กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15

จ้าวซัน บราลี และภูสินทร ไปเดินตลาด ได้ยินชาวตลาดจำนวนหนึ่ง แซ่ซ้องสดุดีน่านปิงนรเทพที่จะมาเป็นเจ้าหลวงองค์ใหม่ แต่ก็มีชายหนุ่มที่ตะโกนต่อต้านและเชิดชูศิขรนโรดม

ภูสินทรใจร้อนสั่งทหารที่ตามมาให้จับตัวชายหนุ่มคนนั้น จ้าวซันห้ามไว้เตือนสติว่า

“เรื่องแบบนี้ เราจะบังคับจิตใจผู้คนไม่ได้”

“เราคงต้องใช้เวลาหน่อย บ้านเมืองเราตกอยู่ใต้ฝ่ายของเขามานาน” ภูสินทรใจเย็นขึ้น

เมื่อภูสินทรไปเจอสุริยะและหมอหลวงที่บ้านครูเฒ่า จึงเล่าให้ทั้งสองฟัง สุริยะเอ่ยขึ้นว่า

“มันไม่มีอะไรสวยงามเป็นนิทานปรัมปราหรอก เราต้องให้เวลา แล้วให้ความดีงามขององค์น่านปิงนรเทพเอา ชนะใจประชาชนให้ได้ในวันหนึ่ง”

“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว แต่เบื้องหลังไอ้พวกที่มาคอยแสดงความคิดเห็นต่อต้านแบบนี้ มันมีอะไรที่เลวร้ายซ่อนอยู่หรือเปล่า” ภูสินทรไม่ไว้ใจ จนพระครูท้วงติงขึ้นว่า

“ภูสินทร ท่านคงผ่านความยากลำบากมามาก จนไม่ไว้ใจใคร”

“เราทุกคนต่างเคยไว้วางใจบุคคลอื่นเกินไป จนทำให้สูญเสียทุกอย่าง พวกท่านลืมเลือนหมดแล้วหรือ” ภูสินทรติง

“พวกเราไม่มีใครลืมหรอกท่านภูสินทร แต่ว่าเราไม่ต้องการความเกลียดชังในบ้านเมืองอีกแล้ว พวกเราต่างเบื่อหน่ายและเป็นทุกข์กับความขัดแย้งมานานเกินไป” หมอหลวงเอ่ย

“ข้าก็ไม่ใช่จะอยากให้มันมีความขัดแย้งอีก แต่พวกคนที่แสดงความแคลงใจในองค์น่านปิงนั้น ข้าอยากรู้ว่ามีใครคอยยุยงปลุกปั่นอยู่หรือเปล่า มันก็เท่านั้น”    ภูสินทรชี้แจงอย่างไม่หายกังวล

ooooooo

เพื่อเตรียมตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์จ้าวซัน บราลีฝึกซ้อมอาวุธกับภูสินทรเอาจริงเอาจัง เธอทำได้ ดีจนภูสินทรชมว่าสมกับเป็นทายาทขององครักษ์อินปงจริงๆ

บราลีไม่เพียงซ้อมตามที่ภูสินทรสอนให้เท่านั้น หากยังพลิกแพลงจนภูสินทรชมว่า พอจะเป็นองครักษ์ที่ดีของจ้าวซันได้แล้ว พูดอย่างชื่นชมว่า

“คุณจะเป็นพระเทวีคนแรกที่ทำหน้าที่เป็นราชองค์รักษ์หญิงของเจ้าหลวงคีรีรัฐ”

บราลีติงว่า ถ้าศิขรนโรดมเป็นเจ้าหลวง มิถิลาก็คงเป็นองครักษ์หญิงที่ดีที่สุด ถูกภูสินทรปรามอย่างไม่พอใจว่า

“อย่าพูดแบบนี้อีก สำหรับผม เจ้าหลวงจะต้องเป็นองค์ชายน่านปิงนรเทพเท่านั้น และพระเทวีจะต้องเป็นคุณม่านฟ้า หากใครยกย่องผู้อื่นเสมอองค์ชายน่านปิง ผมถือว่ามันเป็นกบฏทุกคน”

ฟังภูสินทรแล้ว บราลียิ่งไม่สบายใจ...

ooooooo

คืนนี้ ขณะบราลีอยู่ในห้องจ้าวซันนั้น ชายคนหนึ่งก็เดินผ่านทหารหน้าห้องสองคนเข้ามา บราลีลุกไปขวางถามว่าท่านเป็นใคร

“ผมเอง คุณม่านฟ้า” เสียงอสุนีบอก บราลีถามว่าเข้ามาทำไมในยามวิกาล “ผมหายป่วยดีแล้ว เลยรีบกลับมาประจำการในวังเหมือนเดิม จึงจำเป็นต้องมาขอถวายบังคมต่อว่าที่เจ้าหลวง”

จ้าวซันยิ้ม บอกบราลีว่าให้อสุนีเข้ามาเถิด ตนก็อยากพบเขาเหมือนกัน บราลียังไม่วางใจขอค้นตัว อสุนีไม่พอใจ

“บรี!! ทำอะไร...น้องเป็นสตรีนะ สตรีคีรีรัฐไม่เข้าใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนั้น” จ้าวซันเตือนนิ่มๆ แต่บราลีอ้างว่าเป็นหน้าที่จะค้นให้ได้ จ้าวซันเลยตัดปัญหา “มา...พี่ทำเอง”

ทันทีที่จ้าวซันเดินเข้าไปหา อสุนีทรุดลงกราบกับพื้นทันที จ้าวซันประคองบอกให้ลุกขึ้น อสุนีลุกมองหน้าจ้าวซันยิ้มให้ จ้าวซันดึงอสุนีเข้าไปกอดตบไหล่เบาๆอย่างสนิทสนม จนบราลีมองอึ้ง

“อสุนี...ขอบใจเธอมาก เธอยอมเสียสละเพื่อพวกเราหลายอย่าง สิ่งที่เธอทำยากมากทุกคนรู้ดี แต่เธอก็ตัดสินใจเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เราจะไม่ลืมบุญคุณของเธอเลย”

“รับสั่งได้น่าประทับใจจริงๆ แต่หม่อมฉันไม่ได้ทำลงไปเพื่อผู้ใดทั้งสิ้น นอกจาก...ทำไปตามอุดมคติของตัวเองเท่านั้น”

“ยังไงก็ต้องขอบใจ แล้วก็ขอแสดงความเสียใจกับเธอด้วย”

“ทรงพระกรุณายิ่งพะย่ะค่ะ” อสุนีมองหน้าจ้าวซันที่จับมือตนเขย่าอย่างดี

ooooooo

เพราะถูกเหม่ยอิงยึดหุ้นไปจนเหลือแค่เปอร์เซ็นต์เดียว ซ้ำยังตัดเงินส่วนอื่นๆ ที่เคยได้และไล่ที่ร้านของซูหลิงด้วยทำให้เขาลำบากมาก วันนี้จึงไปหาจ้าวไทไทในสภาพทรุดโทรม

จ้าวไทไทอนุญาตให้เข้าห้องทั้งที่ฉินเจียงยังไม่ได้เคาะประตู มองสภาพฉินเจียงแล้วหัวเราะเสียงดังถามว่า

“ในที่สุด ก็ต้องซมซานกลับมาขอยืมเงินฉัน ใช่ไหมไอ้ลูกหมา”

ฉินเจียงบอกว่าคราวนี้แม่ใหญ่ทายผิด พูดอย่างมีอหังการว่า “ถึงผมจะจนตรอกแค่ไหน ถ้าผมยังไม่ตาย ผมจะไม่มีวันก้มหัวให้ใครเป็นอันขาด ผมจะเอาของของผมมาขายแม่ใหญ่ต่างหาก”

สิ่งที่ฉินเจียงจะเอามาขายคือคอนโดของเขาที่คอสเวย์เบย์ ที่ต้องขายคอนโดเพราะไม่อยากขายของเก่าของแม่ แต่จะขายสิ่งที่ตนหามาได้เอง จ้าวไทไทมองฉินเจียงนิ่ง ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ เหมือนจะอ่านอะไรสักอย่าง ถามว่าจะขายเท่าไร ฉินเจียงขอแค่ล้านเหรียญ

จ้าวไทไทหัวเราะที่เขาขายแค่ล้านเดียว บอกว่าถ้าเป็นเต้ของเขาจะไม่มีวันขายของต่ำกว่าทุนเด็ดขาด บอกว่าให้ถือเป็นของฝากก็แล้วกัน พรุ่งนี้จะให้คนโอนเงินเข้าบัญชีให้

ฉินเจียงอึ้งไปอย่างรู้สึกตื้นตัน ยิ่งเมื่อจ้าวไทไทให้อากงเอาปิ่นโตมาใส่อาหารของตนให้ฉินเจียงเอากลับไปกิน บอกว่าเอาให้ซูหลิงกินด้วย คนท้องควรต้องหาของดีๆให้กินบ้าง ทำให้ฉินเจียงยิ่งตื้นตันมองจ้าวไทไทด้วยแววตาอ่อนโยน

ooooooo

ระหว่างที่ยังไม่ถึงวันสถาปนาเจ้าหลวงคนใหม่ จ้าวซันยังคงไปไหนมาไหนกับศิขรนโรดม เมื่อเห็นศิขรนโรดมแสดงความไม่พอใจที่ทหารโต้เถียงกันที่มุมหนึ่งในวัง เรื่อง ใครจะยอมรับใครเป็นเจ้าหลวง ก็จะจับมาลงโทษฐานบังอาจวิพากษ์วิจารณ์ก่อเรื่องขัดแย้งกัน

“ใจคนนะศิขร...เราต้องเอาชนะใจเขา ให้เขามอบใจให้เราด้วยตัวเอง” ศิขรนโรดมยังฮึดฮัดจะเอาผิดให้ได้ จ้าวซันถามว่า “ต้องเอาปืนไปจี้ให้ทุกคนคิดเห็นเหมือนเราให้หมดหรือ”

“แล้วเราจะทำยังไง”

พี่ก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง เหมือนสินค้า ต้องทำให้ผู้บริโภคเห็นว่า ของเราดีจริง” ศิขรนโรดมติงว่าพูดเป็นเล่นนี่มันไม่ใช่การตลาด

“จะว่าไป พี่ว่ามันใช่นะ ถ้าผลิตภัณฑ์ของเราดีจริง เราก็ต้องกล้าท้าพิสูจน์ ให้เขาได้ทดลอง ถ้าเขาลองแล้วไม่เอา เราก็ต้องแก้ไข ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง”

จ้าวซันใช้ทุกสถานการณ์ให้การศึกษา เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติและวิสัยทัศน์ของศิขรนโรดมด้วยความรัก

บราลีทำหน้าที่องครักษ์ของจ้าวซันเต็มที่ แต่เมื่อพระเทวีมาเจอรู้ว่าบราลีมีความชำนาญเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์จึงให้ไปช่วยงานด้านนี้ในวัง ส่วนเรื่องถวายความปลอดภัยจ้าวซันนั้น อสุนีน่าจะรับผิดชอบอยู่ ให้ภูสินทรลองปรึกษา กับอสุนีดู

คืนวันพระจันทร์เต็มดวงใกล้เข้ามาแล้ว บรรดาทหารและนางในบางส่วนช่วยกันตบแต่งประดับประดาตาม ที่ต่างๆ ช่างเสื้อก็มาวัดตัวเตรียมตัดชุดให้จ้าวซัน พระเทวี ถามว่าจะเสร็จทันไหม ช่างรับรองว่าทันแน่นอน

เมื่อทีมช่างตัดเสื้อผ้าขนข้าวของออกไป จ้าวซันถามพระเทวีว่า ชุดที่รีบตัดนี้เป็นชุดสำหรับเจ้าหลวงหรือ?

“ใช่...และผ้าคลุม ไหมสี่เส้นสีเหลืองปักทอง

ผืนนั้น คือเครื่องหมายของเจ้าหลวง คนที่ไม่ใช่เจ้าหลวงจะนำมาห่มคลุมไม่ได้” พระเทวีชี้ไปยังผืนที่บราลีกำลังปักดิ้นทองอยู่ชมว่า “สวยมาก ฝีมือประณีตไม่แพ้คนในวังเลย”

คืนนี้ ขณะอสุนีเดินมาส่งศิขรนโรดมที่ห้อง ศิขรนโดม ปรารภอย่างตื่นเต้นว่าอยากให้ถึงวันงานเร็ว ป่านนี้เจ้าพี่ คงตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ

อสุนีบอกว่าถ้าพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์เอง ตนถึงจะตื่นเต้น ถูกศิขรนโรดมปรามว่าให้เลิกพูดแบบนี้เสียที ตนเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว บอกอสุนีให้กลับไปพักผ่อนได้แล้ว อสุนีเดินไปไม่กี่ก้าวก็ย้อนกลับมา ศิขรนโรดมถามว่ามีอะไรอีก

“เอ่อ...คือ...หม่อมฉันอยากจะทูลว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หม่อมฉันอยากให้พระองค์ทรงรับรู้ไว้ว่า อสุนีคนนี้จะยังคงจงรักภักดีกับพระองค์ตลอดไป”

ศิขรนโรดมปิดประตูใส่หน้าอย่างแรง อสุนียืนอึ้ง เครียด และแทนที่จะกลับไปพักผ่อน อสุนีกลับแต่งชุดดำ มาลอบยิงลูกดอกใส่ยามสองคนตายแล้วบุกเข้าไปในห้องนอนจ้าวซันเงื้อมีดแทงร่างที่นอนอยู่บนเตียง ปรากฏว่า เป็นตุ๊กตาหมีตัวโตที่วางหลอกไว้ใต้ผ้าห่ม แต่ตัวจ้าวซัน ยืนอยู่ในเงามืดมุมห้อง

พอรู้ตัวว่าพลาด อสุนีก็จะหนี ถูกจ้าวซันวิ่งไล่ตาม เมื่อจับได้จ้าวซันกลับยิ้มให้ แต่อสุนีไม่เล่นด้วย ให้มีดเข้าทำร้าย แต่สู้จ้าวซันไม่ได้ อสุนีประกาศกร้าวว่า

“ไม่ใครก็ใครต้องตายกันไปข้าง...ไม่งั้นก็อย่าหวังเลยว่า เรื่องมันจะจบ” แต่จ้าวซันขออย่าให้เรื่องบานปลายไปกว่านี้เลย “ทหารสองคนข้างนอกก็ถูกข้าจัดการไปแล้ว ยังไงข้าก็ต้องโดนจับอยู่ดี”

ไม่ว่าจ้าวซันจะหว่านล้อมและให้ทางออกอย่างไรอสุนีก็ท้าว่าจะฆ่าก็ฆ่าเลย จ้าวซันถามว่าทำไมถึงอยากฆ่าตนนัก

“ท่านไม่ควรจะมาเป็นเจ้าหลวงคีรีรัฐองค์ใหม่” อสุนีกล่าวหาว่าจ้าวซันแย่งบัลลังก์ไปจากศิขรนโรดม ฉะนั้นให้จ้าวซันย้อนถามตัวเองว่าทำไมถึงอยากเป็น

“ถ้าเราเลือกได้ เราขอไม่เป็น เจ้าคิดว่าการเป็นเจ้าหลวงที่ดีมันทำได้ง่ายนักหรือ เป็นเจ้าหลวงหาใช่ว่าจะสุขสบาย”

อสุนีชะงัก เงื้อมีดหมายฆ่าตัวตาย จ้าวซันคว้าแจกันทุ่มที่มือจนมีดหลุด อสุนีคลานไปคว้าจ้าวซันก็เตะมีดไปที่ประตู อสุนีนอนหงายอย่างหมดอาลัยตายอยาก ท้าจ้าวซันให้ฆ่าตนเสียเพราะตนเป็นกบฏ จ้าวซัน

บอกว่าตนฆ่าใครไม่ได้อีกแล้ว

เป็นจังหวะที่บราลีถือฉลองพระองค์ของจ้าวซันเข้ามา เห็นสภาพในห้องแล้วตกใจ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น จ้าวซันบอกว่าตนกับอสุนีออกกำลังกันเล็กน้อย ประลองวิชากันเท่านั้น ดึงอสุนีลุกขึ้นตบไหล่เบาๆ บอก “แล้วเจอกัน”

อสุนีเดินออกไปงงๆ จ้าวซันทำเป็นยกมือบ๋ายบายยิ้มแย้ม บราลียิ่งงง มองหน้าจ้าวซันอย่างจับพิรุธ

ooooooo

บราลีรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับจ้าวซัน เธอทั้งโกรธทั้งงอน บ่นว่าทรงมีเมตตากับคนแบบนี้เสมอ ทรงปล่อยงูพิษไปง่ายๆอีกแล้ว จ้าวซันย้อนถามว่า ทำไมไม่คิดบ้างว่าสักวันความดีจะเอาชนะความชั่วได้

“คิดสิเพคะ! เคยคิดมาตั้งแต่สมัยอนุบาล แต่พอหม่อมฉันขึ้นเรียนชั้นประถมปุ๊บ ก็รู้ทันทีว่ามันเป็นไปได้ยากเต็มที พระองค์ทรงทำแบบนี้คนชั่วมันก็สนุกไปเท่านั้นเอง”

“อสุนีไม่ใช่คนชั่ว เราว่าเรามองคนไม่ผิด”

บราลีพูดอย่างตัดเชือกว่า ถือว่าตนเตือนแล้วที่เหลือจัดการเองก็แล้วกัน  เดินไปถึงประตูเห็นมีดของอสุนีที่จ้าวซันเตะไปก็หยิบมายื่นให้พูดประชดก่อนออกไปว่า “ทรงเก็บไว้ให้ดีนะเพคะ เอาไว้ป้องกันตัวจากงูพิษ”

จ้าวซันได้แต่ถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่ากับความช่างเหน็บช่างจิกของบราลี...

ฝ่ายอสุนี รุ่งขึ้นไปยืนเหม่อใจลอยอยู่ที่หน้าผาจนศิขรนโรดมตามเจอ ถามว่าเมื่อคืนไปก่อเรื่องอะไรมา อสุนีย้อนถามว่า “คนดีของฝ่าบาทฟ้องว่ายังไงล่ะ” เลยถูกศิขรนโรดมตวาดว่า มันจะมากไปแล้ว อสุนีไม่เล่าแต่ตัดพ้อว่า “องค์ชายน่านปิงนรเทพทรงมีความสำคัญกับฝ่าบาทมากขนาดนั้นเลยหรือ”

“ใช่...สำคัญมาก สำคัญตั้งแต่ที่เราลืมตาเกิดขึ้นมา สำคัญจนถึงตอนนี้และก็จะสำคัญตลอดไปด้วย”

อุสนีหันมองศิขรนโรดมอึ้ง ตัดพ้อว่าตนทำเพื่อพระองค์ทั้งสิ้น โดนดุอีกว่าไม่ต้องทำอะไรให้ตนอีก เพราะสิ่งที่เขาทำนั้นมันมากเกินพอแล้ว อสุนีบอกตรงๆว่า “หม่อมฉันอยากให้พระองค์เป็นเจ้าหลวง”

“เลิกอยากเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้สักที ต่อไปเรื่องของเราไม่ต้องมายุ่ง แล้วถ้าเจ้ายังไม่ไปกราบขอโทษเจ้าพี่ให้เราเห็นละก็ ต่อไปก็ไม่ต้องมาให้เราเห็นหน้าอีก”

มิถิลาตามขึ้นมาเห็นทั้งคู่กำลังหน้าดำคร่ำเครียดกันอยู่ หยุดดู เห็นอสุนีหันหลังกลับมองไปที่หน้าผา ศิขรนโรดมเข้าใจความหมายตัดบทว่า “งั้นเราก็จบกัน” แล้วเดินกลับไป

“หม่อมฉันผิดเองที่ปรารถนาดีมากเกินไป ทำให้พระองค์ต้องลำบากพระทัย” อุสนีพูดแล้วเดินตรงไปที่หน้าผา มิถิลาตกใจ แต่ทำอะไรไม่ทัน เพราะอสุนีกระโดดลงไปแล้ว โชคดีที่กลิ้งไปคาอยู่โคนต้นไม้ไม่ตกลงไปที่หน้าผา ศิขรนโรดมตกใจ ปีนลงไปช่วยพาอสุนีที่ไม่ได้สติขึ้นมา บอกมิถิลาให้รีบตามคนมาช่วย

รุ่งขึ้นเมื่ออสุนีรู้สึกตัว เขาถามหมอหลวงที่เฝ้าดูอาการอยู่ว่า ตนยังไม่ตายหรือ

“ท่านยังไม่ตาย องค์ศิขรนโรดมทรงบัญชาให้ข้ามารักษาเจ้า เจ้ามีกระดูกหักเล็กน้อยที่ซี่โครง ข้าพันตัวเจ้าไว้ นอนนิ่งๆ หลายๆวันร่างกายเจ้าก็จะเยียวยาประสานตัวเอง...”

หมอหลวงให้ยาและกำชับให้กินยาใช้ยาตามที่กำหนดไว้ เพราะทั้งศิขรนโรดมและตนเองมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย อสุนีรู้ว่าหมายถึงงานสถาปนาเจ้าหลวงพระองค์ใหม่ หมอหลวงมอบหมายให้หัวหมู่ที่อยู่ที่นี่ดูแลแทนตนแล้วรีบไป

“เดี๋ยวก่อนท่านหมอหลวง...ฝากบอกมิถิลาน้องสาวข้าว่า ถวายรับใช้องค์ศิขรนโรดมแทนข้าด้วย”

“ได้ ไม่มีปัญหา พยายามทำตัวให้ดี จะได้หายเร็วๆ เมื่อองค์น่านปิงขึ้นเป็นเจ้าหลวง องค์ศิขรนโรดมก็คงต้องทรงงานหนักเพื่อช่วยพระเชษฐาแก้ปัญหามากมายให้บ้านเมือง เจ้าเองก็ต้องถวายรับใช้ให้เต็มที่ เวลาอย่างนี้ ขอจงอย่าคิดสิ่งใดมากไปกว่าบ้านเมืองและประชาชน”

ooooooo

พิธีสถาปนาเจ้าหลวงองค์ใหม่เริ่มขึ้นแล้ว

มาทยาธรเอ่ยกับพระเทวีอย่างสบายใจว่า บาปของตนจะได้รับการชำระอีกส่วนหนึ่งแล้ว

“บาปของน้องก็เช่นกัน  ต่อไปนี้เราจะใช้เวลาที่เหลือ เพื่อการกุศลและเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มากที่สุดจนกว่าเราจะตาย” พระเทวีเอ่ยอย่างปลื้มปีติ





ในวันนี้ พวกที่ต่อต้านน่านปิงนรเทพขึ้นเป็นเจ้าหลวง เตรียมธงและป้ายม้วนซ่อนมาหมายป่วนงาน เตรียมว่าถ้าถูกจับก็ต้องติดคุก

ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนน่านปิงนรเทพก็พากันปลื้มปีติกับเจ้าหลวงที่แท้จริง หลายคนตั้งปณิธานว่าจะยอมตาย ไม่ยอมให้ใครมาหมิ่นองค์น่านปิงได้

ในท้องพระโรง พระราชพิธีเริ่มแล้ว ดนตรีบรรเลงเพลงที่สง่างาม พระครูเชิญองค์ชายน่านปิงนรเทพไปคุกเข่าหน้าเจ้าหลวงมาทยาธร เจ้าหลวงหยิบเสื้อคลุมสีทองคลุมให้จ้าวซัน  แล้วเจ้าหลวงก็ทรุดคุกเข่าเบื้องหน้าจ้าวซันถวายพระพรนำ “ขอให้เจ้าหลวงเจริญยั่งยืน” มีเสียงขานรับก้องท้องพระโรง

จ้าวซันวางตราประจำพระองค์ในพาน เจ้าหลวงยกพานนั้นให้ จ้าวซันรับแล้ววางไว้ที่เดิมหันพยักหน้ากับพระครูอย่างรู้กัน พระครูเชิญองค์ชายศิขรนโรดมและให้ดนตรีบรรเลงเพลงใหม่อีกครั้ง

นาทีนี้ บราลีเข้าใจทันทีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เธอยิ้มออกมาอย่างสบายใจ

จ้าวซันยังคงดำเนินพิธีการต่อ ถอดเสื้อคลุมสวมให้ศิขรนโรดมแล้วเอ่ยนำ “ขอเจ้าหลวงทรงเจริญยั่งยืน” แล้วอัญเชิญพานตราประจำพระองค์ขึ้นถวาย ศิขรนโรดม รับไปตามพิธี หลายคนถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความปลื้มปีติ เสียงประชาชนที่เฝ้าชมพระราชพิธีจากกล้องวงจรปิดอยู่นอกท้องพระโรง ทั้งนางในและทหารต่างเปล่งเสียงรับพร้อมเพรียงกันกึกก้อง

“องค์น่านปิงนรเทพ ทรงเจริญยั่งยืน!! องค์ศิขรนโรดมทรงเจริญยั่งยืน!!”

อสุนีและทหารที่เขาเตรียมจะลุกขึ้นสู้ทวงบัลลังก์คืนให้แก่ศิขรนโรดมรู้ข่าวนี้ พากันตื่นเต้นดีใจ

สถานการณ์ผ่านพ้นไปด้วยดี เพราะความปรีชาสามารถและเสียสละเพื่อคีรีรัฐและประชาชนของจ้าวซัน

เมื่อจ้าวซันกับบราลีมาที่เจดีย์ริมน้ำเวียงสาย เขาถามเธอว่า

“พ่อแม่ของน้องท่านจะว่ายังไงนะ ที่ท่านอุตส่าห์สละชีพเพื่อเรา แต่เรากลับสมัครใจที่จะสละทุกอย่างในแผ่นดินคีรีรัฐไป” บราลีเชื่อว่าพ่อกับแม่ต้องดีใจที่เราเลือกทำในสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเรามีความสุข “ถึงอย่างไรเราก็ได้ช่วยกันจัดการ ทำให้คีรีรัฐอยู่เย็นเป็นสุข รอดพ้นจากพวกทรราชกบฏแล้ว”

“คนที่ทำกับพ่อแม่ก็ได้รับกรรมไปหมดแล้วนะคะ”

“แต่ตอนนี้ เราไม่มีแล้วนะ บัลลังก์...ราชสมบัติ...หรืออะไรทำนองนั้น”

บราลีบอกว่าตนไม่เสียดายเลย จ้าวซันหยอกว่าแน่ใจหรือ ไม่ชอบหรือ เป็นพระเทวีเท่ออก

“ไม่เป็นไรค่ะ แค่มีพี่คนเดียวอยู่กับน้อง ก็เท่พอแล้ว”

“ดีจัง...พี่ก็เหมือนกัน...แค่มีม่านฟ้าคนเดียวอยู่กับพี่ ทุกอย่างพี่ก็ไม่ต้องการ”

ทั้งสองกอดกันอย่างตื้นตัน  แม้ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ อะไรเลย ขอแต่มีกันและกันก็มีความสุขที่สุดแล้ว...

ooooooo

ที่ฮ่องกง...

หลังจากฉินเจียงได้เงินค่าขายฝากคอนโดฯจ้าวไทไทแล้ว เขาเอาเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนที่ร้านกับซูหลิง ทั้งสองช่วยกันทำมาหากิน แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีความสุข

แต่ฉินเจียงก็ไม่ลืมว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะเหม่ยอิงคนเดียว บอกซูหลิงว่า

“ตอนนี้ฉันไม่มีกำลังพอ แต่อย่านึกว่าฉันจะยอมพวกมัน ฉันขอช่วยเธอสร้างเนื้อสร้างตัวให้ดีที่สุดก่อน ให้เธอยืนได้อย่างมั่นคงก่อน ฉันเองไม่มีเวลาที่จะทำอะไรผิดพลาดอีกแล้ว ฉันต้องสู้คดีอีกนาน แล้วสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าจะต้องติดคุกนานแค่ไหน”

ซูหลิงชื่นชมความเปลี่ยนแปลงของฉินเจียง  เขายอมรับว่า

“ฉันอ่อนแอมามากพอแล้วซูหลิงถ้าฉันยังใช้แต่อารมณ์เหมือนสมัยที่ไอ้เกาเฟยมันคอยยุแหย่ ฉันก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้ แต่นี่ฉันตั้งใจจะเป็นฝ่ายชนะ ฉันต้องอดทนรอจังหวะ รอโอกาสที่จะเล่นงานพวกมันทีหลัง”

“คุณโตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ แล้วค่ะฉินเจียง” ซูหลิง เอ่ยอย่างปลื้มปีติ

“นังเหม่ยอิงมันไม่โชคดีทุกวันหรอก ฉันจะรอดูวันที่มันโชคร้าย...แล้ววันนั้นจะเป็นวันของเราบ้าง”

ฝ่ายเหม่ยอิงหลงระเริงอยู่กับอำนาจใช้เล่ห์เหลี่ยมกอบโกย และโกงหุ้นในบริษัทฉินเย่ว์จนได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีอำนาจเบ็ดเสร็จในบริษัท

ในสมอง หัวใจ และสายตาของเธอ ไม่มีใคร เลยนอกจากตัวเองและผลประโยชน์ แม้จะมีเงินทองมหาศาล มีสิ่งอำนาจความสะดวกมากมาย แต่เธอก็อยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้ญาติขาดมิตร มีแต่เกาเฟยจอมสอพลอที่หวังปอกลอกคอยหลอกล่อ และรับใช้หมายได้ครองทั้งตัวเธอและเขมือบผลประโยชน์มหาศาลจากบริษัท

วันนี้...เหม่ยอิงจึงเกิดอาการเหมือนประสาท หลอน หวาดผวา หนาวสั่น พร่ำรำพันกับเกาเฟย...

“ถ้าแม่ฉันรู้ แทนที่จะชมเขาคงด่า ถ้านังผิงอันน้องสาวฉันรู้ก็คงจะสาปแช่ง ไม่มีใคร ฉันไม่มีใครที่จะมายินดีด้วยสักคน ฉันไม่มีใครเลย” เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น กรอกเหล้าเข้าปากอย่างขาดสติ เกาเฟยขอให้พอ เธอตวาด...

“พออะไร ฉันกำลังเลี้ยงฉลอง แกไม่เห็นเหรอ”

“เราไปฉลองในร้าน หรือโฮเต็ลดีๆ ไม่ดีหรือ ครับ...คุณฉลองกับผมไง...”

“ไม่! ฉันไม่อยากฉลองกับแก...ไปให้พ้น! เหม่ยอิงผลักเกาเฟยออกไป แล้วกระดกเหล้าเข้าปาก พอหมดก็ทิ้งขวดลงถังขยะ เดินมาโซเซ แผดเสียงร้องเพลง จิงเกิ้ลเบล...ไปตามริมถนนเหมือนคนเสียสติ...

ooooooo

อสุนีเพ้อร้องขอให้องค์ชายศิขรนโรดมช่วยด้วย...มิถิลามองอย่างแปลกใจแกล้งถามหมอหลวงว่า ตกลงพี่ชายเป็นอะไร เมื่อไหร่ถึงจะฟื้น

“จะอยากให้ฟื้นทำไม” หมอหลวงถาม มิถิลามองหน้าหมอบอกว่า ฟื้นขึ้นมาก็ทรมานเปล่าๆ เพราะยาระงับปวดที่ฉีดไปก็ใกล้จะหมดฤทธิ์แล้ว พอดีอสุนีร้องออกมาอย่างเจ็บปวดอีก มิถิลาถามหมอว่า ต้องฉีดให้อีกไหม “ไม่จำเป็น ฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ให้กินยาที่วางอยู่นี่แทนแล้วกัน ให้ข้ามาฉีดยาทุกสี่ชั่วโมงคงไม่ไหวหรอก” พูดแล้วเดินออกไปอย่างไม่สนใจนัก

มิถิลาดูแลอสุนีจนเมื่อเขารู้สึกตัว เธอเอายาเอาน้ำให้กิน ถามว่าคิดยังไงถึงจะฆ่าตัวตาย ตายแล้วช่วยอะไรได้

“ก็อยากพิสูจน์”

“พิสูจน์อะไร พิสูจน์ว่าองค์ชายรักพี่หรือเปล่าน่ะเหรอ”

“องค์ชายเป็นไงบ้าง...ทรงโกรธข้าหรือเปล่า” มิถิลาถามว่าองค์ชายไหน “จะองค์ชายไหนอีกล่ะ ก็มีอยู่องค์เดียวที่ข้า...ที่ข้า...รัก”

“นั่นไง ยอมรับออกมาแล้ว” มิถิลาจับได้อย่างที่ คาดไว้ อสุนีทำท่าจะเอาเรื่องแก้เขิน มิถิลาบอกว่า “ไม่มีอีกต่อไปแล้ว องค์ชายศิขรอะไรของพี่...มีแต่เจ้าหลวงศิขรนโรดม”

“จริงหรือ” อสุนีตะลึงอึ้งจนแทบจะหายป่วย

ooooooo

หลังสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าหลวงแล้ว จ้าวซันพาศิขรนโรดมในชุดลำลองออกดูชาวบ้านใส่บาตรในยามเช้า ชาวบ้านปลาบปลื้มจนนํ้าตาไหล พากันกราบไหว้ด้วยความจงรักภักดี

ระหว่างนั้น จ้าวซันชี้ให้ศิขรนโรดมเห็นว่าชาวบ้านชื่นชมพระบารมีมากแค่ไหน

“เจ้าพี่อย่าตรัสแบบนี้เลย น้องยังไม่ได้ทำอะไรที่สมควรชื่นชมเลยสักอย่าง น้องจะต้องดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พวกเขาก่อน ให้สมกับที่เขาหวังกัน”

“หม่อมฉันตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ นับว่าเป็นโชคดีของชาวคีรีรัฐทุกคนแล้ว”

“เจ้าพี่ตรัสเกินไป หม่อมฉันยังต้องการคำแนะนำจากเจ้าพี่อีกมาก”

ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างมีความสุข แต่ระหว่างนั้น บราลีที่ตามไปอารักขาเห็นชายคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธจึงตามไป ชายคนนั้นเดินหนี แต่เมื่อบราลีตามทันจับได้ว่าคืออสุนี เธอปรามว่า

“คีรีรัฐกำลังสงบสุข อย่าทำให้มีเรื่องอะไรอีกเลย”

“ได้...และก็ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะกลับไปในที่พวกเจ้ามาได้แล้วเหมือนกัน”

ooooooo

มิถิลาอยู่ในภาวะกดดันอย่างหนัก เมื่อศิขร-นโรดมได้เป็นเจ้าหลวงเธอก็ถูกบรรดานางในพูดกระแนะกระแหนว่าต่อไปเธอก็จะได้เป็นพระเทวี จนเธอทนไม่ได้เขียนจดหมายลาออกและหนีหายไป

ฝ่ายศิขรนโรดมเมื่อกลับถึงวัง ก็ให้มาทยาธรเกาะแขนพาเดินคุยไปกับพระเทวีในอุทยาน เล่าอย่างกระตือรือร้นว่าต่อไปจะออกไปดูความเป็นอยู่ของราษฎรในจังหวัดใกล้ๆ ด้วยตัวเองทุกสัปดาห์  เพราะมีประชาชนตามป่าเขาอีกมากมายที่กำลังเดือดร้อน

ระหว่างนั้นแม่นมเดินมา ศิขรนโรดมบอกว่าคงถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว บอกแม่นมว่าให้มิถิลาไปเชิญเสด็จเจ้าพี่กับม่านฟ้ามาด้วย มาทยาธรทักท้วงว่าให้มิถิลาไปได้อย่างไรใช้เด็กๆดีกว่า พระเทวีนึกได้บอกแม่นมว่าควรจะฝึกมิถิลาให้เตรียมถวายตัวได้แล้ว

มาทยาธรเสนอให้มาร่วมโต๊ะด้วยเลย

“ทูลกระหม่อมเพคะ จะดีหรือเพคะ” แม่นมตกใจ ศิขรนโรดมรีบบอกว่าดีมากเลยเดี๋ยวจะไปตามมิถิลาเอง แล้ววิ่งไปอย่างร่าเริง  ไปจนถึงห้องมิถิลา แม่นมกระหืด กระหอบตามมา ทักท้วงทัดทานว่า

“ฝ่าบาท...เวลานี้ทรงเป็นเจ้าหลวงแล้ว ทรงเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องทรงพระทัยเย็นๆหน่อย อย่าเพิ่งทรงด่วน...รักชอบใครเลยเพคะ น่าจะทรงวางองค์เป็นเจ้าหลวงหนุ่มโสด ให้ราษฎรชื่นชมไปนานๆ และให้นานาชาติเขาได้ปลาบปลื้มในเจ้าหลวงรูปงามวัยเยาว์ของเรานะเพคะ...หม่อมฉันขอ...” แม่นมทรุดลงกราบแทบเท้าจนศิขรนโรดมตกใจรีบประคองขึ้นมา

แม่นมยังพูดด้วยนํ้าเสียงวิงวอนว่า “ทรงพระเยาว์นัก  ยังทอดพระเนตรเห็นโลกแคบๆอยู่เลย ในแผ่นดินของเราก็มีสตรีงามอีกมาก น่าจะทรงได้เปิดพระทัย ได้รู้จักกับใครๆให้มากกว่านี้ คนที่เหมาะสมคู่ควรกว่านี้”

“แม่นม...นี่มันอะไรกัน  แม่นมไม่ชอบมิถิลาหรือ” ศิขรนโรดมถามอย่างไม่สบายใจ ก็พอดีนางในสองคนวิ่งหน้าตื่นมาบอกว่ามิถิลาหนีไปแล้ว ทิ้งแต่จดหมายไว้ให้พระเทวี

“บ้าแล้ว!” ศิขรนโรดมรีบรับจดหมายไปอ่าน แม่นมถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ “มิถิลาเขา...ขอลาออกจากการทำงานที่นี่...” ศิขรนโรดมหน้าซีดเศร้าขรึมไปทันที...

ooooooo

ที่บ้านสี่ฤดู  จ้าวไทไทให้อากงเรียกผิงอันไปพบ อากงบอกผิงอันว่า ถ้าท่านพูดอะไรคุณหนูต้องรับปากทำให้ได้ ผิงอันใจคอไม่ดี คาดเดาไม่ได้ว่าจ้าวไทไทเรียกไปพบเรื่องอะไร

ผิงอันเข้าไปเห็นจ้าวไทไทยืนเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง ถอนใจเฮือกใหญ่แล้วจึงหันมาพูด...

“เราทุกคนล้วนมีชะตากรรมเป็นของตัวเองทั้งนั้น... ข้าก็มีของข้า เจ้าก็มีของเจ้า อาซันเขาก็มีของเขาเองเหมือนกัน...ผิงอัน ถ้าอาซันไม่กลับมา เธอดูแลตระกูลจ้าวไหวไหม กล้าพอหรือเปล่า เก่งพอไหม เลิกกลัวอะไรไร้สาระได้หรือยัง”

ผิงอันตระหนกว่าเกิดเรื่องอะไรกับพี่ใหญ่หรือ ทำไมพี่ใหญ่จึงไม่กลับมา และหวาดหวั่นลังเลที่จะดูแลตระกูลจ้าว...

“คนดีผีคุ้ม ส่วนคนไม่ดีผีมันก็จะตามไปหักคอเอา...” จ้าวไทไทยื่นมือมาบีบคอผิงอัน เธอตกใจร้องกรี๊ด จ้าวไทไทปล่อยมือ หัวเราะ “ฮ่ะๆๆ ต้องแกร่งกว่านี้ ใจต้องแข็ง ขวัญไม่อ่อน ต่อไปเธอจะต้องปกครองทุกคน” ผิงอันอ้างว่าไทไทเคยบอกว่าพี่ชายใหญ่กับพี่บรีจะมาช่วย “เด็กโง่...และคนแรกของตระกูลจ้าวที่เธอควรจะเมตตาเป็นพิเศษตอนนี้ก็คือฉินเจียง”

ผิงอันจึงไปหาฉินเจียง เจอลูกค้าอารมณ์ร้อนกำลังด่าทั้งสองที่ปิดร้านให้รออยู่นานเพราะทั้งสองช่วยกันไปหาซื้อของเก่ามาเข้าร้าน ฉินเจียงโมโหจะชกหน้าดีแต่ซูหลิงรั้งไว้บอกว่าเราผิดเอง

“ขอโทษนะคะ” ผิงอันทักขึ้น ฉินเจียงตกใจไม่คิดว่าผิงอันจะมาหาถึงที่นี่ เมื่อนั่งคุยกัน ผิงอันบอกว่า “เห็นพี่ไม่ได้แวะไปที่บ้านบ้างเลย ทุกคนก็เลยเป็นห่วง” ฉินเจียงขอบใจให้บอกทุกคนว่าตนสบายดี  “แต่ท่าทางพี่ชายรองดูเศร้าๆ”

ฉินเจียงตอบผ่านๆ ว่าเรื่องที่ร้าน พอลงมาทำเอง จริงๆจังๆ ก็รู้สึกว่ามันไม่ง่าย แล้วถามถึงจ้าวซันว่าเป็นอย่างไรบ้าง ติดต่อมาบ้างหรือเปล่า ผิงอันส่ายหน้า ฉินเจียงหน้าสลดพูดเปรยๆ...

“อยู่ดีๆก็อยากเจอขึ้นมา ไม่รู้ทำไม ทั้งๆที่เมื่อก่อนเหม็นขี้หน้ากันจะตาย”

ผิงอันพูดผ่านๆ ว่าพี่ชายใหญ่คงยุ่งถึงไม่กลับมาเสียที ฉินเจียงจึงชวนน้องไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านอร่อยฝั่งโน้น แต่พอเห็นร้านเล็กๆโทรมๆ ผิงอันก็รู้สึกสลดใจสงสารพี่ชายที่ตกอับถึงเพียงนี้ แต่ก็ทำร่าเริงชวนซื้อไปกินที่ร้านกันดีกว่า

ooooooo

มิถิลาหนีไปขอบวชชีที่วัดริมแม่น้ำเวียงสาย แม่ชีที่สำนักบอกว่าเวลานี้เจ้าสำนักออกธุดงค์ในป่าไม่รู้จะกลับเมื่อไร ให้มิถิลากลับไปคิดให้ดีก่อนแล้วค่อยกลับมาใหม่วันหลัง

“คิดดีแล้วเจ้าค่ะ” มิถิลาอ้อนวอนขอบวชเพราะตั้งใจจะบวชไม่สึกให้พ่อ ทดแทนบุญคุณท่าน ขอให้โกนหัวให้เลยได้ไหม แม่ชีเลยให้เพื่อนชีพาเข้าไปในสำนักก่อนดีกว่ารอท่านกลับมาแล้วคอยดูวาท่านจะว่าอย่างไร

“บวชไม่ได้” เสียงเจ้าสำนักแทรกเข้ามา ทุกคนหันมอง เจ้าสำนักเดินมาด้วยอาการสงบน่าเลื่อมใสศรัทธา มองมิถิลาบอกว่า “ยังร้องไห้ตาแดงมาแบบนี้ ไม่มีใครเขาบวชให้หรอก จะบวชจริง ใจต้องพร้อมก่อน การบวชไม่ใช่การซับน้ำตาถ้าจิตยังเศร้าหมอง บวชไปก็แก้อะไรไม่ได้ จะทำให้ผ้าขาวมัวหมองเสียเปล่าๆ มีแม่ชีเที่ยวเดินร้องไห้ร่ำไรพิลาปรำพันมันไม่เหมาะ ทำใจให้สงบได้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกันใหม่”

มิถิลาจึงอยู่ช่วยงานที่สำนักไปด้วยหัวใจที่บอบช้ำ...

ฝ่ายศิขรนโรดมคิดไม่ตก ไม่รู้ว่ามิถิลาหนีไปด้วยเหตุใด จ้าวซันแนะว่าต้องไปคุยกับเธอเองให้รู้เรื่อง สะกิดให้คิดว่าเรื่องครอบครัวก็น่าจะทำให้มิถิลาคิดมากเหมือนกัน

“ทำไมล่ะเจ้าพี่ ก็พี่เขาและตัวเขาก็จงรักภักดีกับเรา จนตัวเองต้องเจ็บต้องลำบากทุกอย่าง เขาไม่เหมือนพ่อเขาสักหน่อย แล้วพอน้องได้เป็นเจ้าหลวง อย่างที่เขาก็แทบจะยอมตายถวายชีวิตก็ได้เพื่อให้น้องมาสู่จุดนี้ ในเมื่อเจ้าพี่ทรงสละตำแหน่งหน้าที่นี้ให้น้องสมดังที่เขาฝันจริงๆ เขากลับทิ้งน้องไป แบบนี้มันใช้ได้หรือ” ศิขรนโรดมรำพึงรำพันคิดไม่ตก

อสุนีเองก็ร้อนใจ ไปหามิถิลาที่วัด ถามว่าทำไมถึงทำแบบนี้ทั้งที่น้องไม่เคยใฝ่ใจทางธรรมะมาก่อนเลย

“เมื่อก่อนเราไม่เคยมีความทุกข์อย่างนี้ เวลานี้คนอย่างเราจะมีหน้าไปอยู่ร่วมอะไรกับคนดีๆเขาได้”




“แต่น้องไม่ได้เกี่ยวข้องกับพ่อ น้องยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพ่อด้วยซ้ำ”

“แต่บาปทั้งหมดมันตกกับเรานะพี่...ผู้คนในวังเขาก็รังเกียจเราทั้งนั้น” อสุนีถามว่าใคร “ช่างมันเถอะพี่ ในเมื่อพ่อเคยทำบาปมันก็น่าจะดีมิใช่หรือ ถ้าน้องบวชเพื่อล้างบาปให้ท่าน”

อสุนีย้ำว่าเธอควรอยู่เคียงข้างเจ้าหลวง มิถิลาไม่อาจบากหน้าทำได้ อสุนีถามว่าแล้วจะทิ้งเจ้าหลวงให้ทรงโดดเดี่ยวหรือ มิถิลาชี้แจงทั้งที่เจ็บปวดใจว่า

“ไม่ได้ทรงโดดเดี่ยวเลย เจ้าหลวงทรงมีพี่ที่ทรงรักและเจ้าพี่ของพระองค์ก็ทรงสนิทเสน่หาในเจ้าหลวงมาก ถึงกับถวายตำแหน่งเจ้าหลวงให้ง่ายๆ เราสิพี่...เราสองคนคือคนอื่น ตรงนั้น...ไม่ใช่ที่ทางของคนอย่างเราเลย”

อสุนีฟังเหตุผลของมิถิลาแล้วอึ้งไป

ooooooo

ที่บ้านครูเฒ่า กลายเป็นที่พูดคุยความในใจกัน ของหมอหลวงและภูสินทร โดยมีครูเฒ่าร่วมฟังและทัดทานท้วงติงเตือนสติในบางครั้ง

หมอหลวงบ่นเสียดายที่จ้าวซันตัดสินใจเช่นนั้น ภูสินทรพูดอย่างสิ้นหวังว่าเมื่อเป็นพระประสงค์ของพระองค์แล้วเราจะทำอย่างไรได้ ครูเฒ่าติงว่า...

“อะไรที่เกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นก็คือดีอยู่แล้ว ถ้าจงรักภักดีต่อองค์น่านปิงนรเทพจริง ก็หยุดวิพากษ์วิจารณ์เถอะ”

“เสียดาย...ที่เราทำทุกอย่างมาตลอดชีวิตเพื่อเป้าหมายนั้น แต่แล้วพระองค์กลับไม่ทรงต้องการ” ภูสินทรบ่นต่อ

“ผมก็เสียดายแทนบ้านเมือง แทนที่จะมีเจ้าหลวงเก่งๆ รู้เรื่องการบริหาร เรื่องเศรษฐกิจโลก เรื่องประเทศต่างๆมาทรงดูแล ต้องกลับ...”

“หยุดเถอะๆ ขอร้องล่ะ เจ้าหลวงพระองค์นี้ สำหรับผม ถือว่าทรงดีพอ ไม่แพ้องค์น่านปิงเหมือนกัน และองค์น่านปิงก็คงจะทรงเป็นที่ปรึกษาอยู่ ไม่ทิ้งไปไหนหรอก”

แต่เวลาเดียวกันนี้เอง บราลีกำลังหว่านล้อมจ้าวซันว่าอยู่ต่อไปไม่ได้แล้วให้ไปจากที่นี่เสีย จ้าวซันติงว่า

ศิขรนโรดมยังต้องการความช่วยเหลืออยู่

“การช่วยเหลือที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าหลวงศิขรนโรดมคือ เสด็จจากไป นี่เป็นสิ่งเดียวที่ทรงสมควรกระทำ เพราะองค์ศิขรจะเติบโตแล้วจะทรงทำอะไรก็สำเร็จทุกอย่างเมื่อไม่มีเจ้าพี่” นอกจากนี้ บราลียังชี้ให้เห็นว่า จ้าวซันเองก็จากที่นี่ไปนานและตอนจากไปก็ยังเด็กเหลือเกิน ย้ำว่า “ถ้าเจ้าหลวงต้องทรงช่วยตัวเองไม่มีพี่จะต้องทรงเติบโตเข้มแข็ง แล้วก็อาจจะเก่งในเพียงเวลาข้ามคืนก็ได้”

ฟังเหตุผลของบราลีแล้วท่าทีของจ้าวซันเริ่มอ่อนลง เมื่อไปบอกมาทยาธรกับพระเทวี ทั้งสองตกใจที่จ้าวซันจะทิ้งศิขรนโรดมไป มาทยาธรถามว่ายังโกรธลุงอยู่ใช่ไหม

ระหว่างคุยกัน ศิขรนโรดมเข้ามาถามว่าคุยอะไรกันหรือดูเครียดๆ เมื่อรู้จากพระเทวีว่าจ้าวซันกับบราลีจะลากลับฮ่องกง ศิขรนโรดมก็แทบจะดิ้นพล่านโวยวายงอแง

“ไม่เอา...น้องไม่ให้พี่กลับ...” จ้าวซันบอกว่าน้องเป็นต้นไม้ที่ต้องโตเองได้ “ไม่จริง น้องยังเป็นไม้อ่อน ต้องการพี่เป็นไม้ช่วยค้ำยันน้องให้แข็งแรงก่อน น้องยังอยู่ด้วยตนเองไม่ได้”

มาทยาธรและพระเทวีมองหน้ากันอย่างกังวล...

การหนีไปของมิถิลาทำให้ศิขรนโรดมกินไม่ได้นอนไม่หลับ ตัดสินใจไปหาอสุนีที่บ้านถามว่ามิถิลาอยู่ไหน

อสุนีไม่ยอมบอกทั้งยังขอให้ปล่อยน้องไปเสีย น้องต้องการไปหาความสงบเพื่อสร้างกุศลให้กับพ่อและรักษาจิตใจที่บอบช้ำ ศิขรนโรดมอ้อนวอนว่าตนต้องการมิถิลา ตนอยู่ไม่ได้โดยไม่มีเธอ อสุนีตัดบทว่าตนไม่อยากบังคับน้อง

จากการพูดคุยกัน อสุนีรู้ว่าจ้าวซันกับบราลีกำลังจะเดินทางกลับฮ่องกงวันเสาร์นี้ อสุนีถามว่าเป็นกลลวงอะไรหรือเปล่า ไม่น่าเชื่อว่าจ้าวซันจะทิ้งคีรีรัฐไปได้

ศิขรนโรดมถามอย่างไม่พอใจว่า “ทำไมเจ้าคิดอย่างนั้น”

“นั่นสิ หม่อมฉันควรจำใส่หัวไว้ว่าองค์น่านปิงนรเทพทรงประเสริฐเลิศเลอ ไม่หวังอะไรเลย ทรงสละได้ทุกสิ่งราวกับเทพเจ้าก็ไม่ปาน” อสุนีประชดประชัน ทำให้ศิขรนโรดมยิ่งไม่พอใจ แต่อสุนีคิดอะไรบางอย่างในใจแล้ว

ooooooo

เต๋อเป่ายังอยู่โรงพยาบาลในสภาพที่หมอกับพยาบาลพากันงุนงงว่าทำไมอาการของเขาไม่ดีขึ้นสักที ทั้งที่สมองไม่ได้กระทบกระเทือนอะไรเลย พยาบาล ตั้งข้อสังเกตว่าเขาแกล้งบ้าหรือเปล่า หมอคิดว่าคงไม่ใช่

แต่ผู้กองเหลียงจับได้ว่าเต๋อเป่าแกล้งบ้าเพราะมาได้ยินเต๋อเป่าเผลอตะโกน “เฮ้อ...น่าเบื่อจริงโว้ย”

เมื่อจับได้ว่า เต๋อเป่าแกล้งบ้า ผู้กองเกลี้ยกล่อมให้บอกความจริง โดยจะรับรองความปลอดภัยให้ เต๋อเป่าจึงต้องเล่าความจริงให้ฟังว่าตนถูกเหม่ยอิงพยายามฆ่า ผู้กองบอกว่าตำรวจก็ระแคะระคายเหมือนกัน แต่เห็นจ้าวซันมอบหมายให้เหม่ยอิงดูแลบริษัทแทนและเกาเฟยก็มาเป็นผู้ช่วย ตำรวจจึงตัดข้อสงสัยที่ว่าสองคนนี้เป็นคนร้ายออกไป
“คุณชายจ้าวซันยังไม่รู้เรื่องนี้ใช่ไหม” ผู้กองเหลียงถาม

“คิดว่ายัง ว่าแต่ทำไมคุณชายรองถึงยอมปล่อยให้คุณเหม่ยอิงเข้าไปครองบริษัทได้ง่ายๆ”

“จ้าวฉินเจียงกำลังจะถูกฟ้องล้มละลาย และก็มีคดีติดอยู่มากมาย คงทำอะไรไม่ได้มากตอนนี้” ผู้กองบอก

“รีบติดต่อคุณชายจ้าวซันตอนนี้ด่วนเลย คุณชายจ้าวซันอยู่ไหน” เต๋อเป่าร้อนใจ แต่ตำรวจทุกคนก็ส่ายหน้าสิ้นหวัง

หลังจากได้ข้อมูลจากเต๋อเป่าแล้ว ผู้กองให้หมวดจางกับจ่าหมงไปเฝ้าเต๋อเป่าไว้อย่าเพิ่งให้ออกจากโรงพยาบาล ให้เขาทำเป็นบ้าต่อไป ส่วนเหม่ยอิงกับเกาเฟยเรายังจับไม่ได้เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ

“ผมให้ทุกฝ่ายพยายามติดต่อคุณชายจ้าวซันแล้ว แต่ยังไม่มีใครติดต่อได้เลย” อเล็กซ์เอ่ย

“นึกซิว่ามีใครที่พอจะติดต่อคุณชายจ้าวซันได้อีกบ้าง” ผู้กองสั่ง ตำรวจได้แต่มองหน้ากันเครียดๆ

ooooooo

วันนี้...ขณะจ้าวซันกับบราลีไปลาครูเฒ่าที่บ้าน ศิขรนโรดมตามไปขอร้องให้บราลีช่วยพามิถิลากลับวัง ถ้างานนี้สำเร็จก็จะยอมให้ทั้งสองกลับฮ่องกง

แต่เมื่อบราลีพาศิขรนโรดมไปที่วัดแม่น้ำเวียงสา เห็นมิถิลากำลังช่วยงานสำนักอยู่อย่างเศร้าเหม่อลอย บราลีให้ศิขรนโรดมเข้าไปหาและหว่านล้อมมิถิลากลับ แต่ศิขรนโรดมกลับไม่กล้า บราลีจึงพากลับวันหลังค่อยมาจัดการใหม่

หลังจากนั้น พระเทวีก็ไปหามิถิลาด้วยตัวเอง เล่าอดีตของตัวเองให้ฟังว่า เมื่อยี่สิบปีที่แล้วตนก็เคยคิดจะมาบวชที่นี่เหมือนกัน บวชไม่สึกเลยด้วย มิถิลามองตะลึง พระเทวีเล่าอีกว่า

“แต่สุดท้ายก็มีคนมาเตือนสติฉันว่า การบวชไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร ฉันก็เลยกลับไป เผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านั้น ค่อยๆทนแก้มันไปเรื่อยๆ อาศัยคนคนนั้นคอยเป็นกำลังใจให้ฉันเสมอมา”

“ดีจังเลยนะเพคะที่พระองค์มีคนคอยให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา”

“จริงๆแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจให้กำลังใจฉันหรอก แต่ฉันอาศัยเขาเป็นกำลังใจมากกว่า” มิถิลาถามว่าใครหรือ “ลูกชายของเรา...ศิขรนโรดม...ศิขรเป็นเด็กดี อ่อนโยนมาตั้งแต่เล็กจนโต”

มิถิลาเสียความรู้สึกขอตัวไปทำงานต่อ พระเทวีตัดสินใจขอร้อง “มิถิลา...กลับไปแต่งงานกับศิขรได้ไหม” แต่ถูกมิถิลาปฏิเสธเพราะตนตั้งใจจะมาศึกษาพระธรรมและตัดเรื่องทางโลกแล้วจริงๆ เธอกราบแทบเท้าพระเทวีหมอบนิ่ง

เพราะศิขรนโรดมไม่ยอมแตะต้องอาหาร เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง จ้าวซันเข้าไปดูจึงรู้ว่ามีไข้สูงมาก เขาปรารถกับบราลีอย่างหนักใจว่า “เจ้าน้องทรงมาเป็นแบบ นี้...แล้วเราจะกลับไปได้ยังไง”

ส่วนที่ฮ่องกง วันนี้เหม่ยอิงโกรธตาแทบลุกเป็นไฟ เมื่อเกาเฟยมาบอกว่า ที่ดินตรงร้านของซูหลิงนั้นผิงอันมาซื้อตัดหน้าไปแล้ว!

เหม่ยอิงกลับไปเล่นงานผิงอันอย่างหนัก คาดคั้นถามว่าเอาเงินจากไหน ธนาคารที่ไหนเขาให้กู้เพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผิงอันเผชิญหน้าตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ฉันไม่บอก!”

เหม่ยอิงกรี๊ดสุดเสียง ถามว่า จ้าวซันใช่ไหม ติดต่อจ้าวซันได้แล้วใช่ไหม ผิงอันหันมาทำหน้าเย้ยแต่ไม่ตอบแล้วเข้าห้องปิดประตูเลย เหม่ยอิงตามไปกระหน่ำทุบประตูแทบพัง จนอากง อาม่า และแม่สี่พากันส่ายหน้า...

ooooooo

อาการไข้จนเพ้อของศิขรนโรดมทำให้พระเทวี วิตกมาก เฝ้าเช็ดตัวลดความร้อนให้ ได้ยินศิขรนโรดมเพ้อไม่เป็นภาษาก็พึมพำอย่างสะเทือนใจ

“โธ่...ลูกหนอลูก ทรงแข็งแรงมีพระอนามัยดีแท้ๆ ทำไมกลายเป็นอ่อนแออย่างนี้ ลูกคือเจ้าหลวงของคนทั้งคีรีรัฐ ใครๆก็ฝากความหวังไว้ที่ลูกนะลูก...”

แม่นมขอประทานอภัยที่ตนเป็นต้นเหตุนี้ เพราะตนไม่รู้จริงๆ ว่าองค์เจ้าหลวงจะทรงรักมิถิลาขนาดนี้ สัญญาว่า “ต่อไป หม่อมฉันจะไม่บ่น ไม่ว่า ไม่ทำอะไรไม่ดีต่อคุณมิถิลาอีกแล้ว”

“เอาเถอะแม่นม...เรื่องมันแล้วไปแล้ว อย่ามามัวแต่โทษตัวเองเลย” พระเทวีปลอบ แม่นมภาวนาขอให้มิถิลากลับเร็วๆ ด้วยเถิด “นม...ฉันว่า รีบไปตามหมอหลวงมาเถอะ ท่าจะไม่ดีแล้วล่ะ”

ขณะนั้นเอง จ้าวซันเข้ามาพร้อมบราลี เห็นสภาพของศิขรนโรดมแล้วตกใจถามว่า

“ทำไมเจ้าหลวงเป็นขนาดนี้ เจ้าหลวงมีโรคประจำพระองค์หรือเปล่าเจ้าป้า กระหม่อม”

“ทอดเนตรเอาเองก็แล้วกัน เจ้าหลวงไม่มีพระโรคทางกายอะไรเลย แต่พระทัยน่ะสิ ทรงมีพระทัยที่อ่อนแอเกินไป เช่นนี้แล้ว...ฝ่าบาทจะยังทิ้งน้องไปได้ลงคออีกหรือเพคะ”

จ้าวซันไม่ตอบ นั่งลงที่เตียงข้างตัวน้องด้วยสีหน้าหนักใจ...

เหตุการณ์บังคับให้จ้าวซันกับบราลีต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่เด็ดขาดรวดเร็ว ด้วยการให้บราลีแต่งชุดดำไปอุ้มมิถิลาจากวัด ขณะเธอกำลังตากผ้า บราลีใช้ผ้าคลุมหัวและพันตัวมิถิลาอุ้มออกไป

“ม่านฟ้า...คุณคิดจะทำอะไรน่ะ เอาผ้าออกไปจากตัวฉันเดี๋ยวนี้นะ” บราลีตกใจถามว่ารู้ได้ไงว่าเป็นตน “ฉันจำกลิ่นน้ำหอมท่านได้น่ะสิ กลิ่นน้ำหอมฝรั่ง...ท่านทำบ้าอะไร คิดจะแก้แค้นข้าหรือ”

บราลีบอกว่าระหว่างเราไม่มีความแค้น จ้าวซันก็เตือนว่า ให้ปล่อยวางเรื่องเก่าเสียเถิด ขอร้องว่าก่อนบวชพวกตนจะพาไปดูคนคนหนึ่งก่อน แล้วหากเธอยังต้องการบวช พวกเราจะพากลับมาส่งทันที

ooooooo

มิถิลาถูกพาไปที่บ้านพักตากอากาศริมน้ำตก ที่นั่นภูสินทรและคนของเขายืนกันอยู่เต็มไปหมด มิถิลาชะงัก บราลีคว้ามือไว้

“ไม่มีอะไรเป็นอันตรายกับเธอหรอกน่า สิ่งที่

น่ากลัว คือ คนคนหนึ่ง อาจจะอาการหนักหนาสาหัสกว่านี้”

มิถิลาถามว่าใคร จ้าวซันเชิญเธอเข้าไปดูเองก็แล้วกัน...มิถิลาจะกลับ ภูสินทรเข้ามาขอร้องให้เธอให้ความร่วมมือ บราลีจึงอาสาเข้าไปเป็นเพื่อน แล้วเดินนำไป

พอเข้าไปเห็นสภาพของศิขรนโรดม มิถิลาอึ้ง แต่ยังไม่วางใจถามว่าแกล้งทำหรือเปล่า แล้วเข้าไปดูใกล้ๆ พอดีศิขรนโรดมขยับตัวลืมตา เห็นมิถิลาลางๆ

ศิขรนโรดมก็ยิ้มออกมาถามอย่างตื่นเต้นดีใจ

“มิถิลา...นี่...นี่เราคงฝันไปสินะ” แล้วหลับไปอีก

เมื่อเข้าไปจับตัว มิถิลาถึงกับสะดุ้งถามว่าทำไมทรงมีไข้สูงขนาดนี้ เธอจับมือศิขรนโรดมร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างสะเทือนใจ

เมื่อศิขรนโรดมรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง มิถิลาดีใจมาก โผเข้าเรียก “เจ้าหลวง...ฝ่าบาท...ทรงเป็นยังไงบ้างเพคะ ปวดพระเศียรหรือว่าปวดเมื่อยตัวหรือเปล่า ทรงติดเชื้อในกระแสพระโลหิตเพคะ”

แต่ศิขรนโรดมไม่ได้สนใจคำถาม เฝ้าแต่จ้องหน้ามิถิลาถามว่าตนฝันไปหรือเปล่า...นี่คือความจริงใช่ไหม...

“จริงสิเพคะ หม่อมฉันมาถวายรับใช้เจ้าหลวงแล้ว เหมือนที่เคยรับใช้ ตอนที่เราไปต่างประเทศด้วยกัน”

ทั้งคู่ต่างระลึกถึงวันเวลานั้นที่สนิทสนมและสนุก

สนานกันมาก แต่พอกลับมาถึงคีรีรัฐเรากลับห่างเหินกัน

“หม่อมฉันไม่มีทางอื่นเพคะ...ไม่มีจริงๆ ในฐานะที่หม่อมฉันเป็นลูกของท่านพ่อ หม่อมฉันคิดว่าหากหม่อมฉันไปล้างบาปแทนท่าน น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หม่อมฉันไม่อาจอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เกลียดชังหม่อมฉัน”

ศิขรนโรดมถามว่า แล้วคนที่รักเธอล่ะ มิถิลาก้มหน้าตอบแผ่วเบา “หม่อมฉันไม่คู่ควรกับความรักของใคร”

“แม้แต่ความรักของฉันงั้นเหรอ”

“ไม่มีใครรับได้หรอกเพคะ”

ทั้งสองต่างอ้างเหตุผลของตัวเอง จนศิขรนโรดม ขอให้เธอไว้ใจตน ตนจะปกป้องและทำให้ทุกคนยอมรับ เธอให้ได้

“ฉันเป็นเจ้าหลวงไม่ใช่เหรอ ถ้าแค่ดูแลเธอ

คนเดียว ฉันยังทำไม่ได้ แล้วฉันจะไปดูแลคนทั้งคีรีรัฐได้ไง...แต่งงานกับฉัน อยู่กับฉันตลอดไปนะ...มิถิลา...”

มิถิลาพยักหน้าเขินๆ ศิขรนโรดมแทบหายไข้ในวินาทีนั้นเลย...

หลังจากนั้น พระเทวีเรียกอสุนีมาพบ เอ่ยปากขอน้องสาวเขามาเป็นพระเทวีของเจ้าหลวง อสุนีหมอบกราบขอถวายมิถิลา เจ้าหลวงจะโปรดให้ไปรับใช้อะไรสุดแท้แต่นํ้าพระทัย

นาทีนี้...ทั้งพระเทวีและมาทยาธรต่างยิ้มให้กันอย่างโล่งใจ...

ooooooo

ผู้กองเหลียง เร่งสืบและติดตามเกาเฟยและเหม่ยอิง โดยเฉพาะเส้นทางการเงินของทั้งสอง

เกาเฟยถูกติดตามและถ่ายรูปขณะเขาอยู่ในชุดราคาแพง ขับรถหรู ไม่ว่าเดินไปทางไหนในบริษัทฉินเย่ว์ พนักงานต่างพากันหลีกทางและทำความเคารพ

ภาพเกาเฟยเดินอย่างยิ่งใหญ่เข้าบริษัท ถูกบันทึกไว้ทุกระยะ
ส่วนทางด้านการเงิน อเล็กซ์กดแล็ปท็อปให้

เต๋อเป่าและผู้กองเหลียงดูพลางอธิบาย

“เส้นทางของเงินที่เข้าไปที่บัญชีของเกาเฟย ที่เวียดนามและที่เมืองจีน มาจากบัญชีของบริษัทในเครือฉินเย่ว์กรุ๊ปทั้งสิ้น เป็นบริษัทที่จ้าวเหม่ยอิงเพิ่งเข้าไปบริหารแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหลังจากจ้าวซันไม่อยู่นี่เอง”

“หลักฐานเท่านี้ยังไม่พออีกหรือครับ ส่วนเรื่องการปล้นรถสื้อฉวนคนรถตายก็เป็นฝีมือมันแน่ๆ แต่ผมหาหลักฐานพยานไม่ได้เท่านั้น พวกคุณต้องหาทางเข้าไปในโรงงานกันเองว่าหลังจากการปล้นวันนั้นแล้วมันเกิดอะไรขึ้นในโรงงานหรือเปล่า”

พอดีหมวดจางที่ไปสืบมาถึง หมวดจางรายงานว่า เหม่ยอิงยกเลิกการซื้อวัตถุดิบของบริษัทคู่ค้าเก่าหลายแห่ง และไปซื้อจากร้านใหม่ในเมืองจีนที่คุณภาพต่างจากสเปกมาก เหม่ยอิงบอกว่าเป็นการลดต้นทุน ทำให้ขายได้กำไรมากขึ้น

เต๋อเป่ามองทะลุว่า เหม่ยอิงคงไม่ได้ใช้ของผิดสเปกเพื่อกำไรที่มากขึ้นอะไรนั่นหรอก ผู้กองเหลียงถามว่าแล้วทำเพื่ออะไร เต๋อเป่าฟันธงว่า

“เพื่อทำลายจ้าวซัน!”

ooooooo
ตอนที่ 16






คืนนี้...เหม่ยอิงนัดพบกับเกาเฟยที่ท่าเรือ  เขาถามว่าดำเนินงานขึ้นต่อไปได้เลยใช่ไหม

เหม่ยอิงนั่งอยู่ในรถบอกอย่างพอใจว่างานเราสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว เพราะลูกค้าที่ออสเตรเลียคอมเพลน มามากมายว่าสินค้าเมดอินไชน่าล็อตนี้ไม่ได้คุณภาพ เกาเฟยเสริมว่าทางยุโรปก็เหมือนกัน

“ใช่...บริษัทกำลังจะถูกฟ้องล้มละลาย” เกาเฟยย่ามใจว่าแผนกำจัดจ้าวซันของเราก้าวหน้าไปเรื่อยๆ “ยัง...ฉันเปลี่ยนใจแล้ว จะทำให้มันสนุกมากไปกว่านี้อีก นี่มันแค่นํ้าจิ้มไก่ธรรมดาๆ แกรอดูจานที่เป็นหูฉลามของฉันแล้วกัน”

“ขนาดนั้นเลยหรือครับ” เกาเฟยถามหวาดๆ

“ความสุขอย่างเดียวที่ฉันจะหาได้ตอนนี้ก็คือ เห็นความหายนะของจ้าวซัน ยิ่งหายนะมากเท่าไหร่ยิ่งดี” เหม่ยอิงจิกตาร้าย แล้วออกจากรถมาถามเกาเฟยว่า “หลักฐานการสั่งซื้อทุกอย่างแกทำลายทิ้งหมดแล้วใช่ไหม”

“เป็นขี้เถ้าหมดแล้วครับ”

“ดี...คราวนี้ก็ไปจัดการทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มันพูดไม่ได้ไปตลอดชีวิต” เกาเฟยถามว่าทุกคนหรือ “ฉันไม่อยากให้เหลือพยานไว้แก้ต่างให้จ้าวซันแม้แต่คนเดียว เรื่องนี้ต้องเป็นความผิดพลาดของจ้าวซันแต่ผู้เดียวเท่านั้น”

เกาเฟยรับคำแข็งขัน เหม่ยอิงหันหน้ามองไปในทะเล พูดอย่างสะใจ

“รับนํ้าจิ้มไก่ไปก่อนนะคะพี่ชายใหญ่ เดี๋ยวจะได้เจอกับชุดใหญ่ของเหม่ยอิง แล้วพี่จะอิ่มจนกินอะไรไม่ลง!”

หารู้ไม่! ไกลออกไป ผู้กองเหลียง อเล็กซ์ หมวดจาง ค่อยๆย่อง...คลานตํ่าเข้ามาหลบอยู่ตามเสาและมุมต่างๆ โดยที่ทั้งสองไม่รู้ตัวเลย

ooooooo

คืนเดียวกัน เกาเฟยไปหาเต๋อเป่าที่โรงพยาบาลทันที เต๋อเป่าตกใจพอตั้งสติได้ก็แกล้งทำเอ๋อพูดไม่รู้เรื่อง แต่แกล้งทำเป็นหมาเห่าไล่และจะกัด

เกาเฟยจะเข้าไปตบ พอดีพยาบาลเข้ามา เต๋อเป่า ชี้ไปทางเกาเฟยพูดติดๆขัดๆ แต่จับความได้ว่า

“แม่...แม่...กลัว...จะหาพ่อ...ไม่เอาหมา...หมาไป...ออกไป...”

เกาเฟยจะเข้าตบเต๋อเป่าอีก พยาบาลห้ามไว้ถามว่าจะไปถือสาเขาได้ยังไง เกาเฟยโมโหเดินออกไป พยาบาลเอาอาหารมาให้เต๋อเป่าถามว่ากินเองได้แล้วใช่ไหม เต๋อเป่าพยักหน้าแล้วลงมือกินเองเก้ๆกังๆ

ผู้กองเหลียงกับอเล็กซ์ที่ตามเกาเฟยมา เข้าไปบอกเต๋อเป่าว่ามันยังคอยเฝ้าจับตาอยู่ไม่ปล่อย

“ก็บอกแล้ว...มาเกือบทุกวันไม่เป็นเวลาด้วย”

อเล็กซ์ยํ้าว่าเราต้องระวังมากกว่านี้ ผู้กองถามเต๋อเป่าว่าไม่มีญาติบ้างเลยหรือ จะได้ให้มารับกลับไปเสีย

เต๋อเป่าทำหน้าคิดแบบเอ๋อๆอย่างติดพัน อเล็กซ์หงุดหงิดเสียงดังใส่ว่า

“เฮ้ย...เลิกทำเป็นเอ๋อได้แล้ว...ซีเรียสเว้ย”

อเล็กซ์กับผู้กองเหลียงต่างกดโทรศัพท์หาจ้าวซัน อย่างร้อนใจ แต่โทร.ไม่ติด อเล็กซ์แปลกใจว่าติดต่อจ้าวซันไม่ได้เป็นอาทิตย์แล้ว

“คุณชายจะปลอดภัยดีหรือเปล่าไม่รู้...” เต๋อเป่าเป็นห่วง

ooooooo

ศิขรนโรดมเดินเคียงคู่มากับมิถิลาไปยังตำหนักที่พักของจ้าวซัน ปรารภอย่างมีความสุขว่า

“อยากเห็นพระพักตร์ของเจ้าพี่ตอนที่ได้ยินเราบอกว่าเราจะแต่งงาน เจ้าพี่ต้องทรงดีใจกับพวกเราแน่ๆ”

ไปถึงหน้าตำหนัก เจอแม่นม ศิขรนโรดมบอกว่า มาหาเจ้าพี่จะเชิญไปเป็นประธานในงานอภิเษกของตนกับมิถิลาพลางรีบเข้าไปอย่างตื่นเต้น แม่นมรีบตามไปบอกว่าไม่อยู่แล้ว ข้าวของส่วนพระองค์ก็ไม่อยู่ด้วย

ศิขรนโรดมตกใจรีบไปที่บ้านครูเฒ่า ครูเฒ่าบอกว่ากำลังจะไปเข้าเฝ้าอยู่พอดี พลางยื่นจดหมายของจ้าวซันให้ดู

“องค์ชายน่านปิงเสด็จกลับไปฮ่องกงแล้วพะย่ะค่ะ”

“ทำไมพระครูไม่ห้ามไว้ เสด็จไปนานหรือยัง” ครูเฒ่าบอกว่าครึ่งชั่งโมงที่แล้ว “ยังตามทัน ไปทางแม่น้ำเวียงสายใช่ไหม อสุนีเอาม้ามาเร็ว”

อสุนีอิดออด ศิขรนโรดมร้อนใจเร่งให้รีบไป ครูเฒ่าติงว่าองค์ชายน่านปิงคงมีธุระสำคัญที่ต้องไปทำจริงๆก็ได้

“ธุระอะไร...ในนี้ก็ไม่ยอมบอก ได้แต่บอกว่ากราบบังคมลา ด้วยภารกิจส่วนตัว เจ้าพี่มีอะไรส่วนพระองค์ที่ไม่ยอมบอกน้อง”

“ฝ่าบาทพระทัยเย็นก่อน ที่พระครูท่านพูดก็มีเหตุผล หม่อมฉันว่าถ้าองค์ชายทรงเสด็จธุระ คงจะต้องกลับมาที่นี่อีกแน่นอน” มิถิลาเอ่ย

“เราไมคิดอย่างนั้นนะสิ” ศิขรนโรดมเสียใจมาก

เมื่อมาทยาธรและพระเทวีรู้ มาทยาธรปรารภว่าคีรีรัฐคงไม่ดีพอสำหรับเขา หรือไม่สิ่งที่เขากลับไปทำคงสำคัญกว่าราชบัลลังก์ ถามศิขรนโรดมว่า “น่านปิงบอกหรือเปล่าว่าจะเสด็จไปที่ไหน” ปรากฏว่าไม่ได้บอก

“จ้าวซันห่วงธุรกิจของเขาที่ฮ่องกงหรือเปล่าพะย่ะค่ะ” อสุนีเอ่ยขึ้น

“น่านปิงคงชอบที่จะเป็นนักธุรกิจมากกว่าสินะ” พระเทวีเปรยขึ้น ศิขรนโรดมค้านอยู่ในใจหันมองมิถิลากลุ้มๆ

ooooooo

จ้าวซันกับบราลีมาพักที่ชายทะเลประเทศไทย ทั้งสองรู้สึกผ่อนคลาย มีความสุขที่ได้เป็นตัวเอง เป็นจ้าวซันและบราลี

จ้าวซันบอกว่าจะพักผ่อนที่นี่สักสองสามวันแล้วค่อยกลับไปทำงาน บราลีถามว่าไม่ห่วงน้องชายศิขรแล้วหรือ

“ห่วง...แต่อยู่ห่างๆ ก็ได้”

บราลีบอกว่ามีคนเสียใจมากเหมือนกันที่เจ้าพี่ ไม่ยอมขึ้นเป็นเจ้าหลวง จ้าวซันบอกว่ามีคนเสียใจถ้า ศิขรนโรดมไม่ได้เป็นเหมือนกัน บราลีถามอีกว่า “แล้วถ้ามีใครบอกว่า ยินดีสละชีวิตเพื่อให้เจ้าพี่กลับไปเป็นเจ้าหลวง?”

“พอเถอะ ถ้าจะเป็นเหตุผลให้ใครต้องทำให้ใครเสียชีวิต เลือดเนื้อเพราะพี่อีกแม้แต่คนเดียว พี่ขอหายสาบสูญไปในทะเลดีกว่า ถ้าจะให้ดี เราก็เป็นจ้าวซันกับบรีธรรมดาๆ ดีไหม”

บราลีภาวนาขออย่าให้มีอะไรมาทำลายวันพักผ่อนของเจ้าพี่เลย แล้วทั้งสองก็หยอกล้อกันอย่างร่าเริงผ่อนคลาย

ภูสินทรผิดหวังที่จ้าวซันไม่รับเป็นเจ้าหลวงและไม่เห็นด้วยกับการจากมาของจ้าวซัน แต่สุริยะกลับเห็นว่า

“หากองค์ชายทำอะไรแล้วทรงพระสำราญ เราก็ควรจะ...สุดแล้วแต่พระองค์”

ระหว่างนั้น โทรศัพท์ของจ้าวซันดังขึ้น ภูสินทรจะเอาไปให้จ้าวซัน สุริยะแย่งโทรศัพท์ไปท้วงติงว่าอย่าเพิ่งไปรบกวนเลย ภูสินทรเกรงจะมีเรื่องด่วนเรื่องสำคัญ เลยยื้อแย่งโทรศัพท์กันอยู่ข้างหม้อข้าวต้มที่คำฝายกำลังทำต้มอยู่ โทรศัพท์หลุดมือตกลงไปในหม้อข้าวต้ม ทั้งสามมองหน้ากันตะลึง!

ooooooo

ที่บ้านสี่ฤดู...ขณะเหม่ยอิงกำลังจะกินอาหารหรูที่เอาออกจากไมโครเวฟนั้น อากงเข้ามาบอกอย่างตื่นตกใจว่าไฟไหม้ที่สื้อฉวน ตอนนี้ยังดับไม่ได้

ผิงอันตกใจมาก แต่เหม่ยอิงยังคงนั่งกินอาหารสบายใจ ผิงอันถามว่าทำไมไม่เดือนร้อนเลย

“เดือนร้อนทำไม มันไม่ได้มาไหม้อยู่บนหัวฉันนี่ เดือดร้อนไปแล้วไฟมันจะดับไหม เราทำประกันไว้ดีแล้วไม่เห็นจะต้องไปกังวลเลย ไหม้แค่ไหนประกันจ่ายแค่นั้น เผลอๆเราจะกำไรเสียอีก”

“ไม่นึกว่าคำพูดเหล่านี้จะหลุดออกมาจากปากของพี่ พี่ไม่ได้รักบริษัทเราเลย พี่รักแต่เงินของบริษัท” ผิงอันพูดอย่างผิดหวัง แล้วหาทางที่จะติดต่อจ้าวซัน เมื่อไม่มีใครติดต่อได้จึงคิดจะอีเมล์ไปที่วังคีรีรัฐเผื่อองค์ชายจะอยู่ที่นั่น อากงติงว่าจะดีหรือ แล้วช่วยกันหาสมุดโทรศัพท์ของจ้าวซันเผื่อมีเบอร์ของคนที่จะติดต่อไปถึงจ้าวซันกับบราลีได้แต่ก็หาสมุดไม่เจอ

จนกระทั่งมาเจอเหม่ยอิงที่กำลังโทร.หาจ้าวซันเช่นกันแต่ไม่ติด ผิงอันเห็นสมุดโทรศัพท์ของจ้าวซันอยู่ที่เหม่ยอิง เดินไปหยิบดู เหม่ยอิงพูดเยาะว่า

“เธอก็ลองหาทางติดต่อดูสิ เฮอะ...เพราะกว่าคุณชายจ้าวซันจะรู้ ทุกอย่างที่เขารักมันก็กลายเป็นอากาศไปหมดแล้ว”

ระหว่างจ้าวซันผ่อนคลายอยู่กับบราลีที่ริมทะเลนั้น จู่ๆก็เกิดคิดถึงฮ่องกง ผิงอัน และบริษัทขึ้นมา บอกบราลีว่าจะโทรศัพท์ไปหาผิงอันหน่อย

พอจ้าวซันเดินกลับไปที่พัก ทั้งภูสินทร สุริยะ และ คำฝาย ต่างตกใจไม่รู้จะบอกเรื่องโทรศัพท์ตกในหม้อ ข้าวต้มอย่างไร ต่างเกี่ยงกันวุ่นวายว่าใครจะเป็นคนบอก จ้าวซันถามว่ามีอะไรกันหรือ สุริยะเลยจำต้องบอกว่า

“คือ...คุณเมืองเทพคนนี้เขาทำโทรศัพท์มือถือของคุณชายตกลงในหม้อข้าวต้มครับ”

ภูสินทรร้องเฮ้ย! ที่ถูกโยนความผิดให้ จ้าวซันไม่สนใจ ถามว่าแล้วโทรศัพท์ใช้ได้ไหม สุริยะบอกว่าตนพยายามเช็ดแล้วแต่...

โชคดีที่พนักงานโรงแรมสามารถโอนข้อมูลของเครื่องนั้นมาที่เครื่องของสุริยะที่ให้จ้าวซันใช้อยู่ได้ ส่วนเบอร์โทรศัพท์ที่โทร.เข้าและข้อความที่เราไม่ได้รับก็ให้เขาแฟกซ์มาที่โรงแรม

ปรากฏ​ว่า​มี​มิส​คอ​ล​เข้า​มา​เป็น​พัน​ครั้ง​แต่​เป็น​เบอร์​ซ้ำๆกัน ความ​ไม่​ปกติ​นี้​ทำให้​จ้าว​ซัน​กังวล​มาก

เป็น​เวลา​ที่​พวก​ผู้​กอง​เห​ลี​ยง​สะกด​รอย​ตาม​เหม่ยอิง​และ​เกา​เฟย​ที่​นัด​พบ​กัน​ที่​ท่าเรือ แต่​ทั้ง​สอง​รู้ตัว​จึง​พา​กัน​หนี​ไป ผู้​กอง​เห​ลี​ยง​พยายาม​โทร.​หา​จ้าว​ซันอีก  คราวนี้​โทร.​ติด​ผู้​กอง​รีบ​พูด...

“คุณชาย​จ้าว​ซัน รีบ​กลับ​มา​ฮ่องกง​ด่วนเลยครับ ยิ่ง​เร็ว​เท่า​ไหร่​ยิ่ง​ดี”

ได้​รับ​โทรศัพท์​จาก​ผู้​กอง​เห​ลี​ยง​แล้ว จ้าว​ซั​นก​ลับ​ไป​บอก​บ​รา​ลี​ว่า​ตน​ต้อง​กลับ​ฮ่องกง​เดี๋ยวนี้​แล้ว ให้​เธอรออยู่​ที่​นี่​กับ​ภู​สิน​ทร​และ​คำ​ฝาย ตน​ไป​แค่​วัน​เดียว พรุ่งนี้​ก็​จะ​กลับ บ​รา​ลี​นิ่ง​เหมือน​ยอม​รับ​สภาพ แต่​พอ​จ้าวซันออก​เดินทาง​เท่านั้น​เธอ​ก็​ลาก​กระเป๋า​ตาม​ไป

“ถ้า​คุณ​เป็น​อะไร​ไป องค์​ชาย​จะ​ว่า​ยัง​ไง” ภู​สินทร​พยายาม​ทัดทาน

“แล้ว​ถ้าจ้าว​ซัน​เป็น​อะไร​ไป ฉัน​จะ​ทำ​ไง” บ​ราลี​ย้อน​ถาม แล้ว​อ้าง​คำ​พูด​ของ​จ้าว​ไท​ไท​ว่า “จ้าว​ไท​ไท​เคย​บอก​ว่า​จ้าว​ซัน​จะ​รอด​ปลอดภัย ถ้า​ฉัน​อยู่​เคียง​ข้าง แต่​ถ้า​เขา​ไป​คน​เดียว เขา​จะ​โชค​ร้าย หวัง​ว่า​คุณ​จะ​เคย​ได้ยิน​กิตติศัพท์​ของ​จ้าว​ไท​ไท​มา​บ้าง”

ภู​สิน​ทร​อึ้ง​ไป​อย่าง​ไม่​อาจ​โต้แย้ง​เหตุผล​ของ​เธอได้...

ooooooo

จ้าว​ซัน​โทรศัพท์​ถึง​ผู้​กอง​เห​ลี​ยง​ทันที​ที่​ไป​ถึง​ฮ่องกง ถาม​ถึง​สภาพ​ที่​บริษัท​ด้วย​ความ​เป็น​ห่วง ถาม​ว่า​มี​หลาย​เรื่อง​ใช่​ไหม

“ถูก​ครับ​หลาย​เรื่อง จน​ไม่​รู้​ว่า​จะ​เริ่ม​ต้น​ตรง​ไหน แต่​ทั้งหมด​มัน​ก็​เกี่ยวข้อง​กับ​คุณชาย รีบ​มา​ที่​ออฟฟิศ​ของ​ผม​ก่อน​ก็​แล้วกัน เรา​คง​ต้อง​ประชุม​กัน​ยาว” ผู้กองเหลียง​ยัง​บอก​ว่า​เวลา​นี้​เต๋อ​เป่า​ฟื้น​แล้ว และ​ให้​ข้อมูล​สำคัญ​หลาย​อย่าง รวบรัด​ว่า “เอาเป็นว่า คุณชาย​อย่า​เพิ่ง​ไปไหน รีบ​มา​ที่​นี่​ก่อน อย่า​ให้​คน​อื่น​รู้​ว่า​คุณชาย​มา​ถึง​แล้ว...ก็​แล้วกัน”

แต่​พอ​วาง​สาย​จาก​ผู้​กอง​เห​ลี​ยง เหม่​ย​อิง​ก็​โทร.​เข้า​มา เธอ​ทำ​เสียง​ดีใจ​มาก​ที่​โทร.​ติด รำพึง​รำพันความ​คิดถึง​เขา​และ​พรรณนา​ถึง​ความ​ยาก​ลำบาก​ของ​ตน​ที่​ต้อง​แบก​รับ​ต้อง​แก้​ปัญหา​มากมาย​ใน​บริษัท ต้อง​หวาน​อม​ขม​กลืน​อยู่​คน​เดียว

จ้าว​ซัน​สะเทือนใจ สงสาร​น้อง พอ​เหม่​ย​อิงถามว่า​เมื่อ​ไร​จะ​กลับ เขา​เผลอ​บอก​ว่า “พี่​อยู่​ฮ่องกง​แล้ว”

“จริง​หรือ​คะ พี่​คะ...พระเจ้า​ช่วย​น้อง​แล้ว พี่​จะ​มา​ที่​ออฟฟิศ​ได้​ไหม​คะ ด่วน​มากๆเลย​ค่ะ”

“ด่วน​มาก​หรือ พี่​ไป​ธุระ​ที่​อื่น​ก่อน​ได้​ไหม แล้ว​บ่ายๆเรา​ค่อย...”

“บ่ายๆเหรอ​คะ” นํ้า​เสียง​เธอ​เปลี่ยน​ทันที “มีธุระ​อะไร​สำคัญ​กว่า​กิจการ​ของ​พวก​เรา​อีก​เหรอ​คะ งั้น​ก็แล้วแต่​พี่​ก็​แล้วกัน น้อง​ทน​ได้ น้อง​ทน​เผชิญหน้า​กับ​ปัญหา​ทุกอย่าง​คน​เดียว​ได้​มา​ตั้ง​นาน​แล้ว ทน​อีก​วัน​ทำไม​จะ​ทน​ไม่ได้”

เหม่​ย​อิง​มารยา​ด​รา​ม่า​เสีย​จน​จ้าว​ซัน​ใจอ่อน สั่ง​คน​ขับ​รถ​ให้​ไป​ส่ง​ตน​ที่​ฉินเย่ว์​กรุ๊ป​แทน

ooooooo

ที่​โรงพยาบาล...เต๋อ​เป่า​คุย​กับ​อา​หลี่​อย่างสบายใจ​ว่า​จ้าว​ซัน​มา​ตน​ก็​จะ​ได้​กลับ​บ้าน​เสียที

เสียง​เคาะ​ประตู​ทำให้​ทั้ง​คู่​ผละ​จาก​กัน เต๋อ​เป่า​รีบ​ล้ม​ตัว​ลง​นอน​ทำ​ตา​ลอยหน้า​เ​อ๋อ ปรากฏ​ว่า​หมวด​จาง​เปิด​ประตู​เข้า​มา​ตาม​ด้วย​บ​รา​ลี เต๋อ​เป่า​เด้ง​ขึ้น​มา​ด้วย​ความ​ดีใจ บ​รา​ลี​โผ​เข้า​จับ​มือ​เขย่า​ดีใจ​มาก​ที่​เต๋อ​เป่า​หาย​ป่วย​แล้ว

เต๋อ​เป่า​ถาม​ถึง​จ้าว​ซัน บ​รา​ลี​จึง​รู้​ว่า​จ้าว​ซัน​ไม่​อยู่​ที่​นี่ หมวด​จาง​บอก​ว่า​จ้าว​ซัน​อาจ​ไป​ที่​ออฟฟิศ​ผู้​กอง​เหลียง​ก่อน ดูเหมือน​ทั้ง​สอง​จะ​นัด​กัน​ไว้ พูด​ไม่ทัน​ขาดคำ​หมวด​จาง​ก็ได้​รับ​โทรศัพท์​จาก​ผู้​กอง​เห​ลี​ยง​บอก​ว่า​จ้าวซัน​เลื่อน​นัด​ไป​เป็น​ตอน​บ่าย เพราะ​จะ​ไป​ที่​ออฟฟิศ​ก่อน

เต๋อ​เป่า​ตกใจ​มาก​อุทาน “หรือ...ไป​หา​นาง​ปิศาจ”

“ท่า​จะ​ไม่​ดีแล้ว ทำไม​ผู้​กอง​ไม่​บอก​คุณชาย​ว่า​นาง​นั่นแหละ​ตัวการ!” อา​หลี่​ถาม​หมวด​จาง

หมวด​จาง​คาด​ว่า ผู้​กอง​คง​บอก​แล้วแต่​จ้าว​ซัน​ก็​ยัง​จะ​ไป​กระมัง บ​รา​ลี​ตกใจ​มาก​ถาม​ว่า​นาง​ปิศาจ​หมาย​ถึง​เหม่​ย​อิง​ใช่​ไหม เต๋อ​เป่า​บอก​ว่า “มัน​ฆ่า​คุณชาย​ได้​เลย​นะ” ทำเอา​ทุก​คน​อึ้ง​ไป​หมด

บ​รา​ลี​รีบ​โทร.​หา​จ้าว​ซัน​ทันที พยายาม​ทักท้วง​ทัดทาน​ห้าม​เขา​ไป​เจอ​ยัย​ปิศาจ​เด็ดขาด จ้าว​ซัน​ไม่ได้สนใจ​เรื่อง​ที่​เธอ​พูด แต่​กลับ​ถาม​ว่า​เธอ​โทร.​จาก​ไหน​บอก​มา​เดี๋ยวนี้ พอ​รู้​ว่า​บ​รา​ลี​อยู่​ที่​ฮ่องกง​แล้ว  จ้าว​ซัน​โมโหมาก ทั้ง​ดุ​ตัว​เธอ​และ​ตำหนิ​ภู​สิน​ทร​ที่​ปล่อย​เธอ​มา

“ไม่​มี​ใคร​ห้าม​น้อง​ได้ แต่​เจ้า​พี่​นั่นแหละ ที่​กำลัง​ตก​อยู่​ใน​อันตราย ยัย​เหม่​ย​อิง​เขา​ฆ่า​พี่​ได้ เขา​คือ​คน​ที่​อยู่​เบื้องหลัง​ทุก​อย่าง ตอน​นี้​เขา​ยึด​บริษัท​พี่​ไว้​หมดแล้ว น้อง​ขอร้อง​ว่า​พี่​อย่า​ไป​เจอ​เขา​เลย ถ้า​จะ​ไป​ก็​ต้อง​ให้​น้อง​ไป​ด้วย”





“ม่าน​ฟ้า ถ้า​เธอ​อยู่​ที่​นี่​ก็​กลับ​ไป​ที่​บ้าน ไป​อยู่​กับ​อา​กง อย่า​ออก​มา​เที่ยว​เกะกะ เหม่​ย​อิง​เขา​ไม่​ทำ​อะไร​พี่​หรอก พี่​เป็น​พี่น้อง​กับ​เขา ไม่​ว่า​เรื่อง​ทุก​อย่าง​มัน​จะ​จริง​หรือ​ไม่​จริง พี่​ก็​พร้อม​ที่​จะ​คุย​กับ​เขา”

ไม่​ว่า​บ​รา​ลี​จะ​พูด​อย่างไร จ้าว​ซัน​ก็​ยืนยัน​จะ​ไป​พบ​เหม่​ย​อิง บ​รา​ลี​พูด​อย่าง​ทน​ไม่​ไหว​ก่อน​วาง​สาย​ว่า

“น้อง​จะ​ไป​รับ​เจ้า​พี่ เป็น​ไง​เป็น​กัน!”

ooooooo

เหม่​ย​อิง​กับ​เกา​เฟยนั่ง​อยู่​ใน​ห้อง​ทำ​งาน​จ้อง​มอนิเตอ​ร์​วงจรปิด จับตา​ดู​การ​เคลื่อนไหว จน​เห็น​จ้าว​ซัน ​เข้า​มา​ใน​บริษัท เกา​เฟ​ยถา​ม​ว่า​เธอ​จะ​ทำ​อย่างไร​ต่อ​ไป เหม่​ย​อิง​บอก​ว่า​ขอ​ดู​ความ​ประพฤติ​ก่อน

แต่​แล้ว​ทั้ง​คู่​ก็​แปลก​ใจ​ที่​จู่ๆจ้าว​ซัน​ก็​หยุด​และ​หัน​เดิน​กลับ​ออก​ไป เหม่​ย​อิง​เอะใจ​ว่า​หรือ​มี​ใคร​บอก​อะไร​ทำให้​เขา​เปลี่ยนใจ พริบตา​นั้น​เห็น​บ​รา​ลี​วิ่ง​เข้า​มา เหม่​ย​อิง​ จิก​ตา​คำราม “บ​รา​ลี...​นั่ง​นี่​นี่เอง!”

จ้าว​ซัน​หัน​ไป​ดุบ​รา​ลี​ที่​ไม่​เชื่อฟัง​ตน​บอก​ว่า​เธอ​เสีย​นิสัย​จน​เกิน​เยียวยา​แล้ว คราว​นี้​ตน​โกรธ​มาก โกรธ​จริงๆ

“เจ้า​พี่...” บ​รา​ลี​ยกมือ​ไหว้ “น้อง​กราบ​ล่ะ​ค่ะ อย่า​เพิ่ง​โกรธ​น้อง​เลย เจ้า​พี่​ไป​กับ​เรา​เถอะ​ค่ะ หลี่​รอ​อยู่​แล้ว เจ้า​พี่​จะ​ไป​พบ​ผู้​กอง​เห​ลียง​หรือ​เต๋อ​เป่า​ก่อน​ก็ได้ เจ้า​พี่​ไปรับ​ทราบ​รายละเอียด​ทั้งหมด​ก่อน แล้ว​เจ้า​พี่​ค่อย​พบ​กับ​คุณ​จ้าว​เหม่​ย​อิง ก็​ยัง​ไม่​มี​อะไร​สาย​ไป​หรอกค่ะ”

จ้าว​ซัน​อึ้ง มอง​หน้า​กัน​ครู่​หนึ่ง บ​รา​ลี​ก็​จูงมือ​เขา​ออก​ไป

เหม่​ย​อิง​จ้อง​จอ​มอ​นิเ​ตอ​ร์​ตา​แทบ​ทะลัก พอ​เห็น ​จ้าว​ซัน​เดิน​ออก​ไป​กับ​บ​รา​ลี เหม่​ย​อิง​ก็​คำราม แค้น​จน​อก​แทบ​ระเบิด

“อี​นัง​จิ้งจอก! พี่​ชาย​เป็น​ทาส​มัน​หรือ​ไง​นะ!”

ooooooo

จ้าว​ซัน​พา​บ​รา​ลีก​ลับ​ไป​บ้าน​สี่​ฤดู สั่ง​ให้​เธอ​ต้อง​อยู่​ที่​นี่​จะ​ไป​ไหน​ไม่ได้​ทั้งนั้น บ​รา​ลี​สวน​กลับ​ทันที​ว่า​ได้ แต่​เขา​ต้อง​อยู่​ด้วย ทำเอา​จ้าว​ซัน​เหนื่อย​ใจ​มาก

บ​รา​ลี​ถาม​ว่า​ทำไม​เขา​ต้อง​ไป​หา​เหม่​ย​อิง​ทั้งที่​นัด​ผู้​กอง​เห​ลี​ยง​ไว้​แล้ว ทำไม​ถึง​เชื่อใจ​เหม่​ย​อิง​นัก ทำไม​ถึง​ไม่​ฟัง​ที่​ตน​พูด ตน​เตือน​บ้าง

“พอ​แล้ว! เลิก​พูด​เรื่อง​นี้​สัก​ที ต่อ​ไป​พี่​จะ​ไม่​ยุ่ง​ไม่​สนใจ​อะไร​อีก​แล้ว อยาก​ทำ​อะไร​ทำ อยาก​ไป​ไหน​ไป... หลี่​เอา​กุญแจ​รถ​มา!”

อา​หลี่​อึกอัก จ้าว​ซั​นก​ระ​ชา​ก​กุญแจ​รถ​ไป​กด​รีโมต เปิด​ประตู​ขึ้น​นั่ง​ที่​คน​ขับ ถอย​รถ​อย่าง​เร็ว พลัน​ก็​ต้อง​เบรก​กึก เมื่อ​มี​รถ​ตำรวจ​สวน​เข้า​มา​อย่าง​เร็ว​เช่น​กัน พอ​รถ​ตำรวจ​จอด ผู้​กอง​เห​ลี​ยง​และ​หมวด​จาง​ก็​ก้าว​ลง​มา ประตู​หลัง​เปิด​ออก เต๋อ​เป่า​ก้าว​ออก​มา​ช้าๆ ก้มหัว​คำนับ​จ้าว​ซัน​ยิ้ม​เย็นๆ จ้าว​ซั​นม​องเต๋อ​เป่า​ตะลึง!

ooooooo

เหม่​ย​อิง​ไป​ที่​ห้อง​คอนโทรล สั่ง​พนักงาน​ให้หา​ภาพ​บ​รา​ลี​เข้า​มา ปรากฏ​ว่า​มี​แต่​บ​รา​ลี​จูงมือ​จ้าว​ซัน

อ​อก​ไป​ก็​ยิ่ง​เดือด​พล่าน กล้อง​เจ้ากรรม​ก็​เกิด​ค้างตรง ​ภาพ​นั้น​พอดี เธอ​แทบ​จะ​คลั่ง ปัด​ข้าวของ​บน​โต๊ะ​ตก​เกลื่อน หวีด​ร้อง​คำราม​เหมือน​เสีย​สติ

“หน้าด้าน...พา​พี่​ชาย​ฉัน​ไป​กก​มา​เป็น​เดือน​แล้ว​ยัง​ไม่​หนำใจ​อีก​รึ​ไง คิด​จะ​แย่ง​จ้าว​ซัน​ไป​จาก​ฉัน​จริงๆใช่ใหม่ ได้! งั้น​ก็​เตรียมตัว​ตาย​ได้​เลย ฉัน​จะ​พา​ปิศาจ​อย่าง​แก​กลับ​ไป​ส่ง​นรก​เอง!!”

เหม่​ย​อิง​วิ่ง​ออก​จาก​ห้อง​ไป​ตาขวาง เห็น​ใคร​ขวาง​หน้า​ก็​ด่า​กราด กระทั่ง​เอา​กาแฟ​สาด​หน้า​เอา​น้ำ​ร้อน​สาด​แม่บ้าน พนักงาน​ที่​เคราะห์​ร้าย​บาดเจ็บ​หนี​กัน​ชุลมุน บาง​คน​เคราะห์​ร้าย​ถูก​เอา​ของแข็ง​ขว้าง​หัว​แตก​เลือด​อาบ เกา​เฟย​พยายาม​ตาม​ห้าม​จน​ต้อง​รั้ง​ไว้ ก็​ถูก​ตวาด

“ปล่อย​ฉัน...ปล่อย​ฉัน บอก​ให้​ปล่อย แก​ไอ้​ขี้ข้า!”

เกา​เฟย​ตัดสินใจ​ลาก​เหม่​ย​อิง​ออก​ไป บรรดา​พนักงาน​ที่​เคราะห์​ร้าย​พา​กัน​มอง​ตามอย่าง​เคียดแค้น

ooooooo

บราลีถูกบังคับให้ไปอยู่ในห้องที่เธอเคยอยู่ที่บ้านสี่ฤดู เธอทิ้งตัวนอนน้ำตาไหลอย่างอัดอั้น

ครู่หนึ่งผิงอันค่อยๆแง้มประตูเข้ามาถามอย่างเป็นห่วงว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทะเลาะกับพี่ชายใหญ่ใช่ไหม บราลีบอกว่าเปล่า  ผิงอันไม่เชื่อเพราะเห็นแก้มยังเปื้อนน้ำตา  ถามว่าแล้วร้องไห้ทำไม

“เจ็บใจ  เถียงเขาไม่ทัน” แล้วถามผิงอันว่า ตนเป็นคนน่าเบื่อน่ารำคาญจริงไหม

ผิงอันเดาได้ว่าบราลีมีปัญหาอะไรกับจ้าวซันแน่ บอกว่าอย่าไปคิดมาก แล้วนินทาจ้าวซันว่า

“เวลาใครทำอะไรให้เขาไม่พอใจเขาก็เหมารวมไปหมดแหละว่า น่าเบื่อ น่ารำคาญ แต่จริงๆแล้วเขานึกคำที่อยากจะว่าเราไม่ออกต่างหาก  ดูอย่างพี่เหม่ยอิงสิ ทำตัวน่าเบื่อ น่ารำคาญจะตาย   พี่ชายใหญ่เคยว่าอะไรไหม ไม่มีสักคำ แต่เขาจะเงียบ ไม่อยากพูดด้วย ถ้าวันไหนพี่ชายใหญ่ไม่อยากพูด ไม่อยากเห็นหน้าพี่บรีละก็...เตรียมใจไว้ได้เลย”

“ทำไม...”

“เลิกกันชัวร์!” ผิงอันยื่นหน้าเข้าไปบอกล้อๆ แล้ววิ่งปรู๊ดไป บราลีเขิน ไล่ตีผิงอันหัวเราะกันคิกคัก

ooooooo

จ้าวซันต้องย้อนกลับขึ้นไปที่ห้องทำงานบ้านสี่ฤดู  คุยกับผู้กองเหลียง  หมวดจาง  และเต๋อเป่าอย่างเคร่งเครียด

หลังจากฟังเต๋อเป่าเล่าแล้ว  จ้าวซันถามว่าเรื่องสื้อฉวนโดนปล้นและที่เต๋อเป่าถูกยิงล้วนเป็นฝีมือของเหม่ยอิงหรือ เต๋อเป่าบอกว่ามีเธออยู่เบื้องหลัง  ผู้กองเหลียงเสริมว่ายังมีอีกสองสามเรื่องที่ทางตำรวจสงสัยว่าจะเป็นฝีมือเหม่ยอิง

“อย่างเรื่องที่คุณชายประสบอุบัติเหตุตอนจะไปรับเสด็จที่สนามบิน” หมวดจางยกตัวอย่าง ผู้กองเสริมว่า

“หรือที่เสี่ยวจูโดนฆ่าตาย  เธอเป็นผู้หญิงที่อันตรายจริงๆ  พร้อมจะฆ่าทุกคนที่ขวางหน้าด้วยเหตุผลเล็กๆแค่นั้น”

จ้าวซันพึมพำอย่างคิดไม่ถึงว่าอะไรทำให้เธออำมหิตได้ขนาดนี้  เต๋อเป่าถามว่าแล้วเราควรจะทำอย่างไรต่อไปดี  ผู้กองเหลียงกับหมวดจางเสนอให้อยู่เฉยๆทำตัวปกติ อย่าเพิ่งให้เธอรู้ตัว

“ผมไม่ปล่อยเธอไว้แน่  แต่ขอรอหลักฐานอีกสัก 2-3 ชิ้นเพื่อมัดตัวให้ดิ้นไม่หลุด ไม่อย่างนั้นไปสู้คดีแล้วเธออาจจะหลุดได้” ผู้กองเสนอ จ้าวซันถามว่า เธอต้องติดคุกหรือ? “ห้าสิบปีเป็นอย่างต่ำสำหรับตอนนี้ สูงสุดอาจถึงขึ้นตลอดชีวิต”

คำตอบของผู้กองเหลียงทำให้จ้าวซันคิดหนัก มองรูปเหม่ยอิงในวันรับปริญญาที่อเมริกา วันนั้นเธอยิ้มสดใส เป็นหญิงสาวที่ดูบริสุทธิ์น่ารัก แต่วันนี้! อะไรทำให้เธอเปลี่ยนแปลงไปถึงขนาดนี้

ooooooo

ที่ตึกบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ป...พนักงานในบริษัทกำลังช่วยกันพาเพื่อนๆที่ได้รับบาดเจ็บไปหาหมอ พนักงานอีกส่วนหนึ่งกำลังเก็บกวาดข้าวของที่เหม่ยอิงขว้างปา

พวกพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บต่างพูดถึงเหม่ยอิงอย่างไม่พอใจ  บ้างหวาดกลัวไม่กล้าที่จะทำงานกับเจ้านายโรคจิตแบบนี้  แต่แม่บ้านที่ถูกเอาน้ำร้อนสาดกลัวถูกไล่ออกแล้วครอบครัวจะลำบาก

ขณะนั้นเอง  เทเรซ่ากับซ่างกวานซิงเดินมากับทนายเตรียมจะฟ้องเหม่ยอิงที่ไล่พวกตนออกอย่างไม่เป็นธรรม บอกพวกพนักงานที่กำลังสวนออกมาว่า  จะเอาให้ถึงที่สุดเลย  พนักงานหลายคนพูดอย่างสะใจว่ามันต้องอย่างนั้น! ซ่างกวานซิงกล่าวกับพนักงานเหล่านั้นว่า

“พวกเราน่าจะร่วมมือกันนะ ขับไล่อีแม่มดให้ออกไปจากบริษัทเสียที”

“จริงด้วย...เห็นด้วย...” พนักงานที่กำลังเจ็บใจประสานเสียงขานรับ

“ตอนนี้รีบพาคนเจ็บไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่า ผมขอเป็นแกนนำจัดการอีแม่มดคนนี้เอง!” เสียงหนึ่งแทรกเข้ามา พนักงานทุกคนหันมองแล้วพากันอึ้ง  เพราะเขาคือฉินเจียงหรือคุณชายรอง ไท้เผ่งของฉินเย่ว์กรุ๊ปนั่นเอง!

ooooooo

เกาเฟยลากเหม่ยอิงเข้าไปในห้องกระจกถามว่าทำอะไรลงไปรู้ตัวหรือเปล่า เหม่ยอิงพูดอย่างผยองว่า รู้ตัวดี อยากทำมากกว่านี้ด้วยซ้ำถ้าไม่ถูกห้ามเสียก่อน

เมื่อฉินเจียงมาเป็นแกนนำพนักงานต่อสู้กับเหม่ยอิง กลุ่มพนักงานพากันร้องตะโกน “ออกไป...ออกไป...ออกไป!” เกาเฟยแอบดูบอกว่าเป็นฉินเจียงกับพนักงาน เหม่ยอิงสั่งให้เกาเฟยเอาปืนมาและโทร.เรียกตำรวจแจ้งว่ามีผู้บุกรุก

เกาเฟยเสนอให้รีบหนีไปก่อนดีกว่าเดี๋ยวเรื่องจะใหญ่โต เหม่ยอิงตะคอกว่าจะกลัวพวกมันทำไมให้มันเป็น เรื่องไปเลย แล้วลุกไปหยิบปืนกระบอกเล็กๆของตนในลิ้นชัก ผลักประตูยิงปืนขึ้นฟ้าขู่ร้องท้า “มาสิ...มาไล่ฉันสิ”

แต่กลุ่มพนักงานที่มีฉินเจียงเป็นแกนนำยังคงตะโกนขับไล่เหม่ยอิง เกาเฟยตัดสินใจแย่งปืนจากเหม่ยอิงยิงขึ้นฟ้าแล้วแหวกกลุ่มพนักงานพาเหม่ยอิงหนีไป ฉินเจียงไล่ตามไปห่างๆ

เกาเฟยลากเหม่ยอิงหนีไปทางบันไดหนีไฟ เตือนสติว่าพวกนั้นมีคนมากขนาดนี้อย่าเพิ่งไปมีเรื่องด้วยเลย และที่สำคัญฉินเจียงกล้ามาแสดงว่าต้องไปรู้อะไรมาและคงไม่ปล่อยเราไว้แน่ เร่งให้รีบไป แล้วตัวเองก็วิ่งขึ้นข้างบนร้องบอกเหม่ยอิงว่า “คุณรีบไป ผมจะล่อมันเอง”

ฉินเจียงไล่ตามเกาเฟยขึ้นไปบนดาดฟ้า เกาเฟยยิงสกัดจนกระสุนหมด ทั้งคู่สู้กันด้วยมือเปล่า จังหวะหนึ่งเกาเฟยถีบฉินเจียงเสียหลักแล้ววิ่งไปทางประตู เจอพวกเทเรซ่ากับซ่างกวานซิงนำพนักงานขึ้นมาพอดี เกาเฟยชะงักตะโกนด่า

“ไอ้พวกหมาหมู่ ผยองกันใหญ่นะ แต่ก่อนไม่เห็นกล้า แต่พอรู้ว่าจ้าวซันมาเข้าหน่อยทำเป็นเก่งนักถุย!”

นี่เอง ฉินเจียงและทุกคนจึงรู้ว่าจ้าวซันกลับมาแล้ว ต่างมีกำลังใจฮึกเหิม ฉินเจียงเดินเข้าหาเกาเฟย ฝ่ายนั้นเห็นท่าไม่ดีเลยแหวกพนักงานวิ่งหนีไป พนักงานจะตาม ฉินเจียงร้องห้าม “ไม่ต้อง...ปล่อยมัน” แล้วพึมพำกับตัวเอง “ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะพี่ใหญ่”

เกาเฟยบ่ายหน้าไปที่โรงพยาบาลหมายเล่นงานเต๋อเป่า ไปถึงจึงรู้ว่าเต๋อเป่าออกจากโรงพยาบาลไปตั้งแต่เช้าแล้ว

ฝ่ายเหม่ยอิงเข้าสปา ไปนอนให้พนักงานนวด ระหว่างนั้นมีโทร.เข้ามือถือ เธอไม่รับบอกพนักงานให้นวดต่อไป จนโทรศัพท์ดังขึ้นอีก เธอให้พนักงานหยิบโทรศัพท์หมายจะปิดเครื่อง จึงเห็นว่าเกาเฟยโทร.มา กดรับ เกาเฟยบอกว่าเต๋อเป่าออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว คิดว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ เพราะพอจ้าวซันมาเต๋อเป่าก็หายออกไปทันที

“หมายความว่าไง” เหม่ยอิงชะงัก “หรือว่า ที่พี่ชายใหญ่ อยากจะมาเจอเราเพราะ...” เกาเฟยฟันธงว่าเต๋อเป่าต้องเล่าอะไรให้จ้าวซันฟังแน่ “อย่าเพิ่งคิดไปเอง แกรีบไปหาข่าวมาเดี๋ยวนี้เลย คืบหน้าอะไรแล้วรีบบอกให้ฉันรู้ด่วน”

สั่งเกาเฟยแล้วเธอนอนให้พนักงานนวดต่อ...

ooooooo

จากการประชุมกันระหว่างจ้าวซัน ผู้กองเหลียง หมวดจาง และเต๋อเป่า ตกลงให้เต๋อเป่าไปช่วยผู้กองหาหลักฐานและพยานบุคคล

จ้าวซันออกมาส่งผู้กอง หมวดและเต๋อเป่า แต่พอจะกลับเข้าบ้าน เขาหันมาบอกผู้กองเหลียงที่กำลังจะขับรถออกไปว่า

“เรื่องของเหม่ยอิง ผมขอเป็นคนเจรจากับเธอก่อน ทางตำรวจอย่าเพิ่งดำเนินการอะไรได้หรือเปล่า...” เห็นผู้กองอึกอัก จ้าวซันตัดบท “ถือว่าผมขอแล้วกัน ยังไงเหม่ยอิงก็เป็นน้องผม”

คำขอนี้ ทำให้ผู้กองหนักใจ...

เมื่อจ้าวซันกลับมาพบเทเรซ่ากับซ่างกวานซิง ต่างดีใจที่ได้เจอกันอีก ระหว่างนั้นฉินเจียงขับรถเข้ามา จ้าวซันกับฉินเจียงมองหน้ากันอยู่นานแล้วโผเข้ากอดกันด้วยความรัก

“ฉินเจียง...ขอบใจ...เธอคงเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้วสินะ...เป็นไงมั่ง”

หลังจากกอดและทักทายกันจนอิ่มใจแล้ว จ้าวซันหันไปทางเทเรซ่าและซ่างกวางซิง เทเรซ่าเสนอให้ประชุม จ้าวซันจึงชวนทุกคนขึ้นไปที่ห้องประชุมประจำตระกูล

จ้าวซันเข้าไปคุกเข่าคำนับรูปบรรพบุรุษ ขอโทษและยอมรับผิดที่ปล่อยปละละเลยพวกน้องๆทุกคนระหว่างนั้นเอง อากงเข้ามาบอกว่า จ้าวไทไทให้มาตาม จ้าวซันจึงลุกตามอากงไป

ooooooo

จ้าวไทไทบอกจ้าวซันว่าอย่าโทษตัวเองเลย ทุกอย่างย่อมมีเหตุผลของมันทั้งนั้น ยกตัวอย่างว่า

“ดูอย่างแม่สิ ต้องรับกรรมอยู่ทุกวันนี้ ต้องอยู่ต้องดู ต้องเห็นทุกอย่าง บางทีมันก็เจ็บปวดและทรมานใจอยู่เหมือนกัน มันมีเหตุผลของมันทั้งนั้น แม่อยากจะตายๆให้พ้นๆโลกนี้ไปสักที แต่พ่อแกสิก็ไม่ยอมเอาแม่ไปอยู่ด้วย” พูดแล้วไทไทก็หันไปอีกทางถามเหมือนเต้อยู่ตรงนั้น “เจอพ่อเขาแล้วใช่ไหม”

จ้าวซันมองไทไทงงๆ ไทไทหัวเราะเสียงดังบอกว่า “คงอีกไม่นานหรอก พ่อแกเขาแค่อยากแกล้งฉันไปอีกสักพักเท่านั้นเอง” แล้วถามถึงบราลีว่าอยู่ไหน จ้าวซันบอกว่าคงอยู่ตึกชิวเทียนกระมัง จ้าวไทไทถามว่าแน่ใจหรือ จ้าวซันก็เปลี่ยนเป็นว่าหรือไม่ก็อยู่ห้องผิงอัน

“แน่ใจ”  จ้าวไทไทถามอีก จ้าวซันเริ่มเอะใจ จ้าวไทไทก็พูดว่า “ดูแลเขาไว้ให้ดีๆ อย่าปล่อยผู้หญิงคนนี้ให้ห่างตัว เขาเป็นดาวคุ้มครองเจ้า”

“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“อาซัน...เรื่องอื่นลูกจะไม่เชื่อแม่ไม่เป็นไร แต่เรื่องนี้ไม่ได้” จ้าวไทไทจริงจังเสียจนจ้าวซันอึ้ง

ooooooo

บราลีนั่งเศร้าอยู่ที่ห้องผิงอัน ผิงอันชวนทำอะไรก็บอกว่าไม่มีอารมณ์แล้วขอตัวไปนอนอ้างว่าง่วง

ส่วนจ้าวซันออกจากห้องจ้าวไทไทก็เดินตามหาบราลี ระหว่างนั้นคำพูดของจ้าวไทไทยังแว่ววนเวียนเหมือนเตือนให้เขาต้องสำนึกสำเหนียก...

“ลูกหลานตระกูลจ้าวทุกคน ต่างโดนคำสาปให้มีอันเป็นไป ใครจะรุ่งเรืองได้ก็ต้องไปอยู่ที่อื่น มาจากที่อื่น ไม่ใช่บนเกาะนี้ บราลีเขาเกิดวันเดียวกับเต้ ดวงเขาจะมาค้ำจุนบ้านเรา หน้าที่ของเจ้าคือพาเขากลับมาอย่าให้ช้าเกินไป ตระกูลจ้าวไม่เหลือใคร เต้จะได้นอนตายตาหลับ”

จ้าวซันเดินตามหาบราลีอดบ่นไม่ได้ที่เธอไม่อยู่กับที่ จนมาถึงห้องผิงอัน ถามว่าบราลีมาที่นี่ใช่ไหม ผิงอันอึกอัก จ้าวซันบอกว่านอนเสียแค่มาถามดูให้แน่ใจเท่านั้นแล้วเดินกลับไป ผิงอันคิดๆอึดใจแล้วเปิดประตูตะโกนบอก

“พี่บรีเขากลับไปได้สักพักแล้วนะ”




“อะไรนะ...งอนไปอยู่ที่ไหนของเขาอีกนะ” จ้าวซันบ่นแล้วเดินตามหาไปทั่วบ้านอย่างร้อนใจ

ooooooo

คืนนี้ เหม่ยอิงนัดพบกับเกาเฟยที่ร้านกาแฟถามว่ามีใครเจอเต๋อเป่าบ้างไหม เกาเฟยส่ายหน้า บอกว่าตนส่งคนไปค้นทุกที่แล้วทั้งที่บ้าน บ้านญาติ ไม่มีใครเห็นร่องรอยเลย

เหม่ยอิงสั่งเหี้ยมให้หาต่อไปถ้าเจอตัวให้ลากมาหรือไม่ก็เก็บเสีย บ่นว่าเราไม่น่าประมาทเลย เกาเฟยเตือนว่าเรื่องนี้ตนรู้สึกได้กลิ่นไม่ดี ชวนหนีไปอยู่บ้านตนที่เวียดนามกันไหม เหม่ยอิงยิ้มเหยียดบอกว่าเขากลัวก็หนีไปเสีย ตนไม่หนีใคร! ด่าเกาเฟยว่า “แกขี้ขลาดกว่าที่ฉันคิดอีกนะ” แล้วลุกจากร้านไปอย่างไม่แยแส

เกาเฟยมองตามเหม่ยอิงไปทั้งเครียดทั้งกลุ้มๆ

ooooooo

คืนนี้...บ้านสี่ฤดู สว่างไสวไปทุกหลังทุกห้อง คนในบ้านวิ่งพล่านตามหาบราลีไปทุกซอกทุกมุม แต่ไม่มีวี่แววเลย อาม่าถามว่าหรือเธอจะออกไปในเมือง ผิงอันบอกว่าไม่น่าจะไปเพราะดึกแล้วรถก็ไม่มี

“แต่มิสภีมะมนตรีทำได้ครับ” อาหลี่เชื่อเช่นนั้น

“ทุกคนไปนอนเถอะ ปล่อยเขา โตแล้วอยากจะทำอะไรก็ทำ” จ้าวซันตัดบทหน้าเครียดแล้วจะออกไป ผิงอันร้อนใจเสนอให้เอารถออกตามดีกว่า อาหลี่เห็นด้วยพลางจะไปสตาร์ตรถรอ

“ไม่ต้อง! เขาก็น่าจะรู้ว่าฉันมีปัญหามากขนาดไหน ยังมาทำงอนเป็นเด็กอยู่ได้ ช่างเขา หายงอนก็กลับมาเองแหละ และห้ามใครออกไปตามบราลีกลับมาเป็นอันขาด นี่เป็นคำสั่ง” จ้าวซันเสียงเข้มแล้วเดินหน้าเครียดออกไป

ooooooo

เพราะที่ฮ่องกงบราลีรู้จักหลินจื้อเหม่ยคนเดียว เธอจึงไปหาที่บ้านแล้วชวนออกไปกินดื่มกันบอกว่าตนจะเลี้ยงเอง

“ออกมาแบบนี้คุณชายไม่รู้ล่ะสิ” หลินจื้อเหม่ยดักคอ

“อย่าเอ่ยถึงคุณชายของเธอให้ฉันได้ยินอีกนะ กำลังสนุกเลย เสียอารมณ์หมด”

ที่ผับนี่เอง บราลีดื่มจนเมา เธอพร่ำระบายความเป็นมาของตัวเองอย่างอัดอั้นว่า

“ฉันมันตัวคนเดียว...ไม่มีใคร พ่อแม่ที่แท้จริงก็ไม่มี ไม่มีอะไรเลย ไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้จะทำอะไร อนาคตมืดมนสิ้นดี” แล้วเธอก็สั่งเครื่องดื่มมาเพิ่มอีก หลินจื้อเหม่ย ได้แต่มองดูเพื่อนด้วยความเป็นห่วง

เป็นเวลาที่จ้าวซันเดินมาเจอกระเป๋าเดินทางของบราลีที่ยังวางกองอยู่ เขาบ่นว่าของยังไม่ทันเก็บก็ไปหาเพื่อนเสียแล้ว จะยกเข้าไปเก็บ อาหลี่รีบมาทำแทน พูดถึงบราลีว่า ที่เธอตามมาที่นี่เพราะเป็นห่วงเขาเลียบเคียงถามว่า

“คุณชาย...ถ้าสมมติว่า มิสภีมะมนตรีต้องไปทำอะไรที่คุณชายรู้สึกว่ามันอาจเป็นอันตรายได้ คุณชายจะไม่รีบตามไปหรือครับ”

มือถือจ้าวซันดังขึ้น เขาดูเห็นว่าหลินจื้อเหม่ยโทร.มา ฉุกคิดว่าเธออาจจะโทร.มาบอกว่าบราลีไปค้างที่บ้าน แต่พอรับสายกลายเป็นว่าหลินจื้อเหม่ยโทร.มาจากผับแถวบ้านเธอ บอกว่า

“บรีเมามากค่ะ เขากินเหล้าไม่ค่อยเป็นด้วยนะคะคุณชาย ฉันห้ามก็ไม่เชื่อยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุเลยค่ะ ทำยังไงดีคะ”

จ้าวซันบอกให้พาบราลีกลับมาเดี๋ยวนี้ หลินจื้อเหม่ยวิ่งกลับไปปรากฏว่าบราลีหายไปแล้ว พอจ้าวซันรู้เขาสั่งอาหลี่เอารถออกทันที

หลินจื้อเหม่ยตามหาบราลีจนพล่านแต่ก็คลาดแคล้วกันเฉียดฉิว ไม่ว่าตามเก้าอี้สตูล มุมเกมส์ ห้องน้ำหญิง

บราลีเข้าไปอาเจียนในห้องน้ำแล้วเดินเมาๆ เซๆ ออกมาจนไปถึงมุมมั่วสุม เห็นพวกหนุ่มสาวกำลังมั่วทั้งขายและเสพยากัน สมุนพันหงปิงสองคนมาขายยาที่นี่ เห็นบราลีก็ตาลุกเกร่มาชวนเล่นของกัน บราลีเห็นท่าไม่ดีจึงเดินลงบันไดไปที่จอดรถ ชายทั้งสองตามไปอย่างไม่ยอมให้เหยื่อหลุดไปได้

จ้าวซันมาที่ผับเจอหลินจื้อเหม่ย พอรู้ว่ายังตามหาบราลีไม่เจอ ทั้งสองยิ่งใจคอไม่ดี อาหลี่ตั้งข้อสังเกตว่าหรือเธอจะถูกจับตัวไป!

บราลีถูกสมุนพันหงปิงทั้งสองจับตัวไปจริงๆมันอุ้มไปที่ลานจอดรถหมายข่มขืน บราลีกรีดร้องสุดเสียง จ้าวซันกับอาหลี่ได้ยินรีบตามเสียงไป เจอบราลีกำลังถูกมันคร่อมอยู่พอดี อาหลี่ชักปืนออกมายิงขึ้นฟ้า ชายโฉดทั้งสองผงะมองหน้ากัน พอเห็นจ้าวซันกับอาหลี่วิ่งเข้ามา มันตกใจร้องบอกกันว่า

“ซวยละมึง จ้าวซันนี่หว่า” แล้วใส่ตีนหมาโกยอ้าวไป

“ม่านฟ้า...”

“เจ้าพี่...” บราลีร้องไห้โฮ โผเข้ากอดจ้าวซันหมดสติไปในอ้อมกอดเขา...

ooooooo

สมุนทั้งสองของพันหงปิงวิ่งไปส่งสัญญาณเรียกพันหงปิงที่ไปเป็นพนักงานทำขนมปังราคาถูกออกไปพบ บอกว่าจ้าวซันกลับมาจากคีรีรัฐแล้ว

“เพราะไอ้นี่...ที่ทำให้พวกเราต้องมาลำบากกระจอกงอกง่อยใช้ชีวิตเป็นแมงหวี่แมงวันอยู่นี่ไง” สมุนคนหนึ่งแค้น

“มันไม่ใช่ธรรมดานะ อั๊วรู้ข่าวมาว่า เพื่อนร่วมธุรกิจและร่วมแหกคุกชาวคีรีรัฐของอั๊ว ไอ้พวกนายพลพวกนั้น โดนจ้าวซันกับพวกฆ่าตายล้างบางหมดเลยที่กลางเมืองคีรีรัฐ” พันหงปิงบอก สมุนอีกคนถามว่าแล้วมันจะมาล้างบางเราไหม “ไอ้ฉินเจียงมันซัดทอดอั๊วแหลกไปแล้ว ชีวิตพวกเราพังหมดก็เพราะไอ้พวกคนตระกูลจ้าว!” พันหงปิงคำราม

ทั้งสามมองหน้ากันแบบ...เอาไงดี?

พันหงปิงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาเกาเฟย ทีแรกเกาเฟยก็จำไม่ได้ พอพันหงปิงเท้าความเล็กน้อย เกาเฟย ก็จำได้ พันหงปิงบอกเกาเฟยว่า ตอนนี้ตนไม่มีเงินเพราะ โดนตำรวจยึดไปหมดแล้ว จะไปไหนก็ไม่ได้ ตอนนี้เกาเฟยรวยมากแล้วก็แบ่งมาให้เพื่อนใช้บ้าง

เกาเฟยอึ้งไปนิดหนึ่ง พอดีเหลือบเห็นเหม่ยอิงเดินเข้ามาในโรงแรมเลยถือโอกาสขอวางสายก่อนเดี๋ยวจะโทร.กลับแล้วรีบไปหาเหม่ยอิงพูดอย่างพินอบพิเทา

“คุณหนูเหม่ยอิงครับ...จะรับประทานเบรกฟาสต์ ในโรงแรมนี้เลยไหมครับ หรือว่าอยากจะออกข้างนอก”

“ฉันจะกินที่นี่ แต่ไม่เกี่ยวกับแก แกอยากจะกินอะไรที่ไหนก็ไป ฉันอยากจะกินคนเดียวอย่างสงบๆหน่อย... โอเค้แล้วถ้ามีอะไรฉันจะโทร.ตามเอง ถ้าไม่มีอะไรจำเป็นก็อย่ามาให้เห็นหน้า ฉันกลุ้ม มีอะไรต้องคิดเยอะ ไม่อยากรับรู้อะไรที่มันจะทำให้ปวดหัวจากแกอีก”

พูดแล้วเหม่ยอิงเดินเชิดเข้าห้องอาหารของโรงแรมไปเลย ทิ้งเกาเฟยให้ยืนซีดอยู่ตรงนั้น

ooooooo

ที่บ้านสี่ฤดู...

เช้าวันนี้ ที่ห้องนอนของบราลี จ้าวซันนั่งดื่มกาแฟคอยดูแลบราลีอยู่อย่างห่วงใย พอเธอลืมตาจะลุก เขา

ก็รีบเข้าประคอง ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง หิวไหม อากงบอกว่าจะไปเอาชาร้อนมาให้แล้วรีบออกไป

บราลีในสภาพที่ยังซีดและซึม ยกมือไหว้ขอโทษจ้าวซันสารภาพว่าตนผิดไปแล้ว ถ้าเจ้าพี่ไม่ไปช่วยก็ไม่รู้ว่าป่านนี้...บราลีพูดไม่ออก จ้าวซันบอกว่า “ไม่เป็นไรๆ

พี่ก็ผิดเหมือนกัน ปลอดภัยก็ดีแล้ว แต่ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ”

“ไม่ทำอีกแล้ว เข็ดจริงๆ น้องกลัวมาก นึกว่าคงจะต้องตายแน่ๆ”

“ยังดีที่จื้อเหม่ยตามพี่มาทันเวลา ไม่งั้น พี่คงไม่ให้อภัยตัวเองเด็ดขาด”

บราลีเอามือกุมคออย่างรู้สึกคลื่นไส้ พยายามจะลุกไปอาเจียน จ้าวซันไม่ยอมให้เดินอุ้มเธอไปห้องน้ำ บราลีปล่อยให้เขาอุ้มไปซบหน้ากับไหล่เขาอย่างรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย

เมื่อมานั่งทานอาหารกัน จ้าวซันจัดแจงหยิบโน่นตักนี่ให้อย่างเอาใจใส่ บราลีวันนี้เหมือนสิ้นพยศ เธอให้สัญญากับจ้าวซันว่าจะไม่ดื่มอีกแล้ว จะกลับตัวเป็นคนดี

“บรี...น้องไม่เคยไม่เป็นคนดี”

“ก็พี่ว่าน้องเป็นคนน่าเบื่อน่ารำคาญ”

“พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้คิดอย่างนั้น พี่เข้าใจว่าน้องอาจจะเชื่อมั่นในตัวเองเกินไป แล้วเวลามีคนกล้าขัดใจมันก็จะรู้สึกโกรธรุนแรงไปบ้าง”

“ไม่ใช่ค่ะ จากวันที่น้องรู้ว่าตัวเองเป็นใคร พี่เป็นใคร น้องก็ไม่เคยคิดถึงตัวเองอีกเลย น้องคิดถึงแต่พี่ ห่วงแต่พี่ ไม่อยากให้พี่ต้องไปเสี่ยงกับอะไรคนเดียวอีก ขอให้พี่ทราบว่า น้องไม่ได้เอาแต่ใจตัว น้องอยากจะปกป้องพี่ต่างหากล่ะคะ”

“น้องคิดว่าตัวเองเก่งนักหรือ”

“เวลานี้น้องรู้แล้ว...ว่าน้องไม่ได้เก่งเลย น้องอ่อนด้อยและแย่มากๆ แต่ยังไงน้องก็ห่วงพี่อยู่ดี พี่จะทำยังไงต่อไป เรื่องของคุณเหม่ยอิง”

“พี่ก็ยังยืนยัน ว่าเป็นน้องเท่าๆกับฉินเจียงเท่าๆกับผิงอัน”

“แล้วเขาคิดว่าพี่เป็นพี่หรือเปล่าล่ะคะ”

เป็นคำถามที่จ้าวซันตอบไม่ได้ เขาได้แต่นิ่งอึ้ง บราลีมองอย่างหนักใจ

ooooooo

นับแต่รู้ว่าจ้าวซันกลับมา เหม่ยอิงก็ไม่กลับบ้านสี่ฤดูอีกเลย แม่สี่เป็นห่วงอยากให้จ้าวซันช่วยพูดให้น้องกลับบ้าน

ผิงอันไม่เห็นด้วยเพราะจ้าวซันไม่ได้ทำผิดอะไร ทุกอย่างเป็นเพราะเหม่ยอิงฉวยโอกาสตอนจ้าวซันไม่อยู่ทำเรื่องร้ายๆหลายอย่าง เมื่อจ้าวซันกลับมาเหม่ยอิงก็ต้องมาขอโทษมาแก้ตัว จึงต้องเป็นฝ่ายมาพบจ้าวซันเอง

“ก็เพราะคุณชายไม่รักเขา เขาถึงเป็นแบบนี้” แม่สี่อ้าง ผิงอันถามว่าแล้วมันเป็นความผิดของพี่ใหญ่หรือชี้ว่า

“พี่เหม่ยอิงเขาเป็นแบบนี้เพราะเขาอยากเป็นใหญ่ที่สุดต่างหาก เขามีความโลภ โกรธ หลง เขาไม่ได้รักใครทั้งนั้น คนอย่างนั้นไม่มีความรักหรอก มีแต่ความเกลียดชังล้วนๆ”

แม่สี่ปรามผิงอันให้หยุดว่าพี่เสียที จ้าวซันตำหนิตัวเองว่า มีส่วนผิดที่ดูแลน้องไม่ดี ตนจะจัดการเอง จะพาน้องกลับมาเอง

จ้าวซันไปเยี่ยมร้านของซูหลิงกับฉินเจียง ซูหลิงบอกข่าวดีว่าเขากำลังจะมีหลาน จ้าวซันแสดงความยินดีและชมซูหลิงว่าเป็นคนดีมาก อย่างน้อยท่ามกลางเรื่องน่าใจเสียของคนในครอบครัวก็มีเรื่องที่เป็นความหวังของตระกูลจ้าวเรื่องหนึ่ง เต้คงจะดีใจ กอดทั้งสองไว้ บอกว่า...

“เธอสองคนโชคดีแล้ว เธอต้องเป็นพ่อที่ดีนะฉินเจียง ซูหลิง ฝากหลานผมด้วยล่ะ เขาจะต้องสุขภาพดี และไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ไม่สำคัญ ขอให้เขาเป็นคนดี”

“ผมอยากให้เขาเป็นผู้ชาย” ฉินเจียงบอก

“เป็นผู้ชายก็ดี แต่เป็นผู้หญิงก็ได้ เพราะพี่อยากให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสียทีในรุ่นของพวกเรา อย่าให้ลูกชายเท่านั้นที่ได้เป็นไท้เผ่ง ขอให้แล้วแต่ความเหมาะสมของบุคคลเถอะ ถ้าผู้หญิงมีความสามารถและทุกคนพอใจ ลูกๆหลานๆ พวกเราจะไม่จำกัดบทบาทของลูกหลานหญิงอีกแล้ว”

“จริงด้วยค่ะ คนไหนถนัดที่จะทำอะไรก็ขอให้ได้ทำเถอะ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม” ซูหลิงเห็นด้วย

“ก็ได้...เผื่อลูกของเราเป็นผู้หญิง เราก็จะไม่เสีย เปรียบ ก็โอเค” ฉินเจียงรับได้อย่างไม่เต็มใจนัก

จ้าวซันมองฉินเจียงแล้วหัวเราะส่ายหน้าเบาๆ ฉินเจียงกับซูหลิงพลอยหัวเราะไปด้วย...

เมื่อไปคุยกันที่ฉินเย่ว์กรุ๊ป ฉินเจียงอยากให้จ้าวซันช่วยตนในเรื่องคดี ทนายแนะว่าถ้าฉินเจียงให้ข้อมูลแก่ทางการ ตำรวจขยายผลจับตัวพันหงปิงที่แหกคุกได้ เขาก็จะเป็นแค่เหยื่อของพันหงปิงกับเกาเฟย เช่นนี้ก็จะถูกกันเป็นพยานและเราก็จะหาทางรอดจากคดีนี้ได้

“ผมจะทำทุกอย่างเพื่อเอาไอ้เกาเฟยให้เละจมดินครับ...พี่ชายใหญ่” ฉินเจียงมุ่งมั่น จ้าวซันยิ้มพอใจ

ooooooo

ฉินเจียงยังไม่หายกังวล คุยกันเสร็จเดินออกมา ก็ยังขอร้องจ้าวซันให้ช่วยอีก จ้าวซันยืนยันว่าตนทำไม่ได้

“ทำไมจะทำไม่ได้ พี่ให้ตำรวจเขาจัดการกับนางเหม่ยอิงและไอ้เกาเฟยให้ถึงที่สุดเถอะครับ มันเลวทรามต่ำช้ากันมาก”

“แกต้องแยกแยะสิฉินเจียง แกก็โดนเองมาแล้ว แกต้องรู้สิว่าไอ้เกาเฟยมันคือตัวการ เราต้องดึงเหม่ยอิงออกมาจากไอ้เกาเฟย เพราะเหม่ยอิงจะไม่กล้าทำเรื่องร้ายกาจอย่างนี้ ถ้าไม่มีเกาเฟยยุแยง”

“ไม่ใช่นะพี่ใหญ่ ถ้าจะเปรียบ เกาเฟยมันเป็นแค่ปืน แต่คนยิงคือเหม่ยอิง”

“เหม่ยอิงคือน้องพวกเรา แต่เกาเฟยมันคือคนอื่น ทำไมแกเห็นเกาเฟยดีกว่า”

“เกาเฟยคือคนที่เหม่ยอิงส่งมาทำลายผม แล้วมันก็ทำสำเร็จอย่างที่พี่ใหญ่เห็น เพราะผมมันโง่เอง ตอนนี้ผมตาสว่างแล้ว ผมรู้ว่าความจริงแล้วศัตรูของตระกูลจ้าวคือผู้หญิงตระกูลจ้าวเอง” ฉินเจียงพูดอย่างแค้นใจ

“พี่พูดแล้วใช่ไหม ว่าต่อไปนี้เราจะไม่กีดกันผู้หญิงอีกแล้ว เหม่ยอิงอยากได้อะไร พี่ก็จะให้เขาเพื่อแลกให้เขากลับตัวกลับใจ”

“นังนี่มันกลับไม่ทันแล้ว มันถลำไปมากแล้ว เกินเยียวยา”

ความคิดต่างนี้ ทำให้จ้าวซันกับฉินเจียงมองหน้าอย่างวัดใจกัน พอดีมีเสียงเมสเสจดังขึ้น จ้าวซันดูโทรศัพท์หันมองหน้าฉินเจียง ฉินเจียงถามว่าเหม่ยอิงหรือ จ้าวซันนิ่งเป็นการรับโดยปริยาย ฉินเจียงร้อนใจถามว่าเหม่ยอิงนัดพบใช่ไหมอย่าไปคนเดียว ให้ตนไปด้วย จ้าวซันไม่เห็นด้วย ฉินเจียงโมโหบอกว่า “พี่ใหญ่อย่าเป็นผู้ชายที่ตายเพราะผู้หญิงเลยพี่”

“พี่ไม่ตายหรอก”

“พี่มั่นใจใช่ไหมว่ามันรักพี่ พี่รู้จักนังนี่น้อยไป” ฉินเจียงฮึดฮัดแต่จ้าวซันก็ไปตามนัด ณ ที่สูง วิวสวย และเหม่ยอิงก็ก้าวลงจากรถมาเผชิญหน้าอย่างสวยสง่าจนจ้าวซันแทบไม่เชื่อสายตา

เวลาเดียวกันนี้ จ้าวไทไทที่หลับตาอยู่ ลืมตาขึ้นทันที ถามหาเจ้าหญิง ถามว่าจ้าวซันอยู่ไหน พอผิงอันบอกว่าออกไปข้างนอกก็เร่งให้รีบโทร.ตามกลับมาเดี๋ยวนี้ ผิงอันบอกว่าพี่ชายไปที่บริษัท จ้าวไทไทถามว่าแล้วเจ้าหญิงล่ะ เจ้าหญิงอยู่กับเจ้าชายหรือเปล่า ผิงอันบอกว่าบราลีไม่สบายอยากพักผ่อนจึงอยู่บ้าน

“เมื่อไหร่จ้าวซันจะกลับล่ะ...อยากให้เจ้าชายกลับบ้านมาอยู่กับเจ้าหญิง อย่าให้เจ้าหญิงอยู่ห่างตัว เข้าใจไหม...” จ้าวไทไทหลับตารำพึง “ช่วยไม่ได้ ทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเอง ฟ้าดินจะลงมือ...มนุษย์ไม่อาจขัดขืน...มนุษย์...ไม่อาจขัดขืน...”

ผิงอันฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ...

ooooooo

เหม่ยอิงทักจ้าวซันว่าดูซูบและคล้ำไป จ้าวซันชมว่าเธอสวยมาก ดูทอปฟอร์มมาก

เหม่ยอิงเหน็บเขาเล็กน้อยที่ไปกับบราลี จ้าวซันถามว่าทั้งหมดที่เธอทำเพราะโกรธที่ตนมีบราลีใช่ไหม เหม่ยอิงตอบไม่ได้ จ้าวซันชี้ว่าไม่ใช่ เพราะว่าเธอเตรียมทุกอย่างมานานมากแล้ว ถึงไม่มีบราลีเธอก็วางแผนไว้อย่างรัดกุมแล้ว พูดจี้ใจดำแล้วบอกว่า “น้องแค่บอกพี่ดีๆ ว่าน้องต้องการอะไร น้องก็จะได้”

“น้องพยายามบอกพี่มาพันครั้งแล้วถ้าพี่จำได้”

“เอาล่ะ พี่ผิดเองที่ไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าตอนนี้พี่เข้าใจแล้วและจะให้ตามที่น้องต้องการ แต่พี่ขอแบ่งอะไรนิดๆหน่อยๆ ให้กับพี่น้องคนอื่นๆบ้าง”

“พี่ใหญ่ไม่มีสิทธิ์ขอแล้วล่ะค่ะ”

“เหม่ยอิง...หาทางลงให้กับตัวเองเถอะ ก่อนที่มันจะสายเกินไป”

“มันสายเกินไปแล้วล่ะค่ะพี่ใหญ่...สายไปมากๆ เลยล่ะ” เหม่ยอิงน้ำตาไหล จนจ้าวซันอึ้ง

ooooooo
ตอนที่ 17

ได้พักผ่อนจนถึงเย็น บราลีรู้สึกดีขึ้น เธอเดินลงมาหน้าตาสดใส เจออากงกำลังจะเอาโสมแก้อาการเมาค้างมาให้กิน บราลีขอบคุณแล้วถามถึงจ้าวซัน

อากงบอกว่าออกไปตั้งแต่สายๆแล้ว บราลีชักสีหน้าคาดว่าคงไปหาเหม่ยอิงแน่ อากงเชื่อว่าจ้าวซันดูแลตัวเองได้

“อากงคะ หนูไม่ได้หวาดระแวงแบบไร้สาระนะคะ”

“คุณชายมีหลายอย่างต้องทำครับ คุณหนูปล่อยวางบ้างเถอะ คุณชายทราบดีครับว่าท่านควรทำอะไรบ้าง”

“ขอให้จริงเถอะ คอยดูนะถ้าเกิดอะไรขึ้น จะไม่สนใจ จะไม่ไปช่วยเลย อากงเป็นพยานนะ”

“ไม่หรอกครับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกครับ” อากง บอกบราลีไปอย่างนั้น แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ พูดปลอบใจตัวเองว่า “ไม่น่า...ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก...”

ooooooo

เช้านี้...โรงงานสื้อฉวนที่เกาลูน บรรยากาศในโรงงานวุ่นวายตึงเครียด โดยเฉพาะพนักงานรับโทรศัพท์ และรับแฟกซ์

เกาเฟยเข้ามาที่โรงงานอย่างร้อนรน ถามพนักงานว่าเหม่ยอิงอยู่ไหนก็ไม่มีใครรู้ เขาวิ่งไปจนถึงออฟฟิศโรงงานเปิดประตูเข้าไปเห็นเหม่ยอิงนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์โดยไม่เปิดไฟ เกาเฟยเดินหน้าเข้าไปหา เธอโยนกระดาษแฟกซ์และเอกสารต่างๆให้ดู

“สำเร็จแล้ว...เสื้อผ้าของสื้อฉวนตอนนี้กำลังถูกตีกลับมาหมด ไม่ใช่เฉพาะที่ออสเตรเลียนะ ทุกประเทศที่เป็นลูกค้าเราด้วย” เหม่ยอิงหัวเราะอย่างสะใจก่อนพูดต่อว่า “คราวนี้คุณชายจ้าวซันจะต้องพบกับความล่มจม หุ้นของฉินเย่ว์กรุ๊ปก็จะร่วงจนจมดิน ทุกอย่างพังพินาศหมด ไม่มีเหลือ เจ๊งๆๆๆ! ฮ่ะๆๆ” เหม่ยอิงหัวเราะทั้งสะใจและเจ็บปวดจนน้ำตาร่วงเหมือนคนเสียสติ

เกาเฟยมองเธออึ้ง เหม่ยอิงลุกเดินมาประจันหน้า “เงินส่วนตัวของฉันถูกส่งไปฟอกที่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเรียบร้อยแล้ว และก็มีอยู่ที่สวิสพอสมควร แกก็ได้ของแกไปแล้ว ฉันก็ได้ของฉัน จากนี้ไปเราแยกกันคนละทาง ฉันจะไปตามทางของฉัน”

“ไม่นะครับ...เราจะเป็นหุ้นส่วนกัน”

“ฝันกลางวันอยู่รึไง ฉันไม่เป็นหุ้นส่วนกับใครทั้งนั้น”

“ถ้าไม่ใช่จ้าวซัน?”

“ฮ่ะๆๆ นั่นมันเป็นความคิดโง่ๆ ในอดีต ตอนนี้ทุกอย่างระหว่างฉันกับจ้าวซัน ไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว ไม่มีเหลือแม้แต่เยื่อใย” พูดอย่างเจ็บปวดแล้วเหม่อมองออกไปนอกกระจกพึมพำเศร้า “เขาคงสั่งให้ตำรวจมารวบตัวฉันเร็วๆ นี้ แกรีบหนีเอาตัวรอดของแกเถอะ”

เกาเฟยมองเหม่ยอิงไม่อยากจากลา ลุ้นให้เธอเปลี่ยนใจ แต่เหม่ยอิงสะบัดหน้าไปอีกทาง เชิดหน้าคอแข็งประหนึ่งหญิงแกร่งผู้ทระนง!

ooooooo

บริษัทจ้าวฉินเย่ว์ที่ฮ่องกง...จ้าวซัน เข้ามาในบริษัทด้วยสีหน้าเครียด เทเรซ่ากับซ่างกวานซิงหอบเอกสารเข้ามาหาทันที บอกจ้าวซันว่าเราจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้สื้อฉวนไม่ไหวแล้ว

“ยังไงก็ต้องจ่ายให้เขา เพราะเราเป็นฝ่ายผิดสัญญา” จ้าวซันยืนยันถามว่า “ตอนนี้มีที่ไหนพอให้

เรากู้ยืมเงินก่อนบ้างไหม” เทเรซ่าบอกว่าจะลองหาดู “ฉันไม่ยอมให้บริษัทของเต้ต้องมาพังพินาศไปต่อหน้าต่อตาฉันเด็ดขาด”

พูดแล้วจ้าวซันเดินลิ่วเข้าไปในห้อง  เจอฉินเจียงยืนรออยู่แล้ว ถูกถามประชดทันที

“แสบไหมล่ะน้องสาวสุดที่รักของพี่ หาทางจัดการเกาเฟยและนังอสรพิษซะทีเถอะพี่ใหญ่!!”

จ้าวซันบอกว่าเหม่ยอิงไม่ยอมรับโทรศัพท์เลย ฉินเจียงถามฉุนๆว่าจะโทร.ทำไม จัดการขั้นเด็ดขาดไปเลย พอดีเทเรซ่ามาเคาะประตูบอกว่ามีคนที่สื้อฉวนโทร.มาบอกว่า เมื่อเช้าเหม่ยอิงกับเกาเฟยเข้าไปที่โรงงาน ฉินเจียงฟันธงว่าเข้าไปเก็บข้าวของเตรียมหนีออกไปจากฮ่องกงแน่ๆ เทเรซ่าร้อนใจเสนอว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

จ้าวซันคิดหนัก บอกฉินเจียงว่าอยากคุยกับเหม่ยอิงก่อนที่เรื่องจะถึงตำรวจ

“พี่บอกช้าไปแล้ว ผมเพิ่งแจ้งความไปเมื่อกี๊นี้เอง”

ooooooo

เกาเฟยปลอมเป็นพนักงานส่งของ บอกเจ้าหน้าที่ว่าเอาของมาให้เกาเฟยแล้วถือกล่องเดินลิ่วไปที่ห้องทำงานของตัวเอง กวาดของมีค่าที่โต๊ะทำงานใส่กล่องเปล่าที่ถือมาอย่างเร็ว แล้วถือกล่องรีบออกจากห้องไป

เกาเฟยหลบหลีกพนักงานในบริษัทที่เดินไปมา ออกทางประตูหนีไฟ ลงไปจนถึงชั้นล่าง เห็นผู้กองเหลียง และอเล็กซ์กับตำรวจหลายนายกำลังยืนเหมือนดักอะไรอยู่ จึงหลบไปออกทางประตูหลัง นึกว่าปลอดภัยแล้ว

หารู้ไม่! ถูกสมุนพันหงปิงที่มาดักอยู่เอาถุงดำครอบหัว เกาเฟยทิ้งกล่องดิ้นสุดฤทธิ์ แต่ก็ถูกล็อกคอลากไปจนได้

เกาเฟยถูกเอาตัวไปที่โรงงานทำขนมปัง พันหงปิง ซัดหน้าผัวะพูดอย่างเจ็บใจว่า

“จำเอาไว้...โทษฐานที่แกตัดสายโทรศัพท์ทิ้ง และไม่ยอมติดต่อกลับมา ฉันก็เลยต้องลากตัวแกมาอย่างนี้ อย่าถือสากันเลยนะ...เจ็บมากไหม” พันหงปิงลูบหัวเกาเฟย พลันก็จิกผมจนหน้าหงาย “ถ้าแกคิดจะหนีละก็...แบ่งเงินมาให้ใช้กันก่อน เอาตัวรอดคนเดียว ไปคนเดียวแบบนี้ มันชั่วเกินไปแล้ว”

เกาเฟยบอกว่าไม่มี “งั้นก็ทำให้มีให้ได้ ไปเอาจากเหม่ยอิงเมียแกมาสิ” พันหงปิงบังคับ

“คุณหนูไม่ใช่เมียฉัน”

“นั่นมันเรื่องของแก แต่ฉันขอส่วนแบ่งหนึ่งในสามของทั้งหมดแล้วกัน ไม่อย่างนั้นฉันจะส่งทั้งแกกะอีคุณหนูคนงามของแกให้ไปนอนในคุกทำเหมือนอย่างที่ฉันเคยนอนมาแล้ว” พูดจบเตะอีกทีแล้วหัวเราะสะใจ

ooooooo

พวกผู้กองเหลียงยังดักรอเกาเฟยอยู่ รอนานจนผู้กองคาดว่าเกาเฟยคงไม่กล้ามาที่นี่ จ่าหมงบอกว่าถ้ามามันโดนแน่

“แต่ผมว่าคงคว้าน้ำเหลวอีกตามเคยนะผู้กอง เกาเฟยมันเพิ่งมาที่นี่” อเล็กซ์เดินมาบอกเอาของในกล่องที่เกาเฟยทิ้งไว้ให้ดู บอกว่าพบที่ประตูเล็กด้านข้างทางไปที่จอดรถ

จึงเป็นปัญหาให้วิเคราะห์กันเครียด อเล็กซ์บอกว่าดูจากกล้องวงจรปิด เกาเฟยปลอมตัวเข้ามาเพื่อเอาของพวกนี้ไป จ้าวซันถามว่าแล้วทำไมของมันจึงอยู่

ที่นี่ได้ อเล็กซ์บอกว่าเกาเฟยหายตัวไป ตนก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร จ้าวซันนึกได้บอกว่าตรงนั้นไม่มีกล้องวงจรปิดเสียด้วย

“มันคงจะหนีไปแล้วล่ะ แต่คงมีอะไรเกิดขึ้นสักอย่างที่ทำให้มันเอาของพวกนี้ไปไม่ได้”

“เรื่องนี้ผมจัดการเอง ไม่มีใครรู้จักเกาเฟยดีเท่าผมอีกแล้ว” ฉินเจียงอาสาอย่างมั่นใจ

เป็นเวลาที่พันหงปิงกำลังข่มขู่บังคับเกาเฟยให้หาเงินมาให้ได้ มิฉะนั้นจะเอาเนื้อเหม่ยอิงมาทำไส้ขนมปัง! ว่าแล้วก็เรียกลูกน้องมาสั่งให้ไปลากตัวเหม่ยอิงมาให้ได้

ทันใดนั้น มือถือของเกาเฟยในกระเป๋ากางเกงดังขึ้น พันหงปิงหยิบไปดู เป็นสายจากฉินเจียง พันหงปิงถามว่าจะรับไหม เกาเฟยรับสาย ฉินเจียงพูดอย่างรีบร้อน

“เฮ้ย...ฉันมีเรื่องด่วน อยากให้แกมาร่วมมือด้วย” เกาเฟยตัดบทว่าเราไม่มีอะไรจะพูดกันอีกแล้ว เลยถูกพันหงปิงตบกะโหลกผัวะ เกาเฟยจึงบอกฉินเจียงว่า มีอะไรว่ามา

“อีกไม่นานบริษัทจ้าวฉินเย่ว์คงจะเจ๊ง แกคงรู้ ฉันยักยอกเงินส่วนตัวของจ้าวไทไทมาได้ ที่สำคัญคดีของฉันขืนสู้ไปฉันก็แพ้ ต้องติดคุกหัวโตแน่ ฉันต้องการหนีคดีไปต่างประเทศ เกาเฟย ฉันขอไปเวียดนามกับแกด้วยได้ไหม ถือว่าเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าๆของเราแล้วกัน ฉันแบ่งเงินครึ่งนึงให้แกก็ได้ แกว่ายังไง...เกาเฟย...อย่าเงียบสิ”

พันหงปิงกระชากโทรศัพท์จากเกาเฟยไปกดทิ้ง พูดสะใจ “เรามีทางหาเงินได้ก้อนใหญ่แล้ว ฮ่าๆๆ”

ooooooo

จ้าวซันถามฉินเจียงทันทีที่วางสายว่าสำเร็จไหม ฉินเจียงบอกว่าง่ายกว่าที่คิด เอาเรื่องเงินมาล่อเข้าหน่อยก็สำเร็จ

เทเรซ่าถามอย่างกังวลว่าจ้าวซันจะลงมือเองหรือ ทำไมไม่ให้ตำรวจจัดการ ทั้งฉินเจียงและจ้าวซันเห็นพ้องกันว่าตำรวจไม่ได้เก่งกว่าเราและทำงานช้ามาก  ต้องรอหลักฐานและพยานมากมายกว่าจะทำอะไรได้ แต่เราไม่ต้องรอ ไม่อย่างนั้นเราจะช้ากว่าเหม่ยอิงหลายก้าว

“แต่มันจะเสี่ยงไปไหมคะ” เทเรซ่าพยายามท้วงติง

ทั้งฉินเจียงและจ้าวซันบอกว่าไม่กล้าเสี่ยงก็ไม่ใช่ฉินเจียงและจ้าวซัน ให้มันรู้ไปว่าเกาเฟยกับเหม่ยอิงจะเก่งกว่าเราสองคน ทั้งสองเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย จนเทเรซ่าพูดอย่างอ่อนใจว่า

“โอ๊ย...ไม่รู้ด้วยแล้ว เกิดอะไรขึ้นอย่าโทร.มาหาเทเรซ่าแล้วกันนะคะ”

“ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมสัญญาว่าจะโทร.หาคุณเป็นคนสุดท้ายเลย เชื่อมือผมสิ คราวนี้ผมจัดการได้”

พอเทเรซ่าออกจากห้องไปอย่างอ่อนใจแล้ว

ฉินเจียงบอกจ้าวซันว่า นัดเจอกันสองทุ่มที่โกดังร้าง

บนเกาะลันเตา เรามีเวลาเตรียมตัวอีกสี่ชั่วโมง ตนจะล่วงหน้าไปก่อน ต่างจับมือกันแน่นเตือนให้ระวังตัวด้วย

ooooooo

บราลีข่มใจรอจ้าวซันอยู่จนเย็นยังไม่เห็นมา ถามอากงว่าไหนบอกว่าเขาจะกลับเร็วไง เธอร้อนใจแต่ก็ไม่กล้าโทร.หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำท่าจะกดหลายครั้งแล้วยั้งมือ

สุดท้ายทนไม่ได้กดโทร.ออก หลับตาลุ้นให้ปลายสายรับ

จ้าวซันนั่งมองโทรศัพท์ที่เรียกแล้วหยุดอยู่ถึงสี่ครั้ง เขาพูดขำๆ

“หยุดเสียที ตื๊อได้แค่นี้เองเหรอ หึๆ”

เทเรซ่ามาบอกว่าบราลีโทร.เข้าบริษัทเกือบสิบครั้งแล้ว แต่ตนไม่โอนสายให้เพราะเห็นสั่งไว้

บราลีเปลี่ยนใช้โทรศัพท์บ้านในห้องทำงานจ้าว-ซันโทร.ปรากฏว่าปลายสายไม่รับอีก เธอรู้สึกผิดปกติ พอดีอาหลี่เข้ามาเอาของในห้อง บราลีถามและคอยมองว่าอาหลี่มาทำอะไร อาหลี่ทำปิดๆบังๆหยิบของในลิ้นชัก บราลีเห็นจนได้ว่ามันคือปืน พอถามอาหลี่ก็รีบขอตัว

เห็นอาหลี่มาเอาปืนไป บราลียิ่งไม่สบายใจ วิ่งตามไปไม่ทัน เจออากงเธอถามว่า

“หลี่มาที่นี่ทำไม...เขาบอกอากงหรือเปล่า” อากง

บอกว่าเปล่า “ฉันเห็นเขามาเอาปืนในลิ้นชักของคุณชายไป...” อากงถามว่าเหรอครับ แล้วเดินเลี่ยงไป “เดี๋ยวสิอากง อากงไม่สงสัยเลยหรือว่าหลี่มาเอาปืนไปทำไม คุณชายอาจจะกำลังจะไปมีเรื่องอะไรกับใครก็ได้นะ”

“ไม่ทราบสิครับ” อากงถอนใจอย่างหงุดหงิดแล้วขึิ้นบันไดไป

บราลีนึกอะไรได้ตามไปบอกว่าโทรศัพท์ตนแบตหมด ขอยืมของอากงหน่อย อากงเกี่ยงอิดออด แต่บราลีก็หาเหตุผลจะขอยืม เลยถูกอากงดักคอว่า

“มายืมโทรศัพท์ผมโทร.ไปหาคุณชายใหญ่ใช่ไหมครับ”

“ก็ใช่น่ะสิ เขาต้องเห็นเป็นเบอร์ฉันแน่ๆ เลยโทร.ไปกี่ทีๆก็ไม่รับ”

อากงจึงโทร.ให้เอง แต่มีข้อแม้ว่าโทร.ครั้งเดียวเท่านั้น พออากงกดโทร.ออก ปลายสายรับทันที บราลี รีบคว้าโทรศัพท์ไปต่อว่า

“เจ้าพี่ ทำไมถึงไม่ยอมรับโทรศัพท์น้องเลย”

จ้าวซันอ้างว่าเพิ่งประชุมกับตำรวจเสร็จ ไม่มีอะไร ไม่ได้ออกไปไหน อยู่แต่ในห้องประชุมกับพวกตำรวจเท่านั้น เธอถามคืนนี้จะกลับกี่โมง จ้าวซันบอกว่าคงอีกไม่นาน ขอเคลียร์บัญชีกับเทเรซ่าอีกสักพักแล้วคงกลับ

“เมื่อกี๊หลี่มาเอาปืนที่บ้าน เจ้าพี่คงไม่ได้กำลังจะออกไป”

“อ๋อ...ปืนของฉินเจียง พี่ให้หลี่เอาไปคืนน่ะ” พอดีอาหลี่เอาปืนมาให้จ้าวซันรับใส่กระเป๋ากางเกง แต่บอกบราลีว่า “เทเรซ่ามาแล้ว พี่ไปทำงานต่อนะ เอ่อ...ไม่ต้องโทร.มาแล้วก็ได้ พี่จะรีบกลับไป” วางสายแล้ว จ้าวซันก็บอกอาหลี่ “ไป!”

อากงยืนฟังอยู่ รับโทรศัพท์คืนจากบราลี ถามว่า สบายใจแล้วสินะ

“มันก็...บอกไม่ถูกนะอากง...ลางสังหรณ์ฉันบอกว่า...”

อากงหัวเราะหยอกว่า “พูดเหมือนไทไทตอนสาวๆเลย ลางสังหรณ์ฉันบอกว่าอย่างนั้น ลางสังหรณ์ฉันบอกว่าอย่างนี้”

บราลีบอกว่าตนไม่อยากทำตัวแบบนั้น แต่ก็ไม่ชอบให้อากงกับจ้าวซันทำตัวแบบนี้ ที่เหมือนมีอะไรปิดบังตนอยู่ อากงหยอกว่าตนเข้าใจ แต่ลางสังหรณ์ของตนบอกว่า ตอนนี้คุณชายคงกำลังตั้งใจทำงานน่าดูเพื่อจะได้กลับมาเร็วๆ

“ฉันก็หวังว่าลางสังหรณ์ของอากงจะถูกนะ”

นาทีเดียวกันนี้ ที่ฉินเย่ว์กรุ๊ป จ้าวซันกำลังก้าวขึ้นรถและอาหลี่ก็ขับพุ่งออกไปอย่างเร็ว

ooooooo

โกดังร้างบนเกาะลันเตาที่ฮ่องกง...ฉินเจียงไปยืนรออยู่บนตู้คอนเทนเนอร์ มองมอเตอร์ไซค์ที่ขับเข้ามาสาดไฟใส่ตัวเขา ฉินเจียงกระโดดลงไป เดินเข้าหาเกาเฟยที่ถอดหมวกกันน็อก ถามว่า

“มาคนเดียวใช่ไหม” เกาเฟยย้อนถามกวนๆ

ว่า เห็นใครซ้อนมอเตอร์ไซค์ตนมาหรือเปล่าล่ะ “นึกไม่ถึงว่าจะมีวันนี้” ฉินเจียงเอ่ยมองหน้าเกาเฟยนิ่ง

“วันที่คนอย่างจ้าวฉินเจียง โทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือจากคนที่ทรยศและทำร้ายคุณอย่างแสนสาหัส”

“ฉันหมดทางแล้วเกาเฟย ถ้าฉันมีทางเลือก

ฉันคงไม่พึ่งไอ้หมาขี้เรื้อนอย่างแกหรอก แกก็มาเพราะสนใจเงินฉันไม่ใช่เหรอ แกก็โลภนี่ ฉันรู้นะว่านังเหม่ยอิง ก็ให้แกไปตั้งเยอะแล้ว แต่แกก็ยังอยากได้อีก จริงไหมล่ะ”

“เข้าไปคุยข้างในดีกว่า ตรงนี้มันโจ่งแจ้งเกินไป” เกาเฟยชวน

“ได้...เราต่างก็ไม่ชินในที่โล่งๆแบบนี้ด้วยกัน

ทั้งคู่” ฉินเจียงเดินนำข้าไปในโกดัง เกาเฟยมองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง ตรวจสอบเพื่อความแน่ใจในความปลอดภัยของตัวเอง แบบวัวสันหลังหวะ

ooooooo

เกาเฟยชวนไปคุยข้างในกัน ฉินเจียงไม่ขัดข้อง แต่ถามว่าเกาเฟยระแวงเกินไปหรือเปล่า ถูกย้อนถามว่าแล้วคนที่ไม่เคยระแวงอะไรเลยเป็นยังไงบ้างล่ะ

“ก็โดนทรยศอย่างฉันไง” ฉินเจียงตอบประชด

“อยู่ในวงการนี้เชื่อใจใครไม่ได้ทั้งนั้น”





“ไม่เชื่อใจใครก็ไม่มีวันมีเพื่อน...ไม่มีเพื่อนก็ยิ่งใหญ่ ไม่ได้หรอก” พูดแล้วฉินเจียงถามว่าจะคุยกันตรงนี้หรือ เกาเฟยเข้าเรื่องทันทีถามว่าจะจ่ายให้ตนเท่าไหร่สำหรับการพาออกนอกประเทศ  “แกได้เงินมาจากเหม่ยอิงเท่าไหร่ฉันจ่ายให้ครึ่งนึง”

ทั้งคู่ซักถามกันถึงรายละเอียดการเดินทางออกจากฮ่องกงอย่างไม่ไว้ใจกัน  แล้วเกาเฟยก็จับได้ว่าฉินเจียงมีเครื่องอัดเสียงเป็นปากกาเสียบที่กระเป๋า การเจรจาจึงกลายเป็นการเข้าปะทะกันทันที สู้กันด้วยมือเปล่าไม่นานเกาเฟยก็ชักปืนออกมาสั่งฉินเจียงให้ยกมือขึ้น เดินไปที่รถยัดฉินเจียงใส่กระโปรงหลังแล้วกดปิดทันที

เกาเฟยเดินไปนั่งที่คนขับ แต่ไม่ทันออกรถก็ถูกจ้าวซันที่อยู่รถอีกคันยิงเกือบถูก อาหลี่ขับรถปาดเข้ามา จ้าวซันกระโดดลงจากรถ ถูกเกาเฟยยิงจนต้องไปหลบอยู่หลังตู้คอนเทนเนอร์ จ้าวซันตะโกนบอกอาหลี่ให้เรียกคนอื่นมาเร็ว!

ส่วนฉินเจียงได้ยินเสียงปืนก็พยายามดิ้นและถีบฝากระโปรงเพื่อจะออกมาแต่ไม่สำเร็จ

เกาเฟยยิงสู้กับจ้าวซันไม่นานก็กระสุนหมด จ้าวซันจะยิงเกาเฟยปรากฏว่ากระสุนหมดเหมือนกัน!

ขณะที่ทั้งสองสู้กันด้วยมือเปล่านั่นเอง พันหงปิงและสมุนก็ขี่มอเตอร์ไซค์พุ่งเข้ามา ระหว่างนั้นจ้าวซันได้ยินเสียงขลุกขลักที่กระโปรงหลังจึงหลบไปในรถ ยกที่เปิดกระโปรงหลังขึ้น ฉินเจียงกระโดดออกมาร้องบอกจ้าวซัน

“ไปหลบทางโน้นดีกว่า” พลางบุ้ยใบ้ไปทางตู้คอนเทนเนอร์และโยนปืนกระบอกหนึ่งให้จ้าวซัน

ครู่เดียวก็มีแสงไฟจากรถสาดเข้าไปที่พวกพันหงปิง พวกมันหันมอง เห็นอาหลี่พาเต๋อเป่าและซ่างกวานซิงมา ทั้งสองยิงใส่พวกพันหงปิงเป็นชุด

“ไอ้เต๋อเป่า...ไอ้เดนตาย! พันหงปิงเรารีบหนีกันก่อนเถอะ” เกาเฟยร้องบอก พวกนั้นวิ่งไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ของตัวเองยิงสกัด สมุนพันหงปิงคนหนึ่งถูกจ้าวซันยิงล้มลง พันหงปิงพยุงเกาเฟยขึ้นมอเตอร์ไซค์ของตนพาหนีไป อาหลี่เห็นดังนั้นกลับรถตามไล่ยิง

“ปล่อยพวกมันไป ไม่ต้องตาม” จ้าวซันตะโกน อาหลี่จึงกลับรถมาหาจ้าวซันกับฉินเจียง

ฉินเจียงบอกว่าแผนเราล้มเหลวไม่เป็นท่า จ้าวซันเสนอว่าเราคงต้องพึ่งตำรวจจริงๆแล้ว

“ผมหนีการอารักขาของตำรวจมา ป่านนี้คงสงสัยแล้วล่ะครับ” เต๋อเป่าเอ่ย

“ผมว่ามาสเตอร์ลองพา ‘ลักกี้สตาร’ ของมาสเตอร์มาดูไหมล่ะครับ” อาหลี่เสนอ ถูกจ้าวซันถลึงตาใส่เลยรีบขอโทษ  ฉินเจียงแอบกระซิบถามอาหลี่ว่าใครหรือที่เป็น ‘ลักกี้สตาร์’

อาหลี่ยิ้มแห้งๆ ไม่กล้าตอบเพราะจ้าวซันจ้องอยู่

ooooooo

ระหว่างที่ฉินเจียงกับจ้าวซันกลับไปที่ร้านซูหลิง ให้ซูหลิงและเทเรซ่าทำแผลให้อยู่นั้น อาหลี่ถามว่าเราจะเอาอย่างไรต่อไปดี  ฉินเจียงอยากให้มันเอาคืนเราจะได้แก้แค้น

“กลัวว่าพวกมันจะรีบหนีออกจากฮ่องกงไปเลยน่ะสิ” จ้าวซันเอ่ย

เต๋อเป่าที่กำลังโทร.คุยกับผู้กองเหลียงวางสายแล้วบอกจ้าวซันกับฉินเจียงว่า

“ผู้กองเหลียงเขาโกรธพวกเรามากครับ ที่ทำอะไรกันโดยพลการแบบนี้”

“จะโกรธทำไม ถ้าไม่ได้เรา เขาจะรู้ไหมว่าพันหงปิง มันยังกบดานอยู่ที่นี่” ฉินเจียงฉุนๆ

“ที่สำคัญคือ มันกับเกาเฟยเป็นพันธมิตรกัน มันกำลังต้องการเงินจนต้องยอมเสี่ยงปรากฏตัวออกมาลงมือกับเราแบบนี้ แสดงว่ามันยังไม่มีทุนพอจะหนีไปได้อย่างสบายๆ หรอก”  จ้าวซันวิเคราะห์  แต่พูดไม่ทันขาดคำดี ผู้กองเหลียงก็มา

“ไงครับ...สองพี่น้อง นึกว่าตัวเองเป็นซูเปอร์ฮีโร่รึไง...คุณชาย ผมคิดว่าคืนนี้...คุณชายคงต้องไปคุยกับพวกผม...ยาว...แล้วล่ะ”

ทั้งหมดไปคุยกันที่ห้องประชุมโรงพักจนถึงเช้า เต๋อเป่าเสนอว่าถ้าไม่มีอะไรให้จ้าวซันกลับไปพักผ่อนที่บ้านดีไหม

“เดี๋ยวครับเดี๋ยว” อเล็กซ์เข้ามาเปิดจอแผนที่กูเกิ้ลถนนในฮ่องกงเอาขึ้นจอใหญ่ และมีมาร์คเป็นเส้นสีแดงวาบๆ “นี่ครับทุกคน นี่คือเส้นทางการเคลื่อนที่ของ โทรศัพท์เบอร์ที่ไท้เผ่งให้มา” ฉินเจียงบอกว่าเป็นเบอร์ของเกาเฟย “นั่นล่ะครับ มันเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาทั้งคืน แต่ตอนนี้มันกำลังไปทางถนนสายนี้”

“ถนนสายนี้มันทางไปท่าเรือที่ 3 ใช้ขนส่งสินค้าเกษตรเก่า ที่เวลานี้ถูกเวนคืนรอการสร้างเป็นท่าเรือน้ำลึกนี่” จ้าวซันให้ข้อมูล ผู้กองเหลียงขอบคุณที่จ้าวซันให้ความร่วมมือ ย้ำว่า

“ข้อมูลนี้มีประโยชน์มากๆ เช้าแล้วพวกคุณชายกลับบ้านไปพักผ่อนก่อนเถอะครับ แต่พวกผมสงสัย

คงไม่มีใครได้กลับบ้านอาบน้ำนอนซะแล้ว”

ทุกคนตื่นตัวกับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้มา

ooooooo

เช้ามืดวันเดียวกัน แม่สี่ได้ยินเสียงกุกกักอยู่ในห้องเหม่ยอิง ลุกมาปลุกผิงอันบอกว่าขโมยเข้าบ้าน ผิงอันถือปืนย่องไปดูกับแม่ กลายเป็นเหม่ยอิงกำลังกวาดเครื่องเพชรใส่กระเป๋าและรื้อข้าวของในเซฟออกมากระจัดกระจาย

ทั้งสองฝ่ายต่างตกใจ ผิงอันถามพี่สาวว่าจะเอาของพวกนี้ไปไหน เหม่ยอิงย้อนเยาะว่า

“ทำไม มันก็ของของฉันทั้งนั้น แกไม่เกี่ยวอย่ามายุ่ง” พลางหันไปคว้ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่จะลากออกไป

“นี่มันอะไรเหม่ยอิง เกิดอะไรขึ้น ลูกกำลังจะหนีไปไหน” แม่สี่ตกใจ เหม่ยอิงถามว่าทำไมตนต้องหนี “ก็ลูกทำอะไรมา ทำไมลูกต้องทำอย่างกับว่าจะหนีออกจากบ้าน แล้วอาจจะหนีไปต่างประเทศด้วยใช่ไหม”

เหม่ยอิงอ้างว่าตนแค่จะไปเที่ยวพักผ่อนบ้างเท่านั้น ผิงอันไม่เชื่อ ถามว่าแล้วทำไมต้องเข้ามาตอนเช้ามืด มาโกยเอาเครื่องเพชรไปหมดตู้ มีทั้งของจ้าวไทไทที่ยืมมาด้วย และมีทองคำของแม่กับเครื่องแต่งตัวของตนที่ฝากไว้ในเซฟด้วย ถามว่า

“นี่พี่จะขโมยของพวกเราเหรอ” ผิงอันเข้าไปแย่งคืน ถูกเหม่ยอิงตบหน้าจนทรุด แม่สี่รีบเข้าประคองผิงอันไว้

“เล่นปืนกับฉันเหรอ นังเด็กโง่! ฉันจะเป็นขโมยก็เรื่องของฉัน แกก็ไปแจ้งความเอาเองแล้วกันว่าฉันขโมยอะไรของบ้านนี้ไปบ้าง อ้อ...แล้วก็อย่าลืมแจ้งข้อหาว่าโดนฉันทำร้ายร่างกายด้วยนะ” เหม่ยอิงเยาะเย้ยท้าทายแล้วจะเดินออกไป

แม่สี่ขวางไว้ถามว่าจะไปไหน เธอตวาดว่าจะไปไหนก็ไม่เกี่ยวกับใคร หลีกไปให้พ้น แล้วลากกระเป๋าออกไป แม่สี่ได้แต่ร้องไห้  ผิงอันจับแก้มที่ถูกตบมองตามไปทั้งโกรธทั้งเกลียด

ooooooo

บราลีตื่นเช้าเพิ่งรู้ว่าจ้าวซันไม่ได้กลับบ้าน เธอหยิบเสื้อคลุมมาสวมแล้วเดินออกจากห้องไปถามอากง อากงตอบคำถามอย่างลำบากใจแล้วเดินหนี บราลีตามถามอย่างเข้าใจไม่ได้ว่า

“อะไรคะอากง คุณชายโทร.มาบอกอากงตั้งแต่เมื่อคืน อากงไม่บอกหนู” อากงอ้างว่าเห็นเธอขึ้นนอนแล้ว “ถ้าเป็นเรื่องคุณชายจ้าวซัน อากงก็ควรจะถือเป็นเรื่องด่วนปลุกหนูขึ้นมาสิคะ”

“ก็คุณชายบอกว่าเดี๋ยวก็จะกลับ ผมเลยวางใจ นึกว่าคุณชายจะมาในอีกประเดี๋ยวจริงๆ แต่แล้ว...”

“ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ เขาหายไปไหนทั้งคืนแบบนี้ เขาต้องบอกกงแน่ๆ ว่าเขาทำอะไรอยู่ใช่ไหมคะ”

เหม่ยอิงลากกระเป๋ายกขึ้นท้ายรถอย่างทุลักทุเลเสร็จกำลังจะขึ้นรถ เห็นบราลีเดินต่อว่าอากงมาก็หมั่นไส้ สุดๆ เปลี่ยนใจเดินมาจิกตาถามว่า

“นี่แกทำตัวยิ่งใหญ่ราวกับจ้าวไทไทที่ต้องรู้ทุกเรื่องงั้นเหรอ...เลวมาก เลวหมดทุกคน!”

เมื่อบราลีกลับเข้าไปที่ห้องรับแขก อากงยังปลอบใจว่าเดี๋ยวจ้าวซันก็มา ให้เธอทานอาหารรอไปพลาง และอย่าลืมกินยาบำรุงด้วยจะได้แข็งแรง แล้วหยิบถ้วยโสมส่งให้

“ขอบคุณมากค่ะอากง” บราลีรับถ้วยโสมไปอย่างสงบ เชื่อฟัง อากงจึงขอตัวไปดูจ้าวไทไท คาดว่าคงตื่นแล้ว

เหม่ยอิงตามมาแอบดู คิดแผนร้ายบางอย่างแล้วทำตื่นตกใจน้ำตาท่วมร้องบอกอากงว่าให้ช่วยพี่ชายใหญ่ด้วย บราลีตกใจถามว่าเกิดอะไรขึ้น เหม่ยอิงบอกว่า “พี่ชาย...พี่ชายใหญ่โดนยิง!” แล้วปั้นน้ำเป็นตัวเล่าว่า

เมื่อคืนตนไปดินเนอร์และไปต่อกันที่ผับกับจ้าวซัน จากนั้นเขาไปส่งตนที่คอนโดฯ เกาเฟยจะฆ่าตนแต่จ้าวซันเอาตัวบังไว้เลยถูกยิง เล่าแล้วคร่ำครวญว่า “ฉันผิดเอง ฉันมันเลว ฉันต่างหากที่สมควรตาย”

ooooooo

ฝ่ายแม่สี่ยังร้องไห้เสียใจเรื่องเหม่ยอิง ผิงอันพรวดพราดออกจากห้องบอกว่าจะไปฟ้องพี่ชายใหญ่ พี่ชายใหญ่ต้องรู้ว่าเหม่ยอิงทำอะไรกับพวกเราบ้าง

แม่สี่เสียงเข้มกับผิงอันว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ พูดอย่างมีอคติว่า

“คุณชายมีผู้หญิงคนนั้นอยู่ด้วย ทุกวันนี้คุณชายก็มองเหม่ยอิงในแง่ไม่ดีอยู่แล้ว ถ้าลูกไปฟ้อง พี่ชายใหญ่เขาก็จะยิ่งเกลียดเหม่ยอิง แล้วถ้าผู้หญิงคนนั้นยุแยงตะแคงรั่วผสมโรงเข้าไปอีก เหม่ยอิงก็ยิ่งจะกลายเป็นหมาหัวเน่าสิ”

“แม่คะ...แต่เรื่องนี้ต้องถึงหูพี่ชายใหญ่นะคะ แม่จะปล่อยให้พี่เหม่ยอิงลอยนวลเหรอคะ”

แม่สี่กลับหาว่าผิงอันชอบเข้าข้างคนอื่น เห็นคนอื่นดีกว่าพี่สาวตัวเองตลอด ถึงได้อยากไปประจานพี่สาวตัวเองต่อหน้าบราลีให้สะใจใช่ไหม เสียงแข็งกับผิงอันว่า

“แม่ไม่ยอมหรอก ห้ามลูกไปหาพี่ชายใหญ่ ห้ามให้คนอื่นรู้เรื่องพฤติกรรมของเหม่ยอิง  เข้าใจไหม ไม่งั้น ลูกกับแม่ไม่ต้องมาพูดกัน!”

ผิงอันมองแม่อย่างผิดหวัง เสียใจ ร้องไห้วิ่งขึ้นข้างบน แม่สี่ตามขึ้นไปบอกว่าเรามีกันอยู่แค่สองพี่น้องมีอะไรก็ต้องช่วยๆกัน ผิงอันสวนไปว่าใครทำผิดเราก็ต้องหยุดเขา ที่เหม่ยอิงเป็นแบบนี้เพราะแม่ตามใจเขา กลัวเขา ให้ท้ายเขาทุกอย่าง อาม่าดุผิงอันว่า ว่าแม่แบบนี้บาปนะ แม่สี่ก็ปรามว่าเด็กไม่ดี ใครว่าแม่ต้องตกนรก

“ถ้าเด็กอย่างหนูต้องตกนรก แล้วเด็กอย่างพี่ เหม่ยอิงล่ะคะ แม่คะ แม่รู้ไหมสักวันแม่จะต้องเสียใจถ้าเราไม่ช่วยกันหยุด พี่เหม่ยอิงจะต้องทำให้แม่ร้องไห้จนน้ำตาหมดตัวแน่ หนูบอกเลย”

ทันใดนั้น จ้าวไทไทกรีดร้องและตีอกชกหัวพร่ำพูด...

“น่ากลัวเหลือเกิน น่ากลัวจริง มันกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครหยุดได้ จ้าวฉินเย่ว์ๆๆ ฉันช่วยลูกคุณไม่ได้ ช่วยไม่ได้...”

แม่สี่วิ่งขึ้นมา อากงบอกว่าน่ากลัวมาก  จ้าวไทไทไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย จ้าวไทไทหันขวับด่าลั่น

“อีนังเมียน้อย อีพวกเสนียดจัญไร เพราะพวกแก ที่ทำให้ตระกูลจ้าวต้องถึงจุดตกต่ำที่สุดวันนี้ เพราะพวกแก ฉันเกลียดพวกแก เกลียดอีพวกเด็กๆ โง่เง่า เลวบัดซบลูกๆของแกทุกคน ไปให้พ้น ไป ไป๊!! จ้าวฉินเย่ว์ ฉันทนไม่ไหวแล้ว ฉันรับไม่ไหวแล้ว!!”

ฝ่ายเหม่ยอิงเร่งบราลีให้รีบไปดูจ้าวซัน บราลีจะชวนผิงอันไปด้วยก็ถูกห้าม  อ้างว่าผิงอันเห็นสภาพพี่ชายสาหัสแบบนั้นต้องตายแน่ๆ พอบราลีนึกได้ว่าลืมโทรศัพท์จะขึ้นไปเอา เหม่ยอิงตัดบทอย่างรำคาญใจว่า

“นี่...บราลี เธอเป็นอะไรของเธอ ไม่อยากรีบไปดูใจพี่ชายใหญ่เหรอ ถ้ามีธุระอะไรก็ใช้โทรศัพท์ฉันก็ได้ เร็วรีบไป เราไม่มีเวลาอีกแล้วนะ” ว่าแล้วลากบราลีไปเลย บราลีเองก็ร้อนใจจึงรีบตามไป

ooooooo

พันหงปิงให้ลูกน้องสองคนช่วยกันลากเกาเฟยเข้าไปที่ท่าเรือร้างบอกให้กองไว้ตรงนั้นแหละ บ่นหัวเสียว่า

“ไม่น่าไปช่วยมันเลย เสียลูกน้องไปคนนึงอีก มันคุ้มกันไหมเนี่ย คิดว่าจะได้เงินก้อนใหญ่มาใช้สักหน่อย แต่ดันมาโดนไอ้ฉินเจียงหลอกซะได้” ลูกน้องคนหนึ่งถามว่าจะเอายังไงดี พันหงปิงหันไปถามเกาเฟยว่า “แกรู้ใช่ไหมว่าตอนนี้เหม่ยอิงของแกอยู่ไหน ในเมื่อแกไม่มีปัญญาหาเงินให้ฉันเป็นทุนยามยากมั่ง ฉันก็จะขอแบ่งปันจากคุณหนูใหญ่คนสวยคนนี้แหละ”

เกาเฟยผงะ พันหงปิงตะคอกถามว่าเหม่ยอิงอยู่ไหน เกาเฟยบอกไม่รู้ พันหงปิงสั่งลูกน้องจัดการทันที ลูกน้องเอาเชือกมามัดเกาเฟยไว้แน่นหนา เอาน้ำมันก๊าดราดที่พื้น เกาเฟยรู้ว่าจะโดนอะไร รีบบอกว่าให้ปล่อยตนก่อน สัญญาว่าถ้าเจอเหม่ยอิงตนจะไปหลอกเอาเงินมาให้

“ไม่มีสัจจะในหมู่โจรอยู่แล้ว คนอย่างแกนี่มัน... ฉันจะลองเชื่อดูสักครั้งก็ได้”

เกาเฟยโล่งใจที่รอดตาย

ooooooo

จ้าวไทไทยังคงอาละวาดโวยวายจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ แม่สี่บอกอากงว่าคงเป็นบ้าไปแล้ว ผิงอันถามว่าแล้วจ้าวซันอยู่ไหน ก็พอดีจ้าวซันกลับมา เห็นสภาพจ้าวไทไทก็โผเข้าหา

“แม่ใหญ่...เป็นอะไรไปครับ”

แม่สี่บอกว่าสงสัยเป็นบ้าไปแล้ว เสนอให้พาไปโรงพยาบาล จ้าวไทไทตวาดสวนทันทีว่า

“ฉันไม่ได้บ้าอีนังเมียน้อย แต่ลูกสาวแกนั่นแหละ ลูกสาวแก...มันต้องตาย...”

จ้าวซันบอกว่าไม่มีใครเป็นอะไร บอกแม่ใหญ่ให้นอนพักก่อน หลับสักตื่นจะได้อารมณ์ดี

“เจ้าหญิง...เจ้าหญิง...ม่านฟ้า...ไปซะแล้ว”

“อยู่สิครับ แม่ใหญ่อยากให้บรีมาหาหรือครับ เดี๋ยวผมไปตามตัวมาให้นะครับ แม่รอสักครู่”

ผิงอันเอะใจว่าจ้าวไทไทเสียงดังถึงขนาดนี้  ทำไมบราลีไม่มาดู อากงหน้าเสีย จ้าวซันสังหรณ์ใจรีบออกไปหา ปรากฏว่าบราลีหายไปจริงๆ แม้แต่อาหารที่อากงจัดให้ก็ไม่ได้แตะต้อง ยาก็ไม่ได้กิน ระดมคนรับใช้ตามหาจนทั่วบ้านสี่ฤดูก็ไม่พบ รถทุกคันก็ยังอยู่ครบ

“เขาไปไหนของเขา ทำไมไม่สั่งอะไรใครเลย” จ้าวซันพึมพำเครียด ทุกคนซีด...

จากนั้น จ้าวซันไปหาหลินจื้อเหม่ย ปรากฏว่า บราลีไม่ได้โทร.หาเธอเลย อาหลี่กับเต๋อเป่าไปที่โบสถ์ก็ไม่พบ




ผิงอันฉุกคิดได้ว่าแม่ใหญ่พูดเหมือนกับว่าบราลีไม่อยู่แล้ว อากงเสริมว่าทีแรกก็พูดถึงคุณหนูใหญ่ หลินจื้อเหม่ยตั้งข้อสังเกตว่าเหม่ยอิงไม่ชอบบราลี แม่สี่รีบพูดกันท่าว่าเหม่ยอิงไม่ได้กลับบ้านหลายวันแล้ว

ผิงอันจะท้วงติงว่าเมื่อเช้ามา ก็ถูกแม่สี่บีบแขนแน่นไม่ให้พูด แล้วตัวเองก็พูดเบี่ยงเบนกลบเกลื่อนว่า

“ทำไม อะไร คุณบรีเขาอาจจะไปเที่ยว ไปช็อปปิ้งหรือไปหาใครก็ได้ เดี๋ยวเขาก็มา จะตกใจกันไปทำไม”

“ลองไปแจ้งตำรวจกันไหมคะคุณชาย ผู้กองเหลียงอะไรคนนั้นไง” หลินจื้อเหม่ยเสนอ

ooooooo

เหม่ยอิงขับรถพาบราลีมาจอด ณ ที่สวยงามแห่งหนึ่งแล้วจึงบอกว่าตนหลอกเธอ เพราะจ้าวซันไม่ได้เป็นอะไร และเขาไปธุระอะไรที่ไหนตนก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าแค่อ้างชื่อจ้าวซันเธอก็เชื่อและมา

บราลีถามว่าเธอต้องการอะไร เหม่ยอิงบอกว่าต้องการตัวเธอ เพราะเธอเป็นจุดอ่อนของจ้าวซัน ถ้าบอกว่าเธออยู่ในกำมือตนจ้าวซันก็ต้องมา บราลีเดินหนีอย่างโกรธจัด ถูกเหม่ยอิงเอาปืนจี้สั่งให้กลับไปที่รถ แล้วพาไปที่โกดังเก็บเสื้อผ้าของสื้อฉวนแฟชั่น มัดมือ เอาผ้าผูกตาแล้วผลักเข้าไปขังไว้ในนั้น

บราลีพยายามช่วยตัวเองจนเชือกที่มัดมือค่อยคลายออก พอเชือกหลุด เธอรีบถอดผ้าที่ผูกตาจึงเห็นว่าตัวเองอยู่ในห้องที่มีผ้าเป็นม้วนๆเต็มไปหมด และมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปแขวนไว้มากมาย เธอหยิบดูพยายามอ่านชื่อ จึงรู้ว่าคือสื้อฉวนแฟชั่น!

ooooooo

ผู้กองเหลียง อเล็กซ์ หมวดจาง จ่าหมงและลูกน้อง มุ่งไปที่หน้าอาคารร้างท่าเรือ แบ่งกำลังกัน ล้อมไว้

สมุนคนหนึ่งของพันหงปิงออกมายืนปัสสาวะ เจ้ากรรม มือถือของอาหลี่ดังขึ้น! อาหลี่ตะครุบปิด สมุนพันหงปิงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ฉี่เสร็จเดินกลับไปเหมือนไม่ได้ยิน แต่พอคิดว่าไกลพอก็โกยอ้าวตะโกนลั่น “มีคนร้าย! มีคนร้าย!!”

ผู้กองเหลียงชักปืนไล่ตาม มันหันมายิงใส่ พอเสียงปืนดังขึ้น คนข้างในต่างลุกขึ้นยิงต่อสู้ จ่าหมงโดนกระสุนที่ไหล่ หมวดจางเข้าไปช่วย สมุนพันหงปิง อีกคนโผล่มายิงจ่าหมงทรุดลง หมวดจางนํ้าตาไหลลุกขึ้นสู้อย่างเลือดเข้าตา อเล็กซ์วิ่งไปลากหมวดจางกลับมาในที่กำบัง เสียงปืนจากฝ่ายพันหงปิงเบาบางลงทุกที

เกาเฟยดิ้นจนเชือกหลุด ทั้งเกาเฟยและพันหงปิง ต่างกระโดดหน้าต่างลงนํ้าดำหายไป  แต่ทั้งสองก็ไปเจอกันที่ท่าเรือฝั่งเกาลูน เกาเฟยบอกพันหงปิงว่าเราต่างคนต่างหนีไม่ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก

“ไม่เกี่ยวได้ยังไง ตราบใดที่ฉันยังไม่ได้เงินจากยัยเหม่ยอิงผู้สูงส่งฉันก็จะไม่มีวันปล่อยแกให้ลอยนวลไปไหนต่อไหนเด็ดขาด” พันหงปิงกัดไม่ปล่อย กระทั่งเอาปืนจี้ขู่แต่ไม่ยิง บอกเกาเฟยว่า “ยิงทำไมให้โง่ ในเมื่อแกยังมีประโยชน์อีกมาก”

ooooooo

เหม่ยอิงไปนั่งในรถที่จอดอยู่ลานโกดังร้าง แกะส้มทิ้งเปลือกทำนาย “ฆ่า...ไม่ฆ่า...ฆ่า...ไม่ฆ่า...”

โทรศัพท์มือถือดังขึ้นถึง 18 มิสคอลจากจ้าวซันเหม่ยอิงก็ไม่รับสาย ทำให้จ้าวซันแปลกใจมาก จึง

ไปคาดคั้นกับแม่สี่และอาม่ารวมทั้งอากง  แม่สี่ยืนยันว่าเหม่ยอิงไม่ได้กลับมา แล้วจิกตาใส่อาม่ากับอากง ทำให้ทั้งสองต้องพูดเป็นเสียงเดียวกับแม่สี่ แม่สี่ยังยํ้ายืนยันว่า “เหม่ยอิงไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เด็ดขาด”

“ไม่จริง!!” เสียงผิงอันแทรกขึ้น แล้วเธอก็เดินเข้ามาพูดอย่างไม่หวั่นเกรงว่า “ตอนเช้ามืดพี่เหม่ยอิงมาที่นี่ แถมยังมาขโมยข้าวของที่นี่ไปอีกด้วย”

เมื่อผิงอันฮึดสู้แล้วไม่ว่าแม่สี่จะทั้งตวาดและถลึงตาใส่อย่างไรเธอก็ไม่หวั่นไหว ทั้งยังเอาหลักฐานต่างๆมาให้จ้าวซันดูแล้วยกคำพูดของจ้าวไทไทมายํ้ากับแม่สี่ว่า

“ไทไทพูดถูก ตระกูลจ้าวกำลังจะล่มสลาย ถ้าพี่เหม่ยอิงทำอะไรที่ไม่ดี ก็จะต้องได้รับผลกรรม ไม่เชื่อแม่ก็คอยดูแล้วกัน”

เมื่อผิงอันแฉออกมาจนหมดเปลือก แม่สี่ถาม

จ้าวซันอย่างเจ็บใจว่า “รู้ความจริงแล้ว พอใจหรือยังล่ะคะ!”

จ้าวซันได้แต่ถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม มองห้องเหม่ยอิงที่ว่างเปล่าอย่างสับสน...เจ็บปวด...

ooooooo

พันหงปิงจับเกาเฟยไปมัดไว้ใต้สะพาน  ตัวเอง ออกไปดักเหยื่อ จนชิงโทรศัพท์มือถือของหนุ่มสาวคู่หนึ่งมาได้ เอามาให้เกาเฟยโทร.หาเหม่ยอิงเพื่อเรียกเงิน

ทีแรกเกาเฟยไม่ยอมโทร. เมื่อถูกขู่จะทรมานให้ตายอยู่ใต้สะพาน จึงต่อรองให้แก้เชือกให้ตนก่อน พอแก้เชือกให้ เกาเฟยก็โทร.หาเหม่ยอิง แต่โทร.ไม่ติดเพราะทางโน้นปิดเครื่อง

“ไม่เชื่อ...ไม่ติดก็โทร.จนกว่ามันจะติด เข้าใจไหม” พันหงปิงสั่งเหี้ยม เกาเฟยเลยกดต่อ “ต้องอย่างนี้สิเพื่อนรัก” พันหงปิงพูดอย่างสะใจ

พันหงปิงใช้ทุกวิธีมาบีบเกาเฟย เขาโทร.บอกเพื่อนที่เวียดนามให้ส่งรูปครอบครัวเกาเฟยมาให้ แล้วเอามือถือไปเปิดให้เกาเฟยดู บอกว่าเห็นแล้วจะต้องดีใจจนนํ้าตาไหล เกาเฟยเห็นรูปลูกเมียยิ้มแย้มอย่างมีความสุข ถามว่า “แกจะทำอะไร”

“ทำอะไร? ยัง...ยังไม่ทำอะไร แค่ให้ลูกน้องที่อยู่เวียดนามถ่ายรูปครอบครัวส่งมาให้ดูเล่นๆเท่านั้น...แต่ถ้าฉันยังไม่ได้เงินในส่วนที่ฉันควรจะได้ละก็...ครอบครัวแก เมียและลูกๆสุดที่รักของแกก็จะต้องเป็นแบบนี้!!”

พันหงปิงใช้ด้ามปืนทุบหน้าจอโทรศัพท์จนแตกกระจาย แล้วหัวเราะสะใจ

“ได้! งั้นก็ปล่อยฉันไปได้แล้ว ฉันสัญญาว่าจะไปหาเงินมาให้แกให้ได้ด้วยวิธีของฉันเอง”

พอพันหงปิงปล่อย เกาเฟยลุกขึ้นอย่างยากลำบาก บอกว่าตนนึกออกแล้วว่าจะหาเงินได้จากที่ไหน ว่าแล้วเดินออกไปจากใต้สะพาน เจอลุงแก่ๆคนหนึ่งเดินคุยโทรศัพท์ผ่านมา เกาเฟยเข้ากระชากโทรศัพท์แล้ววิ่งหนีไป

“นึกไม่ถึงว่าครอบครัว ลูก เมียมันจะทำให้คนเรามีพลังฮึดได้ขนาดนี้ สงสัยเราคงต้องมีบ้างซะแล้ว ฮ่าๆๆ” พูดแล้วเตะโทรศัพท์ที่หน้าจอแตกละเอียดที่พื้นลงอ่าวไป

หลังจากปล้นโทรศัพท์และเงินจากลุงเคราะห์ร้ายแล้ว เกาเฟยไปร้านสะดวกซื้อ โทร.หาเหม่ยอิงตลอดเวลา แต่เธอปิดเครื่อง เกาเฟยได้แต่บ่นและภาวนา

“ทำอะไรของเขาอยู่นะ...คุณเหม่ยอิง...เปิดเครื่องสักทีสิ...”

ooooooo

เทเรซ่าเจอคีย์การ์ดคาคอนโดฯใหม่ของเหม่ยอิงที่ยักย้ายถ่ายโอนเงินของบริษัทไปซื้อไว้เป็นของส่วนตัว ที่สำคัญเจอหลักฐานการซื้อตั๋วเครื่องบินไปฮ่องกงเที่ยวบินพรุ่งนี้เช้าในคอมพิวเตอร์ด้วย

ส่วนบราลีถูกขังอยู่ในห้องเก็บผ้าและเสื้อสำเร็จรูป พยายามพังประตูแต่ไม่สำเร็จ จนเห็นราวแขวนเสื้อ เธอรื้อเสื้อออกและถอดราวจนเหลือแค่ท่อนเหล็ก เอาไปฟาดลูกบิด ฟาดอย่างไรก็ไม่พัง จนต้องนั่งอย่างหมดแรง สุดท้ายฮึดสู้อีกครั้ง รวมแรงฟาดไปทีเดียว ก้านลูกบิดหักทันที

บราลีดีใจมากรีบเดินออกไป จนเจอเหม่ยอิงนั่งดื่มกาแฟจากถ้วยกระดาษอยู่ที่ห้องทึบๆอับๆ มีปืนวางอยู่บนโต๊ะ

“ฮ่ะๆๆเก่งมากบราลี เธอนี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ หาทางเปิดประตูออกมาได้ด้วย แต่ใช้เวลาทั้งคืนเลยนะ หมดแรงหรือยัง ยังไหวไหมเนี่ย” เหม่ยอิงเยาะเย้ย

บราลีถามว่าเธอต้องการอะไร “ฉันต้องการฆ่าเธอไง!”

“คุณเหม่ยอิง ฉันไปทำอะไรให้คุณ”

“เธอแย่งพี่ชายใหญ่ไปจากฉัน อยู่ๆเธอก็จะเข้ามาครอบครองบ้านสี่ฤดู จะมาเป็นจ้าวไทไทคนที่สองหรือไง เธอมาขโมยความฝันของฉัน เธอมาขโมยชีวิตฉันไปทั้งหมด แล้วยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอว่าเธอทำอะไรให้ฉัน”

เหม่ยอิงคว้าปืนมาปลดล็อกยิงบราลีทันที โชคดีกระสุนด้าน เหม่ยอิงจะยิงใหม่ ถูกบราลีกระโดดหมุนตัวเตะปืนกระเด็น เหม่ยอิงพุ่งไปจะคว้า บราลีเตะปืนกระเด็นไปอีก เลยถูกเหม่ยอิงตบไปสองฉาดจนเซล้มลงยังตามไปกระทืบซํ้า แต่ถูกบราลีคว้าน่องดันออกไปจนหงายตึง บราลีอาศัยจังหวะนั้นพุ่งไปแย่งปืนได้

แต่พอคว้าปืนได้ หันมาก็ผงะ เพราะเกาเฟยเข้ามาเอาปืนจ่อตรงหน้าแล้ว!

เหม่ยอิงได้ทีโผเข้าจิกผมบราลีตบไม่ยั้งตะโกนบ้าคลั่ง “ฉันจะฆ่ามัน...ฉันจะฆ่ามัน” จนเกาเฟยต้องร้องเตือน

“คุณหนูพอแล้ว คุณหนูต้องไปแอร์พอร์ตได้แล้ว นี่มันใกล้เวลาบินแล้ว คุณหนูต้องรีบไปขึ้นเครื่องเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวไม่ทัน คุณหนูต้องไปก่อนที่ตำรวจมันจะตั้งข้อหาอะไรสักอย่างให้คุณหนูได้นะครับ”

เหม่ยอิงชะงักยืนหอบ แต่ยังไม่มีทีท่าจะเลิก

“คุณหนู...อย่าเพิ่มคดีอะไรให้กับตัวเองอีกเลย ผมขอร้องล่ะนะครับ ส่วนอีนังนี่ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเอง”

ooooooo

อาหลี่ขับรถพาจ้าวซันไปสนามบิน รถติดจนจ้าวซันหงุดหงิด อาหลี่เสนอให้ไปรถไฟฟ้าอาจจะทัน

“หาทางกลับรถข้างหน้า แล้วรีบพาฉันไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด” จ้าวซันพูดเร็วจี๋

พออาหลี่เปิดไฟขอแทรกเพื่อกลับรถ มือถือของจ้าวซันก็ดังขึ้น

“เหวย...” ฟังเสียงปลายสายแล้ว จ้าวซันชะงัก พึมพำเสียงแผ่ว...“เกาเฟย...”

“ได้ข่าวว่ากำลังตามหาบราลีใช่ไหม” เสียงเกาเฟย ยียวนอย่างเป็นต่อ

“เกาเฟย...บราลีอยู่กับแกเหรอ ขอฉันพูดกะเขาซิ”

“จุ๊ๆ ไม่เอา...พูดแบบนี้ใครได้ยินเข้า จะเข้าใจผิด ถ้าอยากเจอบราลีนักละก็...มาเจอกันหน่อยดีไหม”

จ้าวซันตอบรับทันที ถามว่าที่ไหน เกาเฟยตอบคำเดียว “ท่าเรือ!” จ้าวซันสั่งอาหลี่เปลี่ยนเส้นทางทันที แล้วจ้าวซันจึงถามเกาเฟยว่า ท่าเรือที่ไหน เมื่อไหร่?

บอกสถานที่และเวลาแล้ว เกาเฟยกดตัดสายยิ้มอย่างผู้ชนะจ้าวซันให้อาหลี่ขับรถไปราวกับเหาะ แต่พอไปถึง ปรากฏว่าไม่มีอะไรเลย จ้าวซันรู้ตัวว่าถูกหลอก มองหน้ากันทั้งเจ็บใจและตกใจเพราะเป็นห่วงบราลี

ooooooo

ที่แท้ เกาเฟยขับรถพาบราลีบ่ายหน้าไปสนามบินแล้ว ส่วนบราลีนั้นถูกจับยัดไว้ที่กระโปรงท้ายรถ!

“แกจะจัดการกับมันยังไง” เหม่ยอิงถาม

“ผมมีวิธีของผมแล้วกัน ผมจะทำให้จ้าวซันมันเจ็บปวดมากที่สุด มากกว่าที่มันเคยเจอมาทั้งชีวิตเลย” เหม่ยอิงถามว่าวิธีอะไร? “ผู้หญิงที่มันรักมากที่สุดกำลังอยู่ในมือเรา ไม่ว่าเราจะทำอะไร วิธีไหนมันก็เจ็บปวดทั้งนั้นไม่ใช่เหรอครับ”

พูดแล้วเกาเฟยหัวเราะสะใจ  เห็นเหม่ยอิงไม่หัวเราะด้วยเลยถาม “หรือว่า...คุณมีแผนอะไรอยู่ในใจแล้ว”

เหม่ยอิงสั่งให้จอดรถ เกาเฟยทำเป็นสงสัย ถูกเหม่ยอิงตวาด “ฉันบอกให้หาที่จอดรถ หูหนวกรึไง!”

เกาเฟยหักรถเลี้ยว เหม่ยอิงสั่งให้ขับไปเรื่อยๆ เกาเฟยขับไปพักหนึ่ง ก็ทักท้วงว่าเราเข้ามาลึกแล้ว เดี๋ยวจะไปสนามบินไม่ทัน เหม่ยอิงจึงชี้ให้จอดข้างหน้า พอลงจากรถ เกาเฟยถามว่าจะให้ตนจัดการที่นี่เลยหรือ

“คนที่จะทำให้จ้าวซันเจ็บปวดที่สุดต้องเป็นฉัน ไม่ใช่แก” พูดแล้วเปิดประตูลงจากรถ เกาเฟยกดปุ่มเปิดกระโปรงหลัง ก็ถูกตวาด “ใครใช้ให้แกเปิด!”

เหม่ยอิงเดินไปเปิดกระโปรงแง้มดู เห็นบราลีถูกมัดนอนขดอยู่เหงื่อโทรมกาย ถามเสียงแผ่วอย่าง อ่อนล้ามาก

“เหม่ยอิง...เธอจะทำอะไรฉัน”

“มันยังไม่ถึงเวลาของแก อย่าเพิ่งขาดใจตายไปเสียก่อนล่ะ” พูดแล้วกระแทกฝากระโปรงปิดปัง เกาเฟย ถามว่าเธอจะทำอะไร เหม่ยอิงไม่ตอบ ไล่เขาหลีกไป ผลักเกาเฟยแล้วขึ้นนั่งที่คนขับ เกาเฟยคว้าไหล่เธอถามว่าจะทำอะไร

“อย่าเอามือสกปรกๆของแกมาจับตัวฉันอีก ไปได้แล้ว แกหมดประโยชน์แล้ว”

“ผมขอร้องล่ะ...หนีไปเถอะครับ ทิ้งทุกอย่างไว้

ที่นี่ ปล่อยให้ผมจัดการเอง”

“นี่ไม่ใช่เรื่องของแกนะเกาเฟย งานของแกมันจบแล้ว” เหม่ยอิงผลักเกาเฟยออก เมื่อเขาขืนตัวก็ถูกเธอทุบๆๆ เกาเฟยเลยกอดเธอจากข้างหลัง ล็อกไว้แน่นหมายให้เธอได้สงบสติอารมณ์  เหม่ยอิงสั่งให้ปล่อย

“ผมทำทุกอย่างเพื่อคุณหนูนะครับ  เพื่อเราสองคน”

เหม่ยอิงกระทืบส้นสูงที่เท้าเกาเฟยจนเขาคลายมือ เธอพรวดเข้ารถกดล็อกทันที ถอยหลังกลับรถ เร่งเครื่อง เกาเฟยตามทุบกระจกรถวิ่งตาม ถูกเหม่ยอิงหักรถพุ่งเข้าชน จนเกาเฟยหลบแทบไม่ทัน เหม่ยอิงขับรถพุ่งไปอย่างเร็ว ทิ้งเกาเฟยให้ยืนคว้างอยู่ที่ทางเปลี่ยว ในขณะ ที่ท้องฟ้าค่อยมืดลง...มืดลงทุกที...

จ้าวซันไปถึงสนามบินปรากฏว่าเครื่องออกแล้ว แต่เหม่ยอิงไม่ได้ไปเที่ยวบินนี้ เขาบอกอาหลี่ว่า

“เหม่ยอิงยังอยู่ในฮ่องกง” เขามองออกไปนอก หน้าต่างอย่างกลัดกลุ้ม

ooooooo

แผนตามหาบราลีดำเนินไปอย่างเร่งรีบและทั่วด้าน เทเรซ่าเอาแผนที่กูเกิ้ลมาเปิดให้จ้าวซันกับหมวดจางดู

“นี่คือแผนที่ของโกดัง โรงงาน และท่าเรือของบริษัทในเครือของฉินเย่ว์กรุ๊ปทั้งหมดค่ะ”

“โอเค...ผมขออนุญาตก๊อปลิงก์หน้านี้ส่งไปที่ในอีเมล์ผมหน่อยนะครับ จะได้ให้หน่วยต่างๆช่วยกันไปค้นหาให้เร็วที่สุด”

หมวดจางนำกำลังไปโกดังที่เก็บสต๊อกเสื้อผ้าของสื้อฉวนแฟชั่น พบประตูโกดังไม่ได้ล็อก จึงพากันเข้าไปดูเจอท่อนเหล็กตกอยู่ คาดว่าลูกบิดคงถูกทุบด้วยท่อนเหล็กนี้จนหัก

เมื่อเดินไปดูภายใน หมวดจางบอกว่าเสื้อผ้า ดีๆทั้งนั้น ทำไมถึงเอามาเก็บไว้ที่นี่  เต๋อเป่าหยิบดูอุทาน...

“นี่มัน...”

“เสื้อผ้าของสื้อฉวนที่ถูกปล้นไปใช่ไหม” ผู้กองเหลียงถาม

เต๋อเป่ายืนยันว่าใช่แน่ๆ พอดีจ้าวซันมาถึงเต๋อเป่ารีบเอาไปให้ดู

“เสื้อที่เราส่งออกไปต่างประเทศนี่ ตรงตามสเปกเดิมทุกอย่าง รีบติดต่อเทเรซ่าหรือซ่างกวานซิน ใครก็ได้นะ ให้มาจัดการส่งเสื้อผ้าพวกนี้ไปให้ลูกค้าด่วนที่สุด” จ้าวซันสั่ง

“ครับ” ซ่างกวานซิงรีบโทร.ออกทันที

“ผู้กองมาดูนี่เร็วครับ” หมวดจางร้องบอก ผู้กองเหลียงกับจ้าวซันรีบไปตามเสียง เห็นร่องรอยการต่อสู้ในโกดังและเชือกที่มัดบราลีตกอยู่

“มีร่องรอยการต่อสู้ที่นี่...น่าจะยังไม่นานด้วย” ผู้กองเหลียงวิเคราะห์

จ้าวซันเหลือบเห็นบางอย่างอยู่ในหลืบเสา เขาไปหยิบดู หมวดจางตามมาดู

“กระเป๋าถือ?”

“ใช่...ของบราลี” จ้าวซันยิ่งใจไม่ดี มองหน้ากันกับหมวดจางอย่างร้อนใจ

ooooooo
ตอนที่ 18

ห้องคอมพิวเตอร์ที่สถานีตำรวจในฮ่องกง อเล็กซ์นั่งอยู่กลางวงล้อมของคอมพิวเตอร์คลิกดูรูปจากกล้อง CCTV ที่ถูกส่งผ่านเน็ตสลับกันไปมา พร้อมกับคุยโทรศัพท์ท่าทางร้อนรน

“ตอนนี้กล้องตามถนนใหญ่ที่จับภาพรถของคุณเหม่ยอิงได้มีอยู่สามตัวครับ” จ้าวซันถามว่ารถมุ่งหน้าไปทางไหน “ยังไม่ทราบแน่ชัดนะครับ ด้านหน้ามีทางแยกหลายทาง แต่ตำรวจทางหลวงกำลังติดตามและส่งข้อมูลมาให้อยู่ครับ”

จากการเช็กกันอย่างยากลำบากเพราะสัญญาณไม่ดี จ้าวซันรู้ว่ารถเหม่ยอิงแล่นอยู่บนถนน Cape Collison แต่ถนนสายนี้ยาวและมีทางเลี้ยวมาก อเล็กซ์แจ้งว่าตนได้ให้ตำรวจที่อ่าว Big Wave ขับย้อนขึ้นมาแล้ว

จ้าวซันทนไม่ได้เห็นรถมอเตอร์ไซค์ของตำรวจจอดอยู่ เอ่ยปากขอยืมแล้วบิดออกไปทันที ร้องบอกอาหลี่ เต๋อเป่าและผู้กองเหลียงกับหมวดจางว่า “คืบหน้ายังไงแล้วโทร.บอกด้วย หรือไม่ก็ส่งแมสเสจมา”

ระหว่างบิดมอเตอร์ไซค์ไป จ้าวซันก็คิดว่าถ้าเป็นเหม่ยอิงเธอจะพาบราลีไปที่ไหน พอไปเห็นป้ายบอกทางไปถนน Cape Collison เขาเลี้ยวไปทันที ภาวนา “ขอให้ตามทันทีเถิด” แต่พอเหลือบมองเข็มบอกระดับน้ำมันปรากฏว่าน้ำมันจะหมดถัง เขาพึมพำอย่างหงุดหงิด “ให้มันได้อย่างนี้สิ” แต่ครู่เดียวก็ได้รับข้อความเข้ามือถือ พอหยิบดูก็บิดรถพุ่งไปอย่างเร็ว

ooooooo

เหม่ยอิงขับรถไปราวกับพายุ เปิดเพลงฟังอารมณ์ดี แสยะยิ้มพึมพำถึงบราลี...

“ดิ้นให้สนุกอยู่ในท้ายรถไปเลยนะจ๊ะ”

พลันก็สะดุดเมื่อเห็นรถตำรวจตั้งด่านอยู่ข้างหน้า เธอกลับรถพุ่งไปมองผ่านกระจกหลังพึมพำท้าทาย

“มาลองดูสักตั้งก็ได้ว่ารถตำรวจของรัฐบาลฮ่องกงกับรถยนต์ของฉัน ใครมันจะแรงกว่ากัน” ว่าแล้วเหยียบคันเร่งแทบมิด รถพุ่งทิ้งห่างรถตำรวจไปไกลลิบ เห็นซอยเล็กๆ ข้างหน้าจึงหักเลี้ยวเข้าไปหมายเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับตำรวจ แต่กลับเจอจ้าวซันขี่มอเตอร์ไซค์มาปาดหน้าจอดขวางยืนคร่อมค้ำรถไว้แบบตายเป็นตาย

เหม่ยอิงเบรกจอดสนิทห่างจากจ้าวซันแค่คืบ   จ้าวซันมองเธอด้วยแววตาผิดหวังเสียใจ ดูว่าเธอจะทำอย่างไรต่อไป แต่เหม่ยอิงไม่ลงจากรถ สองมือจับพวงมาลัยมองเขานิ่ง จ้าวซันจึงเป็นฝ่ายเดินไปบอกให้ลงมาคุยกัน

จ้าวซันมองเข้าไปในรถ เห็นสัมภาระวางอยู่ที่เบาะหลังผิดสังเกต บอกให้เธอเปิดท้ายรถให้ดูหน่อย เหม่ยอิงเล่นลิ้นถ่วงเวลา ครั้นจ้าวซันใช้ไม่้อ่อนขอร้อง เธอถามให้ตกใจว่า

“แล้วถ้าเกิดน้องเปิดออกมา แล้วพี่ได้พบว่า ข้างในคือศพคนตายล่ะคะ”

“เหม่ยอิง เปิดเดี๋ยวนี้!!” จ้าวซันตกใจมาก พอเหม่ยอิงเปิดให้ดู เห็นบราลีนอนขดหน้าซีดเหงื่อท่วมตัวอยู่ จ้าวซันจับตัวเขย่าเรียก “ม่านฟ้า...ม่านฟ้า...น้องต้องไม่เป็นอะไร...ม่านฟ้า...” จ้าวซันพยายามดึงตัว บราลีขึ้นนั่ง เธอลืมตาเห็นจ้าวซันก็ทำได้แค่พึมพำ...

เจ้าพี่...แล้วฟุบไปอีก

จ้าวซันอุ้มบราลีออกมาได้ก็เจอเหม่ยอิงถือปืนจ่ออยู่แล้ว เขาพูดอย่างใจเย็นว่า ถ้าบราลีตาย ตนตายแล้วเธอจะได้อะไร เธอบอกว่าไม่ได้อะไรทั้งนั้น และตนก็ไม่ยิงเขาเพราะ “น้องรักพี่ชายใหญ่...แต่น้องจะตายให้พี่ดู!” เธอเอาปืนจ่อหัวตัวเองทันที

“ไม่...อย่า! พี่ขอร้องล่ะเหม่ยอิง น้องต้องตั้งสติ อย่าเอาแต่อารมณ์ น้องจะตายเพื่ออะไร น้องเป็นคนสวย น้องเก่งทุกอย่าง น้องยังมีแม่สี่ มีผิงอัน ที่เขารักน้อง ฝากชีวิตไว้กับน้อง น้องจะยอมแพ้ชีวิตง่ายๆ แค่นี้เหรอ เหม่ยอิงต้องไม่แพ้สิ วางปืนเถอะเหม่ยอิง เราจะร่วมกันหาทางออกให้กับทุกปัญหานะ ยังไงๆ น้องก็คือน้องสาวของพี่ เหม่ยอิงยังจำได้ไหม ว่าเราเคยพูดกับเต้ว่า เราจะช่วยกันทำให้ตระกูลจ้าวของเรา เจริญรุ่งเรืองต่อไปไงล่ะ”

จ้าวซันพยายามหว่านล้อมอย่างใจเย็น เหม่ยอิงร้องไห้พูดปนสะอื้นว่า

“มันจบแล้วพี่ใหญ่...ทุกอย่างมันจบแล้ว เพราะพ่ีใหญ่ไม่รักน้อง พี่ใหญ่นั่นแหละที่เป็นคนผิด”

จ้าวซันยอมรับผิดทุกอย่าง บอกว่าถ้าเธออยากยิงใครสักคนก็ขอให้ยิงตนก็แล้วกัน เหม่ยอิงร้องไห้โฮส่ายปืนไปมาบอกว่าอย่าท้า อย่าคิดว่าตนไม่กล้า จ้าวซันชิงจังหวะที่เธอเผลอกระโดดกอดและแย่งปืนไปได้ ก็พอดีผู้กองเหลียง หมวดจางและตำรวจอีกนายวิ่งเข้ามา สั่งให้เหม่ยอิงมอบตัวเสีย

เหม่ยอิงยอมให้จับกุมโดยดี เธอถูกใส่กุญแจมือ หันพูดกับจ้าวซันด้วยอารมณ์ทั้งรักทั้งแค้น

“พี่ชายใหญ่เก่งมาก กล้าท้าให้น้องยิง เพราะเห็นแล้วว่าตัวเองมีพวกตำรวจมาช่วยทันเวลานี่เองฮ่ะๆๆ ขอให้จ้าวซันมีความสุขกับผู้หญิงแพศยา!” มองจ้าวซัน เห็นเขาอุ้มบราลีขึ้นรถอย่างห่วงใยก็ยิ่งปวดร้าวแล้วก้าวขึ้นรถตำรวจไป

ระหว่างทาง ผู้กองเหลียงพยายามชวนคุยถามว่าทำไมเธอต้องจับบราลีมา ถูกเธอพูดอย่างเย็นชาว่าให้เงียบเสียทีตนจะไม่พูดอะไรกับตำรวจชั้นต่ำอย่างนี้ แต่จะพูดในศาลเท่านั้น ผู้กองเหลียงเลยเงียบไป

ooooooo

จ้าวซันพาบราลีเข้าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด บราลียังอ่อนเพลียและมึนงง ถามจ้าวซันว่าที่นี่ที่ไหนตนเป็นอะไร

“พี่ขอโทษ...พี่เป็นต้นเหตุให้น้องต้องเคราะห์ร้ายอีกแล้ว อยู่ดีๆ น้องก็ต้องมีศัตรูโดนปองร้าย เพราะน้องใกล้ชิดกับพี่มากเกินไปแค่นี้เอง ม่านฟ้า...เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

“แล้ว...เหม่ยอิงล่ะคะ...” จ้าวซันบอกว่าผู้กองเหลียงควบคุมตัวไปแล้ว “ที่ของเขา...ไม่ใช่โรงพักนะคะ แต่เป็นโรงพยาบาล เหม่ยอิงป่วย เขาไม่ใช่คนธรรมดา”

“เหม่ยอิงไม่ได้บ้านะ เขาคิดแผนการทุกอย่างได้เป็นขั้นเป็นตอน มีลำดับที่ซับซ้อนมาก เขาทำร้ายใครๆได้โดยไม่รู้สึกว่าอะไรถูกผิดชั่วดี”

“นั้นล่ะค่ะ เขาต้องการความช่วยเหลือ เชื่อน้องสิคะ เขาต้องพบแพทย์ค่ะ”

“น้องอย่ากังวลเลย พักผ่อนเถอะนะม่านฟ้า หมอบอกว่าน้องขาดน้ำ ขาดอาหาร ร่างกายอ่อนแอมาก เรื่องเหม่ยอิงพี่จะจัดการเอง”

บราลีมองหน้าจ้าวซันแล้วหลับตาลง...จ้าวซันมองเธออย่างเป็นห่วงกังวล...

ooooooo

เหม่ยอิงนั่งนิ่งขึงอยู่ในสภาพถูกใส่กุญแจมือ แต่แล้วจู่ๆเธอก็ชูสองมือที่ใส่กุญแจมือขึ้นแผดร้องกรี๊ดๆจนทุกคนตกใจ

“หายใจไม่ออก...ฉัน...หาย...ใจ-ไม่-ออก ช่วยด้วย...”

เธอทั้งดิ้นทั้งแผดเสียงร้องจนตำรวจทำอะไรไม่ถูก หมวดจางคาดว่าเธอเป็นลมบ้าหมู ผู้กองเหลียงจอดรถชิดขอบทาง ในขณะที่เหม่ยอิงยังดิ้นปั้ดๆสะบัดมือไปมาอย่างไม่กลัวเจ็บ จนหมวดจางต้องไขกุญแจมือออก เธอยังดิ้นจนกระโปรงถลกสูงขึ้นไปเกือบเสมอหู

พวกตำรวจพากันตื่นเต้นกลัวเธอจะกัดลิ้นตัวเอง ผู้กองเหลียงเข้าประกบตัวเธอไว้ บอกให้อ้าปากเพื่อจะเอาอะไรมาง้างปากเธอไว้ ปรากฏว่าถูกเหม่ยอิงประกบปากจูบแน่น ระหว่างนั้นก็ลูบคลำไปชักปืนผู้กองเหลียงไป หมวดจางและตำรวจอีกนายเห็นดังนั้นชักปืนออกมาทันที

เหม่ยอิงพลิกเอาตัวผู้กองเหลียงบังตัวไว้เป็นเกราะกำบังสั่งเหี้ยม

“ทุกคนทำตามที่ฉันสั่ง ไม่งั้นไอ้ผู้กองหน้ามืดตาย!! ทิ้งปืน บอกให้ทิ้งปืนเดี๋ยวนี้ นึกว่าคนอย่างฉันไม่กล้าหรอ” พอพวกตำรวจวางปืน เธอสั่ง “เตะปืนมาข้างหน้า อย่าทำตัวเจ้าเล่ห์เด็ดขาด เพราะฉันไม่ใช่คนใจอ่อนแน่ๆ”

ตำรวจทั้งสามถูกเอาปืนจี้พาไปมัดมือต่อมือล้อมต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบพอดี แล้วขับรถตำรวจหนีไป

แต่ไม่นานอเล็กซ์ก็ตามมาช่วย อเล็กซ์พูดทึ่งว่า “ผู้หญิงคนเดียวทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง”

ooooooo

ขณะที่จ้าวซันกับอาหลี่และเต๋อเป่า ยังดูแลบราลีอยู่ที่โรงพยาบาลนั้นเอง เขาได้รับโทรศัพท์ จากอเล็กซ์ ฟังปลายสายแล้วเผลอถามเสียงดัง

“อะไรนะครับ!” ทุกคนในห้องหันมามอง เขารีบกลบเกลื่อน พอหมอออกไป เต๋อเป่าถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ จ้าวซันบอกทั้งสองว่า “สงสัยว่าพวกแกจะไม่ได้พักแล้วล่ะ”

เต๋อเป่ากับอาหลี่เฝ้าระวังบราลีอย่างเคร่งเครียดจนพยาบาลที่เข้ามาดูแลหวาดผวา จ้าวซันพยักหน้าเรียกเต๋อเป่าเข้าไปพูดเบาๆ

“แกกับหลี่ต้องคอยเฝ้าบราลีไว้ตลอดเวลานะ อย่าให้คลาดสายตาไปเป็นอันขาด ตอนนี้ไว้ใจใครหรืออะไรไม่ได้ทั้งนั้น”

พยาบาลที่เข้ามาดูแลพอทำหน้าที่เสร็จก็รีบออกไปแบบหวาดๆ

ฝ่ายผู้กองเหลียง หมวดจางและตำรวจอีกนายกลับถึงโรงพัก ถูกนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตวาด

“ออกไป! ถ้าคิดหาวิธีลงโทษที่สาสมกับผลงานที่คุณทำได้แล้วค่อยกลับมาหาผม ไป!”

พอทั้งสามออกไป อเล็กซ์ตามออกมาพูดอย่างหนักใจว่า “ไงล่ะทีนี้ รถของนายโดนจอดทิ้งไว้ที่ท่าเรือเฟอรี่ ไม่ใช่เหม่ยอิงหนีไปเมืองจีนแล้วหรือ ปืนก็โดนนางเอาไปใช้สบายแฮ พวกเราไม่โดนสั่งพักงานทั้งทีมก็บุญเท่าไหร่แล้ว”

ผู้กองเหลียงและตำรวจอีกคน ต่างโทษกันไปโทษกันมาว่าอีกฝ่ายทำให้เหม่ยอิงหลุดมือไป หมวดจางมองอย่างระอาตัดบทว่า ไม่ต้องโทษกัน ตนผิดเอง ทั้งสอง ชะงัก หมวดจางพูดต่ออย่างเบื่อหน่ายว่า

“ผมผิดเอง ผิดที่เลือกมาทำงานร่วมกับพวกคุณ บอกตรงๆนะว่าซวยจริงๆ”

ooooooo

ที่สวนบนดาดฟ้าโรงพยาบาล จ้าวซันเข็นรถพาบราลีขึ้นไปผ่อนคลาย เขาพูดอย่างเป็นห่วงว่าเหม่ยอิงอาจจะเดินไปเดินมาทำอะไรบางอย่างอยู่ บราลีเตือนว่าเขาจะไปไหนมาไหนต้องระวังเพราะเหม่ยอิงเป็นอันตรายกับทุกคน

“มันอาจจะเป็นความผิดของพี่เอง ที่ทำให้เขากลายเป็นคนแบบนี้ เมื่อเด็กๆเหม่ยอิงก็น่ารัก เหมือนเด็กๆทั่วไป  อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เด็กน่ารักคนหนึ่ง โตขึ้นมาเป็นอย่างนี้ได้”

“เจ้าพี่คงไม่ใช่ต้นเหตุหรอกค่ะ คุณเหม่ยอิงมีความขมขื่น คับแค้นบางอย่างที่รุนแรงมาก จนทำให้เขากลายเป็นคนที่มีแต่ความเกลียด ความโกรธขนาดนี้ได้”

“อาจเป็นเพราะพี่เอาแต่ทำงานจนไม่ใกล้ชิดพวกน้องๆมากพอ ปล่อยให้ทั้งฉินเจียง ทั้งเหม่ยอิงเป็นเด็กมีปัญหา พอหันกลับมาอีกที น้องๆก็โตเกินไป จนแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

“เจ้าพี่ทำดีที่สุดแล้วค่ะ อย่าโทษตัวเองเลย อะไรที่ผ่านมาแล้ว เราทำอะไรไม่ได้แล้ว เราน่าจะมาหาวิธีแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไป...ดีไหมคะ”

จ้าวซันนิ่งขรึมอย่างยังรู้สึกผิด

ooooooo

เหม่ยอิงหาทางติดต่อเกาเฟยด้วยการฝากจดหมายไว้กับเถ้าแก่ร้านข้าวต้มริมทางที่พวกคนงานมากินกัน จดหมายเขียนสั้นๆว่า “วิกตอเรียปาร์ค ประตูทางทิศตะวันออก หกโมงเช้า”

ทั้งคู่มาพบกันในสภาพคนวิ่งออกกำลังกายยามเช้า เมื่อเห็นว่าปลอดภัยไม่มีกล้องวงจรปิดและผู้คนไม่พลุกพล่าน เหม่ยอิงบอกเกาเฟยว่า

“ทุกอย่างพลาดไปหมด ฉันมันอ่อนแอเกินไป ฉัน ยังรักจ้าวซันมากเกินไป ฉันจะไม่รักเขาอีก เราคือศัตรูกัน ศัตรูตัวใหญ่ที่สุดที่ฉันต้องกำจัด ต่อไปนี้ ฉันคงสู้แบบเดิมไม่ได้แล้ว ฉันกลายเป็นพวกเดียวกับแก ฉันเป็นอาชญากรที่กำลังเป็นที่ต้องการตัวของพวกตำรวจไปแล้ว ฉันคงต้องหัดใช้ชีวิต หัดคิด หัดทำตัวแบบคนนอกกฎหมายเหมือนพวกแกและแกก็ต้องเป็นพี่เลี้ยงให้ฉันด้วย”

เกาเฟยทั้งปีติและซึ้งใจที่จะได้เป็นผู้ใกล้ชิดคุณหนูใหญ่อีกครั้ง

ฝ่ายจ้าวซันก็ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วันนี้เขาเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องที่ใกล้ชิดที่บ้านสี่ฤดู เพื่อให้เทเรซ่าแจ้งให้ทราบถึงสถานะของบริษัทปัจจุบัน เทเรซ่ารายงานว่า

“เมื่อคืนที่ผ่านมา หุ้นของบริษัทเราร่วงลงไปกว่า 500 จุดแล้ว”

ซ่างกวานซิงชี้แจงว่า เหตุที่หุ้นร่วงเพราะข่าวของเหม่ยอิงหลุดออกไป จ้าวซันถามความเห็นว่าเราจะทำอย่างไรดี พนักงานอาวุโสคนหนึ่งเสนอว่า เรื่องผู้บริหารสำคัญที่สุดตอนนี้ เราต้องเรียกความมั่นใจกลับคืนมา เมื่อฉินเจียงยังมีคดีติดอยู่และเหม่ยอิงก็มาเป็นไปอย่างนี้ จ้าวซันจึงเสนอให้ผิงอันขึ้นมาดูแลบริษัทแทน





เมื่อจัดการเรื่องในบริษัทเรียบร้อยแล้ว จ้าวซันเอา กระเป๋าใส่ของมีค่ารวมทั้งของจ้าวไทไทด้วยให้ผิงอันดูแลต่อเพราะตนต้องไปดูแลบราลีที่โรงพยาบาล แม้ผิงอันจะไม่มั่นใจตัวเองนัก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอบอกจ้าวซันว่า

“พี่ชายใหญ่ไม่ต้องห่วงนะคะ ทางนี้เราดูแลได้ ฝากบอกพี่บรีด้วยว่าหนูเป็นห่วง”

แต่พอผิงอันจะเอาเครื่องเพชรของจ้าวไทไทที่เหม่ย– อิงแอบเอาไปใช้ไปคืนให้จ้าวไทไท แม่สี่กลับบอกว่าไม่ต้อง ให้เก็บไว้ที่นี่ ทั้งยังแสดงความเป็นห่วงเหม่ยอิงบอกกับอาม่าและผิงอันว่า จะไม่ยอมให้เหม่ยอิงติดคุกเป็นอันขาด

“คอยดูเถอะ ต่อไปนี้ฉันจะไม่ยอมใครอีกต่อไปแล้ว” แม่สี่พูดอย่างมุ่งมั่นจนผิงอันฟังแล้วไม่สบายใจ

ooooooo

วันนี้ บราลีฝันร้ายว่าถูกเหม่ยอิงบุกมาทำร้าย เธอหวาดผวาสะดุ้งตื่น จ้าวซันกอดปลอบว่าเหม่ยอิงไม่อยู่แล้วและไม่ต้องกลัว เราจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน เหมือนทุกเรื่องที่เราเอาชนะมาได้

“ค่ะ...เจ้าพี่ น้องไม่กลัวค่ะ มีเจ้าพี่อยู่ด้วยน้องไม่กลัวอะไรทั้งนั้น” บราลีพูดให้จ้าวซันสบายใจทั้งที่ตัวเองยังหวาดกลัวมาก ดังนั้นเมื่อจ้าวซันจะให้เธออยู่เมืองไทยระยะหนึ่งระหว่างตนไปทำธุระที่ฮ่องกง บราลีไม่ยอม เป็นตายอย่างไรก็ขอไปด้วยกัน อ้างว่าเป็นหน้าที่ของตนและเราเสมือนเป็นคนคนเดียวกันแล้ว

“ตกลง...เราจะอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“น้องไม่กลัว ไม่ว่าจะเป็นเหม่ยอิงหรือใครหรืออะไรทั้งนั้น น้องจะไม่ยอมเป็นตัวถ่วงของเจ้าพี่ น้องจะไม่ทำให้เจ้าพี่ต้องเป็นห่วงกังวลอีก เจ้าพี่คอยดูแล้วกันว่าต่อไปนี้ น้องจะเข้มแข็ง หนักแน่น ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของใครอีก แต่เจ้าพี่จะต้องไม่ปิดบังอะไรน้อง เจ้าพี่ต้องเห็นน้องเป็นเพื่อนคู่หูที่เคียงบ่าเคียงไหล่เจ้าพี่จริงๆ”

ทั้งสองยื่นมือจับกันกระชับมั่นเป็นสัญญา

ooooooo

วันนี้มีเหตุให้ต้องตึงเครียด เมื่ออาหลี่กับเต๋อเป่าเห็นเกาเฟยมาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณโรงพยาบาล

เช่นเดียวกัน บราลีก็เห็นเหม่ยอิงขณะตัวเองกำลังขึ้นลิฟต์ เมื่อเธอบอกจ้าวซันเขารีบพาเธอกลับห้อง และเมื่อกลับถึงห้องก็เห็นแจกันดอกไม้วางอยู่  มีการ์ดเขียนไว้ว่า

“หายเร็วๆล่ะ ฉันเป็นห่วงเธอมาก...เหม่ยอิง”

ยังไม่ทันหายตกใจกัน เต๋อเป่ากับอาหลี่ก็เข้ามาบอกหน้าตาตื่นตกใจว่า เจอเกาเฟยพวกตนวิ่งตาม แต่มันหลบไปได้

“เก็บของออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลย” จ้าวซันสั่งทันที

เป็นความบังเอิญที่ฉินเจียงพาซูหลิงมาตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล ซูหลิงเห็นจ้าวซันที่กำลังไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่าย เธอบอกฉินเจียง แต่เขาไม่สนใจเพราะมัวแต่พล่ามเรื่องที่จะให้ลูกของตนเป็นทายาทที่แท้จริงของตระกูลจ้าวรุ่นต่อไป เพราะถึงจ้าวซันจะเป็นผู้ดูแลธุรกิจของตระกูลจ้าว แต่เขาไม่มีสิทธิ์อะไร บอกซูหลิงว่า เราต้องทำดีกับจ้าวซันให้มากและควรประจบประแจงบราลีไว้ด้วย

พอดีจ้าวซันเดินมาเจอ ทักทั้งสองอย่างยินดีและดีใจที่ตนจะได้เป็นลุงแล้ว จากนั้นพาทั้งสองไปเยี่ยมบราลีที่ห้อง

“อ้าวพี่...นี่จะกลับบ้านกันแล้วหรือ” ฉินเจียงถามแล้วหันไปถามบราลี “ไม่นอนพักอีกสักคืนสองคืนล่ะครับ”

“ที่นี่มันอันตราย อยู่บ้านน่าจะปลอดภัยกว่า ไว้เดี๋ยวเล่าให้ฟัง” บราลีบอก

ฉินเจียงเห็นด้วย ทั้งยังเสนอว่าบราลีคงไม่มีเพื่อนที่นี่  ถ้าเหงาก็โทร.หาซูหลิงให้ไปอยู่เป็นเพื่อนก็ได้ เพราะซูหลิงเองก็บ่นว่าเหงาๆอยู่เหมือนกัน

ระหว่างที่ฉินเจียงเดินเข้าบ้านสี่ฤดูกับจ้าวซันนั้น เขาด่าเหม่ยอิงอย่างเกลียดชังว่า ทำตัวสูงส่งที่แท้ก็ได้กากเดนอย่างเกาเฟยเป็นผัว จ้าวซันไม่พอใจเตือนว่าพูดถึงน้องให้ดีหน่อย ฉินเจียงสวนทันทีว่า “พี่ยังจะนับมันเป็นน้องอีกเหรอ”

แม่สี่กับผิงอันวิ่งมารับจ้าวซันกับบราลี ได้ยินที่ฉินเจียงพูดพอดีถึงกับอึ้งซีด ซ้ำยังถูกฉินเจียงพูดให้ตกใจยิ่งขึ้นว่า เหม่ยอิงต้องโดนข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวพยายามฆ่าแน่ๆ รับรองเป็นข้อหาหนักสุดๆ แกล้งพูดใส่แม่สี่ว่า

“น่าหัวเราะ นังคนที่ชอบด่าว่าฉันโง่ ชอบทำลายตัวเอง อยากรู้...ว่าตอนนี้ใครกันแน่ที่โง่บัดซบ และกำลังทำลายชีวิตตัวเองจนเละเป็นโจ๊ก”

แม่สี่ใจหายขอร้องจ้าวซันให้ช่วยน้องผู้อาภัพคนนี้ด้วย จ้าวซันรับปากว่าตนจะพยายาม

ooooooo

วันต่อมา จ้าวซัน ผู้กองเหลียง และหมวดจาง นั่งคุยกันเบาๆ แทบเป็นกระซิบกันในห้องรับแขกที่บ้านสี่ฤดู จ้าวซันเล่าให้ตำรวจทั้งสองฟังว่า

“เรื่องมันเล็ดลอดออกไปว่า เหม่ยอิงทุจริตบริษัท มีปัญหากับผม แต่เขายังไม่รู้เรื่องพฤติกรรมเป็นอาชญากร โดยละเอียดทั้งหมด แต่หุ้นบริษัทเราก็ทรุดแล้ว” ผู้กองถามว่าเขาตอบบอร์ดว่าอย่างไร “ผมให้เทเรซ่าอธิบายว่า พวกเรามีปัญหาในครอบครัวกัน”

ผู้กองเหลียงบอกว่าเหม่ยอิงเป็นบุคคลอันตราย คาดว่าตอนนี้เธอคงร่วมแก๊งกับพันหงปิงแล้ว ฉะนั้นเราต้องรีบสกัดเธอให้เร็วที่สุดก่อนที่เธอจะไปไกลกว่านี้ จ้าวซันถามว่า พวกเขารู้เบาะแสพันหงปิงแล้วหรือ

ทั้งผู้กองและหมวดช่วยกันเสนอว่า ต้องให้จ้าวซันช่วยมิฉะนั้นพวกตนต้องถูกเด้งยกทีมแน่ เสนอให้จ้าวซันกับบราลีล่อให้พวกเหม่ยอิงออกมา พวกตนรับรองว่าจะรักษาความปลอดภัยให้เต็มที่

“รักษาความปลอดภัยหรือ พวกคุณรักษาความปลอดภัยให้ตัวเองได้ก่อนเถอะ” แล้วพูดอย่างเฉียบขาดว่า “บราลีจะไม่เป็นเหยื่อให้ใครทั้งนั้น พวกคุณจัดการอะไรไม่ได้ ผมจะจัดการเอง”

เจอไม้นี้ ทั้งผู้หมวดผู้กองต่างมองกันอึ้ง

ooooooo

วันต่อมา บราลีเข้าไปหาจ้าวไทไท เธอตกใจเมื่อจ้าวไทไทกุมมือเธอมองหน้าพูดน่ากลัว

“เคราะห์ร้าย...ยังจะเข้าไม่จบไม่สิ้น” บราลีถามใจไม่ดีว่า ยังจะมีเรื่องไม่ดีเข้ามาอีกหรือ จ้าวไทไทบอกว่าเธอไม่ต้องกลัว เพราะ “มันจะต้องพินาศ อีนังกาฝากตระกูลจ้าว อีลูกเมียน้อย...”

แม่สี่เอาน้ำชามาให้จ้าวไทไทพอดี ชะงักกึกที่ประตูไม่กล้าเข้าไป แต่แอบฟัง

บราลีถามว่า ทำอย่างไรตนถึงจะเปลี่ยนใจเหม่ยอิงได้ ตนอยากให้เธอกลับตัวกลับใจเลิกความคิดที่เป็นศัตรูกับทุกคน

“คนที่มันปิดตาปิดใจ มันไม่ยอมรับความจริงหรอก มันจะอยู่กับความลวงแล้วก็ตายกับความลวง มันต้องตาย...ตาย เพราะมันบังอาจมาแตะต้องเธอไงล่ะ ใครมาทำอันตรายให้เธอเจ็บปวดกายใจหรือแม้แค่สะดุ้งตกใจ มันจะพินาศไปเพราะตัวของมันเอง”

แม่สี่ตกใจแทบช็อกถอยออกหันหลังวิ่งไปราวกับสติแตก พยายามโทร.หาเหม่ยอิงแต่โทร.ไม่ติด ได้แต่คร่ำครวญ...

“เหม่ยอิง...แล้วแบบนี้แม่จะติดต่อลูกได้ยังไง ลูกอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้าง...เหม่ยอิง...” แม่สี่วางโทรศัพท์ร้องไห้หนัก

เหม่ยอิงกำลังจนตรอก ถอดเครื่องประดับให้เกาเฟยเอาไปปล่อยในตลาดมืด ถามเกาเฟยว่าเขามีเงินติดตัวเท่าไร พอรู้ว่าหมื่นเหรียญก็แสยะยิ้มพูดเยาะว่า แค่นี้จะเอาไปทำอะไรได้

เกาเฟยเสนอให้ไปอยู่เมืองไทยกับตน รับรองว่าตนเลี้ยงดูเธอได้ เหม่ยอิงคิดหนักมองออกไปนอกหน้าต่าง ฉุกคิดอะไรได้ ออกไปที่ร้านเสื้อหรูที่คุณนายหวังเป็นเจ้าประจำ เจอคุณนายหวังพอดี เหม่ยอิงวางมาดคุณหนูผู้สูงศักดิ์เดินเข้าไปทัก คุณนายหวังมองอึ้งบอกว่าเธอเปลี่ยนแปลงไปเยอะจนจำเกือบไม่ได้

เหม่ยอิงโกหกว่า ตนลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ที่บ้าน แต่อยากซื้อรองเท้าสักคู่ ถามว่าคุณนายพอจะกดเงินสดให้ยืมสักห้าแสนเหรียญได้ไหม คุณนายหวังสะดุ้งใจแต่ยิ้มกลบเกลื่อน เหม่ยอิงรับปากว่ากลับถึงบ้านจะโอนคืนให้ทันที คุณนายหวังอ้างว่าเงินหนึ่งแสนเหรียญคงต้องไปเบิกที่ธนาคาร ชวนไปด้วยกัน เหม่ยอิงขอรออยู่ที่นี่

“ค่ะๆ ไม่เกินห้านาที เดี๋ยวมานะคะ” คุณนายหวังรับปากแต่มองอย่างรู้ทัน พอออกพ้นหน้าเหม่ยอิงก็เบ้ปากพูด “เดี๋ยวนี้ทำตัวแบบนี้เองเหรอ แปลกพิลึกจริง แต่ห้าแสนเหรียญ...เชอะฝันไปเถอะจ้ะ” ว่าแล้วหอบของพะรุงพะรังหลบไปเลย

คุณนายหวังรีบไปที่รถโยนของไว้เบาะหลัง แล้วรีบขึ้นนั่งที่คนขับ พลันก็ตกใจเมื่อประตูรถอีกข้างเปิดออก เหม่ยอิงเอาปืนจ่อสั่งให้เอาเงินที่มีอยู่ออกมาและเอาของที่คุณนายหวังเพิ่งซื้อมาไปทั้งหมด ได้เงินได้ของแล้วขู่ว่า

“อย่าได้คิดไปแจ้งความ เพราะถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูตำรวจเมื่อไหร่ เรื่องที่เธอเป็นชู้กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนนั้น...ก็จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป เข้าใจ?”

ปล้นของและเงินจากคุณนายหวังแล้ว กลับไปที่ห้องแถวแคบๆ ที่อยู่กับเกาเฟย บอกว่าตอนนี้ตนมีเงินแล้วและก็จะหนีไปจากเกาะบ้าๆ นี่เสียที

เกาเฟยอ่อยว่าตนกำลังวางแผนจะเข้าไปที่บ้านสี่ฤดู และจัดการบราลี แต่พูดไม่ทันขาดคำ ประตูถูกถีบผางออก พันหงปิงกับสมุนกรูเข้ามา และจับทั้งสองคนไปมัดปากและมัดทั้งสองไว้กับเก้าอี้ที่ตึกแถวแคบๆ อีกที่หนึ่ง ยึดเงินที่เหม่ยอิงปล้นจากคุณนายหวัง แต่ยังพูดอย่างโอหังว่า

“เงินกระจอกแค่นี้มันไม่พอสำหรับพันหงปิงหรอกเว้ย เราต้องการเงินก้อนใหญ่กว่านี้ เราไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว...ถึงเวลาที่เราจะมาร่วมมือกันสำหรับแผนการระดับชาติที่ฉันเพิ่งคิดขึ้นมาได้” พูดแล้วระเบิดหัวเราะออกมาอย่างสะใจ

ooooooo

ขณะที่จ้าวซันกำลังประชุมแก้วิกฤติของฉินเย่ว์กรุ๊ปอยู่นั้น เต๋อเป่าผลักประตูเข้ามา ตามด้วยภูสินทร จ้าวซันลุกพรวดอย่างคิดไม่ถึง ภูสินทรเข้ามาบอกว่าเจ้าหลวงพระองค์ใหม่อยากคุยกับฝ่าบาท ทำเอาทุกคนในที่ประชุมงง

จ้าวซันออกไปโทรศัพท์คุยกับศิขรนโรดม ธุระสำคัญของศิขรนโรดมคือต้องการให้จ้าวซันไปเป็นประธานในงานแต่งงานของตนกับมิถิลา จ้าวซันบอกว่าทางนี้มีปัญหาค่อนข้างวิกฤติตนคงไปไหนไม่ได้อีกระยะหนึ่ง

ศิขรนโรดมบอกว่า ตนจะรอจนกว่าเจ้าพี่มาเป็นประธานในพิธีจึงค่อยจัดพิธีแต่งงาน นานเท่าไรก็จะรอ

อสุนีไม่พอใจถามว่าจะเลื่อนหมายกำหนดการออกไป เพื่อรอน่านปิงพระองค์เดียว ทั้งๆที่พระครูท่านวางฤกษ์ยามเอาไว้แล้วและทุกอย่างก็เตรียมพร้อมแล้วกระนั้นหรือ

“องค์น่านปิง...องค์เดียว แต่ก็คือคนที่ยกราชบัลลังก์ ยกคีรีรัฐทั้งแผ่นดินให้เราครอบครองยังไงล่ะอสุนี”

อสุนีบ่นกับมิถิลาอย่างไม่พอใจมากว่า “เรื่องทุกเรื่อง ที่เป็นความสำคัญของบ้านเมือง เจ้าหลวงศิขรนโรดมจะขึ้นอยู่กับเจ้าพี่ตลอดเวลา ทรงไม่กล้าทำอะไรทั้งนั้น ถ้าองค์น่านปิงไม่กำกับให้ทำ น้องว่าถ้าเจ้าหลวงทรงเป็นเช่นนี้รํ่าไป แล้วบ้านเมืองเรามันจะเป็นยังไง ทุกอย่างต้องให้องค์น่านปิงทรงมีพระบัญชาก่อนงั้นหรือ!?”

มิถิลาฟังแล้วอึ้ง...

ooooooo

เมื่อถูกจ้าวซันกำหนดให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลฉินเย่ว์กรุ๊ปแทนเหม่ยอิง ผิงอันเปลี่ยนแปลงตัวเอง เริ่มต้นจากเสื้อผ้า เธอแต่งได้เหมาะสมกับวัยที่ดูแล้วสวย สง่า จนทุกคนที่เห็นพากันชม

บราลีชื่นชม บอกว่าจะไปตามคุณนายสี่มาดู

อาม่าบอกว่าไม่ต้องไปตาม เพราะคุณนายสี่ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมขอพรเรื่องอะไรหลายอย่าง อากงถามว่าไปคนเดียวหรือ บ่นอย่างกังวลว่า

“ที่จริงช่วงนี้ไม่ควรมีใครไปไหนตามลำพังนะ บ้านเราไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูจะไม่ถอดชุดนี้ รอจนกว่าแม่จะกลับมาเห็นเสียก่อน” ผิงอันยิ้มสดใส

พอดีฉินเจียงจูงซูหลิงเข้ามา ถามว่าทำอะไรกันอยู่ พอเห็นผิงอันก็ชมเปาะ

“โอ้โห...ซายหมุยหรือนี่ ทำไมสวยจัง เป็นสาวแล้วสวยยิ่งกว่ายัยเหม่ยอิงซะอีกนะเนี่ย” ผิงอันติงพี่ชายอย่าพูดอย่างนี้ “ทำไม ก็พี่พูดความจริงนี่ จริงไหมครับคุณบราลี ผิงอันคนนี้คืออนาคตของตระกูลจ้าวจริงๆ เลย เธอต้องฝากเนื้อฝากตัวกับน้องแล้วนะจ๊ะที่รัก...คนนี้แหละที่ลูกชายของเราจะได้พึ่งพาต่อไป” ฉินเจียงหันไปกำชับซูหลิง

ทุกคนที่ฟังอยู่ทำหน้าไม่ถูก บราลีได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ

ooooooo





ที่โถงชั้นล่าง ฉินเย่ว์กรุ๊ป จ้าวซัน เต๋อเป่า เดินออกจากลิฟต์ อาหลี่ถือกระเป๋าตามมา

พันหงปิงส่งคนปลอมเป็นพนักงานทำความสะอาดสองคนดักรออยู่ พอจ้าวซันกับเต๋อเป่าและอาหลี่ออกไป มันก็โทร.บอกเกาเฟยทันทีว่า “กำลังออกจากบริษัท รออยู่ที่นั่นแหละครับพี่เฟย แค่นี้นะ” อีกคนแสยะยิ้มพึมพำ “ชะตาขาดแน่!”

จ้าวซัน เต๋อเปา และอาหลี่เข้าไปในร้านฟาสต์ฟู้ดที่เหลือเปิดอยู่ร้านเดียวเพราะดึกแล้ว ปรากฏว่าพวกพันหงปิงมาซุ่มอยู่ก่อนแล้ว พอทั้งสามเข้าไปก็ถูกพวกพันหงปิงเกือบสิบคนมีผ้าดำคาดหน้า กรูกันเข้ามาทันที จ้าวซัน เต๋อเป่า และอาหลี่กระโดดไปหลบหลังเคาน์เตอร์

“ยิง! ฆ่าได้ทุกคนยกเว้นจ้าวซัน...จับมันมาให้ได้” พันหงปิงตะโกนก้อง สมุนพันหงปิงยิงกราดจนข้าวของในร้านแตกกระจาย แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวของพวกจ้าวซัน พันหงปิงตะโกนสำทับ “จ้าวซัน ถ้าไม่อยากให้มีใครตาย ก็ออกมาเสียดีๆ”

พนักงานหญิงในร้านสองคนกลัวจนตัวสั่น คนหนึ่งลุกวิ่งหนีถูกยิงกระสุนเจาะกลางหลังล้มขาดใจตายคาที่

“พวกเราบุกเว้ย” พันหงปิงตะโกน

“รีบไปหาที่ซ่อนเร็ว หาทางเปิดไฟในร้านให้ได้ และก็โทรศัพท์เรียกตำรวจเร็วสิ” จ้าวซันบอกพนักงานที่เหลือ พอพนักงานคนนั้นวิ่งไป พันหงปิงก็กระโดดข้ามเคาน์เตอร์เข้ามา ถูกอาหลี่ที่ซุ่มอยู่หงายหลังยกเท้าถีบกระเด็นออกไป จ้าวซันกระโดดตามไปเล่นงาน ระหว่างนั้น สมุนพันหงปิงสองคนถือมีดวิ่งมาช่วย เลยกลายเป็นสามรุมหนึ่ง

แม้จะถูกรุม แต่จ้าวซันก็สู้จนพวกมันทำอะไรไม่ได้ พันหงปิงชักปืนออกมายิงไปชุดหนึ่งกระสุนกลับถูกสมุนตัวเองล้มไปคนหนึ่ง เกาเฟยกับจ้าวซันต่างหาที่หลบเบียดกันอยู่หลังท่อน้ำข้างกำแพง ผ้าคาดหน้าเกาเฟยหลุด

“ไอ้เกาเฟย” จ้าวซันเห็นเต็มตา แต่เป็นจังหวะที่พันหงปิงถือปืนเดินกร่างตามมา จ้าวซันจึงกระโดดไปจะจับพันหงปิงแต่พลาดท่าถูกสมุนพันหงปิงรวบตัวไว้ เกาเฟยพุ่งมาจับแขนบิดทันที

แต่ขณะจ้าวซันกำลังตกอยู่ในอันตรายนี่เอง ภูสินทร ยิงมาจากด้านหลังทำให้ทุกคนชะงัก เกาเฟยบอกว่ามันเป็นคนคีรีรัฐ ภูสินทรเข้ามาพร้อมเต๋อเป่า อาหลี่ ภูสินทรถามจ้าวซันว่าสองคนนี้จะจับเป็นหรือจับตาย

เมื่อเผชิญกับความตายตรงหน้า พันหงปิงยอมแพ้และให้จัดการเกาเฟยก่อนเลย ภูสินทรถามว่ากลัวตายเป็นเหมือนกันหรือ

“พวกเราไม่เคยกลัวตายเว้ย แต่เรากลัว...กลัวและเสียดายแทนว่าไอ้เต๋อเป่ากับไอ้คนขับรถแสนซื่ออย่างสัตว์ของจ้าวซันมันจะตายไปเสียก่อน” เกาเฟยตะโกนทำลายสมาธิ ทำให้จ้าวซันเป็นห่วงเต๋อเป่าและอาหลี่ บอกภูสินทรว่ารีบไปช่วยสองคนนั้นก่อน ทางนี้ตนจัดการเอง แล้วรับปืนจากภูสินทรสองกระบอกเล็งสองมือใส่พันหงปิงและเกาเฟย

นาทีแห่งความตายเช่นนี้ พันหงปิงเสนอทันทีว่าตนมีอะไรจะต่อรอง อะไรที่ว่านั้นคือ เหม่ยอิงนั่นเอง! ทำให้จ้าวซันชะงักแต่พอเอะใจว่าถูกหลอก ก็ถูกสมุนพันหงปิงคว้าไม้ฟาดจากข้างหลังจนปืนกระเด็นง่ามมือฉีก พันหงปิงกับเกาเฟยฉวยโอกาสนั้นวิ่งหนี ภูสินทรไล่ตามแต่มันวิ่งไปไกลเกินกว่าจะตามแล้ว

ooooooo

อาหลี่ เต๋อเป่า และจ้าวซัน ต่างได้รับบาดเจ็บ ถูกนำตัวกลับไปที่บ้านสี่ฤดู อากงทำแผลให้อาหลี่ ภูสินทรทำแผลให้เต๋อเป่า และบราลีทำแผลให้จ้าวซัน

เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เต๋อเป่าบอกจ้าวซันว่า เวลานี้ตัวจ้าวซันคือเป้าหมายของพวกมัน อาหลี่เชื่อว่าพวกมันต้องการอุ้มเขาเพื่อประโยชน์บางอย่างมากกว่าฆ่า เต๋อเป่าคาดว่าอาจเอาเป็นตัวประกันหรือเรียกเงิน

“มันจะใช้ฝ่าบาทเป็นกุญแจเบิกทาง ให้มันหนีออกไปจากฮ่องกงได้นั่นแหละ” ภูสินทรฟันธง

บราลีเตือนว่าจ้าวซันจะไปไหนตามลำพังไม่ได้แล้ว จ้าวซันเห็นว่าไม่ใช่เพียงตนคนเดียว แต่ทุกคนต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวให้มากขึ้น จะประมาทไม่ได้

“และทั้งหมดนี้ ต้องเกี่ยวกับคุณหนูใหญ่ เชื่อผมสิ” เต๋อเป่าชี้ชัด ทุกคนมองหน้ากันอย่างเห็นด้วย

เมื่ออยู่กันลำพังที่สวนบ้านสี่ฤดู จ้าวซันโอบบ่าบราลีไว้พูดอย่างรักและห่วงใย

“เรามีศึกที่ต้องร่วมกันสู้อีกครั้งนึงแล้วนะ ม่านฟ้า... ตอนนี้พันหงปิงกับเหม่ยอิงกลายเป็นคนที่มีเป้าหมายเดียวกันคือตัวพี่”

“น้องเองก็เป็นคนนึง ที่เหม่ยอิงต้องการตัว น้องคิดว่าหากเราลองวางแผนเอาน้องไปเป็นตัวล่อ พวกมันต้องออกมาจัดการกับน้องทันที แล้วช่วงนั้น พวกเจ้าพี่อาจจะลงมือ” บราลีเสนอ ถูกจ้าวซันสั่งให้หยุดคิดเลย พูดอย่างเด็ดขาดว่า

“ถ้าจะต้องมีการใช้เหยื่อล่อพวกนั้น เหยื่อควรจะเป็นตัวพี่เองมากกว่า เอาสิพี่ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า พวกมันจะทำอะไรพี่ได้”

บราลีห้ามลนลานว่ามันอันตรายมาก แต่จ้าวซันยืนกรานว่าตนไม่อาจอยู่อย่างหลบซ่อนเพราะกลัวตายได้ ชี้ให้บราลีเห็นว่า

“เวลานี้พวกเขาจนตรอกแล้วเขาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เขาต้องหาทางรอดด้วยวิธีของหมาบ้าไงล่ะ”

“เจ้าพี่...เราไม่มีทางหนีอีกแล้วนะคะ เราต้องสู้... เราต้องชนะ พระต้องคุ้มครองเจ้าพี่นะคะ เพราะเจ้าพี่ทำแต่ความดีช่วยเหลือคนอื่น เสียสละตลอดเวลา คนดีต้องชนะค่ะ...น้องเชื่อ!!”

จ้าวซันกอดบราลีไว้แนบอก แอบคิดหนัก บราลีในอ้อมกอดของจ้าวซันก็แอบท้อ...เหนื่อย เช่นกัน

ooooooo

ดึกแล้ว บราลีนอนไม่หลับ เธอเดินมาที่หน้าห้องนอนจ้าวซัน พลันก็ได้ยินเสียงอากงคุยโทรศัพท์น้ำเสียงเคร่งเครียดมา เธอรีบหลบได้ยินอากงพูดขณะเดินผ่านไปว่า

“ใช่ๆ ด่วนเลยนะ มาเลย...จัดหนักมาเลย โอเคๆ”

เมื่ออากงเดินผ่านไปแล้ว บราลีเปิดประตูห้องจ้าวซันเข้าไป เห็นเขานั่งบนเตียงซบหน้ากับฝ่ามือท่าทางเหนื่อยล้าท้อแท้ เธอใจเสียเพราะไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสภาพแย่อย่างนี้ เดินเข้าไปนั่งข้างๆ ถามว่ายังไม่นอนหรือ จ้าวซันเงยหน้ายิ้มเจื่อน บอกว่ากำลังจะนอน

บราลีให้จ้าวซันนอนคว่ำแล้วบีบนวดต้นคอเบาๆ ให้ผ่อนคลาย จ้าวซันบอกให้เธอพักผ่อนเสีย ปรารภว่า

“เป็นคนของจ้าวซันมันคงไม่สบายหรอกนะ...แต่ถ้าจะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วล่ะ...แต่อย่าเสียใจนะ จ้าวซันเป็นคนรักเดียวใจเดียว..”

บราลีนับ หนึ่ง-สอง-สาม พูดเหมือนสะกดจิต...จงหลับ...จงหลับ...จงหลับ...จ้าวซันอมยิ้ม กอดเธอไว้จนหลับไป บราลีจึงหลับตาม...

ooooooo

วันนี้...ขณะเกาเฟยอยู่กับเหม่ยอิงที่แหล่งมั่วสุมของพวกเขา พันหงปิงถือไม้เท้าเดินเข้ามา เหม่ยอิง ถามว่าขาเจ็บหรือ

“นิดหน่อย โดนสุนัขตัวโตขัดขา เลยหกล้มเท้าแพลงนิดหน่อย”

“โดนมังกรกระทืบล่ะไม่ว่า...ฮึ! จ้าวซันย่อมเป็นจ้าวซัน เขามีบุญญาบารมีแบบแปลกๆ มีบริวารเก่งๆ และจงรักภักดีมากมาย ถ้าไม่แน่จริงไม่พร้อมพอ อย่าได้บังอาจ” เหม่ยอิงพูดอย่างรู้พิษสงของจ้าวซันดี

เกาเฟยยอมรับว่าเราพลาดและคงจะหาโอกาสแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว เหม่ยอิงเห็นด้วย เพราะเมื่อจ้าวซันรู้ตัวแล้วก็คงเตรียมตัวตั้งรับอย่างจริงจัง ความคิดที่จะอุ้มเขามาเป็นใบเบิกทางจบไปแล้ว เราต้องหาทางใหม่

“ไม่มีใครจัดการกับจ้าวซันได้หรอกครับ นอกจากคุณหนูใหญ่คนเดียว..เชื่อผมสิ ผู้ชายทำอะไรจ้าวซันไม่ได้หรอก ต้องผู้หญิงมารยาร้อยเล่มเกวียนเท่านั้นล่ะครับ” เกาเฟยเสนอ

หลังจากนั้น เหม่ยอิงก็โทรศัพท์เข้าไปที่บ้านสี่ฤดู เจอคนอื่นรับสายก็เงียบ วางสายแล้วโทร.ใหม่จนแม่สี่มารับสาย เธอจึงเผยตัวร้องไห้คร่ำครวญว่าเวลานี้ตนไม่มีที่พึ่งแล้วนอกจากแม่เท่านั้น และเมื่อบอกความต้องการของตัวเองแล้ว เธอกำชับแม่สี่อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาดมิฉะนั้นแม่จะไม่ได้เจอตนอีก นัดหมายวันเวลาสถานที่กันแล้ว เหม่ยอิงวางสายอย่างมีความหวัง

วางสายจากเหม่ยอิงไม่นาน แม่สี่ก็หิ้วตะกร้าหนักอึ้งบอกผิงอันที่มาเจอว่าจะไปศาลเจ้า ผิงอันถามว่าเพิ่งไปเมื่อวานนี้เองไม่ใช่หรือ แม่สี่เอ็ดว่าไปเมื่อวานแล้ววันนี้ไปอีกไม่ได้รึไง ครั้นผิงอันจะช่วยหิ้วตะกร้าให้ก็ไม่เอา จะให้รถไปส่งก็สะบัดเสียงใส่ว่า ไม่ต้อง เรียกแท็กซี่แล้ว แม่สี่ฉุนเฉียวเสียจนผิงอันแปลกใจ

ที่แท้แม่สี่นัดพบกับเหม่ยอิงที่สวนสาธารณะ ทันทีที่พบกัน เหม่ยอิงทวงของที่ขอทันที เมื่อแม่สี่ส่งกระเป๋าในตะกร้าให้ เธอคว้าแล้วจะไปทันที จนแม่สี่ต้องดึงแขนไว้

“เดี๋ยว...เหม่ยอิง!! เอาทองไปขายแล้วหนีไปให้ไกลเลย อย่าให้ตำรวจจับได้...อย่าทำอะไรที่มันไม่ดีอีก อย่าทำร้ายคนอื่น... แม่ขอร้องล่ะเลิกคบกับคนเลวแล้วไปมีชีวิตใหม่นะลูก”

“แม่...หนูต่างหากที่ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามทำดีแค่ไหนก็ไม่มีใครเห็น...แม่จะร้องไห้ทำไม มานี่ๆๆแล้วหยุดเสียที หนูเกลียดผู้หญิงเจ้าน้ำตา น้ำตามันคือความพ่ายแพ้ เข้าใจไหม!”

เหม่ยอิงลากแม่สี่ไปที่รถเข็นไอติมริมสวน แล้วนั่งกินไอติมกันบนพื้นหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างกอดอกไม้สวย

แม่สี่ทำท่าจะร้องไห้อีก บอกว่าเมื่อก่อนลูกไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลย เหม่ยอิงถามเสียงแข็งว่าจะพูดให้มันเศร้าทำไม เพราะตอนเด็กตนต้องไปอยู่โรงเรียนประจำ ส่วนแม่ก็ต้องวิ่งรับใช้จ้าวไทไทอยู่ทุกวี่วัน แม่สี่ตำหนิว่าตนผิดเองที่เป็นแค่เมียน้อยไม่มีอำนาจวาสนาอะไร ทำให้ลูกคับแค้นใจ

“หนูเกลียดการเป็นผู้หญิง ผู้หญิงเป็นได้แค่เหยื่อในบ้าน แม้แต่อีจ้าวไทไทมันก็คือเหยื่อ โดนเต้หาเมียน้อยมาเลี้ยงดูออกหน้าออกตา ข่มเหงน้ำใจมันมาตลอดเช่นกัน มันถึงเสียสติแบบนี้ไง”

แม่สี่เล่าว่า เวลานี้ผิงอันกำลังจะได้รับการเชิดชูขึ้นมาเป็นผู้บริหารฉินเย่ว์กรุ๊ปและเอาตัวผิงอันมาปรับปรุงพัฒนาเพื่อขึ้นเป็นไท้เผ่งแทน ฉินเจียงพูดอย่างภูมิใจว่า

“เด็กผู้หญิง ลูกเมียน้อยแท้ๆจะได้เป็นใหญ่ในธุรกิจของครอบครัวนะลูก”

แต่นั่นยิ่งทำให้เหม่ยอิงแค้น เครียด คำรามว่า “เป็นไปไม่ได้!” ปาไอติมทิ้งตาขวาง จนแม่สี่อึ้ง

ooooooo

กลับไปถึงห้องพัก เหม่ยอิงรื้อของในกระเป๋าออกดู เธอยิ่งแค้นที่แม่สี่ไม่ได้เอาของสำคัญ...สัญลักษณ์ของสตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลเจ้ามาให้ นั่นคือ เครื่องเพชรชุดใหญ่
เหม่ยอิงระแวงว่าเครื่องเพชรชุดนั้นอาจอยู่ที่บราลี ทำให้ยิ่งเคียดแค้นหาว่าบราลีแย่งทุกอย่างไปจากตน ประกาศว่าตนจะต้องกลับไปพูดกับพวกนั้นให้รู้เรื่อง ตนจะไม่ยอมเป็นผู้แพ้ จะต้องเอาทุกอย่างคืนมา เกาเฟยปลอบให้ใจเย็นๆ ให้ความหวังว่าเราต้องเอาเครื่องเพชรชุดนั้นคืนมา  และจ้าวซันกับบราลีจะต้องไม่ได้แต่งงานกัน ยกยอปอปั้นว่า

“ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าคุณหนูได้ เชื่อผม”

เหม่ยอิงปรามาสว่า น้ำหน้าอย่างเขาจะทำอะไรได้ ตนไม่ได้โง่ อย่ามาหลอกกันเหมือนหลอกเด็ก

“พันหงปิงมันจะเป็นเครื่องมือของเรา เราจะใช้มัน ให้มันนึกว่ามันจะได้เงินมหาศาลจากการจับตัวจ้าวซันมาให้ได้ จากนั้นเราจะให้จ้าวซันเอาทุกอย่างมาให้คุณหนู แล้วพอถึงเวลา เราก็จะรอด ลอยตัว โดยมีไอ้พันหงปิงเป็นแพะรับบาปไปคนเดียว เราจะได้ทุกอย่างและไปจากทุกคน  เมื่อเราชนะแล้ว” เกาเฟยฝันเฟื่อง

เหม่ยอิงเคลิ้มไปกับแผนการของเกาเฟยจนค่อยๆ สงบลง...

ooooooo

เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่นับวันล่อแหลมและตึงเครียด จ้าวซันกับบราลีร่วมกันฝึกซ้อมมวยคีรีรัฐอย่างจริงจัง เธอถามจ้าวซันว่า ทำไมเราไม่เป็นฝ่ายเล่นงานพวกนั้นก่อนบ้าง

จ้าวซันขอให้เธออยู่เฉยๆ ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นหน้าที่ของตน ขอให้เธอทำทุกอย่างตามที่ตนบอก เพราะเราจะพลาดไม่ได้อีกแล้ว บราลีถามอย่างตื่นเต้นว่า “แปลว่าตอนนี้เรากำลังจะเป็นฝ่ายบุกแล้วใช่ไหมคะ”

จ้าวซันไม่พูดแต่สีหน้าแววตาที่พร้อมลุยของเขาเป็นคำตอบที่ทำให้บราลีฮึกเหิมขึ้นมาอย่างประหลาด ต่างจับมือให้สัญญากันอย่างหนักแน่นมั่นคง

คืนนี้ พันหงปิงไปหาเกาเฟยที่ห้องพัก ภายในห้องมืด เงียบจนคิดว่าไม่มีใครอยู่ เดินเข้าไปจึงเห็นเหม่ยอิงนั่งตาลอยพิงฝาผนังอยู่เหมือนหุ่น พอพันหงปิงเข้าไปดู เธอก็ลืมตาโพลง พล่ามไม่หยุดปาก “จ้าวซัน... จ้าวซัน...พี่ชายใหญ่...”

พันหงปิงเห็นยาข้างตัวเธอ หยิบดูรู้ว่าเป็นยานอนหลับ คิดชั่วร้ายหมายเคลมไล่ลูกน้องให้ออกไปก่อน แล้วเข้าเล้าโลมเหม่ยอิงที่ยังพร่ำเพ้อรำพันรักที่มีต่อจ้าวซัน... จนอ่อนระทวยหลับ ตาค้าง น็อกไปคาอกพันหงปิง

ooooooo
ตอนที่ 19

ขณะที่พันหงปิงกำลังเคลิ้มและจะเคลมเหม่ยอิงนั่นเอง เกาเฟยโผล่มาจ้องจิกราวปีศาจร้าย พุ่งเข้ากระชากพันหิงปิงจนหงายแล้วต่อยหน้าไม่ยั้ง

พันหงปิงไม่ทันตั้งตัวถูกกระทำอยู่ครู่ใหญ่ ก็พลิกสถานการณ์เตะเกาเฟยกระเด็นออกไป แต่เกาเฟยบ้าเลือดเสียแล้วพุ่งเข้าใส่อีก พันหงปิงสู้ไม่ไหวตะโกนยอมแพ้ ยอมรับผิด คราวหลังจะไม่ทำอีกแล้ว

“ไอ้ชั่ว...นี่เหรอวะหุ้นส่วนกัน แกยังมีความเป็นคนอยู่รึเปล่าไอ้พันหงปิง หรือว่าเป็นสัตว์ถึงได้ทำแบบนี้กับพ่อแม่พี่น้องหรือเพื่อนได้ ไม่ถือสา”

“ก็ฉันขอโทษแล้วไง มันเผลอไปเว้ย ไม่ได้วางแผนมาก่อน พอดี...มันมาเจอจังหวะลงตัว เลย...ลืมคิดไป”

ทั้งสองโต้เถียงกันอย่างรุนแรง พันหงปิงเตือนเกาเฟยว่าทีหลังอย่าทิ้งคุณหนูไว้คนเดียว ตำหนิเกาเฟยว่าดูแลเจ้านายยังไงปล่อยให้อัพยานอนหลับขนาดนั้น

เกาเฟยรู้สึกผิด เห็นสมุนพันหงปิงยืนก้มหน้าอยู่ก็ตวาด

“มองอะไร เอาลูกพี่ของพวกนายออกไป ไปให้พ้นหน้าเดี๋ยวนี้เลย ไม่งั้น...”

สมุนพันหงปิงรีบหิ้วปีกลูกพี่ออกไป  เกาเฟยจึงเอากระเป๋าบัดดี้แบ็กที่คาดมาเปิดออก ในนั้นเต็มไปด้วยเงิน

“คุณหนู...นี่ไง เงิน...เงินที่ผมเอาทองของคุณหนูไปขายมาได้  ผมทำทุกอย่างเพื่อคุณหนู ผมทิ้งคุณหนูไปไม่กี่ชั่วโมง แค่ไปเดินเร่ขายของเอาเงินมาให้คุณหนู...แต่คุณหนูกลับทำกับตัวเองแบบนี้  แล้วถ้าผมกลับมาไม่ทัน มันจะเป็นยังไง...ถ้าคุณหนูเป็นอะไรไป  ผมต้องขาดใจตายแน่ๆ”

เหม่ยอิงยังนอนไม่รู้สึกตัว เกาเฟยโยนเงินไปกองที่ตัวเหม่ยอิง ทรุดนั่งกับพื้นหน้าเตียงร้องไห้อย่างหนัก

ooooooo

ในห้องจ้าวไทไทที่บ้านสี่ฤดู...แม่สี่ยกน้ำชาเข้ามา จ้าวซันรับไปรินน้ำชาให้จ้าวไทไทที่กำลังพูดไปหัวเราะไป

“มันทำตัวเอง...นังเหม่ยอิง...ถึงไม่มีใครทำอะไรมัน  มันก็จะทำตัวเอง จนในที่สุด มันก็จะไม่เหลือราคาอะไรอีกเลย”

“ยังไงผมก็ยังหวังที่อยากจะให้เขากลับมาแล้วยอมรับผิด ผ่อนหนักให้เป็นเบา แล้วกลับตัวกลับใจเสีย” จ้าวซันเอ่ย

“มันไปไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้ว ถึงอยากกลับก็ไม่มีที่ให้มันยืน...หึๆ จ้าวซัน เจ้านี่มันมีกรรมจริงๆนะ ต้องคอยรับผิดชอบพวกคนบาปหยาบช้ามากมายเหลือเกิน ที่จริงเจ้าควรจะเป็นคนใจโหดเหี้ยมกว่านี้  แล้วชีวิตของเจ้ามันจะง่ายกว่านี้มาก”

“มันจะมีวันสิ้นสุดไหม”

“เราทุกคนต่างมีกรรมเป็นของตนที่ต้องชดใช้ แม่ก็มีกรรมของแม่ เจ้าก็มีกรรมของเจ้า อะไรที่หาสาเหตุไม่ได้ในชาตินี้  ก็คงต้องคิดเอาเองว่ามันเป็นกรรมที่ทำมาจากชาติปางก่อน”

แม่สี่จะลุกไป จ้าวไทไทถามขึ้นว่า “สร้อยเพชรของฉัน อยู่ที่แกใช่ไหม!” แม่สี่ชะงักเย็นวาบไปทั้งตัว “หล่อนก็รู้ใช่ไหมว่ามันเป็นสร้อยเพชรที่มีอาถรรพณ์ หล่อนถึงไม่กล้าจะให้มันไปกะอีนังกาลีนั่น เวลานี้มันก็เลยยังอยู่กับหล่อน!!”

แม่สี่ตกใจตัวสั่นเอาหัวโขกพื้นขอโทษครั้งแล้วครั้งเล่า บอกว่าตนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แม่ใหญ่อย่าลงขอโทษตน อย่าสาปแช่งตนอย่าสาปแช่งลูกตนอีกเลย บอกว่าจะไปเอาสร้อยมาคืนให้เดี๋ยวนี้

“หยุด...อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย ฟังก่อน...จ้าวซันฟังแม่แล้วทำตามที่แม่สั่ง...ลูกกำลังพยายามจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ปอีกครั้งใช่ไหม ทำตามที่แม่บอกนะ นี่คือคำสั่ง ใช้สร้อยเส้นนั้นเป็นสัญลักษณ์สิ”

“อะไรนะครับ”

จ้าวซันผงะอึ้ง แต่ไม่กล้าถามอะไรอีก

ooooooo

คำสั่งของจ้าวไทไทเหมือนประกาศิต จ้าวซันลงมือปฏิบัติทันที บรรยากาศในฉินเย่ว์กรุ๊ปคึกคักขึ้นมา ทุกคนมีความเชื่อมั่นกับการฟื้นฟูครั้งนี้ มีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

ก่อนวันเปิดตัว จ้าวซันใส่สูทดูสง่าน่าเกรงขาม ผิงอันแต่งหน้าทำผมอยู่ในชุดราตรีเรียบสีดำเกาะอก ที่สำคัญคือ มีสร้อยจ้าวไทไทประดับที่ลำคอระหง ผิงอันวันนี้ดูเป็นคนที่สมบูรณ์แบบอย่างที่สุด ทั้งสองถ่ายทั้งรูปคู่และเดี่ยวมากมาย

ผู้กองเหลียงได้รับการ์ดเชิญมางานนี้ด้วย ผู้กองดูรูปที่จ้าวซันถ่ายคู่กับผิงอันบนการ์ดเชิญแล้วเอ่ยขึ้นว่า...

“สารภาพมาดีกว่าจ้าวซัน ว่าคุณกำลังจะทำอะไร คุณหนูผิงอันสวมสร้อยเส้นนี้ ซึ่งคุณเหม่ยอิงเคยจับจองเอาไว้แล้วมีคุณยืนประคองขนาดนี้ มันคือแมสเสจที่คุณต้องการส่งถึงใคร”

“ก็ส่งถึงกรรมการบอร์ดของทุกบริษัท นักลงทุน ลูกค้า พนักงานต่างๆว่าบริษัทเราไม่ได้อยู่ในสภาพง่อนแง่นอย่างที่มีข่าวซุบซิบกัน” จ้าวซันชี้แจง

“คุณกำลังวางกับดักต่างหากจ้าวซัน” หมวดจาง ดักคอ

“จะทำอะไร ช่วยปรึกษากันบ้างนะครับ จะได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ” ผู้กองกึ่งติงกึ่งปราม

“ผมปรึกษาอยู่แล้ว ถึงได้ส่งการ์ดไปเชิญผู้กองครับ”

ผู้กองเหลียงยื่นมือออกมา จ้าวซันจับมือกระชับมั่น ต่างสบตากันแบบเอาจริง!

ooooooo

เหม่ยอิงถือการ์ดมือสั่นริกๆ ในที่สุดก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างรับไม่ได้ที่ผิงอันใส่สร้อยเพชรของจ้าวไทไท ถามเกาเฟยว่า จ้าวซันเอามาให้ผิงอันใส่ทำเป็นการ์ดงานบริษัทมันแปลว่าอะไร

เกาเฟยดึงการ์ดในมือเหม่ยอิงไปอ่าน “ขอเชิญไปงานมีตติ้งแนะนำตัวทายาทสาวทางธุรกิจของบริษัทในเครือตระกูลจ้าว” อ่านแล้วโพล่งอย่างฉุนเฉียว “สร้างภาพชัดๆ คุณผิงอันไม่มีทางจะทำการทำงานอะไรได้จริงหรอก”

“มีตติ้งแนะนำตัวทายาทสาวเหรอ...น่าสนุกดีเหมือนกันนะ” เหม่ยอิงยิ้มร้ายอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ

ooooooo

ยิ่งใกล้เวลาเปิดตัว ผิงอันก็ยิ่งตื่นเต้นขาดความมั่นใจ ทั้งจ้าวซันและบราลีต้องคอยปลุกเร้าให้กำลังใจ บราลีแนะว่า

“เอาอย่างนี้ เดี๋ยวพี่กับพี่ชายใหญ่จะไปยืนที่ประตูทางเข้าตรงข้ามเวทีนะ เวลาที่ผิงอันพูดก็มองไปที่พี่กับพี่ชายใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหลังแล้วกัน ไม่ต้องหันไปมองใคร โอเคไหม” พูดแล้วขอกอดให้กำลังใจ จ้าวซันเองก็ปลุกเร้าน้องให้สู้ๆ

“ค่ะ...สู้ค่ะ หนูก็เป็นน้องสาวของพี่และก็มีเลือดตระกูลจ้าวอยู่เต็มตัว” ผิงอันฮึดขึ้นมา

“จวนได้เวลาแล้วนะครับ” ซ่างกวานซิงเปิดประตูเข้ามาเตือน

ทั้งสามยิ้มให้กำลังใจกัน แล้วผิงอันก็เดินตามซ่างกวานซิงออกไปอย่างมั่นใจ

จ้าวซัน ผู้กองเหลียง หมวดจาง และจ่าหมงขึ้นไปบนดาดฟ้า ผู้กองเหลียงถามว่าจ้าวซันตั้งใจจะให้ตึกชั้นนี้เป็นสมรภูมิใช่ไหม

“หวังว่าจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่ผมจะทำให้คนที่ต้องการตัวผม ตามผมออกมาที่ตรงนี้ ไม่ให้แขกในงานต้องมีอันตราย” หมวดจางวางแผนว่า พอพวกที่ไล่ล่าจ้าวซันขึ้นมาเราก็จะปิดประตูนั้น “ใช่...และตำรวจต้องพร้อมที่จะเข้ามาผสมโรงทันทีเมื่อผมให้สัญญาณ”

“ได้...พวกเราจะร่วมกัน ปิดประตูตีแมว” ผู้กองพูดอย่างมั่นใจ

ทุกคนสบตากันอย่างกระตือรือร้น พร้อมที่จะรับกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ooooooo

ที่บริเวณจัดงาน เทเรซ่าคุยกับบราลีชื่นชมผิงอันว่า โตเป็นสาวแล้วจริงๆ

“ผิงอันจะเป็นผู้นำของตระกูลจ้าวเหมือนที่จ้าว– ไทไทได้เคยกล่าวไว้จริงๆ เร็วกว่าที่คิดเสียอีก” บราลีเอ่ย เทเรซ่าถามว่าจ้าวไทไทเคยบอกเธอหรือ “ใช่ค่ะ จ้าวไทไทเคยบอกว่า ให้ฉันช่วยดูแลผิงอันด้วย แล้วตอนนี้ฉันก็กำลังดูแลผิงอันจริงๆด้วยสิ”

“มาดามของเรา...หยั่งรู้อนาคตจริงๆ” เทเรซ่าพึมพำทึ่ง

บรรดานักข่าวและช่างภาพที่ถ่ายเจาะสร้อยเพชรที่คอผิงอันแล้วพากันมาขอให้บราลีถ่ายรูปคู่กับผิงอัน นักข่าวคนหนึ่งถามว่าตอนนี้เหม่ยอิงอยู่ไหน อีกคนถามว่า ที่ลือกันว่าเหม่ยอิงทำเรื่องทุจริตหลายอย่างกับทางบริษัทเป็นเรื่องจริงไหม

บราลีอึกอักอ้ำอึ้งหน้าถอดสี ดีที่เทเรซ่าอยู่ด้วยจึงช่วยแก้สถานการณ์ว่า

“ขอโทษนะคะ อย่าเพิ่งสัมภาษณ์เวลานี้นะคะ ประเดี๋ยวทางเราก็จะตอบทุกอย่างที่สื่ออยากทราบอย่างละเอียดในงานนะคะ ใจเย็นๆก่อนนะคะ”

พอดีฉินเจียงควงซูหลิงเข้ามาเห็นช่างภาพกำลังถ่ายรูปผิงอันกับบราลี เขาพูดกับซูหลิงอย่างไม่ชอบใจว่า

“โอ้โห...ดังกันใหญ่แล้ว แม่สาวๆพวกนั้น ดูผิงอันสิ ในที่สุดก็ได้ครอบครองเพชรของจ้าวไทไท ไม่ได้นะ! ที่จริงคุณก็มีสิทธิ์เหมือนกันนะซูหลิง เพราะคุณก็เป็นมาดามตระกูลจ้าวแท้ๆคนนึงนี่นา มานี่เร็ว!!” ว่าแล้วก็กึ่งจูงกึ่งลากซูหลิงแหวกนักข่าวและช่างภาพเข้าไป ทักทายผิงอันเสียงดังเรียกความสนใจ

พวกนักข่าวพากันทักทายฉินเจียง เขารีบแนะนำซูหลิงว่าเป็นภรรยาและกำลังมีทายาทให้ตระกูลจ้าว นักข่าวพากันตื่นเต้น ถามกันเซ็งแซ่ว่าจริงหรือ... ผู้หญิงหรือผู้ชาย...ตั้งชื่อให้คุณหนูตระกูลจ้าวหรือยัง?

ช่างภาพหันมาถ่ายรูปซูหลิงกันพรึบพรับ ฉินเจียงยิ้มสมใจ ซูหลิงยิ้มเจื่อนๆตื่นๆ

“เรื่องจอมขโมยซีนเนี่ย...คุณชายรองไม่เป็นรองใครเลย...” เทเรซ่าส่ายหน้าหัวเราะขำๆ

ooooooo

ที่ห้องคอนโทรลของหัวหน้า รปภ.พวกจ้าวซันและพวกผู้กองเหลียงกำลังดูกล้อง ผู้กองชี้บรรดาตำรวจนอกเครื่องแบบที่ปลอมตัวมาในงานให้ดูกัน

ซ่างกวานซิงผิดสังเกตชายสองสามคนที่สวมหมวกใส่แว่นอำพรางใบหน้า บอกว่าท่าทางไม่น่าจะใช่แขกรับเชิญ หัวหน้า รปภ.ถามว่าจะให้การ์ดไปสกัดไหม

“ไม่ต้อง ให้พวกมันเข้ามาเลย แล้วให้ลูกน้องของผู้กองเหลียงจับตาไว้ ประกบเป็นรายตัวไปเลย ไหวไหมครับ”

“จัดไปครับ” จ่าหมงตอบรับแล้วสั่งการทันที

“พวกมันมากันจริงด้วย งานนี้จัดขึ้นมาไม่เสียเปล่าจริงๆ” เต๋อเป่าภาวนาขอให้เกาเฟยมา จ้าวซันติงว่า “ใจเย็น ๆ อย่านึกว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามคาด อาจมีหลายอย่างที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ อย่าประมาทเด็ดขาด”

งานนี้ พวกอากงต่างพากันใส่สูทดูภูมิฐานเหมือนเถ้าแก่ ทักทายเพื่อนวัยเดียวกันอย่างอารมณ์ดี จู่ๆ ภูสินทรหรือที่แปลงโฉมและเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเทพและคนคีรีรัฐก็โผล่พรวดเข้ามา ทำเอาพวกอากงกลายเป็นเสือปืนไวชักปืนทันที แต่พอเห็นว่าใครเป็นใคร บรรยากาศก็ผ่อนคลาย อากงบอกเมืองเทพว่า

“คุณชายบอกว่า ให้พวกเราอยู่กันในนี้ก่อน แล้วคุณชายจะเป็นคนให้สัญญาณเองว่าจะให้ออกไปตอนไหน”

“ครับ...โอ้โฮ...นี่มาจากแผ่นดินใหญ่กัน

หรือครับ ยินดีครับๆที่จะได้ร่วมงานกัน” เมืองเทพเดินไปจับมือทักทายทุกคนอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส

ooooooo

เทเรซ่ารับรองแขกแต่ตาคอยระวังฉินเจียงที่เดินคุยโวในกลุ่มแขกว่าเวลานี้ตนไม่เกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวแล้ว กำลังช่วยภรรยาดูแลกิจการร้านขายของเก่าเล็กๆที่ทำกันสองคน

ส่วนบราลีที่คุยกับซูหลิง ก็มองอย่างสำรวจ บอกซูหลิงว่าดูไม่ออกว่ากำลังท้อง ต้นแขนก็เล็ก น้ำหนักก็เหมือนไม่ได้ขึ้นเลย ส่วนผิงอันมองหาจ้าวซันถามว่า “พี่ชายใหญ่หายไปไหนคะพี่บรี”

บราลีบอกว่าหายไปนานแล้วด้วย พลางจะไปตาม ซูหลิงก็เกิดหิวน้ำขึ้นมาทำท่าจะหน้ามืด จนบราลีต้องหันมาประคองพาไปนั่งพักที่โซฟาและจะไปหาน้ำมาให้ ผิงอันก็ตื่นเต้นจนต้องขอไปเข้าห้องน้ำ เลยลืมเรื่อง จ้าวซันไปทั้งสองคน

ขณะผิงอันเข้าห้องน้ำนี่เอง ถูกเหม่ยอิงที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำเอาปืนจี้ สั่งให้ถอดสร้อยเพชรให้ตน  ผิงอันตกใจทำอะไรไม่ถูก

“นังโง่เอ๊ย...แกมันก็แค่หุ่นเชิดของพี่ชายใหญ่ นั่นแหละ มานี่!” แล้วเหม่ยอิงก็จับผิงอันถอดสร้อยเพชรเสียเอง

บราลีไปเอาน้ำหวานมาให้ซูหลิงดื่ม ระหว่างนั้นฉินเจียงเดินมากระซิบกระซาบกับบราลี...

“คุณต้องจัดการให้ซูหลิงได้ขึ้นเวทีไปให้สัมภาษณ์ด้วย ถ้าพี่ใหญ่พีอาร์ให้ยัยซายหมุยได้ ฉันก็พีอาร์โฆษณาลูกชายฉันได้เหมือนกัน นี่มันคืองานโฆษณาชวนเชื่อ เราก็รู้อยู่แก่ใจกันทุกคนว่ายัยซายหมุยมันทำอะไรเป็นเสียที่ไหน เพราะฉะนั้น ฉันก็ต้องการจะโฆษณาถึงลูกในท้องของเมียฉันว่าอาจจะเป็นผู้ชายก็ได้ สังคมจะต้องรู้ว่าตระกูลจ้าวตัวจริงยังมีอีกคนเข้าใจไหม”

ไม่เพียงเท่านั้น ยังพูดแกมบังคับให้ซูหลิงขึ้นเวทีเพื่อทุกคนจะได้รู้ว่าเธอก็คือสะใภ้ตระกูลจ้าวคนหนึ่ง บราลีพาซื่อเห็นด้วยมองในแง่ดีว่าสังคมจะได้เห็นว่าครอบครัวนี้เป็นปึกแผ่นมั่นคงและสามัคคีกันน่าจะเป็นภาพที่ดีของธุรกิจ

“นั่นสิ คุณนี่ฉลาดจริงๆบรี สมแล้วที่เป็นคู่ใจของพี่ชายใหญ่” ฉินเจียงยกยอปอปั้นแล้วเอาพัดจากบราลีไปโบกพัดให้ซูหลิงอย่างรักใคร่

เทเรซ่าจับตาดูอยู่ ถอนใจอย่างรู้ทันฉินเจียง ผิดกับบราลีที่มองอย่างชื่นชมในความรักของฉินเจียง แต่ตาก็ยังสอดส่ายมองหาจ้าวซันไปรอบๆ พึมพำกับตัวเอง... “เอ๊...จ้าวซันไปไหน”

งานนี้ ใช่ว่าจะมีแต่ตำรวจที่ปลอมตัวมาเป็นแขกบ้างเป็นพนักงานบ้าง พันหงปิงก็ให้สมุนปลอมตัวเป็นบริกรจัดเลี้ยงที่สั่งมาจากข้างนอกด้วย แม้แต่เกาเฟยเองก็มาในคราบพนักงานเสิร์ฟ  เขาเห็นทั้งอเล็กซ์ หมวดจางและจ่าหมงคู่ปรับเก่ามากันครบ  สมุนคนหนึ่งถาม “ตำรวจเพียบแบบนี้ จะไหวเหรอ”

“ไอ้จ้าวซันมันจัดงานนี้มาล่อพวกเรา มันคงนึกว่าจะควบคุมทุกอย่างไว้ในอุ้งมือของมันได้สินะ ฝันไปล่ะ! มันลืมไปแล้วรึไงว่าฉันก็รู้ทางหนีทีไล่ไอ้ตึกหลังนี้ดีไม่น้อยไปกว่ามันเลย” เกาเฟยแสยะยิ้ม

ไม่เพียงเจอตำรวจคู่ปรับเก่าเท่านั้น เกาเฟยยังเดินชนฉินเจียงที่มาเอาน้ำให้ซูหลิง ดีแต่ฉินเจียงจำไม่ได้เพราะเกาเฟยทั้งย้อมผมเป็นสีบรอนซ์และใส่แว่นกลมใสจนบุคลิกเปลี่ยนไป เกาเฟยยิ้มสะใจเมื่อเห็นทั้งสองดื่มน้ำเกือบหมดแก้ว

ooooooo

อีกสิบห้านาทีจะได้เวลาเปิดงาน เทเรซ่ารีบไปดูผิงอัน ส่วนบราลีก็ยังตามหาจ้าวซันไม่พบแต่ไม่กล้าโทร.กลัวถูกหาว่าเซ้าซี้ เทเรซ่าบอกว่าเดี๋ยวคงมา จ้าวซันคงอยากเช็กรายละเอียดทุกส่วนให้พร้อมกระมัง

ทันใดนั้น ทั้งเทเรซ่าและบราลีต่างช็อกเมื่อมองไปเห็นเหม่ยอิงเดินมากับผิงอัน และเวลานี้สร้อยเพชรเส้นนั้นก็ไปอยู่ที่คอเหม่ยอิงแล้ว! เหม่ยอิงกรีดกรายมาราวกับนางพญา เดินไปเย้ยหมวดจางและผู้กองเหลียงจนทั้งสองตะลึงงัน  ผู้กองถามว่าเธอมางานนี้ได้อย่างไร เหม่ยอิงเชิดหน้าเหยียดยิ้มถามเย้ยว่า

“... ‘กล้า’ มาได้ยังไงน่ะหรือคะ ฉันก็มารายงานตัวยังไงล่ะ หึๆ!” แล้วเดินเชิดผ่านไป

ผิงอันทึ่งในความใจถึงของเหม่ยอิงแต่เธอก็ผิดหวังอย่างมากที่ตำรวจไม่ทำอะไรเลย บราลีเห็นเหตุการณ์นี้ทั้งหมด เธอจะไปเอาเรื่อง เทเรซ่าคว้าแขนไว้บอกว่าอย่าเสี่ยงเลย ให้ตำรวจจัดการดีกว่า

“ตำรวจที่ยืนทำอะไรไม่ถูกทั้งสองคนนั่นเหรอคะ ฉันจะไปพาผิงอันกลับมา” บราลีดึงมือตัวเองออกแล้วเดินลิ่วไปทางผิงอันกับเหม่ยอิงทันที เหม่ยอิงเห็นบราลีตรงรี่ก็เอาตัวบังผิงอันไว้ บอกผิงอันให้อยู่เฉยๆ คนพวกนี้ไม่กล้าทำอะไรให้ลูกค้าตื่นตกใจหรอก เห็นนักข่าวและช่างภาพหลายคนเตรียมตั้งกล้อง ฉุกคิดอะไรได้ พาผิงอันเดินไปที่เวที





“ใกล้เวลาแถลงข่าวแล้วสิ นัดคิวอะไรกันเหรอ ฉันไม่สนใจหรอกนะกำหนดการทั้งหมดของงานนี้น่ะ ต่อจากนี้ฉันจะเป็นคนกำหนดเอง มาทางนี้!” แล้วเดินแหวกนักข่าวและช่างภาพ “ขอโทษนะคะ ช่วยเว้นทางเดินตรงกลางไว้หน่อยได้ไหมคะ”

นักข่าวและช่างภาพต่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเหม่ยอิง กรูกันเข้าไปถ่ายรูปและขอสัมภาษณ์ ถามกันเซ็งแซ่ว่า ช่วงนี้หายไปไหนคะ...มีข่าวลือว่ามีอาการป่วยทางจิตจริงไหม...เขาพูดกันว่าเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้สื้อฉวนเกือบล้มละลาย คิดอย่างไร...ความสัมพันธ์ของสี่พี่น้องตระกูลจ้าวเป็นอย่างไร?

เหม่ยอิงยิ้มให้กับทุกคำถามทั้งที่หงุดหงิดไม่น้อย หว่านยิ้มพร้อมตอบคำถามเสียงอ่อนหวาน...

“ขอตอบสั้นๆ ก่อนแล้วกันนะคะ เพราะว่าเดี๋ยวจะไม่ทันกำหนดการงานนี้ จริงๆคือระยะนี้ดิฉันไปคุมโรงงานที่กำลังเปิดใหม่ที่เสิ่นเจิ้นด้วยตัวเองตลอด จนไม่มีเวลาออกงานสังคมที่ไหนเลย นิสัยเสียน่ะค่ะ คือไม่ค่อยไว้ใจลูกน้อง ต้องลงมือทำเอง จริงๆก็อย่างที่รู้กันว่าสถานการณ์ของบริษัทเราช่วงนี้ไม่ค่อยดีนัก เราสี่คนเลยต้องช่วยๆกันดูแล ใครว่างพอที่จะทำอะไรได้ก็ทำ”

ส่วนเรื่องคดีที่นักข่าวถาม เธอทำหน้าตายบอกว่าตนไม่ทราบ แต่เดี๋ยวจะฝากเบอร์ทนายของบริษัทไว้ให้ก็แล้วกัน

“เสียใจไหมครับที่จะไม่ได้เป็นไท้เผ่ง” นักข่าวอีกคนถามแทงใจดำ อีกคนถามว่า “ปฏิเสธว่าพี่น้องไม่ได้ทะเลาะกันใช่ไหมคะ”

“พอแค่นี้ก่อนดีกว่านะคะ คือจริงๆเราก็โตๆ กันแล้ว หมายถึงพวกเราสี่คนน่ะค่ะ ก็คงไม่ได้ทะเลาะกันเหมือนเด็กๆ แล้ว ตอนนี้มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน ตระกูลจ้าวเหมือนกัน ใครจะเป็นไท้เผ่งก็ไม่สำคัญ”

ผิงอันมึนกับการตอแหลเป็นตุเป็นตะของเหม่ยอิง ส่วนเหม่ยอิงตอบนักข่าวแล้วหันไปมองหน้าบราลีเต็มตายิ้มให้อย่างมีชั้นเชิง แล้วพาผิงอันไปอีกฟากหนึ่งของเวทีเพื่อให้นักข่าวถ่ายรูป

“สร้อยเส้นนั้น...เธอปล้นไปได้แล้ว...” บราลีมองสร้อยเพชรที่คอเหม่ยอิงพึมพำ

ooooooo

ฉินเจียงเห็นข่าวกับตากล้องคนหนึ่งวิ่งกระหืด กระหอบเข้ามาในงาน มีเสียงเร่งกันให้รีบไปดูหน้าหน่อย อีกคนบอกเพื่อนว่าเธอรู้จักเหม่ยอิงน้อยเกินไป ฉินเจียงหูผึ่งหันถามซูหลิงที่เขากำลังลากเธอเข้าไปในงานว่า

“เหม่ยอิง?...คุณได้ยินเหมือนผมไหม” ซูหลิงถามว่าเหม่ยอิงมางานนี้หรือ  ฉินเจียงพึมพำเครียด “เป็นไปไม่ได้...”

ซูหลิงลุกขึ้นมองสภาพด้วยความเป็นห่วง แต่รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาจนทรงตัวไม่ไหวทรุดนั่งที่โซฟาตัวเดิม ที่มีแก้วเปล่าสองใบวางอยู่บนโต๊ะ...

อเล็กซ์ไม่พอใจผู้กองเหลียงที่ปล่อยเหม่ยอิงไปทั้งที่เธอมายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว บอกผู้กองว่าคราวนี้ให้เขาชี้แจงกับผู้ใหญ่เองแล้วตนไม่เกี่ยว

ผู้กองชี้แจงว่าเราไม่อยากให้แขกในงานแตกตื่นและตอนนี้คนของเราก็จับตาดูเหม่ยอิงทุกฝีก้าว  เธอไม่มีวันหนีออกไปจากที่นี่ได้แน่

“จับตาเหรอ...จับทำไม ก็ไปจับตัวเขามาเลยสิ เอาไหม ผมไปด้วย ไปจับเหม่ยอิงเข้าคุกด้วยกันตอนนี้เลย”

ผู้กองเหลียงตอบทันทีว่าได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้       “รอให้งานเลิกก่อนได้ไหม แค่นี้บริษัทฉินเย่ว์ก็มีปัญหามากพอแล้ว หุ้นตกเละเทะ ถ้างานนี้พัง เราจะทำให้เขาหายนะมากขึ้นไปอีก” อเล็กซ์หาว่าเขาทำตัวเหมือนพนักงานในบริษัท ถามว่าทำไมต้องแคร์ด้วย ผู้กองชี้แจงอย่างใจเย็นว่า “ถ้ามีฆาตกรคนหนึ่งหนีเข้าไปในตลาด ผู้กองจะยิงกราดทั้งตลาดเลยไหม”

“เราทำงานร่วมกันไม่ได้จริงๆ” อเล็กซ์ส่ายหน้าระอา

พอดีหมวดจางวิ่งกระหืดกระหอบมาบอกว่าหาจ้าวซันไม่เจอไม่รู้หายไปไหน ในงานก็ไม่มี ด้านหลังเวทีก็ไม่อยู่

“เอาแล้วไง ความหายนะมันเริ่มตั้งเค้ามาแล้วไง” อเล็กซ์หยันในทันที ผู้กองเหลียงเริ่มเครียดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ooooooo

เหม่ยอิงทำทีจูงผิงอันมาเผชิญหน้าซ่างกวานซิงและเทเรซ่า สั่งขอไมค์เพิ่มอีกตัว พอได้มาก็ยื่นให้ผิงอันตัวหนึ่งแล้วพาขึ้นเวที เทเรซ่ากับซ่างกวานซิงพยายามขวาง ถูกเธอตวาดว่า

“งานแนะนำตัวซายหมุย คนแนะนำมันต้องเป็นฉันสิ ฉันคนเดียวเท่านั้น”

ผิงอันสบตาบราลีอย่างขอความช่วยเหลือ บราลีพยักหน้าให้เธอขึ้นไปก่อน ทันทีที่เหม่ยอิงปรากฏตัวบนเวที เสียงฮือฮาก็ดังกระหึ่ม แสงแฟลชวูบวาบจนแสบตา เหม่ยอิงยืนสง่าสวยงามทักทายแขกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มั่นใจ

“แขกผู้มีเกียรติทุกท่านคะ ก่อนอื่น ดิฉัน ‘จ้าวเหม่ยอิง’ ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่งานวันนี้อาจจะขลุกขลักไปบ้าง...”

ข้างล่างเวทีเทเรซ่า บราลี และซ่างกวานซิงต่างร้อนรนนั่งไม่ติด ทุกคนเห็นว่าเหม่ยอิงเป็นผู้หญิงที่จิตแข็งน่ากลัวมาก ยามนี้ทุกคนคิดถึงแต่จ้าวซันว่าหายไปไหน

จ้าวซันอยู่ในห้องคอนโทรล เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากจอมอนิเตอร์ อากงครางเบาๆว่าผิดแผนหมดแล้วจะเอายังไงดี จ้าวซันยอมรับว่าตนพลาดไม่คิดว่าเหม่ยอิงจะกล้าออกโรงเอง คาดแต่ว่าเธอจะส่งพวกผู้ชายมาจัดการตน วิเคราะห์ว่า...

“แต่เขามาแบบเปิดเผยอย่างนี้ แสดงว่าเขาจะแลกแล้ว เขาใจเด็ดมาก กล้าเอาตัวเองมาอยู่ที่แจ้ง”

“จ้าวเหม่ยอิงทำได้ทุกอย่างถ้าเขาไม่ได้ถือไพ่เหนือเรา ก็แปลว่าเขาคิดคว่ำกระดานล้างไพ่ เอาให้มันเละเป็นโจ๊กไปทุกฝ่าย” เมืองเทพอ่านใจ

“ต้องแยกผิงอันออกมา แล้วพาบราลีกับผิงอันไปให้พ้นอันตราย ไปอยู่ในห้องทำงานผมก่อนก็ได้” จ้าวซันสั่งการแล้วกำชับ “ทุกคนรออยู่ที่นี่ก่อน เรายังทำตามแผนเดิม ตอนนี้ห้ามลงมือทำอะไรโดยพลการทั้งนั้น...แล้วจับตาดูพวกคนแปลกหน้าที่เราหมายหัว เอาไว้ให้ดี  แต่ถ้ามันเริ่มทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากลล่ะก็...”

อากงบอกว่าไม่ต้องห่วงเพราะมีพวกตำรวจบางส่วนคอยประกบอยู่แล้ว จ้าวซันย้ำอีกครั้งว่า

“หวังว่าคืนนี้เราจะยังเป็นคนคุมเกมอยู่นะ” พูดแล้วรีบออกจากห้องคอนโทรลไป

ooooooo

เหม่ยอิงยังเล่นละครบนเวทีได้อย่างแนบเนียน เธอบรรยายคุณงามความดีของตัวเองที่บ่มสอนผิงอันเรื่องการใช้ชีวิต เรื่องธุรกิจและกำลังจะส่งไปเรียนต่างประเทศเพราะน้องเพิ่งเรียนจบแค่ระดับไฮสกูลเท่านั้นเอง

ระหว่างนั้น พวกตำรวจนอกเครื่องแบบค่อยทยอยกันมายืนหน้าเวที ส่วนจ้าวซันลัดเลาะมาทางประตูข้าง เจอช่างภาพคนหนึ่งใส่หมวกปีกกำลังถ่ายภาพอยู่ เขาเข้าไปสะกิดแขน ช่างภาพคนนั้นหันมา อึดใจเดียวจ้าวซันก็กลายเป็นช่างภาพคนนั้นแทน ใส่หมวกปีกถ่ายภาพบนเวทีเอาจริงเอาจังและขยับใกล้เข้าไปทุกที

ขณะที่เหม่ยอิงกำลังพล่ามอย่างย่ามใจนั่นเอง ฉินเจียงก้าวพรวดขึ้นไปชี้หน้าด่า “อีหน้าด้าน!” แล้วเข้าไปกระชากไมค์จากเหม่ยอิง แขกเริ่มมองกันเลิ่กลั่ก เกาเฟยที่ปลอมเป็นบ๋อยขยับเข้าไปใกล้เวที ฉินเจียงคว้าไมค์ประกาศลั่นว่าตำรวจอยู่ไหนให้มาจับผู้หญิงเสียสติคนนี้หน่อย จ้าวซันเดินเข้าไปเตรียมจะแยกผิงอันออกมา เหม่ยอิงประกาศแนะนำ  ฉินเจียงแก่แขกและขอเสียงปรบมือต้อนรับ ฉินเจียงตวาดว่า

“ไม่ต้องตบ! ตบทำไม ใครเชิญแกมา ที่นี่ไม่มีท่ีให้แกยืนอีกต่อไปแล้ว” เหม่ยอิงขู่ว่าเขากำลังจะทำให้งานล่ม“ล่มก็ไม่เป็นไร ฉันจะทำ และผู้หญิงคนนี้ครับ จ้าวเหม่ยอิง น้องสาวคนละแม่กับผม เป็นคนจิตวิปริต จ้องจะฮุบสมบัติทั้งหมดของตระกูลจ้าวเป็นของตัวเอง แต่พอพลาดก็เลยวางแผนจะทำลายทุกอย่าง ข่าวลือทั้งหมดที่พวกคุณได้ยินเป็นเรื่องจริงครับ”

การเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียดของเหม่ยอิงกับฉินเจียง ทำให้ผิงอันตกใจมองหาคนช่วย บราลีส่งสัญญาณให้เธอพยายามถอยห่างจากเหม่ยอิง แต่เหม่ยอิงเห็นพอดีเลยคว้ามือผิงอันดึงไว้ข้างตัว ฉินเจียงเข้ายื้อ เลยดึงกันคนละแขนจนผิงอันร้อง บราลีทนไม่ได้จะขึ้นไปช่วยผิงอัน แต่เทเรซ่ากับซ่างกวานซิงห้ามไว้

ฉินเจียงสาวไส้เหม่ยอิงอย่างเผ็ดร้อน แต่ทำได้ไม่นานเขาก็รู้สึกเวียนหัวจนยืนแทบไม่ติด เกาเฟยเห็นอาการก็ยิ้มสะใจว่ายาในน้ำดื่มที่เขาใส่ไว้เริ่มได้ผลแล้ว เหม่ยอิงใส่ไคล้ทันทีว่าฉินเจียงดื่มมากไปหน่อยอย่าได้ถือสาเลย

ฉินเจียงรู้ตัวว่าถูกวางยา เขาเป็นห่วงซูหลิงมาก แต่ถูกเกาเฟยเข้ามาล็อกตัวออกไป ทำให้เหม่ยอิงยึดครองเวทีได้อีกครั้ง เธอเล่นละครอย่างแนบเนียนต่อไป

บราลีฉุกคิดได้ถามหาช่อดอกไม้ที่จะให้ผิงอันแล้วรีบขึ้นไปทำทีเอาดอกไม้ไปมอบให้เหม่ยอิง จ้าวซันในคราบตากล้องก็ทำทีเข้าไปถ่ายรูปอย่างใกล้ชิด เมื่อบราลีเดินไปมอบดอกไม้ให้เหม่ยอิง จ้าวซันก็แทรกเข้าไปถ่ายรูปเอาหลังเบียดผิงอันหลบไป แล้วหันมาถ่ายเหม่ยอิงที่กำลังรับช่อดอกไม้ ใช้หลังดันบราลีออกไปอีกคน

เหม่ยอิงเริ่มสงสัยพฤติกรรมของช่างภาพ หันมองเห็นผิงอันหายไปแล้วและบราลีก็กำลังจะลงจากเวที เธอจะตามถูกจ้าวซันถือกล้องมาขวาง

“เอ๊ะ...ไอ้ตากล้องนี่ ถ่ายอะไรนักหนา” เธอเอาช่อดอกไม้ฟาด จ้าวซันพลางล้วงปืนที่ขาอ่อนออกมา

เทเรซ่ารีบขึ้นเวทีแก้ไขสถานการณ์ ประกาศให้แขกดูข้อมูลเรื่องผลประกอบการประจำไตรมาสที่สองของปีนี้ โดยจ้าวผิงอันจะเป็นผู้บรรยายด้วยตัวเอง

ผิงอันขึ้นประกาศอย่างมั่นใจ แขกที่มาร่วมงานฟังอย่างสนใจ บรรยากาศในห้องจัดงานกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

ooooooo

แต่นอกห้องจัดงาน...เกาเฟยลากฉินเจียงไปโยนไว้ในห้องเก็บของ และเหม่ยอิงที่ถูกจ้าวซันพาขึ้นไปบนดาดฟ้าที่ผู้กองเหลียง หมวดจางและอเล็กซ์ขึ้นมารออยู่ก่อนแล้ว เหม่ยอิงน้ำตารื้นพูดกับจ้าวซันที่กอดตนไว้แน่นว่า

“น้องจำไม่ได้แล้วว่าพี่เคยโอบกอดน้องหรือสัมผัสตัวน้องครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ น่าขำนะคะที่น้องเคยทำทุกอย่างเพื่อให้เราได้ใกล้ชิดกัน แต่มันไม่ใช่แบบนี้ น้องจะจำใส่หัวไว้ว่า นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่พี่จะกอดน้อง”

ไม่จริง...พี่กอดน้องได้เสมอ” จ้าวซันคลายมือออกเริ่มใจอ่อนกับเธอ

สมุนคนหนึ่งของพันหงปิงหลบไปโทรศัพท์รายงานว่า

“ลูกพี่ครับ...คุณหนูเหม่ยอิงแย่แล้วนะครับ”

พันหงปิงไปห้องเก็บของที่เกาเฟยกับฉินเจียงกำลังต่อสู้กันเอาเป็นเอาตาย คว้าไม้ถูพื้นฟาดหัวฉินเจียงสลบเลือดอาบแล้วตวาดเกาเฟย

“มัวทำบ้าอะไรอยู่วะ คุณหนูของแกโดนตำรวจสอยไปแล้วนะเว้ย” เกาเฟยตกใจบอกให้รีบไปช่วย

“ไม่...เสียเวลา รีบไปทำตามแผนของเราได้แล้ว” พันหงปิงไม่สนใจนำสมุนออกไป เกาเฟยรีบตามก้าวข้ามร่างฉินเจียงที่นอนสลบเลือดนองไปราวกับข้ามเศษขยะ

ooooooo

เหม่ยอิงผละจากจ้าวซัน มองและพูดอย่างเจ็บปวด ร้าวใจแสนสาหัส...

“ขอบคุณนะคะสำหรับอ้อมกอดที่แสนอบอุ่น ขอบคุณสำหรับความรัก ความปรารถนาดี ขอบคุณการฆ่าที่อ่อนโยนและนุ่มนวลที่สุด ตลอดเวลาที่เรารู้จักกันมา และได้มาเป็นพี่น้องกัน ฉันมีความสุขมาก... แต่วันนี้...ฉันเสียใจมากที่สุดที่พี่มาหลอกฉัน”

“เหม่ยอิง เธอฟังพี่บ้าง...พี่หลอกอะไร?”

เหม่ยอิงหาว่า ทั้งหมดนั้นเป็นกับดักของเขา ล่อให้ตนเข้ามาและให้คนของเขามาลากตนเข้าคุก จ้าวซันเตือนสติว่าเธอสร้างกับดักขึ้นมาเองต่างหาก เหม่ยอิงไม่อาจฟังอะไรได้อีกแล้ว เธอทั้งตัดพ้อต่อว่า น้ำตาไหลพรากเมื่อพูดถึงอดีต...

“ฉันมันโง่เอง...โง่ตั้งแต่วันแรกที่เจอพี่ เจ็บใจตัวเองจริงๆ คิดว่าเป็นคนฉลาดไปทุกเรื่อง แต่ทำไมเรื่องนี้ถึงได้โง่นักก็ไม่รู้ โง่ที่ไปรักคนอย่างพี่...อีโง่เอ๊ยยยย...” ด่าตัวเองแล้วเอาปืนออกมาเล็งจ้าวซัน ตำรวจที่อยู่ตรงนั้นควักปืนเล็งใส่เธอทันทีเช่นกัน เหม่ยอิงคร่ำครวญน้ำตาอาบหน้า “น้องแพ้แล้ว...น้องฉลาดสู้พี่ชายใหญ่ไม่ได้จริงๆ ลาก่อน...”

พูดแล้วหันปืนจ่อที่หัวตัวเอง ทุกคนช็อก จ้าวซันร้องห้าม เมื่อเหม่ยอิงยังไม่ลดปืนลง จ้าวซันหันไปอีกทางตะโกนสุดเสียง “อย่า...ผิงอัน!!” เหม่ยอิงหลงกลหันมอง ทำให้จ้าวซันได้โอกาสกระโดดเข้าชาร์จ ล้มปล้ำแย่งปืนกันไปมา ทันใดไฟในห้องดับพรึ่บ เสียงปืนกัมปนาทขึ้นนัดหนึ่ง!

ooooooo

ที่ห้องจัดงาน พอไฟดับ เสียงปืนดังขึ้น และเทเรซ่าก็แผดเสียงกรี๊ดไม่หยุด ผู้คนในห้องอลหม่านไปหมด

บราลีรีบดึงผิงอันไป จ่าหมงพาทั้งสองหลบไปในที่ปลอดภัยตามที่จ้าวซันสั่งไว้

พริบตานั้น ไฟสำรองสว่างขึ้น พันหงปิงในชุดเชฟ เกาเฟยและทีมในชุดบ๋อย กรูกันออกมาพร้อมอาวุธสงคราม ทุกคนใส่หน้ากากหมด พันหงปิงยิงปืนขึ้นฟ้าขู่ก่อนแล้วคว้าไมค์ไปประกาศให้แขกที่มาในงานถอดเครื่องประดับของตัวเองใส่ถาดที่สมุนของตนจะเดินไปรับ

พวกแขกพากันช็อก บางคนอิดออดเสียดายของ เมื่อสามีมาปกป้องเลยถูกสมุนพันหงปิงเอาปืนตบจนเลือดกบปาก แขกทุกคนรักตัวกลัวตายจึงพากันถอดเครื่องประดับใส่ถาดที่สมุนพันหงปิงเดินไปบังคับเอา

ที่ห้องคอนโทรล เมืองเทพ อากงและคนอื่นๆ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด อากงถามเมืองเทพว่าจะเอาอย่างไรดี พันหงปิงอับจนถึงขนาดต้องใช้ไม้นี้แล้วหรือ

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับอากง นี่มันแค่มุกของมัน ที่จะยั่วยุให้จ้าวซันปรากฏตัวมาเล่นกับมันต่างหาก” เมืองเทพคาดเดา อากงร้อนใจถามว่าแล้วจะเอายังไงดี เมืองเทพยืนยันคำสั่งของจ้าวซันว่า “คุณชายให้เรารอคำสั่งจากท่านคนเดียว”

ooooooo

จ้าวซันประคองเหม่ยอิงขึ้นมา เธอหัวเราะอย่างเสียสติถามว่าฉินเย่ว์กรุ๊ปตกต่ำขนาดปล่อยให้โจรกระจอกมาปล้นแขกในงานเลยหรือ

“ไม่ใช่หรอกเหม่ยอิง งานนี้พี่ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อกอบกู้หน้าตาอะไรของบริษัทสักนิด พี่จัดเพื่อให้ได้ตัวน้องกลับมาไงล่ะ แล้วสำหรับไอ้คนเลวพวกนั้น พี่ก็มีของเตรียมไว้สมนาคุณพวกมันเหมือนกัน”

ขณะนั้นเอง มีเสียงพูด ว.จากจ่าหมงมาหาผู้กองเหลียง ฟังแล้วผู้กองบอกจ้าวซันว่าตอนนี้บราลีกับผิงอันอยู่ในที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว

“โอเค...ปิดประตูตีแมว!! จ้าวซันหยิบมือถือมากดส่งสัญญาณเปิดสนามรบทันที เหม่ยอิงงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น?

ขณะที่สมุนของพันหงปิงกำลังปลดของมีค่าจากแขกในงานนั้น เทเรซ่าได้รับสัญญาณไลน์ว่าบราลีกับผิงอันออกไปได้อย่างปลอดภัยแล้ว

เธอบอกข่าวดีนี้แก่ซ่างกวานซิงที่หมอบอยู่ใกล้ๆ แล้วพากันค่อยๆคลานมุดไปใต้เวที โดยเธอคว้าไมค์ลอยอันหนึ่งติดมือไปด้วย

ฝ่ายอากงกับก๊วนเพื่อนเก่าที่มารวมตัวกัน ก็ลอบจัดการกับสมุนพันหงปิงแบบ “เก็บเงียบ” โดยใช้มีดโกนปาดคอบ้าง ใช้มีดแทงสีข้างแบบเสียบทีเดียวร่วงบ้าง และเข้าไปรัดคอบ้าง เมืองเทพเองก็คลานลอดไปโผล่หลังเวทีเช่นกัน

พันหงปิงกำลังผยองสุดขีดร้องท้าจ้าวซันให้ออกมา ส่วนเกาเฟยก็ร้องหาแต่เหม่ยอิง ประกาศว่าใครเอาตัวคุณหนูของตนไปก็ให้มาคอยรับศพพวกแขกไฮโซในงานนี้ด้วยก็แล้วกัน ร้องท้าและยิงปืนขู่อย่างผยอง

เทเรซ่ามุดไปโผล่ที่หลังเวที เห็นเมืองเทพตามมา ก็เอาไมค์ลอยมากดเปิด ประกาศเหมือนบัญชาการรบ

“สวัสดีค่ะ ท่านผู้มีเกียรติคะ ทุกคน...หมอบเดี๋ยวนี้ค่ะ”

สิ้นเสียงประกาศ เมืองเทพและพวกก็โผล่มาระดมยิงพันหงปิงและเกาเฟย พวกตำรวจนอกเครื่องแบบก็ยิงสมุนพันหงปิงที่ถืออาวุธสงคราม พันหงปิงและเกาเฟยต่างโดนยิงล้มลง เมืองเทพจะเข้าไปซ้ำแต่ทั้งสองกลิ้งหนีพลางยิงต่อสู้





ในยามเป็นยามตายเช่นนี้ ทั้งพันหงปิงและเกาเฟยต่างเผยสันดานเอาตัวรอด ไม่มีใครช่วยใคร แต่เพราะเกาเฟยรู้ทางหนีทีไล่ในบริษัทดีจึงคลานหนีไปเจอประตูออกสู่บันไดหนีไฟ ทิ้งกองเลือด ชุดเชฟและหน้ากากสองชุดไว้ให้ดูต่างหน้า

“คนร้ายหนีไปทางบันไดหนีไฟ จัดการสกัดด่วน” ตำรวจนอกเครื่องแบบนายหนึ่งตะโกนบอกเมืองเทพที่วิ่งตามมา

เมืองเทพคาดว่าน่าจะเป็นพันหงปิงกับเกาเฟยที่ถูกยิงบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ ตำรวจนอกเครื่องแบบบอกว่า ให้คนสกัดไว้แล้ว ไม่น่าจะรอด จ้าวซันฟังแล้วทำหน้าเซ็งเพราะรู้พิษสงของทั้งสองคนดี

ooooooo

ที่คีรีรัฐ เจ้าศิขรนโรดมรู้ข่าวที่เกิดกับฉินเย่ว์กรุ๊ป ก็ร้อนใจเป็นห่วงจ้าวซัน กระทั่งสงสัยว่าครอบครัวจ้าวหวังดีกับเจ้าพี่ของตนจริงหรือเปล่า

มิถิลาทำใจไม่ได้ที่ศิขรนโรดมไม่สนใจเรื่องการแต่งงาน หากแต่มุ่งจะไปฮ่องกงหาเจ้าพี่ ไปช่วยเจ้าพี่ บ่นกับอสุนีว่า

“เจ้าหลวงทรงติดเจ้าพี่ของพระองค์เกินไป ตั้งแต่เล็กจนโต ทรงคิดแต่ว่าชีวิตของพระองค์ขึ้นอยู่กับเจ้าพี่น่านปิง”

“หน้าที่ของเจ้าคือกล่อมให้เจ้าหลวงทรงปล่อยวาง และเข้าพิธีอภิเษกเพื่อส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตัว ประเทศชาติจะได้เดินไปข้างหน้าอย่างปกติสุขเสียที” อสุนีหว่านล้อม มิถิลาได้แต่อึ้ง
จากการที่ต้องฟันฝ่าเหตุร้ายเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อแก้ปัญหาและดูแลกัน ทำให้ทั้งจ้าวซันและบราลียิ่งรักและห่วงใยกันมากขึ้น จ้าวซันสัญญากับเธอว่าจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและพาเธอออกไปจากเรื่องยุ่งยากให้เร็วที่สุด

“พี่ต้องสัญญา...ว่าพี่จะปลอดภัย” บราลีเอ่ย

“น้องก็เหมือนกัน ต้องสัญญาว่าจะระวังตัวตลอดเวลา”

ส่วนกับเหม่ยอิงนั้น จ้าวซันพูดกับผู้กองเหลียงจริงจังว่า “ผมจะรับผิดชอบเรื่องเหม่ยอิงให้ดีที่สุด”

“ผมเชื่อว่าคุณชายตั้งใจอย่างนั้น แต่เอาเข้าจริง คุณชายต้องระวังตัวไว้ให้มาก น้องสาวของคุณชาย คุณชายย่อมทราบดีอยู่แล้ว ว่าเขาเป็นยังไง” ผู้กองเตือน

“คุณเป็นคนจับเขาเอง แล้วก็เป็นคนประกันเขาเอง ถ้าเขาหนีหรือทำอะไรร้ายแรงอีก คุณก็คงต้องรับผิดชอบเองเต็มๆล่ะ” หมวดจางเสริม

“ผมหวังว่าองค์ชายจะมีความสามารถสั่งสอนให้คุณเหม่ยอิงกลับเนื้อกลับตัวได้ ส่วนพวกผม ถ้าล่าไอ้พัน–หงปิงกับไอ้เกาเฟยไม่ได้ คราวนี้โดนเด้งยกทีมแน่” ผู้กองย้ำ ทั้งจ้าวซันและผู้กองต่างมองหน้าอย่างเข้าใจกัน

เมื่อไปเยี่ยมพวกอากง รู้ว่าก๊วนของอากงไม่มีใครเป็นอะไรมากแค่ฟกช้ำดำเขียว จ้าวซันก็เบาใจ

“มองในแง่ดี เหตุการณ์เมื่อคืน พวกผู้ร้ายฮ่องกงโดนเก็บไปหลายตัวในงานเดียว ทรัพย์สินของแขกในงานก็เก็บมาได้ครบ” อาหลี่พูดอารมณ์ดี

“นั่นมันแค่ผลพลอยได้ แต่คนที่ฉันลงทุนทำทุกอย่าง และเอาทุกคนมาเสี่ยงเพื่อช่วยเขานี่สิ เขาจะคิดได้ไหม”

จ้าวซันพูดขรึม ทุกคนฟังแล้วพลอยหนักใจไปด้วย

ooooooo

เหม่ยอิงถูกนำตัวมากักไว้ที่ห้องนอน มีตำรวจเฝ้าอยู่หน้าห้องและมีอากงเป็นคนดูแล แม่สี่จะเอาอาหารไปให้เหม่ยอิง อากงขอเอาเข้าไปเอง เลยถูกแม่สี่ตัดพ้อต่อว่าอย่างรุนแรง จนจ้าวซันต้องมาชี้แจงว่า

“แม่สี่ครับ ผมพยายามทำทุกอย่างให้เหม่ยอิงกลับมานะครับ แม่สี่ต้องช่วยผมนะครับถ้าแม่สี่รักเหม่ยอิงจริง”

แม่สี่ย้อนถามอย่างไม่พอใจว่าตนเป็นแม่ทำไมจะไม่รักลูก จ้าวซันเองต่างหากที่ไม่เคยรักเหม่ยอิงเลย จ้าวซันได้แต่ฟังอย่างเพลียใจ

เมื่อจ้าวซันเข้าไปหาเหม่ยอิงในห้อง เพื่อหว่านล้อมให้เธอร่วมมือ เธอจะได้กลับมาเป็นจ้าวเหม่ยอิง  เป็นคนดีในสังคมตามเดิม ก็ถูกเหม่ยอิงปฏิเสธที่จะทำอย่างที่จ้าวซันแนะนำให้ทำตามที่ทนายบอก จ้าวซันโมโหเสียงแข็งใส่ว่า

“น้องต้องทำ!! น้องคือผู้ต้องหาหลายคดี และพี่ก็ประกันน้องออกมาเพื่อสู้คดี น้องเป็นผู้หญิง พี่ไม่ต้องการให้น้องไปอยู่ในกรงขังปะปนกับพวกอาชญากร”

“โดยเอาน้องมาขังไว้เสียเอง ไม่ให้มีโทรศัพท์ ที่จะติดต่อกับใครเลย”

“น้องต้องไม่ติดต่อ ไม่ร่วมมือกับคนพวกนั้นอีก พี่มีหน้าที่ควบคุมน้อง ถ้าพี่ควบคุมไม่ได้พี่ก็จะผิดต่อเต้ เป็นลูกอกตัญญู เต้อุตส่าห์ไว้ใจให้พี่ดูแลน้องๆ แต่พี่กลับทำพลาด ทำให้ทุกคนเดินไปในทางชั่ว พี่ยอมให้ตัวเองเป็นคนล้มเหลวแบบนั้นไม่ได้!” จ้าวซันจริงจังดุดันเสียจนเหม่ยอิงน้ำตาคลอ แต่ก็ยังเชิดอย่างอวดดี

ส่วนฉินเจียงกับซูหลิงนั่งพักกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นบ้านสี่ฤดู ฉินเจียงบอกซูหลิงว่าตนจะเป็นคนฆ่าเกาเฟยด้วยมือตัวเอง ซูหลิงพยายามเตือนให้เขายั้งคิดว่าตัวเองเป็นพ่อคนแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่า ฉินเจียงก็ยังดื้อรั้น

ผิงอันเอายาบำรุงมาให้ซูหลิงบอกว่าแม่ใหญ่ให้เอามาและให้ดื่มเดี๋ยวนี้เลย ฉินเจียงได้ยินก็อดเหน็บไม่ได้ว่าอยู่บ้านนี้ก็ต้องทำแบบนี้แหละ แม่ใหญ่ให้ทำอะไรก็ต้องทำ บอกให้ทำเดี๋ยวนี้ก็ต้องเดี๋ยวนี้ แขวะซูหลิงนิดๆ ว่าเป็นคนว่าง่าย คงอยู่รวมกับกงสีไปแบบนี้ได้โดยไม่อึดอัดใจจนเกินไปหรอก

“อึดอัดยังไงก็ต้องทนค่ะ ศัตรูของเรายังลอยนวลอยู่ แล้วมันก็อาจจะทำร้ายพวกเราคนใดคนนึงได้ทุกเมื่อ เราเจอเรื่องเลวร้ายกันมาพอแล้ว เราแตกแยกกันไม่ได้อีกแล้ว เราต้องรวมกันไว้ให้ดีก่อนที่ครอบครัวของเราจะไม่เหลืออะไรอีก”

คำพูดที่มีเหตุผลลุ่มลึกของผิงอัน ทำเอาฉินเจียงมองทึ่ง

ฝ่ายจ้าวซันเห็นพี่น้องในตระกูลจ้าวได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้ากันในบ้านสี่ฤดูเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีก็ดีใจ บอกบราลีว่า “ถ้าพี่ทำให้น้องๆ ที่นี่รักกัน ช่วยเหลือกัน ดูแลกันเองได้พี่ ก็จะหมดหน้าที่จากตระกูลจ้าว... รอพี่อีกนิดนะม่านฟ้าอีกนิดเดียวเท่านั้น ตอนนี้ทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปได้ด้วยดี อีกไม่นานเมื่อพี่ทำหน้าที่ที่ได้สัญญาไว้กับเต้เสร็จสิ้นลง เราก็จะได้มีชีวิตของเราเสียที”

“ค่ะ...รอค่ะ” บราลีตอบหนักแน่น ทั้งสองต่างยิ้มให้กันด้วยความเข้าใจ

ooooooo

แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของใคร เพราะจู่ๆ จ้าวไทไทก็อาละวาดกราดเกรี้ยวใส่ทั้งอาม่าและอากง ด่าทอขว้างปาข้าวของใส่จนอากงต้องหลบออกไปจากห้อง
จ้าวไทไทไม่ยอมให้เหม่ยอิงมาอยู่ที่บ้านสี่ฤดู ไม่ยอมแม้แต่จะให้มาสูดอากาศหายใจในบ้านนี้!

อากงรีบไปบอกจ้าวซัน เขามาขอร้องจ้าวไทไทไม่ให้ทุบตีอาม่าหาว่าอาม่าเป็นนกสองหัว พอเห็นจ้าวซันเข้ามา จ้าวไทไทก็หันมาตบหน้าเขาฉาดใหญ่จนจ้าวซันผงะ บราลีเข้ามาขอร้องก็ถูกไล่ไม่ให้มาขวาง ประกาศจะตีจ้าวซันให้ตาย ฐานทำอะไรตามอำเภอใจเกินไปไม่ปรึกษากันก่อน

“เรื่องอะไรครับ”

“แกทำทุกอย่างพลาดหมด นังจ้าวเหม่ยอิง ตามชะตากรรมของมัน มันต้องตายในคุก เวลานี้มันต้องอยู่ที่นั่น แต่แก...แกไปเอามันมาเข้าบ้าน  แกทำให้ทุกอย่างผิดแผนของฟ้าดิน!!”

“ผมทำเพื่อเต้”

“ทำเพื่อเต้เหรอ เต้ตายไปแล้ว นอนอยู่ในหลุม คนที่ต้องเผชิญกับปัญหาคือ  คนเป็นไม่ใช่คนที่ตายแล้ว คือฉัน คือพวกแก ไม่ใช่เต้ของแก!!”

“แม่ใหญ่ครับ ให้โอกาสเหม่ยอิงบ้าง ผมจำได้ว่าเต้รักเหม่ยอิงมาก เหม่ยอิงก็เก่งสมใจเต้ทุกอย่าง แต่พอดีเขาเป็นผู้หญิง ทำให้เขาต้องเสียโอกาสไป”

“หยุดพูด...เต้ของแกนั่นแหละที่เป็นคนแรกที่ไปให้ท้ายมัน มันเลยกลายเป็นคนแบบนี้ คนอย่างเหม่ยอิง มันไม่มีวาสนาหรอก เพราะมันเป็นคนเลว มันจะนำมรณะมาให้ทุกคน มันไปถึงไหนก็นำความพินาศไปถึงนั่น แกต้องเอามันไปทิ้ง ทิ้งไว้บนถนน ทิ้งทะเลอะไรก็ได้”

“ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ”

“แกกล้าขัดคำสั่งฉันเหรอ!!!”

“แม่ใหญ่ ผมขอร้องล่ะ ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด บ้านของเรามันควรจะอบอุ่น อยู่แล้วมีความสุข ทุกคน

รักกัน ดูแลกันสิครับ...เราอย่าใจร้ายกับใครเลยนะครับ ผมขอนะครับ ผมกราบล่ะ” จ้าวซันนั่งลงกราบที่ตักแม่ใหญ่

“แกคิดผิดแล้ว...จ้าวซัน...แกคิดผิดแล้ว...”

จ้าวไทไทพึมพำ

ooooooo

พันหงปิงกับเกาเฟยที่ต่างก็บาดเจ็บสาหัส พากันไปหลบซ่อนที่บ้านเช่าเล็กๆ รักษาตัวเองตามมีตามเกิด

เกาเฟยใช้มีดกรีดแงะกระสุนที่ฝังน่องออก กัดฟันทนความเจ็บจนเหงื่อกาฬแตก พันหงปิงที่นอนซมอยู่ส่งเสียงแผ่วอย่างหมดแรงร้องขอให้เกาเฟยช่วยตนด้วย ให้ช่วยผ่ากระสุนออกอย่างที่เกาเฟยทำกับตัวเอง

“บอกตรงๆนะพันหงปิง คงไม่มีใครช่วยแก

ได้หรอก ในตัวแกมีกระสุนพรุนไปหมดแบบนี้ ขืนผ่าแกก็ต้องตายเร็วขึ้น เพราะมันคงจะเข้าจุดสำคัญแก

ทั้งนั้น แกนอนตายไปเงียบๆอย่างสงบจะดีกว่า หลับตาซะพันหงปิง สวดมนต์ให้พระเจ้ามารับวิญญาณเสียดีกว่า แต่แกคงลงนรกมากกว่าขึ้นสวรรค์นะ เพราะแกค้าอาวุธให้คนเขาเอาไปฆ่ากันมามาก ผลกรรมเลยให้แกต้องมาตาย เพราะลูกปืนเต็มตัวแบบนี้” เกาเฟยหัวเราะเลือดเย็น

ระหว่างนั้น เกาเฟยค้นเจอระเบิดเป็นกล่องๆของพันหงปิง เขาเอาออกมาเรียงดูอย่างสะใจ พันหงปิงโวยวายไม่ให้ยุ่งกับของของตน แต่อึดใจเดียวก็หมดสติไป

เกาเฟยจัดระเบิดไปก็ดูทีวีไป แต่ไม่ได้เปิดเสียง เห็นผู้ประกาศข่าวกำลังอ่านข่าวจึงหารีโมทกดเสียงแต่หาไม่เจอเลยลุกไปเปิดเสียง เป็นช่วงสุดท้ายของข่าวพอดี...

“หากคุณจ้าวเหม่ยอิงพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนหายดีแล้ว ทางบ้านสี่ฤดูจะจัดให้มีการแถลงข่าวขึ้นอีกครั้ง ซึ่งทางสถานีจะรีบนำเสนอข่าวนี้ทันที”

“คุณหนูอยู่บ้านสี่ฤดูเหรอ...ไม่ได้อยู่คุก...รอเกาเฟยก่อนเถอะ” แล้วทำท่าเล็งปืนใส่จอโทรทัศน์ที่มีรูปจ้าวซันคำราม “เปรี้ยง...ตาย!!”

ooooooo

วันนี้แม่สี่ไปเยี่ยมเหม่ยอิงอีก จ่าหมงตามเข้าไปด้วยบอกว่าต้องทำตามคำสั่งจ้าวซัน แม่สี่จะคุยอะไรก็คุยตามสบาย

แม่สี่ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรรำพึงรำพันว่าถูกบีบคั้นใจร้ายกับตนเหลือเกิน ตนแค่อยากจะคุยความในใจกับลูกก็ไม่ได้ แม่สี่ร้องไห้จนจ่าหมงใจอ่อน ยอมออกไปปล่อยให้แม่สี่ได้อยู่กับเหม่ยอิงตามลำพัง

พอจ่าหมงออกไปเท่านั้น แม่สี่ก็หยุดร้องไห้ได้เป็นปลิดทิ้ง เหม่ยอิงพูดอย่างสะใจว่า

“นี่สินะ...ที่เรียกว่าใช้น้ำตาเป็นอาวุธ ได้ผลจริงๆด้วย”

แม่สี่ร้องไห้ออกมาอีก ขอร้องเหม่ยอิงให้ยอมแพ้เสียเถิด อย่าดิ้นรนอีกเลย ทำตามที่จ้าวซันบอก ไม่ต้องวางแผนอะไรทั้งนั้น

“ทำตามที่จ้าวซันบอก ต่อให้ทำดียังไง หนูก็ต้องติดคุกอยู่ดี...ไม่! หนูจะไม่ยอมติดคุกเด็ดขาด ให้หนูตายเสียดีกว่า” แม่สี่ตกใจอ้อนวอนลูกอย่าคิดสั้น “แม่...หนูไม่โง่ขนาดนั้นหรอกนะ หนูจะให้พี่ชายใหญ่ช่วยให้หนูหนีไปจากฮ่องกง พี่ชายใหญ่จัดการได้อยู่แล้ว”

“ถ้าหนูหนีไป เขาก็จะตกที่นั่งลำบากนะลูก”

“ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ เขาพูดเอง แล้วหนูก็จะบอกว่า ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ด้วยเงินไงล่ะแม่ เขาให้หนูไปไหนก็ได้ ประเทศไหนก็ได้ ที่มีเยอะแยะไปที่หนูจะอยู่ได้อย่างดี อย่างสบายด้วย ขอให้มีเงินเท่านั้น แม่ไปบอกเขาเลยว่า ถ้าพี่ใหญ่รักเต้จริง รักหนูจริง เขาต้องช่วยหนูได้อยู่แล้วล่ะ”

แทนที่แม่สี่จะหว่านล้อมให้เหม่ยอิง กลับถูกเหม่ย– อิงกล่อมจนต้องทำตามความคิดของเธอ ไปขอร้องจ้าวซันให้ช่วยพาเหม่ยอิงหนีไปต่างประเทศที่ไหนก็ได้ไม่ว่าไทยหรือคีรีรัฐ

จ้าวซันยืนหยัดหลักการ บอกว่าตนทำอย่างที่แม่สี่ขอร้องไม่ได้ แต่ตนจะพยายามเต็มที่ จะทำให้คดีผ่อน หนักเป็นเบา เมื่ออ้อนวอนขอร้องกระทั่งจะคุกเข่าก็ไม่สำเร็จ แม่สี่เปลี่ยนเป็นตัดพ้อต่อว่าลำเลิกสิ่งที่ตนเคยช่วยเหลือดูแลจ้าวซันมาตั้งแต่เด็ก ตัดพ้อว่า “ไม่นึก

เลยว่าแม่ขอร้องให้ช่วยน้องแค่นี้ก็ไม่ได้”

“ผมทำอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วครับ” จ้าวซันตอบอย่างลำบากใจมาก

“คุณชายเป็นคนอกตัญญูกว่าที่แม่คิดไว้ซะอีก เต้คงเสียใจที่เลี้ยงลูกมาแล้วกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณคนแบบนี้” แม่สี่น้ำตานองหน้าลุกเดินออกจากห้องไป จ้าวซันนั่งเครียดกับปัญหาที่กดดันอย่างหนัก

เพราะคิดมาก คืนนี้จ้าวซันฝันถึงเต้ ฝันว่าเต้มาตำหนิที่เขาทำกับน้องแบบนี้ ทำไมน้องๆถึงไม่มีใครได้ดีสักคน บริษัทก็จะล้มละลาย ทำให้ตนนอนตายตาไม่หลับจนต้องตื่นขึ้นมา ถ้าน้องๆทุกคนยังไม่มีความสุข จ้าวซันเองก็อย่าหวังเลยว่าจะมีความสุข เต้พุ่งเข้ากระหน่ำตีจะเอาจ้าวซันไปอยู่ด้วย จ้าวซันคว้ามีดปอกผลไม้ใกล้มือจ้วงแทงเต้ทะลุกลางท้องเลือดไหลทะลัก เขายืนตะลึงทำอะไรไม่ถูก

จ้าวซันตกใจกับฝันร้ายแผดเสียงร้องลั่น จนบราลีลุกมาดู เขากอดเธอไว้ ขอร้องอย่าทิ้งตนไป บราลีปลอบว่าไม่มีอะไรเจ้าพี่แค่ฝันร้ายเท่านั้น เอามือลูบหลังเบาๆ “น้องอยู่ตรงนี้แล้วค่ะ ไม่เป็นไรนะคะ...”

ooooooo

ที่บ้านเช่าเก่าๆ เกาเฟยเดินลับๆล่อๆ มาที่หน้าบ้าน เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวังเห็นปลอดคนแล้วจึงแอบเข้าไปในบ้าน ตรงไปที่ลังลูกระเบิดที่เอาผ้าใบคลุมซ่อนไว้ หยิบลูกระเบิดใส่เป้ด้วยความระมัดระวัง

“เฮ้ยๆ ไอ้พันหงปิง...ตายหรือยังวะ” เกาเฟยถามเบาๆ แล้วสะดุ้งโหยงชักปืนออกมาทันทีเมื่อมีเสียงตอบมาว่า

“ตายแล้ว ตายเมื่อเช้า ข้าเอาไปฝังแล้วล่ะ” เป็นเสียงหญิงแก่คนหนึ่ง

“แกเป็นใคร” เกาเฟยถามหญิงแก่เจ้าของเสียง หญิงแก่ไม่ตอบแต่กลับขอเงินค่าทำศพ “เงินอะไร...ไม่มี... แล้วนี่ยายเข้ามาได้ยังไง”

หญิงแก่ชูพวงกุญแจให้ดู เกาเฟยยิ่งสงสัยถามอย่างระแวงว่า

“เข้ามาแล้วเห็นอะไรมั่ง มีใครรู้เรื่องนี้รึเปล่า”

“เงินค่าทำศพล่ะ” หญิงแก่เดินเข้าหาแบมือขอเงิน บอกเกาเฟยว่า “แกน่าจะเอาของพวกนี้ไปขายได้หลายตังค์อยู่ แบ่งมาให้ใช้บ้างสิ”

เกาเฟยถอยออกมา จ้องมองหญิงแก่อย่างระแวงมากขึ้นทุกที...

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น จ้าวซันเข้าไปหาเหม่ยอิง เธอแต่งตัวไม่รัดกุมเขาจึงออกไป  ให้เธอแต่งตัวเรียบร้อยแล้วจึงเข้าไปใหม่

เหม่ยอิงตอบตกลงทำตามคำขอของจ้าวซันทันที จ้าวซันโล่งใจบอกว่า “งั้นก็ดีแล้ว”

“น้องสัญญาว่าจะเชื่อฟังทุกอย่าง พี่จะให้น้องพูดตามทนายว่ายังไง แล้วคดีที่พี่เองเป็นเจ้าทุกข์พี่จะให้น้องสารภาพหรืออะไรน้องจะยอมหมด โอเคไหมคะ”

เธอพูดประชดประชันว่าจะหาปลอกคอหรือฝังไมโครชิปให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยแล้วจูงตนออกไปเดินสูดอากาศข้างนอกบ้าง จากนั้นก็คร่ำครวญว่าแค่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกก็ไม่ได้ ตนเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวจะไปทำอะไรใครได้

จ้าวซันใจอ่อน พาเหม่ยอิงลงไปเดินเล่น เธอพร่ำรำพันถึงอดีตที่เคยเล่นกันตรงโน้นตรงนี้ เคยนั่งโล้ชิงช้าด้วยกันตรงนั้น แล้วร้องไห้โฮ เสียดายเวลาที่ผ่านไปตนน่าจะทำตัวดีกว่านี้หน่อย จ้าวซันตกใจถามว่า “เหม่ยอิง... เป็นอะไรไป”

“น้องกลัวค่ะ กลัวมากๆ น้องไม่อยากติดคุก เห็นสภาพในคุกแล้ว...” เธอทำท่าสยองจนพูดไม่ออก

กลั้นน้ำตาไม่อยู่ สะอื้นฮักๆ อ้อนวอนอย่างน่าเวทนา...

“พี่ชายใหญ่ต้องช่วยนะคะ น้องสัญญา น้องจะไม่ทำอีกแล้ว ไม่เอาแล้ว น้องจะไม่ไปคบพวกคนเลวอีก...พี่ชายใหญ่พาน้องไปอยู่ที่อื่นได้ไหม อยู่ที่นี่น้องก็มองหน้าใครไม่ติด นะคะ...พาน้องออกไปจากฮ่องกงที...นะคะ... นะคะ...”

เหม่ยอิงลงไปคุกเข่าร้องไห้กับพื้น...

“พี่ไม่ต้องกลัวนะว่าน้องจะไปคบกะไอ้สองคนนั้นอีก แค่น้องไปอยู่กะพวกมันมาไม่กี่วัน น้องก็ขยะแขยงจะตายอยู่แล้ว พี่จะให้น้องไปอยู่ประเทศไกลๆ บนเกาะหรือในป่าในเขาอะไรก็ได้ น้องยังทำประโยชน์อะไรให้ใครๆได้อีกตั้งเยอะ อย่าให้น้องติดคุกเลยนะคะ”

จ้าวซันยืนอึ้ง หนักใจกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา...

ooooooo
ตอนที่ 20

เห็นจ้าวซันปล่อยเหม่ยอิงออกมาเดินเล่น บราลีเป็นห่วง กังวล กลัวๆ กล้าๆ ท้วงติงจ้าวซันว่าอย่าประมาท จ้าวเหม่ยอิงเกินไป

จ้าวซันกลับเห็นว่าถ้าเราทำให้เหม่ยอิงอึดอัดเกินไปเธออาจทำอะไรบ้าๆได้ แต่เราก็ไม่ได้ปล่อยเธอเป็นอิสระมากนัก มีตำรวจคอยควบคุมทุกฝีก้าวไม่ให้คลาดสายตา พูดให้บราลีสบายใจว่า

“พี่คิดหนักอยู่แล้วม่านฟ้า พี่ไม่ได้ประมาทเหม่ยอิงต่ำหรือเพ้อฝันมากเกินไป แต่พี่ยังหวังว่าเขาจะได้รับบทเรียนจากหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้น และมองเห็นความ ปรารถนาดีจากพวกเราบ้าง เขาจะได้หายโกรธคนอื่นๆ แล้วมองโลกในมุมมองที่ดีขึ้น”

ฟังจ้าวซันพูดเช่นนั้น บราลีไม่กล้าพูดอะไรต่อ ทั้งที่ใจยังคิด...

ขณะจ้าวซันทำงานอยู่ที่ห้องทำงานในบ้านสี่ฤดูนั่นเอง ก็ได้รับโทรศัพท์จากศิขรนโรดมถามว่าจะไปพิธีสมรสของตนได้หรือไม่  จ้าวซันเล่าให้ฟังว่าทางนี้มีปัญหาหลายอย่างต้องจัดการปลีกตัวไปไหนไม่ได้เลย ขอให้ศิขรนโรดมจัดพิธีสมรสตามฤกษ์ที่พระครูท่านหาให้ ถ้าไปได้ตนก็จะไปแต่ถ้าไปไม่ได้ก็จะส่งของขวัญแทนตัวไปก็แล้วกัน

แม้ศิขรนโรดมจะรับฟังด้วยใจสลดแต่ก็ไม่ได้ตัดพ้อต่อว่าอะไร คุยเสร็จหุนหันปึงปังจะไปบอกทูลหม่อมแม่ว่าให้จัดพิธีแต่งงานทันทีไม่ต้องรออะไรอีกแล้ว มิถิลาถามว่าเกิดอะไรขึ้น?

“ไม่เกิดอะไรหรอก แต่เจ้าพี่ทรงติดภารกิจสำคัญมากมาย งานแต่งของเราไม่สำคัญเท่าไหร่เจ้าพี่อาจเสด็จมาไม่ได้ แบบนี้เราจะรอเจ้าพี่ไปทำไม รอไปก็เปล่าประโยชน์”

ศิขรนโรดมดื่มอย่างหนักจนดึก อสุนีเข้ามาเลียบเคียงว่าดื่มเหมือนมีอะไรให้คิดมากมาย เมื่อศิขร– นโรดมระบายอารมณ์ออกมาว่าจ้าวซันไม่อาจมางานสมรสของตนได้ อสุนีพูดเป็นนัยว่าสมัยนี้การเดินทางสะดวกง่ายดายมากหากทรงอยากจะมา ศิขรนโรดมหันชี้หน้าตะคอก “เจ้าคงพอใจล่ะสิที่เจ้าพี่จะไม่มาที่นี่อีก”

“แต่ไหนแต่ไรมาก็ทรงอยู่ได้ และทำทุกอย่างเองมาตลอด แต่ตั้งแต่พบจ้าวซันก็ทรงถูกลดความเชื่อมั่นลงไปทรงโดนข่มจนกลายเป็นเด็ก”

อสุนีถูกกระชากคอเสื้อตวาดว่า เจ้าพี่ไม่เคยข่มเหงไม่เคยทำอะไรเพื่อลดความเชื่อมั่นของตน ด่าอสุนีว่าชอบยุแยงใส่ร้ายป้ายสีเจ้าพี่ ผลักอสุนีจนเซแล้วไล่ไปให้พ้น จนมิถิลาเข้ามาเห็นถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทักว่าทรงเมาแล้ว เป็นเจ้าหลวงไม่ควรจะทรงประพฤติเช่นนี้

ศิขรนโรดมตะโกนว่าตนไม่ได้อยากเป็นเจ้าหลวง รู้ไหมว่ามันไม่สนุกเลย

“ใครเขาเป็นเจ้าหลวงเพื่อความสนุกกันบ้างล่ะคะ หม่อมฉันว่าองค์น่านปิงก็คงไม่ได้เป็นจ้าวซันเพราะมันสนุกอะไรหรอก แต่ปัญหาคือ พระองค์เองทรงเป็นได้แค่เด็กขี้งอแงไม่ยอมโต ติดเจ้าพี่ พอเจ้าพี่ไม่อยู่ก็ทำพระองค์เหลวไหลเสียผู้เสียคน น่าสงสารประชาชนชาวคีรีรัฐจริงๆ”

“มิถิลา หยุด...” อสุนีปรามน้อง

“ข้าขอพูดแค่นี้แหละ พี่อสุนีข้าไม่ไหวแล้ว” พูดแล้วเดินเข้าใกล้ศิขรนโรดม “ทรงโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะเพคะ เมื่อไหร่จะทรงคิดอะไรให้ได้ด้วยพระองค์เองเสียที ไม่มีใครเตือนใครได้หรอก ถ้าเขาไม่รู้จักเตือนตัวเองนะเพคะ..ไปพี่อสุนี”

มิถิลาดึงอสุนีออกไป ศิขรนโรดมจึงค่อยสงบลง

ooooooo

เมื่อเหม่ยอิงมีอิสระที่จะไปไหนมาไหนในบ้านสี่ฤดูได้ วันนี้เธอเข้าไปดูซูหลิงถักถุงเท้าไหมพรมเตรียมไว้ให้ลูก เธอถามว่าลูกสาวหรือลูกชาย เมื่อซูหลิงบอกว่ายังไม่รู้ เหม่ยอิงก็พล่ามอย่างอัดอั้นกดดันว่า

“ถ้าเป็นผู้หญิงก็คงแค่ไม้ประดับ นอกจากหาลูกชายทำยาไม่ได้แล้วจริงๆ ผู้หญิงถึงจะได้รับเกียรติแบบยัยซายหมุยไง ฮ่ะๆๆ อยู่ๆก็บุญหล่นทับ ได้รับการจับมาแต่งตัวเป็นตุ๊กตาให้เขาเชิด น่าขำ สมองของนังนั่น มันมีสักกี่กรัมกันเชียว สมองน้อยหัวเบาออกอย่างนั้น”

เหม่ยอิงขอดูถุงเท้าที่ซูหลิงถักบอกว่าน่ารักดี แล้วเอาไม้ถักนิตติ้งแหลมๆ ทำท่าแทงกระซวกๆ บอกว่าใช้เป็นอาวุธได้ ซูหลิงกลัวอาการไม่ปกติของเธอค่อยๆ ถอยหน้าซีด โชคดีที่ผิงอันเข้ามาเห็น ถามว่าเหม่ยอิงจะทำอะไร แล้วตำรวจล่ะ?! เธอรีบชวนซูหลิงไปที่อื่นกันดีกว่า

เมื่อฉินเจียงรู้ว่าซูหลิงถูกเหม่ยอิงขู่ก็ไปฟ้องจ้าวซันว่าเหม่ยอิงคิดจะฆ่าลูกเมียตน บอกจ้าวซันต้องส่งเหม่ยอิงเข้าคุก

“พี่ให้โอกาสนายได้ก็ต้องให้โอกาสน้องได้” จ้าวซันติง

“ผมไม่นับมันเป็นน้อง มันต้องคิดไม่ดีกับซูหลิงแน่ๆ เพราะมันถามด้วยว่าลูกเป็นผู้ชายหรือเปล่า มันกลัวลูกผมจะได้เป็นไท้เผ่งรุ่นต่อไปไง” จ้าวซันติงว่าคิดมากไปหรือเปล่า “พี่ชายใหญ่ เหม่ยอิงมันไม่ธรรมดา มันเป็นอย่างซายหมุย ผมจะไม่คิดมากเลย ผมจำเป็นต้องคิดมาก แต่พี่ชายใหญ่แหละลองถามตัวเองดูซิว่าพี่คิดน้อยไปรึเปล่าครับ”

ฉินเจียงรุ่มร้อนกระวนกระวายย้อนถามเอาจนจ้าวซันอึ้ง

ไม่เพียงเท่านั้น ฉินเจียงยังไปพูดกับเหม่ยอิงว่า

ถ้าเธอทำตัวดีๆ กว่าลูกตนจะโตเธอก็อาจได้เป็นนายหญิงตระกูลจ้าวไปอีกหลายปีเพราะตนก็หมดสิทธิ์ไปแล้ว เธอไม่น่าใจร้อนและโลภเกินไป สุดท้ายเลยอดหมด

ฉินเจียงกำลังดุเดือดเลือดพล่านกับเหม่ยอิงเขาด่าเหม่ยอิงว่าคิดร้ายกับเมียและลูกตนเพราะกลัวลูกตน เหม่ยอิงเยาะว่าเป็นลูกเขาจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

เมื่อแม่สี่เข้ามา ฉินเจียงฟ้องแม่สี่ว่าเหม่ยอิงหาว่าลูกในท้องซูหลิงไม่ใช่เด็กตระกูลจ้าว เจตนาเพื่อไม่ให้ลูกตนเป็นไท้เผ่งธุรกิจทั้งหมดของตระกูลจ้าว ประกาศอย่างบ้าคลั่งว่า

“นังปัศาจ!! แก..ฉันจะกระชากหน้ากากแกให้ได้ ระวังตัวให้ดีถ้ามาแตะต้องซูหลิงอีกฉันจะยิงหัวแก!”

ฉินเจียงหันจะเดินออกไป เจอจ้าวซันยืนอยู่ แม่สี่ฟ้องว่าคนที่ตกอยู่ในอันตรายคือเหม่ยอิง แทนที่จะให้ตำรวจเฝ้าเหม่ยอิงควรให้ไปเฝ้าฉินเจียงมากกว่าเพราะเขาคือคนที่อยู่ระหว่างประกันตัวสู้คดีเหมือนกัน

เหม่ยอิงทำตัวนิ่งพูดจาอ่อนโยนกับคนรอบข้างรำพันให้จ่าหมงที่มาเฝ้าฟังว่าตนต้องกลายเป็นผู้ต้องหาแบบนี้เพราะฉินเจียงขู่บังคับให้ตนทุจริตบริษัท ตนเป็นเหยื่อของผู้ชายที่ชอบเอาเปรียบผู้หญิง เธอรำพึงรำพันจนจ่าหมงเห็นใจ

ooooooo

ในขณะที่จ้าวซันหมายใช้ความเมตตามาแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในตระกูลจ้าว ต้องการทำให้พี่น้องทุกคนมาอยู่ร่วมบ้านกันอย่างสงบสุขนั้น หารู้ไม่ว่า หายนะกำลังคืบคลานเข้ามาทุกที!

หลังจากที่เกาเฟยสอดแนมการเคลื่อนไหวภายในบ้านสี่ฤดู ก็ลงมือดำเนินการ เขาแอบเอาระเบิดเวลาเข้าไปติดไว้ใต้รถของจ้าวซัน และเมื่อจ้าวซันนั่งรถออกจากบ้านไป แผนต่อไปคือบุกเข้าไประเบิดบ้านสี่ฤดูทีละหลัง..ทีละหลัง แล้วชิงตัวเหม่ยอิงออกไป

แต่จ้าวไทไทหยั่งรู้เหตุการณ์นี้ทั้งหมด เมื่ออาหลี่ขับรถพาจ้าวซันออกไปทำงาน จ้าวไทไทแผดเสียงกรี๊ดตะโกนว่าไม่...ไม่..บอกบราลีให้เข้ามาดูว่า

“มันกำลังจะมาเอาชีวิตอาซัน อาซันอยู่ที่ไหนบอกให้หยุด หยุด...อย่าไป รีบโทร.ไปหาองค์ชายเดี๋ยวนี้” บราลีจะออกไปโทร. จ้าวไทไทบอกว่าไม่ทันแล้ว อาม่าจึงเอามือถือของตนให้บราลีโทร.ไปหาจ้าวซัน แต่ปลายสายไม่ว่าง เพราะจ้าวซันกำลังโทร.คุยกับเทเรซ่าอยู่ เขาเห็นสายโทร.เข้าจึงกดสลับสายบอกว่าเดี๋ยวโทร.กลับ จ้าวไทไทบอกว่าไม่ได้ ต้องเดี๋ยวนี้เท่านั้น ขยับจะลุก บอกอย่างร้อนรุ่มใจว่า

“ฉันไปเอง ฉันจะไป ใครก็ได้...ใครก็ได้ช่วยหยุดรถคันนั้นที ช่วยหยุดที!”

หลังจากจ้าวซันคุยกับเทเรซ่าเสร็จจึงโทร.กลับบ้านสี่ฤดู สังหรณ์ใจว่าต้องมีเรื่องอะไรที่บ้านแน่  บราลีมารับโทรศัพท์บอกเขาอย่างร้อนใจ “เจ้าพี่...จอดรถเดี๋ยวนี้ค่ะ แม่ใหญ่บอกให้จอดรถ” นาทีนั้นแม่ใหญ่ตะโกนแทรกเข้าไปในโทรศัพท์ “ลงมา...รีบลงมา”

น้ำเสียงที่ร้อนรนของจ้าวไทไททำให้จ้าวซันเชื่อว่าแม่ใหญ่ต้องฝันร้ายอะไรอีกแน่ สั่งอาหลี่ให้จอดรถข้างทางก่อน เมื่ออาหลี่จอดรถ จ้าวซันกับเต๋อเป่าและอาหลี่ลงจากรถมายืนข้างทาง จ้าวซันกดมือถือถึงบราลีอีก แต่สายไม่ว่าง

ระหว่างยืนอยู่นอกรถ กะรออีก 5 นาทีไม่มีอะไรก็จะขึ้นรถไปต่อ ปรากฏว่าอาหลี่เอากระจกส่องใต้ท้องรถเจอระเบิด มันถูกตั้งไว้ให้ระเบิดตั้งแต่ 5 นาทีที่แล้ว แต่โชคดีที่ระเบิดด้าน

“พวกมันคิดจะทำอะไร?” จ้าวซันพึมพำเครียด หยิบมือถือขึ้นโทร. “ผู้กองเหลียง...มีคนเอาระเบิดมาติดที่รถผม”

เวลาเดียวกัน เกาเฟยนับถอยหลังจากเวลาที่ตั้งระเบิดไว้ใต้ท้องรถจ้าวซัน พอนับถึงหนึ่งเขาก็หยิบระเบิดขนาดเล็กขว้างเข้าไปในบ้านสี่ฤดูเกิดควันพุ่งโขมง เขาวิ่งฝ่าควันเข้าไป

เสียงระเบิดทำให้คนในบ้านตื่นตกใจ บราลีให้อาม่าดูแลจ้าวไทไทแล้วตัวเองรีบออกไปดู ทุกคนในบ้านพากันวิ่งอลหม่าน จ่าหมงให้ตำรวจอีกคนเฝ้าเหม่ยอิงไว้ ตัวเองวิ่งออกไปดู ครู่เดียวตำรวจคนนั้นก็ฝากผิงอันให้เฝ้าเหม่ยอิงแล้วตัวเองก็วิ่งออกไปอีกคน

มีแต่เหม่ยอิงคนเดียวเท่านั้น  ที่ทำเหมือนทองไม่รู้ร้อน กระหยิ่มยิ้มรอเวลาของตัวเอง!

เกาเฟยปาระเบิดควันไปอีกลูก จ่าหมงให้ทุกคนหลบไปอีกด้านก่อน พอทุกคนหลบไป เกาเฟยก็ปรากฏตัวขึ้นและรีบเข้าไปในบ้านทันที

เหม่ยอิงจัดทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้แล้ว เมื่อเกาเฟยเข้ามาจะรับตัวไป เธอขอเวลาไปจัดการกับคนคนหนึ่งก่อน

ooooooo

เหม่ยอิงวิ่งไปที่ห้องจ้าวไทไทแต่ไม่ทันเข้าไปก็ถูกมีดพุ่งเฉียดหน้าไปปักที่ผนังห้อง มองเข้าไปเห็นจ้าวไทไทนั่งรออยู่แล้ว ส่วนอาม่าหลบไปยืนช็อกอยู่อีกมุมหนึ่ง

“แก! นังปีศาจ คนอย่างแกมันต้องฆ่าให้ตาย เป็นผีไปแล้วก็ต้องสาปแช่ง ต้องสาปส่งวิญญาณแกไม่ให้ได้ผุดได้เกิด”

เกาเฟยตามมาเอาปืนจ่อจ้าวไทไท อาม่าตกใจแผดเสียงกรี๊ด เกาเฟยหันปืนไปทางอาม่า อาม่าตกใจหมดสติไป

เหม่ยอิงหันไปทางจ้าวไทไท “ทีนี้ก็เหลือแกคนเดียวแล้วจ้าวไทไท แกมันแม่เลี้ยงใจร้าย กดขี่พวกฉันมาตลอดชีวิต แกต้องรับกรรมเหมือนกัน” จ้าวไทไทท้าให้ยิงเลย เหม่ยอิงหันไปสั่งเกาเฟย “ยิงมันสิ ยิง!!” เกาเฟยบอกหน้าตาตื่นว่ายิงไม่ออก เหม่ยอิงหาว่าจ้าวไทไทเล่นของ ดึงมีดที่จ้าวไทไทขว้างมาเข้าไปจะแทง

“แกต้องตาย!!” จ้าวไทไทฮึดขึ้นมาพุ่งเข้าชนเหม่ยอิงอย่างแรงจนล้มไปด้วยกันแล้วบีบคอเหม่ยอิง เกาเฟยมากระชากจ้าวไทไทเหวี่ยงกระเด็นไป เหม่ยอิงคว้ามีดขึ้นมา จ้าวไทไทร้องราวกับเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าว่า

“แทงฉันเลย แทงเลย แล้วมันจะเป็นจุดจบของแก ตำรวจกำลังจะมาลากคอแกแล้ว แทงฉันสิ แทงเลย!!”

เกาเฟยที่ไปค้นหาเครื่องเพชร ยกกล่องเพชรออกมาบอกเหม่ยอิงว่าเจอแล้ว เหม่ยอิงปล่อยมีดจะหนี ถูกจ้าวไทไทคว้ามือไว้ “แกหนีไม่รอด แกต้องตกนรกไปกับฉัน”
เหม่ยอิงผลักจ้าวไทไทหลุดวิ่งหนีไปกับเกาเฟย จ้าวไทไทหัวเราะตามหลังอย่างคลุ้มคลั่ง

ooooooo

เกาเฟยถือปืนวิ่งนำลงมา เหม่ยอิงกอดกล่องเครื่องเพชรแน่นวิ่งตาม เจออากงถือปืนออกมาขวางบอกให้หยุดทั้งสองคน ขอร้องเหม่ยอิงให้พอเถอะอย่าทำอย่างนี้เลย

เหม่ยอิงไล่อากงอย่ามาขวาง ตนไม่อยากฆ่า อากงท้าว่าให้เธอฆ่าตนก่อนก็แล้วกัน หันจ้องเกาเฟยประกาศว่า “แต่ไอ้นี่ กงจะฆ่ามัน” พลางหันปืนไปทางเกาเฟย ถูกเกาเฟยเตะปืนกระเด็นแล้วจูงเหม่ยอิงหนี บราลีกับจ่าหมงไล่ตามมาเจอแต่มีเสียงปืนดังจากข้างบน บราลีให้จ่าหมงขึ้นไปดู ตนจะตามสองคนนี้ไปเอง

บราลีวิ่งตามไปทัน ปะทะกับเหม่ยอิงจนล้มล้มลุกคลุกคลานกล่องเครื่องเพชรหลุดจากมือ ผิงอันมาถึง คว้ากล่องเพชรไปดูถามเหม่ยอิงว่าอยากได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ บอกพี่สาวว่าอย่าว่าแต่เครื่องเพชรเลย พี่อยากได้อะไรตนก็จะยกให้หมด เหม่ยอิงพุ่งเข้าจับผิงอัน   เป็นตัวประกัน ขู่บราลีว่าขืนเข้ามาผิงอันตาย!

ระหว่างยื้อยุดกันนั้น เหม่ยอิงตวัดมีดอย่างไม่ตั้งใจกรีดเท่ารอยข่วนที่หน้าผากผิงอัน เธอเห็นเลือดก็ตกใจต่อว่าเหม่ยอิงว่าใจร้าย เหม่ยอิงบอกว่าตนไม่ได้ตั้งใจ บราลีรีบประคองผิงอันขึ้นมา

ฝ่ายอากงไล่ตามเกาเฟยไป เกาเฟยยกปืนยิงปรากฏว่ากระสุนหมด แต่พอจ่าหมงจะบุกเข้าไปก็ถูกเกาเฟยเอาลูกระเบิดออกมาขู่

ขณะเหม่ยอิง ผิงอันและบราลี กำลังเผชิญหน้ากันนั้น มีเสียงระเบิดขึ้นในบ้าน บราลีหันมองเป็นห่วงอากง เหม่ยอิงได้ทีวิ่งหนีไปอีกทาง บราลี ผิงอัน วิ่งเข้าไปในบ้านเจออากงนอนจมกองเลือดเพราะแขนขาถูกสะเก็ดระเบิด บราลีบอกผิงอันให้รีบโทร.เรียกรถพยาบาล พูดเสร็จตัวเองก็วิ่งออกไปทันที

ทันใดนั้นจ้าวไทไทร้องกรี๊ดๆ ร่างเกร็งร่วงลงไปชักกระตุกที่พื้น อาม่าตกใจวิ่งลงบันไดไปร้องขอความช่วยเหลือ เจอผิงอันกำลังระดมกดโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล อาม่าเห็นอากงนั่งเลือดแดงไปทั้งตัวก็ผงะรีบเข้าไปดูแล พอดีผิงอันโทรศัพท์เสร็จเดินมา อาม่าเห็นเลือดที่หน้าผาก ถามว่าใครทำคุณหนู!

บ้านส่ีฤดูอลหม่านและอื้ออึงไปด้วยเสียงกรีดร้อง ตกใจกลัว เหม่ยอิงอาศัยจังหวะชุลมุนนั้นหนีไปกับเกาเฟย

เกาเฟยพาไปซ้อนมอเตอร์ไซค์ที่ซ่อนอยู่ในป่าแว้นออกจากหลังต้นไม้ใหญ่ บราลีไล่ตามมาทันตะโกนให้ตำรวจขวางไว้ ตำรวจวิ่งไปขวางถูกเกาเฟยพุ่งชนจนบาดเจ็บ บราลีไม่ยอมแพ้ขอยืมรถตำรวจที่มีกุญแจเสียบอยู่ไล่ตามไปทันที

ooooooo

บนถนนที่เกาเฟยพาเหม่ยอิงหนีนั้น สวนกับรถของจ้าวซันที่ย้อนกลับบ้าน จ้าวซันช็อกเมื่อเห็นเต็มตาว่าเกาเฟยพาเหม่ยอิงหนีไปแล้ว อึดใจต่อมาเขายิ่งช็อกเมื่อเห็นบราลีขี่รถไล่ตามไปอย่างเร็ว  มีปืนเหน็บที่ขอบกางเกงด้วย

“ม่านฟ้า! บรี! หยุด!!” จ้าวซันตะโกน บราลีหันมอง แต่รถของเกาเฟยไปลิบแล้ว เธอตัดสินใจไล่ตามไป จ้าวซันสบถอย่างหัวเสีย “จะบ้ากันใหญ่แล้ว!!”

อาหล่ีเรียกจ้าวซันให้ขึ้นรถ เขาส่ายหน้า พอดีมีรถมอเตอร์ไซค์ใหญ่คันหนึ่งผ่านมา จ้าวซันออกไปยืนขวาง

“ผม...จ้าวซันนะ ขอยืมรถหน่อย ผมอยู่บ้านนั้น คุณไปนั่งรอผมได้ เดี๋ยวผมรีบมา เกิดอะไรขึ้นผมยินดีรับผิดชอบเต็มที่” คนขับรถถอดหมวกกันน็อกให้และลงจากรถ จ้าวซันใส่หมวกกันน็อกขึ้นขี่มอเตอร์ไซค์แว้น ออกไปทันที เต๋อเป่าทนไม่ได้ มีรถผ่านมาอีกคันจึงเอ่ยปากขอยืมแล้วตามไป อาหลี่ได้แต่ยืนมองลุ้นสุดๆ

เกาเฟยเห็นบราลีขี่รถไล่ตามมา บอกเหม่ยอิงให้เอาระเบิดควันในเป้ตนมาถอดสลักขว้างเลย เหม่ยอิงจะถอดสลักระเบิดทำให้กล่องเครื่องเพชรร่วงลงไป

“กรี๊ดๆ เพชร...หยุดๆ เพชรหล่น จอดเดี๋ยวนี้!”

เกาเฟยจำต้องวกรถกลับมา เหม่ยอิงโดดลงไปเก็บกล่องเครื่องเพชร บราลีไล่ตามมาทันพอดี เธอควักปืนออกมา

“คุณเหม่ยอิง ฉันไม่ยอมให้คุณหนีอีกแล้ว คุณรู้ไหม ถ้าคุณหายตัวไป จ้าวซันจะเดือดร้อนลำบากอะไรบ้าง ไม่งั้นฉันยิงจริงๆ”

บราลีขู่ว่าจะยิงขาให้เธอเดินไม่ได้ เหม่ยอิงท้าให้ยิง เกาเฟยเร่งให้รีบไปดีกว่าอย่าเสียเวลาเลย แล้วหมุนตัวเตะปืนในมือบราลีกระเด็นแล้วยิงล้อรถของบราลีทั้งสองล้อ เร่งเหม่ยอิงรีบไปกัน บราลีมองรถคำรามอย่างแค้นใจ...

“พวกแกหนีไม่รอดหรอก” พอดีจ้าวซันมาถึงเธอเร่ง “เจ้าพี่เร็วค่ะ อย่าให้พวกมันหนีไปได้” จ้าวซันอึ้งๆ แล้วรีบไปตามที่เธอบอก หลังจากนั้นเต๋อเป่าก็ขี่รถตามมาและเร่งแซงรถจ้าวซันไปราวกับบิน แต่ถูกเหม่ยอิงขว้างระเบิดใส่รถล้มทับขาหักไปไม่ได้อีก รถจ้าวซันจึงแซงไป บอกบราลีว่าไม่ต้องห่วงเพราะเต๋อเป่าเป็นแมวเก้าชีวิตให้บราลีกอดแน่นๆแล้วไล่ตามรถเกาเฟยไป

เกาเฟยพาเหม่ยอิงหนีเข้าไปที่ท่าเรือเพื่อหาที่ซ่อน จ้าวซันเห็นรอยล้อรถจึงตามไปถูกทาง แต่อยู่ในลานตู้คอนเทนเนอร์ จึงต้องเข้าไปอย่างระมัดระวัง บราลีออก ไปตะโกนท้าล่อเหม่ยอิงแต่เกาเฟยไม่ให้เหม่ยอิงออกไป เธอคิดแผนใหม่ เอากล่องเครื่องเพชรมาหยิบสร้อยเพชรใส่ที่คอ ส่วนชิ้นอื่นเอาใส่กระเป๋าแล้วเอากล่องไปซ่อนไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ล่อให้ทั้งสองไปติดกับ

จ้าวซันกับบราลีย่องลัดไปตามตู้คอนเทนเนอร์มองหาเหม่ยอิงกับเกาเฟย พลันได้ยินเสียงฝีเท้าคนวิ่งจึงไล่ตามไป

ที่แท้เป็นแผนล่อให้จ้าวซันกับบราลีไล่ตามไปที่ตู้คอนเทนเนอร์ที่เอากล่องเปล่าเครื่องเพชรไปใส่ไว้ จ้าวซันกับบราลีเห็นประตูตู้คอนเทนเนอร์เปิดแง้มๆ อยู่ เห็นกล่องเครื่องเพชรจึงเข้าไปดู ปรากฏว่าเป็นกล่องเปล่า

ทันใดนั้น ประตูตู้คอนเทนเนอร์ปิดปังล็อกจากข้างนอกทันที จ้าวซันกับบราลีรู้ว่าติดกับดักเหม่ยอิงกับเกาเฟยแล้ว พยายามทุบประตูตะโกนเรียกแต่ไม่มีผลอะไร โทรศัพท์ก็ไม่มีสัญญาณ ส่วนเกาเฟยรีบประกอบระเบิดเวลา เหม่ยอิงบอกว่าไม่ต้องไปเสียเวลารีบไปกันดีกว่า “พวกมันยังไงก็ต้องขาดอากาศตายในนั้นอยู่แล้ว รีบไปก่อนที่ใครจะแห่มากันอีก”

เกาเฟยวิ่งไปที่รถมอเตอร์ไซค์ของจ้าวซันขี่พา เหม่ยอิงหนีไป เหม่ยอิงหันมองตู้คอนเทนเนอร์เอ่ยเย้ย “ลาก่อน”

ooooooo

ที่บ้านสี่ฤดู รถพยาบาลมานำร่างไม่ได้สติของจ้าวไทไทใส่เตียงไปขึ้นรถ ตามด้วยอากงที่บาดเจ็บเลือดท่วม

ทั้งผิงอัน อาม่า จ่าหมงต่างภาวนาขออย่าให้ใครเป็นอะไรเลย มีแต่ฉินเจียงคนเดียวที่พูดอย่างสะใจว่า

“ไงล่ะ สมนํ้าหน้า ผมบอกแล้วไม่มีใครเชื่อ ผลงานลูกสาวคนโปรดของคุณแม่สี่ใช่ไหมครับ งามหน้าดีนะครับ จะหาผัว ผัวดันมาเป็นโจรชั้นสวะ” แม่สี่โกรธเงื้อมือจะตบ ถูกฉินเจียงจับมือสะบัดจนแม่สี่เซ “จะทำอะไรผม คนอย่างคุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมาโดนตัวผมด้วยซํ้า”

ผิงอันติงฉินเจียงว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาทะเลาะกัน อาหลี่บอกว่าตนจะตามไปดูอากงกับจ้าวไทไท อาม่าขอไปด้วย

ผู้กองเหลียงถามว่าเราจะติดต่อใครได้บ้าง ฉินเจียงถามว่าแล้วเต๋อเป่าไปไหน ทำให้ผิงอันกับผู้กองมองหน้าฉินเจียง แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ ฉินเจียงโทร.เข้ามือถือเต๋อเป่า ปรากฏว่าไม่มีคนรับสาย ผู้กองเหลียงเชื่อว่าต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ

“ถ้าติดต่อคนของเราไม่ได้เลย เดี๋ยวผมโทร.ถามเกาเฟยหรือไม่ก็เหม่ยอิงเอง ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย” ฉิน–

เจียงเสนอ แม่สี่ขัดขึ้นว่า เดี๋ยวตนโทร.หาเหม่ยอิงเอง แล้วรีบกดโทรศัพท์

ทันใดนั้น อเล็กซ์กับหมวดจางเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบแจ้งว่า

“สายของเราบอกว่า กล้องบนทางหลวงตัวสุดท้ายที่จับรถมอเตอร์ไซค์ของจ้าวซันได้คือทางไปท่าเรือส่งสินค้าทางฝั่งใต้ครับ”

ผู้กองเหลียงสั่งให้ตำรวจแถวนั้นรีบไปค้นด่วน หมวดจางบอกว่าสั่งเรียบร้อยแล้ว ก็พอดีมือถืออเล็กซ์ดังขึ้น รับสายแล้วอเล็กซ์บอกว่า “พบมอเตอร์ไซค์แล้วที่ท่าเรือโดยสารใกล้ๆกัน แต่คนขับเหมือนจะไม่ใช่จ้าวซันกับคุณบราลี”

ทุกคนมองหน้ากันอย่างใจคอไม่ดี  ฉินเจียงสีหน้าแค้น ถามว่า “เมื่อกี้บอกว่าพบจ้าวซันครั้งสุดท้ายที่ไหนนะ...”

ooooooo





ที่ท่าเรือ  เหม่ยอิงกอดถุงผ้าเก่าๆที่ใส่เครื่องเพชรไว้แนบอก ไม่นานเกาเฟยก็มาบอกอย่างดีใจว่าหาเรือได้แล้ว  ยืมเอาจากคนแถวนี้  แต่พอถึงเวลาจริงๆเหม่ยอิงกลับไม่ยอมไปด้วย บอกให้เกาเฟยไปก่อนธุระตนยังไม่เสร็จ

เหม่ยอิงหันกลับขึ้นมอเตอร์ไซค์ของจ้าวซันขี่ออกไปทันที

ในตู้คอนเทนเนอร์ที่ขังจ้าวซันและบราลี ทั้งสองอ่อนเพลียลงทุกทีเพราะอากาศใกล้หมด บราลีหลับไปในอ้อมแขนจ้าวซันอย่างอ่อนเพลียเพราะขาดอากาศหายใจ

พลันจ้าวซันก็สะดุ้งตื่นตัวเมื่อมีเสียงกุกกักที่

ประตู ปลุกบราลีว่ามีคนมาช่วยเราแล้ว พอประตูตู้คอน-เทนเนอร์เปิดแสงสาดจ้าเข้ามาจนจ้าวซันต้องหลับตา ถามว่า “เต๋อเป่า...แกใช่ไหม”

แต่พอตาชินกับแสง จ้าวซันก็แปลกใจเมื่อเห็นว่าเป็นเหม่ยอิง เขารีบขอบใจ

“ไม่ต้องมาขอบใจ ไม่ได้จะมาช่วยชีวิตใคร แต่ จะมาเอาชีวิตผู้หญิงคนนี้ด้วยมือของฉันเอง” จ้าวซันตกใจ ขอว่าเรื่องนี้ไว้พูดกันทีหลัง “ไม่ได้ ไม่งั้นฉันจะกลับมาที่นี่อีกทำไม”

เหม่ยอิงยกปืนเล็งไปที่บราลีที่ยังนอนคอพับอยู่ในอ้อมแขนจ้าวซัน คำราม “ตายซะเถอะ!”

วินาทีนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่งโดนขอบตู้คอนเทนเนอร์ ทุกคนหันมอง เห็นฉินเจียงถือปืนเล็งมาที่เหม่ยอิงสั่ง

“ทิ้งปืนซะ ไม่งั้นอย่าหาว่าจ้าวฉินเจียงรังแกผู้หญิง นับหนึ่งถึงสาม” แล้วเริ่มนับหนึ่ง...เหม่ยอิงท้าให้นับสามไปเลย ท้าให้ยิงเลย แต่เสียงปืนดังเปรี้ยงขึ้นก่อน ฝีมือเกาเฟยนั่นเอง ฉินเจียงกับเกาเฟยไล่ยิงกันอย่างดุเดือด พลางฉินเจียงก็ตะโกนให้จ้าวซันพาบราลีออกไปก่อน พวกตำรวจกำลังตามมาแล้ว

เกาฟยเห็นสถานการณ์คับขัน เขาบอกเหม่ยอิงให้หนีไปก่อนเดี๋ยวค่อยไปเจอกันที่ท่าเรือ เหม่ยอิงเอาปืนให้แต่เกาเฟยให้เธอเอาไว้ป้องกันตัว เขาควักกระเป๋าสตางค์ฝากเหม่ยอิงไว้ พูดเหมือนสั่งเสีย

“ในนี้มีที่อยู่ของเมียกับลูกผม ถ้าผมเป็นอะไรไป” เหม่ยอิงจะไม่รับ เกาเฟยตัดบท “ผมฝากไว้ก่อนแล้วกันครับ เอาไปด้วยแล้วมันสู้ไม่ถนัด” เหม่ยอิงรับใส่ถุงเครื่องเพชรไว้ บอกให้เขารีบตามไปก็แล้วกัน แต่ พอเกาเฟยจะไป เธอเรียก...

“เดี๋ยว...ขอบใจมากนะเกาเฟย ขอบใจสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา”

“ด้วยความยินดีทุกครั้งที่ทำไปครับ โชคดีครับคุณหนู...แล้วเจอกัน”

พอแยกจากเหม่ยอิง เกาเฟยก็ต่อสู้กับฉินเจียง ชนิดต้องตายกันไปข้าง! เกาเฟยควานหาระเบิดแต่ไม่เหลือแล้ว แต่พอฉินเจียงนับหนึ่งเท่านั้นก็เกิดระเบิดตูม!! ฉินเจียงกลิ้งตัวหลบ แต่เกาเฟยฟุบจมกองเลือดแน่นิ่งไปแล้ว ฉินเจียงเดินไปที่ร่างของเกาเฟย พลิกตัวเขาขึ้นมาพูดเป็นครั้งสุดท้าย

“ขอบใจนะ ที่ครั้งหนึ่งเคยสอนฉันใช้ระเบิดเวลา ที่ไอ้พันหงปิงมันให้ตัวอย่างมาเพื่อเสนอขายพวกผู้ก่อการร้ายทั้งหลายแหล่ ฉันเลยยังพอจำวิธีใช้ได้บ้าง” ฉินเจียงเอามือลูบเปลือกตาเกาเฟยให้หลับลงก่อนเดินไปตามหาเหม่ยอิง

ooooooo

เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายแล้ว  บราลีพยายามลุกขึ้นบอกจ้าวซันว่าอยากไปดูอาการของอากงกับจ้าว-ไทไท ทั้งสองจึงขอตัวกลับก่อน จ้าวซันฝากไว้ว่าถ้าเจอเหม่ยอิงเมื่อไรให้แจ้งข่าวตนด้วย

ตำรวจช่วยกันค้นหาเหม่ยอิงแต่ไม่เจอ ผู้กอง

เหลียงคิดว่าเธอหนีไปแล้ว อเล็กซ์ยืนยันว่าให้หนีไปไม่ได้เราต้องหาให้เจอ แล้วอเล็กซ์กับตำรวจที่เหลือก็ช่วยกันออกค้นหาอีกครั้ง...

ที่แท้เหม่ยอิงซ่อนตัวอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เก่าๆ ที่มีหญ้าปกคลุมอยู่ เธอเห็นจ้าวซันประคองบราลีเดินออกไป  เห็นตำรวจบางส่วนกำลังจัดการกับศพของเกา-เฟย เธอหยิบกระเป๋าสตางค์ที่เกาเฟยฝากไว้ออกมาดู...

พอเปิดกระเป๋าเห็นรูปตัวเองกำลังยิ้มหวานอยู่ ดึงรูปออกมาดู เธอเขียนสลักหลังไว้ว่า...

“ให้เกาเฟยเป็นที่ระลึก...จ้าวเหม่ยอิง”

เหม่ยอิงน้ำตาไหลพราก นั่งกอดเข่าอยู่คนเดียวในตู้คอนเทนเนอร์เก่าๆนั้นอย่างเศร้า..เหงา...

ooooooo

เช้านี้ ผิงอัน อาหลี่ และอาม่า เข้าไปคุกเข่าคำนับรูปของเต้ที่ห้องบรรพบุรุษ

“บ้านสี่ฤดูเกิดเรื่องขึ้นมากมาย ต่อไปไม่รู้ว่าจะเป็น ยังไง...” ผิงอันเอ่ยเมื่อเงยหน้าขึ้น

ทันใดนั้น รูปเต้ที่แขวนอยู่ตกลงมาตรงหน้า! อาม่า สะดุ้ง อาหลี่ตกใจเล็กน้อย ส่วนผิงอันอยู่ในอาการสงบ เดินไปหยิบรูปขึ้นมาดู บอกอาหลี่กับอาม่าว่า

“ลวดข้างหลังมันหลุดออกมา คงพันไว้ไม่ดี เดี๋ยวหลี่เอาไปเปลี่ยนให้ทีนะ”

อาหลี่รับกรอบรูปไปแล้ว ผิงอันเอ่ยอย่างสงบ เยือกเย็น หนักแน่นว่า

“ตอนนี้ อาม่าคือผู้ใหญ่ที่สุดในบ้าน ที่อาวุโส และรู้เรื่องราวต่างๆมากที่สุด ที่ต้องสั่งสอนคนรุ่นหลังเรื่องระเบียบพิธีการทั้งหลาย ส่วนหลี่ ก็เป็นผู้ชายที่เข้มแข็ง มีความสามารถ ต่อไปหนูก็คงต้องพึ่งทั้งสองคนนี้ที่จะช่วยกันดูแลบ้านสี่ฤดูของเรา ถ้ามีอะไร ก็ช่วยสั่งสอนแนะนำหนูด้วย เพราะหนูถือว่า ทั้งคู่ก็เหมือนกับคนในครอบครัว”

ทั้งอาม่าและอาหลี่ต่างปวารณาว่าคุณหนูมีอะไรให้ช่วยก็สั่งมาได้เลย พวกตนจะดูแลบ้านนี้อย่างเต็มที่ เหมือนกับตอนที่นายใหญ่เคยอยู่

“ขอบใจทุกคนมาก เดี๋ยววันนี้แม่ใหญ่ก็กลับมาแล้ว เรามีอะไรที่ต้องรีบทำเยอะแยะเชียวล่ะ”

พอทั้งสามหันจะออกจากห้องบรรพบุรุษ ก็เห็นจ้าวซันยืนมองอยู่ท่าทางเหมือนยืนนานแล้วด้วย จ้าวซันยกมือลูบหัวผิงอัน เอ่ยอย่างชื่นชม เอ็นดูว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ ต่อไปคงลูบหัวแบบนี้ไม่ได้แล้ว

“ได้สิคะ...ยังไงหนูก็ยังเป็นซายหมุย น้องสาวคนเล็กของพี่อยู่ดีนั่นแหละ” ผิงอันมองจ้าวซันอ้อน ๆ ตามเคย

ผิงอันเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างขนานใหญ่ เธอลงมือทำความสะอาดห้องจ้าวไทไทเองเพื่อรอรับแม่ใหญ่ที่จะกลับมา

ooooooo

บราลีที่พักฟื้นอยู่ วันนี้ก็ลุกนั่งบนเตียง ถามหมอว่า ตนไม่เป็นอะไรมากแล้วลุกไปเดินเล่นทำอะไรๆ ได้ตามปกติแล้วใช่ไหม หมออนุญาตให้เดินเล่นได้แต่ไม่ใช่ที่นี่ ชี้แจงกับเธอว่า

“คุณบราลี ร่างกายคุณอ่อนแอมากนะครับ และจากผลเลือดบอกว่าคุณมีอาการโลหิตจาง ขาดสารอาหาร ขาดการพักผ่อน” เป็นจังหวะที่จ้าวซันเปิดประตูเข้ามาพอดี หมอทัก “มาพอดี..ผมก็เลยอยากให้คุณและก็คุณ พากันไปเที่ยวตากอากาศ ไปพักผ่อนที่ไหนก็ได้สักห้าหกวัน หยุดการทำงานหรือคิดเรื่องบริษัท เรื่องปัญหาของครอบครัว แค่กิน นอน เดินเล่น ช็อปปิ้ง เที่ยวสนุกสนานร่างกายและจิตใจจะได้พักผ่อน จะได้กลับมาแข็งแรงพร้อมเผชิญเรื่องราวต่างๆอีกครั้ง...เข้าใจนะ”

จ้าวซันมองหน้าบราลีแล้วพยักหน้า หมอกำชับว่า

“หวังว่าจะทำตามที่หมอสั่ง ไม่ใช่แค่พยักหน้ากันเฉยๆ หมอกลับก่อนล่ะคุณชาย มิสภีมะมนตรี”

ส่งหมอแล้ว จ้าวซันเอามือแตะหน้าผากบราลี เธอบอกว่าไม่ได้เป็นไข้สักหน่อย แล้วกุมมือจ้าวซัน ขอโทษอย่างรู้สึกผิดที่ตนบ้าบิ่นจนเกือบทำให้เขาได้รับอันตราย เพราะตอนนั้นคิดแต่ว่าจะไม่ยอมให้พวกนั้นหนีรอดไปได้ ยอมรับว่า

“น้องไม่มีเวลาไตร่ตรองจริงๆ ถ้าเขาทำสำเร็จเจ้าพี่ก็ต้องเจอปัญหาใหญ่แน่ๆ”

จ้าวซันมองหน้าเธอเต็มตาถามว่า “น้องไม่คิดถึงตัวเองคิดถึงแต่พี่อย่างนั้นสิ...งั้นต่อไปถ้ามีอะไรอีก เรามาสัญญากันนะว่า ทั้งพี่และทั้งน้อง จะไม่ทำอะไรตาม อำเภอใจ ต้องปรึกษากันก่อน” เมื่อบราลีรับคำ เขาเอ่ยอย่างห่วงใยว่า “รู้จักรักตัวเองบ้าง รู้จักกลัวและก็ระวังตัวด้วย อย่าประมาท เพราะว่าคนที่รักเขาเป็นห่วงเข้าใจไหม นี่แน่ะ ขอทำโทษสักทีเถอะ” พูดแล้วเอามือขยี้หัวเธออย่างเอ็นดู

ฝ่ายผู้กองเหลียง อเล็กซ์ หมวดจางและจ่าหมงยังคุยกันถึงเรื่องนี้ ผู้กองเหลียงพูดอย่างเบาใจว่า เกาเฟยกับพันหงปิงตายไปแล้ว จ่าหมงก็คาดว่าเหม่ยอิงคงหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่อเล็กซ์ติงและเตือนสติว่า แน่ใจหรือ มีใครพบศพพันหงปิงบ้าง ย้ำว่าตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดเรื่องก็ยังไม่จบ

ooooooo

จ้าวไทไทนั่งรถเข็นกลับมาถึงบ้านสี่ฤดูท่ามกลางความยินดีของทุกคน แต่จ้าวไทไทเองกลับเครียด มาถึงก็บอกจ้าวซันที่เข็นรถให้ว่า

“อากง ฉัน แล้วก็..” จ้าวไทไทชี้ไปที่อาม่า “แก...แล้ว ก็นายของแก...เตรียมตัวกันไว้ให้ดีนะ” แล้วมองไปทาง บราลี จ้าวซันจึงเข็นรถไปทางเธอ จ้าวไทไทจับมือบราลีไปแนบแก้ม ปล่อยมือเธอแล้วเอ่ย “ฉันมีเวลาเหลืออีกไม่มาก...วันนี้อยากนอนแล้ว”

จ้าวซันเข็นจ้าวไทไทที่นั่งนัยน์ตาเหม่อลอยไป ทุกคนเป็นกังวลกับคำพูดของจ้าวไทไท แต่จ้าวซันมองพวกเขา บอกด้วยสายตาทำนองว่าไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องห่วง

ทุกคนเพิ่งนึกได้ว่าไม่มีใครเห็นแม่สี่เลย จึงช่วยกันออกตามหา พอดีเสียงออดประตูใหญ่ดังขึ้น

เมื่ออาหลี่กับผิงอันวิ่งไปดู เห็นชายแปลกหน้าพาแม่สี่ในสภาพเหม่อลอยมาส่งบอกว่าเห็นเดินเหม่ออยู่ข้างถนนคนเดียว แล้วจู่ๆ ก็จะข้ามถนนตนกลัวว่ารถจะชน จำได้ว่าอยู่บ้านนี้จึงพามาส่ง

แม่สี่นัยน์ตาเหม่อลอย จำใครไม่ได้ พูดเพ้อเจ้อไม่ปะติดปะต่อ ผิงอันตกใจ เศร้าใจมาก เสนอให้แม่พักข้างล่างก่อน แม่สี่รู้เรื่องขึ้นมาทันทีบอกว่าจะขึ้นห้อง ไล่ทุกคนอย่ามาเกาะแกะตน แต่พอผิงอันถามว่าจำตนได้ไหม แม่สี่ก็พูดไม่รู้เรื่องขึ้นมาอีก ซ้ำยังเขกหัวผิงอันอย่างแรงจนเธอร้องเจ็บ

เมื่อผิงอันกับอาม่าพาแม่สี่ขึ้นไปที่ห้องนอนแล้ว แม่สี่สั่งอาม่าหน้าขึงขัง

“นี่อาม่า...พายัยผิงอันลงไปเลยนะ จะพากันไปทำครัวที่ไหนก็ไป อย่ามายุ่งกับฉัน ตอนนี้ฉันอยากอยู่คนเดียว”

ทันทีที่อาม่าพาผิงอันออกไป แม่สี่ก็พุ่งไปปิดประตูห้องล็อกทันที!

ที่แท้แม่สี่ทำอุบายแอบพาเหม่ยอิงเข้ามาอยู่ในห้อง เมื่อผิงอันยกอาหารมาให้ก็แค่ตักโน่นนิดนี่หน่อยแล้วไล่ผิงอันออกไป จากนั้นเอาอาหารเหล่านั้นให้เหม่ยอิงกิน แม้เหม่ยอิงจะทำท่ารังเกียจว่าเป็นอาหารเหลือแต่เธอก็กินอย่างหิวโหย บอกแม่สี่ว่าอร่อยมาก...แม่สี่สงสารสะเทือนใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่

ooooooo

เมื่อหมอแนะนำและกำชับเรื่องการไปพักผ่อน จ้าวซันกับบราลีจึงวางแผนหาสถานที่เที่ยวกัน ทั้งสองเลือกเกาะที่มีภูเขาให้ปีนด้วย จ้าวซันวางแผนเที่ยวเสร็จจะเลยไปงานแต่งงานของศิขรนโรดมที่คีรีรัฐเลย บราลี เห็นด้วย

ขณะบราลีจัดกระเป๋าเดินทางนั้น อาหลี่ประคองอากงเข้ามา อากงขอโทษจ้าวซันที่ช่วยงานเขาได้ไม่เท่าไหร่เลย ทั้งสองทำท่าจะคุยกันยาว บราลีบอกว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรกันตอนนี้เลย อากงคงอยากพักผ่อนแล้ว แต่พออาหลี่จะพาไป อากงหันบอกจ้าวซันด้วยสีหน้ากังวลว่า

“ตราบใดที่ยังหาตัวคุณเหม่ยอิงไม่พบ ผมว่าเราก็ยังไม่ควรประมาทนะครับ”

ระหว่างที่บราลีกับจ้าวซันเตรียมเดินทางไปพักผ่อนตามคำแนะนำของหมอนั้น เหม่ยอิงแฝงตัวในเงามืดจับตาดูอย่างริษยา เคียดแค้น เห็นกระเป๋าเดินทางที่วางเตรียมไว้ เธอพึมพำเหี้ยมก่อนเร้นกายไปในความมืดว่า...

“เที่ยวให้สนุกนะคะ...หวังว่า...”

ก่อนไปพักผ่อน จ้าวซันขับรถพลางคุยกับฉินเจียง ผิงอัน และเทเรซ่าที่นั่งรถมาด้วย

เขาบอกฉินเจียงว่าเวลานี้ยังทำอะไรออกนอกหน้ามากนักไม่ได้ ต้องช่วยอยู่เบื้องหลังให้ทำงานบางอย่างแทนตน ย้ำว่า “น้องต้องฟังคนอื่นแล้วก็ต้องอยู่ในกรอบต้องมีระเบียบวินัยสัญญาได้ไหม” ฉินเจียงให้สัญญา

กับผิงอัน จ้าวซันขอให้เธออยู่ข้างตัวเทเรซ่าศึกษาและช่วยงาน เทเรซ่าเสนอให้มาเป็นเลขาตนชั่วคราว ส่วนการเรียนเมืองนอกก็ให้เรียนแบบทางไกลโดยให้เทเรซ่าดูแลเรื่องนี้ให้เรียบร้อยด้วย ฝากงานทุกคนแล้วจ้าวซันฝากความหวังว่า

“พี่ไม่อยู่...ก็ฝากทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อประโยชน์ของพวกเราเองทั้งนั้น ไม่มีอะไรเพื่อตัวพี่เลย เข้าใจนะ”

ทุกคนรับคำ ทำให้จ้าวซันเบาใจ

ooooooo

ใกล้วันเดินทาง จ้าวซันซื้อเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้าให้บราลีมากมาย ให้อาหลี่ขนของกลับบ้านแล้วเขาไปดูงานและสั่งการที่สื้อฉวน อาหลี่บอกบราลีที่มาดูของว่า วันนี้จ้าวซันคงกลับดึก

เหม่ยอิงแอบดูแอบฟังอย่างปวดร้าวที่จ้าวซันดูแล บราลีถึงขนาดนี้ เธอกลับไปห้องที่ซ่อนตัว เอาเครื่องเพชรของจ้าวไทไทมาใส่ มองตัวเองในกระจกพูดอย่างผยองสุดๆ ว่า

“เพชรของจ้าวไทไท ใครว่ามันเป็นของต้องห้าม ห้ามแตะต้องงั้นเหรอ ขอโทษทีนะ มันเหมาะสมกับฉันอย่างที่สุด น้ำหน้าอย่างเธอ จ้างก็ไม่มีวันจะได้ครอบครอง”

เหม่ยอิงวางแผนร้ายกาจล้ำลึก มีแม่สี่ร่วมมือประสานงานอย่างแนบเนียน วันนี้แม่สี่เอายามาให้บราลีอ้างว่าอากงไม่สบายอาม่าก็ต้องดูแลแม่ใหญ่ตนจึงต้องมาดูแลเธอแทน อ้างว่านี่เป็นยาบำรุงกินแล้วจะสดชื่นแข็งแรง บราลีดมๆ บอกว่าอันนี้ไม่มีกลิ่นโสม แม่สี่อ้างว่าอันนี้เป็นสูตรผสมถั่งเช่า รบเร้าให้ดื่มจนบราลีดื่มหมดถ้วย

เพียงอึดใจเดียวบราลีก็ตาฟางมือไขว่คว้าไปข้างหน้า แล้วฟุบลงไปกับพื้น รู้สึกตัวอีกทีพบตัวเองมาอยู่ที่บ้านพักชายทะเลอยู่ในชุดราตรีสีขาวที่จ้าวซันซื้อให้ ทั้งเสื้อผ้าแม้กระทั่งรองเท้า ถูกมัดมือแน่นหนา และมีเหม่ยอิงถือปืน จ่ออยู่ตรงหน้า บราลีถามว่าเธอจะเอาอย่างไรบอกตรงๆ เลยดีกว่าหรือจะฆ่าก็ฆ่าเลย เธอมีเป้าหมายอะไรกันแน่

“ฉันจะเดินทางไกล... มีแต่เธอเท่านั้นที่จะทำให้ฉันไปถึงจุดหมาย”

เหม่ยอิงในชุดดำถือปืนจ่อบราลีในชุดราตรีขาว ต่างจ้องกันแบบไม่มีใครยอมใคร

ส่วนที่บ้านสี่ฤดู เมื่อรู้ว่าบราลีหายไป ต่างตกใจไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน แม่สี่เองก็อ้างว่าตนไม่ค่อยสบายนอนหลับไม่รู้เรื่อง หมวดจางฟันธงว่า “ท่าไม่ดีแล้วครับ.. ลักษณะนี้ ผมว่าเจ้าเก่ามาเองแน่นอน”

จ้าวซันถึงกับซีดเชื่อว่าเหม่ยอิงไม่ปล่อยบราลีไว้แน่

หลังจากพาบราลีมาขังไว้ที่บ้านบนโขดหินริมทะเลแล้ว เธอโทร.ไปหาจ้าวซันคร่ำครวญว่าตนถูกบราลีทำร้ายขอให้รีบมาช่วย มีข้อแม้ว่าเขาต้องมาคนเดียว เพราะถ้าเขาพาคนอื่นมาด้วยบราลีจะฆ่าตนทันที คร่ำครวญแล้วตัดสายเลย

แต่จ้าวซันดูเบอร์ที่โทร.เข้ามาจำได้ว่าเป็นเบอร์ของบ้านพักริมทะเลที่พวกตนไม่ได้ไปมา 5 ปีแล้วนับแต่เต้จากไป

เมื่อแน่ใจเช่นนี้แล้ว จ้าวซันให้อาหลี่ขับรถไปทันที ผู้กองเหลียงขับตามไป จ้าวซันบอกผู้กองว่าถ้าไปถึงก่อนห้ามตำรวจเข้าไปในบริเวณบ้านเด็ดขาด จะแอบที่ไหนก็ได้ ตนจะเข้าไปคนเดียวเพราะเหม่ยอิงเห็นคนอื่นเธออาจจะทำอะไรบราลีก็ได้ ย้ำแกมขอร้องว่า “ผมเป็นห่วงบราลี..และหวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือ”

พอฉินเจียงรู้ว่าจ้าวซันกำลังไปที่บ้านพักชายทะเล เขาบอกทุกคนว่าจะไปจัดการกับเหม่ยอิงเองอ้างว่าจ้าวซันใจอ่อนเชื่อคนง่ายไม่มีทางรู้ทันเหม่ยอิง เขาโทร.ไปหาจ้าวซันแต่ไม่รับสายจึงโทร.ไปหาผู้กองเหลียงคาดคั้นถามว่าอยู่ที่ไหน จ้าวซันไปที่นั่นด้วยใช่ไหม ผู้กองบอกว่าใช่ แต่ตอนนี้ตนหลงทางอยู่ ฉินเจียงตอบโอเค แล้วกดตัดสายเลย ผู้กองบ่นงงๆ

“อะไรของเขาวะ”

ooooooo

ระหว่างรอจ้าวซันมานั้น บราลีพยายามหว่านล้อม เหม่ยอิง แต่เหม่ยอิงเหมือนคนเสียสติแล้ว เธอเอาแชมเปญของเต้ที่แช่ไว้มาดื่ม และเข้าไปทำร้ายบราลีอย่างโหดร้าย เท่านั้นไม่พอลากเข้าไปในห้องน้ำเปิดฝักบัวรดจนบราลีเปียกม่อลอกม่อแลกหัวเราะเยาะว่าเหมือนลูกหมาตกน้ำเลย จากนั้นลากบราลีไปนั่ง หน้ากระจก ดูว่าใครสวยกว่ากันเยาะเย้ยว่า

“สารรูปดูไม่ได้ น่าสมเพชจริงๆ เธอนี่มันไม่คู่ควรที่จะมาเป็นคู่แข่งของฉันสักนิด! เยินๆ แบบนี้ เดี๋ยวพี่ชายใหญ่มาเห็นผิดหวังแย่ ลองพยายามทำหน้าให้เข้ากับชุดหน่อยสิ บราลี เราต้องประชันความงามกันให้พี่ชายใหญ่เลือก!”

ผู้กองเหลียงมาถึงจอดซุ่มห่างประมาณสองร้อยเมตรก่อนถึงทางเข้าที่พัก จ้าวซันมาถึงก็กระโดดลงจากรถสั่งอาหลี่ไม่ต้องตามตนจะเข้าไปคนเดียว แต่พอถูกผู้กองเหลียงและเต๋อเป่าท้วงติงว่าเหม่ยอิงไม่ธรรมดา จ้าวซันจึงให้อาหลี่ตามไป แต่ห้ามทำอะไรโดยพลการและห้ามทำร้ายเหม่ยอิงโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“แล้วประเทศนี้มันจะมีตำรวจไว้ทำไมวะ!” ผู้กองเหลียงบ่นลอย ๆ อย่างหงุดหงิด

แต่พอเข้าใกล้ที่พัก จ้าวซันหันสั่งอาหลี่ “แกรออยู่ตรงนี้แหละ ฉันสัญญาไว้แล้วว่าจะเข้าไปคนเดียว”

“เดี๋ยวก่อน..” เสียงฉินเจียงดังขึ้น พอจ้าวซันหยุดเขาเดินเข้าหาถาม “นี่พี่คิดจะทำอะไร พี่คิดจะเข้าไปในนั้นคนเดียวอย่างนั้นหรือ คิดได้ไง! ผมไปด้วย” จ้าวซันไม่ยอม ฉินเจียงก็ไม่ยอม ถามว่า “พี่ไปไว้ใจคนแบบนี้ได้ยังไง ถ้าพี่เชื่อว่าพี่คนเดียวเอายัยเหม่ยอิงอยู่ ผมก็ขอบอกว่า พี่มองโลกสวยเกินไปแล้ว”

“เหม่ยอิงเป็นน้องฉัน และเขารักฉัน ครั้งที่แล้วที่ฉันรอด ก็เพราะเขาทิ้งให้ฉันตายในนั้นไม่ลง แล้วกลับมาช่วยฉัน”

“ความรักของคนแบบนั้น ถ้ามันไม่สมหวังมันจะเปลี่ยนเป็นความแค้นแบบที่พี่คาดเดาไม่ได้เลยนะ”

จ้าวซันอึ้ง ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง..นาน จ้าวซันจึงเอ่ย “ก็จริง...แต่...”

“ไม่ต้องมีแต่แล้ว...พี่ประมาทเกินไป...ไป เราสองคนเข้าไปหาเหม่ยอิงกัน” ฉินเจียงเดินเข้าไปตบบ่า และโอบพาจ้าวซันไป จ้าวซันหันสบตาเต๋อเป่ากับอาหลี่ทำนองว่า...ไม่ต้องห่วง...

เหม่ยอิงยังข่มขู่คุกคามกระทั่งทำร้ายบราลีขณะรอจ้าวซันมา บราลีถามว่าเธอไม่รู้ใช่ไหมว่าจ้าวซันเป็นใคร?

“ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน ฉันยังจำวันแรกที่เราพบกันได้เลย...” เหม่ยอิงตอบอย่างมั่นใจ และเล่าถึงเวลานั้นที่ได้พบเจอและรู้จักจ้าวซันในแง่มุมของตัวเอง...

เวลานั้น...ทั้งเธอและฉินเจียงต่างยังเด็กอยู่ เธอถูกฉินเจียงข่มเหงรังแกเป็นประจำ วันนั้น เต้กับไทไทพาตนกับฉินเจียงไปที่โรงเรียนสอนเด็กกำพร้าของพ่อโจเซฟ แต่เพราะเธอกับฉินเจียงเล่นและระหองระแหงกันมาตลอดทาง เมื่อมีคนมาบอกเต้กับไทไทว่าหลวงพ่อให้มาตามไปข้างใน เต้กับไทไทจึงให้ทั้งสองรออยู่ข้างนอกดีกว่า

ระหว่างที่รอเต้กับไทไท เหม่ยอิงเดินกินขนมมาไม่ดูทาง เดินเตะกองขยะที่จ้าวซันกวาดกองๆ ไว้ พอเขาบอกให้เดินดีๆ เธอกับฉินเจียงกลับช่วยกันแกล้งเตะกองขยะกระจัดกระจาย ถึงกระนั้นจ้าวซันก็ยังอดทนอดกลั้นไม่ว่าอะไรก้มหน้าก้มตาตามกวาดไปกองตามเดิม

ฉินเจียงแกล้งแค่นั้นไม่สะใจ แย่งถุงขนมจากเหม่ยอิงเทหว่านให้กวาดอีก เหม่ยอิงร้องไห้เข้าไปแย่งขนมคืน ก็ถูกฉินเจียงผลักล้ม จ้าวซันทนไม่ได้เข้าไปผลักฉินเจียง พูดดีๆ ว่า “อย่ารังแกผู้หญิงสิ” ถูกฉินเจียงผลักถามว่าอยากมีเรื่องหรือ





จ้าวซันซัดหมัดใส่ เลยต่อยกันนัวเนีย พอดีเต้กับไทไทออกมา เต้กระชากจ้าวซันและฉินเจียงแยกจากกัน ฉินเจียงฟ้องว่าจ้าวซันรังแกตน แต่จ้าวซันกลับค้อมหัวเอ่ยขอโทษ เต้พูดอย่างเมตตาว่า “รู้จักกันแล้วสินะ”

นี่คือเหตุการณ์ที่ทำให้เหม่ยอิงประทับใจจ้าวซันแต่นั้นมา...

ooooooo

เต้กับไทไทจูงจ้าวซันเข้าไปที่บ้านสี่ฤดู บอกกับทุกคนที่มารอรับว่า

“บ้านสี่ฤดูต้อนรับลูกชายคนโตฉันหน่อย ต่อไปเราก็เป็นตระกูลจ้าวเหมือนกันแล้ว” เห็นทุกคนแปลกใจโดยเฉพาะฉินเจียงทำหน้าตกใจ เต้บอกว่า “ใช่..ต่อไปนี้เด็กคนนี้คือ “จ้าวซัน” ถ้าดูตามอายุแล้ว แกก็ต้องเรียกเขาว่าพี่”

“ไม่มีทาง..จะให้ผมเรียกเด็กกำพร้ากวาดขยะว่าพี่เนี่ยนะ” ฉินเจียงสวนไปอย่างไม่พอใจแล้วเดินผละไป ถูกไทไทตามไปตบปากเบา ๆ บอกว่า

“จ้าวซันเป็นลูกบุญธรรมของฉัน ฉันจะถือว่าจ้าวซันเป็นลูกชายคนโตของตระกูลจ้าว ให้ทุกคนเข้าใจตามนี้ด้วย”ฉินเจียงกับแม่สี่ไม่พอใจมาก อากงกับอาม่ามองจ้าวซันยิ้มให้อย่างอบอุ่นยินดี จ้าวซันยิ้มให้เหม่ยอิง เธอยิ้มตอบแต่พริบตาเดียวก็สะบัดหน้าเชิดใส่แต่แอบหันมองอีกที เห็นไทไทและเต้ลูบหลังลูบหัวจ้าวซันอย่างเอ็นดู

นั่นคือเหตุการณ์ในอดีตที่ประทับใจเหม่ยอิงจนกลายเป็นความรักที่มีต่อจ้าวซันผู้ปกป้องเธอนับแต่แรกเจอ...

ooooooo

เล่าถึงอดีตในวัยเยาว์ที่รู้จักและประทับใจในตัวจ้าวซันแล้ว เหม่ยอิงสรุปในตอนท้ายว่า

“เขาคือเด็กกำพร้า ผลจากสงครามในประเทศเล็กๆ ประเทศนั้นไง คีรีรัฐอะไรนั่นแหละ เหมือนเธอด้วยใช่ไหมหรือเธอมันเป็นคนไทยกันแน่ล่ะ ช่างเถอะ...ฉันไม่สนใจเธอหรอก เพราะเขาเป็นเด็กจากประเทศนั้น เขาถึงกระตือรือร้น อยากรับใช้เจ้าชายรัชทายาท และเขาถึงโกรธที่ฉินเจียงไป ขายอาวุธให้ประเทศนั้น เพราะมันคือมาตุภูมิของเขานี่ไง มีอะไรที่ฉันไม่รู้” เหม่ยอิงเชิดหน้าอย่างภูมิใจในสิ่งที่ตนรู้

เวลาเดียวกัน ที่นอกบ้านพักตากอากาศ จ้าวซันจับไหล่ฉินเจียงที่วิ่งนำไป ขอร้องให้เขารออยู่ตรงนี้ ฉินเจียงจำต้องยอม แต่มีข้อแม้ว่าจะเข้าไปทันทีถ้ารู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้น ปัดมือจ้าวซันที่บีบไหล่ออกพูดประชด

“อยากเป็นพระเอกคนเดียวก็ตามใจ”

จ้าวซันพยักหน้าขอบคุณที่เขายอม แล้วหันเดินเข้าไปช้าๆ...

เป็นเวลาที่บราลี กำลังเล่าถึงตัวตนที่แท้จริงของจ้าวซันให้เหม่ยอิงฟัง...

“จ้าวซัน...ที่จริง ชื่อ องค์ชายน่านปิงนรเทพ เจ้าพ่อของเขาเป็นอดีตเจ้าหลวงที่โดนเจ้าพ่อขององค์ชายศิขรนโรดม ที่เป็นพี่ชายแท้ปล้นราชบัลลังก์ไป เขาคือ องค์ชายรัชทายาทตัวจริงของราชบัลลังก์คีรีรัฐ”

“อะไรนะ...” เหม่ยอิงอึ้งเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

“เจ้าพ่อของเขาดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย พ่อแม่ของฉันเป็นข้าหลวงรับใช้เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ของเขา ท่านทั้งสองยอมสละชีวิต เพื่อให้เจ้าแม่ของจ้าวซันพาเขาหนีออกมาตอนที่เกิดเหตุชิงบัลลังก์เมื่อ 20 ปีก่อน เจ้าแม่ของจ้าวซันพาฉัน...ที่ยังเป็นทารกหนีออกมาด้วยกัน”

“ไม่จริง” เหม่ยอิงเริ่มระแวง

“จริงสิ...ก่อนท่านจะพลีชีพ ท่านได้ฝากฝังให้ฉันเป็นข้ารองบาทองค์ชาย...หมายความว่า ให้เป็นผู้หญิงของพระองค์ตั้งแต่ยังแบเบาะ หลังจากนั้น บาทหลวงโจเซฟเป็นคนพาจ้าวซันมาฝากให้จ้าวฉินเย่ว์กับจ้าวไทไทเลี้ยง ส่วนฉัน บาทหลวงโจเซฟ ก็พาไปฝากให้พลตรีสุริยะ ภีมะมนตรีเลี้ยงเหมือนกัน”

“โกหก” เหม่ยอิงไม่เชื่อ

ที่ด้านนอก จ้าวซันมาถึงพบว่าประตูบ้านพักถูกปิดล็อก เขาเอาตัวแนบผนังไต่ไปรอบๆ พยายามหาทางเข้าไป จนเจอหน้าต่างบานหนึ่งเปิดแง้มอยู่ ได้ยินเสียงบราลีจากข้างใน...

“ที่ฉันเติบโตมา และเรียนที่อเมริกาจนจบมา จ้าวซันนี่เองที่เป็นผู้อุปถัมภ์มาตลอด”

“ม่านฟ้า...น้องปลอดภัย” จ้าวซันพึมพำดีใจสุดๆ เงี่ยหูฟังใจจดจ่อ

“กิจการโรงงานผ้าไหมของพ่อฉันที่เมืองไทยที่แท้ก็เขาที่ช่วยโอบอุ้ม ในช่วงหลังๆ มานี่ฉันเองก็เพิ่งมารู้ความจริง เมื่อมาฮ่องกงที่ทำให้ฉันได้พบกับพวกคุณนั่นแหละ... งานเลี้ยงองค์ชายคีรีรัฐ เป็นงานที่จ้าวซันจัดขึ้น เพื่อให้เขากับองค์ศิขรนโรดมได้พบกัน เรื่องบังเอิญเรื่องเดียวที่เกิดขึ้นก็คือ เรื่องที่จ้าวฉินเจียงดันไปขายอาวุธสงครามให้นายทหารคีรีรัฐ ซึ่งมีเป้าหมายต้องการจะยึดอำนาจจากเจ้าหลวง พ่อของศิขรนโรดมที่เป็นลุงของจ้าวซัน”

บราลีเล่าความจริงที่ทหารคีรีรัฐพวกนั้นไล่ล่าจะฆ่าจ้าวซันกับแม่แล้ว ย้ำกับเธอว่า

“นี่แหละที่คุณต้องรู้ ก็คือที่จ้าวซันหายไปต่างประเทศเป็นเวลานาน และฉันตามเสด็จไปด้วย เราไม่ได้ไปฮันนีมูน จ้าวซันไปช่วงองค์ชายศิขรปราบพวกกบฏ เราเกือบตายกันหลายหน แต่สุดท้ายก็ทำสำเร็จ และเวลานี้ องค์ชายศิขรได้ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าหลวงองค์ใหม่เรียบร้อยแล้ว จ้าวซันถึงเดินทางกลับมา”

“พระเจ้าช่วย...โอ...นี่มัน...มันเป็นเรื่องที่...ที่...” เหม่ยอิงอุทาน สับสน บราลีบอกว่าเป็นเรื่องที่เธอไม่มีทางคิดได้เลย

เหม่ยอิงร้องไห้พร่ำถาม “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง...ฉันจะไปรู้ได้ยังไง...นี่มันมากเกินไปแล้วจริงๆ” เธอค่อยๆลดปืนที่จ่อบราลีลง ทรุดนั่งอย่างสับสน บราลีเองก็ร้องไห้ออกมาอย่างสะเทือนใจเมื่อเล่าต่อ...

“มันมากเกินไปจริงๆคุณเหม่ยอิง ชีวิตของจ้าวซัน ต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายมามากแล้ว ชีวิตของฉันก็เหมือนกันเราถูกปล้นชีวิตวัยเด็กที่ดีงามไป ให้กลายเป็นเด็กกำพร้า ต้องพลัดบ้านพลัดเมืองไปคนละทิศละทาง สุดท้าย...เราได้มาพบกัน แต่แล้วเราต้องมาเจอเรื่องที่คุณกำลังทำอยู่นี่...คุณยังจะฆ่าฉัน...แล้วจะทำร้ายจ้าวซันอีกเหรอ...คุณทำได้เหรอคะ...”

“นี่...นี่ฉัน...ฉันทำอะไรลงไป ฉันพลาดไปแล้วงั้นเหรอ...” เหม่ยอิงสบตาบราลีน้ำตายังเปียกแก้ม...

จ้าวซันแอบฟังจนบราลีเล่าจบ ได้ยินเหม่ยอิงพูดเช่นนั้นเขามีความหวังว่าเธออาจจะคิดได้...

เพื่อหาทางออกให้เหม่ยอิง บราลีบอกเธอว่าตนจะบอกทุกคนเองว่าเรามาด้วยกันเพื่อปรับความเข้าใจกัน ระหว่างเราสองคนไม่มีปัญหาอะไรกัน

เหม่ยอิงฟังอย่างสงบ ทันใดนั้นเองจ้าวซันปรากฏตัวขึ้น เหม่ยอิงคว้าปืนขึ้นมาทันที จ้าวซันแสดงความรักความเป็นห่วงบราลีจนเธอทนไม่ได้ จ้องปืนไปที่จ้าวซันถามว่ารักกันมากห่วงกันมากใช่ไหม ตัดพ้อว่าจ้าวซันที่ปกปิดความจริงทำให้ตนทำเรื่องร้ายแรงขึ้นมากมาย ตนทำทุกอย่างไปเพราะไม่รู้ ถามว่า

“เวลานี้ พี่ชายใหญ่คงจะเกลียดน้องมากใช่ไหมคะ” จ้าวซันบอกว่าตนไม่เคยเกลียดเธอเลย เหม่ยอิงก็ยังคร่ำครวญอย่างเสียใจว่า ตนทำเรื่องเลวร้ายมามาก ทำไปเพราะไม่รู้ โทษว่าเพราะจ้าวซันไม่ไว้ใจตนเลยนั่นเอง

ooooooo

จ้าวซันหายเงียบไปนาน บรรดาที่คอยฟังข่าวอยู่ข้างนอกต่างเป็นห่วงฉินเจียง อาหลี่และตำรวจ จึงวางแผนบุกเข้าไป

ในบ้านพัก...เมื่อจ้าวซันปรากฏตัวและถูกเหม่ยอิงตัดพ้อต่อว่าอย่างน้อยใจมากมาย เขาขอโทษที่ไม่บอกความจริงแก่เธอแต่แรกเพราะชีวิตของตนต้องเป็นความลับจริงๆเหม่ยอิงถามอย่างสับสน สงสัยว่า

“พี่เป็นเจ้าชาย...ถ้าอยากจะขึ้นเป็นเจ้าหลวงก็เป็นได้ แต่ที่กลับมารับใช้บ้านเรา ให้พวกเราโขกสับทุกอย่าง เพื่ออะไรคะ”

“ทุกอย่างมันคือมายาทั้งนั้นแหละเหม่ยอิง แม้แต่การเป็นจ้าวซันมันก็เป็นมายา น้องอย่าไปยึดติดอะไรเลย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความสุขหรอก ทุกที่ ทุกคน เอาแต่โลภ เอาแต่อยากยิ่งใหญ่ แล้วก็ฆ่ากัน  เพื่ออะไรก็ไม่รู้ ปล่อยบราลีเขาไปเถอะ เรามาเจรจากัน พี่จะช่วยเหม่ยอิง จะเอาอะไรก็ว่ามา พี่ยอมให้ทุกอย่าง จะไปต่างประเทศใช่ไหม จะหนีคดีไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครตามได้ ไปมีชีวิตใหม่ใช่ไหม”

เหม่ยอิงยิ่งไม่พอใจเชื่อว่าจ้าวซันทำทุกอย่างเพื่อบราลีเพียงคนเดียว และถ้าตนปล่อยบราลีไป ตนก็จะไม่มีวันได้พบเขาอีก

“อย่างที่พี่บอกไงเหม่ยอิง...ลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรทั้งหมด มันเป็นมายาทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นของพี่จริงๆ เลย ทุกอย่างเป็นของคนอื่น พี่ก็แค่ต้องทำหน้าที่ของพี่เพื่อส่วนรวม...แต่มีบราลีคนนี้เท่านั้นที่เป็นของพี่และพี่

ก็เป็นของเขาจริงๆแค่คนเดียวในโลก”

“พี่เป็นของเขา...เขาเป็นของพี่ งั้นเหรอคะ...ฮ่ะๆๆๆ” เหม่ยอิงคลั่งขึ้นมา หันปืนไปทางบราลีทันที ระบายความอัดอั้นคับแค้นใจว่า ในที่สุดตนก็กลายเป็นคนโง่ คนเลว เหลือตัวคนเดียว สูญเสียทุกอย่าง แล้วพวกเธอคือจ้าวซันกับบราลีก็จะจากไปมีความสุขกันสองคน ทิ้งให้ตนติดคุกแบบหน้าโง่ๆตามลำพังอย่างนั้นหรือ!

บราลีขัดขึ้นมา ตนจะขอเป็นคนพาเธอหนีเอง จ้าวซันเองก็ทำเป็นขัดขวางไม่ได้ ปล่อยให้ตนพาเธอไปเพราะกลัวตนเป็นอันตรายดีไหม เหม่ยอิงลดปืนลงถามว่าเธอพูดจริงหรือ?

ขณะที่เรื่องคล้ายจะคลี่คลายนั่นเอง ฉินเจียงก็บุกเข้ามา ทำให้เหม่ยอิงยิงไปทางฉินเจียงทันที เธอโกรธแค้นจ้าวซันหาว่าไม่ทำตามที่รับปากกับตนว่าจะมาคนเดียว กลายเป็นการปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างเหม่ยอิงกับฉินเจียง มีบรรดาตำรวจกรูกันเข้ามา จ้าวซันตะโกน

“ถอยออกไปให้หมด นี่เป็นคำสั่ง ออกไปให้หมดเดี๋ยวนี้!!”

ทุกคนถอยออกไป ฉินเจียงถอยไปอย่างฉุนเฉียว จ้าวซันจึงหว่านล้อมเหม่ยอิง แต่เธอคลุ้มคลั่งแล้ว เธอประกาศว่าไม่มีใครช่วยตนได้ ถึงออกไปจากที่นี่ได้ไม่โดนเก็บก็ต้องโดนจับ จ้าวซันยืนยันสัญญาว่าจะไม่มีใครทำแบบนั้นกับเธอ แต่เหม่ยอิงไม่เชื่ออีกแล้ว เธอยกปืนจ่อหัวตัวเองจะฆ่าตัวตายให้จ้าวซันดู

บราลีพุ่งเข้าไปปัดปืน กระสุนจึงเบนไปถูกกำแพงแทน

“ทำแบบนี้ทำไม เลิกสนใจได้แล้วว่าคนอื่นจะมองคุณยังไง มานี่ ลุกขึ้น ฉันจะพาเธอหนีไปเอง ไปด้วยกัน ข้างนอกมีเรือจอดอยู่เธอเห็นใช่ไหม เราสองคนจะวิ่งไปให้ถึงเรือนั่นแล้วหนีไปด้วยกัน”

จ้าวซันตกใจกับการตัดสินใจของบราลี ส่วนเหม่ยอิงมองหน้าบราลีลังเล

“ฉันจะหาทางให้คนของคุณชายจ้าวซันพาคุณหนีไปที่คีรีรัฐ ไปอยู่ที่นั่น” ถามจ้าวซันว่า ได้ใช่ไหม จ้าวซันไม่ทันตอบเธอก็พูดกับเหม่ยอิงต่อ “คุณจะไปมีชีวิตใหม่ที่นั่น ไปทำอะไรก็ได้ ไปเปิดร้านขายเสื้อผ้า ไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษหรืออะไรก็ได้ จ้าวซันเขาใหญ่มากที่นั่น เขาจะช่วยให้คุณหลบไปอยู่เงียบๆ ได้โดยไม่มีใครรบกวนคุณอีก”

เหม่ยอิงท่าทีอ่อนลง เมื่อบราลียื่นมือไป เธอจึงยื่นมือมาจับพยักหน้า บราลีจูงมือเธอวิ่งออกไปทันที

ระหว่างวิ่งไปนั่นเอง เหม่ยอิงถูกยิงที่ท้องทรุดลง จ้าวซันวิ่งตามมาทัน เขาช้อนร่างเธอไว้พร่ำบอกว่าน้องต้องไม่เป็นอะไร เหม่ยอิงอยู่ในอ้อมกอดของจ้าวซัน เธอยิ้มทั้งที่เลือดอาบร่าง พูดอย่างมีความสุข

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ ตอนนี้น้องมีความสุขมาก ไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว...พี่รักน้องไหมคะ...”

“รักสิ...รักๆๆๆ” จ้าวซันพร่ำบอก กอดเหม่ยอิง เกลี่ยผมที่ลงมาปิดหน้า เหม่ยอิงพูดทั้งที่ยังหลับตาว่า...

“น้องก็รักพี่...รักพี่มากกว่าชีวิตของน้องเสียอีก...พี่รู้ใช่ไหม”

“พี่รู้ อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้” จ้าวซันหันไปตะโกน “ใครก็ได้ รีบไปตามหมอมาทีเร็ว!”

ที่ท่าเรือนี่เอง เหม่ยอิงนอนอยู่บนตักจ้าวซัน บรรดาผู้เกี่ยวข้อง ทั้งฉินเจียง อาหลี่ และผู้กองเหลียงกับตำรวจ พากันมายืนห้อมล้อมด้วยใบหน้าเศร้าหมอง ทุกคนเสียใจเจ็บปวดกับภาพเหม่ยอิงบาดเจ็บเลือดท่วมร่างและกำลังจะจากไป...

ทุกคนรอเรือที่จะไปส่งเหม่ยอิงที่อ่อนล้าลงทุกที ต่างสารภาพ ตำหนิตัวเองที่ทำผิดพลาดกับเหม่ยอิง...

ผู้กองเหลียงพูดกับบราลีด้วยความเสียใจสุดซึ้งว่า ตนคิดว่าเหม่ยอิงจะลักพาตัวเธอไปอีก ก็เลย...

“จริง ๆ ฉันไม่น่าบอกให้คุณเหม่ยอิงวิ่งออกไปเลย ต้นเหตุทั้งหมดอาจจะเป็นฉันเอง...” บราลีเอ่ย

“ผมควรจะเสียใจมากกว่า...ที่ผ่านมา ผมทำเลวกับเหม่ยอิงมากกว่าคุณหลายเท่านัก” ฉินเจียงตำหนิตัวเอง

ระหว่างนั้น จ้าวซันพูดให้กำลังใจเหม่ยอิงตลอดเวลา เธอขอเวลาอยู่กับจ้าวซันตามลำพัง เมื่อทุกคนถอยออกไปแล้ว เธอรำพันความรักที่มีต่อจ้าวซัน จนในที่สุดพูดอย่างอ่อนเพลียมากว่า

“น้อง...รอ...ไม่ไหวแล้ว...พี่ชายใหญ่...น้อง... อยาก...หลับแล้ว...พี่อนุญาตให้น้องนอนเสียที...นะคะ...จูบลาน้องด้วย...”

“กุดไนท์จ้ะ” จ้าวซันพูดเบาๆ “สวีทดรีมนะบาย... น้องรักของพี่”

“กุดไนท์ ไอเลิฟยู ไอ...เลิฟ...ยู ทิลไอดาย...น้องรักพี่...จนวันตาย...จริงๆ นะคะ” เหม่ยอิงคอพับในอ้อมอกของจ้าวซัน

แม่สี่ร้องไห้โฮเมื่อได้ข่าวเหม่ยอิง โทษตัวเองว่าเอายานอนหลับให้บราลีกินจนเกิดเรื่องบานปลายเช่นนี้ โทษว่า

“เพราะแม่เอง...ทำให้เหม่ยอิงโดนตำรวจยิงตาย...แม่ทำลายลูกตัวเอง แม่ผิดเอง ผิงอันแม่จะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย”

แม่สี่ร้องไห้จนเป็นลมไป ผิงอันกอดแม่ร้องไห้อย่างหนัก

ooooooo

วันต่อมา ผิงอันนำเครื่องเพชรของจ้าวไทไทครบชุดไปวางบนโต๊ะตรงหน้าจ้าวไทไท ขอโทษแทนเหม่ยอิง บอกว่า เวลานี้เธอก็ได้รับผลกรรมไปแล้วอาจเพราะคำสาปของเครื่องเพชรนี้จริงๆก็ได้

จ้าวไทไทจึงเผยความลับทั้งหมดว่า “คำสาปเครื่องเพชรจ้าวไทไท มันไม่มีจริงหรอกผิงอัน...”

แล้วจ้าวไทไทก็เล่าถึงบรรดาเมียน้อยของเต้ที่พากันแก่งแย่งที่จะครอบครองเครื่องเพชรชุดนี้ จนกระทั่งเต้ตาย ตนก็ยังอยู่เฝ้าเครื่องเพชรชุดนี้ แต่เพราะไม่มีงานอะไรให้ใส่ไปอีก จึงเอาไว้ใส่เล่นนั่งๆนอนๆอยู่ในห้องนี้ จ้าวไทไทพูดถึงการตายของเหม่ยอิงว่า

“เหม่ยอิงมันตาย เพราะมันทำตัวของมันเองต่างหาก เครื่องเพชรมันก็อยู่เฉยๆของมัน คนเราจะได้รับผลยังไงก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเองทั้งนั้นแหละ ทำดีได้ดี ชั่วได้ชั่ว ในที่สุดแล้วเมื่อถึงวันที่เหมาะสมเธอโตพอเมื่อไหร่ เครื่องเพชรชุดนี้มันก็คงจะต้องตกเป็นของเรานั่นแหละซายหมุย”

ผิงอันไม่ขอรับเพราะตนไม่ดีพอบอกแม่ใหญ่ว่าให้บราลีไปดีกว่า จ้าวไทไทชี้แจงว่า บราลีและจ้าวซันไม่ใช่ คนตระกูลจ้าว แต่ผิงอันใช่ ย้ำว่า “ยังมีอะไรอีกหลายอย่างนักที่เธอจะต้องรับเอาไว้ ทั้งๆที่เธอไม่เคยคาดฝันเลยล่ะ”

ผิงอันหน้าตาตื่นอย่างตั้งตัวไม่ทันกับความจริงที่จ้าวไทไทบอกเล่าและวางตัวเธอไว้เป็นผู้สืบทอดของตระกูลจ้าว...

ส่วนจ้าวซันกับบราลี นั่งเรือไปโรยกุหลาบลงทะเล... ในยามนี้ แม้ใจจะยังเศร้า แต่ต่างก็ให้กำลังใจกันและกันที่จะก้าวต่อไปตามวิถีทางของตนด้วยความรัก

ooooooo

ที่คีรีรัฐ...เมื่อจ้าวซันไม่อาจตอบได้แน่นอนว่าจะมางานแต่งงานของศิขรนโรดมกับมิถิลาได้หรือไม่ งานแต่งงานจึงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

ทั้งในวังและชาวคีรีรัฐต่างตื่นเต้นยินดีกับข่าวมงคลนี้

ณ ลานพิธี...ประชาชนมากมาย ถือธง ถือดอกไม้นั่งกันเป็นแถว เป็นระเบียบ

เมื่อเริ่มพิธี อสุนีเดินนำศิขรนโรดมในชุดอภิเษกออกมา

ที่ลานอีกตำหนักหนึ่ง แม่นมพามิถิลาในชุดเจ้าสาวแสนสวย ออกมาหลบอยู่หลังประตูรอเวลา

ในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาร่วมชื่นชมในพิธีนี้ มีจ้าวซัน บราลี เมืองเทพ และลูกน้องคอยรักษาความปลอดภัยให้ทุกคนใส่แว่นดำแต่งตัวกลมกลืนแทรกอยู่ด้วย

บราลีและจ้าวซันต่างปลื้มปีติกับงานนี้ เฝ้ารอนาทีที่จะได้เห็นศิขรนโรดมและมิถิลาออกมา พลันทั้งสองก็ตื่นเต้นเมื่อแม่นมพามิถิลาออกมา ท่ามกลางเสียงโห่ร้องโบกธงด้วยความปลื้มปีติของประชาชน

“เห็นไหม มาแอบแบบนี้สนุกดีนะ ได้เห็นว่า ประชาชนรักเจ้าหลวงมากแค่ไหน แล้วเขาก็จะได้ไม่ต้องลำบากวุ่นวายมาจัดที่ทางให้เรา” จ้าวซันเอ่ย บราลีเห็นด้วย

ทันใดนั้น! ศิขรนโรดมจับมือมิถิลา พาเดินมาท่ามกลางประชาชนสองข้างทางที่เปล่งเสียงกึกก้อง

“เจ้าหลวงทรงเจริญยั่งยืน”

จ้าวซันกับบราลีร้องประสานเป็นเสียงเดียวกับประชาชน “เจ้าหลวงทรงเจริญยั่งยืน” และโบกธงกันสุดแขน

เมื่อศิขรนโรดมและมิถิลาเดินมาถึง ศิขรนโรดม ตะลึงพรึงเพริดเมื่อเห็นจ้าวซันดีใจจนหยุดชะงัก จ้าวซันรีบส่งสัญญาณให้เดินต่อทำพิธีก่อน แต่ศิขรนโรดมก็อดใจไม่ได้ที่จะกระซิบบอกมิถิลาว่า

“ในที่สุด เจ้าพี่ก็มา มิถิลาดูสิ...ในที่สุดเจ้าพี่ก็มา...”

เมื่อขบวนพระราชพิธีเข้าไปในท้องพระโรงแล้ว ประชาชนพากันหันมองจ้าวซันกับบราลีที่ถูกคนถ่ายวีดิโอหันมาถ่ายทั้งสอง ภาพจ้าวซันถูกตัดขึ้นจอใหญ่ พลันเสียงประชาชนก็เซ็งแซ่ขึ้น “น่านปิงนรเทพนี่นา”... “องค์น่านปิงเสด็จมา” แล้วเสียงสดุดีก็กึกก้องขึ้น “องค์ชายน่านปิง ทรงเจริญยั่งยืนพะย่ะค่ะ”

ooooooo

แม่นมเป็นคนมาพาจ้าวซันและบราลีเข้าไปในวัง หลังจากพระราชพิธีเสร็จสิ้นแล้ว ทุกคนต่างหวังว่าน่านปิงนรเทพจะอยู่ที่คีรีรัฐ แต่ไม่เป็นไปตามปรารถนา เพราะจ้าวซันและบราลีขอไปท่องเที่ยวอย่างไร้ภาระหนักใดๆ

ศิขรนโรดมปรารภกับจ้าวซันอย่างหนักใจว่า “น้องกลัวการมีอำนาจเหลือเกิน น้องเคยเห็นมาแล้วว่า อำนาจมันเหมือนอาวุธ มันหันมาทำลายตัวคนถืออาวุธเสียเองก็บ่อย”

“แต่ใครๆก็อยากได้ครอบครองอาวุธนั้นกันจริงๆ อยากจนสามารถทำอะไรที่น่ากลัวที่สุดก็ได้ อยากจนฆ่าพี่น้องหรือคนที่ตัวเองรัก”

“มีหลักการอะไรไหมเจ้าพี่ ที่จะทำให้น้องเป็นเจ้าหลวงที่ดีได้”

“การเป็นเจ้าหลวงที่ดี ก็คือ การทำเพื่อประชาชนมากกว่าตัวเอง การใช้อำนาจก็เหมือนกัน จงใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แค่นี้เองศิขร...ผู้ยิ่งใหญ่ต้องไม่เอาเปรียบ ต้องเป็นผู้ให้ ไม่ใช่เป็นผู้กอบโกยเอามาเป็นของตน จงให้ไปแล้วเราจะได้มาเอง ความดีของการเป็นผู้ให้ จะคุ้มครองเรา”

ศิขรนโรดมฟังอย่างปีติปลาบปลื้ม มีกำลังใจ...

ooooooo

พันหงปิงยังไม่ตายแต่พิการ เขาขายอาวุธและ ฝึกสอนการใช้ให้กลุ่มโจรหมายตั้งตัวเป็นใหญ่ในคีรีรัฐ ขณะฝึกอาวุธกันที่หน้าผาใกล้แม่น้ำ เห็นจ้าวซันกับบราลีไปท่องเที่ยว จึงสั่งโจรให้กำจัดจ้าวซันเสียเพราะเป็นคนทำให้ตนพิการ

เมื่อถึงวันที่จ้าวซันกับบราลีจะเดินทางจากคีรีรัฐ ศิขรนโรดมจัดเรือไว้ให้ แต่ถูกอสุนีเอาระเบิดแสวงเครื่องไปวางที่ท้องเรือ ดีที่เมืองเทพเห็นเสียก่อนและจับตัวอสุนีได้ เขาสารภาพว่าที่มุ่งฆ่าจ้าวซันก็เพราะต้องการให้ศิขรนโรดมเป็นเจ้าหลวงที่แท้จริงเพียงองค์เดียวของคีรีรัฐ

แต่จ้าวซันไม่ติดใจกลับแสดงความยินดีที่ ศิขรนโรดมจะได้มีองครักษ์ที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีอย่างอสุนี แต่ระหว่างนั้นเอง พันหงปิงก็นำกองโจรมาโจมตี ถูกทหารคีรีรัฐสังหารตายหมด พันหงปิงที่ซุ่มอยู่ยกปืนเล็งใส่จ้าวซัน อสุนีเห็นเขาพุ่งเข้าเอาตัวบังจ้าวซันไว้จนตัวเองได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ได้รับการยกย่องเยี่ยงวีรบุรุษของคีรีรัฐ ส่วนพันหงปิงก็ถูกยิงตาย

จ้าวซันกับบราลีเดินทางกลับไปฮ่องกง ปลูกบ้านพักริมทะเลอยู่กันแบบสามัญชนอย่างมีความสุข สมปรารถนา ดังที่จ้าวซันเคยพูดกับเหม่ยอิงว่า

“ลาภ ยศ สรรเสริญ มันเป็นมายาทั้งนั้น ไม่มี อะไรที่เป็นของพี่จริงๆเลย”

สุดท้ายของทุกชีวิตคือ คืนสู่สามัญ...นี่คือสัจธรรม...

ooooooo

–อวสาน–
กลับไปยังรายบอร์ด