคุยด้วยชื่อนอร์เบิร์ตเสนอตัวถ่ายให้ มีคณาทำทีตกใจที่เขาพูดไทยได้ นอร์เบิร์ตบอกว่าตนทำงานอยู่เมืองไทยมาหลายปีแล้ว หิรัณย์รีบขอบคุณ ตั้งท่าถ่ายภาพกับมีคณาอย่างคู่รักหวานแหวว จนมีคณาต้องขยับแว่นเขินๆ สุภาพบุรุษเข้ามาถามว่าทั้งสองมาฮันนีมูนหรือ หิรัณย์ยิ้มรับ มีคณามองหน้าสุภาพบุรุษแล้วโพล่งขึ้น

“ฉันคุ้นหน้าคุณจังเลย อ๋อ นึกออกแล้ว เรามาไฟท์เดียวกันใช่ไหมคะ”

“ครับ เราพักโรงแรมเดียวกันด้วย ผมเห็นคุณที่ห้องอาหารตอนเช้า” สุภาพบุรุษรับคำ

“อ๋อเหรอคะ ฉันไม่ทันได้สังเกต”

“มาฮันนีมูนก็ยังงี้ล่ะครับ ไม่มีเวลาไปมองใครอยู่แล้ว” หิรัณย์สบตามีคณาหวานซึ้ง

มีคณาเขิน หิรัณย์ตัดบทชวนไปถ่ายรูปตรงอื่นบ้าง มีคณายิ้มแย้มโบกมือลาสุภาพบุรุษ หิรัณย์รวบมือเธอจูงเดินออกไป แล้วกระซิบถามว่าสองฝรั่งยังมองอยู่หรือเปล่า หญิงสาวตอบว่ายังมองอยู่ ไม่รู้ว่าจะสงสัยไหม

“ผมคิดว่าไม่นะ คุณเรียกผมว่าพี่รัณซะหวานขนาดนั้น...ถ่ายรูปอีกใบเราต้องกลับแล้วล่ะเดี๋ยวให้คนอื่นตามต่อ”

“แล้วเราสองคนจะไปไหนต่อคะ”





“กลับโรงแรมครับ ถ้าวันนี้เขาเจอเราอีกครั้งเดียวทุกอย่างจบแน่” หิรัณย์โทร.สั่งเปลี่ยนเวรแล้วโอบเอว

มีคณาเดิน เธอหยิกเอวเขาให้ปล่อยเพราะไม่มีใครมองแล้ว

ส่วนสุภาพบุรุษที่คุยกับนอร์เบิร์ตก็มีตำรวจนอกเครื่องแบบรับหน้าที่ตามต่อ

ooooooo

หลังอาหารกลางวัน ข้าวเม่าให้ข้าวตอกเป็นคนล้างจาน แต่สันติชวนข้าวตอกไปเล่น จะให้ดอกไม้เป็นคนล้าง ดอกไม้ไม่ยอมเพราะหน้าที่ตนล้างมื้อเย็น มื้อเช้าเป็นหน้าที่ข้าวเม่าข้าวตอกรู้หน้าที่ตัวเองดีบอกสันติว่าไปช่วยกันล้างเดี๋ยวเดียว แต่สันติกลับโวย

“ไม่ล้าง ทำไมต้องมาบังคับกันด้วย ผู้ชายไม่ทำงานอะไรแบบนี้หรอก ให้ดอกไม้ทำสิ”

“บ้านนี้มีกฎระเบียบ จะอยู่ด้วยกันต้องเคารพกฎ ต้องช่วยเหลือกัน” ข้าวเม่าสอน

สันติเริ่มพูดจาหยาบคาย ผลักดอกไม้ให้ไปล้างจานหน้าคะมำ ข้าวตอกไม่พอใจที่มาทำน้องสาว ต่อว่า สันติแต่สันติกลับกราดเกรี้ยวใส่

“ก็ให้มันล้างจานสิ จะปล่อยให้มันมานั่งๆ นอนๆ สบายทำไม ไม่ใช่อีตัวดาวเด่นซะหน่อยจะได้นอนกระดิกตีนสบายๆ”

สามพี่น้องตกตะลึงกับคำพูดหยาบคายของสันติ แถมยังย้ำว่าผู้หญิงทุกคนเป็นอีตัวทั้งนั้น โตขึ้นก็ต้องขายตัว สันติพูดไม่ทันจบ ข้าวตอกชกหน้าสันติทันที ข้าวเม่าช่วยน้องรุมดอกไม้ตกใจร้องกรี๊ดๆลั่นบ้าน ครูอรุณกับครูวีณากลับมาพอดี รีบสั่งให้หยุด

ครูอรุณซักถามเรื่องราวแล้วลงโทษ ให้ข้าวเม่านั่งสมาธิในห้องพระ 5 ชั่วโมง ฐานเป็นพี่ไม่ห้ามปรามกลับร่วมมือด้วย ให้ข้าวตอกนั่งสมาธิ 3 ชั่วโมง ฐานลงมือชกต่อยก่อน แทนที่จะคุยด้วยเหตุผล ข้าวตอกไม่พอใจ โต้ว่าตนปกป้องน้อง ครูวีณาสอนอย่างอ่อนโยน

“แม่ดีใจที่ลูกรักและพยายามปกป้องน้อง แต่วิธีการของลูกมันไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอย่าเถียงคุณพ่อ นั่งสมาธิทบทวนความผิดของตัวเองไป”

ครูอรุณหันมาบอกสันติให้นั่งสมาธิ 2 ชั่วโมง เพื่อทบทวนความผิดที่พูดจาไม่สุภาพ ดูถูกผู้หญิง ไม่ทำงานตามหน้าที่รับผิดชอบ สันติเถียงว่าตนไม่ใช่ลูก ไม่มีสิทธิ์มาขังตน

“ครูไม่ได้ขัง ครูให้เรานั่งสมาธิ คิดทบทวนกับสิ่งที่ทำลงไป ให้รู้ว่าตัวผิดแล้วจะไม่ทำซ้ำอีก ถ้าใครลุกออกจากห้องพระ จะอดข้าวมื้อเย็น”

ข้าวเม่าและข้าวตอกนั่งหลับตา แต่สันติกลับสายตาขุ่นมัว ขบกรามแน่นไม่สำนึก...ตกดึก ข้าวตอก ก็ไม่ยอมนอนร่วมห้องกับสันติ เขาหอบหมอนไปปูนอนหน้าเตียงห้องพ่อแม่ แถมขู่สันติไว้ว่านอนคนเดียวระวังผีหลอก สันติชักใจคอไม่ดี...และคืนนั้นข้าวตอกก็ได้ยินพ่อกับแม่คุยกันถึงเรื่องของสันติ แม่ไม่อยากเชื่อว่าหลานมีคณาจะปากร้ายและมีความคิดผิดๆแบบนี้ ครูอรุณชี้แจงว่ามันเป็นความผิดของผู้ใหญ่ที่ปลูกฝังลูกหลานมาแบบนั้น มีคณาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังก่อนหน้านี้แล้ว ว่าผู้หญิงในหมู่บ้านที่สันติอยู่ จะต้องขายตัวหา เงินมาเลี้ยงครอบครัว รวมทั้งแม่ของสันติด้วย ข้าวตอกยิ้มกริ่มเมื่อรู้กำพืดของสันติ

ooooooo

หิรัณย์ส่งภาพจากมือถือไปให้หมวดดาวค้น ข้อมูลว่านอร์เบิร์ตเป็นใคร...พอกลับมาถึงห้องพัก มีคณาก็ถอดเมมโมรีการ์ดจากกล้องให้จ่าโจเปิดดูภาพเพิ่มเติม หมวดดาวออกมาจากอีกห้อง พร้อมรายงานว่านอร์เบิร์ต ซิม์ป เป็นคนจัดหาของให้สุภาพบุรุษอย่างที่หิรัณย์สงสัยจริงๆ

จ่าชาญโพล่งขึ้นว่า รูปที่ให้เปิดดูก็ไม่ต้องใช้แล้ว ทุกคนหันไปมอง เป็นภาพสวีทหวานของหิรัณย์กับมีคณาที่นอร์เบิร์ตถ่ายให้ รวมกับภาพอื่นๆที่มีสุภาพบุรุษเป็นแบ็กกราวน์ หมวดดาวแกล้งชมว่าภาพสวย มีคณาเขินเดินหนีเข้าห้อง หิรัณย์รีบดึงเมมโมรีการ์ดคืนมาอย่างอายๆ

เวลาผ่านไป มีคณานั่งดูข่าวอย่างกระวนกระวาย รอการเคลื่อนไหวของสุภาพบุรุษ หมวดดาวบอกหิรัณย์ให้ชวนคู่ฮันนีมูนลงไปทานข้าว มีคณารู้สึกเขินหนักเข้าไปอีก

“คืนนี้ห้องเรือนตาวัน จัดขันโตก ที่นี่เขามีชื่อนะ มีการแสดงรำๆฟ้อนๆด้วย บางทีสุภาพบุรุษกลับมาเร็ว อาจจะแวะไปทานอาหารที่นี่” หมวดดาวแจกแจง

มีคณาข้องใจทำไมคิดว่าเขาจะแวะร้านนี้ หมวด ดาวรู้มาว่าสุภาพบุรุษสนใจนางรำอยู่คนหนึ่ง หิรัณย์แซว ช่างรู้ลึกจริงๆ หมวดดาวยิ้มรับ

“แน่นอนค่ะ ถ้าเจอสุภาพบุรุษจริงๆ ช่วยแสดงให้สวีทสมกับเป็นคู่ฮันนีมูนด้วยนะคะอย่าไปทำอะไรให้มันสงสัยได้ล่ะ” หมวดดาวทำหน้านิ่งเชิดเดินไปอีกห้อง

หิรัณย์ตั้งวงแขนให้มีคณาควงพร้อมกับบอกว่าตนหิวแล้ว หญิงสาวถลึงตาใส่อายๆ...ระหว่างนั่งอยู่ในห้องอาหาร หิรัณย์คุยเรื่องครอบครัวให้มีคณาฟังว่าพ่อกับแม่ไม่ได้สนับสนุนให้เป็นตำรวจ อยากให้ทำธุรกิจอย่างพี่ชายหรือเป็นวิศวกรอย่างพ่อมากกว่า แต่ก็ไม่บังคับอะไรมีคณาดักคอ ที่เล่ามานี่เพราะอยากให้ตนเปิดเผยเรื่องส่วนตัวบ้างใช่ไหม ชายหนุ่มชะงักที่รู้ทัน

“ฉันไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง แล้วคุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้ด้วย เพราะจบงานทำข่าวสกู๊ปนี้ ฉันก็คงกลับไปทำข่าวตามแนวถนัดเหมือนเดิม”

หิรัณย์ยิ้มแหยๆ พลันมือถือเขาดังขึ้น เขากดรับสายสีหน้าเครียดลงหันมาบอกเธอว่า ได้เวลาทำงานแล้ว

หน้า​ผับ​เล็กๆแห่ง​หนึ่ง หมวด​ดาว​และ​พวก​​กระจาย​กำลัง​กัน​ดัก​ซุ่ม​อยู่ หิรัณย์​พา​มี​คณา​หลบ​มา​อีก​มุม เสียง​เพลง​สนุกสนาน​ดัง​ออก​มา​ต่อ​เนื่อง มีรถจอด​หลาย​คัน​ที่​หน้า​ผับ​ แต่​ไม่​มี​คน มี​รถ​กระบะ​คันหนึ่ง​ขับ​เข้า​มา​หา​ที่จอด​โดย​ปิด​ไฟ​หน้า​รถ ทุก​คน​เตรียมพร้อม มี​คณา​อด​รู้สึก​ตื่นเต้น​ไม่ได้ ไม่​กี่​อึดใจ สุภาพบุรุษ​เดิน​ออก​มา​จาก​ผับ เข้าไป​คุย​กับ​คน​ขับ​รถ ไม่​นาน​ผู้ชาย​ใน​รถ​สามคน​ก็​ลง​มา ต่าง​ถือ​กระเป๋า​ใบ​ย่อม​คน​ละ​ใบ ทั้ง​สาม​เดิน​ตาม​สุภาพบุรุษ​จะ​เข้า​ผับ หิรัณย์​กระซิบ​บอก​มี​คณา​ว่า พวก​มัน​คง​เอา​ของ​ไป​สับ​กัน​หลัง​ร้าน พอตอนนั้น​เรา​จะ​เข้า​จับกุม มี​คณา​เตรียม​กล้อง​ใน​มือ​พร้อม ทันใด เสียง​มือถือ​ของ​สุภาพบุรุษ​ดัง​ขึ้น เสียง​เหมือน​สัญญาณ​เตือน​ภัย

สุภาพบุรุษ​ตกใจ​ร้อง​บอก​พวก​ให้​หนี เสียง​หมวด​ดาว​สั่ง​ลุย​ทันที ตำรวจ​กรู​ออ​ก​จาก​ที่​ซ่อน​ไล่​จับ​คนร้าย มีคณา​เก็บภาพ​เหตุการณ์​เอา​ไว้ เหลือบ​เห็น​นอ​ร์เ​บิ​ร์​ต

อ​ยู่​บน​ดาดฟ้า​ของ​ผับ ​หิรัณย์​ดึง​เธอ​หลบ​กระสุน​คนร้าย​ที่​ยิง​มา​ได้​ทัน มี​คณา​ตกใจ​เอา​มือ​อุด​หู​หน้าเสีย หิรัณย์​สั่ง​ให้​เธอ​หลบ​อยู่​ตรง​นี้​ห้าม​ออก​ไป ตัว​เขา​วิ่ง​ไล่​ยิง​คนร้าย​อย่าง​ดุเดือด

คน​ที่มา​เที่ยว​วิ่ง​หนี​กัน​จ้าละหวั่น มี​คณา​เห็น​นอ​ร์เ​บิ​ร์ต​วิ่ง​ปะปน​ออก​มา​ด้วย จึง​เก็บ​ภาพ​ไว้​ทุก​ช็อต จน​ขึ้น​รถ​ขับ​ออก​ไป...เสียง​ปืน​ยิง​กัน​ลั่น​สนั่น​ทุ่ง ตำรวจ​บาง​นาย​โดน​ยิง สิ้น​เสียง​ปืน ทุก​อย่าง​สงบ​ลง สุภาพบุรุษ​ถูก​รวบ​ตัว​ไว้​ได้ มี​คณา​พยายาม​ถ่าย​ภาพ​ไว้​ทุก​ขั้นตอน

“ก่อน​จะ​เอา​รูป​อะไร​ไป​ลง ขอ​ทาง​เรา​เช็กก่อนนะ” หมวด​ดาว​บอก​แก่​มี​คณา

“ฉัน​ทราบ​ค่ะ ทีม​งาน​ของ​หมวด​ต้อง​ปิดบัง​หน้าตา​ไว้​เป็น​ความ​ลับ”

หมวด​ดาว​เชิด​ทำนอง​รู้​ก็ดี หิรัณย์​ประคอง​ตำรวจ​ที่​บาดเจ็บ​เข้า​มา บอก​หนี​รอด​ไป​หนึ่ง หมวด​ดาว​คาดเดา “สงสัย​มัน​จะ​วาง​สาย​ไว้​ใน​ร้าน ถึง​ได้​รู้ตัว เดี๋ยว​ต้อง​สอบ​ปาก​คำ​เจ้าของ​ร้าน”

มี​คณา​รีบ​บอก​ว่า​ตน​เห็น​เด็ก​ใหม่สมญา​นาม​ของ​นอ​ร์เ​บิ​ร์ต เป็น​คน​ส่ง​สัญญาณ​เห็น​เขา​อยู่​บน​ดาดฟ้า แล้ว​หนี​ปะปน​ไป​กับ​นัก​ท่องเที่ยว หมวด​ดาว​ตำหนิ

“แล้ว​ทำไม​ไม่​รีบ​บอก จะ​ได้​จับ​ให้​ได้​คา​หนัง​คา​เขา หลุด​ไป​ได้​อย่าง​นี้​เดี๋ยว​มัน​ก็​ต้อง​อ้าง​ได้ว่า​จำ​คนผิด ที่​มืด แสง​ไม่​สว่าง​พอ สารพัด​จะ​อ้าง”

“อ้าง​ยาก​ค่ะ เพราะ​ฉัน​ไม่​ใช่​แค่​เห็น แต่​ถ่าย​ภาพ​เอา​ไว้​ได้​ด้วย ฉัน​ถ่าย​ไว้​ตั้งแต่​ออก​จาก​ผับ​จน​ขึ้น​รถ​ขับ​ออก​ไป​เลย ถ้า​ปฏิเสธ​ว่า​ไม่ได้​อยู่​ใน​เหตุการณ์​คง​ยากค่ะ” มี​คณา​ส่ง​กล้อง​ให้​ดู

หมวด​ดาว​ยิ้ม​ออก​มา​ได้ รับ​กล้อง​มา​เช็กภาพ มี​คณา​ยินดี​ที่​หมวด​ดาว​พอใจ หิรัณย์​ยิ้ม​อย่าง​ชื่นชม...ระหว่าง​นั่ง​รถ​กลับ หิรัณย์​ถาม​มี​คณา​ว่า​กลัว​ไหม เธอ​ยอม​รับ

“ตอน​ได้ยิน​เสียง​ปืนครั้ง​แรก​ก็​กลัว​แหละ​ค่ะ แต่​พอ​นึก​ได้​ว่า​นี่​คือ​งาน ทุก​วินาที​มี​ค่า​จะ​ปล่อย​ผ่าน​ไป​ไม่ได้ ก็​เลย​ลืม​ความ​กลัว มา​ตอน​นั่ง​รถ​นี่แหละ​ค่ะ​ชัก​สั่น เพิ่ง​นึก​ได้​ว่า​ผ่าน​อะไร​มา”

“ผม​ไม่​เห็น​คุณ​สั่น คุณ​รับมือ​กับ​ทุก​อย่าง​ได้ดีออก”

“ก็​ฉัน​ไม่​อยาก​สั่น​ให้​คุณ​กับ​หมวด​ดาว​เห็น​นี่​ค่ะ เสีย​ฟอร์มหมด”




หิรัณย์​ว่า​หมวด​ดาว​ออก​จะ​นับถือ มี​กี่​คน​ที่​จะ​วิ่ง​อยู่​ใน​ดง​กระสุน​แล้ว​ยังถ่ายรูป​ไว้​เป็น​หลักฐาน​ให้​ตำรวจ​ได้ มี​คณา​เอง​ก็​นับถือ​หมวด​ดาว แต่​แรก​ตนนึกว่าเธอ​จะ​ทำ​งาน​เอกสาร ตาม​สืบ​อะไร​นิดๆหน่อยๆ ไม่​คิด​ว่า​จะ​ลุย​จับ​คนร้าย​เหมือน​ตำรวจ​ชาย​อย่าง​ไม่​กลัว​ตาย เป็น​ตำรวจ​หญิง​ที่​น่า​ทึ่ง​มาก จ่า​โจ​แย็บ​ไม่​ทึ่ง​ตำรวจ​ชาย​บ้าง​หรือ หิรัณย์​อม​ยิ้ม​รอ​ฟัง​คำ​ตอบ

“งาน​วัน​นี้​เปลี่ยน​ความรู้สึก​ของ​ฉัน​ที่​มี​กับ​ตำรวจ​ไป​เยอะ​เลย​ค่ะ”

“ตอบ​ไม่​ตรง​คำ​ถาม ว่า​ไหม​จ่า​โจ” หิรัณย์​กระเซ้า จ่า​โจ​เห็น​ด้วย

พลันตำรวจ​ที่​ขับ​รถ​โพล่ง​ขึ้น​ว่า ถึงที่​พัก​เด็ก​ใหม่​แล้ว ทั้ง​หิรัณย์​และ​จ่า​โจ​เปลี่ยน​ท่าที​ฉับพลัน กระชับ​ปืน​ขึงขัง​พร้อม​ลุย ทำเอา​มี​คณา​งง​ปรับ​ตัว​แทบ​ไม่ทัน

สถาน​ที่​เป็น​โรงแรม​ระดับ​สาม​ดาว หิรัณย์​เข้า​มา​ติดต่อ​ที่​เคาน์เตอร์ ก่อน​จะ​สั่ง​กระจาย​กำลัง ให้​มี​คณา​ไป​กับ​ตน ขึ้นทางบันไดหนี​ไฟ มี​คณา​อึ้ง​วิ่ง​ตาม​ไม่​ลดละ ทุก​คน​มา​บรรจบ​กัน​ที่​หน้า​ห้อง 407 พนักงาน​ช่วย​เคาะ​ประตู​เรียก แต่​ไม่​มีเสียง​ตอบ จึง​ไข​ประตู​เข้าไป พบว่า​เด็ก​ใหม่​หนี​ไป​แล้ว หมวด​ดาว​เจ็บใจ ช่าง​นกรู้​เสียจริง หิรัณย์​สั่ง​กระจาย​กัน​ค้น ไม่ทัน​ที่​มี​คณา​จะ​ตาม​พนักงาน​ถาม​ว่า​ตน​จะ​ทำ​อย่างไร​กับ​ค่า​ใช้​จ่าย​ห้อง​นี้ มีคณา​แอบ​ยิ้มแหยๆบอก​ว่า ตำรวจ​คง​ต้อง​เก็บ​ของ​ใน​ห้อง​ไว้​เป็น​หลักฐาน พนักงาน​หน้าเสีย มี​คณา​ถาม​ว่า​ตน​จะ​ไป​ได้​หรือ​ยัง​ต้อง​รีบ​ไป​ทำ​ข่าว

“อ้าว ​นี่​คุณ​ไม่​ใช่​ตำรวจ​หรอกเหรอ​ครับ”

“ไม่​ใช่​ค่ะ ต้อง​คุณ​ผู้หญิง​สวยๆคน​เมื่อกี้”

“ผม​ก็​ว่า​แล้ว คุณ​ไม่ค่อย​มี​รัศมี​ตำรวจ​เลย”

“ขอบคุณ​ค่ะ...” มี​คณา​ยิ้มแหยๆ ก่อน​จะ​วิ่ง​ตาม​หิรัณย์​ไป

แล้ว​ก็​ไม่ทัน​จน​ได้ มี​คณา​ยืน​ลังเล​จะ​ไป​ทาง​ไหนดี ตัดสินใจ​จะ​ลงทาง​บันได​หนี​ไฟ​อย่าง​เดิม เห็น​พนักงาน​ทำ​ความ​สะอาด​ผลุบ​เข้า​ประตู​ที่​เขียน​ว่า เฉพาะ​พนักงาน ก็​ฉุกคิด เปลี่ยนใจ​เข้าไป​สำรวจ เจอ​พนักงาน​คน​หนึ่ง เขา​บอก​ว่า เป็น​ทาง​ที่​พนักงาน​ใช้​เข้า​ออกโรง​แรม ไม่ร่วม​กับ​แขก​ที่มา​พัก มี​คณา​จึง​ขอ​ให้​พนักงาน​คน​นี้​ไป​บอก​หิรัณย์​กับ​พวก​ตำรวจ​ให้​มา​ที่​นี่​ด่วน

ภายใน​ห้อง​คล้าย​ห้อง​เก็บ​ของ​พวกผ้า​ต่างๆ มีลิฟต์​เล็กๆและ​บันได​ใช้​ขึ้น​ลง มี​คณา​ได้ยิน​เสียง​ประตู​ดัง​ข้าง​ล่าง ลืม​กลัว​รีบ​ลง​ไป พลัน เสียง​นอ​ร์เ​บิ​ร์ต​สั่ง​ให้​หยุด ยกมือ​ขึ้น มี​คณา​หัน​มอง​เห็น​เขา​ล้วง​มือ​ใน​กระเป๋า​แจ็กเกต ดู​ตุงๆ เหมือน​กำ​ปืน​อยู่ จึง​บอก​ว่า​ตน​ไม่​มี​อาวุธ ทำร้าย​เขา​ไม่ได้​และ​ตำรวจ​ก็​ล้อม​โรงแรม​นี้​หมด​แล้ว ท่าทาง​นอ​ร์เ​บิ​ร์ต​หวาด​กลัว​บอก​ว่า​ตน​ไม่ได้​ทำ​อะไร​ผิด มี​คณา​จึง​สวน​ว่า​ถ้า​ไม่​ผิด​ก็​ไม่​ต้อง​หนี คุย​กัน​ดีๆ

“ผม​ไม่​โง่ ผม​อยู่​เมือง​ไทย​มา​หลาย​ปี ถ้า​ผม​ยอมให้​จับ ผม​จะ​โดน​ยัด​ข้อหา”

“คุณ​เข้าใจ​ผิด แล้ว​ฉัน​ก็​ไม่​ใช่​ตำรวจ ฉัน​เป็น​นักข่าว”

นอ​ร์เ​บิ​ร์ต​จำ​เธอ​ได้​จึง​ให้​เอา​กล้อง​มา​เช็ก​ดู​ว่า​มี​รูป​ตน​หรือ​เปล่า มี​คณา​สังเกต​เห็น​ปืน​ใน​เสื้อ​มัน​โย้เย้​ไม่​น่า​ใช่​ปืน​จริง จึง​อาศัย​วิชาการ​ต่อสู้ จัดการ​ล็อก​แขนเขา กระแทก​เข่า​ใส่​เป้า​จน​จุก​ลง​ไป​กอง เสียง​คน​วิ่ง​ลง​บันได​โครมคราม หิรัณย์​ห่วงใย​เธอ​สุดๆ แต่​พอ​เห็น​สภาพ​นอ​ร์เบิร์ต

“ท่าทาง​จะ​เจอ​ชุด​ใหญ่ ฝีมือ​คุณ​ไม่​เลว​นะ เตะ​ผ่าหมาก​ตรง​เป๊ะ ​เห็น​สภาพ​แล้ว​ผม​จุก​แทน”

มี​คณา​ยิ้ม​เขินๆ “จริงๆ ใช้​หัว​เข่า​กระแทก​ค่ะ ฉันยก​เท้า​ไม่ค่อย​สูง ครู​ที่​สอน​เลย​แนะ​ให้​ใช้​หัว​เข่า​อัด​เข้าไปแรงๆ”

หมวด​ดาว​ทึ่ง​เมื่อ​รู้​ว่า​มี​คณา​เรียน​ศิลปะ​ป้องกันตัว​ด้วย อด​แซว​ไม่ได้​ว่า ดี​ที่​ไม่​ใช้​ท่า​นี้​กับ​หิรัณย์​คราว​นั้น หญิง​สาว​ตอบ​ว่า ตอน​นั้น​ไม่​มี​จังหวะ หมวด​ดาว​แนะนำ​ให้​เรียน​ยูโด​ด้วย หิรัณย์​กระแอม​ขัด ส่ง​ผู้​ต้อง​สงสัย​ไป​โรงพัก​ก่อน​ดี​ไหม สอง​สาว​ค้อน หมวด​ดาว​พูด​กับ​มี​คณา​จริงจัง

“งาน​คราว​นี้​ของ​เรา คุณ​มี​ส่วน​ใน​ความ​สำเร็จ​มากนะ ขอบคุณ​ที่​ทุ่มเท​เต็มที่​กับ​พวก​เรา”

มี​คณา​ปลื้ม​ใจ หิรัณย์​เข้า​มา​ย้ำ​ว่า​หมวด​ดาว​ยอม​รับ​ใน​ความ​สามารถ​ของ​เธอแล้ว

ooooooo

รุ่ง​ขึ้น หมวด​ดาว​บอก​มี​คณา​และ​หิรัณย์​ว่า มีปัญหา​เรื่อง​ตั๋ว​เครื่องบิน ขอ​ให้​ทั้ง​สอง​รอก​ลับ​เที่ยวค่ำ มีคณา​เลี่ยง​ไป​โทรศัพท์ หิรัณย์​ยิ้ม​อย่าง​รู้ทัน ขอบคุณ​หมวด​ดาว​ที่​เปิด​โอกาส​ให้​ตน​ได้​ใกล้​ชิด​กับ​มี​คณา​ยาว​ขึ้น

ระหว่าง​รอ​อยู่​ใน​ห้อง​พัก มี​คณา​นั่ง​พิมพ์​งาน​ค่าเวลา หิรัณย์​แอบ​ชำเลือง​มอง​เพราะ​ชวน​ไป​เที่ยว​เธอ​ก็​บ่ายเบี่ยง เขา​นอนเล่น​มอง​ผ่าน​ประตู​ห้อง​ที่​พ่วง จน​เธอ​รู้สึก​เขิน​ขยับหนี กระทั่ง​เขา​ผล็อย​หลับ​ไป สะดุ้ง​ตื่น​มา​ตอน​บ่าย ไม่​เห็น​มี​คณา​ใน​ห้อง มี​อาหารวาง​อยู่​บน​โต๊ะ พร้อม​โน้ต​แปะ​ไว้​ว่า เห็น​คุย​ว่า​ทาน​ง่าย​จึง​สั่ง​กะ​เพ​รา​ไข่​ดาว​ไว้​ให้ ทำงาน​เสร็จ​แล้ว​เห็น​หลับ​อยู่​ไม่​กล้า​ปลุก ตอน​เย็น​เจอ​กัน...หิรัณย์​ลง​มา​เดิน​งุ่นง่าน​รอ​ที่​ล็อบบี้ มี​คณา​กลับ​เข้า​มา​พร้อม​ของ​ฝาก​ทาง​บ้าน เขา​รีบ​ต่อว่า​ทำไม​มา​ช้า เธอ​แปลก​ใจ​ยัง​ทันเวลา​ขึ้น​เครื่อง​ตั้ง​นาน

“ผม​กะ​จะ​พา​คุณ​ไป​เลี้ยง​ข้าว​ขอบคุณ​ซะ​หน่อย”

“ไม่​จำเป็น​หรอก​ค่ะ”

“จำเป็น​สิ​ครับ ก็​ยัง​ทัน​นะ แต่​ต้อง​วิ่ง​ขึ้น​เครื่อง​นิดหน่อย ไป​ครับ” หิรัณย์​มอง​นาฬิกา

มี​คณา​ขอ​ไป​เอา​กระเป๋า​บน​ห้อง หิรัณย์​บอก​ว่า​ขน​ใส่​รถ​ไป​หมด​แล้ว เขา​ดึง​เธอ​ตัว​ปลิว​ไป ไม่​นาน​ก็​มา​ถึง​ร้าน​อาหาร​ริม​น้ำ บรรยากาศ​สวย​งาม​จน​มี​คณา​ตะลึง ถ่าย​ภาพ​และ​วีดิโอ​วิว​ทิวทัศน์ เธอ​แอบ​ถ่าย​หิรัณย์​ไว้​ด้วย​โดย​เขา​ไม่​รู้ตัว...ขณะ​ที่​รอ​อาหาร มี​คณาโทร.​หา​ครู​วีณา​ว่า​คง​ไป​รับ​สันติ​ค่ำ​หน่อย หิรัณย์​ได้ยิน ถาม​อย่าง​เกรงใจ​ว่า​น้อง​ชาย​หรือ มี​คณา​นิ่ง​เงียบ

“เอ่อ ไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไรนะครับ ขอโทษที”

มีคณาตัดสินใจเล่า ว่าสันติเป็นหลานที่เพิ่งรับมาอุปการะ สีหน้าเธอเครียด หิรัณย์ดักทางได้ถูก เอ่ยว่า เด็กสมัยนี้เข้าใจยาก ยิ่งเธอเป็นผู้หญิงจะเข้าใจเด็กผู้ชายลำบาก ถ้ามีอะไรให้ตนช่วยไม่ต้องเกรงใจ มีคณาสบตาเขาอึ้งๆ หิรัณย์รวบรัดบอกเธอว่า ถึงภารกิจร่วมกันจะจบ แต่ความเป็นเพื่อนของเราคงไม่จบไปพร้อมอาหารมื้อนี้ มีคณาทนสู้สายตาเขาไม่ไหว เมินไปมองแม่น้ำ หิรัณย์เห็นโต๊ะข้างๆหนุ่มสาวจับมือกันชมวิว เขาอยากทำบ้างแต่ต้องตัดใจเพราะรู้ว่าเร็วไปสำหรับผู้หญิงอย่างมีคณา จึงชวนเธอคุยชมวิว เท่านี้เขาก็อบอุ่นใจแล้ว

คืนนั้น หิรัณย์ได้โอกาสส่งมีคณาถึงบ้าน เขาบอกเธอว่ามีงานหน้าจะส่งข่าวให้เธอมาร่วมทีมอีก มีคณากลับเอามือถือออกมาถอดซิมออกแล้วส่งคืน

“ฉันยอมรับไว้เพราะเราต้องทำงานเป็นทีม แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว ขอบคุณมากนะคะ”

หิรัณย์กุมมือเธอที่ถือโทรศัพท์ กล่าวเศร้าๆ “เหลืออะไรไว้ให้นึกถึงผมบ้างเถอะนะครับ อย่าเพิ่งหักดิบกันเลยครับคุณมี่ ผมเป็นคนลืมอะไรยากซะด้วย”

มีคณาเขินดึงมือออก ยอมรับโทรศัพท์ไว้ เตือนเขาว่าแท็กซี่รอนาน หิรัณย์นึกได้ล่ำลากลับไป มีคณาไขประตูบ้านเอาของเข้าเก็บแล้วรีบตรงไปบ้านครูวีณา

ก่อนหน้านี้สันติหนีกลับมารอหน้าบ้านแต่เข้าบ้านไม่ได้ ครูอรุณตามมาเจอพากลับไป...พอมีคณามารับ ครูอรุณและครูวีณาเล่าเรื่องสันติให้ฟัง เธอหนักใจและเกรงใจอย่างมาก ยกมือไหว้ขอโทษครูทั้งสอง ครูเตือนว่าอย่าลงโทษสันติอีก เพราะถูกทำโทษไปแล้วเดี๋ยวจะต่อต้าน เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา เด็กถูกปลูกฝังผิดๆมาตลอดชีวิต ต้องใจเย็นค่อยๆสอนกันไป

กลับมาบ้าน สันติมีท่าทีไม่สำนึก บอกมีคณาจะด่าอะไรก็ด่ามาจะได้ขึ้นนอน เธอจึงสอน

“ไปว่าน้องดอกไม้เขาแรงขนาดนั้น เป็นความผิดมาก ป้าบอกเลยนะติ ที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านของติ เรื่องขาย

ลูกสาวกิน คนที่นี่ไม่ทำกัน มันบาป ผิดศีลธรรม ติโตขนาดนี้แล้ว ถ้ายังแยกไม่ออกอีกว่าอะไรควรไม่ควร วันนึงตัวตินั่นล่ะที่จะต้องเดือดร้อนที่สุด”

สันติเหยียดปากคิดแต่ว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด...เช้าขึ้น มีคณาในชุดทำงานกำลังตากผ้าที่ซักแล้ว บอกสันติซึ่งหน้าหงิกหน้างอที่ต้องซักผ้าเอง ให้ตากผ้าเองด้วย แถมกำชับ กลับจากโรงเรียนเก็บผ้าทั้งหมด พับแต่ของตัวเอง อันไหนรีดเองได้ก็รีดไป ของเธอใส่ตะกร้าไว้

“รู้จักช่วยงานแบ่งเบาภาระให้ป้าแบบนี้ก็ดีแล้ว ป้าจะได้ล้มเลิกความคิดที่จะเอาติไปฝากเลี้ยงไว้บ้านครูใหญ่เป็นการถาวรซะ” มีคณาแกล้งขู่ ทำให้สันติรีบทำงาน แต่ก็ก่นด่าเบาๆ

พอมาทำงาน มีคณาก็รู้ข่าวมัทนาถูกยิงหน้าสำนักพิมพ์ ตั้งใจจะไปเยี่ยมที่บ้านบ่ายนี้...ด้านสันติมีเรื่องชกต่อยที่โรงเรียน เนื่องจากโดนข้าวตอกกับเพื่อนล้อว่ามีแม่เป็นกะหรี่ ครูอรุณมาห้ามปราม สันติโดนสกรัมสะบักสะบอม

ooooooo
ตอนที่ 5

เมื่อมีคณาได้รับคำสั่งจาก บก.ให้ทำข่าวร่วมกับหน่วยงานของหิรัณย์อีก เธอกลับมานั่งมองดอกส้มในแจกันอย่างหวั่นไหวในใจ พลัน หิรัณย์โทรศัพท์เข้ามาพอดี เธอพลั้งปากว่ากำลังจะโทร.หา ชายหนุ่มลิงโลดที่ ใจตรงกัน มีคณารีบแก้ตัวว่า แค่อยากขอบคุณเรื่องดอกส้ม

หิรัณย์ถามสวนว่าชอบหรือเปล่า มีคณาตอบว่าชอบ และดอกส้มของเขาหอมจนสาวๆแถวนี้ติดใจกันทุกคน ชายหนุ่มโต้

“สาวอื่นผมไม่สน สนแต่สาวที่ผมกำลังคุยด้วยอยู่ตอนนี้ ถ้าคุณชอบ เรื่องหาดอกส้มแค่นี้ไม่ใช่เรื่องลำบากเลยครับ” เห็นมีคณานิ่งเงียบทำให้ใจเสีย “คุณมี่ ผมพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า หรือว่าผมพูดอะไรไปแล้วทำให้คุณมี่ไม่พอใจ”

มีคณาตอบเสียงราบเรียบว่าเปล่า พยายามจะเรียบ เรียงคำพูดที่รักษาน้ำใจเขา แต่หิรัณย์กลับสวนมาเสียก่อนว่า “งั้นก็อย่างเดียว ผมพูดไม่ผิดแต่คุณยังไม่พร้อมจะรับฟังตอนนี้ ไม่เป็นไรครับ วันนี้คุณยังไม่พร้อม วันข้างหน้าคุณอาจจะพร้อม ผมเป็นคนใจเย็นครับ ผมรอได้”

มีคณาค่อยยิ้มออก หิรัณย์เปลี่ยนเรื่องบอกว่าที่โทร.มาเพราะมีเรื่องรบกวน หญิงสาวเสียงสดใสขึ้นว่ายินดีช่วยทุกอย่าง ชายหนุ่มขอภาพถ่ายทั้งหมดของเธอ เพราะต้องอัดเป็นหลักฐานเอาผิดสุภาพบุรุษและเด็กใหม่ มีคณาพร้อมจะส่งทางอีเมล์ให้ หิรัณย์กล่าวขอบคุณ

“ขอบคุณเช่นกันค่ะ ทั้งเรื่องดอกไม้แล้วก็...เรื่องที่เข้าใจฉัน”

“ด้วยความยินดีครับผม” น้ำเสียงหิรัณย์สดใสอย่างมีความหวัง มีคณาเองก็ยิ้มๆมองดอกส้มบนโต๊ะด้วยความสบายใจขึ้น...

บ่ายวันนั้น มีคณาหิ้วกระเช้ามาเยี่ยมมัทนาที่บ้าน พบว่าเธอมีเขตต์ตวันอยู่เป็นเพื่อน จึงกระเซ้าว่าตนมาขัด จังหวะหรือเปล่า มัทนาเขินหยิกแขนเพื่อนรุ่นพี่ก่อนจะแนะนำ ให้รู้จักกับเขตต์ตวัน ชายหนุ่มยินดีอย่างมากที่ได้เจอทั้งสามทหารเสือสาวครบทุกคน เพราะสาระวารีก็เพิ่งกลับไป สักครู่...สองสาวคุยกันพักใหญ่ มีคณาก็ลากลับ มัทนาขอให้เขตต์ตวันไปส่ง แต่มีคณาขอแค่ส่งปากซอยก็พอ เขตต์ตวันกำชับมัทนาห้ามออกจากบ้านเด็ดขาดจนกว่าตนจะกลับมา มีคณาอมยิ้มพอใจที่ชายหนุ่มดูห่วงใยเพื่อนตนอย่างจริงใจ

ระหว่างนั่งมาในรถ เขตต์ตวันรู้ว่ามีคณาลอบมองตนบ่อยๆจึงถามว่ามีอะไรอยากจะถามไหม มีคณากระชับแว่นก่อนจะยิงคำถามว่าเขาชอบมัทนาจริงหรือ ชายหนุ่มผงะ

“ยิงหมัดเดียวเข้าเป้าเลยนะครับ”

“ที่จริงมันก็เรื่องส่วนตัวของคุณ ไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรค่ะ” มีคณารู้สึกเสียมารยาท

“ผมอยากตอบครับ...ตอนนี้คงไม่ใช่แค่ชอบแล้วล่ะครับ น่าจะเป็นรักและห่วงมากกว่า”

“ฉันดีใจนะคะที่ได้ยินแบบนี้” มีคณาเขินอายเสียเอง ขยับแว่นแก้เก้อ

เขตต์ตวันขอร้องอย่าเพิ่งบอกมัทนา ตนอยากเป็นคนบอกเอง มีคณาสัญญาจะเก็บเป็นความลับ แต่ขอร้องอย่าทำให้น้องสาวตนเสียใจ ตนกับสาระวารีจะคอยจับตาดูตลอด เขาน่าจะรู้ฤทธิ์นักข่าวดี พวกตนจะตามจิกไม่ปล่อย ชายหนุ่มรับปาก อดพึมพำกับตังเองไม่ได้ว่า

“เชื่อแล้วว่าก๊วนเดียวกัน แสบพอกันเลย”

ooooooo

เย็นวันเดียวกัน มีคณากลับถึงบ้าน เห็นผ้าตากอยู่เต็มราว ก็ไม่พอใจที่สันติไม่เก็บผ้าให้ตามสั่ง เข้ามาในบ้านไม่เจอตัว ขึ้นมาดูบนห้อง ต้องผงะถอยออก เพราะในห้องทั้งสกปรกและเหม็นเน่าจากอาหารที่เอาขึ้นมากินแล้วไม่เอาจานไปล้าง เสื้อผ้าก็ถอดวางเกลื่อน

พลันเสียงปิดประตูโครม มีคณารีบลงมาข้างล่าง เห็นสันติกำลังเปิดตู้เย็นดื่มน้ำ ที่แขนยังหนีบรถบังคับไว้ มีคณาเอ็ดเสียงเขียว แต่พอสันติหันหน้ามาเห็นตาบวมช้ำก็ตกใจ ซักถามไปมีเรื่องกับใคร สันติตอบอย่างท้าทาย

“กับคน หมามันทำยังงี้ไม่ได้หรอก”

มีคณาโกรธจนต้องกำมือ ตั้งสติ “ป้ารู้แล้วว่าชกกับคนแน่ๆ แต่ไปชกกับใครมา ไปหาเรื่องใครเขาอีก

อย่าบอกนะว่าไปมีเรื่องกับข้าวตอกอีกแล้ว”

สันติกราดเกรี้ยวพูดจาหยาบคาย หาว่าข้าวตอกมาหาเรื่องก่อน มีคณาปรามไม่ให้พูดคำหยาบ สันติยิ่งโกรธแค้นก่นด่าข้าวตอกที่ยุเพื่อนให้เกลียดตน มีคณาย้อนถามยุเรื่องอะไร

“มันว่าแม่ติเป็นกะหรี่”

มีคณาผงะเล็กน้อย ถือโอกาสสอน “ติไม่ชอบใช่ไหมที่ถูกเพื่อนว่าแบบนั้น เพราะฉะนั้นติก็ไม่ควรไปว่าคนอื่นเขาแบบนั้นเหมือนกัน”

“แล้วเรื่องที่มันรุมกันล้อติละ ป้าจะให้ติทำเฉยๆไม่ได้หรอกนะ”

“แล้วติลองเฉยรึยังล่ะ พวกเขาอยากล้อก็ปล่อยให้ล้อไป คนล้อจะสะใจเมื่อเราโกรธ ถ้าเราไม่โกรธเขา

ก็หมดสนุก เลิกล้อไปเองแหละ”

สันติก้าวร้าวมากขึ้น ก่นด่าข้าวตอกเป็นหมาไม่มีทางเลิกกัด มีคณาเสนอจะบอกครูให้กำหราบ เด็กชายโวยทำแบบนั้นจะโดนด่าว่าเป็นลูกแหง่หลบหลังกระโปรงผู้หญิง มีคณาอ่อนใจ

“ไอ้โน่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่ได้ แล้วติจะแก้ปัญหายังไง ชกต่อยกับทุกคนที่มาล้อติงั้นเหรอ อย่าลืมสิว่าที่ต้องมาเรียนที่กรุงเทพฯเพราะอะไร ติไปมีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียนเก่าจนอยู่ไม่ได้ไม่ใช่เหรอ แล้วนี่มีปัญหาจนต้องย้ายโรงเรียนอีกรึไง”

สันติเครียดกระแทกตัวนั่งบนโซฟา วางรถของเล่นที่โต๊ะ มีคณาตอกย้ำว่าไม่มีโรงเรียนไหนยอมรับเขาเข้าเรียนอีกแน่ เพราะเขามีประวัติเกเรชกต่อย เด็กชายตะคอกเสียงดัง แล้วจะให้ตนทนให้เขาล้อจนเรียนจบหรือ มีคณาเผลอหลุดความรู้สึกส่วนตัวออกมา

“ติก็ไม่เคยเดือดร้อนอยู่แล้วนี่ ว่าแม่ติทำงานอะไร ขอแค่มีเงินส่งมาให้พ่อติ ปู่ติ กินอยู่สบาย มีเงินใช้ มีบ้านหลังโตๆแข่งกับบ้านอื่น ติก็พอใจแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วติจะมาสนอะไรกับแค่คำล้อเลียนของเพื่อนๆ”

“ป้าสะใจมากใช่ไหมที่เห็นติถูกเพื่อนล้อ ถูกรุมชก... ป้าสะใจใช่ไหม” สันติลุกพรวดตาแข็งกร้าว มีคณาจ๋อยลงเสียงอ่อยว่าเปล่า สันติสวน “โกหก หลอกกูไม่ได้หรอกนังป้าตอแหล”

มีคณาเหลืออด สะบัดมือตบหน้าสันติฉาดใหญ่ พอเห็นหลานหน้าหงายน้ำตาไหล ก็ตกใจรีบขอโทษไม่ได้ตั้งใจ แต่สันติหันมาจ้องหน้าอย่างเคียดแค้น

“ปู่พูดไว้ไม่มีผิด ป้าอกตัญญู ไม่เคยสนใจใคร นอกจากตัวเอง” สันติเดินปึงปังขึ้นบันได

“ใช่ ป้ามันอกตัญญู แล้วเคยคิดไหมว่าถ้าไม่ได้อีคนอกตัญญูคนนี้ ปู่ติพ่อติจะเป็นยังไง ป้าทายได้เลย ถ้าไม่อยู่วัดก็คงอยู่ข้างถนน ขอทานเขากินไปวันๆ” มีคณาตามมาพูดใส่หน้า “ถามตัวเองดูนะติ ว่าไอ้เงินที่ติใช้จ่ายอยู่ทุกวัน ข้าวที่กินเข้าไปทุกคำ หลังคาคลุมหัวนอนแล้วก็ไอ้รถแข่งที่รักหนักหนา ใครเป็นคนหามาให้ ไม่ใช่ป้าอกตัญญูคนนี้หรอกเหรอ”

สันติเถียงไม่ออกแต่ยังพาลพาโล “เออ ถ้าย่าไม่พามา กูก็ไม่อยู่ไอ้บ้านเฮงซวยนี่หรอก”

“เหมือนกัน ถ้าไม่ติิดว่าเกรงใจแม่ ฉันก็ไม่อยากอยู่ร่วมบ้านกับเด็กนรกอย่างแกหรอก”

มีคณาพูดไล่หลังด้วยความโกรธสุดๆ สันติหันมาจ้องหน้าก่อนจะเข้าห้องปิดประตูโครม

ooooooo

เมื่อหิรัณย์ได้ภาพทั้งหมดจากมีคณา เขานั่งอมยิ้มเปิดดูภาพคู่ที่ถ่ายกับเธอในโน้ตบุ๊ก บนโซฟาห้องรับแขกของบ้าน น้องสาวเดินเข้ามามอง พอถามว่าใช่ผู้หญิงที่แอบปลื้มอยู่หรือเปล่า เขาไม่ตอบจึงแย่งเครื่องวิ่งหนีพร้อมตะโกนเรียกแม่ ว่าพี่ชายมีแฟนแล้ว... สวยด้วย

วันรุ่งขึ้น มีคณารีบออกจากบ้านเพราะไม่อยากปะทะกับสันติอีก จะวางเงินให้แค่ 20 บาท แต่อดสงสารไม่ได้ จึงวางให้ 30 บาท พอสันติลงมาไม่แคร์ที่ป้าไปแล้ว คว้าเงินค่าขนมออกไป

มีคณามาที่มูลนิธิเพื่อคุยกับบัว เจ้าหน้าที่เรื่องเด็กสองคนพี่น้องที่ช่วยเหลือมาครั้งก่อน พอเขียนข่าวออกไป ได้เงินบริจาคพอควร แม่เด็กมาขอรับกลับไปดูแล ทางมูลนิธิเกรงว่าพอเงินเด็กหมดจะถูกขายไปอีก มีคณาจึงคิดจะเขียนข่าวให้สังคมช่วยกันจับตาดูและปกป้องเด็กๆ ให้หลุดพ้นจากวังวนเหล่านี้...บัวขอบคุณและชวนมีคณาไปทำข่าววันพรุ่งนี้ที่สนามบินดอนเมือง ทางมูลนิธิช่วยเด็กสาวได้ถึง 32 คน จากการถูกหลอกไปขายซ่องทางใต้ มีคณาเศร้าใจมากพร้อมจะไปทำข่าว ตีแผ่วงจรอุบาทว์นี้แน่นอน

มีคณากลับมารายงาน บก.ไชยวัฒน์ เขาถามว่าเธอไม่เบื่อทำข่าวประเภทนี้บ้างหรือ หญิงสาวมีปมเกลียดการเอาเปรียบผู้หญิงและเด็กอยู่แล้ว จึงตอบว่าไม่ชอบทำ เกลียดด้วยซ้ำไป

“บก.จะงงไหมคะถ้ามี่จะบอกว่ามี่เกลียดข่าวแบบนี้ แต่รักที่จะนำเสนอมัน”

“งง...แต่ก็พอจะเข้าใจได้อยู่นะ เอาเถอะอยากทำก็ทำไป ผมสนับสนุนเต็มที่อยู่แล้ว ทั้งคุณ ทั้งมัท ทั้งวารี สามสาวสามแรงแข็งขันคือความภาคภูมิใจของสยามสารเลยนะ ผมชื่นชมจากใจจริง” บก.ยิ้มให้มีคณาปลาบปลื้มใจ เดินออกจากห้องบก.อย่างใช้ความคิดเรื่องงาน ผ่านหน้าสาระวารี เธอแซวว่าใจลอยไปถึงหน่วยปราบปรามยาเสพติดหรือ หญิงสาวโต้ว่าคิดเรื่องงานต่างหาก

“อยากเห็นหน้าเจ้าพ่อเกาะยานกใช่ไหม ลงไปข้างล่างเลย คุณษมามาแล้ว” สาระวารีถาม

มีคณาแปลกใจเพราะรู้ว่าจะมาตอนเย็น สาระวารีเบ้ปากหาว่าเขาว่างมาก มีคณาตื่นเต้นให้เพื่อนพาลงไปแนะนำ สาระวารียักท่า ไม่ต้องรีบปล่อยให้เขารอนานๆ แต่การกระทำกลับเดินลิ่วลงไปที่ล็อบบี้ มีคณาพึมพำ “รีบเดินซะตัวปลิว ให้เขารอตรงไหน”





สาระวารีหันมาถามบ่นอะไร มีคณาขยับแว่น หน้าตายไม่มีอะไร พอลงมาพบษมาเขายินดีที่ได้พบมีคณาและรู้สึกว่าคุ้นหน้า มีคณากระเซ้า วันนี้หวังว่าคงไม่ดึงตนหลบกระสุนอีกคน

ษมาหัวเราะ “ไม่หรอกครับ วันนี้ รปภ.ทำงานกันเป๊ะมาก ตรวจรถเข้าออก แลกบัตรกันจริงจัง แล้วผมก็ดูแล้ว ไม่มีอะไรผิดสังเกต”

“เชื่อเขาเถอะมี่ คุณษมาเขาเชี่ยวเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ชั่งโมงบินสูง ประสบการณ์ถูกลอบสังหารเพียบ” สาระวารีแดกดัน

“อยู่ใกล้ๆผมแบบนี้ อีกหน่อยคุณก็ชำนาญไปเองแหละ

สาระวารีเบ้ปาก มีคณาเห็นท่าทีก็รู้ว่าสองคนมีใจต่อกัน ษมายังคาใจเหมือนเคยเห็นหน้ามาก่อน มีคณาก็รู้สึกเช่นกัน สาระวารีหมั่นไส้ มีคณาแกล้งถามหึงหรือ ทำเอาเพื่อนเขินไล่ตี...

ค่ำนั้น มีคณากลับบ้าน ได้ยินสันติคุยโทรศัพท์ พอถามว่าโทร.หาใครก็อ้างว่ามีคนโทร.ผิดเข้ามา เธอสงสัยเกรงจะแอบเล่นพนันบอล พอถามก็ด่าหยาบๆคายๆ โดนเอ็ดก็โกรธยกโทรศัพท์ทุ่มต่อหน้าต่อตา มีคณาตกใจปนโกรธสุดๆ กระชากหลานเข้ามาฟาดไม่ยั้ง เด็กก็คือเด็กพอโดนตีก็ร้องไห้ ปัดป้องเงื้อมือจะสู้ ยิ่งทำให้มีคณาตวาดเสียงดัง
“เอาสิ ชกป้าเลย ถ้าแกต่อยฉัน ฉันก็ต่อยแกคืน พอกันทีฉันจะไม่ทนกับแกอีกต่อไปแล้ว ไอ้หลานไม่รักดี เอาเลย...ทำลายข้าวของ ทำร้ายร่างกายฉันเลยสิ ฉันจะได้เอาแกเข้าคุกให้ดู ใครหน้าไหนก็ช่วยแกไม่ได้หรอก ถ้าแกอยากติดคุกหัวโตก็เอาเลย”

สันติชะงัก น้ำตาไหลปนความกลัว มีคณาเห็นสีหน้าหลานก็ใจอ่อนวูบ แต่สันติโพล่งขึ้น

“อีคนหลอกลวง เนี่ยเหรอจะทำข่าวเพื่อช่วยเหลือเด็ก ถุย แกนั่นแหละ อีแก่ใจร้าย ทำทารุณเด็กทั้งกายทั้งใจ” พูดจบสันติก็วิ่งปึงปังขึ้นห้อง

มีคณาเหมือนโดนตบด้วยของแข็ง เจ็บชาร้อนผ่าวไปทั้งหน้า ตนได้ทำสิ่งที่เกลียดชังมาทั้งชีวิต น้ำตาไหลริน รู้สึกแย่กับตัวเองมากๆที่ลืมตัวทำร้ายเด็กลงไป

ooooooo

รุ่งเช้า มีคณาไม่มีสมาธิกับการทำงานเท่าไหร่ เสียงด่าทอของสันติยังก้องในหู กลิ่นดอกส้มโชยมาทำให้ผ่อนคลาย จึงเด็ดมาเหน็บที่รังดุมเสื้อ ออกไปทำข่าวที่สนามบินดอนเมือง

มาถึง มีคณามองหาบัว ต้องชะงักเมื่อหิรัณย์เข้ามาทัก เขารีบบอกเธอว่า มาส่งลูกน้องไปหาข่าว เจอกับบัวจึงรู้ว่าเธอมาทำข่าวด้วย เลยรออยู่ หิรัณย์เห็นดอกส้มที่เสื้อหญิงสาวก็อมยิ้ม มีคณานึกได้เขินรู้สึกเสียฟอร์มค่อยๆ ปลดออก ชายหนุ่มชวนคุยเรื่องข่าวสุภาพบุรุษ หญิงสาวตอบว่าเรียบร้อยดี แต่คงได้ลงอาทิตย์หน้า หิรัณย์จึงขออ่านก่อนเผื่อมีอะไรขาดเหลือ ไม่ใช่ไม่เชื่อฝีมือเธอ มีคณาเปรยว่า สยามสารเจาะที่ตัวข่าว ไม่ใช่สีสันของข่าวอยู่แล้ว หิรัณย์แอบยิ้ม

พอดีครูอรุณโทร.มาบอกว่า สันติชกต่อยกับเพื่อน ฝ่ายนั้นล้มหัวกระแทกโต๊ะหมดสติไป อยากให้มารับสันติกลับไปก่อนที่จะมีเรื่องมากขึ้น มีคณาหน้าเครียด จำต้องมาบอกบัวตามตรง

“น้องมี่ไปจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยเถอะจ้ะ ส่วนข่าวเดี๋ยวพี่จะให้คนส่งรูปกับรายละเอียดไปให้” บัวเข้าใจแถมกำชับให้ใจเย็นๆกับหลาน

หิรัณย์อยากให้ผ่อนคลายแกล้งพูดขำๆ “หลานชายคุณคนนี้ ท่าทางจะหมัดหนักน่าดู”

แต่มีคณากลับเครียดมากขึ้น บ่นว่าเด็กอะไรไม่รู้ร้ายกาจที่สุด เตือนอะไรไม่เคยเชื่อฟัง วันๆดีแต่ก่อเรื่องจนไม่เป็นอันทำงานทำการ หิรัณย์เจื่อนลงอาสาไปส่ง อ้างค่าแท็กซี่จากนี่แพง

ระหว่างนั่งมาในรถ หิรัณย์พยายามพูดให้มีคณา รู้ว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กผู้ชายมีเรื่องกระทบกระทั่ง กัน แล้วถามว่าเธอมีหลานกี่คน มีคณาตอบว่าเท่าที่รู้คนเดียว หิรัณย์งง

“ไม่แน่ใจค่ะ น้องบางคนของฉันไม่ได้ติดต่อกันมานาน เลยไม่รู้ว่าเขามีลูกรึเปล่า”

หิรัณย์คาดเดาว่าคงโดนรุมรักตามใจ มีคณาสบถว่าสปอยสุดๆถึงโตมาเป็นเด็กดื้อและร้ายกาจ ชายหนุ่มฟังแล้วรู้ทันทีว่า เธอจัดอยู่ในพวกไม่ตามใจหลาน หญิงสาวย้ำว่าแน่นอน หิรัณย์เตือนอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าหลานเป็นคนก่อเรื่อง แต่มีคณาคิดว่า สันติไม่ต่างจากพ่อที่มีนิสัยไม่ดี หิรัณย์เห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวจึงขอรออยู่ข้างนอก ให้เธอเข้าไปรับหลาน มีคณาแขวะ

“ดั้นด้นตามมาถึงนี่แล้ว ไปด้วยกันเถอะค่ะ”... หิรัณย์ยิ้มแหยๆที่โดนแดกดันเข้าเต็มๆ

ครูอรุณบอกว่าให้ครูอัจฉราพาเด็กส่งโรงพยาบาลแล้ว พ่อแม่เด็กอยู่ที่นั่น อยากให้มีคณาไปเจรจาด้วย มีคณาขอไปส่งสันติที่บ้านก่อนแล้วจะตามไป หิรัณย์มองท่าทางสันติที่ดูจะกวนไม่เบา รู้สึกเห็นใจมีคณาที่ต้องดูแลหลาน รับภาระหนักในวัยที่ควรอิสระโลดแล่น เขาจึงคิดว่าจะช่วยปราบพยศสันติให้ เริ่มด้วยการข่มขวัญให้กลัวเขาซึ่งเป็นตำรวจก่อน ท่าทางสันติเกรงๆ

ถึงบ้าน มีคณาตำหนิหลาน ถ้าไม่อยากเรียนหนังสือก็กลับบ้านไป มาทำนิสัยแย่ๆเหมือนพ่อเหมือนปู่ ทำลายความหวังของย่า ตนเองก็หมดปัญญากับเขาแล้ว สันติขบกรามแน่นจ้องหน้าเขม็ง มีคณาย้ำให้อยู่บ้านดีๆ ตนจะไปดูว่าทางโน้นจะว่าอย่างไรบ้าง สันติเจ็บใจปนอายหิรัณย์

หิรัณย์แย็บถามไม่พูดแรงกับหลานเกินไปหรือ เขาอาจไม่ได้เป็นคนผิด มีคณาสวนทันที

“สารวัตรไม่เห็นหน้าติหรือคะมีแต่รอยฟกช้ำ ต่อยกับลูกครูอรุณไม่ทันข้ามคืนก็ไปชกกับเพื่อนที่โรงเรียนอีก เมื่อวานฉันจับได้ว่าแอบโทร.ทางไกลไปต่างจังหวัดโดยไม่ขออนุญาต แทนที่จะขอโทษกลับทุ่มโทรศัพท์ซะพัง เด็กนิสัยเลือดร้อนยังงี้มีหรือจะเป็นฝ่ายถูกกระทำ”

หิรัณย์อึ้ง เพิ่งเคยเห็นท่าทางโกรธจัดของมีคณา คงไม่ยอมฟังอะไรแน่ จึงได้แต่เดินตาม เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ทั้งสองไหว้พ่อกับแม่ของเด็กคู่กรณี พ่อเขารูปร่างใหญ่โตมีรอยสัก ส่วนแม่ค่อยดูเป็นมิตรหน่อย มีคณาจึงกล่าวขอโทษและพร้อมจะรับผิดชอบค่ารักษารวมค่าทำขวัญ

พ่อเด็กสวนออกมาว่า “โอ๊ยไม่ต้องหรอกคุณ ผมตะหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษคุณ ไอ้ลูกผมมันผิดเอง”

“แต่ว่าสันติเป็นคนทำมานพหัวแตกนี่คะ”

“สมน้ำหน้ามันแล้วล่ะครับ ไอ้ลูกชายผมมันเกเรไปหาเรื่องก่อน เจ็บตัวซะบ้างจะได้รู้ว่าโลกนี้ไม่ใช่กูใหญ่อยู่คนเดียว...อ้าว นี่คุณไม่รู้เหรอว่า ลูกชายผมมันเป็นคนเริ่ม”

มีคณาหน้าเจื่อน ครูอัจฉราพามานพซึ่งทำแผลที่หัวแล้วเดินมา มานพไหว้มีคณา ครูอัจฉราเล่าว่า มานพไปล้อสันติเรื่องแม่ ที่จริงมีเรื่องหลายครั้งแล้ว ครูฝากจดหมายไปให้มีคณาแต่สันติไม่ได้ให้ จนมาเมื่อเช้า มีเรื่องกันอีก พอครูเผลอ มานพปารถของเล่นของสันติลงจากบันได สันติคงเหลืออดผลักมานพล้มไปหัวกระแทกโดยไม่
เจตนา...หิรัณย์ชำเลืองมองมีคณาอย่างเข้าใจความรู้สึก ที่เรื่องกลับพลิกผัน แม่ของมานพต่อว่า น้ำเสียงเคืองๆ

“จริงฉันก็เข้าใจนะคะ ว่ามานพผิดที่ไปแหย่เพื่อน แต่กะอีแค่ทำของเล่นไม่กี่สตางค์พังไม่เห็นต้องรุนแรงกับเพื่อนขนาดนี้เลย นี่ถ้าลูกฉันเลือดออกในสมองหรือกะโหลกยุบจะว่าไง”

“อย่าไปเข้าข้างลูกเราเกินไปนักเลยคุณ ทุกวันนี้จะเป็นลูกเทวดาอยู่แล้ว ลูกเราผิดไปแกล้งเพื่อนก่อน ครูเขาก็บอกว่าสันติไม่ได้ตั้งใจทำร้ายลูกเราซะหน่อย”

“เบิ้มไม่ได้แกล้งเพื่อนนะพ่อ เบิ้มพูดความจริง แม่ไอ้ติมันมีอาชีพอย่างว่า ไปขายตัวเมืองนอก” มานพโวยขึ้นมา

ทุกคนตะลึง มีคณาหน้าเสีย พ่อมานพเขกหัวลูกชาย “ถ้าแกเจ็บไม่พอ พ่อจะเขกให้แตกเอง พูดจาก้าวร้าวแม่คนอื่นได้ยังไง ดูลูกเธอนะ ก้าวร้าวขนาดไหน” มานพยังเถียงว่ามันเรื่องจริง “ยังอีก จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่ใช่เรื่องของแกไอ้เบิ้ม พ่อถามแกหน่อยเถอะ ถ้าเกิดพ่อทำผิดต้องติดคุกแล้วเพื่อนแกมาล้อว่าไอ้ลูกขี้คุก แกจะรู้สึกยังไง” พ่อมานพถือโอกาสสอนลูก “จำไว้นะเบิ้ม ไอ้การที่พ่อแม่ทำผิดหรือทำอะไรพลาดไป ไม่ได้หมายความว่า แกจะต้องผิดหรือมารับผิดชอบความไม่ดีของพ่อแม่ด้วย ตัวแกก็ตัวแก เพื่อนแกก็เพื่อนแก

ถ้าเพื่อนเลวค่อยด่าเพื่อน อย่าเอาเรื่องพ่อแม่มาเกี่ยวด้วย เข้าใจไหม”

“เข้าใจครับพ่อ” มานพเสียงอ่อย

พ่อหันมาขอโทษมีคณาที่ตนกับแม่มานพ ไม่มีเวลาสั่งสอนลูก ปากจึงเสียไปบ้าง ต่อไปตนจะพยายามอบรมให้ดีกว่านี้ มีคณาไหว้ขอบคุณ แต่ยืนยันขอแสดงความรับผิดชอบจ่ายค่ารักษาพยาบาล ครูอรุณเห็นเรื่องคลี่คลายไปด้วยดี จึงให้พบกันครึ่งทาง ให้มีคณาจ่ายค่ายาเพียงอย่างเดียว พ่อมานพจึงบอกว่าพรุ่งนี้จะพามานพไปขอโทษสันติที่โรงเรียน มีคณาขอบคุณอีกครั้ง

เรื่องราวผ่านไปด้วยดี หิรัณย์สบตามีคณาอย่างให้กำลังใจ รู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร เมื่อมาส่งเธอหน้าบ้าน มีคณากล่าวขอบคุณที่เขาไม่พูดคำว่า...ผมบอกคุณแล้ว

“ผมไม่ชอบซ้ำเติมใครอยู่แล้วล่ะครับ”

“เสียดายนะคะ น่าจะพาสันติไปโรงพยาบาลด้วย เขาจะได้เห็นว่า พ่อคนที่มีความน่านับถือควรทำตัวยังไง ไม่ใช่ตัวอย่างผิดๆอย่างที่เขาเห็นมาตลอดชีวิต”

หิรัณย์ช่วยถือถุงอาหารลงมาส่ง พร้อมบอกให้ง้อหลาน ไม่เสียหายตรงไหน หญิงสาวยิ้มคงต้องทำ และขอบคุณเขาที่ช่วยเหลือและไม่ถามไถ่อะไร ชายหนุ่มตอบว่ายินดีโทร.หาได้ตลอด




มีคณาถือของเข้าบ้าน แปลกใจที่บ้านมืดมิด เธอวางของแล้วขึ้นไปเรียกสันติบนห้อง กลับพบว่าเขาเก็บเสื้อผ้าหนีไปแล้ว เหลือเพียงชุดนักเรียนที่ทิ้งไว้ พร้อมรถของเล่นที่ซื้อให้...มีคณาใจแป้ว วิ่งออกมาที่ลานใต้สะพาน ถามเด็กแถวนั้นว่าเห็นสันติไหม อาอึ้มเจ้าของร้านขายของชำละแวกนั้น เพิ่งรู้ว่าสันติเป็นหลานมีคณา จึงเตือนอย่าให้หลานมาเล่นกับเด็กพวกนี้ เพราะเด็กพวกนี้มาจากที่อื่น ทั้งลักขโมยและขายยา มีคณาใจเสีย

“วันนี้อาอึ้มเห็นหลานมี่บ้างไหมคะ”

“เห็น ช่วงเย็นๆอีมาเดินวนๆอยู่พักนึง แล้วก็ไปกับไอ้เด็กพวกนั้นแหละ”

“แล้วอาอึ้มพอจะรู้ไหมคะว่าติกับเด็กพวกนั้นไปไหนกัน”

อาอึ้มชี้ไปทางลัดออกปากคลองตลาด หญิงสาวรีบตามไปดู ไม่พบยิ่งหวั่นใจ เดินตามหาด้วยสีหน้าห่วงหลานสุดๆ จวบจนมืดค่ำ ตัดสินใจแจ้งความที่โรงพัก แต่เด็กหายไม่ถึง 24 ชั่วโมงยังแจ้งความไม่ได้ มีคณาขอร้องให้ตำรวจช่วยตามหาเพราะสันติเป็นเด็กต่างจังหวัดเพิ่งเข้ามากรุงเทพฯ ตำรวจขอรูปถ่ายเธอก็ไม่มี ตำรวจจึงพามีคณาซ้อนมอเตอร์ไซค์ออกตามหาละแวกใกล้เคียงจนดึกไม่พบ มีคณากลับบ้านท่าทางเหนื่อยอ่อน นั่งรอการกลับมาของหลาน

ooooooo

จนเช้า มีคณาสะดุ้งตื่นยังอยู่ในชุดเดิมผล็อยหลับไปที่โซฟา เธอรีบลุกขึ้นไปดูสันติบนห้อง ไม่มีจึงโทร.ถามตำรวจและขอร้องถ้าได้ข่าวอย่างไรช่วยแจ้งด้วย...

มีคณาอาบน้ำแต่งตัวรีบออกไปตามหาที่ปากคลองตลาดอีกครั้ง เมื่อไม่พบจึงลองโทร.ไปหาบานเช้า

ทางบ้านถูกตัดโทรศัพท์ ต้องโทร.มาที่ร้านขายของชำ เจ้าของร้านมักจะค่อนขอด “บอกผัวเธอว่างดเหล้าซักวันสองวัน เอาเงินไปจ่ายค่าโทรศัพท์ซะทีจะได้มีใช้ ไม่ต้องยืมจมูกชาวบ้านหายใจ เด็กคนงานของฉันมีไว้ช่วยขายของไม่ใช่เที่ยวตระเวนไปตามใครต่อใครมารับโทรศัพท์”

แต่พอบานเช้าสั่งซื้อข้าวสารและน้ำปลาหนึ่งขวด เจ้าของร้านก็ยิ้มออก น้ำเสียงอ่อนลงบอกอย่าคุยนานแล้วกัน...มีคณาหยั่งเชิงคุยจนรู้ว่าสันติไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่กลับรู้ว่าสันติโทร.มาบ่นอยากกลับบ้าน บานเช้าขอให้เรียนจบประถมหกก่อน แถมยังรู้อีกว่า สันติโกหกว่าตนให้โทร.หาย่าได้บ่อยๆ พอบานเช้าขอคุยกับหลาน มีคณาต้องโกหกว่าออกไปเตะบอลกับเพื่อน...มีคณากลัดกลุ้มว่าสันติไปอยู่ที่ไหน ด้านบานเช้าถูกสามีกับลูกชายซักไซ้ว่ามีคณาทำอะไรสันติหรือเปล่า ถ้าทำพวกตนจะไปเล่นงานถึงที่ แถมยุให้ขอมือถือมาไว้ใช้พร้อมค่าใช้จ่าย

ระหว่างที่มีคณากำลังเครียดจัด หิรัณย์โทร.เข้ามาจะชวนออกมาทานก๋วยเตี๋ยวแถวบ้านเธอเอง หญิงสาวกำลังอยากได้กำลังใจ ความรู้สึกกลัว โดดเดี่ยวถาโถมเข้าใส่ ทำให้เธอร้องไห้สะอื้นออกมาอย่างสุดกลั้น หิรัณย์ตกใจ

“คุณมี่เป็นอะไรครับ ร้องไห้ทำไม คุณอยู่ไหน อยู่บ้านใช่ไหม ผมจะรีบเข้าไปเดี๋ยวนี้เลย”

ชั่วครู่ รถหิรัณย์ปราดเข้าจอดหน้าบ้าน หญิงสาวนั่งหน้าเศร้าอยู่หน้าบ้าน แต่หยุดร้องไห้แล้ว พอหิรัณย์เข้ามาถามไถ่ว่าเป็นอะไร เธอตอบเสียงราบเรียบ

“คนเราก็ต้องมีมุมอ่อนแอ อ่อนไหวกันทั้งนั้นแหละค่ะ”


“ผมดีใจนะครับ ที่คุณยอมให้ผมได้เห็นมุมนั้นของคุณบ้าง...ตกลงมีเรื่องอะไรกันแน่”

มีคณาตัดสินใจเล่าเรื่องให้ฟัง หิรัณย์อดต่อว่าไม่ได้ ว่ามีเพื่อนที่เป็นตำรวจแท้ๆกลับไม่นึกถึง มันน่าน้อยใจจริงๆ หญิงสาวถอนใจถามต่อว่าพอหรือยัง หิรัณย์ชะงักหันมาถามเป็นเรื่องเป็นราว ว่าพบสันติครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ มีรูปเด็กบ้างไหม มีคณาเอารูปติดบัตรที่ถ่ายตอนสมัครเรียนมาให้ หิรัณย์จัดการถ่ายด้วยมือถือแล้วส่งเข้าเฟซบุ๊กตัวเอง เขาถามทำไมไม่ลงประกาศคนหาย

“ทำไม่ได้หรอกค่ะ กลัวทางบ้านสันติเขารู้ เดี๋ยวจะเป็นเรื่องราวใหญ่โต นี่ฉันจนปัญญาไปหมดแล้ว ตั้งใจว่าพักสักเดี๋ยวจะลองออกไปตามหาที่ปากคลองตลาดกับหัวลำโพงอีกที”

หิรัณย์ย้อนถามว่าทางบ้านสันติไม่ได้เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กใช่ไหม มีคณาว่าโทรศัพท์ยังไม่มีใช้เลย หิรัณย์ถามใช้ชื่ออะไรหน้าวอลล์ตนจะส่งเข้าไปให้ มีคณาส่ายหน้าไม่เคยเล่น ชายหนุ่มเหล่มอง จัดการตั้งหน้าเฟซให้ พร้อมส่งเข้ามือถือเธอ

“เรียบร้อยแล้ว โพสต์ซะใจคอคุณนี่ไม่คิดจะสังคมกับใครบ้างเลยเหรอ”

“ฉันไม่ใช่คนประเภทที่ชอบระบายความในใจให้ใครฟัง คิดอะไร รู้สึกยังไง จะไปไหนมาไหนทำไมต้องบอกให้ใครต่อใครรู้ด้วย”

หิรัณย์ว่าสนุกดี ไม่ทันไรมีข้อความส่งกลับมาว่า มีคนเห็นสันติแถววังบูรพา แต่เป็นเมื่อคืน มีคณาจะตามไปดูที่นั่น พลัน หมวดดาวติดต่อมาพอดีว่าเห็นข้อความในเฟซ หิรัณย์หันมาถามมีคณาว่าตนเล่าเรื่องสันติให้หมวดดาวฟังได้ไหม หญิงสาวพยักหน้าหน่ายใจ...พอหมวดดาวรู้ความเป็นมาทั้งหมดก็บอกว่าจะตามมาสมทบกับพวกเขา

ooooooo

หิรัณย์กับมีคณานั่งรอหมวดดาวที่ร้านอาหาร หิรัณย์เข้าใจและเห็นใจที่ทำไมเธอถึงอึดอัดที่จะเล่าเรื่องหลานชาย มีคณายอมเปิดเผยว่าไม่เพียงแม่ของสันติที่ทำอาชีพนี้ น้องสาวอีกสองคนก็ทำ และเสียชีวิตไปแล้วหนึ่งคน อีกคนหายไปทางใต้ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร

หิรัณย์ปลอบใจไม่ต้องอายที่มีญาติทำงานแบบนี้ มีคณาโต้ว่าเขาไม่เข้าใจ ชายหนุ่มสวน

“คุณต่างหากที่ยังไม่เข้าใจ จำที่พ่อมานพพูดที่โรงพยาบาลได้ไหมครับ...การที่พ่อแม่ติดคุกไม่ได้หมายความว่าลูกจะเลวซะหน่อย การที่คุณมีญาติทำอาชีพแบบนั้น มันก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าในตัวคุณกับสันติลดลงแม้แต่นิดเดียว”

“พ่อของมานพเป็นคนดี เข้าใจโลก สารวัตรก็เป็นคนเข้าใจชีวิตได้ง่ายเหมือนกัน แต่คนอื่น...”

“แต่คนอื่นไม่มีความสำคัญเท่ากับตัวคุณเองนะคุณมี่ ผมว่าใจคุณเองตะหากที่พยายามลดคุณค่าตัวเองอยู่ตลอดเวลา คุณกลัวไปเอง คุณให้ค่ากับมันมากเกินไปทั้งที่มันเป็นเรื่องนิดเดียวหมวดดาวมาช่วยตามหาสันติด้วยใจ ไม่สนหรอกว่าสันติจะมาจากไหน พ่อแม่ญาติพี่น้องทำอาชีพอะไร สิ่งแรกที่หมวดดาวสน คงเป็นเรื่องจะหาตัวสันติเจอได้ที่ไหนมากกว่า”

น่าอายจังเลยนะคะ ได้คุยกับสารวัตร ทำให้ฉันมอง ตัวเองชัดขึ้นเยอะ ฉันเหมือนคนหน้าไหว้หลังหลอก วันๆ ทำข่าวซ่อง ทำข่าวโสเภณีรายงานปัญหาต่างๆ ให้ประชาชนรับรู้ แต่ตัวเองกลับซ่อนปัญหาหลานตัวเองเอาไว้ โดยที่ไม่เคยคิดช่วยหลานตัวเองเลย” มีคณาน้ำตารื้น

หิรัณย์มองอย่างเข้าใจและเห็นใจ มีคณารู้ตัวแล้วว่า ตัวเองเอาแต่ดูถูกญาติพี่น้องจนนึกดูถูกตัวเองไปด้วย พ่อของตนก็ไม่ต่างจากบุญสมพ่อเลี้ยง เอาเปรียบ ผู้หญิงเหมือนกัน หญิงสาวน้ำตาไหลริน หิรัณย์บีบมือปลอบใจ ว่าผู้ชายไม่ได้เป็นเหมือนพ่อกับพ่อเลี้ยงเธอเสียทุกคน

หมวดดาวโผล่ามาพอดี รีบขอโทษที่มาผิดจังหวะ ทั้งคู่ผละออกจากกันเขินๆ หมวดดาวเข้าเรื่องทันที หิรัณย์เช็กข้อความในเฟซ พบว่า มีคนเห็นสันติแถวท่าน้ำศิริราชเมื่อตอนกลางวัน หมวดดาวประมวลเหตุการณ์ เชื่อว่าสันติวนเวียนอยู่แถวนั้น จึงบอกหิรัณย์ว่าเริ่มต้นหาที่สะพานพุทธก่อนเลย มีคณาชำเลืองมองอย่างทึ่ง

หิรัณย์พาขับรถวนเวียนไปตามทางที่หมวดดาวบอก โดยให้มีคณากับตัวเธอหมอบลง

“สารวัตรขับไปก่อนค่ะ พอฉันบอกให้จอดก็จอดนะคะ” สักพักหมวดดาวก็ให้จอดและหรี่ไฟหน้ารถ เปิดไฟกะพริบ หิรัณย์ทำตาม

ไม่คาดคิด เด็กวัยรุ่นราว 11-15 ปีหลายคนออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้ ตรงมาที่รถ มีคณาตื่นตกใจ หมวดดาวให้ทำตัวปกติ ยิ้มได้ก็ยิ้มไป เด็กมาถึงก็เคาะกระจกพยายามให้เลือกสนใจตัว หิรัณย์สบตาหมวดดาวแล้วเปิดประตูลงไป เด็กเริ่มรู้ตัววิ่งหนี ทั้งสองคว้าเด็กไว้ได้คนละคน หิรัณย์ให้หมวดดาวเลือกจะเอาคนไหน

“เอาคนของสารวัตรไว้ รูปร่างหน้าตาดี น่าจะตัวทำเงิน” หมวดดาวดึงเด็กที่ตัวเองจับได้มาสั่ง “กลับไปบอกลูกพี่เรานะว่าฉันอยากคุยด้วย”

“พี่โอ่งไม่โง่มาให้จับหรอก”

“งั้นไปบอกพี่โอ่งของนายว่า เราไม่ได้มาจับ แค่อยากถามอะไรหน่อย ถ้าเขาไม่ยอมมาคราวนี้แหละจะจับจริง ทั้งจับทั้งกวาดให้หมด ไม่ให้เหลือเกะกะลูกกะตาแม้แต่คนเดียว เข้าใจไหม...รีบไปสิ”

เด็กตกใจกลัววิ่งจู๊ดไป มีคณายังงงว่าเด็กรู้ได้อย่างไรว่าเป็นตำรวจ หิรัณย์ตอบว่าพวกเด็กมีเรดาร์พิเศษ สัญชาตญาณของพวกมิจฉาชีพ...มีคณาเอารูปสันติออกมาถามเด็กที่หิรัณย์จับ เด็กมีท่าทีหลุกหลิก ปฏิเสธไม่เคยเห็น หิรัณย์โวยว่าโกหก

“ผมไม่ได้โกหก มีเด็กใหม่เข้ามาทุกวัน ย้ายไปขายแหล่งอื่นทุกคืนไม่ซ้ำที่หรอก ใครจะจำได้ มืดก็มืด”

มีคณาใจเสียว่าเด็กทุกคนขายอะไร เด็กยอมรับถ้าไม่ขายก็ตาย หญิงสาวหายใจไม่ทั่วท้อง ภาวนาขออย่าให้สันติหลงเข้ามาในกลุ่มนี้...เด็กที่หมวดดาวปล่อยตัววิ่งมาที่รถกระบะคันหนึ่งเคาะเรียกลูกพี่โอ่งซึ่งนอนกกแฟนอยู่โผล่พรวดออกมาโวยวาย เด็กบอกว่าตำรวจจับติ๊บไว้ ให้โอ่งไปคุยด้วย โอ่งกลัวลานจะหนี เด็กดึงลูกพี่ไว้

“มันบอกว่าแค่มีเรื่องอยากถาม ถ้าพี่ไปคุย มันจะยอมปล่อยไอ้ติ๊บ ไม่จับพี่ด้วย แต่ถ้าไม่ไปเจอ มันจะตามจับพวกเราทุกวัน ให้หมดทางหากินกันเลย”

โอ่งอึ้ง ยอมเดินมาอย่างกล้าๆกลัวๆ เห็นหิรัณย์ล็อกตัวติ๊บไว้ หมวดดาวกระชับปืนป้องกันตัว โอ่งตกใจจะวิ่งหนี หมวดดาวรีบบอกว่าไม่ยิง โอ่งย้อนถามถ้าตนตอบคำถามแล้วจะไม่จับตนเข้าคุกแน่หรือ หมวดดาวสัญญา โอ่งทำหน้าเหยียดๆ ไม่เชื่อสัญญาของตำรวจ

หมวดดาวข่มอารมณ์ส่งรูปให้โอ่งดู ถามว่าเด็กคนนี้อยู่ที่ไหน โอ่งเล่นลิ้นว่าเด็กใหม่จำไม่ได้ หมวดดาวหมั่นไส้รวบตัวโอ่งล็อกแขนไพล่หลังผลักกระแทกรถ โอ่งร้องไหนว่าไม่จับ

ooooooo
ตอนที่ 6

ความที่โอ่งยักท่า จึงโดนหมวดดาวล็อกแขนไพล่หลัง ย้ำอีกครั้งว่า จะไม่จับถ้าตอบคำถามดีๆตอบตรงประเด็น ไม่ยักท่ากวนประสาท น่ารำคาญแบบนี้ หมวดดาวถามอีกครั้งว่าเด็กในรูปอยู่ที่ไหน โอ่งเจ็บแขนร้องลั่นว่า ไปสีลม เด็กหน้าตาดีแบบนี้ฝรั่งชอบ

“นี่แกบังคับหลานฉันไปขายตัวเหรอ” มีคณาโกรธมาก

หิรัณย์ปล่อยตัวติ๊บหันมาบีบคางโอ่งเค้นว่า ตรงไหนของสีลม และใครเป็นคนดูแล โอ่งกลืนน้ำลายเอื๊อกยอมสารภาพ

ในซอยหนึ่งของสีลม สันตินั่งก้มหน้าอยู่หลังสุดรวมกลุ่มกับเด็กอื่นๆ มีชายวัยกลางคนเดินผิวปากมา ยิ้มกริ่มตรงมาชี้ที่สันติ ว่าเลือกคนนี้ สันติหน้าซีดตื่นตระหนก

ระหว่างเดินทางมาที่สีลม มีคณาถามหิรัณย์ว่าจะจับโอ่งเมื่อไหร่ หิรัณย์ถอนใจขอให้หมวดดาวเป็นคนตอบ หมวดดาวย้อนถามว่าข้อหาอะไร มีคณาว่าข้อหาหน่วงเหนี่ยว บังคับเด็กค้าประเวณี จับโอ่งเข้าคุกแล้วพาเด็กๆส่งบ้านหรือประชาสงเคราะห์ หมวดดาวถอนใจ

“เด็กน่ะจับส่งประชาสงเคราะห์เดี๋ยวเดียวก็หนีกลับออกมาใหม่ ขนาดบ้านยังไม่อยากอยู่แล้วจะอยู่กับประชาสงเคราะห์ได้ยังไง”

หิรัณย์เสริม “ส่วนไอ้คนคุมเด็กวันนี้จับนายโอ่งเข้าคุก พรุ่งนี้ก็มีนายโอ่งคนใหม่มาแทน”

มีคณาไม่เข้าใจ แล้วจะแก้ไขอย่างไร หรือต้องปล่อยให้เป็นแบบนี้ หมวดดาวอธิบาย

“เรามีโครงการครูอาสาคุณมี่ มีกองทุนสำหรับจ้างครูเพื่อลงพื้นที่สอนเด็ก ให้ความรู้ทั้งในทั้งนอกตำรา สอนวิธีป้องกันตัวเอง วิธีดูแลสุขภาพ แทบจะทุกเรื่องเลยค่ะ”

“เราอาจจะแก้ปัญหาเรื่องเด็กพวกนี้ได้ไม่หมดหรอกนะ แต่ก็น่าจะช่วยลดจำนวนได้มั่ง เราเอาเขาออกจากข้างถนนไม่ได้ เขาต้องเต็มใจก้าวออกไปเอง ความรู้ช่วยได้นะครับ ช่วยได้ดีกว่ามาตามกวาดจับซะอีก” หิรัณย์ยิ้มให้

มีคณาชื่นชมกับโครงการนี้และจะช่วยประชา– สัมพันธ์ให้ พลัน หมวดดาวชี้ให้จอดรถเหมือนไม่สนใจสิ่งที่มีคณาพูด...

ในห้องพักเล็กๆชายกลางคนพาสันติที่สีหน้าหวาดกลัวเข้ามา เอาเงินพันออกมาล่อ สันติจะคว้า ชายคนนั้นบอกต้องทำตามที่ตนบอกก่อน...ระหว่างนั้น มีคณา หิรัณย์ และหมวดดาว เดินตามหาสันติทั่วทั้งสีลม ทุกตรอกซอกซอย มีคณาเจอคนยื่นแผ่นหนังโป๊ให้ รู้สึกขยะแขยงเดินหนี จวบจนทั้งสามคนมาบรรจบกันที่หัวถนน ต่างส่ายหน้าไม่มีใครเจอสันติ มีคณาใจเสีย

“ถ้าสันติต้องเจอเรื่องเลวร้าย ฉันจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย”

“คุณอย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปเลยน่ะ นายโอ่งอาจจะตอบให้พ้นๆตัวไปก็ได้” หมวดดาวติง

หิรัณย์มองไปเห็นสันตินั่งอยู่ในกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่จับกลุ่มอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาชี้บอกสองสาว มีคณาดีใจจะข้ามไปหา หิรัณย์ห้ามไว้เกรงสันติจะหนีไปอีก เขาขอเป็นคนเข้าไปเอง เด็กวัยรุ่นกลุ่มนั้นเห็นหนุ่มหล่อหนวดเคราเจ้าเสน่ห์เดินมา รีบเก๊กหล่อให้เขาเลือก สันติเงยหน้ามองสีหน้าแปลกใจ หิรัณย์เดินมาถึงเอ่ยยิ้มแย้มว่า “ผมเจ้าหน้าที่ตำรวจ...”

ทุกคนแตกฮือวิ่งหนี เหลือสันติยืนงงๆ หิรัณย์เข้ามาถามไม่เป็นอะไรใช่ไหม สันติยืนเกร็ง แววตานิ่งหลังไหล่เกร็ง ริมฝีปากเม้มแน่น เหมือนพร้อมจะถูกทำโทษ หิรัณย์หันไปส่งสัญญาณ มีคณาเดินตามมามือกำแน่นประหนึ่งคุมอารมณ์ ยืนมองหน้าสันติน้ำตาคลอ

“ป้าขอโทษ...กลับบ้านกันเถอะ”

สันติตาโพลงนิ่งๆ มีคณาเข้ามาสวมกอดหลานร้องไห้อย่างกลั้นไม่อยู่อีกต่อไป ผลจากการเหนื่อยล้ามาสองวันสองคืน สันติอยู่ในอ้อมกอดไม่แสดงอารมณ์ใดๆแม้แต่น้อย หิรัณย์และหมวดดาวโล่งอก...หิรัณย์วางมือบนบ่าสันติพาเดินไปที่รถ หมวดดาวเตือนมีคณาอย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ถ้าเตลิดคราวนี้จะตามยาก มีคณารับคำเศร้าๆ

“เด็กจะโตขึ้นมาเป็นคนครึ่งคนหรือคนเต็มตัว มันขึ้นอยู่กับคนเลี้ยงดู จะดีจะเลวมาก่อนคุณมี่ไม่ต้องไปสนใจ ต้องอดทนอบรมเขาไป ทำความเข้าใจเขาซะหน่อย ให้เขารู้ว่าคุณใส่ใจจริงๆ เด็กก็จะเข้าใจเองแหละ”

“ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำนะคะหมวด” มีคณาซาบซึ้ง

“ที่พูดมานี่ไม่ได้จำขี้ปากใครมาพูดนะคะ พูดจากประสบการณ์ตรงของฉันเอง”

มีคณารับรองจะลืมอดีตและเชื่อใจสันติให้มากกว่านี้ มีคณายกมือไหว้ขอบคุณหมวดดาว เธอจับมือไว้กดลง ติงว่าตนยังไม่อยากแก่ และหวังว่าคงได้ทำงานร่วมกันอีก ขอเป็นงานจริงๆ แบบนี้ไม่เอา มีคณายิ้มอย่างเป็นมิตรและหวังเช่นนั้นเหมือนกัน หมวดดาวแยกตัวไปกับเพื่อน เพราะอยากเปิดโอกาสให้หิรัณย์ได้ไปส่งมีคณาและได้ใกล้ชิดกัน

หิรัณย์ไม่ปล่อยโอกาสให้เสียไป เขาโทร.ขอร้องแม่ให้ทำอาหารไว้รอรับ แล้วมายุมีคณาแวะทานข้าวที่บ้านตนก่อน อ้างอยู่ใกล้ๆ ส่วนสันตินั่งนิ่งครุ่นคิดเหตุการณ์ที่ผ่านมา...ตอนชายวัยกลางคนที่เลือกตัวเขาพาไปโรงแรม ยื่นเงินหนึ่งพันบาทเพื่อแลกกับการมีเพศสัมพันธ์ด้วย เขารับกับการกระทำแบบนั้นไม่ได้ จึงถีบชายคนนั้นกระเด็นแล้ววิ่งหนีออกมา เจอรุ่นพี่หัวหน้ากลุ่มรวบตัวได้ พอรู้ว่าทำร้ายลูกค้า ก็ไล่ให้กลับไปรวมกลุ่ม ส่วนตัวเองไปเคลียร์กับลูกค้า สันติรอดมาได้ใจคอหดหู่ หวาดกลัว และพอจะเข้าใจอะไรขึ้นบ้าง

หิรัณย์เห็นมีคณานั่งรถมาเงียบๆ จึงจับมือเธอบีบเบาๆให้กำลังใจ หญิงสาวดึงออกช้าๆ อย่างไว้มารยาท เขายิ้มให้อย่างเข้าใจ

ooooooo

เมื่อมาถึงบ้าน กัลยาแม่ของหิรัณย์ออกมาต้อนรับ รับไหว้มีคณากับสันติ ออกตัวไม่ต้องเกรงใจ เพราะบ้านนี้  ต้องมีอาหารรอบดึกไว้เป็นประจำ กัลยาจับมือสันติ “ทนหิวอีกเดี๋ยวนะ เด็กกำลังอุ่นอาหารอยู่ในครัว ยาย มีแกงจืดผักตำลึงกับหมูทอดกระเทียม ทานได้ไหมลูก”

สันติพยักหน้า มีคณาเตือน ผู้ใหญ่ถามต้องตอบ อย่าพยักหน้า ไม่สุภาพ กัลยาดึงสันติมาพูดด้วยใกล้ๆ อย่างเอ็นดู “กับยายไม่เป็นไรหรอก ไหนมาใกล้ๆซิ หน้าตาดีนี่หนุ่มคนนี้ โตขึ้นคงหล่อน่าดู ไง ลุงรันเขาบอกยายว่า หนีออกจากบ้านเหรอ เราทำไมทำยังงั้นล่ะลูก รู้ไหมผู้ใหญ่เขาเป็นห่วง เป็นเด็กเป็นเล็กอยู่นอกบ้านคนเดียวมันอันตราย รู้ไหมลูก”

สันติพยักหน้าน้ำตาไหลพรั่งพรู ความหวาดกลัวทุกอย่างทลายออกมา เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่กลัวเสียฟอร์มอีกแล้ว มีคณามองหน้าหลานด้วยความสงสาร กัลยากอดปลอบ

“ไม่เป็นไรลูก คราวนี้ผ่านไปแล้วช่างมัน คราวหน้า อย่าทำอีกนะ มันไม่ดีต่อตัวหนูเอง อยู่บ้านน่ะถึงป้าเขาจะดุ จะว่า ก็เพราะเขารักเขาห่วงเรา เป็นเด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ ต้องอดทน โตขึ้นหนูจะเข้าใจเองว่า ผู้ใหญ่เขาสอนเขาเตือนเพราะรักหนูห่วงหนูจริงๆ”

“ติคิดถึงย่า” สันติสะอื้นตัวโยน

มีคณาน้ำตาซึม หิรัณย์บีบมือให้กำลังใจ ครั้งนี้เธอไม่ดึงมือออก กลับบีบมือเขาตอบแทนคำขอบคุณ หิรัณย์ได้เห็นความอ่อนแอของเธออีกครั้ง





สันติทานข้าวอย่างตายอดตายอยาก จนกัลยาต้องบอกให้ค่อยๆกินเดี๋ยวติดคอ ขาดคำสันติก็สำลัก เธอรีบส่งน้ำให้ดื่ม มีคณามีสีหน้าผ่อนคลายลงยิ้มบางๆสบตากับหิรัณย์ วันทนีย์น้องสาวลงมาจากชั้นบนเห็นพี่ชายยิ้มกรุ้มกริ่ม อดแซวไม่ได้ แล้วชมมีคณาว่าสวยกว่ารูปในคอม หิรัณย์หน้าเจื่อนขัดและไล่น้องให้ออกไป มีคณาเอะใจ วันทนีย์หันมาฟ้องแม่ กัลยา แหย่

“พี่เขาแค่พูดดักคอเรา เพราะเขาเป็นเขิน เอ๊ย เป็นห่วง แต่ความจริงแม่ก็ว่า ตัวจริงหนูมี่น่ารักกว่ารูปที่เห็นในคอมตั้งแยะ มิน่าล่ะ รันถึงเอาแต่ดูรูปหนู ยิ้มไปยิ้มมาได้ทั้งวัน”

หิรัณย์ทั้งเขินทั้งอายรีบขอตัวไปเข้าห้องน้ำ มีคณากระชับแว่นอายๆก้มหน้าทานอาหารต่อไป ทั้งกัลยาและวันทนีย์ถูกชะตากับมีคณา สันติชำเลืองมองพอจะรู้ว่าสองคนนี้ชอบกัน

ถึงเวลาลากลับ กัลยาชวนให้มีคณาพาสันติมาเที่ยวที่บ้านบ่อยๆ เธอบอกกับสันติว่า มีอะไรโทร.หายายได้ทุกเวลา เธอกอดเขาสอนอีกครั้ง ให้เป็นเด็กดี มีแต่คนหวังดีกับเขาทั้งนั้นสันติรู้สึกอบอุ่นใจขึ้น...

หน้าบ้านมีคณา...สันติไหว้หิรัณย์แล้ววิ่งเข้าบ้าน หิรัณย์ย้ำกับมีคณา “เลี้ยงเด็กต้องใจเย็นนะครับ แม่ผมฝากบอกให้คุณอดทนไว้ ท่าทางสันติไม่ใช่เด็กไม่มีความคิด เพียงแค่อาจต้องใช้เวลาหน่อย ระหว่างนี้ถ้าคุณมีปัญหาอะไรก็ปรึกษาท่านได้ แม่ผมชอบให้คำปรึกษาช่วยเหลือคนอื่นอยู่แล้ว ทั้งป้าทั้งหลานปรึกษาได้หมด”

“ฝากสารวัตรกราบขอบคุณคุณป้าด้วยนะคะ”

“ครับ ผมจะบอกให้ คุณเองก็อย่าเพิ่งไปซักไซ้อะไรติตอนนี้เลย รอให้เขาพร้อมก่อนค่อยเปิดใจคุยกัน”

“ค่ะ ฉันก็ตั้งใจไว้แบบนั้นเหมือนกัน”

หิรัณย์ยิ้มพยักพเยิดให้เธอเข้าบ้านพักผ่อน มีคณาสีหน้าซาบซึ้งตัดสินใจเอ่ยปาก

“สารวัตรคะ...ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยตามหาติ แล้วก็...ชี้ให้ฉันเห็นปัญหาตัวเองชัดขึ้น ฉันจะไม่ลืมบุญคุณของสารวัตรเลย”

“อย่าถือว่าเป็นบุญคุณเลยครับ ผมเต็มใจช่วยคุณมี่ทุกอย่างอยู่แล้ว จริงๆอยากจะพาตัวทั้งป้าทั้งหลานไปดูแลที่บ้านเลยด้วยซ้ำ”

มีคณาเหยียดปากใส่ รีบเดินหนีเข้าบ้านเขินๆ หิรัณย์ยิ้มหัวใจพองโต มีความหวังขึ้นโข...เข้ามาเห็นสันติเดินหาของ มีคณาเดาออกเอารถบังคับมายื่นให้ และถามอยากได้คันใหม่ไหมจะซื้อให้ สันติส่ายหน้า มีคณาเอ่ยขอโทษที่ไม่เชื่อคำพูดของเขา และยอมรับว่าตัวเองมีอคติสันติมองตาปริบๆ มีคณากล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“เราลองมาเริ่มต้นกันใหม่ดีไหมติ ลืมทุกอย่างที่ผ่านมาไปซะให้หมด”

สันติน้ำตาเอ่อ กอดรถบังคับวิ่งขึ้นห้อง มีคณาหน้าเจื่อนทรุดนั่งถอนใจยาว...ชั่วครู่ มีคณาเดินขึ้นชั้นบน เห็นสันติหอบหมอนผ้าห่มเดินออกจากห้อง จึงถามจะไปนอนไหน

“จะย้ายไปนอนห้องเล็กแทน ป้ากลับไปนอนห้องใหญ่ของป้าเถอะ ติอยากนอนห้องใหญ่เพราะอยากเอาชนะป้า อยากแย่งห้องของป้า ถ้าป้าอยากเริ่มต้นกันใหม่ ติก็ควรกลับไปนอนห้องที่ป้าจัดไว้ให้ตั้งแต่แรก”

มีคณายิ้มปลื้มน้ำตาคลอ กุลีกุจอช่วยหอบ เป็นการเริ่มต้นที่ดีของป้าหลาน

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น มีคณาเคาะประตูห้องปลุกสันติก่อนจะเปิดเข้ามา สันติเอ่ยขออนุญาตไม่ไปเรียนหนึ่งวัน มีคณาบอกว่าวันนี้วันเสาร์จะไปเรียนทำไม ตนอยากให้ไปหาหมอตรวจร่างกายกันสันติหน้าเสียหาหมอทำไม หญิงสาวบอกตามตรงว่าตรวจร่างกายตรวจเลือด

“ตรวจทำไมติไม่ตรวจ ติไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย” สันติตกใจโวยวาย

“ค่อยๆพูดก็ได้ไม่เห็นต้องโวยวายอะไรเลย ป้าเป็นห่วงติ ตรวจสุขภาพเอาไว้ไม่เสียหลายหรอก ไม่ติดโรคอะไรมาก็ดี”

สันติน้ำตาร่วงโวยวาย “ติไม่ได้ทำ ติไม่ยอมมัน ป้าไม่เชื่อติอีกแล้วใช่มั้ย...ติว่าแล้ว ยังไงป้า...” มีคณาสวนทันควันว่าตนเชื่อ อย่าโวยวาย สันติชะงักจ้องหน้า

มีคณาบอกว่าไม่ต้องไปหาหมอ และสัญญาจะไม่พูดเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างที่เขาหนีออกจากบ้านอีก แต่มีเรื่องหนึ่งที่ขอพูดและจะไม่พูดอีก “...ติเพิ่งเจอกับตัวมา ตอนนี้ติคงจะเข้าใจแล้วว่า การต้องมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เราไม่ได้รักไม่ได้ชอบ ต้องทำเพราะถูกบังคับมันไม่ใช่เรื่องสนุก มันเจ็บปวดและน่าอายมากกว่า”

มีคณาถือโอกาสยกตัวอย่าง ว่าผู้หญิงหลายคนถูกทารุณให้รับแขก เขาอาจจะเห็นเป็นเรื่องปกติ เพราะทั้งหมู่บ้านทำกัน ใครไม่ทำถือว่าอกตัญญู แต่มีใครโดนทุบตี โดนข่มขืน ถูกกรีดเนื้อเป็นริ้วๆบ้างไหม คนเป็นนักข่าว เห็นมามาก สันติฟังแล้วพูดขึ้นบ้าง

“แม่ไม่ได้อยากไป แต่ปู่บอกว่าเราไม่มีจะกินแล้ว ถ้าอยากให้ผัวให้ลูกสบาย ทำแค่นี้ไม่เห็นเป็นไร ก็ทำมันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ก่อนไปแม่ร้องไห้ทั้งคืน ติไม่ได้อยากให้แม่ไป”

มีคณาได้ยินคำพูดของสันติก็ดีใจเผลอยิ้ม สันติเห็นไม่พอใจถามยิ้มทำไม มีคณาจำต้องบอกว่า ยิ้มดีใจที่สันติรักแม่และย่า ถ้าไม่อยากให้แม่ทำ เขียนจดหมายไปบอกให้แม่กลับบ้านสันติเกรงปู่ไม่ยอม มีคณาตอบเคืองๆ

“ก็ช่างปู่ปะไร แม่เป็นแม่ของติ ไม่ใช่แม่ของปู่ แม่ต้องฟังติอยู่แล้ว”

สันติไม่ตอบอะไรเดินไปเข้าห้องน้ำ มีคณารู้สึกดี เป็นอีกครั้งที่รู้สึกว่า สันติไม่ได้เลวร้ายเหมือนพ่อเหมือนปู่...เวลาผ่านไป สันตินั่งทำการบ้านที่ห้องรับแขก มีคณาล้างจานเสร็จเดินออกมาบอกเขาว่า หน้าที่เขาตากผ้า ตนซักให้ทั้งหมดแล้ว พลัน เสียงออดดังขึ้นมีคณาให้เขาช่วยออกไปดู สันติกลับสวนว่าให้ป้าไปดูเองตนจะไปตากผ้า มีคณาส่ายหน้าหมั่นไส้ก่อนจะเดินไป

ออกมาหน้าบ้านเห็นหิรัณย์ยืนยิ้มถือถุงกล่องอาหาร มีคณาเผลอยิ้มดีใจ พอนึกได้รีบหุบยิ้ม กลัวเสียฟอร์ม เปิดประตูให้เขาเข้ามา ชายหนุ่มส่งถุงให้ บอกว่าแม่ฝากมา จริงๆไม่อยากมารบกวนแต่เช้า แต่แม่อยากรู้ข่าวสันติ มีคณาดักคอทำไมไม่โทร.ถาม เสียเวลาขับรถ มาทำไม หิรัณย์ยิ้มเจื่อนๆที่รู้ทัน เปลี่ยนเรื่องถามหาสันติแก้เขิน มีคณาให้ไปหาที่หลังบ้านถามไถ่กันเอาเองแล้วโทร.กลับไปรายงานคุณป้า

หิรัณย์เดินมาหลังบ้านเห็นสันติกำลังตากผ้าจึงเข้าช่วย สันติบ่นไม่อยากทำ หน้าที่นี้ควรเป็นของผู้หญิง หิรัณย์พยายามสอนไม่ให้คิดแบบนั้น เพราะในสังคมใหญ่ที่นี่ ผู้หญิงผู้ชายเท่าเทียมกัน แต่ผู้หญิงจะอ่อนแอกว่าจึงควรถนอม เหมือนน้องสาวที่บ้าน พ่อจะรักและห่วงใยมากจนไม่ต้องทำอะไรเลย ส่วนตนเคยทำงานมาทุกอย่างไม่ว่า ล้างจาน ซักผ้า ตากผ้า สันติฟังอึ้งๆ

“ติเองมาอยู่กับป้าเขาตั้งนานก็น่าจะดูป้าเขาเป็นตัวอย่างนะ ป้าเราเขาเก่ง งานข่าวยากๆ ป้าเราก็ทำได้ดีกว่าผู้ชายเสียอีก อย่างนี้ติจะมาเกี่ยงว่างานนี้ผู้หญิงทำงานนั้นผู้ชายทำ ไม่ได้หรอก”

มีคณาแอบยืนฟังอมยิ้มรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก...สายๆวันนั้น หิรัณย์ออกมาจ่ายของที่ซุปเปอร์มาร์เกตกับมีคณา เขาชวนเธอไปทำข่าวที่เชียงใหม่เป็นข่าวฝึกสุนัขตำรวจให้จับยาเสพติด เป็นข่าวเบาๆที่น่าสนใจ เธอจึงขอไปปรึกษา บก.ก่อน




พอมาทำงาน บก.เห็นชอบกับข่าวนี้อนุมัติให้ไปทำ มีคณาจึงโทร.บอกหิรัณย์ แต่ขอเช้าไปเย็นกลับเพราะเป็นห่วงสันติ ไม่อยากไปฝากบ้านครูอรุณอีก เพิ่งจะต่อยลูกชายแกหยกๆยังเข้าหน้ากันไม่ติด หิรัณย์เสนอให้ฝากแม่ตนก็ได้ มีคณาเกรงใจ หมวดดาวซึ่งนั่งอยู่ด้วยกระเซ้าเบาๆ

“เอะอะจะชวนเขาไปค้างต่างจังหวัดกันเลย พฤติกรรมไม่น่าไว้ใจ”

หิรัณย์วางสายจากมีคณาหันมาบอกหมวดดาวว่า คนนี้เอาจริงแต่ดูเขาไม่เอาตน ป่านนี้ยังดูไม่ออกว่าเธอคิดอย่างไรกับตน หมวดดาวเยาะว่าเป็นสารวัตรตกม้าตายเสียเอง ชายหนุ่มเอาคืนบ้างเปลี่ยนเรื่องมาถามว่าเพื่อนชายที่แนะนำรับแอ๊ดเขาหรือยัง หมวดดาวเอ็ดไม่ต้องมาจับคู่ให้ หิรัณย์จึงกระเซ้างั้นจะแนะนำสาวๆให้แทน หมวดดาวตีแขนแรงๆชายหนุ่มเจ็บต้องลุกหนี

มีคณากลับมาบอกสันติว่าตนต้องไปทำข่าวที่เชียงใหม่ สันติใจเสียเกรงต้องไปอยู่บ้านครูอรุณ แต่พอป้าบอกว่าคราวนี้ไม่ค้าง ถ้าคราวอื่นมีค้างจะให้ไปอยู่กับแม่สารวัตร สันติยิ้มโล่งใจโพล่งออกมาว่า ป้ามีแฟนเป็นตำรวจโก้มาก มีคณาหน้าแดงอายเอ็ดหลานพูดเกินเด็ก สันติบอกว่าที่หมู่บ้านตนใครมีผัวตำรวจเดินกร่างไปทั่วหมู่บ้าน มีคณาหน้าร้อนผ่าวขยับแว่นเดินหนี

สนามฝึกสุนัขที่เชียงใหม่ ตำรวจโชว์ขั้นตอนการฝึกให้นักข่าวดูและเก็บภาพ หมวดดาวยืนดูรวมกับตำรวจนอกเครื่องแบบ หิรัณย์ถือแก้วน้ำมาให้มีคณา หมวดดาวแกล้งเปรยว่าคอแห้งมีคณายิ้มอายๆ นักข่าวพากันยิ้มแซว หิรัณย์รีบถามทุกคนแก้เก้อ ว่าใครอยากได้น้ำอะไรกันบ้าง

“อยากได้คนเสิร์ฟน้ำมากกว่าค่ะ หรือว่ามีเจ้าของแล้ว” นักข่าวใหญ่คนหนึ่งกระเซ้า

คนอื่นๆ กิ๊วก๊าวกันใหญ่ มีคณาเขินก้มหน้าขยับแว่น หมวดดาวแกล้งแซวให้หันมาสนใจสุนัขกันหน่อย ไม่ได้ มาดูซีรีย์สายลับหน้าขาวกับนักข่าวหน้าแว่น นักข่าวเฮ กันครืนใหญ่...

ช่วงพัก เพื่อนนักข่าวถามมีคณาไม่อยู่ค้างคืนด้วยกันหรือ เธอบอกว่าห่วงหลานที่บ้าน ไม่วายโดนแซวว่า

หลานหรือลูก แถมขอสารวัตรหน้าหนวดดื้อๆ มีคณารีบบอกว่าหลานจริงๆ และสารวัตรไม่เกี่ยวอะไรกับตน ให้ไปตกลงกับเขาเอง เพื่อนนักข่าวอีกคนช่วยมีคณาแซวกลับจนเป็นที่ครื้นเครงกัน หิรัณย์เห็นมีคณายิ้มเบิกบานก็ดีใจ มีคณาหันมาเห็นรีบหุบยิ้มเมินหน้าหนี

หมวดดาวบอกหิรัณย์ ให้สารภาพรักมีคณาไปเลย ชายหนุ่มเห็นว่าเร็วไป เธอย้อน ดีกว่าช้า หิรัณย์ครุ่นคิด... หมวดดาวออกหน้าช่วยเพื่อน มานั่งคุยกับมีคณา มีคณาเปรยว่าถ้าไม่ได้มาเสียดายแย่ เป็นโอกาสให้หมวดดาวสวนกลับ

“แต่ถ้าคุณมี่ไม่มา จะมีคนเสียดายมากกว่า...สารวัตรหิรัณย์เป็นคนดีมากนะ ลุ๊กเขาดูเหมือนคนจ้าชู้ แต่จริงๆแล้ว ไม่กล้าจีบสาวหรอก ตั้งแต่รู้จักกันมา มีคุณมี่นี่แหละที่ดูสารวัตรเขาทุ่มสุดๆ ฉันชอบนิสัยคุณนะ แอบเชียร์คู่คุณสองคนอยู่”

มีคณาขยับแว่นเขินอยู่หลายรอบ พลันมีเสียงเป่าปาก ปรบมือกันยกใหญ่ มีคณามองไปที่กลางสนาม เห็นหิรัณย์ถูกเชิญออกไปร่วมการสาธิตกับตำรวจผู้ฝึกและสุนัขตำรวจ หมวดดาวลอบมองอากัปกิริยาของมีคณาอย่างลุ้นๆ

เสร็จงาน หมวดดาวประกาศว่าใครที่ค้างคืนให้มารวมกลุ่ม ส่วนใครที่กลับกรุงเทพฯเย็นนี้รอที่โรงอาหารทานอะไรตามอัธยาศัยไปก่อน...มองไปเห็นหิรัณย์เดินคุยกะหนุงกะหนิงกับมีคณาก็พึมพำเชียร์เพื่อน ให้กล้าๆ หน่อย

มีคณาเอ่ยขอบคุณหิรัณย์ที่ชวนมาทำข่าวนี้ ตนรู้สึกสบายไม่ได้ทำข่าวแบบนี้มานาน ชายหนุ่มดีใจที่ทำให้เธอมีความสุขได้ ไม่เคยเห็นเธอหัวเราะเต็มที่มาก่อน มีคณาอึ้งๆ หลบตา ชั่วครู่ก็หันมาเผชิญหน้า ถามเขาอย่างต้องการคำตอบ

“ทำไมต้องเป็นฉันคะสารวัตร” หิรัณย์ถึงกับผงะกับคำถามตรงๆ “ผู้ชายอย่างสารวัตรเลือกคบผู้หญิงได้ตั้งเยอะแยะ ผู้หญิงที่ไม่เก็บกด ไม่มีปัญหาครอบครัวรุงรังอย่างฉัน ทำไมสารวัตรถึงได้...” มีคณาเขินที่พูดออกมา หิรัณย์ต่อให้แทน

“ถึงชอบคุณ ตามจีบคุณ ส่งดอกส้มไปปักแจกันให้คุณทุกเช้าใช่ไหมครับ”

“ค่ะ ฉันรู้ตัวดีนะคะว่าหน้าตาฉันพอไปวัดไปวาได้ แต่สารวัตรก็คงได้เจอผู้หญิงที่สวยกว่าฉันมาก อย่างผู้หมวดดาวก็สวยไร้ที่ติ”

“ผู้หมวดดาวไม่ใช่คนที่คุณควรกังวล ผมกับเธอไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่าการเป็นเพื่อนร่วมงานกัน”

“ฉันไม่ได้กังวลเรื่องผู้หมวด ฉันแค่ยกตัวอย่างแต่ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรพร้อม ก็อย่างที่คุณเห็นฉันเองก็มีปัญหา หลานก็มีปัญหาครอบครัว ทางบ้านก็มีปัญหา...”

“คุณมี่ที่รักครับ” มีคณาเหวอกับคำเรียกของหิรัณย์ “โลกนี้ไม่มีใครพร้อมสมบูรณ์ไปซะทุกอย่างหรอกนะครับ คุณอาจจะมองไม่เห็นตัวเองว่าคุณมีดีตรงไหน ผมถึงมาชอบคุณ แต่ผมมองเห็นแล้วก็มั่นใจว่า ผมมองคุณไม่ผิด”

มีคณาเงียบกริบ มองตาหิรัณย์รอฟังชนิดแทบกลั้นหายใจ ชายหนุ่มขยับเข้าใกล้กุมมือจ้องตอบอย่างจริงใจ “คุณเป็นคนที่อ่อนนอกแข็งใน คุณดูหวาน แต่ภายในใจเข้มแข็งกว่าที่ใครๆคิด รู้ไหม สิ่งแรกที่คุณสะดุดตา สะดุดความรู้สึกผม ไม่ใช่หน้าหวานๆตาสวยๆของคุณ แต่เป็นความพยายามปกป้องเด็กคนนั้นของคุณมากกว่า คุณพร้อมจะสู้ยิบตาเพื่อคนที่คุณต้องการปกป้อง ผมต้องการผู้หญิงแบบนี้ ผู้หญิงอ่อนหวานนุ่มนวล แต่พร้อมจะสู้ถ้าเหตุการณ์บีบบังคับอาชีพอย่างผม คุณก็เห็นอยู่ว่าเสี่ยง วันหนึ่งถ้าผมจะแต่งงานมีลูก ผมก็อยากให้แม่ของลูก แกร่งพอจะนำครอบครัวต่อไปโดยไม่มีผม”

“สารวัตรมองดิฉันดีเกินไป” มีคณาดึงมือออก หลบสายตา

“คุณต่างหากที่ประเมินค่าตัวเองต่ำเกินไป ผู้หญิงทั่วไปคงทนแรงกดดันจากข่าวอย่างที่คุณทำอยู่อยู่ทุกวันไม่ได้แน่ ไม่สติแตกไปซะก่อน ก็คงด้านชาไม่รู้สึกอะไรแล้ว แต่กับคุณไม่ใช่ คุณยังเจ็บปวดกับสิ่งที่เห็นแล้วคุณก็ยังเลือกที่จะทำต่อ คุณเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลยรู้ไหมคุณมี่”

มีคณาน้ำตาคลอ “สารวัตรก็เป็นผู้ชายที่ดีที่สุด ที่ฉันเคยเจอมา ฉันดีใจที่มีโอกาสได้รู้จักกับคุณ” แววตาของความกล้าๆกลัวๆฉายออกมาให้เห็น เธอรีบตัดบทชวนกลับ

“ผมรอคุณได้นะ ผมเข้าใจว่าคุณกำลังกลัว ที่จะต้องเปิดความรู้สึกที่คุณปิดประตูกั้นมันมาตลอดชีวิต ผมไม่ได้เร่งรัดอะไร ผมจะรอคุณไม่หนีไปไหนจนกว่าคุณจะพร้อมรับผม”

มีคณาน้ำตาไหลที่เขาพูดเหมือนอยู่ในใจตัวเอง หิรัณย์เข้ามาจับต้นแขนให้กำลังใจ เธอเขินเบี่ยงตัวออกเดินนำหน้าไปทันที ชายหนุ่มถอนใจ คงต้องใช้เวลา ต้องอดทน

ถึงหน้าบ้าน มีคณาไขกุญแจจะรีบเข้าบ้านเหมือนกลัวใจตัวเอง หิรัณย์รีบบอกว่าพรุ่งนี้จะมาทานข้าวเย็นด้วย มีคณาชะงักไม่ตอบ ชายหนุ่มจ๋อยบอกว่าถ้าเธออึดอัดก็ไม่เป็นไร มีคณาลังเลตัดสินใจพูดลอยๆว่า สันติคงดีใจ หิรัณย์ยิ้มรีบบอกว่าจะมาทานทุกวัน หญิงสาวตอบหน้านิ่งๆ

“สันติเขาไม่ชอบคนได้คืบจะเอาศอกค่ะ จะเปลี่ยนสันติได้ต้องใช้เวลาต้องใช้ความเข้าใจ สำคัญที่สุดคือให้เวลาค่ะ”

หิรัณย์รู้ว่ามีคณาเอาเรื่องสันติมาเปรียบเปรย “โอเคครับ ทำไงได้ล่ะ ผมต้องยอมทุกอย่างแหละ เพราะผมหลงรักสันติเข้าซะแล้ว”

มีคณาเขินสุดๆ ไล่เขากลับ แล้วก้มหน้างุดๆเข้าบ้าน หิรัณย์ยิ้มมีกำลังใจขึ้นเยอะ

ooooooo
ตอนที่ 7


เย็นวันนั้น หิรัณย์ได้พบกับเขตต์ตวันที่สยามสาร ปรึกษากันเรื่องมัทนา เอกชัยพยายามติดต่อชลบุษย์แต่ไม่ได้จึงจะลองไปหาที่คอนโด เขตต์ตวันก็กังวลใจทนอยู่รอไม่ได้ ออกไปตามหามัทนาที่บริษัทเชนเพิร์ล หิรัณย์จะตาม มีคณารีบขอไปด้วยคน หิรัณย์ชะงักหันมาส่งตาหวาน

“ด้วยความยินดีเลยครับ” หิรัณย์เปิดประตูผายมือให้มีคณาเดินนำ เธอเขินหน้าแดง

ตำรวจกระจายกำลังตรวจค้นเชนเพิร์ล เขตต์ตวันช่วยอย่างร้อนใจ ไม่พบมัทนา หิรัณย์ได้ข้อมูลใหม่มาว่า เชนตีสนิทมัทนา และให้ไข่มุกดำแก่เธอ เธอนำกลับมากรุงเทพฯแต่เข้าใจว่าเป็นของปลอมจึงให้น้องสาวไป ไม่ ทันไรตำรวจพบห้องลับที่ชั้นสาม มีเด็กสาวถูกกักขังอยู่หลายคน เขตต์ตวันกับมีคณารีบตามไปดูอย่างร้อนใจ แต่ไม่มีแม้แต่เงาของมัทนา

มีคณาปลอบใจเด็กสาวเหล่านั้น เด็กหญิงคนหนึ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นจะหาแม่ เธอต้องกอดปลอบและพาทุกคนไปขึ้นรถ หิรัณย์เข้าใจความรู้สึกของมีคณา เขาบีบไหล่ให้กำลังใจเธอเบาๆ มีคณาฝืนยิ้มตอบ แต่ในใจห่อเหี่ยวเหลือกำลัง

เอกชัยแจ้งกลับมาว่า ชลบุษย์ถูกฆ่าตายคาคอนโด หิรัณย์จะไปหาเบาะแสเพิ่มเติมกับมีคณา ได้ความอย่างไรจะแจ้งให้ทราบ เขตต์ตวันขอบคุณ

รถหิรัณย์แล่นออกมาได้ไม่ไกล มีคณาบ่นว่าเชน “คนจิตใจแบบนี้ไม่มีทางปล่อยมัทนาหรอกค่ะ ถ้าไม่ใช่ถูกจับกักขังไว้สนองตันหามัน ก็ต้องเอาไปขายแน่ๆ ทำไมมัทถึงต้องโชคร้ายแบบนี้ด้วย”

“อย่าเพิ่งด่วนสรุปให้กลุ้มใจไปเลยครับคุณมี่”

“มี่ไม่ได้ด่วนสรุปนะคะ มี่ทำข่าวอาชญากรรมทำนองนี้มาตลอด ไม่มีทางหรอกค่ะที่มันจะปล่อยมัท คุณก็น่าจะรู้ดีกว่ามี่”

“ก็จริงครับ ถูกฆ่าปิดปากยังดีซะกว่า”

“สารวัตร!”

“ก็จริงไม่ใช่เหรอครับ”

“ใช่ค่ะ แต่ไม่ต้องพูดก็ได้ มี่ลองโทร.หามัทอีกทีดีกว่า” มีคณาล้วงกระเป๋าจะเอามือถือ “อุ๊ย...มี่ลืมมือถือไว้ที่เชนเพิร์ลค่ะ กลับไปเอาได้ไหมคะ”

“ต้องกลับไปเอาแน่นอนครับ หายไป คนให้เสียใจตายเลย” หิรัณย์ยิ้ม ยูเทิร์นรถทันที

มีคณาเข้าไปเอามือถือเดินออกมาจากเชนเพิร์ล บอกหิรัณย์ โชคดียังไม่มีใครเอาไป

หิรัณย์ย้อนถามว่าเจอเขตต์ตวันกับเอกชัยไหม มีคณาส่ายหน้าแปลกใจ ชายหนุ่มบอกว่ารถทั้งสองคนยังจอดอยู่ อาจมีอะไรไม่ค่อยดี มีคณาร้อนใจไปด้วย หิรัณย์วิทยุเรียกตำรวจมาช่วย บุกไปทางหลังตึก มีคณาจะตาม แต่หิรัณย์ขอร้องอย่าไปเลย

“ฉันเป็นห่วงมัท”

“แต่ผมเป็นห่วงคุณ...คุณรออยู่ข้างล่างดีกว่า ผมจะได้ไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลัง”

มีคณาซึ้งใจ ขอให้เขาระวังตัว หิรัณย์ยิ้มหวานรับ ก่อนจะนำกำลังตำรวจไป...ผ่านไปพักใหญ่ เสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ไม่นาน เขตต์ตวันมีบาดแผลถูกยิงที่ไหล่ แต่ยังประคองมัทนาที่หน้าตาบอบช้ำลงมา มีคณาโผกอดมัทนาด้วยความดีใจ

“ขอบคุณคุณมี่มากนะครับ สารวัตรเล่าให้ฟังแล้ว

ถ้าคุณไม่ลืมโทรศัพท์มือถือ ผม เอก กับมัท คงไม่รอดแน่ๆ” เขตต์ตวันกล่าว

“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอกค่ะ พวกคุณยังดวงดีมากกว่า ที่จริงต้องยกความดีความชอบทั้งหมดให้สารวัตร เขาเห็นรถคุณกับคุณเอกยังจอดอยู่ เลยผิดสังเกต ถ้าฉันกลับมาคนเดียวคงคิดอะไรไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวแบบนั้นหรอกค่ะ”

“สารวัตรเป็นคนเก่งแล้วก็ดูเป็นคนจริงใจมากนะครับ ยินดีด้วยนะครับ มีข่าวดีเมื่อไหร่อย่าลืมบอก” เขตต์ตวันชมด้วยความจริงใจ

มีคณาเขิน มัทนายังมีแรงแซวแต่แล้วเจ็บปากร้องโอ๊ย...มีคณาสมน้ำหน้าใส่

ooooooo

หลังจากสรุปข่าวไข่มุกดำ ส่งคืนญี่ปุ่นได้เรียบร้อย สถานทูตญี่ปุ่นจัดงานเลี้ยงขอบคุณตำรวจไทย...หิรัณย์แต่งตัวหล่อเนี้ยบออกมายืนบังทีวีที่แม่กับน้องกำลังดู ให้ช่วยติติงชุดที่ใส่

“จะหล่อไปถึงไหน ชุดเมื่อกี้ก็ดีอยู่แล้ว” กัลยาหมั่นไส้กึ่งขำ

“อะไรของพี่เนี่ย งานเลี้ยงขอบคุณของสถานทูตนะคะ ไม่ได้ไปดินเนอร์ใต้แสงเทียนกันสองคนซะหน่อย” วันทนีย์แซว

“ก็ลองไม่อาศัยงานนี้ คุณมี่จะยอมออกงานกับพี่เหรอ”

“แต่งงานกันไปก็ต้องออกงานด้วยกันอยู่ดีแหละ” กัลยาท้วง

หิรัณย์ยกมือไหว้ขอให้สมพรปาก แล้วถามว่าชุดนี้โอเคหรือยัง วันทนีย์ตอบแทนว่าเยอะไป หรูหราสำอางเกินไป มีคณาแต่งตัวเรียบๆเป็นตนจะไม่ชอบควงผู้ชายที่แต่งตัวมากกว่า หิรัณย์รีบวิ่งไปเปลี่ยนแม่กับน้องขำ กัลยาเอ็ดลูกสาวที่แกล้งพี่ ตะโกนบอกลูกชายเร็วๆเดี๋ยวมีคณาจะรอนาน วันทนีย์รู้สึกว่าพี่ชายจะรักจริงหวังแต่งกับมีคณา กัลยายิ้มปลื้ม ถูกชะตากับเธออยู่แล้ว วันทนีย์เองก็เห็นด้วย ติดดินเข้ากับครอบครัวตัวเองได้ สองแม่ลูกยิ้มให้กันอย่างชื่นชม

ด้านมีคณา แต่งตัวทำผมสวยเดินลงมาบ่น หาแว่นตาไม่เจอ ถามสันติก็บอกว่าไม่เห็น แต่เธอไม่อยากเชื่อ สันติบอกมีคณาว่าหายก็ดี ป้าจะได้สวยให้สารวัตรเห็นบ้าง ใครอยากจะควงป้าแว่นหัวกระเซิงออกงาน

“เจ้าติ มากไปแล้วนะ ลามปาม”

“ไม่จริงรึไง ไม่มีผู้ชายคนไหนอยากมีแฟนไม่สวยหรอก”

“แก่แดดใหญ่แล้วนะเรา สถานทูตเขาจัดงานขอบคุณที่ช่วยตามคดีไข่มุกดำสำเร็จ ป้ากับเขาไม่ได้ไปออกเดทกัน เข้าใจให้ถูกซะด้วย”

สันติเออออแล้วบอกให้รอหิรัณย์มารับ แต่มีคณาเกรงใจชวนสันติเรียกแท็กซี่ไปที่บ้านเขาดีกว่า มีคณาให้สันติช่วยปิดบ้านเพราะตนมองอะไรมัวไปหมด... พักใหญ่ หิรัณย์ในชุดสูทลำลอง ดูไม่หรูหราเหมือนชุดที่แล้ว เดินออกมาที่รถ แต่ยังอดถามแม่กับน้องไม่ได้ว่า ดูดีแล้วแน่หรือ กัลยาแขวะว่าป่านนี้มีคณาหลับไปแล้ว ขาดคำ รถแท็กซี่มาจอดหน้าบ้าน สันติลงจากรถผายมือเชิญมีคณาที่กำลังก้าวตามลงมา ทุกคนตะลึงในลุคใหม่ของเธอ

สันติเข้ามาไหว้กัลยาและทุกคน กัลยาถามทำไมมาแท็กซี่กัน สันติตอบว่า ป้าเกรงใจไม่อยากให้ต้องย้อนไปย้อนมา วันทนีย์ชมมีคณาสวย ถามทำไมวันนี้ไม่ใส่แว่น

“บอกแล้วไม่เชื่อ” สันติแทรก

มีคณาทำหน้าดุใส่หลานก่อนจะตอบ “พอดีพี่หาแว่นไม่เจอน่ะค่ะ”

กัลยาถามยิ้มๆมองเห็นหรือ มีคณาตอบว่าเบลอๆ สันติโพล่งขึ้น “มองเบลอดีกว่าอกหัก”

มีคณาเอ็ด หิรัณย์อมยิ้ม เห็นมีคณาเผลอเอามือกระชับแว่นจึงจิ้มหน้าตัวเอง เขาบอกสันติ “ใส่แว่นน่ะดีแล้วล่ะสันติ ขืนปล่อยไปแบบนี้ ลุงจะอกหักแทนน่ะสิ”

มีคณายิ่งอาย สันติเปิดกระเป๋าเป้ หยิบแว่นตาออกมา “อ้ะ คืนให้ก็ได้ จะได้ไม่มีใครต้องอกหัก” มีคณารับมาสวมแล้วหยิกแขนหลานอย่างเคืองๆปนอาย

“เจ้าหลานคนนี้ร้ายจริงๆ ไปติ เข้าไปกินขนมกับยาย” กัลยาขำเอ็นดู สันติวิ่งมาหาวันทนีย์กระเซ้า “เดทให้สนุก เอ๊ย ไปงานสถานทูตให้สนุกนะคะ”

หิรัณย์ชี้หน้าน้องสาวฝากไว้ก่อน วันทนีย์หัวเราะวิ่งหนีเข้าบ้าน มีคณากระชับแว่นเขินๆเดินไปขึ้นรถ หิรัณย์อมยิ้มกรุ้มกริ่ม

ผ่านไปสักพัก การจราจรติดมาก มีคณาเกรงว่าหิรัณย์จะไปไม่ทันงาน ชายหนุ่มมองนาฬิกาข้อมือ ท่าทางจะไปไม่ทัน ถึงอย่างไร หมวดดาวกับผู้การไปถึงแล้ว ตัดสินใจเปิดไฟกะพริบขอทางเลี้ยวออกอีกเส้นทางหนึ่ง มีคณาแปลกใจจะทำอะไร

“ยังไงก็ไปไม่ทัน ไปหาร้านอร่อยๆแถวนี้กินดีกว่า ผมหิวแล้ว”

มีคณาอึ้งปนงงที่เขาเปลี่ยนโปรแกรมเสียอย่างนั้น

ooooooo

สองหนุ่มสาวในชุดออกงานกลางคืน นั่งทานข้าวมันไก่อยู่ข้างทาง หิรัณย์เอ่ยบอกมีคณาว่า อุตส่าห์พามากินร้านนี้กะจะให้เด่นเสียหน่อย แต่กลับมีคนแต่งตัวหรูๆมานั่งทานอีกสองสามโต๊ะ เพราะต่างรถติดจนทนอดหิวไม่ไหว จอดรถลงมาทานกันเป็นแถว

มีคณายิ้มๆ

“ดีแล้วล่ะค่ะ ไม่งั้นเขินตาย ทานไม่ลงหรอก”

หิรัณย์หวังว่า เธอจะจำคืนนี้ได้ฝังใจ...ทานเสร็จ สองคนเดินเล่นไปตามทาง มีคณาเปรย

“ฉันยังไม่สบายใจเรื่องเด็กที่ถูกหลอกมาขาย ตอนไปช่วยมัทวันก่อนอยู่เลยนะคะ ฉันคงไม่ใช่นักข่าวที่ดีเท่าไหร่ เพราะไม่สามารถแยกงานออกจากความรู้สึกส่วนตัวได้ แต่คุณทราบไหมคะว่า เด็กผู้หญิงพวกนั้นกี่คนต้องกลับเข้ามาสู่วงจรอุบาทว์อีก”

“ครึ่งนึงหรือมากกว่า ผมเป็นตำรวจนะคุณ ถึงจะทำงานคนละสาย แต่ก็พอเดาสถานการณ์ได้”

“ขอโทษค่ะ ฉันเคยเจอแต่คนที่ไม่รู้ข้อมูลมากนัก บางทีรู้แล้วก็ปล่อยผ่าน ไม่ได้ใส่ใจอะไร บางคนเล่าให้ฟังก็โกรธเอาด้วยซ้ำ”

“ปัญหาโสเภณีเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาหนักที่หลายคนมักจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่คุณมี่ก็ไม่ได้สู้ศึกอยู่คนเดียวอย่างที่คุณคิดนะครับ ยังมีอีกมากที่ยอมรับว่าเรามีปัญหา และพยายามหาทางแก้ไขอยู่ เพียงแต่เราต้องอดทนและทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด”

“สารวัตรเคยบอกฉันหลายครั้งแล้วล่ะค่ะ แต่พอเจอเรื่องแบบนี้ทีไร ความอดทนฉันก็เหมือนจะขาดลงทุกที มันน่าจะมีวิธีนะคะ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาสนใจ และอยากแก้ไขปัญหาพวกนี้อย่างจริงจัง”

หิรัณย์บอกว่าเธอกำลังทำอยู่ มีคณาโต้ว่ามันไม่พอ ข่าวที่ออกไปคล้ายคลื่นกระทบฝั่ง แรงตอนซัดเข้าหาดเท่านั้นก็สลาย ตนอยากทำอะไรมากกว่านี้ อย่างน้อยให้คลื่นลูกใหญ่กว่านี้ แรงกว่านี้ หิรัณย์ยิ้มปลื้มกับความคิดของเธอ มีคณารู้สึกตัวว่าพูดเรื่องเครียดมากไป เอ่ยขอโทษ ที่ทำให้เบื่อ ชายหนุ่มส่งตาหวานพร้อมตอบว่า ไม่เบื่อหาคนที่ชอบคุยเรื่องเดียวกันได้ยาก หญิงสาวเขินชวนกลับอ้างเป็นห่วงสันติ หิรัณย์รีบถามว่ามากับตนคืนนี้เบื่อไหม เห็นมีคณานิ่งๆ

หิรัณย์จ๋อยลงคิดว่าเธอคงเบื่อ มีคณามองหน้าเขาแล้วตอบว่า กลัวมากกว่า ชายหนุ่มงง

มีคณาน้ำตารื้น “วันนี้คุณพาฉันมาไกลจากที่ฉันเคยอยู่ ฉันกลัว ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้คุณจะพาฉันไปไหนต่อ ถ้าฉันยอมตามคุณไปเรื่อยๆ แล้วฉันจะกลับมาอยู่ที่เดิมของฉันคนเดียวได้ไหม”

หิรัณย์เข้าใจความรู้สึกมีคณาที่สุด เขายื่นมือจะจับมือเธอ “จูงมือผมไปสิครับ ผมให้คุณเป็นคนนำ จะพาผมไปไหนก็ได้ แต่ขออย่างเดียวอย่าปล่อยมือผม”

มีคณาน้ำตาไหลอย่างกลั้นไม่อยู่  หลบตาจะเดินหนี หิรัณย์จ๋อยก้มหน้าเสียใจที่หญิงสาวเลือกเดินคนเดียว ไม่คาดคิด มีคณายื่นมือมาจับมือเขา ชายหนุ่มเงยหน้าดีใจบีบมือเธอเกรงจะหลุดไป  ก้าวตามมีคณาที่เดินนำไปเล็กน้อย หญิงสาวน้ำตาไหลริน นี่คือผู้ชายคนแรกในชีวิต ที่ตนกล้าเปิดใจให้

ooooooo

ห้องทำงานไชยวัฒน์ มีคณาเข้ามาปรึกษาในฐานะเป็น บก. เธอขอออกไปทำข่าวเรื่องขบวนการค้าผู้หญิง อยากจะเจาะลึกให้คนอ่านเข้าใจว่ามันเป็นปัญหาสังคมอันใหญ่หลวง ไม่ใช่แค่ช่วยมาได้ก็มีมูลนิธิรองรับเยียวยา บก.รู้ว่าไม่อาจห้ามได้  ได้แต่กล่าว

“ผมอยากเตือนอย่างนึงนะมี่ ข่าวทุกข่าวมีค่า แต่ไม่มีข่าวไหนมีค่าเท่าชีวิตนักข่าวหรอกนะ คุณคิดจะทำอะไรก็ให้ระวังตัวให้ดี เรื่องบางเรื่องถ้าไม่คุ้มก็อย่าเสี่ยงดันทุรังทำ”

มีคณารับคำแต่ก็ไม่บอกให้กระจ่างว่าจะทำอย่างไร จากนั้น มีคณาก็มาหาบัวที่มูลนิธิเพื่อขอลงไปสัมผัสเส้นทางชีวิตของหญิงเหล่านั้น เพื่อเอามาเขียนข่าว บัวหวั่นใจเกรงจะไม่ปลอดภัย ขอให้เธอแค่ติดตามตำรวจไปบุกอย่างที่เคยทำก็น่าจะพอ

“แต่ข่าวออกมาก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรพิเศษ”

“มันก็จริงค่ะ แต่การแฝงตัวเข้าไปมันเสี่ยงมากนะคะ คนเราลองค้าขายมนุษย์ด้วยกันเหมือนผักเหมือนปลาได้ พวกมันคงไม่คิดเมตตาหรือผ่อนปรนให้ใครหน้าไหนแน่ น้องมี่คิดดูดีๆนะคะ ถ้าเข้าไปแล้ว ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน น้องมี่จะเป็นอันตรายนะคะ”

มีคณายังยืนกรานอยากให้คนอ่านสะดุดกับข่าวของตน ไม่อ่านแล้วผ่านเลยไป ถ้าบัวไม่ช่วย ตนก็จะหาทางเข้าไปวิธีอื่นและอาจจะเสี่ยงเพราะไม่มีคนประสานงาน บัวหนักใจ ขอคำสัญญาว่าจะทำงานแบบนี้เพียงครั้งเดียว มีคณารับปาก

ค่ำวันนั้น ขณะที่หิรัณย์ปฏิบัติหน้าที่ล้อมบ้านคนร้ายที่คาดว่าเป็นที่ผลิตยาเสพติด คนร้ายไม่ยอมจำนน ยิงต่อสู้ บาดเจ็บล้มตายทั้ง สองฝ่าย หิรัณย์กับหมวดดาวช่วยกันยิงตอบโต้ ไม่คาดคิด มีคนร้ายลอบมาด้านหลังหิรัณย์และกำลังจะยิงเขา หมวดดาวเห็นละจากด้านหน้าที่กำลังยิงกันอยู่ หันมาช่วยหิรัณย์ จังหวะนั้น คนร้ายปาระเบิดเข้ามา เสียงดังสนั่นหวั่นไหว...

พ่อของหิรัณย์กำลังทำงานอยู่ที่บ้าน มีวันทนีย์เป็นผู้ช่วย กัลยายกเครื่องดื่มมาบริการพลันโทรศัพท์บ้านดังขึ้น กัลยาเดินไปรับสาย ฟังชั่วครู่ก็ช็อก พ่อเข้ามา รับสายแทน ตกใจไม่แพ้กัน

สันติเดินกระวนกระวายอยู่หน้าบ้านรอมีคณากลับมา พอเห็นเดินมาก็ต่อว่ายกใหญ่ปิดมือถือทำไม มีคณาตอบว่าแบตหมด มีเรื่องอะไร

“พี่วัน โทร.มาบอกว่า ทีมสารวัตรถูกซุ่มโจมตี ตำรวจตายสามคน ไม่รู้มีสารวัตรด้วยหรือเปล่า”

มีคณาตกใจอย่างมาก รีบ โทร.กลับไปถามเรื่องราววันทนีย์ “ยังเลยคะพี่มี่ คุณแม่เป็นลมไปหลายรอบแล้วค่ะ เดี๋ยวดีขึ้นก็ว่าจะไปรอฟังข่าวที่โรงพยาบาล วันก็ภาวนา ว่าจะไม่ใช่พี่รัน”



มีคณาน้ำตาไหลพรากถามว่าใช่โรงพยาบาลตำรวจหรือเปล่า...ขาดคำ มีคณากับสันติก็นั่งแท็กซี่มุ่งหน้าไปทันที สันติเข้าใจความรู้สึกของป้าจึงกุมมือปลอบ มีคณาเอาอีกมือมากุมทับบีบมือเขาเบาๆ น้ำตาไหล

ถึงโรงพยาบาล มีคณาแทบจะวิ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉิน กวาดตามองหา หน้าห้องมีแต่ญาติตำรวจที่บาดเจ็บร้องไห้กันระงม เตียงพยาบาลเข็นเข้ามาอีก มีคณาพยายามมองว่าใช่หิรัณย์หรือไม่ ทันใด สันติเห็นหิรัณย์ซึ่งทำแผลจากการบาดเจ็บเรียบร้อยแล้วเดินออกมา เขาร้องลั่น

“สารวัตร! สารวัตรยังไม่ตายป้า”

มีคณาหันมามอง หิรัณย์เห็นเธอก็ดีใจเดินเข้ามาหา มีคณายังร้องไห้พูดอะไรไม่ออก เขาสวมกอดเธอเอาไว้ เห็นสันติยืนมองน้ำตารื้นจึงดึงเข้ามากอดไว้อีกคน

เหตุการณ์ในตอนนั้น คนร้ายย่องมาจะยิงหิรัณย์ด้านหลัง หมวดดาวเห็นละมือจากการยิงหันมายิงช่วยหิรัณย์ไว้ได้ แต่กลับโดนทางด้านหน้ายิงใส่เธอกลางหลัง หิรัณย์ตกใจวิ่งเข้าไปประคอง ทันใด ก็มีคนปาระเบิดตูม เกิดความโกลาหลไปหมด

“ถ้าไม่ได้หมวดดาวช่วยไว้ ผมคงตายไปแล้ว”

“แล้วหมวดดาวเป็นยังไงมั่งคะ”

“ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกัน รอฟังคุณหมออยู่ นี่ผมยังจับตัวไม่ได้ ใครโทร.ไปบอกที่บ้านก็ไม่รู้ น่าจะสายของแม่ในหน่วยผมนั่นแหละ ยังไม่รู้อะไรแน่ชัด โทร.ทำไมวุ่นวายกันไปหมดเลย ผมไม่อยากให้แม่เขาเป็นห่วง”

มีคณาว่าเขาคงหวังดี แล้วให้โทร.บอกที่บ้านจะได้ไม่กังวล

“มือถือป้าเขาแบตหมด ไม่งั้นคงรู้เรื่องตั้งแต่ในแท็กซี่ ไม่ต้องเสียน้ำตาเป็นปี๊บๆยังงี้หรอก” สันติกระเซ้า มีคณาหยิกแขนหลานอายๆ

พยาบาลเข้ามาถามหาญาติผู้หมวดวิมลิน ทั้งหิรัณย์และมีคณารีบเข้ามารอฟังผล

ooooooo

รุ่งขึ้น มีคณาเอากระเช้าผลไม้มาเยี่ยม หมวดดาวยิ้มแย้มบอกว่าถือโอกาสนอนพักกับเขาบ้าง มีคณามองอย่างชื่นชม ถ้าเป็นตน คงไม่กล้าทำแบบที่เธอทำ

“แต่ในสถานการณ์แบบนั้น ฉันเชื่อว่าคุณกล้าค่ะ แรงผลักดันที่อยากช่วยสารวัตรของคุณน่าจะเยอะกว่าฉันด้วยซ้ำ” หมวดดาวกระเซ้า

พอดีมีโทรศัพท์เข้ามาขัดจังหวะ มีคณารับสายสีหน้าดีใจ เพราะเป็นสายจากบัว...บ่ายวันนั้น มีคณาออกมาคุยกับบัวที่มูลนิธิ บัวบอกว่ามีร้านอาหารตามสั่งจินดา เป็นร้านเล็กๆอยู่ข้างหอพักนักศึกษา หน้าฉากเป็นร้านอาหารธรรมดาๆแต่หลังฉากเจ้าของร้านคือเอเย่นต์หาเด็กสาวๆไปขาย เปิดแบบนี้หลายจังหวัด ถูกจับได้ก็ประกันตัวออกมาแล้วหนีประกัน เปลี่ยนชื่อมาเรื่อยจากเดิมแป้งเปลี่ยนมาเป็นแป้น เปลี่ยนกระทั่งนามสกุล เปลี่ยนทุกอย่างยกเว้นอาชีพ

“ยัยนี่มันเก่ง มีเส้นสายพอตัว ตำรวจจับมันไม่ได้ซะที เพราะขาดหลักฐานและผู้เสียหาย”

มีคณามุ่งมั่นจะปลอมเป็นนักศึกษายากจน อยากทำงานพิเศษ ถ้าถูกส่งตัวไปไหนจะหนีออกมา บัวฟังแล้วเหมือนง่ายแต่อดเป็นห่วงไม่ได้...มีคณาไม่กล้าบอกความจริง บก. จึงทำเป็นขอลาพักร้อน บก.ไม่อยากเชื่อจึงดักคอว่า ถ้ามีปัญหาอะไร โทร.หาตนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เย็นวันนั้น หิรัณย์มาสอนการบ้านสันติ เมื่อเห็นว่าเขาทำตัวดี จึงให้รถแข่งเป็นของขวัญ สันติดีใจมากแต่มีคณาไม่พอใจ เพราะจะทำให้สันติไม่เห็นคุณค่าของที่ได้ ควรจะให้ถ้าเขาสอบได้ที่หนึ่ง หรือวันเกิด หิรัณย์เจื่อนลง หันมาเอาใจมีคณาว่าต่อไปจะปรึกษาก่อน

หิรัณย์เปลี่ยนเรื่องคุย บอกมีคณาว่าตนต้องไปทำงานที่อเมริกาหนึ่งอาทิตย์ เธออยากได้อะไรบ้างไหม มีคณาตาเป็นประกายดีใจ ที่จะได้มีโอกาสทำงานหาข่าวสะดวก เธอพยายามถามวันเวลาที่เขาจะเดินทาง แต่เขาก็ไม่บอกเสียที กลับย้อนถามว่าเธอมีอะไรหรือเปล่าดูกังวลตลอดเวลา มีคณารีบเก็บอาการโต้ว่า ตนก็มีปัญหาเป็นปกติอยู่แล้ว

“แต่ช่วงนี้คุณเงียบผิดสังเกต คุณดูเครียดๆแล้วก็กังวลมากกว่าแค่งานหนักธรรมดา”

“ฉันเป็นผู้ต้องสงสัยของสารวัตรตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”

“เปล่า ผมแค่เป็นห่วง”

“ระวังจะเหมือนฉันเป็นห่วงสันติมากเกินไป จนดูเหมือนจ้องจับผิดนะคะ” มีคณาหลบตาจัดของบนโต๊ะอาหาร แล้วเรียกสันติมาทาน

สันติเดินมายื่นกระดาษให้หิรัณย์บอกว่ารายการของฝาก มีคณาเอ็ดไม่ให้ตามใจ แล้วถามเขาอีกครั้งว่าจะเดินทางวันไหน

ooooooo

จนกระทั่งถึงวันที่หิรัณย์เดินทาง มีคณากับสันติมาส่งเขาที่บ้านร่วมกับกัลยาและวันทนีย์ สันติเตือนหิรัณย์อย่าลืมของฝาก มีคณาตีแขนหลาน หิรัณย์ยิ้มบอกว่าตนเอากระเป๋าไปเผื่อใส่ของฝากแล้ว หิรัณย์ไม่ลืมที่จะกำชับมีคณาอย่าไปทำอะไรเสี่ยงๆระหว่างที่เขาไม่อยู่ เธอรับคำ

แต่พอหิรัณย์ขึ้นรถออกไป มีคณาก็หันมาฝากสันติกับกัลยา ขอไปทำธุระสักครึ่งวัน กัลยาติงว่าสองคนนี่เอาแต่บ้างานพอกัน...จากนั้น มีคณามาหาซื้อเสื้อผ้าสไตล์วัยรุ่น บางตัวเห็นแล้วแทบไม่อยากใส่

วันต่อมา มีคณาจะให้สันติไปอยู่กับกัลยาสักสองสามวัน กำชับห้ามดื้อและเหลวไหล ต้องช่วยงานบ้าน ซักเสื้อผ้าเอง ห้ามตื่นสาย และรอวันทนีย์รับกลับจากโรงเรียนทุกวัน ก่อนจะไป มีคณาแปลกใจที่จดหมายป้ามั่นสินไม่มาตามเวลา เอะใจ มาถามสันติเห็นบ้างไหม

“ในตู้จดหมายไม่มีก็คือไม่มี ติไม่อยากยุ่งจดหมายของป้าหรอก ขี้เกียจโดนด่า”

มีคณาฉุกคิดบางอย่าง เข้าห้องมานั่งเขียนจดหมายหามั่นสินเสียเอง  “มี่กำลังกลัวว่าความสัมพันธ์ของมี่กับสันติจะเหมือนแค่คนอยู่ร่วมบ้าน ผูกพันแต่ห่างเหิน เติบโตแล้วก็แยกทางกันไป ถึงแม้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นคงได้  แต่ลึกๆก็ยังโหยหาความรักอยู่ดี...รอแค่จดหมายจากอังกฤษเดือนละฉบับ ที่ไม่ต่างจากหยดน้ำหนึ่งหยดในทะเลทราย...”

เขียนมาได้แค่นี้ มีคณาน้ำตาร่วงเผาะ ไม่อาจเขียนต่อได้ ขยำปาทิ้งขยะเพราะเกรงจะโดนป้าเขียนกลับมาด่ามากกว่าจะเห็นใจ...มีคณาออกมาเคาะประตูห้องสันติ อยากคุยอะไรด้วย สันติท่าทางร้อนรน เพราะครูที่โรงเรียนฝากจดหมายมาให้มีคณาแต่ทำหาย จึงร้อนตัวบอกไปว่าตนอธิบายเรื่องจดหมายได้ มีคณางงถามจดหมายอะไร สันติเหวอแก้ตัวว่าจดหมายข้างบ้านส่งผิดมาที่นี่ เลยแกะอ่านแต่ส่งคืนเขาไปแล้ว มีคณาตำหนิ แล้วชวนออกไปทานก๋วยเตี๋ยวปากซอย

สันติงงที่ป้าไม่โกรธอะไร แถมบอกว่าจะไปรอข้างล่าง สันติสงสัยว่าเธอเอาจดหมายไปแต่คงยังไม่ได้อ่าน จึงแอบย่องเข้าไปในห้องมีคณา ค้นหาจดหมายของครูประจำชั้น กลับพบจดหมายที่มีคณาเขียนแล้วขยำทิ้ง ทำให้เขาได้รู้ว่าป้าของเขาเป็นคนที่มีความเหงาเหมือนกับตน

สันติวิ่งลงมาข้างล่างเห็นว่ามีคณาเดินออกไปแล้ว จึงวิ่งตามออกไป ทำทีต่อว่าไม่รอกันบ้างเลย มีคณาหยุดเดินหันกลับมายื่นซองจดหมายให้ “มัวแต่หาจดหมายนี่อยู่ใช่ไหม”

สันติหน้าเจ่ือนเสียงอ่อยว่าเจอที่ไหน มีคณาตอบ ว่าใต้โซฟา ถ้าตนไม่ทำกุญแจบ้านหล่นก็คงไม่เห็น เขาหน้าคว่ำถามว่าครูฟ้องอะไรบ้าง มีคณายิ้มๆ

“เปล่า ครูเขียนมาชม บอกว่าสันติเข้ากับเพื่อนได้ดีขึ้น มีสมาธิในการเรียนดีขึ้น...ไม่เห็นต้องซ่อนป้าเลย” มีคณาคืนจดหมายให้แล้วเดินนำไป

สันติพับจดหมายใส่กระเป๋าวิ่งไปเดินเคียงคู่ ถามว่าป้าอยากพูดอะไรไหม มีคณาก้มมองหลานอย่างยินดีที่เขารู้ใจ

“ตอนแรกที่ย่าบอกให้ติมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ติรู้สึกยังไง”

สันติยักไหล่ “ไม่อยากมา ใครจะอยากมาล่ะ ป้าเป็นใครก็ไม่รู้ หน้าก็ไม่เคยเห็น ปู่ก็ด่าให้ฟังทุกวัน”

“ป้าก็ไม่อยากให้ติมา” สันติชะงักเหลือบตามอง “ป้าไม่เคยเห็นหน้าติ ปู่ติเกลียดป้า ป้าเองก็ไม่ชอบใจที่ปู่ติทำกับย่า ทำกับอาๆของติ ทำกับแม่ติ พอย่าบอกว่าจะให้ติมาอยู่กับป้า ป้าก็คิดเหมือนกันแหละว่าติต้องเป็นภาระแน่ๆ แต่ป้าก็ตกลงรับติมาอยู่ด้วยทั้งที่ไม่เต็มใจ... ติเคยได้ยินไหมว่าเวลาเปลี่ยนคนได้ แล้วเคยได้ยินไหมว่า บางทีอะไรๆก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดหรือคาดหวังเอาไว้”

สันติพยักหน้า มีคณาวางมือบนบ่าหลานชาย “เรื่องความสัมพันธ์ของคนนี่ก็เหมือนกัน ตอนแรกเราอาจคิดว่าไม่สามารถทนอยู่ร่วมบ้านกับใครได้แน่ๆ  แต่เมื่อจำเป็นต้องอยู่ขึ้นมาจริงๆ อยู่ๆไปกลับรู้สึกผูกพัน และทำให้คิดได้ว่า เราอาจด่วนตัดสินคนอื่นเร็วเกินไป...บางทีคนเราก็อคติ ตั้งท่าจะชิงชังไว้ก่อน ทั้งที่เขาอาจมีความน่ารักก็ได้ เขาอาจจะมีบางอย่างที่ทำให้เรายอมรับได้ และอาจจะรักได้ในที่สุด” มีคณาสบตาสันติอย่างรู้สึกผิด

สันติหลบสายตาอ้อมแอ้มถาม “ถึงคนนั้นเขาจะไม่ค่อยดีนัก ป้าก็จะยอมรับได้เหรอ”

“ถ้าเขารู้ตัวว่าทำผิดพลาดตรงไหน แล้วพยายามแก้ไขข้อผิดพลาด พยายามปรับตัวเป็นเด็กดี อย่าว่าแต่ป้าเลย เพื่อนฝูง ครู หรือใครต่อใครก็ต้องยอมรับและรักเขาทั้งนั้นแหละ”

“จริงๆอยู่ที่นี่ก็ไม่เลวนักหรอก โรงเรียนวัดก็ไม่เลวร้ายอย่างที่ปู่ว่า บ้านป้าถึงจะเหม็นควันธูปไปหน่อย แต่ก็พอทนอยู่ได้ บางทีป้าก็ดีใจเหมือนกัน” สันติยังวางฟอร์ม

มีคณายิ้มๆเอ่ย บางทีติก็เป็นเด็กดีเหมือนกัน ว่าแล้วก็เดินนำไป สันติยิ้มนึกถึงจดหมายที่มีคณาเขียนถึงมั่นสิน เขาวิ่งตามมีคณาไปจับมือเธอวางพาดบ่ากอดคอตัวเอง

“กอดคอแบบนี้ ติจะได้หายคิดถึงสารวัตรหน่อย”

มีคณายิ้มอย่างเอ็นดู กระชับกอดคอหลานชายเดินคุยกันอย่างมีความสุข

ooooooo

วันเวลาผ่านไป บัวขับรถพามีคณามาพบทัพขันธ์หรือโต้ง ที่บ้านต่างจังหวัด ทัพขันธ์เป็นชายหนุ่มที่ช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา จากการเข้าค่ายทำกิจกรรม อาสาเป็นครูสอนนักเรียนชนบท แล้วเจอปัญหาตกเขียว เรื่องเด็กเร่ร่อน เด็กถูกทำร้ายมาสิบปีแล้ว

บ้านทัพขันธ์เป็นบ้านไม้ มีป้ายชื่อติดไว้ว่า...

บ้านทัพใจ...มีคณามองบ้านที่ดูใหญ่โตไม่เบา บัวเล่าว่า เดิมเป็นบ้านส่วนตัว พอมีเด็กมาอยู่มากขึ้น และมีเงินบริจาคเข้ามา จึงซื้อที่ข้างๆเพิ่ม ให้เด็กได้อยู่สบายขึ้น มีคณาเดินตามบัวเข้ามาในบ้าน พบชายหนุ่มหน้าตาดี ดูแล้วอายุไม่มากกว่าตนเท่าไหร่ กำลังสอนหนังสือเด็กหญิงจำนวนหนึ่ง พอเขาเห็นบัวก็ให้งานเด็กๆทำ

ทัพขันธ์พอจะรู้คร่าวๆว่ามีคณาอยากให้ช่วยทำอะไร ก็อดห่วงไม่ได้ เพราะมันเสี่ยงมาก เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของเธอจึงย้ำ

“อย่าเพิ่งมั่นใจนักเลย จินดานี่ตัวแสบ พิษสงร้ายไม่เบานะคุณ ผมจัดการแม่นี่มาหลายครั้งแล้ว แต่คุณเธอก็นกรู้ เอาตัวรอดไปได้ทุกที เด็กที่ช่วยมาได้ก็กลัวไม่กล้าชี้ตัว แม่นี่ฉลาดยัดเงินปิดปากพ่อแม่เด็ก จับไม่ได้ไล่ไม่ทันซะที”

“ที่ฉันมานี่ก็เพื่อจะแก้ปัญหาจุดนี้แหละค่ะ ฉันแจ้งความได้กล้าขึ้นศาลไม่อายใคร ใครเอาเงินมายัดไม่ได้ด้วย”

“เด็ดเดี่ยวเหมือนที่บัวบอกไหมล่ะคุณโต้ง”

ทัพขันธ์คิดว่ามีคณาเป็นเพียงนักข่าวที่อยากดัง มีคณารับว่าตนอยากทำข่าวให้ดัง ให้ประชาชนตื่นตัวหันมาสนใจกับปัญหาเหล่านี้ ทัพขันธ์ทึ่ง ถามอยากเริ่มงานเมื่อไหร่

“เย็นนี้เลยก็ได้ค่ะ”

ทัพขันธ์สบตากับบัว เขาจำต้องพามีคณามาที่บ้านพักครู มีคณาเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักศึกษา ถอดแว่นใส่คอนแทคเลนส์ เดินออกมา ทั้งสองอึ้งเมื่อเห็นว่าเธอดูเป็นนักศึกษาใสๆ บัวเหลือบเห็นสายตา

ทัพขันธ์ที่มองมีคณา รู้สึกว่ามีประกายวิบวับ บัวเกรงจินดาจะสงสัยว่าสวยขนาดนี้ รอดปากเหยี่ยวปากกามาได้อย่างไร มีคณายิ้มอายๆ บัวให้หาเหตุผลไว้ด้วย

“มี่จะบอกว่า ยายมี่หวงมาก ไม่ยอมให้ไปเรียนไกลบ้าน ยายเพิ่งเสีย มี่ก็เลยออกมาเรียนที่นี่ได้”

บัวพยักหน้าพอฟังขึ้น ทัพขันธ์โพล่งขึ้นว่า มีคณาทำอะไรตกหรือเปล่า เธอรีบก้มดู เขาพูดขำๆว่า อายุไง บัวหัวเราะขำมุกของชายหนุ่ม

“พูดจริงนะครับ แค่ถอดแว่นเปลี่ยนทรงผม แต่งชุดนักศึกษา เด็กลงไปจมเลย”

มีคณายิ้มอายๆ หวังว่าจะหลอกจินดาได้ ทัพขันธ์รับรองว่าจินดาเห็นต้องตีปีกพั่บๆ คิดบวกลบคูณหารเงินที่จะได้ มีคณาเขิน...จากนั้น ทัพขันธ์ก็ขับรถพาสองสาวมาที่หน้าร้านจินดา แอบมองจากในรถ เขาอธิบายคร่าวๆว่า วันแรกที่จินดาพบมีคณาคงไม่กล้าทาบทามอะไร ถ้าเธอถามว่าพักที่ไหน ให้ตอบว่า...สิงหออยู่กับเพื่อนที่หอพักอยู่สบาย จินดาจะไม่สงสัยอะไร เพราะหอพักนี้ไม่เข้มงวด เด็กอัดกันห้องละสี่ห้าคนได้ บัวถามขัดขึ้น ถ้าจินดาโทร.เช็ก ทัพขันธ์ปัดไม่ต้องกังวล เพราะหอพักนี้ ใครต่อใครมาพักมั่วไปหมด พนักงานไม่รู้จักชื่อใครเป็นใคร

“งั้นลุยเลยนะคะ” มีคณาตั้งท่าจะลงจากรถ

“ระวังตัวด้วยนะคะน้องมี่ พี่กับคุณโต้งจะแกร่วอยู่แถวนี้ล่ะ มีอะไรก็รีบโทร.หาเลยนะคะ”


มีคณารับคำ มองซ้ายขวาไม่มีใครมองก็รีบลงจากรถ เดินข้ามฟากมาที่ร้านจินดา เผลอเอามือดันแว่น นิ้วจิ้มหน้า รีบลดมือลง เข้ามานั่งสั่งข้าวและน้ำ จินดาเห็นความสวยสะดุดตา รี่เข้ามาคุยด้วย เรียนปีไหน ทำไมเพิ่งเห็นหน้า มีคณาตอบอย่างมั่นใจว่า เรียนปีสอง เรียนๆหยุดๆเพราะต้องทำงานไปเรียนไป มีปัญหาเรื่องเงิน เพื่อนจึงชวนมาสิงที่หอพักอยู่สบาย

จินดาทำทีเข้าใจว่าสมัยนี้ค่าครองชีพมันแพง ตนเองยังให้เด็กนักศึกษากินฟรีบ่อยๆ จินดาถามชื่อแซ่ มีคณาบอกชื่อจริงและให้เรียกว่ามี่ก็ได้ เธอตั้งชื่อให้ใหม่ว่า

...มีมี่ และชวนมาทานที่ร้านบ่อยๆ มีคณานึกถึงครั้งที่บุญสมพ่อเลี้ยงจะขายตนให้แม่เล้า ตอนอยู่บ้านแม่

แล้วอดขยะแขยงไม่ได้ ว่าคนเราทำไมใจคอโหดร้ายขาย

ได้แม้แต่คนด้วยกัน...มีคณากลับมาเล่ารายละเอียด

ให้ทัพขันธ์กับบัวฟังและวางแผนต่อไป มีคณารับปากบัวว่าจะทำงานเสี่ยงนี้ครั้งสุดท้าย ทัพขันธ์พอจะมองออกว่ามีคณาเจอปัญหาชีวิตบวกกับงานที่ทำ จึงดูเอา จริงเอาจัง

ooooooo

เมื่อมีโอกาสได้คุยตามลำพัง ทัพขันธ์ขอโทษมีคณาที่เข้าใจว่าเธอทำข่าวนี้เพราะอยากดัง มีคณาถอนใจยิ้มๆ ยอมรับว่าที่ตนทำข่าวนี้เพราะความแค้นส่วนตัว แค้นที่ทำไมผู้หญิงต้องทนให้เขาเอาเปรียบ ทัพขันธ์เตือนอย่างจริงใจ

“เพราะแค้นมาก คุณเลยทำงานอย่างไม่มีความสุข คุณไม่ได้แก้ปัญหาอย่างเดียว แต่ยังเอาตัวเองเข้าไปผูกพันด้วย ผูกแล้วไม่ยอมปล่อย ยิ่งเจอคดีหลายคดี คุณเลยยิ่งหนัก แบกอารมณ์จนสุขภาพจิตแย่ ถ้าคุณเอาแต่รับปัญหา ไม่ยอมปล่อยออกซะบ้าง ระวังจะทรุดได้นะครับ”

มีคณามองทัพขันธ์ รู้สึกได้ว่า ชายคนนี้เข้าใจตนมากสมกับทำงานด้านนี้ บัวแอบมองสองหนุ่มสาว ยิ้มอยากให้ทั้งสองเป็นคู่กัน มีคณาบอกชายหนุ่ม ตนคิดว่างานนี้ถ้าทำสำเร็จ บางทีมันอาจจะช่วยปลดปล่อยอะไรจากใจตนได้บ้าง ทัพขันธ์ยิ้มอย่างพอใจและเข้าใจ

ooooooo

ค่ำวันนั้น มีคณาโทร.กลับมาเช็กว่าสันติทำตัวดีหรือเปล่า กัลยาตอบว่า พ่อหิรัณย์ดูจะมีความสุขกว่าเพื่อนที่ได้เล่นเกมกับเด็กอีกครั้ง เหมือนตอนที่หิรัณย์กับวันทนีย์เด็กๆ ระหว่างนั้นหิรัณย์โทร.เข้าเบอร์บ้าน วันทนีย์ไปรับสาย เสียงกัลยาร้องบอกให้สันติพักทานขนมก่อน

วันทนีย์ไม่ทันจะคุยอะไร หน้าซีดพูดอะไรไม่ออก หิรัณย์ถามแทรกทันทีว่า สันติมาอยู่ที่บ้านค่ำมืดแบบนี้ได้อย่างไร เสียงสันติเฮกับพ่อดังเข้ามาอีก วันทนีย์หน้าเจื่อน กัลยาวางสายจากมีคณาหันมามองลูกสาว เธอยื่นโทรศัพท์ให้แม่ตอบคำถามเอง กัลยาจำต้องบอกความจริง

มีคณาเตรียมชุดสำหรับปลอมตัววันพรุ่งนี้เสร็จ หิรัณย์โทร.เข้ามือถือ เธอหน้าเสียตัดสินใจตัดสายทิ้ง ไม่พร้อมจะอธิบายอะไร...รุ่งขึ้นมีคณาแต่งชุดนักศึกษามาที่ร้านจินดาอีก จินดาปรี่เข้าต้อนรับ ให้อาหารจานพิเศษในราคาธรรมดาแถมน้ำฟรีอีกต่างหาก เธอนั่งคุยด้วยถามว่าอยากได้งานพิเศษไหม มีคณาทำหน้าดีใจ

“เพื่อนพี่กำลังจะเปิดร้านอาหารใหม่ อยากได้ พนักงาน ให้เงินเดือนสูงเป็นหมื่นเชียวไม่รวมค่าทิป”

“อุ๊ย ร้านอาหารอะไรเหรอคะ ค่าจ้างแพงจังเลย”

“ร้านอาหารทะเล ตั้งอยู่แหล่งท่องเที่ยวเลย ลูกค้า แน่นทั้งวัน แต่ไม่ได้เสิร์ฟอย่างเดียวนะ” เห็นมีคณา ทำหน้าสงสัย จึงกลบเกลื่อน “ก่อนร้านเปิดก็ต้องช่วยเตรียมอาหาร หลังร้านปิดก็ต้องช่วยเก็บกวาดปิดร้านให้เรียบร้อย งานหนักเชียวแหละ กว่าจะได้นอนโน่นแหละ ตี 3 ตี 4”

“เงินดีขนาดนี้ หนูสู้ค่ะ งานหนักแค่ไหนหนูก็ไม่กลัว”

“แต่ร้านอยู่ทางใต้นะจ้ะ ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ”

มีคณาทำหน้าตกใจเล็กน้อย จินดาปลอบว่า หยุดเรียนสักเทอม ทำงานได้เงินกลับมาเรียนต่อ มีคณาอ้างว่าแม่ไม่ยอมแน่  จินดาออกความคิดให้ว่า อย่าบอกไปแล้วค่อยเขียนจดหมายกลับมาบอกทีหลังพร้อมเงินงวดแรก ขี้คร้านแม่จะดีใจ มีคณาถอนใจ สลดใจกับการกระทำของคนที่เป็นผู้หญิงด้วยกัน หลอกล่อคนไปขายได้ลงคอ

มีคณากลับมาเล่าให้บัวและทัพขันธ์ฟัง ว่าจินดายืนยันว่าไม่ได้หลอกใครไปขายแน่นอน เพราะร้านอาหารเธอตั้งอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว ทำการค้าสุจริต เธอถามเพียงว่าเดินทางพรุ่งนี้ได้เลยไหม ให้ไปทำเรื่องหยุดเรียนและไม่ต้องเตรียมเอกสารใดๆ ข้าวของก็เอาเท่าที่จำเป็นติดตัวไป เพราะทางนั้นมีเครื่องแบบให้ใส่ เธอให้ไปถึงร้านก่อนเที่ยง ทานอาหารแล้วจะมีรถมารับ

“คุณมี่ยังแน่ใจรึเปล่าครับ ว่าอยากทำงานนี้ต่อ” ทัพขันธ์ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

มีคณารับแข็งขัน มาถึงขั้นนี้แล้วไม่เปลี่ยนใจแน่ บัวย้ำว่า จากนี้จะก้าวเข้าไปอยู่ในวินาทีเสี่ยงตลอดเวลา แม้พวกตนจะตามประกบก็จริง แต่โอกาสพลาดก็มีได้ มีคณาไม่ยี่หระกลับบอกให้ทบทวนแผนการทั้งหมดอีกที

ค่ำนั้นมีคณาจัดของจำเป็นใส่กระเป๋า บัวเข้ามาคุยด้วย เลียบเคียงถามว่าเห็นทัพขันธ์เป็นอย่างไร แถมยกยอความดีสารพัด สุดท้ายเปรยว่า ไม่รู้พรหมลิขิตทำให้คนดีๆมาเจอกันหรือเปล่า  มีคณาเข้าใจว่าบัวมีใจให้ทัพขันธ์จึงแสดงความยินดีด้วย บัวสะดุ้ง

“จะมาดีใจอะไรกับพี่คะน้องมี่”

“อ้าว พี่บัวไม่ได้สนใจคุณโต้งอยู่เหรอคะ”

“อุ๊ย น้องมี่ พี่ไม่ชอบกินเด็กค่ะ พี่น่ะรู้จักทั้งน้องมี่ทั้งคุณโต้งมานานแล้วนะคะ น้องสองคนเป็นคนดีทั้งคู่เลย โสดเหมือนกันเพราะบ้างาน มีใจรักทำงานช่วยเหลือสตรีและเด็กเหมือนกันอีก ถ้าได้คบหากันคงจะดีไม่ใช่น้อยเลย”

มีคณายิ้มแหยๆ พลันมือถือดังเหมือนระฆังช่วยชีวิต เธอกดรับสายพอรู้ว่าเป็นหิรัณย์ก็เอ่ยเรียกสารวัตรน้ำเสียงตกใจ บัวเหล่มอง สารวัตรไหน มีคณาเดินเลี่ยงไปคุยโทรศัพท์

หิรัณย์คุยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า โทร.ไปที่สยามสารถึงได้รู้ว่าเธอลาพักร้อน มีคณาตอบอ้อมแอ้มว่าอยากพัก เขาต่อว่า...ผู้ร้ายปากแข็ง หญิงสาวชะงัก หิรัณย์ต้อนให้จนมุม

“เมื่อวานผมโทร.ไปหาแม่ ได้ยินเสียงสันติเฮลั่นบ้านเลย” มีคณาตอบอ้อมแอ้มว่าอยาก

พักจึงฝากสันติ หิรัณย์หัวเราะในลำคอ “อย่างคุณน่ะเหรอ จะไปพักร้อนแล้วทิ้งหลานไว้กับคนอื่นทั้งที่โรงเรียนยังไม่ปิดเทอม...สันติบอกผมแล้วว่าคุณไปทำข่าว ข่าวอะไรครับ”

“ก็ข่าวเดิมๆน่ะค่ะ สารวัตรไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันมากับพี่บัว พี่บัวสุนันทาไงคะ มากับทางมูลนิธิน่ะค่ะ”

หิรัณย์ถามทำไมต้องปิดบังสยามสาร มีคณาเลี่ยงว่าข่าวแบบเดียวกับที่ทำกับเขาแล้วอ้างว่ากำลังยุ่งจะวางสาย หิรัณย์โพล่งขึ้นว่า ถ้าเธอวางสายเขาโกรธจริงๆ มีคณาชะงักไม่กล้าหักหาญน้ำใจ เธอจำยอมสารภาพกับหิรัณย์ทั้งหมด ว่าจะเข้าไปหาหลักฐานเอาผิดเอเย่นต์ค้าผู้หญิงที่ทางใต้ โดยปลอมตัวเป็นนักศึกษาเข้าไป หิรัณย์คัดค้านไม่ยอมให้เธอเข้าไป

“ถ้าผมอยู่ที่นั่น ผมจะเขย่าตัวคุณจนความคิดบ้าๆนั่นหลุดออกมาจากหัวของคุณเลย”

“โชคดีที่สารวัตรไม่ได้อยู่ตรงนี้”

“ไม่ตลกเลยนะ คุณเป็นบ้าไปแล้ว รู้รึเปล่าว่ามันอันตรายมากแค่ไหน”

มีคณายอมรับแต่ตนวางแผนอย่างรอบคอบกับบัวและทัพขันธ์ ถึงปลายทาง ตำรวจทางนั้นจะบุกเข้าช่วยทันที ชายหนุ่มโพล่งขัด ไม่มีแผนไหนรัดกุม ต่อให้วางไว้ดีเลิศแค่ไหนก็มีช่องโหว่ มีคณาเสียงอ่อยว่าตนมีแผนสองรองรับ หิรัณย์เสียงเขียวไม่ยอมให้เธอไปทำงานนี้ แต่มีคณาก็ยังอ้างว่า ถ้าอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ หิรัณย์ซักไซ้รายละเอียดจนมีคณาอ่อนใจให้ไปถามบัวเอาเอง ตนจะต้องเตรียมตัวเดินทางพรุ่งนี้เช้า เขาจะกลับมาก็คงไม่ทัน

“สารวัตรคะ สารวัตรจะรู้สึกดีขึ้นไหมคะ ถ้าฉันจะบอกว่า ฉันจะทำงานเสี่ยงแบบนี้เป็นงานสุดท้ายแล้ว” มีคณาอยากให้คนรักรู้สึกสบายใจขึ้น แต่ชายหนุ่มตอบเสียงห้วน

“ไม่ดีขึ้น ดีไม่ดีคุณอาจถูกฆ่าหมกป่าซะก่อนงานเสร็จก็ได้ อย่าหวังจะได้ทำข่าวอื่นต่อ”

มีคณานิ่งเงียบ หิรัณย์ถามว่าโกรธหรือ หญิงสาวตอบว่าเปล่า ชายหนุ่มเริ่มอ่อนลงขอร้องให้เธอถ่วงเวลารอตนกลับ ไปถึงก่อนค่อยเดินทางไป มีคณาไม่รับปาก บอกเพียงว่าอย่าห่วง กลับมาเราจะไปกินข้าวมันไก่เจ้าอร่อยกันอีก แล้ววางสายไป หิรัณย์ร้อนใจแทบอกระเบิด... เขาโทร.หาหมวดดาว ทำทีถามไถ่อาการบาดเจ็บ เธอตอบว่าดีขึ้นและตอนนี้กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ขอนแก่น หิรัณย์ไม่กล้ารบกวนจึงวางสายไป แต่หมวดดาวสงสัยต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่

หิรัณย์ตัดสินใจ โทร.ไปหาผู้การพิรุณ ขออนุญาตกลับเมืองไทยก่อน

ooooooo

มีคณาตั้งสติได้เดินกลับเข้ามา บัวถามทำไมคุยนาน เธอแก้ตัวว่านั่งรับลมเล่นที่หน้าบ้าน

ทัพขันธ์เตรียมเครื่องมือเข้ามาบอกมีคณาว่า ตนมีอุปกรณ์การทำงานมาให้ใช้ “นี่เครื่องช็อตไฟฟ้าอยู่ในรูปไฟฉาย ส่วนนี้มีดพกซ่อนอยู่ในแปรงผม”

“เอามาจากไหนคะเนี่ย แน่ใจนะคะว่าคุณโต้งไม่ใช่พวกสายลับหรือว่าตำรวจนอกเครื่องแบบ”

“ไม่ใช่หรอกครับ ผมชอบของพวกนี้อยู่แล้ว เพื่อนฝูงไปเจอมาก็ซื้อมาให้เรื่อยๆยิ่งพอรู้จากคุณบัวว่าจะมีนักข่าวสาวบ้าระห่ำมาทำงาน ผมก็เลยรวบรวมมาเท่าที่พอหาได้ทันน่ะครับ”

มีคณาขอบคุณ ทัพขันธ์ยังหยิบลิปสติกออกมาให้อีกสองแท่ง เป็นพลุฉุกเฉินไว้ใช้ยามคับขันและสอนวิธีใช้ให้ ทัพขันธ์ยังเตรียมโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าไว้ให้ ใส่ซิมใหม่และเมมเบอร์ของบัวและตัวเขาไว้เรียบร้อย ไม่ให้ใช้เครื่องที่มีอยู่ เพราะอาจถูกเช็กได้ และยังให้กล้องหัวปากกาไว้บันทึกภาพพร้อมเสียง

บัวยังข้องใจว่าเมื่อครู่สารวัตรไหนโทร.มา จึงถามว่าใช่หิรัณย์หรือไม่ มีคณาตอบว่าใช่  บัวตบอกผางรีบถามว่าคบกันอยู่หรือ มีคณาสบตาทัพขันธ์สีหน้าใช้ความคิด ตัดสินใจตอบว่าใช่ทั้งสองคนตกตะลึง ทัพขันธ์ทำทีค้นของและบ่นว่ามีเครื่องดามหัวใจไหม พลันมือถือบัวดัง

“เบอร์แปลกๆ...สวัสดีค่ะ อุ๊ย! สวัสดีค่ะ สารวัตร” บัวบุ้ยใบ้บอกมีคณาว่าหิรัณย์

มีคณาบอกบัวพูดไปตามจริง ตนจะไปจัดของให้เสร็จ ทัพขันธ์มองตามหลังหญิงสาวที่หมายปอง ทำนองหลุดลอยไปเสียแล้ว

สายวันต่อมา มีคณาในชุดวัยรุ่นเหมาะสมกับวัยนักศึกษาปีสอง ถือกระเป๋าเข้ามาในร้านจินดา เธอแทบจะถลาเข้ามาต้อนรับ ดีใจที่มีคณาไม่เปลี่ยนใจ เห็นกระเป๋าใบย่อมรีบถามว่าขนอะไรมา มีคณาอ้างว่า ต้องไปทำงานนานไม่รู้ว่าเพื่อนจะอยู่ห้องเดิมหรือเปล่า จินดาลืมนึกไป จึงขอตรวจดูว่ามีอะไรผิดกฎหมายหรือเปล่า เธอมองผ่านไฟฉาย แปรงผมและลิปสติก มาสะดุดที่

โทรศัพท์ แต่ทำทีไม่ว่าอะไร บอกให้ทานข้าวเดี๋ยวจะจัดเครื่องสำอางมาเพิ่มให้ ไม่ทันไร หญิงสาวอีกคนเดินถือกระเป๋าเข้ามา จินดาหันไปสนใจ ถามเอ๋ทานอะไรมาหรือยัง และแนะนำ ให้รู้จักกับมีคณา เอ๋ตอบว่าเพื่อนๆเลี้ยงส่งมาอิ่มแปล้ มีคณาสะเทือนใจที่เอ๋ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกส่งไปเชือด จินดาขอตรวจกระเป๋าเอ๋เช่นกัน เห็นมีกล้องถ่ายรูปก็ผิดสังเกต เอ๋บอกว่าตนชอบถ่ายรูป

“เดี๋ยวพี่ไปเอาเครื่องสำอางมาให้คนละชุดแล้วกัน...” จินดาเดินเข้าห้องทำงาน วิชัยและซันนั่งรออยู่ เขายื่นซองเงินให้จินดา เธอรีบหยิบแป้งและอายแชร์โดว์อย่างละชุดไปให้สองสาว

มีคณาและเอ๋เดินตามวิชัยและซันไปขึ้นรถตู้ แว่น ชายหนุ่มหน้าตาดีมาช่วยขนกระเป๋าใส่รถ ภายในรถที่ติดฟิล์มดำมีหญิงสาวนั่งอยู่ก่อนสามคน ต่างแนะนำตัวว่าชื่อผึ้ง อ้อย และพุด เอ๋หยิบขนมมาแจกจ่ายคนอื่นๆและชวนคุยสนุกสนานไปในรถ มีคณาเห็นแล้วหดหู่ใจจริงๆ

รถตู้แวะให้ทุกคนทานอาหารเย็น เอ๋ขอเดินยืดเส้นยืดสายก่อนกลับขึ้นรถ เธอเอากล้องออกมาถ่ายรูปเล่น มีคณาช่วยถ่ายให้ น้ำตาเธอซึมออกมาเมื่อเห็นความสดใสของเด็กสาวเหล่านี้ผ่านเลนส์กล้อง...จากนั้น รถตู้ก็แล่นลงใต้จนมืดค่ำ ทุกคนในรถหลับเหลือมีคณากับคนขับ จนฟ้าสว่าง รถมาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง ลุงวัย 50 กว่าๆมาเปิดประตูรับ เจ๊แอ๊ดเดินออกมามองดูสาวๆที่ลงจากรถ เชื้อเชิญยิ้มแย้มให้เข้าไปพักผ่อน มีคณามองไปรอบบ้านเพื่อหาทางหนีทีไล่ เจ๊แอ๊ดเรียกเหมียวมาพาทุกคนไปที่พัก ก่อนไปเจ๊แอ๊ดถามขึ้นว่าใครมีโทรศัพท์ตนขอยึดไว้ อ้างไม่ชอบให้คุยพร่ำเพรื่อเวลางาน ถ้าใครมีเรื่องจำเป็นให้มาขอไปใช้ เจ๊แดงทำทีเป็นคุยว่า อีกไม่นานทุกคนจะได้เปลี่ยนมือถือเป็นรุ่นใหม่กันแน่...เหมียวพาห้าสาวมาที่ห้องนอนรวม

“ห้องน้ำอยู่โน่นนะ เบาะไหนว่างก็นอนๆไปเหอะ อย่าคุยเสียงดังล่ะ คนอื่นๆเขาเพิ่งจะได้นอนกัน”

มีคณาฉุกคิดรีบถามว่าทำไมถึงเพิ่งนอน ต้องทำงานทั้งคืนหรือ เหมียวอึกอักเห็นคนอื่นๆรอฟังคำตอบ “ก็งานร้านอาหารที่พวกเธอต้องไปทำนั่นแหละ งานมันหามรุ่งหามค่ำ ไม่งั้นค่าจ้างจะแพงเหรอ...นี่ฉันเตือนแล้วนะว่าอย่าพูดมาก นังปริกมันเพิ่งหลับไป ใครเสียงดังปลุกมันตื่นขึ้นมามีหวังห้องแตก นังนี่ปากมันจัดเหมือนมนุษย์มนาซะที่ไหน เหวี่ยงยังกะอะไร ไม่อยากเดือดร้อนก็เงียบๆไม่ต้องสงสัยมาก”

สี่สาวขยาดแยกย้ายหาเบาะว่างนอน มีคณามองนิ่งๆเดินไปนอนเบาะมุมห้อง...เมื่ออาบน้ำถอดคอนแทค-เลนส์ออกเข้านอน มีคณาฝันถึงหิรัณย์ ว่าเขาโกรธเธอมากๆที่ดื้อดึงมาทำงานนี้ สันติเองก็ตามไปอยู่กับหิรัณย์ เธอเสียใจร้องเรียกสันติให้กลับมา...

เอ๋เข้ามาปลุก มีคณาสะดุ้งตื่น เอ๋บอกว่าทุกคนลงไปทานข้าวแล้ว เธอขอเวลาสิบห้านาทีจะตามลงไปมีคณานึกได้มองสำรวจรอบห้องว่ามีกล้องวงจรปิดหรือไม่ เมื่อไม่เห็นแต่ก็ต้องระวังไว้ก่อน เธอใช้ตัวบัง กดกล้องหัวปากกาบันทึกภาพในห้องไว้หมด...มีคณาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเดินลงมา เห็นสายตาคนที่มอง บ้างก็ไม่ชอบ บ้างก็นินทา บางคนไม่สนใจกินข้าวกันไป เอ๋ร้องเรียกให้มา ตักข้าวพร้อมบ่นว่าไม่ค่อยเหลืออะไรเลย  มีคณาไม่ใส่ใจมีอะไรก็กินไป วิชัยเข้ามาบอกกลุ่มมีคณาว่า ทานข้าวเสร็จจะพาไปเที่ยวตลาด สาวๆดีใจ

ooooooo
ตอนที่ 8

สาวๆเดินดูของในตลาดอย่างสนุกสนาน มีแต่มีคณาที่นิ่งเงียบ สังเวชใจกับเด็กสาวเหล่านั้น พลัน ได้ยินเสียงผู้ชายคุ้นหูพูดจาหยอกล้อกับแม่ค้าขายกาแฟ ตามด้วยเสียงผู้หญิง ทำให้มีคณาหันไปมองแล้วใจชื้นขึ้นมาก เพราะเป็นเสียงทัพขันธ์กับบัว

การที่วิชัยพาพวกมีคณาออกมาเดินตลาด เพื่อให้เจ๊แอ๊ดได้เข้าไปค้นข้าวของสาวทั้งห้า ว่ามีอะไรแปลกปลอมมาบ้าง และได้ยึดกล้องถ่ายรูปของเอ๋ไป...พอเอ๋รู้ว่ากล้องหายก็เสียใจเพราะยืมเพื่อนมา มีคณาปลอบคิดเสียว่าฟาดเคราะห์ ทั้งที่กำลังจะไปเจอเคราะห์ที่หนักกว่า คืนนี้พวกเธอต้องเดินทางไปร้านที่ต้องทำงาน แต่มีคณารู้ดีว่ามันคือซ่องนรก

ระหว่างการเดินทาง มีคณาหวั่นใจทัพขันธ์กับบัวจะตามทันไหม มองไปนอกรถมีแต่ความมืดแต่เธอก็พยายามจะจดจำเส้นทาง ผึ้งถูกจับไปนั่งหน้า สีหน้าเธอบ่งบอกถึงความหวาดกลัว ไม่ตื่นเต้นเหมือนอีกสามสาว

ทางกรุงเทพฯ หิรัณย์บินกลับมา สันติดีใจทวงของฝาก ช่วยกันค้นกระเป๋ากับวันทนีย์ โดยไม่รู้เลยว่า ป้าของตนกำลังตกอยู่ในอันตราย กัลยากระซิบถามความคืบหน้า หิรัณย์หน้าเครียดเพราะติดต่อไม่ได้ ติดต่อไปทางบัวก็ไม่รับสาย...หลังทานอาหารเสร็จ หิรัณย์พยายามโทร.หาบัวอีกครั้ง คราวนี้เธอรับสาย เขาดีใจมากต่อว่าเธอยกใหญ่

“ขอโทษทีค่ะสารวัตร บัวเปลี่ยนไปใช้มือถืออีกเครื่องแทน เพื่อความปลอดภัยของน้องมี่น่ะค่ะ เลยไม่ทันได้ดู”

“ตอนนี้คุณมี่อยู่ไหนครับ สถานการณ์ไปถึงไหนแล้ว ถ้าผมจะขึ้นเครื่องไปตอนนี้เลย ไปลงที่ไหนใกล้สุดครับ” หิรัณย์ฟังบัวอธิบายเส้นทาง

ooooooo

รถตู้ที่มีคณานั่งแล่นมาจอดใต้ถุนบ้านไม้หยาบๆ มีชายวัย 50 ผอมเกร็ง ผิวคล้ำหน้าตาดุลงจากบ้านมา วิชัยกับพวกยกมือไหว้เรียก...ป๋า เข้ามาสำรวจสาวๆแล้วให้วิชัยพาไปลงเรือ วิชัยพาทุกคนเดินทะลุใต้ถุนไปหลังบ้าน มีคณาใจแป้วเกรงทัพขันธ์กับบัวจะตามไม่ถูกทาง

เอ๋ พุด และอ้อยยังคงคุยกันสนุกสนาน มีเพียงผึ้งที่หน้าเครียดเหมือนรู้ดีว่าตัวเองกำลังถูกส่งไปไหน มีคณามองสำรวจไปรอบๆ ใจคอไม่ดี พอเห็นมีเรือพายเล็กๆเทียบท่าอยู่ ใจเธอเต้นระทึก กลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะรู้ว่ามันยากที่ใครจะมาช่วยได้

วิชัยสั่งทุกคนให้นอนราบไปกับเรือ มีคณารีบถามว่าทำไม วิชัยเอ็ดอย่ามีปัญหา ผึ้ง พุดอ้อยลงนอนราบที่กลางเรือ วิชัยกับซันเอาผ้าใบคลุม มีคณาสบตากับเอ๋ แล้วมองฝ่าความมืดไปด้วยใจเต้นรัวความกลัวเกาะกินใจ เห็นเรือพายข้ามไปอีกฝั่ง ชักอยากหนีเอาตัวรอด ค่อยๆวางสัมภาระลงข้างตัว ขยับจะโดด เอ๋เอื้อมมืออันเย็นเฉียบมาจับมือไว้ มีคณาสะดุ้งเฮือก เอ๋ร้องไห้

“เอ๋กลัวจังเลยพี่มี่...แปลกจังเลย อยู่ๆทำไมเอ๋รู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาก็ไม่รู้ ใจมันสั่น กลัวขึ้นมาเฉยๆ ตอนมาก็ตั้งใจว่าจะต้องทำงานหาเงินให้ได้ซักก้อน พ่อกับแม่จะได้ไม่เดือดร้อนเรื่องค่าเรียนของเอ๋ ของน้อง พี่มี่ พี่กลัวรึเปล่า”

มีคณาน้ำตาร่วงเผาะ รู้สึกผิด “พี่ขอโทษนะเอ๋ ความกลัวเกือบทำให้พี่เป็นคนเห็นแก่ตัวทิ้งความตั้งใจซะแล้ว”

เอ๋งงกับคำพูดของมีคณา พอดี ซันร้องบอกให้เตรียมตัวเรือวนมารับแล้ว...เมื่อข้ามมาถึงอีกฝั่ง ผึ้ง พุดและอ้อย นั่งรออยู่บนรถกระบะที่มีหลังคาปิดมิดชิด มีชายไว้หนวดเข้ามามองสำรวจ แล้วยื่นซองน้ำตาลให้วิชัย ก่อนจะแยกย้ายกัน ชายไว้หนวดขับรถ มีคนงานหน้าเหี้ยมอีกสองคนคุมกระบะหลัง กำชับอย่าส่งเสียงดังให้ตำรวจจับไปติดคุก เอ๋แทรกขึ้น

“ทำไมต้องติดคุกด้วย พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิด”

คนงานหน้าเหี้ยมหัวเราะกันครืน มีคณาใจเสียกวาดตามองหาทัพขันธ์กับบัว และพยายามจดจำเส้นทาง... รถแล่นเข้ามาในชุมชนแห่งหนึ่ง มาจอดที่บ้านหลังใหญ่รั้วรอบขอบชิด มีลวดหนามเหนือกำแพงที่สูงขึ้นไปอีก มีคณายิ่งตื่นกลัวอย่างบอกไม่ถูก

รถจอดต่อท้ายรถกลางเก่ากลางใหม่อีกคัน มีหญิงสาวหน้าตาอิดโรยสองสามคนลงจากรถ เอ๋เห็นจำได้ร้องทัก “พี่ปุ๊ก...”

ปุ๊กตกใจรี่เข้าหาเอ๋ ถามมาทำไมที่นี่ รู้ไหมเขาหลอกมาขาย เอ๋ตาโพลง พุดกับอ้อยพลอยตื่นตระหนก เอ๋ร้องไห้จะหนี มีคณาเป็นห่วงกลัวเอ๋ถูกทำร้ายพยายาม ปรามให้ตั้งสติ

“ปล่อยหนูนะ หนูมาทำงานร้านอาหาร หนูไม่ได้มาขายตัว”

“เอ็งไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ต้องทำงานใช้หนี้ให้หมดถึงจะกลับได้” ชายไว้หนวดตวาด

“หนูไม่เคยเป็นหนี้ใคร หนูไม่ได้เอาเงินใครมา หนูไหว้ล่ะ ปล่อยหนูไปเถอะ”

“เอ๊ะนังนี่ พูดไม่รู้เรื่องรึไงวะ เอ็งทั้ง 5 คนไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ต้องทำงานอยู่ที่นี่ เถ้าแก่จ่ายเงินค่าตัวพวกแกไปหมดแล้ว”

เอ๋เถียงว่าไม่ได้รับซักบาท มีคณาล้วงมือกำไฟฉายที่เป็นเครื่องช็อตไฟฟ้าไว้เผื่อต้องใช้ช่วยเอ๋ ชายไว้หนวดบอกเอ๋ว่า เงินให้นายหน้าไปหมดแล้ว เอ๋อ้อนวอนจะชดใช้คืนให้ปล่อยตนไป ชายไว้หนวดบอกให้จ่ายมาสามหมื่นถึงจะกลับไปได้ สี่สาวหน้าซีด เอ๋โวยวายโดนตบล้มคว่ำ มีคณาจะเข้าช่วย พลันมีผู้หญิงในสภาพชุดนอนหัวฟูท่าทางโทรมๆออกมาเอ็ดเสียงดัง

ลูกน้องเข้ารายงาน “เด็กใหม่ไม่ยอมทำงาน จะกลับบ้านท่าเดียวเลย”

ปุ๊กยกมือไหว้ขอร้องอย่าทำร้ายเอ๋อีกเลย เด็กไม่รู้ว่าถูกขายมา ชายไว้หนวดตวาด “มาใหม่ไม่รู้ก็ต้องสอนให้รู้ไว้ จะได้เป็นเยี่ยงอย่าง พวกแกดูเอาไว้นะ มาถึงที่นี่แล้วก็ต้องทำงานใช้หนี้ ใครคิดจะตุกติกจะหนีจะเบี้ยวที่นี่ไม่เลี้ยง ที่อีนังนี่โดนไปยังเบาะๆ กูจะบอกให้รู้ไว้ รอบบ้านนี่มีแต่ศพทั้งนั้น”

ห้าสาวตกใจ ชายไว้หนวดยังย้ำว่า ใครดื้อก็เหยียบตายแล้วฝังไว้ที่นี่ ใครเชื่อฟังก็จะมีเงินหมื่นกลับบ้าน มีทองหยองใส่ ชายไว้หนวดเข้ารายงานหญิงที่เดินมาเอ็ดว่า ปุ๊กรู้จักกับเด็กใหม่

ปุ๊กรีบอธิบาย “พี่ดาจะให้หนูทำยังไงล่ะคะ เอ๋มันเพื่อนรุ่นน้อง เห็นหน้ามันหนูก็ตกใจ เวทนามันด้วยที่ถูกหลอกมาขาย หนูก็เลยบอกมัน”

มีคณาสะดุ้งเมื่อได้ยินชื่อที่เรียก พยายามมองว่าใช่ธิดาน้องสาวหรือเปล่า ธิดาค่อนขอดเอ๋ โตป่านนี้จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าโดนหลอกมาขาย เอ๋อ้อนวอนให้ช่วยปล่อยตน

“โอ๊ย นังหนูเอ๊ย ปัญญาช่วยตัวเองยังไม่มีเลย ฉันจะไปช่วยใครได้ เอาเถอะ วันนี้ดึกแล้วจะเช้าอยู่แล้วด้วย ไปพักผ่อนกันก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาคุยกัน ส่วนไอ้เรื่องคิดหนีน่ะ บอกตรงๆอย่าคิดเลย เปลืองชีวิตเปล่าๆ”  ธิดาบอกปุ๊กให้พาทุกคนไปพักที่ห้อง

เถ้าแก่พิงเดินออกมาถามธิดาเอะอะอะไรกัน มีคณาได้ยินชื่อเต็มรีบเพ่งมอง เถ้าแก่พิงมองสาวที่มาใหม่แล้วถามชื่อเรียงตัว พอถึงมีคณา เธอจึงเน้นว่าชื่อมี่หรือมีคณา ธิดาสะดุ้งเหลือบตามอง พอเห็นหน้าก็ยืนช็อก มีคณาสบตาธิดาอึ้งๆ

ในห้องพักเล็กๆ เอ๋ยังหวาดกลัว มีคณาพยายามปลอบใจจะพาหนีออกไปเอง ผึ้งเริ่มรำคาญ  ลุกพรวดขึ้นบอกทุกคนไม่มีประโยชน์จะคิดหนี ให้กัดฟันทนทำไป ได้เงินกลับบ้านเหมือนกัน มีคณาอึ้งที่ผึ้งรู้มาก่อนแล้วว่าต้องมาขายตัว ผึ้งโพล่งออกมาว่ารู้...พ่อแม่รับเงินไปแล้ว

“แล้วทำไมไม่บอกพวกเรา” เอ๋สะอื้นถาม

ผึ้งตอบนึกว่าทุกคนรู้ ว่าแล้วก็ลงนอนหันหลังให้ มีคณาบีบไหล่เอ๋บอกให้นอนพักเอาแรงก่อน พรุ่งนี้จะเจออะไรบ้างยังไม่รู้ ในใจก็รำพึงว่าบัวกับทัพขันธ์จะตามมาถูกไหม

ooooooo

หิรัณย์มาสมทบกับทัพขันธ์และบัวที่หน้าชุมชน แต่ไม่รู้ว่ามีคณาอยู่บ้านหลังไหน ทัพขันธ์บอกให้ทุกคนโล่งใจ ว่าตนรู้อยู่แล้วว่าที่นี่เป็นแหล่งซ่องสุม แต่ไม่มีหลักฐานเอาผิด

“คุณโต้งก็เหลือเกินนะคะ ปล่อยให้ฉันตกใจเกือบตายตอนคลาดกับน้องมี่ ไม่ยอมบอกว่ารู้อยู่แล้วว่าจะพามาที่นี่”

“ถ้าไม่รู้ ผมจะบอกสารวัตรให้ลงสนามบินถูกได้ยังไงล่ะครับคุณบัว”

“ที่พวกมันพานั่งรถอ้อม ต้องข้ามน้ำข้ามคลอง ก็ต้องการไม่ให้จำแหล่งซ่องสุมของมันได้” หิรัณย์เดาการกระทำพวกมันออก

“ประมาณนั้นแหละครับ มันทำงานเป็นขบวนการ กินกันหลายทอด พ่อแม่เด็กนั่นแหละที่ได้ค่าขายลูกกินน้อยที่สุด” ทัพขันธ์เศร้าใจ

หิรัณย์กังวลใจจะรู้ได้อย่างไรว่าบ้านหลังไหน ทัพ– ขันธ์บอกนั่นแหละปัญหา ต้องรอให้มีคณาส่งสัญญาณบอก...

ธิดาบอกลูกน้องที่เฝ้าหน้าห้องว่า เถ้าแก่ให้มาพาตัวเด็กใหม่ไปหาคนหนึ่ง เธอพามีคณาออกมา เมื่อพ้นสายตาลูกน้อง ธิดาก็ดึงมีคณาเข้ามาในห้องเก็บของกด ล็อกประตู มีคณาดีใจที่ใช่ธิดาจริงๆ ตนเกือบจำไม่ได้ ธิดารู้ตัวดีว่าตนแก่โทรมไม่มีราศีเอาเสียเลย

“ทำไงได้ล่ะ ฉันก็เกือบจำพี่ไม่ได้เหมือนกัน ถ้าพี่ไม่จงใจแนะนำตัวขนาดนั้น”

ธิดาถามว่าพี่คงไม่ได้มาขายตัว มีคณาพยักหน้ายอมรับว่าตนมาทำข่าว ธิดาว่าพี่โง่ที่มานี่ คิดหรือว่าจะรอดกลับไปได้ ต้องรอเทวดามาโปรดเพียงอย่างเดียว ธิดาอดเบ้ปากใส่ไม่ได้ แล้วเปลี่ยนเรื่องถามถึงพ่อแม่กับคนที่บ้าน

“เหมือนเดิม แม่ยังทำงานหนัก ส่วนน้าสมก็เมาเช้าเย็นด่าทุกคน แม่ต้องทนรองมือรองเท้าทั้งน้าสมทั้งธำรง...ดารู้ไหม แม่คิดถึงเธอมาก แม่นึกว่าเธอตายไปแล้ว”

“คิดว่าตายไปได้ยังไง ส่งเงินให้อยู่ทุกเดือน แค่ไม่ได้เขียนจดหมายตามไปด้วยเท่านั้นเอง เถ้าแก่เขาไม่ยอม”

“แม่กับน้าสมไม่เคยได้เงินจากเธอเลยซักบาท”

“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ฉันส่งเงินไปให้แม่ทุกเดือน เมื่อก่อนฉันส่งเดือนละหมื่นกว่า หลังๆนี่แขกหายหัวหมด เถ้าแก่ต้องให้ช่วยดูแลพวกสาวๆ เลยส่งให้ได้แค่เดือนละ 8 พัน”

แม่ไม่เคยได้รับนะดา แม่เคยบอกพี่ว่า ตั้งแต่เธอเลิกกับแฟนลงใต้มาครั้งสุดท้าย เธอไม่เคยส่งอะไรกลับบ้านอีกเลย”

“ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย มึงอมเงินกู หลอกให้กูทำงานฟรี ไอ้...” ธิดาเข่นเขี้ยวเจ็บใจ

มีคณาได้ยินเสียงคนหน้าห้องรีบสะกิดบอกธิดา ทั้งสองเงียบแอบฟัง คนของเถ้าแก่พิงหลบมาคุยโทรศัพท์กับสาว...พักใหญ่กว่าจะไป ธิดาหันมาถามถึงหลาน  เห็นครั้ง สุดท้ายยังเดินเตาะแตะ มีคณาบอกว่าตอนนี้สันติมาเรียนกรุงเทพฯ อยู่กับตน ธิดาดีใจถามเรียนเก่งไหม

“ปานกลาง แต่ครูบอกว่าติหัวดีนะ ถ้าขยันกว่านี้หน่อยคงจะสอบได้ดีกว่านี้”

“ถ้ามันเรียนเก่ง ได้เรียนสูงๆกลับไปเป็นเจ้าคนนายคน พ่อคงมีความสุขมาก”

มีคณามองน้องสาวที่ดูมีความหวังแล้วสังเวชใจ “ถ้าดากลับบ้าน แม่คงมีความสุขที่สุด”

ธิดาสลดลง ไม่คิดจะกลับเพราะไม่รู้จะทำมาหากินอะไร ทำแบบเดิมก็สู้สาวเอ๊าะๆไม่ได้ อยู่ที่นี่แขกไม่มีทางเลือก ยังไงก็มีลูกค้า มีคณาเศร้าใจกับความคิดของน้อง

“ถึงไอ้เถ้าแก่เฮงซวยนั่นจะอมเงินที่ฉันส่งไปบ้าน แต่ฉันก็ยังพอมีเงินเก็บ น่าจะสักหมื่นกว่าบาท  ถ้าพี่หนีออกไปได้ ฝากเงินไปให้แม่ด้วยนะ กราบแม่แทนฉันที บอกว่าฉันยังไม่ตาย”

มีคณาน้ำตารื้นกุมมือน้องสาว “พี่ชื่นชมความกตัญญูของดา แต่การทดแทนบุญคุณด้วยวิธีนี้มันไม่ถูกต้อง กลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเราดีกว่า มีงานอีกมากมายที่ดาทำได้ ถ้าดาตั้งใจจะทำมันจริงๆ”

ธิดาดึงมือออกไม่เห็นด้วย มีคณาถามจะตายอยู่ที่นี่หรือ อยู่ไปก็โดนเอาเปรียบอมเงิน แววตาธิดาอ่อนลง แต่ก็รู้ว่าไม่มีใครหนีไปจากที่นี่ได้ มีคณายืนยันว่าตนจะพาทุกคนหนีไปเอง

ooooooo

เถ้าแก่พิงตื่นขึ้นมาไม่เห็นธิดานอนข้าง ก็ร้องเรียก เมื่อไม่มีเสียงตอบ จึงลุกเดินออกมาจากห้อง... มีคณายังกล่อมธิดาให้กลับบ้าน ธิดาฉุกคิดเกรงเถ้าแก่ตื่น จะรีบพามีคณากลับไปส่งห้อง มีคณาขอร้องธิดาให้ช่วย เก็บภาพขุมนรกแห่งนี้ให้ทีว่าแล้วก็ส่งกล้องหัวปากกาให้

“หาเรื่องให้ฉันตายแล้วไงล่ะ”

“พี่รู้ว่าดากลัว แต่พี่อยากขอให้ดาช่วย พี่ทำนี่ไม่ใช่ว่าต้องการข่าวอยากดังอะไรหรอกนะ แต่พี่อยากช่วยเด็กที่ถูกหลอกมาลงนรก ออกไปจากที่นี่ได้ พี่จะเขียนข่าวเตือนให้เด็กสาวๆรู้ตัวให้รู้เท่าทันพวกนายหน้า แต่ข่าวที่เป็นแค่ตัวหนังสือ บรรยายดียังไงก็ไม่เท่ากับ เห็นภาพด้วยตาตัวเองหรอก...”

“ฉันต้องไปส่งพี่ที่ห้องเดี๋ยวนี้แล้วล่ะ” ธิดาว้าวุ่นใจ

“ทำบุญเถอะนะดา เตือนเขาให้รู้ตัวจะได้ไม่หลงคำลวงมาตายทั้งๆที่ยังมีลมหายใจเหมือนกับดาตอนนี้ไง”

ธิดาถอนใจถามว่ากล้องนี่ใช้อย่างไร มีคณาดีใจที่น้องยอมช่วย...ธิดาส่งมีคณากลับห้อง เดินมาเจอเถ้าแก่พิงเข้าพอดี ธิดาทำทีออดอ้อนจนเถ้าแก่ไม่ติดใจสงสัยอะไร พากลับไปนอนต่อ

มีคณาเห็นคนอื่นๆหลับกันหมด มาเกาะลูกกรงหน้าต่างห้องมองฝ่าความมืด ตัดสินใจใช้ลิปสติกพลุส่งสัญญาณออกไป...ทัพขันธ์กับหิรัณย์และคนอื่นๆเห็นพลุ ก็ดีใจ หิรัณย์วิทยุบอกตำรวจทันที ด้านธิดากำลังอ้อนให้เถ้าแก่พิงอย่าเพิ่งให้เด็กใหม่ทำงานวันนี้ ลูกน้องโทร.มารายงานว่ามีตำรวจบุกเข้ามาในชุมชน เถ้าแก่ตกใจสั่งคนเก็บของหนี ธิดาฉุกคิดว่าต้องเป็นพวกมีคณามาช่วยแน่ๆ





มีคณาได้ยินเสียงอึกทึก สันนิษฐานว่าทัพขันธ์คงพาตำรวจมาช่วย รีบปลุกคนอื่นให้เตรียมตัว ผึ้งหน้าตื่นกลัวถูกจับ ผิดกับเอ๋ พุด อ้อยร้องไห้ดีใจ ชายไว้หนวดไขประตูเข้ามาบอกให้ทุกคนตามออกมา มีคณาจับไฟฉายไว้ป้องกันตัว ไม่ยอมออกจากห้อง เอ๋ พุดและอ้อยเลือกอยู่ด้วย มีแต่ผึ้งที่โวยวายกลัวถูกจับขังกรง เอ๋ท้า

“ก็ให้มาจับเลย ไปตายแห้งในห้องขังยังดีกว่าขายตัวเน่าตายอยู่ที่นี่”

ชายไว้หนวดโกรธ จะเข้ามาลากทุกคน มีคณาสู้ด้วยศิลปะป้องกันตัวที่เรียนมา และช็อตด้วยไฟฟ้า แต่ชายไว้หนวดร่างใหญ่ไม่ยอมหมดสติ เอ๋ พุดและอ้อยต้องเข้าช่วยทุบตี มีคณาช็อตด้วยไฟอีกหลายครั้งกว่าจะสลบลงได้ ผึ้งวิ่งหนีเตลิดออกไป...ธิดาวิ่งสวนเข้ามา ส่งกล้องหัวปากกาคืนให้ บอกว่าถ่ายทุกอย่างไว้หมดแล้ว พร้อมกับส่งเงิน ถอดทองหยองในตัวออกหมดฝากไปให้พ่อแม่ มีคณาน้ำตารื้น

“ดาเอาเงินเอาทองเธอคืนไปเหอะ เราต้องกลับไป พร้อมกัน แม่คงดีใจที่เห็นดามากกว่าเงินพวกนี้”

ธิดาไม่สนใจ บอกทุกคนว่าตนจะขังทุกคนไว้ในห้องนี้ ตำรวจถึงจะเข้ามาช่วยเอง ดีกว่าให้คนของเถ้าแก่พิงลากตัวไป ธิดาให้ช่วยกันลากคนร้ายออกไปจากห้องก่อน...เสียงกรีดร้อง วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ผึ้งก็อยู่ในจำนวนสาวเหล่านั้น ธิดาวิ่งมาจะกระโดดออกทางหน้าต่างแต่ถูกตำรวจจับตัวไว้ได้ก่อน ตำรวจบุกเข้ามา หิรัณย์ถลาเข้าเปิดห้องทุกห้อง จนเจอห้องที่ใส่กุญแจไว้ ตำรวจพังประตูเข้ามา เอ๋ พุด และอ้อยร้องไห้ดีใจ ยอมให้ตำรวจพาตัวออกไป มีคณาจะตามออกมา เจอเข้ากับหิรัณย์อย่างจัง

เป็นครั้งแรกที่มีคณารู้สึกปลาบปลื้มดีใจที่พบเขา เธอทิ้งสัมภาระโผเข้ากอดหิรัณย์ร้องไห้สะอึกสะอื้น เพราะแอบคิดว่าจะไม่ได้พบเขาอีกแล้ว

“คุณปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวแล้วนะครับ” หิรัณย์กอดตอบลูบหลังลูบไหล่ปลอบ

มีคณารู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นที่สุด ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอต้องฝืนเข้มแข็งเพื่อช่วยสาวๆโชคร้ายพวกนั้น

ooooooo

จากการทลายซ่องครั้งนี้ ขยายผลให้ได้จับเอเย่นต์ ชายวัย 50 หน้าดุดัน ที่ให้บ้านเป็นที่ลงเรือ ตำรวจอีกกลุ่ม ไปดักจับเจ๊แอ๊ดเจ้าของบ้าน แล้วมาจับจินดาเจ้าของร้านอาหารตามสั่ง ตัวการหลอกเด็กขณะกำลังใส่บาตร ทำบุญบังหน้า

บนโรงพัก สาวๆที่กำลังโดนสอบสวนต่างยืนยันว่าธิดาไม่ใช่แม่เล้า แถมเป็นคนคอยช่วยเหลือเด็กทุกคนที่เข้าไปใหม่ๆ ธิดาถึงกับน้ำตาซึม เพราะมันทำให้ตนรอดคุกรอดตะรางไปได้ด้วย บัวกับทัพขันธ์ยินดีกับมีคณาที่พ้นภัยออกมา และงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

“คุณมี่น่าจะได้เห็นสีหน้าสารวัตรหิรัณย์ ตอนที่คลาดกับคุณมี่ ไม่รู้ว่าอยู่บ้านหลังไหน ถ้าเขาเจอคุณมี่ตอนนั้น ผมว่าคุณโดนหักคอแน่ๆ” ทัพขันธ์กระเซ้า

“เม้าท์อ่ะคุณโต้ง  สารวัตรปากไม่ตรงกับใจหรอก พูดไปงั้นแหละ จริงๆเป็นห่วงน้องมี่จะตายอยู่แล้ว” บัวยิ้มให้มีคณา

“ผมเข้าใจเขานะ ถ้าแฟนผมทำอะไรแบบนี้แล้วไม่บอก เจอตัวก็คงเปิ๊ดกะโหลกให้เหมือนกัน” มีคณาเหล่มองทัพขันธ์ “ผมหมายถึงถ้าเป็นแฟนผม ไม่เกี่ยวกับคุณมี่ซะหน่อย”

“พี่เองก็ใจคอไม่ดีมาตลอดหลายวันนี่เลย ทุกครั้งที่คลาดการติดต่อกับน้องมี่ พี่งี้มือเท้าเย็น ใจเต้นโครมๆแทบจะระเบิด ต่อไปไม่เอาแล้ว ไม่ยอมให้คนที่เรารู้จักชอบพอมาทำงานอะไรเสี่ยงๆแบบนี้อีกแล้ว ประสาทจะกินจริงๆน่ะน้องมี่ เข็ดจนตายเลย”

มีคณายกมือไหว้ขอโทษ “ตอนที่มี่คิดทำเรื่องนี้ เหมือนคนหูหนวกตาบอด ตั้งใจแค่ว่าจะทำให้ได้ ไม่เคยคิดเลยว่าคนรอบตัวจะห่วง จะทุกข์ใจ จะเดือดร้อนแค่ไหน มี่ขอสารภาพตามตรงนะคะ มี่เองก็กลัวแทบขาดใจ ยิ่งตอนที่ลงเรือข้ามฟากกลางดึกนะคะ เลือดบ้าที่อยากทำข่าวนี้ไม่รู้หายไปไหนหมด มี่จะโดดน้ำหนีอยู่แล้วนะคะ”

หิรัณย์เดินเข้ามาแทรก “ถือว่าเป็นบทเรียนสำหรับทุกคนก็แล้วกัน คราวนี้ก็จะได้รู้ว่า ทำงานแบบมืออาชีพกับมือสมัครเล่นมันต่างกันแค่ไหน...ธิดาอยากคุยกับคุณแน่ะ”

มีคณาไม่กล้าสู้สายตาหิรัณย์เดินเลี่ยงไป มีคณามาเกาะกรงคุยกับธิดาอย่างห่วงใย

“พี่มี่กลับไปก่อนเถอะ ตำรวจเขาต้องกักตัวฉันไว้สอบปากคำต่อ แล้วก็เพื่อความปลอดภัยของตัวฉันเองด้วย เขากลัวฉันโดนเก็บ”

“เธอต้องลำบากแย่เลย” มีคณาพยักหน้าเข้าใจ

“โอ๊ย ไอ้เรื่องติดคุกฉันไม่หวั่นหรอก สภาพที่นี่ดีกว่าซ่องบางแห่งที่ฉันเคยผ่านมาด้วยซ้ำ อยู่ต่อสองสามวันเรื่องเล็กน้อย แค่คิดว่าจะได้กลับไปกราบเท้าพ่อแม่อีกครั้ง ฉันก็มีกำลังใจเกินร้อยแล้วล่ะพี่มี่”

มีคณาสวมกอดน้องสาวให้กำลังใจ

ooooooo
ค่ำนั้น มีคณาพักโรงแรมห้องเดียวกับบัว ทัพขันธ์มาเคาะประตูบอกสองสาวว่า หิรัณย์ให้มาชวนไปทานข้าวนอกโรงแรม บัวแกล้งถามทำไมเขาไม่มาชวนเอง ทัพขันธ์บอกว่า หิรัณย์กำลังถามทางไปร้านอร่อย แล้วแอบส่งซิกส์ให้บัว พอมีคณาเตรียมตัวเสร็จ บัวก็อ้าง

“พี่ยังเหนื่อยอยู่เลย อยากกินข้าวในโรงแรมมากกว่า”

ทัพขันธ์เห็นดีด้วย บอกมีคณาไปกับหิรัณย์สองคน เขาคงอยากมีอะไรคุยด้วย มีคณาลังเลรู้ว่าต้องโดนบ่นหูชา ทัพขันธ์เห็นท่าทีหญิงสาวแกล้งเปรย

ว่า ไม่มีใครอยากไป ตนจะไปบอกเขาให้ คงผิดหวังน่าดู ชายหนุ่มแอบยิ้มกับบัว มีคณากลัวหิรัณย์เสียความตั้งใจจึงยอมลงมา เสื้อผ้าที่เธอใส่ตอนนี้มีแต่ชุดวัยรุ่นต่างจากชุดที่เคยใส่ หิรัณย์เหล่มองถามถึงทัพขันธ์กับบัว

“ขออยู่โรงแรมค่ะ บอกว่าอยากพัก...เอ่อ มี่ขอโทษที่ทำให้สารวัตรเดือดร้อน”

“ทีงี้แทนตัวเองว่ามี่ได้ คิดจะเอาใจผมล่ะสิ”

“ค่ะ มี่อยากเอาใจสารวัตรเพราะรู้ตัวว่ามี่ผิด ทำให้ทุกคนเป็นห่วง มี่ขอโทษที่ไม่ทันคิด”

“คุณคิด คุณวางแผนอย่างดี คุณอาศัยช่วงที่ผมไม่อยู่มาทำข่าวเสี่ยงๆบ้าบอนี่ คุณตั้งใจหลอกผม”

“มี่ไม่ได้หลอกนะคะ แค่ปิดไม่ให้สารวัตรทราบ เพราะมี่แน่ใจว่า ถ้าสารวัตรรู้ ต้องไม่เห็นด้วยแน่ๆ”

“ผมไม่เห็นด้วยแล้วไง ลองคุณตั้งใจซะอย่าง คุณทำแน่ ผมจะห้ามคุณได้เหรอ”

“คิดว่าคงได้ค่ะ...ถ้าสารวัตรเอาจริง มี่คงเกรงใจไม่กล้าทำหรอกค่ะ เพราะยังงี้ไงคะ มี่ถึงต้องปิดไม่ให้สารวัตรทราบ”

หิรัณย์ประชดเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความสำคัญ เขาแอบหันหลังให้อมยิ้ม มีคณามองเห็นทางกระจก หมั่นไส้ ยกมือจะทุบ เขาหันกลับมาเสียก่อน รีบทำตัวปกติ หิรัณย์กระเซ้าช่วงปลอมตัวแต่งตัวแบบนี้หรือ กล้าดีนะ มีคณาหน้างอขาดความมั่นใจหันหลังกลับจะไม่ไป หิรัณย์คว้ามือ

“ล้อเล่นน่า ไปทานข้าวกัน”

เดินมาได้ระยะหนึ่ง หิรัณย์ถามมีคณาหิวหรือยัง หญิงสาวมองท้องฟ้าที่รู้สึกว่า คืนนี้ฟ้าโปร่งเห็นดาวระยิบ ระยับ จนไม่รู้สึกหิวแต่อย่างไร ชายหนุ่มถามอีกว่าหนาวไหม เธอส่ายหน้า

“แต่งงานกันนะครับคุณมี่” หิรัณย์โพล่งขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

มีคณาแทบช็อก “สารวัตรแน่ใจแล้วเหรอคะ มี่ไม่มีอะไรเหมาะสมกับคุณซักอย่าง สารวัตรไม่รังเกียจผู้หญิงที่มีแต่ปัญหาเหรอคะ”

“ถ้าผมรังเกียจผมคงไม่ขอ ผมภูมิใจซะด้วยซ้ำที่คุณเป็นคนแกร่ง ถึงจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีปัญหา คุณยังยืนหยัดอยู่ได้อย่างมีอุดมการณ์ ผู้หญิงแบบนี้เหรอที่ผมจะรังเกียจได้ลง”

“มี่จะไม่ฉุดให้สารวัตรต้องลงมาเดือดร้อนกับครอบครัวมี่ไปด้วยเหรอคะ”

“ผมพร้อมให้ฉุด แค่คุณไว้ใจผม ยอมตอบรับผมว่า...ค่ะ มี่จะแต่งงานกับพี่รันเท่านั้น”

มีคณาขำเบาๆ หิรัณย์รู้ตัวว่าเร่งรัดเธอเกินไป แต่ก็เย้าว่าอนาคตเธออาจเจอคนที่ดีกว่าตนมีคณาสวนทันควัน “ยังจะมีใครดีกว่าสารวัตรอีกเหรอคะ”

“เยอะแยะไป ผมไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร งานผมก็ไม่เป็นเวลา บางทีคุณอาจจะไม่อยากได้คู่ชีวิตทำงานเสี่ยงตายทุกวัน ก้าวเท้าออกจากบ้านวันไหนไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะได้กลับมาอีก ผู้หญิงบางคนไม่อยากเป็นเมียตำรวจเพราะกลัวเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว กลัวลูกจะกำพร้าพ่อ”

“มี่เข้าใจที่สารวัตรกังวลค่ะ แต่ผู้หญิงบางคนที่ต้องเสียสามีไปเพราะทำงานในหน้าที่แน่นอนเขาต้องเสียใจ แต่ในความเสียใจ เขาคงรู้สึกเป็นเกียรติที่การตายของคนที่เขารักเป็นการเสียสละเพื่อส่วนรวม เขาต้องภูมิใจที่สามีรักสังคมและชาติบ้านเมืองมากกว่าตัวเอง”

“ชื่นใจมากเลยนะครับที่ได้ยินคุณพูดแบบนี้

ถ้าคุณไม่กลัวว่าจะต้องแต่งงานกับผู้ชายอย่างผม ผมสัญญาว่า สักวันผมจะทำให้คุณรักผมให้ได้” หิรัณย์กุมมือมีคณาส่งตาหวานเชื่อม

“วันนี้ก็ทำสำเร็จแล้วนี่คะ” มีคณากล่าวเขินๆ

“วันนี้คุณทำให้ผมไม่เชื่อหูตัวเองหลายครั้งมากเลยนะ” หิรัณย์อึ้ง

มีคณาสารภาพความในใจน้ำตารื่น ว่าช่วงที่ตกอยู่ในอันตราย ตนคิดถึงเขาตลอดเวลาความกลัวจับใจจะไม่ได้กลับมาพบหน้าเขาอีก น้ำตาหญิงสาวร่วงเผาะ หิรัณย์รวบมือเธอกระชับแนบอก ขอให้รับปากแต่งงานกับตน มีคณาสบตา “ค่ะ...มีจะแต่งงานกับพี่รันเท่านั้น”

หิรัณย์สวมกอดมีคณาแนบแน่นดีใจที่เธอยอมเปิดใจในคืนฟ้ากระจ่างดาวเห็นดวงดาวชัดเจนที่สุดในชีวิต

รุ่งขึ้น หิรัณย์กับมีคณามาที่ซ่องนรก มีคณาหดหู่ใจเมื่อเห็นสภาพภายในเต็มตา หิรัณย์ให้เธอถ่ายภาพตามใจชอบ มีคณาบอกว่า ธิดาถ่ายให้หมดทุกซอกทุกมุมแล้ว บัวจึงชวนกลับ ทัพขันธ์กล่าวลาตรงนี้ มีคณาขอบคุณเขาอย่างจริงใจ หิรัณย์เหล่มองเข้าโอบเอวบอกทุกคนว่า เพราะงานนี้ตนจึงมีโอกาสขอมีคณาแต่งงาน ทัพขันธ์รู้ว่าหิรัณย์ประกาศความเป็นเจ้าของ ก็ยิ้มเจื่อนๆมีคณาอายหยิกแขนหิรัณย์ บัวแสดงความยินดีด้วย มีคณารีบบอกว่าอีกนานกว่าจะแต่ง บัวรู้แกวออกตัวขอกลับบ้านพร้อมทัพขันธ์ เพื่อเปิดโอกาสให้หิรัณย์กลับกับมีคณาสองต่อสอง

ถึงบ้านที่กรุงเทพฯ สันติดีใจ ยิ่งพอหิรัณย์บอก

ทุกคนว่า มีคณายอมแต่งงานด้วย ทุกคนยิ่งเฮเสียงดังจนหญิงสาวเขินอาย หิรัณย์เร่งแม่ให้หาฤกษ์เพราะมีคณากำลังเนื้อหอมมีชายหนุ่มมาติดพัน มีคณาตีแขนหาว่าพูดน่าเกลียด กัลยายิ้มเอ็นดูว่าที่ลูกสะใภ้

ooooooo

วันดีๆที่บ้านสาระวารี ษมาพาจิตติพ่อของจิณห์วราเพื่อนสนิทสาระวารี เป็นผู้ใหญ่มาพูดจาสู่ขอสาระวารีกับสาระสะมา เพราะเป็นพี่สาวคู่แฝดเป็นผู้ปกครองเพียงคนเดียว ทำเอาสาระสะมาเก้อเขินทำตัวไม่ถูก จิตติบอกว่าต้องทำตามธรรมเนียมเพื่อให้เกียรติเจ้าสาว

สาระวารีแขวะ “พี่สะมาเขาหมายความว่า คุณษมา ปูนนี้แล้ว มาสู่ขอเองเลยก็ได้ค่ะลุง”

สาระสะมาตีน้องสาว ออกตัวตนไม่ได้คิดแบบนั้น ษมาเหล่มองคนรัก “คำก็แก่ สองคำก็แก่ รอเข้าหอก่อนเถอะ จะหลงรักคนแก่หัวปักหัวปํา”

“ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด” จิตติเสริม ษมาหัวเราะชอบใจ

สาระสะมาเอ็ดน้อง “ไงล่ะ ปากเก่งดีนัก”

สาระวารีอายก้มหน้างุด จิตติเอ่ยปากเข้าเรื่อง พูดจาสู่ขอเป็นเรื่องเป็นราว ทางษมาจะจัดงานหมั้น  และแต่งให้สมน้ำสมเนื้อ สาระสะมาน้ำตารื้นปลาบปลื้มแทนน้อง

“หนูไม่ขัดข้องอะไรเลยค่ะคุณลุง มีแต่ความ

ยินดีปลื้มใจมากกว่า หนูต้องขอบคุณ คุณษมาด้วยซ้ำที่อดทนกับวารี ใช้ความรักเอาชนะอุปสรรคทุกอย่าง จนเอาชนะใจวารีได้...ฝากดูแลวารีด้วยนะคะคุณษมา จากนี้ไปคุณคงพาวารีไปใช้ชีวิตอยู่ที่ตราดกับคุณ ก็ขอให้คุณรู้เอาไว้ ว่าคุณได้เอาหัวใจฉันติดไปด้วย”
สาระวารีสวมกอดพี่สาวน้ำตาร่วง ษมาและจิตติมองด้วยความปลื้มปิติ

ooooooo

เย็นวันหนึ่ง หิรัณย์กับมีคณาไปรับธิดาซึ่งเดินทาง มาจากใต้ มาพักที่บ้านมีคณา ธิดาลงจากรถได้ก็สูด หายใจลึกๆด้วยความดีใจ ไม่คิดว่าตนจะพ้นจากขุมนรกออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันได้อีก หิรัณย์ปลอบใจให้ลืมทุกอย่าง ตั้งต้นชีวิตใหม่อย่ากลับไปทำมันอีก ธิดายิ้มรับ

“ฉันจะทำเพื่อพี่มี่เลยนะเนี่ย”

“ทำเพื่อตัวเธอเองดีกว่าธิดา ไม่มีคำว่าสายเกินไป ถ้าเราตั้งใจพยายามจริงๆหรอกนะ”

สันติวิ่งออกมา พอเห็นธิดาก็ชะงักด้วยจำไม่ได้ ธิดาดีใจตรงเข้ากอด “โตขึ้นมากเลยนะติ ครั้งสุดท้ายที่อาเห็นยังเดินเตาะแตะอยู่เลย ไง จำอาได้ไหมลูก”

สันติส่ายหน้า ธิดาชมว่าหล่อ หน้าเหมือนย่า สันติโต้ว่า อาหน้าแก่กว่าป้า ธิดาจ๋อย มีคณาปรามอย่าเสียมารยาท ธิดาห้ามอย่าดุหลาน สันติพูดจาขวานผ่าซากเหมือนปู่เหมือนพ่อ ที่เขาพูดก็เป็นความจริง หิรัณย์ตัดบทให้สันติช่วยขนกระเป๋าหลังรถ มีคณาจูงมือธิดาเข้าบ้าน... มีคณาให้ธิดาพักให้สบายใจกี่วันก็ได้ ค่อยกลับไปหาพ่อกับแม่โดยให้นอนกับตน

“ถ้าพี่ไม่รังเกียจฉัน ฉันอยู่ได้อยู่แล้วล่ะ ที่อื่นเล็กกว่านี้ตั้งเยอะ ฉันยังนอนยัดกันได้ 5-6 คน ห้องขนาดนี้นอนแค่ 2 คน ถือว่าสวรรค์แล้วล่ะ”

“พี่จะรังเกียจดาทำไมล่ะ...ดาต้องอดทนนะ ลืมทุกอย่างที่ผ่านมาซะให้หมด ใครจะไม่ให้โอกาสเราก็ช่าง แต่เราต้องเห็นค่าของตัวเราเอง อย่าดูถูกตัวเองตามความคิดของคนอื่นเด็ดขาด”

ธิดารับคำน้ำตาคลอ สวมกอดพี่สาวอย่างซาบซึ้งใจ...




เช้าวันใหม่ หิรัณย์มาส่งมีคณาที่สยามสาร เขาเดินขนาบข้างเธอเข้ามาในตัวตึก มีคณาแปลกใจไล่ให้กลับไปทำงาน เขาแหย่ว่าต้องแสดงความเป็นเจ้าของก่อน และกำชับเย็นนี้จะมารับ แล้วไปรับสันติด้วยกัน มีคณาบอกว่า วันนี้ธิดาอาสาไปรับสันติให้ ชายหนุ่มจึงบอกถ้าอย่างนั้นหาซื้อของเข้าไปทานที่บ้านกัน มีคณายิ้มปลื้มๆมองหิรัณย์กลับไปขึ้นรถ หันมาชนเข้ากับสาระวารีอย่างจัง ตกใจรีบขอโทษ พอเห็นว่าเป็นเพื่อนก็เขิน ถามมายืนอยู่นานแล้วหรือ

“เมื่อไหร่ไม่สำคัญ แต่เกือบอ้วกเพราะความเลี่ยน... ชอบตาหนวดนี่จริงๆเหรอ”

มีคณาเขินพูดไม่ออก สาระวารีย้ำอย่ามาปิดบัง มีคณาพยักหน้าเอออออย่างที่เห็น แล้วผลักเพื่อนเบาๆ ด้วยความอาย ถามมาทำอะไร มาแจกการ์ดหรือ

“บ้า ไม่เร็วขนาดนั้นหรอก”

“แล้วมาทำอะไร” มีคณามองหน้าสาระวารีอย่างสงสัย

สาระวารีมาเพื่อยื่นใบลาออกอย่างเป็นทางการ บก.ไชยวัฒน์บ่นเสียดายแต่ก็อวยพรให้มีความสุข ถ้ามีอะไรต้องการให้ช่วยยกหูโทรศัพท์มาได้เลย สาระวารีซาบซึ้งใจเพราะเคารพเขาเหมือนเจ้านายและพี่ชายอยู่แล้ว เธอสวมกอดร่ำลาเขาก่อนจะพ้นสภาพพนักงาน

ooooooo

เย็นวันนั้น สันติซึ่งกำลังเข้ากันได้ดีกับเพื่อนๆที่โรงเรียน ดอกไม้ลูกครูอรุณ  ชี้นิ้วให้รดน้ำแปลงผักตรงนั้นตรงนี้ เขาก็ทำอย่างเต็มใจ จู่ๆเพื่อนชายก็ร้องขึ้นว่า สันติแม่มารับ เขาสะดุ้งหันไปมอง เห็นธิดาแต่งตัวไม่สุภาพ เดินยิ้มแย้มเข้ามา เขาทิ้งฝักบัวตวาดธิดาใครให้มา

“เปล่า อาอยากมารับติเอง”

“ไม่ใช่หน้าที่ ติไม่ใช่เด็กๆที่ต้องให้ใครมารับกลับบ้าน ต่างคนต่างเดิน ติอายเพื่อน”

ธิดาหน้าเสีย ไม่ทันคิดว่าจะทำให้หลานอับอาย...พอมีคณากับหิรัณย์หอบของกลับมาบ้าน เห็นธิดานั่งหน้าเศร้าอยู่คนเดียวก็ถามหาสันติ เธอบอกว่าอยู่ข้างบน หิรัณย์แปลกใจ เวลานี้สันติจะต้องดูทีวีหรือไม่ก็เล่นเกม ธิดารู้สึกแย่เอ่ยว่าหลานคงโกรธตน มีคณาซักไซ้เรื่องราว

พอรู้ความ มีคณาก็มาเคาะประตูเรียกสันติ ถามว่ามีปัญหาอะไรกับธิดา

“ติไม่ชอบให้อาไปยุ่งที่โรงเรียน” มีคณาย้อนถามทำไม สันติขึ้นเสียง “ป้าไม่มีตาเหรอ ไม่เห็นอาดาแต่งตัวรึไง เดินเข้าโรงเรียนมีแต่คนมองแล้วก็หัวเราะกัน เพื่อนมันวิ่งมาบอกติว่าแม่มึงมารับแล้ว พวกมันกำลังจะลืมกันอยู่แล้ว อาก็ไปเดินอวดนมซะทั่วโรงเรียน แค่มองก็รู้แล้วไอ้พวกนั้นคิดยังไงกับอาดา”

“ใครจะคิดยังไงไม่สำคัญหรอกนะติ มันสำคัญที่ติคิดยังไงมากกว่า อาดาเป็นอาแท้ๆของตินะ”

“ติไม่อยากให้เป็น แม่ก็คนแล้ว ยังอาดาอีก ติไม่อยากเป็นญาติกับพวกผู้หญิงหากินให้คนอื่นหัวเราะเยาะ”

“ติ...พูดถึงอาเขาแบบนี้ได้ยังไง ลงไปข้างล่างกับป้าเดี๋ยวนี้เลย” มีคณาเสียงเขียว คว้าแขนสันติลากลงมาเผชิญหน้ากับธิดา ธิดาขอร้องอย่าดุสันติเลย มีคณาถามสันติว่าเห็นอะไรไหม

สันติตอบซื่อๆ “คุณตัวหมดสภาพ...”

ธิดาน้ำตาร่วงเผาะ หิรัณย์ลุกขึ้นจะตักเตือนสันติ แต่มีคณาพูดขึ้นเสียก่อนด้วยเสียงเฉียบ

“ผู้หญิงตรงหน้านี้คืออาแท้ๆของติ อาที่รักติมาก ป้าจะบอกให้นะติ สมัยที่ติเกิด ป้ายังไม่ได้ทำงาน ไม่มีเงินส่งให้ย่าติ ปู่ย่าติก็ไม่ได้ทำงาน พ่อติก็ไม่ทำงาน เงินทุกบาททุกสตางค์ที่บ้านติใช้ ทั้งค่าอาหาร ค่าทำคลอด ค่ายา ค่านมของติ ผู้หญิงที่ติกำลังดูถูกคนนี้แหละที่เป็นคนหาเงินมาให้ทุกบาททุกสตางค์ ติเองก็รู้ดีแล้วนี่ ว่าอาชีพที่อาดาทำมันมีแต่ความเจ็บปวด น่ารังเกียจแค่ไหน คงไม่ต้องให้ป้ารื้อฟื้นความจำหรอกนะ”

สันติก้มหน้ามองพื้นด้วยความอาย จำความรู้สึกที่ตนเกือบต้องขายตัวได้ดี มีคณากล่าวต่อ “แต่ที่อาดายอมทำ ยอมใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตเป็นผู้หญิงที่ใครก็ตราหน้าว่าเลวว่าบาป อาดาเขาทำเพื่อใคร ถ้าไม่ใช่เพื่อปู่ย่าติ พ่อติแล้วก็ตัวติเอง แล้วรู้ไหมว่าป้ามองเห็นอะไร...ป้าเห็นผู้หญิงเข้มแข็งมากคนหนึ่ง ที่เกิดมารักครอบครัวของเธอเหลือเกิน รักมากทั้งๆที่รู้ว่าครอบครัวของเธอเห็นเธอเป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่ง หวังแต่จะกอบโกยผลประโยชน์จากเธอ... ป้าเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังอ้อนวอนขอพ่อ ขอเลิกไปทำงานขายตัว อยากกลับมาอยู่บ้าน แต่พ่อไม่ยอม ส่งเธอกลับไป เพราะว่าเธอยังหาเงินเลี้ยงพ่อแม่  เลี้ยงพี่ชาย เลี้ยงพี่สะใภ้ที่กำลังท้องได้ไม่มากพอ”

ธิดาร้องไห้โฮออกมา หิรัณย์บีบมือปลอบใจ สันติมองธิดาด้วยแววตาสลดลง มีคณายังตอกย้ำ “ตอนที่ป้าเข้าไปเจออาดาในซ่องนรกนั่น ติรู้ไหม คำแรกที่ผู้หญิงคนนี้ถามป้าคืออะไร เธอถามป้าว่า พ่อแม่ พี่ชาย และหลาน ของเธอสบายดีไหม เงินที่เธอเก็บออมส่งไปให้ทุกเดือนพอใช้หรือเปล่า แต่พอเธอรู้ว่าถูกโกง เถ้าแก่ไม่เคยส่งเงินเธอกลับไปที่บ้านเลย ติรู้ไหมอาดาทำยังไงต่อ...เธอช่วยให้ป้าหนี ทั้งที่เธอรู้ว่าจะต้องเดือดร้อนถึงตาย เท่านั้นยังไม่พอ เธอเอาเงินเก็บที่เหลือทั้งหมดให้ป้า ถอดสร้อยทองจากคอให้ป้าฝากไปให้พ่อกับแม่ ฝากป้าดูแลติให้ดี เพราะติคือความหวังเดียวของครอบครัว คือความภาคภูมิใจของเธอ...นี่ไงล่ะติ สิ่งที่ป้ามองเห็นอยู่ตรงหน้าตอนนี้ บอกป้าอีกครั้งได้ไหมว่า ตอนนี้ติเห็นอะไร บอกมาสิติ”

ธิดาน้ำตาไหลพราก มีคณาจับคางสันติให้เงยมองธิดา ธิดาพร่ำขอให้มีคณาหยุดดุสันติ ตนไม่ถือสา สันติปล่อยโฮออกมา โผเข้าสวมกอดธิดา

“อาดา ติขอโทษ ติเสียใจ ต่อไปติจะไม่ทำอย่างงี้ อีกแล้ว”

“ติไม่มีอะไรต้องขอโทษ อาไม่ดีเอง อาไม่ควรทำให้ติอาย อาจะรีบกลับบ้าน อาจะไม่ทำให้ติต้องอายเพื่อนๆ อีกแล้ว อาสัญญา ติไม่ต้องร้องแล้วนะลูกนะ” ธิดากอดหลานสะอื้น

หิรัณย์เข้าโอบเอวมีคณา เธอเอนศีรษะซบไหล่เขาร้องไห้อย่างสุดกลั้น ชายหนุ่มกล่าวอย่างจริงใจว่าภูมิใจในตัวเธอที่สุด

ooooooo

คืนนั้น มีคณาเขียนจดหมายถึงมั่นสิน นับเป็นจดหมายฉบับแรกที่เธอเขียนยาว เพื่อเล่าเรื่องสันติ และสรุปท้ายว่า ตนกับสันติพัฒนาความสัมพันธ์ไปพร้อมกัน ต่างคนต่างเปิดใจให้กว้าง เรียนรู้กันและกันเคารพและ นับถือกันแม้เขาจะเด็กกว่า...อีกเรื่องที่มีคณาอยากเล่า

“เรื่องต่อไปเป็นข่าวดีค่ะ สารวัตรหิรัณย์ขอมี่แต่งงาน มี่ตอบตกลงนะคะป้า...พี่รันเป็นคนดี แล้วก็เป็นผู้ชายคนแรกที่เข้าใจมี่อย่างประหลาด ถึงจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่พี่เขารู้จักมี่ดีกว่ามี่รู้จักตัวเองซะอีก สำหรับเรื่องแต่งงาน มี่ยังไม่ได้กำหนดอะไรตอนนี้หรอกค่ะ คงต้องรออีกสักพัก พี่รันบ่นว่าเขาอยากไหว้ป้า อยากขอมี่จากป้าอย่างเป็นทางการ แต่เราสองคนไม่สามารถไปอังกฤษได้ คงขึ้นอยู่กับป้าแล้วล่ะค่ะ ว่าจะกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยได้รึเปล่า...มี่อยากให้คุณป้ากลับมาซักครั้ง อยากให้มาสุดหัวใจเลยค่ะ คุณป้าจะได้รู้จักหลานชายของมี่ และหลานเขยของป้า แต่ถ้าป้ามาไม่ได้ มี่ก็เข้าใจค่ะ หวังว่าป้าคงสบายดี รักษาสุขภาพด้วยนะคะ...รักป้ามากค่ะ...มี่”

มั่นสินอ่านจดหมายแล้วพับเก็บรวมกับจดหมายทุกฉบับที่มีคณาส่งมา เธอครุ่นคิด...และแล้วมีคณาก็ได้รับการตอบรับจากมั่นสินจะเดินทางกลับมา  เธอดีใจมาก ไปรอรับที่สนามบินพร้อมหิรัณย์ ทันทีที่พบหน้ามั่นสิน หิรัณย์ยกมือไหว้แนะนำตัว มีคณายืนนิ่งน้ำตาคลอ มั่นสินทักทายเหมือนเคย ไม่แสดงออกทางท่าทางทั้งที่คิดถึงหลานสุดๆ

“มี่คิดถึงคุณป้าที่สุดเลยค่ะ” มีคณาตัดสินใจ โผกอดมั่นสินร้องไห้มั่นสินอึ้งแต่ก็ไม่ผลักไสเหมือนก่อน กลับลูบหัวลูบหลังปลอบโยน สีหน้าคิดถึงเช่นกัน

ooooooo

จู่ๆมัทนาก็นัดเขตต์ตวันมาพบยังสถานที่สวยงามแห่งหนึ่ง เพื่อบอกข่าวเขาว่า แพลนงานแต่งคงต้องเลื่อนออกไปก่อน เพราะทุกคนที่บ้านเห็นพ้องกันว่า ตนควรไปเรียนต่อก่อน ชายหนุ่มหน้าจ๋อยลง แต่เพื่ออนาคตของคนรักเขาจำต้องยอม

วันที่มัทนาจะเดินทาง เขตต์ตวันมารับที่สยามสาร เขาแปลกใจจะเดินทางทำไมต้องมาที่ทำงานอีก  มัทนาตอบว่าตนลืมเอกสารบางอย่าง ชายหนุ่มมองไปรอบๆไม่มีครอบครัวเธอมาส่งด้วยจึงถามว่าพ่อแม่อยู่ไหน มัทนาตอบว่าไม่ได้ไปส่ง เขตต์ตวันสลดลง

“ผมเข้าใจพ่อกับแม่มัทนะ มัทอายุยังน้อย ที่บ้านคงเห็นว่าเร็วเกินไปที่จะแต่งงาน แต่ก็เกรงใจที่จะปฏิเสธผม ก็เลยเอาเรื่องเรียนต่อมาอ้างถ่วงเวลาไว้ก่อน...มัทไม่ต้องกังวลนะ ไปเรียนต่อเถอะ ผมจะรอเวลาจะพิสูจน์เอง ว่าผมมั่นคงกับมัทจริงรึเปล่า”

“แค่สองอาทิตย์จะพิสูจน์อะไรได้คะ”

“มัทว่าอะไรนะ...”

“ปีที่ผ่านมามัททำผลงานดีเด่น เลยได้รางวัลจากสยามสารให้ไปเรียนงาน และฝึกงานกับแม็กกาซีน ที่ฝรั่งเศส เป็นเวลาสองอาทิตย์” มัทนาชูสองนิ้วทำหน้าล้อ

เขตต์ตวันหมั่นเขี้ยว “แสบนักนะ ทำไมไม่บอก ผมแต่แรก”

“ก็ไม่ได้ถามนี่คะ”

เขตต์ตวันเคืองที่ทำให้ตนนอนไม่หลับไปหลายคืน มัทนาขอโทษ แต่ชายหนุ่มจ้องหน้า ตรงเข้าอุ้มเธอพาดบ่าตีก้นเป็นการลงโทษ มัทนาอายเพื่อนในสำนักพิมพ์ร้องให้ปล่อย แล้วว่าตนจะตกเครื่องบิน เขาจึงอุ้มเธอไปขึ้นรถ ท่ามกลางสายตาคนแถวนั้นที่หัวเราะกันคิกคัก...

ด้านสาระวารีกับษมา มานั่งคุยกับเจ้าของร้านเว็ดดิ้ง สตูดิโอ ทั้งสองตกลงจัดงานที่เกาะยานก เชิญแขกประมาณ 50 คนเท่านั้น ทั้งที่รูปแบบงานหรูหราสมฐานะ ระหว่างที่สองคนเลือกแบบในแฟ้มภาพ ก็มีลูกค้าเข้ามาในร้านอีกคู่หนึ่ง สาวสวยผิวสองสีสูงโปร่ง ควงแขนฝรั่งดูภูมิฐาน ษมาถือโอกาสบอกเจ้าของร้านว่า จะกลับไปดูรายละเอียดแล้วจะนัดคุยอีกที

พอสองคนจะเดินออกจากร้าน สาวสวยก็ทัก “ยินดีด้วยนะคะ คุณษมา คุณวารี”

สองคนงงจำไม่ได้ว่าใคร สาวสวยยิ้มกริ่มถาม “ลืมโศไปแล้วจริงๆเหรอคะเนี่ย”

“คุณโศภี!” สาระวารีตกใจมาก ษมาก็ไม่แพ้กัน

“ใช่ค่ะ แต่นั่นเป็นอดีตไปแล้วล่ะ ต้องขอบคุณมีดหมอที่ทำให้ฉันกลายเป็นคนใหม่ มีอนาคตที่ดีขึ้น ฉันกำลังจะแต่งงานกับปีแอร์ค่ะ” โศภีมองฝรั่งคู่ควง

ษมายินดีด้วยตามมารยาท โศภีขอบคุณและรับรองกับทั้งสองคนว่าไม่ต้องกลัวตนอีกต่อไป เรื่องทั้งหมดจบไปแล้ว เธอยิ้มให้ก่อนจะเดินไปหาแฟนหนุ่ม สาระวารีสะกิดษมา

“รีบไปเถอะค่ะ ศัลยกรรมเปลี่ยนได้แค่หน้าตาเท่านั้นแหละ” สองคนรีบจํ้าออกไป

โศภีนั่งคุยกับเจ้าของร้านทันที “ดิฉันอยากจัดงานแต่งบนเกาะเหมือนงานคุณษมา อยากได้รูปแบบงานเหมือนกันทุกอย่าง แม้แต่ชุดบ่าวสาว แต่งานแต่งดิฉันจะจัดก่อนหน้างานเขาหนึ่งวันค่ะ” เจ้าของร้านหน้าเสีย แต่พอโศภีบอกว่ายินดีจ่ายค่าจัดงานสองเท่า เธอก็ยิ้มออก

ooooooo

ทางสยามสารจัดงานปาร์ตี้สละโสดให้สามทหารเสือสาว มีกองของขวัญกองโตอยู่มุมห้อง เพื่อนร่วมงานในบริษัทสนุกสนานรื่นเริงกันเต็มที่ ทุกคนใส่เสื้อยืดที่ทำมาเฉพาะงานนี้ เพื่อนๆช่วยกันเขียนคำที่ระลึกบนตัวเสื้อสามสาว มัทนา สาระวารี และมีคณา

สาระวารีโอดโอยอยากแกะของขวัญเต็มทน

มีคณาค่อนขอดเพื่อนว่างก ส่วนมัทนาอยากหยุดพักไปหาของกิน ถูกสาระวารีแขวะ จะสะสมไขมันไปถึงไหน สามสาวหยอกเย้ากันส่งท้าย

ไชยวัฒน์หลบเข้ามาในห้องทำงาน หยิบกระดาษโน้ตที่วางเหนือถาดตะแกรงขึ้นอ่าน ข้อความว่า “งานของพวกเรา บก.ห้ามพลาดนะคะ ถ้าเบี้ยวเจอคอมมานโดบุกถึงบ้านแน่ๆ”

เขายิ้มส่ายหน้า หยิบการ์ดแต่งงานในถาดซองแรก สีชมพูหวานเป็นของมัทนาขึ้นมาเปิดดู นึกถึงคำพูดของเธอที่บอกว่า งานจัดขึ้นที่วัดสวนป่า ทำบุญเลี้ยงพระและเด็กกำพร้า แล้วถึงมาจัดงานเลี้ยงที่กรุงเทพฯเป็นงานเล็กๆ ถ้า บก.ไม่ไปจะโกรธจริงๆ และยังบอกอีกว่า เธอยังไม่ลาออกเพราะเขตต์ตวันอนุญาตให้ทำงาน ได้จนกว่าจะมีน้อง เธอหัวเราะว่าอย่างเธอจะมีได้หรือ

การ์ดแต่งงานถัดไปเป็นสีนํ้าเงิน ดูแปลกตา เดาได้ไม่ยากว่าเป็นของสาระวารี เสียงเธอยํ้าว่าษมาปิดเกาะยานกเลี้ยงแขกห้าสิบกว่าคนเท่านั้น บก.เป็นแขกโคตรวีไอพี...อีกซองเป็นสีเหลือง ของมีคณา ไชยวัฒน์ จำได้แม่นว่ามีคณาบอกว่ายังเป็นนักข่าวสายสังคมและอาชญากรรมต่อไป แต่ขอออกภาคสนามน้อยลง ขอทำงานในออฟฟิศตรวจข่าวให้น้องๆแทน

ไชยวัฒน์ยิ้มไปมา ถอนใจ จะทำงานกันได้สักกี่นํ้าเชียว ว่าแล้วก็กดโทรศัพท์ถามฝ่ายบุคคล “ไง ปาร์ตี้อยู่รึเปล่า ผมสั่งให้ประกาศรับสมัครกองบก.เพิ่มทำรึยัง...ดีมาก...กำลังจะออกไปเดี๋ยวนี้ล่ะ ผมรับปากแล้วว่าจะเป็นคนเปิดฟลอร์”

หลังจากสามทหารเสือสาวเต้นรำกับบก.อย่างสนุกสนาน ทั้งสามก็จูงมือกันออกมายืนหน้าตึก ทำใจกล่าวคำร่ำลากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พยายามไม่ให้เศร้า สัญญากันว่าจะส่งข้อความคุยกันทุกคืน ถ้าคิดถึงกันมาก สาระวารีกับมัทนาจะเป็นคนเดินทางมาหา

มีคณาที่กรุงเทพฯเอง

งานแต่งงานแต่ละคนดำเนินไปตามรูปแบบของตัว มีคณาแต่งแบบไทยๆ มีมั่นสินและแม่ร่วมงาน ซึ่งทำให้มีคณาดีใจมาก คู่ของมัทนาจัดงานเลี้ยงที่กรุงเทพฯ ทุกคนมาร่วมงาน เขตต์ตวันกล่าวขำๆกับษมาและหิรัณย์ น่าจะเป็นงานแต่งที่แขกน้อยที่สุด แต่ทั้งสามก็ชอบแบบนี้

วันเวลาผ่านไป ไชยวัฒน์ได้สามทหารเสือสาวใหม่เข้ามาทำงาน ซึ่งเขามั่นใจว่าคงทำงานได้นาน เพราะทั้งสามเป็นหนุ่มหน้าหวาน...ขณะที่ มัทนาตั้งท้องเอาผลตรวจมายื่นให้เขตต์ตวันดีใจ ส่วนษมาปรับเปลี่ยนสาระวารีให้เป็นคุณผู้หญิงของเกาะอย่างสมฐานะ ออกงานร่วมกันอย่างที่สาระวารีไม่รู้สึกฝืนใจ ด้านมีคณาควงคู่หิรัณย์บินไปเยี่ยมมั่นสินที่อังกฤษ ถือเป็นการฮันนีมูนไปในตัว ทั้งสามสาวต่างพบกับความสุขในชีวิตคู่ เป็นเพราะทั้งสามยอมเปิดใจรับสิ่งดีๆเข้ามา

–อวสาน–
กลับไปยังรายบอร์ด