กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายรณพีร์

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ 07.jpg
12-6-2013 12:13


chaipee2.jpg
12-6-2013 11:03



สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายรณพีร์



ออกอากาศ : ทุกวันศุกร์ เวลา 20.25 น. และวันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
บทประพันธ์โดย : แพรณัฐ
บทโทรทัศน์โดย : นันทวรรณ รุ่งวงศ์พานิชย์
กำกับการแสดงโดย : ฉัตรชัย เปล่งพานิช
ดำเนินงานสร้างโดย : ฉัตรชัย เปล่งพานิช
อำนวยการผลิตโดย : ค่าย เมตตาและมหานิยม

รายชื่อนักแสดง

เจมส์ มาร์   รับบท   รณพีร์
ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง   รับบท   เพียงขวัญ
เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา   รับบท   ม.ล.วิไลรัมภา
จารุวรรณ ปัญโญภาส   รับบท   หม่อมเอียด
ดวงตา ตุงคะมณี   รับบท   ย่าอ่อน
อนุวัฒน์ นิวาตวงศ์   รับบท   พ่อเลี้ยงอดุลย์
ฐากูร การทิพย์   รับบท   อัทธ์
สาวิตรี สุทธิชานนท์   รับบท   จันทน์กระพ้อ
ขวัญฤดี กลมกล่อม   รับบท   นภา
มนัสวิน นันทเสน   รับบท   ชนะ
พรนภา เทพทินกร รับบท   เหมยฮัว
พิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา   รับบท   ยาย
อริศรา วงษ์ชาลี   รับบท   บุหลัน
ศศิเดช ศศิประภา   รับบท   ประณต
กนกร ใจชื่น   รับบท   บงกช
ศานติ ศันติเวชกุล   รับบท   เสี่ยเพ้ง
เมธัส รัตนวารีสิน   รับบท   ยอดยศ
ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ   รับบท   พิมพรรณ
ปาลิดา คุ้มวงศ์ดี   รับบท   ไฮไล
จักริน ภูริพัฒน์   รับบท   ขันติ
วริศ ลิ่มอติบูลย์   รับบท   กำพล
สมิทธิ ลิขิตมาศกุล   รับบท   ศักดา
พาที สารสิน   รับบท   จ่าละไม
ทนงศักดิ์ ศุภการ   รับบท   เดชคำแหง
ฐานุพงศ์ ศักดิ์ธนาวัฒน์   รับบท   ถนอม
ณัฐนี สิทธิสมาน   รับบท   สมศรี
กรินทร์ อารีรักษ์   รับบท   สมบุญ
อุษณีย์ พึ่งป่า   รับบท   แจ๋ว
โฉมฉาย ฉัตรวิไล   รับบท   คุณนายทองสุข
ดารณีนุช โพธิปิติ   รับบท   คุณนายมิ่ง
ศิรินุช เพ็ชรอุไร   รับบท   คุณนายสดใส


เรื่องย่อ ละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายรณพีร์



       คุณชายรณพีร์บุตรชายคนสุดท้องซึ่งเกิดจากมารดาผู้เป็นหม่อมเอก กำลังเดือดร้อนใจเมื่อหม่อมเอียดยื่นคำขาดว่าจะต้องแต่งงานกับ ม.ล.วิไลรัมภาเท่านั้น เพราะไม่อยากให้หลานชายที่เนื้อหอมหว่านเสน่ห์สาวจนทั่วเมืองอย่างที่เป็นอยู่ และเพื่อให้บรรลุพระประสงค์ของหม่อมเจ้าวิชชากร ที่ต้องการสะใภ้เทวพรหมสักคนหนึ่ง แต่รณพีร์ก็ไม่ยอมง่ายๆ เพราะคิดเสมอว่าพี่ชายทุกคนพบรักแท้โดยหลีกเลี่ยงการคลุมถุงชนได้ เขาเองก็ต้องการที่จะตามหารักแท้ให้กับหัวใจเหมือนกัน

       และแล้ววาสนาโชคชาตาก็ได้นำพาให้ เพียงขวัญ ดาราสาวตกลงมาสู่อ้อมกอดของม.ร.ว.รณพีร์ หนุ่มนักบินผู้สูงศักดิ์ จากอุบัติเหตุในกองถ่ายทำภาพยนตร์ รักแรกพบจึงเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน รณพีร์ตกหลุมรักเพียงขวัญทันที แต่ในที่สุดก็เธอคือคนเดียวกันกับดาราดาวรุ่งที่มีข่าวฉาว กับผู้กำกับ ชนะและยอดยศเพื่อนรัก ยอดยศกำลังคลั่งไคล้จนถึงกับตีจากพิมพรรณคู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานด้วยอย่างไม่ยุติธรรม ทำให้ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อดาราสาวเปลี่ยนเป็นเดียดฉันท์ทันที

       ถึงแม้เพียงขวัญจะขอบคุณที่เขามาช่วยชีวิตเธอไว้ได้ทันเวลา ที่เครื่องชักรอกขาดผึงลงมา แต่ก็ทำใจไม่ได้ที่เห็นแววตาเยาะหยันและคำพูดถากถาง ของผู้ชายที่เพิ่งช่วยชีวิตเธอไว้ และยังบอกว่าเธอเป็นมือที่สาม ทำให้คนรักของยอดยศต้องเสียใจจากน้ำมือของเธอด้วย ความอดทนของเพียงขวัญสิ้นสุด และต่อว่ารณ

       พีร์กลับไปอย่างไม่ใยดี และขอตัดสัมพันธ์กับยอดยศ ไม่ให้มาหาเธออีกเพราะเธอเองก็ไม่เคยคิดกับเขาเกินเพื่อนอยู่แล้วทำให้ยอดยศอกหักเมามายเพราะตัดใจจากเพียงขวัญไม่ได้ ทำให้รณพีร์คิดในแง่ดีกับเพียงขวัญ

       รณพีร์กลับไปที่กองถ่าย พอดีได้ยินเสี่ยเพ้งนายทุนสร้างหนังกำลังสั่งลูกน้องให้ฉุดเพียงขวัญ เพราะถูกใจเธอแต่เพียงขวัญไม่เล่นด้วย รณพีร์จึงรีบนำเรื่องนี้ไปเตือนเพียงขวัญ แต่เธอกลับไม่เชื่อ และทำท่ารังเกียจเขาจนออกนอกหน้า และยังมีนายอัทธ์ หนุ่มหน้าตาดี มาตามรับส่งอีก ทำให้รณพีร์ผู้ที่ไม่เคยถูกผู้หญิงหมางเมิน ถึงกับอารมณ์เสียเพราะนึกไม่ถึงว่าเพียงขวัญจะไม่สนใจใยดีเขาถึงเพียงนี้ แต่เขากลับเป็นห่วงหญิงสาว จึงขับรถตามเธอไปห่างๆตลอดวันเพื่อดูสถานการณ์ แต่ก็พลาดจนได้เมื่อเจอกับวิไลรัมภาลากตัวไปที่อื่น และคลาดสายตาจนเพียงขวัญถูกจับตัวไป

       รณพีร์ตามไปช่วยทัน ทำให้เพียงขวัญรู้สึกซาบซึ้งและเสียใจที่ไม่เชื่อเขาแต่แรก จนเกือบเสียท่าเสี่ยเพ้ง ทำให้สองคนได้เริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่รณพีร์กลับปิดบังฐานันดรศักดิ์ของตนเอง เพราะอยากลองใจเพียงขวัญว่า ถ้าเขาเป็นเพียงนายทหารจนๆ คนหนึ่ง ขับรถเก่าๆ เพียงขวัญจะเลือกรักเขาหรือรักนายอัทธ์ พ่อเลี้ยงเจ้าของปางไม้คนนั้นกันแน่ เขาจึงใช้ชื่อว่าพีร์ และหมั่นมาหาเพียงขวัญ

       รณพีร์ทำความรู้จักกับครอบครัวของเธอ จนสนิทสนมกันอย่างดีถึงแม้จะมีนายอัทธ์คอยกันท่าอยู่ตลอด แต่เขาก็ดีใจ ที่รู้ว่าเพียงขวัญก็มีใจให้กับเขา และเขาก็หาโอกาสที่จะเปิดเผยฐานะของตนเองด้วย เพราะเกรงว่านานไป จะทำให้เพียงขวัญเข้าใจผิด คิดว่าเขาไม่จริงใจกับเธอ แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมีมาเลย รณพีร์เข้ามาคลุกคลีกับครอบครัวของเพียงขวัญด้วยการโกหกว่าตนเป็นลูกชาวสวน ยากจนมาจากบ้านนอก.ท่ามกลางความไม่พอใจของบุหลันน้าแท้ๆของพียงขวัญ. ที่ปากร้ายและมักพูดจาดูถูกเพียงขวัญเรื่องสักวันหนึ่งจะต้องตกเป็นเมียน้อย และท้องไม่มีพ่อ รณพีร์รู้สึกเห็นใจเพียงขวัญ. เธอไม่เหมือนผู้หญิงชอบจับผู้ชายรวย เหมือนที่บงกช ดาวยั่วในกองถ่ายใส่ร้ายไว้เลยแม้แต่น้อย

       รณพีร์พบว่านภา แม่ของเพียงขวัญเป็นนางรำมากฝีมือ นภาเก็บเด็กวัยรุ่นเกเรทั้งหญิงและชายในสลัมแถวนั้นมาฝึกนาฏศิลป์. ครอบครัวของเพียงขวัญจึงมีคนอาศัยอยู่มากมาย รายได้จากการทำงานหนักของเพียงขวัญ หมดไปกับการเลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัวใหญ่ที่มีเกือบสามสิบชีวิต ยังไม่นับรวมผู้กำกับชนะ. พี่ชายของนภาที่ชอบทดลองเครื่องห้อยโหน. จนสร้าง ความเสียหายให้กองถ่าย. หนังถ่ายทำไม่เสร็จ. แถมยังต้องจ่ายเงินเพิ่มให้เสี่ยเพ้งอยู่เนืองๆ

       นภาเมตตารณพีร์ เพราะเชื่อใจว่าเป็นคนบ้านนอก นภาฝากฝังรณพีร์ ให้ดูแลเพียงขวัญจากอัทธ์และอดุลย์ พ่อเลี้ยงปางไม้จากภาคเหนือ ที่เริ่มมาติดพัน มาหา เอาข้าวของมาให้เพียงขวัญถึงที่บ้านเสมอ รณพีร์เคยเห็นว่า นภาทะเลาะกับอดุลย์และไม่ชอบหน้าอัทธ์ โดยเฉพาะเมื่ออดุลย์ แสดงทีท่าจะเข้ามาซื้อที่ดินที่บ้านของเพียงขวัญ. นภาคนที่เคยใจเย็นเสมอ ก็แสดงอาการหงุดหงิดเสียใจ. เป็นครั้งแรกที่รณพีร์ออกโรงปกป้องบ้านนาฎศิลป์ไทย ด้วยกำลังสติปัญญาและความสามารถ โดยไม่ใช่เงิน ไม่ใช้อำนาจที่เขามี รณพีร์ได้เรียนรู้ชีวิตมากมาย ได้เห็นคุณค่าของตนเอง โดยไม่เกี่ยวกับหน้าตา เงินทองและฐานันดรศักดิ์

       ความสัมพันธ์ของเพียงขวัญและรณพีร์คืบหน้าไป เพราะประณตหลานชายเพียงขวัญลูกของบุหลัน อยากเป็นนักบินและชอบเครื่องบินมาก ประณตตามติดพี่พีร์ไม่ยอมห่าง นภาเองก็ใช้งานพีร์ให้ซ่อมบ้าน ซ่อมเครื่องมือที่ใช้ในการแสดง จนเหมือนเป็นลูกชายของครอบครัว เมื่อเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคน รู้ถึงหูของวิไลรัมภา หล่อนโกรธมาก พิมพรรณที่เป็นเพื่อนของวิไลรัมภารู้จากยอดยศว่า เพียงขวัญยังไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของรณพีร์ วิไลรัมภาโดยมีไฉไล เพื่อนสาวอารมณ์ดีช่วยเหลือ ได้วางแผนทำลายความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ในงานเลี้ยงวันเกิดของหม่อมเอียดวิไลรัมภาว่าจ้างให้ เพียงขวัญมารำอวยพรที่วังจุฑาเทพ เพียงขวัญถึงได้รู้ว่า พีร์ผู้ชายที่เธอรักเป็นคนเดียวกันกับม.ร.ว.รณพีร์ หนึ่งในห้าสิงห์แห่งจุฑาเทพที่มีชื่อเสียงเลื่องลือทั้งเกียรติยศและทรัพย์สมบัติ

       หัวใจเพียงขวัญเหมือนถูกสาป เมื่อยิ่งรู้ความจริงว่า ม.ร.ว.รณพีร์กับม.ล.วิไลรัมภา เป็นคู่หมายกันและกำลังจะมีงานมงคลเกิดขึ้น รณพีร์รู้สึกเสียใจอย่างมาก ที่เขากลายเป็นคนที่เพียงขวัญเกลียดชัง เขาถูกตัดสัมพันธ์ทันที อีกทั้งหม่อมเอียดก็ได้มัดมือชก หาฤกษ์ยามกับทางฝ่ายหญิงจนเป็นมั่นเหมาะ และให้เลิกคบหากับดาราสาวทันที รณพีร์จึงหลบเลี่ยงด้วยการไปอยู่ที่กองบินตั้งแต่วันนั้นรณพีร์ใช้ความพยายามในการง้อและปรับความเข้าใจ แต่ทุกอย่างก็ไร้ผล เพราะสิ่งที่เขากระทำเหมือนไม่ให้เกียรติเธอและกระทบใจเธอมากเพราะอดุลย์พ่อของเธอก็หลอกลวงแม่เรื่องมีครอบครัวอยู่แล้ว ทำให้เธอเกลียดชังพ่อตัวเองมาก น้าบุหลันเองก็ถูกสามีทอดทิ้งจนต้องเลี้ยงประณตตามลำพัง แต่รณพีร์ก็ไม่เลิกความพยายาม เขาหมั่นไปหาเธอ ถึงแม้จะเจอกับความเย็นชาและยังมีนายอัทธ์ที่คอยขัดขวางอย่างจริงจัง แต่เขาก็ไม่ท้อเพราะอย่างน้อยเขาก็รับรู้ได้ว่า ในใจเพียงขวัญมีเขาเพียงคนเดียว และเธอก็รักเขาด้วยใจไม่เกี่ยวกับฐานันดรศักดิ์ใดๆ ทั้งสิ้น แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เขามีกำลังใจฝ่าฟันม่านประเพณีเพื่อเธอ

       ฝ่ายหม่อมเอียดทนไม่ได้ ที่รณพีร์จะคว้าดาราหนังชื่อเสียงอัปยศ มาเป็นสะใภ้จุฑาเทพคนสุดท้าย นางจึงไปหาเพียงขวัญที่กองถ่ายยื่นคำขาด พร้อมกับเงินก้อนใหญ่ให้เลิกรากับรณพีร์ เพื่อเกียรติยศศักดิ์ศรีความดีงาม ที่จะไม่ยอมให้คนอย่างเพียงขวัญทำให้รณพีร์แปดเปื้อน เพียงขวัญรู้สึกตัวเองต่ำต้อยด้อยค่า ดังที่ย่าเอียดว่าไม่เหมาะสมคู่ควร เธอจึงรับปากและไม่ขอรับเงินใดๆ ทั้งสิ้นเพราะความรักที่เธอมีต่อรณพีร์ ไม่สามารถตีค่าเป็นเงินทองได้ เธอจะยอมเลิกราเพื่อให้รณพีร์มีความสุข หม่อมเอียดแอบนิยมในใจแต่ก็ทำใจไม่ได้ที่จะมีสะใภ้ไร้ฐานันดรศักดิ์และมีข่าวฉาวแบบนี้

       เมื่อเพียงขวัญได้พบกับหม่อมราชวงศ์หนุ่มอีกครั้ง เธอจึงตัดสินใจเด็ดขาด แสดงบทขับไล่รณพีร์ ด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ และบั่นทอนความรู้สึกต่างๆ นานา เพื่อให้เขาจากไป โดยบอกเขาว่าเธอกับอัทธ์จะแต่งงานกัน ทำให้รณพีร์เสียใจและยอมจากไปไม่มาพบเพียงขวัญอีกเลย ส่วนเพียงขวัญได้แต่ร้องไห้กับสิ่งที่ทำลงไปด้วยหัวใจที่บอบช้ำ

       รณพีร์กลายเป็นนักเที่ยวตัวยงเหมือนเดิมยิ่งใกล้วันแต่งเขาก็ยิ่งไม่สนใจใยดีวิไลรัมภา และเมื่อมีโอกาสต้องปกป้องประเทศชาติเขาก็ยินดีเสนอตัวไปอย่างไม่ลังเล จนกระทั่งเพียงขวัญรู้ข่าวว่า เครื่องบินลาดตระเวนของม.ร.ว.รณพีร์ ถูกยิงตก เพียงขวัญเสียใจจนเป็นลมเพราะไม่คิดว่าเขาจะโชคร้ายถึงเพียงนี้

       เมื่อได้สติ หญิงสาวจึงรีบตามหาเขาที่โรงพยาบาล จนเจอและแอบเฝ้าไข้ พร่ำรำพันคำรักบอกเขาทั้งๆ ที่คนป่วยไม่มีสติจะรับฟัง จนกระทั่งเขาพ้นขีดอันตราย หม่อมเอียด อดุลย์ อัทธ์ ได้มาเยี่ยมและเจอกับเพียงขวัญ หม่อมเอียดแสดงท่ารังเกียจ และทวงคำสัญญาที่จะไม่พบกับรณพีร์อีก ทำให้รณพีร์รู้ความจริงว่าเพียงขวัญถูกหม่อมย่าบังคับให้ต้องเลิกรากับเขา ส่วนอดุลย์ก็ได้ออกมาปกป้องลูกสาวว่าเธอ ว่าไม่ใช่คนต่ำต้อยไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างที่เข้าใจกัน เพียงขวัญมีฐานะเป็นลูกสาวของพ่อเลี้ยงอดุลย์ซึ่งเป็นคนมีฐานะ มีหน้ามีตาทางภาคเหนือ ส่วนอัทธ์ก็เป็นลูกชายต่างมารดาแต่ก็รักและตามดูแลน้องสาวมาโดยตลอดส่วนข่าวฉาวกับผู้กำกับที่แท้ก็เป็นลุงแท้ๆ เลี้ยงดูเพียงขวัญมาตั้งแต่เด็กๆ

       ย่าเอียดกับอ่อนอึ้งกับข้อมูลใหม่เพราะทุกคนต่างรู้จักพ่อเลี้ยงอดุลย์กับพ่อเลี้ยงอัทธ์ดีว่าเป็นผู้กว้างขวางที่สุดของภาคเหนือ จะว่าไปมีฐานะดีกว่าตระกูลเทวพรหมเสียด้วย สิ่งที่คลางแคลงใจของรณพีร์ก็จางหายไปเมื่ออัทธ์เป็นแค่พี่ชายไม่ใช่คู่รัก การที่เพียงขวัญกุเรื่องการแต่งงานก็เพียงเพราะต้องการให้เขาเลิกราตามที่หม่อมเอียดขอร้องเธอเท่านั้น เมื่อรณพีร์ออกจากโรงพยาบาล เขาจึงขอเพียงขวัญเป็นพยาบาลดูแลเขา ไม่อย่างนั้นเขาก็จะไม่รักษาต่อทำให้หม่อมเอียดต้องเลยตามเลยให้เพียงขวัญมาอยู่ที่วังจุฑาเทพ

       การมาอยู่ที่วังจุฑาเทพของเพียงขวัญสร้างความเจ็บใจให้กับวิไลรัมภาอย่างมาก เธอจึงออกอุบายกำจัดเพียงขวัญอย่างเลือดเย็น ด้วยการวางยาหม่อมเอียดเพื่อป้ายความผิดให้กับเพียงขวัญ แต่แล้ววิไลรัมภาก็แทบช็อค เพราะถูกตลบหลัง เมื่อแผนการของเธอ พิมพรรณ นำมาบอกให้เพียงขวัญรู้ล่วงหน้าเสียก่อน เพียงขวัญจึงตั้งรับและทุกคนที่วังจุฑาเทพก็ร่วมกันแสดงละครตบตา ให้กลอุบายของวิไลรัมภามัดตัวเธอเองจนแน่นหนา วิไลรัมภาโกรธพิมพรรณเพื่อนสนิทที่หักหลังเธอเพราะรับไม่ได้ที่ต้องทำร้ายหม่อมเอียด และทางม.ร.ว.เทวพันธ์กับม.ล.เกษราได้ถูกเรียกตัวมารับรู้การกระทำอันชั่วร้ายนี้พร้อมกันเพื่อยืนยันความผิดอันอุกฉกรรจ์ของบุตรีด้วย ม.ร.ว.เทวพันธ์ รู้สึกเสียใจที่อบรมเลี้ยงดูลูกไม่ดี จึงขอยกเลิกพันธสัญญาต่างๆ จนหมดสิ้น หม่อมเอียดยอมให้อภัย และยังยืนยันมิตรภาพ ที่สองตระกูลจะยังมีให้แก่กันตลอดไป

       เรื่องราวเลวร้ายกลับกลายเป็นดี เพราะได้พิสูจน์ถึงความดีงามของเพียงขวัญให้ทุกคน ได้รับรู้ว่า ถึงแม้เธอจะได้รับ ความกดดันมากมายเพียงใด ก็ไม่ได้ทำให้เธอต้องทำร้ายใครต่อใคร เหมือนวิไลรัมภาที่อยู่ในตระกูลสูงแต่จิตใจกลับต้อยต่ำ ทำให้หม่อมย่าทั้งสองแห่งจุฑาเทพ เข้าใจอย่างถ่องแท้ในใจแล้วว่าเกียรติยศ ฐานันดรศักดิ์ใดๆ ก็มิสู้ความดี ที่ต้องมีไว้ประจำกาย และประจำใจที่ใครๆก็มิอาจฉุดรั้งให้ตกต่ำลงได้ และด้วยเหตุการณ์นี้เอง. นภาเริ่มใจอ่อนกับอดุลย์พ่อม่าย ที่ไม่เคยลืมความรักกับนางรำ ที่สวยที่สุดคนนั้นเมื่อยี่สิบปีก่อน ทั้งสองเริ่มรื้อฟื้นความสัมพันธ์ขึ้นใหม่ อัทธ์เริ่มจีบจันทน์กระพ้ออย่างเป็นจริงเป็นจัง บุหลันเองก็สารภาพออกมาว่าที่เธอปากร้ายกับเพียงขวัญ ก็เพราะไม่ต้องการ ให้เพียงขวัญถูกผู้ชายหลอกเหมือนนภาและตนเอง ผู้กำกับชนะ แม้ถูกเสี่ยเพ้งไล่ออกไม่ให้ทำหนัง รณพีร์ก็หานายทุนใหม่มาให้ชนะจนได้ ศักดาลูกเจ้าสัวใหญ่ เห็นอุปกรณ์สลิงของชนะ เป็นนวตกรรมที่มีอนาคต เขาผลักดันให้ชนะสร้างหนังต่อจนเสร็จ. ชนะกลายเป็นผู้กำกับคนดังไปทันที

       ความรักของ ม.ร.ว.รณพีร์ สิงห์หนุ่มคนสุดท้องของจุฑาเทพ ก็ปิดฉากลงด้วยความรักและความเข้าใจ ท่ามกลางความอบอุ่น ของพี่ชายและพี่สะใภ้ ต่อมาไม่นานพวกเขาก็ได้ผลิตทายาทแข่งกันอย่างไม่น้อยหน้า ทุกคนมองเด็กชายทั้งห้าคนอย่างปลื้มใจ เหมือนได้ย้อนอดีตกลับไปในวันเก่าๆ ที่พวกเขาได้มาเป็นพี่น้องที่รักกันแบบนี้ไม่เปลี่ยนแปลง และพวกเด็กๆ ก็คงจะเป็นห้าสิงห์แห่งจุฑาเทพรุ่นต่อไปที่จะไม่มีวันทิ้งกันแน่นอน
      

+++++ จบบริบูรณ์ +++++




ที่มา :

เรื่องย่อแบบละเอียด ละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายรณพีร์

ที่มา :

ตอนที่ 1






ม.ร.ว.รณพีร์ จุฑาเทพ เป็นสุภาพบุรุษจุฑาเทพคนสุดท้ายที่ยังโสด เมื่อพี่ๆ พากันมีครอบครัวกันหมด ชายพีร์จึงรู้สึกเหงามาก ยิ่งเย็นวันศุกร์ที่เป็นวันพบปะสังสรรค์กันเป็นประจำมานับสิบปี ชายพีร์ก็ยิ่งเหงาเมื่อเข้ามาในห้องใต้โดมที่ว่างเปล่า...

เมื่อเหลือตนเพียงคนเดียวที่ยังไร้คู่ ชายพีร์ก็คิดถึงคำสนทนากับพี่ๆ ที่ทุกคนเคยแย่งเล่า รุมถามตน...

“ชายพีร์เป็นไงบ้างเรา เมื่อไหร่จะเลิกเป็นพ่อมาลัยลอยไปลอยมาสักที” ชายใหญ่ธราธรเริ่มก่อน

“น้องสะใภ้คนสุดท้องของจุฑาเทพอยู่ไหนนะครับ ฉันอยากเห็น” รัชชานนท์หรือชายเล็กกระเซ้า

“คุณชายพีร์เคยรู้จักความรักไหมครับ” ปวรรุจเอาบ้าง

“มันเป็นเรื่องยากสำหรับผมนะครับ ความรักมันเป็นยังไง” ชายพีร์ทีเล่นทีจริงตามสไตล์ของตัวเอง แล้วต่อมาพี่ๆ ก็ยังคุยกันถึงนิยามของความรักว่าคืออะไร?

ชายใหญ่นั่งแววตาเคลิ้มคิดถึงมะปราง...น้องๆ ทั้งสามยกเว้นชายพีร์ มองพี่ชายใหญ่แล้วทำเสียงทำท่าอย่างเข้าใจความรู้สึกของพี่ชาย ชายรุจในฐานะพี่คนรอง บรรยายอย่างซาบซึ้งว่า

“ความรักสำหรับพี่...พี่ว่า พี่เหมือนคนบ้า เวลาเขายิ้ม พี่ยิ้มกว่าเขาอีก แต่ถ้าเขาโกรธ พี่จะใจหายวูบเลย ในหัวคิดแต่ว่า ถ้าเขาโกรธเราไม่หาย เราต้องตายแน่ๆ”

“ส่วนความรักสำหรับพี่...” ชายเล็กที่เพิ่งผ่านความรักมาหมาดๆ พูดพลางทำท่าคิดทบทวน “เหมือนพี่...อืมมม...ไม่มีอะไรขาด ไม่มีอะไรเกิน สำหรับคนอื่นอาจมากไปน้อยไป แต่คนนี้ มันพอดีไปหมด พอดีสำหรับเรา”

“หา...” ชายพีร์อุทานอย่างเหลือเชื่อ

“ของพี่” ชายภัทรตบท้าย “พี่เคยเชื่อในหลักเหตุผล แต่ความรักเป็นเรื่องเดียวที่หาเหตุผลไม่ได้”

“โห...” ชายพีร์อุทานทึ่งยิ่งขึ้น มองหน้าพี่ๆ ทีละคนบ่นตัวเอง “รณพีร์ที่ควรจะรู้จักความรักมากที่สุด กลายเป็นคนไม่รู้อะไรหรือนี่ แย่แล้ว”

เวลานั้น ชายพีร์รู้สึกเหมือนตัวเองถูกหักเหลี่ยมลูบคม ฮึดจะพิสูจน์นิยามความรักของตัวเองให้ได้!

แต่...จนวันนี้ เขายังเหงา สถานที่แก้เหงา มีแห่งเดียวที่เคยไปประจำคือ โลลิต้า...

ooooooo

คืนนี้ คุณชายรณพีร์ตั้งใจมานั่งดูสาวๆ โดย เฉพาะ มีสาวๆ ทั้งที่ทำงานในโลลิต้าและนักเที่ยวพากันอ่อยด้วยวิธีต่างกัน แต่ไม่เข้าตาชายพีร์ มองไปที่ใครก็บอกแต่ว่า “มันยังไม่ใช่” “นี่ก็ไม่ใช่” “นี่ก็ยังไม่ใช่”

จนกัปตันมาเชิญไปสมทบกับเพื่อนๆ ของชายพีร์ที่มานั่งกันอยู่ด้านหน้า

“สวัสดีครับพี่พีร์นั่งด้วยกัน นั่งเลยคุณชาย มุมนี้น่าจะเหมาะ ทางหญิงผ่านคุณชาย” หมวดก้อชวน

ขณะนั่งฟังเพลง “มองอะไร” ที่นักร้องสาวชื่อชงโคร้องอย่างสนุกสนานนั้น มีนักเที่ยวมือไวสองสามคนไปแทะโลมและแต๊ะอั๋ง สุภาพบุรุษคุณชายรณพีร์ จุฑาเทพ ทนไม่ได้ลุกขึ้นปกป้องชงโค เล่นงานจนพวกนั้นหมอบ กระแตแล้วกัปตันก็ให้คนมาลากออกไป

ชงโคหลงใหลความเป็นสุภาพบุรุษของชายพีร์ หมายจับให้ได้ เพียงวันต่อมาขณะไปนั่งทานอาหารกัน ชงโคก็เสนออยากไปเที่ยววังจุฑาเทพ ชายพีร์เริ่มรู้ตัว เฉไฉชวนกินอาหารกลบเกลื่อนเสีย แต่เธอก็รุกต่ออย่างหมายมั่นปั้นมือจะจับชายพีร์ให้ได้ ถามว่าถ้าตนแต่งงานกับชายพีร์ก็จะได้เป็นหม่อมใช่ไหม ตนอยากเป็นหม่อมไม่อยากเป็นนักร้องอีกแล้ว

คราวนี้ ชายพีร์เห็นทีคบกันต่อไปต้องถูกรุกหนักแน่ จึงหาทางชิ่งนิ่มๆ ว่า

“หม่อมนี่ต้องเป็นชายา หรือภรรยาหม่อมเจ้านะครับ ถ้าน้องชงโคคนงามอยากเป็นหม่อมต้องไปเป็นเมียของหม่อมเจ้าครับไม่ใช่หม่อมราชวงศ์อย่างผม” พูดแล้วผละไปเลย ทิ้งชงโคให้มึนอยู่ตรงนั้น

ooooooo

แต่ชายพีร์ก็ไม่มีโอกาสเป็นพ่อมาลัยลอยไปลอยมาได้นานนัก หม่อมเอียดกับย่าอ่อนก็วางแผน “จัดการ” เพื่อให้เป็นไปตามพันธะสัญญาระหว่างสองตระกูลของหม่อมเจ้าวิชชากร

ย่าอ่อนถือโอกาสที่ตนฝันถึงนางฟ้าตีความเป็นจริงเป็นจังว่าหมายถึงจะได้หลานสะใภ้แน่ๆ หม่อมเอียดเห็นด้วยเป็นคุ้งเป็นแคว เรียกชายพีร์มา ย่าเอียดที่เอ็นดูชายพีร์เป็นพิเศษอยู่แล้วเล่าความฝันให้ฟังแล้วรวบรัดว่า

“ฝันลางดีแบบนี้แปลว่า ชายพีร์กำลังจะได้ออก เรือนเหมือนกับพี่คนอื่นๆ นะคะ” ชายพีร์ทีเล่นทีจริงว่าตนจะไปหานางฟ้าที่ไหน “ก็หนูวิไลรัมภาไงล่ะ” ย่าอ่อนสวนทันที ทำเอาชายพีร์หน้าเป็นไม่ออก สำลักขนมไอแค่กๆ

“ที่จริง ถ้าชายพีร์แต่งงานกับวิไลรัมภาเร็วๆ นี้ก็ดีเหมือนกันย่าจะได้ตายตาหลับสัญญาระหว่างเทวพรหมและจุฑาเทพจะได้จบสิ้น” หม่อมเอียดคาดหวังเต็มที่

ชายพีร์เห็นทีอยู่ต่อคงต้องถูกหว่านล้อมจนดิ้นไม่หลุดแน่ เลยแกล้งทำเป็นนึกได้ว่าต้องไปเข้าเวร และวันนี้มีประชุมกับผู้การด้วย ว่าแล้วรีบลาไป โผเข้าหอมแก้มย่าอ่อนประสาหลานรักฟอดหนึ่งก่อนไป

“กะล่อนนัก มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก ถ้าฉันเอาเธอไม่อยู่นะชายพีร์ เขาคงไม่เรียกฉันว่านางสิงห์แห่งจุฑาเทพหรอก” หม่อมเอียดพูดอย่างรู้ทันหลานชายตัวแสบ ย่าอ่อนถามว่าแปลว่าเห็นด้วยกับความฝันของตนใช่ไหม

“ถึงเวลาที่เราต้องจัดการชายพีร์อย่างจริงจัง เราพลาดการเป็นทองแผ่นเดียวกันของสองตระกูลมาถึง

สี่ครั้ง สี่คู่ เราจะพลาดไม่ได้อีก ชายพีร์ต้องแต่งงานกับวิไลรัมภาเท่านั้น!” หม่อมเอียดหมายมาด

ooooooo

ที่ห้องพักผ่อนนักบิน ชายพีร์อยู่กับกำพลและขันตินักบินรุ่นน้องที่มาถามผลสอบข้อเขียนของพวกตน ปรากฏว่ากำพลสอบผ่าน ชายพีร์จึงให้เอารถหรูของตนไปขับเป็นรางวัลหนึ่งอาทิตย์ ส่วนตัวเองก็เอารถเก่าปุโรทั่งของกำพลไปใช้แทน

ตกเย็นเมื่อกลับถึงวังจุฑาเทพ ชายพีร์ก็ได้พบกับพิมพรรณคู่หมั้นของยอดยศและไฉไลเพื่อนรักของเธอ พิมพรรณมาร้องไห้ขอให้ชายพีร์ช่วยเตือนสติยอดยศที่กำลังไปหลงนางเอกหนังชื่อเพียงขวัญถึงขั้นไปเฝ้าที่กองถ่าย เธอเองกินไม่ได้นอนไม่หลับ ส่วนพ่อกับแม่ก็เอาแต่ถามเรื่องการแต่งงาน ตนไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว

เมื่อสองสาวกลับไปแล้ว สุภาพบุรุษคุณชายรณพีร์ทนไม่ได้ขับรถไปที่กองถ่ายทันที เป็นเวลาที่ทางกองถ่ายกำลังถ่ายฉากเพียงขวัญในชุดกินรีลอยตัวลงมาราวกับมาจากสวรรค์

ทันทีที่เห็นเพียงขวัญในชุดกินรี ชายพีร์ตะลึง พึมพำเหมือนเพ้อ “นางฟ้า...”

อีกมุมหนึ่ง ทีมงานกำลังชักรอกกันวุ่นวายกับเครื่องหน้าตาประหลาดที่ชนะผู้กำกับเพิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาใช้งาน ปรากฏว่าเครื่องขัดข้อง ร่างเพียงขวัญที่ห้อยอยู่ร่วงลงมานั่งที่ตักชายพีร์พอดี!

ชายพีร์รับเพียงขวัญที่นั่งตักไว้ในอ้อมแขน รู้สึกเหมือนตกอยู่ในความฝัน แต่พอเพียงขวัญรู้สึกตัวก็บอกให้ปล่อยตน แต่ชายพีร์ยังกอดเธอไว้ เลยถูกบงกชนางร้ายที่เขม่นเพียงขวัญตลอดเข้ามาดู และผู้ช่วยผู้กำกับก็มาไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกไป รวมทั้ง
ชายพีร์ด้วย





บงกชถามชายพีร์ว่ามาทำอะไรแถวนี้ เมื่อรู้ว่าเป็นเพื่อนยอดยศก็พาไปรออีกจุดหนึ่ง ระหว่างนั้นก็ถือโอกาสบ่นและตำหนิเพียงขวัญ หาว่าทำให้เสียเวลา ชายพีร์ยังติดใจเพียงขวัญ ถามบงกชว่า “นั่นนางเอกหรือครับ สวยดีนะครับ”

ชายพีร์ตกหลุมรักเพียงขวัญไม่รู้ตัว แต่จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เขาได้เห็นบรรดาผู้ชายรอบข้าง ไม่ว่าผู้กำกับอย่างชนะ นายทุนอย่างเสี่ยเพ้ง ต่างพากันมาแสดงความสนิทสนมห่วงใยกระทั่งเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเธอ นอกจากนี้ ยังมีคนนอกวงการอย่างยอดยศ เพื่อนสนิทที่ทิ้งคู่หมั้นมาติดพันเธออีก จนเกือบตะบันหน้ากับเพ้งเฒ่าหัวงูนายทุนหน้าเลือด

“โธ่โว้ย ไอ้ยอดยศ ฝากไว้ก่อนนะมึง พวกแกทั้งหมดฟังฉันนะ อย่าให้ไอ้ยอดยศคนนี้เข้ามาที่กองถ่ายอั๊วอีก ได้ยินไหม!” เสี่ยเพ้งประกาศกร้าว

ชายพีร์ลากยอดยศออกไปคุยเตือนสติเขาว่า เสี่ยเพ้งกับเพียงขวัญเป็นลูกจ้างกับนายจ้างกัน แล้วตัวเขาเป็นอะไร อยู่ๆก็มาเดินเพ่นพ่านในกองถ่ายอย่างนี้ ยอดยศอึกอัก ชายพีร์เตือนเพื่อนว่า

“เกือบเดือนมานี่ ฉันไม่เห็นหน้านายเลย วันๆหนีงานมาขลุกอยู่ที่นี่ ถามจริงๆ นายยังจำได้อยู่ใช่ไหมว่านายน่ะมีคู่หมั้นแล้ว ต้องให้บอกไหมว่าคู่หมั้นนายชื่ออะไร” ยอดยศถามว่าพิมพรรณบอกเขาหรือ ชายพีร์แย้งว่า “จะบอกหรือไม่บอกไม่สำคัญ แต่เป็นลูกผู้ชาย คำว่าความรับผิดชอบน่ะมีไหม”

ยอดยศขอความเห็นใจว่า การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเกิดตนกับพิมพรรณไม่ได้รักกันจริง แต่งแล้วหย่าทีหลังจะเสียใจกันไปเปล่าๆ ชายพีร์ดักคออย่างสมเพชว่า

“นายนี่มัน...ตอนที่นายหลงคุณพิม นายก็มานั่งเพ้อว่าขาดคุณพิมไม่ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ฉันได้ยินกับหู มันแค่ปีที่แล้วนี่เองโว้ย”

ยอดยศเถียงไม่ออก แต่พูดอย่างหลงใหลประทับใจว่า เพียงขวัญเป็นผู้หญิงที่เก่งมาก วันที่เจอเธอครั้งแรกนั้น รถเพื่อนเธอเสีย เธอลงมือเปลี่ยนยางล้อเอง ถามชายพีร์ว่าเคยเห็นหรือ ผู้หญิงเปลี่ยนยางล้อเป็นน่ะ

“พอเจอวันนั้นแล้วเขาพูดอะไรกับนาย นายกับเขาคบกันถึงไหน เขารู้ใช่ไหมว่านายเป็นลูกนายพล”ชายพีร์เอาบทเรียนจากชงโคมาถาม ยอดยศตอบอ้อมแอ้มจับความได้ว่า เมื่อตนมาหาเพียงขวัญที่กองถ่าย เธอก็พูดด้วยดี แต่เรื่องหัวใจต้องใช้เวลา “แสดงว่ายังไม่ลึกซึ้ง ถ้านายรู้เช่นเห็นชาติว่าเขาเป็นผู้หญิงไม่ดี นายจะยอมเลิกกับเขาไหม”

“หมายความว่ายังไง” ยอดยศถาม ชายพีร์จึงเล่าเสียงลือเกี่ยวกับเพียงขวัญให้ฟัง เน้นย้ำว่า

“ฉันอยากรู้ว่า เขาเป็นผู้หญิงที่มีค่าพอที่จะสู้คุณพิมได้จริงหรือเปล่า ฉันจะพิสูจน์ให้แกเห็น”

พูดแล้วชายพีร์เดินผละไป ยอดยศมองตามงงๆว่าเพื่อนจะทำอะไร?

ooooooo

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ชนะสั่งเลิกกอง เพียงขวัญจึงกลับไปพักที่บ้านพักอุทยาน ชายพีร์ทำเป็นขี้เล่น เอากระป๋องมาร้อยเชือกหลอกให้เพียงขวัญยกกระป๋องแนบหูฟัง ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ...

“ช่วยด้วย...ผมโดนระเบิด คร่อก!”

เพียงขวัญตกใจสาวเชือกไปจนเจอกระป๋องอีกใบที่ปลายเชือกมีกุหลาบแดงเสียบที่กระป๋อง แล้วชายพีร์ก็โผล่มายิ้มเผล่ทำเสียงโรแมนติกบอก “ดอกไม้สวย สำหรับคนสวย!”

เพียงขวัญยิ้มให้รับดอกไม้ไป พูดอย่างสำนึกบุญคุณว่าตนยังไม่ได้ขอบคุณเขาเลย แต่พอเจอชายพีร์ทำกะล่อนว่าหัวใจตนโดนระเบิดจากเธอ และกำลังจะระเบิดแล้ว เพียงขวัญมองอย่างรู้ทันตัดบทว่า ทีแรกนึกว่าเขาเจ็บตรงไหน แต่เห็นแข็งแรงดีแล้ว ก็จะไปหาที่เงียบๆท่องบท

ชายพีร์ไม่ยอมให้ไป อ้างว่าเธอรับดอกไม้ไปแล้วก็ต้องไปทานข้าวกับตน ทำกะลิ้มกะเหลี่ยบอกว่า เรียกตนว่าพีร์ก็ได้ เพียงขวัญจิกตามองเขาแต่หัวจดเท้า แล้วโยนกุหลาบแดงลงถังขยะข้างๆ พูดอย่างไม่แยแสว่า

“ฉันรับมันเพราะนึกว่าคุณเป็นแฟนหนังทั่วไป แต่ถ้าทำให้คุณเข้าใจผิดเป็นอื่น ก็ขอโทษฉันไม่รับนัดคนแปลกหน้าค่ะ ลาก่อนนะคะ”

เมื่อกุหลาบแดงแลกใจไม่ได้ ชายพีร์ล่อใจด้วยรถจาร์กั้วชี้ให้ดูว่าจอดอยู่ตรงโน้น...เพียงขวัญยิ้มเยาะแล้วจะเดินต่อ ชายพีร์หมดมุกเลยอ้างว่าตนเป็นเพื่อนของยอดยศคู่รักของเธอ เพียงขวัญเลยเคลียร์อย่างใสสะอาดว่า

ตนกับยอดยศเป็นแค่เพื่อนกัน ชายพีร์ถามว่าแล้วผู้กำกับชนะล่ะ เธอตอบอย่างผ่าเผยว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ตนเคารพ ชายพีร์เลยโมเมว่า

“โอ...ผมเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว ที่แท้คุณก็เป็นคนรักของเสี่ยเพ้งนี่เอง”

เพียงขวัญโกรธจนกำมือแน่น หันจะเดินหนี ชายพีร์ ไปดักอีก ถูกเธอพูดใส่หน้าว่า

“อย่าเรียกร้องความสนใจจากผู้หญิงด้วยการดูถูกเขา มันเป็นวิธีที่โง่และสิ้นคิด อย่าให้ฉันเจอคุณอีกนะคะ ฉันเรียกยามจัดการคุณจริงๆ ด้วย!” พูดแล้วเดินสะบัดไป ชายพีร์ถูกด่ายืนหน้าชา ไปต่อไม่เป็นเอาเลย

ooooooo

เพียงขวัญหนีไปหาที่สงบเพื่อท่องบท  จันทร์กะพ้อ เพื่อนรักตั้งแต่วัยเด็กของเพียงขวัญที่ทำงานในกองถ่าย ไปหาข้าวในครัวจะเอามาให้เพียงขวัญกิน ถูกแม่ครัวกับบงกชที่ไม่ชอบหน้าเพียงขวัญกระแนะกระแหนว่านางเอกเนื้อหอมมีผู้ชายมาติดเยอะแยะให้ไปหว่านเสน่ห์ขอเอาจากพวกนั้นสิ

จันทร์กะพ้อกลับมาเจอเพียงขวัญเลยบ่นให้ฟัง แม้เพียงขวัญจะสะเทือนใจแต่สะกดเก็บไว้ บอกจันทร์-กะพ้อว่าอย่าไปสนใจเรื่องไม่จริงทั้งนั้น

ชายพีร์ตามหาจนเจอเพียงขวัญ เข้าไปบอกเธอว่าอยากคุยเรื่องยอดยศ แล้วเล่าให้ฟังว่า ยอดยศมีคู่หมั้นแล้ว กับลูกสาวท่านนายพล พวกเขากำลังจะแต่งงานกัน แต่เธอมาหว่านเสน่ห์ทำให้ยอดยศหัวปั่น พูดแล้วจ้องหน้าถาม

“คุณรู้ไหม คู่หมั้นของเขาเวลานี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเสียใจปางตายเพราะคุณ!”

“คุณกำลังจะว่าฉันกับคุณยอดยศ...แล้วยังมีเสี่ยเพ้ง มีแม้กระทั่งคุณชนะ” เพียงขวัญถามอย่างทดท้อเหนื่อยใจ

“ใช่...ผมไม่ใช่แฟนหนังคุณ ไม่ได้มาเพราะหลงเสน่ห์คุณ ผมต้องการมาบอกให้คุณปล่อยยอดยศไปเสีย เพื่อเห็นแก่ผู้หญิงตาดำๆ คนหนึ่ง”

เพียงขวัญไม่พูดอะไร บอกให้ชายพีร์ตามตนไปที่โถงบ้านพักอุทยาน เจอยอดยศรออยู่ เขาปรี่เข้าหาเธออย่างคลั่งไคล้ใหลหลง ซื้อขนมจากห้างหยกฟ้ามาฝาก ชายพีร์รีบหลบแอบดูแอบฟัง

เพียงขวัญพูดด้วยสีหน้านิ่งเป็นการเป็นงานเด็ดขาดกล้าแข็งว่า “คุณยอดยศ ตั้งแต่พรุ่งนี้ ดิฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง” ยอดยศเว้าวอนถามว่าเกิดอะไรขึ้น “ได้โปรดเชื่อฉัน อย่ามาที่กองถ่ายนี้อีก ความเป็นเพื่อนของเราจบกันแค่นี้”

ตัดขาดกับยอดยศอย่างไม่เหลือเยื่อใยแล้ว เพียงขวัญบอกชายพีร์ว่า ตนพยายามเต็มที่แล้วที่เหลือเขาต้องช่วยกันเองตอกย้ำกับเขาว่า “และฉันหวังว่าจะไม่เห็นทั้งคุณ ทั้งเพื่อนของคุณในชีวิตฉันอีก!”

ชายพีร์ผิดคาด ยืนอึ้ง ไม่คิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้จะแข็งแกร่งเด็ดเดี่ยวได้ถึงเพียงนี้

ooooooo

เพียงขวัญหลบไปนั่งอ่านบทที่มุมสวยสงบของอุทยาน จันทร์กะพ้อกลับมาเห็นเพียงขวัญท่องบทมโนราห์อยู่...




“กินรีน้อยไร้เดียงสา บินสู้ลมหนาว ปีกหางอ่อนแรง จนแทบทนไม่ไหว...น้ำตานกน้อยหลั่งริน สู้ลมสู้ฝนยังพอไหว ให้สู้จิตใจต่ำช้าของมนุษย์ จะเอาแรงที่ไหนไปสู้”

จันทร์กะพ้อดูดอกไม้ข้างทาง ฟังเพียงขวัญอ่านบทก็เอ่ย...

“บทดูเศร้าๆนะ ในเรื่องพระสุธนมโนราห์ นางกินรีถูกใส่ร้ายจนต้องรำมโนราห์บูชาไฟเพื่อพิสูจน์ตนเองใช่ไหม นึกว่าในหนังจะไม่พูดถึงเสียอีก ขวัญ...จันทร์เดินไปขอ ไข่จากเจ้าหน้าที่อุทยานต้มไว้ให้แล้ว กินข้าวกับไข่ต้มไปก่อนนะ”

เพียงขวัญเศร้าทั้งในบทและชีวิตจริงจนน้ำตาไหลหยดลงที่บท กระดาษเปียกเป็นดวง จันทร์กะพ้อเห็นเพื่อนร้องไห้จึงเข้ากอดถามว่าเป็นอะไร เพียงขวัญร้องไห้จนพูดไม่ออก

“ขวัญไปที่บ้านพักเถอะ เดี๋ยวใครผ่านมาเห็นเข้า อย่าให้ใครเห็นน้ำตาของเรา...ไปเถอะ” จันทร์กะพ้อพาเพียงขวัญกลับไป ลืมบทที่มีคราบน้ำตาไว้ตรงนั้น
ชายพีร์รู้สึกผิดที่ตนพูดทำให้เพียงขวัญสะเทือนใจ เขาเก็บบทละครนั้นกลับไปพับเป็นนกเหมือนเป็นตัวแทนเพียงขวัญ ติดเป็นโมบายเหนือเตียงราวกับโคมไฟนก ยิ่งมองนกกระดาษก็ยิ่งจิตใจว้าวุ่น ทั้งสงสารเพียงขวัญและรู้สึกตัวเองผิดมาก

จากนั้น ชายพีร์ก็ติดตามผลงานของเพียงขวัญอย่างใกล้ชิด รู้ข่าวเธอไปถ่ายละคร ถ่ายโฆษณา กระทั่งรำโชว์ที่ไหนก็ติดตามไปดู เห็นเธอรำได้อย่างอ่อนช้อยสวยงามก็เผลอยิ้มออกมา ดูอย่างมีความสุขและหลงรักไม่รู้ตัว...

ดูรำโชว์เสร็จ ชายพีร์ขับรถแอบตามเพียงขวัญไปถึงบ้าน เห็นเด็กๆวิ่งมารับเพียงขวัญ เขาพึมพำ

“บ้านอยู่นี่เอง ทำไมคนเยอะจัง” ซุ่มดูจนเพียงขวัญไปตลาด ไปจ่ายค่าข้าวสารที่ติดร้านขายของชำ บอกเฮียเจ้าของร้านว่า

“ฉันจะรบกวนเฮีย พักนี้บางทีต้องไปถ่ายหนังต่างจังหวัด ถ้าคนที่บ้านมาขอซื้ออะไร เฮียให้เขาเชื่อไปก่อนแล้วฉันจะมาจ่ายให้”

ชายพีร์จึงรู้ว่าเพียงขวัญต้องหาเลี้ยงคนทั้งบ้าน...

ooooooo

ที่วังเทวพรหม เทวพันธ์ยังไม่ละความพยายามที่จะให้วิไลรัมภาแต่งงานกับคุณชายรณพีร์ เพราะนี่เป็นความหวังสุดท้าย หลังจากพลาดคุณชายไปแล้วถึงสี่คน!

ความเร่งร้อนของเทวพันธ์ ตรงกับความมุ่งมั่นทำตามสัญญาของทางวังจุฑาเทพพอดี เมื่อเทวพันธ์พาวิไล-รัมภาไปที่วังจุฑาเทพ ย่าอ่อนจึงให้สมศรีกับสมบุญไปตามชายพีร์มาพบ

ชายพีร์รู้แกวหลบสมศรี สมบุญ กับแจ๋วที่วิ่งตามหาจนทั่ววัง ชายพีร์หมายตากุญแจรถจะหยิบหนีออกไป แต่สมบุญมาเจอกุญแจรถเสียก่อน เลยคว้าหมับพูดอย่างเป็นต่อว่า

“นี่แน่ะ ผมยึดกุญแจรถทุกคันไว้หมดแล้ว คุณชายไปไหนไม่สำเร็จหรอก ไปหาหม่อมท่านดีๆเถอะ เชิญครับ”

ชายพีร์เลยต้องไปพบหม่อมเอียด ย่าอ่อน เทวพันธ์และวิไลรัมภาที่นั่งรออยู่ห้องโถงเซ็งๆ

วิไลรัมภาตีหน้าสดชื่นถามชายพีร์ว่าวันนี้อยู่บ้านหรือ แล้วทำทีพูดเขินๆว่า

“วันเสาร์นี้ที่โรงละครแห่งชาติมีโขนตอนสุพรรณ-มัจฉา รัมภาอยากดูก็เลยไปเข้าแถวซื้อ กว่าจะหาบัตรมาได้ ว่าจะมาเรียนเชิญทุกๆคนให้ไปดูด้วยกันค่ะ”
หม่อมเอียดชื่นชมที่วิไลรัมภาชอบดูโขน บอกว่าตนก็ชอบมากแต่ไม่มีใครพาไป จัดแจงบอกชายพีร์ให้ไปด้วยกัน และให้แวะรับวิไลรัมภาที่บ้านตอนเช้าดีไหม ชายพีร์ทำทีนึกได้ว่าเสาร์นี้...ถูกหม่อมเอียดสั่งตัดบททันทีว่า

“วันเสาร์หยุดงานอยู่แล้ว ถ้ามีนัดอื่นยกเลิกให้หมด ถ้าไม่เชื่อฟังกัน ได้เห็นดีแน่!”

“ครับ...” ชายพีร์ตอบเสียงอ่อย ทุกคนยิ้มพอใจ

ย่าอ่อนพูดอย่างพอใจขณะเดินไปนั่งเล่นในสวนกับหม่อมเอียดว่า “วันนี้คุณพี่เด็ดขาดสมใจน้องมากค่ะ”

“ศักดิ์ศรีของคนคือรักษาสัจจะ ชีวิตของฉันก็เหลือเรื่องนี้เรื่องเดียวที่จะทำให้ท่านชายวิช ถ้าเราบิดพลิ้วเขา ตายไปฉันจะไปพบหน้าท่านชายได้ยังไง”

“เทวพรหมเป็นราชสกุลแท้เหมือนกับเราได้เกี่ยวดองกันก็ถือเป็นเรื่องสมควร เราสองคนอายุมากขึ้นทุกทีจะอยู่อีกนานแค่ไหนไม่รู้ได้ รีบๆจัดการเสียจะได้นอนตายตาหลับนะคะคุณพี่”

“ชายพีร์ไม่เหมือนพี่น้องคนอื่น เจ้าชู้ประตูดินไม่เข้าท่า เกิดไปคว้าผู้หญิงหยำฉ่ามาเป็นเมีย จะทำยังไงกัน ไม่ต้องห่วงแม่อ่อน คราวนี้ฉันเอาจริง!” หม่อมเอียดขึงขังมากเป็นพิเศษ

ooooooo

ส่วนชายพีร์ พอถูกจับมัดมือชกให้ไปดูโขนกับวิไลรัมภาแล้ว เมื่อเลี่ยงออกมาได้ก็ขับรถปุโรทั่งของกำพลที่ยังแลกกันใช้อยู่ ไปแถวบ้านเพียงขวัญ จอดรถเอนพิงพนักถอนใจเซ็งๆ กับการถูกจับคลุมถุงชน

พลันก็สะดุ้งกับเสียงเอะอะ “นี่หยุดนะหยุด อย่ามายุ่งกับเด็กของฉันนะ ปล่อย...ปล่อย!”

เป็นเสียงของนภาแม่ของเพียงขวัญกำลังยื้อยุดแดง เด็กที่เอามาเลี้ยงและเรียนรำกับไอ้ดำพี่ชายของแดงซึ่งติดยาและจะมาเอาน้องคืน ชายพีร์เห็นดังนั้นวิ่งออกจากรถไปตะโกน “เฮ้ย ทำอะไรวะ!” ไอ้ดำชักมีดออกมาแต่ถูกชายพีร์ที่โตแข็งแรงและมีวิชากว่าจัดการจับมัดไว้กับเสาทิ้งไว้ แล้วหันมาช่วยนภาเก็บของที่หล่นกระจายพากันไป

นภาเห็นเสื้อผ้าเนื้อตัวชายพีร์เปรอะเปื้อนจึงชวนเข้าบ้านไปล้างเสียก่อน เห็นรถจอดอยู่หน้าบ้าน ชายพีร์บอกว่ารถของตน หม้อน้ำรั่วเลยจอดไว้ นภาเห็นหลวงพ่อเงินวางอยู่หน้ารถ ถามว่าเป็นคนพิจิตรหรือ ชื่ออะไร เป็นครอบครัวชาวนาหรือ ชายพีร์เออออแบบเลยตามเลยไม่ได้คิดจะโกหก นภาจึงเข้าใจว่าเขาเป็นชาวนายากจนมาจากพิจิตร

พาชายพีร์เข้าบ้าน แนะนำให้รู้จักแม่ บุหลันน้องสาว แล้วพาไปที่ตุ่มน้ำใต้หน้าต่าง ระหว่างนั้น นภาพูดอย่างเกรงใจว่าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรเอาเป็นว่าเติมน้ำใน หม้อน้ำรถแล้วอยู่กินข้าวด้วยกันเสียก่อน แล้วนภาก็เข้าครัวไป

ระหว่างนั้น เพียงขวัญเดินเข้าบ้านพร้อมชนะ เธอถามว่ารถใครรู้สึกคุ้นๆ ชายพีร์เห็นทั้งสองเข้าบ้านก็ใจร้อนวูบวาบพยายามแอบดูแต่ไม่เห็นได้ยินแต่เสียงเพียงขวัญบอกว่า “หนูกลัวค่ะ” เสียงชนะปลอบว่า “ไม่ต้องกลัว ดูหน่อยน่า ดูให้เต็มตา” ทำให้ชายพีร์ยิ่งระแวง

ที่แท้ชนะเป็นลุงของเพียงขวัญ แต่ทั้งสองไม่ต้องการให้ใครรู้เพราะเกรงคนจะมองว่าเพียงขวัญเข้าวงการโดยใช้เส้นสาย ชนะเป็นคนชอบทดลองสร้างสิ่งใหม่ๆ วันนี้ชวนกันมาทดลองระเบิดเอฟเฟกต์กันในบ้าน

ก่อนทดลอง ชนะเดินไปเปิดหน้าต่างตรงที่ชายพีร์อยู่ ชายพีร์รีบเดินหลบไม่ได้สังเกตสายไฟที่ลากยาวไปตามพื้น พอชนะกดระเบิด โคลนก็กระเด็นเต็มหน้า ได้ยินชนะพูดอย่างผิดหวังว่าสูตรผิดทำไมไม่มีควันแล้วจะทดลองอีกสักสองที

“เฮ้ยอย่า!” ชายพีร์ร้องอย่างสุดทน แต่ชนะกดระเบิดแล้ว หน้าชายพีร์ที่ดำอยู่แล้วดำยิ่งขึ้นไปอีกเพราะมีควันดำออกมาเกาะหน้าเกาะตัวเขาเต็มไปหมด ชนะร้องอย่างดีใจว่าควันออกแล้วแต่ทำไมเป็นสีดำจะทดลองอีกที

“เฮ้ย!! พอแล้ว!!!” ชายพีร์ตะโกนสุดเสียง

ชนะกับเพียงขวัญโผล่มาดู เพียงขวัญเพ่งอยู่ครู่หนึ่งก็ร้องออกมา

“คุณนั่นเอง!!”

“แกอีกแล้ว มาทำอะไรแถวนี้!”

นภาได้ยินเสียงเอะอะโวยวายวิ่งออกจากครัวมาดู เห็นสภาพชายพีร์ก็ตกใจถามว่า

“ตายแล้วพ่อพีร์...เป็นอะไรรึเปล่า”

“โฮ้ย...ไม่ตายหรอก เอฟเฟกต์ เอาไว้ถ่ายหนังน่ะ ขอโทษนะพ่อหนุ่ม” พูดแล้วหันไปคิดทำต่อบ่นงึมงำ “ทำไมควันมันดำ มันต้องขาวซิ เราผสมอะไรผิดนะ เดี๋ยว ไปลองใหม่ก่อน ดินประสิว 1 ช้อนหรือ 2 ช้อนสายไฟต้องเพิ่ม ใช่  ลองเพิ่มดู” ชนะหันไปง่วนกับการค้นคว้าต่อไม่ได้สนใจใครเลย

ooooooo
ตอนที่ 2

เพียงขวัญจิกไม่ปล่อย ถามชายพีร์อย่างเอาเรื่องว่ามาทำธุระอะไรที่นี่ ชายพีร์ไม่ตอบแต่ใช้ให้เธอตักน้ำให้เพราะมือตนดำ บ่นว่าไม่ตายก็ดีแค่ไหนแล้ว

นภาบอกให้ล้างเนื้อล้างตัวอีกรอบ พอมองสภาพชายพีร์อีกทีเปลี่ยนเป็นให้อาบน้ำเลย เดี๋ยวจะเอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน แล้วไปเอาเสื้อผ้าของชนะมาให้
ชายพีร์ยังอารมณ์ค้าง ถามเพียงขวัญว่าที่โกรธตนเพราะมาเห็นเธอทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงกับสามีรึไงถึงกับต้องฆ่าแกงกัน กระแนะกระแหนว่าคำนินทาในกองถ่ายเป็นจริง เธอได้บทนางเอกเพราะเป็นเมียผู้กำกับ

สิ้นเสียง ขันในมือเพียงขวัญก็ฟาดหัวชายพีร์โป๊ก! ด่าแล้วไล่ออกจากบ้านตนไปเลย ประณตเด็กชายวัย 8ขวบจอมซ่าแก่แดด ลูกของบุหลัน ก็โผล่มาลำดับญาติให้ฟังว่า

“ลุงชนะเขาเป็นผัวป้าราตรี ป้าราตรีเป็นพี่สาวป้านภาแม่ของพี่ขวัญกับบุหลันแม่ของผม เข้าใจรึยังล่ะคู้ณณ” พอชายพีร์เข้าใจ ประณตก็โอ่ต่อ “ลุงชนะน่ะเคยช่วยเลี้ยงพี่ขวัญ ป้อนนม อาบน้ำให้ตั้งแต่เล็กๆแต่กับผมน่ะ ลุงเขาไม่ค่อยยุ่ง เพราะผมดูแลตัวเองได้”

เมื่อเข้าใจและอารมณ์ดีแล้ว ชายพีร์ตามเพียงขวัญไปเก็บผักที่สวนครัวหลังบ้าน เพียงขวัญยังไม่หายเคืองไล่เขาไปที่อื่น แต่ชายพีร์ก็ตื๊อช่วยถือตะกร้าจนได้ ระหว่างแย่งตะกร้ามือสัมผัสกัน ต่างนิ่งอึ้ง ชายพีร์รำพึงออกมาหน้าตาย...

“แรงระเบิดคงมีผลข้างเคียง ใจผมมันสั่นๆ”

“แค่ใจสั่นรึ น่าเสียดายไม่ยักกะตาย” เพียงขวัญประชด ค้อนเคืองๆ แล้วรีบเดินไป ชายพีร์มองตามยิ้มตาเชื่อม...

ooooooo

นับแต่ยอดยศถูกเพียงขวัญตัดเยื่อใยวันนี้ก็เอาแต่ดื่มเหล้าเมามาย จนถูกผู้การตำหนิ ยิ่งเมื่อได้กลิ่นเหล้าคลุ้งก็คาดโทษว่า อย่าให้มีแบบนี้อีกไม่อย่างนั้นต้องลงโทษทางวินัย

“ขอโทษครับ ผมจะไม่ให้มีแบบนี้อีกครับ” ยอดยศรับคำ จะเดินไปหาชายพีร์ก็มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่าคุณหญิงนงนุชมาหา ยอดยศถึงกับหน้าเสีย

คุณหญิงนงนุชมากับพิมพรรณ ที่จริงอยากมาตำหนิยอดยศที่หลังจากหมั้นไม่นานก็หายหน้าหายตาไป แต่คุณหญิงพูดอย่างนุ่มนวล ชวนไปเที่ยวที่บ้านบ้าง ยอดยศอ้างว่าตนต้องซ้อมบินเพราะสถานการณ์ชายแดนไม่ค่อยดี

“เรื่องงานก็แล้วไป พูดตรงๆ นะ เป็นคู่หมั้นกัน ผู้หลักผู้ใหญ่รู้เห็นหมด จู่ๆ มาหายหน้าไปแบบนี้แม่ก็นึกเป็นห่วงถ้ามีอะไรพ่อยอดยศบอกแม่ได้นะ”

ด้วยความรักที่มีต่อยอดยศ พิมพรรณช่วยพูดให้เขาดูดี ทำเป็นบอกคุณหญิงว่า ยอดยศจะไปทานข้าวที่บ้านวันศุกร์นี้ ถามยอดยศว่า จำที่เราคุยกันทางโทรศัพท์เมื่อวานซืนได้ไหม หรือว่าทำงานจนลืม

“อ๋อ...พี่ไม่ลืมหรอกจ้ะ วันศุกร์หน้า พี่จะไปทานข้าวบ้านน้องพิมแน่นอน” ยอดยศผสมโรงอย่างไร้พิรุธ

“พิมบอกแล้วไงคะ ว่าพี่ยอดแค่งานยุ่ง เราสองคนไม่ได้ทะเลาะกันจริงๆ สักหน่อย” พิมพรรณบอกคุณหญิง

ก่อนกลับ พิมพรรณขอคุณหญิงไปลายอดยศ แต่ที่แท้เธอไปทดสอบอะไรบางอย่างจากเขา แกล้งเอามือแตะปลายนิ้วยอดยศถามว่ารู้สึกอะไรไหม ยอดยศทำหน้างงถามว่า “รู้สึกอะไร?” พิมพรรณรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเขา พูดเศร้าๆ

“พิมไปนะคะ คุณแม่รออยู่ พิมบอกว่าจะมาลาพี่ยศเดี๋ยวเดียว” พูดแล้วผละไป ยอดยศยกมือตัวเองขึ้นดูงงๆ

ชายพีร์แอบดูอยู่ห่างๆ เห็นแล้วรู้ทันทีว่าคู่นี้ไม่ปกติ อดกลุ้มใจแทนยอดยศไม่ได้

กลับถึงบ้าน พิมพรรณปรับทุกข์กับไฉไลและวิไลรัมภาที่สวนหลังบ้านว่า

“เวลาเราจับมือคนที่เรารัก แค่แตะปลายนิ้วเบาๆ หัวใจมันก็รู้สึกได้แล้ว แต่ตอนนี้หัวใจพี่ยอดไม่รู้สึกกับพิมเหมือนตอนแรกที่เราเริ่มรักกัน วันนี้ คุณแม่ชวนพิมไปหาพี่ยอดที่กองบิน ท่านคงทนไม่ไหว อยากถามสาเหตุที่พี่เขาหายหน้าไป”

“รัมภาว่านะ พิมควรฟ้องคุณพ่อคุณแม่ให้ออกหน้าจัดการแทน คุณยอดยศต้องเกรงใจผู้ใหญ่”

“คุณพ่อคุณแม่จะรู้เรื่องพี่ยอดไปติดพันผู้หญิงอื่นไม่ได้ค่ะคุณรัมภา ท่านต้องโกรธมากและคงจะบังคับให้ถอนหมั้นพิมสูญเสียพี่ยอดไปไม่ได้ พิมรักพี่ยอด” วิไลรัมภาถามว่าแล้วต้องทำอย่างไรถึงจะดึงคู่หมั้นกลับมาได้ “ความดีไงล่ะคะคุณรัมภา พิมเชื่อว่าความดีงามของพิมจะพิชิตใจพี่ยอดได้อีกครั้ง”

“ใช่จ้ะพิม หัวใจที่งดงาม เอาชนะได้ทุกสิ่งในโลก” ไฉไลมั่นใจมาก เธอกอดปลอบพิมพรรณที่ร้องไห้อย่างหนัก

วิไลรัมภาได้แต่มองพิมพรรณและไฉไลอย่างสมเพช

ooooooo

วันนี้ชายพีร์แต่งตัวหล่อเป็นพิเศษ ตั้งใจจะไปหาเพียงขวัญ

“คุณชายขา...ไม่ต้องหล่อมากหรอกค่ะ ประเดี๋ยวคุณวิไลรัมภาจะไม่สนใจดูโขน หันมาแลแต่หน้าคุณชาย” แจ๋วแซว

นี่เอง ชายพีร์จึงนึกได้ว่านัดวิไลรัมภาไว้ว่าจะไปดูโขนกัน แต่ก็บรรจงแต่งตัวต่ออย่างไม่ร้อนอกร้อนใจอะไร แจ๋วเห็นดังนั้นรีบไปรายงานหม่อมเอียดกับย่าอ่อนว่า

“คุณชายรณพีร์ขับรถฉิวออกไปแล้ว ป่านนี้ไปรับคุณวิไลรัมภาเรียบร้อยแล้วค่ะ”

สองย่ายิ้มให้กันอย่างพอใจ...

หารู้ไม่ว่า วิไลรัมภาคอยอยู่ที่วังเทวพรหม ดูนาฬิกาแล้วบอกเทวพันธ์อย่างหงุดหงิดว่าตนไปดูโขนไม่ทันแล้ว เทวพันธ์ไม่พอใจบ่นว่าคุณชายรณพีร์เหลวไหลเลื่อนเปื้อน แล้วสั่งเอารถออกไปวังจุฑาเทพทันที

“เดี๋ยวค่ะ วิธีบีบบังคับ ออกจะตื้นเขินเกินไป กับคุณชายรณพีร์ต้องใช้วิธีอื่น” วิไลรัมภาเบรกพ่อแล้วคิดวางแผน

เมื่อไปหาหม่อมเอียดกับย่าอ่อน ผู้ใหญ่ทั้งสองแปลกใจว่าชายพีร์ไม่รับวิไลรัมภาไปดูโขนแล้วไปไหนเพราะทางกองบินก็บอกว่าวันนี้ชายพีร์ไม่ได้ไป วิไลรัมภาทำเป็นยิ้มแย้มพูดแก้ต่างให้ว่า

“พี่ชายพีร์คงติดธุระสำคัญ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ โอกาสหน้ายังมี เรื่องแค่นี้รัมภาไม่คิดมากหรอกค่ะ”

ก่อนไปวังจุฑาเทพ วิไลรัมภาร่วมคิดกับเทวพันธ์ หาทางปะเหลาะเอาใจหม่อมเอียดกับย่าอ่อน เมื่อรู้ว่าหม่อมเอียดชอบอ่านลิลิตพระลอก็ทำเป็นชอบด้วย อาสาอ่านให้ฟังและหาทางที่จะมาขลุกที่วังจุฑาเทพ เสนอย่าอ่อนว่าอยากมาเรียนการเรือนกับย่าอ่อนเหมือนที่ย่าอ่อนเคยสอนกรองแก้วมาแล้ว

“อืม...เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันนะคะคุณพี่ ไหนๆ รัมภาจะเป็นสะใภ้ของจุฑาเทพแล้ว เรียนเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน” ย่าอ่อนเชิงปรึกษาหม่อมเอียด

“ก็ดีนะ มาขลุกอยู่ที่วังนี่บ่อยๆ ดูซิชายพีร์จะหนีไปไหนได้”

วิไลรัมภาหัวใจพองโตที่แผนการของตนสำเร็จ

ooooooo

ที่แท้ ชายพีร์แต่งตัวหล่อไปที่กองถ่ายที่กำลังถ่ายหนังเรื่องนางเสือสาวมีเพียงขวัญเป็นนางเอก

หลังจากถ่ายฉากบู๊ผ่านไป ผู้กำกับชมว่าเก่งมากต่อไปเธอต้องเป็นราชินีหนังบู๊แน่ เสี่ยเพ้งก็ปรี่เข้ามายกนิ้วชมว่าเก่งมาก ชายพีร์ที่มาแอบดูอยู่พอเห็นเสี่ยเพ้งก็บ่นเซ็งๆ “หนังของเสี่ยเพ้งอีกแล้ว”





ระหว่างนั้น เพียงขวัญกระซิบอะไรบางอย่างกับเสี่ยเพ้ง เสี่ยตอบรับอย่างกระตือรือร้นชวนไปหาที่นั่งคุยกัน แกล้งทำเป็นพูดเสียงดังสั่งอวดบรรดาหนุ่มๆ ในกองถ่าย

“เตรียมฉากต่อไปให้พร้อมนะทุกคน ผมจะไปคุยกับหนูเพียงขวัญก่อน หนูเพียงขวัญเขาอยากคุยด้วย”

ชายพีร์ใจร้อนผ่าวๆ เมื่อเห็นเสี่ยเพ้งคุยกับเพียงขวัญครู่เดียวก็ควักเงินส่งให้

“ร้อนเงิน ก็มาหาผมได้ทุกเมื่อ ผมยินดีช่วยหนูขวัญเสมอ” เสี่ยเพ้งมือส่งเงินแต่มองเพียงขวัญตาเป็นมัน

เพียงขวัญโล่งใจที่เบิกเงินล่วงหน้าไปแก้ปัญหาทางบ้านได้เปลาะหนึ่ง แต่ชายพีร์คิดเอาเองว่าเธอเกาะเสี่ยเพ้ง พึมพำเซ็งสุดๆ “นึกแล้วว่ายัยนี่ต้องแพ้เงิน”และไม่เพียงชายพีร์เท่านั้นที่เห็น บงกชที่จับตาดูอยู่ก็เห็นเช่นกัน

เพียงขวัญกลับมาที่มุมแต่งตัวเอาเงินใส่กระเป๋า ไม่ทันไรชายพีร์ก็เดินหน้าบึ้งตาขวางเสียงเขียวเข้ามาพูดประชด

“ดีนะ มีธนาคารส่วนตัว เบิกได้ทุกเมื่อ บัญชีตัวเองก็ไม่ใช่”

“นี่เงินค่าตัวเล่นหนังของฉันค่ะ ฉันแค่เบิกมาก่อน” เพียงขวัญบอกอย่างรำคาญใจ

ชายพีร์ประชดว่าเห็นเธอทำงานหนักเหลือเกินเสนอให้ยึดเสี่ยเป็นที่พึ่งถาวรเสียเลยดีไหม เพียงขวัญ ถามว่าเขาอยากให้ตนเป็นเมียน้อยเสี่ยเพ้งหรือ

“ชีวิตคุณ คุณต้องลิขิตเองครับ ผมเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ตกลงคุณเลือกเสี่ยเพ้งใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ” เพียงขวัญตอบทันทีเต็มปากเต็มคำจนชายพีร์อึ้ง เธอถามประชด “คุณอยากให้ฉันตอบแบบนี้ไม่ใช่รึ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่า วันนี้คุณมาที่นี่ทำไม ทุกครั้งที่เจอกัน คุณก็เอาแต่ถามคำถามพวกนี้ วันนี้ฉันตอบไปแล้ว หวังว่าคุณจะไม่ถามอีกหรือจะให้ดี ไม่ต้องมาคุยกันอีกเลย! คุณไปได้แล้ว ไปให้พ้นหน้าฉัน ไปสิ!”

ชายพีร์อึ้ง เดินจากไปหน้าเครียด ส่วนเพียงขวัญ

ทั้งโกรธ น้อยใจ เศร้า เซ็ง ทำได้แค่ด่า

“คนบ้า!”

แล้วทีมงานถ่ายหนังก็พากันอึ้ง เมื่อเสี่ยเพ้งประกาศวันนี้จะหักเงินคนละห้าสิบบาท ช่างไฟถามว่าตนทำผิดอะไร เสี่ยหาว่าจัดแสงไม่สวย ไม่ถูกใจตน แม่ครัวถามว่าแล้วพวกตนทำผิดอะไร เสี่ยพูดหน้าตาเฉยว่า

“วันนี้กับข้าวลื้อไม่ถูกปากอั๊ว พวกลื้อไม่ต้องถามมาก อั๊วรำคาญ” เสี่ยเพ้งเสียงดังข่มแล้วทำเป็นหงุดหงิดเดินงุ่นง่านไป คมบ่นว่าค่าแรงถูกอยู่แล้วยังมาโดนหักอีก บงกชที่เห็นเสี่ยเอาเงินให้เพียงขวัญ เป่าหูทุกคนทันทีว่า

“ทีกับยายนางเอก เสี่ยให้เบิกเงินค่าตัวล่วงหน้า ฉันเห็นกับตา ยายเพียงขวัญฉอเลาะออเซาะขอเบิกเงินค่าตัวเสี่ยเมื่อกี๊”

“ฮึ่ย...เสี่ยต้องเอาเงินส่วนของพวกเราไปประเคนให้นางเอกยั่วสวาทนั่นแน่ กลัวซ้อเหมยฮัวจับได้ ก็เลยมาหักเงินจากพวกเรา” แม่ครัวฮึดฮัด

“พวกเราคงไม่ยอมง่ายๆ หรอกใช่ไหม”บงกชปลุกระดม

“อยากรู้นัก เป็นศัตรูกับคนทั้งกองถ่าย นังหน้าสวยมันจะอยู่ยังไง” แม่ครัวหน้าเอาเรื่อง

บรรดาช่างไฟ ผู้ช่วยแม่ครัวและบงกช ต่างมองหน้ากันอย่างหมายมาดประกาศตัวเป็นศัตรูเพียงขวัญ!

จากนั้นเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อของใช้และเครื่องสำอางของเพียงขวัญที่วางไว้ที่โรงถ่ายถูกเทกระจัดกระจายเกลื่อนไปหมด ไม่นาน บงกชก็เข้ามาเยาะเย้ยว่าใครคงเห็นว่าเป็นขยะเลยเอามาทิ้ง ทั้งยังแสดงความรังเกียจว่าเป็นขยะสกปรกไม่หยิบจับกลัวมือเลอะ

จันทน์กะพ้อเชื่อว่าต้องเป็นฝีมือพวกบงกชแน่เพราะมีเสียงลือกันว่าบงกชอยากเป็นนางเอกกินรีมาก เทียวไล้ เทียวขื่อขอเสี่ยเพ้ง แต่เสี่ยเพ้งยกบทนี้ให้เพียงขวัญเลยไม่พอใจ

เพียงขวัญมองไปรอบตัว เห็นสายตาของพวกบงกชที่มองมาแล้วบอกจันทน์กะพ้อด้วยสีหน้ากังวลว่า

“เราสองคนแย่แล้วจันทน์...อยู่ลำบากแน่คราวนี้”

เบิกเงินล่วงหน้าจากเสี่ยเพ้งแล้ว คืนนี้เพียงขวัญรีบเอาไปจ่ายร้านของชำเพื่อขอซื้อข้าวสารใหม่ด้วย

ระหว่างนั้นมีแก๊งหญิงชายในตลาดนั่งดื่มกันอยู่ พอเมาได้ที่ก็ปากมาก วิพากษ์วิจารณ์เพียงขวัญเสียงลั่นว่า แม่นางเอกหนังใหญ่มาซื้อข้าวสารเฮียเหมือนกันหรือ อีกคนปากยื่นปากยาวต่อความว่า

“ไหนใครว่าได้ผัวรวยไปแล้วไง ผัวเป็นผู้อำนวยการสร้างหนังใช่ไหมอีเมี้ยน พี่ช่างไฟกองถ่ายเขาแวะมากินกาแฟร้านเอ็งน่ะ เขาบอกว่าไงนะ”

“จุ๊ๆ...เมียน้อยเขา” ยายสร้อยทำท่ากระซิบแต่พูดดังๆแล้วพากันหัวเราะคิกคัก

เพียงขวัญทั้งอาย ทั้งเสียใจ ถือถุงข้าวสารรีบออกจากร้านไป

ooooooo

คุณชายรณพีร์ จุฑาเทพ นับวันก็สับสนกับหัวใจตัวเอง ในความนึกคิดวนเวียนอยู่กับเพียงขวัญ บางครั้งก็เครียด บางครั้งก็ยิ้มคนเดียว จนถูกจ่าละไมที่ใกล้ชิดทั้งชายพีร์และยอดยศแซวอย่างรู้ทันว่า กำลังมีความรัก...

“หมวดยังดี ไม่มีเหล้าหนีบมาด้วย หมวดยอดยศไม่ไหว จะโดนคุกสักวัน ผู้หญิงที่ไหนหรือครับ”

“รู้ได้ไงว่าเรื่องผู้หญิง” ชายพีร์ทำไก๋ แล้วถามว่า “อย่างผมนี่ ควรจะทำยังไงต่อ”

“ไอ้พรรค์อย่างเราเนี่ย เป็นคนเฉยๆยังไม่พอ มันยังชอบที่จะเป็นนก เป็นนกเฉยๆก็ยังไม่พอ มันยังต้องบินเพื่อปกป้องชาติ ไอ้คนพรรค์เนี้ย ความตายมันอยู่ตรงหน้า ยังหยุดมันไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไร”

ชายพีร์ฟังแล้วรู้ความนัยของจ่าละไม ทำให้มีกำลัง ใจฮึดขึ้นมา ตัดสินใจสู้ตาย บุกไปบ้านเพียงขวัญทันที

ไปถึงเจอแต่ยายนอนป่วยอยู่คนเดียว คราวก่อนชายพีร์เพียงแต่ช่วยนวด คราวนี้เลยสอบถามรายละเอียด ถามว่า ยายเคยไปหาหมอไหม จึงรู้ว่าไม่เคยไปหาหมอเลย เพราะกลัวเสียเงิน

ชายพีร์ตัดสินใจพายายไปหาหมอ เขียนหนังสือทิ้งไว้บอกว่าไปหาหมอที่ไหน หมอชื่ออะไร แล้วอุ้มยายขึ้นรถไป เมื่อเพียงขวัญกลับมาเห็นจดหมายที่เขียนทิ้งไว้ เธอตกใจคิดว่ายายเป็นอะไรรีบตามไปโรงพยาบาล

ชายพีร์พายายไปหาหมอพุฒิภัทรที่โรงพยาบาล แต่ปิดยายไม่ให้รู้ว่าเป็นพี่น้องกัน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากชายภัทรเป็นอย่างดี ชายภัทรตรวจแล้วบอกยายว่า

“ดูผลจากฟิล์มเอกซเรย์บอกว่า หัวเข่ายายมีหินปูนเกาะ ทำให้ปวดมาก ต้องผ่าตัดขูดหินปูนออกครับ” ยายบอกทันทีว่าไม่ผ่าตัด ชายพีร์ถามว่ามีวิธีอื่นไหม “ทุกวันนี้ คุณยายขยับทีเจ็บที จึงไม่อยากขยับ ไม่อยากเดิน ปล่อยไว้อย่างนี้ ขาจะลีบเดินไม่ได้ ที่ออกกำลังขาอยู่นี่ก็ยังเจ็บ อีกหน่อยก็จะเลิกขยับ คราวนี้จะเดินไม่ได้ถาวร ถ้าอยากให้คนไข้หายขาด ก็ต้องผ่าตัดครับ”

เพียงขวัญตกใจถามว่าใช้เงินเท่าไร ชายภัทรบอกว่าประมาณหมื่นห้าพันบาท ฟังตัวเลขแล้ว ยายร้องจะเป็นลม

“การผ่าตัดเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ แต่กินยาเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ คุณพร้อมเมื่อไรค่อยมาผ่าก็ได้”




ยายโวยวายไม่ยอมผ่าตัดท่าเดียว ชายภัทรจึงเสนอให้วันนี้จ่ายค่ายาก่อนก็ได้ เพียงขวัญจึงขอจ่ายค่ายาก่อน ส่วนเรื่องผ่าตัดขอกลับไปคิดดูก่อน ชายพีร์มองเพียงขวัญอย่างเข้าใจและเห็นใจ เมื่อชายภัทรเดินออกไปจึงรีบตามไปด้วย

ooooooo

ชายพีร์ตามออกไปขอบใจชายภัทรที่ร่วมมือช่วยปกปิดให้ตน พูดไม่เต็มปากเต็มเสียงว่าตนแค่อยากจะลองใจคนบางคนเท่านั้น ชายภัทรถามว่าสนใจผู้หญิงหน้าหวานๆ หลานยายใช่ไหม

“โฮ้ย...ไม่ใช่หรอกครับ คนนี้ไม่ใช่” ชายพีร์ทำเสียงดังส่ายหน้าดิก บอกว่าตนแค่อยากรู้ว่าเธอจะยอมขายศักดิ์ศรีขายตัวเองเอาเงินมารักษายายหรือเปล่าเท่านั้น ยังไงตนก็ต้องจ่ายค่ารักษาให้อยู่แล้วแค่ประวิงเวลาดูใจคนเท่านั้นเอง ครั้นชายภัทรดักคอว่าจะดูทำไม ดูอะไร ถ้าไม่ได้สนใจเขา “โธ่...ก็รู้ๆอยู่ พี่ชายภัทรจะถามทำไมเหรอครับ”

ชายพีร์ครวญ ทำหน้ายุ่งๆกลบเกลื่อนแล้วรีบวิ่งตามเพียงขวัญที่กำลังพายายออกไป

ตามเพียงขวัญไปถึงบ้าน นอกจากช่วยบีบนวดให้ยายแล้ว ยังช่วยซ่อมแซมของใช้ในบ้าน เพียงขวัญแย่งจะทำเองก็ถูกพูดเหน็บว่าเก็บหน้าสวยๆไว้หาผู้ชายดีๆกระเป๋าหนักๆมาทำให้ดีกว่า เพียงขวัญประชดว่าใครจะคิดอย่างไรก็คิดไปเพราะพวกเขาไม่ได้มาหาข้าวให้ตนกิน ตนหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเองทั้งนั้นจะสนใจไปทำไม

ชายพีร์เอะใจว่าบ้านนี้มีแต่ผู้หญิงดิ้นรนกันเอง ถามว่าแล้วพ่อเธอกับพ่อของประณตไม่อยู่หรือ เลยทำให้บรรยากาศเสียไป พอรู้สึกตัวชายพีร์ก็รีบขอโทษ

เพราะต้องหาเงินถึงหนึ่งหมื่นห้าพันมาเป็นค่าผ่าตัดยาย นภาจึงไปเอาจี้ทองรูปหัวใจที่ซุกไว้ในตู้เสื้อผ้าจะเอาไปขาย เพียงขวัญกับยายรู้ว่านั่นคือจี้ที่อดุลย์พ่อของเพียงขวัญให้นภาไว้ ไม่อยากเอาไปขาย แต่พอบุหลันเห็นเข้าก็พูดเยาะๆพี่สาวว่า นึกว่าขายทิ้งไปนานแล้วเห็นพร่ำว่าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าของ นี่แสดงว่ายังทำใจไม่ได้

แต่พอถูกนภาพูดย้อนแทงใจดำว่าบุหลันเองก็ซ่อนอะไรไว้ในกล่องลิ้นชักจักรเย็บผ้าเหมือนกัน บุหลันก็ทำไก๋บอกว่าในกล่องมีแต่เข็มกับด้าย นภาบอกว่าตนหมดรักพ่อเพียงขวัญไปนานแล้ว บุหลันก็สวนทันทีว่าตนก็ไม่ได้คิดถึงพ่อตาณตเหมือนกัน ทั้งสองโต้เถียงกันจนเพียงขวัญต้องขอให้พอ บอกแม่ให้เก็บจี้ทองไว้ กว่าจะถึงวันผ่าตัดยาย ตนก็คงหาเงินได้ครบ

บงกชต้องการเฉดเพียงขวัญเพื่อแย่งตำแหน่งนางเอกจึงปลุกระดมพรรคพวกในทีมงานให้หาทางต่อต้านเพียงขวัญ สบโอกาสเมื่อเสี่ยเพ้งตัดเงินพวกตนเอาไปให้เพียงขวัญเบิกล่วงหน้า จึงรวมหัวกันแกล้งเพียงขวัญ เท่านั้นไม่พอ เมื่อถึงเวลาแสดงบทตบตี บงกชก็ฉวยโอกาสตบเพียงขวัญไปหลายฉาด

“คุณแกล้งฉัน คุณจงใจตบจริง” เพียงขวัญลุกพรวดขึ้น

“อย่างหล่อนโดนซะบ้างก็ดี เสี่ยเค็มอย่างกับเกลือ ไม่ได้จับไม่ได้จูบ มีหรือจะให้หล่อนเบิกเงินล่วงหน้า เห็นมานักต่อนักแล้ว ผู้หญิงก้นไวอย่างหล่อน ลงท้ายไม่พ้นเป็น...เมียน้อย!!”

“คุณดูถูกฉัน ฉันไม่ได้เป็นเมียน้อยใคร”

เพียงขวัญสะอึกเข้าหา แต่ไม่ทันทำอะไร บงกชก็ตบหน้าเธอกดลงกับพื้นแล้วขึ้นคร่อมตบกันเพียะ...เพียะ!!!

“เอ้า...เฮ้ย...ยังไม่ได้สั่งอะไรเลย ตบกันทำไม” ผู้กำกับงง

ชาย พีร์พรวดเข้ามาดึงเพียงขวัญออก เสี่ยเพ้งเห็นดังนั้นโวยวายชายพีร์ว่ามาทำอะไรเพียงขวัญของตน กลายเป็นเสี่ยเพ้งมีเรื่องกับชายพีร์ บงกชได้ทียุยงปั่นหัวพวกตนว่าเสี่ยเพ้งให้ท้ายเพียงขวัญ แม่ครัวก็โวยวายว่าพวกตนทำงานเหน็ดเหนื่อยเงินก็ไม่ได้ เสี่ยเอาไปบำเรอผู้หญิงหมด

“แม่นางเอกสร้างปัญหาแบบนี้ พวกเราไม่อยากทำงานด้วย ถ้าเสี่ยไม่เปลี่ยนตัวนางเอกเป็น...เป็นคนที่ใครๆยอมรับงั้นพวกเราไม่ถ่าย!” บงกชยุต่อ

เสี่ยเพ้งเดือดร้อนทันที ร้องเรียกพวกทีมงานที่ชักแถวเดินออกไป ให้กลับมาคุยกันก่อน พอพวกบงกชหยุด เสี่ยถามว่าไม่ทำงานกับตนแล้วพวกเขาจะอยู่กันยังไง สั่ง “กลับไปทำงานเดี๋ยวนี้ ผู้กำกับเขารออยู่”

แต่ทีมงานที่มีบงกชเป็น หัวโจกต่างทวงเงินที่ค้างอยู่ เสี่ยขอเป็นพรุ่งนี้เพราะตอนนี้ธนาคารปิดแล้ว ประไพศรีที่ทำครัว จึงประกาศยกกอง พรุ่งนี้ค่อยมาถ่าย เงินพร้อมค่อยถ่าย พวกทีมงานพยักหน้าแล้วพากันเดินออกไป

เสี่ยเพ้งปวดหัวที่ต้องยกกองอีกแล้วบ่นอุบอิบว่าวันนี้เสียเงินฟรีตามเคย บงกชมาย้ำกับเสี่ยเพ้งให้เปลี่ยนนางเอกอีก

“จะบ้าหรือ ถ่ายไปตั้งเยอะ อีกไม่กี่คัทก็ปิดกล้องแล้ว สายหนังก็รออยู่ ถ้าจะเปลี่ยน เปลี่ยนนางร้ายดีกว่ามั้ง”

บงกชเจอไม้ตายของเสี่ยก็ตกใจโวยวายว่า ตนเป็นนางเอกยอมมาเล่นเป็นนางร้ายให้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว

“ถ้า พรุ่งนี้ไม่มา ลื้อก็ไม่ต้องมาอีก แล้วห้ามก่อเรื่องนะ ห้ามแตะต้องขวัญอีก ไม่งั้น ลื้อเจอเปลี่ยนตัวแน่” เสี่ยเพ้งชี้หน้าบงกชปรามๆแล้วเดินออกไปเลย บงกชแทบจะกรี๊ดที่จะเล่นงานเพียงขวัญแต่กลับถูกเล่นงานเสียเอง

ooooooo

เพียง ขวัญออกจากกองถ่ายระหว่างทางรองเท้าส้นสูงของเธอหักไปข้างหนึ่ง เธอจึงถอดทั้งสองข้างแล้วเดินเท้าเปล่า ชายพีร์ตามมาเจอ จึงเอารองเท้าอีกข้างหนึ่งมาหักส้นทิ้ง เช็ดเท้าที่เปื้อนโคลนให้แล้วเอารองเท้าให้ใส่

ความมีน้ำใจและดูแล เธออย่างดีทำให้เพียงขวัญสะเทือนใจ แต่ก็ยังเจ็บปวดที่เขาดูถูกว่าเธอใช้ความงามอ่อยเงินจากพวกผู้ชายกระเป๋า หนัก ไล่เขาไปให้พ้นและร้องไห้อย่างอัดอั้น

“ผมไม่เหมือนคนพวกนั้น คนพวกนั้นอยากเหยียบคุณให้จมดิน แต่ผมไม่ใช่”

“คุณกับพวกเขาไม่ได้ต่างกันสักนิด”

“ผม เห็นคุณครั้งแรก คุณเป็นกินรีอยู่บนฟ้า ถ้าคุณยอมแพ้ในวันนี้ คุณก็เป็นแค่นกตัวหนึ่ง คุณถามผมบ่อยๆว่า ผมตามคุณทำไม ผมก็แค่สงสัยคุณเป็นกินรีที่สวยสง่างามอย่างที่ผมเห็นหรือเปล่า” เห็นเพียง–ขวัญร้องไห้อย่างหนัก ชายพีร์ปลอบโยน “อย่ายอมแพ้ง่ายๆเข้มแข็งเข้าไว้...เก็บความเจ็บปวด สีหน้าคนที่รังเกียจคุณ จดจำมันไว้ให้มันเป็นพลัง เป็นแรงลม ผลักดันกินรีอย่างคุณให้บินไปสู่ที่สูงดีกว่านะครับ”

เพียงขวัญสบตาชายพีร์อย่างเข้าใจทั้งที่น้ำตายังไหลพราก....

เมื่อพาเธอไปส่งบ้าน เธอขอบคุณเขาด้วยความจริงใจและเริ่มสับสนกับอารมณ์ของตัวเอง

“เข้า บ้านเถอะครับ ดึกแล้ว” ชายพีร์เอ่ยอ่อนโยน อบอุ่น เมื่อเพียงขวัญเดินเข้าบ้าน ชายพีร์ยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกดีๆที่เชื่อว่าเพียงขวัญร้องไห้ออกมาอย่าง หนักขนาดนี้ คงไม่อยากเป็นเมียน้อยใครแน่

วันต่อมา เพียงขวัญมาทำงานตามปกติ เธอหยิบจดหมายที่มีรูปของอัทธ์ออกมาดู จำได้ว่าตัวเองนัดกับเขาทางจดหมายที่จะมาพบกันวันนี้ แต่เพราะไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน อัทธ์จึงส่งรูปมาให้ดู...

เสี่ยเพ้ งมานั่งจ่ายเงินแก่ทีมงานตามที่ตกลงกันไว้ ผู้กำกับเริ่มงาน สั่งให้รีบทำงานเก็บได้หมดก็จะได้ปิดกล้องเลย ให้ทุกคนเร่งมือกันหน่อย

บงกชเจ็บใจที่แผนไล่เพียงขวัญไม่สำเร็จ จำต้องเข้าฉากหน้างอเป็นม้าหมากรุก

ที่ ลานจอดรถกองถ่าย ชายพีร์ขับรถปุโรทั่งของกำพลเข้ามา พนักงานโบกรถให้ไปจอดที่อื่น แล้วโค้งอย่างนอบน้อม โบกให้รถโก้อีกคันเข้ามาจอดแทน

อัทธ์จอดรถหรู ลงจากรถอย่างเท่ ชายพีร์ที่ถูกไล่ ให้ไปจอดที่อื่นดูจากกระจกมองหลังเห็นอัทธ์ยืนเท่อยู่ก็พึมพำ

“โห...พระเอกหนังหรือเปล่าเนี่ย”

ooooooo
ตอนที่ 3






เพียงขวัญมาทำงานด้วยอารมณ์แจ่มใสขึ้น แต่แล้วก็ต้องขุ่นมัวเมื่อยอดยศโผล่พรวดมาพล่ามความรักความคิดถึงเธอในสภาพกลิ่นเหล้าเหม็นหึ่ง

“คุณไม่ควรมาในสภาพแบบนี้ ฉันบอกแล้วไงว่า แม้แต่ความเป็นเพื่อนของเราก็จบไปแล้ว กลับไปเถอะค่ะ”

ยอดยศไม่ยอมกลับจับมือเธอยืนยัน ต้องคุยกันให้รู้เรื่องว่าทำไมต้องใจร้ายกับตน เพียงขวัญบอกตรงๆ ว่า

“คุณมีคู่หมั้นแล้ว คุณควรกลับไปหาคู่หมั้นของคุณ ปล่อย...ปล่อยนะ”

ทันใดนั้น ชายพีร์ที่ซุ่มดูอยู่พรวดออกไป แต่ช้ากว่าหนุ่มหล่อเท่ร่างใหญ่ที่พุ่งตัดหน้าชายพีร์ตวาด

“อย่าแตะต้องน้องขวัญ!”

เพียงขวัญสะดุดหูคำว่า “น้องขวัญ” หันมองอุทาน “คุณอัทธ์”

ยอด ยศปล่อยเพียงขวัญ ชายพีร์มองงงๆว่าหนุ่มมาดดีคนนี้เป็นอะไรกับเพียงขวัญ? ยิ่งเห็นทั้งสองมองกันด้วยความดีใจ รักใคร่ ชายพีร์กับยอดยศก็ปักใจเชื่อว่าต้องเป็นคนที่มาจีบเพียงขวัญ ยอดยศพรวดเข้าไปถามว่า เขามาจีบเพียงขวัญเหมือนเสี่ยเพ้งกับผู้กำกับใช่ไหม ท้าไปเจอกันตัวต่อตัว ใครแพ้ห้ามแตะต้องเพียงขวัญอีก

“สุภาพบุรุษเขาไม่ ใช้กำลัง เขาควรปฏิบัติกับผู้อื่น เยี่ยงสุภาพชน” อัทธ์เอ่ยด้วยท่าทีนิ่งสงบ สุภาพ “ผมว่าคุณเมามากแล้ว กลับไปเถอะ น้องขวัญจะได้ทำงาน” ยอดยศที่กำลังเมายังท้าเหยงๆอัทธ์จึงเตือนว่า “เวลาเมาไม่ควรมาหาผู้หญิงนะครับ เราจะทำให้ผู้หญิงเขาเสื่อม เสียเพราะขาดสติ”

ยอดยศปรามาสว่าไม่กล้าใช่ไหม ชายพีร์จึงเข้าแทรก บอกยอดยศว่า “เขาพูดถูกแล้ว...มานี่ มากับฉัน วันนี้พูดไม่รู้เรื่องหรอก กลับเถอะ” ชายพีร์หันไปขอโทษอัทธ์แล้วลากยอดยศออกไป แต่ยังติดข้องใจไม่หายว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร?

ooooooo

อัทธ์คอยจน เพียงขวัญถ่ายฉากบู๊เสร็จ เมื่อเธอออกมาคุยกับเขา เธอยังวางตัวห่างๆ ไม่เหมือนที่อัทธ์ปฏิบัติต่อเธอราวกับรู้จักกันมานานปี จนเพียงขวัญเอาจดหมายติดต่อออกมาบอกเขาว่า

“ดิฉันยอมเจอคุณ เพราะจดหมายนี้คุณเขียนมาว่า คุณแค่อยากรู้จักกับดิฉัน”

“น้องขวัญเขียนจดหมายตอบพี่ ทุกประโยคพี่จำมันได้ขึ้นใจ น้องขวัญยอมรับพี่ แต่ไม่ยอมรับ...เอ้อ...”

“หลาย เดือนที่เราเขียนจดหมายติดต่อกัน ดิฉันมองว่าคุณเป็น...มิตรจากแดนไกล ระหว่างเราจะมีแต่มิตรภาพระหว่างเพื่อนกับเพื่อน คนที่หวังดีต่อกันค่ะ ดิฉันยอมให้คุณเรียกว่าน้องขวัญ ก็นับว่าให้ความสนิทสนมคุณมากกว่าคนอื่นแล้วนะคะ คุณควรพอใจเพียงเท่านี้” เพียงขวัญวางตัวอย่างมีระยะห่าง

“ก็ได้จ้ะ พี่จะไม่ล้ำเส้นที่น้องขวัญขีดไว้ พี่จะเขียนจดหมายไปหาน้องขวัญที่บริษัทหนังเหมือนเดิม ไม่ถามถึงครอบครัว ไม่ถามถึงที่บ้าน แล้วพี่ก็จะไม่พูดถึง...เขา...”

ได้ยินอัทธ์เอ่ยถึง “เขา” คนนั้น เพียงขวัญก็หน้าเศร้าลง...

ระหว่าง นั้น จันทน์กะพ้อเข้ามา เทนวมสองสามคู่ออกจากถุงทะเล เพียงขวัญแนะนำว่าจันทน์กะพ้อเป็นเพื่อนมาช่วยดูแลตนด้านเสื้อผ้าเครื่อง สำอาง แต่อัทธ์เห็นนวมที่เทจากถุงทะเล ติงว่านี่มันไม่ใช่เสื้อผ้า จันทน์กะพ้อวางมาดนักเลงประกาศกร้าวว่า ตนไม่อยู่วันเดียว เพียงขวัญก็ถูกรุม ต่อไปนี้ใครกล้าแตะเพียงขวัญให้ใส่นวมไปพบกันตัวต่อตัวหลังกองถ่าย

บงกช ทำทีกระซิบจันทน์กะพ้อว่า วันนี้เพียงขวัญเอาผู้ชายใหม่มาอวดอีกแล้ว จันทน์กะพ้อจึงปกป้องเพียงขวัญบอกว่า อัทธ์มาจีบตนต่างหาก ทำทีเอ็ดอัทธ์ว่า ตนไม่สนใจเลยหันมาใช้เพียงขวัญเป็นแม่สื่อหรือ แล้ว หันไปบอกพวกทีมงานว่าตกเป็นเครื่องมือของบงกชแล้ว พูดใส่หน้าบงกชว่า “ถึงยังไงหล่อนก็ไม่มีวันได้บทนางเอกหรอก!”

จันทน์กะพ้อพูดๆๆ จนไม่มีช่องให้ใครพูดหรือชี้แจงอะไร จากนั้นประกาศกับพวกบงกชว่า

“ฟังไว้เลยนะทุกคน เพียงขวัญกับฉันจะไม่ออกไปจากกองถ่ายนี้ เราถือว่าเราบริสุทธิ์ใจ เรามาทำงาน เรื่องเมื่อวานเพียงขวัญเขาไม่เอาเรื่องเพราะอยากให้งานเสร็จ แต่ถ้ามีคราวหน้า เราสองคนจะสู้ ตายเป็นตาย แต่ไม่ยอมแพ้โว้ย!”

เพียงขวัญเห็นเพื่อนชักจะเตลิดไปใหญ่เลยขอให้พอ เป็นจังหวะที่เสี่ยเพ้งมาเร่งให้ถ่ายคัทสุดท้าย ทุกคนจึงกลับไปทำหน้าที่ของตน

เมื่อเล่นงานเพียงขวัญด้วยวิธีนี้ไม่เป็นผล บงกชจิกตามองอย่างเจ้าเล่ห์ วางแผนหันไปยืมมือเหมยฮัวแทน!

ooooooo

หลังจากทำตัวกร่างก๋ากั่นประกาศว่าอัทธ์มาจีบตนเพื่อกันไม่ให้เพียงขวัญถูกนินทา ว่าร้ายแล้ว พอมานึกได้ภายหลัง จันทน์กะพ้อก็เขินตัวเองว่าทำไปได้ไงเนี่ย!

อัทธ์ เห็นท่าทางก๋ากั่นของจันทน์กะพ้อก็ขำๆ หยอกเมื่ออยู่กันลำพังว่าตนไม่ได้ชอบประเภทหญิงรักหญิง จันทน์กะพ้องอนตุปัดตุป่อง บ่นกับเพียงขวัญว่า มาหาว่าตนเป็นหญิงรักหญิง เพียงขวัญปลอบว่าเขาล้อเล่นมากกว่า และขอบใจที่จันทน์กะพ้อมาอยู่เป็นเพื่อนตนตลอด แต่พอจันทน์กะพ้อเสนอให้เลิกเล่นหนัง  เพียงขวัญชี้แจงหน้าขรึมว่า

“แต่มันเป็นอาชีพสุจริตนี่จ๊ะ และเราก็รักงานของเรามากด้วย แค่มีคนเข้าใจอย่างจันทน์ อย่างเอ้อ...”เพียงขวัญคิดถึงชายพีร์แต่เลี่ยงเป็นพูดว่า “คนที่บ้าน ขวัญก็ไม่สนคำพูดของคนอื่นแล้ว ขวัญจะถ่ายหนังสองเรื่องนี้ให้เสร็จ จะรักษายายจะหาเลี้ยงครอบครัวด้วยตังเองให้ได้”

จันทน์กะพ้อมองหน้าถาม ว่าเป็นอะไรต้องหน้าแดง? คิดถึงใครหรือ? เพียงขวัญสะดุ้งปฏิเสธว่าเปล่าไม่ได้คิดถึงใครทั้งที่ใจคิดถึงชายพีร์ แต่ไม่พ้นสายตาจันทน์กะพ้อ เพียงแต่เธอคิดว่าเป็นอัทธ์ เลยชมหยั่งท่าทีว่า

“แล้วบอกไม่ได้มาจีบ คุณอัทธ์มาหาหน่อยเดียวถึงกับหน้าแดง ตาอัทธ์นั่นดูดีจริงๆ ด้วย ถ้าขวัญคบกับคนคนนี้ก็ดีนะ” พูดแล้วตัวเองก็ตัดใจไปจากอัทธ์

ooooooo

ที่ห้องสันทนาการกองบิน...บรรดาทหารอากาศมาทำกิจกรรมพักผ่อนกันตามอัธยาศัย แต่ยอดยศยังเมาไม่สร่างพร่ำเพ้อคร่ำครวญถึงแต่เพียงขวัญ ชายพีร์จึงสั่งกาแฟแก่ๆ ให้ดื่มจะได้สร่างเมา

ระหว่างนั้น กำพลมาขอเปลี่ยนรถคืน บอกว่าขับจากัวร์คิดว่าจะจีบหญิงติดเหมือนชายพีร์ แต่ไม่เพียงจีบหญิงไม่ติดรถยังเกือบเฉี่ยวชนกับคนอื่น เกิดเฉี่ยวชนขึ้นมาตนไม่มีปัญญาซ่อมให้แน่ ขอเอารถเฟียตปุโรทั่งของตนไปใช้ตามเดิมดีกว่า

ชายพีร์แลกกุญแจรถกับกำพล แต่เปลี่ยนกับขันติ ขอเอามอเตอร์ไซค์ของขันติไปใช้แทน แลกกุญแจรถกันแล้วชายพีร์กลับไปหายอดยศอีก ฝ่ายนั้นก็ยังคร่ำครวญไม่เลิก ชายพีร์เลยเตือนสติว่า

“ไอ้ยศ ดูสภาพตัวเองตอนนี้ก่อนเถอะ ต่อให้เขาไม่มีใครเขาก็ไม่เอาแก”

“ผู้ชายคนนั้นดูดีชะมัดเลย” ยอดยศพูดถึงอัทธ์ ทำให้ชายพีร์นึกขึ้นมาได้ เลยคุยอย่างอารมณ์เดียวกันว่า

“เออว่ะ ดูดีจริงๆ ด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ แถมคุณเพียงขวัญดูจะปกป้องเขาด้วย”

“ก็นั่นน่ะสิ ไอ้พีร์...ฉันจะทำยังไงดี...ทำยังไงดี...”

“นั่นสิ...ทำไงดีวะ??” ชายพีร์พลอยกลุ้มไปด้วย

คืนเดียวกันนี้ เพียงขวัญถ่ายฉากสุดท้ายหนังเรื่อง นางเสือดาว เสร็จ จบลงในฉากที่นางเสือจัดการเจ้าพ่อได้สำเร็จ ยิงเจ้าพ่อล้มขาดใจตายไม่เป็นท่า แล้วเดินเข้าไปพูด

“คนเลว คนชั่ว คนกินบ้านกินเมืองอย่างพวกแก ตายไปนรกยังไม่ต้องการ นางเสือดาวจะตามล้างพวกแกให้หมดไปจากแผ่นดิน”

“คัท ปิดกล้อง” ผู้กำกับสั่งน้ำเสียงยินดี ทุกคนปรบมือดีใจ เสี่ยเพ้งโล่งอกที่วันนี้ปิดกล้องได้ตามกำหนด

เพียงขวัญเดินไปไหว้ขอบคุณผู้กำกับและเพื่อนร่วมงานก่อนกลับ ขณะเดินออกมากับจันทน์กะพ้อ เธอปรารภอย่างโล่งใจว่า เดี๋ยวนางเสือดาวก็ฉายแล้ว พอหนังฉายก็จะได้เงินไปรักษายาย จันทน์กะพ้อถามว่ายายไปหาหมอที่ไหนหรือ

“คุณชายหมอ ท่านมีเมตตามาก ชื่อคุณหมอ ม.ร.ว.พุฒิภัทร ท่านรับปากจะผ่าตัดยายให้”

ทั้งสองเดินผ่านรถที่อดุลย์นั่งอยู่ อดุลย์ได้ยินชื่อหมอพุฒิภัทร เขามองตามเพียงขวัญพลางเอามือจับสร้อยห้อยจี้ทองรูปหัวใจ คิดถึงนภาที่มีสร้อยและจี้แบบเดียวกันนี้ที่เขาทำไว้ให้เมื่อครั้งอยู่ด้วย กัน...

ooooooo

คุณชายรณพีร์ผู้ที่หม่อมเอียดบอกว่าเจ้าชู้ ประตูดิน กำลังถูกวิไลรัมภารุกประชิดตัว โดยเธอทำทีมาเรียนการบ้านการเรือนกับย่าอ่อนจึงขลุกอยู่ที่วังจุฑาเทพ ทำอาหารที่ชายพีร์ชอบหวังใช้เสน่ห์ปลายจวักมัดใจ แต่ชายพีร์ก็ให้ได้เพียงคำชมแต่หัวใจนั้นหมกมุ่นอยู่กับเพียงขวัญตลอดเวลา

เมื่อขึ้นห้องนอน ชายพีร์หาทางที่จะทำตามแผนที่ตัวเองวางไว้ โดยจะออกค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดให้ยายของเพียงขวัญแต่ไม่เปิดเผยตัว จึงหวังจะอาศัยพี่ๆที่มีครอบครัวแล้วช่วยทำโครงการการกุศลผ่าตัดฟรีให้ยายโทร.ไป หาชายภัทร ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ชอบโกหก หากจะทำก็ให้บอกเขาไปตรงๆ เลยว่าชอบเขาอยากช่วยเขา ชายพีร์งอนเลยโทร.ไปหาชายเล็กที่กำลังสร้างโรงเรียนให้เด็กๆอยู่ที่ค่ายใน ชนบท พอชายพีร์เอ่ยปาก ชายเล็กถามว่าทำไมต้องทำแบบนั้นด้วย ชายพีร์งอนหาว่าทำให้น้องแค่นี้ก็ไม่ได้ ยิ่งเมื่อได้ยินเสียงสร้อยฟ้าเดินผ่านมาหอมแก้มชายเล็ก ชายพีร์ก็ยิ่งหงุดหงิด บ่นอุบอิบ





“อะไรน่ะพี่ ทำอะไรครับพี่ หอมแก้มเมีย ไม่สนใจน้อง ผมไม่คุยกับพี่ชายเล็กแล้ว ไปตามไอ้ชัช เอ๊ย ทูลเชิญเจ้าชายรังสิมันตุ์มาเรียนสายทีครับ”

พอได้คุยกัน ท่านชายรังสิมันตุ์เล่าโครงการเร่งพัฒนาประเทศมากมายให้ฟัง ก็บ่นว่าไม่ว่างกันหมดเลย

“ดี! ดี!! ไม่ว่างกันหมดเลย ขอบคุณมากครับ แค่นี้ก็ช่วยกันไม่ได้ สวัสดีนะครับ” ชายพีร์ประชด

ชายใหญ่เดินมาถามว่ามีอะไรกันหรือ ชายภัทรเล่าขำๆว่า “ชายพีร์ติดผู้หญิง ท่าจะเป็นเอามาก” แล้วป้องปากเล่าให้ฟังถึงความวุ่นวายของชายพีร์ที่เที่ยวโทรศัพท์หาพี่ๆวุ่น ไปหมด

สุดท้ายเมื่อชายพีร์โทร.หาชายรุจ ถูกพี่ชายดักคออย่างรู้ทันก็ตัดบทว่าจะไม่ช่วยตนใช่ไหม ชายใหญ่จึงให้ชายรุจจัดการงานให้เสร็จเร็วๆเห็นทีต้องให้ไปช่วยแผลงศรรักให้ ชายพีร์เสียแล้ว

“ได้ครับ ผมจะรีบทำงาน ท่านหญิงก็อยากเห็น หน้าผู้หญิงของรณพีร์เหมือนกัน”

“ผู้หญิงของรณพีร์คือใครคะ วิไลรัมภาหรือคะ” หญิงแต้วถาม

“ถ้าใช่ ก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่ใช่ ที่วังจุฑาเทพ คราวนี้คงยุ่งกันใหญ่” ชายรุจบอกขำๆทั้งกังวล

เห็นชายพีร์วุ่นวายใจ ชายใหญ่จึงเรียกไปนั่งคุยชี้ให้เห็นว่าปัญหาของเขาคือ ความกลัว ทำให้ชายพีร์ตั้ง สติถามตัวเองว่า “ความกลัว...กลัวอะไร...กลัวใครวะ...” พลันใบหน้าของอัทธ์ก็มารบกวน ทำให้ชายพีร์รู้ใจตัวเองว่าที่แท้ตนกลัวอัทธ์หนุ่มหล่อเท่คนนั้นนั่นเอง เริ่มจัดการกับใจตัวเองให้ขจัดความกลัวหันมาสู้!

จากนั้น ชายพีร์ก็ปลุกใจตัวด้วยให้สู้ ทั้งขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผนเรียกความกล้า เล่นรักบี้ก็ปลุกใจตัวเองเข้าปะทะอย่างบ้าคลั่ง จนเป็นที่แปลกใจของทุกคน
เมื่อปลุกความกล้าขึ้นมาได้แล้ว จึงไปยืนเท่ที่หน้าบ้านเพียงขวัญ เจอเธอกำลังจะออกไปทำงานก็ตรงเข้าไปถามว่า

“นายคนนั้นที่มาหาคุณ ที่มีเรื่องกับยอดยศ เขาเป็นใครหรือครับ”

เพียงขวัญมองเขาแปลกๆ ตอบว่าไม่จำเป็นต้องบอก ชายพีร์ไม่ตื๊อแต่ไปหยิบรองเท้าที่ท้ายมอเตอร์ไซค์มาให้ บอกว่าเอามาฝาก คู่นี้สวยกว่าคู่ที่ส้นหักคราวที่แล้ว เพียงขวัญปฏิเสธอย่างหยิ่งในศักดิ์ศรีว่า

“ฉันจนก็จริงแต่มีศักดิ์ศรี อย่าใช้เงินซื้อมิตรภาพเพราะมันจะไม่ยั่งยืน”

“จะไปทำงานใช่ไหมครับ ผมไปส่ง” พลางเดินนำไปที่มอเตอร์ไซค์

“ไม่เป็นไร ฉันนัดน้าหมึกให้มารับแล้ว นั่นไง มาตรง เวลาเป๊ะ” แล้วบอกน้าหมึก “ไปช่องสี่บางขุนพรหมนะจ๊ะ”

ชายพีร์ยืนเหวอ มองตามรถน้าหมึกที่มีเพียงขวัญซ้อนไปจนลับตา...

ooooooo

เพียงขวัญไปรำมโนราห์โชว์ให้บริษัทโฆษณาสินค้าแห่งหนึ่ง รำเสร็จเธอเดินออกมา มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่ามีคนมารอพบอยู่ที่หน้าห้อง

พอเพียงขวัญเห็นอดุลย์ก็ชะงัก เพราะเธอเคยเจอเขามาครั้งหนึ่งแล้วแต่ใจไม่ยอมรับเขา

ครั้งนั้นเขาบอกว่าเห็นเธอรำมโนราห์ในโทรทัศน์จึงรีบบึ่งรถมาหา เพียงขวัญไม่รู้จัก พ่อเลี้ยงอดุลย์แนะนำตัวเองอย่างตื่นเต้นดีใจว่า

“พ่อเอง...พ่อของหนู หนูคือเพียงขวัญ จันทร์ประดับ แม่ชื่อนภาใช่ไหม แค่เห็นหนูรำ พ่อก็รู้ว่าต้องเป็นหนู...ลูกของพ่อ” พ่อเลี้ยงอดุลย์จ้องมองเพียงขวัญเหมือนจะมองให้สมกับที่โหยหามานาน “ตาโตสวยหวานแบบนี้...ท่าทาง รำแบบนี้ มีนภาคนเดียวเท่านั้น”

วันนี้...เพียงขวัญจึงไม่อยากเจออดุลย์จึงเดินเลี่ยงออกอีกประตูหนึ่ง แต่หนีไม่พ้น อดุลย์โผล่มาดักเรียก เพียงขวัญถอนใจถามว่า “เขาบอกคุณหรือคะเรื่องเขามาหาหนู” เธอหมายถึงอัทธ์ลูกภรรยาหลวงของเขาแต่ไม่ยอมเอ่ยชื่อ

แต่พ่อเลี้ยงอดุลย์ ไม่รู้ว่าอัทธ์เคยมาหาเพียงขวัญ เขาเล่าว่ามาธุระที่กรุงเทพฯ เห็นข่าวของเธอเยอะแยะไปหมด แล้วชวนไปหาที่นั่งคุยกัน เพียงขวัญตัดบทอย่างทำใจยอมรับเขาไม่ได้ว่า ตอนนี้ตนกับแม่สบายดีเราไม่ต้องการพบเขาอีก

พ่อเลี้ยงอดุลย์เล่าว่า ตนรู้ว่านภาท้องก็ตอนที่นภาหนีไปแล้ว ตนออกเที่ยวตามหาแต่ไม่พบ ผ่านไป18ปี ตนทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาเธอกับแม่ และเพิ่งได้มาเจอเธอวันนี้ ขอโอกาสตนหน่อยได้ไหม

“ตอนนี้คุณเจอดิฉันแล้ว แค่อยากบอกให้ดิฉันรู้ว่าคุณเป็นใคร ดิฉันรู้เรื่องของคุณมานานแล้วค่ะ แม่ไม่เคยปิดบังอะไรดิฉัน ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหมคะ”

พ่อเลี้ยงอดุลย์เล่า ว่าภรรยาตนเพิ่งตายไปเมื่อปีที่แล้ว ตนไม่ต้องรู้สึกผิดกับใครอีกแล้ว ให้โอกาสตนได้ทำหน้าที่พ่อบ้างได้ไหม เพียงขวัญหัวเราะในลำคอถามว่าถ้าเขาไม่ตายแม่ตนก็ไม่มีวันได้เลื่อนมาเป็น ที่หนึ่งใช่ไหม พูดเหมือนตัดพ้อว่า

“ทุกอย่างมันผิดตั้งแต่คุณหลอกแม่ แม่ถูกเรียกว่าเมียน้อยกี่ครั้งคุณรู้ไหม” พ่อเลี้ยงบอกว่าเพราะอย่างนี้ตนถึงอยากชดใช้ “คุณชดใช้ดิฉันไม่ได้หรอกค่ะ คำว่าลูกไม่มีพ่อประทับอยู่บนหน้าดิฉันไม่มีวันลบออกไปได้หรอกค่ะ”

เพียงขวัญมองอดุลย์ด้วยสายตาเย็นชาแล้วเดินคอแข็งจากไป อดุลย์มองตามอย่างเจ็บปวด...

ooooooo

อดุลย์ไปหาคุณชายหมอพุฒิภัทร เสนอให้ผ่าตัดคุณยายผัน ตนจะจัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมดขอเพียงให้หมออย่าเปิดเผยชื่อตนเท่านั้น ให้บอกแต่เพียงว่าเป็นคนใจดีบริจาคมาหรือเป็นกองทุนช่วยคนจนอะไรทำนองนี้ได้ไหม

ขณะอดุลย์เดินออกจากห้องหมอ เพียงขวัญเข้ามาเห็นพอดีเธอหลบ เดินเลี่ยงไปห้องคุณชายหมอพุฒิภัทร มาเจรจาขอจ่ายค่าผ่าตัดยายเป็นงวดๆ ได้หรือไม่

คุณชายหมอจึงบอกว่าเวลานี้มีผู้ใจบุญบริจาคค่าผ่าตัดให้คุณยายแล้ว เพียงขวัญถามทันทีว่าชื่ออดุลย์ใช่ไหม ชายภัทรชะงักถามว่ารู้ได้ยังไง เพียงขวัญไม่ตอบแต่บอกว่า...

“ดิฉันขอดูแลค่าผ่าตัดคุณยายด้วยตัวเองค่ะ ดิฉันไม่ขอรับความช่วยเหลือจากใคร” พูดแล้วไหว้ลาชายภัทรออกไป

ตลอดเวลาที่เพียงขวัญเข้ามาที่โรงพยาบาล ชายพีร์ติดตามจับตามองตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วง...

ooooooo

ความแตกเมื่ออดุลย์เข้ามาเจออัทธ์กำลังดูรูปเพียงขวัญที่ถ่ายในงานต่างๆ พออดุลย์เดินเข้ามาอัทธ์ก็รีบเอารูปซ่อนอดุลย์ ถามว่าเขารู้จักน้องแล้วหรือ เขารู้เรื่องนี้นานแล้วหรือ แม่บอกใช่ไหม

“แม่กับญาติเคยพูดให้ผมได้ยินมานานแล้ว บอกว่าพ่อมีเมียอีกคน มีลูกด้วย ผมมาเห็นรูปพวกนี้โดยบังเอิญตอนที่ผมลงมาบ้านที่กรุงเทพฯนี่ พ่อคงคิดถึงน้องมากถึงเก็บภาพไว้หมด” อดุลย์ไม่ตอบแต่หยิบรูปเพียงขวัญขึ้นดูอย่างภูมิใจ อัทธ์เล่าว่า “สามเดือนก่อน ผมเขียนจดหมายไปที่บริษัทหนังจนรู้ว่าเราเป็นพี่น้องกันจริงๆ”

“ทำไมไม่เล่าให้พ่อฟัง”

“น้องขวัญบอกว่า ถ้าพูดถึงพ่อเขาจะไม่ตอบ จดหมาย”

“เพียงขวัญยอมให้ลูกพบเขาแต่โดยดี?”

อัทธ์พยักหน้าแต่บอกว่า “เขาไม่นับญาติ ไม่ยอมรับว่าผมเป็นพี่ต่างแม่ เขาบอกว่าเขาทำได้แค่ความเป็นเพื่อน ถ้าทำอะไรมากกว่านี้ เขาจะไม่ยอมพบผมอีก”

“ใจแข็งเหมือนแม่เขาไม่มีผิด พ่อไปหาเขาสองครั้งแล้ว แต่เขาก็ไล่ไม่อยากเจอพ่อ” อัทธ์ถามว่าพ่อจะทำอย่างไรต่อไป อดุลย์ตบไหล่ลูกชาย “ขอบคุณมากที่เข้าใจพ่อ แม่ของแกไม่เคยเข้าใจพ่อเลย พ่อจะไม่ละความพยายาม สักวันน้องจะต้องเข้าใจพ่อ” อดุลย์พูดอย่างมุ่งมั่น

ไม่เพียงแต่พูด อดุลย์ยังลงมือทำ แอบตามเพียงขวัญไปที่บ้าน เป็นคืนฝนตกพอดี นภาเอาร่มไปรอรับเพียงขวัญที่ปากตรอก เจออดุลย์เข้าอย่างจัง นภาให้เพียงขวัญเข้าบ้านไปก่อน ตัวเองยืนคุยกับอดุลย์ท่ามกลางสายฝนที่ตกพรำ

เมื่อบุหลันรู้ว่านภาคุยอยู่กับอดุลย์ก็กลัวนภาจะใจอ่อน ฮึดฮัดจะไปจัดการ ถูกยายทัดทานว่า

“ปล่อยเขาเถอะบุหลัน คนเคยเป็นผัวเมียกัน คงอยากคุยกันตามลำพัง”

ทุกคนจึงหยุด ต่างเป็นกังวล ไม่รู้ว่านภาคุยอะไรกับอดุลย์นานสองนานอยู่หน้าปากซอย

อดุลย์รู้ว่านภายังไม่หายโกรธ เขาเล่าถึงอดีตที่ยังไม่มีโอกาสบอกเธอว่า

“เมื่อ 18 ปีก่อน เธอมาด่วนหนีไป ฉันเลยไม่มีโอกาสอธิบาย พ่อฉันจับฉันคลุมถุงชนแต่งงานกับลูกสาวคุณหลวง ฉันไม่เคยรู้จักความรัก จนกระทั่งพบเธอ มองในแง่ศีลธรรมฉันผิดเต็มประตู แต่หากมองอย่างคนบูชาความรักแล้วละก็...ความผิดของฉัน มันจะพออนุโลมได้บ้างไหมนภา”

นภาติงว่าเรื่องนี้เราไม่ต้องพูดกันอีกเพราะตนผ่านความเจ็บปวดมากพอแล้ว อดุลย์บอกว่าตนก็เจ็บปวดไม่น้อยกว่ากันที่เมียหอบลูกในท้องหนี ภรรยาที่อยู่กินกันก็หมางเมินจนเธอตายจากก็ยังไม่ให้อภัย ตนแบกรับความรู้สึกผิดมาตลอด 18 ปี ถามว่า “เธอยกโทษให้ฉันได้ไหมนภา...”

“มันคงไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ คุณเสียฉันกับลูกไปนานแล้ว เยื่อใยระหว่างเราขาดสะบั้น ไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิม อย่ามาหาฉันกับลูกอีก!”

“ฉันจะมา...ฉันยังรักเธอ...รักหมดหัวใจ”

แม้นภาจะสะเทือนใจจนน้ำตาแทบทะลัก เธออดกลั้นไว้ตัดใจเดินเข้าบ้าน ทิ้งอดุลย์ยืนเศร้าก้าวขาไม่ออกอยู่ตรงนั้น

ooooooo

นภากลับมาขึ้นไปร้องไห้อยู่ในห้องนอน  เพียงขวัญ เปิดประตูเห็นแม่ร้องไห้อย่างหนักจึงถอยออกมา

เพียงขวัญมานั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่ข้างเตียงยาย ยายนอนมองหลานเอ่ยลอยๆ

“ฝนตกหนักแค่ไหน ยังมีวันหยุด แต่น้ำตาตกในเพราะความรัก ชั่วชีวิตก็ไม่มีวันหยุดไหล”

“หนูสงสารแม่” เพียงขวัญเสียงสะเทือนใจ




ยายหยิบรูปที่ซ่อนอยู่ใต้หมอนให้เพียงขวัญดูบอกว่า “รูปคุณตา...” เพียงขวัญมองหน้ายายบอกว่ายายไม่เคยพูดถึงเลย ยายจึงเล่าความหลังให้ฟังว่า

“ยายเรียนรำที่วังของเสด็จพระองค์หญิง คุณตาหนูท่านเป็นพระยา นภาสวยเพราะได้ท่านมาหนูก็ด้วยคน ยายไปอยู่รวมกับเมียคนอื่นๆ 20 คนได้กระมัง แรกๆ ท่านก็มาหา พอนานไป ท่านก็มีผู้หญิงคนใหม่ สวยกว่า สาวกว่า แต่เบี้ยหวัดก็ได้ทุกเดือน กินอยู่อย่างดี แต่พอหมดบุญท่าน ก็กระสานซ่านเซ็น”

“ใช่ความรักไหมคะ” เพียงขวัญสีหน้าฉงน แต่แววตายายกลับอ่อนหวานเป็นประกาย รับภาพคุณตากลับไปดู

“ใช่สิ...ผู้หญิงเรา ถึงยังไงก็รัก เรามีผัวได้คนเดียว มีรักได้ครั้งเดียว ผู้หญิงมากรัก ไม่ดีหรอกลูก”

เพียงขวัญมองหน้ายายด้วยแววตาที่รู้สึกหวาดกลัวความรัก กังวลกับความรู้สึกเล็กๆ ที่กำลังก่อขึ้นในหัวใจตนพึมพำอย่างสับสน...

“ทำไม ความรักเป็นเรื่องน่ากลัวอย่างนี้ล่ะคะยาย...”

ไม่เพียงเรื่องของยายกับแม่ที่ทำให้เพียงขวัญหวั่นไหวกับความรัก เรื่องของบุหลันก็ไม่ต่างกัน

ในอดีต...บุหลันแต่งงานกับข้าราชการคนหนึ่ง ในคืนวันส่งตัว เขาบอกกับบุหลันว่า

“วันนี้บุหลันสวยที่สุดเลยรู้ไหม พี่จะรักบุหลันไปจนวันตาย”

เวลานั้นบุหลันรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกยิ้มให้กับตนมีความสุขอย่างไม่อาจพูดออกมาได้

แต่หลังจากนั้นไม่นาน บุหลันไปส่งเครื่องลิเกต่างจังหวัดกลับมา พบว่าเพื่อนเจ้าสาวของตนในวัน แต่งงานกำลังสำราญรักกับสามีหมาดๆของตน บุหลันแทบจะบ้า ด่าสามีและเพื่อนน้ำตาอาบหน้า สามีทำเป็น ห่วงใย เตือนว่าระวังหน่อยเธอกำลังท้อง

“ไม่สนใจโว้ย...ลูกคนเลวอย่างแก แท้งไปก็ดีเหมือนกัน นังสร้อยมึง! ต่อหน้าทำเป็นเพื่อนกู ลับหลังขโมยของกูกินงั้นเหรอ!!” บุหลันอาละวาดเข้าไปตบตีสามีและเพื่อนน้ำตาไหลพรากๆ...

นับแต่นั้น บุหลันไม่ยอมรับผู้ชายทั้งหมด ผู้หญิงในบ้านนี้ จึงปากกัดตีนถีบหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเลี้ยงลูกตลอดมา

ooooooo

วันต่อมา จู่ๆ ชายพีร์ก็มาที่บ้าน พูดประชดประชัน ว่า เธอทำหน้าตึงกับตนเพราะมีทั้งคนแก่คนหนุ่ม มารุมรัก บ้านหัวกระไดไม่แห้ง

เพียงขวัญตัดบทเสียงกร้าวถามว่ามีธุระอะไรให้ว่ามาเลย

ชายพีร์ถามว่าผู้ชายชื่ออดุลย์เป็นใคร! เพียงขวัญย้อนถามว่าเขารู้ได้ยังไง ชายพีร์ไม่ตอบแต่เยาะเย้ยต่ออย่างสะใจว่า

“เพ้ง อดุลย์ อัทธ์ เป็นผม ผมก็เลือกยาก”

“สกปรก” เพียงขวัญด่า ชายพีร์ย้อนเย้ยว่าสกปรกยังไง “ก็คุณมันสกปรกจริงนี่ คนชื่ออดุลย์พ่อฉันต่างหาก”

ชายพีร์หน้าแตกถามอึ้งๆว่า “พ่อเหรอ...พ่อคุณยังมีชีวิตอยู่หรือครับ ผมขอโทษที่เข้าใจผิด”

เพียงขวัญค้อนเคืองๆแล้วเดินหนีไป ชายพีร์ตามไปอย่างรู้สึกผิดจนถึงศาลา เห็นเพียงขวัญถือค้อนตอกตะปูโป๊กๆก็เข้าไปขอโทษและอาสาจะทำให้ เพียงขวัญตอบปัดว่าตนทำได้ บ้านนี้ไม่ต้องการผู้ชาย! หันมองหน้าเขาจากนั้นเล่าอย่างตั้งใจล้างสมองล้างตาเขาให้กระจ่างว่า ถ้าเขาสงสัยว่าทำไมไม่เห็นผู้ชายในบ้านนี้ ตนก็จะเล่าให้ฟัง

“พ่อฉัน มีเมียมาก่อน มาหลอกแม่เป็นเมียคนที่สอง แม่ก็เลยพาฉันหนีพ่อมา พ่อของนายประณตเป็นคน เจ้าชู้ พอน้าบุหลันไปต่างจังหวัดก็พาเพื่อนของน้าบุหลันมานอนในบ้าน ประณตไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าพ่อเหมือนฉัน”

ชายพีร์ที่เคยหน้าเป็น เริ่มขรึม อึ้ง...

“ตาของฉัน เป็นพระยา ท่านได้ยายเพราะความสวยและความสาว จากนั้นท่านก็มีอีกหลายคน ตอนท่านจะตาย  จำชื่อเมียได้ไม่หมดด้วยซ้ำ แต่ยายของฉันกลับจำท่านได้ไม่เคยลืม...”

เพียงขวัญหยุด มองหน้าชายพีร์เต็มตา แววตาเด็ดเดี่ยวอย่างที่จะพูดกันให้เด็ดขาดกันวันนี้

“ที่คุณมาตอแยกับฉัน คุณบอกฉันว่าจะมาให้ฉันจัดการเรื่องคุณยอดยศให้ห่างจากฉัน และตอนนี้ฉัน จัดการเรื่องคุณยอดยศให้คุณแล้ว คุณมาอยู่ตรงนี้ทำไม มาที่นี่ทำไมอีก!”

ชายพีร์ประสานสายตากับเพียงขวัญ เขาหนาวเยือกกับแววตาเพชฌฆาตของเธอ เป็นแววตาเดียวกับที่เธอมองยอดยศในวันตัดเยื่อใยไล่เขาไปจากตน แต่วันนี้ชายพีร์กล้าขึ้นมาแล้ว เขากล้าที่จะบอกเธอว่า

“ผมคิดถึงคุณ ต่อให้คุณมีนายอัทธ์ มีผู้ชาย หลายคนให้คุณเลือก ผมจะทำให้คุณเลือกที่จะรักผม”

เพียงขวัญลุกยืนพูดอย่างผ่าเผยอาจหาญว่า “ฉันเลือกแล้ว เลือกที่จะไม่รักใคร! ไม่รักก็ไม่เจ็บปวด ไม่รักก็ไม่ถูกทอดทิ้ง” พูดแล้วชวนไปทานข้าวกัน ชายพีร์มองเธองงๆ กับอารมณ์ที่เปลี่ยนไป เธอบอกว่า “ฉันจะเลี้ยงตอบแทนคุณ...เป็นมื้อสุดท้าย และหลังจากมื้อนี้ ฉันไม่อยากเจอหน้าคุณอีก คุณควรไปจากชีวิตฉันได้แล้ว”

ท่าทางเพียงขวัญเด็ดขาดน่าเกรงขาม จนชายพีร์รู้สึกว่า นาทีนี้ตนเหลือตัวเล็กนิดเดียว...

กินข้าวอย่างฝืดคอแล้วลากลับ ชายพีร์อดคิด ไม่ได้ว่า...

“ผมเผชิญหน้ากับความกลัว ในความสัมพันธ์ของเรา และผมก็จัดการกับมันไปได้ในที่สุด แต่ตอนนี้ คนที่กลัวจริงๆกลับไม่ใช่ผม มันคือคุณต่างหาก...”

ooooooo

วิไลรัมภายังมุ่งมั่นที่จะผูกมัดใจชายพีร์ด้วยเสน่ห์ปลายจวัก แต่แอบสั่งขนมจากร้านเกษรามาตบตา โดยมีพิมวรรณและไฉไลร่วมมือ

ชายพีร์เริ่มอึดอัด เพราะวันนี้นอกจากวิไลรัมภา จะจัดมื้อเช้า อาหารว่าง มื้อกลางวัน แล้วยังมีจิบน้ำชา ยามบ่ายอีก

ชายพีร์จึงเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่ายกับการเอาอก เอาใจจนน่ารำคาญของวิไลรัมภา

คืนนี้ เขากลับไปนอนคิดถึงเพียงขวัญ...“แม่กินรีคนสวย เธอไล่ฉันไม่ให้ไปหาเธอใช่ไหม ทำไมฉันจะต้องเชื่อเธอด้วย ได้เวลาเดินตามแผนแล้ว ฮึ!” ชายพีร์หัวเราะในลำคอกับแผนการเด็ดของตน

ชายพีร์ขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่บ้านเพียงขวัญ เจอ ประณตกำลังร่อนเครื่องบินกระดาษเล่น เลยนัดแนะจะพาไปดูของจริงที่กองบิน แต่มีข้อแม้ว่า ประณตต้องพาเพียงขวัญไปด้วย

รุ่งขึ้น ประณตวางแผนหลอกแดงที่อยู่โรงเรียนวัดเดียวกันว่า เที่ยงนี้ให้รอตนกลับบ้านพร้อมกัน

แดงรอประณตอยู่จนเลยเวลาไปมาก ทางบ้านเป็นห่วง เพียงขวัญจึงไปตาม พอรู้จากแดงว่าประณตหนีโรงเรียนไปที่กองบิน เพียงขวัญจึงตามไป ทหารที่นั่นขับรถพาเธอไปหาประณตกับชายพีร์ที่กำลังดูเครื่องบินอยู่

เพียงขวัญปราดเข้าหาประณตทันที ประณตยิ้มกว้างบอกอย่างภูมิใจว่า

“พี่ขวัญ พี่พีร์เป็นนักบินจริงๆ เอฟ 86 เอฟจอดอยู่นั่นไง ลำเบ้อเริ่มเลยครับพี่”

เพียงขวัญไม่สนใจปราดเข้าไปตีประณตด้วยความโมโห แต่ด่าชายพีร์ว่า

“คุณทำน้องฉันหนีโรงเรียน ทำน้องฉันเสียเด็ก จากที่บ้านมาที่ดอนเมือง ถ้าเขาถูกรถชน ถูกหลอกจะทำยังไง” เธอลากประณตสั่ง “มานี่ กลับบ้าน ไอ้ตัวแสบ!”

ชายพีร์วิ่งตามมาชี้แจงว่า “ผมนัดกับประณตที่ปากซอย กำลังจะออกไปรับ แต่เขามาเสียก่อน ผมไม่ได้สอนให้เขาหนีโรงเรียนนะครับ”

เพียงขวัญจะพาน้องกลับบ้าน ประณตอ้อนว่าตนเพิ่งดูเครื่องบินได้นิดเดียวเอง ชายพีร์ก็ช่วยพูดว่า

“ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ผมขอโทษ ประณตชอบเครื่องบินมาก ถ้าเขาได้อยู่ต่ออีกหน่อยอาจจะมีแรงบันดาลใจให้ตั้งใจเรียน ไหนๆ ก็มาแล้ว เข้าไปดูหน่อยนะครับ”

“นะ...พี่ขวัญนะ...ผมเคยหนีโรงเรียนที่ไหนกัน ทำครั้งนี้เพราะจำเป็น ผมสัญญาจะไม่ทำอีกแล้วสาบานเลยเอ้า”

เพียงขวัญมองหน้าประณตลำบากใจ แล้วหันมองชายพีร์อย่างชั่งใจ

ooooooo

ชายพีร์ดีใจมาก พาเพียงขวัญกับประณตเข้าชมถ้ำเสือ บอกว่าวันนี้วันศุกร์ไม่มีใครอยู่ ตนเลยพาสองคนเข้ามาได้

พูดไม่ทันขาดคำก็เจอกับจ่าละไมที่เดินตรวจเครื่องบินมา ชายพีร์คิดแผนบางอย่าง บอกประณตว่าตนอยากคุยกับเพียงขวัญ ให้ประณตไปช่วยจ่าละไมซ่อมเครื่องบินไหม ประณตดีใจไปกับจ่าละไม อ้อนขอเข้าไปนั่งในห้องนักบินที่เขาเอาไว้ฝึกบินด้วย

กันประณตไปได้แล้ว ชายพีร์พาเพียงขวัญไปที่โกดังเก็บเครื่องบิน เพียงขวัญถามว่าอยากคุยอะไรกับตน เขาบอกให้รอเดี๋ยวแล้ววิ่งออกไป

ชายพีร์ไปจัดการกับของที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว อึดใจเดียวบรรยากาศในโกดังเก็บเครื่องบินก็มีเสียงเพลงรักช้าๆ แสงไฟโรแมนติก เพียงขวัญถามว่าเขาจะทำอะไร เขาพูดหน้าตาเฉยว่า สอนเธอขับเครื่องบินไง

คุณชายรณพีร์ดึงเพียงขวัญเข้าประชิดในอ้อมกอด จับมือวางในท่าเต้นรำ ถามเบาๆ

“คุณขวัญ คุณเคยฟังเพลงนี้ไหม...ผมอยากให้คุณสัมผัส บางทีคุณอาจจะได้รู้ว่าผมรู้สึกยังไงกับคุณ”

เพียงขวัญเต้นรำไปกับเขาอย่างพลิ้วไหว แต่ยังมองเขาอย่างไม่เข้าใจถามว่า

“ไหนบอกว่าจะสอนขับเครื่องบิน”

“เวลาที่เราอยู่บนฟ้า มีแค่เรา ผมกับเครื่องบิน เมื่อผมไปซ้าย เครื่องบินจะไปซ้าย เมื่อผมไปขวา เครื่องบินจะไปขวา...เวลาคุณรำ...คุณเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ บทเพลง เวลาผมบิน ผมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเครื่องบิน เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งที่เรารัก”

เพียงขวัญหยุดกึก ดึงมือตัวเองออกตะลึงกับคำที่ตัวเองกลัว! ชายพีร์อึ้งมองเธอราวกับโลกหยุดหมุนในฉับพลัน เขาพยายามจะจับมือเธอขึ้นใหม่ เพียงขวัญเอามือหนี ถอยห่างออกไป ชายพีร์ใจเสียเมื่อรู้ว่าเพียงขวัญกลัวความรักจริงๆ

“ฉันกับคุณบอกลากันไปแล้ว วันนี้ฉันแค่อยากทำตามความฝันประณต” เพียงขวัญเสียงประหม่า แล้วรีบเดินหนีไป

ชายพีร์ยืนห่อเหี่ยวอย่างหมดสิ้นกับแผนเด็ดของตน แต่ไม่ยอมแพ้ เดินตามเธอไป...

ooooooo
ตอนที่ 4

เพียงขวัญมองหาประณตแล้วเดินลิ่วไป ถูกชายพีร์วิ่งมาดักหน้า พูดจริงจังแต่น้ำเสียงเว้าวอน

“ผมเป็นทหาร เป็นนักบิน ไม่มีใครรู้จักความกลัวเท่ากับทหารที่พร้อมตายทุกเมื่อเพื่อชาติ! คุณกลัวความรักถึงขนาดบอกกับตัวเองว่า จะไม่มีคู่รัก จะไม่แต่งงาน...ชีวิตที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอะไร ก็เหมือนคนตายไปแล้ว”

“ความกลัวช่วยปกป้องชีวิตเรา สอนให้เราระวัง ใครๆก็รู้จักกลัว เวลามีฝนฟ้าคะนองตอนที่บินอยู่ คุณไม่กลัวงั้นรึ”

“รู้ไหม ท้องฟ้าสวยที่สุดตอนไหน ตอนที่คุณบินฝ่าเมฆฝนไปถึงตรงที่ฟ้าเจิดจ้า เวลาที่เราเอาชนะความกลัวได้ เราจะมีความสุข มีความภาคภูมิใจในตัวเอง”

“ฉันเกิดมาเป็นคนแบบนี้ มีครอบครัวอย่างที่คุณเห็น คุณพีร์คะ เรายืนอยู่คนละแห่งที่ คุณไม่ใช่ฉัน คุณจะมาคิดมาตัดสินฉันไม่ได้ค่ะ”

“อย่ากลัวที่จะรักเลยครับ ความรักเป็นสิ่งสวยงาม จรรโลงโลก คิดดูสิ ถ้าพ่อแม่คุณไม่รักกัน โลกนี้ก็ไม่มีคนสวยอย่างคุณมาประดับโลก”

“โลกมีของสวยๆงามๆตามธรรมชาติอยู่เยอะแล้ว ดอกไม้ ผีเสื้อ แม่น้ำลำธาร...”

“บางที ธรรมชาติก็โหดร้ายกับเรานะครับ แต่ความรักทำให้เรามีความสุขเสมอ”

“เป็นทุกข์เสมอต่างหาก ฉันจะไม่เอาชีวิตไปติดบ่วงทุกข์เพราะความรักอีก” เพียงขวัญหน้าตาจริงจังอย่างยึดมั่นในสิ่งที่พูด จนรณพีร์ที่อุตส่าห์หว่านล้อมจนเหนื่อย แต่ไม่ได้ผลอะไรเลย ถอนใจบอกกับตัวเองว่า ผู้หญิงคนนี้มีอะไรมากมายที่เข้าถึงยากจริงๆ

เพียงขวัญบอกชายพีร์ที่ตามเว้าวอนว่าเดี๋ยวพวกตนกลับบ้านเองได้ไม่ต้องห่วง ชายพีร์จึงหันไปบอกประณตว่า ถ้าอยากเป็นนักบินต้องไม่หนีโรงเรียน ต้องสอบได้ที่หนึ่ง ถามว่าทำได้ไหม ประณตทำเสียงสยองว่าต้องสอบได้ที่หนึ่งเลยหรือ

“เมื่อก่อนอาจจะยากเพราะเราไม่รู้จะเรียนไปทำไม แต่ตอนนี้มีจุดหมายแล้ว ก็จะง่ายขึ้น คุณประณตฉลาดจะตาย”

“เอาก็เอา ลองดูซักตั้ง” ประณตฮึดสู้ เล่าว่าวันนี้จ่าละไมสอนการใช้จ๊อยสติ๊กแล้ว คราวหน้าจะมาเรียนอีก เพียงขวัญขัดขึ้นว่าไม่มีคราวหน้า เราจะไม่รบกวนคุณพีร์อีก พอเห็นประณตตกใจก็ลดเสียงลงว่า

“วันนี้พอแค่นี้เถอะประณต เอาไว้สอบเป็นนักบินได้เมื่อไหร่ค่อยมาที่นี่ใหม่ ไปเถอะลุงเขารอนานแล้ว” เพียงขวัญอ้างลุงข้างบ้านที่จะกลับพร้อมกัน แล้วจูงประณตไปเลย

“เพียงขวัญ...” ชายพีร์ครางออกมาเสียงแผ่วหาย ไปในลำคอ

ooooooo

ที่ห้องใต้โดมวังจุฑาเทพ ชายใหญ่ธราธร ชายภัทร กรองแก้ว และระวีรำไพหรือมะปราง พี่น้องสองคู่ กำลังดูรูปและจดหมายของเจ้าหลวงและเจ้าหญิงแห่งเวียงพูคำกันอยู่

กรองแก้วเอ่ยอย่างชื่นชมว่าเจ้าหลวงกับเจ้าหญิงทรงงานหนักเพื่อประชาชนจริงๆ มะปรางเสริมว่า นายพลเซกองถูกจับติดคุกหลวงไปแล้ว สงครามยุติแล้วคงได้พัฒนาประเทศจริงๆเสียที แต่ชายใหญ่ติงว่า

“ไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิ เจ้าวีระวงศ์ เจ้าหลวงหุ่นเชิดที่นายพลเซกองเคยหนุนหลัง ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ยุยงชนกลุ่มน้อยแถวชายแดนตั้งเป็นค่ายทหารสะสมกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ จดหมายของชายเล็กยืนยันมาอย่างนั้น” พลางหยิบจดหมายดู

“เวลานี้ ผู้การสั่งชายพีร์กับเพื่อนทหารฝึกบินเพื่อ เตรียมความพร้อม เพราะชายแดนตึงเครียด” ชายภัทรบอก

ชายใหญ่พูดอย่างสบายใจว่า ถึงชายพีร์จะฝึกหนักแต่กำลังใจคงดี เพราะเห็นมั่นใจว่าสาวจะยอมใจอ่อนแล้ว

กรองแก้วบ่นอยากเห็นหน้าสาวของชายพีร์เพราะเคยเห็นแต่ในหนังสือพิมพ์สวยดีและเป็นดาราดาวรุ่งเสียด้วย กรองแก้วพูดไม่ทันขาดคำ ชายพีร์ก็เดินเซ็งเข้ามา พอทิ้งตัวลงนั่งก็พูดอย่างหมดอาลัยว่า รสชาติของการถูกปฏิเสธนี่มันเจ็บปวดจริงๆบอกว่าตนอกหัก แล้วเอาหน้าซบกับต้นแขนตัวเองคร่ำครวญกับพี่ๆที่ต่างอึ้งอย่างไม่อยากเชื่อ

ooooooo

ที่กองถ่าย วันนี้จันทน์กะพ้อไปทำอาหารให้เพียงขวัญกิน เจ็บใจที่วันก่อนเพื่อนรักถูกแม่ครัวแกล้งเอาข้าวบูดให้กิน

ขณะนั้นเองอัทธ์หิ้วถุงอาหารมามากมายบอกว่าเอามาให้ทั้งสองกินแต่ไม่รู้ว่าชอบกินอะไร เลยซื้อมาหลายๆอย่าง

จันทน์กะพ้อพูดติดตลกว่าเพียงขวัญชอบกินผลไม้มากตามประสานางเอก ส่วนตนกินข้าวเยอะๆกับน้อยๆจะได้มีแรงช่วยพ่อทำค่ายมวย อัทธ์ถามทึ่งว่าบ้านเธอเป็นค่ายมวยหรือ

“ค่าย ป.ปากเกร็ด ไปถามคนแถวนั้น ใครๆก็รู้จัก ชื่อพ่อฉัน ป.มาจากปุ้มปุ้ย” พูดแล้วหัวเราะฮ่าๆๆเล่าไปขำไปว่า “คิดดูเป็นนักมวยชื่อปุ้มปุ้ย ตอนหลังเลยเปลี่ยนเป็นปัญญา เผื่อมันจะดีขึ้นมาบ้าง”

อัทธ์ฟังแล้วหัวเราะขำๆทีแรกจันทน์กะพ้อก็หัวเราะด้วย แต่แล้วก็หยุดกึกทำหน้าเอาเรื่องถามว่าหัวเราะพ่อตนหรือ ทำเอาอัทธ์ตกใจหน้าจ๋อย แต่จันทน์กะพ้อกลับหัวเราะร่าออกมาอีก หยอกเขาว่าพูดแค่นี้ถึงกับหน้าซีดเลย แล้วขอบใจสำหรับของที่ซื้อมาฝาก อัทธ์ทำหน้าไม่ถูกแต่ก็เห็นถึงความร่าเริงน่ารักของจันทน์กะพ้อ พูดยิ้มๆว่า

“คุณนี่ไม่เหมือนผู้หญิงที่ผมเคยรู้จัก คุยด้วยแล้วสบายใจดีนะครับ”

จันทน์กะพ้อไม่สนใจ ค้นดูข้าวของที่อัทธ์ซื้อมาอย่างสนใจกว่า และเมื่อพาอัทธ์ไปหาเพียงขวัญที่นั่งพักอยู่ริมน้ำตก คนขับรถเอาช่อกุหลาบแดงมาให้ บงกชมองอัทธ์พูดแขวะเพียงขวัญว่าผู้ชายมาหาอีกแล้ว จันทน์กะพ้อได้ยินเลยพูดเสียงดังรับสมอ้างว่าอัทธ์มาหาตนเพื่อปกป้องเพียงขวัญ อัทธ์ฉุกคิดได้เลยเอาช่อกุหลาบยื่นให้จันทน์กะพ้อเสียเลย

“ต้องเอามาให้จริงๆด้วยหรือ” จันทน์กะพ้อทำหน้าเหมือนท้องผูก อัทธ์ยืนยันว่าให้เธอ พอรับไปจันทน์กะพ้อก็พูดเหมือนจะจับไข้ว่า “ครั่นเนื้อครั่นตัวไงไม่รู้ ดูสภาพฉันสิ หน้าอย่างฉันถือช่อกุหลาบเข้าซอยบ้าน หมาคงเห่ากันเกรียว”

อัทธ์หัวเราะขำๆมองเธอด้วยแววตาที่พอใจมากขึ้นทุกที...

ooooooo

ที่จริง อัทธ์ต้องการมาปรับความเข้าใจกับเพียง-ขวัญว่าตนไม่ได้บอกพ่อเรื่องมาพบเธอ เพียงขวัญบอกว่าตนเข้าใจแต่พออัทธ์พูดว่าเห็นพ่อไปคุยกับแม่เธอด้วย เพียงขวัญก็หน้าตึงทันที

“แม่ร้องไห้ใหญ่ เขาทำให้แม่ร้องไห้มาตลอด เขาควรจะรู้ตัว แล้วออกไปจากชีวิตพวกเราเสีย”

“แม่พี่เสียไปแล้ว คงไม่ผิดอะไรที่คุณพ่อจะมาดูแลแม่นภากับขวัญ”

“ถ้าคิดอย่างนี้ เราก็ไม่มีอะไรพูดกัน ขวัญกับแม่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น” พูดแล้วลุกไปเลย อัทธ์รีบขอโทษ สัญญาว่าจะไม่พูดอะไรแบบนี้อีก “คุณต้องทำงานขึ้นล่องเชียงใหม่กับพระนครรีบกลับไปเถอะค่ะ”

“คราวหน้าอนุญาตให้พี่มาหาอีกนะคะ พี่เกิดมาตัวคนเดียวไม่มีพี่น้อง พี่อยากมีน้องสาวจริงๆเรื่องอะไรที่น้องไม่ชอบพี่จะไม่ทำ ขออย่างเดียวอย่าไล่พี่ไปไหนอีกนะคะ” อัทธ์ขอร้อง พอเพียงขวัญพยักหน้า เขายิ้มดีใจต่างมองกันอย่างผูกพัน

บ่ายนี้ เกิดเรื่องที่คาดไม่ถึงขึ้นที่กองถ่าย เมื่อเครื่องทำควันที่ชนะประดิษฐ์ขึ้นมาถ่ายทำฉากนางกินรีลงเล่นน้ำในสระโบกขรณีเกิดระเบิด นักแสดงตกใจวิ่งวุ่นสะดุดสายไฟทำให้ทั้งกล้องและสปอตไลท์ราคาแพงตกน้ำหมด

เสี่ยเพ้งที่กำลังหลับสะดุ้งตื่นขึ้นมาถึงกับดีดตัวลอยหน้าซีดเหงื่อแตกพลั่กโกรธจนตัวสั่นพุงกระเพื่อมตะโกนด่า

“โฮ้ย...ไอ้ชนะ ไอ้วินาศสันตะโร!!”

ชนะถูกเรียกมาด่าแหลกและไล่ออกทันทีฐานทำให้ฉิบหายวายป่วงไปหมด เพียงขวัญกับจันทน์กะพ้อแอบฟังอยู่มองหน้ากันซีดๆ

ถูกเสี่ยเพ้งไล่ออกแล้ว ชนะนอนตรอมใจจนจับไข้ ข้าวปลาอาหารที่เพียงขวัญหิ้วปิ่นโตมาวางไว้ให้ก็ไม่แตะต้องเพียงขวัญเข้าไปดูแล พอเห็นเป็นไข้ก็จะเช็ดตัวให้

เมื่อเพียงขวัญเอาน้ำมา เห็นชนะมองรูปของราตรีพี่สาวของนภาที่วางอยู่บนหิ้ง พูดเศร้าๆ

“ลุงสัญญากับราตรีไว้ จะทำหนังเรื่องกินรีเพื่ออุทิศให้ราตรีเมียรักของลุง”

“แม่รำฉุยฉาย ป้าราตรีรำกินรีร่อน ป้าราตรีสอนให้หนูตั้งแต่ยังเด็ก” เพียงขวัญรำพึงอย่างมีอารมณ์ร่วม แล้วชนะก็เล่าความรักของตนกับราตรีให้หลานรักฟังว่า

ตนพบกับราตรีขณะไปฉายหนังเร่ที่สนามหลวงและราตรีรำอยู่บนเวที เมื่อแต่งงานกันตนได้เป็นผู้กำกับชีวิตดูเหมือนจะสมบูรณ์ขึ้น แต่อยู่ๆราตรีก็มาจากไป คร่ำครวญ ว่า “ลุงไม่เหลืออะไร เหมือนโลกมันมืด...มืดไปหมดแล้ว...” ครู่หนึ่งจึงเล่าต่อได้ว่า “ลุงอยากเห็นพระสุธน มโนราห์โลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม ประกาศความเป็นไทย หนังน่ะมีอายุเป็นร้อยๆ ปีเลยนะ คนรุ่นหลังจะได้เห็นรำกินรีร่อนของราตรีที่แสดงโดยหนู”

“ขวัญจะไปคุยกับเสี่ยเพ้งให้ ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ เดี๋ยวขวัญไปเอาข้าวเอายามาให้นะคะ”

“ถ้าไม่มีหนัง ลุงก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม โลกนี้มีแค่สองสิ่งที่ลุงรัก คือรักการทำหนัง กับ...รักราตรี...นอกไปจากนี้ ไม่มีอะไรมีความหมายสำหรับลุงอีกแล้ว”

เพียงขวัญเดินออกมา มองท้องฟ้าพลันก็นึกถึงคำพูดเรื่องความรักของชายพีร์ขึ้นมา เธอพึมพำอย่างเหนื่อยหน่าย...

“ความรัก...ความรักอีกแล้วหรือ...เฮ้อออ...”

ooooooo

เพียงขวัญไปหาเสี่ยเพ้งที่บริษัทภาพยนตร์ พอพนักงานไปบอก เสี่ยเพ้งดีใจมาก พูดเสียงดังอวดบรรดาชายหนุ่มแถวนั้น สั่งพนักงานให้นัดเพียงขวัญไปพบที่โรงแรมดาวทองของตน





พอเพียงขวัญรู้ก็ไม่สบายใจว่าทำไมเสี่ยต้องนัดพบที่โรงแรม ขอเป็นที่อื่นได้ไหม พนักงานดูนาฬิกาแล้วตอบอย่างไม่แยแสว่า

“เที่ยงแล้ว เวลาพัก ขอโทษค่ะ อย่าคิดมากนะคะ เสี่ยเป็นเจ้าของโรงแรมดาวทอง นัดคุยกับดาราที่นั่นบ่อยๆ” บอกแล้วพนักงานคนนั้นเดินออกไปทันที ทิ้งเพียงขวัญให้ยืนเซ็งอยู่ตรงนั้น

ที่หน้าโรงถ่าย ชายพีร์มาเห็นสภาพแล้วงงๆบงกชบอกว่าเขาเลิกถ่ายไปนานแล้วตั้งแต่เพื่อนเขาคือยอด–ยศมาอาละวาดนั่นแหละ ระหว่างนั้น เสี่ยเพ้งเดินกร่างเข้ามา คุยโวโอ้อวดหยามบรรดาชายหนุ่มที่หมายตาเพียงขวัญว่า

“มีนัดกับนางเอก นัดกับหนูเพียงขวัญโว้ย หนูเพียงขวัญเขานัดมาเมื่อกี๊...เพียงขวัญมีผู้ชายมาข้องแวะเยอะแยะแต่เขาติดใจลีลาของอั๊วที่ไอ้พวกนั้นมันสู้ไม่ได้” เสี่ยหัวเราะลั่นอย่างสะใจสุดๆ

ชายพีร์ได้ยิน เขาโกรธจนกำหมัดแน่นจะเดินไปเอาเรื่อง บงกชมาดึงไว้ถามว่าจะทำอะไร ชายพีร์บอกว่าจะคุยกับเสี่ยเพ้งเพราะเพียงขวัญไม่ใช่คนแบบนั้น

บงกชกลับพูดซ้ำเติมเพียงขวัญว่า “จะบ้าหรือ...คุณก็เหมือนกับยอดยศ เหมือนผู้ชายทุกคนที่ถูกเสน่ห์ยายนั่น กับเสี่ยเขาคั่วกันมานานแล้ว ก่อนที่คุณจะโผล่มาเสียอีก คุณจะไปรู้อะไร” ชายพีร์แย้งว่าเธอกับเพียงขวัญไม่ถูกกัน บงกชสวนไปว่าตนรู้จักเพียงขวัญก่อนเขาใส่ไฟว่าเพียงขวัญเล่นหนังแค่สองเรื่องก็ได้เลื่อนเป็นนางเอกแทนตน “เพราะเขาเอาตัวเองลงทุนไว้สูงกับเสี่ยเพ้งแล้วคุณล่ะรู้จักเขามานานเท่าไหร่กัน”

ชายพีร์ไม่เชื่อ บงกชหาว่าเขาเจอน้ำตาเพียงขวัญไม่กี่หยดก็หลงกลด่าว่า “มารยาตื้นๆ ของผู้หญิงใช้ได้ดีกับผู้ชายโง่ๆ” ชายพีร์สะดุ้งที่ถูกแอบด่าแต่นิ่งเพราะอยากรู้เรื่อง “ยายนั่นร้องไห้เพราะกลัวมีคนไปฟ้องเมียหลวงเสี่ยต่างหาก ใครๆ ก็รู้ว่าเมียเสี่ยดุแค่ไหน” พูดแล้วทิ้งท้ายว่า “ไม่ต้องเชื่อฉันก็ได้ ไปที่โรงแรมดาวทองสิ ผู้หญิงดีๆ เขาไม่นัดผู้ชายที่โรงแรมหรอก”

“ผมจะกลับบ้าน” ชายพีร์หันหลังกลับทันที บงกชไม่สนใจ ขอแค่ได้พูดให้ร้ายเพียงขวัญก็สะใจแล้ว

ooooooo

เพียงขวัญไปที่โรงแรมดาวทองตามที่เสี่ยเพ้งนัด เธอรออยู่ข้างล่าง คิดหนักว่าจะขึ้นไปพบเสี่ยหรือจะเลื่อนไปวันอื่นดี

ชายพีร์ที่บอกว่าจะกลับบ้านแต่ทำใจไม่ได้ มาที่โรงแรมดาวทองเพื่อดูให้เห็นกับตา เพียงขวัญหันมาเห็นพอดี ต่างสบตากันนิ่งแล้วชายพีร์ก็หันหลังเดินออกไปอย่างรับไม่ได้ เพียงขวัญตามไปถามว่ามาทำอะไรที่นี่ ชายพีร์โวยใส่ทันทีว่า

“แล้วคุณล่ะมาทำอะไรที่นี่!” เพียงขวัญงงถามว่าโมโหอะไรมา “ผมแค่อยากถาม คุณปฏิเสธผมเพราะอะไร เพราะคุณเข้าใจไปว่าผมทำให้คุณเป็นนางเอกหนังไม่ได้ เพราะผมไม่ใช่เจ้าของโรงแรม ไม่ใช่ผู้อำนวยการสร้างรึไง ทำไมไม่บอกผมตรงๆล่ะ ผมให้คุณได้ทุกอย่าง มากกว่าเสี่ยเพ้งอีก!”

“คราวที่แล้วคุณให้กำลังใจ คราวนี้คุณกลับมาดูถูกฉันอีก” เพียงขวัญข่มอารมณ์อย่างเข้าใจไม่ได้

“ฮึ่ยยยย!!” ชายพีร์คำรามระบายอารมณ์แล้วเดินกลับไปเลย เพียงขวัญจึงหันขึ้นบันไดไป

เพียงขวัญเดินไปถึงหน้าห้องกำลังจะเคาะประตูแต่แล้วก็เปลี่ยนใจหันหลังกลับ ประตูห้องเปิดทันที เสี่ยเพ้งในชุดผ้าขนหนูเสื้อกล้าม เสี่ยร้องเรียกบอกว่ากำลังจะให้คนไปตามพอดี เธอมองสภาพเสี่ยแล้วเสนอว่าวันนี้เสี่ยคงไม่สะดวก เสี่ยบอกว่าสะดวกกำลังรออยู่เลย ครั้นเธอเสนอให้ลงไปคุยกันข้างล่าง เสี่ยเห็นเธอลังเลก็ใช้ไม้แข็งทันที พรวดเข้าจับลากเข้าไปในห้อง โดยมีสมุนสองคนช่วยกันปิดปากผลักเธอเข้าไป

เพียงขวัญถูกจับไปล็อกไว้บนเตียง เสี่ยเพ้งถามว่าจะมาคุยเรื่องให้ชนะกลับมาเป็นผู้กำกับหรือ พูดประชดว่ารักกันจริงนะ คนบ้าๆ บอๆ อย่างนี้มีอะไรดี เสนอพลางก้มเข้าหาว่า

“มาเป็นเมียเสี่ยดีกว่านะ เสี่ยจะส่งเสียหนูเอง เรื่องที่บ้าน เรื่องยาย เสี่ยจัดการให้หมด”

เพียงขวัญดิ้นสุดแรง พอหลุดก็วิ่งไปที่ประตู ถูกลูกน้องเสี่ยสองคนตามตบจนหมดสติแล้วจับไปวางที่เตียงอีก เสี่ยไล่สมุนสองคนออกไป แล้วลงมือจัดการกับเพียงขวัญอย่างกลัดมัน กระชากแขนเสื้อเธอขาดแควก!

โชคดี ชายพีร์คิดได้หวนกลับมาถามห้องเสี่ยเพ้ง พอรู้ก็วิ่งขึ้นไปถีบประตูเข้าไปเจอเสี่ยกำลังหน้ามืดกับร่างเพียงขวัญ ชายพีร์พุ่งเข้ากระชากเสี่ยออกมา ต่อยเปรี้ยง! เสี่ยสู้แต่เพราะทั้งอ้วนทั้งแก่เลยถูกชายพีร์ตะบันเสียสลบเหมือด

เพียงขวัญรู้สึกตัวขึ้นมา พอเห็นชายพีร์เธอดีใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ชายพีร์ถลาเข้าไปหาพูดอย่างรู้สึกผิดว่า

“ผมขอโทษ...ผมควรจะอยู่เป็นเพื่อนคุณ ผมไม่น่าปล่อยคุณไว้ ผมผิดเอง ผมไม่ได้เรื่องเอง...” ชายพีร์ประคองเพียงขวัญที่ร้องไห้โฮออกมาอย่างตระหนก บอกเธอว่า “ไม่...ยังไม่เกิดอะไรขึ้น ผมมาช่วยคุณทันเวลาพอดี คุณแค่สลบไป เขายังไม่ได้ล่วงเกินอะไรคุณ”

“ฉันอยากกลับบ้าน...”

“ผมจะพาคุณไปส่งเอง ไม่ต้องกลัวคุณขวัญ...ไม่มีอะไรแล้ว” ชายพีร์ประคองเธอออกจากห้องไป

พาเพียงขวัญซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปถึงบริเวณน้ำพุแห่งหนึ่ง เธอขอให้เขาหยุดเดินไปวักน้ำลูบหน้า คร่ำครวญว่าทำไมเขาต้องทำกับตนอย่างนี้ ทำไมต้องทำร้ายตนด้วย ชายพีร์เข้าไปจับไหล่เธอ มองหน้าสัญญาว่า

“ต่อไปนี้ผมจะปกป้องคุ้มครองคุณเอง คุณขวัญ ผมขอสัญญาจะไม่มีใครทำร้ายคุณได้อีก...”

“คุณพีร์...” เพียงขวัญโผเข้ากอดชายพีร์ไว้อย่างหวังเป็นที่พึ่ง...

ก่อนเข้าบ้าน ชายพีร์บอกให้เพียงขวัญทำหน้าให้สดชื่น คุณแม่จะได้ไม่เป็นห่วงและให้ลืมเรื่องวันนี้ให้หมด เพียงขวัญพูดจากหัวใจว่าไม่รู้จะขอบคุณเขาอย่างไร

“ตอบแทนผมด้วยมิตรภาพสิ มันมั่นคงที่สุด...เข้าบ้านเถอะครับ” เพียงขวัญขอร้องเขาอย่าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง “ครับ...จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด” เขายืนมองจนเธอเข้าบ้านแล้วจึงกลับไป

เข้าบ้านแล้วแม่เรียกให้กินข้าว เพียงขวัญกินไม่ลง บุหลันถามว่าเมื่อไรจะไปถ่ายหนังอีก ตอนนี้เริ่มติดหนี้เฮียร้านชำอีกแล้ว เมื่อวานก็ไปซื้อเชื่อข้าวสารมา เกรงใจเขา

“ขวัญจะไม่ไปถ่ายหนังอีกแล้ว เราจะทำมาหากินด้วยการเย็บเสื้อ ขวัญจะไม่รำไม่ถ่ายหนังไม่ไปออกงานอะไรอีก”

แต่ไม่นาน ชายพีร์ก็ย้อนกลับมาพร้อมข้าวสารและอาหารหลายอย่าง ทั้งนภาและยายจึงเรียกให้กินข้าวด้วยกัน ชายพีร์บอกเพื่อให้ทุกคนสบายใจว่า

“มากินข้าวกินบ้านนี้บ่อยๆ เกรงใจ แล้วนี่ยาของยายครับ คุณชายหมอท่านฝากมา พอดีผ่านไปแถวนั้นเลยแวะไปเอามาให้”

“ขอบใจลูก ใจดีจริงๆ  ยาของคุณหมอดีมากๆยายนอนหลับสบายไม่ปวดอีกเลย”

เพียงขวัญยังหน้าบึ้งตลอดเวลา แล้วจู่ๆ เธอก็ลุกเดินออกไป ชายพีร์ลุกตามไปคุยกันที่หน้าบ้านถามว่า ไม่อยากเล่นหนังนั้นพอเข้าใจ แต่ไม่อยากรำนี่คืออะไร

“ฉันเล่นหนังกับเสี่ยเพ้งคนเดียวมาตั้งแต่ต้น มีเรื่องกันแบบนี้ เขาคงไม่สนับสนุนฉัน แล้วอีกไม่นานคนก็จะลืมชื่อฉัน ไม่มีใครจ้างไปรำหรือทำอะไรอีก”

“คนมีฝีมืออย่างคุณ ใครๆ ก็ต้องจ้างไปรำหรือทำอะไรอีก”

“ต่อไปนี้ ถึงจ้างฉันก็ไม่รำ ยายเป็นนางรำ ก็เลยเจอตา แม่เป็นนางรำก็ได้เจอพ่อ การเป็นนางรำ เป็นนักแสดง คนเขาคิดถึงแต่รูปร่างหน้าตาของเรา ไม่มีใครจริงใจกับเรา”

“ไปกันใหญ่แล้วคุณขวัญ มันไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย เรื่องเสี่ยเพ้ง ทำให้คุณเป็นไปขนาดนี้เลยหรือ คุณหมด อาลัยตายอยากในชีวิตขนาดนี้เลยหรือครับ”

เพียงขวัญไม่ตอบแต่สีหน้าเธอเศร้าอย่างไม่เคยเป็น ชายพีร์มองอย่างสงสารจับใจ

ระหว่างเพียงขวัญคุยกับชายพีร์ที่หน้าบ้านนั้น นภาพึมพำว่าเพียงขวัญเป็นอะไรไป บุหลันบ่นว่าไม่เล่นหนัง ไม่ออกงานรำแล้วจะไปเอาเงินที่ไหน อีกหน่อยคนก็ลืม แล้วไหนบอกว่าจะหาเงินให้ยายไปผ่าตัด ยายได้ยินบอกว่าลำบากกันยายไม่ผ่าก็ได้ บุหลันระแวงถามว่าหรือว่าเพียงขวัญท้อง?! แล้วเลยพาลบ่นไปตามประสา...

“ผู้ชายดีมีที่ไหน  คอยดูเถอะ ท้องไม่มีพ่อขึ้นมา อีกคน ชาวบ้านเขาได้นินทาสนุกปากแน่”

ooooooo

เมื่อกลับเข้ามา เห็นประณตนั่งทำการบ้านอย่างแข็งขัน ชายพีร์เข้าไปหยอกว่าขยันแบบนี้ต้องให้รางวัลเสียแล้วถามว่าอยากได้อะไร

“อยากไปเที่ยวครับ...นะพี่ขวัญนะไปด้วยกันนะ...นะ...” ประณตอ้อนจนเพียงขวัญใจอ่อนยอมไปด้วย

ทั้งสามพากันไปเที่ยวที่ริมน้ำสามเสน ประณตกินก๋วยเตี๋ยวจนอิ่มแปล้ บ่นแก้เกี้ยวว่าอ่านหนังสือเครียดเลยกินเยอะ ชายพีร์เลยได้จังหวะบอกว่า

“คุณประณตเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน ต้องตั้งใจเรียน เป็นนักบินให้ได้จริงๆ นะ จะได้ดูแลยาย คุณแม่กับพี่ขวัญ”

กินก๋วยเตี๋ยวเสร็จพากันเดินเล่นแล้วนั่งพัก สั่งโอเลี้ยงมากินกัน ระหว่างนั้นประณตถามเพียงขวัญว่าไม่รับงาน แล้วงานที่รับไว้แล้วอย่างงานวันลอยกระทงใครจะไปรำแทน ชายพีร์เลยติงว่ารับปากเขาแล้วแต่ไม่ไปทำงาน แบบนี้ไม่ถูกนะ

พอพูดถึงเรื่องงาน  เพียงขวัญก็เศร้าขึ้นมาอีก ชายพีร์บอกว่าเสี่ยเพ้งรังแกเธอครั้งเดียวแต่เธอรังแกตัวเองร้อยครั้ง

“หมายความว่าไง” เพียงขวัญมองหน้า




“ความคิดไง...ความคิดที่วนเวียนไม่ยอมปล่อยวันละร้อยๆครั้ง” ชายพีร์พูดให้เธอทบทวนและปล่อยวางเสียบ้าง

เดินเที่ยว พากินกัน แล้วผ่านตลาดสด เพียงขวัญเล่าว่าแม่บอกว่าตนทำแกงส้มอร่อย เลยอยากจะทำให้เขาชิม ชายพีร์รู้สึกดีมากๆเลยชวนกันซื้อดอกแค ผักกระเฉด และกุ้งสดๆตัวโตๆเอากลับไปทำแกงส้มที่บ้าน

ชายพีร์กินแกงส้มหมดชามแล้วขอเพิ่มอีก ประณตยกหม้อให้ดูว่าหมดแล้ว เพียงขวัญนั่งยิ้มอย่างอิ่มใจ เพราะเธอตั้งใจทำให้เขากิน...

กินข้าวแล้วพากันไปนั่งกินของหวานที่ศาลาริมน้ำ เพียงขวัญขอบคุณเขาอีกครั้งสำหรับเรื่องเมื่อคืน เห็นเขาวางถ้วยขนมหวานไว้ข้างตัว ถามว่าขนมไม่อร่อย หรือว่าหวานไป

“หวานสู้คุณไม่ได้หรอกครับ” ชายพีร์เริ่มกล้า พอเธอยิ้มเขิน เขาได้ใจชมว่า “เวลาคุณยิ้มให้ผม ขนมหวานที่ไหนก็หวานสู้คุณไม่ได้หรอก”

นั่งคุยกันด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม ต่างมีความสุขและสนิทสนมเปิดใจกันมากขึ้น...

จนสมควรแก่เวลา เพียงขวัญบอกให้เขากลับเสียเพราะดึกแล้ว และน้าบุหลันก็ออกมามองหลายทีแล้วด้วย คงกลัวชาวบ้านแถวนี้ครหา

“ขอบคุณสำหรับวันนี้” ชายพีร์ลุกยืน “ขอบคุณ สำหรับแกงส้มแสนอร่อย ขอบคุณสำหรับรอยยิ้มที่คุณมอบให้ ยิ้มอีกครั้งได้ไหมครับ” เธอถามเขินๆว่าทำไมหรือ “ก่อนกลับ ผมอยากเก็บรอยยิ้มคุณกลับไปด้วย”

เพียงขวัญผลักเขาออกไปแก้เขิน แล้วยืนมองตามไปยิ้มอย่างสบายใจ...

ooooooo

อัทธ์ไปหาเพียงขวัญที่บริษัทเสี่ยเพ้ง บอกเสี่ยว่ามาขอพบเพียงขวัญ

“ขวัญเขวินอะไรไม่รู้โว้ย เด็กเนรคุณนั่น อั๊วไม่ยุ่งด้วยแล้ว อั๊วยกเลิกหนังกินรีไม่ถ่ายแล้ว นังเสือสาวก็เหมือนกันถ่ายเสร็จก็ไม่ตัดต่อ ไม่ฉาย”

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

“มันพาคนมาซ้อมอั๊ว ที่เจ็บอยู่นี่เพราะมันทั้งนั้น เสียแรงอุตส่าห์เอาดินมาปั้นให้เป็นดาว คนอกตัญญู!” เสี่ยเพ้งด่าเช็ด อัทธ์ฟังแล้วไม่สบายใจ เป็นห่วงเพียงขวัญขึ้นมาว่าแล้วครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร กลับไปเล่าให้อดุลย์ฟัง ทั้งสองต่างเป็นห่วงเพียงขวัญไม่น้อยกว่ากัน

ต่อมา อดุลย์จึงเอาข้าวสารอาหารแห้งกองใหญ่ไปให้ที่บ้าน ถูกนภาบอกให้เอาของกลับไปเสีย

เพียงขวัญออกมาเจอ บอกเด็กๆให้ไปพักกันก่อน แล้วเธอก็คุยกับอดุลย์ แต่ประณตเจ้าเล่ห์อยากรู้อยากเห็นเลยแอบฟังอยู่แถวนั้น

อดุลย์มาเสนอจะให้เพียงขวัญไปทำงานที่บริษัทไม้ของตนที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ บอกว่าฝึกงานไว้  ถ้าวันข้างหน้าเธออยากได้ก็จะยกให้

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ฉันไม่ต้องการ ข้าวของพวกนี้ก็เหมือนกัน ฉันไม่เอา กลับไปเสียเถอะ พวกเราดูแลกันเองได้ ฉันอยากให้คุณจำไว้ว่า เราสองคนแม่ลูกได้ตายจากคุณไปนานแล้ว คุณก็ทราบแล้วนี่คะ ว่าบ้านนี้ไม่ต้อนรับคุณ”

อดุลย์จึงจำต้องขนของทั้งหมดกลับไป

ชายพีร์มาพอดี เขาได้ยินที่เพียงขวัญพูดกับอดุลย์ทั้งหมด...เขาพูดกับเพียงขวัญขณะช่วยซ่อมแซมของใช้ในบ้านว่า “เขาคงอยากช่วยเหลือด้วยความหวังดี อย่าคิดมากซิครับ”

“เขาสงสารฉันมาก ถึงได้หอบข้าวของเป็นถุงๆ แบบนั้นมา แต่เขาคงลืมสิ่งที่เขาทำกับฉันกับแม่นภา ยิ่งสงสาร ยิ่งช่วยเหลือ ฉันยิ่งสมเพชตัวเอง ปล่อยฉันจัดการชีวิตด้วยตัวเองไม่ได้รึไง”

“แต่เขาเป็นพ่อคุณนะ”

“ฉันอยู่อย่างนี้ ฉันเป็นลูกแม่นภาก็ดีอยู่แล้ว ถ้าฉันเข้าบริษัทนั่น ฉันจะกลายเป็นลูกเมียน้อยของคุณอดุลย์ทันที เป็นนักแสดงคนก็ด่าว่าเป็นเมียน้อย ไปทำงานบริษัทเขา คนก็ด่าว่าฉันเป็นลูกเมียน้อยอีก ฉันเบื่อ ฉันอยากเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาที่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยตัวเอง ฉันขอแค่นี้...ฉันขอแค่นี้ไม่ได้หรือคะ”

เพียงขวัญอารมณ์ขึ้นมาก จนชายพีร์เงียบไปกลุ้มๆ

ooooooo

วันนี้ ชายใหญ่ธราธร ชายภัทร และชายเล็กรวมทั้งกรองแก้ว ระวีรำไพ และสร้อยฟ้า พากันมานั่งที่ห้องใต้โดมดูสไลด์ภาพเวียงพูคำพร้อมคำอธิบายถึงการปกครองของชัชวีร์ซึ่งบัดนี้คือเจ้าหลวงแห่งเวียงพูคำ

ไม่นานชายพีร์ก็เดินเข้ามาทักทายทุกคนโดยเฉพาะกับชายเล็กที่สนิทกันเป็นพิเศษ เลยถูกรุมถามถึงผู้หญิงของเขา ชายพีร์เล่าแต่พอสังเขปว่า

เธอชื่อเพียงขวัญ คุณยายเธอป่วยตนเป็นห่วงอยากดูแลออกค่ารักษาพยาบาลให้แต่เธอทิฐิ เล่าอย่างสะเทือนใจว่า

“นอกจากคุณยายที่ป่วยอยู่ตรงนั้น ที่บ้านก็มีปัญหาเรื่องการเงินชักหน้าไม่ถึงหลัง แล้วเพียงขวัญไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใครแม้แต่พ่อของเธอเอง”

สร้อยฟ้าเสนออย่างนึกสนุกว่าให้ชายเล็กทำจดหมายให้ทุนไปเลย ชายพีร์จะได้เป็นสุภาพบุรุษอยู่เบื้องหลัง

“แต่ว่าย่าเอียดย่าอ่อนคงจะไม่สนุกด้วยหรอกค่ะ หากท่านรู้เข้า” กรองแก้วติง

“แล้วหญิงวิไลรัมภาล่ะคะ ชายพีร์จะเอาไปไว้ที่ไหน” ระวีรำไพถาม

“นี่แหละครับปัญหา ผมไม่ได้รักน้องรัมภา ผมรักเพียงขวัญ” ชายพีร์ยอมรับปัญหาหนักใจ

ระหว่างนั้นวิไลรัมภาแย่งถาดน้ำชาจากแจ๋วจะเอาเข้าไปเสิร์ฟเอง พอแจ๋วกับสมศรีกันไว้บอกว่าคนนอกห้ามเข้าเลยถูกวิไลรัมภาด่าว่า “พวกชั้นต่ำ!” ทำให้แจ๋วกับสมศรีไม่พอใจเพราะที่นี่ไม่เคยมีใครด่าพวกตนแบบนี้

วิไลรัมภาขัดใจเลยแอบขึ้นไปที่ห้องนอนของชายพีร์เพื่อค้นหาแหวนที่พิมพรรณเคยบอกว่า แหวนช่อแบบที่ตนใส่อยู่นี้ คนที่จบนายเรืออากาศต้องทำแหวน 2 วงสำหรับตัวเอง 1 วงและสำหรับผู้หญิงที่เขารักอีก 1วง

ไปค้นเจอจริงๆเป็นแหวนช่อสำหรับผู้หญิงวางอยู่ข้างรูปชายพีร์เอง เมื่อไปพบยอดยศในวันต่อมา ยอดยศบอกว่าผู้หญิงที่ชายพีร์ใกล้ชิดที่สุดก็มีวิไลรัมภานี่แหละ เห็นไปทานข้าวกับผู้หญิงเหมือนกันแต่ไม่เห็นยืดยาวสักราย ซึ่งเธอเองก็รู้

“แต่ไม่มีใครที่พี่ชายพีร์คิดจะให้แหวนช่อ ใช่ไหมคะ”

“ไม่มีหรอกครับ”

คำตอบนี้ ทำให้วิไลรัมภาโล่งใจ แต่จิกตาอย่างหมายมาด

ooooooo

ชายพีร์หว่านล้อมเพียงขวัญให้ไปรำงานวันลอยกระทง อาสาจะไปส่งไปรับ เห็นเธอลังเล เขาชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมว่า

“คุณแค่กำลังท้อใจ หมดกำลังใจ ก็เท่านั้น คิดถึงคนที่รอดูคุณอยู่ คิดถึงเจ้าของงานที่เขาชื่นชอบงานของคุณสิครับ”

เพียงขวัญชี้ให้เขาดูชนะที่นั่งซึมเศร้าอยู่ที่บันไดหน้าบ้านบอกว่า ลุงชนะท้อใจยิ่งกว่าตนเสียอีก

“คนที่หมดอาลัยตายอยากเพราะสูญเสียสิ่งที่

ตัวเองรักไป ก็มักจะเป็นอย่างนี้แหละครับ...คุณชนะเป็นแบบนี้ เพราะไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนรัก คุณไม่ได้รำแล้วจิตใจมันจะแย่ หรือว่าคุณชอบเย็บเสื้อ... คุณเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการรำ ผมเคยเห็นเวลาคุณรำ คุณเหมือนต้องมนต์ คุณเคยบอกว่า กว่าจะรำสวยได้ต้องฝึกเป็นปี คุณทำอย่างนั้นได้เพราะคุณรักมัน”

“งานเย็บเสื้อมันก็งานเหมือนกัน งานที่ได้เงินแล้วไม่ต้องยุ่งกับใคร ไม่มีใครมายุ่งกับเรา น่าทำจะตาย”

ชายพีร์ชี้ให้เพียงขวัญดูนภาที่กำลังสอนรำให้เด็กๆถามว่ามีคนมาจ้างบ้างไหม

“ไม่ค่อยมีหรอกค่ะ เราไม่ได้ตั้งเป็นคณะ อีกอย่าง เด็กพวกนี้กว่าจะใช้งานได้ก็เป็นปีๆแม่น่ะขี้สงสาร”

“เด็กพวกนี้ ถ้าไม่ได้หัดรำ แดงก็คงเป็นอันธพาลตามพี่ชาย ส่วนเด็กผู้หญิงก็ยิ่งอันตราย”

“เด็กพวกนี้ พ่อแม่ขี้เมา บางคนก็ไม่มีงานทำเลย แม่คิดว่า ถ้าเขามีวิชาติดตัว มีอะไรยึดเหนี่ยว เขาก็ไม่เสียคนตามพ่อแม่” เพียงขวัญเล่าไปตาก็มองแม่สอนเด็กๆรำไป

“น้านภารักเด็กพวกนี้ รักการรำ น้านภาพบสิ่งที่ตนเองรัก ต่อให้มีปัญหามากมาย ดูสิ...เธอยังดูมีความสุข มีมากกว่าคุณ มากกว่าใครๆ” เพียงขวัญเห็นด้วย เล่าว่ากว่าจะเป็นนางรำได้ต้องดัดมือดัดแขน เจ็บกันเป็นปีๆ ชายพีร์ถามว่า “ทั้งหมดนี้มันคือชีวิตของคุณนะครับ คุณจะทิ้งมันได้ลงคอเหรอ”

ชายพีร์ถามคำถามสุดท้ายแทงใจเพียงขวัญ ทั้งสองมองหน้ากันนิ่งฝ่ายหนึ่งลุ้น อีกฝ่ายชั่งใจ...

ooooooo

วันนี้ เพียงขวัญ ชายพีร์ และประณตไปตลาดหาซื้อของมาทำอาหาร ชายพีร์ดูออกว่าประณตสนใจสลักจิตลูกสาวร้านขายเครื่องเขียน ถามว่าอยากเป็นเพื่อนกับสลักจิตใช่ไหม ตนช่วยได้

ประณตบอกว่าไม่รู้จะพูดอะไร ชายพีร์เลยให้ไปขอกระดาษดินสอจากพ่อสลักจิตที่ยืนอยู่หน้าร้านมาตนจะเขียนให้ เขียนเสร็จก็ให้ประณตพับเป็นเครื่องบิน พอพ่อของสลักจิตหันหลังประณตก็ร่อนเครื่องบินกระดาษเข้าไป สลักจิตแกะออกอ่านแล้วกอดอกทำหน้างอใส่

พอกลับถึงบ้าน ประณตถามชายพีร์ว่าเขียนอะไรในกระดาษนั่น ชายพีร์บอกว่า

“เขียนว่า สลักจิต พรุ่งนี้ผมจะทำสอบเลขให้ได้คะแนนมากกว่าเธอ จากประณต”

ประณตโวยวายว่าเขียนไปอย่างนี้ได้ยังไงเพราะสลักจิตนั้นเป็นที่หนึ่งของห้องอยู่แล้ว ชายพีร์เลยหันถามเพียงขวัญที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันว่าถ้าประณตแพ้จะคิดอย่างไร เพียงขวัญตอบทันทีว่า “ไอ้ขี้โม้!” ชายพีร์บอกประณตว่า ที่ผ่านมามีแต่เราแอบมองเขา พอเราบอกเขาไปอย่างนั้นต่อไปเขาก็ต้องเป็นฝ่ายแอบมองเรา แล้วปลุกเร้าใจประณตให้ฮึดสู้ ถ้าทำได้รับรองว่าสลักจิตจะไม่มีวันลืมเราแน่

“ผมจะไปอ่านหนังสือ บอกแม่ด้วยว่าให้เอาข้าวไปส่งที่ห้อง ไม่ออกมากินแล้ว เสียเวลา!” ประณตฮึดขึ้นสุดๆ เพียงขวัญขอบคุณที่ชายพีร์ทำให้ประณตตั้งใจเรียนขึ้นมาเพราะอยากเป็นนักบินอย่างเขา ถึงตอนนี้คงสอบได้ที่ 1 แน่

“เพราะประณตรักที่จะเป็นนักบินไง คุณเองก็ยังรักที่จะรำอยู่ไม่ใช่หรือ คุณควรจะไปทำในสิ่งที่คุณรักนะครับ”

เพียงขวัญพยักหน้ายิ้มให้เขาอย่างเต็มใจ ชายพีร์รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกที่สามารถเปลี่ยนใจเธอได้...

ooooooo
ตอนที่ 5

เพียงขวัญซ้อนมอเตอร์ไซค์ชายพีร์บ่ายหน้าไปยังงานวัดแห่งหนึ่งเพื่อรำตามที่ได้รับงานไว้แล้ว...

ยอดยศเมาไม่ได้ไปทำงาน พิมพรรณ ไฉไล และวิไลรัมภาตามมาเจอที่บ้าน วิไลรัมภาที่ใจจดจ่ออยู่กับชายพีร์ ถามยอดยศว่าไปที่กองบินไม่เจอชายพีร์ทราบไหมว่าไปไหน ยอดยศไม่ทราบเพราะเป็นวันหยุดของชายพีร์ ไฉไลเลยชวนไปเที่ยวงานวันลอยกระทง ที่วัดกันดีกว่า ยอดยศจึงพาสามสาวขับรถไปบนถนนสายเดียวกับที่ชายพีร์ขี่มอเตอร์ไซค์พาเพียงขวัญไปรำ

รถยอดยศมาติดไฟแดง วิไลรัมภาเหลียวมองเห็นชายพีร์ตามมาข้างหลังมีผู้หญิงซ้อนท้ายแต่ไม่เห็นหน้าเธอแปลกใจที่เขาขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ทันดูดีชายพีร์ก็เลี้ยวรถเข้าซอยไปแล้ว วิไลรัมภาบอกให้ยอดยศตามไป แต่พอเลี้ยวตามไปไม่เห็นมอเตอร์ไซค์คันนั้นแล้วเพราะชายพีร์เลี้ยวเข้าซอยแยกไปก่อน
วิไลรัมภาให้ยอดยศขับรถวนหาเป็นชั่วโมง

ไฉไลบอกว่าตนจองโต๊ะที่ร้านอาหารไว้ป่านนี้เขาให้ใครไปหรือยังไม่รู้พิมพรรณบอกว่าวิไลรัมภาอาจมองผิดก็ได้ เธอจึงจำใจไปร้านอาหารกัน เพื่อรอดึกหน่อยคนเที่ยวงานวัดซาลงค่อยไปจะได้ไม่ต้องเบียดเสียดกับใคร

ooooooo

เพียงขวัญรำเสร็จ ถูกบรรดาแฟนคลับรุมล้อมให้พวงมาลัย ขอลายเซ็น บ้างก็ขอสัมผัสมือ แต่ทุกคนชมว่ารำสวยบางรายก็เป็นแฟนหนัง แฟนละครวิทยุ หลายคนมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาดูเธอรำ

เมื่อออกจากบริเวณนั้น ชายพีร์พาเธอมานั่งพักที่ริมคลองภายในวัด ชายพีร์ถามว่าแฟนหนังเธอมีไม่น้อยเลย ไม่ทำให้เธอมีกำลังใจขึ้นมาบ้างหรือ

“ฉันคงลืมเขาไปจริงๆขอบคุณนะคะ ที่เตือนสติ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง เรื่องเสี่ยเพ้ง ถ้าไม่มีคุณช่วย ป่านนี้ฉันจะเป็นยังไงก็ไม่รู้”

“เราผ่านมันมาแล้ว ลืมมันไว้ข้างหลังเถอะนะ”

“ค่ะ...ฉันจะไม่เศร้าเรื่องนี้อีกแล้ว ฉันจะตั้งใจทำงานของฉันต่อไป ฉันสัญญา”

ชายพีร์ดีใจมาก นึกสนุกขึ้นมาขอให้เธอสอนรำบ้าง เพียงขวัญลุกสอนอย่างเต็มใจ ระหว่างนั้นเขาถามว่า

“ตอนคุณรำ คิดอะไรอยู่เหรอครับ ทำไมคุณถึงได้รำสวยขนาดนั้น”

“เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งที่เรารัก เวลารำ ฉันกลืนหายไปกับเพลง กับท่วงท่า ฉันมีความสุข” พูดแล้วบ่น “ทำไมเก้งก้างจัง ตั้งวงอย่างนี้ค่ะ งออีกนิดค่ะ”

ความใกล้ชิดขณะสอนรำ สัมผัสที่ได้รับ ให้ความรู้สึกลึกลับจนต่างตกอยู่ในภวังค์ ชายพีร์ดึงเธอเข้าหาตัวอย่างนิ่มนวล สบตากันต่างต้องมนต์แห่งความรักของกันและกัน...ชายพีร์ก้มจุมพิตเพียงขวัญอย่างอ่อนโยน...

แสงไฟจากพลุที่จุดอยู่อีกฝั่งคลอง ส่องประกายให้เห็นภาพงดงามนั้น...

คืนนี้ ชายพีร์เอาแหวนช่อชัยพฤกษ์ร้อยสร้อยที่ถอดจากคอมอบให้เพียงขวัญ บอกเธออย่างภูมิใจว่า

“แหวนวงนี้มีค่ากับผมมากที่สุด เพราะมันเป็นศักดิ์ศรีของนายเรืออากาศที่ต้องแลกมาด้วยความสามารถ ความมานะ ความพยายาม ไม่เกี่ยวกับชาติตระกูล ไม่เกี่ยวว่าผมเป็นใคร ผมมีความสุขมากในช่วงเวลาที่ผมอยู่ใกล้ชิดคุณ ได้สัมผัสคุณ”

“หน้าตาเหมือนแหวนที่คุณใส่”

“ครับ...แหวนช่อชัยพฤกษ์ แหวนรุ่นของนายเรืออากาศที่ทุกคนต้องมีไว้เพื่อมอบให้กับผู้หญิงที่เขารัก ผม...นายพีร์อยากมอบแหวนวงนี้ให้กับคุณ”

“ฉันรับไม่ได้หรอก คุณเก็บไว้เถอะค่ะ ฉันเคยบอกคุณแล้วว่า สักวันคุณอาจจะเจอคนที่เหมาะสมกว่าฉันก็ได้”

“คุณนั่นแหละเหมาะสมที่สุดเพียงขวัญ...” ชายพีร์สวมสร้อยให้เพียงขวัญด้วยความรัก...

ooooooo

ยอดยศกับสามสาว ทานอาหารเสร็จก็พากันไปลอยกระทง ยอดยศลอยกระทงร่วมกับพิมพรรณ ส่วนไฉไลและวิไลรัมภาต่างคนต่างลอย

วิไลรัมภาลอยกระทงเสร็จ มองไปรอบๆเบ้หน้าบ่นว่า เหลือแต่พวกวัยรุ่นกับพวกที่ชอบพลอดรักกันค่ำๆ มืดๆ น่าบัดสี พิมพรรณจึงชวนกลับ

“สถานที่แบบนี้ไม่เหมาะกับคนอย่างพวกเราจริงๆ เผลอๆ เขาจะนึกว่าเราเป็นพวกเดียวกับเขา” วิไล-รัมภาทำหน้ารังเกียจ

ทันใดนั้น ยอดยศมองไป เห็นชายพีร์กับเพียงขวัญซ้อนมอเตอร์ไซค์กันมา ทุกคนช็อก วิไลรัมภาวิ่งไล่ตามพลางตะโกนเรียก แต่เสียงพลุและเสียงอึกทึกของวงดนตรีกลบเสียงเธอหมด จนรถไปไกลแล้ว เธอจึงหลุดยืนน้ำตาคลอผิดหวังสุดชีวิต

วิไลรัมภาคิดไม่ตกว่าเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง ไฉไลเชื่อว่าคงเพราะเราขอให้ชายพีร์ไปขอเพียงขวัญให้ห่างจากยอดยศเลยทำให้ชายพีร์กับเพียงขวัญสนิทกัน ยอดยศได้ยินเขามองขวับ พิมพรรณจึงชี้แจงว่า

“พิมเองค่ะ พิมขอให้คุณชายพีร์ไปหาพี่ยอดที่กองถ่าย เพื่อหยุดความสัมพันธ์ของพี่ยอดกับเพียงขวัญ”

วิไลรัมภาสติแตกเดินเข้ามาหาพิมพรรณอย่างเกรี้ยวกราด ถามว่ามายุ่งกับชายพีร์ทำไม คู่หมั้นไม่สนใจก็เรื่องของเธอ เพราะเรื่องความรักของเธอมันก็แค่เรื่องของไอ้ขี้เมา ใฝ่ต่ำ กับผู้หญิงอ่อนแอที่ถูกผู้ชายทิ้ง ทำไมต้องชักนำผู้หญิงอื่นมาทำลายชีวิตของตนด้วย

ทุกคนตกใจ วิไลรัมภาชี้หน้าด่ากราดทุกคน จนยอดยศเรียกเตือนสติเธอจึงสงบลง วิ่งเข้าไปกอดพิมพรรณ

“ฉันขอโทษพิมพรรณ...ฉันขอโทษ”

ไม่มีใครตำหนิต่อว่าเธอ แต่ทุกคนก็ไม่ลืมที่เธอด่าว่าพวกเขาอย่างเกรี้ยวกราดขาดสติ

เมื่อกลับถึงบ้านขึ้นห้องนอน วิไลรัมภานั่งเครียด จิกตาแค้นพึมพำ

“หม่อมหลวงวิไลรัมภา มีอะไรด้อยกว่านังนางเอกเพียงขวัญตรงไหน เป็นไปไม่ได้?!”

เมื่อเล่าให้เทวพันธ์กับมารตีฟัง ทั้งสองอุทานเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเต้นกินรำกินอีกแล้วหรือ?!

“คุณชายรณพีร์ทำเสียชื่อเสียง ไปคบกับพวกผู้หญิงชั้นต่ำ พ่อจะไปฟ้องหม่อมย่าเอียด”

“ไม่...เราจะไม่ทำแบบนั้น เราต้องใจเย็น คราวนี้เราจะไม่ใช้วิธีการเดิมๆกับพี่ชายพีร์” มารตีแทรกเสียงเข้ามาว่าที่แล้วมาเราพลาดทุกครั้ง เพราะเราทำแบบตรงไปตรงมา เทวพันธ์ถามว่าแล้ว เราจะทำยังไง วิไลรัมภาบอกว่า “อย่าเพิ่งบอกใครเรื่องคุณชายรณพีร์คบหานางเอกเพียงขวัญ เราจะหาวิธีทำให้ผู้หญิงคนนี้ออกไปจากชีวิตของคุณชายรณพีร์ให้ได้ค่ะท่านพ่อ!”

ooooooo

คนที่เจ็บใจยิ่งกว่าคือยอดยศ คิดว่าจะจัดการอย่างไรกับชายพีร์ดี ฉวยโอกาสขณะชายพีร์เล่นรักบี้กับเพื่อนๆขออนุญาตโค้ชเข้าไปเล่นด้วย แล้วพุ่งเข้าชาร์จชายพีร์จนโค้ชเป่านกหวีดปี๊ด

“เฮ้ย...มันอะไรกันว่าไอ้ยอด” ชายพีร์โวย ยอดยศบอก โค้ชว่าตนจะคุยกับรณพีร์ตัวต่อตัว แล้วจึงบอกชายพีร์ว่า “ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก” สิ้นเสียงก็บุกเข้าชาร์จ ชนชายพีร์ล้มตะโกนด่า “ไอ้เพื่อนทรยศ เรื่องเพียงขวัญ แกทรยศฉัน!”

บรรดานักรักบี้ฮือกันจะเข้าห้าม ถูกโค้ชบอกอย่ายุ่ง ปล่อยให้ทั้งสองเคลียร์กันเอง ยอดยศต่อยชายพีร์จนพอใจแล้วลุกเดินไป

เมื่อชายพีร์มาเล่าให้เพียงขวัญฟัง เขาตำหนิตัวเองว่า น่าจะบอกยอดยศตั้งแต่แรก เพียงขวัญอาสาจะไปชี้แจงกับยอดยศเองว่าระหว่างเราไม่มีอะไรกัน ชายพีร์บอกว่ายอดยศมีสิทธิ์ต่อยตนเพราะเขาหึงหวงที่เธอมารักกับตน

“บ้า...ฉันไปรักกับคุณตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” เพียงขวัญปฏิเสธแต่พอชายพีร์จ้องหน้าเธอก็เขิน...

ooooooo

เพราะอดุลย์เอาข้าวสารอาหารแห้งไปให้ที่บ้านเพียงขวัญแล้วถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าบ้านและให้ขนของกลับทั้งหมด วันนี้อัทธ์จึงไปหาจันทน์กะพ้อที่ค่ายมวย ขอให้จันทน์กะพ้อออกหน้าช่วยเพียงขวัญ ด้วยความเห็นใจทั้งสองฝ่าย จันทน์กะพ้อจึงรับปากช่วย

จันทน์กะพ้อเอาเงินไปให้เพียงขวัญ ปดเพื่อนว่าได้จากเดิมพันมวยชนะ เพื่อนกำลังลำบากเลยเอามาแบ่งกันใช้ แต่ถูกเพียงขวัญจับได้เพราะประณตไปเห็นจันทน์กะพ้อนั่งรถวอลโว่ของอัทธ์ที่จอดรออยู่

เพียงขวัญฉุนขาด เดินอ้าวไปที่รถ สั่งหน้าถมึงทึง

“ลงมาทั้งคู่เลย คุณอัทธ์ ยัยจันทน์กะพ้อ!”

ทั้งสองลงจากรถหน้าเจี๋ยมเจี้ยม อัทธ์ชี้แจงว่าอย่าไปว่าจันทน์เลยตนไปขอร้องให้ช่วยเอง

“จะให้บอกกี่ครั้งว่าฉันเบื่อคำว่าสงสารเต็มทน เลิกเอาความร่ำรวยของพวกคุณมาโยนใส่หน้าฉันเสียที คุณก็รู้ว่าเงินนี่มันของใคร ฉันเกลียดเจ้าของเงินแค่ไหนคุณก็รู้” เพียงขวัญใส่ไม่ยั้ง จันทน์กะพ้อไม่รู้อีโหน่อีเหน่ถามว่าใครเป็นเจ้าของเงิน อัทธ์ไม่อยากให้เรื่องบานปลายจึงขอคุยส่วนตัวกับเพียงขวัญ อัทธ์เดินตามเพียงขวัญมาคุยกันที่หน้าบ้าน จันทน์กะพ้อมองตามอย่างสงสัยว่าสองคนนี้มีลับลมคมในอะไรกัน

“พ่อไม่ยอมไปทำงาน อยู่บ้านที่กรุงเทพฯตลอด เอาแต่บ่นเรื่องขวัญ พี่ทนไม่ได้เลยรับอาสามาจัดการแทน”

“สุดท้ายคุณก็เข้าข้างเขา เราเคยคุยกันแล้ว มิตรภาพของเราต้องไม่มีเขา”

นภาได้ยินเสียงคุยกัน ถามเพียงขวัญว่าคุยกับใคร พลางเดินออกมาดู อัทธ์จึงแนะนำตัวเองว่าเป็นลูกของอดุลย์ อัทธ์เข้าไปกราบแทบเท้านภา เล่าอย่างสะเทือนใจว่า

“ผมรอเวลาที่จะพบคุณนภามาตลอดชีวิต สิบแปดปีก่อน คุณไปหาพ่อที่บ้าน พอเห็นว่าพ่อมีแม่กับผม คุณก็ตัดสินใจทิ้งพ่อมา เพื่อความถูกต้อง คุณทำเพื่อผมและแม่ผม จิตใจสูงส่งเด็ดเดี่ยวของคุณ ทำให้ผมไม่เคยลืมเรื่องนี้เลย”

นภาเห็นถึงความจริงใจของอัทธ์ ประคองเขาลุกขึ้น ปลอบใจว่า

“เรื่องมันผ่านมานานแล้ว แล้วนี่ไปยังไงมายังไงล่ะ ถึงมาที่นี่ได้...”

ฟังเรื่องราวจากอัทธ์แล้ว นภาให้เขาเอาเงินกลับไปเสีย อย่าทำให้เพียงขวัญกับตนต้องเสียใจด้วยเงินก้อน
นี้เลย อัทธ์ถามว่ายังไงก็ไม่ยอมรับเงินก้อนนี้ใช่ไหม และขออนุญาตเรียกนภาว่า “คุณแม่” ด้วย





“อยากจะเรียกแม่ อยากจะไปมาหาสู่กับขวัญ กับบ้านนี้เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ขอให้เข้าใจเราด้วย”

นภายังคงเด็ดเดี่ยวไม่ผิดกับเพียงขวัญ อัทธ์เลยจำต้องเงียบและลากลับ จันทน์กะพ้อถามว่าเป็นยังไงบ้าง อัทธ์บอกว่ายังไงเขาก็ไม่ยอมรับ แต่ก็ยังมีความหวังว่า “ถึงวันนี้เราจะทำไม่สำเร็จ แผนแตกเสียก่อนแต่อย่างน้อยคุณก็มีน้ำใจช่วยผมช่วยขวัญมาตลอด ขอบคุณมากนะครับ เอาอย่างนี้ผมจะขอโทษคุณด้วยการพาคุณไปกินบะหมี่ราชวงศ์ด้วยกันนะครับ”

ooooooo

ที่วังจุฑาเทพ...

เทวพันธ์กับวิไลรัมภาไปฟ้องหม่อมเอียดกับย่าอ่อน โดยเล่นบทต่างกัน เทวพันธ์ตำหนิชายพีร์ วิไลรัมภาทำเป็นเสียใจว่า ถ้ารู้ว่าพ่อจะมาเรียนหม่อมย่าอย่างนี้ตนไม่เล่าให้ฟังหรอก สงสารชายพีร์ ขอร้องอย่าว่าชายพีร์เลย

ละครฉากนี้ทำคะแนนให้วิไลรัมภาท่วมท้น ย่าอ่อนถึงกับชมว่าช่างดีเหลือเกิน ถึงกับวางแผนจัดการให้ชายพีร์แต่งงานเสียจะได้เลิกลอยไปลอยมาเสียที เทวพันธ์ลุ้นเต็มที่จะได้ตัดไฟเสียแต่ต้นลม ดังนั้น ทั้ง 4 จึงเอาวันเดือนปีเกิดของวิไลรัมภาและชายพีร์ไปให้พระหาฤกษ์ให้ ท่านคำนวณแล้วบอกว่า

“ฤกษ์แต่งงานที่เหมาะสม คือราชาฤกษ์ เดือนสิบสองเป็นยังไง”

เทวพันธ์ติงว่าช้าไป ย่าอ่อนคิดว่าเหนื่อยหน่อยเพราะชายใหญ่จะแต่งเดือนสิบเอ็ด แต่ก็เอาเถอะรีบๆไว้ดีกว่า

“งั้นก็เอาตามนี้ ชายพีร์ต้องแต่งงานกับหนูวิไลรัมภาสิ้นปีนี้” หม่อมเอียดฟันธง เทวพันธ์กับวิไลรัมภายิ้มพอใจ

เป็นเวลาที่ชายพีร์กำลังเข้าครัวช่วยเพียงขวัญผัดผักบุ้งไฟแดง โดนน้ำมันกระเด็นใส่จนสะดุ้งโหยง เพียงขวัญบ่นว่าให้นั่งเฉยๆก็ไม่เชื่อ แล้วเข้าทำแทน

ประณตนั่งท่องกลอนเวนิชวาณิชเสียงแว่วเข้ามาราวกับเป็นใจท่องเพื่อสองคน...

“ความเอยความรัก เริ่มสมัครชั้นต้น ณ หนไหน เริ่มเพาะเหมาะกลางหว่างหัวใจ หรือเริ่มในสมองตรองจงดี แรกจะเกิดเป็นไฉนใครรู้บ้าง อย่าอำพรางตอบสำนวนให้ควรที่ ใครถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงรตี ผู้ใดมีคำตอบขอบใจเอย”

แต่คนที่หงุดหงิดมาก คือบุหลัน เข้ามาบ่นกับนภากับยายว่า ชายพีร์มาได้แทบทุกวัน เดี๋ยวชาวบ้านได้เอาไปโพนทะนากันอีกว่าลูกหลานบ้านนี้ไม่รักนวลสงวนตัว นภาติงว่าอย่าคิดมากเลย เพราะชายพีร์ก็ให้เกียรติเพียงขวัญดี

“ที่ฉันพูดน่ะหวังดี นายพีร์เป็นถึงทหารอากาศ ท่าทางก็แพรวพราวไม่ต่างจากนายอดุลย์ ฉันไม่อยากจะเชื่อ อยู่มาจนป่านนี้ยังเป็นโสด เตือนๆลูกมันบ้างเถอะ เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ถลำใจกายลงไปจะมีจุดจบเหมือนแม่มัน!”

บุหลันตำหนิเพียงขวัญแต่ด่ากราดทั้งอดุลย์และนภา ทำเอาทั้งนภาและยายเครียด

หลังจากท่องกลอนอวยใจให้เพียงขวัญกับชายพีร์แล้ว ประณตยังมาอ่อยว่าศุกร์นี้จะมีงานวัดแถวนี้ ชวนชายพีร์มาเที่ยว ชายพีร์ที่เริ่มติดใจงานวัดนัดว่าศุกร์นี้เลิกงานแล้วจะรีบมา ให้รอด้วย บอกเพียงขวัญว่าถ้าหนีไปกันสองคนตนโกรธจริงๆด้วย เพียงขวัญเลยขีดเส้นตายให้ว่าจะรอจนถึงหกโมงเย็น เกินกว่านี้ก็ไปตามหาเราที่งานวัดก็แล้วกัน

ชายพีร์ยิ้มอย่างมั่นใจว่าต้องมาทันแน่

ooooooo

พอกลับถึงวังชายพีร์ก็แปลกใจ เพราะปกติเวลานี้คุณย่าทั้งสองจะขึ้นข้างบนแล้ว แต่วันนี้ยังนั่งอยู่ที่โถง ซ้ำยังดูสีหน้าไม่สู้ดี ชายพีร์ทักถามแล้วเข้าประจบจะบีบนวดให้ย่าอ่อน

“ไม่ต้อง” ย่าอ่อนเสียงแข็งผิดปกติ ทำเอาชายพีร์สะดุ้ง แล้วหม่อมเอียดก็แจ้งฟ้าผ่าว่า

“ชายพีร์...ย่าได้ฤกษ์แต่งงานมาแล้ว” ชายพีร์ใจไม่ดีแต่ทำไขสือถามว่าฤกษ์พี่ชายใหญ่กับน้องมะปรางหรือ ถูกหม่อมเอียดเสียงเข้มว่า “อย่ามากะล่อนกับย่า ย่าพูดถึงงานแต่งของชายพีร์กับหญิงวิไลรัมภา”

ย่าอ่อนสำทับว่า ตั้งแต่พรุ่งนี้ชายพีร์จะต้องหาเวลาใกล้ชิดหนูรัมภาให้มากกว่านี้  เพราะอีกไม่กี่เดือนก็จะแต่งงานกันแล้ว เมื่อถูกรุกฆาตอย่างไม่ทันตั้งตัว ชายพีร์ตัดสินใจบอกว่าตนไม่เคยบอกว่าจะแต่งงานกับน้องรัมภาเลย

“คุณชายเทวพันธ์เคยช่วยชีวิตท่านพ่อของพวกเธอไว้ ท่านพ่อสัญญาว่าจะตอบแทนท่านด้วยการให้ลูกชายคนหนึ่งแต่งงานกับลูกสาวของคุณชายเทวพันธ์ ตอนนี้จุฑาเทพเหลือชายพีร์คนเดียว การแต่งงานของชายพีร์จำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาสัจจะ รักษาเกียรติของจุฑาเทพ อยากให้คนครหาตระกูลของเราว่าไม่รักษาสัจจะงั้นรึ”

แม้หม่อมเอียดจะอ้างถึงท่านพ่อ แต่ชายพีร์ก็ยืนยันว่าตนไม่ได้รักวิไลรัมภา หม่อมเอียดจึงรุกคืบอีกขั้นเป็นคำขาด

“เป็นนายทหาร เป็นหม่อมราชวงศ์ หน้าที่ต้องมาก่อนความรัก ความรับผิดชอบต้องมาก่อนความรู้สึกส่วนตัว! ไม่อย่างนั้นอย่ามาเรียกตัวเองว่า สุภาพบุรุษจุฑาเทพ!”

ชายพีร์ถึงกับพูดไม่ออก เมื่อเข้าห้องนอน หม่อมเอียดยังวางแผนมัดมือชกชายพีร์ รุ่งขึ้นอุตส่าห์ไปพบ ผู้การฯขอให้ส่งชายพีร์ไปทำงานต่างจังหวัดสักพัก ผู้การฯขอทราบเหตุผล หม่อมเอียดบอกแค่ว่าเรื่องในครอบครัว ครั้นผู้การ ติงว่าเรื่องในครอบครัว แต่อยากให้ตนออกคำสั่งทางราชการหรือ?”

เพื่อให้ได้ตามต้องการ หม่อมเอียดอ้างว่า “ราชสกุลจุฑาเทพ เคยยกที่ดินจำนวนมากให้ทางกองทัพสร้างสนามบิน คราวนี้ต้องการขอความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ จะเรียกว่าทวงบุญคุณก็ได้” ทำเอาผู้การฯยิ้มเจื่อนชี้แจงว่า
“เอ่อครับ...กองบินที่อุดรฯกับเชียงใหม่ไม่มีตำแหน่งนักบินว่าง หากหม่อมต้องการให้คุณชายพีร์ไปทำงานต่างจังหวัด ช่วงนี้มีงานหนึ่งเหมาะกับคุณชาย”

แม้จะยังไม่รู้ว่างานอะไร แต่หม่อมเอียดกับย่าอ่อนก็ยิ้มให้กันอย่างโล่งใจที่แผนการของตนสำเร็จ

งานที่ว่านั้น คือให้ชายพีร์ดูงานการก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภาที่ใกล้จะเสร็จ และคืนนี้จะมีนายทหารอเมริกันมาดูงาน ให้ชายพีร์ไปเตรียมตัว เพราะเครื่องจะมารับเขาเวลา 16.00 น. ตรง

ชายพีร์รับคำหน้าเสีย เพราะเป็นเส้นตายที่เพียงขวัญจะรอที่บ้านเพื่อไปเที่ยวงานวัดด้วยกัน

ooooooo

โพล้เพล้แล้ว ชายพีร์ยังไม่มา นภา บุหลัน ประณต และเพียงขวัญ จึงไปเที่ยวงานวัดก่อน เพียงขวัญบอกว่าไม่ต้องห่วง ถ้าชายพีร์มา แดงที่ไม่อยากไปเจอไอ้ดำพี่ชายขออยู่เฝ้าบ้านก็จะบอกเองแหละว่าพวกเราไปแล้ว

แต่เพียงขวัญก็แอบผิดหวังที่ชายพีร์ไม่มาตามนัด

ทั้งหมดพากันไปที่หน้าโรงลิเก นภาเช่าเสื่อเพื่อนั่งดู แต่พอจะจ่ายเงิน ปรากฏว่าอดุลย์ยื่นมือมาจ่ายแทน อดุลย์บอกว่าตนไปหาที่บ้าน แดงบอกว่าพวกเธอมาเที่ยวงานวัดเลยตามมา

นภาติงว่าเขาไม่ควรมาบ่อย เพราะจะทำให้ตนและลูกอึดอัด อดุลย์พยายามหว่านล้อมนภาว่าตนต้องการให้เราเป็นครอบครัวเดียวกันเพื่อเธอและเพื่อลูก

ที่หน้าโรงลิเกนี่เอง ไอ้ดำพี่ชายแดงลูกน้องของเดชกำแหงผู้กว้างขวางประจำถิ่น ก็พาพวกมาไล่ชาวบ้านที่ปูเสื่อจองที่ไว้แล้ว อ้างว่าเจ้าของคณะกันที่ตรงนี้ไว้ให้ลูกพี่ตนแล้ว

ครู่เดียว เดชกำแหงก็ถือไม้ตะพดเดินเข้ามาอย่างยิ่งใหญ่ พอนภากับเดชกำแหงเห็นกันต่างก็อุทานอึ้ง

เรื่องราวในอดีตเมื่อ 18 ปีก่อน กลับมาสู่ความทรงจำอีกครั้ง...

ooooooo

18 ปีก่อน เวลานั้นนภากำลังสาวสะพรั่งไปรำฉุยฉายที่งานในจวนผู้ว่าฯ เวลานั้นเดชเป็นมือระนาดเอก เขาหลงรักนภามานาน วันนี้เขาถือกระทงดอกจำปีมาฝากนภา ถูกลุงของนภาที่เป็นคนรำเหมือนกันด่าว่ามาก้อร่อก้อติกหลานสาวตน แล้วรีบพานภาแยกไป

เป็นงานที่อดุลย์ลูกชายพ่อเลี้ยงอธิปกับเจ้าอิงฟ้ามาร่วมงานด้วย อดุลย์ในวัยหนุ่มแน่นหลงใหล นภา ทั้งเพราะความงามและรำสวย มาเสนอกับยายว่าจะให้บริษัททำไม้ของตนเป็นผู้อุปถัมภ์คณะละครเล็กๆนี้ เวลาเดียวกันอดุลย์ก็รุกนภาด้วยการนำของราคาแพงมาฝากเป็นประจำ

เมื่อมาเจอกันวันนี้ เดชพูดอย่างยิ่งใหญ่ว่า โชคดีที่เจอเพื่อนเก่าตั้งสองคน ชวนไปหาที่นั่งคุยกันดีกว่า แล้วลูกน้องของเดชก็กึ่งกันกึ่งต้อนนภากับอดุลย์เดินตามเดชไปที่ร้านกาแฟโบราณในงานวัด ลูกค้าในร้านพากันลุกหนีอย่างไม่ไว้ใจในสถานการณ์

ดำที่อยู่ติดพื้นที่ตลอดมาบอกเดชว่า นภาเช่าบ้านของเดชอยู่ ฟ้องว่า “มันติดค่าเช่ามาสามสี่เดือนแล้ว” ทำให้เดชยิ่งกร่าง แต่ปรามไอ้ดำว่า ทีหลังอย่าเรียกนภาว่ามันอีก ย้ำกับทุกคนว่า

“รับรู้ไว้นะ ห้ามใครทำหยาบคายกับนภาอีก เพราะนภาคนนี้ เป็นคนสำคัญของนายเดชกำแหง!”

ความอาฆาตบาดหมางระหว่างเดชกับอดุลย์ เกิดเพราะเดชหลงรักนภา เมื่อตีระนาดได้หวานถูกใจ ผู้ว่าฯเลยให้รางวัลเป็นเงินไม่น้อย เดชเอาเงินนี้ให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอนภา ถูกลุงของนภาปฏิเสธซ้ำยังดูแคลนว่าแค่คนตีระนาดจะเลี้ยงดูหลานของตนให้อยู่ดีมีสุขได้อย่างไร ทั้งยังบอกให้เดชเจ็บปวดแทบหัวใจสลายว่า อดุลย์ได้ส่งผู้ใหญ่มาทาบทามสู่ขอนภาแล้ว!

ไม่เพียงเท่านั้น ลูกน้องของอดุลย์ยังช่วยกันปกปิดเรื่องอดุลย์มีเมียแล้วและรุมกันทำร้ายเดช ไล่ตะเพิดว่า

“ไปจากเมืองพิจิตรเสียไอ้เดช ถ้าพวกกูเห็นหน้ามึงอีกละก็...มึงจะนอนตายอย่างหมาข้างถนน!”
เดชถูกซ้อมสะบักสะบอมนอนจมกองเลือดอยู่ข้างถนน รุ่งขึ้นจึงพาร่างกายที่บอบช้ำหนีไปพระนครเร่ร่อนนอนตามข้างถนนบ้าง ตามศาลาวัดบ้าง เล่าอย่างผยองในที่สุดว่า

“ฉันต่อสู้ฝ่าฟันเจ็บเจียนตายมาหลายหน กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ไอ้หมาข้างถนนจากพิจิตรตัวนั้น ตอนนี้มันกลายเป็นราชสีห์ ไม่ใช่เศษดินติดเท้าเศรษฐีอย่างคุณอดุลย์อีกแล้ว”




อดุลย์ฟังเรื่องราวจากเดชแล้วเขาขอโทษ แสดงความเสียใจ อ้างว่าไม่เคยรู้เลยว่าคนของตนทำร้ายเดช เล่าเรื่องของตนกับนภาว่า มีลูกด้วยกัน แต่งงานได้ปีเดียวพอนภารู้ว่าตนมีลูกมีเมียอยู่แล้ว เลยหอบเด็กในท้องหนีไป

เดชระเบิดหัวเราะออกมา อดุลย์ถามขำอะไร

“เปล่า...หัวเราะให้กับชะตาชีวิต ไอ้เดชคนระนาดกระจอกๆ กลายเป็นเศรษฐีคุมถิ่นนี้ได้ เพราะอยากเอาชนะคนอย่างคุณ ความรักที่มีต่อนภา ความเกลียดที่มีต่อคุณ ทำให้ผมมีวันนี้...หึๆๆ ไอ้เราก็นึกว่าจะไปอยู่ดีมีสุข ที่แท้! คุณก็หลอกลวงนภา!”

เดชทำท่าฮึดฮัดดุร้ายยกไม้เท้าแกว่งไปมาจนทุกคนใจไม่ดี แต่แล้วจู่ๆก็วางไม้เท้าลงพูดอารมณ์ดีว่า

“ผมขอไปดูลิเกก่อนนะ”

เดชเดินจากไปท่ามกลางความงุนงงของทุกคน เขาช่างเป็นคนเข้าใจยากว่าเวลาไหนจะเลว ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัวกว่านักเลงทั่วไป อดุลย์มองตามไปอย่างไม่พอใจ

ooooooo

เพราะหน้าที่ต้องมาก่อน วันนี้ชายพีร์จึงไปทำหน้าที่ที่ฐานทัพอากาศอู่ตะเภาที่สร้างใกล้เสร็จแล้ว ระหว่างพักมีทหารมาแจ้งว่ามีคนมารอพบอยู่ที่บ้านพักรับรอง

คนที่มารอพบคือ เทวพันธ์นั่นเอง แถมหนีบเอาวิไลรัมภามาด้วย บอกชายพีร์ว่าหม่อมย่ากลัวว่าเขามาทำงานแล้วจะเหงา เลยจองเรือนรับรองให้ตนกับวิไลรัมภามาอยู่เป็นเพื่อน พูดแล้วฝากยิ้มๆ เป็นนัยว่า

“ฝากดูแลน้องหน่อยนะ แก่แล้วนั่งรถมาปวดไปหมด จะไปเอนหลังหน่อย” พูดแล้วปลีกตัวไปเลย ทำให้ชายพีร์จำต้องเดินไปหาวิไลรัมภาตามคำฝากฝัง แต่ตลอดเวลาที่ดูแลวิไลรัมภานั้น ในใจชายพีร์คิดหาทางที่จะกลับไปหาเพียงขวัญ

วิไลรัมภาถือโอกาสนี้ทั้งอ่อยทั้งอ้อนชายพีร์เต็มที่ แล้วเล่าแกมบีบในทีว่า

“ตั้งแต่เรารู้จักกันมา รัมภาไม่เคยแม้แต่จะมองผู้ชายคนอื่น รัมภาหวังว่าพี่ชายพีร์จะให้เกียรติรัมภาเหมือนกัน”

“น้องรัมภาหมายความว่ายังไงครับ”

“พี่ชายพีร์ก็ทราบว่า ผู้ใหญ่ของเราทั้งสอง ฝ่ายเห็นดีเห็นงามจะเป็นทองแผ่นเดียวกัน โดยหวังให้เรารักกัน ถ้าพี่ชายพีร์อยากให้รัมภาปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไร ก็ขอให้พูดกันตรงๆ แต่กรุณาอย่าไปมีผู้หญิงอื่น ให้รัมภาต้องรู้สึกไร้ค่าเสียเกียรติ พี่ชายพีร์ทำได้ไหมคะ”

วิไลรัมภาสบตาเว้าวอน ชายพีร์ได้แต่อึ้งพูดไม่ออกทำอะไรไม่ถูก...

ooooooo

เมื่อรู้ว่าบ้านนภาค้างค่าเช่ามา 3 เดือนแล้ว วันนี้จู่ๆเดชก็พาลูกน้องบุกไปที่บ้านนภาอ้างว่าจะมาทวงหนี้ เพียงขวัญออกไปรับหน้า เดชเห็นเพียงขวัญก็เข้าไปคว้ามือถาม

“เนี่ยเหรอลูกสาวของนภาที่เขาว่าเป็นนางเอกหนังคนสวย”

นภาพายายออกไปเดินเล่นกลับมา ทักเดชกลัวๆ และเรียกเพียงขวัญให้มาหาตน ส่วนเดชทักยายเย้ยๆว่า

“น้าผัน ยังอยู่รึ” ยายถามว่าใคร เดชไม่ตอบแต่เดินไปตีระนาดที่วางอยู่แถวนั้น

“นายเดช!” ยายจำฝีมือได้แม่น

“ฉันเปลี่ยนชื่อเป็นเดชคำแหงแล้ว ลุงผินพี่ชายน้า เขาด่าฉันว่าเป็นแค่พวกเต้นกินรำกิน ฉันไม่มีปัญญาเลี้ยงนภาให้สุขสบายได้ เสียดายลุงผินไม่อยู่ซะแล้ว เลยไม่เห็นฉันวันนี้”

การมาของเดช ทำให้ทุกคนตึงเครียด กลัว บุหลันวิ่งไปปกป้องยายกับนภา แตงกับประณตหนีไปแอบหลังยายอีกที ลูกน้องเดชทวงค่าเช่าที่ค้างอยู่ 3 เดือน นภาขอความเห็นใจว่าพักนี้เพียงขวัญไม่ได้ทำงาน เสื้อผ้าที่ตัดส่งก็ยังได้เงินไม่ครบขอจ่ายให้ 100 ก่อน เพียงขวัญจึงหยิบเงินจากห่อผ้าเช็ดหน้าให้อีก 200 บอกว่าได้เงินครบแล้วก็กลับไปเสีย

เหมลูกน้องคนหนึ่งถามเดชว่า “เอาไงครับพี่” เดชไม่ตอบ เดินไปตีระนาดอย่างมีสมาธิเต็มที่ เหมเลยเอียงคอกระซิบนาถลูกน้องอีกคนว่า “ลูกพี่เขาจะเอายังไงวะเนี่ย”

แดงไปหลบอยู่หลังยาย เคลิ้มกับเสียงระนาดจนเหมือนต้องมนต์ ส่วนประณตบ่นอุบอิบว่า “จะเอายังไงของเขาพูดก็ไม่พูดเอาแต่ตีระนาดอยู่นั่นแหละ”
“เพราะจัง ไม่เคยฟังระนาดเพราะอย่างนี้มาก่อนเลยเนอะ” แดงเคลิ้มกับเสียงระนาดลืมหมดทุกอย่าง

ระหว่างนั้น ชนะที่อาการซึมเศร้ายังตกค้างอยู่ หิ้วปิ่นโตเก่ามาส่งและรับปิ่นโตเองเพราะเกรงใจบ้านนภาที่ต้องหิ้วปิ่นโตไปส่งทุกวัน มาเห็นสภาพหน้าบ้านนภาเห็นลูกสาวน้องเดช บ้างพกคมแฝก บ้างพกมีดปาดตาลที่คมกริบ บ้างพกขวาน ก็คิดว่านักเลงบุก พูดอย่างนักเลงเก่าว่า “เดี๋ยวเจอดี!” แล้วตะโกนท้าโหวกเหวก

“เฮ้ย...ไอ้พวกห้าร้อย นี่มันอะไรกัน พกอาวุธอะไรเข้ามาในบ้านน้องสาวฉัน เข้ามาทำอะไรกัน แล้วนี่แก...”

เดชจบเพลงพอดีวางไม้ตีระนาด หยิบไม้เท้าสะบัดไปสามที ชนะก็ล้มตึงเลือดกบปากสลบเหมือด ทั้งที่คำยังค้างปากอยู่ ทั้งเพียงขวัญ นภาและบุหลันวิ่งไปดูชนะ เดชพยักหน้าให้เหมไปดูว่าชนะตายหรือเปล่า

พอดีลูกน้องที่เดชใช้ให้ไปซื้อข้าวปลาอาหารกลับมาพอดี เดชมองของแล้วบ่น

“อยู่กันตั้งเยอะแยะไม่รู้จะพอหรือเปล่า ไว้วันหลังจะเอามาให้อีก เฮ้ย...กลับ!”

ที่แท้เดชตีระนาดรอลูกน้องที่ให้ไปซื้อของนั่นเอง พวกนภาทั้งงงทั้งกลัว เดาอารมณ์และอ่านใจเดชที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายไม่ออก พอเดชไปแล้ว เพียงขวัญถามอย่างรับไม่ได้ว่า

“แม่รู้จักกับเขาด้วยหรือจ๊ะ เขามาทำแบบนี้กับเราทำไม”

นภากังวล เพราะเชื่อว่าเดชไม่ได้มาเพราะต้องการเงินเท่านั้น แล้วชีวิตต่อไปจะอยู่กันอย่างไร...

เพียงเช้าวันรุ่งขึ้น เดชก็มาอีก เอาสร้อยข้อมือทองเยาวราชมาฝากนภา นอกนั้นยังมีเสื้อผ้าและของกินของใช้อีกมากมาย นภาขอให้เอากลับไปเสียตนรับไว้ไม่ได้

“อย่าให้พี่เสียน้ำใจสิจ๊ะนภา” เดชเสียงอ่อนเสียงหวาน แล้วหันไปทางยาย “เออ...แล้วนี่ก็ชุดนอนผ้าแพรของน้าผันน้ายังสอนรำอยู่ไหมจ๊ะ” ยายบอกว่าเลิกสอนนานแล้วเพราะข้อเข่าเสื่อม “อ้าว...แล้วทำไมไม่รักษาล่ะ”

บุหลันบอกว่าค่าผ่าตัดมันแพงมาก เดชอาสาจะช่วยแล้วสั่งเหมอุ้มยายไปที่รถบอกว่าจะพาไปผ่าตัดที่โรงพยาบาล ยายดิ้นขลุกขลักไม่ยอมไป เดชเข้าไปลากยาย พร้อมกับบอกความปรารถนาดีที่น่ากลัวว่า

“โปรดรับความปรารถนาดีจากมิตรเก่าแก่คนนี้เถอะนภา อย่าให้ฉันต้อง...บังคับข่มขู่!”

เกิดโกลาหลวุ่นวายเมื่อยายร้องโวยวายดิ้นสุดแรงไม่ยอมไปกับเดช นภากับบุหลันเข้าช่วยก็ถูกผลักถูกเหวี่ยงกระเด็นไปคนละทาง เดชยังแสดงความปรารถนาดีที่น่ากลัวต่อไปว่า

“ถ้าพูดกันดีๆไม่รู้เรื่อง ไอ้นาถ ไอ้ดำ พาคนดักปากซอย เจอหนูเพียงขวัญจับตัวเอาไว้”

ทั้งนภา และยายอ้อนวอนเดชอย่าทำอะไรเพียงขวัญ ส่วนแดงกับประณตได้ยินดังนั้นพากันแอบวิ่งอ้าวออกไปไม่มีใครเห็น เดชยังแสดงความปรารถนาดีที่ทำให้นภาอกสั่นขวัญแขวนอีกว่า

“นภา เมื่อก่อน ฉันไม่มีโอกาสดูแลเธอ ทั้งที่อยากทำใจแทบขาด ตอนนี้ฉันจะดูแลเธอกับครอบครัวเอง เธอกับครอบครัวต้องอยู่ใต้คำสั่งของฉัน”

“ฉันไหว้ล่ะพี่เดช จะให้ฉันกราบก็ยอม อย่าทำอะไรลูกขวัญของฉันนะ” นภายกมือไหว้ทำหน้าจะร้องไห้ให้ได้

ooooooo

วันนี้ ชายพีร์ต้องพาวิไลรัมภาไปตลาดสดเพื่อหาซื้อของสดจากทะเลมาทำอาหาร แม้วิไลรัมภาจะพะอืดพะอมกับกลิ่นคาวปลา แต่ก็ทำเป็นจับเลือกอย่างสนิทมือ แล้วขอซื้อ ชาวประมงผู้มีน้ำใจขอซื้อไม่ขายแต่แบ่งปันให้กิน

ระหว่างวิไลรัมภาทำอาหาร เทวพันธ์ก็เฝ้าชมลูกสาวให้ชายพีร์ฟังอย่างภูมิอกภูมิใจว่า ลูกสาวอุตส่าห์เรียนทำอาหารเพื่อชายพีร์แท้ๆ ทั้งยังหว่านล้อมแกมบีบคั้นในทีว่า หม่อมเอียดกับย่าอ่อนอายุมากขึ้นทุกที ท่านหวังจะได้เห็นชายพีร์เป็นฝั่งเป็นฝากับวิไลรัมภามากที่สุด ถึงเวลาก็อย่าทำให้ท่านผิดหวัง ควรทำให้ท่านมีความสุข

แม้จะขัดกับความรู้สึกของตัวเอง แต่ชายพีร์ก็พยักหน้ารับ

เหมือนโชคจะเข้าข้างสองพ่อลูก เพราะค่ำนี้มีทหารเอาจดหมายมาให้ชายพีร์ในนั้นแจ้งว่า ผู้พันโรเบิร์ตถูกเรียกตัวด่วนไปเวียดนามจะขึ้นเครื่องพรุ่งนี้ ชายพีร์บอกว่าตนก็คงหมดหน้าที่แล้ว วิไลรัมภากับเทวพันธ์สบตากัน เธอเสนอทันทีว่า อยากไปเที่ยวเกาะสีชัง ชายพีร์ขอเป็นโอกาสหน้าเพราะใจพะวงกับที่นัดเพียงขวัญไว้

วิไลรัมภาอ้อนว่าพรุ่งนี้วันอาทิตย์ไม่ต้องทำงาน เทวพันธ์ก็ช่วยพูดว่าน้องอยากไปเกาะสีชัง ไหนๆก็มาแล้วจะได้ไม่เสียเที่ยว ชายพีร์เลยพูดไม่ออก

แต่พอรุ่งขึ้น ชายพีร์จัดทหารให้พาสองพ่อลูกไปเที่ยวตามที่อยากไป ส่วนตัวเองเก็บข้าวของขับมอเตอร์ไซค์กลับกรุงเทพฯอย่างโล่งใจที่สลัดพ้นจากวิไลรัมภามาได้

วิไลรัมภาเสียใจมากที่ชายพีร์ไม่ไปด้วย แต่คนที่ทั้งโมโหและผิดหวังคือเทวพันธ์บอกวิไลรัมภาหน้าเครียดว่า

“เราจะกลับพระนคร หม่อมย่าเอียดต้อรู้เรื่องนี้!”

ooooooo

แดงกับประณตวิ่งไปที่ตลาด แยกกันเที่ยวถามชาวตลาดว่าใครเห็นเพียงขวัญบ้าง ทุกคนล้วนส่ายหน้า

เพียงขวัญถูกดำกับพวกมาดักที่หลังตลาด แดงกับประณตต่างวิ่งมาเจอเห็นดำกำลังคุกคามเพียงขวัญ ทั้งสองรีบหลบแอบดู เพียงขวัญไล่ดำให้หลีกทางตนจะกลับบ้าน แต่พวกมันที่วางแผนกันมาแล้ว ออกจากที่ซ่อนฝูงใหญ่เข้าต่อยท้องเพียงขวัญหมดสติแล้วแบกขึ้นรถไป ชาวตลาดพากันมองดู ดำชี้หน้าขู่กราด...

“พี่เดชกำแหงต้องการผู้หญิงคนนี้ ไม่เกี่ยวกับพวกเอ็ง ใครแจ้งตำรวจก็อย่าหวังจะได้อยู่แถวนี้อีกต่อไป!”

ส่วนเหมอุ้มยายไปที่โรงพยาบาล ไปถึงก็เอาเงินไปกองบนโต๊ะหมอ ให้ผ่าตัดยายที่ขาเจ็บและเข่าเสื่อมอะไรนี่แหละ บอกให้ผ่าๆไปเถอะ บุหลันที่ตามมาด้วยบอกว่าแม่ไม่เคยมาที่นี่ ถูกเหมตะคอกว่า หมอที่ไหนก็เหมือนกันแหละรีบๆผ่าให้เสร็จๆ เสียป่านนี้ไอ้นาถกับไอ้ดำคงเจอตัวเพียงขวัญแล้ว

ที่ทางเข้างานวัด เพียงขวัญรู้สึกตัวแล้วเหลียวมองไปรอบๆ พยายามต่อสู้จะออกจากรถ ถูกนาถตบสลบไปอีกรอบ ดำเอาเพียงขวัญไปไว้ที่โล่งๆ บอกว่าเดชอยากให้เธออยู่สบายๆ

“จัดการอีนี่เสร็จ เอ็งก็ไปเฝ้าปากทาง อย่าให้ใครเข้ามา พอยายมันผ่าตัดเสร็จ เดี๋ยวเหมมันก็ส่งเด็กมาหาเอ็งเอง งานง่ายๆแค่นี้” นาถสั่งดำ

ooooooo
ตอนที่ 6

ประณตกับแดงเห็นเพียงขวัญถูกเอาตัวไป ตกใจร้องไห้วิ่งหาคนไปช่วย เจอชายพีร์ขี่มอเตอร์ไซค์มาหาเพียงขวัญพอดี พอรู้ว่าเพียงขวัญถูกลูกน้องเดชลักพาตัวไป พอรู้ว่าพวกมันซ่องสุมกันอยู่ที่ไหน ชายพีร์ บ่ายหน้าไปทันที

มันเป็นบาร์เล็กๆ ชายพีร์ไปถึงก็บุกเดี่ยวเข้าไปตะโกนถาม

“พวกแกเอาเพียงขวัญไปไว้ที่ไหน!”

พอพวกลูกน้องเดชได้ยิน ก็รุมกันเข้ามาแบบหมาหมู่

แต่ที่แท้มันเอาเพียงขวัญไปไว้ที่โกดังมีดำกับเพื่อนเฝ้าอยู่ ทั้งสองต่างรอคอยว่าเดชจะเอาอย่างไรและเมื่อไรเหมที่พายายไปผ่าตัดจะกลับมา ขณะมันกำลังเบื่อๆเซ็งๆ ชายพีร์ก็ขับรถเข้าไป พอดำเห็นชายพีร์ก็จำได้ว่าวันก่อนเคยประลองกำลังกันแล้ว ดำพูดอย่างไม่หายแค้นว่า

“นึกว่าใคร คราวที่แล้วกูเผลอหรอก คราวนี้กูไม่เอามึงไว้แน่!” ชายพีร์บอกว่าตนไม่อยากมีเรื่องแค่จะมารับเพียงขวัญกลับเท่านั้น ดำถามเย้ยว่า “ใครบอกว่าเพียงขวัญ อยู่นี่ แกมองไปรอบๆสิ แกเห็นเพียงขวัญไหมล่ะ มึงกับกูมาวัดกันด้วยกำปั้น เข้ามาเลย!” ดำท้าเหยงๆแล้วลุยเข้าหา ลูกน้องกรูกันเข้ามาช่วย

แต่ฝีมือมวยวัดที่เก่งแต่หมาหมู่มีแต่ความบ้าระห่ำ เลยถูกชายพีร์ที่ได้รับการฝึกปรือมาอย่างดีเล่นงานลูกน้องสลบไปก่อน แล้วหันมาเล่นงานดำจนใกล้สลบแต่มันยังปากแข็งจนหมดสติไปก็ยังไม่ยอมบอกที่ซ่อนเพียงขวัญ

ชายพีร์ยืนคว้างอยู่กลางโกดัง ตะโกนเรียก “เพียงขวัญ...เพียงขวัญ...” พลันก็ได้ยินเสียงเพียงขวัญพยายามดิ้นให้ผ้ามัดปากหลุด ชายพีร์ตะโกน “รอผมหน่อย...” พลางจะวิ่งขึ้นไป

“มึงเป็นใคร นี่เป็นถิ่นพี่เดชคำแหง ออกไปซะ อย่าไปยุ่งกับผู้หญิงคนนั้น” นาถโผล่เข้ามาอย่างมาดร้าย สั่งลูกน้องให้ไปลากคอชายพีร์มา เพียงขวัญมองด้วยความเป็นห่วงเพราะนาถมีปืนแต่ชายพีร์มือเปล่า

ลูกน้องนาถวิ่งไปก็เห็นชายพีร์แล้ว ยืนหันซ้ายหันขวางงว่าชายพีร์หายไปไหน จู่ๆ ก็มีจุกไม้ก๊อกยิงมาเข้าตาอย่างแม่นยำ มันร้องราวกับควายถูกเชือดเอามือกุมเบ้าตา ชายพีร์ยิงจุกไม้ก๊อกใส่ตาสมุนอีกคนและนาถจนทั้งสามกุมตาร้องโอดโอย ชายพีร์ถือโอกาสที่นาถเผลอเข้าไปเตะต่อยจนแย่งปืนไปได้ โยนปืนทิ้งแล้วจับนาถเหวี่ยงไปจนสลบ พูดอย่างสะใจ

“มันไม่สำคัญที่ปืนจริงหรือปืนปลอม สำคัญที่ฝีมือโว้ย!”

ในที่สุด ชายพีร์ก็ช่วยเพียงขวัญได้อย่างปลอดภัย ทั้งสองโผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ เพียงขวัญขอบคุณเขาไม่ขาดปาก ความรู้สึกดีๆ ประทับใจ ซาบซึ้งใจ ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในหัวใจเธอ...

ooooooo

ระหว่างที่ให้เหมเอายายไปผ่าตัดและให้ดำไปดักจับตัวเพียงขวัญ เดชคำแหงก็นั่งตีระนาดเพลงรักอย่างเข้าถึงอารมณ์ บางครั้งก็พรรณนาความรักออกมาอย่างเคลิบเคลิ้ม

เมื่อมานั่งคุยกับนภาที่ห้องโถง เดชบอกนภาว่า

“ถ้าพี่ไม่ทำอย่างวันนี้ ไม่มีใครพายายไปผ่าตัดได้หรอกถูกไหม พี่จะเข้ามาจัดการเรื่องต่างๆในบ้านนี้ให้เรียบร้อยทั้งหมดนี้ทำไปเพราะพี่รักนภา”

“รักหรือ ฮึๆ...พี่มีอำนาจอย่างทุกวันนี้เพราะพี่ขายยา เปิดบ่อนให้คนมั่วสุมจนหมดตัว คนทำมาหากิน พี่ก็ปล่อยเงินกู้เรียกดอกจนคนไม่มีปัญญาจ่าย คนไหนที่ไม่เล่นการพนัน ไม่พึ่งเงินกู้พี่ก็เรียกเก็บค่าคุ้มครอง คนที่รู้จักความรักจะไม่มีวันทำแบบนี้” นภาแค้นจนลืมกลัวที่เดชใช้อำนาจทำกับแม่และเพียงขวัญตามอำเภอใจเช่นนี้

“พี่ปกครองคนในอาณาเขตของพี่ ด้วยวิธีของพี่ ขืนปล่อยไป คนอื่นก็มาทำแบบนี้กับเขาอยู่ดี อยู่กับพี่ ให้พี่คุ้มครองดีที่สุดแล้ว”

“ใช้อำนาจควบคุมทุกอย่าง แม้แต่ความรัก พี่อยากให้คนบ้านนี้ติดหนี้บุญคุณพี่ พี่จะใช้อำนาจเข้าไปจัดการ อย่างนี้เหรอวิธีของพี่” นภาย้อนถาม

“แม้แต่คนรักพี่ก็ต้องควบคุม เขาจะได้สิ่งที่ดีที่สุดจากพี่ เพราะถ้าพี่ปล่อยเขาไป เขาอาจจะไปทำอะไรผิดๆ
เช่นเลือกคนผิดเหมือนเลือกนายอดุลย์”

“คิดไปเอง คิดไปเองทั้งนั้น! มันใช่ความรักที่ไหน สิ่งที่ดีที่สุดในความคิดของพี่ มันอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับฉัน สำหรับคนในบ้านนี้!”

นภาพูดอย่างไม่หวาดหวั่น ทำให้เดชไม่พอใจ มองเหี้ยม พูดนิ่งจนดูน่ากลัวว่า...

“มีรักแล้วแย่งชิง นี่ต่างหากคือรักจริง! รักขนาดยอมเป็นคนเลว รักขนาดเสียเขาไปไม่ได้! รักขนาดไม่ยอมแพ้ใครหน้าไหน ไม่ยอมแพ้ทั้งนั้น! คนอย่างพี่มันมีอยู่ในโลกแห่งความจริงนะน้องนภา”

นภาลุกขึ้น เดชถามว่าจะไปไหน นภาบอกว่าจะไปรอลูกที่ศาลา แต่ไม่ทันได้ออกไป ชายพีร์ก็เดินนำเพียงขวัญ ประณตและแดงเข้ามา เพียงขวัญโผเข้ากอดนภา ต่างร้องไห้ด้วยความดีใจ

เดชจ้องชายพีร์เขม็งถามอย่างผู้ยิ่งใหญ่ “เอ็งเป็นใคร!”

“จะเป็นใครไม่สำคัญ แต่ผมไม่เลือกเป็นอันธพาลเหมือนคุณ” เดชถามว่าเป็นคู่รักเพียงขวัญหรือ “จะใช่หรือไม่ใช่ ผมก็จะปกป้องเขา ปกป้องคนในบ้านนี้ คุณต้องการอะไรถึงทำแบบนี้”

“อ๋อ...พวกคนหนุ่มคลั่งความรัก” เดชเยาะ ชายพีร์ไม่สนใจตั้งท่าท้าว่าตนพร้อมแล้ว เข้ามาเลย ขณะทั้งสองกำลังตั้งท่าจะลุยใส่กันนั่นเอง เหมกับบุหลันก็กลับมาถึง นภาถามว่าแม่เป็นยังไงบ้าง

“หมอบอกว่าปลอดภัยแล้ว แต่ต้องนอนโรงพยาบาลระยะหนึ่ง” บุหลันบอก

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับนาย  ไอ้คนนี้มันเป็นใครจัดการมันเลยไหมครับ” เหมกร่าง สะอึกเข้าไปสมทบกับเดชและลูกน้องเตรียมรุมชายพีร์ ชายพีร์ในสภาพที่ร่างกายบอบช้ำก็ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย แต่จู่ๆ เดชก็ห้ามเหม

“ใจเย็นๆ ไอ้หนุ่มคนนี้มันคงสนใจหนูเพียงขวัญของเขา ฮึๆ เจ็บไปทั้งตัวยังจะบ้าดีเดือด ฮึๆ ถ้าเราตีมันให้ช้ำในตาย  หนูเพียงขวัญของข้าคงไม่ชอบใจแน่”

“ฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณ!” เพียงขวัญโต้ เหมลำเลิกว่าวันนี้เดชจ่ายเงินไปมากแล้วให้รู้จักสำนึกบ้าง “เราไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ แล้วคุณก็ไม่มีสิทธิ์คุกคามกักขังฉัน แม่ฉัน และคนในบ้านนี้ด้วย”

เพียงขวัญเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวจนเดชทึ่ง พูดกับนภายิ้มๆ เสียงอ่อนลงว่า

“แต่พี่สุขใจจริงๆที่ได้อยู่ใกล้แม่นภาแบบนี้ ฉันอยากให้มันเป็นแบบนี้ทุกวัน...” เดชเดินหัวเราะชอบใจออกไป พวกลูกน้องพากันตามไปเป็นพรวน

เมื่อพวกเดชกลับไปแล้ว เพียงขวัญไปต้มน้ำเพื่อล้างแผลให้ชายพีร์ นภาขอบคุณชายพีร์อย่างซาบซึ้ง ชายพีร์พูดอย่างสุภาพถ่อมตนว่า

“ไม่เป็นไรครับ เพียงขวัญเป็นเอ้อ...เป็นเพื่อนสนิทของผม ยังไงผมก็ต้องช่วย ห่วงแต่ว่านายเดชคำแหงจะไม่เลิกราง่ายๆสิครับ”

นภาบอกให้ไปอาบน้ำกินยาแล้วรีบนอนเสีย เดี๋ยวจะไข้ขึ้น ทีแรกชายพีร์ก็ทำท่าจะกลับ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ

“เอ้อ...ค้างก็ดีครับ ลุงชนะอยู่อนามัย น้าบุหลันไปเฝ้ายาย ที่นี่มีแต่ผู้หญิงกับเด็ก ผมค้างที่นี่ก็แล้วกันครับ”

นภายิ้มให้เป็นการอนุญาต

คืนนี้ ที่บ้านเพียงขวัญ ทุกคนนอนกันอย่างอุ่นใจรู้สึกปลอดภัยที่มีชายพีร์อยู่ด้วย...

ooooooo

แม้จะเจ็บตัวปวดเมื่อยจากที่ได้ออกกำลังกับเดชและลูกน้อง แต่คืนนี้ ชายพีร์นอนอย่างมีความสุขมาก...

แต่พอรุ่งขึ้นกลับวังจุฑาเทพ ชายพีร์ก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียด เมื่อทั้งหม่อมเอียดและย่าอ่อนคอยอยู่อย่างเคร่งเครียด พอชายพีร์คลานเข่าเข้าไป หม่อมเอียดก็เปิดฉากทันที

“สุภาพบุรุษ ต่างกับผู้ชายธรรมดาตรงที่สุภาพบุรุษให้เกียรติผู้อื่น สิ่งที่ทำกับคุณชายเทวพันธ์ ขนาดผู้ชายธรรมดายังถือว่าไม่สมควร”

“ตอนผมอยู่ที่โน่น ผมเห็นสิ่งหนึ่งในตัวน้องรัมภาที่มองข้ามมานาน น้องรัมภาสวยมาก...เธอไม่เหมือนวิไล–รัมภาเด็กที่เอาแต่ใจคนเดิม เธอเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผม เธอยอมผม ยอมมากจนไม่รู้เลยว่า ผู้หญิงคนอื่นจะยอมผมอย่างน้องรัมภาหรือเปล่า”

ทีแรกหม่อมเอียดกับย่าอ่อนก็ยิ้มให้กันอย่างพอใจ แต่พอฟังมาถึงตอนนี้ ย่าอ่อนชักสีหน้าถามว่าผู้หญิงที่ไหน!

“ความรักไม่เหมือนข้าวของ ยิ่งเยอะยิ่งดี แบบนั้นคงไม่ใช่คนที่สวยจัด อาจสวยที่สุดสำหรับเรา คนที่ดื้อกับเราอาจทำให้เราพอใจก็ได้...คุณย่าครับ ถ้าผมจะรักน้องรัมภา ผมคงต้องรักที่ตัวเธอเอง จิตใจของเธอเอง ไม่ใช่ให้เธอพยายามทำโน่นทำนี่ เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ผมรัก”

“ชายพีร์ลืมสัญญาระหว่างเราสองตระกูลไปแล้วหรือ” หม่อมเอียดถาม ใจไม่ดี

“ผมไม่ได้ลืมหรอกครับหม่อมย่า แต่หม่อมย่าจะให้ผมใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับผู้หญิงที่ผมไม่ได้รักหรือครับ หม่อมย่าให้ผมเลือกผู้หญิงของผมเองไม่ได้หรือครับ”

ชายพีร์พูดด้วยเหตุผลทั้งทางคุณธรรมและทางใจ อย่างสุขุม สุภาพอ่อนน้อม แล้วจึงขอตัวขึ้นข้างบน

เมื่อชายพีร์ออกไปแล้ว หม่อมเอียดปรารภกับย่าอ่อนว่า

“ชายพีร์กำลังบอกเราว่าถึงยังไงเขาก็ไม่รักหนูรัมภา ชายพีร์มีผู้หญิงที่รักอยู่แล้ว” ย่าอ่อนสงสัยว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครถึงทำให้ชายพีร์หลงใหลได้ขนาดนี้ หม่อมเอียดนิ่งไปครู่หนึ่งจึงพูดอย่างมุ่งมั่น “อย่าคิดว่าย่าจะยอมแพ้ง่ายๆ นะชายพีร์”

ooooooo

หม่อมเอียดกับย่าอ่อนเดินหน้าต่อ ไปหาผู้การฯ ขอให้หาเหตุผลใหม่ย้ายชายพีร์ไปต่างจังหวัด

ผู้การฯปฏิเสธนิ่มๆ แต่เจ็บว่า ทำตามคำขอของท่านไม่ได้ คราวที่แล้วตนก็ถูกผู้บัญชาการกองทัพอากาศตำหนิว่า “ทหารต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ท่าน ผบ.ทอ.เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของผมและของคุณชายครับ ไม่ใช่ผู้บริจาค”





หม่อมเอียดกับย่าอ่อนแทบต้องมุดหน้ากลับ ขอออกทางประตูหลัง เกรงชายพีร์จะเห็น

ส่วนชายพีร์ ก็ถูกผู้การฯเรียกไปปรึกษาว่า

“คุณช่วยไปเตือนเพื่อนคุณด้วย มีรายงานมาจากข้างบนเรื่องหมวดยอดยศ หมวดยอดยศขาดราชการ กินเหล้าเมายาผมให้เวลา 10 วัน ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงผมจะตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ฝากด้วยนะ”

ชายพีร์หนักใจไม่รู้จะเตือนยอดยศอย่างไรเพราะทุกวันนี้แม้แต่หน้าตน ยอดยศก็ยังไม่มอง บ่นให้เพียงขวัญฟังว่า

“ที่จริงมันควรจะรู้ได้แล้วว่า ใครรักมันที่สุด คุณพิม คู่หมั้นของมันดูแลมันไม่เคยโกรธมันสักนิด แถมปกปิดพ่อแม่ให้อีก”

เพียงขวัญคิดแผนออก ขอให้ชายพีร์ช่วยหาทางทำอย่างไรจึงจะนัดยอดยศกับคู่หมั้นของเขาออกมาพบกันได้

แผนการดำเนินอย่างรวดเร็วทันใจ วันนี้ทั้งยอดยศ พิมพรรณ และเพียงขวัญจึงไปพบกันที่ร้านอาหาร โดยเพียงขวัญวางแผนอ้างชื่ออีกฝ่ายหลอกนัดทั้งสองออกมา เมื่อได้เจอเพียงขวัญจึงรู้ว่าถูกหลอกมาทั้งสองคน พิมพรรณมองเพียงขวัญอย่างไม่พอใจ เย็นชา ยอดยศก็ถามหน้าตึงๆ ว่ามีอะไรจะคุยกับตน

เพียงขวัญถามพิมพรรณว่า ได้ยินว่าเสียใจมากใช่ไหมที่รู้ว่ายอดยศมาชอบตน พิมพรรณน้ำตารื้นทันที เธอถูกเพียงขวัญตำหนิอย่างรุนแรงว่า

“พูดแค่นี้ก็น้ำตาคลอแล้ว เพราะคุณเป็นแบบนี้สินะ ผู้ชายถึงได้เบื่อ แค่ฉันอยู่กับคุณครู่เดียวฉันยังเบื่อเลย”

“อย่าพูดอะไรแบบนี้ คุณไม่รู้จักเธอ พิมมาจากครอบครัวที่ดี เป็นลูกคนเดียว เธอมีคนดูแลตั้งแต่เล็ก มันก็แค่นั้น!” ยอดยศตำหนิเพียงขวัญ แก้ต่าง ปกป้อง พิมพรรณ เลยถูกเพียงขวัญตำหนิต่อเนื่องไปอีกคนว่า

“คุณเองก็เถอะค่ะ คนอ่อนแอ จิตใจโลเล ขอให้รู้ไว้นะ ฉันไม่เคยชอบคุณเลย ฉันสงสัยด้วยซ้ำที่เป็นทหารอยู่ทุกวันนี้ เพราะมีพ่อเป็นนายพลหรือเปล่า”

คราวนี้พิมพรรณเลยเถียงแทนยอดยศว่าไม่จริง เพราะ “บินเครื่องบินรบใช้เส้นสายได้ที่ไหน คุณไม่รู้หรอก พี่ยอดฝึกหนักแค่ไหน ฉันเห็นเขามาตลอด เขาคือคนที่ฉันภาคภูมิใจ”

“เหรอ...” เพียงขวัญลากเสียงยวนกวนประสาท “แล้วตอนนี้ล่ะ เฮอะ...กลิ่นเหล้าลอยมาถึงนี่ ฉันว่าเขาต้องโดนปลดไม่นานนี้แหละ คุณยังจะรอเขาอีกหรือ”

“ต่อให้เขาโดนปลด ฉันก็เหมือนเดิม ฉันไม่ได้รักเขาที่ตำแหน่งเหมือนคุณ ฉันรักเขา เขาจะรักฉันหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่ฉันก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ!” พิมพรรณแข็งกร้าวขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ยอดยศมองเธออย่างซึ้งใจ   พิมพรรณยังจิกเพียงขวัญต่อว่า “คุณมาพูดแบบนี้ เพราะคุณมีที่หมายใหม่ที่ดีกว่าใช่ไหมล่ะ กำลังทะนงตนสินะ ผู้ชายสูงส่งคนนั้น อย่าคิดว่าเราไม่รู้”

“คุณหมายถึงใคร”

“ผู้หญิงอย่างคุณรักเขาที่ฐานันดรใช่ไหมล่ะ เราสองคนรู้เรื่องคุณกับคู่รักหมดแล้ว”

เพียงขวัญงง เพราะคนที่ตนรู้จักไม่เห็นใครมีฐานันดร ชายพีร์ก็เข้ามาในฐานะนายรณพีร์ขี่รถกระจอกๆเท่านั้น เธอถามว่า “ฐานันดรอะไร คุณอัทธ์ที่มีความรวย หรือว่าคุณพีร์ที่เป็นทหารอากาศ”

ยอดยศถามงงๆว่าเธอไม่รู้เลยหรือ ถูกพิมพรรณตัดบทว่า

“พอเถอะ เรารู้เช่นเห็นชาติคนนี้มามากพอแล้ว เราไม่จำเป็นต้องคุยกับเขาอีก”

“นอกจากต้องการให้ผมรู้สึกตัวเอง คุณมีอะไรอีกไหม” ยอดยศถามเพียงขวัญ เธอตอบทันทีอย่างยินดีว่า

“คุณเข้าใจทุกอย่างเร็วดีนี่ รักษาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดคุณเอาไว้นะ ถูกปลดกลายเป็นคนธรรมดาเมื่อไหร่ คุณจะเห็นรักแท้ของผู้หญิงข้างๆคุณ...เผื่อฉันจะเอาเรื่องคุณไปทำหนังบ้าง พวกรักตกอับ คนดูชอบ!!”

พูดแล้วเพียงขวัญเดินเชิดออกไป พิมพรรณกับยอดยศมองตามอย่างโกรธมาก

ชายพีร์ที่แอบฟังอยู่ตลอดเวลา  ร้อนๆหนาวๆ ทุกครั้งที่เรื่องทำท่าจะเกี่ยวพันมาถึงตน พลอยโล่งใจที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เมื่อเพียงขวัญออกมาพบเขา เพียงขวัญถามว่าการแสดงละครของตนเป็นอย่างไรบ้าง ชายพีร์บอกว่าตอนเธอแสดงดูน่ากลัวมากเลย

“คุณยอดยศชอบผู้หญิงเข้มแข็ง คุณพิมพรรณเป็นผู้หญิงประเภทอ่อนนอกแข็งในค่ะ เธอถึงไม่ยอมแพ้ฉัน ฉันแค่กะเทาะเปลือกนอกของเธอออกให้คุณยอดยศเห็นเท่านั้นเอง”

“ผู้หญิงเข้มแข็งที่ยอดยศชอบ ที่จริงก็คือคุณพิมนี่แหละ”

“แต่เรื่องเลิกเหล้า ไม่รู้จะได้ผลไหม ฉันอยากให้เขาโกรธฉันแล้วฮึดสู้ที่จะเลิกมัน แต่ไม่รู้ว่าแผนของเราจะสำเร็จหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“ถือว่าคุณพยายามทำดีที่สุดแล้วล่ะครับ” ชายพีร์ทั้งชื่นชมและให้กำลังใจ เพียงขวัญดูนาฬิกาแล้วกลัวไปเล่นละครวิทยุไม่ทัน ชวนรีบไปกันดีกว่า ชายพีร์ขันอาสาอย่างกระตือรือร้น “ผมไปส่งให้ครับ ทันแน่”

ooooooo

ยอดยศไปส่งพิมพรรณถึงประตูเรือนใหญ่แล้วจะกลับ พิมพรรณขอบคุณแล้วจะเดินเข้าบ้าน ยอดยศเรียกไว้ พอเธอหันมา เขาเข้าไปหอมแก้มทีหนึ่งแล้วจึงแยกกันไป

ส่วนชายพีร์ วันรุ่งขึ้นก็หอบกุหลาบแดงช่อใหญ่ไปบ้านเพียงขวัญด้วยหัวใจแช่มชื่นเบิกบาน แต่พอไปถึงพบประณตกำลังเล่นเครื่องบินที่อัทธ์ซื้อให้อย่างเพลิดเพลิน

อัทธ์เห็นชายพีร์ถือกุหลาบมาก็เดาได้ว่าเอามาให้เพียงขวัญ นึกเขม่นเลยอยากขวาง แต่ประณตกลับยิ้มถามชายพีร์ว่า เอามาให้พี่ขวัญใช่ไหม แล้วรับกุหลาบส่งต่อให้

“เอ้าพี่ขวัญ ของพี่ พี่พีร์เขาเอามาให้” ส่งดอกไม้ให้แล้วก็วิ่งเล่นเครื่องบินไปอย่างสนุกสนาน

นภาจะแนะนำชายพีร์ให้รู้จักกับอัทธ์ กำลังจะบอกว่าอัทธ์เป็นพี่ชายของเพียงขวัญ เธอก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่าอัทธ์เป็น “เพื่อนคนหนึ่งที่ฉันนับถือค่ะ” นภามองเพียงขวัญอย่างตำหนิที่ไม่ยอมรับอัทธ์เป็นพี่ชาย แต่อัทธ์กลับบอกว่า

“น้องขวัญนับถือ ผมก็พอใจแล้วครับคุณแม่” แล้วหันไปทักชายพีร์ “ที่จริงเราเคยเจอกันแล้ว”

ชายพีร์ขัดหูมากที่ได้ยินอัทธ์เรียกนภาว่าแม่ แต่ก็ตอบรับตามมารยาทว่าจำได้ นภาจึงเรียกอัทธ์ไปช่วยเพราะตนนึ่งขนมไว้ อัทธ์มองชายพีร์ยิ้มอย่างเป็นต่อ ก่อนเดินตามนภาไป

เพียงขวัญขอบคุณชายพีร์สำหรับดอกไม้ที่มอบให้ ถามว่านึกอะไรขึ้นมาถึงได้เอาดอกไม้มาให้ ชายพีร์ไม่ตอบแต่กลับถามว่าอัทธ์มาที่นี่บ่อยหรือ เขามาจีบเธอใช่ไหม

“ไม่ใช่หรอกค่ะ เธอมาทำงานที่กรุงเทพฯ นานๆถึงมาที พอดีวันนี้มานั่งเล่นตั้งแต่เช้า” ชายพีร์ไม่เชื่อ ถามว่าแล้วทำไมต้องประจบคุณแม่ถึงขนาดนั้น เพียงขวัญยังไม่ยอมบอกความจริงพูดแต่เพียงว่า “แม่กับเขามีบางอย่างผูกพันกัน” ก็ถูกชายพีร์ประชดว่าเลยผูกพันมาถึงเธอด้วยใช่ไหม เพียงขวัญเลยตัดบทว่า “เลิกพูดเรื่องเขาได้ไหมคะ ฉันไม่อยากพูดถึง ฉันขอตัวไปทำกับข้าวก่อนนะคะ” พูดแล้วลุกเดินหนีไปเลย

ชายพีร์เรียกเธอถามว่าอารมณ์เสียเรื่องอะไร พลางจะลุกตาม ถูกอัทธ์ที่ถือถาดขนมออกมาพูดจากข้างหลังว่า

“เขาไม่อยากให้คุณตามก็อย่าตามเลย ไปนั่งคุยกันดีกว่า”

ชายพีร์หันมองอัทธ์เคืองๆที่มาขัดจังหวะอีกจนได้ แต่ก็เดินไปนั่งดื่มกาแฟคุยกันด้วยบรรยากาศที่ดูเชิงกัน

อัทธ์ถามขึ้นก่อนว่า ชายพีร์เข้าออกบ้านนี้หลายครั้งมีจุดประสงค์อะไรหรือ ชายพีร์ยียวนว่าตนจะตอบคำถามเขาก็ต่อเมื่อเขายินดีตอบคำถามตนก่อน อัทธ์เลยให้ถาม

“คุณกับเพียงขวัญเป็นอะไรกัน” ชายพีร์ถามตรง หน้าเข้ม แต่อัทธ์เข้มกว่า เพราะถือว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ตอบข่มกันท่าชายพีร์ว่า

“เพียงขวัญเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตผม ผมไม่มีเวลามากรุงเทพฯมาดูแลเธอบ่อยนัก แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่า ถ้าคุณทำให้เธอเสียใจ คุณเจอผมแน่”

ข่มชายพีร์แล้วอัทธ์เดินยิ้มเข้าไปในครัว เพียงขวัญถามว่ายิ้มอะไรมา เขาบอกว่า “แกล้งให้นายคนนั้นหัวเสีย หึๆโกรธจนหน้าเขียวหน้าแดง ตลกชะมัด”

อัทธ์ถามเพียงขวัญตรงๆว่านายนั่นเป็นแฟนหรือ เธอตอบทันทีว่าไม่ใช่ เป็นเพื่อนกัน เขาช่วยดูแลตนหลายเรื่องเหมือนกัน อัทธ์เลยถือโอกาสใช้เรื่องที่เธอไม่ยอมรับกับใครๆว่าตนเป็นพี่ชายบอกว่า ต่อไปนี้ตนจะใช้ความเข้าใจผิดแบบชายพีร์นี้เป็นประโยชน์ จะกันผู้ชายทุกคนให้ออกจากชีวิตของเธอเลยดีไหม และจะสั่งทุกคนในบ้านห้ามบอกชายพีร์ว่าเราเป็นพี่น้องกัน พูดแล้วจับจมูกน้องบิดไปมาอย่างมันเขี้ยว สั่งก่อนกลับไปว่า

“ดูแลตัวเองดีๆนะคนสวย”

ชายพีร์มาเห็นมาได้ยินพอดี พูดลอยๆให้เข้าหูอัทธ์ว่า “อยากต่อยหน้าคนโว้ย!”

ooooooo

ฝ่ายสามสาว คือ พิมพรรณ ไฉไล และวิไลรัมภา ยังติดตามความสัมพันธ์ของชายพีร์กับเพียงขวัญทุกระยะ เมื่อรู้ว่าเพียงขวัญยังไม่รู้ฐานะทางสังคมที่แท้จริงของชายพีร์ก็พากันคาดเดาไปต่างๆนานา

ไฉไลเชื่อว่าชายพีร์ไม่ยอมเปิดเผยตัวว่าเป็นหม่อมราชวงศ์ เพราะต้องการหลอกเพียงขวัญมาเคี้ยวเล่นแล้วคายทิ้งเท่านั้น พิมพรรณติงว่านั่นไม่ใช่นิสัยของชายพีร์ สองสาวแสดงความเจ็บแค้นแทนวิไลรัมภา บอกว่าถ้าตนสองคนอยู่ด้วยก็ดี จะได้รุมด่า วิไลรัมภาทัดทานว่า

“ออกโรงด่ามันตอนนี้ พี่ชายพีร์ที่กำลังหลงมัน จะหันมาต่อว่ารัมภา รัมภาไม่อยากเสี่ยง” พิมพรรณถามว่าแล้วเธอจะทำอย่างไร วิไลรัมภาจิกตาพูดว่า “หาทางดับฝันมัน ให้มันละอายแล้วเดินออกไปเอง คราวนี้พี่พีร์ก็ด่ารัมภาไม่ได้...คุณพิมถักไหมพรมเก่งช่วยหน่อยสิคะ”




วิไลรัมภาให้พิมพรรณช่วยถักผ้าพันคอไหมพรมให้และปักอักษรย่อ P&R ที่ชายผ้าพันคอ อ้อนย่าอ่อนให้เอาผ้าพันคอให้ชายพีร์พันคอทุกครั้งที่จะไปทำงาน ไม่เพียงนั้น ยังเปลี่ยนผ้าเช็ดหน้าใหม่หมด ที่มุมผ้าเช็ดหน้าทุกผืน ปักอักษรย่อ P&R ไว้ จงใจให้เพียงขวัญได้เห็น แม้ว่าชายพีร์จะเห็นแต่คิดว่าเป็นยี่ห้อสินค้า

ย่าอ่อนคอยจ้องอยู่ เมื่อชายพีร์จะออกข้างนอกก็รีบเอาผ้าพันคอมาคล้องให้บอกว่า ตอนดึกอากาศเย็นพันไว้จะได้อุ่น สั่งห้ามถอดเด็ดขาด ถ้าถอดออกย่าโกรธจริงๆด้วย ชายพีร์กระชับผ้าพันคอเอาใจย่าอ่อน ย่าเห็นแล้วยิ้มพอใจ

ที่แท้ชายพีร์ไปบ้านเพียงขวัญ พอมาถึงก็ถามยายว่าเมื่อยไหมมือนวดมาแล้ว เห็นเพียงขวัญถักผ้าพันคอไว้ขายหน้าหนาว ก็อ้อนว่าอยากซื้อไหมพรมมาให้ถักเสื้อกันหนาวให้บ้าง

“ไม่ต้องหรอก กะว่าจะถักให้อยู่แล้ว ผ้าพันคอคุณสวยดีนะคะ ถักเก็บชายเรียบร้อยเชียว” เพียงขวัญหยิบผ้าพันคอที่ชายพีร์ถอดวางไว้เพราะร้อน เอะใจอักษรย่อ P&R แต่ไม่พูด ได้แต่มองผ้าพันคอนั้นอย่างคาใจ

ooooooo

ชายพีร์และเพียงขวัญไปเยี่ยมยายที่พักฟื้นอยู่โรงพยาบาลหลังผ่าตัด ชายพีร์ไปฟังหมอสรุปอาการของยาย ส่วนเพียงขวัญอยู่กับยายที่ห้อง

อัทธ์มาเยี่ยมถามอย่างเป็นห่วงว่ามีปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลไหม เพียงขวัญบอกว่าไม่มีปัญหา เพราะนายเดชคำแหงช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด อัทธ์ถามงงๆว่าใครคือนายเดชคำแหง?

เมื่อรู้ว่านายเดชคำแหงคนนี้เองที่เป็นคนให้ลูกน้องมาฉุดเพียงขวัญไป เพื่อเอายายไปผ่าตัด ก็เป็นห่วงรีบขอตัวกลับไปเล่าให้อดุลย์ฟัง ถามพ่อว่า
“เราจะทำยังไงดีครับ ผมชักเป็นห่วงน้อง”

ฝ่ายบุหลันเห็นชายพีร์มาหาเพียงขวัญทุกวันก็ถามว่าเขาเคยชวนไปบ้านบ้างไหม เพราะผู้ชายที่พาเราไปบ้านไปเจอพ่อแม่ญาติพี่น้องถึงจะพูดได้ว่าเขารักเราจริง แล้วยกตัวอย่างนภาให้ฟังว่า

“นายอดุลย์น่ะ วันสู่ขอ ผู้ใหญ่ที่ไหนไม่รู้มาขอ วันแต่งงานบอกว่าแม่ไม่สบายมางานไม่ได้ ผ่านไปสามสี่ เดือนโน่นแน่ะ พี่นภาถึงเอะใจแอบตามไปดูที่เชียงใหม่ เจอเมียหลวง เจอนายอัทธ์ตัวกะเปี๊ยกนั่งชื่นมื่นอยู่ สามคนพ่อแม่ลูก”

เพียงขวัญอึ้ง อดคิดไม่ได้ว่า หรือจุดจบของตนจะเหมือนแม่?

อัทธ์ก็ใช่ย่อย เมื่อมีความรู้สึกดีๆกับจันทน์กะพ้อ ก็เทียวไปหา เอาดอกไม้ไปให้ เอาพระไปฝากปุ้มปุ้ยเข้าทางพ่อ เมื่อสบโอกาสก็หาทางจีบ แล้วเลยสมัครเรียนมวยกับจันทน์กะพ้อเพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดกัน

ooooooo

หลังจากอดุลย์รู้เรื่องนายเดชคำแหง จึงไปที่บ้านนภาเจอเดชคำแหงเล่นระนาดอยู่พอดี แดงแอบดูพี่ชายเล่นพลอยมีความสุขและอยากเล่นได้อย่างพี่ชายบ้าง ระหว่างนั้น อดุลย์เดินเข้ามา ตรงไปถามเดชคำแหงทันทีว่า

“ผมได้ข่าวว่าคุณลักพาตัวลูกสาวผม”

เดชวางไม้ตีระนาดลง มองหน้าอดุลย์อย่างสะใจที่มาโวย พูดใส่หน้าว่า

“ผมไม่ได้คิดจะทำอันตรายเพียงขวัญ ถ้าไม่ทำอย่างนั้น น้าเขาก็ไม่ยอมไปโรงพยาบาลแล้วนภาก็คงไม่รู้ว่าผมต้องการอะไร” อดุลย์ถามว่าเขาต้องการอะไร เดชบอกว่าเพลงเมื่อกี้ตนเล่นให้นภาฟังเพื่อบอกว่าตนยังรักเธออยู่ และ “คนในครอบครัวนี้ พวกเขาจะมีผมดูแลตลอดไป”

“คุณมันคนบ้า บ้าอำนาจ มีใครเขาทำอย่างคุณบ้าง!” อดุลย์ชี้หน้าด่าอย่างโกรธจัด

“อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่คนที่ได้เปรียบกว่าเสมอ แล้วคุณล่ะ ดีกว่าผมแค่ไหน ระหว่างอำนาจกับคำโกหก นภาบอกพี่ซิ อะไรเจ็บกว่ากัน” อดุลย์ถามว่าเขาทำเพื่อล้างแค้นตนที่แย่งนภาไปและคนของตนก็เคยทำร้าย

เขาใช่ไหม “น่าสมเพช มีลูกมีเมีย แต่ดูแลปกป้องไม่ได้ อยากจะรู้ ถ้าวันไหนน้องนภาเกิดใจอ่อนกับเพลงรักของผมขึ้นมา คุณจะว่ายังไง”

อดุลย์หน้าเสียหันมองหน้านภาอย่างหวาดหวั่น เดชระเบิดหัวเราะออกมาอย่างสะใจ แล้วเดินกร่างออกไป อดุลย์บอกนภาว่า เธอกับลูกจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว นภาเชื่อว่าเดชคงไม่ทำร้ายอะไรพวกตน เพราะทุกครั้งก็แค่มาเล่นระนาดแล้วกลับ อีกทั้งยังขอโทษเรื่องชนะ ออกค่ารักษาพยาบาลให้ เมื่อวานก็ไปรับชนะกลับจากโรงพยาบาลแล้วด้วย

แทนที่อดุลย์จะฟังเหตุผล เขากลับหาว่านภาปกป้องเดช ระแวงว่า หรือก่อนเจอตน เธอรักกับเดชมาก่อน? พูดประชดประชันว่า “คนเรานี่แปลกดีนะ ลูกสาวถูกลักพาตัวให้อภัยได้ แต่สามีเก่าพ่อของลูกให้อภัยไม่ได้!”

“ไม่เห็นจะแปลกนี่คะ ถูกคนอื่นทำร้ายเจ็บไม่นานเดี๋ยวเดียวก็หาย ถูกคนรักทำร้ายเจ็บไปตลอดชีวิต!!” เพียงขวัญที่มาฟังอยู่ด้วยโต้แทนแม่แล้วออกไป
อดุลย์ตามไปหว่านล้อมเพียงขวัญให้ไปอยู่กับตนเสีย ตนหาบ้านใหม่ให้ได้ เพียงขวัญขอทำงานหาซื้อบ้านใหม่ให้แม่กับยายอยู่ด้วยตัวเอง อดุลย์ต่อรองว่าให้ไปอยู่ก่อนแล้วค่อยหาเงินมาคืนตนก็ได้ ย้ำว่า ตอนนี้เธอกับแม่ต้องคิดเรื่องนายเดชคำแหงให้มาก

“หลายวันมานี้เขาเรียบร้อยดี สงสัยเขาจะยังรักแม่”  เพียงขวัญลอยหน้าพูดยั่ว อดุลย์โมโหหาว่าทั้งแม่ทั้งลูกเห็นคนอื่นดีกว่าตน เพียงขวัญเลยสวนไปว่า

“คุณรู้จักหึงหวงแม่ แล้วทำไมคุณถึงนอกใจภรรยา คุณเอาเปรียบผู้หญิงได้ยังไง ผู้หญิงก็หึงหวง เจ็บปวด อยากเป็นเจ้าของใครสักคนเหมือนกับคุณนั่นแหละ!”

“เอาอย่างนี้แล้วกัน” อดุลย์ยังไม่ลดละ “พ่อจะไปหาตำรวจพรรคพวกที่เป็นเพื่อนกัน ให้เขามาช่วยดูแลแถวๆนี้ พ่ออยู่เฉยไม่ได้หรอก มีอันธพาลมาเข้าๆออกๆแบบนี้ พ่ออึดอัดใจตายพอดี” พูดแล้วเดินออกไปอย่างเหนื่อยใจ

ooooooo

หลังจากที่เพียงขวัญหลอกให้ยอดยศและพิมพรรณออกไปพบกัน และเล่นละครจนยอดยศเห็นถึงความรัก และความดีของพิมพรรณ ไปเสนอคุณหญิงว่าจะไปหาฤกษ์แต่งงาน และสัญญากับพิมพรรณว่า จะไม่ทำให้เธอเสียใจ และให้เกียรติเป็นศรีภรรยา

พิมพรรณปลื้มปีติที่ยอดยศกลับมาเหมือนเดิม ต่างกอดกันด้วยความรักและเข้าใจกัน

วิไลรัมภาโทรศัพท์มาขอให้พิมพรรณช่วยนัดชายพีร์ไปพบตนบ้าง อ้างว่าจะให้ไปปรับความเข้าใจกับยอดยศ ชายพีร์ยินดีที่จะคุย จึงนัดพบกัน แต่พอนึกอะไรได้ ชายพีร์รีบโทร.ไปหาเพียงขวัญถามว่าเสาร์นี้ว่างหรือเปล่า เธอบอกว่าติดงานเพราะมีคนจ้างไปรำ ชายพีร์ได้แต่นึกเสียดาย...

คนที่จ้างไปรำ คือวิไลรัมภาโทร.มาหาจันทน์กะพ้อที่ช่วยรับงานให้เพียงขวัญ หลอกว่าชื่อวาสนา ต้องการจ้างเพียงขวัญไปรำเสาร์นี้เที่ยงตรง ในราคา 600 บาทต่อหนึ่งชั่วโมงเต็ม

อัทธ์อาสามารับจันทน์กะพ้อกับเพียงขวัญไปรำตามที่รับงานไว้ แต่พอไปถึง เจ้าหน้าที่ปฏิเสธว่าไม่มีการจ้างใครมารำ ถ้าจะจ้างตน ศกุลตลา ต้องเป็นคนติดต่อเอง ที่นี่ไม่มีคนชื่อวาสนา

จันทน์กะพ้อโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง เพียงขวัญปลอบว่าไม่เป็นไรอาชีพอย่างเราการผิดที่ผิดวันเป็นเรื่องธรรมดา

“งั้นถือว่ามาเที่ยวแล้วกัน พี่อยากมาที่นี่นานแล้ว มาเถอะทานข้าวแล้วเที่ยวก่อน” อัทธ์ชวน

“เสียอารมณ์ชะมัด ก็ดีเหมือนกัน ไปเลยคุณศกุลตลา พาฉันไปหาที่นั่งเลยตอนนี้ฉันเป็นลูกค้าแล้ว”จันทน์–กะพ้อเบ่งทับเสียเลย

ooooooo

เป็นร้านอาหารเดียวกับที่พิมพรรณนัดชายพีร์ไปพบ เธอบอกชายพีร์ว่ากลัวเขาจะเหงาเลยมากันครบทั้งสามสาว วิไลรัมภาชวนชายพีร์ออกไปเต้นรำกัน
พวกเพียงขวัญเดินเข้ามาเธอเห็นชายพีร์กำลังเต้นรำกับวิไลรัมภาซบกันอย่างหวานซึ้งก็หน้าเสีย อัทธ์ถามว่าเธอรู้จักผู้หญิงคนนั้นไหม เพียงขวัญนั่งก้มหน้า อัทธ์ชวนไปเต้นรำกัน ปลุกใจเธอว่า

“the show must go on เวลาแบบนี้ เธอต้องสวยที่สุด สวยให้ผู้ชายคนนั้นเสียดาย สวยให้ผู้หญิงคนนั้นกลัว!”

“พี่อัทธ์...” เพียงขวัญเรียกอย่างซึ้งใจ แล้วเธอก็ออกไปเต้นรำกับอัทธ์ ถูกอัทธ์พาเต้นไปกระทบหลังชายพีร์ พอชายพีร์หันมาขอโทษ ก็ตกใจเหมือนโลกหยุดหมุนฉับพลัน อุทานอย่างโกรธจัด

“ขวัญ! คุณอัทธ์!!”

วิไลรัมภายิ้มสะใจกับแผนการของตน ส่วนพิมพรรณกับไฉไลจับตาดูอยู่ ต่างตื่นเต้น ยอดยศจำได้ว่าผู้ชายคนนั้นคืออัทธ์ ไฉไลด่าแหลกว่าเพียงขวัญทำตัวเป็นหญิงงามเมือง จนพิมพรรณต้องเตือนว่าพูดจาอะไรให้ระวังหน่อย

ส่วนที่ฟลอร์ อัทธ์แกล้งทักชายพีร์ว่ามาเที่ยวเหมือนกันหรือ ส่วนวิไลรัมภาก็ทำเป็นตื่นเต้นที่ได้เจอดารานางเอกสาวดาวรุ่งแกล้งถามว่ามากับคู่รักหรือ  น่ารักทั้งคู่เลย ชายพีร์ทนไม่ได้ขอตัวออกไป อัทธ์กับเพียงขวัญจึงเต้นกันต่อ เพียงขวัญเต้นไปตามแกนเพราะใจกังวลเรื่องชายพีร์

เมื่อชายพีร์กลับไปถึงโต๊ะ ก็ยังได้ยินไฉไลด่าว่าเพียงขวัญอย่างสาดเสียเทเสีย ชายพีร์ทนไม่ได้ ลุกพรวดขอตัวจากโต๊ะไปจนทุกคนตกใจ

อัทธ์ยังเต้นรำกับเพียงขวัญจนจบเพลง เขาบอกเธอว่าถ้ายังสงสัยก็ไปคุยกันเสียให้รู้เรื่อง ถามเขาตรงๆ ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร หว่านล้อมจนเพียงขวัญเห็นด้วย เดินไปคุยกับวิไลรัมภาที่มุมหนึ่ง วิไลรัมภาแกล้งทำเป็นเห่อดารา ชมเพียงขวัญไม่ขาดปาก บอกว่าตนเป็นแฟนหนังของเธอ ชื่อรัมภา

เพียงขวัญสะดุดหูทันที พลันก็นึกถึงอักษรย่อที่ชายผ้าพันคอ P&R เธอหน้าเสียเมื่ออ่านเกมออก วิไลรัมภาทำทีขอลายเซ็น บอกว่าจะเอาไปเก็บไว้อย่างดีเลย แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ เพียงขวัญเองก็เดินกลับไปอย่างไม่รู้จะพูดอะไรด้วยแล้ว...

กลับถึงโต๊ะ เพียงขวัญชวนกลับกันดีกว่า ในขณะที่วิไลรัมภาและไฉไลหัวเราะกันคิกคักสะใจที่แผนการของพวกตนสำเร็จง่ายดาย

ยอดยศไปคุยกับชายพีร์ ชายพีร์เล่าอย่างเจ็บปวดว่า เพียงขวัญบอกว่าติดงานแต่จู่ๆ ก็โผล่มากับผู้ชายอื่น

ยอดยศบอกเพื่อนให้ตัดใจจากผู้หญิงอันตรายคนนี้เสีย และบอกข่าวดีของตัวเองว่ากำลังจะแต่งงานกับพิมพรรณ พูดอย่างรู้สึกผิดว่า

“เรื่องเพียงขวัญ ทำให้ฉันเข้าใจตัวเอง คู่ของฉัน เกิดขึ้นจากพ่อแม่ ฉันเลยไม่รู้ว่า ฉันรักคุณพิมไหม แต่วันที่เถียงเพียงขวัญ วันที่เขายืนหยัดรอฉัน มันทำให้ฉันรู้ใจตัวเอง” ชายพีร์ดีใจด้วยที่เขาเลิกเหล้าได้แถมมีข่าวดีอีก ยอดยศถามว่า “เพียงขวัญเขาเลือกนายอัทธ์จริงหรือ หรือเขาแค่สนุกที่ทำให้ผู้ชายหัวปั่น...”

พูดทิ้งไว้ให้ชายพีร์สับสน เจ็บปวด แล้วขอตัวกลับไปดูสาวๆที่โต๊ะ...

ooooooo
ตอนที่ 7

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ชายพีร์ผิดหวังเสียใจ เก็บตัวไม่ไปมาหาสู่เพียงขวัญอีก ได้แต่มองขนนกที่เก็บจากกินรีและบทละครของเพียงขวัญอย่างปวดร้าวใจ

เช่น เดียวกัน เพียงขวัญก็ได้แต่ดูแหวนที่ชายพีร์ร้อยสร้อยไว้ให้ อย่างเศร้าเสียใจ แต่ความจำเป็นในการดำรงชีวิตทำให้เธอยังทำงานดูแลครอบครัวอย่างเข้มแข็ง

วันนี้ เพียงขวัญกลับจากไปส่งชุดลิเกก็เจอเดชคำแหงนั่งตีระนาดอยู่ที่บ้าน เธอเอาเงินที่ได้จากค่าชุดลิเกทั้งหมดให้เดช บอกว่า “ในซองนี้มีเงิน 500 บาทเป็นเงินผ่อนหนี้ค่าเช่าบ้านงวดแรก” แต่เดชไม่ยอมรับ เล่นแง่ว่าติดเงินตนเป็นก้อน เศษเงินแค่นี้ตนไม่รับ

“ครั้งที่แล้ว ฉันรวบรวมเงินให้แล้ว คุณก็ไม่เอา นี่คุณต้องการอะไรกันแน่” เพียงขวัญเสียงเข้มไม่พอใจ เดชคำแหงไม่ตอบแต่ยิ้มมีเลศนัย ก็พอดีบุหลันกับนภาไปรับยายกลับจากโรงพยาบาล เดชรีบเข้าไปทักทายและขอโทษที่ไม่ได้ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลเลย ส่วนเพียงขวัญรีบไปจัดเตียงให้ยาย

ยายขอบอกขอบใจเดชที่ออกค่าผ่าตัดให้ นภารีบบอกแม่ว่าเดชออกเงินค่าผ่าตัดให้ก่อน เดี๋ยวเราหาเงินได้ก็จะคืนให้ไม่ต้องห่วง ส่วนบุหลันอดถามเหน็บเพียงขวัญไม่ได้ว่า

“นึกว่าขวัญกับนายพีร์จะไปรับที่โรงพยาบาลเสียอีก แล้ววันนี้ พ่อตัวดีหายไปไหนเสียแล้ว”

“เฮอะ...สงสัยจะกลัวฉันน่ะซิ จะมาจีบหนูเพียงขวัญของฉัน เจอฉันเข้าหน่อยทำใจเสาะ แบบนี้ไม่ต้องไปสน คนบ้านนี้มีเดชคำแหงดูแลแล้ว ไม่ต้องมีใครหน้าไหนมายุ่งอีก”

เพียงขวัญได้แต่นิ่ง แต่ในใจลึกๆแล้ว อดหวั่นไม่ได้ว่า ชายพีร์จะไม่มาอีกแล้ว...

ooooooo

ระหว่าง ที่ครอบครัวกำลังลำบาก เพียงขวัญก็ได้รับการติดต่อจากนายทุนสร้างหนังคนใหม่ให้ไปคุยด้วย คนที่ดีใจมากคือจันทน์กะพ้อ เพียงขวัญพูดปลงๆกับเพื่อนรักว่า

“ชีวิตมันไม่แน่นอนหรอกจันทน์ ไม่มีใครรู้หรอกว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา”

ฝ่ายชนะที่เสี่ยเพ้งเลิกจ้างเป็นผู้กำกับ เสียใจที่ไม่ได้ทำหนังเรื่องกินรีตามที่สัญญากับราตรีเมียรักไว้ ปล่อยเนื้อปล่อยตัวร่างกายทรุดโทรมหนวดเครารุงรัง จนบุหลันถามว่า

“งานการอย่างอื่นมีตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องทำหนัง ความฝันน่ะกินไม่ได้หรอกนะพี่ มันต้องข้าว...ข้าวมันถึงจะอยู่ท้อง!”

“ทำ อย่างอื่นไม่เป็น เคยสัญญากับราตรีด้วย จะต้องทำกินรีเป็นหนังให้ได้” ชนะยังมุ่งมั่น แล้วหันไปฟูมฟายกับยายว่า “แม่ครับ...ผม...ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่ เสี่ยเพ้งเลิกถ่ายหนังเรื่องกินรีแล้ว ผมทุ่มเทชีวิตจิตวิญญาณให้กับหนังเรื่องนี้ แต่ผมไม่ได้ทำมันแล้ว...ผมอยากตาย...อยากตาย...” ชนะร้องไห้อย่างน่าเวทนา

ในที่สุด ชนะตัดสินใจไปหาเหมยฮัวเมียเสี่ยเพ้งเพื่อขอให้ทำหนังเรื่องกินรีต่อ แต่เหมยฮัวไม่อยู่ เสี่ยเพ้งจึงเรียกให้เข้าไปหา ถามว่าที่นี่มาเพียงขวัญรู้ไหม ถามความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเพียงขวัญ จึงรู้ว่าที่แท้ ทั้งสองเป็นลุงหลานกัน เสี่ยเพ้งจึงคุยกับชนะอย่างมีแผน

“หนังนางเสือดาวยังไม่ได้ฉาย หนังกินรีถ่ายไม่เสร็จ เหมยฮัวอีโมโหไม่ให้อั๊วทำหนังแล้ว ให้ไปทำโรงแรมดาวทองอย่างเดียว”

“งั้นเสี่ยกับคุณเหมยฮัว ให้โอกาสผมได้ไหม อยู่อย่างนี้เงินก็สูญ แต่ให้ผมทำหนังยังมีโอกาสได้เงินคืนนะครับ”

“หนี้สินที่ลื้อติดอั๊วมันเยอะ อาเหมยฮัวยังเอ็นดูหนูเพียงขวัญอยู่ อยากให้หนูเพียงขวัญมาถ่ายหนังกินรีให้เสร็จ ลื้อพอจะคุยกับหนูเพียงขวัญให้หน่อยได้ไหม ถ้าสำเร็จ หนี้สินระหว่างเราหายกัน”

เสี่ยเพ้งอ่อยอย่างมีแผน เห็นชนะสีหน้าดีขึ้น เลยรุก แสดงความเห็นใจ แล้วเสนอว่า

“เอาอย่างนี้ ลื้อไปบอกเพียงขวัญว่ามีนายทุนคนใหม่เขาให้ทุนทำหนังต่อ พรุ่งนี้อั๊วจะเอารถไปรับลื้อกับหนูเพียงขวัญ อย่าลืมนะ ไม่ต้องบอกชื่ออั๊วกับอาเหมยฮัว บอกว่าเป็นนายทุนคนใหม่”

ชนะรับคำด้วยความดีใจ ไม่เฉลียวใจความเจ้าเล่ห์เพทุบายของเสี่ยเพ้งแม้แต่น้อย เสี่ยเพ้งประเมินท่าทีของชนะแล้วนึกกระหยิ่มว่า คราวที่แล้วเคลมเพียงขวัญไม่สำเร็จ คราวนี้หวานหมูแน่!

แต่เพื่อไม่ให้พลาดอีก เสี่ยเพ้งส่งลูกน้องไปสืบที่บ้านจนแน่ใจว่าชายพีร์ไม่ได้ไปหาเพียงขวัญอีก คิดว่าทั้งสองคงเลิกคบกันแล้ว ยิ้มร้ายหมายมาดว่า

“ข้าหมดกับนังเพียงขวัญไปเยอะ ทุกวันนี้ หนังนางเสือสาว หนังกินรียังคาราคาซัง ข้าไม่ยอมเสียเงินฟรีๆโดยไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกโว้ย”

ooooooo

ที่วังจุฑาเทพ...

หม่อมเอียด ย่าอ่อน ชายใหญ่ธราธร ระวีรำไพ หรือมะปราง และวิไลรัมภา ปรึกษาหารือกันถึงกำหนดการ และพิธีการตลอดถึงแขกที่จะเชิญมาในงานแต่งงานของชายใหญ่กับมะปราง

วิไลรัมภาเอาการเอางานจนออกจะเจ้ากี้เจ้าการ หมายมั่นว่าหลังพิธีแต่งงานของชายใหญ่ การแต่งของตนกับชายพีร์ก็จะตามมา จนชายพีร์ติงว่า

“เรามาช่วยกันทำงานแต่งงานของพี่ชายใหญ่ให้สมบูรณ์แบบดีกว่านะครับ เรื่องอื่นอย่าเพิ่งคิดเลยนะครับ”

ย่าอ่อนปรามชายพีร์ว่าจะพูดอะไรให้เกียรติวิไล–รัมภาที่นั่งอยู่ตรงนี้ด้วย ชายพีร์ขอโทษแล้วขอตัวไปทำรายงานเลย ย่าอ่อนปลอบใจวิไลรัมภาว่า ใจเย็นๆ ยังมีเวลาปราบพยศชายพีร์อีกหลายเดือน

“คุณชายใหญ่ คุณชายเห็นน้องวันนี้ จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้นะ ต้องช่วยย่าจัดการให้ถูกต้อง” หม่อมเอียดเอ่ยปาก ชายใหญ่ถามว่าจะให้ตนทำอะไรหรือ? หม่อมเอียดเท้าความว่า “คุณชายทั้งสี่คน ไม่มีใครรักษาสัญญาให้คุณพ่อ เพราะฉะนั้น ต้องช่วยย่าจัดการเรื่องรณพีร์กับหนูรัมภา ห้ามเข้าข้างน้องเด็ดขาด”

ชายใหญ่ถอนใจ สบตามะปรางและกรองแก้วที่เข้ามาเสิร์ฟน้ำอย่างลำบากใจ...อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก...

ooooooo

ชายพีร์แว่บไปที่ห้องใต้โดมอันเป็นห้องที่ห้าสิงห์จุฑาเทพเคยนั่งสังสรรค์กันประจำ แอบโทรศัพท์ไปหาชายรุจที่อยู่สถานทูตสวิต พี่น้องทักทายกันอย่างสนิทสนม แล้วชายรุจก็เล่าว่า

“อ่านจดหมายพี่ชายใหญ่ส่งมาให้ เขาบอกว่าน้องมีความรัก คอนเกรทูเลชันนะครับ”

“เฮ้อ...เรื่องมันไม่ง่ายอย่างนั้นสิครับ...พี่ชายรุจ เขาไม่เคยบอกรักผม ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาคิดยังไงกับผม”

“ชายพีร์ต้องเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่านี้ ต้องให้เกียรติผู้หญิงคนนั้นมากๆด้วยนะ” ชายพีร์ปรับทุกข์ว่ายังไม่รู้เลยว่าเขายินดีเข้ามาในชีวิตตนหรือเปล่าก็ไม่รู้ “นั่นแหละ...นายต้องเชื่อมั่นไม่หวั่นไหว ไม่ยอมแพ้ เข้าใจไหมครับชายพีร์ แค่นี้ก่อนนะครับ ถึงเวลากินเย็นแล้ว”

คำแนะนำของคุณชายปวรรุจ เหมือนจุดประกายทางออกให้ชายพีร์ วันนี้ เขาจึงไปที่บ้านเพียงขวัญอีกครั้งหลังจากทิ้งช่วงไปหลายวัน

เมื่อไปถึงบ้านเพียงขวัญ ชายพีร์ตรงไปสวัสดียาย ยายบ่นเสียดายที่เพียงขวัญเพิ่งออกไปเดี๋ยวนี้เอง ชายพีร์ถามว่าไปไหนหรือ?

“เห็นว่าไปคุยเรื่องถ่ายหนังอะไรนี่แหละ เดี๋ยวก็คงกลับ”





ชนะกับเพียงขวัญถูกเสี่ยเพ้งหลอกไปเล่นงาน เมื่อพาไปถึงถนนเปลี่ยว ชนะถูกลากลงจากรถ เขาต่อสู้เพื่อปกป้องเพียงขวัญเลยถูกซ้อมสะบักสะบอม ส่วนเพียงขวัญถูกลักพาตัวไป ชนะพาร่างสะบักสะบอมกลับไปบอกนภา ซึ่งชายพีร์ยังอยู่ ชายพีร์บอกว่าตนจะไปตามหาเพียงขวัญแล้ววิ่งอ้าวออกไปทันที

ชายพีร์ไปที่โรงแรมดาวทอง เจอบงกชถามว่าเสี่ยเพ้งเอาเพียงขวัญไปไว้ที่ไหน บงกชแค้นใจที่เสี่ยเพ้งสัญญาว่าหนังเรื่องต่อไปจะให้ตนเป็นนางเอก แต่กลับไปลักพาตัวเพียงขวัญ บอกชายพีร์ว่าเสี่ยเพ้งมีบ้านพักตาก อากาศริมทะเล ชายพีร์บ่ายหน้าไปทันที

เพียงขวัญถูกเอาตัวไปกักขังไว้ที่บ้านพักตากอากาศจริงๆ ขังเธอไว้รอเสี่ยเพ้ง เสี่ยกำลังกลัดมันเต็มที่ พอเข้าห้องไปก็พุ่งเข้าปล้ำเพียงขวัญ พูดเสียงกระเส่าว่าวันนี้จะขยี้เธอให้แหลก แต่ไม่เพียงไม่ได้ขยี้ แค่เสี่ยปล้ำแล้วจะจูบ ปากไม่ทันประกบก็ต้องผงะชะงัก เมื่อมีเสียงตะโกนลั่น

“ไฟไหม้! ไฟไหม้!!”

เสี่ยผงะมองไปเห็นไฟกำลังโหมฮืออยู่ข้างรถหรู เสี่ยอารมณ์หมดหดจู๋ ตะโกนให้ลูกน้องรีบดับไฟพลางวิ่งไปสั่งการ

ชายพีร์ฉวยโอกาสนั้นเข้าไปพาเพียงขวัญหนีออกไปได้ กว่าเสี่ยจะกลับมาชายพีร์กับเพียงขวัญก็หนีไปเห็นแต่หลังอยู่ลิบๆ แต่เสี่ยก็ยังถือปืนไล่ตามไปพร้อมลูกน้องหลายคน

ชายพีร์พาเพียงขวัญวิ่งไปถึงหน้าผา เขาตัดสินใจพาเธอกระโดดลงทะเล เสี่ยเพ้งกับลูกน้องมาถึงไม่เห็นทั้งสองแล้ว คาดว่า ถ้ากระโดดลงหน้าผาตรงนี้ก็คงไม่รอด จึงพากันกลับ

ooooooo

ชายพีร์กับเพียงขวัญปลอดภัย ทั้งสองพากันไปหลบอยู่ใต้ชะง่อนผา จึงรอดพ้นสายตาพวกเสี่ยเพ้ง เมื่อเห็นปลอดภัยแล้วจึงพากันออกเดินไปตามชายหาดเผื่อจะเจอชาวบ้าน

แต่ไม่พบผู้คนแถวนั้นเลย เดินไปเจอเพิงพักที่ชายหาด ชายพีร์ตัดสินใจพักค้างคืนที่นี่ เผื่อจะมีใครผ่านมาบ้าง เพียงขวัญเกรงแม่กับยายจะเป็นห่วง ชายพีร์ฟังแล้วบาดใจประชดว่า

“แค่แม่กับยายหรือครับ หรือว่ามีผู้ชายคนอื่นด้วย”

“แล้วคุณล่ะ คืนนี้ไม่ได้กลับบ้าน ผู้หญิงคนนั้นคงคอยห่วงอยู่สินะ”

ทั้งสองต่างอดที่จะระบายอารมณ์ที่กรุ่นอยู่ในใจมานานไม่ได้ ต่างพูดถึงความเจ็บปวดของตัวเองอย่างไม่ปิดบัง จนกระทั่งอากาศเย็นลง ชายพีร์เห็น ผ้า ยาเส้น และไม้ขีดไฟเสียบอยู่บนขื่อ เขาจึงเอามาจุดไฟให้ความอุ่น แต่ไม้ชื้นมากเขาจึงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเป็นเชื้อ เพียงขวัญพูดเหน็บว่า เสียดายแทนคนที่เขาอุตส่าห์ปักชื่อบนผ้าเช็ดหน้าให้ พลางชี้ให้ดูอักษรย่อ

ชายพีร์คิดว่านั่นเป็นยี่ห้อผ้าเช็ดหน้า อวดว่าย่าซื้อไว้ให้หลายผืน จะเสียดายทำไม ทำให้เพียงขวัญเริ่มงงว่า นั่นเป็นชื่อย่อของชายพีร์กลับวิไลรัมภา หรือเป็นแค่ยี่ห้องผ้าเช็ดหน้าตามที่ชายพีร์บอกกันแน่?? ได้แต่คิดงงๆเงียบๆไม่กล้าถาม

ooooooo

จุดไฟติด มีทั้งแสงสว่างความอบอุ่นแล้ว ชายพีร์บอกให้เธอนอนเสีย เอาผ้าห่มที่พาดอยู่บนขื่อมาดมๆ ดูๆ บอกว่าไม่สกปรกเท่าไหร่ ยังพอห่มได้ยื่นผ้าห่มให้ แต่ยังอดเหน็บไม่ได้ว่า

“คุณรีบนอนเถอะ จะได้มีเวลาฝันหวานถึงพ่อเลี้ยงหนุ่มหน้าเข้มคนนั้นนานๆ”

“คุณเอาไปเถอะ คุณได้ฝันถึงสาวหน้าหวานคนที่คุณเต้นรำด้วยไง” เพียงขวัญสวนไปทันควัน ชายพีร์ บอกว่า คนนั้นเป็นน้องสาวต่างหาก แล้วย้อนถามว่า

“ทำไมคิดว่าเขาเป็นคู่รักของผมเหรอ ถ้าผมมีคู่รักแล้ว ผมจะมาวุ่นวายกับคุณทำไม ตกลงที่คุณอารมณ์ไม่ดีนี่เพราะ หึงผมใช่ไหมล่ะ”

“แล้วที่คุณหายไป เพราะคุณอัทธ์งั้นสิ”

“ผมจะเลิกงานปั๊บก็โผล่มาหาคุณทุกครั้งมันยังไม่บอกอีกหรือว่า ผมห่วงคุณแค่ไหน แต่คุณนี่สิโกหกผม อ้างว่าไปทำงาน สุดท้ายผมเจอคุณอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนอื่น เต้นรำอย่างมีความสุข”

“วันนั้นฉันไปทำงานจริงๆ แต่เกิดความเข้าใจผิด นัดผิดพลาด”

“คุณพูดจริงเหรอ??”

ตัดพ้อต่อว่ากันนานโข จึงเคลียร์ว่าเรื่องคาใจที่มีอยู่ ล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด ความรู้สึกต่อต้านกลายเป็นเริ่มรู้สึกดีๆต่อกัน และเมื่อเพียงขวัญแยกไปนอนที่แคร่มุมห้อง ชายพีร์ก็นั่งยามข้างกองไฟ ครู่หนึ่งลุกเอาเสื้อหนังไปห่มให้อย่างห่วงใย...

รุ่งขึ้น เพียงขวัญตื่นขึ้นมาก็มีทั้งน้ำล้างหน้าล้างตัว และอาหารเช้าเพียบ มีทั้งข้าว ปลาย่าง มะพร้าว และส้มเขียวหวาน ที่จัดวางอย่างสวยงามบนใบตอง เพียงขวัญถามทึ่งว่า ไปเอามาจากไหน

“เจอชาวประมงเพิ่งเอาเรือเข้ามาตรงโน้น ผมขอซื้อเขามา เดี๋ยวเขาจะเอารถขึ้นมารับเรา ตอนนี้เขาเอาปลาเข้าไปส่งที่ตลาดก่อน”

จัดการกับตัวเองเสร็จแล้ว เพียงขวัญมากินข้าว ชายพีร์มองอย่างมีความสุข บอกว่าดีใจที่ได้อยู่ใกล้เธอได้ดูแลเธอ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ทุกวันคงจะดี

“ดีอะไรคะ ถูกไล่ล่าตามฆ่าเกือบตาย ไหนจะต้องมาอยู่ลำบากอย่างนี้อีก”

“อย่างน้อยก็ทำให้ผมรู้ว่าคุณยังเชื่อใจผมอยู่... ตอนที่เราโดดหน้าผาเมื่อวาน เราสองคนอาจตาย แต่เราก็รอดมาได้ เราสองคน ยังเชื่อใจกันอยู่ใช่ไหมครับ เรายังรักกันอยู่ใช่ไหมครับ”

เพียงขวัญทั้งเขินทั้งอึ้ง แม้จะมีความรู้สึกต่อกันดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงกับล้างใจไปได้...

หลังจากดูแลและนวดข้อเท้าแพลงให้กันแล้ว ไม่นาน รถของชาวบ้านก็มารับตามที่นัดไว้...

ooooooo

พอกลับถึงบ้าน ทั้งประณต นภา บุหลัน ยาย และชนะ ต่างดีใจที่เพียงขวัญรอดปลอดภัยกลับมา ทั้งสองช่วยกันชี้แจงถึงเหตุที่ต้องค้างคืนกันจนทุกคนเข้าใจ ส่วนชนะตำหนิตัวเองที่เชื่อคำพูดของเสี่ยเพ้งไม่หลาบไม่จำสักที

นภากลัวว่า เกิดเสี่ยเพ้งแค้นขึ้นมา หาเรื่องเพียง-ขวัญอีก เราะจะทำอย่างไรดี

ชนะแค้นใจและเป็นห่วงหลาน เขาไปรื้อค้นเอาปืนพร็อบที่เก็บไว้และสารพัดมีดออกมา ชายพีร์มาเจอถามว่า จะทำอะไร ชนะบอกว่า จะไปจัดการกับไอ้เพ้ง พูดอย่างแค้นใจว่า

“ต้องมีใครจัดการกับมันสักคน สองหนแล้วที่มันทำกับขวัญ อาจจะมีหนที่สามก็ได้ ผมเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้านนี้ ผมช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้เลย วันๆสร้างแต่เรื่อง สร้างแต่หนี้สิน ผมจะไปฆ่ามัน!”

“ผมว่าผมมีวิธี เราไม่ต้องไปฆ่าใคร ไม่ต้องแจ้งตำรวจ เราก็จัดการมันได้!” ชายพีร์หว่านล้อมจนชนะสนใจขึ้นมา

รุ่งขึ้น ชนะทำตามแผนที่ชายพีร์แนะนำ บุกไปที่บ้านเสี่ยเพ้งพร้อมกับศักดานักการตลาดตัวยง หาจังหวะที่เสี่ยเพ้งไม่อยู่เพื่อเจรจากับเหมยฮัวโดยตรง

เหมยฮัวนึกว่าชนะจะมาใช้หนี้ แต่ที่แท้ชนะพาศักดามาเจรจาขอซื้อหนังนางเสือดาวไปขายต่อสายหนังและขอซื้อฟิล์มหนังกินรีที่ถ่ายไปแล้วจะเอาไปถ่ายต่อ เหมย–

ฮัวโก่งราคานางเสือดาวอ้างว่าสนุกมากและตัดต่อเสร็จแล้ว ศักดารู้ราคาก็ส่ายหน้าบอกว่า ราคานี้เราไม่มีทางกำไร

เพราะรู้ว่าเหมยฮัวหึงหวงเสี่ยเพ้งและเป็นผู้กุมเศรษฐกิจทั้งหมด จึงต่อรองให้ลดราคาลงมาครึ่งหนึ่งแลกกับข้อมูลสำคัญ บอกว่าถ้าเหมยฮัวรู้ข้อมูลนี้ก็จะประหยัดเงินในกระเป๋าลงอีกมาก เอาเงินมาทำหนังสักสองสามเรื่องยังได้

“เอ๊ะ ข้อมูลอะไรของลื้อ”




“เสี่ยเพ้งแอบยักยอกเงินคุณไปซื้อบ้านริมทะเลหลังใหญ่เบ้อเริ่ม  แค่นั้นยังไม่พอ เสี่ยยังติดผู้หญิงหยำฉ่าคนหนึ่ง ไม่สงสัยรึว่าเงินของคุณหมู่นี้มันขาดๆหายๆ” พอเหมยฮัวตาลุกตาพอง ศักดาเสนอทันที “ขายผมครึ่งราคา เอาที่อยู่ไป รับรองคุ้ม”

“คุณเหมยฮัวไม่รู้จักสายหนัง ขายเองไม่ได้ ให้เสี่ยไปขายก็เอาไปให้ผู้หญิงหมด” ชนะซนฟืนเข้าไฟ

“ฟิล์มกินรีนั่นก็เหมือนกัน ทิ้งเฉยๆก็มีแต่สูญกับสูญ เช็คอยู่นี่ ผมพร้อมเซ็น ขายเถอะครับ” ศักดารุกและหยิบสมุดเช็คออกมา

“ไอ้เพ้ง! มึงตายยยย!!!” เหมยฮัวคำรามออกมาอย่างหูอื้อตาลาย

ไวเท่าความแค้น เหมยฮัวไปถึงบ้านพักริมทะเลตามแผนที่ที่ศักดาให้ ปลอมเป็นพนักงานเสิร์ฟเข้าไปในห้อง สิ่งที่เอาไปเสิร์ฟไม่ใช่อาหาร แต่เป็นคัตเตอร์! บงกชถูกเหมยฮัวกรีดหน้าจนเสียโฉม ส่วนเสี่ยเพ้งถูกเฉือนจนเหลือแต่ตอ เหมยฮัวระเบิดหัวเราะพูดอย่างสะใจว่า “ลื้อจะได้มีเมียอื่นไม่ได้อีกตลอดชีวิต!”

ooooooo

ศักดากับชนะกลับไป เล่าให้ชายพีร์และเพียงขวัญฟังว่า

“คุณเหมยฮัวขายเนกาทีฟฟิล์มให้เราครึ่งราคา แต่เธอบอกว่าหนี้สินของคุณชนะเธอไม่ยอมลด นี่ครับรายละเอียด”

เพียงขวัญถามว่าศักดาอยากทำหนังจริงๆหรือชายพีร์จึงเล่าให้ฟังว่า ศักดาเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยม จบการตลาดจากอเมริกาเป็นลูกเจ้าสัวแถวเยาวราชมีเงินถุงเงินถัง ถามศักดาว่าไม่อั้นใช่ไหม ศักดาบอกว่า ถ้าคุ้มกับการลงทุน

คนที่ดีใจอย่างที่สุดคือชนะ เขาพูดกับรูปราตรีว่า “ผมได้ทำหนังต่อแล้ว ผมได้ทำหนังกินรีต่อแล้ว”

ศักดาบอกชนะว่าให้เริ่มทำหนังกินรีต่อได้เลยส่วนหนี้สินที่ติดเหมยฮัวนั้นตนจัดการให้ได้ ชนะจะได้ไม่ต้องกังวล มีสมาธิในการทำหนังให้ดี ทั้งยังชมว่าชนะเป็นคนมีฝีมือ ทำให้ชนะซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ

มีกำลังใจฮึกเหิมมาก เพราะตลอดชีวิตการทำหนังยังไม่เคยมีใครมองเห็นหรือชมว่าเขาเป็นคนมีฝีมือเลย มีแต่คนด่าว่าไอ้เพี้ยน

วิไลรัมภากับไฉไลแอบตามชายพีร์มา ได้เห็นได้ยินการพูดคุยกันทั้งหมด วิไลรัมภากำหมัดอย่างแค้นใจ บอกไฉไลว่า จะทำให้ชายพีร์ลืมเพียงขวัญให้ได้เหมือนอย่างที่ยอดยศลืมมาแล้ว ไฉไลถามว่าเธอจะทำอย่างไรต่อไป

“มันต้องมีวิธี...คนอย่างฉันไม่จนแต้มง่ายๆหรอก!”

ooooooo

พอเพียงขวัญมีความรู้สึกดีๆกับชายพีร์มากขึ้น ก็มีเรื่องให้ติดใจสงสัยอีก เมื่อเธอกับจันทร์กะพ้อไปรับเสื้อมาปักไปเห็นรถของชายพีร์ที่กำพลกับขันติเอาไปขับอวดสาว วันนี้ก็มาทำหลีเธอกับจันทร์กะพ้อ

เพียงขวัญสงสัยมากว่ารถของชายพีร์ทำไมจึงให้คนอื่นใช้ แต่ต้องรีบกลับค่ายมวยกับจันทร์กะพ้อจึงไม่ได้ติดตาม จันทร์กะพ้อบอกว่าไว้ลองถามคุณพีร์ดูก็แล้วกัน

เมื่อกลับถึงค่ายมวย จันทร์กะพ้อจึงบอกเพียงขวัญว่าวันนี้อัทธ์มาซ้อมมวยเลยอยากให้เธอได้เจอกัน เพียงขวัญถามว่าทำไมต้องให้เจอตนด้วย จันทร์กะพ้อบอกว่าก็เห็นสนิทกับเธอก่อน ตอนนี้มาสนิทกับตนเลยรู้สึกผิดยังไงไม่รู้

พออัทธ์เจอเพียงขวัญ ทั้งสองคุยกันอย่างสนิทสนมประสาพี่น้อง จันทร์กะพ้อเห็นดังนั้นก็ถึงกับเศร้า ถึงเวลากินข้าวก็เรียกทุกคนกินแต่ตัวเองไม่กินด้วย จนอัทธ์สงสัยว่าเป็นอะไรเพราะเมื่อครู่ยังเห็นดีๆอยู่ อัทธ์เลยลองถามเพียงขวัญว่าจันทร์กะพ้อชอบผู้หญิงด้วยกันอย่างที่เธอเคยบอกตนจริงหรือ

เจ้ากรรม! ปุ้มปุ้ยมาได้ยินเข้าพอดี เลยโวยวายเรียกจันทน์กะพ้อมาถามเอาความจริงให้ได้ว่าชอบผู้หญิงด้วยกันจริงหรือ ปุ้มปุ้ยโวยวายเสียงดังจนจันทน์กะพ้ออาย สุดท้ายเลยตะโกนยืนยันว่า

“ฉันชอบผู้ชาย! ฉันชอบผู้ชาย!! ฉันชอบผู้ชาย!!!”

“เออ ก็แค่นั้น เห็นไหมคุณ ผมไม่ได้เลี้ยงลูกผิดเพศสักหน่อย แหม...หลอกให้ตกใจแทบแย่” ปุ้มปุ้ยยิ้มเผล่จากไป

“คนบ้า...แค่นี้ต้องฟ้องพ่อฉันด้วยหรือ” จันทน์กะพ้อต่อว่าตุ๊ยท้องจนอัทธ์ร่วง แม้จะเจ็บจนจุกแต่ก็โล่งใจที่จันทน์กะพ้อไม่ได้ชอบผู้หญิงด้วยกัน แบบนี้ ตนก็มีสิทธิ์...

ooooooo

ที่ห้องใต้โดมวังจุฑาเทพ ชายพีร์เห็นพี่ๆ ชุมนุมกันอยู่ครบ ขาดแต่ชายรุจที่ประจำอยู่ต่างประเทศ จึงเข้าไปปรึกษาว่า ตนอยากพาเพียงขวัญมาพบหม่อมย่าจะดีไหม

แต่พอชายเล็กถามว่าชายพีร์เปิดเผยตัวหรือยังว่าเป็นใคร ปรากฏว่ายัง อ้างว่ากำลังจะบอกแต่พอดีมีเรื่องยุ่งๆ เลยยังไม่ได้บอก กรองแก้วติติงว่าเวลาชายพีร์พูดถึงเพียงขวัญดูท่าทางไม่มีความมั่นใจเลย ชายใหญ่เห็นด้วย ถามน้องว่ากลัวอะไร

“กับผู้หญิงที่เคยประกาศต่อหน้าเราว่า เขาไม่คิดจะพึ่งพาใคร เขาจะดูแลตัวเอง แล้วยิ่งเราไปโกหกเรื่องฐานะของตัวเองกับเขาไว้ มันก็ต้องมีกลัวกันบ้างล่ะครับ”

“ไม่หรอกชายพีร์ พี่กลับคิดว่าปัญหาใหญ่มันอยู่ที่ย่าเอียดย่าอ่อนมากกว่าครับ” ชายใหญ่มองทะลุ

วิไลรัมภาแอบฟังอยู่ที่ประตูห้อง กำมือแน่นอย่างแค้นใจ กลั้นใจแอบฟังต่อ...

“หม่อมย่าเตรียมการแต่งงานระหว่างชายพีร์กับน้องรัมภาไว้แล้ว อยู่ๆพาหญิงอีกคนเข้ามา มันคงเป็นเรื่องใหญ่” ชายเล็กชี้ปมเปราะ กรองแก้วเสริมว่าเพียงขวัญเป็นดารา ในสายตาหม่อมย่าคือผู้หญิงเต้นกินรำกิน ถามว่าจำเรื่องของตนได้ใช่ไหม ชายใหญ่ถามว่าสุขภาพของหม่อมย่าเป็นอย่างไร ชายภัทรบอกว่าคนเป็นโรคหัวใจไว้ใจไม่ได้หรอก

“งั้นรอให้ผ่านวันเกิดไปก่อน แล้วเลือกวันที่พวกเราอยู่พร้อมหน้า พวกพี่จะได้ช่วยกันพูด แบบนี้ดีไหมครับ”

“ถ้าพี่ๆช่วยผม อะไรๆก็น่าจะดีนะครับ” ชายพีร์เบาใจขึ้น

วิไลรัมภาแจ้นกลับไปฟ้องเทวพันธ์ เทวพันธ์โมโหมากตำหนิว่า “คุณชายทุกคนจะช่วยกันพูดให้หม่อมย่าอย่างนั้นหรือ บ้าที่สุด แทนที่จะช่วยกันทัดทานน้อง นี่ไม่เห็นหัวกันเลยรึไง”

“คุณชายรณพีร์ จะไม่มีโอกาสได้บอกหม่อมย่า

จะไม่มีทางได้บอกความจริงกับนังเพียงขวัญ” วิไลรัมภาจิกตาแค้น เทวพันธ์ถามว่าจะทำอย่างไร “แผนนี้สำคัญมาก...สำคัญที่สุด พี่ชายพีร์ต้องเลิกกับนังเพียงขวัญคราวนี้แหละ!”

แผนเด็ดของวิไลรัมภาคือ หลอกจ้างเพียงขวัญไปรำในงานวันเกิดหม่อมเอียดนั่นเอง!

เมื่อเพียงขวัญกับจันทน์กะพ้อได้เข้าวังจุฑาเทพต่างมองสภาพอย่างตื่นตะลึงที่วังทั้งใหญ่โตและสวยงามมาก เมื่อเข้าไปในห้องแต่งตัว ยังได้รับบริการจากแจ๋วอย่างยอดเยี่ยมทั้งน้ำและขนมนมเนยที่จัดเป็นคำๆ อย่างสวยงาม

ย่าอ่อนที่วิไลรัมภาเล่าให้ฟังแล้วว่าเพียงขวัญเป็นใคร เข้ามาในห้องแต่งตัว สมศรีแนะนำว่าท่านเป็นน้องสาวของหม่อมเอียดเจ้าของวังนี้ เพียงขวัญจึงแนะนำตัวเองว่า

“ดิฉันชื่อเพียงขวัญค่ะ นี่จันทน์กะพ้อเพื่อนดิฉันเป็นผู้ช่วยดิฉันค่ะ”

“สวย คล่อง ฉลาด มิน่าล่ะ!” เสียงและสายตาย่าอ่อนที่มองมา ทำเอาเพียงขวัญหนาวเยือก แล้วยิ่งเกร็งเมื่อย่าอ่อนถามว่าวังนี้น่าอยู่ไหม? อยากมาอยู่ไหม? เพียงขวัญบอกว่าไม่กล้าคิด ถูกย่าอ่อนพูดเสียดสีว่า ซื้อเองไม่ได้ทางลัดก็มีเยอะแยะ ผู้หญิงฉลาดคงคิดแบบนี้สินะ พูดก่อนเดินออกไปอีกว่า

“ความทะเยอทะยานเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเหยียบหัวคนอื่นขึ้นไป เวลามันตกลงมาเจ็บหนักนะ!”

ฟังและเห็นสายตาย่าอ่อนที่พูดและมองตนแล้ว เพียงขวัญบอกจันทน์กะพ้อว่า เรารีบทำงานแล้วรีบไปดีกว่า

ooooooo
ตอนที่ 8

พอย่าอ่อนเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น ทั้งพิมพรรณ และไฉไลที่รอลุ้นอยู่ต่างอยากรู้ผล

พิมพรรณถามขึ้นก่อนว่าเพียงขวัญเป็นอย่างไร? ไฉไลถามว่าร้ายกาจเหมือนที่พวกตนบอกไหม?

“ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวกว่าที่ฉันคิด ทีท่ามั่นใจ แววตา ฉลาด มั่นคง เป็นตัวของตัวเอง ประสบการณ์ของฉัน ห้าสิงห์จุฑาเทพพ่ายแพ้ผู้หญิงแบบนี้!”

คำตอบของย่าอ่อนทำเอาทั้งพิมพรรณและไฉไลที่แต่แรกดี๊ด๊าว่าแผนของเพื่อนต้องสำเร็จถึงกับหน้าเจื่อน กังวล แต่พิมพรรณก็ยังมีความหวังเล็กๆ ว่า

“คุณชายพีร์ปกปิดฐานะที่แท้จริงกับเพียงขวัญ ถ้าวันนี้ถูกเปิดเผย เพียงขวัญคงโกรธและเสียใจมาก”

“แน่ใจหรือว่าเพียงขวัญจะโกรธแล้วยอมเลิกรา” ย่าอ่อนเริ่มสงสัย

“แน่ใจสิคะ ผู้หญิงคนนี้ หวังจะเป็นเมียเอก จะเป็นเมียเดียว เขาหวังจะครอบครองและเป็นที่หนึ่งในชีวิตของพี่ชายพีร์ ถ้าเขารู้ว่าพี่ชายพีร์โกหก รู้ว่าไม่ได้ สิ่งที่ต้องการ เธอจะทิ้งพี่ชายพีร์ทันที!” วิไลรัมภาที่เพิ่งเดินเข้ามาตอบอย่างมั่นใจ

“ถ้าหนูรัมภามั่นใจ งั้นเรามาช่วยกันภาวนา ขอให้ผู้หญิงเต้นกินรำกินคนนี้พ้นไปจากชีวิตชายพีร์ ขอให้แผนการสำเร็จด้วยเถอะ” ย่าอ่อนเอาใจช่วย วิไลรัมภากับไฉไลมั่นใจมาก มีแต่พิมพรรณที่ลังเล

ooooooo

ที่ห้องรับแขกวังจุฑาเทพ บรรดาหลานชาย และหลานสะใภ้ ยกเว้นชายรุจที่อยู่ต่างประเทศ พากันมาอวยพรและมอบของขวัญวันเกิดให้หม่อมย่าเอียด

ชายใหญ่อ่านการ์ดอวยพรและของขวัญจากชายรุจที่ส่งมาให้ก่อน ตามด้วยของตัวเองกับมะปราง ชายภัทร กับกรองแก้ว และชายเล็กกับสร้อยฟ้า ส่วนชายพีร์หลานแก้วหลานขวัญของย่าอ่อน เข้าไปเป็นคนสุดท้าย

“ของผมไม่มีกลอน ไม่มีของฝาก” พูดแล้วเข้ากอดหม่อมย่าเอียดอ้อน “ขอให้มีความสุขมากๆ นะครับหม่อมย่า” แล้วหอมแก้มฟอดหนึ่ง ถูกย่าอ่อนเหน็บอย่างหมั่นไส้ว่า

“ไม่ต้องลงทุนเล่ห์กระเท่ สมเป็นชายพีร์”

ชายพีร์ยิ้มประจบอ้อนๆ ประสาหลานคนเล็ก

“ที่เหลือก็มีแต่ของขวัญวันเกิดที่ท่านพ่อกับรัมภาจัดให้ ของขวัญชิ้นนี้สำคัญมากนะคะ ทุกท่านจะได้เห็น ตอนที่แขกมากันพร้อมหน้าช่วงงานเลี้ยงค่ะ” วิไลรัมภาเอ่ยยิ้มหวานแต่แววตาร้าย

แผนการถูกวางไว้อย่างถี่ถ้วน ไฉไลกับสมศรีเข้าไปในห้องแต่งตัว สั่งเพียงขวัญกับจันทน์กะพ้อว่าแสดงเสร็จให้เข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่นี่เหมือนเดิม สมศรีบอกว่าถ้าหิวก็ให้กินด้านหลังโรงครัว อย่าใช้ทางออก ด้านหน้าวัง

“จำไว้อีกอย่าง ส่วนของตรงกลางงานด้านหน้าเป็นที่นั่งสำหรับเหล่าสมาชิกจุฑาเทพเท่านั้น หม่อมย่าเอียด คุณย่าอ่อน คุณชายทั้งสี่และผู้หญิงของท่าน พอคุณรำเสร็จเดินไปหาท่าน ท่านจะมอบรางวัลให้คุณ จากนั้นคุณก็กลับได้” ไฉไลย้ำ

งานนี้ เทวพันธ์มาเป็นพิธีกรตามแผนของวิไลรัมภา เมื่อได้เวลาเทวพันธ์ขึ้นเวทีเอ่ยสวัสดีเจ้าภาพ และสมาชิกในวังจุฑาเทพ แนะนำตัวแล้วแจ้งว่า ตนกับวิไลรัมภาได้จัดเตรียมของขวัญพิเศษมอบแด่ท่านหม่อมย่าเอียด นั่นคือรำ “ฉุยฉายพราหมณ์”

ooooooo

เพียงขวัญออกมารำอย่างอ่อนช้อย ยิ้มน้อยๆแต่พองาม

“เพียงขวัญ!” ชายภัทรจำได้ ชายใหญ่ที่นั่งติดกันกระซิบถามว่าคนนี้หรือ

“นางรำคนนี้คือผู้หญิงชั้นต่ำที่ชายพีร์ไปติดพัน...คุณพี่ทำเฉยไว้ก่อน เดี๋ยวคอยดูอะไรดีๆ” ย่าอ่อนกระซิบบอก หม่อมเอียดแต่ตามองเพียงขวัญบนเวทีอย่างสะใจที่จะได้เห็น “อะไรดีๆ” ที่ว่านั้น

“คุณพีร์!” จันทน์กะพ้อเห็นชายพีร์ก่อนถึงกับหน้าเสีย

ครู่หนึ่งเมื่อเพียงขวัญเริ่มคุ้นชินกับเวทีและแสงแล้ว มองไปเห็นชายพีร์มือเท้าที่รำอย่างสวยงาม ชะงักกึกราวกับถูกตรึงกับที่! แต่เธอตั้งสติแข็งใจรำจนจบเพลง ในสภาพช็อกไม่ได้ยินแม้แต่เสียงปรบมือจากแขกในงาน

แผนฆ่าเพียงขวัญให้ตายทั้งเป็นของวิไลรัมภาและเทวพันธ์ดำเนินต่อไปอย่างเลือดเย็น เทวพันธ์เรียกเพียงขวัญไปรับรางวัลจากหม่อมเอียด ย่าอ่อนและสมาชิกจุฑาเทพทั้งห้า เธอคลานไปรับของขวัญจนถึงชายพีร์ เทวพันธ์จงใจประกาศว่า

“และคนสุดท้าย เรืออากาศโท ม.ร.ว.รณพีร์ จุฑาเทพ คุณชายพีร์ คุณชายสุดท้องแห่งวังจุฑาเทพอันทรงเกียรติ กับคู่หมั้นคู่หมายหม่อมหลวงวิไลรัมภา เทวพรหม”

นาทีนี้...เพียงขวัญกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่เตือน ตัวเองว่าอย่าร้องไห้...อย่าร้องไห้ให้คนอื่นเห็น กลั้นใจคลานเข้าไป ชายพีร์ลุกยืนทันทียื่นมือจะจับเธอให้ลุกตาม ถูกหม่อมเอียดเรียกปราม ทำให้ชายพีร์ต้องนั่งลงแต่ยังไม่เอาของให้ จนเพียงขวัญเอ่ยขึ้นเสียงสั่นเครือทั้งที่พยายามข่มแล้วว่า

“ถ้าคุณชายพีร์ไม่มีอะไรให้ดิฉันได้โปรดกรุณารับสิ่งนี้ไว้ด้วยค่ะ”

เพียงขวัญถอดสร้อยร้อยแหวนที่คอออกวางที่ข้างเท้าชายพีร์แล้วลุกออกไป ชายพีร์จะตามถูกย่าอ่อนสั่งให้กลับมาเดี๋ยวนี้ บรรยากาศเริ่มเครียด ชายใหญ่จึงเตือนไฉไลให้ขึ้นทำหน้าที่บนเวทีต่อจากเทวพันธ์

ooooooo

ชายพีร์ตามไปเรียกเพียงขวัญเพื่อปรับความเข้าใจ เพียงขวัญหันมองด้วยแววตาเจ็บช้ำ พูดประชดเสียงสะท้าน

“ม.ร.ว.รณพีร์ จุฑาเทพ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ชายพีร์...ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยรู้สึกต่ำต้อยขนาดนี้มาก่อนเลย วังที่แสนสวย...คุณที่แสนจะสูงส่ง...”

ชายพีร์บอกว่า ตนพยายามจะบอกเธอหลายครั้ง เพียงขวัญตัดบททันทีว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องพูดก็ได้ เพราะตนเป็นแค่ของเล่น ถามอย่างเจ็บปวดว่า “คุณลืมไปหรือเปล่า ฉันเป็นคนที่มีหัวจิตหัวใจ ไม่ใช่ของเล่นของใคร”

ชายพีร์พยายามชี้แจงว่า เหตุเพราะพิมพรรณขอให้ตนมาพูดกับเธอให้ตัดสัมพันธ์กับยอดยศ ตนมีหน้าที่แค่นั้น แต่หลังจากนั้นเป็นเรื่องของเราสองคนเท่านั้น เพียงขวัญชี้ว่าแต่หลังจากนั้นเขาก็ยังเล่นละครหลอกตนตลอดเวลา! ชายพีร์ยอมรับว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิตตน สารภาพว่า

“ผมอยากบอกความจริง แต่ผมไม่กล้า ผมกลัวไปหมด เป็นครั้งแรกที่ผมหมดความมั่นใจ ผมกลัว...กลัวที่จะเสียคุณไป” เพียงขวัญเชื่อว่าที่เขาไม่บอกความจริงก็เพื่อจะได้ทิ้งตนไปเมื่อเบื่อ ถามว่าทำแบบนี้กับผู้หญิงมากี่คนแล้ว “ไม่น่ะขวัญ...ผมไม่ใช่ ผมไม่ใช่คนแบบนั้น”

“เขาเป็นแบบนั้น! ฉันเป็นย่าเขา ฉันรู้ดี หรือถ้าเธอไม่เชื่อ เธอไปค้นดูหนังสือพิมพ์ฉบับไหนก็ได้ คุณชายรณพีร์กับสาวสังคมทั้งพระนคร มีข่าวไม่เว้นแต่ละวันเชียวล่ะ” เสียงย่าอ่อนแทรกเข้ามา แล้วทำทีปลอบโยนเพียงขวัญให้ยอมรับสภาพเสีย เดี๋ยวจะให้คนรถพาไปส่งที่บ้าน

เพียงขวัญปฏิเสธและขอออกทางประตูด้านหลังวังอย่างนางรำ และจากนี้ไปเราจะไม่เจอกันอีก กราบขอบคุณแล้วลาไป ชายพีร์จะเดินตาม ถูกย่าอ่อนขวางไว้กระหนาบว่า “กลับเข้าไปในงาน แขกเหรื่อเยอะแยะ!”

ที่มุมหนึ่ง วิไลรัมภาจับตามอง เธอยิ้มเยาะอย่างสะใจ ส่วนย่าอ่อนมองตามเพียงขวัญยิ้มพอใจ!

ooooooo

จันทน์กะพ้อส่งเพียงขวัญถึงบ้าน เธอขอบใจเพื่อนบอกว่าไม่ต้องห่วง แต่พอขึ้นห้องนอนก็ร้องไห้น้ำตาไหลพราก เช่นเดียวกับรณพีร์ที่เก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง เมื่อยอดยศมาขอพบก็บอกว่าขออยู่คนเดียวเวลานี้ไม่อยากพูดกับใครทั้งนั้น

พิมพรรณบอกยอดยศว่าปล่อยไว้ไม่นานชายพีร์ก็จะลืมผู้หญิงคนนั้นเหมือนเขา ยอดยศติงว่า





“พี่กับเพียงขวัญ พี่เป็นฝ่ายหลงเธอ เธอไม่เคยสนใจพี่ แต่วันนี้จากที่ดูสายตาทั้งสองคนเขาเหมือนจะรักกันจริงๆ”

ยอดยศยังชมว่าเพียงขวัญเป็นผู้หญิงที่วางตัวดีมาก ไม่ได้จ้องจับผู้ชายเหมือนที่ทุกคนคิด ย้อนถามว่า “แล้วถ้าไอ้พีร์กับเพียงขวัญเขารักกันจริงๆล่ะ”

“แต่คู่หมายของคุณชายรณพีร์ คือคุณวิไลรัมภาเพื่อนเรานะคะ”

“แต่ไอ้พีร์ไม่ได้รักคุณรัมภา และเราก็เป็นเพื่อนของไอ้พีร์เหมือนกัน” ยอดยศชี้ให้มองอีกด้านหนึ่งของปัญหา

ฝ่ายอัทธ์ วันนี้จะมาซ้อมมวย พอรู้เรื่องของเพียงขวัญ จากจันทน์กะพ้อ เขาลุกขึ้นบอกอย่างมั่นใจว่าเพียงขวัญชอบชายพีร์ ตนอยากคุยกับเพียงขวัญ วันนี้ขอไม่ซ้อมมวย ฝากลาพ่อปุ้มปุ้ยแล้วกลับไปอย่างร้อนใจ

เป็นเวลาที่อดุลย์มาที่บ้านนภา เพียงขวัญที่มีอคติกับผู้ชายระบายความเก็บกดอัดอั้นกับอดุลย์ ประณามว่าเขาทิ้งแม่ไป ถือว่าเกิดเป็นผู้ชายรวยเห็นผู้หญิงเป็นของเล่น อดุลย์และนภางงกับท่าทีของเพียงขวัญวันนี้ อดุลย์ขอให้ใจเย็นๆค่อยๆคุยกัน เพียงขวัญหันขวับจ้องหน้าเขม็ง ปฏิเสธแข็งกร้าวว่า

“ไม่! เมื่อก่อนฉันแค่ไม่อยากยุ่งกับคุณ แต่ตอนนี้ ยิ่งเห็นหน้าฉันยิ่งเกลียดตัวเอง ยิ่งเกลียดผู้ชายทุกคน!”

เพียงขวัญหุนหันออกไปที่ศาลา พอดีอัทธ์มาถึง เขาบอกว่า “พี่รู้เรื่องนายพีร์แล้ว”

“ขวัญไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้ชายคนไหน แต่ผู้ชายคนนั้นก็ทำให้ขวัญเสียใจจนได้ ทำไมต้องเกิดเรื่องนี้กับขวัญด้วย”

อัทธ์กลับไปเล่าให้อดุลย์ฟัง อดุลย์รู้จัก ม.ร.ว.รณพีร์ จุฑาเทพ คาดว่าคงเป็นชายเล็ก เขาบอกอัทธ์ให้ดูแลน้องให้ดีๆ ตอนนี้น้องยังไม่ยอมรับพ่อ ถามอัทธ์ว่า “ถ้าพ่อจะตัดสินใจยกทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของเราให้กับน้อง?”

“แล้วแต่คุณพ่อจะเห็นสมควรเลยครับ” อัทธ์ตอบด้วยความยินดีเต็มใจ

ooooooo

เมื่อทุกคนที่บ้านนภารู้ว่า คุณพีร์ที่มาเข้านอกออกในที่บ้านราวกับญาติคนหนึ่งนั้น ที่แท้คือ ม.ร.ว.รณพีร์ จุฑาเทพ ต่างก็ตกใจ

ยิ่งเมื่อรู้จากชนะว่า ศักดาเคยบอกว่าคุณพีร์นี่รวยมากเป็นเจ้าของที่ดินสำคัญๆหลายแปลง ยายถามว่าแล้วทำไมเขาต้องมาโกหกเรา ชายพีร์มาถึงพอดีจึงขอชี้แจงว่า

“ผมจะอธิบายให้ทุกคนทราบความจริง วันนั้นผมจอดรถหน้าบ้านเพียงขวัญ เพราะสงสัยว่าเธอมาหลอกเพื่อนผมแบบที่ทุกคนเข้าใจหรือเปล่า แล้ววันนั้นก็เกิดเรื่องขึ้น” ชายพีร์เล่าถึงเหตุการณ์ที่ดำจะมาแย่งแดงไปจากนภาจนชกต่อยกับตน และเรื่องที่นภาเข้าใจว่าตนเป็นชาวนามาจากพิจิตร ชายพีร์ยอมรับผิดและขอโทษที่โกหกคราวนั้น

“บ้านนี้ไม่ต้อนรับคุณ” เพียงขวัญออกจากห้องมาไล่ ประณตก็ขอตัวไปตกกุ้ง นภาถอนใจแล้วเดินออกไป เหลือแต่ยายที่เดินไม่สะดวก บอกชายพีร์ที่ยืนหน้าเสียว่า

“ยายแก่แล้ว เห็นโลกมามาก ไม่มีแรงจะโกรธใครหลอกลูก แต่สำหรับคนอื่นๆในบ้าน คุณชายก็ไปอธิบาย ให้เขาเข้าใจเองก็แล้วกัน”

ชายพีร์ถอนใจกับปัญหาหนักอึ้งที่ต้องเผชิญ แต่เมื่อมีใจบริสุทธิ์และตั้งใจจริงก็ไม่มีอะไรขวางกั้นได้ เขาไปหา ประณตที่หลบไปนั่งตกกุ้ง ประณตพูดอย่างใจกว้างว่า ชายพีร์จะเป็นอย่างไรตนไม่ทราบ ขอแต่ให้รักพี่ขวัญ ตนก็พอใจแล้ว

เมื่อไปหาบุหลันที่มีอคติกับผู้ชายอย่างฝังใจ บุหลันบอกชายพีร์ให้เห็นใจเพียงขวัญบ้าง กลับไปเสียเถอะ ชายพีร์ยกมือไหว้ขอโทษ บุหลันลุกเดินไปอย่างไม่หายเคือง

สุดท้ายคือนภา ชายพีร์เข้าไปกราบขอโทษ เล่าเรื่องในอดีตนับแต่เริ่มเข้าหาเพียงขวัญเพื่อช่วยพิมพรรณ จนกลายเป็นความรู้สึกที่คิดถึงแต่เธอจนไปมาหาหาสู่เป็นแขกประจำของบ้าน เล่าอย่างไม่หายกังวลว่า

“เวลานั้น ผมกลัวไปหมด ม.ร.ว.รณพีร์ เกิดมาไม่เคยผิดหวังเลยครับ ผมเรียน ผมสอบจนเป็นนักบิน มีแต่ผู้หญิงมารายล้อม ส่วนขวัญนับวันยิ่งแสดงออกว่าเธอไม่ต้องการใคร คนสมบูรณ์พร้อมอย่างยอดยศเธอยังปฏิเสธไม่ใยดีผมเห็นกับตา”

“คุณเลยคิดว่าถ้าคุณบอกความจริงเธอจะปฏิเสธ คุณ?

“ใช่ครับ ผมโง่มากใช่ไหมครับ ผมขอสารภาพว่า พอรู้จักขวัญ ผมกลายเป็นคนสับสน ไม่ว่าทำอะไรก็ดูผิดพลาดไปหมด รวมทั้งครั้งนี้ด้วย”

“คุณยอมรับผิดก็ดีแล้ว สำหรับน้า คนทำผิดแล้วยอมรับผิด น้าจะอภัยและให้โอกาสเขาแก้ตัว แต่สำหรับขวัญ น้าไม่แน่ใจ”

“ผมเข้าใจครับ ขอบคุณครับ” รณพีร์ไหว้ อุ่น ใจขึ้นที่เหลือปราการด่านสุดท้ายคือเพียงขวัญ

เพียงขวัญแอบได้ยิน พอชายพีร์ไหว้ขอบคุณนภาเธอก็รีบผลุบเข้าห้องปิดประตูลงกลอนทันที ชายพีร์ไปเคาะประตูเรียกให้ออกมาคุยกัน เมื่อไม่มีเสียงตอบ ชายพีร์บอกว่าถ้าเธอไม่เปิดประตูออกมาคุยกัน ตนก็จะไม่กลับ แล้วนั่งลงหน้าห้องตั้งหลักพรรณาถึงความรู้สึกที่มีต่อกันอย่างลึกซึ้งสะเทือนใจว่า...

“เพียงขวัญ ผมเอาแหวนมาคืนคุณ แหวนวงนี้ผมตั้งใจที่จะมอบให้กับผู้หญิงของผมคนเดียว และคุณคือผู้หญิงของนายพีร์ ผมคือนายพีร์ไม่ใช่หม่อมราชวงศ์รณพีร์อะไรนั่น ผมคือนายพีร์คนรักคุณสุดหัวใจนะคุณขวัญ เพียงขวัญ...รับแหวนวงนี้ของคุณคืนไปเถอะนะครับ นะครับ...ขวัญ...”

ไม่ว่าชายพีร์จะนั่งพรรณนา ขอร้องอ้อนวอนอย่างไร นานแค่ไหน เพียงขวัญก็ยังเงียบ บุหลันมาบอกว่ากลับไปเสียเถิดเชื่อว่าเพียงขวัญไม่ออกมาแน่ นภาก็ บอกว่า คิดว่าคงไม่มีประโยชน์อะไร วันนี้กลับไปก่อนเถอะ ชายพีร์จึงยอมกลับอย่างห่อเหี่ยวผิดหวัง

แต่พอชายพีร์กลับไปเท่านั้น เพียงขวัญที่แอบฟังอยู่ในห้องก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้นไว้ได้ต่อไป...

ooooooo

หลังจากศักดาตกลงให้ชนะเป็นคนสร้างหนังกินรีต่อให้จบแล้ว ชนะก็หมกมุ่นอยู่กับสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่จะนำมาใช้งาน ศักดาขอร้องว่าเลิกเสียเถิด เพราะของพวกนี้เราทำสู้ฝรั่งไม่ได้หรอก ตอกย้ำกับชนะว่า

“สิ่งที่ผมอยากให้คุณพัฒนาต่อไป คือบทภาพยนตร์นักแสดง เอฟเฟกต์ เทคนิคต่างๆในการถ่ายทำ อนาคตของภาพยนตร์ไทยจะใช้เทคนิคพวกนี้มากขึ้น คิดดูสิครับ ถ้าเราสามารถถ่ายทำให้ดูจริง คนดูเชื่อในความสมจริงของหนังเรา คนก็จะมาดูหนังไทยกันมาขึ้นนะครับ”

“จริงครับ ใช่ ถูกของคุณศักดา” ชนะยอมรับเหตุผลของศักดาอย่างดุษฎี

หลังจากนั้น ศักดาเอาบทหนังมาบอกชนะว่าตนอ่านแล้วสนุกดีอาทิตย์หน้าน่าจะถ่ายทำได้เลย ส่วนเรื่องทีมงานถามชนะว่าตนจะจ้างมืออาชีพมาทำดีไหม

เพียงขวัญอยากให้ใช้ทีมเดิมเพราะพวกเขาได้ค่าตัวจากเสี่ยเพ้งยังไม่ครบ ชนะจำใจยอม ส่วนศักดาตามใจเพียงขวัญแล้วเผลอบ่นว่า วันนี้ไอ้พีร์ไม่เห็นมาประชุม เพียงขวัญพูดเหน็บขึ้นทันทีว่า “คุณชายรณพีร์คงไม่มีอีกแล้วค่ะ”

ศักดาทำไก๋ถามว่าใครคือคุณชายรณพีร์ เพียงขวัญบอกว่าตนรู้ความจริงหมดแล้ว ชนะถามว่า ความจริงอะไรหรือ

“เฮ้อ...ก็นายพีร์น่ะครับ ที่จริงคือ ม.ร.ว.รณพีร์ จุฑาเทพ” ศักดาบอกอย่างเหนื่อยใจ

เมื่อศักดาไม่ขัดข้องที่จะใช้ทีมงานเดิมทำงานต่อ ทำให้ทุกคนที่เคยถูกบงกชเป่าหูปั่นหัวจนเกลียดชังเพียงขวัญเข้าใจเธอดีขึ้น ยิ่งเมื่อเธอขอให้ศักดาจ่ายค่าแรงให้คนเหล่านี้ทันทีที่เสร็จงาน ทุกคนก็ยิ่งดีใจที่เธอเข้าใจหัวอกคนหาเช้ากินค่ำ

เมื่อเริ่มถ่ายทำต่อ ชนะบอกกล่าวกับรูปของราตรีอย่างภาคภูมิใจว่า

“ราตรี...ฉันบันทึกระบำกินรีร่อนของเธอ ที่สอนเพียงขวัญไว้บนแผ่นฟิล์มแล้วนะ จากนี้ไปคนรุ่นหลังจะได้เห็นระบำชุดนี้ของเธอ”

ooooooo




อดุลย์พยายามที่จะเอาชนะใจเพียงขวัญ เมื่อรู้ว่าเธอจะต้องไปถ่ายหนังต่อ และต้องไปโชว์ตัวหนังเรื่องนางเสือดาวด้วย จึงซื้อผ้าเนื้อดีจากต่างประเทศมาให้ตัดเสื้อผ้า เป็นเวลาเดียวกับที่เดชก็เอาโปสเตอร์หนังนางเสือดาวมาฝาก

เพียงขวัญรับโปสเตอร์ของเดช แต่ไม่รับผ้าที่อดุลย์เอามาให้ อดุลย์บอกเธอว่ารู้เรื่องชายพีร์หมดแล้ว ให้กำลังใจเธอว่า เธอไม่ได้มีอะไรด้อยกว่าชายพีร์เลย เพราะเธอมีพ่อเป็นเจ้าของปางไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ จะพาเธอไปประกาศให้คนที่วังจุฑาเทพรู้ฐานะที่แท้จริงของเธอ

เพียงขวัญไม่รับของและไม่รับความปรารถนาดีของอดุลย์ ยืนยันว่าตนเป็นเด็กกำพร้า พ่อเป็นใครไม่รู้ อดุลย์ยังรบเร้าจะพาไปแสดงฐานะแท้จริงของเธอแก่

วังจุฑาเทพ เมื่อเธอไม่ยอมไปก็จะไปเอง

“ถ้าคุณไป ฉันจะไม่พูดกับคุณอีก คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามาวุ่นวายกับชีวิตของฉันนะคะ” เพียงขวัญยื่นคำขาด ทำให้อดุลย์ชะงักยอมถอย เพราะไม่ว่าจะเพียรพยายามอย่างไรก็ไม่อาจทำให้เพียงขวัญยอมรับเขาได้

เวลาเดียวกัน ที่วังจุฑาเทพ คุณเดือนจากห้องเสื้อเดือนเพ็ญมาวัดตัวชายใหญ่กับมะปราง เพื่อตัดชุดแต่งงาน ย่าอ่อนเรียกชายพีร์ให้มาวัดตัวด้วย ถูกชายพีร์ปฏิเสธด้วยสีหน้าขึงขังว่า

“เรื่องแต่งงานของผม ยกเลิกไปเถอะครับ ผมคงไม่แต่งงานหรอกครับ ขอโทษนะครับน้องวิไลรัมภา กราบขอโทษหม่อมย่าเอียดครับ” พูดแล้วเดินออกไปเลย ย่าอ่อนเรียกก็ไม่ฟังเสียง เลยได้แต่มองตามตาพองไปอย่างไม่พอใจ

วิไล​รัมภา​ยัง​ไม่​ละ​ความ​พยายาม หว่านล้อม​ชาย​พี​ร์​เมื่อ​มี​โอกาส​ว่า เมื่อ​ชาย​พี​ร์​เลิก​กับ​เพียง​ขวัญ​แล้ว ทำไม​ไม่​เปิด​ใจ​ให้​ตน​บ้าง คู่​แต่งงาน​หลาย​คู่​ไม่ได้​รัก​กัน แต่​พอ​อยู่ๆไป​ก็​รัก​กันเอง

“น้อง​รัม​ภาค​รับ พี่​อยาก​ให้​น้อง​รัมภา​ทราบ

แต่​งงาน​กัน​ไป​ก็​ไม่ได้​รัก​กัน พี่​รัก​เพียง​ขวัญ ถ้า​ไม่​ใช่​เพียง​ขวัญ ​พี่​จะ​ไม่​แต่งงาน​ตลอด​ชีวิต!”

วิไล​รัมภา​ช็อก แต่​ยัง​ไม​่ยอม​แพ้! เธอ​จึง​ไป​ที่​กอง​ถ่าย​หนัง​ ทำ​ที​เป็น​แฟน​หนัง​ของ​เพียง​ขวัญ เอา​กระเป๋า​ถือ​ราคา​แพง​มา​ให้​บอก​ว่า​ซื้อ​มา​ฝาก เพียง​ขวัญ​ไม่​รับ​เธอ​จึง​ชวน​ออก​ไป​ทาน​ข้าว​ด้วย​กัน ​อ้าง​ว่าขอ​อนุญาต​ศักดา​แล้ว

ระหว่าง​ทาน​ข้าว วิไล​รัมภา​เปิดเผย​ว่า วัน​ที่​เพียง–​ขวัญ​ไป​รำ​งาน​วัน​เกิด​หม่อม​เ​อี​ยด ที่​วัง​จุฑา​เทพ​นั้น​ ตน​เป็น​คน​ติดต่อ​ไป​เอง เพียง​ขวัญ​จึง​นึก​ได้​ถึง​วัน​ที่​เจอ​วิไล​รัมภา​กับ​ชาย​พี​ร์​ที่​สโมสร ชาย​พี​ร์​บอก​ว่า​เป็น​ญาติ​พี่น้อง​กัน วิไล​รัมภา​อวดอ้าง​ว่า ตน​เป็น​คู่หมั้น​ของ​ชายพีร์ และ​ผู้ใหญ่​ก็​จะ​จัด​งาน​แต่ง​ให้​เร็วๆนี้​ แล้วจะ​เชิญ​เพียงขวัญ​ไป​รำ​แสดง​ความ​ยินดี​ใน​งาน​ด้วย

เพียง​ขวัญ​วาง​ช้อน​ส้อม​ทันที ถาม​อย่าง​รู้ทัน​ว่า​วิไล​รัมภา​มา​พูด​เพื่อ​ตอก​ย้ำ​เรื่อง​นี้​อีก​ครั้ง บอก​เธอ​ว่า ตน​เลิก​ติดต่อ​กับ​ชาย​พี​ร์​แล้ว ทุก​วัน​นี้​ตน​อยู่​สบาย​ดี​ ไม่​จำเป็น​ต้อง​ไล่​จับ​ผู้ชาย​รวยๆ อย่าง​ที่​เธอ​คิด พูด​แล้ว​ลุก​จะ​กลับ วิไล​รัมภา​จะ​ให้​รถ​ไป​ส่ง เพียง​ขวัญ​ปฏิเสธ พูด​ทิ้ง​ไว้​อย่าง​เจ็บแสบ​ว่า

“คุณ​ไม่​เหนื่อยเ​หรอ​คะ ที่​จะ​ต้อง​เสแสร้ง​ทำ​ดี​

กับ​ฉัน​แบบ​นี้ แต่​ฉัน​เหนื่อย​ค่ะ เรา​อย่า​เจอ​กัน​อีก​เลย​นะ​คะ สวัสดี​ค่ะ”

เพียง​ขวัญ​กลับ​ถึง​กอง​ถ่าย​ด้วย​สีหน้า​ปกติ  แต่แล้ว​ก็​เจอ​ชาย​พี​ร์​มา​ดัก​พบ  บอก​รัก​เธอ  ​รัก​ใน​ฐานะ​นาย​พี​ร์​ผู้ชาย​ธรรมดาๆคน​หนึ่ง  ยืนยัน​ว่า​คน​ที่​ตน​จะ​แต่งงาน​ด้วย​คือเธอ​คน​เดียว  ผิด​จาก​นี้​ก็​จะ​ไม่​แต่งงาน​เลย​ตลอด​ชีวิต  ​และสวม​แหวน​ช่อ​ให้​ที่​นิ้ว​นาง​เธอ

วิไล​รัมภา​ตาม​มา​เห็น​ตา   เธอ​ช็อก​ทำ​อะไร​ไม่​ถูก ได้​แต่​กรีด​ร้อง​น้ำตา​ไหล​พรากๆจน​เพื่อนๆต้อง​เข้า​ประคอง กระนั้น​วิไล​รัมภา​ยัง​บอก​กับ​เพื่อนๆว่า “อย่า​คิด​นะ​ว่าฉัน​จะ​ยอม​แพ้​นัง​นั่น!”

ooooooo

ประณต​เพียร​พยายาม​เรียน​จน​สอบ​ได้ที่ 3 จาก​เกือบ​ที่​โหล่​เมื่อ​ปีกลาย  ส่วน​สลัก​จิต​ยัง​ครอง​ที่​หนึ่งได้​อย่าง​เหนียวแน่น  สลัก​จิต​เอา​อมยิ้ม​มา​ให้​ประณต​เป็น​รางวัล  ประณต​บ​อก​ว่า​ได้ที่ 3 เพราะ​มี​เธอ​เป็น​กำลังใจ

“ไม่​ใช่​สัก​หน่อย  เพราะ​เธอ​อยาก​เป็น​นักบิน​ต่างหาก”

“เรา​เป็น​นักบิน  เธอ​เป็น​พยาบาล​ทหาร​อากาศ  เรา​จะ​เป็น​เพื่อน​กัน​ตลอด​ไป” ประณต​หยิบ​ขนม​ตาล​ของตน​แบ่ง​ให้​สลัก​จิต ทั้ง​สอง​นั่ง​ทาน​ข้าว​กลางวัน​กัน​ใน​บรรยากาศ​ที่​เป็น​มิตร

เมื่อ​สอบ​ได้ที่​ดี​ขึ้น ประณต​คิดถึง​ชาย​พี​ร์​ที่​เป็นแรง​บันดาล​ใจ​ให้​ตน​เพียร​พยายาม  จึง​จะ​ไป​บอก​เขา​ที่​สนามบิน​ดอนเมือง  ฝาก​แดง​ว่า​ถ้า​ใคร​ถาม​ก็​บอก​ว่า​ตน​ไป​เตะ​บอล​กับ​เพื่อน  จะ​กลับ​ค่ำๆ  แล้ว​วิ่ง​อ้าว​ออก​ไป​เรียก​มอเตอร์ไซค์​ไป​ส่ง​ดอนเมือง

เพียง​ขวัญ​กลับ​มา​เห็น​หลัง​ประณต​ไวๆจึง​รีบ​ตามไป เจอ​ชาย​พี​ร์​ถาม​ว่า​ประณต​อยู่​ไหน  ชาย​พี​ร์​บอก​ว่า​ไม่​เห็น พอดี​มีเสียง​ประกาศ​ว่า​มี​นักเรียน​ประสบ​อุบัติเหตุ​รถ​คว่ำ​ที่​ถนน​หน้า​ฐานทัพ นักเรียน​ได้​รับ​บาดเจ็บ เพียง​ขวัญ​ตกใจ​นึก​ว่า​เป็น​ประณต​คว้า​มือ​ชาย​พี​ร์​เร่ง​ให้​รีบ​พา​ไป​ดู

ความ​ห่วงใย​ประณต​ทำให้​เพียง​ขวัญ​ลืม​ความบาด-หมาง​กับ​ชาย​พี​ร์​กุม​มือ​เขา​และ​นั่ง​ซ้อน​ท้าย​มอเตอร์ไซค์​ไป​อย่าง​ใกล้​ชิด  ​ให้​ความรู้สึก​ดีๆแก่​ชาย​พี​ร์​มาก แต่พอไป​ถึง​ปรากฏ​ว่า​เด็ก​นักเรียน​ที่​บาดเจ็บ​ไม่​ใช่​ประณต  พอดีจ่าเวร​มา​บอก​ชาย​พี​ร์​ว่า​มี​เด็ก​มา​ขอ​พบ ที่แท้​คือ​ประณต​นั่นเอง

เพียง​ขวัญ​ดุ​ประณต​ตาม​ธรรมเนียม​แต่​ไม่​จริงจัง​นัก ประณต​ขอร้อง​ว่า​ไหนๆก็​มา​แล้ว  ​ตน​ขอ​ดู​การ​ฝึก​ของ​ทหาร​ก่อน​ได้​ไหม  เพียง​ขวัญ​อนุญาต​ให้​ดู​ได้​หนึ่ง​ชั่วโมง ประณต​ดีใจ​มาก​คว้า​มือ​ชาย​พี​ร์​พา​กัน​ไป​ดู​ทหาร​ที่​ฝึก​กัน​อย่าง​เข้มแข็ง

ประณต​ได้​เห็น​ชีวิต​ทหาร​ที่​ทุก​คน​นุ่งห่ม​กิน​อยู่เหมือน​กัน​หมด ถาม​ว่า​ชาย​พี​ร์​ก็​ต้อง​กิน​อยู่​อย่าง​นี้​เหมือน​กันหรือ

ชาย​พี​ร์​ยืนยัน​ว่า​ตน​ต้อง​กิน​อยู่​เหมือน​ทุก​คน  ตนไม่ ได้​สูง​ศักดิ์​อะไร​เลย  เห็น​เพียง​ขวัญ​ยืน​ฟัง​ชาย​พี​ร์​ได้จังหวะ​บอก​ว่า

“ถ้า​คุณ​บอก​ว่า​คุณ​เป็น​ลูก​เมียน้อยเพราะ​เลือกเกิด​ไม่ได้  ผม​ก็​เลือก​เกิด​ไม่ได้​เหมือน​กัน  คุณ​กำลัง​โกรธใน​สิ่ง​ที่​ผม​เลือก​ไม่ได้​อย่าง​นั้น​หรือ” เพียง​ขวัญ​บอก​ว่าตน​ไม่ได้​โกรธ​เขา​แต่​โกรธ​ตัว​เอง “คุณ​ขวัญ​ครับ ที่​กองบิน​ผม​ให้​เพื่อน​เรียก​ชื่อ​ผม​เฉยๆไม่​มี​คำ​ว่า​คุณชาย เพราะ​ผม​มี​ความ​สุขมาก​ที่​เขา​ทำตัว​กับ​ผม​ตาม​ปรก​ติ  ผม​จงใจ​ไม่​บอก​คุณ​อยู่​นาน​เพราะ​ผม​อยาก​เป็น​แค่​นาย​พี​ร์ นาย​พี​ร์​กับ​ผู้หญิง​ของ​เขา​ที่​เขา​รัก​จริงๆ”

เพียง​ขวัญ​นิ่ง​ไป​กับ​คำ​พูด​และ​แวว​ตา​จริงจัง​ของ​ชาย​พี​ร์

ประณต​ถาม​ชาย​พี​ร์​ว่า  ​ถ้า​ตน​อยาก​เป็น​เพื่อน​กับ​สลัก​จิต​ก็​ต้อง​อดทน​ใช่​ไหม  ชาย​พี​ร์​ย้ำ​ว่าความ​เป็น​เพื่อน​สำคัญ​มาก ชีวิต​ข้าง​หน้า​เรา​ยัง​ต้อง​เจอ​อะไร​อีก​มากมาย ความ​เป็น​เพื่อน​ความ​เชื่อใจ​ที่​เรา​มี​ให้​กัน​สำคัญ​ที่สุด  บอก​ประณต​ว่า

“ถ้า​คุณ​ประณต​เห็น​ว่า​สลัก​จิต​เป็น​คน​สำคัญ​ขนาด​นั้น​ก็​ต้อง​สู้​นะ​ครับ พี่​ก็​จะ​สู้​เหมือน​กัน ไม่​ยอม​แพ้​หรอก”

สอง​หนุ่ม​ต่าง​วัย​กำหมัด​แน่น​อย่าง​ตั้งใจ​จะ​สู้​ไป​ด้วย​กัน เพียง​ขวัญ​มอง​ชาย​พี​ร์​ด้วย​แวว​ตา​ที่​อ่อน​ลง...

ooooooo
ตอนที่ 9

คืน​นี้กว่า​เพียง​ขวัญ​จะ​พา​ประณต​กลับ​ถึง​บ้าน​ก็​ดึก​โข แม้​ทุก​คน​จะ​บ่น​เป็น​ห่วง แต่​พอได้​ฟัง​ข่าว​ดี​ที่​ประณต​สอบ​ได้ที่ 3 ทุก​คน​ก็ดี​ใจ

นภา​ชม​ว่า​เยี่ยม​มาก ยาย​ชม​ว่า​เก่ง​จริงๆหลานยาย ส่วน​บุหลัน​ชม​ไม่​ขาดปาก​ว่า​เก่ง​มาก​ลูก เก่ง​มาก เก่งที่สุดเลย ทำให้​ประณต​ยิ่ง​มี​กำลังใจ​ที่​จะ​สอบ​ให้​ที่​ดี​กว่า​นี้​อีก

รุ่ง​ขึ้น เพียง​ขวัญ​ถูก​เรียก​ตัว​ไป​สัมภาษณ์​บริษัท​แห่ง​หนึ่ง ไป​ถึง​จึง​รู้​ว่า​เป็น​บริษัท​ขาย​ไม้​ของ​อดุลย์ เธอ​โกรธ​หา​ว่า​หลอก​กัน แต่​อดุลย์​ไม่​ปล่อย​ให้โอกาส​ผ่านไป รีบ​แนะนำ​ให้​รู้จัก​กับ​อารีย์​น้อง​สาว​ตน เมื่อ​อัทธ์​กลับมา ก็​เรียก​ทั้ง​สาม​คน​มา​พร้อมหน้า บอก​ว่า

ที่​พ่อ​ตาม​ทุก​คน​มา​วัน​นี้ เพื่อ​ให้​รับ​รู้​พินัยกรรม​ของ​พ่อ พ่อ​มี​ลูก​แค่​สอง​คน ทรัพย์​สินทั้งหมด​ของ​พ่อ จะ​ถูก​แบ่ง​ออก​เป็น​สอง​ส่วน​อย่าง​ละ​ครึ่ง ครึ่ง​หนึ่ง​เป็นของ​นาย​อัทธ์ อีก​ครึ่ง​หนึ่ง​ให้​เป็น​ของ​ลูก”

“หนู​จะ​รับ​หรือ​ไม่​รับ​มัน​ไว้ ทุก​อย่าง​เป็น​ไป​ตาม​พินัยกรรม” อารีย์​บอก

เมื่อ​เพียง​ขวัญ​กลับ​มา​เล่า​ให้​นภา​ฟัง บอก​แม่ว่า​อดุลย์​คง​รู้สึก​ผิด​เลย​อยาก​ใช้​เงิน​ชดเชย​ทุก​อย่าง​ให้​เรา​สอง​คน นภา​ถาม​ว่า​แล้ว​ตัว​เธอ​เอง​คิด​อย่างไร เพียง​ขวัญ​บอก​ว่า​ถึง​เวลา​ไป​รับ​เงินเดือน​เสมียน​ก็​ต้อง​มอง​ตน​เป็น​ลูก​เมียน้อย​อยู่ดี ตน​หนี​สายตา​แบบ​นี้​มา​ทั้ง​ชีวิต นภา​พูด​อย่าง​ตรึกตรอง​ว่า

“บาง​ครั้ง​ เงิน​ก็​ซื้อ​ศักดิ์ศรี​คน​ไม่ได้ เรื่อง​นี้ไม่ขอออก ​ความ​เห็น เป็น​ความ​รับผิดชอบ​ของ​คน​เป็น​พ่อที่มี​ต่อ​ลูก แม่​ไม่​มี​สิทธิ์ ขวัญ​ค่อยๆคิด​ก็​แล้วกัน ว่า​จะเอายังไง”

ooooooo

ฝ่าย​เท​ว​พัน​ธ์​โมโห​เป็น​ฟืน​เป็นไฟ​ที่​ชาย​พี่​ร์​ประกาศ​จะ​ไม่​แต่งงาน​กับ​วิไล​รัมภา ถือว่า​เป็น​การ​หักหน้า​กัน​อย่าง​ร้ายแรง จน​ย่า​อ่อน​ต้อง​รับปาก​ว่า​ยังไง​การ​แต่งงาน​ก็​ต้อง​เป็น​ไป​ตาม​ฤกษ์

เท​ว​พัน​ธ์​พูด​อย่าง​ไม่​เกรงใจ​ว่า​อย่า​หลอก​กัน​อีก แล้ว​พูด​อย่าง​ไม่​แยแส​แต่​ประชด​และ​บีบคั้น​ฝ่าย​จุฑา​เทพว่า

“ไม่​แต่ง​ก็​ไม่​แต่ง ขอ​ให้​ดวง​วิญญาณ​ท่าน​วิช จง​รู้​ไว้​ลูก​หลาน​ไม่​เคย​สนใจ​คำสั่ง​เสีย​ของ​ท่าน​เลย”

“ฉัน​จะ​ออก​หน้า​คุย​กับ​ชาย​พี​ร์​เอง ยัง​ไง​ชาย​พี​ร์​ก็​ต้อง​แต่ง​กับ​หนู​รัมภา!” ย่า​อ่อน​ฮึด​ขึ้น​มา

หลังจาก​ก่อ​กบฏ​กับ​ย่า​ทั้ง​สอง​แล้ว ชาย​พี​ร์​โทรศัพท์​ไป​หา​จันทน์​กะ​พ้อ​ขอแรง​ให้​ช่วย​ทำ​อะไร​บาง​อย่าง

จันทน์​กะ​พ้อ​ร่วมมือ​เต็มที่ นัดแนะ​ชาย​พี​ร์​ไป​ที่​สวน​สาธารณะ​ที่​เพียง​ขวัญ​จะ​ไป​ถ่ายแบบ​โปรโมต​นิตยสาร เมื่อ​เสร็จ​งาน​ก็​หา​ข้ออ้าง​เลี่ยง​ไป เปิด​โอกาส​ให้​ชาย​พีร์​เอา​ดอกไม้​ไป​ขอ​แต่งงาน​กับ​เพียง​ขวัญ​กลาง​สวนสาธารณะ​นั่นเอง ชาย​พี​ร์​บอก​ว่า​จะ​ให้​ผู้ใหญ่​ไป​สู่ขอ​เธอ

เพียง​ขวัญ​ติง​ว่า​อย่า​ลืม​ว่า​ผู้ใหญ่​หมั้น​วิไล​รัมภา​ไว้​ให้​เขา​แล้ว ชาย​พี​ร์​พูด​อย่าง​มั่นใจ เด็ดเดี่ยว​ว่า

“ชีวิตเป็นของผม ผมมีเงินเดือน มีบ้านพักนายทหาร ผมเลี้ยงดูคุณได้” เพียงขวัญติงอีกว่าผู้ใหญ่ของเขาไม่ยอมรับตน “ผมขอยืนยันอีกครั้ง ผมจะแต่งงานกับคุณเท่านั้น ถ้าหม่อมท่านไม่ยอม ผมจะออกจากวังจุฑาเทพ!”

“คิดดีๆนะคะ การแต่งงานไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนเท่านั้น”

“ผมไม่สนใจใครทั้งนั้น ขอแค่คุณรักผมก็พอ หรือว่าคุณไม่ได้รักผม...เพียงขวัญ”

“ฉัน...” เพียงขวัญตอบไม่ออก ชายพีร์หอมเธออย่างแสนรัก

ooooooo

หม่อมเอียดเรียกชายพีร์ไปคุยกันต่อหน้าย่าอ่อน สองย่าช่วยกันทั้งดุ ตำหนิ หว่านล้อม กระทั่งจะบังคับ แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจชายพีร์ได้

ชายพีร์กราบขอโทษคุณย่าทั้งสอง บอกว่าตนตัดสินใจแล้วที่จะแต่งงานกับเพียงขวัญ ถ้าหม่อมย่าไม่ให้แต่ง ตนก็จะออกไปใช้ชีวิตอยู่กับเพียงขวัญนอกวังจุฑาเทพ

เมื่อใช้ไม้แข็งไม่ได้ผล หม่อมเอียดเปลี่ยนเป็นใช้ไม้อ่อน บอกชายพีร์ว่า “ถ้าอยากแต่งกับเพียงขวัญนักก็ตามใจ!” ทำเอาย่าอ่อนตะลึง ชายพีร์ดีใจมากเข้าไปกอดขอบคุณหม่อมเอียด ย่าอ่อนตกใจถามว่าแล้ววิไลรัมภาล่ะ!

“ที่ถูกผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ต้องคุยกัน ฉันจะคุยกับผู้ใหญ่ของเพียงขวัญเอง” เมื่ออยู่ลำพังกับย่าอ่อน หม่อมเอียดบอกว่า “ฉันรู้จักนายพีร์ เขาจะออกจากวังจุฑาเทพ เพื่อไปแต่งงานกับเพียงขวัญอย่างที่เขาว่าจริงๆ ยิ่งขวางเหมือนยิ่งยุ มีทางเดียวเพียงขวัญต้องปฏิเสธความรักของชายพีร์เท่านั้น”





หลังจากนั้น หม่อมเอียดให้สมศรีเอาขนมชาววังและผ้าไหมมัดหมี่จากอำเภอปักธงชัยไปเยี่ยมเยือนนภาที่บ้านบอกนภาว่า หม่อมเอียดท่านย่าของคุณชายรณพีร์ให้มาเชิญนภาและเพียงขวัญไปคุยกับท่าน เพียงขวัญถามว่าคุณชายรณพีร์ทราบเรื่องไหม สมศรีบอกว่าทราบแล้ว

วันต่อมา นภากับเพียงขวัญและบุหลันไปพบหม่อมเอียดกับย่าอ่อนมีวิไลรัมภามาด้วย พบกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เพียงขวัญแนะนำแม่และน้าของตน หม่อมเอียดพูดอย่างกันเองว่าตามสบาย เพราะตนไม่ได้เจ้ายศเจ้าอย่างอะไร หม่อมเอียดมองเพียงขวัญชมว่ายิ่งมองยิ่งสวยสมกับเป็นนางเอกดาวรุ่งดวงใหม่ของเมืองไทย จากนั้นย่าอ่อนก็เป็นฝ่ายเปิดฉากคุย

ย่าอ่อนถามเพียงขวัญว่า ชายพีร์ยืนยันจะแต่งงานกับเธอ เธอคุยกับชายพีร์ว่าอย่างไร เพียงขวัญบอกว่าตนทราบว่าชายพีร์มีคู่หมั้นแล้วตนยังไม่ได้ตอบรับ ย่าอ่อนแอบโล่งใจใช้ไม้อ่อนหว่านล้อมและขู่ในทีว่า

“หนูเป็นคนคิดรอบคอบน่านับถือ ถ้าผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย หนูคงรู้ว่ามีแต่ปัญหา เลยตอบชายพีร์ไปแบบนั้นใช่ไหม” หม่อมเอียดก็รีบขอบใจที่เข้าใจพวกตน

เพียงขวัญเริ่มรู้ทันความคิดของผู้ใหญ่ทั้งสอง ถามว่าเรียกตนมาวันนี้ต้องการอะไร หม่อมเอียดบอกว่าเรียกมาเพื่อทำความเข้าใจเรื่องสะใภ้ของจุฑาเทพ แล้วสองย่าก็ช่วยกันเล่าถึงยศฐาบรรดาศักดิ์ การศึกษา ความรู้

ความสามารถของสะใภ้จุฑาเทพทั้ง 4 แล้วมาลงเอยที่สัญญาของหม่อมเจ้าวิชชากรที่ให้แก่หม่อมหลวงเทวพันธ์ โดยสองย่าช่วยกันพูดว่า

“คุณชายเทวพันธ์ พ่อของหนูวิไลรัมภาเคยช่วยชีวิตท่านชายวิช ท่านวิชจึงสัญญาว่าจะให้ลูกชายคนหนึ่งแต่งงานกับกุลสตรีจากเทวพรหม” ย่าอ่อนเอ่ยขึ้นก่อน หม่อมเอียดย้ำว่า

“พี่ชายของชายพีร์มีคู่ไปหมดแล้ว หากชายพีร์ปฏิเสธวิไลรัมภา เท่ากับเราหมดโอกาสทำตามที่สั่งเสีย”

“จุฑาเทพ จะกลายเป็นอกตัญญู วิญญาณของท่านวิชคงไม่เป็นสุข ถ้าเธอรักชายพีร์จริง เธอคงไม่อยากทำให้เขาเป็นคนอกตัญญูต่อพ่อ จริงไหม”

เพียงขวัญ นภา และบุหลันต่างอึ้งเมื่อหม่อมเอียดและย่าอ่อนตอกย้ำเรื่องคุณธรรม หม่อมเอียดทำตามแผนต่อ มอบซองใส่เงินปึกหนาให้เพียงขวัญ บอกว่าไม่อยากให้เธอผิดหวังโดยไม่ได้รับอะไรตอบแทน

“ฉันพนันได้ ทั้งชีวิตเธอไม่เคยจับเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้!” หม่อมเอียดยื่นซองให้เพียงขวัญ เธอปฏิเสธ ย่าอ่อนกล่อมว่า เงินจำนวนนี้อาจเปลี่ยนชีวิตเธอได้ เพียงขวัญกรุ่นในใจแต่ยังรักษากิริยาตอบอย่างสุภาพด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ดิฉันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทั้งสองต้องการจะบอกดิฉันแล้ว ดิฉันกับแม่กับน้าขอกราบลาค่ะ” พูดแล้วพากันลุกขึ้น

“รับเงินนี่ไป แล้วปฏิเสธชายพีร์ซะ” หม่อมเอียดเริ่มแข็งกร้าว เพียงขวัญยืนยันไม่ต้องการเงิน ย่าอ่อนจิกตาถามว่าเพราะเธออยากได้เงินก้อนใหญ่กว่านี้ใช่ไหม จะทำให้ชายพีร์คลั่งและแต่งงานกับเธอใช่ไหม!

“เอ๊ะ คุณ พูดไม่รู้เรื่องหรือ เราไม่ใช่เจ้าหญิงเจ้าชายอย่างคุณก็จริง แต่เรามีศักดิ์ศรี ไม่ใช่คุณมีเงินแล้วจะสั่งใครก็ได้นะ” บุหลันโพล่งออกไปอย่างทนไม่ไหว

“แต่งงานกับใครสักคน ก็เหมือนแต่งงานกับครอบครัวเขา เจอคนอย่างพวกคุณ อย่างคุณชายเจ้าหญิงเจ็ดแปดคนนั่นฟังดูไม่เห็นน่าจะมีความสุข ฉันว่ายายขวัญคิดถูกแล้ว” นภาพูดอย่างหมดความเกรงใจ

“ดิฉันรักคุณพีร์ ในฐานะผู้ชายธรรมดา ไม่เคยคิดเรื่องฐานันดรและเงินทองพวกนั้นสักนิด และที่สำคัญที่สุด ดิฉันจะไม่ยอมให้คุณชายรณพีร์ต้องเสื่อมเสียเกียรติ สัจจะ และความกตัญญูเพราะดิฉันเพียงคนเดียว” เพียงขวัญเด็ดเดี่ยว มั่นคง หนักแน่น ทั้งที่หัวใจปวดร้าวสาหัส

เมื่อกลับถึงบ้าน นภาชมเชยและภูมิใจกับการตัดสินใจของลูก ให้กำลังใจว่า “เข้มแข็งเอาไว้นะลูก”

“เขาบอกว่า เขาจะแต่งงานกับขวัญ และดูแล

ขวัญด้วยเงินเดือนทหารที่มีของเขา เขายอมถึงขนาดจะออกจากวังจุฑาเทพ แต่ขวัญทนเห็นเขาตกต่ำเพราะขวัญไม่ได้หรอกค่ะ” เพียงขวัญน้ำตาไหลอาบแก้มเมื่ออยู่กับแม่

สองแม่ลูกมองแหวนช่อในกล่อง แล้วเพียงขวัญก็ปิดกล่องลง เหมือนให้ทุกอย่างจบลงเพียงเท่านี้...

ฝ่ายชายพีร์กลับมาเห็นสองย่า ก็เข้าไปกอดหอมแก้มย่าอ่อนถามว่า นัดคุยกับผู้ใหญ่บ้านเพียงขวัญมาหรือ ย่าอ่อนบอกว่าคุยกันแล้วเมื่อวาน ชายพีร์ถามอย่างตื่นเต้นว่าเขาว่าอย่างไรบ้าง

“เขาตอบปฏิเสธชายพีร์อย่างไม่มีเยื่อใย” หม่อมเอียดพูดหน้านิ่ง ชายพีร์ช็อก ลุกวิ่งออกไปทันที

ooooooo

เพื่อให้ชายพีร์ตัดใจจากตนให้ได้ เพียงขวัญขอให้อัทธ์แสดงเป็นคนรักของตน ควงไปให้ชายพีร์เห็น บอกเขาว่าตนกับคุณอัทธ์กำลังจะแต่งงานกัน ขอบคุณชายพีร์สำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา

ชายพีร์ช็อกเป็นครั้งที่สอง ถามเพียงขวัญแทบไม่เป็นภาษาว่า “เกิดอะไรขึ้น ขวัญ...คุณทำอย่างนี้ทำไม!”

“ผมต้องขอโทษด้วยครับ ผมหวังว่าคุณจะแสดงความยินดีกับเราทั้งสองคน คุณก็รู้ว่าผมกับเพียงขวัญ เรารักกันมาก่อนที่ขวัญจะรู้จักกับคุณเสียอีก ขอให้เรื่องเราจบลงแค่นี้เถอะครับ”




ชายพีร์เดินจากไปอย่างหัวใจสลาย แต่ที่อีกมุมหนึ่ง จันทน์กะพ้อก็ได้ยินทั้งหมด เธอมองอัทธ์ด้วยหัวใจที่แตกสลายเช่นเดียวกับชายพีร์ ถอยกลับไปเงียบๆ โดยไม่มีใครรู้...

หลังจากอัทธ์ช่วยเล่นละครให้เพียงขวัญแล้ว เขาไปหาจันทน์กะพ้อที่ค่ายมวย แปลกใจ ตกใจ เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือของเธอ ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าบอกอัทธ์ที่ยังงงว่า จะไปต่างจังหวัด

“พ่อครับ จันทน์เขาเป็นอะไร อยู่ดีๆเขาก็เก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านจะไปจากพระนคร แล้วผมจะไปตามหาเขาที่ไหนล่ะครับพ่อ” อัทธ์ร้อนใจ

“ใจเย็นๆไอ้ทิด มันจะไปไหนได้ มันก็ไปได้ที่เดียวแหละ” ปุ้มปุ้ยพูดอย่างใจเย็น

ooooooo

หม่อมเอียดกับย่าอ่อนทำตามแผน “ข่มขืนโคเขาให้กินหญ้า” สั่งช่างตัดเสื้อผ้าตัดชุดแต่งงานให้ชายพีร์ เมื่อชายพีร์ไม่ยอมให้วัดตัวลุกเดินหนี หม่อมเอียดบอกช่างว่า

“การแต่งงานระหว่างชายพีร์กับวิไลรัมภายังไงก็ต้องเกิดขึ้น!” ถามช่างว่าตัดโดยไม่วัดตัวได้ไหม เมื่อช่างจะลองดู หม่อมเอียดให้ช่างตัดสินใจจัดการได้ตามเหมาะสมเลย แล้วถามย่าอ่อนว่า

“หรือว่าเด็กเพียงขวัญนั่นจะทำตามที่พูดให้เราแล้ว”

ทั้งหม่อมเอียด ย่าอ่อนและวิไลรัมภา มองหน้ากันอย่างไม่แน่ใจ...

สองย่าดำเนินการต่อ ตรวจรายชื่อแขกที่เชิญมาใน งานแล้วพูดกันอย่างพอใจว่าแขกไม่น้อยกว่าของชายใหญ่เลย

“เพื่อนๆ รัมภาตื่นเต้นกันใหญ่เลยค่ะ อยากจะเห็น พิธีลอดซุ้มกระบี่ของพี่ชายพีร์กับรัมภาจะแย่แล้วค่ะหม่อมย่า”

วิไลรัมภาเล่าอย่างตื่นเต้นกับงานแต่งงานที่ฝันอยู่เพียงฝ่ายเดียว...

หวังจะมัดชายพีร์ให้ดิ้นไม่หลุด เทวพันธ์บอกว่าจะโทร.บอกหนังสือพิมพ์ลงข่าวให้เห็นจะจะกันไปเลย

ไม่เพียงเท่านั้น มารตีที่แค้นฝังหุ่นชายภัทรกับกรองแก้วก็ฝากน้องไปแก้แค้นให้ตน และเทวพันธ์ก็ฝากให้แก้ปัญหาเรื่องวังและหนี้สินของตนด้วย วิไลรัมภาบอกพ่อกับพี่สาวว่าตนเป็นสะใภ้จุฑาเทพจะปล่อยให้พ่อกับพี่ลำบากได้อย่างไร

เพียงวันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวพิธีมงคลสมรสระหว่าง ม.ร.ว.รณพีร์ จุฑาเทพ กับ ม.ล.วิไลรัมภา เทวพรหม ประณตเป็นคนเจอข่าวนี้ เอามาอ่านให้เพียงขวัญฟัง เพียงขวัญช็อก แต่ประณตไม่เชื่อเถียงเอาว่า

“พี่พีร์รักพี่ขวัญจะตาย พี่พีร์จะไปแต่งงานกับคนอื่นได้ยังไงครับ”

บุหลันกลัวประณตจะโวยวายมากกว่านี้เลยไล่ให้ไปอ่านหนังสือเสีย เพียงขวัญยังนั่งมึนอยู่ตรงนั้นคนเดียว

ooooooo

สถานการณ์ทางชายแดนตึงเครียดเพราะเจ้า วีระวงศ์เคลื่อนอาวุธหนักเข้าไปเยอะมาก ชายพีร์ที่กำลังเศร้ากับข่าวที่เพียงขวัญจะแต่งงานกับอัทธ์ เตรียมพร้อมเตรียมที่ที่จะไปทำงานที่ชายแดน

ส่วนเพียงขวัญ ถ่ายหนังกินรีต่อ ในบทเศร้าเธอร้องไห้จนหยุดไม่ได้ จนชนะที่รู้ใจหลานรักต้องเข้าไปกอดปลอบ แต่ยิ่งทำให้เพียงขวัญร้องไห้หนักขึ้น

หลังจากอัทธ์รู้จากปุ้มปุ้ยว่าจันทน์กะพ้อมีที่ไปอยู่ที่เดียว เขาบ่ายหน้าไปยังโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านกลางหุบเขาที่เมืองกาญจน์ ที่นั่นป้าปูพี่สาวแท้ๆของปุ้มปุ้ยสอนอยู่ จันทน์กะพ้อตกใจแปลกใจ แต่เมื่ออัทธ์บอกว่าตนจะมาช่วยเธอสอนหนังสือเด็ก ปวารณาตนกับป้าปูอย่างน่ารักว่า

“คิดว่าผมเป็นลูกเป็นหลาน ใช้งานผมได้ทุกอย่างเลยนะครับ เป็นภารโรงก็ได้นะครับ”

“ตามสบายนะ ไปเปิดบ้านตรงลำธารให้เพื่อน พาเขาไปตักน้ำด้วยนะไม่ได้เตรียมเอาไว้ เดี๋ยวไม่มีน้ำใช้” ป้าปูบอกจันทน์กะพ้อ

ระหว่างพาไปบ้านริมลำธารนั้น จันทน์กะพ้อเพิ่งรู้จากอัทธ์ว่า ที่เธอเห็นวันนั้นเป็นการแสดงที่เพียงขวัญอยากให้ชายพีร์ตัดใจไปจากเธอ ความจริงเพียงขวัญเป็นน้องคนละแม่กับตน แต่ที่ไม่บอกใคร เพราะจนบัดนี้เพียงขวัญก็ยังไม่ยอมรับตนเป็นพี่และอดุลย์เป็นพ่อ

จันทน์กะพ้อบอกว่าฟังแล้วเวียนหัวจะเป็นลม อัทธ์เห็นเธอหน้าซีดจึงจับไปกอดไว้ถามว่าอุ่นขึ้นหรือยัง

“พอๆ ฉันไม่ได้เป็นอะไร” จันทน์กะพ้อดันตัวเองออกเขินๆ แล้วพากันไปดูบ้านพักและตักน้ำตามที่ป้าปูบอก ระหว่างนั้น อัทธ์เด็ดดอกไม้ป่าให้ บอกเธอว่า“ผมตามมาเพราะคิดถึง อยู่พระนครไม่มีคุณ ผมก็เหมือนไม่มีใครในโลก”

ทางวังเทวพรหม เทวพันธ์กระหยิ่มยิ้มย่องที่วิไลรัมภาจะได้แต่งงานกับชายพีร์ตามคำสั่งของหม่อมย่า วันนี้เทวพันธ์ไปหาชายใหญ่บอกว่าตนต้องไปแจกการ์ดแต่งงาน แต่รถเก่ามากจะขอยืมเงินไปซื้อรถคันใหม่ โดยอ้างว่าต่อไปตนก็จะเป็นครอบครัวเดียวกับจุฑาเทพแล้วถ้าใช้รถเก่าเกรงจะทำให้จุฑาเทพเสื่อมเสีย จะซื้อเองก็แบกภาระไม่ไหว ชายใหญ่ฟังแล้วบอกว่าให้รอเดี๋ยวตนจะเซ็นเช็คให้ เทวพันธ์พูดตามหลังว่าแล้วจะรีบหาเงินมาคืนให้

พอไปเล่าให้ชายเล็กกับชายภัทรฟัง ทั้งสองบ่นว่ายืมไปหลายครั้งจนไม่รู้กี่แสนแล้วเคยคืนให้ที่ไหน อีกหน่อยก็ถึงล้าน ชายเล็กเดาว่าอีกหน่อยก็คงอยากได้วังใหม่ เสื้อผ้าใหม่เพื่อให้สมเกียรติที่ดองกับจุฑาเทพแน่

“บุญคุณที่ท่านพ่อติดหนี้เขา จะต้องทดแทนกันอีกเท่าไหร่ถึงจะพอนะ” ชายภัทรหนักใจ

“ชายพีร์ต้องแต่งงานกับวิไลรัมภาจริงหรือนี่” ชายใหญ่พึมพำ คุณชายทั้งสามต่างมองหน้ากันกลุ้มๆ

ooooooo
ตอนที่ 10

ขณะเทวพันธ์ไป “ขอยืม” เงินจากชายใหญ่ซื้อรถใหม่นั้น วิไลรัมภาก็ไปหักคอขอชุดเจ้าสาวที่พิมพรรณเตรียมไว้ในงานของตัวเอง อ้างว่าอยากได้ดีไซน์แบบของพิมพรรณ

ไฉไลติงว่างานแต่งของพิมพรรณใกล้เข้ามาแล้วเหมือนกัน เกรงจะหาแบบใหม่ไม่ทัน วิไลรัมภาก็อวดโอ่ว่างานแต่งงานของตนใหญ่มาก มีคนมากมายกว่าของพิมพรรณหลายเท่า อ้อนจนพิมพรรณจำใจต้องยกชุดเจ้าสาวของตนให้

ยอดยศเข้าใจไม่ได้ว่าทำไมวิไลรัมภาต้องทำแบบนี้ พิมพรรณเองก็กลุ้มเกรงจะตัดชุดใหม่ไม่ทัน ไฉไลเสนอตัวจะเป็นเพื่อนเธอไปจัดการเรื่องนี้เอง ยอดยศขอบคุณไฉไลแล้วพูดให้กำลังใจพิมพรรณว่า

“ที่สำคัญน่ะ คุณสวยที่สุดสำหรับผมอยู่แล้ว ใส่ชุดไหนก็เหมือนกัน”

อัทธ์เองก็รุกจันทน์กะพ้อ บอกว่าวันไหนเข้ากรุงเทพฯตนจะพาไปทานข้าวกับพ่อ และแนะนำให้รู้จักในฐานะหญิงคนรักของตน จันทน์กะพ้อติงว่าเราสองคนต่างกันมาก เขาเรียนจบนอกตนจบแค่นาฏศิลป์ เขามีพ่อเป็นเศรษฐีตนมีพ่อเป็นนักมวย บอกเขาว่า “ฉันให้เวลาคุณตัดสินใจใหม่ได้นะ”

“ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะแต่งงานกับผู้หญิงที่ผมรัก

ผมจะแต่งงานกับคุณ” อัทธ์ยืนยันหนักแน่นโดยไม่ต้องคิดเลย

ooooooo

สถานการณ์ทางเวียงพูคำตึงเครียด เจ้าหลวงรังสิมันต์แห่งเวียงพูคำจึงมาพบผู้การ ซึ่งท่านก็จำได้ว่าคือชัชวีร์ เพื่อนรุ่นเดียวกับนายเรืออากาศรณพีร์ จุฑาเทพ

“กระผมมาหาท่านในฐานะนายทหารแห่งเวียงพูคำ ในฐานะของพันธมิตรร่วมรบกับประเทศท่าน สถานการณ์ของเวียงพูคำขณะนี้กำลังเพลี่ยงพล้ำต่อกองกำลังกบฏ กระผมจึงมาเรียนขอความช่วยเหลือกองกำลังสนับสนุนทางอากาศจากประเทศของท่านขอรับ”

เวลาเดียวกัน เจ้าวีระวงศ์อยู่ในอาการมึนประชุมสั่งการทหารระดับสูงว่า เมื่อสามวันก่อนเห็นหน่วยลาดตระเวนทางอากาศของฝ่ายตรงข้ามมาป้วนเปี้ยนแถวนี้อาจเห็นค่ายของเรา ถ้าเข้ามาในระยะกระสุนก็สอยลงมาให้หมด

แต่ไม่ทันไร บังเกอร์ของพวกเจ้าวีระวงศ์ก็ถูกยอดยศและรณพีร์เข้ามายิงกราด ทหารที่อยู่ในบังเกอร์หนีตายอุตลุด

ยอดยศและรณพีร์ประสานกันยิงใส่ค่ายและทิ้งระเบิดโจมตีกองบัญชาการของเจ้าวีระวงศ์อย่างแม่นยำ เมื่อกลับไปได้รับคำชมเชยจากผู้การว่าสองคนทำได้ดีมาก บอกทั้งสองให้ไปพักผ่อนได้แล้วแต่อย่าดื่มมาก เพราะสถานการณ์เลวร้ายลงได้ทุกเมื่อ ขณะนั้นเอง ทหารเข้ามารายงานว่า

“เชิญผู้การที่ศูนย์วิทยุครับ” ผู้การรีบไปทันที

จากการร่วมงานกัันครั้งนี้ รณพีร์ขอโทษยอดยศและเล่าความจริงให้ฟังว่า ที่เพียงขวัญไปพบยอดยศและพูดดูถูกเขาต่างๆนานานั้นตนก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เพราะตนกับเพียงขวัญเห็นเขากำลังอกหักและกำลังจะหมดอนาคต จึงช่วยกันคิดแผนการนี้ขึ้น แต่ที่ไม่บอกความจริงในเวลาต่อมา เพราะเพียงขวัญต้องการให้เขาแต่งงานก่อน เล่าแล้วบอกเพื่อนว่า

“เขาเป็นคนแบบนี้แหละ เขาไม่กลัวที่แกจะเข้าใจเขาผิด ขนาดคนที่กองถ่ายดูถูกเขา เขาก็ไม่โกรธ ฉันรักเขาตรงนี้ ตรงที่หัวใจแข็งแกร่งแบบของเขานั่นแหละ”

เมื่อยอดยศไปเล่าให้พิมพรรณฟัง เธอถามเขาว่า

“เอาล่ะค่ะ ถ้าเพียงขวัญเป็นคนดีจริง แล้วเราจะช่วยเธอได้ยังไงคะ เราจะสนับสนุนให้เขาแต่งงานกับคุณชายพีร์ได้ยังไง เราทำอย่างนั้นไม่ได้อยู่ดี เพราะยังไงคุณรัมภาก็เป็นเพื่อนเราอยู่ดี”

“แล้วคุณวิไลรัมภานับเราเป็นเพื่อนไหมคะ” ไฉไลถามโพล่งขึ้นอย่างไม่ชอบใจ ยอดยศบอกพิมพรรณว่าที่ไฉไลพูดนั้นน่าคิดนะ ทำให้พิมพรรณนิ่งไป

ooooooo

สถานการณ์ชายแดนรุนแรงขึ้น ชายพีร์เข้าเวร ตลอดเวลาไม่ได้หยุดเลย

วันนี้ ที่ห้องพิมพรรณ สาวใช้ทำความสะอาดห้องแล้วทำรูปของยอดยศตกลงมากระจกแตก พิมพรรณใจไม่ดี เมื่อรู้ว่ายอดยศต้องขึ้นบินก็ร้องไห้ไม่ยอมให้เขาขึ้นบิน

ชายพีร์มาเห็นพิมพรรณร้องไห้หนัก เมื่อรู้จากยอดยศว่าเธอไม่ยอมให้เขาขึ้นบินเพราะสังหรณ์ใจจากรูปที่ตกลงมาแตก ชายพีร์จึงอาสาจะขึ้นบินแทน เขาออกไปคุยกับผู้การทันที


ยอดยศตามมาติงว่าเขาบินมาหลายวันติดต่อกันแล้วต้องพักบ้าง ชายพีร์บอกว่าไปนอนสักประเดี๋ยวก็ได้แล้ว ไล่ยอดยศให้ไปคุยกับพิมพรรณเสียแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาเปลี่ยนเวร

คุยกับผู้การแล้ว ตกเย็น ชายพีร์มาที่ล็อกเกอร์เอารูปถ่ายหมู่ของทุกคนในวังจุฑาเทพมาเขียนข้อความหลังรูป และเอารูปเพียงขวัญออกมาดู ก่อนเขียนสลักไว้หลังรูปว่า





“เพียงขวัญที่รัก วันนี้ผมจะขึ้นบินแทนยอดยศ สำหรับว่าที่เจ้าบ่าวอย่างเขา ชีวิตของเขามีค่าและจำเป็นต้องดำเนินต่อไป แต่สำหรับชีวิตของผม มีไว้เพื่อคุณและประเทศชาติเท่านั้น ในเมื่อไม่มีคุณแล้ว ผมก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ผมจะใช้ทุกนาทีเพื่อปกป้องอธิปไตย เพื่อทดแทน คุณแผ่นดินเกิด และหากผมไม่ได้กลับมา ขอให้คุณจำไว้ รณพีร์รักเพียงขวัญตลอดไป”

เขียนเสร็จเอารูปทั้งสองใบใส่ในล็อกเกอร์...

คืนนี้ ชายพีร์ขึ้นบินปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับขันติที่ขึ้นบินเป็นครั้งแรก ฝ่ายเจ้าวีระวงศ์ประกาศสู้ตาย ระดมยิงเครื่องบินที่มาโจมตีอย่างหนัก เครื่องบินของชายพีร์ถูกสะเก็ดปืนทะลุ ดึกคืนนี้เอง มีข่าวภายในแจ้งว่า

“แจ้งเหตุเครื่องบิน F 86-F เซเบอร์สังกัดฝูงบินที่ 13 กองบินน้อยที่ 1 ถูกยิงตกขณะปฏิบัติภารกิจ ทราบชื่อนักบินคือ เรืออากาศโท ม.ร.ว.รณพีร์ จุฑาเทพ”

เป็นคืนที่ทั้งหม่อมเอียด และย่าอ่อนฝันร้าย ส่วนเพียงขวัญเห็นเครื่องบินรบบินผ่านไปหลายลำ เธอนึกถึงชายพีร์กังวลจนนอนไม่หลับ

เมื่อขันติกลับมา เขาร้องไห้โทษตัวเองกับผู้การว่า “พวกมันใช้ ป.ต.อ.ยิงครับ ผู้หมวดรณพีร์มัวแต่ระวังให้ผม เลยโดนยิงเสียเอง ถ้าไม่ใช่เพราะหมวดพีร์เป็นห่วงผม เขาคงไม่ถูกยิง ผมผิดเอง มัวฮึกเหิมที่ได้ปฏิบัติการจริงเป็นครั้งแรก”

แม้จะดึกแล้ว แต่ทุกคนที่จุฑาเทพต่างมานั่งรวม กันฟังข่าวจากวิทยุคลื่นสั้นด้วยความเป็นห่วงชายพีร์ จนกระทั้งชายใหญ่ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวชายพีร์ ชายใหญ่ตั้งสติควบคุมอารมณ์ บอกแก่ทุกคนที่นั่งรวมกันอยู่ว่า

“เครื่องบินของชายพีร์ถูกยิงตก อาการสาหัส ทางโน้นกำลังส่งตัวเข้ามาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ”

ย่าอ่อนร้องโวยวายว่าไม่เชื่อ แต่หม่อมเอียดเป็นลมล้มตึงไปแล้ว

“ผมจัดการเอง ชายเล็กไปบอกถนอมให้เอารถออก ผมจะไปโรงพยาบาล” ชายภัทรเตรียมออกไปทันที

เพียงขวัญผล็อยหลับไป สะดุ้งตื่นเมื่อแหวนช่อร่วงจากมือ เธอลุกขึ้นใจไม่ดี

ooooooo
ชายใหญ่และชายเล็กรีบไปที่โรงพยาบาล ถามชายภัทรที่มาถึงก่อนแล้วว่าอาการของชายพีร์เป็น อย่างไรบ้าง

“ค่อนข้างสาหัส กระสุนเข้าที่ชายโครง มีลมรั่วในปอด สิ่งที่น่าห่วงคือเขาเสียเลือดมาก ห้าสิบห้าสิบครับพี่ชายใหญ่ คณะแพทย์ประชุมกันแล้ว ผมจะผ่าตัดน้องด้วยตัวเอง”

“พี่จะโทร.หาพี่ชายรุจ” ชายเล็กรีบโทร.บอกชายรุจที่อยู่ต่างประเทศ

ที่วังเทวพรหม วิไลรัมภาและเทวพันธ์ได้ข่าวรีบมาที่วังจุฑาเทพ วิไลรัมภาถามว่าข่าวนั่นจริงหรือ?!

ทั้งวิไลรัมภาและเทวพันธ์ แทนที่จะเป็นห่วง

ชายพีร์กลับเป็นห่วงว่างานแต่งงานครั้งนี้สำคัญที่สุดหวังว่าเทวพรหมคงไม่โชคร้ายขนาดนั้น ทำให้สร้อยฟ้าทนไม่ได้ถามอย่างไม่พอใจว่า

“การแต่งงานสำคัญ แล้วคุณชายรณพีร์ล่ะคะ” เทวพันธ์ชักสีหน้าถามว่าหมายความว่ายังไง “ก็หมายความว่าตอนนี้พวกเราควรจะห่วงชีวิตของชายพีร์มากกว่าเรื่องอื่นค่ะ”

มะปรางกับกรองแก้วมองหน้ากันอย่างสะใจที่สร้อยฟ้าตอกหน้าสองพ่อลูกอย่างไม่เกรงใจ กรองแก้วชมว่า เจ้าสร้อยฟ้ากล้าพูดจังเลย สร้อยฟ้าพูดอย่างไม่หายเคืองว่า

“สงสารคุณชายพีร์ ถ้าต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้รักตัวตนเราแต่รักที่เงินและเกียรติยศ น่าเศร้ามากเลยนะคะ”

ชนะได้ข่าวชายพีร์ เดินหาเพียงขวัญพล่าน ถามว่าหายไปไหน พอเจอบุหลันประคองยายออกมา ก็ถามว่ารู้ข่าวหรือยัง แล้วโบ้ยให้ศักดาเป็นคนเล่า เพียงขวัญถือจานออกมาได้ยินพอดี ถึงกับจานในมือหล่น นภารีบกอดปลอบลูก

“ขวัญลูกแม่ ทำใจดีๆไว้ลูก คุณชายพีร์คงไม่เป็นไรมากหรอกลูก”

เพียงขวัญไปที่โรงพยาบาล หมอยังผ่าตัดไม่เสร็จ เธอไปยืนหน้าห้องพึมพำส่งกำลังใจเข้าไปว่า

“คุณต้องไม่เป็นอะไรนะคะ คุณพีร์ คุณต้องสู้ เพียงขวัญมาอยู่ข้างๆคุณตรงนี้แล้วค่ะ อย่ายอมแพ้นะคะ คุณคือสุภาพบุรุษชายชาติทหาร คุณเป็นนักบิน คุณต้องไม่เป็นอะไร คุณต้องสู้นะคะคุณพีร์...”

ข่าวคืบหน้าเกี่ยวกับการสู้รบ ยังความยินดีแก่ทุกคนที่เกาะติดสถานการณ์ตลอดเวลา คือฝ่ายกบฏถูกถล่มจนพ่ายแพ้ยับเยิน ตัวเจ้าวีระวงศ์ถูกสะเก็ดระเบิดตายในสนามรบ เจ้าสร้อยฟ้าพูดอย่างดีใจสุดๆ

“เจ้าหลวงรังสิมันต์เป็นคนโทร.มาที่สถานทูตเอง สงครามยุติแล้วค่ะ เราชนะแล้ว ไม่ต้องมีใครบาดเจ็บล้มตายอีกแล้ว”

ผ่านไปหลายชั่วโมง ชายใหญ่ได้รับโทรศัพท์จากชายภัทรแจ้งว่า ผ่าตัดเอากระสุนออกหมดแล้ว แต่ชายพีร์ เสียเลือดมากคงต้องรอดูอาการอีกสองสามวัน อาการยังไม่ปลอดภัยแต่ตนจะดูแลชายพีร์ให้ดีที่สุด

ooooooo

พิมพรรณจัดขนมเตรียมให้ยอดยศไปเยี่ยมชายพีร์ ยอดยศบอกว่าหมอยังไม่อนุญาตให้เยี่ยมเพราะชายพีร์ยังไม่รู้สึกตัว ยังอยู่ในห้อง ICU

พิมพรรณตำหนิตัวเองว่าเป็นความผิดของตนที่อ่อนแอเอาแต่ใจตัวเอง ทำให้ชายพีร์ต้องได้รับบาดเจ็บครั้งนี้




“พิมไม่ผิด แล้วก็ไม่ได้บ้าอะไรด้วย สิ่งที่พิมพูดก็เพราะพิมเป็นห่วงพี่ รักพี่ ที่ชายพีร์ต้องบาดเจ็บครั้งนี้เพราะเขาเป็นเพื่อนพี่ ห่วงพี่รักพี่เหมือนพิม ถ้าจะมีคนผิดก็คือตัวพี่คนเดียวเท่านั้น พี่เสียใจจริงๆ” ทั้งสองกอดกันด้วยความเสียใจ

สองวันผ่านไปอาการของชายพีร์ยังไม่ดีขึ้น เพียงขวัญแอบมาเยี่ยม เห็นเทวพันธ์กับวิไลรัมภามาโวยวายกับหมอว่า ไหนว่าหมอฝีมือดีทำไมจนป่านนี้ชายพีร์ยังไม่ฟื้น เพียงขวัญรีบหลบไปสองพ่อลูกเลยไม่เห็น

ระหว่างที่ชายพีร์ยังไม่รู้สึกตัวนี้ ยอดยศไปเปิดล็อกเกอร์ของชายพีร์ที่กองบิน พบรูปที่เขียนสลักหลังไว้ทั้งรูปของครอบครัวและรูปของเพียงขวัญ ยอดยศเก็บเอารูปทั้งสองใบไปให้ชายเล็กเพื่อให้คนที่จุฑาเทพได้ดูก่อน

ชายเล็กเอารูปไปให้ทุกคนดูที่ห้องหม่อมเอียด ชายเล็กยื่นรูปให้ชายรุจ ชายพีร์เขียนด้วยลายมืออย่างเรียบร้อยสวยงาม ชายพีร์เขียนถึงทุกคน...

“ถึงพี่ชายทั้งสี่...ขอบคุณพี่ชายใหญ่ที่สู้จนท่านย่ายอมให้ผมเป็นทหาร ขอบคุณที่ทำหน้าที่พ่อให้ผม/พี่ชายรุจ ใจดีกับผมรองจากย่าอ่อน พี่ดูแลตัวเองบ้างนะไม่ต้องดูแลพวกเราตลอดเวลาหรอกครับ/พี่ชายภัทร ถ้าผมเป็นอะไรไปพี่คงเป็นคนรักษาผมแน่ ผมรู้นิสัยพี่ พี่เป็นหมอที่ดีที่สุด อย่ากังวลนะครับ /พี่ชายเล็ก ทุกนาทีที่เราสนุกด้วยกันตั้งแต่เด็ก ผมจำได้ทั้งหมดครับ ผมแค่อยากบอกว่าผมภูมิใจที่ได้เกิดเป็นน้องของพี่ๆภูมิใจที่เราได้ทำทุกสิ่งร่วมกัน ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจุฑาเทพ รักพี่ชายทุกคนครับ”

หม่อมเอียดถือโปสการ์ดที่เขียนถึงย่าทั้งสอง... “ผมจำหน้าท่านพ่อกับหม่อมแม่แทบไม่ได้เลย แต่ผมอยู่กับท่านย่าทั้งสองด้วยความรัก ความกรุณาและความอบอุ่นที่ท่านย่ามอบให้ผม ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าผมเป็น

คนที่ขาดพ่อกับแม่ ผมรำลึกถึงบุญคุณของท่านย่าทั้งสองเสมอ กราบแทบเท้าท่านย่าทั้งสองด้วยความรักและเคารพอย่างสูง”

ทุกคนนิ่งอึ้งด้วยความตีบตื้นปวดร้าว...เป็นความเงียบที่ทรมานใจอย่างที่สุด...

ooooooo

จันทน์กะพ้อและอัทธ์ได้ข่าวชายพีร์รีบพากัน มาหาเพียงขวัญแต่เช้า และพากันไปที่โรงพยาบาลแต่ไม่กล้าปรากฏตัว บังเอิญสร้อยฟ้าเห็นจำได้ เดินมาทักทายบอกว่าชายพีร์คงดีใจที่เธอมาเยี่ยม แต่ตอนนี้ยังเยี่ยมไม่ได้

ชายเล็กบอกว่าไม่ต้องห่วงเพราะชายภัทรรับรองว่าชายพีร์จะต้องหายเป็นปกติ สร้อยฟ้านัดว่าพรุ่งนี้ชายภัทรจะให้ญาติสนิทเข้าเยี่ยมได้ให้เพียงขวัญมาในช่วงบ่ายก็ได้ เพียงขวัญขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เพียงขวัญได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากบรรดาคุณชายและภริยา วรรณรสาเล่าเรื่องในอดีตของตนกับชายรุจให้ฟัง ชายรุจขอให้เธอ “ยกโทษให้ชายพีร์เถอะครับ การมีทิฐิเหนือคนที่คุณรักไม่ก่อประโยชน์อะไรเลย การได้อยู่ร่วมกับคนที่เรารักและรักเรา คือความสุขที่สุดของชีวิตแล้วล่ะครับ”

กระนั้นเพียงขวัญก็ยังรู้สึกตัวเองต่ำต้อยไม่คู่ควรกับชายพีร์ วรรณรสาติงว่า “คุณคิดไปเองต่างหากฐานะและชาติกำเนิดเป็นแค่สิ่งภายนอกที่คนสมมติขึ้น หัวใจรักต่างหากล่ะคะที่สำคัญกว่า”

เมื่อเพียงขวัญเข้าเยี่ยมชายพีร์ เธอร้องไห้อย่างหนักก้มลงกระซิบบอกเขาจากความรู้สึกของหัวใจว่า

“ขวัญรักคุณพีร์ นี่เป็นรักเดียวในชีวิตของขวัญ อย่าทิ้งขวัญไปนะคะ ขวัญจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีคุณ ขวัญรักคุณ ...ขวัญขอโทษ...ได้ยินไหมคะ ขวัญรักคุณ...ขวัญขอโทษ...”

อานุภาพแห่งความรัก ทำให้ชายพีร์รู้สึกตัว แต่เขาเห็นเพียงขวัญอย่างเลือนลาง น้ำตาไหลแต่...ยังพูดไม่ได้

เมื่อมาเล่าให้จันทน์กะพ้อและอัทธ์ฟัง ทั้งสองดีใจมาก อัทธ์บอกว่านี่คือพลังความรักทำให้ชายพีร์รู้สึกตัว

“แค่เห็นว่าเขารู้สึกตัวขวัญก็ดีใจที่สุดแล้ว อีกไม่นานถ้าเขาหายดีแล้ว เขาก็จะมีความสุข ได้แต่งงานกับคุณวิไลรัมภาและขวัญไม่ควรยุ่งอะไรกับชีวิตเขาอีก”

หลังจากชายพีร์รู้สึกตัวขึ้นมาเพราะเสียงเรียกกระซิบบอกรักของเพียงขวัญแล้ว เขายังได้รับช่อดอกไม้มีการ์ดจากอัทธ์ที่เขียนว่า

“ผมกับเพียงขวัญเราเป็นพี่น้องกัน เพียงขวัญรักคุณชายคนเดียวมาตลอด” ทำให้ชายพีร์หายวันหายคืน เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่เพียงขวัญจะมาเยี่ยมอีก กระทั่งให้แจ๋วออกไปมองหาว่าเธอมาหรือยัง แต่แจ๋วก็ไม่พบเพียงขวัญ เพราะเธอตั้งใจไว้แล้วว่าเมื่อชายพีร์รู้สึกตัวขึ้นมา ตนก็หมดหน้าที่แล้ว

ชายพีร์ทนไม่ได้ เขียนจดหมายให้แจ๋วเอาไปให้เพียงขวัญที่บ้าน เพียงขวัญรับจดหมายไปอ่านอย่างแปลกใจ

“เพียงขวัญครับ ผมรู้ความจริงหมดแล้ว ผมขอยืนยันกับขวัญอีกครั้งว่าผมจะแต่งงานกับคุณเท่านั้น ผมยินดีจะออกจากวังจุฑาเทพเพื่อมาใช้ชีวิตอยู่กับคุณ ผมจะขอดูแลคุณด้วยเงินเดือนทหารของผม กรุณา

มาพบผมที่โรงพยาบาลอีกครั้งนะครับ รัก...รณพีร์”

อ่านจดหมายแล้วเพียงขวัญถามนภาว่าตนจะทำอย่างไรดี

“แม่ว่าขวัญน่าจะไปพบคุณชายพีร์ตามที่เธอขอ คุณชายพีร์บาดเจ็บเกือบตายครั้งนี้ ขวัญก็มีส่วนด้วยนะลูก”

เพียงขวัญโทรศัพท์ถึงชายภัทรขอความกรุณาจัดให้ตนได้เยี่ยมชายพีร์ด้วย ชายภัทรรับปากและรีบไปเตรียมการ

ooooooo
ตอนที่ 11

เดชมาที่บ้านนภาได้ยินนภาคุยกับเพียงขวัญเรื่องชายพีร์ แต่ถามอะไรสองแม่ลูกก็ไม่ยอมบอก ซื้อของเล่นไปอ่อยประณตจึงรู้ว่า นายพีร์ที่มาบ้านบ่อยๆ นั้นที่แท้คือ ม.ร.ว.รณพีร์ จุฑาเทพ เดชลุยไปที่โรงพยาบาล พรวดเข้าไปถาม

“คุณรักลูกสาวผมหรือเปล่า” ชายพีร์บอกว่ารักเพียงขวัญยิ่งกว่าชีวิต เดชถามว่าเขาเป็นถึงคุณชายและผู้ใหญ่กำลังจะจัดแต่งงานให้ ตะคอกถามว่า “แล้วทำไมแกยังมายุ่งกับลูกสาวฉันหา! ไอ้หม่อมนักบิน!”

“ผู้ใหญ่จะทำอะไรก็เรื่องของท่าน ข่าวมันก็แค่ข่าว แต่เรื่องจริงคือผมจะแต่งงานกับเพียงขวัญ”

“งั้นแกต้องต่อสู้เพื่อความรักของแก ต่อสู้ให้คนอื่นได้เห็น เอาให้พวกนั้นมันยอมแพ้ใจแกให้ได้” พูดแล้วเอากล่องขนมที่มีฝาปิดเรียบร้อยวางไว้บอกว่า “ของฝากจ้ะ” แล้วเดินหัวเราะร่าออกไป

เดชให้ชายพีร์พิสูจน์ความรัก ด้วยการดักอุ้มเพียงขวัญกับนภาขณะมาเยี่ยมชายพีร์ พาหนีไป

พยาบาลเห็นกล่องขนมเปี๊ยะถามชายพีร์ว่าจะรับเลยไหม พลางเปิดกล่องขนมพบจดหมายเขียนไว้ว่า

“เพียงขวัญเป็นของมีค่า ในเมื่อแกไม่เห็นค่า แกจะไม่ได้เห็นเพียงขวัญอีก ฉัน นภา และเพียงขวัญ เราจะไปเที่ยวกันตามประสาพ่อแม่ลูก ที่ไร่ตาลยอดด้วน จังหวัดชลบุรี”

เป็นเวลาเดียวกับที่อดุลย์ซื้อขนมไปฝากนภากับเพียงขวัญ รู้จากประณตว่าทั้งสองไม่อยู่ แต่ตนยินดีรับขนมไว้แทน

อดุลย์ไปที่โรงพยาบาลรู้จากชายพีร์ว่าถูกเดชจับตัวไป อดุลย์จะไปหาตามที่อยู่ที่เดชเขียนบอกไว้ในกล่องขนมชายพีร์ลุกขึ้นตามไปด้วยทั้งที่ยังบาดเจ็บอยู่

เดชพานภาและเพียงขวัญไปที่กระท่อมกลางทุ่ง จัดอาหารอย่างดีให้ บอกว่า

“ที่ดินที่ฉันซื้อเอาไว้อยู่ตอนบั้นปลายของชีวิต

แม่นภากับลูกจะให้เกียรติมาอยู่กับฉันที่นี่ได้ไหม”

นภาบอกให้พาตนกับลูกกลับบ้าน เดชบอกให้ใจเย็นๆเดี๋ยวจะได้ดูอะไรดีๆด้วยกันพูดเป็นนัยว่า

“จะได้เห็นว่าคนบางคนมันจะกล้าพิสูจน์รักแท้ของมันไหม”

อดุลย์กับชายพีร์มาถึงตอนเช้าวันใหม่เห็นสมุนของเดชรายล้อมกระท่อมอยู่ นภากับเพียงขวัญเห็น

ทั้งสองต่างดีใจ อดุลย์บอกเดชว่าจะมาพาลูกกับเมียตนกลับบ้าน

“แกไม่มีสิทธิ์พูดคำนี้ คนอ่อนแอหัวใจโลเลอย่างแก ตลอดเวลาที่ผ่านมาแกก็มีความสุขกับเมียหลวง แกทอดทิ้งนภา แกทอดทิ้งหนูเพียงขวัญมาโดยตลอดแล้วอย่างนี้แกยังมีหน้ามาเรียกนภาว่าเป็นเมีย เรียกหนูเพียงขวัญว่าเป็นลูกอีกเหรอไอ้ดุลย์ ฉันเสียอีก ความรักของฉันที่มีต่อนภามันหนักแน่นมั่นคงมาตลอดเวลา ฉันกับนภาและเพียงขวัญ เราตกลงกันว่าจะสร้างครอบครัว ลงหลักปักฐานกัน ณ ที่ดินแห่งนี้ ไอ้หม่อมนักบิน ถ้าแกรักลูกสาวฉันจริง แกต้องมาช่วยสร้างอาณาจักรนี้ด้วยกัน ตกลงไหม”

นภาโต้ว่าตนไม่ได้ตกลงอะไรด้วยเลย อดุลย์เองก็บอกเดชว่าตนได้ชดใช้ความผิดบาปที่ทำกับลูกกับเมียด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวมาทั้งชีวิตแล้ว เวลานี้ตนได้ เขียนพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้เพียงขวัญครึ่งหนึ่ง ตนกับครอบครัวกำลังจะมีความสุขปล่อยพวกเราไปเถิด

เดชเยาะเย้ยว่าปล่อยได้แต่วิญญาณแต่ตัวจะถูกฝังอยู่ที่นี่ ชายพีร์เดินเข้าไปหานภากับเพียงขวัญ เดชถามว่าจะทำอะไร หันไปหยิบมีดปาดตาลใต้รางระนาดออกมาท้าอดุลย์ว่า “ใครชนะคนนั้นได้เป็นผู้ครอบครองน้องนภา”

อดุลย์รับมีด หันไปขอบใจนภาที่เลี้ยงลูกของเราให้เติบโตมาเป็นคนดีได้อย่างนี้ ฝากชายพีร์ว่า

“คุณชายรณพีร์ ชายชาติทหารอย่างคุณต้องพาลูกกับเมียผมกลับบ้านให้ได้ ดูแลครอบครัวผม รักเพียง–ขวัญให้มาก”

ระหว่างอดุลย์ต่อสู้กับเดชนั้น โรคหัวใจกำเริบทรุดลง เดชพุ่งเข้าไปจะฆ่า เพียงขวัญตกใจตะโกนเรียก “พ่อ...” เป็นครั้งแรก แต่เดชก็ถูกชายพีร์ยิงมือที่ถือมีดบาดเจ็บ ส่วนชายพีร์รีบพานภากับเพียงขวัญไปหลบแถวรถ เดชหันมาต่อสู้กับชายพีร์ โชคดีที่ตำรวจมาถึง เดชถูกยิงล้มลง ก่อนสิ้นใจ เดชคำแหงน้ำตาไหลเสียใจที่จะขาดใจตายเสียก่อน

แม้อดุลย์จะบาดเจ็บและโรคหัวใจกำเริบ แต่ก็ยิ้มออกมาอย่างปลื้มปีติที่ได้ยินเพียงขวัญเรียกพ่อเป็นครั้งแรก

“ขวัญขอโทษค่ะ” เพียงขวัญกราบขอโทษที่ผ่านมาตนพยศและไม่ยอมรับอดุลย์เป็นพ่อ “ขอบคุณที่ตามมาช่วยหนู ขอบคุณที่รักหนู ขอบคุณสำหรับความเป็นพ่อที่มอบให้หนู หนูรักคุณพ่อค่ะ”

สามพ่อแม่ลูกกอดกันด้วยความรัก ซาบซึ้งใจ

ooooooo

ชายพีร์ถูกนำตัวกลับไปที่โรงพยาบาล เขาบอกพยาบาลให้เชิญคุณชายหมอพุฒิภัทรมาพบตนมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย

หม่อมเอียดกับย่าอ่อนไม่พอใจมาก ตำหนิชายพีร์อย่างรุนแรง บรรดาคุณชายทั้งสี่ต่างลุกขึ้นมาช่วยชายพีร์ บอกคุณย่าทั้งสองว่า ชายพีร์ยื่นคำขาดว่าต้องให้เพียงขวัญมาเป็นพยาบาลส่วนตัวจึงจะยอมกินข้าวกินยา

ย่าอ่อนโกรธมากบอกว่าทนไม่ไหวแล้วที่ชายพีร์เอาชีวิตตัวเองไปผูกไว้กับผู้หญิงชั้นต่ำที่คิดจะปอกลอกเรา





ชายภัทรติงว่า เท่าที่ตนรู้จัก เพียงขวัญไม่ได้เป็นผู้หญิงอย่างที่คุณย่าคิด หม่อมเอียดยืนกรานว่าอย่างไรเสียจุฑาเทพก็ต้องรักษาสัจจะ ขอให้ทุกคนสงสารบรรพบุรุษบ้างเถอะ

นาทีนี้ คุณชายทั้งสี่ต่างแสดงความคิดเห็นอย่างกล้าหาญ เปิดเผยเพื่อช่วยชายพีร์ที่อยู่ในภาวะถูกกดดันอย่างหนัก

ชายใหญ่ติงว่า จุฑาเทพก็แค่นามสกุลหนึ่งเท่านั้น แต่หม่อมย่าทำให้มันยิ่งใหญ่จนเป็นเหมือนหินถ่วงคอพวกเราไว้ตลอดเวลา ชายภัทรก็พูดถึงความอึดอัดที่จะทำอะไรก็ต้องแบกคำว่าจุฑาเทพไว้ ขอให้เห็นใจพวกตนบ้างเถอะ พูดถึงชายพีร์ว่า “ผมไม่สงสัยเลย ที่ชายพีร์ จะสู้ขนาดนั้น เมื่อได้พบกับรักแท้ เพราะนี่อาจจะเป็นเพียงโอกาสเดียวในชีวิตของเขา”

“เราทุกคนจะรู้สึกผิดมากครับ ที่จะให้ชายพีร์ต้องรับภาระสัญญาระหว่างจุฑาเทพกับเทวพรหม เราจะอยู่ข้างชายพีร์ไม่ยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ครับท่านย่า” ชายเล็กที่ปกติจะเงียบๆพูดขึ้นอย่างกล้าหาญหนักแน่น

ชายใหญ่เห็นหม่อมเอียดและย่าอ่อนเครียด จึงเอ่ยขึ้นว่า

“ผมในฐานะตัวแทนน้องๆกราบขออภัยต่อการกระทำครั้งนี้ ความรักความเคารพที่มีต่อหม่อมย่าและย่าอ่อนยังเหมือนเดิมทุกประการครับ”

คุณชายทั้งสี่ยกมือไหว้หม่อมเอียดและย่าอ่อนทยอยกันเดินออกไป สวนกับวิไลรัมภาที่เดินอ้าวเข้าไปหาผู้ใหญ่ทั้งสอง โวยวายว่าตนไม่ยอมเด็ดขาด กระทั่งตัดพ้อว่า ที่คุณชายทั้งสี่พูดมาไม่ยุติธรรมกับตน หลอกด่าว่า

“ถ้าเป็นแบบนี้ คนข้างนอกจะมองจุฑาเทพเป็นพวกตระบัดสัตย์ แล้วที่ท่านชายวิชได้สั่งเสียเอาไว้ล่ะคะ”

หม่อมเอียดเครียดลุกขึ้นเดินออกไปทันที วิไลรัมภาอุทานอย่างตกใจกับท่าทีนั้น แล้วหันสบตากับย่าอ่อน ต่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี

วิไลรัมภากลับไปเล่าให้เทวพันธ์ฟัง เทวพันธ์ด่าคุณชายทั้งสี่ว่าบ้าไปแล้วไปเข้าข้างเพียงขวัญอย่างนั้นได้ยังไง ทั้งยังลำเลิกที่ตนเคยช่วยชีวิตท่านชายวิชชากรไว้ ด่าว่าพวกนี้อกตัญญูจริงๆ

“พี่ชายพีร์ใช้อาการป่วยเป็นข้ออ้างต้องการให้นังเพียงขวัญเข้ามาเป็นพยาบาลส่วนตัว ทำอย่างนี้รัมภา ยอมไม่ได้นะคะ ตอนนี้คนทั้งพระนครรู้กันทั่วแล้วว่ารัมภากับพี่ชายพีร์ยังไงก็ต้องแต่งงานกัน มันควรเป็นอย่างนั้นใช่ไหมคะคุณพ่อ”

ooooooo

เพียงขวัญถ่ายหนังกลับถึงบ้าน ก็ได้รับจดหมายจากประณตบอกว่ามีผู้หญิงสี่คนมาหาพี่ แต่ละคนสวยๆ ทั้งนั้น พอรู้ว่าพี่ไม่อยู่เลยเขียนจดหมายฝากไว้

เป็นจดหมายของสี่สะใภ้จุฑาเทพ เขียนสั้นๆ ว่า “ถึงคุณเพียงขวัญ พวกเรามีเรื่องสำคัญอยากพบคุณมาก ถ้าคุณว่างเมื่อไหร่กรุณามาพบพวกเราด้วยนะคะ” แล้วลงชื่อเรียงลำดับทั้งสี่คน

รุ่งขึ้น เพียงขวัญไปพบทั้งสี่ที่ร้านกาแฟ ถามว่ามีธุระอะไรกับตนหรือ กรองแก้วพูดขึ้นก่อนว่ามีเรื่องจะมาขอร้องมะปรางพูดต่อว่า “คุณชายรณพีร์ขอให้เรามาค่ะ เธออยากให้คุณไปเป็นพยาบาลส่วนตัวให้ ทุกวันนี้เธอไม่ค่อยยอมรับอาหารและปฏิเสธการกินยาค่ะ”

แล้วกรองแก้วก็เอารูปของเพียงขวัญที่ชายพีร์เขียนสลักหลังไว้ก่อนขึ้นบินที่ยอดยศไปเจอในล็อกเกอร์ ให้เพียงขวัญอ่าน สร้อยฟ้าบอกเพียงขวัญว่า

“คุณก็น่าจะรู้ ชายพีร์รักคุณมากนะคะ สร้อยเชื่อว่าในเวลานี้ คุณเพียงขวัญจะเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดให้ชายพีร์ คุณชายพีร์รอคุณอยู่นะคะ”

“ถ้าได้รักใครสักคน และคนนั้นรักตอบก็นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์แล้ว แต่การได้ใช้ชีวิตกับคนที่เรารัก มันยิ่งกว่าปาฏิหาริย์อีกนะคะ คุณขวัญอย่าปล่อยให้คุณชายรณพีร์สู้คนเดียวอีกต่อไปเลยนะคะ” วรรณรสาตบท้าย

เพียงขวัญสร้างมหัศจรรย์แก่ชายพีร์ด้วยการตัดสินใจไปเป็นพยาบาลส่วนตัวให้เขา วันเดียวกันชายภัทรก็อนุญาตให้ชายพีร์กลับบ้านได้ เพียงขวัญจึงตามไปดูแลเขาที่วังจุฑาเทพ พี่ๆ และพี่สะใภ้ทุกคนปิติยินดีกับชายพีร์ มีแต่หม่อมเอียดกับย่าอ่อนที่มองการมาของเพียงขวัญอย่างระแวง ขัดใจ

บรรดาสะใภ้จุฑาเทพที่เอาใจช่วยเพียงขวัญ ต่างคอยเป็นพี่เลี้ยงและวางแผนให้เธอได้แสดงความดีหมายให้ชนะใจย่าทั้งสอง แต่ย่าอ่อนก็ยังตั้งแง่รังเกียจรังงอนตลอดเวลา กระทั่งวันนี้ทำทีไปคุยกับเพียงขวัญถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่บ้านเธอ พอรู้ว่าทุกอย่างต้องทำเองหมด ย่าอ่อนเปรียบเทียบทันทีว่า

“ไม่มีอะไรเหมือนชายพีร์สักอย่าง ‘คนละระดับ’ อย่างเห็นได้ชัด” แล้วพูดเจาะจงว่า “ฉันอยากให้เธอเข้าใจ ถ้าชายพีร์แต่งงานไปกับวิไลรัมภาก็ไม่มีอะไรต้องปรับตัว แต่ถ้าแต่งงานกับเธอ เธอสองคนหรือแม้แต่พวกเราต้องปรับตัวกันอย่างขนานใหญ่”

“ดิฉันไม่ได้คิดอะไรเกินเลยไปขนาดนั้นหรอกค่ะ หน้าที่ของดิฉันตอนนี้คือดูแลอาการป่วยของคุณชายพีร์เท่านั้น”

“คิดได้อย่างนั้นก็ดี ฉันขอให้หล่อนจำเอาไว้ว่า การแต่งงานกับคนในระดับเดียวกัน มีแต่ประสานประโยชน์ขอโทษเถอะที่ต้องพูดตรงๆ แต่งงานกับคนในระดับอย่างเธอ มีแต่เธอที่ได้ประโยชน์แต่ชายพีร์...มีแต่เสียกับเสีย!”

แต่ในที่สุด อดุลย์ก็มาทำความจริงให้ประจักษ์ว่า เพียงขวัญเป็นลูกสาวตนและได้รับมรดกครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ทำเอาหม่อมเอียดอึ้ง ส่วนแจ๋วพูดอย่างยินดีว่า “และแล้วความจริงก็เปิดเผย เธอคือลูกสาวเศรษฐี”

กรองแก้วให้เพียงขวัญมีหน้าที่จัดยาให้หม่อม




เอียดด้วย เมื่อเธอเอายาไปให้ หม่อมเอียดถามว่าแผน ของพวกคุณชายให้เธอเอายามาให้ แล้วตัวเธอเองมีแผนเอาอกเอาใจตนอย่างไร เพียงขวัญตอบอย่างสุภาพว่า

“คุณท่านเป็นคนฉลาด ใช้แผนไหนๆก็ไม่สำเร็จหรอกค่ะ” พูดแล้วจะลุกไป หม่อมเอียดเรียกไว้ ทดสอบต่อว่า

“งานแต่งงานชายพีร์กับวิไลรัมภายังไม่ได้ยกเลิก วิไลรัมภาไม่ได้ทำผิดอะไร ถ้าพลาดการแต่งงานครั้งนี้ ผู้หญิงคนนั้นจะพินาศเพราะเธอ เธอคิดยังไงกับเรื่องนี้”

“ทุกวันนี้ แค่คุณชายรณพีร์ยอมกินอาหารยอมกินยา แค่นี้ก็หมดหน้าที่ของดิฉันแล้ว เกินจากนี้ดิฉันไม่อยากคิดค่ะ”

เป็นคำตอบที่ทำให้หม่อมเอียดมองเพียงขวัญอย่างนึกนิยมอยู่ในใจ

แล้ววันหนึ่ง เพียงขวัญก็ได้พิสูจน์ความเป็นคนดีมีคุณธรรมของเธอ เมื่อย่าอ่อนไปเล่นไพ่ที่บ้านทองสุขแล้วถูกตำรวจจับ แจ๋วได้ข่าวจากที่ตลาดกลับมาบอกเพียง–ขวัญ เธอเอาเงินค่าแสดงหนังที่เพิ่งได้รับไปประกันตัวย่าอ่อนออกมาลับๆทำให้ย่าอ่อนสะเทือนใจไม่น้อย

วิไลรัมภาเห็นความสัมพันธ์ระหว่างย่าอ่อนกับเพียงขวัญดีขึ้นก็ไม่พอใจ เล่าให้พ่อกับพี่สาวฟังแล้วรุมกันด่าทั้งหม่อมเอียดและย่าอ่อนอย่างสาดเสียเทเสีย

วิไลรัมภาฮึดขึ้นอีกครั้ง บอกว่าเมื่อไม่มีใครช่วยเราก็ ต้องหาวิธีเฉดหัวเพียงขวัญออกไปจากวังจุฑาเทพเอง

เมื่อมารตีรู้ว่าเพียงขวัญเป็นคนจัดยาให้หม่อม

เอียดทุกวัน จึงวางแผนให้วิไลรัมภาเปลี่ยนยาที่จัดให้หม่อมเอียดทำให้หม่อมเอียดกินยาแล้วถึงกับหมดสติเพราะความดันลดต่ำลงจนเป็นอันตราย

ชายภัทรอยู่ที่โรงพยาบาล ได้รับโทรศัพท์จากหญิงลึกลับโทร.บอกว่ามีคนประสงค์ร้ายกับหม่อมย่า ชายภัทรจึงรีบกลับมา ตรวจอาการของหม่อมเอียดและถามหาคนจัดยา วิไลรัมภาฉวยโอกาสตบหน้าเพียงขวัญด่าลั่น

“นังงูพิษ แกคิดจะทำร้ายหม่อมย่าหรือ!”

“ขวัญไม่ได้ทำจริงๆนะคะ ขวัญสาบานได้”

ชายใหญ่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องมีการสอบสวนให้เป็นเรื่องเป็นราว พลางเดินไปหมุนโทรศัพท์ก็พอดีหม่อมเอียดเดินมากับแจ๋ว ทุกคนมองตะลึงหม่อมเอียดถามว่า “นี่เขายังไม่สารภาพอีกเหรอ” แล้วบอกแจ๋วให้เล่ามาให้หมดว่าเห็นอะไรบ้าง เมื่อถูกแจ๋วเปิดโปงแทนที่จะสำนึกวิไลรัมภากลับด่าแจ๋วถามว่ามีหลักฐานอะไร

แจ๋วบอกว่ายาที่วิไลรัมภาเอามาเปลี่ยนให้หม่อมเอียดน่าจะยังมีอยู่ในกระเป๋า เมื่อค้นจึงเจออยู่ในซองการ์ดแต่งงานที่เธอเตรียมไปแจก ถูกจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้ วิไลรัมภาจึงยอมรับสารภาพ บีบน้ำตาขอโทษอ้างว่า

ที่ทำไปเพราะรักชายพีร์ ไม่อยากเสียชายพีร์ไป ขอให้ทุกคนยกโทษให้ตนด้วย

ย่าอ่อนที่เคยลุ้นวิไลรัมภามาเป็นสะใภ้จุฑาเทพตลอดมา ถึงวันนี้ได้เห็นความดีของเพียงขวัญและเห็นความใจดำอำมหิตของวิไลรัมภาถึงกับแสดงอาการผิดหวังและไล่วิไลรัมภาให้ออกจากวังจุฑาเทพไปเดี๋ยวนี้เลย

“ชายใหญ่ โทร.เรียกคุณชายเทวพันธ์มารับลูกสาวเขากลับไปได้แล้ว” หม่อมเอียดสั่ง หลังจากนั้นเรียกเทวพันธ์มาบอกว่า “ฉันเสียใจ ฉันให้ชายพีร์แต่งงานกับรัมภาไม่ได้”

ชายพีร์กราบขอโทษเทวพันธ์ที่คุณชายแห่งจุฑาเทพไม่สามารถแต่งงานกับเทวพรหมได้แม้แต่คนเดียว และเพื่อขอบคุณที่เทวพันธ์เคยช่วยชีวิตท่านพ่อ ชายใหญ่มอบโฉนดที่ดินที่เวลานี้เป็นตลาดเจริญรุ่งเรืองมากให้เป็นการทดแทน เพื่อเทวพันธ์จะได้เก็บค่าเช่าจากตลาดมาดูแลครอบครัวกับวังเทวพรหมต่อไป

“ผมผิดเองที่เลี้ยงลูกไม่ดี ผมละอายใจจนไม่กล้าพูดอะไรอีกแล้ว อาทำอะไรหลายอย่างกับพวกเรา มา กราบขอโทษกันอย่างนี้ สมแล้วที่ใครๆเรียกสุภาพบุรุษ... สุภาพบุรุษจุฑาเทพ น่านับถือมาก...ขอบใจจริงๆ”เทวพันธ์เอ่ยอย่างซาบซึ้งท่ามกลางความโล่งใจของหม่อม

เอียด ย่าอ่อน และสุภาพบุรุษจุฑาเทพทุกคน

ทุกอย่างคลี่คลายลงด้วยดี อดุลย์ซื้อบ้านหลังใหม่เพื่อให้นภากับแม่ผันเปิดสอนนาฏศิลป์เด็กๆเอ่ยขอนภาว่า

“เรามาเริ่มต้นใหม่ด้วยกันนะครับ”

ส่วนชนะถ่ายทำหนัง “กินรี” จนจบ เขาขอบคุณศักดา ที่ทำให้หนังเรื่องนี้สำเร็จขึ้นมาได้  ขอบคุณราตรีภรรยาสุดที่รักที่เป็นแรงบันดาลใจให้ และขอบคุณเพียงขวัญหลานสาวแท้ๆ ที่สานฝันของตนให้เป็นจริง

ทั้งหม่อมเอียดและย่าอ่อนยอมรับว่า เพียงขวัญทั้งสวย ทั้งเก่งและที่สำคัญเป็นคนดี หม่อมเอียดเอ่ยปากสู่ขอกับนภา

นภาจึงฝากหม่อมเอียดเมตตาลูกสาวตนด้วย

ชายพีร์ฉวยโอกาสขออนุญาตเรียกนภาว่าแม่ตรงนั้นเลย

อัทธ์พาจันทน์กะพ้อไปดูหนัง “กินรี” รอบปฐมทัศน์พร้อมช่อดอกไม้ที่ร่วมกันมอบให้เพียงขวัญนางเอกยอดนิยม

ฝ่าฟันอุปสรรคมาถึงวันนี้ ชายพีร์พาเพียงขวัญขับรถท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆชายพีร์บอกเธอว่า

“ผมมีความสุขมากเลยรู้ไหม เวลาที่มีคุณอยู่ข้างๆผมแบบนี้”

“ขวัญก็รู้สึกถึงความอบอุ่นปลอดภัยทุกครั้งที่อยู่ใกล้...ขวัญไม่เคยรู้สึกดี แบบนี้มาก่อนเลย คุณพีร์ทำ ให้ขวัญรู้จักคำว่า...” ชายพีร์ประทับจูบก่อนเธอพูดจบ บอกว่า...

“คุณคือผู้หญิงของผม...ผมรักคุณ เพียงขวัญ...”

ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส สมาชิกในครอบครัวใหญ่จุฑาเทพทั้งหมด มาถ่ายรูปร่วมกันอย่างมีความสุข...

ooooooo

–อวสาน–
กลับไปยังรายบอร์ด