กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15
      
       พันธุ์สูรย์เดินกลับเข้ามาในออฟฟิศอย่างเร็วรี่ สีหน้ากลัดกลุ้ม ดูกังวลหนัก 2 พี่น้องตามเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนใจเช่นกัน
      
       “พันธุ์สูรย์! มีอะไรทำไมไม่พูดออกมา”
       พันธุ์สูรย์หันกลับมาด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ
       “พูดออกมาซิคะ พี่พันธุ์สูรย์” ลานนาคาดคั้น
       “เพราะผม...”
       “อะไร” ภูไทซัก
       ลานนาซักอีก “อะไรคะ”
       “เราต้องไปพบหลวงพ่อ” พันธุ์สูรย์บอกออกมาในที่สุด
      
       บรรยากาศของวัดป่าแห่งนั้น เงียบสงบ และร่มเย็น ฝูงนกต่างเกาะและส่งเสียงร้องอยู่บนกิ่งไม้ พันธุ์สูรย์เดินนำภูไทและลานมาเรื่อยๆ แล้วสอดส่ายสายตามองหา
       จนเจอพระรูปหนึ่งท่วงท่าดูสงบและสำรวมเหมือนพระนักปฏิบัติ กำลังนั่งภาวนาอยู่บนกุฏิไม้เก่าๆ พันธุ์สูรย์เข้าไปก้มกราบ เช่นเดียวกับเจ้าพี่ภูและเจ้าน้อง
       พระรูปนั้นลืมตาขึ้น ถามด้วยท่าทีค่อนข้างคุ้นเคย “มาหาหลวงพ่อล่ะซี”
       “ครับ...แต่หลวงพ่อไม่ได้อยู่ที่กุฏิ ผมก็เลยมาถามหลวงพ่อ” พันธุ์สูรย์บอก
       “หลวงพ่อท่านอาพาธ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล...อาตมาจะส่งข่าวไปบอกโยม แต่ท่านห้ามไว้ ไม่อยากให้โยมต้องกังวล”
       “ท่านเป็นอะไรหรือครับ” ภูไทเป็นฝ่ายซัก
      
       3 คนพากันมาอยู่ที่โรงพยาบาลเด็กๆ เป็นโรงพยาบาลประจำตำบล ภูไทและลานนานั่งรอ และคุยปรึกษากันเงียบๆ อยู่ภายนอกอาคาร โดยมีชาวบ้านนั่งรอญาติ
       สักครู่พันธุ์สูรย์จึงเดินออกมา สีหน้าค่อนข้างกังวล
       “หลวงพ่อท่านเป็นยังไงบ้างคะ” ลานนาถามขึ้น
       “ยังอยู่ในไอซียู หมอห้ามเยี่ยม ต้องดูอาการสัก 2-3 วันก่อน”
       ลานนาถอนใจกลุ้มๆ
       “งั้นกลับกันก่อนเถอะ” ภูไทว่า
       พันธุ์สูรย์พยักหน้า นัยน์ตายังคงหนักใจ ด้วยความเป็นห่วงหลวงพ่อพันธุ์ผู้เป็นบิดา
       “ท่านไม่เป็นอะไรหรอกน่า” ภูไทตบไหล่พันธุ์สูรย์เบาๆ เป็นเชิงปลอบ
       สามคนเดินปลอบกันออกไป
       เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง อุไรเดินนำภูไทและลานนาเข้าไปในห้องรับแขก แสงแขเดินเข้ามาในบริเวณนั้นทันที
       “เจ้าลานนา...เจ้าภูไท”
       “เรามาถามเรื่องวิรงรองน่ะครับ”
       “เจ้าเลยต้องกังวลไปด้วย...นี่ทุกคนก็พยายามกันเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังหาไม่พบ! ทีแรกยังนึกว่าอยู่ที่บ้านเจ้าเลย” แสงแขว่า
       “เรายังไม่ทราบว่า วิกลับมาที่นี่ ... ดิฉันโทร.เข้ามือถือก็ไม่มีใครรับ” ลานนาบอก
       “ที่บ้านเขาล่ะคะ เขาอาจจะกลับไปบ้านก็ได้” แสงแขถาม
       “โทร.แล้วค่ะ...วิไม่ได้อยู่ที่บ้าน”
       จู่ๆ ภูไทนึกได้ “ทำไมเราไม่ลองโทร.เช็คตามโรงแรม”
       “จริงด้วย งั้นเรากลับไปที่บ้านดีกว่า ได้ความยังไงแล้วค่อยติดต่อมาที่นี่” ลานนาว่า
       ภูไทพยักหน้า แล้วหันมาทางแสงแข
       “ถ้าอย่างนั้น เรากลับกันก่อนนะครับ”
       “ค่ะ...ขอบคุณมากค่ะ”
       สองพี่น้องเดินย้อนไป
       แสงแขหันมาทางอุไร “ทีหน้าทีหลังไม่ต้องเสนอหน้าเชิญใครเข้ามาอีก ได้ยินมั้ย”
       “ได้ยินค่ะ”
       แสงแขเดินออกไป
       อุไรมองตามงงๆ “ไหนทีแรกเห็นเป็นห่วงแทบตายไง”
      
       อุษานั่งซึมอยู่มุมหนึ่ง ก่อนอุไรจะเดินเข้ามา และตกใจเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางอุษา
       “คุณอุษาเป็นอะไรหรือคะ”
       อุษาน้ำตาร่วงทันที “ฉันกลุ้มใจ ถ้าเราหาตัววิรงรองไม่พบ...”อุษาใจหาย พูดต่อไม่ได้
       “นั่นซีคะ...อุไรก็กลุ้มๆ อยู่เหมือนกัน เอ๊ะ หรือว่าผีลักซ่อน”
       อุษาสะดุ้ง “ฮื้อ อุไรนี่”
       “อ้าว เป็นไปได้นะคะ คุณวิเธอยิ่งชอบสืบโน่นสืบนี่อยู่ด้วย”
       อุษาลุกขึ้นทันที
       “อุไรไปด้วยค่ะ”
      
       ครู่ต่อมาอุษาและอุไรเดินเข้ามาในห้องเก็บภาพบรรพบุรุษ โดยที่อุไรถือธูป เทียน และไม้ขีดไฟมาด้วย
       2 คนทรุดตัวลงคุก เข่า จัดการจุดธูป 1 ดอก อุษารับธูปจากอุไรแล้วไหว้ขอให้ช่วย ไม่ต้องพูดออกมา 2 คนขอกันอยู่ในใจ
       แสงแขเดินผ่านมาแล้วหยุดมอง เพราะไม่ได้ปิดประตู
       อุษาดูแน่วแน่ เช่นเดียวกับอุไรซึ่งพนมมือ ก้มหน้าเช่นกัน
       แสงแขยิ้มเยาะ แล้วเดินหนีไป
      
       ขณะเดียวกันโอบอ้อมกำลังนวดขาให้ท่านผู้หญิงอยู่ในห้อง
       แสงแขเดินเข้ามา แล้วปิดประตูเบาๆ
       “พี่อุษาจุดธูปบนบานดวงวิญญาณบรรพบุรุษแล้วค่ะ”
       ท่านผู้หญิงเยาะเย้ย “ถ้าเป็นบรรพบุรุษนังพลับพลึงกับท่านเจ้าคุณละก็ ตัวเองยังช่วยไม่ได้เลย ส่วนบรรพบุรุษอื่นๆ ก็คงไปเกิดใหม่กันหมดแล้ว...ตาลบมาหรือยัง”
       “ยังเลยค่ะ”
       “เดี๋ยวมาก็คงวุ่นวายใหญ่ไปอีกสักพักนึง โอบ...ไปบอกอุษาซิว่า กลางวันนี้ฉันอยากกินข้าวต้มกับปลาสลิดทอดกรอบ”
       “ท่านผู้หญิงยังเคี้ยวไหวหรือเจ้าคะ” โอบอ้อมปากดี
       ท่านผู้หญิงจ้องหน้าเขม็ง
       โอบอ้อมหน้าเจื่อนจืด แล้วก้มกราบ “ขอประทานโทษเจ้าค่ะ” ก่อนจะคลานออกไป
       “นังโอบมันขาดๆ เกินๆ แกต้องคอยคุมมันไว้ให้ดี ! พวกพี่ชายมันก็เหมือนกัน”
       “ได้ค่ะ คุณย่า...เอ้อ...แล้วเรื่องคุณลบกับแขล่ะคะ”
       “งานนี้แกช่วยฉันได้มาก! เอาเป็นว่าฉันจะไม่ขัดขวางแกก็แล้วกัน เชิญแกจับตาลบได้ตามสบาย”
       “ขอบคุณมากค่ะ คุณย่า”
       ท่านผู้หญิงรู้คำตอบอยู่แล้วว่าอดิศวร์ต้องปฏิเสธ มีสีหน้าแววตาเย้ยหยันแสงแขเต็มที่
      
       ที่ห้องใต้โดม วิรงรองค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง จากที่ร้องไห้เสียจนอ่อนเพลียหลับไป
       วิรงรองค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ตั้งสติทบทวนความทรงจำ ภาพตอนแสงมาตามว่าท่านผู้หญิงไม่สบายผุดขึ้นมาในห้วงคิด
       อารมตกใจวิรงรองรีบตามแสงแขลงไป ขณะบันไดจะตรงไปห้องท่านผู้หญิง แต่แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง
       วิรงรองดึงตัวเองกลับมา ยกมือลูบศีรษะตรงที่ถูกอ๊อดตี แล้วนิ่วหน้าร้องเบาๆ ด้วยยังรู้สึกเจ็บไม่หาย
       ที่บริเวณนั้น มีเลือดแห้งเกรอะกรังวิรงรองสะท้อนใจพึมพำออกมา
       “คุณแสงแข...ความหึงหวงทำให้คนบางคนทำร้ายคนอื่นอย่างอำมหิตได้ขนาดนี้เชียวหรือ” วิรงรองนิ่งคิดแล้วมองไปในความมืดสลัวโดยรอบอย่างพิจารณา “แล้วนี่ฉันอยู่ที่ไหนกัน”
       วิรงรองค่อยๆ ลุกขึ้นเดินสำรวจภายในนั้น หยากไย่ใยแมงมุม และฝุ่นหนาเตอะ ขณะเดินๆ อยู่วิรงรองสะดุดอะไรอย่างหนึ่ง จนหน้าคะมำ วิรงรองก้มลงหยิบขึ้นมาดู
       จากแสงสว่างที่ลอดเข้ามารำไร แต่ก็ทำให้เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นกระดูกแขนของมนุษย์
       วิรงรองกรีดร้องแล้วขว้างทิ้งด้วยความตกใจกลัว พร้อมกับถดถอยไปนั่งมุมห้อง ปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นสะท้าน
      
       เวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่งแล้ว อดิศวร์เรียกประชุม ทุกคนที่อาศัยในเขตโดมทองมากันพร้อมหน้าในห้องนั่งเล่น
       “ถ้าวิรงรองออกไปจากบ้าน มันก็ต้องมีคนเห็นบ้างซิ”
       ทุกคนก้มหน้านิ่งกันไปหมด
       ท่านผู้หญิงซึ่งนั่งรถเข็นมองออกไปจากหน้าต่างห้องนั่งเล่นยิ้มนิดๆ สีหน้าเหมือนเริ่มทบทวนเหตุการณ์ในอดีตแบบเดียวกันนี้ที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ ตอนที่เจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ รู้ว่าพลับพลึงหายตัวไป
       ภาพของอดิศวร์กับหมู่มวลคนงาน คนรับใช้ หายไป กลายเป็นท่านเจ้าคุณกับหมู่มวลบ่าวไพร่แทนที่ รวมทั้งนายพันธุ์ ปู่ของพันธุ์สูรย์ที่ยังหนุ่มแน่น
       “แล้วอย่างนี้ข้าจะไว้ใจใครได้” ท่านเจ้าคุณเอ่ยขึ้นเสียงดัง
       บ่าวไพร่แต่ละคนก้มหน้า ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
       “ไอ้พันธุ์”
       “ขอรับ...ท่านเจ้าคุณ”
       “ข้าอุตส่าห์ไว้ใจให้เอ็งดูแล โดมทอง ขณะที่ข้าไม่อยู่ ... แต่เอ็งก็ปล่อยให้คุณพลับพลึงหายไปได้”
       พันธุ์เงยหน้าขึ้น ทำท่าจะพูด แต่ที่ม่านหน้าต่าง ตรงห้องนั่งเล่นไหวๆ เหมือนมีคนแอบมองอยู่
       “เอ็งจะแก้ตัวว่ายังไงฮึ! ไอ้พันธุ์”
       ภาพเหตุการณ์นั้นซ้อนทับเหตุการณ์ในยามนี้ ที่อดิศวร์กำลังมองกราดไปทั่วทุกคน ก่อนจะมาหยุดที่นายสม
       “ว่าไง สม”
       “ผมไม่เห็นจริงๆ ครับว่า คุณหนูออกไปจากโดมทอง ตอนไหน” สมบอก ?
       “พวกเราทุกคนไม่มีใครคิดจริงๆ ค่ะว่า วิรงรองจะหนีไป เพราะก่อนหน้านั้นเขาก็ดูเป็นปกติดี .... ไม่ได้มีเรื่องกระทบกระทั่งกับใครเลย” แสงแขบอก
       อดิศวร์เดินกลับเข้าบ้านอย่างหัวเสีย
      
       ครู่ต่อมาอดิศวร์เดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยความหงุดหงิดพลุ่งพล่าน เสียงโทรศัพท์บ้านบนโต๊ะดังขึ้น อดิศวร์รีบเดินไปรับด้วยสีหน้ามีความหวังขึ้นมา
       “วิรงรอง”
       “นี่ผมเอง ภูไท” เสียงเจ้าภูไทดังลอดออกมา
       “ผมยังไม่ว่าง...”
       ภูไทซึ่งอยู่ที่ออฟฟิศในคุ้ม ขัดขึ้นทันที
       “ผมจะโทร.มาบอกว่า ผมให้คนเช็คตามโรงแรม...รีสอร์ท...สายการบินหมดแล้ว แต่ก็ไม่มีวี่แววน้องวิ”
       อดิศวร์เริ่มพาล “แล้วผมจะแน่ใจได้ยังไงว่าวิรงรองไม่ได้อยู่กับคุณ”
       “คุณก็มาค้นดูได้”
       “คุณไม่โง่พอที่จะให้วิรงรองพักที่นั่นหรอก”
       “คุณจะคิดยังไงก็ตามใจ แต่ขอบอกว่า ทุกคนที่บ้านผมก็กำลังช่วยกันตามหาน้องวิเหมือนกัน”
       ภูไทวางสายโทรศัพท์ไป ลานนาที่อยู่ด้วยถสมทันที
       “เขาว่ายังไงหรือคะ !
       “เขาก็หาว่าเรานั่นแหละที่ซ่อนวิรงรองไว้”
       “บ้า! นี่ถ้าวิไม่ใช่เพื่อนรักของน้อง...น้องจะไม่ช่วยตามหาแล้วละค่ะ”
       ฟากอดิศวร์เดินกลับไปกลับมาหงุดหงิด จนสักครู่หนึ่ง มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น
       “ฉันยังไม่อยากพบใคร”
       “คุณย่าให้มาตามคุณลบไปพบค่ะ” เสียงแสงแขดังเข้ามา
       อดิศวร์ถอนใจเฮือก
      
       ท่านผู้หญิงเอ่ยขึ้นทันทีที่อดิศวร์มาถึง “ย่าเสียใจจริงๆ นะตาลบ ที่ย่าเป็นต้นเหตุให้ เอ้อ...วิรงรองหนีไป” หญิงชรามารยา ทำเสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้ “ย่าเสียใจ”
       อดิศวร์ปลอบแบบแกนๆ เพราะมัวกลุ้มใจ “ไม่ใช่หรอกครับ...เพราะระยะหลังๆ มานี่ คุณย่าดีกับเขามาก”
       “แต่ย่าก็เคยร้ายมาก...เขาคงไม่ไว้ใจย่า”
       แสงแขรับมุกทันที “คุณย่าขา...ไม่มีใครโทษคุณย่าเลยค่ะ”
       “ถึงไม่มีใครโทษ...แต่ฉันก็โทษตัวเอง...”
       “คุณย่าอยู่กับแสงแขก่อนนะครับ...ผมจะไปตามหาเขาต่อ”
       “ไปเถอะ .... รีบไปเลยลูก”
       อดิศวร์รีบลุกออกไป ประตูปิดลง ท่านผู้หญิงพูดต่อ
       “แต่ขออย่าให้มาพบเลย”
       ท่านผู้หญิงหัวเราะลั่นอย่างสะใจ
       แสงแขมองท่าทีหัวเราะอันน่ากลัวนั้นอย่างวาดๆ
      
       ด้านวิรงรองเช็ดน้ำหูน้ำตา แล้วลุกขึ้นเพ่งมองอย่างตั้งสติ สายตาที่เริ่มคุ้นชินกับความมืด ทำให้มองเห็นกระดูก และกระโหลกผุๆ ด้วยกาลเวลา กระจัดกระจาย ซึ่งเป็นของพวกนักดนตรี
       ตรงบริเวณนั้นยังมีเครื่องดนตรีที่เก่าจนผุพังตามกาลเวลา เกลื่อนอยู่
       วิรงรองทรุดตัวลง เอามือลูบไปตามระนาดอย่างแผ่วเบาแล้วหลับตาลง
       ภาพเหตุการณ์ตอนมาถึงที่โดมทองใหม่ๆ วิรงรองได้ยินเสียงดนตรีไทยแว่วมา ผุดขึ้นในหัว
       “หมายความว่า เสียงดนตรีมาจากที่นี่ เป็นไปไม่ได้เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด”
      
       ตกตอนกลางคืนท้องฟ้าคืนเดือนแรม เต็มไปด้วยดวงดาวส่องแสงระยิบระยับ
       แสงแขเปิดประตูเข้ามาภายในห้องท่านผู้หญิง ด้วยดวงตาสดใสเต็มไปด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องของผู้มีชัยชนะ
       “นังโอบล่ะ!…นี่แกคงไม่ได้คิดจะมานอนเป็นเพื่อนฉันหรอกนะ” ท่านผู้หญิงถาม
       “แน่นอนค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ แขไม่ใช่ทาสคุณย่าแล้ว” แสงแขพูดเสียงกร้าว
       ท่านผู้หญิงมองจ้องแสงแขนัยน์ตาขุ่น
       “แขมายื่นข้อเสนอ”
       “ข้อเสนออะไรของแก”
       “คุณย่าต้องทำให้คุณลบแต่งงานกับแขให้ได้ แขให้เวลา 7 วัน อ๊ะ 10 วันดีกว่า นังวิรงรองจะได้กลายเป็นศพไปแล้ว ...ให้การอะไรไม่ได้” แสงแขบอกอย่างลำพอง
       ท่านผู้หญิงนัยน์ตาวาววับ “มันจะมากไปแล้วนังหิ่งห้อย! อย่างแกน่ะชื่อแสงแขมันสว่างไป...มันดีเกินไป! ต้องเปลี่ยนเป็นนังหิ่งห้อยนั่นแหละถึงจะเหมาะ”
       “งั้นคุณย่าก็ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน! ชื่อมณฑาน่ะ เขาถือเป็นดอกไม้สวรรค์...ทั้งสวยทั้งหอมและสูงส่ง ไม่เหมาะกับนังแม่มดร้ายอย่างคุณย่า”
       “อีแสงแข” ท่านผู้หญิงตวาดลั่น
       แสงแขไม่ยี่หระ “ตกลงว่าภายใน 7 วัน คุณย่าต้องทำให้แสงแขคนนี้หรือจะเรียกว่านังหิ่งห้อยก็ตามใจ แต่งงานกับคุณลบและกลายเป็นคุณผู้หญิงของโดมทองให้ได้ ...ไม่อย่างนั้น คุณลบจะได้รับรู้ว่า คุณย่าน้อยพลับพลึงกับนังวิรงรองหายไปไหน”
       ท่านผู้หญิงท้า “บอกเลย บอกไปเลย เพราะแกเองก็คือผู้สมรู้ร่วมคิด”
       “แล้วคุณย่าคิดว่าแขจะโง่ยอมให้คุณย่าใส่ร้ายได้ฝ่ายเดียวหรือคะ แล้วที่สำคัญที่สุด คุณย่าเป็นคนจับคุณย่าน้อย...”
       “ใครที่ไหนเขาจะเชื่อแก”
       “นอกจากซากนังวิรงรองแล้ว...คุณย่ากล้ายืนยันไหมล่ะคะว่า จะไม่มีซากของคนอื่นอีก ส่วนแขก็จะเป็นแค่เหยื่อที่ถูกบังคับ ถูกกดหัวมานาน จนกลัวคุณย่าลนลานเหมือนคนอื่นๆ ในบ้านนี้ เป็นยังไงล่ะคะ!…เหนือฟ้ายังมีฟ้า...เหนือคุณย่ายังมีแสงแข”
       ท่านผู้หญิงทำท่าเหมือนจะกระอักเป็นเลือด ขณะที่แสงหัวเราะชอบอกชอบใจ
      
       ฝ่ายวิรงรองกำลังกวาดสายตาที่ชินกับความมืดมากขึ้น กอปรกับเริ่มตั้งสติได้ มองไปอีกอย่างสำรวจตรวจตรา
       สายตาไปหยุดที่มุมหนึ่งของห้อง ที่มีเตียงเก่าๆ ตั้งอยู่
       วิรงรองค่อยๆ เดินไปที่เตียงนั้น บนเตียงมีฝุ่นหนาเตอะจนแทบมองไม่เห็นที่นอน มองสำรวจตรวจตรา จนเห็นเป็นผ้าห่มอยู่ใต้ฝุ่น และหยากไย่พวกนั้น
       วิรงรองเลื่อนผ้าห่มผืนนั้นออกเบาๆ เพื่อไม่ให้ฝุ่นกระจาย แต่แล้วถึงกับผงะ เบิกตากว้าง เมื่อเห็นโครงกระดูก ที่มีเศษผ้าเก่าๆ ขาดติดอยู่บางส่วนนอนอยู่
       วิรงรองมองเรื่อยไปที่ขาแล้วสะดุ้ง เมื่อพบว่าข้อเท้านั้นถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ซึ่งคล้องไว้กับขาเตียงอีกที วิรงรองหลับตาลง ภาพเหตการณ์ตอนที่ได้ยินเสียงลากโซ่กลางดึกในบางค่ำคืนผุดขึ้นมาทันที
       วิรงรองลืมตาขึ้น น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้สึกตัว ด้วยเกิดความเวทนาสูงสุด จากนั้นจึงค่อยๆ ทรุดตัวลง คุกเข่าแล้วก้มกราบ
       “คุณพลับพลึง...คุณพลับพลึงไม่ได้หนีไปไหนอย่างที่ใครๆ สันนิษฐาน หรือที่ท่านผู้หญิงพยายามบอก...ในขณะที่ท่านเจ้าคุณตามหาแทบพลิกแผ่นดิน ท่านไม่ได้สังหรณ์เลยสักนิดว่าคุณพลับพลึงถูกล่ามโซ่อยู่ในห้องนี้ และต้องเสียชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน”
       ภาพอีกเหตุการณ์ผุดขึ้นมาแทน ในขณะที่วิรงรองอยู่ในห้องพัก แล้วลุกขึ้นมาดูเจ้าคุณนั่งรถม้ามาหยุดใต้หน้าต่าง แล้วเงยหน้ามองขึ้นไปที่หน้าต่างโดม
       “ผู้ชายคนนั้นคือท่านเจ้าคุณจริงๆ ที่ขับรถม้ามารอคุณพลับพลึงอยู่ใต้หน้าต่างโดม”
       วิรงรองซึ่งยามนี้ความกลัวจับใจ จนสลายกลายเป็นความเวทนาจับจิต ค่อยๆ ยื่นมือไปปัดหยากไย่ออกจากบริเวณ
       กระโหลกพลับพลึง
       “ใครกันที่ใจดำอำมหิตกับคุณพลับพลึงได้ถึงเพียงนี้”
       ภาพเหตุการณ์ตอนเจอกับท่านผู้หญิงสรรักษ์ครั้งแรก แล้วท่านร้องกรี๊ดไล่ตะเพิดเธอออกไป เข้ามาในห้วงความคิด
       เมื่อภาพเลือนหาย วิรงรองรู้ทันที
       “ท่านผู้หญิง” วิรงรองนิ่งคิดอย่างขมขื่น “...ทำไมถึงได้อำมหิตนัก...อำมหิตขนาดทำกับน้องแท้ๆ ได้ลงคอ”
       วิรงรอเดินกลับมานั่งลงที่เดิม แล้วทอดสายตามองไปที่เตียง ถอนใจยาว น้ำตาซึมออกมาอีก
       “อีกไม่นาน เราก็จะมีสภาพเหมือนคุณพลับพลึงแล้วก็โครงกระดูกเหล่านี้”
       วิรงรองเศร้าสะเทือนใจเป็นที่สุด
      
       เวลาดึกสงัด ภายนอกโดมทองดูเวิ้งว้างวังเวง และน่ากลัว แสงแขในชุดนอนเดินถือเชิงเทียนมาตามทางเดิน ตรงมาที่ห้องทำงานอดิศวร์
       แสงแขค่อยๆ หมุนลูกบิดเปิดประตูเข้าไปอย่างแผ่วเบา
       แสงแขค่อยๆ ปิดประตูลงเบาๆ แล้วเดินมาที่โต๊ะทำงานซึ่งจากแสงเทียน เห็นอดิศวร์นั่งฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะในชุดเดิม และผล็อยหลับด้วยความอ่อนเพลียจากการพยายามตามหาวิรงรอง
       แสงแขวางเชิงเทียนลงบนโต๊ะ แล้วอ้อมมาคุกเข่าลง โอบแขนไปรอบเอวอดิศวร์อย่างชื่นอกชื่นใจ
       “คุณลบขา...”
       อดิศวร์ขยับตัวนิดๆ
       “แขรักคุณลบ...รักมากเหลือเกิน”
       อดิศวร์ตื่น เงยหน้าขึ้นงงๆ
       “แสงแข...”
       แสงแขเคลิ้มเผยอหน้าขึ้นไปจูบบริเวณแก้มเพ้อพร่ำ “แขรักคุณลบ...”
       พร้อมกันนั้นแสงแขเลื่อนริมฝีปากจะมาที่ปากอดิศวร์อยู่แล้ว
       อดิศวร์ผุดลุกขึ้นทันที เหมือนรู้สึกตัวเต็มที่แล้ว บอกเสียงขุ่น
       “กลับไปห้องเดี๋ยวนี้”
       แสงแขลุกขึ้น “คุณลบอย่าไล่แขเลยค่ะ แขรักคุณลบ”
       อดิศวร์พยายามตั้งสติใหม่ “ฟังนะ...เธอเป็นน้องสาวของพี่เหมือนอุษา...พี่จะคิดเป็นอื่นไม่ได้...เราเป็นพี่น้องกัน”
       แสงแขเปลี่ยนท่าที “ไม่ต้องมาอ้างพี่อ้างน้อง! เพราะอีนังวิรงรองใช่ไหมคะ มันหนีตามใครไปแล้วก็ไม่รู้ คุณลบอย่าเสียเวลารอมันอยู่เลย” สีหน้าแววตากร้าวขณะบอก “แต่แขสิคะ...แขยังอยู่”
       “เธอเป็นอะไรไปน่ะ” อดิศวร์เสียงขุ่น
       แสงแขไม่สนสีหน้าท่าทางอีกฝ่าย “แขมีเลือดมีเนื้อ...มีหัวใจที่มอบให้คุณลบมานานแล้ว...แขพร้อมที่จะแทนที่วิรงรองให้คุณลบ”
       “แต่เธอไม่ใช่วิรงรอง...เธอเป็นน้องของพี่”
       อดิศวร์เสียงดังขึ้น พร้อมกับเดินไปที่ประตู แล้วเปิดออก พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง
       “กลับไปห้องเธอเดี๋ยวนี้”
       แสงแขสะอื้นฮักๆ เสียใจเหลือแสน ออกมาทันที “คุณลบ”
       “กลับไปคิดทบทวนให้ดี แล้วเธอจะเข้าใจ”
       แสงแขสะอึกสะอื้นมาที่ประตู แล้วโผกอดอดิศวร์ ร้องไห้ราวกับคนหัวใจสลาย
       “คุณลบขา...คุณลบอย่าใจร้ายไล่แขไปเลยนะคะ...คุณลบไม่ต้องยกย่องแขเป็นเมียออกหน้าออกตาก็ได้”
       อดิศวร์จับไหล่แสงแขดึงออกห่าง
       “เหลวไหลใหญ่แล้ว! จำไว้ให้ขึ้นใจว่า เธอเป็นน้องพี่!”
       แสงแขยกมือปิดหน้าสะอึกสะอื้น
       “ไป...กลับไปห้อง...แล้วคิดให้ดี”
       อดิศวร์จูงแสงแขออกไป แล้วปิดประตูลง ถอนใจยาว
      
       แสงแขเดินเข้ามาในห้องตัวเอง แล้วปิดประตู ยังคงร้องไห้อย่างหนัก
       “คุณลบใจร้าย! ใจร้ายที่สุด! ขับไล่ไสส่งแขได้ลงคอ”
       แสงเดินมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียง นัยน์ตาเป็นประกายกร้าวขึ้น
       “เชิญรอนังวิรงรองไปเถอะ รอจนตายไปทั้งสองคนเหมือนคุณปู่กับคุณย่าน้อย ฉันจะคอยสมน้ำหน้าพวกแกเหมือนนังแม่มดนั่น”
       แสงแขเปลี่ยนมาเป็นหัวเราะอย่างสะใจเหมือนคนบ้า
      
       อดิศวร์เดินเข้ามาในห้องนอนท่ามกลางความมืด ตรงไปเปิดโคมไฟหัวเตียงอย่างคุ้นชิน แล้วจึงเดินไปที่หน้าต่าง ทอดสายตามองออกไป แลเห็นอาณาเขตโดมทองดูอ้างว้าง วังเวง ก็ยิ่งคิดถึงคู่หมั้นผู้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
       “วิรงรอง...เธออยู่ที่ไหน...จะไปทำไมไม่บอกไม่กล่าว...ทิ้งให้ฉันต้องทุกข์ทรมาน”
       ภาพหวานชื่นของสองคน ตั้งแต่พบกันครั้งแรกๆ ทะเลาะกัน ดีกัน ผุดเข้ามาในห้วงความคิดอดิศวร์เป็นระลอก
       ครั้นพอภาพจำเหล่านั้นเลือนหาย อดิศวร์ก็มีสีหน้าเคร่งขรึม สะเทือนใจใหญ่หลวง
      
       ดวงจันทร์ข้างขึ้นส่องแสงอ่อนๆ ดูซีดเซียว ท่ามกลางท้องฟ้าที่ร้องคำรามเสียงครืนครันเหมือนฝนจะตก
       วิรงรองยังติดอยู่ในห้องๆ หนึ่ง พยายามร้องให้ช่วยและหาทางออกด้วยสีหน้าหวาดกลัวตื่นตระหนก
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยด้วย”
       ฟ้าฟาดเปรี้ยง ฝ่าลงมาดังสนั่น
      
       วิรงรองสะดุ้งเฮือก ตกใจตื่น เสียงฟ้าครืนครัน และฝนตกหนัก อดิศวร์ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง สายฝนกระหน่ำ ตกอย่างหนัก ไม่ลืมหูลืมตา
      
       อดิศวร์นิ่วหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
      
       ขณะเดียวกันที่บนยอดโดมท่ามกลางฝนฟ้าตกกระหน่ำ ไม่ลืมหูลืมตา วิรงรองขดตัวนอนหลับอยู่ โดยภายในห้องสว่างไสวไปด้วยแสงเทียน พร้อมๆ กับที่มีเสียงดนตรีดังขึ้น วิรงรองได้ยินขยับตัวเล็กน้อย
      
       จู่ๆ เหมือนมีใครคนหนึ่ง เดินมาหยุดตรงหน้า แล้วมองมาอย่างเศร้าสร้อย โดยด้านหลังไป เป็นวงมโหรีกำลังเล่นเพลง “นางครวญ”
       วิรงรองพึมพำในอาการกึ่งหลับกึ่งตื่น “ใครคะ...ใคร...”
       ที่แท้เป็นพลับพลึงดูเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกมา ขณะยื่นมือมาจับแขน วิรงรองสะดุ้งลืมตาตื่น มองไปที่แขนแล้วร้องลั่น สะบัดเต็มแรงจนหนูตัวที่มาไต่บนแขนกระเด็นไป
       หนูตัวนั้นมุดร่องรูหนีไป วิรงรองลูบแขนด้วยความขยะแขยง และคลื่นไส้ ปากร้องตะโกนท่ามกลางความมืดมิด
       “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย”
      
       เช้ามืดวันต่อมา แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า นกนางนวลบินโฉบจับปลาอยู่เหนือน้ำทะเลสงบ
       ส่วนในห้องครัวที่โดมทอง อุษาและอุไรช่วยกันเตรียมทำอาหารตามเคย
       แสงแขเดินเข้ามา นัยน์ตายังบวมแดง ใบหน้าซีดเซียว จากการร้องไห้อย่างหนักเมื่อคืน
       “คุณลบไปไหน”
       อุษามองหน้าแสงแขด้วยความแปลกใจแว่บหนึ่ง “ไปทำอะไรมา”
       “ฉันถามว่า คุณลบไปไหน” แสงแขถามเสียงดังขึ้น
       “อยู่ห้องทำงานมั้ง” อุษาว่า
       “ไม่อยู่...แขไปดูแล้ว”
       “เอ้อ...อุไรเห็นขับรถออกไปเมื่อสักครู่ใหญ่ๆ แล้วค่ะ” อุไรบอกแทน
       “ไปไหน” แสงแขซักเสียงขุ่น
       “ไม่ทราบค่ะ...ไม่กล้าถาม” อุไรบอกอีก
       แสงแขหงุดหงิด มีสีหน้าเข่นเขี้ยวขึ้นมา
       “แล้วมันเรื่องอะไรที่มาตามหาคุณลบแต่เช้า” อุษาถาม
       “เพราะเขากำลังจะแต่งงานกับฉันน่ะซิ” แสงแขว่า
       อุษากับอุไรสะดุ้ง อ้าปากค้าง มองตามแสงแขซึ่งเดินเชิดออกไป
      
       โอบอ้อมกำลังพับเก็บที่นอน ขณะที่ท่านผู้หญิงนั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง
       ประตูเปิดออก เห็นแสงแขเดินเข้ามา
       “คุณย่าคะ...คุณย่าต้องพูดกับคุณลบแล้วละค่ะ”
       “แกก็รู้คำตอบอยู่แล้ว”
       โอบอ้อมเหลือบตามองทั้ง 2 คนสลับกันไปมา
       “งั้นคุณย่าก็รู้ว่า ผลจากความดื้อดึงของคุณย่าจะเป็นยังไง” แสงแขขู่อีก
       “แกต้องให้เวลาฉันบ้าง”
       “ก็เหลืออีก 7 วันไงคะ”
       พูดจบแสงแขก็สะบัดตัวเดินกลับออกไป ขณะที่ท่านผู้หญิงนั่งคอแข็ง
      
       แสงแขปิดประตู สีหน้าเครียดเคร่งบ่นงึมงำ “คุณลบหนีไปไหน! อย่านึกนะว่าจะหนีพ้น”
      
       มองจากเทอเรซ แลเห็นบรรยากาศอันสวยงามของอาณาบริเวณคุ้มภูไท อดิศวร์มาหาภูไทแต่เช้า นั่งนิ่งอยู่ตรงหน้าภูไทตรงบริเวณเทอเรซ ขณะที่ลานนายกถาดน้ำมาเสิร์ฟ
       “เดี๋ยวทานข้าวเช้าด้วยกันนะคะ แม่ครัวกำลังทำอยู่” ลานนาบอก
       “ขอบคุณ...แต่ผมไม่หิว” อดิศวร์บอก
       ลานนาสบตาภูไท แล้วทรุดตัวลงนั่ง
       “เจ้าน่าจะรู้บ้างว่าเขาไปไหน...อย่างน้อยเขาก็ไว้ใจเจ้ามากกว่าผม” อดิศวร์เอ่ยขึ้น
       “ผมก็ขอยืนยันว่าผมไม่ทราบจริงๆ” ภูไทบอก
       ลานนาเอ่ยขึ้น “บางทีวิอาจจะยังไม่อยากเจอใคร เราน่าจะปล่อยให้เขาอยู่กับตัวเองสักพัก”
       “ถ้าอย่างนั้นเขาก็ควรจะส่งข่าวไปให้คุณแม่ของเขารู้บ้าง...นี่คุณแม่ ก็ไม่รู้เหมือนกัน” ภูไทว่า
       อดิศวร์มองหน้าภูไท
       “ผมไม่ได้บอกหรอกนะว่า เขาหายไปเฉยๆ แต่ทำเป็นนึกว่าน้องวิอยู่บ้าน เลยโทร.ไปหา” ภูไทบอกต่อ
       “วิรงรองเขาโทร.ถึงแม่ทุกวัน...อีกไม่นานก็คงจะรู้สึกผิดปกติ” อดิศวร์กังวลขึ้นมา
       “ผมก็พยายามตามหาน้องวิเหมือนกัน ... แล้วก็เป็นห่วงเขามากด้วย”
       อดิศวร์ขยับตัว “ถ้าได้ข่าวอะไรก็ช่วยบอกผมด้วยก็แล้วกัน” แล้วลุกเดินออกไปเงียบๆ
       ลานนามองตาม “ท่าทางเหมือนไม่ได้นอนทั้งคืนนะคะ พี่ชาย”
       ภูไทพยักหน้าเห็นด้วย “พี่ว่ามันผิดปกติจริงๆ นะ ยัยน้อง”
       “นั่นน่ะซีคะ...ไม่เคยหายไปเฉยๆ แบบนี้เลย”
      
       ภูไทเดินตรงมาหน้าออฟฟิศ ขณะที่พันธุ์สูรย์เดินออกมาพอดี
       “จะไปไหนล่ะ”
       “ไปเยี่ยมหลวงพ่อครับ...เจ้าไปด้วยไหม”
       “ไปซิ”
       สองหนุ่มเดินออกไปด้วยกัน
      
       ด้านอดิศว์เดินเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าหมองๆ โอบอ้อมรออยู่รีบเข้ามาเสนอหน้า
       “ท่านผู้หญิงให้มาตามคุณลบค่ะ”
       โอบอ้อมหันไปยิ้มกับแสงแข ซึ่งเดินออกมาจากมุมที่หลบอยู่
      
       ครู่ต่อมาอดิศวร์เดินเข้ามาในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ด้วยสีหน้าท่าทางหมองๆ เช่นเดิม
       ท่านผู้หญิงเรียกด้วยกระตือรือร้น “มานั่งกับย่ามา”
       อดิศวร์ปรายตามองไปรอบห้องแว่บหนึ่ง “นี่ไม่มีใครอยู่กับคุณย่าหรอกหรือครับ”
       “ย่าไล่ออกไปเอง! ย่ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับลบ”
       อดิศวร์ยังดูเนือยๆ “เรื่องอะไรครับ”
       ท่านผู้หญิงยกมือขึ้นลูบหน้าหลานอย่างรักใคร่ “ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”
       อดิศวร์มองย่าอย่างประหลาดใจ
       “ย่าเองก็อายุมากแล้ว...อีกหน่อย...ถ้าไม่มีย่า...ใครจะดูแลร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลบ”
       อดิศวร์ชักจะรู้ตัวว่าผู้เป็นย่าจะพูดเรื่องอะไร “ผมชินกับการอยู่คนเดียว”
       “ไม่ได้...ไม่ได้...ย่าต้องจัดการให้ลบมีลูกมีเมียก่อน” ท่านผู้หญิงบอกจริงจัง
       “คุณย่า” อดิศวร์ตกใจ
       “ย่าจะจัดงานแต่งงานให้ ไม่ต้องใหญ่โตอะไร เอาแค่ถูกต้องตามประเพณีก็พอ! แสงแขมันก็ยอมทุกอย่าง”
       “ไม่ครับ ผมเรียนคุณย่าตั้งหลายครั้งแล้วว่าไม่ และผมก็ขอยืนยันคำนั้น” อดิศวร์ยืนกราน
       ท่านผู้หญิงบอกเสียงแข็งขึ้นมาทันที “แกต้องแต่ง”
       อดิศวร์แปลกใจ “คุณย่า”
       “อยากให้ย่าเดือดร้อนรึไง” ท่านผู้หญิงหลุดปาก
       “เดือดร้อน! ทำไมคุณย่าถึงจะต้องเดือดร้อน!”
       ท่านผู้หญิงรู้สึกตัว “เอ้อ...เพราะย่าคงนอนตายตาไม่หลับ ถ้าลบยังไม่เป็นฝั่งเป็นฝา”
       อดิศวร์ขยับตัว ชิงตัดบท “ผมไม่ค่อยสบาย...ขอตัวก่อนนะครับ” แล้วเดินออกไป
       “ลบ! อย่าเพิ่งไป! ลบ!”
       ประตูปิดตามไป สีหน้าแววตาของท่านผู้หญิงเต็มไปด้วยความร้อนอกร้อนใจ
      
       ระหว่างนั้นแสงแขทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวเดินมาที่หน้าห้อง
       “แสงแขมาพอดี เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนคุณย่าหน่อย”
       “ค่ะ”
       พออดิศวร์เดินลับตัวไป แสงแขมองตาม แล้วรีบเข้าไปในห้องท่านผู้หญิงทันที
      
       แสงแขรีบเดินมาที่ถามทันที
       “สำเร็จมั้ยคะ คุณย่า”
       “ยัง”
       “คุณย่า...” แสงแขตั้งท่าจะโวย
       ท่านผู้หญิงขัดขึ้นทันที “แกต้องให้เวลาฉันบ้าง! ยังเหลืออีก 7 วันไม่ใช่เรอะ”
       “ใช่! แต่คุณย่าก็ควรจะเร่งมือได้แล้วนะคะ” แสงแขขู่
       “นี่! ถ้าแกไม่พอใจก็ไปจัดการเองซิ ไม่ได้ดั่งใจก็ปล้ำเอาซะเลย” หญิงชราแดกดัน
       แสงแขเม้มปากเป็นเส้นตรง
       ท่านผู้หญิงรู้ทันที พูดเยาะหยัน “อ้อ! คงทำมาแล้วละซี แต่ไม่สำเร็จ! ลงทุนขนาดนั้นยังไม่สำเร็จ” หญิงชราหัวเราะร่า “น่าทุเรศ” แล้วหัวเราะต่ออย่างสะใจ
       “แขทำไม่สำเร็จ แต่คุณย่าต้องทำให้สำเร็จ ไม่งั้นคุณย่าที่น่ารักของคุณลบจะเปลี่ยนเป็นนังปีศาจทันที”
       แสงแขนัยน์ตาลุกเป็นไฟ ขณะพูดใส่หน้า
       แต่ท่านผู้หญิงยังคงหัวเราะเยาะใส่หน้าแสงแขอย่างสะใจอยู่อย่างนั้น
      
       บรรยากาศวัดป่าอันแสนสงบ สงัด ร่มเย็นด้วยธรรมชาติโดยรอบ หลวงลุงก้าวออกมาจากกุฏิ ขณะที่ 3 คนเดินตรงมา ภูไท พันธุ์สูรย์ และคนงานไหว้หลวงลุง
       “เจริญสุข” หลวงลุงทัก
       “ผมไปเยี่ยมหลวงพ่อที่โรงพยาบาล แต่คุณหมอบอกว่า ท่านกลับมาแล้ว” พันธุ์สูรย์เอ่ยขึ้น
       “กลับมาเมื่อเช้า...ใครจะทัดทานยังไงก็ไม่ยอม”
       “ผมจะมารับท่านไปพักที่บ้านให้หายดีก่อน แล้วค่อยกลับมา” พันธุ์สูรย์ว่า
       หลวงลุงส่ายหน้า “ท่านไม่ยอมหรอก...โรงพยาบาลท่านยังไม่อยากอยู่เลย ขนาดเจ็บอย่างนี้ ! เข้าไปดูซิ”
       ทุกคนไหว้ขอบคุณหลวงลุงแล้วเข้าไป
      
       หลวงพ่ออาพาธนอนหลับสนิทด้วยอาการอ่อนเพลียจากพิษไข้ พันธุ์สูรย์ กับภูไท เดินเข้ามาในห้องนอนพร้อมรังนกของเยี่ยม แล้วคุกเข่าลงกราบ คนงานจากไร่ชื่อ ทองดำ ตามมาด้วยหนึ่งคน
       “จะเอายังไงดี” ภูไทหารือ
       “ให้ทองดำอยู่เฝ้าท่านที่นี่ พอท่านตื่นขึ้นมา ค่อยโทร.ไปบอกเรา ดีไหมครับ” พันธุ์สูรย์บอก
       “ก็ดีเหมือนกัน หรือนายจะอยู่เฝ้าด้วยก็ได้”
       “ไม่เป็นไร ผมนัดลูกค้าไว้...คุยเสร็จเรียบร้อย ผมอาจจะแว่บมาดูอีกที” พันธุ์สูรย์หันมาทางคนงาน “ถ้ามีอะไรรีบโทร.บอกฉันทันทีนะ”
       ทองดำรับคำ “ครับ”
       ภูไทและพันธุ์สูรย์กราบลาหลวงพ่อแล้วออกไป ร่างหลวงพ่อยังหายใจสม่ำเสมอ
      
       อดิศวร์กำลังเดินไปโดยรอบอาณาเขตโดมทองอย่างใช้ความคิด สักครู่สมเดินตามมา แล้วช่วยมองสำรวจไปโดยรอบเช่นกัน สองคนทำอย่างนั้นอยู่พักหนึ่ง แล้วเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
       สีหน้าอดิศวร์เปลี่ยนเป็นกังวลทันทีที่เห็นเบอร์ “สวัสดีครับ คุณน้า”
       ปรางอยู่ที่บ้านในกรุงเทพฯ ขณะโทร.มา มีสีหน้าร้อนอกร้อนใจ
       “คุณอดิศวร์ แม่หนูเป็นอะไรหรือเปล่า...ทำไมดิฉันถึงติดต่อไม่ได้เลย”
       อดิศวร์ตัดสินใจบอกไป “คือ...มีปัญหาบางอย่างครับ”
       ปรางยกมือทาบอก น้ำเสียงที่ถามตื่นตระหนก “ปัญหาอะไรคะ! บอกมาเดี๋ยวนี้เลยปัญหาอะไร!”
       “วิรงรองหายไป...”
      
       ปรางตกตะลึง โทรศัพท์ตกจากมือทันที
      
       อุษาและแสงแขยืนทะเลาะกันอยู่มุมหนึ่ง
      
       “เธอหมายความยังไง แสงแข”
       แสงแขเหยียดยิ้ม “ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ”
       แสงแขหันหลังเดินไป
       อุษารีบตามมาดึงแขนไว้ “เธอรู้หรือว่า วิรงรองอยู่ที่ไหน”
       “ไม่ได้พูดอย่างนั้นสักหน่อย”
       เสียงอดิศวร์เรียกดังขึ้น “อุษา”
       อุษาและแสงแขหันมามอง อดิศวร์เดินตรงมา
       แสงแขรีบชิงพูดก่อน “มีอะไรหรือคะ คุณลบ”
       “คุณแม่ของวิรงรองกำลังจะเดินทางมา”
       “ตายจริง” อุษาตกใจ
       แสงแขเหยียดมุมปากเยาะๆ นิดหนึ่ง
       “พี่จัดการติดต่อเรื่องตั๋วเครื่องบินให้เรียบร้อยแล้ว คงจะมาถึงตอนเย็นๆ พี่จะให้สมไปรอที่สนามบิน...เธอช่วยติดรถไปคอยดูแลด้วย”
       “ได้ค่ะ”
       แสงแขทำกระตือรือร้น “แล้วแขล่ะคะ...คุณลบจะให้แขทำอะไร”
       “เธอก็อยู่ดูแลคุณย่าไป” อดิศวร์บอก
       แสงแขหน้างอ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก อดิศวร์หยิบมาดู แล้วกดรับ
       “ครับ...เจ้าภูไท...ได้...ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
       อดิศวร์หันหลังเดินไป
       “คุณลบจะไปไหนคะ”
       อดิศวร์ไม่ตอบ อุษาเดินแยกไป ปล่อยให้แสงแขหงุดหงิดพลุ่งพล่านอยู่คนเดียว
      
       แสงแขเดินเข้ามาในห้อง ขณะที่ท่านผู้หญิงสรรักษ์สั่นกระดิ่งเสียงดัง
       “โอ๊ย! หนวกหู!” แสงแขร้องลั่น โดยไม่เกรงใจแล้ว
       “ก็อยากหายหัวกันไปหมดทำไม”
       “คุณย่าหงุดหงิดเจ้าอารมณ์แบบนี้ ใครที่ไหนเขาจะอยากอยู่ด้วย” แสงแขย้อน
       “หน็อยแน่! นังแสงแข...” หญิงชราเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
       “อย่าด่านะคะ...ถ้าด่าแขจะออกไปเดี๋ยวนี้ คนอื่นเขาก็ยุ่งกันหมด พี่อุษาต้องไปคอยรับเสด็จแม่นังวิรงรอง”
       ท่านผู้หญิงสะดุ้ง “อะไรนะ”
       “คุณลบส่งพี่อุษาไปคอยรับ...คอยอำนวยความสะดวกให้แม่นังวิรงรอง! ส่วนตัวคุณลบเขาก็ต้องตระเวนตามหานังนั่น!”
       “ตาลบนะตาลบ...นังนั่นมันมีดีอะไร” ท่านผู้หญิงหงุดหงิด
       “ก็คงมีดีเหมือนที่คุณย่าน้อยมีนั่นแหล่ะค่า” อุษาเยาะเย้ยท่านผู้หญิง
       “อีแสงแข”
       แสงแขหัวเราะขบขันท่าทีของท่านผู้หญิง ไม่มีความหวาดหวั่นแม้สักน้อย
      
       ขณะที่อดิศวร์กำลังจะเดินออกไป อุษารีบตามมา
       “คุณลบคะ”
       อดิศวร์หยุด แล้วหันมามอง
       “คุณลบจะให้อุษาจัดห้องไหนให้คุณแม่วิรงรองคะ”
       “เกือบลืม!… เมื่อกี้เจ้าภูไทบอกว่าให้ท่านไปค้างที่บ้านเขา...ซึ่งพี่ก็เห็นด้วย ...อุษาพาท่านไปส่งที่นั่นก็แล้วกัน”
       “ได้ค่ะ”
       อดิศวร์เดินออกไป ส่วนอุษาเดินย้อนกลับเข้าไปเช่นกัน
      
       ไม่นานต่อมา ภูไทเดินนำอดิศวร์เข้ามาในห้องรับแขกของบ้าน ลานนาและพันธุ์สูรย์ซึ่งกำลังนั่งคุยกันอยู่หันมามอง ช้าๆ อดิศวร์ชะงักกึก ในขณะที่พันธุ์สูรย์เองก็ลุกขึ้นยืน มองมาที่คู่ปรับแห่งโดมทองเขม็ง อดิศวร์มองตอบสู้สายตา
       ทั้งคู่มองกันนิ่งๆ ครู่หนึ่ง ในที่สุดพันธุ์สูรย์ก็หันหลังกลับขยับจะเดินออกไป
       ลานนาเรียกไว้ “อ้าว! พี่พันธุ์สูรย์จะไปไหนคะ”
       “ไปที่ ที่หายใจสะดวกหน่อยน่ะครับ”
       อดิศวร์ขบกรามแน่น มองตามพันธุ์สูรย์ตาขวางๆ
       “เชิญนั่งครับ...คุณอดิศวร์” ภูไทเชื้อชวน
       “ขอบคุณ” อดิศวร์ลงนั่ง
       จังหวะนี้บัวคำออกมาเมียงๆมองๆ แล้วจะกลับเข้าไป
       ลานนาเห็นรีบตาม “บัว! ไม่ต้อง! ฉันจัดการเอง!”
       “ขอบคุณที่ให้คุณแม่วิรงรองมาค้างที่นี่” อดิศวร์เอ่ยขึ้น
       “ไม่เป็นไร...” ภูไทเว้นไปนิด “เมื่อตอนกลางวัน ผมไปพบหลวงพ่อของพันธุ์สูรย์มา”
       อดิศวร์ขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถนิดหนึ่ง ลานยกแก้วน้ำเดินเข้ามาวางให้ โดยมีบัวคำจอมเฟอะแอบลับๆ ล่อๆ มองแขกอยู่
       “เพราะท่านเป็นคนเดียวที่เชื่อมต่อระหว่างอดีตกับปัจจุบันและที่สำคัญ ท่านใช้ชีวิตอยู่ในโดมทองระหว่างช่วงเวลาที่คุณพลับพลึงหายไป” ภูไทบอก
       นัยน์ตาอดิศวร์เป็นประกายขึ้นมา “จริงซิ”
       “แต่น่าเสียดายที่ท่านยังจำวัดด้วยความอ่อนเพลียจากพิษไข้...พวกเราก็เลยไม่กล้าปลุก” ภูไทบอกต่อ
       สีหน้าอดิศวร์ดูผิดหวังไป
       “แต่คนงานที่เฝ้าอยู่บอกว่า ถ้าท่านตื่นเมื่อไหร่จะรีบโทร.มาบอกทันที ....ผมจะเอารถไปรับท่านมาพักที่นี่ เพราะพันธุ์สูรย์เองเขาก็เป็นห่วงหลวงพ่อ”
       “แล้วเจ้าให้ผมมาที่นี่ทำไม” อดิศวร์ตัดสินใจถามในที่สุด
       “เพราะพันธุ์สูรย์สั่งให้บอกคุณว่า...ลองคิดดูดีๆ...วิรงรองอาจจะไม่ได้ไปไหนไกลกว่าโดมทองเลย”
       อดิศวร์ชะงัก แล้วมองจ้องหน้าภูไท
       “และ...บางที...คุณย่าคุณอดิศวร์อาจจะทราบ”
       คราวนี้อดิศวร์มองหน้าภูไทนัยน์ตาคมเข้มอย่างไม่พอใจ
      
       พันธุ์สูรย์ยืนทอดสายตามองดูคนงานกำลังทำหน้าที่กันไป อยู่หน้าออฟฟิศ สักครู่หนึ่งภูไท และลานนาเดินเข้ามาหา พันธุ์สูรย์หันมามองแว่บหนึ่ง
       “เขาคงอยากจะชกหน้าผมละซีท่า”
       “คงงั้นมั้ง”
       “เขาไม่พูดเลยสักคำค่ะ แล้วก็กลับไป”
       “คุณลบเขาเป็นอย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
       พันธุ์สูรย์พูดเหมือนคนรู้จักกับอดิศวร์เป็นอย่างดี
      
       ด้านแสงแขเดินกลับไปกลับมารออดิศวร์อยู่หน้าบันไดทางขึ้น
       สักพักหนึ่งอดิศวร์เดินเข้ามา แสงแขรีบตรงมาหา
       “คุณลบขา คุณลบไปไหนมาคะ”
       อดิศวร์ไม่ตอบ รีบขึ้นบันไดเดินตรงไปห้องท่านผู้หญิงทันที
       แสงแขเดินแกมวิ่งตาม “คุณลบ”
       อดิศวร์หยุดเดินแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับแสงแขด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
       “แสงแข ! เลิกวุ่นวายกับพี่เสียที”
       แสงแขนิ่งอึ้ง ตะลึงไป
       “ท่องจำให้ขึ้นใจเอาไว้ว่า พี่เป็นพี่ชายของเธอ”
       อดิศวร์เดินไป แสงแขมองตาม น้ำตาค่อยๆ เอ่อออกมาด้วยความน้อยใจสุดๆ
      
       มือใครคนหนึ่ง วางลงบนไหล่อย่างปลอบโยน แสงแขรู้ได้ด้วยสัมผัสว่าเป็นใคร สะบัดตัวหันขวับมาทันที
       “ไม่ต้องมาทำเป็นสงสารฉัน”
       “ถ้าเธอไม่พยายามหักใจ เธอก็จะต้องทุกข์ทรมานใจไปจนตลอดชีวิต เหมือน...เหมือนคุณย่า”
       “ฉันทรมานคนเดียวเสียเมื่อไหร่ คนอื่นก็ต้องทรมานด้วย อาจจะทรมานยิ่งกว่าฉันเสียอีก”
       อุษาถึงกับผงะไปเล็กน้อยด้วยรังสีแห่งความอำมหิตในสีหน้าแสงแข
      
       เวลานั้นท่านผู้หญิงหยิบยาดม แล้วพลิกตัวนอนหันหลังให้ อดิศวร์พยายามอดทนถึงที่สุด
       “คุณย่าครับ”
       “ย่าใจหวิวๆ เหมือนกับจะเป็นลม ... ลบอย่าเพิ่งกวนย่าได้ไหม”
       “แต่ที่ผมจะถามนี่เป็นเรื่องสำคัญมาก” อดิศวร์อ้อมมาอยู่หน้าย่า
       ท่านผู้หญิงน้ำตาคลอ “สำคัญกว่าชีวิตย่าอีกหรือลบ”
       “ชีวิตคุณย่าสำคัญที่สุดสำหรับผม...ชีวิตวิรงรองก็เหมือนกัน”
       “ลบให้ความสำคัญกับมันกว่าย่า”
       “มันไม่เหมือนกันครับ...ผมรักเคารพคุณย่าในฐานะที่เป็นผู้มีพระคุณสูงสุด แต่ผมก็รัก...”
       ท่านผู้หญิงขัดขึ้นทันที “พอที”
       อดิศวร์นิ่งไป
       “อย่ามาพร่ำรำพันความรักเพ้อเจ้อของลบให้ย่าฟัง ! มันจะทำให้ย่าอายุสั้น”
       ท่านผู้หญิงหลับตาลง ทำเป็นอ่อนระโหยโรยแรง อดิศวร์มองอย่างอ่อนใจ
      
       อดิศวร์อยู่ในห้องทำงาน เดินกลับไปกลับมาอย่างใคร่ครวญครุ่นคิด จากกลางวัน เวลาเคลื่อนไปจนถึงยามค่ำเข้ามาแทน อดิศวร์ยังคิดหนักเช่นเดิม
      
       ส่วนวิรงรองนั่งพิงผนังห้องอย่างอ่อนระโหย ใบหน้าหมองเศร้า นัยน์ตาเริ่มหมดอาลัยตายอยาก ทอดสายตาไปที่โครงกระดูกพลับพลึง
       “ชะตากรรมของเราก็คงไม่ต่างกับคุณพลับพลึงที่ต้องขาดน้ำขาดอาหารจนตาย”
       วิรงรองกดท้องไว้ด้วยอาการปวดท้องเพราะความหิวและกระหายน้ำ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนตัวลงนอนขดตัวงออย่างน่าสงสาร
      
       ดวงจันทร์ข้างขึ้นส่องแสงอ่อนๆ บริเวณทั่วหน้าปราสาทโดมทองดูอ้างว้าง หมอกสีขาวโรยตัวจางๆ ยิ่งทำให้ดูบรรยากาศลึกลับ
       อดิศวร์เดินออกมาจากบ้านช้าๆ ท่าทางใช้ความคิดหนัก มีความเคลื่อนไหวคล้ายร่างคนอยู่ตรงหน้า
       “นั่นใคร”
       สมก้าวออกมา
       “ผมเองครับ...ผมนอนไม่หลับ เลยออกมาตรวจดู”
       อดิศวร์มีสีหน้าใคร่ครวญตรึกตรอง “ทำไมไอ้พันธุ์สูรย์ถึงบอกว่าคุณย่าน่าจะรู้ดีที่สุดว่าวิรงรองอยู่ที่ไหน”
       “ถ้าถามผมนะครับ...คงเพราะท่านเป็นเจ้าของโดมทอง ท่านต้องรู้จักทุกตารางนิ้วของที่นี่”
       อดิศวร์พยักหน้าช้าๆ “ระยะหลังๆ มานี่ วิรงรองถูกปองร้ายหลายครั้ง...เขาเล่าให้ฉันฟัง...แต่ฉันก็ไม่เชื่อ”
       ประโยคสุดท้ายกลืนหายไปในลำคอด้วยความเศร้าสะเทือนใจ
       “คุณลบคิดว่า...คนร้ายมันซ่อนคุณวิรงรองไว้ที่นี่”
       อดิศวร์เศร้าลงไปอีก “มันอาจจะแย่ยิ่งกว่านั้นอีก”
       “หมายความว่า...” สมกลืนน้ำลาย
       “ฉันกลัวว่า...เขาอาจจะถูก”
       อดิศวร์อึ้งไป สักครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังยอดโมทอง แต่แล้วกลับชะงัก เมื่อมีแสงเทียนสว่างวับแวมออกมา
       “สม! ดูนั่น”
       “ขึ้นไปดูกันดีกว่าครับ...คุณลบ”
      
       สักครู่ต่อมา อดิศวร์ฉายไฟนำมา ติดตามด้วยสม ซึ่งถือคีมอันใหญ่มาด้วย อดิศวร์ฉายไฟไปที่โซ่คล้องกุญแจ
       หน้าทางขึ้นบันไดเวียน สมจัดการตัดทันที เครื่องพันธนาการทั้งหมดหลุดออกอย่างง่ายดาย สมรีบตาม
       ทั้งสองขึ้นไปตามบันไดเวียนอย่างรีบร้อน แต่ก็ระมัดระวัง
      
       ในที่สุดอดิศวร์และสมขึ้นมาถึงบริเวณห้องใต้โดมนั้น
       “แปลกจริง ไม่เห็นมีไฟหรือเทียนอะไรเลย แล้วแสงเมื่อกี้มาจากไหน”
       อดิศวร์ไม่ตอบ แต่ฉายไฟไปจนถึงหน้าห้องซึ่งมีไม้ตอกตะปูทับไว้อย่างแน่นหนา
       “สม! ไปเอาเครื่องมือมา”
       “ครับ”
       สมรีบลงบันไดไป อดิศวร์มองดูประตูนั้นอย่างครุ่นคิด
       ภาพทุกเหตุการณ์ที่ถูกย่าห้ามไม่ให้ขึ้นมาบนนี้ผุดขึ้นมาในห้วงคิด
       จนภาพเลือนหาย อดิศวร์ยังคงครุ่นคิดอยู่ตามเดิม
      
       ฟากท่านผู้หญิงนอนหลับสนิท จู่ๆ มีสายหมอกควันจางๆ ลอยเข้ามาตามซอกประตู
       ตามด้วยเสียงพลับพลึงร้องเรียกแผ่วๆ และเยือกเย็น “คุณพี่.....คุณพี่....”
       ท่านผู้หญิงขยับตัว เหมือนจะเริ่มรู้สึกตัว
       เสียงพลับพลึงดังใกล้เข้ามาทุกที “คุณพี่....คุณพี่....”
       ท่านผู้หญิงพึมพำทั้งที่ยังหลับตา “ใคร”
       “คุณพี่...ลืมตาซิ ...คุณพี่.....ลืมตา.....คุณพี่”
       เปลือกตาท่านผู้หญิงขยับไปมา แล้วสะดุ้งเฮือกทำท่าลุกเหมือนมีของหนักตกลงมาบนตัว ด้วยว่าผีพลับพลึงนั่งอยู่บนตัว
       “อีนังพลับพลึง ! ไปให้พ้น”
       ร่างพลับพลึงที่เห็น เหมือนจะค่อยๆ ขึ้นอืด ตัวพองหนักมากขึ้นๆ
       ท่านผู้หญิงทำท่าหนักเหมือนหายใจไม่ออก
       “หนักรึคุณพี่...กรรมของคุณพี่หนักกว่านี้หลายเท่านัก”
       “อีพลับพลึง...ออกไป” หญิงชราใจโฉดพยายามจะดิ้นเพราะหายใจไม่ออก
       ใบหน้าพลับพลึงบวมเขียว ท่านผู้หญิงกรีดร้องลั่น แล้วตกใจตื่นจากความฝัน
       อุษาคุกเข่าอยู่ตรงหน้า สีหน้าร้อนอกร้อนใจ
       “คุณย่าคะ...คุณย่าเป็นอะไร”
       ท่านผู้หญิงกระพริบตา มองหน้าอุษาเหมือนยังงงๆ “อุษาเรอะ”
       “ค่ะ...เมื่อกี้คุณย่านอนดิ้นเหมือนหายใจไม่ออก”
       ท่านผู้หญิงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง มีอุษาช่วยพยุง
       “เปิดไฟซิ”
       “เปิดแล้วคุณย่าจะนอนหลับหรือคะ” อุษาท้วง
       ท่านผู้หญิงตวาด “บอกให้เปิดไฟ”
       อุษาเปิดไฟโคม
       “ไฟกลางห้อง ไม่ใช่ไฟโคม เปิดให้สว่าง นังพลับพลึงจะได้ไม่กล้าเข้ามา”
       อุษาปิดไฟโคม แล้วเดินไปเปิดไฟกลางห้อง
       ท่านผู้หญิงเอนตัวลงนอน นัยน์ตาที่เหลือบแลไปรอบๆ บ่งบอกถึงความหวาดกลัว
      
       สมหิ้วกล่องเครื่องมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างถือไฟฉายเข้ามา
       อดิศวร์ฉายไฟให้ดู เห็นตะปูเกลื่อน “ดูนี่แน่ะ”
       สมมองตามอย่างพิศวง “ตะปูพวกนี้มาจากไหนครับ”
       อดิศวร์ฉายไฟไปที่ไม้ที่ตอกปิดประตูอีกครั้ง สมตามเข้าไปดูใกล้ๆ เห็นมีรอยตะปูถูกดึงออกมา และตอกทับใหม่ไม่ตรงกับรอยเดิม สมหันมามองอดิศวร์พลางบอก
       “เคยมีคนขึ้นมาก่อนหน้าเรา”
       สมส่องตะปูใหม่จนเห็นชัด “ตะปูยังใหม่อยู่เลยครับ”
       “รีบเอาออกเถอะ” อดิศวร์บอก
       2 คนช่วยกันงัดตะปูออกอย่างแข็งขัน
      
       วิรงรองนอนเหมือนใกล้จะหมดสติด้วยขาดน้ำ ขาดอาหาร
       มีเสียงอดิศวร์และสม ช่วยกันงัดประตูดังลอดเข้ามา วิรงรองพยายามจะลืมตา แต่สิ้นแรงจนลืมไม่ขึ้นแล้ว
      
       ทั้ง 2 คนช่วยกันงัดไม้ออก ภาพไม้หลุดออกจนหมด อดิศวร์หยิบคีมมางัดกุญแจออก แล้วเปิดประตู
      
       อดิศวร์และสมรีบก้าวเข้ามาในห้องแล้วส่องไฟกราดดูไปทั่ว ไล่เรื่อยจนถึงร่างวิรงรองที่นอนนิ่งอยู่ ไฟฉายแทบตกจากมืออดิศวร์
       “วิรงรอง”
       อดิศวร์เข้ามาช้อนตัววิรงรองขึ้น วิรงรองลืมตาขึ้น แล้วพยายามจะพูด
       “ยังไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ไป สม”
       ทั้งสามรีบออกไปทันที
      
       ครู่ต่อมาสมขับรถทะยานไปตามทางอย่างเร็ว ส่วนภายในรถ อดิศวร์นั่งโอบกอดวิรงรองไว้แน่นด้วยความรัก และเป็นห่วง พึมพำข้างหู
       “วิรงรอง...อย่าเป็นอะไรนะ”
      
       สมขับรถเข้ามาจอดในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่กำลังช่วยกันเข็นเตียงวิ โดยมีอดิศวร์และสมตามไป
       ทั้งหมดเข้าไปในแผนกฉุกเฉิน โดยมีสมยืนรออยู่ข้างนอก
      
       เช้าแล้ว ภายในห้องพักพิเศษของวิรงรองที่โรงพยาบาล มีดอกกล้วยไม้จัดอยู่ตามมุมต่างๆ อย่างเหมาะเจาะ สวยงาม ทำให้ห้องนั้นดูสดชื่น !
       วิรงรองซึ่งมีสายน้ำเกลือ และยาระโยงระยาง ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ปรางมองอยู่ด้วยความดีใจและตื้นตันใจ
       “แม่หนู”
       วิรงรองน้ำตาไหลพราก “คุณคะ”
       ปรางโอบลูกไว้ แล้วลูบผมอย่างปราณี
       “หมดทุกข์หมดโศกเสียทีนะลูก”
       เสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วลานนาเดินนำเข้ามาติดตามด้วยภูไทและพันธุ์สูรย์
       “วิ ฟื้นแล้วเหรอ” ลานนายิ้มแย้ม
       วิรงรองพยักหน้า แล้วไหว้ภูไท และพันธุ์สูรย์
       “ขอบคุณทุกคนมากค่ะ”
       “พี่ชายมาจัดดอกไม้ให้แต่เช้าเลยนะ” ลานนายิ้มกริ่ม
       ภูไทกระแอมเบาๆ ก่อนจะถามขึ้น
       “เป็นยังไงบ้าง”
       “เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ค่ะ”
       พันธุ์สูรย์ยิ้มอ่อนโยนขณะบอก “คุณเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ...แต่บางคนกำลังจะตาย”
       สีหน้าแววตาพันธุ์สูรย์เหมือนมีแววสะใจ
      
       ที่โดมทองคนงานช่วยกันเปิดหน้าต่างทุกบาน ให้แสงแดดส่องเข้ามา
       ภาพทุกอย่างในห้องใต้โดมกระจ่างชัด จากกองกระดูกพวกวงมโหรี และเครื่องดนตรี มาจนถึงโครงกระดูก
       พลับพลึงที่ถูกล่ามกับขาเตียง
       อดิศวร์ทรุดตัวลงก้มกราบ อุษาก้มกราบตาม เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ
       “คุณปู่พยายามตามหาคุณย่าพลับพลึงจนตรอมใจตาย...โดยที่ท่านไม่รู้เลยว่า คุณย่าถูกล่ามโซ่ขังอยู่บนนี้อย่างทุกข์ทรมาน...”
       อุษาเบือนหน้าไปทางกองกระดูกพวกวงมโหรี “แล้วโครงกระดูกนี่ล่ะคะ...น่าจะมีหลายคนด้วย”
       “น่าจะเป็นคนที่เล่นดนตรีพวกนี้ อาจจะเป็นเพื่อนๆ ของคุณย่าพลับพลึง”
       สมพึมพำ “มาหมู่เลยนะนี่”
       “เรายังหาโครงกระดูกของคุณปู่ไม่พบ” อุษาบอก
       อดิศวร์นิ่งคิด แล้วลุกขึ้นโดยเร็ว นัยน์ตาเป็นประกายเหมือนนึกขึ้นได้
       “ยังมีอีกแห่งนึง”
      
       ฝ่ายท่านผู้หญิงสรรักษ์และแสงแขนั่งเครียดอยู่ในห้อง
       “จะทำยังไงดีคะ...คุณย่า”
       “แล้วแกทำอะไรได้บ้างล่ะ” ท่านผู้หญิงบอกด้วยเสียงเยือกเย็น และเลือดเย็น
       แสงแขนิ่วหน้า โอบอ้อมเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา
       “เขาย้ายไปที่โรงเก็บรถม้ากันแล้วค่ะ ท่าน”
       แสงแขหันมามองท่านผู้หญิงอย่างคลางแคลงใจ
       “ที่นั่นมีอะไรหรือคะ คุณย่า”
      
       ท่านผู้หญิงเหยียดยิ้มนิดๆ อย่างใจเย็น และเลือดเย็นเช่นเดิม
        
        จบตอนที่  15
ตอนที่ 16
      
       ขณะนั้น อดิศวร์กำลังยืนสั่งการ และควบคุมคนงานที่ตรวจดูตามบริเวณต่างๆ ในโรงเก็บรถม้า
      
       “ตรวจดูให้ทั่ว ทั้งผนังทั้งพื้น ...”
       สมซึ่งตรวจมาจนถึงพื้นใต้รถม้าชะงัก เมื่อใช้มือลูบไปเจอผ้าหน้า มีฝุ่นหนาเขรอะปูทับอยู่
       “มาดูตรงนี้ซิครับ คุณลบ”
       “ช่วยกันเลื่อน! รถม้านี่ออกไปก่อน”
       คนงานมาช่วยกัน เลื่อนรถม้าออกไป เผยให้เห็นเป็นผ้าผืนใหญ่พอสมควรคลุมพื้นอยู่ สมค่อยๆ พับผ้า แล้วยกออกอย่างระมัดระวัง เพราะเต็มไปด้วยฝุ่นจับค่อนข้างหนา
       อดิศวร์ทรุดตัวลงเคาะพื้นบริเวณนั้น เสียงดังเหมือนเป็นพื้นโปร่งๆ ไม่ใช่พื้นปูนอัดแน่นเช่นพื้นที่บริเวณอื่น อดิศวร์ลุกขึ้น แล้วสั่งคนงาน
       “ช่วยกันงัดออกซิ”
       คนงานช่วยกันงัดไม้ออกตามคำสั่ง
       สีหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความสลดหดหู่ใจ เมื่อเห็นโครงกระดูก ซึ่งน่าจะเป็นของท่านเจ้าคุณ เจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ จมฝุ่นอยู่ใต้นั้น ด้วยมีของใช้ประจำตัวท่านถูกโยนลงมาฝังด้วย
       อุษาสุดกลั้น น้ำตาไหลอย่างอาดูร “โถ...คุณปู่”
       อดิศวร์ทรุดตัวลง ทุกคนทรุดตาม แล้วอดิศวร์ก็ก้มลงกราบ
       “อุษา...ไปจุดธูปให้พี่ดอกหนึ่ง...แล้วก็หาผ้าขาวสะอาดๆ มารองกระดูกคุณปู่ด้วย”
       “ค่ะ” อุษาลุกเดินออกไปทั้งน้ำตา
       “สม....ให้ใครไปสั่งหีบศพอย่างดีมาให้เท่ากับจำนวนโครงกระดูกทั้งหมด”
       “ครับ...” สมเดินออกไป
       “คนที่เหลือ แบ่งกันทำความสะอาดในนี้ แล้วก็ห้องบนยอดโดมด้วย”
       “ครับ”
       คนงานขานรับพร้อมเพรียง คนงานส่วนหนึ่งแบ่งกันไปที่ยอดโดม อีกส่วนหนึ่งช่วยกันหาเครื่องไม้เครื่องมือมาทำความสะอาดโรงเก็บรถม้า
      
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ยืนอยู่ที่หน้าต่างอีกด้าน ทอดสายตามองลงไปข้างล่าง เห็นบรรดาคนงานเดินเข้าออกกันวุ่นวาย
       ท่านผู้หญิงยิ้มเยาะนิดๆ เหมือนจะเย้ยหยันแล้วหันกลับมาช้า แต่แล้วต้องสะดุ้ง เมื่อเห็นท่านเจ้าคุณยืนอยู่ในเงามืดของมุมห้อง เป็นภาพรางๆ มองทะลุไปเห็นผนังห้องได้ สีหน้าแววตาของเจ้าคุณมองมาอย่างเย็นชา
       ท่านผู้หญิงตัวแข็งทื่อ ยังคงยืนตะลึงมอง โดยท่านเจ้าคุณยังคงยืนมองมาอย่างเย็นชา
       ท่านผู้หญิงค่อยๆ แสยะยิ้มออกมา หลังจากทิฐิเข้ามาครอบงำอีกครั้ง
       “มัวแต่มองอะไรล่ะ ไปผุดไปเกิดซะไป๊ นังพลับพลึงชู้รักมันรออยู่แล้วนี่ อ้อ ดิฉันก็ลืมไป ท่าทางจะยังพากันไปเสวยสุขไม่ได้เพราะต้องแวะไปปีนต้นงิ้วในนรกก่อน” หญิงชราพยักหน้าเย้ยหยัน “แล้วก็คงจะต้องปีนขึ้นปีนลงอยู่นานทีเดียว...อาจจะนานชั่วกัปชั่วกัลป์ ... สมน้ำหน้า”
       ท่านเจ้าคุณมีสีหน้าเหมือนรู้สึกเวทนา แล้วค่อยๆ เลือนหายไปกับผนังห้อง ท่านผู้หญิงมีสีหน้าทั้งเย้ยทั้งหยัน
       “ขอให้ปีนกันให้สนุกนะเจ้าคะ...เจ้าคุณพี่เจ้าขา”
       ท่านผู้หญิงหัวเราะในลำคอ
       ขณะเดียวกัน อุษาเดินน้ำตาไหลพรากเข้ามาในบ้าน ขณะที่แสงซึ่งกำลังซุบซิบกับโอบอ้อมอยู่ในบริเวณนั้น หันมามอง
       โอบอ้อมพยักเพยิดให้แสงแขหันไปดู
       แสงแขหันมา “อ้าว นั่นกันแสงโศกเศร้าเรื่องอะไรอีกล่ะ”
       อุษาไม่พูดไม่จา เดินร้องไห้ออกไป
       แสงแขยักไหล่พรืด “ไม่พูดก็อย่าพูด”
       “สงสัยจะพบกระดูกใครอีกมั้งคะ”
       “คราวนี้คงเป็นกระดูกหมากระดูกแมวละมั้ง” แสงแขพูดในท่าทีเย้ยหยัน พลางบอก “...แกไปสืบดูซิ”
       “ไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
       โอบอ้อมเดินออกไปจากที่นั้นทันที
      
       ฝ่ายอุษาเดินเข้ามาในครัว แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง ภาพโครงกระดูกท่านเจ้าคุณผุดขึ้นมาในห้วงความคิด พอภาพเลือนหาย อุษาส่ายหน้าน้ำตาไหลพราก
       “โถ ... คุณปู่ขา ... ใครช่างทำกับคุณปู่ได้”
       ภาพท่านผู้หญิงผุดซ้อนเข้ามาอีก อุษารู้คำตอบ ทอดถอนใจยาว
       “ความรักที่กลับกลายเป็นความแค้นมันร้ายกาจอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ”
       สีหน้าอุษาเต็มไปด้วยความเศร้าสลดใจ
      
       ด้านแสงแขรีบทำหน้าตาตื่น เดินตรงเข้ามาหาที่อดิศวร์ซึ่งเพิ่งเดินเข้าบ้านมา
       “แขเห็นพี่อุษาเดินร้องไห้เข้ามา...ถามก็ไม่บอก...เกิดอะไรขึ้นหรือคะ”
       “พบโครงกระดูกคุณปู่ฝังอยู่ใต้พื้นโรงเก็บรถม้า”
       “ตายจริง ก่อนหน้านี้ก็พบโครงกระดูกคุณย่าน้อยในห้องใต้ยอดโดม...นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
       อดิศวร์ไม่ตอบ เดินไปเลย จะไปห้องท่านผู้หญิง แสงแขรีบตามไป
      
       อดิศวร์เดินมาจนถึงหน้าห้องย่า โดยมีแสงแขเดินแกมวิ่งมาติดๆ
       อดิศวร์หยุด หันมาบอก “ไม่ต้องเข้ามา”
       แสงแขทำเสียงแผ่วเบาให้เข้ากับสถานการณ์ “ค่ะ”
       อดิศวร์เปิดประตูเดินเข้าไปแล้ว แสงแขเหยียดยิ้มบ่นพึมพำ
      
       “โหดได้ใจจริงๆ เลยค่ะ คุณย่า”


  


       อดิศวร์ปิดล็อคประตู แล้วหันกลับเดินมาที่เตียง ท่านผู้หญิงทำเป็นนอนห่มผ้านวมเหมือนเจ็บหนัก หลับตา อดิศวร์ลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง
      
       “คุณย่าครับ”
       ท่านผู้หญิงยังคงหลับตา
       “ผมรู้ว่า คุณย่าไม่ได้หลับ”
       ท่านผู้หญิงยังทำเป็นหลับอยู่อย่างนั้น
       อดิศวร์แตะแขนเรียกเบาๆ “คุณย่า”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ ทำเป็นลืมตาขึ้นมามอง ท่าทีอ่อนระโหย “ลบหรือลูก...ย่าปวดหัวเหลือเกิน”
       อดิศวร์ไม่สนใจ “ผมพบวิรงรองถูกขังอยู่ในห้องใต้โดมกับโครงกระดูกของคุณย่าน้อยพลับพลึง”
       ท่านผู้หญิงตีหน้าตาย “อ้าว .... ทำไมถึงขึ้นไปอยู่บนนั้นได้ล่ะ”
       อดิศวร์จ้องหน้าย่าเขม็ง “แล้วผมก็พบโครงกระดูกคุณปู่ถูกฝั่งอยู่ใต้พื้นในโรงเก็บรถม้า”
       “อ้าว! นี่ก็เล่นพิเรนทร์ลงไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง! ว่าแต่ลบแน่ใจเรอะ ว่าใช่ คุณปู่กับนังพลับพลึง! อาจจะมีพวกโจรห้าร้อยหกร้อยไปปล้นฆ่าคนมา แล้วเอาศพมาฝัง...”
       อดิศวร์พูดแทรกขึ้นทันที “ยิ่งกว่าแน่ใจอีกครับ”
       “งั้นก็ดีแล้ว จะได้เลิกตามหากันเสียที”
       “คุณย่าครับ...” อดิศวร์กลั้นใจสุดๆ
       “หือ....”
       อดิศวร์เลื่อนตัวลงมาจากเก้าอี้แล้วก้มกราบ “ผมกราบขอประทานโทษ...คุณย่าทราบเรื่องนี้มาตลอดเวลาใช่ไหมครับ”
       ท่านผู้หญิงชักหงุดหงิด “ฉันจะไปตรัสรู้ได้ยังไง”
       “เพราะคุณย่าเป็นคนสั่งการไงครับ” อดิศวร์บอก
       ท่านผู้หญิงผุดลุกขึ้นทันที “ตาลบ! นี่แกหาว่าฉันเป็นฆาตกรฆ่าคนพวกนั้นเรอะ! ก็เอาซิ! ถ้าคิดอย่างนั้นละก็...พาตำรวจมาลากคอฉันไปเข้าคุกเลย!..ให้มันตายในคุกสะใจไปเลย”
       อดิศวร์เสียงอ่อนลง “ผมแค่ถามคุณย่า...”
       “แกกล่าวหา ไม่ได้ถาม ก็ดีเหมือนกัน ชีวิตฉันไม่มีอะไรเหลือแล้ว ผัวก็ทรยศ น้องก็เนรคุณ แล้วนี่หลานที่ป้อนข้าว
       ป้อนน้ำมากับมือ เฝ้าถนอมกล่อมเกลี้ยงก็อกตัญญูอีก ฉันตายก็อย่ามาเผา...จำใส่หัวเอาไว้เลย”
       อดิศวร์นิ่งไป ท่านบีบน้ำตาร้องไห้สะอึกสะอื้น ผู้เป็นหลานมองย่าอยู่อึดใจหนึ่ง แล้วลุกเดินออกไปเงียบๆ
       ท่านผู้หญิงหยุดสะอื้น เหลือบตามองตาม พร้อมกับยิ้มเยาะ
      
       ขณะที่ท่านผู้หญิงกำลังนอน ดวงตาจับจ้องมองที่เพดาน มือวางบริเวณท้องขยับเคาะนิ้วอย่างใช้ความคิด เสียงเคาะประตูเบาๆ ท่านผู้หญิงรีบเปลี่ยนอิริยาบถเป็นนอนตะแคงหลับหันหลังให้ ด้วยคิดว่าเป็นอดิศวร์
       แสงแขเข้ามาแล้วทรุดตัวลง ยื่นหน้าไปใกล้ๆหู
       “คุณย่าคะ”
       ท่านผู้หญิงสะดุ้งเฮือก แล้วลุกขึ้นนั่ง แสงแขหัวเราะขบขันกับสีหน้าท่าทางนั้น ท่านผู้หญิงฉุนจัด ตบหน้าที่กำลังหัวเราะนั้นฉาดใหญ่
       “นี่แน่ะ”
       “โอ๊ย คุณย่า! …ตบหน้าแสงทำไมเนี่ย”
       “ก็อยากลอยหน้าน่าตบทำไมล่ะ นี่ถ้าเป็นสมัยก่อนละก็ ...ถูกเฆี่ยนจนหลังลายไปแล้ว”
       “อ๋อ...แล้วนึกว่าแขจะยอมหรือคะ แขไม่ใช่คุณย่าน้อยพลับพลึงนี่”
       “ไสหัวไป๊” ท่านผู้หญิงแผดสียงตะเพิด
       “เขาพบกระดูกคุณปู่แล้วนะคะ...คุณลบมาบอกแล้วใช่มั้ยล่ะ...แขเห็น”
       “ออกไป”
       “คุณย่าทำได้ไงเนี่ย”
       “ออกไป๊”
       “ถามจริง...ยังเหลือกระดูกใครอีกมั้ยคะ”
       “อีแสงแข ออกไป๊” ท่านผู้หญิงเสียงดังลั่น
       ประตูเปิดออก อุษารีบเข้ามา
       “อะไรกันคะ คุณย่า”
       “เอาอีนังนี่ออกไปที”
       “แสงแข ออกไปกับพี่”
       แสงแขยิ้มเยาะ “แขไปก่อนนะคะ ... แล้วว่างๆ จะเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนใหม่”
       “ออกไป! ฉันไม่อยากเห็นหน้าแก”
       “ไปกับพี่เดี๋ยวนี้”
       อุษาลากแสงซึ่งกำลังหัวเราะขบขันออกไปจนได้ ท่านผู้หญิงสรรักษ์หายใจหอบเหนื่อย
      
       อุษาลากแสงออกมาห่างห้องท่านผู้หญิงพอสมควร
       “เข้าไปกวนประสาทอะไรคุณย่า”
       “ก็แค่ถามความลับนิดหน่อย ความจริงก็ไม่ค่อยลับเท่าไหร่แล้ว ! พี่อุษาก็รู้นี่ ... เมื่อกี้ถึงได้ร้องห่ม ร้องไห้เข้ามา”
       อุษาอึ้งไป
       “แขถามคุณย่าว่า ยังเหลือกระดูกใครอีกไหม”
       อุษาสะดุ้ง “แสงแข”
       “โอ๊ย เลิกปกป้องฆาตรกรต่อเนื่องได้แล้ว”
       อุษาตบหน้าแสงทันที “หยุดเดี๋ยวนี้”
       “พี่อุษา”
       “คุณย่าจะทำอะไร มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ...และมันก็ผ่านไปนานแล้ว”
       แสงแขสวนทันที “แล้วไอ้ที่เกิดเร็วๆ นี้ล่ะ”
       “เธอแน่ใจหรือว่า ไม่ได้มีส่วนร่วม” อุษาสวนทันทีเช่นกัน
       แสงแขสะอึกอึ้ง
       “เราเห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ทำไมพี่จะไม่รู้จักเธอ คุณลบเองก็คงคิดเหมือนกันว่า คนอายุมากขนาดคุณย่าจะแบกคุณวิรงรองขึ้นไปไว้บนยอดโดม คนเดียวได้ยังไง! มันต้องมีคนช่วย! …แล้วใครล่ะ ที่เกลียดวิรงรองจนเข้ากระดูกดำ”
       แสงแขหน้าซีด ... เกือบไม่มีเสียง “พะ ...พี่...พี่อุษา”
       “เขารู้...แต่ไม่อยากพูดเท่านั้นแหละ แม้แต่คุณวิรงรองก็เหมือนกัน... เธอรู้อยู่เต็มอกว่าใครเป็นคนทำกับเธอ ... แต่เธอยังเลือกที่จะนิ่งเพราะเธอรักคุณลบ...เธอเกรงว่าตระกูล “ศิโรดม” และ “บ้านโดมทอง” จะเสียชื่อเสียงที่มีมาช้านาน”
       แสงแขกระแทกเสียงแดกดัน “โอ๊ย ! ช่างเลอค่าเสียเหลือเกิ๊น”
       “คุณวิรงรองเขาก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา...ยังมีโกรธ ...เกลียด...เจ็บแค้น ซึ่งพี่คิดว่า...ถ้ามีครั้งที่ 2 เขาไม่ให้อภัยเหมือนครั้งนี้แน่! จำเอาไว้”
       แสงแขแสยะยิ้ม “เก็บไว้ไปบอกยัยแม่มดในห้องนั่นดีกว่ามั้ง”
       อุษามองหน้าน้องสาวอย่างระอาใจ ขณะที่แสงแขยังคงแสยะยิ้มเยาะอยู่อย่างนั้น
      
       ฟากอดิศวร์เปิดประตูเดินเข้ามาในห้องทำงาน แล้วเดินมาทรุดตัวลงนั่ง ทอดถอนใจยาวอย่างอัดอั้นตันใจ
       ภาพเหตุการณ์ต่างผุดๆ ขึ้นมา ทั้งตอนที่พบวิรงรอง และโครงกระดูกหลายโครงในห้องใต้โดม ตามด้วย ภาพเหตุการณ์ที่เจอโครงกระดูกท่านเจ้าคุณใต้พื้นในโรงเก็บรถม้า
       และสุดท้าย เป็นภาพที่ท่านผู้หญิงบีบน้ำตาเมื่อครู่นี้
       “ก็ดีเหมือนกัน ชีวิตฉันไม่มีอะไรเหลือแล้ว ผัวก็ทรยศ น้องก็เนรคุณ แล้วนี่หลานที่ป้อนข้าวป้อนน้ำมากับมือ เฝ้าถนอมกล่อมเกลี้ยงก็อกตัญญูอีก ฉันตายก็อย่ามาเผา...จำใส่หัวเอาไว้เลย”
       ภาพคิดเลือนหาย อดิศวร์เท้าแขนลงกับโต๊ะ ก้มหน้ากับฝ่ามืออย่างเครียดจัด
      
       ค่ำแล้ว ดวงจันทร์คืนข้างแรมลอยผ่านเมฆฝนเหนือยอดโดม บรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน เหมือนฝนกำลังจะตก
       ภายในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ ลมแรงจากภายนอกพัดพรูเข้ามาจนม่านและข้าวของปลิว เสียงลมดังซู่ ท่านผู้หญิงผุดลุกขึ้นนั่ง ตะโกนแข่งเสียงลม
       “อุษา! อยู่ข้างนอกหรือเปล่า! แสงแข! เข้ามาหน่อย”
       ไม่มีสัญญาณใดๆ ตอบรับจากภายนอก
       ท่านผู้หญิงชักโกรธ “นังอุษา นังแสงแข นังอุไร นังโอบ หายหัวไปไหนกันหมด”
       ยังไม่มีสัญญาณใดๆ เช่นเดิม ท่านผู้หญิงลุกเดินงกๆ เงิ่นๆ มาที่ประตู พลางตะโกนด้วยความโกรธแค้น
       “นังอุษา นังแสงแข นังโอบ นังอุไร”
       มีเสียงเหมือนหน้าต่างปิด เสียงลมพัดวูบหายไป ท่านผู้หญิงหยุดเดิน แล้วหันกลับมา เห็นผีนางพิศทรุดตัวลงสงบเสงี่ยม
       “เอ็งเรอะ...นังพิศ”
       “เจ้าค่ะ”
       ท่านผู้หญิงเดินพลางบ่นพลางกลับมานั่งที่เตียง
       “เฮอะ ผีมันยังกตัญญูยิ่งกว่าคนเสียอีก”
       “ท่านเจ้าขา...พิศมากราบลา”
       ท่านผู้หญิงชะงัก “นังพิศ”
       “ถึงเวลาที่พิศจะต้องไปแล้วเจ้าค่ะ”
       “ข้าไม่ให้เอ็งไป”
       “ถึงเวลาของพิศแล้วเจ้าค่ะ”
       “ไม่ได้ ! เอ็งยังไปไหนไม่ได้ ! ข้าไม่อนุญาต”
       ร่างนางพิศค่อยๆ เลือนหาย “พิศกราบลาเจ้าค่ะ”
       “นังพิศ! อีพิศ!”
       วิญญาณนางพิศเลือนหายไปในที่สุด
      
       ท่านผู้หญิงตะโกนด้วยความโกรธที่ถูกขัดใจสุดๆ “อีพิศ”


  


       ท่านผู้หญิงสะดุ้งตื่นจากฝันกลางวัน
      
       “อีพิศ”
       ประตูเปิดออก อุษาเข้ามาหน้าตาตื่น
       “คุณย่าเป็นอะไรไปหรือคะ”
       “ไปเปิดตู้ แล้วหยิบกุญแจห้องเก็บของมา”
       “ค่ะ”
       อุษาทำตามทั้งที่ยังงงๆ
       “เข็นรถพาฉันไปที่ห้องเก็บของ”
       “คุณย่าจะเอาอะไรหรือคะ...อุษาจะไปหยิบมาให้”
       ท่านผู้หญิงเยาะ “แกน่ะเรอะจะหยิบมัน” พร้อมกับลุกเดินไปนั่งรถเข็น
       “มาเข็นฉันไป”
       อุษาทำตามคำสั่ง
      
       ขณะที่อดิศวร์เดินกลับไปกลับมาอย่างใช้ความคิดอยู่นั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ
       “ใคร”
       “แขค่ะ” แสงแขตะโกนตอบ
       “มีธุระอะไร”
       “พี่อุษาเข็นรถคุณย่าไปที่ห้องเก็บของค่ะ”
       อดิศวร์ชะงัก มีสีหน้าแปลกใจ
       แสงแขเปิดประตูเข้ามา สีหน้าท่าทางกระตือรือร้น
       “แขจะเข้าไปถามก็ไม่กล้า...เลยรีบมาบอกคุณลบค่ะ”
       สีหน้าอดิศวร์ครุ่นคิด
      
       ฟากอุษาไขกุญแจเสร็จเอามาส่งให้ท่านผู้หญิง
       “แกรออยู่ข้างนอกนี่แหละ”
       ท่านผู้หญิงลุกขึ้น เปิดประตูเดินเข้าไปโดยอุษามองตามอย่างเป็นห่วง หญิงชราหันมาสั่ง
       “ปิดประตู”
       “คุณย่าคะ” อุษาเป็นห่วง
       “ฉันบอกให้ปิดประตู”
       อุษาจำใจปิดประตูตามคำสั่ง
      
       ท่านผู้หญิงเดินตรงมาที่มุมห้องด้านหนึ่งช้าๆ ด้วยสีหน้าแววตาแน่วนิ่ง หญิงชราก้าวเรื่อยๆ จนมาหยุดที่ผ้า สีดำเก่าซีดคร่ำคร่าด้วยกาลเวลาซึ่งวางคลุมหีบใส่ศพพิศ
       ซึ่งถ้าไม่สังเกต จะไม่มีใครสงสัย เพราะบนผ้านั้นวางข้าวของเก่าๆ อยู่พอสมควร
       ท่านผู้หญิงปัดข้าวของบนนั้นหล่นกระจาย แล้วดึงผ้าออก หีบศพไม้ใส่ร่างพิศมียันต์ลงอักขระประหลาดๆ ไว้ ใบหน้าท่านผู้หญิงแสยะยิ้ม
      
       ขณะเดียวกันอุษาก้มลงมองที่รอยแตกห้องเก็บของ แต่มีเสียงอดิศวร์ดังมาจากด้านหลัง
       “คุณย่าอยู่ที่ไหน”
       อุษาสะดุ้งเฮือกหันกลับมา “คุณลบ”
       “คุณย่าอยู่ที่ไหน”
       “เอ้อ...ข้างในค่ะ”
       อดิศวร์เปิดประตู แล้วเดินเข้าไปเลย โดยอุษามองตามอย่างกังวล
       ขณะนั้นแสงแขลอบแอบมองมาจากอีกมุมหนึ่ง ด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
      
       ด้านท่านผู้หญิงยกมือลูบที่ยันต์นั้นเบาๆ นัยน์ตาเป็นประกายกล้า
       “ในนั้นมีอะไรหรือครับ”
       ท่านผู้หญิงสะดุ้งแล้วหันกลับมา “ลบ”
       ผู้เป็นหลานมองท่านผู้หญิงเป็นเชิงถาม
       “จะมาจับผิดฉันอีกละซี”
       “ผม...” อดิศวร์อึกอัก
       ท่านผู้หญิงชิงพูดขึ้นก่อน แล้วหยิบผ้าคลุมไว้ตามเดิม “ก็แค่สมบัติเก่าๆ ของย่า ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก! นี่นังอุษาคงเสนอหน้าไปรายงานละซี สาระแนไม่เข้าเรื่อง”
       “ผมอยากทราบว่าในหีบมีอะไร”
       “ย่าปวดหัวเหลือเกิน...พาย่าออกไปเถอะ”
       ท่านผู้หญิงหันหลัง ทำเป็นซวนเซจะล้ม อดิศวร์รีบประคอง
       “ระวังครับ คุณย่า”
       “ขอบใจ”
       อดิศวร์ประคองพาท่านผู้หญิงออกไป
      
       อดิศวร์พาท่านผู้หญิงเปิดประตูออกมา แล้วช่วยจัดให้นั่งบนรถเข็น
       “อุษา...พาคุณย่ากลับไปห้อง”
       “ค่ะ”
       “เดี๋ยว ! ใส่กุญแจด้วย” ท่านผู้หญิงสั่ง
       “ไม่ต้อง”
       อุษาซึ่งกำลังจะใส่กุญแจชะงัก
       “อุษา! เอากุญแจมาให้พี่”
       อุษามองอดิศวร์ทีแล้วหันไปมองหน้าย่าที ท่านผู้หญิงแสยะยิ้ม ขณะมองหน้าลบ
       “อุษา” อดิศวร์เสียงดัง
       “ให้เขาไป...ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ... รู้เพิ่มอีกสักคนจะเป็นอะไร” ท่านผู้หญิงบอกอย่างไม่ยี่หระ
       อุษาส่งกุญแจให้อดิศวร์ แล้วเข็นท่านผู้หญิงออกไป แสงแขผลุบแอบหลังเสา ...
       อดิศวร์มองตาม แล้วเดินกลับเข้าไปในห้องเก็บของอีกครั้ง
      
       อดิศวร์เดินตรงไปยังหีบใบนั้น แล้วดึงผ้าออก สีหน้าดูเคร่งเครียด
       อดิศวร์เปิดฝาหีบออก แล้วต้องผงะทั้งๆ ที่เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว ...กลิ่นสาบสางจางๆ ที่พุ่งขึ้นมา
       ทำให้ต้องปิดจมูก มีโครงกระดูกนางพิศอยู่ในสภาพถูกจับให้งอตัว
       ที่ประตูห้อง แสงแขค่อยๆ แอบมองมา
       ทันใดนั้นควันจางๆ คล้ายๆ ร่างคน ลอยขึ้นมาแล้วผ่านออกไปตามรอยแตกของผนัง อดิศวร์ทอดถอนใจยาว แล้วยกมือไหว้
       แสงแขถามขณะยังอยู่ที่เดิม “ในนั้นมีอะไรหรือคะ”
       อดิศวร์หันกลับมามอง
       แสงแขหน้าเจื่อนไป “ขอประทานโทษค่ะ”
       “ไปตามสมมา”
       “ค่ะ”
       แสงแขเดินออกไป อดิศวร์เดินไปเปิดหน้าต่างให้แสงสว่างเข้ามาในห้อง
      
       อุษากำลังจัดเสื้อผ้าของท่านผู้หญิงที่ซักรีดแล้วเก็บในตู้ ท่านผู้หญิงนั่งพิงหมอนที่ซ้อนๆ กัน ดวงตามองเหม่อตรงไปข้างหน้าครู่หนึ่ง
       “อุษา”
       อุษาหันกลับมา “คะ...คุณย่า”
       “ออกไปดูซิว่า ตาลบให้รื้อห้องเก็บของหรือเปล่า”
       “ค่ะ”
       อุษาขยับจะลุกขึ้น อุไรเปิดประตูเข้ามา แล้วสะดุ้งเมื่อเห็นท่านผู้หญิงมองมา นัยน์ตาคมกริบ
       “ขอประทานโทษค่ะ” อุไรรีบทรุดตัวลงคุกเข่า “อุไรนึกว่าท่านผู้หญิงนอนหลับ”
       “อ้อ...อ! แล้วไง! แกจะฆ่าฉันเรอะ” ท่านผู้หญิงแดกดัน
       อุไรและอุษาสะดุ้งพร้อมๆกัน
       “เปล่าเจ้าค่ะ อุไรแค่จะมาเรียนให้คุณอุษาทราบว่า คุณลบสั่งให้พี่สมรื้อห้องเก็บของอีกแล้วค่ะ! เห็นว่ามีหีบศพ …”
       ท่านผู้หญิงหัวเราะร่วนขัดขึ้น “ดี! รื้อให้หมดทั้งบ้านยิ่งดี! ผีสางที่มันแอบอยู่มุมไหนซอกไหนจะได้ออกมากันให้หมด”
       อุไรกลืนน้ำลาย
       “อุไร ออกไปก่อน”
       “ค่ะ” อุไรเดินออกไป
       ท่านผู้หญิงนัยน์ตาเหม่อลอย แล้วเริ่มร้องเพลงนางครวญออกมา
       “โอ้ว่าป่านฉะนี้พระพี่เจ้า ...
       จะโศกเศร้ารัญจวนหวนหา...”
       ท่านผู้หญิงหยุดเหมือนมีก้อนสะอื้นขึ้นมา น้ำตาคลอเบ้า
       “ป่านนี้พวกมันคงเจอกันแล้ว...ฉันต่างหากที่ต้องโศกเศร้าหวนหา”
       หญิงชราร้องไห้สะอึกสะอื้น
       “ฉันต่างหากที่ต้องคร่ำครวญอยู่คนเดียว”
      
       อุษามองภาพนั้นด้วยความสลดหดหู่ใจ
      

       บรรยากาศยามโพล้เพล้จวนค่ำ ครอบคลุมทั่วบริเวณโรงพยาบาล อดิศวร์เดินเข้ามาภายในห้องพักวิรงรอง ด้วยสีหน้าอิดโรยเคร่งเครียด เขายกมือไหว้ปราง แล้วหันมารับไหว้ลานนา ก่อนจะส่งเสียงถามวิรงรองเบาและอ่อนโยน
      
       “เป็นยังไงบ้าง”
       วิรงรองยิ้มบางๆ ให้ “ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ”
       ลานนาหันมาทางปราง “เอ้อ...คุณคะ...เราออกไปหาอะไรทานกันก่อนดีมั้ย”
       ปรางหันมามอง 2 หนุ่มสาวแว่บหนึ่ง “ไปซิคะ”
       2 คนเดินออกไป อดิศวร์เดินมาใกล้ๆ จับมือวิรงรองไว้ แล้วก้มลงจูบหน้าผาก
       “ฉันเป็นห่วงเธอมาก อยากจะมาเฝ้าอยู่ทั้งวัน แต่ก็...” อดิศวร์ก้มหน้าลง แล้วขบกรามแน่น
       มือวิรงรองพลิกมาจับมือเขาไว้ แล้วบีบเบาๆ
       “ไหนเล่าให้วิฟังซิคะ”
       “อย่าเลย...แม้แต่ฉันยังรับแทบไม่ไหว”
       วิรงรองสะเทือนใจขึ้นมาอีก จนน้ำตาคลอ “ตั้งแต่เกิดเรื่อง...ไม่มีอะไรที่วิจะรับไม่ไหวแล้วละค่ะ”
       อดิศวร์ถอนใจ ก่อนบอก “เราพบโครงกระดูกคุณปู่ฝังอยู่ใต้พื้นดินในโรงเก็บรถม้า”
       วิรงรองสะดุ้งเฮือก
       “อะไรนะคะ”
       อดิศวร์บีบมือวิรงรองเบาๆ ทอดถอนใจด้วยสีหน้าเศร้าโศกสะเทือนใจอย่างหนัก
      
       ปรางและลานนากำลังนั่งคุยกันอยู่ด้านนอก สักครู่หนึ่งจึงเห็นภูไทและพันธุ์สูรย์เดินเข้ามา
       “ยัยน้อง ทำไมพาคุณน้าออกมานั่งที่นี่ล่ะ”
       “พอดีคุณอดิศวร์มาเยี่ยมวิน่ะค่ะ เลยเปิดโอกาสให้เขานิดหน่อย”
       ปรางแกล้งกระแอมเล็กๆ
       “ยัยน้องนี่ยังไง” ภูไทชำเลืองมองปราง
       “ไม่เป็นไรค่ะ ความจริงน้าอยากจะโกรธคุณอดิศวร์ แต่ก็โกรธไม่ได้เพราะลูกสาวเราไม่ยอมโกรธ เข้าไปข้างในเถอะค่ะ...ปล่อยให้คุยกันนานแล้ว”
       ภูไทและพันธุ์สูรย์หัวเราะให้กัน ตามปรางและลานนาเข้าไป
      
       ทุกคนเดินเข้ามาในห้อง วิรงรองไหว้ภูไท และพันธุ์สูรย์อย่างแจ่มใส ขณะอดิศวร์สีหน้าขรึมลง
       “คุณอดิศวร์มาพอดี อยากจะไปกับเราไหมครับ”
       อดิศวร์ตั้งท่าจะปฏิเสธแบบไม่มีเยื่อใย วิรงรองเห็นรีบชิงพูดขึ้นก่อน
       “ไปเถอะค่ะ...ไปกราบหลวงพ่อของคุณพันธุ์สูรย์กัน”
       ลานนาอธิบายต่อ “พี่ชายกับพี่พันธุ์สูรย์ไปนิมนต์ท่านมาพักที่บ้านค่ะ...ท่านค่อนข้างตกใจ ตอนทราบเรื่องของวิ... พี่พันธุ์สูรย์เลยขอให้ท่านเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโดมทองให้ฟัง”
       พันธุ์สูรย์เอ่ยขึ้น “ไปไหมครับ! คุณลบ!”
       อดิศวร์จ้องมองหน้าพันธุ์สูรย์ เห็นมีแต่ความจริงใจ อดิศวร์จึงเบือนหน้ามามองคู่หมั้น วิรงรองยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน
       อดิศวร์เหมือนจะตัดสินใจได้
      
       ค่ำแล้ว ตัวบ้านคุ้มภูไทมีแสงไฟสว่างลอดออกมาจากชั้นล่าง ภายนอกไฟโคมในสนามเปิดสว่างจ้า ทุกคนรวมตัวอยู่
       ภายในห้องรับแขก
       ลานนาถือถาดวางกาน้ำร้อนและถ้วย คลานมาวางตรงหน้าหลวงพ่อ ขณะที่บัวคำประคองถาดเอียงกะเท่เร่มาเสิร์ฟน้ำ โดยวิรงรองต้องเข้าช่วย
       “รอดตายไปอีกมื้อนึง ขอบคุณค่ะ”
       พันธุ์สูรย์ซึ่งอยู่ใกล้หลวงพ่อคอยดูแล รินน้ำชาถวายให้
       “ถ้าหลวงพ่อไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนะครับ” ภูไทเอ่ยขึ้น
       “ไม่เป็นไร...อาตมาอยากจะเล่าถึงที่มาที่ไปให้ทุกคนรู้ถึงที่มาของความเกลียดชังและความอาฆาตพยาบาทนี้ ...ให้ตระหนักถึงความทุกข์และโศกนาฏกรรมที่ตามมา ทางเดียวที่จะกำจัดมันไปได้คือลดทิฐิมานะลง รู้จักปล่อยวางและอภัยให้กัน ...”
       หลวงพ่อยกน้ำชาขึ้นจิบ แววตาครุ่นคิดคำนึง
       “ความจริง...ท่านเจ้าคุณสรรักษ์ ไกรณรงค์ผู้เป็นเจ้าของ “โดมทอง” นั้น ผูกสมัครรักใคร่กับคุณพลับพลึง ซึ่งเป็น
       น้องสาวแท้ๆ ของท่านผู้หญิงมาก่อน ...แต่ต่อมาเกิดผิดฝาผิดตัวกันอย่างไรไม่ทราบ ทางท่านบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายได้จัดการให้ท่านเจ้าคุณสมรสกับคุณมณฑา ซึ่งต่อมาก็คือท่านผู้หญิงสรรักษ์ ไกรณรงค์นั่นแหละ ... แล้วหลังจากนั้น “โดมทอง” ก็หาความสงบสุขไม่ได้เลย”
       สีหน้าแต่ละคนฟังอย่างสนใจเต็มที่
      
       หลวงพ่อพาทุกคนย้อนเข้าสู่ภาพในอดีต ต้นเหตุแห่งความทุกข์ที่เกาะกินทุกชีวิตใน โดมทอง
      
       ทั่วอาณาบริเวณของคฤหาสน์ “โดมทอง” ในเวลานั้น ดูยังใหม่เหมือนเพิ่งเริ่มสร้างได้เพียงไม่นาน ไม้ดอกไม้ใบที่ด้านนอก อวดตัวชูดอกใบให้ความสดชื่นสงบสุข ก่อนที่จะมีเรื่องร้ายกล้ำกรายเข้ามา
        ส่วนภายในห้องนั่งเล่น ท่านเจ้าคุณในวัยหนุ่มแน่น 30 ปี ซึ่งมีชื่อเดิมว่า “น้อย” โดยในเวลานั้นยังเป็นเพียง คุณพระ เดินเข้ามา สีหน้าแววตายิ้มแย้มอย่างมีความสุข
        “อ้าว! พ่อน้อย...เข้ามาซิลูก...พ่อกับแม่กำลังอยากพบอยู่พอดี” ผู้เป็นแม่เรียก
        คุณพระเข้ามาทรุดตัวลงนั่ง สีหน้าท่าทางออกอาการเก้อเขินเล็กๆ
        “มีอะไรหรือเปล่า...ท่าทางแปลกๆ” พ่อถาม
        “ผมมีเรื่องจะมากราบขอความกรุณาคุณพ่อกับคุณแม่ขอรับ”
        “ว่ามาเลย” พ่อบอก
        “ให้คุณแม่พูดก่อนดีกว่าขอรับ” คุณพระว่า
        “เรื่องที่แม่จะพูดเป็นข่าวดี...พ่อน้อยจะอายุครบ 30 แล้วใช่ไหม”
        “ขอรับ...อีก 2 เดือน”
        “แม่จะไปสู่ขอผู้หญิงให้”
        คุณพระสะดุ้ง
        “แม่เขาเห็นพ่อน้อยไม่ยอมมีเมียสักที! นี่อายุก็ปาเข้าไป 30 ปีแล้วเขาเลยมาปรึกษาพ่อ...พ่อเองก็เห็นด้วย”
        คุณพระขยับจะพูดกับพ่อ แต่แม่ชิงพูดขึ้นก่อน
        “แม่รับรองว่า พ่อน้อยต้องถูกใจผู้หญิงคนนี้...เพราะรูปร่างหน้าตาหรือก็สวยงาม...ฐานะชาติตระกูลหรือก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเรา”
        “คุณแม่ขอรับ...”
        “อยากรู้แล้วใช่มั้ยว่าเป็นใคร ผู้หญิงที่งามเพียบพร้อมคนนั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล...อันที่จริง...ครอบครัวของฝ่ายโน้นกับเราก็สนิทสนมคุ้นเคยกันอย่างดีมาเป็นเวลานาน”
        สีหน้าคุณพระใคร่ครวญดู แล้วค่อยๆยิ้มออก
        พ่อมองอย่างรู้ทัน “พูดแค่นี้ก็รู้แล้วใช่มั้ยล่ะ”
        “ขอรับ”
        “แม่เขาไปสู่ขอลูกสาวของท่านเจ้าคุณพินิจนราดุลย์ให้”
        คุณพระสูดลมหายใจยาวอย่างโล่งใจและยิ้มกว้าง
        “แม่มณฑาน่ะ” แม่บอก
        คุณพระสะดุ้ง แล้วหุบยิ้มทันที “ใครนะขอรับ”
        “แม่มณฑาไง...แม่ไปสู่ขอแม่มณฑาให้”
        “ไม่ได้นะขอรับ ลูกรักแม่พลับพลึง”
        พ่อและแม่ชะงัก มองหน้ากัน แล้วหันมามองลูกอย่างยุ่งยากใจ
      
        ส่วนที่บ้านท่านเจ้าคุณพินิจนราดุล บิดาของ มณฑา และพลับพลึง มณฑาฟังความจากพ่อและแม่ด้วยท่าทีเขินอาย
        “ลูกแล้วแต่คุณพ่อคุณแม่เจ้าค่ะ”
        ผู้เป็นพ่อและแม่ยิ้มด้วยความพอใจ
        “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันว่าตกลง...พ่อจะได้ปรึกษากับทางเจ้าคุณพินิจฯ หาฤกษ์หายามกันเลย”
        “แม่ดีใจที่ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี...”
        มณฑาก้มหน้าลงยิ้มอย่างอายๆ แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข
      
        คุณพระหน้าตายุ่งยากใจ
        “จะไปเปลี่ยนตัวได้ยังไงในเมื่อพ่อไปทาบทามแม่มณฑาให้แล้ว” พ่อบอก
        “ลูกไปพูดเองก็ได้ขอรับ”
        แม่ท้วง “แล้วพ่อน้อยไม่คิดถึงใจแม่มณฑาบ้างรึ! ป่านนี้คงรู้แล้วว่าพ่อกับแม่ไปสู่ขอให้พ่อน้อย”
        “แต่ลูกไม่ได้รักแม่มณฑา ลูกรักพลับพลึง และพลับพลึงก็รักลูก”
        “แก่แดด แม่พลับพลึงน่ะยังเด็ก” แม่บอก
        “อายุ 18...ไม่เด็กแล้วนะ ขอรับ”
        “พ่อน้อย! …อย่าให้พ่อกับแม่ต้องถูกถอนหงอกเลยนะ ถึงตอนนี้ลูกยังไม่ได้รักแม่มณฑา พ่อเชื่อว่าอยู่กันไป พ่อน้อยก็จะรักเองแม่มณฑาน่ะไม่ได้สวยน้อยไปกว่าแม่พลับพลึงเลย”
        “ข้อนั้นลูกไม่ได้เถียงขอรับ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ลูกมีคนรักแล้วคือ แม่พลับพลึง”
        พ่อหันหน้าไปสบตาแม่ ซึ่งมีสีหน้ากลุ้มๆ อยู่
        “จะว่าอย่างไร... แม่เพลิน”
      
        ในที่สุดพ่อแม่ 2 ฝ่ายมาหารือกัน ที่บ้านสองสาว โดยผู้เป็นแม่ของสองสาวทอดถอนใจกลัดกลุ้ม ผินหน้าไปมองพ่อคุณพระซึ่งสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน
        ฝ่ายแม่สองสาวพูดขึ้นในที่สุด “ดิฉันเข้าใจค่ะ…แต่ดิฉันก็เห็นใจและสงสารแม่มณฑามาก...จริงอยู่ ทั้งแม่มณทากับแม่พลับพลึงเป็นลูกสาวของดิฉันทั้งคู่...แล้วทั้งคู่ก็รักพ่อน้อยเหมือนกัน...ถ้าเกิดเปลี่ยนตัวขึ้นมา...พี่น้องจะมองหน้ากันอย่างไร ...อีกอย่าง...แม่มณฑาก็รับรู้แล้ว...ตื่นเต้นดีใจ...ตระเตรียมเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวที่จะต้องใช้ในวันหมั้นแล้ว...เพื่อนฝูงญาติพี่น้องก็บอกกันไปเรียบร้อย... แกจะผิดหวังเสียใจเพียงไหน ถ้าถูกบอกเลิกให้เป็นม่ายขันหมาก”
        พ่อกับแม่คุณพระถอนใจหนัก และพยักหน้าอย่างเข้าใจ
        “อีกอย่าง...ตามธรรมเนียมบ้านเรา...น้องสาวจะแต่งงานออกเรือนไปก่อนพี่สาวไม่ได้…ฝากบอกพ่อน้อยด้วยว่าถ้าไม่หมั้นไม่แต่งกับแม่มณฑา ก็อย่าหวังว่าจะได้แต่งกับแม่พลับพลึง”
        พ่อแม่คุณพระต่างถอนใจกลุ้มๆ
      
        มณฑากำลังปรึกษากับพลับพลึง โดยมีผ้าไหมสีสวยอยู่ตรงกลางระหว่างทั้ง 2 คน มณฑานั้นแจ่มใส และมีความสุขจนลืมสังเกตสีหน้าแววตาน้อง ในขณะที่พลับพลึงเองก็พยายามฝืนยิ้มยินดีกับพี่สาวเต็มที่
        “พลับพลึงว่า พี่จะใส่สีกลีบบัวนี่ดีไหม”
        “ค่ะ...น้องว่าสวยเสียอีกน่ะซีคะ...ที่จริง คุณพี่ผิวขาว...ใส่สีไหนก็ขึ้นทุกสี”
        พลับพลึงหยิบผ้าไหมสีเหลืองนวลขึ้นมา
        “สีนี้ก็สวยค่ะ...อาจจะใส่เป็นชุดรดน้ำ...”
        พลับพลึงพูดไม่ทันจบ แม่เดินเข้ามา สีหน้าถึงจะยิ้มแย้มแต่ก็มีร่องรอยกังวล
        “มณฑา”
        สองสาวหันมา ยิ้มหวานเมื่อเห็นแม่
        “ขอยืมตัวพลับพลึงไปช่วยแม่หน่อยได้ไหม”
        “ได้ซิคะ! คุณแม่จะทำอะไรหรือคะ...ให้ลูกไปช่วยอีกคนก็ได้”
        “ไม่ต้องหรอกลูก...มณฑาเลือกผ้าไปเถอะ...ได้แล้วจะได้ดูเครื่องประดับ”
        “ค่ะ”
        “ไป...พลับพลึง”
        “ค่ะ”
        พลับพลึงตามแม่ออกไป
      
        แม่เดินเข้ามาในห้องท่าน แล้วไปทรุดตัวลงนั่ง พลับพลึงปิดประตูเบาๆ แล้วคลานเข้ามานั่งพับเพียบเรียบร้อยตรงหน้าแม่
        “เมื่อเช้า...เจ้าคุณพ่อกับคุณหญิงแม่ของพ่อน้อยเขามาพบแม่ ตอนที่แม่มณฑากับลูกไปเลือกซื้อผ้ากัน”
        พลับพลึงก้มหน้า รับคำเบาๆ “ค่ะ”
        “ท่านบอกว่า พ่อน้อยจะขอเปลี่ยนตัวเจ้าสาวจากแม่มณฑาเป็นลูก”
        พลับพลึงสะดุ้งเฮือก แล้วเงยหน้าทันที “คุณแม่”
        แม่มองสังเกตท่าทีของลูกสาวแว่บหนึ่ง “แม่บอกตรงๆว่าหนักใจ แม่มณฑาก็ลูก...พลับพลึงก็ลูก”
        พลับพลึงบอกด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว “เปลี่ยนไม่ได้ค่ะ...ลูกไม่ยอมเด็ดขาด”
        “พลับพลึง”
        พลับพลึงน้ำตาคลอ “ในเมื่อตกลงกันไว้อย่างไร ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามนั้น ลูกจะไม่มีวันทำให้คุณพี่ต้องเสียใจแน่นอน”
        “เฮ้อ...ถ้าแม่รู้เสียตั้งแต่แรก”
        พลับพลึงกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงไป “มันสายเกินไปเสียแล้วค่ะ คุณแม่...ลูกยอมเสียใจคนเดียวดีกว่าจะให้อีกหลายๆคนต้องยุ่งยาก”
        ผู้เป็นแม่ลูบผมพลับพลึง “ขอบใจมากลูก...แม่ขอบใจมาก...คุณพ่อทราบก็คงจะสบายใจขึ้น”
        พลับพลึงป้ายน้ำตา “ลูกขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหมคะ”
        “ได้ซิ”
        “ลูกไม่อยากให้คุณพี่ทราบเรื่องนี้”
        “พ่อกับแม่น่ะรับปากได้...ไม่มีปัญหาอะไร...แต่ทางพ่อน้อยนี่ซิ”
        “ไม่เป็นไรค่ะ เรื่องนั้นลูกจะขอร้องคุณพี่เอง...”
        “ถ้าอย่างนั้น วันพรุ่งนี้ แม่จะชวนแม่มณฑาออกไปข้างนอก...แล้วจะบอกทางโน้นให้พ่อน้อยมาพบลูกที่นี่” ผู้ป็นแม่สีหน้าลังเลขึ้นมา “ว่าแต่...”
        “คุณแม่ไม่ต้องห่วงค่ะ ลูกไม่มีวันทรยศคุณพี่แน่นอน”
        สีหน้าแววตาพลับพลึงเด็ดเดี่ยวเป็นอย่างยิ่ง
      
        ด้านมณฑาเลือกผ้าไหมที่จะใช้ในโอกาสต่างๆ กัน แยกเป็นพับๆ พลับพลึงเดินเข้ามา แล้วหยุดยืนมองพี่ ซึ่งนั่งหันหลังให้ จัดผ้าเหล่านั้นอย่างมีความสุข
        สีหน้าพลับพลึงเจ็บปวด แล้วจึงฝืนทำสีหน้าแววตาให้แจ่มใส
        “คุณพี่เลือกได้แล้วหรือคะ”
        มณฑาหันมามอง ขณะพลับพลึงเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่เดิม
        “จ้ะ ... 2 พับนี้ พี่ให้พลับพลึง...ชอบไหม”
        พลับพลึงไหว้ “ชอบมากค่ะ ขอบพระคุณค่ะ”
        “สีโศก พลับพลึงคงไม่ถือ ตอนซื้อมาพี่ลืมไปว่าต้องใช้ในวันแต่งงาน เสียดายเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร ให้พลับพลึงใส่แทนคงได้ เพราะเธอไม่ใช่เจ้าสาว”
        “ค่ะ...น้องจะใส่แทนคุณพี่เอง”
        มณฑายิ้มแล้วนึกได้ “เออ...เพิ่งนึกได้ว่าจะพูดอะไรกับพลับพลึง แต่งงานแล้ว...พี่จะขออนุญาตคุณพี่พาเธอไปอยู่ที่โดมทองด้วย”
        พลับพลึงสะดุ้ง
        “ห้ามปฏิเสธ! เราสองคนรักและสนิทกันมาก...ถ้าไม่มีเธอไปด้วยพี่คงเหงาแย่!”
        พลับพลึงอึ้ง และกระอักกระอ่วนใจ
      
        ค่ำคืนที่สวยงาม...ดวงจันทร์นวลกระจ่าง ภายในห้องพลับพลึงนอนตะแคงร้องไห้เบาๆ โศกเศร้าเจ็บปวดเหลือแสน
      
        เช้านั้นคุณพระแวะมาที่บ้านพลับพลึง และกำลังมองพลับพลึงอย่างตัดพ้อ
        “ทำไม! ทำไมพลับพลึงถึงขอร้องให้พี่ทำอย่างนี้! เท่าที่เป็นอยู่นี่ยังทรมานไม่เพียงพออีกหรือ”
        พลับพลึงพยายามกล้ำกลืนน้ำตาลงไป “น้องไม่ต้องการทำร้ายคุณพี่มณฑา”
        คุณพระแค่นหัวเราะประชด “อ้อ ก็เลยทำร้ายตัวเอง”
        “น้องกราบขอร้องละค่ะ เราสองคนไม่ได้ทำบุญด้วยกันมา ในเมื่อคุณพี่ต้องแต่งงานกับคุณพี่มณฑาแล้วก็ไม่ควรจะทำอะไรให้เธอต้องทุกข์ใจ รับปากกับน้องซิคะ”
        มุมหนึ่ง พิศลอบมองทั้ง 2 คนอย่างจับผิด
        “นะคะ...คุณพี่”
        คุณพระหมางเมิน “ถ้าเธอต้องการอย่างนั้นก็ตามใจ”
        พลับพลึงยกมือไหว้ “ขอบพระคุณมากค่ะ”
        คุณพระเดินออกไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พิศมองด้วยสีหน้าครุ่นคิด
      
        มณฑากำลังจะเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังจากกลับจากข้างนอก เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ
        “ใครคะ”
        “พิศเองค่ะ”
        “เข้ามาซิ”
        ประตูเปิดออกพิศเดินเข้ามา ปิดประตู ในมือถือถาดวางแก้วน้ำแข็งใส่น้ำยาอุทัย
        “น้ำเย็นเจี๊ยบชื่นใจค่ะ”
        “ขอบใจจ้ะ”
        มณฑาหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่ม
        “เมื่อเช้า คุณพระมาที่นี่ค่ะ”
        “ตายจริง...พลับพลึงไม่เห็นบอกฉันเลย!”
        พิศทำหน้าเจ้าเล่ห์ “จะบอกทำไมให้ป่วยการล่ะคะ สู้แอบมาไปคุยกัน 2 ต่อ 2 ไม่ได้”
        มณฑาชะงัก “อะไรนะ”
        “ก็คุณพลับพลึงนะซีค่ะ แอบคุยกับคุณพระสองต่อสองตั้งเป็นนานสองนาน”
        มณฑามองหน้าพิศ
        “คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อพิศก็ตามเถอะ พิศขอเตือนว่า อย่าไว้ใจคุณพลับพลึงเป็นอันขาด”
        มณฑามีสีหน้าแววตาเหมือนหวาดระแวงทันที
      
        วันเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง มณฑากับคุณพระ แต่งงานกันในที่สุด และย้ายมาอยู่ที่โดมทอง ซึ่งในวันนี้บ่าวคนหนึ่งเปิดประตูนำพลับพลึงเข้ามาในห้องพักห้องหนึ่งในโดมทอง มือบ่าวมีกระเป๋าเสื้อผ้าด้วย วางกระเป๋าลงขณะที่พลับพลึงมองไปโดยรอบอย่างพอใจ บ่าวหันหลังกลับจะออกไป
        มณฑาเดินเข้ามาพอดี บ่าวหยุดยืนตัวลีบรอให้มณฑาเข้ามา แล้วตัวเองออกไป ปิดประตูเบาๆ มณฑามองผ่านหน้าพลับพลึงแว่บหนึ่งด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย
        “เป็นยังไงบ้างชอบห้องนี้ไหม”
        “ชอบค่ะ”
        “ถ้าชอบละก็ ขอให้นึกไว้ตลอดเวลาว่าพี่ดีกับเธอขนาดไหน”
        พลับพลึงชะงักกับคำพูดแปร่งหู มองพี่สาวอย่างประหลาดใจ
        “ความจริง พี่จะไม่พาเธอมาอยู่ด้วยก็ได้ แต่พี่สัญญากับเธอไว้ ก็ต้องรักษาสัญญา”
        “โธ่ ! เรื่องแค่นี้”
        มณฑาสวนเสียงแข็งทันที “ไม่ใช่เรื่องแค่นี้ พี่เป็นคนรักษาสัญญาเธอเองก็รู้ เพราะฉะนั้น เธอก็ต้องรักษาสัญญาเหมือนกัน”
        “น้อง...ไม่เข้าใจค่ะ”
        มณฑาเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไป “อย่าทำอะไรที่เป็นการอกตัญญูกับพี่”
        พลับพลึงตกใจ “คุณพี่”
        “เท่านั้นแหละ”
        มณฑาเดินออกไป โดยพลับพลึงมองตามงงๆ
      
        ตกตอนเย็น มณฑานั่งพับดอกบัวจะถวายพระโดยมีพิศช่วย สองบ่าวนายอยู่ในห้องนั่งเล่น
        “เมื่อกี้ตอนเดินผ่านห้องครัว พิศเห็นคุณพลับพลึงเข้าไปทำกับข้าวแน่ะค่ะ”
        “ฉันบอกให้ไปเอง ! อยู่เฉยๆ เดี๋ยวจะฟุ้งซ่าน”
        คุณพระเดินเข้ามา เพิ่งกลับจากทำงาน สีหน้าแววตาแจ่มใส และมีแววตาตื่นเต้นแฝงอยู่อย่างปิดไม่มิด
        “แม่มณฑา”
        มณฑาแดกดันเล็กๆ “วันนี้ดูเหมือนคุณพี่จะกลับจากงานเร็วกว่าปกตินะคะพิศ ! เอ็งไปเตรียมของว่างให้คุณพระด้วย”
        “ค่ะ” พิศออกไป
        คุณพระทรุดตัวลงนั่ง “แม่พลับพลึงมาถึงหรือยัง”
        มณฑาพับดอกบัวต่อด้วยสีหน้าแววตาเรียบเฉย “มาถึงตั้งแต่เมื่อตอนสายๆ ค่ะ ดิฉันสั่งให้พิศจัดห้องให้ตั้งแต่เมื่อวาน”
        “แล้วนี่ไปไหนเสียล่ะ” คุณพระมองโดยรอบ
        “ทำกับข้าวอยู่ในครัวซิคะ”
        “อ้าว ทำไม”
        “พลับพลึงทำกับข้าวเก่ง...รับรองว่าคืนนี้คุณพี่รับประทานข้าวได้มากกว่าทุกวันแน่ ๆ”
        มณฑาตวัดสายตาผ่านคุณพระขณะพูด
      
       หลวงพ่อเล่านาน จนรู้สึกเหนื่อยล้า รับน้ำชาจากพันธุ์สูรย์ซึ่งรินถวายให้ขึ้นมาดื่ม
        “ไม่เป็นไร...อาตมายังไหว”
        “ถ้าคุณพลับพลึงไม่มา “โดมทอง” ก็คงไม่มีเรื่อง” วิรงรองเอ่ยขึ้น
        “ดูเหมือนแรกๆ เธอก็จะไม่มาเหมือนกัน...โดยอ้างว่าต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ แต่ท่านทั้ง 2 เกิดประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต...เธออยู่จัดการทุกสิ่งทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นอีกสักพักใหญ่ๆ ท่านผู้หญิงถึงให้ไปรับมา บางคนก็ว่า
       ท่านเจ้าคุณท่านให้ไปรับมา เพราะเป็นห่วง ที่คุณพลับพลึงต้องอยู่คนเดียว” หลวงพ่อเล่า
        “เท่าที่ฟัง...รู้สึกว่าท่านผู้หญิงจะระแคะระคายเรื่องท่านเจ้าคุณกับคุณพลับพลึงแล้วนะคะ” ปรางออกความเห็น
        หลวงพ่อพยักหน้า “ใช่” พลางถอนใจ “ที่ร้ายที่สุดก็คือ ท่านเจ้าคุณไม่ได้คิดจะปิดบังเสียด้วย...โดยเฉพาะระยะหลังๆ ที่เจ้าคุณพ่อกับคุณหญิงแม่ท่านเสีย...ก็เลยไม่ต้องเกรงใจใคร อีกอย่างท่านได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์...มีทั้งอำนาจและบารมี ความเกรงใจท่านผู้หญิงก็เหลือน้อยลงไป”
        วิรงรองฟังแล้วนึกสะท้อนใจ “น่าเห็นใจท่านผู้หญิงเหมือนกันนะคะ”
        ทุกๆ คนพยักหน้าช้าๆ อย่างเห็นด้วย
        “คุณพลับพลึงเองก็อยากหลบเลี่ยงท่านเจ้าคุณตลอดเวลา...เรื่องราวมาถึงจุดแตกหักในคืนวันเกิดท่านเจ้าคุณ ... วันนั้น...โดมทองมีงานใหญ่ อาตมายังจำได้...ตอนนั้นอาตมายังเป็นเด็ก...เราตื่นเต้นกันมาก...หลังจากงานวันนั้น “โดมทอง” ก็ไม่เคยกลับไปเหมือนเดิม อีกเลย”
      
        สีหน้าแต่ละคนฟังต่ออย่างสนใจ


  


       ที่โดมทอง ในค่ำคืนนั้นบรรยากาศแสนคึกคัก ด้วยมีงานเลี้ยงวันเกิด เจ้าพระยาสรรักษ์ ไกรณรงค์ ที่ด้านนอก มีเด็กชายคนหนึ่ง กำลังวิ่งเล่นตาม นายพันอยู่ด้วย
      
       ดวงจันทร์เต็มดวงทรงกลด ทอแสงสวยกระจ่างอยู่เหนือยอดโดมทอง ท้องฟ้าไร้เมฆหมอกใดๆ แสงกระจ่างฉาบทาทั่วตัวบ้าน ยิ่งทำให้โดมทองสวยสง่า ส่วนภายในสว่างไสวไปด้วยแสงไฟประดับประดาตามมุมต่างๆ โดยเฉพาะในห้องถงใหญ่ สถานที่จัดงาน แลเห็นผู้คนในเครื่องแต่งกายหรูหรา แบบสากลนิยม
       ภายนอกมีทั้งรถยนตร์ รถม้าจอดเป็นแนว มีแสงไฟสีต่างๆ ส่องลอดออกมาจากบรรดาต้นไม้ใหญ่น้อยที่แขวนไว้อย่างมีระเบียบ
       แขกบางคนก็เพิ่งมาถึง มีการทักทายกันไป
      
       บรรดาคนขับรถต่างจับกลุ่มกันพูดคุยอย่างสนุกสนาน โดยมีโต๊ะอาหารคาวหวานตั้งบริการอย่างดี และมีคนงานคอยเติมเครื่องดื่มให้
       โดมทองในยุครุ่งเรืองดูคึกคัก ยิ่งใหญ่สวยงามประทับใจ
      
       ภายในห้องโถงใหญ่ ซึ่งคึกคักด้วยแขกชายหญิงแต่งตัวสวยงาม ในมือแต่ละคนมีแก้วแชมเปญ จับกลุ่มคุยกันด้วยสีหน้าแจ่มใสสดชื่น
       บริกรถือถาดเครื่องดื่มคอยเสริฟให้ผู้ที่เข้ามาใหม่ และเติมให้กับผู้ที่จิบหมดแล้ว
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์วัยสาว อยู่ในเครื่องแต่งกายหรูหรา ดูสวยสง่า เตรียมเต้นรำเดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วรับไหว้ทักทายแขกในขณะที่ดวงตาก็กวาดไปโดยรอบ แต่ไม่ให้โจ่งแจ้งน่าเกลียด
       สักพักหนึ่ง นางพิศเดินค้อมตัวเข้ามาข้างหลังท่านผู้หญิง
       “ท่านผู้หญิงเจ้าคะ”
       ท่านผู้หญิงเบือนหน้าไปมอง พิศกระซิบเบาๆ
       “ท่านเจ้าคุณอยู่ในห้องดนตรีเจ้าค่ะ”
       ท่านผู้หญิงพยักหน้า นัยน์ตามีแววหวาดระแวงขึ้นมาวูบหนึ่ง
       พิศใส่ไฟต่อ “คุณพลับพลึงก็อยู่ด้วยเจ้าค่ะ”
       คราวนี้ท่านผู้หญิงเม้มปากแน่น นัยน์ตาเป็นประกายวาวโรจน์
      
       ส่วนที่ห้องดนตรี ท่านเจ้าคุณนั่งอยู่กับกลุ่มแขกสูงอายุประมาณ 3-4 คน ทุกคนทอดสายตาไปยังพลับพลึงซึ่งกำลังนั่งเล่นซอสามสาย ร่วมกับวงมโหรีเพลง “นางครวญ”
       แขกแต่ละคนมีสีหน้าแววตาชื่นชม ดื่มด่ำไปกับเพลง ในขณะที่ท่านเจ้าคุณนั้นมองไปที่พลับพลึงเพียงจุดเดียวด้วยสีหน้าแววตาบอกความรู้สึกลึกซึ้ง อ่อนหวาน และอ่อนไหว
       พลับพลึง เล่นซอด้วยสีหน้าแววตาอ่อนเศร้าเข้ากับเพลง บางจังหวะ พลับพลึงช้อนตาขึ้นสบตาท่านเจ้าคุณเศร้าๆ ใบหน้าเจ้าคุณเหมือนอยากจะเข้าไปโอบประคองปลอบโยน
       สักพักหนึ่ง เสียงท่านผู้หญิงดังขึ้น ด้วยสุ้มเสียงพยายามทำให้แจ่มใส
       “เจ้าคุณพี่มาอยู่ที่นี่เอง”
       ทุกคนหันมามอง ท่านผู้หญิงเดินเข้ามาที่ท่านเจ้าคุณ แล้วหันไปยกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดเล่น ...
       โดยไม่วายจิกตาไปที่พลับพลึง ซึ่งรีบก้มหน้าด้วยความกลัว ทุกคนวางมือ
       “แขกเหรื่อถามหากันยกใหญ่ เชิญคุณลุงคุณป้าข้างนอกดีกว่านะคะ...ดูเหมือนเขาจะเสิร์ฟอาหารกันแล้ว...”
       “พอดีคุณลุงคุณป้าท่านต้องการจะฟังซอสามสาย ฉันก็เลยพาเข้ามาในนี้” ท่านเจ้าคุณบอก
       “แม่พลับพลึงเล่นซอสามสายได้เพราะมาก...ลุงฟังจนลืมหิวไปเลย” แขกคนหนึ่งว่า
       อีกคนเสริม “ที่จริง...เรากินกันในนี้ก็ได้...ข้างนอกผู้คนเยอะแยะไปหมด”
       คนอื่นพยักเพยิดเห็นด้วย
       “งั้นเดี๋ยว ผมจะให้เขาจัด” ท่านเจ้าคุณบอก
       ท่านผู้หญิงแย้งเสียงอ่อนหวาน “เชิญข้างนอกสะดวกกว่าค่ะ...ลูกๆหลานๆ จะได้มากราบขอพร...เจ้าคุณพี่...พาคุณลุงคุณป้าออกไปซิคะ”
       ท่านเจ้าคุณเหลือบมองพลับพลึงแว่บหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “เชิญครับ”
       ทุกคนลุกขึ้น ออกเดินไป
       แขกผู้ใหญ่อีกคนหันไปทางพลับพลึง “ขอบใจนะ แม่พลับพลึง”
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       ทั้งหมดเดินออกไป โดยมีท่านผู้หญิงรั้งท้าย หันมาทางพลับพลึงและนักดนตรีที่กำลังเก็บของ
       สายตาที่ท่านผู้หญิงมองมายังพลับพลึง วาววับน่ากลัว “อย่าเพิ่งไปไหน”
       “ค่ะ” พลับพลึงก้มหน้าอย่างหวาดกลัว
       ท่านผู้หญิงเดินออกไป
       พลับพลึงหันมาไหว้นักดนตรีทุกคน “ขอบคุณทุกคนมากนะคะ เชิญออกไปรับประทานอาหารเลยค่ะ”
       “แล้วหนูล่ะ” นักดนตรีถาม
       “หนูยังไม่หิวเลย...เชิญทุกคนนะคะ”
       ทุกคนเดินออกไป พลับพลึงลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปด้วยสีหน้าเศร้าๆ
      
       นักดนตรีเดินออกมาพลางพูดคุย
       “ท่านผู้หญิงดุยังกับเสือ น่าสงสารคุณพลับพลึง” คนหนึ่งว่า
       “ก็ท่านเจ้าคุณนั่นแหละ” อีกคนบอก
       ทั้งหมดชะงัก เมื่อเห็นท่านผู้หญิงเดินย้อนกลับมา ติดตามด้วยพิศซึ่งเลียนท่าทางเจ้านายเปี๊ยบ
       ท่านเจ้าคุณถลึงตามอง ทุกคนรีบก้มหน้าก้มตาค้อมตัวเดินไปด้วยความกลัว
       ท่านผู้หญิงมองตาม “สมคบกันดีนัก”
       “มันน่าให้ตายตกไปตามกันเจ้าค่ะ เจ้าขา”
       ท่านผู้หญิงหันขวับมา “อีพิศ ระวังปากของเอ็งไว้”
       “เจ้าค่ะ”
      
       ท่านผู้หญิงเดินไปที่ประตู เปิดออกทันทีแรงๆ


  


       ท่านผู้หญิงปิดประตูเสียงดังเจตนาให้พลับพลึงรู้ตัว พลับพลึงสะดุ้งเฮือก หันกลับมา ท่านผู้หญิงยืนหน้าถมึงทึง โดยมีพิศยืนอยู่เยื้องไปข้างหลัง เลียนสีหน้าแบบเดียวกัน
      
       “คุณพี่”
       “ท่านเจ้าคุณไม่อยู่ ไม่ต้องมาเสแสร้งแกล้งทำมารยาตีหน้าเศร้า”
       “น้อง...”
       “แกไม่ใช่น้องฉัน มีน้องที่ไหนบ้างคิดจะแย่งผัวพี่”
       พลับพลึงก้มหน้า น้ำตาปริ่ม พิศลอยหน้ายิ้มเยาะ
       “สำออยเรอะ นี่แน่ะ ทำสำออย”
       ท่านผู้หญิงตบหน้าฉาดใหญ่ พลับพลึงถึงกับหน้าหันซวนเซล้มลงไปด้วยความแรงตบ
       “โอ๊ย” พลับพลึงยกมือกุมแก้มน้ำตาไหลพราก
       พิศกุมแก้มตาม สอพลอสุดๆ “ว้าย ตายแล้ว”
       “อะไรของแกฮึ! นังพิศ”
       “ขออีกครั้งเถอะเจ้าค่ะ” นางพิศบอก
       ท่านผู้หญิงตบพิศเต็มแรง “เอ้า! เอาไป”
       พิศมึน เจ็บจนเห็นดาว
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์หันขวับมาจิกผมพลับพลึงจนหน้าหงาย
       “ฉันสั่งแกแล้วใช่ไหมว่าห้ามเล่นหูเล่นตากับท่านเจ้าคุณ!”
       พิศเจ็บก็เจ็บ แต่ก็ยังไม่วายสอพลอ “พิศก็เห็นเจ้าค่ะ”
       “จะเอาอีกครั้งมั้ย นังพิศ”
       “พอแล้วเจ้าค่ะ ครั้งเดียวก็ซึ้ง”
       “รู้ก็ทั้งรู้ว่า วันนี้เป็นวันเกิดเจ้าคุณพี่ ...แขกเหรื่อมากันมากมาย แต่แกก็ยังใช้มารยาเอาท่านมาเก็บไว้กับตัว”
       “ไม่จริงเจ้าค่ะ เจ้าคุณพี่ท่านสั่งให้น้องชวนเพื่อนๆ มาเล่นดนตรี”
       “งั้นถ้าท่านสั่งให้แกยอมเป็นเมียน้อย แกก็จะยอมใช่มั้ย”
       พลับพลึงสะดุ้งตกใจ
       ท่านผู้หญิงจิกหัวกระชากไปมา “ตอบมาซิ แกจะยอมใช่มั้ย อีนังพลับพลึง”
       “โอ๊ย กลัวแล้วค่ะ คุณพี่...น้องกลัวแล้ว”
       “กลัวก็อย่าบังอาจทำอีก ไม่งั้นฉันไม่เอาแกไว้แน่...จำใส่หัวไว้”
       ท่านผู้หญิงจิ้มหน้าผากพลับพลึงจนหน้าหงาย แล้วสะบัดตัวเดินออกไป
       พิศสวนคำทันที “จำเอาไว้นะเจ้าคะ คุณพลับพลึงเจ้าขา”
       พิศลอยหน้าลอยตา ทำสุ้มเสียงอ่อนหวานเยาะเย้ย แล้วเดินออกไป
       พลับพลึงน้ำตาไหลพราก ด้วยความเศร้าสะเทือนใจ
      
       บรรยากาศภายนอกโดมทองก็คึกคักไม่แพ้ด้านใน ดวงจันทร์กระจ่างสวยงามเช่นเดิม บรรดาคนรถ และคนงานบางคนเข้ามาสมทบมากขึ้น ทุกคนต่างสนุกสนานเฮฮา
       พันเดินออกมา ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ติดตามด้วยคนงาน 2 คนซึ่งยกถาดใส่อาหารออกมาเติมให้
       “ตามสบายเลยนะทุกคน” พันหันมาทางคนยกของ “พวกเอ็ง คอยดูอย่าให้ข้าวปลาอาหารพร่องเด็ดขาด เดี๋ยวเสียชื่อ ท่านเจ้าคุณหมด”
       คนงานคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยสุ้มเสียงตื่นเต้น “ข้างในจะเต้นรำกันแล้ว”
       ทุกคนหันไปมองทางประตูกระจก และหน้าต่าง ด้วยความสนใจ
      
       แผ่นเสียงจากเครื่องเล่นตรงมุมห้อง กำลังหมุนเล่นเพลงเพราะๆ จังหวะคึกคัก ท่านเจ้าคุณ และท่านผู้หญิงก้าวออกมาเป็นคู่แรกแขกแต่ละคู่ค่อยก้าวตามออกมาจนครบ
       คู่ท่านเจ้าคุณและท่านผู้หญิง โดยท่านเจ้าคุณดูเหมือนจะใจลอยๆ ในขณะที่ท่านผู้หญิงมองด้วยนัยน์ตาคมกริบ
       จังหวะหนึ่ง เท้าท่านเจ้าคุณเกือบจะเหยียบเท้าท่านผู้หญิงเพราะมัวแต่ใจลอย แค่โดนแต่ยังไม่ทันเหยียบลงไป
       “อุ๊ย”
       ท่านเจ้าคุณรู้สึกตัว “ขอโทษ”
       “เจ้าคุณพี่เกือบจะเหยียบเท้าน้องแล้วนะคะ ไม่ทราบว่าใจลอยไปถึงไหน”
       “พี่ไม่ค่อยสบาย”
       “ไม่สบายก็ยังปลีกตัวไปไหนไม่ได้ค่ะ ...วันนี้เป็นวันเกิด...” ท่านผู้หญิงพูดแบบดักคอ
       ท่านเจ้าคุณขัดขึ้นด้วยสีหน้าตึงๆ “ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”
       ท่านผู้หญิงเม้มปาก แล้วมองท่านเจ้าคุณอย่างน้อยใจ
      
       พลับพลึงเดินมาที่ห้อง โดยมีพิศเดินตามตลอด พลับพลึงปรายตามอง ด้วยสีหน้าไม่พอใจ จนมาถึงประตูห้อง แล้วยังไม่เข้าไป
       “อ้าว ทำไมไม่เข้าไปละเจ้าคะ คุณพลับพลึงเจ้าขา”
       พลับพลึงหันหน้ากลับมา “นี่จะต้องคอยตามเฝ้าฉันทุกกระดิกเลยรึ”
       “เจ้าคะ...เจ้าขา...เป็นคำสั่งของท่านผู้หญิงเจ้าค่ะ ....ท่านคงไม่อยากให้น้องสาวในไส้ต้องปีนต้นงิ้ว”
       พลับพลึงโกรธ “นังพิศ”
       พิศลอยหน้า “ทำไมรึเจ้าคะเจ้าขา...ต้นงิ้วน่ะหนามแหลมเปี๊ยบเลยนะเจ้าคะ นังพิศเป็นห่วงเจ้าค่ะ”
       พลับพลึงกำมือแน่น แล้วเปิดประตูเข้าไป ปิดอย่างแรง
       “คิดดูดีๆ นะเจ้าคะ”
       นางพิศหัวเราะเจื้อยแจ้ว แล้วเดินออกไป
      
       พลับพลึงยืนพิงประตู น้ำตาไหลพราก คำพูดเยาะเย้ยถากถางของนางพิศดังก้องในหู
       “เจ้าคะ..เจ้าขา เป็นคำสั่งของท่านผู้หญิงเจ้าค่ะ ท่านคงไม่อยากให้น้องสาวในไส้ต้องปีนต้นงิ้ว”
       “ต้นงิ้วน่ะหนามแหลมเปี๊ยบเลยนะเจ้าคะ นังพิศเป็นห่วงเจ้าค่ะ”
       พลับพลึงค่อยๆ เลื่อนตัวลงมานั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความอัดอั้นตันใจ
      
       ดอกไม้หลากสี ถูกจุดขึ้นฟ้าเหนือโดมทอง แลดูสวยงาม สว่างไสว ผู้คนภายนอกต่างเฮฮาตื่นตาตื่นใจ
       แขกหลายๆ คนเดินออกมาดูด้านนอก เพื่อให้มองเห็นชัดยิ่งขึ้น
       ส่วนบรรดาแขกที่เหลืออยู่ในห้องโถง ส่วนหนึ่งยืนมองความสวยงามของดอกไม้ไฟจากหน้าต่าง โดยท่านเจ้าคุณยืนมองอยู่มุมหนึ่ง ในขณะที่ท่านผู้หญิงเดินเข้ามา
       ท่านผู้หญิงพยายามเอาใจ “สวยมากนะคะ...นายพันเป็นคนไปจัดหามา”
       ท่านเจ้าคุณฝืนยิ้ม “ก็ดี”
       ท่านผู้หญิงเม้มปาก แต่พยายามใหม่ “น้องยังไม่เห็นเจ้าคุณพี่รับประทานอะไรเลย”
       “ฉันยังไม่หิว”
       ท่านผู้หญิง เสียงแข็งอย่างหมดความอดทน “เพราะนังพลับพลึงใช่ไหมคะ เจ้าคุณพี่ถึงได้ทำท่าเหมือนจะเป็นจะตาย”
       ท่านเจ้าคุณขัดขึ้นอย่างเย็นชา “อย่ามาทะเลาะกันให้ขายหน้าแขกเหรื่อเลย”
       ท่านผู้หญิงแค้นใจ น้อยใจจนน้ำตาซึม ท่านเจ้าคุณเริ่มรู้สึกตัว เสียงอ่อนลง
       “ที่จริง...กินอะไรสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน ...แม่มณทาล่ะ ยังไม่ได้กินเหมือนกันใช่ไหม”
       ท่านผู้หญิงหน้าบึ้ง กิริยายังแง่งอน “ดิฉันกินไม่ลง”
       “งั้นก็ไปกินพร้อมๆ กัน เสียเลย”
      
       ท่านเจ้าคุณแตะข้อศอกอย่างอ่อนโยน ท่านผู้หญิงขืนตัวเล็กน้อย แล้วจึงเดินตาม ในจังหวะที่ดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นสว่างวาบที่ด้านนอก
      

       ดอกไม้ไฟจุดสว่างแตกกระจายบนท้องฟ้า แล้วเลือนหายไปจนหมด ดวงจันทร์กระจ่างนวลลอยผ่านเข้าไปในก้อนเมฆสีเทา บรรยากาศเหมือนฝนจะตก
      
       ผู้คนภายนอกโดมทองที่คึกคัก น้อยลงไปทุกทีจนหมด รวมทั้งบรรดารถยนต์และรถม้า
       โดมทองที่สว่างไสวด้วยแสงไฟ บัดนี้ผู้คนภายในน้อยลงทุกทีจนหมดเช่นกัน แสงไฟสว่างดับลงทีละดวง 2 ดวงจนมืดสนิท
       ไฟตามต้นไม้ ก็ค่อยๆ ดับลงจนหมด เหลือเพียงโคมไฟบริเวณรั้วประตูใหญ่
       บรรยากาศทั่วทั้ง โดมทอง กลับเข้าสู่ความสงัดเงียบ แฝงความลึกลับผิดกับในช่วงแรกชนิดตรงกันข้ามเลยทีเดียว
      
       ด้านพลับพลึงนอนก่ายหน้าผาก ดวงตาจับจ้องมองเพดาน เปลี่ยนหลายๆ อิริยาบถ อาการเหมือนคนกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ สักครู่หนึ่ง ท้องฟ้าที่มืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน กระจายเป็นฝนตกลงมาค่อนข้างหนัก
       พลับพลึงลุกขึ้นไปปิดหน้าต่าง แล้วเปิดประตูเดินออกไปอย่างรีบร้อน ด้วยนึกได้ว่าลืมปิดหน้าต่างห้องดนตรี
      
       พลับพลึงรีบเปิดประตูเข้ามาในห้องดนตรี แล้วถอนใจโล่งอก เมื่อเห็นหน้าต่างปิดเรียบร้อย
       “ค่อยยังชั่ว ... นึกว่าลืมปิด”
       พลับเดินไปขยับบานหน้าต่าง ตรวจดูความเรียบร้อยแล้วเดินไปที่ประตู ขยับจะเปิดออก
       แต่แล้วไฟในห้องสว่างพรึ่บขึ้น พลับพลึงสะดุ้ง เหลียวขวับไปมอง เห็นท่านเจ้าคุณยืนอยู่ตรงเสา ข้างสวิชท์ไฟ
       “เจ้าคุณพี่”
       ท่านเจ้าคุณมองมาด้วยสายตาอ่อนโยนรักใคร่ “ฉันนอนไม่หลับ ก็เลยเข้ามานั่งคิดอะไรต่ออะไรอยู่ในนี้”
       พลับพลึงก้มหน้าหลบตา ขณะที่ท่านเจ้าคุณเดินเข้ามาใกล้
       “แม่พลับพลึงนอนไม่หลับเหมือนกันหรือ”
       “เปล่าค่ะ...ดิฉันจำไม่ได้ว่า ปิดหน้าต่างแล้วหรือยัง ก็เลยลงมาดู”
       ท่านเจ้าคุณยื่นมือมาจับมือทั้งสองของพลับพลึงขึ้นมา
       พลับพลึงตกใจ พยายามดึงออก แต่เจ้าคุณไม่ยอมปล่อย “ปล่อยเจ้าค่ะ...มันไม่สมควร”
       “ฉันรู้ว่าเรามีใจตรงกัน”
       “ไม่เจ้าค่ะ...ไม่ตรง ดิฉันจะขึ้นนอนแล้ว”
       ท่านเจ้าคุณดึงร่างพลับพลึงเข้ามากอด โดยที่พลับพลึงตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก
       “พลับพลึง”
       พลับพลึงเนื้อตัวสั่น พร้อมกับพูดเสียงสั่นๆ “เจ้าคุณพี่...ปล่อยดิฉันเถอะเจ้าค่ะ...ปล่อยเจ้าค่ะ”
       ท่านเจ้าคุณก้มลงจูบแก้มอย่างละมุนละไม พลับพลึงตัวสั่นเทาอยู่ในอ้อมกอดแห่งรักนั้น
      
       ฟ้าผ่าลงมาเปรี้ยง ท่านผู้หญิงสรรักษ์อยู่ในห้องนอนสะดุ้งตกใจตื่น หันมาทางข้างๆ แล้วลุกขึ้นนั่งทันที เมื่อพบว่าว่างเปล่า ไร้ร่างผู้เป็นสามี
       “หายไปไหน”
      
       ท่านผู้หญิงลุกเดินไปที่ประตู แล้วก้าวออกไปด้วยสีหน้าหวาดระแวง


  


       ท่านผู้หญิงเดินมาจนถึงหน้าห้องพลับพลึง แล้วเคาะประตูทันที
      
       “พลับพลึง”
       ไม่มีเสียงหรือความเคลื่อนไหวใดๆ
       “นังพลับพลึง”
       ยังเงียบอีกเช่นเดิม ท่านผู้หญิงตัดสินใจหมุนลูกบิดประตูซึ่งเปิดออกอย่างง่ายดาย
       ท่านผู้หญิงรีบก้าวเข้าไป แล้วเปิดไฟทันที
       “นังพลับพลึง”
       แต่ชะงัก ด้วยในห้องว่างเปล่า นัยน์ตาท่านผู้หญิงลุกวาว “หายหัวกันไปไหนทั้งสองคน”
       ท่านผู้หญิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วเดินออกไป
      
       ระหว่างนั้น ภายนอกฝนยังคงตกไม่ลืมหูลืมตา ท่านเจ้าคุณ และพลับพลึงเดินออกมาจากในห้องดนตรี ขณะที่ท่านผู้หญิงเดินมาเห็นพอดี
       ท่านเจ้าคุณและพลับพลึงตกตะลึง ขณะที่ท่านผู้หญิงตะลึงกว่า แล้วเปลี่ยนเป็นโกรธจัด มือกำแน่น ตาลุกวาว
       “คุณพี่” พลับพลึงหน้าเสีย
       “นังพลับพลึง เจ้าคุณพี่ นี่มันอะไรกัน”
       ท่านเจ้าคุณจับแขนพลับพลึงไว้ด้วยท่าทางราวกับจะปกป้อง สีหน้าแววตาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ท่านผู้หญิงมองภาพบาดตาบาดใจนั้นด้วยสีหน้าแววตาเจ็บปวดและขมขื่นและเคียดแค้นเป็นอย่างยิ่ง
       “เจ้าคุณพี่ทำกับดิฉันอย่างนี้ได้ยังไง นังพลับพลึง นังน้องทรยศนังเนรคุณขุนไม่เชื่อง กิบบนเรือน ขี้บนหลังคา”
       ท่านเจ้าคุณอธิบาย “แม่มณทาเข้าใจผิด พลับพลึงเขาลงมาปิดหน้าต่างห้องดนตรี พอดีฉันก็เผอิญตาค้างนอนไม่หลับ...”
       ท่านผู้หญิงสวนออกมาอย่างกราดเกรี้ยว “โกหก”
       ท่านเจ้าคุณหน้าตึง “แม่มณทา”
       “ดิฉันไม่เชื่อว่ามันจะบังเอิญขนาดนั้น เจ้าคุณพี่นัดแนะกับมัน ทั้งผัวทั้งน้องต่างช่วยกันสวมเขาให้ฉัน”
       พลับพลึงปฏิเสธลั่น “ไม่จริงค่ะ น้องไม่เคยทำอะไรชั่วช้าอย่างนั้น”
       “นังหน้าซื่อใจคด...ไสหัวออกไปจาก โดมทอง เดี๋ยวนี้
       พลับพลึงทรุดตัวลงกราบเท้า น้ำตาไหลพราก “คุณพี่ขา .... เวทนาน้องด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
       ท่านผู้หญิงชักเท้าหนีตั้งแต่น้องสาวก้มกราบเท้า “เวทนาเรอะ นังงูพิษ ไสหัวไป๊ จะไปตายที่ไหนก็ไป”
       พลับพลึงขยับตัว จะลุกขึ้นทั้งๆ ที่ยังสะอื้นอย่างหนัก
       “พลับพลึง...ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น” ท่านเจ้าคุณบอก
       “เจ้าคุณพี่”
       ท่านเจ้าคุณก้มลงพูดกับพลับพลึง “กลับไปที่ห้อง...แล้วก็ไม่ต้องเก็บข้าวเก็บของไปไหน ...ไม่ต้องคิดมาก ... “โดมทอง” เป็นบ้านของฉัน ... ฉันจะอนุญาตให้ใครอยู่ก็ได้”
       ท่านผู้หญิงแค้นจนแทบกระอักเป็นเลือด
       “ไปซิ”
       พลับพลึงก้มหน้าก้มตา คลานผ่านท่านผู้หญิง แล้วลุกเดินออกไป
       “แม่มณทา...เราต้องคุยกัน” ท่านเจ้าคุณบอก
      
       สักครู่หนึ่ง ท่านเจ้าคุณผลักประตูเดินเข้ามาในห้องนอน ติดตามด้วยท่านผู้หญิงสรรักษ์ ท่านผู้หญิงหันกลับไปเปิดประตู แล้วเดินไปยืนห่างจากท่านเจ้าคุณพอสมควร
       ท่านเจ้าคุณพูดโดยไม่ได้หันมามอง “ฉันไม่ได้นัดหมายกับพลับพลึง...เป็นความสัตย์จริง”
       ท่านผู้หญิงกัดปาก ไม่ได้พูดโต้ตอบ
       ท่านเจ้าหันกลับมา “แม่มณทาจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็สุดแล้วแต่”
       “เจ้าคุณพี่ไม่ไว้หน้าดิฉัน...ดิฉันไล่นังพลับพลึงออกไปแต่เจ้าคุณพี่กลับบอกว่า โดมทองเป็นบ้านของเจ้าคุณพี่”
       “แล้วแม่มณทาจะให้น้องสาวหอบเสื้อหอบผ้าออกไปทั้งๆ ที่ฝนตกหนักอย่างนี้หรือ! คิดหรือเปล่าว่าพลับพลึงจะเป็นอย่างไร...จะไปอยู่ที่ไหน”
       “ช่างมันซีคะ มันอยากเนรคุณ อยากทรยศ” ท่านผู้หญิงบอกอย่างจงเกลียดจงชัง
       “ก็บอกอยู่นี่ไงว่า พลับพลึงไม่ได้...”
       ท่านผู้หญิงสวนคำทันที “เจ้าคุณพี่เข้าข้างมัน”
       “ทำไมแม่มณทาไม่ยอมฟังฉันบ้าง”
       “เจ้าคุณพี่อยากได้มันมากใช่ไหมคะ”
       ท่านเจ้าคุณถอนใจยาว เดินมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียง
       “ทำไมเจ้าคุณพี่ไม่ตอบ”
       “จะให้ฉันตอบว่าอย่างไรล่ะ ถ้าบอกว่าเปล่า แม่มณทาก็ไม่เชื่อ ถ้าตอบว่าใช่ แม่มณทาก็จะพิรี้พิไรไม่จบไม่สิ้น”
       “ตอบตามความจริงซิคะ ดิฉันต้องการได้ยินจากปากเจ้าคุณพี่”
       ท่านเจ้าคุณไม่ตอบเอนตัวลงนอน แล้วตะแคงหันหลังให้ท่านผู้หญิงทันที
       ท่านผู้หญิงมองมาอย่างแค้นใจ และน้อยใจสุดๆ
       บรรยากาศในยามเช้าวันต่อมาแสนสดใส แลเห็นบรรดาคนงานกำลังช่วยกันเก็บโต๊ะเก้าอี้ ไฟประดับตามต้นไม้
      
       โดยมีพันเป็นคนคุมดูแลความเรียบร้อย


  


       ท่านผู้หญิงพลิกตัวตื่น แล้วหันไปมองข้างๆ ด้วยสัญชาติญาณและความระแวง ท่านผู้หญิงลุกขึ้นทันที แล้วนิ่วหน้าเมื่อเห็นที่เจ้าคุณนอนว่างเปล่า
      
       “รีบตื่นแต่เช้าเข้าไปหานังพลับพลึงละซี”
       ท่านผู้หญิงลุกเดินไปเปิดประตู พิศกำลังเดินตรงมาพอดี ด้วยสีหน้ากังวล ยิ้มออกด้วยความโล่งใจ
       “พิศ! เห็นท่านเจ้าคุณไหม”
       “อยู่ในห้องทำงานเจ้าค่ะ...ท่านให้พิศขึ้นมาดูว่าท่านผู้หญิงไม่สบายหรือเปล่า”
       “นังพลับพลึงล่ะ”
       “เห็นผิวบอกว่าออกไปเก็บดอกไม้แต่เช้าเลยเจ้าค่ะ”
       “จะจัดแจกันให้เจ้าคุณพี่ละซี! คอยจับตาดูมันให้ดีนะพิศ! อย่าให้อยู่กับเจ้าคุณพี่ตามลำพัง”
       “เจ้าคะเจ้าขา ไม่ต้องห่วงเลยเจ้าค่ะ”
       ท่านผู้หญิงเดินกลับเข้าห้อง
      
       ทิวเขาเหยียดยาวด้านหน้าโดมทอง มีไอหมอก ปกคลุมอยู่จางๆ ให้ความรู้สึกหนาวเย็นโอบล้อมอาณาเขตอันกว้างใหญ่ของตัวบ้าน
       ที่ด้านหลัง เป็นแม่น้ำกว้างใหญ่ ใสสะอาดจนเห็นก้อนกรวด โดยบริเวณใกล้อาณาเขตบ้านน้ำจะตื้น มีโขดหิน เกาะแก่งฝีมือของธรรมชาติเป็นระยะๆ
       ใกล้ตัวบ้านเข้ามาหน่อย ปลูกต้นพลับพลึงซึ่งกำลังออกดอกสีขาว เป็นบริเวณกว้างเหมือนพรมผืนใหญ่
       พลับพลึงกำลังเดินตัดก้านดอกไม้นั้นเป็นช่อยาวอย่างเพลิดเพลิน
       ท่านเจ้าคุณยืนทอดสายตามองมาจากบริเวณหน้าต่างห้องทำงาน ด้วยแววตาอ่อนโยนรักใคร่
       สักพักหนึ่ง เสียงท่านผู้หญิงดังขึ้น
       “เจ้าคุณพี่”
       ท่านเจ้าคุณถอนใจเบาๆ แล้วหันกลับมา ท่านผู้หญิงมองมา นัยน์ตาเหมือนสำรวจตรวจตราแว่บหนึ่ง
       “พิศบอกว่า เจ้าคุณพี่ยังไม่ได้รับประทานอาหารเช้า”
       “ฉันยังไม่หิว...คงจะอิ่มมาตั้งแต่เมื่อคืน”
       ท่านผู้หญิงฝืนยิ้ม แล้วเดินมาก้มกราบที่แขน “ดิฉันกราบขอประทานโทษเรื่องเมื่อคืนที่ออกจะวู่วามไปสักหน่อย”
       “ไม่เป็นไร”
       ท่านเจ้าคุณพูดพลางขยับเดินออกจากหน้าต่างเพื่อเบนความสนใจของท่านผู้หญิง แต่ช้าไป เพราะท่านผู้หญิงชำเลืองมองแว่บออกไป นัยน์ตาเป็นประกายเคียดแค้น และเกลียดชังขึ้นมาทันที พึมพำเบาๆ
       “นึกแล้วทีเดียว”
       “ถ้าแม่มณฑาหิวก็ไปกินด้วยกัน”
       ท่านเจ้าคุณสรรักษ์ไกรณรงค์เดินมาโอบไหล่ภรรยาอย่างเอาใจ แล้วพาเดินออกไป โดยที่ท่านผู้หญิงพยายามระงับอารมณ์เต็มที่
      
       ในห้องทานอาหาร พิศยกถาดวางชามข้าวต้มร้อนๆ มาวางให้ทั้ง 2 คน ท่านเจ้าคุณและท่านผู้หญิงกินเงียบๆ กันครู่หนึ่ง บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียด
       ท่านเจ้า คุณพูดขึ้นในที่สุด “สัปดาห์หน้าฉันต้องลงไปพระนคร”
       ท่านผู้หญิงเงยหน้าขึ้นทันที “เอ๊ะ...”
       ท่านเจ้าคุณขัดขึ้นก่อน “ฉันก็เพิ่งรู้จากหลวงรณชิตฯ เมื่อคืนนี้เอง”
       “ไปกี่วันหรือคะ”
       “ประมาณ 2 สัปดาห์” ท่านเจ้าคุณมองไปที่พิศ “พิศ...เอ็งออกไปก่อน”
       “เจ้าค่ะ” พิศเดินออกไป
       ท่านเจ้า คุณหันหน้ามาที่ท่านผู้หญิง “แม่มณฑา...”
       ท่านผู้หญิงสบตาท่านเจ้าคุณนิ่งๆ ฝ่ายท่านเจ้าคุณสบตาตอบแน่วนิ่งขณะบอก
       “ฉันฝากพลับพลึงด้วย”
       ท่านผู้หญิงเบิกตากว้าง พูดไม่ออกด้วยไม่คาดคิดว่าท่านเจ้าคุณจะพูดออกมาตรงๆ
       “ตลอดเวลาที่ผ่านมา...แม่มณฑาก็เห็นว่าฉันไม่เคยเลยสักครั้งที่จะนอกใจเธอ”
       ความรู้สึกท่านผู้หญิงค่อยๆ กลับคืนมา ความรู้สึกปนเปทั้งรัก และแค้นประดังขึ้นมาเป็นน้ำตาคลอ
       “ฉันยกย่องให้เกียรติแม่มณฑาเสมอ”
       ท่านผู้หญิงถามโพล่งขึ้นทันที “เจ้าคุณพี่จะขอพลับพลึงเป็นเมียน้อยใช่ไหมคะ”
       “ใช่” ท่านเจ้าคุณบอกอย่างแน่วแน่
       ท่านผู้หญิงน้ำตาร่วง
       “ฉันยอมรับว่า ฉันพอใจพลับพลึง”
       “แต่มันเป็นน้องของดิฉันนะคะ”
       “นั่นจะทำให้แม่มณฑาปกครองง่ายมิใช่หรือ..พลับพลึงเองก็ไม่มีพิษสงอะไร”
       ท่านผู้หญิงเจ็บแค้นสุดๆ “แย่งผัวพี่นี่หรือคะไม่มีพิษสง เจ้าคุณพี่ช่างพูดออกมาได้”
       “ฉันเข้าใจความรู้สึกของแม่มณฑา”
       “ไม่จริงค่ะ! เพราะถ้าเข้าใจ เจ้าคุณพี่จะไม่มีวันพูดเช่นนี้”
       ท่านเจ้าคุณทอดถอนใจ เหมือนเริ่มรำคาญที่พูดกันไม่รู้เรื่อง สีหน้าขรึมลง
       “ถ้าแม่มณฑายอมยกพลับพลึงให้...ฉันขอสัญญาว่า จะไม่มีเมียน้อยที่ไหนอีก”
       ท่านผู้หญิงกัดปากจนห้อเลือด เห็นเลือดซึมออกมา โดยไม่ไหลย้อย มือกำแน่น
       “แม่มณฑาจะว่าอย่างไร”
       ท่านผู้หญิงมองหน้าท่านเจ้าคุณ ด้วยความผิดหวัง เสียใจ และแค้นใจสุดๆ
      
       ไม่นานต่อมาสองคนอยู่ในห้องดนตรีด้วยกัน พลับพลึงมองท่านเจ้าคุณในอาการตกตะลึง
       “เจ้าคุณพี่... ไม่ได้ค่ะ...ไม่ได้เด็ดขาด”
       ท่านเจ้าคุณเยื้อนยิ้ม “ทำไมจะไม่ได้ในเมื่อพี่สาวของเธอ ยอมยกให้แล้ว”
       “ดิฉันไม่มีวันทำร้ายจิตใจคุณพี่มณฑา”
       “เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดานะพลับพลึง...ฉันได้เธอยังดีกว่าพาผู้หญิงอื่นเข้ามาอยู่ในบ้าน”
       “แต่ดิฉันคิดว่า ผู้หญิงอื่นดีกว่าแน่ๆ ค่ะ”
       ท่านเจ้าคุณจับมือพลับพลึงแน่น “อย่าปฏิเสธเลย...เราต่างก็รักกัน”
       พลับพลึงดึงมือออก ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว
       “ไม่ค่ะ ดิฉันไม่ได้...เอ้อ...รักเจ้าคุณพี่”
       “คิดว่าฉันจะเชื่อหรือ...เอาเถอะ...เราจะพูดเรื่องนี้กันอีกที เมื่อฉันกลับมา”
       พลับพลึงขยับปากจะยืนกรานปฏิเสธ แต่ท่านเจ้าคุณพูดขึ้นก่อน
       “เล่นเพลง “นางครวญ” ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม”
       พลับพลึงอึดอัด ขยับจะปฏิเสธเต็มที่ “ดิฉัน....”
       “ฉันขอร้อง...แล้วระหว่างที่ยังไม่ลงไปพระนคร ฉันจะไม่พูดเรื่องนี้อีก”
       พลับพลึงขยับไปที่ซอสามสาย...หยิบมาไหว้ครู แล้วเริ่มเล่นเพลง
       ท่านเจ้าคุณมองดูด้วยความซาบซึ้ง
      
       ขณะเดียวกันท่านผู้หญิงอยู่ในห้องกับพิศ กำลังนั่งซับน้ำตา แต่ก็ไหลออกมาอีก
       “พิศ...ข้า...ข้าหายใจไม่ออก”
       พิศรีบหยิบยาดมมาส่งให้ “ยาดมเจ้าค่ะ”
       ท่านผู้หญิงรับมาดม พิศหยิบพัดมาพัดวีให้
       “ดีขึ้นไหมเจ้าคะ”
       “มันเจ็บเหลือเกิน...เจ็บลึกเข้าไปถึงไหนๆ...ข้าอยากตาย”
       “เรื่องอะไรล่ะเจ้าคะ คนอื่นต่างหากที่จะต้องตาย”
       ท่านผู้หญิงชะงัก มองหน้าพิศ
       “ท่านผู้หญิงว่าจริงไหมล่ะเจ้าคะ”
      
       ท่านผู้หญิงไม่ตอบ แต่แววตาเจ็บปวดสิ้นหวังปรากฏความอำมหิตเข้ามาแทนที่
      

       วันเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่งแล้ว ทิวทัศน์อันสวยงามของโดมทองเปลี่ยนแปลงผันแปรไปตามคืนวันที่ล่วงเลย
      
       เช้าวันนี้ท่านเจ้าคุณสรรักษ์เดินออกมาพร้อมกับท่านผู้หญิง โดยมีพลับพลึงตามมาข้างหลังด้วยสีหน้าสงบเสงี่ยม พัน พิศ และบ่าวบางส่วนรอส่งอยู่
       นายแสงซึ่งเป็นคนขับรถยืนคุยกับพันอยู่ รีบเปิดประตูรถด้านหลังให้ทันที พร้อมขยับตัวไปยืนสำรวม
       ท่าทีนอบน้อม
       ท่านเจ้าคุณหันมาทางท่านผู้หญิง “ฉันไปละ”
       “ขอให้เจ้าคุณพี่เดินทางโดยปลอดภัยนะคะ”
       “ขอบใจ...ฝากพลับพลึงด้วยนะ”
       นัยน์ตาท่านผู้หญิงวาววับ มีประกายเหี้ยมโหด อำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง แล้วพูดกลั้วหัวเราะ
       “แหม... พลับพลึงน่ะเป็นน้องสาวของดิฉันนะคะ ถ้าไม่ดูแลเขาแล้วจะดูแลใคร...แต่ก็เอาเถอะค่ะ...ดิฉันรับปากเพื่อความสบายใจเจ้าคุณพี่...ดิฉันจะดูแลพลับพลึง ชนิดริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเชียวค่ะ...” พลางหันไปทางน้องสาวบอกเสียงหวาน “มาใกล้ๆพี่ซิจ๊ะ พลับพลึง”
       พลับพลึงพึมพำรับคำเบาๆ แล้วทรุดตัวลงคลานเข้ามา ก้มกราบท่านเจ้าคุณ
       ท่านเจ้าทรุดตัวลง ลูบเรือนผมพลับพลึงอ่อนโยน
       “ฝากเนื้อฝากตัวกับคุณพี่เขานะ”
       ท่านผู้หญิงมองภาพนั้น ด้วยสีหน้าเคียดแค้น ขณะที่พิศมองท่านผู้หญิงด้วยความเห็นอกเห็นใจ
       “ค่ะ” พลับพลึงรับคำ
       “ฉันจะรีบกลับมา...” ท่านเจ้าคุณมองพลับพลึงอย่างรักใคร่อาลัยอาวรณ์
       ท่านผู้หญิงเม้มปากจนเป็นเส้นตรง พยายามข่มใจ แล้วรีบคลายสีหน้าเป็นยิ้มแย้มพูดอ่อนหวานขณะที่ท่านเจ้าคุณลุกขึ้นยืน
       “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ...พลับพลึงจะรอเจ้าคุณพี่อยู่ที่โดมทองนี่ตลอดไป”
       ประโยคหลัง นัยน์ตาท่านผู้หญิงปรากฏแววเย้ยหยันขึ้นมาแว่บหนึ่ง
       ท่านเจ้าคุณพยักหน้า มองพลับพลึงอย่างอาลัยอาวรณ์อีกครั้งแล้วขึ้นรถ
       แสงปิดประตูแล้ว ขึ้นนั่งที่คนขับ ขับออกไป สีหน้าแต่ละคนมองตาม โดยพลับพลึงนั้นมีสีหน้าละห้อย
       ส่วนในรถ ท่านเจ้าคุณหันหน้ากลับมามอง เห็นทุกคนอยู่ห่างไกลออกไปทุกที
       เจ้าคุณหันหน้ากลับมา นัยน์ตาแจ่มใสเต็มไปด้วยความหวัง
      
       พันอยู่ในสวนกุหลาบ กำลังตัดแต่งกิ่งกุหลาบ ซึ่งออกดอกสะพรั่ง สีสวยสดดอกใหญ่ พิศเดินเข้ามาหา
       “พี่พัน”
       พันหันมามองแว่บหนึ่ง
       พิศเข้ามาใกล้ทำเสียงกระซิบกระซาบ “อย่าลืมคืนนี้นะ”
       พันมีสีหน้าเป็นกังวล “เอาแน่หรือวะ..พิศ!”
       “ทำไมจะไม่แน่! ก็ท่านผู้หญิงท่านอุตสาห์วางแผนไว้ตั้งหลายวันมาแล้ว!”
       “เฮ้อ...” พันเดินมานั่ง
       พิศตามมา “อะไรอีกล่ะ”
       “คุณพลับพลึงน่ะท่านเป็นน้องสาวแท้ๆ”
       พิศขัดทันทีอย่างมีอารมณ์
       “ก็แล้วคุณพลับพลึงเคยคิดอย่างนั้นบ้างมั้ย! ท่านผู้หญิงท่านมีเมตตาชุบเลี้ยงเพราะต่างก็เป็นกำพร้า..เมื่อมีเหย้า
       มีเรือนก็หอบหิ้วมาอยู่ด้วย แต่กลับสนองพระคุณด้วยการแย่งสามีท่านเสียนี่”
       พันปราม “เบา...พิศ! เรื่องของเจ้านาย”
       “อย่าลืม..คืนนี้สองยาม!”
       “เออ!”
       “แล้วก็พวกวงมโหรีนั้นด้วย ต้องปิดปากพวกมันให้สนิท อย่าให้มาคอยถามหากันให้ยุ่งยากวุ่นวาย!”
       “รู้แล้ว” พันสะท้อนเหลือแสน เว้นไปอีกนิด ก่อนจะบ่นงึมงำออกมาอย่างหนักอกหนักใจ
       “คราวนี้ตกนรกอเวจีไม่มีวันผุดวันเกิดเลยมั้งกู!”
      
       เวลาเดียวกันนั้น แลเห็นช่อดอกพลับพลึงสีขาวพิสุทธิ์ปักอยู่ในแจกันทรงสูง พร้อมกับได้ยินเสียงร้องเพลง “นางครวญ” ขับคลอกับซอสามสายอย่างไพเราะเพราะพริ้ง เสียงร้องของพลับพลึงหวานใสกว่าทุกคราว ราวกับจะร้องเป็นครั้งสุดท้ายกระนั้น
      
       “โอ้ว่าป่านฉะนี้พระพี่เจ้า จะโศกเศร้ารัญจวนครวญหา
       ตั้งแต่พระไปแก้สงสัยมา มิได้พบขนิษฐาในถ้ำทอง…”
      
       มีเสียงฝีเท้าเดินเหยียบกระดานหน้าห้องดังเอี๊ยด พลับพลึงชะงัก ...หยุดร้อง...ค่อยๆ วางซอลง แล้วลุกเดินไปที่ประตู...เสียงคนเดินดังขึ้นอีก...พลับพลึงหมุนลูกบิดเปิดประตูออกไปดู
       พบว่าภายนอกว่างเปล่า ไม่ปรากฏแม้แต่เงาของผู้ใด พลับพลึงนิ่วหน้าแปลกใจ แล้วหันหลังกลับ จะเดินเข้าห้อง
       มีเสียงความเคลื่อนไหวอีก จึงหันกลับไปมอง
       แมวสีดำตัวโตกระโดดลงมาพร้อมเสียงร้องดังลั่น พลับพลึงสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ แล้วยิ้มออกมาได้เมื่อเห็นถนัด พลับพลึงก้มลงลูบหัว
       “เจ้านี่เอง..ทองดำ..หิวละซี..ไป..ไปกินข้าวกัน!”
       พลับพลึงอุ้มแมวเดินออกไป
      
       ข้างๆ ดงดอกไม้สวยๆ พลับพลึงวางข้าวและแมวลง ในบริเวณนั้น
       “กินให้หมดเลยนะ ทองดำ”
       แมวก้มหน้าก้มตากินข้าวคลุกปลาทูในจาน
       พลับพลึงทรุดตัวลงนั่งมองอย่างเอ็นดู
       ท่านผู้หญิง และพิศเดินเข้ามา ท่านผู้หญิงนั้นมองพลับอย่างเคียดแค้นชิงชัง เช่นเดียวกับพิศซึ่งเกลียด
       ตามเจ้านาย ท่านผู้หญิงพูดขึ้นมาลอยๆ
       “คิดถึงเจ้าคุณพี่นะ”
       พลับพลึงสะดุ้งด้วยกำลังเพลินๆ และลุกขึ้นหันกลับมา
       “คุณพี่...”
       “ขวัญอ่อนจริงนะ”
       พลับพลึงยิ้มแห้งๆ เหมือนไม่รู้จะตอบอย่างไร
       ท่านผู้หญิงทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งยาวใกล้ๆ พลับพลึงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นตรงหน้า ขณะที่พิศทรุดลงคุกเข่าข้างๆ นาย
       “คิดถึงเจ้าคุณพี่มากไหม”
       พลับพลึงก้มหน้าลงไม่รู้จะตอบอย่างไร
       พิศสาระแนตามเคย “เจ้าคะเจ้าขา..ก็คงต้องคิดถึงมากละเจ้าค่ะ!”
       “ไม่นึกมาก่อนเลยว่าจะต้องมีผัวคนเดียวกับน้อง!”
       พลับพลึงมีสีหน้าตระหนักและไม่แน่ใจในท่าทีของพี่สาว
       “เจ้าคะเจ้าขา” พิศสาระแนอีก
       “นังพิศ! หุบปาก!”
       นางพิศจ๋อย “เจ้าค่ะ”
       ท่านผู้หญิงผินหน้ากลับมามองจ้องพลับพลึง “ถามจริงๆ แกไม่นึกตะขิดตะขวงใจบ้างหรอกเรอะ!”
       พลับพลึงหน้าเสียลงไปอีก
       “ข้าวของข้ามันคงไม่มียาง เอ็งถึงได้เนรคุณ!”
       พลับพลึงก้มลงกราบแทบเท้าพี่สาว แล้วเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอ
       “น้องกราบขอประทานโทษที่ทำให้คุณพี่ต้องเจ็บช้ำน้ำใจ..น้องตัดสินใจแล้วว่า น้องจะไปจากที่นี่”
       “เจ้าคุณพี่ก็ต้องตามหาแกจนพบ!”
       “น้องจะเขียนหนังสือฝากไว้ให้ท่านค่ะ”
       ท่านผู้หญิงยิ้มหวาน “งั้นก็ไปเขียนเลยซิ”
       “ค่ะ”
       พลับพลึงลุกขึ้นเดินไปทั้งน้ำตา
       ท่านผู้หญิงมองตามด้วยสีหน้าแววตาอาฆาตมาดร้ายปนเย้ยหยัน
       “ง่ายดายเสียเหลือเกินนะเจ้าคะเจ้าขา”
       พิศเย้ยเยาะประจบเอาใจนายผู้อำมหิต
      
       ด้านพลับพลึงเดินเข้ามาในห้อง ร้องไห้สะอึกสะอื้น เดินมาทรุดตัวลงนั่ง สีหน้าแววตาขมขื่นและว้าเหว่ พลับพลึงอยู่ในกิริยาอย่างนั้นครู่หนึ่ง แล้วเดินมาที่โต๊ะ ซึ่งวางแจกันดอกพลับพลึงมีผ้าลูกไม้เนื้อละเอียดรอง
      
       พลับพลึงดึงลิ้นชักออก หยิบสมุดเล่มหนึ่งขึ้นมา พร้อมปากกาหมึกซึม ลงมือเขียนจดหมาย


  


       เวลาผ่านไปอีก ที่บริเวณเฉลียงทางปีกตึกด้านหนึ่ง แจกันดอกกุหลาบดอกใหญ่สีสดวางอยู่บนโต๊ะ พิศถือถาดน้ำชามาวางลงบนโต๊ะ แล้วรินใส่ถ้วยใบสวยให้ คุกเข่าลงแล้วกระซิบกระซาบกับท่านผู้หญิง
      
       “ไม่ทราบว่า คุณพลับพลึงจะเปลี่ยนใจหรือเปล่านะเจ้าคะ...เห็นหายขึ้นไปตั้งนานแล้ว”
       “ข้าจะขึ้นไปดู”
       แต่ท่านผู้หญิงต้องชะงัก พิศหันไปมองตามแล้วยิ้มอย่างพอใจ เมื่อเห็นพลับพลึงถือหีบเสื้อผ้ามือหนึ่ง อีกมือถือจดหมายเดินเข้ามา
       “จะไปเดี๋ยวนี้เลยหรือ”
       “ค่ะ” พลับพลึงส่งจดหมายให้ “ฝากให้ท่านเจ้าคุณด้วยเจ้าค่ะ”
       พวกบ่าวในบริเวณนั้น หันมาเหลือบๆ แลๆมอง
       “ขอบใจแม่พลับพลึงที่เห็นแก่พี่...พี่เองก็ใช่ว่าจะใจร้ายใจดำปล่อยให้น้องต้องไปตายเอาดาบหน้า...ที่สั่งให้นายแสงแวะไปดูบ้านที่พี่จัดเตรียมไว้ให้แม่พลับพลึงไปอยู่หลังกลับจากไปส่งเจ้าคุณพี่ที่สถานีรถไฟ”
       พลับพลึงชะงัก “คุณพี่”
       “พี่ขอสารภาพว่าพี่เตรียมการเรื่องนี้ไว้เป็นเวลาพอสมควร เพราะคิดว่าสักวันหนึ่ง เจ้าคุณพี่จะต้องสู่ขอแม่พลับพลึงจากพี่แน่ๆ”
       “น้องผิดเหลือเกินที่ทำให้คุณพี่ต้องเจ็บช้ำน้ำใจและเดือดร้อนขนาดนี้” พลับพลึงทรุดตัวลงกอดขาพี่สาว
       ท่านผู้หญิงวางมือบนหัว “พี่ไม่ถือโทษโกรธแม่พลับพลึงหรอก ขึ้นไปพักผ่อนเถอะ..แล้วคืนนี้พี่จะไปส่งแม่พลับพลึงให้ถึงที่ทีเดียว”
       นัยน์ตาท่านผู้หญิงขณะพูด เป็นประกายแข็งกร้าว
      
       ค่ำแล้วดวงจันทร์ข้างแรมท่ามกลางท้องฟ้าครืนครันมัวหม่น รถไฟขบวนนั้น กำลังแล่นไปท่ามกลางแนวป่า 2 ข้าง และฝนที่ตกค่อนข้างหนัก
       ส่วนภายในห้องโดยสาร ท่านเจ้าคุณกำลังนั่งเขียนจดหมายถึงพลับพลึง โดยมีเสียงฝนฟ้ากระหึ่ม ฟ้าแลบ
       “อีกไม่กี่ชั่วโมง ก็จะถึงพระนครแล้ว...ฉันคิดถึงแม่พลับพลึงมากจนอยากจะกลับ “โดมทอง” เสียเดี๋ยวนี้...”
       ท่านเจ้าคุณถอนใจยาว เงยหน้ามองผ่านกระจกหน้าต่างออกไปครู่หนึ่ง แล้วก้มลงเขียนต่อ
       “....แต่ก็พยายามหักใจว่า อีกสองสัปดาห์ เราก็จะได้พบกัน และอยู่ด้วยกันตลอดไป...ฉันคิดถึงพลับพลึงมากเหลือเกิน ...”
       ท่านเจ้าคุณพับกระดาษจดหมาย แล้วสอดไว้ในหนังสือ
      
       โดมทองท่ามกลางสายฝน ดวงจันทร์หม่นสลัวเช่นเดียวกัน
       ภายในห้อง พลับพลึงนั่งเล่นซอ เพลง “นางครวญ” ด้วยน้ำตา
       “โอ้ว่าป่านฉะนี้พระพี่เจ้า จะโศกเศร้ารัญจวนครวญหา
       ตั้งแต่พระไปแก้สงสัยมา มิได้พบขนิษฐาในถ้ำทอง”
       จู่ๆ มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น พลับพลึงวางซอลง ยกมือเช็ดน้ำตา แล้วลุกไปเปิดประตู
       พันกับพิศถลันเข้ามา ด้วยสีหน้าแววตาแววตาประสงค์ร้าย
       “นายพัน พิศ”
       พันไม่ฟังเสียง คว้าตัวพลับพลึงในทันที พลับพลึงอ้าปากจะร้อง พันใชผ้าอุดปากไว้แน่น
       พลับพลึงดิ้นสู้สุดแรงเกิด แต่ถูกพิศตบซ้ายขวา จนสลบไปในที่สุด
       “มันต้องอย่างนี้ เอาตัวไปได้แล้ว”
       พันแบกร่างพลับพลึงไว้บนบ่าเดินออกไป พิศคว้าหีบเสื้อผ้า และซอสามสายตาม
      
       ขณะเดียวกัน มือระนาดนอนหลับสนิทอยู่ในห้อง ประตูถูกถีบเปรี้ยงเปิดออก มือระนาดสะดุ้งตกใจตื่น ชายฉกรรจ์คนหนึ่ง ตรงเข้ามาจ้วงทวงจนแน่นิ่งไป
       และหลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนร่วมวงมโหรีแต่ละคนของพลับพลึง ถูกบุกเข้าไปฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมแบบเดียวกัน
      
       มองจากภายนอก ทั่วทั้งปราสาทโดมทองมืดสนิทอยู่ท่ามกลางสายฝน เห็นแต่บริเวณยอดโดมมีแสงไฟลอดออกมา โดยภายในห้อง พลับพลึงซึ่งถูกโซ่คล้องขาไว้อย่างแน่นหนา ค่อยๆลืมตาฟื้นคืนสติ
       จากภาพตรงหน้าพร่ามัว แล้วค่อยๆชัดขึ้นจนเห็นชัดเป็นหน้าท่านผู้หญิง...เบื้องหลัง เป็นพิศ
       พลับพลึงขยับตัวแต่ติดโซ่ “คุณพี่! นี่มันอะไรกันคะ”
       “ก็แกถูกล่ามโซ่ขังอยู่บนยอดโดมน่ะซิ ! นังหน้าโง่”
       “เจ้าคะเจ้าขา...อีกไม่เท่าไหร่ คุณพลับพลึงก็จะแห้งแหงแก๋ตายเหมือนดอกไม้เหี่ยวอยู่ในนี้ไงล่ะ เจ้าคะเจ้าขา”
       พลับพลึงเบิกตาโพลง “คุณพี่”
       “ที่อยู่ที่ฉันหาเตรียมไว้ให้แกก็คือในนี้ไง...อยู่ใกล้ๆ เจ้าคุณพี่แค่เอื้อม...แต่ก็เอื้อมไม่ถึง...เจ้าคุณพี่เองก็จะคร่ำครวญหวนไห้หาแกโดยไม่นึกเอะใจสักนิดว่าแกอยู่ในนี้ สาสมใจข้านัก”
       “คุณพี่ขา!...ปล่อยน้องไปเถอะค่ะ น้องสาบานว่าจะไม่มีวันเฉียดเข้ามาใกล้โดมทองนี่อีก”
       “ข้าไม่เชื่อ แกต้องอดข้าวอดน้ำไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันตายอยู่ที่ยอดโดมทองนี่แหละ”
       “แต่ถ้าเหงาก็สีซอให้ควายฟัง ก็ได้นะเจ้าคะ เจ้าขา”
       ว่าแล้วพิศหยิบซอโยนให้
       “นี่เจ้าค่ะ...”
       มีเสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วเปิดประตูออก
       ทุกคนหันมามอง ท่านผู้หญิง กับพิศยิ้ม ขณะที่พลับพลึงเบิกตากว้าง เมื่อพันกับพวกคนหนึ่งยกระนาดเปื้อน
       เลือดมาวางพร้อมกับไม้ตี ติดตามด้วยพวกอีกคนหอบเครื่องดนตรีต่างๆ ที่เปื้อนเลือดโยนมากองรวมกัน
       “นี่...” พลับพลึงตะลึง
       “เพื่อนวงมโหรีของแกไง! ฉันสงสารกลัวว่าแกจะเหงา ก็เลยให้คนไปเอาวิญญาณของพวกนั้นมาอยู่เป็นเพื่อน! จะได้มาตั้งวงผีกันบนนี้” ท่านผู้หญิงบอก
       “โถ…ท่านผู้หญิงของพิศช่างมีจิตใจที่เมตตากรุณาเสียเหลือเกินนะเจ้าคะ เจ้าขา” พิศสอพลอ
       “ไป! นังพิศ!”
       “เจ้าค่ะ พิศไปจะนะคุณพลับพลึงเจ้าคะเจ้าขา”
       ท่านผู้หญิงหันหลังเดินไป แล้วนึกได้หันกลับมาใหม่
       “อ้อ จดหมายของแกน่ะ...ฉันจะส่งให้เจ้าคุณพี่อ่านตั้งแต่วันแรกที่กลับมาถึงโดมทองเลย ไม่ต้องเป็นห่วง”
       ท่านผู้หญิงหัวเราะอย่างโหดเหี้ยม แล้วเดินนำทุกคนออกไป โดยไม่ฟังเสียงคร่ำครวญหวนไห้ปิ่มว่าจะขาดใจของพลับพลึง
       “คุณพี่ขา...คุณพี่...ปล่อยน้องไปเถอะค่ะ...คุณพี่ขา...”
       ท่านผู้หญิงดึงบานประตูปิด แล้วพยักหน้ากับพัน
       พันใส่กุญแจ ระหว่างนี้เสียงพลับพลึงร้องไห้ให้ท่านปล่อย)
       “สมน้ำหน้า” พิศเหยียดยิ้มสะใจ
       ท่านผู้หญิงเดินลงบันไดนำหน้าไปด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม
      
       ทุกคนเดินตามโดยพันอดหันมามองด้วยสีหน้าเวทนาไม่ได้ แล้วปิดสวิชต์ไฟ เปิดไฟฉาย เช่นเดียวกับพิศ
      
       ไม่นานต่อมาท่านผู้หญิงเดินเข้ามาในห้อง ติดตามด้วยพิศ
       “ข้าไม่เคยรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจอย่างนี้มาก่อนเลย”
       “พิศก็เหมือนกันเจ้าค่ะ”
       “พิศ” ท่านผู้หญิงมีสีหน้าขรึมลง
       “เจ้าคะเจ้าขา”
       “จงอย่าทำเป็นรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าทำสีหน้าหรือพูดจามีลับลมคมในโง่ๆให้ใครโดยเฉพาะเจ้าคุณพี่สงสัย หัดทำสงบเสงี่ยมเจียมกะลาหัวเสียบ้าง”
       พิศรับเสียงอ่อยๆ “เจ้าค่ะ”
       “ไปได้”
       “ให้พิศบีบนวดให้ไหมเจ้าคะ เมื่อกี้ท่านผู้หญิงขึ้นบันไดตั้งสูง”
       “ไม่ต้อง ข้าไม่ได้เมื่อย เอ็งไปเถอะ”
       “เจ้าค่ะ”
       พิศออกไปจากห้อง ท่านผู้หญิงเดินไปที่หน้าต่าง มองฝ่าสายฝนภายนอกออกไป
      
       สีหน้าท่านผู้หญิงยามนี้ดูโหดเหี้ยมและเยือกเย็น แล้วระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งแข่งกับเสียงฟ้าฝนด้านนอก


  


       ที่เรือนพักคนใช้คืนนั้น บรรยากาศเงียบสงัดท่ามกลางสายฝนและความสงบเงียบ ส่วนภายในห้อง พันพลิกไปพลิกมา กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ ภาพพลับพลึงร้องไห้ อ้อนวอนขอความเมตตาท่านผู้หญิงผุดเข้ามาในห้วงความคิด สักครู่หนึ่ง พันลุกขึ้น แล้วเดินไปที่ประตู
      
       พันเดินออกมายืนพิงเสาเรือนนอกบ้าน มองฝ่าสายฝนไปที่ยอดโดม แลเห็นแต่ความมืดมิด พันทอดถอนใจยาว
      
       รุ่งเช้า เทือกเขาถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาว อากาศเยือกเย็น บ้านโดมทองสวยสง่าเงียบเชียบ พันถือปิ่นโตข้าวปลาอาหารมาที่บันไดเวียนขึ้นห้องใต้โดม แล้วก้าวขึ้นไป
       “พัน” เสียงท่านผู้หญิงดังขึ้น
       พันสะดุ้งเฮือก หันกลับมา เข่าอ่อนทรุดลงไป เห็นท่านผู้หญิงยืนมองมาด้วยสีหน้าเยือกเย็น มองไปที่ปิ่นโตแว่บหนึ่ง โดยพิศยืนเยื้องไปข้างหลัง
       “เอ็งจะไปไหน”
       พันอึกอัก “เอ้อ...กระผม”
       “เอ็งขัดคำสั่งข้า”
       “กระผม...สงสารคุณพลับพลึงขอรับ”
       “ทั้งๆ ที่มันเป็นศัตรูของข้าน่ะรึ”
       พันอึ้ง
       “เห็นแก่นังพิศที่เป็นน้องสาวเอ็ง” ท่านผู้หญิงเว้นไปนิดหนึ่ง “ไสหัวออกไปจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้แล้วอย่าได้หวนกลับมาที่ “โดมทอง” รวมทั้งโคตรเหง้าสักหลาดของเอ็งด้วยอย่ามาให้ข้าและท่านเจ้าคุณเห็นหน้า”
       “ขอรับ” พันก้มกราบ “กระผมกราบลาขอรับ”
       “วางปิ่นโตไว้ตรงนั้นแหละ”
       “ขอรับ”
       พันหันหลังเดินดุ่มๆ ออกไป
       “พิศ”
       “เจ้าขา”
       “เตรียมของที่ข้าสั่งไว้พร้อมหรือยัง”
       “เจ้าค่ะ พิศขนเอาขึ้นไปเตรียมไว้ตั้งแต่เช้ามืดแน่ะเจ้าค่ะ”
      
       ทางด้านพลับพลึงนอนตะแคงขดตัวอยู่ สะดุ้งตื่นขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงค้อนตอกประตูดังมาจากภายนอก พลับพลึงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง แล้วมองไปที่ประตูซึ่งเหมือนมีอะไรมาทุบกระแทก
       “นั่นใคร”
       ยังมีเสียงค้อนตอกไม้ดังสั่นสะเทือนไปทั่ว
       “ใคร...ใครอยู่ข้างนอก ช่วยฉันด้วย” เสียงพลับพลึงดังออกมา
       แต่ไม่มีใครตอบกลับ นอกจากเสียงตอกไม้อย่างเดิม
      
       พิศยังคงตอกตะปูเข้ากับไม้ที่วางขวางประตูอีกทีอยู่ ท่านผู้หญิงยืนมองอย่างเย็นชาไร้ความเมตตาห่างออกมา
       “คุณพี่ คุณพี่อยู่ข้างนอกหรือเปล่าคะ”
       พิศหันมามองนายแว่บหนึ่ง ท่านผู้หญิงยังคงมีสีหน้าเยือกเย็น
       “คุณพี่...สงสารน้องเถอะค่ะ อย่าขังน้องไว้ในนี้เลย...คุณพี่ขา...” ตามด้วยเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น
       สีหน้าท่านผู้หญิงยังคงเย็นชาไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับเสียงร้องไห้นั้นเลย
      
       ขณะที่ท่านผู้หญิงเดินนำพิศลงมา จู่ๆ ท่านผู้หญิงมีอาการเหมือนหน้ามืด ซวนเซจนต้องจับราวบันไดไว้
       พิศตกใจแล้วรีบประคอง “เป็นอะไรหรือเจ้าคะ”
       “พาข้าไปนั่งหน่อย”
       “ระวังนะเจ้าคะ”
       พิศประคองท่านเดินออกไปจากบริเวณนั้น
      
       สักครู่หนึ่ง พิศพาท่านมาทรุดตัวลงนั่งในห้องนั่งเล่น
       “เดี๋ยวพิศไปเอายาลมมาให้นะเจ้าคะ”
       “เอากระโถนมาด้วย”
       พูดยังไม่ทันขาดคำ ท่านผู้หญิงโก่งคออาเจียนอย่างผะอืดผะอมเต็มที่
       พิศมองดูอย่างประหลาดใจ
       “ไปเอากระโถนมาซิ นังพิศ นั่งโง่งมอยู่ได้ ไป๊”
       “เจ้าค่ะ” พิศรีบออกไป
       ท่านผู้หญิงผะอืดผะอมเต็มที่ เหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้า
      
       เวลาผ่านไปอีกเกือบสัปดาห์ รถท่านเจ้าคุณแล่นกลับมาจอดหน้าตึกโดมทอง มีบ่าวชายหญิง 2 คน และพิศมารอรับ แสงรีบลงมาเปิดประตูรถให้
       ท่านเจ้าคุณก้าวลงมาทันที นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
       “แม่มณฑาล่ะ”
       “อยู่ข้างบนเจ้าค่ะ” พิศบอก
       ท่านเจ้าคุณรีบเดินเข้าไป พิศรีบตามยิ้มแย้ม แสงเปิดหลังรถ หยิบกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาส่งให้บ่าว
      
       ท่านผู้หญิงนอนแพ้ท้องอยู่บนเตียง ประตูเปิดออก ท่านเจ้าคุณเดินมาทรุดตัวลงนั่ง จับมือภรรยาขึ้นมากุมด้วยสีหน้าตื้นตัน
       “แม่มณฑา...ฉันดีใจเหลือเกิน... พอโทรเลขไปถึง ฉันอยากจะกลับเสียตอนนั้นเลย ติดที่ยังทำงานไม่เสร็จ”
       ท่านผู้หญิงลุกขึ้นนั่ง โดยท่านเจ้าคุณช่วยประคองทันที
       “ลุกขึ้นทำไม...แล้วนี่..พลับพลึงไปไหน ทำไมไม่มาดูแลพี่”
       ท่านผู้หญิงบีบน้ำตา
       “เจ้าคุณพี่ขา”
       “แม่มณฑาร้องไห้ทำไม”
       คราวนี้ท่านผู้หญิงร้องไห้หนัก แถมสะอึกสะอื้นจนตัวโยน จนท่านเจ้าคุณเริ่มเอะใจ แต่ก็โอบกอดไว้
       “เกิดอะไรขึ้น...ทำไมถึงร้องห่มร้องไห้ขนาดนี้”
       ท่านผู้หญิงขยับตัวออกจากอ้อมกอดเจ้าคุณแล้วก้มลงกราบบนตัก
       “คุณพี่ขา...ยกโทษให้ดิฉันด้วย ยกโทษให้ดิฉันที่ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งพลับพลึงเอาไว้ได้”
       ท่านเจ้าคุณมีสีหน้าคลางแคลง “บอกมาซิว่าเกิดอะไรขึ้น”
       “พลับพลึง...พลับพลึงหนีไปแล้วเจ้าค่ะ”
       ท่านเจ้าคุณตกตะลึง
      
       แจกันปักดอกพลับพลึงในห้องทำงานเหี่ยวแห้งโรยรา ท่านเจ้าคุณยืนอ่านจดหมายที่หน้าต่าง ซึ่งมองออกไปเห็นทุ่งดอกพลับพลึงบานสะพรั่ง
      
       “กราบเรียนเจ้าคุณพี่....เมื่อเจ้าคุณพี่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้นั่นหมายความว่า ดิฉันได้จาก “โดมทอง” ไปแล้ว และจะไม่มีวันหวนกลับมาอีก...เจ้าคุณพี่อย่าได้ตามหาดิฉันเลยนะคะ ดิฉันไม่สามารถทำร้ายจิตใจของคุณพี่มณฑาได้ ... ยิ่งท่านดีกับดิฉันมากเท่าไหร่ ดิฉันก็ยิ่งละอายใจมากขึ้นเท่านั้น...เรื่องนี้ดิฉันใคร่ครวญเอง และตัดสินใจเองโดยไม่มีใครมาเกี่ยวข้องด้วย...ขอให้เจ้าคุณพี่รักและทะนุถนอมคุณพี่มณฑาตลอดไป...พลับพลึง”
      
       ท่านเจ้าคุณขยำจดหมายนั้น แล้วเงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองไปอย่างเจ็บปวด
       “ทำไมทำอย่างนี้...พลับพลึง”
      
       ท่านเจ้าคุณไม่มีทางรู้ว่า เวลานั้นพลับพลึงซึ่งถูกขังอยู่ในห้องใต้โดมนอนอ่อนระโหยใบหน้าซูบซีด นัยน์ตาโหล ปากแห้งแตกเลือดซึม สภาพเหมือนคนอดข้าวอดน้ำนานหลายวัน แววตาเลื่อนลอย
       ด้านเจ้าคุณยังคงมองออกไปข้างหน้าด้วยความเสียใจ และเจ็บปวดลึกซึ้ง ประตูห้องเปิดออก ท่านผู้หญิงเดินเข้ามาอย่างอ่อนระโหย แล้วทรุดตัวลงกราบแทบเท้าเจ้าคุณ
       “เจ้าคุณพี่...ดิฉันกราบขอประทานโทษ...”
       ท่านเจ้าคุณหันมา แล้วทรุดตัวลงประคองท่านขึ้น
       “แม่มณฑาไม่ได้ผิด จะต้องมาขอโทษทำไม”
       “ดิฉันรู้ว่า เจ้าคุณพี่รักพลับพลึงมาก แต่ก็ยังละเลยปล่อยให้หนีไป...”
       “ฉันรักพลับพลึง แต่เขาคงไม่ได้รักฉัน ถึงได้หนีไปโดยไม่อาลัยอาวรณ์คนที่รักกันคงไม่มีวันทำร้ายจิตใจกัน ได้ถึงเพียงนี้...”
       “คุณพี่...” ท่านผู้หญิงบีบน้ำตา
       “ในเมื่อเขาไปแล้วก็ช่างเขา”
       “ดิฉันเคยให้คนออกไปตามหา...แต่ก็ไม่พบ”
       “นั่นเพราะพลับพลึงไม่ต้องการให้เราหาพบ” ท่านเจ้าคุณสูดลมหายใจลึกและยาว “แม่มณฑาอย่าคิดมากเลยลูกออกมาจะได้แข็งแรง”
      
       ท่านผู้หญิงซบหน้ากับอกท่านเจ้าคุณ สีหน้าแววตาบ่งบอกชัยชนะซึ่งท่านเจ้าคุณไม่มีทางเห็น
      
       ค่ำแล้ว ความมืดโรยตัวครอบคลุมทั่วอาณาเขตโดมทอง ทิวเขาดูดำทะมึนโอบล้อม ยิ่งทำให้ดูลึกลับ
       ภายในห้องนอน ท่านเจ้าคุณยังคงกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ ขณะที่ท่านผู้หญิงนอนตะแคง...คอยจับตาสังเกตสามีอยู่เงียบๆ
       ในที่สุดท่านเจ้าคุณดึงผ้าแพรเพลาะออก แล้วลุกขึ้นนั่ง
       ท่านผู้หญิงลุกขึ้นนั่งตาม “จะไปไหนคะ”
       “อ้าว นึกว่าหลับแล้วเสียอีก...ฉันนอนไม่หลับ...จะออกไปดูอะไรต่อมิอะไรข้างนอก”
       “ดิฉันไปด้วย”
       “อย่าเลย...แม่มณฑากำลังท้องกำลังไส้...ต้องพักผ่อนมากๆ”
       ท่านเจ้าคุณลุกเดินไปที่ประตู แล้วเปิดออกไป
       ท่านผู้หญิงมองตาม ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “คิดถึงนังพลับพลึงละซี ป่านนี้คงนอนขึ้นอืดแล้วมั้ง สมน้ำหน้า”
      
       ท่านเจ้าคุณเดินช้าๆ มาหยุดที่หน้าห้องพลับพลึง สีหน้าท่านเจ้าคุณลังเลเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปใกล้ ...มือท่านเจ้าคุณค่อยๆ เอื้อมไปบิดลูกบิดแล้วเปิดเดินเข้าไป
      
       ท่านเจ้าคุณเดินเข้ามาท่ามกลางความมืดมิด แล้วเอื้อมมือไปเปิดไฟ ภายในห้องสว่าง ทุกอย่างจัดเป็นระเบียบเช่นเดิม ที่นอนคลุมผ้าไว้เรียบร้อย แต่มีฝุ่นจับด้วยไม่ได้มีใครเข้ามาทำความสะอาดนับตั้งแต่พลับจากไป
       ท่านเจ้าคุณเดินมาที่โต๊ะซึ่งวางแจกันปักดอกพลับพลึงเหี่ยวเฉาอยู่ ค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะที่ดอกไม้นั้นเบาๆ
       “พลับพลึง...ทำไมทำกับฉันอย่างนี้”
       ท่านเจ้าเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียง แล้วเอนลงนอน สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอาลัยอาวรณ์
      
       ที่ห้องใต้โดม พลับพลึงนอนคุดคู้สิ้นเรี่ยวแรง ร้องคร่ำครวญด้วยเสียงอันแหบโหย
       “เจ้าคุณพี่ ...ช่วยน้องด้วย”
       พลับพลึงหลับตาลง ทันใดนั้นเสียงระนาด และเครื่องดนตรีในวงมโหรีดังขึ้นเยือกเย็น พลับพลึงลืมตาขึ้น แล้วยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
       ผีเพื่อนๆ ในวงปรากฏตัวขึ้นเล่นดนตรีเหมือนเมื่อครั้งมีชีวิต
       “มารับฉันแล้วหรือ”
       สีหน้าแต่ละคนดูไร้ชีวิตจิตใจและซูบซีดน่ากลัว ขณะที่มือก็เล่นเครื่องดนตรีไป บรรเลงเพลงนางครวญ พลับพลึงหลับตาลงช้าๆ แล้วสิ้นใจไปในที่สุด
      
       ดวงวิญญาณยังคงบรรเลงเพลงหวานเศร้าดังโหยหวนไปทั่วโดมทอง
      

        จบตอนที่  16
ตอนที่ 17
      
       รุ่งเช้าท่านผู้หญิงพลิกตัวแล้วชะงัก เมื่อไม่เห็นท่านเจ้าคุณนอนอยู่ ผ้าห่มและหมอนอยู่ในสภาพเดิม ท่านผู้หญิงกำมือแน่น แล้วลุกขึ้นจับข้าวของขว้างลงพื้นระบายความเคียดแค้น
      
       พิศกำลังจัดโต๊ะอาหารเพื่อเตรียมวางอาหารเช้า ขณะที่ท่านผู้หญิงเดินเข้ามา
       “เจ้าคุณล่ะ”
       “ยังไม่เห็นเลยเจ้าค่ะ...เมื่อกี้พิศเข้าไปกวาดถูในห้องทำงานก็ไม่มี”
       ท่านผู้หญิงหันหลังเดินกลับออกไปเงียบๆ พิศรีบตามด้วยความเป็นห่วง
       “ค่อยๆ เดินเจ้าค่ะ”
      
       ที่แท้ท่านเจ้าคุณนอนขดตัวเหมือนไม่สบายอยู่บนเตียงในห้องของพลับพลึง ประตูหน้าต่างยังคงปิดอับทึบ
       ประตูเปิดออกช้าๆ พร้อมกลุ่มควันจางๆ เห็นเท้าคู่หนึ่งเดินเข้ามาช้าๆ จนกระทั่งถึงเตียง แล้วเจ้าของเท้าคู่นั้นคุกเข่าลง เรียกเสียงแผ่วโหย
       “เจ้าคุณพี่”
       ท่านเจ้าคุณค่อยๆ ลืมตาขึ้น ทั้งตื่นเต้นดีใจ ระคนแปลกใจเมื่อพบว่าเป็นใคร
       “พลับพลึง”
       พลับพลึงสีหน้าเศร้าหมองซีดเซียวราวกับกระดาษขาว น้ำตาคลอเต็มตา ขณะก้มลงกราบ
       “ดิฉันมากราบลา”
       ท่านเจ้าคุณลุกขึ้นนั่ง “พลับพลึงจะไปไหน แม่มณฑาบอกว่า พลับพลึงไปอยู่ที่อื่น...แล้วทำไม”
       “ดิฉันต้องไปแล้วเจ้าค่ะ”
       พลับพลึงลุกขึ้นช้าๆ แล้วหันหลังเดินออกไป
       ท่านเจ้าคุณขยับก้าวขาจะตาม แต่ขากลับติดอยู่กับที่
       “พลับพลึง จะไปไหน พลับพลึง พลับพลึง!”
       “เจ้าคุณพี่” เสียงท่านผู้หญิงดังก้องขึ้น
       ท่านเจ้าคุณสะดุ้ง ลืมตาตื่น เห็นท่านผู้หญิงนั่งอยู่บนเตียง
       “พลับพลึง พลับพลึงหายไปไหน” ท่านเจ้าคุณถามอย่างร้อนใจ
       พิศซึ่งคุกเข่าอยู่หน้าประตู ยกมือทาบอกตกใจ
       ท่านผู้หญิงพยายามข่มความโกรธ “พลับพลึงที่ไหนคะ มันหนีไปตั้งหลายวันแล้ว”
       “แต่ฉันเห็นจริงๆ พลับพลึงมาลา”
       พิศที่อยู่ตรงประตูลูบแขนตัวเอง
       “ขนลุก”
       “เจ้าคุณพี่คงคิดถึงมันมากจนเก็บเอามาฝัน ดูซิ อุตส่าห์เข้ามานอนในนี้ทั้งคืน ทั้งอับทั้งทึบ ฝุ่นเต็มไปหมด ไปอาบน้ำอาบท่าเถอะค่ะ...พิศมันเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว”
       ท่านเจ้าคุณถอนใจยาว...ลุกขึ้นเดินออกไปเงียบๆ ท่านผู้หญิงมองตามอย่างหงุดหงิด ขณะที่พิศรีบคลานเข้ามาหา ท่าทีหวาดๆ
       “ที่ท่านเจ้าคุณพูดเมื่อกี้น่ะเจ้าค่ะ”
       “แกอย่าบ้าไปอีกคนเลย...นังพิศ”
       ท่านผู้หญิงเดินออกไป พิศมองไปโดยรอบห้องอย่างหวาดๆ แล้วรีบวิ่งตาม
      
       ในห้องทานอาหาร บ่าวคนหนึ่งกำลังวางเครื่องปรุงข้าวต้มบนโต๊ะ แล้วเดินออกไป ท่านผู้หญิงและพิศเดินเข้ามา โดยท่านผู้หญิงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้
       พิศทรุดตัวลงคุกเข่าข้างๆ กระซิบกระซาบหวาดๆ “ท่าทางจะเฮี้ยนนะเจ้าคะ”
       ท่านผู้หญิงตวาด “นังพิศ”
       “เจ้าคะเจ้าขา”
       “ห้ามพูดเรื่องพวกนี้เด็ดขาด”
       “แต่ว่า...พิศ...พิศกลัวผี”
       “เอ็งจะกลัวผีหรือว่ากลัวถูกตำรวจจับ” ท่านผู้หญิงขู่
       “กลัวทั้ง 2 อย่างเลยเจ้าค่ะ”
       “ฟังให้ดีนะ นังพิศ...ผีก็แค่เรื่องที่คนเขาพูดกัน”
       “แต่เมื่อกี้ท่านเจ้าคุณ...”
       ท่านผู้หญิงจ้องเขม็ง “เจ้าคุณพี่ฝันไป จิตใจท่านหมกหมุ่นครุ่นคิดถึงแต่มันจนเก็บเอาไปฝัน!...นังพลับพลึงมันถูกจองจำอยู่บนโดมนั่น! แม้แต่วิญญาณของมันก็ออกมาไม่ได้ จำใส่หัวเอาไว้” แล้วท่านผู้หญิงก็จิ้มหน้าพิศจนหน้าหงาย
       “เจ้าค่ะ พิศจะจำไว้เจ้าค่ะ”
       “ปล่อยให้ทุกอย่างมันถูกกลืนหายไปกับวันเวลา อีกไม่กี่ปีทุกคนก็จะลืมนังพลับพลึงสนิท”
       ใต้ใบหน้าสวยงาม สีหน้าและแววตาท่านผู้หญิงมาดหมายแน่วแน่ นัยน์ตาเป็นประกายแข็งกร้าว
      
       ค่ำคืนนั้น ดวงจันทร์ข้างแรมแก่ๆ ส่องอยู่เหนือยอดโดม พิศเดินฉายไฟหาของบางอย่างในบริเวณนอกโดมทอง
        “หายไปไหน”
        พิศเดินฉายไฟไปเรื่อยๆ ปากก็บ่นไป
        “มันน่าจะตกอยู่แถวๆนี้”
        พิศทรุดตัวลงฉายไฟดูกับพื้นเมื่อพบบางอย่างตกอยู่ หยิบขึ้นมา พบว่าเป็นสร้อยทองเส้นเล็กๆ
        “อยู่นี่เอง ! ถ้าหายไปละ ท่านผู้หญิงด่าตาย”
        จู่ๆ เสียงเพลง นางครวญ ดังเบาๆ ขึ้นมาจากที่ใดที่หนึ่ง พิศชะงัก เงยหน้าขึ้นมอง แล้วเบิกตากว้าง ทั้งไฟฉายและสร้อยตกจากมือ เมื่อบนยอดโดมเหมือนมีแสงเทียนสว่างวับแวมออกมา พร้อมเสียงเพลงแผ่วๆ
        พิศตัวสั่นเทา จะก้าวขาก็ก้าวไม่ออกด้วยความกลัว
      
        ไม่นานนักพิศผลักประตูเปิดออกก้าวพรวดพราดเข้ามากอดท่านด้วยความหวาดกลัว
        ท่านผู้หญิงตกใจ “ว้าย นังพิศ”
        “ท่านผู้หญิงเจ้าขา พิศโดนแล้วเจ้าค่ะ...คุณพลับพลึงเล่นนังพิศเข้าแล้ว”
        ท่านผู้หญิงปลดแขนพิศออกจนได้ แล้วผลักจนพิศเซถลาล้มลงไปกระแทกฝาผนังล้มโครม
        “ว้าย”
        เสียงท่านเจ้าคุณดังขึ้น “นั่นอะไรกัน”
        สองคนสะดุ้งเฮือก หันขวับมา ท่านเจ้าคุณมองมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
        “นังพิศน่ะซีคะ เอะอะโครมคราม ออกไปได้แล้ว นังพิศ”
        “ท่านเจ้าคุณเจ้าขา!... พิศเห็นผีคุณพลับ…”
        ท่านผู้หญิงขัดขึ้น “เหลวไหล ออกไปเดี๋ยวนี้....นังพิศ”
        “พิศกลัวนี่เจ้าคะ”
        “เอ็งจะออกไปดีๆ มั้ย” ท่านผู้หญิงเสียงเขียว
        “เจ้าค่ะ ไปเดี๋ยวนี้ล่ะเจ้าค่ะ”
        พิศออกไป ด้วยความหวาดกลัว
        ท่านเจ้าคุณมองตาม แล้วเดินตามมาทรุดตัวลงนั่ง
        ท่านผู้หญิงรีบกลบเกลื่อน “คุณพี่ทำงานเสร็จแล้วหรือคะ”
        ท่านเจ้าคุณถอนใจยาว “พลับพลึงอาจจะตายแล้วจริงๆ”
        “ฮื้อ.... เขาหนีไปต่างหากคะ...ผ้าผ่อนขนไปหมด”
        “ฉันก็เห็นพลับพลึง”
        “คุณพี่ฝันไปต่างหาก”
        ท่านเจ้าคุณเอนตัวลงนอน หันหลังให้ ท่านผู้หญิงเม้มปาก มองท่าทีนั้นอย่างน้อยใจแค้นใจ
      
       เช้านั้นท่านผู้หญิงเดินผ่านบริเวณหนึ่ง
       “ท่านผู้หญิงเจ้าขา”
       ท่านผู้หญิงชะงัก แล้วหันมามอง เห็นสภาพพิศหัวหูรุงรัง หน้าตาซีดเซียว
       “นั่นเอ็งเป็นอะไร ท่าทางเหมือนคนอดนอน”
       “ก็ใช่น่ะซิเจ้าคะ พิศได้หลับได้นอนเสียที่ไหน หลับก็เห็นแต่หน้าคุณพลับพลึง”
       “เดี๋ยวเถอะ! นังพิศ!” ท่านผู้หญิงเหลียวหน้าเหลียวหลังแว่บหนึ่ง “ข้าบอกแล้วไงว่า ห้ามพูดถึงชื่อนั้นเด็ดขาด”
       พิศยังไม่เลิกพูด แต่ลดเสียงลง “นี่พิศพูดจริงๆ นะเจ้าคะ...พิศกลัวผีคุณพลับพลึง”
       ท่านผู้หญิงจิกเนื้อต้นแขนบิดเต็มแรง “เอ็งจะกลัวข้าหรือว่ากลัวนังนั่น”
       พิศร้องลั่น “โอ๊ย! พิศกลัวแล้วค่า ! พิศกลัวท่านผู้หญิง”
       ท่านผู้หญิงยอมปล่อย “ดี! เพราะแม้แต่นังพลับพลึงยังกลัวข้า! มันกล้ามาหลอกข้าเสียที่ไหน! คราวหน้าถ้ามันมาหาเอ็งอีก ... ก็บอกไปเลยว่าจะมาฟ้องอะไรข้า”
       พิศทอดถอนใจเหมือนไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
       “เมื่อสองวันก่อน...มีคนบอกข้าว่าเห็นไอ้พันมันแถวๆ ตลาด”
       “อุ๊ย! ไม่จริงเจ้าค่ะ!... เท่าที่รู้พี่พันอยู่บางกอก”
       “ให้มันจริงเถอะ! ถ้ามันติดต่อมาก็เตือนด้วยว่าอย่าลืมคำสัตย์ที่ให้ไว้กับข้า”
       “บ่าวรับรองเจ้าค่ะว่า พี่พันเป็นคนรักษาสัจจะเท่าชีวิต” พิศการันตี
       ท่านผู้หญิงมีสีหน้าเหมือนพอใจ
      
       ใบหน้าท่านผู้หญิงในวัยสาว ค่อยๆ กลายเป็นหญิงชราขณะผุดลุกขึ้นนั่ง พร้อมเสียงตะโกนลั่นตื่นจากฝันร้าย
       “ลบ ลบอยู่ไหน นังอุไร! นังอุษา! นังแสงแข!...หายหัวไปไหนกันหมด ไปตามตาลบมาหาข้าเดี๋ยวนี้”
       อุษาและอุไรรีบเร่งเข้ามา
       “คุณย่าตื่นแล้วหรือคะ”
       “ยังจะมาถาม ไปตามตาลบมาหาข้า! ไป๊”
       อุษาหันมาพยักหน้ากับอุไร อุไรรีบคลานออกไป แล้วจึงจัดหมอนซ้อนกันให้ท่านผู้หญิงขยับพิง
       ท่านผู้หญิงคร่ำครวญด้วยความเจ็บแค้น “นังพลับพลึงมันมาอีกแล้ว...ทำไมมันไม่รู้จักไปผุดไปเกิดเสียที ! ยามอยู่มันก็ทำให้ข้าทุกข์เหลือเกิน...ยามตายยังจะมาหลอกหลอนข้าอีก”
       “คุณย่าคงฝันไปน่ะค่ะ”
       “ไม่ได้ฝัน ข้าเห็นมันจริงๆ เห็นเหมือนที่เจ้าคุณพี่เคยเห็นมัน อุษา! หยิบพระมาให้ข้า”
       “นี่ค่ะ” อุษาหยิบจากหัวนอนมาส่งให้
       ท่านผู้หญิงยื่นพระออกมาข้างหน้า แกว่งไปมา “มาเลย นังพลับพลึง มาเลย ฉันมีพระ ฉันไม่กลัวแก เก่งจริงก็เข้ามาเลย! เข้ามา! บอกให้เข้ามา”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์นัยน์ตาวาววับ หัวเราะเหมือนคนบ้า
       “คุณย่าขา...ไม่มีใครเข้ามาหรอกค่ะ...คุณย่าน้อยก็ไม่เคยมา”
       ท่านผู้หญิงตวาด “อย่าเถียง”
       อุษาสะดุ้งเฮือก
       “มันมาหาฉัน แกมันตาเซ่อถึงได้ไม่เห็น ตาเซ่อ”
       ท่านหัวเราะดังลั่น แล้วเปลี่ยนเป็นร้องไห้คร่ำครวญ
       “นังพลับพลึง! เมื่อไหร่แกจะไปผุดไปเกิดเสียที นังพลับพลึง”
       อุษามองหญิงชราอย่างเอน็จอนาถใจ ทำได้แต่ปลอบโยน
      
       สักครู่หนึ่งอุษาเปิดประตูออกมา แสงแขซึ่งท่าทางเหมือนกระวนกระวายรออยู่ รีบเดินมาดึงแขนอุษาให้เดินห่างออกมาอย่างร้อนใจ จนอุษาเกือบหน้าคะมำ
       “อุ๊ย! อะไรน่ะ แสงแข!”
       “คุณย่าพูดอะไรบ้าง!”
       “ก็อย่างเดิมนั่นแหละ...คุณย่าน้อยมาหลอกมาหลอน!”
       “แค่นั้นแน่นะ!”
       “เอ๊ะ! เธอเป็นอะไรไป...หมู่นี้ทำไมชอบถามอะไรแปลกๆ”
       แสงแขรีบปฏิเสธ “เปล่า! ไม่มีอะไร...พี่อุษาจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ...แขจะดูคุณย่าให้เอง!”
       “แน่ใจเหรอ!...คุณย่าอารมณ์ไม่ค่อยดี!”
       “แขคุ้นกับอารมณ์คุณย่าแล้ว”
       แสงแขเดินไปที่ประตูห้องและเปิดเข้าไป
      
       พอเดินเข้ามาในห้องแสงแขก็ถูกท่านผู้หญิงก็หันมาตวาดใส่
       “เข้ามาทำไม นังแสงแข!”
       “เข้ามาคุมคุณย่าไม่ให้สติแตกไงคะ!”
       “นังบ้า”
       “อ้าว! แขพูดจริงๆ นะค่ะ! ถ้าคุณย่าสติแตกขึ้นมาเมื่อไหร่ละก็...เข้าคุกยกเข่งเลย!...แล้วไอ้ที่เอาเรื่องคุณย่าน้อยมาเรียกร้องความสนใจน่ะ...เลิกเสียทีเถอะค่ะ!”
       “คนอย่างแกมันจะไปรู้อะไร! นังพลับพลึงมันมาจริงๆ”
       “แขไม่เชื่อหรอกค่ะ!”
       ท่านผู้หญิงเหลือกตากลอกกลิ้งมองเพดาน “นังพลับพลึง! นังแสงแขมันไม่เชื่อว่าแกมาหลอกหลอนฉัน! ถ้าแน่จริง...แกก็ต้องมาหลอกมันด้วย! มันจะได้เชื่อ!”
       แสงแขสะดุ้ง “แน้! คุณย่านี่! พูดออกมาได้! ดูซิ! ขนลุกหมดเลย!”
       ท่านผู้หญิงแสยะยิ้ม “ไหนว่าไม่กลัวไงล่ะ!”
       “ไม่กลัว...แต่ก็ไม่อยากเห็น! ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า!”
       “นังพลับพลึงมันรับคำฉันแล้ว! เราจะได้ถูกผีหลอกเหมือนๆกัน!”
       ท่านผู้หญิงหัวเราะชอบอกชอบใจ
       แสงแขมีท่าทีหวาดๆ “หยุดนะ คุณย่า! คุณย่านั่นแหละ น่ากลัวยิ่งกว่าผีอีก!”
       ท่านผู้หญิงยิ่งหัวเราะขบขันท่าทางของแสงแข
       “แกสติแตกแล้ว...นังแสงแข”
      
       แสงแขยกสองมืออุดหู เพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงหัวเราะอันน่าขนลุกขนพองของท่านผู้หญิงสรรักษ์  
      
       ครู่ต่อมาแสงแขเดินเข้ามาในห้องนอนด้วยอารมณ์หวาดผวา และปิดประตูดังปัง
      
       “นังแก่นั่นต้องเป็นบ้าแน่ๆ ฉันไม่เคยรู้จักคุณย่าน้อย...แล้วเรื่องอะไรจะมาหลอกฉัน”
       แสงแขเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่เตียง พยายามตั้งสติ สลัดความกลัวและคำขู่ของท่านผู้หญิงออกจากหัว
      
       ส่วนที่คุ้มภูไท หลวงพ่อเล่ามาถึงตอนนี้แล้วถอนใจยาว ขณะที่ทุกคนต่างมีสีหน้าสลดหดหู่ โดยเฉพาะพันธุ์สูรย์ถึงกับน้ำตาซึม เมื่อนึกถึงปู่พันของเขา
       “ผมไม่รู้เลยว่า ปู่พันจะมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วย...”
       ภูไทตบไหล่พันธุ์อย่างปลอบใจ
       “หลวงพ่อเองก็รับรู้เรื่องราวเหล่านี้เหมือนกัน แต่ความกตัญญูที่ท่านผู้หญิงเคยให้ข้าวแดงแกงร้อน และความกลัวว่าป้าพิศจะมีความผิด เลยต้องปิดปากเงียบ” หลวงพ่อบอกหน้าเศร้า
       “ตอนนั้นหลวงพ่อยังเด็กนี่คะ” ลานนาปลอบ
       “ที่เขาพูดว่า สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจนั้นเป็นความจริง...นายพันพ่อของอาตมากลายเป็นคนอมทุกข์จนตลอดชีวิต...ถึงแม้ในบั้นปลาย ท่านจะบวชอุทิศตนให้พระศาสนา แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ท่านสงบเลย” หลวงพ่อนิ่งคิดไปอีกนิด “อาตมาก็เหมือนกัน...พอพันธุ์สูรย์โตพอที่จะรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ ...ก็ออกบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ท่านเจ้าคุณกับคุณพลับพลึง ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย”
       ขณะพูดหลวงพ่อเริ่มไออีกแล้ว
       “หลวงพ่อพักผ่อนก่อนดีกว่าครับ” อดิศวร์บอก
       “อีกไม่นานอาตมาก็คงจะได้พักผ่อนตลอดไปแล้วละ...” หลวงพ่อมองอดิศวร์อย่างแน่วนิ่ง ขอให้คุณอโหสิให้กับครอบครัวของอาตมาด้วย โดยเฉพาะพันธุ์สูรย์ซึ่งไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรกับเขา”
       “ผมอโหสิครับ แล้วก็ต้องขออโหสิกับหลวงพ่อแทนคุณย่าด้วย” อดิศวร์บอกหน้าหมอง
       “อาตมาอโหสิ” หลวงพ่อไออีก
      
       คฤหาสน์โดมทอง ตกอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่าง รถอดิศวร์แล่นเข้ามาภายในบริเวณโดมทอง แล้วหยุดตรงหน้าตัวบ้าน ประตูเปิดออก ทั้ง 3 คน อดิศวร์ วิรงรอง และ ปรางก้าวลงมา
       “คุณน้าคงเหนื่อยมาก”
       “ค่ะ...หัวถึงหมอนคงหลับเลย” ปรางว่า
       ปรางมองไปโดยรอบ ยกแขนขึ้นกอดอก แล้วห่อตัว
       “หนาวหรือคะ คุณ...”
       ปรางทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ จูงวิรงรองเดินเข้าข้างใน อดิศวร์เดินตาม
      
       สองแม่ลูก เดินเข้ามาในห้อง วิรงรองเปิดไฟ
       ปรางมองลูกสาวอย่างเพ่งพิศ “แม่หนูแน่ใจหรือลูกว่าจะอยู่ที่นี่ได้”
       “คุณคิดว่ายังไงล่ะคะ”
       ปรางส่ายหน้า “ไม่รู้ซิ...คุณแค่รู้สึกว่า...โดมทองเต็มไปด้วยความรักความหลัง...ความลึกลับน่ากลัว”
       วิรงรองนิ่งไปครู่หนึ่ง “หนูคิดว่าอยู่ได้ค่ะ”
       “แล้ว...ท่านผู้หญิงล่ะ...ไหนจะคุณแสงแขคนนั้นอีก”
       “เราก็ต่างคนต่างอยู่” วิรงรองบอก
       ปรางท้วงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แม่หนู...อย่าลืมว่าแม่หนูเกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่”
       วิรงรองนิ่งอึ้ง
       “บอกตามตรง...คุณอยากให้แม่หนูกลับบ้านเราเสียที ที่นี่ไม่เหมาะสมกับแม่หนูเลย”
       “คุณคะ”
       “ถ้าคุณลบรักแม่หนูจริง เขาต้องเข้าใจ”
       “ไหนเมื่อกี้คุณบอกว่าง่วง” วิรงรองเย้า
       “นี่คุณซีเรียสนะ”
       “คุณจะอาบน้ำไหมคะ”
       “แม่หนู...”
       วิรงรองถอนใจยาว
       “ทั้งหมดที่คุณพูดไปก็เพราะห่วงแม่หนูเพียงอย่างเดียว” ปรางว่า
       วิรงรองเข้ามากอดแม่ “หนูเข้าใจค่ะ...แล้วหนูก็ซาบซึ้งมากด้วย”
       สองแม่ลูกกอดกัน ปรางหนักใจ ในขณะที่วิรงรองเองก็กังวลอยู่มาก
      
       ขณะเดียวกันท่านผู้หญิงเบือนหน้ามาทางอุษาซึ่งนอนอยู่หน้าเตียง
       “อุษา...หลับหรือยัง”
       อุษานอนนิ่ง...ทำเหมือนหลับ
       ท่านผู้หญิงขยับตัวลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง
       อุษาลืมตามองตาม ท่านผู้หญิงยืนมองออกไปข้างนอก ซึ่งเห็นแต่ความว่างเปล่า
       “ไปผุดไปเกิดกันแล้วเรอะ ถึงได้เงียบกันไปหมด”
       อุษาห่อตัวในผ้าห่มด้วยรู้สึกหวาดกลัวท่านผู้หญิงขึ้นมาอย่างประหลาด
       ท่านผู้หญิงตะโกนเรียก “คุณพี่ นังพลับพลึง”
       ทุกอย่างเงียบสงัด
       “หายหัวไปไหนกันหมด”
       อุษาพยายามนอนให้นิ่งที่สุด
       “ทุกคนทิ้งฉันไปหมดแล้ว ไม่มีใครอยู่กับฉันเลย ไม่มีเลย”
       ท่านผู้หญิงทรุดตัวลง ร้องไห้คร่ำครวญ อุษายังคงนอนตัวแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัว
      
       บรรยากาศยามเช้าของบริเวณชายหาด เกลียวคลื่น ซัดเข้าฝั่งเป็นระลอก ทุกอย่างดูสุขสงบ ส่วนภายในห้อง แสงแขซึ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วนั่งอยู่บนเตียง โดยมีโอบอ้อมนั่งเจ่าจุกอยู่ข้างล่าง
       “ทีนี้จะเอายังไงดีล่ะคะ”
       “ก็แกไง! นังโง่!”
       “โอ๊ย! โอบไม่กล้าลงไปหรอกค่ะ ไม่อยากเผชิญหน้ากับใคร”
       “แกไม่ลงแล้วใครจะลง”
       “ก็คุณแขไงคะ คุณแขเป็นญาติ เป็นลูกเป็นหลาน...ถึงจะทำผิด ก็เป็นการทำผิดแบบลูกๆ หลานๆ ผิดแบบน่าเอ็นดู๊....แต่นังโอบนี่ซิคะ...นังโอบคนนี้มันเป็นคนอื่น ใครที่ไหนจะให้อภัย”
       แสงแขฉุนกึก ผุดลุกขึ้น “นี่แกจะให้ฉันลงไปเอาข้าวขึ้นมาให้แกกินเรอะ”
       “มันเป็นความจำเป็นค่ะ ไม่อย่างนั้น มีหวัง เราต้องผลัดกันกินเนื้อกันและกันเป็นแน่ ถ้าเกิดหิวจนตาลาย”
       “แกนั่นแหละลงไป”
       “คุณแขขา” โอบอ้อมครวญ
       “เจอใครก็ไม่ต้องสบตา...จะได้ไม่มีเรื่อง”
       โอบอ้อมร้องโอดโอย “โธ่...”
       “ไปซิ ไม่อย่างนั้นฉันคงได้เชือดเนื้อแกกินก่อนแน่”
       โอบอ้อมอิดออดโอ้เอ้ต่อครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมลงไป
      
       ส่วนอุษาจัดโต๊ะวางข้าวต้มให้ย่าเงียบๆ ท่านผู้หญิงเหล่มองอุษาด้วยหางตาพออุษาจัดโต๊ะเรียบร้อย แล้วลุกขึ้นจะเดินออกไป
       “นี่แกจะไม่พูดกับฉันสักคำเชียวเรอะ...นังอุษา”
       อุษาทรุดตัวลงนั่ง แล้วก้มหน้าตอบเบาๆ “เปล่าค่ะ”
       “หรือแกคิดว่าฉันเป็นฆาตกรเหมือนคนอื่น”
       อุษาก้มหน้านิ่ง
       ท่านผู้หญิงตวาด “ใช่มั้ย นังอุษา!”
       อุษารีบตอบปากคอสั่นด้วยความกลัว “เปล่าค่ะ”
       “โกหก”
       อุษานิ่งยังคงหวาดกลัวอยู่อย่างนั้น
       “ให้ใครไปตามนังแสงแขมาอยู่กับฉัน”
       “ค่ะ”
       อุษาลุกเดินไปที่ประตู โดยพยายามบังคับตัวเองให้นิ่ง ไม่รีบร้อนลนลานจนผิดสังเกต
       “ฆาตกรมันต้องอยู่กับฆาตกรถึงจะเหมาะเหม็ง” ท่านผู้หญิงพึมพำ
       อุษาเปิดประตูออกไป
       พอก้าวออกมาแล้วรีบปิดประตู อุษาสูดลมหายใจยาว แล้วรีบเดินออกไปจากที่นั้นทันที
      
       สักครู่หนึ่งอุษาเดินเข้ามาในครัว ขณะที่โอบอ้อมกำลังรีบตักสำรับกับข้าวจะเอาขึ้นไปกินกับแสงแข
       “ทำอะไรน่ะ”
       โอบอ้อมสะดุ้งเฮือก หันกลับมา “คุณอุษา”
       “ฉันถามว่าทำอะไร”
       “คุณแขให้โอบมาเอาข้าวขึ้นไปรับประทานค่ะ”
       “ไม่ต้องเอาไป”
       “โอ๊ย! เดี๋ยวคุณแขก็ด่าโอบตายเลย”
       “ฉันจะขึ้นไปพูดกับเขาเอง”
       อุษาเดินออกไป โอบอ้อมถอนใจเฮือก
       “พี่น้องพูดกันเองเถอะ”
       จากนั้นโอบอ้อมเหลียวซ้ายแลขวา พอเห็นว่าปลอดคนดีแล้วก็รีบตักข้าวปลาอาหารของตัวเอง
      
       แสงแขกำลังเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องอย่างใช้ความคิด เสียงเคาะประตูดังขึ้น แสงแขเดินไปเปิดล็อค แล้วพูดโวยโดยที่ยังไม่ทันเปิดบานประตู
       “หายหัวไปไหน”
       แสงแขชะงัก เมื่อเห็นอุษายืนมองเคร่งขรึม
       “มาทำไม”
       “คุณย่าให้มาตามไปอยู่เป็นเพื่อน”
       แสงแขแหวใส่ “ธุระไม่ใช่ พี่อุษาเป็นหลานรัก ทำไมไม่ไปอยู่ด้วยล่ะ”
       “ถ้าท่านบอกให้พี่อยู่...พี่ก็จะอยู่ แต่นี่ท่านให้มาตามเธอ”
       “ไม่” แสงแขบอกอย่างแน่วแน่
       “ก็ตามใจ แต่ระวังท่านจะบอกคุณลบก็แล้วกัน”
       แสงแขเย้ย “คุณย่าน่ะเรอะ จะกล้าพูดกับคุณลบ เฮอะ”
       “ทำไมจะไม่กล้าล่ะ คุณลบเป็นหลานท่านนี่ พี่มาบอกเท่านี้แหละ”
       อุษาเดินจากไป แสงแข ลอยหน้าลอยตามองตาม พร้อมกับเย้ยหยัน แต่แล้วรอยยิ้มนั้นค่อยๆ หุบลง สีหน้าแววตา
       ใคร่ครวญครุ่นคิดอย่างหนัก
      
       ที่สุดแสงแขเปิดประตูเข้ามาในห้องท่านผู้หญิง แล้วตรงมายืนท้าวสะเอวหน้าเตียง
       “เรียกทำไมอีกละคะ...คุณย่า”
       “แกต้องมาอยู่เป็นเพื่อนฉัน”
       “จะขำตาย! นางแม่มดกระดูกเหล็กอย่างคุณย่ายังต้องกลัวอะไรอีก อ้อ! หรือว่ากลัวคุณปู่กับคุณย่าพลับพลึงมาหักคอ”
       “หักคอแกน่ะซิ...” ท่านผู้หญิงด่า ประโยคต่อไปทั้งเย้ยทั้งหยัน “นังหมาหัวเน่า”
       แสงแขตอกกลับ “มันก็เน่ากันทั้งสองคนนั่นแหละ ที่เข้ามานี่ แขไม่ได้จะมาอยู่กับคุณย่าตามคำสั่ง แต่จะมาย้ำให้มันชัดเจนอีกครั้งว่า ต่อไปนี้คุณย่าอย่ามาใช้อำนาจกับแขอีก เพราะมันสิ้นมนตร์ขลังเสียแล้ว แขขอตัวนะคะ...ต่อไปนี้ต่างคนต่างอยู่!”
       “นังแสงแข”
       แสงแขหัวเราะลั่น แล้วเดินออกไป
       “นังแสงแข กลับมาเดี๋ยวนี้ ฉันบอกให้กลับมา”
       ประตูห้องปิดสนิท ไม่มีการตอบรับจากแสงแข
      
       อุราสาวใช้อีกคนในบ้านโดมทอง กำลังยกจานที่ทานกันเสร็จแล้วออกไป
       “วิมีเรื่องจะปรึกษาทุกๆคน”
       อุษาขยับตัวจะลุกขึ้น
       “พี่อุษาอย่าเพิ่งไปค่ะ”
       อุษาทรุดตัวลงนั่งตามเดิม
       “วิคิดว่า เราน่าจะเข้าไปเล่าความจริงให้ท่านผู้หญิงท่านฟัง”
       “ความจริงอะไรหรือลูก” ปรางตกใจระคนแปลกใจ
       “ความจริงที่ว่า ท่านผู้หญิงท่านเข้าใจคุณพลับพลึงผิด ความจริงที่ว่า ท่านเจ้าคุณกับคุณพลับพลึงรักกันมาก่อน...ยิ่งกว่านั้นคุณพลับพลึงยิ่งเป็นฝ่ายเสียสละด้วยซ้ำ”
       อดิศวร์ออกความเห็น “ฉันก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่า คุณปู่ชื่อน้อยเหมือนกับคุณย่าพลับพลึง...แต่ฉันไม่เห็นด้วยกับเธอ...” เขาเว้นไปอีกนิด “ฉันอยู่กับคุณย่ามาตลอดชีวิตจึงย่อมรู้ดีว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะไปบอกความจริงกับท่าน”
       “คุณก็คิดเหมือนคุณอดิศวร์จ้ะ...แม่หนู...ท่านผู้หญิงท่านเต็มไปด้วยทิฐิ... ยิ่งเวลาผ่านไป...ขอโทษนะคะ คุณอดิศวร์...” ปรางหันมาทางคู่หมั้นลูกสาว
       “ไม่เป็นไรครับ”
       ปรางพูดต่อ “ท่านก็ยิ่งถูกห่อหุ้มด้วยทิฐิมากขึ้น เรียกว่า ขัดเกล้ายาก ...ว่างั้นเถอะ”
       ประโยคของปรางอยู่ในลักษณะได้โอกาสแดกดันประชดประชัน อดิศวร์อึ้ง เช่นเดียวกับอุษาซึ่งก้มหน้าลงมองมือของตัวเอง
       วิรงรองบอกด้วยเสียงหนักแน่น ท่าทีแน่วแน่ “ถึงอย่างนั้นวิก็ยังอยากจะลองค่ะ…นะคะ”
       วิรงรองมองคนรักและแม่สลับกัน อดิศวร์มีสีหน้าหนักใจไม่เห็นด้วย ขณะที่ปรางเอื้อมมือมาจับมือลูกอย่างเข้าใจ
      
       วิรงรองเดินก้าวเร็วๆ มาที่หน้าห้องท่านผู้หญิง ตามด้วยอดิศวร์ที่ดึงแขนไว้
       “เดี๋ยว วิรงรอง คิดให้ดีก่อน”
       “วิคิดดีที่สุดแล้วค่ะ คุณยังไม่ว่า”
       “นั่นเพราะท่านยังไม่รู้จัก...ไม่เคยพบกับคุณย่า”
       “แต่ลูกของท่านก็เกือบถูกคุณย่าของคุณย่าฆ่าตายนะคะ”
       อดิศวร์นิ่งอึ้ง วิรงรองรู้สึกตัวว่าพูแรงไป รีบยกมือแตะปาก อดิศวร์หันหลังกลับเดินออกไปท่าทางฉุนๆ
       วิรงรองพูดไล่หลัง “ในเมื่อไม่มีวิธีอื่นแล้ว ทำไมไม่ลองวิธีนี้ดูบ้างล่ะคะ”
       ร่างอดิศวร์เลี้ยวลับตัวไปแล้ว วิรงรองถอนใจเฮือก เบือนหน้ากลับมามองประตูห้องเหมือนเริ่มลังเลครู่หนึ่ง เหมือนตัดสินใจ
      
       ท่านผู้หญิงถึงกับสะดุ้ง เมื่อเห็นวิรงรองที่เดินเข้ามาหาอย่างตกใจ วิรงรองตั้งสติสบตาท่านผู้หญิงครู่หนึ่ง แล้วเดินเข้ามาทรุดตัวลงตรงหน้าท่าน
       “ออกไป๊ เข้ามาทำไม...ออกไป๊”
       “ดิฉันอยากเข้ามาอธิบายความจริงบางอย่างให้ท่านผู้หญิงทราบ...”
       “ฉันไม่ฟัง”
       “ได้โปรดฟังสักนิดเถอะค่ะ ท่านผู้หญิงจะได้เข้าใจคุณพลับพลึง”
       “ไม่ต้องมาสาระแน”
       ท่านผู้หญิงลุกขึ้นนั่งห้อยขา เอานิ้วจิ้มหน้าวิรงรองจนหน้าหงาย
       “ทำไมแกไม่ตายไปเสียให้พ้นๆ เฮอะ ทำไมแกไม่ตายตามอีนังพลับพลึงไป”
       จู่บรรยากาศในห้องเหมือนสลัวลง ท่านผู้หญิงสะดุ้ง เหลียวมองโดยรอบ
       “นี่มันอะไรกัน”
       สีหน้าท่านผู้หญิงขณะพูด มีไอเย็นพวยพุ่งออกจากปากและลมหายใจ
       มีเสียงพลับพลึงดังขึ้น “เพราะวิรงรองยังไม่ถึงฆาตค่ะ”
       ท่านผู้หญิงสะดุ้งอีก หันขวับมามอง วิรงรองซึ่งก้มหน้าอยู่ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ทั้งทรงผมและเสื้อผ้าเปลี่ยนจากวิรงรองมาเป็นพลับพลึงในบัดดล
       ท่านผู้หญิงชักขาขึ้น แล้วกระถดกระถอยหลังทันที “นังพลับพลึง แก ...แกยังไม่ไปปีนต้นงิ้วเรอะ”
       “น้องรอคุณพี่ค่ะ รอเวลาของคุณพี่ที่ใกล้จะมาถึงมาถึงแล้ว” พลับพลึงในร่างวิรงรองบอก
       “นังผีบ้า แกไม่ต้องมาแช่งฉัน”
       “ไม่มีใครแช่งใครได้ ทุกคนต่างมีกรรมของตัวเอง กรรมของคุณพี่หนักนัก”
       พลับพลึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
       “แกจะทำอะไรฉัน”
       พลับพลึงเดินเข้าหาท่านผู้หญิงช้าๆ ท่านโบกไม้โบกมือไล่พัลวัน
       “ไป๊ ไปให้พ้น บอกให้ไป”
       จากใบหน้าสวยสวย ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกระดูกในชุดสวย ท่านผู้หญิงกรีดร้องลั่นห้อง
      
       อดิศวร์เดินแกมวิ่งกลับมาด้วยเสียงร้องของย่าดังไปถึงห้องทำงาน อุษารีบวิ่งมาจากอีกมุมหนึ่งเช่นกัน
       อดิศวร์รีบเปิดประตูเข้าไป ตามด้วยอุษา
      
       วิรงรองกำลังจับตัวท่านผู้หญิงที่ดิ้นร้องโวยวาย ขณะที่อดิศวร์และอุษาเข้ามา
       “ท่านผู้หญิงคะ ท่านผู้หญิงคะ”
       สองคนกลับเห็นเหมือนว่าวิรงรองจะทำร้ายท่าน
       อดิศวร์เข้ามาดึงตัววิรงรองออกไปค่อนข้างแรง “ทำอะไรน่ะ วิรงรอง คุณย่าครับ”
       “ลบ...ช่วยย่าด้วย”
       วิรงรองมองอดิศวร์ด้วยสีหน้าน้อยใจ แล้วเดินออกไปเงียบๆ
       “อุษา...จัดหมอนให้คุณย่าหน่อย”
       “ค่ะ”
       ท่านผู้หญิงยังคงโบกไม้โบกมือดิ้นรน ขณะสองคนซึ่งจัดหมอนท่านเสร็จแล้วช่วยกันจับท่านให้นอนลง
       “นังพลับพลึงมันจะบีบคอย่า มันจะฆ่าย่า”
       “ไม่มีอะไรแล้วครับ...คุณย่านอนเถอะนะครับ”
       “ลบอยู่กับย่านะลูก...อยู่เป็นเพื่อนย่า” ท่านผู้หญิงออดอ้อน
       “ครับ...คุณย่านอนเถอะนะครับ”
       หญิงชราหลับตาลง โดยมือยังคงจับมือหลานไว้
       “อุษา...จะไปทำอะไรก็ไป”
       อุษารับคำเบาๆ แล้วออกไป
      
       สักครู่หนึ่งอุษาเดินเหลียวซ้ายแลขวามองหาวิรงรองมาเรื่อยๆ
       “อยู่ไหนนะ”
       ในที่สุดอุษาเดินมาพบวิรงรองนั่งร้องไห้อยู่มุมหนึ่ง อุษาถอนใจโล่ง
       “คุณวิมาอยู่ที่นี่เอง”
       อุษานั่งลงข้างๆ แล้วจับมือวิรงรองบีบเบาๆอย่างปลอบโยน
       “อย่าเสียใจเลยนะคะ...คุณลบไม่ได้ตั้งใจ...เธอแค่ห่วงคุณย่าเท่านั้น”
       “วิจะกลับบ้านกับคุณวันพรุ่งนี้ค่ะ”
       อุษาตกใจ “ไปกันใหญ่แล้ว”
       “วิพยายามหลอกตัวเองว่า ทุกอย่างดีขึ้นแล้ว...วิสามารถอยู่ที่นี่ได้...วิจะพยายามลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด...แต่...”วิรงรองร้องไห้อีก
       อุษากอดวิไว้ “คุณวิจะต้องทำได้ค่ะ พี่เชื่อมั่นในตัวคุณวิ”
       วิรงรองตั้งสติแล้วผละตัวจากอุษา ย้ำคำเดิม “วิจะกลับบ้านกับคุณพรุ่งนี้อย่างที่บอก”
       “คุณลบคงไม่ยอม...”
       วิรงรองแค่นหัวเราะเยาะออกมานิดหนึ่ง “พี่อุษาไม่เห็นสีหน้าท่าทางของเขาเมื่อกี้นี้หรือคะ”
       ว่าพลางวิรงรองลุกขึ้นยืน อุษาลุกตาม
       “พี่อุษาเป็นคนเดียวที่ดีกับวิเสมอต้นเสมอปลาย...ขอบคุณมากค่ะ...ถ้าป้าอุไรกลับมา ฝากลาด้วยนะคะ”
       วิรงรองเดินไป
       “คุณวิคะ”
       อุษาถอนใจยาว เมื่อวิรงรองไม่ยอมหันกลับมา
      
       สองแม่ลูกอยู่ในห้องด้วยกัน ปรางย้อนถามลูกสาวออกมา
       “แม่หนูแน่ใจนะลูก”
       “ค่ะ หนูแน่ใจ”
       “ถ้าอย่างนั้นก็โล่งใจ...คุณเชื่อว่า ท่านผู้หญิงคงไม่มีวันปล่อยคุณอดิศวร์ แล้วคุณอดิศวร์เองก็ทิ้งคุณย่าของเขาไม่ได้ ยังไงลูกก็ไม่มีวันมีความสุข หากแต่งงานกับเขา”
       “หนูทราบค่ะ”
       ปรางเปลี่ยนท่าทีเป็นกระฉับกระเฉง “เก็บเสื้อผ้าข้าวของกันเถอะลูก”
       วิรงรองและปรางลุกขึ้นดึงกระเป๋าเดินทางออกมาจัด
      
       ส่วนท่านผู้หญิงนอนหลับสนิท โดยที่มือยังจับมือหลานชายอยู่ อดิศวร์มองย่า แล้วค่อยดึงมือออกมา ค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วเดินออกไปด้วยฝีเท้าแผ่วเบา ท่านผู้หญิงยังคงหลับต่อด้วยความอ่อนเพลีย
      
       อดิศวร์เดินออกมาหน้าห้อง อุษาซึ่งรออยู่ด้วยสีหน้าท่าทางกระวนกระวาย รีบเดินตรงมา
       “คุณลบคะ”
       “อะไรหรืออุษา”
       “คุณวิรงรองจะกลับกรุงเทพฯกับคุณแม่วันพรุ่งนี้ค่ะ”
       อดิศวร์ชะงัก “ทำไม”
       ภาพตอนที่ตนที่ตวาดวิรงรองด้วยความเข้าใจผิดเมื่อครู่ ผุดเข้ามาในห้วงความคิดแว่บหนึ่ง
       อดิศวร์ถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน ยุ่งยากใจ
       “ถ้าคุณลบรักเธอ ก็ควรจะรีบไปทำความเข้าใจกับเธอนะคะ”
       อดิศวร์ทอดถอนใจยาว
      
       2 แม่ลูกกำลังช่วยกันเก็บเสื้อผ้าข้าวของ สักพักหนึ่ง มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น วิรงรองมองสบตาแม่
       “วิรงรอง...ขอพูดด้วยหน่อย”
       ปรางแตะแขนวิรงรองแล้วพูดเบาๆ “แม่เอง”
       ปรางลุกเดินไปที่ประตู แล้วเปิดออกไป
       “มีอะไรหรือคะ”
       “ผมต้องพูดกับวิรงรอง” อดิศวร์บอก
       “แม่หนูไม่ว่างค่ะ กำลังเก็บข้าวของเสื้อผ้า จะกลับบ้านพรุ่งนี้...ยังไงก็ต้องขอบคุณ คุณอดิศวร์”
       อดิศวร์ขัดขึ้นทันที “กลับไม่ได้ครับ”
       “คุณไม่ใช่คุณพ่อของเขานะคะ...” ปรางบอก
       วิรงรองอดขำคำพูดมารดาไม่ได้ ทั้งๆ ที่อยู่ในอารมณ์เคร่งเครียด
       “ขนาดดิฉันเป็นแม่...ดิฉันยังไม่บังคับเขาเลย”
       “ผมทราบครับว่าวิรงรองเป็นคนยังไง...ถึงได้มาขอร้องให้เขาฟังผมสักนิด ถ้าเขาจะไปจริงๆ อย่างน้อย ผมก็ยังพอใจที่ได้พูดกับเขาแล้ว”
       ปรางนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วหันมาทางวิรงรอง
       “ว่ายังไงลูก”
       วิรงรองก้มหน้าลงครู่หนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้น
      
       ตรมุมภายนอก ซึ่งต้นไม้ออกดอกไม้สวยงาม 2 คนเดินมาด้วยกันช้าๆ สีหน้าแววตาเคร่งเครียด ท่าทางของทั้งสองเหมือนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเองครู่หนึ่ง
       วิรงรองพูดขึ้นในที่สุด “ไหนคุณอดิศวร์บอกว่ามีอะไรจะพูดกับดิฉันไงคะ”
       อดิศวร์หยุดเดินแล้วหันมา “อย่ากลับไปเลยนะ วิรงรอง”
       วิรงรองมองเลยอดิศวร์ไปแล้วถอนใจยาว
       “ตอนที่อยู่ในห้องคุณย่า...ฉัน ...”
       วิรงรองต่อคำทันที “นึกว่าดิฉันจะฆ่าท่านผู้หญิง”
       “ไม่ใช่อย่างนั้น”
       วิรงรองนิ่งไปครู่หนึ่ง “ดิฉันคิดว่า เราควรจะกลับไป ทบทวนให้ดีอีกครั้ง”
       “ฉันทั้งคิดแล้วก็ทบทวนดีแล้ว ความจริง ถ้าเธอกับคุณย่าต่างคนต่างอยู่มันก็ไม่มีอะไร เธอต้องยอมรับว่า ฉันห้ามไม่ให้เธอเข้าไปพบคุณย่า แต่เธอก็ดื้อที่จะเข้าไปให้ได้ แล้วมันก็เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ”
       “หมายความว่าดิฉันผิด”
       “ใช่”
       วิรงรองเม้มปาก
       “ถ้าเชื่อฉันเสียตั้งแต่แรก มันก็ไม่มีเรื่อง”
       เสียงวิรงรองอ่อยลงนิดเดียว “ดิฉันหวังดี”
       “จำที่เธอแอบนินทาฉันกับอุไรได้ไหม เธอน่ะรั้นเสียยิ่งกว่าฉันอีก”
       “ป้าอุไรเป็นคนพูด...ดิฉันเปล่า”
       อดิศวร์พูดเสียงหวานขึ้น “เธอเปลี่ยนใจไม่กลับกรุงเทพฯ แล้วใช่ไหม”
       “ยังไม่ได้พูดสักหน่อย”
       อดิศวร์โอบวิรงรองเข้ามา “เราสองคนผ่านอะไรต่อมิอะไรด้วยกันมามาก...พอทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง..เรื่องอะไรจะมาทิ้งกันไป ..จริงไหม”
       วิรงรองนิ่ง อดิศวร์พาออกเดินช้าๆ ทั้งสองไม่ต้องพูด แต่ท่าทางเข้าใจกัน บรรยากาศดีขึ้น
      
       ปรางซึ่งยืนมอง 2 หนุ่มสาวเดินคู่กันช้าๆ ท่าทางมีความสุข ทอดสายตามองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมา
       “นึกอยู่แล้วทีเดียว เฮ้อ ! แม่หนูนะแม่หนู...” ปรางมองไปที่กระเป๋าเสื้อผ้าขำๆ “รื้อเข้ารื้อออกอยู่นั่นแล้ว”
      
       ขณะเดียวกันภูไทและพันธุ์สูรย์กำลังนั่งทำงานอยู่ด้วยกัน เสียงโทรศัพท์พันธุ์สูรย์ดังขึ้น พันธุ์สูรย์มองแล้วชะงัก
       ภูไทเงยหน้ามอง “ใครโทร.มา”
       “โรงพยาบาลครับ”
       ภูไทชะงักไป ขณะพันธุ์สูรย์รับสาย
       “สวัสดีครับ...ใช่ครับ...” สีหน้าพันธุ์สูรย์ขรึมลง “ครับ...ครับ...ขอบคุณมาก”
       พันธุ์สูรย์วางโทรศัพท์ลง แล้วอึ้งอยู่ครู่หนึ่งโดยภูไทเหมือนจะรู้ แต่ไม่ถาม ปล่อยให้พันธุ์สูรย์พูดเอง
       “หลวงพ่อมรณภาพแล้วครับ”
       ภูไทพยักหน้าช้าๆ “ฉันเสียใจด้วย”
       พันธุ์สูรย์ลุกขึ้น “ผมต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”
       ภูไทลุกตาม “ฉันไปด้วย”
       สองหนุ่มคนพากันเดินออกไป
      
       สองสามวันต่อมา ลานนาเดินออกมารับ 2 สาว ซึ่งก้าวลงจากรถ โดยอุษายังคงมีท่าทางลังเล แกมหวาดกลัวคำสั่งอดิศวร์อยู่ แต่วิรงรองจับแขนไว้แน่นให้ก้าวลงมา เพื่อไม่ให้กลับขึ้นไปอีก
       “สวัสดีค่ะ...พี่อุษา”
       อุษายิ้มแห้งๆ รับไหว้ “สวัสดีค่ะ”
       “พี่อุษาเป็นอะไรหรือคะ” ลานนาถามงงๆ
       อุษาอึกอักไม่กล้าตอบ
       “เป็นโรคกลัวคุณอดิศวร์ ซึ่งดีกว่าโรคกลัวน้ำนิดหน่อย” วิรงรองเย้า
       ลานนาหัวเราะชอบอกชอบใจ ขณะที่อุษานิ่วหน้ากับวิรงรอง
       “ฮื้อ...คุณวิล่ะก็”
       วิรงรองหันมาอธิบายกับลานนา “ไอ้เราน่ะอุตส่าห์อธิบายแล้วอธิบายอีกว่า คุณอดิศวร์ไม่ว่าอะไรหรอก เพราะตอนฌาปณกิจหลวงพ่อคุณพันธุ์สูรย์ คุณอดิศวร์ยังไป แถมยังอนุญาตให้พี่อุษาไปด้วยเลย”
       “แน่ะ ใครมาโน่น” ลานนาพยักเพยิด
       อุษาและวิรงรองหันไปมอง เห็นพันธุ์สูรย์เดินอ้อมมาจากอีกทาง
       ลานนาหลิ่วตากับวิรงรอง แล้วดึงแขนลากไป
       “มานี่ ขอสัมภาษณ์เรื่องของตัวเองหน่อย”
       อุษาพะว้าพะวัง “เดี๋ยวค่ะ คุณวิ...เจ้า...”
       พันธุ์สูรย์เอ่ยขึ้น “คุยกับผมบ้างได้ไหมครับ...คุณอุษา”
      
       อุษาหันมาทางพันธุ์สูรย์ สีหน้าแววตายังคงเต็มไปด้วยความกังวล
      
       ส่วนลานนาจูงแกมลากวิรงรองเข้ามาในบ้าน แล้วจับตัวให้นั่งลง
      
       “เฮ้ย! ลานนา! ทำอะไรเนี่ย”
       “ก็บอกแล้วว่าจะสัมภาษณ์”
       “ทำยังกับจะสอบสวนแน่ะ”
       “บอกมาเสียดีๆว่า...จะแต่งงานกับคุณอดิศวร์เมื่อไหร่กันแน่”
       “ก็ทีแรกว่าจะมาขอฤกษ์จากหลวงพ่อ...แต่บังเอิญท่านเกิดมรณภาพเสียก่อน”
       “เฮ้อ...นี่ยังดีนะที่คุณของตัวเองไปอยู่ที่โดมทองด้วย...ไม่อย่างนั้นละก็ เราเป็นห่วงตายเลย นี่ขนาดคุณไปอยู่ด้วย เราก็ยังเป็นห่วง ห่วงทั้งตัวเอง...ห่วงทั้งคุณ”
       “ขอบใจจ้ะ...แต่คงไม่เป็นอะไรหรอก”
       ลานนาโวยเสียงดังลั่น “โห...ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรได้ไง มาตกรต่อเนื่องยังลอยนวลอยู่ที่นั่นตั้ง 2 คน”
       วิรงรองถอนใจเฮือก
       ลานนาลดเสียงลง “ขอโทษที่โวยวายเสียงดังไปหน่อย”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ...วิเข้าใจ”
       “วิเก่งนะ ที่ทำใจได้”
       วิรงรองถอนใจเฮือก “ขอสารภาพว่ามันยากมาก” หญิงสาวลากและเน้นเสียง “เพราะวิเป็นคนประเภทถ้าร้ายมาก็ร้ายตอบ ยิ่งในกรณีแบบนี้ มันต้องถึงไหนถึงกัน แต่นี่ ...เฮ้อ...”
       ลานนาต่อให้ “เห็นแก่คุณอดิศวร์”
       วิรงรองนิ่งเป็นเชิงยอมรับ แต่นัยน์ตายังคงมีความอัดอั้นตันใจ
       ลานนาลูบหลังวิรงรองเป็นเชิงปลอบใจ “ดีแล้วละ...ชนะอะไรมันก็ไม่เท่า...ชนะใจตัวเอง แต่ลานนาแน่ใจว่าฝ่ายแพ้จะยอมแพ้หรือเปล่า”
       วิรงรองนิ่ง สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
      
       สองคนนั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งในสวน ดอกไม้ชูช่อเบ่งบานสวยงาม พันธุ์สูรย์มองอุษาที่นั่งอึดอัดอยู่เหมือนจะน้อยใจนิดๆ
       “ถ้าคุณอุษาอึดอัด ไม่อยากอยู่ตามลำพังกับผมก็ไม่เป็นไรนะครับ” พันธุ์สูรย์ขยับลุกขึ้น “ผมจะพาไปหาเจ้าลานนากับคุณวิ”
       อุษารีบพูดด้วยความลืมตัว “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ”
       พันธุ์สูรย์นั่งลงใหม่ “หรือว่ายังเกรงใจคุณลบ”
       อุษานิ่งไป
       “ผมว่าเขาลดทิฐิไปได้ตั้งเยอะแล้ว”
       “ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นค่ะ...แต่...อุษาก็ยังไม่อยากทำอะไรที่...เอ้อ...ที่คุณลบยัง...ยังไม่อนุญาต” อุษาว่า
       พันธุ์สูรย์หมั่นไส้เยาะหยันขึ้นมา “คุณนับถือเขาเป็นพระเจ้าเลยนะ ผมว่ามันเกินไป”
       อุษาบอกอย่างอัดอั้น “แล้วจะให้อุษาทำยังไงล่ะคะ คุณลบเป็นเหมือนพระเจ้าของอุษาจริงๆ”
       “ไม่น่าเชื่อว่าจะยุค พ.ศ. นี้แล้วยังจะมีคนคิดแบบนี้อีก แถมยังทำท่าจะเปลี่ยนยากด้วย”
       “อุษาเคยบอกกับคุณวิว่า โลกของอุษามีแค่...โดมทอง”
       “แต่โลกจริงๆ มันกว้างใหญ่ไพศาลกว่านั้นมากนัก ผมจะพยายามดึงคุณออกมาให้ได้”
       สีหน้าพันธุ์สูรย์ขณะพูดแน่วแนวจริงจัง
      
       ด้านอดิศวร์นั่งทำงานอยู่ในห้องทำงาน จนสักครู่หนึ่ง เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
       “สวัสดีครับ...ใช่ครับ...สารวัตร...มีอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า”
       “เราพบข้าวของส่วนหนึ่งของคุณวิรงรองแล้วครับ มีพวกเสื้อผ้า แล้วก็เครื่องสำอางที่ยังไม่ได้ใช้ เลยโทร.มาเชิญให้ไปดูที่สถานีตำรวจ” เสียงจากปลายสายบอก
       “ขอบคุณมาก...ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย”
       อดิศวร์ลุกเดินออกไปทันที
      
       ขณะที่อดิศวร์เดินออกมาจากในห้อง แสงแขที่ยืนลังเล ว่าจะเข้าไปหาดีหรือไม่ ถึงกับสะดุ้งเฮือก อดิศวร์ทำเหมือนแสงแขไม่มีตัวตน จะเดินเลยไป
       แสงแขรีบเรียกไว้ “คุณลบค่ะ”
       อดิศวร์หันมามอง ด้วยแววตาว่างเปล่า
       แสงแขกลืนน้ำลาย “เอ้อ...คุณ...คุณลบจะไปไหนหรือคะ”
       อดิศวร์ยังคงมีท่าทีเย็นชา “ตำรวจเขาโทร.มาบอกว่า พบข้าวของเครื่องใช้ส่วนหนึ่งของวิรงรองแล้ว”
       แสงแขผงะเล็กน้อย แล้วหน้าซีด
       “อีกไม่นานก็คงจับไอ้คนที่มันร่วมมือได้ ภาวนาไว้ให้ดีเถอะว่าอย่าให้มันซัดทอดถึงใครเลย”
       อดิศวร์มองใบหน้านั้นเหมือนจะสะใจแว่บหนึ่ง แล้วเดินออกไป แสงแขกลืนน้ำลาย
      
       อดิศวร์เดินออกมาหน้าคฤหาสน์ พูดสายโทรศัพท์กับวิรงรอง ขณะคนรถขับรถมาจอดรอ
       “วิรงรอง ฉันกำลังจะไปรับเธอไปสถานีตำรวจ...สารวัตรกิตติโทร.มาเมื่อกี้”
       วิรงรองอยู่ที่คุ้มภูไทกำลังพูดโทรศัพท์ด้วยสีหน้าดีใจ
       “หรือคะ ดีจัง ค่ะ...ขอบคุณค่ะ”
       วิรงรองวางสาย ลานนาพลอยตื่นเต้นไปด้วย
       “อะไรหรือวิ”
       “ตำรวจเขาโทร.มาบอกคุณอดิศวร์ว่า พบเสื้อผ้ากับเครื่องสำอางของวิแล้วที่ตลาดขายของมือสอง”
       “ว้าว! ว้าว! ว้าว! ถ้าจับไอ้คนที่เอาไปขายได้...คราวนี้ต่อให้วิช่วยเต็มที่ก็ไม่สำเร็จ หลักฐานชัดเจนขนาดนั้น!... และแล้วท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ก็จะได้ชิมรสชาติของชีวิตให้มันสะใจไปเล้ย”
       สีหน้าดีใจของวิรงรองกลับคลายลง กลายเป็นกังวล
       “อ้าว! เป็นอะไรไปล่ะ”
       วิรงรองส่ายหน้าเหมือนเริ่มลังเล และสับสนอีก
      
       ขณะเดียวกันภายในห้องท่านผู้หญิง แสงแขและโอบอ้อมมีสีหน้าท่าทางหวาดกลัวสุดๆ
       “เราจะทำยังไงดีคะ คุณย่า” แสงแขหันขวับมาเล่นงานโอบ “เพราะแกทีเดียวนังโอบ...ที่ไม่รู้จักกำชับไอ้อ๊อดให้ดี ! ฉันสั่งแล้วสั่งอีกว่าให้เอาไปทำลาย ไม่ใช่เอาไปขาย แล้วนี่เรื่องพอจะเงียบๆ อยู่แล้ว ก็ต้องถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีก”
       “โอบน่ะกำชับแล้วกำชับอีกนะคะ แต่ไอ้พี่อ๊อดมันโลภ โธ่เอ๊ย ถ้าถูกจับได้ละมีหวังซัดกันตามลำดับขั้น ตั้งแต่ขี้ข้าจนถึงเจ้านายแน่ๆ”
       “ฉันไม่เกี่ยว ยังไงตาลบก็ไม่มีวันยอมให้ฉันติดคุก แต่พวกแกไม่แน่” ท่านผู้หญิงเยาะหยัน เต็มที่
       “ถ้าจะติดมันก็ต้องติดหมดนั่นแหละค่ะ! เรื่องอะไรเขาจะเว้นให้”
       “ตาลบต้องเว้นฉัน”
       “แต่ถ้ามันซัดมาถึงแข...แขก็จะแฉแหลก...เพราะฉะนั้นคุณย่าก็ต้องพูดกับคุณลบให้ช่วยแขด้วย” แสงแขต่อรอง
       “ช่วยโอบด้วยค่ะ ไม่งั้นโอบก็จะแฉแหลกเหมือนกัน” โอบอ้อมว่า
       ท่านผู้หญิงหยิบสิ่งของบนโต๊ะข้างเตียง ปาใส่ ทั้ง 2 คน หลบกันวูบวาบ
       “ไปให้พ้น ออกไป๊”
       สองคนตาลีตาลานออกไป ท่านผู้หญิงหอบหายใจเหนื่อยด้วยความแค้นใจ
      
       สองคนหัวซุกหัวซุนออกมาหน้าห้อง โอบอ้อมร้อนใจหนัก
       “ทำยังไงดีคะ”
       “โทร.หาพี่ชายแกซิ บอกมันว่าให้หลบเข้าประเทศเพื่อนบ้านไปก่อน”
       โอบอ้อมพยายามโทร.แล้วโทร.อีก แต่ไม่มีสัญญาณตอบ
       “ติดต่อไม่ได้เลยค่ะ ว้ายตาย หรือว่าถูกตำรวจซิวไปแล้ว”
       “บ้า! ถ้าถูกจับ ตำรวจก็ต้องมาที่นี่แล้วน่ะซิ”
       “งั้นก็หนีไปกบดานที่ไหนสักแห่ง”
       “ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ”
       สองคนยังคงสีหน้ากลุ้มสุดๆ
      
       โอบอ้อมเดินเข้ามาในครัว ขณะที่อุรากำลังล้างผักอยู่
       “ล้างให้สะอาดนะยะ เดี๋ยวเจ้านายกินเข้าไปแล้วท้องร่วงเป็นมะเร็ง”
       “จะเป็นอะไรก็เป็นมันสักอย่างซิ พี่โอบ ท้องร่วงก็ท้องร่วง มะเร็งก็มะเร็ง” อุราบอก
       “แหม...แกนี่ปากคอไม่ผิดญาติแกเลยนะ”
       “รำคาญก็ไปให้พ้นๆ บ่นอยู่ได้”
       อุราเดินไปเปิดตู้เย็น ซึ่งโอบอ้อมยืนขวางอยู่
       “ถอย” อุราบอก
       “ต๊าย นังอุไร”
       อุราเปิดตู้เย็นหยิบของ “อุไรน่ะพี่...ฉันชื่ออุรา...เป็นน้อง...เบื่อจั๊ง! พวกคนแก่ขี้ลืม”
       อุราทำงานคล่องแคล่ว โอบอ้อมอ้าปากจะพูด
       อุราหันมาเอานิ้วแตะปากโอบอ้อม “ห้ามพูด ถ้าจะอยู่ในนี้ก็ยืนดูเฉยๆ”
       โอบอ้อมโมโห “วะ”
      
       ส่วนพันธุ์สูรย์ขับรถพาอุษามาส่งหน้าบ้าน โอบอ้อมเดินมาชะโงกแอบมองตรงข้างๆ ประตูแล้วเบิกตากว้าง
       “อุ๊ยตายแล้ว”
       ภาพที่โอบอ้อมเห็น คือพันธุ์สูรย์กำลังเปิดประตูรถให้อุษาก้าวลงมา
       อุษาไม่กล้าสบตา “ขอบคุณค่ะ !
       อุษาหันหลังจะเดินเข้าบ้าน พันธุ์สูรย์จับแขนไว้อย่างนุ่มนวล
       “อุษา”
       “ปล่อยค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
       “โอ๊ยตาย ทนดูไม่ได้”
       โอบอ้อมเดินออกไปจากครัวทันที
       พันธุ์สูรย์เอ่ยขึ้น “ผมมาหาที่นี่บ้างได้ไหม”
       “ต้องขออนุญาตคุณลบก่อนค่ะ”
       “เฮ้อ! อะไรๆ ก็คุณลบ”
       “คุณลบอนุญาตให้คุณมาส่งอุษาถึงโดมทองแล้ว...ต่อไปก็อยู่ที่คุณแล้วละค่ะ...อุษาขอตัวนะคะ”
       อุษาเดินเข้าไปในบ้าน พันธุ์สูรย์มองตาม ด้วยสีหน้าอ่อนโยน
      
       ท่านผู้หญิงตัวสั่นเทาไปหมดพอฟังที่โอบอ้อมมาฟ้อง
       “ไปบอกไอ้พันธุ์สูรย์ว่าอย่าเพิ่งไป รอให้ฉันด่ามันก่อน เรียกน้องนังอุไรมาเข็นรถฉันไปเดี๋ยวนี้เร็วๆเข้า”
       “เจ้าค่ะ”
       โอบอ้อมรีบออกไปอย่างว่องไว
       “ไอ้พัน ตัวเอ็งตายไปแล้วแต่ยังไม่วายส่งลูกหลานมารังขวานข้าอีก”
      
       พันธุ์สูรย์ขึ้นรถ แล้วสตาร์ทเครื่องออกรถ โอบอ้อมวิ่งล้มลุกคลุกคลานมาขวางไว้อย่างรีบร้อน จนพันธุ์สูรย์ต้องรีบเบรก
       “อยากตายเรอะไง” พันธุ์สูรย์ฉุนกึก
       โอบอ้อมกางแขนไว้ หอบเหนื่อยครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมาได้ “ท่านผู้หญิงยังไม่ให้ไป”
       พันธุ์สูรย์ชะงัก “ใครนะ”
       ท่านผู้หญิงแผดเสียงดังขึ้น “เรียกมันลงมา”
       พันธุ์สูรย์และโอบอ้อมหันไปมอง เห็นอุราเข็นท่านผู้หญิงออกมาจากประตูเล็กน้อย พันธุ์สูรย์เปิดประตูก้าวลงมา
       เดินเข้ามาอยู่ในระยะพอสมควร แล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
       “เอาไหว้ของแกคืนไป ฉันไม่ต้องการ”
       พันธุ์สูรย์สะอึกอึ้ง ในขณะที่อุรายกมือทาบอกแล้วเบิกตากว้าง ส่วนโอบอ้อมยิ้มเยาะๆ แล้วรีบอ้อมไปยืนเยื้องๆแสงแขที่เดินทอดน่องออกมามอง
       “แล้วก็ห้ามมาเหยียบอาณาเขต “โดมทอง” ของฉันเด็ดขาด...ปู่แก...พ่อแก...โคตรเหง้าของแกไม่เคยบอกเรอะว่า โดมทองเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับพวกแก”
       พันธุ์สูรย์สวนกลับ “อดีตก็คืออดีต...ไม่ควรเอามาปะปนกับปัจจุบัน...ท่านอาจจะมีเรื่องขุ่นเคืองกับคุณปู่ผม..คุณพ่อผม...แต่ตัวผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย”
       “แต่พวกแกมันสายเลือดเดียวกัน”
       พันธุ์สูรย์ขัดขึ้นทันที “สายเลือดผมมันเป็นยังไงหรือครับ เท่าที่ทราบ...คนในตระกูลผมไม่เคยทรยศหรือเนรคุณอะไรท่านเลย! มีแต่ก้มหัวรับใช้งกๆ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด”
       “ไอ้พันธุ์สูรย์” ท่านผู้หญิงเสียงดัง
       “เอ!...หรือว่าคุณปู่ผมกับคุณพ่อผมเกิดไปรู้ความลับอะไรของท่านเข้า” พันธุ์สูรย์จ้องตาท่านผู้หญิงเขม็ง
       ท่านผู้หญิงโกรธจนหน้าเขียวหน้าเหลือง ชี้นิ้วสั่นเทาพูดไม่ออก
       “ไอ้...ไอ้”
       ท่านผู้หญิงเป็นลมหมดสติ ทุกคนตกใจร้องเอะอะโวยวาย อุษาวิ่งออกมา พันธุ์สูรย์รีบเข้าไปอุ้มร่างท่านขึ้นรถ
       “อย่านะ! ฉันรู้ว่า คุณย่ายอมตายมากกว่าจะยอมขึ้นรถแก” แสงแขแว้ดใส่
       “รีบพาไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!” อุษาไม่สน
       พันธุ์สูรย์อุ้มท่านผู้หญิงขึ้นรถ อุษาตาม
       “พี่อุษา” แสงแขแหวใส่อีก
       “พี่รับผิดชอบเอง!”
       พันธุ์สูรย์รีบขับรถออกไป แสงแขตะโกนโหวกเหวกเรียก
      
       ไม่นานต่อมาเห็นพันธุ์สูรย์เดินเข้ามามุมหนึ่งในบ้านเจ้าภูไท ด้วยสีหน้าท่าทางอ่อนอกอ่อนใจ เจอสองเจ้าพี่เจ้าน้องที่นั่งอยู่แล้ว ลานนาถามอย่างกระตือรือร้น
       “เป็นไงบ้างคะพี่พันธุ์สูรย์! โอ๊ย! ตื่นเต้น..ตื่นเต้น!”
       “ยัยน้อง...จะต้องตื่นเต้นอะไรนักหนา” ภูไทปราม
       “ไม่ตื่นเต้นได้ไง! พี่พันธุ์ได้เผชิญหน้ากับยากูซ่าแห่งโดมทองทั้งที”
       พันธุ์สูรย์อดหัวเราะไม่ได้ ทั้งๆ ที่กำลังอ่อนอกอ่อนใจ ในขณะที่ภูไททุบหัวน้องเบาๆ อย่างเอ็นดู
       “ไปว่าเขา! อย่าไปพูดให้อดิศวร์ ได้ยินเชียวนะ...ไม่ว่าคุณย่าเขาเป็นยากูซ่า”
       “ว่าไงคะ...พี่พันธ์สูรย์” ลานนาซักอีก
       “ไม่ว่ายังไงหรอกครับ...พอท่านผู้หญิงฟื้นเท่านั้นแหละ รวมหัวกันไล่ผมเลยทั้งย่าทั้งหลาน”
       “อ้าว …แล้ววิไม่ว่าอะไรหรือค่ะ”
       “โอ๊ย! จะว่าอะไรได้ล่ะครับ...คุณวิเองยังเอาตัวไม่รอดเลย! นี่ผมก็เพิ่งพาไปส่งที่บ้าน...พอดีคุณแม่กลับจาก Shopping กับเพื่อนๆ พอดี!”
       “คุณแม่คุณวิมีเพื่อนที่นี่ด้วยหรือ!” ภูไทแปลกใจ
       “เขามาเที่ยวกันค่ะ เลยโทรศัพท์นัดกัน” ลานนาบอกแล้วหันมาทางพันธุ์สูรย์ “แล้วนี่ท่านผู้หญิงมิต้องอยู่โยงโรงพยาบาลนานเลยหรือค่ะ”
       “โอ๊ะ ไมนานหรอกครับ! หวงบ้านหวงสมบัติขนาดนั้น ตอนที่ผมจะกลับมานี่ก็เห็นว่าจะกลับโดมทองแล้วละครับ”
       “หนังเหนียวจริงๆ เลย!” ลานนาบอกอย่างขัดใจ
       “เดี๋ยวเถอะ...เรานี่”
       ลานนาหัวเราะชอบอกชอบใจ
      
       ขณะเดียวกันท่านผู้หญิงสรรักษ์ซึ่งเพิ่งกลับจากโรงพยาบาล นอนอยู่บนเตียงด้วยความอ่อนระโหยจับมืออดิศวร์แน่น มีเสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วเห็นอุษาเดินเข้ามา ท่านผู้หญิงปรี๊ดแตก ของขึ้นอีก
       “ออกไป๊ นังตัวดี วันนี้ฉันเกือบตาย เพราะความใจง่ายของแกแล้ว”
       อุษาตกใจ หน้าซีดเผือด ยืนตัวแข็งทื่อ
       “อุษา...ออกไปก่อน” อดิศวร์บอก
       “ค่ะ” อุษาพึมพำรับคำแล้วออกไป
       “คืนนี้ไม่ต้องให้มันมานอนเป็นเพื่อนย่า ย่าไม่อยากเห็นหน้ามัน” ท่านผู้หญิงบอก
       “ถ้าอย่างนั้น...”
       “นังแสงแขกับนังโอบก็ไม่เอา เห็นพวกมันแล้วย่าจะตายเสียก่อน”
       “ถ้าอย่างนั้นก็ให้อุรามาอยู่ก็แล้วกันนะครับ”
       ท่านผู้หญิงหลับตาลง แล้วพยักหน้า อดิศวน์มองอย่างหนักใจ
      
       ฝ่ายอุษานั่งกอดเข่า น้ำตาไหลเงียบๆอยู่มุมหนึ่ง อดิศวร์เดินตรงมา ชะงักนิดหนึ่งเมื่อเห็นภาพนั้น อดิศวร์มองอุษาครู่หนึ่งแล้วจึงเข้ามาทรุดตัวลงนั่งตรงหน้า
       อุษาสะดุ้งแล้วรีบเช็ดน้ำตา “ขอประทานโทษค่ะ”
       อดิศวร์บอกเสียงอ่อนโยน “พี่ต่างหากต้องขอโทษ ที่ทำเหมือนปล่อยปละละเลย ให้เธอต้องอดทนรองรับอารมณ์ของคุณย่าตลอดมา”
       “คุณลบไม่ต้องขอโทษค่ะ...มันเป็นหน้าที่ที่จะต้องตอบแทนพระคุณ...”
       อดิศวร์ขัดขึ้น “ตอบแทนด้วยการปรนนิบัติรับใช้นั่นมันก็พอสมควรแล้วไม่จำเป็นต้องรองรับอารมณ์ด้วย”
       “คุณย่าคงโกรธที่เห็นพันธุ์สูรย์มาส่งอุษา”
       “เป็นความผิดของพี่เองที่อนุญาตให้ไอ้เจ้านั่นมันมาส่ง...เพราะพี่ต้องรีบพาวิรงรองไปสถานีตำรวจ...ไอ้พันธุ์สูรย์มันก็ไม่ใช่ย่อย คนแก่คนเฒ่าไม่มีละเว้น”
       อุษาจะอธิบาย “ความจริง...”
       อดิศวร์เสียงเข้ม “อย่าแก้ตัวแทนมัน”
       อุษาก้มหน้าลง น้ำตาปริ่มขึ้นมาอีก
       “ระหว่างนี้ อุษาไม่ต้องเข้าไปให้คุณย่าเห็นหน้าเห็นตา รอให้ท่านลืมๆ เรื่องวันนี้ไปก่อน”
       อุษาเป็นกังวล “แล้วใครจะคอยดูแลคุณย่าล่ะคะ เพราะแสงแขก็...เอ้อ...”
       “ให้อุไรไปอยู่ประจำกับคุณย่าเลย...พี่เองก็จะให้เวลากับท่านมากขึ้น...” อดิศวร์ลุกขึ้น “ไปบอกกับอุไรตามนี้”
       “ค่ะ”
      
       อุษากับอุไรอยู่ในครัวสองคน คำพูดอดิศวร์ถูกถ่ายทอดให้อะไรฟังแล้ว อุไรเบิกตากว้าง
       “อยู่ประจำหรือคะ แค่ไปกลับยังเกือบตาย”
       อุษาดุ “อุไร”
       “ให้นังโอบมาสลับกันบ้างก็ยังดี”
       “นี่เป็นคำสั่งของคุณลบ...ถ้าทำไม่ได้ก็ไปบอกเอง”
       อุษาเดินไป อุไรบ่นงึมงำ
       “โธ่เอ๊ย...ช่างไม่เวทนาสงสารอุไรบ้างเล้ย...ย ....เฮ้อ”
      
       อุษาเดินน้ำตาคลอก้มหน้าก้มตาขึ้นบันไดมาจนถึงหัวบันไดด้านบน เสียงเย้ยเยาะของแสงแขดังขึ้น
       “ขอต้อนรับเข้าสมาคมหมาหัวเน่า”
       อุษาหยุดเงยหน้าขึ้นมอง แสงแขยืนกอดยิ้มเยาะ
       แสงแขสูดลมหายใจยาว “เฮ้อ...รู้สึกอบอุ่นขึ้นเยอะเลย มีเพื่อนเพิ่มขึ้นอีกคน”
       อุษาเดินไปขึ้นบันไดต่อ โดยไม่ต่อปากต่อคำ แล้วผ่านแสงแขจะไปห้อง
       “จะไม่แสดงความคิดเห็นสักหน่อยเรอะ” แสงแขดึงแขนเอาไว้
       อุษากระชากแขนกลับ “อย่ามายุ่งกับฉัน”
       แสงแขหัวเราะลั่น “อุ๊ยต๊าย รู้จักโกรธเป็นเหมือนกันนี่ คุณพี่อุษากลายร่างจากแม่พระมาเป็นมนุษย์แล้ว ไชโย้”
       อุษากัดปาก สะกดกลั้นความโมโห เดินต่อ
       “เป็นไง รู้สึกดีขึ้นมากใช่มั้ยล่ะ! นี่ขนาดแค่แขนะ! ลองประทะกับยัยแม่มดมณฑาดูบ้างซิรับรองว่า พี่อุษาจะหายเครียดไปเลย”
       อุษาเร่งฝีเท้าหนี แต่แสงแขตามมาขวางไว้
       “เอาเลย! พี่อุษา แขสนับสนุนเต็มที่”
       อุษาผลักแสงแขอย่างแรงจนเซถลาล้มลง แล้วเดินเร็วๆ ไปเข้าห้อง
       แสงแขระเบิดเสียงหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ
      
       อุษาเปิดประตูเข้ามาทิ้งตัวพิงประตู ระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะอดกลั้นอีกต่อไป
      
       อารมณ์เก็บกดของอุษาพุ่งทะลักออกมา หลังจากเก็บอัดไว้มาตลอดชีวิต
      
       ขณะที่ปรางและวิรงรองเดินคุยกันออกมาหน้าห้อง ทั้งสองชะงักเมื่อเห็นแสงแขเดินตรงมา แม่ลูกหันมามองหน้ากันแว่บหนึ่ง
      
       “มาดีค่ะ...มาใช่มาร้าย...ไม่ต้องระแวง”
       สองคนยังมองหน้าแสงแขนิ่ง วิรงรองจับมือปรางไว้แน่น
       แสงแขหันหน้ามาจ้องวิรงรอง
       “พี่อุษากำลังร้องห่มร้องไห้ปานฟ้าจะถล่มโลกจะทลายแน่ะ ! ฉันว่าเธอควรจะไปดูหน่อยนะในฐานะเพื่อนสนิท!”
       แสงแขหันหลังกลับ เดินลอยหน้าออกไป วิรงรองมองตาม แล้วหันมามองแม่
       “ไปหน่อยก็ดีนะลูก ไม่ต้องเป็นห่วงคุณ”
       “ค่ะ”
       วิรงรองเดินเลยไป ปรางมองตามด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
      
       วิรงรองเร่งฝีเท้าเดินเลยหน้าแสงแขมาจนถึงห้องอุษา แสงแขทอดฝีเท้าลงแล้วหยุดพูดพร้อมกับยักไหล่
       “ที่พูดจากใจจริงเลยนะ...ถ้าพี่อุษาขืนอยู่ที่โดมทองต่อไป ต้องเป็นบ้าแน่ๆ หรือถ้าไม่บ้าก็คุ้มดีคุ้มร้าย”
       จากนั้นแสงแขก็เดินย้อนกลับไป ด้วยสีหน้ามีเลศนัย วิรงรองเหลียวมองตามครู่หนึ่ง แล้วจึงเคาะประตูเบาๆ เปิดเข้าไป
      
       อุษารีบลุกขึ้นยืนหันหลังให้ทันที ที่วิรงรองเข้ามา
       “พี่อุษา เป็นอะไรหรือเปล่าค่ะ”
       อุษาส่ายหน้า
       “พี่อุษาคะ”
       วิรงรองเรียกพลางเดินอ้อมมาตรงหน้า อุษารีบหันหลังให้
       “ทะเลาะกับคุณแสงแขใช่ไหมคะ”
       อุษาส่ายหน้าอีก
       “ถ้าอย่างนั้นก็ถูกท่านผู้หญิงดุ!”
       อุษาบอกเสียงเครือๆ “อย่าเดาเลยค่ะ”
       “ถ้าอย่างนั้นพี่อุษาก็เล่าให้วิฟังซิคะ...ให้วิได้ตอบแทนบุญคุณบ้างตั้งแต่วิก้าวเข้ามาโดมทอง...ก็มีพี่อุษานี่แหละที่เป็นกำลังใจให้วิ...ช่วยเหลือวิมาตลอด นะคะ...พี่อุษา...เล่าให้วิฟัง ...วิอาจจะช่วยได้บ้าง”
       อุษาส่ายหน้าแล้วร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะอดกลั้น แล้วทรุดลงนั่งตัวงออย่างน่าสงสาร
      
       ด้านอดิศวร์ถอนใจยาวเมื่อฟังปรางพูดจบ แล้วลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง
       “น้าคิดว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด”
       อดิศวร์เบือนหน้ากลับมา “แล้วถ้าผมจะขออนุญาตแต่งงานกับวิรงรองเลยล่ะครับ”
       “คุณยังไม่พร้อม...แม่หนูเองก็ยังไม่พร้อม ... “โดมทอง” ไม่ต้อนรับลูกสาวของน้า...คุณคงไม่เถียงใช่ไหมคะ”
       อดิศวร์นิ่ง
       “เหตุการณ์เปลี่ยนไป...ถ้าหากให้แม่หนูรอกำหนดแต่งงานอยู่ที่โดมทองนี่...ชาวบ้านจะนินทาเอาได้โลกทุกวันนี้ข่าวกระจายไปเร็วมาก...จริงหรือไม่จริงไม่รู้...แต่คนก็เชื่อไปครึ่งค่อนเมืองแล้ว...ไอ้ครั้นจะไปแก้ข่าวจะมีใครสักกี่คนที่เชื่อ”
       “ผมขอเวลาปรึกษากับวิก่อนได้ไหมครับ”
       “ตามใจค่ะ...แต่น้าคิดว่าลูกคงไม่คิดต่างไปจากแม่หรอก”
       ปรางลุกเดินออกไป อดิศวร์มีสีหน้าเคร่งเครียด
      
       อุษาเช็ดน้ำตาเมื่อเล่าจบ
       “ไม่รู้พี่เป็นบ้าอะไร ถึงได้มานั่งร้องไห้เล่าเรื่องให้คุณวิฟังเป็นวรรคเป็นเวร”
       “ไม่เป็นไรค่ะ...อะไรที่ทำให้พี่อุษาสบายใจแล้ว วิยินดีทำทุกอย่าง... แค่นั่งฟังพี่อุษาเล่าแค่นี้ยิ่งเรื่องเล็ก”
       “พี่สบายใจขึ้นแล้ว! ขอบคุณคุณวิมาก”
       “ถ้าอย่างนั้นพี่อุษาก็ล้างหน้า อาบน้ำให้สบายใจก่อนนะคะ...วิจะลงไปรอข้างล่าง”
       “ค่ะ”
       วิรงรองบีบมืออุษาแล้วลุกขึ้นเดินออกไป
       อุษาเสยผม เช็ดน้ำตา สีหน้าดูสบายใจขึ้น
      
       ไม่นานต่อมา วิรงรองเดินมามุมหนึ่งในบ้าน มองซ้ายมองขวา แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
       “วิมีเรื่องสำคัญมากค่ะ...คุณพันธุ์สูรย์ 3 ทุ่มคืนนี้ คุณพันธุ์สูรย์มาพบวิหน่อยได้ไหมคะ”
       “ได้ครับ...เรื่องเกี่ยวกับคุณอุษาหรือเปล่า...” พันธุ์สูรย์อยู่ที่บ้านภูไท
       “ใช่ค่ะ...ที่เดิมนะคะ”
       “ครับ”
       วิรงรองเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง มองซ้ายมองขวา แล้วเดินออกไป
      
       ทิวทัศน์ยามค่ำของอาณาเขตโดมทองสวยงามอย่างเคย ส่วนภายในห้องทานข้าว มื้อค่ำผ่านไปเรียบร้อย อุษาช่วยอุไรยกชามออกไป
       “ขออนุญาตนะครับ คุณน้า...” อดิศวร์หันมาทางปราง ขณะลุกขึ้น
       ปรางพยักหน้า
       อดิศวร์หันหน้ามามองวิรงรอง “เชิญทางนี้หน่อย...วิรงรอง”
       วิรงรองชะงัก มองนาฬิกาข้อมือแว่บหนึ่ง ด้วยจะถึงเวลานัดกับพันธุ์สูรย์แล้ว “มีอะไรหรือคะ”
       “คุณอดิศวร์เขามีธุระจะคุยกับแม่หนู” ปรางบอก
       วิรงรองกังวลที่นัดกับพันธุ์สูรย์ไว้ “เอ้อ...หนู”
       อดิศวร์จับตามองท่าทีนั้นอย่างเพ่งพิศ “มีอะไรหรือเปล่า”
       “ไม่มีค่ะ เชิญคุณอดิศวร์ก่อนนะคะ...เดี๋ยววิตามไป”
       อดิศวร์มีสีหน้าแปลกใจนิดหนึ่ง แต่ก็พยักหน้ารับรู้ เดินออกไปโดยดี
       ปรางมองลูกสาวอย่างรู้ทัน “แม่หนู”
       “หนูไปก่อนนะคะ”
       วิรงรองรีบเดินออกไป โดยปรางมองตามแปลกใจ
       อุษาเดินกลับเข้ามาทันเห็นหลังวิรงรองไวๆ “มีอะไรหรือคะ”
       “ไม่รู้เหมือนกัน...น้าจะขึ้นข้างบนคะ”
       “หนูจะขึ้นไปอยู่เป็นเพื่อนค่ะ”
       “รบกวนหนูเปล่าๆ”
       “ไม่เลยค่ะ...หนูก็ไม่มีอะไรทำเหมือนกัน”
       “งั้นก็ขอบใจนะจ๊ะ”
       อุษายิ้มนิดๆ แล้วออกไปกับปราง
      
       อดิศวร์เดินเข้ามาในห้องทำงาน ทรุดตัวลงนั่งรอวิรงรอง
       เหมือนมีใครคนหนึ่งกำลังมองเขามาจากมุมสลัวภายในห้อง
       สักครู่ อดิศวร์เหมือนรู้สึกตัว หันไปมอง มีควันที่เกิดจากความหนาวเย็นออกมาจากลมหายใจของเขา
       เงาของใครคนนั้นซึ่งที่แท้คือวิญญาณพลับพลึง วูบหายไปบริเวณนั้น อดิศวร์ยังคงเพ่งมองด้วยแววตาใคร่ครวญครุ่นคิด ควันเย็นหายไปแล้ว
      
       ส่วนวิรงรองกำลังแอบโทรศัพท์กับพันธุ์สูรย์ซึ่งเดินมาที่มีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่ หน้าบ้านในคุ้มภูไท
       “วิขอโทษจริงๆนะคะ เดี๋ยวพอคุยกับคุณอดิศวร์เสร็จแล้วจะรีบโทร.มาใหม่”
       พันธุ์สูรย์หยุดเดิน
       “ไม่เป็นไรครับ...แต่ขอถามหน่อยว่าเป็นเรื่องร้ายแรงหรือเปล่า”
       วิรงรองเหลียวหน้าเหลียวหลัง “แหม...เรื่องมันยาว เอาไว้จะเล่าให้ฟังหลังจากที่คุยกับคุณอดิศวร์แล้ว แค่นี้ก่อนนะคะ”
       วิรงรองปิดมือถือ เก็บใส่กระเป๋ากางเกง เหลียวซ้ายแลขวา แล้วเดินออกไปจากบริเวณนั้น
      
       ฝ่ายอดิศวร์เหลือบมองนาฬิกาด้วยความแปลกใจ ที่วิรงรองมาช้า เขาลุกขึ้นจะเดินไปที่ประตู แต่แล้วเสียงเคาะดังขึ้นก่อนประตูจะเปิดออก เห็นวิรงรองเดินเข้ามารีบพูด
       “ขอโทษค่ะ ที่มาช้านิดหน่อย ! วิไปเข้าห้องน้ำมา”
       อดิศวร์พยักหน้าขรึมๆ “นั่งลงซิ”
       วิรงรองมองอดิศวร์อย่างแปลกใจ เมื่อเห็นสีหน้านั้นถนัด “คุณอดิศวร์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
       “เปล่า”
       อดิศวร์ตัดสินใจเดินมาใกล้ แล้วจับมือวิรงรองมากุมไว้ด้วยสีหน้าจริงจังที่สุด
       “วิรงรอง...เธอจะแต่งงานกับฉันเร็วๆ นี้ได้ไหม ฉันให้เวลาเตรียมตัว 1 อาทิตย์”
       วิรงรองตกใจ แปลกใจ เบิกตากว้าง “ทำไมต้องรีบร้อนขนาดนั้นคะ”
       อดิศวร์นิ่งไปเหมือนกำลังคิดคำตอบ
       ที่สุดริงรงรองมองอย่างเพ่งพิศครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าช้าๆ เหมือนจะเข้าใจ
       “เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณของวิใช่ไหมคะ”
       อดิศวร์สบตา แล้วพยักหน้า
       สีหน้าวิรงรองใคร่ครวญครุ่นคิดแล้วพูดอย่างไตร่ตรอง “ถ้าจะให้พูดตรงๆ วิขอตอบว่า ยังไม่พร้อม”
       อดิศวร์ปล่อยมือทันทีแล้วหงุดหงิด “ทำไมถึงไม่พร้อม”
       วิรงรองถอนใจเฮือก “คุณอดิศวร์ก็น่าจะทราบดีนี่คะ”
       อดิศวร์เริ่มพาล “คงไม่เกี่ยวกับนายพิชญ์ หรือนายทหารคนนั้นหรอกนะ”
       “ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้นค่ะ เกี่ยวแค่เรา 2 คน”
       อดิศวร์มองนัยน์ตาวิรงรองอย่างจะค้นหาความจริง วิรงรองสบตาแน่วแน่
      
       ไม่นานต่อมา ปรางมองลูกสาวอย่างพอใจ
       “หนูทำถูกแล้วที่ตอบไปอย่างนั้น”
       วิรงรองน้ำตารื้นขึ้นมา “คุณอดิศวร์ไม่พูดอะไรสักคำ...เขาคงคิดว่าหนูไม่รักเขา”
       ปรางกอดลูกไว้ “ถ้าเขารักหนูจริง เขาจะต้องเข้าใจ หนูยังไม่ได้แต่งงานกับเขา แล้วจะมาอยู่บ้านเดียวกันนานๆ ได้ยังไง...ถึงคุณจะอยู่ด้วยก็เถอะ”
       วิรงรองหยิบทิชชูมาเช็ดน้ำตา
       ปรางลูบผมลูกเบาๆ “พรุ่งนี้เราจะกรุงเทพฯ ด้วยกันนะลูก...แม่เป็นห่วงบ้าน”
       “ค่ะ”
       2 แม่ลูกกอดกันอยู่ในอิริยาบถนั้นนิ่งนาน
      
       กลางดึกคืนนั้นวิรงรองลากกระเป๋าเสื้อจะเดินออกจากห้อง พอเปิดประตูแล้วต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นวิญญาณพลับพลึงคล้ายยืนรออยู่
       วิรงรองอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วกลืนน้าลาย “คุณ...คุณพลับพลึง”
       พลับพลึงเลื่อนสายตามาที่กระเป๋าเสื้อผ้า แล้วมองวิรงรองเป็นเชิงห้ามไม่ให้ไป
       วิรงรองตั้งสติได้ “เลิกยุ่งกับดิฉันสักทีเถอะค่ะ ดิฉันเกือบตายก็เพราะคุณ เวรกรรมอะไรก็ไม่รู้ที่ต้องเกิดมาหน้าตาเหมือนคุณเปี๊ยบ เหมือนจนต้องซวยไปด้วย”
       พลับพลึงไม่ตอบโต้ มองวิรงรองอย่างวิงวอน
       “ยังไงดิฉันก็ต้องไป คุณเองก็ควรจะไปเหมือนกัน เพราะคุณถูกปลดปล่อยแล้ว ได้พบกับท่านเจ้าคุณแล้ว”
       ร่างพลับพลึงลอยช้าๆ เหมือนจะเบี่ยงทางให้
       วิรงรองเดินเลยออกไป ได้ 3-4 ก้าว แล้วหันกลับมาอย่างนึกได้
       “ขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยคะ ...ดิฉันสงสัยมานานแล้ว...ทำไมคุณถึงปล่อยให้ท่านเจ้าคุณมารอรับครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งๆ ที่คุณก็น่าจะไปกับท่านได้...”
       พลับพลึงก้มหน้าลงนิดหนึ่งแล้วเงยขึ้น น้ำตาคลอดวงตาดูวาววับในความมืด
       “ดิฉันอยากทราบจริงๆ”
       พลับพลึ่งยังคงอยู่ในอิริยาบถเดิม
       “หรือว่าผี...เอ๊ย! คุณพูดไม่ได้! อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะคะ...ดิฉันขอแนะนำให้คุณไปรับท่านเจ้าคุณเสีย...ทุกอย่างจะได้จบลง”
       ผีพลับพลึงเอาแต่ส่ายหน้าช้าๆ น้ำตาหยดลงมา แล้วร่างค่อยกลืนหายไปในความมืด
       วิรงรองถอนใจเฮือก “ดิฉันก็จนปัญญาจะช่วยเหมือนกัน”
       วิรงรองหันหลังกลับเดินไป
       มีเสียงท่านเจ้าคุณดังขึ้น “อย่าไปเลย...วิรงรอง”
       วิรงรองสะดุ้งหันขวับมาอีกครั้ง เห็นท่านเจ้าคุณยืนอยู่แทนที่พลับพลึง
      
       วิรงรองสะดุ้งตกใจตื่น ผุดลุกขึ้นนั่ง พบว่าเป็นเวลารุ่งเช้าอีกวัน
       “ตื่นแล้วหรือลูก”
       วิรงรองหันไปมองตามเสียง เห็นแม่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วกำลังแปรงผม
       “หนูไม่เคยตื่นสายอย่างนี้เลย”
       “สายที่ไหน...เพิ่งจะหกโมงครึ่งเอง...หนูจะนอนต่อก็ได้...คุณป้ามยุรีโทร.มาบอกเมื่อกี้ว่า...จองตั๋วเครื่องบินให้ไม่ได้
       ต้องเลื่อนเป็นไฟล้ท์พรุ่งนี้บ่าย”
       “อ้าว!”
       “เดี๋ยวคุณป้าจะมารับแม่ไปขึ้นดอย ...หนูจะไปด้วยไหม”
       “หนูขอติดรถไปบ้านเจ้าภูไทดีกว่าค่ะ...”
       “ได้! งั้นไปล้างหน้าล้างตา อาบน้ำอาบท่าได้แล้ว”
       “ค่ะ”
       วิรงรองลุกจากเตียงอย่างว่องไวไปเข้าห้องน้ำ
      
       เช้านั้นอุษากำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่ ขณะปราง และวิรงรองเดินเข้ามา
       วิรงรองมองไปโดยรอบๆ ห้องแว่บหนึ่ง “คุณอดิศวร์ละค่ะ”
       “เรียบร้อยแล้วค่ะ!”
       “เอ๊ะ!” วิรงรองแปลกใจที่เขาทานเช้าผิดปกติ
       อุษารีบอธิบาย “เห็นบอกว่าไม่ค่อยหิว...ขอแค่กาแฟถ้วยเดียว”
       วิรงรองตัดสินใจ “คุณทานกับพี่อุษาไปก่อนนะคะ เดียวหนูมา”
       วิรงรองรีบเดินออกไป ก่อนที่ใครจะทันพูดอะไร
      
       สองคนอยู่ในห้องทำงาน ครู่หนึ่งอดิศวร์บอกออกมาอย่างเย็นชา
       “ฉันไม่หิว”
       “ไม่หิวหรือว่าโกรธวิ...ไม่อยากเห็นวิกันแน่คะ!”
       อดิศวร์นิ่งไปครู่หนึ่ง “ยังไม่ไปอีกหรือ”
       “เลื่อนเป็นพรุ่งนี้ค่ะ”
       อดิศวร์พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แล้วยกกาแฟขึ้นจิบ พลางเปิดคอมพ์ วิรงรองยืนมองอย่างน้อยใจครู่หนึ่ง แล้วเดินออกไป
      
       ที่ระเบียงบ้านภูไท บัวคำเดินถลายกถาดเข้ามาวางถาดน้ำเปล่าลงบนโต๊ะพอดิบพอดี โดยวิรงรองและลานทำสีหน้าหวาดเสียว
       บัวคำทำเสียงเบรกเอง “เอี๊ยด! ไม่ต้องตกใจค่ะ แค่ลื่น แต่ไม่ล้ม ณ วันนี้ บัวพัฒนาไปมากแล้ว”
       สองสาวถอนใจโล่งอีก
       “ต่อไปจะไม่มีการล้มเด็ดขาด” สาวใช้จอมเฟอะเว้นนิด “คุณวิสบายดีหรือคะ! บัวไม่เห็นเสียหลายวัน”
       ลานนาขัดขึ้นก่อนที่บัวจะพรรณนาต่อไป “อย่าเยอะ...บัว ไปทำงานได้แล้ว”
       “งานของบัวเสร็จหมดแล้วค่ะ! ทั้งซักผ้า รีดผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน ขัดกะไดไชรูท่อ”
       “งั้นก็ไปกวาดใบไม้ซิจ๊ะ” วิรงรองบอก
       “กวาดใบไม้” บัวคำงง
       “ใช่! แบบกวาดลานวัดไง! แล้วก่อนกวาดไปเชิญคุณพันธ์สูรย์มาด้วย!”
       บัวคำอ้าปากจะพูด
       “ไปเดี๋ยวนี้เลย” ลานนาบอกก่อน
       “ค่ะ! ไปก็ได้ค่ะ!”
       บัวคำหันหลังกลับก้าวเดิน แต่ขาเกิดขัดกันเซถลาล้มอีกตามเคย
       “อู๊ย...ย! ว่าจะไปล้มอีกแล้วเชียว!”
       บัวคำบ่นพลางเดินออกไป
       ลานนาหันมามองวิรงรอง “ถ้ายังไม่อยากกลับกรุงเทพฯ ก็อย่าเพิ่งกลับ! มาพักที่นี่ก่อน...ลานนาจะพูดกับคุณให้
       วิรงรองมีสีหน้าลังเล
      
       ส่วนที่โดมทองอุไรกำลังยอบตัวพูดกับลบ
       “ไปบ้านเจ้าภูไท!” อดิศวร์ทวนคำ
       “ค่ะ!”
       “แล้วทำไมฉันไม่รู้”
       “ก็เพราะไม่มีใครบอกคุณลบไงล่ะคะ”
       อดิศวร์มองหน้าอุไรเขม็ง
       อุไรจ๋อยสนิท “ขอประทานโทษค่ะ!”
       อดิศวร์ เดินเลยไปห้องท่านผู้หญิง
       “คนบ้านนี้เข้าใจยาก! โลกส่วนตัวสูง...โลกส่วนรวมต่ำกันทั้งนั้น!” อุไรบ่นบ้าตามประสา
      
       พันธุ์สูรย์เดินเข้ามา ขณะที่ 2 สาวคุยกันอยู่ เหมือนปรึกษาท่าทีเคร่งเครียด
       “คุณพันธุ์สูรย์มาแล้ว”
       ลานนาหันไปมอง “ทำไมมาช้าจัง! พี่พันธุ์สูรย์”
       พันธุ์สูรย์ทรุดลงนั่ง “ไม่กี่นาทีเอง ผมคุยกับลูกค้าอยู่...มีเรื่องอะไรกัน” ตอนท้ายหันมาถามวิรงรอง
       “วิอยากให้พี่พันธุ์สูรย์ไปรับพี่อุษาออกมาจากโดมทองค่ะ”
       พันธุ์สูรย์สะดุ้ง “คุณวิ”
       ลานนายกมือ “ลานนาขอสนับสนุนด้วยอีกคน! พี่อุษาแกอายุเลยเบญจเพสแล้ว...ยังไงพี่พันธุ์สูรย์ก็พ้นข้อหาพรากผู้เยาว์”
       “การที่คุณอุษาจะยอมมาหรือไม่ยอมมาไม่ได้อยู่ที่ผม...แต่อยู่ที่ตัวเธอเอง...ผมเคยชวนเธอแล้วด้วยซ้ำ”
       “งั้นวิจะไปปูเอาไว้ก่อน”
       “ไปปูหรือว่าไปยุ” ลานนาสัพยอก
       วิรงรองยิ้มๆ “ก็นั่นแหละ”
       พันธุ์สูรย์ส่ายหน้า “ไม่มีทาง! คุณอุษาไม่มีวันทำอย่างนั้นแน่นอน”
       “ตอนนี้อะไรๆ มันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว พี่อุษาถูกกดดันจากหลายๆ อย่างจน...ขอโทษนะคะ...สติแตกไปเลย”
       ลานนาพยักเพยิดหนักแน่นเสริมเพื่อน
       พันธุ์สูรย์ขบกรามแน่น “คงจะเริ่มมาจากวันนั้น...”
       ภาพเหตุการณ์วันที่ท่านผู้หญิงปะทะกับพันธุ์สูรย์หน้าโดมทองผุดเข้ามาในห้วงความคิด
       พอภาพเหล่านั้นหายไป พันธุ์สูรย์ถอนใจหนัก
       “ผมเป็นต้นเหตุทำให้เธอเดือดร้อน”
       “วิพูดจริงๆ นะคะ...ถ้าพี่อุษาอยู่ที่โดมทองต่อไป...เธออาจจะเอ้อ...เป็นโรคประสาท”
       พันธุ์สูรย์สีหน้ากังวลจัดด้วยความห่วงใยอุษา
      
       ส่วนที่โดมทอง ท่านผู้หญิงนอนหลับสนิทอยู่ อดิศวร์นั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างเตียง มองดูย่าเงียบๆ
       ภาพจำต่างๆ ผุดขึ้นมาราวสายน้ำไหล ตั้งแต่อดิศวร์ยังเด็กวัยประมาณ 10 ขวบ ส่วนท่านผู้หญิงอยู่ในวัย 50 กว่าๆ คอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำ เล่านิทานให้ฟัง ทั้งยังจูงพาเดินเล่นรอบๆ โดมทอง
       ตกกลางคืนท่านผู้หญิงก็พาเด็กชายอดิศวร์เข้านอน แล้วร้องเพลงเห่กล่อม จนกระทั่งหลับ
       ภาพเหล่านั้นเลือนหายไป อดิศวร์ถอนใจยาว สีหน้าอ่อนลง
       เปลือกตาท่านผู้หญิงขยับไปมา แล้วค่อยๆ ลืมตาตื่น ปรือๆ ตาถาม
       “ลบหรือลูก...”
       “ครับ...คุณย่าต้องการอะไรหรือเปล่าครับ...”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์เริ่มมารยาประสาคนแก่
       “ย่าไม่ต้องการอะไรในโลกนี้ นอกจากหลานรักของย่าคนเดียว!...” แล้วเริ่มจะบีบน้ำตา “ทุกวันนี้ ย่านอนไม่หลับเลยทั้งคุณปู่ของลบกับนังพลับพลึงมันกลั่นแกล้งย่า...เดี๋ยวดึงมือ...เดี๋ยวดึงตีน...วันดีคืนดี ยังมีลากย่าให้ตกเตียง พวกมันทำได้แม้กระทั่งกับคนแก่ เพราะมันถือว่าตัวเองเป็นผี แล้วอย่างนี้ลบคิดดูซิว่า ใครมันจะร้ายกาจผูกพยาบาทอาฆาตมากกว่ากัน”
       อดิศวร์นิ่งไป ท่านผู้หญิงเหลือบมอง
       “ย่าอยากให้ลบมานอนเป็นเพื่อนย่า ลบจะแต่งงานกับนังพลับพลึง ย่าก็ไม่ว่า แต่ลบต้องมานอนเป็นเพื่อนย่า”
       “ผมคงมานอนเป็นเพื่อนคุณย่าไม่ได้หรอกครับ เพราะผมต้องทำงานดึก”
       ท่านผู้หญิงแสร้งทำเศร้ายอมรับชะตากรรม “สุดแล้วแต่ลบเถอะลูก เวลาของย่ามันเหลือน้อยเต็มที”
       โดยท่านผู้หญิงลอบยิ้มเมื่อเห็นแววตาหลานรักอ่อนลง
      
       เวลายามเย็นดวงอาทิตย์ลอยคล้อยต่ำ ฝูงนกบินกลับรัง อุษานั่งเหม่อมองไปข้างหน้า แววตาดูโดดเดี่ยวอ้างว้าง
       สักครู่ วิรงรองจึงเดินเข้ามา
       “พี่อุษามาอยู่ที่นี่เอง”
       อุษายังคงนั่งเฉย วิเดินมานั่งข้างๆ แล้วเอียงคอมอง
       “วิอยากแนะนำอะไรสักอย่าง...พี่อุษาจะเชื่อวิไหมคะ”
       อุษายังคงนิ่ง ไม่ไหวติง
       “วิว่า พี่อุษากำลังจะเป็นโรคซึมเศร้า”
       “พี่อยากตาย” อุษาน้ำตาไหล
       “ชีวิตเราทุกคนยังมีค่าค่ะ”
       “แต่ชีวิตพี่ไม่มีค่า พี่ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม”
       “อยู่เพื่อจะได้มีความสุขสักครั้งไงคะ”
       อุษาหันมามองวิรงรองอย่างแปลกใจ
       “ถ้าคนที่นี่เขาไม่เห็นค่าของพี่อุษา เราก็ไปอยู่กับคนที่เขาเห็นค่าเราซิคะ”
       อุษาเบิกตากว้าง มองวิรงรองเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน
      
       อุษาเปิดประตูเดินเข้าห้องนอนมา แล้วรีบปิดล็อคราวกับกลัวใครจะเห็น เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น อุษามือไม้สั่นยกมือที่ถือโทรศัพท์ขึ้นมาดูเหมือนไม่เคยเห็น ที่หน้าจอ ขึ้นชื่อ พันธ์สูรย์
       อุษามองอย่างทำอะไรไม่ถูก
       “ประเดี๋ยวจะมีคนโทร.มาหาพี่อุษา พี่อุษาต้องรับนะค่ะ” เสียงวิรงรองที่คุยกันเมื่อครู่ดังก้องขึ้น
       อุษาปากคอสั่นพยายามคืน “ไม่ค่ะ พี่ไม่…”
       “เอาไปเถอะค่ะ เชื่อวิ”
       ภาพวิรงรองเลือนหาย อุษาตัดสินใจรับ
       “พะ...พันธุ์สูรย์”
       เสียงตอบกลับมาจากพันธุ์สูรย์ “คุณอุษา...ผมต้องพบคุณ”
       สีหน้าอุษาดูสับสนไปหมด
      
       บรรยากาศยามค่ำ ละแวกป่าละเมาะ เงียบสงัดทั่วบริเวณ พันธุ์สูรย์รออยู่ด้วยความกระวนกระวาย
       สักพัก มีเสียงวิรงรองดังขึ้น “กลับไม่ได้แล้วค่ะ มาถึงแล้ว”
       พันธุ์สูรย์มองไปตามเสียง เห็นวิรงรองจูงแกมลากอุษาตรงมา
       “พี่เปลี่ยนใจแล้ว” อุษาบอก
       “เชื่อวินะคะ”
       พันธ์สูรย์รีบเดินตรงไปหา พลางเรียก
       “คุณอุษา”
       วิรงรองถอนใจเฮือก ขณะที่อุษา ละล้าละลัง
       “ขอบคุณที่ไม่ปล่อยให้ผมรอเก้อ ...”
       วิรงรองรีบจัดแจง “คุยกันไปก่อนนะคะ! วิจะไปดูต้นทางให้”
       “เดี๋ยวค่ะ คุณวิ”
       วิรงรองวิ่งปรู๊ดปร๊าดออกไป โดยไม่ฟัง
       พันธุ์สูรย์จับมือไว้ แววตาอ่อนโยนรักใคร่ “คุณอุษา”
       อุษาหันมามอง ด้วยสีหน้าอัดอั้นตันใจ
      
       ส่วนที่บ้านเจ้าภูไทเวลานั้น ภูไทตกใจจนแทบตกเก้าอี้ หลังจากฟังลานนาพูดจบ
       “เฮ้ย ยัยน้อง”
       ลานนาหน้างอ “โอ๊ย! พี่ช้าย....ทำเป็นตกอกตกใจไปได้”
       “ไม่ตกใจได้ยังไง ทำอะไรไม่ทำ...ดันไปสมคบกันวางแผนพาน้องสาวคุณอดิศวร์หนี โธ่เอ๊ย น้องวิก็น้องวิเถอะ ยิ่งไอ้เจ้าพันธุ์สูรย์ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่...ทำตัวยังกับเป็นวัยรุ่นวุ่นรัก”
       “แหม...ม...ก็พวกเราสงสารพี่อุษาที่ถูกกดขี่ข่มเหงนี่ นี่มัน 2013 หรือ 2556 แล้วนะคะ...ทำยังกับพี่อุษาเป็นทาส... ไม่ใช่ญาติ” ลานนาเถียง
       “ก็ช่างเขาเป็นไร เขาเป็นพี่น้องลูกหลานกัน...เอ้อ แล้วนี่ถ้าคุณอดิศวร์รู้เข้าจะว่ายังไง”
       “อาจจะเอะอะโวยวายไปพักหนึ่งมั้งคะ”
       ภูไทลงนั่งกุมขมับ “กลุ้ม”
       ลานนาลงนั่งปลอบพี่ “อย่าเพิ่งกลุ้มเลยค่ะ เพราะเรายังไม่รู้ว่าพี่อุษาจะยอมมากับพี่พันธุ์สูรย์หรือเปล่า...พี่อุษาแกเป็นผู้หญิงโบราณ ไม่มีปากไม่มีเสียง...ยอมรับชาตากรรม”
       “พี่ก็ภาวนาให้เป็นอย่างนั้น จะได้ไม่มีเรื่อง”
       สีหน้าภูไทวิตกกังวลมากๆ
      
       ฟากวิรงรองซึ่งคอยเฝ้าต้นทางอยู่ ค่อยๆ เหลียวหน้าขยับมาแอบมอง เห็นอุษาและพันธุ์สูรย์คุยกันท่าทีเคร่งเครียด
       วิรงรองหันกลับมาเฝ้าต้นทางตามเดิม แล้วทรุดตัวลงนั่ง ในที่สุดทั้ง 2 คน เดินมาที่วิรงรองอยู่
       วิรงรองมอง 2 คนอย่างกระตือรือร้น “ว่าไงคะ” รีบลุกขึ้น
       พันธุ์สูรย์และอุษาหันมามองหน้ากัน พันธุ์สูรย์ยิ้มอ่อนโยน ขณะที่อุษายิ้มทั้งที่น้ำตาคลอๆ
       วิรงรองสูดลมหายใจยาว โล่งอก รู้สึกมีความสุขแทนสองคน
      
       ฝนเทสายลงมา “โดมทอง” ทั้งหลังตกอยู่ท่ามกลางเมฆฝน และพายุ วิรงรองและอุษา จูงมือกันวิ่งหนีฝนเข้ามา พลางหัวเราะอย่างแจ่มใส
       “หวุดหวิดโดนฝนเลย”
       อุษาหันไปมองที่หน้าต่าง ฝนยังตกหนักเห็นผ่านกระจกหน้าต่าง
       เสียงอดิศวร์ดังขึ้น “หายไปไหนกันมา”
       สองสาวหันขวับไปมองพร้อมกัน เห็นอดิศวร์ยืนมองมา ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
       อุษาตกใจจนหน้าซีด ขณะที่วิรงรองสบตาลบใสซื่อ
       “ไปเดินเล่นมาค่ะ”
       อดิศวร์เลิกคิ้ว “กลางพายุฝนอย่างนี้น่ะหรือ”
       “ก็ตอนที่อออกไปยังไม่มีอะไรนี่คะ ท้องฟ้าแจ่มใสดี เอ้อ...วิต้องไปจัดเสื้อผ้าข้าวของละค่ะ”
       อดิศวร์มีแววตาตัดพ้อนิดๆ อยู่ในน้ำเสียงและนัยน์ตา “ดูเธอดีใจมากนะ ที่จะได้ไปจากโดมทองเสียที”
       อุษาสบโอกาส ค่อยๆ เลี่ยงเดินขึ้นห้องไป
       วิรรองสีหน้าขรึมลง “คุณก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร”
       อดิศวร์ก้าวเข้ามาใกล้ “ฉันจะพยายามทำทุกอย่างในโดมทองให้ดีที่สุด...เพื่อรอรับเธอกลับมา”
       วิรงรองสบตาอดิศวร์อย่างแน่วแน่ “วิจะรอวันนั้นค่ะ”
       สองคนไม่รู้ว่าแสงแขหลบแอบดูจากมุมหนึ่ง เห็นและได้ยินทุกอย่าง
       อดิศวร์ดึงร่างวิรงรองมากอดแน่น “วิรงรอง”
       วิรงรองซบอกอดิศวร์ ท่าทางของทั้ง 2 มีความรักต่อกันลึกซึ้ง
       “ยังมีอีกวิธี...”
       “อะไรหรือคะ”
       “ฉันจะซื้อบ้านใหม่ในเมือง...เราแต่งงานกันแล้วไปอยู่ที่นั่น”
       แสงแขขบกรามแน่น
       วิรงรองเงยหน้ามอง “คุณอดิศวร์ก็ต้องไป ๆ มาๆ”
       “ไม่เป็นไร”
       วิรงรองทอดถอนใจ “วิรู้ว่าคุณอดิศวร์รักโดมทองมาก”
       “ใช่...แต่ก็ไม่ได้รักมากไปกว่าเธอ “โดมทอง” เป็นเพียงสิ่งก่อสร้าง ส่วนเธอมีชีวิตจิตใจ ถ้าหากจะต้องเลือก...ฉันขอเลือกใช้ชีวิตอยู่กับเธอ...ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง ที่เต็มไปด้วยความรักความหลัง ความอาฆาตแค้นพยาบาท”
       แสงแขนิ่งฟัง นัยน์ตาเป็นประกายวาวโรจน์
      
       แทบจะทันทีที่ได้ฟังความที่แสงแขมาฟ้อง ท่านผู้หญิงแผดเสียงเหมือนตะโกนดังแข่งพายุฝนฟ้าคะนองภายนอก ออกมาด้วยความแค้นสุดๆ
       “เจ้าลบมันกล้าพูดอย่างนั้นเชียวเรอะ”
       แสงแขน้ำตาไหลด้วยความเจ็บแค้นแล้วผิดหวัง
       “ค่ะ...แขฟังแล้วเสียใจแทนคุณย่า...เสียใจให้กับตัวเองและเสียใจแทน “โดมทอง”
       “ไม่ ฉันไม่มีวันยอมให้นังนั่นพรากตาลบไปจาก “โดมทอง” เด็ดขาด นอกเสียจากว่า ฉันไม่มีชีวิตอยู่นั่นแหละ”
       “อุ๊ย ถึงตายไปแล้วก็อย่ายอมนะคะ” แสงแขบอก
       “แกจะให้ฉันให้ผีเฝ้า “โดมทอง” เรอะ”
       “แล้วคุณย่าจะยอมแพ้หรือคะ”
       ท่านผู้หญิงนิ่งไป นัยน์ตาเป็นประกายวาว
       แสงแขรีบยุต่อ “แขจะช่วยคุณย่าค่ะ เราจะร่วมมือกันอีกครั้งเพื่อไม่ให้คุณลบต้องไปจากโดมทอง”
      
       ฝนฟ้าตกหนัก มองผ่านหน้าต่างห้องอุษาออกไป เงากิ่งไม้ใหญ่วูบวาบน่ากลัว อุษากำลังจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าโดยเปิดเพียงโคมไฟข้างเตียง มือที่จัดของค่อยๆช้าลงจนหยุด
       อุษาน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกหลายอย่างปนเปกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาลัยอาวรณ์ บ้านที่เคยอยู่มาแต่เล็กแต่น้อย ความกังวลที่ต้องเปลี่ยนสถานที่ใหม่โดยที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป
      
       ปรางรู้เรื่องจากลูกก็ตกใจมาก
       “ตายจริง แม่หนูรู้ตัวหรือเปล่าว่าทำอะไรลงไป”
       “ทราบค่ะ แล้วหนูก็ไตร่ตรองรอบคอบแล้ว หนูจะปล่อยให้ชีวิตนี่อุษาต้องเหี่ยวแห้งอับเฉาตายไปอย่างไร้คุณค่าไม่ได้”
       “ก็คนเขาเคยชินอย่างนั้นมาตั้งแต่เกิด”
       “นั่นเพราะเขาเลือกไม่ได้ ถ้าเลือกได้ เป็นใคร...ใครก็คงไม่เลือก หนูคนหนึ่งแหละค่ะ”
       “แล้วหนูไม่กลัวคุณอดิศวร์จะโกรธหรือ”
       “เขาต้องมีเหตุผล ...หนูเชื่อว่าเขาต้องมีเหตุผล”
       ปรางมองลูกพลางส่ายหน้า
      
       ดวงจันทร์บนท้องฟ้าเหนือโมทอง ลอยคล้อยผ่านเข้าไปในก้อนเมฆฝนสีเทาเหนือโดมทอง ฝนฟ้ายังไม่หายคะนองดี อุไรเดินถือไฟฉายจะมานอนกับท่านผู้หญิง
       ผีนางพิศนั่งอยู่หน้าห้อง หันหลังให้ อุไรชะงักมอง
       พิศค่อยๆ ผินหน้ากลับมาช้าๆ ใบหน้าซ่อนอยู่ในความมืดครึ่งหนึ่ง
       อุไรยกมือไหว้ “คุณป้ามาหาท่านผู้หญิงหรือคะ”
       พิศพยักหน้าช้าๆ อุไรฉายไฟไปที่พิศพลางพึมพำตามประสา แต่ประโยคต่อไปเสียงดัง
       “เดี๋ยวหนูจะเข้าไปกราบเรียนท่านให้นะคะ”
       พิศเบือนหน้ากลับไป
       อุไรเดินไปที่ประตู พลางบ่น “เข้ามาได้ยังไง” แล้วพอหันไปมองอีกต้องสะดุ้ง
       เมื่อตรงนั้นว่างเปล่า ผีนางพิศหายไปแล้ว
       “นึกแล้วเชียวว่า เคยเห็นที่ไหน”
       อุไรมือไม้สั่นเปิดประตูไม่ได้ครู่หนึ่ง แล้วจึงรีบเข้าไปเมื่อเปิดได้
      
       อุไรรีบเปิดประตูอย่างรวดเร็วแล้วกระโจนขึ้นที่นอนคลุมโปง เสียงท่านผู้หญิงดังขึ้น
       “ถูกผีหลอกมาเรอะ”
       “เจ้าค่ะ”
       อุไรชะงัก เปิดผ้าคลุมโปงออก
       “ท่านผู้หญิงทราบได้ยังไงคะ”
       ท่านผู้หญิงหัวเราะเสียงต่ำๆ “นังพิศมันเป็นห่วงข้า มันยังทิ้งข้าไปไม่ได้”
       อุไรค่อยๆ ดึงผ้าคลุมโปงลงตามเดิม
       “ไอ้อีพวกนั้นมันยังไม่ยอมไปผุดไปเกิด! มันจะรอข้า”
       สีหน้าอุไรใต้ผ้าห่ม จะร้องไห้เสียให้ได้
       “ให้มันรอไปเถอะ! ข้าไม่ไปเสียอย่าง”
       สีหน้าหญิงชราขณะพูดทั้งเย้ยทั้งหยัน
      
       ภายนอก ฝนฟ้าคะนองอยู่อยบ่างนั้น ส่วนภายในห้อง เงาไม้แกว่งไกวที่หน้าต่าง ด้วยพายุลมฝน
       ฝ่ายท่านผู้หญิงนอนตะแคงมองออกไปนอกหน้าต่าง ยังเห็นเงาไม้แกว่งไกวท่ามกลางสายฝน
       ใบหน้าท่านผู้หญิง นัยน์ตาเป็นประกายวาววับ
       สักพักหนึ่ง มีเสียงดนตรีโหยหวนค่อยๆ ดังขึ้น ท่านผู้หญิงนิ่วหน้า ค่อยๆ เบือนหน้ากลับมา เห็นวงมโหรีกำลังบรรเลงเพลงนางครวญ อยู่ในห้องนั่นเอง
       ท่านผู้หญิงผุดลุกขึ้นนั่ง มองอย่างโกรธแค้นเกลียดชัง
       “อ้อ..ยังไม่ไปผุดไปเกิดอีกเรอะ...ไอ้พวกหน้าโง่”
       ใบหน้านักดนตรีเขียวคล้ำไร้ชีวิตจิตใจ ทอดสายตามาที่ท่านเป็นจุดเดียว
       “ไสหัวไป๊”
       อุไรตกใจตื่นค่อยๆ แง้มผ้าห่มดู เห็นกลุ่มนักดนตรีกำลังเล่นเพลงโหยหวน ด้วยใบหน้าไร้ชีวิตจิตใจ อย่างยากที่จะบรรยาย
       “มะ...มะ...มะ...มาจากไหนอีกล่ะ” อุไรตาเหลือก
       “ไป๊! ไอ้พวกวงป่าช้าแตก” ท่านผู้หญิงตะโกนไล่เสียงดังลั่น
       แต่ละคนยังคงเล่นเพลงในอิริยาบถเดิม อุไรค่อยๆแง้มผ้าห่มมองทางท่าน
       “ฉันยังไม่ตายง่ายๆ หรอก ไปบอกไอ้อีนายพวกเอ็งว่า ข้ายังไม่ตายง่ายๆ ไสหัวไปจากบ้านข้าไป๊”
       ผีทุกตนค่อยๆ กลายเป็นโครงกระดูกเล่นดนตรี
       “ออกไป๊! ไอ้พวกสัมภเวสี ออกไป๊! นังพิศ! มาไล่พวกมันออกไปที! นังพิศ”
       โครงกระดูกแต่ละโครงอ้าปากราวกับจะหัวเราะ แต่ไม่มีเสียง ท่านผู้หญิงยกมือกุมหัวกรีดเสียงร้องลั่น อุไรพลอยกรี๊ดไปด้วย เสียงกรีดร้องดังปนกับเสียงพายุฝนฟ้าคะนอง กลืนกันไป
      
       กลางดึกคืนนั้นภูไท และ ลานนา เดินกระสับกระส่ายไปมารอพันธุ์สูรย์ที่ไปรับอุษา
       “เมื่อไหร่จะมาสักที! หรือว่า พี่อุษาเปลี่ยนใจ”
       “ไม่น่าวอนหาเรื่องกันเล้ย” ภูไทบ่น
       บัวคำเดินออกมาดู สีหน้าตื่นเต้น
       “ยังไม่มากันอีกหรือคะ”
       ภูไทดุ “บัว ไม่ใช่เรื่องของเรา”
       “งั้นเปลี่ยนเรื่องใหม่ก็ได้ค่ะ...ข้าวต้มปลาเก๋าสุกหอมน่ารับประทานเรียบร้อยแล้วค่ะ”
       “ใครสั่งให้ทำ”
       “บัวทำเสนอเองค่ะ”
       ลานนามองไปด้านนอก สีหน้าโล่งใจ “มากันแล้ว”
       พันธุ์สูรย์ขับรถเข้ามาจอด แล้ว 2 คน ลงมา โดยพันธุ์สูรย์หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าอุษา ทั้งคู่วิ่งลงจากรถด้วยฝนตกหนัก
       “เข้าไปข้างในก่อน” ภูไทบอก
       ทั้งหมดเข้าข้างใน
      
       ทุกคนเข้ามาภายในบ้าน
       “พี่อุษาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไหมคะ เดี๋ยวจะเป็นหวัด” ลานนาบอก
       “ไม่เป็นไรค่ะ...เปียกนิดหน่อยเอง”
       “รับประทานข้าวต้มหน่อยนะคะ” บัวคำสอดขึ้น
       ภูไทหันมามองดุบัวคำหน้าเจื่อนไป
       “ขอประทานโทษค่ะ...บัวเป็นโรคห่วงเรื่องปากเรื่องท้อง”
       “ผมจะพาคุณอุษาไปที่บ้านพักก่อนนะครับ...พรุ่งนี้ถึงขยับขยายไปคอนโดที่ซื้อเอาไว้” พันธุ์สูรย์บอก
       “นายไปได้...แต่ให้คุณอุษาอยู่ที่นี่...ลานนา...พาคุณอุษาขึ้นไปก่อน”
       “ค่ะ! เชิญค่ะ...พี่อุษา”
       อุษาเหลือบมองพันธุ์สูรย์แว่บหนึ่ง แล้วตามลานนาไป...บัวคำรับกระเป๋าอุษามาจากพันธุ์สูรย์แล้วยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แทนที่จะตามไป ภูไทดุเอา
       “บัว! ยืนยิ้มอยู่นั่นแหละ! เอากระเป๋าคุณอุษาตามไป”
       “ค่ะ...มัวแต่ปลาบปลื้ม แล้วคุณพันธุ์สูรย์จะรับประทานข้าวต้มปลาเก๋า”
       “บัว”
       “ไปเดี๋ยวนี้ละค่ะ” บัวคำออกไป
       “นั่งซิ! พันธุ์สูรย์”
       พันธุ์สูรย์นั่งลง
       “คุณอุษาจะอยู่กับนายไม่ได้ จนกว่าจะแต่งงานกันให้ถูกต้องตามประเพณี”
       พันธุ์สูรย์ก้มหน้าลงอย่างเข้าใจ
       “ฉันรู้ว่านายเป็นสุภาพบุรุษพอ!..แต่ฉันจะไม่ยอมให้คุณอดิศวร์มาว่าได้! เพราะแค่นี้มันก็หนักพออยู่แล้ว”
       “ผมเข้าใจครับ...แล้วก็ต้องขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องมาลำบากใจไปด้วย”
       ภูไทถอนใจ “มันเลยเรื่องนั้นไปแล้ว! ที่ต้องมาคิดกันคือเราจะรับมือคุณอดิศวร์อย่างไรดี”
       สีหน้าภูไทยามนี้ออกจะหนักใจลึกๆ
      
       เวลาเดียวกัน ที่โดมทอง ฟ้าฝนซาลงมากแล้ว เหลือแต่ฝนปรอยๆ ฟ้าแลบแปลบปลาบไกลๆ ปรางเบือนหน้าไปมองวิรงรอง ซึ่งยังคงยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง
       “ป่านนี้ขาไปถึงบ้านเจ้าภูไท แล้วละลูก”
       วิรงรองถอนใจแล้วหันกลับมา เสียงสัญญาณส่งข้อความดังขึ้น วิรงรองรีบเดินมาเปิดโทรศัพท์ดู
       ที่หน้าจอปรากฏข้อความ “ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ลานนา”
       วิรงรองถอนใจโล่ง วางโทรศัพท์ลง
       “ลานนาส่งข่าวมาบอกว่า สองคนนั้นไปถึงเรียบร้อยแล้วค่ะ”
       “นั่นมันเป็นแค่เริ่มต้น! ยังมีเรื่องยุ่งยากรออยู่ข้างหน้าอีกเยอะ”
       วิรงรองเดินมากอดแม่ ซึ่งสีหน้ากังวล กราบที่ตัก
       “หนูกราบขอโทษค่ะ ที่พาคุณเข้ามาพัวพันกับเรื่องยุ่งๆนี่ด้วย”
       ปรางลูบผมลูก “จะทำยังได้ล่ะ! เรามันแม่ลูกกันนี่”
       วิรงรองกอดแม่ด้วยความตื้นตันใจ
      
       ยามเช้าในอาณาเขตโดมทอง บรรยากาศขมุกขมัว อุไรรีบเดินที่หน้าห้องอุษา แล้วเคาะประตูเรียก
       “คุณอุษาค่ะ คุณอุษา”
       เงียบสนิท ราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตในนั้น
       อุไรเสียงดังขึ้น “คุณอุษาตื่นหรือยังคะ”
       เงียบอีก
       อุไรสีหน้าเอะใจ เอื้อมมือไปเปิดประตู ลูกบิดประตูเปิดออกอย่างง่ายดาย อุไรค่อยๆ ก้าวเข้าไปแล้วกวาดตามองด้วยความตกใจ
       ภายในห้องข้าวของอุษาที่เคยวางอยู่หายไปหมด เตียงมีผ้าคลุมเรียบร้อย
       อุไรพึมพำ “คุณอุษา”
       อุไรเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าแล้วเปิดออกดู พบว่าภายในตู้ว่างเปล่า อุไรน้ำตาไหลออกมา
      
       อุไรรีบมาหาวิรงรองทันที หญิงสาวได้แต่ปลอบใจ
       “ไม่ต้องห่วงพี่อุษาหรอก”
       อุไรสะดุ้ง “คุณ คุณวิทราบหรือค่ะ ว่า คุณอุษาอยู่ที่ไหน”
       “ป้าอุไรรู้แค่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงเท่านั้นพอ”
       “ลงไปกันเถอะ แม่หนู” ปรางแทรกขึ้น
       “ค่ะ”
       อุไรร้องไห้โฮเมื่อเห็นทั้งสองหอบกระเป๋าเดินทาง
       วิรงรองกะปรางถามพร้อมกัน “เป็นอะไรน่ะ”
       “ก็คุณวิจะไปแล้วนะซิคะ! คุณอุษาก็หายไปไหนไม่รู้! เหลือแต่อุไรคนเดียวกระเทียมลีบอยู่ท่ามกลางคนเจ้าอารมณ์กับผี! เมื่อคืนก็มาเป็นชุดเลย”
       “ใครมา” วิรงรองถาม
       “ผีค่ะ! มานั่งหน้าเขียวบรรเลงดนตรีไทยปี่พาทย์เป็นแถว”
       “เหลวไหล” ปรางไม่เชื่อ
       “เรื่องจริงค่ะ ท่านผู้หญิงท่านยังเรียกว่า “วงป่าช้าแตก” เลย”
       วิรงรองนิ่ง นึกถึงวงดนตรีที่ตนเคยเห็น
       “มีอะไร หรือแม่หนู” ปรางฉงน
       “ลงไปข้างล่างกันเถอะค่ะ”
       สองคนลากกระเป๋าออกไป อุไรร้องไห้เดินตาม
      
       อดิศวร์ยืนหันหลังอยู่ในห้องทำงาน แล้วจึงหันหน้ากลับมา เมื่อวิรงรองเดินเข้ามาแล้วยกมือไหว้
       “วิมาลาค่ะ”
       “ฉันไม่ไปส่งนะ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       ทั้งสองคนนิ่งอึ้งกันไป แล้วอดิศวร์หันหน้ากลับไปมองหน้าต่างตามเดิม วิรงรองลังเลครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจพูด
       “เอ้อ...คุณอดิศวร์คะ”
       อดิศวร์ยังไม่หันมา “หือ...”
       “วิ...วิ...ขอสารภาพบางอย่างกับคุณอดิศวร์ แล้วคุณอดิศวร์อย่าโกรธวินะคะ”
       อดิศวร์หันมามองรอฟังอย่างแปลกใจ
       “วิคือ...เอ้อ”
       มีเสียงเคาะประตูดังขัดขึ้นก่อน
       ตามด้วยเสียงอุไร “คุณวิค่ะ รถมารอแล้วค่ะ”
       วิรงรองถอนใจ “วิไปก่อนนะคะ...แล้วจะรีบติดต่อมา” พลางหันหลังเดินไปที่ประตู
       “เดี๋ยว วิรงรอง”
       วิรงรองหันกลับมา อดิศวร์เดินมา หญิงสาวผวาเข้าหาอ้อมแขนเขาทันที
       สีหน้าของอดิศวร์ ศิโรดม เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ส่วนสีหน้าวิรงรองเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
      
       รถแล่นมาตามทาง มุ่งหน้าสู่คุ้มภูไท
       ภายในรถที่เบาะด้านหลัง วิรงรองนั่งจับมือกับปรางตลอดเวลา ด้วยสีหน้ากังวลหนัก ปรางบีบมือลูกเบาๆเหมือนจะปลอบใจ และเอียงหน้ามาพูดเบาๆ
       “ในเมื่อตัดสินใจทำไปแล้ว...ก็อย่าไปกังวล...ค่อยๆแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไป”
       วิรงรองบีบมือแม่เบาๆ ตอบ “ค่ะ...หนูจะจำไว้” ประโยคต่อไปบอกเสียงเบา “ไปบ้านเจ้าภูไทนะจ๊ะ”
       “ครับ”
       วิรงรองเอนตัวพิงพนักแล้วถอนใจยาว
      
       ฝ่ายท่านผู้หญิงกำลังตักโจ๊กกินด้วยสีหน้าท่าทางดูออกว่าไม่อร่อยนัก อุไรคอยรับใช้ โดยอดเหลือบเหลียวมองซ้ายมองขวา หน้า หลัง ไม่ได้
       ท่านผู้หญิงสังเกตเงียบๆ “แกเป็นอะไรของแกฮึ! นังอุไร”
       อุไรยิ้มแห้งๆ “อุไร กะ...กะ...กลัว...กลัวแบบ...แบบว่า เมื่อคืนน่ะค่ะ”
       “ไอ้วงดนตรีป่าช้าแตกนั่นน่ะเรอะ”
       “นั่น...นั่นแหละค่ะ”
       “ไม่ต้องไปกลัวมัน ไอ้อีผีพวกนั้น มันทำอะไรใครไม่ได้หรอกนอกจากทำหน้าเขียวหน้าเน่าให้คนกลัวเท่านั้น”
       “แต่...แต่เมื่อคืนท่านก็ร้อง...ร้องลั่นบ้าน”
       “นังอุไร”
       อุไรหุบปากเงียบ
       ท่านผู้หญิงผลักชามข้าวต้มไป “เก็บไปได้แล้ว ไปตามคุณลบมาพบฉันด้วย”
       “ท่านผู้หญิงไม่รับประทานให้หมดหรือคะ”
       “ไม่ต้องมาสาระแน”
       “ค่ะ”
       อุไรเก็บถาดนั้นเดินออกไป ยินเสียงท่านผู้หญิงบ่น
       “นังอุษาก็อวดดี! ดุนิดด่าหน่อยก็หายหัวไปเลย”
      
       ด้านลบนั่งทำงานอยู่อย่างไม่มีสมาธินัก เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น
       “ใคร”
       เสียงอุไรดังเข้ามา “อุไรค่ะ ท่านผู้หญิงให้มาตามคุณลบค่ะ”
       “เดี๋ยวไป”
       อดิศวร์ตะโกนบอก พลางถอนใจ แล้วปิดคอมพ์ เดินออกไป
      
       ไม่นานต่อมาอดิศวร์เดินเข้ามาภายในห้องย่า มาหยุดลงนั่งที่ข้างเตียง
       “ลบ...ลบรู้ไหมว่าเมื่อคืนไอ้พวกวงป่าช้าแตกมันมาหลอกย่า…ย่าบอกแล้วว่าให้ลบมานอนเป็นเพื่อนย่า...แต่ลบก็ไม่มา”
       “อุไรก็นอนเป็นเพื่อนคุณย่าแล้วไงครับ! หรือจะให้อุษามาอีกคน”
       “ไม่! ย่าเกลียดนังอุษา! มันใจง่าย ส่วนนังอุไรมันกลัวผียิ่งกว่าย่าอีก”
       “ผมเรียนคุณย่าแล้วว่าผมมีงานต้องทำดึกๆ”
       “เอามาทำในนี้ก็ได้”
       อดิศวร์เปลี่ยนเรื่อง “เช้านี้...คุณย่าทานข้าวได้หรือเปล่าครับ”
       มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น แล้วแสงแขก็เข้ามาหน้าตาตื่นเต้นดีใจ แต่พอเห็นอดิศวร์ก็รีบหุบยิ้มทันที
       “เข้ามาทำไม ย่าหลานเขาจะคุยกัน”
       “แขเข้ามาคอยปรนนิบัติคุณย่าคะ”
       อดิศวร์ขยับตัว “แสงแขมาแล้ว...ผมไปทำงานต่อนะครับ”
       ท่านผู้หญิงหันมาด่าแสงแขอีก “เห็นมั้ย...นังแสงแข...แกมันสาระแนเสียจนหลานฉันจะไปแล้ว”
       “ผมจะรีบทำงานให้เสร็จ แล้วเย็นนี้จะได้เข็นรถพาคุณย่าเดินเล่นไงครับ”
       “สัญญากับย่าแล้ว อย่าลืมนะ”
       “ครับ...” อดิศวร์สวมกอดย่าแล้วลุกเดินออกไป
       ท่านผู้หญิงเหลียวขวับมาเล่นงานแสงแขทันที “นังแสงแข”
       “อย่าเพิ่งด่าค่ะ! แขจะมาบอกว่า นังวิรงรองมันไปแล้ว”
       หญิงชราเบิกตากว้าง คาดไม่ถึง แล้วหัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจ แสงแขผสมเสียงหัวเราะด้วย
      
       กลางดึกคืนนั้นท่านผู้หญิงนอนหลับอยู่บนเตียง ขณะที่ด้านนอกฝนยังคงโปรยสายอยู่ อุไรนอนห่างออกไป
       จู่ๆ เหมือนมีใครเข้ามาในห้อง บรรยากาศดูวังเวง และน่ากลัว
       “ใคร...ใครน่ะ” ท่านผู้หญิงสรรักษ์ถามทั้งที่ยังหลับตา
       เสียงท่านเจ้าคุณ ดังแผ่วๆ แหบโหย ขึ้นมา “แม่มณฑา... แม่มณฑา”
       ท่านผู้หญิงพึมพำ “คุณพี่”
       “แม่มณฑา”
       ท่านผู้หญิงค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงเหมือนถูกสะกด
       “แม่มณฑา”
       ท่านผู้หญิงเดินเหมือนคนเลื่อนลอยไปที่ประตู พร้อมๆ กับประตูเปิดออกช้าๆ ท่านผู้หญิงเดินออกไป
       ประตูปิดลง โดยที่อุไรยังคงนอนไม่รู้เรื่องอะไรเลย
      
       ฟ้าแลบแปลบปลาบแล้วตามด้วยฟ้าผ่าเปรี้ยง กลางสายฝน แสงสว่างวาบกระทบกระจกหน้าต่าง
       ในแสงแปลบปลาบนั้น ทำให้เห็นท่านผู้หญิงเดินมาอย่างเลื่อนลอย ที่หน้าบันไดเวียน
       เสียงท่านเจ้าคุณเรียก “แม่มณฑา”
       ท่านผู้หญิงเดินผ่านประตูเหล็ก ซึ่งเปิดออกช้าๆ ขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ
       ฝนฟ้าด้านนอกคะนองน่ากลัว ท่านผู้หญิงเดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนสูงพอสมควร ร่างท่านเจ้าคุณ และ พลับพลึงปรากฏขึ้นตรงหน้าทันทีทันใด ด้วยใบหน้าบึ้งตึงซีดเซียว ไร้ชีวิตชีวา แลดูน่ากลัวมาก
       ท่านผู้หญิงกรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ ผงะหงายหลังกลิ้งตกบันได ลงมานอนบนพื้นข้างล่าง เลือดค่อยๆ ไหลนองออกมา ดวงตาเบิกโพลงเหมือนกำลัง เห็นอะไรที่น่ากลัวที่สุดๆ
       ท่านเจ้าคุณ พลับพลึง และบรรดานักดนตรีวงมโหรีกำลังก้มลงจ้องมองมา
      
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์หมดลมหายใจทั้งๆ ที่นัยน์ตายังเบิกโพลง
      
        จบตอนที่  17
ตอนที่ 18 อวสาน
      
       แสงไฟที่ห้องอดิศวร์เปิดสว่างขึ้น ไฟห้องต่างๆ เปิดตามมา พร้อมเงาของผู้คนข้างในบ้านวิ่งกันวุ่นวาย ขณะที่สายฝนยังเทกระหน่ำ ไม่ลืมหูลืมตา
      
       แสงแขลากแขนโอบอ้อมตามมาด้วย โดยที่โอบอ้อมพยายามขัดขืน
       “ปล่อยค่ะ...คุณแข! โอบจะไปนอนกับพี่อุไร”
       “แกต้องนอนกับฉัน”
       แสงแขลากโอบอ้อมเข้าไปในห้องจนได้ หลังจากยื้อกันไปยื้อกันมาครู่หนึ่ง
      
       พอเข้ามาในห้องได้ แสงแขรีบปิดประตูล็อคห้อง
       โอบอ้อมลงคุกเข่า พนมมือ “ให้โอบไปนอนกับพี่อุไรเถอะค่ะ!”
       “แล้วคิดเรอะว่านังอุไรมันจะยอมให้แกนอนด้วย! มันกลัวผีคุณย่าตามแกไป”
       “ว้าย! ผีท่านผู้หญิงน่ะไม่ตามโอบหรอกค่ะ! แต่จะตามคุณแขนั่นแหละ!”
       “นังโอบบ้า”
       “ก็ไม่จริงหรือคะ! ยิ่งมีกรณีกันอยู่ด้วย! อีกอย่าง..คุณแขน่ะนิสัยใจคอเหมือนท่านจะตาย!”
       “อีโอบ!”
       “แบบนี้ยิ่งเหมือนเป๊ะเว่อร์”
       “ฟังให้ดีนะ นังโอบ ไม่ว่าจะยังไง คืนนี้แกต้องนอนเป็นเพื่อนฉัน!”
       “โอบต้องไปเอาที่นอนหมอนมุ้งมาก่อนค่ะ!”
       “ไม่ต้อง! นอนกับกระดานนั่นแหละ เอ้า! เอาหมอนใบนี้ไป...ฉันยกให้”
       แสงแขโยนหมอนอีกใบให้โอบอ้อม
       “นอนได้แล้ว! ไฟเฟยเปิดไว้อย่างนี้แหละ! ไม่ต้องปิด”
       แสงแขล้มตัวลงนอนแล้วดึงผ้าห่มคลุมตัว โอบอ้อมหน้างอขณะเอนตัวลงนอนเบียดติดเตียง
      
       ท่านผู้หญิงนอนตาย สภาพเหมือนคนกำลังหลับสนิท ผ้าแพรเพลาะคลุมถึงอก
       อดิศวร์ในชุดดำ นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง ทอดสายตามองย่าด้วยสีหน้าแววตาเศร้าๆ พลางยื่นมือมากุมมือท่านไว้
       “คุณย่าครับ...ผมขออโหสิทุกอย่าง แล้วก็ขอให้คุณย่าอโหสิให้ผมเช่นเดียวกัน!”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ยังแน่นิ่งไม่ไหวติง อดิศวร์มองหน้าท่านอย่างเพ่งพิศ
       ภาพที่ท่านผู้หญิงนอนตายตาเหลือกโพลง ราวกับกลัวอะไรบางอย่างสุดชีวิตผุดขึ้นมาอีก
       อดิศวร์ค่อยๆ เอื้อมมือไปลูบตาท่านให้ปิดลงอย่างสนิท
       มีเสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วอุษาในอาภรณ์สีดำเปิดเดินเข้ามา โดยอุไรในชุดดำเช่นกันหยุดยืนอยู่ห่างๆ ตาเหลือบแลแว้บๆ ไปที่ท่านด้วยความกลัว
       “คุณลบไปนอนเถอะค่ะ...อุษากับอุไรจะนอนเฝ้าคุณย่าเอง”
       อุไรสะดุ้งเฮือก “อุ...อุไร...ยังไม่ได้พูดนะคะ”
       “ฉันเฝ้าคนเดียวก็ได้!” อุษานิ่วหน้ามองอุไรแว่บหนึ่ง
       “ไม่ต้อง คืนนี้คุณย่าจะอยู่ที่โดมทองของท่านเป็นวันสุดท้าย...พรุ่งนี้ก็ต้องย้ายท่านไปที่วัดแล้ว...พี่จะอยู่กับท่านเอง อุษาไปนอนเถอะ”
       อุไรจะร้องไห้เสียให้ได้ “แล้ว...แล้วอุไรล่ะคะ”
       อดิศวร์รำคาญเล็กๆ “จะไปไหนก็ไป”
       อุไรรีบคว้าข้อมืออุษาหมับ “เราไปกันเถอะค่ะ...คุณอุษา”
       อุษาดุเล็กๆ “เอ๊ะ! อุไรนี่! จะกลัวอะไรนักหนา..คุณย่าก็เหมือนคนนอนหลับธรรดา! ดูดีๆ ซิ”
       “มะ...มะ...ไม่เป็นไรค่ะ!” อุไรบอก
       “พี่จะไปเอางานมาทำในนี้...อุษาอยู่เป็นเพื่อนคุณย่าก่อนนะ...เดี๋ยวพี่มา” อดิศวร์ลุกขึ้น
       “ค่ะ”
       ขณะที่ทั้ง 2 พูดกัน อุไรพยายามทำใจกล้าเหลือบมอง ท่านผู้หญิงลืมตาโพลงขึ้นทันที
       อุไรร้องลั่น กระโดดเข้ามากอดอุษา “ว้าย! ช่วยด้วย! คุณอุษาช่วยด้วย”
       อดิศวร์และอุษารำคาญ อดิศวร์เดินออกไป
       อุษาแกะแขนอุไรออก “อะไรนะ อุไร”
       อุไรหลับหูหลับตา “ท่านผู้หญิงค่ะ ท่านผู้หญิงเบิกตาโพลงมองอุไร”
       “โธ่เอ๊ย นี่ ดูเสียให้เต็มตา”
       อุษาดันตัวอุไรให้ไปใกล้ๆเตียงท่าน อุไรโวยวายลั่น
       “ลืมตาซิ”
       “ไม่ค่ะ อุไรกลัว”
       “ก็มัวแต่หลับหูหลับตาอยู่นั่น จะไปเห็นอะไร”
       “อุไรไม่อยากเห็นค่ะ พุทโธ ธัมโม สังโฆ อิติปิโส ภควา”
       อุไรสวดมั่วไปหมด อุษาส่ายหน้า
      
       ดึกสงัด ท้องฟ้าร้องครืนครัน ฟ้าแลบแปลบปลาบเหมือนฝนจะตกใหญ่ ลมพัดแรง
       ลมพัดเข้ามาภายในห้องแสงแขจนม่านปลิวไสว
       “คุณแขขา ...หลับหรือยังคะ” โอบอ้อมพูดเบาๆ สีหน้าหวาดหวั่น
       “ไปปิดหน้าต่างซิ” เสียงพลับพลึงดังขึ้น
       โอบอ้อมคิดว่าเป็นแสงแข “ค่ะ...คุณแขเป็นหวัดหรือคะ...เสียงแปลกๆ”
       แสงแขอยู่บนเตียงมองโอบอ้อมลุกขึ้นเดินไปปิดหน้าต่างพลางพูดบ่นด้วยสีหน้างงๆ
       “ปิดให้หมดเลยหรือคะ”
       “แกพูดกับใครน่ะ โอบ”
       “ก็พูดกับคุณแขไงคะ”
       โอบอ้อมหันมามองทางแสงแขและสะดุ้งโหยง เห็นพลับพลึงยืนอยู่ตรงหัวนอนแสงแข ทัดดอกพลับพลึงสีขาว
       โอบอ้อมพยายามจะพูด แต่ไม่มีเสียงออกมา
       แสงแขลุกนั่ง “นังโอบ แกเป็นอะไรของแกฮึ”
       โอบอ้อมพยายามพยักเพยิดให้แสงแขมองข้างหลัง
       “อะไร”
       โอบอ้อมค่อยๆ ยกมือชี้ แสงแขหันไปมองตาม แล้วสะดุ้งเฮือก เบิกตากว้าง
      
       พลับพลึงยืนมองมา แสงแขจะลุกหนีก็ลุกไม่ขึ้น จะร้องก็ร้องไม่ออก
      
       เช้าวันต่อมา ทุกคนในโดมทองล้วนอยู่ในอาภรรณ์สีดำ ไว้ทุกข์ให้ท่านผู้หญิงสรรักษ์ อุษากำลังชงกาแฟ และเตรียมแซนด์วิชให้อดิศวร์อยู่ภายในครัว สักครู่แสงแขเดินเข้ามา
      
       “ทำอะไรน่ะ”
       “ชงกาแฟแล้วก็ทำแซนด์วิชให้คุณลบ ของเธอมีโจ๊กร้อนๆ”
       อุษาวางทุกอย่างลงบนถาด แล้วยกขึ้น
       “จะเอาไปให้คุณลบเหรอ”
       อุษาพยักหน้า “เดี๋ยวคุณลบต้องพาคุณย่าไปวัด...ได้ศาลาแล้ว”
       “แขยกไปให้เอง”
       แสงแขพูดพลางดึงเอาถาดแซนด์วิช และกาแฟไปจากมืออุษาแล้วเดินไป อุษามองตามอย่างกังวล
      
       ที่กรุงเทพฯ เช้าวันเดียวกัน พิชญ์ พิณทอง และ วัชรี นั่งทานอาหารเช้ากัน บรรยากาศในห้องอาหารดูสดชื่น ระหว่างพิชญ์ และพิณทอง จนวัชรีอดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่ได้ แต่พิณทองยังดูเง้างอนเล็กๆ ดูน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม เสียงมือถือพิณทองดังพิชญ์ทำเสียงดุเล็กๆ
       “ใครโทร.มาแต่เช้า”
       “น้าลบค่ะ... ฮัลโหล น้าลบ...” พิณทองตกใจมาก “อะไรนะคะ”
       พิชญ์และวัชรีต่างชะงัก มองอย่างลุ้นว่าเรื่องอะไร ขณะพิณทองฟังโทรศัพท์
       “ค่ะ...ค่ะ แล้วพิณจะเรียนคุณพ่อคุณแม่ให้...น้าลบ...พิณเสียใจด้วยจริงๆนะคะ... ค่ะ เย็นนี้หรืออาจจะเป็นพรุ่งนี้
       ครอบครัวพิณจะไปโดมทอง...ค่ะ...สวัสดีค่ะ พิณเป็นกำลังใจให้นะคะ”
       พิณทองค่อยๆ วางโทรศัพท์ลง สีหน้าดูสลดหดหู่
       “อะไรหรือ หนูพิณ” วัชรีถาม
       “น้าลบโทร.มาบอกว่า คุณย่าเสียเมื่อคืนนี้ค่ะ”
       “ตายจริง” วัชรีตกใจ
       “คุณโทร.ไปเรียนให้คุณพ่อคุณแม่ทราบเถอะ...ผมจะจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินให้”
       “ค่ะ...”
       พิชญ์หยิบมือถือ แล้วลุกออกไปโทร. ขณะที่พิณทองโทรศัพท์ถึงแม่
       “ฮัลโหล...คุณแม่ขา”
      
       อดิศว์คุยกับพิณทองเสร็จก็เดินออกมาจากห้อง ขณะที่แสงแขยกถาดเดินออกมาพอดี
       “แซนด์วิชค่ะ...คุณลบ”
       “ขอบใจ...แต่พี่กินไม่ทันแล้ว...รถกำลังมารับคุณย่า”
       อดิศวร์ขยับเดิน
       “ทานรองท้องสักหน่อยเถอะค่ะ...เดี๋ยวคุณลบต้องยุ่งทั้งวัน”
       อดิศวร์ส่ายหน้า “พี่กินไม่ลง”
       อดิศวร์เดินออกไป แสงแขมองตามหงุดหงิด
       “ไม่รู้จะอาลัยอาวรณ์อะไรกันนักหนา”
      
       แสงแขเดินถือถาดแซนด์วิชกลับเข้ามาในห้องตัวเอง วางถาดลง
       “ไม่กินอย่ากิน ฉันกินเองก็ได้”
       แสงแขนั่งกินแซนด์วิช แล้วจิบกาแฟไปด้วยสีหน้าครุ่นคิดแกมกังวล สักครู่หนึ่ง มีเสียงเคาะประตูเบาๆ แต่เร่งร้อน
       “ใคร”
       “โอบเองค่ะ”
       “เข้ามา”
       โอบอ้อมรีบเปิดประตูเดินเข้าไปแล้วปิดลง
       “เขาไปกันหมดแล้วเรอะ”
       “ค่ะ...คุณแขขา...ถ้าแม่วิรงรองมันเปิดโปงเรา”
       แสงแขเคียดแค้นสุดๆ “ทำไมมันไม่ตาย ไปให้พ้นๆ นะ”
       “นั่นซีคะ แถมยังมีผีคุณพลับพลึง...”
       แสงแขตวาดทันที “หยุด! นังโอบ! แกอย่าเที่ยวพูดไปนะ เดี๋ยวคนจะสงสัยว่าคุณย่าน้อยมาหลอกเราทำไม”
       โอบอ้อมลดเสียงเบาลง แต่ยังทำหน้าทำตา “คุณแขขา...นี่แสดงว่าผีคุณพลับพลึง เป็นพวกเดียวกับแม่วิรงรองใช่มั้ยคะ ตายแล้ว เรามิถูกผีหักคอตายหรือคะ”
       “จะบ้าเรอะ”
       “ก็โอบกลัวนี่คะ! ท่านผู้หญิงที่ว่าแน่ๆ ยังไม่รอด แล้วอย่างคุณแข...อย่างโอบจะเหลือเรอะ โอ๊ย”
       “เอ๊ะ บอกว่าอย่าโวยวายไง แกไปหยิบชุดดำในตู้ไปรีดทับหน่อย ฉันจะไปช่วยเขาที่วัด จะได้ไม่มีใครสงสัย”
       “โอบไปด้วยค่ะ”
       “แล้วอย่ามีพิรุธล่ะ ไม่งั้นฉันจะให้แกเฝ้าบ้าน ตอนสวดศพคุณย่าทุกคืน”
       “ค่ะ โอบจะเงียบสนิทเลยค่ะ”
       โอบอ้อมเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบชุดดำออกมา 2-3 ชุด
      
       เวลาผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง ชาวกรุงเทพฯ ที่มาร่วมงานศพท่านผู้หญิงเดินทางมาถึงกันแล้ว วิรงรองกำลังคุยกับปรางอยู่ในห้อง มีเสียงเคาะประตูเบาๆ วิรงรองลุกขึ้นเดินมาเปิดประตูแล้วชะงัก เมื่อเห็นพิชญ์ยืนอยู่ วิรงรองหันไปทางแม่ซึ่งเดินตามมา พิชญ์รีบพูดขึ้นก่อน
       “ผมขออนุญาตคุยกับวิไม่ถึง 10 นาทีครับ...รับรองว่าไม่มีเรื่องให้สบายใจเด็ดขาด”
       ปรางมองหน้าตาบริสุทธิ์ใจของพิชญ์แล้วพยักหน้า วิรงรองเดินออกไป ขณะที่ปรางปิดประตู
      
       วิรงรองเดินตามพิชญ์มาที่เฉลียง พิชญ์มองไปข้างหน้าครู่หนึ่งแล้วหันมา นัยน์ตาที่มองวิรงรองเศร้าแว่บหนึ่ง
       “ขอแสดงความยินดีกับคุณที่จะแต่งงานกับน้าลบอีก 3 เดือนข้างหน้า”
       วิรงรองยิ้ม “ขอบคุณค่ะ...พิชญ์มาให้ได้นะคะ”
       “ผมต้องมากับพิณอยู่แล้ว”
       “คุณโชคดี...คุณพิณเป็นคนน่ารักมาก”
       “ตกลงเราก็โชคดีทั้งสองคน”
       วิรงรองยิ้ม พิชญ์ถอนใจ
       “ผมไปละ...ป่านนี้ทุกคนคงพร้อมแล้ว”
       “ฉันจะลงไปส่งด้วย....คุณมาแล้ว”
       พิชญ์หันไปมอง แล้วยิ้มรับปราง
       “ลงไปกันได้แล้ว”
      
       ทั้ง 3 เดินลงไปด้วยกัน


  
  

       งานศพผ่านไปอย่างเรียบร้อย แขกกรุงเทพฯ เตรียมเดินทางไปสนามบิน เพื่อกลับกรุงเทพฯ แสงแขยืนทอดสายตามองลงไปข้างล่าง เห็นรถตู้พาคณะกรุงเทพฯ แล่นออกจากประตูโดมทองไป โดยมีอดิศวร์และวิรงรองยืนส่ง อดิศวร์นั้นโอบไหล่วิรงรองเข้ามาใกล้ตัวตลอด
      
       แสงแขกัดปากแน่นด้วยความขมขื่นและเจ็บปวด
       มองภาพอดิศวร์ที่โอบไหล่วิรงรองพากันเดินกลับเข้ามาในบ้าน
       แสงแขน้ำตาไหล ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
      
       ภายในห้องของท่านผู้หญิง บรรยากาศมืดสลัวด้วยหน้าต่างปิดหมดทุกบาน รวมทั้งผ้าม่านที่ปิด ยิ่งทำให้ดูทึมทึบ
       และวังเวงยิ่งขึ้น เตียงถูกคลุมผ้า ทุกอย่างในห้องถูกเก็บเรียบร้อย เหมือนห้องที่ไม่มีคนอยู่
       ประตูห้องค่อยๆ เปิดออก ก่อนจะเห็นแสงแขเดินเข้ามาด้วยอารมณ์แค้นใจ และเสียใจ แล้วปิดประตูเบาๆ เดินมายืนจังก้าข้างๆ เตียง
       “คุณย่าไม่แน่จริง”
       ทุกอย่างเงียบขึ้นไปอีก เต็มไปด้วยความวังเวง
       “นังวิรงรองมันกำลังจะแต่งงานกับคุณลบ เท่ากับคุณย่าแพ้ซ้ำซาก...แพ้คุณย่าน้อยพลับพลึงแล้วก็มาแพ้นังวิรงรอง!...” แสงแขหัวเราะร่วน ดวงตาเป็นประกายกร้าว “สมน้ำหน้า ! อยากไม่มีน้ำยา...คนที่คุณย่ารักถึงได้ถูกแย่งไปหมด”
       เหมือนมีใครคนหนึ่ง กำลังมองแสงแขอยู่
       “แต่แขไม่ใช่พวกขี้แพ้ แขจะไม่มีวันยอมให้คนที่แขรักถูกแย่งไปเด็ดขาด”
       มีเสียงเหมือนคนหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากซอกมุมหนึ่ง
       “ใคร”
       เสียงนั้นเงียบไป
       “คิดว่าแขจะกลัวเรอะ ตอนคุณย่ามีชีวิตอยู่ แขยังไม่กลัวแล้วเรื่องอะไรจะกลัวซากของคุณย่า แล้วแขต้องแต่งงาน
       กับคุณลบให้ได้ คอยดูไปก็แล้วกัน”
       เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นอีก
       แสงแขแสยะยิ้ม มองไปโดยรอบ พลางตะเบ็งเสียงหัวเราะเยาะแข่งเสียงท่าน จนสักครู่หนึ่งแสงแขจึงเดินออกไป
       โดยไม่ทันเห็นว่าร่างรางๆ ของท่านผู้หญิงปรากฏขึ้นในมุมมืด
      
       ฟากโอบอ้อมหน้าตาตื่นรีบเดินตรงมาที่แสงแขซึ่งเดินออกจากห้องท่านผู้หญิงมา
       “คุณแขขา คุณแขเข้าไปในนั้นทำไมคะ ! ไม่กลัว ..ผ..สระ..อี หรือคะ”
       “กลัวจนหายกลัวแล้ว ต่อให้ยกกันมาเป็นกองทัพด้วย เอ้า”
       “มิน่า เลยเข้าไปปลุกระดมผีท่านผู้หญิง”
       “นังโอบ! แกอย่ามาตีตัวเสมอฉัน”
       “โอบเปล่าตีเสมอคุณแขค่ะ”
       “เออ จำใส่กะลาหัวเอาไว้เลย แล้วก็ห้ามพูดจาเรื่อยเปื่อยด้วยเพราะถ้าใครเกิดสงสัยขึ้นมา...ทั้งแกทั้งฉันต้องเข้าไปนอนในคุก”
       โอบอ้อมมองซ้ายมองขวา ลดเสียงลง “คุณแขคะ ! แล้วแม่วิรงรอง...”
       แสงแขจ้องโอบอ้อมเขม็ง
       “ทำไมไม่พูด”
       “แกอยากให้มันพูดเรอะ”
       “เปล่าค่ะ !...แต่ถ้าเขาเกิดพูดขึ้นมา”
       แสงแขแสยะยิ้ม แล้วออกเดิน โอบรีบตาม
      
       ส่วนวิรงรองกำลังเดินลงบันไดมา ขณะแสงแขและโอบอ้อมกำลังเดินขึ้นมา แสงแขและโอบอ้อมชะงัก
       วิรงรองเดินมาช้าๆ นัยน์ตาจ้อง 2 สาวเขม็ง วิรงรองเดินจนขึ้นมาหยุดที่บันไดขั้นเดียวกัน แล้วยิ้มน้อยๆ
       โอบอ้อมหลบตา มือไม้สั่นมีพิรุธ
       “ระยะหลังๆ มานี่...เราไม่ค่อยได้พบกันเลยนะคะ”
       แสงแขแหวใส่ “แกหาว่าฉันหลบหน้าแกเรอะ”
       วิรงรองฉุนนิดๆ “จะทวนคำพูดเมื่อกี้ให้ฟังใหม่นะคะ...ดิฉันพูดว่า ระยะหลังๆ มานี่เราไม่ค่อยได้พบกันเลยนะคะ...มีคำว่า “หลบหน้า” ตรงไหน”
       “ไม่มีจริงๆ ด้วยค่ะ” โอบอ้อมบอกแทน
       “นังโอบ! นังจิ้งจกเปลี่ยนสี”
       โอบอ้อมจ๋อย
       “แกจะฟ้องคุณลบก็ฟ้องไป หรือจะบอกตำรวจก็ได้ ฉันไม่กลัวเพราะชีวิตฉันไม่เหลืออะไรอีกแล้ว”
       แสงแขน้ำตารื้นขึ้นมา แล้วรีบกล้ำกลืนลงไปด้วยทิฐิ และความถือดี
       “อยากจะทำอะไรก็ทำ ! ฉันไม่กลัวแก ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”
       แสงแขเดินเลยขึ้นไป ด้วยสีหน้าท่าทางเหย่อหยิ่งตามเดิม
       โอบอ้อมรีๆรอๆ “เอ้อ...”
       “นังโอบ”
       “คะ”
       “มานี่”
       “ค่ะ”
      
       โอบอ้อมรีบตามแสงแขซึ่งเดินเชิดหยิ่งไป


  


       แสงแขเปิดประตูเดินเข้ามาในห้อง ติดตามด้วยโอบอ้อม ที่ปิดประตูเสร็จหันกลับมา ยังไม่ทันตั้งตัว แสงแขตบเปรี้ยงจนโอบอ้อมเซหน้าหัน
      
       “ว้าย”
       “แกจะทรยศฉันใช่มั้ย...นังโอบ”
       “เปล่าค่ะ”
       แสงแขขยุ้มบีบคอโอบจนเซไปชนประตู
       โอบอ้อมกลัวสุดๆ พยายามดิ้นหนี “โอบกลัวแล้วค่ะ คุณแขขา โอบกลัวแล้ว...โอบจะไม่ทรยศคุณแข อย่าทำอะไรโอบเลยค่ะ”
       โอบอ้อมสำลักครู่หนึ่ง แล้วแสงแขจึงยอมปล่อยอย่างกระแทกกระทั้น
      
       โอบอ้อมเดินแกมวิ่งมาแล้วยกมือปิดหน้าร้องไห้จะกลับห้อง อุไรเดินสวนมาชะงักมองด้วยความแปลกใจ
       “โอบ เป็นอะไรน่ะ”
       โอบอ้อมเหมือนไม่ได้ยิน เดินแกมวิ่งไป
       อุไรรีบตามไปถึงตัวไว้ “เฮ้ย! เป็นอะไรไปฮึ ...โอบ”
       โอบอ้อมสะดุ้งเฮือก พอเห็นว่าเป็นอุไรก็ถอนใจเฮือก
       “พี่อุไรเรอะ”
       “เออ! แกเป็นอะไรถึงได้ร้องไห้ร้องห่มยังกับโลกจะแตก”
       “ให้มันแตกเสียก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องกลัว...” พูดแล้วหยุดชะงักด้วยนึกได้
       “กลัวอะไร”
       โอบอ้อมมีพิรุธ “เปล่า ฉันไปละ”
       โอบอ้อมจะไป แต่อุไรรีบดึงเอาไว้
       “เดี๋ยว! แกกลัวอะไร”
       “บอกว่าเปล่า”
       อุไรเหลียวซ้ายแลขวา “กลัวผีท่านผู้หญิงใช่ไหม”
       “อย่ามายุ่งกับฉัน”
       โอบอ้อมผลักอุไร แล้วเดินแกมวิ่งออกไป
       อุไรตกใจ “สงสัยจะใช่จริงๆ”
      
       กลางดึกดวงจันทร์เต็มดวงลอยผ่านกลุ่มเมฆสีดำเหนือโดมทอง ดวงจันทร์นั้นค่อยๆ กลายเป็นสีแดงเหมือนสีเลือด
       แสงแขพลิกตัวนอนตะแคงอยู่ภายในห้อง
       “แสงแข...แสงแข...” เสียงท่านผู้หญิงแผ่วโหย แต่ยังคงทรงอำนาจ
       แสงแขขยับตัวเหมือนจะได้ยิน แต่แล้วก็จะหลับต่อด้วยความง่วงงุน
       “แสงแข” เสียงเรียกเข้มขึ้น
       แสงแขลืมตาขึ้นในลักษณะยังงัวเงีย
       “ใคร”
       ท่านผู้หญิงปรากฏขึ้นในมุมมืด แต่ยังเห็นชัด
       แสงแขตกใจ “คุณย่า”
       “ฆ่ามัน อย่าปล่อยให้มันแย่งตาลบไปได้ ฆ่ามัน”
       ใบหน้าท่านผู้หญิงขณะนั้นถมึงทึง น่ากลัวสุดขีด
      
       แสงแขสะดุ้งตกใจตื่นกลางดึก เอื้อมมือเปิดโคมไฟหัวเตียงแล้วลุกขึ้นนั่ง ค่อยๆ กวาดสายตามองไปโดยรอบอย่างหวาดผวา พบว่าบริเวณในห้องไม่มีอะไรผิดปกติ
       แสงแขถอนใจโล่ง แล้วขยับตัวพิงพนักเตียง เสียงท่านผู้หญิงดังก้องขึ้นอีก
       “ฆ่ามัน! อย่าปล่อยให้มันแย่งตาลบไปได้! ฆ่ามัน!”
       สีหน้าแววตาแสงแขเป็นประกายโหดร้ายขึ้นมา ราวกับถูกสะกด
      
       วันเวลาผ่านไปอีกสักระยะ โอบอ้อมกำลังจะเดินไปที่บันได
       เสียงวิรงรองดังขึ้น “จะไปไหน...โอบ”
       โอบอ้อมสะดุ้งเฮือก หันกลับมา
       “คะ...คะ... คุณ...คุณวิ”
       “จะไปไหน”
       “เอ้อ...ไป...ไป...ดูคุณแขค่ะ ป่านนี้ยังไม่ออกจากห้องเลย”
       วิรงรองยิ้มนิดๆ อย่างรู้ทัน “อย่าให้เกิดเรื่องอีกล่ะ” แล้วเดินเลยไป
       โอบอ้อมมองตาม กลืนน้ำลายอย่างยากเย็น
      
       แสงแขนั่งอยู่ในห้อง นัยน์ตาแห้งผากมองลงไปข้างล่าง มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น
       “ใคร”
       “โอบเองค่ะ” เสียงโอบเหมือนจะร้องไห้
       “เข้ามา”
       โอบอ้อมเปิดประตูเดินเข้ามา...สีหน้าแววตาเดือดเนื้อร้อนอกร้อนใจไม่มีความสุข
       แสงแขนิ่วหน้า “แกเป็นอะไร นังโอบ”
       “ก็โอบกลัวนี่คะ จนป่านนี้แล้วคุณวิยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ....เวลาเขามองมาทีไรโอบเสียวทุกที”
       แสงแขตาลุกวาว “อ๋อ...แกอยากให้มันพูดนักเรอะ...อยากเข้าคุกนักเรอะไง”
       “เปล่าค่ะ”
       “เปล่าก็อย่าทำเป็นบ้าเป็นบอแบบนี้อีก”
       “ค่ะ”
       “ไสหัวไป แล้วถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องมาวุ่นวายกับฉัน”
       โอบอ้อมเดินออกไปจ๋องๆ โดยแสงแขมองตามอย่างหงุดหงิด
       สีหน้าแสงแขแน่วแน่มั่นใจ
      
       กลางดึกของคืนวันเพ็ญ ดวงจันทร์เต็มดวงส่องแสงกระจ่างกลางท้องฟ้า คฤหาสน์โดมทองสว่างนวลด้วยต้องแสงจันทร์ แต่ยังคงมีหมอกควันจางๆ อยู่ทั่วไป
       อดิศวร์และวิรงรองหลบอยู่ในมุมหนึ่ง ทอดสายตามองไปบริเวณใต้หน้าต่างโดม
       “ท่านคงไม่มาแล้วละ เพราะในที่สุด ท่านก็ได้อยู่ด้วยกัน...เหมือนเราที่กำลังจะแต่งงานกัน”
       “วกเข้ามาจนได้ ไม่เห็นจะเหมือน”
       “ก็เหมือนตรงที่เราได้อยู่ด้วยกันในที่สุดไง”
       “ฮื้อ...”
       ขณะนั้นเองมีเสียงเหมือนฝีเท้าม้าวิ่งตรงมา 2 คนมองไป อดิศวร์โอบไหล่วิรงรองไว้ใกล้ตัว
       สองคนเห็นท่านเจ้าคุณขับรถเข้ามา โดยมีพลับพลึงนั่งอยู่เคียงข้าง วิรงรองเอนศรีษะพิงกับอกอดิศวร์
       ท่านเจ้าคุณและพลับพลึงนั่งรถม้าผ่านหายไปท่ามกลางสายหมอก
      
       ทั้งสองคนสูดลมหายใจยาว สีหน้าแววตามีความสุข และตื้นตันใจ


  


       เช้ามืด วิรงรองเดินเข้ามาในครัว แล้วเรียกเสียงใส
      
       “พี่อุษา”
       วิรงรองชะงัก เมื่อพบว่าแสงแขค่อยๆ หันกลับมา
       “พี่อุษายังไม่ลงมา...ฉันกลัวคุณย่าจะหิวเลยรีบมาทำซุปให้ก่อน”
       วิรงรองอึ้ง นิ่งงันไป แสงแขหันกลับไปทำซุปต่อ
       “คุณย่าบอกฉันว่า ท่านไม่ต้องการให้เธอแต่งงานกับคุณลบ”
       วิรงรองหันหลังเดินออกไป แสงแขกระชากแขนไว้จนวิรงรองซวนเซ
       “ปล่อยนะ คุณแสงแข”
       แสงแขแสยะยิ้ม “อย่านึกว่า ฉันจะสำนึกบุญคุณ ที่แกไม่เล่าให้ใครฟังเรื่องที่ฉันร่วมมือกับคุณย่าหลอกแกขึ้นไปขังไว้บนยอดโดมนั่น”
       วิรงรองสะบัดแขนออก “ฉันก็ไม่ได้หวังว่าคุณจะมาสำนึกอะไรหรอก แต่ที่ตัดสินใจไม่พูด ก็เพราะเห็นว่าเกิดเรื่องร้ายๆ ในโดมทองมามากพอแล้ว อีกอย่าง...คุณเป็นน้องของพี่อุษา ฉันไม่อยากให้พี่อุษาเสียใจ! ส่วนคุณจะนึกยังไงก็ช่างคุณ”
       วิรงรองเดินออกไปทันที
       แสงแขคำราม “นังวิรงรอง ถ้าโลกนี้มีฉัน มันก็ต้องไม่มีแก”
      
       ฉากที่ 79/1 มุมหนึ่งในบ้าน (จะออกไปภายนอก) ตัวละคร วิ อุษา
       วิรงรองกำลังจะเดินออกไปภายนอก อุษาซึ่งกำลังเดินจากอีกทางหนึ่งเรียกไว้
       “คุณวิ”
       วิรงรองหันหน้ากลับมา
       “คุณลบอยู่ข้างนอกแน่ะค่ะ”
       “ค่ะ...พี่อุษาคะ...เมื่อกี้วิพบคุณแสงแขในครัว” วิรงรองมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย “เอ้อ... เธอบอกว่ากำลังทำซุปให้คุณย่า...”
       อุษาถอนใจยาว “เขาคงสะเทือนใจหลายๆเรื่อง...พี่ว่าจะลองพาไปพบจิตแพทย์เหมือนกัน”
       “ดีค่ะ...พี่อุษาปรึกษาเรื่องนี้กับคุณอดิศวร์ แล้วหรือยังคะ”
       “พี่ตั้งใจจะไม่รบกวนคุณลบ คุณวิอย่าบอกคุณลบนะคะ...แค่นี้ก็สร้างความเดือดร้อนให้พอแล้ว”
       วิรงรองขยับจะค้าน
       อุษารีบขัดก่อน “นึกว่าพี่ขอร้องละนะคะ...นึกว่าเห็นแก่พี่...” อุษาเว้นไปนิดท่าทางเขินเล็กๆ “อีกอย่าง...ที่ปรึกษากับพันธุ์สูรย์แล้ว”
       วิรงรองยิ้มแฉ่ง “นั่นแน่! งั้นวิก็รับปากด้วยความเต็มใจเลยค่ะ...เดี๋ยววิจะขออนุญาตคุณลบให้คุณพันธุ์สูรย์ มาทานข้าวกลางวันกัน”
       อุษาตกใจ “อุ๊ย”
       “วิไปละนะคะ”
       “เดี๋ยว! คุณวิ!”
       วิรงรองออกไปอย่างแจ่มใส โดยหันมามองอุษาล้อเลียนแว่บหนึ่ง อุษาถอนใจเฮือก
      
       วิรงรองเดินออกมาแล้วชะเง้อมองหา จนเห็นว่าอดิศวร์กำลังยืนสั่งงานสมและคนงาน วิรงรองยิ้มกับตัวเองแล้วเดินเข้าไปหา อดิศวร์สั่งงานเสร็จพอดี
       “แค่นี้แหละ สม”
       “ครับ”
       สมและคนงานออกไป
       อดิศวร์หันมามองวิรงรองที่ยิ้มอยู่อย่างอ่อนโยน “ยิ้มแบบนี้มีอะไรหรือเปล่า”
       “วันนี้ วิชวนคุณพันธุ์สูรย์มาทานข้าวกลางวันด้วยกันล่ะ”
       อดิศวร์ทำหน้านิ่งๆ “เมื่อไหร่จะเลิกเป็นแม่สื่อเสียที วันก่อนก็ชวนเจ้าลานนามาเจอกับคุณอนิรุทธิ์”
       “โธ่! ก็สองคนนั่นสมกันออก” วิรงรองกอดแขนประจบ “นะคะ...คุณอดิศวร์ อนุญาตนะคะ”
       “ตามใจ”
       วิรงรองดีใจมาก กราบที่อก “ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ”
       “ขอบคุณให้มันดีกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือ”
       อดิศวร์ก้มหน้าลงใกล้อีก
      
       “อุ๊ย...เดี๋ยวใครเห็นค่ะ”

       ที่หน้าต่างห้องนั่งเล่น แสงแขขบกรามแน่น นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความริษยา มือกำแน่น มองสองคนที่ดูสุขสดชื่นเช่นคนรักกัน
       แสงแขหันหลังกลับเดินออกไป
      
        ไม่นานนัก สองนายบ่าวอยู่ในห้องของแสงแข โอบอ้อมเบิกตากว้าง พอฟังจบ
       “คุณแข นี่จะเอา...เอาอีกแล้วหรือคะ”
        “แกมีหน้าที่ทำตามฉัน ไม่ใช่มาถาม”
       โอบอ้อมกลืนน้ำลาย
        “จัดการโทร.ให้พี่ชายแกไปพบฉันที่เดิม คราวนี้ฉันให้ 3 แสน ส่วนแก ฉันให้ค่าโทร. 5 หมื่น”
        โอบอ้อมเบิกตากว้าง “5 หมื่น! คุณแขไปเอาเงินที่ไหนมาคะ”
        “ชุดมรกตที่ฉันยึดมาจากคุณย่า! ฉันจะเอาไปขาย! รีบโทร. ตามเดี๋ยวนี้”
        “ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงเลยค่ะ”
      
        โอบอ้อมเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจต่อเนื่อง
        “ห้าหมื่น! ห้าหมื่น! ห้า...”
        เสียงวิรงรองดังก้องในหู “อย่าให้เกิดเรื่องอีกล่ะ”
        โอบอ้อมชะงัก ความลิงโลดค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นกังวล
        ภาพวิรงรองผุดเข้ามาในห้วงความคิด
        “จะไปไหน”
        “เอ้อ...ไป...ไปดูคุณแขค่ะ ป่านนี้ยังไม่ออกจากห้องเลย”
        “อย่าให้เกิดเรื่องอีกล่ะ”
        ภาพวิรงรองเลือนหายไป
        “เอาไงดี เงินตั้งห้าหมื่น เอาวะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ห้าหมื่น...ท่องเอาไว้...ห้าหมื่น...ห้าหมื่น”
        โอบอ้อมท่องพลางลงบันไดพลาง
      
       เวลาผ่านไปอีกสักระยะ แสงแขและโอบอ้อมเดินลัดเลาะเข้ามาในป่าละเมาะตามนัด ขณะที่อ๊อดเดินออกมาจากที่ซ่อนเช่นกัน
        “แหม! มาเร็วทันใจดีจัง” โอบอ้อมทักพี่ชาย
        “เงินมากเท่าไหร่ ฉันก็มาเร็วมากเท่านั้น” อ๊อดว่า
        “ฉันจะจ้างแกฆ่าอีนังนั่น” แสงแขบอก
        “โห...มันดวงแข็งนะคุณ ขนาดเอาขึ้นไปขังบนยอดโดมนั่นยังอุตส่าห์รอดมาได้” อ๊อดบ่นอุบ
        “ก็ยิงมันซิ เล็งที่หัวเลย คราวนี้จะได้ไม่รอด”
       สีหน้าแสงแขยามนี้เต็มไปด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือ
        “ตอนเช้าๆ มันชอบสะเออะออกไปเก็บดอกพลับพลึงมาปักแจกันให้คุณลบ แกไปดักยิงมันตอนนั้นแหละ”
        “ประมาณ 6 โมงนิดหน่อย พี่อ๊อดมาดักรอตั้งแต่ตี 5 ก็แล้วกัน” โอบเสริม
        “ได้ คราวนี้ต่อให้ดวงแข็งยังไงก็ไม่รอดแน่” อ๊อดมั่นใจเต็มที่
        “อย่าประมาท ยิงหัวมันเลย จะได้หมดปัญหา”
      
       ไม่นานนัก ขณะที่แสงแขและโอบอ้อม เดินเข้ามาภายในบ้าน วิรงรองเดินถือแก้วน้ำผลไม้คั้นมา จะเลี้ยวไปทางห้องทำงานอดิศวร์ แสงแขและโอบอ้อมชะงัก ขณะที่วิรงรองทอดยิ้มส่งมาให้
        “ไปไหนมาหรือคะ”
       แสงแขสะบัดหน้าเดินหนีไป
        โอบอ้อมรีบตอบแทน “ไปเดินเล่นมาค่ะ ขออนุญาตก่อนนะคะ”
       วิรงรองพยักหน้า แล้วเดินไป โอบอ้อมรีบวิ่งตามแสงแขไปทันที
      
       โอบอ้อมเดินเข้ามา แสงแขซึ่งยืนหน้าบึ้งรออยู่ จิกเนื้อบิดจนโอบอ้อมร้องแล้วทรุดลงไป
        “โอ๊ย เจ็บค่ะ”
        แสงแขตาขวาง เอาเรื่อง “ไปทำอี๋อ๋อกับมันทำไม”
        “โอบก็ทำไปอย่างนั้นเอง อย่าลืมซิคะว่า คุณวิเขากำความลับของเราอยู่”
        “ช่างหัวมันเป็นไร อย่านึกว่าทำเป็นคนดี แล้วฉันจะรู้สึกสำนึกบุญคุณ ไม่มีวันเสียละ มันแย่งคุณลบ ก็เท่ากับพรากเอาชีวิตจิตใจของฉันไป เพราะฉะนั้น ชาตินี้มันกับฉันจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ไม่มันตาย ฉันก็ต้องตาย ฉันเดิมพันคราวนี้ด้วยชีวิต”
       สีหน้าแววตา ของแสงแขแข็งกร้าว
        โอบอ้อมตื่นตระหนก “คุณแสงแขอย่าพูดน่ากลัวอย่างนั้นซิคะ โอบใจไม่ดีเลย”
        แสงแขเลื่อนสายตามามองโอบอ้อม น้ำตารื้นขึ้นมาแว่บหนึ่ง “โอบ...แกได้เงินแล้วก็หลบไปอยู่ที่อื่นเสีย...เพราะฉัน
       ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
        โอบอ้อมกอดแสงแขไว้ทั้งน้ำตา “โอบไม่ไปค่ะ โอบจะอยู่กับคุณแขไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
       แสงแขยืนนิ่งครู่หนึ่ง จับแขนโอบอ้อมออกจากตัว แล้วเดินขึ้นข้างบนไปเงียบๆ โอบอ้อมมองตามร้องไห้โฮๆ
      
        ตกกลางดึกบรรยากาศแสนวังเวง หมอกควันกระจายเต็มไปทั่วอาณาเขตบริเวณโดมทอง วิรงรองเดินเคว้งคว้าง อยู่ในบริเวณนั้น มีเสียงรถม้าดังแว่วมาไกลๆ แล้วเข้าใกล้มาทุกที วิรงรองหันหน้าไปมองทางทิศที่มาของเสียง เห็นรถม้าเข้ามาใกล้ทุกที โดยมีท่านเจ้าคุณและพลับพลึงนั่งอยู่
        วิรงรองมองภาพนั้นเหมือนถูกสะกด รถม้าเข้ามาใกล้ วิรงรองเบิกตากว้าง เพราะที่คิดว่าเป็นพลับพลึงนั้น ที่แท้กลับกลายเป็นตัววิรงรองเองนั่งอยู่บนรถม้าเลือดโชกชุ่ม สีหน้าแววตาเหมือนเลื่อนลอย
        รถม้าค่อยๆ แล่นหายไปในท่ามกลางหมอกควัน
        วิรงรองเหลียวมองตาม แล้วก้มลงมองตัวเอง เห็นบริเวณที่ถูกยิง เลือดโชก ทันใดนั้นเสียงหัวเราะอย่างสะใจของท่านผู้หญิงสรรักษ์ดังขึ้น และก้องกังวานไปทั่ว
        ร่างวิรงรองทรุดฮวบลงไป ภาพสุดท้ายที่เห็นคือท่านผู้หญิงก้มลงมองอย่างสะใจ สีหน้าแลดูน่ากลัวมาก
      
        ดึกสงัด วิรงรองสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ยกมือลูบตรงที่ถูกยิงในฝัน แล้วถอนใจยาว
        “ฝันบ้าบออะไรก็ไม่รู้”
      
       บรรยากาศยามเช้าแสนแจ่มใสที่บริเวณทุ่งพลับพลึง วิรงรองกำลังเลือกตัดช่อพลับพลึงไปปักแจกัน โดยไม่รู้ว่าที่มุมหนึ่งอ๊อดกำลังเล็งหามุมยิง เนื่องจากวิรงรองก้มๆ เงยๆ ตลอด
      
        ฟากแสงแขอยู่ในห้อง กำลังจ้องโอบอ้อมที่โทรศัพท์เขม็ง
        “ถึงไหนแล้ว...อ้าว! ใครจะไปรู้ล่ะ”
        โอบอ้อมรีบปิดโทรศัพท์
        “ว่าไง ไอ้อ๊อดมันเบี้ยวเรอะ”
        “กำลังหามุมยิงอยู่ค่ะ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน” โอบอ้อมบอก
        แสงแขมีสีหน้าตื่นเต้น “งั้นก็แปลว่า...นังวิรงรองกำลังจะตายฉันกำลังจะหมดเสี้ยนหนาม”
        “รออีกเดี๋ยวเดียวค่ะ คุณแสงขา”
      
        นัยน์ตาแสงแขเป็นประกายสาสมใจ


  


       อดิศวร์เดินออกมาจากห้องทำงาน ในขณะที่อุไรเดินมาพอดี
      
        “คุณลบคะ...คุณวิเธอบอกให้ไปช่วยหอบช่อพลับพลึงหน่อยค่ะเพราะวันนี้บานเต็มไปหมด เธอจะเก็บไปปักในห้องโถงใหญ่ด้วยค่ะ”
       อดิศวร์พยักหน้า แล้วเดินไป
      
       วิรงรองยังเพลิดเพลินอยู่ในทุ่งดอกพลับพลึงไกลสุดลูกหูลูกตา อ๊อดกำลังเล็ง ทว่าวิรงรองเดินอ้อมไปตัดอีกกอ
        “โธ่เว้ย” อ๊อดฉุน
       อดิศวร์กำลังเดินตรงมาตามทางเดิน สีหน้าเต็มไปด้วยความสดชื่น ส่วนวิรงรองกำลังก้มๆเงยๆ ตัดช่อพลับพลึง
       อ๊อดเล็งอยู่อย่างนั้น
       อดิศวร์เดินใกล้เข้ามา
       วิรงรองเห็นอดิศวร์ จึงยกมือโบกให้ โดยไม่รู้ว่าได้กลายเป็นเป้านิ่ง อ๊อดสบโอกาสยิงทันที แต่วิรงรองขยับตัว กระสุนผิดเป้าจากหัวมาที่ไหล่ วิรงรองกรีดร้องสุดเสียงแล้วทรุดลง หมดสติไปในทันที
        อดิศวร์ตกใจ “วิรงรอง”
       อ๊อดเองก็ตกใจ รีบหนีไปทางป่าละเมาะ ขณะอดิศวร์วิ่งมาที่วิรงรอง แล้วทรุดตัวลง ช้อนร่างวิรงรองขึ้นมา
        “วิรงรอง”
       ร่างหมดสติของวิรงรองมีเลือดไหลจนชุ่มโชก
        อดิศวร์ลุกขึ้น “อย่าเป็นอะไรนะ อย่าเป็นอะไรเด็ดขาด”
       อดิศวร์รีบเร่งเดินออกไป
      
       ขณะเดียวกันสมกำลังคุมคนงานอยู่มุมหนึ่ง เห็นอ๊อดวิ่งหนีมา
        “เฮ้ย ! นั่นใคร”
       อ๊อดยิงใส่ทันที และด้วยความตกใจยิงจนกระสุนหมด สมและคนงานหลบ
       อ๊อดยิงไม่ออก ทิ้งปืนแล้วรีบวิ่งหนี อ๊อดถูกคนงานไล่ตามจับจนได้ อ๊อดพยายามดิ้น แต่ก็หนีไม่รอด
      
        ส่วนแสงแขเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องรอฟังข่าวอย่างกระวนกระวายใจ มีโอบอ้อมรออยู่ด้วย
        “ป่านนี้คงเรียบร้อยแล้วมั้งคะ”
        “แกลองโทร.ไปถามซิ”
        “จะดีหรือคะ”
        “นังโอบ”
        “โทร. ก็โทร.ค่ะ”
        โอบอ้อมกดโทร.ออก ติดแต่ไม่มีใครรับ
        แสงแขนิ่วหน้า “ไม่รับเหรอ”
        “ค่ะ”
        “ทำไมมันไม่รับ”
        “เขาอาจจะกำลังหนีก็ได้ค่ะ...เลยไม่มีเวลารับโทรศัพท์”
        แสงแขถอนใจเฮือก รู้สึกกังวลขึ้นมา แล้วเดินกลับไปกลับมาอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหันขวับมามองโอบอ้อม
        “แกออกไปดูซิ”
        โอบอ้อมสะดุ้ง “จะ...จะดีหรือคะ”
        “ฉันบอกให้ออกไป”
        โอบอ้อมรีบออกไปทันที
      
        โอบอ้อมเดินลงบันไดมา แล้วเหลียวซ้ายแลขวา เห็นอุไรนั่งหมดแรงร้องไห้อยู่มุมหนึ่ง โอบอ้อมเบิกตากว้าง แสยะยิ้มออกมาอย่างสาสมใจ พึมพำกับตัวเอง
        “สงสัยจะเรียบร้อยแล้ว”
        โอบอ้อมปรับสีหน้า แล้วเดินไปทรุดตัวลงหน้าอุไร
        “พี่อุไร ร้องไห้ทำไม”
        “แกไปอยู่ไหนมา คุณวิรงรองถูกยิง” อุไรสะอึกสะอื้น
        โอบอ้อมลืมตัว “ตายมั้ย”
        อุไรจ้องโอบอ้อมเขม็ง “จะบ้าเรอะ...คุณลบกับคุณอุษากำลังพาไปโรงบาล”
        “งั้นก็เป็นตายเท่ากัน” โอบอ้อมหลุดปากอีก
        อุไรผลักโอบอ้อมจนหงายหลัง “นังโอบ แกแช่งคุณวิเรอะ”
        โอบอ้อมนึกได้ “บ้า ใครจะกล้าแช่ง”
        “คุณวิต้องไม่เป็นอะไร คนดีผีคุ้ม”
      
       อุไรบอก


  


       แสงแขแทบกระอักเลือด โมโหมาก พอฟังโอบอ้อมเล่าจบ
      
        “โอ๊ยตาย! ทำไมมันไม่ยิงให้ทะลุหัวใจให้หมดเรื่องหมดราวนะ”
        “โอบก็ไม่ทราบค่ะ! แล้ว ... แล้ว...ถ้ามันไม่ตายล่ะคะ”
        แสงแขกัดปากแน่น ใบหน้าทั้งกังวลทั้งเคียดแค้น
        “คราวนี้คุณวิคงแฉแหลกแน่ โอ๊ย! แล้วจะทำยังไงดี!”
        “เดี๋ยวก็คงรู้ว่ามันตายหรือรอด แกออกไปคอยฟังข่าวซิ”
        “จะดีหรือคะ”
        “ดี ถ้ารู้เรื่องอะไรแล้วรีบมาบอกฉัน”
        โอบอ้อมเดินออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก
      
        อุไรกำลังลุกขึ้นขณะที่โอบอ้อมเดินกลับมา
        “จะไปไหน...พี่อุไร”
        “ไปรอฟังโทรศัพท์ในห้องทำงานคุณลบ”
        “ไปด้วย”
        โอบอ้อมรีบตามอุไรไป
      
       เวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่งแล้ว
       แสงแขนั่งลุ้น แช่งชักให้วิรงรองตายอยู่ในห้อง
        “เพี้ยง ขอให้มันตาย ขอให้มันตาย”
       ประตูห้องเปิดออก โอบอ้อมหน้าตาตื่นเข้ามา
        “คุณแข คุณลบโทร.มาบอกคุณอุษาว่า คุณวิรงรองปลอดภัยแล้วค่ะ”
        แสงแขผุดลุกขึ้น แล้วกรีดร้องอย่างผิดหวังและเจ็บปวด
       “นังวิรงรองไม่ตาย! ทำไมมันถึงไม่ตาย! มันต้องตายซิ! มันต้องตาย!”
       อุษาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
        “แสงแข! พี่ไม่นึกเลย...เธอคิดฆ่าคนได้ยังไง”
        “อย่ามามั่วนะ พี่อุษา! ฉันอยู่ของฉันดีๆ อย่ามาหาเรื่อง” แสงแขเถียง
        “เธอคงไม่รู้ว่า นายสมกับคนงานช่วยกันจับนายอ๊อดพี่ชายของแม่โอบได้ตั้งแต่เกิดเรื่อง”
       โอบอ้อมกลืนน้ำลายหน้าเสียขณะที่อุษาปรายตามามองแว่บหนึ่ง
        “มันโกหก! แขไม่ได้จ้างมันฆ่าใคร” แสงแขโพล่งออกมา
        “พี่ยังไม่ได้บอกสักหน่อยว่า เธอจ้างนายอ๊อด”
       แสงแขอึ้ง
        “นายอ๊อดสารภาพหมดแล้วว่า เธอเป็นคนล่อวิรงรองออกมาให้มันตีหัว แล้วพาขึ้นไปขังบนห้องยอดโดม”
       โอบอ้อมค่อยๆ เลี่ยงออกไป
        “ก็บอกแล้วไงว่ามันโกหก! แขไม่เคยรู้จักมันด้วยซ้ำ”
        “แต่หลักฐานต่างๆ มันมัดตัวเธอหมด!” อุษาเสียใจจนน้ำตาคลอ “ทำไม!…ทำไม!”
        แสงแขนัยน์ตาเป็นประกายวาวโรจน์ “เพราะมันแย่งของรักของฉันไป ฉันรักคุณลบสุดหัวใจ...แต่มันก็มาแย่งไปจนได้! พี่อุษาไม่รู้หรอกว่าฉันรู้สึกยังไง...ฉันรู้สึกเหมือนมันมากระชากหัวใจของฉันไป! มันเจ็บปวด...เจ็บปวดปางตาย”
       แสงแขร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนใจจะขาด อุษามองน้องอย่างเวทนา
      
       ด้านโอบอ้อมถือกระเป๋าใส่ข้าวของสำคัญ รีบร้อนเดินจะออกจากบ้าน แต่ต้องชะงัก หน้าเสีย เมื่ออุไรและสม เข้ามาขวางไว้
        “จะไปไหน...นังโอบอ้อม! นังฆาตกร!”
       โอบอ้อมหน้าซีดขาว กลืนน้ำลายลงคอ
      
       เวลาล่วงเลยผ่านไปอีกหลายวัน เช้านี้ อดิศวร์เข็นรถวิเข้ามาในบ้าน ติดตามด้วยลานนา ภูไท อนิรุทธิ์ พันธุ์สูรย์ ปราง พิชญ์ และพิณทอง
       อุษาและอุไร เดินหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสออกมาต้อนรับ
        “คุณลบสั่งให้พี่จัดห้องข้างล่างทางปีกซ้ายไว้ให้แล้วค่ะ...มองออกไปจะเห็นทะเล”
        วิรงรองเงยหน้ามองอดิศวร์ “ขอบคุณมากค่ะ...ขอบคุณพี่อุษาด้วยนะคะ”
        “คนอื่นๆ ขอเชิญทานของว่างทางนี้ก่อนนะคะ” อุษาเชื้อชวน
        “ไปเลยครับ” อนิรุทธิ์รีบตอบเป็นคนแรก
        ลานนาค้อนขวับ ขวางหูขวางตา “ทำยังกับเป็นเจ้าของบ้านแน่ะ”
       ทุกคนหัวเราะขำ เดินคุยกันไป
        “ผมจะไปช่วยคุณอุษา” พันธุ์สูรย์อาสา
        อุษารีบบอก “ไม่มีอะไรให้ช่วยแล้วคะ”
        ลานนาร้องแซว “แป่ว”
       วิรงรองยิ้ม ขณะปรางลูบผมลูก ไปดูห้องแล้วเดี๋ยวตามมานะลูก
        “ค่ะ”
       ปรางตามทุกคนไป อดิศวร์เข็นวิรงรองไปอีกทาง
      
        ส่วนแสงแขยังคงยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองออกไปข้างนอก สีหน้าเครียดขรึม และยืนอยู่อย่างนั้นนิ่งนาน


  


       ฟากอดิศวร์เข็นรถวิรงรองเข้ามาในห้องพักใหม่ที่อุษากับอุไรจัดเตรียมไว้ให้ ม่านหน้าต่างสีสวยปลิวไสว มองผ่านไปเห็นทะเลและชายหาดสวยงาม แจกันทรงสูงปักช่อดอกพลับพลึงสีขาวตั้งอยู่มุมหนึ่งในห้อง
      
       วิรงรองลุกขึ้น อดิศวร์จูงให้มานั่งตรงบริเวณนั้น แล้วหยิบกล่องแหวนขึ้นมาเปิด มืออดิศวร์หยิบแหวนน้ำงาม สวยกว่าเก่าขึ้นมาสวมให้
        “ว่าจะสวมให้ตั้งนานแล้ว บังเอิญมีแต่เรื่องยุ่งๆ เลยกราบเรียนขอให้หลวงพ่อ ที่วัดเดียวกับพ่อพันธุ์สูรย์หาฤกษ์ให้ ซึ่งก็ตรงกับวันที่เธอออกจากโรงพยาบาลพอดี แล้วฉันก็ขออนุญาตคุณแม่เธอแล้วด้วย”
        “ใช้วงเก่าก็ได้”
        “ไม่เอา...วงนั้นเธอถอนหมั้นฉันไปแล้วนี่”
       วิรงรองมองออกไปภายนอก ทอดถอนใจยาวแล้วเอนศรีษะพิงไหล่อดิศวร์
        “ถอนใจทำไม”
        “คุณแสงแขเป็นอย่างไรบ้างคะ”
        “ยังจะถามถึงเขาอีก! เวลานี้แทบจะไม่มีใครพูดกับเขาเลยแม้แต่อุษา”
        “โถ! น่าสงสารนะคะ” วิรงรองว่า
        “แต่เขาจะรู้สึกตัวหรือเปล่า ฉันไม่รับรอง! ...” อดิศวร์เว้นอีกนิด “นี่เพราะเห็นแก่เธอที่พยายามขอร้องไม่ให้เอาเรื่อง แล้วก็อุษา ฉันถึงได้ให้พันธุ์สูรย์วิ่งเต้นทุกทางเพื่อไม่ให้มีชื่อแสงแขเข้าไปพัวพันด้วย ทั้งๆที่มันไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะกับเธอ ...แสงแขทำผิดร้ายแรงถึงสองครั้งสองหน เขาสมควรจะได้รับโทษ”
        “อย่าเลยค่ะ...คุณอดิศวร์...ความจริงวิต่างหากที่ไปแย่งของรักของเธอ”
        “ถึงไม่มีเธอ...ฉันก็ไม่มีวันรักเขาได้...อย่าพูดถึงคนอื่นเลย...ตกลงว่างานแต่งของเราจะไม่เลื่อน”
        “เอ๊ะ...ก็วิยังเจ็บอยู่”
        “ยังมีเวลาเหลืออีกตั้ง 2 เดือน ฉันตกลงกับคุณแม่เธอแล้ว ท่านไม่มีอะไรขัดข้อง”
        “อ้าว”
        “เธอคงเตรียมตัวทันนะ”
        “ไม่ทัน...”
       อดิศวร์ก้มลงจูบ โดยที่วิรงรองยังไม่ทันพูดจบ
      
        ฝ่ายอุษาและอุไรกำลังช่วยกันเตรียมกับข้าวเลี้ยงทุกคนอยู่ในครัว สักครู่หนึ่งแสงแขเดินเข้ามา อุไรหันมามองพอดี เลยชะงัก แสงแขยืนนิ่ง สีหน้าและแววตาเหมือนไร้ความรู้สึก
        อุไรเรียกเบาๆ “คุณอุษาคะ”
        อุษาหันมามองตามสายตาอุไร
        “หิวแล้วหรือ แสงแข...พี่กำลังจะให้อุไร...”
        แสงแขขัดขึ้น “เขากลับมากันแล้วหรือ”
        อุษาพยักหน้า ทุกคนต่างนิ่งกันไปครู่หนึ่ง
        “อุไร ... ยกถาดอาหารขึ้นไปให้คุณแสงแข”
        “ไม่ต้อง...ฉันไม่หิว ไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น”
        แสงแขเดินออกไปเงียบๆ อุษาและอุไรมองตาม
        “ถ้าคุณแขทราบว่า คุณลบกำหนดวันแต่งงานกับคุณวิแล้ว...เธอคง...คงแย่นะคะ” อุไรรู้สึกสงสาร
        “ถึงยังไง แสงแขก็ต้องรับรู้ และยอมรับ”
      
        สีหน้าอุษาสลดลงด้วยอดเวทนาแสงแขไม่ได้
      

        ขณะที่ ลานนา อนิรุทธิ์ พิชญ์ และพิณทอง เดินคุยกันมาจะเข้าไปในห้องนั่งเล่น แสงแขเดินสวนมาพอดี จะกลับไปห้อง
      
        4 คนหยุดชะงักทันที ต่างคนต่างมองแสงแขด้วยสีหน้าแววตาแปลกๆ สีหน้ายิ้มแย้มสนุกสนานเปลี่ยนไป ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ในอิริยาบถนั้นครู่หนึ่ง แล้วแสงแขหันหลังกลับจะเลี้ยวไป ลานนาแค้นจนทนไม่ไหว โพล่งขึ้น
        “หยุดคิดทำร้ายวิรงรองได้แล้ว”
        แสงแขหยุดชะงักยืนนิ่ง แต่ไม่ได้หันกลับมา อนิรุทธิ์จับแขนลานนาไว้เป็นเชิงเตือน
        ลานนาดึงแขนออก “คุณวางแผนฆ่าวิตั้ง 2 ครั้ง หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้ แต่เขาก็ไม่ได้เอาเรื่องเพราะเห็นแก่คุณอดิศวร์..กลัวว่าตระกูล “ศิโรดม” จะเสียชื่ออื้อฉาว...คุณควรจะสำนึกในบุญคุณของเขาให้มากๆ”
        แสงแขหน้าซีด นัยน์ตาแห้งสนิท
        “ถ้าคุณคิดทำร้ายเขาอีก...คราวนี้ถึงคุณวิจะไม่เอาเรื่อง แต่น้าลบต้องไม่ปล่อยให้คุณลอยนวลอย่างทุกวันนี้แน่” พิณทองก็ทนไม่ได้เช่นกัน
        พิชญ์กระตุกแขนพิณ พิณทองถลึงตาใส่แล้วสะบัดเบาๆ พิชญ์และอนิรุทธิ์สบตากัน อย่างเซ็ง
        “น้าลบกับคุณวิเขาได้ฤกษ์แต่งงานแล้ว” พิณทองว่าต่อ
        เท้าที่กำลังจะก้าวเดินของแสงแขหยุดชะงักทันที
        ใบหน้าแสงแข ที่นัยน์ตาแห้งผาก มีความรู้สึกเจ็บปวดขึ้นทันที
        “เราทุกคนจะคอยจับตาคุณไม่ให้กระดิกตัวไปทำอะไรร้ายๆ ได้ง่ายๆ แน่นอน” ลานนาว่า
        แสงแขน้ำตาหยดริน
        อนิรุทธิ์กระซิบลานนา “พอแล้ว”
        แสงแขเดินออกไปจากที่นั้นทันที
        พิชญ์แซว “ช่วยกันใส่ไม่ยั้งเชียวนะ”
        พิณทองหันมามองหน้าสามีอย่างเอาเรื่อง “พิชญ์สงสารเขาหรือคะ”
        “เปล่า...า” พิชญ์ลากเสียงยาว “แต่ผมไม่อยากให้เขาเจ็บแค้นขึ้นมาอีก”
        “คุณวิต่างหากคะที่ควรจะเป็นฝ่ายเจ็บแค้น โอ๊ย ถ้าเป็นพิณละก็...ป่านนี้รู้เรื่องกันไปแล้ว” พิณทองฮึดฮัด
        “เห็นด้วยค่ะ แหม! พูดแล้วเราไปยุวิกันดีกว่า คุณพิณ” ลานนาผสมโรง
        “ไปซิคะ”
        2 หนุ่มร้องห้าม “เดี๋ยว” ต่างคนต่างจับแขนแฟนของตัวไว้
        “วิเขาอยู่กับคุณอดิศวร์ ขืนไปก็ถูกไล่กลับมาซิครับ” นายทหารเรืออ้าง
        “ไปว่ายน้ำกันดีไหม? จะได้ใจเย็นขึ้น” พิชญ์บอก
        “เชิญไปว่ายกัน 2 คนกับคุณรุทธิ์เถอะค่ะ พิณกับเจ้าลานนาจะไปวางแผนป้องกันวิจากยัยแสงแข”
        “ไปค่ะ”
        2 สาวเดินไปด้วยกัน
        “เดี๋ยว! รอด้วยซิครับ” / “รอด้วย...พิณ”
        2 หนุ่มร้องเรียก แล้วรีบตามไป
      
        อุษาและอุไรยังคงช่วยกันเตรียมอาหารอยู่ แสงแขเดินน้ำตาไหลพรากเข้ามา
        “คุณลบเขาจะแต่งงานกับวิรงรองเมื่อไหร่”
        อุษาสบตากับอุไร แล้วหันกลับมา
        “อีก 2 เดือน...แต่ยังไม่แน่ใจว่าวันที่เท่าไหร่”
        ร่างแสงแขผงะไป อุษาก้าวเข้ามาจะช่วยประคอง
        “แสงแข...”
        “ไม่ต้อง แขไม่เป็นอะไรหรอก”
        “แสงแข...พี่ขอร้องนะ...อย่าให้มีเรื่องอีกเลย” อุษาว่า
        “นั่นซิคะ...คุณวิเธอก็เพิ่ง...”
        แสงแขขัดขึ้นอย่างเจ็บปวด “ทุกคนห่วงแต่วิรงรอง! ไม่มีใครคิดถึงใจแขเลย! ไม่มีจริงๆ”
        แสงแขหันกลับเดินแกมวิ่งกลับออกไป อุษาขยับเดินตาม
        “ปล่อยเธอเถอะค่ะ! ยิ่งไปพูดอะไรเดี๋ยวจะไปกันใหญ่” อุไรบอก
        อุษาหยุดชะงัก
        อุไรบอกต่อ “ให้อยู่คนเดียว...บางทีเธออาจจะคิดได้”
      
        ส่วนวิรงรองพิงอกอดิศวร์ ทอดสายตามองออกไปที่ทะเลเบื้องหน้าอย่างมีความสุข อดิศวร์เองก็มีสีหน้าสุขสงบ
        “ก่อนแต่งงาน...เราจะทำบุญบ้านใหญ่อีกครั้ง เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้วิญญาณบรรพบุรุษของเราทุกดวง”
        วิรงรองเงยหน้าสบตาและยิ้มอย่างเห็นด้วย
        “ระยะหลังๆ มานี่ไม่ได้ฝันถึงคุณปู่กับคุณย่าน้อยแล้วใช่ไหม”
        “ก็ตั้งแต่คืนก่อนที่จะถูกยิงก็ไม่ฝันเลยค่ะ...คราวนั้นท่านคงจะมาเตือน แต่วิก็ไม่ได้เอะใจ คุณลบล่ะคะ...ฝันถึงท่านผู้หญิงบ้างหรือเปล่า”
        อดิศวร์กำลังจะตอบ เสียงโทรศัพท์มือถือวิรงรองดังขึ้น
        อดิศวร์เอื้อมมือไปหยิบมาให้
        “ขอบคุณค่ะ..สวัสดีค่ะ! คุณพันธุ์สูรย์”
        อดิศวร์ชะงัก
        “ได้ค่ะ...คุณอดิศวร์จะรออยู่ในห้องทำงานนะคะ..ค่ะ...ไม่เป็นไรค่ะ” วิรงรองวางสาย แล้วยิ้มกริ่ม
        อดิศวร์ทำเป็นดุ “เจ้ากี้เจ้าการอะไรอีกล่ะ”
        วิรงรองยิ้มประจบ “แหม...ก็แค่คุณพันธุ์สูรย์เขามาขอพบเท่านั้นแหละค่ะ”
        อดิศวร์นิ่งไป
        “นะคะ...คุณบวก!”
        อดิศวร์กลั้นหัวเราะ
        “เปลี่ยนชื่อเป็นบวก จะได้มองโลกในแง่บวกบ้าง”
      
        อดิศวร์โอบวิรงรองอย่างรักใคร่แกมเอ็นดู


  


       แจกันปักดอกพลับพลึงตั้งอยู่มุมหนึ่งบนโต๊ะทำงาน อดิศวร์ยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองออกไปข้างนอก สักครู่หนึ่งมีเสียงเคาะประตูเบาๆ อดิศวร์พูดโดยไม่ได้หันมามอง
      
        “เข้ามา!”
        ประตูเปิดออก พันธุ์สูรย์เดินเข้ามา แล้วปิดประตูเบาๆ เดินมาหยุดที่หน้าโต๊ะทำงาน โดยที่เจ้าของห้องยังคงยืนอยู่ในอิริยาบถเดิม
        พันธุ์สูรย์ตัดสินใจพูดในที่สุด “ขอบคุณครับ ที่ให้โอกาสเข้าพบ”
        อดิศวร์หันตัวกลับมาช้าๆ ยังวางมาด “ก็จะให้ทำยังไงได้ล่ะ”
        พันธุ์สูรย์เริ่มจะฉุนๆ ขึ้นมาบ้างกับท่าทีนั้น
        “วิรงรองเขาชวนนายมากินข้าวด้วย ...ถ้าไม่ให้พบตอนนี้ จะพาลกินไม่ลงกันทั้งโต๊ะ”
        อดิศวร์เดินมาทรุดตัวลงนั่ง
        “มีธุระอะไร”
        พันธุ์พยายามกลืนความหงุดหงิดลงไป
        “ผมมาสู่ขอคุณอุษา”
        อดิศวร์ชะงัก
      
        สองสาวอยู่ด้วยกัน ลุ้นรอผลทั้งคู่ วิรงรองเอื้อมมือมาวางบนมืออุษาที่บีบกันแน่นอยู่บนตัก อุษายังคงนั่งเครียด
        “ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยค่ะ...เชื่อวิซิคะ”
        อุษาส่ายหน้าอย่างกังวล “ทั้งคุณลบทั้งพันธุ์สูรย์ไม่ค่อยชอบหน้ากัน แถมยังใจร้อนกันทั้งคู่...พี่กลัวจะมีเรื่อง”
       “แต่ทั้งคู่ก็รักพี่อุษา...ยังไงก็ต้องเห็นแก่พี่อุษาบ้างละค่ะ”
      
        ด้านอดิศวร์ยังคงนั่งสีหน้าเรียบเฉย
        พันธุ์สูรย์ชะโงกมาใกล้ “ผมมาสู่ขอคุณอุษา..ได้ยินหรือเปล่าครับ”
        “ถ้าฉันไม่ยกให้ล่ะ”
        “คุณลบกำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงที่คุณลบรัก แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามขัดขวางความรักของน้องสาว แบบนี้ไม่เป็นการเห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือครับ”
        “แล้วนายจะรับรองได้หรือว่า อุษาแต่งงานกับนายแล้วจะมีความสุขเหมือนอยู่ที่นี่..น้องสาวฉันเคยชินกับการอยู่บ้านใหญ่ๆ ถ้าเขาอยากได้อะไร ฉันก็สามารถให้เขาได้ทุกอย่าง”
        “ใช่! คุณลบรวยมาก แต่เงินของคุณก็ซื้อทุกอย่างไม่ได้เช่นเดียวกับบ้านใหญ่โตก็ไม่ได้รับประกันว่า คนที่อยู่จะมีความสุข แล้วถ้าจะพูดกันจริงๆ ดัชนีมวลรวมความสุขของบ้านโดมทองต่ำมาก ถ้าเทียบกับขนาดของบ้าน”
        น่าแปลก อดิศวร์ใจเย็นผิดปกติ “นั่นคงเป็นความรู้สึกของนายคนเดียวมั้ง แล้วไอ้การที่อยู่ดีๆ นายก็พรวดพราดเข้ามาสู่ขออุษา ทำให้ฉันรู้สึกว่านายไม่ได้ให้เกียติฉัน”
        “ที่ผมมาสู่ขอคุณอุษาเอง เพราะผมต้องการแสดงความจริงใจและให้คำมั่นว่า ผมจะดูแลเธอให้ดีไม่น้อยไปกว่าคุณ....ผมจะไม่มีวันทำให้เธอเสียใจเด็ดขาด”
        อดิศวร์แขวะ “หยิ่งยะโสตามเคย!”
        “เป็นคำสัญญาต่างหากครับ”
        ทั้งสองหนุ่มมองกันแน่วแน่เหมือนจะค้นหาความจริงใจในกันและกัน
      
        ฟากวิรงรองและอุษามารออยู่ในห้องโถง สองสาวลุกขึ้นยืนช้าๆ มือยังจับกันแน่น มองเขม็งไปที่ประตูขณะที่อดิศวร์เดินนำพันธุ์สูรย์เข้ามา
        วิรงรองมองอดิศวร์อย่างลุ้นเต็มที่ “คุณอดิศวร์คะ”
        อดิศวร์เบือนหน้ามามองพันธุ์สูรย์แว่บหนึ่ง แล้วหันกลับมามองอุษา
        “พันธุ์สูรย์เขามีอะไรจะถามเธอ...ตัดสินใจเอาเองก็แล้วกันว่าจะตอบยังไง”
        วิรงรองมองอดิศวร์ ก่อนจะหันมามองอุษาแล้วบีบมือเบาๆ พูดล้อๆ
        “ตอบดีๆ นะคะ อย่าให้คุณพันธุ์สูรย์เสียใจ”
        วิรงรองเดินไปที่อดิศวร์ซึ่งยื่นมือออกมา วิรงรองวางมือบนมือของเขา แล้วทั้งคู่เดินออกไป
        พันธุ์สูรย์เดินเข้ามา นัยน์ตามองอุษาเต็มไปด้วยควมรักและความสุข
        อุษาพึมพำ “คุณพันธุ์สูรย์”
        พันธุ์สูรย์จับมือทั้งสองของอุษาไว้ “คุณจะเต็มใจไปอยู่บ้านที่เล็กกว่าโดมทองสัก 2 เท่าไหน”
        อุษายิ้มทั้งน้ำตา “เต็มใจค่ะ”
        พันธุ์สูรย์รวบตัวอุษาเข้ามากอด สีหน้าแววตาของทั้งสองเต็มไปด้วยความตื้นตัน
        สักพักหนึ่ง ลานนาเดินแกมวิ่งเข้ามา ด้วยสีหน้าแววตาแจ่มใส่ ลานนาชะงักเมื่อเห็นภาพหวานนั้น แล้วหันหลังกลับ
       อนิรุทธิ์ยืนมองอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
      
        ทั้ง 2 เดินกันมาเรื่อยๆ อนิรุทธิ์เป็นฝ่ายพูดทำลายความเงียบขึ้นในที่สุด
        “ผมนึกว่าคุณตัดใจจากเขาได้ตั้งนานแล้วเสียอีก”
        “มันก็แค่อึ้งๆ ไปเท่านั้นแหล่ะค่ะ แหม...ลานนาไม่ทันตั้งตัวนี่คะ”
        “แล้วตอนนี้หายอึ้งหรือยังล่ะ”
        “ดีขึ้นแล้วค่ะ”
        “ค่อยยังชั่ว! ผมไม่อยากอกหักซ้ำซาก”
        “ความจริง...เรื่องพี่พันธุ์สูรย์เนี่ย ลานนาก็ไม่ถึงขนาดอกหักมากมายหรอกนะคะ...ลานนามีความรู้สึกดีๆ...”
        อนิรุทธิ์ทั้งขวางทั้งหมั่นไส้ “พอแล้ว ไม่ต้องอธิบายมาก”
      
        ลานนาหัวเราะอย่างแจ่มใส แล้วสองคนก็พากันเดินออกไปจากที่นั้น
      
       อ่านต่อหน้า 4


  


       ค่ำแล้วเทือกเขาหน้าคฤหาสน์ดำทะมึนท่ามกลางบรรยากาศดึกสงัด บ้านโดมทองดูตระหง่าน และลึกลับ ท่ามกลางสายหมอกสีขาวนั้น
      
        ส่วนภายในบ้าน อดิศวร์กำลังนั่งทำงานอยู่ในห้อง สักพักหนึ่ง มีเสียงฝีเท้าคนเดินเบาๆ อยู่ภายนอก อดิศวร์เงยหน้าขึ้นจากงานตรงหน้า เสียงนั้นเหมือนคนกำลังเดินช้าๆ มาหยุดอยู่หน้าห้องทำงาน
        อดิศวร์ลุกขึ้นเดินมาเปิดประตูดู พอพบว่าบริเวณภายนอกว่างเปล่า จึงเดินออกมา แล้วกวาดตามองเพื่อให้แน่ใจ
       ทุกอย่างดูปกติ อดิศวร์เดินกลับเข้ามาในห้องแล้วเซผงะ ด้วยความตกใจ
        เพื่อปรากฏร่างผีท่านผู้หญิงยืนสีหน้าบึ้งตึง ราวกับโกรธอย่างรุนแรง เพ่งมองมา
        อดิศวร์ตกใจตื่น
        “คุณย่า”
        สีหน้าอดิศวร์ใคร่ครวญตริตรอง
        บรรยากาศยามเช้าวันนี้ดูสดใส อุษาหอบดอกกุหลาบเดินมาจะเข้าบ้าน เพิ่งเดินมาจากประตูรั้ว อุษามีสีหน้าแปลกใจ เมื่อเห็นแสงแขยืนมองด้วยสีหน้าเรียบสนิท อุษาเดินเข้ามาใกล้ .. ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
        “ดีใจจังที่เห็นเธอออกมาข้างนอกบ้าง”
        แสงแขมองมาที่ดอกไม้ “พันธุ์สูรย์เอามาให้หรือ”
        อุษาพยักหน้า นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความสุข “ใช่”
        แสงแขถอนใจยาว “ทุกคนกำลังมีความสุข...ยกเว้นแขคนเดียว”
        “ไม่เอาน่า” แสงแขเว้นไปอีกนิด...สีหน้ากระตือรือร้น “พี่คุยกับพันธุ์สูรย์แล้วนะ หลังแต่งงาน เราจะพาเธอไปอยู่ด้วย”
        แสงแขพูดอย่างเลื่อนลอย “คุณลบกับวิรงรอง ก็จะอยู่ที่นี่กันสองคน”
        อุษาปลอบโยน “แสงแข”
        แสงแขนัยน์ตาค่อยๆ เลื่อนมาที่อุษา “แขไม่ไปไหนหรอก...แขจะอยู่ที่โดมทองตลอดไป...แขจะรอคนที่แขรัก”
        สีหน้าแสงแขดุดันเหมือนอยู่ในภวังค์ ถึงแม้นัยน์ตาจะมองอุษา
        อุษามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกเยือกเย็นขึ้นมา
        “คุณย่าก็ชวนให้แขอยู่...ท่านจะได้มีเพื่อน”
        “เข้าไปข้างในกันเถอะ”
        “คุณย่าสิงอยู่โดมทอง...แขก็จะสิงอยู่ในโดมทอง”
        อุษาจูงมือแสงแข “จุ๊...คุณย่าท่านไปสบายแล้ว...อย่าคิดมาก”
        อุษาพาแสงแขเข้าไปจนได้ โดยแสงแขยังคงเหมือนอยู่ในภวังค์
      
        อุษาเดินพาแสงแขมาถึงหน้าห้อง
        “เดี๋ยวพี่จะให้อุไรมาอยู่เป็นเพื่อนนะ”
        “ไม่ต้อง! เดี๋ยวคุณย่าจะด่าแข”
        “แสงแข...คุณย่าท่านเสียไปแล้ว”
        “เดี๋ยวแขจะฟ้องคุณย่าว่า พี่อุษาแช่งท่าน”
        “ฟังพี่นะ แสงแข”
        แสงแขชะงัก “คุณย่าเรียกแขแล้ว...แขต้องรีบเข้าไป”
        แสงแขรีบเปิดประตูเดินเข้าไป แล้วปิดประตู
        สักครู่...อุษาค่อยๆ แง้มประตูมองเข้าไป เห็นแสงแขนั่งพับเพียบเรียบร้อย ทำเหมือนพูดกับใครคนหนึ่งที่นั่งบนเตียงอย่างนอบน้อม
      
        อุษาค่อยๆ ปิดประตูลงเบาๆ สีหน้าแววตาดูตระหนกตกใจ ยกมือลูบแขนตัวเองในลักษณะขนลุกชันขึ้นมา


  


       วันเวลาผ่านไปอีก ค่ำนั้น วิรงรองเดินแกมวิ่งเข้ามาภายในครัว
      
        “พี่อุษา...เอ๊ะ”
       แสงแขค่อยๆ เบือนหน้ากลับมามองด้วยสีหน้าขรึมสนิท
        “ขอโทษค่ะ ดิฉันนึกว่า พี่อุษาอยู่ที่นี่”
       วิรงรองหันหลังจะเดินไป
        “เดี๋ยว! อย่าเพิ่งไป”
       วิรงรองค่อยๆ หันกลับมา
        “เธอจะแต่งงานกับคุณลบอาทิตย์หน้าแน่ใช่ไหม”
        “ค่ะ” วิรงรองพูดเสียงเบา
        แสงแขถอนใจยาว
       “เธอโชคดีเสมอ...วิรงรอง...ฉันซิโชคร้ายตลอดเวลา...ไม่เคยสมหวังอะไรสักอย่าง”
       แสงแขนัยน์ตาหม่นเศร้า ขณะที่วิรงรองเริ่มอึดอัด ด้วยไม่รู้ว่าแสงแขจะเอายังไง มาไม้ไหนแน่
        “แต่งแล้ว เธอก็จะมาอยู่ที่นี่”
        “ค่ะ”
        แสงแขพูดเหมือนรำพึงกับตัวเอง “แล้วฉันจะอยู่ยังไง”
        วิรงรองเสียงอ่อนลง “อย่าคิดมากซิคะ...เราก็อยู่เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา...ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”
        แสงแขมองวิรงรองอย่างเพ่งพิศ “มีใครบ้างที่จะดีกับคนที่รู้แน่ๆ ว่าเป็นศัตรูของตัวเองเธอก็รู้นี่ว่าฉันจ้างคนฆ่าเธอ”
        “ทราบค่ะ”
        “แล้วก็ยังไม่โกรธฉัน?” แสงแขพูดเป็นเชิงถาม
        “จะบอกว่าไม่โกรธเลยก็คงจะดูแสนดีเดินไป แต่ฉันเห็นแก่พี่อุษาเพราะเธอดีกับฉันมาก...ดีมาตั้งแต่แรก...แล้วก็เห็นกับคุณอดิศวร์ด้วย...เธอคงไม่สบายใจอย่างแน่นอน ถ้าหากน้องของเธอจะติดคุกในฐานะฆาตกร”
        แสงแขจ้องมองครู่หนึ่งแล้วแสยะยิ้ม “พูดตรงดี ฉันก็เกลียดเธอ เกลียดตั้งแต่แรกเห็น เกลียดเพราะเธอทำให้คุณลบรักได้ ทั้งๆที่เขาไม่เคยสนใจใครมาก่อนเลย แต่ ..ช่างมันเถอะ เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว” พลางขยับจะเดินไป
        “คุณแสงแขคะ”
       แสงแขหยุด หันมามอง
        “เราลืมเรื่องที่ผ่านมาดีกว่า...แล้วเริ่มต้นกันใหม่ เรื่องที่เกิดขึ้น ดิฉันเองก็มีส่วนผิด!”
        แสงแขยิ้มบางๆ “ขอให้เธอกับคุณลบโชคดี” แล้วเดินออกไป
        วิรงรองยิ้มอย่างโล่งใจ “ขอบคุณมากค่ะ”
      
        แสงแขเดินออกมาจากตัวบ้าน แล้วหยุด เงยหน้าขึ้นหลับตา สูดลมหายใจยาว ลมพัดแรงขึ้น...ผมเผ้าเสื้อผ้าปลิวไสว แสงแขยืนอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง แล้วหันมาเงยหน้ามองตัวบ้าน แสงแขน้ำตารื้นขึ้นมา
        “ลาก่อน...คุณลบ...ลาก่อน...โดมทอง”
        แสงแขตัดใจหันหลังเดินออกไปจากที่นั้น ท่ามกลางพายุลมที่โหมพัดแรงขึ้นทุกที
      
       อุไรกำลังสอนสาวใช้คนใหม่ให้วางจานชาม ผ้าเช็ดปาก เครื่องใช้ต่างๆ บนโต๊ะ
       อดิศวร์และวิรงรอง กับพันธุ์สูรย์และอุษาเดินคุยกันเข้ามา
        “อ้าว! คุณแสงแขล่ะคะ” วิรงรองแปลกใจ
        “คงอยู่ในห้องมั้งคะ”
       ภายนอกลมพัดแรง จนหน้าต่างถูกลมพัดปิดอย่างรุนแรงดังโครมคราม
       ท้องฟ้าครืนครันเหมือนฝนกำลังจะตก
        “อยู่ดีๆ ก็มีพายุ” พันธุ์สูรย์พูดพลางเดินไปช่วยอุษาและวิปิดหน้าต่าง
        “อุษาขึ้นไปตามแสงแขเถอะ...พี่ช่วยทางนี้เอง” อดิศวร์บอก
        “ค่ะ”
        “วิไปด้วยค่ะ! จะไปปิดหน้าต่างในห้องด้วย”
       วิรงรองและอุษาไปด้วยกัน คนอื่นๆ ช่วยกันแยกย้ายไปปิดหน้าต่าง ฝนฟ้าคะนองภายนอก
      
        ฟากแสงแขเดินมาถึงบริเวณชายหาด ท่ามกลางพายุและทะเลบ้า แสงแขหยุดยืนมองทะเล ด้วยสีหน้านิ่งสนิท ท่ามกลางพายุและทะเลคลั่ง เหมือนมีใครคนหนึ่ง กวักมือเรียกแสงแขมาจากทะเลนั้น
        แสงแขเพ่งมองฝ่าความมืดออกไปที่เงานั้นซึ่งค่อยๆ จมหายไปในเกลียวคลื่น
      
       ส่วนอุษาเดินมาเคาะประตูห้องแสงแข ขณะวิรงรองรีบปิดหน้าต่างบริเวณนั้น
        “แสงแข ! แสงแข” อุษาตะโกนเสียงแข่งพายุ
       ในที่สุดอุษาตัดสินใจเปิดประตู แล้วเดินเข้าไปเปิดไฟ
       วิรงรองปิดหน้าต่างเสร็จ รีบเดินเข้ามา แล้วต่างรีบปิดหน้าต่าง ด้วยฝนสาดเข้ามา
        “แสงแขไปไหน”
        วิรงรองมองโดยรอบ “นั่นซีคะ”
       ลมฝนเทกระหน่ำ ท้องทะเลเหมือนเป็นบ้าคลั่ง คลื่นลูกใหญ่ม้วนตัวซัดอย่างน่ากลัว แลเห็นแสงแขในชุดนอนเดินมาตามหาดทราย แล้วก้าวลงไปในทะเล
      
       ใบหน้าของแสงแขนิ่งสนิทแน่วแน่ ขณะก้าวลึกลงไปเรื่อยๆ

       ด้านนอกโดมทองฝนยังตกหนักราวกับฟ้ารั่ว แสงฟ้าแลบแปลบปลาบ ทั้งร้องทั้งผ่าดังครืนครัน ทุกคนเข้ามาในห้องนั่งเล่น ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
      
        “ไม่มีวี่แววเลยหรือครับ” พันธุ์สูรย์บอก
       ทุกคนต่างส่ายหน้ากันหมด
        “หรือว่าจะออกไปข้างนอก” วิรงรองว่า
        อุษาท้วง “ออกไปทั้งๆ ฝนตกหนักอย่างนี้น่ะหรือ”
        อดิศวร์กลับเห็นด้วย “ไม่แน่ ไป พันธุ์สูรย์”
        อุษาขยับ จะตาม “อุษาไปด้วยค่ะ”
        “คุณรออยู่ที่นี่กับคุณวิรงรองดีกว่า” พันธุ์สูรย์บอก
       อดิศวร์และพันธุ์สูรย์ออกไปแล้ว 4 สาวมองตามกังวล วิรงรอง และอุษาเลื่อนมือมาจับกันแน่น
      
       ฝนยังคงตกหนักไม่มีท่าว่าจะหยุด ฟ้าแลบฟ้าร้อง และทะเลซัดคลื่นแรงอย่างบ้าคลั่ง แสงแขเดินโซซัดโซเซร่างถูกซัดไปตามคลื่นลมแรง แล้วในที่สุดก็ถูกทะเลบ้ากลืนกิน ร่างแสงแขจมหายลงไป
      
       ส่วนที่บริเวณชายหาด ทุกคนฉายไฟตามหาแล้วร้องโหวกเหวก เรียกแสงแขดังขึ้นเป็นระยะๆ
       “คุณแสงแข...คุณแสงแข”
      
        ฝ่ายอุษาเดินจากชะเง้อมองที่หน้าต่างมารวมกลุ่ม
        “พี่ใจไม่ดีเลย”
        สาวใช้ยกถาดเครื่องดื่มร้อนๆ มาเสิร์ฟแล้วออกไป
        “ถึงว่าเถอะค่ะ คุณอุษาจำได้ไหมคะ ที่ต้องมีคนจมน้ำทะเลตายทุกปี”
        อุษาหน้าซีด วิรงรองกอดไว้ หันมาดุ
        “ฮื้อ...ป้าอุไรคะ”
        “อ้าว! ก็มันจริงนี่คะ...ปีนี้ยังไม่มีใครตายเลย” อุไรยังไม่หยุด เรื่อยเจื้อยต่อ
        อุษาสะอื้นออกมา
        “ป้าอุไร” วิรงรองเสียงดัง
        “ป้าช่วยออกไปก่อนได้ไหมคะ”
        “ได้ค่ะ ป้าว่าจะออกไปดูข้างนอกเหมือนกัน แล้วเดี๋ยวจะมาส่งข่าว” อุไรบอก
        “ไม่ต้องค่ะ ! ออกไปแล้วไม่ต้องกลับเข้ามาจนกว่าวิจะไปตาม”
        “อย่างนั้นก็ได้ค่ะ”
        อุไรลุกเดินไป แล้วหันกลับมาอีก สองสาวทำตาดุจ้อง อุไรยิ้มแห้งๆ แล้วเดินออกไป
      
        ทุกคนที่ชายหาดเดินถือไฟฉาย เปียกมะล่อกมะแล่กเดินมาจากบริเวณหาดไกลๆ ทยอยตรงมา สมทบกับ อดิศวร์และพันธุ์สูรย์ที่ยืนอยู่
        “คุณแสงแขคงจะไม่ได้มาที่นี่...บางทีเธออาจไปแถวป่าละเมาะ” พันธุ์สูรย์คาดการณ์
        “จะไปทำไมแถวนั้น” อดิศวร์ค้าน
        “ก็คงเป็นเหตุผลเดียวกับที่เราสังหรณ์ใจว่า ทำไมเธอมาที่นี่นั่นแหละครับ”
        “งั้นคนงานที่ไปหาแถวนั้น อาจจะเจอตัวแล้ว”
        “ผมหวังว่าอย่างนั้น” พันธุ์สูรย์บอก
        อดิศวร์พยักหน้ากับเหล่าคนงาน “กลับได้”
        ทั้งหมดเดินย้อนกลับไปที่รถซึ่งจอดอยู่
      
        รถตู้คนงานแล่นเข้ามาจอด ทุกคนรีบลง ขณะที่กลุ่มคนงานอีกกลุ่มเดินมาหาอดิศวร์
        “พบคุณแสงแขหรือเปล่า”
        “ไม่พบครับ .... แถวๆนี้ ก็ไม่มี” คนงานบอก
        สองหนุ่มหันมาสบตากันอย่างเป็นกังวล
      
        อุไรรีบเข้ามารายงาน
        “กลับกันมาแล้วค่ะ”
        ทั้ง 3 สาวลุกขึ้นพร้อมกันด้วยสีหน้าตื่นเต้น เต็มไปด้วยความหวัง
        “เปล่าค่ะ คุณลบบอกว่าไม่พบคุณแสงแข” อุไรบอกต่อ
        อุษาเข่าอ่อน วิรงรองและลานนา รีบรับไว้ พามานั่ง
        “ลานนากับอุไรอยู่กับพี่อุษาก่อนนะ...วิจะไปถามคุณอดิศวร์”
        อุไรรายงานข่าวอีก “คุณลบขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าค่ะ! คุณพันธุ์สูรย์ก็ไปเปลี่ยนที่ห้องรับรองแขก...เปียกมะล่อกมะแล่กกันทั้งสองคน”
        “มีอะไรที่ป้าไม่รู้มั้ย” ลานนาแซว
        “ส่วนมากป้าจะรู้หมดทุกอย่างค่ะ”
        “พี่อุษาทำใจดีๆ ก่อนนะคะ...วิจะไปถามคุณอดิศวร์”
        “คุณลบไปอาบน้ำค่ะ...”
        อุไรเสียงอ่อยลง ช่วงท้ายประโยคเพราะวิรงรองจ้องหน้าเขม็ง
        สักครู่หนึ่งวิรงรองเดินออกไป ขณะลานนาปลอบโยนอุษาอยู่
      
        วิรงรองเดินตรงมาที่หน้าห้องนอน ขณะที่ลบออกมาจากห้อง ผมเปียกฝนเพิ่งแห้งหมาดๆ
        “คุณอดิศวร์คะ”
        “แสงแขอาจจะหนีไปที่อื่น...”
        “คงเป็นเพราะเธอสะเทือนใจเรื่องที่เราจะแต่งงาน...” วิรงรองทอดถอนใจ
        “อย่าโทษตัวเองซิ...แสงแขรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า สักวันเราต้องแต่งงานกัน...”
        วิรงรองถอนใจอีก “แล้วนี่เธอจะไปลำบากอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้...ทั้งพายุทั้งฝนอย่างนี้”
        “อุษาล่ะ”
        “อยู่ห้องนั่งเล่นค่ะ”
        อดิศวร์พยักหน้า แล้วเดินลงไปกับวิรงรอง
      
        วิรงรอง และอดิศวร์ เดินลงมาตรงเชิงบันไดชั้นล่าง พบพันธุ์สูรย์พอดี พันธุ์สูรย์กำลังปิดโทรศัพท์
        “ผมโทร.ไปบอกเจ้าภูไทให้ช่วยกันระดมค้นหาคุณแสงแข ตั้งแต่เช้าวันพรุ่งนี้”
        อดิศวร์พยักหน้า “ขอบใจ...ไปดูอุษากันเถอะ”
        ทั้งหมดขยับออกเดิน พันธุ์สูรย์เอ่ยขึ้น
        “คุณลบ”
        อดิศวร์และวิรงรองหันมามอง
        “ผม...ไม่ได้แช่ง...แต่...”
        “อย่าพูดให้อุษาฟังเด็ดขาด” อดิศวร์ห้าม
        “หมายความว่ายังไงคะ!”
        “คุณแสงแขนิสัยเหมือนท่านผู้หญิงอย่างนึง...คือ...ยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ได้” พันธุ์สูรย์บอก
      
        วิรงรองยกมือทาบอก ตาเบิกกว้างนิดๆ ด้วยความตกใจ


  


       ภายในห้องนั่งเล่นยามนั้น ลานนานั่งบีบมืออุษานิ่งๆ อุไรก็พลอยนิ่งไปด้วย แล้วสักครู่หนึ่งอดิศวร์และคณะเดินเข้ามา อุษาลุกขึ้นทันที
      
       “คุณลบคะ...แสงแข” อุษาน้ำตาไหลอีก “แสงแขไม่มีเพื่อนสนิทเลย...แล้ว...แล้ว..จะไปอยู่ที่ไหน”
        อดิศวร์โอบอุษาอย่างอ่อนโยน “เรายังไม่รู้อะไร...อย่าเพิ่งคิดมาก”
        “พรุ่งนี้ ผมจะมาช่วยหาแต่เช้า” พันธุ์สูรย์เอ่ยขึ้น
        “ลานนาก็จะมาด้วยค่ะ...แต่ตอนนี้ต้องกลับก่อน” ลานนาบอก
        “ค่ะ...ขอบคุณมาก”
        “วิจะเดินไปส่งค่ะ”
        “ไม่เป็นไรครับ...เดินออกไปแค่นี้เอง...ผมฝากอุษาด้วย”
        วิรงรองขยับจะรับปาก แต่อดิศวร์ชิงพูดขึ้นก่อน
        “อุษาเป็นน้องฉัน ... นายไม่จำเป็นต้องฝาก”
        ลานนา และวิรงรองสบตากันอย่างกังวล
        พันธุ์สูรย์ไม่สนใจอดิศวร์ จับมืออุษาไว้อย่างอ่อนโยน “ผมกลับก่อนนะ...พรุ่งนี้จะรีบมาแต่เช้า”
        “ค่ะ”
        “พรุ่งนี้พบกันนะคะ คุณอุษา” ลานนาเอ่ยลา
        อุษาฝืนยิ้ม แล้วพยักหน้ารับ ลานนาไหว้ลาอดิศวร์ แล้วหันมาพยักหน้ากับวิรงรองแล้วเดินตามพันธุ์สูรย์ออกไป
        วิรงรองจับมืออุษาไว้ “คืนนี้วิจะนอนเป็นเพื่อนนะคะ”
        “ขอบคุณค่ะ”
        วิรงรองพาอุษาเดินออกไป อดิศวร์เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปข้างนอกด้วยสีหน้าหนักใจ
      
        รุ่งเช้า ดวงอาทิตย์เพิ่งจะโผล่ขึ้นมายังไม่พ้นขอบฟ้า บรรยากาศขมุกขมัว ที่ชายหาด อดิศวร์ พันธุ์สูรย์ ภูไท สม และบรรดาคนงาน ทุกคนแยกย้ายกันค้นหาแสงแข อย่างแข็งขัน
      
        บรรดาสาวๆ รวมตัวกันอยู่หน้าบ้าน ในลักษณะรอคอย โดยมีวิรงรอง และลานนาคอยบีบมืออุษาปลอบโยน
        ทุกคนต่างเงียบกันสนิท แม้กระทั่งอุไรซึ่งนั่งพนมมือสวดมนต์เงียบๆ


  


       ส่วนที่ริมทะเล ทุกคนแยกย้ายกันค้นหา จนกระทั่งพันธุ์สูรย์ตะโกนมาจากมุมหนึ่ง
      
        “วู้! คุณลบ! ทางนี้!”
        อดิศวร์และคนงานส่วนหนึ่ง หันไปมอง
        “ทางนี้” พันธุ์สูรย์ตะโกนมาอีก
        อดิศวร์และคนที่แยกย้าย รีบวิ่งไปตามเสียงเรียก พันธุ์สูรย์และคนงานที่อยู่ก่อน กำลังยืนล้อมดูอะไรอย่างหนึ่ง
       ขณะอดิศวร์และคนอื่นๆ เดินแกมวิ่งมาถึง ทุกคนหลีกทางให้
        อดิศวร์ก้าวเข้ามาหยุด ชะงัก ถอนใจยาว ด้วยคาดไว้ก่อนแล้ว แต่ก็ยังอดสลดใจและ ตกใจไม่ได้
      
        ร่างของแสงแขถูกน้ำพัดมาเกยอยู่ชายหาดบริเวณนั้น สีหน้าอดิศวร์และทุกคนเต็มไปด้วยความสลดใจ
        
      
       ฝนฟ้าซาลง บรรยากาศยามเช้าค่อนข้างขมุกขมัว ทุกคนนั่งกันนิ่งในห้องนั่งเล่น โดยวิรงรองและลานนาคอยบีบมือปลอบอุษาอยู่ สักพักหนึ่งอดิศวร์ พันธุ์สูรย์ และ ภูไทเดินกลับเข้ามา สีหน้าแต่ละคนเคร่งเครียด สาวๆ เงยหน้ามองเขม็ง อย่างรอฟังคำตอบ
        อดิศวร์เป็นคนพูดขึ้นในที่สุด “พบแสงแขแล้ว....” อดิศวร์เว้นไปอีกนิด
       อุษาผุดลุกขึ้น ลานนาและวิรงรองลุกตาม อดิศวร์มองอุษาหน้าเศร้า
       “พี่เสียใจด้วย”
       อุษารู้ทันทีปิดหน้าร้องไห้เสียงโหยหวน พันธุ์สูรย์รีบเดินเข้ามา แล้วจับแขนไว้
        “คุณอุษา”
      
       อุษาสะอึกสะอื้นจนตัวโยน พันธุ์สูรย์โอบกอดไว้อย่างปลอบโยน สีหน้าแต่ละคนล้วนสลดหดหู่


  


       เวลาผันผ่านไปอีกสักระยะหนึ่ง โดมทองยังดูสง่างามเคร่งขรึมตามวันเวลาที่ลวงเลย
      
       ภายในห้องบรรพบุรุษ วิรงรองปักธูป แล้วก้มกราบบรรดาบรรพบุรุษ ซึ่งมีรูปพลับพลึงถูกเขียนขึ้นใหม่รวมอยู่ด้วย
       อดิศวร์เดินเข้ามา
        “มาอยู่นี่เอง”
       อดิศวร์ก้มตัวลงก้มกราบเช่นกัน
        “ไปกันเถอะ...เดี๋ยวจะไปรับคุณแม่ไม่ทัน”
        “ค่ะ”
       อดิศวร์ช่วยประคองวิรงรองขึ้น แล้วพาเดินไปที่ประตู จู่ๆ มีเสียงเหมือนถอนใจเบาๆ ดังขึ้น วิรงรองหยุดชะงัก หันไปมองแล้วสะดุ้งเฮือก เห็นท่านผู้หญิงสรรักษ์ในรูป แสยะยิ้มเยาะมองมาอย่างประสงค์ร้าย
        อดิศวร์หันมามองตาม “อะไรหรือ”
        วิรงรองกระพริบตามองอีกที เห็นรูปภาพเป็นปกติ จึงทอดถอนใจ
       “ไม่มีอะไรค่ะ วิคงตาฝาดไป”
       อดิศวร์โอบไหล่วิรงรองเดินเคียงกันออกไป
      
       วิรงรองอดเหลียวหลังมามองอีกทีไม่ได้ วินาทีนั้นเหมือนกับว่า...รูปภาพท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์กำลังมองจ้องตอบเธอกลับมา ด้วยสีหน้าแววตามีเลศนัย!


      
       จบบริบูรณ์
กลับไปยังรายบอร์ด